เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]  (อ่าน 24737 ครั้ง)

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



เสน่ห์จันทร์นวลหอมช่างยวนเย้า         
หวานคลอเคล้าอบอวลพิศมัย
อบรสหวานเนียนนุ่มกรุ่นฤทัย         
ยิ่งชิดใกล้ใคร่รักมิรู้ลืม
โอ้... เจ้าลม ให้คิดคนึงหา         
ผูกใจหนาจะเย้ากล้วยไม้ขาว
ลอยละล่องพิรุณสายพร่างพราว         
วอนเรื่องราวพัดไกลลมพระพาย










นวลนุ่ม กรุ่นกลิ่นหอม เสน่ห์จันทร์

ว่ากันว่า ชายหนุ่มผู้หนึ่งเก็บผลไม้สีเหลืองนวลกลิ่นหอมละมุนให้มารดาเก็บไว้ ก่อนจะพบว่ามันได้หายไป
ค่ำคืนเดือนเพ็ญจันทร์กระจ่าง หนุ่มผู้นั้นออกจากเรือนเพื่อไปเก็บผลไม้ที่ต้นของมันอีกครั้ง
และเขาได้พบกับหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งได้ออกมาเก็บผลไม้สีเหลืองนี้ให้กับบิดาเช่นกัน

ทั้งสองพบเจอกันทุกคืนวันเพ็ญเพื่อเก็บผลไม้สีเหลืองนวลกลิ่นหอมละมุนนี้ จนตกในห้วงรักซึ่งกันและกัน
และลงเอยด้วยการแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน

เพื่อระลึกถึงความรักนี้ คู่บ่าวสาวจึงนำลูกจันมาบด ผสมแป้ง ถั่ว กะทิ น้ำตาล ไข่ไก่ กวนให้เข้ากัน
ปั้นเป็นก้อนกลมคล้ายผลลูกจัน แจกจ่ายในงานแต่งงาน

และได้ชื่อว่า “ขนมเสน่ห์จันทร์”




ลมพระพาย เจ้าเอ๋ย ลอยละล่อง


ว่ากันว่า ขนมมงคลที่ขาดไม่ได้ในงานมงคลสมรสคือขนมพระพาย
เพื่อปัดเป่าอุปสรรค และชีวิตคู่สดชื่น รื่นรมย์เช่นสายลม







Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2019 18:47:37 โดย PPSMM »

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๑ เสน่ห์จันทร์



ยามเย็น เรือนจันทร์ดาราฉาย

บ้านทรงสยามวิคตอเรียน บ้านเก่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตัวเรือนสีเบจ ตั้งสง่าอยู่บนพื้นที่เกือบหนึ่งไร่ในซอยลึกแถบชานเมือง โดยรอบมีแมกไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ ต้นไม้บางต้นมีอายุเท่ากับเรือนหลังนี้

ความร่มรื่นอาจจะทำให้ยามค่ำเช่นนี้ดูสงบเยียบเย็นเกินไปสำหรับผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา แต่ผู้คนภายในเรือนจันทร์ดาราฉายนั้น ยังคงดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุขกายสบายใจ เช่น คุณหญิงมณีจันทร์

“แม่พวง” น้ำเสียงอบอุ่นของหญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าแผ่วเบา แต่คนสนิทเช่นแม่พวงที่นั่งอยู่ใกล้ชิดยังคงได้ยินชัดเจน

“ค่ะ คุณท่าน” แม่พวง หรือ ป้าพวง คนสนิทของคุณหญิงมณีจันทร์เป็นหญิงร่วงท้วม อายุเจ็ดสิบ ขยับมานั่งใกล้กับเก้าอี้โยกของคุณหญิง

“เย็นนี้ฉันยังไม่เห็นแม่ดารากับพ่อจันทร์ หลานของฉันเลยนะ ไปเล่นซนที่ไหน เย็นมากแล้ว”

“คุณเพชรพาคุณดาราไปเรียนไวโอลินที่สโมสรฯ ตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ ส่วนคุณจันทร์ ตอนนี้อยู่ที่ครัวหลังบ้านกับคุณอรุณค่ะ” ได้ยินแล้วคุณหญิงมณีจันทร์ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ มองต้นสารภีต้นใหญ่นอกเรือน

“พ่อเพชรนี่ก็แปลกคน ลูกสาวล่ะพาออกนอกบ้าน ส่วนลูกชายกลับให้ขลุกอยู่ท้ายครัว” ป้าพวงได้ฟังก็คลี่ยิ้ม

“คุณท่านอย่าตำหนิคุณเพชรเลยค่ะ คราวนี้คุณดารารบเร้าว่าจะต้องเรียนไวโอลินให้ได้ อย่างไรก็ไม่ยอมท่าเดียว คุณเขาเลยตามใจ ส่วนคุณจันทร์ เธอก็ชอบทำขนมเหลือเกินค่ะ วันหยุดทีไรเป็นต้องตามคุณอรุณเข้าครัว”

คุณหญิงมณีจันทร์ยิ้มละไม แม้จะอายุล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว แต่มองเพียงครู่เดียวก็รู้ได้ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน คุณหญิงเป็นสาวสวยไม่เป็นรองใครในกรุงแน่นอน

“แม่ดารานี่คงไม่เอาดีเรื่องสืบทอดตำราขนมของสกุลสินะ”

“แต่คุณดาราเธอทำอาหารคาวอร่อยนะคะ ถึงจะอายุแค่สิบขวบ แต่เห็นแม่สุรีบอกว่าคุณดาราเธอทำแกงเหลืองได้รสดีเหมือนต้นตำรับเชียวค่ะ”

“ส่วนพ่อจันทร์ แค่ไข่ดาวก็ทำเอาครัวเกือบพัง” ป้าพวงกลั้นขำ ที่ได้ยินเรื่องเกินจริง

“คุณจันทร์เธอชอบทำขนม คุณท่านคะ คุณจันทร์ปีนี้เพิ่งหกขวบเองนะคะ แต่วันนี้เธอกำลังทำขนมพระพาย”

“หืม? ขนมพระพาย” ป้าพวงพยักหน้ารับกับคำถามย้ำของคุณหญิง แล้วเอ่ยอย่างภูมิใจในตัวของเจ้านายตัวน้อย

“ค่ะ เห็นว่าคราวแรกจะทำขนมเสน่ห์จันทร์ แต่ลูกจันหมด เลยเปลี่ยนเป็นขนมพระพายแทน”

“ขนมพระพาย ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ แค่ถั่วทองกวนก็ต้องอบควันเทียนครึ่งค่อนวัน ไหนจะแป้งก้อนสีต่าง ๆ อีก นึกยังไงแม่อรุณถึงสอนลูกทำขนมยาก ๆ แบบนั้น พ่อจันทร์เพิ่งจะหกขวบ จะไปคล่องงานขนมโบราณแบบนี้ได้ยังไง” คุณหญิงเอ่ยแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก เพราะก็เชื่อในฝีมือของลูกสะใภ้คนนี้อยู่มาก

“เห็นว่าคุณอรุณให้คนไปหาซื้อผงลูกจันทน์เพิ่มไม่ได้น่ะค่ะ ของขาดตลาด เลยต้องเปลี่ยน”

“แล้วลูกจันทน์แห้งที่เรือนเราไม่มีแล้วเหรอ ไม่เอาไปบดเก็บไว้บ้างล่ะ”

“หมดไปแล้วค่ะ วันนี้ก็ไปหาที่สวนของของตามิ่ง แต่หลานชายของตามิ่งป่วย”

“หลานตามิ่งป่วย? พ่อหนูลมน่ะเหรอ”

“ค่ะ ป่วยอีกแล้ว เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลกันวันนี้ เลยไม่มีใครเก็บผลจันทน์แห้ง” คุณหญิงพยักหน้ารับรู้ 

“แม่พวงเดี๋ยวลงไปดูที่ครัวหน่อยแล้วกัน ฉันอยากรู้ว่าพ่อจันทร์ทำขนมเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็หาอะไรติดไม้ติดมือไปเยี่ยมหลานตามิ่งสักหน่อย ยังไงเสียตามิ่งก็คนเก่าคนแก่ของเรา บ้านใกล้เรือนเคียง เราพึ่งพาเขาก็ไม่น้อย”

“ค่ะ อิฉันจะไปจัดการ” ป้าพวงขยับเคลื่อนตัวออกจากห้องพักผ่อนของคุณหญิงมณีจันทร์ เพื่อไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา

ต้นตระกูลของคนบนเรือนจันทร์ดาราฉายเป็นห้องเครื่องในวังเก่า โดยดูแลเรื่องขนมหวานขึ้นถวายแด่สเด็จฯ ดังนั้นลูกหลานจึงได้รับการสืบทอดฝีมือ สูตรลับต่าง ๆ ของขนมโบราณ จนถึงรุ่นของคุณหญิงมณีจันทร์ ซึ่งมีลูกชายเพียงคนเดียว คือเพชรน้ำหนึ่ง แต่กลับไม่มีความสามารถด้านขนมเลยสักนิด จนกระทั่งเพชรน้ำหนึ่งแต่งงานกับอรุณพิศตามบุพเพฯ ที่คุณหญิงผูกให้เอง เธอจึงถ่ายทอดสูตรลับของขนมไทยให้แก่ลูกสะใภ้ และก็ไม่ผิดหวัง

เพชรน้ำหนึ่งรับราชการในตำแหน่งใหญ่โต ส่วนอรุณพิศนั้นเป็นแม่บ้านที่เก่งและหัวสมัยใหม่ เธอขอให้คุณหญิงมณีจันทร์เปิดบ้านจันทร์ดาราฉาย สร้างเรือนรับรอง และจัดการตกแต่งพื้นที่ให้เป็นร้านอาหาร ซึ่งเน้นสร้างบรรยากาศสมัยเก่า รสชาติอาหารไทยโบราณที่เธอมีเป็นวิชาติดตัว ทั้งสูตรขนมไทยดั้งเดิมที่แม่สามีสั่งสอน

เพียงไม่นานร้านอาหาร “เสน่ห์จันทร์ดาราทอง” ก็ขึ้นชื่อลือชาเป็นที่รู้จัก

ตอนนี้ไม่มียศศักดิ์หรือตำแหน่งใดใดเช่นต้นตระกูล คุณหญิงมณีจันทร์ก็ไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่าง เธออยู่ในเรือนนี้เป็นคุณแม่แก่ ๆ ของลูก เป็นย่าขี้บ่นของหลาน ๆ มองความเป็นไปของยุคสมัยที่หมุนเวียน มองความสำเร็จของลูกหลานแล้วก็ได้แต่ยิ้ม และคิดว่า... ดีแล้ว

 

ท้ายเรือนจันทร์ดาราฉาย

เรือนหลังใหญ่แห่งนี้มีครัวอยู่หลังบ้านถึงสามครัว ครัวแรกเป็นห้องครัวที่อยู่ติดกับเรือนใหญ่ มีไว้สำหรับทำอาหารสำหรับขึ้นบนเรือนจันทร์ดาราฉาย ครัวที่สองอยู่ในห้องอาหารที่ปลูกแยกห่างตัวเรือนออกมาเล็กน้อย ถือว่าเป็นครัวของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง ส่วนครัวที่สามอยู่ห่างออกไปอีกหลายสิบเมตร เป็นครัวที่ปลูกขึ้นสำหรับการทำขนม

และเป็นพื้นที่ที่ถือว่าเป็นเขตหวงห้ามของคนนอกเรือนจันทร์ดาราฉาย แม้แต่คนในเรือน ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มาทำงานที่นี่

ป้าพวงเดินมาถึงครัวที่สาม มองหาคนที่ต้องการพบ แต่ก็เจอเพียงคุณอรุณพิศที่กำลังนั่งจัดขนมไทยต่าง ๆ ใส่จานกระเบื้องลายคราม เห็นดังนั้นเธอจึงเดินเข้าไปหา และนั่งลงบนพื้นใกล้กับตั่งไม้ที่อรุณพิศนั่ง

“อ้าวป้าพวง นั่งทำไมตรงนั้นคะ ขึ้นมานั่งกับอรุณบนนี้ค่ะ”

“อย่าดีกว่าค่ะ อิฉันนั่งตรงนี้เหมาะกว่า” อรุณพิศมองค้อน เธอเหนื่อยจะบ่นกับคนในบ้านนี้แล้วเรื่องมารยาทเจ้านายกับลูกน้อง ยิ่งกับป้าพวง เธอนั้นหมดทางจะสรรหาคำมาหลอกล่อแล้ว

“ป้าพวงทำอรุณบาปรู้ไหมคะ ให้คนแก่นั่งกับพื้น” ป้าพวงไม่ว่ากล่าวอะไร นอกจากยิ้ม แล้วมองจานกระเบื้องซึ่งมีขนมพระพายก้อนพอดีคำสีสันต่าง ๆ วางบนใบตองที่ตัดเป็นรูปวงกลม มีน้ำกะทิราดด้านบนเล็กน้อย

“ป้าพวงลองชิมสักคำนะคะ” อรุณพิศพูดพร้อมรอยยิ้ม และส่งสายตาคาดโทษปรามป้าพวงทันที เพราะเกรงว่าคนสนิทของแม่สามีจะปฏิเสธด้วยความเกรงใจ เธอใช้ถ้วยกระเบื้องใบเล็กขนาดเท่าก้นแก้ว ขอบหยักกลีบดอกไม้ วางใบตองที่ตัดไว้รองก้นถ้วย จากนั้นตักเอาขนมพระพายสีสวยมาวางบนใบตอง แล้วราดน้ำกะทิเล็กน้อย ส่งให้กับป้าพวงพร้อมช้อนเงิน

“ขอบคุณค่ะ” ป้าพวกรับถ้วยขนมพระพายมาโดนไม่อิดออด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่เธอชิมฝีมือของอรุณพิศ และแน่นอนว่าไม่มีครั้งไหนน่าผิดหวัง “แป้งเหนียว นุ่ม ฉ่ำ หอมน้ำดอกไม้มากค่ะ ไส้ถั่วทองก็หวานพอดี กลิ่นหอมติดในปาก ฝีมือคุณอรุณไม่เคยตกเลยค่ะ”

อรุณพิศยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า

“ฝีมืออรุณที่ไหนล่ะคะป้าพวง ทั้งหมดเนี่ยคุณจันทร์ทำเองทั้งนั้น”

“หา?” ป้าพวงเผลออุทานออกมาอย่างลืมกิริยา จนต้องรีบยกมือขึ้นปิดปาก

“ตกใจอะไรกันป้าพวง วันนี้ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งเรือนว่าคุณจันทร์ทำขนมพระพาย”

“อิฉันตกใจก็เพราะเป็นคุณจันทร์เธอทำนี่แหละค่ะ” ป้าพวงมองหน้าอรุณสลับกับขนมพระพายและถ้วยกระเบื้องในมือของเธอ นึกถึงรสชาติขนมที่กลืนไปเมื่อสักครู่

“ไม่เชื่อเหรอคะ”

“ไม่ใช่อิฉันไม่เชื่อนะคะ อิฉันรู้ แต่ไม่คิดว่า... รสมือคุณจันทร์จะอร่อยขนาดนี้”

“คุณจันทร์มีพรสวรรค์เรื่องนี้ค่ะ ป้าพวงขึ้นไปรายงานคุณแม่ได้เต็มที่เลยนะคะ บอกท่านเลยว่า จันทร์ดาราฉาย มีคนสืบทอดที่ยอมเยี่ยมแล้วค่ะ”





ทางเดินจากครัวที่สาม เมื่อลัดเลาะมาตามรั้วของเรือน สักพักใหญ่ จะเจอประตูเล็กที่เชื่อมกับพื้นที่ของข้างบ้าน ซึ่งเป็นสวนกล้วยและพืชพันธุ์ต่าง ๆ

“พี่ชบาครับ คุณจันทร์จะโดนคุณย่าท่านตำหนิเรื่องเมื่อสักครู่ไหมครับ” เด็กน้อยวัยหกขวบเอ่ยถาม ขณะที่เดินไปตามทางกลางสวนกล้วย

พี่ชบา คือหญิงสาววัยสิบแปด ญาติของเธอเป็นคนบ้านเดียวกับป้าพวง เห็นว่าเธอไม่ได้เรียนหนังสือ เลยฝากให้มาทำงานในเรือนจันทร์ดาราฉาย ป้าพวงเองเห็นว่าเธอไม่ได้เกเรอะไร เลยช่วยฝากฝัง จนได้อยู่เป็นคนคอยดูแล เสน่ห์จันทร์ ลูกชายคนเล็กของเพชรน้ำหนึ่งกับอรุณพิศ

“ไม่หรอกค่ะคุณจันทร์ อย่ากังวลไปเลย คุณจันทร์ไม่ได้ตั้งใจสะดุดจนชุดกระเบื้องลายครามตกแตกสักหน่อยค่ะ”

“คุณจันทร์เสียดาย”

“พี่ชบาเข้าใจค่ะ ถ้วยกระเบื้องชุดนั้นน่าจะหลายบาท” เด็กน้อยวัยหกขวบที่ถือถาดและฝาครอบกระเบื้องลายเดียวกันไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา

เสน่ห์จันทร์เสียดายเหลือเกิน...

ขนมพระพายตั้งหลายชิ้นตกเปื้อนดินไปหมด...

เฮ้ออออ

 

เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย หรือ คุณจันทร์ เป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน ชื่อของเขามีคุณหญิงมณีจันทร์เป็นคนตั้ง มาจากชื่อขนมไทย ส่วนพี่สาวของเขา คือ ดาราทอง จันทร์ดาราฉาย หรือ คุณดารา ดาราทองคือชื่อขนมไทย

เด็กน้อยเติบโตมาก็พบเจอกับขนมไทยมากมาย รอบกายของเขามีแต่กลิ่นน้ำลอยดอกมะลิ ควันเทียนอบ ดอกไม้สีต่าง ๆ ที่นำมาเป็นส่วนผสมของขนมไทย ไม่แปลกเลยที่เสน่ห์จันทร์จะชอบขนมไทยเหล่านั้น

แม้เขาจะเป็นเพียงเด็กน้อยตัวผอม แขนขายาวเก้งก้าง แต่เสน่ห์จันทร์ก็มีพรสวรรค์เกี่ยวกับเรื่องขนม จมูกของเขารับรู้กลิ่นต่าง ๆ ได้ดีมาก ลิ้นรับรสสัมผัสเป็นเลิศ แววตาสวยช่างสังเกต ความช่างจดช่างจำและความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาเรื่อย ๆ เกินเด็กวัยเดียวกัน

ถึงอย่างนั้น เสน่ห์จันทร์ก็ไม่ได้ทำแต่ขนมเพียงอย่างเดียว เขาลองทำอาหารคาวกับพี่สาวด้วย แต่เหมือนเขาจะไม่มีความสามารถทางด้านอาหารคาวสักเท่าไร เด็กน้อยจึงสนใจแต่ขนมเสียมากกว่า ไหนจะเพราะเพื่อนบ้านติดกันอีกเล่า

เสน่ห์จันทร์และพี่ชบาเดินมาจนถึงบ้านของตามิ่ง ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนโล่ง แต่ส่วนมากก็มีบรรดาพืชพันธ์ุ ของใช้ต่าง ๆ วางจนเต็มพื้นที่

เด็กน้อยเงยขึ้นมองชานเรือน ที่มีบันไดทอดยาวลงมา และเป็นพี่ชบาที่เอ่ยเรียกคนบนเรือน

“ตามิ่งจ๊ะ น้ายุพิน อยู่บ้านไหมจ๊ะ” สิ้นเสียงเรียกของพี่ชบา มีเสียงฝีเท้าย่ำเดินบนเรือน แม้จะไม่ได้ดังมาก แต่ก็พอจะรู้ว่าเจ้าของบ้านรีบร้อนไม่น้อย และเมื่อรออยู่เกือบครึ่งนาที ก็ปรากฏร่างของตามิ่งเดินมาหยุดที่ชานเรือน

“อ้าว! คุณจันทร์หรือเหรอครับ”

“สวัสดีครับคุณตามิ่ง” เพราะในมือของเสน่ห์จันทร์ถือถาดกระเบื้องลายครามอยู่ เด็กน้อยจึงยกมือไหว้ไม่ได้ เลยได้แต่คำนับศีรษะลง เห็นอย่างนั้นตามิ่งก็เฉยไม่ได้ รีบเดินลงจากเรือนทันที

“อย่าทำแบบนั้นครับคุณจันทร์ โอ๊ย นรกกินหัวไอ้มิ่งพอดี” ตามิ่งลงมาถึงพื้น ก็ยืนกุมมือไว้อย่างพินอบพิเทาตามประสาคนเก่าคนแก่ของเรือนจันทร์ดาราฉาย

“ทำไมล่ะครับ ก็คุณตามิ่งเหมือนญาติผู้ใหญ่ของคุณจันทร์ คุณจันทร์เสียอีกที่เสียมารยาท ยกมือไหว้คุณตามิ่งไม่ได้”

“ไม่เอา ๆ ไม่ทำนะครับคุณจันทร์ แม่ชบานี่ก็ยังไง ปล่อยให้คุณจันทร์ทำแบบนี้”

“โธ่ตา ชบาห้ามคุณจันทร์เธอได้ที่ไหนล่ะคะ ขนาดจะถือถาดขนมให้ คุณจันทร์ยังไม่ยอม”

เสน่ห์จันทร์ยิ้มให้ตามิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปบนเรือน

“พี่สายลมล่ะครับ คุณจันทร์มาเยี่ยมพี่สายลม” ตามิ่งไม่ทันได้ตอบว่าหลานชายของตนเองกำลังทำอะไรอยู่ คำตอบก็โผล่มาในสายตาของคนถามแล้ว

สายพิรุณ หรือ สายลม เด็กชายวัยสิบขวบ เดินออกมาที่ชานเรือน เกาะราวบันไดไว้มั่น ดวงตาคู่สวยที่เหมือนมีดวงดาวนับร้อยพันส่องประกายหรี่แคบ ก่อนจะหยักโค้งเป็นสละอิเพราะยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครมาเยี่ยม

“น้องจันทร์”

“เจ้าลม! เรียกคุณจันทร์อย่างนั้นไม่ได้” ตามิ่งเอ็ดหลานชายของตนเองทันที แต่เจ้าของชื่อไม่ได้ถือสาอะไรเลยสักนิด

“ไม่เป็นไรครับคุณตามิ่ง คุณจันทร์อายุน้อยกว่าพี่สายลม เรียกคุณจันทร์ว่าน้องก็ถูกแล้วครับ”

“ไม่ได้ครับ ไม่ได้จริง ๆ” อย่างไรตามิ่งก็ไม่ยอมตีตนเสมอท่าน เป็นเรื่องที่เสน่ห์จันทร์ยังไม่เข้าใจนัก ว่าเพราะอะไร ทำไมใครต่อใครถึงต้องนอบน้อมกับเด็กน้อยเช่นเขา ทว่าเรื่องนี้ก็ถูกปัดออกจากความสนใจอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่า สายพิรุณกำลังจะลงเรือนมาหา

“พี่สายลมไม่ต้องลงมาครับ เดี๋ยวคุณจันทร์ขึ้นไปหา พี่สายลมไม่สบายอย่าเดินมากจะดีกว่า” ไม่พูดเปล่า เสน่ห์จันทร์ถอดรองเท้าแล้วเดินขึ้นบันไดไปทันที ราวกับกลัวว่าช้าเพียงก้าวเดียวสายพิรุณจะกลิ้งลงจากบันได

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3
Re: เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย [13/02/2562]
«ตอบ #2 เมื่อ13-02-2019 08:41:37 »



บนเรือนของตามิ่งนั้นเปิดโล่ง มีห้องนอนเพียงห้องเดียว ซึ่งเป็นห้องของยุพิน ลูกสาวของตามิ่ง และลูกเขย หรือก็คือ พ่อแม่ของสายพิรุณนั่นเอง ส่วนตามิ่งนั้น กั้นห้องด้วยผ้าม่านง่าย ๆ ด้านหนึ่ง อีกด้านก็เป็นตู้ไม้เก่าที่ยกมาขวางเป็นผนัง ใช้เป็นที่หลับนอนของตนเองยามกลางคืน โดยให้หลายชายอย่างสายพิรุณนอนด้วย กลางวันก็จะพับเก็บที่นอน ของใช้ส่วนตัวใส่ตู้ไว้ แต่สำหรับวันนี้ ที่นอนหมอนมุ้งที่เคยเก็บเรียบร้อย ถูกนำออกมาใช้งานเร็วกว่าปรกติ เพื่อให้สายพิรุณซึ่งเพิ่งดีขึ้นจากอาการเจ็บไข้ได้นอนพัก

สายพิรุณ เป็นเด็กรูปร่างท้วมเล็กน้อยตามประสาเด็กกินเก่ง ใบหน้ากลม แก้มยุ้ย ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้ม ที่น่ามองที่สุดของเด็กน้อยคงเป็นดวงตาที่สวยหวาน และนัยน์ตาที่เหมือนมีดวงดาวส่องแสงระยิบระยับในนั้น แม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวจะดูซีดเซียวเพราะเจ็บป่วยอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าสภาพร่างกายดีกว่าภาพในหัวที่นึกคิดไว้ก่อนหน้า

“คุณจันทร์นั่งที่เก้าอี้ตรงนี้ก่อนครับ ผมจะไปเอาน้ำเอาท่ามาให้ดื่มแก้ร้อน”

“คุณตามิ่งอย่าลำบากเลยครับ คุณจันทร์ไม่ร้อน แล้วเดี๋ยวคุณจันทร์จะนั่งกับพี่สายลม” เสน่ห์จันทร์พูดจบก็เดินไปทรุดนั่งข้างฟูกผืนบาง ซึ่งสายพิรุณใช้เป็นที่นอนพัก

เมื่อเห็นอย่างนั้นตามิ่งก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไอ้เขาก็แค่ชาวบ้านชาวสวน บ้านช่องไม่ได้หรูหราเหมือนเรือนจันทร์ดาราฉาย กลัวว่าพื้นไม้เก่า ๆ จะทำให้ลูกหลานเจ้านายเก่าจะนั่งไม่สบาย

“ตาไม่ต้องกังวลหรอกจ้ะ คุณจันทร์เธอเป็นคนอยู่ง่าย ๆ” พี่ชบาเอ่ยเสียงเบาให้ตามิ่งได้ยินและสบายใจ ก่อนจะนั่งลงบนพื้นกลางเรือนของตามิ่ง ทิ้งระยะห่างจากแผ่นหลังของเจ้านายตัวน้อย ซึ่งนั่งปักหลักรอให้เจ้าของที่นอนมานั่งที่เสียที

สายพิรุณยังไม่ค่อยสดใสดีนัก ดังนั้นจึงเชื่องช้าต่างจากเดิมอยู่มาก แต่สุดท้ายเด็กน้อยก็ค่อยเดินไปนั่งบนที่นอน ซึ่งตนเองเพิ่งลุกขึ้นมา

“พี่สายลมเจ็บตรงไหนบ้างครับ คุณจันทร์ไม่ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเลย” เด็กน้อยเอ่ยถาม เมื่ออีกฝ่ายนั่งลงบนฟูกแล้ว

“พี่ปวดท้องครับน้อง...” สายพิรุณกำลังจะเอ่ยชื่อของเสน่ห์จันทร์ แต่เหลือบไปเห็นสายตาของตามิ่งที่มองอย่างห้ามปราม ก็ชะงักไป “ผมปวดท้องครับคุณจันทร์ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”

“เรียกคุณจันทร์ว่าน้องจันทร์ก็ได้ครับ” เสน่ห์จันทร์แก้ แต่สายพิรุณหลบตา เห็นแบบนี้แล้วเด็กน้อยก็ไม่คาดคั้น วางถาดกระเบื้องลายครามลง “พี่สายลมกินข้าวเย็นหรือยังครับ คุณจันทร์ทำขนมพระพายมาฝาก ถ้ากินข้าวแล้วจะได้กินขนมล้างปากสักหน่อย”

สายพิรุณส่ายหน้า แล้วเสียงถอนหายใจของตามิ่งก็ดังแทรกเข้ามา ทำให้เสน่ห์จันทร์ต้องหันไปมอง

“เจ้าลมไม่ยอมกินข้าวครับคุณจันทร์ ตอนอยู่โรงพยาบาลก็ยังดีว่ากินได้บ้าง ได้น้ำเกลือช่วยบ้าง แต่พอกลับบ้านมา ข้าวสักคำก็ไม่ยอมเคี้ยว”

“ตา...” ตามิ่งทำตาดุใส่หลานชายคนเดียว ก่อนจะหันไปตอบคำถามของพี่ชบา

“หมอว่าไงบ้างจ๊ะ”

“โรคเบื่ออาหาร แล้วพอไม่กินก็จะกลายเป็นโรคกระเพาะน่ะสิ ที่ปวดท้องเพราะแบบนี้แหละ” เสียงพูดคุยเข้าหูของเสน่ห์จันทร์ เด็กน้อยหันกลับไปมองเพื่อนบ้านที่อายุมากกว่าสี่ปี

“ไม่กินข้าวไม่ได้นะครับ”

“แต่ผมไม่หิว กินแล้วก็อ้วก”

“กับข้าวไม่ถูกปากเหรอครับ คุณจันทร์ให้คุณป้าสุรีทำกับข้าวเผื่อไหมครับ” ไม่ต้องรอให้คุณตาปราม สายพิรุณก็ส่ายหน้าหวือ ขนาดจะเรียกเสน่ห์จันทร์ว่าน้อง ยังทำไม่ได้ ถ้าต้องรบกวนให้อีกฝ่ายทำอาหารมาส่ง สายพิรุณคงโดนคุณตาลงหวายแน่ ๆ

“คุณจันทร์ไม่ต้องลำบากครับ”

“ก็พี่สายลมไม่กินข้าวที่คุณน้ายุพินทำนี่ครับ อาจจะไม่ถูกปาก”

“เดี๋ยวผมกินครับ แค่ตอนนี้ยังไม่หิว” ไม่ใช่ว่าเด็กน้อยอย่างเสน่ห์จันทร์ไม่เชื่อ แต่เวลาเย็นขนาดนี้แล้ว คนป่วยก็ควรได้กินข้าว ดังนั้นเด็กน้อยจึงหันไปทางตามิ่งอีกครั้ง

“คุณตามิ่งครับ กับข้าวของพี่สายลมอยู่ไหนครับ เดี๋ยวคุณจันทร์จะไปยกมาให้”

“ไม่ต้อง ๆ ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมจัดการเองครับ” ไม่รอช้าตามิ่งรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปอีกฝั่งของบ้าน ซึ่งเป็นห้องครัว ตอนนั้นเองที่มีเสียงตะโกนจากใต้ถุนเรือน เป็นเสียงของยุพินลูกสาว ร้องเรียกให้ตามิ่งไปช่วยยกเข่งใบตองที่อยู่กลางสวน เพราะลำพังเธอกับสามีทำไม่ทัน

ตามิ่งรีบนำจานข้าวผัดไข่ที่ยังอุ่นอยู่มาให้สายพิรุณ ก่อนยุพินจะเข้าไปในสวนกล้วย เธอทำกับข้าวไว้ให้ลูกชายแล้ว และให้อยู่กับเรือนโดยฝากตามิ่งช่วยดู จนเสน่ห์จันทร์มาหานี่แหละ

“ผมไปช่วยแม่ยุพินขนใบตองก่อนนะครับคุณจันทร์ เอ่อ... ก่อนพ่อเจ้าลมจะเข้าสวน ผมบอกให้ดูผลจันทน์แห้งไว้ด้วย ถ้าได้มามากน้อยยังไง ผมจะรีบบดแล้วเอาไปส่งให้เรือนจันทร์ดาราฉายนะครับ”

“ขอบคุณมากครับ คุณตามิ่งอย่ายกของหนักเกินไปนะครับ”

“ครับ” ตามิ่งถอยออกมาแล้วลงเรือนไป พี่ชบายังนั่งอยู่ที่เดิม มองเห็นใบตองสองพับที่วางอยู่ไม่ไกลและกระทงใบตองที่เย็บค้างไว้ คาดว่าของเป็นฝีมือตามิ่งที่ทำค้างไว้ จึงทำต่อฆ่าเวลารอเจ้านาย

 

“พี่สายลมกินอีกสักคำสิครับ” เสน่ห์จันทร์มองช้อนที่ถูกวางไว้ในจาน หลังจากที่สายพิรุณใช้ตักข้าวเข้าปากไม่กี่คำ

“ไม่ไหวแล้วครับ ผมไม่หิว” สายพิรุณเอ่ยเสียงเบา มองข้าวผัดฝีมือแม่ยุพินด้วยสายตาเสียดาย ถ้าเป็นก่อนหน้านี้สายพิรุณคงจัดการจนเกลี้ยงจาน แต่ตอนนี้กลับไม่นึกอยากเลยสักคำ

“พี่สายลมจะไม่หายป่วยนะครับ” แม้จะถูกคั้นคะยอแค่ไหน แต่สายพิรุณก็ไม่สามารถตักอะไรเข้าปากได้อีก เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ “ถ้าเป็นอย่างนี้ พี่สายลมก็จะไม่หาย แล้วใครจะไปเล่นกับคุณจันทร์ที่เรือนล่ะ คุณจันทร์เหงานะครับ”

“แต่...” สายพิรุณจะค้าน แต่เมื่อสบตากับดวงตาใสซื่อของเสน่ห์จันทร์ ก็พูดไม่ออกและก็ไม่รู้ว่าจะค้านอย่างไร ครั้นจะตักข้าวกิน ก็ไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อเหลือบไปเห็นถาดกระเบื้องที่มีฝาปิดอยู่ ก็พอจะนึกออก “น้อง... เอ่อ คุณจันทร์ทำขนมเหรอครับ”

“...”

“คุณจันทร์?”

“คุณตามิ่งไม่อยู่แล้ว เรียกคุณจันทร์ว่าน้องจันทร์เหมือนทุกทีก็ได้ครับ”

“...”

“นะครับ”

“...” สายพิรุณก้มหน้า เหลือบไปมองพี่ชบา ซึ่งก็ทำเป็นไม่ได้ยินอะไร ก็ในเมื่อเจ้านายของเธอต้องการอย่างนั้น เธอก็ไม่ค้านอะไร

“พี่สายลม”

“น้องจันทร์ทำขนมอะไรมาน่ะ เมื่อกี้พี่ฟังไม่ถนัด” เมื่อได้ยินสรรพนามที่ถูกใจแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็ยิ้มออก เด็กน้อยเปิดฝากระเบื้อง ก่อนจะช้อนสายตามองสายพิรุณซึ่งมีสีหน้าตื่นตะลึงกับขนมก้อนสีสันงดงามตรงหน้า

“ขนมพระพายครับ คุณจันทร์ทำเอง”

“น่ากินมาก”

“งั้นพี่สายลมกินหลาย ๆ คำนะครับ” เสน่ห์จันทร์พูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง แต่สายพิรุณไม่ยอมหยิบขนมไปกิน ทำให้เด็กน้อยต้องจ้องมองอีกฝ่ายจนเต็มตาอีกครั้ง “พี่สายลม... ไม่อยากกินเหรอครับ”

“...พี่กลัวอ้วก”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าอ้วก คุณจันทร์จะดูแลพี่สายลมเองนะครับ มาครับ คุณจันทร์ป้อน” ไม่พูดเปล่า เสน่ห์จันทร์หวังจะใช้ช้อนเงินคันเล็กตักขนมพระพายสีชมพูที่คั้นน้ำจากผลกระเจี๊ยบ แล้วนำมานวดกับแป้งจนได้สีชมพูสวย แต่มองแล้วกลับไม่เห็นช้อนเงิน อาจจะเพราะตอนที่กลับไปเอาขนมรอบที่สองนั้นรีบมากเกินไปเลยลืมหยิบมาด้วย และเสน่ห์จันทร์ก็ไม่รู้ว่าที่บ้านของสายพิรุณมีช้อนคันเล็ก ๆ บ้างไหม แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ เด็กน้อยไม่คิดจะใช้ช้อนตักข้าวผัดคันนั้น

“คุณจันทร์ใช้มือนะครับ” สายพิรุณพยักหน้าและอ้าปากรับขนมพระพายก้อนเล็ก กลิ่นหอมที่ติดแป้งเหนียวนุ่ม รสชาติฉ่ำลิ้นนั้นคือกลิ่นดอกมะลิอบอวลอยู่ในปาก ผสมกับรสของกะทิข้นทำให้ไม่รู้สึกหวานเลี่ยนเกินไป ไหนจะไส้ถั่วทองนุ่มลิ้น รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมหวานจากการอบควันเทียนนานหลายชั่วโมงนั้นอีก

เด็กน้อยเผลออมขนมชิ้นเล็กนั้นไว้ ไม่กล้ากลืนเพราะเสียดายความอร่อย

“พี่สายลมอย่าอมสิครับ ไม่อร่อยเหรอ”

“อร่อย” สายพิรุณรีบแก้ ก่อนจะเคี้ยวขนมแล้วกลืนลงคออย่างรวดเร็ว “อร่อยจนไม่อยากกลืน พี่เสียดาย” ได้ยินแล้วเสน่ห์จันทร์ถึงกับยิ้มกว้างจนดวงตาปิดเป็นเส้นโค้ง

“คุณจันทร์ทำมาเยอะแยะครับ ถ้าพี่สายลมชอบ ที่เรือนก็ยังมีอีก คุณจันทร์จะให้พี่ชบาไปเอามาเพิ่มให้” สายพิรุณรีบส่ายหน้า เพราะแม้ว่าพี่ชบาจะสามารถไปเอาของอร่อยให้ตนเองได้และบ้านก็ติดกัน แต่เพราะบ้านของสายพิรุณนั้นอยู่ในสวนกว้าง กว่าพี่ชบาจะเดินกลับมาคงเหนื่อยหอบ เขาไม่อยากรบกวน

“นี่ก็เยอะแล้ว” สายพิรุณเอ่ย พร้อมกับอ้าปากรับเอาขนมพระพายสีน้ำเงินอมม่วงเข้าปาก สีนี้คงเกิดจากดอกอัญชัน

“จริง ๆ เมื่อกี้คุณจันทร์ทำถาดขนมตกกลางทางด้วยแหละครับ แตกหมดเลย ต้องเดินกลับไปเอามาใหม่” เสน่ห์จันทร์เล่าให้สายพิรุณฟัง ตั้งแต่ไหนแต่ไรที่เด็กสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ก็จะผลัดกันเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้กันฟัง ดังนั้นไม่แปลกที่เสน่ห์จันทร์จะเล่าเรื่องความซุ่มซ่ามของตนเองอย่างไม่เขินอาย

“คุณจันทร์เห็นว่าถาดมีลายสวย อยากให้ขนมวางอยู่ในของสวย ๆ แต่มันหนัก แถมพอตกแล้วก็แตกง่าย ไม่รู้คุณย่าจะเคืองคุณจันทร์ไหม”

“คุณหญิงย่าจะตีน้องจันทร์ไหม”

“ไม่ตีหรอกครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม หยิบขนมพระพายชิ้นที่สามป้อนให้กับสายพิรุณอีก

“พี่ชบาครับ”

“คะ?” ชบาเงยหน้าจากกระทงใบตองในมือ มองสายพิรุณด้วยสายตาเป็นคำถาม

“ถ้าคุณหญิงย่าจะตีน้องจันทร์ พี่ชบามาบอกลมได้ไหมครับ ลมจะให้คุณหญิงย่าตีลมแทน ที่น้องจันทร์ทำของแตกก็เพราะต้องยกเดินมาให้ลมไกล ๆ”

“เอ่อ...”

“พี่สายลมครับ คุณจันทร์บอกว่าคุณย่าจะไม่ตีคุณจันทร์ไงครับ พี่สายลมไม่ต้องห่วงนะครับ”

“แต่...”

“ถ้าคุณย่าจะตีคุณจันทร์จริง ๆ คุณจันทร์จะวิ่งมาซ่อนกับพี่สายลมดีไหมครับ” เสน่ห์จันทร์คิดหาทางออก ก่อนที่สายพิรุณจะวิ่งไปให้คุณหญิงมณีตีก้นแทนตนเองจริง ๆ และดูเหมือนความคิดนี้สายพิรุณจะเห็นด้วย ดังนั้นคนป่วยจึงยิ้มออก และอ้าปากกินขนมพระพายสีเขียวอ่อนจากใบเตย

พี่ชบามองดูเจ้านายตัวน้อยคอยดูแลเพื่อนคนสนิทก็ยิ้ม และก้มลงเย็บกระทงใบตองต่อไป ไหน ๆ พรุ่งนี้มันก็คงไปอยู่ในครัวของเรือนจันทร์ดาราฉายอยู่แล้ว เธอช่วยเย็บมากหน่อยก็คงไม่เป็นไร

 

สายพิรุณกินขนมได้เยอะมาก และขนมของเสน่ห์จันทร์ไม่ทำให้ท้องไส้มีปัญหา แต่ต่อให้ยังอยากกินอีกหลาย ๆ คำ ขนมที่เหลือก็ยังเยอะเกินไป

“เดี๋ยวเอาใส่ตู้ไว้ก่อนก็ได้ครับ เผื่อคุณตามิ่ง คุณพ่อคุณแม่ของพี่สายลมกลับมาเหนื่อย ๆ จะได้ลองชิม”

ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ พี่ชบาที่เห็นว่าตอนนี้เย็นมากแล้ว และกว่าจะเดินกลับเรือนคงมืดค่ำพอดี เธอจึงเอ่ยเตือนเจ้านายตัวน้อยเบา ๆ

“คุณจันทร์คะ พี่ว่าเรากลับเรือนกันก่อนเถอะค่ะ ใกล้เวลาอาหารค่ำที่เรือนแล้ว”

“แต่ยังไม่มีใครกลับมาเลยนะครับ คุณจันทร์เป็นห่วงพี่สายลม” จบประโยคของเสน่ห์จันทร์ก็เหมือนว่าทุกอย่างช่างพอดีกันไปหมด เพราะเสียงพูดคุยจากใต้ถุนเรือนไม้ของตามิ่งดังชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่าทุกคนเดินกลับมาจากสวนกล้วยแล้ว

“พ่อกับแม่กลับมาแล้ว น้องจันทร์กลับก่อนก็ได้” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่พยักหน้า

“หายเร็ว ๆ นะครับ จะได้ไปดูคุณจันทร์ทำขนม แล้วพรุ่งนี้คุณจันทร์จะทำขนมมาอีกนะครับ” สายพิรุณยิ้มแล้วรีบพยักหน้า “พี่สายลมชอบขนมพระพายไหม”

“ชอบ... น้องจันทร์ทำอร่อย พี่ชอบขนมที่น้องจันทร์ทำ”

“งั้น... คุณจันทร์จะทำมาให้กินบ่อย ๆ นะครับ” สายพิรุณพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะนึกขึ้นได้ เลยรีบพูดว่า

“ไม่ต้องเอาใส่ถาดกระเบื้องมาอีกนะน้องจันทร์ มันหนัก”

“ถ้าไม่ให้คุณจันทร์เอาใส่ถาดกระเบื้องมา แล้วจะให้คุณจันทร์เอาใส่อะไรมาเหรอครับ คุณจันทร์ไม่เอาใส่กล่องโฟมหรือถุงพลาสติกนะครับ ไม่ดีกับสุขภาพ ถ้วยชามธรรมดาก็ไม่สวย” สายพิรุณเอียงคอคิด ก่อนที่ดวงตาจะเห็นใบตองและกระทงใบตองที่ตามิ่งและพี่ชบาทำไว้

“พี่จะทำกระทงใบตอง...”

“?”

“พี่จะหัดทำกระทงใบตองให้สวย ๆ สวยกว่าถาดกระเบื้อง แล้วให้น้องจันทร์ใช้ใส่ขนม มันไม่หนัก ตกก็ไม่แตกด้วย”

“พี่สายลมจะทำให้คุณจันทร์เหรอครับ”

“อื้อ” สายพิรุณพยักหน้ายืนยัน “แต่ต้องให้เวลาพี่หัดทำก่อนนะ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวาน ชูนิ้วก้อยขึ้นตรงหน้า

“คุณจันทร์จะรอครับ” สายพิรุณยกนิ้วก้อยขึ้นเกี่ยว เขย่าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม

“พี่จะเย็บกระทงใบตองให้สวยที่สุดเลย... สัญญา”

“คุณจันทร์ก็จะใช้แค่กระทงใบตองที่พี่สายลมเย็บให้เท่านั้นครับ... คุณจันทร์สัญญา”



*************************************



ถามว่านิยายเรื่องอื่น ๆ ล่ะ
............ไม่รู้สิ 55555



จริง ๆ ว่าจะลงเมื่อวานแล้วค่ะ แต่นั่นแหละ วันนี้ดีกว่า



ฝาก เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย ด้วยนะคะ



ไม่ค่อยรู้เรื่องขนมไทยนักหรอกค่ะ ดังนั้นใครที่สนใจขนมไทยอยู่ มาแชร์กันนะคะ

พระเอกเรื่องนี้นุ่มนิ่มมาก ขอความกรุณาอย่ารุนแรงกับคุณจันทร์นะ









#เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

ออฟไลน์ arjinn

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-1
ผู้ชายกับขนมหวาน แลอ่อนหวาน น่าเอ็นดู

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
เอ็นดูหนุ่มน้อยทั้งคู่ จีบกันต้ังแต่เด็กๆเลย เหมือนไม่เคยอ่านนิยายคุณ PPSMM สไตล์นี้เลยอ่ะ ติตตามนะคะ อยากรู้คุณน้องจันทร์จะทำเสน่ห์ใส่ขนมอะไรให้สายลมทาน โอมเพี้ยง ทานแล้วให้รักให้หลง ให้รักให้หลง

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1032
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4757
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-18

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2528
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nutty2554

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๒ สายพิรุณ



เช้าตรู่ที่แสนร้อนอบอ้าว

เสียงขยับกายลุกบิดขี้เกียจของลุงกับป้า เรียกรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มุมปากของคนที่กำลังเรียงกระทงใบตองชุดสุดท้ายใส่ถุงขนาดใหญ่ ก่อนจะมัดปากถุงแล้วหันไปช่วยป้าเก็บเศษใบตองมากมายและอุปกรณ์ต่าง ๆ

“พายไม่ต้องเก็บ เดี๋ยวป้าเก็บเอง รีบเอากระทงใบตองกลับไปที่สวนก่อนเถอะ กว่าจะขับรถไปถึงอีก เดี๋ยวจะไม่ทันได้ใช้”

“แต่...” พระพาย หรือ สายพิรุณ จะเอ่ยปากท้วง เพราะเศษใบตองที่เกลื่อนกลาดนี้ไม่ใช่น้อย การจะทิ้งไว้ให้ลุงกับป้าทำความสะอาดคนเดียว เขาค่อนข้างเกรงใจ แต่ป้าสมัยก็ส่ายหน้า แล้วเดินมาแย่งถุงขยะไปถือเสียเอง

“รีบเอาของไปส่งก่อน” สายพิรุณจำใจพยักหน้า หอบเอาถุงกระทงใบตองออกจากห้องรับแขกของป้าสมัยไปใส่ท้ายสามล้อเครื่อง จากนั้นก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน

“ผมไปก่อนนะครับป้า ไว้เย็น ๆ จะเอาเงินค่าใบตองมาจ่ายให้นะครับ”

“ไม่ต้องรีบหรอก”

“ครับ ขอบคุณนะครับ” ป้าสมัยพยักหน้า พร้อมทั้งเดินมาส่งหลานชายที่รถ

ป้าสมัยเปิดประตูบ้านให้หลานชาย และยืนรอจนอีกฝ่ายขับรถออกไปถึงปิดประตูรั้ว เธอคงต้องกลับไปนอนสักตื่น หลังจากที่นอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ลุกขึ้นมาช่วยกันเย็บกระทงใบตอง

เธอจะไม่ช่วยก็กระไร อย่างไรสายพิรุณก็เป็นหลาน ตั้งแต่น้องชายกับน้องสะใภ้ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ หลานชายของเธอก็ทำงานคนเดียวมาตลอด

ตอนที่สายพิรุณเสียพ่อกับแม่ไป... ตอนนั้นเด็กหนุ่มอายุแค่สิบแปดเท่านั้น

 

สายพิรุณค่อย ๆ ขับรถออกไปเพราะถนนหน้าบ้านป้าสมัยไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แสงสว่างก็ไม่มากด้วยเช่นกัน แต่อีกไม่นานพระอาทิตย์ขึ้นคงสว่าง

สายลมจากความเร็วของรถปะทะใบหน้าของเขาไม่แรงมากนัก นั่นเพราะรถสามล้อคันนี้ถูกปรับแต่งใส่หลังคากันลม กันแดดไว้ด้วย ซึ่งนั่นก็ดีสำหรับการใช้ขับขี่ส่งของ สายพิรุณกวาดสายตามองกระจกส่องหลัง มองถุงกระทงใบตองขนาดใหญ่ สลับกับมองเส้นทางเบื้องหน้า

ปีนี้สายพิรุณอายุยี่สิบสี่แล้ว

เมื่อก่อนเขาจำได้ว่าชื่อเล่นของเขาคือสายลม รวมแล้วก็คือสายลมสายฝนในคนเดียวกัน แต่ตอนเด็ก ๆ เขาป่วยบ่อยมาก โดนลมก็ป่วย โดนแดดก็ป่วย กินอะไรผิดก็ป่วย คือสามวันไม่ค่อยดี สี่วันป่วยหนัก รักษาแล้วก็ยังเป็นคนกระหม่อมบางอยู่ดี จนแม่ไปปรึกษาหลวงปู่ที่วัด ท่านเลยแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคล แม่ของเขาเลยเริ่มจากชื่อเล่นก่อน ก็มีให้เลือกหลายชื่อจนมึนหัวไปหมด แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่ชื่อพระพาย ซึ่งแปลว่าสายลม

แม่ชอบชื่อนี้มาก เรียกหาแต่พระพายทั้งวัน ยิ่งเรียกยิ่งติดปาก เรียกจนลืมชื่อจริงของลูกชายไปเลยทีเดียว และที่ยิ่งกว่าลืมก็คือ... แม่ยุพินลืมไปแจ้งเปลี่ยนชื่อจริงให้สายพิรุณน่ะสิ!

สุดท้ายก็เลยชื่อจริงว่าสายพิรุณ (เหมือนเดิม) ส่วนชื่อเล่นคือ พระพาย

คิดแล้วก็อดขำไม่ได้ เพราะเมื่อมีคนรู้ชื่อของเขา ทุกคนก็ต้องถามเหมือน ๆ กันว่า “ตกลงต้องเรียกชื่อพระพาย หรือชื่อสายพิรุณดี”

เขาก็ไม่ได้เคร่งอะไรหรอก ใครอยากเรียกอะไรก็เรียกไป อย่างเพื่อนของเขา ถ้าจะเรียกก็เรียกว่า ไอ้พาย เหี้ยพาย สัดพาย แล้วแต่สถานการณ์ในตอนนั้น ญาติที่น้อง (ที่พอเหลืออยู่) ก็เรียก พายบ้าง ลมบ้าง ตามแต่สะดวก

แต่จะมีอยู่คนหนึ่งแหละที่เรียกเขาว่า พี่พระพาย

สายพิรุณยิ้มกับตัวเอง เมื่อนึกถึงใครคนหนึ่งซึ่งมักจะเรียกเขาว่าพี่พระพายเสมอ ไม่มีสั้นกว่านี้ ยาวกว่านี้ ใครคนนั้นคือคนที่สั่งกระทงใบตองและไม่ยอมไปสั่งที่ไหน ขนาดช่วงนี้ใบตองขาดตลาด ที่สวนของเขามีใบตองไม่พอ ก็ยังไม่ยอมไปซื้อใบตองจากที่อื่น เขาจึงต้องเร่งหาใบตองมาเย็บให้นี่ไงล่ะ

เสน่ห์จันทร์...





เสียงจ้อกแจ้กจอแจบริเวณครัวที่สองของเรือนจันทร์ดาราฉาย (ห้องครัวร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง) ทำให้เอมอร หญิงวัยสี่สิบปีผิวขาวสวมชุดเดรสผ้าไทยขมวดคิ้ว เมื่อจับใจความว่ากระทงใบตองสำหรับใช้รองสำรับขึ้นโต๊ะของร้านไม่พอ เธอสาวเท้าเดินเข้าไปในห้องครัวทันที ตรงดิ่งไปยังสุรี แม่ครัวของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง

“สุรี ฉันได้ยินว่ากระทงไม่พออย่างนั้นเหรอ” หญิงวัยห้าสิบเงยหน้าขึ้น สุรีสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ผมสีดอกเลาถูกมัดรวบและเก็บในหมวกสีขาวอย่างเรียบร้อย ซึ่งหมวกใบนี้ทุกคนในห้องครัวต้องสวมใส่ รวมไปถึงเสื้อ แม้จะไม่บังคับว่าต้องเป็นชุดยูนิฟอร์ม แต่ก็ต้องเป็นเสื้อแขนยาวที่ติดกระดุมเรียบร้อย ไม่รุงรัง

“ขาดชุดถาดเครื่องเคียงสามชุดค่ะ แต่คุณดาราบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องใช้ก็ได้”

“ไม่ใช้?”

“ค่ะ”

“ไม่ได้สิ! ของขึ้นโต๊ะทุกอย่างวันนี้ต้องมีกระทงใบตอง เรื่องนี้สำคัญ ทำไมคุณดาราถึงไม่สนใจ”

“ไม่ใช่ดาราไม่สนใจค่ะคุณน้า” น้ำเสียงหวานใสดังมาจากเบื้องหลังของเอมอร หญิงสาวอยู่ในชุดคล้ายกับสุรีเดินเข้ามาด้วยใบหน้าสบาย ๆ

ดาราทอง จันทร์ดาราฉาย คือทายาทอาหารไทยของเรือนจันทร์ดาราฉาย เธอเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่นั้นเผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียด เครื่องหน้าไม่ว่าจะเป็น คิ้ว ตา จมูก ปาก ถอดแบบคุณอรุณพิศผู้เป็นแม่มาเกือบทั้งหมด แต่บุคลิกหนักแน่นเปิดเผยนั้นกลับคล้ายกับเพชรน้ำหนึ่งผู้เป็นพ่อเสียมาก

เธอยกยิ้มให้ผู้มีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่ห่าง ๆ ก่อนจะเบี่ยงกายเดินไปที่หม้อดินที่กำลังเดือด ด้านในคือมัสมั่นไก่ กลิ่นหอมของมันโชยไปทั่วห้องทันทีที่เธอเปิดฝาหม้อ

“ดาราไปถามคุณจันทร์แล้ว แต่คุณจันทร์บอกว่าให้ใช้เครื่องลายครามในเรือนแทนได้”

“แต่วันนี้แขกสำคัญ...”

“ดารารู้ค่ะว่าซิกเนเจอร์ของร้านเราคืออาหารและขนมไทยที่วางบนกระทงใบตอง แต่ช่วงนี้ใบตองขาดตลาด อีกอย่างนะคะ สำหรับดารา กระทงใบตองไม่ได้ทำให้มัสมั่นของดาราอร่อยขึ้น ก็แค่ทำให้สวยขึ้น ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ”

“แต่...”

“ถ้าคุณน้าเอมกังวลเรื่องความพอใจของลูกค้าวันนี้ สำหรับดาราไม่มีปัญหานะคะถ้าคุณน้าเอมจะไปหาซื้อกระทงใบตองจากที่อื่น แต่ในส่วนของคุณจันทร์ อันนี้ดาราไม่ทราบ” ดาราทองหันมายิ้มให้ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปสนใจกับการทำน้ำเมี่ยงคำ

เอมอรเห็นเช่นนั้นก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เธอได้แต่หมุนตัวออกจากห้องครัวไป เดินออกจากเรือนอาหาร ตรงไปยังด้านหลังบ้าน ซึ่งอยู่เกือบสุดเขตขอบรั้วเรือนจันทร์ดาราฉาย

สถานที่ตั้งครัวที่สาม “ครัวเสน่ห์จันทร์”

“คุณดาราคะ คุณจันทร์เธอจะยอมเหรอคะ” สุรีหันมาถามดาราทอง ซึ่งเธอไม่ได้หันกลับมามอง มีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“ตั้งแต่คุณจันทร์ดูแลครัวเสน่ห์จันทร์ ป้าสุรีเคยเห็นคุณจันทร์ใช้ใบตองจากที่อื่นหรือเปล่าล่ะคะ” เป็นคำตอบที่ไม่จำเป็นต้องคิดนานเลย ทุกคนในเรือนจันทร์ดาราฉายรู้กันทุกคน ว่าขนมอันใดของครัวเสน่ห์จันทร์ หากต้องใช้ใบตองแล้วนั้น เจ้าของครัวไม่เคยใช้ใบตองจากที่อื่น นอกจากใบตองจากสวนพิรุณ

“คุณน้าเอมอาจจะกังวลเรื่องลูกค้าที่มาในวันนี้มากเกินไป คงอยากทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดนั่นแหละค่ะ เพียงแต่ว่า... แค่ขอให้คุณจันทร์ทำขนมเพิ่มจากรายการของร้านตามปรกติแล้ว ดาราคิดว่ามากกว่านี้คุณน้าเอมควรต้องจัดการเอง”

“จริงอย่างที่คุณดาราพูดนะป้า คุณเอมอรน่ะอะไรก็ไม่รู้ เจ้ากี้เจ้าการมากเกินไป คุณดาราเป็นเจ้าของร้านยังไม่เห็นอะไรเลย”

“แก้ว! เดี๋ยวเถอะ” สุรีหันไปเอ็ดลูกมือที่ทำงานกับเธอมาหลายปีแล้ว ใช่ว่าเธอจะไม่เข้าใจความหมายในสิ่งที่เด็กแก้วพูดเสียเมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างไรคุณเอมอรก็มีศักดิ์เป็นญาติคนหนึ่งของคนบนเรือนจันทร์ดาราฉาย การจะพูดถึงอะไรต้องระวังให้มาก

แต่ดาราทองไม่ได้ว่าอะไร แค่ยิ้มกับตัวเองตอนที่เคี่ยวกะปิ

คุณน้าเอมอรทำตัวอย่างไรทำไมเธอจะไม่รู้ ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายเสนอตัวมาเป็นผู้จัดการดูแลร้านแทนป้าพวงคนเก่าคนแก่ อะไรหลาย ๆ อย่างในร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองก็ดูจะวุ่นวายไม่น้อย แต่เธอยังเห็นแก่คำว่าญาติ (ห่าง ๆ) และคำฝากฝังของบิดาอยู่ จึงไม่อยากหักหน้าอะไรเธอนัก

ทว่า... คงไม่ใช่กับเสน่ห์จันทร์ ผู้เป็นน้องชายของเธอหรอก

 

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3



ครัวที่สาม หรือ ครัวเสน่ห์จันทร์

เป็นครัวสำหรับทำของหวานและขนมไทยทุกชนิดในเรือนจันทร์ดาราฉายและร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง ทุกเมนูขนมไทยจะถูกลำเลียงออกจากครัวที่สามตรงไปยังโต๊ะของลูกค้าในร้านโดยไม่นำไปเก็บไว้ในครัวดาราทองแต่อย่างใด

ด้านหน้าครัวมีแคร่ไม้หลายตัวตั้งอยู่ ซึ่งก็คือที่นั่งทำงานของแม่ครัวขนม ดูภายนอก ครัวเสน่ห์จันทร์เหมือนบ้านธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะพบพื้นที่โล่ง เครื่องครัว อุปกรณ์การทำขนมต่าง ๆ แม้แต่ขนมที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกนำมาจัดวางเรียงกันตรงนี้ ส่วนเรื่องของการจัดทำส่วนผสมนั้น จะเกิดขึ้นที่หลังประตูไม้ด้านในเรือน โดยมีเพียงแม่ครัวไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถย่างกรายเข้าไปด้านหลังประตู

แม้แต่ดาราทอง หากเจ้าของครัวไม่อนุญาตก็ไม่สามารถเดินเข้าไปได้ ไม่แปลกเลย ถ้าหากเอมอรจะต้องยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูครัวด้านใน

“ตอนนี้คุณจันทร์กำลังผสมส่วนผสมของขนมลืมกลืนอยู่ค่ะ รบกวนคุณเอมอรนั่งรอด้านนอกน่าจะสะดวกกว่า” พี่ชบาเอ่ยออกมาอย่างสุภาพ ในขณะที่ตัวของเธอนั้นยังคงยืนขวางประตูเอาไว้

เอมอรตวัดสายตาเข้าใส่อีกฝ่าย แต่ก็ไม่มีคำพูดอะไรออกมานอกจากอาการไม่ใคร่พอใจ แล้วจึงยอมที่จะหมุนตัวออกมานั่งรอที่แคร่หน้าครัวเสน่ห์จันทร์

หลังประตูบานที่สอง มีเพียงเสน่ห์จันทร์เท่านั้นที่อยู่ด้านใน พี่ชบาจะถูกเรียกเข้าไปเป็นครั้งคราว บางครั้งก็ออกมาพร้อมแป้งที่นวดไว้แต่ยังไม่เข้ากันดี ก็เอามาให้เด็กในครัวนวด บางทีก็เป็นส่วนผสมบางอย่างที่ต้องใช้คนหลาย ๆ คนจัดการ แต่ส่วนมาก มักจะเป็นการโดนให้นวดแป้งและจัดเตรียมขั้นตอนสุดท้าย ไม่มีใครสักคนที่รู้ว่า ขนมนั้น ๆ มีส่วนผสมพิเศษอะไรที่ต่างจากขนมไทยทั่วไป

เสน่ห์จันทร์เป็นเพียงคนเดียวที่รู้สูตรลับของขนมไทยต้นตำรับชาววังของจันทร์ดาราฉาย แม้แต่อรุณพิศ ผู้เป็นแม่ซึ่งสอนเสน่ห์จันทร์มายังแกล้งทำเป็นหลงลืม

แต่ที่น่าสงสัยใคร่รู้มากกว่าสิ่งใดคือ ขนมบางชนิด คุณหญิงมณีจันทร์เป็นผู้สอนเสน่ห์จันทร์เองโดยตรง ก่อนที่ท่านจะวางมือแล้วพักผ่อนอยู่เพียงชั้นสองของเรือน และขนมอีกหลายชนิดในครัวแห่งนี้ ถูกเสน่ห์จันทร์ปรับปรุงสูตรส่วนผสมบางอย่างจนมีความเป็นเลิศของขนมไทยโบราณ

เอมอร เป็นบุตรสาวพี่ชายของคุณหญิงมณีจันทร์ ถือเป็นญาติห่าง ๆ แต่เพราะพ่อของเธอเป็นเพียงลูกเมียเล็ก ๆ ไม่ใช่ลูกเมียเอกเช่นคุณหญิงมณีจันทร์ แม้เธอจะเป็นหนึ่งในจันทร์ดาราฉาย แต่ก็เสมือนไร้ตัวตน ยิ่งเมื่อแต่งงานออกไปแล้ว สำหรับคนที่เรือนจันทร์ดาราฉาย เธอก็เป็นเพียงแค่ผู้จัดการร้านคนหนึ่งเท่านั้น

ประตูครัวเสน่ห์จันทร์เปิดออก เป็นเด็กสาวรูปร่างใหญ่คนหนึ่งที่ยกหม้อทองเหลืองหลายใบออกมา เป็นของที่ล้างเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องนำมาตากแดดให้แห้งก่อนที่จะเก็บ

เอมอรมองเลยเข้าไปด้านใน เห็นว่าประตูครัวชั้นในเปิดออกเช่นกัน พร้อมกับพี่ชบาที่ยกถาดขนาดใหญ่ซึ่งเดาว่าคงมีขนมอยู่ในนั้นออกมาให้เด็กในครัวช่วยกันจัด เมื่อพ้นร่างของพี่ชบา ก็มีร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินตามพร้อมกับปิดประตูครัวชั้นใน

เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย

เจ้าของครัวเสน่ห์จันทร์ ผู้สืบทอดตำราขนมไทยต้นตำรับชาววังของสกุลจันทร์ดาราฉาย

ด้วยร่างกายที่สูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตร ทำให้เสน่ห์จันทร์เป็นชายหนุ่มที่โดดเด่น ทั้งยังใบหน้าที่งดงามด้วยเครื่องหน้าที่ได้จากอรุณพิศและเพชรน้ำหนึ่งอย่างละครึ่ง แต่กลับเป็นส่วนผสมระหว่างความหล่อเหลาและความงามที่ลงตัว คำพูดและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความนุ่มนวล บุคลิกท่าทางการวางตัวที่เหมาะสมนั่นอีก

เสน่ห์จันทร์ เป็นชายหนุ่มที่ให้ความรู้สึกยากจะจับต้อง งดงามจนไม่อาจเอื้อม ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเอมอร พร้อมใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้มอ่อนโยน ช่างเป็นความละมุนละไมตัดกับบรรยากาศร้อนอบอ้าวของวันนี้

“พี่ชบาบอกว่าคุณน้าเอมอรต้องการพบคุณจันทร์”

“อะ... เอ่อ ใช่ค่ะ” เอมอรปรับอารมณ์และสีหน้า เธอไม่ค่อยได้เจอกับเสน่ห์จันทร์ อาจจะเพราะอีกฝ่ายยังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต้องออกไปเรียนทุกวัน หรือบางวันอีกฝ่ายก็จะขลุกอยู่แต่ในครัวจนไม่ออกไปสนใจร้าน ไม่แปลกที่เธอจะไม่คุ้นชิน

เสน่ห์จันทร์ยังไม่เอ่ยถามอะไร ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นตะกร้าหวาย ซึ่งเต็มไปด้วยดอกมะลิสีขาว

“สักครู่นะครับ คุณน้าเอมอร” เสน่ห์จันทร์เอ่ยขึ้น พร้อมกับหันหลังกลับไปในครัว ชั่วครู่ก็ออกมาพร้อมกับโถกระเบื้องใบใหญ่ โดยมีเด็กสาวคนหนึ่งยกถังน้ำขนาดห้าลิตรและขันเงินที่มีน้ำแข็งหลอดขนาดเล็กตามออกมาด้วย

เสน่ห์จันทร์เทน้ำลงใส่ครึ่งโถ โรยดอกมะลิลงไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นนั่งรอจนน้ำนิ่ง แล้วจึงเทน้ำแข็งลงไป ตามด้วยน้ำจนพอดีขอบโถ

“คุณน้าเอมอรต้องการอะไรเหรอครับ”

“คือ... น้าได้ยินว่ากระทงใบตองไม่พอสำหรับร้านวันนี้ แล้วทางร้านจะใช้จานชามกระเบื้องแทน น้าคิดว่า... อาจจะทำให้ร้านของเราไม่มีมาตรฐาน เลยคิดว่าจะไปหาซื้อใบตองจากตลาดมาเพิ่มเติมน่ะค่ะ”

“คุณจันทร์จะใช้ใบตองจากสวนของพี่พระพายครับ” เสน่ห์จันทร์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางเบาแต่งแต้มอยู่บนใบหน้างดงามนั้น “ถ้าใบตองที่สวนของพี่พระพายไม่พอ ก็ให้ร้านใช้ถ้วยชามกระเบื้องที่บ้านเก็บไว้แทน ช่วงนี้หน้าแล้ง คุณจันทร์เข้าใจว่าใบตองอาจจะไม่เพียงพอ”

“แต่ว่า... ร้านเราใช้กระทงใบตองมาตลอดนะคะคุณจันทร์ วันนี้แขกที่มาก็สำคัญมาก” เอมอรจำเป็นต้องเอ่ยแย้งหลานชายสักหน่อย เพราะเรื่องใบตองขาดตลาดอาจจะไม่มีผลต่อพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นมากนัก แต่สำหรับร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง ที่เสิร์ฟเมนูของหวานและเมนูของคาวบางชนิดด้วยกระทงใบตองมาตลอดนั้น การไม่มีกระทงใบตองหรือมีไม่เพียงพอเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งวันนี้มีแขกสำคัญมาด้วยแล้ว เธอยิ่งไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดใดใด

“ยังไงคุณจันทร์ก็ยืนยันคำเดิมครับ” เสน่ห์จันทร์ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนเดิม มือสวยของเขาปิดผาโถกระเบื้องซึ่งบรรจุน้ำลอยดอกมะลิเอาไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับเอมอร

“คุณจันทร์ไม่มั่นใจคุณภาพของใบตองสวนอื่น ๆ อีกอย่างกระทงใบตองสำหรับวันนี้ คุณจันทร์คิดว่าก็น่าจะพอ...” เสน่ห์จันทร์พูดไม่ทันจบ ก็เหลือบไปเห็นพี่มาลัยเดินเร็ว ๆ ตรงเข้ามา แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นแทบจะทันที นั่นก็คือร่างของสายพิรุณที่เดินตามมาอย่างเร่งร้อนเช่นเดียวกัน ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายมีถุงขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นก็คือกระทงใบตอง!

“คุณจันทร์คะ คุณพระพายเอากระทงใบตองมาส่งค่ะ”

“คุณจันทร์เห็นแล้วครับ” เขาเอ่ยพร้อมกับเดินไปหาพระพายและยื่นมือออกไปหวังจะช่วยอีกฝ่าย แต่พระพายกลับหยุดเดินและมองเขาด้วยแววตาไม่แน่ใจ

“พี่พระพายเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ร้อนใช่ไหม คุณจันทร์มีน้ำเย็นลอยดอกมะลิ...”

“กระทงใบตองครับ แต่เป็นกระทงของสวนญาติของผมเอง เมื่อตอนเช้ามืด ผมกับลุงรีบช่วยกันตัดแล้วเย็บกระทง เพราะคิดว่าร้านคุณจันทร์คงมีของไม่พอ” พิรุณเอ่ยออกมา น้ำเสียงของเขามีความไม่แน่ใจ เกรงใจ และเหนื่อยหอบ

เขารู้ดีแก่ใจที่สุด เรื่องที่เสน่ห์จันทร์ไม่ยอมใช้ใบตองจากสวนอื่นใดนอกจากสวนของเขาเอง แต่ครั้งนี้มันจำเป็นอย่างมาก

“ต้นกล้วยในสวนของคุณลุงเป็นต้นกล้วยที่ใช้หน่อจากสวนของผมเองครับ ผมคัดเองกับมือ ใบตองทุก...”

“ขอบคุณนะครับ พี่พระพายมานั่งพักก่อนนะครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยแทรกขึ้นมา เพราะทนเห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มใบหน้าของสายพิรุณไม่ไหว ตอนนี้เก้าโมงกว่าแล้ว อากาศเมืองไทยร้อนแค่ไหนก็รู้กันดี แล้วดูสิ คำว่าเช้ามืดของสายพิรุณ คงไม่ได้หมายความว่าตั้งแต่เมื่อคืนหรอกนะ การเย็บกระทงใบตองหลายร้อยใบสำหรับร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

“พี่มาลัยครับ ให้เด็ก ๆ มาช่วยถือกระทงไปเก็บก่อนนะครับ”

“คุณจันทร์ลองดูกระทงก่อนดีไหมครับ” พิรุณเอ่ย เพราะครั้งนี้มีคนอื่นมาช่วยเขาทำกระทง เขาจึงกลัวว่ามาตรฐานอาจจะไม่ถูกใจเสน่ห์จันทร์

“จริงด้วย คุณจันทร์ลอง...” เอมอรไม่ทันเอ่ยคำต่อมา เสน่ห์จันทร์ก็ยิ้ม แล้วพูดว่า

“ของที่พี่พระพายให้คุณจันทร์ ไม่เคยมีของไม่ดี คุณจันทร์ไม่ต้องดูหรอก พี่พระพายมานั่งพักก่อนเถอะครับ”

สายพิรุณไม่มีเหตุผลอะไรจะขัดใจเสน่ห์จันทร์ เขายกมือไหว้เอมอร ก่อนจะนั่งลงที่แคร่ตัวเดียวกับที่เจ้าของครัวนั่งก่อนหน้า

น้ำลอยดอกมะลิถูกเทออกจากโถกระเบื้องใส่ขันเงินขนาดเล็ก ยังมีน้ำแข็งลอยอยู่ แสดงว่าเสน่ห์จันทร์คงเพิ่งทำได้ไม่นาน แต่กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิลอยมาแตะจมูก สายพิรุณห้ามใจกับเจ้าน้ำขันนี้ไม่ได้อีกต่อไป เขายกขึ้นดื่มจนหมดในทีเดียว

กลิ่นหอมของมันอบอวลอยู่ในปาก ความเย็นที่พอเหมาะทำให้เขารู้สึกสดชื่น ลืมความร้อนอบอ้าวก่อนหน้านี้ไปทันที

“อีกนิดไหมครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยถาม พร้อมกับยื่นมือไปรับขันเงินมา แล้วเทน้ำในโถลงไป ก่อนจะส่งคืน

“ขอบคุณครับ” สายพิรุณจิบน้ำอีกอึกใหญ่ แต่คราวนี้ไม่หมด ทว่าเขาก็ไม่คิดจะเหลือไว้หรอก แค่ขอพักหายใจสักครู่ เหลือบเห็นคนในครัวจัดแบ่งกระทงใบตองแล้วยกออกไปทางครัวดาราทองก็ลอบถอนใจโล่งอก

“ผมคงเอากระทงมาทันใช่ไหมครับ”

“ทันครับ จริง ๆ แล้วคราวหน้าถ้าใบตองไม่พอสำหรับทำกระทง ก็ไม่เป็นไรนะครับพี่พระพาย คุณจันทร์เข้าใจ”

สายพิรุณส่ายหน้า เรื่องร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองใช้กระทงใบตองเป็นภาชนะส่วนใหญ่ เป็นเรื่องที่เลื่องลือกันไปทั่ว ดังนั้นเขาผู้ซึ่งผูกขาดการจัดส่งกระทงและใบตองให้กับร้านแต่เพียงผู้เดียว จะต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่งต่อคำเล่าลือนี้

และที่สำคัญ เสน่ห์จันทร์ ไม่ยอมใช้กระทงใบตองจากที่อื่นเลยจริง ๆ

สัญญาวัยเด็กในครั้งนั้น อีกฝ่ายรักษาอย่างดี แล้วเขาจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้อย่างไร

“เป็นเรื่องที่ผมต้องรับผิดชอบครับ อีกอย่างตอนนี้ได้ใบตองจากสวนของคุณลุงมาเสริมแล้ว อีกไม่นานกล้วยรุ่นต่อไปก็พร้อม รับรองว่าจะไม่มีปัญหานี้อีกครับ” รอยยิ้มอบอุ่นเกิดขึ้นเมื่อสายพิรุณเอ่ยจบ แววตาของเสน่ห์จันทร์ที่ทอดมองเขานั้นช่างอ่อนหวานไม่ต่างจากรอยยิ้มนั้นเลย ทำเอาเขาวางมือวางไม้ไม่ถูก ต้องทำทีเป็นยกขันเงินขึ้นจิบอีกครั้ง

เอมอรแอบมองค้อนใส่สายพิรุณ แม้เด็กหนุ่มเจ้าของสวนกล้วยจะมองไม่เห็นก็ตาม แต่กระทงใบตองพร้อม เธอก็ไม่มีอะไรจะต้องกังวลแล้ว

ทว่าเมื่อเห็นเด็กในครัวกำลังจัดเตรียมตกแต่งขนมชัด ๆ แล้ว เธอก็ต้องเบิกตาโตขึ้น

“คุณจันทร์คะ! นั่น... ไม่ใช่ขนมมงคลทั้งเก้าหรอกเหรอคะ”

เสน่ห์จันทร์หันกลับมามองเอมอรที่ตอนนี้กำลังมองเข้าไปในครัวและหันกลับมาจ้องหน้าเขา ส่วนสายพิรุณนั้นทำจมูกฟุดฟิดแล้วสะกิดเสน่ห์จันทร์

“คุณจันทร์ทำขนมพระพายเหรอครับ”

“ใช่ครับ” เสน่ห์จันทร์หันกลับมาตอบสายพิรุณ ซึ่งกำลังทำท่าทางอยากจะเห็นขนมที่เขาทำเต็มแก่ ทั้งที่เจ้าตัวก็เคยเห็นขนมเหล่านั้นจนบ่อยครั้ง ทว่ากลับตื่นเต้นทุกครั้งราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน

“คุณจันทร์ แต่วันนี้ที่น้าบอกเอาไว้คือต้องทำขนมมงคลทั้งเก้านะคะ แขกที่มาวันนี้คือคุณหญิงสมสมร...” เอมอรลดเสียงแทบจะทันทีที่ได้สบตากับเสน่ห์จันทร์ แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดอะไร จะว่าไปตอนนี้เจ้าของครัวเสน่ห์จันทร์ก็แค่ยิ้มนิด ๆ ที่มุมปากเท่านั้น ทว่าความรู้สึกอึดอัดบางอย่างพุ่งเข้ามาจุกที่อกของเธอจนหาเสียงแทบไม่เจอ

“คุณจันทร์ทราบเรื่องนั้นแล้วครับ แต่กระเช้าสีดาและสำปันนีเหมาะกับการเป็นขนมที่กินขณะจิบชามากกว่าครับ” เอมอรอ้าปากจะค้าน แต่เสน่ห์จันทร์ก็พูดต่อว่า “หลังรับประทานอาหาร คุณจันทร์จัดขนมลืมกลืนกับดาวล้อมเดือนไว้ด้วย แล้วแต่ทางแขกของคุณน้าเอมอรจะเลือกชิมครับ”

“แต่...”

“อีกอย่าง” เสน่ห์จันทร์ยิ้มพราย “มงคลทั้งเก้ามักจัดในงานมงคลต่าง ๆ มากกว่า ปรกติร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองไม่เคยรับจัดมงคลทั้งเก้าขึ้นโต๊ะ คุณจันทร์ไม่คิดจะทำลายมาตรฐานของร้านที่มีอยู่ด้วยครับ”

เอมอรไม่รู้จะหาคำพูดไหนมาแย้ง ที่เสน่ห์จันทร์พูดออกมานั้นถูกต้องทุกอย่าง เธอรู้สึกหน้าชา ทั้งที่หลานชายของเธอไม่ได้ตำหนิอะไรเธอสักนิด ครั้นจะตีความหมายจากคำพูดรื่นหูเมื่อสักครู่ว่าเป็นคำประชดประชัน เพียงแค่มองใบหน้างดงามแสนซื่อของอีกฝ่ายแล้ว ความรู้สึกผิดก็ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอกไปหมด

“ถ้า... ถ้าคุณจันทร์เห็นว่าดีแล้ว น้าก็ไม่มีอะไรติดใจค่ะ” เอมอรหาทางออกให้ตนเองอย่างยากเย็น “งั้นน้ากลับไปที่ร้านก่อนนะคะ”

“ครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบรับพร้อมรอยยิ้ม ไม่เอ่ยอะไรอีกจนเอมอรหมุนตัวเดินจากไปไกลแล้ว เขาถึงหันกลับมามองสายพิรุณ

“ครับ?”

“คุณจันทร์จัดขนมไว้ให้พี่พระพายด้วยนะครับ”

“เอ๋?”

“พี่ชบาครับ รบกวนช่วยยกขนมที่คุณจันทร์จัดเอาไว้มาให้หน่อยครับ”

“ค่ะ” เสียงของพี่ชบาขานรับกลับมาทันที ไม่ถึงอึดใจร่างอวบ ๆ ของพี่ชบาก็เดินมาพร้อมกับถาดซึ่งมีขนมจัดใส่จานไว้มาด้วย

จานกระเบื้องลายครามทรงรี มีขนมพระพายวางเรียงบนใบเตย สีสันและกลิ่นหอมของมันกำลังเชื้อเชิญให้สายพิรุณตักใส่ปากลิ้มลองรสชาติ

“เมื่อกี้เด็กในครัวบอกว่าวันนี้คุณดาราทำห้าวังในเลี้ยงแขกของคุณเอมอรค่ะ” พี่ชบาเอ่ยตอนที่วางถาดขนมไว้บนแคร่ สายพิรุณเป็นคนยกเอาจานขนมนั้นออกเพื่อให้พี่ชบาเก็บถาดไปได้

“อะไรคือห้าวังในครับ” สายพิรุณเอ่ยถาม แต่คนที่ตอบเป็นเสน่ห์จันทร์

“อาหารไทยชาววังห้าอย่างครับ เป็นสูตรลับของครัวดาราทอง มีหนึ่งอาหารเรียกน้ำย่อยก็คือหรุ่ม สี่อาหารจานหลัก คือน้ำพริกลงเรือ มัสมั่นไก่ แสร้งว่า ปลาตะเพียนต้มเค็มครับ”

“หูยยยย แต่ละอย่างฟังดูน่ากิน” สายพิรุณเอ่ย มือจับที่ช้อนเงินเตรียมพร้อม “พระพายน่ากินมาก”

“ใช่ครับพระพายน่ากินมาก...” เสน่ห์จันทร์เอ่ย เหลือบมองใบหน้าของสายพิรุณเล็กน้อย “คุณจันทร์จำได้ว่าพี่พระพายบอกว่าอยากกิน ลองชิมดูสิครับ” สายพิรุณพยักหน้า เขาตักขนมพระพายสีชมพูขึ้นชิมก่อนลูกแรก

“อร่อย” เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวานรับคำชมนั้น

“ยังมีอีกเยอะนะครับ เดี๋ยวคุณจันทร์จัดให้อีก พี่พระพายจะเก็บไว้กินตอนบ่ายอีกก็ได้” สายพิรุณไม่ปฏิเสธ ก็เรื่องอะไรที่เขาต้องไม่รับน้ำใจของเสน่ห์จันทร์เล่า

ที่สำคัญ... ของฟรีที่รสเลิศขนาดนี้ หาที่ไหนได้ล่ะ

“ทำไมวันนี้คุณจันทร์ทำขนมหลายอย่างจัง” สายพิรุณไม่ได้ตั้งใจถาม อันที่จริงเขาแค่พูดสิ่งที่สงสัยออกมาเท่านั้น ส่วนคนที่ตอบก็คือพี่ชบา

“ที่จริงวันนี้รายการของหวานของร้านคือ บุหลันดั้นเมฆ ดาวล้อมเดือน ลูกชุบ ค่ะ แต่คุณเอมอรขอเพิ่มรายการขนมหวานเพราะแขกคนสำคัญที่จะมา คุณจันทร์เลยต้องทำกระเช้าสีดากับสำปันนีเป็นของว่างจิบชา แล้วก็จัดขนมลืมกลืนเป็นขนมหวานล้างปากหลังของคาวค่ะ”

“โห... คุณจันทร์ตื่นกี่โมงครับ” เสน่ห์จันทร์ไม่ตอบ เขาแค่ยิ้ม และเอาขันเงินมาถือไว้ ก่อนจะเทน้ำลอยดอกมะลิเพิ่มลงไป

“คุณจันทร์ตื่นตั้งแต่เที่ยงคืนแล้วค่ะ จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้นอน” สายพิรุณเหลือบมองใบหน้างดงาม เขาจ้องไปที่ใต้ตา ก่อนจะวางช้อนในมือลง อยู่ ๆ ก็รู้สึกอิ่มขึ้นมาเฉย ๆ เมื่อรู้ว่าขนมแสนอร่อยที่ตนเองกำลังกินอยู่นี้ เกิดจากการที่ใครอีกคนต้องอดหลับอดนอน

“พี่ชบาครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พี่ชบาก็แค่ทำสายตาค้อนเข้าใส่ผู้เป็นนาย แล้วก็เดินกลับเข้าไปในครัว เหลือแค่เสน่ห์จันทร์ที่นั่งอยู่กับสายพิรุณ

โดยปรกติแล้ว เวลาที่ร้านเปิดคือสิบโมง ขนมและอาหารของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองจะมีเมนูที่ตายตัวในแต่ละวัน จะมีการแจ้งเมนูที่จัดทำอาหารเอาไว้หน้าร้าน ถ้าหากลูกค้าที่มาคิดจะสั่งอาหารที่ตนอยากกินอาจจะต้องผิดหวัง

อย่างเช่นวันนี้ หากไม่นับรวมแขกพิเศษของเอมอรแล้ว อาหารเรียกน้ำย่อยคือเมี่ยงคำและถุงทอง ส่วนอาหารจานหลัก ทางร้านจัดทำอยู่ห้าอย่าง นั่นคือ ผัดไทยกรุงเก่า ต้มข่าไก่หัวปลี แกงรัญจวน ยำทวาย พระรามลงสรง

ขนมไทยในช่วงร้านเปิด ซึ่งส่วนมากลูกค้าที่เข้ามา มักนั่งจิบชาและสั่งของว่างมานั่งกินเล่น แต่บางคนก็นั่งจนถึงเวลามื้อเที่ยง ดังนั้นวันนี้เมื่อเห็นรายการอาหารที่ดาราทองวางไว้ เสน่ห์จันทร์จึงเลือกบุหลันดั้นเมฆไว้เป็นขนมกินคู่กับการจิบชา และเลือกดาวล้อมเดือนเป็นของหวานหลังอาหารมื้อหลัก

ช่วงบ่าย ขนมไทยที่เลือกไว้คือลูกชุบ ซึ่งเสน่ห์จันทร์ทำไส้ไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ให้แม่ครัวปั้นเป็นรูปผลไม้ต่าง ๆ แล้วนำลงชุบ ทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่เอมอรกลับเพิ่มเมนูพิเศษ ซึ่งเป็นรายการอาหารคาวที่มีวิธีการทำที่ยุ่งยากและใช้เวลา เมื่อดาราทองไม่มีปัญหาอะไร เสน่ห์จันทร์ก็ไม่ได้ขัดข้อง แต่การที่จะให้ชายหนุ่มทำมงคลทั้งเก้าขึ้นเป็นสำรับของหวานนั้นคงเป็นไปไม่ได้

“พี่พระพายกินอีกนะครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย เห็นสีหน้าของสายพิรุณแล้วก็ยิ้ม “เดี๋ยวคุณจันทร์จะไปนอนพัก ไม่ต้องคิดมากนะครับ”

“คุณจันทร์... ไม่เห็นต้องเหนื่อยทำขนมพระพายเลย”

“คุณจันทร์ไม่เหนื่อยครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย หลุบสายตามองขนมที่ตนเองทำแล้วพูด “คุณจันทร์อยากให้พี่พระพายกิน”

“...”

“อีกอย่าง นานแล้วนะครับ ที่คุณจันทร์ไม่ได้ทำขนมพระพายให้พี่พระพายกิน” สายพิรุณมองเจ้าขนมก้อนเล็ก ๆ เบื้องหน้า

ดูสิ แต่ละลูกก็ขนาดเล็กจิ๋วเดียว แต่เขารู้ว่ากว่าจะได้มาเป็นขนมชิ้นเท่านี้ให้กิน เสน่ห์จันทร์ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการทำ และเขาก็ยังรู้อีกว่า หากเมื่อไหร่ที่ทำขนมพระพาย เสน่ห์จันทร์จะทำเองคนเดียวทั้งหมด โดยไม่ยอมให้ใครช่วยแม้แต่นวดแป้ง

สายพิรุณรู้ดี ดังนั้นจึงไม่ค่อยเอ่ยถึงขนมชนิดนี้สักเท่าไร แต่เมื่อหลายวันก่อนเขาเผลอพูดออกมา ไม่คิดว่าเสน่ห์จันทร์จะทำให้เขาในวันนี้

“คุณจันทร์...”

“เห็นพี่พระพายกินขนมที่คุณจันทร์ทำ คุณจันทร์ก็หายเหนื่อยแล้ว ดังนั้น ถ้าคุณจันทร์ขึ้นไปนอน พี่พระพายก็ต้องกลับไปนอนด้วยนะครับ คงนั่งทำกระทงใบตองให้คุณจันทร์ทั้งคืนใช่ไหม”

ไม่ผิดเลย เพราะสายพิรุณไม่อยากทำให้ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองไม่มีกระทงใบตองใช้ในวันนี้ เขาจึงพยายามเสาะหาใบตองจนได้ แล้วอดหลับอดนอนเย็บกระทงทั้งคืน

ถ้าไม่เพราะความอร่อยของขนมที่กินอยู่ สายพิรุณคงหลับทั้งที่นั่งอยู่ไปแล้ว

“อย่าหักโหมนะครับ คุณจันทร์เป็นห่วง”

จะให้สายพิรุณทำอย่างไรได้ นอกจากพยักหน้ารับ ตักขนมใส่ปากแล้วก็เคี้ยว

ขนมพระพาย แป้งเหนียว นุ่ม ฉ่ำหวาน กลิ่นหอมน้ำดอกมะลิอบอวลผสมกับกลิ่นเทียนอบในไส้ถั่วทองกวน หวานหอม

“คุณจันทร์ก็เหมือนกันนะครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มรับ ก่อนจะนั่งมองสายพิรุณกินขนมไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางอากาศร้อนชื้น สายลมที่พัดผ่านมาเป็นครั้งคราว

ให้เสน่ห์จันทร์นั่งมองสายพิรุณอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เบื่อ

ว่าแต่ว่า...

สายพิรุณเคี้ยวขนมพระพายชิ้นที่สี่ และเขาก็นึกขึ้นได้ว่า วันที่บ่นว่าอยากกินขนมพระพายนั้น เขาพูดว่า...

“ไม่ได้กินขนมพระพายมาสักพักแล้วนะ อยากกิน ขนมเสน่ห์จันทร์ด้วย”

ใช่หรือเปล่านะ...

“คุณจันทร์”

“ครับ?”

“วันนี้ทำขนมพระพาย ไม่ใช่ว่า... พรุ่งนี้ทำขนมเสน่ห์จันทร์หรอกนะ” สายพิรุณจ้องมองเสน่ห์จันทร์ แต่อีกฝ่ายกลับทำเป็นเทน้ำลอยดอกมะลิใส่ขันเงินให้เขา แต่รอยยิ้มบางเบาที่ปรากฏให้เห็นนั้นทำเอาเจ้าของสวนกล้วยอยากตีหน้าผากตัวเองแรง ๆ

ทำไมซื้อหวยไม่ถูกอย่างนี้บ้างเล่า!

และก็เป็นเช่นนั้นจริง

ความหวานเลี่ยนของมงคลทั้งเก้าจะทำให้การรับรู้รสของเขาเพี้ยนไปพักหนึ่ง ในเมื่อพรุ่งนี้เขาตั้งใจจะทำขนมเสน่ห์จันทร์ ซึ่งต้องระวังเรื่องรสหวานไม่ให้มากเกินไป เนื่องจากคนตรงหน้า แม้จะชอบขนมไทยรสหวาน แต่ไม่หวานจัด ดังนั้นต่อให้วันนี้แขกจะสำคัญแค่ไหนก็ไม่สำคัญสำหรับเสน่ห์จันทร์ทั้งนั้น

ทุกอย่างไม่เห็นจะเข้าใจยากตรงไหน



++++++++++++++++++++



จ้ะพ่อ...

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1032
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ทั้งชื่อบุคคล  ขนม   เป็นชื่อที่ไพเราะทั้งนั้นเลย  พระเอกก็ช่างนุ่มนวลสุภาพนายเอกออกแนวซื่อๆน่ารักดี

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1240
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
อยากกินด้วยจังค่ะ

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3


เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๓ ขนมหน้านวล (ทองโปร่ง)



สายพิรุณกลับสวนไปแล้ว หลังจากที่ชิมขนมพระพายไปหลายคำ แถมยังมีจัดกลับบ้านอีกหนึ่งกระเช้า ซึ่งเป็นกระเช้าที่สานจากใบมะพร้าว ฝีมือของสายพิรุณเอง

เสน่ห์จันทร์กลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง เขาตรงไปยังครัวชั้นในเพื่อจัดการปิดล็อกตู้เก็บวัตถุดิบต่าง ๆ ก่อนจะกลับออกมายืนมองแม่ครัวที่นำโดยพี่ชบา กำลังนั่งปั้นลูกชุบเป็นรูปผลไม้ต่าง ๆ

“พี่ชบาครับ”

“คะ”

“คุณจันทร์จะขึ้นไปพักผ่อนสักครู่ ตรงนี้ให้พี่ชบาดูแลไปก่อนนะครับ”

“ได้ค่ะ คุณจันทร์ไม่ต้องห่วง” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม กวาดสายตามองลูกชุบรูปร่างต่าง ๆ แล้วพยักหน้า

“ปั้นผลไม้เก้าชนิดก็พอ แล้วชุบวุ้น 4 ครั้งนะครับ คุณจันทร์จะลงมาที่ครัวตอนบ่ายโมงครึ่งครับ”

“ค่ะ” พี่ชบารับคำ มองร่างสูงของเสน่ห์จันทร์เดินออกจากครัวไป

“พี่ชบา”

“อะไร” พี่ชบาหันไปมองคนเอ่ยถาม เป็นเด็กสาวที่ชื่ออุ่น ถูกคัดจากร้านดาราทองมาทำงานในครัวเสน่ห์จันทร์ได้เกือบสองเดือนแล้ว จะว่าไปอุ่นคงเป็นเด็กสาวที่อายุการทำงานน้อยที่สุด ส่วนมากทุกคนทำงานที่ครัวนี้ไม่ต่ำกว่าสองปีแล้ว

“ตอนหนูตื่นมาเข้าห้องน้ำเมื่อคืนน่าจะสักตีสองได้ เห็นหน้าต่างครัวชั้นในเปิด มีแสงไฟด้วย ใครมาเตรียมของให้คุณจันทร์เหรอจ๊ะ” เด็กสาวเอ่ยถาม ในขณะที่มือกำลังเช็ดใบตองที่ถูกเย็บเป็นถาดขนาดใหญ่ เป็นของที่สายพิรุณเอามาส่งเมื่อสักครู่นี้ เธอยังใหม่สำหรับครัวนี้มาก ดังนั้นการปั้นลูกชุบเธอจึงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ

“ปรกตินอกจากคุณจันทร์ พี่ชบา พี่มาลัยแล้ว หนูก็ไม่เห็นใครเข้าไปในครัวชั้นในได้”

“จะมีใครล่ะ ก็คุณจันทร์นั่นแหละ” เป็นพี่มาลัยที่ตอบแทน ส่วนพี่ชบานั้น วางเจ้ามะม่วงที่ถูกปั้นด้วยถั่วกวนลงในถาดเงิน แล้วหยิบไส้ลูกชุบขึ้นมาปั้นเพิ่มอีก ใบหน้าของเธอยิ้มเล็กน้อย เหลือบตามองอุ่นที่ทำสีหน้าไม่เชื่อ

“ไม่เชื่อเหรอ”

“ตีสองนะพี่มาลัย พี่ชบา คุณจันทร์มาเตรียมของเองเหรอ” พี่ชบาพยักหน้าสำทับ

“จริง ๆ คุณจันทร์เธอลงมาที่ครัวตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว เพราะไม่งั้นพวกเธอไม่ได้มานั่งปั้นไส้ลูกชุบสบายอย่างนี้หรอก”

“แต่วันนี้รายการขนมยากจริง ๆ นะจ๊ะ แขกของคุณเอมอรนี่สำคัญมากขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะ หนูได้ยินคุณเอมอรบ่นให้คุณจันทร์ด้วยว่าไม่ทำมงคลทั้งเก้ารับแขกของเธอ” แก้วเอ่ยออกมาเหมือนจะฟ้อง ซึ่งไม่ได้มีแค่เธอที่ได้ยิน พูดว่าคนทั้งครัวได้ยินที่เอมอรพูดออกมาทั้งหมดนั่นแหละ

“ถ้าทำมงคลทั้งเก้าจริง ๆ คุณจันทร์คงไม่ต้องได้หลับได้นอนแล้ว” มะลิ ลูกสาวของพี่มาลัยเอ่ยแทรกออกมา ในมือของเธอมีขันโตกขนาดกลาง ซึ่งมีกระเช้าสีดาและสำปันนีจัดวางบนกระทงใบตอง ตกแต่งด้วยดอกลีลาวดีและดอกพวงชมพูอย่างสวยงาม

“มีอย่างที่ไหน มาใช้งานเจ้าของเรือนแบบนี้ อยากเห็นหน้านัก”

“นังมะลิ” พี่มาลัยเอ็ดลูกสาวที่กำลังทำสีหน้าไม่พอใจอยู่ “ระวังปาก คุณเอมอรมาได้ยินจะโดนไล่ออกทั้งแกทั้งฉัน”

“ก็น่าโมโหนี่แม่ ปรกติคุณจันทร์เธอก็เข้าครัวตอนตีสามตีสี่ทั้งนั้น พอมีแขกของคุณเอมอรเท่านั้นแหละ ไม่รู้ผู้ดีขนาดไหน ถึงต้องใช้มงคลทั้งเก้าขึ้นโต๊ะน้ำชา”

“แม่คนนี้นี่” มาลัยจะเอ็ดลูกมากกว่านี้ก็ยังแอบเข้าข้างคำพูดของมะลิอยู่ไม่น้อย อย่างไรเสีย นายของพวกเธอก็คือเสน่ห์จันทร์ ผู้ซึ่งแสนดีไปทุกอย่าง และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอมอรชอบวุ่นวายกับเมนูของว่างหรือขนมต่าง ๆ โดยใช้ข้ออ้าง “แขกสำคัญ”

สำคัญกับใครก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่คนสำคัญของคุณจันทร์ของพวกเธอ

“เอาเถอะน่า” พี่ชบาเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้ามปราม ก่อนจะยิ้ม “ยังไงวันนี้คุณจันทร์เธอก็ทำขนมพระพาย ต้องเข้าครัวเร็วกว่าปรกติอยู่แล้ว” แม้จะได้ยินอย่างนั้นก็เถอะ มะลิและเด็กสาวคนอื่น ๆ ก็ยังไม่ใคร่พอใจนัก

“ดูสิ กระเช้าสีดาเอย สำปันนีเอย ทำง่ายที่ไหน ขนมสองอย่างนี้หากินไม่ได้ตามท้องตลาด สำหรับหนูนะ นี่ดีกว่ามงคลทั้งเก้าอะไรนั่นอีก”

“มะลิ” พี่ชบาเอ่ย เธอไม่ได้มองหน้าเด็กสาวหรือใคร สายตาของเธอมองแค่ไส้ลูกชุบในมือ “ผู้ดีน่ะ เขารู้ดีที่สุดว่าไม่มีบ้านไหนเอาเก้ามงคลมากินคู่กับชายามว่างหรอก”

ทุกคนในครัวเงียบกริบทันที ไม่มีใครค้านพี่ชบา เพราะต่างก็รู้ดีว่าพี่ชบาคือคนเก่าคนแก่ที่ดูแลเสน่ห์จันทร์มาแต่เด็ก เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เข้าใจความเป็นเสน่ห์จันทร์

“คุณจันทร์ยอมเหนื่อยมากขึ้นเพื่อไม่ให้ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองเสียชื่อ ถ้าวันนี้แขกคนสำคัญของคุณเอมอรยังเรียกหามงคลทั้งเก้าขึ้นโต๊ะของว่าง ก็ไม่ต้องชักสีหน้าหรือแสดงกิริยาไม่งาม ให้รู้เข้าใจตามที่ฉันบอกไปก่อนหน้า”

ผู้ดี... คำนี้จะถือเป็นคำชมหรือคำครหา ก็อยู่ที่กิริยาทั้งนั้น

“เตรียมยกขนมขึ้นไปที่ร้านเถอะ แล้วทำตัวให้งาม อย่าให้เสียชื่อมาถึงครัวเสน่ห์จันทร์ อย่าให้ใครเขาพูดว่าคุณจันทร์อบรมเด็กในเรือนไม่ดี”

“ค่ะ” มะลิก้มหน้ารับคำพี่ชบา ยอมรับในทีเลยว่าเธอเกรงพี่ชบามากกว่าผู้เป็นแม่อย่างพี่มาลัยด้วยซ้ำ

มะลิใช้ฝาชีมุงขาวลายลูกไม้ครอบบนขันโตกขนมอีกที ก่อนจะเอาขึ้นวางไว้บนตั่งไม้ ซึ่งเป็นที่ที่จัดไว้เพื่อวางขนมก่อนยกขึ้นไปที่ร้านอาหาร จากนั้นเธอก็ขอตัวไปล้างหน้าล้างตา เพราะหน้าที่ดูแลขนมว่างช่วงสายเป็นของเธอ

คล้อยหลังมะลิไปแล้ว เด็กสาวคนอื่น ๆ ก็เร่งทำงานของตนเอง จะมีก็พี่มาลัยที่แอบกระซิบกับพี่ชบาเบา ๆ ว่า

“พรุ่งนี้คุณจันทร์เธอน่าจะทำเสน่ห์จันทร์นะ แต่เหมือนผลจันทน์แห้งในครัวจะไม่มีแล้ว”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เย็น ๆ คุณพระพายคงเอามาให้”

“ชบา...” พี่ชบาเอียงใบหน้า ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรให้เด็กในครัวสนใจ “ขนมพระพาย นอกจากยกขึ้นไปบนเรือนให้คุณหญิงท่านแล้ว ก็มีแค่ที่คุณพระพายยกไป”

“อืม...”

“ไม่รู้ว่าคุณเอมอรพูดอะไรอีกหรือเปล่า”

“ไม่ต้องห่วงหรอก พูดไปก็เท่านั้น ถ้าถามมา ก็บอกว่าคุณจันทร์ไม่ได้ทำเพื่อเลี้ยงแขก เธอจัดสำหรับคนในเรือนก็พอ” พี่มาลัยพยักหน้ารับรู้

ที่เธอกังวลจนต้องเอ่ยถามพี่ชบานั่นก็เพราะ ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้น นั่นคือเสน่ห์จันทร์ทำขนมหน้านวล (ขนมทองโปร่ง) ซึ่งอยู่นอกเหนือจากรายการขนมขึ้นโต๊ะในร้าน วันนั้นเอมอรเชิญแขกสำคัญมารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง และบังเอิญได้รู้ว่าเสน่ห์จันทร์ทำขนมหน้านวล เธอจึงเอ่ยถึงขนมชนิดนี้ต่อหน้าแขกของเธอและสั่งให้เด็กมายกขนมขึ้นโต๊ะ หวังให้แขกประทับใจ

แต่กลับไม่ได้ขนมหน้านวลรับแขกสักชิ้น นั่นเพราะขนมทั้งหมดถูกยกไปที่สวนพิรุณ

เอมอรไม่พอใจมาก เธอเสียหน้าอย่างแรง แต่ก็พอแก้ไขไปได้ เย็นนั้นเธอจึงเปิดประเด็นนี้กับคนในเรือนจันทร์ดาราฉาย หวังจะให้เจ้าบ้านอย่างเพชรน้ำหนึ่งตำหนิลูกชายเสียบ้าง เธอยกความสำคัญของตัวเองว่าเป็นญาติคนหนึ่ง แต่เสน่ห์จันทร์กลับไม่เห็นแก่หน้าของเธอ เห็นเด็กข้างบ้านคนหนึ่งสำคัญกว่าแขกของเธอ

พี่ชบาอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องโถงเรือนจันทร์ดาราฉาย ส่วนเสน่ห์จันทร์นั้นนั่งนิ่ง สงบเยือกเย็น คนที่น่าเห็นใจที่สุดในเหตุการณ์นี้คงเป็นเพชรน้ำหนึ่ง ผู้ซึ่งไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย แต่ต้องมาเป็นกรรมการให้กับคน ๆ หนึ่งที่อยากจะต่อยตี ส่วนคนอื่นคนก็นิ่งเหมือนรูปปั้นเข้าไปทุกที

“คุณจันทร์ เรื่องนี้เป็นอย่างไร”

“เป็นอย่างที่คุณน้าเอมอรเล่าครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มรับหน้าซื่อ

“น้าไม่ได้โกรธที่คุณจันทร์ไม่เห็นแก่น้านะคะ แต่ที่น้าเป็นเดือดเป็นร้อนก็เพราะว่า น้าไปออกปากว่าจะให้ยกขนมหน้านวลขึ้นโต๊ะ คุณหญิงฉายเธอก็คาดหวังเพราะไม่ได้เห็นขนมชนิดนี้มานานแล้ว แต่กลายเป็นว่าไม่มีขึ้นโต๊ะสักชิ้น แบบนี้คนอื่นจะมองร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองยังไง”

จบคำนี้กลับเป็นดาราทองที่แทรกเข้ามา ตอนแรกหญิงสาวว่าจะฟังเงียบ ๆ เพราะประเด็นไม่ได้เกี่ยวข้องกับครัวดาราทอง ทว่าเมื่อยกคำว่าร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองขึ้นมา เธอ... ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องเอ่ยสักคำ

“เขาจะมองอย่างไรไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกค่ะ ชื่อเสียงของเสน่ห์จันทร์ดาราทองไม่ได้ถูกสร้างมาเพราะทำของกินตามใจลูกค้า อีกอย่าง วันนี้ดาราก็เห็นว่าแขกของคุณน้ามีความสุขดีนี่คะ”

“คุณดารา นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะคะ คุณหญิงฉายมีเพื่อนพ้องในสังคมเยอะมาก เกิดเรื่องนี้ทำให้เธอไม่พอใจแล้วเอาไปพูดให้คุณหญิงคนอื่น ๆ ฟัง เรื่องเล็กน้อยทำให้ชื่อเสียงเสียหายป่นปี้เพราะคนสวนคนหนึ่งเท่านั้นน่ะเหรอคะ”

“ก็ถ้าคุณหญิงพวกนั้นจะปากมากก็ช่างสิ” ดาราทองเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส ร้านอาหารของตระกูลจันทร์ดาราฉายไม่ได้โด่งดังเพราะปากของแม่คุณหญิงเหล่านั้นเสียหน่อย

“คุณดารา!”

“หยุดเถียงกันเถอะครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยห้ามทัพ เขาเหลือบมองสีหน้าอึดอัดใจของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับเอมอรด้วยน้ำเสียงนุมนวล เจือรอยยิ้ม “คุณจันทร์ตั้งใจทำขนมหน้านวลให้กับพี่พระพายเป็นการส่วนตัว ไม่ได้ขึ้นเป็นรายการขนมขึ้นโต๊ะ คุณจันทร์เลยไม่ทราบว่าแขกของคุณน้าเอมอรต้องการจะลองชิม เอาไว้ถ้าช่วงไหนคุณจันทร์ทำขนมชนิดนี้อีก จะขึ้นเป็นรายการของร้านนะครับ”

คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร คนโง่เท่านั้นที่จะตีความหมายไม่ได้ และเอมอรก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออกเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าเสน่ห์จันทร์จะออกตัวปกป้องแค่ชาวสวนคนหนึ่งเท่านั้น!

“เอาล่ะ ๆ” คุณเพชรน้ำหนึ่งเอ่ยห้ามก่อนที่เรื่องจะเลยเถิดมากกว่านี้ เขาฟังคำของลูกชายรอบเดียวก็เข้าใจแล้ว ไม่ว่าอะไรจะถูกหรือผิด ถ้าใครสักคนจะโดนตำหนิ ต้องไม่ใช่สายพิรุณ และจะให้ต่อว่าเสน่ห์จันทร์น่ะเหรอ

เพชรน้ำหนึ่งมองหน้าลูกชายแล้วก็ลอบถอนใจ แค่จะติติงเบา ๆ สักคำ เขายังรู้สึกผิดเลย ยิ่งเรื่องที่หาคนผิดไม่ได้อย่างเรื่องนี้อีก จะให้ลูกชายของเขาเป็นคนรับผิดอย่างนั้นหรือ

“เธอก็อย่าตีตนไปก่อนไข้เลยนะเอม ก็อย่างที่ใคร ๆ รู้ ว่าร้านจัดของขึ้นโต๊ะเฉพาะรายการแต่ละวัน เรื่องนี้ก็ให้จบไปเถอะ” เพชรน้ำหนึ่งยกมือปรามญาติ ก่อนจะหันไปมองดาราทองและเสน่ห์จันทร์ “มีอะไรก็ไปทำเถอะ”

“ค่ะ/ครับ” ดาราทองผุดลุกขึ้นแล้วเดินออกไปก่อน ส่วนเสน่ห์จันทร์นั้น เมื่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก็หันไปยิ้มกับเอมอรเล็กน้อย

“คุณน้าเอมอรครับ” เอมอรเงยหน้าขึ้นมองหลานชายทันที

“คะ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มพราย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังว่า

“พี่พระพายไม่ใช่คนสวนครับ”

เรื่องวันนั้นจบเพียงเท่านั้น จนทุกวันนี้พี่ชบายังจำสีหน้าของเอมอรได้ชัดเจน ว่าอีกฝ่ายเบิกตาโตแทบถลนมากเพียงไหน เอาเป็นว่า ถ้าวันนี้ยังมีศึก “คิดแย่งขนม” อีก เอมอรต้องมั่นใจว่าสามารถอยู่ในเรือนจันทร์ดาราฉายต่อได้

“ดูสิ งานใบตองของคุณพระพายสวยมากเลยนะจ๊ะ” อุ่นเอ่ยขึ้นตอนที่ใช้ผ้าสะอาดเช็ดกระทงใบตองของสายพิรุณ เด็กสาวถือถ้วยกระทงนั้นไว้ในมือ เป็นการเย็บกระทงเส้นผ่าศูนย์กลางห้านิ้ว ด้วยการพับใบตองแบบหัวขวาน ฐานด้านในไม่ใช้ต้นกล้วย แต่สายพิรุณใช้วิธีการมัดก้านบัวเป็นมัดรวมกัน เพื่อให้ได้ขนาดที่ต้องการและน้ำหนักเบา ก่อนจะประกอบเข้าด้วยกัน รองก้นกระทงด้วยใบตอง และฝีเย็บด้านนอกถูกปิดทับด้วยตัวตะขาบสาน

“ใบตองก็สวยมากเลยจ้ะ ดูสิ ไม่รู้คุณพระพายแช่อะไร น้ำมันมะกอกคงไม่ใช่ ไม่ได้กลิ่นเลย” อุ่นยกกระทงอันนั้นขึ้นดม ทำจมูกฟุดฟิด “ได้กลิ่น... อืม... กุหลาบ กับอะไรสักอย่าง”

“ไม่ต้องหาคำตอบเองหรอก อยากรู้ เจอคุณพระพายก็ถามเขาเองสิ” พี่มาลัยว่าเข้าให้ อุ่นทำปากยื่น

“คุณพระพายมาที่ครัวแทบทุกวัน แต่บางทีหนูก็ไม่เจอนี่จ๊ะ ต่อให้เจอก็ใช่ว่าจะได้คุยด้วย”

“ทำไมเหรอ” แก้วหันมาถาม

“ถ้าไม่เจอคุณพระพายคุยกับคุณจันทร์ ก็เจอคุณจันทร์คุยกับคุณพระพาย เนี่ย แบบนี้หนูจะได้มีโอกาสคุยกับคุณพระพายได้ยังไง”

“แล้วเป็นอะไรถึงอยากคุยกับพี่พระพายของฉันล่ะยะ” มะลิเดินเข้ามาได้ยินพอดี หญิงสาวเท้าสะเอวฉับ “พี่อยู่ของพี่มาตั้งกี่ปี ยังได้แต่มองพี่พระพาย เธอน่ะเพิ่งมาอยู่ อย่ามาริแทะโลมพี่พระพายนะ”

“ให้มันน้อย ๆ หน่อย ทั้งคู่นั่นแหละ แม่มะลิก็ยังไง ไปไป๊ ยกของขึ้นไปบนร้าน แม่คนนี้อีกคน ใบตองน่ะใช้ตอนนี้นะ ไม่ได้ใช้พรุ่งนี้ เร่งมือ” ทั้งมะลิและอุ่นต่างมุ่ยหน้า แต่ก็ไม่เถียงอะไรกับพี่มาลัย แยกย้ายกันทำงานของตัวเอง จะมีก็แต่แก้วนั่นแหละที่พึมพำเสียงเบา

“จองไปก็เท่านั้นแหละ ไม่ได้แอ้มสักคน”

“แก้ว” พี่ชบาเรียก

“ขา...”

“ลูกชุบน่ะ จะขึ้นโต๊ะบ่ายนี้นะ ไม่ใช่พรุ่งนี้ เร่งมือ”

ฮึ้ยยยย แม่ครัวเรือนนี้เป็นอะไรกันไปหมดนะ ไม่ว่าจะแม่ครัวหรือเจ้าของครัว แตะต้องไม่ได้เลยนะกับเจ้าของสวนพิรุณเนี่ย!

 

“คุณจันทร์” เสียงร้องเรียกนั้นทำให้ขายาวที่กำลังก้าวเดินอยู่ชะงักงัน ก่อนจะหันไปตามต้นเสียง

ดาราทองโผล่หน้าออกมาจากประตูหลังครัว เธอกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปหา ก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปด้านในเป็นระยะ สลับกับหันมาเร่งกวักมือเรียกน้องชาย

“คุณดาราดูรีบร้อนจังครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่ม ฟังแสนสุภาพเสียจนผู้เป็นพี่สาวรู้สึกว่ากิริยาของตนเองนั้นช่างหยาบกระด้างเหลือเกิน

เบื่อจริง ๆ ไอ้ท่าทางนุ่มนวลชวนยกขึ้นหิ้งบูชาของน้องชายเนี่ย

แต่จะให้เปลี่ยนคงไม่ได้ เพราะเสน่ห์จันทร์ ก็คือเสน่ห์จันทร์...

“รีบสิ แต่คุณจันทร์นะที่ต้องรีบ” เสน่ห์จันทร์กะพริบตา ก่อนจะยิ้มให้กับคำพูดของพี่สาว

“คุณจันทร์แค่จะขึ้นไปนอน ไม่มีอะไรให้คุณจันทร์ต้องรีบมั้งครับ”

“แต่คราวนี้คุณจันทร์ควรรีบ แขกคนสำคัญของคุณน้าเอมมาถึงแล้ว คุณหญิงอะไรสักอย่างนี่แหละ มะลิเพิ่งยกขนมขึ้นโต๊ะ เธอชิมแล้วก็ชมยกใหญ่ ฟังดูตอแหลที่สุด”

“คุณดารา” เสน่ห์จันทร์เอ่ยปรามพี่สาวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ หัวคิ้วเข้มได้รูปกดเข้าหากันเล็กน้อย ดาราทองถึงกับอ้าปากหวอ ยกมือขึ้นปิดปาก

เอาล่ะสิ เธอแค่ทำน้องชายขมวดคิ้วเท่านั้น แต่ทำไมเธอรู้สึกเหมือนก่ออาชญากรรมไปแล้ว!

“คือ... ฟังดู... อืม...” ดาราทองพยายามคิดอย่างหนักว่าจะใช้คำว่าอะไรแทนคำว่าตอแหลได้ ในเมื่อเธอรู้สึกว่าตอแหล ก็คือตอแหล จะมีคำอะไรเกินคำนี้ไปได้เหรอ จะบอกว่าดัดจริต ก็ไม่ใช่แล้ว มันต้องตอแหล!

แต่น้องชายของเธอไม่ควรจะมาได้ยินคำหยาบแบบนี้!

“ท่าทางของเธอดู... แบบ...”

“เกินงาม” เสน่ห์จันทร์หาทางออกให้พี่สาว ด้วยคำพูดง่าย ๆ ซึ่งอันที่จริงจะคำไหนก็ได้ ถ้าออกจากปากของชายหนุ่ม ดาราทองก็ว่าดีงามหมด

“ใช่ ดูเกินงามไปเยอะทีเดียว”

“ลูกค้าชมก็ดีกว่าเขาตำหนินะครับ” โอ๊ยยยย พ่อเอ๊ยยยยยย

“รู้... ดารารู้ว่าเขาชมดีกว่าเขาด่า” เสน่ห์จันทร์หรี่ตามองพี่สาว เธอจึงชะงัก แล้วรีบเปลี่ยนคำพูด “รู้ว่าชมดีกว่าตำหนิ”

ตาย ๆ วันนี้เธอจะได้เข้าเรื่องไหมล่ะเนี่ย แต่นั่นแหละ คนที่ผิดอาจจะเป็นดาราทองเองก็ได้ ที่พูดจาไม่น่ารักเอาเสียเลย

“แล้วทำไมคุณจันทร์ถึงต้องรีบล่ะครับ”

“ก็นี่ไง ดารากำลังจะบอก” ดาราทองพูด แต่หางตาเธอเหลือบไปเห็นร่างของพนักงานในร้านคนหนึ่ง กำลังเดินไปตามทางเดินเล็ก ๆ มุ่งตรงไปยังครัวเสน่ห์จันทร์

เธอช้าไม่ได้แล้ว

“ยัยคุณหญิงอะไรเนี่ย”

“คุณดารา...”

“เอาไว้ก่อนคุณจันทร์ เดี๋ยวดาราไปทำบุญล้างบาปที่พูดไม่เพราะ ทำพรุ่งนี้เช้าเลย ตักบาตรพระเก้ารูป โอเคนะ ขอเข้าเรื่อง” ดาราทองยกมือห้ามเสน่ห์จันทร์ ในใจก็ทั้งนึกโมโหที่ทำไมเธอทำให้น้องชายขมวดคิ้วได้ขนาดนี้ สงสัยตักบาตรพระเก้ารูปไม่พอ ต้องเลี้ยงเพลพระเลยดีกว่า ทว่า เรื่องนั้นเอาไว้เป็นเรื่องของวันรุ่งขึ้น ตอนนี้เธอต้องช่วยให้น้องชายรอดอุ้งมือมารก่อน

“แขกของคุณน้าน่ะสิ เธอเอาแต่พูดว่าอยากเจอคุณจันทร์ อยากเห็นคนที่ทำขนมได้ทั้งสวยทั้งอร่อย พล่ามอะไรไม่รู้เป็นคุ้งเป็นแควตั้งแต่สมัยคุณย่า”

“ครับ?” ดาราทองจิ๊ปาก ชะเง้อมองแผ่นหลังของพนักงานสาวคนนั้น ดีจริง ๆ ที่เธอเดาถูกว่าน้องชายต้องเดินอ้อมหลังครัวดาราทองเพื่อขึ้นเรือน เลยพยายามชะเง้อมอง ครั้นจะใช้เด็กในครัว ทุกคนก็ยุ่งมือเป็นระวิง

“ยัยคุณหญิงพาหลานสาวหรือไม่ก็ลูกสาวมาด้วยน่ะสิ พอพูดชื่อคุณจันทร์ที ก็ทำเป็นอายม้วน ไม่บอกว่าเป็นคน ดารานึกว่าเป็นหนอน”

“คุณดารา...” คุณดาราครับที่สามแล้วนะ ทำบุญเก้าวัดเลยดีกว่า

“เอาเป็นว่า เซนส์ของดาราบอกว่า คุณน้าเอมกับยัยคุณหญิงนี่ต้องนัดแนะอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคุณจันทร์ แล้วก็แม่ผู้หญิงคนนั้นแน่นอน ไม่งั้นคุณน้าเอมไม่เสนอว่าจะเชิญคุณจันทร์ไปนั่งจิบชาหรอก”

พอมาถึงตรงนี้เสน่ห์จันทร์ก็เข้าใจในทันที ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดเรื่องทำนองนี้ เพียงแต่ที่ผ่านมา เสน่ห์จันทร์ไม่ได้สนใจ และที่รู้กันดีคือ เสน่ห์จันทร์ไม่เคยออกมาพบลูกค้า แม้ว่าลูกค้านั้นจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม

“คุณจันทร์กำลังจะไปนอนครับ คุณจันทร์ไม่รับแขกแล้ว”

“แต่คราวนี้ดูคุณน้าเอมค่อนข้างเอาเรื่องอยู่นะคุณจันทร์ ดาราว่าเดี๋ยวไม่เจอที่ครัว ก็ต้องให้เด็กขึ้นไปตามบนเรือน” ไม่รู้หรอกว่าเอมอรคิดจะทำอะไร สงสัยงานที่มีคงน้อยเกินไป พักนี้ถึงได้พยายามเข้าหาเสน่ห์จันทร์มากเกินปรกติ ดาราทองไม่สบายใจนัก แต่ก็ยังเกรงใจความเป็นญาติกันอยู่

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณดารากลับไปทำงานต่อเถอะ อย่าลืมนั่งพักบ้างนะครับ”

“คุณจันทร์อะ” ผู้เป็นพี่สาวทำหน้ายุ่ง เมื่อเห็นว่าน้องชายไม่เดือดร้อนใจอะไรเลย แต่เธอก็ไม่รั้งเมื่อเสน่ห์จันทร์ขอตัวเดินจากไป

“คุณจันทร์ขอไปพักก่อนนะครับ ช่วงบ่ายจะมาดูขนมที่ครัวอีกรอบ” ดาราได้แต่พยักหน้า ก่อนจะทำหน้าเหวอ เมื่อน้องชายพูดว่า

“การทำบุญไม่ได้ล้างบาปนะครับคุณดารา แต่ก็อย่าลืมทำบุญตามที่รับปากคุณจันทร์นะครับ”

เดี๋ยวนะ...

เธอแค่พูดไม่เพราะ โอเค... อาจจะแอบด่าคนที่ไม่ถูกชะตาไปบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้ทำบาปรุนแรงอะไรไม่ใช่เหรอ

เสน่ห์จันทร์!!



ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3

สายพิรุณวางกระเช้าขนมพระพายไว้บนโต๊ะกินข้าว เขาไม่ได้เอาใส่ตู้เย็น เพราะขนมชนิดนี้แช่เย็นแล้วจะหมดความหอมหวาน อีกอย่าง เสน่ห์จันทร์แยกน้ำกะทิไว้ให้เขาด้วย เขาจึงแช่แค่กะทิ หากจะกินอีกเมื่อไหร่ก็แค่เอาไปอุ่น

บ้านสวนของสายพิรุณนั้น เมื่อก่อนเคยเป็นบ้านสองชั้นใต้ถุนโล่ง แต่หลังจากตามิ่งเสียไปได้สองปีเพราะโรคชรา พ่อกับแม่ก็เอาเงินเก็บและกู้เงินจากธนาคารมาก้อนหนึ่ง แล้วปลูกบ้านหลังใหม่ เป็นบ้านชั้นเดียว แต่เน้นไปที่มีพื้นที่ใช้สอยภายในเยอะ เพราะบ้านของเขาต้องมีที่ทางเก็บของ อย่างเช่นใบตอง เมื่อก่อนตอนที่แม่ยุพินยังไม่เสีย แม่รับงานเย็บบายศรีด้วย ทำให้ในบ้านจะเต็มไปด้วยงานใบตอง

บ้านเพิ่งสร้างเสร็จไม่ถึงปี พ่อกับแม่ก็ด่วนจากไป เป็นการจากไปที่เร็วเกินตั้งตัว และความสูญเสียมากเกินกว่าจะทำใจได้ง่าย ๆ เพราะตอนนั้นแม่ยุพินตั้งครรภ์ได้สองเดือน

สายพิรุณเสียทั้งพ่อ แม่ และน้อง... ที่ไม่มีโอกาสได้รู้ว่าเป็นน้องสาวหรือน้องชาย บ้านรัญจวนใจเหลือแค่สายพิรุณเพียงคนเดียว เด็กหนุ่มวัยสิบแปด กับหนี้สินอีกจำนวนหนึ่ง เงินค่าทำขวัญ เงินประกันที่ได้รับมา เขาปรึกษากับป้าสมัยแล้ว จึงได้นำไปไถ่ถอนหนี้สินกับทางธนาคาร และถือว่าโชคดีอยู่ไม่น้อย ที่ตอนสร้างบ้านพ่อไม่ได้กู้เงินก้อนใหญ่ และมีการแบ่งชำระไปแล้วหลายส่วน ทำให้สายพิรุณยังพอเหลือเงินเก็บอีกเล็กน้อย

เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่สอบติด แต่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยเปิด เรียนแค่พอผ่าน เอาปริญญามาแปะฝาบ้าน เพราะตั้งแต่เสียคนในครอบครัวไป สายพิรุณก็ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการยึดอาชีพทำสวนกล้วย ดูแลพืชพันธุ์ต่าง ๆ และรับงานเย็บบายศรีเพิ่มเติมจากการเย็บกระทงใบตองส่งร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง

สายพิรุณชะเง้อมองไปในสวนหลังบ้าน หรี่ตามองต้นจัน เห็นว่าผลจันเริ่มเป็นสีเหลืองแล้วก็ยิ้มออก ไว้เขานอนหลับสักงีบ ตื่นมาค่อยไปเก็บผลจันอินจันโอที่สุกไปฝากเสน่ห์จันทร์สักตะกร้า ไหนจะผลจันทน์แห้งอีก

เจ้าของบ้านรีบเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำคลายร้อน เขาไม่มีปัญหาเรื่องตาสว่างหลังอาบน้ำ ถ้าเขาจะนอน ต่อให้ต้องแช่น้ำเย็นเขาก็หลับได้

 

เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากห้องน้ำด้วยสภาพผ้าเช็ดตัวผืนเดียว และซับน้ำที่เกาะตามใบหน้าด้วยผ้าขนหนูผืนเล็ก เขาเดินมาที่โซฟาหวายตัวเก่า คราแรกว่าจะนั่งเช็ดผมให้แห้ง แต่หางตากลับรับรู้ถึงอะไรบางอย่างด้านนอกตัวบ้าน จึงเพ่งผ่านบานกระจก มองไปยังเรือนเพาะกล้วยไม้ ซึ่งเขาเลี้ยงกล้วยไม้หวายเอาไว้กว่าสองร้อยกระถาง

ดวงตาจับจ้องภาพร่างสูงของใครบางคนที่สายพิรุณไม่คิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ เวลานี้ เขาหันไปมองนาฬิกาที่ติดผนังบ้าน ถ้านับจากช่วงเวลาที่เขาแยกตัวมา เวลาขนาดนี้เสน่ห์จันทร์ควรนอนพักผ่อนแล้ว เหมือนกับที่เขากำลังจะนอนสักงีบ แต่ทำไมถึงโผล่มาที่บ้านของเขาเล่า

“คุณจันทร์” สายพิรุณเปิดหน้าต่าง โผล่หน้าออกไปและเรียกร่างสูงที่ยืนชมกล้วยไม้ เรือนเพาะชำไม่ได้แข็งแรงมากนัก เพราะเขาแค่ตั้งเสาใช้ไม้ท่อนเล็ก ๆ ทำคานแล้วมุงด้วยตาข่ายกรองแสงเท่านั้น

“มายืนทำอะไรตรงนั้นครับ” เอ่ยถามไปแล้ว ก็ไม่ได้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะเมื่อเสน่ห์จันทร์หันมามองสบตาด้วย อีกฝ่ายก็ยืนนิ่งไป กว่านาทีถึงกะพริบตาแล้วเบนหน้าหนี ทำทีเป็นมองเจ้ากล้วยไม้สีขาวอย่างจริงจัง

“คุณจันทร์?” สายพิรุณไม่เข้าใจท่าทีประหลาดนั้นนัก อีกฝ่ายดูเสียอาการแปลก ๆ ทั้งที่ปรกติแล้วท่วงท่าและกิริยาทุกกระเบียดนิ้วของเสน่ห์จันทร์ล้วนตั้งอยู่บนคำว่างามพร้อมเสมอ

เมื่อดูเหมือนจะไม่ได้รับคำตอบ สายพิรุณก็ทำท่าจะถอยเพื่อเดินออกจากบ้านไปหาเสน่ห์จันทร์ แต่เมื่อขยับจึงรู้สึกตัวในที่สุดว่า เพราะเหตุใดเสน่ห์จันทร์ถึงมีท่าทีเช่นนั้น

“เฮ้ย!!” สายพิรุณร้องเสียงหลง ถอยกรูพร้อมกับพยายามหาข้าวของ ซึ่งก็คือผ้าขนหนูผืนเล็กมาปิดบังกายท่อนบน แต่ทว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย “ขะ... ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจจะโป๊ให้ดู”

“ไม่เป็นไรครับ พี่พระพาย... รีบไปเปลี่ยนเสื้อก่อนเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

“คุณจันทร์เข้ามานั่งในบ้านก่อนก็ได้”

“ครับ เดี๋ยวคุณจันทร์เข้าไป” เสน่ห์จันทร์หันหน้ามาทางที่สายพิรุณยืน แต่ชายหนุ่มกลับหลุบตามองพื้น เห็นอย่างนั้นเจ้าของบ้านก็อยากจะร้องโอดโอย รีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องส่วนตัว พร้อมกับคำสบถที่ดังลั่นในหัว

บาปแล้ว ไอ้พระพาย! มึงสร้างมลทิน (ทางสายตา) ให้คุณจันทร์คนดีที่หนึ่งแล้ว!!

ไปบวชใช้กรรมสามพรรษาก็ไม่หมด!

ส่วนคนที่ถูกสร้างมลทิน (?) นั้น เมื่อได้ยินเสียงตึง ๆ เข้าหูก็ช้อนสายตาขึ้น ทันได้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนที่มีหยดน้ำเกาะเป็นที่ แอ่งสันหลังเป็นร่องลงมาจนหายเข้าไปในขอบผ้าเช็ดตัวที่ดูหมิ่นเหม่

เสน่ห์จันทร์เม้มปากเล็กน้อย เมื่อร่างของสายพิรุณหายไปในห้องส่วนตัว เขาเบนสายตามามองเจ้ากล้วยไม้ที่แขวนอยู่นับสิบ แม้ยังไม่ออกดอก แต่มองจากรูปใบแล้ว แสดงว่าได้รับการดูแลอย่างดี

ส่วนหวายสีม่วงและขาวนั้น ดูท่าแล้ว อีกสองวันข้างหน้า ครัวเสน่ห์จันทร์ดาราทองคงมีดอกกล้วยไม้ขึ้นตกแต่งจานของคาวหวาน

แม้จะปลูกพืชสวน ต้นกล้วยมากมาย แต่ไม้ดอกที่สายพิรุณชอบที่สุดก็คือกล้วยไม้ เรื่องนี้เสน่ห์จันทร์รู้ดี

รู้ดีที่สุด

 

เสน่ห์จันทร์เข้ามาในบ้านของสายพิรุณ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการมาเยือน เขามาที่นี่บ่อยครั้ง บางวันก็ขลุกอยู่ด้วยกันทั้งวัน บางคืนเสน่ห์จันทร์... ค้างที่นี่ โดยเฉพาะคืนที่ฝนตก ฟ้าคะนอง

“ขอโทษด้วยที่...” สายพิรุณเดินออกมาจากห้อง ตอนนี้เขาสวมกางเกงบอลกับเสื้อยืดตัวหลวม เสน่ห์จันทร์เห็นหลายครั้งแล้ว เพราะอีกฝ่ายชอบสวมนอน

“ไม่เป็นไรครับ เตรียมตัวนอนแล้วใช่ไหมครับ คุณจันทร์มากวนหรือเปล่า” สายพิรุณส่ายหน้าหวือ ก่อนจะพยักหน้า เอ๊ะ... “ตกลงยังไม่นอน แล้วคุณจันทร์มากวนใช่ไหมครับ” เสน่ห์จันทร์ตีความหมายของอาการส่ายหน้านั้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ ผม... ผมหมายถึงกำลังจะนอน” ว่าแล้วก็พยักหน้า “คุณจันทร์ไม่ได้มากวน” ส่ายหน้า

“พี่พระพายครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย ขยับเดินเข้ามาใกล้เล็กน้อย “คุณจันทร์ขอนอนพักด้วยได้ไหม ที่เรือนคนเยอะมากเลยครับ”

“อ๋อ ได้สิครับ” สายพิรุณตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้าง “ก็นึกว่ามีงานด่วนอะไร คุณจันทร์เลยมาตามด้วยตัวเอง” ใบหน้างดงามส่ายไปมาช้า ๆ “วันนี้คนเข้าร้านคงเยอะ คุณจันทร์คงไม่ได้พักง่าย ๆ แน่ถ้าอยู่ที่เรือน เดี๋ยวผมไปเตรียมฟูกนอนให้ก่อนนะครับ คุณจันทร์จะ...”

“พี่พระพาย...”

“ครับ?” สายพิรุณที่กำลังจะเดินกลับเข้าไปในห้องชะงักแล้วหันกลับมา แต่เพิ่งรู้ตัวว่าเสน่ห์จันทร์นั้นเดินตามเขามาติด ๆ ดังนั้นตอนนี้ร่างของทั้งสองจึงอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฟุต

“ตอนนี้อยู่กันสองคนแล้ว ไม่แทนตัวเองว่าผมสิครับ”

“...”

“คุณจันทร์อยากได้ยินพี่พระพายเรียกคุณจันทร์แบบนั้นอีก”

“...” สายพิรุณทำหน้าไม่ถูก จ้องมองอีกฝ่ายได้เพียงครู่เดียวก็หลบตา ก้มหน้างุดตอนที่เอ่ยปากชวนอีกฝ่ายให้เข้าไปพักในห้องได้แล้ว ถ้าขืนยังยืนอยู่ คงไม่มีใครได้นอนพัก

“เข้าไปนอนก่อนเถอะนะ เดี๋ยว... พี่จะดึงฟูกออกมาจากใต้เตียง” แม้สรรพนามแทนตัวจะเปลี่ยนไปเป็นที่น่าพอใจ แต่เสน่ห์จันทร์กลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“นอนด้วยกันเหมือนทุกทีก็ได้ครับ คุณจันทร์ไม่ได้อึดอัดอะไร”

คุณจันทร์ไม่อึดอัดน่ะใช่... แต่สายพิรุณนี่สิ ไอ้พระพายนี่สิ...

ตัวคุณจันทร์หอมมากแค่ไหน รู้ตัวไหมเนี่ย!!

โว้ยยยย เลิกคิดไอ้พระพาย! เลิกคิดดดดดด ไอ้คนบาป ไอ้คนไม่มีศีลธรรม แอบดมกลิ่นคุณจันทร์ได้ยังไง!!

ในขณะที่สายพิรุณตบตีกับความผิดบาปในใจ เสน่ห์จันทร์กลับดึงแขนพาเจ้าของบ้านเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะนั่งลงที่เตียงนอนขนาดห้าฟุต ขยับไปนั่งกลางเตียง แล้วดึงสายพิรุณให้ลงไปนั่งด้วย

“คุณจันทร์ของพักสายตาแป๊บเดียว คงไม่กวนพี่พระพายนานหรอกครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวาน แล้วก็ล้มตัวลงนอน หนุนหมอนใบที่สายพิรุณหนุนนอนทุกคืน กลิ่นอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยแตะปลายจมูก

“ถ้าคุณจันทร์ตื่นก่อน ปลุกพี่ด้วยนะ”

“ไม่ปลุกครับ เพราะพี่พระพายยังไม่ได้นอน คุณจันทร์อยากให้นอนนาน ๆ”

“แต่...” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้เอ่ยอะไร เขาแค่มองสายพิรุณด้วยแววตาอ่อนหวาน สะกิดแขนแผ่วเบา ก่อนจะรั้งให้อีกฝ่ายล้มตัวลงมานอนเคียงข้าง

“นอนก่อนเถอะครับ” สายพิรุณไม่เอ่ยเถียงอะไรอีก เขาขยับตัวให้สบาย จากนั้นก็พลิกตะแคงนอนท่าที่ชอบ ส่วนเสน่ห์จันทร์นั้นนอนหงาย แล้วปิดเปลือกตาลง

“เย็นนี้ถ้าไม่ได้ไปไหน... เก็บสายบัวด้วยกันนะ..................... น้องจันทร์”

“ครับ” มุมปากกดลงไปเป็นรอยยิ้มบางเบา แม้เปลือกตาจะปิดไปแล้วก็ตาม แต่ในหัวยังมีภาพดวกบัวหลวงตูมใหญ่ที่ถูกกอดประคองด้วยสองแขนของสายพิรุณ

สายพิรุณยามเก็บดอกบัว

สายพิรุณยามเก็บผลลูกจัน

สายพิรุณยามเก็บดอกมะลิ

สายพิรุณยามที่หันมาแย้มยิ้มให้กับเขา...

 

อาจจะเพราะความเหนื่อยล้า และไม่ได้นอนมาทั้งคืน ทันทีที่เอ่ยชวนเสน่ห์จันทร์เก็บสายบัวเย็นนี้ พร้อมกับเรียกขานอีกฝ่ายด้วยชื่อในวัยเด็กแล้ว สายพิรุณก็จมดิ่งลงไปในห้วงของการหลับใหลแทบจะทันที เขาจึงไม่รู้สึกตัวยามที่แขนข้างหนึ่งสอดเข้ามารองที่ใต้คอ และแขนอีกข้างก็พาดวางไว้บนเอว ก่อนจะกระชับให้ขยับมาจนแผ่นหลังชิดแผงอกใครอีกคน

อยากให้คนในอ้อมแขนนี้หลับฝันดี...

“ราตรีสวัสดิ์ครับ... พระพายของจันทร์”

 

+++++++++++++++++++++++++


 ชื่อตอนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาในเรื่องนะคะ อยากตั้งไปอย่างนั้นแหละค่ะ

บอกแล้วไง คุณจันทร์เป็นคนดูออกง่ายยิ่งกว่าอะไร นุ่มนิ่มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-02-2019 09:44:42 โดย PPSMM »

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1032
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
คุณจันทร์คงเป็นผู้ชายหน้าสวยแล้วพระพายล่ะหล่อหรือน่ารักอยากรู้ความสูงต่ำเป็นอย่างไร

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ละมุนมากกกกกกก อ่านไปยิ้มไป

หลงคุณจันทร์อีกคนแล้ว :-[ :impress2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
น่ารักจัง คุณจันทร์นุ่มนิ่มแค่กับพี่พระพายป่าวว โหดแบบผู้ดีเด้อ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3027
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 576
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อูย~~~เสน่ห์จันทร์หวานกว่าขนมเป็นไหนๆ เลยนะนี่ :-[

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3

เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๔ ขนมชักหน้า (น้ำดอกไม้)



เวลาที่ไฟในครัวเสน่ห์จันทร์เปิดนั้น เร็วเกินกว่าจะบอกว่าเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่จะบอกว่ากลางดึก ก็เลยเวลานั้นไปแล้วเช่นกัน ทว่าไม่ว่าจะเป็นเวลากี่โมง เมื่อร่างสูงย่างกรายเข้ามาในครัวชั้นใน เขาก็พร้อมที่จะจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับการทำขนมแล้ว

เสน่ห์จันทร์...

เจ้าของชื่อยิ้มกับตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าเรียกตัวเองให้ตื่นเต็มตาหรือเรียกชื่อขนมกันแน่ แต่ร่างสูงก็เดินไปเปิดตู้ หยิบโถกระเบื้องลายครามหลายต่อหลายโถลงมาวางบนโต๊ะ จัดการตวงแป้งและน้ำตาลไว้รอ ก่อนจะหันไปจัดการกับมะพร้าวทึนทึก ซึ่งถูกนำมาวางไว้ตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้ว

ใช้มีดพร้าเฉาะลงไป ปล่อยให้น้ำใสกลิ่นหอมหวานไหลผ่านตามร่องมือของเขาเล็กน้อย รีบเอียงมะพร้าวให้น้ำด้านในไหลลงสู่ขันเงิน เมื่อหมดแล้ว ก็งัดให้แยกออกเป็นสองซีก ด้านนอกครัวมีเครื่องบดน้ำมะพร้าวและคั้นน้ำ แต่เขาเห็นว่าตอนนี้ใช้แค่ลูกเดียว ไม่จำเป็นต้องถึงเครื่องคั้น เขาขูดมะพร้าวและจัดการคั้นเอาหัวกะทิด้วยน้ำอุ่น ไม่นานก็ได้ทั้งหัวและหางกะทิสด กรองด้วยผ้าขาวบางจนได้น้ำกะทิขาวข้น รีบนำไปขึ้นโต๊ะแล้วเทน้ำตาลทรายลงไป ตามด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำตาลมะพร้าว

ที่อื่นทำขนมเสน่ห์จันทร์โดยใช้น้ำตาลแบบไหน ชายหนุ่มไม่รู้และไม่สนใจด้วย แต่ถ้าเป็นครัวเสน่ห์จันทร์ เขาใช้น้ำตาลสามอย่าง ในปริมาณและสัดส่วนที่ทำให้เกิดความหวานที่พอดี กลิ่นของน้ำตาลทั้งสามอย่างนั้น เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดเอกลักษณ์ที่ขนมของที่อื่นไม่มีทางเหมือนกับของเขา

หากต้องการให้น้ำตาลละลายเข้ากับกะทิได้เร็วขึ้น ก็แค่นำไปตั้งไฟอ่อน คนสักครู่ก็เรียบร้อยแล้ว แต่เขาไม่ตั้งไฟและไม่ผสมน้ำตาลต่าง ๆ กับแป้งโดยตรง เขาจะค่อยคนให้น้ำตาลละลายในหัวกะทิที่พออุ่นตั้งแต่ตอนคั้น อาจจะต้องใช้เวลาเล็กน้อย ทว่ากะทิและน้ำตาลที่ละลายในช่วงเวลานี้จะไม่เป็นกะทิที่แตกมันเพราะความร้อน เมื่อผสมกับแป้งในเวลาต่อมาจะได้ความรู้สึกของกะทิสดที่หวานและหอมเป็นธรรมชาติ รสดีกว่ามากนัก อีกทั้งกลิ่นกะทิสดจะกลบกลิ่นส่วนผสมบางอย่างจนยากจะแยกแยะส่วนผสมที่แท้จริงได้ด้วย

เมื่อเห็นว่าน้ำตาลละลายหมดค่อยวางพักไว้ หันไปผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวเข้าด้วยกัน ร่อนแป้ง เปิดโถกระเบื้องขนาดเล็กซึ่งในนั้นมีผงลูกจันทน์บดละเอียด

เห็นผงลูกจันทน์แล้ว รอยยิ้มมุมปากก็เกิดขึ้นเพียงเพราะนึกถึงใบหน้าของคนที่นำมาให้ และนั่งบดผงจันทน์ให้เขาจนไม่ได้ไปเก็บบัวกลางสระตามที่นัดไว้ นั่นอาจจะเพราะตอนที่เสน่ห์จันทร์ตื่นขึ้นมา เห็นสายพิรุณหลับพริ้ม เขาก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมา อย่างน้อยก็ให้นอนต่อไปอีกหลายชั่วโมงเลยล่ะ

แล้วเป็นอย่างไรล่ะ

ตอนที่สายพิรุณถือถุงที่มีลูกจันทน์แห้งมาถึงครัวก็หน้ามุ่ย ปากยู่ ลับตาคนอื่นก็เบะปาก แล้วบ่นกระปอดกระแปดว่านอนเพลิน เลยเก็บสายบัวไม่ทัน ได้แต่ลูกจันที่กำลังสุก หอมน่ากิน เจ้าตัวขอทำหน้าที่บดลูกจันทน์แห้งที่เก็บตากไว้หลายวันให้เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ผิดนัดเก็บสายบัว

เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากให้สายพิรุณบดลูกจันทน์กับเครื่องบดแบบโบราณในครัวเสน่ห์จันทร์จนพอใจนั่นแหละ

ผงลูกจันทน์กลิ่นหอมถูกตักลงผสมในแป้งให้เข้ากันดี ไข่เป็ดถูกตอกใส่ถ้วยเล็ก แยกไข่แดงออกมา ก่อนจะถูกขยำรวมเข้ากับฝักทองและแครอตที่นึ่งเตรียมเอาไว้ตั้งแต่หัวค่ำ เปิดโถลายครามใบหนึ่งออก ตวงของเหลวบางอย่างมาผสมลงไปด้วย ของเหลวข้นสีเหลืองทองนี้ เป็นสูตรลับที่เขาคิดเพิ่มลงไปในส่วนผสมของขนมต่าง ๆ เอง จากนั้นนำไปผสมกับน้ำกะทิ คนจนเข้ากันเป็นสีเหลือง แล้วค่อยเทลงแป้งที่เตรียมไว้

เสน่ห์จันทร์ค่อย ๆ คนแป้ง สลับกับเทน้ำกะทิทีละน้อย เพื่อให้แป้งเหลวเนื้อเข้ากันดี ไม่จับกันเป็นก้อน ก่อนจะเทกะทิลงไปจนหมด คนอีกครู่หนึ่ง ถึงนำไปกรองผ้าขาวอีกครั้ง เพื่อเอาเศษฝักทอง แครอต เกล็ดผงลูกจันที่ค้างออกให้หมด

ไข่เป็ดสีสดกว่าไข่ไก่ เสน่ห์จันทร์จึงเลือกใช้ เพิ่มด้วยฝักทองและแคร์รอตนึ่ง ทั้งสามอย่างทำให้เกิดสีเหลืองเข้ม แม้จะเข้มสู้สีผสมอาหารไม่ได้ แต่ทั้งหมดคือสีที่เกิดจากธรรมชาติ

แป้งเหลวนอนนิ่งอยู่ในกระทะทองเหลือง ในขณะที่เสน่ห์จันทร์นำผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดสองชิ้นมาพับวางไว้ใกล้มือ ก่อนจะเปิดไฟเตาแก๊สเบาที่สุด แล้วยกหม้อทองเหลืองขึ้นตั้ง กวนแป้งในกระทะขึ้นลงไปเรื่อย ๆ ส่วนมืออีกข้างนั้นคอยแตะอยู่ที่ขอบกระทะด้านหนึ่ง เพื่อคอยเช็กอุณหภูมิไม่ให้ร้อนจัดเกินไป

สมัยก่อน การทำขนมต้องใช้เตาถ่านเท่านั้น เพื่อกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของควันไฟที่จะติดในตัวแป้งขนม แต่สำหรับเสน่ห์จันทร์นั้น เขาไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับการใช้เตาถ่าน แต่ในยุคสมัยนี้จะให้เขาไปหาถ่านธรรมชาติมาจากไหนมากมายเล่า อีกทั้งการใช้เตาถ่านยังควบคุมความร้อนของไฟได้ยากมาก การใช้เตาแก๊สก็ไม่ได้เสียหายอะไร

เขาคอยคนแป้งไปเรื่อย ๆ ผ่านไปพักใหญ่เมื่อกระทะทองเหลืองเริ่มร้อน เสน่ห์จันทร์ก็ยกลงมาวางไว้บนผ้าเปียกที่เตรียมไว้ มือยังคอยคนแป้งในความเร็วที่สม่ำเสมอ รอจนกระทะเริ่มคลายความร้อน ก็ยกขึ้นไปตั้งไฟอีก

การกวนแป้งขนมนั้น อุณหภูมิความร้อนเป็นสิ่งสำคัญมาก เสน่ห์จันทร์ไม่เคยละเลยขั้นตอนนี้แม้สักครั้ง นั่นเพราะหากไฟและกระทะมีอุณหภูมิสูงจะทำให้แป้งสุกและจับตัวเป็นก้อนในเวลาที่เร็วเกินไป และทำให้แป้งมีกลิ่นไหม้ เนื้อแป้งไม่เนียนละเอียด แม้ดูภายนอกไม่เห็นข้อผิดปรกติ ทันทีที่ขนมเข้าปาก ก็รับรู้ได้อยู่ดี และนั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้

เสน่ห์จันทร์ใช้เวลาในการกวนแป้งให้เหนียวจนสามารถปั้นได้กว่าสองชั่วโมง ยกขึ้นยกลงนับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อเห็นเนื้อแป้งสีเหลืองสวยและกลิ่นหอมแล้ว เขาก็ยิ้มอย่างพอใจ ตักแบ่งแป้งออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอาไปผสมกับผงโกโก้จนเป็นสีน้ำตาลเข้ม

เขาวางมือจากก้อนแป้งสีน้ำตาลนั้น หันกลับมาคนแป้งให้เย็น ซึ่งใช้เวลาอีกพักใหญ่ จากนั้นจึงปั้นแป้งสีเหลืองนวลเป็นก้อนกลม บีบให้แบนเล็กน้อย นำตุ้มเล็กมากดกลางก้อนแป้งเป็นรอยบุ๋ม มองดูแล้วคล้ายกับผลลูกจันของจริง เมื่อปั้นแป้งสีเหลืองจนหมด และวางเรียงกันในจานกระเบื้องอันใหญ่แล้ว ก็เริ่มทำกลีบเลี้ยงสีน้ำตาล ชายหนุ่มไม่เร่งรีบ เขาใช้กรรไกรเล็กค่อย ๆ ตัดแต่งจนเกิดกลีบเลี้ยงสวย วางติดอยู่บนลูกจันสีเหลืองจนครบ จากนั้นตกแต่งด้วยทองเปลวแต้มบนขั้วกลีบเลี้ยงจนสวยงาม

ไส้เทียนถูกนำใส่ถ้วยวางไว้กลางถาดที่เต็มไปด้วยขนมเสน่ห์จันทร์ และถูกจุดจนมีควันสีหม่นลอยขึ้น ฝาแก้วขนาดใหญ่ถูกยกครอบถาดขนม การอบไส้เทียนจะทำให้ขนมมีกลิ่นหอม ซึ่งไส้เทียนอบขนมของครัวเสน่ห์จันทร์ ไม่เหมือนกับไส้เทียนอบขนมที่มีขายตามร้านทั่วไป เพราะเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มคิดและดัดแปลงส่วนผสมใหม่ ก่อนจะให้สายพิรุณจัดหาวัตถุดิบจัดทำส่งให้กับครัวเสน่ห์จันทร์อีกที







เสน่ห์จันทร์มองเวลาที่นาฬิกาตรงผนังห้องครัว อีกนานนับหกชั่วโมงกว่าขั้นตอนการอบไส้เทียนจะเรียบร้อย ดูแล้วก็คงประมาณช่วงสายของวัน เขาจึงเริ่มเตรียมส่วนผสมของการทำขนมช่อม่วงและน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นรายการขนมขึ้นโต๊ะของร้านในวันนี้

สำหรับขนมทั้งสองอย่างนี้ เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ระวังอะไรมากนัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่พิถีพิถันกับการทำขนม แต่ขนมที่ใช้ขึ้นโต๊ะนั้นมีปริมาณเยอะ เขาไม่สามารถทำคนเดียวให้เสร็จได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นแค่ผสมส่วนผสมบางอย่างเอาไว้ ที่เหลือรออีกไม่นานพี่ชบาและพี่มาลัยลงครัว เขาก็ให้ทั้งสองช่วยเป็นต้นครัวให้อีกที

ซึ่งเมื่อเขาเตรียมส่วนผสมที่สำคัญอันเป็นความลับเรียบร้อยแล้ว ลองคนให้เข้ากันจนไม่สามารถแยกออกว่าเป็นอะไรได้บ้างแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็เปิดครัวชั้นในออกมา และพบกับพี่ชบาและพี่มาลัยนั่งเตรียมของรอท่าอยู่แล้ว

“ทำไมไม่เรียกคุณจันทร์ล่ะครับ”

“เห็นคุณจันทร์กำลังมีสมาธิกับการผสมเครื่อง พี่กับมาลัยเลยไม่อยากกวน รอให้คุณจันทร์เตรียมเสร็จก่อนค่ะ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มละมุน พยักหน้า

“คุณจันทร์ทำไส้ขนมช่อม่วงเสร็จแล้ว เหลือแค่นวดแป้งกับปั้นทำดอก ส่วนขนมน้ำดอกไม้ ส่วนผสมต่าง ๆ คุณจันทร์เตรียมไว้ให้แล้ว ไว้ตอนเช้าพี่ชบากับพี่มาลัยค่อยเริ่มทำตามที่คุณจันทร์เคยให้ทำครั้งที่แล้วนะครับ”

“ค่ะ เดี๋ยวมาลัยขอเข้าไปเก็บของออกมาให้เด็กล้างก่อนนะคะ”

“ขอบคุณครับ” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ขวางตอนที่พี่มาลัยเข้าไปเก็บอุปกรณ์ที่เขาใช้งานแล้ว ส่วนพี่ชบานั้นกำลังเตรียมถ้วยกระเบื้องขนาดเล็กจิ๋ว สำหรับทำขนมน้ำดอกไม้ออกมานับ

“พี่ชบาครับ”

“คะ”

“คุณจันทร์อบไส้เทียนขนมเสน่ห์จันทร์ไว้นะครับ ฝากดูแลสักพัก ถ้าไส้เทียนหมด ให้เพิ่มจนกว่าจะถึงสิบเอ็ดโมงนะครับ”

“ได้ค่ะ คุณจันทร์จะขึ้นไปนอนพักก่อนไหมคะ”

“ครับ วันนี้คุณจันทร์มีเรียน ก่อนออกไปคุณจันทร์จะแวะมาที่ครัวก่อน แต่ถ้ามีอะไรเร่งด่วน ก็ขึ้นไปเรียกคุณจันทร์นะครับ”

“วันนี้คงไม่มีอะไรเร่งแล้วล่ะค่ะ ส่วนเรื่องขนมน้ำดอกไม้ไม่ต้องห่วงนะคะ รับรองว่าจะไม่ให้เสียชื่อคุณจันทร์แน่นอนค่ะ”

เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปมองพี่มาลัยซึ่งยกของออกไปวางที่ลานด้านหลัง อีกสักครู่แก้วและเด็กเรือนครัวคนอื่นคงทยอยเข้ามา เสน่ห์จันทร์จึงหันไปย้ำกับพี่ชบาอีกครั้งว่า

“คุณจันทร์ฝากดูแลครัวด้วยนะครับ”

“ค่ะ”







เสน่ห์จันทร์เดินออกจากครัว แล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง ตอนนี้เช้าตรู่แล้ว อีกไม่กี่นาทีแสงพระอาทิตย์คงสาดส่องเข้ามา การทำขนมสำหรับเขาไม่ได้ใช้เวลานาน แต่ขั้นตอนบางอย่างต่างหากที่ทำให้ต้องรอนาน

เขาเดินทอดน่องจนไปถึงประตูรั้วด้านหลัง เปิดออก แล้วข้ามเขตเรือนจันทร์ดาราฉายออกไป เข้าสู่พื้นที่สวนพิรุณ

แสงอาทิตย์ยังไม่ฉาบฉายบนท้องฟ้า แต่ความสว่างเริ่มไล่ความมืดสลัวให้จางไป เสียงนกน้อยดังแข่งกับใบไม้ที่เสียดสีเพราะสายลม ที่หอบเอากลิ่นหอมของมะลินับร้อยต้นลอยละล่องแตะปลายจมูก

เสน่ห์จันทร์คลี่ยิ้ม เมื่อเดินลัดผ่านแนวต้นกล้วยประมาณห้าแถว แต่กล้วยไม่กี่แถวนี้ เป็นแถวยาวโอบสวนพิรุณทั้งสวน เป็นกำแพงธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง และต้นกล้วยก็มีมากขนาดที่ว่าสามารถตัดเก็บ ต้น ใบ ลูก ได้ทั้งปี จะมีก็เพียงบางช่วงที่ใบตองขาดตลาดบ้าง

เมื่อพ้นกำแพงกล้วยมาแล้วก็เจอดงมะลิขาว สงสัยสาย ๆ เขาต้องให้เด็กในครัวมาช่วยสายพิรุณเก็บเสียแล้ว เจ้าตัวทำอยู่คนเดียวคงไม่ทัน  สองขาก้าวไปตามทางเดินดินเล็กแคบ เบื้องหน้าอีกไม่ไกลเป็นนาบัวขนาดพื้นที่ไร่เศษ เขาจำได้ว่าพ่อและแม่ของสายพิรุณไม่ได้ขุดนาบัวลึกมากนัก สามารถเดินลงเก็บบัวได้ง่ายกว่าการพายเรือ แต่สิ่งที่เสน่ห์จันทร์เห็นตอนนี้ก็คือ...

เรือท้องแบนลำน้อยเต็มไปด้วยบัว ส่วนเจ้าของเรือนั้นยืนแช่อยู่กลางน้ำที่ความลึกประมาณเอว เลยนาบัวไปไกล ๆ จะเห็นต้นลูกจันหลายสิบต้น แทบจะเรียกได้ว่าที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่มีต้นลูกจันมากขนาดนี้ บ้านของสายพิรุณ เหมือนถูกดงมะลิ นาบัว สวนลูกจันโอบล้อมไว้สามทิศ ส่วนอีกฝั่งเป็นเรือนเพาะกล้วยไม้ พื้นที่ว่างอื่น ๆ เจ้าของสวนก็ปลูกผัก ปลูกอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ  มีทั้งมะพร้าว ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด อีกหลายอย่าง ซึ่งผลิตส่วนใหญ่ของครัวดาราทองก็มาจากที่นี่ และทั้งสวนถูกล้อมไปด้วยต้นกล้วยอีกที

ดวงตาคู่งามของเสน่ห์จันทร์กลับมาจับจ้องที่ร่างของสายพิรุณอีกครั้ง อีกฝ่ายยังคงเก็บบัวโดยไม่รู้ตัวว่ามีแขกมาเยือนยามเช้าตรู่ เนื่องด้วยวันนี้ครัวดาราทองมีรายการอาหารอย่างหนึ่งเป็นแกงกะทิสายบัว คงจะเร่งมือทำให้ทันก่อนเก้าโมงนี้ล่ะมั้ง ก็เมื่อวานนอนเพลินเลยไม่ได้เก็บ

“พี่พระพาย” เสน่ห์จันทร์ร้องเรียกคนที่อยู่กลางนาบัว เจ้าตัวหันซ้ายหันขวา ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเบื้องหลัง ก็ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนหวานคอยท่าอยู่แล้ว “คุณจันทร์ช่วยเก็บนะ”

“อย่าลงมา! ไม่ลง ๆ คุณจันทร์ห้ามลง” สายพิรุณร้องโวยวาย เสียงดังลั่นสวน เมื่อเห็นว่าเสน่ห์จันทร์ทำท่าจะเดินลงนาบัว แม้อีกฝ่ายจะสวมเสื้อยืดกางเกงขายาวสบาย ๆ ก็เถอะ แต่... ทุกอย่างที่อยู่บนตัวของเสน่ห์จันทร์ล้วนเลอค่า โดยเฉพาะร่างกายที่ดูแล้วไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเปื้อนดินโคลนสักเล็กน้อย

“ถ้าคุณจันทร์ช่วยจะเสร็จเร็วขึ้นนะครับ”

“ไม่ ๆ พี่เก็บจะเสร็จแล้วครับ เหลือตรงนี้อีกนิดเดียว”

“แต่...”

“คุณจันทร์ครับ มันสกปรก อย่าลงนะ พี่เก็บตรงนี้อีกนิดเดียวจริง ๆ” สายพิรุณร้องขอ ชี้ไปยังบัวที่อยู่ไม่ไกลอีกไม่กี่ดอก ถ้าเสน่ห์จันทร์ลงมา กว่าจะเดินมาถึงเขาก็เก็บเสร็จแล้ว การลากเรือเข้าฝั่งก็ไม่ได้ทำยากอะไรเลยด้วย เสียทั้งเวลาแถมยังเปื้อนโคลนอีก

เสน่ห์จันทร์ได้แต่ยิ้มบาง ๆ และพยักหน้ารับ

“ได้ครับ คุณจันทร์รอที่ท่าน้ำนะครับ”

“ครับ”

ร่างสูงก้าวเดินไปตามทางเดิน ลัดเลาะไปจนถึงทางลงนาบัวที่ทำเป็นท่าน้ำขนาดสองคู่สี่เมตร ก้าวลงไปยืนที่สุดท่า มองสายพิรุณเก็บดอกบัวอีกครู่หนึ่ง ถึงได้ลากเรือเข้ามา

ดอกบัวติดเยอะมากทีเดียว เป็นบัวหลวงสีขาวครึ่งหนึ่ง สีชมพูครึ่งหนึ่ง สายพิรุณจะเอาดอกส่งแม่ค้าในตลาด ส่วนสายบัวก็ส่งที่ครัวดาราทอง บางครั้งเสน่ห์จันทร์ก็เอาเม็ดบัวไปทำขนม

จะว่าไปของทุกอย่างในสวนพิรุณ แทบจะเป็นของที่จำเป็นต่อครัวเสน่ห์จันทร์ดาราทองทุกอย่างจริง ๆ ไม่สิ ไม่ใช่แทบจะ แต่สำคัญทุกอย่าง

โดยเฉพาะ สายพิรุณ... เจ้าของสวน

“คุณจันทร์ได้นอนหรือยังครับเนี่ย”

“ยังครับ แต่คุณจันทร์กำลังจะขึ้นไปนอน แค่แวะมาหาพี่พระพายก่อน”

“ทำไมไม่รีบนอนล่ะครับ วันนี้มีเรียนไม่ใช่เหรอ” สายพิรุณเอ่ยถาม ตอนที่เดินมาจนถึงท่าน้ำ ดันเรือท้องแบนจนชิดขอบ เงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังก้มลงมาหา พร้อมส่งมือขาวสะอาดสะอ้านมาตรงหน้า

“พี่พระพายจำได้ด้วยเหรอครับ ว่าคุณจันทร์มีเรียนวันไหนบ้าง” เสียงเอ่ยถามนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มและแววตาอ่อนหวาน ทำเอาสายพิรุณทำหน้าไม่ถูก จะไม่ยิ้มตอบก็ดูเสียมารยาท แต่พอจะยิ้มก็กลัวยิ้มสวยสู้อีกฝ่ายไม่ได้

โอ๊ยยยยยย ชีวิต

หน้าร้อนไปหมด

“ก็... จำได้ครับ”

“คุณจันทร์ดีใจนะครับ” โธ่... คุณจันทร์ เลิกยิ้มหวานสักที ไอ้พระพายคนนี้ไม่มีแรงปีนขึ้นจากกระทะทองแดง เอ๊ย! จากนาบัวแล้ว! “มาครับ คุณจันทร์ช่วย”

สายพิรุณมองมือขาวเบื้องหน้า นึกอยากกลืนน้ำลายลงคอ หลุบตามองมือเปื้อนคราบสีคล้ำของตนเองแล้วอยากตีให้มือหัก ไม่อยากให้คุณจันทร์ต้องเปื้อนโคลน แต่ถ้าไม่จับมือคุณเขาขึ้นไป มีหวังคงทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ

“พี่พระพายครับ จับมือคุณจันทร์”

“แต่... มือพี่เปื้อน” เสน่ห์จันทร์ยิ้มพราย ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ หนึ่งครั้ง

“กับพี่พระพาย... ให้คุณจันทร์ลงไปนาบัวก็ได้ครับ จับมือเร็ว”

ด้วยความที่กลัวว่าเสน่ห์จันทร์จะโดดลงมาในนาบัวจริง ๆ สายพิรุณเลยรีบจับมือของอีกฝ่าย และปีนป่ายขึ้นมา โดยที่ร่างสูงต้องออกแรงดึงไม่น้อย

ผิวของเสน่ห์จันทร์ ขาวเนียน ละเอียด ให้ความรู้สึกลื่นมือยามที่ได้สัมผัส แต่ไม่บอบบาง เพราะอย่างไร นี่ก็คือ มือ ข้อมือ ท่อนแขนของผู้ชายคนหนึ่ง ทั้งยังตัวสูงใหญ่กว่าสายพิรุณไปมากโข

ตอนที่ต้องละมือออกจากกัน สายพิรุณรู้สึกเสียดาย เขาอยากจับมือเรียวสวยของเสน่ห์จันทร์ต่ออีกสักพักใหญ่ ๆ แต่เมื่อเห็นมือเปื้อนดินของตนเองแล้ว ก็ต้องรีบใช้ผ้าคล้องคอเช็ดรอยเปื้อนเหล่านั้น

“คุณจันทร์ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ล้างออก คุณจันทร์ไม่ได้รังเกียจ”

“แต่มันเปื้อน” สายพิรุณพูด ไม่ได้เงยหน้ามองสบตา จึงไม่เห็นสายตาที่ทอดมองมายังตนเองว่าแสดงถึงความรู้สึกมากแค่ไหน

“พี่พระพาย...”

“ตอนเด็ก ๆ พี่พาคุณจันทร์เล่นซนจนเปื้อนโคลนทั้งตัว พี่จำได้ว่าคุณอรุณเธอดุคุณจันทร์ยกใหญ่ คุณหญิงมณีก็คาดโทษจะตีคุณจันทร์ด้วย...”

“พี่พระพายครับ”

“...”

“นั่นมันตอนคุณจันทร์แปดขวบ แล้วที่คุณจันทร์โดนคุณแม่ดุ เพราะแอบเปลี่ยนสูตรขนมครับ ส่วนที่คุณย่าคาดโทษ ก็เพราะคุณจันทร์ไม่ยอมใช้เตาถ่าน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” สายพิรุณยังคงตั้งใจเช็ดรอยเปื้อนบนมือของเสน่ห์จันทร์ ไม่ได้ลงแรงเยอะเพราะกลัวจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ เขาทะนุถนอมราวกับอีกฝ่ายเป็นเด็กหกขวบ ทั้งที่ตอนนี้เสน่ห์จันทร์เป็นชายหนุ่มที่บรรลุนิติภาวะแล้ว

“พี่พระพาย...”

“...”

“คุณจันทร์โตแล้วนะครับ”

น้ำเสียงของอีกฝ่ายนุ่มเบา แต่คนฟังอย่างสายพิรุณรู้สึกหนักอึ้ง พอคิดถึงการกระทำตอนนี้แล้วก็นึกขำตัวเองอย่างจนใจ เขาทำเหมือนกับทั้งสองคนเป็นเด็กน้อยอายุเจ็ดแปดขวบ ทั้งที่ความจริงแล้วตอนนี้ตัวเขาเองก็จะเบญจเพสอยู่แล้ว ส่วนเสน่ห์จันทร์ก็จะเต็มยี่สิบเอ็ดอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แล้วดูสิ่งที่เขาทำ... ถ้าเสน่ห์จันทร์จะรำคาญ...

“คุณจันทร์ดูแลตัวเองได้ แต่คุณจันทร์ก็ชอบ... พี่พระพาย... ดูแลคุณจันทร์นะครับ”

สายพิรุณชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมองใบหน้างดงามที่กำลังแย้มยิ้มให้เขา แสงแดดอ่อนกำลังสาดส่องทั่วนาบัว สายลมยามเช้าพัดแผ่ว กลิ่นดอกมะลิลอยโอบล้อมไปทั่วบริเวณผสมผสานกับกลิ่นของลูกจันอ่อน ๆ

ราวกับตกอยู่ในมนต์สะกด

“และคุณจันทร์... ก็อยากดูแลพี่พระพายด้วยเหมือนกัน”


ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3


ภาพของชายหนุ่มสองคนที่กำลังช่วยกันขนดอกบัวหายไปในบ้านกลางสวนนั้น อยู่ในสายตาของหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องชั้นสองของเรือนจันทร์ดาราฉาย แม้บริเวณของที่นี่จะมีต้นไม้ใหญ่มากมาย แต่ตรงนี้เป็นจุดที่สามารถมองเห็นนาบัวของสวนพิรุณได้ค่อนข้างชัดเจน เช่นเดียวกับห้องของเสน่ห์จันทร์ที่อยู่ถัดไป

อรุณพิศในวัยสี่สิบกว่าปีเหม่อมองร่างสูงของลูกชายหายเข้าไปในบ้านสวน ไม่นานหลังจากนั้นก็กลับออกมาพร้อมกับสายพิรุณ ทั้งคู่ไม่ได้เดินเร็วนัก คงจะกำลังพูดคุยกันอยู่ เธอเห็นรอยยิ้มของลูกชายจากตรงนี้อย่างชัดเจน

เสน่ห์จันทร์สนิทสนมกับสายพิรุณมาตั้งแต่เด็ก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนทั้งเรือนรู้กัน และเธอก็หวังว่าผู้คนเหล่านั้นจะคิดเช่นนั้น แม้ว่าในความเป็นจริงในมุมมองของอรุณพิศนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายและหลานชายข้างบ้านคนนี้ก็ไม่ธรรมดา

อย่างน้อย... เสน่ห์จันทร์นั่นแหละที่รู้สึกพิเศษจนดูออกได้ไม่ยาก

เธอเป็นแม่... เลี้ยงลูกคนนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำไมจะไม่รู้

“มองอะไรอยู่เหรอคุณ”

“มองนาบัวของหลานพายค่ะคุณพี่” อรุณพิศหันไปตอบสามีที่เดินเข้ามาถาม พร้อมกับชะโงกหน้าไปมองนาบัวตามคำของภรรยา ซึ่งตอนนั้นเสน่ห์จันทร์และสายพิรุณเดินมาจนถึงจุดที่ต้นไม้ของเรือนจันทร์ดาราฉายบดบังพอดี “เช้า ๆ แบบนี้ตรงนาบัวสวยเชียวค่ะ”

“อืม...” เพชรน้ำหนึ่งเออออรับ ก่อนจะหันไปมองยังฉากกั้นห้องไม้สักที่ฉลุเป็นลายกนกอย่างสวยงาม “คุณแม่ยังไม่ตื่นเหรอ แล้วป้าพวงล่ะ”

“ยังค่ะ น่าจะสายอีกสักนิด เมื่อคืนท่านลุกเข้าห้องน้ำบ่อย คงจะเพลีย ส่วนป้าพวงลงไปที่ครัว เตรียมสำรับให้คุณแม่ คุณพี่มีอะไรหรือเปล่าคะ” อรุณพิศเอ่ยถาม หลังจากที่ตอบคำถามของสามี

ตั้งแต่วางมือและให้ลูกสาวลูกชายดูแลร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง คุณอรุณพิศก็อยู่ดูแลคุณหญิงมณีจันทร์ซึ่งตอนนี้ชรามากแล้ว เดินเหินไม่สะดวก ไหนจะโรคประจำตัวต่าง ๆ ที่รุมเร้า ทว่าท่านก็ยังพอจะแข็งแรงและยังอยู่ดูลูกหลานอีกนาน กระนั้นในฐานะลูกสะใภ้ ซึ่งเธอเองก็รักและเคารพแม่สามีเหมือนแม่แท้ ๆ อรุณพิศจึงคอยอยู่ข้างกายท่านแทบจะตลอดเวลา

“ช่วงนี้คุณแม่แข็งแรงดีไหมอรุณ” อรุณพิศไม่ได้แสดงอะไรออกมาทางสีหน้า เธอเป็นภรรยาที่ฉลาดและช่างสังเกต เมื่อสามีเอ่ยถามเช่นนี้ นั่นหมายความว่าต้องมีเรื่องใดในใจแน่นอน ตอนนี้สามีก็เกษียณราชการทางทหารแล้ว อาจจะมีติดต่อเพื่อนฝูงหรือลูกน้องเดิม ๆ บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องยุ่งยากใจ จากที่เอ่ยถาม... ดูเหมือนเรื่องที่อยู่ในใจของสามีจะเป็นเรื่องในเรือนมากกว่า

“อาการคุณแม่ทรงตัวค่ะ ไม่ได้ทรุดลง แต่ก็ต้องคอยดูแลเสมอ คุณพี่คะ..” อรุณพิศทิ้งหางเสียง เธอไม่เอ่ยถาม เป็นเพชรน้ำหนึ่งเองมากกว่าที่เอ่ยออกมาหลังถอนหายใจอย่างไม่ใคร่สบายใจนัก

“รู้เรื่องที่เอมอรเชิญคุณหญิงสมสมรมารับประทานของว่างและอาหารกลางวันเมื่อวานใช่ไหม”

“ทราบค่ะ” ทำไมอรุณพิศจะไม่ทราบ แต่เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เธอจะอ่านหนังสือให้คุณหญิงฟัง เอมอรย่อมรู้ดีว่าไม่ควรกวนใจอย่างยิ่ง จึงไม่ได้มาเชื้อเชิญให้เธอไปร่วมโต๊ะด้วย แต่ดูเหมือนเป้าหมายที่แท้จริงของเอมอรจะอยู่ที่ลูกชายคนเล็กของเธอ

เสน่ห์จันทร์...

“พอดีพี่กลับจากสมาคมช่วงบ่าย แม่เอมเลยเชิญพี่ไปนั่งพูดคุยกับคุณหญิงเธออยู่ครู่หนึ่ง” อรุณพิศไม่เอ่ยถาม แต่คิ้วสวยของเธอขยับเล็กน้อย

เธอมั่นใจว่า เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับลูกชายของเธออย่างแน่นอน

“คุณหญิงสมสมรพาหลานสาวมาด้วย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อจันทร์ เหมือนจะเพิ่งเข้าเรียนที่มหาลัยเดียวกันด้วย”

“อ่อนกว่าสามปี?” อรุณพิศเอ่ย เพราะตอนนี้เสน่ห์จันทร์ขึ้นชั้นปีที่สี่แล้ว ถ้าอีกฝ่ายเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยก็แสดงว่าอายุประมาณสิบแปด

เพชรน้ำหนึ่งพยักหน้า พูดมาถึงตรงนี้แล้วคิ้วเข้มก็กดขมวดเข้าหากัน

“พี่จำไม่ได้ หรือว่าคุณแม่ไม่เคยเล่าให้พี่ฟังก็ไม่แน่ใจ แต่คุณหญิงเอ่ยออกมาคำหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่คุณแม่เคยพูดทาบทามลูกหลานของบ้านนั้นเอาไว้” อรุณพิศถึงกับเสียอาการ เธอเผยอปาก ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ “พี่พยายามนึก แต่ก็นึกไม่ออก เลยคิดว่า เป็นไปได้ไหมว่าคุณแม่อาจจะแค่พูดหยอกเย้ากับทางคุณหญิงเอาไว้ แต่ไม่ได้จริงจังอะไร เลยไม่เคยเอ่ยกับพี่ แต่เมื่อวานพอทางนั้นพูดเกริ่นขึ้นมา พี่เลยตอบเลี่ยงไปเล็กน้อย”

“แล้วคุณพี่ได้ตอบอะไรกลับไปบ้างคะ เรื่องนี้น้องเองก็ไม่แน่ใจ แต่ยอมรับว่าเคยได้ยินคุณแม่เปรยอยู่บ้างเมื่อหลายปีก่อน”

“จริงเหรอเนี่ย” เพชรน้ำหนึ่งตกใจไม่น้อย ถึงจะไม่ได้กระโตกกระตากเพราะเกรงใจ เกรงว่าจะทำให้คนที่นอนอยู่หลังฉากกั้นตกใจตื่น

“คุณแม่เคยบอกแค่ว่าอยากจะทาบทามหมั้นหมายลูกของเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่กิริยา ท่าทาง สกุล งามพร้อมไว้ให้คุณจันทร์ แต่ก็ยังไม่เห็นใครที่เข้าตา ตอนนั้นคุณจันทร์ยังเพิ่งขึ้นมัธยมปลายเอง น้องเลยไม่ได้เอออออะไรไปกับคุณแม่ แต่หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลยนะคะ”

“เฮ้ออออ เมื่อวานพอคุณหญิงสมสมรเกริ่นมา พี่ก็ได้แต่ยิ้ม แล้วบอกว่าเรื่องนี้คงให้แล้วแต่เด็ก ๆ พอดีว่าเมื่อวานคุณจันทร์ลงครัวช่วงบ่ายแล้วก็ออกไปข้างนอกกับเพื่อนละมั้ง เลยไม่ได้เจอกับหลานสาวของคุณหญิง” ได้ยินแล้วอรุณพิศรู้สึกไม่สบายใจนัก

เรื่องบุพเพชักพาของผู้ใหญ่อาจจะดี แต่ไม่ได้หมายความจะดีสำหรับทุกคน เช่นเธอกับเพชรน้ำหนึ่ง เพราะทั้งคู่พบเจอกันแล้วก็รู้สึกพึงพอใจกันและกัน ยามที่ผู้ใหญ่ลองทาบทามให้สนิทสนมทำความรู้จักจึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ในยุคสมัยปัจจุบันนี้สิ และยิ่งฝ่ายหนึ่งคือเสน่ห์จันทร์...

“ยังไง... ถ้าวันนี้คุณแม่ท่านอารมณ์ดี น้องจะลองถามดูนะคะ ว่าแต่... ไปอย่างไรมาอย่างไร ทำไมคุณสมสมรถึงมาเป็นแขกของคุณเอมได้”

“เห็นว่าเจอกันในสมาคม หรืองานเลี้ยงอะไรสักอย่าง เลยพูดคุยกันถูกคอ เมื่อวานเลยเชิญมาดื่มน้ำชารับมื้อเที่ยง”

“ไม่ใช่ว่าคุณเอมคิดจะเป็นแม่สื่อหรอกนะคะ” อรุณพิศเอ่ยดักทาง เพราะเธอคิดว่าคงไม่มีเรื่องบังเอิญอะไรจะเหมาะเจาะขนาดนี้

บังเอิญรู้จักกัน เลยเชิญมาเลี้ยงน้ำชา กินของว่าง แล้วบังเอิญเจอผู้ใหญ่ของทางนี้เลยหยั่งเชิงเรื่องหมั่นหมาย

จะเป็นไปได้ขนาดนั้นหรือ

ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน

“แม่สื่อ? ระหว่างคุณจันทร์กับลูกคุณหญิงน่ะหรือ” เพชรน้ำหนึ่งไพล่นึกถึงใบหน้าของหลานสาวคุณหญิงสมสมร เขาจำไม่ได้ว่าเด็กสาวคนนั้นชื่ออะไร แต่กิริยาท่าทางก็ดูดีไม่น้อย เรื่องการวางตัว ชาติตระกูลก็ไม่เป็นสองรองใคร ถ้าจะพูดว่าได้ดองกันก็เหมาะไม่น้อย ติดที่ว่า “คุณจันทร์จะสนใจหรือ”

อรุณพิศถึงกับหลุดยิ้มออกมา ช้อนตามองสามีอย่างขำขัน

“ทำไมคุณพี่พูดอย่างนั้นล่ะคะ”

“อ้าว คุณจันทร์ไม่ใช่ว่าชอ... บ...”

“?” อรุณพิศเลิกคิ้วมองสามีที่ทำหน้าเก้อเขินออกมา “คุณพี่จะพูดว่าอะไรคะ” เห็นสายตาของภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากแล้ว คุณเพชรน้ำหนึ่งก็เหมือนจะลืมว่าตนเองจะเอ่ยอะไร หาคำพูดไม่เจอเลยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ

“คุณจันทร์... อาจจะมีคนในใจอยู่แล้วก็เป็นได้ คือ... ก็ไม่เห็นคุณจันทร์สนใจใคร พี่เลยคิดว่า...”

“ถ้าคุณจันทร์มีคนที่พึงพอใจอยู่แล้วล่ะคะ”

“พี่ก็ไม่ว่าอะไร คุณจันทร์เป็นคนฉลาด รู้จักมองคนอยู่แล้ว ถ้าเลือกแล้วก็คงดีนั่นแหละ”

“แล้วถ้าคนคนนั้นเป็น...” อรุณพิศยังไม่ทันพูดอะไรต่อ เสียงไอก็ดังเบา ๆ เล็ดลอดมาจากฉากกั้น สองสามีภรรยาเงียบเสียงลง อรุณพิศเดินอ้อมฉากกั้นไป มองคุณหญิงมณีจันทร์ที่หลับต่อ ก็ลอบถอนใจ แล้วเดินกลับมา

“ไว้เรื่องนี้ค่อยคุยกันดีกว่าค่ะ คืนนี้น้องจะกลับไปนอนห้องก็แล้วกัน”

“ถ้าไม่มีเรื่องนี้ก็ไม่กลับห้องหับตัวเอง พี่ควรอิจฉาคุณแม่ดีไหม ที่เมียพี่เอาใจมากกว่าพี่เสียอีก”

“คุณพี่คะ...” อรุณพิศค้อนให้สามีเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ยามที่สามียิ้มเย้า

“ถ้าอย่างนั้นค่อยว่ากัน วันนี้พี่ไม่ได้ไปไหน ว่าจะทำสวนหย่อมหน้าเรือนเสียหน่อย ว่าแต่... หลานพายจะว่างมาเป็นลูกมือพี่ไหมนะ”

“คนสวนของเราก็มี คุณพี่จะไปใช้หลานทำไมคะ แค่งานในสวน หลานก็วุ่นวายทั้งวันแล้ว” คุณเพชรน้ำหนึ่งทำสีหน้าขัดใจเล็กน้อย บ่นไปด้วยในขณะที่เดินออกไปจากห้องของมารดา

“ก็หลานพายมือเย็น ปลูกอะไรก็ติด ดูแลอะไรก็งาม กล้วยไม้ของพี่น่ะนะ นับวันยิ่งจะเหี่ยวจะเฉา พอหลานพายมาดูให้แป๊บเดียว ดอกสวยเชียว”

“คุณพี่ใส่ปุ๋ยเยอะไปค่ะ ครั้งล่าสุดหลานบอกน้องแบบนี้ แล้วก็ไม่ต้องบ่น สวนคุณพี่ คุณพี่ก็ต้องดูแลเอง อย่าให้เห็นว่าไปกวนให้หลานมาช่วยนะคะ”

“ดุ... ดุจริง ๆ” ยังไม่เลิกบ่น

อรุณพิศมองตามหลังของสามี เธอยิ้มกับความน่ารักนั้น ก่อนจะถอนหายใจ หันกลับไปมองนาบัวที่เบ่งบานรับแสงแดดสาดส่อง

ดูเหมือนเรื่องนี้จะมีคนเสนอตัวก่อเรื่องให้เสน่ห์จันทร์และสายพิรุณเสียแล้ว

 









+++++++++++++



ชื่อตอนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเท่าไหร่ อย่าไปสนใจเลย

 

ส่วนเนื้อหา... ฮูยยยย ละครหลังข่าวมากเด้อออออ

ดราม่าเหรออออออ เชื่อมือพี่ได้...

ว่าพี่เขียนดราม่าไม่เป็น 5555555555555

 

ปล. สูตรทำขนม ขอแนะนำว่า อย่าทำตาม เพราะนั่นอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ครัวของท่านระเบิดเปิดเปิงได้

 

รักนะคะ แต่หิวมากกกกกกกก

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3027
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 671
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2
เหมือนพ่อแม่จะรู้ว่าคุณจันทร์ชอบพี่พระพาย

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
คุณพ่อคุณแม่คุณย่าคงรู้แล้วสินะว่าคุณจันทร์มีใครในใจ :impress2: :-[

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-3

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +446/-3

เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๕ เสน่หากลางสายลม



รถยนต์คันหรูสีดำสนิทชะลอความเร็วและเข้าจอดเทียบริมทางเท้า เสน่ห์จันทร์คุ้นเคยกับคณะที่ตนเรียนดี ชายหนุ่มแค่กะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะเอี้ยวตัวหยิบกระเป๋าเป้สีดำมาถือไว้

“คุณลุงหมายไม่ต้องมารับคุณจันทร์นะครับ เย็นนี้คุณจันทร์จะกลับเอง”

“ได้ครับ”

“ขอบคุณครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย ก่อนจะเปิดประตูและลงจากรถ ร่างสูงยืนนิ่งอยู่อึดใจ เปลือกตาหรี่ลงเพราะแสงแดดจัดยามบ่าย และเมื่อเขาก้าวขาเดินเข้าสู่คณะ รถของเรือนจันทร์ดาราฉายถึงเคลื่อนตัวออกไป

เสน่ห์จันทร์เดินตรงไปเรื่อย ๆ เวลานี้เพื่อนในกลุ่มของเขาอยู่กันตรงหน้าห้องบรรยายแล้ว ที่เขารู้ก็เพราะข้อความในไลน์กลุ่ม ปรกติแล้วเขาจะขับรถมาเรียนเอง แต่เพราะสองวันนี้ร่างกายพักผ่อนน้อยมาก เขาจึงให้คนในเรือนขับรถมาส่งให้ ส่วนขากลับอาจจะเป็นแท็กซี่หรือแกร็บแท็กซี่

ร่างสูงก้าวขาเดินด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ไม่ลุกลนหรือเคอะเขิน แม้ทุกสายตาของนักศึกษาที่นั่งโต๊ะหินอ่อนหรือเดินสวนกันจะจ้องมองมาที่เขาเป็นจุดเดียวก็ตาม

“อุ๊ย! พี่จันทร์ สวัสดีค่ะ” เสียงใสของเด็กสาวคนหนึ่งเอ่ยทัก ร่างกลมป้อมโผล่ออกมาจากทางเดินมุมอาคาร การเจอเขาเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ดังนั้นเธอจึงรีบเอ่ยทักทายโดยย่อเข่าลงเล็กน้อย ค้อมหัว แต่ไม่ได้ยกมือไหว้เพราะสองแขนหอบแผ่นงานปึกใหญ่ มองดูแล้วน่ากลัวว่าจะปลิวหล่นเสียจริง

“สวัสดีครับ น้องจ๋า” เสน่ห์จันทร์ยกมือขึ้นรับไหว้ด้วยท่วงทีที่เป็นธรรมชาติ แม้ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแค่ไหน แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้าของเสน่ห์จันทร์ ก็เหมือนเป็นภาพกิริยาที่อ่อนช้อยงดงามทุกอย่าง

“พี่จันทร์มีเรียนบ่ายเหรอคะวันนี้” ที่เอ่ยถามเช่นนี้เพราะช่วงเช้าจริยากรณ์ไม่เห็นหน้าของพี่รหัสรวมไปถึงกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมกันในคณะเลย

“ใช่ครับ แล้วน้องจ๋าจะไปไหนครับ ทำไมดูรีบร้อนจัง”

“คือจ๋าจะเอางานไปส่งที่ตึกโน้นค่ะ ต้องส่งก่อนบ่ายสองนี้” เสน่ห์จันทร์ยิ้มให้กับน้องรหัส ก่อนจะยื่นมือไปตรงหน้า

“พี่ช่วยครับ” อันที่จริงจริยากรณ์ไม่ได้อยากรบกวนรุ่นพี่ตรงหน้านัก แต่ไม่รู้จะปฏิเสธรอยยิ้มงดงามนี้อย่างไร อันที่จริงต้องบอกว่า ไม่มีใครที่ต้านทานรอยยิ้มของเสน่ห์จันทร์ได้หรอก

จริยากรณ์ยื่นเอกสารที่ตนเองถือให้เสน่ห์จันทร์ครึ่งหนึ่ง บอกตามตรง เธอไม่อยากให้พี่รหัสช่วยจริง ๆ เธอกลัวว่าไอ้เอกสารปึกหนานี้จะทำให้อีกฝ่ายหนักน่ะสิ

อาการแบบนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะเธอ แต่เชื่อเถอะว่าทุกคนก็ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกัน เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย ไม่ใช่ชายหนุ่มที่ใครคิดจะใกล้ชิดหรือเด็ดดมได้ง่าย ๆ

อันที่จริง... อีกฝ่ายนั้นดูสูงค่าจนไม่มีใครกล้าเอื้อมมากกว่า

รูปร่าง หน้าตา ฐานะ การเรียน อยู่ในระดับที่หาใครมายืนเคียงข้างได้ยากลำบากเหลือเกิน ทั้งที่เสน่ห์จันทร์ก็ไม่ได้แสดงท่าทางหยิ่งยโสอะไร ตรงกันข้ามอีกฝ่ายมีความเป็นกันเอง เป็นมิตรกับทุกสิ่งบนโลกใบนี้ อาจจะเป็นเพราะกิริยาและการวางตัวที่ดีเลิศนั้นก็เป็นได้ เสน่ห์จันทร์จึงขึ้นแท่นชายหนุ่มที่ทุกคนไม่กล้าจะหมายปองด้วยซ้ำ

ทำไมพี่รหัสของเธอถึงดูสูงส่งปานนี้นะ พอยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้ว จริยากรณ์รู้สึกเหมือนเป็นคนติดตามตัวน้อย ๆ

“น้องจ๋าครับ พี่ส่งตรงนี้นะครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องพักของอาจารย์ เขาส่งแผ่นงานปึกใหญ่คืนน้องรหัส

“ขอบคุณมากนะคะ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มละไม

“ไม่เป็นไรครับ พี่ไปก่อนนะครับ”

“ค่ะ”

จริยากรณ์ลอบถอนหายใจออกมา รู้สึกปอดทำงานเป็นปรกติแล้ว ในอกอิ่ม ๆ ของเธอโล่งแทบจะทันทีที่พ้นร่างของเสน่ห์จันทร์ เธอรู้สึกถึงชีวิตของคนธรรมดาได้กลับเข้าสู่จิตวิญญาณอีกครั้ง หลังจากที่ถูกรัศมีของชายหนุ่มกลบจนมิด แถมยังถูกจับจ้องด้วยสายตาอิจฉาจากสาว ๆ หนุ่ม ๆ ตลอดทาง

โอ๊ย... เลือกได้ก็ไม่อยากใกล้นะ ไม่ไหว ๆ อกยัยจ๋าจะแตก คนอะไร นับวันยิ่งเหมือนเทวดาจุติไปทุกวัน

 

ใช่ว่าเสน่ห์จันทร์จะไม่รู้ว่าผู้คนรอบข้างมองเขาด้วยสายตาแบบไหน ความรู้สึกเช่นไร แต่เขาเติบโตมาแบบนี้ บางอย่างก็เกินกว่าความสามารถจะแก้ไขหรือปรับปรุง อีกทั้งเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ในเมื่อที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้แย่

เขาถูกสั่งสอนเรื่องการวางตัวมาตั้งแต่รู้ความ ในเรือนจันทร์ดาราฉาย ไม่ว่าจะเจ้านายหรือเด็กในบ้านต่างได้รับการอบรมกิริยามารยาทอย่างเข้มงวด แม้หลัง ๆ มาจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่เรื่องกาลเทศะ การวางตัว การแสดงทุกกิริยาภายนอกเรือนนั้น เขาไม่อาจทำให้เกิดคำตำหนิไปถึงจันทร์ดาราฉายได้ ดูอย่างดาราทอง แม้จะห้าวหาญสักแค่ไหน แต่เมื่อเอาจริง หญิงสาวก็วางตัวได้ดีและเหมาะสม เพียงแต่ชอบแอบทำตัวเกเรอยู่เรื่อยเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การปฏิบัติต่อผู้คนอื่น ๆ ในสังคม เสน่ห์จันทร์ก็ปฏิบัติอย่างดี แต่เว้นระยะอย่างพอดีไม่ให้ใครต่อใครอึดอัด และชัดเจนในระดับความสัมพันธ์

พี่ น้อง เพื่อน เจ้านาย

 

กลุ่มเพื่อนของเขาจับกลุ่มอยู่หน้าห้องบรรยาย และเมื่อเห็นเขาก็กวักมือเรียก เสน่ห์จันทร์มองรอบกายพบว่ายังไม่มีเพื่อนรวมเอกคนอื่นมา

“สวัสดีครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยทักเพื่อน ๆ ทุกคนยิ้มให้เขา จะมีก็แต่... “ทำไมมะยมทำหน้าอย่างนั้นล่ะครับ คุณจันทร์ทำอะไรผิดเหรอ”

“นี่แน่ะ! แกกล้าทำให้คุณจันทร์รู้สึกผิดเหรอ เดี๋ยวตีให้เลย” กรองแก้วทำท่าจะตีเพื่อนจริง ๆ แต่ก็แค่ขู่เท่านั้นแหละ เธอไม่ได้คิดจะทำร้ายเพื่อนตัวผอมแห้งคนนี้จริง ๆ

“อย่านะ มือแกหนักอย่างกับตีนช้าง ทุบมาทีไหล่ฉันหักแน่”

“คุณมะยมครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยแทรกขึ้น พร้อมรอยยิ้ม “เท้าช้างดีกว่าไหมครับ” การแก้คำผิดของเสน่ห์จันทร์ทำให้ทุกคนนิ่งไป ก่อนจะหัวเราะกันออกมา

“คือ... ทำไมคุณจันทร์แก้คำผิดให้แล้ว แต่ยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ดีอะ” กรองแก้วทำหน้าโอดครวญ ก่อนจะเป็นฉัตรศิริวิไล ที่เอ่ยขึ้น

“ก็คุณจันทร์แก้คำผิดให้ แต่ไม่ได้ห้ามให้มะยมว่ากรองนี่คะ”

“เกลียด!”

“อ้าว... คุณจันทร์ทำอะไรผิดวะ ทำไมแกเกลียดคุณจันทร์”

“อิมะยม เดี๋ยวกูตีมึงจริง ๆ นะ”

“คุณกรองครับ” คราวนี้เสน่ห์จันทร์ถึงกับขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ว่าถ้าเพื่อน ๆ จะพูดคำหยาบบ้าง หรืออันที่จริงจะไม่สุภาพเลย แต่บางทีปฏิกิริยาของเขาก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ห้ามไม่ได้ ได้ยินแล้วต้องขอปรามสักนิด

“ไปทำบุญเลยนะคะกรอง” ฉัตรศิริวิไลพูดกลั้วเสียงหัวเราะ ก็เป็นกันเสียแบบนี้ตั้งแต่ปีหนึ่ง พอพูดคำหยาบถึงขั้นที่เสน่ห์จันทร์ต้องแทรก คนนั้นต้องทำบุญ

ไม่ใช่เพราะเสน่ห์จันทร์สั่ง แต่คนพูดนั่นแหละที่รู้สึกผิดบาปจนร้อนตัวไปเอง

“พรุ่งนี้แวะตักบาตรก่อนมาเรียนเลย” กรองแก้วยอมรับ ก่อนจะหันไปมองหน้าของเสน่ห์จันทร์เต็มตา “จริง ๆ กำลังคุยกันว่าเย็นนี้จะไปที่ร้านของคุณจันทร์อะ แต่ไม่รู้คุณจันทร์สะดวกไหม เบื่อก๋วยเตี๋ยวแถวหอพักแล้ว”

“ไม่ได้ไปร้านคุณจันทร์นานแล้ว ไม่รู้วันนี้มีขนมอะไรกินมั่ง” ยศกรทำแก้มพอง ๆ ก่อนจะจ้องตากับกรองแก้วจนตาแทบถลน เพราะเพื่อนสาวขยับปากพูดว่า อ้วน แบบไม่มีเสียงเข้าใส่ การฟาดฟันทางสายตาปะทุขึ้นโดยที่เสน่ห์จันทร์และฉัตรศิริวิไลได้แต่ยิ้มอย่างเข้าใจธรรมชาติของเพื่อนสองคนนี้

เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ว่าอะไร เขายิ้มบางเบา แต่แสดงสีหน้าเสียดายออกมาชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มกว่าปรกติเล็กน้อย

“ตอนแรกคุณจันทร์คิดว่าเลิกเรียนแล้วจะชวนไปกินพิชซ่า แต่ถ้าทุกคนอยากไปที่...”

“ไปกินพิชซ่า” กรองแก้วเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น พร้อมทั้งสองมือที่ยกขึ้นเป็นปางห้ามเสนอความเห็นใดใดอีก แน่นอนว่าก็ไม่มีใครขัดอยู่แล้ว “ชีวิตต้องการชีสอย่างเร่งด่วนค่ะ” พูดจบกรองแก้วก็ถลึงตาเข้าใส่ยศกร เพราะเพื่อนตัวดีขยับปากอย่างไม่มีเสียงว่า อ้วน

“หญิงไม่มีปัญหาอะไรค่ะ ที่ไหนก็ได้”

“เราก็ไม่มี” ยศกรเอ่ย

“ขอบคุณครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม “คุณจันทร์ว่าเราเข้าไปนั่งในห้องเถอะครับ”

“โอเค ๆ” กรองแก้วเอ่ย แต่พอจะเดินก้าวเข้าไปในห้องฉัตรศิริวิไลก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

“กรองกับมะยมเข้าไปนั่งรอก่อนนะคะ หญิงขอคุยกับคุณจันทร์ครู่หนึ่ง”

ปรกติแล้วฉัตรศิริวิไลไม่ใช่คนมีความลับกับเพื่อนสนิท ทว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นหญิงสาวคงไม่ขอเวลาส่วนตัวเช่นนี้ กรองแก้วและยศกรคบกับทั้งคู่มาตั้งแต่เข้าเรียนที่นี่ ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

“ได้คร้าบบบบ คุณหญิงฉัตร”

“เดี๋ยวเถอะ” ฉัตรศิริวิไลทำเป็นต่อว่ายศกรแต่ไม่ได้จริงจังนัก เมื่อคล้อยหลังเพื่อนไปแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าสวยก็หายไปทันที

“เห็นทีคงเป็นเรื่องสำคัญมากใช่ไหมครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบา ขยับตัวออกห่างจากประตูห้องบรรยาย และทิ้งระยะห่างระหว่างตนเองกับฉัตรศิริวิไลพอไม่ให้น่าเกลียด เป็นระยะห่างที่พอดีสำหรับเพื่อน ระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างชายหญิง และเป็นระยะห่างที่ไม่ควรมีคำนินทาจากสายตาคนภายนอก

ไม่ใช่ว่าเพราะเสน่ห์จันทร์ทำตัวสูงค่าแต่อย่างใด แต่เพราะนามเต็มของหญิงสาวตรงหน้านี้ต่างหากที่ทำให้เสน่ห์จันทร์ต้องวางตัวให้เหมาะสม

ในเมื่อฉัตรศิริวิไลมีคำนำหน้าน่ะสิ

แม้จะถือเป็นสามัญชน แต่นามพิเศษนี้ก็เป็นที่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของพระญาติเหนือขึ้นไป ดังนั้น ถ้านับกันตามหลักแล้ว เสน่ห์จันทร์ แม้จะดูสูงส่งในสายตาผู้อื่น แต่เขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ต้นตระกูลทำงานในพระราชวังเท่านั้น ต้นสกุลได้รับการปูนบำเหน็จยศ คุณหญิง คุณชาย แต่ก็เป็นเพียงนาม

เขาจึงวางตัวกับเธออย่างระวังเป็นพิเศษ เช่นเดียวกัน หญิงสาวก็วางตัวกับเขาเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะดูเหมือนทั้งมหาวิทยาลัยคงมีเพียงเธอเท่านั้นที่ไม่มีใครกล้าถากถางเมื่อยืนอยู่ข้างเสน่ห์จันทร์

“จำได้ไหมที่หญิงเคยเล่าให้คุณจันทร์ฟัง เรื่องที่หม่อมย่าเคยรับเชิญคุณน้าเอมอรไปที่ร้านของคุณจันทร์น่ะค่ะ”

“จำได้ครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ ในใจครุ่นคิดว่า พักนี้ดูเหมือนจะมีคำว่าแขกของคุณน้าเอมอรบ่อยเหลือเกิน

“เมื่อสัปดาห์ก่อนหญิงเข้าไปกราบหม่อมย่า ท่านเล่าให้ฟังว่าครั้งนั้นที่รับเชิญไปเป็นแขก เพราะหม่อมย่าอยากพบคุณจันทร์”

เสน่ห์จันทร์นิ่งเงียบ ฉัตรศิริวิไลไม่ได้มองเขาแม้หางตา เธอมองออกไปนอกตัวอาคารเรียน ท่วงท่าของเธอสง่างามสมกับที่ถูกเลี้ยงดูมาในกรอบของขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัด

“วันนั้นคุณจันทร์เสียมารยาทกับท่านไม่น้อย”

“หม่อมย่าไม่ถือโทษ หญิงบอกคุณจันทร์แล้วไงคะ อันที่จริงแล้วเรื่องวันนั้นก็ไม่มีอะไรเพราะทั้งหญิงและคุณจันทร์ไม่รู้ความกัน หม่อมย่าก็แค่อยากเห็นหน้าคุณจันทร์เท่านั้น”

“คุณจันทร์อยากทราบเหตุผลครับ” ฉัตรศิริวิไลระบายลมหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเท้าความเรื่องที่ตนได้รับรู้มา

“หม่อมย่าค่อนข้างมีความสัมพันธ์อันดีกับคุณหญิงมณีจันทร์ ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนคุณหญิงเคยเปรยออกมาว่า ต่อไปคุณจันทร์คือผู้ดูแลจันทร์ดาราฉายแทนคุณพ่อของคุณจันทร์ ท่านเลยอยากมองหาคู่หมายให้กับคุณจันทร์เอาไว้แต่เนิ่น ๆ” เสน่ห์จันทร์ยังคงยืนรับฟังอย่างนิ่งสงบ บรรยากาศรอบกายยังคงนุ่มนวลเหมือนแสงจันทร์ยามค่ำคืนที่อาบทั่วท้องฟ้ามืดมิด

“หม่อมย่าไม่ได้แสดงท่าทีอะไร แต่หม่อมย่าก็รู้ว่าคุณหญิงท่านอยากจะทาบทามหญิงเอาไว้ แต่ด้วยบรรดาศักดิ์ คุณหญิงท่านเกรงใจจึงไม่เอ่ยออกมาตรง ๆ ตอนนั้นไม่ได้มีแค่หม่อมย่า ยังมีคุณหญิงสมสมรด้วย ทางนั้นน่าจะมีความสนใจในจันทร์ดาราฉายมากกว่าทางวิสุทธิคุณ” เหมือนเสน่ห์จันทร์จะพอเข้าใจอะไรแล้ว

“หม่อมย่าไม่ได้เอะใจอะไรมากนัก ตอนที่คุณน้าเอมเอรเชิญไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชา ท่านจึงรับเชิญ แต่ไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์ขนมหน้าแตก”

“คุณหญิงฉัตรครับ” ฉัตรศิริวิไลแค่ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ถือสาอะไรกับเสน่ห์จันทร์

“คุณจันทร์คะ หม่อมย่าอาจจะไม่ได้จริงจังอะไรมากนักในตอนแรก แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ท่านจะไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้ว ยศศักดิ์ของลูกหลานในแต่ละรุ่นนั้น ลดหลั่นลงมีแค่นามเท่านั้น เช่นตัวหญิงเอง มีคำนำหน้าแล้วอย่างไร หญิงก็แค่ผู้หญิงสามัญชนเท่านั้น ดังนั้นการที่หม่อมย่าจะคิดเกี่ยวดองกับจันทร์ดาราฉายที่เป็นสามัญชนก็คงไม่มีอะไรแตกต่าง”

“คุณหญิงฉัตรหมายความว่าจะทำตามความต้องการของท่านอย่างนั้นเหรอครับ” ฉัตรศิริวิไลขำออกมาเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว

“หม่อมย่าสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะรู้เรื่องหญิงกับพี่จอมต่างหาก” พี่จอม หรือ จอมทัพ คือชายหนุ่มรุ่นพี่ปีห้า คณะสถาปัตยกรรม ชายผู้ไม่สนเสียงฟ้าเสียงฝนเดินหน้าตามฝากรักฉัตรศิริวิไลตั้งแต่เจอหญิงสาวครั้งแรกตอนปีหนึ่ง จนตอนนี้ผ่านไปกว่าสามปีแล้ว น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน ฉัตรศิริวิไลก็แค่หญิงสาวธรรมดาเท่านั้น

เธอแพ้ให้กับความดื้อด้านของจอมทัพในท้ายที่สุด

“หากหญิงต้องสมรสกับสามัญชน หม่อมย่าต้องเลือกคุณจันทร์ก่อนใครอยู่แล้ว ในเมื่ออย่างไรเสีย คุณจันทร์ก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับในวัง ชื่อเสียงย่อมดีกว่าลูกชายร้านขายเครื่องหอมใช่ไหมคะ”

“คุณหญิงฉัตรล่ะครับ คิดว่าอย่างไร” ฉัตรศิริวิไลเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งข้างกาย พูดกันขนาดนี้แล้วเสน่ห์จันทร์ยังรักษาความนุ่มนวลทั้งในน้ำเสียงและบรรยากาศได้ขนาดนี้...

น่ากลัว

“หญิง... ไม่ชอบยุ่งกับผู้ชายที่มีคนในใจอยู่แล้วหรอกนะ อีกอย่าง... ถ้าต้องคบกันจริง ๆ หญิงไม่รู้ว่าคุณจันทร์นึกอยากจะจูบหญิงไหม ในเมื่อ...”

“หม่อมราชวงศ์ฉัตรศิริวิไล”

คุณพระ!

เสน่ห์จันทร์ถึงขั้นเรียกชื่อจริงของฉัตรศิริวิไล ถ้านามสกุลต่อมาด้วย... รับรองว่าเธอต้องไปบวชเป็นแม่ชีที่วัดอย่างน้อยสามปีแน่นอน!

“ขอหญิงให้ได้พูดแบบสบาย ๆ เถอะคุณจันทร์ หญิงนึกคำสุภาพเพื่อเลี่ยงไม่ออกแล้ว” ถึงกับต้องคร่ำครวญแบบนี้ เสน่ห์จันทร์โปรดเห็นใจเธอด้วย “จะให้หญิงพูดอย่างไรล่ะ ในเมื่อสายตาคุณจันทร์เวลามองผู้หญิง กับมองผู้ชายมันต่างกัน นี่หญิงยังไม่นับเวลาที่คุณจันทร์มองพี่ชายคนนั้นนะ”

“อย่างไรก็ไม่ควรเอ่ยเช่นนี้ครับ” ฉัตรศิริวิไลนึกอยากโอดครวญให้สาสมกับความเป็นเสน่ห์จันทร์เหลือเกิน แต่ติดที่ว่าเธอเองก็ยังต้องรักษากิริยามารยาท จึงไม่ได้ออกท่าทางอะไรมากนัก “ถ้าใครคนอื่นมาได้ยินจะว่าเกินงามนะครับ”

“คุณจันทร์ปากร้าย” พอถูกตำหนิแบบนี้เสน่ห์จันทร์ก็ทำหน้าเหลอหลาทันที เพราะเขามั่นใจว่าคำที่พูดออกไปนั้นไม่มีคำหยาบหรือคำไม่สุภาพใดใดเลย และพอฉัตรศิริวิไลเห็นท่าทางนั้นของเพื่อน เธอก็นึกอยากกระโดดลงจากตึกนี้เอาหัวโหม่งพื้นให้จบ ๆ ไปเสีย

เธอเพิ่งกล่าวหาเสน่ห์จันทร์ว่าปากร้าย ทั้งที่... เธอก็แค่พูดตามที่รู้สึก แต่ทำไมความผิดบาปมันจู่โจมเธอรุนแรงเพียงนี้!

“พอแล้วคุณจันทร์อย่ามองหญิงแบบนั้น หญิงรู้สึกผิดจนไม่รู้จะสำนึกผิดตรงไหนก่อนดีแล้ว”

เสน่ห์จันทร์ไม่เอ่ยอะไรอีก เขากลับมารักษาความสงบและนุ่มนวลอีกครั้ง และรับฟังฉัตรศิริวิไลเอ่ยต่อ

“เอาเป็นว่าในส่วนของหญิงที่จะบอกคุณจันทร์นั้นก็คือ... อาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่หม่อมย่าเชิญคุณจันทร์ไปพบผ่านหญิง ขอให้คุณจันทร์รับรู้ไว้ด้วยนะคะ ว่าหญิงไม่ได้เห็นด้วย แต่ตอนนี้หญิงยังหาทางออกไม่เจอ เลยอยากบอกให้เข้าใจกันไว้ก่อน”

“ขอบคุณครับ”

“อีกเรื่องหนึ่ง” คราวนี้น้ำเสียงของฉัตรศิริวิไรมีความไม่ชอบใจปนอยู่เล็กน้อย “ที่หญิงเกริ่นก่อนหน้าคือเรื่องนี้มีคุณหญิงสมสมรอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ล่าสุดงานประมูลเครื่องเพชรการกุศลครั้งก่อนหญิงไปกับหม่อมแม่ด้วย เห็นคุณน้าเอมอรดูสนิทกับคุณหญิงสมสมรระดับหนึ่งเลยนะ ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกันไหม เพราะครั้งก่อนก็เชิญหม่อมย่า เร็ว ๆ นี้อาจจะมีแขกของคุณน้าเอมอรโผล่ไปที่ร้านของคุณจันทร์อีก” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม นึกถึงชื่อแขกคนสำคัญของคุณน้าเอมอรเมื่อวานแล้วก็พอจะเข้าใจเรื่องราว

“คุณน้าเอมอรเชิญคุณหญิงสมสมรไปที่เรือนจันทร์ดาราฉายแล้วครับ เมื่อวานนี้” ฉัตรศิริวิไลหันมามองเสน่ห์จันทร์ ดวงตากลมสวยของเธอค่อย ๆ กว้างขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขบขัน

“คุณหญิงสมสมรมีหลานสาวอยู่นะคะ เหมือนว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ด้วย อืม... ถ้าคุณจันทร์ตกลงปลงใจกับหลานคุณหญิง อย่างนี้หญิงก็...”

“บางทีคุณจันทร์คิดว่า ไม่ต้องรอให้หม่อมท่านเชิญคุณจันทร์ไปพบหรอกมั้งครับ คุณจันทร์ไปเองน่าจะเหมาะกว่า คุณหญิงฉัตรคิดว่าคุณจันทร์ควรไปเย็นนี้เลยดีไหมครับ” เป็นคำถามที่ฉัตรศิริวิไลอยากกรี๊ดออกมา และเมื่อคนพูดคือเสน่ห์จันทร์ เธอรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่สุด

เสน่ห์จันทร์กำลังข่มขู่เธอ แต่หญิงสาวกลับไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร เพียงเพราะมองใบหน้าซื่อใสนั้นแล้ว เธอกลับคิดว่าการที่เอ่ยกลั่นแกล้งอีกฝ่ายก่อนนั้น เป็นเรื่องที่กระทำผิดอย่างใหญ่หลวง

“หญิงผิดเอง...” ชายหนุ่มยิ้มรับ ก่อนจะมองหญิงสาวแสนสวยเบื้องหน้า

“อย่ากังวลเกินเหตุเลยครับ แต่คุณจันทร์ขอบคุณมากนะครับที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง” เพราะเขาชักเริ่มสนใจแล้วล่ะว่า คุณน้าคนเก่งคิดจะทำอะไร

“ถ้าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ คุณจันทร์มีแผนรับมืออะไรไหมคะ บอกหญิงหน่อยสิ อันที่จริงหญิงไม่สบายใจเลย ไม่ได้บอกให้พี่จอมรู้เรื่องด้วย”

“ตอนนี้คุณจันทร์ไม่มีความคิดเห็นอะไรครับ ส่วนพี่จอม คุณจันทร์คิดว่า คุณหญิงลองคุยก่อนดีไหมครับ อย่าให้พี่จอมต้องมารู้เองทีหลังจะดีกว่า” ฉัตรศิริวิไลนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว คุณจันทร์ว่าเข้าไปในห้องเถอะครับ ทิ้งสองคนนั้นไว้นานแล้ว”

“ค่ะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ว่ากันไปตามสถานการณ์ดีกว่า” เสน่ห์จันทร์ยิ้มรับ ก่อนจะรอให้ฉัตรวิไลเดินเข้าไปก่อน แล้วตนเองก็เดินตาม ไม่นานก็มีเพื่อนในเอกคนอื่น ๆ ทยอยขึ้นตึกมา

ถามว่าเรื่องที่ได้รับรู้นี้เป็นสิ่งที่เสน่ห์จันทร์หนักใจไหม จะบอกว่าไม่เลยสักนิดก็ไม่ใช่ แต่เขาไม่เห็นว่าจะต้องให้ความสำคัญมากเกินจำเป็น

เพราะต่อให้ผู้ใหญ่พยายามจะสร้างบุพเพระหว่างเขากับผู้หญิงคนไหนก็คงไม่สำเร็จ

หัวใจของเขาเป็นเช่นไร... เสน่ห์จันทร์รู้ดีที่สุด

 

ในขณะที่คนหนึ่งมีเรื่องแม่สื่อแม่ชักเข้ามาพัวพัน อีกคนหนึ่งกำลังนั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาสวยเหม่อมองเจ้าดอกบัวสีชมพูและสีขาวมากมายที่วางบนแคร่ไม้

สายพิรุณถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเก็บดอกบัวกว่ายี่สิบมัดนั้นลงแช่ในถังน้ำ วันนี้เขาเก็บสายบัวส่งครัวดาราทอง แล้วก็รีบเอาดอกบัวหลายมัดไปตลาดเพื่อส่งให้แม่ค้า แต่ปรากฏว่าแม่ค้าหลายเจ้ารับดอกบัวของเขาแค่ไม่กี่มัด เหตุผลก็เพราะตอนนี้ดอกบัวกำลังล้นตลาด มีเจ้าของนาบัวที่อื่นเอาบัวมาส่งในราคาที่ถูกกว่า แทบจะแจกฟรี เขาจะต่อว่าก็ไม่ได้ เพราะก็เข้าใจอยู่

เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงนำดอกบัวกลับมาที่บ้าน ยกไปให้ครัวเสน่จันทร์อีกสองมัดใหญ่ ๆ เพื่อใช้ตกแต่งจานขนมหวาน แต่มันก็ยังเหลือดอกบัวอีกเยอะ...

ตอนนี้เขาไม่ได้รับงานบายศรีมาเย็บ เพราะปัญหาเรื่องใบตองขาดตลาด ไม่อย่างนั้นเขาจะใช้ดอกบัวเหล่านี้ตกแต่งบายศรี ไม่ก็คงเอาเย็บแทรกกับกระทงใบตองที่จะส่งให้ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองพรุ่งนี้ ถึงจะใช้ไม่หมด แต่ก็ยังดีว่ามีเหลือน้อยลง

ทว่าตอนนี้... เขาคงต้องมองเจ้าบัวสีสวยพวกนี้แห้งเหี่ยวไปอย่างไร้ประโยชน์

 

สายพิรุณรู้สึกเหนื่อยมากกว่าทุกวัน แต่เขาก็ไม่ได้ท้อ ชายหนุ่มยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะเอี้ยวตัวไปยกกระเช้าขนมหวาน ตอนที่เอาดอกบัวไปที่ครัวเสน่ห์จันทร์ เจ้าของครัวไปมหาวิทยาลัยแล้ว นี่เป็นของที่ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อเขา

ขนมเสน่ห์จันทร์กลิ่นหอมแตะจมูก ขนมน้ำดอกไม้หลากสี รวมไปถึงช่อม่วงแสนสวย จัดเอาไว้อย่างสวยงาม เห็นแล้วก็อดนึกถึงคนทำไม่ได้ เสน่ห์จันทร์ต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะทำขนมแสนอร่อยเหล่านี้ สายพิรุณไม่เคยกินเหลือ ต่อให้ไม่หมดในคราวเดียว แต่ขนมทุกชิ้นเขาก็ไม่ทิ้ง

ขนมชิ้นแรกที่สายพิรุณหยิบใส่ปากคือเสน่ห์จันทร์ แค่ยกขึ้นมาใกล้ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมละมุน ผิวสีเหลืองนวลของขนมเย้ายวนให้ลิ้มลอง กลีบเลี้ยงสีเข้มที่มีทองเปลวติดก็ช่างทำให้ดูเลอค่าเสียจนอดยิ้มอย่างภูมิใจเสียไม่ได้

ขนมเสน่ห์จันทร์รสนุ่มเหมือนกลิ่นหอม หวานแรกที่สัมผัสได้คือน้ำตาลที่ไม่โดดจนแสบคอผสมเข้ากับเนื้อแป้งซึ่งมีกลิ่นหอมของควันเทียน เขารู้สึกถึงความหอมหวานที่ละลายในปากแต่อบอวลไม่จางหายแบบนี้มันเกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

แม้จะกลืนไปแล้ว แต่ความหวานและความหอมยังคงอยู่

รสชาติของเสน่ห์จันทร์... ที่เต็มไปด้วย... เสน่ห์จันทร์

กว่าจะรู้ตัวว่าต้องชิมขนมน้ำดอกไม้ และขนมช่อม่วง ขนมเสน่ห์จันทร์ชิ้นสุดท้ายก็ถูกกลืนลงคอไปครู่หนึ่งแล้ว และด้วยความที่ไม่อยากให้ขนมน้อยใจ เขาเลยจัดการกับขนมช่อม่วงไปหนึ่งคำ

แป้งหอมนุ่ม ละมุนในปาก ยามที่กัดลงไป ความฉ่ำของไส้ข้างในก็ทะลักออกมา สายพิรุณอยากจะร้องไห้....

ทำไมอร่อยได้ถึงขนาดนี้...

สายพิรุณไม่ปรานีกับความอร่อยนั้นเลย เขาหันไปจัดการเจ้าน้ำดอกไม้สีสวยต่าง ๆ ชิ้นแรกคือสีครามดอกอัญชัน และก็อีกเช่นเคย... กลิ่นหอมมะลิตลบอยู่ในปากของเขา แป้งนุ่มเหนียวหนึบรสหวานพอดี รู้สึกเหมือนยกสวนดอกไม้มาอยู่ในปาก ณ เวลานั้น...

น้ำดอกไม้ คือความหอมหวานแสนสดใส

ช่อม่วง คือความหอมหวานที่ชุ่มฉ่ำ

เสน่ห์จันทร์... ความหอมหวานที่แสนนุ่มนวล

รส (มือ) ของเสน่ห์จันทร์...

สายพิรุณชอบเหลือเกิน ความอ่อนหวาน นุ่มนวล และหอมละมุน ขนมทุกอย่างที่ได้เชยชิมต้องมีเอกลักษณ์นี้ จนกลายเป็นว่า เขาไม่ได้ติดขนม แต่ติดรสของเสน่ห์จันทร์มากกว่า

น้ำเสียงอบอุ่น นุ่มนวลน่าฟัง ผิวขาวเนียนละเอียด น่าสัมผัส... กลิ่นกายหอมละมุน ติดตรึง...

ในใจไพล่คิดถึงยามที่เรือนร่างงดงามนั้นยืนอยู่ใกล้ชิด จนได้กลิ่นหอมหวานแตะจมูก ริมฝีปากสีสวยสดที่เผยอแย้มยิ้ม ยามที่น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียก “พี่พระพายครับ...”

 

สายพิรุณนิ่งงัน ดวงตากลมจ้องมองไปเบื้องหน้า มองเลยสวนดอกมะลิ เลยต้นกล้วย มองเรือนจันทร์ดาราฉายที่มีแมกไม้นานาพันธุ์โอบล้อม...

เขาเอื้อมมือไปหยิบดอกบัวมาหนึ่งดอก ก่อนจะยกมันขึ้นแล้วตีลงมาที่หน้าผากตัวเองจนได้ยินเสียงดังปึก ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็แค่รู้สึกชาเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังดีว่าเรียกสติกลับมาได้...

เขาคิดอย่างนั้นกับเสน่ห์จันทร์ได้อย่างไร... บุรุษที่เขานึกถึงด้วยใจพิศวาสเช่นนั้นคือเสน่ห์จันทร์

เสน่ห์จันทร์ผู้งดงาม... ไม่ควรต้องแปดเปื้อนใดใด

“บาป... บาปกินหัวแล้วไอ้พาย!”

 

++++++++++++++++++

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด