[Mpreg] Nevertheless, I still love you. #เวฬาหยุดรัก อัพตอนที่25 8/1/63 p22
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Mpreg] Nevertheless, I still love you. #เวฬาหยุดรัก อัพตอนที่25 8/1/63 p22  (อ่าน 66417 ครั้ง)

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 





Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-01-2020 23:48:38 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
เวฬาหยุดรัก

บทนำ

 

 



 

 

 

          ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำสนิทเดินเข้ามาภายในศาลาที่จัดงานสวดอภิธรรมศพที่เต็มไปด้วยแขกเหรื่อแน่นขนัด  เสียงพูดคุยปนกับเสียงร้องไห้ดังขึ้นทั่วไปทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

          “คุณธุวัจจีมาแล้วเหรอคะ  เชิญทางนี้ค่ะ”  หญิงสาวที่แนะนำตัวกับเขาไปเมื่อวานว่าเป็นเลขานุการคนใหม่ที่พ่อจัดมาให้เข้ามาหาแล้วเดินนำเข้าไปด้านในที่มีโลงศพสีขาวตั้งเด่น  ภาพพี่ชายในกรอบรูปที่ตั้งเอาไว้ข้างหน้าทำให้ชายหนุ่มเม้มปากแน่น

          ความเจ็บปวดเสียใจพุ่งขึ้นมา  ธุวัจจีพยายามกลั้นเอาไว้ภายในใต้สีหน้านิ่งสนิท  ใครคนหนึ่งส่งธูปหนึ่งดอกมาให้เขารับเอาไว้  มือขาวนวลนั้นทำให้เขาตวัดสายตาขึ้นมองเจ้าของมือแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงทำความเคารพศพของพี่ชาย

          “นึกว่าแกจะกลับมาไม่ทันเสียแล้ว”  คุณพิเศษ  บิดาของเขาพูดขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มถอยมานั่งด้วยกันเพื่อฟังพระสวด  “เห็นว่าติดพายุไม่ใช่เหรอ”

          “ผมเปลี่ยนไฟล์ททัน”  ลูกชายตอบเรียบ ๆ

          กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยมาเข้าจมูกพร้อมกับร่างโปร่งบางในชุดดำเดินกลับมานั่งอีกด้านหนึ่งของเก้าอี้ยาว  ผมยาวรวบเป็นมวยต่ำเอาไว้ที่ท้ายทอยเผยให้เห็นเสี้ยวหน้าเรียวหวานซีดเผือด  ขอบตาแดงช้ำเหมือนกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก

          “หนูวา ...นั่งพักก่อน  ไม่ต้องลุกไปรับแขกแล้วล่ะ”  บิดาของเขาพูดขึ้น  มองสะใภ้ที่กลายเป็นหม้ายอย่างสงสาร  “ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ  ไปกินก่อนสิจะได้มีแรง  เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งเข้า”         

          “ขอบคุณครับ”  เวฬาพึมพำตอบกลับ  พยายามรักษาระดับสายตาไม่ให้มองเลยไปยังใครอีกคนหนึ่งถัดจากบิดาของสามีผู้ล่วงลับไป  “วาไม่ค่อยหิว”

          “ไม่หิวก็ต้องกิน  ป่วยขึ้นมาอีกคนแล้วเจ้าไทม์จะอยู่ยังไงล่ะ”  พ่อสามีดุ  เรียกเลขาฯเข้ามาสั่งให้เตรียมอาหารให้คุณเวฬาชุดหนึ่ง  “ไปทานก่อนก็ได้  พระยังไม่เริ่มสวดหรอก  อีกสักพัก  เจ้าวัจก็ไปทานด้วยสิ  เพิ่งลงเครื่องมาเหนื่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ”

          ธุวัจจีมองหน้าพี่สะใภ้แล้วตอบเรียบ ๆ

          “ครับ  คุณพ่อ”  ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนรอให้พี่สะใภ้เดินนำไปก่อนอย่างสุภาพ  เวฬาเดินนำลิ่วไปทางด้านหลังที่เป็นโรงครัวโดยไม่หันไปมองคนข้างหลังเลยแม้แต่นิดเดียว  ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินตามหลังมาเอื่อย ๆ จนทันกัน

          “ไม่ได้เจอคุณเสียนาน  คงสบายดีนะ”  ธุวัจจีพูดขึ้นก่อน  เหลือบมองอีกคนด้วยหางตา  อีกฝ่ายก้มหน้าตักข้าวต้มเข้าปากเงียบ ๆ “จะไม่ทักทายกันหน่อยเหรอครับ คุณเวฬา”

          “สวัสดีครับ”   พี่สะใภ้ของเขาเงยหน้าขึ้น  สบตากันแวบเดียวแล้วก็พูดสั้น ๆ

          “แค่นี้เองเหรอ  ทำไมไม่เห็นจะอ่อนหวานเหมือนกับเวลาที่....คุยกับคนอื่นเลย”  ธุวัจจียิ้มมุมปาก  เว้นวรรคอย่างจงใจ  อีกฝ่ายไม่ตอบ  “ได้ข่าวว่าคุณขึ้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการไม่ใช่หรือ  ตำแหน่งดีนี่ ...มาจากความสามารถหรือว่าเส้นสายล่ะ”

          “คุณกำลังอยู่ในงานศพของพี่ชายคุณอยู่นะ  พูดจาอะไรก็กรุณาให้เกียรติกันด้วย”  เวฬาตวัดสายตาขึ้น  พูดเสียงแข็ง

          คิ้วเข้มของคนฟังเลิกสูง  ดวงตาคมกริบคู่นั้นเป็นประกายอย่างพอใจ

          “นึกว่าจะไม่พูดกับผมเสียอีก”  ธุวัจจีเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะเบา ๆ  “แต่เอาเถอะ  ไม่ว่าคุณจะขึ้นมาด้วยความสามารถหรือว่าเส้นสายก็ตาม ...ผมก็จะจับตามองคุณแล้วก็หาทางเผยธาตุแท้ของคุณออกมาให้คุณพ่อเห็นเอง”  ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก  “หวังว่าคุณคงไม่เล่นทางลัดด้วยการจับคุณพ่อผมแทนหรอกนะ  เพราะมันคงทุเรศเกินไปหน่อย”

          คนฟังวางช้อนลงดังกึกแล้วลุกขึ้นยืน  หมุนตัวเดินกลับเข้าไปภายในงานศพอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับขามา  ธุวัจจีผิวปากยาว  มองตามหลังไปด้วยแววตาครุ่นคิด

          เวฬากลับมานั่งฟังพระสวดต่อที่เดิม  พยายามระงับอารมณ์โกรธให้เย็นลงด้วยการทำสมาธิไปกับเสียงบทสวดมนต์  คุณพิเศษจับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของสะใภ้ได้ทันที

          “กังวลเรื่องไทม์เหรอ”

          “ครับ  ...เมื่อเช้ามีไข้นิดหน่อย”  เวฬาตอบกลับไป  ไม่ตรงกับความจริง

          “เดี๋ยวเธอกลับก่อนก็ได้  ฉันจะอยู่ต่อกับเจ้าวัจเอง”

          “ไม่เป็นไรครับ  ไทม์อยู่กับพี่เลี้ยงแล้ว  วาต้องทำหน้าที่สุดท้ายให้ดีที่สุดก่อน”  ชายหนุ่มตอบเสียงหนักแน่น  ทอดสายตามองใบหน้าของสามีในภาพ  “คุณเมธจะได้ไม่เป็นห่วงวากับลูก”

          ผู้อาวุโสลอบถอนหายใจยาว  ยกมือขึ้นแตะที่หลังของลูกสะใภ้เบา ๆ แทนคำปลอบใจ

          พิธีเสร็จสิ้น  เวฬายืนมองกลุ่มควันที่ลอยขึ้นสูงจากเมรุอย่างใจลอย  นึกถึงวันแรกที่เขาได้เจอกับสามีขึ้นมาแล้วก็น้ำตารื้น   คนใจดีแบบนั้น...ป่านนี้คงขึ้นสวรรค์ไปอย่างมีความสุขแล้วกระมัง

          จะรู้ไหมว่าคนทางนี้ต้องเผชิญกับอะไรต่ออีกบ้าง

          “หนูวา  กลับกันเถอะ”

          บ้านใหญ่หลังงามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางสวนที่จัดเอาไว้สวยงามสมกับเป็นบ้านของนักธุรกิจที่รวยติดอันดับของประเทศ  เวฬาทอดสายตามองด้วยแววตาไม่บ่งบอกความรู้สึก  เหลือบมองกระจกหลังก็เห็นรถสปอร์ตของลูกชายคนเล็กของคุณพิเศษขับตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด

          ร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านหน้าของเวฬาไปราวกับมองไม่เห็น

          “ไอ้เจ้าลูกคนนี้”  คุณพิเศษจุ๊ปาก มองตามหลังลูกชายอย่างไม่พอใจ  “หนูวาไม่ต้องไปสนใจมันหรอกนะ  ช่างมัน”

          “ครับ”  เวฬาพยักหน้ารับ สีหน้าแทบไม่เปลี่ยน

          ชายหนุ่มเดินแยกกับพ่อสามีเดินขึ้นบันไดไปยังอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นส่วนของครอบครัวธุเมธโดยเฉพาะ  บรรยากาศภายในห้องนอนยังอบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอมของสามีผู้ล่วงลับ  กรอบรูปวางเรียงเป็นระเบียนบนโต๊ะเครื่องแป้ง  รอยยิ้มใจดีของผู้ชายชื่อธุเมธยังจับตาจับใจเขาเหมือนเดิม

          เวฬาหยิบกรอบรูปขึ้นมาพิศดูใกล้ ๆ ขอบตาร้อนผ่าวอีกครั้ง  เขาไม่ทันได้ร่ำลาสั่งเสียเลยด้วยซ้ำ

          ธุเมธจากไปแล้ว....แล้วเขาจะอยู่อย่างไรต่อ  ทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปอย่างนั้นหรือ  เพื่ออะไรกัน...

          “คุณวา”  เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นข้างตัวพร้อมกับสัมผัสที่เอื้อมมาแตะที่แขน  เวฬาสะดุ้งหันขวับไปมองก็เจอใครบางคนยืนหน้าบูดอยู่ตรงหน้า  “คุณวามาช้า”

          “ไทม์...ยังไม่นอนอีกเหรอลูก”  เวฬาวางกรอบรูปคืนที่เดิม  ยกมือขึ้นแตะที่แก้มของลูกชายคนเดียวเบา ๆ “ตัวยังรุม ๆ อยู่เลย  ทำไมไม่นอน”

          “ไทม์รอคุณวา”  เด็กน้อยวัยห้าขวบพูด  พยายามออกเสียงให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้  “คุณพ่อไปไหนครับ”

          เวฬาอึ้งไป

          “คุณพ่อ...ไปอยู่บนนู้นแล้วครับ”  เวฬามองออกไปข้างนอกหน้าต่าง  “เห็นเมฆก้อนใหญ่ ๆ นั่นไหม  คุณพ่ออยู่ตรงนั้น”

          “ก้อนเมฆใหญ่ๆ เดี๋ยวฝนตกแล้วคุณพ่อก็เปียกสิ”  เด็กชายธิมาพูด  ยกมือขึ้นสูง  ดวงตากลมโตเหมือนคนมองไม่มีผิดเพี้ยนนั้นจ้องเป๋งออกไปยังเมฆก้อนนั้น  “แล้วคุณพ่อจะตกลงมามั้ยครับ”

          “ไม่ตกลงมาหรอกครับ” เวฬาตอบอย่างใจลอย  ยกมือขึ้นลูบเส้นผมดกดำของบุตรชาย “คุณพ่อจะอยู่บนนั้น”

          “ไทม์ไปอยู่ด้วยได้มั้ย”  คำถามดังขึ้นอีก

          “ไม่ได้หรอกลูก  ยังไม่ถึงเวลานั้น  ไทม์อยู่กับคุณวาก่อนนะ”  เวฬาพูด  รวบร่างผอมบางของเด็กชายมากอดเอาไว้แน่น  ซบใบหน้าลงกับลำคอของลูก  กลิ่นแป้งเด็กหอมเข้าจมูกช่วยให้อะไรที่อัดแน่นในอกเบาบางลงเล็กน้อย

          “แล้วทำไมคุณพ่อถึงไปได้ล่ะครับ”

          “เพราะ...คุณพ่อ...ต้องไป”  เวฬารู้ว่าตัวเองอธิบายลูกไม่ชัดเจนเลย  แต่ว่าเขาก็ไม่สามารถคิดหาคำที่ดีกว่านี้ในตอนนี้ได้  สมองคล้ายจะตื้อตันไปหมดคิดอะไรไม่ออก  “ไทม์อยู่กับคุณวานะ  อยู่ไหม”

          “อยู่...ไทม์อยู่กับคุณวา”  เด็กน้อยตอบกลับมา  เวฬาแอบเช็ดน้ำตาของตัวเองเข้ากับเสื้อของลูกแล้วก็เงยหน้าขึ้นยิ้ม

          “เก่งมาก  ไทม์เก่งที่สุด”  เวฬาหอมแก้มนิ่ม ๆ  นั้นฟอดใหญ่   เด็กชายธิมาไม่ได้อ้วนท้วนแข็งแรงเหมือนอย่างเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันแต่กลับบอบบางแถมยังป่วยบ่อย ๆ ทำให้เวฬาเป็นกังวลอยู่เรื่อย  ญาติฝั่งสามีหลายคนล้วนแต่บอกว่าลูกชายเหมือนเขามากเกินไป

          เขาจูงลูกกลับมาที่ห้องนอนของเด็กชาย  ธิมาขึ้นไปนอนบนเตียงโดยดี  นัยน์ตากลมโตล้อมด้วยขนตายาวคู่นั้นหรี่ปรือลงเพราะความง่วง  พอเวฬาห่มผ้าให้ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

          “ไทม์...”  เวฬาปัดผมหน้าม้าออกจากหน้าผากของบุตรชายเบา ๆ นึกสงสารอีกฝ่ายจับใจ  ตอนที่เขาอายุเท่านี้  เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความตายคืออะไร

          แล้วนี่เขาจะควรจะบอกบุตรชายอย่างไรดีว่าบิดาไม่อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว

          เวฬากลับมาที่ห้องนอนของตนเองที่อยู่ติดกับห้องนอนของลูกอีกครั้ง  เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าออกก่อนจะสบตาคนบางคนในกระจก  เจ้าของห้องหันขวับไปมองอย่างตกใจ  ชายผู้บุกรุกกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงของเขาอย่างถือวิสาสะ

          “คุณเข้ามาได้ยังไง”

          คิ้วเข้มของคนฟังเลิกสูง

          “ก็นี่ห้องผม  ทำไมจะเข้าไม่ได้”  ชายหนุ่มตอบ  กวาดตามองทั่วร่างของอีกฝ่ายแล้วยิ้มมุมปาก

          “คุณพิเศษยกห้องนี้ให้ผมตั้งนานแล้ว  ห้องของคุณอยู่อีกฝั่ง  เชิญกลับไปได้”  เวฬาตอบ  พยายามรักษาน้ำเสียงให้กลับมาราบเรียบเช่นเดิม

          “พ่อไม่ใช่เจ้าของห้องผม  ห้องของผมก็คือห้องของผม  และผมไม่ได้ยกให้คุณ”

          “คุณพิเศษเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้”  เวฬาพูดอย่างสงบ  เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบคู่นั้น  “แปลว่าเขาเป็นเจ้าของห้องนี้ด้วย”

          คนฟังยักไหล่ด้วยท่าทางกวนประสาท

          “ก็แล้วแต่  คุณจะว่ายังไงก็ได้  แต่ว่าคืนนี้ผมจะนอนที่ห้องของผม”  ธุวัจจีลุกขึ้นยืนแล้วถอดเสื้อเชิ๊ตสีดำของตัวเองออก  เวฬาก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างตกใจ

          “คุณจะทำอะไร”

          “ก็มันห้องผม  ผมจะทำอะไรก็เรื่องของผมสิ”  คนตอบยิ้มพราย  ก้าวเข้ามาใกล้อีกฝ่ายอย่างจงใจ  เวฬาถอยหลังกรูด  ตาจับไปที่มือของอีกฝ่ายที่ขยับอยู่ตรงหัวเข็มขัดเขม็ง

          “ถึงอย่างไร  ผมก็เป็นพี่สะใภ้ของคุณนะ  ช่วยให้เกียรติกันด้วย”

          “ผมไม่ได้ยอมรับคุณเป็นพี่สะใภ้ของผมนี่”  ธุวัจจีถอดเข็มขัดออก  ก้าวเข้าไปจนชิดร่างโปร่งบางที่ถอยจนหลังติดตู้เสื้อผ้า  นัยน์ตากลมโตคู่นั้นมองเขาอย่างตื่นตระหนกราวกับกวางระแวงไพร  ริมฝีปากสีสดเม้มแน่นเมื่อเขาก้มลงไปใกล้

          “ฉันไม่ใช่เวฬาคนเดิมหรอกนะ  คุณธุวัจจี”  กวางระแวงไพรเมื่อครู่พูดเสียงเรียบแล้วใช้หน้าผากโขกใส่ดั้งจมูกโด่งของน้องสามีเต็มแรง

          ร่างสูงใหญ่ผงะหงายหลัง  ยกมือขึ้นกุมจมูกของตัวเอง  เวฬายกขาเท้าขึ้นถีบใส่หน้าท้องของอีกฝ่ายเต็มแรงก่อนจะวิ่งเต็มฝีเท้าตัดผ่านห้องนอนกลับไปยังห้องนอนของบุตรชายที่อยู่ติดกัน  พอปิดประตูได้ก็กดล็อคแน่นหนาพลางถอนหายใจเฮือก

เวฬาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของบุตรชายค้นหาผ้าเช็ดตัวและชุดนอนมาใส่คืนนี้  ตวัดสายตากลับไปที่ห้องนอนของตนเองอีกรอบ  ...เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยหาจังหวะเข้าไปเก็บเสื้อผ้าข้าวของออกมา

ถึงอย่างไร...ผู้ชายคนนั้นก็ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

....................................................................



            ธุวัจจีก้าวออกมาจากห้องน้ำที่เขาใช้เวลาอยู่นานเพื่อสำรวจข้าวของส่วนตัวของอดีตเจ้าของห้อง  กลิ่นสบู่กับแชมพูลอยอวลตลบ ...ยังเป็นกลิ่นเดิมกับสมัยก่อนไม่ผิด  ไม่รู้จักเบื่อบ้างหรืออย่างไร

เสื้อผ้าเรียงรายแน่นขนัดในตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่สมกับที่เจ้าตัวเป็นเจ้าของห้องเสื้อชื่อดังที่กำลังเป็นกระแสตอนนี้  กะดูจากขนาดเอวกางเกงแล้ว  แทบจะไม่เปลี่ยนเลยสักนิดแม้ว่าจะมีลูกแล้วก็ตาม

นาฬิกาหลายรูปแบบวางเรียงเป็นระเบียบใกล้ ๆ กับชั้นวางกระเป๋าเข้าชุดกับรองเท้าและเข็มขัด  ธุวัจจีเดินสำรวจรอบ ๆ ลองประมาณราคาคร่าว ๆ แล้วก็ผิวปากยาว  ...ดูเหมือนว่าพี่ชายเขาจะตามใจเมียไม่ใช่เล่น

และที่เจ้าตัวบอกว่าไม่ใช่เวฬาคนเดิมแล้วก็คงจะจริง

กลายเป็นสะใภ้ไฮโซไปแล้วนี่นะ  ก็ต้องทำตัวให้สมฐานะกันหน่อย  ชายหนุ่มหยุดยืนดูรูปที่วางเรียงอยู่บนชั้น  ภาพคู่พี่ชายของเขาในวันแต่งงาน  รอยยิ้มของพี่เมธดูสดใสขณะที่คนข้าง ๆ เพียงแต่ยิ้มนิด ๆ ในหน้า  รอยโศกในดวงตากลมโตเป็นเอกลักษณ์คู่นั้นดึงดูดสายตาใครต่อใครให้ชะงักงัน  รวมถึง...

ชายหนุ่มวางกรอบรูปคืนที่เดิมอย่างแรง  หมุนตัวกลับมาแต่งตัวลวก ๆ ยกมือขึ้นคลำจมูกที่ยังเจ็บอยู่เล็กน้อย  เหอะ ....ใครก็ได้  ที่แน่ ๆ ไม่ใช่เขา

.............................................................................



ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk







            เวฬาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่เพราะนอนไม่หลับ  เขาลุกขึ้นจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วแล้วก็พบว่าชุดที่ต้องการใส่นั้นอยู่ในห้องนอนของตนที่ถูกครอบครองอยู่  ดีไซน์เนอร์หนุ่มเม้มปาก  รวมเสื้อคลุมอาบน้ำเข้าหาตัวอย่างหงุดหงิด  เขาสวมชุดเดิมเมื่อคืนแล้วก้าวมาหยุดยืนหน้าประตูห้องที่เชื่อมต่อกันอย่างครุ่นคิด

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นที่หัวเตียงของลูกชาย  เวฬาสะดุ้งหันกลับไปมองพร้อมกับเสียงเคาะประตูห้องนอนลูกดังขึ้น  เอม...พี่เลี้ยงของน้องไทม์ขึ้นมาปลุกเจ้านายตามเวลา

“คุณวา”  เอมทักอย่างแปลกใจที่เห็นเวฬานอนที่ห้องของลูกชาย  แล้วเธอก็สรุปกับตัวเองได้ว่าอีกฝ่ายคงเศร้าที่เสียสามีไปเลยต้องการอยู่กับลูก  “เอมมาปลุกคุณไทม์ค่ะ”

          “เดี๋ยวฉันจัดการเอง  เอมลงไปเตรียมอาหารเช้าเถอะนะ”  เวฬาบอกเรียบ ๆ

          เขาเดินไปหาลูกชายที่ลุกขึ้นนั่งงัวเงียอยู่บนที่นอน  ธิมานั่งโงนเงนอยู่บนเตียง  พยายามเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างน่าขัน

          “คุณวา  ...ไทม์ง่วงจริง ๆ ขอนอนต่อได้มั้ย”

          “ไม่ได้ลูก  เช้าแล้วต้องลุกจากเตียง  คนตื่นสายคือคนขี้เกียจ”  เวฬาพูด  ก้มลงเก็บหมอนข้างกลับมาวางเอาไว้ที่เดิม  “ไปอาบน้ำได้แล้ว  ไหนดูซิ  ขี้หูขี้ตาเลอะเทอะจริง ๆ ลูกใครเนี่ย”

          “ลูกคุณวา”

          “ลูกคุณวาสะอาดจะตาย  หัวเหม็นแบบนี้ไม่ใช่แน่ ๆ” เวฬาแกล้งว่า  เด็กน้อยยิ่งเอียงหัวเข้ามาใกล้ให้อีกฝ่ายดม  “อื้อหือ  กลิ่นตุ ๆ มาก เหมือนกลิ่นไอ้ชาโคลเลย”

          “ชาโคลหอมออก ไทม์ช๊อบชอบ”  เด็กชายพูดถึงเพื่อนรักสัตว์เลี้ยงสี่ขา  “วันนี้จะไปเล่นกับชาโคล”

          “จะไปเล่นก็ต้องไปอาบน้ำก่อน  โตแล้วดูแลตัวเองได้ใช่มั้ยครับ”

          “แน่นอนคุณวา”  ไทม์ตอบกลับด้วยท่าทางเลียนแบบผู้ใหญ่  “โตแล้ว”  พูดแล้วก็พยักหน้ากับตัวเอง  เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาถือเอาไว้  “แต่คุณวาอย่าเพิ่งไปไหนนะ  รอไทม์อาบน้ำก่อน”

          “โตแล้วอาบคนเดียวได้  ทำไมคุณวาต้องรอด้วย”  เวฬายิ้ม  “เข้าไปอาบเร็ว”

          “รอไทม์ด้วย”  ลูกชายพูดซ้ำ  “ทุกทีพี่เอมก็รอไทม์”

          “เข้าไปอาบได้แล้วน่า”  เวฬาพูด  มองเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็นึกขึ้นได้  เดินเข้าไปหยิบฝักบัวลงมาจากที่วางแล้วเปิดน้ำเอาไว้ให้  “คุณวารอตรงนี้นะ”

          “ห้ามไปไหนนะ”  เด็กชายธิมาพูดย้ำอีกครั้งด้วยท่าทางที่คงเลียนแบบใครสักคนมา

          เวฬาถอนหายใจเฮือก  เหลือบมองนาฬิกาข้างผนังนิดหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจเข้าไปช่วยลูกชายอาบน้ำจนเสร็จ  โดนเจ้าตัวดีสาดน้ำใส่จนเปียกไปหมดทั้งตัว  แถมยังมายืนกอดอกส่ายหน้ามองเขาราวกับเอือมระอาเสียอีก

          “คุณวาเล่นอะไร  เปียกหมดทั้งตัวเดี๋ยวเป็นหวัด”  ลูกพูดเหมือนวันก่อนที่โดนเขาดุตอนออกไปเดินตากฝนเล่นไม่มีผิด แม้แต่การส่ายหน้าจุ๊ปากก็ลอกมาหมด  “ไม่ไหว ๆ”

          “ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะคุณธิมา”  เวฬาเอื้อมมือไปบีบจมูกโด่งรั้นของลูกชายอย่างหมั่นไส้

          “ปล่อยนะ”  นอกจากไม่สำนึกแล้วยังหัวเราะใส่อีก  เด็กชายธิมาเดินจับผ้าเช็ดตัวที่ผูกเอวเอาไว้แน่นออกไปแต่งตัวข้างนอกห้องน้ำ  ทิ้งให้เวฬามองตามพลางโคลงศีรษะ

          ...ถ้าเดินสะดุดชายผ้าเช็ดตัวจะขำให้

          กว่าจะส่งลูกชายลงไปกินข้าวข้างล่างได้ก็เล่นเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่น  นึกดูแล้วก็ดีใจที่มีพี่เลี้ยงคอยช่วยแบ่งเบาภาระเรื่องนี้ไปได้มาก  โดยเฉพาะในวันที่เขางานยุ่งแทบไม่ได้กลับบ้าน

          เวฬาเดินไปบิดลูกบิดประตูที่เชื่อมห้องของลูกกับเขา  ปรากฏว่าฝั่งนั้นก็กดล็อคเอาไว้เช่นกัน  ดีไซน์เนอร์หนุ่มเม้มปากหมุนตัวเดินไปเคาะประตูข้างหน้าห้องแรง ๆ

          “คุณวาทำอะไรคะ  เข้าห้องไม่ได้เหรอ”  พี่น้ำจิตร  แม่บ้านประจำบ้านหลังนี้เดินเข้ามาหาเขาอย่างนอบน้อมแกมสงสัย  “เดี๋ยวป้าไปหากุญแจห้องให้ดีไหมคะ”

          “ไม่เป็นไรครับ”  เวฬาคิดแวบเดียวก็รีบตอบ  “เดี๋ยวผมเข้าทางห้องน้องไทม์ก็ได้”

          แม่บ้านไม่ได้พูดอะไร  เวฬาหันไปมองประตูอีกรอบ  นึกอยากทุบอีกสักเปรี้ยงแต่ก็คงเจ็บมือเปล่าเพราะคนที่นอนเหมือนซ้อมตายข้างในนั้นคงไม่ได้ยิน

          หลับทีเอาช้างมาเหยียบก็ไม่ตื่น...คนอะไรไม่รู้จักพัฒนาเสียบ้าง

          เดินลงบันไดมาที่ห้องอาหารด้านล่าง  น้องไทม์กำลังกินข้าวอยู่กับคุณปู่อย่างเพลิดเพลิน  คุณพิเศษพออยู่กับหลานก็ค่อยยิ้มออก  ไม่เคร่งขรึมเศร้าซึมเหมือนเมื่อวาน

          “หนูวามาพอดี  มาทานข้าวกันเร็ว”

          “ครับ”  เวฬาเข้ามานั่งประจำที่  ตักข้าวต้มขึ้นเป่าจนหายร้อน  ที่ข้างตัวที่เคยเป็นของสามีว่างเปล่าพาให้หัวใจวูบโหวง  เวฬาลอบถอนหายใจยาว  ฝืนกินเข้าไปได้ไม่เท่าไหร่ก็วางช้อน

          “กินอีกหน่อยสิ  ไม่อร่อยเหรอ”  คนที่นั่งหัวโต๊ะละมือจากหลานชายหันมาถามทันที

          “อร่อยครับ  แต่เช้า ๆ วาไม่ค่อยหิว”

          “กินเหมือนแมวดม  เมื่อไหร่ก็ผอม  เจ้าไทม์ก็เหมือนกัน...กินน้อยเหมือนแม่แบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะโตทันเพื่อน ๆ เขาล่ะลูก”  คุณพิเศษพูดเสียงอ่อน  ยกมือขึ้นวางบนหัวของหลานชายกำพร้า  “กินเยอะ ๆ หน่อย”

          “รายนี้ชอบกินขนมครับ  ข้าวไม่ค่อยกิน”  เวฬาพูด  “แอบกินขนมก่อนนอนแล้วไม่แปรงฟันด้วย  ไปหาหมอฟันคราวก่อนโดนหมอดุจ๋อยเลย”

          “ไทม์เปล่าจ๋อยเสียหน่อย”  เด็กชายว่า  ตักข้าวเข้าปากให้คุณปู่ดู  “จริง ๆ คุณหมอชมว่าไทม์ยิ้มสวย”

          “ยิ้มสวยแค่ไหน  ถ้าไม่แปรงฟัน อีกหน่อยก็ฟันผุหมดปากแน่ ๆ”  เวฬาพูด  มองลูกชายดุ ๆ “เตือนแล้วไม่เคยฟัง  ฟันหลอแน่ ๆ”

          “ไทม์ไม่อยากฟันหลอ”  เด็กเริ่มเป็นกังวล  หันไปหาพี่เลี้ยงที่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ “พี่เอม  ไทม์จะฟันหลอจริงเหรอ”

          “จริงสิคะ  ถ้าคุณไทม์ไม่แปรงฟันแบบที่คุณวาบอกล่ะก็”

          “ไทม์แปรงฟันสิ”  เด็กชายย่นจมูกใส่มารดาของตน  “คุณวานิสัยไม่ดี”

          “อ้าว  ว่าใครฮึ ..กินเข้าไปให้หมดเลยนะ”  เวฬาย่นจมูกกลับ

          “ทีคุณวายังกินไม่หมดเลย”

          “หลานฉันมันฉลาดจริง ๆ นะ”  คุณพิเศษหัวเราะ  ยกมือขึ้นลูบหัวหลานชายหัวแก้วหัวแหวนอีกครั้ง  “คุณวาเขาตัวนิดเดียว  ไม่เก่งเท่าไทม์หรอก  ดูสิไทม์เก่งกว่าตั้งเยอะ  กินหมด”

          “ใช่  คุณวายอมแพ้”  เวฬาพูดอุบอิบ  เหลือบมองชามข้าวต้มที่เหลืออยู่เกินครึ่งแล้วก็ถอนหายใจเฮือก  “กินไม่หมดแน่”

          “คุณวาไม่สงสารชาวนาเลย”  ไทม์พูด  “คุณครูอรบอกไทม์ว่าเราต้องสงสารชาวนา  ต้องกินข้าวให้หมด”

          “ดีมาก  งั้นไทม์จะกินหมดใช่มั้ยครับ”

          “หมด...แต่ไทม์ขอแบ่งให้คุณปู่ได้มั้ย”  ประโยคหลังหลานชายพูดเสียงอ่อย  หันไปหาคนที่ตามใจตัวเองมากที่สุดอย่างขอร้อง  “คุณปู่”

          แค่ได้ยินหลานเรียกก็ใจอ่อนยวบแล้ว  พิเศษหัวเราะหึ ๆ เลื่อนชามข้าวต้มของตัวเองไปให้เด็กชายตักแบ่งข้าวในชามมาให้

          เสียงฝีเท้าเดินลงบันไดมาจนถึงชั้นล่าง  ร่างสูงใหญ่ของลูกชายคนเล็กของบ้านเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามกับพี่สะใภ้แล้วก็จามออกมาดังสนั่นหวั่นไหว

          “ฮัดเช้ย!!  ...ใครไม่ได้อาบน้ำนะ”

          “ไทม์อาบแล้ว  ตัวหอมมาก”  เด็กชายรีบเงยหน้าขึ้นบอก  “แต่คุณวาไม่อาบ”

          “คุณวาอาบแล้ว”  เวฬาร้อง  เหลือบมองลูกชายตัวดีอย่างฉุน ๆ “อย่ามาใส่ความกันสิ”

          “เหม็นเหมือนคนใส่เสื้อผ้าชุดเดิม”  ธุวัจจีพูด  ปรายตามองพี่สะใภ้แล้วยิ้มมุมปาก  “เหม็นสาบ”

          เวฬาเงยหน้าขึ้น  มองหน้าน้องสามีนิ่ง ๆ แวบหนึ่งแล้วก็หันไปหาพ่อสามีที่นั่งอยู่

          “คุณพ่อครับ  คุณธุวัจจีกลับมาแล้ววาคิดว่าจะย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิม...”  พูดยังไม่ทันจบ  พ่อสามีก็ขัดขึ้นทันที

          “ไม่ได้  ฉันอยากให้หลานกับเธออยู่ด้วยกันที่นี่แหละ”  คุณพิเศษพูดเสียงเข้ม  “ถึงแม้ว่านายเมธจะไม่อยู่แล้ว  แต่ว่าเธอกับหลานก็ยังเป็นคนในครอบครัวของฉัน”

          “ถ้าอย่างนั้น...วาคิดว่าจะขอย้ายห้องครับ  เพราะว่าคุณธุวัจจีคงอยากใช้ห้องเดิม”

          “นายวัจไม่ได้จะไปอยู่คอนโดหรอกเหรอ”  ประมุขของบ้านเลิกคิ้ว “ที่บอกฉันก่อนกลับมา”

          “ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ  อยากอยู่ที่บ้านด้วยจะได้เป็นเพื่อนคุณพ่อ”  ธุวัจจีตอบยิ้ม ๆ  “เชิญคุณเวฬานอนห้องนั้นตามสบายเถอะครับ  ผมไม่อยากรบกวน”

          “จะดีเหรอครับ  ความจริงมันก็เป็นห้องเดิมของคุณ” เวฬามีท่าทางลังเล  “แต่ถ้าคุณอนุญาต  ผมก็ขอบคุณมากครับเพราะมันเชื่อมติดกับห้องนอนของลูกด้วย  มีอะไรน้องไทม์จะได้มาหาผมได้”  เขาหันไปหาคุณพิเศษ  “แต่คุณธุวัจจีจะนอนที่ไหนล่ะครับ”

          “ให้มันไปนอนชั้นสามก็ได้  ห้องว่าง ๆ เยอะแยะ”  คุณพิเศษพูดอย่างไม่จริงจังนัก

          “ถ้าอย่างนั้นวาจะให้คนมาจัดห้องให้คุณธุวัจจีใหม่นะครับ”

          “แล้วเมื่อคืนแกนอนที่ไหนล่ะเจ้าวัจ”

          “คุณเวฬาสละห้องนอนให้ผมครับ”  ธุวัจจีตอบเนิบ ๆ “ผมก็ลืมคิดไป  ไม่ได้บอกก่อนว่าจะนอนที่บ้าน”

          “วาจะไปนอนกับลูกอยู่แล้วก็เลยให้คุณธุวัจจีนอนไปก่อน”  เวฬาพูดเรียบ ๆ ทำเป็นมองไม่เห็นแววตาคมเข้มที่มองจ้องมา  “เดี๋ยววาขอตัวก่อน  วันนี้มีประชุมที่ออฟฟิศครับ”

          ธุวัจจีมองตามหลังร่างโปร่งบางที่จูงมือเด็กชายออกไปขึ้นรถข้างนอก  เขาเกือบสะดุ้งตอนที่หันกลับมาเจอสายตาของบิดาที่มองอยู่

          “ผมก็ต้องไปทำงานเหมือนกันครับ  ผมเริ่มงานวันแรก”  ธุวัจจีพูดขึ้น  ลุกเดินหนีออกมาจากโต๊ะอาหาร

          เวฬาโทรบอกให้ช่างเข้ามาเปลี่ยนผ้าม่านในห้องนอนชั้นสามเสียใหม่แล้วก็จัดการทำความสะอาดให้เรียบร้อย  เขาไม่ลืมบอกให้ช่างแวะไปเปลี่ยนลูกบิดประตูกับติดกลอนข้างในห้องนอนของเขากับลูกเพิ่มด้วย

          “กุญแจไม่ต้องทำสำรองครับ  เก็บไว้ที่ผมคนเดียว”  ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ก่อนจะวางสาย  ปารมีเลขาฯของเขาปราดเข้ามาหา

          “วุ่นวายอะไรแต่เช้าหรอคะพี่วา”

          “ลูกชายคนเล็กของคุณพิเศษเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกน่ะ  เลยต้องหาห้องให้เขาอยู่”  เวฬาตอบเนือย ๆ พลิกแฟ้มดูภาพคอลเล็คชั่นใหม่ตรงหน้า

          “คุณธุวัจจีน่ะเหรอคะ”  ปารมีถามต่อ  “ปาล์มเห็นในงานศพเมื่อวาน  ท่าทางดุ๊ดุ  หน้านิ่งเชียว  เขาจะกลับมาทำงานต่อตำแหน่งของพี่ชายหรือเปล่าคะ”

          “ฉันก็ไม่รู้”

          “เห็นเขาบอกว่าเรียนเก่งน่าดู  ได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนา  ไม่รู้ว่านิสัยจะเป็นยังไงนะคะ  พี่วาเคยคุยกับเขาไหมคะ”

“ไม่...ตรงนี้ทำไมเป็นสีแดงล่ะ  คุยกันแล้วนี่ว่าให้เปลี่ยนเป็นสีขาว”  ดีไซน์เนอร์หนุ่มจิ้มนิ้วลงบนร่างแบบเสื้อที่อีกฝ่ายนำเสนอ  ปารมีลืมเรื่องที่คุยค้างไว้ทันทีหันมาถกเถียงกับเจ้านายถึงเหตุผลที่ใช้สีแดง

นี่เป็นสิ่งที่เวฬาชอบในตัวปารมีมากที่สุด  หญิงสาวมีความคิดสร้างสรรค์และความกล้าที่จะแสดงแนวคิดของตัวเองอย่างชัดเจน  เห็นได้จากลายเส้นและรูปแบบของชุดที่แหวกแนวไม่ซ้ำใคร  แถมยังสามารถแสดงเหตุผลโต้ตอบกับเขาได้อย่างทันกันอีกด้วย  นับว่าเป็นรุ่นน้องที่เขาหวังจะดันให้เธอขึ้นมาเป็นดีไซน์เนอร์ชั้นแนวหน้าให้ได้ในอนาคต

“สีขาวดีกว่าจริง ๆ ด้วยค่ะ  ปาล์มยอมพี่วา”  หญิงสาวบอกง่าย ๆ หลังจากถกเถียงกันพักใหญ่  “งั้นเดี๋ยวปาล์มเอาไปแก้ก่อนนะคะ  แล้วจะเอามาให้ดูใหม่  แล้วชุดสร้อยคอเครื่องประดับล่ะคะ”

“ยังเหลือสร้อยข้อมือของพี่ ยังไม่เสร็จ”  เวฬาบอกเรียบ ๆ  “พักนี้พี่หัวไม่ค่อยแล่นเลย”

“ปาล์มเข้าใจค่ะ  พี่วาเพิ่งเสียพี่เมธไป  จะมีแก่ใจออกแบบอะไรได้  ยังเหลือเวลาก่อนงานเปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่อีก  ยังไงก็ทันเวลาอยู่แล้ว  พี่วาไม่ต้องกังวล  หรือถ้าพี่วามีตรงไหนอยากให้ปาล์มช่วยก็บอกนะคะ  พวกใช้แรงงานเนี่ยปาล์มถนัด”

“ขอบใจมาก  แล้วเดี๋ยวจะบอกนะ”  เวฬาตอบยิ้ม ๆ

นั่งร่างแบบไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องวางดินสอลง  ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ยกมือขึ้นนวดขมับของตัวเองเบา ๆ คงเป็นเพราะนอนไม่พอด้วยก็เลยทำให้ปวดหัวอีกแล้ว  เขาเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานออกค้นหายาแก้ปวดมาทานแต่ว่าภายในขวดบรรจุยากลับว่างเปล่า

“หมดแล้วเหรอ”  เวฬาขมวดคิ้ว  ก้มลงเปิดลิ้นชักถัดไปค้นหายาที่น่าจะเหลืออยู่  เขาเปิดมาจนถึงลิ้นชักล่างสุดที่มีข้าวของและกล่องนามบัตรต่าง ๆ วางอยู่เต็ม  “เก็บไว้ที่ไหนนะ”  ชายหนุ่มพึมพำ

กล่องสี่เหลี่ยมสีแดงสดที่วางอยู่ลึกสุดสะดุดตาเขา  ไม่ต้องใช้เวลานึกเวฬาก็จำได้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร  ชายหนุ่มเหลือบมองประตูกระจกหน้าห้องทำงานอีกครั้งแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบกล่องกำมะหยี่อันนั้นออกมาเปิดออก  ด้านในเป็นหลุมว่าง ๆ เหมือนเคยมีเครื่องประดับสักอย่างวางอยู่  อาจจะไปเป็นแหวน  จี้เพชร หรือก้อนหินไร้ค่าสักก้อน  ไม่มีใครทราบได้นอกจากเจ้าของของมัน

เวฬาหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วเก็บกล่องสีแดงสดใบนั้นกลับไปที่เดิม

ปล่อยให้อดีตจมอยู่ในลิ้นชักแบบนั้นนั่นแหละ  ดีที่สุดแล้ว

...............................................................................................


ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านนะคะ
เจอกันตอนหน้าค่ะ
#เวฬาหยุดรัก

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1837
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
มีความหลังอะไรกันมาก่อนรึเปล่า?

ออฟไลน์ Yarkrak

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1640
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
 :mc4: :mc4: :mc4:
 :L2:

ขอต้อนรับเรื่องใหม่จ้า

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 790
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
กลิ่นมาม่าโชยหึ่งเลย ติดตามค่า :katai5:

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
 :mew5: พระเอกนิสัยแย่จัง

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1704
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +83/-1
สนุกจังค่าา  แฟนเก่ากันแน่ๆเลยอ่าาา  โดนป้ายยาไปอีก 1 เรื่องแล้ววว  :ling1: 

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ป้าหมีโคตรขี้เกียจ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
มีความหลังอะไรกันน่ะ กลิ่นคนขี้แซะหึ่งมาก

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1063
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ Rumraisin

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 679
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
มีความหลังกันหนักหนามากแน่เลยค่ะ  แถมมีน้องไทม์มาให้ฟัดด้วย อยากอ่านต่อตอนใหม่แล้ว รอน้าาา ขอบคุณมากค่ะ :กอด1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
ความหลังครั้งเก่า แน่ๆๆๆ

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 518
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
แฟนเก่าแน่ๆ หรือไม่ก็เคยจีบ แล้วน้องไทม์ล่ะลูกใคร

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
เวฬาหยุดรัก

ตอนที่ 1

 



 

 

 

          ธุวัจจีทอดสายตามองนักร้องบนเวทียกพื้นตรงหน้านิ่ง ๆ ทำเอานักร้องคนดังประจำคลับใจเต้นแรง  ผู้จัดการเพิ่งจะกระซิบบอกเธอไปเมื่อกี้นี้เองว่าชายหนุ่มหล่อเหลาที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าสุดเป็นถึงผู้บริหารในเครือธีรวัฒน์กรุ๊ป  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของประเทศ

          “ชอบเหรอวัจ”  คมกริช  เพื่อนสนิทของเขาเอียงคอถาม  ปรายตามองนักร้องสาวหุ่นอวบอัดที่กำลังเปล่งเสียงร้องอยู่บนเวที  “สนใจไหม”

          ธุวัจจีขยับตัว  หันหน้าไปมองเพื่อนนิดหนึ่ง

          “อะไรนะ”  เขาไม่ทันฟังที่เพื่อนพูด  พูดให้ถูกคือ...ไม่ได้ฟังนักร้องด้วยซ้ำ

          “ไม่เอาน่า  ไม่ต้องเก็บอาการนักหรอก  เพื่อนฝูงกันทั้งนั้น...คลับนี้กูก็เป็นหุ้นส่วน  ถ้าอยากได้..แค่บอกมาคำเดียว”  คนพูดดีดนิ้วแล้วยิ้มพราย

          “ฉันไม่มีอารมณ์”  ธุวัจจีลุกขึ้นยืน  “กลับก่อนนะ”

          “อะไรกันไอ้วัจ  มึงเป็นอะไรไป  ตอนอยู่นู่นถึงไหนถึงกันนี่หว่า”  เพื่อนที่ไปร่ำเรียนด้วยกันมาหลายปีขมวดคิ้ว  มองหน้าคมเข้มอย่างค้นหา  “ตั้งแต่มึงกลับมาบ้านรู้สึกว่าจะเปลี่ยนไปนะ”

          “พี่กูเพิ่งตาย  กูโดนเรียกกลับมาทำงานทั้งที่ยังไม่อยาก...เหตุผลแค่นี้พอไหมไอ้กริช”  คนพูดกระชากเสียงอย่างหงุดหงิด  เพื่อนสนิทยกมือขึ้นตบไหล่เบา ๆ อย่างเห็นใจ

          “เออว่ะ  กูก็ลืมไป  ขอโทษที”  ชายหนุ่มบอกง่าย ๆ หัวเราะออกมาอย่างคนที่อารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ  “มึงจะกลับก็กลับเถอะ  เดี๋ยวกูอยู่ต่ออีกหน่อย”

          ธุวัจจีพยักหน้า  เดินลิ่วออกมาจากไนต์คลับสุดหรูที่เพื่อนเขาเป็นหุ้นส่วนใหญ่  ตลอดทางมีสายตาที่แวะเวียนมองมาอย่างสนใจ  บ้างก็ยกแก้วเครื่องดื่มให้เพื่อเชิญชวน  ถ้าเป็นแต่ก่อนชายหนุ่มก็คงจะหยุดพูดคุยสานสัมพันธ์ต่อกับคนที่ถูกใจอยู่บ้าง  ทว่าในตอนนี้...เขาไม่มีอารมณ์เลยสักนิด  อย่างที่บอกคมกริชไปนั่นแหละ

          มันรู้สึกเบื่อหน่ายแกมหงุดหงิดไปหมด  ไม่ว่าจะมองไปทางไหนหรือทำอะไรก็ตาม

          ทั้งที่ก่อนกลับมาที่บ้านเกิด  เขาอาการดีขึ้นมากแทบจะเรียกได้ว่าเป็นปกติแล้วแท้ ๆ ...จะเป็นเพราะใคร  นอกจากคน ๆ นั้น  ที่ทำให้เขาอารมณ์เสียตลอดเวลา

          ขับรถมาตามถนนโล่งว่างเพราะดึกเต็มที  เขาเปิดประทุนออก  ปลายเท้ากดเหยียบคันเร่งจนรถพุ่งทะยานออกไปตามใจ  เขาเป็นคนขับรถเร็วมาก  ธุวัจจีรู้ดี  มีคนเคยเตือนหลายครั้งหลายหนแต่ว่าเขาก็ไม่เคยปรับปรุง  นอกจากรถยนต์แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์ที่ชายหนุ่มขับขี่เป็นประจำถึงขั้นลงแข่งในสนามที่นู่นเป็นกิจจะลักษณะ  ทำไงได้...เขาชอบความเร็ว  ชอบเวลาที่ลมพัดผ่านหน้าไป  หูคล้ายจะไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงหวีดหวิวของสายลม  สมาธิที่มารวมกันเพียงจุดหนึ่งคือเส้นทางตรงหน้าที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วกลายเป็นเหมือนภาพอดีตในชั่วพริบตาทิ้งอยู่เบื้องหลัง

          ช่างเป็นความรู้สึกที่ดี  ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น

          เขากลับมาถึงบ้านที่เคยอาศัยอยู่จนกระทั่งหกปีก่อนที่เขาจากบ้านไปเรียนต่อเมืองนอก  บ้านเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว  บางมุมก็ถูกตกแต่งใหม่แปลกตา  เขาไม่คิดจะชื่นชมเพราะรู้ดีว่าเป็นฝีมือตกแต่งของใคร  คงอยากจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถของสะใภ้ใหญ่ละมั้ง  ...โลวเทสต์สิ้นดี

          “เจ้าวัจ  กลับมาแล้วเหรอ”

          “คุณพ่อ  ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”  ธุวัจจีสะดุ้ง  วางที่ทับกระดาษหินสีสวยไว้ตามเดิม  “ดึกมากแล้ว”

          “ฉันนอนหลับจนตื่นแล้วล่ะ  คนแก่ก็แบบนี้  นอนไม่ค่อยหลับแล้ว”  คุณพิเศษพูดเนิบ ๆ เดินมาหยุดใกล้ ๆ ลูกชายคนเล็ก  “ทำงานที่บริษัทเป็นไงบ้าง  ราบรื่นไหม”

          “ก็ดีครับ  ขอเวลาผมปรับตัวเสียหน่อย”  คนเป็นลูกยักไหล่  “แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการถึงได้เป็นของลูกสะใภ้พ่อไปได้  เขาไม่ได้จบมาทางด้านนี้ไม่ใช่เหรอ  แล้วห้องเสื้ออะไรของเขาล่ะ  ใกล้เจ๊งแล้วหรือยัง”

          “ปากแกนี่มันจริง ๆ  ฉันเป็นคนขอให้หนูวาเขามารับตำแหน่งนี้เอง  อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้  จะได้ไม่เซ็นอะไรมั่ว ๆ เข้ากระเป๋าตัวเอง”

          “แล้วพ่อรู้ได้ไงว่าเขาจะไม่ทำอย่างที่พ่อกลัว”  คิ้วเข้มเลิกขึ้น  รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปาก  “คนเห็นแก่เงินอย่างเขา  ไม่ใช้โอกาสทองอย่างนี้ก็เรียกว่าโง่แล้ว”

          “หนูวาไม่มีทางโกงบริษัทของเราหรอก”  พิเศษพูดด้วยเสียงหนักแน่น  “พ่อดูเขามานาน  ไม่ใช่ว่าเพิ่งรู้จักที่ไหน  นิสัยเขาเป็นอย่างไรพ่อว่าพอจะรู้นะ  แกยังไม่รู้จักเขาดีจะระแวงก็ไม่แปลก  แต่ไว้อีกหน่อยทำงานด้วยกันก็จะรู้เองว่าเขาเป็นยังไง”

          “ผมว่าผมดูไม่ผิดหรอก  คน ๆ นี้น่ะ...โลภมาก  กระหายเงิน”

          “เอาไว้แกก็รู้ ฉันพูดไปตอนนี้ก็ไม่ประโยชน์”  ผู้อาวุโสกว่าพูด  “ขึ้นไปนอนได้แล้วเจ้าวัจ  พรุ่งนี้มีประชุมเช้าไม่ใช่เหรอ”

          คนเป็นลูกยักไหล่อีกครั้ง  ดูจะเป็นบุคลิกประจำตัวของเขาเสียแล้ว  ร่างสูงใหญ่ก้าวขึ้นบันไดทีละสองขั้นไปจนถึงชั้นสองที่เป็นที่พักของพี่สะใภ้และลูก  ส่วนของเขาอยู่บนชั้นสามที่ถูกจัดให้ใหม่เอี่ยมอ่อง

          ธุวัจจีไม่ได้เดินขึ้นไปชั้นสาม  ทว่าชายหนุ่มกลับเดินไปหยุดตรงหน้าประตูห้องนอนที่เขาใช้นอนเมื่อหลายวันก่อน  นึกถึงใบหน้าของคนที่เอาแต่หลบหน้าเขาขึ้นมาได้แล้วก็ยิ้มมุมปาก  เอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตู...ล็อคสินะ

          เขาล้วงกระเป๋าสตางค์หยิบกุญแจขึ้นมาดอกหนึ่ง  จัดการไขอยู่พักใหญ่ก็พบว่าเปิดไม่ออก  ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนลูกบิดไปใหม่แล้วยกชุด  ธุวัจจีจุ๊ปากอย่างหงุดหงิด  ชายหนุ่มเดินมาหยุดที่หน้าห้องของเด็กชายธิมาแล้วบิดลูกบิดประตูเปิดออก

          ประตูห้องนอนถูกเปิดออกอย่างง่ายดายจนน่าแปลกใจ  ธุวัจจีย่างเท้าเข้าไปด้านในห้องนอนที่ตกแต่งในธีมซูเปอร์ฮีโร่  ร่างเล็ก ๆ ของหลานชายนอนหลับอยู่บนเตียงที่มีหมอนข้างกระเด็นกระดอน

          “ไทม์”  คนเป็นอาหลุดปากเรียกชื่อหลาน  เดินมาหยุดยืนที่ข้างเตียง  เอียงคอมองใบหน้าเรียวเล็กที่วางอยู่บนหมอน  ขนตาหนายาวเป็นแพทาบอยู่บนผิวแก้มบางใสเห็นเส้นเลือด  ริมฝีปากอิ่มย้อยเบะออกนิด ๆ ยามที่กำลังหลับใหล ...วูบหนึ่งที่เขามองเห็นภาพใบหน้าของใครบางคนซ้อนทับขึ้นมาในความคิด

          ขนตายาวแบบนั้น  ผิวแก้มเนียนใสเหมือนผิวเด็กอ่อน  ริมฝีปากสีสดได้รูปสวยที่มีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆที่มุมปากซ้าย....ธุวัจจีก้าวถอยหลังไปสองก้าว  สะบัดหัวแรง ๆ ไล่ภาพติดตาพวกนั้นออกไป

          ...ไร้สาระ  จนป่านนี้แล้ว  จะนึกให้มันได้อะไรขึ้นมา

          ชายหนุ่มหมุนตัวเดินกลับไปที่ประตูห้อง  เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกบิดถูกบิดออกจากด้านนอกพร้อมกับร่างโปร่งบางที่ปรากฎตัวตรงหน้า  ธุวัจจียืนนิ่งด้วยความตกใจพอ ๆ กับอีกฝ่ายที่อ้าปากค้าง  ตาเบิกโตจ้องเขาราวกับเห็นผี

          “คุณเข้าไปทำไม”  เวฬาร้อง  กวาดตามองร่างสูงสง่าอย่างรวดเร็ว  กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยคลุ้งกับแก้มขาวจัดที่ขึ้นสีเรื่อกว่าปกติบอกชัดว่าอีกคนดื่มมาแน่ ๆ “ออกมานะ”

          “ผมเข้ามาดูหลาน  ผิดตรงไหนเหรอ”  คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างยียวน  “ผมเป็นอาของเขานี่นะ  เผื่อคุณลืมไปแล้ว”

          คนฟังเม้มปาก  จับบานประตูเอาไว้แน่น

          “ออกมาจากห้องลูกผม”  เวฬาพูดเสียงเรียบ  สะกดอารมณ์โกรธเอาไว้ภายใน  “อย่าให้ต้องพูดซ้ำ”

          “ถ้าพูดซ้ำแล้วจะทำไม  จะงับหูผมหรือไง”  ธุวัจจีพูดออกไป  คนฟังเงียบกริบ  ดวงตากลมโตคู่นั้นไหวระริก

          “ออกมาเถอะ  ดึกมากแล้ว...แล้วผมก็เหนื่อยมาก  ต้องการพักผ่อน  ไม่มีเวลามาตีฝีปากกับคุณหรอกนะ”  เวฬาพูดออกมาในที่สุด  มือกำแน่น

          สีหน้าเหนื่อยเพลียของคนพูดบอกว่าเจ้าตัวพูดจริง ๆ ผมยาวสลวยหลุดลุ่ยจากมวยผมที่เกล้าไว้ด้านหลังตกระกรอบใบหน้าที่ทั้งคมกริบและสวยหวานในเวลาเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ  ธุวัจจีขยับตัว  เดินออกมาจากห้องนอนของหลานชาย

          ร่างโปร่งบางเดินสวนเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูทันที

          “ทำไม...คุณถึง...”  ธุวัจจีอ้าปากค้าง  มองบานประตูที่ปิดสนิทตรงหน้าพลางโคลงศีรษะ  เก็บคำถามของเขาเอาไว้เหมือนเดิม

          ช่างเถอะ  คนพรรค์นี้  ต่างคนต่างอยู่เสียก็ดีเหมือนกัน

          ...............................................................................

          “พี่วามีประชุมที่บริษัทใหญ่ทั้งวันใช่มั้ยคะ  ปาล์มจะได้บอกช่างว่าไม่ต้องรอ”  รุ่นน้องถามยิ้ม ๆ มองเจ้านายที่วันนี้อยู่ในชุดคอลเลกชั่นล่าสุดอย่างชื่นชม  ชุดที่เวฬาออกแบบล้วนแต่เก๋ไก๋โดดเด่นแต่ก็ใส่ง่าย  สามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวัน  การตัดเย็บเข้ารูปอย่างประณีตเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่รับประกันได้ว่าคนใส่จะออกมาดูดีที่สุดแน่นอน  ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์ ‘WELAL’ โด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงสามปี 

          “พี่ว่าจะแอบออกมาช่วงบ่าย  ปาล์มให้ช่างขึ้นมารอก็ได้  จะได้คุยเรื่องผ้า”  เวฬาพูด  คิ้วเรียวขมวดมุ่นขณะที่อ่านรายการที่ลูกน้องเสนอมาให้  “พี่ว่าวัสดุบางอันหายากเกินไป  ถ้าเสียขึ้นมาเราจะแก้ยาก  ปาล์มลองไล่ดูนะว่าชิ้นไหนพอจะหาแทนได้ก็ใช้แทนไปก่อน”

          “ได้ค่ะ”

          “พี่ไปก่อนนะ  เดี๋ยวสาย”  คนพูดรีบเดินจ้ำออกไปจากออฟฟิศ  ปาล์มมองตาม  อดนับถือรุ่นพี่ของเธอไม่ได้  เวฬาเป็นคนมีพรสวรรค์  แถมยังมีโอกาสที่ดีจากเครือข่ายธุรกิจของสามี  ทำให้สามารถขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้เร็วกว่าคนอื่น ๆ  ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม...โชคดีก็ย่อมมีสิ่งที่ต้องแลก

          เวฬาหยุดยืนหอบหายใจข้างหน้าห้องประชุมที่อยู่ชั้นเกือบบนสุดของตึกสำนักงานธีรวัฒน์กรุ๊ป  เพราะใจร้อนขี้เกียจรอลิฟต์ก็เลยเดินขึ้นบันไดหนีไฟมาห้าชั้น  นับว่าเป็นความคิดที่ผิดจริง ๆ

          “คุณวาเข้าไปได้เลยค่ะ  ท่านประธานกำลังรออยู่”  ฤชาเลขาฯหน้าห้องบอกเขายิ้ม ๆ กวาดตามองรองประธานกรรมการผู้จัดการเงียบ ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าตำแหน่งนี้เจ้าตัวได้มาได้อย่างไร  ไหนจะเรื่องเก่าก่อนของครอบครัวที่เป็นที่ถกเถียงกันมานานนมหาข้อสรุปไม่ได้  เพราะเจ้าของเรื่องไม่เคยปริปากพูดเลยอีก  ปล่อยให้เป็นเรื่องซุบซิบกันในวงพนักงานอยู่อย่างนั้นมาตั้งแต่สมัยคุณไทม์ยังไม่เกิด

          รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของดีไซน์เนอร์หนุ่มแวบเดียวแล้วก็จางหายไปเหมือนไอหมอกถูกแดด  ฤชานึกว่าตัวเองตาฝาดด้วยซ้ำ  เธอไม่ได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายมานานมากแล้ว

          คนในห้องประชุมหันมามองคนมาใหม่เป็นตาเดียว  เวฬากวาดตามองรอบ ๆ แล้วเดินไปนั่งตรงที่ประจำตำแหน่งด้วยท่าทางเนิบนาบมีสง่าทุกอิริยาบถซึ่งเป็นบุคลิกประจำตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ที่นั่งตรงข้ามกับเขาคือน้องสามีที่กำลังจ้องมาที่เขานิ่งราวกับประเมิน  ส่วนหัวโต๊ะคือประธานบริษัท

          “หนูวามาพอดี  พ่อกำลังคุยเรื่องการขยายโซนแฟชั่นของห้างให้ใหญ่ขึ้น  หนูวาอยากขยายร้านอยู่แล้วใช่ไหม”  พิเศษถามลูกสะใภ้ด้วยเสียงอ่อนโยน  “ลองดูแบบแปลนนี้ก่อนว่าชอบหรือเปล่า”

          เวฬารับกระดาษแผ่นใหญ่มาดู

          การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น  ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านอะไรแม้ว่าในตอนท้ายธุวัจจี  ลูกชายคนเล็กของคุณพิเศษจะลุกขึ้นแล้วก้าวออกมาจากห้องประชุมก่อนเวลาก็ตาม 

          “ท่านประธานตามใจสะใภ้น่าดูเลยนะ”  เสียงพนักงานซุบซิบกันหลังจากออกมาจากห้องประชุม  “เห็นจะเป็นคนโปรดจริง ๆ”

          “ก็เห็นโปรดมาตั้งนานแล้วนี่”  พนักงานสาวอีกคนว่า

          “ฉันไม่ได้หมายถึงโปรดธรรมดา  ฉันหมายถึงโปรด...อย่างนั้นน่ะ”  คนพูดลดเสียงลงแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างมีเลศนัย  “ลูกก็ตายพ้นทางไปแล้ว  พูดก็พูดเถอะ...ฉันล่ะขยะแขยงจังแฮะ”

          “จริงเหรอเธอ  ไม่น่านะ...คุณวาออกจะดูไว้ตัวขนาดนั้น”

          “ก็เพราะรู้ไงว่าใคร ๆ ก็รู้ว่าอยู่ในสถานะอะไร  ถึงต้องวางมาดแบบนั้นเพื่อข่มเอาไว้ก่อน  ท่านประธานก็เหลือเกิน  คนอื่นมีตั้งเยอะแยะ  ดันมาเอาเมียของลูกชาย”

          “ทำไงได้  ลูกหนึ่งแล้วยังแซ่บขนาดนี้ก็น่าล่ะนะ”  เธอหัวเราะคิกคัก  เดินผ่านหน้าห้องน้ำไป

          เวฬากำมือแน่น  สูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาวและค่อย ๆ ผ่อนออกอย่างช้า ๆ   ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินคำพูดทำนองนี้ออกจากปากของคนในบริษัท  อันที่จริงมันมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยเขาแต่งงานกับธุเมธใหม่ ๆ

          โบราณบอกว่า ปากคนยาวกว่าปากกา  เห็นจะจริง...แต่ช่วยไม่ได้เลยที่จะอดรู้สึกทุกครั้งที่ได้ยิน  แม้จะไม่ใช่ความจริงก็ตาม

          ก้มลงล้างหน้าจนรู้สึกสดชื่นขึ้นถึงได้ก้าวออกมาจากห้องน้ำ  เวฬาหยุดกึกเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยืนพิงกำแพงอยู่เยื้อง ๆ หน้าห้องน้ำ  สายตาคมเข้มมองตรงมาที่เขาโดยไม่เบี่ยงหลบ

          “คุณธุวัจจี”  เวฬาทักสั้น ๆ ทำท่าจะหลบไปทางอื่น  เขาไม่อยากพูดคุยกับอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น

          “จะรีบไปไหนเหรอ  หรือว่าไปหาพ่อ..”  เสียงห้าว ๆ ดังขึ้นด้านหลัง  “ผมไม่อยู่หกปี  ดูเหมือนจะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นเยอะแยะเลยนะ  ไม่นึกว่าคุณจะเก่งขนาดนี้เลยคุณเวฬา  ได้ทั้งพี่ได้ทั้ง...”  อีกฝ่ายลากเสียงอย่างจงใจ

          คนฟังหันขวับกลับมา  ดวงตาลุกวาบโกรธจัด

          “ทั้งอะไร  ..พูดให้จบสิว่าทั้งอะไร”  เวฬาพูดเสียงห้วน   จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง

          “พูดไปจะดีเหรอ  เดี๋ยวจะมีคนเป็นลมรับไม่ได้เปล่าๆ”

          “พูดออกมา”  เวฬากัดฟัน

          “ผมจะพูดว่า ...ได้ทั้งพี่  ได้ทั้ง...ลูก...ต่างหากล่ะ”  ธุวัจจีว่า  “คิดไปถึงไหนเหรอ  ผมแค่จะชื่นชมว่าคุณเก่ง  ทำงานได้ดีทั้งงานหลวงงานราษฎร์  ไม่มีขาดตกบกพร่อง  งานหนักขนาดนี้มีเวลาเลี้ยงน้องไทม์ได้ยังไงนะ”

          “.........”  เวฬาหันหน้าหนี  หมุนตัวเดินออกมาจากบริเวณนั้นโดยมีฝีเท้าหนัก ๆ เดินตามมาติด ๆ “คุณจะตามผมมาทำไมไม่ทราบ”

          “ผมไม่ได้ตามคุณ  แต่ผมจะลงลิฟต์  แล้วมันก็มีที่เดียวในชั้นนี้”  ธุวัจจีตอบ  หรี่ตาลง  “คุณหลงตัวเองมากไปหรือเปล่าครับ”

          คนฟังคอแข็ง  ไม่โต้ตอบ

          เวฬานับหนึ่งถึงร้อยในใจ  ยืนมองตัวเลขสีแดงบอกชั้นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละชั้นอย่างเชื่องช้าเหลือเกินในความรู้สึกเขา  บรรยากาศในลิฟต์ที่มีแค่พวกเขาสองคนมันอึดอัดจนอยากจะร้องตะโกนออกมาดัง ๆ

          “ชั้นแปดแล้ว   เชิญครับ”  ธุวัจจีพูด  กดลิฟต์ค้างเอาไว้ให้  เวฬาเหลือบมองอีกคนแวบเดียวแล้วก็ก้าวออกจากลิฟต์  รู้ดีว่ามีสายตามองตามหลังจนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดสนิท

          ธุวัจจียกมือขึ้นลูบปลายคางช้า ๆ ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้ยินสาวออฟฟิศพวกนั้นซุบซิบมา  ถึงจะยังคลางแคลงใจอยู่บ้าง  แต่ว่าก็อดสงสัยขึ้นมาจริง ๆ ไม่ได้ว่าสิ่งที่พวกนั้นพูดจริงหรือไม่  ...ถ้ามันจะจริง  ก็คงไม่แปลกอะไร  กับคนที่ยอมขายตัวเองแลกกับเงินแล้ว  เรื่องศีลธรรมคงไม่อยู่ในสายตาเป็นแน่

          “คุณวัจคะ  คุณอดิเทพมารอพบคุณค่ะ”  ศจี..เลขาฯของเขาที่บิดาหามาให้รีบเดินเข้ามาบอกเจ้านาย  ธุวัจจีเลิกคิ้ว  อดิเทพเป็นลูกชายของคุณอาเขา  เท่ากับมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง

          “เขามีเรื่องอะไร”

          “ไม่ทราบค่ะ  แต่จอยเดาว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่จะขยายโซนแฟชั่น”

          ชายหนุ่มพยักหน้ารับ  แขกนั่งรอยู่ก่อนแล้วข้างหน้าห้องทำงานส่วนตัวของเขา  อดิเทพรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางร้อนใจไม่น้อย

          “พี่วัจ  ผมมีเรื่องอยากคุยกับพี่”       

          “ไปคุยในห้อง”  ธุวัจจีพูดเรียบ ๆ เปิดประตูก้าวนำเข้าไปในห้องทำงาน  “ถ้าเป็นเรื่องขยายโซนของห้างล่ะก็  ...ไปคุยกับคุณพ่อน่าจะดีกว่า  ฉันไม่มีสิทธิตัดสินใจเรื่องนี้”

          “แต่คุณลุงพิเศษฟังเสียงพี่วัจนะครับ  ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เลย  เราจะเสียพื้นที่ไปโดยเปล่าประโยชน์  สู้เอาไปขยายโซนร้านอาหารไม่ได้”  อดิเทพพูด  “คุณลุงอยากเอาใจนายเวฬานั่น  ถึงได้ทำแบบนี้  ...พี่วัจไม่ต้องมองผมแบบนั้น  ผมรู้ว่าพี่ก็ไม่ชอบพี่สะใภ้ตัวเองเหมือนกัน”

          “ฉันไม่ชอบ...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านายจะเรียกภรรยาของพี่ชายฉันว่านายนั่นนายนี่ได้หรอกนะ”  ธุวัจจีพูดเสียงเย็น  อีกฝ่ายขยับตัว

          “โอเค  คุณเวฬานั่นน่ะ  ได้อภิสิทธิ์เหลือเกินนะ  ทีผมขอเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นบ้างคุณลุงกลับไม่ยอม  ใช้งบน้อยกว่าร้านเสื้อของเขาตั้งครึ่งหนึ่ง”  อดิเทพสะบัดเสียง  “แต่ก่อนพี่เมธให้ท้าย  พอมาตอนนี้ก็ยังมีคุณลุงอีก  ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ นะ”

          “ต่างคนต่างอยู่  ไม่ต้องยุ่งกัน”

          “ผมก็อยากทำอย่างนั้นหรอก  แต่มันได้ที่ไหน ...คุณลุงตอนนี้คงหลงนายนั่น...เอ้อ  คุณเวฬาคนนั้นสุด ๆ ไปเลย  บอกซ้ายขวาก็คงได้หมด”

          “หลง?  นายใช้คำผิดหรือเปล่า”

          “ไม่ผิดหรอกครับ  พี่วัจไปอยู่เมืองนอกเสียนานคงไม่รู้ข่าว  นายเวฬาอะไรเนี่ยมีข่าวเสียตั้งแต่สมัยแต่งกับพี่เมธใหม่ ๆ เลยว่าความจริงเคยมีแฟนมาก่อนแล้วก่อนที่จะมาแต่งงานกับพี่เมธ  พอแต่งเสร็จก็มีข่าวอีกว่าลอบมีสัมพันธ์ลับ ๆ กับคนในครอบครัวธีรวัฒน์  ตอนแรกทุกคนก็เดากันไปสารพัด  พอมาตอนหลังก็เริ่มชัดเจนขึ้นแล้วล่ะว่าคน ๆ คือใคร  มีคนเคยเห็นนายเวฬาอยู่กับคุณลุงสองต่อสองด้วยซ้ำ”

          แววตาของคนฟังเปลี่ยนไปนิดหนึ่งแทบไม่รู้สึก  อดิเทพพูดต่ออย่างเมามัน

          “คนลือไปจนถึงขั้นว่า  ความจริงแล้วน้องไทม์น่ะ...ไม่ใช่ลูกของคุณเมธ  แต่ว่าติดท้องมา  คิดดูว่าแต่งไม่ถึงเดือนก็ประกาศว่าท้อง  ไม่ถึงเจ็ดเดือนก็คลอดแล้ว  เป็นพี่จะเชื่อไหมล่ะครับว่าเป็นลูกของคุณเมธจริง ๆ”

          “เขาก็อาจจะมีอะไรกันตั้งแต่ก่อนแต่งงานก็ได้นี่”  ธุวัจจีพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท  ปลายนิ้วมือเคาะกับโต๊ะเป็นจังหวะ  “สมัยนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกัน”

          คนฟังอึ้งไปนิดหนึ่งแล้วก็เถียงต่อ

          “ถ้างั้นจะอธิบายเรื่องที่น้องไทม์หน้าไม่เหมือนพี่เมธว่าอย่างไรล่ะครับ”

          คราวนี้ธุวัจจีหัวเราะออกมา  เงยหน้าขึ้นมองน้องชายอย่างขัน ๆ

          “เท่าที่ฉันเห็น  เจ้าไทม์ก็หน้าเหมือนแม่เขานะ  เลิกจับผิดเถอะน่า”

          “โธ่  พี่วัจลองคิดตามสิครับ  มันแปลกจริง ๆ นะ  โอเคพี่อาจจะไม่อินเรื่องนี้ในตอนนี้  แต่เดี๋ยวพอคุณลุงยกหุ้นทั้งหมดให้นายเวฬากับลูกล่ะก็  พี่ก็จะเข้าใจเลยล่ะ”

          “จะพูดแค่นี้ใช่มั้ย  ถ้าใช่ก็กลับออกไปซะ  ฉันจะทำงาน”  ธุวัจจีพูดขรึม ๆ

          ลูกพี่ลูกน้องชายถอนหายใจเฮือก  สะบัดมืออย่างหงุดหงิดก่อนจะกลับออกไปจากห้องทำงาน  เขาคาดเอาไว้แล้วไม่มีผิดว่าธุวัจจีจะต้องไม่ทำอะไรแน่  หึ...เอาไว้สมบัติของตระกูลตกไปอยู่ในมือของคนอื่นก่อนเถอะ  จะรู้ซึ้ง

          ธุวัจจีสะกดอารมณ์นั่งทำงานต่อจนเสร็จ  เหลือบมองเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว  นี่เขาทำงานเพลินจนลืมเวลาขนาดนี้เชียวหรือ  ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกรอบ  เดินออกมาจากห้องทำงาน

          ไฟในออฟฟิศเปิดเอาไว้สลัว  เลขาฯหน้าห้องเขากลับไปก่อนนานแล้ว  เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น  เขาหยิบขึ้นมากดดูด้วยความเคยชิน

          ...ขึ้นเครื่องห้าทุ่ม  ไว้เจอกันนะครับคุณวัจ...จาก ศร....

          ข้อความจากใครคนหนึ่งที่ตอนนี้น่าจะกำลังนั่งโงกหลับอยู่ที่สนามบินอีกซีกหนึ่งของโลก  ธุวัจจียิ้มออกมานิด ๆ ส่งข้อความอวยพรกลับไปให้เดินทางปลอดภัย  เขาจะไปรอรับที่สนามบินในวันพรุ่งนี้

          ศรบินตามกลับมาก็ดีเหมือนกัน  บางที...อะไรที่ไม่สงบในใจเขาจะได้ดีขึ้น

          ................................................................


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2019 21:42:12 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk








            เวฬาพูดคุยกับช่างเสื้อจนเหนื่อยกว่าจะหาข้อสรุปที่ลงตัวกันได้  เขายังต้องติดต่อกับโรงงานผ้าแห่งใหม่อีกสามแห่งเพื่อหาที่ ๆ ราคาดีคุ้มทุนที่สุด  ปารมีเองก็อยู่ช่วยเจ้านายทำงานจนดึกดื่นกว่าจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

          “เดี๋ยวพรุ่งนี้ปาล์มเข้าไปดูโรงงานด้วยกันกับพี่  จะได้คุยให้เสร็จไปเลย  เราไม่มีเวลาแล้ว”  ดีไซน์เนอร์หนุ่มก้มลงเขียนอะไรยืดยาวในสมุดบันทึก  “ขาดอะไรอีกนะ  อ้อ...แบบสร้อยคอพี่ส่งให้ปาล์มไปแล้วใช่มั้ย  ขาดสร้อยข้อมือ...ขอเป็นอาทิตย์หน้า  ระหว่างนี้ปาล์มให้คนช่วยหา...”  เขาพูดต่อเนื่องตามความคิดที่ไหลเร็วยิ่งกว่ากระแสน้ำ  ทำเอาลูกน้องสาวจดตามแทบไม่ทัน  “อาทิตย์เริ่มหานางแบบ”

          “ได้ค่ะพี่วา  พี่วากลับบ้านเถอะค่ะที่เหลือปาล์มกับเมย์จัดการต่อเอง  เกือบสี่ทุ่มแล้วเดี๋ยวน้องไทม์รอแย่”

          “ป่านนี้นอนหลับไปแล้วล่ะ  ไม่ต้องห่วง”  เวฬาพูดเรียบ ๆ “เอาปฏิทินมาดูอีกทีซิ”     

          “ไม่ค่ะ  ปาล์มว่าวันนี้พี่วาควรจะไปพักได้แล้ว  หน้าซีดมากเลยนะรู้ตัวหรือเปล่า  ถ้าพี่วาป่วยก่อนขึ้นมาก็เท่ากับจบเลยนะคะ”

          เจ้าของห้องเสื้อจุ๊ปาก  เสยผมที่ตกระหน้าผากขึ้นอย่างหงุดหงิด

          “พี่รู้ตัวหรอกน่ะว่าตัวเองไหวแค่ไหน  ปาล์มไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”  เวฬาพูด  แต่ก็ยอมวางมือจากงานโดยดี  “ถ้าอย่างนั้นพี่กลับก่อนนะ  ฝากปาล์มกับเมย์ด้วย  ไว้พรุ่งนี้เจอกัน”

          ชายหนุ่มกลับออกมาจากออฟฟิศด้วยความเหนื่อยอ่อน  เขาขับรถกลับบ้านเองแม้ว่าพ่อสามีจะเสนอให้มีคนขับรถให้แล้วก็ตาม  ...เวฬาไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเขาได้รับอภิสิทธิ์มากไปกว่านี้แม้ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งสะใภ้ใหญ่ของธีรวัฒน์ก็ตาม

          ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้วรวมถึงลูกชายคนเดียวที่นอนหลับปุ๋ย  ไทม์ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่แก้มทั้งสองข้าง  เวฬาถอนหายใจยาว ...อีกไม่นานหรอก  รอแค่ให้ห้องเสื้อของเขาอยู่ตัวก่อนเท่านั้น  ให้เขาสามารถดูแลลูกได้โดยไม่ทำให้ลูกลำบาก

          วันรุ่งขึ้นเวฬาขับรถพาลูกชายไปส่งที่โรงเรียนในตอนเช้า  เด็กชายไทม์พูดจ้อไม่หยุดถึงเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ที่เจ้าตัวกำลัง ‘อิน’ อยู่

          “...แล้วทีนี้  คุณซาไป๊เด้อแมนก็กระโดดมาไต่กำแพงห้องนอนของไทม์  คุณวาต้องเห็น”

          “ไทม์ฝันอยู่แล้วคุณวาจะไปเห็นได้ยังไงเล่า”  เวฬาพูด  เลี้ยวรถเข้าไปจอดในที่จอด  “เอ้า  ถึงแล้ว  ลงจากรถได้”

          “ไม่อยากลงแล้วอ่ะ”  ลูกชายหันมาบอกเสียงอ่อย  “อยากกลับไปหาคุณซาไป๊เด้อแมน”

          “คุณสไปเดอร์แมนเขาไม่เล่นกับเด็กขี้เกียจไม่ยอมไปโรงเรียนหรอกนะ”  เวฬาว่า  “เผลอ ๆ คุณสไปเดอร์แมนเขาอาจจะไปรออยู่ในห้องเรียนแล้วก็ได้  จำในหนังไม่ได้เหรอ  คุณสไปเดอร์แมนเขาก็ไปโรงเรียนนะ”

          “ไทม์จำได้  เขาปีนกำแพงโรงเรียนด้วย”  ลูกพยักหน้า  “ไทม์อยากปีนบ้าง...”

          “ไม่ได้นะไทม์”  เวฬาเริ่มเครียด  “ไทม์ไม่มีไยแมงมุม  ไม่มีพลังวิเศษเหมือนสไปเดอร์แมนนะลูก  ถ้าไทม์ปีนก็คือตกลงมาขาหักแขนหักแบบในทีวีแน่ ๆ  ต้องนอนหงิกอยู่ที่บ้าน

          “ก็ดีสิ  ไทม์จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน  ไทม์จะอยู่บ้าน”

          “ไทม์ต้องนอนนิ่ง ๆ อยู่กับที่  จะไปวิ่งเล่นกับชาโคลก็ไม่ได้นะลูก  จะไปกินไอติมร้านโกก็ไม่ได้ด้วย  นอนแหงกอยู่เฉย ๆ  คุณวาก็จะไม่ป้อนข้าวป้อนน้ำด้วย”

          “คุณวาใจร้าย”  เด็กชายไทม์พูด  น้ำตาคลอหน่วย  “ไทม์ไม่อยากเป็นอย่างงั้นเสียหน่อย”

          “ถ้าไม่อยากเป็นอย่างนั้นก็ต้องฟังคุณวานะ  ห้ามไปปีนเล่นตามคุณสไปเดอร์แมนรู้หรือเปล่า  ตั้งใจเรียนด้วยนะลูก  คุณครูบอกอะไรก็ทำตาม  อย่าดื้อ”

          “ไทม์จะคิดดูก่อน”  เด็กชายพูดราวกับเป็นผู้ใหญ่  “คุณวาชอบดุไทม์  ครูอรใจดีม้ากมาก  ไทม์อยากอยู่กับครูอร”

คนเป็นแม่ลอบถอนหายใจรอบที่ร้อย  เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลา

“โอเค  ก็ได้...งั้นลงจากรถเร็ว  คุณวาจะพาไปหาครูอร”

จูงมือพาเด็กชายไปส่งถึงมือครูประจำชั้นเสร็จ  ฝากฝังเรียบร้อยว่าน้องไทม์กำลังอินเรื่องซูเปอร์ฮีโร่  เกรงว่าจะเลียนแบบเอา  คุณครูอรอนงค์ก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะจับตาดูน้องให้เป็นพิเศษ  นั่นแหละคุณแม่ลูกหนึ่งถึงได้วางใจยอมกลับไปทำงานได้

ใช้เวลาไปกับการติดต่อเรื่องผ้าชนิดต่าง ๆ ที่จะนำมาตัดชุดตามแบบ  เวฬารู้ตัวอีกทีก็เกือบสี่โมงเย็นแล้ว  เขาฝากพี่เลี้ยงที่บ้านไปรับลูกชายที่โรงเรียนเพราะตนเองยังทำงานไม่เสร็จ  ลูกน้องแผนกก็กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการเร่งงานให้ทันเวลา

“แล้วเย็นนี้พี่วาจะไปรับประทานอาหารกับคุณปกรณ์ไหมคะ  เขาโทรมานัดด้วยตัวเองเลยนะ”  ปารมีกระซิบถามเจ้านายหนุ่มที่กำลังทำงานอยู่  เวฬาถอนหายใจเฮือก

“เลื่อนไปก่อนได้มั้ย”

“น่าจะไม่ได้นะคะ  ดูท่าเขาคงอยากคุยงานกับพี่จริง ๆ”  หญิงสาวพูดด้วยท่าทางลำบากใจ  “ไม่งั้นเขาอาจจะไม่ยอมส่งผ้าพวกนี้มาให้ใช้  พี่วาให้ปาล์มไปด้วยดีไหมคะ”

          เวฬาพยักหน้า  เขาไม่ได้พูดอะไรอีก

          ชายหนุ่มผู้นั้นมารอเขาที่หน้าบริษัทตรงเวลาเผง  ร่างสูงผึ่งผายอย่างคนดูแลตัวเองเป็นอย่างดีนั้นดูจับตาทีเดียว  ใครต่อใครต่างลอบมองมาเป็นระยะจนเวฬาอดรู้สึกรำคาญใจนิด ๆ ไม่ได้  ดีที่ปารมีมาด้วยกันด้วย  ไม่อย่างนั้นเขาคงจะตกเป็นขี้ปากของคนในบริษัทอีก

          “คุณเวฬา  ...นึกว่าคุณจะไม่ยอมรับนัดผมเสียแล้ว”

          “ก็คุณจะคุยเรื่องงานไม่ใช่เหรอครับ”  เวฬาตอบกลับไปเรียบ ๆ

          ปกรณ์อมยิ้ม  มองใบหน้าเรียวหวานกับรูปร่างแบบบางนั้นอย่างพึงใจ  ไม่นึกว่าเจ้าของห้องเสื้อชื่อดังที่มีข่าวเสียมานานอย่างอีกฝ่ายจะมีเสน่ห์ขนาดนี้  ไม่แปลกใจที่พ่อสามีเองก็ถึงกับทนไม่ไหว

          “เชิญครับ”  เขาผายมือออก  เชิญอีกฝ่ายไปขึ้นรถสุดหรูที่ตั้งใจขับมารับโดยเฉพาะ  ได้ข่าวมาว่าเจ้าตัวชอบความหรูหรา  ยิ่งรวยมากก็ยิ่งมีสิทธิ ‘ทาบ’ ได้มาก  เพื่อนฝูงในวงการต่างกล่าวกันว่าอย่างนั้น  แต่ใครจะได้สิทธินั้นก่อนก็ยังเป็นที่แข่งขัน

          เสียดายตรงที่อีกฝ่ายดันพาคนติดตามมาด้วย  ไม่อย่างนั้นทุกอย่างคงจะง่ายกว่านี้

          “ผมไม่ดื่ม”  เวฬายื่นมือไปปิดปากแก้วเอาไว้  “ขอเป็นน้ำเปล่าครับ”

          “เครื่องดื่มที่นี่ดีมาก  คุณไม่สนใจลองสักหน่อยเหรอครับ  ไหน ๆ ก็มาแล้ว  คุณปารมีล่ะฮะ”  ปกรณ์หันไปทางคนสนิทของอีกฝ่ายแทน   หญิงสาวก็ตอบปฏิเสธเช่นกัน

          สีหน้ายิ้ม ๆ ของปกรณ์แทบไม่เปลี่ยน  แม้ว่าจะเกิดความรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย  อุตส่าห์พามาร้านหรูขนาดนี้แล้วยังจะเล่นตัวอีก  หรือว่าข่าวที่บอกว่าคุณพิเศษกำลังหลงมากจะเป็นเรื่องจริง  ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่แปลกที่จะแสดงท่าทีถือเนื้อถือตัวขนาดนี้

          บทสนทนาบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างฝืดเฝื่อนพอสมควร  เวฬาไม่ยอมตอบเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากเรื่องงานเลย  ปารมีเองก็แสดงชัดว่าต้องการคุยเรื่องงานเท่านั้น  ทำให้ปกรณ์ไม่กล้าแสดงอะไรละลาบละล้วงอีก

          เขาขับรถมาส่งชายหนุ่มกับคนสนิทที่บ้านธีรวัฒน์แล้วขับออกไป

          “ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด  ดีนะที่ปาล์มไปกับพี่วาด้วย”  ปารมีพูดตามหลัง  หันไปมองเจ้านายหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่  “พี่วา...โอเคไหมคะ”

          “ไม่โอเคเท่าไหร่”  เวฬาตอบ  “ถึงผ้าของเขาจะดี  เข้ากับแบบมาก  แต่เจ้าของนิสัยแบบนี้พี่ไม่สบายใจที่จะร่วมงานด้วย  ฝากปาล์มแคนเซิลเขาไปทีนะ  แล้วติดต่อเจ้าอื่นแทน”

          “ได้ค่ะ”  ปารมีไม่แปลกใจเท่าไหร่กับการตัดสินใจของเจ้านาย  ตรงข้ามกับใบหน้าอ่อน ๆ เหมือนเด็กเพิ่งจบมหาลัยนั้นซ่อนความเด็ดขาดเอาไว้ชนิดที่บางครั้งเธอก็คิดไม่ถึงทีเดียว

          “เดี๋ยวพี่ขับไปส่งปาล์ม  ขอไปเอารถก่อนนะ”

          “อุ้ย  ไม่เป็นไรค่ะ  ปาล์มกลับเองได้”

          “ได้ยังไง  ดึกป่านนี้แล้ว  เป็นผู้หญิงกลับคนเดียวอันตราย”  เวฬาพูด  ก้าวยาว ๆ ตรงไปที่โรงรถแล้วขับรถไปส่งรุ่นน้องสาวที่บ้าน

          ขากลับมาเวฬาจอดรถเข้าประจำที่จอด  เดินหมุนพวงกุญแจรถเดินผ่านสนามหญ้าข้างหน้าบ้านเข้าทางด้านหลังที่เป็นห้องครัว  น้ำจิตรแม่บ้านทักทายเขาแล้วก็นำของว่างรองท้องก่อนเข้านอนมาให้

          เวฬาฝืนกินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็อิ่ม

          “เอ่อ ....คุณวาคะ”

          “ครับผม”  เวฬาเลิกคิ้ว  มองหน้าแม่บ้านเก่าแก่  “มีอะไรหรือเปล่า”

          “คือ...อย่าดุคุณไทม์เลยนะคะ  เธอไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ค่ะ”

          “หมายความว่าอะไรครับ”  คิ้วเรียวของคนฟังขมวดเข้าหากัน  “ไทม์มีเรื่องอะไรเหรอ”

          “ขึ้นไปดูก็จะทราบค่ะ”  เธอตอบอุบอิบ

          เวฬารีบขึ้นบันไดไปดูที่ห้องของลูกชายก่อนเป็นอันดับแรก  เจอลูกชายกับพี่เลี้ยงกำลังนั่งเล่นหุ่นยนต์รบด้วยกันอยู่บนเตียง  พอเด็กชายเห็นมารดาเข้าก็สะดุ้ง  รีบซ่อนแขนข้างซ้ายเอาไว้ข้างหลัง

          “คุณวา..”

          “ซ่อนอะไรข้างหลังน่ะไทม์  ไหนคุณวาขอดูแขนซิ”  เวฬาพูด  ขมวดคิ้วใส่ลูกชายตัวดีที่ค่อย ๆ ยกแขนออกมาอย่างจำใจ  ใบหน้าเล็ก ๆ จ๋อยสนิทก้มหน้างุดไม่ยอมสบตาแม่

          เฝือกสีขาวตรงถูกใส่ตั้งแต่มือจนเกือบถึงข้อศอก  เวฬาเบิกตากว้าง  อุทานออกมาอย่างตกใจ

          “ไทม์  ไปโดนอะไรมา  แขนหักงั้นหรือ”  ประโยคหลังเขาหันขวับไปมองพี่เลี้ยงที่ยืนก้มหน้าอยู่  “เอม  ..คุณไทม์แขนหักได้ยังไง”

          “พี่เอมไม่ต้อง  ไทม์บอกคุณวาเอง”  เด็กชายธิมาลุกขึ้นยืนบนเตียง  เงยหน้าขึ้นสบตามารดาแวบหนึ่งแล้วก็รีบหลบ  “ไทม์...ไทม์เห็นน้องแมวเหมียวขึ้นไปติดบนต้นไม้หลังบ้าน  ก็เลย...ก็เลยอยากช่วย..”

          “ไทม์เลยปีนต้นไม้ขึ้นไปแล้วตกลงมาใช่มั้ย”  เวฬาพูดเสียงเย็น  “คุณวาบอกแล้วใช่มั้ยว่าไทม์ไม่ใช่สไปเดอร์แมน  ห้ามปีนเล่นไงล่ะ  แค่นี้ทำไมไม่ฟังกันบ้าง  แล้วดูสิ...แขนหักแบบนี้คุ้มกันมั้ย”

          เด็กชายธิมาก้มหน้านิ่ง

          “แล้วหักตั้งแต่เมื่อไหร่  ทำไมไม่มีใครโทรบอกคุณวาเลย  ให้คุณวารู้เป็นคนสุดท้ายเหรอ”

          “เอมโทรหาคุณปารมีค่ะ  แต่ว่าเธอไม่รับ  ก็เลยคิดว่าคุณวาน่าจะกำลังยุ่งอยู่”

          “ยุ่งแค่ไหนก็ไม่มีอะไรสำคัญเท่าลูกชายฉัน”  เวฬาตอบเสียงเข้ม  พี่เลี้ยงสาวก้มหน้าตัวลีบ  เวลาคุณวาโกรธดูน่ากลัวยิ่งกว่าคุณเมธเสียอีก  “แล้วกระดูกหักยังไงตรงไหนบ้าง  เธอรู้ได้ยังไงว่าลูกฉันจะไม่เป็นอันตรายอะไรมากกว่านี้  ได้พาไปหาหมอหรือเปล่า”

          “คุณสงบสติอารมณ์ก่อนดีมั้ย  แค่แขนหักเองไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเสียหน่อย”  เสียงห้าว ๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูที่เวฬาเปิดค้างเอาไว้  “โวยวายอย่างกับลูกตาย”

          “ดีแค่ไหนแล้วที่แค่แขนหัก  แล้วถ้าเป็นคอหักขึ้นมาล่ะจะทำยังไง  กลายเป็นผักนอนติดเตียงแล้วคุณวาจะทำยังไงล่ะไทม์  ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลย”  เวฬาไม่สนใจคนที่เข้ามาใหม่  หันไปหาลูกชายของตนเอง   “ไหนดูซิ  ไปหาหมอที่ไหน  ใครพาไป...”

          “ผมพาไปเองแหละ”  ธุวัจจีตอบง่าย ๆ “ผมกลับบ้านมาเจอเจ้าไทม์นั่งร้องไห้อยู่พอดี  เอมก็มัวแต่ละล้าละลังไม่รู้จะทำยังไง  ผมก็เลยพาไปหาหมอ  หมอเขาก็บอกว่ากระดูกข้อมือหักเฉย ๆ ใส่เฝือกไว้เดี๋ยวมันก็ติดเอง”

          “ถ้างั้นก็ขอบคุณคุณมาก”  เวฬาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแล้วหันมากอดอกมองลูกชายต่อ  “เงยหน้าขึ้นซิ  แล้วเจ็บตรงไหนอีก”

          “ไทม์เจ็บตรงนี้”  เด็กชายชี้ที่เอว  “คุณวาอย่าดุไทม์เลยนะ”

          “จะไม่ดุได้ยังไง  หาเรื่องเจ็บตัวขนาดนี้”  เวฬาพูดเสียงดัง  ลูกชายน้ำตาหยดแหมะแล้วก็ปล่อยโฮออกมา  “ไทม์  คุณวาเคยสอนว่ายังไง  ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้”  เขาพูดเสียงอ่อนลง

          เด็กชายธิมาสะอื้นฮัก  พยายามสูดน้ำมูกกลั้นเสียงน้ำตาเอาไว้

          “ผมว่าคุณสอนลูกไม่ถูกนะ  ลูกผู้ชายก็ร้องไห้ได้  ใคร ๆ ก็ร้องไห้ได้ทั้งนั้นถ้าเจอเรื่องเสียใจ  ทำไมถึงร้องไม่ได้ล่ะ”  ผู้ชายที่ยืนฟังอยู่นานขัดขึ้น  “ร้องแล้วก็ลุกขึ้นสู้ใหม่”

          “ไทม์เพิ่งห้าขวบ  ไม่รู้เรื่องขนาดนั้นหรอก”  เวฬาตวัดเสียง หันมาลูบหัวทุยสวยของลูกด้วยความสงสาร  เห็นลูกแขนหักเขายิ่งเจ็บปวดราวกับกระดูกหักเสียเอง  “วันหลังคุณวาบอกอะไรต้องฟังรู้มั้ย  แล้วน้องแมวล่ะ ช่วยสำเร็จหรือเปล่า”

          “น้องแมวกระโดดลงมาได้เอง  เก่งกว่าไทม์อีก”  ลูกชายตอบด้วยสีหน้าเซ็งจัด  “ไม่น่าขึ้นไปช่วยเลย”

          เวฬาเกือบหัวเราะออกมา

          “เอาน่ะ  อย่างน้อยไทม์ก็คิดจะทำดีช่วยเหลือสัตว์  เป็นเรื่องที่ดี  แต่ก่อนที่เราจะช่วยใคร  จะต้องประมาณตนเองก่อนว่าสามารถช่วยเค้าได้  ไม่งั้นก็จะตกลงมาเจ็บตัวแบบนี้นี่แหละ  ...ปวดมากไหมลูก”

          “ปวดมากเลยครับ”  เด็กชายธิมาซบหน้าลงกับไหล่ของมารดา  เวฬากอดปลอบลูกอยู่พักใหญ่  แอบซับน้ำตาของตนเองกับเส้นผมหยักสลวยของบุตรชาย

          ...อดนึกถึงธุเมธขึ้นมาไม่ได้  ถ้าเขายังอยู่  ก็คงจะมีคำปลอบใจดี ๆ ให้ลูกเป็นแน่

          เวฬากลับออกมาจากห้องนอนของลูก  น้องชายของสามียืนกอดอกรอเขาอยู่ก่อนแล้วด้วยท่าทางที่บอกชัดว่าต้องการพูดกับเขาให้ได้

          “วันนี้ผมเหนื่อยมาก  เราต่างคนต่างกลับไปพักเถอะนะ”  ดีไซน์เนอร์หนุ่มพูดอย่างขอร้องเป็นครั้งแรก  เพราะความเครียดมาทั้งวันบวกกับลูกชายมาเจ็บตัวอีกก็เลยเริ่มปวดขมับข้างขวาขึ้นมาเป็นริ้ว  เห็นทีโรคไมเกรนเพื่อนเก่าของเขาจะถามหาเอาเสียแล้ว

          “เหนื่อยเพราะทำงานหรือว่าเหนื่อยเพราะอะไรกันแน่”  ธุวัจจีเลิกคิ้ว  กวาดตามองอีกฝ่ายทั่วตัวอย่างไม่เกรงใจ  “มัวแต่ไปกินข้าวกับ...ผู้ชาย  ลูกชายทั้งคนแขนหักไม่สนใจ”

          “เพราะผมไม่รู้ว่าไทม์แขนหัก  ไม่มีใครโทรบอกผมนี่”

          “ผมไม่อยากขัดจังหวะคุณน่ะสิ  คุณปกรณ์ก็ดูร่ำรวยดี  เป็นเจ้าของโรงงานผ้าใหญ่โต”  ธุวัจจีพูดแกมเยาะ  นึกถึงภาพแอบถ่ายในร้านอาหารชื่อดังที่เพื่อนส่งมาให้ดูไม่ได้

          “ผมไปคุยธุระกับเขา  เรื่องงาน...ไม่ใช่เรื่องอื่น”  เวฬาตอบอย่างสงบ  “แล้วคุณก็ควรจะต้องโทรบอกผม  เพราะผมเป็นแม่เขา  ควรจะต้องรู้เรื่องคนแรกด้วยซ้ำ  ส่วนผมจะมาหรือไม่มาก็เป็นเรื่องของผมอีก  ไม่ใช่เรื่องของคุณ  หน้าที่ของคุณจบตั้งแต่พาไทม์ไปหาหมอแล้ว”

          “ผมก็ไม่อยากยุ่งเรื่องของคุณหรอก  ถ้าไม่บังเอิญว่าคุณยังอยู่ในสภานะสะใภ้ของบ้านผมอยู่  ถึงคุณจะไม่แคร์ก็เถอะ...อย่างว่า  ไหน ๆ พี่ชายผมก็ตายไปแล้ว  อะไร ๆ ก็คงจะสะดวกมากขึ้น”

          “ผมไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับคุณหรอกคุณธุวัจจี  ถ้าคุณมีอะไรอีกก็ฝากเอาไว้กับเลขาฯผมแล้วกันนะ”  เวฬาพูดเสียงต่ำ  พยายามกดความโกรธเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย  แต่ดูจะไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่  ร่างโปร่งบางหมุนตัวหันหลังจะกลับเข้าไปในห้องของลูกทว่ามือแข็ง ๆ กลับคว้าข้อมือรั้งเอาไว้ก่อน

          “ปล่อยผม”  เวฬาสะบัด

          “ผมยังพูดไม่จบ”

         “เรื่องของคุณ  ไปพูดกับกำแพงสิ” เวฬากระทืบเท้าลงบนหลังเท้าของชายหนุ่มเต็มแรง  ธุวัจจีผงะปล่อยมือโดยอัตโนมัติ  “ผมขอเตือนคุณอีกครั้ง  เป็นครั้งสุดท้ายนะ  อย่ามายุ่งกับผม  ผมเป็นพี่สะใภ้ของคุณ  ถ้าคุณไม่อยากมีปัญหาล่ะก็”

          “จะไปฟ้องพ่อผมหรือไง”  ธุวัจจีพูดเสียงห้วน  “รู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าเขาลือกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว  หรือว่าชอบเพราะหวังจับพ่อผมต่อจริง ๆ”

          เวฬาเม้มปากแน่น  นับหนึ่งถึงสิบในใจ  อาการปวดขมับร้าวถึงท้ายทอยลามมากระบอกตา  เขาอยากจะยกมือขึ้นตบปากอีกฝ่ายแรง ๆ เสียที  แต่ก็รู้ดีว่ามันคงจะไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้ทุกอย่างรุนแรงขึ้น

          “ผมจะจับพ่อคุณทำไม  คุณธุวัจจี  คุณพิเศษอายุมากแล้ว  อีกไม่นานก็คงวางมือจากธุรกิจ  สู้ผมจับลูกชายคนเล็กที่กำลังจะขึ้นมาแทนพ่อไม่ดีกว่าเหรอ”  เขากลั้นใจวางมือลงบนไหล่กว้าง  เงยหน้าขึ้นสบตาคมดุคู่นั้น  “หนุ่มก็หนุ่มกว่า  แถมยัง...เคยเป็น...เพื่อนเก่า...กันมาก่อน”  คำพูดของเขาสะดุดเพราะพูดไม่ออก  แววตาคมกล้าคู่นั้นดุดันขึ้นฉับพลัน  ธุวัจจีปัดมือของเขาออก

          “เพื่อนเก่า?”  นักธุรกิจหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูง  จ้องหน้าเขานิ่ง  “เพื่อนเก่างั้นเหรอ”

          เวฬายักไหล่

          “ใช่  คุณคิดว่ายังไงล่ะ”  ท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนตัวเล็กกว่าทำให้ธุวัจจีรู้สึกหน้ามืดฉับพลัน  เขาเอื้อมมือออกไปจะคว้าเอวบางที่อยู่ตรงหน้านั้นไว้ทว่าอีกฝ่ายก็ถอยฉากออกอย่างทันกัน  เวฬายิ้มมุมปากรีบหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องลูกแล้วกดล็อคกลอนแน่นหนา

          อารมณ์ที่กลั้นเอาไว้พุ่งขึ้นมาอย่างระงับไม่อยู่  เนื้อตัวสั่นสะท้านราวกับหนาวจัด  หัวปวดตุบ ๆ เหมือนจะระเบิด  เวฬารีบกลับไปที่ห้องเพื่อหยิบยาแก้ปวดมากิน

          ส่วนคนที่ยังยืนอยู่ข้างนอกนั้นยังไม่ได้ไปไหน  ชายหนุ่มจ้องบานประตูที่ปิดสนิทนิ่งราวกับจะให้ทะลุเข้าไปถึงด้านใน  คำพูดเมื่อครู่นี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนมีคนมากรอเทปซ้ำ

          เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นครู่ใหญ่กว่าธุวัจจีจะหยิบขึ้นมาดู  พอเห็นชื่อที่หน้าจอเขาก็ใจหายวาบ

          “ศร...คุณอยู่ไหนแล้ว  ผมขอโทษทีผมแต่ติดงานด่วนเลยไม่ได้ไปรับคุณ  คุณอยู่ไหน”  เขากรอกเสียงลงไป  ก้าวยาว ๆ ออกมาจากหน้าห้องนอนของสองแม่ลูก

          “กะแล้วเชียวว่าวัจต้องงานยุ่งแน่ ๆ ศรกลับมาถึงคอนโดแล้ว  ไม่ต้องห่วง  ทำงานไปเถอะ”  ศรตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ  เพราะนิสัยไม่จู้จี้จุกจิกและรู้จักกาลเทศะของศรทำให้เขาชอบและคบกันมาได้ยาวนานกว่าใครอื่น

          “ไม่เอา  วัจเสร็จงานพอดี  อีกสิบนาทีวัจไปหานะ”

          “ขับรถช้า ๆ นะวัจ”  ปลายสายหัวเราะ  “ไม่ต้องเหาะมา  กลัวลงข้างทาง”

          “ระดับนี้แล้ว”  ธุวัจจีหัวเราะบ้าง  พยายามขับไล่ความรู้สึกอัดแน่นเมื่อครู่นี้ให้จางไป  “เดี๋ยวเจอกันนะ”  ถ้าเขาได้เจอศรแล้วความหงุดหงิดพวกนี้ก็น่าจะดีขึ้นได้เองแน่

          ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางห้องนอนนั้นอีกครั้ง  ...อยากจับคุณธุวัจจี....เพื่อนเก่างั้นเหรอ  เหอะ....คิดว่าเขารู้สึกยังไง

          เพื่อนเก่า ก็คือ เพื่อนเก่า ไงล่ะ

          .....................................................................................

          มาอัพตอนแรก  แนะนำตัวละครกันก่อนเนอะ  เรื่องนี้น่าจะน้ำเน่าสุดตั้งเเต่แต่งมาล่ะ  ลองแต่งดู เพื่อน ๆ ลองอ่านกันดูนะคะ ติชมมาได้

          ช่วงนี้คือดูเบื้องหลังวนไปจร้า  ซีรี่ย์จบอารมณ์ไม่จบของจริง  ชอบความหวังเซียว ฮ่าๆๆ

          เจอกันตอนหน้านะคะ   ใครรอขอรักแค่คุณอยู่  อาทิตย์นี้เจอกันครัช 

          ใครเล่นทวิตใช้ #เวฬาหยุดรัก

     



          ขอบคุณมากค่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2019 21:42:53 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1837
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
น้องไทม์คลอดก่อนกำหนด? หรือท้องก่อนแต่ง
แต่นายธุวัจจีนี่ยังไง ตัวเองมีคนของตัวเองอยู่แล้วต่างคนต่างอยู่ไปเสะ
จะมาอยากคุยอะไรกับเพื่อนเก่า

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 518
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
มีเรื่องยุ่งยากเพิ่มเข้ามาคือน้องศร ตายแล้ววววว น้องไทม์ลูกวัจแน่ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ ป้าหมีโคตรขี้เกียจ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
คุณวาเลี้ยงลูกดีอยู่นะ น้องกล้าบอกแม่ด้วยตัวเองว่าไปทำอะไรมาถึงแขนหักได้ ฟีลแบบเลี้ยงลูกเหมือนเพื่อนไม่เรียกแม่แต่เรียกว่าคุณวาแทน   :katai2-1: :katai2-1:

ส่วเพื่อนเก่านั้นนนน รอดูกันยาวๆก่อน

ออฟไลน์ bnmshhhhhhh

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 55
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ความเพพื่อนเก่านี้ :hao3:

ออฟไลน์ MimoreQ

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนนี้ยังงงๆ ความสัมพันธ์ รอดูไปยาวๆ ค่า

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
 :katai1: ทำไมนายเอกเราถึงมีข่าวคาวเยอะยัง

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1063
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
 ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับวา เป็นกำลังใจให้วานะ

ออฟไลน์ tuek

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3602
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +214/-3
ต้องเคยเป็นแฟนเก่ากันมาก่อนแน่ๆ
ปล.ดูซีรี่ย์วนไปวนมาเหมือนกันค่ะหาทางออกจากกูซูยังไม่ได้เลย

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
เวฬาหยุดรัก

ตอนที่ 2

 

 

 

 

 

         “คิดอะไรอยู่เหรอครับ”  ศรณัฐเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่เขานั่งพิงอกอยู่  เห็นเสี้ยวหน้าคมกริบดูตึงเครียดอยู่ในความมืดสลัว  ธุวัจจีขยับตัว  ก้มลงส่งยิ้มให้เขานิดหนึ่ง

          “คิดถึงคุณ”  ชายหนุ่มแตะริมฝีปากเข้าที่ขมับของคนรักเบา ๆ “ปล่อยให้วัจรอตั้งหลายวันกว่าจะบินมา”

          “โธ่  ก็งานศรยังไม่เรียบร้อยนี่”  นายแบบหนุ่มพูด  ซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว้างเปล่าเปลือย  “ศรก็คิดถึงวัจแทบตาย”

          “ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ที่นี่ก่อนนาน ๆ นะ  อย่าเพิ่งไปไหน”

          “ศรขอพักสามเดือนก่อนงานแฟชั่นวีคที่มิลาน  พอไหม”  เจ้าของร่างโปร่งระหงกระซิบตอบ  พวกเขาจูบกันอีกครั้ง

          “อยู่ตลอดไปเลยได้หรือเปล่า”  ธุวัจจีพึมพำกับผิวเนื้อขาวเนียนนั้น  คนฟังยิ้มในความมืด

          “ถ้าศรอยู่จริง ๆ ขึ้นมา  ขี้คร้านวัจจะเบื่อเสียก่อน”

          “ใครบอก ...วัจจะดีใจที่สุดต่างหาก”

          ร่างสองร่างเคลื่อนเข้าหากันอีกครั้งตามอารมณ์ปรารถนา  ธุวัจจีสัมผัสร่างกายของอีกฝ่ายทุกตารางนิ้ว  ถึงแม้ว่าจะคบกันมาล่วงเข้าปีที่สามแล้วแต่ว่าเขาก็ไม่เคยนึกเบื่อศรณัฐเลยสักครั้ง  อาจเป็นเพราะความสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นไปจนถึงนิสัยใจคอที่เข้ากันได้ดีแทบจะทุกเรื่อง  ทำให้คนที่เคยผิดหวังในความรักอย่างเขายอมเปิดใจใหม่อีกครั้ง

          พายุอารมณ์พัดผ่านไป  นาฬิกาบอกเวลาเช้ามืด  ธุวัจจีดันตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน   เขาปล่อยให้คนรักนอนพักผ่อนต่ออยู่อย่างนั้น  ศรมีอาชีพเป็นนายแบบสังกัดเอเจนซี่ใหญ่แห่งหนึ่งที่นู่น  เขาได้พบกับเจ้าตัวเพราะได้ร่วมงานกัน  แล้วก็พัฒนากลายมาเป็นคนรักในปัจจุบัน

          ธุวัจจีมาถึงบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่  เขาเดินตรวจตราภายในห้างสรรพสินค้าที่บิดายกหน้าที่ให้เขาดูแลบริหารเต็มตัว  มีเลขาฯคอยเดินจดสิ่งต่าง ๆ ที่ชายหนุ่มยังเห็นว่าเป็นจุดบอดของห้าง  โดยเฉพาะเรื่องความสะอาดเรียบร้อยที่เขาเข้มงวดเป็นพิเศษ  ถึงขั้นพักงานพนักงานทำความสะอาดเพราะขยะในห้องน้ำล้นถังขยะมาแล้ว

          เหล่าพนักงานถึงได้ซุบซิบกันลับหลังว่าลูกชายคนเล็กของคุณพิเศษมีนิสัยจู้จี้เจ้าระเบียบ  ไม่น่ารักเหมือนคุณธุเมธ  ลูกชายคนโตที่เสียไปเลย  ธุวัจจีรู้เรื่องนี้แต่ก็ไม่ได้สนใจนัก  เขาไม่ใช่ผู้ชายใจดี  อบอุ่นเหมือนพี่ชายอยู่แล้ว

          “โซนแฟชั่นที่กำลังจะขยายตอนนี้อยู่ในขั้นออกแบบค่ะ  น่าจะเสนอให้คุณวัจดูได้อาทิตย์หน้า”  ศจีรีบบอกเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มขมวดคิ้วใส่พื้นที่โล่งว่างที่กั้นเชือกเอาไว้

          “ผมรู้แล้ว  คุณช่วยเร่งให้เร็วขึ้นอีกได้มั้ย  ผมไม่ชอบเห็นพื้นที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์  ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”  ธุวัจจีพูดเรียบ ๆ “อย่างน้อยภายในอาทิตย์นี้ผมก็ควรจะต้องเห็นร่างแบบแล้ว”

          “คือ...คุณพิเศษท่านให้คุณเวฬาช่วยดูแบบด้วยน่ะค่ะ  ก็เลยต้องรอคุณเวฬาตัดสินใจ...”  เธอพูดอย่างเกรงใจ  ใคร ๆ ก็รู้ว่าเจ้านายหนุ่มไม่ชอบพี่สะใภ้ของตนมากแค่ไหน  ขนาดในงานศพพี่ชายยังไม่มองหน้าเลยด้วยซ้ำ

          “รอคุณเวฬา?”  คิ้วเข้มเลิกสูง  ชายหนุ่มสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ในสีหน้า  “ไว้วันนี้ผมจะไปถามเขาเองว่าไปถึงไหนแล้ว”

          คนที่เขาเอ่ยถึงตอนนี้กำลังขับรถพาลูกชายตัวดีไปส่งที่โรงเรียนอยู่  เวฬาแวะรับปารมีก่อนเพราะไปทางเดียวกันก่อนจะเลยไปส่งธิมาที่โรงเรียน

          “แล้วน้องไทม์ก็ตกลงมาเลยเหรอครับ”  หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปถามลูกชายของเจ้านายอย่างเอ็นดู  “ไหนขอพี่ปาล์มดูเฝือกหน่อยสิ  เจ็บมากมั้ย”

          “เจ็บมาก  แต่ไทม์ทนได้”  เด็กชายตอบด้วยท่าทางเคร่งขรึม  ยกแขนที่ใส่เฝือกขึ้นมาโชว์ให้ดู  “คุณอาหมอบอกว่าไทม์เก่งมากที่แค่แขนหัก”

          “ทำไมไม่เล่าด้วยล่ะว่าคุณหมอบอกว่าอะไรอีก  ไม่ให้ดื้อใช่มั้ย”  เวฬารีบพูด  ลูกชายคนเดียวหันมามองหน้าแม่เหมือนจะค้อน  “เอ้า ...เวลาเล่าก็ต้องเล่าให้หมดสิ  มามุบมิบพูดแต่ที่หมอชมได้ไง”

          “โธ่  พี่วาล่ะก็  น้องไทม์เก่งจริง ๆ นี่คะ”  ปารมีลูบศีรษะของเด็กชาย

          “คุณวาใจร้าย  ชอบดุไทม์  เมื่อวานคุณวาดุไทม์นานมาก”  ธิมาลากเสียงให้ผู้ใหญ่อีกคนรู้ว่านานจริง ๆ “นานจนอาวัจอ้าปากหาวแบบนี้เลย”  เด็กน้อยอ้าปากให้ดู  อวดฟันน้ำนมซี่เล็ก ๆ ที่มีรอยผุบางซี่

          เวฬาเหลือบมองกระจกหลังอีกรอบ  หมั่นไส้ลูกชายขึ้นมาเต็มแก่

          “ทีตอนนี้ล่ะพูดเก่งนะ  เมื่อวานใครร้องไห้แง ๆ กอดคุณวาไม่เลิก”

          “ใครหรอ”  เด็กชายธิมาอ้าปากหวอ  “พี่ปาล์มเหรอครับ”

          “นั่นสิ  ใครนะ”  ปารมีหัวเราะ  ก้มลงหอมแก้มนิ่ม ๆ เต็มฟอด  “พูดเก่งเหมือนใครเนี่ยพี่วา  เหมือนพี่เมธใช่มั้ย ...ขี้อ้อนด้วยแน่ะ  อีกหน่อยโตขึ้นต้องเนื้อหอมแน่เลย”

          “ไม่ใช่พูดเก่ง  เรียกว่าขี้โม้”  เวฬาแก้ให้  เขาเลี้ยวรถเข้าไปจอดภายในโรงเรียน  พาลูกชายไปฝากเอาไว้กับคุณครูประจำชั้นที่ตกอกตกใจเมื่อเห็นเฝือกที่ข้อมือของลูกศิษย์เข้า  คุณครูอรรับปากว่าจะจับตามองอย่างใกล้ชิดไม่ให้หาเรื่องเจ็บตัวได้อีก

          เวฬาขับรถพาปารมีไปที่โรงงานผ้าแห่งแรกที่ตั้งใจจะมาดูเพื่อตกลงราคากัน  ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่เกือบครึ่งวันก็ยังตกลงกันไม่ได้  เลยตัดสินใจขับไปดูโรงงานที่อยู่อีกฟากของเมือง

          “ปาล์มชอบที่นี่มากกว่าโรงงานแรกนะคะ  แต่เค้าต้องการแบบของเราไปดูก่อน  พี่วาคิดว่ายังไงคะ  หรือจะลองไปดูโรงงานอื่น”  ปารมีพูด  ก้มลงอ่านรายละเอียดเอกสารอย่างขะมักเขม้น

          “พี่ก็ชอบที่นี่นะ  รู้สึกถูกอัธยาศัยกับเจ้าของด้วย  น่าจะคุยไม่ยาก  พี่จะลองขอเวลาเขาเพิ่มดู”  เวฬาพูด

          สุดท้ายก็ตกลงกับเจ้าของได้ลงตัวในที่สุด  เขากลับออกมาจากโรงงานตอนบ่ายแก่  แวะร้านขนมที่ปารมีอ่านรีวิวมาในอินเทอร์เน็ตก่อนกลับออฟฟิศ

          “พี่วาลองชิมดูสิคะ  เค้กร้านนี้ดีจริง ๆ นะ”  ปารมีเลื่อนจานเค้กช็อกโกแลตน่าทานมาตรงหน้า  เวฬาอมยิ้ม  ส่ายหน้าปฏิเสธ 

          “กินเลย  พี่ไม่ทานช็อกโกแลต”

          “ปาล์มทราบค่ะ  แต่ว่าอยากให้พี่วาลองดู  มันอร่อยจริง ๆ นะคะ”  เธอตักขึ้นมาจ่อตรงปาก  เวฬาอึ้งไป  วูบหนึ่งที่เขาคล้ายจะเห็นภาพใบหน้าของใครบางคนซ้อนขึ้นมา และพูดประโยคเดียวกัน

          ชายหนุ่มกะพริบตา  ภาพนั้นสลายไปเหมือนไอหมอก

          “เอ้อ...พี่แพ้ช็อกโกแลตน่ะ  ปาล์มทานเถอะ”

          “อ้าวเหรอคะ  นึกว่าแค่ไม่ชอบเฉย ๆ พี่วาแพ้เหรอคะ”

          “อืม”  เขารับคำในคอ  เสก้มลงดูดน้ำปั่นผลไม้รวมที่ชอบแทน

          “โชคดีจังค่ะ  ปาล์มแทบไม่เห็นพี่วาทานขนมหวานเลยด้วย  มิน่าล่ะถึงได้รักษาหุ่นได้ดีขนาดนี้”  หญิงสาวบอกอย่างชื่นชม

          “รักษาหุ่นอะไรกัน”  เวฬาหัวเราะ “ลูกหนึ่งแล้วยังต้องรักษาหุ่นอีกเหรอ”

          “อ้าว...พี่วาล่ะก็  อย่างพี่วาน่ะ  ถ้าบอกว่ายังเรียนมหาลัยอยู่ก็เชื่อ  หน้าเด็กจะตาย”

          “ไม่ต้องมาอวยพี่เลย  อยากได้อะไรปาล์ม”

          รุ่นน้องสาวหัวเราะลั่น

          “พี่วารู้ทันตลอด  ปาล์มขอเลิกเร็ววันนึงได้ไหมคะวันนี้  ...พอดีมีนัด”  รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของหญิงสาวทำให้รุ่นพี่เบิกตากว้าง  มองหน้าอย่างตื่นเต้น

          “นัดกับใคร  มีผู้โชคดีมาแล้วเหรอ  คนไหน  พี่รู้จักมั้ย”

          “พี่วาใจเย็น ๆ ปาล์มเพิ่งรู้จักกับเค้าไม่ถึงเดือนเอง  เดี๋ยวไว้จะพามาให้รู้จักนะคะ”

          “ดีมาก  พามาให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ ช่วยกันแสกนก่อน”

          “จะได้ไม่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยใช่ไหมคะ”  ปารมีพูดต่อ  นัยน์ตาหลังแว่นหม่นลง  “ปาล์มก็กลัวอยู่เหมือนกันนะว่าประวัติศาสตร์มันจะซ้ำรอยหรือเปล่า  ปาล์มไม่อยากเจ็บอีกแล้ว”

          “พี่เข้าใจ  อดีตมันทิ้งบาดแผลที่เจ็บปวดเอาไว้  ต่อให้เวลาผ่านไปมันก็ยังเหลือรอยแผลเป็นอยู่ดี”  เวฬาพูดเนิบ ๆ  “แต่ยังไงเราก็ต้องเดินต่อ  จะมัวจมอยู่กับอดีตไม่ได้หรอก  มันย้อนเวลาไม่ได้แล้ว”

          “ปาล์มรู้ค่ะ  ตอนนั้นที่ปาล์มอกหัก พี่วาก็ปลอบปาล์มแบบนี้”

          ...เพราะพี่ก็เฝ้าบอกตัวเองอยู่แบบนี้ซ้ำ ๆ ทุกวันมาหลายปีแล้วยังไงล่ะ...ชายหนุ่มคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป

         เวฬาแวะส่งรุ่นน้องที่สถานีรถไฟฟ้าก่อนที่เขาจะขับกลับมาที่บริษัทเพื่อทำงานต่อ  พอเดินเข้ามาในออฟฟิศของตัวเองก็พบความผิดปกติทันที  บรรยากาศที่ทำงานที่เคยสนุกสนานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยหัวเราะตลอดเวลานั้นกลายเป็นเงียบสงัดจนอึดอัด  ลูกน้องทุกคนนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะของตนเองและพูดคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

          “เกิดอะไรขึ้น  เป็นอะไรไปน่ะ  พี่บุญ  น้องเปิ้ล”  ชายหนุ่มถามดีไซน์เนอร์ร่วมทีมอีกสองคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่โต๊ะของตนเองเงียบ ๆ  นาบุญเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้เขาพลางปรายตามองไปทางห้องรับรองแขกที่อยู่หน้าห้องทำงานของเวฬา

          “ลูกชายคุณพิเศษมารอพบพี่วาค่ะ”  เปิ้ลกระซิบ  “นั่งหน้าตึงมาเกือบชั่วโมงแล้ว  เปิ้ลบอกว่าพี่วาไปธุระข้างนอกก็ไม่ยอมกลับไปก่อน บอกว่าจะรอ”

          เวฬาชะงักไปนิดหนึ่งแทบไม่สังเกต  เขาบอกขอบคุณลูกทีมแล้วเดินตรงไปยังห้องรับรองแขกด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน  ยกมือขึ้นเคาะประตูเล็กน้อยแทนการให้สัญญาณแล้วก็เปิดเข้าไปด้านใน  ผู้ชายคนนั้นนั่งหน้าตึงเหมือนรูปปั้นอยู่จริง ๆ ตามที่เปิ้ลบอก

          “คุณธุวัจจีมารอพบผมมีธุระอะไรไม่ทราบ  วันหลังฝากให้คนอื่นมาบอกก็ได้นะครับ  จะได้ไม่เสียเวลาของคุณ”  เวฬาพูดเนิบ ๆ เปิดประตูห้องรับรองแขกทิ้งเอาไว้กว้าง  เดินเข้าไปนั่งตรงข้ามกับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ไม่ยินดียินร้าย  “มีธุระอะไรครับ”

          “ผมจะมาถามเรื่องแบบร่างขยายโซนแฟชั่น  เขาบอกว่ารอความเห็นของคุณอยู่  อยากทราบว่าเสร็จหรือยัง” ธุวัจจีพูดเรียบ ๆ

          “อ๋อ  ยังไม่เสร็จครับ  ผมขอเวลาภายในอาทิตย์นี้..”  เวฬายังพูดไม่จบ  คนฟังก็สวนขึ้นมาเสียก่อน

          “ผมขอเร็วกว่านั้น”  ลูกชายเจ้าของห้างพูด  “คุณจะให้ทั้งทีมต้องมารอความเห็นของคุณคนเดียวเหรอ  คุณเวฬา  รู้หรือเปล่าว่าการปล่อยให้ที่ตรงนั้นว่างมันเท่ากับสูญเสียรายได้ไปวันละเท่าไหร่ ผมเชื่อว่ามากกว่ากำไรของห้องเสื้อคุณต่อเดือนเสียอีก”  ชายหนุ่มพูดเสียงห้วน  “ความจริงผมไม่อยากจะให้ขยายโซนแฟชั่นอะไรนี่ด้วยซ้ำ  ถ้าไม่ใช่เพราะคุณพ่ออยากทำให้คุณล่ะก็”

          คนฟังนิ่ง 

          “ผมขอภายในพรุ่งนี้  ห้างเรามีคู่แข่ง  มีต้นทุนเวลา  ไม่ได้เล่นขายของไปวัน ๆ เหมือนกับห้องเสื้อของคุณ”  ธุวัจจีพูดจบก็ลุกขึ้นก้าวยาว ๆ ออกมาจากห้องตรงไปที่ลิฟต์

          เวฬาเม้มปากแน่น  ลุกขึ้นมองตามแผ่นหลังกว้างไปจนอีกฝ่ายหายลับไปในลิฟต์  ลูกทีมเดินเข้ามาหาเขาอย่างเป็นห่วง

          “พี่วา  คุณธุวัจจีอะไรนั่นเขามาว่าพี่เหรอ  เรื่องอะไรน่ะ”  เปิ้ลพูดอย่างไม่พอใจ  “ท่าทางโคตรหยิ่ง”

          “เขาเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย  อย่าไปใส่ใจเขาเลย”  เวฬาสะกดความไม่พอใจเอาไว้  พูดออกมาเรียบ ๆ “พี่บุญ  ผมขอดูแบบกระโปรงของพี่ก่อนได้มั้ยครับ  วันนี้ผมไปดูโรงงานมาแล้ว  เขาบอกว่า...”  ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องไปแทน   เขาใช้เวลาอยู่กับการทำงานของตนเองจนเย็น

          “พี่วายังไม่กลับเหรอคะ”  เปิ้ลโผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงาน  “พี่ปาล์มก็กลับแล้วนี่”

          “ปาล์มติดธุระพี่เลยให้กลับก่อน  เปิ้ลกลับได้เลยไม่ต้องห่วง  เดี๋ยวพี่ปิดออฟฟิศเอง”  เวฬาพูดเรียบ ๆ มือก็ทำงานต่อไปด้วยไม่หยุด  “พี่เหลืออีกนิดหน่อย  จะเสร็จแล้ว”

          “ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ อย่าหักโหมมากเกินไป”

          เวฬานั่งทำงานต่อจนรู้สึกว่าตาเริ่มลาย  ท้องร้องจ๊อก ๆ จนต้องหยุดวางดินสอลงกับโต๊ะทำงาน  เหลือบมองนาฬิกาเผลอแวบเดียวเกือบสองทุ่มแล้ว  ป่านนี้ลูกชายคงใกล้จะเข้านอน   

          ยังเหลืองานของตัวเองอีกนิดหน่อย  กับร่างแบบที่ธุวัจจีต้องการ...เห็นทีคงจะต้องหอบกลับไปทำงานต่อที่บ้านแทน  ชายหนุ่มลุกขึ้นเก็บของและจัดการปิดออฟฟิศให้เรียบร้อย

          ร่างโปร่งบางที่เดินหอบแฟ้มรุงรังออกมาจากบริษัทนั้นตกอยู่ในสายตาของคน ๆ หนึ่งที่นั่งอยู่ในรถสปอร์ตสีแดงสด  คนขับเคาะปลายนิ้วลงกับพวงมาลัยเป็นจังหวะ

          “คนรู้จักเหรอครับ”  คนนั่งข้าง ๆ เขาพูดขึ้น  คนหลังพวงมาลัยขยับตัว

          “เปล่า ...ศรรอก่อนนะ  วัจขอขึ้นไปเอาของก่อนครู่เดียว”  ธุวัจจีพูด  เปิดประตูก้าวออกมาจากรถของตนเอง  เขาเห็นแสงสีแดงของไฟท้ายรถยุโรปคันใหญ่เลี้ยวออกจากที่จอดรถของบริษัทแวบ ๆ

          ...ดูเหมือนจะขยัน  หวังว่างานจะเสร็จหรอกนะ...

          เขาขึ้นไปเอาของแล้วกลับไปที่รถของตนเอง  ศรณัฐนั่งหลับตาฟังเพลงเพลิน ๆ ลืมตาขึ้นมองคนรักแล้วเบิกตากว้างกับกล่องของขวัญที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ตรงหน้า

          “เนื่องในโอกาสอะไรครับ”  นายแบบหนุ่มเลิกคิ้ว  รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าคมคายค่อนไปทางหวาน

          “เนื่องในโอกาสที่อยากให้”  คนให้พูดยิ้ม ๆ “เปิดออกดูสิ  ชอบหรือเปล่า”

          ศรณัฐรับกล่องสี่เหลี่ยมมาเปิดออกดู  ด้านในเป็นนาฬิกาสายหนังยี่ห้อดังที่คงราคาแพงลิบ  กรอบดีไซน์ทันสมัยแบบที่เขาชอบ  นายแบบหนุ่มยิ้มกว้างกว่าเดิม  หันไปขอบคุณคนให้ด้วยความถูกใจ

          “ขอบคุณนะครับ”

          “แค่ขอบคุณเองเหรอ”

          คนฟังยิ้มหวาน  ขยับเข้าไปหอมแก้มทั้งสองข้าง  ธุวัจจีหัวเราะห้าว ๆ เชยคางอีกฝ่ายขึ้นแล้วก้มลงจูบดูดดื่ม

         “มันแพง  วันหลังไม่ต้องหรอกนะครับ”

          “สำหรับแฟนของวัจ  แค่นี้ยังน้อยไป”  เขาตอบ

          ธุวัจจีพาคนรักไปส่งที่คอนโดแต่วันนี้เขาไม่ได้ค้างด้วย  ศรณัฐก็น่ารักมากพอที่จะไม่ถามสาเหตุให้เขาต้องลำบากใจ  อันที่จริงมันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่ต้องปิดบัง  แค่วันนี้เขาอยากกลับไปนอนที่บ้านบ้างก็เท่านั้น

          ธุวัจจีก็เป็นคนแบบนี้เอง  บางครั้งเขาก็ไม่ชอบเสียเวลาอธิบายอะไรกับใคร

          พ่อของเขานั่งจิบชาอยู่คนเดียวในห้องรับแขก   พอเห็นลูกชายคนเล็กเดินเข้ามาในบ้านก็เรียกเอาไว้

          “วัจ  มาคุยกันก่อน”

          “มีอะไรครับพ่อ”  ธุวัจจีเลิกคิ้ว  เดินเข้ามานั่งตรงข้ามกับบิดา

          “วันนี้เราไปหาเวฬาที่ออฟฟิศเขางั้นเหรอ”

          “คุณวาของพ่อมาฟ้องแล้วเหรอครับ”  ลูกชายพูดแกมหัวเราะ  “รวดเร็วเชียว”

          “เขาไม่ได้ฟ้อง  แต่พ่อได้ยินมา  มันเรื่องอะไรทำไมจะต้องไปเร่งงานเขา  ลำพังแค่งานห้องเสื้อของเขาก็เร่งพออยู่แล้ว  เรื่องขยายโซนของห้างก็ไม่ได้รีบขนาดนั้น”

          “ถ้าไม่ใช่คุณเวฬา  พ่อจะพูดแบบนี้ไหมครับ”  ธุวัจจีสวน  “ดูเขาจะได้รับอภิสิทธิ์เหลือเกินนะครับ”

          “พ่อไม่ได้ให้อภิสิทธิ์เขา  แต่ว่าแกต้องเห็นใจเขาบ้าง  แค่นี้เขาก็ทำงานทั้งวันแทบไม่กินไม่นอนแล้ว  หลานแกได้เจอหน้าแม่บ้างมั้ยนอกจากตอนเช้า”

          “เขาก็ต้องแบ่งเวลาให้เป็น”  ชายหนุ่มยักไหล่  “ถ้าทำไม่ได้ก็แสดงว่าความสามารถเขาไม่พอ  ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการที่เขาเป็นอยู่”

          “วัจ  ฉันไม่ชอบคนที่ทำงานด้วยอคติหรอกนะ”

          “ผมก็ไม่ได้อคติกับเค้านี่ครับ  ผมพูดตามเนื้อผ้า  ห้องเสื้อเขาดังก็จริงแต่กำไรไม่ได้มากขนาดนั้น  จะขยายร้านเขา  ผมว่าไม่คุ้ม  ผมก็พูดตามเนื้อผ้าอีก  จะบอกว่าอคติก็คงไม่ใช่”

          ผู้สูงวัยกว่านิ่ง   ลูกชายก็ยิ่งได้ใจ

          “ผมพูดถูกใช่ไหมล่ะครับ  แต่เอาเถอะ  ผมจะเห็นแก่ความเป็นพี่สะใภ้ของเขา  ไม่ไปกดดันอะไรเขามากก็แล้วกัน  แต่ว่า...ถ้าคอลเลคชั่นใหม่ของเขาไม่ปังอย่างที่คาด  ก็หวังว่าเขาจะพิจารณาตัวเองด้วยนะครับ”

          “ยินดีครับ”  เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาทางด้านหลัง  ธุวัจจีหันไปมองก็เห็นร่างของพี่สะใภ้ถือถาดใส่ผลไม้เอาไว้  “วาเอาผลไม้มาให้คุณพ่อครับ”  เวฬายกถาดมาวางตรงหน้าพ่อสามีอย่างนุ่มนวล  “เห็นคุณพ่อบ่นว่าอยากทานมะม่วง  วันนี้วาผ่านไปแถวตลาดเห็นน่าทานเลยซื้อมาฝากครับ”

          “ขอบใจหนูวามาก”  คุณพิเศษพูดเสียงอ่อน  ส่งยิ้มให้ลูกสะใภ้อย่างพอใจ  “วัจแกก็ชอบมะม่วงไม่ใช่เหรอ  กินสิ”

          “ผมไม่ได้ชอบมะม่วง  เกลียดเลยล่ะ”  ลูกชายตอบ  “ยางมันเยอะ”

          “พิลึกคน  แต่ก่อนกินได้กินดี”  คนเป็นพ่อพูดแกมหัวเราะ  “หนูวาไปพักผ่อนเถอะ  พ่อจะนั่งเล่นแถวนี้ก่อน”

          เวฬาส่งยิ้มให้พ่อสามีแล้วถอยกลับออกมาจากห้องโดยไม่หันไปมองใครอีกคนที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่เลย  ชายหนุ่มกลับขึ้นไปนั่งทำงานต่อในห้องส่วนตัว  แสงจากคอมพิวเตอร์ทำให้ล้าสายตาไม่น้อย  ดีไซน์เนอร์หนุ่มฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงาน  ตั้งใจว่าจะพักสายตาสักครู่แล้วค่อยทำงานต่อ

          เจ้าของห้องคงหลับไปแล้ว  ธุวัจจีคิดในใจตอนที่เปิดประตูผ่านห้องนอนของหลานชายแล้วทะลุเข้าห้องที่อยู่ติดกันนั้น  แสงจากโคมไฟอ่านหนังสือบนโต๊ะทำงานสว่างจ้า  ทว่าเจ้าตัวกลับนอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะนิ่งแม้ว่าเขาจะเดินเข้ามาจนเกือบชิดแล้วก็ตาม

          ปอยผมยาวรุ่ยร่ายตกลงมาระข้างข้างแก้มและหน้าผาก  ขนตายาวเป็นแพหนาทาบอยู่บนผิวแก้มเนียนละเอียดชนิดที่ผู้หญิงยังอาย  จมูกโด่งคมและริมฝีปากสีสดที่มีจุดสีน้ำตาลอยู่ที่มุมปากล่าง  เขาจำรายละเอียดพวกนั้นได้แม้ไม่ต้องเห็นด้วยตา

          ก็ไม่ได้อยากจำนักหรอก...ปกติคนเราก็มักจะ ‘บังเอิญ’ จำรายละเอียดบางอย่างได้โดยไม่ตั้งใจอยู่แล้ว

          “วัจจี”   

          เสียงที่ลอดออกมาจากริมฝีปากนั้นทำให้อีกคนชะงัก  คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันฉับพลัน  ธุวัจจีก้มลงไปจนใกล้คนที่หลับอยู่อีกครั้ง  นอกจากเสียงลมหายใจเข้าออกเบา ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ยิน ‘ชื่อ’ ของใครหลุดออกมาอีก

          ...หรือเมื่อกี้นี้จะหูฝาด

          เวฬายังนอนหนุนแขนของตัวเองฟุบหลับอยู่อย่างนั้น  เอกสารและภาพร่างแบบต่าง ๆ วางกระจายอยู่บนโต๊ะทำงาน  แก้วใส่น้ำมะม่วงปั่นยังเหลืออยู่ติดก้นแก้ว  ดูท่าเจ้าของจะเหนื่อยจนหมดแรง

          ถ้าทรงนี้ล่ะก็  เอาช้างมาลากก็ยังไม่ตื่นเลย  ถ้าเป็นเมื่อก่อน  เขาจะแกล้งอุ้มไปทิ้งให้โวยวายเล่นเสียหน่อย...ชายหนุ่มรีบหยุดความคิดของตัวเอง  หมุนตัวหันหลังเดินออกมาจากห้องนอนของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

          พอแล้วนายวัจ  ...หยุดเถอะ

          ..........................ต่อหน้าสอง......................................




 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด