BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒  (อ่าน 8140 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-05-2019 11:27:51 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
เกริ่นเล็กๆน้อยๆ

นิยายเรื่องนี้ เคยลงในเล้าครั้งแรกเมื่อปี ๒๐๑๒ ตั้งแต่นิยมบีบี จนบีบีเจ๊งไปแล้ว เป็นเวลาเกือบ ๖ปีทีเดียว ที่ยังคงค้างๆคาๆ มิได้เขียนต่อให้จบ ทำให้ท่านผู้อ่านหลายๆท่านผิดหวัง เหตุก็เพราะงานประจำที่ทำให้ต้องห่างหายจากความฝันที่ฝันไว้ว่าอยากจะเป็นนักเขียนกับเขาบ้าง

แถมยังเคยลบออกไปเมื่อปีที่แล้ว เหตุก็เพราะ กังวลว่าบางช่วงบางตอนอาจจะไปกระทบกับนวนิยายเรื่องอื่นๆ จึงได้ถือโอกาสปรับปรุงในบางส่วน แต่มิได้มีการแก้ไขพล็อตอีกทั้งเนื้อหาหลักอย่างใด และตอนนี้พอมีเวลาแล้วเลยตั้งหน้าตั้งตาเขียนจนจะจบ วันนี้ก็เลยทยอยนำมาลง เผื่อท่านผู้อ่านที่เคยอ่าน หรือท่านที่สนใจเพิ่งเข้ามาอ่านจะได้อ่านตั้งแต่ต้นเป็นการรีรันไปในตัว สัญญาว่าตอนที่เหลือจะนำมาลงให้อ่านกันแน่นอนจนจบเลยทีเดียว ในเล้าอันเป็นที่รักเสมอมา

ที่ผ่านมาต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ ที่ผิดคำสัญญา และต้องขอบพระคุณท่านผู้อ่านอีกหลายๆท่านที่ยังส่งข้อความ ติดตาม ถามถึงนิยายเรื่องนี้

เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องที่ ๓ในชีวิต จึงยังมีมีข้อผิดพลาดมากมาย เขียนด้วยความเพ้อๆ เจ้อๆ ออกจะเยิ่นเย้อ น่าเบื่อ เอาไว้อ่านฆ่าเวลาระหว่างท่านผู้อ่านรอนิยายเรื่องโปรดของตนเองนะคะ

ด้วยรักเสมอมา

Artemis  ๒๕ มกรา ๖๒


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-02-2019 15:51:32 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
สารบัญ

 บทที่๑ New Contact
 บทที่๒ Sex Pistol
 บทที่๓ แม่มณี แม่มณีจ๋า
 บทที่๔ First class, First kiss
 บทที่๕ อัศวินหน้าตี๋
 บทที่๖   หึง หอม โหยหา
 บทที่๗ สาวอัมพวา
 บทที่๘ มั่นใจไม่รัก
 บทที่๙ รักต้องห้าม
 บทที่๑๐ กระซิบสวาท
 บทที่๑๑ ร้องไห้กับเดือน
 บทที่๑๒ ถวายตัว
 บทที่๑๓ คืนวันพระจันทร์เป็นใจ
 บทที่๑๔ มาร(ดา)
 บทที่๑๕ น้ำตาพระจันทร์
 บทที่๑๖ น้ำผึ้งพระจันทร์
 บทที่๑๗ ครอบบ้านครัวเดียว
 บทที่๑๘ ฟากฟ้าทะเลฝัน
 บทที่๑๙ แพ้แล้วพาล
 บทที่๒๐ ดั่งดวงหฤทัย ดวงใจอัศวิน
 บทที่๒๑ มณีจันทร์ อัครพงศธร
 บทที่๒๒ บังเกิดเกล้า
 บทที่๒๓ พ่อของลูก
 บทที่๒๔ ตะวันฉายที่ชายน้ำ
 บทที่๒๕ ดอก...(กุหลาบ)
 บทที่๒๖ ขุดราก ถอนโคน
 บทที่๒๗ เพื่อนรัก
 บทที่๒๘ ฟ้ากระจ่างดาว (ครึ่งแรก)
 บทที่๒๘ ฟ้ากระจ่างดาว (ส่วนที่เหลือ)
 บทส่งท้าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-05-2019 14:51:40 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑ New Contact

ดารารายเลิศโสภา
ข้าไม่นำพาเพราะกลัวว่าจะถูกสังเวย
โปรดสาปสรรขอให้โฉมอันน่าเชย
สิ้นสวยเลยไร้ค่า

ให้ข้าน่าชัง สิ้นหวังชื่นชม
ขอให้ไร้คู่นิยมนำพา
ขอให้สมใจดังปรารถนา
นะ....จุฬาตรีคูณ เจ้าเอย *


เสียงนุ่มๆเอื้อนเอ่ยเคล้าคลอเพลงสมัยเก่า ที่เปิดขับไล่ความเงียบเหงายามเย็นดังระเรื่อทั่วบริเวณบ้านสวนริมคลองแม่น้ำแม่กลองที่แตกแขนงซอยย่อยออกมาเป็นคลองเล็กคลองน้อยของพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอที่ถูกจัดว่าเป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ที่คนสะโอดสะองมักหลบหลีกเรื่องร้อนๆมาจากกรุงเทพ มาปลีกวิเวกดังที่เพื่อนๆแอบพูดลับหลังและบ่อยครั้งจงใจให้ได้ยิน

“มันโลกส่วนตัวสูงชอบอยู่คนเดียว ไม่รู้จะเก็บเนื้อเก็บตัวไปถึงไหน”

แล้วเพลงจุฬาตรีคูณ เพลงลูกกรุงเพลงโปรด ก็ต้องถูกหยุดกลางคัน เพราะเสียงโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างตัวดังขึ้น เจ้าของเสียงร้องนุ่มๆ ทนรำคาญไม่ไหวจึงหยิบขึ้นมาดู ตั้งใจตัดสายทิ้ง ทว่าสายนี้เป็นเบอร์ที่จำต้องรับเพราะเป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่มัธยม มิใช่แค่คนรู้จัก และทันทีที่กดรับ เสียงแสบแก้วหูก็ดังแปร๋นออกมา จนเจ้าตัว ต้องยกออกห่างหู

“อีมูนมึงอยู่ไหน กูจะชวนไปกินเหล้าที่หลังสวนซะหน่อย กูโทรไป ทำไมมึงไม่รับ บีบีไปก็ไม่ตอบ”

“อ้าวช้าง...เราอยู่อัมพวา มาดูบ้าน และบอกกี่ครั้งแล้วเราไม่กินเหล้า”

“ไปดูอะไรกันบ่อยๆ ปลีกวิเวกอีกแล้วนะ เพื่อนฝูงอยากเจอทีไรก็หายหัว” ผู้ที่ถูกเรียกว่า ช้าง หรือบางที “อีช้าง” นามเต็มนาย “ไอยรา” ยังแผดเสียงโกญจนาท สมกับชื่อและลักษณะตัวที่ใหญ่โตโอฬาร 

“ ถ้าเพื่อนอยากเจอ เราไม่เคยปฏิเสธเพราะยังดีที่มีคนคิดถึง แต่ถ้าเพื่อนทั้งฝูงเราคงไม่ไหว เล่นยกกันมาทั้งเสือ สิงห์ กระทิง และก็แรด...เราคุยไม่ทัน” เสียงนุ่มๆมิยักแผดเสียงใส่ ตอบกลับเรื่อยๆเรียบๆ และไอ้น้ำเสียงแบบนี้แหละ ที่อีช้างมันขนานนามให้ว่า

“อีสาวชาววัง พูดอย่างกับกลัวดอก....จะร่วง”

“ก็ดีกว่าพูดออกไปแล้ว มีคนให้ดอกทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างมึง” นานๆครั้ง คนที่เพื่อนๆเรียกชาววังก็ขึ้นมึงขึ้นกูตอกกลับนังพังแป้นไปบ้าง

“แล้วโทร.มานี่ จะชวนเที่ยวเท่านั้นใช่ไหม ถ้าใช่ จะได้ตอบว่าไม่ไป และจะได้วางสาย เสียเวลาฟังเพลงหมด” มูนพยายามตัดบทแต่อีช้างเชือกใหญ่ก็ยังไม่ยอมวาง

“เพลงโบราณๆ ของมึงน่ะเหรอ เดี๋ยวนี้ เขาต้องรีฮานน่ากันแล้วย่ะ”

แม้ใครจะพูดว่าเป็นเพลงโบราณ แต่มูนก็ไม่เลิกฟัง โดยเฉพาะเพลงจุฬาตรีคูณ ที่ตนถือว่าเป็นเพลงของแม่ เพราะแม่ชอบฟังและเนื้อหาก็ตรงกับชีวิตของของตน

เพราะชนนีข้าวิไล จึงถูกสังเวยเสียในสายชล ด้วยรักเอย
จุฬาตรีคูณ ชนนีชีพสูญ ในสายจุฬาตรีคูณ นี่เอย **

มันตรง ตรงท่อนที่ว่า แม่สวย...และแม่ก็หายไปจากท่าน้ำหน้าบ้าน....และไม่เคยหวนกลับมา!!

“เดี๋ยวๆ โทรมานี่จะบอกด้วยว่า เมื่อวานเจอนังเกรซที่พารากอน มึงคงจำได้นะ นางถามหามึง กูก็เลยให้พินบีบีมึงไป แล้วนี่มันแอดมาหรือยัง”

“ยังไม่ได้ดูเลย...แต่เกรซที่ว่า ใช่เกนหลงที่เรียนอยู่สายวิทย์หรือเปล่า”

“ใช่นังเกนหลงแหละ นางแต่งตัวซะสวยเปรี้ยวเยี่ยวราด และที่สำคัญ นางยังคบอยู่กับคุณเต้ย”

อีช้างมักจะเติมคำนำหน้านามให้กับผู้หญิงหรือชะนีทุกนาง ว่า “นัง” หากแต่ผู้ชาย อีช้างมักจะเติมให้เสมอว่า “คุณ” เป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน ที่อีช้างทำมาตลอดเกือบสิบกว่าปีที่คบกัน โดยให้เหตุผลว่า

สามีจิปฏิปันโน เพศชายเป็นผัวเราได้ จงปฏิบัติต่อผัวให้ดี
อัญชลีกรณีโย และควรคู่แก่การยกย่องกราบไหว้สักการะ

อีช้าง....คาดว่าคงจะตกภาษาบาลี ....และก็คงจะตกไปตลอดชีวิตของมัน ถึงได้แปลบทสวดสรรเสริญพระสังฆคุณผิดๆ

ชื่อ“เกนหลง” ตนจำได้ เพื่อนผู้หญิงผิวขาวนิสัยน่ารัก ดาวประจำโรงเรียนมัธยม แต่ชื่อนี้มันก็ไม่ได้ทำให้อึ้งเท่ากับอีกชื่อที่อีช้างมันยกย่องเรียกคุณนำหน้า “เต้ย” หรือ “นายวสุ” ที่ตนจำได้ขึ้นใจ

“อีตุ๊ด....ไปนั่งตรงอื่นเลย ตรงนี้ที่กู”

นี่คือประโยคแรกที่คุณเต้ยของอีช้างทักทายตนเป็นวันแรกของการเข้าเรียนมัธยมในกรุงเทพ น้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามยังดังก้องอยู่ในหู นี่น่ะหรือ เด็กผู้ชายจากเมืองหลวงของประเทศ ทำไมหยาบคาย สู้เด็กบ้านนอกก็ไม่ได้ยังพูดเพราะเสียกว่า วันนั้นตนจำต้องย้ายที่ไปหาที่นั่งเรียนใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เต็มหมด จนอีช้างที่ขนาดตัวยังเป็นแค่ลูกช้างเรียกมานั่งด้วย และเป็นเหตุแห่งการสนิทตั้งแต่นั้นมา

“เธอๆ....มานั่งตรงนี้ก็ได้ ไม่มีใครนั่ง ที่ยังว่างอยู่”

“ขอบใจนะ”

นอกจากกริยาหยาบคายที่เด็กผู้ชายคนกรุงเทพนั้นทำใส่ เสียงหัวเราะลั่นของเขา ก็ยังทำให้เจ็บใจถึงทุกวันนี้ ยามผลัดกันแนะนำตัว

“คนอะไรวะ ชื่อมูล...มูลแปลว่าขี้ ใช่ไหมวะ ฮะฮ่า” นายเต้ยต้นเสียงพูดแทรกทันที่ที่ตนแนะนำตัวยังไม่ทันจบ แล้วเสียงหัวเราะก็ผสานกันดังลั่นห้อง

“ไม่ใช่นะ มูนแปลว่าพระจันทร์ต่างหาก” เสียงเล็กๆนุ่มๆ พยายามแย้ง แต่มีหรือจะสู้เสียงทั้งห้องได้ จนอีช้างอีกนั่นแหละแผดเสียงแปร๋นตบโต๊ะดังลั่น ช่วยกู้สถานการณ์ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกัน

“หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ มูนมันเพื่อนกู....ใครหัวเราะ ตุ๊ดอย่างกูจะลุกไปตบให้ถึงโต๊ะเลย”
นางพญาคชสารสำแดงเดชเดชาสีหนาท ทำกริยาประหนึ่งตกมัน สยบทุกเสียงได้โดยดุษฎี

และด้วยปมด้อยเรื่องชื่อนี้เอง เลยทำให้ถูกล้ออยู่บ่อยๆ และเป็นเหตุแห่งการเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไรนัก ยกเว้นช้างหรือบ้างทีอีช้างแล้วแต่สถานการณ์และเพื่อนอีกไม่กี่คนเท่านั้น....บ่อยครั้งเวลากลับมาบ้านตนก็น้อยใจเอากับคุณยายเสมอ

“ยายจ๋า....หนูอยากเปลี่ยนชื่อ”

“เปลี่ยนทำไมลูก...ชื่อก็เพราะ”

“ชื่อมูนเนี่ยน่ะเหรอเพราะ....ใครๆเขาก็ล้อหนูว่าขี้”

“หนูเกิดคืนเพ็ญ คืนนั้นพระจันทร์สวย....แม่เขาตั้งให้ว่า มูน ก็เหมาะสมแล้ว ชื่อพ่อชื่อแม่ตั้งให้เป็นมงคล มันย่อมมีความหมายอยู่ในตัวจะเปลี่ยนทำไม”

อ้อนวอนจนแล้วจนรอดคุณยายก็ยังไม่ยอมตนจึงจำต้องใช้ชื่อนี้เสมอมา หลอกตัวเองให้สบายใจด้วยเหตุผลสั้นๆ “แม่ตั้งให้มีความหมายอยู่ในตัว”

“อ้าวอีเวร...เสือกเงียบอีก นี่กูพูดกับมึงอยู่นะมูน”

เสียงของอีช้างปลุกให้มูนตื่นจากภวังค์ “เอ่อ...ว่าอะไรนะช้าง เมื่อกี้พูดถึงไหน”

“มึงไม่ได้ฟังกูเลยเหรอ กูบอกว่า เกรซมันอยากคุยกับมึงเพราะว่า มันอยากเรียนโยคะ กูบอกมันไปว่ามึงเป็นครูสอนโยคะอยู่น่ะ กูก็ไม่กล้าให้เบอร์มึง  เพราะมึงโลกส่วนตัวสูง เดี๋ยวจะมาด่ากูอีก เลยให้แค่พินไปแทน อุตส่าห์หาลูกค้าให้ ห้ามด่ากูเด็ดขาด”
 
“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่นี้ก่อนและกัน แบตจะหมดแล้ว ไว้คุยกันวันหลังนะ สวัสดีจ้า” มูนรีบตัดบทเพราะช้างโทรมาทีไรมักจะกินเวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ถึงจะใช้ แบล็คเบอรี่ แต่ช้างก็แทบจะไม่แชท ด้วยเหตุผลที่ว่า ปุ่มมันเล็กพิมพ์ไม่ถนัด จึงโทรหาเสียมากกว่า

โถๆ อีคุณช้าง....ปุ่มมันเล็กหรือนิ้วมึงใหญ่ !!!

ชั่วโมงสอนไพรเวทสิ้นสุดลง เมื่อเสียงมันตรา โอม ดังก้อง ในห้องฝึกส่วนตัวของผู้บริหารวัยหนุ่มไฟแรงของรีสอร์ทที่ติดอันดับหนึ่งในห้ารีสอร์ทชื่อดังของอัมพวา เหงื่อเม็ดเล็กๆผลุดซึมตามหน้าคุณครูผู้สอน เจ้าตัวเพียงแค่ซับ ปล่อยให้ระเหยตามธรรมชาติ หากแต่นักเรียนที่อยู่ในวัยยี่สิบสี่ต้นๆนั้นสิ เหงื่อท่วมตัว

“สุดยอดเลยวันนี้ ขอบคุณมากครับคุณมูน เชื่อไหมว่า ไอ้ท่าที่คุณมูนสอนคราวที่แล้วเนี่ย มันแก้อาการปวดหลังได้ชะงัดเลย”

“แสดงว่าคุณก้อง ต้องนำเอาไปฝึกต่อด้วยแน่เลยใช่ไหมฮะ ถึงได้หาย ลำพังเรียนกับมูนในห้องแค่ชั่วโมงครึ่งมันไม่หายได้รวดเร็วหรอก”

“ใช่ครับ...ก้องเอาไปฝึกต่อ แต่แหมวันนี้ ได้เหงื่อเยอะจริงๆ ตอนแรกที่ยังไม่เคยฝึกยังดูถูกโยคะเลยด้วยซ้ำว่าจะสู้เล่นฟิตเนสได้เหรอ พอมาลองเข้า ไม่คิดว่าโยคะจะทำให้มีเหงื่อ.... ติดใจเลย”  นักเรียนพูดปนหอบนิดหน่อย ก่อนหงายหลังนอนแผ่หราอีกครั้ง ทั้งๆที่เพิ่งลุกมาจากการพักในท่าศพ คำพูดอื่นๆ ก็ดูจะเรียบๆ แต่ทำไมคำว่าติดใจ นักเรียนถึงได้ยิ้มผ่านสายตามาด้วย

“แล้วแต่สไตล์ฮะคุณก้อง ที่มูนสอนวันนี้เป็นแบบวินยาสะ คุณก้องจะเห็นได้ว่า วันนี้เราจะเคลื่อนไหวตลอดแทบจะไม่มีการพักเลย” คนสอนกล่าวตอบแล้วจำต้องหลบสายตานักเรียนเสียเอง

“ถึงว่าสิ...ก้องแอบน้อยใจ นึกว่าคุณครูแกล้ง” ก้องหรือคุณวิศรุต ผู้บริหารหนุ่มน้อยแกล้งทำจมูกย่น พยายามทำหน้าแบ๊วๆ และสร้างรอยยิ้มระเรื่อจากคุณมูนที่เขาเรียกได้อย่างไม่ต้องสงสัย

“ไม่ได้แกล้ง ถ้าแกล้ง รับรองหนักกว่านี้ เอาล่ะมูนต้องไปแล้ว ไว้เจอกันวันพุธหน้า” มูนม้วนเสื่อโยคะเตรียมตัวกลับบ้าน หากแต่นักเรียนท่าจะไม่ยอมให้กลับง่ายๆ

“เดี๋ยวสิครับ ก้องว่าจะชวนทานข้าวสักหน่อย ครูมูนมาสอนให้ตั้งหลายครั้งแล้ว ยังไม่เคยเลี้ยงข้าวเลย” นักเรียนหนุ่มน้อยผลุดลุกขึ้นมานั่งทันใด

“ไว้โอกาสหน้าดีกว่าคุณก้อง พอดีเลยหกโมงเย็นแล้วมูนจะทานแต่ผลไม้น่ะ มูนขอตัวก่อนดีกว่า จะสองทุ่มแล้ว”

นี่ถ้าหากช้างมันมาด้วย มันคงด่า คุณครูว่าโง่ ที่ผู้ชายชวนกินข้าวแล้วไม่ยอมกิน เล่นตัว ....แต่มูนเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถือเป็นกิจวัตรที่เคร่งครัด การทานข้าวและอาหารหนักหลังหกโมงเย็นจะช่วยเพิ่มน้ำหนัก ครูสอนโยคะในเมืองไทย จะต้องดูดี เพราะค่านิยมเรียนโยคะเพื่อลดน้ำหนักแพร่หลายกว่าเพื่อสุขภาพ....จะให้ครูสอนอ้วนตุ้ยนุ้ย เหมือนนังไอยราเพื่อนสนิทได้อย่างไร

“โธ่คุณมูนอ่ะ ปฏิเสธก้องตลอด”

“ไว้โอกาสหน้าเถอะ”

“เอางี้....ก้องเห็นคุณมูนใช้บีบีด้วย ขอพินหน่อยสิครับ”

“แต่คุณก้องมีเบอร์มูนแล้วนี่”

“ใช่ฮะ...แต่คุณมูนไม่ค่อยรับโทรศัพท์ วอทแอพส์ ก็ไม่ตอบ เอาพินมาด้วยแหละดีแล้ว จะได้มีวิธีติดต่อได้หลายทาง”
มูนรู้ดีว่าหลายทางที่ก้องขอ นั้นคือช่องทางการสื่อสารทั้งหมดที่ตนมี แต่ก็จนใจ ไม่รู้จะปฏิเสธนักเรียนคนนี้ยังไร ....จำต้องให้พิน ถ้าไม่ให้ ก็คงจะน่าเกลียด เอาเหอะ ครูกับนักเรียน ติดต่อกันคงไม่มีอะไรเสียหาย

“ขอบคุณครับ” ก้องรีบแอดพินทันที ยิ้มหรา พาร่างกายที่โชกไปด้วยเหงื่อเดินตามมาส่งจนถึงรถ ช่วยถือแมทหรือเสื่อโยคะใส่ด้านท้ายก่อนจะกุลีกุจอเปิดประตูรถด้านคนขับให้ โค้งคำนับเสียดิบดี

“โหย คุณก้องทำอย่างกับมูน เป็นเจ้า ไม่เอา เดี๋ยวเหากินหัว” เสียงนุ่มๆเจือด้วยเสียงหัวเราะระเรื่อ เพราะลูกศิษย์คนนี้ เป็นคนน่าเอ็นดูยิ่ง ก่อนปิดประตูกล่าวอำลา “ไปแหละเจอกันพุธหน้านะ บ๊าย บาย”

มูนใช้เวลาขับรถไม่นาน ก็ถึงบ้านสวนริมน้ำ บ้านหลังใหญ่ที่อยู่กันแค่ไม่กี่คน มีตน มีคุณยาย และคนเก่าแก่คอยดูแลคุณยายชื่อป้าเมี้ยนกับหลานชายชื่อเจ้ามอสเท่านั้น มูนไปๆมาๆ ระหว่างกรุงเทพกับอัมพวาแทบทุกอาทิตย์ เพราะเป็นห่วงบ้านและห่วงคุณยายที่เดินเหินไม่ค่อยจะไหว  ที่บ้านไม่ได้ร่ำรวยถึงขั้นเป็นเศรษฐี หากแต่มีกินมีใช้ได้ไม่หมด ถึงจะไม่ได้ไปเที่ยวอวดร่ำอวดรวยกับใครๆเขา แต่คนสมัยนี้ก็ไว้ใจก็ยาก เห็นเป็นบ้านทรงไทยก็ต้องคิดว่าเศรษฐีไว้ก่อน ยิ่งที่บ้านมีแต่เด็กและคนแก่ก็ยิ่งน่าห่วงเป็นเท่าตัว

รถคู่ใจถูกจอดสนิทในโรงรถ มูนจำต้องเดินข้ามสะพานไม้ยาวๆ ข้ามท้องร่องที่น้ำเต็มปริ่ม แสงไฟสลัวๆจากโคมไฟที่ติดตั้งไว้ผสานกับแสงจันทร์ ทำให้บ้านไม้หลังเก่าดูงามอย่างคลาสสิค บ้านที่เรียกว่า เวลามาอยู่แล้วสามรถตัดขาดจากคนทั้งโลกได้ เป็นโลกส่วนตัวน้อยๆ ที่ยากนักจะปล่อยให้ใครเข้ามา ทว่าก็มีหลายคนพยายามแต่ก็ถูกปฏิเสธไปเสียสิ้น ไม่ใช่เพราะหยิ่ง ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการ หากแต่รู้ดีว่า รักในแบบฉบับที่ตนเป็น มันไม่จีรัง แล้วจะพาตนไปให้เจ็บช้ำทำไม

“เป็นเพื่อนกันดีกว่านะ” คำปฏิเสธแบบง่ายๆ ที่ใช้เป็นประจำเรียกเสียงนินทา จากคนบางกลุ่ม “เล่นตัวไปอย่างนั้นแหละ  พวกเกย์พวกกะเทย เห็นมาหลายรายแล้ว ท้ายสุดก็ไม่รอด สักวันก็ต้องโดนอัดตูด”

“แล้วมึงมาเสือกเหี้ยอะไรกับพวกกูด้วย คนที่มาอัดตูดพวกกูเป็นพ่อมึงเหรอ” ช้างมักจะออกยักษ์ออกโขนให้แทนเสมอ หากได้ยินเข้าเมื่อไร และก็ไม่มีใครกล้าแหยมกับนางพญาคชสาร

เจ้ามอสนั่งรออยู่ที่เชิงบันไดขึ้นบ้านใต้ซุ้มชมนาถที่หอมเย็นๆคล้ายใบเตยอ่อนๆ ไม้เถาที่เลื้อยขึ้นระแรงช่วยกันไม่ให้กระเบื้องแบบโบราณรุ่นทวดร่วงลงมา มูนเห็นทีไรก็ต้องถอนใจ เพราะไม่รู้ว่าจะทนรักษาได้อีกนานไหม แต่คุณยายก็บอกเสมอว่า รักษาได้เท่าที่รักษาเจ้าเด็กน้อยที่นั่งรอเล่นเกมส์ผ่านมือถือ พอเห็นมูนเดินเข้ามาก็เข้ามาช่วยถือกระเป๋าตามปกติอย่างที่เคยทำ

“คุณยายนอนแล้วเหรอมอส”

“ครับพี่มูน สวดมนต์เย็นเสร็จก็เข้านอน”

“ป้าเมี้ยนล่ะ นอนหรือยัง”

“นอนดูทีวี ในห้องครับ แล้วทำไมวันนี้พี่มูนกลับมืดจัง” เจ้ามอสเดินนำผ่านนอกชานเข้าสู่ด้านในของบ้านที่มีกระถางหลายใบปลูกมะลิไว้เต็ม เหตุผลก็เพราะมูนชอบกลิ่นและสีขาวพิศุทธิ์ ดอกไม้หลายๆชนิดในบ้านส่วนใหญ่จึงต้องคัดเลือกสี ถ้าไม่ขาวก็ต้องนวลหรือไม่ก็เหลือง ตามลักษณะสีของพระจันทร์ จะมีแค่บัวในกระถางของคุณยายเท่านั้นที่เป็นสีชมพู

“สอนเย็นน่ะ แล้วกินอะไรหรือยังมอส” ถึงมอสจะไม่ใช่น้องแท้ๆ เป็นแค่หลานของป้าเมี้ยนคนเก่าคนแก่ แต่มูนก็ให้ความเอาใจใส่ประหนึ่งน้องในไส้เสมอมา

“เรียบร้อยแล้วครับ แล้วคืนนี้ให้มอสนอนเป็นเพื่อนไหม”

“ก็เอาสิมอส....พี่จะได้คุยกับมอสด้วยว่าเรียนเป็นไงบ้าง”

แต่พอเอาเข้าจริง พอมูนอาบน้ำเสร็จ เจ้ามอสที่ว่าจะมานอนเป็นเพื่อน มันก็เค้เก้นำหน้าหลับไปเสียก่อนแล้ว “เอ๊า ไหนจะมานอนเป็นเพื่อนพี่ เจ้ามอสเอ๊ย”

เสียงติ๊ง กรุ๋งกริ๋ง...ดังขึ้นเป็นสัญญาณให้รู้ว่า มีใครติดต่อมา มูนจึงได้ฤกษ์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ถึงได้รู้ว่า แอพพลิเคชั่น บีบี แมสเซนเจอร์ มีคนติดต่อมาซึ่งก็ไม่ใช่ใคร ที่แท้ก็เป็น ช้าง ที่ใช้ชื่อในบีบีเอ็มว่า น้องอัย และน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามาจาก ไอยรา แถมยังใช้โปรแกรมแต่งรูปให้รูปดิสเพลย์ของตนซะสวยเกินจริง พร้อมสเตตัส ที่ผู้ชายเห็นก็ต้องปรี่มาคุย แต่บางคนก็หนีหายแทบอยากจะลบคอนแทคทิ้ง เพราะช้างเล่นตั้งไว้ว่า

 “ว่าง - น้ำไม่แตก เจ๊แจก ไอโฟน”

“นอนหลับฝันดีนะ ตุ๊ส จุบุ จุบุ จ๊วบบบบบบบ”

“จ้า...แต๊งนะ” 

คนโลกส่วนตัวสูงอย่างมูน ปกติก็ไม่ใช่คนแชท แต่อีช้างนั่นแหละบังคับให้ใช้บีบีๆ เป็นเพื่อน เฟรนด์ลิสต์จึงมีไม่เกินสิบเท่าจำนวนเพื่อนสนิท หากทว่า วันนี้มีแอดเข้ามาอีกสอง ใครกัน หนึ่งในนั้น คงเป็นคุณก้อง แล้วอีกหนึ่งล่ะใคร แล้วคุณก้องใช้ชื่ออะไร หากไม่รับแอดเดี๋ยวสอนคราวหน้า ก็จะงอแงอีก เอาวะรับมันทั้งสองเนี่ยแหละ อันไหนไม่ใช่ค่อยลบทิ้ง

พอทุกอย่างเรียบร้อย ดิสเพลย์จึงปรากฏ คุณก้อง ใช้ชื่อว่า อัศวินหน้าตี๋ ส่วนอีกคนนั้นเล่าใช้ชื่อว่า เซ็กส์ พิสโทล
ทำไม มันไม่ใช้ชื่อจริงๆกันนะ!!

อัศวินหน้าตี๋น่ะไม่เท่าไร แต่ไอ้คนใช้ชื่อ เซ็กส์ พิสโทล นี่มันใครกัน ตั้งชื่อน่าเกลียด ซึ่งแปลรวมๆก็คือปืนยิงเซ็กส์ แล้วส่วนไหนล่ะ ที่จะใช้ยิงถ้าไม่ใช่ส่วนนั้นของเพศชาย แต่รูปดิสเพลย์นี่สิ ทำไม มันใช้เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

ใครกัน....ใช้สัญลักษณ์ พระจันทร์ ของชื่อตน!!
แถมสเตตัส ก็บอกความเจ้าชู้ได้อย่างดีและเสี่ยวไม่มีใครเกิน “ว่าง – อยากได้เบอร์ให้กดไลค์ อยากได้ใจให้กดเลิฟ”

***********
รบกวนติดตามต่อบทที่๒ ค่ะ

อ้างอิง *,** นำมาจากเพลง จุฬาตรีคูณ คำร้องโดย ครูแก้ว อัจฉริยะกุล

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒ Sex Pistol

“เซ็กส์ พิสโทล ชื่อน่าเกลียด” มูนเปรยเบาๆ แล้วตั้งค่าให้เป็นระบบสั่น ก่อนจะวางแบล็คเบอร์รี่ไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างไม่สนใจใดๆต่อไปอีก “สงสัยคงแอดผิด เดี๋ยวค่อยลบ”

มูนมั่นใจว่าตนไม่เคยให้หมายเลขพินกับใครพร่ำเพื่อ หมายเลขพร้อมตัวอักษรแสดงรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อแบล็คเบอร์รี่หรือเรียกง่ายๆว่าพินนัมเบอร์นี้ หากเจ้าของเครื่องมีซึ่งกันและกัน ก็จะแชทหรือคุยกันได้เหมือนสมัยก่อนที่นิยมเอ็มเอสเอ็นซึ่งต้องแอดอีเมล์ คนโลกส่วนตัวสูงและปิดตัวเองอย่างตน จะคุยกับใครก็ต้องมั่นใจว่า คนนั้นคบได้จริงๆ

“เอ๊ะ....หรือจะเป็นเกรซ” ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะไม่สนใจและตั้งใจว่าลบ ไฉนยังคิดวนเวียน “แต่ถ้าเป็นเกรซ ก็ไม่น่าจะใช้ชื่อนี้”

จู่ๆ เสียงดังครืดๆ พร้อมๆกับอุปกรณ์สื่อสารสีดำที่วางไว้ก็สั่น ไฟสีแดงกระพริบสว่างวาบๆ ทำให้คนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ สะดุ้ง แบล็คเบอร์รี่ที่ส่วนใหญ่ตั้งไว้เป็นระบบสั่นอย่างเดียว เพราะต้องสอนโยคะ หากเสียงดังจะรบกวนสมาธิและก็เป็นข้อห้ามที่เข้มงวดสำคัญว่าห้ามนำเข้าสู่ห้องฝึก ไม่ว่าครูหรือนักเรียน มูนจึงติดเปิดสั่น และไว้ในล็อคเกอร์เสียส่วนใหญ่จนช้างมักค่อนขอดยามโทร.หาแล้วตนไม่รับสาย หรือบีบีมาแล้วไม่ตอบว่า

“บีบีนะยะ ไม่ใช่ไวเบรทเตอร์ ที่พอใครโทร.เข้ามาก็ปล่อยให้สั่นสะท้านทรวงอยู่อย่างนั้น ไม่รับเสียที  มึงติดใจระบบสั่นใช่ไหม”

 ปกติแล้วเวลาป่านนี้แทบจะไม่ค่อยมีใครติดต่อมา เพราะเพื่อนสนิททั้งหลายรู้ว่า เป็นเวลาเข้านอนของตน นอกเสียจากมีเรื่องด่วนจริงๆ “ใครกัน”

พอมูนเปิดดูก็เห็นดอกจันแดงขึ้นหราอยู่หน้าแอพพลิเคชั่นบีบีแมสเซ็นเจอร์  “PING คอนแทค”คือการทั้งเรียกและร้องหาความสนใจจากผู้ติดต่อด้วยกันวิธีหนึ่ง ซึ่งใครคนนั้นก็กำลังเรียกร้องเอาจากมูนอยู่ พอดีกับเสียงเพลงเก่าๆที่ตั้งเวลาเปิดปิดไว้กล่อมยามนอน ก็เล่นเพลงที่มูนไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่า “เหมาะเจาะกับสถานการณ์”

รอคอย...เธอมาแสนนาน ทรมานวิญญาณหนักหนา
ระทมอยู่ในอุรา แก้วกานดา ฉันปองเธอผู้เดียว

เธอเอย แม้เราห่างกันแสนไกล  ชายใด ดวงใจฉันไม่แลเหลียว
รักเธอแน่ใจจริงเชียว...รักเธอรักเดียวนิรันดร์*

“เซ็กส์ พิสโทล PING คอนแทค” ดวงตาหวานน้ำตาลใสใช้อ่านพร้อมปากขมุบขมิบพึมพำ แล้วประโยคต่อมาก็บังเกิด “ก๊อกๆๆ รอตั้งนาน นึกว่าจะไม่รับแอดซะแล้ว”

คำว่า “รอตั้งนาน” ของเขา ไยมาพร้อมกับท่อนแรกของเพลงแต่ปางก่อน ที่ว่า “รอคอย...เธอมาแสนนาน”

“ใครกันฮะ โทษที ” มูนอดไม่ได้ที่จะพิมพ์ถามกลับไป เพราะสงสัยเสียเหลือเกิน

“พอดีได้พินมาโดยบังเอิญน่ะ”

ท่าทาง เซ็กส์ พิสโทลจะอ่านภาษาไทยไม่ออก ยังไม่ได้ถามซะหน่อยว่าได้พินมาได้ยังไง ถามว่าเป็นใครทำไมไม่ตอบ“เป็นไปไม่ได้ เราไม่เคยให้พินใครพร่ำเพื่อ.....บอกมาตรงๆเหอะ แล้วคุณชื่ออะไร”

ไม่มีคำตอบจากคำถามนั้น และประโยคต่อมาก็ยิ่งทำให้สงสัยยิ่งกว่าเดิม “ก็ได้มาโดยบังเอิญจริงๆ อ่ะคร๊าฟ มีคนให้มา”

แม้มูนจะไม่ได้จบเอกภาษาไทย แต่เลือดคนไทยแท้ๆก็รู้สึกขัดตา ยามเห็นคนใช้ภาษาประจำชาติ มาเขียนให้วิบัติ จาก “ครับ” เป็น “คร๊าฟ” หรือ “คัฟ” ซึ่งตนก็เคยเปรยกับนางพญาคชสารเพื่อนสนิทอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าหล่อนก็มักแก้แทนให้บรรดาชายเหล่านั้นว่า  “มันก็น่ารักมีเสน่ห์ดีออก ดูแบ๊วๆ มึงอย่าคอนเซอร์เวทีฟ”

“ไม่ได้อนุรักษ์นิยมขนาดนั้น แค่ขัดตา” แต่ถ้าเป็นเพศที่นังคุณช้างยกย่องเติมคำนำหน้าชื่อว่านังแล้วล่ะก็ช้างจะเห็นดีเห็นงามกับตนเสมอ แถมกล่าวสรรเสริญด้วยคำไทยแท้ๆ ไม่มีภาษาวิบัติแต่อย่างใด “ อีด....อก ทำภาษาพ่อ ภาษาแม่วิบัติหมด”

“ช้างให้มาใช่ไหม เกรซหรือเปล่า เลิกแกล้งเราได้แล้วจ้า”หลายประโยคถูกพิมพ์ถามทันใด ไหนๆก็คุยกันแล้ว ยังไงก็ต้องคุยให้รู้เรื่อง แล้วคนที่ไม่ชอบแชท ก็นั่งเฝ้ารอคำตอบจากบีบี ในใจคาดว่าคงเป็นเกรซแน่ๆ เพราะช้างเพิ่งให้พินไปวันนี้

“หุหุ...ชื่อมูลแปลว่าขี้เหรอ ฮะฮ่า” หากแต่ประโยคต่อมา หาใช่คำตอบที่รอคอย พอได้อ่านเท่านั้นครูโยคะอารมณ์เย็นก็หน้าร้อนวาบใจเต้นแรง ประโยคคล้ายๆกัน ตอกย้ำปมด้อย  คำว่า ฮะ ฮ่า และรูปไอค่อนที่หัวเราะอยู่ ทำให้หวนคำนึงถึงเหตุการณ์สมัยมัธยม ดึงเสียงหัวเราะลั่นเสียงนั้นกลับมา เขาคนนั้นหัวเราะ....แต่เราร้องไห้

คงเป็นรอยบุญมาหนุนนำ....รอยกรรมรอยเกวียนหมุนเปลี่ยนเสมอ
ให้เราได้มาเจอะเจอ ฉันและเธอพบกันร่วมสุขสมดังรอคอย**

เหอะ เสียงหัวเราะเย้ยหยันเนี่ยนะเป็นรอยบุญ  น่าจะเป็นรอยกรรมรอยเกวียนเสียมากกว่า!! แล้วเพลงก็ถูกปิดทันใดเพราะคนฟังเริ่มไม่สบอารมณ์นิดๆ

“ไม่ใช่นะ มูนแปลว่าพระจันทร์ต่างหาก” ประโยคนี้ดุจแทนด้วยเสียงนุ่มๆ ครั้งเยาว์วัยพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความรวดเร็ว แก้ต่างให้กับตัวเอง เหมือนที่ทำกลางห้องวันนั้น “แล้วคุณล่ะทำไมใช้ชื่อน่าเกลียด”

ความอยากรู้ของที่มาแห่งการได้พิน ถูกเปลี่ยนเรื่องเฉไฉด้วยหัวข้อสนทนาใหม่ด้วยเรื่องชื่อ และมูนก็หลงกลนั้น

มูน
Available – ปล่อยใจฝัน

กับ
Sex Pistol
ว่าง – อยากได้เบอร์ให้กดไลค์ อยากได้ใจให้กดเลิฟ
เหอะ ชื่อใครทุเรศกว่ากัน!!

“รู้ความหมายด้วยเหรอ”

“ไม่ได้โง่ แปลออก และก็รู้ความหมายแจ่มแจ้ง”

“ชอบอ่ะดิ”

“จิตใจ ไม่ได้ลามก”

“อ่ะเหรอ....แล้วที่ชวนคุยนี่ อยากได้เบอร์หรือได้ใจล่ะ”

หนอยๆ ใครกันแน่ที่ชวนคุย ใครกันที่ PING และแอดมาก่อน ท่าทางอีตานี่จะหลงตัวเองและเข้าใจอะไรผิด “นี่คุณ คุณต่างหากที่แอดมาและชวนคุยนะ”

“แค่ถามว่าอยากได้เบอร์หรือได้ใจ ทำไมตอบไม่ตรงคำถาม ” เสมือนคนคนนั้น รู้สึกสนุกที่ได้ต่อปากต่อคำ ประโยคที่พิมพ์แต่ละประโยคจึงทั้งยั่วและก็ยวน “ปากไม่ตรงกับหัวใจ”

เพียงชั่วแวบ เจ้าของชื่อเซ็กส์ พิสโทล ก็เปลี่ยน สเตตัสข้อความ ที่ทำให้มูนวาบๆร้อนๆ บนใบหน้า  เอ๊ะ คนๆนี้ยังไงกัน เพราะข้อความที่เปลี่ยนนั้นคือ  “ ว่าง – ตอบไม่ตรงคำถาม ปากไม่ตรงกับ “หัวใจ” ” และจะหมายถึงใครอื่นไม่ได้นอกจากตน

มูนกำลังจะพิมพ์โต้ตอบ แต่แล้วเจ้าคนนั้น ก็ชิงพิมพ์มาเสียก่อนด้วยความเร็วกว่า “ไปก่อนนะขี้ ..เอ๊ย พระจันทร์ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะหาเวลามาคุยด้วยใหม่ หุหุ”

“เดี๋ยว....ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย” มูนรีบพิมพ์อีกหลายประโยคส่งไปถาม ว่าสรุปว่าเป็นใครได้พินตนมาได้ไง แล้วใช่เกรซหรือเปล่า กว่าจะรู้ว่าตัวหลงกลถูกชวนคุยจนนอกเรื่อง เขาก็ไปซะแล้ว และคงไม่มีวี่แววว่าจะตอบมาคืนในนี้ เพราะข้อความทั้งหมด ถูกส่ง คือ ดีลิฟเวอร์ แต่ยังไม่ถูกอ่านหรือรีซีฟ

“ไอ้บ้า” แม้จะไม่รู้ที่มาที่ไป แม้จะไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แต่ถ้าจะให้เดาก็เดาว่าเป็นผู้ชาย เนื่องจากลงท้ายด้วยคร๊าฟ  คำด่าว่าไอ้บ้าของคนที่เพิ่งคุยกัน คงเบาและเหมาะสมที่สุด.... ด่าในโทษฐานมาเรียกตนว่าขี้และพูดอย่างกับตนไปขอคุยกับเขาก่อนถึงจะต้องหาเวลามาคุยด้วย แว่บนึงคิดว่าควรจะลบออกจากรายชื่อเพื่อน แต่อะไรบางอย่างลึกๆกลับบอกว่า  “ควรรอก่อน รอดูเขาตอบกลับมาค่อยลบก็ยังไม่สาย”

นั่นแหละ มูนจึงไม่ได้ลบ ....และเดาว่าในอนาคต ก็อาจจะลืมลบตลอดไป

ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด เสียงเตือนปิดประตูของรถไฟฟ้าบีทีเอส ดังเป็นสัญญาณสุดท้ายก่อนจะเลื่อนปิด ทำให้หนุ่มน้อยวัยเบญจเพศที่มัวแต่เพลินกับการแชท ตาลีตาเหลือกวิ่งพุ่งออกมา ก่อนจะเลยสถานีอารีย์ ที่ต้องลงเป็นประจำซึ่งอยู่เยื้องไปจากหน้าคอนโดของเขานิดเดียว  คนในรถต่างก็ลุ้นว่าจะทันหรือไม่ หลายๆคนนึกในใจว่า “ชนประตูสักทีเหอะวะ จะได้หัวเราะ คนอะไรนั่งยิ้มกับโทรศัพท์ก็เป็น” หากแต่หลายคนก็เอาใจช่วยเนื่องจากเขาเป็นหนุ่มน่ามอง “สาธุ ผ่านๆ”

และในที่สุดเขาก็ทำได้ แถมยังยืนเด่นเป็นสง่า ในเสื้อเชิ้ตกางเกงขาเดฟตามสมัยนิยม ก่อนจะหมุนตัวหนึ่งรอบหันมาโค้งคำนับ และเงยขึ้นมาทำวันทยหัตถ์ โปรยยิ้ม ให้คนในรถไฟฟ้า เหมือนจะรู้ว่า มีคนเอาใจช่วยและก็มีคนแช่ง สาวๆที่ขึ้นมาจากสยามปรบมือให้กันเกรียว “เท่ห์จังเลยอ่ะ เสียดายรีบลง ไม่งั้นจะขอพิน”

เมื่อเสร็จภารกิจที่เรียกว่าโชว์ออฟ เขาก็พาร่างขาวโปร่ง กึ่งหนากึ่งบาง เดินลงมายังชานชาลาด้านล่าง แตะบัตรโดยสารผ่านประตูอัตโนมัติออกมา และใบหน้าขาวๆก็เจือระเรื่อไปด้วยรอยยิ้มจนเห็นลักยิ้ม คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งคล้ายจะมีประกายระยับขึ้นมา ทันทีที่เห็นว่าใครยืนรอ

“เกรซจ๋ารอนานไหม...วันนี้จะกินอะไรกันดี กินที่ร้าน หรือซื้อไปกินข้างบน” แขนแข็งแรงใช้โอบเอวหญิงสาวผิวขาวในชุดกระโปรงสีไพลินอย่างไม่อายสายตาคนที่เดินขวักไขว่ ผมหนาเพิ่มวอลลูมที่ไดร์มาอย่างดี ถูกนิ้วมือหนุ่มน้อยม้วนเล่นเกี่ยวพัน 

“กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นตรงร้านเปิดใหม่ข้างบันไดเลื่อนดีกว่าท่าทางน่าอร่อย...เออ ทำไมวันนี้เต้ยมีเวลาว่างให้เกรซจ๊ะ”

“พอดีลูกค้ายกเลิกนัดน่ะ แล้ววันนี้เกรซทำไมแต่งตัวสวยจัง มีอะไรพิเศษๆให้เต้ยหรือเปล่า”

ที่ว่าสวยของเต้ย คือสวยในแบบฉบับสาวสมัยใหม่ที่ยืนบนรองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ดได้มั่นคง ผิวขาวกระจ่างด้วยสีเสื้อช่วยขับให้ดูเด่น ใบหน้าตกแต่งไว้เสียดิบดีด้วยโทนสีสโม๊คกี้อายส์รอบดวงตา ทว่าปากเจือระเรื่อด้วยสีชมพูซีด เกนหลง หรือ เกรซ สวยตามอุดมคติที่ผู้ชายสมัยใหม่อย่าง เต้ย หรือ วสุ และชายอีกหลายๆคนใฝ่ฝันหา

ความสัมพันธ์เริ่มแรกจากมัธยม จนอุดมศึกษา และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ทดลองอยู่ด้วยกัน

“มีสิ” เกรซอมยิ้มในทีก่อนเดินจูงมือแฟนหนุ่มไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดนัก

“อะไรเหรอ....อย่าบอกนะว่า คืนนี้จะ....” แล้วเต้ยก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะเกนหลงหยิกหมับเข้าให้ “โอ๊ย หยิกเต้ยทำไม”

“ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย เกรซจะบอกว่า วันนี้จะเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว”

“โธ่.....” เต้ยหน้าตูมลงทันใด แม้จะทดลองอยู่ด้วยกัน และคบกันมานาน เกนหลงก็ยังไม่ยอมในเรื่องนั้นเท่าไรนักและยังนอนแยกห้องกับเต้ย ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ยังไม่ได้แต่ง’ หากแต่วันไหนที่มีกิจกรรมต้องทำเป็นพิเศษก็ตามแต่ว่าจะใช้ห้องใครในคืนนั้น ที่คอนโดจึงมีห้องนอนสองห้อง “เต้ยแอบหลงดีใจ”

“แล้วนี่ มูนรับแอดกลับมาหรือยัง?”

“คุยเรื่องนี้อีกแล้ว....ยังเลย” เต้ยหน้าตูมยิ่งกว่าเดิมยามเกรซเปลี่ยนประเด็นพูดถึงใครบางคน เขาตอบกลับโดยไม่หยิบบีบีขึ้นมาดูเสียด้วยซ้ำ “ เกรซจ๋า เต้ยว่า เกรซไปเรียนตามสตูดิโอที่เขาเปิดสอนดีกว่านะ ไม่ต้องไปนั่งง้อ นั่งรอเขาแอดกลับให้เสียเวลา ปล่อยให้เขาเล่นตัวไปเหอะ”

เต้ยมักไม่สบอารมณ์ทุกที ยามเกรซพูดถึงเรื่องเรียนโยคะกับมูน ซึ่งเกรซก็รู้ดี ว่าเป็นเพราะอะไร “เต้ย ยังไงมูนเขาก็เป็นเพื่อนเราตั้งแต่มัธยมนะ จะไปเสียตังค์เรียนกับคนอื่นทำไม ถึงมูนเขาจะเป็นแบบนั้นแต่เขาก็ไม่ได้มีพิษมีภัย”

“เต้ยแค่ไม่ชอบ พวกตุ๊ด และสปีชีส์ที่แตกแขนงออกมาทั้งหลายแหล่ แต่ไม่ได้รังเกียจ และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้เกรซ สนิทสนม” ความไม่ชอบของเต้ยแสดงออกทั้งสีหน้า แววตาและน้ำเสียงได้อย่างครบถ้วน ยิ่งวันที่เจอ ‘อีช้าง’ ซึ่งบางครั้งเขาก็เติมคำว่า ‘ลาก’ ไปหลังชื่อเพื่อให้สนุกปากเวลาเรียก  วันนั้นเขาก็ยิ่งไม่ค่อยพอใจ เพราะเกรซดันแวะคุยทั้งๆที่ตนพยายามจะเลี่ยง แถมยังขอให้ตนทำในสิ่งที่ขัดใจอย่างที่สุด 

“อ้าว มูนมีแต่พินเหรอ แย่จังเกรซใช้ไอโฟน ขอเบอร์ดีกว่า”

“เดี๋ยวมันก็มาแหกอกดิฉันเข้าให้ อีนี่เขาโลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยคุยกับใคร ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว หลบตาเวลาพูดด้วย ไปไหนมาไหน มันจึงไปแต่หัวกับไส้” แล้วอีช้างก็แผดเสียงโกญจนาทสนั่นหัวเราะลั่นยามได้กัดเพื่อนสนิทลับหลังหน้าร้านจิมมี่ ชูส์ จนคนในร้านหันมามอง ส่วนเกรซเองก็หัวเราะก่อนจะรับมุข

“คนนะยะ....ไม่ใช่กระสือ”

“หร่อนเอาพินไปนั่นแหละนังเกรซ  แล้วค่อยถามเบอร์มัน อย่าหาว่ามันเล่นตัวเลยนะ มูนมันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ใครไม่เข้าใจก็จะด่ามันว่า หยิ่ง จองหอง” แม้ช้างจะปากร้ายและชอบกัด แต่ช้างก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เข้าใจมูนดีที่สุด และคำพูดของช้างก็ทำให้คุณเต้ยของมันยืนสะดุ้งอยู่ข้างหลัง เพราะสมัยเรียนนั่นแหละ คุณเต้ยของมันมิใช่หรือ ที่ตะโกนลั่น ยามขอลอกการบ้านแล้วมูนไม่ให้ แถมยังเดินหนีไม่พูดด้วย

“อีขี้....พูดด้วยแล้วไม่พูดด้วยนะมึง อีตุ๊ดจองหอง” เต้ยเดินปรี่เข้ามาหมายจะเอาเรื่อง ผู้ชายอาไร้ ไม่ชอบตุ๊ด แต่ก็ยังมาขอตุ๊ดลอกการบ้าน แต่ก่อนจะโดนรังแกช้างก็เข้ามาช่วยเหลือทัน

“คุณเต้ยคะ ถ้าคุณเต้ยล้ำเส้น อาณาเขตฝ่ายในเข้ามาอีกนิดเดียว คุณเต้ยโดนน้องอัยดูดจนซีดแน่”  อาณาเขตฝ่ายในที่อีช้างว่า ก็คือที่นั่งเรียนของมูนกับช้างซึ่งเป็นฟากของเด็กผู้หญิง แม้ตอนนั้นอีช้างยังตัวไม่ใหญ่เท่าเท่าช้างศึก แต่ด้วยขนาดที่พ่วงพีกว่าใครๆ ก็ทำให้เต้ยขยาด แถมมันยังประกาศขู่ว่าจะดูดจนซีด

แม้เต้ยจะกลัว แต่ก็กล้าด่าอีช้างก่อนจะวิ่งกลับไปยังฝ่ายหน้าซึ่งเป็นฟากนักเรียนชาย “ เอาหัวแม่ตีนกูไปดูดไป๊ อีช้าง แน่จริงมึงก็เข้ามาดิ่”

ต่อให้เต้ยด่าช้างอย่างไรช้างก็ไม่เคยโกรธ ได้แต่ค้อนลมค้อนแล้ง เพราะด้วยต้นทุนทางหน้าตาเหนือคนอื่นที่มันยกย่องเทิดทูนบูชา จนมองข้ามนิสัย แต่ถ้าหากวันไหนเต้ยรังแกมูนเมื่อไร  นังพังแป้นอย่างมันเป็นต้องท้าชนเอาเรื่องทุกที

“เออ เกรซเข้าใจ” เกรซกล่าวตอบก่อนจะหันไปยืมบีบีของเต้ยมาแอดพิน ซึ่งเต้ยก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับและอีช้างก็เห็นทุกขั้นตอน ลอยหน้าลอยตาอมยิ้ม จนเต้ยต้องด่า

“อีช้างยิ้ม..........อะไร”

“นี่คุณเต้ยขา พูดกับน้องอัยให้เพราะๆหน่อย แล้วกรุณาเว้นวรรคให้มันถูกด้วย พูดเป็นไหมคะว่า ‘ช้าง....ยิ้มอะไร’ อัยเป็นผู้หญิงนะคะ” อัย หรือ ไอยรา หรืออีกนามที่เพื่อนๆจะเรียกกันคล่องปากมากกว่า ว่า อีช้าง ตอบกลับคุณเต้ยของมันอย่างลอยหน้าลอยตา

“ ไม่เอาน่า พอกันที เอาล่ะ เอาเบอร์ช้างมาด้วยจะได้ติดต่อกันไว้” เกรซตัดบทพร้อมกับขอเบอร์ช้างซึ่งช้างก็ยินดีและจงใจบอกเสียงดังเผื่อคุณเต้ยของมันจะจำได้ และแอบโทร.หา ซึ่งมันก็คงได้แต่ฝันลมๆแล้งๆ เมื่อแลกเบอร์กันเสร็จ จึงแยกย้ายอำลาไป

ช้างยังคงยิ้ม ยามเดินจากมา ....และช้างก็ไม่ได้บอกมูนว่าวันนั้นเกรซใช้บีบีของใครแอดพิน !!!

“ลองดูใหม่สิเต้ย...เผื่อตอนนี้จะรับแอดแล้ว”

“วันนี้ บีบีเต้ยแฮงค์ๆน่ะ ถอดแบต แล้วใส่ใหม่ตั้งหลายรอบ มันคงหายไปแล้วหรือไม่ก็เผลอลบไปเสียก็ไม่รู้” เต้ยตอบอย่างตัดรำคาญก่อนจะก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยว เกรซก็ได้แต่ฟึดฟัดอย่างขัดใจ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัว ต่อสายหาช้าง

“ช้าง...เกรซเอง บ่ายวันเสาร์ว่างไหม นัดมูนให้หน่อย”

“เกรซ!!” เต้ยแทบทำตะเกียบหล่น เพราะอุตส่าห์ปิดหนทาง แต่เกรซก็หาทางจนได้

ก่อนนอนเกนหลงกระหยิ่มยิ้มย่องมาเคาะประตูห้องนอนของเต้ย ซึ่งเต้ยก็แทบจะเปิดให้โดยเร็ว คิดว่าคืนนี้แฟนสาวสุดสวยเปลี่ยนใจจะยอมมีกิจกรรม แต่ก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะเกนหลงดันบอกมาเสียว่า “เกรซนัดมูนได้แล้วนะ แต่ยังไม่ได้คุยกับมูนโดยตรงหรอก คุยผ่านช้างน่ะ”

“เกรซ พูดเรื่องนี้อีกแล้ว”

“ก็เกรซดีใจนี่ จะได้เรียนโยคะเสียที จะได้ไม่ตกกระแส” เกนหลงพูดจบก็เบี่ยงตัวกลับ แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันกลับมาพูดกับแฟนหนุ่มว่า “ วันเสาร์บ่ายสองที่ พารากอน มูนมันมีสอนที่ฟิตเนสที่นั่นพอดี ตามนี้ ถ้าหาเรื่องเบี้ยวน่าดู”

เกนหลงจำต้องดักคอเต้ยเช่นนั้น เพราะรู้ดีว่า หากเต้ยไม่ชอบอะไรมักหาทางเลี่ยงและอยู่ไกลจากสิ่งนั้นอยู่เสมอ เต้ยเองก็จำต้องรับคำ เพราะถ้าเกนหลงยื่นคำขาดอย่างนี้ เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ “ครับบบบบบบบบบบ”

พอเกนหลงไปแล้ว เต้ยจึงทิ้งตัวลงนอนอย่างขัดใจที่ทำอะไรไม่ได้ แฟนสาวจะไปอะไรนักหนากับครูสอนโยคะที่เป็นตุ๊ด เป็นกะเทย เหอะแล้วยิ่งเป็นไอ้คนอ้อนแอ้น ตาสีน้ำตาลเศร้าๆกลมแป๋ว ที่พูดด้วยก็ไม่ยอมพูดด้วย หยิ่ง จองหองก็เท่านั้น นึกทีไรก็โมโหไม่หาย แต่เขาโมโหอะไรล่ะ โมโหที่เกนหลงนัดเจอมูน หรือโมโหที่จะได้เห็นทีท่า หยิ่ง จองหอง กลับมาเชิดหน้าใส่เขาอีก

“เหอะคนอะไร เดินมาร้อยเมตร ก็รู้ว่าเป็นตุ๊ด ไม่เห็นอยากจะสนใจ เขาต่างหากที่ควรจะหยิ่งใส่ ไม่ใช่มัน คนอะไรไร้มารยาทขนาดเคยช่วยไว้แท้ๆ คำขอบคุณสักคำก็ไม่มี”

นี่ขนาดไม่อยากจะสนใจ ชายหนุ่มก็คิดเป็นวรรคเป็นเวร....อดีตที่ลืมไปนาน เริ่มลอยกลับมา กลับมาจนเขาต้องหยิบ บีบีขึ้นมาดู อาการขัดใจห่างหายทันที เมื่อเห็นรายการอัพเดทล่าสุด พร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก ที่ได้ใครเห็น ก็ต้องลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า “หล่อแบบตัวร้ายขนานแท้”

แม้ประโยคสุดท้ายของนวนิยายเรื่องโปรด จากปลายปากกาสีม่วงของนักเขียนคนโปรดผู้เป็นถึงศิลปินแห่งชาติ จะจบลงไปแล้ว ทว่าความอิ่มเอิบใจ ในความหวาน ความน่ารักของทีท่าที่พระเอก มีให้ต่อนางเอก และความรักชาติที่ได้ส่งผ่านในทุกๆตัวอักษร ก็ยังประทับใจจนมูนต้องกอดหนังสือเล่มนั้นไว้แนบอก   

ปกติยามว่างจากการสอนหรือการฝึกมูนมักจะอ่านหนังสือไม่ชอบเดินห้างอย่างใครคนอื่น นวนิยายคือหนังสือประเภทที่ชอบ และเรื่องนี้ก็ซื้อเก็บไว้นานแล้ว ตีพิมพ์ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไร เพิ่งจะได้ฤกษ์แกะอ่านและก็ประทับใจเอาวันนี้ ช้างบอกว่าเรื่องนี้ทำออกมาเป็นละครทีวีและภาพยนตร์หลายหน แต่หนหลังสุดเหมือนจะเอาพระเอกกับนางเอกมาขายเรียกเรทติ้งเสียมากกว่าคุณภาพ มูนไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เพราะตนก็ไม่ชอบดูทีวีเลยไม่รู้....อ่านหนังสือคงจะดีกว่า เพราะอ่านแล้วมันได้อะไรเยอะ

โลกของมูนจึงเงียบและสงบเสมอมา มีแค่บ้าน คนที่บ้าน ช้าง และก็หนังสือ แต่ระยะหลังโทรศัพท์จำต้องพกเพราะงานจะถูกส่งผ่านทางนั้น...แม้จะรับสายบ้าง ไม่รับสายบ้างก็ติดต่อกันได้ เบอร์ซึ่งน้อยคนที่จะรู้ เพราะฉะนั้นอย่าหวังเลยที่จะมีคนมาจีบ

ลักษณะของนางเอก คือลักษณะของคนที่ตนชื่นชมคือ ทันสมัย เก่ง กล้าพูด กล้าถาม ในสิ่งที่คิด และฉลาดในการตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ตนกลับไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ในตัวเลย ออกจะเหมือนบ่าวรับใช้ในเรื่องเสียมากกว่า ทว่าด้วยเสียงนุ่มๆที่รักษาระดับ ต้องใช้เวลากว่าหลายปีจนเกือบท้อที่จะปรับให้ดังและมีชีวิตชีวาขึ้น เพื่อจะใช้สอนนักเรียนคลาสใหญ่ๆได้                 ‘ แม่มณี’ แม้จะเป็นคนในนวนิยาย ...แต่ก็ไม่ผิดใช่ไหม ที่อยากจะเป็น...
 
มูนจึงไม่รอช้าที่จะหยิบบีบีขึ้นมา และเปลี่ยนชื่อตนจากมูน เป็น ‘มณีจันทร์’ ยอมกลืนน้ำลายตนเองที่เคยว่าช้างและเพื่อนๆที่ใช้ชื่อปลอม ไหนๆใครๆก็ว่าเขาเบี่ยงเบนกระตุ้งกระติ้งมาตั้งแต่เด็ก ใช้ชื่อผู้หญิงตอนนี้ก็คงจะไม่แปลก แถมชื่อมณีจันทร์ซึ่งแปลตรงๆก็คือมณีแห่งดวงจันทร์ยังสอดคล้องกับชื่อเดิมคือพระจันทร์ อย่างบังเอิญ.....ทีนี้แหละ ไอ้คนชื่อแปลก เซ็กส์ พิสโทล มันจะไม่มีโอกาสเรียกตนว่าขี้อีกแล้ว

เอ๊ะ...แล้วทำไมต้องจำเพาะเจาะจงสำหรับ เซ็กส์ พิสโทลเท่านั้น !!!

มณีจันทร์
Available – ปล่อยใจฝัน
**********

รบกวนติดตามต่อบทที่๓ค่ะ
อ้างอิง *,** นำมาจากเพลง แต่ปางก่อน คำร้องโดย ครูวิรัช อยู่ถาวร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-01-2019 17:38:26 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๓ แม่มณี แม่มณีจ๋า

ยังไม่เกินจะถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ คนตายยากที่เพิ่งจะนึกถึง ก็ทักทายด้วยประโยคที่สุดแสนจะชื่นใจ จนคนใจเย็นแทบอยากจะขว้างโทรศัพท์ทิ้ง

“ก๊อกๆ...ทำไรอยู่คัฟ คุณขี้”

หะแรกที่อ่านตัดสินใจได้ทันทีเลยว่า ต้องลบคอนแทคนายคนนี้ทิ้ง บอกกี่ครั้งแล้วว่าชื่อ มูน มิใช่ มูล แต่ประโยคที่เขาพิมพ์ต่อมานี้สิทำให้น่าคุยด้วยต่อ “เปลี่ยนชื่อซะเพราะเชียว มณีจันทร์ ...มณีแห่งดวงจันทร์”

“แปลออกด้วยเหรอ” เหอะ คราวที่แล้วถามเราว่าแปลชื่อเขาออกไหม คราวนี้ถึงทีถามกลับไปบ้าง

“ฉลาดนี่คร๊าบ อ่านออกเขียนได้แปลเก่งจนแตกฉาน แล้วรูปที่ใช้น่ะ รูปใคร”

“จะทำไมมิทราบ” มูนพิมพ์ตอบไป ในใจก็นึกค่อนขอด “เหอะคนอะไร มาถึงก็เอาแต่ตั้งคำถาม”

“ไม่มีอะไร...แค่จะบอกว่าตาสวย”

“ขอบคุณ ใครๆก็บอกอย่างนั้น” มูนไม่ได้กวน แต่ใครๆหลายคนบอกกับตนอย่างนั้นจริงๆ

“แล้วทำไมคุณใช้รูปพระจันทร์?”

“ก็บอกมาแค่นั้นว่ารูปคุณ ไม่เห็นจะต้องลีลา แล้วทำไมถึงอยากรู้”

“พระจันทร์สวย เลยสงสัยว่าทำไมถึงใช้” พระจันทร์ในรูปที่ว่า เป็นพระจันทร์เต็มดวงที่สวยจริงๆ ไม่รู้ว่านายคนนี้ใช้โปรแกรมแต่งรูปอะไรหรือเปล่า....ภาพถึงได้งามตา กินใจ

“ใช่พระจันทร์สวยและเราก็หลงรักมานาน ยังมีอีกหลายรูปไว้จะส่งให้ดู คุณคงชอบ  ว่าแต่ จะให้เรียกว่าอะไรดี ให้เรียกว่าคุณขี้ คุณมูน หรือ คุณมณีจันทร์ แต่เราว่า มณีจันทร์โอสุด อ่านแล้วดูหญิงๆดี ”

มูนมั่นใจว่ายังไม่ทันถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ ที่ประโยคยาวเหยียดประโยคนี้ถูกพิมพ์และส่งมา ท่าทางนายคนนี้คงช่ำชองและแชทจนเป็นเซียน หากเป็นตนคงใช้เวลานานโขทีเดียวกว่าจะพิมพ์คล่องเท่าเขา แม้นายคนนี้จะดูแปลกๆลึกลับอย่างไร ทว่าประโยคที่เขาชมพระจันทร์และบอกว่าหลงรักนั้นพอจะทำให้ดูดีมีภาษีขึ้นมาบ้าง...เพราะไหนๆเขาก็ชมสัญลักษณ์ที่เราใช้ทึกทักว่าเป็นตัวเรา คงไม่มีอะไรแอบแฝงในคำชม อย่าคิดเข้าข้างตัวเองดีที่สุด เหอะ...แต่ในเมื่ออวดอ้างว่าตัวฉลาดดีนัก ขอลองภูมิซะหน่อยเป็นไร

“What is in name?
That  which we call rose,  Be any other name would smell as sweet” *

แล้วรอยยิ้มเย็นๆก็ผลุดขึ้นให้กับโทรศัพท์ วรรคทองของวรรณกรรมระดับโลก โรมิโอแอนด์จูเลียต ถูกนำมาใช้โต้กลับ ดีใจนักที่ได้โต้ตอบ เพราะในชีวิตจริง การต่อปากต่อคำกับใครไม่ใช่เรื่องถนัด มีบ้างที่กัดช้างคืนแต่ก็ไม่บ่อย จนช้างรำคาญยามตนโดนพวกผู้ชายถากถาง แล้วมาฟ้องช้างให้ช่วยจัดการ มูนคาดว่าคนปลายทางคงจะจนมุมเป็นแน่แท้ แต่แล้วก็ผิดคาด เพราะเขาเล่นยกบทพระราชนิพนธ์มาตอบโต้ด้วยความเร็วเช่นเคย

“ชื่อนั้นสำคัญไฉน? ที่เรียกกุหลาบนั้น แม้เรียกว่าอย่างอื่นก็หอมรื่นอยู่เหมือนกัน” **
“มาเป็นโรมิโอแอนด์จูเลียต เลยนะ ถ้าเรียกชื่อมันไม่สำคัญ เรียกชื่อไหนแล้วยังหอมรื่น ....งั้นขอเรียกว่า ขี้”

“ไอ้บ้า”

“ล้อเล่น....เรียกมณีจันทร์เพราะกว่า”

“ขอบใจที่ไม่เรียกแบบตอนแรก” มูนพยายามเลี่ยงคำว่าขี้ ซึ่งไม่ชอบเอาเสียเลยก่อนจะถามต่อว่า “แปลออกด้วยเหรอ”

“โธ่..เรียนมานี่ครับตอนม.สี่”

“เหรอ เราก็เรียนตอนมอสี่เหมือนกัน”  เอ....น่าแปลก นี่มันบังเอิญหรือจงใจ แต่คงไม่หรอก หลักสูตรอาจจะยังไม่เปลี่ยนมานานแล้วก็ได้...เพราะฉะนั้นใครๆก็เรียนตอนม.สี่ได้

“ชื่อมณีจันทร์ไปเอามาจากไหนคัฟ” เด็กช่างสงสัยยังคงถามมาอีกและมูนก็เริ่มรู้สึกสนุกที่จะมีโอกาสต่อล้อต่อเถียง

“เรื่องของเรา จะเอามาจากไหนก็ช่าง”

“อยากรู้บอกหน่อยนะ ถ้าไม่บอกก็จะเรียกเหมือนเดิมว่าขี้”

“บอกก็ได้ เอามาจากนิยาย เรื่องอะไรไม่บอก ไปหาเอาเอง” นิ้วมือเริ่มเคยชิน ความรวดเร็วในการพิมพ์จึงเพิ่ม และไม่อยากให้เขาเรียกว่าขี้อีก บอกๆไปซะจะได้จบ

“อะเหรอ อยากเป็นนางเอกละสิ” หากเขาคนนี้มาถามใกล้ๆแทนการแชทก็คงจะซัดให้สักที โทษฐานที่รู้ดี

แต่มูนไม่แปลกใจที่เขาถามเช่นนั้น เขาคนนี้คงรู้ว่าตนเป็นเพศไหนจากรูปที่โชว์ เพราะรูปดิสเพลย์ของตนที่ช้างช่วยถ่ายให้ถ่ายอกมายังไงแทนที่จะดูหล่อกลับออกมาดูหวานเสียทุกรูป จนอีนังคุณช้างบ่น “มึงทำให้มันแมนๆหน่อยได้ไหมอีเวร ถ่ายออกมากี่รูปๆ ฮอร์โมนเพศหญิงกระจายออกมานอกบีบีหมด เดี๋ยวก็อดแดกผู้ชายหรอก”

“ก็ช่างสิ.....ไม่เห็นอยากได้ อยากมี”

“หล่อนแน่ใจเหรอ.....”

แม้ช้างจะช่วยยังไงก็ไม่ได้นำพา มูนจึงปล่อยให้เลยตามเลย แล้วการอยากเป็นนางเอกที่ตนชื่นชมมันผิดตรงไหน แม้ในชีวิตจริงจะไม่ได้เปลี่ยน ไม่ได้เป็น แต่ในโลกแห่งสังคมออนไลน์ ตนจะใช้ชื่ออะไรก็ได้ หากสุขใจและพอใจ  “ใช่แล้วจะทำไม มีปัญหาอะไรเหรอ”

“ไม่กล้าหรอกคร๊าบ แล้วพระเอกของเรื่องชื่อไร”

“ทำไมอยากรู้เยอะจัง....ไม่บอก ถ้าอยากรู้นักก็ไปหาคำตอบเอาเอง จะนอนแล้ว” มูนพิมพ์ตอบและก็ตั้งสเตตัสเป็นบิวซี่และปิดบทสนทนาทันที หากตาคนนี้มีมารยาทก็คงจะจบไม่คุยต่อ และนายเซ็กส์ พิสโทลก็เงียบหายไปจริงๆ...เงียบจนสงสัยว่า ช่างซักช่างถามขนาดนั้น ทำไมยอมจบง่ายจัง

และแล้วคนที่เริ่มสนุกกับการต่อปากต่อคำก็ต้องหยิบบีบีมาดูเผื่อเขาจะตอบมา แต่ก็ไม่มีวี่แวว และชื่อเซ็กส์ พิสโทลก็อันตรธานไปจากเฟรนด์ลิสต์ แว่บหนึ่งในความรู้สึกแรกที่เห็นนั้น เสมือนมีอะไรวิ่งแปลบๆในอก ‘ไม่จริงไม่ได้เสียใจที่เขาจากไปสักหน่อยแค่คุยกันครั้งสองครั้งเอง ถ้าจะเสียใจก็คงเป็นที่เราเสียมารยาทกับเขา ตัดบทสนทนา  จนเขาโมโหลบเราทิ้ง’

ในจังหวะที่ใจลอยเลื่อนลงไปดูลิสต์เพื่อนอันน้อยนิด มูนก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะบีบีดันสั่นครืดๆในมือ พร้อมกับคำตอบเป็นประโยคที่ว่า “เหอะ รู้แล้ว......พระเอกคือคุณหลวง!!!”

คำตอบนั้นน่ะยังไม่เท่าไร เท่ากับที่เขาเปลี่ยนชื่อตัวจาก เซ็กส์ พิสโทล เป็น คุณหลวง นี่สิ อีกทั้งรูปดิสเพลย์ก็เปลี่ยนจากพระจันทร์ เป็นรูปหนุ่มน้อยใส่ชุดราชปะแตนที่ไหนก็ไม่รู้ แถมสเตตัสที่พอได้อ่านก็ทำให้ใจวาบขึ้นอย่างรวดเร็ว....ทำไมเขาต้องเปลี่ยนชื่อของเขาให้เป็นชื่อตัวละครจากนิยายเรื่องเดียวกันนี้ และที่สำคัญ มันเป็นชื่อของพระเอก และตนใช้ชื่อของนางเอก

คุณหลวงเทพ
ว่าง – แม่มณี  แม่มณีจ๋า

“ราตรีสวัสดิ์นะคร๊าบบบบ แม่มณี....ตาสีน้ำตาล หุ หุ”

ด้วยแสงโคมไฟที่เล็ดรอดออกมาจากประตูห้องนอนที่เปิดเผยอไว้ของแฟนหนุ่มทำให้เกนหลง อดไม่ได้ที่จะแวะเวียนเข้ามาดูเผื่อสุดที่รักจะปล่อยให้ “ทีวีดู”แทนที่จะ “ดูทีวี” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอย่างแรกเสมอ

“ยังไม่นอนอีกเหรอเต้ย แชทกับสาวๆอยู่เหรอ”

“เฮ้ย....เกรซ มาเงียบๆ” เต้ยที่กำลังแชทเพลิน สะดุ้งเฮือกเพราะไม่คิดว่าเกนหลงจะยังไม่นอน ก่อนระบายลมหายใจเฮือกหนึ่งไล่ความตกใจก่อนกล่าวต่อไปว่า “ยังน่ะเกรซ...พอดีแชทกับเพื่อนอยู่น่ะ ไม่ใช่สาว  เอ่อ...ไอ้หมวดเปรมไง ไม่เชื่อจะดูก็ได้นะ”   

เต้ยยื่นโทรศัพท์แบล็คเบอร์รี่ให้ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ แต่เกนหลงปฏิเสธ เพราะตนไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะหึงจนลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของใคร แม้เขาคนนั้นจะขึ้นชื่อว่าแฟนและนอนแชทจนดึกดื่น ตราบใดที่ยังไม่ได้แต่ง นิสัยผู้ชายยังต้องการอิสระ ....โทรศัพท์ของเต้ย จึงไม่เคยที่ตนจะหยิบขึ้นมาเช็คดู ว่าโทร.หาใครหรือคุยกับใคร ซึ่งเต้ยก็ภูมิใจในข้อดีข้อนี้ของเกนหลงนักหนา

“ช่างเหอะ เกรซแซวเล่นน่ะ งั้นไปนอนก่อนนะ”

“ครับ กู๊ดไนท์” เต้ยรับคำยันกายลุกขึ้นมาจากเตียง จูบส่งก่อนนอนเบาๆที่หน้าผาก ก่อนจะกล่าวถามแฟนสาวต่อมาว่า “ อาทิตย์หน้าว่างไหม ไปดูมิวสิคคัลกัน”

“อะไรนะ....เต้ยเนี่ยนะ จะดูละครเวที เกรซหูฝาดไปหรือเปล่า” เกนหลงขึ้นเสียงสูงกล่าวถามโดยพลัน

“ทำไมเหรอ ทำไมเต้ยจะดูไม่ได้ ก็ไอ้หมวดเปรมมันได้บัตรฟรีมาหลายใบ มันก็เลยนึกถึงเราสองคน”

“อ๋อ....ไม่มีไรหรอกแค่สงสัย เพราะไม่เคยเห็นเต้ยสนใจอะไรแบบนี้ ยังไงเดี๋ยวเกรซคอนเฟิร์มอีกทีแล้วกัน”

“ได้ครับ”

เกนหลงเดินกลับห้องยังคงไม่คลายความประหลาดใจที่จู่ๆแฟนหนุ่มชวนตนไปดูละครเวที ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตนก็เคยชวนไปดูหลายครั้ง หลายเรื่องบัตรฟรีแบบนี้เหมือนกันแต่เต้ยก็ปฏิเสธตลอดว่ากลัวดูไม่รู้เรื่องชวนไปดูคอนเสิร์ตยังจะดีซะกว่า .....แต่วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไม คนที่ไม่เคยสนใจ กลับสนใจ....แสนแปลกใจจริงๆ


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
ร่างโปร่งสะโอดสะองในเสื้อสไตล์วินเทจขาวนวลราวกลีบมะลิ รับกับผิวเหลืองลอออันเกิดจากการที่ถูกขัดด้วยขมิ้นผสมน้ำมะขามเปียก ทำให้ดูเด่นสะดุดตา กางเกงขาลีบหรือขาเดฟ ที่จำแบบมาแล้วสั่งตัด ทำให้ขาดูเรียว ระหง แถมเจ้าตัวยังเป็นครูผู้ถ่ายทอดศาตร์ที่เรียกว่าโยคะ ร่างกายทุกส่วนจึงสมส่วนได้อย่างไม่ต้องสงสัย จนใครที่เห็นเดินผ่านไปผ่านมาก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง แม้มูนจะไม่ค่อยเข้าสังคม ทว่านิตยสารที่อ่านประจำก็ทำให้พอรู้ว่าสมัยนี้นิยมแนวไหนและหากถ้าลุกขึ้นมาแต่งตัวกับเขาบ้างเมื่อใด ก็หมายความว่างานไหนงานนั้น ตนจะเป็นจุดสนใจได้อย่างเสมอ ถึงแม้จะไม่ต้องการ

ใบหน้าเรียบตึงเริ่มส่อเค้ากระสับกระส่าย เพราะจวนเจียนจะบ่ายสองโมงตามเวลานัดกับเกรซแล้ว แต่ช้างที่ตนบังคับว่ายังไงก็ต้องมาเป็นเพื่อนป่านนี้ยังไม่มา เหตุผลที่ต้องเอาช้างมาด้วยเพราะไม่ได้เจอกับเกรซนาน กลัวทำตัวไม่ถูกอย่างน้อยมีช้างก็อุ่นใจ และที่สำคัญยอมรับออกมาได้อย่างตรงๆเลยว่า....กลัวและไม่อยากเจอ ผู้ชายคนนั้น คนที่ช้างมันแทบจะยกขึ้นหึ้ง และด้วยเหตุผลอย่างหลังนี้แหละ ....ทำให้มูนต้องมีโลกใบเล็กๆ ที่อยู่กับเพื่อนสนิทไม่กี่คน หากนัดกันเลี้ยงรุ่น เลี้ยงสังสรรค์อันใดที่เป็นกลุ่มใหญ่ๆ มูนจึงเลี่ยงเสียเสมอ.....สายตาของเขาที่เย้ยหยันดูถูก ราวกับตนไม่ใช่คน ทำให้รู้สึกว่าไม่มีที่จะยืนบนโลกใบนี้ ยังคงจำได้และภาวนาว่าวันนี้ขออย่าให้ได้เจอ

อย่างนัดวันนี้ก็เช่นกัน...ใจนั้นอยากปฏิเสธ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะช้างเพิ่งมาบอกตนว่ามีนัดกับเกรซเมื่อตอนเย็นวาน ยกเลิกก็ไม่ทัน นี่เพราะความมีสาระ(แน) ของนางช้างป่าแท้ๆทีเดียวทำให้โมโหจนอดไม่ได้ต้องขึ้นกูขึ้นมึง

“ทีหลังมึงอย่าทำแบบนี้อีกนะอีช้าง”

“มึงก็จะอะไรกันนักกันหนา ก็ไปเจอๆเขาหน่อย ไหนๆพรุ่งนี้ก็มีสอนในกรุงเทพ ถ้าไม่อยากสอนก็ตอแหลไปสิว่าไม่ว่าง อ้างว่าเจ็บตูด แค่นี้ก็ต้องทำมาดัดจริต จะเป็นจะตาย”

“ทีหลังก็ถามกูก่อนสิ ว่ากูพร้อมจะเจอใครไหม” ใครที่ว่า ก็คงไม่แคล้วคุณเต้ยของมันที่อาจจะมากับแฟน “เอาล่ะ ในเมื่อยกเลิกไม่ได้ กูก็จะไปเจอตามนัด และในเมื่อมึงสาระแนแล้วก็ต้องสาระแนให้จบ พรุ่งนี้ต่อให้มึงแพ้ยาคุมจนตกมัน มึงก็ต้องลากสังขารมาเป็นเพื่อนกู”  นาน น๊านนนนน มึงกูและคำผรุสสวาสถึงจะหลุดออกจากปากและส่วนมากก็จะมีให้กับช้างเชือกนี้เชือกเดียว

“ป่านนี้แล้วทำไมช้างยังไม่มา” มูนชะเง้อชะแง้แลมองหน้าบันไดเลื่อนหน้าฟิตเนส เผื่อจะเจอร่างใหญ่ๆ หากก็ไม่มีวี่แวว โทร.หาแล้วโทร.หาอีก ก็ไม่รับสาย บีบีไปก็ไม่ตอบแถมยังตั้งสเตตัสว่าบิวซี่ “ทำอะไรอยู่นะ”

ระหว่างที่ง่วนกับการหาวิธีติดต่ออีช้าง บีบีเอ็มก็ปรากฏดอกจันแดง พร้อมเสียงเตือน มูนจึงคลิกเข้าไปดู ดีใจนึกว่าเป็นช้างแต่ทีไหนได้กลับเป็น คนที่ใช้ชื่อว่า “คุณหลวง”

“แม่มณี แม่มณีจ๋า”

“ยุ่งอยู่เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ” น้อยครั้งที่มูนจะเสียมารยาทใส่คนอื่น เพราะตอนนี้อารมณ์เริ่มไม่ค่อยอยากคุยกับใคร เพราะโมโหนังช้างพังแป้นที่ก่อเรื่องทำพิษ

“แม่มณี...อยู่ไหน”

“อยู่สยาม.....”

“เหรอ อยู่สยามเหมือนกัน”

“เดี๋ยวค่อยคุยกันเย็นๆนะ” มูนย้ำด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง แถมยังสร้างภาระให้กับตนเองโดยไม่รู้ตัวว่า ต้องคุยกับเขาคนนี้ตอนเย็น

 “คัฟ.....แล้วจะรอ”

ในที่สุดอีช้างก็คงเบี้ยว มูนจึงตัดสินใจไม่รอ เตรียมเดินไปยังสถานที่นัดพบ “เป็นไงเป็นกัน” เมื่อตัดสินใจว่าจะฉายเดี่ยวในระหว่างทางที่เดินจึงจำต้องแวะเข้าห้องน้ำเพื่อเช็คความเรียบร้อยและทำภารกิจส่วนตัว แต่โชคไม่ดีเลยห้องน้ำไม่ว่างสักกะห้อง จะให้ขึ้นลิฟท์หรือเดินไปอีกชั้น หรือย้อนกลับไปฟิตเนสก็เสียเวลา แต่ถ้าจะให้ยืนฉี่ที่โถ...ก็อาย ประดักประเดิด ถึงแม้จะไม่มีคนอยู่เลยในตอนนี้ จึงจำต้องยืนรอให้ห้องน้ำว่างอย่างเดียว...... และแล้วเหมือนโชคชะตาฟ้าจะกลั่นแกล้ง

ยิ่งเลี่ยง ก็ยิ่งพบ
ยิ่งไม่อยากประสบ....ยิ่งเข้ามาหา
ใครบางคนที่ไม่อยากเจอ กลับเดินเข้ามา
ด้วยทีท่า “น่ามอง” ดั่งเช่นเคย

คนคนนั้นราวกับหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่นที่ตนเคยเห็น เดินก้มหน้ายิ้มกับโทรศัพท์ คงไม่พ้นเดินแชท จวบจนจะเดินมาชนตนที่ยืนอยู่ก่อนนั่นแหละ ถึงได้เงยหน้าขึ้น ...ตั้งใจแล้วเชียวว่าจะไม่มอง แต่ก็ดันเผลอไปจ้อง....และเขาก็เงยหน้าขึ้นทอดสายตามองกลับมา...

“มูน”

“วสุ”

เพียงระยะเวลาแค่เข็มตกเท่านั้น มูนก็หันหน้ากลับ เดินออกจากห้องน้ำ ยอมเสียเวลา เลี่ยงไปใช้ห้องน้ำชั้นอื่น ความทรงจำเก่าๆกลับมาคล้ายเหตุการณ์นั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน ที่มีเราและเขา อยู่ในห้องน้ำสองต่อสอง ...แต่สภาพเขาวันนั้นแย่กว่าวันนี้ หากแต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือมือที่แข็งยิ่งกว่าคีมบีบแขนตนไว้แน่น

“จะหนีไปไหน...เมื่อไรจะเลิกเสียมารยาท สะบัดหน้าใส่คนอื่นด้วยท่ายโส จองหอง แบบนี้”

จนแล้วจนรอด ผู้ชายคนนี้ก็ยังไม่เลิกรังแก ประโยคเดียวกันกับเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วพร้อมน้ำเสียงกราดเกรี้ยว เขายกมาได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน...แต่วันนี้ยังดีหน่อย ที่ไม่มีคำว่าอีตุ๊ดหรืออีขี้หลุดมา ฤาอาจจะมีแต่เขาอาจด่าไว้ในใจก็ได้ อยากบอกเสียเหลือเกินว่า ไม่ได้อยากสะบัดหน้า...แต่แค่ไม่อยากมองอยากจะถามนักเชียวว่าไปโมโหใครมา ถึงได้มาลงที่ตนทุกครั้งยามเห็นหน้าแม้เวลาจะผ่านไป
 
“เราเจ็บ ..ปล่อย” คำตอบเรียบๆ ทว่าตาสีน้ำตาลบ่งบอกว่าเจ็บจริง เต้ยจึงยอมปล่อย และมือข้างนั้นก็เผลอทุบประตูห้องน้ำอย่างขัดใจโดยไม่เกรงกลัวเลยว่าคนในห้องน้ำจะเปิดประตูออกมาด่า

แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิด ไม่นึก ไม่ฝันก็เกิดขึ้นประจักษ์แก่สายตาคนทั้งสอง ที่ต้องยืนนิ่งเหมือนโดนสาปอยู่กับที่ เมื่อประตูห้องน้ำที่คาดว่ากลอนจะใส่ไม่สนิท เจอแรงทุบด้วยความโมโหจากมือชาย ก็เปิดผลัวะออก จนเห็นชายผู้หนึ่งยืนแอ่นกายพิงฝาประตูห้องน้ำกางเกงถูกรูดลงมาอยู่ตรงต้นขา แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่า ร่างใหญ่ยักษ์ของนางพญาคชสารที่เสมือนทรงความสามารถบีบตัวให้เล็กลงได้ชั่วขณะ นั่งเหยียบอยู่บนขอบชักโครก น่าแปลกที่ชักโครกนั้น มิพังทลายสลายลงมาด้วยน้ำหนักที่ต้องประเมินหน่วยวัดด้วยปอนด์แทนกิโล มือหรือขาหน้าอันอวบอูม จับต้นขาผู้ชายไว้แน่น ใบหน้าเปล่งปลั่งซบอยู่ตรงท้องน้อย และปากอวบอิ่ม กำลังขยับขึ้นขยับลงถี่ยิบ เรือนผมดกดำโดนมือแข็งแรงจากชายชาญขยี้ละเลงทั่ว ชายโฉดที่กำลังหลับตาพริ้ม และนางคชสารชั่ว ตื่นจากภวังค์ฝันทันใด เบิกตาโพลงอย่างตกใจ

เต้ยกับมูนลืมเรื่องบาดหมางกันชั่วขณะ ถอยมายืนชิดติดกันทันใด พร้อมใจกันประสานเสียงลั่น

“อีช้าง!!!”

เหตุการณ์เกิดขึ้นและจบลงด้วยความรวดเร็ว ภาพที่คมชัดเสมือนหนังสามมิติที่เห็นทุกรายละเอียดแห่งท่วงท่าการกะทำก็หยุดลง ด้วยการที่ชายคนนั้นตกใจจนหน้าตื่นดึงอาวุธประจำกายคืนออกจากปากช้าง เก็บคืนใส่กางเกงอย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งออกไป

แม้อ้อยเข้าปากช้างจะดึงคืนมาไม่ได้ .....แต่ถ้าเป็นกล้วยนั้น ไม่แน่ และอีช้างก็ทำหลุดบ่อยเสียด้วย

นางหญิงโฉดคชสารเพศเมีย แม้จะตกใจที่รังสวาทของมันถูกทำลาย แต่เจ้าหล่อนก็ปรับสีหน้าคืนสู่ปกติได้อย่างรวดเร็ว เดินเชิดหน้าออกมาหมุนตัวพอยท์เท้า โพสเสียอีกหนึ่งที เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินออกไป

มูนกับเต้ยหันมามองหน้ากันอย่างไม่ตั้งใจอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างยากที่จะบรรยายความรู้สึกที่เห็นภาพอุจาด หากทั้งคู่หันไปส่องกระจกด้านหลัง ก็คงจะเห็นว่าใบหน้าของพวกตนเปล่งเป็นสีแดงได้อย่างอัศจรรย์

ในภาวะงงงันที่ทำอะไรกันไม่ถูก เต้ยก็รู้สึกตัวได้ก่อนและสายตาที่มูนไม่อยากเห็นก็คือสายตาที่ดูถูก เหยียดหยามในสิ่งที่มูนเป็น ที่ห่างหายไปเกือบสิบปีก็กลับมา พร้อมกับเสียงกร้าวก่อนเขาจะเดินจากไป

“นี่คงจะมายืนรอ เข้าไปรับช่วงต่ออีช้างใช่ไหม ทุเรศว่ะ พวกตุ๊ดเสพสมไม่เลือกที่ ห้องน้ำก็ไม่เว้น”

มูนรู้สึกชาวาบทั้งตัวทั้งหน้าจะหันไปแก้ต่างก็ไม่ทัน เจ็บใจที่โดนด่าในเรื่องที่ตนแทบไม่มีส่วนผิดเสียด้วยซ้ำ เมื่ออกมาจากห้องน้ำจึงจำต้องหันไปลงเอากับอีช้างชั่วที่ยืนรอหน้าแป้นแร้นบ้าง

“อีช้าง อีผู้หญิงหยำฉ่า ทำอะไรลงไปรู้ไหม พลอยให้กูโดนด่าไปด้วย”

“ใครด่ามึง”

“ก็คุณเต้ยของมึงน่ะสิ เขาหาว่ากู ไปยืนรอรับช่วงต่อจากมึง เขายิ่งเกลียดพวกเราอยู่ มึงก็ดันทำงามหน้า”

“มึงก็น่าจับคุณเต้ยโม้คต่อไปเลยนะ ไหนๆเขาก็เห็นแล้ว เขาคงอยากลองเลยด่าแก้เขิน”

“ไพร่ น่าเกลียด กูไม่มีวันทำแบบนั้น.....สรุปแล้วไปทำกันอีท่าไหน”

“ก็ท่าที่มึงเห็นกันนั่นแหละ เด็กมันยั่ว....กูแค่ให้เบอร์โทร.พร้อมพิน เขาหลงเสน่ห์กูก็เลยเดินตามมา กูก็เลยจัดให้” อีช้างลอยหน้าลอยตาตอบอย่างมั่นใจในความสวยของตน

“กูไม่เชื่อ แค่ให้เบอร์โทร.พร้อมพิน ใครจะเดินตาม แล้วทำไมไม่ไปทำที่อื่นห้องน้ำห้างที่สาธารณะเข้าข่ายลามกอนาจาร  ดีนะที่ไม่โดน รปภ.จับ ไม่งั้นงามหน้ากว่านี้”

“โอ๊ย อีนี่ อย่าบ่นนักเลย  ทีหลังมึงก็หัดเขียนใส่แบงค์พันสิ ขี้คร้านจะตามเป็นพรวน” แล้วช้างก็เดินนวยนาดนำหน้าลอกเลียนท่าเดินจากสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์ที่คุ้นเคยตามงานสังคม จนไม่สนใจคนที่พลอยฟ้าพลอยฝนโดนด่าฟรี ในใจคิดอะไรเงียบๆ จนต้องโปรยยิ้มกับตัว ‘อีมูน อย่านึกว่ากูไม่รู้ ที่มึงโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่เนี่ย ไม่ใช่เพราะกูทำอนาจาร.....แต่เพราะมึงโดนเขาเข้าใจผิด เหอะ!!’

“อีช้างตกมัน!!”

เกรซแต่งตัวสวยเปรี้ยวเยี่ยวราดอย่างที่ช้างบอกไม่ผิดเพี้ยน สยายผมก่อนจะลุกขึ้นโผเข้ากอดมูนอย่างดีใจที่ไม่ได้เจอกันนานร้องทักขึ้นด้วยเสียงระเรื่อยินดี “โหยยย มูนคิดถึ๊ง คิดถึง เกือบสิบปีแล้วเนอะไม่ได้เจอกันเลย แต่มูนดูไม่เปลี่ยนสักนิด ยังไงยังงั้น เป๊ะมาก”

“ขอบคุณจ้าเกรซ....เกรซสวยขึ้น สวยจนเราจำแทบไม่ได้”

“วุ้ย....ไม่หรอก” เกรซกล่าวตอบก่อนจะหันไปทางคนที่กำลังนั่งทำหน้าทำตาบอกบุญไม่รับข้างๆ กล่าวว่า “เต้ย จำมูนได้ไหม”

“ทำไมจะจำไม่ได้ เดินมาร้อยเมตรก็รู้ว่าเป็นตุ๊ด คงมีคนเดียวในโลก”

“เต้ย!!” เกรซปรามเสียงเขียวหยิกเต้ยไปหนึ่งที แล้วหันมาถามมูนว่า “วันก่อนช้างให้พินมูนมา พอดีเกรซไม่ได้ใช้บีบี เลยเอาบีบีของเต้ยแอดไปได้รับไหม”

“หือ” มูนเลิกคิ้วสูงทันควัน หันไปมองหน้าอีช้างสาระแนตัวดีที่สรรหาเรื่องมาให้โดยไม่หยุดหย่อน แต่อีช้างก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ไว้คุยกันเสร็จก่อนอีช้างโดนแน่ “แอดมาเหรอ ใช้ชื่อหรือพินนัมเบอร์อะไร”

ในใจกระหวัดนึกถึงบุคคลนิรนามหรือนาย เซ็ก พิสโทลทันที ซึ่งตอนนี้เป็นคุณหลวงไปแล้ว แต่เสียงห้าวๆ ก็กร้าวขึ้นทันที “ไม่ได้แอด ตั้งใจลบทิ้ง....เพราะบีบีเครื่องนี้แอดเฉพาะชายจริงหญิงแท้ ไม่รับตุ๊ด”

อีกหนึ่งดอกที่ผู้ชายปากร้ายซัดใส่มา แต่มูนก็แสร้งทำเหมือนไม่ได้ยิน ราวกับผู้ชายคนนั้นไม่มีตัวตนอยู่ ณ ที่นี้ ผู้ชายอะไรหยาบคาย  เกนหลงที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะหันไปเอ็ดแฟนหนุ่ม “พูดกับมูนเขาดีๆหน่อย ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะเต้ย ไม่ได้แอด ก็ไม่ได้แอด ไม่เห็นจะต้องไปว่าเขาอย่างนั้นเลย”

“ช่างเถอะเกรซ  เออ เห็นช้างบอกว่าเกรซอยากเรียนโยคะเหรอ” มูนตัดบทไม่อยากให้เรื่องใหญ่โตจนกลายเป็นข้อพิพาทของชายหนุ่มกับหญิงสาว เข้าเรื่องตามจุดประสงค์ที่นัดมาอย่างไม่เสียเวลา

ตลอดการสนทนา สายตากลมแป๋วสีน้ำตาลให้ความสนใจกับผู้พูดที่เป็นหญิงสาวโดยตลอด มิใส่ใจและสนใจต่อใครบางคนที่ทำท่าฮึดฮัดฟึดฟัด อีช้างเสียเองนั่นแหละที่คอยชม้ายชายตาจ้องมองคุณเต้ยของมันราวกับอยากจะย้อนเวลาเปลี่ยนคนกับผู้ชายเมื่อครู่ เต้ยทนอึดอัดที่เขาแทบไม่มีส่วนร่วมในบทสนทนาไม่ได้ จึงโพล่งออกมาในขณะที่มูนกำลังอธิบาย คุณประโยชน์ของโยคะให้เกรซฟัง

“กรุณาเอาแต่เนื้อๆ อย่าเอาน้ำ เสียเวลา”

มูนมิกล่าวตอบเบือนหน้าไปอีกทาง ยิ่งทำให้เต้ยอยากจะลุกขึ้นไปกระชากบีบคออย่างที่ทำเมื่อตอนสมัยเรียน “เป็นใคร มาจากไหน ถึงได้ไม่เห็นว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้”

“เต้ย ทำไมเสียมารยาทอย่างนี้” เกนหลงเอ็ดแฟนหนุ่ม ก่อนจะทอดเสียงอ่อยบอกมูนว่า “เต้ยก็เป็นอย่างนี้แหละอย่าไปถือสาเลยนะ เอาเป็นว่า เกรซตกลงเรียนกับมูนเนี่ยแหละ เกรซว่างอาทิตย์บ่าย มูนมาสอนเกรซที่คอนโด แล้วมูนจะคิดค่าสอนเท่าไรยังไง คิดเต็มที่ตามอัตราเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“งั้นเดี๋ยวมูนเช็คเวลาแป๊บนะ” มูนหยิบสมุดงานขึ้นมาเช็คตารางเวลา ตามวันที่เกรซต้องการ และโชคดีก็เป็นของเกรซ แต่เป็นโชคร้ายของมูนที่ต้องไปสอนที่คอนโด “ว่างพอดีจ้า เกรซ ส่วนเรื่องราคาน่ะ มูนคิดไม่แพง ตามปกติถ้าสอนส่วนตัวมูนคิดชั่วโมงละพัน เรียนกับมูนครั้งหนึ่งใช้ระยะเวลาชั่วโมงครึ่งก็เท่ากับพันห้าร้อยบาท แต่มูนว่า ราคาขนาดนี้เรียนหลายครั้งก็เป็นเงินก้อนหนักอยู่ มูนว่า เกรซลองมาเรียนที่สตูดิโอที่มูนสอนที่นี่ดีไหม”

ด้วยนิสัยปกติที่ไม่ค่อยชอบโกหก จึงตอบไปว่าว่างแม้จะไม่อยากจะไปสอน เหตุผลก็เพราะ ไม่อยากเข้าไปเจอใครที่นั่งทำหน้ายู่ยี่ เพราะตนรู้มาจากช้างว่าเขาอยู่ด้วยกัน จึงไม่มีทางเสียล่ะหากไปสอนแล้วจะไม่เจอ มูนจึงจำเป็นต้องยกเหตุผลเรื่องราคาให้เกรซลองคิดทบทวนเผื่อจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ผิดคาด

“เกรซบอกเขาไปว่า เต้ยมีปัญญาจ่ายให้ เดือนหนึ่งแค่หกพันขนหน้าแข้งเต้ยไม่ร่วงหรอก สำหรับเกรซแล้ว เต้ยยอมจ่ายแม้จะโดนขูดรีด”

“ไม่ได้ขูดรีดนะ แค่บอกว่าราคามันเท่านี้ ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับคลาสส่วนตัว” คราวนี้มูนอดไม่ได้ที่จะโต้ตอบ โดยไม่รู้ตัวว่า ตนโดนเขาเรียกร้องความสนใจไปเรียบร้อย

“เท่านี้ ก็เท่านี้ แล้วจะยังไง จะสอนหรือไม่สอน ถ้าไม่สอนจะได้ไปหาคนอื่น หรือว่าสอนไม่เป็น สอนไม่เก่งแล้วแอบอ้างตัวว่าเป็นครู หาลำไพ่อย่างอื่นไปตามบ้านลูกค้าหนุ่มๆ”

มูนหน้าร้อนผ่าวที่โดนปรามาสและดูถูก ถึงแม้จะเป็นคนอารมณ์เย็น แต่ก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่โดนใครว่าแล้วจะไม่โกรธ เห็นทีควรจะต้องพิสูจน์และตั้งหน้าสู้กับคนนิสัยร้ายกาจที่พยายามเลี่ยงตลอดมาเสียที และครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ได้โต้ตอบกับผู้ชายคนนี้ยาวๆ “ ตกลงเราจะสอน จะได้รู้กันว่าเราเป็นครูจริงไหม อ้อเรื่องราคา เราคิดล่วงหน้าหนึ่งเดือนนะ เดี๋ยวส่งเลขที่บัญชีมาให้ แค่นี้ขนหน้าแข็งคงไม่ร่วงใช่ไหม”

“ไม่มีปัญหา จะเอาตอนนี้เลยก็ได้”

“ไม่จำเป็น ไม่ได้ร้อนเงิน” มูนหันหน้ากลับมิเจรจาพาทีด้วยต่อไปอีก แล้วหันไปพูดกับเกรซด้วยน้ำเสียงนุ่มเป็นปกติดังเดิมว่า “ เกรซจะเริ่มเรียนอาทิตย์ไหนก็บอกเรานะ เราจะได้เตรียมตัว นี่เบอร์โทร.เรา มีอะไรติดต่อที่เบอร์นี้ จะได้ไม่ต้องติดต่อผ่านช้างหรือเอาบีบีคนอื่นแอดมา เขายิ่งเกลียดๆเราอยู่ ขอตัวก่อนนะเกรซแล้วเจอกันนะ”

มูนยื่นนามบัตรที่ทางสตูดิโอทำให้ไว้กับเกรซ ก่อนจะกล่าวอำลาและไม่หันไปแม้แต่จะชายตามองหน้าผู้ชายคนเดียวที่อยู่ที่นี่ ลุกขึ้นเดินจากไปทันที เกรซกับอีช้างได้แต่นั่งอ้าปากค้างตบอก เพราะแทบไม่เคยจะเห็นมูน โมโหขนาดนี้ แล้วคำพูดที่สุดแสนจะร้ายกาจก็ดังขึ้นไล่หลัง แต่มูนก็ไม่ได้หันมาต่อปากต่อคำด้วย

“ หยิ่ง...จองหอง คิดว่าแน่นักหรือไงวะ ก็แค่ตุ๊ดสอนโยคะ หากินตามห้องน้ำห้าง”

“เต้ย!!!”

ดึกแล้ว เต้ยยังไม่นอนหรืออีกนัยหนึ่งนอนไม่หลับ กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง นั่งเช็คเฟซบุค ตอบเมนท์ผ่านบีบีเช่นเคย ทว่าในใจกลับไม่ได้ที่จะ ‘ใส่ใจ’ อะไรนัก เนื่องด้วยในใจยังวนเวียนถึงดวงตาคู่หนึ่ง ที่ไม่ได้ ‘สนใจ’ ว่าเขามีตัวตนและนั่งหัวโด่อยู่ในวงสนทนาวันนี้ ถามว่า โมโหไหม ตอบได้เลยว่าโมโห เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาถูกละเลยจนต้องเอ่ยปากแทรกบทสนทนาและยิ่งคนที่มองผ่านเหมือนตนเป็นอากาศธาตุนั้น ดันเป็นพวกตุ๊ด ทำให้รู้สึกเสมือนเชิงชายโดยหมิ่น แต่ทำไมมี มันอยู่คนเดียว ที่ทำกริยาเชิดใส่ ทั้งๆที่ตุ๊ดคนอื่นเห็นเขาก็มองมาตาเยิ้มแทบทุกคน เช่นอีช้าง

“ผ่านไปกี่ปีๆ ก็ยังไม่มีมารยาท เชิดหน้าอย่างกับตัวเป็นผู้หญิง โธ่...อีตุ๊ดเอ๊ย” เต้ยสบถพึมพำอย่างอารมณ์เสีย ในใจยังคิดและไม่วายดูแคลน ‘นึกว่าตัวเองเลิศเลอมาจากไหนหรือไง ที่แท้ก็ไม่ต่างอะไรกับอีช้างและกะเทยทั่วไป สำส่อน’

ชายหนุ่มถอนหายใจมาอีกเฮือกใหญ่ก็ละตาจากบีบี เอี้ยวตัวหันไปหยิบหนังสือรุ่นที่วางอยู่หัวเตียง มาเปิดดูช้าๆ เผื่อภาพเก่าๆสมัยเรียน จะทำให้ไม่ตาค้างอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทว่าการดูภาพเก่าๆ กลับทำให้นอนไม่หลับยิ่งกว่าเดิม เพราะยิ่งดูความทรงจำเก่าๆก็กลับมาด้วย มือยังเปิดไปเรื่อยๆ จนพบกับรูปๆหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปของกลุ่มเด็กที่เขาไม่ชอบ และเรียกว่า ‘อีตุ๊ด’ นั่งรวมกลุ่มกัน ตอนแรกได้เปิดผ่าน หากแต่สายตากลมๆแป๋วของหนึ่งในกลุ่มนั้นทำให้ต้องพลิกกลับมาดู สายตาเศร้าๆอันละม้ายคล้ายมีชีวิต ที่เจอกันทุกครั้ง......ก็สะบัดหน้าเมินเขาไปอีกทาง

เจ้าละม้ายชายมาสบหลบเนตรหนี
ท่วงทีที่ทำยังจำได้
ยิ่งแสนเสน่หาอาลัย
เร่าร้อนหฤทัยเกรียมตรม ***

เหตุการณ์ที่เจอกันในห้องน้ำวันนี้ เสมือนเหตุการณ์เดิมที่ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปี และไอ้ดวงตาคู่นั้นอีกนั่นแหละที่เมินหนีเขาเสียไปอีกทาง....ความทรงจำที่ซ่อนไว้ผลุดขึ้นมาพลันโดยที่เต้ยไม่รู้ว่า ตอนนี้นั้น ใครบางคนก็เปิดหนังสือเล่มเดียวกันนี้อยู่ แม้จะคนละหน้า ทว่า.......กำลังคิดเรื่องเดียวกัน
***********
รบกวนติดตามต่อบทที่๔ นะคะ
อ้างอิง *,** นำมาจากโรมิโอแอนด์จูเลียต โดยวิลเลียม เชคสเปียร์ ส่วนบทแปลคือ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่๖
*** วรรณคดีพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่๒ เรื่องอิเหนา

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๔  First class, First kiss

มูนนอนคว่ำหน้าเปิดหนังสือไปทีละหน้า ดูรูปเก่าๆ ทีละรูปๆ จนมาหยุดที่รูปๆหนึ่งซึ่งเป็นรูปของเด็กผู้ชายผิวขาวในชุดนักบาสที่ยืนท่ามกลางผองเพื่อนนักกีฬา รอยยิ้มเขานั้นช่างดูสดใส และเด่นกว่าใครๆ แต่เวลาอ้าปากพูดมาแต่ละที ทำไมคำพูดทุกคำ ถึงได้ร้ายกาจนัก ร้ายจนไม่อยากจะพูดด้วย ไม่อยากมอง แม้จากไปหลายปีก็ดูเหมือนว่าเขายังเป็นคนเดิม นิสัยเดิมไม่แปรเปลี่ยน แถมยังกล่าวหาดูถูกตนเสียอีก ควรหรือที่น่าจะพูดด้วย

“หากเขาพูดกับเราดีๆสักนิด เราก็คงมองเขาได้อย่างเต็มตา เหมือนคนอื่นๆ”

น่าแปลกที่รอยยิ้มสดใส ยิ่งจ้องก็เสมือนว่า เขายิ้มให้เรา แต่ก็ได้แค่คิดซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีทางเป็นไปได้เลย รอยยิ้มนั้นมีมนต์สะกดอันใดหรือไงถึงได้ดึงตนสู่ภวังค์ฝันของอดีตได้รวดเร็ว จนความทรงจำสีขาวอันลางเลือนผลุดขึ้นอย่างแจ่มชัด แม้จะซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ

“มูนๆ มึงแบกผ้าไปคนเดียวนะ พอดีกูดันปวดขี้ กูขอไปขี้ก่อน” อีช้างเดินกระสับกระส่ายขนลุกซู่เข้ามาบอก ก่อนจะวิ่งควบปุเลงๆ อย่างกับหนีควาญจากไปโดยไม่ดูเลยว่ามูนจะแบกผ้ากองนั้นไหวหรือไม่

“เดี๋ยวช้าง แล้วเราจะแบกไปคนเดียวยังไงตั้งกองเบ้อเร่อ”

ผ้าที่ว่า คือผ้าเช็ดตัวและผ้าเช็ดหน้าที่ซักสะอาดเอี่ยมอ่องของนักกีฬาบาสเก็ตบอล ที่มูนกับช้างต้องไปยืนรอรับที่หน้าประตูโรงเรียนทุกๆกลางสัปดาห์ เนื่องด้วยทั้งสองมีแนวโน้มว่าจะต้องสอบตกวิชานี้ อาจารย์ประจำวิชาจึงให้ทำงานเป็นพี่เลี้ยงนักกีฬาบาสแลกตลอดเทอม แลกกับการได้สอบผ่าน ซึ่งอีช้างมันดีใจนักดีใจหนา เพราะนักกีฬาบาสของโรงเรียนมีแต่คนหน้าตาดีๆ ซึ่งมันก็เรียกคุณนำหน้าทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับมูนนี้สิ ความหนักใจถาโถมเข้าพลัน เพราะในทีมนักกีฬาดันมี “คุณเต้ย” ของอีช้างมันอยู่ด้วย

เมื่อยกกองผ้าวางบนรถเข็นเล็กๆจนเต็ม นักเรียนชายที่อ้อนแอ้นอย่างตนก็ต้องออกแรงเข็นเสียยกใหญ่ ทว่าเข็นอย่างไรก็เข็นไม่ขึ้น แถมจวนเจียนที่พวกนักกีฬาจะซ้อมเสร็จ เดี๋ยวผ้าจะไปไม่ทัน ตนก็จะมีความผิด นึกๆแล้วก็โมโหอีช้างที่ดันเกิดมาปวดท้องอะไรกันตอนนี้ แต่แล้วจู่ๆ รถเข็นก็เลื่อนเคลื่อนออกไปตามทาง หาได้เกิดด้วยปาฏิหาริย์ ทว่าเกิดจากแรงชายที่มาช่วยเลื่อนให้ต่างหาก

“มานี่กูเข็นเอง รอมึงเข็นวันนี้พวกกูไม่มีผ้าเช็ดตัวเช็ดกันพอดี” ประโยคร้ายๆ จากเด็กชายปากเสีย ทำให้เด็กชายอ้อนแอ้นต้องเบือนหน้าไปอีกทาง แล้วคนช่วยเข็นก็กล่าวต่อมาว่า “ เสียชาติเกิด เกิดเป็นผู้ชายทั้งที ก็เสือกเป็นตุ๊ด ผ้ากองแค่นี้ก็เข็นไม่ไหว แล้วนี่อีช้างไปไหนทำไมไม่มาช่วยมึงเข็น”

มูนไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับผลักมือคนช่วยเข็นออก “เราเข็นเอง จะได้ไม่ต้องลำบาก”

“มึงอย่ามาอวดเก่งอีตุ๊ด กูเห็นแววแล้วว่าไม่รอด กูเข็นเอง”

“บอกว่าเข็นได้ ก็เข็นได้สิ” เสียงนุ่มๆแปรเปลี่ยนเป็นแหวกลับมาบ้าง

“โธ่โว้ย....อีขี้ น่ารำคาญ ถอยไป” เต้ยผลักมูนออกตะโกนลั่น และด้วยแรงผลักที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้มูนล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้า เสียงตะโกนกึ่งตะคอกนั้น หยุดสายตาทุกสายตาของเพื่อนๆนักกีฬา ให้หันมามองภาพที่เกิดขึ้น “ ไอ้เต้ย....เล่นตุ๊ดอีกแล้วโว้ย”

แล้วร่างที่ล้มลงอยู่กับพื้นก็ถูกประคองให้ลุกขึ้นด้วยแขนแข็งแรงของกัปตันทีมที่วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว  “เป็นไงบ้างน้องมูน เกิดอะไรขึ้นครับ” เสียงที่ถามมูนนั้นอ่อนโยนเจือด้วยความเป็นห่วง หากแต่ประโยคที่ถามเต้ยต่อมานั้นสิ ค่อนข้างเข้ม “ เกิดอะไรขึ้นวะไอ้เต้ย นายไปแกล้งอะไรมูนเขาอีก”

“เปล่านะพี่อั๋น แค่เต้ยจะเข็นรถผ้าไปห้องล็อคเกอร์ เพราะถ้ารอให้อีขี้นี่เข็น วันนี้ก็ไม่มีผ้าใช้ แต่มันก็เป็นห่าอะไรไม่รู้ ทำสะบัดสะบิ้งอวดดี” เต้ยยังคงฝืนเสียงกร้าว ทว่าใบหน้าขาวกลับซีดลงอย่างน่าถนัดตา มิคิดว่าผลักแค่นี้อีกฝ่ายจะล้มลง

“แต่นายก็ไม่ควรไปผลักมูนเขาอย่างนั้น เพราะฉะนั้น วันนี้นายต้องอยู่ซ้อมคนเดียวถึงทุ่มครึ่ง เป็นการลงโทษ นายไปซ้อมต่อได้แล้ว ตรงนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเอง” พี่อั๋นหรือกับตันทีมบาสรุ่นพี่มอหกยังคงใช้เสียงเข้มกับเต้ยแถมยังลงโทษ ซึ่งก็ทำให้เต้ยเกิดความไม่พอใจได้อย่างไม่มีข้องสงสัย แต่ก็ยังไม่กล้าหือกับรุ่นพี่

“มาน้องมูน เดี๋ยวพี่ช่วยเอง”

แล้วพี่อั๋นก็เข้ามาเข็นรถผ้าแทน เสียงนุ่มๆจากเด็กชายอ้อนแอ้น กล่าวขึ้นขอบคุณรุ่นพี่ทันทีด้วยตาสีน้ำตาลระยับทำให้เด็กชายเกเร ที่ยังรีๆรอๆ ซึ่งไม่รู้ตัวว่า ใบหน้าขาวน่ามองได้ขมวดคว่ำเป็นม้าหมากรุกไปเรียบร้อย เขายังไม่รู้ความรู้สึกตนเองว่า ความไม่พอใจนั้นเกิดจากการที่โดนทำโทษ หรือเกิดจากการที่พี่อั๋นเข้ามายุ่งหรือมันเป็นสองความรู้สึกที่ผสมกัน จึงต้องมองมาอย่างขัดใจ....เต้ยยังจ้องมองอยู่อีกครู่แล้วจึงวิ่งกลับเข้าไปซ้อมดังเดิม “เหอะ ทีกูเข้ามาช่วยเข็นตอนแรก คำขอบคุณสักคำก็ไม่มี คนอวดดี ไม่มีมารยาท”

เวลาจวนเจียนจะสองทุ่มแล้ว มูนก็ยังทำความสะอาดในห้องล็อคเกอร์ไม่เสร็จ เพราะนอกจากจะรับส่งผ้าไปซัก การทำความสะอาดก็เป็นอีกหน้าที่ที่อาจารย์เพิ่มเข้ามาให้ตนกับช้าง แต่อีช้างก็เป็นเพื่อนที่แสนดี ไปขี้แล้วก็หายหัวไปเลย จนตนต้องทำคนเดียว และอีกไม่นานประตูโรงเรียนก็จะปิดตอนสองทุ่มครึ่ง ซึ่งจะรอนักเรียนที่ได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรมพิเศษอยู่แค่นั้น

พี่อั๋นโดนอาจารย์เรียกจึงไม่ได้อยู่ช่วยต่อและไม่กลับมาอีก ในห้องล็อคเกอร์ตอนนี้จึงเงียบเสียยิ่งกระไรเหลือเพียงแค่ตนคนเดียว แล้วเสียงนุ่มๆจึงเอื้อนเอ่ยร้องเพลงลูกกรุงทำลายความเงียบเป็นเพลงที่เคยได้ยินคุณยายกับป้าเมี้ยนเปิดอยู่บ่อยๆ และมักร้องเล่นๆเสมอยามอยู่คนเดียว  แต่ถ้าหากเป็นช้างอยู่ด้วยมันจะแย่งร้องตลอดและมันก็จะร้องแต่เพลงของ พี่ติ๊นา คริสติน่า อาร์กิล่าร์เท่านั้น

ไป จากไปไปแล้วไปเลย
อย่ามาชวนชิดชวนเชย
ปีศาจเอยร้างเลยอารมณ์
ลมมาฝนมาจงอย่ามาพาระทม
เพียงโศกทรามเศร้าซมฉันจะล้มตายแล้ว*

ร้องไปถูพื้นไป ในใจก็ดันไปคิดถึงปีศาจเมื่อตอนเย็น ที่ผลักตนล้มลง ปิศาจตนนั้นปากร้าย หยาบคาย ไม่รู้ว่าโกรธแค้นตนมาแต่ชาติปางไหน ทำอย่างไรจึงจะไล่ให้ไกลจากตัว “ไอ้บ้า....ไอ้ปีศาจ”

แล้วเสียงเพลงนุ่มๆก็ต้องหยุดลงทันทีเมื่อหันหน้าไปเห็นปีศาจตัวเป็นๆในคราบนักกีฬาบาสที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่บอกบุญไม่รับก่อนจะปิดประตูห้องล็อคเกอร์ดังโครม !!

ปีศาจตนนั้นมิพูดมิจา อันใดในตอนแรกเดินไปเปิดล็อคเกอร์ส่วนตัว พร้อมกับถอดเสื้อออกยัดเข้าไปในกระเป๋าอย่างไม่ไยดี มูนถูพื้นเสร็จพอดีจึงเก็บอุปกรณ์ ตั้งใจจะรีบออกไปจากห้องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ การอยู่ด้วยกันสองต่อสองมันไม่ใช่เรื่องดี ไม่ได้กลัวว่าเขาจะชวนทำอย่างว่า เพราะเขาชิงชังคนประเภทตนยิ่งนัก หากแต่กลัวว่าเขาจะแก้แค้นต่างหากเพราะตนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาโดนทำโทษจนต้องอยู่ซ้อมคนเดียวไม่ใช่หรือ

 ทีท่าของมันยังคงดูน่ากลัว หากมันเอาคืนอย่างที่คิด ตนคงโดนน่วมและตอนนี้ก็ไม่มีใครช่วยเสียด้วย  มูนจึงจำต้องคอยชำเลืองในระหว่างที่เก็บของเผื่อมันเข้ามาจะได้หนีทัน เจตนามิเป็นอย่างอื่น
ร่างกายท่อนบนที่เปล่าเปลือย กล้ามอกกล้ามแขนที่เพิ่งขึ้นและไรขนอ่อนๆที่ไล่ลงไปจากสะดือนั้น มีอะไรน่ามองตรงไหนแต่ปีศาจปากร้ายไม่คิดเช่นนั้น !!!

“มองอะไรอีตุ๊ด ไม่เคยเห็นคนถอดเสื้อหรือไงวะ”

มูนสะบัดหน้าพรึ่ดเดินหนีทันใด เอาแล้วไง มันหาเรื่องเอาคืนแน่แท้ แต่มูนก็ต้องหยุดชะงัก เพราะรู้สึกถึงอาการเจ็บแปลบที่ต้นแขนทันทีที่มือแข็งแรงยิ่งกว่าคีมบีบไว้แน่น แถมยังดึงตัวเกือบเสียหลักร่วงลงไปใกล้แผงอกขาวที่เพิ่งเลยวัยแตกพาน พร้อมเสียงห้าวของวัยที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม ดังขึ้นด้วยความโมโหไม่พอใจอย่างเด่นชัด

“จะหนีไปไหน...เมื่อไรจะเลิกเสียมารยาท สะบัดหน้าใส่คนอื่นด้วยท่ายะโส จองหอง แบบนี้”

ทั้งสองจะรู้ไหม....กว่าเกือบสิบปีให้หลังจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกครั้ง !!

“ถาม ทำไมไม่ตอบ”

“เรา เจ็บ ปล่อยนะ ไม่ได้มองสักหน่อย”

“โกหก กูเห็นว่ามองอยู่ อยากดูนักใช่ไหม เอ้าดู” แล้วมืออีกข้างที่เคยจับแต่ลูกบาสเก็ตบอลด้วยความแรง ก็บีบคางมูนไว้แน่นทำอย่างกับใบหน้าหวานๆนั้นเป็นลูกบาส  ใช้แรงบีบจนใบหน้าของมูนต้องหันกลับมามองตน

“จะ เจ็บนะ”

ด้วยเสียงที่เครือและอู้อี้เพราะถูกบีบจนเจ็บกับการโดนตะคอกและตวาด ทำให้ตาสีน้ำตาลเริ่มคลอๆไปด้วยน้ำใสๆ หากแต่เต้ยก็ยังไม่ได้สังเกตเห็นในตอนแรก จนจะจับหน้านั้นกดลงไปดูให้แนบเนื้อตนนั่นแหละ ถึงจะได้เห็นและแรงก็เริ่มผ่อน ผ่อนจนกลายเป็นแทบจะอยู่ในกริยาที่เรียกว่า “เชยคาง” ใบหน้าขาวเริ่มสลดชะงักงัน แรงบีบที่ต้นแขนเริ่มคลายออกซึ่งหากอ้อมมือไปอีกฟาก อาการสัมผัสนั้นจะกลายเป็น “โอบ” ทันที ด้วยความที่ตัวสูงกว่าจึงต้องก้มหน้าลงมาดูจนชิด ชิดจนรู้สึกว่าลมหายใจแรงๆ เริ่มรินรด ริมฝีปากที่เกือบจะประกบคล้ายจะขยับพูดอะไรบางสิ่ง

 “ ขะ ขอ....”

แต่แล้วคำนั้นก็มิได้หลุดและเล็ดรอดออกมา ใบหน้าปีศาจร้ายสะบัดออกพลัน ปล่อยมูนให้ยืนตัวแข็งอยู่กับที่ เต้ยเดินกลับไปตู้ล็อคเกอร์ยกน้ำในขวดพลาสติกเทราดลงบนใบหน้าเรื่อยลงมายังลำตัว เสมือนจะใช้ความเย็นขับไล่ความคิดสับสน ขัดแย้งกันอะไรบางอย่าง มูนเช็ดรอยรื้นที่ดวงตาโดยเร็ว รีบก้าวขาเดินออก แต่ก็ต้องเดินเข้ามาหาเขาเอง ภวังค์ฝันเมื่อครู่สลายหายไปอย่างรวดเร็ว เสียงนุ่มๆ แว๊ดเข้าให้บ้าง นั่นก็หมายความว่าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

“นี่ๆ วสุ พื้นตรงนี้เราถูแล้วนะ แต่นายทำมันเปียกอีก”

“เหรอ แล้วไง”

เท่านั้นยังไม่หนำใจนายวสุกระมัง สิ้นสุดน้ำเสียงยียวน นายคนนั้น จึงเอาน้ำในขวดสะบัดให้กระจายไปทั่วพื้น จนเปียกเลอะไปหมด เหมือนคล้ายจะสาดไล่ความว้าวุ่นใจอะไรสักอย่าง  “ฮะ ฮ่า....ถูใหม่ก็แล้วกันนะอีขี้ โทษที ไม่ได้ตั้งใจจะทำน้ำหก”

มูนยืนนิ่งโกรธจนตัวสั่น กำหมัดแน่น อยากจะยกกำปั้นนั้นขึ้นต่อยหน้าคุณเต้ยของอีช้างยิ่งนัก หากก็หักใจนับหนึ่งจนถึงสิบจนอารมณ์โมโหเริ่มสงบจึงเดินกลับไปหยิบไม้ถูพื้นมาถูทำความสะอาดใหม่ หยุดเสียทีกับการเจรจาพาทีกับผู้ชายคนนี้ มีเรื่องไปด่าไปสันดานก็ไม่ได้ดีขึ้น ส่วนไอ้คนก่อเรื่อง ก็ยิ้มอย่างสะใจ ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องไปอาบน้ำแล้วกล่าวส่งท้ายว่า

“กูจะเข้าไปอาบน้ำ หวังว่าออกมาแล้วคงจะไม่เห็นมึงอยู่ที่นี่ และอย่าคิดแอบดู ไม่งั้นมึงจะโดนไม่ใช่แค่แบบเมื่อกี้”

ห้องอาบน้ำที่มีแค่ผนังซีเมนต์กั้นดานข้าง กับผ้าพลาสติกสีขาวปิดด้านหน้า ยังคงติดตาจนต้องตาตรึง แม้นคนอยู่ข้างนอกจะมิสนใจก้มหน้าก้มตาถูพื้นให้เสร็จ หากแต่สายน้ำจากฝักบัว ก็ทำให้มองเห็นอะไรๆได้ลางๆ แม้จะไม่ชัดแต่ก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนไหนเป็นส่วนไหน ยิ่งผ้าชายผ้าพลาสติกด้านหน้าดันสูงอยู่กว่าพื้นตั้งคืบแทนที่จะจรดพื้น เลยทำให้ก่อเกิดเงาสะท้อนหรือรีเฟล็คชั่นมองเห็นที่พื้นห้องน้ำเด่นชัด จากความกลัว กลายเป็นความเจ็บจนเกือบจะต้องร้องไห้ และกลับกลายเป็นความโมโหจนท้ายสุดกลายเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายยามได้เห็น 

“อีมูนๆ ของดีๆทั้งนั้นเลย บางคนแค่มอสี่....ของอย่างกับมหาลัย” ท่าทางอีช้างมันจะช่ำชอง ถึงได้รู้ว่าขนาดไหน เป็นของวุฒิการศึกษาระดับใด ตอนแรกที่รับหน้าที่นี้ตนก็ไม่เคยสังเกต จนอีช้างเป็นคนสะกิดให้ดูนั่นแหละ ....ถึงได้เห็นบ้างอย่างไม่ตั้งใจ

“อีช้างบ้า ลามก”

ระหว่างที่คิดอะไรที่ทำให้ใจเต้นแรงและหน้าแดงอย่างไม่มีสาเหตุกับเงาที่ปรากฏขึ้น เสียงน้ำจากฝักบัวก็เงียบลงทันใด พร้อมๆกับผ้าม่านพลาสติคเปิดออก ร่างน่ามองท่อนบนเปลือยท่อนล่างนุ่งผ้าเช็ดตัวสีขาวจึงเดินออกมา “อีมูน ทำไมมึงยังไม่ไปอีกแถมมายืนถูตรงนี้ จะแอบดูกูอาบน้ำใช่ไหม”

“เปล่านะ....ไม่ใช่ช้าง จะได้ทำแบบนั้น เรายังถูไม่เสร็จต่างหาก ” เอาสิ คราวนี้ไม้ถูพื้นอยู่ในมือหากทำอะไรสู้แน่

“ปากแข็ง....เหอะทำเป็นหยิ่งจองหอง เชิดใส่กู ที่แท้ก็จงใจมาแอบดู อยากได้กูใช่ไหม ถึงไม่ไสหัวไป”

“อย่าหลงตัวเองให้มันมากนัก....หากนายไม่ทำพื้นเปียกเราก็ไม่ต้องอยู่ถูอีกรอบ ป่านนี้เรากลับไปแล้ว”

“จะรีบกลับไปหาไอ้พี่อั๋น อ่ะดิ อย่านึกว่ากูรู้ไม่ทัน” เต้ยยิ้มเยาะก่อนจะเดินไปยังล็อคเกอร์ คิ้วขมวดโดยไม่มีสาเหตุ แล้วเสียงที่เคยนุ่มก็เปลี่ยนเป็นตะโกนขึ้นไล่หลัง จนเต้ยหันมา 

“เดี๋ยว....”

“จะมีข้อแก้ตัวอะไรหรือไง”

แต่ก็ช้าไปแล้ว ร่างเด็กหนุ่มน่ามองก็ล้มวืดหงายหลังขาชี้ฟ้า หกคะเมนดังตึงกับพื้นล็อคเกอร์  ผ้าที่นุ่งไว้เปิดออกให้เห็นบางส่วนโผล่ออกมา ชัดเจนยิ่งกว่าเงาสะท้อนจนคนร้องเรียกหน้าแดง ทิ้งไม้ถูพื้นใช้มือปิดตา ก่อนจะกล่าวต่ออย่างละล่ำละลั่ก “ กำลังจะบอกว่า ตรงนี้ยังไม่ได้ถู ระวังลื่น”

“โอ๊ยยย แล้วทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ดึงกูขึ้นไปสิ อีขี้ ยืนดูอยู่ได้” เต้ยพยายามยันกายขึ้นร้องโอดครวญโดยมิสนใจว่าผ้าผ่อนส่วนใดเปิดออกหรือไม่

“นายทำน้ำหกเอง นายเหยียบล้มเอง นายก็ต้องลุกขึ้นเอง ไปก่อนนะ”

มูนมิได้จงใจจะเอาคืน มิได้แกล้งหากแต่ไม่กล้าดึง ‘เหอะ....มันคงเป็นกรรมที่นายรังแกฉันเมื่อครู่’ มูนไม่สนใจอันใดอีกแล้วหยิบกระเป๋าวิ่งออกไปหลุนๆ โดยมิคิดมิฝันจะได้เห็นเขาอยู่ในสภาพแบบนี้....ทว่าก็สะใจนัก

“โธ่.....อีขี้ กลับมาก่อน.....” เต้ยตะโกนไล่หลัง และเพิ่งจะรู้ตัวว่าอะไรโผล่ออกจนคนไม่กล้าช่วย ท้ายสุดก็พยุงตัวขึ้นได้จัดเก็บอะไรให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินกะเผลกไปแต่งตัว บ่นพึมพำ “ฝากไว้ก่อนเหอะมึง อีมูน”
 
ความทรงจำทั้งมวลดำเนินมาสิ้นสุดหยุดลงแค่นั้น แต่รอยยิ้มที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวจากทั้งสองฝ่ายไยดำเนินไม่จบสิ้น ความรู้สึกในวัยเด็กบางครั้งมันอาจขมขื่นเจ็บปวดในตอนนั้น แต่พอโตขึ้นมา ได้เจอโลกเจอสังคมมากขึ้น หากหันกลับมามองอีกครั้ง ค่อยๆคิด พิจารณา ความรู้สึกอาจแปรเปลี่ยนไปแลอาจจับสัมผัสที่ซ่อนเร้นไว้ลึกๆซึ่งกันและกันได้ ....ทว่าอัตตาที่มีในแต่ละตัวคน ได้สร้างเกราะ สร้างกำแพงและหลงลืมไปว่า ใยบางๆที่ยังซุกซ่อนอยู่ อาจจะยังกำลังเจริญเติบโตและรอวันผลิดอกแตกใบให้หัวใจได้แช่มชื่น ใยบางๆนั้น หากคิดว่ามันเบาก็สุดแสนจะเบาดั่งปุยนุ่น หากจะคิดว่าหนักก็สุดแสนจะหนักยิ่งกว่าหินผาขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของใยเหล่านั้น จะคิด จะทำให้มันออกมาในรูปแบบใด ดั่งคำที่ว่า

ใยใดเอ๋ยจะเบาเท่าใยรัก   ใยใดเอ๋ยจะหนักเท่าใยใจ

เสียงบีบีร้องเตือนทำลายภวังค์ฝัน มูนหยิบขึ้นมาดูแล้วจากอาการที่ยิ้มน้อยๆ ก็กลับกลายเป็นรอยยิ้มกว้างๆ เพราะคนที่ทักเข้ามาวันนี้เขามาในรูปแบบใหม่

คุณหลวงเทพ
ว่าง –  แม่มณีจ๋า แม่มณีอยู่ไหน




“โอ้เวลาป่านฉะนี้แม่มณีเอ๋ย
จะล่วงเลยลอยไปอยู่หนไหน
เจ้าทิ้งพี่ที่รอเจ้าแทบขาดใจ
น้องคงไม่ได้คำนึงถึงคนคอย” **

“วันนี้คุณหลวงมาเป็นลิเกเลย” มูนปฏิเสธไม่ได้ถึงคำที่ว่ายิ้มจนแก้มปริ ใจวาบใบหน้าร้อนผ่าว เพียงเพราะกลอนบทนั้นเผลอนิ้วพิมพ์เรียกเขาว่าคุณหลวงยอมรับว่าตนเป็นแม่มณีในบทกลอน นานแล้วสินะ ไม่ใช่สิ แทบจะไม่ค่อยมีเลยต่างหากที่จะถูกจีบจนหน้าแดง...นี่เขาคอยตนจริงๆหรือ ทั้งๆที่ตั้งใจปิดบทสนทนาด้วยคำพูดที่ว่า เดี๋ยวค่อยคุยกันตอนเย็น

“ไม่คิดว่าคุณหลวงจะคอย” ไหนๆก็เรียกเราว่าแม่มณี เรียกเขาว่าคุณหลวงบ้างจะเป็นอะไร

“ทำไมถึงคิดว่าจะไม่คอย คิดอย่างนี้น้อยใจนะรู้ไหม” ประโยคพร้อมไอคอนตัวกลมทำหน้าร้องไห้ตอบกลับมาทันใจเช่นเคย

“ขอโทษ เห็นว่าดึกแล้ว เลยไม่อยากกวน และไม่คิดว่าจะรอ”

“นานกว่านี้ก็ยังรอมาแล้ว รอมานาน นานจนไม่คิดว่าจะได้เจอแม่มณี”

แว่บแรกในความรู้สึกที่ได้อ่าน มูนรู้สึกแปลกๆ และอดไม่ได้ที่จะต้องตั้งคำถาม เขาพูดอย่างกับเคยรู้จักเรา “หมายความว่าอย่างไรที่ว่ารอมานานแล้ว”

“วันหนึ่งก็จะรู้เอง”คุณหลวงเทพตามชื่อ หยุดเว้นวรรคสักพัก ก่อนจะส่งข้อความใหม่เปลี่ยนเรื่องเช่นเคยยามโดนตั้งคำถามที่คล้ายกับไม่อยากตอบ “ แล้ววันนี้แม่มณีไปทำอะไรที่สยามมาคัฟ”

“ไปเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมาน่ะ เขาอยากให้เราไปสอนโยคะให้”

“เป็นครูสอนโยคะหรอกเหรอ....ถึงว่า”

“ถึงว่าอะไร กรุณาพิมพ์ให้จบ”

“น่ารัก อ้อนแอ้น”

“อันนี้ไม่เกี่ยวกับโยคะสักหน่อย เป็นรูปทรัพย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด” มูนไม่ใช่คนหลงตัวเองแต่อดไม่ได้ที่จะเล่นกับเขาหน่อย หากเป็นในชีวิตจริงใครมาชม ตนจะแค่ยิ้มและบอกไปว่า “ขอบคุณ”

“บ้ายอเนอะ....แล้วเพื่อนน่ะ เป็น ผช หรือ ผญ”

“ทั้ง ผญ  ผช และก็รวมกัน” ที่ว่ารวมกันของมูน คงไม่ใช่ใครที่ไหนอื่นก็คงมีแต่นางคชสารร่านสวาทเชือกนั้นเชือกเดียวเท่านั้นแหละ “ แต่ ผช เขาไม่ได้คิดว่าเราเป็นเพื่อนหรอก”

“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ” คุณหลวงพิมพ์ประโยคนี้ตอบกลับมาเร็วมาก เหมือนกลับใครที่ใจร้อนรนเพราะโดนเข้าใจผิด

“เขาไม่ชอบประเภทอย่างเราเท่าไรน่ะ” น่าแปลกที่คนโลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยเล่าความเจ็บช้ำน้ำใจให้ใครฟังกลับพิมพ์ทุกถ้อยคำที่โดนทำร้ายความรู้สึกให้กับคนลึกลับได้รับรู้ และเขาก็อ่านอย่างสงบจนครบถ้วนและถามมาว่า

“แม่มณีเกลียดเขาไหม”

“ไม่เกลียด แต่ไม่อยากเจอ เราไม่รู้ว่า เราไปทำอะไรให้เขาถึงได้มาลงกับเราตลอด”

“โล่งอก....”

“ทำไมถึงต้องโล่งอก”

“เพราะกลัวว่าจะไปแอบชอบเขา จนปล่อยให้คอยอย่างวันนี้น่ะสิ”

“บ้า ก็บอกแล้วไง ไม่คิดว่าจะรอจริงๆ....ส่วนนายคนนั้นหน้าเราเขายังไม่อยากจะมองเลย เขาคงชอบหรอก” มูนมิรู้ตัวว่าความรู้สึกที่ทั้งเขินเพราะโดนจีบจากคนที่กำลังคุย ระคนน้อยใจจากคนที่ถูกพูดถึง ได้ถูกถ่ายทอดลงไปบนแป้นบีบีและส่งผ่านไปถึงตัวอักษรให้คุณหลวงได้รับทราบทั้งข้อความและความรู้สึก

“ถ้าเขาไม่อยากมอง เขาคงไม่มาหาเรื่องกับแม่มณีหรอก ผช บางคนเขาอาจจะแอบชอบแต่ก็ไม่กล้าเลยมีวิธีเข้าหาแปลกๆ”

“บอกอย่างกับเป็นเขาเสียเองงั้นแหละ” คุณหลวงพูดถูกที่เขาเป็นฝ่ายหาเรื่อง แต่พูดผิดที่เขาเป็นฝ่ายอยากเข้าหา “ไม่จริงหรอก”

“ก็แค่เข้าใจหัวอก ผช ด้วยกัน ” คุณหลวงรีบปฏิเสธทั้งๆที่มูนยังไม่ได้ว่าอะไรต่อ จนอดไม่ได้ที่จะคิดว่า เหมือนกินปูนร้อนท้อง แล้วคุณหลวงก็พิมพ์ต่อมาว่า “แม่มณีหรือเปล่าที่ไม่มองเขาก่อน เขาไม่หล่อหรอกเหรอ”

“ก็ดีอยู่หรอก ....แต่อย่าไปสนใจเขาเลย  เปลี่ยนเรื่องเหอะ” มูนไม่ตอบคำถามนั้นต่อ กลับเสนอให้เปลี่ยนเรื่องเสียเอง “ว่าแต่คุณหลวงเถอะ ยังไม่บอกเราเลยว่า คุณหลวงเป็นใคร ได้พินเรามาได้อย่างไร”

“วันหนึ่งจะได้รู้  ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปขอคุยอย่างนี้เรื่อยๆไปทุกวันได้ไหม”

“เพื่ออะไร”

“เพื่อที่เราจะได้รู้จักกันซะทีไงล่ะ ผมต้องไปแล้วพอดีพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ไนท์ ไนท์นะแม่มณี”

มูนจะพิมพ์โต้ตอบต่อแต่ก็คงไม่ทันเขา จึงส่งไฟล์เสียงไปแทน “เดี๋ยว สรุปว่าคุณเป็นใคร คุณหลวง”

“เสียงน่ารัก....บอกให้ก็ได้ ผมเป็นกระต่าย...ที่แอบมองจันทร์มานานแสนนาน กู๊ดไนท์อีกครั้งครับ” คุณหลวงไม่ส่งไฟล์เสียงกลับมา แต่ตอบมาด้วยการพิมพ์ปกติ และก็ไม่ส่งอะไรตอบมาอีก

คุณหลวงคงไปนอนแล้ว ทว่าความรู้สึกสงสัยของมูนยังเต็มเปี่ยม “สักวันต้องรู้ให้ได้ว่าคุณเป็นใคร” และแล้วบีบีก็ดังขึ้นอีกครั้งจากที่เงียบไปสักพัก มูนรีบกดดูทันใด แต่ก็ต้องถอนหายใจเพราะมิใช่คนที่รอ กลับเป็นคุณก้องที่ใช้ชื่ออัศวินหน้าตี๋ ที่มูนกล้าบอกความรู้สึกตอนนี้ได้เลยว่า ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะแชทด้วยเท่ากับนายคุณหลวงเทพหรือชื่อเดิมคือนายเซ็กส์ พิสโทล

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
แล้ววันที่มูนไม่อยากให้มาถึงก็มาถึงอย่างรวดเร็ว คือวันที่ต้องไปสอนเกรซที่คอนโดตามนัดหมาย จำนวนเงินล่วงหน้าหนึ่งเดือนถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อย ...เร็วเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าคนที่โอนมาประชด แต่ก็ช่างรับเงินเขามาแล้วก็ต้องจำทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ภาวนาให้เกรซเบื่อจนไม่อยากจะเรียน ซึ่งตนก็ยินดีจะคืนเงินให้ แม้จะแกล้งบอกไปว่าไม่คืน

มูนมาถึงที่คอนโดก่อนเวลาสอนครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้ช่วยเกรซดูว่าตรงไหนที่พอจะใช้เป็นสถานที่ฝึกได้ แต่แล้วก็มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ซึ่งทำให้มูนเกือบเผลอยิ้มกว้างออกมาทันใด เมื่อเกรซลงมารับตนที่ล็อบบี้กล่าวว่า  “ มูน พอดีวันนี้ เกรซ ซอรี่จริงๆ บอสเพิ่งโทร.มาเมื่อกี้นี้เอง ว่าให้เกรซบินไปหาที่ภูเก็ตด่วน จะโทร.บอกมูนก็คาดว่าคงไม่ทันแล้ว เนี่ยเกรซเพิ่งเก็บของเสร็จ อีกแป๊บก็ว่าจะไปสนามบินพอดีมูนมาเสียก่อน”

“ไม่เป็นไรเกรซ ไว้คราวหน้าก็ได้”

“แต่มูนจะมาเสียเที่ยวน่ะสิ ขึ้นไปคุยที่ห้องก่อนดีกว่า” เกรซเดินนำพาขึ้นลิฟท์  มูนจำต้องเดินตาม ขึ้นไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง และไอ้ลิฟท์เจ้ากรรมก็ขึ้นมาเสียรวดเร็วเหลือเกิน ใจของมูนเริ่มเต้นแรงเพราะอีกไม่กี่วินาทีก็จะต้องเจอ กับคนปากร้ายแล้ว

“นี่ห้องเต้ยกับเกรซจ้า อาจจะคับแคบไปหน่อยนะ” เกรซใช้คีย์การ์ดเปิดประตูห้องเชื้อเชิญพร้อมเดินนำเข้าไป เมื่อเข้ามาแล้วมูนก็อดไม่ได้ที่จะดูการตกแต่งที่เรียกว่าร่วมสมัย ของเก่าบางชิ้นเช่นตะเกียงถูกนำมาตั้งเหนือตู้ใส่รองเท้าไม้แกะสลัก ประดับประดาเคียงคู่กับกรอบรูปฉลุลายหลายต่อหลายกรอบที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของใหม่ที่ทำให้เก่า หรือไม่ก็อาจจะเป็นของเก่าจริง แต่เป็นของเก่าครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ปีพ.ศ.๒๕๕๔ นี่เอง

การตกแต่งที่มองอย่างเผินๆ ดูก็รู้ว่า ใช้มัณฑนากรมือดี ทว่าตาไม่ดีเพราะดูของเก่าไม่เป็น และคาดว่าคงจ่ายหนักไปไม่น้อย สำหรับการตกแต่งห้องชุดทั้งห้องที่กว้างกว่าห้องฝึกโยคะขนาดจุสามสิบคนสองเท่า ไอ้คำพูดที่ว่าคับแคบคงเป็นการพูดถ่อมตัวเสียมากกว่า “นั่งก่อนสิมูน ดื่มอะไรก่อนไหม”

“ขอบคุณจ้า....แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ไปแล้วนี่” มูนพูดนำทางเป็นนัยๆว่า อยู่ไม่นาน แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยิ้มที่ระเรื่อและแอบเผลอยิ้มกว้าง หุบลงทันใดเมื่อเกรซพูดมาว่า

“คืออย่างนี้ ...อย่างที่บอกว่าเกรซติดธุระด่วน แต่ไหนๆ มูนก็มาแล้วจะได้ไม่เสียเที่ยว”

“ไม่เป็นไรเกรซ ขับรถมาแป๊บเดียวเอง มูนจะได้ถือโอกาสว่างนี่ ไปหาช้างซะหน่อย”

“แต่ใจเกรซอยากให้มูนสอนเต้ยแทนไปก่อน เห็นสองอาทิตย์มานี่บ่นปวดหลัง ปวดต้นคอพาไปนวดก็ไม่หาย มูนเคยบอกว่าโยคะมีท่าช่วยให้ทุเลาได้นี่”

มูนฟังแล้วก็นึกอยากจะตบปากตัวเองนัก ที่ไปบอกสรรพคุณข้อดีเสียหมด และยายเกรซก็ดันจำได้เสียอีก

“นะมูน....คลาสแรกนี้ ก็ช่วยสอนให้เต้ยเขาไปก่อน เอาท่าที่มูนเคยบอกว่าแก้อาการพวกนี้ได้ ถือว่าเห็นแก่เกรซ เต้ยน่ะไม่มีอะไรหรอกแค่เอาแต่ใจ เดี๋ยวเกรซกำราบให้ แค่ครั้งเดียวเองนะ นะจ๊ะมูน”

มูนพูดอะไรไม่ออก ไหนๆรับเงินเขามาแล้วปฏิเสธวันนี้ก็คงน่าเกลียดและมองหน้ากับเกรซไม่ติด เอาเถอะ ครูที่ดีต้องไม่ปฏิเสธนักเรียน ....แต่นักเรียนล่ะ จะเป็นนักเรียนที่ดีได้หรือเปล่า ตนไม่แน่ใจ “ตกลงเกรซ คลาสแรกนี้มูนจะสอนวสุให้ก่อนก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า หากเป็นอย่างที่เจอคราวที่แล้วมูนไม่เอาด้วยนะ และคงจะไม่ทน”

“ได้จ้า.....มูนน่ารักที่สุดเลย งั้นรอแป๊บนะเดี๋ยวโทร.ลงไปตามนักเรียนก่อน สงสัยจะอยู่ที่ฟิตเนส” เกรซลุกขึ้นไปทันทีที่กล่าวจบ มูนจึงถือโอกาสลุกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ระเบียง พยายามสูดเข้าปอดให้มากที่สุด เพราะอีกไม่กี่วินาที ก็คงจะโมโหอย่างหายใจไม่ทันแน่นอน นึกๆแล้วก็โมโหตัวเองนัก ถ้าไม่ใช่ไอ้เพราะความโมโหวันนั้นก็คงไม่ต้องมานั่งลำบากใจอย่างวันนี้ ในระหว่างที่ยืนคิดอะไรอยู่นั้นเอง มูนก็ต้องใจเต้นระรัว หันขวับมาทันใด เพราะเสียงที่ไม่อยากจะได้ยินก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง แต่คราวนี้ไม่ใช่คำพูดที่เคยถากถาง ไม่ใช่คำว่าอีตุ๊ดแต่อย่างใด กลับเป็นประโยคที่ว่า

“แม่มณี...... แม่มณีจ๋า”

มูนมิอยากคิดว่าตนหูฝาด ตาฝาด หรือว่าฝัน หากแสงแดดยามบ่ายที่ค่อนข้างร้อนทำให้รู้ว่า มันเป็นความจริง ประโยคที่คล้ายๆกัน ที่ไม่นานมานี้ได้รับจากคุณหลวงลึกลับในบีบี ซึ่งยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ทว่าวันนี้ไยได้ยินจากหู จากคนที่ร้ายกาจที่ยืนอยู่ตรงหน้า คนคนนั้นเองก็ดันยืนนิ่งเหมือนไม่รู้ว่าตนพูดอะไรออกมา แต่แล้วเสียงหวานใสเสียงหนึ่งก็ทำลายภวังค์นั้นทั้งหมด

“จ๋า.....มณีอยู่นี่แล้วเจ้าค่ะ กำลังจะโทรตามอยู่พอดี” เกรซโผออกมาหา เกาะแขนแฟนหนุ่มด้วยทีท่าเอาใจ ก่อนจะหันมากล่าวกับมูนว่า “ พอดีเพิ่งไปดูมิวสิคัลกันมาน่ะมูน เลยอิน....แต่ไม่คิดว่าวันนี้ คุณเต้ย เขาอยากจะเป็นคุณหลวงโดม ปกรณ์ ลัม”

มูนหันไปยิ้มแทนคำตอบก่อนจะขอตัวไปล้างมือในห้องน้ำ  เพื่ออยากให้แฟนเขาคุยกันเอง เพื่อจะได้รู้จุดประสงค์ในการสอนวันนี้ที่เกรซเป็นคนต้องการทั้งหมด อีกอย่างจะได้มาตั้งสติ ว่าประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ และเราดันคิดไปเอง

แล้วเสียงลั่นๆของเต้ยก็แว่วเข้ามา ถึงในห้องน้ำ คาดว่าเกรซคงบอกแล้วว่าใครจะต้องเป็นนักเรียน และอีตานี่คงอาละวาดใส่เกรซเป็นแน่ น่าเห็นใจเกรซนัก ทนอยู่กับผู้ชายประเภทนี้ไปได้ยังไง  ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เลย ที่ต้องเป็นชนวนให้แฟนเขาทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่ควรเลยที่จะรับงานนี้ พอเสียงทุกอย่างสงบลงมูนจึงออกมาและก็พบนักเรียนนั่งทำหน้าทำตาบอกบุญไม่รับ แต่เกนหลงนั่งยิ้มอย่างมีชัย ......แสดงว่ายกนี้เกนหลงชนะ

“ฝากลูกศิษย์ด้วยนะมูน เกรซไปล่ะ หากงอแงหรือมีปัญหา โทรฟ้องได้ตลอด” เกนหลงลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กก้าวฉับๆออกไปทันที เต้ยลุกตามมาส่งหน้าประตู แล้วเต้ยก็หอมแก้มแฟนสาวอำลาโดยมิอายว่ามูนอยู่ด้วย มูนมิอยากคิดว่าเขาจงใจทำให้เห็น จนมูนจำต้องเบือนหน้าและหลบไปนั่งรอยังชุดรับแขก นี่แหละคือความหนักใจที่มูนไม่ค่อยอยากสอนตามบ้านใครเป็นคลาสส่วนตัวเท่าไร เพราะทำตัวไม่ค่อยถูก ยามเห็นเจ้าของบ้านพลอดรักกันต่อหน้า

เสียงประตูปิดลง พร้อมๆกับใจที่สั่นอย่างไม่มีสาเหตุ  ยิ่งกว่าสอนคลาสแรกในชีวิต ครั้งนั้นยังจำได้นักเรียนเยอะเกินสิบ แต่อาการใจสั่นยังไม่รุนแรงเท่านักเรียนคนนี้คนเดียว และที่สำคัญต้องอยู่กันสองต่อสอง  แล้วลูกศิษย์ที่ทำให้ครูกลัวได้ก็เดินเข้ามา เริ่มประโยคพูดด้วยไม่ค่อยรื่นหูดั่งเช่นเคย

“จะเอายังไง จะต้องแต่งตัวยังไง จะต้องทำอะไรบ้าง”

“แต่งตัวตามสบาย ให้รู้สึกว่าเคลื่อนไหวสะดวก ส่วนท่าเดี๋ยวจะนำให้ วันนี้จะเป็นท่าที่ช่วยแก้อาการปวดหลัง” หากมีคนอื่นอยู่ด้วย มูนคงเบือนหน้าหนีไม่ตอบโต้เช่นเคย “แต่ถ้าไม่สะดวกใจ จะเรียนกับเราก็ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวช่วยพูดกับเกรซให้”

ทันทีที่น้ำเสียงเรียบๆที่พยายามกลั้นไม่ให้สั่นกล่าวออกไป เสียงกร้าวก็ดังสวนกลับมาทันที “ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่เรียน เสียเงินไปแล้วโว้ย ตั้งครั้งละพันห้า”

มูนอยากจะย้อนนักว่า “อ้าวก็ไหนใครเคยบอกว่า ขนหน้าแข้งไม่ร่วงไง” แต่ก็กลัวจะไปทำให้เขาเกรี้ยวกราดมาอีกระลอก จึงเปลี่ยนคำพูดและความตั้งใจใหม่ไปเสียว่า “ไม่เป็นไร ครั้งนี้ไม่คิด”

“เกิดใจดีอะไรขึ้นมา สองอาทิตย์ก่อนเห็นหน้าเลือดขูดรีด ทำไมวันนี้เปลี่ยนใจ มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝง บอกไว้ก่อนนะหากวางแผนจะคิดทำอะไรฉันอย่างทีเห็นอีช้างทำในห้องน้ำห้างละก็ ฉันฆ่าตายแน่และคงไม่ใจดีอย่างตอนเรียนมัธยม อย่างที่ เอ่อ.....นายเคยคิด” เต้ยพยายามหาสรรพนามแทนตัวมูน ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงไม่แคล้ว “กูกับมึง” ....แต่ก็ไม่แน่หรอก คาดว่า เดี๋ยวก็คงพูดเหมือนเดิม สันดานหยาบคายมันแก้ได้ง่ายเสียที่ไหน

“วสุ....เอาเป็นว่า เรามาสอนที่นี่เพราะเราเห็นแก่เกนหลง ไม่ได้มีจุดประสงค์อย่างอื่นแอบแฝง และไม่เคยมีแม้กระทั่งตอนเรียนมัธยม เราคาดว่าเกนหลงคงจะบอกกฎกติกาวันนี้แล้วใช่ไหม เราจะได้เข้าใจตรงกันเสียที” มูนพยายามกลั้นโมโหจนถึงที่สุดก่อนจะสะบัดหน้าลุกขึ้นไปปูเสื่อที่แบกมาด้วยสองผืน ผืนหนึ่งเป็นของนักเรียน อีกผืนหนึ่งเป็นของคุณครู

“ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญที่เสื่อ หรือ อีกชื่อหนึ่งคืออาสนะ”

เต้ยนิ่งอึ้งกับคำตอบไปสักพัก ท้ายสุดก็ยอมเดินมาที่เสื่อโดยดี แต่แค่นี้ก็ยังเรียกว่าไม่สงบดีนักหรอก เพราะพอกว่าจะนั่งลงได้ นายนี่ก็แผลงฤทธิ์จนครูแทบเบือนหน้าหนี

“นี่จะทำอะไรน่ะ”

“อ้าวก็ ก็บอกเองนี่ว่าให้แต่งตัวตามสบาย ก็เลยจะถอดเสื้อ ถอดกางเกง จะได้เคลื่อนไหวสะดวกๆ” น้ำเสียงแลหน้าตามันช่างยียวนนัก ส่วนกริยาก็มีทีท่าว่านายนี่มันน่าจะถอดจริง

“หยุดนะ นี่ถ้าไม่หยูดเราจะกลับ” มูนเริ่มเสียงเข้มอีกครา ส่วนเต้ยก็ไม่ได้ยี่หระ ถอดเสื้อทิ้งแล้วเขวี้ยงไว้มุมห้อง ส่วนกางเกงนั้นน่ะหรือ.... ยังดีที่ยังคาไว้ที่เดิม

“กระแดะว่ะ ทำเป็นชีวิตนี้ไม่เคยเห็นผู้ชายถอดเสื้อ ถอดกางเกง” ประโยคถากถางมีมาอีกระลอกแต่มูนก็เฉยเสีย ฝ่ายเต้ยก็ยังไม่วายพูดจาร้ายๆมาอีก เหมือนไม่กลัวว่ามูนจะไปฟ้องเกรซ “บอกไว้ก่อน อย่าอดใจไม่ไหว จนแตะเนื้อต้องตัวฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต บอกตรงๆ ขยะแขยงและกลัวติดโรค”

“อย่าสำคัญตัวผิดหน่อยเลย ถ้าไม่จำเป็น จะไม่แตะต้องเลยสบายใจได้”

มูนต้องขอบคุณหลักสูตรครูโยคะที่ร่ำเรียนมาทำให้ตนใจเย็นยิ่งกว่าเดิมทั้งๆที่ใจเย็นอยู่แล้ว แม้ใจหนึ่งอยากจะลุกขึ้นไปซัดปากให้สักที นักเรียนปากร้ายคนนี้จะรู้ไหมว่าคำพูดเมื่อกี้สร้างรอยโศกในดวงตากลมโตสีน้ำตาลที่เคยเศร้าอยู่แล้วมากเพียงใด ใบหน้าหวานจึงจำต้องหันไปอีกทางสกัดไว้ไม่ให้ของเหลวที่เรียกว่าน้ำตามันไหล

ทำไมเขาถึงชังเรานัก เราทำอะไรผิดแค่ไม่ได้เกิดมาจิตใจปกติเป็นชายจริงหญิงแท้ อย่างเขากับแฟนเท่านั้นหรือไร คงจะพอกันทีสำหรับนักเรียนจำเป็นคนนี้.....ครั้งนี้คงจะเป็นแค่ครั้งแรก และก็ครั้งสุดท้ายสำหรับเขา

“ทำได้เท่าที่ทำ ท่าไหนทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ”

“แล้วทำไมไม่สอนท่าง่ายๆ ที่ทำตามได้ เป็นครูประสาอะไร”

“ก็กำลังจะสอน แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ท่าง่ายๆที่จะสอนเนี่ย นายจะทำตามได้อย่างที่พูดหรือเปล่า”

“มันจะไม่ดูถูกกันไปหน่อยเหรอวะ เอาซิ แน่จริงสอนมาสิ จะทำตามให้ดู จะได้รู้กันว่า คนอย่างนายวสุ ไม่เคยมีคำว่าทำไม่ได้อยู่ในสาระบบ ไม่เคยที่จะให้ใครมาเชิดหน้าใส่  การออกกำลังกายแบบตุ๊ดแบบแต๋วเนี่ย กระจอก”

“โยคะไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่เป็นการฝึกลมหายใจผสานการเคลื่อนไหว เพื่อให้ผู้ฝึกมีสติ ขัดเกลาจิตใจที่หยาบกระด้างให้ดีขึ้น”

ได้ผล....นักเรียนสงบปากสงบคำลงทันใด  โดนด่าเสียบ้าง จะได้รู้สึก เมื่อความสงบมาเยือนมูนจึงเริ่มบทสอนทันใด สอนไปก็ไม่มองมาที่นักเรียนด้วยซ้ำว่าจะทำได้ ทำไม่ได้ ซึ่งผิดหลักของครูสอนโยคะที่ดี แต่ในเมื่อนักเรียนไม่ต้องการให้ครูใกล้ชิดและแตะเนื้อต้องตัว ครูอย่างตนก็จะเคารพในการตัดสินใจนั้น....แต่มูนจะทำได้ดั่งปากว่าแน่เหรอ

มูนเริ่มต้นจากท่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อง่ายๆ ซึ่งคนที่บอกว่ากระจอกก็ทำตามได้อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมันคล้ายๆกับท่ายืดท่าเหยียดที่เต้ยเคยวอร์มตอนเป็นนักกีฬาบาสของโรงเรียน แต่พอมูนเข้าสู่ท่าชุดโยคะที่ต้องอาศัยระยะเวลาการฝึกเป็นเวลานาน จนเกิดความยืดหยุ่น เช่นชุดท่ายืดหลัง ที่เรียกว่าปัศจิโมทนาสนะ คือการนั่งราบเหยียดขาทั้งสองข้างออกไปแล้วโน้มตัว จับปลายเท้าพร้อมทั้งโน้มศรีษะจรดเข่า ....อดีตนักกีฬาบาส ที่เคยฝึกแต่สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมิเคยได้เสริมสร้างความยืดหยุ่น...มีหรือจะทำได้

“โธ่โว้ย.....ต้องทำได้สิวะ” เต้ยกล่าวขึ้นอย่างฟึดฟัด พร้อมพยายามกดตัวลงให้แนบต้นขาแบบมูน...แต่ทำอย่างไรก็ทำไม่ได้

มูนแม้จะตั้งใจว่าจะไม่มองแต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องชำเลือง ใบหน้าที่เชิดไปอีกทางจึงแอบทอดสายตามาเป็นระยะ ด้วยความกลัวว่านักเรียนจะบาดเจ็บ “ใจเย็นๆ....ทำไม่ได้อย่าฝืน ยืดได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น”

“ไม่ต้องยุ่ง....มีหน้าที่สอนก็สอนไป”

  “ขอโทษที่เสือก” คำพูดนั้นดังแค่อยู่ในใจของครูผู้สอน มิได้เปล่งออกมาทางปาก ทว่าดวงตาสีน้ำตาลนั้นน่ะสิ กลับฉายแววผิดหวัง เพราะความปรารถนาดีที่ครูห่วงลูกศิษย์กลัวว่าจะบาดเจ็บดันถูกเมินค่า “ก็ได้....จะไม่ยุ่งอีก”

มูนจึงเชิดหน้าที่เรียบดั่งแพรเนื้อดีที่ถูกขึงให้ตึงไปอีกทางอย่างที่เคยทำเวลาเห็นเต้ย ทำเสมือนว่าเขาไม่มีตัวตนอย่างเคย เพราะความจำเป็นและหน้าที่ของครูที่ต้องรับมาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้หรอก ถึงได้ยอมทน

 ส่วนเต้ยที่ยังไม่รู้และไม่เคยคิดที่จะรับรู้ ว่าคำพูดของตน มันทำให้คนที่ฟังเขาไม่อยากมองหน้า เห็นครูเชิดหน้า ไม่แม้แต่จะมองมาก็ได้แต่ขัดใจ ความรู้สึกถูกละเลย ถูกหมางเมินรุมเร้ามาอีกครั้ง ผสานกับความเจ็บใจที่ทำท่าตามไม่ได้ จนกลายเป็นความไม่พอใจดังแต่ก่อนและครั้งนี้ก็ดันทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าครั้งใดๆ

ด้วยทิฐิ มานะ ที่อยากจะเอาชนะ จนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและอยากจะให้ครูหันมามอง การเคลื่อนไหวจึงไม่สอดคล้องกับลมหายใจ และรวดเร็วจนเกิดอาการเกร็ง เมื่อมูนนำเข้าสู่ท่าที่ต้องยกแขนทั้งสองข้างยกชูขึ้นเหนือศรีษะจนท้องแขนแนบหลังหู เสียงร้องก็ดังลั่น

 “โอ๊ยยยย !!!”

ความรู้สึกเจ็บแปลบตั้งแต่หัวไหล่ ไล่ลงไปจนถึงแผ่นหลัง ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มที่เคยน่ามอง เหยเกขึ้น ลดแขนตนลงมากุมไหล่ ทรุดลงกับเสื่อโยคะทันใด

“เป็นอะไรหรือเปล่า” มูนลุกจากเสื่อวิ่งเข้ามาดูรวดเร็ว ทรุดกายนั่งลงข้างๆ  รู้สึกผิดที่มัวแต่โกรธนักเรียน ไม่ได้สนใจจัดท่าให้จนเขาบาดเจ็บ “นอนคว่ำหน้าก่อนนะ เจ็บไหล่ใช่ไหม”

“อือ...ไหล่กับหลัง เหมือนเส้นยึด” เต้ยรับคำและยอมแต่โดยดี เสียงที่เคยกร้าวยามพูดกับตนบัดนี้ไม่เหลือโทนเสียงนั้นแล้ว เหลือแต่เพียงโทนเสียงที่กลั้นความเจ็บไว้เต็มที่

“ขออนุญาตแตะตัว ขอดูหลังดูไหล่หน่อย” มูนมิได้ตั้งใจยอกย้อน แต่ในเมื่อเขาสั่งไว้อย่างนั้น ก็ต้องปฏิบัติตาม

“อือ”

มูนค่อยๆแตะคลำลงไปบนหัวไหล่ และโล่งใจที่เส้นไม่ได้พลิกอันใด ไม่งั้นคงเป็นเรื่องใหญ่ อาการคงเป็นแค่กล้ามเนื้อยืดและหดโดยรวดเร็วเลยเจ็บ มูนจึงค่อยๆคลึงเคล้าด้วยฝ่ามือตามวิธีนวดอายุรเวทที่ตนได้ไปลงเรียนเพิ่ม นวดตั้งแต่ไหล่เรื่อยขึ้นไปจนถึงต้นคอ ในใจตอนนี้ ไม่ได้คิดอะไรนอกจากจะช่วยรักษาบรรเทาอาการเขาให้ทุเลา

“นอนรอแป๊บนึงนะ....จะไปหยิบน้ำมันนวด จะนวดไหล่กับหลังให้” มูนกล่าวจบก็รีบไปที่กระเป๋าหยิบน้ำมันนวดกลิ่นมะลิที่ตนพกติดตัวเสมอคอยนวดให้ลูกศิษย์ลูกหายามบาดเจ็บ เพียงชั่วแวบก็กลับมา ทอดเสียงบอกกับนักเรียนจอมรั้นว่า “ขยับนอนดีๆ จะได้นวดได้ถนัด”

เต้ยคงไม่เหลือพิษสงอะไรแล้ว ลุกขึ้นนั่งกลั้นใจขยับตัวขึ้นมานิด แล้วนอนคว่ำหน้ากลับลงไปดังเดิม “ช่วยเน้นตรงสะบัก ไหล่ และหลังส่วนล่าง”

“อืม” มูนรับคำเพียงแค่นั้น ก่อนจะช่วยชโลมน้ำมันและนวดไปตามจุดต่างๆ ตั้งแต่เรียนร่วมห้องกันมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตนเป็นฝ่ายได้แตะตัวผู้ชายที่เขาเกลียดตน ความรู้สึกแปลกๆเริ่มเกิดขึ้น เสมือนมีประจุไฟฟ้าสถิตพิสดารแฝงไว้ทั่วอณูผิวหนังของชายคนนี้ นวดแต่ละทีมือสั่นๆพึกลึกพิลั่นพิกล....แต่มูนก็ไม่ได้รู้สึกไปคนเดียวเพราะเต้ยเอง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในแต่ละสัมผัสและแรงกดที่กดลงบนแผ่นหลังนั้น กลับทำให้มันร้อนวาบทะลุจากแผ่นหลังไปยังกลางอกได้อย่างอัศจรรย์

กลิ่นน้ำมันนวดหอมโชยชาย จับทั่วเป็นแผ่นหลังขาวเกลี้ยงสะท้อนไฟเป็นมันละเลื่อม แรงกดแรงคลึงเคล้าหนักเบายังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทำให้อาการเจ็บเริ่มผ่อนคลาย เต้ยรู้สึกสบายขึ้นอย่างทันตา 

“สบายจัง....สบายที่สุด อยากหลับจังเลย” เสียงเริ่มสดใสกล่าวขึ้นกับตัวเองก่อนจะหันมาถามคนนวดว่า “นอกจากสอนโยคะแล้ว ยังเป็นหมอนวดกับเขาด้วยเหรอ”

“ใช่...เอาไว้นวดให้กับลูกศิษย์ยามไม่ฟังครูและฝืนทำจนบาดเจ็บ”

“คงจะมีแต่ลูกศิษย์ผู้ชาย” เจตนาคนพูด มันคลุมเคลือนัก

“ใช่....นวดให้แต่ผู้ชาย และส่วนใหญ่ก็ชอบกันเสียด้วย”

เต้ยนิ่งอึ้ง.......เงยหน้าขึ้นมามอง ยากที่จะจับความรู้สึกว่าคิดสิ่งใดอยู่ แต่ที่แน่ๆ มันทำให้มิสบอารมณ์พิกล “แล้วสอนยังไง ให้ฉันบาดเจ็บ”

“ก็บอกเองไม่ใช่เหรอ ว่า ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องแตะตัว ทำท่าได้หมด เลยไม่ได้สนใจ” มูนเริ่มรามือ และใช้ผ้าซับน้ำมันหอมส่วนเกินบนแผ่นหลังขาวหนาแน่นกำยำ แล้วทอดเสียงพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มๆอย่างเคย พยายามไม่ถือโกรธ แต่คนฟังไม่คิดเช่นนั้น “การเรียนโยคะ ครูกับนักเรียนต้องสัมพันธ์กัน ครูจำต้องช่วยจัดท่า คอยดู แต่นายบอกอย่ายุ่ง เราเลยไม่ได้ทำตามหลัก”

“สรุปว่าเป็นความผิดของฉันงั้นสิ แล้วครูประเภทไหนที่เชิดหน้า ไม่มีมารยาท ไม่เคยมองและสนใจ นักเรียน” เต้ยขึ้นเสียงมาอีกครั้ง คาดว่าอาการเจ็บทั้งหลายคงจะห่างหายไปหมดพร้อมเสียงกราดเกรี้ยว ยันกายขึ้นมาทำเหมือนเดิมที่เคยทำคือบีบต้นแขนมูนไว้แน่น ซึ่งมูนก็พยายามแกะออก แต่แรงบีบวันนี้ เขาบีบแรงยิ่งกว่าทุกๆครั้ง

ผู้ชายคนนี้เป็นอะไรของเขา เดี๋ยวก็แสดงออกว่าเกลียดเราแสนจะเกลียด เดี๋ยวก็...สงบนิ่งเฉยๆ สรุปนายจะบุคลิกไหน เมื่อกี้ก็ยังดีๆ ตอนนี้เป็นบ้าอะไรอีก ร้ายอย่างนี้แหละใครเขาจะอยากยุ่งด้วย....ความอดทนมันถึงขีดจำกัดแล้ว

“ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ว่าตัวเองร้ายกาจแค่ไหน ร้ายจนไม่อยากจะมอง...ปล่อยเราได้แล้วเราเจ็บ หัดเอาอย่างพี่อั๋นเสียมั่ง” มูนโต้ตอบเมื่อความอดทนหมดสิ้น....สะบัดหน้าไปอีกทาง เบี่ยงกายเขยิบหนี แต่มีหรือจะพ้น

มูนนคงมิรู้หรอกว่าตน ได้โยนเชื้อเพลิงชั้นดีลงไปบนไฟที่ราดไว้ด้วยน้ำมันอยู่แล้ว และเจ้าไฟนั้นมันก็มิรู้ตัวเช่นกันว่ากำลังโหมกระพือร้อนแรงเพียงใด

“ฉันร้ายแล้วยังไง ส่วนนายดีนักเหรอ สูงส่งมาจากไหน ทำเป็นเชิดคอไว้ตัว เห็นทีวันนี้ต้องสั่งสอน ให้รู้ซึ้งสักหน่อยว่าคนอย่างนายวสุ ไม่ใช่คนที่ใครจะเอาไปเทียบ และจะมาเมิน เชิดหน้าใส่ได้ง่ายๆ จะได้รู้กันไปว่าตุ๊ดอย่างนาย...มันก็ไม่ได้ต่างไปจากพวกเดียวกันเท่าไรนักหรอก”

เพียงสิ้นเสียง อดีตคนเคยเจ็บก็คว้าตัวคุณครูดึงเข้ามาแนบอก รัดด้วยวงแขนแข็งแรงก่อนจะกดตัวทับทาบร่างที่บางกว่าลงไปบนพื้นเสื่อ มือข้างหนึ่งกดไหล่มูนเอาไว้ และอีกข้างทำอย่างที่เคยทำเมื่อสิบปีก่อน คือบีบคางมูนไว้แน่นให้หันกลับมามองหน้าตน

“มองสิ บอกให้มอง”

เต้ยออกแรงบีบสุดแรงเกิดอีกจนมูนฝืนไม่อยู่ต้องหันหน้ากลับมา เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีไฉนหวนกลับมาวันนี้อีก ใบหน้าขาวใสขับให้คิ้วเข้มๆดูเด่น เริ่มเคลื่อนมาจนชิด คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งเกิดประกายระยับเจ้าเล่ห์ร้ายกาจอย่างไม่เคยเป็น ลมหายใจร้อนผ่าว โปรยทั่วใบหน้าหวานที่ฉายแววตระหนกอยู่ด้านล่าง ริมฝีปากได้รูปใต้ไรหนวดเขียวที่เพิ่งโกนลอยอยู่ห่างเพียงแค่คืบ  “ คราวนี้จะมองฉันได้เต็มตาหรือยัง อยากจะรู้นักว่าไอ้ทีท่าหยิ่ง จองหอง เชิดหน้า หากโดนแบบนี้มันจะเป็นอย่างไร”

“อย่านะ”

มูนร้องได้เท่านั้นก็ไม่มีเสียงร้องอันใดหลุดรอดมาอีก เพราะริมฝีปากถูกปิดสนิทแน่นจากคนที่ก่ายทับอยู่ด้านบน ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วร่างรวดเร็วพอๆกับประจุไฟฟ้าพิสดารเมื่อครู่ กระตุ้นให้เลือดทั่วกายวิ่งพล่านผ่านขึ้นสู่ ใบหน้าเหลืองลอออย่างไม่เคยเป็น หัวใจดวงน้อยถูกบีบจนเต้นแรง ยิ่งกว่าเสียงกลอง ด้วยสัมผัสจากปากแนบปาก แม้มูนจะตกอยู่ในภาวะถูกรังแก.....ทว่าอาการแข็งขืน ต่อต้าน ก็ดำเนินไม่หยุดยั้ง และเต้ยก็สยบอาการนั้นด้วยแรงบดขยี้ยิ่งกว่าเดิม ....จนกระทั่ง ร่างของมูนค่อยๆ อ่อนปวกเปียก...จนเรียกว่าระทวย มือที่เกร็งเริ่มผ่อนคลาย และเผลอที่จะบีบรัดตอบ

มูนไม่ใช่พระอิฐพระปูน....เมื่อโดนรสจูบอันร้อนแรง มีฤาจะทนทานได้ จูบแรกในชีวิตไยมาอย่างไม่ทันตั้งตัว และกับคนที่ตนไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะกระทำ

ไหนว่าเกลียดตุ๊ด ขยะแขยง....ไฉนเขากลับทำเช่นนี้!!

เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็มิทราบ เมื่อเต้ยเห็นว่าอีกฝ่าย อ่อนปวกเปียกไม่เป็นท่า จึงค่อยๆ ถอนริมฝีปากของตนออกอย่างนุ่มนวล มือแข็งแรงดั่งคีมที่เคยบีบ เริ่มลูบหน้ามูนอย่างแผ่วเบา พร้อมๆกับดวงตาสีน้ำตาลกลมแป๋วที่ลืมขึ้นมาสบตากันพอดี

“เป็นไง ?”

“ทำอย่างนี้ทำไม....นายเกลียดคนประเภทเราไม่ใช่เหรอ”

“ที่ทำไปไม่ได้พิศวาสอะไรหรอก แค่อยากจะให้รู้ว่า คนอย่างนายวสุ คนที่นายเคยเมินมาตั้งแต่มัธยม ไม่ใช่ว่าใครจะมาเมินได้ง่ายๆ นายทำเหมือนกับว่าฉันไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้น นายต้องรู้ว่าฉันมีตัวตนและมองฉันจนเต็มตา ส่วนไอ้จูบเมื่อครู่ มันก็เพื่อพิสูจน์ว่า ตุ๊ดอย่างนาย มันไม่ได้วิเศษวิโส สูงส่ง มาจากไหน มันก็ใจง่ายและก็ร่าน ต้องการผู้ชาย เหมือนกันหมด ฉันเพียงแค่จูบทดสอบนิดเดียว....นายก็ยอมอ่อนปวกเปียกไปทั้งตัว คาดว่าถ้าทำอย่างอื่น วันนี้นายก็คงไม่ขัด ขอโทษนะ ที่จะไม่สนองต่อ และทำให้ค้าง เพราะฉันไม่ใช่ผู้ชายประเภทไอ้อั๋น ที่นายเคยเล่นด้วยอยู่ประจำเมื่อตอนเรียน  ”

มูนที่ได้ฟังรู้สึกจุกที่หน้าอกทันที พูดอะไรไม่ออก ลำคอตีบตัน เสมือนมีก้อนอะไรแข็งๆจุกคาไว้ มีเพียงแต่น้ำตาใสๆเท่านั้น ที่ไหลผ่านออกมารวดเร็วโดยบังคับไว้มิอยู่ ใจที่เต้นแรงเมื่อครู่คล้ายจะหยุดเต้นแลแตกสลายด้วยประโยคร้ายกาจยิ่งกว่าเศษเสี้ยวธุลี มือที่เคยอ่อนปวกเปียกเริ่มกำแน่น ทว่ายังคงไม่มีแรงที่จะยกขึ้นมาซัดหน้าชายคนนี้

เต้ยที่ยังนอนคร่อมตัวทับอยู่ สีหน้าเปลี่ยนทันทีที่เห็นน้ำตา หากเป็นเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น “ร้องไห้ทำไม แค่นี้ก็ต้องร้องไห้  อารมณ์ค้างเหรอ ก็ได้ อยากจะต่อ จะอ้อนวอนฉันดูก็ได้นะ เผื่อจะเปลี่ยนใจ”

มูนนิ่งเงียบ นอนร้องไห้ก็จริง แต่พยายามกลั้นสะอื้นไว้ ฝืนกล่าวว่า “เรามันร่าน และใจง่ายอย่างที่นายบอกจริงๆ ปล่อยเราได้แล้ว นายชนะแล้ววสุ วันนี้เราได้มองนายอย่างเต็มตา แต่วันหน้าเราจะไม่มีแม้แต่ชายตาแล ”

คำพูดนั้นทำให้เต้ยชาวาบไปแทบทุกส่วน ในใจเขาคิดว่ามูนคงจะกราดเกรี้ยวและโต้ตอบมาอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เขาได้เล่นอีก ...แต่มันมิใช่ มูนกลับนิ่งสงบอย่างผิดคาด ซึ่งเขาไม่ต้องการ

ในช่วงที่เต้ยกำลังตะลึงมูนรวบแรงทั้งหมดยันกาย เต้ยออกโดยพลัน พอหลุดมาได้มูนรีบคว้ากระเป๋า เตรียมวิ่งออกแต่เต้ยก็คว้าข้อมือมูนไว้แน่น “ไม่มีทาง....กลับมานี่นายยังสอนไม่จบ มูน”

“เราไม่สอนแล้ว เอาเป็นว่า คลาสนี้เราทำทาน ปล่อย”

มูนเสียงกร้าวขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เต้ยจำต้องปล่อย แล้วร่างบางๆก็เดินออกไปโดยเร็ว ทิ้งเต้ยให้ยืนตะลึงกับสิ่งที่เขาก่อเขาทำอยู่เพียงคนเดียว ดวงตากลมโตสีน้ำตาลแป๋วๆ มิทอดมามองมาดูหน้าเขาอีกแล้ว เพียงประตูปิดลง เต้ยก็ทรุดลงบ้าง กุมขมับ ตะโกนลั่น

“โธ่โว้ยยยย  กูทำอะไรลงไปนี่  ทำไมถึงเป็นอย่างนี้วะ”

แค่คิดเพียงแต่อยากได้รับความสนใจ....จนลืมคำนึงถึงหัวใจอีกฝ่ายว่าจะชอกช้ำรวดร้าวขนาดไหน คำพูดหลายคำจึงกล่าวออกไปโดยไม่มีสติ.....แล้วอย่างนี้ เขาจะไม่ชังเรายิ่งกว่าเดิมเหรอ

แบล็คเบอร์รี่คู่กาย ถูกหยิบขึ้นมาระบายความอัดอั้นตันใจที่พุ่งพล่านผ่านสู่สเตตัสของเฟซบุ๊คทันใด ใครได้เห็นได้อ่านก็ไม่เข้าใจ ได้แต่กดไลค์ โดยมิรู้ที่มาและที่ไปแห่งสเตตัสนั้น

มณีจันทร์ มณีใจ
ไยเจ้าชังพี่นัก
พี่นี้มิอาจหัก
รักเจ้าจันทร์......นานแล้วเอย
**********
รบกวนติดตามต่อบทที่๕ นะคะ
อ้างอิง *นำมาจากเพลง ปีศาจวสันต์ ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ
**ปรับปรุงมาจากกลอนในนวนิยาย เรื่องทวิภพ โดยทมยันตี


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๕ อัศวินหน้าตี๋

มูนมิรู้ตัวว่าขับรถกลับมาถึงบ้านสวนได้อย่างไร มารู้สึกตัวอีกทีตนก็มานั่งซบหน้ากับพวงมาลัยรถอยู่หน้ารั้วประตูบ้านแล้ว น้ำตาแม้จะไม่ไหลอาบเท่าตอนแรก ทว่ายังคลอเต็มหน่วย ดวงตากลมแป๋วที่เคยสดใสแปรเปลี่ยนเป็นช้ำอย่างรวดเร็ว มูนยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น ตั้งใจให้รอยโศกคลาย กลัวว่าถ้าเข้าบ้านไปทั้งสภาพอย่างนี้คุณยายจะเห็นและเป็นห่วงให้วุ่นวายเสียเปล่าๆ มูนไม่รู้ว่าตนใช้เวลานานเท่าไรที่พาหัวใจอันบอบช้ำกลับมาถึงบ้าน เมื่อเหลือบดูนาฬิกาข้อมือคำนวณเวลาคร่าวๆ ถึงรู้ว่าตนใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพถึงอัมพวา เพียงแค่ห้าสิบนาที เป็นการขับรถเร็วที่สุดในชีวิต  และก็เป็นการร้องไห้ที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในชีวิตเช่นกัน

“ที่ทำไปไม่ได้พิศวาสอะไรหรอก .... ฉันเพียงแค่จูบทดสอบนิดเดียว นายก็ยอมอ่อนปวกเปียกไปทั้งตัว คาดว่าถ้าทำอย่างอื่น วันนี้นายก็คงไม่ขัด ขอโทษนะ ที่จะไม่สนองต่อ และทำให้ค้าง เพราะฉันไม่ใช่ผู้ชายประเภทไอ้อั๋น ที่นายเคยเล่นด้วยอยู่ประจำเมื่อตอนเรียน  ”

ประโยคยาวเหยียด ที่เขาดูถูกใส่หน้า ยังวนเวียนกลับไปกลับมาในสมองเหมือนกดรีเพลย์อัตโนมัติจนรู้สึกว่าปวดไปทั้งศีรษะ  ประโยคร้ายๆ จากผู้ชายร้ายกาจที่ตนพยายามจะเลี่ยงจะหลบมาตลอด....หากแต่ยิ่งเลี่ยงยิ่งหลบก็เหมือนยิ่งเจอ ยิ่งหนีไม่พ้น ในความรู้สึกแรกที่ริมฝีปากประกบกันรู้สึกตื่นตะลึง ขัดขืน ทว่าความร้อนผ่าวเจือหวานซ่านในทุกๆสัมผัสที่บดขยี้ลงมา มันทำให้รู้สึกถึงความระทวยพุ่งพล่าน.....จนเผลอทำตัว “ร่าน” อย่างที่เขาด่ามา

ริมฝีปากที่เวลาจูบนั้นหวานเสียยิ่งกว่าหวาน.....หากเวลาพูด ไฉนกลับกลายเป็นคมมีด กรีดหัวใจขาดวิ่น

“มันเป็นเวรเป็นกรรมอะไรของเรา ถึงต้องมาเจอคนประเภทนี้ เราไปทำอะไรให้นาย ถึงได้เกลียดเรานักหนา.....เราผิดเอง ที่ไม่ปฏิเสธเสียตั้งแต่ต้น ไม่เจอกันมาเกือบสิบปี ทำไมนายต้องกลับมา และกลับมาให้เราเสียใจยิ่งกว่าเดิม”

คำพูดที่อัดอั้นอยู่ภายในใจ ถูกระบายออกมาพรั่งพรูอยู่คนเดียว ที่ผ่านมาแม้พยายามจะไม่มอง....หากก็มีอยู่บ่อยๆที่ต้องแอบชำเลืองและเขาก็คงรู้.....แต่ต่อไปจะไม่มีแม้แต่ชายตาแล

ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรวุ่นวายจนเหม่อ มูนก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะมีเสียงเคาะกระจกรถ พอให้ไปดูจึงรู้ว่าเป็นเจ้ามอสเด็กในบ้าน มูนจึงรีบเช็ดน้ำตาที่ค้างคาโดยพลัน

“พี่มูน....มอสได้ยินเสียงรถตั้งนาน นึกว่าพี่มูนจะเข้าบ้านแล้วเสียอีก ทำไมมาจอดรถอยู่ตรงนี้ รีบเข้าบ้านเร็วๆเถอะครับ”

กระจกด้านคนขับที่เปิดอยู่น้อยๆทำให้เสียงเล็ดรอดเข้ามา มูนฝืนยิ้มกล่าวตอบไปว่า “ พี่นั่งคิดอะไรเพลินๆน่ะ แป๊บนะมอสพี่เลื่อนรถก่อน”

“มีอะไรเหรอมอส” มูนถามขึ้นทันทีที่จอดรถในโรงรถเรียบร้อยและก้าวลงมาพร้อมกับใส่แว่นตาดำกันแดด ที่ใส่ไม่ใช่เพราะกลัวแดดยามบ่ายคล้อยจะเข้าทะลุดวงตา หากใส่เพราะไม่อยากให้ใครๆรู้ว่า ตนร้องไห้มาต่างหาก

“มีคนมาหาพี่มูน นั่งคุยกับคุณท่านอยู่” คุณท่านที่เจ้ามอสเรียก ก็คือคุณยายของมูน เจ้ามอสเรียกตามป้าเมี้ยนที่เป็นคนเก่าแก่ของคุณยาย

“ใครกัน” คิ้วเรียวขมวดขึ้นโดยพลัน เพราะตนแทบจะไม่รับแขกที่บ้าน เพราะที่บ้านสวนแห่งนี้คือโลกส่วนตัวที่เงียบสงบและก็พอใจจะให้สงบอยู่อย่างนี้ตลอดไป จึงไม่เคยพาใครมานอกเสียจาก คุณนายช้างเพื่อนสนิทที่สุด  “พี่ช้าง มาเหรอมอส”

“ไม่ใช่พี่ช้าง.....ใครก็ไม่รู้พี่มูนรีบไปหาเหอะ เขามารออยู่นานแล้ว”

“งั้นมอสเอากระเป๋าไปเก็บในห้องให้พี่หน่อย แล้วไปบอกว่าให้คอยเดี๋ยว พี่ขอไปล้างหน้าล้างตาก่อน” มูนพูดจบก็เดินเลี่ยงไปทางหลังบ้าน ในใจไม่วายคิดว่าใครกัน....ที่กล้าเข้ามายังโลกส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต

กลิ่นมะลิโชยกรุ่นกำจายลอยระเรื่อมาตามลมถูกแขกผู้มาเยือนที่กำลังนั่งพับเพียบบนพื้นไม้กระดานที่ขัดจนเงาวับสูดเข้าเสียจนเต็มปอด ทำให้หนุ่มน้อยน่ามองทายาทเจ้าของรีสอร์ทหรูติดอันดับยิ้มจนตาหยี และหันไปต้นลมพร้อมๆกับเสียงคุณยายที่กล่าวขึ้น

“นั่นไง มาแล้ว เจ้ามูน กลิ่นมะลิโชยมาอย่างนี้ไม่มีใครหรอก”

มูนเดินเข้ามายังหอนั่งที่ใช้รับแขก ทว่าที่บ้านก็ไม่เคยจะเปิดรับแขกเสียเท่าไรนอกเสียจากแขกจะบุกมาหาเองอย่างในวันนี้ เจ้าบ้านร่างโปร่งบางเมื่อเห็นว่าใครเป็นแขกก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ที่แท้ก็ “นายอัศวินหน้าตี๋” ในคอนแทคบีบีเอ็ม หรือ “คุณก้อง” ลูกศิษย์โยคะของตนนี่เอง

 พอเดินเข้ามาได้ระยะอันสมควร มูนจึงทรุดกายคลานเข่าเข้ามาสวัสดีคุณยายยามกลับมาถึงบ้านหรือยามก่อนออกไปไหนเสมอๆ แล้วจึงหันไปไหว้ป้าเมี้ยนอย่างที่เคยทำเช่นกัน

มูนจะรู้ไหมว่า...บัดนี้ทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหวของตนถูกแขกที่ไม่ได้รับเชิญจับจ้องอย่างไม่วางตา

ถึงแม้ป้าเมี้ยนจะเป็นแค่คนเก่าคนแก่ของคุณยาย หากคุณยายก็สอนเสมอว่า “เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ใช่เรื่องเสียหาย ....ยังไงเขาก็เป็นผู้ใหญ่กว่า ให้ไหว้ในค่าที่เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน เขาจะได้เอ็นดู”

ด้วยเหตุนี้เองมูนจึงไหว้ป้าเมี้ยนเสมอมา และป้าเมี้ยนก็รักและเอ็นดูมูนเสียยิ่งนัก

“ทานอะไรมาหรือยังคะคุณมูน....วันนี้มีลูกตาลเชื่อม จะทานเล่นๆรองท้องก่อนไหมคะ”

“ยังดีกว่าจ๊ะป้าเมี้ยน” มูนหันไปตอบป้าเมี้ยน ก่อนจะหันไปทักทายแขกที่นั่งหน้ายิ้มแป้นว่า “คุณก้อง มาได้ยังไง”

“ บังเอิญขับสปีดโบทมาเที่ยวเล่นน่ะครับ เห็นคุณมูนเคยบอกว่า บ้านอยู่แถวๆนี้ ก็เลยลองมาดู”

ตามปกติที่คลองแถบอัมพวามีกฎหมายห้ามเรือเร็วจำพวกสปีดโบท และเจ็ทสกีวิ่ง หากรีสอร์ทของคุณก้องเป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่และนับว่าเส้นสายค่อนข้างดี จึงทำได้ไม่มีปัญหา
 
“แล้วมาถูกได้อย่างไร”

“ก้องจอดถามตามบ้านเอาน่ะครับ....เขาก็บอกว่าบ้านคุณมูนอยู่นี่ แหม คุณมูนนี่ดังไม่เบาเลย”

ที่ว่าดังไม่ใช่ตนหรอก หากเป็นคุณยายต่างหากที่ดัง เพราะคุณยายเป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่เกรงใจของคนละแวกนี้ซึ่งต่างพร้อมใจกันเรียกว่า “คุณท่าน” และมักจะพูดสรรเสริญต่อมาอีกว่า  “คุณท่านใจดี”  ส่วนสำหรับตนคำสรรเสริญมักจะไปในทางลบ “หลานชายท่านหยิ่งไปหน่อย”  มีแต่คนใกล้ชิดเท่านั้นแหละที่รู้ว่ามูนไม่ได้หยิ่ง แต่แค่ไม่คุ้นที่จะคุยกับคนนอก พอได้มาเป็นครูสอนโยคะและไปเรียนในกรุงเทพเจอผู้คนจึงดีขึ้นบ้าง 

คนต่างจังหวัดสังคมจึงเล็กๆและรู้จักกันดีว่าใครเป็นลูกใครหลานใคร และใครๆก็รู้ว่าตนเป็นหลานคุณยาย จึงไม่แปลกใจที่จะบอกทางจนคุณก้องคลำทางมาถูก 

“ไม่ดังหรอก.....ว่าแต่คุณก้องเหอะ ไหนว่าบังเอิญขับเรือเล่น ทำไมเอาอะไรมาเยอะแยะ”

ก้องได้แต่หัวเราะแหะๆ เพราะโดนจับได้ว่าไม่บังเอิญมาเสียแล้ว “คือ เอ่อ....คนงานที่รีสอร์ทเก็บลูกตาลมาได้เยอะ ก้องเลยตั้งใจเอามาฝาก จะรอให้วันคุณมูนไปสอน ก็กลัวว่าจะบูดเสีย เลยเอามาให้วันนี้...แต่ไม่คิดว่าบ้านคุณมูนก็มีแถมยังเชื่อมอร่อยด้วย”

ที่ว่าอร่อยนั้นคงอร่อยจริง เพราะคุณก้องเล่นทานเสียเกลี้ยงจานที่ใช้รับรองแขก

“ฝีมือป้าเมี้ยนเขาน่ะ แล้วมานี่บังเอิญเอาลูกตาลมาฝากอย่างเดียวเหรอ” เจตนาของมูนมิได้มีเป็นอื่น หรือเพื่อให้บทสนทนาเป็นไปในเชิงแง่งอน ตัดพ้อ ทว่ามูนใช้เพื่อจะเลี่ยงถามไปตรงๆว่า “มีธุระอะไร” แต่คุณก้องดันคิดไปอย่างนั้น

“โธ่ ไม่ใช่บังเอิญหรอกครับ คือ เอ่อ ตั้งใจมา.....ก้องมีเรื่องอยากคุยกับคุณมูนนิดหน่อยด้วย ไม่ทราบว่าจะสะดวกไหม” ก้องรีบแก้ตัวพัลวัน...และยอมรับมาแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

“หือ” มูนเลิกคิ้วสูงสงสัยนักว่าคุณก้องมีเรื่องอะไรจะคุย เอ ชักจะยังไงกัน สรุปมานี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  แต่ถ้าหากอยากจะคุยนักโทร.มาหรือบีบีมาก็ได้ มิจำเป็นต้องมาถึงบ้าน
 
“ นู่น พาพ่อก้องเขาไปคุยตรงศาลาท่าน้ำแน่ะเจ้ามูน จะได้สะดวกคุย” คุณยายคงเห็นทีท่าคุณก้องอึกๆอักๆละมังจึงหาทางออกให้ไปคุยลำพังเสีย

“งั้นเชิญคุณก้องทางนี้”

“ขอบคุณครับคุณยาย”

คุณก้องรีบกราบงามๆ ก่อนคลานเข่าตามมูนออกไป พอเด็กหนุ่มทั้งสองลับตา คุณยายก็เปรยกับป้าเมี้ยนว่า “สงสัยบ้านเราคงจะหัวกระไดบ้านไม่แห้งแล้วมั๊ง เมี้ยนเอ๊ย เชื่อเถอะ พ่อก้องคงจะไม่ใช่รายเดียวหรอก คอยดู”

เมื่อมาถึงศาลาท่าน้ำ คุณก้องก็ยังไม่ยอมคุยธุระหรือขอคำปรึกษาอันใด ได้แต่มองทิวทัศน์ริมคลองไปเรื่อย แถมยังกล่าวนอกเรื่องมาเสียอีก

“เหมือนวันนี้คุณมูนร้องไห้มานะครับ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าบอกก้องได้นะครับ”

“ เมื่อกี้ล้างหน้า คงจะขยี้ตาแรงไปหน่อย ไม่มีอะไรหรอก” มูนมิได้อยากโกหก...แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรเล่า จึงเลี่ยงเสีย อุตส่าห์ล้างหน้าล้างตาก่อนออกมาแล้วเชียว ยังจะแอบเห็นอีก

“เหรอครับ....เออว่าแต่ น้ำหอมกลิ่นมะลิ คุณมูนหอมจัง ของแบรนด์ไหนครับ กลิ่นคล้ายๆของ โจ มาโลน หรือถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะเป็น บูการี่” ลูกศิษย์หนุ่มยังคงไม่ยอมเข้าเรื่อง

“น้ำปรุงต่างหาก มูนทำเอง สูตรคุณยายท่านน่ะ....สรุปอยากคุยเรื่องน้ำหอมเหรอ” มูนพยายามชวนวกเข้าเรื่อง จนก้องต้องเรื่องเสียที

“เอ่อ....คือที่รีสอร์ทก้องจะจัดแพ็คเกจที่พัก ช่วงหน้าโลว์ซีซั่นน่ะครับ มีออกมาหลายตัวเชียวและหนึ่งในนั้น ก็อยากจะถามคุณครูว่า หากก้องจะจัดเป็นแบบพักสองคืนติดต่อกันเรียนโยคะฟรีหนึ่งคลาสกับคุณครู ไม่ทราบว่าจะสะดวกไหม ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงสุดสัปดาห์”

 “ ได้สิคุณก้อง แต่ตอนนี้ สุดสัปดาห์มูนว่างเฉพาะอาทิตย์ช่วงเช้า วันเดียว เพราะช่วงบ่ายมูนมีไพรเวทคลาสที่กรุงเทพ ...เอ่อ แต่ก็อาจจะยกเลิก”

ไพรเวทคลาสที่ว่าก็คงไม่แคล้วคลาสของเกนหลง......ที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะยกเลิกได้ไหม แล้วเหตุผลอะไรที่จะนำไปยกเลิก....จะบอกว่าโดนแฟนเขาจูบ เขาคงเชื่อหรอก เพราะคนบ้านั่นแสดงออกว่าเกลียดตนขนาดนั้น ใครฟังก็คงไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อยากจะไปสอนอีกแล้ว สงสัยต้องให้ช้างช่วยหาทาง

“งั้นดีเลยครับ...เพราะก้องก็ตั้งใจให้ครูมูนสอนอาทิตย์เช้าแหละ แต่ถ้าคุณมูนว่างทั้งวันก็ยิ่งดี เพราะช่วงบ่ายจะได้เป็นเวลาของก้องซะที”

“คุณก้องหมายความว่าอย่างไร ที่ว่าเวลาของคุณก้อง”

“เอ่อ...........สอนไง ครูมูนจะได้สอนก้อง” น่าแปลกที่ก้องหน้าแดงมาเสียเองแทนที่จะเป็นมูน “เอาเป็นว่า คุณมูนตอบตกลงก้องแล้วนะ เดี๋ยวถ้าลงตัว ก้องจะคอนเฟิร์มวันเริ่มสอนอีกที”

“ได้สิ....อันที่จริงคุณก้องโทร.มาหรือบีบีมาก็ได้ ไม่น่าลำบากต้องมาถึงนี่”

“ไม่ลำบากเลย เพราะก้องอยากมา.....อยากเจอ” ก้องกล่าวตอบพร้อมกับเลื่อนตัวมานั่งจนแทบชิด ทีท่าเขินอายยิ่งมีเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นฝ่ายเลื่อนเข้ามาหา เจ้าลูกศิษย์หนุ่มน้อยน่ามองที่ใช้ชื่อว่าอัศวินหน้าตี๋ควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น อัศวินหน้าแดงน่าจะเหมาะสมกว่า

มูนเกิดมาก็เพิ่งจะเห็นผู้ชายเขินเป็นกับเขา ทำไมตนจะมิรู้ว่าก้องหมายถึงอะไร ในชีวิตตนที่ผ่านมาจนถึงเบญจเพส ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครมาจีบ หากแต่ตนไม่เคยปล่อยและคิดจะเล่นด้วยกับใคร มีแต่วันนี้เท่านั้นแหละที่ดันเผลอไปให้กับคนใจร้าย จนเขาด่ากลับมาว่า “ร่าน ใจง่าย”

“ก็ได้เจอทุกอาทิตย์อยู่แล้วไง.....มูนว่า ตอนนี้ใกล้จะมืดแล้ว คุณก้องควรกลับรีสอร์ทดีกว่า ขับเรือในคลองตอนมืดๆอันตรายกว่าขับรถ มาเดี๋ยวมูนช่วยจับเรือให้ ก้าวเองจะพลัดตกน้ำไป” มูนลุกขึ้นพรวด แต่ก้องก็ดันจับมือไว้แน่นรวดเร็ว หากก็ยังเบากว่าที่โดนคนร้ายกาจกระทำ

สัมผัสจากฝ่ามือของก้องหนักแน่นทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอ่อนโยน ถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้กับเทวดา.....อดไม่ได้ที่จะเทียบกับนายปากร้ายนั่น สัมผัสมันรุนแรงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกร้อนผ่าวดั่งปีศาจจากนรก หากจะถามว่าเลือกใคร ทุกคนก็คงตอบได้อย่างไม่ต้องคิดว่าเลือกเทวดา แต่ส่วนใหญ่ไปๆมาๆ ก็มักได้ปีศาจร้ายมาแทบทั้งนั้น..........มิใช่ฤา

“ในเมื่ออยากให้ก้องกลับ ก้องจะกลับก็ได้”

“ไม่ใช่อย่างนั้น....แต่กลัวว่ามืดๆจะเกิดอันตราย คลองมันไม่ใช่ทางตรงเหมือนถนน หัวคุ้ง หัวโค้งมันเยอะ” มูนพยายามอธิบายให้ก้องเข้าใจ แม้เจตนาตั้งใจอย่างที่ก้องคิด

“งั้นก่อนกลับก้องมีเรื่องอยากจะขอสักหน่อย” ก้องยังคงจับมือมูนแน่น ลุกขึ้นมายืนจนชิด หากใครผ่านไปผ่านมาแล้วเห็นเข้าในเวลานี้ ....ทุกคนก็ก็ลงความเห็นว่า พลอดรัก

“ขออะไรเหรอ” มูนพยายามดึงมือกลับและเบี่ยงตัวออกแต่ก้องก็ยังไม่ยอม

“ขอไม่เรียกว่าคุณมูน คุณครูหรือครูมูน....อีกต่อไปได้ไหม ขอเรียกว่ามูนเฉยๆ  แล้วก็เรียกก้องว่าก้องเฉยๆ ไม่ต้องมีคงมีคุณเรียกกันว่าคุณ มันรู้สึกห่างเหินแปลกๆค้านกับหัวใจพิกล”

“นี่ใช่ไหมคือจุดประสงค์ที่อยากจะมาคุย” มูนอมยิ้มน้อยๆ นึกในใจอยู่เหมือนกันว่า ถ้ามีโอกาส จะให้คุณก้องเลือกเอาสักอย่าง เวลากล่าวขานเรียกตน

“ใช่ครับ....ถ้าไม่รังเกียจ ” ก้องรับคำอย่างหน้าชื่นตาบาน

“ได้สิ จะไปรังเกียจอะไรเล่า เราสองคนก็รุ่นราวคราวเดียวกัน เรียกชื่อเฉยๆก็ได้ อีกอย่างเราก็รู้จักกันมาพอสมควร ไม่ต้องเรียกคุณหรอก และมูนเองก็ไม่ใช่ครูสอนหนังสือ ไม่ต้องยกย่องเรียกว่าครูหรอก คำพูดมันไม่สำคัญเป็นแค่สิ่งสมมุติ มันสำคัญที่ใจมากกว่า ต่อให้คุณก้อง เอ๊ย ก้อง ไม่เรียกว่าครู ยังไงใจเราก็คิดว่าเรามีหน้าที่สำคัญคือสอนโยคะให้ก้องเสมอแหละ ไปเถอะ มืดแล้ว” มูนกล่าวนิ่งๆ จงใจบอกเจ้าอัศวินหน้าตี๋ว่า ตนรู้สึกอย่างไร คนฟังมีหรือจะไม่รู้

ไม่ใช่ว่าก้อง....ไม่น่ามอง เขาจัดว่าเป็นหนุ่มน้อยน่ามองมากเสียด้วยซ้ำ หากมองๆเผินๆใครๆก็ต้องคิดว่า เป็นสมาชิกของนักร้องบอยแบนด์ที่อิงกับกระแสนิยมเกาหลี ไม่วงใดก็วงหนึ่ง ใครจะคิดว่าเขาเป็นผู้บริหารหนุ่มน้อยไฟแรง คุณสมบัติก้องเพียบพร้อม และที่สำคัญก้องไม่ได้ชอบผู้หญิง ซึ่งตนควรจะดีใจ และหันมามองอย่างคนอื่นๆ แต่ตนก็หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า ทำไมไม่มอง การไม่มองก้องนั้น ไม่ใช่การเชิดหน้าใส่เหมือนที่ทำกับเต้ย แต่การไม่มองในที่นี้ หมายถึงการไม่เคยได้ใช้หัวใจมองเขาลึกๆต่างหาก

ซึ่งผิดกับบางคน......แม้นตาไม่ได้มอง แต่หัวใจ ก็ไยแอบเผลอไผลชำเลือง !!!

หนุ่มน้อยขับเรือจากไปแล้วด้วยสีหน้าละห้อย ก่อนไปก็ยังไม่วายจับมือ...เหมือนจะให้รู้ว่า ยังไงก็จะไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ จนเจ้ามอสวิ่งลงมาหานั่นแหละถึงได้ยอมปล่อย แต่ก็อิดออดอีกอยู่นานกว่าจะยอมไป มูนถอนใจเสียเฮือกใหญ่ๆ นึกในใจว่า ต่อไป....คงจะอยู่ไม่เป็นสุขแน่แท้  ฤาเห็นทีควรจะยกเลิกคลาสไพรเวททั้งหมดให้รู้แล้วรู้รอด

“เราไม่ได้ตั้งใจ....เรากำลังโมโห เราไม่ได้คิดอะไรเกินเลยทั้งนั้น”

เต้ยกล่าวขึ้นกับตัวเองก่อนจะกระดกบรั่นดีที่เหลืออยู่ครึ่งแก้วจนหมด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ แรกเริ่มเดิมทีเกิดจากความโมโหและขัดใจ ที่ถูกอีกฝ่ายเมินมา หากก็ไม่เท่า ‘คำพูดบางคำ’ จึงจำต้องจับหน้าที่เชิดอยู่นั้นให้หันมามอง ครั้นพอจับหน้ามาได้ก็ตั้งใจเพียงแค่ทำให้เจ็บใจเล่นๆและให้มองเขาชัดๆอย่างเต็มตา แต่ทว่า พอตาได้ประสาน ไอ้สายตาที่มันฉายแววชิงชังเนี่ยแหละ มันทำให้เขาต้องสยบด้วยริมฝีปาก ให้มันหายหยิ่ง หายอวดดี

เต้ยพยายามบอกกับตัวเองว่า ทุกอย่างมันเกิดแค่ความอยากเอาชนะ ใครใช้ให้อีกฝ่ายเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทำไม มันก็แค่จูบธรรมดา.....มิใช่รัก ไม่ใช่พิศวาส แต่แล้วทำไมเขาถึงเขียนสเตตัสลงไปบนเฟซบุ๊กอย่างนั้น เขาก็ตอบใจที่บังคับมือให้พิมพ์ไปไม่ได้เช่นกัน

ชายหนุ่มจะรู้ไหม ว่าหัวใจมันโกหกไม่เป็น

จูบอันร้อนแรง หนักหน่วง....ที่ไม่เคยทำกับใคร แม้กระทั่งเกนหลง ซึ่งเวลาจูบกันเขามักจะทำกับหญิงสาวอย่างนุ่มนวล แต่ทำไมกับไอ้คนอวดดี จองหองคนนี้ เขาถึงมีอารมณ์ประหลาดๆ ที่อยากจะขยี้ริมฝีปากบางๆนั้น ให้เป็นเนื้อเดียวกับของเขา จูบไปเมื่อบ่าย ไยยังรู้สึกซ่าๆที่ใจมาถึงตอนนี้ จูบนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในความร้อนแรงที่ทำไป เขาได้พบกับความหวานฉ่ำอย่างไม่เคยเจอ ....นี่น่ะเหรอ อานุภาพรสจูบธรรมดา อย่างที่พร่ำบอกหลอกตัวเอง

จูบที่จะว่าหวานก็สุดแสนจะหอมหวาน ....... แม้นน้ำผึ้งอ้อยตาลฤาเทียบได้

มันหวานจนเขาเคลิ้ม....เคลิ้มจนเกือบจะทำเกินเลยเสียเอง หากพอรู้สึกตัวจึงทำตัวไม่ถูก เผลอหลุดปากไปด้วยคำร้ายๆที่ซัดสาดไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อน้ำตาที่ไหลพรากจากตาสีน้ำตาลพร้อมเสียงที่พยายามกลั้นสะอื้นกล่าวตอบมา ทำให้เขารู้สึกว่า หัวใจรู้สึกเจ็บแปลบๆ ไปไม่น้อยกว่าคนอวดดี   ประโยคนั้นเขาจำได้ดีและมันยังดังชัดมาจนถึงตอนนี้

“เรามันร่าน และใจง่ายอย่างที่นายบอกจริงๆ ปล่อยเราได้แล้ว นายชนะแล้ววสุ วันนี้เราได้มองนายอย่างเต็มตา แต่วันหน้าเราจะไม่มีแม้แต่ชายตาแล ”

“วสุ” ชื่อเรา ที่มันเรียก น้ำเสียงฟังดูช่างห่างเหินน่าหมั่นไส้..... มันควรจะเรียกเราว่า ‘เต้ย’ ที่ฟังแล้วน่าชื่นใจต่างหาก

“หากเพียงนายมองฉันดีๆสักนิด ทุกอย่างมันจะไม่เป็นแบบนี้ ไม่มีวันเสียหรอกมูน ที่นายจะไม่ชายตาแลคนอย่างฉัน”

จนแล้วจนรอด เต้ยก็ยังไม่ยอมรับผิด พึมพำขึ้นพร้อมกับหยิบแบล็คเบอร์รี่มาถือไว้แล้วเข้าบีบีเอ็ม จู่ๆคิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายออกอย่างรวดเร็ว เสมือนเจออะไรถูกใจ  และกล่าวต่อมาว่า “ ฉันสัญญาว่าวันหนึ่งข้างหน้า นายจะต้องมองฉัน และมองฉันอย่างเต็มตาแน่นอน”

เสียงครืดๆของแบล็คเบอร์รี่ที่วางบนหัวเตียงดังขึ้น ทำลายภวังค์ฝันอันเหม่อลอยของมูนที่กำลังทบทวนเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นกับตนวันนี้ พยายายามจะลืม และไม่คิดอันใดอีก มูนรีบวางจานลูกตาลสดที่แช่เย็นเจี๊ยบซึ่งถือค้างไว้ทันใด นึกหมั่นไส้ตัวเองอยู่ครามครันที่หลายวันมานี่ดันติดบีบีเป็นเด็กๆไปซะแล้ว ทว่าครั้งนี้.....หยิบมาดู ยังไม่ใช่คนที่ตนปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘คอย’ แต่ก็ยังไม่ใช่เขาคนนั้น ดันกลับเป็นนายอัศวินหน้าตี๋ทักมานั่นเอง

“มูน .....อย่าลืมทานลูกตาลนะครับ” 

“ไม่ลืมหรอก...กำลังทานอยู่” มูนพิมพ์ตอบกลับไป ในใจนึกสงสัยว่านายอัศวินหน้าตี๋จะมาทักด้วยเรื่องแค่นี้เองเหรอ....และลางสังหรณ์ มันก็บอกว่าไม่ใช่

“อร่อยไหม นึกว่าจะไม่ทาน”

“อร่อย....ผลไม้ทานได้หมดแหละ”

“เอ่อ....วันศุกร์นี้ว่างไหม”

“ทำไมเหรอ” นั่นไงว่าแล้ว ไม่ได้ทักมาแค่เรื่องลูกตาลจริงๆด้วย

“คือ...อยากจะชวนไปดูหนังกันน่ะ  อย่าปฏิเสธเลยนะ มูนปฏิเสธก้องมาหลายหนแล้ว และก็บอกว่าไว้โอกาสหน้าทุกที ซึ่งก้องก็ไม่รู้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่”

มูนได้อ่านก็ทำหน้าครุ่นคิด มันก็จริงอย่างที่เขาว่า ที่ตนบอกปัดไปตลอด ซึ่งไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่ด้วยความที่ใจได้ขีดเส้นบางๆกั้นเป็นกำแพงไว้ อีกทั้งปรารถนาที่จะให้หัวใจได้อยู่เงียบๆ จึงไม่ให้ก้องล้ำเส้น ทว่าครั้งนี้ควรตอบรับเขาเสียหน่อยก็ดี เผื่อบางที เขาอาจจะช่วย....ทำให้ลืมคำปรามาสจากคนคนนั้นได้

“ได้สิ.....แต่ขอชวนเพื่อนไปด้วยได้ไหม”

“ไชโย......เอาเลยชวนเพื่อนไปก็ได้ แค่มูนตอบตกลงก้องก็ดีใจแล้ว” ก้องตอบกลับมาด้วยความรวดเร็ว หากมูนได้เห็นภาพที่ปลายทาง มูนจะเห็นว่าหนุ่มน้อยคนนี้กระโดดตัวแทบลอยด้วยความดีใจที่นัดสำเร็จสักที ถึงแม้จะไม่ได้ไปกันลำพังสองต่อสอง แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ไปกันเลย “ ว่าแต่มูนจะชวนเพื่อนไปกี่คน”

“คนเดียว....ชื่อช้าง”

ในระหว่างที่คุยอยู่กับก้อง จู่ๆก็มีคนทักซ้อน เหมือนรถไฟสองขบวนที่แล่นมาชนกันโดยบังเอิญ คล้ายจะให้มูนเลือกเอาขบวนใดขบวนหนึ่ง  ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นๆ เขาคงคุยพร้อมกันได้อย่างสบายๆ แต่ตนไม่ถนัด เพราะไม่ชำนาญในแอพพลิเคชั่น บีบีเอ็มสักเท่าไร แค่แชทเป็น ส่งเสียง ส่งรูป แอดหรือดีลีทคอนแทคได้ก็นับว่าเก่งแล้ว อย่างอื่นอย่าหวัง จนช้างต้องออกปากด่าเสมอๆ

“อีโง่....เจริญไม่ทันของ”

แต่พอดี๊พอดี นายอัศวินหน้าตี๋ เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็ดันขอตัวไปอาบน้ำ โอกาสก็เลยเป็นของผู้ที่มาทีหลัง ซึ่งหากเปลี่ยนประโยคที่พิมพ์เป็นเสียง ประโยคนั้นก็คงทักดังขึ้นอย่างตัดพ้อเพราะถูกปล่อยให้คอยอีกแล้ว


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ แม่มณี แม่มณีจ๋า ทำอะไรอยู่ ทำไมวันนี้ตอบช้า”

“คุยกับเพื่อนอยู่” มูนพิมพ์ตอบไป เดี๋ยวนี้ความเร็วในการพิมพ์เริ่มกระเตื้องขึ้น แต่ก็ไม่ทันอีกฝ่ายอยู่ดี

“ผู้ชายหรือผู้หญิง”

“คุณหลวงถามอย่างกับเป็นผู้ปกครอง”

“เหอะไม่ตอบก็ไม่เป็นไร...แล้วทำไรอยู่”

“กำลังจะกินลูกตาล รู้จักไหม”

แทนคำตอบว่ารู้จักหรือไม่รู้จัก นายคุณหลวงจึงได้สวมบทบาทพระเอกลิเกอีกครั้งตอบมาเป็นคำประพันธ์ ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่ารู้จักดี  มูนที่ได้อ่านก็ทำให้ทั้งวันที่หดหู่ พอจะยิ้มออกมาได้...และเริ่มยิ้มกว้างเสียด้วย

“เจ้าของตาลรสหวานขึ้นปีนต้น
เพราะดั้นด้นอยากลิ้มชิมรสหวาน”*

“ มาเป็นลิเกอีกแล้วคุณหลวง....แต่เพราะดี ใช้ได้ ไหนลองต่อสิ” มูนอดไม่ได้ที่จะแซว และก็อดไม่ได้ที่จะละสายตาออกเพราะอยากรู้เขาจะต่อว่าอย่างไร

“ครั้นได้รสสดสาวจากจาวตาล” **  คุณหลวงหยุดไปพักนึง แล้วก็พิมพ์ต่อมาว่า “ แล้วก็จำไม่ได้อีกเลย ลอกเขามา ชะเอิงเงิงเงย”

“โธ่ นึกว่าแต่งเอง กำลังจะยกนิ้วให้”

“ยกนิ้วกลางให้อ่ะดิ อย่ายกเชียวนะ เดี๋ยวเจอของจริงยกกลับให้ดู..จะอึ้ง”

“บ้าคุณหลวงนี่ก็....แต่กลอนที่คุณหลวงเอามามันคุ้นๆนะ นึกไม่ออก เคยได้ยินจากไหน”

“เป็นเพลงต่างหาก เคยได้ยินเจ้าคุณพ่อเปิดตอนเด็กๆ จำไม่ได้เหมือนกันว่าของใคร  จำได้แต่ท่อนแรกๆ ตรงกลางๆนึกไม่ออกแต่พอจำสองท่อนสุดท้ายได้ที่ว่า

อันรสตาลหวานละม้ายคล้ายพุ่มพวง
พี่เจ็บทรวงช้ำอกเหมือนตกตาล”***

ทันทีที่ได้อ่าน เสียงร้อง อ๋อ กลางสมองก็ดังขึ้นทันที เพลง รสตาล นี่เอง เพลงนี้แต่งได้เพราะและเข้าใจใช้คำเปรียบเทียบระหว่างรสหวานของตาลที่หวานดั่งความสดสาวของอิสตรี แล้วมูนก็ต้องหน้าแดงไปจนถึงหู อาการวาบที่หัวใจรุนแรงยิ่งกว่าทุกๆครั้ง เพราะคุณหลวงดันพิมพ์ถามมาว่า

“ขอกินลูกตาลแม่มณีบ้างได้ไหม อยากรู้จะหวานหรือเปล่า”

“บ้า.....ไม่คุยด้วยแล้ว”

“ แม่มณีคิดลึก....ฮะฮ่า ว่าแต่จะให้กินไหม” คำถามที่แฝงความนัยจากนายคุณหลวงยังคงไม่หยุดหย่อน และนายคุณหลวงจะรู้ไหมว่าทำให้อีกฝ่ายอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “อายม้วน”

“ถ้าอยากกิน ก็ต้องหาทางปีนขึ้นมากินให้ได้ แต่ตาลต้นนี้ปีนยาก คุณหลวงอาจจะท้อใจเสียก่อน จนลูกตาลสุกคาต้นและหล่นไปเองตามกาลเวลา” ด้วยอารมณ์เขิน ทำให้มูนเล่นต่อ....และเผลอเอาอารมณ์แง่งอนพิมพ์ใส่ลงไปด้วย

“ต่อให้ตกต้นตาลตาย.....เราก็จะไม่ยอมแพ้”

“แล้วจะรอดู...ราตรีสวัสดิ์” มูนตัดบทสนทนาเสียเอง ในใจอาการวาบยังไม่จางห่างหาย แม้จะยังสงสัยที่ว่าเขาคนนี้เป็นใครมาจากไหน  ไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัด....แต่ก็เริ่มปฏิเสธใจตนเองไม่ได้แล้วว่า ‘สุขใจทุกครั้งที่ได้คุย’

นายอัศวินหน้าตี๋ในบีบีหรือก้องมารอรับยามสายตามนัด หนุ่มน้อยที่วันนี้เซ็ทผมมาเสียหล่อทิ้งกางเกงสแล็คมาใส่ยีนส์ขาเดพสีซีด ตัดกับเสื้อยืดพอดีตัวสีเหลืองที่ใส่แล้วขับผิวให้ดูเด่นเผยแผงอกกำยำและกล้ามแขนมัดงามที่ตนภูมิใจเพาะขึ้น สายตาสดใสเป็นประกายเผยความยินดีอย่างไม่มีปกปิดเมื่อเห็นร่างโปร่งเดินมาแต่ไกล แม้วันนี้บรรยากาศที่นี่จะครึ้มฟ้าครึ้มฝน หากผ้าคลุมไหล่ไหมทอมือสีเขียวสดปักดิ้นทองที่มูนใช้คลุมทับเสื้อคอวีสีขาวมาก็สามารถขับไล่ความขมุกขมัวไปได้หมดสิ้น

มูนจงใจแต่งตัวให้ดูสาว....เพราะอยากรู้ว่าก้องจะทำหน้าอย่างไร ในใจนึกถึงภาพสีหน้าผิดหวัง ทว่ากลับผิดคาด ผ้าคลุมไหล่ เสื้อยืดคอวี กางเกงยีนส์เดฟฟอกสีขัดให้เก่า ขาดน้อยๆตรงหัวเข่า ดันกลับทำให้น่ามอง และก้องก็มองอย่างไม่วางตา

ทั้งสองใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงครึ่งก็เข้ามาถึงศูนย์การค้าใจกลางเมืองในกรุงเทพซึ่งนัดกับช้างไว้ พอมาถึงที่นัดหมายนางพญาคชสารก็แผดเสียงโกญจนาทมาแต่ไกล

“คุณเพื่อน.....คิดถึ๊ง คิดถึง” ปากของช้างทักมูน แต่ดวงตาเล็กๆดั่งตาช้างสมชื่อ กลับจ้องไปที่คนมาด้วย และก็ดันไม่จ้องหน้า กลับไปจ้องเอาส่วนที่ดันนูนเด่นชัดตรงเป้ากางเกงของก้องมาเสียนี่

“โอวววววว มูน หร่อนไปซื้อข้าวหลามหนองมนมาจากไหน แหม พาดขึ้นเสียด้วย” นังพังแป้นถามรวดเร็วกระดกลิ้นตรงคำว่าหล่อนเช่นเคย

ก้องตื่นตะลึง เพราะไม่คิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ถอยกรูดเอามือกุมเป้ากางเกงพลัน หนุ่มน้อยมิได้ตั้งใจให้มันนูน มันเป็นเพราะทรงกางเกงยีนส์ขาเดฟเอวต่ำนั้นต่างหากที่มันรัดรึงจนขึ้นรูปเป็นกระเปาะงดงาม มูนกลัวว่าก้องจะเผ่นหนีป่าราบจึงต้องเอ่ยปากปรามนังคชสารช้างทรงเพื่อนสนิท

“ช้างเสียมารยาท อย่าให้มันมากนัก เกินงามแล้ว” 

“แหม ล้ำหน้ามาเสียขนาดนั้น ได้เป็นผัวสักที จะเป็นบุญหอสระอี บารมีตอสระแอด” อีช้างยังไม่วายพึมพำ ก่อนจะเยื้องกายอันโอฬาร เข้ามาแนะนำตัวเสียเอง “ ชื่อช้างค่า เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยใส่คอซอง ถักเปีย เรียนคอนแวนต์ด้วยกันกับมูน หรือจะเรียกว่าอัยหรือน้องอัยก็ได้ค่ะ”

อีช้างยื่นมือมาทำความรู้จัก แต่ดันต่ำไปนิดจนก้องเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทัน เพราะมันเกือบจะโดนกระบอกข้าวหลามหนองมนของเขาเข้า

“สวัสดีครับ ชื่อก้องครับเป็นเพื่อนมูนเหมือนกันที่อัมพวาและเรียนโยคะกับมูนด้วย.....ว่าแต่ช้างนี่ แรงดีจังเลยนะครับ”

“นอกจากแรงยังดีแล้วยังอึดและอร่อยด้วยค่ะ ลองทานดูไหมคะ” อีช้างบอกอย่างลอยหน้าลอยตา เสียงสดใส ตาเป็นประกายยามได้คุยกับเพศชาย

มูนส่ายหน้าระอาในความแก่นแก้ว ก่อนจะเดินนำไปซื้อตั๋วภาพยนตร์ซึ่งก้องก็ตามติดแจไม่ห่าง เพราะหวาดหวั่นสวัสดิภาพของเป้ากางเกงที่อีช้างจ้องมองอย่างตาเป็นมัน

“แหม มูนหร่อนมีของดีซุกไว้นี่เอง ถึงว่า อยู่แต่ที่อัมพวา เดี๋ยวนี้มีอะไรปิดเพื่อนนะยะ”

“บ้า....เป็นแค่เพื่อนกัน ไม่ได้คิดอะไร”

“แต่ผู้ชายเขาคิด ดูปราดเดียวก็รู้ สายตาที่เขามองมึง อยากจะฟันมึงเต็มแก่ ....อย่าเล่นตัวนักเลยมึง เกิดตายห่าไป ยมบาลเขารู้ว่ายังไม่เสียสาวเขาจะหัวเราะเอา ดูอย่างกูนี่เป็นตัวอย่าง ผัวจะรอบเอวนับทบได้สิบรอบแล้ว”

มูนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ เพราะรู้ว่าเอวของช้างไม่ใช่เล็กๆถ้าเป็นต้นไม้นับได้ว่าหลายคนโอบ และช้างก็ยืนยันว่าไม่ใช่โอบแค่รอบเดียว.....แต่เป็นสิบ และในอนาคตก็คาดว่าน่าจะเพิ่มจำนวนได้มากอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะช้างเชือกนี้นอกจากจะให้ผู้ชายรอดใต้ท้องฟรีๆและขึ้นขี่ด้วยแล้ว.....ยังแถมตังค์ให้ผู้ชายอีกต่างหาก ซึ่งมันก็พูดเสมอว่า

“เป็นทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนชายที่ ‘เอาดี’ แต่ขาดทุนทรัพย์ ช่วยรัฐประหยัดงบได้อีกทางหนึ่ง”

ภาพยนตร์ที่ก้องชวนมาดูนั้น เป็นหนังไทยวัยรุ่นใสๆ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่า เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก แค่นางเอกไปแอบชอบพระเอกที่เป็นนักกีฬาฟุตบอลเนื้อหอมของโรงเรียน ใช้วิธีทำนายรักต่างๆ ท้ายสุดเปลี่ยนตัวเองจากลูกเป็ดขี้เหร่โนเนมกลายเป็นหงส์ และพระเอกก็เริ่มสนใจ แต่ก็ดันปากแข็ง ต่างฝ่ายจึงต่างมีแฟน แต่ท้ายสุดก็กลับมาเจอกันและรักกัน

ปกติมูนไม่ค่อยดูหนังเท่าไร ชอบอ่านหนังสือมากกว่า แต่พอได้ดูเรื่องนี้ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้เพราะนึกถึงอดีตตอนเรียนมัธยม  แม้จะดูขัดตาเพราะพระเอกของเรื่องจะเป็นนักแสดงชื่อดัง ทว่าเล่นหนังแข็งโป๊กก็ตาม  ส่วนช้างนั้นสิพอหนังจบอารมณ์ร่วมก็ดันไม่จบ พร่ำปากชมไม่หยุด จนก้องที่เริ่มหายกลัวบ้างกล่าวแซว

“ท่าทางช้าง...เอ๊ยอัยจะอินมากนะครับเนี่ย”

“คุณก้องขา คุณก้องรู้ไหมว่า มันตรงกับชีวิตน้องอัยที่สุด” ช้างแทนตัวเองว่าเป็นน้องอัยเสมอยามอยู่ต่อหน้าผู้ชายและยามอยากจะแอ๊บแบ๊ว

“ตรงอย่างไรครับ”

“ก็ตรงที่อัยเคยไปแอบชอบรุ่นพี่อย่างนี้เหมือนกัน โรแมนติ๊ค โรแมนติคแหละค่ะ ในเรื่องพระเอกเป็นนักบอลแต่ของอัย เป็นนักบาส ไปยืนเฝ้าเขาข้างสนามทุกวันเลยค่ะ นึกๆก็อยากเป็นนางเอก คุณก้องว่าอัยจะเป็นนางเอกได้ไหมคะ”

“เอ่อ.....ได้สิครับ อย่างอัยเนี่ย เป็นได้สบายเลย แต่ต้องเป็นหนังแนว โรแมนติคคอมเมดี้ หรือเรียกง่ายๆว่า นางเอกหนังตลก” ก้องอึกอักนิดหน่อยก่อนตอบมายิ้มๆ พูดเอาใจ แม้ในใจจะคิดว่าช้าง เหมาะที่จะเล่นหนังสงครามโบราณที่ต้องขี่ช้างไปรบเช่นเรื่องพระสุริโยทัยหรือพระนเรศวร

“ว้ายจริงเหรอ........น่ารักอ่ะ ดูพูดเข้า ดีจังเลยเป็นนางเอกหนังตลก ยังไงก็เป็นนางเอก แต่น้องอัยน่ะ อยากเป็นนางเอกหนังโป๊มากกว่า รับรองถ้าได้เล่นต้องได้ออสการ์แน่ๆ ”

อีช้างกล่าวตอบกลั้วหัวเราะสายตาหยาดเยิ้มมองไปทางก้องอย่างกับอยากจะให้ชายหนุ่มมาเล่นเป็นพระเอก มือหรือขาหน้าของมันก็เริ่มอยู่ไม่สุข เดินไปก็พยายามเหวี่ยงให้สูงเข้าเผื่อจะได้สัมผัสเป้าของก้องที่เดินตามมาด้านหลัง จนก้องต้องถอยกรูดมาชิดมูน และก็เป็นโอกาสเหมาะที่จะได้โอบเอว และก้องก็โอบเสียแน่น

แต่แล้วเสียงหัวเราะก็ต้องหยุดลงทันใด เมื่อมีเสียงเข้มๆ ดังขึ้นจากทางออกด้านหลัง ทักทายมาเสียดังว่า “อีช้างอย่างมึงน่ะ ไม่ใช่นางเอกหนังตลกหรอก มึงเป็นได้แค่ ตัวตลกเพื่อนนางเอก”

“คุณเต้ย!!!”

อีช้างจากที่ตาเป็นประกายอยู่แล้ว ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นความมันระยับมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อหันไปเห็นว่าใครทักมา และเรียกชื่อเขาอย่างเสียงใสก่อนจะหันไปทักสาวสวยที่ยืนอยู่ข้างๆ “นังเกรซ มาได้ยังไงกันยะ”

หากช้างเป็นตัวตลกเพื่อนนางเอกอย่างที่บอก.... มูนก็คงไม่แคล้วเป็นนางเอก แล้วใครเล่าจะเป็นพระเอกของหนังเรื่องนี้

“หวัดดีคุณนายช้าง หวัดดีมูน .....อ้าวแล้วนั่น ก้องนี่ มาได้อย่างไร” เกรซทักมาเสียงลั่นพอๆกับเสียงแฟนหนุ่มที่ขัดคออีช้างมาก่อนหน้า พร้อมๆกับโผเข้ามาหาก้องที่ยิ้มกว้างยืนอยู่ข้างๆมูน 

ด้วยความที่คนแน่น และรักษาเป้าจากมือช้าง ตำแหน่งและลักษณะการยืนของก้องจึงยังอยู่ในท่าโอบ สายตาคมวาวคู่หนึ่งเริ่มมองมาอย่างคล้ายกับจะหาเรื่อง ความไม่พอใจแสดงออกทางสายตาเด่นชัด ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่า ไม่พอใจเรื่องอะไร ไม่พอใจที่แฟนสาวโผไปหาหนุ่มแปลกหน้า หรือ หนุ่มแปลกหน้ามากับคนที่เชิดหน้าใส่ตน

ไอ้หน้าตี๋.....มึงเป็นใคร!!!

“เกรซ....ไม่เจอกันเสียนาน เป็นไง”

“สบายดี....และก็ดีใจมากที่ได้เจอ แล้วเป็นไงมาไงนี่ รู้สึกว่าโลกจะกลมจัง เกรซว่าเราไปหาอะไรนั่งทานกัน คุยกันดีไหม ไปด้วยกันหมดนี่เลยนะ นะจ๊ะ สองสาว” เกนหลงกล่าวมาอย่างรวดเร็ว และก้องก็ตอบรับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ถามมูนสักนิด

“ได้สิเกรซ แต่มื้อนี้ก้องขอเป็นเจ้ามือนะ”

มูนได้แต่มองหน้าช้างอย่างพูดอะไรไม่ออก โรงหนังในกรุงเทพมีตั้งหลายร้อยหลายพันโรง ไยจะต้องมาเจอ แถมเกรซก็ยังรู้จักกับก้องอีกด้วย ทำไมนะ....ทำไมยิ่งพยายามจะเลี่ยง ก็ยิ่งเจอ ฤาโลกนี้ท่าจะกลมจริงๆ

อาหารน่าทานหลากหลายชนิดตั้งเต็มโต๊ะ  บรรยากาศยามเย็นของร้านอาหารริมน้ำ เคล้าคลอเพลงแจ๊สเบาๆ น่าจะทำให้เจริญอาหาร หากมูนก็ได้แค่แตะนิดๆ และส่วนใหญ่จิ้มแต่ผลไม้ทานมากกว่า เพราะตนจะไม่ทานอาหารหนักหลังหกโมงเย็นเป็นอันขาด ก้องแม้จะรู้ดี แต่ก็คะยั้นคะยอเอาอกเอาใจตักนั่นตักนี่ให้ทานอยู่เรื่อยๆจนเต็มจาน มูนก็ได้แค่ยิ้มขอบคุณแทะๆดมๆ พอเป็นพิธีเพื่อไม่ให้ก้องเสียน้ำใจ และนั่งเงียบฟังเขาคุยกัน หัวเราะรับบทสนทนาบ้าง ทว่าสายตาต้องก้มต่ำ หรือไม่ก็ต้องมองฟ้ามองแม่น้ำโดยตลอด เพราะว่าก้องดันนั่งตรงข้ามกับเกรซส่วนตนต้องนั่งตรงข้ามกับคุณเต้ยของอีช้างมัน ส่วนอีช้างแสลนไปนั่งหัวโต๊ะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นอกจากกินแล้วก็กิน แถมยังผสานเสียงแปร๋นหัวเราะลั่นได้ตลอดเวลา

มูนจะรู้ไหมว่าสายตาที่อยู่ตรงข้ามเริ่มฉายแววขัดใจ และเริ่มจะรุนแรงเกือบเท่าๆกับวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยิ่งเวลาที่ก้องตักอาหารให้สายตาคู่นั้นยิ่งกร้าว แต่ก็แปรเปลี่ยนกลับเป็นปกติได้รวดเร็ว ยามที่ตักอาหารเอาใจเกนหลงบ้าง

“เกรซจ๋า....ทานเยอะๆนะครับ”

“เต้ยอ่ะ ตักให้แต่เนื้อติดมัน เดี๋ยวเกรซก็อ้วนกันพอดี”

“ตัวนิดเดียวไม่อ้วนเท่าไรหรอก นะๆ ทานเยอะๆ ถึงเกรซจะอ้วนยังไงเต้ยก็รัก” เต้ยพูดจบก็หอมเกรซไปเสียฟอดใหญ่ เหมือนจงใจจะแกล้งทำเย้ยใครซึ่งก็ได้ผล....แต่ดั๊นผิดคน

“ต๊ายยยยยยยย คุณเต้ย น้องอัยไม่ยอมนะคะ ทำอย่างนี้ต่อหน้า น้องอัยได้อย่างไร มาจูบน้องอัยบ้างเลย”

“น้องอัยยื่นหน้ามาสิครับ พี่เต้ยจะได้เอาส้นเท้าประทับให้” เต้ยหันไปด่าช้างแล้วก็เหมือนจะคิดอะไรได้จึงหันไปถามเกรซว่า “ เอ...เกรซจ๋า  หรือว่าเต้ยจะหอมแก้มอีน้องอัยมันสักที คงไม่เป็นไรหรอกเนอะ ไหนๆมันก็ ใจง่าย ยอมให้จูบ ก่อนหน้านี้ ก็จูบทิ้ง จูบขว้าง มาเสียหลายคนทำให้ค้างมาก็เยอะ เกรซคงไม่ว่านะจ๊ะ”

เกนหลงได้แต่หัวเราะซัดแฟนหนุ่มไปด้วยความเอ็นดู มิสนใจในถ้อยคำเมื่อครู่ หากแต่มันเข้าหูมูนเต็มๆ และคราวนี้ก็ได้ผล ตาสีน้ำตาลที่ตลอดที่เจอกันวันนี้ ไม่มีแม้แต่จะชายตาแล กลับเงยขึ้นมาพร้อมรอยรื้นใสๆ หากก็เป็นเพียงแว่บเดียว... แว่บเดียวเท่านั้น

เต้ย ทำไมจะมิเห็น
เต้ย ทำไมจะมิรู้ว่าเป็นเช่นไร
เต้ย ทำไมจะมิรู้สึกเจ็บแปลบใจ
เต้ย ทำไมจะมิห่วงใยเมื่อน้ำตาใครไหลออกมา

‘ไม่จริง.....เราไม่ได้คิดอะไร’ เต้ยคิดในใจเช่นนั้น แต่พอเห็นอีกฝ่ายหันหน้าหลบสายตามองไปทางอื่นและที่สำคัญหันไปยิ้มให้กับไอ้หน้าตี๋ ก็ทำให้งุ่นง่านพิกล ทีเขาแค่จูบนิดจูบหน่อย ก็ทำเป็นสะบัดสะบิ้งเรียกน้ำตา ทำมาเป็นโกรธ  จึงอดไม่ได้ที่จะหลุดปาก

“สงสัยวันนั้นคงจัดให้ยังไม่ถึงใจ เลยต้องหาคนอื่นมาดับกระหาย ”

ประโยคลอยๆ ที่มีคนเข้าใจความหมายกันเพียงแค่สองคน ยิ่งพูดยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่อยากจะไยดี

มูนอยากจะลุกหนีแต่ก็ทำไม่ได้ อยากจะเอาน้ำในแก้วสาดหน้า ก็กลัวคนอื่นจะรู้จึงได้แต่นิ่งและก็ทน เก็บความเจ็บใจไว้ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง และโชคดีที่ไม่มีใครสนใจในประโยคพล่อยๆเมื่อกี้

เมื่ออารมณ์สงบจึงได้มีสตินั่งฟังเกรซกับก้องคุยกันจนรู้ว่าทั้งสองเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและค่อนข้างสนิทกันมาก ส่วนก้องก็รู้สึกแปลกใจในความบังเอิญไม่ได้ ที่รู้ว่ามูนเป็นเพื่อนกับเกรซสมัยเรียนมัธยมและยังเรียนโยคะกับมูนด้วยกันอีก

“แหม ก้อง เดี๋ยวนี้เปิดตัวแล้วนะ” สายตาของเกรซมองก้องมาอย่างยิ้มๆ อดไม่ได้ที่จะแซว ทั้งๆที่รู้อยู่ว่า ก้องเปิดมานานแล้ว และที่บ้านก้องก็รับได้ ซึ่งนับว่าโชคดี

“ก้องก็ไม่ได้ปิดอะไรตั้งแต่แรกนี่นา ตอนเรียนก้องออกจะเปิดเผย”

“จ้า...ถึงได้เปลี่ยนไม่ซ้ำหน้า นี่บอกไว้ก่อนเลยนะก้อง ว่ามูนเขาเป็นคนดี อย่าทำให้เขาเสียใจ หากทำเพื่อนเกรซเจ็บน่าดู” เกรซชี้หน้ากล่าวคาดโทษก้องเอาไว้ แล้วหันมาคุยกับมูนว่า “ว่าแต่มูน เห๊อะ.....เสน่ห์แรงไม่ใช่ย่อย มัดใจนายก้องได้นี่ไม่เบาเลยนะ”

ก้องยิ้มจนหน้าแดง ส่วนมูนรีบเงยหน้ามาจะอ้าปากปฏิเสธ ว่ามันไม่ใช่อย่างที่เกรซคิด หากแต่เสียงห้าวๆของคนที่ตนไม่อยากจะมองหน้า ก็ดันแทรกเข้ามาอีกว่า

“ก็ทำเป็นเรียบร้อย ไปงั้นแหละเกรซ จริงๆแล้ว ใครจะรู้ เวลาอยู่กับผู้ชายสองต่อสองอาจจะไม่ใช่อย่างที่เห็น”

มูนมิกล่าวตอบอันใด  คิดเสียว่า เป็นเสียงหมาเห่าใบตองแห้ง เกนหลงซัดเต้ยไปเสียหนึ่งทีโทษฐานที่ปากเสีย แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องคุยว่า

 “ มูนอาทิตย์นี้เกรซไม่เบี้ยวแล้วนะ....เกรซสัญญา เออว่าจะถามก็ลืม คลาสที่แล้วเป็นไงกันบ้างนักเรียนดื้อไหม เห็นแต่นักเรียนมาเล่าให้ฟังว่า หายปวดหลัง”

มูนนิ่งมิรู้จะตอบไปว่าอย่างไร ว่าไอ้ที่หายปวดหลัง มันไม่ใช่เพราะท่าโยคะเป็นเพราะตนนวดให้ต่างหาก แสดงว่านายปีศาจร้ายนี่ยังไม่ได้บอกอะไรกับเกนหลง แล้วตนควรจะบอกเรื่องทั้งหมดดีไหม เหอะ....แต่อย่างที่เคยคิด บอกไปก็คงเชื่อกันหรอก มูนจึงต้องถอนหายใจ ก่อนตัดสินใจตอบไปว่า

“ก็โอเค....เออเกรซ พอดีเรามีเรื่องอยากจะบอกว่า เราอาจจะสอนเกรซได้แค่เดือนเดียว”

“อ้าวทำไมล่ะ” เกนหลงถามขึ้นทันใด

“พอดีอาจจะมีงานด่วน ที่สตูดิโอส่งมาให้น่ะ อาจต้องไปสอนที่อื่น แต่ถ้าเกรซยังอยากเรียน เดี๋ยวมูนหาคนแทนให้ เพื่อนมูนที่เป็นครูสอนเก่งๆมีเยอะ ”

“แต่เกรซอยากเรียนกับมูน”

“ช่างเขาเหอะเกรซ.....ถ้าเขาไม่อยากสอนก็ปล่อยเขาไป ไม่เห็นต้องง้อ” 

เต้ยพูดขัดขึ้นพร้อมกับตักอาหารให้เกนหลง ทำทีท่าเอาใจ ดุจว่าจะให้คนที่นั่งตรงข้ามสนใจมามองตนอีก แต่ก็ผิดคาด เพราะสายตาสีน้ำตาล มิได้สนใจจะหันกลับมองมาอีกเลยด้วยซ้ำ หากแต่พอก้องตักต้มยำร้อนๆใส่ถ้วยเล็กๆให้มูนพร้อมคอยพะเน้าพะนอ  มันกลับทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะมอง ในใจของเต้ยเริ่มคิดไปอีกอย่างกับที่พูด เพราะมันกำลังบอกว่า

‘ฉันจะไม่มีทางยอม ....นายจะเลิกสอนได้ต่อเมื่อฉันพอใจแล้วเท่านั้น’

“เฉยๆ เหอะเต้ย” เกรซปรามเต้ยขึ้น ก่อนจะหันไปคุยกับมูนต่อว่า “มูนมีอะไร ไม่สะดวกใจหรือเปล่า บอกเกรซเหอะ เต้ยแกล้งอะไรมูนใช่ไหม”

“เต้ยยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะเกรซ” เต้ยค้านขึ้น

“ปะ...เปล่า วสุเขาไม่ได้ทำอะไรเรา เราว่า เดี๋ยวเราค่อยคุยกันดีกว่าไหม รอให้ทางสตูดิโอเขาแจ้งอีกที อาจจะได้สอนเหมือนเดิมก็ได้” มูนตัดบทเปลี่ยนเรื่อง เพราะขี้เกียจถูกเกนหลงซักไซ้และอีกอย่างตนก็ยังไม่ได้เตรียมทางหนีทีไล่ดีๆไว้ด้วย นึกๆไป ก็ต้องขอบคุณก้องที่ไม่พูดเรื่องที่เคยคุยกันเมื่อวันก่อนที่จะให้ไปสอนที่รีสอร์ทวันอาทิตย์ทั้งวัน ไม่งั้นก็คงจะมองหน้ากับเกนหลงไม่ติด

เมื่อเรื่องเรียนโยคะยุติ เรื่องเก่าๆหลายๆเรื่องในระหว่างเรียนก็ถูกหยิบยกมาคุยแทนที่ ซึ่งช้างก็เป็นตัวชูโรงตลอด บางเรื่องเต้ยก็ต้องเผลอยิ้มเพราะมีตนเข้าไปพัวพันด้วย โดยเฉพาะเรื่องพี่อั๋น

“นี่คุณนายช้าง ว่าจะถามตั้งหลายหน ตกลงได้กับพี่อั๋นหรือเปล่า” เกรซถามขึ้นตรงๆ และอีช้างก็ไม่อายที่จะตอบ

“ได้อะไรกันล่ะยะ ขนสักเส้นแทบจะไม่ได้สัมผัส โชคยังดีนะ ที่เคยแอบดูพี่เขาอาบน้ำมาบ้าง.....พี่อั๋นน่ะ เขาชอบอีสาวชาววังนี่” อีช้างบุ้ยปากมาทางสาวชาววังที่นั่งเงียบมีเพียงรอยยิ้มน้อยๆ

“อ้าวแล้วที่พี่อั๋นนัดเจอล่ะ คืนวันเลี้ยงอำลารุ่นพี่มอหกน่ะ เห็นช้างคุยทั่วโรงเรียนว่าพี่อั๋นส่งเพลงยาวสารภาพความในใจ”

“อันนี้ก็ต้องถามแฟนหร่อนแล้วล่ะนังเกรซ” อีช้างทำตาปะหลับปะเหลือกค้อนขวับไปทางเต้ยซึ่งเต้ยก็สวนมาว่า

“เกี่ยวอะไรกับกู อีช้าง พูดดีๆนะโว้ย”

เต้ยปฏิเสธไปอย่างนั้น แต่ทำไมตนจะไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป เพราะมีอยู่วันหนึ่งพี่อั๋นมาสารภาพกับตนตรงๆว่า เขาชอบผู้ชายด้วยกัน ซึ่งทำให้เต้ย แทบจะเบ้หน้าหนี แต่ติดที่ว่าพี่อั๋นเป็นคนคอยถ่ายทอดเทคนิคการเล่นบาสเก็ตบอลให้จนตนเป็นดาวประจำทีมจึงทำอย่างนั้นไม่ได้ และพี่อั๋นก็ขอให้ตนช่วยทำงานให้สิ่งหนึ่งโดยบอกว่า

“ไอ้เต้ย พี่ชอบน้องมูนว่ะ ฝากเอาจดหมายฉบับนี้ให้น้องมูนที”

“ทำไมพี่ไม่เอาไปให้มันเอง มันเกลียดเต้ยจะตาย”

“เขินโว้ย.... นายเรียนห้องเดียวกับน้องเขานี่ฝากให้หน่อย เอาให้ถึงมือล่ะ มันสำคัญมาก”

เต้ยจึงจำเป็นต้องรับจดหมายฉบับนั้นมา พร้อมกับความรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่าง  จนทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ว่าความไม่พอใจวันนั้นมันเกิดจากอะไร แต่ที่แน่ๆ รู้แต่ว่าต้อง ‘ขัดขวาง’ ยิ่งตอนแอบแกะจดหมายอ่าน อ่านแล้วก็อยากจะขยำทิ้ง ด้วยความรู้สึกอันบอกไม่ถูก จึงได้ทำตัวเป็นฤาษีแปลงสานส์ ในจดหมาย โดยการเปลี่ยนชื่อจาก ‘มูน’ เปลี่ยนเป็น ‘ช้าง’ คัดลอกเสียใหม่ว่า

“หลงรักช้างมาตั้งแต่อยู่มอต้น
มาจวบจนอยู่มอปลายได้ใฝ่ฝัน
เห็นน้องช้างยิ้มให้ดีใจพลัน
จะจากกันวันนี้ใจขาดรอน

พี่อยากบอกความในใจกับน้องนัก
ว่าพี่รักหวังเคียงคู่สโมสร
อยากเชยชิดแนบเนื้อและกอดนอน
อยากวิงวอนให้น้องช้างรักพี่เอย

จาก

พี่อั๋น กัปตันทีมบาสเก็ตบอลชายประจำโรงเรียน ม.๖/๑
ปล.มาหาพี่ที่สยามหน้าลิโดตอนหกโมงเย็นวันนี้ได้ไหมครับแล้วพี่จะพาเข้างานเลี้ยงอำลาด้วยกัน พ่อพี่เพิ่งซื้อรถให้เป็นของขวัญที่พี่สอบโควตาเข้าจุฬาฯได้ อยากให้น้องช้างมานั่งเป็นตุ๊กตาคนแรก”

และแล้วเต้ยก็เอามาโยนให้ที่ฝ่ายใน บอกสั้นๆแต่เพียงว่า “อีช้างของมึง”

ช้างรีบแกะอ่านทันใด พออ่านจบเท่านั้นแหละ นังคชสารก็แผดเสียงแปร๋นด้วยความดีใจลั่นฝ่ายใน แหกปากป่าวประกาศไปทั่ว เพราะมันเองก็หมายมั่นจะกินพี่อั๋นมานานแล้ว จนต้องรีบลาครึ่งวันอ้างครูว่าป่วยแต่ดันไปทำสวยมาแทน และวันนั้นทุกๆสายตาก็จับจ้องอยู่ที่ประตูทางเข้างาน ซึ่งทุกคนอยากดูว่าพี่อั๋นจะพาช้างเข้างานมาจริงหรือไม่ และเมื่อรถพี่อั๋นเข้ามา เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็บังเกิดขึ้นพร้อมๆกันดังลั่น ไม่รู้ว่าทุกคนในที่นั้น โล่งใจและเห็นด้วยกับที่พี่อั๋นไม่เอาช้างมา หรือ เสียดายที่ช้างไม่ได้กับพี่อั๋น ก็ไม่มีใครรู้   แต่ที่ทุกคนเห็นก็คือ วันนั้นพี่อั๋นโมโหมากแถมยังตามหาตัวเต้ยให้ควั่กตะโกนลั่น

 “ไอ้เต้ย มึงอยู่ไหน กูจะฆ่ามึง”

ช้างยังจำเพลงยาวสองบทนั้นได้ดี จึงทบทวนกลางโต๊ะอาหารอีกครั้ง แล้วก็แฉมาเสียเองว่า  “ก็คุณเต้ยนั่นแหละ แอบเปลี่ยนข้อความในจดหมาย ถึงว่าตอนที่อัยไปหาพี่อั๋น พี่เขาทำหน้าเหมือนเห็นผี กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกันนะคะ โอ๊ยนานเชียว  นึกๆเรื่องนี้ทีไรก็โมโห”

“เดี๋ยวๆ ช้างอย่าเพิ่งโมโห แล้วสรุปว่า ลงเอยกันอย่างไร พี่อั๋นก็ทิ้งช้างไว้ที่ลิโดเหรอ” เกรซถามพยายามกลั้นหัวเราะแทบน้ำตาไหล

“เขาก็พามาด้วยแหละ”

“อ้าวแล้วยังไงกันทำไมไม่เห็น”

“ก็พี่อั๋นให้เดี๊ยนนั่งกับพื้นรถ แถมยังให้นั่งก้มหัวมาตลอดทางเพราะกลัวคนเห็น” อีช้างพูดความจริงมาอย่างอุบอิบ แม้จะเบาแสนเบา ก็เรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกๆคน แล้วนางคชสารก็หันไปหาคุณเต้ยแผดเสียงว่า “ นึกๆแล้วก็เจ็บใจ คุณเต้ยนะ คุณเต้ย ทำน้องอัยได้”

“ไหนว่าวันนั้นช้างมาแท็กซี่” มูนที่นั่งหัวเราะไม่หยุดถามขึ้นบ้าง

“กูโกหก กูอาย....ว่าแต่คุณเต้ย เหอะ ทำอย่างนั้นทำไม น้องอัยว่าจะถามหลายทีแล้ว”

เสียงหัวเราะสงบลงสายตาทุกคู่หันมามองเต้ย เออ...ใช่สิเต้ยทำอย่างนั้นทำไม แต่ยกเว้นมูนที่ตั้งใจจะทำให้ได้อย่างปากว่าคือ ไม่มีแม้แต่จะชายตาแล เต้ยเองเมื่อโดนรุมจ้องก็ได้แต่อึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบไปว่า

“พอดีไม่ใช่คิวปิดว่ะ แต่เป็นซาตาน เลยไม่อยากจะสนับสนุน” เต้ยยักไหล่ตอบอย่างไม่ยี่หระ แล้วหันไปบอกกับเกรซก่อนลุกพรวดไปทันที “ ไปสูบบุหรี่ข้างนอกนะครับ เดี๋ยวมา”

เกรซไม่สงสัยอันใดในคำตอบ เพราะรู้ดีว่าเต้ยเป็นอย่างไร มีแต่ช้างเท่านั้นที่มองตามด้วยสายตาแปลกๆ ส่วนมูนก็ได้แต่ทำหน้านิ่งๆ  ไม่สนใจในคำพูด

เต้ยเมื่อลุกออกมาแล้ว พอหันกลับไปเห็นไอ้ตี๋เวรคอยอี๋อ๋อ และไอ้เจ้าของใบหน้าเชิดๆกลับยิ้มตอบรับไมตรีของมัน  ยิ่งทำให้รู้สึกร้อนๆในอก ใครจะรู้ ใครจะเข้าใจเขาบ้างว่า ความรู้สึกที่พี่อั๋นฝากจดหมายมาให้วันนั้น มันกำลังเป็นความรู้สึกเดียวกันกับวันนี้....ตอนนี้

เมื่อซาตานลุกไปแล้ว มูนจึงหายใจได้โล่งขึ้น เหลือบดูนาฬิกาก็เกือบสองทุ่มแล้ว จึงนึกได้ว่าควรจะโทร.ไปบอกที่บ้านว่าจะกลับดึกและก็เพิ่งรู้ตัวว่าบีบีไม่ได้อยู่กับตัว น่าจะลืมไว้ที่รถก้องจึงขอยืมกุญแจรถไปไขดูซึ่งก้องก็ไม่ขัด แถมยังจะลุกตามไปด้วย แต่มูนบอกให้นั่งคุยเป็นเพื่อนเกรซกับช้าง เพราะไปแป๊บเดียว

น่าแปลกที่ร้านอาหารขึ้นชื่อกลับปล่อยให้ลานจอดรถมีไฟเพียงแค่สลัวๆ เด็กดูรถก็นั่งดูอย่างเดียวมิฉายไฟอันใดให้ มูนจึงต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะโจรสามารถมาได้ในทุกรูปแบบ เมื่อเดินมาถึงรถก็พบว่าแบล็คเบอร์รี่อยู่ในรถของก้องจริงๆ อย่างที่คาด และเมื่อจัดการธุระโทรบอกที่บ้านเรียบร้อยล็อครถสนิทแน่น ตั้งใจจะเดินกลับ มูนก็รู้สึกถึงแรงกระชากรุนแรง จนตัวปลิวอีกทั้งแรงกดทับที่ดันร่างตนเข้าไปในพุ่มไม้ ที่กั้นเป็นรั้ว ซึ่งพอถลำเข้าไปมันก็สามารถปกปิดบังตาคนอื่นได้อย่างดี แถมไฟยังสาดมาไม่ถึง เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ในความรู้สึกแรก คือ ตนกำลังโดนมิจฉาชีพชิงทรัพย์ หากแต่น้ำเสียงที่กล่าวออกมาอย่างยียวนนั้นน่ะสิ มันไม่ใช่การปล้นหรือดักจี้ธรรมดาซะแล้ว

“ไอ้ตี๋นั่น ผัวเหรอ......หาได้ดีนี่ สงสัยวันก่อนที่ทำให้ค้าง คงมีไอ้หมอนี่ จัดยาแก้ให้แล้วล่ะสิ โดนไปกี่เข็มล่ะ”
************
รบกวนติดตามต่อบทที่๖ นะคะ
อ้างอิง *,**,*** นำมาจากเพลงรสตาล ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยสุรพล โทณวนิก

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๖ หึง หอม โหยหา

ภายใต้ความมืดมิดในพุ่มไม้ หากแสงสว่างที่อยู่ไกลๆจากไฟถนนยังพอให้มองเห็นเค้าโครงหน้าของคนพูด ใบหน้าขาวคิ้วเข้มริมฝีปากหยักงาม เป็นส่วนผสมอันลงตัวที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน่ามองแม้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ชายตาแล แต่ด้วยการฉุดกระชากอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงต้องจ้องเพื่อจะให้รู้ว่าใครและเมื่อเห็นแล้วก็ไม่สามารถเบือนหน้าหนีไปได้อีกเพราะฝ่ามือแข็งแรงบีบคางค้างไว้แน่นเช่นเคยและใบหน้าของเขานั้น บัดนี้ลอยห่างอยู่เพียงแค่คืบ

“หยาบคาย มันเรื่องของเรา....ปะ ปล่อย” เสียงนุ่มๆ สั่นพร่าร้องขึ้น แม้จะรู้แล้วว่าไม่ใช่โจรแต่ก็อดประหวั่นพรั่นพรึงไม่ได้ เพราะผู้ชายคนนี้ น่ากลัวเสียยิ่งกว่าโจร

“ไม่ปล่อย” เต้ยขึ้นเสียงกร้าวอย่างเคยพร้อมกับกระชับแขนแข็งแรงข้างที่เหลือกอดรัดแน่นขึ้นไปอีก อารมณ์พลุ่งพล่าน ยากอธิบาย ถ่ายทอดพรั่งพรูออกมาเป็นคำพูดโดยไม่ขาดตอนว่า

“ทำไม มันกระหายนักหรือไง ชีวิตนี้ขาดผู้ชายไม่ได้เลยใช่ไหม เหอะ ทำเป็นนิ่งๆ เชิดๆ ที่แท้มันก็ซ่อนความร่านเอาไว้นี่เอง ตอนเรียนให้ท่าไอ้พี่อั๋นยังไม่พอ โตมาก็ไปหากินกับอีช้างตามห้องน้ำห้าง แล้ววันนี้ยังมีไอ้ตี๋นรกนั่นมาอีก เอาสิ....เอาฉันไปอีกคน ฉันจะยอมเล่นด้วย ฉีดให้สักเข็มสองเข็มเอาบุญก็ได้ เผื่อมันจะช่วยสยบอารมณ์เปลี่ยวของนายที่คั่งค้าง”

“อย่าให้มันต่ำทรามนักวสุ....ถึงเราจะร่านยังไง เราก็จะไม่มีวันยุ่งกับคนอย่างนาย เราไม่อัตคัดขัดสนจนต้องลดตัวลงให้ต่ำ ปล่อยเราได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะร้องให้คนมาที่นี่ และเราจะฟ้องเกรซถึงความหยาบคายของนาย” 

มูนแม้จะร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ชาวาบเหมือนโดนตบหากยังสามารถฝืนเสียงโต้ตอบไปได้  มือน้อยๆที่ตกลงข้างลำตัวเริ่มกำเป็นหมัดแน่น ชกสะเปะสะปะ พยายามจะเบี่ยงกายออก อยากจะซัดไปที่หน้าสักทีแต่ก็ทำไม่ได้ การนับหนึ่งถึงสิบในใจที่เคยช่วยให้คลายความโมโหตอนนี้ไร้ประโยชน์ คำพูดร้ายกาจที่กระแทกเข้าหัวใจเต็มๆ มันทำให้รู้สึกร้าวไปทั้งตัว......แต่ครั้งนี้จะไม่มีทางเสียน้ำตา 

“แล้วไอ้ตี๋นั่น มันสูงส่งนักสิ ” เสียงห้าวๆกึ่งกร้าวกึ่งตะคอกยังคงมีไม่หยุดหย่อน “เอาเล้ย...อยากฟ้อง ฟ้องเลย อยากรู้เหมือนกันว่าเกรซจะเชื่อใคร”

“อย่าท้าเราและอย่าดึงคุณก้องเข้ามาเกี่ยว”

“คำก็คุณก้อง สองคำก็คุณก้อง อยากจะรู้นักว่าไอ้เกย์ตี๋นั่นมันมีอะไรดีนักหนา มันจะสู้ผู้ชายต่ำๆอย่างฉันที่นายเคยเชิดหน้าใส่มาตลอดได้ไหม อย่าลืมนะว่าไอ้ผู้ชายคนนี้แหละที่ทำให้คนสูงส่งหน้าเชิดครางกระเส่าอ่อนปวกเปียกไปทั้งตัวมาแล้ว แต่ถ้าจำไม่ได้ ฉันยินดีทบทวนความจำให้ ”

เต้ยยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก ใกล้จนเท่ากับวันที่เรียนโยคะ มูนเริ่มใจสั่น เลือดในกายวิ่งพล่าน เพราะกริยาอาการแบบนี้แหละเป็นการตั้งท่านำไปสู่สัมผัสที่เคยทำให้ตนอ่อนระทวยจนเขาด่าใส่หน้ามาว่า “ร่าน ใจง่าย”

ตั้งใจไว้แล้วจะไม่มีแม้แต่ชายตาแล และวันนี้ก็ทำได้เกือบตลอด แม้จะถูกกระทบกระเทียบด้วยคำพูด แต่ทำไมตอนนี้ เพียงแค่นายปีศาจร้ายยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ไยเผลอไผลจับจ้อง ฤาว่าเราจะร่านและใจง่ายจริงๆ ไหนว่าไม่ได้พิศวาส จะทำอย่างนี้ทำไมอีก ครั้งที่แล้วก็น่าจะสะใจเพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ

จูบ อย่าคิดว่าไม่สำคัญ
จูบเบาเบาเท่านั้นยังทำฉันสั่นจนฟ้าสะเทือน
คุณเป็นคนจูบ อย่าลืม อย่าเลือน
รักไม่จริงก็อย่ามาเฉือน หัวใจฉันด้วยจูบเลย*

“ชะ...ช่วย....ดะ....ด้วย ”

เสียงร้องขอความช่วยเหลือ ดังขึ้นได้แค่นั้น และมีอันต้องเงียบกริบเหลือเพียงเสียงอู้อี้ในลำคอเช่นคราวที่แล้ว เพราะริมฝีปากถูกปีศาจร้ายประกบลงมาอย่างรวดเร็ว แม้มูนจะรู้และเตรียมใจอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่ตาสีน้ำตาลใสดั่งกวางตัวน้อยจะเบิกโพลง แรงทั้งหมดที่มีใช้ขัดขืนดึงดันอีกครั้ง ประวัติศาสตร์น่าละอายจะไม่มีทางซ้ำสอง ทว่ามีฤา ที่อำนาจสะกดจากสายตาคมกล้าดั่งพญาราชสีห์แลอ้อมกอดที่รุนแรงใช้ต่างกรงเล็บที่ตะครุบไว้มั่น จะปล่อยให้เหยื่อตัวน้อยหลุดรอด
 
ไม่ใช่ว่าจะไม่สู้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ขัดขืน ............แต่แรงที่มีอยู่ทั้งหมดมันสู้แรงเขาไม่ได้ !!!

ริมฝีปากต่างคมเขี้ยว เมื่อหนำใจกับการบดขยี้จนริมฝีปากอีกฝ่ายแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ก็เปลี่ยนเป้าหมายชอนไชไปทั่วใบหน้า และไล่เรื่อยลงซอกซอนทั่วใบหู มูนเริ่มรู้สึกว่าหมดแรงที่จะยืนหยัดขัดขืนเมื่อติ่งหูถูกขบเบาๆ ลำคอระหงเหลืองลออก็ไม่เว้นที่จะถูกสัมผัสโลมเลีย ผ้าคลุมไหล่สีเขียวสดที่คลุมอยู่ถูกเขากระชากหลุดไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อผิวบริเวณลำคอถูกเขาดูดและเม้มด้วยวิธีการช่ำชอง

 “หอม....หอมจัง”

หอมเอยเชยชื่นชวน กลิ่นเจ้าเย้ายวนเหมือนชวนให้ชมร่ำไป
สวยเอยเชยชื่นใจ ยั่วยวนฤทัยใครใครเขาใคร่ชิดชม**


เสียงอู้อี้ของเต้ยดังหลุดรอดออกจากปากที่ทำงานเป็นระวิงอยู่เป็นระยะๆ  ยามที่ปลายจมูกโด่งฟอนฟัดทั่วซอกคอ น้ำปรุงกลิ่นมะลิหอมถูกสูดเข้าจนเต็มปอด หากเต้ยยังมีความรู้สึกว่าสูดเท่าไรก็ยังไม่หนำใจ ไม่เต็มอิ่ม จวบจนรู้ตัวเองว่าความรุ่มร้อนในอกที่อัดแน่นเมื่อครู่ก่อนเดินออกมา มันเหือดหายไปหมดสิ้นแล้ว จึงค่อยๆถอนริมฝีปากออกอย่างแผ่วเบาก่อนที่อารมณ์บางอารมณ์จะสะกดไว้ไม่อยู่

จูบครั้งนี้ ยาวนานกว่าครั้งที่แล้ว แลร้อนแรงเกินเท่าตัว ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา คือในทุกๆสัมผัสนั้นแฝงไว้ด้วยความตั้งใจ อย่างไม่เคยเป็น......เมื่อจูบนั้นเสร็จสิ้น ตาทั้งคู่จึงสอดประสานแม้จะมองเห็นประกายกันไม่ถนัดในความมืด หากมูนก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความคมวาวที่ซ่อนอยู่ เสียงน้อยๆ เผลอหลุดถามออกไป

“จะด่าเราว่าร่าน และใจง่ายอีกใช่ไหม ที่ยอมให้นายจูบถึงสองครั้งสองครา”

ริมฝีปากที่เคยเปรียบว่าเวลาจูบนั้นหวานเสียยิ่งกว่าหวาน ร้อนเสียยิ่งไฟ หากเวลาพูดคมกริบดุจมีดกรีดหัวใจขาดวิ่น เริ่มขยับและเตรียมจะเชือดเฉือนอีกครั้ง ทว่ามันก็เป็นแค่ในความคิดของมูนเท่านั้น เพราะเสียงที่เคยกร้าว กลับเรียบนิ่งกังวานผิดคาดอย่างไม่เคยเป็น ต่างกับเสียงเมื่อครู่อย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือ

“จูบครั้งนี้ไม่ใช่จูบที่อยากจะเอาชนะ แต่เป็นจูบที่อยากให้จำ จะได้นำเอาไปใช้เปรียบเทียบ ว่าพอจะสู้ของไอ้ตี๋ได้ไหม” เต้ยพูดขึ้นพร้อมๆกับเลื่อนมือที่บีบคางเปลี่ยนเป็นไล้ใบหน้ามูนอย่างแผ่วเบา ยอมรับว่าไม่ชอบการเปรียบเทียบทว่าครั้งนี้ ไม่รู้ทำไม ถึงอยากให้อีกฝ่าย ต้องจดจำแล้วนำไปเทียบ

“โกรธเกลียดอะไรเต้ยนักหนาและบอกได้ไหม ว่าไอ้ตี๋นั่นมันมีดีอะไร ถึงได้ไปสนใจมัน”เสียงเรียบนิ่งกังวาน อ่อนลงไปอีกอย่างไม่เคยได้ยิน

นี่คงจะเป็นครั้งแรกในชีวิตละมังตลอดเวลาเกือบสิบปีที่เจอ ที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้ น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยเชิงตัดพ้อนิดๆ ชวนให้ใจอ่อน ใช้ชื่อตัวเองแทนสรรพนามทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็น กู หรือ ฉัน พอได้ฟังมันก็ทำให้มูนตะลึงอึกอักตอบอะไรต่อไปไม่ถูก.... จึงทำให้มูนได้แต่นิ่ง นิ่งจน คนอารมณ์ร้อน ‘ร้อนใจ’ และไม่เข้าใจ เปลี่ยนเสียงกลับกลายเป็นกร้าวอีกคำรบ

“ทำไมถึงเงียบ ตอบมา ไอ้ตี๋นั่นข้อดีมันเยอะจนจาระไนไม่หวาดไม่ไหวใช่ไหม หรือว่า เกลียดฉันจนสาธยายออกมาไม่หมด ตอบมาสิ”

อาการตะลึงห่างหายทันที คราวนี้มูนสติกลับคืนจึงขึ้นเสียงตะโกนกลับไปบ้าง “วสุนายเป็นบ้าอะไรของนาย เดี๋ยวตะคอกดูถูกเหยียดหยามเราสารพัด เดี๋ยวพูดดี เราตามอารมณ์นายไม่ถูก นายนั่นแหละ โกรธเกลียดอะไรเรานักหนา เคยมีสักครั้งไหม ที่เราเจอหน้านายแล้วนายจะไม่ทำให้เราเสียใจ นายต้องการอะไรกันแน่ ถึงมาทำกับเราอย่างนี้ ”

“เอ่อ....”

ครานี้เต้ยเองที่ต้องตกอยู่ในภาวะเงียบงัน เขาเองก็ตอบคำถามของมูนไม่ได้ ใช่สิ เขาต้องการอะไร ความรู้สึกรุ่มร้อนในอกวันนี้มันคืออะไร ซึ่งเขาก็ตัวเองตอบไม่ถูก รู้แต่ว่ามันเคยเกิดขึ้นเหมือนเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว  ยามที่ไอ้พี่อั๋นให้เป็นพ่อสื่อ และครั้งนี้ก็รุนแรงยิ่งกว่าคราวนั้นมากนัก และก็เพราะชื่อไอ้พี่อั๋นนี่แหละ  ที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จนนำไปสู่จูบอันร้อนแรงดั่งไฟ ในชั่วโมงเรียนโยคะวันนั้น

กาลเวลาที่ผันผ่าน  มิอาจดับไฟอารมณ์ลงได้เลยสักนิดเดียว

หึง เหรอ...... ‘ไม่จริง’  ถ้าหึงก็ต้องแปลว่ารัก ..... แล้วเขารักมันเหรอ ‘ไม่มีทาง’ แล้วสเตตัสที่ลงไว้ในเฟซบุ๊กเล่าที่ว่า
‘พี่นี้มิอาจหัก   รักเจ้าจันทร์นานแล้วเอย’  เขาหมายถึงใคร ถ้าไม่ใช่คนที่ชื่อแปลว่าพระจันทร์ !!!  “เป็นไปไม่ได้”

“นายต่างหาก ควรจะหาคำตอบให้กับตัวเอง ก่อนจะมาถามเรา”

“ฉันถามนาย ไม่ใช่ให้นายมาย้อนถามฉัน ตอบมาก่อนสิ”

เต้ยเมื่อจนมุมหาคำตอบไม่ถูกจึงทำตัวสมดั่งคำกล่าวหาเปลี่ยนอารมณ์เป็นรุนแรงรวดเร็ว มือและแขนที่โลมไล้อย่างเบามือหวนกลับมาขย้ำบนต้นแขนมูนเสียแน่น จนมูนต้องร้อง และเต้ยก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย

“เราเจ็บนะวสุ”

“ก็ตอบมาซะทีสิ ตอบมา”

แล้วบทสนทนาและการยื้อยุดฉุดกระชากที่ดำเนินอยู่ก็ต้องหยุดลงกลางคัน เมื่อเด็กดูรถที่ไม่เคยสนใจไยดีจะดูทางส่องไฟอะไรให้แต่แรกกลับถือไฟฉายสาดมาตรงพุ่มไม้ที่ทั้งสองยืนอยู่ แถมยังเดินเข้ามาใกล้  และคาดว่ามันคงจะเห็นว่าเกิดอะไรบ้างแล้วกระมัง จึงตะโกนเข้ามา

“นั่นใครไปทำอะไรกันอยู่ในนั้น ตรงนี้ไม่ใช่ที่พลอดรักนะครับ”

เต้ยปล่อยร่างมูนพลัน เมื่อแสงไฟฉายส่องเข้ามากระทบ มูนถือโอกาสหยิบผ้าคลุมไหล่ที่ตกอยู่พร้อมกับวิ่งหลุนๆออกไป แต่เต้ยก็ไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดรอด จึงวิ่งตามคว้าแขนเอาไว้ หากไม่กล้าทำอะไรมากเพราะสายตาของเด็กดูรถและแสงไฟฉายสาดกราดตามมา ท้ายสุดเมื่อสภาพแวดล้อมไม่อำนวยจะให้ทำเหมือนในพุ่มไม้ เต้ยจำต้องปล่อยให้มูนเป็นอิสระ

“โธ่โว้ย”

มูนเมื่อหลุดมาได้ก็ยังไม่ได้กลับไปที่โต๊ะในทันที หากแวะเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาปัดเศษใบไม้ออกจากตัว สำรวจตนเองในกระจกให้ผมและผ้าคลุมไหล่เข้าที่เข้าทาง เพราะถ้ากลับไปทั้งสภาพอย่างนี้ ทุกๆคนคงสงสัย เศษใบไม้ถูกปัดออกไปจากตัวหมดแล้ว ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ขจัดอย่างไรก็ไม่ออกนั่นคือรอยแดงเป็นป้านที่เริ่มชัดขึ้นทีละน้อยตัดกับผิวเหลืองลออตรงซอกคอ

รอยที่เกิดจากการเม้มริมฝีปากและดูดกลืนผิวตนของนายปีศาจร้าย ไยต้องเหลือไว้ให้จารจำ รอยแห่งความบัดสี น่าละอาย จะทำอย่างไรให้จางหายลบเลือน และหากรอยหายไปแล้ว ความรู้สึกไม่หายไปด้วยเล่าจะทำอย่างไร

ผ้าคลุมไหล่ถูกใช้คลุมให้สูงขึ้นเพื่อปกปิด กันสายตาสอดส่ายไม่ให้ใครเห็นโดยเฉพาะช้าง เพราะรายนี้ถ้าเห็นแล้วคงไม่มีทางที่จะเงียบ เสียงแปร๋นโกญจนาทคงไม่แคล้วดังลั่น... เมื่อเดินกลับมาถึงโต๊ะ ด้วยวิธีการชำเลืองตาก็พบว่าไอ้คนอารมณ์ปรวนแปรนั่งทำหน้ายุ่งอยู่ก่อนแล้ว

“ไปทำอะไรตั้งนานยะ ไหนว่าไปโทรศัพท์ แล้วทำไมทำหน้าอย่างกับโดนผู้ชายไล่ข่มขืนมาอย่างนั้นแหละ” ช้างทักขึ้นและมันก็น่าจะเป็นแม่หมอผู้วิเศษ เพราะทักได้เกือบถูกอย่างกับตาเห็น

‘ผู้ชาย’ ที่ช้างบอกว่าไล่ข่มขืนขณะนี้นั่งอมยิ้มที่มุมปากอย่างกวนๆ เหมือนจะท้าทายว่า ‘เอาสิ พูดเลย ใครจะเชื่อ’ แล้วรอยยิ้มที่เห็นแล้วน่าซัดให้สักทีนั้นก็ต้องหุบลงทันที เพราะมูนดันตอบไปว่า

“โดนหมาบ้ามันไล่ฟัดมาต่างหาก ไม่รู้ใครไปทำอะไรให้มันโกรธ พอเห็นเรามันก็เลยไล่”

จากผู้ชายกลายเป็นหมาและไม่ใช่หมาธรรมดาเสียด้วยเพราะมันคือ ‘หมาบ้า’ และหมาบ้าตัวที่เอ่ยถึงก็ขบกรามแน่นทันที ส่งสายตาคมวาวจับจ้อง คล้ายจะบอกให้เหยื่อรู้เป็นนัยๆว่า ‘ฝากไว้ก่อน’

“หมาที่ไหน เดี๋ยวก้องจะไปเตะให้” ก้องพูดไปด้วยความไม่รู้ว่าหมาที่หมายถึงกำลังชำเลืองเขาอย่างเอาเรื่องด้วยเช่นกัน

“ ช่างมันเถอะ เออ...นี่ก็ดึกแล้ว เราว่าเราคงต้องกลับเสียที เพราะต้องไปถึงอัมพวานู่น”

เมื่อมูนอยากจะกลับมีหรือก้องจะปฏิเสธ การเลี้ยงสังสรรค์จึงเลิกรา แต่กว่าก้องจะอำลากับเกรซเสร็จก็กินเวลาไปอีกสักพัก จึงได้แยกย้ายกัน หมาบ้า เดินฉับๆไปไม่อำลาใดๆทั้งสิ้น  นอกเสียจากหันไปด่าอีช้าง มิรู้ว่าจงใจกระทบใครหรือเปล่า

“อย่าแรดให้มาก หากินตามห้องน้ำห้างบ่อยๆ ระวังกูจะเรียกไอ้หมวดเปรมไปจับ ขาดผู้ชายไปบ้าง คงไม่ทำให้มึงตายโหงตายห่าหรอก”

รถของก้องจอดเทียบหน้ารั้วบ้านสวนเป็นเวลาห้าทุ่มกว่าๆ มูนบอกให้จอดรถแค่ตรงนี้ เพราะตัวบ้านอยู่ถัดเข้าไปข้างใน และรถก็เข้ามาได้แค่นั้น หากจะเข้าบ้านต้องเดินข้ามสะพานไม้ยาวที่พาดข้ามท้องร่วงสวน ใจของก้องอยากจะลงไปส่งให้ถึงข้างใน หากแต่มูนปฏิเสธเพราะความที่ก้องไม่เคยเดินสวนตอนดึกๆอาจจะพลัดตกท้องร่อง และอีกอย่างการปล่อยให้ก้องบุกมาถึงนี่ ลุกล้ำเข้ามายังในโลกส่วนตัวเท่านี้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว อย่าให้ก้องต้องไปส่งจนถึงห้อง แต่คนอย่างก้องจะพอใจแค่นั้นเหรอ

“ส่งแค่นี้แหละ ก้องกลับไปเถอะ”

“แต่ก้องอยากส่งให้ถึง....เอ่อ...ถึงบ้าน” ก้องเปลี่ยนคำลงท้ายจากห้องเป็นบ้าน เพราะมูนมิได้ทอดบันไดหรือสะพาน และมีทีท่าเชื้อเชิญ แม้เขากำลังภาวนาอยู่ว่าจะให้เปลี่ยนใจ

“ก็ถึงแล้วนี่ไง...กลับบ้านไปพักผ่อนเหอะก้อง เดี๋ยวที่บ้านเป็นห่วงนะ ลูกชายหายไปทั้งคน”

ก้องทำหน้าละห้อย แต่ถึงแม้จะผิดหวังมันก็ยังมีความดีใจเจือปน แน่นอน เขาผิดหวังที่มูนไม่ชวนเขาค้างบ้านเหมือนรายอื่นๆ ที่เขาเคยเล่นด้วย แต่ความดีใจนั้นก็คือ มูน ‘ไม่ง่าย’  และควรค่าแห่งการไขว่คว้าไล่ตาม

“เดี๋ยวสิมูน” ก้องจับมือมูนก่อนที่จะหันกลับไปแล้วดึงร่างสะโอดสะองนั้นเข้ามากอดอย่างที่อยากทำมาเสียทั้งวันและเพิ่งจะสบโอกาสเอาเวลานี้

ก้อง ค่อยๆกอด และกอดอย่างสุภาพ ต่างกับปีศาจร้ายตนนั้นยิ่งนักที่มีแรงเท่าไรก็โถมเข้ามา แถมน้ำเสียงก็มิได้กราดเกรี้ยว หากเอื้อนเอ่ยออกมานุ่มนวลน่าฟัง

 “ ก้องรู้ว่ามูน ยังไม่เปิดใจรับใคร แต่อยากจะถามว่า มันจะเป็นไปได้ไหม  หากจะอนุญาต ให้ก้องจีบอย่างเป็นทางการ”

“แล้ววันนี้ทั้งวันยังไม่ได้จีบอีกเหรอ” มูนอดยิ้มไม่ได้ เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอผู้ชายมาขออนุญาตจีบ ผู้ชายอะไรน่าเอ็นดูเสียจริง ควรไหมที่จะยินยอม หากแต่กำแพงใจที่สร้างไว้  ทำให้ใจนั้นบังคับมือน้อยๆ ค่อยๆยันอกกว้างๆออก ปล่อยให้เขาโอบแค่ในระยะที่เหมาะสม ทอดเสียงนุ่มเย็นพูดต่อไปว่า

“มูนรู้ว่าก้องต้องการอะไร แต่มูนคงจะเป็นได้แค่......”

“ก้องไม่รับคำปฏิเสธ ทั้งๆที่ ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง” ก้องสวนขึ้นทันควัน

“แต่...”

“ไม่มีแต่.....ไว้รอให้ก้องได้แสดงให้เห็นซะก่อนว่ามีค่าพอที่จะคบเป็นแฟนไหม หากไมใช่วันนั้นค่อยตอบ และก้องก็ไม่กลัวเสียเวลาแต่อย่างใด แล้วพรุ่งนี้บ่ายจะมารับไปทานข้าวนะครับ”

แล้วริมฝีปากของเจ้าอัศวินหน้าตี๋ก็ประทับลงตรงกลางหน้าผาก ก่อนจะไล่ผ่านสันจมูกลงมาหยุดอยู่ตรงริมฝีปากอย่างไม่ทันตั้งตัวเป็นการจูบอำลาอันรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะยอมขับรถกลับไปโดยดี  “พรุ่งนี้บ่ายจะมารับไปทานข้าว” ประโยคสุดท้ายที่ก้องกล่าวขึ้นนั้น มูนไม่แน่ใจว่าประโยคนั้นเป็นการสั่งหรือการขอนัดดีๆ  หากเป็นคำสั่งให้ตนต้องทำตัวให้ว่างเพื่อจะได้ไปทานข้าว ตนจะได้หาเรื่องว่า  “ไม่ว่าง”

ก้องน่ารัก น่าเอ็นดู หากตนก็ไม่เคยใช้หัวใจมอง .....ไม่รู้ทำไม
จูบของเขานุ่มนวล ทว่าทำไมมันไม่มีความซ่านชวนให้โหยหา

“จูบครั้งนี้ไม่ใช่จูบที่อยากจะเอาชนะ แต่เป็นจูบที่อยากให้จำ จะได้ใช้เอาไปเปรียบเทียบ ว่าพอจะสู้ของไอ้ตี๋ได้ไหม”

ประโยค....บางประโยคจากน้ำเสียงกังวานของใครบางคนที่ตนอยากลืมดันผลุดขึ้นมา....และมูนก็ดันเผลอให้คำตอบกับตัวเองมาว่า

“นายชนะอย่างขาดลอยอีกครั้งแล้ว........เต้ย”

มูนมิรู้ตัวเลยฤาว่า ‘ชนะอย่างขาดลอยอีกครั้งแล้ว’  นี้นั้นมันแสดงว่า ชัยชำนะขาดลอยของเต้ย มันมิได้มีเป็นครั้งแรก

กว่ามูนจะอาบน้ำเสร็จ ก็ปาเอาไปเกือบตีหนึ่งกว่าๆ เสียงครืดๆจากระบบสั่นของบีบี ทำให้แทบโผเข้ามา ระยะหลังเริ่มปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า คอยเขาอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหนแต่ทำไมเวลาคุยมันทำให้ตนยิ้มได้ทั้งคืน

คุณหลวงเทพ
Available – Need แม่มณี now

“It’s a quarter after one, I’m all alone and I need you now”
“Said I wouldn’t call, but I lost all control and I need you now”

“คุณหลวง” ทักมาเช่นเคย คราวนี้มาเป็นภาษาอังกฤษด้วยประโยคยาวเหยียด ซึ่งมูนรู้ดีว่าเอามาจากเพลงดัง แม้หูจะเคยชินกับเพลงลูกกรุง หากสมองตนก็รู้ความหมายและแปลได้คล่อง

“แหม มาตีหนึ่งสิบห้าพอดิบพอดีเลย ตกลงเลิกเป็นลิเกแล้วใช่ไหม กลายมาเป็นฝรั่ง”

“ลองเปลี่ยนดูบ้าง แม่มณีจะได้ไม่เบื่อ แต่พี่หมายความอย่างนั้นจริงๆนะ”

คราแรกที่ได้คุยนายคุณหลวงแทนตัวเองว่า “ผม” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “เรา” และท้ายสุดตอนนี้เปลี่ยนเป็น “พี่”แล้ว เอาเถอะ พี่ก็พี่

“ปากหวาน”

“เคยชิมแล้วเหรอ”

“อย่าพูดดีไปคุณหลวง คุณหลวงอาจจะพิมพ์มาอย่างนั้น ทั้งๆที่มีคนอื่นนอนอยู่ข้างๆ” ครั้งแรกกระมังที่คนเงียบๆปฏิเสธผู้ชายอย่างมูนจะมีอารมณ์แง่งอนกับเขาบ้าง

“หึงเหรอ” คุณหลวงพิมพ์ถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ แล้วก็พิมพ์ต่อมาว่า “อยากให้แม่มณีรู้ว่า ถึงแม้จะมีคนนอนด้วยอยู่บ่อยๆ แต่จะไม่มีใครที่พี่อยากจะนอนกอดเท่ามณีในใจดวงนี้ดวงเดียว”

“แหวะ เลี่ยน คุณหลวงท่าทางจะดูละครน้ำเน่าบ่อยๆ ” ถึงแม้จะว่าเขาเลี่ยน หากแต่มูนก็ปฏิเสธถึงความซ่านที่วิ่งวาบจากใจเรื่อยขึ้นสู่ใบหน้าลออ จนแดงระเรื่อ

“พูดมาจากใจ ว่าแต่แม่มณีล่ะ มีใครๆอยู่แถวนั้นหรือเปล่า แล้ววันนี้ทำไมยังไม่นอน”

“เพิ่งกลับมาถึง พอดีไปดูหนัง ทานข้าวกับเพื่อนมา ทั้ง ผช ผญ และรวมกัน เหมือนเคย”มูนรายงานอย่างละเอียดเผื่อเขาจะได้ไม่ต้องถามอีก

“มี ผช ไปด้วยอีกแล้ว อย่าบอกนะว่าเป็นคนที่เคยแกล้งแม่มณี”

“ใช่ ...แล้วก็มีคนใหม่สมัครเป็นผู้ติดตามอีกหนึ่ง” มูนไม่รู้ตัวเองอีกเหมือนกันว่าทำไมต้องบอกเขาไปเสียหมด ว่ามีผู้ติดตามเพิ่ม “ขอบอกว่าหล่อด้วย นักร้องเกาหลี อย่างไรอย่างนั้น”

“แค่อ่านดู ก็รู้สึกว่าเกลียดไอ้ผู้ติดตามคนนี้จังเลย”

“หึงเหรอ” คำถามเดียวกันพิมพ์ถามกลับไปบ้าง ทั้งๆที่ในชีวิตจริงไม่เคยถามใครอย่างนี้ เพราะถ้าถามไปใครที่ได้ฟัง อาจจะหาว่า “เล่นด้วย”

“ใช่ หึงมาก หากทำได้อยากจะดึงตัวแม่มณีออกมา แล้วต่อยหน้าไอ้คนนั้นสักสองสามที” คุณหลวงตอบกลับรวดเร็วพร้อมไอค่อนตัวกลมทำหน้าโมโห

“บ้า คุณหลวงนี่ก็...ว่าแต่วันนี้มีเรื่องอยากจะถามคุณหลวงสักหน่อย”

“หือ เรื่องอะไรคัฟ”

“คุณหลวงเคยจูบใครโดยที่ไม่ได้รักบ้างไหม”

“จูบแบบไหน แบบทักทายเหมือนฝรั่ง หรือแบบเชิงพิศวาส”

“แบบหลัง”

“ถ้าเป็นแบบหลัง ไม่เคยไม่คิด ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดเหมือนพี่หรือเปล่า แต่สำหรับพี่ถ้าจูบแบบพิศวาส หมายความว่าต้องการอย่างนั้นจริงๆ และบางครั้งก็มีจุดประสงค์อยากให้คนโดนจูบจดจำ”

“คุณหลวง” แม่มณีตาสีน้ำตาลรู้สึกถึงอาการวาบกลางอกทันที จูบที่มีจุดประสงค์อยากให้จดจำ ไฉนจึงเหมือนกับเหตุผลของใครบางคน ....ไม่มีทางเป็นไปได้ ทำไมมันบังเอิญ

“แม่มณี โดนใครจูบมาใช่ไหม และกำลังสงสัยว่าเขาคนนั้น ไม่ได้รักแม่มณี แล้วมันเป็นใครกัน หนึ่งในไอ้ ผช สองคนนั่นใช่ไหม”

คำถามที่คุณหลวงพิมพ์ตอบกลับมาทำให้อึ้ง นายคุณหลวงคนนี้นับว่าไม่เบา รู้จักใช้จิตวิทยาคาดเดาและก็ดันเดาถูกเกือบหมด หากแต่ผิดไปนิดหน่อย ที่เดาแค่ว่าตนโดนจูบแค่คนเดียว.....แต่ควรหรือจะบอกเขาไปว่า แท้จริงตนโดนทั้งสอง

“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร....วันนี้คุยกันแค่นี้เถอะนะ เราง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนดีกว่า” มูนจำต้องตัดบท ก่อนจะเผลอเล่าความจริงให้คุณหลวงฟัง

“คัฟ...แม่มณี ราตรีสวัสดิ์”

บทสนทนาจบลง ทว่าอารมณ์ยังดำเนินไม่จบสิ้น ข้อความที่คุณหลวงส่งมา อ่านแล้วชวนสะกิดหัวใจ จูบเพื่อให้จดจำกับจูบเพื่อให้ใช้จำแล้วนำไปเปรียบเทียบ

แม้คุณหลวงจะมาเพียงแค่แวบๆ ทว่าในการทักมาแต่ละครั้ง มันทำให้โลกเงียบๆของตนมีสีสัน มูนมิรู้ว่า คำว่าโหยหา เริ่มคืบคลานเข้ามาในหัวใจ แล้ววันนี้ความรู้สึกนั้น ก็เริ่มแตกออกไปให้กับคนสองคน แม้จะพยายามปฏิเสธตัวเองและซ่อนเอาไว้ก็ตาม

คนหนึ่งมีตัวตน และจูบของเขา ก็ทำให้ตนหันกลับมามองถึงสองครั้ง แต่ด้วยความร้ายกาจดั่งปีศาจ จึงพยายามหักใจไม่มอง แม้จะทำได้ แต่ก็ทำได้ไม่ดี.....เพราะอย่างไรเสีย ก็เผลอแอบชำเลือง

“โกรธเกลียดอะไรเต้ยนักหนา”

ประโยคนั้นยังดังก้องอยู่ในหูและอยากจะตอบไปเหลือเกินจากใจจริงว่า ‘ไม่’....แต่เพราะความตะลึง มันทำให้ตอบอะไรไปไม่ถูก และเขาก็ไม่เข้าใจความรู้สึกเอาเสียเลย

หากอีกคนหนึ่ง เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าคุยด้วยแล้วสบายใจอยากคุยด้วยอีก อยากรู้ อยากค้นหาว่าเขาเป็นใคร ทำอะไรอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร

แม้มูนจะรู้ดีว่าการใฝ่ฝันถึงคนในสังคมออนไลน์มันน่ากลัว เพราะหากดึงคนในฝันนั้นเข้ามาในโลกส่วนตัวเมื่อไรและความจริงปรากฏว่า “เขาไม่ใช่อย่างที่คิด” โลกที่เพียรสร้างขึ้นอาจพังทลาย  ส่วนคนที่มีตัวตนอยู่จริงๆเล่า การกระทำและคำพูดของเขาก็สามารถทำให้หัวใจที่เคยเลี้ยงดูฟูมฟักเป็นอย่างดีแตกสลายเหลือเพียงแค่ภัสมธุลี.....แล้วคนที่ใจสลายนั้น จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ฤา

ทำไมทั้งสองคน น่ากลัวและอันตราย ไม่ต่างกัน!!

จวนเจียนจะบ่ายและใกล้ถึงเวลาที่ก้องจะมารับ มูนก็ยิ่งกระส่ายกระสับเพราะยังหาทางปฏิเสธไม่ได้ ไม่รู้จะบอกก้องว่าอย่างไร เนื่องด้วยตนโกหกไม่เก่งและไม่รู้จะหาเหตุผลใดมาอ้างเพราะก้องรู้ว่าวันนี้ตนไม่มีคลาสสอนช่วงบ่าย พอถึงเวลาเจ้าอัศวินหน้าตี๋ก็มาตามคาด แถมยังมาตรงเวลาเสียด้วย

“ถ้าทานข้าวกันเสร็จแล้ว ไปเดินเล่นตลาดน้ำกันนะครับ”

“เดินมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ยังไม่ดัง ตอนนี้เบื่อแล้ว ทานข้าวอย่างเดียวก็แล้วกันนะ” มูนหาทางเลี่ยง ไหนๆก็คงจะปฏิเสธคำสั่งไปทานข้าวไม่ได้ ก็ควรจะย่นเวลาอยู่ด้วยกันให้น้อยที่สุด การบอกปัดไปตรงๆเป็นการเสียมารยาท และเป็นการเสียน้ำใจ เพราะยังไงก้องก็ถือว่าเป็นนักเรียนโยคะที่จ่ายเงินเรียนกับตน และคอยหาคลาสพิเศษให้สอนที่รีสอร์ทอีกต่างหาก 

“รู้อยู่แล้วล่ะ ว่ามูนต้องปฏิเสธ แต่ขอโทษ ก้องไม่ยอมหรอก ยังไงวันนี้ก็ต้องตามใจก้องบ้างเพราะเมื่อวาน ก้องยังตามใจให้มูนพาน้องอัยมาดูหนังด้วยเลย” ก้องตอบมาพร้อมกับยักคิ้วทำหน้าทำตาไม่รู้ไม่ชี้

“แต่...แป๊บนะ” มูนกำลังจะหาเหตุผลมาอ้าง ก็ต้องหยุดพูดทันที เพราะบีบีดังขึ้นขัดจังหวะ และเบอร์ที่โทร.เข้ามาก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล “ ว่าไง ช้าง ...คุณก้องของช้างกำลังบ่นถึงอยู่พอดี”

“ไม่ต้องบ่ง ต้องบ่นอะไรถึงกูแล้ว.....รีบมาประกันตัวกูบัดเดี๋ยวนี้”

“อะไรนะ!!”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
ชั่วระยะเวลาไม่เกินสองชั่วโมง ก้องก็ขับรถพามูนมายังสถานีตำรวจตามที่ช้างบอกทางให้ แม้มูนจะนึกเป็นห่วง กังวลว่าทำไมช้างถึงโดนตำรวจจับ แต่อีกใจหนึ่งก็ดีใจยิ่งนักที่ช้างดันหาข้ออ้างงดทานข้าวมาให้โดยไม่ต้องร้องขอ ส่วนนายอัศวินหน้าตี๋แม้จะไม่พอใจนิดๆที่นัดถูกยกเลิก หากก็อาสาขับรถมาให้และมาเป็นเพื่อน

พอขึ้นโรงพักมาได้ เสียงร้องทักก็ดังขึ้นทันใด แต่ยังไม่ใช่เสียงแปร๋นดั่งแม่ปะแร่ดของนางคชสารช้างทรงเพื่อนสนิท

“มูน.....มูนใช่ไหม จำเราได้เปล่า เราเปรมศักดิ์ไง” คนร้องทักหยุดเว้นวรรคชั่วครู่ยิ้มแฉ่งแล้วกล่าวกลั้วหัวเราะต่อมาว่า “ มาประกันตัวอีช้าง เอ๊ย ไอยรา เหรอ”

มูนหันไปทางต้นเสียง จึงเห็นผู้ที่ร้องทักมา เป็นเจ้าพนังงานอยู่ในเครื่องแบบตำรวจ ดาวบนบ่าทำให้รู้ว่าเป็นผู้หมวด และผู้หมวดคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมัธยมกับตน แถมยังดันเป็นเพื่อนสนิทของไอ้หมาบ้าเมื่อคืนอีกด้วย

“เปรม เอ๊ย...ผู้หมวดเปรม”

“เรียกชื่อเหมือนเดิมก็ได้ ว่าแต่มูนเหมือนเดิมเลยนะ ดูไม่เปลี่ยนเลย อย่างกับสตั๊ฟไว้....ว่าแต่แฟนเหรอ หล่อนี่นา มองไกลๆนึกว่าไอ้เต้ย” ผู้หมวดเปรมศักดิ์หรือหมวดเปรมที่เพื่อนๆเรียก พูดไปด้วยและใช้สายตาสำรวจคนทั้งคู่ไปด้วยรวดเร็ว

“ไม่ใช่นะ หมวดเปรม” 

“ขอบคุณครับผู้หมวด” ก้องยืดอกรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ตอบรับเสียงดังกลบเสียงของคนที่กำลังปฏิเสธเสียสิ้น มูนได้แต่ถอนหายใจ ไหนๆก็ไม่ทันแล้วจึงปล่อยเลยตามเลย แต่ทำไมหมวดเปรมถึงเอานายหมาบ้านั่นมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่เข้าใจ แล้วมูนก็เปลี่ยนเรื่องถามถึงนังพังแป้นว่าไปทำอะไรทำไมถึงโดนจับ เพราะเพิ่งจะแยกกันเองเมื่อคืน

“ช้างไปทำอะไรเหรอเปรม ถึงได้โดนจับ แล้วโดนข้อหาอะไร”

“อนาจาร....ไปคุยกับมันเองแล้วกัน อยู่ทางนี้”

เมื่อพูดถึงช้างหมวดเปรมก็กลั้นหัวเราะเต็มที่ก่อนเดินนำหน้า พามูนกับก้องไปหาช้าง หะแรกมูนคิดว่าช้างจะอยู่ในห้องขัง แต่อาจจะด้วยความอนุเคราะห์ของเปรมศักดิ์กระมังจึงแยกช้างออกมาไว้ในห้องส่วนตัวเพียงเชือกเดียว

“มูนนนนนนนนนนนนนนนน  เพื่อนมาช่วยเพื่อนแล้ว” อีช้างแผดเสียงแปร๋นวิ่งเข้ามาโผกอดก่อนจะหันไปด่าเจ้าพนักงานยศผู้หมวดที่นำทางมา

“ไอ้เปรม....ทำกูได้ ไอ้เห้....” เป็นครั้งแรกในชีวิตของอีช้างกระมังที่มันเอ่ยปากด่าผู้ชาย

“อ้าวอีช้าง มึงด่าตำรวจ เดี๋ยวมึงโดนอีกข้อหานะโว้ย” หมวดเปรมขึ้นมึงกูกับนางคชสาร เพราะอยู่ลำพังกันเองตามประสาเพื่อนเก่าสมัยเรียน

“มึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่อีกเหรอ มึงแกล้งกู ให้กูทั้งวิ่ง ทั้งวิดพื้น แล้วจับกูมา ไอ้สารเลว”

“อีช้างอีห่า ก็มึงทำผิดกฎหมาย ตำรวจมีหน้าที่จับและให้บทลงโทษ มึงเองไม่ใช่เหรอที่บอกว่า จะให้ทำอะไรก็ยอม ขออย่างเดียวอย่าเรียกนักข่าว เพราะกลัวพ่อมึงรู้และจะโดนกระทืบ ฮะฮ่า” หมวดเปรมไม่ถือโกรธที่โดนด่าหนำซ้ำยังพูดไปหัวเราะไปเสียอีก

“เดี๋ยวๆ มันอะไรกัน หยุดเถียงกันก่อน เล่าให้ฟังซะทีสิ มันเกิดอะไรขึ้น” มูนทนรำคาญไม่ไหวจึงห้ามทัพ และก็ได้ความมาว่า

หลังจากที่แม่เพื่อนสนิทกลับถึงคอนโดเมื่อคืนก็เกิดอาการร้อนรุ่มวิปริตจิตพิกลอยากรับประทานข้าวหลามหนองมนยามดึก อาจเป็นเพราะเป้ากางเกงนูนๆของก้องยังติดตาหรือยังไงก็ไม่ทราบ จึงทำให้ความอยากพุ่งพล่านทะยานถึงขีดสุด พอดาวเคลื่อนเดือนคล้อย จึงตัดสินใจเห็นสมควรขับรถไปเที่ยวสวน เพื่อหาเช่าบูชาศิวลึงก์มาแก้เคล็ดแก้คัน แทนอาการอยากข้าวหลาม

ทว่าเมื่อคืนพระราหูอาจจะเข้าหรือพระเสาร์อาจจะแทรก ในระหว่างที่กำลังทำพลีกรรมบูชาศิวลึงก์ด้วยปาก ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ใจกลางสวนสาธารณะ แสงไฟฉายแรงสูงน้องๆสปอร์ตไลท์ก็สาดขึ้น แสงนั้นสว่างยิ่งกว่าไฟส่องสัตว์ สะกดให้นางคชสารตาวาวตะลึงจังงังก่อนจะร้องแปร๋นดังลั่น เหมือนตกใจที่ถูกทีมงานแนชชั่นแนล จีโอกราฟฟิก บุกถ่ายพฤติกรรมสืบพันธ์เพื่อเอาไปทำสารคดีอย่างไม่ทันตั้งตัว

เจ้าของผู้ให้เช่าบูชาหรือเรียกง่ายๆว่า “เด็กขาย” รีบเก็บของเข้ากางเกง อีช้างด้วยความตกใจจึงจับขาเด็กขายไว้ไม่ยอมปล่อย  เด็กขายจวนตัวเพราะเป็นการให้เช่าบูชาที่ผิดกฎหมายแถมยังกระทำในที่สาธารณะ กลัวโดนกวาดต้อนจึงยกตีนถีบอีช้างหงายหลังหยิบสตางค์แบงค์ห้าร้อยในมือเป็นค่าเช่าพร้อมกับโกยแน่บและตะโกนบอกพรรคพวกด้วยกันลั่น

“เฮ้ย พ่อมึงมา.....เผ่น”

อีช้างกว่าจะยันกายขึ้นมาได้ ก็ไม่ทันเสียแล้ว เสียงเข้มๆยิ่งกว่าควาญสะกดให้มันก้าวขาไปไหนไม่ออก  “หยุดนะ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คุณทำผิดข้อหาอนาจารในที่สาธารณะ เชิญไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยครับ”

อีกครั้งแล้วหรือ....ที่ช้างถูกขัดจังหวะ
และครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าคราวที่เต้ยกับมูนมาเห็น......เพราะเป็นตำรวจมาเจอ

“ปะ เปล่านะคะ น้องอัยไม่ได้ทำอะไรผิด” อีช้างกล่าวแย้งเสียงสั่น แม้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“ให้การเท็จมีความผิดนะครับ เมื่อกี้เห็นอยู่ว่ากำลัง ทำอะไรอยู่ ”

“มีหลักฐานเหรอคะ มากล่าวหาน้องอัยลอยๆ” อีช้างยังฝืนเสียงเถียง จนตำรวจต้องส่งกล้องดิจิตอลให้ดู

“งั้นรูปนี้ใครล่ะครับ....หลับตาพริ้มเชียว ความผิดน่าจะหลายกระทงนะเนี่ย เพราะได้เด็กนั่นไม่น่าจะเกินสิบแปด เรียกนักข่าวมาดีไหมครับหมวด”

ช้างเมื่อเห็นรูปตนกำลังทำโอษฐ์กาม แถมตำรวจยังจะเรียกนักข่าวก็มืออ่อนตีนอ่อน ด้วยเพราะพ่อเป็นบรรณาธิการชื่อดัง หากเป็นข่าว มีหรือนักข่าวจะไม่รู้จัก ดีไม่ดีเห็นหน้าช้างก็อาจจะร้องอ๋อ.... อาการตกมันอารมณ์ร้อนรุ่มหายเป็นปลิดทิ้งชูงวงยกธงขาวยอมรับผิดทันใด

“ว้ายยยยยยยยยย น้องอัยขอโทษ อย่าเรียกนักข่าวเลยนะคะ เดี๋ยวพ่อน้องอัยรู้น้องอัยจะโดนกระทืบ จะให้น้องอัยทำอะไร น้องอัยก็ยอม นะคะคุณตำรวจขา”

“พูดเองนะ” แล้วผู้หมวดที่ยืนเงียบอยู่นานก็กล่าวขึ้น เดินออกมาให้ไฟจับหน้าได้ถนัด กล่าวต่อมาว่า “สบายดีไหมวะ เด็กชายไอยรา พิทักษ์เศวตกุญชร”

“คุณเปรม!!!”

ช้างเรียกคุณเปรมครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นไอ้เปรม เมื่อโดนคำสั่งให้วิ่งรอบต้นไม้ แต่นั่นมันคงไม่ทำให้เจ็บแค้นแน่นทรวงอะไรนักหรอก หากเปรมไม่ได้สั่งเพิ่มไปว่า

“วิ่งไปพูดไปด้วยว่า ผมจะไม่อม ค....อีกแล้วครับ”

ช้างจำต้องทำ และก็วิ่งไปพูดไปถึงห้าสิบรอบ จากนั้นก็ตามด้วยวิดพื้นอีกห้าสิบครั้ง จนแทบหมดแรง ก่อนหมวดเปรมจะพามากักกันที่โรงพัก และช้างก็ไม่กล้าเรียกที่บ้านมาประกันตัว .....จึงได้โทร.เรียกมูน

มูนได้ฟังเหตุการณ์ทั้งหมดก็ไม่รู้ว่าตนจะสมน้ำหน้าหรือสงสารเพื่อนดี แต่ที่แน่ๆตอนนี้ หมวดเปรมกับคุณก้องกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว

“ก็บอกช้างตั้งหลายหน เตือนตั้งหลายครั้งหลายครา ว่าอย่าทำในที่สาธารณะ แถวนั้นก็น่าจะมีโรงแรมนะ”

“จะเสียค่าโรงแรมทำไมล่ะอีนี่ เก็บตังค์ไว้เผื่อไม่อิ่มจะได้ต่อคนที่สอง”

“บัดสี....กูจะไม่คุยกับมึงเรื่องนี้อีกแล้วอีช้าง หากคราวหน้ามึงโดนจับ ไม่ต้องเรียกกูมาประกันตัว กูว่าที่หมวดเปรมให้มึงวิ่งรอบต้นไม้ยังน้อยไป ถ้ากูเป็นตำรวจกูจะให้มึงวิ่งรอบสวนสาธารณะ จะได้หายแรด” มูนขึ้นกูขึ้นมึงยามที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมความแรงของเพื่อน อดไม่ได้ที่จะด่า แล้วจึงหันไปคุยกับหมวดเปรมว่า

“ หมวดเปรมช่วยเป็นธุระจัดการหน่อยเหอะ เราไม่เคยประกันตัวคนไม่รู้ว่าต้องทำไงบ้าง”

“ได้สิมูน เชิญทางนี้ แต่ไม่ต้องประกันตัวหรอกแค่เสียค่าปรับ”

“อะไรนะ...แค่เสียค่าปรับ” มูนกับช้างประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน

“ใช่....ไม่ใช่คดีใหญ่อะไร ไม่ใช่เล่นการพนันหรือคดีร้ายแรงอะไรนี่ เสียค่าปรับก็พอแล้ว”

“แล้วทำไมมึงบอกต้องประกันตัว แถมยังกักตัวกูไว้ทำไม๊ทั้งคืน ไอ้เปรม ตอบกูมาสิ” อีช้างกัดฟันกรอดๆ

“แหม ไม่ได้เจอน้องอัยคนดังประจำโรงเรียนเกือบตั้งสิบปี เลยขอทักทายกันนานๆหน่อย ไง ฮะฮ่า”

“ไอ้หมวด ฝากไว้ก่อนเถอะมึง ไอ้นรก ไอ้ตำรวยหัวขวด” แล้วก็อีช้างแผดเสียงด่าออกมาเป็นชุด และแต่ละชุดก็เป็นชุดใหญ่ หมวดเปรมคงเป็นผู้ชายคนแรกและคนเดียวในตลอดหลายสิบปีที่อีช้าง มันจะจำไปจนวันตาย

เมื่อจ่ายค่าปรับเสร็จสรรพเรียบร้อย พอมูน ก้องและช้างคล้อยหลัง ผู้หมวดหนุ่มก็รีบหยิบโทรศัพท์ต่อสายถึงเพื่อนสนิทสมัยประถม จนถึงมัธยมและจวบจนปัจจุบันทันที

“เฮ้ย ไอ้เต้ย....มึงทำอะไรอยู่วะ”

“เล่นฟิตเนสที่คอนโด มีห่าไร จะชวนกูไปกินเหล้าไหนอีก”

“เปล่า พอดีกูจะโทร.มาเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนกูแม่งจับอีช้างตอนมันออกหากินได้”

“ฮะ จริงเหรอ” เต้ยหัวเราะลั่นหยุดเล่นฟรีเวทและกล่าวกลั้วหัวเราะต่อมาว่า “กูกำลังจะบอกมึงพอดี ว่าว่างๆช่วยไปแกล้งจับอีช้างหน่อย มันชอบแอบดูกระเจี๊ยวตอนสมัยเรียนยังไม่พอ ยังเสือกติดนิสัยมายันโต มึงรู้ไหม คราวที่แล้วกูเห็นกับตายังแทบช็อค แล้วนี่มันโดนที่ไหน”

“ที่สวนฯ” หมวดเปรมเอ่ยชื่อสวนสาธารณะแห่งหนึ่งแต่เต้ยไม่รู้จักจึงได้ปล่อยผ่านๆไป

“ว่าแต่ มันโดนคนเดียวเหรอ” เต้ยรีบถามทันใด เพราะนึกได้ว่าช้างสนิทกับใคร และมีหรือที่เพื่อนสนิทจะไม่ชวนกันไป ใจเกือบจะเผลอถามออกไปว่า ‘มูนโดนด้วยหรือเปล่า’ หากก็สะกดกลั้นไว้ทัน

“มันโดนเชือกเดียว ตัวมันแม่งใหญ่ เสือกหนีไม่ทัน กูเห็นภาพจะๆ ก็แทบหงายหลัง ว่าแต่วันนี้ กูเจอมูนด้วยนะ มูนเขามาจ่ายค่าปรับให้ แม่งมึงเชื่อไหม คนอะไร แม่งอย่างกับสตั๊ฟไว้ ตอนเรียน ยังไงยังงั้น แม่งไม่แก่เลย ดูไม่เหมือนยี่สิบห้า” หมวดเปรมรายงานยาวเหยียด และคนฟังก็นับคำว่าแม่ง ได้สี่คำ อยากจะรู้นัก หากไอ้หมวดรายงานผู้บังคับบัญชา มันจะมี แม่ง ติดไปไหม

เต้ยทำไมจะไม่เห็นด้วย รู้เสียยิ่งกว่ารู้ เพราะได้เจอมาก่อนหน้าตั้งสามหน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบอกไป

“แล้วมึงจะโทร. มาบอกกูทำห่าอะไรวะ เรื่องตุ๊ด ไร้สาระ” เต้ยปากก็บอกไปอย่างนั้น แต่อีกใจก็ดันอยากรู้เหตุการณ์ต่อ และหมวดเปรมก็เหมือนจะรู้ใจ

“อ้าวเหรอ....กูนึกว่ามึงจะสนใจ เห็นตอนเรียนชอบไปตอแย”

“กูไม่เคยนะโว้ย” เต้ยปฏิเสธเสียงดัง

“แล้วใครกันวะ มองเขาตอนเปิดเรียนวันแรก”

ใช่สิ ใครกันที่วันเปิดเรียนวันแรกจ้องคนอ้อนแอ้นที่เดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทางเหนียมๆ จนหมวดเปรมซึ่งในขณะนั้นเป็นแค่ไอ้เปรมต้องตบหัวเรียกสติ

“ไอ้เต้ย ไอ้ห่า กูบอกให้ช่วยมองหญิง แม่งเป็นห่าอะไรวะ เสือกมองตุ๊ด มึงเบี่ยงเบนเหรอ”

“กูไม่ได้มองนะโว้ย” เด็กชายเต้ยในขณะนั้น ปฏิเสธพัลวัน

“มึงอย่ามาโกหก อยากแดกถั่วดำละสิท่า ว่าแต่มึงสนใจเหรอ .....นั่นๆ นั่งโต๊ะ ที่มึงจองไว้ด้วย ”

“ไอ้เหี้ย....มึงสิแดกเอง กูไม่ได้สนใจสักหน่อย มึงไปบอกเขาสิว่าที่ตรงนั้นเราจองไว้แล้ว”

“กูไม่เชื่อ” ยังไง๊ ยังไงเปรมก็ไม่เชื่อ เพราะเห็นเพื่อนมองตาค้างออกเสียขนาดนั้น  “ เฮ้ยๆๆ ไอ้เต้ยเขามองมึงด้วย ซวยแน่มึง ชะตาจู๋ขาดแน่ๆ”

เต้ยทำไมจะไม่รู้ว่าคนอ้อนแอ้น “มอง” เพราะเขาเองก็ “มอง” อยู่ก่อนแล้วเช่นกัน แต่ความจริงบางครั้งมันก็อยากที่จะยอมรับยิ่งอยู่ในวัยเด็กด้วยแล้ว ประสบการณ์หัวใจยังไม่มีเลยไม่รู้ต้องทำอย่างไร

“ไม่จริงเขามองมึงแหละ ไม่ได้มองกู” เต้ยเริ่มมีโมโหก่อนจะบอกต่อไปว่า “งั้นมึงคอยดู”

ด้วยเหตุนี้แหละเต้ยจึงเดินสะบั่ดหน้าพรึ่ด ปั้นสีหน้ายุ่งเดินไปที่เด็กชายอ้อนแอ้นทันที ตะโกนด้วยเสียงอันลั่น

“อีตุ๊ด....ไปนั่งตรงอื่นเลย ตรงนี้ที่กู”

นี่คือประโยคทักทายประโยคแรก ที่คนฟังได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตที่มองเขาด้วยสายตายิ้มเป็นมิตรตอนเดินเข้ามาทีแรก กลับกลายเป็นเศร้าๆพร้อมรอยรื้นเป็นน้ำใสๆคลอหน่วย เบนมาสบ เหมือนจะสื่อสารให้รู้ว่า

“ใจร้าย...พูดดีๆก็ได้”

แล้วคนอ้อนแอ้นตัวเล็กๆ ก็จำต้องยกกระเป๋าย้ายไปหาที่นั่งเรียนใหม่ ทั้งๆที่โต๊ะว่างก็ไม่ค่อยจะมี จนได้ช้างดึงเข้าไปนั่งด้วย เต้ยไม่คิดเลยว่าประโยคที่พลั้งปากนั้นจะทำให้เจ้าของตาสีน้ำตาลไม่สบตาด้วยเลยอีกตลอดทั้งวัน จนตนต้องเอ่ยปากพูดออกไปกับเปรมด้วยความไม่พอใจว่า   

“จองหอง หยิ่ง เป็นใครมาจากไหนวะ กล้ามาทำอย่างนี้กับกู”

แลประโยคนั้นก็ยังดัง พร่ำบอกกับตนเองมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วภวังค์อดีตก็ถูกปลุกให้ตื่น ด้วยคำพูดของหมวดเปรมที่พูดต่อมาว่า “ทำเป็นเงียบ ไม่มองก็ไม่มอง แต่วันนี้มูนเขาพาแฟนมาด้วยนะ”

“หน้าตี๋ๆ ขาวๆ เหมือนผีจีนนั่นใช่ไหม”

“มึงรู้ได้ไงวะ”

“เกรซเล่าให้ฟัง มันเป็นเพื่อนเก่าเกรซสมัยเรียนมหาลัย” เต้ยมิได้โกหก แต่แค่ไม่ได้บอกว่า ตนเพิ่งเห็นหน้ามันมาเมื่อคืน และเกรซก็บอกว่าเป็นเพื่อนเก่าจริงๆ

“เหรอ....แม่งมองไกลๆ โคตรเหมือนมึงเลย”

“ไม่เหมือนโว้ย กูไม่เหมือนใครทั้งนั้น กูหล่อกว่า แค่นี้นะกูจะเล่นฟิตเนสต่อ”

เต้ยตัดสายฉับ นิ่งไปสักพักให้อารมณ์ร้อนๆคลายลง ‘นี่คงจะอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะสินะ’ แล้วแบล็คเบอร์รี่ในมือก็ใช้ต่อสัญญาณโทรศัพท์หาเกนหลงทันใดและทันทีที่แฟนสาวรับสาย ประโยคเร็วปรื๋อก็พรั่งพรูออกจากปากโดยไม่ผ่านสมอง ทว่ามันถูกบังคับและมาจากหัวใจโดยตรง

“เกรซ....อาทิตย์หน้าหยุดยาว เราไปอัมพวากัน”

 แม้นเกนหลงจะรับคำอย่างงงๆ หากเต้ยก็ไม่สนใจจะอธิบาย พอวางสายได้ก็กดเข้าบีบีเอ็มดูรายการอัพเดท  บอกกับตัวเองด้วยเสียงนิ่งๆ ยากที่จะเดาอารมณ์ที่อยู่ข้างใน

“ไอ้ตี๋นั่นมันดี มันสูงส่งขนาดไหนนักเชียว  สักวันหนึ่งเถอะสายตาเชิดๆหยิ่งๆ ที่มองเหมือนฉันไม่มีตัวตน จะต้องหันกลับมามองฉันและต้องมองฉันตลอดไป.........แม่มณี มณีจันทร์”
************
รบกวนติดตามต่อบทที่๗ นะคะ
อ้างอิง * นำมาจากเพลงจูบ ทำนอง คำร้องโดยสุรพล โทณวนิก
**นำมาจากเพลงปาหนัน  ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล



ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๗ (สาว)อัมพวา

โอ้อัมพวา นี่หนางามจริง ทุกสิ่งเป็นขวัญตา
โอ้ว่าผู้หญิง ยิ่งงามโสภา ดั่งนางฟ้าชาวไทย *


เสียงเพลงลูกกรุง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเพลงฮิตติดหูสมัยเก่า ที่ใช้กล่าวยลความงามของ “สาวอัมพวา” เปิดคลออยู่ทั่วบริเวณ     ล๊อบบี้ของรีสอร์ทชื่อดังย่านตลาดน้ำอัมพวา ทำให้เจ้าของใบหน้าขาวคิ้วเข้มที่กำลังนั่งคอยเจ้าของรีสอร์ทพาเข้าเช็คอินเผลออมยิ้มออกมาได้โดยไม่รู้ตัว ความน่ามองนั้นฉายชัด ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ แม้แต่พนักงานที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องเหลียวมองแล้วเหลียวมองอีก ทว่าเขามิใส่ใจ ดวงตาภายใต้แว่นกันแดดดำกลับเผอมองทิวทัศน์ไปเสียนี่ เสียงเพลงยังคงดังเข้ามาในโสตประสาทและก็ทำให้ยิ้มกว้างได้ขึ้นไปอีก

ขาวนิดเหลืองหน่อย ผิวพลอยสอางค์
แต่ไม่บอบบาง......ทุกยามงามอย่างจับตา**

เต้ยทำไมจะไม่เห็นด้วย เพราะไอ้ผิวแบบนี้แหละที่เขาเคยฟอนฟัดเคล้ากลิ่นมะลิมาแล้ว แต่ต่างกันนิดหนึ่งตรงที่ว่า คนที่เขาเคยใช้ปลายจมูกและริมฝีปากเชยชมนั้น มันไม่ใช่ “สาว” แต่เป็น “หนุ่ม”อ้อนแอ้นที่เขาเรียกว่าตุ๊ด ซึ่งมีผิวละเอียดไม่ได้ขาวนิดเหลืองหน่อย ทว่า “เหลืองลออ” ผิวงามซึ่งปนกลิ่นหอมเสียยิ่งกว่าหอมในทุกๆอณูผิว และที่สำคัญยามได้สูดเข้าปอดทำให้อารมณ์ร้อนรุ่มกลางอกวันนั้นสงบลงได้  กลิ่นที่พอนึกถึงก็เสมอเหมือนติดจมูก โชยกรุ่นระเรื่อหอมเย็นอยู่ใกล้ๆ .....ฤาเพราะกลิ่นนี้กระมัง ที่ทำให้เขาพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ เพียงเพื่อตามมาดมอีกครั้งให้ชื่นใจ

“ไม่จริง....ไม่มีทาง ที่จะเป็นอย่างนั้น” เต้ยสะกดลิ้นและความในใจไว้ไม่ทันเผลอปฏิเสธออกมาเสียงดัง ทำให้เกนหลงที่นั่งทอดอารมณ์มองทิวทัศน์ริมคลองอยู่ข้างๆหันขวับ ถามขึ้นทันควัน

“ว่าอะไรนะเต้ย”

“ปะ ....เปล่า แค่ ตลกกับเนื้อเพลงน่ะ ที่เขาบอกว่าสาวอัมพวาสวย สงสัยว่าจะโกหก เพราะมาถึงนี่ยังไม่เห็นมีสาวสวยซักคน สู้เกรซของเต้ยก็ไม่ได้” เต้ยกล่าวตอบแฟนสาวพร้อมพะเน้าพะนอเอาใจ หวังเบี่ยงความสนใจให้แฟนสาวเลิกสงสัยความในใจที่เผลอหลุดปากมา  จนหมวดเปรมที่ตนชวนมาเที่ยวด้วยเพื่อจะให้มานั่งกินเหล้าเป็นเพื่อนอดแขวะไม่ได้

“มึงนี่น้ำเน่าจริงๆเลย ไอ้เต้ย” ผู้หมวดหนุ่มเบ้หน้าใส่เพื่อนสนิท แล้วหันไปถามเกนหลงที่กำลังยิ้มอย่างพอใจในความน่าเอ็นดูของเต้ยว่า “ถามจริงๆเหอะเกรซ เธอไม่เบื่อ ไม่เลี่ยน ไอ้เต้ยบ้างเหรอ”

“เบื่อจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วหมวด” เกนหลงกล่าวตอบกลั้วหัวเราะเสียงใส “สลัดอย่างไรก็ไม่หลุดสักที”

“เหอะเกรซ.....ทำเป็นพูดดีไป ไว้วันหนึ่งเต้ยแอบมีกิ๊ก....แล้วจะรู้สึก อย่ามาร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าแล้วกัน”

“อู๊ยย ....กลัวจังเลยเจ้าค่ะ ดิฉันนางสาวเกนหลง จะบอกให้คุณหลวงวสุ ทราบไว้ว่า ดิฉันต่างหากที่ควรพูดประโยคนี้ รู้ไว้ด้วยว่าขนาดบอกว่ามีแฟนแล้ว ยังมีคนมาชวนดิฉันไปทานข้าวอยู่บ่อยๆ หากดิฉันไปคุณหลวงนั่นแหละจะต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า” เกนหลงหมั่นไส้แฟนหนุ่ม ที่ชอบเล่นบทคุณหลวงหลังจากไปดูทวิภพเดอะมิวสิคคัล จึงบีบจมูกคุณหลวงเต้ยขยี้ไปขยี้มา จนหมวดเปรมทนไม่ไหวอีก

“โว้ยยยยย เลี่ยนโว้ย ไปๆมาๆ พอกันทั้งคู่เลย นี่ถ้าไม่ติดว่ามากินเหล้าฟรีจ้างให้ก็ไม่มาหรอก เบื่อจะตายมาเป็น กขค เนี่ย” หมวดเปรมส่ายหน้าระอาในความหวาน แต่ก็พูดเล่นไปอย่างนั้น เพราะเวลาเต้ยชวนไปเที่ยวไหนทีไรแล้วหนีบเกรซไปด้วยแม้จะรู้ตัวว่าต้องมาเป็นก้าง เขาก็ไม่เคยขัด ด้วยเพราะความสนิทกัน เป็นเพื่อนรักกันมานาน......และเพื่อนอย่างเขานี่แหละ ที่รู้ใจเต้ย ยิ่งกว่าเต้ยรู้ใจตนเอง

“มึงจะไปหามูนที่อัมพวาเหรอ ไหนว่าไม่สนใจเขาไง อีโธ่” หมวดเปรมแกล้งถามทีเล่นทีจริง ยามที่เต้ยโทร.มาชวน

“เปล่านะ...แค่อยากพาเกรซไปเที่ยว เปลี่ยนที่กินเหล้าเท่านั้น อัมพวาเป็นเมืองท่องเที่ยวโว้ย ทำไมกูจะต้องไปหา กูจะไปสนใจอะไรกับพวกตุ๊ด”

ตั้งแต่เด็กจนโต เต้ยก็ยังไม่เลิกนิสัยปฏิเสธเสียงแข็ง.....และเวลาที่เต้ยบอกปัดด้วยน้ำเสียงแบบนี้ทีไร ไอ้สิ่งที่เขากล่าวหามันก็เป็นจริงทุกที......และถ้าหากครั้งนี้มันเป็นจริง เต้ยจะมาหามูนเพื่ออะไร

“แล้วทำไม ไม่พาสาวมาด้วยล่ะยะ อีตาหมวด หรือว่าเลือกไม่ถูกจะพาคนไหนมา” เกนหลงกล่าวถาม หมวดเปรมจึงเบนความสนใจกลับมายังข้อสนทนาปัจจุบัน

“น้องเขาไม่ว่างน่ะเกรซ....นี่ก็ว่าจะมาหาเอาที่นี่ ไว้กอดเล่นๆแก้เหงา แต่ก็จริงอย่างที่ไอ้เต้ยว่า ไม่เห็นเด็ดๆสักคน สงสัยผู้หมวดเนื้อหอมที่สุดในประเทศ คงนอนเหงาแน่คืนนี้”

“แหวะ อีตาบ้า....เห็นผู้หญิงเป็นของเล่น เดี๋ยวเถอะ” เกนหลงอดที่จะซัดหมวดเปรมไม่ได้ แต่ก็ต้องหยุดพลันเพราะเจ้าของ  รีสอร์ทเพื่อนสนิทออกมาต้อนรับแล้ว

“โธ่....หมวดอย่าเพิ่งท้อแท้สิครับ” ก้องเดินเข้ามาจากทางไหนไม่ทราบและแทรกบทสนทนาได้ทันที “สวัสดีครับหมวด หวัดดีจ้าเกรซ หวัดดีเต้ย”

“หวัดดีครับคุณก้อง” หมวดเปรมทักตอบและจำก้องได้ เพราะรู้จักกันวันที่มูนพาไปจ่ายค่าปรับให้ช้างที่โรงพัก ส่วนเต้ยก็ได้แค่พยักหน้ารับเฉยๆ มิสนใจจะกล่าวทักตอบ

‘หน้าแม่งขาวอย่างกับผีจีน เห็นแล้วไม่ถูกชะตา’ ก้องยังไม่รู้หรอกว่า หนึ่งในแขกที่มาพักกำลังคิดกับตนอยู่ในใจเช่นไร และแขกคนนี้ก็เปลี่ยนความคิดจากแค่ไม่ถูกชะตาเป็นอยาก ‘ต่อยหน้า’ ขึ้นมา ก็เมื่อ หมวดเปรม พูดเบาๆให้ได้ยินกันเฉพาะสองคนว่า

“นี่ไง....แฟนมูน”

“กูรู้แล้ว...บอกกูหาห่าอะไร ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกูนี่” เต้ยหันไปตอบ แต่น้ำเสียงที่ฟัง มันไม่ได้แสดงออกไปเลยว่า...ไม่เกี่ยว

ส่วนเกรซเห็นเพื่อนสนิทมาก็โผเข้ากอดแน่น “อ้าวก้อง หวัดดีจ้า แหมๆ หน้าตาเดี๋ยวนี้ดูสดใสนะจ๊ะ.... สงสัยคงจะลัคกี้อินเกมส์ และลัคกี้อินเลิฟ”

“ยังไปไม่ถึงไหนเลยเกรซ.....เขายังไม่ยอมเล่นด้วยเท่าไรเลย” ก้องตอบเสียงอ่อยๆ เพราะมันไปไม่ถึงไหนจริงๆ

“จะให้เขาเล่นด้วยแบบไหนล่ะ มูนเขาเรียบร้อย เขาไม่ได้ไวไฟเหมือนพวกที่ก้องเคยเก็บได้ตามผับตามบาร์นะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นเกรซ หมายถึงเขายังไม่ค่อยเปิดใจ แต่ไม่ต้องห่วงสักวันก้องเอาชนะใจได้แน่” จากเสียงอ่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นมั่นใจ....จนใครบางคนหมั่นไส้ครามครัน

“ไม่มีทาง”  เสียงห้าวๆของเต้ยเผลอหลุดออกมา และเป็นจังหวะที่เพลงดันหยุดพอดี และทุกสายตาก็ดันหันมามอง

“มึงว่าอะไรนะไอ้เต้ย” หมวดเปรมที่ยืนอยู่ข้างๆท่าจะคงได้ยินไม่ถนัดหรือไม่ก็อาจจะอยากฟังซ้ำเพราะไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยิน

“อ๋อ เปล่า กูหมายถึงเพลงน่ะ ....ที่คุยค้างกันเมื่อกี้ไง” เต้ยพูดตัดบทก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋า แล้วถามก้องเหมือนไม่ค่อยอยากจะพูดด้วยเท่าไรนักว่า “ห้องพักอยู่ไหน อยากจะเก็บกระเป๋า”

“เอ้อ...โทษที มันแต่คุยเพลิน เดี๋ยวให้พนักงานพาไป เราจัดไว้ให้เป็นบ้านริมน้ำ เป็นสองห้องนอน เตียงใหญ่ทั้งคู่ เกรซกับ เต้ยคงไม่เหงาแน่ ส่วนหมวดอาจจะเหงานิดนึงเพราะต้องนอนเตียงใหญ่คนเดียว แต่ไม่ต้องกลัวครับ เดี๋ยวก้องพาไปเดินเที่ยวจะพาไปดูสาวๆ เผื่อจะไม่เหงา”

“โถ...คุณก้องผมมาถึง ยังไม่เจอเด็ดๆสักคน เมื่อกี้ก็เพิ่งคุยค้างกับไอ้เต้ย ฟังเพลงที่รีสอร์ทคุณก้องเปิดเขาบอกว่าสาวอัมพวาสวยเห็นจะไม่จริง”

“ใจเย็นๆสิครับหมวด เดี๋ยวจัดให้ แต่ก้องว่า เพลงที่เขาร้องน่ะ มีเค้าความจริงอยู่นะ เพราะสาวอัมพวาในเพลงเดินมานู่นแล้ว  แต่ขอบอกว่าคนนี้ของก้อง .....ก้องจองแล้ว”

‘สาว’ ที่ก้องบอกว่าเขาจอง กลับเป็น ‘หนุ่ม’ สะโอดสะอง เดินสะพายกระเป๋ากับเสื่อโยคะผ่านล็อบบี้รีสอร์ทเข้ามา เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งผ้าบางพลิ้วสีเขียวอ่อนก้านมะลิจนเกือบจะขาวต้องแรงลมแม่น้ำปลิวสะบัด เผยให้เห็นกางเกงยีนส์ฟอกขาสั้นที่ชายเสื้อเคยคลุมมิดเผยอขึ้นรำไร ผิวผ่องและเรียวขางามที่เกิดจากการฝึกโยคะ เรียกความสนใจจากแขกที่อยู่บริเวณล๊อบบี้  เจ้าตัวแม้จะอ้อนแอ้น ทว่าท่วงท่าการเดินยังห่างไกลนักกับคำว่า “ดัดจริต” ที่เต้ยเคยใช้ด่าคนประเภทนี้ เพราะการก้าวย่างแต่ละก้าวนั้น ใครก็นึกว่า “เหิร” หรือคนที่มีรสนิยมหน่อยหากได้เห็นก็ต้องเอ่ยปากว่าเหมือนได้ดูบัลเล่ต์ “สวอนน์ เลก”

 แค่เสื้อตัว กางเกงตัวที่มิได้มียี่ห้อมีราคา อาจจะดูพื้นๆธรรมดา ทว่าไม้แขวนเสื้อนั้นน่ามอง ทุกสายตาจึงจับจ้อง และการแต่งตัวแบบนี้เอง ที่ช้างพร่ำบอกว่า ‘สาวและธรรมดาเกิน’ ถ้าหน้าตาผิวพรรณไม่ดี หุ่นไม่ดี ทุกอย่างก็จะดับสนิท

มูนรู้และไม่เคยทระนงหรือมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตน ว่าดี ว่าเลิศ เลยสักนิด...... หากจงใจแต่งมาให้ดูสาวกว่าคราวที่แล้ว เผื่อบางทีนายอัศวินหน้าตี๋เห็น จะได้เปลี่ยนใจเลิกตอแยกับตนสักที และยกเลิกคำสั่งทานข้าววันนี้หลังเรียนโยคะเสร็จ  คำสั่งที่ใกล้เคียงกับคำขออันน่าอึดอัดนี้ถูกเลื่อนมาจากคราวก่อน เนื่องด้วยต้องไปพาเอาแม่เพื่อนสนิทออกจากโรงพัก

“ไม่รู้แหละ คราวที่แล้วยังติดก้องไว้นี่....ยังไงก้องก็ยังอยากทานข้าวด้วยกันกับมูนสองต่อสอง ถ้าไม่ยอมออกมา ก้องจะไปทานที่บ้านมูน”

นั่นแหละมูนจึงจำใจต้องทำตัวให้ว่างและดูสาวๆจะได้จบ มิฉะนั้น ก้องก็จะงอแงเอาไม่จบไม่สิ้นและบุกมาบ้านตนอีก หมดครั้งนี้ไปจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกัน แต่ก็ดันผิดคาดอีกครั้ง เพราะการแต่งตัวให้สาวไม่ได้ช่วยอะไรเลย......กลับยิ่งทำให้อีกฝ่ายยืนรอรับตาเป็นประกายยิ่งกว่าทุกๆครั้ง แทนที่จะเป็นสายตาผิดหวัง สงสัยว่าไอ้นัดทานข้าวเนี่ย คงมีมาไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่แท้..... และมูนก็ต้องตะลึงตาค้างทันใด เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่กับก้องที่ล๊อบบี้

“นี่ไงสาวอัมพวาของก้อง สวยไหมครับหมวด”  ก้องถลาเข้ามาโอบโดยไม่อายสายตาใคร และหนึ่งในสายตานั้นก็กำลังมองการโอบมาอย่างเขม็ง....หากถอดแว่นตาดำออกมาก็ลงความเห็นได้ว่า พร้อมจะเอาเรื่อง

“โธ่คุณก้องไม่รู้อะไร มูนน่ะเขาแจ่มมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว .....รุ่นพี่ รุ่นน้องตามให้พรึ่บ ผมจองไม่ทันสักที เลยตั้งใจว่าจะไม่เอาสวยขนาดนี้แล้ว เชิญคุณก้องเถอะครับ” หมวดเปรมพยายามเลี่ยงคำบางคำเพราะกลัวว่าหากกล่าวออกไปมูนกับก้องได้ยินอาจจะไม่พอใจ “ไงมูน หวัดดี แหม แต่งตัวแบบนี้ระวังโดนจับข้อหา ให้เจ้าพนักงานมองตาค้างนะ”

“เอ่อ หวัดดีหมวด...แล้วหมวดเปรมกับเกรซ มาได้ไงกัน” มูนรู้ว่าว่าแขกของก้องยืนกันอยู่สามแต่จงใจทักแค่สอง ทำให้อีกคนที่ถูกลืมยิ่งขัดใจเข้าไปใหญ่จนต้องแทรกบทสนทนามาเสียเอง

“ทำไมจะมาไม่ได้....เป็นเมียผู้ว่าราชการเหรอ ถึงถามอย่างกับไม่อยากให้มา ห้ามไม่ให้ใครเหยียบจังหวัด”

“เต้ย...ทำไมไปพูดกับมูนเขาอย่างนั้น เขาไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย” เกรซปรามแฟนหนุ่มพลัน แล้วหันไปขอโทษมูนแทนเต้ยว่า “ ขอโทษนะมูน....เต้ยก็ปากเสียอย่างนี้แหละ พอดีหยุดยาวกันหลายวัน เต้ยเขาอยากมา ไม่รู้ว่าอารมณ์ไหน นี่เกรซยังสงสัยอยู่ว่าจะแอบมาติดสาวที่นี่”

“ไม่เห็นจะสวยสักคน ใครติดก็บ้าแล้ว แถมแต่ละคน ยังมองเต้ยอย่างกับอยากจะกินทั้งตัว นี่ถ้าเต้ยกวักมือเรียกคงไม่แคล้วเข้ามาหา  ใจง่าย หากขอกอดก็คงให้กอด ”

 ด้วยเพราะประโยคที่ว่า ‘ใจง่าย หากขอกอดก็คงให้กอด’ นี้เองทำให้มูนรู้สึกว่าโดนด่ากระทบ ใบหน้าลออเชิดขึ้นโดยพลันพร้อมกับค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากอาการโอบของก้องที่เริ่มโอบแน่นเกิน

“เฮ้ยก้อง....ขอโทษว่ะ ลืมสังเกตไปว่านายกำลังโอบสาวอัมพวาของนายอยู่” เต้ยแสร้งทำเป็นนึกได้ แกล้งทำเป็นไม่รู้ ทำหน้ายวนแล้วหันมาทางสาวอัมพวาพูดขึ้นว่า “โทษทีนะที่พูดเหมารวม...เออแต่นายไม่ใช่สาวนี่มูน นายปล่อยให้ก้องโอบไปเหอะ คงไม่เสียหายอะไร”

ก้องเองที่ได้ฟังก็เริ่มจะไม่พอใจ เบี่ยงตัวขึ้นมาหมายจะปกป้องและตั้งใจจะบอกว่าไม่ชอบวิธีพูด ทว่าเกนหลงดันปรามแฟนตัวเองขึ้นมาเสียก่อน จึงทำให้คนปากเสียสงบปากสงบคำลงได้บ้าง

“พอทีเถอะเต้ย....ขอโทษมูนเดี๋ยวนี้”

“ช่างเถอะเกรซ ไม่เป็นไรหรอก” มูนยิ้มให้แล้วทอดเสียงกล่าวต่อไปว่า “แค่เราไม่คิดว่าจะมากัน เพราะที่นี่นอกจากตลาดน้ำแล้วก็ไม่มีอะไรน่าเที่ยว กลัวจะเบื่อกันน่ะสิ แต่จะมาก็น่าจะกริ๊งกร๊างกันก่อน จะได้เตรียมตัว”

ที่ว่าเตรียมตัวของมูนคงจะไม่ใช่ต้อนรับ....คงจะเป็นเตรียมตัวหนีเสียมากกว่า เพราะหมาบ้าเล่นบุกมากัดถึงที่นี่ และแม้จะแค่แอบชำเลืองมอง มูนก็รู้ได้ทันทีว่า สายตาคมวาวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมา เหมือนจะส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่า ‘ยังไงก็ไม่มีทางหนีพ้น’

“อยากมาเซอร์ไพรส์ ก็เลยชวนหมวดเปรมมาด้วย..... ว่าแต่วันนี้ แต่งตัวเปรี้ยว เก๋ไก๋ เหมือนกันนะนี่ มีเดทกับก้องเหรอ”

“ไม่ใช่เดท เอ่อ...คือ มาสอนโยคะน่ะ สอนเสร็จก็ว่าจะไปทานข้าว” มูนปฏิเสธทันใด ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด เพราะตนยังไม่ได้เล่นด้วยกับก้องเลยสักนิด แค่โดนมัดมือให้ตอบรับยอมให้ก้องจีบเท่านั้น
 
“เกรซจะไปทานด้วยกันไหม”

ก้องจำต้องเอ่ยปากชวนเพราะมูนดันบอกไปว่าไม่ใช่เดท ทว่าการชวนเป็นไปด้วยมารยาท และคำชวนของก้องนี้เองมันก็ทำให้มูนรู้สึกกึ่งดีใจระคนทุกข์ใจ

ดีใจ......ที่จะไม่ต้องไปทานข้าวยามบ่ายกับก้องสองต่อสอง
ทุกข์ใจ......ถ้าเกรซเกิดรับปาก และมีฤา ที่หมาบ้าตัวเดิมจะไม่ตามไปด้วย

“อย่าเลย เกรซไม่อยากเป็น กข...”

“เกรซทำไมปฏิเสธก้องอย่างนั้น ก้องเขาอุตส่าห์มีน้ำใจชวนพวกเรา ดีซะอีก ก้องเขาคนพื้นที่จะได้พาเราไปเที่ยวในตัว...ยังไงรบกวนด้วยนะก้อง”

 เต้ยทนเงียบได้นานซะเมื่อไร จากตอนแรกที่ไม่อยากจะพูดด้วย กลับเรียกชื่อก้องด้วยน้ำเสียงแสร้งสนิท เพราะคำว่า ‘ขัดขวาง’ ดันผลุดขึ้นกลางสมองพลัน นี่ไงล่ะ เหตุผลที่อยากมาที่นี่...ไม่ใช่อยากมาหา หรืออยากตามมาดมกลิ่นหอมที่ซอกคอแต่อย่างใด  จึงพูดแทรกเกนหลงขึ้นมา มัดมือชกเล่นทำเอาก้องพูดไม่ออก

“จะดีเหรอ....ก้องเขาจะได้สวีทกับมูน”

“เขาอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน เขามีเวลาสวีทกันถมถืด ใช่ไหมก้อง” เต้ยยังไม่ยอมหยุด ยิ่งมูนเบือนหน้าหนี มันทำให้เขาต้องยิ่งพูด .....พูดเพื่อให้หันมาสบตา

“เอ่อ...ไม่เป็นไรเกรซ อย่างที่เต้ยบอก เวลาสวีทเราสองคนมีกันถมถืด” ก้องจงใจเน้นคำว่าถมถืด เพราะเริ่มจับได้ในน้ำเสียงและสายตาอันมีนัย ทำให้คนที่ตีกระทบก่อนตาลุกวาว  แล้วนายอัศวินหน้าตี๋ก็จำต้องรับคำ หากปฏิเสธก็จะดูไร้น้ำใจต่อเพื่อนและไร้มารยาท....แม้แฟนเพื่อนจะทำตัวไร้มารยาทไปแล้วก็ตาม

 “เพื่อนมาทั้งที ต้องต้อนรับกันหน่อย... ถ้างั้น อยากทานที่รีสอร์ทหรือว่าไปข้างนอกล่ะ”

“เห็นเกรซบอกว่าอยากนั่งเรือเที่ยวด้วยนี่ มีร้านอาหารริมน้ำที่ไหนแนะนำบ้าง จะได้นั่งเรือและแวะทานด้วยเลย”

“ก็มีครับหมวด ตรงเลยสะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ ไปนิดนึง ร้านนี้เป็นซิกเนเจอร์ของอัมพวาเลยนะ ไปทานที่นี่แล้วกัน อาหารอร่อย วิวสวย แถมยังอยู่แถวๆบ้านมูนด้วย”

ทันทีที่คำว่าบ้านมูนดังขึ้น มูนก็แทบอยากจะตบปากก้องนัก เพราะถ้าไปร้านอาหารแถวนั้น ยังไงเสียก็ต้องนั่งเรือผ่านหน้าบ้าน และมีหรือที่จะไม่ชวนกันแวะ และก็ผิดคาดเสียเมื่อไร เพราะเสียงของเกนหลงดังขึ้นเจื้อยแจ้วมาทันใด

“จริงเหรอ.....งั้นแวะเที่ยวบ้านมูนด้วยได้ไหม เห็นช้างเคยบอกว่าบ้านมูนสวย เป็นบ้านไม้ทรงไทยโบราณนี่ มีดอกไม้เยอะอย่างกับอุทยาน มูนอยู่กับคุณยายใช่ไหม เกรซจะได้ขอถือโอกาสไปกราบท่านด้วย”

และอีช้างก็เป็นอีกคนหนึ่งที่น่าจะโดนตบปาก เพราะดันเที่ยวโฆษณาไปทั่ว บ้านที่เคยเงียบสงบและเป็นโลกส่วนตัวที่ไม่ค่อยอยากจะเปิดรับใคร นอกเสียจากบุกเข้ามาอย่างที่ก้องเคยทำ กำลังจะถูกคนกลุ่มนี้หาทางลุกล้ำอาณาเขตที่ตนกั้นไว้อย่างดิบดี

“ท่าทางครูสอนโยคะของเกรซ เขาคงไม่อยากให้เราไปบ้าน เราอย่าไปเลย เขาคงไม่คิดว่าเราเป็นเพื่อนมังเกรซ”

ใครกันแน่ที่ไม่เคยคิดว่าเป็น ‘เพื่อน’  มูนอยากจะร้องถามไปดังๆ ทว่าเสียงที่พูดนั้นดันเป็นน้ำเสียงเชิงตัดพ้อมากกว่าประชดประชัน ใบหน้าร้ายกาจผ่อนลงจนกลายเป็นละห้อย เกนหลงเองก็หน้าเสีย  จึงทำให้มูนสะกดคำพูดไว้ทัน และลำบากใจ ยากที่จะหาเหตุผลในการปฏิเสธ หากเป็นคนอื่นที่ไม่สนิทมาก ก็คงจะบอกไปได้ว่า ‘ไม่สะดวก’ หรือ ‘เกรงใจคุณยาย’ แต่กับเกนหลง ที่นับว่ารู้จักกันมานาน อีกทั้งยังช่วยอุดหนุนชั่วโมงสอน จะไปพูดอย่างนั้นได้อย่างไร มูนจึงต้องแอบถอนหายใจมาเสียเฮือกใหญ่ ระบายความหนักใจ กล่าวตอบไปว่า

“ถ้างั้นก็เรียนเชิญ....แต่บ้านเราไม่ได้สวยอย่างที่ช้างเอาไปพูดหรอกนะ ออกจะดูเก่าและโทรม อย่าว่ากันล่ะ”

“ไม่หรอกมูนแค่มูนชวนไปเที่ยวบ้านเราก็ดีใจแล้ว แล้วจะไปกันกี่โมงดี เกรซจะได้ขอตัวเอากระเป๋าไปเก็บล้างหน้าล้างตาแป๊บ” เกนหลงจับมือมูนแน่นด้วยความดีใจแล้วถามขึ้นรวดเร็ว

“ก้องว่า ไปกันเลยดีกว่า บ่ายนี้ก้องไม่มีงานอะไรทำแล้ว เดี๋ยวก้องจะได้ไปสั่งให้เด็กเอาสปีดโบทออก”

“แล้วก้องไม่เรียนโยคะแล้วเหรอ” มูนท้วงขึ้น เผื่อบางทีระหว่างสอนจะหาทางหนีทีไล่ใหม่ๆได้

“วันนี้งดดีกว่า .....มูนรอที่นี่นะจ๊ะ ก้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บ เดี๋ยวรีบมา ” ก้องกล่าวจบก็เรียกพนักงานให้พาเกรซกับอีกสองหนุ่มไปบ้านพัก  แล้วก็เดินหายเข้าด้านหลังล็อบบี้รวดเร็ว

แล้วมูนก็รู้สึกถึงอาการเต้นระรัวของหัวใจ ไม่ใช่เพราะดีใจจนเลือดสูบฉีด หากเป็นเพราะกลัวและระแวง เนื่องด้วยใบหน้าที่ละห้อยของไอ้หมาบ้าตัวเมื่อครู่ ดันแปรเปลี่ยนคืนดังเดิมแถมยังหันกลับมายักคิ้วให้ เหมือนจะบอกให้รู้เป็นนัยๆว่า “เสร็จแน่ ดูซิ ทีนี้จะหนีไปไหนพ้น” สายตาคมวาวเป็นประกายฉายแววเกเร พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยังมีไม่หยุดหย่อน ถ้าคนอื่นมาเห็นภาพนี้ คงจะบอกว่า “หล่อร้าย น่ามอง” แต่สำหรับตนมันไม่ใช่.....มันคือสัญญาณอันตรายต่างหาก

รอยแย้มสำรวลเต็มพักตร์
เลิศลักษณ์แผงแววเจ้าเล่ห์
สายตาคมวาวเกเร
ทรงศักดิ์ทรงเสน่ห์....อันตราย ***

 “นายจะมาหาเรื่องอะไรกับเราอีกเต้ย หรือว่าจะต้องให้เราบอกนายว่า นายชนะอย่างขาดลอย นายถึงจะพอใจ ” มูนเปรยเบาๆ ทรุดตัวลงนั่งกับชุดรับแขกตรงล็อบบี้อย่างอ่อนแรง ปลายนิ้วมือเผลอสัมผัสริมฝีปากตนยามนึกถึงรสจูบที่เขาจงใจฝากไว้ เพื่อให้นำไปเปรียบเทียบและก็ได้เทียบไปแล้ว ถึงได้บอกไงว่าเขาชนะอย่างขาดลอย

สัมผัสอันหวาน ร้อนแรงเป็นจุดเด่นเรียกได้ว่าชัยชนะของเขา มันกำลังทำให้ตนตกอยู่ในภาวะโหยหา ที่แม้จะรู้ตัวก็กลับสกัดกั้นไว้ไม่อยู่......เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆดังขึ้นอีกเฮือก เพื่อขับไล่ความฟุ้งซ่าน ก่อนจะหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาต่อสายหาตัวช่วยเพื่อให้พ้นภัยทันใด

“ช้าง...มีเรื่องให้ช่วย ขับรถมาหาเราที่อัมพวาหน่อยตอนนี้เลยนะ เอาเสื้อผ้ามาค้างกับเราสองสามคืน อย่าเพิ่งถามอะไร มาถึงค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟัง”

สปีดโบทแล่นเร็วสมชื่อ  ลัดเลาะไปตามแม่น้ำที่สองฟากฝั่งยังคงวิถีชีวิตแบบไทยริมน้ำสมัยก่อนบ้านทรงไทยทั้งแบบไทยแท้และไทยผสมปลูกเรียงรายทั่ว เกนหลงอดไม่ได้ที่จะถอดแว่นตากันแดดออกเพื่อมองให้ชัดๆ ปากก็พร่ำชมธรรมชาติฝ่าเสียงเครื่องยนต์ไม่หยุดหย่อน ส่วนแฟนหนุ่มนั้นน่ะหรือ นอกจากจะมองไปรอบๆ อย่างพอใจ แล้วสายตาก็ดันไปเผลอชำเลืองร่างบางของคนที่ยืนอยู่คู่คนขับตอนหน้า ทำให้ดวงตาภายใต้แว่นตากันแดดกร้าวขึ้นอีกครั้ง

หึงเหรอ...........ไม่จริง แค่ไม่ชอบใบหน้าลออระรื่นที่มีให้ไอ้ตี๋นรกเวลามันพะเน้าพะนอ ....เท่านั้น จริงๆ

“เต้ย..... เกรซอยากมีบ้านริมน้ำที่นี่จังเลย”

“ถ้าเกรซ บอกว่าอยากมี เราก็จะมีด้วยกัน” เต้ยจงใจพูดเสียงดังให้ใครบางคนได้ยิน ซึ่งก็ได้ผลเพราะคนคนนั้นได้ยินและหันหน้ากลับมามองเพียงชั่วแวบก่อนจะเบือนหน้ากลับไป

“สนใจเราเหมือนกันนี่นา” เต้ยเปรยกับตนเองในใจ โดยหารู้ไม่ว่า คนที่หันมามองนั้นกำลังคิดไปคนละทาง “ไปปลูกกันอยู่ไกลๆได้ไหม เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันก็พอแล้ว อย่าต้องเป็นเพื่อนบ้านกันเลย”

เพียงระยะเวลาชั่วแวบ เรือก็เข้าเทียบท่าที่ศาลาทรงไทยหลังงาม ที่คราครึ้มรายล้อมไปด้วยไม้ใหญ่ๆเหนือสนามหญ้าเขียวขจี ลีลาวดีหลายๆต้น ออกดอกขาวสะพรั่ง บางดอกร่วงลงมาบนยอดหญ้า ทว่าความงามยังไม่จางหาย กล้วยไม้ทั้งขาวทั้งเหลือง พรูพรั่งตามคาคบร่มครึ้ม แสงแดดยามบ่ายทะลุลงมาได้แค่รำไร ราวกับแสงไฟนำทางให้นกกระจิบตัวน้อยโผผินโบยบินทั่วไปตามคาคบนั้น

ทันทีที่เท้าเหยียบขึ้นศาลาเท่านั้น ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความสงบเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็ว แต่มีหนึ่งในนั้น ที่สงบได้เพียงแค่แป๊บเดียว อารมณ์ก็คุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบ เมื่อไอ้ตี๋นรกที่เขาเรียกซึ่งเดินนำหน้า ทำทีท่าเสมือนเป็นเจ้าของบ้านเชื้อเชิญ

“เชิญครับ ทางนี้ ”

“เจ้าของบ้านเขายังไม่ได้เอ่ยปากเชื้อเชิญสักหน่อย” เต้ยสวนขึ้นทันควัน ก้องไม่รู้ความนัยว่าเต้ยจงใจกระทบว่า “มึงไม่ใช่เจ้าของบ้าน” จึงได้แค่เงียบลง และเจ้าบ้านตัวจริงก็ดันคิดว่าถูกกระทบเลยจำต้องเอ่ยปาก

“เชิญทางนี้” มูนกล่าวเพียงแค่นั้นแล้วเดินนำหน้าไม่สนใจอะไรอีก พาลัดเลาะไปบนแผ่นอิฐใหญ่ ที่สองข้างทางมีกระถางบัวตั้งเรียงรายไว้เต็ม

“ดอกบัวสวยจังมูน สีชมพูสดเชียว เพิ่งสังเกตว่า บ้านมูนมีดอกไม้สีอื่นเหมือนกันนอกจากขาวกับเหลือง” เกรซกล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ รู้ซึ้งถึงคำว่า ถ่อมตัวของอีกฝ่าย “บ้านมูนสวยมากเลยนะ ไม่เห็นเก่าและโทรมอย่างที่ว่าเลย ดูไทยๆคลาสสิค แถมใหญ่อย่างกับในหนัง”

เต้ยไยจะไม่เห็นด้วย....ที่นี่เองน่ะเหรอ ที่คนหยิ่งๆ มีโลกส่วนตัวอยู่ มันสงบ มันสวยงามอย่างนี้นี่เอง และความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างมันก็เริ่มบอกว่า “อยากมาเป็นส่วนหนึ่งนัก”

“แล้วแต่คนชอบน่ะ เกรซอาจจะชอบแนวนี้ เลยว่าไม่เก่า” มูนหยุดยืนใช้นิ้วละเลียดไล่ไปตามกลีบบัวหลวง ทอดเสียงต่อมาว่า “คุณยายท่านชอบดอกไม้ เลยปลูกเสียเต็มบ้าน ส่วนใหญ่จะสีขาวหรือไม่ก็เหลืองเพราะเราเกิดวันจันทร์ มีดอกบัวสีชมพูเท่านั้นที่เป็นของคุณยายท่าน ของเราก็มี แต่เป็นสีขาวอยู่บนบ้าน”

“เลยชื่อมูนตามวันเกิดใช่ไหมครับ” ก้องถามขึ้นบ้าง

“ไม่....แม่ตั้งให้เพราะเราเกิดวันพระจันทร์เต็มดวง ยายเล่าให้ฟังว่าคืนนั้นพระจันทร์สวย แม่เลยตั้งให้อย่างนี้” เสียงนุ่มๆกล่าวตอบมา ทำให้คนที่เคยล้อว่าขี้ เมื่อรู้ที่มาที่ไปของชื่อที่เคยล้อถึงกับต้องอึ้ง

‘อึ้ง’ เพราะเคยคิดแค่ว่าตั้งชื่อตามพระจันทร์..... ‘อึ้ง’ เมื่อรู้ว่าคืนนั้นพระจันทร์สวย.... และ ‘อึ้ง’ เมื่อประจักษ์ว่าพระจันทร์สวยจริง

เต้ยรู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่าชื่อมูนแปลว่าอะไร....ทว่าความคะนองปากและอารมณ์ยามเด็กเท่านั้นที่ทำให้เผลอล้อไป และตอนนี้ก็รู้สึกผิดพิกล 

“เออใช่ ไม่เคยเห็นมูนพูดถึงแม่เลย มูนเป๊ะออกอย่างนี้ คุณแม่คงต้องสวยมากๆ แล้วท่านอยู่ไหม” เกรซถามขึ้นตรงกับใจของเต้ยที่อยากถามพอดี

“อยู่สิ อยู่บนบ้าน แต่อยู่แค่รูปกับโกศน่ะ เราเองก็ได้เห็นแม่แต่ในรูป ไม่เคยเห็นตัวจริงๆหรอก เลยไม่รู้ว่าจะสวยเหมือนในรูปหรือเปล่า คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า พอแม่ตั้งชื่อให้เสร็จ หลังจากนั้นไม่กี่วัน แม่ก็ไปหายไปตรงท่าน้ำที่เราขึ้นมากันเมื่อกี้แหละ ทิ้งเราไว้ตรงหัวบันได เจอแม่อีกที ก็ตรงหัวคุ้งใหญ่ที่ผ่านกันก่อนจะถึงบ้านเรา แม่ไปว่ายน้ำอยู่ตรงนั้นตั้งหลายวัน” น้ำเสียงของมูนยังคงราบเรียบ จับเค้าอารมณ์มิได้ว่ารู้สึกอย่างไร ดุจความตายของแม่และการพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดา 

“เราขอโทษ มูน เราไม่ได้ตั้งใจ” เกนหลงหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าคำตอบจะเป็นเช่นนี้

เต้ยเองที่ได้ยินก็รู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ เพราะจำได้ว่า เคยพูดใส่หน้ามูนไปครั้งหนึ่งสมัยตอนเรียนว่า

“แม่ไม่เสียใจเหรอ ที่มีลูกชายแล้วเป็นตุ๊ด ”

หากเขาย้อนเวลากลับไปได้ หากเขารู้สักนิด เขาสาบานว่าจะไม่พูดอย่างนั้นเป็นเด็ดขาด เขามิเคยรู้ว่าคนตาเศร้าไม่มีแม่...ตอนนี้จึงเงียบเสียยิ่งกว่าเงียบ

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ดวงตาสีน้ำตาลที่แอบมอง...ไยถึงเศร้านัก
ภายใต้ใบหน้าเรียบเหลืองลออ.....ไยจะไม่ซ่อนรอยโศกา

หากไม่มีใครอยู่ตรงนี้ แขนแข็งแรงคงดึงร่างบางนั้นมากอดไว้แน่นโดยไม่รอสมองสั่งการ เพื่อปลอบขวัญ ขอโทษ ในสิ่งที่พูดไป และถ้าหากวันนั้น คุณแม่ของมูนพามูนลงไปด้วย....วันนี้เขาจะมีโอกาสได้เจอพระจันทร์ดวงนี้ไหม

รู้สึกผิด....ที่ทำน้องให้ร้องไห้
รู้สึกผิด....ที่ทำร้ายน้องหนักหนา
รู้สึกผิด....ที่ทำน้องมีน้ำตา
รู้สึกผิด....ที่พี่บ้า แกล้งน้องลง

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ไม่เป็นไรเกรซ....เรื่องมันนานนมมาแล้วน่ะ ป่ะขึ้นบ้านกันเหอะ”

มูนมิได้ตั้งใจจะพูดให้ใครสงสาร ทว่าในเมื่อถามมาก็ตอบไป แต่เท่าที่จำได้ ตอนเรียนไม่เคยมีใครถามตนเลยสักคนว่า ทำไม ไม่มีแม่มาในวันพบผู้ปกครอง นอกเสียจากช้างที่รู้และเมื่อรู้ มันก็ดันร้องไห้แทนตนมาเสียอีกจนต้องปลอบกันใหญ่

“ช้างจะร้องทำไม....ไม่ใช่แม่ช้างสักหน่อย และในโลกนี้ก็ยังมีคนที่ไม่มีแม่เหมือนเราตั้งหลายร้อยล้านคน เราเลยเฉยๆ”

“แต่ของมึงมันเศร้ายิ่งกว่าของใคร....มึงจำไว้นะ ถึงมึงไม่มีแม่ มึงก็ยังมีกูอยู่นะมูน”

“ขอบใจช้าง....ขอบใจจริงๆ”

 มูนมิได้กล่าวอะไรมาอีกเดินนำขึ้นบันไดบ้านที่ขั้นบนสุดมีไม้ระแนงให้เถาชมนาถดอกขาวกับเถาบานบุรีดอกเหลืองเลื้อยพันเกี่ยวกระหวัดกันซุ้มประตูที่มีหลังคาเป็นจั่วบุกระเบื้องดินเผาแผ่นเล็กมิให้ทะลายลงมา ซึ่งนับวันก็ยากจะดูแลรักษาและตนก็ไม้รู้ว่าซุ้มประตูและไม้ระแนงจะทลายลงมาเมื่อไร ใจอยากจะเปลี่ยนยกออก ทว่าเสียดายในฝีมือช่าง และด้วยคำว่าฝีมือเนี่ยแหละ จึงหาคนซ่อมยาก

“ระวังหน่อยนะ....ระวังกระเบื้องหล่น ซุ้มไม่ค่อยดี” มูนกล่าวเตือนยิ้ม และพูดยังไม่ทันขาดคำ หมดเปรมก็เผลอไปเกาะไม้ระแนง จนทำให้ซุ้มสั่นกระเบื้องบางแผ่นร่วง

“ห่า...เกือบหัวแตก” ผู้หมวดหนุ่มครางอู้ “มูน ไม้ค้ำซุ้มมันผุนี่นา”

“จ้ารู้แล้ว กำลังหาคนมาซ่อมอยู่ แต่ก็ต้องการฝีมือ เพราะไม้ระแนงพวกนี้มันยันซุ้มประตูอีกทีหนึ่ง”

“เต้ยซ่อมให้เอาไหม” ไม่ใช่เพียงแค่มูนที่หันขวับมามองหากเป็นทุกสายตา และเต้ยก็ไม่สะทกสะท้าน กล่าวต่อไปว่า “เคยออกค่ายอาสา เต้ยซ่อมได้นะ แค่ทำเสาไม้ระแนงใหม่แป๊บเดียวก็เสร็จ”

น้ำเสียงที่พูดครั้งนี้ นิ่งกังวาน ทว่ามิได้ออกเชิงตัดพ้อเหมือนตอนอยู่ในพุ่มไม้คืนนั้น วันนี้กลับแฝงไปด้วยความหนักแน่นมั่นใจว่าเขายินดีเต็มใจทำ และทำได้ แต่ด้วยประสบการณ์ร้ายๆที่ผ่านมา ควรหรือที่มูนจะยอมให้เขามายุ่ง “ไม่ต้องหรอก...รบกวนเปล่าๆ เราหาคนได้”

“ไม่ได้รบกวน คิดซะว่า....” เต้ยหยุดเว้นวรรค สรรหาคำพูดลงท้าย ครั้นจะบอกไปว่าขอโทษมันก็ดันติดอยู่ลำคอทำไมมันไม่ง่ายเหมือนตอนที่คิดนะ แล้วฉับพลันเขาก็หาคำพูดแทนได้ “แลกกับข้าวเย็นมื้อนี้ที่บ้านแล้วกัน”

“เต้ย....ไหนจะไปทานร้านอาหารไง”

“ไปทำไม มาถึงนี่แล้ว จะไม่ชวนกินข้าวเย็น ก็ให้มันรู้ไป” เต้ยแปรเปลี่ยนน้ำเสียงและอารมณ์กลับมาเกเรอีกครั้งสะบัดหน้าพรึ่ดเดินแซงหน้าเจ้าของบ้านมารอด้านบน แถมยังเร่งมาอีก “เร็วสิ เจ้าของบ้าน ยืนเฉยอยู่นั่นแหละ”

มูนพยายามมิสนใจในทีท่า เกเรนั่น เดินเชิดหน้าไม่แม้แต่จะปรายตามามอง กล่าวเพียงเรียบๆ “ตามมาสิ ยืนเฉยอยู่นั่นแหละ”

หากอยู่กันสองต่อสองเต้ยคงเข้ามาขย้ำแขน ที่ถูกย้อนและเชิดหน้าใส่ แต่นี่เกรซอยู่ด้วยหมาบ้าจึงไม่กัดได้แค่เห่า และอยากรู้นักว่าหมาตัวนี้จะหมดแรงเห่าเมื่อไหร่ 

มูนนำแขกทั้งสี่เดินผ่านชานกว้างๆ ที่วางกระถางดอกบัวสีขาวรายรอบ และเพียงขึ้นบ้านมากลิ่นตะเกียงน้ำมันมะลิหอมก็กำจายลอยมาตามลม

“หอมเหมือนกลิ่นน้ำหอมมูนเลย” ก้องผู้แค่เคยดมผ่านๆ กล่าวขึ้น ทำให้คนที่เขาเคยดมจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวซ่อนยิ้ม เต้ยรู้ดีว่ามันคนละกลิ่นกับเจ้าของบ้าน เพราะหากมันเป็นกลิ่นอยู่บนตัวเจ้าของบ้านเมื่อไร มันจะต้องหอมหวานกว่านี้

“ดมบ่อยล่ะสิยะ ตาก้อง”

“ทีเดียวเองเกรซ อยากดมอีก แต่เขาไม่ให้ดม”

เกรซกับก้องกระซิบกระซาบแล้วก็หัวเราะกันคิกคัก แล้วก็ต้องเงียบลงทันใดเมื่อมูนทรุดกายลงคลานเข่านำหน้าลงไปบนพื้นไม้กระดานขัดจนเป็นมัน ทุกคนทำตาม จวบจนมาหยุดที่พรมทอมือสีนวลลายกุหลาบขาว เสียงร้องทักก็ดังขึ้น

“อ้าวเจ้ามูน ทำไมกลับมาเร็วล่ะลูก”

คุณยายนั่งประจำบนตั่งกลางหอนั่ง มูนรีบเข้าไปรับช่วงต่อแล้วสั่งให้มอสไปจัดน้ำจัดท่ามารับแขก “เพื่อนสมัยเรียนแวะมาเยี่ยม จ๊ะยาย”

“ใครกัน ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา จำได้แต่พ่อก้อง”

มูนค่อยพาคุณยายลงนั่งบนเบาะรองนั่งเล็กๆสี่เหลี่ยม โดยมิต้องทำการแนะนำแต่อย่างใดแขกทั้งสี่ก็ยกมือไหว้อย่างน่าเอ็นดู โดยเฉพาะคนที่มูนไม่เคยคิดว่าจะคลานเข่ากับเขาเป็นแถมตอนนี้ยังนั่งพับเพียบเรียบแปล้ กริยาอาการบ้าห่างหายจนผิดสังเกต

เต้ยยิ้มกว้างอย่างไม่เคยเห็น สายตาเกเรกลับเหลือเพียงแค่แวววาวสดใส เมื่อได้เห็นคุณยาย ที่เป็นสตรีสูงอายุในเสื้อลูกไม้ขาว นุ่งผ้าถุงพิมพ์ลายดอกพิกุลธรรมดาๆ ทว่า ช่างดูสงบ อบอุ่น ผิวคุณยายนั้นผ่อง มีราศี บอกถึงฐานะได้เป็นอย่างดี ว่าไม่ใช่แค่ชาวบ้านชาวสวนธรรมดา ทว่าเป็นคนมั่งมีที่ไม่อวด ลักษณะ ‘ผู้ดีแท้’ แบบนี้นี่เองที่ทำให้ประทับใจแม้จะเห็นเพียงครั้งแรก 

กระแสเย็นแผ่ระเรื่อทั่วใบหน้า
เป็นสตรีที่ควรค่ากราบกรานยิ่ง

ในใจนึกอดที่จะเปรียบกับคุณยายของเขาไม่ได้ เพราะคุณยายของเขาวันๆเร่แต่เข้าสมาคม ประชุม หากองทุนร้อยแปด และ นับวันยิ่งแต่งตัวคล้ายลิเก ต่างกับคุณยายของมูนลิบลับ

“ชื่ออะไรล่ะพ่อคุณ ยิ้มเสียกว้างเชียว”

“ ชื่อวสุครับ เรียกว่าเต้ยก็ได้ครับคุณยาย เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของมูน”

“หน้าตาหล่อเหลาเอาเรื่องนะนี่ ทนต์ยังแดงดั่งแสงทับทิม   เพริศพริ้มเพรารับกับขนง อย่างกับพ่อวิหยาสะกำ ”

“เขาเรียกว่าดัดฟันจ้ายาย” มูนรีบบอกคุณยายเพราะกลัวจะถูกนายหมาบ้านี่หัวเราะ แต่ก็ผิดคาดเพราะนายนั่นนอกจากจะไม่หัวเราะแล้วยังพูดจาด้วยน้ำเสียงน่าฟังอย่างกับคนละคนกับเมื่อกี้

“คุณยายพูดเป็นกลอนเลย แต่เต้ยขอเป็นอิเหนาแทนได้ไหมครับ เต้ยอยากเป็นพระเอก ”

“แหมเข้าใจพูด นะพ่อคุณ” คุณยายกล่าวตอบปนหัวเราะก่อนจะอธิบายความต่อมาว่า “นึกว่าเด็กหนุ่มๆสมัยนี้จะไม่รู้จักวรรณคดีเก่าๆเสียแล้ว”

“เคยเรียนมาครับ ยังพอจำได้อยู่บ้าง  ”

“เออเก่ง ยังดีที่จำได้....นึกๆไปก็น่าเสียดาย ที่ต่อไปวรรณคดีประจำชาติจะสูญหายหมด แล้วแม่หนูล่ะชื่ออะไร” คุณยายหันไปถามเกนหลงบ้าง

“ชื่อเกนหลงค่ะคุณยาย ชื่อเล่นชื่อเกรซ”

“แหม....วันนี้วันอะไร ตัวละครเรื่องอิเหนามากันเกือบหมด แม่หนูรู้ใช่ไหมว่าชื่อหนูหมายถึงใคร”

“พอทราบค่ะ พ่อเคยบอกว่าเอามาจากเรื่องอิเหนา เป็นน้องสาวของอิเหนา ชื่อเต็มๆว่าเกนหลงหนึ่งหรัดหรือวิยะดา”

“เออแม่หนูนี่เก่ง ท่าจะเป็นลูกสาวคนโตด้วยล่ะสิ”

“ทำไมคุณยายทราบล่ะคะ”

“ก็เกนหลงเป็นคำชวาหมายถึงลูกสาวคนโต ถ้าลูกชายคนโตเขาจะเรียกซูหลง” คุณยายยิ้มอย่างชื่นชม “แม่หนูนี่สวย มีใครเขามาจับจองหรือยัง”

“ขอบพระคุณค่ะคุณยาย เกรซมีคนจองแล้วค่ะ แต่เขาก็จองแค่ปากเปล่า สักวันเกรซจะเปลี่ยนใจ”

“โธ่...เกรซ ก็จะไปขอหมั้นตั้งหลายทีเกรซเองนั่นแหละบอกยังไม่พร้อม” เจ้าวิหยาสะกำของคุณยายแก้ตัวพลัน

“อ้อ นี่คบกันอยู่หรอกเหรอ กำลังจะถามเชียวว่า พ่อเต้ยเขามาอัมพวามาตามหานางบุษบาหรือเปล่า”

เต้ยยังไม่ทันตอบเจ้ามอสก็ยกแก้วทรงสูงสี่ใบใส่น้ำเก็กฮวยมาเสิร์ฟคั่นบทสนทนา ชายหนุ่มจึงมีเวลาคิดหาคำตอบ “เปล่าหรอกครับ พอดีเต้ยอยากพาเกรซมาเที่ยว มีเกนหลงแล้วต่อให้อีกสิบนางบุษบาก็ไม่มีความหมาย อิเหนาคนนี้อาจจะผิดธรรมเนียมสักหน่อย เพราะรักน้องสาว ”

เกนหลงและคนอื่นๆรวมถึงคุณยายได้ยินก็หัวเราะในความฉอเลาะน่าเอ็นดูของเต้ย หากแต่เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลที่นั่งอยู่ด้วยกลับไม่หัวเราะ เพียงแค่ยิ้มเบาๆก่อนจะเบือนสายตาไปอีกทาง และกริยาอาการนั้นก็ตกอยู่ภายใต้สายตาเจ้าวิหยาสะกำของคุณยายพอดี เขาอยากจะถามออกไปนักเชียวว่า “เป็นอะไรไปอีก ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ทำไม่ต้องเชิดหน้าใส่”

ใครหนอ....จะรู้ความในใจที่ซ่อนไว้ ถ้าไม่ใช่ตัวมูนเอง

“แหม...ปากหวานอย่างนี้ สงสัยต้องยกบทอิเหนาให้ตามคำขอเสียแล้วละมัง”

“คุณยายหาตัวละครเรื่องอิเหนาให้ก้องบ้างสิครับ ก้องอยากมีส่วนร่วม” ก้องแทรกบทสนทนาขึ้นมา และก็ได้คำตอบทันควันแต่ไม่ใช่จากคุณยายกลับเป็นของนายวิหยาสะกำที่เพิ่งเปลี่ยนบทไปเป็นอิเหนา

“จรกา” คำตอบสร้างเสียงหัวเราะลั่น ก้องที่ไม่รู้วรรณคดีเหมือนคนอื่นได้แต่ทำหน้าเหรอหรา แล้วเจ้าอิเหนาเต้ยก็บอกต่อมาว่า “เป็นอิเหนาก็ดีนะครับได้มีแฟนหลายๆคน  คุณยายเชื่อไหมครับว่าตอนเรียนเกือบสอบตก โชคดีนะครับที่ได้สมุดจดเรื่องย่อสรุปสาระสำคัญของมูนมานั่งอ่านไม่งั้นก็คงแย่”

มูนหันขวับกลับมามองทันใด เพราะเท่าที่จำได้สมุดเล่มนั้นตนไม่ได้ให้แต่เขาต่างหากที่มาแย่งไปและที่สำคัญแย่งไปจากมือเสียด้วยซ้ำ

“เอามาให้กูอ่านหน่อยสิ”

“เอาคืนมานะ ของเรา” เสียงนุ่มๆเล็กๆตะโกนขึ้น ก่อนจะเข้าไปแย่งสมุดคืนเอามาจากมือของเด็กชายเกเร  ทว่าด้วยความที่ตัวเล็กกว่า มีหรือจะแย่งสำเร็จ และการยื้อแย่งกันนั้นทำให้มือของเต้ยเผลอไปสะบัดโดนกับแก้มบางๆดังเพี้ยะ เสียงนั้นคาดว่าคงจะดัง เพราะสยบเสียงจอกแจกจอแจในห้องเรียนยามครูไม่อยู่ได้อย่างราบคาบ และสายตาทุกคู่ก็หันมามอง

ความตื่นตะลึงบังเกิด หัวใจรีบสั่งให้ขอโทษ เต้ยที่เบี่ยงตัวหนี กลับรีบถลันกายเข้ามา มือแข็งแรงที่สะบัดโดนหน้าเมื่อครู่เอื้อมมาหมายใจจะเชยหน้าดูรอยซัด เขารู้สึกถึงหยดน้ำอุ่นๆหยดกระทบหลังมือยามยื่นเข้าไปและมันจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากน้ำตา หากแต่มือน้อยๆที่เคยแย่งสมุดคืนมานั้นกลับปัดมือเขาออก สะบัดหน้ากลับไปนั่งนิ่งที่โต๊ะดังเดิม ใบหน้าลออตอนนั้นปรากฏเป็นรอยแดงเด่นชัด น้ำตาไหลเป็นทาง และเจ้าตัวก็ปล่อยให้มันไหลอยู่อย่างนั้นมิสนใจจะเช็ด การร้องไห้ที่เงียบมิมีเสียงสะอื้น มันทำให้เขาเข่าแทบทรุด เป็นครั้งแรกของการรังแกที่นับว่ารุนแรง แต่เขาไม่ได้ตั้งใจ

“ไอ้เต้ย ไอ้เหี้ย มึงทำมูนแรงเกินไปหรือเปล่า” เปรมรีบเข้ามาดูสถานการณ์ “มึงไปขอโทษมูนเลย”

“กูไม่ได้ตั้งใจ” เต้ยตอบทั้งๆที่ยังหน้าเสีย

“มึงก็ไปขอโทษเขาสิ ยืนซื่อบื้ออยู่ทำไม” เปรมพูดพร้อมกับผลักเต้ยเข้าไป แต่ก่อนที่เต้ยจะเอ่ยปากขอโทษนั้น ช้างก็เดินกลับเข้ามาในห้อง พอเห็นเพื่อนสนิทนั่งน้ำตาพรากก็แผดเสียงลั่นทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้า

“ไอ้เหี้ยตัวไหนทำเพื่อนกู” ร่างใหญ่ๆ เดินอาดๆเข้ามายังฝ่ายหน้า กราดสายตามองทว่าไม่มีใครกล้าสบตานางพญาคชสาร

“กูถามว่าตัวไหน” ช้างถามขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้เต้ยก็แผดเสียงตอบมาว่า

“กูเองแหละอีช้าง กูแค่ยืมสมุดเพื่อนมึงดีๆ เพื่อนมึงก็หวงวิชา เสือกเข้ามาแย่งคืนไม่ดูตาม้าตาเรือ เลยโดนมือกูสะบัดโดนหน้า”

“คุณเต้ยทำเกินไปหรือเปล่าคะ แล้วแน่ใจเหรอคะว่า คุณเต้ยยืมสมุดเพื่อนอัยดีๆ” แม้จะโมโหตั้งท่าเอาเรื่อง คำว่าคุณก็ยังคงมีนำหน้า

“พอเถอะช้าง.... ถ้าเขาอยากได้ ก็ให้เขาไป เดี๋ยวเราไปจดเอาใหม่” มูนไม่อยากให้เกิดเรื่องใหญ่โตจึงรีบเข้ามาห้ามทัพและดึงช้างกลับไปที่ฝ่ายใน ก่อนกลับช้างกล่าวทิ้งท้ายว่า “อย่ารังแกเพื่อนอัย และลุกล้ำเข้ามาในฝ่ายในโดยไม่จำเป็น ถึงเป็นคุณเต้ย อัยก็จะไม่ละเว้น”

และพอรุ่งเช้า มูนก็พบสมุดเล่มนั้นวางคืนอยู่บนโต๊ะ พร้อมช็อคโกแลตแท่งโตที่มีข้อความเขียนไว้หน้ากระดาษห่อว่า “ขอโทษครับ” มูนรู้ได้ทันทีว่าเป็นของใคร เพราะเจ้าของมายืนอยู่ที่หน้าฝ่ายในและกำลังทอดสายตามองมา

คำขอโทษคำแรก ทว่ามิได้มาจากปาก ไยมันจะมีค่าควรแก่การอภัย

มูนสนใจหยิบแต่สมุดคืนใส่กระเป๋า ทิ้งช็อคโกแลตวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินออกไปนอกห้องพร้อมกับเสียงตะโกนไล่หลังด้วยข้อความเดิมๆที่ยังดังก้องหูมาจนทุกวันนี้ “อีตุ๊ด อีจองหอง มึงจะเชิดหน้าใส่กูได้เท่าไรกัน มึงคอยดู”

เหตุการณ์วันนั้นยังจำได้ เสมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้มูนลุกพรวดอ้างว่าจะเข้าไปเอาของในห้อง เพราะไม่แน่ใจว่าเด็กชายร้ายกาจคนนั้นจะเป็นคนเดียวกับหนุ่มน้อยน่าเอ็นดูที่หัวเราะร่ากับคุณยายที่วงสนทนาแน่หรือ

ฤาทุกอย่างที่เห็น มันเป็นแค่ภาพมายาที่เขาเสแสร้งแกล้งทำ!!!

พอคล้อยหลังมูนคุณยายก็พูดขึ้นยาวๆเป็นครั้งแรกว่า “คงจะเข้าไปเอาหนังสือมาอ่านละมัง เจ้ามูนน่ะมันชอบอ่านหนังสือ ทั้งวรรณคดีและก็นิยาย ไม่เชื่อเข้าไปดูในห้องมันเถอะ หนังสือเต็มตู้อย่างกับห้องสมุด วันๆถ้าไม่ไปไหนก็อ่านแต่หนังสือ ตอนเด็กๆ ยายล่ะกลัวแทบแย่ว่ามันจะเป็นใบ้เพราะไม่ค่อยพูด โตมานี่ค่อยดีหน่อย ส่งไปเรียนในกรุงเทพกลับมาถึงค่อยพูดมากขึ้น แต่อย่างว่าแหละเด็กมันกำพร้าพ่อ กำพร้าแม่ มันคงขาดความอบอุ่น ไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆเขาที่มีพ่อมีแม่ครบ”

“ก้องทราบมาว่า คุณแม่มูนเสียแล้ว” ก้องเปรยขึ้น

“ใช่จ้ะ เสียหลังจากที่เจ้ามูนเกิดได้ไม่กี่วัน ลงไปตามน้ำแหละ โชคยังดีที่ไม่เอาเจ้ามูนไปด้วยไม่งั้นยายก็คงไม่เหลืออะไร มันเป็นสมบัติชิ้นเดียวของยายที่มีค่าที่สุด”

“ทำไมคุณแม่...ถึงได้...เอ่อ” เกรซลังเลที่จะถามออกไป เพราะกลัวว่าจะเป็นการละลาบละล้วง หากแต่คุณยายไม่ถือกลับเล่าให้ฟังอย่างกับเป็นเรื่องปกติ เหมือนเล่านิยายน้ำเน่าทั่วไป ทว่าเรื่องนี้มันดันเป็นเรื่องจริงที่คนฟัง ได้ฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะแบกรับเอาความเศร้านั้นมาในจิตใจ

“เฮ้อ....ก็ความรักนี่แหละ แม่เจ้ามูนเขาเสียใจ พ่อเจ้ามูนเขาไปมีผู้หญิงใหม่ที่ทางบ้านที่กรุงเทพเขาหาให้ ทางนั้นเขาดูถูกหาว่าทางบ้านยายเป็นชาวสวนเขาเลยจับแยก แรกๆพ่อเจ้ามูนเขาก็ไม่ยอม ไปๆมาๆก็กลับเห็นดีเห็นงาม ยอมทางบ้าน คนบ้านนอกมันก็อย่างนี้แหละลูก ยิ่งเป็นชาวสวนยิ่งโดนดูถูก ดูแคลน แต่บ้านยายมันก็จน ต่ำต้อยจริงอย่างที่เขาว่า”

 คุณยายกล่าวอย่างถ่อมตัวหรือไม่ก็น้อยใจยากที่จะจับความรู้สึก แต่แขกทั้งสี่ที่นั่งอยู่ต่างก็ปฏิเสธได้ทันทีว่า บ้านคุณยายไม่ได้เป็นอย่างที่บ้านทางฝั่งพ่อมูนกล่าวหา บ้านทรงไทยหลังใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ อีกทั้งพื้นที่อันกว้างขวาง แลเครื่องเรือนการตกแต่งบอกถึงฐานะที่เรียกว่ามีกินมีใช้ได้ไม่มีวันหมด

“ยายเองตอนเลี้ยงเจ้ามูนก็ไม่มีน้ำนมแล้ว ก็ต้องใช้น้ำข้าวผสมน้ำผึ้งให้มันกิน จนได้ถึงเกณฑ์กินนมกระป๋องแหละถึงหยุด ตอนนั้นกลัวแทบแย่ว่าจะไม่รอด เพราะไม่ค่อยยอมกินอะไร แถมยังเกิดมาผิวไม่มีตำหนิอีก โบราณเขาถือว่าเป็นลูกเทวดา มาเร็ว ไปเร็ว ต้องไปบนเสียแทบแย่ แรกๆก็งอแงอยู่หลายวัน แต่เหมือนมันจะรู้ตัวว่ากำพร้ามั้ง เลยเจียมตัวกลัวไม่มีใครรัก ทีนี้ยายก็หนักใจอีกเพราะไม่ร้องสักแอะ”

“ถึงว่ามูนถึงตาเศร้าๆ....ได้ยินอย่างนี้แล้วก้องเห็นใจมูนจังเลย”

ไม่ใช่ก้องคนเดียวหรอกที่เห็นใจ เพราะในความรู้สึกเต้ยตอนนี้ ก็รู้สึกไม่ต่างกันเผลอๆอาจจะมีมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะดวงตาคมวาวเริ่มมีน้ำใสๆคลอ

พี่ไม่รู้ว่าน้องเจ็บปวดนัก
ถ้าพี่รู้พี่จะรักแลรับขวัญ
พี่จะคอยดูแลน้องทุกคืนวัน
พี่จะโอบกอดเจ้ามั่น...เจ้าจันทร์เพ็ญ

“เจ้ามูนมันโตมากับคนแก่ เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวแถวนี้ก็ไม่ค่อยมี แถมยายก็เป็นผู้หญิง มีแต่ลูกผู้หญิง ไม่รู้จะเป็นเพื่อนเล่นกับมันอย่างไร ก็เลยเลี้ยงมันอย่างเด็กผู้หญิง จนมันอ้อนๆแอ้นๆ เป็นผู้หญิง ยายยังจำได้ ตอนมันกลับมาจากกรุงเทพอาทิตย์แรกๆ มันร้องไห้ มันมาฟ้องว่ามีคนไปด่ามันว่าตุ๊ด เรียกมันว่าขี้ หาว่ามันหยิ่ง จองหอง งอแงจะไม่ยอมกลับกรุงเทพไปเรียน ไอ้คนที่ไปว่ามันก็ใจร้ายเหลือเกิน”
 
สิ้นเสียงคุณยาย เกรซกับหมวดเปรม ก็พร้อมใจชี้ไปที่เต้ยโดยมิได้นัดหมายจนเต้ยทำหน้าไม่ถูก “ตาเต้ยนี่เลยค่ะ ตัวดี”

“อ้อ....พ่อเต้ยเองหรอกเหรอ แหม ไปด่ามันว่าอะไรเข้าล่ะ”

“ทั้งสามอย่างเลยครับคุณยาย จริงๆแล้วเยอะกว่านี้อีก จาระไนไม่ไหว” หมวดเปรม พาผู้ต้องหามอบตัวกับคุณยายพลัน จนผู้ต้องหาต้องหันกลับมาด่า “ไอ้เวร...เงียบเลยมึง”

“นี่ถ้ายายยังมีแรงจะหาไม้แพ่นกบาลพ่อเต้ยสักที”

“โธ่คุณยายครับ ตอนนั้นเต้ยยังเด็กอยู่”

“ไม่จริงค่ะคุณยาย ตอนโตนี่ก็พูด เมื่อกี้นี่เอง” เกนหลงได้ทีฟ้องเสียงใส นึกสะใจที่แฟนหนุ่มโดนเสียบ้าง

“คนมันเก็บเนื้อเก็บตัวตั้งแต่เด็กเลยไม่ค่อยพูด ไม่เคยมีเพื่อนเล่น เลยเข้ากับคนอื่นยาก พ่อเต้ยจะไปเอาอะไรกับมันนักหนา ตอนแรกเห็นมันไม่มีเพื่อนมีฝูงยายก็หนักใจนะ แต่พอมันพาแม่หนูอัยมาบ้านยายค่อยดีใจหน่อย ไอ้เรื่องฟงเรื่องแฟน ก็ไม่มีกับเขา มูนมันคงกลัวเหมือนแม่ มันเลยไม่คบใครละมัง”

‘นี่ใช่ไหมคือเหตุผล ที่นายไม่มอง’ เต้ยเปรยกับตนเองในใจเงียบๆ เผลอใจถามตัวเอง ‘เรามันดูแย่นักใช่ไหม’
 
“แต่เห็นมันเงียบๆอย่างนี้ พ่อก้องเขาถึงกับบุกมาบ้านยายเชียวนา”  คำพูดของคุณยายทำให้ก้องหน้าแดง เต้ยที่นั่งนิ่งได้ยินก็ตื่นจากภวังค์พร้อมอารมณ์ฟังหงุดหงิดพิลึก 

“เออแล้วนี่ ไม่เห็นแม่หนูอัยมาด้วย ไม่รู้จักกันเหรอ”

“รู้จักครับ ...แต่อย่าให้มันมาเลยครับคุณยาย” หมวดเปรมรีบบอก “ผมมีคดีกับมันไว้”

“อ้าวแล้วมันคดีอะไรกัน” แล้วคุณยายก็เบนความสนใจไปที่หมวดเปรมคุยกันอยู่พักใหญ่ พอคุณยายรู้ว่าหมวดเปรมเป็นตำรวจและมีเรื่องกับช้างเพราะอะไร ก็หัวเราะกันลั่น ถูกอกถูกใจ ถึงกับหยิบพระผงจากกำปั่นเล็กๆข้างตัวให้เอาไว้คุ้มครอง แคล้วคลาด กันโดนประทุษร้าย ซึ่งหมวดดีใจนักหนา มูนเดินกลับออกมาเห็นวงสนทนาครึกครื้นก็แปลกใจ ถามโดยพลัน

“นินทาหนู อีกหรือเปล่าจ๊ะยาย”

“เปล่า ก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย  กำลังบอกว่าคิดถึง แม่หนูอัย” คุณยายหยุดจิบน้ำชาแล้วหันไปถามเต้ยว่า “ แล้วนี่พักที่ไหนกันล่ะ ”

มูนนิ่งเงียบมิบอกว่าช้างจะมา.....หากช้างมาเมื่อไร จะได้ให้ช้างช่วยหาทางไล่แขก

“พักที่รีสอร์ทก้องเองครับ”

“ก็ดีลูก....แต่ถ้าเบื่อคนเยอะๆ มาพักที่บ้านยายบ้างก็ได้นะ บ้านยายจะได้ครึกครื้น เหมือนบ้านคนอื่นเขา”

“คุณยาย” มูนตาโตไม่คิดว่าคุณยายจะเอ่ยปากชวน และเสียงตอบรับก็มีขึ้นทันใด

“ขอบคุณครับคุณยาย เต้ยอยากมาตั้งนานแล้ว แต่มูนเขาไม่เคยชวนมาสักที”

ดวงตากลมน้ำตาลใส ประสานมองกับคอนเทคเลนส์สีน้ำผึ้งที่ทอดมองอยู่ก่อนแล้วพลัน ส่งสายตาถามว่า “ต้องการอะไรกันแน่”

“มูนมันก็อย่างนี้แหละ ชอบอยู่เงียบๆ ว่าแต่ เย็นนี้กินข้าวเย็นกันที่นี่สิ ยายจะได้มีเพื่อนคุย หรือว่าเบื่อที่จะคุยกับคนแก่”

“ขอบคุณครับคุณยาย ก้องชอบคุยกับคุณยาย ไม่เบื่อหรอก” นายอัศวินหน้าตี๋พูดขึ้นอย่างเอาใจ หากแต่ใครอีกคนดันพูดมาด้วยวิธีการเหนือชั้นกว่า

“มูนก็ชวนอยู่เหมือนกันครับ แต่เต้ยขอทำงานแลกข้าวเย็น โดยจะซ่อมไม้ระแนงตรงซุ้มประตูให้”

มูนตาโตยิ่งกว่าเดิม เพราะมั่นใจว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น จะกล่าวแย้งก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะคุณยายชิงตัดหน้ามาก่อน “ ก็เอาสิพ่อ.....นี่ยายก็หาคนซ่อมอยู่ อย่างนี้แหละบ้านมีแต่เด็ก ผู้หญิง คนแก่ อะไรพังอะไรเสียก็ต้องหาคนนอก”

คุณยายท่าทางจะลืมไปกระมังว่า มูนไม่ใช่ผู้หญิง ทุกคนได้ยินก็เผลออมยิ้ม แล้วคุณยายก็พูดต่ออนุญาตอย่างเป็นทางการมาว่า “ฝากพ่อช่วยดูหน่อยก็แล้วกัน ขาดเหลืออะไรก็บอกเจ้ามูนเขา”

“ครับคุณยาย” เต้ยรับคำแล้วรีบคลานเข่าปราดๆออกไป ตามมาด้วยหมวดเปรม  เกรซเองก็สงสัยอยู่ครามครันในทีท่าของเต้ย หากหมวดเปรมได้กระซิบบอกว่า “มันคงสำนึกผิด” นั่นแหละ หญิงสาวจึงไม่ใส่ใจ นั่งฉอเลาะเอากับคุณยายเรื่องนู้น เรื่องนี้ต่อ  ส่วนก้องเห็นสองหนุ่มแข็งขันได้รับความดีความชอบก็อยากจะมีส่วนร่วมบ้าง แต่ก็โดนปฏิเสธรวดเร็ว

“ไม่ต้อง...ไปนั่งคุยกับคุณยายเหอะ”

เต้ยกับหมวดเปรมหายไปสักพัก และก็กลับมายังหอนั่ง ถามมูนขึ้นว่า “ ที่บ้านมีไม้ไหม  ต้องใช้ไม้เพิ่มนิดหน่อย”

“ไม่มีหรอกหมวด ใช้เยอะไหมล่ะ ถ้าเยอะ เห็นจะต้องไปซื้อ”

“นิดเดียว ใช่ไหมวะเต้ย” นายผู้หมวดหันไปถามเต้ยที่กำลังนั่งคำนวณจำนวนไม้ “เออ นิดเดียว”

“จะไปซื้อทำไม ไปขอปันเอาจากโรงเลื่อยเจ็กฮงมันสิ บอกมันว่ายายให้มาขอ ....เจ้ามูนพาพ่อเต้ยเขาไปหน่อย”

คุณยายบอกวิธีหาไม้มาให้และก็ไม่สนใจอันใดต่อ มูนจึงจำต้องตามสองหนุ่มนั้นออกมา ก้องงอแงขยับจะออกมาด้วย แต่เกรซกับคุณยายก็ดันชวนคุยหาโอกาสออกมาไม่ได้  และไอ้ความงอแงของก้องนี่เอง มันทำให้เต้ยรำคาญเสียยิ่งนัก จึงต้องมาลงเอากับคนที่เป็นชนวนทั้งมวล

“ต้องการใช้สักเท่าไร เดี๋ยวไปซื้อให้” มูนถามขึ้นทันทีที่เดินมาถึง หากก็ได้รับเป็นคำตอบกวนๆ จากเสียงเดิมๆที่กลับมาเป็นคนเดิมยามไม่ได้อยู่ต่อหน้าคุณยายว่า 

“บอกไปจะรู้จักไหม ... นายไม่รู้เรื่องหรอก แล้วร้านอยู่ไหน เดี๋ยวจะไปกับไอ้หมวด”

“บอกไปจะรู้จักไหม...ที่นี่อัมพวา ไม่ใช่สยาม” มูนสับสนในอารมณ์ปรวนแปรของอีกฝ่าย เผลอต่อปากต่อคำออกไป โดยลืมไปว่า หมวดเปรมอยู่ตรงนี้ด้วยและหมวดเปรมก็มองมาอย่างยิ้มๆ

“ก็พาไปซะทีสิ”

“งั้นหมวดไปกับเรา” คราวนี้มูนไม่โต้ตอบ หันไปคุยกับหมวดแทนทว่าเสียงห้าวๆก็แทรกขึ้น

“แล้วทำไมฉันจะไปด้วยไม่ได้”

“ต้องไปมอเตอร์ไซค์ ซ้อนได้แค่คนเดียว”

“แล้วรถไปไหน”

“จอดไว้ที่รีสอร์ทก้อง”

“อ๋อใช่ ลืมไปว่า ไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆ ท่าจะค้างที่รีสอร์ทจนเคยเลยทิ้งรถไว้ที่นั่น  ถึงได้ปล่อยให้ซุ้มประตูจะพังแหล่มิพังแหล่” เพียงชื่อก้องหลุดมาเท่านั้น เต้ยก็ซัดมาเป็นชุดและฉุดข้อมือมูนลากหลุนๆ ออกมา อารมณ์หมาบ้า พวยพุ่งอีกครั้ง คราวนี้ต่อหน้าหมวดเปรม “ ฉันจะไปเอง จะขี่รถพาฉันไปดีๆ หรือว่าต้องใช้กำลังบังคับ”

“ไอ้เต้ย....ใจเย็นๆ ที่นี่บ้านมูนเขานะ”

“มึงเฉยๆไอ้หมวด.....คนดื้อ คนจองหองแบบนี้ ใจเย็นไม่ได้หรอก มึงรออยู่นี่เดี๋ยวกูมา ถ้าเกรซถามบอกแค่ว่า ไปซื้อไม้” เต้ยพูดกับเพื่อนจบ ก็หันมาพูดพอได้ยินกันสองคนกับเจ้าของบ้านที่พยายามแกะข้อมือตนออกว่า “อยากโดนแบบวันนั้นใช่ไหม ต่อหน้าไอ้หมวดฉันก็กล้าทำ”

ประโยคนี้แหละทำให้มูนสงบลง และยอมไปแต่โดยดี ใบหน้าเริ่มเชิด ด้วยเพราะถูกคุกคามในเรือนชาน ในที่สุดตัวตนที่แท้จริงก็เผยออกมา อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ทำเป็นน่าเอ็นดู พอคล้อยหลังเท่านั้น สันดานก็เริ่มโผล่

แต่สันดานนี้ไม่ใช่ฤา.......ที่ตนชินตา และปฏิเสธไม่ได้ว่า คุ้นเคยมากว่าเกือบสิบปี
************
รบกวนติดตามต่อบทที่๘ นะคะ
อ้างอิง *,** นำมาจากเพลงสาวอัมพวา ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยธาตรี
*** นำมามาจากกลอนในนวนิยาย เรื่องบาดาล โดยลักษณวดี




ออนไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-11
คิดถึง.......มาตลอด :mew1: :z3:
ดีใจ ไรท์มาลงใหม่  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๘ มั่นใจไม่รัก

รถมอเตอร์ไซค์ยามาฮ่าพีโน่คันน้อย ทว่าก็ยังใหญ่ไปอยู่ดีเมื่อเทียบกับขนาดตัวของคนเข็นออกมาจากโรงรถ ร่างบางสะโอดสะองอ้อนแอ้นต้องออกแรงเยอะอยู่เหมือนกันกว่าจะเข็นออกมาได้  โดยมีคนที่ตัวใหญ่กว่ายืนกอดอกมองเฉยมิยื่นมือเข้ามาช่วยเข็นแต่อย่างใด สายตาคมวาวเกเรยังคงจับจ้อง อารมณ์กรุ่นๆยังมิจางหาย มิรู้เพราะเหตุอันใด หรือจะเป็นเพราะประโยคที่ว่า ‘จอดรถไว้ที่รีสอร์ทก้อง’ ประโยคธรรมดาๆ หากแต่ความสนิทสนมที่เจือไว้ มันกัดกินใจพิกล

“จะไปรอดไหมเนี่ย” น้ำเสียงห้วนๆเปรยขึ้นลอยๆ แต่คนที่จับรถอยู่ก็มิได้เจรจาพาทีตอบ จนหมาบ้าต้องเห่าออกมาอีกด้วยประโยคใหม่ชวนให้โมโห “ขับเป็นเหรอ ไม่ใช่พาฉันไปล้มหน้าตาแหก แล้วนึกยังไงถึงได้มีมอเตอร์ไซค์กับเขา อยากได้ผัวเป็นเด็กแว้นล่ะสิ”

“เป็นความคิดที่ต่ำ” เสียงเรียบๆสวนกลับไป แล้วเชิดหน้าดั่งเคยพูดต่อมาว่า “รถเขามาขัดดอก ผัดผ่อนค่าเช่าสวน เด็กบ้านนอกขับมอเตอร์ไซค์เป็นทุกคน ไม่เหมือนเด็กกรุงเทพบางคนเป็นแต่ขับรถยนต์กับนั่งรถไฟฟ้า”

“ทำเก่งไปเหอะ....เข็นก็แทบจะไม่ไหว ยังจะปากดี”

“แล้วนายจะยืนปากดีอีกนานไหม จะไปหรือไม่ไป ถ้าไปก็ขึ้นมาเสียที จะได้รีบกลับมาทำให้เสร็จ” มูนเริ่มหงุดหงิดกับถ้อยคำกวนประสาท ทนไม่ไหวตอบกลับไปบ้าง ก่อนขึ้นสตาร์ทรถแล้วบิดคันเร่งเตรียมออกตัว นี่ถ้าไม่ติดว่าคุณยายสั่งและกลัวมันทำอย่างนั้นต่อหน้าหมวดเปรมจ้างให้ก็ไม่มีทางมากับนายหมาบ้านี่สองต่อสอง

“เหอะ!!” เต้ยมิพูดอะไรต่อมากมาย เดินเข้ามาก้าวขาตั้งท่าจะขึ้นคร่อม แล้วก็พลันชะงักงันไปชั่วแวบก่อนจะค่อยๆทิ้งตัวลงซ้อนท้าย คล้ายเหมือนว่าจะลังเล หากแต่ก็ไม่  มูนเองก็สะบัดหน้าพรึ่ดไปข้างหน้ายามรู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาซึ่งเป็นสัญญาณว่าเขานั่งเรียบร้อย แล้วจึงบิดคันเร่งออกไป

หากตอนนี้มูนมองกระจกข้างสักนิด คงจะเห็นได้ว่า ใบหน้าเกเรเริ่มเจือด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ปมขมวดระหว่างคิ้วเลือนรางรวดเร็ว  แต่กระจกนั้นก็แค่ส่องให้เห็นรอยยิ้มเพียงแค่ภายนอก ซึ่งมิสำคัญเท่ารอยยิ้มในใจที่ซ่อนไว้ ณ ขณะนี้

เพราะการขึ้นคร่อมซ้อนท้าย.....มันทำให้เต้ยเผลอใจคิดถึง ‘ท่วงท่า’ อะไรบางอย่าง
‘ท่วงท่า’ ที่ยังไม่เคยทำ และไม่คิดจะทำ.....แต่ถ้าหากหัวใจบังคับให้ต้องทำ เขามั่นใจว่าเขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย

และไอ้สิ่งที่คิดนั้น มันก็ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น ....แถมมันก็วิ่งพล่านขึ้นหน้าแปรเปลี่ยนผิวขาวเป็นสีชมพูอมแดงระเรื่อได้อย่างอัศจรรย์

ถ้ามูนรู้สิ่งที่เต้ยคิด....คาดว่าคงจอดฟีโน่ทิ้ง แล้ววิ่งหนีขึ้นบ้านเป็นแน่แท้

ลมเย็นสดชื่นพัดปะทะใบหน้าอยู่ตลอด บางครั้งเต้ยก็ต้องเลี่ยงหันมองดูข้างทางที่สองฟากฝั่งอุดมไปด้วยสวนลิ้นจี่สลับกับสวนส้มโอและสวนมะพร้าว เวลาขณะนี้ก็เป็นเพียงแค่บ่ายสองครึ่ง แต่ทำไมบรรยากาศมันร่มรื่นราวกับยามเย็น หากเป็นที่กรุงเทพในเวลาเดียวกันนี้คงให้คำจำกัดความได้เพียงแค่ว่า ‘ร้อนตับแตก’ แต่ที่นี่คือ ‘ร่มรื่นใจ’ ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ขับรถเกือบเจ็ดสิบกว่ากิโลจากมหานคร เขาจะเจอความสงบร่มเย็นอย่างไม่เคยเจอ

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไม..... พระจันทร์ ถึงอยู่ที่นี่
ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไม...... พระจันทร์ ถึงได้ส่องแสงเย็นตา นวลใจ

 แมกไม้เขียวสดชรอุ่มชุ่มชื่นตา
พัดพาอารมณ์กรุ่นเมื่อครู่จางหาย
ทว่ากรุ่นกลิ่นมะลิยังมิยอมวางวาย
ต้องชม้ายชายมาดมอยู่เนืองเนือง

ด้วยความเขียวสดชื่นของธรรมชาติกลางสวนและกลิ่นมะลิกรุ่นที่ถูกสูดเข้าไปเสียเต็มปอดสมใจที่โหยหา ทำให้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งเปล่งประกายวาววับจับตาฉายแววซุกซน แลประกอบกับได้ยลต้นขาเรียวเหลืองลออล้อแสงแดด ทำให้หัวใจของหนุ่มน้อยเริ่มบงการประสาทสัมผัสทุกส่วนแทนสมองทันที จึงเผลอไผลวางฝ่ามือทั้งสองข้างลงไปหยอกล้อบนต้นขานวลแทนแสงแดดดูบ้าง ก่อนจะโอบรัดบั้นเอวคนนั่งข้างหน้าด้วยความรวดเร็วและกว่ามูนจะรู้ตัว.....มันก็สายเสียแล้ว

แผงอกกว้างทั้งแผงตลอดจนหน้าท้องแบนราบเริ่มสนิทเข้ามาชิดแน่นแผ่นหลังที่บางกว่าทั้งแผ่น สะโพกรู้สึกถึงการถูกขนาบข้างจากต้นขาแข็งแรง และปลายจมูกที่เคยรังแกก็หวนกลับมาวางอยู่บนไหล่ ยุทธวิธีในการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ มีฤาที่มูนจะไม่ร้อง และก็ร้องมาเสียลั่นด้วย

“ทำบ้าอะไรวสุ...ถอยไป เดี๋ยวรถล้ม”

“ฉันกลัวตก” น้ำเสียงที่กล่าวตอบ มิได้แสดงว่ากลัวออกมาเลยสักนิด

“กลัวตกก็นั่งดีๆ ปล่อยนะเดี๋ยวใครเห็น แถวนี้คนรู้จักเยอะ” มูนร้องลั่นฝ่าเสียงมอเตอร์ไซค์ แต่ไม่กล้าขัดขืนเพราะกลัวรถล้ม และถ้าหยุดรถเมื่อไรชาวสวนลิ้นจี่ ที่กำลังรดน้ำสองข้างท้าง ต้องหันมาเห็นกันหมดแน่ๆ ว่าคนนั่งซ้อนกำลังทำอะไร  จึงพยายามประคองขี่ออกไป ให้พ้นจากสายตาเร็วที่สุด

“ถ้ากลัวคนเห็นก็ไปที่เงียบๆสิ ....คนพื้นที่ก็ต้องรู้สิ” เต้ยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงซุกซนเป็นข้อเสนอแนะทีเล่นทีจริงมากกว่าเป็นคำสั่ง “ไปเหอะ....ไหนๆ ก็มีโอกาสอยู่กับฉันสองต่อสองแล้วนี่”

“ต่ำ!! จะบ้าเหรอ เราไม่เคยคิดจะอยากอยู่กับนายสองต่อสอง ถ้าไม่หยุดกอด เราล้มรถจริงๆนะ” มูนเริ่มเสียงแข็ง แต่เต้ยก็มิสะทกสะท้าน

“ถ้าไม่กลัวเสียโฉมก็เอาสิ...ฉันน่ะไม่กลัวหรอก”

“วสุ...ขอร้องเถอะ ปล่อยได้ไหม ใกล้จะถึงโรงเลื่อย เดี๋ยวใครเห็น และถ้ายังไม่ปล่อยเราจะฟ้องเกนหลง”

ชื่อเกนหลงถูกยกมาอ้างเช่นเคย แต่เต้ยยังคงรั้นมิยอมปล่อยดังคำขู่ ความสุขใจเล็กๆบังเกิด ยามได้ใช้กำลังตอแยจนคนเงียบๆโวยวายและให้ความสนใจ แลโชคดีก็เป็นของเขาเมื่อฟีโน่วิ่งเข้าสู่ถนนที่มีแต่สวน ไร้บ้านช่องริมทาง ปลายจมูกที่เคยวางไว้บนไหล่เฉยๆ  จึงได้โอกาสจะทำอย่างที่เคยทำ แต่ก็มีอันต้องหยุดชะงักเสียเอง เมื่อสายตาของเขาเบือนมาเห็นรอยแดงคล้ำตัดกับสีผิวเหลืองลออตรงซอกคออย่างชัดเจนภายใต้ปกเสื้อสูง

รอยแดงคล้ำเป็นวงแบบนี้มีหรือจะไม่รู้จักเพราะเป็นรอยที่เกิดจากการดูดกลืนแลขบด้วยริมฝีปาก
ที่สำคัญ...............มันเป็นรอยของใคร ไยจะต้องปิดบังซ่อนเร้น

เต้ยหยุดทุกสิ่งกะทันหัน นิ่งเงียบ ขยับถอยออกมานั่งตรงกลางเบาะดังเดิมเสียเอง อารมณ์สนุกสุขใจกลายเป็นขุ่นเคืองยามได้เห็นรอยขบ มูนมิรู้เหตุผลในการหยุด นึกแต่ว่าครั้งนี้เอาชื่อเกนหลงมาอ้างแล้วได้ผล จึงมิได้ฉุกใจเลยว่า ภูเขาไฟกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆและรอเวลาระเบิดรุนแรง

เมื่อฟีโน่เลี้ยวเข้ามาจอดสนิทที่โรงเลื่อย เต้ยกระโดดลงพลันไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้า เลี่ยงไปยืนอีกทางทำเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  มูนที่เพิ่งลงมายืนด้วยอาการหัวใจเต้นระรัวดั่งกับวิ่งมาโรงเลื่อยแทนมอเตอร์ไซค์ก็ยังแปลกใจ ว่าเป็นบ้าอะไรไปอีก จู่ๆก็มีทีท่าหงุดหงิดแถมยังมาสะบัดหน้าใส่ตน ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนรังแก ตนต่างหากไม่ใช่หรือที่ควรทำกริยาไม่พอใจ เพราะถูกลวนลาม

มูนมองเต้ยอย่างไม่เข้าใจ เขามีสิทธิ์อะไรมาโกรธตน...การห้ามเป็นการกระทำที่ทำถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ เพราะถ้าตนปล่อยให้เขาทำ คำว่า “ร่านกับใจง่าย” คงไม่แคล้วคงลอยมาตามลม นึกๆแล้วก็ชวนให้ประหวั่น

ไอ้หมาบ้า นี่แค่ขามา...ยังร้ายขนาดนี้   แล้วถ้าขากลับล่ะ.....จะร้ายขนาดไหน
สมแล้วใช่ไหม ที่จะให้คำนิยามได้ว่า “ทรงศักดิ์ทรงเสน่ห์......... อันตราย”

มูนตั้งใจจะอ้าปากต่อว่าถึงการกระทำเมื่อครู่แต่เจ็กฮงก็ออกมาพอดี จึงต้องพับเรื่องนั้นเก็บไว้ หันไปแจ้งความประสงค์กับเจ้าของโรงเลื่อย และเจ็กฮงก็ใจดีให้เต้ยเลือกไม้ได้ตามใจชอบโดยไม่คิดราคาเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่คุณยายเคยเอื้อเฟื้อเงินทุนตอนที่เจ็กฮงตั้งตัวใหม่ๆ 

เต้ยหายตัวไปเลือกไม้อย่างรวดเร็ว จนมูนไม่มีโอกาสจัดการ สักพักพอกลับมา ก็โยนมัดไม้ฉำฉาให้ด้วยใบหน้านิ่งๆออกจะไปทางบึ้งตึงเสียด้วยซ้ำ บอกสั้นๆแค่ว่า “ถือไปไม่หนัก”

“ถ้าเราถือแล้วใครจะขี่รถ” มูนถามขึ้นทันควัน

เต้ยไม่ตอบคำถามนั้นกลับเดินพรวดๆมาบิดกุญแจที่คาไว้กดปุ่มสตาร์ทมือยามาฮ่าฟีโน่รวดเร็ว แล้วบอกด้วยเสียงเรียบๆ กึ่งเป็นคำสั่ง กึ่งเป็นคำถาม “ จะยืนถามอีกนานไหม จะขึ้นมาดีๆ หรือต้องให้ไปลากขึ้นมา”

“นะ นายวสุ นายขี่มอเตอร์ไซค์เป็นเหรอ”

“ใช่” เต้ยยังสงวนปากสงวนคำอยู่ ตอบไปเพียงแค่สั้นๆ

“แล้วทำไมนายไม่บอกเรา ว่านายขับเป็นตั้งแต่แรก มานั่งซ้อนทำไม” มูนพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ความโกรธที่เริ่มพวยพุ่ง พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ

“แล้วทำไมไม่ถามตั้งแต่แรก ว่าฉันขี่เป็นไหม ตัวเองไม่ใช่เหรอที่ขับออกมาเองไม่ถามฉันสักคำ” คราวนี้น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นยอกย้อนตอบมายาวเหยียดเร็วปรื๋อ ก่อนจะออกตัวบิดคันเร่งขี่เป็นวงกลมรอบๆด้วยลีลาแพรวพราวเหลือรับ จนมูนตะลึงอ้าปากค้าง มัดไม้ฉำฉาในมือแทบตก เต้ยหมุนวนสองสามรอบแล้วก็หยุดรถตรงหน้า พูดมาว่า

“ไม่เหมือนเด็กกรุงเทพบางคนเป็นแต่ขับรถยนต์กับนั่งรถไฟฟ้า....ขอโทษเถอะ เด็กกรุงเทพอย่างนายวสุนี่แหละ ที่ได้ของขวัญวันเกิดเป็นมอเตอร์ไซค์ ตั้งแต่อายุสิบสอง  ...ขึ้นมา”

 มูนยังลังเลมิรู้ว่าตัวเองโกรธหรืออาย ครั้นจะดื้อดึงขับเองเหมือนตอนขามา ก็คงไม่แคล้วโดนเหมือนเดิม หรืออาจจะยิ่งกว่าเดิม  และด้วยเสียงอันดังของเต้ยทำให้คนในโรงเลื่อยเริ่มหันมามอง ว่าคู่นี้มีเรื่องอะไรกัน เมื่อไม่มีหนทางอื่นใดดีไปกว่ายินยอม มูนจึงจำต้อง พาหน้าแดงระเรื่อขึ้นซ้อนท้าย พร้อมความรู้สึกอัดอั้นกลางอกยากจะบรรยาย
 
หน้าแดงเพราะ โกรธ  ตัวเองที่ไม่ถามตั้งแต่แรกอย่างที่เขาว่า
หน้าแดงเพราะ   อาย ที่เสียรู้ปล่อยให้เขาซ้อนท้ายจนถูกกอด
แต่ ‘มั่นใจ’...... ว่าไม่ได้หน้าแดงเพราะ ‘เขิน’ แน่นอน

“กอดแน่นๆ นะ เพราะฉันเป็นแว้นซิ่ง หึ”

คำว่า ‘ซิ่ง’ ของเต้ยนั้นไม่ใช่ซิ่งแค่ธรรมดา ทว่าซิ่งฝุ่นตลบซิ่งเสียจนเสื้อเชิ้ตสีเขียวอ่อนก้านมะลิของคนซ้อนปลิวสะบัด  ไหนจะกลัวตก ไหนจะมัดไม้ฉำฉาที่วางอยู่บนตัก ทำให้ไม่มีตัวเลือกใดดีกว่านอกจากการยึดเกาะเอวของคนขับ

‘บอกไว้ก่อน ห้ามแตะเนื้อต้องตัวฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต บอกตรงๆ ขยะแขยงและกลัวติดโรค’ คำพูดประโยคนั้นของเต้ยยังดังก้องอยู่ในหูตอนไปสอนโยคะและมูนก็มั่นใจว่าทำได้ดั่งเขาสั่งมีแต่เขาเองเท่านั้นที่แตะเนื้อต้องตัวตนก่อนตลอด ทว่าคราวนี้มันจำเป็นคับขันต้องฝ่าฝืน มิฉะนั้น คงจะหงายหลังลงไปกองกับพื้นถนน ยิ่งเร็วก็จำต้องยิ่งเกาะแน่น และการเกาะแน่นของมูนนั้น มันทำให้คนขับหน้าบึ้งเริ่มยิ้มออกมาได้ทีละน้อยๆ

“ขับช้าๆหน่อยได้ไหม” มูนร้องตะโกนฝ่ากระแสลมตลอดทางแต่คนขับก็มิได้มีทีท่าว่าจะสนใจ “วสุ มันอันตราย แถวนี้โค้งเยอะ นายไม่เคยถนน เดี๋ยวแหกโค้ง”

“เฉยๆ แล้วก็เงียบซะที”

เต้ยมิสนใจแถมยังหันมาเอ็ดเอาเสียอีก หนุ่มน้อยเหมือนจะใช้ความเร็วของรถระบายอารมณ์หงุดหงิดยามเห็นรอยแดงคล้ำบนซอกคอ ฟีโน่คันน้อยแม้จะไม่เร็วเท่ารถแข่ง แต่มันก็เร็วมากในความรู้สึกของมูน จนต้องร้องเพราะความกลัว และยิ่งมูนร้องเท่าไร เต้ยก็ยิ่งบิดเร็ว บิดแรงขึ้นเท่านั้น

เจ้าฟีโน่ยังคงวิ่งมาบนถนนเรียบทางเดิม ซึ่งเต้ยพอจำได้ แต่ครั้นพอถึงทางแยก เต้ยกลับเลี้ยวไปอีกทางจนมูนร้องลั่นระดมใช้กำปั้นทุบไปบนหลังเต้ยระระรัว

“นายเลี้ยวผิดทางแล้ววสุ ทางนี้ไม่ใช่ทางไปบ้านเรา”

มีหรือที่เต้ยจะฟังจวบจนรถขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำมาถึงกลางสะพานนั่นแหละจึงเบรกกะทันหันจนหัวมูนกระแทกแผ่นหลังกว้าง

 “เป็นบ้าอะไรวสุ ผีเข้าหรือไง ถึงได้ขับรถแบบนี้ ”

มูนถามขึ้นทันใด เต้ยก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้น กลับจอดรถเฉยตั้งขาตั้งเป็นการบังคับให้มูนลงมาเอง มูนเห็นท่าไม่ดี ลงมาได้ก็โยนมัดไม้ฉำฉาทิ้ง ยืนหน้าซีด ขาสั่น เพราะไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ที่เร็วปานพายุขนาดนี้ ก่อนจะถลันกายเข้าไปจะไปหยิบกุญแจที่เสียบไว้ตั้งใจจะสตาร์ทรถ แต่เต้ยก็ปัดมือออกแย่งกุญแจรถมาแล้วหย่อนมันลงไปในกางเกง ทว่าไม่ใช่ในกระเป๋าแต่มันเป็นด้านหน้าภายใต้ขอบชั้นในขาวที่โผล่เหนือขอบกางเกงยีนส์นั้นต่างหาก

“เอากุญแจรถคืนมานะ เราจะกลับบ้าน”

“อยากได้ก็มาล้วงเอง” ทีท่าไม่รู้ไม่ชี้ยียวน ชวนให้โมโห ทำให้มูนจึงอยากซัดกำปั้นลงไปสักหมัด แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมือแข็งแรงของเขาจับมือทั้งสองข้างของตนไว้มั่น แล้วเต้ยก็พูดขึ้นรวดเร็ว 

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน รอยดูดที่คอเป็นของใคร”

มูนตะลึงกับคำถามไปชั่วครู่ รอยที่อุตส่าห์ซ่อนไว้ มิคิดว่ามีใครจะเห็นแต่นายนี่กลับมาเห็น แถมยังมาถาม นี่หรือคือเรื่องที่จะคุย พอตั้งสติได้ จึงตอบไปว่า

“จะของใครก็ช่าง....นายเอากุญแจรถมา ไม่งั้นเราจะฟ้องเกนหลง”

“คำก็เกนหลงสองคำก็เกนหลง คิดเหรอว่าฉันกลัวเหอะ” เต้ยยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ใช้น้ำเสียงยียวนสุดประมาณ ก่อนจะจับมือมูนแปะลงไปตรงหน้าท้องน้อยพยายามจะยัดลงไปใต้ขอบกางเกง “อยากได้ก็มาล้วงเอาสิ ล้วงเลย  ”

“วสุนายมันเป็นหมาบ้าโสโครกชั้นต่ำ” มูนโมโหจนทำอะไรไม่ถูก ทว่าในความโมโห ทำไมมันต้องเจือไปด้วยอาการวาบกลางอก แถมมือน้อยๆที่เคยสัมผัสแต่พื้นผิวเสื่อโยคะ ก็ดันสั่นพร่า ยามได้สัมผัสหน้าท้องแบนราบแข็งแรงแฝงไว้ด้วยมัดกล้าม ก่อนจะรวบรวมแรงฝืนกำลังผลักออกไป พร้อมด่าด้วยคำที่คิดว่ามันจะเจ็บที่สุด แต่มันก็ไม่สะทกสะท้าน

“บอกมานะว่าเป็นรอยของใคร”

มีหรือเต้ยจะยอมให้มูนหลุดรอด แขนแข็งแรง โอบรอบเอวพลัน ก่อนจะดึงคนที่ตัวเล็กกว่า เข้ามาในอ้อมอก  ความรู้สึกของเต้ยตอนนี้มิกลัวอันใดแล้ว ใครจะเห็นภาพตรงนี้ตอนนี้ก็ช่าง เพราะใจอยากจะรู้มากกว่าว่ารอยที่คอมันเป็นของใคร ส่วนมูนเอง ถึงแม้แรงจะสู้ไม่ได้แต่ก็ยังคงขัดขืนสุดกำลัง

ความชุลมุนชุลเกของคนกำลังจะกอดกับคนที่บ่ายเบี่ยง ดำเนินไปไม่หยุดเหนือสะพานข้ามแม่น้ำ โชคดีที่เวลานี้คนยังไม่พลุกพล่านสัญจรและไม่มีใครเห็น  แม้การการกอดรัดฟัดเหวี่ยงจะกระทำภายใต้แสงแดดระยับ หากแต่ลมจากปากแม่น้ำช่วยพัดโชยชายเสมือนบรรเทาอารมณ์ของเต้ยที่พวยพุ่งให้กลับลงมาเป็นแค่ระเรื่อ จึงทำให้ครั้งนี้นุ่มนวลกว่าทุกครา และท้ายสุดมูนก็ต้องแน่นิ่งทิ้งตัวในอกกว้าง ที่นิ่งไม่ใช่เพราะแรงรัด หากแต่นิ่งเพราะน้ำเสียงยียวนยั่วโมโหแปรเปลี่ยนมาเป็นกังวานอยู่ข้างซอกหูต่างหาก

“บอกมานะว่าเป็นของใคร ของไอ้ตี๋นรกนั่นใช่ไหม ถ้าไม่บอก ฉันคงต้องสร้างรอยให้นายเอาไว้เทียบดูบ้าง”  ปลายจมูกโด่งยังมิยอมละออกจากซอกหู ไอร้อนจากลมปากเริ่มลอยชิดเข้ามาใกล้ ขนตรงต้นคอลุกเกรียว จนมูนรีบร้องขึ้นพลัน

“อย่านะ รอยเก่าที่เคยทำไว้ยังไม่ทันจาง นายจะมาสร้างรอยซ้ำรอยซ้อนอีกทำไม”

เต้ยชะงักงันเพียงครู่ คิดตาม ก่อนจะเบี่ยงตัวมาด้านหน้าเลื่อนมือที่โอบกอดมาจับต้นแขนของมูนไว้แน่น “มะ หมายความว่า มันเป็นของ....”

“ของหมาบ้าตัวที่ไล่กัดเราในพุ่มไม้ที่ร้านอาหาร พอใจหรือยัง” มูนกล่าวต่อแทนมาให้ อาศัยจังหวะที่เต้ยตะลึง สะบัดตัวออก หันหลังกลับตั้งใจจะเดินออกไปแต่เต้ยก็วิ่งมาสกัดหน้า ถามละล่ำละลั่ก

“จะ....จริงเหรอ”

“หมามันกัด มันฝากรอยไว้ให้จำ แต่มันดันจำไม่ได้ว่ามันกัดเรา หลีกไป”

ใช่ว่าเต้ยจะมีอารมณ์พลุ่งพล่านเป็นคนเดียว คนอารมณ์เย็นอย่างมูนก็สามารถเป็นได้ หากเกินขีดที่จะทนไหว มูนจึงมิรู้ตัวเองเลยว่าประโยคที่พูดออกไปเมื่อครู่ มันปกปิดความรู้สึกบางอย่างไม่มิด ระหว่าง เสียใจ กับ น้อยใจ 

ไหนบอกจะจูบให้จำแล้วนำไปใช้เปรียบเทียบ และก็ได้เปรียบเทียบไปแล้ว แต่เจ้าของคมเขี้ยวไฉนกลับลืม !!!

“จูบครั้งนี้ไม่ใช่จูบที่อยากจะเอาชนะ แต่เป็นจูบที่อยากให้จำ จะได้นำเอาไปใช้เปรียบเทียบ ว่าพอจะสู้ของไอ้ตี๋ได้ไหม”

ประโยคนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง แต่มันจะมีค่าอันใดเล่า หากมันไม่ได้อยู่ในใจและคนพูดจำไม่ได้เลยสักนิด ใบหน้าลออก้มต่ำก่อนจะเงยขึ้นมาแล้วสะบัดไปอีกทาง

“จะกลับบ้าน หากไม่เอากุญแจรถออกมา เราจะเดินกลับ ”

“มันเป็นของเต้ยเองหรอกเหรอ” เต้ยยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่เคยเป็น สายตาคมวาวเกเร เหลือเพียงแค่พราวระยับ มือแข็งแรงคว้าข้อมือมูนไว้มั่นอีกครั้ง สรรพนามคำว่า ฉัน กลายเป็น เต้ย ไปทันทียามได้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของรอย

“ไม่คิดว่ารอยจะยังอยู่ นึกว่าจะหายไปหมดแล้ว”

“ปล่อย ได้แล้ว” มูนพยายามแกะข้อมือตนเอง บอกไปด้วยเสียงสั่นๆ แต่เต้ยจะยอมให้ทำเช่นนั้นหรือ

 “เดี๋ยวสิมูน....คุยกันก่อน”

“เราไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกับนายอีกแล้ววสุ”

“จะเรียกว่า เต้ย เหมือนคนอื่นๆ บ้างไม่ได้เลยเหรอ เต้ยมันน่ารังเกียจนักใช่ไหม” เสียงห้าวกังวานผ่อนลงจนกลายเป็นตัดพ้อ มือที่เคยยื้อยุดฉุดไว้ ปล่อยลงข้างลำตัว มูนมีโอกาสที่จะวิ่งหนี  แต่น้ำเสียงและกริยาของเต้ยมันกลับมีอานุภาพประหลาดที่ทำให้มูนก้าวขาไปไหนไม่ออก

“เรา....เอ่อ ไม่ชินปาก” มูนตอบไปอย่างนั้น เหมือนทำร้ายคนฟัง แต่ใครจะรู้ว่า บางทีความจริง ลับหลัง ชื่อ ‘เต้ย’ อาจเป็นชื่อที่คล่องปากมานานแล้ว

“ต้องชินสิ ต้องชิน ไม่ชินก็ต้องหัดให้ชิน”น้ำเสียงตัดพ้อเผลอกลายเป็นน้ำเสียงเหมือนเด็กเอาแต่ใจ พอรู้สึกตัวจึงผ่อนโทนเสียงลงดังเดิม “มูน มาคุยกับเต้ยดีๆ สักครั้งเถอะ”

น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ที่ปีศาจร้ายจะทอดเสียงอ่อนนุ่ม ก่อนจะเดินนำมาที่ขอบสะพาน กระเถิบตัวขึ้นไปนั่ง หันหน้าให้ถนนหันหลังลงสู่แม่น้ำที่ขณะนี้แดดยามบ่ายคล้อยกำลังส่องกระทบเป็นประกายละม้ายคล้ายเพชรงามวับจับตา ใบหน้าขาวคิ้วเข้มที่เคยเกเรแทบไม่เหลือเค้า กลายเป็นสดใสละมุน เหมือนวันที่ตาประสานกันยามเดินเข้าห้องเรียนวันแรก 

พี่ก็มอง น้องก็มอง ต่างจับจ้อง
ตาทั้งสอง มาสบกัน มินัดหมาย
ตาต่อตา ต่างตามมอง มิเว้นวาย
ตาตอบกาย ต่างฝ่ายต่าง “ตระการตา”

ทว่าวันนั้นมันก็เป็นเพียงแค่แป๊บเดียว หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นปีศาจร้ายตลอดมา แต่ไยวันนี้ มันทอดเนิ่นนานนัก และมันก็มีอำนาจให้เท้าทั้งสองข้างดำเนินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ

มูนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ไอ้นิสัยที่เกเร ร้ายกาจ จนเรียกว่าเป็นสันดานที่ชาชิน กับ หนุ่มน้อยน่ามองที่อยู่ตรงหน้า  ภาพไหนคือ...มายา

 “เต้ยอยากบอกว่าเต้ยเสียใจด้วยกับเรื่องคุณแม่ เต้ยไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า คุณแม่มูนเสียแล้ว เลยเผลอว่าไปครั้งนึง”

“เรื่องมันนานมาแล้ว และอีกอย่างเราก็ไม่ได้จำมาใส่ใจ” มูนตอบไปว่าไม่ได้จำ แต่หัวใจกลับรื้อฟื้นมาเสียเองรวดเร็ว

“แต่เต้ยใส่ใจและอยากขอโทษ อยากบอกว่าเห็นใจ หากมีอะไรให้ช่วยก็บอก”

“จะมาเห็นใจเราทำไม เรามันก็แค่เด็กกำพร้าธรรมดาๆ หากเห็นใจในความเป็นกำพร้า นายก็ควรแบ่งความเห็นใจไปให้อีกหลายล้านคนบนโลกที่เขาเป็นกำพร้าเหมือนกับกับเรา” มูนทอดเสียงนิ่งๆ มิได้แฝงแววประชดประชันแต่อย่างใด เพราะตนก็เคยบอกกับช้างเช่นนี้เหมือนกัน

 “เรายังโชคดีที่มีคุณยาย มีป้าเมี้ยน เจ้ามอสกับช้าง เป็นเพื่อน ไม่เหมือนเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ที่ว้าเหว่ ไม่มีใครและอยู่สถานสงเคราะห์ พวกนั้นน่าสงสารน่าเห็นใจกว่าเยอะ ถึงแม้ที่บ้านเราจะไม่ได้ร่ำรวยนัก มันก็พอใช้ชีวิตอยู่ได้ มันไม่ได้อ้างว้างสักเท่าไรนักหรอก”

หากพูดกันทางโทรศัพท์โดยไม่เห็นหน้า เต้ยคงลงความเห็นได้ว่าหยิ่ง จองหอง ทว่าตอนนี้ใบหน้าลออใส มิได้ฉายแววนั้นเลย กลับละมุนยามตอบกลับมา น้ำเสียงนุ่มๆ ที่ฟังอย่างไรก็ไม่เสแสร้ง มันทำให้เต้ยผ่อนและอ่อนลงยิ่งกว่าเคย

“แต่คนหลายล้านคนที่เป็นกำพร้า มันไม่ใช่คนที่เต้ย.........เอ่อ คือ เอ่อ ” คำพูดบางคำเริ่มอัดแน่นกลางอก ก่อนจะไล่มาติดอยู่แค่ลำคอ อยากจะพูดคำนั้นออกไป ทำไมไยไม่กล้า สมองจึงต้องคัดสรรประโยคใหม่แทนหัวใจบงการ “รู้จักกันมาเกือบสิบปีอย่างมูน”

“ขอบใจในความหวังดี” มูนหันกลับมามองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า มองที่ท่าที่แปรเปลี่ยนเป็นคนละคนกับเมื่อครู่จากปีศาจร้าย ที่กลับกลายเป็นเทวบุตร ดวงตาสีน้ำตาลกลมใสฉายแววขอบคุณอย่างเปิดเผย แต่หัวใจยังคงมิตอบรับไมตรี เพราะประสบการณ์ร้ายๆที่ผ่านมา มันทำให้ยากที่จะเชื่อใจ จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

“วสุ....ต้องการอะไร ที่ทำทั้งหมด ทำไปเพื่ออะไร”

มูนมิคิดหรอกว่าจะได้คำตอบจากคำถามนั้น แต่มันก็ผิดคาด เพราะเสียงกังวานหลุดออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเจ้าตัวที่กระโดดลงมายืนข้างๆ เอาฝ่ามือหนาๆ กุมทับมือตนเหนือราวสะพานไว้แน่น

“เต้ยไม่ต้องการอะไรมาก แค่อยากให้มูนหันมามองเต้ย บ้างได้ไหม เป็นการตอบแทน”

“หมายความว่าอย่างไร” มูนชักมือออก แต่เต้ยก็ไม่ยอม กลับยื้อไว้แล้วจึงเบียดตัวเข้ามาแน่น พร้อมเสียงกังวานซ่อนความนัยกล่าวตอบมา

“หมายความอย่างที่พูด เพราะเต้ย.... เจ็บที่ใจ ยามโดนเชิดหน้าใส่ ได้ไหม จะทำให้เต้ยได้ไหม” เต้ยเบียดตัวเข้ามาชิดขึ้น  ให้คำตอบพร้อมกับคำถามรวดเร็ว

มูนรู้สึกถึงอาการระรัวกลางอกกำเริบ ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าว ทว่ามิได้ร้อนด้วยไอแดด แต่เป็นเพราะคำพูดที่เขาพูดมาและดวงตาภายใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งที่กำลังสอดประสาน

“เจ็บที่ใจ” ....มิใช่แค่ “เจ็บใจ”
ความเจ็บที่กินนัย...ไฉนจะไม่รุนแรง

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
มันเป็นไปไม่ได้.....เขาก็แค่พูด มิได้ซ่อนอะไรไว้ อย่างที่คิดไปเอง ฉะนั้นจง ท่องไว้ ดั่งตั้งใจและหักใจแล้วว่าจะไม่ชายตาแล แต่ก็มีอยู่หลายครั้งที่เผลอไผลแอบชำเลือง ...และระยะหลังก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจะทำได้จริง
 
หักใจ มิยอมคิดผูกพัน
แล้วไยหรือนั่น พอพบกันก็ดูเหมือนว่า
เลือดในกาย ฉีดแรงทั่วไปทั้งหน้า
ดั่งไฟเผาในวิญญา รุมร้อนทั่วกายามิคลาย *

มูนยังคงนิ่งเงียบได้แต่ก้มหน้า แต่มือแข็งแรงของเต้ยก็เชยคางขึ้นมา มิใช่บีบคางอย่างแต่เก่าก่อน  เสียงห้าวกังวานรบเร้าแต่ไม่เร่งร้อน เอ่ยขึ้นอีกคำรบ

“ได้ไหม”

“เพื่ออะไร ตอบเรามาก่อนสิ”

เต้ยนิ่งงันบ้าง มือที่เชยคางค้างเติ่ง  นั่นสิ เพื่ออะไร และเขาคิดอะไรอยู่ สติกลับมาใช้จับอยู่ที่สมองคิดหาเหตุผลว่าที่ทำไปเพียงเพราะอยากจะขอโทษในสิ่งที่เคยกระทำไปเท่านั้นแน่หรือ ถ้าใช่ทำไมต้องการให้มูนหันมามอง และคำพูดที่มันค้างอยู่แค่ลำคอ มันจะผลุดมาอย่างนี้อีกบ่อยไหม.....แล้ว “เจ็บที่ใจ” พูดออกไปได้อย่างไรกัน

“ไม่จริง....แค่อยากขอโทษ และอยากมีตัวตนบ้าง เท่านั้น จริงๆ”

สติเมื่อจับที่สมองจะมัวหาแต่เหตุผล คิดใคร่ครวญ วุ่นวาย
หากสติ.....จับอยู่ที่หัวใจคำตอบจะออกมาง่ายดาย.....และมั่นใจได้จริง

แต่ก่อนที่เต้ยจะให้คำตอบอันใด เสียงแปร๋นโกญจนาทจากแตรรถที่แทบจะเป็นเสียงเดียวกับคนขับก็ทำลายภวังค์ที่เต้ยกำลังสร้างทั้งหมด  ทั้งสองหันขวับมากลางถนน ก่อนจะผละออกจากกัน แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะแม่คนขับเปิดกระจกเกยเศียรยักคิ้วมองมาอย่างยิ้มๆ และคาดว่าน่าจะจอดซุ่มดูอยู่นานแล้ว

“อีช้าง!!” เต้ยกับมูนประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน

“เอ่อ คุณคะ ขอโทษที่ขัดจังหวะ....รู้จักบ้านครูสอนโยคะที่ชื่อครูมูนไหมคะ” ช้างลอยหน้าลอยตาแกล้งทำไม่รู้จักคนทั้งสอง ก่อนจะกล่าวต่อมาเสียเองว่า “ อ๋อๆ ดิฉันนึกออกพอดีเลยค่ะ ลงสะพานไปถึงทางแยกเลี้ยวซ้าย ใช่ไหมคะ ขอบคุณค่ะ เชิญสวีทกันต่อเหอะ ไม่กวนแล้ว”

“เดี๋ยวช้าง....เราไปด้วย” มูนรีบวิ่งไปหยิบไม้ฉำฉา ตั้งใจวิ่งไปที่รถช้าง แต่ช้างก็ไม่รอ ออกตัวพรืด จนมูนวิ่งเก้อ “โธ่ ช้าง”

แล้วมูนก็หันมาทางเต้ยที่ยืนหัวเราะหึๆในความล้นของช้าง พูดขึ้นโดยเร็วมาว่า “เห็นไหม ช้างเห็นหมดแล้ว รีบกลับบ้านเร็ว เดี๋ยวช้างเข้าใจผิดเอาไปพูดต่อ”

“ช่างมันสิ...” เต้ยยักไหล่ตอบกลับมาอย่างไม่อนาทรร้อนใจ แต่ก็ยอมเดินมาที่รถ ควักกุญแจที่ใส่ไว้ออกมา จนมูนต้องเบือนหน้าหนี ร้องลั่น

“ทำอะไร ทุเรศ”

“ก็แค่หยิบกุญแจ ทำร้องไปได้ ไหนจะรีบกลับบ้านไง ยืนร้องอยู่นั่นแหละ” เต้ยกล่าวขึ้นพร้อมกับสตาร์ทรถรอ มูนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ก็เบือนหน้ากลับมา ยอมขึ้นมานั่งแต่โดยดี เมื่อมูนนั่งเรียบร้อยก่อนที่รถจะออกตัว เต้ยก็หันมาบอกด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า

“ไม่ว่าคำตอบของเราสองคนจะเป็นเช่นไร แต่ให้รู้ไว้ว่า ยังไงมูนก็ต้องหันมามองเต้ยอยู่ดี”

ทันทีที่ฟีโน่เลี้ยวเข้ารั้วบ้านมาจอดหน้าโรงรถ ทั้งสองก็เห็นนางพญาคชสารยืนกอดอกยิ้มแฉ่ง จนอดไม่ได้ที่จะร้องทักไปในประโยคเดียวกันพร้อมกันอีกครั้ง

“อีช้างยิ้ม........อะไร”

“วุ๊ย พอกันเลย พูดพร้อมกัน เว้นวรรคผิดเหมือนกันอีก เป๊ะๆ” อีช้างค้อนขวับทำตาประหลับประเหลือก แล้วถามมาว่า “ แล้วไปไงมาไงกันยะ ถึงได้......”

“ไม่มีอะไรนะช้าง” มูนรีบแย้งในขณะที่เต้ยยืนเฉยๆ

“มั่นใจ?”

“มั่นใจ ไม่มีอะไรจริงๆ แค่ไปซื้อไม้ วสุเขาจะช่วยซ่อมไม้ระแนงตรงซุ้มประตูให้คุณยายน่ะ อย่าเพิ่งถามอะไรเลย ขึ้นบ้านกันก่อน”

“ไม่ใช่เรื่องนั้น ....ฉันหมายถึง เรื่องเมื่อกี้ แล้วคุณเต้ยมาที่นี่ได้ไงคะ มีอะไรปิดบังที่น้องอัยไม่รู้หรือเปล่า”

เรื่องเมื่อกี้ที่ช้างว่า ทำไมทั้งสองจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร ช้างเริ่มลอยหน้าลอยตา กรีดกรายชูงวงสูดดมกลิ่นผิดปกติฟุดๆฟิดๆ รอบๆตัวมูนกับเต้ย จนเต้ยรำคาญ

“มึงไม่รู้สักเรื่องได้ไหมวะ อีช้าง ทำเฉยๆ อย่าสาระแน ถ้ามึงพูดมาก มึงโดนแน่” เต้ยหันไปกล่าวกำราบนังพังแป้น แล้วเต้ยก็หันมาทางมูน ขอไม้มาถือไว้เสียเอง “เอาไม้มา เดี๋ยวถือเอง พาอีช้างไปเข้าเพนียดเหอะ ก่อนที่มันจะโดนถีบ”

เต้ยรับไม้มาได้ ก็คืนกุญแจรถฟีโน่ให้ แต่วิธีการคืน ดันกลับไม่คืนใส่มือ กลับเอามาแปะข้างแก้มมูน ทำเสมือนหยอก มิสนใจว่าช้างยืนอยู่ ก่อนจะเดินดุ่มๆนำหน้า ส่วนอีช้างก็ตาค้างอ้าปากกว้าง แล้วค้อนขวับไปที่คุณเต้ยของมันหนึ่งที ก่อนจะมาที่มูนอีกหนึ่งที พึมพำมาว่า

“ไหนบอกมั่นใจไม่มีอะไร.....เล่นกันถึงแก้มเลยวุ้ย   ”

 แล้วช้างก็กรีดกรายเยื้องย่างแบบสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์ ถือกระเป๋าโครงการหลวงที่ประดับปีกแมลงทับ สะบัดพัดจีบเขียนลายพิเศษประจำตัว จีบปากจีบคอร้องเป็นเพลงลูกกรุงที่มันร้องได้อยู่เพลงเดียว

“มั่นใจ ตั้งใจจะไม่รัก ด้วยนั้นไม่รู้จัก ว่าความรักดีอย่างไร
พอพบกัน จิตใจก็พลันเปลี่ยนไป กลับอายเสียยกใหญ่
เมื่อยามได้สบตา แทน แทน แท่น” **

เสียงเพลงยังคงดังไม่หยุดหย่อน แม้เสียงช้างจะแสบแก้วหู จนแทบจะต้องอุด ทว่ามันก็ยังเล็ดรอดเข้ามาได้และมูนก็อดคิดไม่ได้ว่า เพลงที่ช้างร้องนั้นใช้จงใจยั่วอารมณ์หรือเปล่า เต้ยคงมิรู้เรื่องอันใดหรอก หากมูนที่เข้าใจความหมายดี ไยจะไม่รู้ และก็กำลังโมโหนางช้างทรงจนหน้ากลายเป็นสีชมพู

ช้างคงเข้าใจผิด ตอนเห็นภาพบนสะพาน แถมเมื่อครู่เต้ยยังเล่นเอากุญแจรถมาแตะแปะไว้ที่แก้ม และมูนก็ไม่คิดว่าเต้ยจะกล้าเล่นอย่างนี้ แม้ตอนนี้กุญแจจะตกมาอยู่ในมือ แต่ทำไมไยยังเผลออมยิ้มเหมือนตอนแปะ  แล้วจู่ๆมูนก็ต้องตาเบิกโพลง เพราะนึกได้ว่า กุญแจรถอุ่นๆนั้น ไปซุกอยู่ในไหนมา ก่อนจะมาวางแตะที่หน้าตน

“อี๊....สกปรก”

กุญแจรถพวงนั้น ลอยละลิ่วออกจากมืออย่างรวดเร็ว มูนขว้างสะเปะสะปะ ด้วยความไม่ตั้งใจ แต่กลับกลายเป็นว่า มันเข้ากลางกบาลของอีนังนักร้องปากชั่วนั่นพอดี

“อีมู๊นนนนนนนน  มึงเอาไม้มาตีหัวกูเลยดีกว่าไหม กูเจ็บนะ อีหอยหลอด!!”

เมื่อเดินมาถึงตัวบ้าน หมวดเปรมที่นั่งคอยอยู่ใต้ซุ้มไม้ระแนงโดยมีมอสมานั่งคุยเป็นเพื่อน เห็นว่าเต้ยกลับมา ก็ตะโกนขึ้นทันใด

“ไอ้เต้ย ไอ้ห่า แม่งไปเสียนาน กูนึกว่าไปแวะ.....”

“นึกห่าไรมึง.....พอดีเลือกไม้นานโว้ย”

หมวดเปรมมิทันสังเกตว่าเจ้าเพื่อนสนิทแอบไขว้นิ้วกันไว้ยามตอบ แต่มันเรื่องอะไรที่เต้ยจะต้องเล่าความจริงว่าไปทำอะไรกันมาบ้าง แล้วผู้หมวดหนุ่มก็ต้องร้องลั่น เปลี่ยนเรื่องพลัน เมื่อเห็นว่าใครเดินตามมา และพูดด้วยเสียงอันดังยิ่งกว่าดัง จงใจให้ร่างใหญ่ๆนั้นได้ยิน

“เฮ้ย....ไอ้เต้ย มึงไปลากตัวอะไรขึ้นมาจากในน้ำวะ”

“ตัวเหี้ยมั้ง.....ไอ้ตำรวยหัวขวด” และมีหรือที่ร่างนั้นได้ยินจะไม่แผดเสียงโกญจนาทตอบทันควัน “มึงมาทำไมไอ้เปรม ใครใช้ให้มึงมา”

“อ้าวอีช้างตกมัน เดี๋ยวเหอะมึง กูยังไม่ได้ด่าอะไรมึงเลยนะ กูมาเป็นเพื่อนพระเอกโว้ย แล้วมึงแสล๋นมากับเขาทำไม ใครเชิญ”

พระเอกที่หมวดเปรมหมายถึงคงไม่แคล้วเป็นเต้ย ที่ตอนนี้กำลังยืนหัวเราะอารมณ์ดี เพราะนึกถึงบรรยากาศตอนสมัยเรียนที่ไอ้เปรมในขณะนั้น เป็นตัวแทนของ “ฝ่ายหน้า” กล้านำทีมบุกเข้า “ฝ่ายใน” ไปจีบสาวๆ แถมยังหลอกด่าอีช้างอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนั้น ไอ้หมวดจะด่าอีช้างอย่างไร อีช้างก็เพียงแค่ค้อนขวับๆ แถมยังเรียกว่า “คุณเปรม” อยู่ตลอด

“แหมๆ วันนี้น้องอัย แต่งหน้ามาเรียนเหมือนลูกครึ่งเชียว”

“ต๊าย จริงหรือคะคุณเปรม ....เนี่ยน้องอัยแต่งตามที่เขาสอนในทีวีเลยนะคะ ว่าต่าน้องอัยไปลูกครึ่งอะไรคะ  ”
 
“ก็จะครึ่งอะไรซะอีกล่ะ ข้างซ้ายน่ะครึ่งผี ส่วนข้างขวาน่ะครึ่งคน”

ช้างสตั๊นท์ไปนิด ติดที่สมองคิดช้า พอเสียงเฮดังลั่นทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในถึงได้รู้ตัว ตะโกนลั่นสะบัดสะบิ้ง อารมณ์เกินหญิง  “น้องอัยโกรธคุณเปรมแล้ว” แต่มาวันนี้ ตอนนี้ อีช้างมีหรือจะพูดอย่างนั้นอีก เสียงแปร๋นจึงแผดมาไม่ขาดสาย
 
“นางเอกเขาเชิญกูมา กูเป็นเพื่อนนางเอก และที่นี่ก็บ้านนางเอก กูจะมาเมื่อไรย่อมได้ ”

ช้างมิรู้หรอก ว่าคำตอบของช้าง จะทำให้ใครทำหน้าไม่ถูกกันบ้าง แต่ที่แน่ๆ ทั้งพระเอก และนางเอก โดยการยกย่องของเพื่อน ต่างกำลังเบือนหน้ายิ้มแปลกๆไปคนละทาง

“มูนทำไมกลับมาช้าจัง....ก้องรอตั้งนาน” เสียงของเจ้าอัศวินหน้าตี๋ดังมาก่อนตัวแทรกบทสนทนาทันใด และยังไม่ทันสิ้นเสียง ก้องก็เดินมาหยุดอยู่หลังหมวดเปรม ก่อนจะขอแทรกกายเดินลงมาหา “อ้าวน้องอัย มาตั้งแต่เมื่อไร”

“แหม.....ใจคอมึงจะฟาดเรียบสองกระบอกเลยใช่ไหม เสน่ห์แรงนักนะ จะให้กูช่วยหารหรือไงถึงต้องตามกูมา” ช้างหันมากัดฟันกระชิบกับมูนก่อนจะเบือนหน้าไปทักตอบก้องด้วยสายตาอันแพรวพราว และเหมือนเดิมคือจ้องแต่ที่เป้า

“เพิ่งมาค่ะ....ต๊าย  วันนี้พาดขึ้นอีกแล้ว”

“อะไรนะครับ”

“ปะ เปล่าค่ะ  น้องอัยกำลังจะบอกว่า ไม่รู้ว่าคุณก้องอยู่ด้วย น้องอัยจะได้เตรียมเสื้อผ้าสวยๆมาเยอะๆ”

“แค่นี้ก็สวยบาดตาบาดใจแล้วครับ คุณยายเพิ่งบ่นถึงน้องอัยอยู่ ขึ้นข้างบนกันก่อนเถอะครับ” ก้องกล่าวเชื้อเชิญช้างขึ้นข้างบน ทำตนราวกับเจ้าของบ้าน ก่อนจะหันมาโอบเอวเจ้าของบ้านตัวจริงโดยมีสายตาบางคู่จ้องเขม็ง

ก้องพามูนขึ้นไปถึงแค่บันไดขั้นบนสุด เสียงของมัดไม้ฉำฉากระทบพื้นก็ดังลั่นขึ้นโครมใหญ่ พร้อมเสียงห้าวๆเสียงเดิมก็กลับมา

“ไอ้เปรม.....ทำงานโว้ย เสร็จแล้วจะได้กินข้าว แล้วรีบกลับไปกินเหล้า นั่งเฉยๆแล้วได้กินฟรีไม่มีหรอกโว้ย”

มูนอดไม่ได้ที่จะหันมามอง และก็รู้ได้ทันทีว่า อาการบ้าของใครบางคนเริ่มกำเริบ และอาการนี้ จะเรียกว่า ผีเข้า หรือว่า ผีออกดี จากการประเมินสถานการณ์และอารมณ์ที่ผ่านมา ตอนที่เขาดีๆ น่าจะเรียก ว่า ผีเข้าเสียมากกว่า ส่วนตอนนี้ลงความเห็นได้เลยว่า ผีออกแล้ว

“เป็นบ้าอะไรไปอีก เมื่อกี้ก็ดีๆ”

แล้วเสียงห้าวๆก็ดำเนินไม่หยุดหย่อน และก็เหมือนจะตีกระทบมาถึงตัว “ อีช้าง มึงขึ้นไปหาคุณยาย แล้วรีบลงมาช่วยพวกกู ทำงานส่งไม้ หรือเอาน้ำมาเตรียมไว้ให้พวกกูด้วย มึงเป็นเพื่อนเจ้าของบ้านนี่ ตอนนี้เจ้าของบ้านเขาต้องรับแขก มึงก็ต้องมาช่วยแทน”

“ได้สิคะ คุณเต้ย เดี๋ยวน้องอัยมา”

ช้างตอบรับคุณเต้ยของมันทันใด แล้วควบปุเลงๆไปยังหอนั่งรีบไปหาคุณยายอย่างคนชำนาญทาง ส่วนมูนที่ได้ยิน ก็อยากจะหันไปตะโกนใส่หน้านักว่า ‘พูดจาอย่างนี้น่ะหรือ ยังจะกล้ามาขอให้ตนมอง’ เพราะคำว่า ‘รับแขก’ ที่เขาเน้น มันไม่รื่นหูเลยสักนิด

เสียงโป๊กๆของค้อนตีตะปูเข้าเนื้อไม้ ดุจใช้ระบายความอัดอั้นที่มีอยู่ในใจ ยิ่งนึกถึงบั้นเอวที่ไอ้หน้าตี๋โอบกอดเท่าไร แรงตอกก็ยิ่งมีขึ้นมากเท่านั้น แลยิ่งนึก คิ้วเข้มๆก็ยิ่งเริ่มขมวดเป็นปม ริมฝีปากหยักเริ่มเม้ม รอยยิ้มห่างหายไปตั้งแต่โยนมัดไม้ฉำฉาทิ้งนั่นแหละ

‘ไม่จริง ไม่ได้รัก ไม่ได้หึง แค่อยากขอโทษ’ เต้ยย้ำกับตนเองในใจ แต่ไฉนแรงตอกยิ่งพูนทับทวี หัวใจบอกบางอย่าง แต่ปากบอกบางสิ่ง “เรามั่นใจ มั่นใจว่าไม่รัก และไม่ได้หึง”

ด้วยเสียงตอกอันดังไปทั่วบ้านนี้เอง ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตใสๆ จากมุมหนึ่งของบ้าน จำต้องชม้ายชายมาแล ใจจริงก็มิอยากจะสนใจนักหรอก แต่ครั้นจะไม่ดูดำดูดีเลยก็มิใช่มารยาทที่ดีของเจ้าของบ้าน ไหนๆก็อาสาทำให้โดยมิได้ร้องขอ แม้จะรู้แล้วว่าเขามีเหตุผลอะไรที่มาทำดีและต้องการอะไรตอบแทน

ภาพที่เห็นในขณะนี้ คือคนที่กำลังขะมักเขม้นฟาดค้อนตรึงตะปูกับไม้ฉำฉา จนซุ้มไม้ระแนงที่กำลังจะพังแหล่มิพังแหล่ เริ่มขึ้นเป็นรูปเป็นร่างแข็งแรง  และอาจจะเพราะด้วยออกแรงเยอะเลยร้อนหรือยังไม่หายบ้าหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เสียงโวยวายจึงดังขึ้น

“อีช้าง ไปเอาน้ำให้กูสองคนหน่อยสิ พื้นเดี๋ยวค่อยกวาดก็ได้”

“เอาผ้าเย็นด้วยอีช้าง” หมวดเปรมเสริม

“อุ๊ย.....น้องอัย บอกมูนไปตั้งนานแล้ว ต๊ายนี่ยังไม่มาอีกเหรอคะนี่” ช้างที่โดนเกณฑ์มาช่วยลากไม้และคอยทำความสะอาด ตบอกร้องขึ้น ก่อนจะตะโกนเข้ามาว่า “ มู๊น มูนโว้ย น้ำกับผ้าเย็นได้ยัง คุณเต้ยกับไอ้เปรม กระหายแล้ว”

ด้วยเสียงช้างนี้แหละทำให้มูนต้องรีบเร่งมือ เหยาะออดิโคโลญจน์สูตรคุณยาย ผสมน้ำเย็นชุบผ้าขนหนูผืนเล็ก พร้อมกับผสมน้ำหวานแดงมะนาวโซดาสดชื่นกระติกใหญ่ พอเสร็จจะยกออกมาก้องก็ดันเข้ามาวอแว

“หอมจังเลยมูน”

“ออดิโคโลญจน์เหรอ”

“ไม่แน่ใจ ว่าเป็นออดิโคโลญจน์ หรือตัวมูน เลยอยากขอพิสูจน์”

ก้องยื่นจมูกเข้ามารวดเร็วเมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ตรงนี้ เพราะเกรซนั่งคุยและดูคุณยายกับป้าเมี้ยนทำน้ำอบน้ำปรุงอยู่ที่หอนั่ง ตนจึงมีโอกาสปลีกตัวมา และเมื่อโอกาสมาถึง มีหรือจะไม่ยิ่งเบียดกายเข้ามาใกล้ ทว่ายิ่งใกล้ มูนก็ยิ่งถอย

“ไม่เอาน่าก้อง....เดี๋ยวใครเห็น”

“มูน....เรายังไม่เคยมีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองบ้างเลยนะ แล้วอย่างนี้ก้องจะมีเวลาทำคะแนนพิสูจน์ตัวเองให้มูนเห็นได้อย่างไร” นายอัศวินหน้าตี๋ทำตัวงอแง พร้อมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจน้อยๆ “ไม่รู้แหละ ถ้าเกรซกลับไปแล้วเมื่อไร ก้องจะขอเวลาเพิ่ม คิดทบต้นทบดอกเวลาที่เสียไปช่วงวีคเอนด์นี้”

มูนถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะอ้าปากตอบ หากแต่ช้างก็ร้องเรียกลั่นมาอีกครั้ง “อีมู๊นนนนนนนนนนนนน กูจะโดนฆ่าแล้ว มึงเสกน้ำอยู่เหรอ อีเวร”

“เดี๋ยวค่อยคุยกันนะก้อง .... เราไปดูพวกนั้นก่อน”

 มูนเดินถือกระติกน้ำกับผ้าเย็นออกมารวดเร็วและก้องก็ตามมาติดๆ และมูนก็เห็นชัดๆว่าถ้าออกมาช้าอีกนิดเดียวช้างคงจะโดนฆ่าแน่ เพราะหมาบ้าที่ปีนอยู่เหนือราวบันได กำลังเอาเศษไม้เขวี้ยงใส่

“อีช้าง มึงยืนเรียกอยู่อย่างนี้ น้ำจะมาหากูสองคนไหม ถ้าเจ้าของบ้านเขาไม่ทำมึงนั่นแหละก็ต้องไปหามา”

“ อุ๊ย.....มานู่น แล้วค่ะคุณเต้ยขา”

แล้วเสียงห้าวๆนั้นก็ต้องหยุดลงพลันเมื่อเห็นว่าใครเดินมาแต่ไกล สายตากร้าวเกเรหันเห  มาจับจ้องทันใด และมูนก็รู้ว่าเขากำลังมองมา ความคมวาวของสายตาคู่นั้น ทำให้จำต้องเบือนหน้าหนี แต่ครั้นพอหันไปเห็นซุ้มไม้ระแนงที่เกือบจะเสร็จสมบูรณ์ แม้จะยังไม่เรียบร้อย หากเพียงแค่นี้ก็ลงความเห็นได้ว่าสวยกว่าของเดิม อีกทั้งเถาชมนาถกับบานบุรีก็ถูกตัดแต่งเสียใหม่ จนอดที่จะชื่นชมในฝีมือไม่ได้

“นายคนนี้ทำดีกับเขาก็เป็น” มูนเปรยกับตัวเองในใจ แล้วตัดสินใจว่า “ไม่ผิดที่จะยิ้มให้สักครั้ง เป็นการแสดงน้ำใจขอบคุณ ในส่วนตัวของเรา”

ดังนั้นใบหน้าลออจึงหันกลับมากล้าสบสายตาเกเร คิ้วเรียวเลิกขึ้น แสดงถึงความทึ่งและยอมรับในฝีมือ ริมฝีปากที่ปิดสนิทแน่น ค่อยๆแย้มละไมในที  ผลิกลีบบานดั่งบัวงาม เป็นการขอบคุณ

คนที่กำลังหงุดหงิดครั้นพอได้เห็น รอยยิ้มนั้น หะแรกก็นึกว่าเป็นยิ้มระรื่นยามถูกพะเน้าพะนอจากไอ้ตี๋นรกที่เดินมาเคียงคู่ ทว่าการณ์กลับไม่ใช่ เมื่อดวงตาสีน้ำตาลโตกลมใสกลับจับจ้องมองมาที่เขา และไม่ได้ชายตาไปทางไอ้ตี๋ผีจีนนั่นเพียงแม้แต่นิดเดียว....รอยยิ้มนั่น มันเป็นของเขาโดยเฉพาะ

เจ้ายักคิ้วให้พี่  เจ้ายิ้มในทีเหมือนเจ้าจะมีรักอารมณ์ ***

“นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม มูน....มูนยิ้มให้เรา จริงๆหรือ ” เต้ยครางในใจแทบไม่เป็นภาษา หัวใจเผลอเต้นผิดจังหวะระรัวเสียยิ่งกว่ากลองเพล “มูนตั้งใจ ยิ้มให้เรา ไม่ได้ยิ้มยั่วหลอกตาเราเล่นใช่ไหม”

ความลังเลยังคงมีแต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วแวบเดียว แล้วใบหน้าบึ้งๆของเต้ยก็เกิดหลอมละลายสลายทันตา คิ้วเข้มๆที่ขมวดเป็นปมก็คลี่คลายรวดเร็วพร้อมสายตาคมวาวพราวสดใส ริมฝีปากหยักงามที่เคยใช้รังแก แย้มยิ้มตอบรับยิ้มละมุนในทีจากเจ้าของบ้าน

รอยยิ้มแบบนี้ที่ตามหามาเกือบสิบปี หรือไม่ใช่
มันจะเป็นไปได้ไหมที่จะกว้างและมากกว่านี้
ถ้ามูนจะยิ้มให้เต้ย ก็อย่ายิ้มเพียงแค่ในที
ยิ้มกว้างๆ เถิดนะคนดี......พี่นี้อยากชื่นใจ

แล้วค้อนที่ถือในมือก็แทบร่วงหล่นโดนหัวอีช้าง ขาทั้งสองข้างที่ยืนอยู่บนราวบันได ก็เกิดไร้เรี่ยวแรงกะทันหัน เมื่อริมฝีปากของเจ้าของบ้าน เปลี่ยนจากยิ้มละมุนละไมในที กลับกลายเป็นแย้มบานถึงขีดสุด ดุจจะรู้ความในใจที่เต้ยคิด   แล้วพุ่งมารวดเร็วยิ่งกว่าลูกธนูที่ลอยออกมาจากสายศรอันขึงตึง เข้าเสียบกลางอกของเต้ยที่อยู่ในภวังค์จนมิดดอก ด้วยอานุภาพอันอันอัศจรรย์นี้เอง มีฤาหมาบ้าตัวฉกาจจะไม่ถึงกาลสิ้นฤทธี

“มะ มูน... ยิ้มให้เต้ยจริงๆ ด้วย...นะ  น่ารัก”

 เต้ยพูดเป็นประโยคสุดท้ายได้แค่นั้น แลรู้สึกว่า ลมเย็นๆกระทบฝ่าเท้าทั้งสองข้างรวดเร็ว แขนทั้งสองข้างปานประหนึ่งมีปีกงอก ราวกับพญาปักษีหนุ่มที่กำลังกระพือโผนทะยานขึ้นสู่สิมพลี ทว่าหมาก็คือหมา เขาคงจะลืมไปว่า ชาติกำเนิดนั้นมิใช่วิหค วิมานสิมพลีที่มาดหมาย จึงกลายเป็นพื้นปฐพีแทนที่ และนั่นก็เป็นเหตุให้ ร่างทั้งร่าง หงายหลังวืดจากราวบันใดร่วงลงมากองหมดท่าอยู่บนดินเบื้องล่างข้างราวบันไดด้วยฤทธิ์ธนูดอกนั้น นั่นแล   

“ฮะ....เฮ้ยยยย โอ๊ย”
 
 “เต้ย!!!!”

“วสุ”

มูนมิรู้ตัวเองหรอกว่าเสียงของตนดังลั่นยิ่งกว่าผู้ใดในบริเวณนั้น กระติกน้ำหวานและผ้าเย็นในมือแทบจะร่วงหล่นไปพร้อมๆกับร่างของคนเกเรที่ผงะหงายหายร่วงลงจากราวบันได และเพียงชั่วแวบเท่านั้นที่มูนถลันกายเข้ามาอยู่ตรงข้างๆหมาบ้าที่นอนแอ้งแม้ง

“เป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บมากไหม” เสียงนุ่มๆของเจ้าของบ้านถามขึ้น น้ำเสียงที่คนฟังเมื่อฟังดูก็อดคิดไม่ได้ว่าห่วง มูนค่อยๆพยุงคนเจ็บลุกขึ้นมานั่งช้าๆ “มึนหัวหรือเปล่าวสุ” 

เต้ยมิตอบอะไรในทีแรก อาจจะเพราะภวังค์ยังมิสร่างซาหรือเพราะว่าสมองกระทบกระเทือนก็มิทราบ พอทรงตัวนั่งได้มั่นคง ปากก็ขยับมาคนละเรื่องว่า 

“ใจร้าย....รังแกเต้ยด้วยรอยยิ้ม”

เต้ยใช้น้ำเสียงเพียงแค่ได้ยินกันสองต่อสองก่อนจะปัดเศษขี้ดินออกจากเสื้อ แล้วยกมือแข็งแรงเช็ดขี้ดินเกรอะกรังกับแก้มลออ แม้จะหล่นกระแทกดังตุ้บ ทว่าใบหน้าก็ยังยิ้มระเรื่ออยู่ นึกหัวเราะตัวเองในใจครามครัน เมื่อเจอรอยยิ้มงาม

ยิ้มที่ยั่วใจให้เมา....พอเมาแล้วเจ้าก็ยิง และพี่ก็ร่วงลงมาไม่เป็นท่านั่นเอง

น้าวศรเล็ง เพ่งเอาทุกสิ่ง หากเจ้าหมายยิง ก็ยิงสิแม่
ยิงอกเรียมสักแผล เงื้อแล้วแม่อย่าแปร อย่าเปลี่ยนใจ***

“ไม่น่าเลย ไม่น่าท้า เสียฟอร์มเลยกู”

เพียงแค่คิด อยากได้ยิ้มกว้างๆ แทนยิ้มในที ตนก็ได้....ได้มาแบบไม่ทันตั้งตัว แถมยังถูกเขายิงรอยยิ้มเข้าเสียบกลางอก เป็นแผลใหญ่ นี่ไงล่ะที่ว่าไม่น่าท้า

“บ้าทำอะไร เลอะหมดแล้ว” มูนเช็ดคราบดินข้างแก้มตนเองปล่อยคนเจ็บทันใด น่าแปลกที่แก้มเลอะดินควรจะดำ หากตอนนี้แก้มทั้งสองข้างนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ

 “ เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะวสุ เราไปรังแกอะไรนาย”

“ห่วงเต้ยด้วยเหรอ”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
มูนยังมิทันได้ตอบ หมวดเปรมกับช้างดันปราดเข้ามาห้อมล้อมเสียก่อน เสียงแปร๋นๆของนางพญาคชสารกลายเป็นตื่นตระหนก ราวกับโขลงแตกเพราะโดนนายพรานดักคล้อง

“โถ....คุณเต้ยของน้องอัย อะไรจะหักบ้างไหมนั่น” นางคชสารพร่ำไม่หยุด มือไม้ปัดป่ายอยู่ที่หน้าขา แทนจะเป็นแผ่นหลัง ราวกับจะสำรวจว่า อวัยวะบางส่วนหักหรือเปล่า 

“อีช้าง กูกระแทกที่หลัง ไม่ใช่ตรงนั้น และมือมึงก็กำลังขึ้นมาสูงเกินไป ตรงนั้นกูมีคนนวดให้แล้ว”

“แหม คุณเต้ยนิดๆหน่อยๆ” อีช้างค้อนขวับเมื่อถูกปฏิเสธความหวังดี “ร่วงมาแบบนี้ ท่าจะเหนื่อย น้องอัยว่าพักก่อนดีไหมคะ”

“นั่นสิไอ้เต้ย กูว่าพักกันซะหน่อยก็ดี เดี๋ยวค่อยทำกันก็ได้ อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วนี่ ไม่ต้องรีบหรอก” หมวดเปรมเห็นสอดคล้องกับช้างเป็นครั้งแรก “แล้วเป็นไรมากไหมนี่”

“ไม่เป็นไร แค่กระแทกนิดเดียว โชคดีที่หัวไม่ฟาด แต่พักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”

เต้ยหันมารับคำก่อนจะลุกขึ้นยืนถอดเสื้อระบายความร้อน เดินมานั่งใช้เงาร่มรื่นของลีลาวดีเป็นที่พักพิง เอนหลัง ช้างรีบคลานเข่าเข้ามาปรนนิบัติเจ้าชายของมัน โดยกรีดพัดจีบโบกสะบัดถวายงานพัดไล่ความระอุ สายตากระลิ้มกระเหลี่ยมองพระวรกายท่อนบนอันเปล่าเปลือยตาเป็นมัน ด้วยรูปร่างอันสมชายน่ามองนั้น ทำให้นางพระกำนัลจำเป็นอยากถวายตัวเสียมากกว่า  หากแต่คนที่ไม่อยากถวายตัว กลับถูกเรียกขานขึ้นเฝ้ามาเสียนี่ เพราะเจ้าชายเต้ยที่ประทับนั่งอย่างสบายพระอารมณ์ ตรัสด้วยสุรเสียงเสนาะเยาะยียวนขึ้น

“ เจ้าของบ้านครับ จะไม่มารับผิดชอบดูแลคนเจ็บบ้างเลยเหรอ ยืนดูอยู่นั่นแหละ มานวดหลัง นวดไหล่ หรือจะนวดแบบที่อีช้างอยากนวดให้บ้างก็ยังดี” เจ้าชายเต้ยทรงเลิกพระขนง มายังคนที่ทรงหมายไว้ให้นวด

“จะให้รับผิดชอบอะไร นายเลินเล่อเองนี่ หมวดเปรมเขายังไม่ตก นายไปทำอีท่าไหน” มูนกล่าวตอบใช้คำว่า “เลินเล่อ” แทน “เซ่อ” ซึ่งใจจริงอยากจะใช้นัก

“อ้าว เฮ้ยยยยยย พูดอย่างนี้ มันน่าซ่อมซุ้มให้เสียไหมล่ะ อีช้างเอาเพื่อนมึงไปสั่งสอนหน่อยสิ” เต้ยแกล้งหันไปสั่งความกับช้างก่อนจะหันมาพูดกับเจ้าของบ้านอย่างอารมณ์ดีผิดปกติว่า “แล้วจะให้น้ำกับผ้าเย็น ลอยมาหาหรือไง ถือไว้อยู่นั่นแหละ”

มูนเริ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หมาบ้ามันไม่เป็นอะไร ลองถ้ามันเห่าเกเรได้เหมือนเดิมอย่างนี้ ก็คงไม่น่าห่วง กระติกน้ำในมือพร้อมผ้าเย็นจึงถูกส่งถวายให้อย่างกระแทกกระทั้น คำถามที่เขาถามยังไม่ทันได้ตอบออกไป แต่ในใจเตรียมไว้แล้วหากจะต้องพูด

‘ห่วงเหรอ....ไม่ใช่สักหน่อย แค่กลัวจะมาตาย ในชายคาบ้านเท่านั้น’

 เป็นคนยังร้ายขนาดนี้ เป็นผีจะร้ายขนาดไหน และที่สำคัญ ผีหมาบ้าตนนี้ ต้องมาตามหลอกหลอน ตนทุกคืนแน่

“ไม่เป็นไรแน่นะ  น่าจะเจ็บอยู่นะนั่น ให้ช่วยดูไหม” หากประโยคนี้เป็นของเจ้าของบ้านถามมาก็คงจะดี ทว่ามันดันกลายเป็นของ ไอ้ตี๋นรกผีจีนมาเสียนี่ “งั้นเดี๋ยวก้องไปตามเกรซมาช่วยดูดีกว่า”

“ไม่ต้องเสือ......” เสียงห้วนๆตอบไปพลัน หากแต่ก็สะกดลิ้นยั้งปากสกัดคำสุดท้ายไว้ได้ “ไม่ได้เจ็บ แค่กระแทกนิดหน่อย”

“งั้นก็ค่อยยังชั่ว แต่ถ้าเกิดเจ็บทีหลังบอกแล้วกันจะได้เอาเรือออกพาไปหาหมอ”

“ขอบใจ....แต่ไม่ต้องหรอก” เต้ยตอบรับอย่างเสียมิได้ 

“ไม่เป็นไร” ก้องตอบรับยิ้มๆ มิรู้ตัวว่าอีกฝ่ายมิได้มีเจตนาเป็นมิตรด้วยเลย และคำว่าศัตรูก็เด่นชัดขึ้นในสายตาคนเจ็บ เมื่อก้องจูงมือมูนออกมาหมายใจเลี่ยงเดินไปทางอื่น “มูน ไปเดินเล่นกันเหอะ ตรงนี้ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว”

แต่ด้วยสำนึกที่ดีของเจ้าของบ้านมากกว่าจะเป็นอย่างอื่น  ทำให้มูนจำต้องปฏิเสธ และการบอกเลี่ยงครั้งนี้ มันก็สามารถรักษาระดับความสดใสในสายตาของใครบางคนได้อย่างดี

“มีสิก้อง เราจะอยู่ช่วยช้างน่ะ ช้างเก็บกวาดคนเดียวไม่ไหวหรอก อีกอย่างเราเป็นเจ้าของบ้าน ทิ้งไปมันน่าเกลียด วสุกับหมวดเปรมเขาอุตส่าห์ช่วยซ่อมให้”

“ไม่เป็นไรหรอกมูน กูทำไหว ไปกับคุณก้องเหอะ”

 ช้างที่เห็นสีหน้าของก้องและด้วยเซนส์พิเศษที่พระเจ้าสร้างมาให้มันเข้าใจหัวอกเพศที่มันยกย่องเรียกว่า “คุณ” เลยรู้ว่าคุณก้องต้องการอะไร จึงกล่าวไปเช่นนั้น หาก “คุณ”อีกคนของมันที่ประทับนั่งเป็นเจ้าชาย ก็แผดสุรเสียงตรัสขัดขึ้นให้ทันควัน

“ มึงทำไหวเหรอ แค่ไอ้เปรมใช้ลากไม้ ให้หยิบนู่นหยิบนี่ มึงยังบ่นแล้วบ่นอีก ตกลงตามที่เจ้าของบ้านเขาว่าแล้วกัน” เต้ยพูดขึ้นมิสนใจอันใด คำพูดนั้น ทำให้เจ้าอัศวินหน้าตี๋ กลายเป็นอัศวินหน้ายุ่ง เพราะถูกขัดจังหวะ แล้วเขาก็กล่าวต่อมาว่า

 “ หายเหนื่อยแล้ว....ทำงานต่อเหอะ จะได้เสร็จเร็วๆ ทำตัวเป็นประโยชน์หน่อย คุณยายท่านจะได้ชื่นใจ ว่าเรามาบ้านท่าน ไม่ได้มาแค่เที่ยวเล่นอย่างเดียว” 

“ราชโองการ หรือ คำสั่ง” นั้น ทุกคนเห็นด้วย ทำให้การประพาสอุทยานของก้องมีอันต้องงดและหนุ่มน้อยวัยยี่สิบสี่ก็หน้าตึงพลันที่โดนกระทบ ช้างที่ทำหน้าที่นางพระกำนัลหยุดโบกสะบัดพัดจีบให้เจ้าชายเต้ยลงทันใด กลายร่างเป็นช้างลากไม้ดังเดิม จูงข้อมือมูนหลุนๆ ยื่นไม้กวาดให้  เพราะเจ้าชายเล่นเสด็จลุกพรวดๆ ไปหยิบค้อนปีนขึ้นไปตอกไม้ต่อพร้อมหมวดเปรมแล้ว

“หร่อนเก็บกวาดแล้วกัน ไม้เก่าๆเดี๋ยวกูลากไปทิ้งเอง” ช้างแบ่งงานให้ทันที

“ช้างลาก..........ไม้ไหวเหรอ”

“อีมูน ถ้ามึงเว้นวรรคผิดอีกทีเดียว กูจะลากมึงแทนไม้ แล้วโยนถวายเจ้าชายกู อีเวร” นางพญาคชสารแผดเสียงเข้าให้

“บ้า” มูนอดไม่ได้ที่จะซัดช้างไปเสียหนึ่งที ทำไมมูนจะไม่รู้ ว่าเจ้าชายของช้างคือใคร และเจ้าชายของแม่เพื่อนสนิทพระองค์นั้น ก็กำลังแอบทอดพระเนตร พร้อมรอยแย้มสรวลใส เผลอไผลนึกในพระทัย จนพระพักตร์แดง

‘ให้มันจริงอย่างที่มึงพูดเหอะ อีช้างลาก...ไม้’

เสียงตอกไม้ตรึงตะปูดังกังวานทั่วบ้านอีกครั้งแลครั้งนี้ได้แปรเปลี่ยนจากการระบายอารมณ์ความโมโหกลายเป็นยิ้มเยาะโดยสิ้นเชิง และมันก็กำลังกัดเกาะ ให้อัศวินน้อยนั่งหน้ายุ่งใต้ร่มลีลาวดีนั้นเอง

มื้อเย็นถูกตั้งขึ้นที่หอนั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ของทั้งบ้าน ที่ใช้เป็นทั้งห้องรับแขกซึ่งนานๆจะมีแขกเสียที อีกทั้งยังใช้เป็นห้องอาหารและลานงานฝีมือ ตั่งขาสิงห์สูงขนาดประมาณฟุตใช้แทนโต๊ะอาหาร ปูทับด้วยผ้าลายดอกไม้ร่วงปักดิ้นทอง กระแตกุหลาบตัวน้อยทั้งชมพูอ่อนสลับแกมแดงเข้มกับกระแตกล้วยไม้สลับสีขาวนวลและเหลืองอ่อนที่ทำไว้ตั้งแต่เช้าวานยังคงสด จึงถูกนำมาจัดช่อเป็นแจกัน พันกิ่งมะลิ แลดอกรักเสียบก้านมะพร้าววางอยู่ด้านบน อาหารทั้งคาวทั้งหวานส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แต่ที่สะดุดตาและเรียกความสนใจได้มากที่สุดคือ ฟักทองแกะสลักลูกขนาดย่อม ถูกแกะเป็นผอบลายกลีบดอกเบญจมาศ ใช้ใส่น้ำพริกกะปิ และข้างๆกันเป็นมะละกอที่แกะสลักเป็นรูปเรือใส่ผักเครื่องเคียงที่มัดไว้พอดีคำเต็มลำเรือ ด้วยความชำนาญของป้าเมี้ยน งานแกะสลักแค่นี้จึงใช้เวลาไม่นานเลย  นอกจากนนี้ยังมีบรรดาตุ๊กตาหมู่สัตว์หิมพานต์หลากหลายใช้ประดับตกแต่ง ดูงามราวกับมีชีวิต พญานาคตัวน้อยสีเขียวเกล็ดประดับปีกแมลงทับ เกี่ยวกระหวัดขดกันเป็นวงเลื้อยพันผ้าเช็ดปากที่อบร่ำไว้กรุ่น

คำว่าถ่อมตัวฉายชัดอีกครา ยามแขกได้เห็นโต๊ะอาหารของชาวสวนธรรมดาๆ 
ทุกคนรู้ซึ้งแล้วกับคำว่า ผู้ดีและผู้มีที่แท้จริงนั้น เป็นอย่างไร

อาหารถูกแยกเป็นหมวดเป็นหมู่ ทั้งของจืด ของเผ็ด และหมวดของหวาน ทำให้หนุ่มสาวชาวกรุงทั้งสามแม้ก้องเองก็เถอะ เริ่มเคอะเขิน เพราะในชีวิตประจำวันและการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา บางทีต้องอาศัยข้าวราดแกงหรืออาหารจานเดียว ที่มีอะไรๆก็โปะลงมาบนข้าวร้อนๆ และบางครั้งบางครา คนกินก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากินอะไร และอะไรลงไปผสมอยู่ในท้องบ้าง

หากที่นี่ การกินมิจำเป็นต้องเร่งร้อน และเหมือนเวลาจะหยุดอยู่กับที่ เวลาจึงมีเหลือเฟือ ในการปรุงแต่งให้ประณีต อาหารทุกชนิดที่นำขึ้นตั้งจึงดูงามตา และเมื่อทานเข้าไปก็อร่อยที่ลิ้น จนซ่านไปถึงหัวใจ

“ต๊ายยยยยยยย คุณยายขา มีของชอบของหนูด้วย” ช้างมิรอช้าเปิดแกงมัสมั่นก่อนใครเพื่อน ด้วยความที่เป็นแขกประจำระดับวีวีไอพี เลยทำให้ไม่เขิน “ ป้าเมี้ยนนี่ฝีมือไม่ตกเลยนะคะ ไว้วันหลัง หนูจะมาขอสูตรบ้าง”

“เอาสิลูก....ยายจำได้ว่าแม่หนูอัยชอบ เลยบอกเมี้ยนไว้” คุณยายตอบอย่างใจดี เรียกช้างว่า “แม่หนูอัย” ด้วยความเอ็นดู  และหันมาบอกกับทุกคนว่าให้ตามสบาย ไม่ต้องเขิน นั่นแหละทุกคนจึงเริ่มลงมือ

“ตามสบายนะ ทานกันเยอะๆ” คุณยายพูดพลางพร้อมกับหยิบชุดยา ที่มูนเลื่อนมาให้ขึ้นทาน เต้ยเห็นเข้าก็ถามขึ้นทันใด

“คุณยายไม่สบายเหรอครับ ทานยาเยอะขนาดนี้”

“ก็โรคคนแก่น่ะพ่อเต้ย บางอย่างยายก็กินกันไว้ ไม่เป็นไรมากหรอก”

“ลองไปหาหมอดีกว่าไหมครับ ญาติเต้ยเป็นหมอเก่งๆเยอะ” เต้ยกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง คุณยายทราบเจตนาดี สายตาเอ็นดูจึงทอดมาให้มากกว่าใครเป็นพิเศษ

“อย่าเลยพ่อเต้ย....ยื้อไปมันก็เท่านั้น ถึงเวลาที่ต้องคืนสังขาร มันก็ต้องคืนอยู่ดี  ใครบ้างไม่ตาย พระพุทธเจ้าท่านยังทรงดับขันธ์ปรินิพพาน” คุณยายยังยิ้มระเรื่อราวกับการจากโลกนี้เป็นการเดินทางไปเที่ยวธรรมดาๆ ทว่าคนฟัง ฟังแล้วก็ใจหาย

“ยายจ๋า.....ยายชอบพูดแบบนี้อีกแล้ว หนูใจไม่ดี หนูกลัว” มูนพูดขึ้นกอดแขนคุณยายราวเป็นเด็กๆ “ หนูจะไม่ให้ยายไปไหน”

“กลัวทำไม ....ตายสิสิ้นกรรม คนอยู่ใช้กรรมน่ากลัวกว่าอีก” เสียงของคุณยายยังคงสดใส ลูบหัวหลานรักด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “คงจะกินกันได้นะ อาหารไทยๆ”

“อาหารไทยสิครับดี อยู่ที่กรุงเทพ ส่วนใหญ่ก็ทานกันแบบนี้แหละครับ แต่ความน่าทานสู้ที่นี่ไม่ได้”

เต้ยฝืนรับเสียงใส ความรู้สึกเขาตอนนี้เองก็โหวงเหวงพิกล เมื่อได้ยินคุณยายพูด แม้จะเพิ่งเจอคุณยายท่านวันนี้ ทว่าความสนิทใจกลับมีให้ท่านรวดเร็ว ยิ่งได้เห็นภาพที่มูนกอดแขนคุณยายก็ยิ่งสะท้อนใจ หากวันหนึ่ง คุณยายต้องไปจริงๆ พระจันทร์ดวงน้อยดวงนี้ จะฉายแสงอย่างโดดเดี่ยวต่อไปไหวหรือ

“แหม...พ่อเต้ยปากหวาน เอาใจคนแก่” ตามปกติคุณยายจะไม่ค่อยชอบคุย ระหว่างมื้ออาหารแต่วันนี้มีแขกถูกอัธยาศัย จึงเป็นฝ่ายชวนคุยต่อมาเสียเอง

“ยายไม่รู้จะขอบใจพ่อเต้ยกับพ่อเปรมอย่างไร  ที่มาช่วยซ่อมซุ้มไม้ระแนงให้ยาย ทำซะสวยเชียว”

ไม้ระแนงที่ใช้รองรับกันซุ้มประตูที่คุณยายว่า เสร็จทันกำหนดเรียบร้อย คุณยายเห็นก็ชมแล้วชมอีกจนเต้ยได้หน้าไปเต็มๆ หากเจ้าของบ้านตาสีน้ำตาล เพียงแค่กล่าวขอบคุณสั้นๆ ยิ้มอ่อนๆ ไม่ยิ้มกว้างเหมือนตอนยิงเต้ยจนร่วง เต้ยมิรู้หรอกว่าคะแนนความดีถูกบวกให้แล้วหนึ่งคะแนนในใจเงียบๆ ทว่าจากเหตุการณ์ร้ายๆที่ผ่านมา ด้วยความที่ติดลบเยอะ  คะแนนความดีนั้นจึงเหลือเพียงแค่ศูนย์

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณยาย เต้ยอยากทำให้” เต้ยยิ้มแฉ่งจนเห็นเหล็กดัดฟัน ออเซาะฉอเลาะต่อไปว่า “อาหารบ้านคุณยายอร่อยจังครับ”

“อร่อยก็มาทานกันบ่อยๆ อยู่กรุงเทพแค่นี้เองไม่ใช่เหรอ คิดซะว่ามานั่งคุยเป็นเพื่อนยาย” นอกจากจะชวนมาค้างบ้านแล้ว คุณยายยังชวนเต้ยมาทานข้าวอีกด้วย ทำเอามูนนั่งไม่ติดเงยหน้าจากจานผลไม้ของตนพลัน

“ยายจ๋า...วสุเขาคงไม่ว่างมาหรอก งานเขาเยอะ” มูนตัดบท ใจมิอยากให้คุณยายหลงเสน่ห์ คนผีเข้าผีออกนี่ ต่อหน้าคุณยายก็ดีๆหรอก แต่พอลับหลัง มันก็เป็นคนละคน

“รู้ได้ไง เป็นเลขาฉันเหรอ” เต้ยรีบสวนมาทันที ก่อนจะหันไปประจบคุณยายต่อ “เต้ยจะมาหาคุณยายบ่อยๆครับ บอกตรงๆว่าติดใจที่นี่เข้าแล้ว”

คำว่า “ติดใจ” คงจะเป็นแค่คำพูดที่ไม่กินนัย หากสายตาคมวาวไม่แอบมาสบ สายตาอันมีอำนาจสามารถทำให้หัวใจสั่น เจ้าของรอยยิ้มสังหาร ยามนี้มิกล้าทานฤทธี จำต้องเบือนหน้าหนี สายตาคู่นั้น

“ก้องก็ติดใจครับ หลงเข้ามาจนไม่อยากออกไป” ก้องพูดขึ้นบ้างแทรกบทสนทนาอย่างเคย คุณยายเลยหัวเราะร่วน ก่อนตอบกลับเจ้าอัศวินจอมสอด

“ อย่างพ่อก้องนี่ไม่น่าจะหลงนา...น่าจะเรียกว่าบุก”

“หน้าด้าน” เต้ยพึมพำ โชคดีที่ไม่มีใครได้ยิน แม้กระทั่งเกนหลงกับหมวดเปรมที่นั่งข้างๆ แล้วเกนหลงก็ช่วยผสมโรงมาให้
 
“นายก้อง เขาอย่างนี้แหละค่ะคุณยาย เขามันคนประเภทชอบถือคติว่า ไม่เข้าถ้ำเสือ หรือจะได้ลูกเสือ อู๊ย สมัยเรียนนะคะ ดอดไปขโมยลูกเสือบ้านนู้น บ้านนี้เป็นว่าเล่น มีอยู่ครั้งหนึ่งนะคะ ชอบน้องชายเพื่อน ไปบ้านเพื่อนทุกวัน เข้าถ้ำมุดโพรงอีท่าไหนมิทราบ ผ่านไปประมาณสองอาทิตย์กลับได้พี่ชายเพื่อนมาด้วย”

“ไม่เบาเลยนะพ่อก้อง สงสัยยายต้องเตรียมปืนลูกซองไว้บ้างแล้ว กลัวจะมาดอดขโมยลูกเสือบ้านยาย” คุณยายกล่าวกลั้วหัวเราะ ไม่สงสัยว่า ทำไมผู้ชายลักษณะสำอางอย่างก้องถึงชอบน้องชายและพี่ชายเพื่อน คุณยายนับเป็นสตรีหัวสมัย ที่เกนหลงเองก็ยังอดแปลกใจไม่ได้

‘ยิงกบาลแม่งเลยครับคุณยาย’ เต้ยนึกในใจนั่งกินข้าวเงียบๆ ยามที่จุดสนใจตกไปอยู่ที่ก้อง

“ โธ่ เกรซ เรื่องมันผ่านมาแล้ว ไม่คุยและเรื่องนี้ คุยเรื่องอาหารดีกว่า” ก้องหน้าแดงเปลี่ยนบทสนทนา เพราะกลัวว่าเกนหลงจะเผาตนจนเกรียมต่อหน้ามูน  “ป้าเมี้ยนทำกับข้าวอร่อยๆ จริงๆนะครับ เชฟที่รีสอร์ทก้องยังสู้ไม่ได้เลย”

“ตำรับของสมเด็จหญิงฯ ท่านประทานมาให้แม่ของยายทั้งนั้นแหละ แม่ยายด้วยความที่เป็นคนโปรดหน่อย ท่านเลยประทานมาให้เยอะกว่าใคร พระมารดาท่านเป็นเอตทัคคะด้านอาหารน่ะ ส่วนยายได้วิชาจากแม่มาก็เอามาถ่ายทอดให้เมี้ยนเขาต่อ ไม่รู้จะสอนใคร เจ้ามูนมันก็ไม่เอา มันรับเอาแต่วิชาเครื่องหอม พวกน้ำอบ น้ำปรุง แป้งร่ำ อะไรพวกนี้”

“แม่คุณยาย ก็ ทวดเรา” มูนอธิบายกลัวเพื่อนๆจะไม่เข้าใจ

“ใช่ครับ มูนเคยบอกก้องว่าใช้น้ำปรุงสูตรคุณยาย ถึงว่า.....ตัวมูนเขาเลยหอม”

“เจ้ามูนมันชอบกลิ่นมะลิ ตำรับของยายเจ้ามูนบอกว่ามันโบราณไป เขาเลยเอามาแปลงเขาเอง”

“เอ่อ คุณยายครับ แล้วสมเด็จท่านเป็นพระอยู่วัดไหนเหรอครับ ทำไมมีตำรับตำราทำกับข้าวกับปลา” จู่ๆหมวดเปรมก็ถามทะลุกลางปล้องขึ้น เล่นเอาคุณยายแทบสำลัก เพราะไม่รู้ว่าจะหัวเราะ หรือจะแพ่นกบาลในความไม่รู้สักที ช้างได้ทีจึงแผดเสียงด่ามาลั่นกลางโต๊ะอาหาร

“มึงอย่าไปบอกใครเขานะว่ามึงเป็นตำรวจ เสียชื่อตำรวจไทยหมด ที่มีตำรวจโง่ๆ เสียแรงที่เคยถวายอารักขาเจ้านาย ” ช้างจีบปากจีบคอสะบัดเศียรก่อนอธิบายต่อมาอย่างเอาบุญต่อมาว่า

“ สมเด็จหญิงฯ ท่านเป็นเจ้า ไม่ใช่พระผู้ใหญ่ชั้นสมเด็จที่มึงเข้าใจ.... โง่จริง อะไรจริง”

“กูไม่รู้นี่นา เห็นมีคำว่าสมเด็จนำหน้า ก็นึกว่าท่านเป็นพระวัดไหน” หมวดเปรมแย้งมาซื่อๆ

“สมเด็จหญิงฯ มาจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงฯ น่ะหมวด ท่านทรงเป็นพระธิดาของพระมหากษัตริย์ เป็นเจ้าฟ้า ชั้นสมเด็จหรือชั้นโท ประสูติในพระมเหสีเทวีชั้นพระอรรคชายาเธอ เนื่องด้วยชาววังมักจะไม่นิยมเรียกพระนามเจ้านายโดยตรงเต็มๆ เลยใช้เรียกแบบนี้ หากถ้า เจ้าฟ้าพระองค์นั้นๆ ทรงประสูติในพระมเหสีเทวีชั้นพระราชเทวีขึ้นไป จนถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอกหรือชั้นทูลกระหม่อม พระอิสริยศักดิ์จะสูงกว่าเจ้าฟ้าชั้นสมเด็จ ซึ่งชาววังจะเรียกขานว่า ทูลกระหม่อมแล้วตามด้วยพระนาม เช่นทูลกระหม่อมเล็ก หรือทูลกระหม่อมหญิง......”  มูนอธิบายต่อมาให้ เพราะกลัวว่าเปรมกับช้างจะฆ่ากันตายเสียก่อน แล้วเริ่มเล่าต่อ

“คุณทวดเรา ท่านเป็นคุณข้าหลวงในสมเด็จหญิงฯ ตั้งแต่ยังเด็ก ปลายสมัยรัชกาลที่ห้า ถวายงานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง จนตามเสด็จมาที่วังสวนสุนันทา หลังจากนั้นก็ทูลลาออกเรือน คุณทวดท่านเลยมีวิชาติดตัวเยอะ เราชอบของหอม เราเลยรับแต่วิชาเครื่องหอม แต่คุณยายท่านเก่ง ท่านได้หมดทั้งงานดอกไม้สด งานอาหาร งานเครื่องหอม”

“มูนเก่งจัง รู้ได้ไง”

“คุณทวดสอนคุณยาย คุณยายสอนเราอีกทีจ้ะหมวด”

หมวดเปรมยกนิ้วให้ด้วยความชื่นชม มองมูนอย่างทึ่งๆ หากหาใช่แต่หมวดเปรมคนเดียวซะเมื่อไรที่มองมูนอย่างนั้น กลับเป็นทุกๆสายตา ทุกคนมิแปลกใจเลยว่า ทำไมช้างชอบเรียกมูนว่า “อีสาวชาววัง” โดยเฉพาะหมาบ้าเกเรที่มองจนไม่วางตา

พระจันทร์ดวงนี้ถูกเลี้ยงมาอย่างดี ในกรอบเก่าท่ามกลางความสมัยใหม่ กริยา ท่วงท่า ถูกขัดเกลาหล่อหลอมจากคุณยายที่มีความรู้เหนือชาวสวนธรรมดา

กริยาท่วงท่า อ้อนแอ้น ทว่าไม่ดัดจริต แฝงไว้ซึ่งความไว้ตัว
ไว้ตัวเสียจนต้องกำราบลงด้วย......หัวใจ

เสียงโทรศัพท์มือถือของเกนหลงดังขึ้นกลางโต๊ะอาหาร ทำให้บทสนทนาทั้งมวลชะงัก เกนหลงขอตัวออกไปรับสาย และหายไปพักใหญ่พอกลับมาเต้ยก็ถามทันใด

“ทำไมไปนานจังเกรซ”

“พอดีที่ทำงานโทร.มาน่ะ” เกนหลงตอบยิ้มๆ ก่อนจะทำหน้าไม่สนใจ และทานข้าวต่อ แต่เต้ยก็ยังไม่วายบ่น

“วันหยุดแท้ๆ ยังจะมากวนกันอีก”

ด้วยความที่เต้ยเป็นเดือดเป็นร้อนนี่แหละคุณยายจึงถามขึ้นว่า “ พ่อเต้ยก็เลี้ยงแม่หนูเกรซสิ แต่งกันซะ แม่หนูเขาจะได้ไม่ต้องทำงาน”

“อย่าเพิ่งเลยค่ะคุณยายขา  เกรซยังไม่พร้อมแต่ง” เกนหลงรีบบอกคุณยายเร็วปรื๋อ ทำให้เต้ยที่ได้ฟังก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

“เต้ยอยากรู้นัก แต่งงานกับเต้ยมีอะไรจะต้องไม่พร้อม” เต้ยจงใจถามออกไปต่อหน้าทุกๆคน เพราะหลังจากเพียรขอคำตอบ เกรซก็ไม่เคยให้เหตุผลซะทีว่าทำไมยังไม่พร้อม

ทว่าคำตอบที่ว่า “ยังไม่พร้อม”เนี่ยแหละ ทำไมวันนี้ได้ฟัง เริ่มรู้สึกดีใจปนสงสัยลึกๆ.....เต้ยแค่ “อยากรู้” เท่านั้น แต่คนฟังบางคนที่ได้ยิน คิดไปว่า “อยากแต่ง” จึงทำให้ใบหน้าลออของเจ้าของบ้านเผลอสลดลง แม้นเจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวเอง

“เป็นอะไรไปอีก....ทำไมต้องทำหน้าเศร้า” คนพูดไยจะไม่เห็น แต่ไม่รู้ตัว ว่าคำพูดของตนคือสาเหตุ จึงสงสัย ‘หุบยิ้มทำไม  เมื่อกี้ก็ยังดีๆอยู่ เดี๋ยวต้องถามให้รู้เรื่อง’

“เกรซมีเหตุผลก็แล้วกัน” เกนหลงกล่าวเสียงใสก่อนจะเบี่ยงประเด็นหันไปคุยกับก้อง “ก้องพรุ่งนี้เช้า เรียนโยคะก่อนพวกเราจะไปเที่ยวกันใช่ไหม เกรซไปเรียนด้วยนะ เกรซบอกมูนตอนก่อนทานข้าวแล้ว”

“อ้าวเหรอ ได้สิเกรซ ดีสิก้องจะได้มีเพื่อนเรียน”ก้องตอบรับ แล้วหันไปถามมูนว่า “ สอนสองคนไม่คิดค่าสอนเพิ่มนะมูน ถ้าคิดเพิ่ม ก้องไม่มีเงินให้แล้ว มีแต่ตัวกับใจก้อง ยกให้เลย”

คำพูดของก้องเรียกเสียงวี้ดว้ายจากช้างกับเกรซได้  ส่วนมูนได้เพียงแค่ยิ้ม มิรู้สึกอะไร เพราะใจใน ยังให้ความสนใจกับบทสนทนาของเกรซกับเต้ย ทั้งๆที่เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด แต่ก็คิดไปล่วงหน้าก่อนแล้วว่า หากได้รับคำเชิญ คำตอบที่จะมีให้คือ “ไม่ไป”

แล้วเหตุผลที่จะไม่ไปเล่า......จะให้ว่าอย่างไร

“เรามีเหตุผลก็แล้วกัน” มูนใช้ประโยคเดียวกับเกนหลงบอกตัวเองเงียบๆ ก่อนจะใช้ส้อมแบะชิ้นชมพู่ที่ตัดแต่งเป็นรูปหัวใจ ออกเสียเป็นครึ่งซีก แล้วเขี่ยทิ้งไว้ข้างจานโดยไม่ไยดี

กว่ามื้ออาหารจะเสร็จสิ้น ก็ปาไปเกือบทุ่ม แขกทั้งหมดจึงลาคุณยายกลับรีสอร์ท  มูนกับช้างตามไปด้วยเพราะต้องไปเอารถที่จอดไว้ เมื่อช่วยก้องส่งแขกเข้าที่พักเสร็จก็เตรียมตัวล่ำลากลับบ้าน แต่มีหรือที่เจ้าอัศวินหน้าตี๋จะยอม

“มูนอยู่คุยกับก้องอีกสักพักไม่ได้เหรอ”

“มันมืดแล้วเราขอตัวกลับดีกว่า พรุ่งนี้ก็ต้องมาที่นี่แต่เช้า อีกอย่างช้างก็ง่วงแล้ว” มูนกล่าวตอบพร้อมเบือนหน้าไปทางช้างที่ยืนยิ้มแฉ่งไม่มีทีท่าง่วงเลยสักนิด และมิได้รับมุขเลยสักหน่อย แม้จะขยิบตาแล้วขยิบตาอีก

“น้องอัยง่วงแล้วเหรอ” ก้องถามขึ้นพร้อมเอามือกุมเป้าไว้ ด้วยรู้ว่าช้างกำลังมอง

“ไม่ง่วงค่ะ แต่ เงี่ย.... เอ๊ย ไม่มีอะไร” ช้างหยุด นอ หนูไว้ทัน มิฉะนั้นคงได้ขายหน้า

“เห็นไหม น้องอัยยังไม่ง่วงสักหน่อย อยู่ต่อกับก้องอีกนิดนะ จะได้คุยกัน พอดีเห็นคุณยายว่า มูนชอบอ่านนิยายนี่ ก้องอยากอ่านบ้าง แนะนำให้หน่อยสิ”

“อยากอ่านตอนจะเกือบสองทุ่มเนี่ยนะ”

“ไม่ได้อ่านตอนนี้หรอก.... ก้องมีหนังสือเยอะเหมือนกัน ซื้อไว้ตอนงานสัปดาห์หนังสือ บอกตรงๆว่า อุดหนุนเพื่อนเท่านั้น ไม่เคยคิดจะหยิบมาอ่าน เห็นมูนเป็นคนชอบอ่าน และอ่านเยอะ เลยอยากให้ช่วยแนะนำ ”

มูนทำไมจะไม่รู้จุดประสงค์แท้จริงของก้อง ว่าอยากหาโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองและก็นับถือในความฉลาดของก้องที่จับจุดตนได้ว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และรู้ว่าตนคงจะไม่ปฏิเสธ  ‘ลองไปดูสักหน่อย’ เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าก้องมีหนังสือประเภทไหนบ้าง ที่ว่าเยอะน่ะเยอะแค่ไหน ไปช่วยเลือกช่วยดูคงใช้เวลาไม่มาก และคงจะไม่มีอะไร หากระวังตัวเสียอย่างและมีช้างอยู่ด้วย ก้องไม่ใช่คนเลวร้าย แม้จะชอบถึงเนื้อถึงตัว แต่ก็ไม่น่ากลัว

 “งั้นก็ได้”

“น่ารัก...และสมควรหลงรักที่สุด” ก้องยิ้มกว้าง หลังจากที่หน้าตูมมาค่อนวัน แล้วความคิดอันฉับไวก็พลันบังเกิด เมื่อหันไปเห็นนางพญาคชสาร

“น้องอัยครับ....พอดีที่รีสอร์ทมีพนักงานนวดมาใหม่หล่อเชียว น้องอัยสนใจนวดไหมครับ เดี๋ยวก้องจัดให้”

“น้องอัยชอบนาบมากกว่า....แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจ น้องอัยคงไม่ปฏิเสธ ถ้าหล่ออย่างที่คุณก้องว่า” นางคชสารกร้านสวาทตอบด้วยสายตาแพรวพราว มิสนใจมูนที่ยืนถลึงตา เพราะตั้งใจจะชวนช้างเข้าไปด้วย แต่ก้องก็ดันรู้จริต เอา “ข้าวหลาม” มาล่อ แยกช้างไปอีกทาง ....มูนที่หลวมตัวตอบตกลงไปแล้ว จึงทำอะไรไม่ได้ ....ได้แต่ย้ำว่า

“นวดฝ่าเท้าพอนะช้าง เพราะคงไปไม่นาน ถ้านวดตัว เราไม่รอจริงๆด้วย”

“เออ รู้แล้ว นังนี่ ไม่ต้องรีบก็ได้ เผื่อน้องเขาหล่อ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ถ้างั้นเชิญทางนี้ครับ” ก้องยิ้มกว้างเดินนำพาช้างไปส่งที่สปารวดเร็ว แล้วพามูนเดินมายังบ้านพักตน เจ้าอัศวินหน้าตี๋ยิ้มมากกว่าเดิมและโล่งอกที่กันช้างออกไปได้

 “ตัวตลกเพื่อนนางเอก เอ๊ย นางเอกหนังตลกไปแล้ว ที่นี้ก็เหลือแต่นางเอกของก้อง พระเอกกับนางเอกจะได้อยู่สองต่อสองซะที”

“ก้องไปหัดคำพวกนี้มาจากไหน เลี่ยนชะมัด” แม้จะไม่พอใจเท่าไรที่ช้างโดนกันออกไป แต่ความน่าเอ็นดูของก้องก็ทำให้อดยิ้มไม่ได้

“จำเขามา จำมาใช้กับมูนโดยเฉพาะ” เจ้าอัศวินหน้าตี๋เขินเสียยิ่งกว่าเขินยามพูดออกไป

ก้องมิรู้หรอกว่า แม้จะกันช้างออกไปได้ หากแต่ยังมิสามารถกันใครบางคนออกไป และสายตาของเขาคนนั้นก็กำลังจับจ้องมองมาอย่างเอาเรื่อง ยามเห็นเจ้าของรีสอร์ท ที่เรียกว่า “ไอ้ตี๋ผีจีน” โอบเอวเจ้าของใบหน้าลออเอี่ยม ขายาวๆ จึงก้าวฉับๆ ตามมาอย่างรวดเร็วจากมุมหนึ่งของรีสอร์ท แล้วแทรกกายหลบวูบตรงพุ่มดาหลา ยามไอ้ผีจีนหันหน้ามา

“มีอะไรเหรอก้อง”

“ไม่มีครับ แค่รู้สึกเหมือนว่า มีคนตามเรามา” ก้องมองรอบๆ ครั้นเมื่อไม่เจอสิ่งผิดปกติ จึงหันมากล่าวต่อว่า “ เชิญครับ ถึงแล้วบ้านพักก้องเอง”

บ้านพักของก้อง สมกับเป็นบ้านพักของเจ้าของรีสอร์ท คือใหญ่และโอ่โถง มูนเพิ่งรู้ว่า ก้องอยู่ที่นี่ประจำ มิได้อยู่บ้านที่ตัวเมือง ซึ่งก้องก็อธิบายว่า “ด้วยตำแหน่งเลยต้องอยู่”  แล้วก้องก็พาเข้าไปยังห้องเก็บหนังสือ ซึ่งก็ไม่ใช่ห้องใด นอกเสียจากห้องนอน

“เอาออกมาให้เลือกข้างนอกดีกว่า เราไม่อยากรุกล้ำความเป็นส่วนตัว เราขอรอที่ห้องรับแขก”

มูนเลี่ยงไปว่าไม่อยากรุกล้ำ ทว่าใจจริง กลัวคำครหาหากใครมาเห็น เพราะระยะหลังพนักงานที่รีสอร์ทก้อง นอบน้อมต่อตนเป็นพิเศษ ทั้งๆที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่พวกนั้นก็คิดไปแล้วว่าตนเป็น “เด็กก้อง” แถมยังมีเข้าหูมาให้ได้ยินวันหนึ่งด้วยว่า “คนนี้ท่าทางจะเป็นตัวจริง ไม่เคยเห็นคุณก้องเอาใจใครขนาดนี้เลย สมกับคุณก้องเนอะ แต่คุณเขาหยิ่งไปหน่อย”

ก้องคงเคยมีหลายคน หรืออาจจะมีอยู่
แต่สำหรับตน คงมีได้แค่คนเดียว และคนคนนั้น คงไม่ใช่ก้องอย่างแน่นอน

ก้องหัวเราะน้อยๆ เริ่มเข้ามายืนจนใกล้ สายตาหวานส่งมาให้มิหยุดหย่อน เขาไม่ใช่คนโง่และรู้ดีว่ามูนกังวลอะไร จึงพูดมาว่า “กลัวก้องจะปล้ำเหรอ ก้องไม่เคยขืนใจใคร ถ้าเขาไม่ยอม สบายใจได้”

 “ก็ได้ยินเกรซพูดวันนี้ ว่าก้องเข้าบ้านนู้นบ้านนี้บ่อยแถมยังได้ลูกเสือติดมือมาแทบทุกบ้าน เลยกลัว”  มูนไม่ใช่คนโกหก จึงตอบรับยิ้มๆ “ท่าทางคงจะมีคนยอมให้บ่อย”

มูนตั้งใจเพียงแซวเล่นๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศชวนหวาดเสียวต่อการโดนรังแก มิจงใจให้ไปในเชิงแง่งอน แต่ก้องกลับเข้าใจเป็นเช่นนั้น และปฏิเสธพัลวัน

“ไม่บ่อยนะครับ เกรซก็พูดไปเรื่อย ว่าแล้วเชียว ภาพพจน์เสียหมด ยัยเกรซนี่นะ อะไรๆก็ดี เสียอยู่สองอย่าง ได้แฟนปากหมา กับเก็บความลับไม่อยู่” ก้องพึมพำแกล้งทำหน้ามุ่ย ก่อนจะเปิดประตูผายมือเชื้อเชิญ 

“ห้องนอนก้องเองครับ สวยถูกใจไหม ” ก้องถามอย่างกับว่า เป็นห้องนอนที่ตกแต่งไว้รอรับมูนยังไงยังงั้น

“ถูกใจสิ” มูนตอบรับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เพราะคำว่า “ถูกใจ” ของตนไม่ใช่ห้องนอนสวยจนถูกใจ แต่เป็นประโยคที่ เกรซได้แฟนปากหมาต่างหาก

ห้องนอนของก้องเป็นฝีมือการตกแต่งแบบ “ร่วมสมัย” ท่าทางคงจะใช้มัณฑนากรเจ้าเดียวกับของเกนหลง แต่ภาพรวม ของก้องสวยกว่ามาก แต่เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาเที่ยวชมสถานที่ จึงควรเข้าประเด็นให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องตามใจใครและกลับบ้านเสียที

“ไหนหนังสือที่จะให้ช่วยเลือก”

“ อยู่ทางด้านนี้” ก้องเดินนำเข้ามานั่งลงบนเตียงขาวสะอาดตาหนานุ่ม ชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง ส่งสายตาหมายจะเชื้อเชิญให้มูนมานั่งลงข้างๆ มูนรู้ดีว่าก้องต้องการอะไร แต่ทำเป็นเมินเสีย จึงยืนอยู่อย่างนั้น

ด้านนี้ที่ก้องว่าคือตู้หนังสือใหญ่หลังพรึงไม้แกะสลัก และมูนก็เข้าใจแล้วว่า ที่เยอะนั้นคือเยอะเพราะไม่ได้จัดเข้าเป็นหมวดหมู่ นวนิยายและหนังสือหลากหลายชนิด วางแค่ตามชั้นเป็นตั้งๆ มิยักเก็บเข้าที่

“แอบซกมกนะก้อง.....ว่าแต่ชอบแนวไหนล่ะ จะได้เลือกให้ รักโรแมนติคเพ้อฝัน หรือว่าระทึกขวัญ ผจญภัย เท่าที่ดูมีเกือบทุกประเภทเลยนี่ ยังไม่ได้แกะเลยสักเล่ม หนังสือดีๆทั้งนั้น เสียดายนะ ถ้าซื้อไว้แล้วไม่อ่าน”

“ ก็จะเริ่มอ่านนี่ไง จึงขอแบบรักโรแมนติค และก็แบบสมหวังด้วยนะครับ เพราะก้องกำลังมีความรัก และก็อยากให้ความรักของก้องสมหวัง” ก้องไม่พูดเปล่าลุกขึ้นจากเตียงเดินอ้อมมาทางด้านหลัง แอบฉวยโอกาสเอาอย่างเคย แต่คราวนี้ดีหน่อยแค่ เอาคางเกยไหล่เบาๆ  แถมยังพูดต่อนอกเรื่องมาว่า

“มูนเป็นคนแรก ที่ก้องพาเข้าห้องนอนของก้อง และห้องนี้จะไม่เปิดรับใครนอกจากคนสำคัญ”

“ขอบคุณที่ได้เป็นคนสำคัญและคนแรก....แต่เมื่อมีคนแรกย่อมมีคนที่สอง เพราะยังมิใช่คนเดียว”

“คมต่อคม” คงเป็นคำจำกัดความได้ กับประโยคเมื่อครู่ ก้องหัวเราะชอบใจแม้จะถูกย้อนนิ่งๆอย่างจัง เริ่มเอื้อมมือมาโอบเอว แต่มูนก็เบี่ยงตัวออก เพราะรู้และระวังตัวอยู่แล้วว่าก้องคงไม่พลาด หากก็นึกชื่นชมที่เขาไม่ฉวยโอกาสจนน่าเกลียด 

“ อยากได้รักโรแมนติคสมหวังเหรอ...นี่ไงเจอแล้ว คู่กรรม ของทมยันตี”

“โธ่มูน ใครๆ ก็รู้เรื่องนี้พระเอกชื่อโกโบริ พระเอกตาย สมหวังตรงไหน เอาดีๆสิครับ มูนชอบพระเอกเรื่องไหนเอาเรื่องนั้นก็ได้ ก้องจะได้เป็นพระเอกเรื่องนั้น พออ่านแล้วจะได้อิน ”

“ ถ้าอย่างนั้นมันหลายเรื่องมากๆเลยนะ อ่านไม่ไหวหรอก งั้นเอาเรื่องนี้ไหม ดั่งดวงหฤทัย ของลักษณวดี คนแต่งคนเดียวกัน แต่คนละนามปากกา เรื่องนี้น่ารักมาก อ่านไปอมยิ้มไปตลอด พระเอกเป็นเจ้าหลวงชื่อเจ้าหลวงรังสิมันต์ นางเอกเป็นเจ้าฟ้าหญิงอีกแคว้นนึง ชื่อเจ้าฟ้าหญิงทรรศิกา ความรักก่อกำเนิดท่ามกลางชนวนการเมืองจนเกือบจะนำไปสู่สงคราม  เล่าแค่นี้ ที่เหลือไปอ่านต่อ  ”

มูนหยิบหนังสือดั่งดวงหฤทัยที่ยังไม่แกะพลาสติกห่อหุ้มส่งให้กับก้อง แม้จะรู้ว่าก้องไม่มีทางเป็น “เจ้าหลวงรังสิมันต์”  ทว่าใต้ดั่งดวงหฤทัยนั้น มีหนังสืออีกเรื่องหนึ่งซ้อนทับอยู่ แต่คงไม่แนะนำเล่มนั้นหรอก เหตุเพราะก้องบอกว่าอยากเป็นพระเอกและ “คุณหลวง” จะมีได้แค่คนเดียวสำหรับตน

“ ลองอ่านดูแล้วกัน ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบ อยากเปลี่ยนแนว อ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็ได้ ก้องก็มีครบชุดนี่” มูนช่วยเก็บหนังสือเข้าที่เหลือเข้าที่เดิม แล้วบอกก้องว่า “คงได้เวลากลับแล้ว....เดี๋ยวที่บ้านจะรอ”

“เดี๋ยวก่อนสิมูน อยากให้เปลี่ยนใจนอนเสียที่นี่” มือแข็งแรงฉุดข้อมือมูนไว้พลัน  และมูนก็รู้ว่าก้องเริ่มจะงอแง ความต้องการของก้องส่งผ่านทางสายตาและน้ำเสียงครบถ้วน แต่มันจะไม่น่าเกลียดไปเหรอ ที่จะมาขอกันอย่างนี้ตรงๆ

“ก้องรู้คำตอบอยู่แล้วนี่ ว่าเรามาแค่ช่วยเลือกหนังสือ”

“รู้แต่จะไม่ยอมแพ้ ” ก้องเบียดกายเข้ามาใกล้ขึ้น แต่ก่อนที่ก้องจะทำอะไร เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นและเขาก็จำเป็นต้องรับสายนี้ แม้จะมีน้ำเสียงหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ  “ ครับแม่...มีอะไรอีกล่ะครับ”

“คงได้เวลากลับจริงๆแล้วล่ะ บาย” มูนถือโอกาสนี้ ล่ำลารวดเร็ว และวิ่งปรู๊ดออกไปทันที

“เดี๋ยวสิครับมูนโธ่” ก้องก็พยายามจะวางสาย แต่คาดว่าคุณแม่คงจะไม่ยอม และมูนก็โบยบินออกไปเสียแล้ว
“ปะ เปล่าครับแม่ ยังไม่เรียบร้อย”

มูนเดินกลับมาตามทางด้วยความเร่งรีบ เพราะกลัวว่าก้องจะตามมางอแงเอาอีก ถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่สลัดออกมาได้ แต่แล้วก็ต้องหยุดกึกกะทันหัน เพราะเจอใครบางคนยืนแยกเขี้ยวขวางทาง

เขาคนนี้ มิได้บังเอิญเดินมาเจอ
ทว่า......เขาคนนี้ยืนรอด้วยความกระวนกระวาย

ใจเมื่อครู่อยากจะพังประตูเข้าไปขัดขวาง
แต่หน้าระรื่นจำยอมที่เดินเข้าไป....มันบ่งบอกว่าไม่ใช่การบังคับ

“ทำไมลงมาเร็วจัง ไอ้ก้องมันเสร็จเร็ว มันหมดแรงแล้วเหรอ ลองเปลี่ยนเป็นฉันดูไหม รับรองได้ยันเช้า” หมาบ้าเห่ามาทันใด ชวนให้อยากตบปากเสียยิ่งนัก

“ใช่ เสร็จเร็ว แต่ไม่ต้องหรอก แค่ก้องคนเดียวคืนนี้ก็พอแล้ว” มูนตอบประชดหมาบ้า ก่อนจะเดินหนี อ้อมไปอีกทาง “พูดจาอย่างนี้น่ะเหรอ ยังจะกล้ามาขอให้เราหันไปมอง”   

เต้ยรีบเข้ามาสกัดไว้ไม่ให้หนี น้ำเสียงกังวานเมื่อตอนบ่ายกลางสะพาน หายไปอีกแล้ว เหลือแต่น้ำเสียงเกรี้ยว แต่มูนไม่กลัวและไม่แปลกใจในอารมณ์ที่ปรวนแปรอยู่บ่อยๆ ของเขาคนนี้แล้ว เพราะทำใจไว้ว่า “ดีได้แค่แป๊บเดียว”

“จะขอแล้วจะทำไม เหอะ....เห็นเงียบไปตอนกินข้าว ตั้งใจจะลงมาถาม ที่แท้ก็เงียบเพราะอยาก ทีหลังก็บอกฉันตรงๆสิ จะได้จัดให้ตั้งแต่ที่บ้าน ไม่ต้องมาสังเวยคนอื่นถึงที่นี่”

“เราคงเคยบอกไปแล้ว ว่าเราไม่ขอรบกวนนายเรื่องนั้น”

“อย่าเพิ่งปฏิเสธ ถ้ายังไม่ได้ลอง มานี่”

เพียงสิ้นเสียง แขนแข็งแรงก็ตวัดเอวมูนมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทรุดกายลงนั่งกับม้าหินริมทางกลางพุ่มดาหลา ด้วยกำลังที่เหนือกว่า มูนจึงถูกกดให้นั่งลงบนตักของหมาบ้าพอดี และหมาบ้าก็รัดเอาไว้เสียแน่น

“มูน....เราจะคุยกันดีๆ แบบเมื่อตอนบ่ายไม่ได้อีกแล้วใช่ไหม ทำไมต้องทำให้เต้ยมีโมโหตลอด ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว”

“ปล่อยนะวสุ” มูนพยายยามขัดขืน แต่ก็ดิ้นไม่หลุด “นายต่างหากที่เริ่มต้นคุยไม่ดี แล้วเราไปทำให้นายโมโหเรื่องอะไร”

“หลายเรื่อง....อย่างเมื่อกี้ บอกมาตรงๆ ขึ้นไปทำอะไรบนบ้านกับไอ้ผีจีนนั่นมา”

“ทำไมเราต้องบอกนาย....ปล่อยได้แล้ว”

“เพราะเต้ยเป็นห่วง ได้ยินไหม ว่าเต้ยเป็นห่วง และก็หวงพระจันทร์ของเต้ยอย่างที่สุด” ประโยคท้ายอันประดุจมหามนต์สะกดนี้เอง ทำให้ ‘พระจันทร์ในอ้อมแขน’ จำต้องนิ่งโดยดุษฏี

“ไหนขอสำรวจรอยหน่อยสิ”

“อย่านะ...แค่ไปเลือกหนังสือกันมาเท่านั้น”

“จ้างให้ก็ไม่เชื่อ”

มีหรือเต้ยจะฟังถึงมูนจะพร่ำบอกอย่างไร เต้ยก็ไม่ละเว้นกับการกระซิบอยู่ข้างๆหู  ปล่อยเสียงกังวานหวานก้องของเขาค่อยๆผ่านเข้าไป

“รู้ไหม ยิ้มวันนี้ ทำเต้ยถึงกับร่วง ....ยิ้มให้เต้ยแบบนี้บ่อยๆนะ ห้ามทำหน้างอให้เห็นอีกเป็นเด็ดขาด”

ลมหายใจอ่อนๆรินรดซอกคอที่ยังเหลือรอยประทับเก่าซึ่งเป็นวิธีการสำรวจของเขา ก่อนจะไล่ขึ้นไปบนพวงแก้ม  ต่อให้มูนใจแข็งเท่าไร ก็อดไม่ได้ที่จะทิ้งตัวลงในอ้อมอกแลอ้อมกอดแข็งแรงนั้นเพิ่มขึ้ไปอีก และเต้ยก็เหมือนจะได้ใจ คราวนี้จึงเอื้อมมือมาปลดกระดุมเสื้อของมูนจนสามารถดึงลงให้เห็นไหล่ ไล่งับด้วยริมฝีปากอยู่อย่างนั้น

นี่คงรักเขาเสียแล้วสิเรา
น้ำใจนะเจ้าใจของเราง่ายจริงหรือนั่น ****

“มะ..ไม่จริง อย่าทำแบบนี้ วสุ”

มูนแพ้ลงอย่างราบคาบอีกคำรบ เสียงนุ่มๆหายลงลำคอหมดสิ้น หัวใจดวงน้อยเต้นไปตามแรงสัมผัสและแรงประกบจากริมฝีปากที่บดขยี้ลงมาเป็นระยะ มูนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและมันทอดยาวนานเท่าไร หากพอเสียงปลดเข็มขัดดังคลิ๊กและเสียงทะเล้นซุกซนทีเล่นทีจริงดังขึ้นนั่นแหละ ถึงได้รู้ตัว

“ไม่ลองทักทายสักหน่อยเหรอมูน ไม่มีใครเห็นหรอกน่า ตรงนี้มืด อย่าบอกนะว่าไม่เคย”

“ยะ...ยังไม่พร้อม”

มูนหลุดปากออกไปรวดเร็ว ความกระดากอายในการเผลอตัวเผลอใจพวยพุ่ง ประโยคเมื่อสักครู่เป็นประโยคเดียวกับที่เกนหลงพูดในการปฏิเสธเรื่องการแต่งงานและภาพหญิงสาวก็ดันลอยเด่นหราขึ้นมาทำให้สติและสัมปชัญญะ คืนครบถ้วนสมบูรณ์

 “เขามีคนรักอยู่แล้ว” มูนรีบย้ำกับตัวเองในใจ สะบัดหน้าไล่ความสับสน ก่อนจะพูดขึ้นว่า“ วสุ...เลิกทำ เลิกพูดอย่างนี้เสียทีเถอะ นายชอบผู้หญิง นายมีเกรซอยู่แล้ว และนายก็อยากแต่งงานกับเกรซไม่ใช่เหรอ”

มูนเน้นคำว่า “อยากแต่งงาน” และชื่อ “เกรซ” เป็นพิเศษ เต้ยก็ชะงักงันทันใด ใช่สิ เขามีเกนหลงอยู่ และชื่อเกนหลงนี่แหละที่มักจะเลือนหายไปทุกครายามที่เขาได้ตระกองกอดพระจันทร์ดวงนี้....และการแต่งงานนี่ใช่ไหม เป็นสาเหตุที่ใบหน้าลออสลดลงกลางโต๊ะอาหาร

“เหตุผลนี้ใช่ไหม ที่มูนเงียบลง” เต้ยหยุดเกเรเลื่อนหน้ามาซบบนไหล่ค้างไว้เฉยๆ รอฟังคำตอบ

“ใช่ เรายอมรับ และเราก็อยากถามนายตรงๆ และอยากให้นายตอบเราตรงๆเช่นกัน”

“ได้สิ เต้ยพร้อมจะตอบทุกอย่าง”

“เราถามตรงๆนะ...นายรักเกนหลงมากไหม” มูนแม้จะเคยปฏิเสธตัวเองว่าไม่ได้รักเขา แต่ยามถามออกไปไยเริ่มเจ็บกลางอกและตอนนี้ก็ไม่สามารถเอ่ยปากมาว่า “มั่นใจไม่รัก” ได้อย่างเต็มปาก

เต้ยไม่คิดว่ามูนจะถามคำถามนี้ คำถามที่หากใครคนอื่นถามเขาคงตอบได้ง่ายแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน ทว่านี่เป็นมูนถามจึงใช้เวลาชั่วครู่กว่าจะตอบออกมาได้ ซึ่งไม่รู้ว่าทำไม ใจอยากโกหก แต่ก็ไม่กล้า และเมื่อตอบมาแล้ว เขาก็รู้ได้โดยทันทีว่า ร่างทั้งร่างของคนที่เขากอดอยู่เริ่มสั่นพร่า ดุจคำพูดของเขาพุ่งเข้ากระแทกจนใจดวงน้อยเริ่มร้าว

“ระ.....รัก....มาก”

“ถ้านายรักเกนหลงอยู่ นายก็ต้องห่วงเกนหลง ควรเอาเวลาไปใส่ใจ เผื่อเกนหลงจะได้พร้อมแต่งงานกับนาย ”

มูนไม่รู้ว่าน้ำค้างหรืออะไรไหลลงมาข้างแก้ม พอเข้าปากยามพูด ถึงรับรสได้ว่ามันเค็ม  รับรู้ว่ามันคือน้ำตา แลเต้ยก็สัมผัสได้ยามที่หยดน้ำนั้นร่วงเผาะกระทบลงหลังมือ  และโดยมิให้ใครต้องบอก ฝ่ามือแข็งแรงของคนกอด ค่อยๆเช็ดปริมาณน้ำใสๆที่เริ่มจะเพิ่มมากขึ้น ออกจากสองข้างของแก้มลออ

เต้ย...นิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยนิ่ง
เต้ย...ยามยิ่งยินเสียงสะอื้นก็ใจหาย
เต้ย...เห็นจันทร์หลั่งน้ำตาใจแทบวาย
เต้ย...เจียนตายเห็นจันทร์เศร้าร้าวถึงทรวง

“เราจะทำอย่างไร ต่อไปดี...เต้ยไม่อยากแต่งแล้ว” เต้ยจนมุมหาทางไปต่อไม่ถูก น้ำเสียงกังวานของเมื่อครู่จึงเหลือเพียงแค่แหบพร่า เต้ยรู้แล้วว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร แต่จะทำอย่างไร ให้มันลงเอยด้วยดี

“ไม่ใช่เรา.....แต่เป็นเต้ยคนเดียวต่างหาก และอย่าคิดอย่างนี้อีก เกนหลงรู้จะเสียใจ”

หากเป็นยามปกติ เต้ยคงดีใจนักหนา ทีอีกฝ่ายยอมเรียกเขาว่าเต้ยซะที แต่ยามนี้ชื่อเล่นของเขาถูกขับขานด้วยเสียงสั่นกลั้นสะอื้น แขนแข็งแรงที่เคยรัดบั้นเอวไว้ อ่อนยวบทันตา แลร่างบางๆก็กำลังโผผินบินลอยออกจากอก

“มูนไม่รู้ว่า เต้ยทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร แต่ขอทึกทักเอาเป็นอย่างที่มูนคิด เราสองคนไม่ควรจะมาอยู่ในสภาพและสถานการณ์แบบนี้กันอีก หัวใจมูนมันไม่ได้เข้มแข็งอะไรนัก”

มูนเดินออกมาในภาวะที่เต้ยกำลังนิ่งทำอะไรไม่ถูก พอกลิ่นมะลิหอมลอยออกจากกมูกเท่านั้นแหละ เต้ยก็รู้สึกตัว วิ่งมาสกัดหน้าอ้าแขนกว้างกางแผงอกกั้นไว้

“ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น มูนต้องฟัง....มูนไม่ได้ทึกทักไปเอง เต้ยอยากบอกว่า เอ่อคือ....เต้ย”

“อย่าพูดออกมา.....ถ้าเต้ยยังไม่มั่นใจที่จะพูด เพราะถ้าพูดต่อมันจะกลายเป็นคำโกหกทันที” มูนขัดขึ้นเสียก่อนที่เต้ยจะพูดจบ เบี่ยงตัวหนีไม่อยากฟัง ในเมื่อเขารักเกนหลง เขาก็ควรจะรักจนหมดหัวใจ มิใช่มาแบ่งใจ ทำให้ใครต้องหวนหา โดยที่ตัวเองก็ยังมีพันธะ ....

อย่าแบ่งแยกแจกใจให้เป็นครึ่ง
อย่าดันดึงใจใครให้หวนหา
อย่าบอกรักจนพร่ำเพื่อทุกเวลา
อย่ามองมาหากใจพี่มีสองดวง

ทว่าเต้ยก็ยังคงขวางไว้พร้อมโอบกอดแน่นอีกครั้ง สายตาคมวาวเคยเกเร ทอดมองส่องประกายระยับ ริมฝีปากหยักงามประกบลงมาอย่างรวดเร็วแทนมนต์สะกดที่ตรึงขาทั้งสองข้างของมูนไว้ให้ก้าวไปไหนไม่ออก หัวใจบอกให้เต้ยต้องทำอย่างนี้ จึงประทับรอยจูบไว้เนิ่นนาน ครั้นพอเลื่อนออก จึงเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มเสียยิ่งกว่านุ่ม

“จูบนี้มันพอจะแทนความรู้สึกทั้งหมดของเต้ยได้ไหม”

แทนที่เต้ยจะได้คำตอบ กลับได้ความนิ่งเงียบ ดวงตากลมโตน้ำตาลใส ควรจะฉายแววปรีติ ทว่าความรวดร้าวกลับเด่นชัดอารมณ์ลึกล้ำซ่อนซึ้งบางอย่างบังคับให้ใบหน้าลออซุกลงกับอกกว้างของเต้ยพลัน แขนที่ตกอยู่ข้างลำตัวเลื่อนมากระชับโอบกอดตอบ เป็นครั้งแรก และโอบแน่นขึ้น แน่นขึ้น พร้อมเสียงสะอื้นที่มีนั้นก็กลายเป็นโฮลั่นทันใด

“เต้ยใจร้าย” มูนหยุดเว้นวรรคกลั้นโศกเสมือนกลืนก้อนแข็งๆที่จุกแค่ลำคอลงไป “ เราไม่เจอกันตั้งหลายปีก็ดีอยู่แล้ว...เต้ย กลับมาทำไม เต้ยจะมาพูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้กับมูนอีกทำไม”

เต้ยตอบอะไรไม่ถูก ความกล้าบ้าบิ่นที่เคยมีหายไปไหนหมดไม่รู้ เพราะคาดการณ์ไว้ว่า ถ้าทำอย่างเมื่อกี้มูนคงตอบรับอย่างพอใจ อย่างที่เกนหลงและคนอื่นๆเป็น.....แต่สำหรับมูนมันไม่ใช่ซะแล้ว

เต้ยมิรู้หรอกว่า เต้ยยิ่งทำแบบนี้มันยากสำหรับการตัดใจ
แลการตัดใจอันใด จะเจ็บปวดเท่า การตัดใจไม่ให้รัก

เต้ยมิรู้หรอกว่า พระจันทร์ดวงนี้....พยายามตัดมาแล้วกี่ปี

“มูน....มูนจ๋า  อย่าร้องไห้ ฟังเต้ยนะ ฟังเต้ย ”

ยามนี้ทำได้แต่เพียงลูบผมน้องน้อยที่เคยแกล้งหวังปลอบให้สงบลง วันนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่า อาการร้องไห้หอบจนตัวโยนเป็นอย่างไร  แผงอกแข็งแรงยังใช้แทนต่างผ้าเช็ดหน้า และเหมือนน้ำตานั้นจะซึมลงผ่านเสื้อเรื่อยลงสู่ผิวหนังเข้าไปท่วมหัวใจเขา

“ปล่อยมูนเถิดนะเต้ย...ให้มูนกลับบ้านเถอะ ”

“ถ้าปล่อย แล้วเต้ยจะกอดใคร”

“เกนหลง.....เต้ยต้องท่องไว้ว่าเต้ยมีเกนหลง”

เสียงสะอื้นที่เคยมีหยุดลงเปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง กล่าวออกมาช้าๆ คล้ายจะย้ำลงสู่ใจของคนฟัง และที่สำคัญย้ำลงใจของตัวเองด้วย น้ำตาใสๆของลูกผู้ชายอย่างเต้ยเริ่มซึมหล่อเลี้ยงคอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งที่สวมใส่ แลเริ่มรดลงบนผมที่เขาลูบอยู่ จำใจปล่อยกลิ่นมะลิกรุ่นลอยจากไปเงียบๆ ตามคำขอ เพราะรู้ตัวว่าตอนนี้จะรั้งอย่างไรก็รั้งไม่อยู่ ขาแข็งแรงทรุดฮวบลงกับพื้นทันใด ความคิดสับสนหนักอึ้งอลอึงไปทั้งหัว หมัดหนักๆต่อยลงกับพื้นดินตรงหน้าระบายความอัดอั้น

“เต้ยก็มีมูนมานานแล้วเหมือนกัน” เต้ยกำหมัดแน่นต่อยลงพื้นดินอีกครั้ง “ เต้ยมั่นใจว่าเต้ยรักมูน........รักมานานแล้วได้ยินไหม ”

แต่ประโยคที่เขากล่าวมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า เพราะคนที่อยากให้ได้ยิน เดินลับหายไปในความมืดสลัว เห็นแต่แผ่นหลังบางๆลิบๆ ไม่เหลือแม้แต่กลิ่นมะลิกรุ่นรายรอบตัว และที่สำคัญ มิได้หันกลับมาชายตาแลเลยด้วยซ้ำ

“เต้ยจะไม่ยอมให้มันลงเอยแบบนี้แน่นอน”
************
รบกวนติดตามต่อบทที่๙ นะคะ
อ้างอิง *,**,**** นำมาจากเพลงมั่นใจไม่รัก ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยธาตรี
***นำมาจากเพลงพรานล่อเนื้อ ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-01-2019 10:36:08 โดย Artemis »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๙ รักต้องห้าม

แสงจันทร์สว่างของคืนเดือนหงายสาดส่องทะลุม่านโปร่งฉลุลายที่กางกั้นระหว่างบานหน้าต่างซึ่งเปิดรับลมยามดึก ร่างโปร่งระหงนั่งพิงตรงริมขอบปล่อยให้แสงสีนวลเย็นตาโลมไล้กระทบร่าง ทำให้ผิวที่ลอออยู่แล้วยิ่งดูกระจ่างยิ่งกว่าเดิม หิ่งห้อยตัวน้อยสองตัว บินมาจากไหนไม่รู้ มาเกาะอยู่ตรงเรือนผม ดั่งศิราภรณ์เลอค่า และเจ้าตัวก็มิได้สนใจจะสลัดมันออก ปล่อยให้มันเกาะอยู่อย่างนั้น

ภาพที่งามวับจับตานี้ หากมีช่างถ่ายภาพฝีมือดีมาได้เห็น คงไม่แคล้วยกกล้องถ่ายรูป ขึ้นมากดชัตเตอร์ระรัว หากภาพนี้เมื่อถ่ายออกมาก็คงบอกได้แต่ว่างามเท่านั้น ทว่าคงหาความสดใสอันใดมิได้ เพราะผู้ที่นั่งเป็นแบบกำลังใช้หลังมือเช็ดรอยรื้นของน้ำตา ยามได้ดูรูปถ่ายเก่าๆ ปึกหนึ่ง ....และเจ้าตัวก็กำลังจ้อง ทีละรูป ทีละใบ

รูปพวกนี้ พยายามตัดใจทิ้งเท่าไร ก็ทิ้งไม่ได้
รูปพวกนี้ ถูกเก็บซ่อนเป็นอย่างดี ในลิ้นชักที่ลึกที่สุดของหัวใจ
และรูปพวกนี้ ก็ไม่ใช่รูปของตน.....แต่เป็นของคนที่ตนพยายามจะไม่มอง

รูปที่ตนเพียรสะสม แอบดึงเอาจากบอร์ดประกาศของนักกีฬาบาส ทีแรกดึงมาเพื่อจะเอามาเผาพริกเผาเกลือแช่งด้วยความหมั่นไส้ เพราะความร้ายกาจที่ถูกเขารังแก แต่ครั้นพอจะทำ สายตาคมวาวเกเร อันมีมนต์สะกดในรูปก็ทำให้ทำไม่ลง แลบางครั้งก็เผลอเอามาแนบอก ....จนต้องเก็บไว้ทุกวันนี้ และเป็นหลักฐานได้อย่างดีว่า “โกหกหัวใจตัวเอง” เสมอมา

“ยังไม่นอนอีกเหรอมูน นั่งดูรูปอะไรอยู่”

ภวังค์เหม่อพลันสลาย เมื่อเสียงงัวเงียของนางคชสารดังขึ้น รูปที่ถือค้างไว้ในมือถูกเก็บลงกล่องกำมะหยี่ทันใด แต่มีหรือที่กริยาอาการนี้จะรอดพ้นสายตาว่องไวของนางพังแป้น

“รูปเก่าๆน่ะ ไม่มีอะไรหรอกช้าง” มูนตอบกลับด้วยน้ำเสียงมิส่อแววพิรุธ หากช้างก็ยังไม่วายสงสัย

“แล้วทำไมต้องร้องไห้ ว่าจะถามตั้งแต่กลับมาจากรีสอร์ท ใครทำอะไรหร่อน” ช้างยันกายขึ้นมานั่งเอาหมอนที่หนุนนอนพิงกับหัวเตียงไว้ สายตาแปรเปลี่ยนเป็นห่วงเพื่อนสนิทสุดใจ

“ไม่มีหรอก ฝุ่นคงเข้าตามั้ง....นอนเถอะช้าง พรุ่งนี้จะไปเป็นเพื่อนเราสอนโยคะไม่ใช่เหรอ”

“คุณเต้ยอีกแล้วใช่ไหม ที่ทำหร่อนวันนี้ ....และรูปที่หร่อนดูเมื่อกี้ ก็คงเป็นรูปของคุณเต้ย ฉันพูดถูกไหมล่ะ”

แม้มูนจะพยายามตัดบทเท่าไร ช้างก็ไม่วายพูดต่อ แถมยังพูดแทงใจดำตรงประเด็น ราวกับมีตาทิพย์รู้เหตุการณ์หมดทุกอย่าง และสิ่งที่ช้างพูดก็เป็นจริงทุกประการ มูนตัวชาวาบแข็งทื่ออยู่กับที่ กล่องกำมะหยี่ที่ถือไว้ในมือแทบตก

“ช้าง....รู้ใช่ไหม”

“เดาเอาน่ะ....จริงๆ สงสัยมาตั้งนานแล้ว และแอบสังเกตสายตาของทั้งหร่อนและคุณเต้ยเวลามองกัน คุณเต้ยจะแกล้งหร่อนเท่าไร หร่อนก็มองแค่ตัดพ้อ หร่อนไม่เคยมีสายตาชิงชัง และไอ้หน้าเชิดๆของหร่อน มันก็แอบชำเลืองเขาอยู่ทุกทีนี่ ส่วนคุณเต้ยเวลาเขามาตอแย ฉันเห็นตาเขาเป็นประกาย และภาพบนสะพานวันนี้ มันก็ทำให้ฉันมั่นใจว่า  คุณเต้ยเองเขาก็รักหร่อน”

แม้นช้างไม่บอก มูนก็เริ่มรู้ว่าเต้ยคิดอย่างไร เพราะคำว่าทั้ง “ห่วงและหวง” อีกทั้งประโยคที่ว่า “พระจันทร์ของเต้ย” และจูบที่แทนความรู้สึกทั้งหมด กับการขอร้องให้หันกลับมามองเพียงเพราะเขาไม่อยาก “เจ็บที่ใจ”  มันคือตัวแทนของคำว่า “รัก” ได้เป็นอย่างดี และตนก็ไม่ได้คิดไปเอง

คำว่ารัก...ที่ต่างฝ่ายต่างยังไม่ได้หลุดออกจากปาก ทว่าความรู้สึกถูกถ่ายทอดให้รับรู้จนจับหัวใจ แต่มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า ในเมื่อเขามี เกนหลง อยู่แล้ว 

รัก.....ที่กลายเป็น “รักต้องห้าม” เหมือนไฟลามเผาใจให้ไหม้
สุดจะผ่อนความร้อนคลายไป เหมือนตกอยู่ใน อเวจี !!! *

ช้างพูดยาวเหยียดด้วยเสียงนิ่งๆ เอาจริงเอาจังเป็นครั้งแรกและไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหน ช้างยังคงกระดกลิ้นที่คำว่าหล่อนเสมอ... มูนยิ่งทำอะไรไม่ถูกได้แต่เดินมานั่งทรุดลงตรงขอบเตียง แล้วเสียงของนางช้างป่าก็ทอดลงเป็นอ่อนโยน มืออวบอูมตบไหล่บางเบาๆเป็นการปลอบ

“ถ้ายังไม่อยากเล่า หรือยังไม่อยากพูดอะไรก็ไม่เป็นไรนะมูน ฉันพอจะรู้ว่า หร่อนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์และความรู้สึกไหน แต่ไม่ว่าหร่อนจะตัดสินใจอย่างไร ฉันจะอยู่เคียงข้างหร่อนเสมอ”

“ขอบใจนะช้าง ที่อยู่ข้างเราเสมอมา...เราตัดสินใจถูกต้องแล้วใช่ไหม ที่ยอมตัดใจ อีกอย่างเต้ยเขาก็เป็นผู้ชาย เขาก็ต้องคู่กับผู้หญิง” มูนพูดได้แค่นั้นก็โผเข้าซบอก กอดแม่เพื่อนสนิทแน่น ซึ้งในน้ำใจอันยิ่งใหญ่ที่ช้างมีให้ตนเสมอมา

“ถูกที่หร่อนไม่ทำร้ายใคร แต่ผิดที่หร่อนทำร้ายตัวเอง และจำไว้ด้วยว่าขึ้นชื่อว่าเป็นความรักแล้ว มันไม่เลือกเพศหรอก”

 “ก็จริงช้าง แต่เราทำร้ายใครไม่ได้หรอกนอกจากตัวเอง ตอนนี้เรายังพูดอะไรไม่ออก ถ้าเราพร้อมเราจะเล่าให้ช้างฟัง”

“อย่างนั้นก็ได้ หร่อนเป็นคนดี ฉันนับถือจากใจจริง หากเป็นใครคนอื่นมาพูด ฉันก็จะหาว่าตอแหล แต่นี่เป็นหร่อน ฉันเลยเชื่อ แต่บางครั้งฉันอยากให้หร่อนทำตามใจตัวเองบ้าง หร่อนทรมานหัวใจตนเองมานานแล้ว” ช้างกอดปลอบแน่นขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเสียงพูดเป็นติดตลกดังเดิม กลบเกลื่อนก่อนที่น้ำตาจะไหลเพราะเห็นใจและสงสารเพื่อนสนิทอย่างสุดหัวใจ

“วุ๊ย หร่อนนี่ มาชวนทำซึ้ง เอาล่ะ เลิกคิด นอนๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาไม่สวย”

มูนพยักหน้ารับ ไม่พูดอันใดอีก ลุกขึ้นเดินเอากล่องไปเก็บพอหันกลับมาแม่เพื่อนสนิทก็เอนกายนอนกรนคร่อกๆดังเดิมรวดเร็ว มูนส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูแล้วพูดกับร่างโอฬารที่ขึ้นอืดนั้นว่า 

“เราทำตามใจตัวเองไม่ได้หรอกช้าง ถ้าเราจะทำ เราทำไปตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว และหากเราทำมันก็เท่ากับเราทำร้ายผู้หญิงดีๆที่เขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เราขอเลือกยอมเจ็บเองดีกว่า รักของเรามันเป็นรักต้องห้าม....ขอบใจนะ ขอบใจจริงๆช้าง”

เพียงพอพูดจบ ความทรงจำบางเรื่องที่เคยลบเลือนกลับหวนกลับมา การกระทำของเขาคนนั้น บัดนี้กระจ่างชัดในความรู้สึกและเข้าใจได้เป็นอย่างดี  ว่าทีเขาทำไปเพราะอะไร

ลิ้นชักข้างเตียงถูกเปิดออกอย่างเบามือ ซากกุหลาบแห้งดอกหนึ่งถูกหยิบมาวางไว้แนบอก อดีตของกุหลาบดอกนี้ เคยขาวกระจ่างเป็นของเด็กผู้ชายใจร้ายคนหนึ่งที่ยัดเข้ามาในมือตน หากตนไม่ใช่หรือเคยเขวี้ยงใส่หน้าคืนเขาไป และท้ายสุดก็ต้องแอบมาเก็บคืนภายหลัง เอาเข้ามาปักใส่แจกันหัวใจ ดูแลไว้เป็นอย่างดี

“เอาดอกนี้ไปแทน....และอย่าไปสนใจช่อนั้นอีก รับไปสิ”

เสียงห้าวกังวาน เกเร ละม้ายเหมือนดังอยู่ข้างๆหู ก่อนจะค่อยๆเลือนหาย พร้อมกับเปลือกตาที่ค่อยๆหรุบลง น้ำตาหยดสุดท้ายของคืนนี้รินไหลออกมา ริมฝีปากงามกล่าวตอบอย่างแผ่วเบาเอ่ยเสียงนุ่มได้ยินอยู่คนเดียว เป็นประโยคที่ไม่เคยบอกเขา ก่อนจะปล่อยใจให้ฝัน ถึงเจ้าของกุหลาบดอกนั้น....อย่างที่เคยปล่อยให้มันเป็นเสมอมา

ฝัน...แสนเหงาถึงเขาเมื่อวันก่อน
หวาน...สุดซ่อนตื่นมาก็พลันหาย
อาย....สุดแสนไม่พบเขาอยู่ข้างกาย
จูบ....สลายเหลือเราเหม่อ........เพ้อคนเดียว

“ขอบคุณนะเต้ย กุหลาบสวยมาก สวยกว่าช่อนั้นทั้งช่อจริงๆ.....สุขสันต์วันวาเลนไทน์”

คลาสโยคะยามเช้า ที่กำลังดำเนินอยู่ในห้องฝึกส่วนตัวของเจ้าของรีสอร์ทหน้าตี๋ ตกอยู่ภายใต้สายตาคมวาวที่เข้ามานั่งสังเกตการณ์ อยู่ตรงมุมห้อง โดยมีนางพระกำนัลร่างใหญ่คอยถวายงานพัด และพระสหายนามหมวดเปรมนั่งคุยเป็นเพื่อน

สายตาของเขาควรให้ความสนใจกับผู้ฝึกสาวที่อยู่ในชุดฝึกรัดรูป แต่เขากลับทอดมองอย่างไม่วางตา ไปยังครูฝึกมาเสียนี่ ครูฝึกหน้าเชิดๆ จนต้องจับมากำราบลงด้วยรสจูบเมื่อครั้งที่เรียนกันตัวต่อตัวที่คอนโด วันนั้นจูบไปด้วยอารมณ์รุนแรง และทำครูฝึกร้องไห้ ....แต่ถ้าวันนี้มีโอกาสได้จูบใหม่ เขาสัญญาว่าจะทำให้มันหวานที่สุดกว่าทุกๆครั้ง ขอเพียงมีโอกาสเท่านั้น โอกาสที่จะอยู่ด้วยกันเพียงสองต่อสอง อย่างเช่นเมื่อคืน

 ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงค้างคา ประโยคที่มันยังอัดอั้นอยู่ในอก ควรถ่ายทอดให้พระจันทร์ดวงน้อยรับรู้ แต่พระจันทร์ดวงนั้นก็กลับเลี่ยงที่จะไม่มองหน้า ไม่สบตา และเขาก็พอเข้าใจเหตุผลแล้วว่าทำไม

เหตุการณ์แบบเมื่อคืนใช่ว่าจะไม่เคยเกิด
ทว่าครั้งนั้น....พระจันทร์ดวงน้อยยังมิมีน้ำตา

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ และหากวันนั้นกล้ายอมรับหัวใจตนเองสักนิด บรรจงยื่นกุหลาบดอกนั้นในมือให้ดีๆ มิใช่กระแทกกระทั้น วันนี้ทุกอย่างคงแปรเปลี่ยน เขาคงไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ที่ผ่านมาการโกหกหัวใจตัวเองตลอดเกือบสิบปี มันคือการทำร้ายให้พระจันทร์ของเขาต้องอยู่อย่างทรมาน....ความผิดของเขาช่างสาหัสนัก

วันวาเลนไทน์วันนั้นเต้ยจำได้ว่าตื่นแต่เช้า ไปซื้อกุหลาบแดงช่อใหญ่ เพื่อนำไปมอบให้ “เกนหลง” และตั้งใจจะขอคบเป็นแฟน เป็นของขวัญแทนใจในวันแห่งรักที่กำลังจะเริ่มต้น เขาย้ำแล้ว ย้ำอีกกับคุณป้าคนขายว่า

“ขอดอกสวยๆ และดีที่สุดให้กับผมนะครับ ผมจะเอาไปให้ว่าที่แฟน”

“ได้สิจ๊ะ”

คุณป้าคนขายรับคำเลือกกุหลาบแดงที่จัดว่างามมาหลายดอกจากตู้ดอกไม้มาจัดเป็นช่อ ชั่วระยะเวลาเพียงไม่นานก็บังเกิดเป็นกุหลาบแดงบานสะพรั่งชูเป็นช่อในมือ หากก็ยังมีอีกดอกที่เป็นสีขาวเหลืออ้างว้างอยู่โดดเดี่ยวในตู้  กุหลาบดอกนั้นกำลังบานแย้มงดงามเสียด้วย และเต้ยก็กำลังสองจิตสองใจ ว่าจะซื้ออีกดอกดีไหม กุหลาบขาวดอกนั้นจะได้ไม่เดียวดายอีกต่อไป และคุณป้าก็เหมือนจะรู้จึงถามว่า

 “ ไม่รับดอกนี้ไปอีกสักดอกล่ะจ๊ะ เหลืออยู่ดอกเดียว สีขาวสวยเชียว รักพิศุทธิ์ บริสุทธิ์ละมุนละไม  อย่างพ่อหนุ่มน่ะ รูปหล่อออกอย่างนี้ ช่อเดียวจะพอให้สาวเหรอ”

“ช่อเดียวพอแล้วครับคุณป้า ผมเอ่อรักเดียวใจเดียวครับ” เต้ยยิ้มแฉ่งกล่าวตอบ

“จริงเร๊อ แววตาพ่อหนุ่มมันบอกว่าไม่ใช่”

“โธ่จริงๆ ครับคุณป้า” เต้ยแย้งขึ้น เริ่มเขิน เพราะแม่ค้าร้านใกล้ๆ เริ่มแซว

“ต๊ายยยยยย น่ารักน่าเอ็นดู  อยู่ มออะไรนี่ หน้าตาหล่อเหลา เจ้าชู้แต่เด็ก”

“มอห้าครับ...แต่ผมไม่ได้เจ้าชู้นะ”

“จ้า ไม่เจ้าชู้ก็ไม่เจ้าชู้....แต่ แหม เสียดาย ดอกสวยๆ แบบนี้ น่าจะอยู่ในมือพ่อหนุ่ม  รับไปเหอะเชื่อป้า ป้าลดราคาให้ กุหลาบร้านป้าน่ะสวย มาจากสวนป้าเอง สามีป้าเขาปลูกด้วยใจ รับรองให้ใครเขาก็หันมามอง แม้คนไม่เคยมอง เอาไปให้เขาก็ต้องหันกลับมาชายตา ไม่ใช่ว่าป้าอยากขายของ แต่ป้ามีความรู้สึกว่า มันน่าจะเหมาะกับพ่อหนุ่มมากกว่ากุหลาบแดง สีแดงน่ะมันร้อนแรง  พ่อหนุ่มท่าจะร้อนอยู่แล้ว ควรจะหาอะไรเย็นๆ อย่างสีขาวมาดับจะดีกว่า  ”

“จริงเหรอครับป้า...แต่ผมไม่รู้จะเอาไปให้ใครนี่ครับ”

“เดี๋ยวก็มีคนให้ รับไปเถอะ....อ๊ะ ป้าถูกชะตา ป้าให้เลยแล้วกัน ไม่คิดเงิน เดี๋ยวจะหาว่าป้ายัดเยียดขาย  ป้าเอาไปผูกโบว์ให้ก่อนนะ”

“ขะ...ขอบคุณครับ”

คุณป้าคนขายหายไปอีกครู่ พอกลับมากุหลาบขาวก็ถูกผูกโบว์ตรงก้านเสียสวย เต้ยจำได้ว่าตอนนั้นรับมาอย่างงงๆ ไม่รู้จะเอาไปให้ใคร และก่อนออกมาจากร้าน คุณป้าคนขายก็ย้ำนักย้ำหนา

“เอาไปให้ คนที่คิดว่าสมควรจะได้ รักที่บริสุทธิ์มันหายากนะ แต่ถ้าหาเจอแล้ว อย่าปล่อยให้หลุดมือ เอาไปให้เขาซะ เขาจะได้ตอบตกลง”

“ครับ”

เต้ยเดินเข้าโรงเรียนมา ท่ามกลางสายตาหวาน ชม้ายชายตาจากเด็กสาวๆ เสียงกระซิบกระซาบ ดังทั่ว ลุ้นกันว่า “พี่เต้ยรูปหล่อ” จะเอาดอกไม้ให้ใคร แต่แต้ยไม่สนใจสายตาและเสียงเหล่านั้น เพราะเขากำลังใช้ความคิดว่า กุหลาบขาวอีกดอกนี้จะให้ใครดี ถ้อยคำคุณป้ายังค้างยังคาอยู่ในหัว “ใครกัน...ที่เราสมควรจะให้ ....ตัดปัญหา เอาวะ ให้เกรซหมดเลยแล้วกัน”

เต้ยคิดแต่เพียงว่า ให้เกนหลงเพียงเพื่อ “ตัดปัญหา”
แต่สำหรับผู้รับบางคน หากได้มา เขาจำต้อง “ตัดใจ”

ในระหว่างที่เดินมานั้น ฉับพลันสายตาก็หันไปจับจ้องเข้ากับใครคนหนึ่งที่กำลังนั่งเหงาๆเงียบๆ อ่านหนังสือ อยู่ใต้ร่มต้นหางนกยูงบานสะพรั่ง แดดยามเช้าอ่อนๆทอประกายสาดส่องลงมาตามคาคบไม้ ลมยามเช้าค่อยๆพัดพาเอาบางดอกลอยละลิ่ว ร่วงหล่นลงมาเป็นฉากหลังดั่งมีมือมาจับโปรย ผิวลออท่าทางไว้ตัวที่มองแต่ไกลก็ต้องบอกว่าเด่น ท่วงท่านั่งตัวตรง หลังตรง ใบหน้าลออเรียบ มิสนใจสรรพสิ่งรอบข้าง คือเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เขายอมรับว่าตราตรึง  เป็นภาพยามเช้าที่ปฏิเสธไม่ได้ว่างามจับใจ หากนำกรอบมาทาบ ก็คงเป็นภาพของจิตรกรฝีมือเอกที่วาดได้มีชีวิตชีวา ถ้าส่งเข้าประกวด คงได้รางวัลชนะเลิศ

“วะ...วันนี้ทำไม สะ ....สวย จัง”

เต้ยมิรู้ว่าอะไรบังคับให้เขาพูดออกไปและทำให้เดินเข้ามาหยุดยืนมอง แถมอำนาจประหลาดนั้นยังบังคับให้เขา หยิบกุหลาบขึ้นมา และที่น่าแปลก เพราะเขาเลือกสีขาวมาอยู่ในมือ ริมฝีปากหยักงามก้มจูบลงไปตรงกลางดอก เสียงบางเสียงในใจยังบอกซ้ำย้ำระรัว “คนนี้แหละให้ไปเลย”  แถมคำพูดของคุณป้าขายดอกไม้ก็เริ่มกึกก้อง

 “รับรองให้ใครเขาก็หันมามอง แม้คนไม่เคยมอง เอาไปให้เขาก็ต้องหันกลับมาชายตา”

แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อใบหน้าลออที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่นั้น กลับเงยขึ้นมาผสานสายตาจ้องมอง ทำให้ดวงตาคมวาวเกเรของเต้ยเกือบเบือนหลบ สายตาสีน้ำตาลเช้านี้กลับมีแววแรงกล้า เหมือนจะยั่วโมโหแต่ก็มิใช่ หากเป็นท้าทายมากกว่า แววตาเศร้าเลือนหาย คล้ายมีอำนาจดึงดูดเข้ามาแทนที่ ดึงเต้ยต้องเดินเข้าไปใกล้ยิ่งกว่าเดิม

‘ท้าทายเหรอ....อย่าท้านะ เดี๋ยวก็ให้จริงๆซะหรอก’ เต้ยร้องลั่นในใจ มือที่กำกุหลาบขาวเริ่มสั่น และเริ่มยกขึ้นเสมออก หากเขายืดแขนออกไปให้เหยียดตรง กริยาอาการนั้น จะกลายเป็นยื่นดอกไม้ให้ทันที

“อย่านะโว้ย อย่าท้านะ  จะทนไม่ไหวแล้ว มะ ไม่จริง” เต้ยเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วเสียงของไอ้เปรมก็ดังขึ้นมาในสมอง ‘ไอ้เต้ย ไอ้ห่า กูบอกให้ช่วยมองหญิง แม่งเป็นห่าอะไรวะ เสือกมองตุ๊ด มึงเบี่ยงเบนเหรอ’

 “เราควรให้เกรซทั้งสองสี จะให้มันทำไมกัน มันเป็นผู้ชาย เราไม่ได้เบี่ยงเบน มันเป็นไปไม่ได้”

แลภวังค์ในวันนั้นก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อเสียงหัวเราะสดใสของเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เดินลงมาจากอาคารเรียนท่ามกลางหมู่ผองเพื่อน เต้ยสะดุ้งเฮือกคล้ายหลุดจากมนต์สะกด เบนหน้าและก้าวออกไปจากตรงนั้นทันที กุหลาบทั้งสองสีที่เมื่อกี้ตั้งใจจะให้ กลับตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายเลือกมาเพียงสีแดง โดยที่เด็กสาวมิทันเห็นว่ามีสีขาวอยู่ด้วย และกุหลาบขาวนั้นก็ถูกซ่อนไว้ในกระเป๋านักเรียนรวดเร็ว เต้ยสูดลมหายใจลึกๆ ขับไล่ความสับสน เดินเข้าไปหาเด็กสาวคนนั้นช้าๆ แล้วยื่นทั้งช่อในมือให้ เปล่งเสียงดังฟังชัด

“กุหลาบแดงสำหรับเกรซ ถ้าไม่รังเกียจ ขอให้รับไว้ และรับพิจารณาเต้ยเป็นแฟนด้วยครับ” 

“ขอบคุณและก็ตกลงค่ะ” เกนหลงตอบรับรวดเร็วแทบจะไม่มีอาการลังเล เหมือนจะรอคอยและรู้ว่าเต้ยจะบอกอยู่แล้ว

เสียงปรบมือแสดงความยินดีจากเพื่อนๆดังลั่น จนทำให้ใครบางคนที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ต้องปิดหนังสือ หันมามองเพียงชั่วแวบ แลในชั่วแวบนั้นก็สบเข้ากับสายตาคมวาวอีกครั้ง ตาทั้งสองทอดนิ่งเพียงสักพัก ก่อนดวงตาสีน้ำตาลจะเบือนกลับไป เดินลับหายไปในตัวอาคาร 

หลังจากที่ได้สมหวัง เต้ยรู้สึกว่าโลกทั้งโลกเป็นสีชมพู อาจารย์จะสอนอะไรก็ดูน่าเรียนน่าฟังไปหมด จู่ๆสายตาของเขา ก็เผลอมองไปที่ฝ่ายใน และได้เห็นใบหน้าที่เคยหยิ่ง ไม่เหลือเค้าท้าทายเหมือนเมื่อเช้า กำลังทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย ส่อแววเศร้าหรือเป็นเพราะไม่มีกุหลาบงามวางอยู่บนโต๊ะเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งแม้แต่อีช้างก็มีกับเขา ถึงแม้มันจะใช้เงินตัวเอง จ่ายค่าจ้างให้ผู้ชายซื้อมาให้มันก็เถอะ

“ทำไมจะต้องเป็นเราให้ เราไม่ใช่พวกรักเพศเดียวกันซะหน่อย ไอ้อั๋นไงไปไหนซะล่ะ” ปากยังพร่ำหลอกหัวใจตนเอง ทั้งๆที่ อารมณ์บางอย่างเริ่มฟุ้ง และก็เริ่มเดือดพล่านจนถึงขีดสุด เมื่อสายตาคู่นั้นหันมาสบกับตาของเขา และสะบัดหน้าหนีทันที 

“อ้าว เป็นห่าอะไรมาเชิดใส่กูอีกเนี่ย เมียกูเหรอก็ไม่ใช่.... เดี๋ยวต้องคุยให้รู้เรื่อง”

แต่กว่าจะได้โอกาสคุย มันก็ปาไปจนเกือบจะหมดวัน เต้ยที่เพิ่งซ้อมบาสเสร็จ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเซ็ทผมเสียหล่อเพราะนัดกับเกนหลงจะไปทานข้าว กุหลาบขาวส่อแววเป็นหม้ายถูกซุกไว้ในตู้ หากพอจะก้าวเท้าออกจากห้องล็อคเกอร์นักกีฬา เจ้าของใบหน้าที่เชิดใส่ก็เดินสวนเข้ามา พร้อมกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ในมือแถมยังยิ้มระรื่น ต่างกับตอนเรียน เต้ยจากที่อารมณ์ดีๆ แปรเปลี่ยนเป็นฉุนกึก คิ้วหนาๆ เริ่มขมวดเป็นปมรวดเร็วยามได้เห็น ความไม่พอใจฉายชัดออกทางสีหน้าและแววตา

“นั่นใครให้ดอกกุหลาบมา”  เสียงเคียดขึ้งถามขึ้น ทว่าก็ไม่มีเสียงตอบ จึงจำต้องย้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม  “กูถามว่าใครให้ดอกกุหลาบมา......ทำไม่ไม่ตอบ”

“มันเรื่องของเรา ไม่เกี่ยวกับนาย” มูนไม่สนใจวางกุหลาบในมือลง แล้วหยิบไม้ถูพื้นทำความสะอาดห้องล็อคเกอร์ตามปกติ สะบัดหน้ามิชายตามองอย่างเคย

เต้ยที่ทำท่าว่าจะเดินออก กลับไม่เดินออก แถมยังปิดประตูห้องล็อคเกอร์ดังลั่นพร้อมกดล็อคกันคนนอกเข้า  ถลันกายเข้ามาหยิบกุหลาบช่อนั้นขึ้นมาดู สายตาคมวาวไล่ปราดอ่านการ์ดที่แนบมาด้วย

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับน้องมูน
รักเสมอและคิดถึงทุกลมหายใจ

จาก พี่อั๋น
ปล.พี่จะรอหน้าโรงเรียน ตอนทุ่มตรง ”

เพียงอ่านจบ การ์ดใบน้อยถูกขยำทิ้งเป็นอันดับแรก  ก่อนที่กุหลาบทั้งช่อจะถูกฟาดลงกับพื้น เท้าทั้งสองข้างกระทืบจนเละมิเหลือเค้าเป็นดอกไม้  ความรู้สึกตอนนั้นยากอธิบาย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งๆที่เมื่อเช้ายังถามหาไอ้พี่อั๋น พอมันมาจริงๆกลับดันไม่สบอารมณ์ ตอนนี้เต้ยรู้แต่ต้องทำลายอย่างเดียว หากกลับมาอยู่ใน ณ ปัจจุบัน ตอนนี้เขายอมรับแล้วว่า ความรู้สึกนั้นจะเป็นสิ่งอื่นใดไปไม่ได้เสียนอกจาก คำว่า “หึง” และมันไม่ใช่แค่หึงธรรมดา ทว่า “หึงมาก”

“นี่ แน่ะ ...เรียนจบไปแล้วยังเสือกกลับมาอีก ไอ้เหี้ยพี่อั๋น”

“วสุนายทำบ้าอะไร......กุหลาบนี้พี่อั๋นเขาให้เราเป็นของขวัญนะ ทำไมนายถึงเลวอย่างนี้” มูนแผดเสียง ทิ้งไม้ถูพื้นลุกขึ้นผลักอกเต้ยออกพลัน ทรุดเข่าลงจะเก็บซากกุหลาบ แต่เต้ยก็กระชากข้อมือมูนขึ้นมาลากหลุนๆ ไปยังตู้ล็อคเกอร์ส่วนตัวของเขา

“คำก็เลว สองคำก็เลว มึงมันก็แรดเหมือนกันแหละ คงจะให้ท่าไอ้อั๋นจนมันตามมาถึงนี่”

“เราเจ็บนะ ปล่อย เราเกลียดนาย ช้าง!! ช้างช่วยเราด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย ” มูนยังคงตะโกนลั่นไม่หยุดหย่อน ร้องเรียกให้คนช่วย แต่ก็เปล่าประโยชน์เพราะไม่มีวี่แววว่าใครจะมาช่วยเหลือ

“หยุดแหกปาก ซะทีได้ไหมวะ กูบอกให้หยุดร้องไงวะ”

เต้ยกดร่างของมูนลงกับประตูล็อคเกอร์ข้างๆ ดังพลั่ก เงื้อแขนขึ้นสุดแรง จนมูนต้องหลับตาปี๋ คิดว่าโดนซัดเสียแน่แล้ว แต่หากพอลืมตาขึ้นมา ก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพราะสิ่งที่ฟาดลงมาหาใช่กำปั้น ดันกลายเป็นกุหลาบขาวพิศุทธิ์ที่ยังมิมีทีท่าว่าจะโรยรา ยื่นลงให้ตรงหน้า เสียงดังกังวานฟังชัด มิแพ้ยามยื่นดอกไม้ให้กับเกนหลง เอื้อนเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ

“เอาดอกนี้ไปแทน....และอย่าไปสนใจช่อนั้นอีก รับไปสิ”

มูนนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มือทั้งสองข้างมิได้ยื่นมารับ หากแต่เต้ยก็ยัดเยียดเข้ามาในมือจนได้

 “ถึงแม้มันจะแค่ดอกเดียว แต่มันก็สวยและมีค่ากว่าไอ้กุหลาบห่าเหวสีชมพูช่อนั้นทั้งช่อ รับไปและรับปากด้วยว่า คืนนี้จะไม่ไปกับไอ้อั๋น”  เต้ยพูดจบก็หยิบซากกุหลาบทิ้งลงถังขยะมาเสียเอง หันหน้ากลับมาอ้าปากจะพูดต่อ ทว่าเสียงนุ่มๆ ก็ขัดขึ้นเสียก่อน

“นายขอเกนหลงเป็นแฟนแล้ว นายเอามาให้เราทำไม นายทำอย่างนี้ทำไม ที่ผ่านมายังรังแกเราไม่พอใช่ไหม ยังต้องมาตามทำร้ายจิตใจกันอีก เราไม่ต้องการกุหลาบของนาย” มูนพูดได้เท่านั้นก็เขวี้ยงกุหลาบขาวใส่หน้าเต้ย หยิบกระเป๋า เปิดประตูวิ่งออกจากห้องล็อคเกอร์ทันที เต้ยหน้าชาโมโหสุดแสนจะโมโห พลั้งปากร้องตะโกนตามหลังออกไป

“ก็ไม่อยากจะให้นักหรอกโว้ย....แค่เห็นว่า ไอ้ช่อนั้นมันอุบาทว์ เลยเปลี่ยนเอาของดีๆให้ ไม่เอาก็ตามใจ อีจองหอง ”

วันนั้นหากยื่นให้ดีๆสักนิด พูดดีๆสักหน่อย ยอมรับอารมณ์พิเศษที่แม้จะยังไม่ชัดเจน วันนี้คงไม่เป็นอย่างนี้ และเต้ยก็เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงที่มูนกล่าวออกมา

หยิ่ง หรือ จองหอง มิใช่เหตุผลที่จันทร์มิสาดแสง
“ตัดใจ”ต่างหาก....คือสาเหตุทั้งมวล ที่เขาเพิ่งจะรู้ เพิ่งจะเข้าใจ
แต่เขาจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น

น้องตัดใจได้ฤาจะลืมพี่
ตัวพี่นี้หายอมเช่นนั้นไม่
แม้น “เกนหลง” ยังหลงอยู่ในฤทัย
หากหนึ่งไซร้หนึ่งใจนี้..... “มณีจันทร์”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เพราะเต้ยมีเกรซใช่ไหม มูนเลยตัดใจไม่ยอมมอง มูนไม่ให้โอกาสเต้ยเลย” เต้ยพึมพำเบาๆ กับตนเอง ระบายลมหายใจพรั่งพรูขับไล่ภวังค์ฝัน ทว่า ความกลัดกลุ้มยังคงจับทั่วสีหน้า จนหมวดเปรมต้องหันมาถาม

“เป็นห่าอะไรอีกล่ะ ไอ้เวร บอกแล้วอย่าแดกเยอะ แฮงค์ล่ะสิ”

“ปะ เปล่า แค่คิดอะไร ไม่ออก”

“คิดห่าอะไรอีก......เรื่องงานหรือคิดจะมีเมียใหม่” หมวดเปรมกระเซ้า โดยมิรู้ว่าคำพูดของตนกระแทกอกของเจ้าเพื่อนสนิทเข้าเต็มๆ

“ไอ้บ้า” เต้ยถึงกับสะดุ้ง เหมือนถูกนายตำรวจหนุ่มจับพิรุธได้

“ค่อยๆคิดค่ะคุณเต้ย เดี๋ยวก็มีทางออก เรื่องบางเรื่อง มันอาจจะต้องใช้เวลาคิดมากกว่าปกติ บางคนคิดมาทั้งชีวิตก็ยังคิดไม่ออกและไม่รู้เลยว่าหัวใจตนเองต้องการอะไร” ลักษณะอาการที่เจ้าชายเต้ยเคยประทานให้ช้างว่า ดัดจริตและสาระแน ห่างหาย เพราะนางพญาคชสารบัดนี้กราบทูลขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

เต้ยพูดอะไรไม่ออกหันมามองหน้านางพังแป้น และเข้าใจได้ทันทีว่า ช้างต้องการจะสื่อถึงอะไร นี่ช้างคงจะพอรู้อะไรมาบ้าง แต่ก็ไม่แปลก เพราะภาพบนสะพานเมื่อวาน มันแทนคำพูดเป็นล้านคำได้เป็นอย่างดี แต่ถึงมันรู้มันจะช่วยอะไรได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมูนกับเขาเท่านั้น

“อีช้างมึงก็อีกตัว....ผีเหี้ยอะไรเข้าสิง ถึงได้พูดจาเป็นคนมีความคิดกับเขา” หมวดเปรมมิรู้ความนัย พูดโพล่งยิงธนูดอกแรกเข้ากลางแสกหน้าใหญ่ๆของนังพังแป้น จนเสียงแปร๋น ดั่งแม่ปะแรด สวนกลับมารวดเร็ว

“ผีบรรพบุรุษ โคตรวงศ์พงศา ของมึงไง มาเข้าสิงกู มาบอกกูเมื่อกี้ว่า ให้ช่วยด่าสั่งสอนลูกหลานปากชั่วๆ ให้พูดจามีกาลเทศะบ้าง เห็นไหมว่าเขากำลังซีเรียส ” แม้นประโยคเมื่อครู่จะด่าพระสหายของเจ้าชาย หากความเป็นการเป็นงานยังคงไว้   

“อ้าว อีห่า...เล่นถึงโคตรกูเลยเหรอ เดี๋ยวกูก็กระทืบไล่ผีให้เสียหรอก”

“พอกันที กูปวดหัว มึงสองคนหยุดกัดกันเสียทีได้ไหม” เต้ยด่าเข้าให้ การรบราจึงได้ยุติ และก็เป็นจังหวะที่มูนหันมาจุ๊ปากให้เบาๆ เพราะกำลังสอนอยู่ คราวนี้ทั้งสามจึงพร้อมใจกันเงียบ  และเป็นการประสานสายตาให้กันครั้งแรกในวันนี้ ความรู้สึกถูกส่งออกโต้ตอบทางดวงตารวดเร็ว

‘มูนจ๋า....เต้ยอยากคุยด้วย’

‘ไม่มีทาง!!!’

การสอนยังดำเนินไปเรื่อยๆจนเกือบใกล้จะจบ และทุกคนก็ต้องตะลึงตาค้าง เพราะมูนดันสอนท่า สะพานโค้งให้กับเกรซและก้อง โดยที่สะพานโค้งของมูนได้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นชี้ขึ้นฟ้า ก่อนจะตีลังกากลางอากาศ ลงมายืนตรงอย่างมั่นคงราวกับนักยิมนาสติก เสียงปรบมือของนักเรียนดังลั่น พร้อมคำวิจารณ์ที่มีขึ้น จากคอมเมนเตเตอร์ แต่แทนที่จะเป็นพี่ม้า อรนภา กลับกลายเป็นพี่ช้าง ไอยรา มาแทน

 “อีมูน เอ๊ยยยย ตีลังกาแหกแข้งแหกขา เยื่อพรมจรรย์ที่รักษาไว้ขาดวิ่นหมด” ช้างยกมือทาบอก อย่างใจหายใจคว่ำ “ วุ๊ย อีสาวชาววังวันนี้ สอนท่าอะไรไม่สอน เสือกสอนท่าพิเรนทร์ ใครจะไปทำตามมึงได้”

สองหนุ่มหันมามองขวับ ไอ้ที่ว่า ไม่มีใครทำตามได้พวกเขาเชื่อ แต่พรมจรรย์นี่สิ อายุก็ปาไปยี่สิบห้า มูนจะไม่มีปล่อยไปให้ใครบ้างเลยเหรอ มิใช่ว่าจะดูถูกกัน แต่มันอดสงสัยไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะเต้ย ที่กำลังทำหน้าทำตาอยากรู้เต็มที่

“เฮ้ย จริงอ่ะ อีช้าง มึงอย่ามาตอแหล”

 “อ้าว จริงๆนะคะ....เพื่อนน้องอัยน่ะเรียบร้อย ยังไม่เคยเสียจิ้นให้ใคร  ไม่เหมือนน้องอัย ที่เสียสาวตั้งแต่อยู่มอสอง”

“อันนั้นกูรู้ มึงได้กับไอ้แบงค์ ตอนเข้าค่ายลูกเสือที่ค่ายทหารเมืองกาญจน์ มันเล่าให้พวกกูฟังว่ามึงชอบเอาลิ้นเดาะไข่”

“อ๊ะ.....ถูกต้อง น้องอัยไม่เถียง” นางคชสารร่านสวาทยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน มิมีความกระดากเขินอายยามผู้ชายกินในที่ลับแต่มาไขเอาในที่แจ้ง แต่จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ที่ลับอะไรนักหรอก เพราะเจ้าหล่อนดันใช้ ฐานฝึกของเหล่าทหารหาญเป็นสังเวียนสวาท เย้ยฟ้าท้าดินอย่างกับนางเอกหนังจีนโปเยโปโลเย

“แล้วเวลามึงไปหาผู้ชาย อย่างที่กูไปเจอ....หรือแบบตอนที่มึงโดนไอ้หมวดจับ มึงไม่เคยพาเพื่อนมึงไปด้วยกันกับมึงเหรอ” เต้ยถามขึ้นทันควัน ความอยากรู้ทำให้ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ

“คุณเต้ยพูดยังกับไม่รู้ว่ามูนมันนิสัยอย่างไร มันไม่ไปหรอกค่ะ ชวนเท่าไหร่ก็ไม่ยอม มันเก็บตัว ถึงน้องอัยจะผ่านผู้ชายมาเยอะ แต่เพื่อนน้องอัยก็ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ สงสัยมันจะเก็บไว้ให้ใครก็ไม่รู้” ช้างลอยหน้าลอยตายั่ว เหมือนจงใจจะบอกให้คนฟังบางคนรู้ตัว

“มิน่าละ ยังไม่เคยนี่เอง เมื่อคืนถึงได้ไม่ยอมเล่น ตอนเราปลดเข็มขัด” 

ใครคนนั้นนึกในใจยามได้ฟังและก็เริ่มยิ้มออกมาได้ที่มุมปาก ยิ้มน้อยๆค่อยๆคลี่กระจายเป็นยิ้มกว้าง มิต้องบอกก็รู้ว่าดีใจนักหนา ใบหน้าที่ขมวดเป็นปมเริ่มแดงระเรื่อ   

เต้ยรู้...มูนไม่ใช่ผู้หญิง ไม่มีหรอกเยื่อพรมจรรย์ อีช้างก็พูดไปตามประสา  แต่ความบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยมีอะไรกับใครน่ะสิ มันชวนให้อยากเป็น “คนแรก” และถ้าเป็นไปได้ จะเป็นแค่ “คนเดียว”   อารมณ์อยากครอบครองทบเท่าทวีคูณ จนเกือบจะเผลอหลุดปากออกไปให้นางช้างทรงได้ยินว่า

‘จัดให้กูหน่อยสิ’

มิเสียแรงเมื่อได้ตามมาถึงนี่
มิเสียทีที่พี่หลงมะลิหอม
มิเสียใจหากจำต้องอ้อนน้องยอม
มิเสียฟอร์มแม้นคุกเข่าเฝ้าขอเชย

แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ต้องหุบลงทันใด เพราะมูนกำลังจะสอนก้องให้ทำท่าแบบเมื่อกี้ ก้องขึ้นท่าสะพานโค้งได้ดี แต่ในจังหวะที่ต้องยกขาและตีลังกาลงมาโดยมีมูนช่วยประคองนั้น ก้องเกิดเซ ซึ่งเขาอาจจะเซจริง หรือแกล้งเซอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่เขาก็คว้าตัวคุณครูผู้สอนมากอดไว้แน่นและที่สำคัญ ในวินาทีรวดเร็วนั้น ปากที่อยู่ห่างตั้งหลายคืบ ก็พุ่งมาประกบข้างแก้มคุณครูพอดี เกรซกับช้างร้องกรี๊ดวี้ดว้ายมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ไม่ใช่เพราะหวาดเสียวกลัวที่ก้องจะล้ม แต่เป็นรอยประทับจูจุ๊บต่อหน้าธารกำนัลต่างหาก และเต้ยก็นั่งไม่ติดแล้วผลุดลุกขึ้นพลัน สบถลั่น

“ไอ้สัตว์ตี๋ ไอ้ฉวยโอกาส” เต้ยขบกรามแน่น คิ้วกลับมาขมวดเป็นปม น้ำเสียงเกรี้ยวขึ้นทันใด“ นั่นก็ยอมให้เขาทำอย่างนั้นอยู่ได้ ทำไมไม่ต่อยแม่งสักทีวะ” 

โชคดีที่เสียงกรี๊ดของเกรซกับช้างดังลั่น จึงกลบเสียงของเต้ยหมด และหมวดเปรม ก็ดันฉุดแขนเต้ยที่กำลังปรี่เข้ามาเอาไว้ “มึงเป็นห่าอะไรไอ้เต้ย”

เต้ยโมโหจนหน้าแดง....หากสายตาพลันหันไปสบเกนหลง ที่กำลังลุกไปซัดแขนก้อง จึงพยายามข่มอารมณ์นั้นไว้แต่ก็ทำได้ไม่ดีนัก

“นายก้องทำน่าเกลียด เอาเปรียบมูนเขา อีตาบ้าฉวยโอกาส”

“ก้องจะล้ม.....มันบังเอิ๊ญ บังเอิญน่ะ”  คงจะไม่บังเอิญเสียหรอกกระมังเพราะนายอัศวินหน้าตี๋กำลังยิ้มแป้น และเหมือนยิ้มนั้นก็กำลังกวนตะกอนให้เต้ยกำลังโมโหขึ้นเรื่อยๆ
มูนทำหน้าอะไรไม่ถูก เพราะนอกจะ จะอายที่ก้องหอมแก้มต่อหน้าคนอื่นแล้ว ใจก็ยังเต้นระรัวยามหมาบ้าผลุดลุกขึ้นมารวดเร็วหมายจะเอาเรื่อง ....ดีนะที่ยังมีหมวดเปรมรั้งไว้ ไม่งั้นคงเป็นเรื่องใหญ่โต สายตาคมวาวเกเร บอกให้รู้เป็นนัยๆว่า  วันนี้ไม่ควรแยกไปไหนลำพัง ทางที่ดีตนต้องอยู่กับหมู่คณะเท่านั้นถึงจะปลอดภัย

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ คงจะเหนื่อยกันแล้ว” มูนกล่าวขึ้น หยิบผ้าเช็ดตัวจากกระเป๋ากวักมือเรียกช้าง ก่อนจะเดินนำลิ่วออกไปด้วยความอายมากกว่าจะเขิน “ ช้างไปเป็นเพื่อนเราอาบน้ำหน่อย”

ช้างวิ่งควบปุเลงๆ ตามมูนทันใด และเริ่มสัมผัสได้ถึงม่านพายุที่กำลังตั้งเค้าก่อตัวอย่างรุนแรง

มูนใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ไม่นาน เดินออกมาพร้อมช้างที่เสมือนทำหน้าที่เป็นนางโขลนจ่าคอยคุ้มกันระแวดระวังภัย ทั้งสองเดินมายังรถตู้ที่ทางรีสอร์ทจัดไว้ให้ เพื่อพากันไปเที่ยวตามที่นายอัศวินหน้าตี๋จอมฉวยโอกาสวางโปรแกรม เมื่อเดินมาถึงก็พบเพียงแค่หมวดเปรมนั่งอยู่

“ไปไหนกันหมด”

“ไอ้เต้ยพาเกรซไปอาบน้ำ ส่วนคุณก้อง....อ้าวนั่นมากันพอดี”

หมวดเปรมพูดยังไม่ทันจบทั้งสามก็เดินมาที่รถ และโชคดีที่ชะตาของก้องยังมิถึงฆาตเพราะเกรซเดินคั่นกลางมาด้วย พายุจึงแค่ตั้งเค้ายังไม่พัดกระหน่ำรุนแรง และถ้าหากทุกคนสังเกตให้ดีสักนิดจะเห็นได้ว่าเต้ยกำลังเดินกำหมัดแน่น ส่วนนายอัศวินหน้าตี๋มิรู้ตัวอะไรเลยพอเดินมาถึงรถเห็นว่ามูนยืนอยู่ก็แทบโผเข้ามาหา

“มูนครับ มูนโกรธก้องเหรอ ก้องไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ”

น้ำเสียงออดอ้อนมันน่าฟังก็จริงหรอก หากอารมณ์กรุ่นๆ ทำให้ยังไม่ค่อยอยากจะฟังนัก ครั้นพอจะอ้าปากตอบ น้ำเสียงเกเรทีเล่นทีจริงก็เอ่ยตอบมาแทน เป็นพายุลูกแรกที่ซัดเข้ามา

 “เฮ้ย....ก้อง จะถึงเนื้อถึงตัวกันมากไปหน่อยแล้วนะ ฉันหึงนะโว้ย มูนเป็นเด็กฉัน ตั้งแต่เรียนมอหนึ่งถึงมอหก” เต้ยหยุดเว้นวรรคชั่วครู่ แล้วยักคิ้วหลิ่วตา หันมาทางมูน พูดขึ้นว่า “ ใช่ไหมจ๊ะมูน บอกก้องไปสิ ว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน  ”

แล้วพายุเบาๆลูกที่สองก็ทยอยพัดมาอีกลูก เพราะเต้ยยังทำในสิ่งมูนไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำทั้งๆที่อยู่ต่อหน้าเกนหลง นั่นคือเอามือมาโอบเอวตนไว้แน่น และที่น่าแปลกคือเกนหลงกลับหัวเราะชอบใจ แต่ตนนั้นยิ้มไม่ออก

ทีท่าหยอกเล่นดูเสมือนยั่วเย้า....หลายคนไม่คิดอะไร จับความรู้สึกไม่ได้
ยกเว้นมูนที่ตัวเย็นเฉียบ เพราะรู้ความนัยเป็นอย่างดี

แล้วน้ำเสียงเกเรก็พูดรอดไรฟันเพียงได้ยินกันสองต่อสอง ทำให้มูนยิ่งทำอะไรไม่ถูก “เมื่อคืน เรายังคุยกันไม่จบ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“ไม่...”

 “เต้ย.....ก้องเขาหน้าเสียหมดแล้ว” เกนหลงหัวเราะร่วนสดใสดังขึ้นกว่าใคร  ก่อนจะหันไปกอดแขนเจ้าหนุ่มหน้าตี๋ พูดปลอบมาว่า “ ก้อง..... เต้ยเขาแกล้งเล่นหรอกน่า”

“แกล้งเหรอ....มันเหมือนจริงมากเลยนะเกรซ เหมือนว่าเขารักกันจริงๆ” ก้องตอบมาอย่างยิ้มเจื่อนๆ พูดอะไรต่อไม่ออก จึงผายมือเชื้อเชิญทุกคนขึ้นรถเพื่อออกเดินทางตามโปรแกรม

ทั้งคณะเดินทางมาถึงที่วัดริมน้ำชื่อดังแห่งหนึ่ง ก้องพาทุกคนลงไปไหว้พระ และภายในลานวัดนั้น พระภิกษุรูปหนึ่ง กำลังแจกเครื่องรางของขลังประเภทสร้อยประคำคล้องคอให้กับบรรดาญาติโยมและผู้มีจิตศรัทธา หมวดเปรมกับช้างก็เอากับเขาด้วย หมวดเปรมนั้นไม่น่าแปลกเพราะเป็นตำรวจ ต้องยิงปืนปราบโจร  จึงควรสะสมเครื่องรางให้ตนแคล้วคลาด  แต่ช้างนี่สิไม่รู้นึกยังไงพาร่างใหญ่ๆไปเข้าแถวรอรับกับเขาด้วย หลากหลายสายตาจึงมองช้างด้วยความตื่นตะลึง เพราะช้างเล่นแต่งองค์เหนือภาวะที่เรียกว่า “ธรรมดา” หมวดเปรมเห็นตั้งแต่เช้าก็ยังตกใจ และตอนนี้ก็อดไม่ได้ ที่จะสอยไปสักอีกดอก

“อีช้าง กูจะถามตั้งนานแล้ว เดี๋ยวนี้มึงแต่งตัวเหี้ยอะไรนี่ มีผ้าพาด ผ้าพันเต็มไปหมด ถือพัดจ่งพัดจีบ อย่างกับคุณหญิงคุณนาย ผียังไม่ออกเหรอ ”

“ผีส้นตีนมึงแน่ะ ถ้ามึงไม่พูด ไม่มีใครเขาหาว่ามึงเป็นใบ้หรอก ไอ้เปรม มึงมีตาหามีแวว ชุดนี้เป็นของนาการ่าย่ะ เวลากูแต่งทีไร กูส่องกระจก กูก็ว่ากูสวย งามเหมาะสมกับมาเมืองราชนิกูล” ช้างจีบปากจีบคอค้อนขวับ กรีดพัดจีบสะบัดไล่ความร้อนแถมยังเอาร่างใหญ่ๆ กระแทกหมวดเปรมจนหลุดออกนอกแถว

“อ้าวอีห่าลาก แซงคิวกูเหรอ  อีช้างชั่ว” หมวดเปรมกระเด็นออก เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน ช้างก็ดันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ด้วยความที่สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาเนืองแน่นนัก หมวดเปรมจะแทรกกลับเข้าไปก็แทรกไม่ได้ ทำได้แต่เพียงยืนโมโหอีช้าง คำรามลั่นออกมา

“เห็นที กูต้องไล่ผีให้มึงซะแล้ว อีไอยรา”

และพอถึงคิวของนางพญาคชสาร รอยยิ้มเหยียดที่มุมปากของนายตำรวจหนุ่มน้อยก็ฉายออกทันที ช้างที่กำลังน้อมเศียรจนแทบจรดกับตักพระอาจารย์รอรับสร้อยประคำ ก็มีอันต้องเซถลา หน้าคะมำ ในจังหวะเดียวกับที่ประคำทั้งเส้นครอบลง คล้องคอ เสียงกรีดร้องของช้างดังลั่น

“อ๊ายยยยยยยยย”

ช้างร้อง....มิใช่โดนสร้อยประคำศักดิ์สิทธิ์คล้องคอ
หากช้างร้อง....เพราะโดนใครบางคนยันด้วยเท้าหนักๆเข้าที่บั้นเอว

แต่สาธุชนอันล้นหลามดันคิดว่าเป็นเพราะประคำนั้นศักดิ์สิทธิ์ และเสียงใครบางคนที่เคยคุ้นหูก็ตะโกนลั่นสนับสนุนความคิด “ช่วยด้วยครับ อีนี่โดนประคำแล้วมันร้อง มันต้องถูกผีเข้า จับไว้เร็ว”

กลุ่มคนที่เคยเข้าแถว ต่างแตกหนีกันฮือ แต่ก็ยังมีชายฉกรรณ์ใจกล้าสี่ห้าคนเข้ามายึดร่างใหญ่ๆของช้างที่พยายามจะลุกขึ้นและยิ่งพวกนั้นจับ ช้างก็ยิ่งร้องด่า 

“กูไม่ได้โดนผีเข้า......ปล่อยกู เดี๋ยวชุดกูขาด ปล่อย”

“ถ้าไม่ได้ผีเข้า โดนประคำแล้วมึงร้องทำไม มึงมาจากไหน มึงออกไปจากร่างชั่วๆนี่เลยนะ” หมวดเปรมก้าวเท้าออกมาข้างหน้ากล้าเจรจากับผี หนำซ้ำยังบอกพระอาจารย์รวดเร็ว “หลวงพี่ครับ ช่วยหน่อยเถิดครับ ช่วยไล่ผีให้อีนี่หน่อย”

“ได้สิโยม” พระอาจารย์รับคำแข็งขัน แล้วหันไปสั่งชายฉกรรณ์เหล่านั้นว่า “ พวกมึงจับมันไว้แน่นๆ ขนาดประคำศักดิ์สิทธิ์ของกู เอามันไม่อยู่ กูจะลองรดน้ำมนต์ ดูสิอีผีตางโหง มันจะทนได้ไหม”

“ไอ้พวกเหี้ย ปล่อยกู ผีตายโหงเหี้ยอะไรไม่มี ว้ายยยยยยยย” ช้างที่เพิ่งถูกเลื่อนขั้นให้เป็นผีตายโหง มิสนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมแล้ว แม้แต่พระอาจารย์ มันก็ใช้แพ็คเกจด่าเหมารวม เพราะน้ำมนต์เริ่มโปรยปรายกระทบร่าง

“อีผีปากจัด อีสันดานต่ำ ออกไป พระอยู่นี่ ผ้าเหลืองอยู่ตรงหน้า มึงยังอวดดีอีกเหรอ เป็นไงล่ะโดนน้ำมนต์” หมวดเปรมช่วยถือขันน้ำมนต์ให้พระอาจารย์ ยิ้มอย่างสะใจที่เห็นร่างโอฬารในชุดนาการ่าที่มันภูมิใจนักภูมิใจหนาโดนกดตรึงดิ้นพล่านอยู่กับพื้น

“ผีแม่มึงสิ....กูไม่ได้โดนผีเข้า กูโดนถีบ พวกมึงเข้าใจกูไหม”

“อย่าไปเชื่อครับหลวงพี่ ผมว่าเอาทั้งขันนั่นแหละครอบหัวมันเลย”

หมวดเปรมยังคงไม่ไปไหน ยื่นขันน้ำมนต์ให้พระอาจารย์ทั้งขัน และพระอาจารย์ก็เชื่อ ขันน้ำมนต์ใบใหญ่จึงครอบลงกลางหัวนางคชสารทันที เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายดังลั่น และดังอย่างถึงที่สุด ประดุจถูกพรานล่าเอางา แลยามนี้ชายฉกรรณ์สี่ห้าคนนั้นก็ตรึงเอาไว้ไม่อยู่แล้ว

“เฮ้ย เอาไม่อยู่แล้ว อีนี่มันเฮี้ยน ทุกคนหนีเข้าโบสถ์ เร็วเข้า” พระอาจารย์โกยอ้าวจนจีวรปลิว ลูกศิษย์ที่เหลือวิ่งตามไปเป็นพรวน สาธุชนที่ยืนดูแตกฮือระส่ำระสายเป็นวงกว้างไปอีก

นาการ่า ชุดใหม่เอี่ยมอ่อง เปียกโซกไปด้วยน้ำมนต์ ทรงผมที่เซ็ทกระบังจับลอนงาม เปียกลู่เสียทรง ใบหน้าที่ตั้งใจแต่งแต้มให้เช้งกระเด๊ะ บัดนี้เสมือนจานสีที่หลายๆสีละเลงเละรวมกันอยู่ตรงกลาง..... ด้วยเหตุแห่งพระสหายสนิทของเจ้าชายเต้ยโดยแท้

“ไอ้เปรม ไอ้ชาติชั่ว ไอ้สารเลว....มึงตาย”

เท่านั้นแหละหมวดเปรมจึงโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต เป็นครั้งแรกของนายตำรวจหนุ่มน้อยที่ต้องแผ่นแนบ ช้างเห็นร่างใหญ่ๆ อย่างนั้นเหอะ บทจะวิ่งไล่ ก็ทำได้ดี และอีกนิดเดียว งวงก็จะสามารถคว้าคอหมวดเปรมได้แล้ว  และแล้วทางรอดก็โผล่ขึ้นปรากฏแก่สายตา รถตู้สีขาวที่นั่งมา จอดอยู่ตรงหน้าไม่เกินยี่สิบก้าว หมวดเปรมจึงเพิ่มสปีดเร่งฝีเท้าถี่ยิบ ท้ายสุดก็รอดตายได้อย่างหวุดหวิด เมื่อวิ่งเข้ามาหลบอยู่หลังเพื่อนที่เหลือทั้งสี่ที่ยืนรอ

“ไอ้เต้ย ช่วยกูด้วย อีช้างมันเป็นบ้าตกมัน มันจะฆ่ากูแล้ว”

“กรุณาส่งตัว ไอ้เหี้ยเปรม มาให้น้องอัย บัดเดี๋ยวนี้” ช้างกลายเป็นนางยักษิณีผีเสื้อสมุทร ประกาศกร้าว ราวกับหมวดเปรมเป็นพระอภัยที่หนีมา

“ใจเย็นๆก่อนช้าง เป็นอะไร ทำไม เอ่อ..... สารรูป เอ๊ย...เสื้อผ้าถึงเป็นแบบนั้น หมวดเขาไปทำอะไรเหรอ”

มูนอาสาเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ และช้างก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนๆฟังตั้งแต่ต้นจนจบ มูนแม้จะสงสารเพื่อนเท่าไร ก็อดหัวเราะไม่ได้ เกนหลงเองก็เข้ามาช่วยปลอบให้ช้างคลายโมโหทั้งๆที่ตนเองก็ยังหัวเราะจนน้ำตาไหล  สามหนุ่มที่เหลือแทบไม่ต้องพูดถึงปล่อยเสียงลั่นยิ่งกว่าใคร....แม้แต่หมวดเปรมที่ก่อเรื่อง

ในท่ามกลางเสียงหัวเราะ ทำให้คนที่ใจแข็งเผลอลืมตัว หันมาสบตาเข้ากันกับสายตาคมวาวพอดี ทั้งสองหัวเราะให้แก่กัน จนเผลอเข้ามายืนชิด เต้ยมิรอช้าที่จะกอดไหล่ แกล้งทำตามประสาเพื่อน ในเมื่อไอ้ก้องทำได้ ทำไมเขาจะไม่ทำบ้าง และเขาก็มั่นใจว่าเขาทำได้แนบเนียนกว่า ... แต่มูนรู้สึกตัวได้ทันทีว่าไม่ใช่ จึงเบี่ยงตัวออกไปหาก้อง ใช้อัศวินหน้าตี๋เป็นเกราะกำบัง แม้จะรู้ว่าการใช้ก้องเป็นเครื่องมือเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ หากยามนี้มันจำเป็น เพื่อให้หลุดพ้น....แต่มันจะสำเร็จหรือ

“ขึ้นรถกันเถอะก้อง” มูนจูงมือก้องมาเอง พยายามไม่สนใจสายตาเกเรบางคู่ ที่หยุดหัวเราะและหันมาชำเลืองตั้งแต่ก้าวขึ้นรถยันทรุดลงนั่ง เสียงพึมพำดังขึ้นและเสียงนั้นก็ไม่มีใครได้ยิน นอกจากตัวคนพูดเอง

“มูนบังคับให้เต้ยต้องทำอย่างนี้เองนะ”
 
ตลาดน้ำยามบ่าย ผู้คนล้นหลามไม่รู้ว่ามาจากไหน ไม่ต่างอะไรกับยามเย็น คล้ายกับสวนจตุจักรที่เวลาเดินต้องให้คำจำกัดความว่า “แออัด” ด้วยเหตุนี้แหละ มูนจึงไม่ชอบมา อยู่บ้านอ่านหนังสือน่าจะสบายกว่าเยอะ หากเลือกได้ไม่อยากจะมาด้วยซ้ำ แต่ที่ต้องมาเพียงเพราะเกนหลงอยากเดินซื้อของ  และนอกจากความแออัดเบียดเสียด ความ “อึดอัด”ใจก็ยังมีอยู่โดยตลอด เพราะก้องเล่นเดินตามแจ ไม่ควรเลยที่เมื่อกี้ใช้เขาเป็นเครื่องมือ แถมตอนนี้ก้องยังกอดเอวมาเสียแน่น ไม่อายสายตาใคร แม้นใครจะมองว่าเป็นชายกอดชายด้วยกัน ช้างที่สู้อุตส่าห์เรียกมาให้เป็นทศกัณฐ์ ก็ดันไปเข้าร้านนวด โดยมีหมวดเปรมออกค่าใช้จ่ายเป็นการขอโทษ ทั้งสองไปนอนนวดอย่างสบายใจ มิต้องทนร้อนทนอึดอัดกายและใจเหมือนตน

ก้องจัดว่าเป็นคนเนื้อหอมและรู้จักคนเยอะ เพราะตลอดทางที่พากันเดินนั้น เขาหยุดทักคนนู้นคนนี้อยู่ตลอด และมีหรือที่สายตาของคนรู้จักของก้องจะไม่เหล่มามองตน และก้องก็ดันแนะนำอย่างหน้าชื่นตาบานว่า

“ว่าที่แฟนก้องครับ กำลังจีบอยู่ เอาใจช่วยด้วยนะครับ”

“ตาถึงนะก้อง”

มูนอยากจะร้องปฏิเสธแต่ก็จำต้องสะกดไว้ เพราะใครบางคนกำลังเดินจูงมือเกนหลงอยู่ข้างๆ จึงได้แต่ยิ้มตอบรับ และมันก็ได้ผล เพราะไหล่แข็งแรง ของเขาคนนั้นเข้าชนแผ่นหลังตนอย่างจัง

“ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ” เต้ยพูดขึ้น แต่สีหน้าและแววตาไม่ได้บอกเลยว่า ไม่ได้ตั้งใจ อาการหมาบ้า กลับมาอีกระลอก ยามได้มองหน้า และหมาบ้าตนนั้น ก็สะบัดหน้าพรึ่ดหันไปทางเกนหลง พูดอย่างเอาใจว่า

“เกรซจ๋า ร้อนไหม หาที่นั่งพักกันดีกว่าเถอะนะ”

“ก็ดีเหมือนกันเต้ย....คนเริ่มเยอะ เกรซเวียนหัว ร้อนเหมือนกันนะเนี่ย เข็ดแล้วตลาดน้ำ คราวหน้าไม่มาอีกแล้ว” เกนหลงตอบพร้อมกับโบกพัดเล็กๆในมือเป็นระวิง เต้ยมิรอช้าที่จะเอาพัดในมือของแฟนสาว มาสะบัดไล่ความร้อนให้แทน ทีท่ากระหนุงกระหนิงน่ารักนั้น มูนมิเคยอยากจะใส่ใจ ทว่าวันนี้ ยามได้มอง มันดันเจ็บ

  วิธีของเต้ยใช้ได้ผล  และมีประสิทธิภาพสร้างความเจ็บได้เป็นอย่างดี 

“มูนทำเต้ยก่อนนะ มูนแกล้งยั่วเต้ยให้หึงก่อน....ไหนจะไม่มองไงล่ะ มองมาทำไม” เต้ยนึกในใจ รู้เสียยิ่งกว่ารู้ ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร แต่เต้ยมิมีทางรู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังเจ็บกว่าหลายเท่า ช้ำเสียยิ่งกว่าช้ำ

ช้ำอะไรเช่นนี้....รักคนมีเจ้าของ
ยามเธอแนบประคอง
ใจอยากเมิน แต่ตาคอยมอง
รู้ว่าจ้องแล้วต้องปวดใจ **


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เป็นอะไรไปหรือเปล่าครับมูน หน้าซีดๆ” ก้องเห็นสีหน้ามูนผิดปกติ ถามขึ้นด้วยความห่วง

“ร้อนน่ะก้อง หายใจไม่ค่อยออก หาที่นั่งริมน้ำเย็นๆเถอะ”  มูนฝืนยิ้มชืดๆให้

“ได้สิครับ” ก้องรีบรับคำ แต่ก็ไม่วายดันหันไปชวนเกนหลง มูนยิ่งหน้าซีดเข้าไปใหญ่ ปั้นหน้าต่อไปไม่ถูก   “เกรซจะนั่งพักใช่ไหม ไปด้วยกันเปล่า”

“ไปสิ”

และเป็นดังคาดเกนหลงกับเต้ยตอบรับเดินตามมาด้วยทันใด เพียงระยะเวลาชั่วแวบ ทั้งสี่ก็มานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ร้านกาแฟริมแม่น้ำ ก้องประคบประหงมมูนเป็นอย่างดี และเต้ยก็ปรนนิบัติพัดวีเกรซเป็นการใหญ่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้มันแย่ยิ่งกว่าตอนเดินตลาด หากช้างหรือหมวดเปรมนั่งอยู่ด้วย ก็คงจะจับสัมผัสอันน่าอึดอัดได้ คงต้องลุกพรวดหนีไปแน่แท้

แม้ลมเย็นๆจะช่วยคลายร้อนกายได้บ้างแล้ว ทว่าจิตใจของคนสองคนยังคุกรุ่นและก็เหมือนว่าหนึ่งในสองคนนั้นจะทนไม่ไหว ลุกขึ้นไปรวดเร็วเมื่อเห็นแฟนสาวอาการดีขึ้น อ้างเพียงว่า

“ไปสูบบุหรี่ และไปเข้าห้องน้ำนะเกรซ”

“ค่ะเต้ย....เกรซนั่งรอตรงนี้แหละ เดินไปไหนไม่ไหวแล้ว”

มูนค่อยหายใจโล่งขึ้นที่ไม่มีสายตาคมวาวจ้องมอง ประชดประชัน อารมณ์เริ่มผ่อนคลาย นั่งฟังเกรซกับก้องคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ด้วยความเพลินทำให้สะดุ้งสุดตัว เพราะแบล็คเบอร์รี่ที่เงียบไปได้สองสามวันสั่นระรัวขึ้น และพอกดดูก็ทำให้ยิ้มออกมาได้

คุณหลวงเทพ
ว่าง – มั่นใจแล้ว ว่า “รัก”

“แม่มณี ...แม่มณีจ๋า”

“คุณหลวงหายไปหลายวันเลย” มูนพิมพ์ตอบกลับ สายตาจับอยู่ที่บีบีหากแต่ประสาทหูยังสามารถแยกฟังเกรซกับก้องได้

“พี่มาเที่ยวต่างจังหวัดคัฟ รู้จักไหมอัมพวา”

“รู้เสียยิ่งกว่ารู้....เรายังไม่เคยบอกคุณหลวงเหรอว่าเราเป็นคนอัมพวา” ประสบการณ์ในการพิมพ์ทำให้พิมพ์เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังแพ้นายคุณหลวงอยู่ดี

“มิน่าล่ะ เพลงเขาถึงว่า สาวอัมพวาสวย สงสัยพี่คงมาติดแหง็กอยู่ที่นี่แล้วหล่ะ”

“ทำเป็นปากหวาน อีกหน่อยขี้คร้านจะเบื่อ แล้วนี่อยู่ส่วน....” มูนตั้งใจจะพิมพ์ต่อให้จบ แต่ก็ต้องหยุดลงกลางคัน เพราะนายอัศวินหน้าตี๋ ดันพูดขัดขึ้นว่า

“คุยกับใครอยู่ครับมูน......แอบนอกใจก้องหรือเปล่า ขอดูหน่อยผู้ชายหรือผู้หญิง” ก้องชะโงกหน้ามารวดเร็ว จนมูนต้องเบี่ยงตัวและเอามือปิดหน้าจอแบล็คเบอร์รี่

“เพื่อนน่ะ” มูนพยายามนับหนึ่งถึงสิบ ข่มใจตอบไปอย่างใจเย็น ทั้งๆที่ไม่พอใจเท่าไรที่ก้องใช้คำว่า “นอกใจ” เพราะยังไม่ได้ตกลงใจจะคบกัน อีกทั้งก้องยังถือวิสาสะเกินควร เกนหลงเองเห็นกริยาอาการของก้องก็ยังต้องเตือนขึ้น

“ก้อง....มันไพรเวซี่นะ .โทรศัพท์มันเป็นเรื่องส่วนตัว ขนาดเกรซกับเต้ย เรายังไม่เคยต้องเช็คกัน เกรซว่า มันดูเยอะไปนะ ไม่งาม”

ก้องหน้าเสียยามโดนเพื่อนสาวตำหนิ มูนด้วยความสงสารจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันไปยิ้มให้ปลอบใจ “เพื่อนจริงๆก้อง ไม่มีอะไรหรอก เลิกทำหน้าบูดได้แล้ว นายอัศวินหน้าตี๋”

“ครับ....แม่มณี”

ชื่อแม่มณีเรียกความสนใจให้เกนหลงได้อีกครั้ง และก้องก็หันไปอธิบายว่ามันเป็นดิสเพลย์เนมที่มูนใช้ว่า มณีจันทร์ ซึ่งเกรซก็ชอบอกชอบใจ แถมยังออกความเห็นมาว่า

“เหมาะสมกับมูนมากๆแล้ว.....มณีจันทร์ ไว้ต้องบอกคุณหลวงเต้ยแล้ว ว่าแม่มณีตัวจริงอยู่นี่ ”

มูนทำหน้าไม่ถูก พยายามคิดเสียว่าเกนหลงพูดเล่นตามประสา เพราะเกนหลงเคยเล่าให้ฟังว่า เต้ยไปดูทวิภพแล้วอยากเป็นคุณหลวง

หากเต้ยอยากเป็นคุณหลวงนัก แม่มณีตัวจริงก็ควรเป็นเกนหลง......ไม่ใช่ตน

เมื่อเรื่องสงสัยคลี่คลายมูนจึงได้พิมพ์ต่อกับประโยคที่ค้างไว้ก่อนจะกดส่ง “ทำเป็นปากหวาน อีกหน่อยขี้คร้านจะเบื่อ แล้วนี่อยู่ส่วนไหนของอัมพวา”

“โห รอนานเป็นชาติกว่าจะตอบ งมแป้นอยู่เหรอจ๊ะ” คุณหลวงตอบพร้อมส่งรูปไอค่อนหน้าตาหงุดหงิดพิลึกมาด้วยแล้วพิมพ์ต่อมาว่า “ พี่อยู่ตลาดน้ำคัฟ อยู่ตรงพิพิธภัณฑ์บ้านครูเอื้อ สุนทรสนาน ”

“เหรอ อยู่ตลาดน้ำเหมือนกัน พิพิธภัณฑ์บ้านครูเอื้อ เดินไปนิดเดียวเอง”

“อยากเจอพี่ไหมล่ะ”

“คุณหลวงจะกล้ามาเจอเหรอ เพราะถามว่าเป็นใครทีไร ขอดูรูปทีไรก็บ่ายเบี่ยง” มูนตาโตถามเย้าและคำตอบก็ได้มารวดเร็วทันใจ

“แม่มณีกล้ามา พี่ก็กล้ารอ” นายคุณหลวงกล้าท้าทาย ....มูนด้วยความอยากรู้มากกว่าจะเป็นอย่างอื่น จึงกล้ารับจะได้สิ้นสงสัยเสียที ว่านายคนนี้เป็นใคร อีกอย่างอยู่ต่อหน้าสาธารณะชน คงไม่มีอันตราย แม้จะสงสัยบ้างว่า บทจะเจอ ก็ได้เจออย่างง่ายดาย

“งั้น รอห้านาที กำลังจะเดินไป แล้วคุณหลวงแต่งตัวยังไง จะได้ทักถูก”

“มาถึงเรียกว่าคุณหลวงแล้วกัน พี่จะอยู่แถวๆนั้น พี่เคยเห็นรูปแม่มณี ถึงหลับตาพี่ก็จำได้”

“ตกลง” มูนรับคำอีกครั้งตัดบทสนทนา บอกก้องกับเกรซเพียงว่าจะไปทำธุระตรงบ้านครูเอื้อนิดหน่อย ก้องขยับกายจะตามมาด้วย แต่ปล่อยให้เกรซอยู่คนเดียวไม่ได้ จึงจำต้องนั่งรอที่เดิม “แป๊บเดียว เดี๋ยวมา”

พระจันทร์ดวงน้อยเอ๋ย....เจ้าคงจะลืมไปแล้วเสียสนิทใจว่า วันนี้เจ้าไม่ควรไปไหนลำพัง “คนเดียว” !!!

มูนก้าวฉับๆด้วยอัตราเร็วเกินกว่าปกติ ใช้ทางลัดฝ่าฝูงชนเพียงไม่เกินสามนาทีก็ถึงหน้าพิพิธภัณฑ์บ้านครูเอื้อ เริ่มตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้เจอหน้าคนในสังคมแชท  มูนมั่นใจว่าตอนนี้ตนแค่ “ตื่นเต้น”  มิใช่ ใจ “เต้นแรง” เพราะคนที่ทำให้ใจเต้นแรงนั้นตนมีอยู่แล้ว และจะมีเพียงคนเดียว...ถึงแม้จะไม่ได้มีเขาอยู่ข้างกาย

ดวงตาสีน้ำตาลมัวแต่ชะเง้อชะแง้แลหา “คุณหลวง” มิทันได้ระวังตัวว่า มีสายตาคมวาวคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องอยู่และแอบเดินตามมาเงียบๆ... แบล็คเบอร์รี่ในมือ สั่นขึ้นอีกครั้ง มูนไม่รอช้า กดอ่านทันใด

“พี่เห็นแม่มณีแล้วครับ พี่กำลังเดินไปหา”

“คุณหลวงอยู่ตรงไหน” มูนพิมพ์ถามกลับไป พร้อมกับมองไปรอบๆ แล้วสายตาต้องมาประสบเข้ากับหนุ่มน้อยผิวขาวคนหนึ่ง อายุอานามน่าจะไม่ต่างกับตนมาก เดินแชทถือแบล็คเบอร์รี่ในมือ แล้วหนุ่มน้อยที่จัดว่าน่ามองคนนั้นก็เงยหน้ามายิ้มให้ ดวงตาหวานเป็นประกายทอดมองมูนอย่างไม่วางตา และนั่นก็ถึงกับหลุดปากออกมาว่า

“วะ ว้าว...เป๊ะเวอร์!!”

“คุณหลวงใช่ไหมฮะ” มูนมิทันได้ฟัง ถามขึ้นอย่างไม่รอช้า

หนุ่มน้อยทำหน้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มตอบมาว่า “เอ่อ....คุณหลวงอะไรเหรอครับ  ไม่ใช่หรอกครับ ผมชื่อวรเดช คุณก็มาตามหาคนเหรอ ผมก็มาตามหาคนเหมือนกัน ว่าแต่คุณชื่ออะไรครับ นะ... น่ารักจัง ใช้บีบีด้วย แลกพินกันไหม ”

แต่ก่อนที่มูนจะตอบ เสียงห้าวๆเคยคุ้นก็ดังขึ้นจากข้างหลัง โอบเอวของมูนรวดเร็ว คราวนี้พายุลูกที่สามพัดรุนแรง “ ขอโทษว่ะไอ้น้อง แฟนพี่สติ สตังยังไม่สมประกอบ ไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไร ชอบเพ้อเจ้อ ...ขอตัวก่อนนะ”

“ครับ” หนุ่มน้อยคนนั้นรับคำ ทั้งๆที่เต้ยบอกเป็นฝ่ายขอตัว  แต่เขากลับเป็นฝ่ายถอยฉากออกไปเสียเองและโอกาสก็กลายมาเป็นของเต้ยตามใจเขาปรารถนา

“ไปคุยกันให้รู้เรื่อง”

“ปล่อยนะ.....เมื่อคืนก็คุยกันหมดแล้ว เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก”

“เต้ยเข้าใจ  แต่เต้ยไม่ยอมรับ....มานี่เดี๋ยวนี้นะ” เต้ยใช้ความแข็งแรงลากข้อมือมูนหลุนๆ แต่มูนก็ยังยื้อยุดไว้ได้หลายๆสายตาบริเวณนั้นเริ่มมอง และหยุดยืนดู

“เลิกดัดจริต ถ้าไม่อยากเป็นจุดสนใจ และโปรดเดินตามมาดีๆ อย่าให้เต้ยต้องถึงกับอุ้มขึ้นบ่า ”

คำขู่....ก็คงเป็นแค่คำขู่ ถ้าหากไม่ได้มาจากปากของเต้ย
แต่นี่มันไม่ใช่ ......เพราะหมาบ้าอย่างเต้ย พูดจริงและก็ทำจริง

“อย่าทำอย่างนั้นนะเต้ย”

“มูนจะทรมานเต้ย จะทรมานตัวเองไปถึงไหน ไปหาที่นั่งคุยกันดีๆ ให้เต้ยได้กอด ได้หอมแก้มอย่างเมื่อคืนได้ไหม” เต้ยพูดขึ้นอย่างไม่อายใคร ก่อนจะทำจริงดั่งปากพูด คือรัดเอวมูนไว้แน่นกว่าเดิม ย่อเข่าลงใช้กำลังแขนที่มีทั้งหมดแบกมูนขึ้นบ่า แล้วยืนเหยียดตรงโดยเร็ว

“ปล่อยเราลงเดี๋ยวนี้นะเต้ย อายเขา”  ทำไมมูนจะไม่รู้สึกอาย เพราะพวกไทยมุง เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ และก็ดันเป็นไปในทางที่ไม่ค่อยจะดีเสียด้วย “ปล่อยก่อนเถอะเต้ย เราอาย คนรู้จักแถวนี้เยอะ”

“ปล่อยก็ได้แต่ต้องรับปากมาก่อน ว่าจะยอมไปคุยกับเต้ยให้รู้เรื่องอีกรอบ ไม่งั้นไม่ปล่อย”

หมาบ้าเกเรยื่นข้อเสนอ คนเริ่มมุงกันแน่น บางคนนึกว่าถ่ายหนัง มองหากล้องกันใหญ่ มูนหน้าชาเสียยิ่งกว่าชา เพื่อตัดปัญหาจำต้องยอม “ตามใจ”

“ตกลงเต้ย...เราจะคุยกัน”

“ก็แค่นั้น ต้องให้ออกแรงอยู่เรื่อย”

เพียงมูนรับปาก เต้ยก็วางมูนลงกับพื้น มือแข็งแรงเปลี่ยนมาจับข้อมือมูนไว้  ก่อนจะเดินจูงนำลิ่วฝ่าไทยมุงหายเข้าไปในซอยเล็กๆ  ข้างๆ พิพิธภัณฑ์ และ มูนทำได้อย่างมากก็แค่เดินตาม 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทำเอาคนที่นอนนวดไทยสองคนจากฝั่งตรงข้ามลุกขึ้นมานั่งตาค้าง เสียงที่เคยแปร๋นเสมอ กลายเป็นเสียงอ่อยๆ บอกกับศัตรูที่กลายมาเป็นมิตรชั่วคราวข้างๆว่า

“อะ ไอ้เปรม....มึงเห็นอย่างที่กูเห็นใช่ไหม พายุพัดจนได้”

“กูก็เห็น อย่างที่มึงเห็น จะถามหาส้นตีนอะไรอีช้าง”

“กูขอร้องมึงอย่าเพิ่งพูดไปได้ไหม...”

“กูต่างหากที่ต้องขอร้องมึง อีช้าง....เพราะถ้ากูจะพูด กูพูดไปตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้ว” หมวดเปรมทำหน้ากลัดกลุ้มเป็นครั้งแรก แล้วกล่าวนิ่งๆว่า “ไอ้เต้ย มันสร้างปมขึ้นมาเอง มันต้องแก้เอง ....แต่กูก็ยังมองไม่เห็นทางว่ามันจะทำอย่างไร”

ข้อมือน้อยๆ  ถูกพาลัดเลาะมาเรื่อยด้วยมือแข็งแรง ผ่านซอกเล็กๆหลายซอก ซึ่งคนพื้นที่ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า นายคนนี้รู้จักทางได้อย่างไร  มือของเต้ยยังกำไว้แน่น แลในสัมผัสนั้น มูนรู้สึกถึงกระแสอุ่นๆ แผ่ซ่านวาบวับลงมาจับหัวใจ สัมผัสที่ไม่กระชากกระชั้นเท่าคราวแรก หากแข็งใจสะบัดโดยแรงก็คงจะหลุด แต่อารมณ์ซ่อนซึ้ง กลับสั่งให้ยอมดำเนินไปอยู่อย่างนั้น ร่างที่บางกว่าจึงก้าวตามหมาบ้าตัวโตไปเรื่อยๆ เพื่อมาคุยตามคำสั่ง แม้จะรู้ดีว่ามันเสียคำพูดตัวเอง ดวงตาสีน้ำตาลมิได้จับจ้องมองทางแต่อย่างใด สุดแต่เขาจะนำไปไหนก็ไป จวบจนแผ่นหลังกว้างหยุดกึกกะทันหัน ทำให้ศีรษะของคนเดินตาม กระแทกชนกับแผ่นหลังกว้างที่อยู่ข้างหน้าเต็มๆ

“โอ๊ย จะหยุดทำไม ไม่บอก” เสียงที่เคยนุ่ม แปรปรวนเป็นโอดครวญผสมหงุดหงิด

“แล้วทำไมเดินไม่มองทาง”

เต้ยหันมาเอ็ดให้เสียนี่ แล้วเขาก็กระชับข้อมือของมูนแน่นกว่าเดิมอีก พาผ่านเข้าประตูรั้วของบ้านหลังหนึ่งที่เปิดกว้างอยู่ บ้านหลังนี้มองแว่บแรกก็เป็นเพียงบ้านธรรมดา หากพอตาสีน้ำตาลเงยขึ้นไปมองป้ายบนประตู ความรู้สึกอยากจะสะบัดข้อมือหนี ก็เกิดขึ้น เพราะป้ายที่เขียนไว้ มันเขียนไว้ว่า “ลมสวาท เกสต์เฮาส์”

ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงเอาแต่ใจชวนให้กายสั่นผวา กล่าวขึ้นรวดเร็วกับพนักงานต้อนรับที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงเคานท์เตอร์  “มีห้องว่างไหม...ใช้แค่ชั่วคราว”

กุญแจพร้อมเบอร์ห้องถูกส่งให้รวดเร็วแทนคำตอบ พระจันทร์ดวงน้อยที่เผลอใจลอยตามลมมากว่าจะรู้ตัวหันหลังหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะหมาบ้าเกเรดึงเข้ามากอดไว้แน่น แถมยังเอาร่างกำยำบังทางหนีไว้เสียสิ้น

“เข้าไปคุยกับเต้ยในห้อง  อย่าปล่อยให้เต้ยต้องทรมานอีกเลย”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๐ นะคะ
อ้างอิง *,**  นำมาจากเพลงรักต้องห้าม คำร้อง-ทำนอง วราห์ วรเวช

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๐ กระซิบสวาท

“ไม่นะเต้ย ถ้าเราจะคุยกัน เราคุยกันข้างนอกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปข้างใน”  มูนปฏิเสธเสียงแข็งพยายามดันกายเต้ยออก แต่ด้วยความไม่ระวังตัวจึงถูกเขากอดไว้เสียแน่น การผลักไสจึงทำได้ไม่ถนัด และถึงแม้จะเป็นผู้ชายเหมือนกัน หากแรงของมูนก็มิได้เทียบเทียมเท่าแรงชายของเต้ยเลยสักนิด

เต้ย....เปี่ยมไปด้วยกำลังชายที่กล้าแกร่งร้อนแรงในทุกๆอณูสัมผัส
มูน....ฝึกแต่โยคะสะสมไว้แต่ความเย็นยะเยือก โอนอ่อนทั่วสรรพางค์
จึงเป็นเหตุให้ระทวย ด้วยเพราะวงแขนแข็งแรงนั้น!!

“ปล่อยนะเต้ย”  มูนร้องลั่น มิรู้ตัวเองเลยว่า ประโยคที่ตนพูดว่า “ปล่อย” นั้น ตนพูดซ้ำพูดซากไปไม่รู้กี่เที่ยว และก็แทบจะเอ่ยออกมาทุกครั้งยามที่อยู่กับเต้ยสองต่อสอง หากมันก็ไม่เคยมีประโยชน์อันใดเลยที่จะทำให้เต้ย “ปล่อย” เสมือนว่ายิ่งร้องก็ยิ่งยั่วให้เต้ยรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ

“อย่าขัดขืนให้เรื่องมากน่า ทีไอ้ก้องมันทั้งกอดทั้งหอม ยังไม่เห็นว่าอะไรมันเลย เต้ยแค่จะพาเข้าไปนั่งคุยเฉยๆ”

“ไม่เชื่อ.....เรียกตำรวจที ผู้ชายคนนี้มันเป็นบ้า”

พนักงานต้อนรับตรงเคานท์เตอร์ ยืนตะลึงมิคิดว่าแขกที่เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งสองคนจะมา “เล่น” กันตรงนี้ พอได้สติก็ขยับกาย เตรียมจะเข้ามาห้าม แต่เสียงกร้าวของเต้ยก็สะกดให้ต้องยืนนิ่งกับที่เฉกเดิม
 
“ไม่มีอะไร...ผมกับแฟน มีเรื่องไม่เข้าใจกันนิดหน่อย เราจะปรับความเข้าใจกัน”

เต้ยกล่าวจบก็แบกร่างมูน เดินลอยละลิ่ว มิสนใจใครอื่นอีก พนักงานคนเมื่อครู่รีบวิ่งมานำหน้า แต่ไม่ได้มาช่วยมูน กลับนำทางเต้ยไปสู่ห้องว่างที่จัดให้  และทันทีที่ประตูห้องปิดลง มูนก็มีความรู้สึกว่า ร่างทั้งร่างของตนลอยละลิ่วกลางอากาศ และร่วงลงมากระแทกกับพื้น หากแต่พื้นที่ถูกทิ้งลงมานั้น มันเป็นพื้นสีขาว ที่มีกลิ่นกรุ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่ม มิใช่พื้นห้องที่เป็นไม้กระดาน ร่างจึงอ่อนยวบไปตามแรงกระแทกจนแทบจมลงไปมิด...มิต้องบอกอันใดทั้งสิ้น สมองก็ประมวลคำตอบให้ทันทีว่า มันคือเตียงหนานุ่มนั่นเอง

“ถึงเวลาคุยกันซะทีนะ” 

น้ำเสียงกึ่งเกเรกึ่งเอาแต่ใจชวนประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มูนยันกายลุกขึ้นฉับพลัน แต่ก็ต้องล้มลงมานอนอีกครั้ง เพราะหมาบ้าถาโถมลงมารวดเร็วอย่างมิทันตั้งตัว น้ำหนักทั้งมวลของกายชาย ตรึงสะกดมูนแน่นิ่งกลางเตียง ยากที่จะเขยื้อนเคลื่อนกายหนีไปไหน สิ่งที่ทำได้อย่างดีที่สุด คือร้องออกมาให้ดังเสียยิ่งกว่าดัง

“เต้ย........อย่าทำแบบนี้ เราขอร้อง ปล่อยเรานะ”
“ขอร้องเหรอ...ก็นี่ไง ปล่อยให้ร้องแล้วก็ร้องไปสิ”

“ไอ้หมาบ้า กวนประสาท ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องใช่ไหม”

มูนฝืนใช้แรงทั้งมวล ผลักเต้ยออกแต่ก็ไม่เป็นผล เต้ยยังคงทาบทับอยู่อย่างนั้น ไม่สะทกสะท้านในคำด่าทอ และใช้ริมฝีปากพักพิงอยู่ตรงซอกคอ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นไล่งับไปทั่ว

“พอทีเถอะเต้ย....อย่าทำเราเลย....ถ้าเต้ยไม่หยุด เราจะ...”

“จะทำไม....บอกเต้ยสิ จะทำอะไร จะฆ่าเต้ยเหรอ” เต้ยขัดขึ้นทันใด น้ำเสียงที่เคยเกเรบัดนี้เปลี่ยนท่วงทำนองเป็นวาบหวาม ส่งเป็นเสียงกระซิบที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าออดอ้อน ชวนให้ใจอ่อน ยามกระซิบเข้าข้างหูพร้อมลมสวาทพรั่งพรู สะกดพระจันทร์แน่นิ่งลอยเคว้งอยู่บนเตียง

“มูนจะฆ่าเต้ยได้ลงคอเชียวเหรอ” เต้ยกระซิบเบาๆ ก่อนจะขบติ่งหู แล้วเอ่ยต่อมาว่า “ขอจูบให้หนำใจอีกสักครั้งนะ”

เต้ยมิรอคำตอบ ใช้ริมฝีปากหยักงามประกบกับริมฝีปากที่ฉ่ำหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งซึ่งคล้ายเสมือนเผยอรอรับ เสียงเจรจาทั้งมวลเงียบลงโดยดุษฎี เหลือเพียงแต่เสียงเม้มของปากต่อปากและเสียงครางอยู่ในลำคอ แล้วเสียงครางนั้นก็ดังยิ่งกว่าเดิม ยามที่เต้ยเริ่มสอดลิ้นเข้าไป มูนจากที่เคยขัดขืน อ่อนยวบลงทันตา เรี่ยวแรงที่มีถูกลิ้นของเต้ยกวาดต้อนเอาไปจนหมดสิ้น สัมผัสอันร้อนแรงนี้ หากใครโดนเข้าก็ต้องอ่อนระทวยกันทั้งนั้น ต่อให้ใจแข็งเท่าไร จะทนฝืนอารมณ์ล้ำลึกนี้ได้หรือ...และมูนก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะดวงตากลมโตน้ำตาลใสที่เบิกกว้างเมื่อครู่ ค่อยๆปรือปิดสนิทลง ภวังค์เคลิ้มจับทั่วร่างจนล่องลอย ไรขนอ่อนๆ ทั่วกายลุกชูชัน กายทั้งกายสั่นพร่า เมื่อแผ่นหลังลออถูกมือใหญ่ๆสอดเข้ามาโลมไล้ถ้วนทั่ว

เต้ยได้ทำอย่างที่ตั้งใจตั้งไว้แต่เช้าแล้ว และเขาก็ทำได้ดั่งคำพูด จูบที่บรรจงประกบลงไป มันหวานที่สุด อย่างที่เขาไม่เคยทำกับใครแม้แต่กับเกนหลง ในวินาทีแรกที่ได้สัมผัส เกือบเผลอใจกินอย่างตะกละตะกลาม หากอนุสติลอยมาสกัดหน้าไว้ว่า ให้ค่อยๆดื่ม ค่อยๆกิน ทว่าไม่วายที่จะใส่ความร้อนแรงลงไป ในทุกๆขณะที่บดขยี้ และมันก็ได้ผล พระจันทร์ดวงน้อย เริ่มสงบลงมิแข็งขืนดั่งทีแรก เขาจึงมิจำเป็นต้องเร่งร้อนอีกต่อไป

เต้ยไม่เคยพร้อมไปทุกสัดส่วนเหมือนในขณะนี้  เขารู้สึกว่าความแข็งแรงทั้งหมดที่มี วิ่งไล่ไปรวมอยู่ที่แกนกลางของร่างกายจนเป้ากางเกงยีนส์ขาเดฟที่สวมใส่ ดันนูนเด่นชัดขึ้นเป็นลำจนแทบจะปริขาดดังแควก  ยิ่งกดทับคลึงเคล้าไปกับร่างบางๆ ความแกร่งยิ่งทบเท่าทวีคูณ กางเกงที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรค เกือบจะถูกถอดออก หากแต่ยั้งไว้เพราะความตั้งใจจริงในวันนี้ ยังไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะมันคงรวดเร็วไปหากปล่อยให้ความแข็งแกร่งทะลวงไปตามใจปรารถนา และพระจันทร์ดวงน้อย จะทนทานแรงสิเน่หาท่วมท้นของเขาไหวเหรอ 

 ใครบ้างเล่าไม่อยากเป็นคนแรก
แต่ถ้าได้เป็นคนแรก ทว่ายังไม่ใช่คนสำคัญ มันจะมีประโยชน์อะไร
ความตั้งใจแท้จริงที่หอบพระจันทร์มาจึงถูกทบทวน เขาต้องการหาที่คุยให้ลับตา ให้พ้นหน้าไอ้ตี๋ผีจีนจอมฉวยโอกาส ได้กอดได้หอมวันนี้ก็ชื่นใจนักหนา หากเมื่อครู่ อารมณ์ซ่อนซึ้งโหยหามันพัดพาลมสวาทพวยพุ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะมิสามารถหยุดลงได้.....สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือคุยกันให้เข้าใจ   

“มูน....กลัวเต้ยเหรอ ตัวสั่นเป็นลูกนกเชียว”

เต้ยหักใจถอนริมฝีปากออกช้าๆ มือใหญ่ที่โลมไล้แผ่นหลัง เปลี่ยนมาเป็นลูบผมแลลูบใบหน้าลออ อาการสั่นเทิ้มที่มูนเป็นอยู่ในขณะนี้  เต้ยมองปราดเดียวก็รู้ได้ดีว่า “ไม่เคย”  เสียงไชโยโห่ร้องในใจดังลั่น ‘เยส....ไม่เคยจริงๆอย่างที่อีช้างว่าไม่มีผิด มันต้องอย่างนี้สิพระจันทร์ของเต้ย....อย่าใจร้อนไปนายเต้ย ครั้งนี้นายอย่าเพิ่งใจร้อน’

“กลัวสิ เรากลัว”

มูนตอบไปทันทีว่ากลัว แต่ใจจริงแท้ มันไม่ใช่กลัว ด้วยเพราะไม่เคย เลยไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ายามที่เต้ยเบียดร่างตนจนแทบจะรวมเป็นหนึ่ง ความแข็งแรงของเต้ยโดยเฉพาะส่วนที่ซุกซ่อนภายในกางเกงของเขามันทำให้ใจตนสั่นระรัว บังเกิดเป็นอารมณ์สองอารมณ์พวยพุ่งลอยมาก้ำกึ่ง ระหว่าง “ปรารถนา” กับ “ปฏิเสธ”
 
“อย่าทำแบบนี้อีกนะเต้ย.......เรากลัว ปล่อยเรานะ”

“ตัวสั่นเป็นลูกนกอย่างนี้ เต้ยจะปล่อยไปได้ยังไง ให้เต้ยกอดปลอบให้หายกลัวเถอะ”

“งั้นเราหายสั่นก็ได้” มูนพูดอย่างกับตนเป็นโยคีผู้วิเศษ บรรลุโยคะศาสตร์ขั้นสูง ที่สามารถสั่งให้ร่างกายหายสั่นได้ตามใจ เต้ยได้ฟังก็แทบจะหัวเราะในคำพูดแบบเด็กๆ ไร้เดียงสานั้น

“ ของแบบนี้ มันสั่งให้หายกันได้ด้วยเหรอมูน ให้เต้ยกอดไว้แบบนี้น่ะดีที่สุดแล้ว ว่าแต่เต้ยจะขออะไรหน่อยได้ไหม ไม่รู้ว่ามูนจะให้ได้หรือเปล่า”

“เต้ยจะขออะไร” มูนถามขึ้นอย่างรวดเร็ว ใจประหวั่นพรั่นพรึงกลัวคำขอของเขานัก

“ขอให้มูน แทนตัวเองว่ามูนอย่างเมื่อคืนอีกได้ไหม ...ไหนๆก็ยอมเรียกเต้ยว่าเต้ยแล้ว จะแทนตัวเองว่าเราอีกทำไม”

เต้ยเบี่ยงตัวจากนอนทับลงมาเป็นนอนกอดข้างๆ ใช้น้ำเสียงเพียงตัดพ้อ ออดอ้อน มูนโล่งอกแถมแทบละลายหายลงไปกับเตียงยามได้ฟัง คนอะไรบทจะออเซาะก็ทำซะใจอ่อน บทจะเกเรก็ชวนให้เกลียดจนไม่อยากจะมองหน้า แต่มันก็จริงอย่างที่เต้ยบอกไหนๆก็เรียกชื่อเขาแล้ว คงไม่เสียหายอะไร ที่จะเปลี่ยนสรรพนามทำตามคำขอ 

“ ได้สิเต้ย แต่ได้โปรดปล่อยมูนเถิดนะ  อย่าทำอะไรที่มันเกินขอบเขตกันเลย เท่านี้มูนก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว”   

“ชื่นใจที่สุด...อ่ะ ปล่อยก็ได้ คนอะไรก็ไม่รู้ ต้องให้ใช้กำลัง ต้องให้จูบ ถึงจะยอมคุยดีๆ”

เต้ยยิ้มออกทันใด ที่ว่าชื่นใจของเขา มิรู้ว่าชื่นใจยามได้ยิน หรือชื่นใจเพราะได้หอมลงไปข้างแก้มของมูนเสียอีกฟอดใหญ่ ครั้นพอเต้ยจะหอมอีกฟอด  มูนจึงรีบเบี่ยงตัวออกเพราะกลัวหัวใจเลยเถิด แต่ก็ยังมิยอมลุกจากเตียง ด้วยความที่เป็นคนอ้อนแอ้น กริยาที่ทำจึงเหมือนประหนึ่งเขินแง่งอน และเต้ยก็ยิ่งได้ใจ

“แล้วทำไมต้องรู้สึกผิด ในเมื่อเราสองคนต่างต้องการ” เต้ยยักคิ้วให้พูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี และหัวเราะน้อยๆ ยามเห็นคนฟังหน้าแดงแป๊ด   

“ถึงมูนไม่ขอ เต้ยก็ตั้งใจว่าจะไม่ให้มันเกินเลยอยู่แล้ว เห็นเต้ยอย่างนี้ เต้ยก็เป็นสุภาพบุรุษนะครับคุณ  ถ้าเต้ยจะทำจริงๆ เต้ยจะไม่จองห้องเพียงแค่ชั่วคราวหรอก” 

“เต้ยพูดบ้าๆ” มูนมิอยากยอมรับตัวเองเลยว่าตอนนี้ตนเขินเสียยิ่งกว่าเขิน มิรู้ตัวเลยว่า ตนเองได้แอบบวกคะแนนความดีไปให้เต้ยอีกหนึ่งคะแนน ที่เขาไม่ล่วงเกิน ทำอย่างว่า โดยที่ไม่พร้อมในวันนี้

“ไม่ได้บ้านะ เต้ยพูดจริง....เอ หรือว่า เต้ยจะลงไปบอกพนักงานว่าเราจะค้างคืนกันดี”

“อย่านะเต้ย” มูนร้องเสียงหลง เพราะกลัวว่านายหมาบ้ามันจะทำจริงๆ คะแนนที่บวกให้เมื่อกี้แทบอยากจะลบทิ้ง

 “ล้อเล่น...เต้ยพามาที่นี่ก็พามาแค่นั่งคุยลำพังกับมูนเท่านั้นจริงๆ ”

“แต่ตอนนี้เต้ยกำลังพามูนนอนคุยอยู่นะ” มูนค่อยๆยันกายลุกขึ้น เริ่มกลับมาเป็นตัวเองและรู้สึกเสียใจที่ตัวเองทำไม่ได้ดั่งพูดเมื่อคืน “มูนเคยบอกเต้ยแล้วว่าเราสองคนไม่ควรอยู่ในสภาวะและสถานการณ์แบบนี้อีก เต้ยจะกลับมาทำแบบนี้อีกทำไม”

“เพราะเต้ยทนทรมานไม่ไหว ”  เต้ยยันกายขึ้นมาบ้าง แปรเปลี่ยนน้ำเสียงเหมือนเด็กชายเอาแต่ใจ ยามอยากได้ของเล่น “รู้ไหม เมื่อคืนเต้ยทนทรมานทั้งคืน ที่ปล่อยมูนกลับไป และเต้ยจะไม่ปล่อยมูนไปไหนอีกแล้ว”

“ทนไม่ได้ก็ต้องทน....มนุษย์เรามีเรื่องให้จำต้องทนกันทั้งนั้นแหละเต้ย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทนอย่างไร ทนในลักษณะไหนที่จะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ”

“เต้ยไม่ยอมรับที่จะทน...รู้ไหมที่เต้ยพามูนแยกมาสองต่อสอง เพราะมีอะไรอยากจะบอก”

เต้ยพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยเสียงนิ่งๆ นอกจากร่างกายที่พร้อมไปทุกสัดส่วนซึ่งไม่มีทีท่าว่าความแข็งแรงจะลดทอนลง เวลานี้ใจของเขาก็ยังพร้อมด้วย ความในใจที่ซ่อนซึ้ง ถูกลำดับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และก็ถึงวินาทีแห่งการถ่ายทอดให้พระจันทร์ดวงน้อยได้รับฟัง  มือแข็งแรงเอื้อมมากำมือที่เล็กกว่าไว้แน่น

 “มูนจ๋าฟังนะ ถึงที่นี่ จะเป็นแค่ภายในห้องเล็กๆ ของเกสต์เฮาส์กระจอกๆ ไม่ใช่บรรยากาศริมทะเลสวยฟ้าสีคราม หรือบนภูเขาที่สูงเทียมเมฆเห็นวิวเบื้องล่างได้รายรอบ ที่เหมาะสมสำหรับการบอกรักเหมือนอย่างในหนังหรือในนิยายน้ำเน่าเพ้อฝัน หากผู้ชายอย่างเต้ย มั่นใจว่ารักใคร เต้ยก็อยากจะบอกออกไป ณ วินาทีนั้น เมื่อคืนมูนรู้ไหม ตอนมูนร้องไห้ ใจของเต้ยมันจะขาด และพอมูนออกไปจากอ้อมกอดของเต้ยนั่นแหละ  เต้ยมั่นใจได้ทันทีว่าเต้ยรักมูน เต้ยไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน รู้แต่ว่ามันน่าจะรักมานานแล้ว”

มูนนิ่งอึ้งตะลึงงันกับคำพูดของนายหมาบ้าเกเรที่กลายเป็นหมาเชื่องๆ ดวงตาสีน้ำตาลหันมาสอดประสานกับประกายตาแวววับจากคอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งที่แรงกล้ามั่นคง บ่งบอกว่าไม่ได้โกหก ความจริงใจฉายชัด มูนยังคงทำอะไรไม่ถูก ถึงแม้จะเริ่มรู้ว่าเขาคิดอย่างไร และเมื่อคืนก็ตัดสินใจ “ตัดใจ” ไปแล้ว ทว่าวันนี้ ตอนนี้ เต้ยกำลังทำให้ความตั้งใจมั่นของตนคลอนแคลนจนปฏิกิริยาของร่างกายต้องตอบสนองด้วยรอยรื้นที่ขับออกมาทางดวงตา อาการวาบแผ่ซ่านจากกลางอกไปทั่วร่าง ความดีใจระคนเสียใจ มิสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้ปกติ

ดีใจที่ได้ยินคำว่า “รัก”
เสียใจนักที่จำต้อง “ตัดใจ”

“ร้องไห้ทำไม เต้ยแค่บอกรัก ไม่เอานะอย่าร้อง ....ใจเต้ยจะขาด” เต้ยตกใจยกมือที่กุมอยู่ขึ้น เช็ดรอยรื้นของน้ำตาที่กำลังร่วงเผาะลงมาจากตาคู่สวยของพระจันทร์ดวงน้อยทันใด  “อย่าร้องเลยนะ คนดี ”

“เพราะเต้ยบอกว่ารักเนี่ยแหละถึงได้ร้อง เมื่อคืนเต้ยก็บอกว่ารักเกนหลง” มูนพูดพลางก็หันหน้าหลบพลาง เสียงสะอื้นและปริมาณน้ำตาแม้จะไม่ได้มีเท่าเมื่อคืน แต่ความรู้สึกมันก็วกกลับมาจุดเดิม....  เต้ยจำต้องดึงตัวมากอดไว้ ใช้มือเชยคางให้มูนหันหน้ามาหา

“รักมากกับรักสุดหัวใจมันไม่เหมือนกันนะมูน เมื่อคืนเต้ยบอกว่ารักเกรซมาก แต่ยังไม่ได้บอกมูนเลยว่า เต้ยรักมูนสุดหัวใจ รักทั้งหมดของใจที่มี” เต้ยยืนยันหนักแน่น  วงแขนแข็งแรงเลื่อนกระชับขึ้น ราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งชิงพระจันทร์ของเขาออกไปจากอก

“มันสายไปแล้วเต้ย...เต้ยรู้ไหมว่าเต้ยพูดอย่างนี้ เต้ยทำร้ายทั้งมูนและเกรซ ในเวลาเดียวกัน รักของเต้ยมันเป็นรักต้องห้ามสำหรับมูน....มูนคงรับไม่ได้”

“เพราะเต้ยมีเกรซอยู่แล้วใช่ไหม”

“เต้ยก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วนี่”

“แล้วถ้าเต้ยจัดการให้มันลงตัวได้ล่ะ...ขอเพียงมูนเชื่อ เชื่อมั่นในตัวเต้ย สักครั้ง ”

“เต้ยจะทำอย่างไร” มูนถามขึ้นโดยไม่วายสงสัย

“ยังไม่รู้....รู้แต่อยากให้ทั้งมูน ทั้งเกรซ อยู่อย่างมีความสุข ทั้งคู่”

“ในโลกนี้หาได้ยากที่คนเราจะได้สิ่งสองสิ่งมาพร้อมๆกัน บางคนลัคกี้อินเกมส์ แต่ไม่ลัคกี้อินเลิฟ น้อยคนที่จะมีทั้งสองอย่าง ความสุขมันก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเป็นความทุกข์ มันมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆกันจากปัจจัยมากกว่าสองสิ่งเสมอ ฉะนั้น มูนอยากให้เต้ยมีความสุข โดยเลือกคนใดคนหนึ่งดีกว่าเลือกทั้งสองคนจนเป็นทุกข์  และมูนก็ไม่แนะนำให้เต้ยเลือกมูน เต้ยควรจะเลือกเกนหลง .....หากเต้ยทิ้งเกนหลงมาหามูน มูนก็คงไม่สบายใจนักหรอก” 

“แล้วมูนทนตัดใจจากเต้ยได้เหรอ” เต้ยยังดำรงเสียงกังวานไว้ แล้วหันมาถามมูนต่อมาว่า “ เมื่อคืนมูนถามเต้ยว่ารักเกรซใช่ไหม คราวนี้เต้ยขอถามกลับไปว่า มูนล่ะ รักไอ้ก้องไหม”

“ไม่ได้รัก” มูนตอบได้ทันควันโดยไม่ต้องลังเลคิด

“รักไอ้อั๋นไหม”

“พี่อั๋นเป็นได้แค่พี่ชายที่น่ารัก”

“แล้วมูนรักใคร”

“จนป่านนี้แล้ว คุยกันมาถึงขนาดนี้ เต้ยยังไม่รู้อีกหรือไง” มูนแทบอยากจะผลักเต้ยออก นี่ตกลง รู้หรือแกล้งไม่รู้ ทั้งสายตาและคำพูดมันแสดงออกมาถึงขนาดนี้แล้ว จะไม่รู้ก็โง่เกินไป

“รู้สิ แต่ที่ถาม เพราะกำลังจะถามต่อว่า มูนจะยอมทนตัดใจจากเต้ยได้แน่หรือ แต่มูนก็ไม่พูดตรงๆ เหมือนอย่างที่เต้ยกล้าพูด” น้ำเสียงของเต้ยเริ่มขึ้นเป็นเป็นริ้วๆ เขาหยุดเว้นวรรคเพียงครู่แล้วกล่าวต่อว่า

“ มูนจะบอกให้เต้ยชื่นใจ ให้เต้ยดีใจบ้างไม่ได้สักนิดเลยเหรอ ถึงเต้ยจะเป็นผู้ชายเต้ยก็มีหัวใจอยากได้ยินคำว่ารักจากคนที่รักเหมือนกัน ไม่ใช่ต้องมานั่งสังเกต นั่งจับความรู้สึก พูดให้เต้ยได้ยิน ให้เต้ยมีความสุขบ้าง เต้ยจะได้มีกำลังใจในการแก้เรื่องวุ่นๆนี่  เต้ยก็อยากมั่นใจเหมือนกัน ไม่ใช่นั่งคิดเอาเองฝ่ายเดียว ถ้าคำว่า รัก ที่มีให้เต้ยมันยากนักที่จะพูด ก็เก็บมันเอาไว้ ให้ตายไปกับตัวอย่างนั้นแหละ ใช่สิ...เต้ยมันเลว มันไม่คู่ควรที่จะได้รับหรอก มูนว่าเต้ยใจร้าย มูนเองก็ใจร้ายเหมือนกัน”

เต้ยพรั่งพรูถ้อยคำมายาวเหยียด พอพูดจบก็ปล่อยร่างมูนพลัน โดยที่มูนมิได้บอกให้ปล่อยแต่อย่างใด น้ำเสียงตัดพ้อของจริง ที่ฟังดูก็รู้ว่า ผู้ชายอย่างเต้ยก็น้อยใจและงอนเป็น และผู้ชายที่กำลังน้อยใจคนนี้นั้น ก็ลุกพรวดจากเตียง เดินไปหยุดอยู่ริมบานหน้าต่างนิ่ง ไม่พูดไม่จาอะไรต่อมาอีก  มูนเองก็ทำอะไรไม่ถูก เกิดมาก็เพิ่งจะเจอผู้ชายงอน....ทั้งหมดคือตนผิดใช่ไหม ที่ไม่พูดคำว่ารักออกไปให้เขาได้ยิน

เธอร้อนอารมณ์พะวงหลงตรมเสียก่อน
แหมชายนะชายแสนงอนเข้าใจน้องรอนหรือนั่น
ผู้ชายอะไรน้อยใจก็เมินไปพลัน
ไม่รอให้น้องจำนรรจ์ น้องจึงอัดอั้นตันใจ *

“โธ่.....เต้ย”

มูนไม่ใช่ว่ามิอยากบอก แต่ความอัดอั้นตันใจบางอย่าง มันทำให้บอกออกไปไม่ได้ เพราะความที่เต้ยยังมีเกนหลง มันจึงไม่ควรด้วยประการทั้งปวง ที่จะไปบอกให้คนที่มีคู่อย่างเต้ยทราบว่าตนรู้สึกอย่างไร อีกอย่างตนก็ตัดสินใจแล้วว่า ควรจะเป็นฝ่ายจากไปเสียเอง จึงไม่อยากให้เหลือรอยอาวรณ์ 

ที่ผ่านมายามมีใครมาจีบ ต่อให้จะหน้าตาดีขนาดไหน ตนก็มักจะปฏิเสธไปเสียสิ้น ว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า ครั้นพอถูกถามเหตุผล ตนก็จะให้เพียงว่า “รักใบแบบฉบับนี้ มันไม่จีรังยั่งยืน จะมีไปให้เจ็บทำไม” แท้จริงแล้วมันเป็นประโยคที่ใช้หลอกตัวเองเสมอมา เพราะหัวใจทั้งดวงมอบให้กับเด็กชายเกเร ไปตั้งนานแสนนาน

เต้ย....ไม่เคยรู้ตัว และกว่าเต้ยจะรู้ตัว ก็มารู้เอาเมื่อสาย
บอกไปมันจะมีประโยชน์อันใด

แต่ถ้าบอกไปมันทำให้เขาชื่นใจดั่งที่เขาพูด มันก็เป็นเหตุผลอันสมควร
หยุดทำร้ายตัวเองสักครั้ง ทำให้เขาชื่นใจด้วยคำว่า “รัก” มันคงไม่เสียหาย

มูนลุกขึ้นจากเตียง ตามมายืนทางด้านหลัง มือน้อยๆเอื้อมไปแตะต้นแขนของเต้ย หากแต่ชายหนุ่มยังอยู่ในสภาวะที่เรียกได้ว่างอน จึงชักแขนออกเสีย สะบัดหน้าเดินหนีเหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจ ใบหน้าที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหล่อ เง้างอเป็นม้าหมากรุก และเพียงเต้ยก้าวขาออกมาเท่านั้น ร่างทั้งร่างของมูนก็ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเป็นครั้งแรกในชีวิต นั่นก็คือพุ่งเข้าสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง ใบหน้าลออซบลงแน่นิ่ง กับแผ่นหลังกว้าง แรงทั้งหมดที่มีใช้กอดเขาคืนแนบแน่น และกริยาอาการนี้เอง มันก็ทำให้เต้ย ยิ้มออกมาได้สดใสดังเดิม แต่ยังเสแสร้งแกล้งตัดพ้อ

“ปล่อยเต้ยนะ....ไม่ได้รักแล้วมาทำกับเต้ยแบบนี้ทำไม มูนจะกลับมาทำกับเต้ยแบบนี้ทำไม ” เต้ยทวนประโยคที่มูนเคยพูดกับตนได้ขึ้นใจ แกล้งแกะมือที่มูนกอดตนไว้ออก

“ปล่อยเต้ยนะ...เต้ยจะกลับบ้าน เราสองคนไม่ควรจะมาอยู่ในสภาพและสถานการณ์แบบนี้กันอีก หัวใจเต้ยไม่ได้เข้มแข็งอะไรนัก”

“ฟังมูนก่อนสิเต้ย....ฟังก่อน” มูนถลันเข้ามากอดเต้ยด้านหน้า มิรู้ตัวเลยว่ากำลังถูกลวง และหมาบ้าเกเรก็กำลังยิ้มจนแก้มปริ เสียงนุ่มๆ ยังคงใช้รั้งเต้ยไว้สุดกำลังที่มี ง้อเขาเสียหน่อย คงไม่เสียหาย “มูนกำลังจะบอกเต้ยว่า....”

“อย่าพูดออกมา.....ถ้ามูนยังไม่มั่นใจที่จะพูด เพราะถ้าพูดต่อมันจะกลายเป็นคำโกหกทันที” เต้ยแกล้งใช้คำพูดของมูนขัดขึ้นอีก มูนทนเห็นกริยาอาการนั้นไม่ไหว จึงพร้อมลำดับความในหัวใจถ่ายทอดให้เขาได้รับฟัง ด้วยความสูงที่เสมอเพียงแค่ไหล่ของเต้ย มูนจำต้องเขย่งเท้า ใช้ริมฝีปากบางแนบข้างหู.....บอกเขาให้แน่ใจ

กระซิบเบาเบา หัวใจสองเราเคล้ามั่น
ฉันเองรักเธอเหมือนกัน เฝ้ารอสัมพันธ์ดังก่อน
หลับตาไม่ลงพะวงแต่เธอยามนอน
คร่ำครวญให้หวนมาวอน ....หัวใจคอยอ้อนอิงเธอ**

“มูนก็รักเต้ยนะ...รักมานานแล้วเหมือนกัน”

เพียงสิ้นประโยคนี้เท่านั้นแหละ มูนก็มีความรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างลอยไม่ติดพื้น ด้วยเพราะกำลังแขนแข็งแรงที่ช้อนตน โอบอุ้มตนขึ้นมาไว้แนบอก และความกลัวตก ทำให้เผลอโอบรอบคอหมาบ้าขี้งอนไว้แน่น ตาทั้งคู่สอดประสานกันอีกครั้ง 

“ชื่นใจที่สุด”

สิ้นคำว่าชื่นใจคราวนี้ เต้ยค่อยๆบรรจงวางร่างของมูนลงกับเตียง มิโยนลงอย่างทีแรก และโดยมิได้นัดหมาย ริมฝีปากทั้งคู่ต่างโผเข้าประกบกันสนิทแน่น ต่างฝ่ายต่างพยายามทิ้งไว้ให้เนิ่นนานที่สุด มูนรู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไร แม้จะรู้ว่าผิด แต่อยากจะขอทำตามใจตัวเองบ้างสักครั้ง ขอจูบคืนเขา จูบลงไปที่ตรงปากร้ายๆ ที่เคยรังแกให้ปวดใจ

“เต้ย...ทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว” เสียงเต้ยรอดไรฟันออกมา มือทำท่าจะเลื่อนมาปลดตะขอกางเกงเขาออก มูนเห็นเข้าก็ตื่นจากภวังค์หวามรีบห้ามทันใด

“อย่าเต้ย....แค่มูนจูบเต้ย มูนก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว เราหยุดไว้เท่านี้เถอะนะ” มูนใช้น้ำเสียงออดอ้อนบ้าง ใบหน้าลออโผเข้ามาซุกแนบแผงอกแข็งแรง ทำให้เต้ยโอนอ่อนผ่อนลงอย่างไม่เคยเป็น

“ก็ได้...ถ้ามูนขอ...แต่รับปากได้ไหม ว่าวันใด ถ้าเต้ยขอ เต้ยต้องการจนทนไม่ไหว มูนจะยอมให้ เต้ยรู้ว่ามูนยังไม่เคย เต้ยเองก็ยังไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายด้วยกันเหมือนกัน แต่เต้ยมั่นใจว่าเต้ยทำได้ และจะทำให้กับมูนคนเดียว” เต้ยยิ้มอย่างอ่อนโยน ลูบผมมูนเบาๆ แล้วกล่าวต่อว่า

“ ที่จริงเมื่อกี้เต้ยจะปล้ำเต้ยก็ทำได้ แต่เต้ยไม่ทำ ถึงจะได้เป็นคนแรก แต่มันไม่ใช่ คนเดียว และคนสำคัญ มันจะมีประโยชน์อะไร ”

“ขอบคุณนะเต้ย มูนไม่รู้จะตอบแทนเต้ยยังไง” ดวงตาสีน้ำตาลหวานซึ้ง ทอดมองชายหนุ่มเจ้าอารมณ์ตรงหน้าด้วยความชื่นชม....ความขมขื่นที่จำต้องตัดใจหายไปชั่วขณะ มิเสียแรงเลยที่บอกรักตอบ

“ก็จูบเต้ยเบาๆ อีกครั้งไง....หรือจะทำแบบที่เราสองคนเห็นอีช้างมันทำวันนั้น ที่ห้องน้ำห้าง” เต้ยพูดขึ้นทีเล่นทีจริง แกล้งทำเป็นรูดซิปกางเกง ทำเอามูนอายม้วน เพราะภาพของช้างที่กำลังทำโอษฐ์กาม ยังติดตามิรู้เลือน

“ลามกอีกแล้วนะเต้ย....ไม่ทำอะไรให้ทั้งนั้นแหละ”

“งั้นก็รับปากที่เต้ยขอเมื่อกี้ได้ไหมล่ะ”

“มูนคงรับปากไม่ได้....เพราะเมื่อเราสองคนก้าวเท้าออกจากห้องนี้ เราจะเจอโลกแห่งความเป็นจริง ที่เต้ยต้องยอมรับเสียที ว่าเต้ยมีเกนหลง มูนจะไม่ทำร้ายเกนหลงเป็นเด็ดขาด” มูนใช้มือน้อยๆ ของตนลูบไปตามใบหน้าของเต้ยบ้าง ราวกับสัมผัสครั้งจะเป็นสัมผัสสุดท้าย  “เรามากันนานแล้ว...กลับกันซะทีเถอะเต้ย”

“ไม่รู้แหละเต้ยไม่รับคำปฏิเสธ คราวหน้าถึงต้องใช้กำลังปล้ำเต้ยก็จะยอม” หมาบ้าเกเรเริ่มงอแงมาอีกครั้ง  “แต่ตอนนี้เต้ยไม่อยากกลับเลย อยากนอนกอด นอนคุยกันอีกหน่อย”

“อย่าเลย.....มันนานไปแล้ว เราเดินไปคุยไปเถอะนะ มูนสัญญาว่า จากตรงนี้ไปถึงริมน้ำ มูนจะเดินข้างๆเต้ย จะจับมือ จะมองหน้าเต้ยตลอด จะรักเต้ยอย่างที่สุด.....แต่เมื่อถึงริมน้ำที่ทุกคนรออยู่ มูนจำต้องขอตัดใจ และทุกสิ่งทุกอย่างจะสิ้นสุดลง ณ ตรงนั้น”

“ทำไมเวลาสำหรับเรามันสั้นเหลือเกิน” เต้ยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ แล้วกล่าวย้ำต่อมาว่า “เชื่อใจเต้ยนะ....เชื่อใจเต้ยสักครั้ง เต้ยจะแก้เรื่องวุ่นๆทั้งหมดนี้เอง ขอเพียงอย่างเดียว อย่าเพิ่งท้อและอย่ามีคนอื่น รักของเรามันจะต้องไม่จบลงเพียงเท่านี้”

“มันออกจะเป็นคำขอที่เห็นแก่ตัวนะเต้ย มูนคงยากที่จะรับปาก....เราไปกันเถอะเต้ย เวลาของเราสองคนตอนนี้มันมีจำกัด เราควรใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด ”

แล้วมือน้อยๆก็กุมมุมมือใหญ่ๆของนายหมาบ้า พาเดินออกมาจากห้อง พนักงานต้อนรับแอบมองกันอย่างยิ้มๆ เต้ยชำระค่าใช้จ่าย แล้วเดินตามกลิ่นมะลิที่เดินน้ำหน้า ทั้งสองลัดเลาะซอกเล็กซอกน้อยออกมาทางเดิม ความแออัดเบียดเสียดของคนที่เดินขวักไขว่ในเวลานี้กลายเป็นความสุขใจอย่างที่สุดของเต้ย เพราะเต้ยได้โอบเอวโอบไหล่ตามใจปรารถนา และมูนก็ยอมให้ทำเช่นนั้น ยอมใช้ไหล่กว้างเป็นที่พักพิงโดยไม่สนสายตาใคร...สนใจแต่คนข้างๆเป็นพอ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14

แบล็คเบอร์รี่ของต่างฝ่ายต่างถูกหยิบขึ้นมาถ่ายรูปคู่ระรัว มูนสดใสกว่าที่เคยสดใส เสียงหัวเราะระเรื่อดังข้างๆซอกหูของเต้ยโดยตลอด...เต้ยเองก็ไม่เหลือเค้าเจ้าอารมณ์เกเร กลับกลายเป็นเจ้าเสน่ห์มาแทน

“ไม่เอามูน รูปนี้เต้ยไม่หล่อ” เต้ยโอดครวญขึ้นเมื่อเห็นรูปออกมาไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ “เอาแบบหล่อๆสิ จะได้สมกับมูน”

“มูนว่าหล่อแล้วนะ”

“ไม่เอา...ถ่ายใหม่เลย เอาแบบนี้ดีกว่า”  เต้ยพูดจบเสียงกดชัตเตอร์ก็ดังและแบบนี้ที่เขาว่า ก็คือเอาใบหน้าซุกลงไปตรงข้างแก้มของมูน ......คราวนี้ ต่างฝ่าย ต่างพอใจ

“มูนน่ารักทุกรูปเลยอ่ะ....นึกๆแล้วก็เกลียดตัวเองที่ เต้ยโง่นัก ไม่น่าปล่อยมูนมาจนถึงตอนนี้”

“เพิ่งรู้เหรอ”

 “โธ่มูน ก็ตั้งแต่เรียนจบ มูนเองก็หายไปเลย งานเลี้ยงรุ่นกี่ครั้งกี่คราวมูนก็ไม่เคยไป เคยได้ยินแว่วๆว่า ไอ้พี่อั๋นมันตามอยู่หลายปีนี่ เคยแอบนึกเหมือนกันว่าไม่ช้าก็เร็วก็คงใจอ่อนให้มัน”

“ยอมรับว่าหายไป แต่ที่เหตุหาย ก็เพราะเต้ยนั่นแหละ” มูนกล่าวทิ้งช่วง หันไปมองหน้าเจ้าของมือแข็งแรงที่จับมือตนแน่นขึ้น สีหน้าของเขาฉายออกมาทันทีว่า รับรู้และเข้าใจในเหตุนั้นแล้ว มูนเองจึงมิจำเป็นต้องขยายความต่อ

“ช่างมันเถอะ พูดไปเราก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้”

“ใช่ เวลาตอนนี้จึงมีค่าที่สุด” เต้ยพูดมิทันจบ ตั้งใจจะก้มหน้าใช้ริมฝีปากเกเรลงมารังแกกลางหน้าผาก หากมูนก็เบี่ยงออกรวดเร็วเปลี่ยนเรื่องทันใด

“มาจะส่งรูปให้ เอาบีบีมาสิ”

“เอ่อ....บีบีเต้ยวันนี้แฮงค์ๆน่ะ ถ่ายได้แต่รูป ส่งไม่ออกแชทไม่ได้ บลูธูทไม่ขึ้น” เต้ยรีบปฏิเสธขึ้นทันใด ทั้งๆที่อยากได้รูปเมื่อกี้ใจจะขาด เหตุผลบางประการทำให้ต้องบ่ายเบี่ยง ...อย่ารู้เลยดีแล้ว หากรู้เข้า คงไม่แคล้วโกรธอีกนาน “เอาของเต้ยถ่ายดีกว่านะ”

“ก็ได้” มูนตอบรับแล้วไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยตัวปล่อยใจถ่ายรูปกับเต้ยอีกครั้ง ใช้เวลาแห่งความสุขที่เหลือเพียงน้อยนิดให้คุ้มค่าที่สุด เพราะอีกไม่กี่นาที ใจดวงน้อยดวงนี้ คงเต้นเพี้ยน ผิดจังหวะยิ่งกว่าเดิม

แม้จะพยายามเดินทอดน่องถ่วงเวลากันสักเท่าไรก็เสมือนว่าระยะเวลาจากตลาดมาถึงริมน้ำที่เกรซกับก้องนั่งรออยู่มันช่างสั้นซะเหลือเกิน เวลาแห่งความสุข มักสิ้นสุดลงมาอย่างรวดเร็วเสมอ และเต้ยก็รู้ซึ้งถึงคำว่าใจจะขาดยิ่งกว่าคราใด ยามมูนขอให้ปล่อยมือ

เต้ยบอกกับตนเองได้ทันทีว่า แม้จะยอมปล่อยมือ.....แต่จะไม่มีวันยอม “ปล่อยใจ”
 
ลมจากแม่น้ำพัดพาเอากลิ่นมะลิกรุ่นฟุ้งกระจาย ยามได้สูดเข้าปอดเสมือนเตือนให้ระลึกถึง ลมสวาทอันชื่นใจที่พัดโชยเมื่อครู่ ทว่าเสียงกระซิบเบาๆข้างหูของคำรักอันแสนหวาน....จะมิมีวันพัดผ่านลอยเลยเช่นลม

เสียงกระซิบ กระซิบเผยใจ
สวาทอาลัย ท่วมท้นอาวรณ์

แววตาของทั้งคู่ ยืนยันซึ่งกันและกัน....ว่ามันจะเป็นเช่นนั้น

“ถึงเวลาที่เต้ยต้องปล่อยมือมูนจริงๆแล้วนะ” ดวงตากลมน้ำตาลใสของมูน ใช่ว่าไม่มีรอยโศกยามกล่าวออกไป หากแต่ที่ฝืนไว้ให้สดใส เพียงเพื่อให้เต้ยจะได้จำภาพที่งดงามติดตา 

“เต้ย....ไม่อยากปล่อยเลย ....อยากหยุดเวลาไว้เท่านี้ตรงนี้”  คงจะเป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตกระมังที่ดวงตาเจ้าเล่ห์เกเรของเต้ยจะมีน้ำใสๆคลอ

“เต้ยบอกมูนเองว่าอย่าร้องไห้ และขณะนี้เต้ยก็กำลังจะร้อง ไม่เอานะ ดูมูนสิยังยิ้มได้อยู่เลย” มูนพยายามฝืนให้เสียงสดใส ให้เต้ยยุติการร้องไห้ “ผู้ชายตัวโตๆ เขาไม่ร้องไห้กันหรอกนะ”

“ตอนนี้มูนก็กำลังจะร้องไห้เหมือนกัน” เต้ยแข็งใจฝืนอาการจุกกลางอก กลั้นเสียงไม่ให้สั่นพูดต่อไปว่า “ เต้ยขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ทุกอย่างจะไม่จบลงแบบนี้ มูนคอยดูแล้วกัน....เต้ยสัญญา เพียงรับปากว่าจะรอ ”

“โธ่ เต้ย” มูนถอนหายใจมาเฮือกใหญ่ ระบายความหนักใจที่จนแล้วจนรอด เต้ยก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังจะยืนกรานดึงดันทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

“เอาล่ะเต้ย....ถึงเวลาต้องปล่อยจริงๆแล้ว”

“รับปากเต้ยก่อนสิ” เต้ยยังคงไม่ยอม  มูนเองก็หมดสิ้นเหตุที่จะขัดขืนแข็งใจดึงดันในคำร้องขอ เพราะหัวใจ ตนก็ยอมรอมานานแสนนาน

“ เอ่อ.....ถึงเต้ยไม่ขอ มูนก็ตั้งใจไว้แล้วว่า..มูนจะ.....”

ประโยคที่ควรจะกล่าวได้จบประโยค ให้ต่างฝ่ายต่างรับรู้ต่างเข้าใจ กลับถูกขัดขึ้นจากเสียงที่น่ารำคาญเสียงหนึ่ง ที่ดังมาก่อนตัว

“มูน....หายไปไหนมาตั้งครึ่งค่อน ชั่วโมง” ก้องปรี่เข้ามารวดเร็ว แทบจะกระชากมือของมูนออกจากมือเต้ย “จับมือกันทำไม บอกก้องสิ มีอะไรกันหรือเปล่า แล้วนี่หายไปด้วยกันมาใช่ไหม”

เต้ยกำหมัดแน่น ตั้งใจว่าถ้าไอ้เกย์ตี๋ผีจีนพูดอีกประโยคเดียว เขาซัดหมอบแน่ และตอนนี้มันก็กำลังอ้าปาก ส่วนเต้ยก็กำลังเงื้อ.....แต่ก่อนที่เต้ยจะทำอะไรลงไปวู่วาม เสียงของหมวดเปรมกับช้างก็ดังขึ้น

“อ้าวไอ้เต้ย....กูบอกให้เดินรอ กูกับอีช้างด้วย แม่งเสือกรีบเดินมา ไอ้ห่านี่” หมวดเปรมเข้ามากอดไหล่แอบสะกิดให้เพื่อนยืนเฉยๆไม่ต้องพูดอะไร “ โทษทีคุณก้อง พอดีเราสี่คน เดินเจอกัน มัวแต่แวะนู่น แวะนี่ เลยมาช้า”

“จริงค่ะคุณก้อง.....น้องอัยยังโมโหมูนมันอยู่เลยว่าจะรีบเดินไปไหน ปล่อยให้น้องอัยเดินกับไอ้เหี้ยหมวด” นางคชสารเสริมขึ้นมา จึงทำให้ก้องสงบลงบ้าง แต่ก็ยังไม่วายสงสัยเรื่องจับมือ

“แล้วทำไมต้องจับมือกัน”

“อู๊ยยยยยยยยย คุณก้องขา ก็เพื่อนกันทั้งนั้นน่ะ ดีกันก็ต้องจับมือกัน ดูออย่างน้องอัยสิคะ นี่ไง ยังจับมือกับไอ้เปรมได้เลย มันอุตส่าห์ง้อน้องอัย ออกค่านวดให้ ใช่ไหม ไอ้หมวด ” ช้างด้วยความลอยหน้าลอยตาพูด จึงมิได้ก้มลงไปมอง ว่ามืออวบอูมจะคว้าข้อมือนายตำรวจ หรือว่าคว้าหมับเข้าที่อะไร

“อีห่าช้าง นี่มันพวงไข่ ไม่ใช่มือ อีนรก” หมวดเปรมสะดุ้งโหยง ปัดงวงออกรวดเร็วและแทบจะประเคนเท้าเข้าที่บั้นเอวนางคชสารตกมันอีกคำรบ

“อุ๊ยยยยยยยย  กูไม่ได้มอง โทษทีนะ” ช้างทำสะบัดสะบิ้งยกมือทาบออก “ ต๊าย พวงไข่หรอกเหรอ กูนึกว่าพวงกุญแจไขห้อง เล็กเชียว สงสัยเครื่องแบบตำรวจของมึงคงจะรัดมากนะ  รัดจนฝ่อ”<