✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 62 || P.18 ||01.06.2020 ✤
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 62 || P.18 ||01.06.2020 ✤  (อ่าน 19071 ครั้ง)

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ


3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป


12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail


16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 19:52:51 โดย Malimaru »

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 01 || 25.08.2019 ✤
«ตอบ #1 เมื่อ25-08-2019 13:57:52 »

คำแนะนำก่อนอ่าน & สารบัญ (ด้านล่าง)

แรงบันดาลใจเบื้องหลังการเขียนนิยายเรื่องนี้เกิดจากความงดงามของช่วงเวลาไร้เดียงสา เมื่อครั้งที่พวกเรายังเป็นเด็กน้อย กินอะไรก็อร่อย ทำอะไรก็สนุก หัวเราะกับเรื่องเล็กน้อยด้วยเสียงดังๆ แถมทุกสิ่งรอบตัวยังสดใหม่และน่าตื่นเต้นไปเสียหมด ทั้งนี้ เราตั้งใจจะบอกเล่าเรื่องราวของทุกๆ ตัวละครอย่างค่อยเป็นค่อยไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านที่รักทุกคนจะดื่มด่ำกับช่วงเวลาสีลูกกวาดของชาวบางเขย่งตัวน้อยๆ ไปพร้อมๆ กันนะคะ

ขอให้อ่านอย่างมีความสุข & รักคนอ่านทุกท่านค่ะ
มะลิมารุ / น้อยหน่า

หมายเหตุทิ้งท้าย:
1. เรื่องราวและเหตุการณ์ในเรื่องไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ เจือปนทั้งสิ้น ภาษาที่ใช้อาจมีคำสบถ หยาบคาย เป็นภาษาปากเสียส่วนใหญ่ หากพบข้อผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดช่วยชี้แนะและติชมด้วยนะคะ
2. นอกจากตอนแรกแล้ว เราจะลงนิยายอาทิตย์ละครั้ง เจอกันทุกๆ วันจันทร์เช่นเดิมค่ะ
3. ติดตามอัปเดตนิยายได้ที่: เพจสงบๆ ที่อัปเดตเป็นครั้งคราว(กดตรงนี้ได้เลยค่ะ)



สารบัญ
(ภาคผู้เยาว์)
01     02     03     04
05     06     07     08
09     10     11     12
13     14     15     16
17     18      19     20
21     22     23     24
25     26     27     28
29     30     31     32
33     34     35     36
37     38      39     40
41     42     43     44
45     46     47     48
49     50     51     52
53     54     55     56
57     58     59     60
61     62







Extra:Sunflower and Her Lover Boy




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 19:56:20 โดย Malimaru »

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 01 || 25.08.2019 ✤
«ตอบ #2 เมื่อ25-08-2019 14:02:01 »

- 01 -



“นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ”

“สวัสดีครับคุณครู”

“สวัสดีค่ะคุณครู”

“สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคน เทอมนี้เรามีเพื่อนใหม่เพิ่งย้ายมา...” อาการโยกหัว ยืดตัว เหยียดคอเมียงมองโดยพร้อมเพรียงกันของเพื่อนใหม่จากทั่วทุกมุมห้องทำเอาไจ๋หายใจติดขัดแถมขายังสั่นหงึกหงักเสียอีก “...ตั้งใจ มายืนตรงนี้ ข้างๆ ครูนี่”

เห็นคุณครูประจำชั้นคนใหม่พยักหน้าเรียก ไจ๋ที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงหน้าประตูห้องก็กอดกระเป๋าเป้แนบอกแล้วค่อยๆ เดินก้มหน้ามองพื้นไปหยุดยืนใกล้ๆ

ตึ้กตั้ก ตึ้กตั้ก...

ตอนถูกป๊ารุนหลังให้เดินตามครูไปห้องเรียนใหม่ ไจ๋ยังไม่ทันรู้สึกอะไร แต่ทันทีที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนแปลกหน้ากว่าสามสิบชีวิต เด็กชายจึงอดเม้มปากไม่ได้ ซ้ำยังเผลอตวัดสายตาลงจ้องมองปลายเท้าตัวเองเขม็ง สองมือเย็นเฉียบก็ไพล่ไปจับกันไว้ข้างหลังเพราะไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ไจ๋ตื่นเต้นเสียจนตอนนี้หูทั้งสองข้างได้ยินเพียงเสียงใจเต้นตูมตามกับเสียงกลืนน้ำลายเหนียวๆ ของตัวเองเท่านั้น

ทำไงได้ ก็ไจ๋ไม่เคยย้ายโรงเรียนมาก่อนนี่นา แถมเพื่อนที่นี่ก็ไม่มี มองไปทางไหนก็มีแต่คนที่ตัวเองไม่รู้จัก...

หือ นั่นเด็กข้างบ้านนี่นา

พอเจอคนคุ้นหน้า สายตาเจ้ากรรมก็ปักหลักจับจ้องเป้าหมาย ไม่คิดเคลื่อนย้ายไปไหนอีก จวบจนเมื่อสองหูแว่วเสียงครูบอกให้ไปนั่งที่แล้วนั่นแหละ ไจ๋จึงอุ้มกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนพื้นขึ้นกอด จากนั้นจึงเดินต้วมเตี้ยมไปสอดส่องอีกฝ่ายจากโต๊ะเรียนใหม่ของตัวเองแทน

โต๊ะของเด็กข้างบ้านอยู่ติดหน้าต่างค่อนไปทางหลังห้อง แถวติดหน้าต่างเป็นโต๊ะเรียนคู่ ไม่เหมือนแถวกลางห้องของไจ๋ซึ่งตั้งโต๊ะสามตัวเรียงติดกันเป็นพรืด ถึงโต๊ะเรียนตัวใหม่ตัวนี้จะไม่ใช่โต๊ะแถวคู่ริมหน้าต่าง แต่เพราะตั้งอยู่ติดริมทางเดินในระนาบเดียวกัน เวลาแอบเล็งเป้าหมายด้วยหางตา ไจ๋เลยไม่ต้องชะโงกหน้าให้เสียอาการ

ทว่าอีกนานทีเดียวกว่าไจ๋จะรู้ว่า ต่อให้ทำเลในห้องจะเป็นใจสักแค่ไหน แต่นับจากแรกเห็นหน้าเด็กข้างบ้านเป็นต้นมา ไจ๋ก็มักจะเผลอตัว เฝ้ามองตามอีกฝ่ายจนเมื่อยคอเป็นประจำ

•✤•✤•✤•

หลังมื้อกลางวัน ไจ๋สัมผัสถึงความโดดเดี่ยวแปลกแยกได้อย่างชัดเจน เพื่อนคนอื่นในห้องไม่สนใจจะคุยกับไจ๋ จะมีก็แต่หัวหน้าห้องกับเพื่อนผู้หญิงที่นั่งติดกันเท่านั้นที่ยังพอมีไมตรีให้บ้าง แต่ครั้นจะให้ไจ๋ไปกระโดดยาง เล่นขายของ หรือเล่นตุ๊กตากระดาษ ไจ๋ก็ทำใจไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว เด็กป.สามน้องใหม่เลยเที่ยวเดินโต๋เต๋สำรวจไปทั่วโรงเรียน ก่อนจะพบว่าเด็กข้างบ้านกำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ตรงใต้ต้นหูกวางริมรั้วใกล้กับเรือนเพาะชำ

ไจ๋ทอดสายตาไล่ตามร่างที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระอยู่พักใหญ่พลางเฝ้าถามตัวเองในใจว่า ถ้าอยู่ๆ เขาเดินเข้าไปขออีกฝ่ายเล่นด้วย จะได้ไหมนะ

ร่างกายไจ๋ไวกว่าความคิด รู้ตัวอีกที สองขาสั้นๆ ก็ก้าวเข้าไปหยุดยืนใกล้กับกลุ่มเพื่อนร่วมห้อง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากขอร่วมสนุก เด็กข้างบ้านกับเพื่อนอีกสามสี่คนก็ยกขบวนพากันจากไปพร้อมกับเสียงกริ่งบอกเวลาเริ่มเรียนคาบบ่ายที่ดังขึ้นอย่างพอดิบพอดี

•✤•✤•✤•

หลังเลิกเรียน ไจ๋ค่อยๆ เก็บดินสอใส่กล่อง รีดขอบสมุดกับหนังสือให้เรียบแล้วเรียงมันใส่กระเป๋าอย่างพิถีพิถัน จากนั้นก็ค่อยๆ ทอดน่องมุ่งหน้าไปยังประตูโรงเรียน เด็กชายถอนหายใจทุกครั้งที่เดินผ่านเด็กคนอื่นๆ ยิ่งเมื่อเห็นพวกเขาพูดจาเล่นหัวกันอย่างสนิทสนม หัวใจดวงน้อยก็ยิ่งหดเล็กลงจนเสียดไปทั้งอก ทั้งโรงเรียนนี้คงมีแต่เขาคนเดียวล่ะมั้งที่ต้องอมขี้ฟันอยู่ทั้งวันเพราะไม่มีคนคุยด้วย

“ไจ๋”

“หม่าม้า!” เมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของมารดา ไจ๋ก็โบกมือหยอยๆ ให้ สร้อยยืนรอลูกชายอยู่ตรงหน้าประตูโรงเรียนอย่างจดจ่อ พอไจ๋เดินเข้ามาใกล้ หล่อนก็ก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปฉวยกระเป๋าเป้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือก็จูงไจ๋ให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามกันไปขึ้นรถกระบะต่อหลังคาคันใหญ่ซึ่งจอดขวางหน้าประตูโรงเรียนอย่างมีอภิสิทธิ์

“เร็วไจ๋ ป๊าจอดรอนานแล้ว”

“อื้อ”

ทันทีที่สองแม่ลูก้าวขึ้นรถและนั่งประจำที่ เม้งก็เหยียบคันเร่งจนรถพุ่งฉิว จากนั้นจึงเบี่ยงหน้าหันไปส่งเสียงถามลูกคนเล็กด้วยความสนใจ “โรงเรียนใหม่เป็นยังไงบ้างไจ๋”

ไจ๋เหลือบมองพี่สาวซึ่งนั่งอยู่อีกฟากของเบาะโดยสารตอนหลัง ต้องจิตเองก็เห็นสายตาสอดส่องของน้องชายจึงเบะปากใส่ก่อนจะก้มหน้าลงอ่านการ์ตูนในมืออย่างไม่แยแส ไจ๋ยักไหล่ แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงหันไปตอบคำถามของบิดาแทน “ไม่ยังไง ก็ระ โรงเรียนอะป๊า”

“วันนี้มีใครแกล้งมึงหรือเปล่า”

“ไม่มี” ไจ๋ส่ายหัว ทำหน้ามู่ทู่เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน “แต่ไม่มีใครละ เล่นกับไจ๋เลยป๊า คนอื่นเขามีกลุ่มกันหมดละ แล้ว”

เมื่อฟังคำบอกเล่าของเลือดเนื้อเชื้อไขจนจบ เม้งก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจ “เห็นเมื่อเช้าครูเขาบอกว่าจะให้หัวหน้าห้องคอยดูไม่ใช่เหรอ มึงไม่เป็นเพื่อนกับเขาล่ะ”

คราวนี้ไจ๋สะบัดหน้าแรงจนหัวสั่นหัวคลอน ก่อนจะลั่นวาจาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ไจ๋ไม่อยากเป็นเพื่อนกับหัวหน้าห้องอะ”

“ทำไมล่ะ เป็นเพื่อนกับหัวหน้าห้องมันไม่ดียังไง เวลามึงถูกใครแกล้งจะได้มีคนคอยช่วยฟ้องครูไง ไม่เอาเหรอ” เม้งขึ้นเสียงซ้ำยังทำหน้าดุดัน ถึงจะเห็นหน้าบิดาเพียงเสี้ยวหนึ่ง แต่ไจ๋ก็อดนึกเปรียบเทียบหน้าตาผู้ให้กำเนิดกับสิงโตหินในวัดที่อาม่าชอบไปไหว้พระไม่ได้

เอาอีกแล้ว พอพูดเรื่องนี้ทีไร ป๊าก็ชอบทำหน้าแบบนี้ทุกที... แต่ไจ๋ไม่อยากคบกับหัวหน้าห้องนี่

“ไม่เอาอะ พวกผู้หญิงน่าระ รำคาญ” ไจ๋ออกความเห็นโดยไม่คิดพาดพิงใคร แต่กลับมีคนทนฟังไม่ได้เสียอย่างนั้น

“เหอะ ทำอย่างกับแกไม่น่ารำคาญงั้นแหละ” ต้องจิตละสายตาจากหน้ากระดาษแล้วหันไปแขวะน้องชายโดยเฉพาะ  แม้จะเป็นเพียงการโต้แย้งปลีกย่อย แต่เพราะสองพี่น้องเป็นยิ่งกว่าน้ำกับน้ำมัน ไม่แปลกหากบทสนทนานี้จะลงเอยด้วยการทะเลาะเบาะแว้งครั้งใหม่ระหว่างสายเลือด

“จะ เจ้ต้องนั่นละ แหละ ค...คะ โคตรน่าระ รำคาญ”

“แกนั่นแหละ น่ารำคาญ”

“จะ จะ จะ เจ้ต้องน่าระ รำคาญ!”

“แกต่างหากล่ะที่น่ารำคาญ ไอ้ไจ๋...” ต้องจิตเบ้ปาก กลอกตา ทำลอยหน้าล้อเลียนน้องชาย “...น่ารำคาญ ไอ้น่ารำคาญไจ๋ ไอ้ไจ๋น่ารำ...”

ยิ่งพี่สาวพูดจาร้ายกาจเท่าไร ไจ๋ก็ยิ่งต้องใช้ความพยายามในการเปล่งเสียงทุกถ้อยคำมากขึ้นเท่านั้น ทั้งที่หัวสมองประมวลถ้อยคำเผ็ดร้อนไว้นับไม่ถ้วน แต่เพราะกลไกในการออกเสียงไม่เป็นใจ เด็กชายจึงโล้ตัวเข้าหาต้องจิต ง้างขากรรไกรอยู่นานสองนานกว่าจะเอ่ยสิ่งที่คิดออกมาอย่างติดๆ ขัดๆ ยิ่งกว่าแผ่นเสียงตกร่อง

“จะ เจ้ตะ ตะ ต้องโคตรน่าระ รำคาญ!”

“ไอ้อ่างไจ๋!”

“ต้อง!” คนขับเห็นท่าไม่ดีจึงละสายตาจากถนนแล้วหันไปดุลูกคนโตโดยไม่เสียเวลาใคร่ครวญ

“ก็ไจ๋มัน...”

“มึงฟังที่ป๊าพูดไม่เข้าใจเหรอต้อง” ลึกๆ แล้วเม้งตั้งความหวังว่าต้องจิตจะเป็นพี่ที่ดี ยอมถอยให้น้อง แต่สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น คนเป็นพ่อจึงมักจะหักหาญน้ำใจลูกสาวที่อายุมากกว่าลูกชายเพียงสองปีเพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างทั้งคู่อยู่ร่ำไป

ต้องจิตทำเสียงฮึดฮัดพลางเหลือบมองน้องชายด้วยสายตาเคืองขุ่น ทว่าเมื่อเห็นหัวไถเกรียนทรงรองหวีที่ทำให้ไจ๋ยิ่งดูเด๋อๆ ด๋าๆ หล่อนก็แค่นเสียงเยาะในลำคอแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือในมือต่อ เห็นแบบนั้น ไจ๋เลยแลบลิ้นปลิ้นตา ทำหน้าเย้ยหยันพี่สาวคล้ายเอาคืน กระทั่งได้ยินเสียงเรียกของพ่อ เด็กชายจึงละสายตาจากคู่ปรับอย่างเสียไม่ได้

“ไจ๋”

“ฮึ?”

เม้งสบตาลูกชายผ่านกระจกมองหลังแล้วเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นพิเศษ “ถ้ามีใครแกล้ง มึงต้องมาบอกป๊านะ เข้าใจไหม”

“อือ ระ รู้แล้วน่า”

ก่อนหน้านี้ ตั้งใจโดนเพื่อนที่โรงเรียนเก่าแกล้งจนหัวแตก พอซักถามจนรู้ความว่าลูกคนเล็กโดนจับเหวี่ยงหัวกระแทกเสา เม้งก็หมายใจว่าจะไปเอาเรื่องทั้งเด็กและผู้ปกครองคู่กรณีให้ถึงที่สุด แต่หลังจากการเจรจาครั้งแรกที่ไร้ผล เขาก็สืบเสาะเพิ่มเติมจนได้รู้ว่าครอบครัวอีกฝ่ายเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคการเมือง มีเส้นสายเป็นขาใหญ่ในชุมชนท้องที่ อำนาจเรียกลมเรียกฝนก็มีล้นมือ ซ้ำยังเป็นผู้อุปถัมภ์รายสำคัญของโรงเรียน ที่สุดแล้ว นอกจากเม้งจะไม่ได้แก้แค้นให้ลูกชายจนสาสมใจ พวกครูยังพยายามเกลี้ยกล่อมทั้งสองฝ่ายให้รอมชอมยอมความ ซ้ำยังขอโทษขอโพยบ้านโน้นเสียยกใหญ่ค่าที่ทำให้เสียเวลาเดินทางมาเจรจาซ้ำซาก

ในเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสมควร เม้งจึงตัดสินใจทำเรื่องลาออกให้ลูกชาย พาไจ๋มาสมัครเข้าเรียนโรงเรียนวัดแถวบ้านเอาตอนก่อนเปิดเทอมชั้นป.สามได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ คราวนี้คนเป็นพ่อตั้งใจมั่นว่า ถ้าใครคิดจะรังแกเลือดเนื้อเชื้อไขของตนอีกล่ะก็ เขาจะใช้อำนาจแทรกแซง ทวงสิทธิคืนแก่ลูกชายอย่างสมน้ำสมเนื้อทีเดียวเชียว

เม้งจอดรถข้างกำแพงตึกแถวกลางเก่ากลางใหม่ห้องริมสุด ตึกแถวคูหานี้เป็นทั้งนิวาสถานและที่ทำงานของครอบครัวมาตั้งแต่เมื่อสมัยที่บิดาเขายังมีชีวิตอยู่ ชั้นล่างสุดเปิดเป็นร้านชำ ขายสินค้าจำเป็นสำหรับทุกครัวเรือน สองชั้นที่เหลือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกทั้งเจ็ดคน

เม้งกับสร้อยเดินนำหน้าลูกๆ ไปยังทางเข้าด้านข้างของร้านชำ พวกเด็กๆ ที่ถึงแม้จะทะเลาะกันเป็นประจำ แต่ทันทีที่ก้าวขาเข้าบ้าน ทั้งคู่ก็วิ่งตรงดิ่งไปเปิดตู้แช่โดยพร้อมเพรียง เด็กชายเขย่งปลายเท้าเอื้อมหยิบแก้วเก็กฮวยที่แช่อยู่ด้านบน ส่วนเด็กหญิงก็ล้วงปีโป้ตรงช่องแช่น้ำแข็งด้านล่าง เมื่อกักตุนขนมได้จำนวนหนึ่ง ต้องจิตก็ซอยเท้าหายขึ้นชั้นบนโดยไม่ร่ำลา

ภาพความวุ่นวายของสองพี่น้องทำเอาหัวหน้าครอบครัวส่ายหัวอย่างอ่อนใจ แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นคนตรงหน้าร้าน เม้งก็ปลีกตัวพุ่งออกไปยืนกอดอกปั้นหน้ายักษ์ พร้อมขับไล่ไสส่งแขกไม่ได้รับเชิญทันที

“ชื่น เข้าไปช่วยอาม่าไป” เม้งเอ่ยกับลูกจ้างด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

“ค่ะเฮีย” ชื่นหรุบตามองพื้นแล้วหมุนตัวเดินไปด้านหลังร้านอย่างลุกลี้ลุกลน

“อ้าวเฮียเหมง กลับมาเร็วจัง ห่วงร้านเหรอ” เด็กหนุ่มด้านหน้าร้านดูจะไม่แปลกใจกับการปรากฏตัวของเม้ง ซ้ำยังยิ้มร่าตีหน้าซื่อใส่เจ้าของร้านเสียอีก

“ถ้าไม่ซื้ออะไรก็อย่าขวางหน้าร้าน เกะกะ” เม้งสวนกลับอย่างฉุนเฉียว ลำพังแค่ต้องเห็นหน้าก็หงุดหงิดจนจะเป็นบ้า ไอ้เด็กเปรตนี่ยังมีหน้าเรียกชื่อขานนามกันอย่างยียวนเสียอีก

“แหม มาถึงก็ไล่กันเลยนะเฮีย” หาญกล้ายิ้มแป้นพลางควงแก้วน้ำจับเลี้ยงใส่หน้าคู่สนทนาเหมือนจงใจยั่วโมโหกัน

“มึงรีบไสหัวไปให้พ้นสายตากูเลยนะ” เม้งพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ให้ความร่วมมือ

“แหมเฮียล่ะก็ ขอฉันกินน้ำให้หมดก่อนได้ไหมจ๊ะ” ลูกค้าแลบลิ้นเลียปลายหลอดสลับกับสอดส่ายสายตามองเข้าไปด้านในร้านอย่างมีเลศนัย เด็กหนุ่มฉีกยิ้มเสแสร้งแล้วทำพูดประจบ “น้ำจับเลี้ยงร้านเฮียเนี่ยกินแล้วชื่นใจอย่าบอกใครเลยนะจ๊ะ ขนาดฉันไปลองกินมาทั้งบางเขย่งแล้ว ยังหาน้ำจับเลี้ยงที่เด็ดเท่าร้านเฮียไม่เจอเลยจ้ะ”

เมื่อเห็นสายตาวิบวับกับสีหน้ากรุ้มกริ่มของคู่สนทนา เม้งก็พลันรู้แกวแล้วตวัดสายตามองตาม เขาเห็นชื่นยังเดินป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลเลยยิ่งพาลเด็กหนุ่มไปกันใหญ่ “มึงเอาไปแดกที่อื่นเลยไป อย่ามายืนถ่วงความเจริญหน้าร้านกู”

หาญกล้าจิ๊ปากพลางส่ายหัว หรี่ตามองเม้งอย่างระอา “ไล่ลูกค้าแบบนี้ไม่ดีนะเฮีย คนเขาอุตส่าห์ตั้งใจมาอุดหนุน”

ลองว่าถ้าลูกค้าคนอื่นพูดประโยคเมื่อครู่ เม้งคงยืดอกเอ่ยคำขอโทษเสียเดี๋ยวนั้น แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนของร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่คูหาติดกัน ให้ตายยังไง เจ้าของร้านชำก็ไม่มีวันก้มหัวให้เด็ดขาด

“ไป! มึงไปเดี๋ยวนี้เลยนะ อย่าให้กูต้องโมโห” เม้งชี้นิ้วไล่ซ้ำยังตะคอกอย่างไม่ไว้หน้า

“คำก็ไล่สองคำก็ไล่... ไม่อยากได้แก้วคืนแล้วหรือไงจ๊ะเฮียเหมง” หาญกล้าคาบหลอดไว้ด้วยริมฝีปากแล้วแกว่งแก้วเปล่าใส่หน้าเม้งอย่างยียวน คราวนี้เจ้าของร้านชำทนไม่ไหว คว้าแก้วหมับพร้อมทั้งผลักเด็กหนุ่มจนเซแซ่ดๆ

“มึงไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ไป๊!”

“อะๆ ไปก็ไป” แม้จะเสียอาการ แต่หาญกล้าก็ยังทรงตัวยืนตรงได้เหมือนเดิม “แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะแวะมาอุดหนุนใหม่นะจ๊ะเฮียโเม้ง บ๊าย บาย รักนะจุ๊บๆ ” เด็กหนุ่มเอ่ยทิ้งท้ายกับเจ้าของร้านชำหากแต่เอี้ยวตัวโบกมือไหวๆ ส่งซิกให้ชื่น พอทำลิงหลอกเจ้าได้สมใจ ก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์

เม้งมองตามหาญกล้าตาเขียว ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายหายลับเข้าตึกแถวห้องข้างๆ ก็จุ่มแก้วลงในถังหน้าร้านแล้วตักน้ำสาดพื้นตรงจุดที่เด็กหนุ่มเดินผ่านคล้ายต้องการล้างเสนียดจัญไรให้เกลี้ยงเกลา
.
.
.
.

“อาม่า” ไจ๋โผเข้าไปกอดย่าที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวด้านหลังร้าน หญิงชรายิ้มรับพลางลูบผมสั้นๆ ของหลานชายอย่างรักใคร่

“ไปโรงเรียนวันแรกเป็นยังไงบ้าง”

เด็กชายเบ้หน้า ไม่ออกความเห็นเป็นคำพูด ครั้นเมื่อสบสายตากับย่าก็ส่ายหัวแล้วเลี่ยงเบือนหน้าซุกจมูกหอมพุงนุ่มๆ ของหล่อนเสียเต็มรัก “ไจ๋อยากอยู่บ้านกับอาม่ามากกว่า”

หยู่ฮวยอมยิ้ม หล่อนรู้ดีกว่าใครว่าหลานคนเล็กช่างฉอเลาะ รู้จักพูดเอาใจ ที่สุดจึงชวนคุยเปลี่ยนเรื่อง “ไปๆ ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยลงมาทำการบ้าน”

“เพิ่งเปิดเทอม ไม่มีการบ้านซะหน่อย” ไจ๋ทำปากยื่น จมูกเล็กๆ ย่นยับ ดวงตากลมกะพริบยิบหยี ย่าจึงหยิกแก้มกลมๆ ของหลานชายเบาๆ แล้วตะล่อมเสียงอ่อน

“นั่นล่ะๆ ขึ้นไปเปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยลงมา”

สร้อยเดินมาสมทบพร้อมสำทับ “ไปไจ๋ อย่าลืมปิดหน้าต่างหลังห้องด้วย ฝนจะตกแล้ว”

“ก็ได้” ไจ๋พยักหน้ารับคำแม่แล้ววิ่งตื๋อขึ้นชั้นสอง พุ่งตัวเข้าห้องนอนด้านหลังไปทันที

ห้องนอนของไจ๋มีขนาดเล็กกว่าห้องนอนของอาม่าที่หันหน้าออกถนน ภายในห้องตกแต่งเรียบง่าย มีเครื่องเรือนเหมาะเจาะพอดีต่อความต้องการของเด็กชายวัยเก้าขวบ เดิมทีภายในห้องนอนเล็กนี้ไม่มีห้องน้ำ แต่เม้งไม่อยากให้ลูกชาย(รวมถึงลูกสาวที่ครองห้องนอนปีกเดียวกันบนชั้นสาม) ลำบากเดินออกไปเข้าห้องน้ำข้างนอกช่วงกลางค่ำกลางคืน เจ้าบ้านคนปัจจุบันจึงจ้างช่างมาเดินท่อ ก่อปูนกั้นห้องน้ำ ทำพื้นที่อาบน้ำในห้องให้เสร็จสรรพ

ช่วงสายของทุกวัน สร้อยจะสั่งให้แต้ว ลูกจ้างอีกคนขึ้นมาทำความสะอาดห้องให้พวกเด็กๆ แต้วมักจะเปิดหน้าต่างกับประตูหลังห้องที่เชื่อมกับระเบียงไว้ระบายความร้อนช่วงกลางวัน และขึ้นมาปิดในตอนเย็นๆ แต่หลังจากต้องกับไจ๋ขึ้นชั้นประถม สร้อยก็ยกหน้าที่ส่วนนี้ให้เจ้าของห้องจัดการเสียเป็นส่วนใหญ่

ขณะไจ๋กำลังจะเปิดตู้เสื้อผ้า หูก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบวิ่งขึ้นบันไดมา เด็กชายเหลือบมองผ่านประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ก็เห็นชื่นวิ่งหน้าตื่นขึ้นมาพอดี

“เดี๋ยวพี่ปิดให้นะไจ๋” ชื่นกำลังจะพุ่งตัวเข้ามาในห้อง แต่เสียงเรียกของต้องจิตที่ดังมาจากห้องชั้นบนก็ทำให้พี่เลี้ยงพะวักพะวน

“พี่ชื่นไปเหอะ เดี๋ยวไจ๋ปิดเอง” เด็กชายพยักพเยิดอย่างเข้าใจ ชื่นยิ้มตอบแล้ววิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสามด้วยความรวดเร็ว  เวลาต้องจิตอารมณ์ไม่ดี ไม่ว่าใครก็ไม่มีความสุขกันทั้งนั้น โดยเฉพาะชื่นที่มักจะโดนเด็กหญิงอาละวาดใส่เป็นประจำ ถ้าเลือกได้ ไจ๋ก็ไม่อยากเป็นสาเหตุให้พี่เลี้ยงตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของพี่สาวตัวเองโดยไม่จำเป็น

ในเมื่อรับปากชื่นว่าจะปิดประตูหน้าต่างเอง ไจ๋จึงหันหลังให้ตู้เสื้อผ้าแล้วเดินไปหลังห้อง เด็กชายนึกแปลกใจเมื่อเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทา ตอนออกจากโรงเรียนแดดยังแยงตาอยู่แท้ๆ เผลอแป๊บเดียวเมฆฝนก็ตั้งเค้าเสียแล้ว

ไจ๋ไล่ปิดหน้าต่างทั้งสามบาน จากนั้นจึงก้าวออกไปตรงระเบียงหลังห้องเพื่อไปถอดตะขอแล้วดึงบานประตูงับปิด แต่ไม่รู้ทำไม พอหางตาเหลือบเห็นระเบียงห้องข้างๆ สองขาสั้นๆ ก็ก้าวไปหยุดยืนพิงขอบระเบียงแล้วชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้องฝั่งเดียวกันของบ้านหลังข้างๆ อย่างสนอกสนใจ

จะกลับมาหรือยังนะ...

จังหวะที่ยื่นหน้าสอดส่องข้างบ้านอยู่นั้น ไจ๋ก็ได้ยินเสียงฝีเท้ากับเสียงบ่นของหญิงสาวที่แม้ไจ๋จะไม่รู้จักหล่อนเป็นการส่วนตัว แต่เพราะบ้านทั้งสองหลังห่างกันเพียงหนึ่งผนังกั้น เด็กชายจึงพอเดาได้ว่าเจ้าของเสียงคงไม่แคล้วเป็นมารดาของเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ที่นั่งโต๊ะติดหน้าต่างคนนั้นนั่นเอง

“คุนเอ๊ย ฝนจะลงเม็ดอยู่แล้ว มัวแต่ไปเถลไถลที่ไหนอยู่นะ”

ประโยคเมื่อครู่ดังใกล้หูมากเสียจนเด็กชายฉุกคิดขึ้นได้ว่า อีกฝ่ายอาจเห็นเขาเข้าแล้วก็เป็นได้ รู้ดังนั้น ไจ๋เลยหมุนตัววิ่งหน้าตั้ง รีบไปคว้าลูกบิดดึงบานประตูปิด จากนั้นจึงแอบซ่อนตัวอยู่พักใหญ่ ต่อเมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย ฝ่ามือเย็นเฉียบก็เลื่อนขึ้นวางแนบอกแล้วตบเบาๆ

เกือบไปแล้วไหมล่ะ
 
“เฮ้อ” ไจ๋ถอนหายใจยืดยาวพลางสั่งตัวเองให้คลายความตื่นเต้นลงช้าๆ ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมาเก้าปี น้อยครั้งนักที่ความอยากรู้อยากเห็นจะนำพาเขาไปสู่สถานการณ์จวนตัวเช่นหนนี้ จึงไม่แปลกหากสุดท้ายแล้วเด็กชายจะจำเรื่องเมื่อครู่ได้ฝังใจ กระทั่งชื่อเล่นของเด็กบ้านข้างๆ ก็ยังติดตรึงอยู่ในหัวใจดวงน้อยๆ นับแต่นั้น

•✤•TBC•✤•


สวัสดีค่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลย หวังว่าผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่านจะยังไม่ลืมเราเน้อ
เรากลับมาแล้วน้า รอบนี้พาน้องไจ๋วัยเก้าขวบมาอวดความน่ารักสดใสด้วย
ถ้าอ่านแล้วชอบหรือไม่ชอบยังไง อย่าลืมบอกกล่าวกันบ้างนะคะ ^^
เจอกันวันจันทร์หน้าเด้อ... รักทุกคนเหมือนเดิมค่า!!
อ้อ ถ้าใครเล่นทวิตเตอร์ ติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ได้เลยนะคะ เราจะตามไปส่อง!
ทางเข้าเพจร้าง ๆ ค่ะ แหะ ๆ ^^


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2019 10:06:30 โดย Malimaru »

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3204
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +128/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 01 || 25.08.2019 ✤
«ตอบ #3 เมื่อ25-08-2019 15:07:40 »

เปิดมาน้องไจ๋ก็ย้ายมาโรงเรียนใหม่เลยจ้า เอ็นดู~~ เข้าใหม่ไม่รู้จักใครโดดเดี่ยวมาก เข้าหาเพื่อนข้างบ้านเลยลูก เนียนๆหน่อย  :กอด1: รอน้องไจ๋ค่ะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 01 || 25.08.2019 ✤
«ตอบ #4 เมื่อ25-08-2019 17:30:35 »

 o13
 :3123:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 01 || 25.08.2019 ✤
«ตอบ #5 เมื่อ25-08-2019 19:00:30 »

รอติดตามน้องไจ๋ค่ะ

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 01 || 25.08.2019 ✤
«ตอบ #6 เมื่อ31-08-2019 00:06:49 »

นุ้งใจ๋ เป็นตี๋ตากลมเหรอออออ วุ้ย เห็นแววน่ารักเชียว

เจ้ต้องนี่ควรโดนสักป้าบ พูดจาไม่น่ารัก!

กอดฟัดน้อยหน่าเน้น ๆ คิดถึงมากกกกกก

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 02 || 02.09.2019 ✤
«ตอบ #7 เมื่อ02-09-2019 19:54:56 »

- 02 -


นอกจากอาการติดอ่างที่เป็นมาตั้งแต่จำความได้ ไจ๋ก็เพิ่งสังเกตเห็นคุณสมบัติอีกประการที่แบ่งแยกตัวเขาออกจากเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน

ในคาบศิลปะเมื่อช่วงเช้า เพื่อนในห้องทำตาลุกวาวทันทีที่เห็นสีไม้กล่องโตกับกบเหลาดินสอไฟฟ้าพกพาที่เด็กชายเตรียมมาเรียนวิชานี้โดยเฉพาะ เพื่อนโรงเรียนเก่าไม่เคยตื่นเต้นเพราะไจ๋ กลับเป็นเขาเสียอีกที่ต้องร้องอู้หูในใจเวลาเห็นเครื่องเขียนหรือของเล่นใหม่ๆ ที่ใครต่อใครต่างพกมาอวดที่โรงเรียนแบบไม่ซ้ำกัน

แต่ถึงจะมีดินสอสีไม้เจ็ดสิบสองแท่ง (ซึ่งนับว่าเยอะที่สุดในห้อง) จนเพื่อนหลายคนถึงกับลุกจากโต๊ะเพื่อมาขอดูใกล้ๆ ก็ยังโดนเด็กข้างบ้านเมินใส่ ขนาดไจ๋ลงทุนไปยืนจับจ้องเจ้าตัวและผองเพื่อนเล่นกันทุกวันจนโดนเด็กคนอื่นๆ ในกลุ่มนั้นมองหน้าด้วยสายตาแปลกๆ ก็แล้ว หรือกระทั่งเป็นเวรทำความสะอาดวันเดียวกัน อีกฝ่ายก็ยังไม่แยแสไจ๋อยู่ดี

“เสร็จยังมึง”

“ยัง”

ไจ๋แสร้งทำเฉย เด็กชายเร่งตวัดข้อมือสะบัดไม้กวาดไล่ตามฝุ่นบนพื้นอย่างแข็งขันโดยที่สองหูคอยเงี่ยฟังบทสนทนาตรงหน้าชั้นเรียนทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ หลายวันก่อนไจ๋ถามสินีนาฏ เพื่อนผู้หญิงที่นั่งข้างๆ กันเกี่ยวกับเด็กข้างบ้าน เด็กชายเลยได้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ อายุมากกว่าใครๆ ในห้องตั้งหนึ่งปี ไจ๋เลยแอบเรียกเจ้าตัวว่า ‘เฮียคุน’ อยู่ในใจ

กลุ่มของเฮียคุนมีกันสี่คน เรียนอยู่ห้องเดียวกับไจ๋สามคน ส่วนอีกคน ไจ๋เดาว่าคงเป็นเด็กป.สอง เพราะไจ๋เห็นดาวสีที่ปักอยู่เหนือชื่อตรงหน้าอกเสื้อของเด็กคนนั้นแค่สองดวง

เฮียคุนนั่งติดกับพี่ริวซึ่งครองตำแหน่งเด็กโตลำดับที่สองของห้อง อีกคนที่เหลือชื่อปอ นั่งโต๊ะติดหน้าต่างเหมือนเฮียคุนแต่อยู่ถัดไปข้างหน้าหนึ่งแถว เท่าที่คอยสังเกตการณ์อยู่หลายวัน ไจ๋คิดว่าเฮียคุนสนิทกับพี่ริวที่สุดตามประสาเด็กโตที่ชอบคบหากันเอง เฮียคุนมักจะไปไหนมาไหนกับพี่ริวเป็นประจำ เวลาเรียนสองคนนั่นก็ชอบแอบเล่น แอบคุยกันลับหลังครูเหมือนไม่กลัวครูดุเลยสักนิด

“โห่ ช้าฉิบหาย”

“มึงไปรอข้างล่างไป เกะกะ”

“ไม่อะ ข้างล่างแม่งร้อน”

ไจ๋เห็นเฮียคุนเอาแต่ลบกระดานไม่สนใจเพื่อน พี่ริวเลยทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะผละไปนั่งห้อยขาตรงขอบหน้าต่างแล้วผลักหัวปอที่ตอนนี้ปีนลงไปเล่นอะไรไม่รู้อยู่ตรงนอกระเบียงริมตึก ไจ๋เหลือบมองเฮียคุนต่ออีกครู่หนึ่งแล้วจึงหมุนตัว เดินไปกวาดใต้โต๊ะแถวหลังห้อง

เฮียคุนตัวสูงกว่าใครๆ ในห้องเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลกระดานดำ ส่วนไจ๋ตัวเตี้ย แถมยังไม่มีใครสนใจว่าเด็กใหม่อยากทำอะไร ไม้กวาดขนแหว่งรุ่งริ่งที่เหลืออยู่หนึ่งด้ามจึงตกเป็นภาระของเขาไปโดยปริยาย

แม้จะจดจ่อรอฟังบทสนทนาของเดอะแก๊งด้านหน้าชั้นเรียนสักแค่ไหน ไจ๋ก็ไม่ละเลยหน้าที่ เด็กชายตั้งหน้าตั้งตากวาดเศษกระดาษ ห่อขนม ฝุ่นผง รวมถึงสิ่งสกปรกใต้โต๊ะหลายตัวออกมาไว้รวมกัน แต่ยิ่งกวาด ก็ยิ่งเจอว่าพวกหลังห้องซุกขยะเอาไว้แน่นขนัดคล้ายขี้เกียจเดินเอาไปทิ้งลงถัง ไจ๋เลยต้องเลื่อนโต๊ะแล้วก้มๆ เงยๆ รื้อกรุขยะออกมาจนหมด ง่วนกับงานอยู่พักใหญ่ รู้อีกที ข้างตัวก็ไม่เหลือใครอยู่ทำเวรเป็นเพื่อนเลยสักคน ไจ๋จึงลนลานเก็บไม้กวาดเข้าที่แล้วรีบเดินไปล้างมือ ล้างหน้า เตรียมตัวกลับบ้านบ้างเช่นกัน

ทั้งที่เพิ่งเลิกเรียนได้ไม่นาน ทว่าบนตึกกลับเงียบสงัดร้างไร้ผู้คน ไจ๋รีบเดินจ้ำไปยังห้องน้ำตรงสุดทางเดิน ดีว่าห้องน้ำชายอยู่ชั้นสามซึ่งเป็นชั้นเดียวกับห้องเรียน จึงไม่ต้องเดินขึ้นหรือลงบันไดให้เมื่อยขา (เหมือนพวกเด็กผู้หญิงที่ห้องน้ำอยู่ชั้นสองกับชั้นสี่) ด้าานหน้าห้องน้ำเป็นรางอ่างล้างมือ เหนืออ่างติดก๊อกน้ำห้าหกจุดเรียงหน้ากระดาน เวลานี้ไม่มีคนใช้งาน แต่เพราะบนพื้นมีน้ำขังเป็นหย่อมๆ ไจ๋เลยต้องโหย่งตัว เดินย่องแย่งหลบหลีกน้ำอยู่นานเพราะไม่อยากให้ถุงเท้าเปียก

ก่อนเข้าโรงเรียน สิ่งแรกที่หม่าม้าสอนไจ๋ให้หัดทำจนติดเป็นนิสัยคือล้างมือกับล้างหน้าอย่างเกลี้ยงเกลา หม่าม้าบอกไจ๋ว่า ถ้ามือกับหน้าสะอาด จะไม่เป็นหวัดนกหวัดใหญ่ ท้องก็จะไม่เสียง่าย หลังล้างมือล้างหน้าเสร็จก็ต้องเช็ดทุกส่วนที่เปียกชื้นให้แห้งสนิท แน่นอนว่าเมื่อมือกับหน้าสะอาดสมใจ เด็กชายก็ควักผ้าเช็ดหน้าหอมกรุ่นในกระเป๋าเสื้อออกมา แล้วค่อยๆ ซับหยดน้ำบนหน้าช้าๆ แบบที่ถ้าหม่าม้าเห็น หม่าม้าจะต้องภูมิใจจนยิ้มแก้มปริ

“เฮ้ยมึงดูดิ แม่งใช้ผ้าเช็ดหน้าเหมือพวกผู้หญิงเลยว่ะ”

เสียงที่ดังมาจากด้านในห้องน้ำทำไจ๋ชะงักมือ...

“โอ้โห ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูซะด้วย” พี่ริวแสยะยิ้มแบบที่ไจ๋ไม่ชอบก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เฮียคุนที่เพิ่งเดินตามหลังออกมาจากห้องน้ำ “ไปมึง กดตู้สายไหมกัน”

ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่พอเห็นสีหน้าคนพูดที่หยุดยืนมองเย้ยแถมยังยิ้มเยาะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ใจคนฟังก็พลอยร้อนรนไม่เป็นสุข

“วันนี้กูอยู่ได้แค่แป๊บเดียวนะ เดี๋ยวป๊ามารับ”

ไจ๋กำผ้าเช็ดหน้าแน่นเมื่อเห็นเฮียคุนปรายตามองหน้าตัวเองสลับกับผ้าเช็ดหน้าในมือ อีกฝ่ายเดินจากไปทั้งที่บนใบหน้ายังมีหยดน้ำเกาะพราว

“งั้นวิ่งแข่งกัน ใครถึงห้องทีหลังเลี้ยงหนม”
“มึงหมดตูดแน่ริว”

สิ้นเสียง ทั้งคู่ก็ออกวิ่งไปพร้อมกัน ปล่อยให้ไจ๋ยืนมองผ้าเช็ดหน้าในมือด้วยความว้าวุ่นใจ

•✤•✤•✤•

“ทำไมช้าแบบนี้ล่ะไจ๋ หม่าม้าเกือบวานเด็กคนอื่นไปตามไจ๋ที่ห้องแล้วรู้ไหมเนี่ย” เค้าลางความเร่งรีบแฝงอยู่ในน้ำเสียงของสร้อย หล่อนตวัดสายตามองหน้าลูกชายเร็วๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้ในมือไจ๋ไปถือ จากนั้นสองแม่ลูกก็จูงมือกันก้าวฉับๆ กลับไปที่รถเหมือนทุกที “มัวแต่ทำอะไรอยู่ ทำไมเพิ่งลงมา”

“ก็เพิ่งทำเวรเสร็จอะ” พูดไม่ทันจบประโยค จู่ๆ เด็กชายก็หยุดเดิน ดวงตากลมโตจ้องมองร้านโรตีสายไหมซึ่งถูกบรรดาเพื่อนร่วมโรงเรียนรุมล้อมอย่างสนอกสนใจ ฉับพลันที่เห็นเด็กข้างบ้านกับพวกเพื่อนๆ ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มคน ไจ๋ก็กระตุกข้อมือแล้วเอ่ยเสียงอ่อน “หม่าม้า ไจ๋อยากกินสายไหม”

“กินหวานมากๆ เดี๋ยวฟันผุหมด”

“แต่ไจ๋อยากกินนี่”

“ป๊าจอดรอนานแล้ว ไว้วันหลังได้ไหม” ถึงปกติสร้อยจะใจอ่อนกับลูกๆ เป็นพิเศษ แต่เพราะไม่อาจชักช้า หล่อนจึงดึงมือไจ๋พร้อมเอ่ยคำปฏิเสธผ่านสายตาอีกครั้ง ไจ๋เหลือบมองร้านสายไหมสลับกับรถของบิดาอย่างชั่งใจ ที่สุดแล้วก็ก้มหน้า สืบเท้าตามมารดาไปเงียบๆ

“พรุ่งนี้มึงไม่ต้องขอเงินซื้อขนมแล้วนะ” หลังสองแม่ลูกก้าวขึ้นรถได้เพียงไม่นาน เม้งก็หมุนพวงมาลัย เหยียบคันเร่งแล้วบ่นลูกคนโตเสียงขรม เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงของพ่อ ไจ๋เดาว่าบทสนทนานี้คงไม่จบลงง่ายๆ เด็กชายจึงเอนหลังพิงเบาะ ทอดสายตามองสองข้างทางไปเรื่อยเปื่อย

“โห่ป๊า นิดหน่อยเอง”

“นิดหน่อยอะไร การ์ตูนเล่มนึงตั้งครึ่งร้อย อ่านได้ไม่เท่าไรก็วางทิ้งไว้ทั่วบ้าน ไอ้ที่กองอยู่ในห้องมีตั้งกี่สิบกี่ร้อยเล่ม ทำไมไม่เอามาอ่าน มึงจะซื้อใหม่ทำไม” เม้งบ่นเสียยืดยาวแต่ลูกสาวกลับยักไหล่ไม่สนใจซ้ำยังเถียงคอเป็นเอ็น

“ก็มันคนละเล่มกันนี่ป๊า”

ฟังแล้วคนขับก็ถอนหายใจหนักๆ เขาเหยียบเบรกทันทีที่แผงเหล็กกั้นทางข้ามรางรถไฟค่อยๆ โรยตัวลงมาขวางถนนข้างหน้า เม้งอาศัยช่วงเวลาระหว่างจอดรอรถไฟหันไปมองตำหนิลูกสาวโดยเฉพาะ “มึงนี่นะ มีเงินไม่ได้ ตะบี้ตะบันซื้อมันอยู่นั่นแหละไอ้ของไร้สาระเนี่ย วันๆ เคยอ่านหนังสือหนังหาอย่างลูกบ้านอื่นเขาบ้างไหม ฮึ เคยบ้างไหม”

“อ่าน!” ต้องจิตชักสีหน้ากระนั้นกลับไม่ละสายตาจากหนังสือการ์ตูน

“อ่านตอนไหน กูเห็นมึงอ่านแต่การ์ตูน”

“ก็อ่านตอนป๊าไม่เห็นไง”

“แสดงว่าไม่เคยอ่าน”

ผู้ให้กำเนิดสรุปความตามสิ่งที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ลูกคนนี้ของเขาชอบอ่านการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ น้อยครั้งที่เจ้าตัวจะทำการบ้านหรืออ่านหนังสือเรียน แต่เพราะผลการเรียนดี คนเป็นพ่อจึงจ้ำจี้จ้ำไชได้ไม่เต็มปาก

ต้องจิตฟังแล้วอารมณ์เสีย หล่อนขมวดคิ้ว ทำหน้าคว่ำแล้วกระแทกเสียงตอบคำบิดาอย่างเกรี้ยวกราด “แล้วทำไมต้องต้องอ่านหนังสือให้ป๊าดูด้วยอะ ต้องไม่ใช่ไอ้ไจ๋นะที่จะทำอะไรก็ต้องคอยอวดคนอื่นไปทั่ว”

“ต้อง!” เม้งขึ้นเสียง หางตาเขาเหลือบมองขบวนรถไฟสลับกับลูกสาวเป็นระยะๆ ยิ่งต้องจิตทำหน้าหงิกงอมากเท่าไร น้ำเสียงของคนเป็นพ่อก็กระโชกโฮกฮากขึ้นเท่านั้น

“ทำไม ก็ต้องพูดความจริงนี่”

“ยังจะเถียงอีกนะ!” คนเป็นพ่อตบพวงมาลัยพลางถลึงตาใส่ลูกสาว สายตาเขาสั่งกลายๆ ให้อีกฝ่ายหยุดพูด

“เฮอะ!” ต้องจิตฮึดฮัด หล่อนเบ้ปากแล้วปรายตามองน้องชายเหยียดๆ

ที่สุดขบวนรถไฟก็เคลื่อนจากไป เมื่อแผงเหล็กกั้นทางยกขึ้นอีกครั้ง ก็ถึงคราวที่เม้งเปิดปากถามไถ่ลูกชายบ้าง “ไจ๋”

“หือ?” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของพ่อ

“ทำไมวันนี้มาช้า” เม้งผ่อนคันเร่งขณะนำรถข้ามทางรถไฟ เจ้าของร้านชำขับรถได้นุ่มนวลผิดกับน้ำเสียงที่ใช้เจรจาพาที

“ทำเวรอยู่”

“แล้วทำไมเมื่อเช้ามึงถึงไม่บอกม้ามึง ไม่รู้หรือไงว่ามันจอดรถนานไม่ได้” เม้งยังคงอารมณ์คุกรุ่น แม้ลึกๆ เจ้าของร้านชำจะไม่ได้ตั้งใจตำหนิลูกชายรุนแรง แต่น้ำเสียงห้วนห้าวก็ใช่รื่นหู ไจ๋ซึ่งคุ้นเคยกับสีหน้า ท่าทาง และบรรยากาศรอบๆ ตัวบิดาเป็นอย่างดี เด็กชายจึงไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่นพรั่นพรึง

“ไจ๋ก็เพิ่งระ รู้ตอนก่อนกลับบ้านนี่เองว่าต้องทำเวรอะ” ที่โรงเรียนเดิมไม่มีกฎให้นักเรียนทำเวร ซ้ำพอย้ายโรงเรียนก็ไม่มีใครบอกเด็กใหม่ว่าต้องช่วยเพื่อนทำความสะอาดวันไหน เมื่อช่วงเช้าเด็กชายจึงมัวแต่จูงมือมารดาเดินเอ้อระเหย เที่ยวแวะดูของเล่นตามร้านแผงลอยด้านหน้าโรงเรียนจนเกือบถึงเวลาเข้าแถวโดยไม่ได้ทำเวร พอเลิกเรียนเท่านั้นแหละ พวกเด็กผู้หญิงก็พากันมายืนล้อมโต๊ะแล้วยื่นไม้กวาดด้ามแหว่งให้ไจ๋ด้วยสีหน้าดุดัน

“วันนี้มีทำเวรใช่ไหม กูจะได้จดไว้”

“อือ”

ร่างหลังพวงมาลัยบังคับรถจอดตรงเส้นขาวขณะเฝ้ารอสัญญาณไฟเขียวตรงสี่แยกปากซอยบ้าน เจ้าของร้านชำระบายลมหายใจไปพร้อมๆ กับความรู้สึกหนักอึ้งในใจ ถึงบางครั้งลูกทั้งสองคนจะทำเอาเม้งปวดเศียรเวียนเกล้า แต่เพราะรักมาก ขีดความอดทนของเขาจึงสูงเป็นพิเศษ

ขณะพ่อเคลื่อนรถตามหลังรถคันหน้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ภาพช่างก่อสร้างเดินวุ่นวายอยู่ด้านในตึกแถวสองคูหาที่แต่เดิมเป็นร้านข้าวต้มโต้รุ่งก็ตรึงสายตาของไจ๋เอาไว้อยู่หมัด กระนั้น เมื่อรถพุ่งตรงเข้าซอยบ้าน อดีตร้านข้าวต้มตรงปากซอยซึ่งกำลังปรับปรุงใหม่ในกรอบสายตาก็ถูกแทนที่ด้วยบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเรียงรายเป็นทิวแถว ตรงเสาไฟฟ้าข้างหน้า มีเด็กผู้ชายในชุดนักเรียนแบบเดียวกับที่ไจ๋สวมใส่กำลังเดินท่อมๆ ตามลำพัง ชั่ววินาทีที่รถวิ่งผ่านเพื่อนร่วมโรงเรียนแปลกหน้าคนนั้น ไจ๋ก็พลันหวนนึกถึงสายตาของเด็กข้างบ้านกับเพื่อนสนิทที่เหลือบมองตัวเขากับผ้าเช็ดหน้า
 
เด็กชายเม้มปากพลางกำมือแน่น... ไจ๋ไม่ชอบให้คนอื่นมองไจ๋แบบนั้นเลย

“ไป ลงไปได้แล้ว”

เสียงของบิดาเรียกสติ เด็กชายเหลือบมองผู้ให้กำเนิดด้วยความสงสัย... ถึงบ้านแล้วทำไมป๊าไม่ดับเครื่อง

“ละ แล้วป๊าไม่ละ ลงเหรอ” ไจ๋ถามพลางชำเลืองมองมารดากับพี่สาวที่กำลังก้าวลงจากรถ

“เดี๋ยวจะแวะไปทำธุระหน่อย”

ไจ๋เลิกคิ้วแล้วจ้องหน้าบิดาไม่วางตา “จะกลับมากินข้าวไหม”

“ก็เออสิวะ” ฟังคำถามลูกชายแล้วเม้งก็ทั้งฉิวทั้งขำอย่างไรบอกไม่ถูก ตัวเขาหรือไอ้หนูนี่กันแน่ที่เป็นผู้ปกครอง

“ขับดีๆ อย่าหงุดหงิดนะป๊า” ไจ๋ยังไม่คลายใจ เขาเป็นห่วง ไม่อยากให้พ่อขับรถวู่วาม

“เออน่ะ จะรีบไปรีบกลับ” เมื่อเห็นภรรยากับลูกสาวผลุบหายเข้าด้านในร้านเป็นที่เรียบร้อย เม้งก็หันมาเอ่ยทิ้งท้ายกับไจ๋ที่กำลังคืบตัวอยู่บนเบาะอย่างเชื่องช้า “มีการบ้านหรือเปล่า”

เด็กชายไถลก้นลงจากเบาะพลางตอบคำ “มี”

“ทำให้เสร็จก่อนดูทีวีนะ”

“อือ” ไจ๋พยักหน้าพลางก้าวลงจากรถ ฝ่ายเม้งก็เข้าเกียร์ถอยรถแล้วขับออกไปตามทางเดิม

ไจ๋มองตามรถพ่ออยู่ครู่ใหญ่ พอได้ยินเสียงอาม่าซึ่งยืนรอเขาอยู่ตรงด้านหน้าร้าน เด็กชายก็วิ่งถลาเข้าไปกอดหอมพุงย่าให้หายคิดถึง แต่ระหว่างนั้นเอง หูกลับได้ยินเสียงคนคุยกันดังอยู่ใกล้ๆ จึงรีบเบี่ยงหน้าหันข้าง แนบแก้มกับสะโพกอาม่าแล้วเลื่อนกรอบสายตาไปมองหาต้นเสียงอย่างกระตือรือร้น

อ๋อ พี่กล้าคุยกับพี่ชื่นอยู่นี่เอง

รู้ดังนั้น เด็กชายจึงทำทีกอดย่าแบบติดพันแล้วเงี่ยหูแอบฟังบทสนทนาอย่างตั้งอกตั้งใจ

“เดี๋ยวเดือนหน้าเฮียเขาจะไม่ขายของแล้วเหรอ”

“ใช่พี่”

“จริงเหรอ จะปิดร้านจริงๆ น่ะเหรอ”

“จริงสิ”

“ทำไมอะ ขายไม่ดีเหรอ”

“เปล่า เฮียบอกว่าอีกหน่อยเซเว่นก็จะมาเปิด”

“อ๋อ ตรงสี่แยกน่ะเหรอ” หาญกล้าพูดพลางบุ้ยใบ้ไปยังทิศทางที่ว่า และเพราะต่างก็เข้าใจพิกัดตรงกันดีทั้งคู่ เด็กสาวคู่สนทนาจึงพยักหน้ารับทันควัน

“พอรู้ว่าเซเว่นจะมา เฮียเลยจะไม่ทำร้านแล้ว กลัวขายสู้เซเว่นไม่ได้”

“ว้า อย่างนี้พี่จะได้เจอหนูอีกไหมอะ”

“หนูก็อยู่นี่ ไม่ได้จะหนีพี่ไปไหนสักหน่อย”

“แต่ถ้าร้านเปิด พี่ก็จะเจอหนูบ่อยๆ ไง”

“ไม่จริงอะ วันนี้หนูได้เจอพี่แค่ครั้งเดียวเอง”

“แหม ก็เมื่อเช้าเฮียอยู่หน้าร้าน ตอนกลางวันพี่ก็ทำงานงกๆ หนูไม่เห็นเหรอ” พูดจบ หาญกล้าก็ฉีกยิ้มเสียหวานหยดแบบที่ชื่นเองก็พลอยลืมตัวยิ้มหวานตามไปอีกคน

“กล้าโว้ย มาช่วยกันขนของหน่อยเร้ว”

เจ้าของชื่อถอนหายใจอย่างเอือมระอา หาญกล้าหันกลับไปมองคนที่กวักมือเรียกตนแล้วทำหน้าม่อย ขณะเด็กหนุ่มกำลังจะอ้าปากพูดจาผัดผ่อน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวผู้เป็นทั้งนายและพี่เขยก็เดินลงมาจากรถพร้อมลูกชาย หาญกล้าจึงหันมาหาชื่นแล้วตัดบทรวดเร็ว “พี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวถ้าเฮียไม่อยู่จะแวะมาหาใหม่”

“อือ” ชื่นรับคำเสียงหวาน ทว่าเมื่อหล่อนหันกลับมาเห็นอาม่ากับไจ๋ยืนอยู่ใกล้ๆ เด็กสาวก็ฉีกยิ้มกลบเกลื่อนก่อนเดินตัวลีบหลบเข้าข้างในร้านไปในบัดดล

หญิงชราละสายตาจากเด็กลูกจ้าง หล่อนหันมาหาหลานชายพลางเอ่ยเบาๆ “ขึ้นไปเปลี่ยนชุดไปไจ๋ จะได้ลงมาทำการบ้าน”

“อื้อ” ไจ๋รับคำอย่างว่าง่ายก่อนวิ่งเข้าบ้านแล้วขึ้นห้องไปทันที
 
ทั้งที่ตั้งใจจะเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่บอกกับอาม่า แต่พอนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้เด็กข้างบ้านลงจากรถมาพร้อมพ่อ ไจ๋ก็เดินโต๋เต๋ไปเกาะหน้าต่างแล้วแอบแหวกม่านสอดส่องมองหาเพื่อนร่วมชั้นเรียนตามวิสัยเสียหน่อย

ตรงระเบียงหลังห้องของบ้านหลังข้างๆ ปรากฏเรือนร่างเบื้องหลังของเด็กชายคนหนึ่งที่ไจ๋รู้จักหน้าค่าตาเป็นอย่างดี เฮียคุนยืนคู้ตัวโดยเท้าข้อศอกลงบนราวระเบียงแล้วมองเหม่อไปไกลแสนไกลอยู่ครั้งละนานๆ ไจ๋จำไม่ได้ว่าครั้งแรกที่เห็นอีกฝ่ายออกมายืนตากลมริมระเบียงคือเมื่อไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเฮียคุนทำแบบนี้ทำไม เพราะสำหรับเขา บึงรกหลังบ้านออกจะน่ากลัวมากกว่าชวนมอง ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกโหยหาเพื่อนเล่นวัยเดียวกันก็ทำให้เด็กข้างบ้านได้รับความสนใจจากไจ๋เป็นกรณีพิเศษ ต่อให้เจ้าตัวจะทำอะไรเข้าใจยากไปสักหน่อย ไจ๋ก็พร้อมจะมองข้ามโดยไม่คิดมาก

เฮ้ย!!

ขณะเฝ้ามองอีกฝ่ายพลางครุ่นคิดไปไกล อยู่ๆ เฮียคุนก็เบือนหน้าหันกลับมา ซ้ำยังทำท่าราวกับว่ามองเห็นไจ๋เข้าอย่างจัง อารามตกใจ เด็กชายจึงรีบปิดม่านพร้อมกระโดดแผล็วไปหยุดยืนตัวตรงแหน็วใกล้ๆ บานประตู เมื่อนับหนึ่งถึงสิบครบรอบ ไจ๋ก็ค่อยๆ แง้มชายม่านใกล้มือเพื่อลอบสังเกตการณ์ตรงอีกฟากระเบียง แต่ที่สุดแล้วกลับพบเพียงความว่างเปล่า

ถึงจะรู้สึกผิดหวังอยู่นิดๆ แต่พอคิดขึ้นได้ว่า วันพรุ่งนี้รวมถึงวันถัดๆ ไป ไม่ว่าที่โรงเรียนหรือที่บ้าน เฮียคุนก็จะอยู่ใกล้ๆ ในระยะสายตา ไจ๋ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปข้างล่างด้วยกำลังใจและความสดใสเต็มเปี่ยมดังเดิม


•✤•TBC•✤•

เราพาเฮียคุนมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักแล้วนะคะ
หวังว่าทุกๆ คนจะอ้าแขนต้อนรับเฮียคุนเข้าสู่อ้อมใจตามน้องไจ๋ไปอีกคนนะคะ
เรารับรองเลยว่า เฮียคุนน่ารักมาก (โดยเฉพาะเวลาอยู่กับไจ๋)
ถ้าไม่เชื่อ รออ่านตอนหน้า (ที่เฮียคุนยังไม่มีบท) ได้เลยค่ะ 555... รักทุกคนเหมือนเดิมนะค้า!!
อ้อ ถ้าใครเล่นทวิตเตอร์ ติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ได้เลยนะคะ เราจะตามไปส่อง
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K. JokerGirl:•✤•
แงว คิดถึงคุณ JokerGirl จังค่า น้องไจ๋ก็พยายามอยู่นะคะ
แต่คนที่อยากคุยด้วยดันไม่สนไจ๋นี่สิ เอาเป็นว่าเรามาเอาใจช่วยน้องไจ๋ไปพร้อมๆ กันนะคะ

•✤•K. AkuaPink:•✤•
ขอบคุณค่า ติดตามกันไปเรื่อยๆ นะค้า


•✤•K.วายซ่า:•✤•
ขอบคุณค่า คิดถึงคุณวายซ่านะคะ สบายดีไหมเอ่ย


•✤•K.แป้ง/Alternative:•✤•
กอดคุณแป้งแน่นๆๆๆๆๆๆๆ คืนอีกหลายล้านที คิดถึงคุณแป้งมากเช่นกันค่ะ 555
เรื่องเจ้ต้องนี่คงกวนใจใครๆ ไปอีกนาน เพราะเจ้ต้องกับไจ๋คงเป็นยิ่งกว่าไม้เบื่อไม้เมาล่ะค่ะ
ส่วนความน่ารักของไจ๋นั้น คงต้องรอทุกๆ คนช่วยพิสูจน์ล่ะนะคะ ว่าน้องน่ารักมากไหม แต่บอกเลยว่า สำหรับเฮียคุนแล้ว ไจ๋น่ารักกว่าใครในโลกเลยค่ะ
รักคุณแป้งนะคะ จุ๊บๆๆๆ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-09-2019 07:16:42 โดย Malimaru »

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3204
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +128/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 02 || 02.09.2019 ✤
«ตอบ #8 เมื่อ02-09-2019 21:45:02 »

เฮียคุนค่าตัวแพงเหลือเกิน ยังไม่มีบทซะทีรอให้หลงน้องไจ๋อยู่เนี้ย

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 02 || 02.09.2019 ✤
«ตอบ #9 เมื่อ03-09-2019 12:15:07 »

ชอบแนวเรื่องแบบนี้มากค่ะ มีความน่ารักน่าเอ็นดู อ่านแล้วเพลินมากยิ่งทำให้อยากอ่านไปเรื่อยๆ เหมือนค่อยๆโตไปน้องไจ๋ น้องน่ารักมากก นุบนับน่ากอดมากลู๊กก อยากให้น้องไจ๋กับเฮียคุณได้พูดคุยใกล้ชิดกันไวๆ  :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 02 || 02.09.2019 ✤
« ตอบ #9 เมื่อ: 03-09-2019 12:15:07 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 02 || 02.09.2019 ✤
«ตอบ #10 เมื่อ03-09-2019 16:39:48 »

ไจ๋หนูเด็กมากเลยนะลูก~

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 03 || 09.09.2019 ✤
«ตอบ #11 เมื่อ09-09-2019 18:56:39 »

- 03 -


“หม่าม้า”

“ว่าไง”

“...เอ่อ...”

“มีอะไรหรือเปล่าไจ๋”

ทั้งที่เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาแท้ๆ แต่ครั้นใจตวัดนึกถึงเรื่องที่อยากพูด ไจ๋ก็เม้มปากแล้วชิงหลบสายตาแม่แล้วเหลือบแลไปรอบๆ คล้ายมองหาตัวช่วย ทว่าท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจอแจขณะบรรดาผู้ปกครองมาส่งลูกหลานเข้าเรียน เด็กชายยังจะหวังพึ่งพาใครได้อีกนอกจากตัวเอง คิดได้ดังนั้น ไจ๋ก็สูดลมหายใจเข้าเต็มแรง จากนั้นจึงเปรยความปรารถนาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ไจ๋ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าได้ไหม”

“ทำไมล่ะ” สร้อยขมวดคิ้วพลางกระชับปลายนิ้วที่กุมรอบข้อมือลูก สัมผัสดังกล่าวเรียกร้องให้ไจ๋ยอมเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับหล่อน เมื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น คนเป็นแม่ก็พลันสังเกตเห็นร่องรอยของความหวาดหวั่นปนร้าวรานซุกซ่อนอยู่

“ก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าแล้วมันเหมือนผู้หญิงนี่” ไจ๋อ้อมแอ้ม เด็กชายก้มลงมองปลายเท้าที่กระดิกไปมาอย่างว้าวุ่นใจ

สร้อยถอนหายใจก่อนจะฝืนฉีกยิ้มอย่างยากเย็น คำพูดร้ายกาจของพวกเด็กเกเรที่โรงเรียนเก่าทำเอาลูกคนเล็กของหล่อนฝังใจกับรูปกายภายนอกมาจนถึงบัดนี้

ผิดหรือที่ไจ๋เกิดมาพร้อมกับใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราขนาดที่ว่าตอนเด็กๆ ใครต่อใครมักจะเข้าใจผิดว่าเจ้าตัวเป็นเด็กผู้หญิงเสมอ?

ไม่เลย... ไม่มีอะไรผิดแปลกทั้งสิ้น ไจ๋เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหล่อน ถ้าหน้าตาลูกชายจะมีประพิมพ์ประพายคล้ายแม่ก็ไม่มีตรงไหนผิด เรื่องเดียวที่ผิดคือการที่เด็กคนอื่นตัดสินไจ๋จากสิ่งที่เจ้าตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซ้ำมันยังพรากความสุขไปจากเจ้าตัวเสียอีก

แน่นอนว่าในฐานะแม่แล้ว สร้อยไม่มีวันเพิกเฉยเป็นอันขาด

“ไจ๋จะไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าแล้วจริงๆ น่ะเหรอ”

“อือ” เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก หลังเหตุการณ์หน้าห้องน้ำเมื่อวาน ไจ๋ก็ตั้งใจมั่นว่าจะเลิกใช้ผ้าเช็ดหน้าเป็นการถาวร

สร้อยลูบหัวลูกชายเบาๆ แล้วคลี่ยิ้มอ่อน “หม่าม้าเสียใจนะถ้าไจ๋จะไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า”

“ทำไมหม่าม้าต้องเสียใจด้วย ไจ๋แค่ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าเอง” ไจ๋เอียงคอรอฟัง ดวงตากลมโตเป็นประกายของเด็กชายจับจ้องใบหน้ามารดาอย่างแน่วแน่

“ก็หม่าม้าตั้งใจซักผ้าเช็ดหน้าทุกผืนให้ไจ๋ เวลาไจ๋ใช้ ไจ๋จะได้กลิ่นหอมๆ เหมือนเสื้อที่หม่าม้ากับอาม่าใส่แบบที่ไจ๋ชอบดมไง ตอนนี้ไจ๋ไม่ชอบหอมๆ แล้วเหรอ”

“...อืม...” คำถามของแม่ทำให้เด็กชายนึกทบทวน

นั่นสิ... ไจ๋ชอบดมกลิ่นผ้าเช็ดหน้าหอมๆ อย่างที่หม่าม้าพูดจริงๆ นั่นแหละ

“ก็... ชอบ”

สร้อยอมยิ้มถูกใจ “ถ้าชอบก็ใช้ผ้าเช็ดหน้านะ”

“ก็ได้” เด็กชายย่นจมูก ทำหน้ามู่ทู่เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าพ่ายแพ้แก่มารดาแบบหมดรูป แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อทุกครั้งที่คิดถึงหม่าม้ากับอาม่าระหว่างที่เรียนหนังสือ ไจ๋ก็มักจะลืมตัวหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาดมไปเสียทุกที

“ไป เข้าโรงเรียนได้แล้ว เดี๋ยวสาย” สร้อยแตะเอวลูกชายแล้วผลักเบาๆ บอกใบ้ให้เจ้าตัวเดินหน้าเข้าโรงเรียน เด็กชายชะงักเท้า กวาดตามองหน้าแม่อีกครั้งให้หายคิดถึงแล้วพยักหน้าน้อยๆ อย่างว่าง่าย

“อือ”

“อ้อแล้วก็ เย็นนี้พอเลิกเรียนแล้ว ไจ๋เดินออกมาหาพี่ชื่นตรงนี้นะ หม่าม้าจะให้พี่ชื่นมารอ” สร้อยชี้นิ้วไปตรงต้นประดู่ใหญ่หน้าประตูโรงเรียนแล้วสำทับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไจ๋ต้องกลับกับพี่ชื่นนะ ห้ามกลับเอง เข้าใจไหม”

“อือ”

•✤•✤•✤•

“เอ้านักเรียน ครูให้เวลาพวกเธอห้านาที จับกลุ่มสี่คน เตรียมทำรายงานเรื่องโทษของยาเสพติด”

สิ้นเสียงครู บรรดานักเรียนในห้องก็เริ่มเจรจาหากลุ่มทำรายงานกันอย่างกระตือรือร้น ไจ๋เหลียวมองไปทั่วก่อนจะพักสายตาที่เด็กบ้านข้างๆ ทันทีที่นึกขึ้นได้ว่า กลุ่มของเฮียคุนมีกันแค่สามคน

พอดีเลย...

เด็กชายอมยิ้มกับตัวเองขณะยื่นมือไปสะกิดหัวไหล่ของริวอิจิเบาๆ จนเมื่ออีกฝ่ายหันมา ไจ๋ก็รีบยิงคำถามด้วยความหวังเต็มเปี่ยม “กลุ่มนายคนครบระ หรื...”

“ครบแล้ว” ริวอิจิชำเลืองมองไจ๋อยู่อึดใจแล้วจึงเบือนหน้ากลับไปคล้ายไม่อยากเสียเวลาพูดคุย

ถึงจะหน้าม้านอีกทั้งยังไม่รู้ว่าควรจัดการกับความรู้สึกผิดหวังอย่างไร แต่การต้องหากลุ่มทำรายงานก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไจ๋จึงรีบหันกลับไปเจรจากับที่พึ่งสุดท้าย เสียดายที่สินีนาฏ เด็กผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ดันจับกลุ่มได้ครบคนแล้วเช่นกัน ดังนั้นพอครูถามว่าใครยังไม่มีกลุ่ม เด็กชายตั้งใจจึงยิ่งอับอายไปกันใหญ่เมื่อสุดท้ายครูจับเขาเป็นตัวแถมยัดลงในกลุ่มของหัวหน้าห้องซึ่งมีแต่สมาชิกผู้หญิงทั้งหมด เรื่องแย่ยิ่งไปกว่านั้น คือ หลังกินข้าวกลางวันเสร็จไจ๋ยังต้องมานั่งประชุมแบ่งหน้าที่กับพวกหัวหน้าห้องจนไม่ได้ไปตามดูพวกเฮียคุนเล่นกันอย่างเคย

“ที่บ้านตั้งใจมีคอมฯ ไหม” หัวหน้าห้องถามพลางใช้ด้ามดินสอดันกรอบแว่นขึ้นจนชิดหว่างคิ้ว

“...เอ่อ...” ไจ๋สูดลมหายใจอย่างยากลำบากหลังรู้สึกได้ว่า นอกจากหัวหน้าห้องแล้วยังมีสายตาอีกสามคู่มองกดดันตัวเขาอยู่ตลอดเวลา ว่าแต่ ทำไมหัวหน้าห้องถึงอยากรู้ว่าที่บ้านไจ๋มีคอมพิวเตอร์หรือเปล่า

“มี” ถึงจะสงสัย แต่สุดท้ายไจ๋ก็พยักหน้ารับพลางกวาดตามองเพื่อนในกลุ่มรายงานอย่างงงๆ ... ที่บ้านคนอื่นไม่มีคอมฯ กันหรือไงนะ

“ดีเลย ตั้งใจช่วยหารูปประกอบรายงานได้หรือเปล่า เดี๋ยวเราจะเขียนให้ว่าอยากได้รูปอะไรบ้าง” หัวหน้าห้องยิ้มมุมปากอย่างพออกพอใจ ลองว่ารูปที่ใช้ประกอบรายงานแตกต่างจากกลุ่มอื่น คะแนนเต็มจะไปไหนเสีย

ไจ๋ขมวดคิ้ว สองตาจ้องหัวหน้าห้องเขม็ง... แค่รายงานเอง ไม่เห็นต้องใช้คอมฯ หารูปเลย พวกผู้หญิงนี่วุ่นวายจริงแฮะ

“ทำไมไม่ไปซื้อระ รูปประกอบจากระ ร้านเครื่องเขียนอะ”

“ถ้าซื้อรูปที่ร้านเครื่องเขียนมาตัดแปะก็เหมือนกับกลุ่มอื่นน่ะสิ ไม่เอาหรอก” พอหัวหน้าห้องกอดอก ชักสีหน้า ทำท่าหงุดหงิดใส่ไจ๋เท่านั้นแหละ เพื่อนผู้หญิงอีกสามคนที่เหลือก็ถลึงตามองไจ๋อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อกันอย่างพร้อมเพรียงจนเด็กชายกลืนน้ำลายดังเอื้อก

“งั้นขอหาข้อมูลแทนได้ไหมล่ะ คอมฯ ที่บ้านเป็นของพี่เราอะ” ไจ๋พยายามต่อรองเต็มที่เพราะรู้ดีว่าหากสุดท้ายต้องกลับไปใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านจริงๆ จะเกิดปัญหาอะไรบ้าง

“ตั้งใจหารูปเถอะ พวกเราแบ่งงานกันหมดแล้วอะ” หัวหน้าห้องยื่นคำขาดอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ ครั้นจะอ้าปากโต้แย้ง สายตาแข็งๆ หลังกรอบแว่นก็เอาชนะไจ๋เสียราบคาบ

“...หาระ รูปก็ได้...” เด็กชายถอนหายใจพร้อมๆ กับทอดอาลัยให้อนาคตอันใกล้ของตัวเอง

•✤•✤•✤•

“ไจ๋จะไปไหน” ชื่นถามขึ้นเมื่อเห็นเด็กชายเดินฉีกไปยังเด็กกลุ่มใหญ่ตรงอีกด้านของประตูโรงเรียน เด็กสาวเอี้ยวตัวหลบกลุ่มเด็กหญิงที่เพิ่งวิ่งกรูกันออกมาจากโรงเรียนแล้วรีบจ้ำตามหลังลูกเจ้านายอย่างไม่ลดละ

“ไปซื้อสายไหม” ตอบคำพี่เลี้ยงเสร็จสรรพ ไจ๋ก็พุ่งเข้าไปยืนต่อท้ายแถวร้านขนมยอดนิยมแล้วตีหน้าซื่อขณะเงี่ยหูแอบฟังกลุ่มของคุนที่ยืนคุยกันอยู่ใกล้ๆ

“มึงไม่ไปจริงๆ เหรอ”

“ไม่อะ” คุนปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด

“ไปเหอะ” ริวอิจิโน้มคอเพื่อนสนิทเข้าไปใกล้ๆ แล้วตะล่อมอย่างใจเย็น “แป๊บเดียวเอง แม่มึงไม่ว่าหรอก”

คุนฝืนตัวผละห่างก่อนบอกปัดชัดเจน “ไม่ กูจะกลับบ้าน” จบจากเพื่อน เจ้าตัวก็ยืดคอยื่นหน้าไปเหลือบมองเด็กป.สองคนเดียวในกลุ่มซึ่งกำลังยืนกัดเล็บทำหน้ากลุ้มอยู่ตรงหน้าตู้กดสายไหม “ไหน กดยังมึง”

เด็กป.สองคนที่ไจ๋ไม่รู้จักส่ายหัว เจ้าของคำถามเมื่อครู่จึงหันไปคุยกับปอแทน “มึงไม่กดให้ป่านมันวะปอ”

“หึ ไม่เอาอะ เดี๋ยวแม่งงอแง กลับไปฟ้องแม่อีก” ทั้งที่ปากบอกไม่ แต่ปอกลับผลักไหล่เด็กป.สองแล้วเอ่ยเร่ง “ถ้ามึงยังไม่กด กูไปร้านเน็ตก่อนนะป่าน”

“โห่พี่ปอ รอด้วยดี้!”

“มึงก็กดซักทีสิวะ ช้าอยู่ได้”

เมื่อลองสังเกตดูดีๆ ไจ๋พบว่าเด็กป.สองที่กำลังกระทืบเท้าเต้นเร่าๆ อยู่หน้าตู้กดสายไหมดูคล้ายคลึงกับปออยู่หลายส่วน ถ้าให้เดา ไจ๋คิดว่าเด็กป.สองที่ชื่อป่านน่าจะเป็นน้องชายของปอนี่แหละ ไม่อย่างนั้นปอคงไม่ตบหัวอีกฝ่ายจนเกือบล้มคะมำโดยแทบไม่คิดอะไรมาก

 “พี่ปอแม่ง!” เด็กป.สองขยี้ท้ายทอยป้อยๆ พลางแยกเขี้ยวยิงฟันใส่พี่ชาย แล้วจึงหันไปหยอดเหรียญ กดปุ่มสีแดงตรงมุมตู้เสี่ยงทายอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นไม่ถึงอึดใจ เจ้าตัวก็ฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อกดได้รูปดาวซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุด “เย่ ได้โค้กป๋องแล้ว!”

“โหไอ้ป่าน มึงโคตรเก่งเลยว่ะ” ริวอิจิเขย่าตัวน้องชายปอจนหัวสั่นหัวคลอน “ลุง น้องผมกดได้ดาวลุง!”

ทันทีที่ได้รางวัลใหญ่มาครอง ทั้งหมดก็ร้องเฮดังลั่นพร้อมๆ กับสลับกันชื่นชมโค้กกระป๋องอย่างตื่นเต้น ไจ๋ที่แอบลุ้นผลมาแต่แรกก็เผลอส่งเสียงดีใจผสมโรงไปกับเขาด้วย กว่าจะตระหนักถึงฐานะส่วนเกินของตัวเอง ก็เป็นตอนที่คุนกับพรรคพวกหันกลับมามองไจ๋เป็นตาเดียว จากนั้นจึงพากันยกขโยงจากไปโดยไม่พูดอะไรด้วยสักคำ

เมื่อไม่เป็นที่ต้องการ เด็กชายกับโรตีสายไหมห้าอันในมือก็ได้แต่เดินคอตก ลากขาตามหลังพี่เลี้ยงไปอย่างเซื่องซึม

“เดี๋ยวค่อยไปเรียกสามล้อข้างหน้านะไจ๋” ชื่นออกความเห็นตามสภาพการณ์ปัจจุบันโดยรอบ โรงเรียนประถมของไจ๋อยู่ใกล้กับโรงเรียนอนุบาล แถมอีกฝั่งถนนยังเป็นโรงเรียนมัธยม ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนจึงแออัดวุ่นวายจนเด็กสาวคิดว่า หากเดินเท้าออกไปไกลสักหน่อย น่าจะเรียกรถสามล้อเครื่องกลับบ้านได้ง่ายกว่า

เห็นเด็กคนอื่นๆ จับกลุ่มกันเดินผ่านหน้าไป ไจ๋เลยส่ายหัวดิก “เดินกลับบ้านก็ได้”

“เอางั้นเหรอ” ชื่นเลิกคิ้วมองหน้าเด็กชายอย่างแปลกใจ แต่สายตานิ่งๆ ของไจ๋ก็ช่วยยืนยันความตั้งใจของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

“อือ”

เมื่อตกลงกันได้ ทั้งคู่ก็พากันลัดเลาะข้ามทางรถไฟ เดินผ่านวงเวียน ทะลุผ่านตลาดสดซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายใหญ่ประจำเมืองแล้วเดินตรงต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งทั้งคู่มาถึงยังสี่แยกไฟแดงตรงปากซอยบ้าน ชื่นก็รั้งแขนไจ๋ให้หยุดรอสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนเดินเท้าอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นจึงจูงมือเด็กชายข้ามทางม้าลายตรงเข้าด้านในซอย

นอกจากหน้าปากซอยกับบ้านไจ๋ที่เป็นตึกแถวสามชั้นตรงสุดซอยแล้ว ตลอดสองข้างทาง สิ่งปลูกสร้างในซอยแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นทาวน์เฮาส์สองชั้นทั้งสิ้น ถนนภายในซอยค่อนข้างแคบ ตลอดทางจึงมีจุดกลับรถเป็นระยะๆ แต่สิ่งที่ทำให้ไจ๋มักจะตื่นเต้นไปเสียทุกครั้งที่ต้องเดินกลับบ้าน คือ การเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับจุดกลับรถกลางซอย

เป็นที่รู้กันดีว่า หากใครเดินผ่านทาวน์เฮาส์หลังมุมที่ปลูกต้นพู่ระหงริมรั้วแน่นขนัดหลังนั้น จะต้องถูกเสียงหมาเห่าคุกคามจนตกใจเสมอ แต่กว่าคนในซอยจะรู้ว่า เสียงเห่ากระโชกโฮกฮากเกิดจากความเกรี้ยวกราดของหมาตัวเล็กกระจ้อยร่อย หลายต่อหลายคนก็ไม่กล้าเดินผ่านบ้านหลังนั้นไปเสียแล้ว ฝ่ายไจ๋ที่ตั้งใจจะเดินกลับบ้านอย่างตลอดรอดฝั่ง ก็แก้ปัญหาด้วยการชิงข้ามถนนไปเดินเลียบอีกฟากรั้วเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่โดนเสียงเห่าจู่โจมจนหัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเสียเปล่าๆ

ถัดจากบ้านหมาจอมเห่ามาหน่อย จะเจอบ้านอีกหลังที่ตั้งโต๊ะขายน้ำแข็งไสกับลูกชิ้นทอดอยู่ตรงริมถนน แต่วันนี้ไจ๋ไม่มีอารมณ์จะแวะดู เพราะลำพังโรตีสายไหมที่กดได้มาตั้งห้าอัน ยังพร่องไปไม่ถึงครึ่ง

ว่ากันตามจริง บ้านไจ๋กับโรงเรียนใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก เพราะเดินยังไม่ทันเหนื่อยดี เด็กชายก็เห็นบ้านของตัวเองอยู่ลิบๆ ยิ่งใกล้ถึงบ้าน ชื่นก็ยิ่งเร่งฝีเท้าคล้ายอยากกลับไปเฝ้าร้านเต็มแก่ ไจ๋เลยต้องรีบจ้ำตามอย่างไม่มีทางเลือก กระนั้นจังหวะที่เด็กชายกำลังจะก้าวเท้าผ่านเข้าประตูข้างร้าน หางตาก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาในชุดเครื่องแบบพละสีส้มกำลังเดินตามหลังมาไกลๆ

ทั้งที่อยากหยุดรอดูให้แน่ใจ แต่เพราะอาม่ามายืนรอท่า เด็กชายเลยจำต้องวิ่งเข้าไปกอดหอมพุงย่าเร็วๆ แล้วรีบปลีกตัวเอาเป้ไปวางตรงโต๊ะกินข้าว จากนั้นจึงค่อยแสร้งเดินเตร่ไปทั่วร้านเพื่อจะหยุดทำทีท่าคล้ายกับกำลังจัดขวดน้ำยาล้างจานบนชั้นให้เป็นระเบียบ ทั้งที่สองตากลับจ้องมองออกไปข้างนอกเขม็ง

...มาแล้ว!...

พอเด็กข้างบ้านเดินผ่านเข้ากรอบสายตา ไจ๋ก็รีบย้ายทำเลไปยืนหลบข้างเสาเพื่อมองส่งอีกฝ่ายเลี้ยวผ่านหน้าร้าน เดินหายลับเข้าบ้านหลังข้างๆ ไป

“ไจ๋ เป็นอะไรรึเปล่า” หญิงชราเดินมาแตะไหล่หลานชายที่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงซอกประตูเหล็กม้วน ไจ๋สะดุ้งเบาๆ ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มประจบเอาใจอาม่า

“เปล่า”

“แล้วมายืนทำอะไรตรงนี้ ทำไมไม่ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อ”

“แป๊บนึง” ไจ๋เลี่ยงไม่ตอบ ขืนพูดความจริงออกไป อาม่าจะต้องไม่ชอบใจแน่

“ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อก่อนไป” หยู่ฮวยส่ายหัวอย่างอ่อนใจ หล่อนโอบไหล่หลานชายให้หมุนตัวเดินตามกันไปยังบันไดบ้าน กระนั้นจังหวะที่ทั้งคู่เดินผ่านโต๊ะคอมพิวเตอร์ สายตากดดันของหัวหน้าห้องก็ผุดขึ้นในสมองไจ๋จนเด็กชายชะงักฝีเท้า

“เจ้ต้องอะม่า”

“ต้องยังไม่กลับ มีอะไรหรือเปล่า” หญิงชราอดแปลกใจในเจตนาของหลานชายไม่ได้

แม้วันนี้เม้งกับสร้อยจะไม่ได้ไปรับไจ๋ที่โรงเรียน แต่กับต้องจิตที่ยังคงเรียนในโรงเรียนเอกชนต่างอำเภอจะอย่างไร ทั้งคู่ก็ไม่ไว้ใจปล่อยให้ลูกสาวนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านเป็นอันขาด คำถามของหลานชายเมื่อครู่จึงเป็นเหตุให้หยู่ฮวยต้องเหลือบมองนาฬิกาแขวนตรงข้างฝา ก่อนจะคะเนในใจว่า อีกไม่นานบุตรชายกับลูกสะใภ้คงจะพาหลานสาวกลับมาถึงบ้าน

“ไม่มี” ทั้งที่เอ่ยออกไปแบบนั้น แต่ไจ๋กลับวิ่งถลาไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงด้านหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่บิดาเพิ่งซื้อให้พี่สาวเมื่อต้นปี เด็กชายก้มลงกดเปิดสวิตช์ปลั๊กสามตาบนพื้น จากนั้นจึงกดปุ่มเดินเครื่องรวมถึงเราเตอร์อินเทอร์เน็ตอย่างคล่องแคล่วตามขั้นตอนที่มักจะแอบดูต้องจิตทำอยู่บ่อยๆ

“ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อก่อนไป เดี๋ยวถ้ามันติดม่าจะให้ชื่นขึ้นไปเรียก” อาม่าเอ่ยกับหลานชายภายหลังจากได้ยินเสียงคอมพิวเตอร์ครางเบาๆ 

“ไม่เอา ไจ๋ทำเองดีกว่า” ไจ๋ส่ายหัว เขากลัวว่าถ้ามัวแต่ชักช้า พี่สาวอาจกลับถึงบ้านก่อนจะหารูปประกอบรายงานครบถ้วน ดังนั้นเมื่อสบโอกาส จึงต้องเร่งมือทำการบ้านให้เสร็จเร็วๆ

“ตามใจ” เห็นท่าทางมุ่งมั่นของหลานชาย หยู่ฮวยจึงเดินเลี่ยงไปหาของกินเล่นมาให้เจ้าตัวในครัวด้านหลังบ้านแทน

ระหว่างรอให้คอมพิวเตอร์พร้อมทำงาน ไจ๋ก็โหย่งตัวขึ้นยืนคุ้ยหาบัตรเติมเงินอินเทอร์เน็ตในลิ้นชักพลาสติกข้างๆ ซีพียู จากนั้นจึงหยิบบัตรใบล่าสุดออกมาวางเตรียมไว้ แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์คุ้นหูดังมาจากประตูข้างบ้านเด็กชายก็หันรีหันขวางอย่างลุกลี้ลุกลน

ป๊ากลับมาแล้ว!!

ไจ๋เหลียวซ้ายแลขวาอย่างล่อกแล่ก ครั้นกำลังจะเอื้อมมือกดปิดคอมพิวเตอร์แล้วซุกซ่อนหลักฐาน เสียงแหลมบาดแก้วหูของต้องจิตก็ดังขึ้นราวกับฟ้าผ่าลงบนกระหม่อม

“ไอ้ไจ๋ ทำอะไร!”

“ปะ เปล่า” ไจ๋ส่ายหัว โบกไม้โบกมือ ทำไม่รู้ไม่ชี้ทั้งๆ ที่ลำตัวยังคาค้างอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมฯ ไม่ขยับไปไหน

“โกหก!” ต้องจิตตวาดลั่นพลางก้าวฉับๆ ตรงเข้ามายืนถลึงจ้องหน้าน้องชายอย่างเอาเรื่อง ฝ่ายไจ๋เมื่อเห็นสายตาดุดันของพี่ ก็ลืมตัวหลุดปากสารภาพความตั้งใจโดยพลัน

“จะทะ ทำการบ้าน”

“แล้วทำไมต้องมายุ่งกับคอมต้องด้วย” ต้องจิตผลักอกน้องชาย ทว่าไจ๋กลับขืนตัวไม่ยอม

“ก็ต้องหาระ รูปไง”

“ไม่ให้ใช้! ไปไกลๆ เลยนะ” ว่าแล้ว เด็กหญิงก็ออกแรงผลักน้องออกไปให้พ้นทาง

“จะใช้ นี่ก็คะ คอมไจ๋เหมือนกัน” ไจ๋ดื้อแพ่งไม่ลุกหนีซ้ำยังเกาะโต๊ะแน่นเป็นตุ๊กแก แน่นอนว่าเมื่อทั้งคู่ต่างไม่ยอมลงมให้กัน โต๊ะคอมจึงเริ่มสั่นจนหน้าจอโยกเบาๆ

“นี่คอมต้อง ป๊าซื้อให้ต้อง!” ต้องจิตใช้ฝ่ามือยันคางแล้วผลักหน้าน้องให้ผละห่างจากสมบัติของหล่อน แต่เพราะไจ๋ยังปักหลักไม่ยินยอม ท้ายที่สุด ขาเก้าอี้คู่หน้าก็ค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นจนคนเป็นน้องต้องผุดลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้

“ป๊าซื้อให้ไจ๋ด้วย ตะ ตอนนั้นปะ ป๊าบอกให้แบ่งกันใช้”

“ป๊าซื้อให้ต้องคนเดียว” ต้องจิตย้ายฝ่ามือลงยื้อคอเสื้อนักเรียนน้องชายแล้วเขย่าแรงๆ จนไจ๋เกือบหงายหลัง

“ต้อง! ปล่อยน้อง!” สร้อยที่เพิ่งหอบข้าวของเดินเข้ามาในบ้านร้องลั่น หล่อนส่งของให้แต้วแล้วปราดเข้ามาห้ามเลือดเนื้อเชื้อไขที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างถึงเนื้อถึงตัว

อึดใจที่ได้ยินเสียงหวีดร้องของมารดา ต้องจิตก็คิดจะรามือ แต่เพราะไจ๋ยังคงดึงดัน ซ้ำยังกล้ากระชากคอเสื้อนักเรียนหล่อน เด็กหญิงจึงจิกปลายเล็บลงบนท่อนแขนน้องเพื่อเอาคืนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ก่อนจะหันไปขอความเป็นธรรมจากกรรมการ

“ม้าดูมันดิ มันมายุ่งกับคอมของต้องก่อนอะ!” เด็กหญิงให้เหตุผลพลางจิกเล็บลงบนเนื้อน้องเต็มแรงจนปลายนิ้วซีดขาว

“คะ คอมไจ๋เหมือนกัน” ความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ไต่ระดับทำเอาไจ๋เผลอกัดริมฝีปากล่างพลางถลึงตามองพี่สาวไม่ลดละ สองมือเล็กๆ กำเนื้อผ้าในมือแน่นก่อนออกแรงกระชากคอเสื้อของต้องจิตเข้าหาตัว

“ปล่อยน้องก่อนต้อง!” สร้อยยื้อมือลูกสาวพลางอ้อนวอนอย่างอ่อนใจ หล่อนเหลือบมองไปนอกร้าน หวังให้สามีรีบเดินตามเข้ามาช่วยห้ามเหตุการณ์อีกแรง

“ไม่!”

“ต้อง... ปล่อยน้อง” คนเป็นแม่ยังไม่ละความพยายามในการแงะนิ้วมือลูกสาวออกจากแขนไจ๋ แต่เด็กหญิงกลับต่อต้านถึงที่สุด

“หยุดเดี๋ยวนี้นะต้อง!” สร้อยลอบผ่อนลมหายใจเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของคู่ชีวิต เม้งเพิ่งเห็นภาพเหตุการณ์วุ่นวายได้เพียงวูบเดียว แต่เพราะสองขายังไม่ทันก้าวเข้ามาในชายคาบ้าน เจ้าของร้านชำจึงต้องส่งเสียงห้ามปรามนำหน้ามาก่อนตัว

“ไม่! ป๊าไม่เห็นเหรอไงว่าไจ๋มันมายุ่งกับของของต้องก่อนอะ” ต้องจิตตะโกนเถียงแล้วหันไปผลักน้องจนหน้าหงาย แต่ไจ๋กลับทนฝืน ไม่ยอมปล่อยมือจากคอเสื้อนักเรียนของพี่สาวง่ายๆ ซ้ำยังทำเสียงฮึดฮัดโต้แย้งคำกล่าวหาอยู่ในลำคอ สีหน้าท้าทายของน้องชายทำเอาต้องจิตฝังปลายนิ้ว จิกแขนไจ๋หนักมือยิ่งกว่าเดิม “นิสัยไม่ดี แอบมาใช้ของคนอื่นลับหลัง”

“...คะ คอมไจ๋...”

“คอมต้อง!”

“...คอมไจ๋...”

“ไอ้ไจ๋ ปล่อยนะ!”

“ต้อง ถ้ามึงยังไม่ปล่อยน้อง กูจะไม่ซื้อมือถือให้” เม้งปราดเข้ามาดึงแขนอีกข้างของลูกสาว จากนั้นจึงยื่นคำขาดที่สามารถสั่นคลอนทิฐิของเจ้าตัวได้ในพริบตา “ถึงเทอมนี้มึงจะสอบได้ที่หนึ่ง กูก็จะไม่ซื้อให้!”

“โห่ ป๊าอะ!” เด็กหญิงรู้ว่าบิดาพูดจริงทำจริง ที่สุดจึงยอมปล่อยมือ กระนั้นกลับไม่วายผลักหัวไจ๋ทิ้งท้ายจนน้องชายหน้าหงาย

“ต้อง!” เม้งตะคอกสุดเสียง สร้อยรีบคว้าตัวลูกชายเอาไว้ไม่ให้เสียหลัก

“เฮอะ!” เมื่อพ่อออกโรงห้ามศึกสายเลือด ต้องจิตจึงได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะเดินกระแทกเท้าตึงตังขึ้นชั้นสามไป ส่วนไจ๋ก็ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา สูดน้ำมูกแล้วก้มหน้าทำการบ้านต่ออย่างเงียบเชียบ

•✤•✤•✤•

หลังจากสร้อยวางชามใส่กับข้าวใบสุดท้ายลงบนโต๊ะ ต้องจิตก็ถอนหายอย่างเบื่อหน่าย มื้อนี้นับเป็นอีกมื้อที่หล่อนต้องทนเห็นเกาเหลาน่องไก่ เลือดไก่ และตีนไก่ชามโตวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ยิ่งพอมองไปมองอีกฝั่งแล้วพบเพียงต้มผักกาดดองซี่โครงหมู ผัดหนำเลี้ยบตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน โหลเต้าหู้ยี้ ไหนจะกาน่าฉ่ายดำๆ ของอาม่า หล่อนก็หันไปตะโกนเรียกพี่เลี้ยงที่เฝ้าหน้าร้านอยู่กับแต้ว

“ชื่น... ทอดไข่ดาวให้หน่อย”

“ต้องจะกินไข่เหรอ เอาไข่ดาวใช่ไหม เดี๋ยวอาม่าไปทอดให้” อาม่าขันอาสาเพราะไม่อยากให้ลูกจ้างต้องผละมือจากงานเพื่อมาเอาใจหลานสาว

ต้องจิตพยักหน้ารับ “เอากรอบๆ นะม่า”

หยู่ฮวยยิ้มก่อนจะหันไปถามหลานอีกคนบ้าง “ไจ๋เอาไข่ไหม”

“ไม่” เด็กชายส่ายหัวอยู่สองสามครั้ง ต่อเมื่อเห็นอาม่าเดินคล้อยหลังเข้าครัวไปแล้ว ไจ๋ก็หันไปคุยกับพ่อต่อทันที “ป๊า”

“อะไร”

เด็กชายเขี่ยข้าวในจานไปมาก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ “ไจ๋ขอกลับบ้านเองได้ไหม”

ตอนที่สองพี่น้องเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ไม่เม้งก็สร้อยจะไปรับลูกทุกวัน แต่พอไจ๋ย้ายมาเรียนโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้าน ทั้งพ่อและแม่ก็เริ่มเป็นกังวลเพราะพวกเขายังต้องไปรับต้องจิตที่ต่างอำเภอดังเดิม จากนั้นจึงค่อยวนรถมารอรับตั้งใจต่ออีกทอด ซึ่งในบางครั้ง เม้งต้องเฆี่ยนรถเต็มความเร็วเพียงเพราะอยากมารับลูกชายให้ทันเลิกเรียน

“มึงจะกลับบ้านเอง?” เจ้าของร้านชำเลิกคิ้วมองหน้าลูกชายอย่างหวั่นใจ แม้ไจ๋จะเป็นเด็กผู้ชาย แต่ไจ๋ตัวนิดเดียว แถมเขากับสร้อยยังไม่เคยปล่อยเจ้าตัวเล็กออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนตามลำพัง เม้งจึงไม่รู้ว่า ลูกชายจะมีภูมิต้านทานต่อโลกภายนอกดีเท่ากับเด็กคนอื่นๆ หรือเปล่า

“มึงแน่ใจนะ”

“แน่ใจ ไจ๋จำทางกลับบ้านได้แล้วนะป๊า” ไจ๋พยักหน้ายืนยันอยู่สองสามที แต่มีหรือที่คนเป็นพ่อจะคลายความกังวลโดยง่าย

“ไม่เอาอะ กูไม่ไว้ใจ ตรงวงเวียนกับสี่แยกหน้าบ้านเรารถมันเยอะ”

“โห่ป๊า ไจ๋ยืนระ รอไฟแดงได้” เด็กชายยังไม่ละความพยายาม ไหนๆ วันนี้ก็มีประสบการณ์หยุดรอสัญญาณไฟก่อนข้ามถนนมาแล้วตั้งหนึ่งหน การเดินกลับบ้านเองหลังจากนี้จึงไม่น่ายากเย็นเข็ญใจ “ไจ๋จะข้ามพร้อมพวกผู้ใหญ่ตอนไฟแดง นะป๊า”

“ทำไม ขี้เกียจยืนรอกูไปรับแล้วเหรอไง” เม้งชี้นิ้วพลางจ้องตาเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างจับผิด

“เปล่า” ไจ๋ทำหน้าตาเหลอหลาพลางส่ายหัวดิก “ไจ๋ตะ โตแล้ว กลับบ้านเองได้แล้ว ป๊าไม่ต้องมาระ รับ”

“หึ!” ฟังคำน้องชายแล้วต้องจิตก็เบ้ปากพร้อมทั้งปรายตามองเหยียดหยัน ฝ่ายเม้งที่เมื่อมองเห็นความตั้งใจในแววตากลมใสของลูกคนเล็กก็ใจอ่อน ยอมผ่อนปรนให้ในที่สุด

“ก็ได้ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น กูจะไม่ให้มึงกลับบ้านเองอีกเลยนะ” ดีเหมือนกัน ช่วงนี้เขากับสร้อยก็ต้องวิ่งรอกไปคุมช่างทำร้านใหม่ที่กำลังจะเปิดในตลาด ลองให้ลูกชายกลับบ้านเองดูสักตั้งคงไม่เสียหายอะไร

“ไม่มีปัญหาแน่ๆ เชื่อสิ”

“เออ แล้วจะคอยดู”


•✤•TBC•✤•

เรื่องนี้พระเอกจะเล่นตัวหน่อยนะคะ 555
แต่ว่าตอนหน้าเฮียคุนมาแล้วค่ะ ถ้าใครรอเจอเฮียคุน ขอได้โปรดอดใจสักนิด
จันทร์หน้า รับรองเลยว่าคุ้มค่าการรอคอยแน่นอน
ถ้าใครเล่นทวิตเตอร์ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน นะคะ เพราะเราจะตามไปส่อง เฮ้!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)
ถ้าลิงค์ข้างบนเข้าเพจไม่ได้ รบกวน search หาเพจชื่อ A Smile of Silence AKA Malimaru นะคะ

•✤•K. JokerGirl:•✤•
เฮียคุนไม่ได้เล่นตัวใดๆ ค่ะ แค่ผู้กำกับยังไม่ส่งบทให้เฉยๆ
ตอนนี้ก็ต้องรบกวนให้คุณ JokerGirl หลงรักน้องไจ๋จนหาทางออกไม่เจอไปพลางๆ ก่อนนะคะ
เดี๋ยวตอนหน้าเราจะพาตัวเฮียคุนมาแนะนำให้คุณ JokerGirl หลงหัวปักหัวปำตามไปติดๆ เองค่ะ
รักนะค้า จุ๊บๆๆๆๆ


•✤•K. Ac118:•✤•
แง ขอบคุณคอมเมนต์ของคุณ Ac118 มากๆ นะคะ นี่กลัวไม่มีคนชอบแนวนี้อะ
เพราะเรื่องนี้เล่าช้ามากๆ แบบ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป กว่าไจ๋จะโต น่าจะหลายสิบตอนเลยค่ะ
แอบกระซิบนิดนึงว่าตอนหน้าไจ๋จะได้คุยกับเฮียคุนแล้วนะคะ
เพราะฉะนั้น เรามาน้วยน้องไจ๋กับเฮียคุนไปพร้อมๆ กันนะคะ


•✤•K. Leenboy:•✤•
ไม่ต้องตกใจไปนะคะ พอดีเรื่องนี้จะค่อยๆ เล่าจากตอนน้องไจ๋อายุเก้าขวบเรื่อยไปค่ะ
เนื้อเรื่องจะช้าๆ หน่อย เพราะเราอยากให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างช้าๆ  ค่ะ
ถ้ายังไง มาติดตามเรื่องของน้องไจ๋กับเฮียคุนไปด้วยกันอีกเรื่อยๆ นะคะ



ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 03 || 09.09.2019 ✤
«ตอบ #12 เมื่อ09-09-2019 21:42:36 »

รอจ้า

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3204
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +128/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 03 || 09.09.2019 ✤
«ตอบ #13 เมื่อ10-09-2019 23:18:38 »

ทำไมต้องทำกับน้องไจ๋รุนแรงขนาดนั้นด้วย น้องแค่จะทำการบ้านเองนะ รอพี่คุนค่ะ

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 03 || 09.09.2019 ✤
«ตอบ #14 เมื่อ11-09-2019 16:44:37 »

ต้องทำรุนแรงกับน้องมาก ถ้าเป็นคนอื่นก็ว่าไปอย่าง นี่กับน้องชายตัวเอง จะว่าป๊าโอ๋ ลูกชาย ไม่รักลูกสาวก็ไม่ใช่ อยากได้อะไร ป๊าก็ซื้อให้ กับไจ๋ป๊าก็ดุ เสียงดังโผงผาง แต่น้องไม่เถียงกร้าวร้าวกับป๊า ยังห่วงใยรักป๊า แต่กับต้องนี่ เฮ้ออ นิสัย...สินะ

ชอบตอนที่บรรยาย ไจ๋ขอม๊า ไม่อยากใช้ผ้าเช็ดหน้า สื่อออกมาได้ดีมากๆจนรู้สึก ถึงความรักของแม่ลูก ม๊าน่ารักมาก แก้ปัญหาด้วยความรักและการติดกลิ่นม๊ากับอาม่าของลูกชาย ได้น่าเอ็นดู อยากกอดน้องไจ๋แน่นๆเลยลูก 

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 03 || 09.09.2019 ✤
«ตอบ #15 เมื่อ16-09-2019 17:49:26 »

ตีมือเจ้ต้องเลย ทำไมร้ายยยยยย

น้องไจ๋จะโตแล้ว น้องไจ๋จะกลับบ้านเอง เอาใจช่วยน้องไจ๋น๊าาาาาา

ม่าม๊าตะล่อมน้องไจ๋เก่งมาก รู้สึกถึงความละมุน

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 04 || 16.09.2019 ✤
«ตอบ #16 เมื่อ16-09-2019 20:09:06 »

- 04 -


เมื่อเห็นเด็กข้างบ้านยืนรวมกลุ่มกับผองเพื่อนอยู่ตรงหน้าโรงอาหาร ไจ๋ก็กวาดข้าวคำสุดท้ายใส่เข้าปาก รีบลุกขึ้นแล้วเดินเคี้ยวหยับๆ ถือถาดหลุมเกลี้ยงเกลาไปวางลงบนชั้นคืนจาน จากนั้นจึงห้อตามหลังทั้งสี่ไปยังฐานที่มั่นประจำทันที หลังจากแอบสอดส่องเด็กข้างบ้านมาตั้งแต่เปิดเทอม เด็กชายก็สะสมความกล้าได้อย่างล้นหลาม พักกลางวันนี้คือโอกาสดีที่ไจ๋จะใช้แต้มความอาจหาญทั้งหมดแลกกับการได้เล่นกับพวกเฮียคุนสักครั้ง

“ละ เล่นด้วยดิ” ไจ๋อาศัยจังหวะที่พวกเฮียคุนกำลังสุมหัวตกลงอะไรบางอย่างกันอยู่เป็นฤกษ์เปิดตัว เด็กป.สองที่ไจ๋เดาว่าน่าจะเป็นน้องของปอหันขวับมามองไจ๋ด้วยสายตาแวววาว จากนั้นจึงโพล่งขึ้นด้วยสีหน้ายินดี

“นี่ไง ให้พี่เขาเป็นโจรกับพี่คุนเลยดิ”

“ไม่ได้ มึงเป่ายิ้งฉุบแพ้ก็ต้องเป็นโจร ห้ามโวยวาย” ว่าแล้วปอก็ผลักหัวเด็กน้อยเจ้าความคิดจนตัวเซ คนโดนทำร้ายเลยถลึงตามองปอ ซ้ำยังทำหน้างอใส่เสียอีก

“ก็หนูอยากเป็นตำหนวดบ้างนี่”

“มึงฉุบแพ้ก็ต้องเป็นโจรดิวะ”

“ไม่เอา พี่เขาอยากเล่นก็ให้เป็นโจรดิ”

เพราะข้อเสนอตรงใจ ไจ๋เลยฉีกยิ้มกว้างพลางพยักหน้าสนับสนุนเด็กป.สองอย่างกระตือรือร้น “ให้ระ เราเป็นโจรก็ได้”

“เฮ้อ” พี่ริวปรายตามองไจ๋แล้วถอนหายใจเสียงดัง จากนั้นจึงหันไปสั่งปอเสียงห้วน “ไอ้ปอ มึงคุยกับน้องมึงดิ๊”

“ไม่เอา หนูจะเป็นตำหนวด” เด็กป.สองเบะปาก ชักสีหน้าไม่พอใจ

เห็นอาการน้องชายในตอนนี้แล้วปอก็ส่ายหัว ปากก็บ่นพึมพำ “เบะอีกละ กูยังไม่ทันพูดอะไรเลย”

“หนูจะเป็นตำหนวด ถ้าไม่ให้หนูเป็นตำหนวด หนูก็ไม่เล่น” น้องชายปอกอดอกพลางเอ่ยเสียงเครืออย่างเอาแต่ใจ

เด็กป.สองที่ไจ๋ยังไม่รู้จักชื่อคนนี้กำลังใช้น้ำตาเป็นเครื่องมือต่อรอง ซึ่งแน่นอนว่ามันได้ผล

เพียงแต่ไม่ใช่กับปอ...

“เป็นตำรวจก็เป็นตำรวจ ไม่ต้องร้อง” เฮียคุนตัดบท พอเห็นเด็กป.สองคลี่ยิ้มทั้งน้ำตา หัวโจกของกลุ่มจึงผลักหัวปอเบาๆ ค่าที่หาเรื่องน้องชายก่อนจะหันมาพยักหน้าให้ไจ๋โดยเฉพาะ “ไป หนีตำรวจกัน”

“อื้อ!”

แม้ไจ๋จะไม่รู้ว่าโจรต้องทำอะไรบ้าง แต่พอเฮียคุนเริ่มวิ่ง เขาก็ซอยเท้าตามอีกฝ่ายด้วยความว่องไวไม่แพ้กัน หลังจากออกวิ่งไปได้สักพักไจ๋ก็เริ่มจับจุดกติกาของเกมนี้ได้ สิ่งที่พวกโจรต้องทำมีเพียงวิ่งหลบหลีกตำรวจแบบสุดชีวิต พูดง่ายๆ ได้ว่า เกมนี้ใช้หลักเดียวกันกับการเล่นวิ่งไล่จับผสมซ่อนแอบ กระนั้นกลับมีจุดต่างกันอยู่ตรงที่หากโจรเพลี่ยงพล้ำโดนตำรวจล้อมจับ โจรมักจะโดนเจ้าพนักงานเตะ ต่อย ไม่ก็กระโดดถีบให้ยอมจำนน

ถึงจะทั้งเหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน หนำซ้ำยังต้องเจ็บตัวเป็นระยะๆ แต่ไจ๋ก็ไม่ถือสาหาความ เพราะไม่มีกฎข้อไหนห้ามโจรออกอาวุธต่อสู้รักษาชีวิต ยิ่งเมื่อโจรอีกคนคือเฮียคุนซึ่งทั้งวิ่งเร็ว หาที่ซ่อนตัวเก่ง แถมยังรู้จักหลอกล่อพวกตำรวจให้จนมุมง่ายๆ คู่หูโจรเลยจับตำรวจมาขังเป็นตัวประกันได้เรื่อยๆ ไจ๋จึงอาศัยโอกาสดีเหล่านั้นเอาคืนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์คนละนิด ละหน่อยจนพอจะได้กำไรอยู่บ้าง

ได้เล่นกับเฮียคุนสมใจ ไจ๋เลยสนุกจนลืมเวลา ทั้งหมดวิ่งไล่กันจนเสียงกริ่งสัญญาณเข้าเรียนช่วงบ่ายดังขึ้น จากนั้นจึงค่อยวิ่งกระหืดกระหอบไปกดน้ำเย็นจากคูลเลอร์กินดับกระหายแล้วจึงค่อยล้างหน้าล้างตา

ตอนที่ล้างหน้าเสร็จ ไจ๋ตัดสินใจไม่หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาใช้ ซ้ำยังเลียนแบบคนอื่นด้วยการเช็ดแก้มเปียกปอนกับคอเสื้อ วันนี้จึงไม่มีใครพูดจาแย่ๆ ใส่ แถมตอนเดินเข้าห้อง เฮียคุนยังหันมายักคิ้วให้คล้ายกับยอมรับไจ๋อีกด้วย ท่าทีเป็นมิตรของเฮียคุนทำเอาไจ๋แอบอมยิ้มกับตัวเองด้วยความยินดี นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าความกล้าหาญกับการไม่ยอมใช้ผ้าเช็ดหน้าจะทำให้เขามีความสุขได้มากขนาดนี้

•✤•✤•✤•

ตั้งแต่ที่ป๊ายินยอมให้ไจ๋กลับบ้านเอง ทุกวันหลังเลิกเรียน เด็กชายมักจะแอบสะกดรอยตามเฮียคุนพลางคอยลุ้นให้อีกฝ่ายตรงดิ่งกลับบ้านไม่เถลไถล เขาจะได้อาศัยร่วมทางกลับบ้าน (อยู่ห่างๆ อย่างที่เจ้าตัวไม่มีวันล่วงรู้) ด้วยอีกคน หลายครั้งเด็กชายสมหวัง แต่หากวันไหนเพื่อนข้างบ้านไปเที่ยวเล่นกับสมัครพรรคพวกต่อ ไจ๋ก็ต้องเดินเท้ากลับบ้านตามลำพังอย่างไม่มีทางเลือก

หลังจากเมื่อกลางวันได้วิ่งเล่นด้วยกัน เด็กชายจึงไม่กล้าตั้งความหวังว่าเย็นวันนี้ตนเองจะได้กลับบ้านพร้อมเฮียคุนอีก ทว่าเมื่อเดินตามหลังเด็กข้างบ้านไปจนถึงหน้ารั้วโรงเรียน พ่อของพี่ริวก็ปรากฏตัวขึ้นมาเสียดื้อๆ แน่นอนว่าเมื่อเฮียคุนส่งเพื่อนสนิทขึ้นสองแถวไปกับพ่อเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงคราวที่ไจ๋จะสมใจบ้าง

เพราะไม่อยากให้ผู้ถูกติดตามรู้ตัว ขณะสะกดรอย ไจ๋จึงพยายามรักษาระยะห่างอย่างระมัดระวัง เฮียคุนเดินนำไจ๋ข้ามทางรถไฟ จากนั้นจึงค่อยๆ เดินข้ามสะพานเล็กๆ ตรงผ่านหน้าโรงพักไปยังวงเวียนน้ำพุใจกลางเมืองก่อนจะเข้าสู่บริเวณด้านนอกสุดของตลาดซึ่งเป็นย่านค้าขายผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเรือน รวมถึงของแห้งกับร้านขายส่ง

แม้ตลอดสองข้างทางจะมีร้านรวงและสินค้าหลากหลาย แต่ไจ๋กลับไม่ละสายตาจากแผ่นหลังของเฮียคุนสักวินาที กระนั้น ทันทีที่ทั้งคู่ไปถึงยังตลาดสด คนนำทางกลับหายตัวไปต่อหน้าต่อตา ฝ่ายที่สะกดรอยตามจึงเลิ่กลั่ก เหลียวมองทั้งซ้ายและขวาเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีวิชาหายตัวหรือดำดิน

หรือเฮียคุนจะไปที่อื่น ไม่ได้ตรงกลับบ้านเหมือนวันก่อนๆ?

ชั่วขณะที่ไจ๋ยังคงหัวหมุนเฝ้ามองหาเฮียคุนอยู่นั้น จู่ๆ หัวไหล่ข้างซ้ายก็โดนสะกิดเบาๆ จากด้านหลัง ทว่าเมื่อตวัดใบหน้าหันกลับไป ภาพในกรอบสายตากลับว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้น เด็กชายจึงได้แต่พ่นลมหายใจพรูพลางเกาหัวเกาหูอย่างหงุดหงิด กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะพรืดดังมาจากอีกฟาก ไจ๋ก็แน่ใจว่าตนเองคงโดนมือดีกลั่นแกล้งเอาเสียแล้ว

“ใครอะ” ไจ๋ทำเสียงฮึดฮัดก่อนจะเบือนหน้าไปยังทิศทางตรงกันข้าม เมื่อนั้นจึงเห็นเด็กข้างบ้านกำลังยืนกัดตัวดูดสีแดงอยู่ใกล้ๆ สีหน้าเอ๋อๆ ของไจ๋ทำเอาคุนเปลี่ยนมาถือตัวดูดเอาไว้ในมือก่อนเอ่ยถาม

“เดินตามมาเหรอ”

ถึงจะตกใจที่ความแตก แต่ไจ๋กลับส่ายหัวไม่ยอมรับสารภาพท่าเดียว “ไม่ใช่ซะหน่อย”

“ไม่ตามก็ไม่ตาม” คุนอมยิ้มก่อนจะออกเดินนำหน้าอีกฝ่ายไปอย่างสบายอารมณ์ เห็นดังนั้น ไจ๋เลยรีบสาวเท้าตามไปเดินใกล้ๆ เด็กข้างบ้านพลางพยักพเยิดถาม

“ชอบกินไง?”

“ชอบกินอะไร” ทั้งที่เห็นดวงตากลมโตสว่างสดใสคู่นั้นจับจ้องตัวดูดในมือตัวเองไม่วางตา แต่คุนกลับทำไก๋ ยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้

“ก็นั่นน่ะ” ไจ๋ไม่ยอมแพ้ เด็กชายทำปากจู๋บุ้ยใบ้ไปยังหวานเย็นสีแดงที่เพื่อนร่วมห้องเพิ่งยกขึ้นมากัดอีกครั้ง

“นั่นไหน” คุนยังคงตีหน้าซื่อทั้งที่ปากกัดหวานเย็นในหลอดพลาสติกไม่ปล่อย ไจ๋ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดแล้วชี้นิ้วเจาะจง

“ตัวดูดอะ”

คุนยักไหล่ “ไม่เท่าไร แค่นานๆ กินทีก็อร่อยดี” เสียงตอบของเด็กชายฟังอู้อี้เพราะกระทั่งตอนนี้ เจ้าตัวยังคงดื่มด่ำกับรสชาติหวานเย็นชื่นใจอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไจ๋ที่จับตามองตัวดูดในปากคุนไม่วางตาก็ขมวดคิ้วพร้อมโพล่งขึ้นเบาๆ

“ที่บ้านก็มีขายนะ”

“รู้” คุนเตะกรวดเม็ดเล็กบนพื้นไปข้างหน้า จากนั้นจึงก้าวเท้าเร็วๆ ตามไปคลึงก้อนกรวดเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าคล้ายกับกำลังเลี้ยงลูกหนังระหว่างรอจังหวะต่อบอล

“วันละ หลังมาซื้อที่บ้านสิ”

คุนส่ายหัวดิก “ไม่อะ ขี้เกียจมีปัญหา”

“ทำไมขี้เกียจมีปัญหา”

คำถามเมื่อครู่ทำเอาคนฟังรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ คุนปรายตามองคู่สนทนาเพื่อค้นหาเจตนาซ่อนเร้น แต่พอเห็นสีหน้ากับแววตาซื่อๆ ของไจ๋ ความคิดที่จะเท้าความถึงเรื่องบาดหมางระหว่างสองครอบครัวก็สลายหายไปในพริบตา

“ไม่ทำไม แต่ซื้อที่อื่นดีกว่า”

“ดีกว่ายังไง”

“ก็ดีกว่านั่นแหละ”

“แต่ที่บ้านขายของดีนะ”

ที่สุดแล้ว คุนก็เตะก้อนกรวดนั้นกลิ้งลงผ่านร่องด้านบนฝาท่อระบายน้ำอย่างแม่นยำ เด็กชายเงยหน้าขึ้นจ้องคนร่วมทางอย่างสนอกสนใจ “รู้ได้ไงว่าดี”

“ป๊าบอกว่าต้องขายแต่ของดีๆ ของไม่ดีไม่ขาย หมดอายุก็ไม่ขาย ถ้าจะขายของต้องไม่เอาปะ เปรียบละ ลูกค้า” พอเป็นเรื่องของบิดา ไจ๋ก็สาธยายรายละเอียดได้อย่างชัดเจนลื่นไหล แถมยังทำท่าภูมิอกภูมิใจออกนอกหน้าเสียจนเด็กข้างบ้านเผลอตัวนิ่วหน้า ก่อนจะแสร้งยักไหล่คล้ายกับคร้านจะใส่ใจฟัง

หลังจากเปิดบทสนทนาได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็เดินมาถึงสี่แยกตรงปากซอยบ้าน ไจ๋เห็นเฮียคุนหยุดรอสัญญาณไฟ เด็กชายจึงหยุดตามก่อนจะแอบชำเลืองมองคนยืนข้างๆ พลางเฝ้าคิดถึงสารพันวิธีที่จะช่วยให้ตัวเองสูงทันอีกฝ่ายเร็วๆ

“เตะบอลเป็นไหม” อยู่ๆ คุนก็พูดขึ้นลอยๆ

“เป็น” ไจ๋พยักหน้ารับแข็งขัน

ที่โรงเรียนเก่าของไจ๋มีทีมฟุตบอลระดับแชมป์เยาวชน ดังนั้นในคาบพละพื้นฐาน หรือกระทั่งระหว่างทำกิจกรรมสันทนาการ พวกครูมักจะใช้ลูกฟุตบอลมาเป็นส่วนประกอบของทุกๆ กิจกรรมอย่างแยบยล ผลคือ เด็กอนุบาลไปจนถึงเด็กนักเรียนชั้นป.หกทั้งชายและหญิงต่างก็คุ้นเคยกับลูกหนังเป็นอย่างดี ซึ่งถ้ารายไหนเกิดคลั่งไคล้ลูกกลมๆ เอามากๆ ย่อมลงเอยด้วยการหัดเล่นฟุตบอลไปโดยปริยาย ตัวไจ๋เองก็ไม่เว้น เด็กชายเลี้ยงลูกฟุตบอลเก่งกว่าหาเพื่อนเสียอีก

“จริงดิ” คุนเลิกคิ้วพลางมองหน้าคู่สนทนาอย่างแปลกใจ

“จริง” ลูกชายร้านชำพยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นจึงเหลือบมองไฟจราจรที่เพิ่งเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่เชื่อ พรุ่งนี้เตะบอลกันก็ได้”

เมื่อได้ฟังข้อเสนอที่น่าสนใจ คุนเลยยิ้มเผล่แล้วจึงพยักหน้าตกลง “เอาดิ หลังกินข้าวกลางวันนะ”

“ได้” ไจ๋รับปากเสียงดังฟังชัดก่อนซักต่อ “ชอบเตะบอลไง?”

ทันทีที่สัญญาณไฟเขียวสำหรับคนเดินเท้าสว่างขึ้น คุนก็เดินนำหน้าไจ๋ไปตามทางม้าลายพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อือ อยากลองแข่งกับคนอื่นด้วย แต่คนไม่ครบ ป่านมันยังเด็กเลยไม่ได้แข่งกับใคร กลัวมันโดนชนล้มหัวแตก”

ขณะค่อยๆ สืบเท้าข้ามถนนตามหลังเด็กข้างบ้าน ไจ๋ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า วันนี้รถราบนท้องถนนไม่น่ากลัวเหมือนทุกที เมื่อพ้นจากถนนใหญ่ ทั้งคู่ก็เดินเคียงไหล่ตรงเข้าซอยและค่อยๆ ผ่านบ้านแต่ละหลังอย่างช้าๆ

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เตะแล้ว” ไจ๋เผลอนึกภาพตนเองขณะวิ่งไล่เตะลูกบอลกลมๆ กับเฮียคุน เลยฉีกยิ้มกว้างจนปวดแก้มก่อนจะเอ่ยอย่างครึ้มอกครึ้มใจ “จริงๆ จะเตะทุกวันละ เลยก็ได้นะ”

“เสาร์อาทิตย์ก็ได้เหรอ” คุนเลิกคิ้ว ทำหน้าแปลกใจ

“อือสิ”

“เสาร์อาทิตย์น่ะนะ จะออกมาได้จริงๆ เหรอ”

“ได้” ไจ๋รับปากเพื่อนทันควันทั้งที่ภายในใจนึกหวั่นบิดา ที่ผ่านมา เขาไม่เคยขออนุญาตป๊าออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านมาก่อน ระหว่างที่หัวสมองน้อยๆ กำลังครุ่นคิดหาวิธีหว่านล้อมบิดา ทั้งคู่ก็ย่างเท้าเข้าใกล้บ้านหลังมุมที่ปลูกต้นพู่ระหงมากขึ้นตามลำดับ

โฮ่ง โฮ่ง!!

“เฮ้ย!!” เพราะมัวแต่ใจลอย ไจ๋เลยเดินตามหลังเด็กข้างบ้านไปเรื่อยๆ โดยลืมหมาจอมเห่าอย่างสิ้นเชิง พอโดนเจ้าถิ่นสี่ขาหลังรั้วเห่าใส่ในระยะเผาขน เด็กชายก็สะดุ้งโหยงจนกระโดดผล็อยไปเกาะแขนคนเดินนำหน้าเข้าเต็มรัก

“กลัวเหรอ” คุนถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะแต่พอเห็นสีหน้าแตกตื่นของเด็กข้างบ้าน เด็กชายก็หันไปแยกเขี้ยวยิงฟัน ทำหน้าดุแล้วส่งเสียงขู่ฮึ่มฮั่มใส่หมากลับเสียอย่างนั้น “แฮ่!”

ไจ๋แปลกใจระคนแตกตื่นเต้นเมื่อเห็นเด็กข้างบ้านออกท่าออกทางเหนือความคาดหมาย แต่พอเจ้าถิ่นสี่ขาตั้งท่าเห่าสู้ ไจ๋ก็ไหลตามน้ำ ช่วยเฮียคุนกำราบหมาอย่างตั้งอกตั้งใจ “แฮ่!!!”

รั้วบ้านหมากว้างเพียงสองเมตรกว่า ใช้เวลาเดินแค่เดี๋ยวเดียวก็พ้น แต่เด็กสองคนกลับหยุดสู้กับหมากันอยู่นานสองนาน กระทั่งได้ยินเสียงล้งเล้งก่นด่าบุพพการีออกมาจากด้านในบ้าน ทั้งคู่ก็พากันวิ่งเตลิดหนีไปพร้อมด้วยเสียงหัวเราะดังสนั่นไม่ขาดสาย

“เฮ้ยตกละ แล้ว!” ไจ๋ร้องลั่นพลางเอื้อมมือคว้าตัวดูดที่ลื่นหลุดผ่านซอกนิ้วเด็กข้างบ้าน กระนั้นกลับยังช้ากว่าแรงโน้มถ่วงอยู่ดี สุดท้ายหวานเย็นหลอดก็ตกลงบนพื้นถนนจนได้

“ตกก็เก็บดิ” ว่าแล้ว คุนก็หมุนตัวเดินกลับไปหยิบตัวดูดขึ้นมาเช็ดกับชายเสื้อนักเรียนอย่างตั้งใจ

เท่าที่ดูจากสีหน้าท่าทางสบายๆ ของเด็กข้างบ้าน ไจ๋ก็อดสังหรณ์ใจไม่ได้ว่า ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ตัวดูดจะต้องกลับไปอยู่ในปากของเฮียคุนอีกแน่ๆ คิดได้ดังนั้น เขาจึงเอ่ยขึ้น “ทำไมไม่ทิ้งไป เมื่อกี้มันตกพื้นนะ”

“อือ” คุนครางรับเบาๆ ในลำคอ สองมือยังคงทำความสะอาดห่อขนมในมืออย่างมุ่งมั่น

ไจ๋ไม่รู้ว่าเฮียคุนคิดอะไรอยู่ แต่พอเจ้าตัวยกหลอดตัวดูดขึ้นส่องแล้วยักไหล่ เด็กชายก็ชูมือห้ามพลางร้องเสียงหลงเมื่อเห็นเด็กข้างบ้านตั้งท่าจะกินของตกพื้นอีกครั้ง “เฮ้ย! อย่ากิน สกปรก!”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า แป๊บเดียว เชื้อโรคยังไม่ทำงาน”

“แต่ถ้ากินของตกพื้น ท้องจะเสียนะ” หม่าม้าเคยสอนไจ๋ว่า ห้ามไม่ให้หยิบของตกพื้นขึ้นมากินเป็นอันขาด เพราะฉะนั้น ไจ๋จะยอมให้เฮียคุนกินตัวดูดอีกไม่ได้

“ไม่หรอกน่า”

“จริงๆ ” ไจ๋จ้องตาคู่สนทนาพลางพยักหน้าหนักแน่น “หม่าม้าบอก”

เด็กชายทั้งสองคนจ้องตากันอย่างเอาจริงเอาจังอยู่นานสองนาน ก่อนที่คุนจะโดนบางอย่างในแววตาสุกใสคู่นั้นทำให้ยอมเปลี่ยนใจในท้ายที่สุด “ไม่กินแล้วก็ได้”

ฟังคำแล้วไจ๋ก็รีบคลี่ยิ้มหวานประจบ “เดี๋ยวเอาอันใหม่ที่บ้านให้”

“ไม่เป็นไร ไม่อยากกินแล้ว”

สิ้นเสียง คุนก็โยนตัวดูดที่ยังเหลือเกินครึ่งลงในถังน้ำมันตกรุ่นซึ่งบัดนี้กลายร่างกลายเป็นถังขยะใบใหญ่ประจำซอย จากนั้นจึงก้าวเท้านำหน้าไจ๋ตรงไปยังร้านชำประจำซอย ทันทีที่ทั้งคู่เดินพ้นจากหัวมุมหน้าร้าน ก็พลันสบตากับชื่นและหาญกล้าเข้าเสียก่อน

ภาพความสนิทสนมระหว่างเด็กชายทำเอาพวกผู้ใหญ่ชะงักงัน แต่ก่อนที่ใครจะพูดอะไร คุนก็ชิงตัดบทแล้วปลีกตัวทันควัน “ไปนะ”

“อื้อ พรุ่งนี้เจอกัน”

สิ้นเสียงตอบรับของไจ๋ ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่งเดินผ่านไปก็ชูมือขึ้นโบกไหวๆ ให้คนข้างหลัง ไจ๋มองตามอีกฝ่ายจนลับตา จากนั้นจึงหมุนตัวเดินเข้าบ้านพร้อมด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่ที่เพิ่งเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวกับตาตกอยู่ในภาวะประหลาดใจไปตามๆ กัน


 
•✤•TBC•✤•

พระเอกออกแล้ว! จุดพลุ! 555
ถึงตอนนี้จะสั้นไปสักหน่อย แต่หวังว่าทุกคนจะรักเฮียคุนเหมือนที่เรารักนะคะ
เอาเป็นว่าถ้ายังไม่จุใจ นับจากตอนนี้เป็นต้นไป เฮียคุนจะมาประจำการแล้วค่ะ
เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงแล้วนะคะว่าพระเอกจะหายต๋อม
เราขอรับรองเลยว่า น้องไจ๋จะเจอเฮียคุนจนเบื่อไปเลยค่ะ
ถ้าใครเล่นทวิตเตอร์ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน นะคะ เพราะเราจะตามไปส่องเด้อ!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)



•✤•K. Leenboy:•✤•
เราพาเฮียคุนมาเปิดตัวแล้วค่า หวังว่าคุณ Leenboy จะเอ็นดูเฮียบ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ
ตอนหน้ามาคุยกันอีกน้า จุ๊บๆๆๆ


•✤•K. JokerGirl:•✤•
โอ๋ๆ คุณ JokerGirl นะคะ เรื่องพี่กับน้องบางบ้านตีกันหนักมากจริงๆ ค่ะ
ยังไงก็อดทนกับเจ้ต้องหน่อยนะคะ ยิ่งเจ้ต้องไม่น่ารักกับไจ๋มากเท่าไร ไจ๋จะยิ่งโมเอ้ใส่เฮียคุนมากเท่านั้นค่ะ
(เดี๋ยวนะ เกี่ยวกันเหรอ?5555) ไว้เจอกันตอนหน้านะคะ รักนะค้า จุ๊บๆๆๆๆ


•✤•K. Ac118:•✤•
แง สงสารต้องไปพร้อมๆ กับสงสารคนอ่าน 5555
จริงๆ มันมีเหตุผลที่ทำให้ต้องเป็นแบบนี้อยู่นะคะ แต่อีกนานเหมือนกันกว่าจะได้อ่าน
(โธ่ ยิ่งสงสารคุณ Ac118 ไปกันใหญ่เลยทีนี้)
เอาเป็นว่า การที่เจ้ต้องเป็นแบบนี้ คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมไจ๋ถึงได้ชอบเฮียคุนเอามากๆ ค่ะ
ยังไงเราต้องรบกวนคุณ Ac118 ให้อดทนกับเจ้ต้องหน่อยนะคะ
(เดี๋ยวเราจะพาเฮียมาปลอบขวัญน้องไจ๋ให้เองค่ะ 555)
สุดท้ายนี้ ขอบคุณคอมเมนต์ของคุณ Ac118 เกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างไจ๋กับแม่มากๆ เลย
เราอ่านแล้วดีใจ หัวใจพองโตสุดๆ ไปเลยค่ะ
ไว้มาคุยกันอีกนะคะ รักคุณ Ac118 นะคะ จุ๊บๆๆๆๆๆ


•✤•K. แป้ง / Alternative:•✤•
ต้องรับบทตัวร้ายในภาคแรกนี้ค่ะ ยืนหนึ่งด้านร้ายคือต้องนี่เอง 555
แต่เดี๋ยวอ่านๆ ไปจะเจอร้ายที่สองและสามตามมาเรื่อยๆ นะคะ (เอ๋ ยังไงนะ)
ตอนนี้เป็นบทพิสูจน์การเติบโตของไจ๋ค่ะ อ่านแล้วจะพบว่าน้องเก่งมาก (เหรอ? ได้ข่าวว่าเดินตามคนอื่นต้อยๆ )
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าน้องไจ๋จะน้องแค่ไหน แต่หลังจากนี้ น้องไจ๋จะมีคนคอยปกป้องแล้วค่ะ ฮิ้วววว!
รักคุณแป้งนะคะ ม๊วฟฟฟฟฟฟ!!



ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 04 || 16.09.2019 ✤
«ตอบ #17 เมื่อ16-09-2019 21:31:41 »

 รอน้องโตก่อนอ่ะเนอะ ค่อยจีบ

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3204
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +128/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 04 || 16.09.2019 ✤
«ตอบ #18 เมื่อ16-09-2019 22:18:08 »

ได้เล่นกับเฮียคุนแล้วฟินมะน้องไจ๋ แถมเดินกลับบ้านด้วยกันอีก o13 บ้านของน้องไจ๋กับเฮียคุณไม่ถูกกันหรา #กลิ่นมาม่าลอยมาตามลม

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 04 || 16.09.2019 ✤
«ตอบ #19 เมื่อ16-09-2019 22:48:33 »

เฮียคุนน่าร้ากกกกกกกกกกก

บรรยายได้เห็นภาพมาก เราอ่านลื่นไหลจบบทแบบไม่รู้ตัวเลย
อยากให้ถึงจันทร์หน้าเร็ว ๆ จัง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 04 || 16.09.2019 ✤
« ตอบ #19 เมื่อ: 16-09-2019 22:48:33 »





ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 04 || 16.09.2019 ✤
«ตอบ #20 เมื่อ16-09-2019 23:56:49 »

มีปมบ้านไม่ถูกกัน ถ้าจะรุนแรงซะด้วย  :katai5:

เฮียคุนน่ารักมากกกก ยอมเล่นด้วยแล้ว เฮียคุนใจดีกับเด็ก และดูท่าจะแพ้ทางตาแป๊วๆของไจ๋นะเนี่ยย ไม่ทันไรชวนกันไปเตะบอลแล้วว

ขำตอนไจ๋แอบสะกดรอยตามแล้วถูกจับได้ถึงกับเลิ่กลั่ก5555

แต่ไจ๋เป็นด็กที่เข้มแข็งมากเลยนะ ไม่ได้ขี้กลัวจนขาดความมั่นใจไปเลย แต่กลับค่อยๆวางแผน แล้วเข้าหา เนียนมั่งไม่เนียนมั่ง  :laugh:

อ่านเม้นตอบกลับมาแล้ว รู้สึกดีมากๆเลยค่ะ เหมือนได้คุยกันไป อ่านเรื่องเล่าของน้องไจ๋กับเฮียคุนไป ดีต่อใจมากๆค่าา กอดดดด ❤ :กอด1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-09-2019 00:07:41 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #21 เมื่อ23-09-2019 17:43:19 »

- 05 -


ในคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ช่วงสายของวัน ครูฝึกสอนพาทั้งชั้นเรียนลงมาที่แปลงผักพร้อมให้โจทย์เป็นการสังเกตการเจริญเติบโตของต้นคะน้าตลอดระยะเวลาหนึ่งเทอม ครูแบ่งสมาชิกห้องไจ๋ออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่ตามเลขที่ เด็กใหม่ผู้ครองเลขที่สุดท้ายจึงได้อยู่กลุ่มเดียวกับเฮียคุนไปโดยปริยาย พอรู้ว่าจะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กข้างบ้าน ไจ๋ก็อดตื่นเต้นไม่ได้

“อิจฉาพี่ริวว่ะ ไม่มาเรียนก็ไม่ต้องขุดดิน”

ไจ๋นั่งยองๆ สองมือเร่งถอนวัชพืชสลับกับพรวนดินอยู่ตรงพื้นข้างแปลงปลูกผัก เด็กชายอาศัยจังหวะที่ตัวเองนั่งคุดคู้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา ค่อยๆ เขยิบเข้าไปแอบฟังบทสนทนาของเฮียคุนกับปอซึ่งกำลังยืนต่อแถวรอหยิบอุปกรณ์ทีละคืบสองคืบ

“มึงจะอิจฉามันทำไม เดี๋ยวอาทิตย์หน้ามันก็ต้องมาทำของมันเหมือนกัน” เฮียคุนตอบปอด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“เออ จริง” ปอพยักหน้าหงึกหงักจากนั้นก็ยักไหล่ “ทำไมครูไม่ให้ปลูกอย่างอื่นวะพี่คุน คะน้าไม่เห็นจะอร่อยเลย”

“ถ้าไม่ใช่คะน้าแล้วมึงจะปลูกอะไร”

“ทุเรียน”

คำตอบของปอทำเอาเฮียคุนหัวเราะร่วน ไจ๋เลยอดใจไม่ไหวต้องแอบเหลือบดูเสียหน่อย

“ครูเขาให้เวลาแค่เทอมเดียว แต่กว่าทุเรียนจะโต มึงก็จบป.หกก่อนแล้วมั้ง” เฮียคุนผลักหัวปอเบาๆ ก่อนจะเขย่งปลายเท้ามองไปยังกลุ่มเด็กผู้หญิงด้านหน้าแถวที่ยังคงรุมล้อมชั้นวางเครื่องมือเกษตรแล้วก็ถอนหายใจ ไจ๋เลยกระเถิบไปถอนหญ้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นอีกสักหน่อย เพราะกว่าพวกผู้หญิงจะเลือกเสร็จคงอีกพักใหญ่ๆ

ที่ไหนได้...

“เร็วมึง พวกผู้หญิงไปกันหมดแล้ว” คุนถองเอวเพื่อนพลางชี้นิ้วบุ้ยใบ้สั่งการ แต่เพราะจับจ้องชั้นวางอุปกรณ์ไม่วางตา เด็กชายจึงไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวโดยรอบให้ดี จังหวะที่ก้าวเท้าตามปอ ฝ่าเท้าข้างหนึ่งเลยเหยียบลงบนหลังมือไจ๋ที่เพิ่งวางลงบนพื้นเพื่อทรงตัวอย่างพอดิบพอดี

“โอ๊ย!”

“เฮ้ย! เป็นไรมากเปล่า” เสียงร้องของไจ๋ทำเอาคุนตกใจจนก้มลงมองรอบตัวอย่างลุกลี้ลุกลน คนโดนเหยียบรีบชักมือกลับไปบีบคลำพลางเม้มปาก พยายามสั่งห้ามน้ำตาไม่ให้รินไหล

ไม่ได้ จะทำให้เฮียคุนตกใจไม่ได้

“ไหนดูดิ๊ โดนตรงไหน” คุนละล่ำละลักพลางค้อมตัวลงมาดูอาการเพื่อน

“ไม่เจ็บ ไม่เจ็บ ไม่ต้องห่วง” น้ำเสียงเป็นกังวลที่ดังอยู่ใกล้หูทำเอาคนฟังลนลาน ไจ๋รีบสูดน้ำมูกแล้วหยัดตัวลุกขึ้นยืนเพราะไม่อยากให้เฮียคุนต้องเป็นห่วง แต่แล้วความหวังดีกลับตอบสนองพวกเขาอย่างเจ็บปวดอีกครั้ง...

“โอ๊ย!”

“อูยยย”

ทั้งคู่ส่งเสียงครางหลังจากหน้าผากของไจ๋โหม่งเสยใบหน้าของคนที่เพิ่งก้มลงมาอย่างจัง แรงปะทะทำให้ต่างฝ่ายต่างล้มก้นจ้ำเบ้า

“ตรงนั้นทำอะไรกันน่ะ?!” ครูฝึกสอนตะโกนถามอย่างตกอกตกใจ ยิ่งเมื่อเห็นพวกเขาเอาแต่ลูบหน้าลูบหัวตัวเองพลางส่งเสียงร้องโอดโอยไม่หยุด คนเป็นครูก็ยิ่งร้อนรน หล่อนวิ่งตรงมาหาเด็กชายทั้งสองคนพลางซักไซ้ด้วยน้ำเสียงรัวเร็ว “อารยะ ตั้งใจ เป็นอะไรหรือเปล่า!”

“ไม่เป็นไรครับ” คุนตอบเสียงอ่อย เด็กชายนิ่วหน้าพลางหยีตามองคู่กรณีที่ยังหลับหูหลับตาคลำหน้าผาก ซ้ำยังสูดปากไม่เลิก

“ไม่เป็นไรได้ยังไง ร้องเสียงดังขนาดนั้น” ครูฝึกสอนหันไปคุยกับไจ๋ที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นสบตากับหล่อน “ตั้งใจ ลุกไหวไหม”

“ไหวครับ” ไจ๋ค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นยืนแล้วปัดเศษดินออกจากเสื้อผ้า

“ไหนบอกครูซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ครูสาวยื่นมือฉุดคุนให้ยืนขึ้นตามกัน

“...เอ่อ...”

“...คือ...” เด็กชายทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา แต่ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป ผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในที่นั้นก็พลันร้องอุทานอย่างพรั่นพรึง

“โอ๊ยตายแล้วอารยะ จมูกเธอ..!”

“ฮะ?!” กว่าเจ้าของชื่อจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เลือดที่ไหลโกรกออกจากโพรงจมูกก็หยดลงบนเสื้อนักเรียนสีขาวจนเปื้อนเป็นด่างดวง

เหตุการณ์หลั่งเลือดทำเอาแปลงเกษตรโกลาหลในบัดดล เด็กผู้หญิงที่ขวัญอ่อนสักหน่อยต่างพากันหวีดร้องอย่างตกอกตกใจ ในขณะที่เด็กผู้ชายบางส่วนก็ฉวยโอกาสยุแหย่คนที่กลัวให้ยิ่งหวั่นผวาแตกฮือ ครูฝึกสอนคาดโทษพวกที่ก่อความวุ่นวายจากนั้นจึงประคองคุนไปนั่งพักตรงม้าหินใต้ต้นไม้ใกล้ๆ เรือนเพาะชำโดยมีคู่กรณีและผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายรายตามติดไปให้กำลังใจคนป่วยอย่างสนใจใคร่รู้

พอเห็นเหล่านักเรียนมายืนออรอบตัว ครูฝึกสอนก็โบกไม้โบกมือพลางเอ่ยเสียงเข้ม “ไปเลยนะ ใครไม่เกี่ยวก็กลับไปทำงานของตัวเองเดี๋ยวนี้ ถ้าท้ายคาบงานพวกเธอไม่เสร็จ ครูจะไม่ปล่อยไปกินข้าว”

กำจัดเด็กมุงสำเร็จ ครูสาวก็หันไปกำชับกับคนป่วยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ “ก้มหน้าไว้นะอารยะ”

“ครับ”

“อ้าว แล้วนี่เธอมายืนทำอะไร กลับไปทำงานได้แล้วตั้งใจ”

“ให้ผมชะ ช่วยไหมครับครู” ไจ๋ช้อนตามองครูอย่างคาดหวัง เด็กชายยืนย่ำเท้าไปมาพลางเหลือบมองหน้าครูสลับกับเด็กข้างบ้าน ไม่ยอมผละห่างไปไหน

แม้จะแปลกใจที่เห็นเด็กนักเรียนใหม่ผู้สงบเสงี่ยมฝืนดื้อดึง ขัดคำสั่งเมื่อครู่ของหล่อน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตั้งใจเป็นคู่กรณีที่น่าจะอาสาตัวทำดีไถ่โทษ ครูฝึกสอนก็คลี่ยิ้มบางอย่างเห็นใจ “งั้นเธอช่วยไปขอน้ำแข็งที่โรงครัวให้ครูที”

“ครับ!” สิ้นคำ ไจ๋ก็วิ่งหน้าตั้งตรงดิ่งไปโรงอาหารโดยมีจุดหมายเป็นร้านขายน้ำร้านแรกที่เจอ เด็กชายหยุดยืนพักหายใจสั้นๆ จากนั้นจึงเปรยความต้องการอย่างรวดเร็ว “ป้าครับ ขอน้ำแข็งหน่อยครับ”

“เอาเท่าไร”

ไจ๋ล้วงกระเป๋ากางเกง ควักเหรียญแรกที่หยิบได้ออกมาส่งให้เจ้าของร้านขายน้ำโดยไม่ลังเล “นี่ครับ”

“เอาสิบบาทเหรอ ได้ๆ รอเดี๋ยวนะ”

เด็กชายเม้มปากพลางชะเง้อมองตามป้าคนขายซึ่งหายตัวไปตักน้ำแข็งด้านหลังร้านอย่างจดจ่อ พอยื่นหมูยื่นแมวกันเสร็จสรรพ เจ้าของร้านน้ำก็อมยิ้มพลางมองหน้าไจ๋อย่างเป็นห่วงเป็นใย “ถือไหวไหมเนี่ย”

ไจ๋กลืนน้ำลายพลางเหลือบมองน้ำแข็งถุงใหญ่ที่ต้องอาศัยสองมือประคองไว้แนบอกด้วยความไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็ผงกหัวเบาๆ แล้ววิ่งอย่างทุลักทุเลกลับไปยังเรือนเพาะชำโดยไม่รอช้า

ถึงจะทั้งเย็นและหนักไปสักหน่อย แต่เพื่อเฮียคุน ไจ๋ไหว

“น้ำแข็งมาแล้วครับครู” ไจ๋เอ่ยอย่างกระท่อนกระแท่น เด็กชายยืนหอบหายใจจนตัวโยนขณะวางถุงน้ำแข็งลงบนโต๊ะม้าหินตรงหน้าครูฝึกสอนด้วยสองแขนสั่นเทา

“โอ๊ยตั้งใจ เธอจะเอาน้ำแข็งมาทำไมเยอะแยะ จมูกอารยะก็แค่นี้” ครูฝึกสอนตกใจระคนนึกเอ็นดูลูกศิษย์ตัวน้อย หล่อนส่ายหัวพลางคลี่ยิ้มบางให้ไจ๋ก่อนจะหันไปคุยกับคนป่วยที่ยังนั่งก้มหน้านิ่ง “รอผ้าเช็ดหน้าครูเดี๋ยวนะอารยะ เธอไม่มึนหัวหรือเบลอใช่ไหม”

“ไม่ครับ”

ไจ๋บีบมือตัวเองหลังได้ยินน้ำเสียงแผ่วเบาของเด็กข้างบ้าน...

เฮียคุนจะเป็นอะไรมากไหม ทำไมเฮียคุนถึงไม่เงยหน้าขึ้นเสียที

“ดี เดี๋ยวพอได้ผ้าเช็ดหน้ามาแล้วค่อยเอาน้ำแข็งโปะจมูกไว้นะ”

ครูรอผ้าเช็ดหน้าอยู่งั้นเหรอ?

“ใช้ผ้าเช็ดหน้าผมไหมครับครู” ว่าแล้วผ้าเช็ดหน้าผืนสีชมพูหอมกรุ่นในกระเป๋าเสื้อนักเรียนก็ปรากฏกายต่อหน้าครู

“หืม?” ผ้าเช็ดหน้าเรียบกริบ ดูสะอาดสะอ้านในมือเด็กชายสร้างความประทับใจแก่ครูฝึกสอนเป็นอย่างยิ่ง หล่อนเลิกคิ้วแล้วกวาดตามองใบหน้าแดงก่ำของลูกศิษย์ที่ยังคงยืนปักหลักอยู่ข้างตัวคนป่วยอยู่อึดใจ จากนั้นจึงตอบความหวังดีที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้โดยไม่ลังเล “ขอบใจเธอมากนะตั้งใจ เดี๋ยวครูจะบอกให้อารยะเอาผ้าเช็ดหน้าไปคืนเธอทีหลัง ตอนนี้เธอกลับไปทำงานได้แล้วล่ะ”

“ครับ” แม้จะยังอาลัยอาวรณ์คนป่วยอยู่มาก แต่ที่สุดแล้ว ไจ๋ก็ยอมเดินกลับไปที่แปลงผักอย่างสงบปากสงบคำ

•✤•✤•✤•

ทั้งที่อยากไปหาเฮียคุนใจจะขาด แต่ช่วงพักผ่อนหลังกินข้าวกลางวัน ไจ๋กลับโดนหัวหน้าห้องเรียกไปคุยเรื่องรายงานเสียนี่

ไจ๋รู้ดีว่าตนเองติดอ่าง จึงขาดความมั่นใจหากต้องออกไปยืนประจันหน้ากับเพื่อนทั้งห้องแล้วรายงานสิ่งที่ตระเตรียมมา ดังนั้น ต่อให้เป็นห่วงเด็กข้างบ้านสักแค่ไหน เด็กชายก็ยังแสดงความรับผิดชอบโดยไม่บิดพลิ้ว ซ้ำยังอาสาเขียนเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตัวเองอีกด้วย

ในเมื่อพลาดโอกาสช่วงพักกลางวัน หลังเลิกเรียนไจ๋เลยคอยประกบเฮียคุนยิ่งกว่าลูกเป็ดตามแม่ โชคดีที่วันนี้พี่ริวไม่มาโรงเรียน พอแยกย้ายกับสองพี่น้องปอป่าน เฮียคุนก็ตรงกลับบ้านทันที ไจ๋จึงรีบตีเนียน เดินเสมอไหล่เด็กข้างบ้านแล้วระบายความรู้สึกที่อัดอั้นมาทั้งวันกับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าสำนึกผิด “เมื่อเช้า ขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไร”

“ยังเจ็บจมูกอยู่ไหม” ไจ๋เม้มปากพลางปรายตามองคู่สนทนา คราบเลือดจางๆ บนอกเสื้อนักเรียนของอีกฝ่ายตอกย้ำภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าจนเขานึกหวั่น แต่พอเฮียคุนส่ายหน้าแล้วยิ้มให้ ความรู้สึกร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกก็พลันสลายง่ายดายเหลือเชื่อ

“ไม่เจ็บแล้ว” คุนรับคำแล้วถามกลับด้วยความเป็นห่วงไม่น้อยไปกว่ากัน “แล้วมือล่ะ เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่เปล่า”

ไจ๋ขยับมือกำๆ แบๆ อย่างลืมตัวพลางสั่นหัวดิก “หึ หายเจ็บตั้งแต่เมื่อเช้า”

อันที่จริง ไจ๋ไม่รู้สึกเจ็บมืออีกเลยนับตั้งแต่ตอนอุ้มน้ำแข็งถุงใหญ่มาให้ครูฝึกสอน เนื่องจากมือทั้งสองข้างกับลำตัวด้านหน้านั้นชาไปหมดแล้ว

คุนพยักหน้ารับรู้ก่อนถามถึงเรื่องที่ทั้งคู่ตกลงกันเอาไว้ “แล้วกลางวันไปไหน ทำไมไม่มาเตะบอล”

“โดนหัวหน้าห้องเรียกไปทำระ รายงานอะ” ไจ๋ก็ทำปากยื่นอย่างเซ็งๆ บรรยากาศกดดันขณะคุยงานกับพวกหัวหน้าห้องช่างเลวร้ายเสียจนไจ๋ยิ่งนึกเสียใจที่ไม่ได้ไปเตะบอลกับเฮียคุน

คุนพยักหน้ารับรู้ จากนั้นจึงถามเสียงเรียบ “แล้วทำเสร็จยัง”

“ก็ต้องเสร็จสิ”

ภาพคู่สนทนาอมยิ้มแถมยังเชิดหน้านิดๆ อย่างภาคภูมิใจทำเอาคุนนึกอยากแหย่อีกฝ่ายให้เสียอาการ

“งั้นเอามาลอกมั่งดิ” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวแบมือพลางกระดิกนิ้วใส่หน้าไจ๋ยิกๆ

ไจ๋ถลึงตามองเด็กข้างบ้าน ก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็นอึดอัดคับข้องในบัดดล “ไม่ได้ ต้องทำเอง”

“หวงเหรอ”

“ไม่ได้หวง แต่ถ้าทำตามกันเดี๋ยวครูจับได้”

คุนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เด็กชายยื่นหน้าเข้าไปใกล้ไจ๋แล้วจึงตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงจริงจังทั้งที่ภายในใจกำลังนึกสนุก “แล้วถ้าครูจับไม่ได้จะให้ลอกเปล่า”

“ไม่ ทำตามกันไม่ได้” ลูกชายร้านชำส่ายหัวไม่ยอม กระนั้นภายในดวงตากลมใสกลับสะท้อนความสับสนจนใจ หนำซ้ำเจ้าตัวยังเผลอทำหน้าเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องพูดจาปฏิเสธคำขอของเด็กข้างบ้าน

สีหน้าฝืดเฝื่อนเหมือนกลืนเผือกร้อนๆ เข้าไปทั้งหัวของไจ๋เรียกเสียงหัวเราะจากคุนได้อย่างท่วมท้น กระนั้นคนช่างแกล้งกลับซักไซ้คู่สนทนาไม่หยุดปาก “อ้าว ทำไมไม่ให้ลอกล่ะ ครูจับไม่ได้นะ”

“ครูให้ทำเอง ห้ามละ ลอกกัน อีกอย่างมันเป็นงานกลุ่ม ไม่ใช่งานของไจ๋คนเดียวซะหน่อย”

ยิ่งคุย คุนก็ยิ่งรู้สึกชอบใจเพื่อนใหม่แสนดีผู้นี้เอามากๆ แต่เพราะยิ่งถูกใจนี่แหละ เด็กชายจึงยิ่งก่อกวนอีกฝ่ายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ “ถ้าเป็นของไจ๋คนเดียวก็ลอกได้ใช่ไหม”

ไจ๋งุนงงกับคำถามของเด็กข้างบ้านจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทั้งที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าการลอกงานกันมันไม่ดี แต่ถ้าเฮียคุนลำบาก ไจ๋ก็อยากช่วย...

ถ้าครูไม่รู้ ก็ให้เฮียคุนลอกได้สินะ แต่ลอกกันมันผิดนี่นา

ก่อนสมองเล็กๆ จะประมวลผลและตัดสินใจ ฝ่ายที่ออกตัวเดินนำหน้ามาตลอดทาง อยู่ๆ ก็เกิดเปลี่ยนใจ หักเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวข้างศาลเจ้าโดยไม่บอกกล่าว ไจ๋จึงอดสงสัยไม่ได้ “จะไปไหน ไม่กลับบ้านไง?”

“จะมาไหมล่ะ”

ไจ๋ไม่ตอบคำถามด้วยคำพูด หากแต่เดินเลี้ยวตามคนนำทางเข้าซอยเล็กๆ ซอยนั้นไปเงียบๆ

ตลอดสองข้างทางที่ไจ๋เดินผ่านเป็นบริเวณรกร้างซึ่งกั้นเขตแบ่งรั้วด้วยลวดหนาม ภายในมีเพียงต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์หากแต่ไม่มีบ้านคน หรือสิ่งปลูกสร้างเลยสักหลัง แม้จะไม่รู้จุดหมายปลายทาง ทั้งยังไม่คุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่ แต่เพราะเชื่อใจเฮียคุนโดยไร้ข้อกังขา สายตาของไจ๋ยามมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายจึงเต็มไปด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม

“ทำอะไรอะ” ไจ๋สังเกตเห็นว่าเฮียคุนมักจะหยุดก้มๆ เงยๆ แล้วเด็ดอะไรสักอย่างตามพุ่มไม้ข้างทางเป็นระยะๆ ดังนั้นพอเด็กข้างบ้านนั่งยองๆ อยู่ข้างหน้า ลูกชายร้านชำจึงตามไปยืนดูอย่างสนอกสนใจ

“เด็ดต้อยติ่ง”

“ไหนต้อยติ่ง?” ไจ๋ไม่รู้จักต้อยติ่ง ซ้ำยังไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน เด็กชายเลยไม่รู้ว่าคู่สนทนากำลังพูดถึงสิ่งใด กระนั้นสีหน้ามีลับลมคมในกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของอีกฝ่ายกลับทำให้ไจ๋คาดหวังและตื่นเต้นอย่างไรบอกไม่ถูก

“นี่ไง ฝักต้อยติ่ง” ว่าแล้ว คุนก็ชูฝักต้อยติ่งแก่สีดำ รูปทรงคล้ายกับเมล็ดข้าวเหนียวดำหากแต่ดูเรียวยาว และมีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าให้ไจ๋ดูใกล้ๆ จากนั้นจึงรีบหย่อนมันลงในกระเป๋าเสื้อนักเรียนราวกับไม่อยากถือเอาไว้นานๆ

“เด็ดไปทำไม เอาไปกินไง” แม้จะยังไม่รู้จุดประสงค์แน่ชัด แต่บัดนี้สองมือน้อยๆ ก็เริ่มเด็ดฝักต้อยติ่งอย่างขยันขันแข็งเสียแล้ว

“เหอะน่า เดี๋ยวก็รู้”

ไจ๋ทำปากยื่นใส่เด็กข้างบ้านก่อนจะหันกลับไปเด็ดฝักต้อยติ่งอย่างมุ่งมั่น คุนจ้องมองเพื่อนใหม่แล้วก็อมยิ้มพอใจ กระทั่งเห็นไจ๋เด็ดฝักต้อยติ่งทั้งอ่อนทั้งแก่มาทั้งหมด จึงค่อยส่งเสียงห้ามปราม

“สีเขียวไม่เอา เอาแต่ฝักที่มันดำๆ เด็ดแล้วเอาใส่กระเป๋าไว้” คนพูดอธิบายพลางหย่อนฝักต้อยติ่งในอุ้งมือลงกระเป๋าเสื้ออีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน ทั้งคู่เดินไปพลาง เด็ดต้อยติ่งไปพลางอยู่อีกพักใหญ่ จากนั้นคนนำทางก็พาไจ๋เลี้ยวไปตามทางลูกรังสายเล็กที่นำไปสู่คลองส่งน้ำซึ่งอยู่ท่ามกลางพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้

สายน้ำใสสะอาดไหลเอื่อยที่ทอดตัวอยู่ตรงหน้ากวักมือเชื้อเชิญทั้งคู่ คุนรีบวางกระเป๋า ถอดรองเท้าถุงเท้าวางไว้ข้าง กันอย่างเป็นระเบียบจากนั้นจึงเดินเท้าเปล่าไปนั่งลงตรงขอบตลิ่งปูนของคลองส่งน้ำ เด็กชายหย่อนเท้าทั้งสองข้างลงจุ่มน้ำอย่างสบายอารมณ์จากนั้นจึงหันกลับมาพยักหน้าเรียกไจ๋พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มาดิ มานั่งด้วยกัน”

“อื้อ!” ไจ๋พยักหน้ารับทันควัน ความรู้สึกอยากกลับบ้านในคราแรกหายวับไปทันทีที่เฮียคุนเอ่ยชวน

เพราะมีตัวอย่างที่ดี ไจ๋เลยพาตัวเองในสภาพเท้าเปล่าไปนั่งข้างๆ เฮียคุนด้วยความรวดเร็วจนน่าทึ่ง แต่พอหย่อนเท้าลงแตะผิวน้ำเท่านั้นล่ะ เด็กชายก็สะดุ้งโหยง ดวงตากลมเบิกโตเป็นไข่ห่าน “โห น้ำเย็นเจี๊ยบเลย”

คุนหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ เด็กชายกวาดตามองใบหน้าตื่นตระหนกของไจ๋ด้วยดวงตาสุกสว่างแวววาวเหมือนดาวตอนกลางคืน “แล้วใครบอกว่าน้ำไม่เย็นล่ะ”

“ก็เฮียทำเหมือนไม่เย็นอะ”

แม้ทั้งคู่จะพูดคุยกันเพียงไม่กี่ครั้ง แต่คุนกลับรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกขานตัวเองด้วยความสนิทสนมยิ่งกว่าใคร แต่แทนที่จะเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา เด็กชายกลับแสร้งทำท่าไม่ใส่ใจแล้วยักไหล่ ทำหน้าอวดเบ่งใส่คู่สนทนาเสียอย่างนั้น

“ก็เฮียเก่ง”

ไจ๋ขมวดคิ้ว ผงะมองหน้าคนหลงตัวเองอย่างทึ่งๆ ก่อนหลุดปากโต้อย่างเหลืออด “เฮียโม้!”

“โม้ที่ไหน เห็นๆ กันอยู่” คุนยักคิ้วพลางกระตุกมุมปากใส่อย่างไม่ยี่หระ

คนฟังเบ้ปาก แต่ถึงจะหมั่นไส้ อีกใจกลับยิ่งนับถือเด็กข้างบ้านหนักกว่าเดิม...

มันก็จริงแหละ น้ำเย็นจะตายแต่เฮียคุนยังดูสบายๆ อยู่เลย ถ้าเฮียคุนไม่เก่งจริง ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

“ดูอะไรนี่” คุนยิ้มกรุ้มกริ่มพลางล้วงเอาฝักต้อยติ่งในกระเป๋าเสื้อออกมาแล้วโปรยลงในคลองส่งน้ำ ไม่ถึงอึดใจ ฝักต้อยติ่งสีดำก็แตกดังเป๊าะจนไจ๋อดตื่นเต้นไม่ได้

“เฮ้ย! เมื่อกี้มันแตกด้วย”

คุนพยักหน้ายืนยัน “ลองดูดิ”

ไจ๋ทำตามทันที เด็กชายโปรยฝักต้อยติ่งลงในน้ำแล้วก็ยิ้มชอบใจเมื่อได้ยินเสียงดังเป๊าะเบาๆ ไม่ขาดสาย

“ฝักต้อยติ่งแก่พอโดนน้ำแล้วมันจะแตกแบบนี้แหละ เฮียเคยอมแล้วมันแตกในปากด้วย”

ไม่ทันขาดคำ ลูกชายร้านชำก็โยนฝักต้อยติ่งใส่ปากตนเอง รอเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงเป๊าะลั่นในปาก ทว่าแทนที่จะรื่นเริงกับประสบการณ์แปลกใหม่ ไจ๋กลับถูกความรู้สึกสุดประหลาดตรงปลายลิ้นก่อกวนจนต้องรีบบ้วนซากความสุขออกมาแทบไม่ทัน “แหวะ!”

“เฮ้ย หันไปทางโน้นซี่!” ทั้งที่เอนตัวถอยหลบ แต่คุนกลับหัวเราะร่าเมื่อเห็นใบหน้าเหยเกของคนข้างตัว พอสถานการณ์กลับสู่ความสงบ เด็กชายก็ค่อยๆ หย่อนกระสุนต้อยติ่งลงน้ำทีละเม็ดอย่างใจเย็น “ปอชวนเฮียไปจับปลาพรุ่งนี้ ไปด้วยกันปะ”

“ที่ไหน”

“บึงหลังวัดเฟื้อง”

“หลังวัดเฟื้องมีบึงด้วยไง?” ไจ๋เลิกคิ้วพลางมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคู่สนทนาอย่างเลื่อมใส

“มีสิ เห็นปอมันบอกว่าจะไปช้อนปลากัดแล้วก็วางเบ็ด อยากไปปะ”

ความรู้สึกเหมือนยังมีเม็ดต้อยติ่งตกค้างอยู่ภายในปากทำให้ไจ๋หันไปถ่มน้ำลายทิ้งอีกครั้ง เด็กชายเช็ดปากเช็ดคางกับปกเสื้อนักเรียนแล้วจึงค่อยหันมาคุยกับเฮียคุนอย่างกระตือรือร้น “จับปลากัดไปทำอะไร เอาไปกัดกันไง”

“เปล่า เอาไปเลี้ยง” คนชวนอมยิ้ม “ตัวไหนสวยๆ ขายได้หลายตังค์เลยนะ”

“เฮียละ เลี้ยงไหม” ไจ๋ไม่ได้สนใจเรื่องเงินๆ ทองๆ เด็กชายเพียงแค่อยากรู้เรื่องราวของคนข้างตัวมากขึ้นอีกนิด

คุนส่ายหัวพลางอธิบาย “ปอเลี้ยง เฮียไปช่วยปอกับป่านจับเฉยๆ สนุกดี” พูดมาถึงตรงนี้ เด็กชายก็คลี่ยิ้มละไมแล้วเอ่ยกับไจ๋ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ว่าไง ไปเปล่า”

“ไป”

“ได้ งั้นเดี๋ยวบ่ายๆ จะไปเรียก”

“อือ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ไจ๋จะคอยอยู่แถวหน้าร้านนะ”

•✤•✤•✤•

วันนี้เป็นอีกครั้งที่ไก่ตุ๋นพะโล้พร้อมเครื่องเคราต่างๆ วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะกินข้าว แต่ก่อนที่ต้องจิตจะเบ้หน้าออกอาการไม่พอใจสำรับมื้อเย็น อาม่าก็ยกจานไข่เจียวหมูสับร้อนๆ มาวางตรงหน้าหล่อนโดยเฉพาะ เด็กหญิงจึงสงบปากสงบคำ ไม่บ่นพร่ำเหมือนทุกวัน ถึงอย่างนั้นกลับยังไม่วายตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ “ทำไมช่วงนี้ทำไก่พะโล้บ่อยจัง”

เม้งกับสร้อยมองหน้ากัน ก่อนจะเป็นฝ่ายแรกที่อธิบายเหตุผลให้ลูกสาวฟัง “เดี๋ยวกูจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวที่ตลาด”

“หา ป๊าจะเปิดระ ร้านก๋วยเตี๋ยวเหรอ?” พอคิดว่าจะได้กินก๋วยเตี๋ยวแบบไม่อั้น ไจ๋ก็ตาเป็นประกาย

“ใช่”

“ก๋วยเตี๋ยวอะไรอะ” เด็กชายถามบิดาด้วยความสนอกสนใจ

“ก็ไอ้ที่กินอยู่ทุกวันนี่แหละ”

“ก๋วยเตี๋ยวไก่...” สีหน้าจริงจังของป๊าทำเอาไจ๋ผินหน้าไปจับจ้องมองมารดาด้วยความยินดีเป็นที่สุด “...ก๋วยเตี๋ยวไก่ระ เหรอม้า”

สร้อยยิ้มรับพลางพยักหน้า “อือ”

“ดีๆ ไจ๋ชอบ ไก่พะละ โล้ฝีมือม้าอะ ระ หร่อยสุดยอด”

“ชอบก็กินเยอะๆ ” คนเป็นแม่เอ่ยพลางตักน่องไก่ใส่จานให้ลูกชายก่อนจะตักไข่เจียวให้ลูกสาว

“ร้านเปิดเมื่อไร” ต้องจิตตัดไข่ในจานตัวเองเป็นชิ้นเล็กๆ ขณะเอ่ยถามบิดา

“ทำร้านเสร็จเมื่อไร ก็เปิดเมื่อนั้นแหละ”

“ป๊าเลยจะปิดร้านนี้งั้นเหรอ”

“ใช่ สิ้นเดือนคนที่รับเซ้งร้านต่อเขาก็จะมาขนของไปแล้ว” เม้งสบตากับลูกสาวอยู่ชั่วอึดใจ ระหว่างนั้นก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นได้ เจ้าบ้านชายจึงรีบพูดก่อนจะหลงลืม “ช่วงนี้ป๊ากับม้ายุ่งทุกวัน อยู่บ้านก็ช่วยม่าเฝ้าร้านแล้วก็อย่าดื้อล่ะ”

“อือ” ต้องจิตพยักหน้าเนือยๆ ผิดกับไจ๋ที่ตื่นเต้นไปกับกิจการใหม่ของครอบครัวเอามากๆ เม้งกับสร้อยยิ้มให้กันจากนั้นเจ้าของร้านชำก็โบกมือส่งสัญญาณให้สมาชิกในครอบครัวเริ่มต้นมื้ออาหารเย็น

“อะ กินๆ เดี๋ยวร้านเสร็จแล้วจะพาไปดู”


 
•✤•TBC•✤•

เขียนตอนนี้ด้วยความรู้สึกราวกับบรรยายโมเมนท์แรกของติ่งกับศิลปิน 555
คนอ่านบางท่านอาจจะรู้สึกว่าน้องไจ๋หลงเฮียคุนหนักจังเลย 
แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะ เพราะหลังจากนี้จะเห็นความเอ็นดูที่เฮียมีต่อเด็กน้อยมากขึ้นตามลำดับ
ถ้าอยากรู้ว่าเฮียคุนจะสปอยล์น้องไจ๋ยังไง เรามาติดตามตอนต่อไปในวันจันทร์หน้าเช่นเดิมนะคะ
ถ้าใครเล่นทวิตเตอร์ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน นะคะ รักคนอ่านทุกๆ ท่านค่ะ!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K. Leenboy:•✤•
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปค่ะ กว่าจะรักกันได้ต้องฝ่าฟันช่วงประถมวัยไปก่อน
(คุณ Leenboy กลอกตา เพราะน้องไจ๋เพิ่งเข้าป.สามเอง)
รักนะคะ จุ๊บๆๆๆ


•✤•K. JokerGirl:•✤•
เนื้อหาตอนนี้คงพอตอบคำถามของคุณ JokerGirl ได้บ้างนะคะ
เพราะถ้าไม่ฟิน ไจ๋คงไม่ตามเฮียคุนจนเจ็บตัวแบบนี้แน่ๆ ค่ะ
ว่าด้วยเรื่องระหว่างสองบ้าน ต้องรบกวนคุณ JokerGirl ค่อยๆ ติดตามไปเรื่อยๆ นะคะ
ถึงเราจะเขียนสต็อกได้ไม่เท่าไร แต่ภาคแรกนี่จะไม่ดราม่าหนัก เน้นรักใสๆ วัยเยาว์เลยค่ะ
ยังไงรอติชมไปพร้อมๆ กันนะคะ รักคุณ JokerGirl มากเหมือนเดิมค่ะ


•✤•K. แป้ง / Alternative:•✤•
โอ๊ยไม่อยากจะเม้าท์ จากคนที่คุณแป้งเดาว่าจะไม่มีบทพูดอะไร
แต่ต่อไป เฮียคุนจะน่ารักได้กว่านี้อีกเป็นล้านเท่าค่ะ กร๊ากกก
(การันตีตำแหน่งพระเอกที่จะเป็นลูกรักและลูกชังของคนอ่านไปในเวลาเดียวกัน 555)
ขอบคุณสำหรับคำติชมนะคะ ทางนี้อ่านแล้วตัวเกร็ง เขียนไม่ออกกันเลยทีเดียว (ล้อเล่นน้า)
ถ้ามีตรงจุดไหนที่เราต้องแก้ไข คุณแป้งอย่าลืมบอกเรานะคะ เราอยากปรับแก้ให้ดีกว่านี้ค่ะ
รักคุณแป้งเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือนิยายตอนใหม่ (ที่จะมาลงให้อ่านในวันจันทร์หน้าไงคะ 555 - จะพูดทำไมเนี่ย!)



•✤•K. Ac118:•✤•
ปมความขัดแย้งระหว่างสองบ้านจะทำให้พวกเด็กๆ ลำบากนิดหน่อยค่ะ
แต่อย่างที่บอกไปด้านบนคือในภาคแรก (ช่วงที่เป็นเด็ก) ปัญหาระหว่างสองบ้านจะไม่รุนแรงมากนัก
เพราะฉะนั้นคุณ Ac118 สบายใจได้เลยค่ะ เราจะพยายามเขียนให้ไม่ดราม่ามากเกินไปเนาะ

มาถึงเฮียคุน... เราขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเฮียคุนน่ารักจริงๆ ค่ะ
(นี่ไม่ได้อวยเพราะเขียนเองนะคะ - หลบตา 555)
เอาเป็นว่าถ้าอยากพิสูจน์ความน่ารักของเฮียคุน
เราคงต้องรบกวนคุณ Ac118 และทุกๆ คนตามอ่านกันไปยาวๆ ค่ะ
(ต่อไปเฮียจะดีกับน้องมากๆ ดีจนบางทีจะบอกไม่ได้ว่า ระหว่างน้องไจ๋กับเฮีย เรารักใครมากกว่า
(นี่...ออกตัวว่าไม่ลำเอียงแต่เนิ่นๆ ))
ส่วนน้องไจ๋นั้น น้องน่าน้วยมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งพอรู้ว่าคุณ Ac118 ชอบน้องไจ๋
เราว่ากว่าจะอ่านจบ คุณ Ac118 ต้องเป็นแม่ยกคอยให้การสนับสนุนน้องอย่างแท้จริงแน่ๆ เลย
เพราะน้องจะน่ารักได้มากกว่านี้ (เหมือนกับที่เฮียคุนเอ็นดูน้องหนักกว่าใครเลยค่ะ)

สุดท้ายนี้ ขอบคุณคอมเมนต์ของคุณ Ac118 อีกครั้งนะคะ
เราเองก็ดีใจทุกครั้งที่ได้อ่านคอมเมนท์ดีๆ จากคุณ Ac118 (รวมถึงผู้อ่านทุกท่าน)
บอกเลยว่านอกจากเราจะได้พูดคุยกันแล้ว การได้ร่วมรับรู้ความรู้สึกของคุณ Ac118
เป็นกำลังใจให้เรามีแรงเขียนนิยายต่อไปเรื่อยๆ จริงๆ ค่ะ
รักคุณ Ac118 นะคะ มามะ มากอดกันแน่นๆ เลยเนอะ  :กอด1:



ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #22 เมื่อ24-09-2019 00:00:56 »

อยากskip ไปตอนโตแล้วจัง

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #23 เมื่อ24-09-2019 13:07:41 »

น้องเหมือนกระต่ายสายลับ ก้อนกลมๆตัวขาวๆ มุบมิบเล็มหญ้าไป เปิดเรด้าหูยาวๆแอบฟังเขาคุยกันไป โอ้ยยย น้องไจ๋รู๊กก

แล้วน้องจะติดคำว่า ''ไง '' ลงท้าย ยิ่งเหมือนกระต่ายกวนๆตาแป๋วเข้าไปอี๊ก มันเขี้ยวอยากฟัดน้องงงงง

เฮียคุนยิ่งถูกใจยิ่งแกล้ง หรือยิ่งเอาใจ หืมม พาน้องไปเล่นต้อยติ่ง ชวนไปจับปลากัด เอ็นดูน้องหนักมากก ดูออกนะเฮีย  :hao5:

ชอบตอนเฮียพาไปนั่งริมน้ำ โยนต้อยติ่งเล่นกับน้อง ฟิลภาพลอยมาเลย เหมือนฉากคลาสสิคในหนัง ที่ดูกี่ตรั้งก็รู้สึก สวยงามอบอุ่นและโหยหา ดีต่อใจมากๆค่ะ 

 :sad4: พยามเข้าแท็ก #พิษข้างบ้าน จะไปหวีดในทวิตแล้วนะคะ แต่ไม่มีข้อมูลค้นพบขี้นมาเลยค่ะ หายังไงก็ไม่เจอ   :o12:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-09-2019 21:39:21 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #24 เมื่อ25-09-2019 07:45:11 »

เฮียคุนคงเอ็นดูเพราะความแบ๊วของไจ๋ น้องก็คงอยากได้พี่ชายที่จะพูด คุย เล่นกันได้เหมือนพี่น้องทั่วไปอ่ะเนอะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #25 เมื่อ25-09-2019 08:10:32 »

 :katai2-1:
 :pig4:
 :กอด1:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #26 เมื่อ25-09-2019 13:25:37 »

 :3123: :pig4: :3123:

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3204
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +128/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #27 เมื่อ26-09-2019 23:43:12 »

ไจ๋ทำเฮียซะแล้ว5555 แต่ก็ทำให้สนิทกันขึ้นไปอีกนะ มีการไปนั่งจีบ(?)กันริมน้ำ เฮียคุนชวนไจ๋ไปเดต(?)อีกต่างหาก

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 05 || 23.09.2019 ✤
«ตอบ #28 เมื่อ27-09-2019 17:29:58 »

เสียเลือดแลกรัก กร๊าากกกกกกก นี่ฉันเมากาวไปสินะ....

น้องใจ๋ค่อนข้างมีความมั่นใจเลย ทั้ง ๆ ที่มีพูดติดอ่าง ย้ายมาใหม่ แต่น้องกล้าเดินทางเอง กล้าเข้าหาเฮียคุน

ชอบน้องอ้ะ เฮียคุนต้องทำคะแนนดี ๆ นะ เราหวงน้องมาก อิอิ

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1501
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +282/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 06 || 29.09.2019 ✤
«ตอบ #29 เมื่อ29-09-2019 20:49:16 »


- 06 -


เป็นเพราะข้อตกลงเมื่อวาน หลังกินข้าวกลางวันได้สักพัก ไจ๋ก็จัดแจงยกเก้าอี้พลาสติกมานั่งรอเฮียคุนอยู่แถวหน้าร้าน ดังนั้นเมื่อเด็กข้างบ้านชะโงกหน้าออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วกวักมือเรียก ไจ๋ก็รีบวิ่งกลับเข้าไปหาอาม่า หวังจะขออนุญาต แต่เห็นอาม่าหลับอยู่ เลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นพี่เลี้ยงแทน

“พี่ชื่นไจ๋ออกไปเล่นข้างนอกนะ”

“แล้วจะกลับกี่โมง”

“เย็นๆ ” ไจ๋พะวง กลัวว่าถ้าตัวเองชักช้า เฮียคุนจะไม่รอ ระหว่างคุยกับชื่นจึงคอยชะเง้อคอมองไปข้างนอกตลอดเวลา

“กลับมาก่อนกินข้าวนะ” แม้ชื่นจะแปลกใจกับคำขอของไจ๋ แต่ไจ๋เป็นเด็กผู้ชาย เมื่อถึงวัยหนึ่งย่อมต้องอยากออกไปเล่นนอกบ้านเป็นธรรมดา อีกอย่าง หล่อนเป็นเพียงลูกจ้าง การขัดใจลูกเจ้านายอาจสร้างปัญหาให้ตัวเองเปล่าๆ สุดท้ายเด็กสาวจึงเพียงซักไซ้และสั่งความตามสมควรเท่านั้น

“อือ” พอไม่เห็นเฮียคุนในกรอบสายตา เด็กชายก็เผลอย่ำเท้าอย่างร้อนรน “ไจ๋ไปนะ”

“อย่าไปไกลนะไจ๋”

“ระ รู้น่า” ไจ๋พยักหน้าเร็วๆ พลางล้วงเศษเหรียญในเก๊ะติดมือไปกำหนึ่ง แล้วจึงวิ่งออกไปหาเด็กข้างบ้านที่บัดนี้ย้ายมายืนรอท่าอยู่ตรงประตูด้านข้างร้าน ทั้งคู่เดินตามกันไปยังจุดนัดพบ ไจ๋เคยได้ยินชื่อวัดเฟื้องมาก่อน แต่ไม่เคยไป รู้แค่ว่าอยู่ด้านหลังโกดังตรงท้ายสถานีดับเพลิงใกล้ๆ ทางรถไฟ ดังนั้นเส้นทางของวันนี้จึงซ้ำรอยกับทางเดินกลับจากโรงเรียนเกือบทั้งหมด

“ตอนเขาจับปลากัน ไจ๋ไม่ต้องจับด้วยก็ได้นะ”

“อ้าว ทำไมอะ” ไจ๋ขมวดคิ้ว ตวัดสายตามองเพื่อนร่วมทางอย่างเคืองขุ่น

คุนมองไจ๋หัวจรดเท้าพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เดี๋ยวเสื้อเปื้อนหมด”

ฟังเหตุผลของเด็กข้างบ้านแล้ว ไจ๋ก็เหลือบมองชุดเก่งที่ตัวเองสวมใส่สลับกับเสื้อผ้าของคู่สนทนา วันนี้เฮียคุนใส่เสื้อบอลเก่ารุ่ย ท่อนล่างเป็นกางเกงนักเรียนขาสั้นเต่อ ส่วนรองเท้าเป็นเพียงแตะคีบธรรมดา ในขณะที่ไจ๋แต่งตัวจัดเต็มเหมือนทุกครั้งที่ออกไปเที่ยวข้างนอกกับครอบครัว เมื่อเปรียบเทียบจนเล็งเห็นถึงความแตกต่าง เด็กชายก็นึกเสียใจที่ตนเองแต่งตัวได้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์เอาเสียเลย

“จริงๆ ไจ๋ไม่จับปลาก็ดี จะได้อยู่เฝ้าไม่ให้ปลามันโดดออกมานอกถัง”

“ปลามันชอบโดดออกมาข้างนอกไง?”

“อือ” คุนพยักหน้าพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ตนกับพรรคพวกไปจับปลาในนาข้าวที่สูบน้ำออกแล้ว “ปอมันเคยเอาปลาใส่ถังวางไว้ตรงฝั่ง ปลามันโดดแรงจนถังล้ม กว่าจะเห็น ปลาก็ตายหมดแล้ว”

“ได้ๆ เดี๋ยวไจ๋เฝ้าปลาให้เอง” ที่สุดไจ๋ก็ยิ้มออก ถึงเสื้อผ้าจะไม่เอื้ออำนวย แต่อย่างน้อย วันนี้ก็ยังพอทำอะไรได้บ้าง

“อือ” คุนลอบอมยิ้มหลังเห็นสีหน้าเบิกบานของคู่สนทนา เด็กชายพาเพื่อนใหม่เดินผ่านตลาด ตรงไปยังตึกแถวซึ่งอยู่โดยรอบวงเวียนก่อนผ่อนฝีเท้าเมื่อถึงยังจุดนัดพบ

“ป่าน... เสร็จยัง พี่คุนมาแล้วเนี่ย”

เมื่อตวัดสายตามองไปตามเสียง ไจ๋ก็เห็นปอกำลังป้องปากตะโกนเรียกน้องชายที่ยืนเกาะโต๊ะเล็กๆ หน้าร้านมอเตอร์ไซค์ใหญ่ตรงหัวมุมวงเวียนซึ่งเจ้าของหัวใส ตั้งโต๊ะขายน้ำแข็งไสไว้เรียกลูกค้าชั้นดีอย่างพวกเขา

“เดี๋ยวรอไอ้ป่านแป๊บนะ” ปอที่พาดแหไว้บนบ่าพูดกับคุนก่อนจะหันมาพยักหน้าให้ไจ๋ ไจ๋ยิ้มให้อีกฝ่ายพลางนึกถึงคำพูดของเด็กข้างบ้านเมื่อสักครู่... ปอกับน้องก็แต่งตัวเหมือนเฮียคุนไม่มีผิด เดี๋ยวเย็นนี้พอกลับบ้านไป ไจ๋จะไปบอกพี่ชื่นให้ช่วยค้นเสื้อผ้าเก่าๆ เอามาใส่ตอนออกมาเล่นข้างนอก

“หนูมาแล้ว!”

“งั้นก็ไปกันเหอะ” หลังจากน้องเล็กเดินตามมาสมทบพร้อมด้วยน้ำแข็งไสราดน้ำแดงที่โดนนมข้นเคลือบจนกลายเป็นสีชมพู ทั้งหมดก็หอบหิ้วอุปกรณ์ที่สองพี่น้องเตรียมมาแล้วเดินเกาะกลุ่มกันไปยังจุดหมาย

ช่วงแรกของการเดินทางราบรื่นไร้ปัญหา ไจ๋เงี่ยหูฟังผู้มีประสบการณ์ทั้งสามพูดคุยกันถึงเรื่องจับปลาอย่างเพลิดเพลิน ทว่าทันทีที่ทั้งสี่ตบเท้าเข้าสู่เขตชุมชนชาวสวนละแวกใกล้วัด การต้องเดินตามหลังกันบนทางเดินปูไม้ระแนงแคบๆ ซึ่งทอดยาวผ่ากลางท้องร่องสวนขนาดใหญ่ก็ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายในทีแรกหายวับไป หนำซ้ำบทสนทนายังเปลี่ยนไปสู่เรื่องที่เมื่อเล่าท่ามกลางความมืดครึ้มอันเกิดจากเงาไม้ผลต้นสูงใหญ่ อากาศเย็นชื้นของท้องน้ำใต้ฝ่าเท้า กับเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ย่างก้าวก็ชวนให้ขนอ่อนตามตัวลุกชันได้ง่ายดายเหลือเกิน

“มีคนเคยเจอผีในป่ากล้วยสวนตามิ่งข้างหน้านี้ด้วยนะ”

“จริงเหรอพี่ปอ” ป่านยกถ้วยโฟมขึ้นซดน้ำหวานหยดสุดท้ายแล้วแลบลิ้นตวัดเลียความอร่อยไม่ให้หลงเหลือ

ปอพยักหน้าพลางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างหวาดหวั่น “แถวนี้อะ... ถ้าไม่จำเป็นเขาบอกว่าอย่ามาคนเดียว”

“ทำไมอะ” ป่านยังคงอาลัยอาวรณ์กับน้ำแข็งไสไม่เลิกรา เสียงที่ดังผ่านถ้วยโฟมจึงฟังอู้อี้แปลกหู

“เพราะผีดุมาก” ปอลากหางเสียงยืดยาวเสียจนคนฟังชักหวั่น

“พวกเรามากันตั้งหลายคน คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง” เพราะความกลัวแท้ๆ เด็กป.สองจึงตัดใจจากถ้วยน้ำแข็งไสได้เด็ดขาด เด็กชายเดินถือถ้วยโฟมพลางหันรีหันขวาง มองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง

“มึงจำได้ปะป่าน ที่วันก่อนกูเล่าให้ฟังว่าพี่ริวเคยเห็นผู้หญิงผูกคอตายใต้ต้นไม้อะ”

“อือ จำได้”

“พี่ริวบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเขาตายแล้วตาถลน ลิ้นปลิ้นออกจากปาก ตามตัวก็มีน้ำหนองไหลเยิ้มแถมยังมีหนอนไชยั้วเยี้ยไปหมด”

“แล้วพี่ปอจะเล่าทำไมเนี่ย!” เด็กป.สองชักสีหน้า ตวัดหางตามองค้อนพี่ชายด้วยความหงุดหงิด

ปอเม้มปากกลั้นยิ้ม ไม่ใช่แค่ป่านเสียแล้วล่ะที่กลัวผี ดูท่าเพื่อนใหม่ของเขาก็น่าจะขวัญอ่อนไม่เบา ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวคงไม่เร่งฝีเท้าเดินตีตื้นขึ้นมาจากท้ายขบวนหรอก...

สงสัยต้องลองหลอกดูเสียหน่อย

“พี่ริวบอกว่าต้นไม้นั่นน่ะ....” อยู่ๆ คนเล่าเรื่องก็ชะงักงัน ปอกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังก่อนจะชี้นิ้วไปด้านหลังพร้อมตะโกนเสียงดังด้วยสีหน้าแตกตื่นหวาดผวา “...อยู่ข้างหลังมึงไง!”

“อ้าก!” ป่านหวีดร้องพลางกระโดดไปเกาะไจ๋ที่เพิ่งย้ายมาเดินใกล้ๆ ฝ่ายไจ๋ที่ตกใจไม่แพ้กันก็โผไปกอดแขนคุนอีกทอดหนึ่ง ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวจึงต้องหยุดเดินชั่วคราวเพื่อประคองลูกลิงทั้งสองเอาไว้ ในขณะที่ปอเอาแต่ยืนกุมท้องระเบิดหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจกับสภาพขวัญกระเจิงของคนขวัญอ่อน

“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ผีมีที่ไหน” คุนหันไปดุตัวการ แต่ปอกลับยิ้มแป้น ซ้ำยังลอยหน้าลอยตาโต้คารมฉอดๆ

“เขาว่าไม่เชื่ออย่าลับหลู่นะพี่คุน”

“ลบหลู่ ไม่ใช่ลับหลู่”

“เออๆ นั่นแหละ ลับหลู่ๆ ”

คุนถอนหายใจอย่างระอาก่อนจะหันมาปลอบขวัญเด็กน้อยทั้งสองคน “เลิกกลัวได้แล้ว ผีมีที่ไหน มีแต่ต้นไม้เนี่ย เห็นไหม”

“ไม่มีผีแน่นะพี่คุน” ป่านหยีตามองหน้าคุนสลับกับพี่ชายตัวเอง ทันทีที่เห็นปอหัวเราะร่า เจ้าตัวเล็กก็เริ่มเอะใจ กระนั้นกลับยังไม่ยอมปล่อยมือจากไจ๋อยู่ดี

“เออ ไม่มี” ถึงจะยืนยันหนักแน่นแต่ทั้งคู่กลับยังไม่คลายใจ คุนเลยบุ้ยใบ้ให้คนขวัญอ่อนพิสูจน์คำพูดของเขาด้วยตัวเอง “ไม่เชื่อลองหันไปก็ได้ แถวนี้มีแต่ต้นไม้กับท้องร่อง ไม่มีอย่างอื่นหรอก”

น่าแปลกที่เมื่อคุนออกปากรับรอง ป่านกับไจ๋ก็ยอมรับฟังอย่างว่าง่าย หลังจากกลั้นใจหันไปสำรวจรอบตัวจนถ้วนทั่ว  เด็กป.สองก็แยกเขี้ยวยิงฟันพร้อมทั้งชี้นิ้วคาดโทษตัวต้นเหตุ “ไอ้พี่ปอ ตายซะเถอะ!”

“แบร่! เก่งจริงก็วิ่งตามกูให้ทันดิ้” ปอแลบลิ้นปลิ้นตาท้าทาย น้องเล็กประจำกลุ่มเลยวิ่งไล่เตะพี่ชายร่วมสายเลือดผู้มีความสุขกับความเดือดร้อนของน้องอย่างคั่งแค้น

“หายกลัวยัง” คุนถามไจ๋พลางเหลือบมองสองพี่น้องที่วิ่งไล่กันอยู่ไกลๆ

ไจ๋ทอดสายตามองตามเด็กข้างบ้านอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นจึงผงกหัวพลางรับคำเสียงอ่อย “อือ”

“พ้นโค้งตรงหน้าก็เจอวัดแล้ว อยู่ใกล้วัด ไม่ต้องกลัวผี” ว่าแล้ว คุนก็ก้าวเท้าออกนำโดยมีไจ๋เดินตามหลังมาติดๆ

“แต่ในวัดมีป่าช้านะ”

ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สีหน้าไจ๋ตอนตกใจทำให้คุนนึกถึงลูกกระต่ายสีขาวตัวเล็กๆ ที่เขาเคยนึกอยากเลี้ยงขึ้นมาตงิดๆ “ในวัดพระเต็มไปหมดแถมน้ำมนต์ก็มี ผีที่ไหนจะกล้าออกมา”

“อือ” ถึงคนข้างตัวจะยืนกรานดิบดี แต่จนบัดนี้ ไจ๋ก็ยังหวาดหวั่นไม่หาย ขนาดแค่ปลาในท้องร่องโดดจนผิวน้ำเกิดเสียงดังจ๋อม เด็กชายก็กระเถิบไปยืนอิงแอบแนบแผ่นหลังเพื่อนรุ่นพี่คล้ายหาที่กำบัง คุนอมยิ้มพลางส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ขืนเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง ทั้งคู่คงไม่ได้ไปไหนกันพอดี

“ถ้ากลัวก็เกาะเฮียเอาไว้ เฮียใส่พระ นี่ไง... เห็นเปล่า”

ไจ๋ไม่ตอบหากแต่ชะโงกหน้ามองจี้พระที่คุนควักออกจากคอเสื้อแล้วกลืนน้ำลาย

“ผีไม่หลอกคนใส่พระหรอก”

“อือ” ถึงใจจะเริ่มคล้อยตามคำปลอบโยนขึ้นมานิดๆ แต่ไจ๋กลับเกาะแขนเด็กข้างบ้านไม่ยอมปล่อย คุนอมยิ้มพลางส่ายหัวอย่างอ่อนใจ กระนั้นก็ไม่ได้ผลักไส ซ้ำเด็กชายยังพยักหน้าเชื้อเชิญอีกฝ่ายให้เดินตามกันไปอย่างช้าๆ

“ไปเหอะ รีบเดิน จะได้ไปจับปลากันสักที”
.
.
.
.
ถึงทั้งหมดจะตั้งใจมาจับปลากัดกันเต็มที่ แต่สุดท้ายแผนช้อนปลากัดกลับมีอันต้องพับไปหลังพวกเด็กๆ พบว่า เจ้าของที่เพิ่งปล่อยน้ำเข้าทุ่ง น้ำที่สูงเกือบครึ่งแข้งจึงไม่ใช่แหล่งชุมนุมปลากัดอีกต่อไป แกนนำกิจกรรมวันนี้เลยเปลี่ยนใจ หันมาทอดแห จับปลาในคลองใกล้ๆ กลับไปกินที่บ้านแทน ไจ๋เพิ่งเคยเห็นคนทอดแหกับตาเลยอดตื่นเต้นไม่ได้

“ป่าน มึงขึ้นไปเอาปลาใส่ถังให้หน่อย” ปอที่ลอยคออยู่ในน้ำกับคุนตะโกนสั่งน้องชายตรงริมตลิ่ง ป่านชักสีหน้าหากแต่ไม่ยอมวางกระจาดพลาสติกในมือ

“โห่ ใช้จัง คนยุ่งอยู่ไม่เห็นไง”

“มึงยุ่งอะไรวะป่าน”

“ก็ช้อนปลาไง” เด็กป.สองในสภาพกางเกงในตัวเดียวตอบพลางถือกระจาดพลาสติกค่อยๆ ไล่เลาะช้อนปลาตามขอบคันดินริมทุ่งอย่างช้าๆ เจ้าตัวมักจะหยุดพักเป็นระยะๆ เพื่อโยนเศษหญ้า ไม่ก็ก้อนหินทิ้ง

“มึงขึ้นไปเลยนะ ถ้ามึงไม่ขึ้นไปเก็บปลา กูจะฟ้องแม่ว่ามึงแอบกินแข็งไส” ปอชูปลาในมือพลางตวาดซ้ำเมื่อป่านยังทำไม่รู้ไม่ชี้

“พี่ปอแม่งขี้ฟ้องว่ะ!” เด็กป.สองตัวกระเปี๊ยก เปียกซ่กเป็นลูกนกตกน้ำปีนขึ้นมายืนตรงขอบตลิ่งแล้วไล่เก็บปลาที่พวกพี่ๆ เพิ่งโยนขึ้นมาจากกลางคลอง ไจ๋เห็นปลาดิ้นอยู่หลายตัวเลยรีบเข้าไปช่วย ปลาที่เพิ่งขึ้นจากน้ำตัวลื่นมาก จับยาก แต่เด็กชายก็ยังไม่ละความพยายามไล่จับเพราะไม่อยากให้ปลาตายก่อนเอาใส่ในถัง

“ป่านระวังด้วย เดี๋ยวไอ้ดุกมันจะยักเอา” คุนตะโกนขึ้นมาจากน้ำด้วยความเป็นห่วงเด็กน้อยทั้งสองบนฝั่ง

เจ้าของชื่อกวาดตามองปลาที่ดิ้นอยู่บนพื้นรอบตัวพลางยักไหล่ “โห ตัวเท่าขี้เล็บมันจะทำอะไรหนูได้”

“ถ้ามึงโดนมันยักเลือดออก กูจะสมน้ำหน้าให้” ปอสำทับพลางโยนปลาอีกตัวขึ้นมาให้พวกไจ๋เก็บใส่ถัง

“ไม่มีทาง!” ขณะที่ป่านเดินดุ่มๆ ไปจับปลาตัวแล้วตัวเล่ามาโยนใส่ถังอย่างคล่องแคล่ว ไจ๋กลับยังคงต่อสู้กับปลาตัวเท่าฝ่ามือที่ดิ้นหนีเขามาตั้งแต่ทีแรก

“พี่เอาเสื้อหนูจับปลาก็ได้” เห็นท่าทางของมือใหม่แล้วป่านก็อดเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่ได้

“เอาเสื้อจับ?” ไจ๋ละสายตาจากปลาแล้วเหลือบมองหน้าป่านอย่างสงสัย

“พี่ไม่เคยจับปลามาก่อนใช่ปะ”

“อือ” ไจ๋ตอบพลางเอียงคอซบหน้าลงบนต้นแขนเพื่อซับเหงื่อบนหน้าผากขณะที่สองมือยังง่วนอยู่กับปลาตัวเดิมที่เริ่มอ่อนแรง

“งั้นพี่เอาเสื้อห่อปลาก่อน แล้วค่อยจับ ปลามันจะได้ไม่ดิ้นหนี” ว่าแล้วป่านก็วิ่งเอาเสื้อตัวเองที่กองอยู่กับพื้นมุ่งหน้าไปยังริมฝั่ง แต่ระหว่างนั้น คุนกลับตะโกนแทรกขึ้นเสียก่อน

“ใช้เสื้อพี่ก็ได้ป่าน”

“เสื้อหนูนี่แหละ หนูขี้เกียจเดินไปหยิบแล้ว” ไม่ทันขาดคำ เด็กป.สองก็จุ่มเสื้อยืดลงในน้ำแล้วบิดพอหมาด ก่อนจะถือเสื้อเปียกของตัวเองวิ่งกลับมายื่นให้ไจ๋ “พี่เอาเสื้อห่อปลาเลย เชื่อหนู”

ไจ๋คลี่เสื้อแล้วคลุมลงไปบนตัวปลาที่ดิ้นอยู่บนพื้น พอได้ยินเสียงเชียร์เย้วๆ จากป่าน เด็กชายก็จับปลาใต้ผืนผ้าขึ้นมาอย่างง่ายดายดังคำอวดอ้างของผู้เชี่ยวชาญ

“ขอบใจนะ” ไจ๋โยนปลาใส่ถังพลางฉีกยิ้มกว้างให้ป่าน เด็กชายนึกภูมิใจที่ตัวเองสามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้เสียที

“ไม่ต้องขอบใจหนูหรอก เพราะเดี๋ยวถ้าพี่ทำเป็น หนูจะได้กลับไปช้อนปลาต่อ”

“...อ๋อ...” ไจ๋หัวเราะหลังรู้ว่าเบื้องหลังความปรารถนาดีของเด็กน้อย ที่แท้ก็เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าตัว หาใช่เพราะอยากช่วยตัวเขาอย่างที่เผลอเข้าใจ แต่จะเป็นไรไป แค่คอยเก็บปลาบนพื้นใส่ถัง ไจ๋ทำคนเดียวได้สบายมาก

•✤•✤•✤•

วันนี้จับปลาได้เยอะ คุนเลยชวนไจ๋เดินไปส่งปอกับป่านที่บ้านเพราะต้องช่วยกันขนทั้งปลาทั้งอุปกรณ์หลายอย่าง บ้านของสองพี่น้องอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมด้านหลังโรงเรียนอนุบาลซึ่งอยู่อีกฟากของถนนใหญ่ ตรงข้ามกับโรงเรียนประถมของพวกเขาและโรงเรียนมัธยม

ครอบครัวของปอเป็นครอบครัวชาวพุทธเพียงไม่กี่หลังคาเรือนที่อยู่อาศัยท่ามกลางชุมชนอิสลามขนาดใหญ่ริมแม่น้ำ ก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านปอ มีร้านชำขนาดใหญ่ คุนจึงหยุดแวะซื้อน้ำ แต่เมื่อทั้งหมดเห็นขนมหลากชนิดกับไอศกรีมในตู้แช่เย็นฉ่ำที่อัดแน่นจนดูละลานตา พยาธิในท้องก็ร่ำร้องจนอยู่ไม่สุข สุดท้ายจึงยอมแพ้พ่ายให้แก่ไอศกรีมกันโดยพร้อมเพรียง

คุน ไจ๋ และปอซื้อไอศกรีมมาคนละแท่ง ทั้งสามนั่งล้อมวงอยู่ตรงม้าหินข้างร้านชำ โดยมีป่านเท่านั้นที่กำลังยืนค้ำหัวพี่ชายพลางกัดเล็บ เหล่มองไอศกรีมในมือคนอื่นตาละห้อย

“พี่ปอ ขอหนูกินมั่งดิ” เด็กป.สองจับจ้องไอศกรีมแท่งรสช็อกโกแล็ตในมือพี่ชายตาเป็นมัน

“อยากกินก็ไปซื้อเอาเองสิวะ” ปอแสยะยิ้ม

“ตังค์หนูหมดแล้วอะ” ป่านโอดครวญด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย กระนั้นคนเป็นพี่กลับไม่เห็นใจ

“ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้มึงกินแข็งไสเองล่ะ” ปอผลักหัวน้องชายให้เลื่อนห่างจากไอศกรีมแท่งในมือตน

“โห่ พี่ปออะ ขอหนูกินหน่อยนะ”

“เรื่อง!” ปอแลบลิ้นเลียไอศกรีมจนทั่ว ก่อนจะกัดไอศกรีมเย้ยน้องชาย “นี่ โดนน้ำลายกูหมดแล้ว มึงไม่กินหรอก”

หลังจากถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เด็กป.สองก็งัดไม้ตายออกมาใช้ ป่านกะพริบตาถี่ แล้วเบะปากทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “พี่ปอแม่ง ขอหนูกินหน่อยไม่ได้ไง... ใจดำว่ะ”

สีหน้าเจ็บปวดของเด็กน้อยไม่มีผลกับพี่ชาย หากแต่คุนกลับทนดูไม่ไหว ลูกชายร้านชำยื่นไอติมในมือตัวเองให้พลางปลอบ “อะ กินของพี่แล้วกัน พี่ให้”

ป่านยังโมโหปอติดหมัดเลยยืนจังก้ายกมือทั้งสองขึ้นข้างเท้าเอวแล้วก่นด่าพี่ชายไม่เลิก “ไอ้พี่ปอเหี้ย ไอ้สัด... ขอกินนิดเดียวก็ไม่ให้”

“ปากมึงอย่างงี้ไง กูถึงไม่อยากให้อะไรมึง” ปอชายตามองน้องชายอย่างหงุดหงิดก่อนจะหันไปแย้งเพื่อนตัวเอง “พี่คุนกินเหอะ อย่าไปตามใจเด็กนิสัยเสียเลย”

“ไอ้พี่เหี้ย ขอคำเดียวก็ไม่ให้ กูน้องมึงนะ!” ออกฤทธิ์ได้สักพัก เด็กน้อยก็หอบฮั่กซ้ำยังสะอึกสะอื้นจนปากคอสั่น เห็นดังนั้น คุนเลยรีบยัดไอศกรีมใส่มือป่านพลางเอ่ยเร่ง

“รีบกินเร็วป่าน เดี๋ยวมันละลาย”

“ไอ้สัดพี่ปอแม่ง!”

“พอๆ ไม่ด่าแล้ว”

“...ฮื่อ...”

“กินได้แล้วป่าน เลิกร้อง” คุนคะยั้นคะยอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ป่านกลั้นสะอื้น เด็กป.สองสูดน้ำมูกพลางหลับตาปี๋คล้ายกับพยายามยื้อยุดไม่ยินยอมให้น้ำตารินไหล จากนั้นไม่นานก็เบิกตาถลึงมองพี่ชาย แล้วย้ายไปจับจ้องไอศกรีมแท่งในมือ เจ้าตัวเล็กดึงไอศกรีมที่หน้าตาเหมือนกับที่พี่ชายกินเป๊ะๆ ออกจากซองที่คุนแกะให้ จากนั้นจึงกัดคำใหญ่แล้วพรายยิ้มพึงใจออกมาในที่สุด

“ยิ้มแล้ว” คุนจิ้มแก้มเด็กป.สองเบาๆ

“ฮื่อ” คนโดนแซวยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ สีหน้าเปี่ยมสุขหลังได้กินของอร่อยทำเอาปอทนไม่ไหว เอื้อมมือไปตบหัวน้องชายอย่างมันเขี้ยว “โอ๊ยพี่ปอ ตีหนูทำไม”

“หมั่นไส้ว่ะ มึงแม่งนิสัยเสีย”

“พี่ปอก็นิสัยไม่ดีเหมือนกันนั่นแหละ!” ป่านแหวเสียงแจ้ว

“มึงถือปลาไปเลยนะไอ้ป่าน” ปอผลักหัวแล้วถีบก้นน้องให้ออกเดิน แทนที่จะโกรธ ป่านกลับก้มหน้าก้มตากินไอศกรีมต่ออย่างสบายใจเฉิบ คนเป็นพี่เลยต้องแบกของในส่วนของน้องชายเพิ่มเติมมาเสียอีก คุนพยักหน้าให้ไจ๋พลางลุกขึ้นไปหิ้วถังใส่ปลา

ก่อนจะหยัดตัวลุกตามเด็กข้างบ้าน ไจ๋ค่อยๆ หักไอศกรีมคู่ของตนแบ่งออกเป็นสองแท่ง แล้วเสนอไมตรีแก่คนใจดีตรงหน้า “อะเฮีย”

“ไจ๋ไม่กินเหรอ”

“นี่ไงของไจ๋” ว่าแล้ว ลูกชายร้านชำก็อวดไอศกรีมแท่งอีกซีกขึ้นต่อหน้าเด็กข้างบ้าน

คุนฉีกยิ้มกว้างพลางรับไอศกรีมรสส้มมาอย่างเต็มใจ “ขอบใจนะ”

“อือ” ไจ๋แอบอมยิ้มพลางนึกยินดีที่ตนเองชอบกินไอศกรีมยักษ์คู่เป็นทุนเดิม วันนี้เลยสบโอกาสได้แบ่งปันความอร่อยให้เฮียคุนได้ลิ้มลองด้วยอีกคน

•✤•✤•✤•


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด