Once Love story ณ กาลครั้ง รัก ตอนที่ 10 ความหลังวันวาน (20-9-21) P.4
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Once Love story ณ กาลครั้ง รัก ตอนที่ 10 ความหลังวันวาน (20-9-21) P.4  (อ่าน 15416 ครั้ง)

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ขอบคุณที่ติดตามมากครับ

เกือบจะโรแมนติกแล้วจนกระทั่ง  :laugh:

โรแมนติกจริงๆ น้าาา 555+

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 234
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ต้นนันท์คงไม่โตแล้วล่ะ สูงได้แค่นี้ 5555  :laugh:

ปล. น่าอาย สะกดแบบนี้ครับไรท์

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่เก้า

   “ถึงวันนี้ เรายังจะไม่รู้จักกันมากนัก แต่ต่อไปเราจะต้องเป็นเพื่อนที่ดีและรู้จักกันมากกว่านี้ได้แน่นอนครับ”
   ไอ้เหี้ยเอ๊ย ทำไมผมถึงต้องมารู้สึกหงุดหงิดอะไรกับคำพูดของไอ้หน้าตี๋นั้นด้วยวะเนี่ย


   ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

   “อาจจะกะทันหันไปนิด แต่ขอรบกวนเวลาพวกเธอสักครู่นะ”
   อาจารย์ประจำชั้นกล่าวขึ้นในชั่วโมงสุดท้ายของวันพลางแจกเอกสารที่ถือมาด้วยให้กับพวกเรา

   “พอดีกระทรวงเขาจะจัดค่ายอบรมต่อต้านยาเสพติดเพื่อเป็นการตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์อาทิตย์รวมไปถึงวันจันทร์อีกหนึ่งวันเป็นเวลาสามวันสองคืนใครสนใจก็สมัครมากันได้นะ แต่รีบหน่อย เขารับแค่โรงเรียนละยี่สิบคนเท่านั้น ซึ่งทางโรงเรียนจะคัดเลือกจากใบสมัครอีกที แต่อาจารย์ก็อยากให้พวกเธอเข้าร่วมนะ ยังไงก็เอารายละเอียดนี้ไปให้ผู้ปกครองพวกเธอดูละกัน ถ้าสนใจก็ให้ผู้ปกครองเซ็นอนุญาตมาด้วยนะ แล้วเอามาส่งพรุ่งนี้ด้วย”
   พูดจบอาจารย์ก็ปล่อยพวกเรากลับบ้านตามปกติ

   เหอะ ค่ายอบรมเหรอ ฝันไปเถอะว่าจะเข้าร่วม แถมยังจัดตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ นอนตีพุงอยู่บ้านยังจะสบายกว่า ทำไมต้องไปทำอะไรให้มันยุ่งยากลำบากชีวิตด้วยล่ะ

   ผมคิดพร้อมกับเก็บใบขออนุญาตใส่กระเป๋าโดยไม่คิดจะสนใจใยดีมันเท่าไหร่นักก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อลงไปยังโรงอาหาร

   “พี่นันท์ค้าบบบ พี่นันท์”
   เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อของผมดังมาแต่ไกล ผมหันกลับไปยังต้นเสียงนั้น

   “อ้าวว่าไง ไอ้น้องไนท์บ่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายวัน”
   ไอ้น้องไนท์พยักหน้ายิ้มกลับมาเป็นคำตอบ

   “พี่นันท์คิดถึงผมมั่งมั้ยครับ”
   ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

   “อะหยังกูต้องคิดถึงมึงด้วยวะ”
   คำตอบที่ผมตอบกลับไปทำเอาไอ้น้องไนท์ถึงกับหน้าถอดสีทันที แลดูน่าสงสารยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   “เออๆ กูคิดถึงก็ได้วะ ว่าแต่มึงหายไปไหนมาวะ”
   “ก็มีธุระที่บ้านนิดหน่อยน่ะครับ เอ้า นี่ครับ ของฝาก”
   พูดจบ เจ้าตัวก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายเพื่อหยิบของบางอย่างออกมาให้ผม

   “อะหยังเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางมองดูของฝากที่ว่าในมือ

   “ก็พวงกุญแจยังไงล่ะครับ พี่นันท์บ่รู้จักพวงกุญแจเหรอครับ”
   ผมเงยหน้าขมวดคิ้วหรี่ตามองไปยังอีกฝ่าย พร้อมกับคิดในใจว่าถ้าไอ้นี่ไม่ใช่รุ่นน้องล่ะก็ คงได้มีปากแตกกันบ้างแล้วล่ะ

   “ต่อให้กูโง่แค่ไหน แต่กูก็รู้จักว่ามันคือพวงกุญแจ แต่ที่กูสงสัยน่ะ คือมึงเอาของฝากมาให้กูทำไม”
   “พอดีเมื่อสุดสัปดาห์ผมไปเที่ยวกับที่บ้านมาน่ะครับ เห็นมันน่ารักดี ก็เลยซื้อมาฝาก หรือว่าพี่นันท์บ่ชอบเหรอครับ”
   เจ้าของพวงกุญแจเอ่ยถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีของผมที่มีต่อของฝาก

   ผมยกมันขึ้นมาเพื่อดูให้แน่ชัด มันเป็นพวงกุญแจรูปตุ๊กตาถักสองตัวคู่กัน โดยที่ตรงกลางหน้าอกของตุ๊กตาแต่ละตัวนั้นมีตัวอักษร น. ปักอยู่

   “......”
   สงสัยคงจะเป็นสัญลักษณ์ หรือชื่อย่อของร้านอะไรแบบนั้นล่ะมั้ง

   “เออๆ กูชอบ ยังไงก็ชอบใจมึงมากนะเว้ย ที่ยังคิดถึงกัน แถมยังซื้อของฝากมาให้ด้วยเนี่ย”

   ผมเอ่ยคำขอบคุณพร้อมเก็บพวงกุญแจที่ว่าใส่กระเป๋าเสื้อ

   “อ๊ะๆๆๆ เดี๋ยวครับๆ เอามานี่ก่อนครับ”
   ไอ้น้องไนท์รีบส่งเสียงทักขึ้นทันที ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย ในขณะที่เจ้าตัวก็เอามือล้วงมาหยิบพวงกุญแจจากในกระเป๋าเสื้อผมอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกจั๊กจี๋เล็กน้อย เพราะหลังมือของไอ้น้องไนท์นั้นโดนหัวนมผมเล็กน้อย แต่ผมก็พยายามตีหน้านิ่งเพื่อเก็บท่าทีนั้นไว้

   ทันทีที่ไอ้น้องไนท์หยิบพวงกุญแจออกจากกระเป๋าเสื้อผมไป เจ้าตัวก็เดินอ้อมไปข้างหลังผมทันทีพร้อมกับทำอะไรขยุกขยิกกับกระเป๋าของผม

   “ต้องแบบนี้ครับ”
   พูดจบ ผมก็ถอดกระเป๋าสะพายออกมาดู ก็พบว่าไอ้น้องไนท์เอาเจ้าพวงกุญแจของฝากคล้องติดไว้กับซิปกระเป๋านักเรียนผมแล้ว ผมยิ้มหัวเราะเล็กน้อยซึ่งก็ทำให้ไอ้น้องไนท์อมยิ้มตามไปด้วย

   “ไปดูหนังกันมั้ยครับ”
   ไอ้น้องไนท์เอ่ยชวนผม ผมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก่อนที่จะสะพายกระเป๋าไว้อย่างเดิม

   “วันนี้บ่ว่างว่ะ”
   คำตอบที่ผมตอบออกไป ทำเอาไอ้น้องไนท์ถึงกับทำหน้าจ๋อยสิ้นหวังทันที

   “อ่ะๆ แต่วันเสาร์กูว่าง ไปดูวันเสาร์กันมั้ย”
   จากสีหน้าที่แสดงถึงความสิ้นหวังก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสร่าเริงทันทีที่เมื่อได้ยินเช่นนั้นจากผม จนทำเอาผมถึงกับคิดถึงไอ้บ๊อบบี้ ไอ้หมาหน้ามึนที่อยู่แถวบ้านผมที่มักจะชอบวิ่งเข้ามาเล่นกับผมเวลาที่ผมออกไปหาอะไรกินขึ้นมาทันทีเลยแฮะ

   หลังจากที่แยกย้ายกับไอ้น้องไนท์แล้วนั้น ผมก็รีบวิ่งตรงไปยังโรงอาหารทันทีด้วยความเร่งรีบ

   “เฮ้ย โทษทีว่ะ ที่มาช้า”
   ผมเอ่ยขอโทษแบงค์ทันทีที่มาถึงโรงอาหารและเห็นอีกฝ่ายกำลังทบทวนบทเรียนอยู่

   “อ้าว นี่มึงก็ได้ด้วยเหรอเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามอีกฝ่ายเมื่อเห็นใบขออนุญาตอบรมค่ายยาเสพติดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ แบงค์พยักหน้าเบาๆ กลับมาเป็นคำตอบพลางขยับแว่นหนาบนใบหน้าเล็กน้อย

   “สนใจจะไปเหรอครับ”
   ผมรีบเบ้ปากส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบทันทีด้วยความรวดเร็ว ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอกับท่าทีนั้นของผม

   “หืม พวงกุญแจใหม่เหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางเพ่งสายตาผ่านแว่นหนามายังเจ้าพวงกุญแจที่ว่านั้น

   “อ๋อ เป็นของฝากจากไอ้ไนท์ที่เจอกันเมื่อกี๊น่ะ”
   ทันทีที่อีกฝ่ายได้ยินคำตอบเช่นนั้นจากผม เจ้าตัวก็ยิ่งเพ่งพินิจมายังพวงกุญแจมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่จะขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงผ่อนคลายใบหน้ากลับมาเป็นปกติ ทำเอาผมถึงกับสงสัยไปกับท่าทีนั้นอยู่เหมือนกัน

   “เอ้า ว่าไงนันทการ ขยันจริงๆ นะเราช่วงนี้”
   เสียงเอ่ยทักทายจากอาจารย์ประจำชั้นของผมดังขึ้นเรียกความสนใจ ผมหันไปมองพร้อมยกมือไหว้

   “นิดหน่อยน่ะ’จารย์ ว่าแต่’จารย์เหอะ ยังบ่กลับอีกเหรอ เดี๋ยวโดนเมียตีเอานะ”
   ผมเอ่ยถามแซวไปตามประสาคนปากหมา จนอาจารย์ถึงกับเอากระเป๋าเอกสารตีหัวผมเล็กน้อยด้วยเอ็นดู

   “ก็กำลังจะกลับแล้วเนี่ย เออ จะว่าไปช่วงนี้ผลการเรียนเราดีขึ้นนะ อาจารย์เองก็กำลังสงสัยว่าเพราะอะหยัง ที่แท้ก็เพราะได้ติวเตอร์ดีนี่เอง”
   พูดจบ อาจารย์ก็หันไปมองยังแบงค์ที่กำลังยิ้มตอบรับด้วยความถ่อมตัวเล็กน้อย

   “แต่ถึงอย่างนั้น คะแนนก็ยังอยู่ในโซนที่น่าเป็นห่วงอยู่ดีนั่นล่ะ สนใจจะไปค่ายอบรมหน่อยมั้ย”
   “เดี๋ยวนะ’จารย์ คะแนนผมกับค่ายอบรมมันบ่ได้มีอะหยังเกี่ยวกันเลยนะนั่น เอามาโยงกันได้ไง”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

   “ก็เพราะมันบ่เกี่ยวกันยังไงล่ะถึงต้องโยงให้มันเกี่ยวกัน พอเป็นกิจกรรมอบรมทีไร มักจะบ่ค่อยมีคนสนใจจะเข้าร่วมกันสักคน เพราะงั้น ถ้าเธอยอมเข้าร่วม อาจารย์จะเพิ่มคะแนนจิตพิสัยให้ทุกวิชาที่ครูสอนเอามั้ยล่ะ แถมวันจันทร์เรายังได้หยุดอีกหนึ่งวันโดยที่ไม่ถูกเช็คขาดด้วยนะ”
   อาจารย์ยื่นข้อเสนอที่ฟังดูน่าสนใจให้กับผม แต่ประทานโทษเถอะ คิดเหรอว่าลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้จะมาหลอกล่อผมได้

   “โอเค’จารย์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ลายเซ็นแม่ผมจะประทับลงบนใบขออนุญาตแล้วไปวางลงบนโต๊ะ’จารย์ตั้งแต่เช้าเลย”
   ไอ้สัส ห้าคะแนนสิบคะแนนกูก็เอาละครับตอนนี้

   “ทำไมถึงได้โดนล่อลวงง่ายๆ แบบนี้ล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

   “พูดมากน่ะมึง มึงก็ด้วย ไปเป็นเพื่อนเข้าค่ายอบรมพร้อมกูเลยนะ”
   “อ้าว ไหงงั้นล่ะ”
   “บ่ต้องยึกยัก เอาใบอนุญาตมานี่ เดี๋ยวกูให้แม่กูเซ็นให้”
   พูดจบ ผมก็รีบดึงใบขออนุญาตของแบงค์เก็บใส่กระเป๋าตัวเองด้วยความรวดเร็ว

   เอาวะ ไปค่ายอบรมแค่สองสามวันแล้วได้คะแนนจิตพิสัย ก็น่าจะยังดีกว่าโดนส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ ล่ะวะ
   ก็ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือเปล่านะ
   

   และแล้ววันเสาร์ วันที่พวกผมต้องไปอบรมก็มาถึงอย่างรวดเร็วราวกับว่าจงใจยังไงยังงั้น

   พวกเราทั้งหมดที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งยี่สิบคนต่างก็มารวมตัวกันที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเช็คชื่อกับอาจารย์ฝ่ายกิจกรรม ก่อนที่จะส่งพวกเราทั้งหมดขึ้นรถบัสของทางโรงเรียนเพื่อส่งต่อไปยังค่ายทหารกาวิละ ซึ่งเป็นค่ายทหารที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง

   มีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นเยอะพอสมควรแฮะ ที่ผมเห็นตอนนี้ก็น่าจะราวๆ ร้อยคนเห็นจะได้มั้งนะ พวกเราเดินไปยังจุดลงทะเบียนที่ตั้งอยู่ในเต็นท์ผ้าใบ ติดๆ กับทางเข้าค่ายทหาร ทันทีที่ลงทะเบียนยืนยันตัวเสร็จ พวกเราก็หาที่นั่งพักกัน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกรวมพลผ่านเครื่องโทรโข่งโดยให้พวกเรายืนเข้าแถวแยกกันตามโรงเรียนของแต่ละคน ก่อนที่จะพาเดินเข้าไปยังสถานที่จัดอบรมซึ่งอยู่ลึกเข้าไปข้างในอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตร

   หลังจากที่มาถึงสถานที่จัดอบรมซึ่งเป็นหอประชุมใหญ่ของค่ายทหาร  เจ้าหน้าที่ให้พวกเราวางกระเป๋าไว้ข้างนอกหอประชุม ก่อนที่จะให้พวกเราเข้าไปข้างในเพื่อทำพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังจากจบพิธีเปิดการอบรมแล้วนั้น พวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปยังโรงอาหารเพื่อพักกินข้าวเที่ยงกันแล้วพาพวกเราไปยังโรงนอนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักเพื่อเอากระเป๋าไปไว้และเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองด้วย โดยที่นักเรียนหญิงจะนอนที่โรงนอนที่หนึ่ง ส่วนพวกผู้ชายจะนอนที่โรงนอนที่สาม ผมกับแบงค์จึงตกลงกันว่าจะนอนใกล้ๆ กัน เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยๆ กันได้

   หลังจากที่พวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเรียบร้อย พวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเรากลับไปยังหอประชุม เพื่อเริ่มการอบรมอย่างแท้จริง พวกเราโดนจับแยกกลุ่มกันรวมกับนักเรียนโรงเรียนอื่น ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้ทำความรู้จักกับนักเรียนที่มาจากต่างโรงเรียนกันซึ่งก็ไม่ได้ถามความสมัครใจของกูเลยสักนิด ว่ากูอยากจะทำความรู้จักกับนักเรียนโรงเรียนอื่นมั้ย

   กิจกรรมช่วงบ่ายก็ไม่ค่อยมีอะไรมากมายนัก ส่วนมากก็เป็นการนั่งฟังวิทยากรมาบรรยายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับยาเสพติดเสียเป็นส่วนใหญ่ซึ่งก็คิดว่าดีแล้วล่ะ เพราะผมสังเกตเห็นหลายคนนั้นเข้าเฝ้าพระอินทร์ไปเรียบร้อยแล้ว

   หลังจากจบการบรรยายตลอดช่วงบ่าย พวกเราก็พากันไปยังโรงอาหารเพื่อกินข้าวเย็นกัน
   “เมื่อยชิบหาย ให้นั่งฟังบ้าอะไรอยู่ได้ตั้งหลายชั่วโมง”
   ผมบ่นพลางบิดเอวไปมา

   “บ่นเป็นคนแก่เลยนะครับ”
   “มึงว่ากูแก่เรอะ เดี๋ยวเหอะ”
   ผมหรี่ตามองในขณะที่แบงค์ก็เอามือมาจับแถวๆ ต้นคอของผม พลางนวดเบาๆ ซึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอยู่ไม่ใช่น้อย

   “นันท์ เป็นไงบ้าง ได้เพื่อนใหม่มั่งมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

   “ก็ธรรมดา ก็มีคุยๆ กันมั่งนะ แต่อย่างว่าล่ะ เพิ่งจะวันแรก จะไปรู้จักอะหยังมาก อีกอย่างกิจกรรมแค่สามวันสองคืน แป๊บเดียวเดี๋ยวก็แยกย้ายกันแล้ว จะไปทำความรู้จักทำไมให้เสียเวลา”
   อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ ในลำคอทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้นจากผม

   “กินข้าวกันเถอะครับ เดี๋ยวจะเย็นชืดไม่อร่อยนะ”
   แบงค์เอ่ยกับผมทันทีที่อาหารเย็นถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้า

   “เออ โคตรหิวเลยว่ะ”
   “หืม เมื่อตอนเที่ยงก็เห็นกินไปตั้งเยอะไม่ใช่เหรอครับ ยังจะหิวอีกเหรอ ?”
   “เอ้า ก็คนกำลังอยู่ในวัยกำลังกินกำลังโตนี่”
   “ยังคิดว่าจะโตไปได้มากกว่านี้อีกเหรอครับ”
   “พูดแบบนี้หมายความว่าไง อยากโดนต่อยเหรอวะ”
   ผมหรี่ตามองกลับไปยังอีกฝ่าย

   “ล้อเล่นน่ะครับ ก็แค่คิดว่านันท์ที่ตัวขนาดนี้ก็กำลังดีแล้วมากกว่าน่ะ อย่าโตไปมากกว่านี้เลย”
   “สูงอย่างมึงก็พูดได้ดิ”
   ผมตัดบทก่อนที่จะจัดการอาหารตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อย

   หลังจากที่หาอะไรกินจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้พวกเราพักผ่อนตามสบายพวกเราจึงผลัดกันไปอาบน้ำเพราะคิดว่าอาบตอนนี้ น่าจะดีกว่าอาบตอนกลางคืนที่อากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้น

   “ไปไหนดีวะ”
   ผมหันไปเอ่ยถามอีกฝ่ายที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จและกำลังเช็ดแว่นหนาของตัวเองก่อนจะสวมมันเข้าที่

   “นั่นสิครับ ไปไหนกันดี”
   นั่นคือคำตอบที่ผมได้รับกลับมาจากอีกฝ่าย

   เราสองคนยืนนิ่งกันอยู่หน้าโรงนอนพักใหญ่ เพราะไม่รู้จะไปไหนดี เนื่องจากพวกเราโดนจำกัดสถานที่ให้อยู่แต่ภายในหอประชุมกับบริเวณรอบๆ แค่นั้น

   “งั้นก็เดินเล่นแถวๆ นี้ไปเรื่อยๆ ละกัน”
   “ก็ดีครับ”
แบงค์ตอบรับคำชวนนั้น เราทั้งสองเดินไปรอบๆ บริเวณ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าคนอื่นส่วนใหญ่จะทำความคุ้นเคยสนิทสนมกันได้แล้วนะ เห็นมีจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนานเชียว

แล้วผมล่ะ

ปกติผมเองก็เป็นคนไม่ค่อยคบหาสมาคมกับใครเสียด้วยสิ เพื่อนที่มีก็มีแค่กลุ่มเดิมๆ เล็กๆ กับเพื่อนในห้อง เอาจริงๆ ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับพวกคนอื่นในห้องนักหรอก ก็ตามประสาคนห้องเดียวกันเสียมากกว่า ฉะนั้นการที่จะให้ผมไปทำความรู้จักกับคนอื่นในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้นี่ ออกจะขัดกับตัวผมเองยังไงไม่รู้แฮะ

   แล้วแบงค์ล่ะ

   แบงค์เขาจะเป็นเหมือนผมมั้ยนะ เขาจะมีเพื่อนสนิทในห้องของตัวเองเหมือนกลุ่มพวกผมรึเปล่า ที่ผ่านมาผมก็ไม่ค่อยได้สังเกตด้วยสิ จะว่าไปผมเองก็ไม่เคยเห็นแบงค์คุยกับคนอื่นเท่าไหร่นัก

   “หวัดดีแบงค์”
   เสียงของเด็กหนุ่มร่างสูงคนนึงเรียกทักแบงค์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

   “หวัดดีครับ ป้อ แล้วคนอื่นๆ ในกลุ่มล่ะ”
   แบงค์ตอบกลับไปก่อนจะหันมองซ้ายขวาไปยังบริเวณรอบๆ

   “ก็ไปอยู่กับเพื่อนโรงเรียนเดียวของเขากันน่ะสิ”
   คนชื่อป้อตอบด้วยสีหน้ายิ้มแบบเจื่อนๆ

   “อ้าว แล้วเพื่อนโรงเรียนเดียวกับป้อล่ะครับ”
   “ก็มีนะ แต่คนละห้องกันน่ะ ห้องผม มีผมมาคนเดียวน่ะ แห่ะๆ นั่นเพื่อนแบงค์เหรอ”
   เด็กหนุ่มร่างสูงหันมาทางผม

   “ครับ นี่นันท์ เอ่อ เป็น เอ่อ เป็นเพื่อนผมเอง มาจากโรงเรียนเดียวกัน นันท์ครับ นี่ป้อ เพื่อนในกลุ่มของผมเองครับ”
   แบงค์เอ่ยแนะนำพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่าย ป้อหันมายิ้มให้กับผม ผมจึงยิ้มตอบกลับไปเป็นมารยาท

   “อืม...งั้นผมไม่กวนละ ไปก่อนนะ เดี๋ยวเจอกันที่กลุ่มตอนค่ำละกันนะ”
   “ครับ ไว้เจอกัน”
   ป้อบอกลาพร้อมกับโบกมือให้กับแบงค์ ก่อนที่จะปลีกตัวเดินออกไป

   “ดูเป็นคนแปลกๆ ยังไงก็บ่รู้ว่ะ”
   “หือ ยังไงเหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามผมก่อนที่จะหันกลับไปมองป้อ ที่เดินขึ้นไปทางโรงนอนคนเดียว

   “บ่รู้ว่ะบอกบ่ถูก”
   “เอ้าไหงงั้น”


   หลังจากหมดช่วงเวลาพัก พวกเราก็กลับเข้าไปยังหอประชุมอีกรอบ กิจกรรมในช่วงเย็นก็ยังมีวิทยากรมาพูดให้ความรู้เหมือนเดิม แต่คนนี้ดีหน่อยที่พูดสนุก ตลกด้วย เลยทำให้ไม่รู้สึกเบื่อเท่าไหร่

   หลังจากจบการบรรยายให้ความรู้ ก็มีกิจกรรมนันทนาการเล็กน้อยโดยกลุ่มพี่ๆ อาสาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นกิจกรรมง่ายๆ อย่างพวกร้องเล่นเพลงต่างๆ มีแกล้งกันบ้างให้นักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะปล่อยพวกเราให้กลับไปยังโรงนอนเพื่อพักผ่อนตอนสามทุ่ม

   “เดี๋ยวจะปิดไฟตอนสี่ทุ่มนะ ใครมีธุระอะหยังจะจัดการก็รีบๆ ทำเสียล่ะ ที่นี่ผีดุเน่อ”

   พี่ทหารเดินเข้ามาบอกพวกพร้อมกับขู่เล็กน้อย ก่อนจะเดินหัวเราะออกไป เหล่านักเรียนที่เข้าอบรมทั้งหลายจึงรีบจัดแจงตัวเองด้วยความว่องไว ในขณะที่ฝั่งโรงนอนของผู้หญิงก็มีเสียงกรี๊ดลอยมาไกลๆ สงสัยคงเพราะคำขู่เรื่องผีของพี่ทหารแน่ๆ เลย

   ผมกับแบงค์จึงรีบไปยังโรงอาบน้ำที่ยังคงมีเหล่านักเรียนชายเข้ามาอาบน้ำอยู่บ้างประปรายเพื่อล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะกลับมายังโรงนอน

   “ครีมอะไรเยอะแยะครับเนี่ย”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นผมหยิบพวกครีมต่างๆ ออกมาจากกระเป๋า

   “ก็พวกยารักษาสิวน่ะ”
   ผมตอบกลับไปพลางบีบครีมพร้อมกับวอร์มมันที่ฝ่ามือแล้วค่อยๆ ทามันลงบนใบหน้า

   “ดูๆ แล้วนันท์ก็ไม่ได้สิวเยอะอะไรขนาดนั้นนี่ครับ”
   “บ่เยอะเหี้ยไรล่ะ กว่ากูจะมาถึงจุดนี้ได้ หน้ากูเคยเต็มไปด้วยสิวมาก่อนเนี่ย”
   ผมหยิบมือถือของตัวเองพร้อมกับเปิดรูปที่เคยถ่ายเก็บเอาไว้ตอน ม.ต้นให้แบงค์ดู อีกฝ่ายร้อง โห ในลำคอเบาๆ ก่อนจะยื่นมือถือคืนมาให้ผม

   “ลำบากแย่เลยนะครับเนี่ย”
   “เออดิ ถ้าวันไหนกูพลาดแม้แต่นิดเดียวสิวแม่งบุกละ ว่าแต่มึงเหอะ หน้าใสจัง ใช้ไรวะ บอกกูหน่อยดิ”
   ผมหันไปถามอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังจัดเตรียมที่นอนของตัวเองอยู่เจ้าตัวขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อยพร้อมกับถอดแว่นหนาแล้วพับเก็บใส่กล่องแว่นตาวางไว้ที่หัวเตียง

   “ก็ไม่นะครับ ปกติผมล้างน้ำเปล่าธรรมดาน่ะครับ”
   “......”
   ก็คงจริงอย่างที่เจ้าตัวว่า เพราะจะว่าไปเมื่อกี้ผมไม่เห็นว่าแบงค์จะใช้โฟมล้างหน้าอะไรจริงๆ นั่นล่ะ แถมไม่เห็นว่าจะทาครีมอะไรก่อนนอนด้วย

แล้วกูล่ะ แล้วกูล่ะเฮ้ยยย

   “น่าอิจฉาสัสๆ เลยว่ะ พวกกรรมพันธุ์หน้าใสเนี่ย”
   ผมบ่นอุบอิบพร้อมกับเก็บครีมต่างๆ ใส่กระเป๋าหลังจากที่ทาเสร็จ

   “นันท์ครับ”
   “อะหยัง”
   “ฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะครับ”
   แบงค์ที่ตอนนี้กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มกล่าวอวยพรด้วยน้ำเสียงนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนทุกที ผมยิ้ม หึ ในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงนอน

   “เออ ฝันดี ห้ามนอนกรนนะมึง”
   พูดจบ ผมก็หันหลังให้อีกฝ่าย แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มเช่นเดียวกันพร้อมกับหลับตาลง
   ผ่านพ้นคืนแรกไปอย่างน่าเบื่อจนรู้สึกอยากกลับบ้านแล้วแฮะ คิดถูกรึเปล่าวะเนี่ยที่มาเข้าอบรม

จบคาบเรียนที่เก้า


มุมแคปชั่นไร้สาระ

นันทการ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
ไอ้บ๊อบบี้หมาเฟรนด์ลี่ แต่บางทีก็เฟรนด์ลี่เกินไป ใครชวนไปไหนก็ไปกับเขาหมด สักวันมึงคงได้ถูกลักพาตัวแน่ๆ​

Power Bank ได้กดถูกใจสิ่งนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-10-2018 17:36:58 โดย จิบุ_จิบุ »

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
ต้นนันท์คงไม่โตแล้วล่ะ สูงได้แค่นี้ 5555  :laugh:

ปล. น่าอาย สะกดแบบนี้ครับไรท์

ทั้งต้น ทั้งนันท์หรือเปล่า 555+


ย้อนกลับไปอ่าน อ๊ะ จริงๆ ด้วย พิมพ์ผิด

ขอบคุณที่ท้วงติงมากๆ ครับ
  :mew1:

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 234
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ไนท์มีพวงกุญแจคู่แล้ว แบงค์จะยอมแพ้เขาเหรอ  :laugh:

ปล. ฮาภาพประกอบ 555

ออฟไลน์ netich

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 230
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่สิบ   

วันรุ่งขึ้น
   “กูเบื่อที่จะต้องมานั่งฟังตาแก่นี่พล่ามชิบหายเลยว่ะ จะหลับแล้วเนี่ย”
   ไอ้เด็กต่างโรงเรียนที่อยู่กลุ่มเดียวกับผมซึ่งนั่งถัดไปข้างหน้าบ่นซุบซิบกัน   

   “เออ ทนๆ เอามึง เดี๋ยวก็เที่ยงแล้ว เนี่ยเดี๋ยวรอบบ่ายก็เป็นกิจกรรมภาคสนามแล้ว”
   เพื่อนในกลุ่มอีกคนตอบกลับไปพร้อมกับหยิบกำหนดการขึ้นมาดู

   “เออ รีบๆ ถึงละกัน ก่อนที่กูจะทนบ่ไหว”
   “บ่ไหว แล้วมึงจะทำอะหยังวะ”
   “หลับ”

   ถุย นึกว่าจะแน่ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเองก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยเหมือนกัน เพราะวิทยากรคนนี้แม่งโคตรน่าเบื่อจริงๆ ครับ พูดจาได้ชวนหลับมากๆ ซึ่งผมเองก็คิดว่าหลายคนที่นั่งอยู่ในหอประชุมแห่งนี้ก็คงคิดเหมือนๆ กัน สังเกตได้จากท่าทีของแต่ละคนที่ดูจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก มีทั้งแอบเล่นมือถือบ้าง นั่งคุยซุบซิบกันบ้าง หรือหลับไปเลยก็มี จนบางทีผมก็คิดว่าไอ้พวกที่มาประชุมกันเนี่ย ถูกล่อลวงด้วยคะแนนจิตพิสัยเหมือนผมรึเปล่าวะ

   ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ สายตาของผมก็หันไปเจอแบงค์พอดี อืม คงต้องขอเว้นไอ้คนนี้ไว้หนึ่งคน ผมลากมันมาก็จริง แต่ดูไอ้นี่จะตั้งใจฟัง ตั้งใจจดเป็นพิเศษ จนบางทีก็สงสัยนะว่าชีวิตนี้มึงจะซีเรียสจริงจังไปหมดทุกเรื่องเลยรึไงวะ

   และในจังหวะที่ผมกำลังอมยิ้มเพลินๆ อยู่กับความคิดของตัวเองนั้นเอง อยู่ๆ ไอ้ป้อก็โผล่เข้ามาขโมยซีนซะงั้น ด้วยการสะกิดแบงค์ไปคุยอะไรด้วยก็ไม่รู้และดูเจ้าตัวก็สนุกไปกับการคุยนั้นด้วย จนทำเอาผมถึงกับรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

   ใจเย็นไว้มึง ไอ้นันท์ ก็แค่เพื่อนใหม่ธรรมดาๆ ไม่ใช่เหรอวะ แล้วการที่แบงค์มันจะมีเพื่อนคนอื่นมันแปลกตรงไหนวะ ทีตัวมึงเองก็ยังมีเพื่อนคนอื่นได้เลยนี่ไอ้นันท์

   ถึงแม้จะพยายามให้คิดแบบนั้น แต่ยังไงก็ยังรู้สึกขัดๆ ในใจอยู่ดี ราวกับว่าความรู้สึกที่ผมกำลังกังวลอยู่นั้นมันเป็นความรู้สึกอื่น


   หลังจากที่ต้องทนนั่งฟังการบรรยายอันแสนน่าเบื่อมาตลอดช่วงเช้า ในที่สุดก็ถึงกิจกรรมภาคสนามในช่วงบ่ายเสียที กิจกรรมก็เป็นพวกคล้ายๆ แรลลี่อะไรทำนองนั้น ตะลุยเก็บคะแนนตามฐานต่างๆ ซึ่งแต่ละฐานก็จะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้เรื่องยาเสพติดน่ะครับ

   จนกระทั่งมาถึงฐานสุดท้าย ที่ต้องรอให้ครบทุกกลุ่ม สำหรับฐานสุดท้ายนี้มีชื่อว่า ‘แข่งวิบาก’ ดูจากชื่อแล้วไม่ค่อยจะเกี่ยวกับยาเพติดเท่าไหร่แฮะ สงสัยคงจัดมาให้เล่นสนุกๆ กันล่ะมั้ง

   หลังจากที่มากับครบทุกกลุ่มแล้วนั้น การแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น มันก็เหมือนการแข่งวิบากทั่วไปนั่นล่ะครับ ทุกคนในกลุ่มต้องแข่งให้ครบวนกันไปเรื่อยๆ กลุ่มไหนเสร็จก่อนก็ถือว่าชนะได้คะแนนเต็ม ส่วนทีมอื่นๆ ก็ได้คะแนนลดหลั่นกันไป

   ซึ่งกลุ่มผมนั้นแบ่งลำดับกันโดยการจับสลากครับ ซึ่งก็ฉีกเอากระดาษกำหนดการนั่นล่ะมาทำเป็นสลากแบบง่ายๆ ซึ่งก็ไม่รู้จะเรียกว่าดวงดีหรือดวงซวยกันแน่ เพราะผมดันจับสลากได้เป็นลำดับที่หนึ่ง

   หลังจากที่เตรียมความพร้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น สัญญาณนกหวีดก็ดังขึ้น ผมรีบออกตัววิ่งทันทีด้วยความรวดเร็ว ถึงจะเห็นตัวขนาดพกพาสะดวกแบบนี้ แต่เรื่องความเร็ว ความคล่องตัวไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้วครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

   ด่านแรกก็ไม่มีอะไรมากนัก ก็แค่ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าธรรมดาเฉยๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะให้ล้างทำไมวะนั่น ก่อนที่ความคาใจนั้นจะได้รับคำตอบเมื่อมาถึงด่านที่สอง นั่นก็คือเป่าแป้งหาเหรียญที่อยู่ในจาน

   ผมเป่าแป้งเพื่อหาเหรียญที่อยู่ในจานด้วยความยากลำบากจนอดคิดสงสัยไม่ได้ว่าใครมันเป็นคนเทแป้งลงไปวะเนี่ย เยอะฉิบหาย อย่าให้กูเจอตัวนะมึง ซึ่งกว่าผมจะเป่าหาเหรียญเจอแป้งก็เต็มหน้าผมไปหมดแล้วเนี่ย แถมยังสำลักด้วย แล้วไอ้เหรียญเหี้ยเนี่ย กูขอถามหน่อยว่าไม่มีเหรียญห้าเหรียญสิบให้ใช้เหรอ ถึงได้ใส่เหรียญบาทลงไปในจานเนี่ย แต่พอคิดในอีกแง่ ก็ยังดีกว่าเอาเหรียญสลึงใส่ลงไปล่ะวะ ไม่งั้นคงใช้ปากคาบออกมายากกว่านี้แน่ๆ

   ด่านที่สามก็ง่ายๆ แค่เอาเหรียญที่ได้มาหยอดลงกระปุก ผมจึงรีบวิ่งไปยังด่านต่อไปทันทีด้วยความรวดเร็ว หากเทียบกับกลุ่มอื่นๆ แล้ว กลุ่มผมกำลังอยู่ในอันดับต้นๆ อยู่ด้วย

   ด่านที่สี่ กินกล้วยครับ แถมเป็นกล้วยหอมด้วย นี่ถ้าทีมงานมันหากล้วยใบใหญ่กว่านี้มาได้ก็คงหามาแล้วล่ะ สัส เกือบจุก ค่อยๆ เคี้ยวก็ได้วะ อ๊ะ ไม่ได้อีก เดี๋ยวกลุ่มอื่นแซงพอดี รีบยัดๆ มันไปนี่ล่ะ

   ด่านที่ห้า ต่อจากกล้วยก็เป็นขนมโก๋ครับ กูขอดูหน้าคนคิดกิจกรรมนี้หน่อยได้มั้ยวะ กล้วยกูยังไม่หมดเลยเนี่ย ต้องมาเจอขนมโก๋ต่อ หนักกว่ากล้วยอีกนะนั้น แห้งๆ สากๆ แถมยังชิ้นใหญ่ด้วย เกือบติดคอตาย

   ยังดีหน่อยที่ด่านที่หกเป็นน้ำอัดลม ยังพอช่วยแก้อาการติดคอได้บ้าง แต่ไอ้ครั้นจะให้รีบๆ ซัดเข้าไปมันก็สำลักได้เหมือนกันนะ เกือบพุ่งแล้วมั้ยล่ะ ไอ้คนเชียร์ก็เชียร์กันจัง เดี๋ยวถึงตามึงมั่งแล้วจะรู้สึก

   นับว่าเป็นความโชคดีสำหรับผม ที่ด่านที่หกซึ่งเป็นด่านสุดท้ายนั้นไม่ใช่ของกิน แต่เป็นกิจกรรมง่ายๆ แค่เอาลูกเทนนิสปาใส่ซองบุหรี่ที่วางอยู่ข้างหน้าให้ล้มแค่นั้น โชคดีที่ผมเป็นคนเล่นบาสเลยพอจะมีทักษะในการเล็งเป้าซึ่งก็อยู่ไม่ไกลมากนักผมจึงปาแค่ทีเดียวก็โดน

   จบสักที ผมทิ้งตัวลงนั่งอย่างรวดเร็ว ไอ้เรื่องเหนื่อยน่ะ ไม่เหนื่อยหรอก แต่เรื่องจุกนี่สิ เหมือนกับว่าที่กินลงไปเมื่อกี๊ลงยังไม่ถึงท้องดีเลย ทำเอารู้สึกไม่อยากกินข้าวเย็นเลยยังไงก็ไม่เหมือนกันแฮะ

   ตอนนี้กลุ่มของผมถือได้ว่ากำลังอยู่ในอันดับต้นๆ ที่เหลือคงต้องฝากความหวังไว้กับสมาชิกที่เหลือในกลุ่มแล้วล่ะผมหันไปมองยังกลุ่มเจ็ดที่ตอนนี้กำลังถึงคิวของแบงค์พอดี แต่ดูเจ้าตัวจะไม่ค่อยสันทัดกับพวกกิจกรรมอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่แฮะซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก

   ผมนั่งมองอีกฝ่ายที่พยายามจะทำมันให้สำเร็จถึงแม้จะต้องทุลักทุเลแค่ไหนก็ตามที ช่างเป็นคนที่ทุ่มเทเต็มที่กับทุกเรื่องจริงๆ

   ซึ่งนั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผมรู้สึกชอบอีกฝ่ายยังไงล่ะ

   หือ ชอบงั้นเหรอ ?

   ก็ใช่ แต่ชอบในที่นี้คือความหมาย...

   “จุกชิบหายเลยว่ะ ใครเป็นคนคิดกิจกรรมวะเนี่ย”
   กลุ่มข้างๆ บ่นอุบขึ้นมาทันทีหลังจากที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมเพื่อรอคนในทีม

   “โดยเฉพาะไอ้กล้วยเหี้ยนั่นด้วย”
   ผมเอ่ยเสริมคำพูดของอีกฝ่ายก่อนที่จะหัวเราะในลำคอเบาๆ ออกมาพร้อมกัน เพราะแต่ละคนในตอนนี้สภาพดูไม่จืดเลย แป้งเต็มหน้าเต็มเสื้อไปหมด

   ในขณะที่ตัวผมเองรู้สึกเหมือนมีบางคำถามผุดขึ้นมาในใจ โดยที่ผมก็ไม่สามารถเรียบเรียงมันให้ชัดเจนได้


   ในที่สุดกิจกรรมการแข่งขันเก็บคะแนนทั้งหมดในรอบบ่ายก็จบลง โดยที่กลุ่มของผมนั้นได้ที่สาม และกลุ่มของแบงค์ได้ที่ห้า นอกนั้นผมจำไม่ได้เยอะเกิน ขี้เกียจจำ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีกิจกรรมนันทนาการต่ออีกเล็กน้อยเพื่อให้หายเหนื่อยกัน ก่อนที่จะปล่อยให้พวกเราไปพักผ่อน

   “จะไปกินข้าวก่อน หรือว่าจะไปอาบน้ำก่อนดีครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพลางถอดแว่นออกมาเช็ด ก่อนจะปัดเสื้อที่เต็มไปด้วยแป้งออก

   “อาบน้ำก่อนดิวะ ใครจะไปกินข้าวทั้งๆ ที่แป้งกับเหงื่อเต็มตัวได้วะ เหม็นตายห่า”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับถอดเสื้อออกก่อนจะสะบัดมันเบาๆ เพื่อเอาเศษแป้งออก

   “ก็ไม่เห็นจะเหม็นอะไรเลยนี่ครับ”
   ไม่พูดเปล่า แต่แบงค์ยังเอาใบหน้าเข้ามาใกล้กับตัวผมโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

   “ทำเหี้ยอะหยังของมึงเนี่ย”
   ผมถามด้วยความตกใจ

   “เอ้าก็นันท์บอกว่าเหม็นกลิ่นเหงื่อไงล่ะครับ แต่ผมพิสูจน์แล้ว ไม่เห็นจะเหม็นเลย”
   “แล้วมันจำเป็นต้องดมใกล้ขนาดนี้ด้วยเหรอวะ”

   “อ้าว ถ้าไม่ดมใกล้ๆ แล้วจะรู้เหรอครับว่าเหม็นหรือไม่”
   อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้านิ่งเรียบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือจะว่ายังไงดีล่ะครับ ก็เข้าใจนะว่าถ้าจะพิสูจน์กลิ่นน่ะ ก็ต้องดม แต่มันจำเป็นต้องใกล้ขนาดว่าเข้ามาดมจนแทบจะไซ้ซอกคอผมด้วยอย่างนั้นเหรอ แถมยังเล่นทีเผลอชนิดที่ผมไม่ทันตั้งตัวจนเกือบเผลอไปหอมแก้มมันแล้วมั้ยล่ะ ดีนะที่ไม่ตกใจจนเผลอปล่อยหมัดใส่เข้าให้

   “แต่เอาจริงๆ กลิ่นตัวที่เปื้อนเหงื่อของนันท์ผมว่าก็หอมดีนะครับ ผมชอบ”
   พูดเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย
   

   “ไหนบอกว่าจุกจนไม่อยากกินข้าวเย็นแล้วยังไงล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยแซวทันทีที่เห็นผมตักข้าวใส่ปากด้วยความรวดเร็ว
   “ไอ้ห่า กูก็พูดไปแบบนั้นน่ะล่ะ ออกภาคสนามเสียแรงไปขนาดนั้น ก็ยิ่งต้องใส่คืนเข้าไปเป็นเท่าตัวดิวะ”
   ผมตอบกลับไปก่อนจะยกจานข้าวไปขอเพิ่มเนื่องจากยังรู้สึกไม่อิ่ม แต่ในจังหวะที่กำลังจะเกินกลับมายังโต๊ะอาหารนั่นเอง

   “เฮ้ย!”
   “ว้าย!”
   “โอ๊ะ!”
   เด็กสาวต่างโรงเรียนก็เดินมาชนใส่หลังของผมเข้าอย่างจัง

   “เอ่อ ขอโทษด้วยนะคะ เป็นอะไรมั้ยคะ ขอโทษจริงๆ ค่ะที่เดินไม่ระวัง ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”
   ทันทีที่ผมหันไป อีกฝ่ายก็รีบเอ่ยขอโทษอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเพราะเธอรู้สึกผิดจริง หรือเพราะกลัวสีหน้าที่โหดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วของผมหรือเปล่า ถึงจะหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอกนะ แค่ตกใจมากกว่า

   เพราะตอนนี้ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนี่สิ

   “เอ่อ บ่เป็นหยังครับ ผมบ่ได้เป็นอะหยัง แต่เพื่อนผม...นี่...สิ...”
   ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยพร้อมกับมองจานข้าวในมือตัวเอง ที่ตอนนี้กลายเป็นจานเปล่าๆ อันเนื่องมาจากอาหารที่เคยอยู่ในจานเมื่อกี๊นั้นได้ย้ายสถานที่ไปอยู่บนตัวแบงค์แทนเสียแล้ว

   “ว้าย ขอโทษจริงๆ ค่ะ ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ”
   เธอรีบเอ่ยคำขอโทษด้วยความรัวยิ่งกว่าปืนกล พร้อมกับหันรีหันขวางประหนึ่งว่ากำลังหาอะไรเพื่อมาเช็ดคราบเปื้อนเหล่านั้นบนเสื้อแบงค์

   “เอ่อ ไม่เป็นไรครับ มันเป็นอุบัติเหตุ ผมเข้าใจ เดี๋ยวผมเองก็กำลังจะไปอาบน้ำอยู่พอดีเลย ไม่ต้องกังวลนะครับ”
แบงค์พยายามปลอบอีกฝ่ายที่ตอนนี้สีหน้าไม่สู้ดีนัก หลังจากที่พูดคุยขอโทษกันเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินออกไปด้วยความระมัดระวัง คงเพราะกลัวจะไปชนใส่อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้

   “เดี๋ยว ผม กำ ลัง จะ ไป อาบ น้ำ อยู่ พอ ดี... แหม มึงน่ะ อาบมาแล้วบ่ใช่เหรอ ช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เลยนะมึงเนี่ย”
   ผมหรี่ตายิ้มมุมปากเล็กน้อยเลียนแบบคำพูดของแบงค์เมื่อครู่ ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งไปที่สีข้างของอีกฝ่ายเบาๆ

   “เอาน่ะครับ ก็มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ นี่ โกรธไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาสักนิด”
   มันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดนั่นล่ะ แต่บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแบงค์จะสุภาพบุรุษไปถึงไหน จะว่าไปก็ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายอารมณ์เสีย หรือโกรธใครเลยสักครั้งเหมือนกันนี่หว่า

   “เดี๋ยวผมไปอาบน้ำอีกรอบ ส่วนนันท์ถ้ายังไม่อิ่มก็นั่งกินต่อก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวผมมานะครับ”
   “บ่เอาอะ กูบ่มีอารมณ์กินละ มึงไปอาบก่อนเลยละกัน เดี๋ยวกูไปเดินเล่นรอแถวนี้ก็ได้”
   “เอางั้นเหรอครับ”
   “เออ รีบๆ ไป เดี๋ยวจะหมดเวลาพัก”
   ผมรีบสะบัดมือเพื่อไล่อีกฝ่าย ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปโดยที่ไม่ลืมจะไปยืมอุปกรณ์มาจากแม่บ้านมาเช็ดทำความสะอาด
   

   หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมก็เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยเพื่อรอแบงค์ที่ไปอาบน้ำอีกรอบ ด้วยความที่โดนจำกัดบริเวณให้อยู่ภายในจุดที่กำหนดไว้ ผมจึงไปไหนไกลมากไม่ได้ก่อนที่จะหย่อนตัวลงนั่งใต้ต้นมะขามที่อยู่ไม่ไกลจากโรงนอนเท่าไหร่นัก

   ผมทอดตัวพิงไปยังต้นมะขามก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ หากจะถามว่าถอนหายใจเรื่องอะไรนั้น เอาจริงๆ ผมเองก็ยังตอบไม่ได้ แค่สัญชาตญาณมันสั่งให้ทำเช่นนั้นเฉยๆ ก็แค่นั้นเอง

   “เฮ้ย แก ไอ้สองคนที่อยู่กลุ่มเจ็ดข้างๆ กับเราน่ะ มันมีซัมติงอะไรแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ”
   เสียงของเด็กสาวต่างโรงเรียนที่นั่งอยู่ก่อนผมจะมาเอ่ยขึ้นกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน

   “คนที่ชื่อป้อกับคนที่ใส่แว่นหนาๆ ที่ชื่อแบงค์ใช่ป่ะ”
   ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ผมก็ให้ความสนใจกับสิ่งที่ทั้งสองกำลังพูดทันที

   “เออ นั่นล่ะ ฉันว่ามันแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ แต่ดูแล้วชอบอะ ฟินมาก ให้อารมณ์คู่จิ้นยังไงก็ไม่รู้”
   ซัมติง? ฟิน? คู่จิ้น? พูดเหี้ยอะไรของพวกเธอเนี่ย

   “นี่พวกเธอสองคนเป็นสาววายอย่างนั้นเหรอ”
   เสียงของชายหนุ่มที่ฟังดูแล้วคิดว่าน่าจะอยู่กลุ่มเดียวกับพวกเธอเดินเข้ามานั่งร่วมวงแล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

   “สาววายแล้วทำไมยะ”
   สาววาย ?

   หนึ่งในสองเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
   “ก็เปล่า แต่แค่รู้สึกแปลกๆ เท่านั้นไง แบบเราก็เป็นผู้ชายใช่ปะ พอเห็นแบบนี้ก็เลยรู้สึกยังไงก็ไม่รู้แฮะ”
   ฝ่ายชายพยายามอธิบายในสิ่งที่ตัวเองคิด

   “มันเป็นโมเมนต์ย่ะ จริงไม่จริงไม่รู้ รู้แค่ว่าเวลาสองคนนั้นอยู่ใกล้กันแล้วฟีลมันใช่ ใช่ปะแก”
   “ใช่เลยแก”
   สองสาวหันไปคุยกันเองอย่างชอบอกชอบใจในขณะที่ฝ่ายชายได้แต่เกาหัวแกรกๆ อย่างไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้ก่อนที่ทั้งสามจะลุกเดินออกไปพร้อมกัน โดยทิ้งให้ผมซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบทสนทนาเหล่านั้นนั่งงงกับเรื่องราวที่ได้ยิน

   ฟิน? คู่จิ้น? สาววาย? ฟีล? โมเมนท์?
   เหี้ยไรเนี่ย ศัพท์แสงจะเยอะไปไหนวะ พวกมึงจะพูดเหี้ยอะไรก็ช่วยพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยดิเฮ้ย

   จะถามว่ากูเผือกอย่างนั้นเหรอ เอาจริงๆ กูก็ไม่ได้อยากเผือกอะไรหรอก แต่ประเด็นคือกูได้ยินชื่อคนที่รู้จักกับคนที่กูรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าแบบหาสาเหตุไม่ได้ยังไงล่ะ

   ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แต่ทำไมผมกลับรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ได้ยินกันนะ

   TRRRRRRR
   เสียงมือถือของผมดังขึ้นช่วยดึงสติผมให้กลับมา
   “อยู่ไหนเหรอครับ”
   เสียงของแบงค์เอ่ยถามทันทีที่ผมกดรับสายผมเม้มปากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

   “แถวต้นมะขามใกล้ๆ โรงนอนน่ะ”
   “ครับ งั้นเดี๋ยวผมไปหานะครับ”
   ปลายสายกดวางไปด้วยความรวดเร็วในขณะที่ผมกำลังรู้สึกมึนงงกับความคิดตัวเองอย่างบอกไม่ถูก

   “มานั่งหลบมุมอะไรอยู่แถวนี้ครับเนี่ย”
   แบงค์เอ่ยถามก่อนที่จะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ผม ว่าจะไปไอ้นี่ก็มาเร็วเคลมเร็วยิ่งกว่าประกันอีกนะเนี่ย

   “เรื่องของกูเหอะ”
   ผมตอบปัดกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

   “เป็นอะไร สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่ารู้สึกห่วงใย

   “ป่าวนี่”
   “ถ้าเปล่า แล้วทำไมต้องมองไปทางอื่นด้วย โกหกกันเห็นๆ เลยนะครับ”
   อุก!

   “......”

   “สรุปว่าเป็นอะไรครับเนี่ย หรือว่ายังเครียดเรื่องข้าวเมื่อกี้อยู่”
   ไหงวกไปเรื่องข้าวได้วะ นี่กูดูเป็นคนตะกละตะกลามขนาดนั้นเลยรึไงวะเนี่ย

   “โอ๊ย ช่างแม่งเหอะ บ่มีหยัง กูแค่ง่วงเฉยๆ”
   พูดจบ ผมก็ล้มตัวลงนอนบนตักของอีกฝ่ายทันทีด้วยความรวดเร็วจนชนิดที่อีกฝ่ายเองก็ไม่ทันตั้งตัว ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบกันทั้งคู่ สายลมที่พัดเอื่อยๆ ในช่วงเวลายามเย็นแบบนี้มันช่างชวนให้รู้สึกเคลิ้มได้ง่ายจริงๆ ผมค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ฟังเสียงกิ่งไม้ที่กำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของแบงค์นั้นช่วยทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมามากพอสมควร

   “มึง”
   “ครับ?”

   “นอกจากกูแล้ว มึงยังมีเพื่อนสนิทคนอื่นอีกมั่งมั้ยวะ”
   ผมลืมตาเอ่ยคำถามนั้นออกไป ก่อนที่จะหลับตาลงอีกครั้ง

   “ทำไมเหรอครับ”
   “ก็เปล่า  ไงดีล่ะ ก็ปกติกูบ่ค่อยเห็นมึงคุยกับคนอื่นเลยไง บ่เคยเห็นใครเข้ามาทักทายพูดคุยกับมึงด้วย กูก็เลยสงสัยว่ามึงมีเพื่อนสนิทในห้อง หรือเพื่อนสนิทคนอื่นนอกจากกูมั่งรึเปล่าน่ะ”
   นี่กูกำลังพูดห่าอะไรออกไปเนี่ย

   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้นจากผม ก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นมาลูบหัวของผมเบาๆ
   “ก็มีบ้างครับ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคุยไม่ค่อยเก่ง แต่ผมก็คุยได้ปกติกับทุกคนนะครับ แต่ถามว่าสนิทมั้ย อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าแต่นึกยังไงถึงถามครับเนี่ย”
   คำถามนั้นของอีกฝ่ายทำเอาผมถึงกับนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง

   “บ่มีหยัง กูก็แค่อยากรู้เฉยๆ ทำไม กูถามบ่ได้รึไงวะ”
   ผมพาลใส่อีกฝ่ายเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ยังสงสัยและหาคำตอบไม่ได้ว่าความรู้สึกที่ขุ่นมัวอยู่นั้นคืออะไร

   “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ อีกอย่างผมรู้สึกดีใจมากๆ ด้วยซ้ำที่นันท์เรียกผมว่าเพื่อนสนิท ถึงแม้ว่า...”
   “ถึงแม้ว่า...?”
   ผมทวนคำด้วยความสงสัยเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปไม่ยอมพูดต่อ

   “ไม่มีอะไร ขอบคุณนะครับ สำหรับคำว่าเพื่อนสนิท  ผมจะพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ”
   “จริงจังไปเสียทุกเรื่องเลยนะมึงเนี่ย”
   ผมยิ้มมุมปากหัวเราะหึในลำคอ ในขณะที่ยังคงหลับตานิ่งนอนหนุนตักของอีกฝ่ายที่ยังคงลูบหัวผมเบาๆ ไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข


   หลังจากหมดช่วงเวลาพักในตอนเย็น พวกผมก็กลับเข้าไปยังหอประชุมเหมือนเดิม กิจกรรมในคืนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีบรรยายให้ความรู้อีกนิดหน่อย ก่อนจะเป็นกิจกรรมนันทนาการอีกเล็กน้อยพร้อมทั้งประกาศผลการแข่งขันกิจกรรมเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ผู้ชนะก็คือกลุ่มสี่โดยที่ของรางวัลสำหรับกลุ่มที่ชนะก็คือขนมปี๊บครับ  ซึ่งก็คิดว่าโชคดีแล้วที่กลุ่มผมไม่ได้เป็นผู้ชนะ ไม่งั้นได้ออกไปถ่ายรูปพิธีมอบขนมปี๊บก๊องแก๊งนั้นแน่ๆ

   ดูยังไงก็ไม่มีความเท่เลยสักนิด

พอพูดถึงขนมปี๊บ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเวลามีงานอะไรต่างๆ ทำไมของรางวัลต้องเป็นขนมปี๊บด้วย คิดอะไรกันอยู่ หรือเพราะไม่ได้คิดเหมือนกับเวลาไปกินข้าวแล้วต้องสั่งกะเพราไก่ไข่ดาวเพราะไม่รู้จะสั่งอะไรอย่างนั้นเหรอ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทำไมกูต้องมาคิดอะไรมากมายให้ปวดหัวกับไอ้ขนมปี๊บนั่นด้วยวะ

   “เอาล่ะ นี่ก็สามทุ่มกว่าแล้วนะคะ เป็นไงบ้าง ง่วงกันมั่งรึยัง”
   พี่ปั่นที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนันทนาการเอ่ยถามพวกเรา แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนแล้ว เหมือนจะยังสนุกกันอยู่แฮะ

   “อืม... งั้นเอางี้ พี่คิดเกมได้เกมนึง ขอให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาทีมละสองคนด้วยนะคะ โดยมีข้อแม้ว่าสองคนที่ออกมานั้น จะต้องอยู่กันคนละโรงเรียน งานนี้ไม่มีเต้นท่าประหลาดๆ แน่นอนค่ะ พี่รับรอง สบายใจได้ค่ะ”

   ทันทีที่พี่ปั่นพูดจบ แต่ละกลุ่มก็ส่งตัวแทนออกไป ซึ่งก็รู้สึกโชคดีแฮะ ที่ผมไม่โดนคนในกลุ่มเลือกออกไป ผิดกับแบงค์ที่โดนเลือกเป็นตัวแทนของกลุ่มให้ออกไปข้างหน้า ดูเจ้าตัวจะสีหน้าตื่นๆ อยู่ไม่น้อย เห็นแล้วก็ตลกดี

   เพียงแต่ มันก็จะมีบางอย่างที่รู้สึกขัดหูขัดตาอยู่บ้างเล็กน้อย

   บางอย่างที่ว่าก็คือไอ้คนตัวสูงๆ ที่ชื่อป้อที่ได้ออกไปเป็นคู่กับนั่นล่ะครับ ถึงแม้มันจะไม่ได้สูงเท่าแบงค์ แต่เมื่อเทียบกับผม ก็นับว่าสูงอยู่ดีนั่นล่ะ แต่เอาเข้าจริงไม่ว่าใครเมื่อเทียบกับผมก็สูงกว่าทั้งนั้นล่ะ

   โอ๊ยยย ช่างแม่งเรื่องความสูงความพกพาสะดวกไปก่อนเหอะ เพราะสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกขัดหูขัดตาจริงๆ น่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้น  แต่เป็นท่าทีของไอ้ป้อที่ดูจะพยายามจะตีสนิทแบงค์ยังไงก็ไม่รู้นั่นต่างหาก


   แล้วทำไมผมถึงต้องกระวนกระวายใจด้วยล่ะ


จบคาบเรียนที่สิบ

มุมแคปชั่นไร้สาระ

BourRai ได้แชร์ลิงก์
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่าง ที่มากกว่านั้น ...
ช่างไม่รู้เลย - Peacemaker
Power Bank ได้กดถูกใจสิ่งนี้

Power Bank : อะไรของเจ๊ครับเนี่ย
BourRai : ก็แค่นึกครึ้ม อยากย้อนอดีตวัยหวานของเจ๊เฉยๆ น่ะ
Power Bank : คงนานมากสินะครับเนี่ย ผมเกิดไม่ทันแน่ๆ
BourRai : ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้เลยนะยะ

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
ไนท์มีพวงกุญแจคู่แล้ว แบงค์จะยอมแพ้เขาเหรอ  :laugh:

ปล. ฮาภาพประกอบ 555

นั่นสิ แบงค์จะยอมแพ้เขาได้ไงเนี่ย 555+

ขอบคุณมากครับ มุมแคปชั่นนี้เป็นอะไรที่สนุกสำหรับผมจริงๆ ว่าจะใส่อะไรลงไปในแต่ละตอนดี 555+

:katai2-1: :katai2-1:

ขอบคุณมากครับ สำหรับการติดตาม  :mew1:

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่สิบเอ็ด

   “เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ก็ออกมากันครบทุกกลุ่มแล้วนะคะ”
   พี่ปั่นพูดก่อนที่จะจับแต่ละคู่ให้ยืนแยกกันคนละฝั่ง

   “เกมนี้ ก็ง่ายๆ ค่ะ พวกเรามาจากต่างโรงเรียนกันใช่มั้ย เพราะฉะนั้น นี่คือบททดสอบค่ะ ว่าพวกเราได้เพื่อนใหม่กันรึยัง เดี๋ยวพี่ๆ จะแจกกระดาษให้คนละใบนะคะ แล้วพี่จะถามคำถาม เพื่อพิสูจน์ว่าเรารู้จักเพื่อนของเรามากน้อยแค่ไหน เขียนทั้งของเรา และคู่ของเราด้วยนะคะ ทีมไหนทำคะแนนได้เยอะที่สุด ทีมนั้นจะเป็นผู้ชนะค่ะ ส่วนทีมที่ได้คะแนนน้อยที่สุด แน่นอนค่ะ เราเตรียมบทลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ด้วยค่า”

   ทันทีที่พี่ปั่นพูดจบ พี่ๆ ในกลุ่มนันทนาการที่เหลือก็เอากระดาษและปากกาแจกให้แต่ละคนจากนั้นให้หันหลังเพื่อป้องกันการโกง เมื่อทุกอย่างพร้อม พี่ปั่นก็ถามคำถามไปเรื่อยๆ คำถามส่วนมากก็เป็นคำถามง่ายๆ เช่นว่าเพื่อนอีกคนชื่ออะไรมาจากโรงเรียนไหน โดยมากจะเกี่ยวกับความชอบของแต่ละคน

   ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานมากนัก พี่ปั่นก็ถามคำถามจนครบทั้งสิบข้อหลังจากที่ตรวจนับคะแนนจนครบ ผลปรากฏว่า ทีมของกลุ่มเจ็ดเป็นทีมที่ได้คะแนนน้อยที่สุด สีหน้าของแบงค์และไอ้ป้อดูเจื่อนๆ อยู่ไม่น้อยเพราะนั่นหมายถึงว่า คนที่เหลือในกลุ่มจะต้องโดนลงโทษด้วย

   แต่แทนที่ผมจะรู้สึกเห็นใจ ทำไมผมถึงกลับรู้สึกสะใจอยู่เล็กๆ ที่ได้เห็นสีหน้าผิดหวังของไอ้คนที่ชื่อป้อ หลังจากที่ต้องทนเห็นสีหน้าร่าเริงของมันมานาน

   ทว่าผมก็รู้สึกสะใจแบบนั้นได้ไม่นานนัก เพราะ...

   “เอาล่ะค่ะๆ เราได้ทีมที่แพ้แล้ว ขอเชิญคนที่เหลือในทีมออกมาด้วยค่ะ”
   ทันทีที่พี่ปั่นพูดจบ คนอื่นในกลุ่มเจ็ดก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างหน้า ตามด้วยเสียงโห่ร้องของทีมอื่น

   “ก่อนที่เราจะทำโทษ ขอสัมภาษณ์ตัวแทนทีมก่อน ชื่ออะไรกันมั่งคะทั้งสองคน”

   “แบงค์ครับ”
   “ป้อครับ”
   “ค่ะ ป้อกับแบงค์นะคะ สองหนุ่มหล่อของเรา มีอะไรจะพูดสักหน่อยมั้ยคะ”
   พี่ปั่นถาม ก่อนที่จะยื่นไมค์ไปให้แบงค์ แต่ไอ้ป้อกลับฉวยมันไปเสียก่อน

   “ถึงวันนี้ เรายังจะไม่รู้จักกันมากนัก แต่ต่อไปเราจะต้องเป็นเพื่อนที่ดีและรู้จักกันมากกว่านี้ได้แน่นอนครับ”
   พูดจบ ไอ้ป้อส่งไมค์คืนให้พี่ปั่นพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ในขณะที่คนอื่นๆ ได้แต่โห่ร้องดังกระหึ่มห้องประชุม

   “แหม เป็นคำตอบที่ซึ้งกินใจดีนะคะเนี่ย พี่เกือบเผลอคิดไปไกลซะแล้ว งั้นแล้วคนอื่นๆ ล่ะคะ ชื่ออะไรกันมั่งเอ่ย”
   ผมในตอนนี้รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เพราะไอ้คนที่ชื่อป้อมันพยายามที่จะยืนชิดแบงค์อย่างเห็นได้ชัด แถมยังมองแบงค์อย่างไม่ละสายตาด้วย

   ผมกำหมัดแน่นพร้อมกับลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนที่จะเดินออกจากแถวไปอย่างเงียบๆ ตรงไปยังห้องน้ำแล้วจึงถีบประตูห้องน้ำแรงๆ หนึ่งที

   ความรู้สึกกระวนกระวายใจนี่มันอะไรกัน แล้วกูกำลังเป็นเหี้ยอะไรเนี่ย

   มันก็ดูไม่น่าจะแปลกอะไรนี่ ถ้าแบงค์จะไปรู้จักใครหรือใครจะมารู้จักแบงค์ จะว่าไปแบงค์เองก็น่าจะมีสังคมของเขาที่ผมยังไม่รู้จักอีกเยอะด้วยไม่ใช่เหรอ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมด้วยซ้ำ

   แต่ทำไม...
   ทำไมผมถึงได้รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมากันล่ะ

   “ฮิ้วววววววววววววววววววววววว”
   เสียงโห่ร้องจากหอประชุมดังต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมก็เลือกที่จะไม่รับรู้จะดีกว่า หากมันทำให้ผมต้องรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้

   ผมเดินไปมาอยู่รอบๆ บริเวณห้องน้ำ รอจนเสียงโห่ร้องนั้นเงียบลงจึงเดินกลับเข้าไปยังหอประชุมตามเดิม ซึ่งตอนนี้กำลังสวดมนต์หมู่กันอยู่ ผมพยายามเลาะตัวเข้าไปยังแถวของผม

   “ไปไหนมาเหรอเธอ”
   เด็กสาวต่างโรงเรียนที่อยู่กลุ่มเดียวกับผมเอ่ยถามขึ้น

   “ไปห้องน้ำมาน่ะ”
   “ท้องเสียเหรอ ไหวมั้ย ดูสีหน้าไม่ดีเลยนะ ไปห้องพยาบาลมั้ย”
   เธอถามอีกรอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใย ผมฝืนยิ้มตอบปฏิเสธกลับไปอย่างเกรงใจ ก่อนจะหันกลับมาพนมมือท่องบทสวดตามคนอื่น

   
   หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วนั้น พี่ๆ กลุ่มนันทนาการก็ปล่อยพวกเรากลับไปยังโรงนอน ผมรีบเดินไปยังกลุ่มของแบงค์ทันที

   “อ้าว นันท์มาพอดีเลย ผมว่าจะเดินไปหาที่กลุ่มอยู่เหมือนกันครับ”
   แบงค์หันมาพูดทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามา ผมยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกไป

   “งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันนะแบงค์ หลับฝันดีนะ”
   ไอ้คนชื่อป้อยิ้มให้กับแบงค์ก่อนจะหันมายิ้มให้กับผมอีกครั้ง แล้วจึงเดินออกจากหอประชุมไป
   ทั้งๆ ที่ดูๆ แล้วคนที่ชื่อป้อมันก็เหมือนคนทั่วๆ ไปแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกไม่ถูกชะตายังไงก็ไม่รู้แฮะ

   “นันท์เป็นอะไรไปเหรอครับ”
   แบงค์หันมาถามผม คงเพราะเห็นสีหน้าที่ดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดของผมด้วยล่ะมั้ง

   “เมื่อกี้พวกมึง...”
   ผมทำท่าจะเอ่ยถาม แต่ก็นิ่งเงียบไปในทันที แบงค์เลิกคิ้วสูงยิ้มมุมปากเล็กน้อยประหนึ่งว่ากำลังรอให้ผมพูดจบ

   “ป่าว บ่มีหยัง ไปเหอะ ไปนอน กูง่วงแล้วเนี่ย”
   ผมรีบพูดกลบเกลื่อนก่อนที่จะเดินนำแบงค์ไปยังโรงนอน หลังจากที่ล้างแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยพวกผมก็กลับมาเก็บสัมภาระใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวกลับในวันพรุ่งนี้

   “วันนี้ดูแปลกๆ ไปนะครับ ไม่สบายอะไรตรงไหนรึเปล่าครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงพลางเช็ดแว่นไปด้วย

   “......”
   ผมไม่ตอบอะไรกลับไปได้แต่ทาครีมไปอย่างเงียบๆ

   “เฮ้ย!”
   ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆ สัมผัสได้ถึงฝ่ามือของแบงค์ที่แตะลงบนหน้าผากของผมพร้อมกับใบหน้าของอีกฝ่ายที่ชะโงกเข้ามาดูใกล้ๆ จนผมแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายเลยก็ว่าได้

   มันจะใกล้ไปแล้วโว้ยยย

   “ไม่สบายหรือเปล่า เดี๋ยวผมไปขอยาพาราฯ ที่ห้องพยาบาลให้เอามั้ยครับ”
   “เหี้ย กูบ่ได้เป็นอะหยัง ไปๆ ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าอีก”
   ผมพยายามหลบหน้าหนีพลางเก็บครีมต่างๆ ใส่กระเป๋า แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็ได้แต่นิ่งเงียบก่อนจะเดินกลับไปยังเตียงของตัวเองอย่างว่าง่าย

   นั่นสิ ผมกำลังเป็นเหี้ยอะไรอยู่วะเนี่ย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

   “ถ้างั้นก็ฝันดีนะครับ อย่าลืมห่มผ้าด้วย ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย ราตรีสวัสดิ์ครับ”
   แบงค์เอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะซุกตัวลงในผ้าห่ม ผมตอบอือกลับไปเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดตัวเช่นเดียวกันพร้อมกับพยายามข่มตาลงเพื่อให้ตัวเองหลับ

   “ดึกๆ ถ้านันท์หนาว ก็ย้ายมานอนเตียงเดียวกับผมได้นะครับ ผมยินดี”
   ผมรีบลืมตาด้วยความรวดเร็วทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นพร้อมกับพลิกตัวไปยังฝั่งคนพูด ภาพที่เห็นคือแบงค์ที่กำลังหลับตานอนด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีความสุขเสียเหลือเกิน จนผมเองก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดอะไรต่อ จึงล้มตัวลงนอนดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดตัวเหมือนเดิม

   ค่ำคืนเหน็บหนาวจะกอดเอาไว้แนบกาย
   “วิธีเพิ่มความอบอุ่นยังไงล่ะครับ ไม่เคยได้ยินเหรอครับว่าเวลาหนาวๆ การกอดกันจะช่วยทำให้เราอบอุ่นขึ้นได้”

   ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่พวกเราไปเที่ยวสันป่าเกี๊ยะก็หวนกลับเข้ามาในความทรงจำพร้อมกับผมที่อยู่ๆ ก็เกิดอาการร้อนวาบไปทั่วใบหน้า

   เหี้ย เป็นอะไรของกูวะเนี่ย อยู่ๆ ก็เสือกเขินขึ้นมาเสียได้ ไหนจะเรื่องงี่เง่าวันนี้อีกจนถึงตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าบทลงโทษของกลุ่มเจ็ดนั้นคืออะไร ถึงแม้ใจหนึ่งจะอยากรู้ แต่อีกใจก็กลับรู้สึกกลัว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไอ้คนที่ชื่อป้อนั้นก็เป็นได้

   กูเป็นห่าอะไรของกูวะเนี่ย

   เฮ้ย หยุดคิด ไอ้สัส นอนๆ

   คืนนั้น ผมจำไม่ได้ว่าผมหลับไปตอนกี่ทุ่ม จำได้แค่ว่า กว่าผมจะหลับลงได้ ก็ใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่นอนผิดที่ผิดเวลาด้วยหรือเปล่า

   หรือแท้จริงแล้วผมกำลังเป็นอะไรไปกันแน่อย่างนั้นเหรอ

   คำถามที่แม้แต่ตัวผมเองก็ยังตอบไม่ได้


   วันรุ่งขึ้น
   และแล้ววันสุดท้ายของการอบรมก็มาถึง สำหรับกิจกรรมในเช้านี้ก็ไม่มีอะไรมาก เป็นการสรุปข้อมูลความรู้ทั้งหมดและพิธีกล่าวปิดงาน ก่อนจะปล่อยผู้เข้าอบรมทั้งหมดแยกย้ายกันกลับ

   ผมออกมายืนรอแบงค์ที่หน้าหอประชุม เนื่องมาจากอีกฝ่ายกำลังโดนเพื่อนๆ ในกลุ่มเจ็ดล้อมรอบอยู่ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพื่อนๆ ในกลุ่มเขาขอพวกเบอร์โทร ไลน์ เฟซบุ๊กอะไรพวกนี้น่ะ ต่างจากผมที่ไม่มีใครเข้ามาขอสักคน ชีวิตแม่งโคตรอาภัพจริงๆ เลยกู

   “ขอโทษที่ให้รอนานครับ”
   “เออ รู้ตัวก็ดีแล้ว”
   ผมเหน็บแนมอีกฝ่ายไปเบาๆ ก่อนจะก้มลงไปหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมา

   “เดี๋ยวเรากลับก่อนนะแบงค์ อย่าลืมรับแอดเราด้วยล่ะ”
   “อ้อ ได้ครับเมย์ เดินทางกลับบ้านดีๆ นะครับ”
   แบงค์เอ่ยล่ำลากับเพื่อนในกลุ่มด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสุภาพ ผมหรี่ตามองเจ้าตัวที่กำลังหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงพลางขยับแว่นหนาให้เข้าที่

   “มึง”
   “ครับ”
   “เอามือถือมึงมานี่”
   “หา?”
   แบงค์เลิกคิ้วสูงหันมามองผมด้วยความสงสัย

   “กูบอกให้เอามือถือมึงมาให้กูไงล่ะ”
   พูดจบผมก็คว้ามือถือของอีกฝ่ายมาทันทีโดยไม่รอฟังคำอนุญาตใดๆ ผมเปิดเฟซบุ๊กและมองไปยังฟังชั่นคำขอเป็นเพื่อนที่มีการแจ้งเตือนด้วยความรวดเร็ว แล้วกดเข้าไปดูทันทีก็พบว่ามีคนส่งคำขอเข้ามาหลายคนซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนจากกลุ่มเจ็ดและกลุ่มอื่นข้างๆ อีกบ้างเล็กน้อย

   “หาอะไรอยู่เหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย ในขณะที่ผมหรี่ตาเลื่อนหน้าจอพินิจดูแต่ละคนที่ส่งคำขอเข้ามา

   ใช่ ผมกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ บางอย่างที่ว่านั่นคือใครสักคน และทันทีที่เจอ

   “คนอื่นรับได้ ยกเว้นไอ้เหี้ยนี่ห้ามรับนะเว้ย”
   พูดจบผมก็กดลบคำขอจากอีกฝ่ายทันทีพร้อมกับกดบล็อกซึ่งจะส่งผลให้อีกฝ่ายไม่สามารถส่งคำขอเป็นเพื่อนได้อีก มาถึงตรงนี้คงไม่ต้องสงสัยนะครับ ว่าคนที่ผมกดลบไปนั้นคือใคร

   “เฮ้ย แต่...”
   “บ่มีตง บ่มีแต่ กูบอกว่าห้าม ก็ห้ามยังไงล่ะวะ”

   ผมส่งมือถือคืนพร้อมขู่กำชับเสียงแข็งอีกรอบ แบงค์รับมือถือคืนไปด้วยสีหน้าหงอยๆ เล็กน้อย แต่ก็ไม่พูดอะไรกลับมา

   แม่ง ทำเอาผมรู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้แฮะ เวลาเห็นอีกฝ่ายทำหน้าหงอยๆ เศร้าๆ แบบนั้นเนี่ย นี่ผมทำแรงไป ผมเผือกมากไปหรือเปล่าวะ

   “นี่นันท์กำลังหึงผมอยู่เหรอครับ”
   “ห๊ะ!?”
   ผมหันกลับไปเบิกตากว้างมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหวอทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ภาพที่เห็นคือแบงค์ที่กำลังยืนนิ่งก้มมองหน้าจอมือถือก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้ายิ้มเล็กยิ้มน้อย

   “หึงเหี้ยอะหยังของมึง กูแค่บ่ชอบขี้หน้าไอ้หน้าตี๋นั่นเฉยๆ เว้ย
   “ป้อน่ะเหรอ ทำไมนันท์ถึงไม่ชอบล่ะครับ เขาก็ดูเป็นคนดีคนนึงนะครับ”
   แบงค์เลิกคิ้วสูงถามผมกลับด้วยสีหน้าสงสัย

   “ก็...ก็...”   
   “ก็...?”
   ผมกระอึกกระอักอยู่พอสมควรเมื่อโดนถามจี้เช่นนั้น เพราะถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่ชื่อป้อนั้นไม่ดีตรงไหน

   รู้แต่ว่า ผมนั้น...

   “บ่รู้เว้ย รู้แค่ว่ากูบ่ชอบ และกูก็บ่อยากให้มึงรับมันเป็นเพื่อนในเฟซด้วย”
   “ก็นั่นล่ะครับ ที่เขาเรียกว่าอาการหึง”
   แบงค์ตอบกลับผมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าร่าเริงผิดกับเมื่อครู่ราวกับว่าเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด

   “หึงห่าอะหยัง หึงเขาใช้กับคนที่เป็นแฟนกันเว้ย แต่มึงกับกูน่ะ เป็นเพื่อนเฉยๆ”
   “เพื่อนสนิทต่างหากล่ะครับ“
   “......”

   “ก็นันท์เป็นคนบอกเองนี่ครับว่าผมเป็นเพื่อนสนิทของนันท์”
   “......”
   สีหน้าและน้ำเสียงที่ดูจริงจังของอีกฝ่ายนั้นทำเอาผมถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยสักนิด

   “หรือว่าไม่ใช่แล้วอย่างนั้นเหรอ”
   ถามจบ เจ้าตัวก็ทำหน้าหงอยอีกรอบ

   “เออ ใช่ เพื่อนสนิทนั่นล่ะ เพราะเป็นเพื่อนสนิท กูเลยบ่อยากให้มึงรับมันเป็นเพื่อนยังไงล่ะ”
   “นันท์กลัวผมจะให้ความสำคัญกับป้อมากกว่านันท์เหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเล็กๆ

   “ป่ะ เปล่า กูก็แค่...”
   “บางทีนันท์ก็เป็นคนปากแข็งมากกว่าที่ผมคิดนะครับเนี่ย”

   “หมายความว่าไง...”
   “โอเคครับ ถ้านันท์ไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมไม่รับก็ได้ ถ้ามันทำให้นันท์สบายใจ”

   พูดจบ แบงค์ก็เก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงทันที ก่อนจะยิ้มกว้างให้ผมอย่างคนอารมณ์ดีทำเอาผมถึงกับตามอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็วไม่ทันเลยทีเดียว ผมขมวดคิ้วจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างหงุดหงิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยที่ไม่พูดอะไรต่อ เอาเถอะ ถ้าเจ้าตัวยอมทำตามที่ผมต้องการแล้ว ก็เงียบๆ ดีกว่า เดี๋ยวเกิดอีกฝ่ายเปลี่ยนใจขึ้นมาจะยุ่งอีก

   ผมกับแบงค์เดินออกมายังหน้าค่ายทหารเพื่อมาขึ้นรถบัสของโรงเรียนที่จอดรออยู่หน้าค่าย ผมรีบขึ้นรถแล้วเดินเข้าไปยังท้ายรถก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ ออกมา

   จบสิ้นสักทีกับค่ายอบรมบ้าบอเนี่ย วุ่นวายจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าโดนล่อลวงด้วยคะแนนจิตพิสัยนี่ไม่มาเด็ดขาด

   “เหนื่อยเหรอครับ”
   แบงค์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

   “อือ นิดหน่อย เดี๋ยวว่าจะกลับไปนอนแล้วเนี่ย ไหนๆ ก็ได้หยุดฟรีๆ วันนึง”
   ผมตอบกลับไปพร้อมกับเอนหลังและหลับตาลงอย่างช้าๆ

   “น่าเสียดายจัง”
   “น่าเสียดายอะหยังของมึง”
   ผมเอ่ยถามโดยที่ยังคงหลับตาอยู่พร้อมกับรถที่ค่อยๆ ออกตัว

   “ก็ผมว่าจะชวนไปดูหนัง แล้วก็ไปกินสเวนเซ่นต่อน่ะครับ”
   “อือ...บ่เอาอะ ขี้เกียจไปไหนแล้ว กูอยากกลับบ้านไปนอนละเนี่ย”
   ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ ก่อนจะพลิกตัวไปทางหน้าต่างรถ

   “เหรอครับ กะว่าจะเลี้ยงฉลองอบรมเสร็จแท้ๆ นะเนี่ย”
   หือ ?
   ผมรีบลืมตาพร้อมกับหันกลับมามองหน้าคนพูดทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “มึงพูดว่าเลี้ยงเหรอ”
   “ครับ แต่เห็นว่านันท์...”
   “งั้นกูไป”
   “อ้าว ไม่นอนแล้วเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

   “ค่อยนอนหลังดูหนังกับกินสเวนเซ่นจบก็ได้”
   “ก็ยังคงเป็นนันท์ที่ถูกล่อลวงง่ายๆ ด้วยของกินเหมือนเดิมนะครับ”
   “พูดแบบนี้อยากถูกต่อยรึไงวะ”
   ผมถามแซวกลับไปพร้อมยิ้มหึที่มุมปาก ก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนตัวไปทางหน้าต่างรถอีกรอบ ลมที่พัดโกรกเข้ามาเบาๆ ก็พอจะทำให้ผมรู้สึกดีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

   “ถ้าง่วงก็งีบหลับก่อนก็ได้นะครับ ถึงโรงเรียนเมื่อไหร่เดี๋ยวผมปลุกเอง”
   แบงค์เอ่ยบอกผมเบาๆ พร้อมกับลูบหัวผมช้าๆ ซึ่งต่อให้เจ้าตัวไม่บอกเช่นนั้น ผมก็คิดจะบอกให้ปลุกอยู่ดีนั่นล่ะ

   “มึงขยับออกไปหน่อยซิ”
   ผมลืมตาหันไปสั่งอีกฝ่ายที่กำลังทำหน้างงกับสิ่งที่ผมพูด

   “อึดอัดเหรอครับ”
   “ขยับไปเหอะ อย่าถามมาก”
   แบงค์รีบขยับออกไปทันทีที่ได้ยินเสียงเข้มนั้นจากผมพร้อมกับทำหน้าหงอย ผมยิ้มหัวเราะเบาๆ ในลำคอเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวเหยียดกายบนเบาะนั่งพร้อมกับเอาหัวหนุนนอนบนตักของอีกฝ่าย

   “ห้ามลืมปลุกกูด้วยล่ะ”
   พูดจบผมก็หลับตาลงช้าๆ แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “ครับ”
   คำตอบสั้นๆ ถูกตอบกลับมาพร้อมกับฝ่ามือของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ ลูบหัวผมไปด้วยเบาๆ ซึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้มากพอสมควร
   

   ในช่วงจังหวะที่ผมกำลังเคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั้น ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าความรู้สึกในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานั้นมันคืออะไร

   ทำไมหลายๆ คำถามของแบงค์ผมเองก็กลับตอบไม่ได้ทั้งๆ ที่มันเป็นคำถามง่ายๆ แท้ๆ

   หรือผมจะปากแข็งอย่างที่แบงค์ว่าเอาไว้จริงๆ กันนะ

   เอาไว้ตื่นมาค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน

จบคาบเรียนที่สิบเอ็ด


มุมแคปชั่นไร้สาระ

Knight Night Nice : พี่นันท์ลืมอะไรไปหรือเปล่าครับ
นันทการ : อะจ๊ากกก กูลืมไปเลยว่ะ ท่ดๆๆ ไว้คราวหน้าเน่อ ไอ้น้อง ถถถ
Knight Night Nice : แง~~~~~~~~~~
รูปหล่อ พ่อรวย : มึงนี่นิสัยบ่ดีเลยว่ะ แกล้งเด็กจนร้องไห้เนี่ย
นันทการ : หุบปากไปเลยมึง


********

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน
ไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่า กำลังวาดรูปอยู่

แต่จะเสร็จเมื่อไหร่ ก็ค่อยว่ากันอีกที ถถถ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-10-2018 21:06:31 โดย จิบุ_จิบุ »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ยังตามอยู่นะครับ  o18
ขอบคุณครับ +1 ให้กำลังใจคนเขียนครับ o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่สิบสอง


   ช่วงนี้ชมรมดนตรีค่อนข้างจะซ้อมเยอะและหนักขึ้นเป็นพิเศษ เพราะวงของเราได้เป็นส่วนหนึ่งของงานในคืนคริสต์มาสที่ห้างเมญ่าด้วย ถึงแม้จะเป็นแค่วงเปิดคั่นเวลาให้กับศิลปินใหญ่ก็เถอะ แต่นั่นก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของชมรมผมมากๆ ซึ่งทุกคนต่างก็ซ้อมกันหนักมากเพื่อให้งานที่จะมาถึงนั้นออกมาดีที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้

คนอื่นๆ ในวงน่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับ จะหนักหน่อยก็แบงค์นี่ล่ะ ที่ดูแล้วคิวชีวิตค่อนข้างจะแน่นเอี๊ยดมากพอสมควร ทั้งไหนจะเรียน ไหนจะติวหนังสือให้ผม ทั้งชมถ่ายภาพของตัวเอง แล้วยังต้องมาเป็นนักร้องนำชายให้ชมรมดนตรีของผม แถมเสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปทำงานที่ร้านเจ๊บัวอีกด้วย

   เจ้าตัวเองก็ดูจะพยายามและทุ่มเทกับงานนี้มากๆ ทั้งพยายามฝึกร้องเพลง การออกเสียง โดยมีมายด์คอยเป็นผู้ดูแลฝึกสอน เธอบอกว่าโทนเสียงของแบงค์นั้นค่อนข้างทุ้มต่ำจึงทำให้มีปัญหาเวลาขึ้นเสียงสูงพอสมควรจึงนับว่าเป็นการบ้านที่หนักพอสมควรทั้งสำหรับแบงค์และมายด์

   และอีกปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องท่าทางของแบงค์เมื่ออยู่ต่อหน้าคนดู เจ้าตัวยังมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ตะกุกตะกักอยู่พอสมควร เล่นเอาผมถึงกับหัวเราะตามไปด้วยทุกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายฝึกหัดพูดกับตัวเองหน้ากระจก

   ผมเองก็ไม่อยากจะทำตัวเป็นภาระให้แบงค์มากนัก เพราะงั้นจึงพยายามที่จะตั้งใจทำการบ้านและทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด เอ่อ ถึงแม้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ก็ตามทีเถอะ


   แล้วคืนวันคริสต์มาสก็มาถึง

   ตรึ๊ง!
   เสียงข้อความของเมสเซนเจอร์ดังขึ้น ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูในขณะที่ตัวผมเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายตรงโซนด้านหน้าเวทีซึ่งตั้งอยู่บนลานจัดกิจกรรมบริเวณหน้าห้าง โดยที่มีไอ้โอ๊ตกับไอ้ยีสต์ยืนอยู่ข้างๆ

   Knight Night Nice : หลังจบการแสดงนี้ พี่นันท์พอจะมีเวลาว่างมั้ยครับ ?
   ไอ้น้องไนท์นั่นเอง แชทมาถาม ผมกำลังลังเลและคิดถึงกำหนดการคืนนี้อยู่ แต่ในจังหวะนั่นเอง

   ตรึ๊ง!
   Power Bank : รู้สึกตื่นเต้นจังเลยครับ
   แบงค์ก็ทักแชทแทรกเข้ามาดึงความสนใจผมจากไอ้น้องไนท์ไปในทันที

   นันทการ : สู้ๆ สูดหายใจลึกๆ กูเชื่อว่ามึงทำได้อยู่ละ (^๐^)v
   ผมตอบกลับไป พร้อมกับพยายามนึกถึงสีหน้าของอีกฝ่ายไปพลาง ตอนนี้เจ้าตัวจะเป็นยังไงมั่งนะ

   นันทการ : ว่าแต่มึงแต่งตัวเสร็จแล้วเหรอวะ ?
   Power Bank : ครับ อีกเดี๋ยวก็จะถึงคิวละครับ ส่วนคนอื่นๆ กำลังจะขึ้นไปเซ็ตเครื่องดนตรีอยู่ครับ
   แบงค์ตอบกลับมา ผมเงยหน้าขึ้นไปมองยังเวทีที่ตอนนี้มีพิธีกรชายหญิงสองคนกำลังพูดคุยกับคนดูอยู่ แสงไฟที่ฉายเน้นจ้าไปที่พิธีกรทั้งสอง ในขณะที่ไฟส่วนอื่นบนเวทีถูกปิดมืดไว้ ทำให้ผมมองไม่เห็นบรรยากาศด้านหลังมากนักจะเห็นก็แต่เงาลางๆ ซึ่งน่าจะเป็นพวกคนในชมรมกำลังวุ่นวะวุ่นวายอยู่กับเครื่องดนตรี

   นันทการ : ไหนๆ หล่อมั้ย ถ่ายรูปให้กูดูหน่อยดิ
   Power Bank : ไม่เอาครับ อาย
   นันทการ : จะมาอายห่าอะหยังตอนนี้ เดี๋ยวก็ขึ้นเวทีละเนี่ย
   Power Bank : งั้นก็รอดูบนเวทีละกันนะครับ
   นันทการ : ง่า งกว่ะ ( -3-)
   ผมพิมพ์แซวกลับไปทันที พร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

   “ยิ้มอะไรอยู่เหรอครับ คุณเพื่อนนันท์”
   ไอ้โอ๊ตหันมาถามเมื่อเห็นผมอมยิ้มหัวเราะอยู่คนเดียว ผมเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

   “ป๊าวว เปล่านี่ บ่มีหยัง”
   ผมเลิกคิ้วสูงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอึกอักเล็กน้อย ก่อนที่จะเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงด้วยความทุลักทุเล

   “ว่าแต่มึงเหอะ บ่เล่นเกมเหรอ เห็นทุกที ไปไหนมาไหน ก็เล่นแต่เกม”
   “คนเยอะ สัญญาณเน็ตไม่ดีครับ ก็เลยจำเป็นต้องงดเล่นชั่วคราว”
   เจ้าตัวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ เล็กน้อย

   “ว่าแต่มึงก็อยู่ชมรมดนตรีบ่ใช่เหรอ แล้วอะหยังบ่เข้าไปด้านในกับเขาวะ”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยถามผมด้วยความสงสัย ในขณะที่สายตาก็กำลังสอดส่ายมองดูสาวๆ รอบๆ

   “ก็จริงอยู่ แต่งานนี้เขาให้เฉพาะคนในวงเข้าได้เท่านั้น กูก็เลยเข้าไปบ่ได้น่ะ”
   “น่าสงสารคุณเพื่อนนันท์นะครับ อยู่ชมรมดนตรีแท้ๆ แต่กลับโดนเฉดหัวออกมาไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดราวกับว่าเป็นส่วนเกินยังไงยังงั้น”
   ไอ้โอ๊ตพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

   “พูดซะกูรู้สึกตะเตือนไตเลย สัส”
   ผมตอบพร้อมกับชำเลืองมองไอ้โอ๊ตด้วยหางตา


   “เอาล่ะค่ะ เราทั้งสองคนก็พล่ามกันมามากเกินไปแล้ว เพื่อนๆ คงจะเบื่อกันแล้วเนอะ”
   เสียงของพิธีกรหญิงเริ่มพูดตัดบท ซึ่งนั่นก็เป็นสัญญาณว่าวงของชมรมผมกำลังจะขึ้นแสดงแล้ว

   “นั่นสิครับ ก่อนที่เพื่อนๆ จะได้พบกับศิลปินหลักของเราในค่ำคืนนี้ เรามีวงดนตรีวงนึงอยากจะนำเสนอให้ทุกคนได้รู้จัก ถือเป็นวงเล็กๆ น้องใหม่เลยก็ว่าได้ อยากให้เพื่อนลองฟังกันดู เพราะฉะนั้นเราทั้งสองคนคงต้องส่งต่อความสุขในค่ำคืนนี้ให้กับวง Undefined แล้วล่ะครับ ขอเสียงต้อนรับดังๆ ให้กับวง Undefined ด้วยคร้าบบบ”

   สิ้นเสียงพิธีกร ตามด้วยเสียงกรี๊ดที่ดังขึ้นจากกลุ่มคนดู ไฟบนเวทีก็ดับสนิทลงทันที พร้อมกับสมาชิกในวงที่กำลังยืนประจำตำแหน่งตามเครื่องดนตรีของตัวเอง   

   จะยกเว้นก็แค่มายด์กับแบงค์เท่านั้นที่ยังไม่ขึ้นมา

   บรรยากาศบนเวทีเงียบสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่พี่สาธิตซึ่งเป็นมือกลองจะตีไฮแฮทเพื่อเป็นสัญญาณให้จังหวะเริ่มเพลง ไอ้เต้ยดีดกีตาร์โปร่งขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณนั้น



อยู่ไกลจนสุดสายตา ไม่อาจเห็นว่าเราใกล้กัน
และทุกครั้งหัวใจฉันยังคงไหวหวั่น กับความทรงจำ
นึกถึงครั้งแรกเราพบกัน เธอและฉันไม่เคยต้องไกล
ในวันนี้ฉันต้องเผชิญ ความไหวสั่นอยู่ภายในใจ
กลัวการที่เราไกลกัน กลัวว่าใจจะเปลี่ยนผันไป...

   เสียงของมายด์ที่ขับร้องออกมานั้นฟังดูมีเสน่ห์นุ่มนวลมาก จนสะกดคนฟังให้หลงใหลไปกับเสียงใสๆ นั้นได้เป็นอย่างดีและไฟบนเวทีก็ค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับตัวเธอที่เดินขึ้นมาบนเวทีอย่างช้าๆ
   ชุดที่เธอสวมใส่ในค่ำคืนนี้นั้นเป็นชุดราตรีเกาะอกสีขาวกระโปรงสั้นระดับเข่าฟูฟ่องด้วยระบายลูกไม้กำลังดี ทำให้เธอดูน่ารักและแอบเซ็กซี่เล็กน้อย

ฝนพรำ..เปรียบเหมือนครั้งฉันพบเธอ แววตาของเธอ ยังคงติดตรึงในใจไม่ลืม
รักเรา..ยังไม่เก่าลงใช่ไหม หรือกาลเวลาหมุนไป เปลี่ยนใจเธอเป็นอีกดวง
เธอ..เธอยังคิดถึงฉันไหม
เมื่อสองเรานั้นยังต้องห่างไกล เมื่อเวลาพาเราให้ไกลกัน
รู้..บ้างไหม คนไกลยังคงหวั่นไหว
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหลออกมา...

   เครื่องดนตรีต่างๆ บรรเลงไปตามจังหวะของตนเอง โดยที่มีไอ้เต้ยและไอ้น้องไนท์ทำหน้าที่คอรัสควบคู่ไปด้วย
   “แกๆ ดูมือเบสคนนั้นสิ สูงจังเลยเนอะ”
   เด็กสาวที่อยู่ข้างๆ ซึ่งดูแล้วอายุน่าจะไล่เลี่ยพอๆ กับผม หันไปพูดกับเพื่อนของตัวเอง พร้อมกับชี้นิ้วไปยังไอ้น้องไนท์ซึ่งเป็นมือเบสที่ว่านั่นเอง

   “เออ จริงด้วยว่ะแก เท่เนอะ สูงเท่าไหร่เนี่ย”
   ร้อยเจ็ดสิบเก้าเองครับ
   ผมตอบคำถามของสองสาวนั้นอยู่เงียบๆ ในใจ พลางย้อนคิดกลับไปยังเหตุการณ์ในห้องซ้อมวันนั้น ก่อนที่จะหรี่ตามองไปยังไอ้น้องไนท์พร้อมกับยิ้มแห้งๆ ที่มุมปากเล็กน้อย

   ชุดที่ไอ้น้องไนท์และพวกผู้ชายในวงใส่นั้นเป็นสูทสีดำโดยที่เสื้อด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตขาว แลดูคล้ายๆ ทักซิโด้ แต่ไม่ผูกโบว์ที่คอ ให้ความรู้สึกเป็นสุภาพบุรุษสุดๆ ซึ่งก็คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ให้ไอ้เต้ยเป็นคนเลือกเสื้อผ้า

   “นั่นสิเนอะ ยังไง ผู้ชายตัวสูงๆ ก็ย่อมดูดีกว่าจริงๆ เนอะ”
   อึก!

   ผมรู้สึกสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น จริงอยู่ถึงแม้ว่าเธอทั้งสองอาจจะไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แต่มันก็รู้สึกกระเทือนมาถึงผมมิใช่น้อย

   หากเรามีภาพลักษณ์ที่ดีแล้ว มันก็ย่อมดีกว่าน่ะล่ะ
   คำพูดของมายด์ที่เคยพูดเอาไว้แล่นเข้ามาในหัวผมทันที ก่อนที่ผมจะก้มมองสภาพตัวเองในตอนนี้

   “......”
   กูขนาดพกพาสะดวก กูขอโทษด้วย

   และอยู่ๆ เสียงกรี๊ดจากเหล่าสาวๆ ก็ดังขึ้นทันที ผมรีบหันไปมองบนเวที และก็ต้องอึ้งไปพอสมควรเมื่อได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า

หยาดน้ำค้างในยามเช้า กับลมหนาวจับใจ
สายลมโชยอ่อน พัดพาความรักฉันไปส่งถึงใจเธอที
เธอ..เธอยังคิดถึงฉันไหม
เมื่อสองเรานั้นยังต้องห่างไกล เมื่อเวลาพาเราให้ไกลกัน
รู้..บ้างไหม คนไกลยังคงหวั่นไหว
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหลออกมา
กาลเวลาอาจทำให้ใจคนเรา เปลี่ยนผันในวันต้องไกล
แต่ฉันยังคงมีแต่เธอ อยู่ในหัวใจเสมอ...

   ผมยืนนิ่งเงียบทันทีเมื่อเห็นแบงค์ที่ต่างไปจากปกติ ชุดที่แบงค์ใส่ก็เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในวง แต่ที่ทำให้เจ้าตัวดูต่างออกไปจากทุกครั้ง ก็คงเป็นการเซ็ตผมที่หวีให้ดูเรียบไปยังด้านหลังเฉกสุภาพบุรุษที่ผมเคยเห็นในหนังต่างประเทศและยังเปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์แทนแว่นตาหนาที่ใส่อยู่ประจำ ยอมรับเลยว่าอีกฝ่ายในตอนนี้นั้นดูหล่อขึ้นผิดหูผิดตาต่างจากยามปกติที่ค่อนข้างจะดูเป็นเด็กเรียนจริงๆ

   “แก คนนี้หล่อกว่าอะ”
   “ก็โอเคนะ คนนี้ให้อารมณ์ดูอบอุ่น แต่แฝงไว้ด้วยความเหงายังไงก็ไม่รู้ ชั้นชอบแนวทะเล้นๆ แบบมือเบสมากกว่าอะ”
   เสียงของสองสาวที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ผมเอ่ยคุยกัน ผมหันไปมองทั้งสองเล็กน้อยอย่างไม่ให้ดูจงใจก่อนจะหันกลับไปมองยังบนเวทีอีกรอบ

แบงค์เดินเข้าไปหามายด์พร้อมกับยื่นมือไปให้เธอ มายด์เองเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ยิ้มเล็กน้อยด้วยความเขินอาย พร้อมกับยื่นมือของตัวเองไปวางไว้บนมือของอีกฝ่าย ก่อนที่ทั้งคู่จะขยับตัวเข้าหาและมองตากันซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาสาวๆ ได้ไม่น้อย


เธอ..เธอยังคิดถึงฉันไหม
เมื่อสองเรานั้นยังต้องห่างไกล เมื่อเวลาพาเราให้ไกลกัน
รู้..บ้างไหม คนไกลยังคงหวั่นไหว
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหลออกมา
เมื่อเขามองดูภาพเธอทีไร น้ำตามันยังไหล...

   ทันทีที่เพลงจบ เสียงปรบมือ และโห่ร้องชื่นชมก็ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

   “แก ชั้นอิจฉานักร้องนำหญิงคนนั้นจังเลยอะ”
   “นั่นดิ ดูเหมาะกันมากเลยอะ เป็นแฟนกันปะเนี่ย?”
   อึก!

   “......”
   จะว่าไปก็จริงอย่างที่พวกเธอว่าจริงๆ นั่นล่ะ มายด์ที่ดูสวยงามน่ารัก กับแบงค์ที่ดูเป็นสุภาพบุรุษมาดนิ่ง และยิ่งทั้งสองยืนใกล้กัน ร้องเพลงร่วมกันแบบนี้แล้วก็ให้อารมณ์เหมือนคู่รักที่ฝ่ายชายดูอบอุ่นและคอยปกป้องฝ่ายหญิงที่ดูน่ารัก บอบบาง น่าทะนุถนอมเหมือนเจ้าชายที่กำลังปกป้องเจ้าหญิงยังไงยังงั้น

   อึก!

   ความรู้สึกจุกอกนี่มันอะไรกัน ทำไมผมถึงได้รู้สึกว้าวุ่นด้วยล่ะ ?

   เพลงส่วนใหญ่ที่เลือกมาร้องในวันนี้ส่วนมากจะเน้นเพลงคู่ ซึ่งก็ได้แก่ ผ่านเลยไป ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลง งานเต้นรำในคืนพระจันทร์เต็มดวง ที่ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจคนฟังได้มากเป็นพิเศษซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้ทั้งคู่ดูเข้ากันและเหมาะสมกันมากขึ้น

   แต่ทำไม…

   ทั้งๆ ที่มันเป็นค่ำคืนที่บรรยากาศรอบข้างต่างก็มีแต่ความสุขทั้งนั้น แต่ทำไมผมกลับรู้สึกตรงกันข้ามกันล่ะ ?

   ทำไมเวลาที่ผมมองขึ้นไปบนเวที แล้วเห็นแบงค์กับมายด์ร้องเพลงได้เข้าคู่กันเป็นอย่างดี ผมถึงได้รู้สึกหงุดหงิด

   ทั้งๆ ที่ผ่านมาตอนอยู่ในห้องชมรม ตอนซ้อมผมก็เห็นอยู่ทุกวันแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงเพิ่งจะมารู้สึกว้าวุ่นเอาวันนี้ล่ะความรู้สึกกระวนกระวายที่เหมือนตอนเข้าค่ายอบรมนี้มันอะไรกัน

   เพราะคำพูดของเด็กผู้หญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมอย่างนั้นเหรอ แล้วทำไมผมต้องไปให้ความสนใจในคำพูดเหล่านั้นด้วยล่ะ

   “ก่อนอื่น พวกเราวง Undefined ต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆ เลยจริงๆ ค่ะ สำหรับเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดให้กำลังใจกับวงน้องใหม่อย่างพวกเรา”
   เสียงของมายด์กล่าวขอบคุณคนดูหลังจากที่มาถึงโค้งสุดท้ายของการแสดงแล้ว

   “สำหรับเพลงสุดท้ายนี้ ก็คงขอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหนุ่มหล่อนักร้องนำของเราแล้วกัน หวังว่าคงจะถูกใจกันนะคะ”
   มายด์ส่งช่วงต่อให้แบงค์ เจ้าตัวหันไปมองมายด์ครู่หนึ่งด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย แต่ก็พยายามที่จะเก็บอาการเอาไว้ เธอเองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงให้กำลังใจก่อนที่จะถอยตัวไปด้านหลัง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับแบงค์

   แบงค์หันกลับมามองกลุ่มคนดู พร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ ซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ได้มากพอสมควร

   “เอ่อ สำหรับเพลงสุดท้ายนี้ ผมค่อนข้างตั้งใจเลือกเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าน่าจะเข้ากับบรรยากาศของค่ำคืนคริสต์มาสนี้”
   แบงค์นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่จะกวาดสายตามองไปยังรอบๆ บริเวณคนดู ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเจ้าตัวกำลังพยายามมองหาพวกผมอยู่ สังเกตได้จากรอยยิ้มดีใจเมื่อหันมาเจอผม ก่อนที่จะหันกลับไปยังกลุ่มคนดูอีกรอบ

   “สำหรับคนที่มีความรัก มีคนรักอยู่แล้ว ผมก็ขออวยพร ให้รักกันไปนานๆ เก็บรักษามันไว้ให้ดี ในขณะเดียวกัน สำหรับใครที่ยังคงโสดและโดดเดี่ยว ผมก็หวังว่าสักวันนึงคุณจะพบกับใครสักคนที่คุณพร้อมจะทำทุกอย่างให้คนๆ นั้น และหวังว่าคนๆ นั้นก็จะอยู่เคียงข้างคุณไม่ไปไหน...”

   ทันทีที่เจ้าตัวพูดจบ อินโทรเพลงก็เริ่มต้นขึ้นทันที พร้อมกับแบงค์ที่หันมามองและยิ้มให้ผม

Hiding from the rain and snow trying to forget but I won't let go
Looking at a crowded street listening to my own heart beat
So many people all around the world. Tell me where do I find someone like you girl
Take me to your heart take me to your soul. Give me your hand before I'm old
Show me what love is haven't got a clue. Show me that wonders can be true
They say nothing lasts forever We're only here today
Love is now or never bring me far away

Take me to your heart take me to your soul Give me your hand and hold me
Show me what love is be my guiding star It's easy take me to your heart

   บรรยากาศรอบข้างเหมือนตกอยู่ในความนิ่งเงียบ จะมีก็เพียงแต่เสียงดนตรีที่ยังคงเล่นบรรเลงอยู่
   หากเทียบกับเพลงที่ผ่านๆ มาแล้ว ก็คงบอกได้ว่าท่าทีของแบงค์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เจ้าตัวดูจริงจัง สุขุม และทำได้ดีกว่าเพลงที่ผ่านๆ มา

Standing on a mountain high Looking at the moon through a clear blue sky
   I should go and see some friends But they don't really comprehend
   Don't need too much talking without saying anything
   All I need is someone who makes me wanna sing
   
   Take me to your heart take me to your soul Give me your hand before I'm old
   Show me what love is haven't got a clue Show me that wonders can be true
   
   Take me to your heart take me to your soul Give me your hand and hold me
   Show me what love is be my guiding star It's easy take me to your heart
   Take me to your heart take me to your soul Give me your hand and hold me
   Show me what love is be my guiding star It's easy take me to your heart

   ทันทีที่เพลงจบ ทุกคนต่างปรบมือกันอย่างพร้อมเพรียง ในขณะที่สาวๆ ต่างพากันกรี๊ดด้วยความชอบอกชอบใจ

   แบงค์และมายด์กล่าวอำลา ทุกคนในวงโค้งคำนับขอบคุณให้กับคนดูพร้อมกัน ก่อนที่ไฟบนเวทีจะค่อยๆ ดับลง พร้อมกับพิธีกรทั้งสองเดินกลับขึ้นมาดำเนินรายการต่อ

   พวกผมเดินฝ่าผู้คนที่แน่นขนัดออกไปก่อนที่จะเดินเข้าไปยังด้านในห้าง เพื่อรอคนในชมรมออกมา
   ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูข้อความที่ผมแชทกับแบงค์ พร้อมกับภาพเหตุการณ์บนเวทีเมื่อครู่ที่ค่อยๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวผม

   ทำไมผมถึงสลัดภาพพวกนั้นออกไปจากหัวไม่ได้สักทีนะ ภาพที่แบงค์และมายด์ร้องเพลงคู่กัน ช่างดูเหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่ง

   อย่าบอกนะว่าเหตุผลที่แบงค์ยอมมาเป็นนักร้องนำให้ชมรม จะเป็นเพราะ...

   “เฮ้ย มึงเป็นอะหยังไปวะ ดูบ่สดชื่นเลยนะเฮ้ย”
   ไอ้ยีสต์หันมาถามผมที่ตอนนี้ได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่

   “ป่ะ ป่าวๆ บ่ได้เป็นหยัง กูแค่...แค่หิวข้าวน่ะ”
   ผมตอบปัดกลับไปสั้นๆ ก่อนที่จะเก็บมือใส่กระเป๋ากางเกง ไอ้ยีสต์ส่ายหัวให้กับคำตอบนั้นของผม

   “"เฮ้ย เป็นไงมั่งวะ ที่พวกกูเล่นเมื่อกี๊”
   เสียงของไอ้เต้ยเอ่ยถามดังขึ้นมา พร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในชมรมรวมไปถึงแบงค์ที่กำลังยืนคุยอยู่กับ...มายด์

   “เจ๋งว่ะ สาวๆ แม่งกรี๊ดกันโคตรเยอะอะ กูย้ายมาอยู่ชมรมดนตรีมั่งดีมั้ยวะ”
   “ในหัวมีแต่เรื่องแบบนี้นะมึง”
   ไอ้เต้ยบ่นกลับไปทันทีที่ได้ยินไอ้ยีสต์ว่าเช่นนั้น

   “เอ้า ก็กูยังหนุ่มยังแน่นนี่หว่า ก็เป็นธรรมดา มึงน่ะล่ะที่แปลก”
   “แปลกไงวะ”
   ไอ้เต้ยถามกลับด้วยความสงสัย

   “ก็มึงอะ ออกจะเพียบพร้อม หน้าตาก็ดี ฐานะก็เรียกได้ว่าระดับไฮโซ สาวๆ ก็มีเข้ามาหามึงตลอด ซึ่งผิดกับกู แต่กูก็บ่เคยเห็นมึงจะเลือกคบกับใครสักคน เพราะอะหยังวะ”
   ไอ้ยีสต์ตอบกลับไป พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

   “เรื่องของกูเหอะ อ้อ คืนนี้กูไปนอนบ้านมึงนะ”
   ไอเต้ยพูดพร้อมกับหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดู

   “อีกละ บ้านตัวเองมีบ่นอน ชอบมานอนบ้านกูตลอด อย่าบอกนะว่ามึง...”
   เพียะ!
   ไอ้ยีสต์ร้อง โอ๊ย ด้วยความเจ็บปวดทันทีหลังจากที่โดนไอ้เต้ยตบกะโหลกเข้าอย่างจัง

   “เพ้อเจ้อละมึง ไอ้ห่า รอนี่นะเฮ้ย เดี๋ยวกูไปเก็บของแป๊บ ไอ้ไนท์ มึงก็มาด้วย เร็วๆ”
   ไอ้เต้ยกำชับพร้อมกับหันไปสั่งไอ้น้องไนท์ที่ทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาหาผม แต่ก็ต้องหันหลังเดินตามไอ้เต้ยไปอย่างเสียไม่ได้ด้วยสีหน้าไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก

   “แบงค์งั้นเดี๋ยวเรากลับก่อนนะ โชคดีล่ะ นันท์ด้วย สุขสันต์วันคริสต์มาสนะจ๊ะ บ๊ายบาย ไว้เจอกันนะ”
   มายด์เอ่ยคำอำลากับพวกผมพร้อมกับโบกมือและยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนที่จะเดินตามพี่สาธิตออกไป

   “เออ งั้นเดี๋ยวกูไปห้องน้ำแป๊บ ปวดเยี่ยวว่ะ”
   ไอ้ยีสต์หันมาบอกกับพวกผม ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนพร้อมกับสะกิดไอ้โอ๊ตให้ไปเป็นเพื่อน

   “มึงรอนี่นะ เดี๋ยวไอ้เหี้ยเต้ยมาบ่เห็นจะเป็นเรื่อง งานเข้ากูอีก”
   ไอ้ยีสต์หันมากำชับผมก่อนที่จะเดินออกไป โดยทิ้งไว้ให้ผมยืนอยู่เพียงลำพัง ไม่สิ ต้องบอกว่าอยู่กับแบงค์กันสองคน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาเที่ยวห้างในค่ำคืนคริสต์มาสนี้น่าจะถูกกว่า

   “......”
   “......”

   ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบราวกับโดนเสกคาถาใบ้ยังไงยังงั้น

   “เอ่อ ไปดูวิวชั้นดาดฟ้ากันมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยสีหน้าและน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย

   “บ่เอาว่ะ ไอ้ยีสต์บอกให้รอตรงนี้ เดี๋ยวมันด่าเอา”
   ผมขมวดคิ้วตอบปัดกลับไปด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แบงค์ทำสีหน้างงๆ เมื่อได้ยินคำตอบนั้นจากผม

   “เอ่อ แต่อีกเดี๋ยวเขาก็จะจุดพลุแล้ว ไปดูข้างบนสวยกว่านะครับ”
   แบงค์ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะชวนผมขึ้นไปชั้นดาดฟ้าให้ได้ ผมเงยขึ้นมองหน้าของอีกฝ่าย

   “......”
   “นะ นะครับ”

   ให้ตายสิ รอยยิ้มแบบนี้อีกแล้ว

   แล้วทำไมผมถึงต้องยอมใจอ่อนให้กับรอยยิ้มนั้นทุกทีด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ

จบคาบเรียนที่สิบสอง

มุมแคปชั่นไร้สาระ

นันทการ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
 
นันทการ : สาธุๆ ขอของขวัญวันคริสต์มาสด้วยนะครับ
ยีสต์ เทพเจ้าขนมปัง : ถุงเท้าเน่าๆ ซานต้าที่ไหนจะกล้าเอาของขวัญมาใส่ให้วะ
นันทการ : ก็ยังดีกว่ากางเกงในขึ้นราของมึงละกันเหอะ (รูปหล่อ พ่อรวย ได้กดถูกใจสิ่งนี้)
ยีสต์ เทพเจ้าขนมปัง : ......

***********************

มุมเมาท์มอยหอยสังข์
ตอนนี้เป็นตอนที่นำของเก่ากลับมาใช้งานน่ะครับ 555+
เพราะถือว่า มันยังโอเค แค่ปรับเปลี่ยนอะไรเล็กน้อย
ช่วงนี้วุ่นๆ นิดหน่อย ทั้งงานหลัก และงานรอง
แต่ยังลงได้เรื่อยๆ ครับ เพราะจริงๆ ก็เขียนเรื่องนี้จบไว้แล้ว
เพราะงั้นลงได้ยาวๆ ไม่มีดองครับ

ปล. ยังคงลงสีไม่เสร็จ แถมมีไฟดับตอนลงสีด้วยแล้วไม่ได้เซฟงานไว้ แง~~~~
เมาส์ปากกาก็เจ๊ง (คิดว่านะ)
เลยต้องใช้เมาส์ลูกหนูลงสีไปก่อน
เป็นการลงสีครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยก็ว่าได้ ถถถถถ



ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
ยังตามอยู่นะครับ  o18
ขอบคุณครับ +1 ให้กำลังใจคนเขียนครับ o13


ขอบคุณมากๆ ครับ  :-[

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่สิบสาม

   “เชียงใหม่ตอนกลางคืนมันสวยขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย”
   ผมเผลอเอ่ยออกมาอย่างไม่ตั้งใจทันทีที่ขึ้นมาถึงชั้นดาดฟ้าของเมญ่า

   “อารมณ์ดีขึ้นมาแล้วเหรอครับ”
   ผมรีบหุบยิ้มทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถามเช่นนั้น

   “นี่กูทำหน้าเครียดอยู่อย่างนั้นเหรอ”
   เจ้าตัวพยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบ ผมนิ่งอึ้งคิดทบทวนตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินไปยืนข้างๆ อีกฝ่ายที่กำลังจับราวกั้นมองวิวทิวทัศน์ด้านล่างอยู่

   “คืนคริสต์มาสที่แสนสนุกแบบนี้ มีเรื่องอะไรให้เครียดอย่างนั้นเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมพร้อมกับเอามือมาวางบนหัวผม ผมยิ้มหึที่มุมปากเล็กน้อยเมื่อฝ่ามือใหญ่นั้นกำลังยีหัวผมเบาๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

   “นี่ล่ะครับ นันท์ที่ผมรู้จัก นันท์ที่ยิ้มกวนๆ แบบนี้นี่ล่ะ”
   “ว่าแต่ทำไมมึงบ่อาสาไปส่งมายด์ล่ะวะ”
   ผมเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าเพราะเหตุใดผมถึงได้ถามเช่นนั้นออกไป

   “หือ อะไรนะครับ”
   แบงค์ขมวดคิ้วทันทีด้วยความงุนงงเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น ผมหันตัวกลับเข้ามาพร้อมกับมองไปยังร้านเหล้ามากมายบนชั้นดาดฟ้าแห่งนี้ ร้านเหล้าที่พวกผมยังเข้าไม่ได้เนื่องจากอายุยังไม่ถึง

   “ก็...เห็นดูสนิทสนม พูดคุยกันสนุกสนานดีนี่หว่า....ก็เลย...”
   “เดี๋ยวนะครับ”
   แบงค์พูดแทรกตัดบทผมทันที

   “เรื่องดูเหมือนจะสนิทกันก็เรื่องนึง แต่ทำไมผมต้องอาสาไปส่งมายด์ด้วยล่ะครับ”
   แบงค์ตั้งคำถามกลับมา ผมอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น นี่ผมกำลังทำบ้าอะไรของผมกันเนี่ย

   “ก็...ก็...”
   “ก็...?”
   เอาวะ ถามเป็นถาม จะได้ไม่คาใจ

   “ก็...มึงบ่ได้...บ่ได้แอบ...ชอบ... มายด์อยู่อย่างงั้นเหรอวะ”
   ผมตอบกลับไปด้วยคำถามอย่างตะกุกตะกัก อีกฝ่ายนิ่งเงียบไป

   “"คือ...ทำไมนันท์ถึงคิดว่าผมแอบชอบมายด์ล่ะครับ”

   “เอ้า...ก็อย่างกูที่บอกไง ก็พวกมึงเห็นสนิทกันแบบนั้น กูก็เลยคิดว่าสาเหตุที่มึงเข้ามาช่วยชมรมดนตรี ก็เพราะมึงแอบชอบ....มายด์....ยังไงล่ะ”

   “......”
   “......”
   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมกับเอามือกุมขมับตัวเอง ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอเหมือนคนกำลังพยายามกลั้นหัวเราะอยู่

   “มีอะหยังน่าขำตรงไหนวะ”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

   “นี่นันท์ไม่รู้จริงๆ เหรอครับ”
   “รู้อะหยัง”

   “ว่ามายด์น่ะ มีแฟนอยู่แล้วครับ”

   “......”
   “......”

   “เฮ้ย จริงดิ ใครวะ”
   ผมรู้สึกแปลกใจทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงพยายามกลั้นหัวเราะอยู่

   “ก็พี่สาธิตไงล่ะครับ นี่ไม่รู้เลยจริงๆ เหรอครับ เมื่อกี๊พี่สาธิตก็ไปส่งมายด์ที่บ้านแล้วด้วย”
   คนตัวสูงพยายามอธิบายเรื่องราวให้ผมฟัง ผมยอมรับว่าอึ้งพอสมควร เพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนทั้งๆ ที่เป็นคนในชมรมแท้ๆด้วยความที่ทั้งพี่สาธิตและมายด์ต่างก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้เห็นในทำนองของคนเป็นแฟนกันเลยสักนิด

   เอ หรือเป็นที่ผมเองกันแน่ที่ไม่เคยสังเกตเองหว่า ?

   “อีกอย่างนะครับ เหตุผลที่ผมเข้ามาช่วยชมรมดนตรี ก็ไม่ใช่เพราะเพราะมายด์ด้วย”

   “......”

   “ผมไม่ได้แอบชอบมายด์น่ะครับ”

   “อ้าว งั้นแล้วมันเพราะอะหยังล่ะ เหตุผลที่มึงมาช่วยเนี่ย”
   ผมถามกลับไปอีกรอบด้วยความสงสัยจริงๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมอยากรู้มากที่สุด แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีใคร่รู้ใคร่เห็นของผม ก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะหันมามองผมพร้อมกับอมยิ้มด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย

   “"ที่ผมเข้ามาช่วยชมรมดนตรีก็เพราะ...”
   แบงค์ทิ้งช่วงจังหวะครู่หนึ่ง ผมรู้สึกลุ้นตามไปด้วยจนแทบจะกลั้นหายใจเลยทีเดียว

   “เพราะ...”
   “เพราะ...?”

   “เพราะ......”
   “เพราะ......?”

   “เพราะ.........”
   “เพราะ.........อะหยังล่ะวะ”
   ผมพูดพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยายามยึกยักไม่ยอมพูดสักที

   “เพราะ... ไม่บอกดีกว่า ปล่อยให้สงสัยต่อไปละกันครับ”
   “เอ้า ไหงงั้นล่ะวะ”
   ผมย่นจมูกด้วยความผิดหวังทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ในขณะที่แบงค์เองก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ

   “ว่าแต่วันนี้เป็นยังไงมั่ง ให้ผมกี่คะแนนดีครับ”
   แบงค์เอ่ยถามแทรกขึ้นมา ซึ่งต่อให้ผมโง่แค่ไหนก็ดูรู้ว่าเจ้าตัวกำลังพยายามจะเปลี่ยนประเด็นอยู่ แต่เอาเถอะ ถ้ายังไม่อยากบอก ผมก็คงทำอะไรไม่ได้สินะ ถามมากไป เดี๋ยวจะพาลทำให้เสียบรรยากาศค่ำคืนคริสต์มาสที่มีความสุขเปล่าๆ

   “เออ ก็ดี บ่น่าเชื่อว่าระยะเวลาสั้นๆ แค่นี้ มึงจะพัฒนาฝีมือมาได้มากถึงขนาดนี้”

   ผมตอบกลับไปด้วยความสัตย์จริง ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายในวันนี้นั้นดูหล่อกว่าทุกวันที่ผ่านๆ มาจริงๆ นั่นล่ะ สังเกตได้จากสายตาของบรรดาสาวๆ โดยรอบที่ต่างก็หันมามองเจ้าตัวอยู่ ทำเอาผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินยังไงก็ไม่รู้แฮะ แต่ดูเหมือนแบงค์จะไม่ได้ใส่ใจกับสายตาที่ต่างก็จ้องมองมาที่ตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะตอนนี้เจ้าตัวเอาแต่มองขึ้นไปยังพระจันทร์ที่กำลังลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมหวนนึกถึงคำพูดของเด็กสาวข้างๆ ผมตอนที่อยู่หน้าเวทีเมื่อครู่ขึ้นมาทันที

   ให้อารมณ์ดูอบอุ่น แต่แฝงไว้ด้วยความเหงายังไงก็ไม่รู้
   ผมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ พลางนึกสังเกตอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง นั่นคือที่ผ่านมาบ่อยครั้งที่แบงค์มักจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าอยู่เสมอ อย่างตอนที่เจ้าตัวอยู่บนเวทีเมื่อกี้นั่นก็เช่นกัน

   
กลางงานเต้นรำในคืนจันทร์เต็มดวง ผู้คนรายล้อมเรา
ตราบนั้นราตรีกาลยังคงงันเงียบเหงา ไม่เป็นดั่งเช่นเคย
ฉันยืนอยู่ตรงนี้ แม้มีผู้คนรายล้อมนับพัน
ช่างมันเพราะฉันไม่คิดมองใครอื่นเลย

   น้ำเสียงของแบงค์ที่กำลังร้องท่อนนั้นคู่กับมายด์ในเพลงงานเต้นรำในคืนพระจันทร์เต็มดวงและสายตาที่ดูเหมือนจะเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งก้อนเมฆมาบดบังแสงของดวงจันทร์ราวกับว่าตนเองในตอนนั้นกำลังยืนอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว ซึ่งผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่านั่นคือการแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ของเนื้อหาเพลงหรือแท้จริงแล้วนั่นคือความรู้สึกลึกๆ ในใจของเจ้าตัวกันแน่

   “แล้วเพลงสุดท้ายล่ะครับ เป็นยังไงมั่ง”
   แบงค์เอ่ยถามในขณะที่สายตายังคงจ้องมองไปยังดวงจันทร์ที่กำลังลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ผมเอี้ยวตัวแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

   “มึงทำได้ดีมากๆ สมกับที่พยายามซ้อมมาตลอด...”
   “นั่นล่ะครับ เพลงพิเศษ ฟังมันไว้ให้ดี....”
   แบงค์เอ่ยแทรกขึ้นมา

   “......”

   ผมนิ่งเงียบไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น พร้อมกับพยายามใช้สมองอันน้อยนิดของตัวเองประมวลผล

   เพลงนั้นมัน...

   ฟุ่บ! ฟิ่ว!
   ปัง!!!
   เสียงของพลุดังขึ้นมา ดึงความสนใจทั้งของผมและแบงค์ รวมไปถึงผู้คนมากมายที่อยู่บนชั้นดาดฟ้าแห่งนี้ให้หันไปยังต้นเสียงนั้นทันทีอย่างพร้อมเพรียง

   พลุมากมายถูกจุดขึ้น ทำให้ท้องฟ้าในยามค่ำคืนนี้ถูกประดับประดาไปด้วยความสวยงามจากพลุหลากหลายสีทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบไปกับพลุเหล่านั้น

   TRRRRRR
   เสียงมือถือของผมที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงสั่นและดังแทรกขึ้นมา ผมก้มลงไปมองและจะล้วงหยิบมันขึ้นมา
   ทว่า...

   “ดูพลุกันเถอะครับ”
   พูดจบ แบงค์ก็ยื่นมือมาจับข้อมือผมรั้งไว้ราวกับพยายามที่จะห้ามไม่ให้ผมรับสายที่กำลังโทรเข้ามา

   “แต่...”
   “นะครับ ขอแค่คืนนี้คืนเดียว”

   คำพูดและสายตาที่ดูพยายามจะอ้อนวอนนั้น ทำเอาผมถึงกับไปต่อไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้แฮะ ผมจึงได้แต่ปล่อยให้มือถือสั่นดังอยู่ในกระเป๋ากางเกงโดยไม่ขัดขืนจนในที่สุดมันก็เงียบลง แบงค์จึงยอมปล่อยข้อมือผมก่อนจะหันกลับไปมองพลุที่ยังคงถูกจุดอย่างต่อเนื่อง

   “บางทีปล่อยให้มันเป็นไปในรูปแบบนี้อีกสักพักมันก็ดีเหมือนกันนะครับ...จนกว่าผมจะมีความกล้ามากกว่านี้ขึ้นมาอีกนิด”
   “หือ มึงว่าอะหยังนะ”
   ผมถามกลับด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดงึมงัมๆ ในลำคอจนผมไม่สามารถจับใจความได้

   “อ๋อ ไม่มีอะไร วิวสวยดีน่ะว่ามั้ยครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหันไปมองออกไปดูบรรยากาศตัวเมืองเชียงใหม่ในค่ำคืนนี้ ซึ่งก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่านั่นล่ะ

   “นั่นสิ”
   อนึ่ง ผมขอสารภาพตรงนี้เลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นบรรยากาศของตัวเมืองเชียงใหม่ในยามค่ำคืนจากที่สูงแบบนี้ จนบางทีก็สงสัยนะว่าเป็นคนเหนือได้ยังไง ขนาดแม่คะนิ้งยังไม่เคยเห็น

   “นันท์ครับ”
   “หือ?”
   “เมอร์รี่ คริสต์มาสนะครับ”
   แบงค์เอ่ยคำอวยพรนั้นออกมาโดยที่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับพลุเหล่านั้น ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “เออ เมอร์รี่ คริสต์มาสเช่นกัน”
   ผมอวยพรกลับไปก่อนที่จะหันกลับไปมองพลุต่อ

   ในค่ำคืนคริสต์มาสที่อากาศหนาวเย็นกำลังดีแบบนี้ ไม่ว่าที่ไหนก็ดูจะมีแต่ความสุขทั้งนั้น รวมถึงผมด้วยที่ตอนนี้รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรู้ว่าแบงค์นั้นไม่ได้แอบชอบมายด์

   เดี๋ยวนะ แล้วทำไมกูถึงต้องรู้สึกมีความสุขกับเรื่องนั้นด้วยล่ะ ?

   “มึง”
   “ครับ?”

   “ปีใหม่วางแผนไปไหนรึยังวะ”
   ผมเอ่ยถามออกไป คนถูกถามนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

   “ก็ยังไม่มีแพลนว่าจะไปไหนเป็นพิเศษนะ ทำไมเหรอครับ”
   “นับถอยหลังปีใหม่ด้วยกันกับกูมั้ย”

   ผมเอ่ยชวนแบงค์ออกไปซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดผมจึงเอ่ยชวนออกไปเช่นนั้น แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็อมยิ้มทันทีก่อนที่จะเอามือมายีหัวผมเบาๆ

   “ได้ครับ จะรอนะครับ”
   “สัญญานะเว้ย”
   “ครับ สัญญาแน่นอน”
   แบงค์ตอบตกลงกลับมา ผมยิ้มอย่างมีความสุขกับคำตอบที่ได้ยิน

   ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในใจ ณ ตอนนี้มันคืออะไรกัน ผมเองก็ยังสงสัย แต่ที่ผมรู้แน่ๆ ในตอนนี้ก็คือ ผมมีความสุขกับมันมากๆ มากเสียจนอยากจะเก็บมันไว้คนเดียวไม่แบ่งให้ใคร และไม่ต้องการให้ใครมายืน ณ ตรงที่นี้แทนผมด้วย
   

   นั่นล่ะ คือความคิดและความรู้สึกของผมในตอนนี้


จบคาบเรียนที่สิบสาม

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่สิบสี่
   
   หลังผ่านพ้นคริสต์มาสไป พวกผมก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติกัน เอ หรือจะเรียกว่าไม่ปกติดีหว่า เพราะอีกไม่นานก็จะสอบเก็บคะแนนอีกแล้วนี่หว่า แต่ช่างแม่งมันก่อนเถอะ เพราะก่อนหน้านั้นขอสำราญกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก่อนแล้วกัน

   “เฮ้ย สรุปพรุ่งนี้เราจะไปฉลองปีใหม่ที่ร้านมิสติกนะเว้ย”
   ไอ้เต้ยเอ่ยกำชับเพื่อนๆ ในกลุ่มหลังจากที่คาบเรียนสุดท้ายของปีนี้หมดลง

   ใช่แล้วครับ พรุ่งนี้ก็วันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมซึ่งก็เป็นวันสุดท้ายของปีนี้แล้ว จะว่าไปปีๆ หนึ่งนี่ก็ผ่านไปไวจนน่าใจหายเหมือนกันแฮะ เหมือนจะยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยยังไงก็ไม่รู้

   “ไอ้ร้านที่อยู่บนชั้นดาดฟ้าห้างเมญ่านั่นเหรอวะ”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยถามเพื่อความมั่นใจพลางเก็บหนังสือใส่กระเป๋าไปด้วย ไอ้เต้ยพยักหน้าเป็นคำตอบกลับมา

   “แต่อายุพวกเรายังไม่ถึงเลยไม่ใช่เหรอครับ คุณเพื่อนเต้ย”
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางขยับแว่นหนาบนใบหน้าให้เข้าที่

   “มึงกับคุยกับใครอยู่ ให้มันรู้มั่ง”
   ไอ้เต้ยยิ้มมุมปากตอบกลับมาด้วยสีหน้ามั่นใจ ซึ่งก็ทำให้พวกผมเข้าใจความหมายในคำพูดนั้นทันที ก่อนที่ทุกคนจะพยักตอบรับกับคำพูดนั้นของไอ้เต้ยแล้วจึงแยกย้ายกัน

   “ไอ้นันท์”
   “หือ?”
   ผมเลิกคิ้วสูงหันไปยังไอ้เต้ยที่เอ่ยเรียกชื่อผม

   “พรุ่งนี้มึงจะไปกับไอ้แบงค์ก็ได้นะ กูอนุญาต”
   พูดจบ ไอ้เต้ยก็ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
   “ทำไมต้องจำเพาะเจาะจงไอ้แบงค์มันด้วยวะ”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าไว้กลางหลัง

   “เอ้า ก็เผื่อมึงอยากฉลองปีใหม่ด้วยกัน ตามประสาข้าวใหม่ปลามันยังไงล่ะ”
   ผมยิ่งหรี่ตาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม

   “พูดเหี้ยอะหยังของมึงเนี่ย ไอ้เต้ย”
   “เอ้า นี่มึงกับแบงค์ยังบ่ได้...”
   “บ่ได้อะหยังวะ”
   ผมถามแทรกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบทิ้งจังหวะไป

   “ก็เห็นไอ้แบงค์มันอุตส่าห์ร้องเพลงนั้นแล้วแท้ๆ กูก็นึกว่ามึง...”
   “เพลง? เพลงไหนวะ”
   ผมเอ่ยถามด้วยความงุนงง เหมือนกับว่าแทนที่จะรู้เรื่องกลับกลายเป็นว่างงหนักมากขึ้นกว่าเดิม

   “เออ ช่างแม่งเหอะ สมเป็นมึงจริงๆ เลยว่ะ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เจอกันนะเว้ย ทุ่มนึง ห้ามเบี้ยวล่ะ กูไปละ”
   พูดจบไอ้เต้ยก็เดินจากไปโดยทิ้งปริศนาสายฟ้าผ่าเอาไว้ ให้ผมคาใจเล่นๆ ผมเดินออกจากห้องไปด้วยความมึนงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ก่อนจะล้วงกุญแจรถในกระเป๋าออกมาแล้วเดินลงจากอาคารเรียนไปยังลานจอดรถ

อนึ่ง วันนี้ผมไม่มีนัดติวหนังสือกับแบงค์น่ะครับ ขอพักบ้างอะไรบ้างน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “อ้าว นันท์ จะกลับแล้วเหรอ”
   เสียงของมายด์เอ่ยทักผมทันทีที่เห็นผมเดินลงมาถึงชั้นล่างสุด

   “อื้ม แล้วนั่นจะหอบหนังสือไปไหนมากมายน่ะ”
   ผมเอ่ยถามกลับไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายหอบกองหนังสือสูงซึ่งดูแล้วท่าทางจะหนักไม่ใช่น้อย

   “ก็เอาไปไว้ที่ห้องพักครูน่ะ”
   “มา งั้นเดี๋ยวช่วย”
   ผมแบ่งกองหนังสือนั้นมาจากมายด์ครึ่งหนึ่งก่อนจะเดินประกบคู่ตามเธอยังไปห้องพักครู

   “พรุ่งนี้นันท์จะไปฉลองปีใหม่ที่ไหนเหรอ”
   มายด์หันมาเอ่ยถามผม

   “ก็ตกลงกับพวกไอ้เต้ยว่าจะไปนั่งร้านมิสติกบนเมญ่าน่ะ”
   “อายุถึงเหรอ”
   “ไปกับพ่อเลี้ยงเต้ยกลัวอะหยัง”
   มายด์หัวเราะทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น

   “แล้วแบงค์ล่ะ บ่ไปฉลองกับแบงค์เขาเหรอ”
   “ก็คงไปด้วยกันน่ะล่ะ แต่เดี๋ยวนะ ทำไมต้องถามถึงแบงค์ด้วยน่ะ”

   “บ่ชอบให้ถามเหรอ”
   มายด์ทำสีหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น

   “เปล่าๆ บ่ใช่ๆ ก็แบบมีแต่คนถามถึงมันตลอดเวลาเจอหน้าเราไง ก็เลยงงๆ”
   “อ้าว นี่นันท์กับแบงค์ตกลงยังบ่ได้เป็น...”

   “เป็น?”
   ผมเอ่ยถามย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายทิ้งช่วงไป
   “อ้อ เปล่าๆ บ่มีอะหยังจ้ะ แค่สงสัยน่ะ ก็เห็นแบงค์เขาร้องเพลงนั้นก็เลยคิดว่าจะมีอะหยังคืบหน้าไปแล้วเสียอีก”

   “คืบหน้า? คืบหน้าอะหยัง”
   ผมขมวดคิ้วงุนงงหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินประโยคที่แฝงไว้ด้วยคำพูดที่ชวนสงสัยก่อนจะวางกองหนังสือในมือลงบนโต๊ะทันทีที่มาถึงห้องพักครู

   “รู้สึกสงสารแบงค์ยังไงก็บ่รู้แฮะ ช่างมันเหอะ แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่ช่วยยกหนังสือเนี่ย”
   ผมพยักหน้ายิ้มตอบกลับไปในขณะที่ในใจก็นึกสงสัยในสิ่งที่มายด์พูดถึงอยู่นั้นคืออะไร แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมายนักจึงไม่ได้ถามต่อ

   “ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะ ไปละ”
   มายด์กล่าวอวยพรก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับผมที่โบกมือลาให้กับเธอเช่นกันก่อนที่จะหันหลังมุ่งไปยังลานจอดรถ


   และแล้ววันสุดท้ายของปีนี้ก็มาถึง

   หนึ่งในเทศกาลที่ใครต่อใครต่างก็ชื่นชอบและสนุกสนานไปกับมัน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชื่นชอบเทศกาลนี้มากๆ รองจากวันสงกรานต์เลยก็ว่าได้ ผมชอบช่วงบรรยากาศที่ใครต่อใครต่างก็รื่นเริงและรอคอยวินาทีที่เปลี่ยนจากปีเก่าเป็นปีใหม่ มันชวนให้รู้สึกว่าชีวิตเรายังมีอะไรให้ต้องพบเจออีกเยอะ

   “เอ้า ชนแก้วแล้วแดกหน่อยเว้ย”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นพิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร้านเหล้าจากปกติที่ไม่เคยเข้าอันเนื่องมาจากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่ด้วยบารมีอันสูงส่งของไอ้เต้ย จึงทำให้อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด พวกผมยกแก้วขึ้นชนตามคำชวนนั้นอย่างไม่รีรอก่อนจะจิบเจ้าน้ำสีทองที่มีฟองสีขาวด้านบนทันที

   เหี้ย ขมใช้ได้เลยเว้ยไอ้สิ่งที่เรียกว่าเบียร์เนี่ย ถึงจะรู้ว่ามันไม่ดี แต่นานๆ ทีก็ไม่น่าจะเป็นอะไรคงไม่ร้ายแรงเท่าเหล้าขาวเชียงดาวเหมือนคราวก่อนหรอก

   มั้งนะ

   ผมวางแก้วลงพร้อมปาดฟองที่ติดอยู่เหนือริมฝีปากออกพลางมองไปยังบริเวณรอบๆ บนชั้นดาดฟ้าของห้างเมญ่าซึ่งก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายที่มาร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เฉกเช่นเดียวกับพวกผม ดูทุกคนต่างจะสนุกสนานไปกับค่ำคืนนี้กันเสียจริง

   แต่หากจะมีใครพลาดที่จะร่วมสนุกไปกับค่ำคืนนี้สักคน คนๆ นั้นก็น่าจะเป็น “แบงค์” นี่ล่ะ

   Power Bank : ขอโทษด้วยนะครับที่ตอบช้า เพิ่งตื่น พอดีไข้ขึ้น คงออกไปด้วยไม่ได้แล้วล่ะครับ
   ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้อ่านข้อความนั้นที่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อครู่หลังจากที่ผมส่งข้อความไปถามหาตั้งแต่เมื่อตอนเย็นแต่เพิ่งจะได้รับคำตอบ

   นันทการ : แล้วมึงไปหาหมอรึยังวะ
   ผมส่งข้อความกลับไป
   Power Bank : ยังเลยครับ แต่กินยาแล้ว นี่ก็ว่าจะนอนต่อ เผื่อไข้จะลดลง ถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้นยังไงค่อยไปหาหมออีกทีน่ะครับ

   แบงค์ส่งข้อความกลับมา ผมเม้มปากเล็กน้อย
   นันทการ : เออๆ งั้นพักผ่อนเยอะๆ นะ หายไวๆ ล่ะมึง

   Power Bank : เป็นห่วงผมเหรอครับ
   นันทการ : หรือจะให้กูแช่ง

   Power Bank : ไม่เอาครับ ยังไงก็ขอบคุณมากครับ แล้วก็ขอโทษด้วยที่ไม่ได้นับถอยหลังด้วยกัน ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะครับ

   ผมนิ่งเงียบเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อความนั้นถูกส่งมา
   "เฮ้ย ไอ้ยีสต์ คนนี้มึงไปนอนเป็นเพื่อนกู ที่บ้านกูนะเว้ย"
   ไอ้เต้ยหันไปบอกไอ้ยีสต์ที่กำลังมองดูสาวๆ อยู่ ก่อนที่จะหยิบเบียร์ขึ้นมาจิบ

   "อ่าว แล้วพ่อแม่มึงล่ะ"
   ไอ้ยีสต์หันกลับมาถาม พร้อมกับยกเบียร์ขึ้นมาจิบเช่นเดียวกันกับไอ้เต้ย

   "ไปฉลองปีใหม่บ้านญาติที่ต่างจังหวัด"
   ไอ้เต้ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งก่อนที่จะยกมือเรียกพนักงานเพื่อสั่งเบียร์เพิ่ม   

   "แล้วอะหยังมึงบ่ไปกับเขาล่ะ"
   "กูขี้เกียจ มีแต่ญาติพี่น้องวุ่นวะวุ่นวาย คุยข่มทับกันไปกันมา กูรำคาญ"
   "อินดี้มากเลยมึง ว่าแต่อะหยังกูต้องไปนอนที่บ้านมึงด้วยวะ"
   ไอ้ยีสต์ถามด้วยความสงสัยในขณะที่สายตานั้นยังคงจ้องมองสาวสวยที่เดินผ่านไปมา

   "ก็บ่อะหยัง ก็แค่กูสั่ง"
   ไอ้เต้ยตอบกลับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

   "อันนี้เผด็จการละ ไอ้สัส"
   ไอ้ยีสต์แขวะกลับไปพร้อมกับยกเบียร์ขึ้นมาจิบอีกรอบ

   "หรือมึงจะบ่ไป"
   ไอ้เต้ยถามด้วยน้ำเสียงขู่แกมบังคับ ไอ้ยีสต์ยกมือปัดเป็นเชิงปฏิเสธโดยที่ยังไม่ละสายตาจากสาวๆ ไอ้เต้ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นท่าทีแข็งข้อของไอ้ยีสต์

   "ถ้ามึงบ่ไป กูจะแฉเรื่องคืนคริสต์มาสของมึงนะ"
   ทันทีที่ไอ้เต้ยพูดจบ ทั้งผม ไอ้โอ๊ต รวมไปถึงไอ้ยีสต์ต่างหันไปมองไอ้เต้ยโดยพร้อมเพรียงกันทันที

   "วันก่อน? อะหยังวะ"
   ผมเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยใคร่รู้เฉกเช่นเดียวกับไอ้โอ๊ตที่ยอมละสายตาจากหน้าจอเกมในมือถือ ส่วนไอ้ยีสต์ผู้ที่ถูกพาดพิงก็ทำหน้าเหวอตาโตอ้าปากค้างทันที ในขณะที่ไอ้เต้ยผู้เปิดประเด็นขึ้นมายังคงทำสีหน้าราบเรียบนิ่งเฉย พร้อมยกเบียร์ขึ้นมาจิบเล็กน้อยก่อนที่จะวางลงบนโต๊ะอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

   "คือ เมื่อคืนวันคริสต์มาสเว้ย ไอ้เหี้ยยีสต์มัน...."
   เพี้ยะ!!!

   “......”
   “......”
   “......”
   “......”

   เสียงตบหัวดังขึ้นทันทีโดยที่ไอ้เต้ยยังไม่ทันได้พูดให้จบประโยค ไอ้เต้ยนิ่งเงียบไปครู่พร้อมกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบหัวตัวเองตรงจุดที่ถูกไอ้ยีสต์ตบเข้าอย่างจังก่อนที่จะหันไปมองอีกฝ่ายที่กำลังทำสีหน้าซีดเผือดด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว

   "ไอ้เหี้ยยีสต์ นี่มึงกล้าตบหัวกูเหรอวะ!?"
   ไอ้เต้ยถามด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แฝงไว้ด้วยความดุดัน

   "เอ่อ...เฮ้ย เฮ้ย กะ...กูขอโทษ สุมาเต๊อะ กะ...ก็มึงอะ มึงจะแฉกูนี่หว่า..."
   ไอ้ยีสต์เอ่ยขอโทษด้วยสีหน้าเจื่อนๆ พร้อมกับน้ำเสียงสั่นตะกุกตะกัก ไอ้เต้ยรีบคว้าคอไอ้ยีสต์มาล็อกเอาไว้ทันที

   "ไอ้เหี้ย มึงโดนนน!"
   ดูจะสนุกสนานกันจังนะพวกมึงทั้งสองคนเนี่ย แต่ก็ว่าไม่ได้ เห็นแดกไปแล้วหลายแก้วอยู่ ในขณะที่ตัวผมเองยังไม่หมดแก้วแรกเลย ส่วนหนึ่งคงเพราะยังฝังใจจากคืนสันป่าเกี๊ยะนั้นด้วยล่ะมั้ง

   “เป็นอะไรไปครับ คุณเพื่อนนันท์ดูเงียบๆ ไปนะครับ”
   ไอ้โอ๊ตหันมาถามผมด้วยความสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางนิ่งเงียบไม่เข้ากับบรรยากาศแห่งความสุข

   “ก็ไอ้แบงค์น่ะดิมาบ่ได้แล้วว่ะ”
   ผมตอบกลับไปพลางขมวดคิ้วเม้มปากเล็กน้อย

   “อ้าว เพราะอะไรล่ะครับ”
   “เห็นว่าบ่สบาย ไข้ขึ้นว่ะ”

   “ไข่ขึ้น?”
   ไอ้ยีสต์ยิงมุกเสื่อมแทรกขึ้นมา ผมกับไอ้โอ๊ตหันไปหรี่ตามองด้วยความสมเพชพร้อมกับชูนิ้วกลางใส่มัน

   “คุณเพื่อนแบงค์มาไม่ได้ แล้วยังไงเหรอครับ ทำไมคุณเพื่อนนันท์ต้องดูผิดหวังด้วยล่ะครับ”
   “เอ่อ...ก็มัน...”
   ผมอึกอักเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปยังไงดี

   “อยากไปหาคุณเพื่อนแบงค์อย่างนั้นเหรอครับ”
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามออกมาก่อนที่จะก้มหน้าลงไปเล่นเกมในมือถือต่อ ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น

   “ก็...”
   “มึงเป็นห่วงไอ้แบงค์อย่างนั้นเหรอวะ”
   ไอ้เต้ยหันมาเอ่ยถามหลังจากที่เจ้าตัวเพิ่งจะซัดเบียร์ไปจนหมดแก้ว

   “บ่รู้ว่ะ แค่...”
   “ถ้ามึงอยากไปก็ไปดิวะ จะมานั่งทำหน้าหงอยเป็นกอลลั่มโดนเชือดทำเหี้ยอะหยังอยู่วะ”
   ไอ้ยีสต์ที่ตอนนี้ยังโดนไอ้เต้ยล็อกคออยู่หันมาบอกผม ผมเงยหน้าขึ้นมองพวกเพื่อนๆ ยอมรับครับว่าใจหนึ่งก็อยากไปหาแบงค์อยู่เหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งก็...

   “กูเกรงใจพวกมึงว่ะ ถ้ากูไปพวกมึงจะบ่ว่าอะหยังกูเหรอวะ”
   “เกรงใจเหี้ยอะหยัง มึงอยากไปก็ไปดิวะ พวกกูจะว่าอะหยังมึง มึงกับพวกกูก็เจอหน้ากันทุกวันแท้ๆ คิดอะหยังนักวะ”
   ผมทำหน้าเหวอทันทีที่ไอ้เต้ยหันมาสบถใส่

   “กะอีแค่มึงบ่ได้อยู่ฉลองปีใหม่กับพวกกู พวกกูก็บ่ได้จะตัดขาดความเป็นเพื่อนกับมึงซะหน่อย ใช่มั้ยวะ”
   ไอ้เต้ยหันไปถามคนอื่นที่เหลือ ทั้งไอ้โอ๊ตและไอ้ยีสต์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย

   “มึงทำตัวแปลกๆ นะเฮ้ย อยู่ๆ มานึกเกรงอก เกรงใจอะหยัง ไร้สาระว่ะ“
   ไอ้ยีสต์ด่าสมทบมาอีกคน กลายเป็นว่านี่ผมต้องรู้สึกผิดที่อยู่ๆ เสือกเกิดเกรงใจพวกมันเหรอเนี่ย

   “ถ้ามึงอยากจะไป ก็รีบๆ ไปเถอะ”
   “เออๆ งั้นกูไปแล้วนะเว้ย ไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าละกัน”
   ผมลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวลาทุกคน

   “เดี๋ยว ไอ้นันท์”
   “อะหยังของมึงอีกวะ ไอ้เต้ย”
   ผมขมวดคิ้วถามด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย สรุปจะให้กูไปหรือไม่ให้ไปกันแน่วะ

   “สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเหมือนกัน มีอะหยังก็รีบเคลียร์ให้มันจบๆ ซะ โอกาสดีๆ แบบนี้บ่ได้มีบ่อยๆ นะเว้ย”
   ไอ้เต้ยพูดอย่างมีเลศนัย ผมพยักเพยิดหน้าเป็นเชิงรับรู้ถึงแม้จะงุนงงกับคำพูดที่ฟังดูแปลกๆ นั้นอยู่บ้างก่อนที่จะเดินไปยังลิฟท์แก้ว เพื่อลงไปยังชั้นบีหนึ่งซึ่งเป็นชั้นของลานจอดรถจักรยานยนต์ และทันทีที่มาถึงลานจอด ผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

   หอแบงค์อยู่ไหนวะ ?

   จะว่าไป ไอ้เราก็ไม่เคยไปเลยสักครั้งนี่หว่า ทั้งๆ ที่ก็รู้จักกันมาก็หลายเดือนแล้วแท้ๆ ทันทีที่คิดเช่นนั้นผมก็หยิบมือถือขึ้นมาพร้อมกับกดเบอร์ไปยังอีกฝ่ายทันที

   “......”

   แต่เดี๋ยวนะ ถ้ากูโทรถาม มันก็ไม่เซอร์ไพรส์น่ะสิ

   
   ทันทีที่คิดเช่นนั้นผมก็รีบกดวางสายแล้วทักแช็ตไปหาไอ้โอ๊ตด้วยความรวดเร็ว เพราะมันเป็นเพื่อนของแบงค์ก็น่าจะรู้จักหอของอีกฝ่ายแน่ๆ

ทว่า...

   Oat lnwศาสตร์ : ไม่ทราบครับ ไม่ถามคุณเพื่อนแบงค์เอาเองล่ะครับ แล้วอีกอย่างทักมาสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้มันขัดจังหวะเล่นเกมของผมมากๆ เลยนะครับ คุณเพื่อนนันท์

   ไหงกลายเป็นกูเป็นฝ่ายผิดไปเสียงั้นละวะ แล้วแบบนี้กูจะรู้หอแบงค์ได้ยังไงล่ะเนี่ย

   เอ้อ ใช่ เจ๊บัวยังไงล่ะ เจ๊บัวน่าจะรู้แน่ๆ

   ทันทีที่คิดได้เช่นนั้นผมก็รีบเร่งฝีเท้าวิ่งออกจากห้างไปยังร้านมินิคาเฟ่ของเจ๊บัว โอ๊ยยย ทำไมการจะเซอร์ไพรส์มันยากเย็นอะไรแบบนี้วะเนี่ย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้ายังไงก็ไม่รู้แฮะ

   และทันทีที่ไปถึง

   “โอ้ พอดีเลย จะไปหาแบงค์เหรอจ๊ะ ดีเลยๆ ลูกค้าที่้ร้านเยอะมาก เจ๊คงไม่ได้ไปแล้วล่ะ งั้นยังไงเจ๊ฝากเยี่ยมไข้แบงค์แทนเจ๊ด้วยนะจ๊ะ ส่วนที่อยู่ เอ้านี่...นี่เลย อ้อ แล้วก็เอานี่ไปด้วย เป็นของเยี่ยมไข้ รบกวนด้วยนะ ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะจ๊ะ”

   เจ๊บัวพูดรวบรัดตัดบทด้วยความรวดเร็วทันทีที่ผมบอกเจตนารมณ์ของผมออกไปโดยที่ไม่เปิดจังหวะให้ผมได้เอ่ยแทรกเลยแม้แต่นิดเดียว ผมรับขนมเยี่ยมไข้และแผนที่หอของแบงค์ที่เจ๊บัวเพิ่งหันไปเขียนให้เมื่อครู่อย่างงงๆ ก่อนที่จะยกมือไหว้และกล่าวสวัสดีปีใหม่กลับไป เจ๊บัวหันมายิ้มรับไหว้อย่างมีความสุข ถึงแม้ลูกค้าจะค่อนข้างเยอะกว่าวันอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่เจ๊บัวกลับไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย

   ผมเดินกลับไปยังลานจอดรถแล้วจึงขี่รถออกจากห้างมุ่งไปยังหอของแบงค์ตามแผนที่ที่เจ๊บัวเขียนมาให้ด้วยใจที่รู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก


   บรรยากาศสองข้างทางในตอนนี้มีผู้คนมากมายกำลังออกมาร่วมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทำให้ตัวเมืองเชียงใหม่ในค่ำคืนนี้ดูครึกครื้นเป็นพิเศษ

   หลังจากที่ผมขี่รถฝ่าการจราจรที่ติดขัดเป็นพิเศษ ในที่สุดผมก็มาถึงหอของแบงค์เสียที ซึ่งก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก ใกล้ชนิดที่ว่าเดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงด้วยซ้ำมั้ง

   ก๊อก ก๊อก ก๊อก
   ผมเคาะประตูเบาๆ ก่อนที่จะยืนนิ่งเพื่อรอให้อีกฝ่ายออกมาเปิดประตู

   “ครับๆ รอแป๊บนึงนะครับ เจ๊”
   แบงค์ตอบกลับมา ผมกลั้นหัวเราะเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   แอ๊ดดด
   “เจ๊มาอย่างนี้ แล้วใครอยู่เฝ้าร้าน...ล่ะ...ครับ...”
   แบงค์เอ่ยถามหลังจากที่เปิดประตูออกมาช้าๆ ก่อนที่จะนิ่งเงียบทันทีที่เห็นว่าคู่สนทนาไม่ใช่คนที่ตนคิดเอาไว้


   “นันท์!”


จบคาบเรียนที่สิบสี่


หายไปหลายวัน อัปทีเดียวสองตอนเลยละกัน ฮ่าฮ่าฮ่า

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :katai3:

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่สิบห้า

   แบงค์เบิกตากว้างเอ่ยชื่อของผมออกมาด้วยความตกใจทันทีที่เรียกสติกลับมาได้

   “มาได้ยังไงน่ะครับ”
   “กูก็ถามเจ๊บัวยังไงล่ะ เอานี่ ของเยี่ยมไข้จากเจ๊บัว เจ๊แกมาบ่ได้เพราะลูกค้าเยอะ กูก็เลยมาแทน”
   ผมตอบกลับไป พร้อมกับชูถุงขนมในมือยื่นส่งไปให้แบงค์เจ้าตัวรับมันไปพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาแล้วทำท่าเหมือนฉุกใจคิดอะไรขึ้นมาได้

   “เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ”
   แบงค์เอ่ยบอกผมสั้นๆ ก่อนที่จะปิดประตูโดยทิ้งให้ผมยืนงงข้างนอกคนเดียว ผมได้ยินเสียงกุกกักเล็กน้อยดังมาจากข้างใน แล้วตามด้วยเสียง โอ๊ย เบาๆ ก่อนที่จะเงียบไป ในขณะที่ผมกำลังสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่นั่นเอง แบงค์ก็เปิดประตูออกมาพอดี

   “เข้ามาข้างในก่อนสิครับ”
   แบงค์พูดเชื้อเชิญผมด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อยก่อนที่จะถอยหลังแล้วหันเดินกลับเข้าไปในห้องด้วยท่าเดินกะเผลกๆ

   “เป็นอะหยังของมึงว่ะ เดินแปลกๆ”
   ผมถามพร้อมกับถอดรองเท้า แล้วเดินเข้าไปข้างในก่อนที่จะหันไปบิดประตู

   “นิดหน่อยครับ ไม่มีอะไรมาก ห้องรกไปหน่อยนะครับ”
   แบงค์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้น ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ช่างเถอะ ผมถือวิสาสะเดินไปหาจานเพื่อมาใส่ขนม พร้อมหันไปมองรอบห้องของอีกฝ่ายที่เจ้าตัวบอกว่ารก แต่ขอโทษทีเถอะครับ หากนี่เรียกว่ารก ห้องของผมคงต้องเรียกว่าถังขยะแล้วล่ะ

   ห้องของแบงค์ในมุมมองของผมนั้นเรียกได้ว่าสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบมากๆ ข้าวของถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ต่างจากห้องของผมอย่างเห็นได้ชัดและสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมได้เป็นอย่างดี ก็คงจะเป็นเหล่ารูปถ่ายทั้งหลายที่ถูกแปะติดเอาไว้ข้างฝาผนังทำให้ห้องดูเป็นศิลปะมากขึ้น และยังเป็นการยืนยันว่าแบงค์นั้นรักการถ่ายรูปมากจริงๆ

   และหนึ่งในบรรดารูปที่ถูกแปะอยู่นั้น ก็มีรูปหมู่ที่ถ่ายกันตอนไปสันป่าเกี๊ยะรวมอยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นรูปเดียวที่ต่างออกไปจากรูปใบอื่นที่เป็นรูปธรรมชาติ สิ่งของทั่วไป

   “ไข้เป็นยังไงมั่งวะ”
   ผมเอ่ยถามพร้อมกับจัดขนมใส่จาน ก่อนที่จะเดินอ้อมโต๊ะไปนั่งลงบนโซฟา

   “ก็ยังพอมีไข้ต่ำๆ อยู่น่ะครับ แล้วก็มีปวดหัวบ้างนิดหน่อย”
   แบงค์ตอบกลับมาพร้อมกับเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นออกมารินใส่แก้วให้ผม

   “แล้วนี่นึกยังไง ถึงมาหาผมล่ะครับ พวกเพื่อนๆ เขาไม่ว่าเอาเหรอครับ”
   อีกฝ่ายถามผมก่อนที่จะนั่งลงบนโซฟาตัวข้างพร้อมกับกดรีโมทเปิดทีวีขึ้นมา ซึ่งเต็มไปด้วยข่าวคราวและรายการเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่

   “พวกนั้นมันบ่ได้คิดอะหยังมากหรอก ฉลองด้วยกันทุกปีอยู่แล้ว จะบ่ได้ฉลองด้วยกันสักปีคงบ่เป็นอะหยังหรอก อีกอย่างก็เจอกันอยู่ทุกวันด้วย”

   “อ้าว แล้วผมล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยแทรกถามขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย

   “หือ ยังไงวะ”
   “ก็กับผม เราก็เจอหน้ากันเกือบทุกวันเหมือนกันนี่ครับ”
   แบงค์ถามผมด้วยความสงสัย ผมขมวดคิ้วงงนิดหน่อย ก่อนที่จะคิดทบทวนคำถามของอีกฝ่ายอีกรอบ แล้วจึงส่งเสียงร้อง อ๋อ ออกมาเบาๆ

   “นั่นมันคนละกรณี”
   “ยังไงล่ะครับ”
   แบงค์ยังคงพยายามที่จะถามต่อด้วยความสนใจใคร่รู้ทำเอาผมถึงกับรู้สึกอึกอักพอสมควร

   “เอ่อ...ก็...ก็...”
   “ก็...?”

   “ก็มึงกำลังป่วยบ่สบายอยู่ยังไงล่ะ”
   “มันเกี่ยวกันด้วยเหรอครับ”
   แบงค์ขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะส่งเสียงไอแค่กๆ เล็กน้อย

   “เอ้า ไอ้ห่า กูอุตส่าห์มาเยี่ยมไข้เพราะเป็นห่วง อีกอย่างมึงสัญญากับกูไว้จะนับถอยหลังรับปีใหม่ด้วยกันบ่ใช่เหรอวะ แล้วยังจะเสือกมากวนตีนกูอีก งั้นกูกลับแล้วนะเว้ย”
   ผมพูดด้วยน้่ำเสียงจริงพร้อมกับขมวดคิ้วเป็นเชิงไม่พอใจเล็กน้อย แบงค์รีบคว้าข้อมือของผมเอาไว้อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าผมมีทีท่าจะเดินออกไป

   “ขอโทษด้วยครับ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้รู้สึกไม่ดี”
   แบงค์เอ่ยขอโทษออกมาด้วยถ้อยคำชัดเจน อันที่จริงผมก็ไม่ได้โกรธอะไรขนาดนั้น ก็แค่...

   “สัญญานั้นผมไม่ได้ลืมหรอกครับ และผมก็ดีใจมากๆ ด้วยที่นันท์มาหาผมในคืนนี้”

   ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
   แล้วกูจะใจเต้นทำแป๊ะอะไรวะเนี่ย

   “เดี๋ยวรอตรงนี้สักครู่นะครับ”
   พูดจบ แบงค์ก็ลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในอีกห้องพร้อมกับปิดประตู ผมจึงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอีกรอบ ก่อนที่สายตาของผมจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างซึ่งก็คือชั้นวางต้นกระบองเพชร

   ผมลุกขึ้นเดินไปดูยังชั้นวางนั้น ที่มีต้นกระบองเพชรมากมายหลากหลายสายพันธุ์เต็มไปหมด บางสายพันธุ์ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ

   เอ...ว่าแต่มันอยู่ตรงไหนวะ
   ผมพยายามสอดส่ายสายตามองหาบางอย่างในชั้นวาง
   อ๊ะนี่ไง มาอยู่อะไรตรงนี้เนี่ย

   ผมเงยหน้ายืนตัวตรงมองไปยังชั้นวางหนังสือที่ตั้งอยู่ข้างๆ ชั้นวางต้นกระบองเพชร เจ้า “คิริโตะ” กับ “อาสึนะ” ชื่อของกระบองเพชรคู่ที่ผมตั้งชื่อและเลือกให้กับแบงค์เมื่อตอนที่ไปเดินเที่ยวถนนคนเดินเมื่อคราวก่อนนู้น คือสิ่งที่ผมกำลังมองหาอยู่

   มันทั้งสองถูกนำออกมาตั้งแยกไว้ต่างหากจากกระบองเพชรต้นอื่นๆ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่านะ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าคิริโตะกับอาสึนะจะได้รับการดูแลที่ดีกว่าต้นอื่นๆ เป็นพิเศษ ผมอมยิ้มเล็กน้อยอย่างมีความสุขก่อนที่สายตาของผมจะไปสังเกตเห็นบางอย่างที่ตั้งอยู่ข้างหลังเจ้าคิริโตะกับอาสึนะ

   ดูเหมือนจะเป็นกรอบรูปแบบตั้งโต๊ะ แต่มันถูกคว่ำหน้าเอาไว้อยู่ ผมจึงเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู

   “......”

   “เรียบร้อยแล้วครับ ไปกันเถอะ”
   ในจังหวะที่ผมกำลังพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นเสียงของแบงค์เอ่ยดังขึ้นพร้อมกับเปิดประตูออกมา ผมจึงรีบหันตัวกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับแบงค์ที่ดูจะตกใจเช่นเดียวกันที่เห็นผมอยู่อยู่ตรงหน้าเจ้าคิริโตะกับอาสึนะ

   “ทำอะไรอยู่น่ะครับ”
   “เปล่าๆ กูก็แค่เห็นเจ้าคิริโตะกับอาสึนะแล้วคิดถึงมันเฉยๆ น่ะบ่ได้มีเจตนาจะสอดส่องอะหยังของมึงเลยสักนิด”
   เป็นการตอบที่ฆ่าตัวตายจริงๆ เลยกู

   “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ ว่าแต่เห็นอะไรรึเปล่าน่ะครับ”
   แบงค์เดินเข้ามาใกล้ๆ ด้วยสีหน้าวิตกเล็กน้อย

   “ก็เปล่านะ นั่นแน่ะ ซ่อนอะหยังไว้น่ะ หนังสือโป๊งั้นเหรอวะ”
   แบงค์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำแซวนั้น ก่อนที่จะหัวเราะเบาๆ ออกมา

   “ผมไม่มีของแบบนั้นหรอกครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา ก่อนที่จะเดินไปยังโต๊ะทำงานแล้วจึงเอากรอบรูปนั้นใส่ลงในลิ้นชักอย่างรวดเร็ว

   “รูปอะหยังวะ”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ หรือจะเรียกว่าเผือกก็คงได้

   “ไม่มีอะไรครับ”
   “นั่นแน่ะ ทำเขินนะมึง”
   ผมยังคงแซวต่อเมื่อเห็นท่าทีเขินอายของอีกฝ่าย

   “เขินอะไรที่ไหนครับ ไม่มี๊ รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันนับถอยหลังนะครับ”
   แบงค์ปฏิเสธที่จะตอบ ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความเสียดาย ก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าชุดที่แบงค์ใส่อยู่ในตอนนี้นั้นเป็นคนละชุดกันกับเมื่อครู่

   “ไปไหนวะ”
   “ก็ไปสวัสดีปีใหม่กันยังไงล่ะครับ”

   “แต่มึงเป็นไข้อยู่บ่ใช่เหรอวะ”
   ผมแย้งกลับไปเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น

   “ไปแค่วัดเจดีย์หลวงใกล้ๆ แค่นี้เองครับ เดี๋ยวก็กลับแล้ว อีกอย่างผมกินยาแล้วก็ใส่เสื้อกันหนาวไว้แล้วด้วยครับ”
   เจ้าตัวพยายามที่จะโน้มน้าวผมให้ได้ ก่อนที่จะหยิบกล้องถ่ายรูปที่ตั้งอยู่บนชั้นวางหนังสือขึ้นมาคล้องคอไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูสดใส
   ให้ตายสิ พอเห็นรอยยิ้มนั้นทีไร ทำไมต้องใจอ่อนทุกทีนะเรา


   ผมกับแบงค์ใช้เวลาไม่นานมากนักก็มาถึงวัดเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในใจกลางเมืองเชียงใหม่ ยิ่งช่วงปีใหม่แบบนี้ ผู้คนทั้งในพื้นที่และนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะชาวไทยและต่างชาติก็ยิ่งมากเป็นพิเศษ

   “จะไปนั่งสวดมนต์ข้ามปีกันมั้ยครับ”
   แบงค์หันมาเอ่ยถามผมก่อนจะหันกลับไปกลุ่มคนที่กำลังร่วมนั่งสวดมนต์ข้ามปีอยู่ ผมรีบส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหวนคิดถึงความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก ความทรงจำที่ต้องนั่งสวดมนต์กว่าสามชั่วโมงกับแม่เมื่อตอนยังเป็นเด็กโดยที่ตัวเองไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่นัก อาจจะเพราะด้วยยังเด็กด้วยล่ะมั้งตอนนั้น ยังอยากวิ่งเล่นสนุกสนานมากกว่า แต่ถึงตอนนี้จะโตแล้ว ก็คิดว่าคงไม่ดีกว่า

   “อ่า...งั้นเราไปไหว้พระทำบุญก็พอนะครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาอย่างว่าง่ายเมื่อเห็นสีหน้าวิตกของผม เราทั้งคู่เดินเข้าไปสักการะพระพุทธรูปในโบสถ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะออกมายังด้านนอกโบสถ์ เพื่อเดินดูบรรยากาศรอบๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย

   “ลอยโคมกันมั้ย”
   ผมหันไปถามแบงค์ เมื่อเห็นผู้คนรอบข้างกำลังจุดโคมลอยกันอยู่ แบงค์ที่กำลังเพลินอยู่กับการถ่ายรูปก้มมองนาฬิกาข้อมือครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น

   “เอาสิครับ อีกไม่ถึงยี่สิบนาที จะปีใหม่แล้วด้วย”
   แบงค์ตอบตกลงกลับมา เราทั้งสองจึงเดินไปยังจุดขายโคมลอยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก

   ทันทีที่ซื้อมาเสร็จ เราทั้งสองก็จุดขี้ผึงซึ่งเป็นแกนกลางทำความร้อนทันทีอย่างไม่รอช้า เพื่อให้ทันก่อนเที่ยงคืน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก โคมลอยก็เริ่มพองขึ้นพร้อมที่จะลอยแล้ว

   ผมกับแบงค์ช่วยกันประคองจับมันเอาไว้เพื่อรอเวลาเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในบริเวณนี้

   “เตรียมตัวนะครับอย่าลืมอธิษฐานด้วยล่ะ”
   ผมพยักหน้าตอบรับให้กับคำพูดนั้นของอีกฝ่าย

   “เหลือเวลาอีกไม่กี่วินาที ก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว ขอเชิญทุกท่านร่วมนับถอยหลังพร้อมกันด้วยครับ”
   เสียงโฆษกกล่าวประกาศผ่านลำโพง ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอนับถอยหลังพร้อมกัน พร้อมกับเสียงสวดมนต์ข้ามปีของเหล่าพุทธศาสนิกชนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

   10
   9
   8
   7
   6
   5
   4
   3
   2
   1
   0...!!!

   หลังสิ้นสุดเสียงนับถอยหลัง พลุจากด้านข้างวัดก็ถูกจุดขึ้นทันที พร้อมกับเสียงสวัสดีปีใหม่ของผู้คนรอบข้างที่กล่าวให้แก่กันผมกับแบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากโคมลอยอย่างช้าๆเผยให้เห็นใบหน้าของอีกฝั่ง

   “สวัสดีปีใหม่” / “สวัสดีปีใหม่ครับ”
   ทั้งผมและแบงค์ต่างก็กล่าวสวัสดีปีใหม่ก่อนที่จะหัวเราะเล็กน้อยให้แก่กัน


   หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเวลาก้าวข้ามจากปีเก่ามาสู่ปีใหม่ เราทั้งสองก็แวะหาอะไรกินกันเล็กน้อยก่อนที่จะกลับ เพราะเกรงว่าหากอยู่นานเกินไปจะทำให้อาการไข้ของอีกฝ่ายกลับมา

   “เป้าหมายปีนี้ของนันท์คืออะไรเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมในขณะที่เราทั้งสองกำลังเดินกลับ ผมเม้มปากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งกับคำถามนั้นของอีกฝ่าย

   “นั่นสิ ตั้งเป้าหมายอะหยังดีวะ”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินคำตอบนั้นจากผม

   “ก็คงจะพยายามทำคะแนนสอบให้ได้ดีๆ มากขึ้นกว่าเดิมล่ะมั้ง จะได้บ่โดนแม่ส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ แล้วมึงล่ะ”
   คราวนี้เป็นฝ่ายผมถามกลับไปบ้าง แบงค์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินผมถามกลับ

   “ก็คงตั้งใจกับทุกเรื่องๆ ที่ทำล่ะมั้งครับ”
   “จริงจังไปซะทุกเรื่องจริงๆ นะมึงเนี่ย”
   แบงค์หัวเราะร่วนเมื่อได้ยินผมแขวะเช่นนั้นก่อนที่จะหันมามองผม

   “แต่ก็อาจจะมีเรื่องนึงที่ผมคงต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยที่สุด ก็ขอให้มีความกล้ามากขึ้นกว่านี้อีกสักนิดก็ยังดี”

   “เรื่องอะหยังวะ”
   ผมถามด้วยความสงสัยในคำพูดนั้น แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ กลับมาจากเจ้าตัวนอกจากรอยยิ้ม
   รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและมีความสุข

   “เอาไว้วันนึงเดี๋ยวนันท์ก็รู้เองครับ...”
   “......”

   “คิดว่านะครับ”
   “อะหยังของมึงเนี่ย”
   แบงค์หัวเราะในลำคออีกรอบพลางยีผมเบาๆ ซึ่งก็สร้างความสงสัยให้กับผมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดติดใจอะไรมากนัก

   “ขอบคุณนะครับที่มาหาในวันนี้ กลับบ้านดีๆ นะครับ”
   แบงค์เอ่ยขอบคุณผมหลังจากที่เราทั้งคู่เดินมาถึงหน้าหอ

   “เออ ดูแลตัวเองดีๆ ละกัน รีบขึ้นไปนอนซะ เดี๋ยวไข้ก็แดกอีกรอบหรอก ถ้ามีอะหยังฉุกเฉินก็โทรมาหากูได้นะมึง”
   พูดจบ เจ้าตัวก็ยิ้มตอบรับให้กับผมจากนั้นจึงเดินขึ้นหอไปอย่างว่านอนสอนง่าย ในขณะที่ตัวผมเองก็ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังอีกฝ่ายที่ค่อยๆ เดินขึ้นหอไปอย่างช้าๆ พร้อมกับอมยิ้มอยู่คนเดียวแบบเงียบๆ จากนั้นจึงหันหลังกลับแล้วเดินไปยังรถจักรยานยนต์ของตัวเอง

   ถึงแม้จะเป็นปีใหม่ที่ดูเรียบง่ายไม่มีอะไรหวือหวาเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นปีใหม่ที่ผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก


   สวัสดีปีใหม่ครับ ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

จบคาบเรียนที่สิบห้า


มุมแคปชั่นไร้สาระ

Oat Inwศาสตร์ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่

สวัสดีปีใหม่ครับ คุณเพื่อนๆ ทั้งหลาย

นันทการ : นี่มึงเล่นตัวละครผู้หญิงเหรอเนี่ย ?
Oat Inwศาสตร์ :  ก็มันน่ารักดูแล้วกระชุ่มกระชวยต่อจิตใจดีนี่ครับ
นันทการ : เอ๊าะหราาา

มุมเมาท์มอยหอยสังข์

สวัสดีครับทุกท่าน
จริงๆ ตอนนี้นำเนื้อหาจากของเก่ามาใช้
แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะตอนจบดั้งเดิมของตอนนี้นั้นค่อนข้างเป็นจุกพลิกผันจุดนึง

แต่พอนำกลับมารีไรท์แล้ว รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลในตอนนั้นเสียเท่าไหร่
รอบนี้ก็เลยเปลี่ยนตอนจบของตอนนี้นิดหน่อย

ยังไงก็รบกวนติดตามต่อกันด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ

จิ๊บคุง


ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่สิบหก

   ถ้าหากวันสงกรานต์กับปีใหม่คือเทศกาลที่ผมชื่นชอบมากที่สุดแล้วล่ะก็ เทศกาลวันวาเลนไทน์ก็คงจะเป็นเทศกาลที่ผมเกลียดที่สุดเลยล่ะ

   ถามว่าเพราะอะไรน่ะเหรอ

   ก็เพราะช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน ก็มักจะเห็นแต่ความสดใส ความกระหนุงกระหนิง ความมุ้งมิ้งของเหล่าคู่รักทั้งหลายน่ะสิ เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้พวกคู่รักที่ชอบทำตัวเห่อตามกระแส เห่อตามเทศกาลของฝรั่งมังค่าทั้งๆ ที่เราเกิดเป็นคนไทย อยู่บนแผ่นดินที่บรรพบุรุษเราอุตส่าห์ปกป้องเอาไว้ให้เราแท้ๆ แล้วเหตุใดใยเล่าถึงต้องไปดิ้นเร่าตามกระแสนอก นี่ถ้าวันใดวันหนึ่งผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาล่ะก็ ผมคนนี้นี่ล่ะที่จะสั่งให้ยกเลิกเทศกาลวันวาเวนไทน์เป็นอันดับแรกเลย ถือให้เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ ข้อหาทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทยเลยด้วย

   “......”

   หากอ่านมาถึงแล้ว และกำลังคิดว่าผมคนนี้กำลังอิจฉาเหล่าคนมีแฟนและกำลังพาลอย่างกับคนไม่มีเหตุผลแล้วล่ะก็ ผมก็ขอพูดอย่างหนักแน่นไว้ ณ ตรงนี้เลยครับว่า

   ถูกต้องแล้วครับ

   ผมกำลังพาล เคยได้ยินมั้ยครับ แฮชแท็ก #โสดแล้วพาล น่ะ นั่นล่ะคือผมในตอนนี้เลยถึงแม้ว่าผมจะเคยบอกไปว่าผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก ยังสนุกสนานกับการได้อยู่ร่วมวงกับเพื่อนๆ ก็ตามที แต่เอาเข้าจริงๆ พอถึงเทศกาลวันวาเลนไทน์วนมาทีไร ผมก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาพวกคนมีคู่ไม่ได้เหมือนกันแฮะ

   เฮ้อออ เมื่อไหร่ผมจะมีแฟนกับเขาบ้างเนี่ย โปรดส่งใครมารักฉันที อยู่อย่างนี้มันเหงาเกินไป
   เฮ้อ พอเถอะ ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้ายังไงก็ไม่รู้แฮะ เพราะฉะนั้นก็ขอตัดเข้าสู่ภาครายการปกติเลยดีกว่า


   “เฮ้ย แก วาเลนไทน์นี้แกคิดว่าฉันควรจะซื้ออะไรให้พี่ออยดีเนี่ย”
   “จะไปคิดอะไรให้มันวุ่นวายวะแก แกก็เอาตัวเองผูกโบว์ให้พี่เขาไปเลยก็ได้นี่”
   “อีนี่ ลามก ขืนทำแบบนั้นพ่อกับแม่ก็ได้ฆ่าฉันตายแน่ๆ น่ะสิ”

   ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับ ว่าพอใกล้เทศกาลวันวาเลนไทน์ทีไร พวกคนมีคู่ก็มักจะพูดคุยแต่เรื่องแนวนี้ ยิ่งในเฟซบุ๊กยิ่งแล้วใหญ่ พวกกลอนเอย คำคมเห่ยๆ เอยจะถูกแชร์ ถูกโพสต์กันชนิดที่ว่าแทบจะฆ่าคนโสดกันให้ตายไปข้างหนึ่งกันเลยทีเดียว

   แต่ผมเองก็เตรียมรับมือไว้แล้วล่ะครับ คิดเอาไว้ว่าหากถึงวันวาเลนไทน์เมื่อไหร่ ใครโพสต์รูปคู่แล้วเด้งมาที่หน้าฟี้ดของผมล่ะก็ ผมจะกดรีพอร์ตเป็นสแปมให้หมดเลย คอยดู หึหึหึ

   #โสดแล้วพาล จริงๆ เลยกูเนี่ย

   “เป็นอะไรไปครับ ดูสีหน้าไม่ค่อยสดชื่นเลยนะครับ”
   แบงค์ที่กำลังนั่งทบทวนบทเรียนของตัวเองในช่วงหลังเลิกเรียนเหมือนทุกวันที่ผ่านมาเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นผมกำลังอยู่ในสภาพห่อเหี่ยวจนแทบจะกลายเป็นงูเลื้อยพาดอยู่บนโต๊ะอาหารของโรงเรียน

   “พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์แล้ว...”
   “ครับ?”
   อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูงตอบรับด้วยน้ำเสียงงุนงงเล็กน้อยเมื่อได้ยินผมตอบกลับไปอย่างไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก

   “กูเกลียดวันวาเลนไทน์...”
   “ทำไมล่ะครับ”

   “ก็กูยังโสด กูยังบ่ะมีแฟนยังไงล่ะ...”
   “ห๊ะ!?”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอทันทีที่ได้ยินผมตอบออกไปเช่นนั้น ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรงพลางหันไปขมวดคิ้วมองเจ้าคนใส่แว่นหนาที่ยังคงไม่ยอมหยุดยิ้มหัวเราะ

   “มีอะหยังน่าขำตรงไหนวะ”
   “ก็...ปกติผมไม่เคยเห็นนันท์สนใจเรื่องพวกนี้เลยไม่ใช่เหรอครับ”

   “มันก็ใช่ แต่มึงเข้าใจปะวะ ว่านี่มันเทศกาลวันวาเลนไทน์นะเว้ย พอคิดว่าต้องมานั่งโสดโดดเดี่ยวเดียวดายท่ามกลางพวกเหล่าคนมีคู่แล้วมันก็...”
   “นันท์ก็เลยอยากมีแฟนกับเขาบ้าง ว่างั้น ?”
   แบงค์ชิงถามตัดบทได้ตรงจุด ผมได้แต่ถอนหายใจเบาๆ กลับไปเป็นคำตอบ

   “เรื่องของกูเหอะ แล้วมึงล่ะ บ่อยากมีแฟนแล้วเหรอวะ แต่จะว่าไปตั้งแต่มึงเลิกกับแฟนคนล่าสุด กูก็บ่เห็นมึงมีแฟนใหม่สักทีเลยนี่หว่า”
   ผมถามปนบ่นอุบอิบเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาทำแก้เซ็ง

   “ก็ยังอยากมี แต่อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่แค่นั้นล่ะครับ”
   “เออ พ่อเทพบุตร”
   แบงค์หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินผมแขวะเช่นนั้น

   เอาจริงๆ รูปร่างหน้าตาและมันสมองแบบแบงค์นี่ถ้าจะหาแฟนสักคน ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่นักหรอก ยิ่งตั้งแต่เจ้าตัวมาเป็นนักร้องนำให้ชมรม เริ่มปรับลุค ปรับภาพลักษณ์ก็ยิ่งทำให้ดูหล่อมากขึ้นกว่าเดิมถึงแม้ว่าเดิมทีเจ้าตัวจะมีส่วนนั้นเป็นต้นทุนอยู่แล้วก็ตามที นี่ยังไม่นับตอนงานคืนคริสต์มาสนั่นอีกด้วยนะ ที่พวกเพจหนุ่มหล่อเชียงใหม่อะไรแนวนั้นเอาไปลง ก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูได้รับความนิยมขึ้นมาเยอะอยู่พอสมควรบางทีก็จะมีสาวๆ ทั้งแท้และเทียมแวะเวียนมาทักทายกรี๊ดกร๊าดอยู่บ้าง

   แต่ดูเจ้าตัวจะเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับกระแสนั้นเท่าไหร่นัก ยังคงทำตัวตามปกติติดดินเหมือนเดิม ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของอีกฝ่ายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ

   “แล้วพรุ่งนี้มึงไปทำงานที่ร้านเจ๊บัวมั้ยวะ”
   ผมหันไปเอ่ยถามอีกฝ่าย เนื่องจากวันวาเลนไทน์ปีนี้นั้นตรงกับวันเสาร์ซึ่งปกติแล้วแบงค์เขาต้องไปทำงานที่ร้านเจ๊บัวทุกวันเสาร์และอาทิตย์น่ะครับ และการที่วาเลนไทน์ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ก็นับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือผมจะได้ไม่ต้องทนเห็นพวกเหล่าคู่รักต่างๆ ในโรงเรียนให้หงุดหงิดหัวใจนั่นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า

   “ก็ไปทำนะครับ ทำไมเหรอ”
   แบงค์เลิกคิ้วสูงถาม

   “เปล่า ก็ว่าจะชวนมึงไปดูหนังตามประสาคนโสดกันสักหน่อยน่ะ”
   “นี่นันท์กำลังชวนผมเดตใช่มั้ยครับ”
   คู่สนทนาถามพร้อมอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชวนนั้น

   เอ เดตงั้นเหรอ เดี๋ยวนะ มันแปลว่าอะไรนะ อ้อ ใช่แล้ว เดตคือไปเที่ยว จำได้ๆ แหมะ กูนี่ก็อัจฉริยะเหมือนกันนะเนี่ย

   “เออ ไปเดตนั่นล่ะ แต่ถ้ามึงติดงานก็บ่เป็นหยัง เดี๋ยวกูอยู่เล่นเกมที่บ้านก็ได้”
   ทันทีที่ผมพูดจบ แบงค์ก็รีบหยิบมือถือขึ้นมาพร้อมกับพิมพ์อะไรก็ไม่รู้ยุกยิกๆ อยู่พักหนึ่ง

   “อะ เรียบร้อยครับ พรุ่งนี้ผมไปเดตกับนันท์ได้แล้วครับ”
   “อ้าว แล้วงานมึงล่ะ”

   “ผมขออนุญาตเจ๊บัวแล้วครับ”
   “เฮ้ย ได้ไง เดี๋ยวเจ๊บัวก็ได้มาด่ากูพอดีน่ะสิ โทษฐานพามึงเสียงานเสียการเนี่ย...”
   ไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยค แบงค์ก็ยื่นมือถือของตัวเองมาให้ผม ผมรับมันมาแบบงงๆ ก่อนจะจ้องมองไปยังหน้าจอที่กำลังเปิดแชทไลน์ทิ้งเอาไว้

   Power Bank : เจ๊ พรุ่งนี้ผมขอลางานวันนึงนะ
   BourRai : ไปไหนยะ วาเลนไทน์ลูกค้าที่ร้านเยอะด้วย
   Power Bank : นันท์ชวนผมไปเดต   
   BourRai : โอเค อนุมัติ เดี๋ยวเจ๊เรียกคนอื่นมาช่วยเอง
   Power Bank : ขอบคุณครับเจ๊
   ผมเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของมือถือที่ตอนนี้กำลังยิ้มจนแก้มแทบปริก่อนจะก้มมองข้อความแชทเมื่อครู่อีกรอบ

   “......”
   ลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ก็พิลึกคนได้อีกวุ้ย


   “งั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ ส่วนพรุ่งนี้กูจะโทรหามึงอีกที”
   “กี่โมงเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพลางเก็บสัมภาระใส่กระเป๋า

   “ก็หลังจากกูตื่นน่ะ”
   “แล้วนันท์จะตื่นกี่โมงล่ะครับ”

   “แล้วแต่อารมณ์กู กูตื่นตอนไหน ก็ตอนนั้นนั่นล่ะ”
   “แบบนี้ก็ได้เหรอครับ”

   “เออ”
   ผมตอบปัดไปพลางเก็บของใส่กระเป๋าก่อนจะสะพายมันไว้กลางหลังพร้อมกับโบกมือลาให้อีกฝ่ายแล้วจึงเดินออกจากโรงอาหารเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ แต่...

   “นี่มึงตามกูมาทำไมเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามพร้อมหันไปหรี่ตามองแบงค์ที่เดินตามผมมายังลานจอดรถด้วย

   “ก็เดินมาส่งยังไงล่ะครับ”
   “จะมาส่งทำเหี้ยอะหยังน่ะ หอมึงอยู่ทางนู้น เดินมาส่งกูก็เสียเวลาเปล่าๆ”

   “ก็ผมอยากมาส่งนี่ครับ”
   ตอบได้หน้าซื่อตาใสมากๆ แต่พอเห็นแววตาที่จริงจังนั่นแล้วก็ไม่กล้าเถียงอะไรต่อเลยแฮะ

   “เออๆ ขอบใจมึงมาก กูไปละ”
   ผมเอ่ยคำร่ำลาพร้อมล้วงหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกง และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาขึ้นควบรถนั้นเอง

   “เฮ้ย”
   ผมร้องเหวอด้วยความตกใจเมื่ออีกฝ่ายเข้าสวมกอดโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวจนเกือบทรงตัวไม่อยู่

   “ทำเหี้ยอะหยังของมึงเนี่ย”
   ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยปนไม่พอใจเล็กน้อย ในขณะที่ใบหน้าของผมในตอนนี้นั้นแทบจะแนบสนิทกับแผงอกของอีกฝ่ายก่อนที่จะยืนนิ่งอยู่ในท่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง

   ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
   นี่เสียงใจของแบงค์หรือของผมเต้นรัวกันแน่นะ หรือจะทั้งสองฝ่ายเลย

   ในจังหวะที่ผมกำลังจะผลักตัวของอีกฝ่ายออกไป เจ้าตัวก็คลายกอดนั้นออกเสียก่อนพร้อมยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ และยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน

   “ขี่รถกลับบ้านดีๆ แล้วก็พรุ่งนี้ถ้าตื่นปุ๊บให้โทรหาผมทันทีเลยนะครับ ไปละ”
   พูดจบ เจ้าตัวก็เดินจากไปโดยทิ้งผมไว้ให้ยืนงงกับการกระทำเมื่อครู่

   เป็นอะไรของแบงค์เขาวะเนี่ย พักหลังๆ มานี้ดูจะแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเจ้าตัวจะเป็นคนแปลกๆ อยู่แล้วก็ตามทีเถอะ

“......”
เอาเป็นว่ารีบกลับดีกว่า คิดมากไปเดี๋ยวก็ปวดหัวเปล่าๆ

   แต่จะว่าไปผมชอบกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวแบงค์เมื่อครู่อยู่เหมือนกันนะ ว่าจะถามหลายทีแล้วว่าเจ้าตัวใช้น้ำหอมกลิ่นอะไรยี่ห้อไหนก็ลืมตลอด ไว้เจอหน้าครั้งต่อไปจะถามให้ได้เลย ถ้าไม่ลืมไปเสียก่อนนะ

   ผมค่อยๆ ขี่รถไปตามทางเรื่อยๆ อย่างไม่เร่งรีบ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสภาพท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถมากมายด้วยล่ะมั้งที่ต่อให้อยากจะเร่งรีบแค่ไหนก็ทำไม่ได้ จำได้ว่าเมื่อก่อนรถมันก็ไม่ได้เยอะอะไรแบบนี้นี่หว่า อย่างว่าล่ะ เชียงใหม่ช่วงนี้เริ่มเจริญมากขึ้น ผู้คนก็มากขึ้นตาม รถก็เลยติดเป็นธรรมดา

   ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ต่างก็พากันจัดตกแต่งสถานที่อย่างสวยงามให้เข้ากับบรรยากาศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ จะว่าไปผมก็อยากลงไปถ่ายรูปเพื่อเช็คอินลงเฟซบุ๊กเหมือนกันนะ แต่คิดอีกทีกูโสดนี่หว่า ถ่ายไปก็จะดูน่าสมเพชยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   ไม่นานนัก ผมก็ขี่มาถึงแยกรินคำและตอนนี้ก็กำลังรอสัญญาณไฟแดงอยู่ ผมหันไปมองห้างเมญ่าซึ่งจัดสถานที่ได้สวยงามไม่น้อยหน้าไปกว่าที่อื่นเช่นกัน อืม จะว่าไปผมก็ไม่ได้รีบกลับบ้านเท่าไหร่ แวะไปหาเจ๊บัวหน่อยดีกว่าแฮะ

   “มินิคาเฟ่สวัสดีค่า อ้าว หนูนันท์นี่เอง มาคนเดียวเหรอ แล้วแบงค์ล่ะ”
   เจ๊บัวเอ่ยถามด้วยสีหน้าใคร่รู้ทันทีเมื่อเห็นผมเดินเข้ามาในร้านเพียงคนเดียว

   “กลับหอไปแล้วนู่น เพิ่งแยกกันเมื่อกี๊น่ะเจ๊”
   “อ้าว แล้วทำไมบ่พามาด้วยล่ะ”

   “โหเจ๊ หอแบงค์เขาอยู่แถวโรงเรียน จะให้พามาทำไมถึงนี่”
   เจ๊บัวหัวเราะร่วนทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ในขณะที่ผมเองหลังจากที่สั่งเมนูประจำเสร็จก็หย่อนตัวลงนั่งยังเก้าอี้ข้างเคาน์เตอร์ก่อนจะเอี้ยวตัวบิดขี้เกียจด้วยความเมื่อยล้า

   “แล้วพรุ่งนี้จะไปเดตกันที่ไหนเหรอจ๊ะ”
   “ยังบ่รู้เลยเจ๊ อันที่จริงก็เกรงใจด้วยซ้ำนะ”

   “ช่างมันเถอะจ๊ะ เจ๊บ่ถือ นานๆ ทีก็ปล่อยให้แบงค์เขาได้ทำตามที่ใจเขาต้องการบ้างก็ดี จะว่าไปช่วงนี้ดูหนูนันท์เองก็มีความสุขจังเลยนะ”
   เจ๊บัวเอ่ยขึ้นพร้อมกับนำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นมาเสิร์ฟให้ผมที่โต๊ะ ผมเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงสงสัยในคำพูดนั้นพลางหยิบสตรอว์เบอรร์รี่ปั่นขึ้นมาดูดดับกระหาย

   “มีความสุขอะหยังล่ะเจ๊ เดี๋ยวก็จะมีสอบเก็บคะแนนอีกแล้วเนี่ย โคตรเครียดเลย”
   พูดจบ ผมก็ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเบื่อ

   “เจ๊บ่ได้หมายถึงเรื่องนั้น”
   “อ้าว แล้วเรื่องอ่ะหยังล่ะครับ”
   ผมเอียงคอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

   “ก็เรื่องเรากับแบงค์ยังไงล่ะ”
   “ผมกับแบงค์ ทำไมเหรอ”
   ผมถาม เจ๊บัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นยิ้มกลับมาให้ผมด้วยความเอ็นดู

   “บางทีหนูนันท์นี่ก็ซื่อเกินไปนะ ถึงแม้ปกติจะดูห่ามๆ โผงผางก็เถอะ จนบางทีเจ๊ก็ชักจะสงสารแบงค์ขึ้นมายังไงก็บ่รู้เหมือนกันแฮะ”
   “อะหยังล่ะเจ๊ แต่จะว่าไปช่วงนี้ทำไมรอบตัวผมมีแต่คนพูดจาแปลกๆ ยังไงก็บ่รู้ ไอ้แบงค์ก็ด้วย”

   “แบงค์เขาทำไมเหรอ”
   เจ๊บัวเอ่ยถามด้วยสีหน้าแววตาสนใจต่อสิ่งที่ผมกำลังพูด

   “บ่รู้ ผมเองก็อธิบายบ่ถูกเหมือนกัน”
   “อ้าว ไหงงั้น”
   “ก็ยังไงดีล่ะ ปกติ ตานั่นเขาก็ชอบทำตัวเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้วก็เถอะ แต่หลังๆ มานี้ดูเหมือนมันจะมากเกินไปยังไงก็บ่รู้แฮะ”
   ผมพยายามอธิบายไปตามความรู้สึกของตัวเอง

   “ก็แล้วบ่ดีหรือยังไงล่ะ”
   เจ๊บัวถามกลับมาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งก็ทำเอาผมถึงกับต้องกลับมาคิดทบทวนอีกที

   “มันก็...”
   ผมก้มหน้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในขณะที่มือก็ใช้หลอดคนสตรอว์เบอร์รี่ปั่นในแก้วไปพลาง

   “ปัญหามันบ่ได้อยู่ที่การกระทำของแบงค์เขาหรอก ถึงแม้จริงๆ มันก็มีส่วนอยู่ก็ตามที แต่ปัญหาจริงๆ น่ะ มันอยู่ที่ว่าหนูนันท์คิดอย่างไรกับการกระทำนั้นของแบงค์เขามากกว่าต่างหากล่ะ”
   เจ๊บัวตอบกลับก่อนที่จะลุกขึ้นไปรับออเดอร์ของลูกค้ารายใหม่ที่เดินเข้ามา โดยทิ้งผมไว้กับคำถามที่นั้น

   “......”
   คิดยังไงน่ะเหรอ ?

   หากจะบอกไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงจะโกหกแน่ๆ ก็ยอมรับนะว่าก็รู้สึกดีอยู่เหมือนกัน ก็แหงล่ะ มีคนมาทำดีด้วยมันก็ต้องย่อมดีกว่าอยู่แล้วล่ะ แต่มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอที่เราจะรู้สึกดีและมีความสุขเวลามีคนมาทำดีกับเราเนี่ย

   “......”
   เอ่อ ถึงแม้จะรู้สึกหงุดหงิดไปบ้างเพราะบางทีมันก็ดูล้นๆ มากเกินไปยังไงก็ไม่รู้ แต่มันจะรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเวลาที่อีกฝ่ายทำเช่นนั้นกับคนอื่น

   อาการแบบนี้มัน...

   ก็นั่นล่ะครับ ที่เขาเรียกว่าอาการหึง

   หึงห่าอะไรล่ะ

   บางทีนันท์ก็เป็นคนปากแข็งกว่าที่คิดนะครับเนี่ย

   แล้วทำไมอยู่ๆ คำพูดของไอ้แบงค์เมื่อตอนเข้าค่ายอบรมต้องผุดขึ้นมาด้วยวะเนี่ย
   แล้วกูจะอมยิ้มทำแป๊ะอะไรวะ

   พอๆ หยุดๆ ชักจะเลอะเทอะเข้าไปใหญ่ละ กลับบ้านดีกว่า ขืนอยู่ต่อได้ประสาทกินแน่ๆ


จบคาบเรียนที่สิบหก

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่สิบเจ็ด

และแล้ววันเสาร์ วันวาเลนไทน์ที่แสนจะน่าหมั่นไส้ก็มาถึง

   TRRRRRRRR
   เสียงเรียกเข้าที่ดังมาจากโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงช่วยปลุกผมที่ยังนอนแช่อยู่บนเตียงให้ตื่นขึ้น ผมหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความงัวเงียบวกกับอาการปวดหัวเล็กน้อย อันเนื่องมาจากการนอนดึกเพราะเล่นเกมเมื่อคืนนั่นเอง

   ผมพยายามเปิดเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งมองไปยังหน้าจอมือถือ เมื่อเห็นว่าคนที่โทรเข้ามาเป็นใคร จึงกดรับสายอย่างช้าๆ ก่อนจะแนบมันไว้ข้างหู

   “นันท์ตื่นหรือยังครับ”
   “อือ ยังว่ะมีอะหยังวะ”
   ผมหลับตาถามกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลีย

   “ยังจะมาอะไรอีกล่ะครับ ก็วันนี้นันท์เป็นคนชวนผมไปเดตไม่ใช่เหรอครับ”
   อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นจนบางทีก็รู้สึกอยากจะขอแบ่งมันมาให้ผมบ้างสักนิดก็ยังดี

   “อย่าบอกนะครับว่านันท์ลืม”
   “กูจำได้ บ่ได้ลืม แต่ขอกูนอนต่ออีกนิดได้มั้ยวะ เพิ่งจะเช้าอยู่เลย”
   ผมตอบกลับไปพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาพร้อมขดตัวกลมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

   “เช้าอะไรล่ะครับ จะเที่ยงแล้วเนี่ย”
   หือ ?

   ผมหันไปมองยังหน้าจอมือถือทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น หน้าจอที่กำลังแสดงเวลาว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงแล้วเป็นเครื่องบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหกผมแต่อย่างใด

   ฉิบหายละกู นึกว่ายังเพิ่งสักเจ็ดหรือแปดโมงเสียอีก โดนสภาพอากาศหลอกลวงเข้าให้แล้วมั้ยล่ะ แต่ก็อย่างว่าล่ะ ยังอยู่ในช่วงหน้าหนาวอยู่นี่นะ ถึงแม้จะเป็นช่วงปลายๆ ฤดูแล้วก็ตามทีเถอะ

   “แล้วนี่มึงอยู่ไหนวะ”
   “อยู่ที่ร้านเจ๊บัวแล้วครับ”
   “เออๆ เดี๋ยวกูจะรีบไป แค่นี้นะ”
   ผมกดวางสายพร้อมกับขดตัวอยู่ในผ้าห่มอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบากพลางโทษตัวเองว่าไม่น่าเล่นเกมจนดึกเลย ให้ตายสิ

   หลังจากที่ตั้งสติและปรับจูนร่างกายให้เข้าที่ได้เรียบร้อยแล้ว ผมก็ลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำทันที


   “สุขสันต์วันวาเลนไทน์จ้า”
   เสียงใสของเจ๊บัวเอ่ยทักขึ้นทันทีที่ผมเดินเข้ามาภายในร้าน ผมยิ้มด้วยความเขินอายเล็กน้อยเพราะทุกคนในร้านต่างก็หันมองมาทางผมตามเสียงทักทายที่แสนดังของเจ๊บัวด้วยความงุนงงสงสัยว่าผมเป็นใครก่อนที่จะหันกลับไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   “ตื่นสายจังเลยนะครับ”
   “ใช่ๆ ตื่นสายมากเลยนะจ๊ะ เนี่ยแบงค์เขาอุตส่าห์มารอตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้วนะเนี่ย”
   แบงค์รีบหันไปทำท่าจุ๊ปากใส่เจ๊บัวทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้น เจ๊บัวหัวเราะเล็กน้อยด้วยความชอบใจก่อนจะเดินไปรับออเดอร์ลูกค้าที่เข้ามาใหม่

   “มึงมาตั้งแต่เจ็ดโมงจริงๆ เหรอวะ”
   ผมถามพลางลากเก้าอี้มานั่งลงยังฝั่งตรงข้ามของอีกฝ่าย เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็ได้แต่ยิ้มพยักหน้าด้วยท่าทีเก้ๆ   กังๆ กลับมาเป็นเป็นคำตอบ

   “มึงจะตื่นเช้าเอาโล่เกียรติยศหรือไงวะนั่น”
   “แล้วนันท์ล่ะครับ จะนอนตื่นสายเอาเหรียญทองโอลิมปิกเหรอครับ”
   อ๊ะ ไอ้นี่ มีย้อน เดี๋ยวนี้เริ่มต่อล้อต่อเถียงเว้ยเฮ้ย ถ้าไม่ติดว่าเป็นติวเตอร์คงได้มีวางมวยกันไปละแน่ๆ

   “เออ เรื่องของกูเหอะ ว่าแต่วันนี้จะไปไหนกันดีวะ”
   ผมเอ่ยถามพลางหยิบโกโก้ปั่นของอีกฝ่ายมากินโดยไม่ขออนุญาต

   “เอ่อ นันท์เป็นคนชวนผมเองไม่ใช่เหรอครับ”
   เออ ก็จริงของมันแฮะ ตอนแรกก็แค่กะว่าจะชวนไปเที่ยวประชดชีวิตตามประสาคนโสดก็เท่านั้นล่ะ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน จนกลายเป็นว่าตอนนี้เริ่มๆ จะขี้เกียจแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งพอหันไปดูบรรยากาศรอบๆ ที่เต็มไปด้วยเหล่าคู่รักทั้งหลาย ก็เริ่มรู้สึกอยากกลับไปนั่งเล่นเกมอยู่ที่บ้านเงียบๆ แล้วมากกว่า

   “งั้นไปหาอะไรกินกันก่อนมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยชวนออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผมพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบเห็นด้วยกับความคิดนั้น เพราะยังไม่ได้กินอะไรเลยอันเนื่องมาจากเพิ่งตื่นนอนมาเมื่อกี๊นี่เอง แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็ลุกขึ้นพร้อมหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจที่เจ้าตัวนำติดตัวมาด้วยขึ้นคล้องคอก่อนจะลุกเดินนำหน้าผมไปยังประตูร้าน

   และในจังหวะที่พวกผมกำลังจะเปิดประตูร้านออกไปนั่นเอง
   “สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะจ๊ะนันท์ และก็ขอให้สุขสมหวังนะจ๊ะแบงค์”
   เจ๊บัวเอ่ยตามหลังมาด้วยน้ำเสียงดังลั่นร้านมากกว่ารอบแรก ทำเอาคนในร้านหันมามองผมกับแบงค์ตามเสียงนั้นของเจ๊บัวก่อนจะพากันหันไปอมยิ้มให้กับคู่สนทนาของตน

   ถามว่าผมในตอนนี้รู้สึกยังไงน่ะเหรอ แหม ก็อายน่ะสิครับ เล่นโดนคนในร้านหันมาจ้องมองโดยพร้อมเพรียงกันเลยเนี่ย แต่ก็ยังสู้แบงค์ไม่ได้หรอกครับ รายนั้นดูท่าจะอายมากกว่าผมเสียอีก เห็นเจ้าตัวหันไปขมวดคิ้วพร้อมทำท่าจุ๊ปากด้วยความเขินอายใส่เจ๊บัวที่กำลังหัวเราะอย่างชอบใจอยู่ภายในบริเวณเคาน์เตอร์

   เป็นคู่ลูกพี่ลูกน้องที่ดูสนิทสนมกันดีจริงๆ

   หลังจากที่เดินออกมาจากร้านมินิคาเฟ่ของเจ๊บัวแล้วนั้น เราทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังเคเอฟซีในห้างเมญ่าที่ตั้งอยู่ข้างๆ ทันที

   “เคเอฟซีสวัสดีค่ะ เชิญด้านในก่อนได้นะคะ”
   เสียงทักทายของพนักงานเอ่ยดังขึ้นด้วยความกระฉับกระเฉงทันทีที่เห็นผมกับแบงค์เดินเข้ามาภายในร้าน

   “สนใจเมนูไหนสอบถามได้นะคะ”
   เธอเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเมื่อผมกับแบงค์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เราทั้งสองเงยหน้ามองเมนูบอร์ดด้านบนด้วยความลังเลเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรกันดี

   “ขออนุญาตแนะนำโปรโมชั่นต้อนรับวันวาเลนไทน์นะคะ ขอแนะนำชุดบอกรักค่ะ”
   พนักงานสาวกล่าวพร้อมผายมือไปยังรูปเมนูที่ว่า ดูจากราคาและปริมาณสินค้าแล้วก็ถือว่ากำลังโอเค ถึงแม้จะแอบหวั่นๆ อยู่บ้างว่ากลัวจะกินไม่หมดก็ตามที

   ในขณะที่ผมกำลังลังเลอยู่นั่นเอง

   “เอาชุดนี้เลยครับ”
   แบงค์ก็รีบตอบตกลงให้กับการแนะนำนั้นทันทีโดยที่ไม่ปรึกษาผมเลยแม้แต่น้อย

   “ถามกูสักคำก่อนมั้ย”
   ผมรีบหันไปเขม่นคิ้วใส่อีกฝ่ายทันที

   “เอาน่า พี่เขาอุตส่าห์แนะนำ แถมชื่อชุดก็ยังเหมาะกับวันวาเลนไทน์อีกด้วย”
   แบงค์หันมาตอบพร้อมกับยิ้มให้ผม ก่อนจะหันไปพยักหน้าเป็นเชิงว่าตกลงให้กับพนักงาน

   “ไก่ในชุดรับเป็นไก่กรอบ ไก่นุ่ม หรือว่าคละกันทั้งสองสูตรดีคะ”
   “คละทั้งสองสูตรเลยครับ”

   “เพิ่มขนาดเป๊บซี่กับเฟรนช์ฟรายส์ด้วยมั้ยคะ”
   “เพิ่มเลยครับ”

   “สนใจรับทาร์ตไข่อินเลิฟเพิ่มด้วยมั้ยคะ ตอนนี้มีโปรโมชั่นรับวันวาเลนไทน์สองชิ้นเพียงสามสิบห้าบาทค่ะ”
   เธอถามพลางผายมือไปยังรูปสินค้าที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่บนเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นรูปทาร์ตไข่ที่ถูกตกแต่งหน้าด้วยอะไรสักอย่างจนเป็นรูปหัวใจ

   “จัดมาเลยครับ”
   แบงค์ตอบรับทันทีอย่างไม่ลังเลด้วยรอยยิ้ม ผมหันไปเลิกคิ้วสูงเบิกตากว้างใส่อีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “เอาน่า ไหนๆ ก็วันวาเลนไทน์ทั้งที แถมยังได้ช่วยพี่เขาเพิ่มยอดขายด้วย”
   “ด้วยการลดยอดเงินในกระเป๋าตัวเองเนี่ยนะ”
   ผมแขวะกลับไป ทำเอาพนักงานถึงกับอมยิ้มกลั้นหัวเราะเล็กน้อย

   “เอาน่า ไหนบอกว่าจะมาเที่ยวประชดชีวิตตามประสาคนโสดในวันวาเลนไทน์ไม่ใช่เหรอครับ ก็นี่ไง ประชดด้วยการกินเข้าไปเยอะๆ เลยครับ”
   ตอนนี้ผมก็เริ่มจะสงสัยขึ้นมาแล้วล่ะ ว่าสรุปแล้วคนที่อยากเที่ยวจริงๆ น่ะ คือผมหรือแบงค์กันแน่

   หลังจากที่จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย แบงค์ก็อาสาที่จะถือถาดอาหารไปยังโต๊ะให้ แถมยังรับหน้าที่ไปกดซอสให้ผมด้วยอีกต่างหาก จนกลายเป็นว่าหน้าที่ของผมตอนนี้มีแค่อย่างเดียวคือ กิน

   “มึงบ่กินเหรอวะ”
   ผมเงยหน้าขึ้นถามอีกฝ่ายที่กำลังนั่งจ้องมองผมผ่านแว่นหนา

   “แค่เห็นนันท์กินผมก็อิ่มแล้วครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขเสียเหลือเกิน

   “จะมาอิ่มเหี้ยอะหยัง ช่วยกูแดกเดี๋ยวนี้เลยนะ สั่งมาตั้งเยอะ จะให้กูแดกคนเดียวได้ไง สัส”
   ผมก่นด่าเล็กน้อยพร้อมกับใช้ส้อมจิ้มชิ้นไก่ยื่นไปให้คนตรงข้าม เจ้าตัวหัวเราะเล็กน้อย ก่อนที่จะใช้มีดหั่นชิ้นไก่เข้าปาก

   “เดี๋ยวกินเสร็จแล้วเราไปดูหนังกันมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมในขณะที่สายตาของเจ้าตัวก็กำลังเพ่งมองอยู่ที่หน้าจอมือถือของตนเอง

   “มีเรื่องอะหยังน่าดู...”
   ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามให้จบประโยคแบงค์ก็หันหน้าจอมือถือของตัวเองมาทางผม ผมยื่นหน้าเข้าใกล้พร้อมเพ่งสายตามองไปยังหน้าจอนั้น

   “หนังรัก กูบ่ชอบ เอาเรื่องอื่นดีกว่าเหอะ”
   ผมรีบตอบปฏิเสธทันทีด้วยความรวดเร็วเมื่อเห็นชื่อหนัง

   “แต่วันนี้วันวาเลนไทน์นะครับ”
   “เออ แล้วไงวะ”
   “วันวาเลนไทน์ทั้งทีก็ต้องดูหนังรักสิครับ”
   “เออ มันก็จริง แต่นั่นมันสำหรับพวกคู่รักบ่ใช่เหรอวะ แต่นี่...”

   “ก็นันท์เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าวันนี้จะประชดชีวิตคนโสด”

   “......”
   ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “การดูหนังรักในวันวาเลนไทน์ทั้งๆ ที่เรายังโสด ก็ถือเป็นการประชดชีวิตอย่างนึงเหมือนกันนะครับ”
   “แต่...”
   ผมพยายามจะอ้าปากเพื่อเถียงกลับไป แต่ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าเว้าวอนด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเหตุผลพวกนั้นแล้ว

   “เออๆ เรื่องนี้ก็ได้”
   แบงค์ยิ้มกว้างทันทีที่ผมตอบตกลงอย่างว่าง่าย

   นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย

   หลังจากที่จัดการกับเจ้าชุดบอกรักเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ทั้งผมและแบงค์ต่างก็พากันเดินขึ้นไปยังชั้นโรงหนังทันทีด้วยความรวดเร็ว

   “เอสเอฟเอ็กซ์ซีเนม่าเมญ่าเชียงใหม่สวัสดีค่ะ”
   พนักงานสาวหน้าตาสดใสกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรทันทีที่ผมกับแบงค์เดินมาถึงหน้าเคาน์เตอร์

   “ดูเรื่องนี้น่ะครับ”
   แบงค์พูดพร้อมชี้นิ้วไปยังหน้าจอเมนูด้วยความรวดเร็ว

   “สองที่ใช่มั้ยคะ”
   แบงค์พยักหน้าให้กับคำถามนั้นของพนักงาน

   “เชิญเลือกที่นั่งเลยค่ะ สีฟ้าและเทาเป็นที่นั่งว่าง ด้านล่างเป็นหน้าจอภาพยนตร์ค่ะ”
   พนักงานอธิบายให้เราทั้งสองฟัง แบงค์ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางเพ่งสายตาไปยังหน้าจอเมนู

   “ไม่ทราบว่าวันนี้มีโปรโมชั่นอะไรมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามพนักงานด้วยความสงสัย

   “มีค่ะ โปรโมชั่นต้อนรับวันวาเลนไนท์ที่นั่งคู่สวีทด้านบน ลดราคาสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
   “โอเค งั้นเอาตรงนี้เลยครับ”

   แบงค์ตอบตกลงอย่างว่าง่าย พลางชี้นิ้วไปยังที่นั่งโซฟาคู่ด้านบนสุดที่กำลังเหลือที่ว่างอยู่หนึ่งคู่พอดิบพอดี
   “สัส มึงถามกูสักคำก่อนมั้ย”
   “อ้าว ทำไมล่ะครับ ไม่ดีงั้นเหรอ”
   “มึงดูราคาก่อนเหอะ แพงตายห่า”
   ผมรีบเอ็ดใส่อีกฝ่ายทันทีเมื่อเห็นราคาตั๋วที่นั่งคู่ที่ว่านั้น

   “เอาน่าครับ วันนี้ลดตั้งสิบเปอร์เซ็นต์นะครับ”
   “เออ แต่ก็ยังแพงอยู่ดีน่ะล่ะ”

   “ก็นันท์เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าวันนี้จะเที่ยวประชดชีวิตวันวาเลนไทน์ตามประสาคนโสดน่ะครับ”
   “เออ มันก็ใช่ แต่ว่า...”
   ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พร้อมพยายามหาเหตุผลเพื่อโต้กลับอีกฝ่าย

   “ก็นี่ไงล่ะครับ ที่นั่งคู่รักตรงนี้กำลังว่าง เราก็ยึดที่ตรงนี้เสียเลย เพื่อไม่ให้พวกคู่รักคู่อื่นมานั่งได้ ถือเป็นการแก้แค้นเอาคืนทางอ้อมพวกคู่รักด้วยอีกทางนึงนะครับ”
   แต่ก็โดนเหตุผลของอีกฝ่ายโต้มาเช่นนั้น พนักงานสาวเองเมื่อได้ยินคำชี้แจงเช่นนั้นจากแบงค์ ก็ได้แต่อมยิ้มกลั้นหัวเราะเบาๆ เพื่อรักษาท่าทีเอาไว้

   ถึงแม้ผมจะยังงงๆ กับเหตุผลที่ฟังดูแปลกๆ ของอีกฝ่าย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ดูจะคะยั้นคะยอนั้นแล้ว

   “เออๆ ก็ได้วะ”
   แบงค์ออกอาการดีใจอย่างออกนอกหน้าทันทีที่ได้ยินผมตอบตกลงเช่นนั้น ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องยอมใจอ่อนให้อีกฝ่ายด้วย แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ดูร่าเริงนั้นแล้ว มันก็ทำเอาผมอดที่จะอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้จริงๆ
   

   เอาวะ วันวาเลนไทน์ที่เคยแสนน่าเบื่อสำหรับผม อาจจะเป็นวันที่สนุกขึ้นมาก็เป็นได้
   ถึงแม้ผมจะเริ่มรู้สึกตั้งคำถามบางอย่างกับตัวเองขึ้นมาในใจก็ตามที

จบคาบเรียนที่สิบเจ็ด

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่สิบแปด

   “เอ่อ เอาผ้าเช็ดหน้าหน่อยมั้ยครับ”
   แบงค์เอ่ยถามทันทีที่เห็นผมกำลังสะอึกสะอื้นพร้อมด้วยน้ำตาที่อาบเต็มไปทั้งสองแก้มหลังจากที่เราทั้งสองเดินออกจากโรงหนัง

   “บ่ต้องมาแซวกูเลยนะมึง”
   ผมแหวใส่ไปยังอีกฝ่ายทันทีก่อนที่จะรีบใช้ชายเสื้อเช็ดคราบน้ำตานั้น ทว่า

   “ผมไม่ได้แซว แล้วก็อีกอย่าง ผมเคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ ว่าอย่าเอาชายเสื้อเช็ด มันจะทำให้เสื้อเปื้อน แถมอาจจะทำให้สิวขึ้นอีกด้วยนะครับ”
   แบงค์จับข้อมือของผมที่กำลังจะใช้ชายเสื้อเช็ดคราบน้ำตาห้ามเอาไว้เสียก่อน พลางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของตนออกมา

   จะว่าไป แบงค์ก็เคยบอกเอาไว้นี่นะเรื่องไม่ให้ใช้ชายเสื้อเช็ดหน้าเนี่ย ซึ่งพอมาคิดดูดีๆ การเช็ดหน้าที่ไม่ถูกวิธีก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สิวบนใบหน้าของผมไม่ยอมหายขาดสักทีก็เป็นไปได้แฮะ

   ในจังหวะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นเอง พอรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าแบงค์กำลังค่อยๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของผมอย่างเบามือ ภาพการกระทำนั้นของเด็กหนุ่มตัวโตภายใต้แว่นหนาที่มีต่อไอ้เตี้ยขนาดพกพาสะดวกอย่างผมทำเอาผู้คนรอบข้างถึงกับหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน

   “สัส พอแล้ว มึงเห็นมั้ยเนี่ยว่าคนเขามองกันใหญ่เลย”
   “แล้วทำไมเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมพลางหันไปมองรอบข้าง ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันที่สายตารอบข้างต่างก็หันกลับไปยังทิศทางของตนพอดี ในขณะที่คำตอบนั้นของอีกฝ่าย ก็ทำเอาผมถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ

   “หรือว่านันท์ไม่ชอบที่ผมทำแบบนี้”
   เจ้าตัวเอ่ยถามอีกรอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแววตาที่ดูเศร้าเล็กน้อย

   “ก็เปล่า บ่ใช่แบบนั้น แต่ว่า...”
   ผมอึกอักเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี

   “งั้นเราไปหาไอติมกินกันมั้ยครับ”
   อยู่ๆ แบงค์ก็ถามพร้อมกับเปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้าอย่างรวดเร็วจนผมตามอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ทัน ก่อนที่จะถูกอีกฝ่ายจูงข้อมือลากไปแบบงงๆ

   แต่ในจังหวะนั้นเอง

   “อ้าว นั่นแบงค์นี่นา”
   เสียงปริศนาเอ่ยเรียกชื่อคนตัวสูงด้วยความคุ้นเคย ทั้งผมและเจ้าตัวที่ถูกเรียกชื่อต่างกันก็หันไปยังต้นทางของเสียงนั้น
   “อ้าว ป้อน่ะเอง นึกว่าเสียงใครคุ้นๆ”
   แบงค์เอ่ยทักทายกลับไปด้วยความสุภาพทันทีที่เห็นว่าเจ้าของเสียงเรียกนั้นเป็นใคร ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยิ้มด้วยสีหน้าร่าเริงกลับมา

   อยู่ๆ ภาพเหตุการณ์ช่วงที่ผมกับแบงค์ไปเข้าค่ายอบรมต่อต้านยาเสพติดเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วก็หวนกลับมา ภาพของเจ้าคนชื่อป้อที่ดูพยายามจะตีซี้ทำความสนิทสนมกับแบงค์จนออกนอกหน้านอกตา เมื่อรวมกับภาพที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนี้แล้วนั้น
   ช่างเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   “ว่าแต่แบงค์มากับใครน่ะ”
   อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยความสงสัยก่อนจะชะโงกหน้าหันมามองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

   “อ้อ นันท์นี่เอง สวัสดีครับ สบายดีมั้ย”
   ป้อเอ่ยทักทายผมด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ในขณะที่ผมยังคงขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย แต่ก็พยายามจะเก็บอาการเอาไว้

   “มึงยังจำชื่อกูได้ด้วยเหรอวะ”
   ทั้งแบงค์และป้อต่างก็ทำหน้าเหวอทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นจากผม ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเผลอพูดจาไม่ดีออกไป

   “ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะครับ เพื่อนของแบงค์ ก็เหมือนเพื่อนของผมนั่นล่ะครับ”
   ใครเพื่อนมึง ?

   ไอ้นี้ชักจะลามปาม ตีซี้ทำสนิทสนมกับแบงค์ยังไม่พอยังจะมาทำตีสนิทกับผมอีก ชักจะไม่สบอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วแฮะ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะเห็นแก่หน้าแบงค์ ผมจึงได้แต่ส่งเสียง ‘อือ’ ในลำคอเบาๆ กลับไปเป็นคำตอบ ในขณะที่เจ้าคนชื่อป้อยังคงยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร

   งหุดงหิดๆ เอ้ย หงุดหงิดๆ
   ดูสิ หงุดหงิดจนพิมพ์เพี้ยนเลยกูเนี่ย

   “ว่าแต่ป้อล่ะ มาดูหนังเหรอครับ”
   คราวนี้เจ้าคนสวมแว่นเป็นฝ่ายเอ่ยถามกลับไปบ้าง คนถูกถามเองเมื่อได้เช่นนั้นก็พยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบ

   “มาคนเดียวเหรอครับเนี่ย”
   แบงค์ยังคงเอ่ยถามต่อพลางหันซ้ายหันขวามองไปยังรอบๆ บริเวณ ในขณะที่ผมเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีกับคำถามนั้นของแบงค์แล้วยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   แต่ในจังหวะที่อีกฝ่ายจะทันได้เอ่ยปากเพื่อตอบคำถามนั้น

   “ตัวเอง รอนานมั้ย เค้าขอโทษที่มาสายนะ”
   เสียงใสๆ ก็เอ่ยทักแทรกเข้ามาทันที พวกผมต่างหันไปมองยังต้นเสียงนั้น ภาพที่เห็นคือหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผมสีน้ำตาลทองยาวประบ่า ดูจากวัยแล้วน่าจะราวๆ มหาลัยได้ล่ะมั้งการแต่งตัวของเธอแม้จะไม่ได้โชว์เนื้อหนังมังสาอะไรมากนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกเซ็กซี่ไม่น้อยสังเกตได้จากสายตาของผู้คนรอบข้างที่ต่างก็หันมามองเธอ

   เธอเดินเข้ามาด้วยสีหน้าออดอ้อนเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปคล้องแขนของป้อด้วยท่าทีสนิทสนมเป็นกันเอง

   “ตัวเองซื้อตั๋วหรือยัง”
   หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย ในขณะที่ป้อก็ยิ้มพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ

   “นี่ใครอะ เพื่อนตัวเองเหรอ”
   เธอเอ่ยถามเมื่อหันมาสังเกตเห็นพวกผมสองคนที่อยู่ตรงหน้า

   “คนตัวสูงที่ใส่แว่นนี่ชื่อแบงค์ ส่วนคน...เอ่อ คนนี้ชื่อนันท์ เป็นเพื่อนที่รู้จักกันตอนไปเข้าค่าบอบรมเมื่อตอนปลายปีที่แล้วน่ะ”
   ป้อเอ่ยแนะนำพวกเราทั้งสองให้เธอได้รู้จัก

   อ๊ะ แต่กูรู้นะ ที่มึงชะงักไปเมื่อกี๊ เพราะมึงเผลอตัวจะพูดว่า ‘คนตัวเตี้ย’ ใช่มั้ยล่ะ

   “ส่วนนี่ พลอย เป็นแฟนของผมเอง”
   หือ?
   แบงค์ยิ้มทักทายกลับไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในขณะที่ผมยังคงงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อครู่

   มีแฟนแล้วเหรอวะ จะว่าไปถ้าไม่มีก็ออกจะแปลกไปหน่อย เพราะถ้าว่ากันตามความจริงแบบไม่มีอคติ ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายหน้าตาดีอยู่พอสมควร หุ่นดี สูงโปร่งประมาณไอ้น้องไนท์กับไอ้เต้ยเห็นจะได้ซึ่งต่างจากแบงค์ที่รายนี้จะดูไปทางหุ่นสูงหนาเสียมากกว่า

   เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าแฟนของอีกฝ่ายจะ ...
   แต่เดี๋ยวนะ แล้วนี่กูจะไปชมมันทำหอกอะไรวะ

   “แล้วนี่ดูเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยความสนใจ ป้อเองจึงหยิบตั๋วขึ้นมาให้ดู ทั้งผมและแบงค์เมื่อเห็นตั๋วหนังของอีกฝ่าย ต่างก็ร้องอ๋อพร้อมกันทันที

   “เรื่องนี้ผมกับนันท์เพิ่งดูรอบที่แล้วไปนี้เองครับ”
   “จริงดิ แล้วสนุกมั้ย”
   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งกับคำถามนั้น

   “สนุกมั้ย ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คนแถวนี้ร้องไห้จนตาบวมไปคนนึงแล้วครับ”
   พูดจบ แบงค์ก็หันมามองผมพร้อมกับอมยิ้มด้วยสีหน้ากวนๆ เล็กน้อย ผมจึงถวายหมัดเข้าไปยังสีข้างของเจ้าตัวเข้าไปหนึ่งที หากจะถามว่าหมัดนั้นแรงมั้ย ผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน แต่ที่รู้คือก็ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาเบาๆ ได้อยู่เหมือนกัน

   “เรื่องของกูเหอะ ขืนพูดมาก เดี๋ยวปากมึงจะได้อาบไปด้วยเลือดหรอก”
   ผมพยายามขู่กลับไปเพื่อกลบความเขินอายที่มี ในขณะที่เจ้าคนแว่นหนาก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอโดยหาได้มีทีท่ากลัวให้กับคำพูดขู่นั้นของผมเลยแม้แต่น้อย

   จะว่ายังไงดีล่ะครับ ที่บอกว่าไม่ชอบหนังรักเนี่ย ก็คือไม่ชอบจริงๆ นั่นล่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจหรอกนะ คือต่อให้หน้าตาของผมจะเถื่อนแค่ไหน ถึงแม้นิสัยจะดูโผงผางขวานผ่าซากยังไงก็ตาม แต่เอาจริงๆ ผมก็มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายเหมือนกันนะครับ ก็เลยเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยชอบดูหนังแนวนี้เท่าไหร่ นั่นเพราะดูทีไรความแมนอันน้อยนิดที่เพียรพยายามสั่งสมมานานต้องพังทลายหายวับไปในพริบตาทุกที

   “ว่าแต่วันวาเลนไทน์ทั้งทีไหงไม่ควงสาวๆ มาด้วยล่ะ”
   ป้อเอ่ยแซวด้วยสีหน้ากวนๆ เล็กน้อยก่อนจะใช้ข้อศอกกระทุ้งไปยังสีข้างอีกฝั่งของแบงค์เบาๆ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันมามองผมครู่หนึ่งแล้วจึงหันกลับไปยังคู่สนทนา

   “วันนี้พวกเรามาฉลองความโสดประชดวันวาเลนไทน์กันน่ะครับ”
   พูดจบ เจ้าตัวก็หัวเราะเบาๆ ในลำคออีกรอบ

   “เฮ้ย บ้าน่ะ อย่างแบงค์เนี่ยนะโสด เป็นไปได้ไง ไม่เชื่ออะ”
   ป้อเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจพอสมควร เช่นเดียวกันกับพลอยที่ก็ทำสีหน้าไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

   “โสดจริงๆ ครับ”
   “แล้วไม่คิดจะหาแฟนเหรอ อย่างตัวเองน่าจะหาได้ไม่ยากนะ”
   คราวนี้พลอยเป็นฝ่ายเสนอความเห็นขึ้นมาบ้าง แบงค์เองเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก็นิ่งเงียบไปครู่ก่อนจะหันมามองพร้อมกับยกมือขึ้นมายีหัวผมเบาๆ ตามปกติอย่างที่เคยทำ

   “ก็รอแค่ว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายจะรู้ตัวสักทีมากกว่าน่ะครับ”
   พูดจบ ทั้งพลอยและป้อต่างก็นิ่งเงียบไป ทั้งสองหันมองหน้ากันแล้วจึงหันกลับมามองพวกเราทั้งคู่ก่อนที่จะพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในคำพูดนั้น

   “งั้นก็เอาใจช่วยแล้วกันนะ เอ้อ เดี๋ยวผมกับพลอยขอตัวก่อนนะ จะถึงเวลาหนังฉายแล้ว”
   ป้อพูดพลางตบบ่าของแบงค์เบาๆ ในขณะที่แบงค์ก็ได้แต่ยิ้มรับให้กับคำพูดนั้นอย่างเงียบๆก่อนที่อีกฝ่ายจะปลีกตัวออกไปกับแฟนสาวของตน

   พวกมึงคุยเหี้ยอะไรกันน่ะ ให้กูรู้เรื่องด้วยสักคนได้มั้ยวะ

   แล้วเดี๋ยวนะ ทำไมเมื่อกี๊ทุกคนถึงได้ตกใจแต่เรื่องแบงค์ไม่มีแฟนล่ะวะ แต่ไหงไม่มีใครตกใจเรื่องกูไม่แฟนเลยสักคน
   หมายความว่ายังไงวะ

   “อ้อ อีกเรื่อง”
   ป้อหันตัวกลับมา ทั้งผมและแบงค์ต่างก็เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย

   “เฟซบุ๊กของแบงค์เป็นอะไรไปน่ะ ทำไมผมหาไม่เจอ”
   อึก!
   ทั้งผมและแบงค์ต่างนิ่งอึ้งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายถามเช่นนั้น

   “เอ่อ... พอดีช่วงนี้มือถือผมเน็ตหมด สงสัยคงโดนบล็อกเพราะไม่ได้ไปจ่ายค่าเน็ตล่ะมั้ง แต่เดี๋ยวยังไงผมจะเข้าไปดูอีกทีนะครับ”
   แบงค์ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย ในขณะที่อีกฝ่ายเองเมื่อได้ยินคำตอบนั้นก็ขมวดคิ้วยิ้มด้วยความงุนงงกับเหตุผลของคู่สนทนาพอสมควร แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ติดใจอะไรมากจึงได้แต่ยิ้มตอบกลับมาแล้วหันหลังกลับไปจูงมือแฟนสาวของตนเข้าไปยังบริเวณโรงหนัง

   “หัวเราะอะไรน่ะครับ”
   แบงค์ก้มหน้าลงมาถามทันทีเมื่อเห็นท่าทีกลั้นหัวเราะของผม

   “โดนบล็อกเฟซบุ๊กเพราะบ่ได้ไปจ่ายค่าเน็ตเนี่ยนะ”
   “ทำไมเหรอครับ”

   “เหตุผลโคตรแถเลยว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
   “หรือจะให้ผมบอกความจริงว่านันท์เป็นคนกดบล็อกป้อเขาอย่างนั้นเหรอครับ”
   อึก!
   ใบ้แดกสิกู เจอความจริงเข้าไป เถียงไม่ออกเลยแฮะ

   “งั้นเอามือถือมึงมานี่”
   พูดจบ ผมก็แบมือออกไป เจ้าตัวดูท่าจะยังงงกับคำพูดของผม ผมจึงถือวิสาสะล้วงหยิบมือถือของอีกฝ่ายที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาด้วยตัวเอง พร้อมกับยื่นมือถือเพื่อให้อีกฝ่ายปลดล็อกหน้าจอให้

   หลังจากที่เจ้าตัวปลดล็อกหน้าจอเรียบร้อยแล้วนั้น ผมก็คว้ามันมาด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับกดเข้าแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กทันที ก่อนจะสไลด์หน้าจอนั้นไปมาอยู่เล็กน้อย พร้อมกับกดอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งคืนมันกลับไปยังเจ้าของ

   “เอ้า เอาคืนไป”
   แบงค์ทำสีหน้างุนงงเล็กน้อย พลางก้มมองหน้าจอมือถือตัวเองที่ตอนนี้กำลังปรากฏให้เห็นว่าผมได้ยกเลิกการบล็อกเฟซบุ๊กของป้อพร้อมทั้งยังเป็นฝ่ายกดยื่นคำขอร้องเป็นเพื่อนกลับไปให้อีกด้วย

   “ไหงเคยบอกว่าไม่ให้กดรับยังไงล่ะครับ”
   “กูเปลี่ยนใจแล้ว”
   “ห๊ะ?”
   “เออ เรื่องของกูเหอะ พูดมาก จะไปกินสเวนเซ่นกันบ่ใช่เหรอวะ ไปเร็ว กูอยากกินแล้วเนี่ย”
   พูดจบผมก็เป็นฝ่ายเดินนำหน้าออกมาทันทีอย่างรวดเร็วพลางอมยิ้มให้กับตัวเองอย่างมีความสุข โดยที่ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร


   “สเวนเซ่นสวัสดีค่ะ”
   พนักงานสาวเอ่ยทักทายด้วยความกระตือรือร้นทันทีที่ผมกับแบงค์เดินเข้ามาภายในร้านหลังจากที่เราทั้งสองเลือกโต๊ะนั่งได้แล้ว เธอก็หยิบใบเมนูเดินมาที่โต๊ะทันทีด้วยความรวดเร็ว และทันทีที่เธอเดินมาถึง

   “ขออนุญาตแนะนำโปรโมชั่นต้อนรับวันวาเลนไทน์นะคะ จะเป็น...”
   “โอเค เอามาเลยครับ”
   แบงค์ตอบตกลงทันทีด้วยความรวดเร็วโดยที่พนักงานสาวยังไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยค ทำเอาทั้งผมและเธอต่างกับเบิกตากว้าง งงเป็นไก่ตาแตกกันทั้งคู่

   “มึงบ่คิดฟังให้จบก่อนเหรอไงวะ”
   “ก็วันนี้วันวาเลนไทน์ทั้งทีนี่ครับ ก็ต้องทำอะไรให้มันเข้ากับบรรยากาศยังไงละครับ”

   “แต่...”
   “ก็จะประชดชีวิตคนโสดไม่ใช่เหรอครับ”
   อึก!
   รู้สึกคิดผิดยังไงก็ไม่รู้แฮะ ที่ดันพูดคำนั้นออกไปเนี่ย จนชักรู้สึกอยากจะขอทวงคำนั้นคืนมาจริงๆ แต่พอเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขของอีกฝ่ายแล้ว ...

   “เออ แล้วแต่มึงละกัน ยังไงก็คำพูดกูเองนี่นะ”
   “เย่ งั้นก็เอาตามนี้เลยครับ”
   แบงค์ออกอาการดีใจอย่างออกนอกหน้านอกตาก่อนจะหันไปตกลงกับพนักงานสาว หลังจากที่เธอทวนรายการอาหารเสร็จเธอก็หยิบใบเมนูที่พวกผมไม่ได้เปิดดูเลยสักนิดกลับคืนไปแล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์

   และก็ใช้เวลาไม่นานมากนัก รายการอาหารที่ผมสั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟด้วยความรวดเร็ว
   “รายการที่สั่งได้แล้วค่ะ ขอให้มีความสุขในวันวาเลนไทน์นะคะ”
   พนักงานเสิร์ฟกล่าวอวยพรทันทีด้วยน้ำเสียงร่าเริงหลังจากที่วางไอศกรีมลงบนโต๊ะ ผมหยิบช้อนขึ้นมาตักไอศกรีมเข้าปากอย่างช้าๆ

   “เป็นอะไรไปเหรอครับ ทำไมดูไม่สดชื่นเลย”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยสีหน้าสงสัย เหมือนเห็นท่าทีของผมที่ไม่ค่อยจะสดชื่นเท่าไหร่นัก ผมเองเมื่อถูกทักเช่นนั้นก็ถึงจะรู้สึกตัวได้เช่นกัน

   “นี่สีหน้ากูดูออกขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
   อีกฝ่ายพยักหน้ากลับมาเป็นคำตอบ

   “ไม่สนุกเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูเป็นห่วงเป็นใย ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางใช้ช้อนจิ้มลงบนไอศกรีมเล่นๆ
   “ก็สนุก...”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ แบงค์ก็นิ่งเงียบไปในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “......”
   “......”
   เดี๋ยวนะ ไหงอยู่ๆ เหมือนบรรยากาศรอบข้างมันมัวๆ ขึ้นมาได้วะเนี่ย

   “เฮ้ย กูบ่ได้เป็นเหี้ยอะหยัง มา แดกๆ”
   ผมรีบปั้นสีหน้ายิ้มเพื่อดึงบรรยากาศที่ดูอึมครึมได้ยังไงก็ไม่รู้ให้กลับมาสดชื่นก่อนจะใช้ช้อนตักไอศกรีมเข้าปาก คู่สนทนาเองเมื่อได้ยินก็ดูจะมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง ก่อนจะใช้ช้อนตักไอศกรีมเข้าปากตัวเองเช่นกัน

   ในช่วงที่ผมกับแบงค์กำลังจัดการเจ้าไอศกรีมตรงหน้า สายตาของผมก็เหลือบไปมองบรรยากาศรอบข้างภายในร้านที่เต็มไปด้วยเหล่าคู่รักมากมาย

   ผมว่านี่ล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกไม่สดชื่นเท่าไหร่นัก ดูแต่ละคู่สิ ทำเป็นกระหนุงกระหนิงคุยหัวเราะคิกคักๆ ดูมีความสุขกันเสียเหลือเกิน ดูนั่นๆ มีการตักไอศกรีมป้อนให้แก่กันด้วย มันชักจะมากเกินไปแล้วนะเฮ้ย ทำอะไรก็ช่วยเกรงใจคนโสดหน่อยสิวะ เห็นแล้วมันงหุดงหิดจริงๆ

   นั่นไง หงุดหงิดจนพิมพ์ผิดอีกแล้วกู

   “แบงค์”
   “ครับ?”
   “อ้าปาก”
   “ห๊ะ?”
   แบงค์ขมวดคิ้วด้วยความงุนงงทันทีที่ได้ยินผมสั่งเช่นนั้น

   “เออ กูบอกให้อ้าปากก็อ้าดิวะ”
   ผมสั่งอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง เจ้าตัวจึงค่อยๆ อ้าปากอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าประหลาดใจ
   “เอ้า แดกซะ”
   พูดจบ ผมก็ตักไอศกรีมจากในถ้วยใส่ปากแบงค์ทันทีด้วยความรวดเร็วทำเอาอีกฝ่ายถึงเกือบสำลักเพราะตั้งตัวไม่ทัน

   “อะไรครับเนี่ย”
   แบงค์เอ่ยถามหลังจากที่พยายามกลืนไอศกรีมลงไปด้วยความยากลำบากอันเนื่องมาจากปริมาณของไอศกรีมที่ผมตักให้เมื่อครู่นั้นค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควร

   “ประชดชีวิตคนโสดในวันวาเลนไทน์ยังไงล่ะวะ”
   ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ไอ้เจ้าคนที่ถูกยัดไอศกรีมก้อนโตเข้าปากกลับไม่รู้สึกโกรธอะไรเลยสักนิด หนำซ้ำยังทำหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูมีความสุขมากกว่าเดิมเสียอีก

   พิลึกคน

   “นันท์ครับ”
   “อะหยัง”
   “ขออีกคำได้มั้ยครับ”
   “ก็ตักเอาดิ มีในถ้วยอีกตั้งเยอะแยะ”
   ผมตอบกลับไปพลางตักไอศกรีมเข้าปาก

   “ไม่เอาครับ อยากให้นันท์ตักป้อนให้มากกว่า”
   “ห๊ะ?”
   ผมเงยหน้าเลิกคิ้วสูงมองคู่สนทนา

   “ก็อยากให้นันท์ป้อนไอศกรีมให้ผมแบบเมื่อกี๊อีกน่ะครับ”
   ไม่พูดเปล่า ดันทำสายตาเว้าวอนด้วยนี่สิ
   “บ่เอาเว้ย ทีเดียวพอ”
   พิลึกคนจริงๆ วุ้ย

   แล้วไหงผมต้องรู้สึกอายจนหน้าแดงด้วยวะเนี่ย   


   “ไปไหนกันต่อดีครับ”
   แบงค์เอ่ยถามหลังจากที่เราทั้งสองเดินออกจากร้านไอศกรีม ผมหยิบโทรศัพท์มือถือจากในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู เวลาบนหน้าจอกำลังบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าๆ เกือบหกโมงแล้ว

   “เย็นแล้วว่ะ กลับกันเลยดีมั้ย”
   ผมตอบพลางขมวดคิ้วเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะหย่อนมือถือเก็บลงกระเป๋ากางเกงดังเดิม

   “เพิ่งจะหกโมงเองนะครับ”
   “แล้ว?”

   “จะรีบกลับไปไหนเหรอครับ พรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันอาทิตย์อีกด้วย”
   อีกฝ่ายพยายามพูดโน้มน้าวเหมือนต้องการให้ผมอยู่ต่อ ผมย่นจมูกเล็กน้อยก่อนจะเม้มปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

   จริงๆ ตอนนี้ผมอยากกลับไปเล่นเกมแล้วมากกว่าน่ะครับ แต่พอหันไปดูสีหน้าและสายตาของอีกฝ่ายแล้วนั้น...

   “......”
   “......”

   “แล้วมึงอยากจะไปไหนต่อล่ะ”
   แบงค์ออกอาการดีใจทันทีที่ผมพูดเช่นนั้น แต่เจ้าตัวก็ไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากรอยยิ้มที่ดูมีความสุขมากเสียเหลือเกิน จนผมเองก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันนะว่าไหงสุดท้ายแล้ว ไอ้คนถูกชวนถึงได้ดูสนุกสนานกว่าคนชวนไปได้วะเนี่ย

   “ขอกุญแจรถด้วยครับ”
   แบงค์พูดพร้อมแบฝ่ามือหนายื่นมาทางผม ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้ผมพอสมควร แต่ก็ล้วงหยิบเจ้ากุญแจรถที่ว่าจากในกระเป๋ากางเกงส่งให้อีกฝ่ายอย่างว่าง่าย

   เอาเถอะ ต่อเวลาให้อีกสักหน่อยก็แล้วกัน ยังไงพรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันอาทิตย์ตามที่อีกฝ่ายว่าเอาไว้จริงๆ นั่นล่ะ
   และทันทีที่คิดเช่นนั้น ผมก็เดินตามอีกฝ่ายที่กำลังเดินนำหน้าผมไปยังบันไดเลื่อนด้วยความรวดเร็ว

   ในขณะที่ในใจก็นึกสงสัยว่าสถานที่ที่อีกฝ่ายต้องการจะไปนั้นคือที่ไหน

จบคาบเรียนที่สิบแปด

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่สิบเก้า

   “นึกไงถึงพากูมาที่นี่เนี่ย”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อพบว่าสถานที่ที่แบงค์พาผมมานั้นคืออ่างแก้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั่นเอง ผมหันหน้าไปยังอ่างเก็บน้ำพลางสูดลมหายใจเข้าไปลึกจนเต็มปอดพร้อมกับเหยียดแขนบิดขี้เกียจไปด้วยจนได้เสียงกระดูกลั่นเบาๆ สายลมยามเย็นในช่วงปลายหน้าหนาวมันทำให้รู้สึกดีจริงๆ

   “ก็แค่อยากพามาเฉยๆ น่ะครับ”
   ผมหันไปขมวดคิ้วหรี่ตามองอีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินคำตอบง่ายๆ เช่นนั้น

   “ก็มันเป็นสถานที่ที่ผมมีความทรงจำที่ดียังไงล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย ผมเองเมื่อได้ยินแบบนั้นก็กลอกตาไปมาพลางนึกย้อนความในหัวไปด้วย

   อ๋อ เออใช่ ผมเองนี่ล่ะที่เป็นคนทำให้แบงค์รู้จักสถานที่แห่งนี้ในวันที่อีกฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงอกหักจากแฟนเก่า จะว่าไปนับจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ก็ผ่านมานานหลายเดือนแล้วเหมือนกันนะเนี่ย วันเวลานี่ก็ผ่านไปไวเหมือนกันแฮะ จนแทบจะไม่ทันได้สังเกต

   “เป็นความทรงจำที่ดีของมึง แต่สำหรับกูตอนนี้เริ่มจะเป็นความทรงจำที่เลวร้ายแล้วว่ะ”
   “อ้าว ทำไมล่ะครับ”
   แบงค์เอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจค่อนไปทางวิตกกังวลเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นของผม

   ผมยกมือชี้พลางหันมองไปยังรอบๆ บริเวณอ่างแก้วในช่วงเวลายามเย็นเช่นนี้ที่มีผู้คนประปราย ส่วนใหญ่ต่างก็มากันเป็นคู่ซึ่งดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคู่รักกันแน่นอน และนั่นล่ะคือสาเหตุที่ผมกำลังพูดถึง แหม ก็เล่นจับมือถือแขนกันบ้างล่ะ โอบกอดกันบ้างล่ะ ถ่ายรูปคู่กันบ้างล่ะ เห็นแล้วชวนให้รู้สึกหมั่นไส้เล็กน้อยยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   #โสดแล้วพาล จริงๆ เลยกูเนี่ย

   แบงค์เองเมื่อเห็นท่าทีนั้นของผมก็เผลอปล่อยหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ผมย่นจมูกด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้อะไรมากมายนักก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งยังริมทางเดินข้างอ่างแก้ว อีกฝ่ายเองเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของผม ก็เดินมานั่งลงข้างๆ ผมพลางถอดแว่นหนาออกมาเช็ดเล็กน้อยก่อนจะใส่มันคืนเข้าที่

   “......”
   “......”
   เงียบ

   ไม่มีถ้อยคำสนทนาใดๆ เอ่ยออกมาทั้งจากผมและแบงค์ จะมีก็เพียงสายลมยามเย็นที่กำลังพัดเอื่อยๆ และเสียงพูดคุยเบาๆ ของผู้คนรอบข้างที่แทรกเข้ามาก็เท่านั้น

   “เป็นยังไงมั่งครับ สำหรับวันวาเลนไทน์ปีนี้”
   แบงค์เอ่ยถามขึ้น ผมหันไปมองหน้าคนถามที่กำลังทำสีหน้าสนใจใคร่รู้ ผมขมวดคิ้วเม้มปากครุ่นคิดเล็กน้อย
   “ก็ดีอะ”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะหยิบก้อนหินข้างตัวขึ้นมาแล้วขว้างมันออกไปยังอ่างเก็บน้ำตรงหน้า เจ้าตัวเองถึงกับหน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นจากผม

   “สรุปว่าไม่สนุกเหรอครับ”
   เมื่อได้ยินคำถามนั้น ผมก็เม้มปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

   “ก็บ่เชิง แต่จะว่ายังไงดีล่ะ ก็วันนี้มันวันวาเลนไทน์ ไปไหนมาไหน ก็เห็นแต่พวกคู่รักกระหนุงกระหนิงกัน แล้วมัน...”
   “รู้สึกอิจฉาว่างั้น”
   แบงค์ชิงพูดโดยที่ผมยังไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยค ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางคิดทบทวน

   อิจฉาอย่างนั้นเหรอ อืม... จะว่ายังไงดีล่ะ ก็คงจะจริงอย่างที่เจ้าตัวบอกก็คงไม่ผิดล่ะมั้ง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นริษยาอะไรขนาดนั้นนะ

   แต่คิดอีกที บางทีกูอาจจะกำลังริษยาด้วยก็เป็นได้แฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “เออ ช่างมันเหอะ ว่าแต่มึงเหอะ บ่รู้สึกรู้สาอะหยังเลยเหรอ”
   “ยังไงเหรอครับ”
   “ก็แบบ ต้องมาเป็นคนโสดท่ามกลางวันวาเลนไทน์ที่เต็มไปด้วยคู่รักมากมายเนี่ย”
   ผมตอบกลับไปพลางหันไปมองรอบข้างด้วยความริษยา ฮ่าฮ่าฮ่า

   “วันวาเลนไทน์แล้วยังไง สำหรับผมมันก็แค่วันธรรมดาๆ วันนึงเท่านั้นน่ะล่ะ”
   “อ้อเหรอออ”
   ผมลากเสียงเป็นเชิงเหน็บแนมกลับไป แบงค์หัวเราะในลำคอเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้นของผม

   “แต่จะว่าไปมันก็เป็นวันที่ดีวันนึงสำหรับผมเหมือนกันนะครับ”
   “โสดในวันวาเลนไทน์เนี่ยนะดี”

   “อย่างน้อย มันก็ทำให้ผมกล้าทำอะไรหลายๆ อย่างในสิ่งที่วันธรรมดาผมไม่กล้าทำ”
   “หมายความว่าไงวะ”
   ผมหันไปเอียงคอขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและมีความสุขเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

   ไม่สิ เหมือนจะมากกว่าปกติยังไงก็ไม่รู้แฮะ
   แต่ในจังหวะที่ผมจะทันได้ครุ่นคิดอะไรเพิ่มเติมนั้นเอง

   “ขอโทษนะคะ ว่างอยู่หรือเปล่าคะ”
   เสียงของหญิงสาวแปลกหน้าซึ่งดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าผมราวๆ สองถึงสามปีเดินเข้ามาทักถามด้วยท่าทีที่แฝงไปด้วยความเกรงใจอยู่พอสมควรดูจากลักษณะแล้วหากผมเดาไม่ผิด เธอน่าจะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แห่งนี้นี่ล่ะ

   “ครับ มีอะไรให้ช่วยเหรอครับ”
   แบงค์ชิงผมตอบกลับไปด้วยความรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร ซึ่งนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายดูผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง

   “รบกวนช่วยถ่ายรูปเราสองคนให้หน่อยได้มั้ยคะ”
   หญิงสาวเอ่ยคำขอร้องพร้อมยื่นมือถือในมือของเธอมายังแบงค์ เจ้าตัวเกิดอาการอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อถูกขอร้องเช่นนั้น ในขณะที่ตัวผมเองซึ่งโดนแบงค์ปฏิเสธการถ่ายรูปให้มาหลายครั้งจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทีนั้นของเจ้าตัวเสียเท่าไหร่นัก

   จะมีก็แต่หญิงสาวแปลกหน้าที่เป็นฝ่ายเอ่ยคำขอร้องซึ่งตอนนี้เริ่มทำสีหน้างุนงงในท่าทีขอแบงค์อยู่พอสมควร

   “มาครับ เดี๋ยวผมช่วยถ่ายให้เอง พอดีเพื่อนผมเขามีเหตุผลส่วนตัวเล็กน้อยน่ะครับ เลยทำให้บ่สามารถถ่ายรูปได้น่ะครับ”
   ผมเอ่ยพร้อมรีบยื่นมือไปรับมือถือนั้นมาจากหญิงสาวตรงหน้า เธอเองยังคงมีสีหน้าสงสัยอยู่พอสมควรพลางเหลือบหันไปมองกล้องถ่ายรูปที่คล้องไว้ที่คอของแบงค์ ก่อนจะหันกลับมายิ้มเพื่อปกปิดท่าทีสงสัยนั้นไว้พร้อมกับเดินไปยังชายหนุ่มที่ยืนรออยู่อีกฟากซึ่งจากการคาดเดาของผมแล้วน่าจะเป็นแฟนของเธออย่างแน่นอน

   อยู่ๆ อาการริษยาก็เหมือนจะกลับมากำเริบยังไงก็ไม่รู้แฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   ผมในตอนนี้ที่รับหน้าที่เป็นตากล้องอาสาชั่วคราว ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่คู่รักแปลกหน้าทั้งสอง โดยถ่ายรูปตามความต้องการของอีกฝ่ายว่าต้องการให้แต่ละรูปออกมาแบบไหน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นัก

   หลังจากที่เสร็จเรียบร้อยทุกอย่างแล้วนั้น พวกเขาทั้งสองก็กล่าวคำขอบคุณแก่ผมก่อนจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งผมก็หวังว่ารูปที่ผมถ่ายให้นั้นคงจะพอถูกใจทั้งสองอยู่บ้างไม่มากก็น้อยล่ะนะ

   อนึ่ง ระวังคำสาปที่ผมแอบใส่ลงไปในแต่ละรูปด้วยล่ะ
   หึหึหึ

   ก็ว่าไปนั่น ล้อเล่นครับ ใครมันจะบ้าไปทำจริง ถึงแม้ผมจะแอบอิจฉาอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นคนเลวถึงขั้นจะสาปแช่งให้ใครเขาเลิกกันหรอก ฮ่าฮ่าฮ่า   

   “มึงนี่ก็นะ ยังคงเป็นคนบ่ยอมถ่ายรูปคนให้ใครง่ายๆ บ่ยอมเปลี่ยนเลยจริงๆ นะ”
   ผมพูดบ่นเล็กน้อยพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ แบงค์ที่ตอนนี้กำลังทำท่าทีเหมือนกำลังตั้งค่ากล้องถ่ายรูปในมือตัวเองอยู่

   “ยังไม่ชินอีกเหรอครับ”
   นั่นคือคำตอบที่ดูแสนจะเรียบง่ายที่ผมได้รับกลับมาจากอีกฝ่าย ผมถอนหายใจเบาๆ ซึ่งหากจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วล่ะก็ ผมก็คงชินกับเรื่องนั้นอย่างที่แบงค์ว่าไว้จริงๆ นั่นล่ะ   

   “เออ มันก็ใช่ กูชินแล้วล่ะ แต่บางที มันก็ต้องมีข้อยกเว้นบ้างบ่ใช่เหรอวะ ?”
   “ผมก็เคยบอกไปแล้วนี่ครับ ว่ามันขึ้นอยู่กับว่า เมื่อไหร่จะมีใครที่ทำให้ผมยอมยกเลิกข้อยกเว้นนั้นได้น่ะครับ”
   เจ้าตัวตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขกับคำตอบของตัวเองในขณะที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับกล้องคู่ใจในมือนั้น จนบางทีก็ทำเอาผมรู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ ขึ้นมายังไงก็ไม่รู้แฮะ

   คือเข้าใจว่าอาร์ท เข้าใจว่าติสท์ แต่บางทีมันก็ดูเยอะไปเหมือนกันนะเว้ย

   “ครับๆ พ่อโลกส่วนตัวสูง สูงซะจนกูอยากจะเห็นหน้าไอ้คนที่มันสามารถทำให้มึงยอมเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ เลยแฮะ”
   ผมแขวะกลับไปในขณะที่คนถูกแขวะได้แต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ

   “จริงๆ ก็มีแล้วนะครับ คนที่ทำให้ผมยอมเปลี่ยนแปลงได้เนี่ย เพียงแต่ว่า...”
   แบงค์หยุดนิ่งไป โดยที่ยังคงจ้องมองหน้าจอกล้องถ่ายรูปโดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามองผมสักนิด   

   “แหม พูดซะเหมือนมึงมีคนที่แอบชอบแล้วว่างั้น”
   ผมแซวอีกฝ่ายพลางใช้ศอกกระทุ้งไปยังสีข้างของอีกฝ่ายเบาๆ

   “ครับ ก็มีแล้ว”

   อึก!

   “อ่ะ เอ่อ เดี๋ยวนะ นี่มึงมีคนที่แอบชอบแล้วจริงๆ เหรอวะ...?”
   ผมถามแบงค์ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น

   ทำไมอยู่ๆ หัวใจของผมมันถึงได้เต้นรัวขึ้นมาได้กันนะ

   “ครับ แต่ผมก็ทำได้แค่แอบชอบคนๆ นั้นอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้นเองครับ”
   “พูดจริง?”
   “แล้วผมจะโกหกทำไมล่ะครับ”
   แบงค์ย้อนถามผมกลับ ผมกลืนน้ำลายในลำคออึกหนึ่งเบาๆ รู้สึกได้ถึงฝ่ามือของตัวเองที่เริ่มเย็นเฉียบ

   “เอ่อ...ใคร...ใครวะ”
   ตึกๆ ตึกๆ

   “นันท์อยากรู้จริงๆ เหรอครับ ?”
   “เปล่า กูก็ถามไปงั้นล่ะ”
   ผมพยายามตอบปัดทั้งๆ ที่ในใจเริ่มรู้สึกพะว้าพะวงอยู่พอสมควรแบงค์เองเมื่อได้ยินผมตอบกลับไปเช่นนั้นก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอโดยที่สายตาคงจดจ่ออยู่กับกล้องถ่ายรูปเช่นเดิม

   ทำไมอยู่ๆ ผมถึงได้รู้สึกบีบแน่นกลางหน้าอก ราวกับว่าจะหายใจไม่ออกกันนะ

   ก็เคยคิดเอาไว้นะว่าสักวัน แบงค์ก็คงจะเจอใครสักคนแล้วชอบขึ้นมาแน่ๆ แต่พอมาเจอคำตอบนั้นของเจ้าตัวเข้าจริงๆทำไมผมถึงรู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมาพอสมควรทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องของผมเลยสักนิด

   จะให้อธิบายยังไงดีล่ะ มันรู้สึกเหมือนกับว่าหากวันใดวันหนึ่ง เกิดมีคนๆ นั้นขึ้นมาจริงๆก้าวเข้ามาในชีวิตของแบงค์ เปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในตัวตนของแบงค์ได้

   แล้วที่ยืนของผมนั้นจะ ......

   ทำไมพอคิดแบบนั้นขึ้นมาแล้วมันรู้สึกบีบคั้น รู้สึกปวดใจยังไงก็ไม่รู้ ...

   แชะ!
   ในจังหวะที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเองเสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นจากกล้องของอีกฝ่าย ผมหันไปมองทันทีด้วยความสงสัย ภาพที่เห็นคือแบงค์ที่กำลังส่องกล้องถ่ายรูปมาทางผม

   “......”
   ในขณะที่สมองของผมกำลังคิดประมวลผลอยู่นั้น

   แชะ! แชะ! แชะ!
   เสียงชัตเตอร์จากกล้องก็ดังรัวขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าตัวคนถ่ายจะละสายตาออกมาจากกล้องพร้อมกับยิ้มให้ผมครู่หนึ่งแล้วจึงก้มลงไปมองภาพที่ตนถ่ายไว้เมื่อสักครู่

   ผมชะโงกหน้าเพื่อดูภาพในกล้องของอีกฝ่าย สิ่งที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอนั้นคือรูปใบหน้าของผมเมื่อสักครู่โดยมีดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

   “......”
   “......”
   แบงค์กดเลื่อนภาพในกล้องไปเรื่อยๆ ซึ่งเผยให้เห็นรูปที่ถูกถ่ายเก็บเอาไว้ ซึ่งนั่นก็คือภาพของผมในอิริยาบทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้นั่นเอง

   “นี่มัน...”
   ในขณะที่ผมกำลังงุนงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดอะไรออกมาได้ แบงค์ก็เงยหน้าขึ้นมาจากกล้องในมือขึ้นมามองหน้าผมพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่กำลังแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด

   รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นเหมือนทุกครั้ง

   ไม่สิ ต้องเรียกว่ามากกว่าทุกครั้งจึงน่าจะถูกต้องเสียกว่า


   “ทีนี้รู้หรือยังครับ ว่าคนๆ นั้นสำหรับผมคือใคร ?”

จบคาบเรียนที่สิบเก้า

มุมแคปชั่นไร้สาระ

Oat Inwศาสตร์ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่
วันวาเลนไทน์ของผม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-11-2018 19:59:10 โดย จิบุ_จิบุ »

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่ยี่สิบ

   “เฮ้ย ไอ้นันท์ถ้ามึงติวหนังสือกับไอ้แบงค์เสร็จแล้ว ก็มาที่ชมรมด้วยนะเว้ย”
   เสียงห้าวของไอ้เต้ยเอ่ยแกมบังคับผมขึ้นทันทีที่ชั่วโมงเรียนคาบสุดท้ายจบลง ผมหันไปเลิกคิ้วสูงใส่อีกฝั่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น

   “มึงบ่ต้องมาทำหน้าเป็นหมาสงสัยเลย มึงรู้ตัวมั่งมั้ย ว่ามึงโดดชมรมมากี่วันแล้ว หัดรับผิดชอบหน้าที่ตัวเองหน่อยดิวะ โตจนหมาเลียตูดบ่ถึงแล้วแท้ๆ”
   “หน้าที่ห่าอะหยังล่ะ กูไปก็เป็นได้แค่เบ๊ซื้อของให้พวกมึงเนี่ยนะ”
   “เออ นั่นล่ะ เบ๊คือหน้าที่อันทรงเกียรติของมึง รู้ตัวไว้ด้วย”
   “สัส”
   ผมพูดพร้อมชูนิ้วกลางใส่มัน

   “หัดดูไอ้แบงค์เป็นตัวอย่างมั่งมึงน่ะ แม่ง ขนาดมันบใช่สมาชิกของชมรมแท้ๆ แต่ยังมาช่วยทุกวัน”
   “พูดมากน่ะมึง”

   “เออ ยังไงก็มาด้วยล่ะ กูไปก่อนนะ”
   พูดจบ ไอ้เต้ยก็หยิบกระเป๋านักเรียนเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีสบายอารมณ์โดยไม่ได้สนใจคำพูดและสีหน้าท่าทางของผมเลยแม้แต่น้อย แต่ผมก็เถียงอะไรกับมันมากไม่ได้ เพราะก็จริงอย่างที่มันว่านั่นล่ะครับ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมโดดชมรมจริงๆ

   ผมหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาสะพายไว้กลางหลังทันทีที่เก็บสัมภาระทั้งหมดเสร็จ ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่นัก

แต่สาเหตุไม่ได้มาจากคำสั่งของไอ้เต้ยหรอกนะ เพราะความรู้สึกที่ว่านี้นั้น มันเกาะกุมในใจผมมาหลายวันแล้วมากกว่า ซึ่งหากจะถามหาเหตุผลถึงความไม่สบอารมณ์ที่ว่านี้ล่ะก็ ...

   ก็คงจะเป็นเพราะ ...
   “......”

   ในขณะที่สมองของผมกำลังครุ่นคิดอะไรวุ่นวายอยู่ในหัวนั้นเอง พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองเดินมาเกือบจะถึงบริเวณโรงอาหารเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงตัวผมเองนั้นกำลังคิดจะเดินไปยังลานจอดรถเพื่อกลับบ้านแท้ๆ ทว่าเหมือนสัญชาตญาณสั่งให้เท้ามันเดินมาทางนี้แทน

   “......”
   ผมชะเง้อหน้าไปมองยังบริเวณโรงอาหาร ภาพของเหล่านักเรียนทั้งหลายที่มาใช้สถานที่ในบริเวณโรงอาหารเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเวลายามเย็นหลังเลิกเรียน ถือเป็นภาพที่สามารถหาดูได้เหมือนทุกวันที่ผ่านมาอย่างไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปเลยสักนิด

   รวมไปถึงคนๆ นั้น ที่ใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อติวหนังสือให้กับคนสมองทึบเช่นผม

   คนๆ นั้นที่ว่า ก็คือแบงค์นั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวยังคงนั่งทบทวนตำราเรียนภายใต้แว่นหนาหลังเลิกเรียนเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมาอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

   แต่หากจะถามหาถึงสิ่งที่แตกต่างไปจากทุกวันแล้วล่ะก็ คำตอบนั้นก็คงจะเป็นผมคนนี้แทนนี่ล่ะ ที่ดูจะเปลี่ยนไป

   “!!!!!!”
   ผมรีบหลบตัวทันทีด้วยความรวดเร็วเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายละสายตาจากหนังสือตรงหน้าแล้วเงยขึ้นมาหันมองซ้ายขวารอบตัวไปทั่วบริเวณเหมือนกำลังพยายามมองหาอะไรหรือใครสักคนหนึ่งอยู่

   ซึ่งตัวผมเองก็รู้ดีแก่ใจว่า ใครสักคนที่ว่านั้นก็คือผมเอง

   ผมยังคงยืนแอบมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวก้มหน้ากลับลงไปยังหนังสือบนโต๊ะต่อ ผมจึงค่อยๆ หันหลังกลับแล้วเดินออกจากบริเวณนั้นก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกงเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถจักรยานยนต์

   ผมก้าวเท้าขึ้นคร่อมรถทันทีที่เดินมาถึงลานจอดรถพร้อมนำกุญแจรถเสียบไปยังช่องกุญแจแล้วจึงใช้เท้าเกี่ยวขาตั้งของรถขึ้นมาและพยายามทรงตัวให้เข้าที่ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขี่กลับบ้านทันที

   ช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ผมโดดชมรม หนำซ้ำผมยังไม่ไปติวหนังสือช่วงเย็นกับแบงค์อีกด้วย

   หากจะถามว่าผมกำลังทำอะไรอยู่อย่างนั้นน่ะเหรอ ผมเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน รู้แค่ว่าตัวเองในตอนนี้นั้นกำลังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับใครบางคนอยู่

   ใครบางคนที่ว่า ก็คือแบงค์นั่นเอง

   และหากจะถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันกับอีกฝ่ายแล้วล่ะก็ ...
   คงต้องย้อนกลับไปยังเหตุการณ์วันนั้น ...

   
   ช่วงเย็นของวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา

   ทีนี้รู้หรือยังครับ ว่าคนๆ นั้นสำหรับผมคือใคร ?
   ผมนิ่งเงียบทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากอีกฝ่าย พลางใช้สมองอันน้อยนิดของตัวเองคิดทบทวนกับเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า

   ไอ้แบงค์มันพูดเหี้ยอะไรของมันวะเนี่ย ?
   ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน

   “เล่นมุกห่าอะหยังของมึงอีกเนี่ย”
   ผมถามกลับไปด้วยความงุนงง ด้วยคิดว่าตัวเองกำลังโดนอีกฝ่ายแกล้งอำเล่นอะไรอยู่แน่ๆ

   “ไม่ใช่มุกครับ ผมพูดจริง”
   ทว่าเจ้าตัวก็ยังไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนไปแต่อย่างใดหนำซ้ำยังดูจะมีท่าทีที่จริงจังมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

   “พูดจริง? มึงพูดจริงเรื่องเหี้ยอะหยังวะ”
   “ก็เรื่องที่นันท์อยากรู้ว่าผมกำลังแอบชอบใครบางคนอยู่ และคนๆ นั้นที่ว่าคือใครยังไงล่ะครับ...”
   แบงค์เว้นจังหวะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางก้มหน้าลงไปมองรูปภาพในกล้อง

   “และนี่ล่ะครับ คือคนที่ผมกำลังแอบชอบอยู่”
   พูดจบแบงค์ก็หันหน้าจอแสดงผลของกล้องมาให้ผมได้เห็นชัดๆ ซึ่งภาพที่ปรากฏตรงหน้า ก็ยังคงเป็นรูปของผมเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง

   “น่ะ นี่มึงกำลังล่อเล้นห่าอะหยังกูอยู่ใช่มั้ยเนี่ย”
   ผมถามกลับไปอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบไป จะมีก็เพียงแค่สายลมที่กำลังพัดผ่านต้นไม้ในละแวกนี้จนทำให้เกิดเสียงกิ่งไม้เสียดสีเบาๆ แทรกเข้ามา

   “ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ รู้ตัวสักทีเถอะ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ ที่ผมทำลงไปมันคืออะไร”
   พูดจบ แบงค์ก็ละฝ่ามือหนาของตัวเองจากกล้องที่กำลังถืออยู่เพื่อหมายจะลูบหัวผมเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

   “เฮ้ย!”
   ทว่าครั้งนี้ผมกลับใช้มือตัวเองสะบัดฝ่ามือนั้นออกไปทันที ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป

   “......”
   “เฮ้ย เอ่อ กู... กู...”
   แบงค์นิ่งเงียบไป ในขณะที่ผมพยายามเรียบเรียงความคิดและคำพูด แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า ในเวลาและสถานการณ์แบบนี้ ผมคิดอะไรไม่ออกจริงๆ เหมือนเหตุการณ์ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก

   “กลับกันเถอะครับ เย็นมากแล้ว เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน”
   แบงค์ตัดบทพร้อมหยิบสายสะพายกล้องขึ้นคล้องคอก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือมาทางผมโดยหวังว่าผมจะจับฝ่ามือนั้นเพื่อดึงตัวเองให้ลุกขึ้นตาม

   แต่ผมกลับเลือกที่จะลุกขึ้นยืนโดยไม่คิดที่จะจับฝ่ามือนั้นของอีกฝ่าย ซึ่งก็ทำให้เจ้าตัวถึงกับหน้าถอดสีอยู่ไม่น้อยก่อนที่จะรีบยิ้มกลับมาให้ผมเหมือนทุกครั้งอย่างรวดเร็ว

   ทว่ารอยยิ้มนั้นมันกลับเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนและเหมือนพยายามจะเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้

   แบงค์หันหลังให้ผมก่อนจะเดินนำหน้าไปยังจุดจอดรถ โดยมีผมเดินตามไปอย่างเงียบๆ พร้อมความรู้สึกบางอย่างที่ยังคงคั่งค้างอยู่ภายในใจ


   หลังจากวันนั้นจนถึง ณ ตอนนี้ ทั้งผมและแบงค์ เราทั้งสองต่างก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย
   ไม่สิ หากจะเรียกให้ถูก คือผมเองต่างหากที่กำลังพยายามหลบเลี่ยงที่จะเจอหน้าอีกฝ่ายเสียเองมากกว่า

   ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมพยายามกลับมาคิดทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต ก็ทำให้ผมเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น

   หากสิ่งที่แบงค์พูดนั้นเป็นความจริง ก็คงเป็นผมคนนี้เองนี่ล่ะ ที่โง่มาก มากเสียจนไม่เคยคิดจะสังเกตอะไรที่ผ่านมาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่การกระทำทุกอย่างของอีกฝ่ายมันชัดเจนมาตลอดแท้ๆ แต่ผมกลับมองไม่เห็นถึงความรู้สึกนั้นเลยสักนิด

   แต่หากจะถามว่าผมคิดอย่างไรเมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นของแบงค์แล้วอย่างนั้นน่ะเหรอ ?

   ผม...ผม...
   ผมกลับตอบไม่ได้ครับ

   ผมยอมรับครับ...ว่าผมรู้สึกดีกับแบงค์

   ผมยอมรับครับ...ว่าผมมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับแบงค์

   ผมยอมรับครับ...ว่าบางครั้งผมก็รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่แบงค์มีทีท่าจะไปสนิทกับคนอื่นแทนที่จะเป็นผม

   และผมก็ยอมรับครับ...ว่าผมรู้สึกว้าวุ่นใจอยู่พอสมควรเมื่อรู้ว่าแบงค์กำลังแอบชอบใครอยู่

   แต่นั่นมัน...
   มันก็เป็นความรู้สึกที่เพื่อนมีให้ต่อเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ?

   มันจะเป็นไปได้ยังไงกับความรู้สึกในรูปแบบที่มากกว่านั้น ในเมื่อทั้งผมและแบงค์ เราก็ต่างเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ ถึงแม้จะจริงอยู่ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน และผมเองก็เคยเห็นเรื่องราวแบบนี้อยู่รอบตัวมาบ้างเหมือนกัน ทั้งจากในทีวี ซีรี่ส์ในเน็ตที่พวกเพื่อนผู้หญิงชอบแชร์กันมา หรือจะเพื่อนในห้องที่บางคนก็เป็นแบบนี้   ซึ่งถ้าว่ากันตามความจริงผมเองก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจกับเรื่องแบบนี้หรอก

   แต่พอเป็นเรื่องราวของตัวเองแล้วมันก็ ...
   ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกสับสน และเมื่อผมยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ผมจึงเลือกที่จะหลบหน้า และเลี่ยงที่จะเจอหน้าอีกฝ่ายเสียเองมากกว่า

   นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่ แล้วมันถูกต้องหรือไม่
   ช่างเป็นคำถามที่ดูมืดมนเสียเหลือเกินสำหรับผมในเวลานี้

   
   “แม่ นมถั่วเหลืองในตู้เย็นหมดแล้วเหรอ”
   ผมหันไปเอ่ยถามคุณกมลชนกทันทีที่เปิดประตูตู้เย็นแล้วไม่เจอสิ่งที่กำลังค้นหา

   “แล้วเราเห็นมันมั้ยล่ะ”
   “ก็บ่เห็นไง ถึงได้ถามเนี่ย”

   “ก็ถ้าบ่เห็น ก็แสดงว่าบ่มี ถ้าบ่มี ก็แสดงว่าหมดยังไงล่ะ ถามอะหยังแปลกๆ ลูกคนนี้เนี่ย”
   เอ้า ก็ถามดีๆ แท้ๆ แล้วกลายเป็นกูโดนด่าได้ยังไงเนี่ย

   “เออๆ ไว้พรุ่งนี้แม่ไปจ่ายตลาดเดี๋ยวซื้อมาเพิ่มให้ มานี่เลย มาช่วยแม่ยกกับข้าวไปวางบนโต๊ะเลยมา”
   ผมปิดประตูตู้เย็นแล้วเดินไปช่วยคุณกมลชนกยกกับข้าวอย่างว่าง่าย พลางนึกสงสัยถึงเจ้านมถั่วเหลืองปริศนาว่ามันหายไปไหนกัน เพราะผมจำได้แม่นว่าเมื่อเช้ามันยังมีเหลืออยู่อีกสองกล่องในตู้เย็นแน่ๆ กะว่าจะเก็บไว้กินตอนเย็นแท้ๆ
 
   “เออ จะว่าไปช่วงนี้ผลการเรียนเราดีขึ้นนะ”
   “หืม แม่รู้ได้ไงน่ะ”
   “แม่ก็ส่งไลน์ไปถามอาจารย์ของแกน่ะสิ”
   อื้อหือ คุณกมลชนก เดี๋ยวนี้หัดทันสมัยกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย มีเล่นลงเล่นไลน์กับเขาด้วย ว่าแต่อาจารย์คงไม่ได้แอบฟ้องอะไรไม่ดีให้คุณกมลชนกฟังใช่มั้ย ชักระแวงๆ แฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

   “แล้วอาจารย์แกว่ายังไงมั่งน่ะ”
   ผมเลียบๆ เคียงๆ ถามเพื่อความแน่ใจ

   “อาจารย์เขาก็บอกมานะว่าดีขึ้นเยอะ ถึงจะบ่ได้ดีเลิศอะหยังมากมายก็เหอะ แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน”
   “แค่นั้นเหรอ”
   “ก็แค่นั้น จะให้มีอะหยังมากกว่านั้นอีกเหรอไง”
   “ป่ะ เปล่า ก็แค่ถามดู”
   รู้สึกโล่งใจไปเปราะนึง

   “ถามแบบนี้ แสดงว่าไปก่อเรื่องอะหยังที่บ่ดีมารึเปล่าน่ะ”
   นั่นไง งานเข้ากูแล้วมั้ยล่ะ

   “เฮ้ย เปล่า บ่มี๊ บ่มีอะหยัง”
   “แน่นะ”
   “ก็แน่ดิ บ่มีจริงๆ หนูออกจะเป็นเด็กดีน่ารักซะขนาดนี้ จะไปก่อเรื่องก่อราวที่ไหนได้ยังไงกันล่ะ”
   ผมรีบตอบปัดกลับไปทันทีด้วยความรวดเร็ว รู้สึกเหมือนกับว่าหากยิ่งพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ก็จะยิ่งกลายเป็นกำลังหาเรื่องให้ตัวเองยังไงก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ไม่น่าไปพูดหาเหาใส่หัวเลยวุ้ย

   “เออ บ่มีก็ดีแล้ว บ่งั้นเราได้ถูกจับส่งไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ แน่นอน”
   ผมรีบกลืนน้ำลายทันทีด้วยความยากลำบากเมื่อได้ยินเช่นนั้น ช่างเป็นอะไรที่ฟังแล้วรู้สึกไม่รื่นหูเลยสักนิด ไม่เอาไม่พูดแบบนั้นนะ คุณกมลชนกสุดที่รัก


   หลังจากที่จัดการกับหน้าที่ประจำวันเสร็จเรียบร้อยดีแล้วนั้น ผมก็กลับเข้ามายังห้องนอนของตัวเองพร้อมเดินไปเปิดคอมพ์ฯ ด้วยความรวดเร็วก่อนจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่ตรงฝาผนังมาพาดคอเอาไว้แล้วกลับมานั่งหน้าคอมพ์ฯ ทันที ผมลากเมาส์วนไปวนมาอยู่ครู่หนึ่งอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะกดเข้าดูเว็บนั้นเว็บนี้อยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ผมจึงปิดคอมพ์ฯ พร้อมลุกตัวขึ้นจากเก้าอี้เพื่อไปอาบน้ำ

   หลังอาบเสร็จ ผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนพยายามข่มตาลงถึงแม้ภายในหัวจะมีอะไรให้ครุ่นคิดอยู่มากมายก็ตามทีโดยไม่ลืมที่จะเสียบสายชาร์จมือถือพร้อมตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ด้วย
   เฮ้อออ
   

   เช้าวันต่อมา
   ผมตื่นขึ้นด้วยความงัวเงียอย่างคนนอนไม่เต็มอิ่ม เพราะกว่าผมจะข่มตาลงหลับได้ก็ปาเข้าไปเกือบๆ ตีสองเห็นจะได้ ส่งผลให้ผมลุกออกจากเตียงอย่างไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่นัก หลังจากจัดแจงตัวเองเสร็จเรียบร้อยผมก็ลงมากินข้าวเช้าตามปกติก่อนจะไปโรงเรียนเหมือนเช่นทุกวัน

   “สรุป เมื่อวานมึงก็ยังคงโดดชมรมเหมือนเดิม”
   ไอ้เต้ยเอ่ยทักทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามาในห้องเรียน

   “อืม”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ พร้อมกับวางกระเป๋าไว้ข้างโต๊ะเรียน พลางคิดในใจว่าคงต้องโดนไอ้เต้ยเทศนาอะไรยาวเหยียดแน่ๆ ทว่าผิดคาด วันนี้ไอ้เต้ยกลับไม่ด่า ไม่แขวะอะไรผมเลยสักนิด ผิดวิสัยไอ้เต้ยยังไงชอบกลแฮะ แต่ช่างมันเถอะ ผมขี้เกียจจะไปสนใจเรื่องนั้น

   “ช่วงนี้คุณเพื่อนนันท์ดูไม่ค่อยสดชื่นเลยนะครับ”
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามขึ้นโดยที่สายตาของมันไม่ได้หันมามองผมเลยสักนิด นั่นเพราะมัวแต่จับจ้องอยู่กับเกมในมือถือของตน

   “เปล่า”
   “ทะเลาะอะไรกับคุณเพื่อนแบงค์อยู่รึเปล่าครับ”

   อึก!
   ผมนิ่งเงียบไปทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ในขณะที่ไอ้เต้ยเองก็ดูมีทีท่าสนใจในคำถามนั้นเช่นกัน

   “ปะ เปล่า”
   “แน่ใจนะครับ”
   ไอ้โอ๊ตถามย้ำด้วยเสียงเรียบโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่กับหน้าจอมือถือเช่นเดิม ผมรู้สึกวูบไหวขึ้นมาเล็กน้อยสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่เหนอหนะไปด้วยเหงื่อ

   “ก็..เออดิวะ มีอะหยัง”
   ผมถามกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพลางหันไปมองยังเจ้าตัวคนถามที่ยังคงก้มหน้าอยู่โดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นหันมามองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย

   “ก็ไม่มีอะไรครับ ก็แค่เมื่อวานตอนเย็นผมมีธุระกับคุณเพื่อนแบงค์เลยเดินไปหาโรงอาหาร แต่ไม่เห็นคุณเพื่อนนันท์ ก็เลยลองถามคุณเพื่อนแบงค์เขาดูว่าคุณเพื่อนนันท์ไปไหน แต่กลายเป็นว่าคุณเพื่อนแบงค์เองก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

   “......”
   “พอถามอีกที ก็กลายเป็นรู้ว่าคุณเพื่อนนันท์เองก็ไม่ได้ไปติวกับคุณเพื่อนแบงค์หลายวันแล้วเลยสงสัยขึ้นมาเฉยๆ น่ะครับว่าทะเลาะอะไรกันอยู่รึเปล่า ก็แค่นั้นล่ะครับ”
   พูดจบ ไอ้โอ๊ตก็เงยหน้าขึ้นหันมามองผมด้วยสายตานิ่งเฉยราวกับเหมือนจะไม่ได้สนใจใครรู่อะไรมากนักแต่ผมกลับรู้สึกว่าสายตาที่ดูนิ่งเฉยนั้นกำลังมองตัวผมเข้ามาข้างในได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

   “......”
   “......”

   ทั้งผมและไอ้โอ๊ตต่างก็นิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่งจนกระทั่งเสียงกริ่งร้องดังขึ้นซึ่งก็เป็นอันที่ทราบกันดีว่าถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว เจ้าตัวใช้ปลายนิ้วขยับแว่นกลมหนาบนใบหน้าของตัวเองนิดหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆพร้อมเก็บมือถือไว้ในกระเป๋ากางเกงของตน

   “เอาเถอะครับ ผมคงคิดไปเองถ้าคุณเพื่อนนันท์ว่าแบบนั้น ผมก็คงไม่มีอะไรสงสัยแล้ว ไปกันเถอะครับ ถึงเวลาเข้าแถวแล้ว”
   พูดจบเจ้าตัวก็ลุกเดินผ่านผมไปพร้อมกับใช้ฝ่ามือตบมายังบ่าของผมเบาๆ ในขณะที่ไอ้ยีสต์เองก็เดินตามออกไปติดๆ
   จะเหลือก็แต่ไอ้เต้ยที่ยังคงยืนพิงโต๊ะนักเรียนมองผมด้วยสายตาราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว

   “อะหยังของมึง มองกูแบบนั้นมีอะหยังก็ว่ามาเลย”
   “กูบ่รู้นะว่าเกิดอะหยังกันขึ้น และที่จริงกูก็บ่ได้ซีเรียสอะหยังมากมายนักหรอกเรื่องที่มึงบ่มาชมรมน่ะ แต่กูอยากมึงช่วยแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องส่วนรวมออกจากกันหน่อยเหอะ”
   พูดจบเจ้าตัวถอนหายใจยาวๆ ทีหนึ่งก่อนจะดันตัวเองให้ยืนขึ้นแล้วเดินผ่านผมไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   “อะหยังวะ ทำไมถึงได้ทำเหมือนกูผิดอะหยังขนาดนั้นวะเนี่ย”
   ผมบ่นอุบกับตัวเองเบาๆ อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก ก่อนที่จะเตะเข้าไปที่กระเป๋านักเรียนของตัวเองที่วางอยู่ข้างโต๊ะอย่างเต็มแรงแต่พลาดเล็กน้อยเลยทำให้ปลายก้อยไปโดนเข้ากับขาโต๊ะด้วย ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันทีด้วยความเจ็บปวด

   “......”

   ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้ความจริงถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมทุกคนถึงได้ต่างก็จ้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นกันนะ

   สายตาที่ราวกับยัดเยียดความผิดทุกอย่างให้กับผม

   “เหี้ยเอ้ย”
   ผมขมวดคิ้วกำหมัดแน่นพร้อมขบเขี้ยวสบถให้กับตัวเองเบาๆ

จบคาบเรียนที่ยี่สิบ

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
คาบเรียนที่ยี่สิบเอ็ด

   “กูกลับก่อนนะ”
   ผมเอ่ยลากับทุกคนทันทีที่จบคาบเรียนสุดท้ายก่อนจะสะพายกระเป๋านักเรียนไว้กลางหลังแล้วเดินออกจากห้องเรียนด้วยความรวดเร็ว

   “พี่นันท์ครับ”
   เสียงที่คุ้นหูเอ่ยเรียกชื่อของผมมาจากด้านหลังในจังหวะที่ผมกำลังจะสตาร์ทรถ

   “ว่าไง”
   ผมหันไปตอบรับให้กับเสียงนั้นเมื่อพบว่าเจ้าของเสียงคือไอ้น้องไนท์นั่นเอง

   “พี่กำลังจะไปไหนน่ะครับ”
   “ก็กลับบ้านน่ะสิ ถามได้”
   “อ้าว แล้วพี่บ่ไปชมรมเหรอครับ”
   อึก!
   ผมนิ่งเงียบไปในทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

   “กูมีธุระด่วน ต้องรีบกลับ ว่าแต่มึงเหอะ มาทำอะหยังแถวนี้”
   “ผมมาเอาของใต้เบาะรถน่ะครับ เดี๋ยวก็จะกลับไปที่ชมรมแล้ว ว่าแต่พี่เหอะ ช่วงนี้บ่เห็นหน้าเห็นตากันเลยนะครับ”
   “กูบ่อยู่สักคน ชมรมก็บ่ได้เดือดร้อนอะหยังมากมายหรอก อย่างมากก็แค่บ่มีคนคอยซื้อขนมให้ก็แค่นั้นน่ะล่ะ”
   ผมตอบกลับเป็นเชิงตัดพ้อเล็กน้อย ในขณะที่ไอ้น้องไนท์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไป

   “พี่นันท์ครับ”
   “หือ?”
   “ไปดูหนังกัน”
   “ห๊ะ!?”
   ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยมองอีกฝ่ายที่กำลังฉีกยิ้มกว้างอยู่

   “ก็พอดีมีหนังใหม่เพิ่งเข้า และผมก็อยากดูอยู่พอดีน่ะครับ แต่บ่มีใครยอมไปเป็นเพื่อนกับผมสักคน ผมก็เลยมาชวนพี่นันท์นี่ยังไงล่ะครับ”
   ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังควงกุญแจรถด้วยปลายนิ้วอย่างสบายอารมณ์อีกด้วย

   “อ้าว แล้วชมรมล่ะ ไหนมึงบอกว่าแค่มาเอาของใต้เบาะรถเฉยๆ”
   ทันทีที่ผมถามคำถามนั้นออกไป ไอ้น้องไนท์ก็รีบหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะทำท่าเหมือนพิมพ์ข้อความหาใครสักคนอยู่ครู่หนึ่งแล้วเก็บมันใส่ไว้ที่เดิมด้วยความรวดเร็ว

   “ช่างมันครับ ตอนนี้ผมอยากดูหนังมากกว่า ไปกันเถอะครับ”
   “แต่กูบ่มีเงินนะเว้ย”
   “เออน่ะ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”
   พูดจบไอ้น้องไนท์ก็ดึงข้อมือผมเดินไปยังรถของตัวเองทันทีอย่างรวดเร็วจนผมเกือบจะหยิบกุญแจรถของตัวเองจากช่องเสียบออกมาแทบไม่ทัน เจ้าตัวหยิบหมวกกันน็อกขึ้นสวมทันทีที่มาถึงรถก่อนจะหยิบหมวกกันน็อกอีกใบที่เหลือยื่นมาให้ผม

   “พกหมวกอะหยังตั้งสองใบวะ”
   ผมถามด้วยความสงสัยก่อนจะรับมันมาอย่างงงๆ

   “ก็เพื่อความปลอดภัยของคนซ้อนยังไงล่ะ โดยเฉพาะพี่ ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ”
   “ไอ้สัส พูดซะเหมือนกูเป็นเด็กอนุบาลเลยนะมึง”

   “เปล่าครับ บ่ได้หมายความแบบนั้น ไปเถอะ รีบไปกัน เดี๋ยวบ่ทันรอบหนังฉาย”
   ไอ้น้องไนท์รีบสตาร์ทเครื่องรอด้วยความเร่งรีบ ผมจึงรีบก้าวขาขึ้นซ้อนท้ายอย่างรวดเร็วด้วยความว่าง่ายอย่างงุนงง ก่อนที่ไอ้น้องไนท์จะรีบบิดรถออกจากลานจอดอย่างเร่งด่วนจนผมเกือบหงายหลังตัวปลิวเพราะตั้งตัวไม่ทัน

   ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนลักพาตัวยังไงก็ไม่รู้แฮะ แต่คิดอีกที คนถูกลักพาตัวที่ไหนมันจะสมยอมขึ้นซ้อนท้ายรถอย่างว่านอนสอนง่ายแบบนี้กันล่ะวะ

   เออ ช่างมันเหอะยังไงก็รู้สึกเบื่อๆ อยู่พอดี


   ณ ห้างเมญ่า

   “พี่นันท์อยากดูเรื่องอะหยังครับ”
   ไอ้น้องไนท์หันมาถามผมเมื่อเราทั้งสองเดินมาถึงหน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วหนัง

   “เอ้า ไหนมึงบอกว่ามีหนังที่อยากดูบ่ใช่เหรอวะ”
   “ก็จริงอยู่ แต่เผื่อเกิดพี่อยากมีหนังที่อยากดูยังไงล่ะครับ”

   “มึงนั่นล่ะ อยากดูเรื่องอะหยังกะบอกพนักงานเขาไป บ่ต้องมาถามกูเลย เร็ว พนักงานเขารออยู่ คิวข้างหลังเขาก็รอเหมือนกันเนี่ย”
   ผมพูดพลางชี้ไปยังกลุ่มคนที่กำลังต่อแถวอยู่ด้านหลัง ในขณะที่พนักงานได้แต่อมยิ้มเล็กๆ ให้กับคำพูดของผม

   “งั้น เอาเรื่องนี้แถวบนสุดตรงกลางสองที่ครับ”
   ไอ้น้องไนท์หันไปคุยกับพนักงาน ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สายตาของผมเหลือบไปสังเกตเห็นเข้าพอดีว่าหนังที่ไอ้น้องไนท์นั้นอยากดูคือเรื่องอะไร

   “อ๊ะ”
   ผมเผลอส่งเสียงออกมานิดหนึ่งก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความรวดเร็ว

   “เป็นอะหยังพี่”
   ผมส่ายหน้าเล็กน้อยกลับไปเป็นคำตอบทันทีที่ไอ้น้องไนท์หันมาถามเมื่อเจ้าตัวเห็นท่าทีนั้นของผมก่อนจะหันไปจ่ายเงินแล้วรับตั๋วหนังมาจากพนักงาน

   “นี่มึงอยากดูหนังเรื่องนี้จริงๆ เหรอวะ”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยพร้อมเดินออกจากเคาน์เตอร์เพื่อตรงไปยังจุดตรวจตั๋ว

   “ครับ อยากดูมากๆ แต่บ่มีใครยอมมาดูเป็นเพื่อนผมเลยสักคน ผมก็เลยต้องลากพี่มาเป็นเพื่อนนี่ล่ะ”
   “อ๋อเหรอ”
   ผมตอบรับกลับไปสั้นๆ ก่อนจะเดินตามคนตัวสูงที่เดินนำหน้าไป โดยไม่กล้าบอกอีกฝ่ายว่าหนังเรื่องที่เจ้าตัวอยากดูนั้น ผมเพิ่งดูไปเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมานี่เอง

   ใช่แล้ว หนังรักที่ผมเพิ่งดูกับแบงค์ไปนั่นเองยังไงล่ะครับ
   “......”

   ทำไมอยู่ๆ ถึงได้รู้สึกหวิวๆ ขึ้นมากันนะ แต่เอาเถอะ ถือว่าเสียว่ามาดูเป็นเพื่อนไอ้น้องไนท์มันละกันอย่าไปคิดอะไรให้มันมากมาย

   เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมก็เดินตามไอ้น้องไนท์เข้าไปยังโรงหนังทันที


   “หนังสนุกปะครับ พี่นันท์”
   ไอ้น้องไนท์เอ่ยถามหลังจากที่เราทั้งสองดูหนังจบ

   “อือ ก็ดี”
   ผมตอบกลับไปสั้นๆ

   “ตอบแบบนี้แสดงว่าบ่สนุกชัวร์”
   “เฮ้ย หนังสนุกจริงๆ”
   “แต่ดูสีหน้ากับท่าทางของพี่มันกำลังฟ้องอยู่นะครับว่าบ่สนุก”

   อึก!

   “น่ะ นี่สีหน้ากูดูออกขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
   “ก็เปล่าหรอกครับ ผมก็แค่เดาๆ เอา แต่ถ้าพี่ตอบกลับมาแบบนี้ก็แสดงว่าบ่สนุกชัวร์เลยล่ะ”
   เอ้า ไอ้เด็กเวรนี่ หลอกถามกูนี่หว่า แถมยังมาทำหน้ากวนตีนใส่อีก เดี๋ยวปั๊ดต่อยตาแตกเสียเลยนี่   

   แต่ก็อาจจะจริงอย่างที่เจ้าตัวว่าเอาไว้นั้นล่ะ


   น่าแปลก ทั้งๆ ที่เป็นหนังเรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่ตอนที่ผมดูครั้งแรกผมกลับร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแท้ๆ แต่ไหงรอบนี้ถึงได้รู้สึกเฉยๆ ไม่อิน ไม่ยินดียินร้ายอะไรด้วยมากนัก
   จะว่าเพราะรู้เรื่องมาก่อนแล้วก็ไม่น่าจะใช่ เพราะก็มีหนังหลายๆ เรื่องที่ผมมักจะหยิบมาดูซ้ำๆ แต่ก็ยังรู้สึกสนุกสนานตื่นเต้นไปกับมันทุกรอบแท้ๆ

   หรืออาจจะเป็นเพราะ ...

   “มีอะหยังบ่สบายใจรึเปล่า ถ้าบ่รังเกียจ พี่ปรึกษาผมก็ได้นะครับ”
   พูดจบไอ้น้องไนท์ก็เปลี่ยนสีหน้าจากกวนๆ มาเป็นสีหน้าจริงจังทันที ผมรู้สึกอ้ำอึ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีนั้นของอีกฝ่าย

   “ป่ะ เปล่า กูบ่ได้เป็นอะหยังหรอก แค่รู้สึกเบื่อๆ เท่านั้นล่ะ”
   “เรื่องที่ชมรมเหรอ”
   “ไหงถึงคิดงั้นล่ะวะ”
   ผมหันไปหรี่ตาขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

   “อ้าว ก็เห็นช่วงนี้พี่บ่มาที่ชมรมเลยยังไงล่ะครับ ผมก็เลยสงสัยว่าเพราะเรื่องนี้หรือเปล่าน่ะ”
   ไอ้น้องไนท์ตอบกลับมาด้วยสีหน้าสงสัย

   “ก็บ่เชิงซะทีเดียวหรอก ว่าแต่มีใครพูดอะหยังถึงกูมั่งรึเปล่าน่ะ”
   “บ่มีนะพี่ จะมีก็แต่พี่เต้ยน่ะครับ ที่ดูจะบ่นๆ อยู่บ้างตามประสา”
   “แล้ว...ไอ้แบงค์...ล่ะ ว่ะ...ว่าอะหยังมั่งมั้ย”
   ผมเลียบๆ เคียงๆ ถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ไอ้น้องไนท์หันมาขมวดคิ้วใส่ผมทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “พี่จะอยากรู้ไปทำไมอะ”
   “ป่ะ เปล่าๆ กูก็แค่ถามไปงั้นล่ะ ไปๆ กลับๆ เดี๋ยวจะค่ำซะก่อน”
   ผมชิงตัดบทไปเพราะขี้เกียจจะพูดต่อความยาวสาวความยืด ซึ่งก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกที่ไอ้น้องไนท์จะไม่รู้เรื่องราวอะไร ก็จะให้ไปบอกใครได้เสียที่ไหนกันล่ะ เรื่องโดนผู้ชายด้วยกันสารภาพรักเนี่ย มีหวังได้โดนหัวเราะเยาะกันพอดี

   แต่ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วล่ะก็ ถ้าจะมีใครหัวเราะเยาะเย้ยผมให้กับเรื่องนี้ล่ะก็ ผมก็คงไม่ได้รู้สึกอับอายอะไรมากมายนักหรอก เพียงแต่ผมไม่ต้องการให้ใครหัวเราะเยาะเย้ยให้กับแบงค์มากกว่า เพราะถึงแม้ผมจะไม่สามารถตอบรับความรู้สึกนั้นของแบงค์ได้ แต่เมื่อพิจารณาจากเรื่องราวที่ผ่านมาของอีกฝ่ายผมก็ไม่อยากให้ใครมองว่าการกระทำของเขาเป็นเรื่องประหลาดหรือเรื่องไร้สาระน่าขบขันเลยสักนิด

   ผมจึงเลือกที่จะไม่บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้แก่ใครเลยสักคน และนั่นก็กลายเป็นว่าผมเก็บเงียบเอาไว้คนเดียว จนทำให้ต้องกลายเป็นปลีกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนๆ เสียแทน

   “......”   
   สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในตอนนี้นั้นมันถูกต้องหรือเปล่านะ

   “พี่รู้สึกว่าตัวเองบ่มีคุณค่าอะหยังในชมรมหรือเปล่าน่ะครับ”
   “ห๊ะ”
   ผมเลิกคิ้วสูงด้วยความงุนงงทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

   “ก็แบบผมเห็นว่า เวลาพี่ไปที่ชมรมทีไร พี่ก็โดนพี่เต้ยเขาจิกหัวใช้ให้ทำนั่น ทำนู่น ทำนี่ไปเรื่อยอยู่ตลอดน่ะครับ ผมก็เลยสงสัยว่านั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่บ่อยากไปที่ชมรมหรือเปล่าน่ะครับ”
   ผมเกือบจะหลุดหัวเราะก๊ากออกไปทันทีที่ได้ยินไอ้น้องไนท์ใช้คำว่า ‘จิกหัว’ แต่ก็พยายามสงวนท่าทีเอาไว้

   “บ้ามึง ถึงไอ้เต้ยมันจะชอบจิกหัวใช้กูอย่างที่มึงว่า แต่นั่นก็บ่ใช่สาเหตุที่ทำให้กูบ่ไปชมรมนะเฮ้ย”
   “ก็แล้วมันเรื่องอะหยังล่ะครับพี่ พี่ก็บอกผมมาดิ”

   “แล้วมึงจะอยากรู้ไปทำห่าอะหยังละวะ”
   “ก็พี่เป็น...”

   “เป็น?”
   “เป็น...พี่ของผมยังไงละวะ ผมก็ต้องห่วงเป็นธรรมดาดิเฮ้ย”

   เอ้า มีวะมีเฮ้ย เดี๋ยวนี้หัดขึ้นเสียงนะครับ ไอ้น้องไนท์
   “มึงเนี่ยนะ เป็นห่วงกู”
   “แล้วบ่ได้เหรอวะครับ”
   มีทั้งวะ มีทั้งครับในประโยคเดียวเลยทีนี้ มึงจะหยาบหรือสุภาพก็เลือกเอาสักอย่างได้มั้ยวะกูตามไม่ทัน

   “กูก็บ่ได้ว่าอะหยังนี่ กูแค่ประหลาดใจเฉยๆ”
   “แหม พี่ นานๆ ทีผมก็อยากทำตัวให้สมกับชื่อเล่นของผมมั่งน่ะครับ”
   ผมชะงักนิ่งเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะหันหน้าไปมองไอ้น้องไนท์ที่กำลังยิ้มกว้างให้ผม

   “ชื่อเล่นมึง?”
   “ครับ”

   “เกี่ยวเหี้ยอะหยังวะ”
   “ก็ตามชื่อเล่นผมยังไงล่ะครับ”
   “ก็นั่นล่ะ กลางคืนมันเกี่ยวเหี้ยอะหยังกับเรื่องนี้วะ”

   “......”
   “......”
   ทั้งผมและไอ้น้องไนท์ต่างก็นิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง

   “นี่พี่อย่าบอกนะครับ ว่าพี่คิดว่าชื่อเล่นผมแปลว่ากลางคืนมาตลอด”
   “อ้าว ก็แล้วมันผิดตรงไหนล่ะวะ เฮ้ย ต่อให้กูจะโง่แค่ไหน แต่กูก็พอจะรู้ล่ะน่ะ ว่าไนท์แปลว่ากลางคืน”
   ทันทีที่ผมพูดจบ ไอ้น้องไนท์ก็ถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง
   กูพูดอะหยังผิดตรงไหนอีกวะเนี่ย คราวนี้กูออกจะมั่นใจแท้ๆ ว่ากูไม่พลาดแน่นอน

   “ก็บ่แปลกหรอก ที่พี่จะคิดแบบนั้น เพราะใครๆ ก็มักจะคิดเหมือนพี่กันทุกคน แถมชื่อเล่นผมมันก็ไปพ้องกับคำนั้นกลายๆ ด้วย แต่จริงๆ แล้วชื่อเล่นผมนั้นสะกดด้วยตัวอักษรเค เอ็น ไอ จี เอช ทีน่ะครับ”

   “แล้วแปลว่าอะหยังวะ”
   “อัศวินครับ”
   “อืม แล้ว?”
   ไอ้น้องไนท์ถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่งพลางเอามือกุมขมับไปด้วย

   “ก็ชื่อผมแปลว่าอัศวิน อัศวินคือผู้ปกป้อง ผมก็เลยอยากปกป้องพี่ตามชื่อเล่นของผมยังไงล่ะวะครับ”
   พูดจบไอ้น้องไนท์ก็ยื่นมือทั้งสองข้างของตัวเองมากุมไหล่ผมไว้แน่นพร้อมด้วยสายตาที่ดูจริงจัง ผมรู้สึกอึ้งเล็กน้อยจนเผลอกลืนน้ำลายอึกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

   “......”
   “......”

   “ไอ้น้องไนท์”
   “ครับ”

   “......”
   “......”

   “มุกเหี้ยอะหยังของมึงเนี่ย”
   ผมขมวดคิ้วตอบกลับไปด้วยสีหน้าเหวอเล็กน้อย แต่ก็ยังมีคนที่เหวอกว่าซึ่งก็คือไอ้น้องไนท์เห็นทำหน้าเหวอไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าถอนหายใจเบาๆ

   “พี่นี่นะ”
   สงสัยเจ้าตัวคงจะรู้สึกเสียใจที่เล่นมุกแป๊กอยู่ก็เป็นได้แฮะ
   “เออ ช่างกูเหอะ ไป รีบพากูไปส่งที่โรงเรียนเร็วเหอะ เย็นมากแล้วเนี่ย”
   ผมตัดบทไปอย่างง่ายๆ ก่อนที่จะออกตัวเดินนำหน้าอีกฝ่ายไปยังลานจอดรถ


   ไอ้น้องไนท์พาผมกลับมายังลานจอดรถของโรงเรียน ผมถอดหมวกกันน็อกพร้อมยื่นคืนให้กับเจ้าของซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะมีความสุขยังไงก็ไม่รู้ สังเกตได้จากรอยยิ้มบนใบหน้านั้น

   “เออ ยังไงก็ขอบใจมึงมากนะสำหรับตั๋วหนังวันนี้”
   “บ่เป็นหยังพี่ ผมเองต่างหากล่ะที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณพี่มากกว่าที่ยอมไปดูหนังเรื่องนี้เป็นเพื่อนผมน่ะ”

   “เออ งั้นกูกลับบ้านแล้วนะ เดี๋ยวถ้าดึกมากกว่านี้ กูได้โดนแม่ด่าแน่ๆ”
   “โตป่านนี้แล้วยังกลัวโดนแม่ดุอยู่อีกเหรอพี่”
   อ๊ะ ไอ้นี่ ลามปาม เดี๋ยวปั๊ดต่อยตาแตกเลยนี่ แต่ในจังหวะนั้นเอง

   TRRRRRR
   เสียงมือถือของไอ้น้องไนท์ก็ดังแทรกขึ้นมา เจ้าตัวรีบล้วงหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าก่อนจะกดรับสายอย่างรวดเร็ว

   “ครับแม่ กำลังจะกลับแล้ว โอเคๆ ครับ แค่นี้ก่อนนะครับ ผมติดธุระสำคัญอยู่ ครับแม่”
   พูดจบ ไอ้น้องไนท์ก็กดวางสายพร้อมกับเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงดังเดิม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมที่กำลังกลั้นขำอยู่

   “อะหยังพี่”
   ไอ้น้องไนท์เอ่ยถามด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อย

   “ไอ้ห่า ว่าแต่กู มึงเองก็เหมือนกันเหอะ”
   พูดจบ ผมก็ปล่อยหัวเราะก๊ากออกมาทันที ทำเอาไอ้น้องไนท์ถึงกับไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

   “เอ่อ พี่นันท์ครับ ผมมีอะหยังจะพูดกับพี่”
   พูดจบ ไอ้น้องไนท์ก็คว้าข้อมือผมเอาไว้แน่น


   จบคาบเรียนที่ยี่สิบเอ็ด

มุมสนทนานอกบท

Knight Night Nice : พี่มายด์ครับ พอดีผมมีธุระด่วนต้องไปทำน่ะครับ รบกวนฝากขอโทษพี่ๆ ในชมรมนะครับ
มายด์เอดะ : ห๊ะ!!!!? ธุระอะไร
Knight Night Nice : บอกไม่ได้ครับ ขอโทษด้วยนะพี่ ><

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
          คาบเรียนที่ยี่สิบสอง

 

   “คือ... ผม....”

   TRRRRRR
   เสียงมือถือดังแทรกขึ้นมาอีกรอบ แต่คราวนี้มาจากเครื่องของผม ไอ้น้องไนท์ปล่อยข้อมือของผมทันทีที่ได้ยินเสียงมือถือนั้น ผมจึงรีบล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้วยความรวดเร็วก่อนจะรีบรับสายเมื่อเห็นว่าอีกฝั่งที่โทรเข้ามาเป็นคุณกมลชนกนั่นเอง

   “ว่าใดแม่?”
   “จะกลับบ้านแล้วหรือยังน่ะเรา”

   “กำลังจะกลับเนี่ย มีอะหยังอะแม่”
   “ฝากซื้อน้ำปลาหน่อย
   “ห๊ะ!!!?”

   “น้ำปลาก็น้ำปลายังไงล่ะ บ่รู้จักน้ำปลาเรอะ
   “รู้จักๆ แค่สงสัยว่าฝากซื้อน้ำปลานี่มันถึงขั้นต้องโทรมาเลยเหรอ ไลน์มาก็ได้มั้งแม่”
   ผมเอ่ยแซวกลับไปพลางหัวเราะไปด้วยเบาๆ

   “นี่เราบ่รู้เหรอว่ามือถือเขาสร้างมาไว้ให้โทรหากัน
   อึก!!!

   “อีกอย่าง แม่ส่งไลน์ไปหาเราตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว แต่หมาบางตัวมันบ่ยอมกดอ่านสักทีน่ะสิ ก็เลยต้องโทรมาเนี่ย
   อึก!!!

   “โหย แค่นี้ต้องด่ากันด้วย”
   “ก็มันน่าด่ามั้ยล่ะ แค่นี้นะ อย่าลืมซื้อเข้ามาด้วยล่ะ
   “ครับๆ คุณหญิง แค่นี้นะครับ”
   หลังจากกดวางสาย ผมก็เปิดไลน์ขึ้นมาดูทันที ซึ่งก็พบว่ามีข้อความจากคุณกมลชนกส่งมาจริงๆ ด้วยแฮะ

   คนเรา อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องให้โดนด่าเสียอย่างนั้น

   “เอ่อ พี่นันท์...”
   “เฮ้ย เดี๋ยวกูกลับก่อนนะ แม่โทรมาตามแล้วเนี่ย ไปละนะ บาย”
   พูดจบ ผมก็โบกมือลาพร้อมกับหันตัวเดินออกมาทันทีพร้อมกับเสียบกุญแจแล้วสตาร์ทรถขี่ออกมาอย่างรวดเร็วโดยทิ้งให้ไอ้น้องไนท์เอาไว้ข้างหลังคนเดียว

   ขอโทษด้วยนะเว้ยไอ้น้องไนท์ กูรีบจริงๆ พอดีว่าคำสั่งของคุณกมลชนกนั้นถือเป็นที่สิ้นสุด ขัดขืนไม่ได้ด้วย


   “เดี๋ยวอาทิตย์หน้าแม่จะไปปายนะ”
   “ไปกี่วันน่ะ”
   ผมเอ่ยถามกลับไปเมื่อได้ยินคุณกมลชนกซึ่งกำลังล้างจานอยู่ในครัวพูดเช่นนั้น พลางตักข้าวเข้าปากคำโต

   “ก็น่าจะสองอาทิตย์ล่ะมั้ง เห็นยายว่าช่วงนี้ลูกค้าไปเที่ยวเยอะ ก็เลยว่าจะไปช่วยแกหน่อยน่ะ ส่วนเราน่ะ อยู่ทางนี้คนเดียว ก็ทำตัวดีๆ อย่าเถลไถลล่ะ”

   “โหย แม่ เถลไถลที่ไหน บ่มี๊ หนูออกจะเป็นเด็กดีซะขนาดนี้”
   “ให้มันจริงเถอะ เห็นป้าข้างบ้านเขาบอกว่าช่วงที่แม่บ่อยู่ เราน่ะชอบกลับบ้านค่ำตลอด”
   ผมหรี่ตาหันออกไปมองบ้านข้างๆ ผ่านหน้าต่างทันที

   “บ่ต้องหันไปมองเลย เขาบ่ได้มาฟ้อง แม่นี่ล่ะที่เป็นคนไปถามป้าเขาเอง“
   อึก โดนรู้ทันอีก ว่าแต่คุณกมลชนกรู้ได้ไงวะเนี่ย ว่ากำลังหันไปมองบ้านป้าข้างๆ


   หลังจากที่เสร็จกิจวัตรประจำวันทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนั้น ผมก็เดินกลับเข้ามาเปิดคอมพ์ฯ ในห้องแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาพาดคอไว้ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งหน้าคอมพ์ฯ เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา

   ผมลากเมาส์วนไปมาก่อนจะกดเข้าเว็บเฟซบุ๊ก พร้อมเลื่อนสกรอเมาส์ขึ้นลงเพื่อดูข่าวสารความเป็นไปต่างๆ รวมไปถึงเรื่องราวของเหล่าเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก หรือจะเรียกว่า “เสือก” ก็คงจะไม่ผิด ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ก็ไม่มีอะไรให้น่าสนใจเท่าไหร่นัก ผมเลื่อนเมาส์ไปยังมุมขวาบนของหน้าจอเพื่อกดปิดเว็บแล้วจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำ

   ทว่า ...
   แค่เพื่อนเท่านั้น แต่มันเกินห้ามใจ ...

   สเตตัสสั้นๆ ประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าข่าวสารของผม ซึ่งก็สร้างความแปลกใจให้ผมเล็กน้อย เพราะสเตตัสที่ว่านั้นถูกโพสท์โดยคนๆ หนึ่งที่ปกติแล้วแทบจะไม่เคยโพสท์อะไรเลยสักนิด หากจะให้ผมพูดเพื่อให้นึกภาพออกน่ะเหรอ ก็เอาเป็นว่าตั้งแต่ผมเป็นเพื่อนกับคนๆ นี้ในเฟซบุ๊กผมเคยเห็นเขาโพสท์แค่ครั้งเดียวเมื่อหลายเดือนก่อนเห็นจะได้

   หากพูดมาถึงตรงนี้แล้วนั้น ก็น่าจะพอนึกออกแล้วใช่มั้ยครับว่าคนที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นั้นคือใคร

   ใช่แล้วครับ คนๆ นั้นก็คือแบงค์นั่นเอง

   หากเป็นเวลาตามปกติแล้วนั้นผมเองก็คงไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักกับสเตตัสนั้น คงจะเห็นเป็นแค่ประโยคธรรมดาๆ จากเพลงๆ หนึ่งที่เจ้าตัวฟังแล้วอาจจะรู้สึกชอบก็เลยโพสท์ลงไป

   แต่จากเหตุการณ์วันนั้น มันทำให้ตัวผมเองรู้ถึงความหมายในประโยคนั้นได้เป็นอย่างดี
   ผมเลื่อนสายตาไปยังด้านขวาของหน้าจอ ก็สังเกตเห็นจุดสีเขียวซึ่งกำลังแสดงให้เห็นถึงสถานะของอีกฝ่ายว่ากำลังออนไลน์อยู่

   “......”
   ทั้งๆ ที่เพียงแค่ผมกดคลิกไปยังรายชื่อนั้น ผมก็สามารถสื่อสารกับอีกฝ่ายได้ทันทีแท้ๆ

   “......”
   แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ทำ

   ได้แต่นั่งนิ่งมองจุดสีเขียวนั้นอย่างเงียบๆ จนในที่สุดจุดสีเขียวนั้นก็หายไปซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายได้ออฟไลน์ไปแล้ว

   มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกันนะ

   ผมถอนหายใจให้กับตัวเองเบาๆ ก่อนจะกดปิดเว็บแล้วตามด้วยปิดคอมพ์ฯ จากนั้นจึงลุกตัวขึ้นไปอาบน้ำอย่างเชื่องช้า


   วันต่อมา
   ผมยังคงปลีกตัวออกมาจากกลุ่มเหมือนเช่นเคย ไม่ยุ่งไม่สุงสิงใดๆ กับใครทั้งนั้น และดูเหมือนว่าแต่ละคนก็ไม่ได้คิดสนใจอะไรกับท่าทีนั้นของผมด้วย ซึ่งก็ดีแล้วล่ะ เพราะผมในเวลานี้นั้นยังไม่อยากคุยกับใครจริงๆ

   “นี่ก็ใกล้จะสอบปลายภาคกันแล้วนะ อีกไม่นานพวกเธอก็จะขึ้นชั้น ม.หกกันแล้ว ยังไงก็ตั้งใจกันด้วยล่ะ เอาล่ะ แยกย้ายได้”
   ผมรีบลุกขึ้นสะพายกระเป๋านักเรียนแล้วเดินออกจากห้องทันทีเพื่อไปยังลานจอดรถด้วยความรวดเร็ว

   “อ้าว นันท์ จะรีบไปไหนเหรอจ๊ะ”
   เสียงใสเอ่ยเรียกทักผมทันทีที่ผมเดินลงมาถึงชั้นล่างสุด ผมหันไปยังต้นเสียงนั้นก็พบว่าคนที่เอ่ยเรียกผมคือมายด์นั่นเอง

   “เอ่อ รีบกลับบ้านน่ะ พอดีมีธุระ”
   ผมพยายามตอบปัดพร้อมหลบสายตาคู่สนทนาเล็กน้อย

   “ช่วงนี้บ่ค่อยเห็นที่ชมรมเลยนะ”
   อึก!!!

   “ก็...ก็อย่างที่บอกน่ะล่ะ ช่วงนี้มีธุระที่บ้านนิดหน่อยน่ะเลยบ่ค่อยได้ไป ทำไม คิดถึงเหรอ”
   ผมพยายามแซวเพื่อเปลี่ยนเรื่อง คู่สนทนาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เผยยิ้มกลับมา

   “ก็คิดถึงนะ พอนันท์บ่อยู่แล้วบรรยากาศในชมรมมันดูเหงาๆ ยังไงก็บ่รู้น่ะ”
   นี่ชมหรือด่า

   “แต่...”
   มายด์ทิ้งช่วงไปครู่หนึ่งพร้อมเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มพร้อมจ้องมองผมด้วยแววตาที่ดูสดใส

   “มีคนนึงที่ดูจะเหงาและคิดถึงนันท์มากกว่ามายด์อยู่เหมือนกันนะ”
   “ค่ะ ใครน่ะ...?”
   ผมเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย แต่สิ่งได้รับกลับมาก็มีแต่เพียงรอยยิ้มของอีกฝ่ายเท่านั้น

   “นันท์ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าใคร เอาเป็นว่ารีบๆ กลับมาที่ชมรมนะ มีคนเขารออยู่ ไปละ บายจ๊ะ”
   พูดจบ มายด์รีบหันหลังเดินออกไปด้วยความรวดเร็ว ทิ้งผมให้ยืนนิ่งอยู่คนเดียว

   “......”
   ใช่ มายด์พูดถูก ผมรู้ดีว่าคนๆ นั้นที่มายด์พูดถึงนั้นหมายถึงใคร

   แต่จะว่าไปจากการพูดจาของเธอ ดูเหมือนเธอจะรู้เรื่องอะไรกลายๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ แบงค์ได้บอกอะไรกับเธอบ้างหรือเปล่านะ แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะคนที่ปกติเอาแต่นิ่งเงียบไม่ค่อยพูดจาอะไรกับใครมากนักอย่างแบงค์ไม่น่าจะพูดเรื่องนี้กับใครแน่ๆ

   หรือจะเป็นแค่การคาดเดาของเธอคนเดียวรึเปล่านะ
   ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง สงสัยที่มีคนเคยพูดเอาไว้ว่าผู้หญิงมักจะมีสัมผัสเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไวก็อาจจะเป็นความจริงก็เป็นไปได้แฮะ

   ผมเดินทอดน่องพลางครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยอยู่ในหัว พอรู้ตัวอีกที ก็เผลอมาหยุดอยู่แถวบริเวณโรงอาหารเสียแล้ว
   ให้ตายสิ ทั้งๆ ที่คิดจะเดินไปยังลานจอดรถแท้ๆ แต่ไหงสัญชาตญาณมันถึงได้พามาตรงนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ ฉิบหายแล้ว เกิดเจอแบงค์ขึ้นมาจะทำหน้ายังไงวะเนี่ย

   ผมหันมองไปยังรอบบริเวณได้ใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายพร้อมด้วยคำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวทันที ซึ่งคำถามนั้นก็คือ

   แบงค์ไปไหน ?
   ปกติเจ้าตัวจะมานั่งทบทวนตำราเรียนที่นี่ทุกเย็นไม่เคยขาดเลยสักครั้งนี่หว่า แล้ววันนี้หายไปไหนวะ

   “......”
   ว่าแต่กูจะอยากรู้ไปทำไมวะเนี่ย รีบเผ่นออกไปจากที่นี่ก่อนเจ้าตัวจะมาดีกว่า

   ทันทีที่คิดเช่นนั้น ผมก็รีบสาวเท้าด้วยความเร็วเพื่อเดินออกจากบริเวณโรงอาหารให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
   และในจังหวะที่กำลังหมุนตัวนั่นเอง
   !!!!

   “นายนันทการ มาทำอะหยังตรงนี้น่ะ บ่กลับบ้านกลับช่องเหรอ”
   เสียงของอาจารย์ประจำชั้นที่กำลังยืนดักผมไว้เอ่ยถามขึ้นโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงเล่นเอาหัวใจผมแทบจะหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยทีเดียว

   “ตกใจอะหยังน่ะ นายนันทการ ไปทำอะหยังผิดมาหรือเปล่าน่ะเรา”
   “ผิดเผิดอะหยัง บ่มี๊ ผมออกจะเป็นเด็กดีซะขนาดนี้ ‘จารย์น่ะล่ะ อยู่ๆ ก็โผล่มาข้างหลัง ผมก็ต้องตกใจเป็นธรรมดาสิ”
   พูดจบ อาจารย์ก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้นของผม

   “เออ บ่ได้ทำอะหยังผิดก็ดีแล้ว เพราะงั้นมานี่เลย มาช่วยครูขนของหน่อยนะ”
   “เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย”
   “บ่เกี่ยว แต่มาเถอะ”
   “ค้าบบบ แต่ขอคะแนนจิตพิสัยด้วยนะค้าบบบ”
   “เดี๋ยวตีหัวแตกเลยนี่”
   “ฮ่าฮ่าฮ่า”
   ว่าแล้ว ผมก็เดินตามหลังอาจารย์ไปด้วยความเฮฮาอย่างเด็กว่านอนสอนง่าย เห็นมั้ย บอกแล้ว ว่าเป็นเด็กดีจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า

   แต่ก็เฮฮาได้แค่แป๊บเดียวนั่นล่ะ เพราะทันทีที่อาจารย์เปิดประตูห้องพักครูเข้าไป ผมก็พบใครบางคนที่กำลังยืนอยู่ตรงบริเวณโต๊ะของอาจารย์ประจำชั้นของผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว

   ใช่ คนๆ นั้นที่ว่า ก็คือแบงค์นั่นเอง

   “......”
   “......”
   ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบด้วยความความตกใจเล็กน้อยกันทั้งคู่ ไม่มีเสียงใดๆ ภายในห้องนอกจากเสียงจัดเอกสารของอาจารย์ประจำชั้น

   “อะ เอาไปไว้ที่ห้องชมรมภาษาที่ชั้นสี่ให้หน่อยนะ เสร็จแล้วก็ไปเอาน้ำปั่นฟรีได้ที่ร้านค้าที่โรงอาหารได้เลย ครูบอกเขาไว้แล้ว ขอบใจมาก”
   พูดจบ อาจารย์ก็นั่งลงเช็คเอกสารอีกกองที่ตั้งอยู่ข้างๆ ทันทีโดยไม่ทันได้สังเกตถึงบรรยากาศที่ดูเงียบงันประหลาดๆ นี้

   “ไปกันเถอะครับ”
   แบงค์เอ่ยทักผมพร้อมกับยกกองเอกสารขึ้นมาก่อนจะเดินผ่านผมออกไปทันทีด้วยความรวดเร็ว ลมที่เกิดขึ้นจากการเดินผ่านตัวผมของแบงค์นั้นทำให้ผมได้กลิ่นหอมจากตัวของอีกฝ่าย

   กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

   “......”
   “เอ้า ยืนนิ่งอะหยังอยู่ล่ะ รีบๆ ตามติวเตอร์เราไปสิ”
   อาจารย์เอ่ยเรียกสติของผมให้กลับมาด้วยสีหน้าสงสัยในท่าทีของผมเล็กน้อย แต่ก็ดูจะไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรมากนัก ผมจึงเดินเข้าไปยกกองเอกสารที่โต๊ะแล้วรีบเดินออกมาด้วยความรวดเร็ว

   และสิ่งที่เห็นทันทีที่เดินออกมาจากห้องพักครูก็คือภาพของแบงค์ที่กำลังยืนรอผมอยู่ตรงหัวบันได ก่อนที่จะเดินนำขึ้นไปทันทีเมื่อเห็นผมเดินออกมาจากห้องพักครู

   คนใจดี ...

   “......”
   “......”
   ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น

   “......”
   “......”
   จะมีก็เพียงเดินฝีเท้าของผมและแบงค์ที่กำลังก้าวขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ

   “......”
   “......”
   ผมได้แต่หลุบตาก้มลงมองพื้นเดินตามคนตัวสูงที่กำลังเดินนำหน้าผมขึ้นไปเรื่อยๆ

   “......”
   “......”
   จนในที่สุดก็มาถึงห้องชมรมภาษา

   แบงค์ใช้หัวไหล่ตัวเองดันประตูห้องชมรมซึ่งไม่ได้ล็อกไว้เข้าไปพร้อมเว้นช่องว่างไว้ประมาณหนึ่ง ซึ่งผมเองก็พอจะสังเกตได้ว่าการกระทำเช่นนั้นก็เพื่อเปิดทางให้ผมเดินเข้าไปก่อน ผมจึงรีบเดินเข้าไปพร้อมก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ

   คนใจดีเหมือนเดิม ...

   แบงค์พยายามใช้มือข้างหนึ่งพยุงกองเอกสารเอาไว้เพื่อเอื้อมมืออีกข้างไปกดสวิทช์ไฟเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับห้อง แล้วจึงเดินไปยังโต๊ะของอาจารย์ทันทีและวางกองเอกสารอันแสนหนักลงบนโต๊ะด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะขยับตัวหันหลังเพื่อหลีกทางให้ผมได้วางกองเอกสารบ้าง ผมรีบวางมันลงบนโต๊ะทันทีที่เดินเข้าไปถึง เพราะคิดว่าหากต้องอุ้มกองเอกสารที่แสนจะหนักอึ้งเหล่านี้อีกสักสองหรือสามนาที ผมคงได้หมดความอดทนแล้วโยนมันทิ้งลงข้างทางแน่ๆ

   “......”
   “......”
   บรรยากาศภายในห้องกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง จะมีก็แค่เพียงเสียงจากผู้คนภายนอกเล็ดลอดเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่ได้ดังอะไรมากมายนัก

   “......”
   “......”
   ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า ณ ตอนนี้นั้น คือแผ่นหลังที่ดูใหญ่ของอีกฝ่าย

   แผ่นหลัง...ที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

   “......”
   “......”
   ในสถานการณ์แบบนี้ ผมควรจะพูดอะไรออกไปหรือควรจะทำตัวอย่างไรดีนะ

   “......”
   “......”
   ผมค่อยๆ ยกฝ่ามืออันหยาบกร้านของตัวเองขึ้นมาช้าๆ

   “......”
   “......”
   ซึ่งหากจะถามว่าผมกำลังคิดสิ่งใดอยู่ล่ะก็ ผมเองก็ไม่สามารถตอบได้ รู้แค่เพียงว่าลึกๆ ในใจนั้นเหมือนอยากจะสัมผัสแผ่นหลังนั้นอีกสักครั้งยังไงก็ไม่รู้

   “......”
   “......”
   ระยะห่างเพียงแค่นี้ อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น

   ในจังหวะนั้นเอง
   “เดี๋ยวผมขอตัวไปก่อน ยังไงก็รบกวนฝากปิดไฟให้ด้วย ไปก่อนนะครับ”
   สิ้นประโยค แบงค์ก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดแม้แต่จะหันมามองผมเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ผมเองก็ได้แต่ยืนนิ่งพร้อมกับฝ่ามือที่ยังคงค้างเอาไว้เช่นนั้น

   ฝ่ามือที่เคยคิดจะคว้าบางสิ่งเอาไว้ ทว่าตอนนี้จะเหลือก็แต่เพียงความว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

   “......”
   ความรู้สึกที่จุกแน่นอยู่ข้างใน
   ความรู้สึกที่ดูหม่นหมองแบบนี้
   ความรู้สึกมากมายที่ไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้นี่มันคืออะไรกัน

   “......”
   สมองผมในตอนนี้ไม่สามารถรับรู้หรือประมวลใดๆ ได้สักอย่าง จึงได้แต่เดินไปปิดสวิทช์ไฟแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

   ผมก้าวเดินลงบันไดไปอย่างช้าๆ อย่างคนไร้จุดหมายสิ่งเดียวที่รับรู้ในตอนนี้คือ “น้ำปั่น” ที่เป็นค่าแรงสำหรับขนกองเอกสารขึ้นมา

   และทันทีที่เดินมาถึงร้านน้ำปั่น
   “สตรอว์เบอร์รี่ปั่นใช่มั้ยคะ”
   “ครับ”
   “ได้แล้วค่ะ”
   ผมรับน้ำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นนั้นมายังงงๆ ก่อนจะดูดมันขึ้นมาดับกระหาย พลางฉุกใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

   “พี่ ผมสั่งน้ำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นเหรอ”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางชี้ไปยังสตรอว์เบอร์รี่ปั่นในมือ แม่ค้าเองก็ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น

   “เปล่าค่ะ น้องบ่ชอบเหรอคะ เดี๋ยวพี่เปลี่ยนให้ใหม่มั้ยคะ”
   “เปล่าๆ ผมชอบๆ แต่ผมแค่สงสัยว่าถ้าผมบ่ได้สั่ง แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าผมจะสั่งน้ำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นน่ะ”
   ทันทีที่ถามจบ พี่เขาก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอเล็กน้อย ซึ่งก็สร้างความสงสัยให้กับผมมากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีกเมื่อเห็นท่าทีนั้น

   “ก็พอดีมีน้องผู้ชายตัวสูงๆ ใส่แว่น เขามาเอาน้ำปั่นไปก่อนหน้าน้อง แล้วเขาก็เลยสั่งเผื่อไว้ให้เพราะเห็นบอกว่าน้องชอบน้ำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นน่ะค่ะ”
   “อ๋อ แบบนี้นี่เอง”
   ผมพยักหน้าเล็กน้อยให้กับคำตอบนั้น

   ยังคงเป็นคนใจดีเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ...

   ผมเดินออกมาอย่างเงียบๆ พลางดูดน้ำปั่นในมือไปพลางพร้อมกับหันไปมองยังโต๊ะกินข้าวของโรงอาหารตัวที่ผมกับแบงค์เคยใช้ติวหนังสือร่วมกัน

   “......”
   ความรู้สึกที่กำลังก่อตัวอยู่ภายในใจนี่มันคืออะไรกัน ...

   มันคือความรู้สึกโหยหาอย่างนั้นเหรอ ?

   ผมเดินไปยังลานจอดรถอย่างเชื่องช้าพร้อมทิ้งน้ำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นที่ยังไม่หมดในมือลงถังขยะทันที ทั้งๆ ที่ในเวลาปกติน้ำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นคือสิ่งผมโปรดปรานมากแท้ๆ ทว่าคราวนี้ลิ้นของผมกลับไม่สามารถรับรสใดๆ ได้เลยสักนิด

   “......”
   แต่พอมาคิดอีกที เสียดายว่ะ ไม่น่าทิ้งแม่งเลย เป็นไงล่ะมึง ทำตัวติสท์เกิน คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกเอ็มวีหรือไงวะ สมน้ำหน้าอดแดกไป
   

   “กลับมาแล้วค้าบบบ”
   ผมเอ่ยทักทายให้กับแม่ที่กำลังอยู่ในครัวเมื่อตัวเองกลับมาถึงบ้าน

   “น่าแปลกนะ วันนี้กลับเร็วได้”
   คุณกมลชนกเอ่ยทักกลับมาด้วยประโยคที่ฟังดูเหมือนเหน็บแนมเล็กน้อย แหม คุณกมลชนกล่ะก็ เดี๋ยวนี้พูดจาไม่เพราะเลยนะครับ

   “เออๆ รีบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป แล้วลงมากินข้าวเย็นกัน”
   “ค้าบบบ”
   ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่งเล็กน้อยพร้อมเปิดประตูห้องเข้าไปก่อนจะโยนกระเป๋าสะพายลงไปกองข้างๆ เตียงนอน
   หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ผมก็รีบเดินลงมายังชั้นล่างทันทีด้วยความรวดเร็วด้วยความกลัวว่าจะโดนคุณกมลชนกด่า ทันทีที่ลงมาถึงภาพของเหล่าสำรับอาหารเย็นทั้งหลายก็ถูกจัดตั้งวางอยู่บนโต๊ะกินข้าวไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับภาพของคุณกมลชนกที่กำลังตักข้าวใส่จานให้กับทั้งผมและตัวเอง

   ผมนั่งลงพร้อมรับจานข้าวนั้นมาจากคุณกมลชนก ก่อนจะค่อยๆ ตักกับข้าวมาใส่จานตัวเองและตักมันเข้าปากด้วยความหิว
   “จะว่าไปช่วงนี้ดูซึมๆ นะเรา เป็นอะหยังรึเปล่าน่ะ”
   แม่เอ่ยถามขึ้นพลางตักข้าวใส่ปาก

   “หืม ก็เปล่านะ บ่ได้เป็นอะหยังสักหน่อย”
   “เหรอ ก็นึกว่ามีปัญหาอะหยังที่โรงเรียนซะอีก ถ้าบ่มีอะหยังก็ดีแล้ว ยิ่งแม่บ่ค่อยได้อยู่บ้านก็ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ”

   “ค้าบค้าบบบ”
   ผมตอบรับแบบขอไปที พร้อมกับคิดในใจว่าสัมผัสของคุณกมลชนกแม่นอยู่เหมือนกันแฮะ น่าจะพาไปเปิดสำนักดูดวงทำนายทายทักยังไงไม่รู้ แต่ก็ได้เก็บเงียบเอาไว้ในใจ เพราะรู้ตัวดีว่าขืนพูดออกไปคงไม่มีชีวิตรอดแน่ๆ

   หลังจากที่ท้องอิ่มด้วยกับข้าวฝีมือของคุณกมลชนกแล้วนั้น ผมก็จัดเก็บโต๊ะอาหารให้เรียบร้อยทันทีก่อนจะหยิบกองจานใช้แล้วไปล้าง แล้วจึงเดินกลับขึ้นไปยังห้องตัวเองพร้อมเปิดคอมพ์ฯ เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา

   ทันทีที่คอมพ์ฯ ถูกเปิดเสร็จเรียบร้อย ผมก็กดเข้าเว็บเฟซบุ๊กทันทีด้วยความเคยชินก่อนจะเลื่อนสกรอเมาส์ขึ้นลงเพื่อดูเรื่องราวต่างๆ ของเพื่อนและเพจต่างๆ ที่ผมได้กดถูกใจเอาไว้

   เฮ้ออออออออ
   เสียงถอนหายใจเบาๆ ถูกปล่อยออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ชีวิตที่ผ่านมาในช่วงสัปดาห์นี้ทำไมมันดูซ้ำๆ เดิมๆ ยังไงก็ไม่รู้ ผมเหลือบสายตาไปมองยังแถบด้านขวาเพื่อดูรายชื่อผู้ที่กำลังออนไลน์อยู่ แต่ก็ไม่มีรายชื่อของคนๆ นั้นปรากฏให้เห็นในหน้าจอ

   คนๆ นั้นที่มีชื่อแบงค์
   โอ๊ย อะไรวะเนี่ยทั้งๆ ที่ก่อนที่ผมจะรู้จักแบงค์ ผมก็เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อนแท้ๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา

   แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ ...

   ผมคิดทบทวนไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องชมรมภาษาเมื่อตอนเย็น ภาพของอีกฝ่ายที่เดินจากผมไปโดยไม่คิดจะหันมามองผมเลยแม้แต่นิดเดียวมันยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผมเป็นอย่างดี

   น่าแปลก ทั้งๆ ที่หลายวันที่ผ่านมา ผมเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับเจ้าตัวแท้ๆ แต่ทำไมในเวลานี้ผมกลับรู้สึกโหยหาเสียเองนะ

   ผมจะปล่อยให้มันคาราคาซังอย่างนี้ จะเอาแต่คอยหนีต่อไปเรื่อยๆ อย่างนั้นเหรอ

   “......”
   หากผมยังคงหนีต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ มันคงจะไม่เป็นการดีแน่ๆ

   “......”
   ใช่แล้ว ผมต้องเคลียร์ทุกอย่างให้มันจบ ก่อนที่ผมจะเป็นบ้าไปมากกว่านี้

   “......”
   ทันทีที่คิดเช่นนั้นผมก็รีบกดไปยังช่องสนทนาไล่หาชื่อของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว และทันทีที่รายชื่อนั้นโผล่ขึ้นมา

   นันทการ: มึงอยู่ไหน ทำอะหยังอยู่วะ

   ผมพิมพ์ข้อความส่งไปทันทีอย่างไม่รอช้า ก่อนจะนั่งรอดูด้วยจิตใจกระวนกระวาย ทว่ากลับไม่มีการตอบรับใดๆ จากอีกฝ่ายกลับมาเลยสักนิด ไม่สิ ไม่ขึ้นว่าอีกฝ่ายกดอ่านเลยด้วยซ้ำ

   ซึ่งก็แหงล่ะ แบงค์จะกดอ่านได้ยังไงในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ออนไลน์อยู่นี่หว่า กูนี่ก็โชว์โง่อีกแล้ว

   ด้วยความร้อนใจ ผมจึงหยิบมือถือที่ตั้งอยู่หน้าคอมพ์ฯ ขึ้นมาทันทีก่อนจะกดโทรออกไปยังหมายเลขของอีกฝ่ายด้วยความเร่งรีบ

   “ขออภัยค่ะไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก กรุณาฝากข้อความหลังได้ยินเสียงสัญญาณ...”
   ติดต่อไม่ได้แฮะ เกิดอะไรขึ้นหว่า ไหนลองโทรดูอีกทีซิ

   “ขออภัยค่ะไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก กรุณาฝาก...”
   โอ้ย อะไรวะเนี่ย อยู่ๆ ก็ติดต่อขึ้นมาไม่ได้ซะงั้นทำเอารู้สึกอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมายังไงชอบกล เดี๋ยวแม่งก็บุกไปหาที่หอให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวเสียเลยนี่

   “......”

   ล้อเล่นน่ะ
   ดึกขนาดนี้แล้วใครจะออกไปกันล่ะ เดี๋ยวก็ได้โดนวิชาก้านมะยมพิฆาตมารของคุณกมลชนกเข้าพอดีน่ะสิ ยิ่งช่วงนี้มีคดีติดตัวอยู่ ต้องทำตัวดีๆ หน่อย เอาเป็นว่าใจเย็นๆ ก่อนนะไอ้นันท์ ยังไงพรุ่งนี้ ค่อยไปเจอกันที่โรงเรียนก็ยังได้นี่หว่า

   ผมปิดคอมพ์ฯ ทันทีที่คิดเช่นนั้น โดยไม่ลืมที่จะหยิบมือถือไปชาร์จพร้อมตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ด้วย แล้วจึงลุกขึ้นไปปิดไฟก่อนจะกระโจนลงบนเตียงด้วยหวังว่าจะรีบนอนหลับไวๆ เพื่อให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ

   ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ต่อให้ร่างกายจะอ่อนเพลียแค่ไหน แต่สมองของผมในตอนนี้กลับมีแต่เรื่องราวต่างๆ มากมายวิ่งวุ่นวายเต็มไปหมด จนทำให้กว่าจะข่มตาหลับสนิทลงได้ก็ใช้เวลานานมากพอสมควรอยู่เหมือนกัน

   อนิจจาตัวกูจริงๆ


จบคาบเรียนที่ยี่สิบสอง


มุมแคปชั่นไร้สาระ


Knight Night Nice ได้แชร์โพสต์
นอกสายตา - Cover by. Calories blah blah
จางกว่าหมอกก็กูเนี่ยล่ะ สัส


ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +192/-0

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง

คาบเรียนที่ยี่สิบสาม


            วันรุ่งขึ้น

            ทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นผมก็รีบลุกขึ้นทันที ไม่ใช่ว่าเกิดขยันอะไรขึ้นมาหรอกครับ แต่เมื่อคืนนอนไม่หลับต่างหาก หลับๆ ตื่นๆ อยู่นั่นล่ะ

            ผมคว้ามือถือขึ้นมาพร้อมลองกดโทรออกไปยังหมายเลขของแบงค์ดูอีกครั้ง

            “ขออภัยค่ะไม่มีสัญญาณตอบ...”

          โอ๊ย อะไรวะเนี่ย ติดต่อไม่ได้อีกแล้ว รู้สึกหงุดหงิดแต่เช้าเลยว้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

            หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ผมก็รีบมุ่งหน้าไปโรงเรียนทันทีด้วยความรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น ก็ค่อนข้างจะใช้เวลาพอสมควรอันเนื่องมาจากสภาพการจราจรยามเช้าที่ค่อนข้างจะไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก

            ทันทีที่มาถึงผมก็รีบเดินด้วยความเร็วเกือบๆ จะเทียบเท่ากับวิ่งไปยังห้องเรียนเพื่อเอากระเป๋าไปไว้ที่โต๊ะ ก่อนที่จะวิ่งออกไปยังห้องเรียนของแบงค์ต่อทันที

            “แบงค์ยังบ่มาน่ะ”

            นั่นคือคำตอบที่ผมได้รับจากเด็กสาวห้องเดียวกันกับแบงค์ ผมพยักหน้าพร้อมขอบคุณอีกฝ่ายกลับไปก่อนที่คู่สนทนาจะเดินกลับเข้าไปในห้อง

            นี่กูมาเช้าไปรึยังไงนะ ก็ไม่น่าจะใช่นะ เอาวะ ไงก็นั่งรอหน่อยละกัน เดี๋ยวก็คงมา

            ผมเดินไปที่ระเบียงหน้าห้องเพื่อนั่งรออีกฝ่ายพลางหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงพร้อมลองกดโทรออกดูอีกครั้ง

            “ขออภัยค่ะไม่มีสัญญาณ...”

            กูชักจะเริ่มเกลียดเสียงยัยคนนี้ขึ้นมายังไงก็ไม่รู้แฮะ เช็คเฟซบุ๊กดูก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะออนไลน์เลยสักที

            ผมนั่งรอจนกระทั่งเสียงกริ่งโรงเรียนตอนเช้าดังขึ้น เป็นสัญญาณเรียกเข้าแถวเพื่อเคารพธงชาติ ทว่าแบงค์ที่ผมกำลังรออยู่นั้นก็ยังไม่มา ซึ่งก็สร้างความแปลกใจให้กับผมอยู่ไม่น้อยเพราะปกติเจ้าตัวจะมาโรงเรียนเช้าตลอด ไม่เคยมาสายเลยสักครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนักจึงได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจเพราะต้องรีบลงไปเข้าแถวด้วยความรวดเร็ว

           

            หลังจากหมดชั่วโมงเรียนในช่วงเช้า ผมก็รีบวิ่งไปยังห้องเรียนของแบงค์อีกครั้งโดยทันทีด้วยความรวดเร็ว

            “วันนี้แบงค์มันบ่มาเรียนน่ะ”

            นั่นคือคำตอบที่ผมได้รับกลับมาจากเพื่อนร่วมห้องของอีกฝ่าย ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้กับผมอยู่พอสมควรผมจึงหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออกไปยังหมายเลขของอีกฝ่าย

            “ขออภัยค่ะไม่มีสัญญาณตอบ...”

            ยังคงเป็นเสียงของยัยผู้หญิงคนเดิม เสียงที่ผมเริ่มจะรู้สึกรำคาญขึ้นมายังไงก็ไม่รู้

            ทำไมวันนี้แบงค์ถึงไม่มาเรียนหว่า แถมยังติดต่อไม่ได้อีกด้วย ข้อความที่ผมส่งไปไม่ว่าจะทางเมสเซนเจอร์หรือไลน์ ก็ไม่มีทีท่าว่าอีกฝ่ายจะอ่านเลยสักนิด

            อะไรวะเนี่ย พอตอนที่ต้องการจะเจอ ต้องการจะพูดคุยด้วย ก็ดันไม่เจอตัว แถมยังติดต่อไม่ได้อีก เดี๋ยวก็ปั๊ดบุกไปหาที่หอเสียเลยนี่

            “......”

            ล้อเล่นน่ะ ถึงหออีกฝ่ายจะอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก แต่ให้ไปตอนนี้ก็กระไรอยู่ ชั่วโมงพักเที่ยงก็เหลือน้อย แถมตอนนี้ก็เริ่มหิวขึ้นมาแล้วด้วยนี่สิ เอาไว้ตอนเย็นหลังเลิกเรียนแล้วค่อยไปหาที่หอก็ยังไม่สายหรอกมั้ง

            ทันทีที่คิดเช่นนั้น ผมก็เดินลงไปยังโรงอาหารทันทีด้วยทนเสียงเรียกร้องอาหารของกระเพาะไม่ไหว

 

            หลังจบคาบเรียนสุดท้ายของวันผมก็รีบเก็บข้าวของต่างใส่กระเป๋าสะพายทันทีก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนด้วยความรวดเร็วเพื่อมุ่งหน้าไปยังหอของแบงค์ ทว่าสิ่งที่ผมพบเมื่อไปถึงนั้นก็คือ

            ประตูห้องล็อก...!!!?

            ผมพยายามหมุนลูกบิดแต่ก็ไม่เป็นผล กุญแจห้องก็ไม่ได้คล้องไว้ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะอยู่ในห้อง

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “แบงค์ มึงอยู่รึเปล่าวะ เปิดประตูให้กูหน่อยดิ กูมีเรื่องจะคุยด้วย”

             ผมเคาะประตูพร้อมกับส่งเสียงเรียก ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ

            “แบงค์เปิดประตูให้ที ออกมาคุยกันก่อน"

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            ผมพยายามเคาะประตูส่งเสียงเรียกอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังมากเกินไป เนื่องด้วยเกรงใจห้องอื่นๆ แต่ก็ยังคงไร้วี่แววว่าแบงค์จะเปิดประตูออกมาแต่อย่างใดผมจึงหยิบมือถือออกมาแล้วกดโทรออกไปหาอีกฝ่าย

            “ขออภัยค่ะ ...”

          ผมรีบกดวางสายทันทีด้วยความรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงของหญิงสาวที่ฟังซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่รอบแล้ว ก่อนจะเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเคาะประตูดูอีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังคงเป็นความเงียบเช่นเดิม

            หรือจะออกไปซื้อของแถวนี้หรือเปล่าวะ เอาเป็นว่างั้นลองนั่งรอหน้าห้องสักแป๊บแล้วกัน

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมก็หย่อนตัวลงนั่งหน้าห้องอีกฝ่ายทันที พร้อมหยิบมือถืออกมาอีกรอบเพื่อเช็คข้อความทั้งเมสเซนเจอร์และไลน์ว่าเผื่ออีกฝ่ายจะกดอ่านข้อความที่ผมส่งไป แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังจึงเก็บมันกลับเข้ากระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม

            ผมนั่งรอแบงค์อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ไม่พบว่าอีกฝ่ายจะกลับมาแต่อย่างใด หรือเจ้าตัวจะอยู่ในห้องไม่ได้ออกไปไหนหรือเปล่านะ แต่ถ้าอยู่ในห้อง ทำไมจึงไม่ได้ยินเสียงผมเคาะประตูกันล่ะ

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “ไอ้แบงค์ มึงอยู่หรือเปล่าวะ เปิดประตูให้กูหน่อย”

            ผมพยายามเรียกอีกฝ่าย แต่ก็ยังคงไร้วี่แววใดๆ ตอบกลับมา

            โอ๊ย นี่มันเหี้ยอะไรกันวะเนี่ย ทำไมเวลาที่ต้องการจะเจอตัวมันถึงได้ยากเย็นแบบนี้วะ

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “มาเคาะหาใครเหรอ หนู ?”

            ผมรู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงของแม่บ้านประจำหอที่เพิ่งเดินขึ้นมาเอ่ยถาม

            “เอ่อ มาหาเพื่อนครับ พอดีวันนี้บ่เห็นมันไปเรียน ก็เลยแวะมาหาน่ะครับ”

            ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม่บ้านทำหน้างงๆ เล็กน้อยเมื่อได้ยินผมตอบเช่นนั้น

            “งั้นก็คงบ่เจอหรอก เพราะเจ้าของห้องนั้นเพิ่งย้ายออกไปเมื่อเช้านี้เองนะหนู”

            !!!?

            “เดี๋ยวๆ ว่าไงนะครับ ย้ายออกไปอย่างนั้นเหรอครับ”

            ผมเอ่ยถามกลับไปทันทีที่ตั้งสติได้ แม่บ้านพยักหน้าเป็นคำตอบกลับมา

            “แล้วเขาย้ายไปไหนทราบมั้ยครับ”

            คราวนี้แม่บ้านส่ายหัวกลับมาเป็นคำตอบ ก่อนที่จะหันไปกวาดขยะตรงระเบียงทางเดิน ในขณะที่ผมได้แต่ยืนนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่

            ย้ายออกไปเนี่ยนะ ทำไมกูถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลยวะ

            “......”

            เออ มานึกดูอีกที จะไปรู้เรื่องได้ยังไงล่ะ ในเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ผมนี่ล่ะที่เป็นคนหลบหน้าอีกฝ่ายแท้ๆ เพราะฉะนั้นการที่ผมจะไม่รู้เรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกเท่าไหร่หรอก แต่สิ่งที่ผมสงสัยในตอนนี้นั้นก็คือ แบงค์ย้ายหอไปไหนนี่สิ

            และคำถามนี้ผมจะสามารถหาคำตอบจากไหนได้มั่งนะ ในเมื่อผมไม่สามารถติดต่ออีกฝ่ายได้เลย

            เจ๊บัว! ใช่ๆ ยังมีเจ๊บัวอยู่นี่นา เจ๊น่าจะพอรู้เรื่องอะไรบ้างล่ะน่ะ

            ทันทีที่คิดได้เช่นนั้น ผมจึงรีบวิ่งกลับไปยังโรงเรียนเพื่อไปเอารถจักรยานยนต์ของตัวเองแล้วรีบขี่มุ่งหน้าไปยังร้านมินิคาเฟ่ด้วยความเร่งรีบอันเนื่องมาจากผมไม่มีช่องทางในการติดต่อใดๆ กับเจ๊บัวได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเบอร์มือถือ เฟซบุ๊กหรือแม้กระทั่งไลน์

 

            หลังจากที่ที่ฝ่าสภาพการจราจรที่แสนจะติดขัดในช่วงยามเย็น ในที่สุดผมก็มาถึงบริเวณหน้าร้านมินิคาเฟ่จนได้

            ทว่า

เรียนท่านลูกค้าผู้มีอุปการคุณทุกท่าน

ร้านมินิคาเฟ่ขออนุญาตปิดให้บริการเป็นระยะเวลาสามวัน (ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์)

และจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์

ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

            มินิคาเฟ่

            ป้ายประกาศที่ถูกติดเอาไว้หน้าร้านนั้น ทำให้หนทางเดียวที่ผมพอจะหาคำตอบที่ผมกำลังต้องการได้นั้น ดูเหมือนจะดับวูบลงไปในทันที

            “โอ๊ยยย ทำไมต้องมาปิดวันนี้ด้วยวะเนี่ย”

            ผมสบถกับตัวเองเบาๆ พลางเตะเท้าด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็นป้ายประกาศนั้น ทำไมวันนี้ไม่ว่าจะอะไรก็ดูจะไม่เป็นใจให้กับผมเอาเสียเลย ผมรู้สึกหงุดหงิดพอสมควรกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

            อันที่จริง ยังมีอีกทางหนึ่งที่น่าจะพอช่วยผมหาคำตอบนั้นได้ ซึ่งนั่นก็คือ ไอ้โอ๊ต แต่พอมาคิดดูอีกทีไอ้เจ้านี่จมูกมันไวยิ่งกว่าหมา เกิดไปถามอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า จะกลายเป็นว่าไปทำให้มันเอะใจขึ้นมาเสียเปล่าๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องดีกับผมแน่ๆ ผมจึงเลือกที่จะตัดตัวเลือกนี้ทิ้งไป

            เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้ ก็คงมีเพียงรอให้ถึงวันจันทร์เท่านั้น ซึ่งผมก็คิดว่าหากถึงวันนั้นแบงค์คงกลับมาเรียนตามปกติเป็นแน่

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมจึงขี่รถกลับบ้านด้วยอารมณ์หดหู่อย่างไม่มีทางเลือก

           

            โดยปกติแล้วนั้นผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะชื่นชอบวันหยุดสุดสัปดาห์เอามากๆ แต่ด้วยเพราะมีบางสิ่งที่ยังรู้สึกคาใจจึงทำให้ผมกลับรู้สึกว่าวันเสาร์อาทิตย์ของสัปดาห์นี้นั้น ช่างเป็นเป็นวันหยุดที่แสนน่าเบื่อหน่ายและยาวนานยังไงก็ไม่รู้

            และในที่สุดวันจันทร์ที่ผมเฝ้ารออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยสักครั้งก็มาถึง ผมรีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเช้าอย่างเร่งรีบก่อนจะออกไปโรงเรียนด้วยความรวดเร็ว ซึ่งนั่นก็สร้างความประหลาดใจให้กับคุณกมลชนกอยู่พอสมควรที่เห็นผมกระฉับกระเฉงได้ขนาดนี้

            ทันทีที่มาถึงโรงเรียน ผมก็รีบนำกระเป๋าสะพายไปไว้ที่ห้องเรียนก่อนจะวิ่งตรงไปยังห้องเรียนของแบงค์ทันที

            “แบงค์มันยังบ่มาเลยน่ะ”

            ยังคงเป็นคำตอบเดิมกลับมาจากเพื่อนร่วมห้องของอีกฝ่าย ผมนึกสงสัยว่าตัวเองอาจจะมาเช้าเกินไป จึงได้แต่พยักหน้าให้กับคำตอบนั้น ก่อนที่จะนั่งลงที่ระเบียงหน้าห้องเรียนของอีกฝ่ายพลางหยิบมือถือขึ้นมาดู

            และก็เหมือนเดิม นั่นคือยังคงไม่มีการตอบกลับใดๆ มาจากอีกฝ่ายเลยสักนิด หนำซ้ำข้อความที่ผมส่งไปเมื่อวันก่อนยังไม่ถูกกดอ่านเลยอีกด้วย

            ผมนั่งรอจนกระทั่งเสียงกริ่งสัญญาณเรียกเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้าดังขึ้น ก็ยังไม่เห็นว่าคนที่ผมกำลังนั่งเฝ้ารออยู่นั้นจะโผล่มาสักที ผมจึงเดินลงไปเข้าแถวด้วยความรู้สึกประหลาดใจพอสมควร แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีว่าอีกฝ่ายอาจจะมาสายก็เป็นได้ พลางคิดว่าไว้ตอนพักเที่ยงค่อยมาหาอีกรอบแล้วกัน

            และเมื่อถึงชั่วโมงพักเที่ยง ผมก็รีบวิ่งตรงมายังห้องเรียนห้องแบงค์อีกรอบ

            “วันนี้แบงค์มันลาน่ะ”

            ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาจากเพื่อนร่วมห้องของอีกฝ่ายนั้นก็ยังคงเหมือนเดิมราวกับก็อปปี้กันมายังไงยังงั้น

            “แล้วแบงค์เขาลาไปไหนน่ะ พอจะรู้มั้ย แล้วจะกลับมาวันไหน”

            คราวนี้ผมลองเอ่ยถามเพิ่ม เผื่ออาจจะได้คำตอบอะไรเพิ่มเติมกลับมา

            “บ่รู้เหมือนกันอะ ขอโทษนะ”

            อีกผ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ ผมพยักหน้าขอบคุณกลับไป ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินกลับเข้าไปในห้องเรียน

            แบงค์มันไปไหนของมันวะเนี่ย อยู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ จะติดต่อก็ติดต่อไม่ได้อีก ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อสิ่งที่ต้องการนั้นไม่เป็นดั่งใจนึก แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้นัก จึงได้แต่เดินลงไปยังโรงอาหารเพื่อหาอะไรกิน

           

            “วันนี้ว่างๆ ไปร้องคาราโอเกะกันมั้ยวะ”

            เสียงของไอ้ยีสต์เอ่ยถามขึ้นมาทันทีเมื่อคาบเรียนสุดท้ายของวันหมดลง

            “ก็ได้ ยังไงวันนี้ก็บ่ต้องไปชมรมอยู่แล้ว อีกอย่างจะว่าไป ก็บ่ได้ไปร้องคาราโอเกะกันนานแล้วเหมือนกันด้วย”

            ไอ้เต้ยตอบตกลงอย่างว่าง่าย ซึ่งบางทีผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเวลาไอ้ยีสต์ร้องขออะไร หรือเอ่ยชวนไปไหนมันถึงได้ตอบตกลงได้อย่างง่ายดายนัก

            “ผมยังไงก็ครับ”

            ไอ้โอ๊ตก็ตอบกลับมาในขณะที่เจ้าตัวกำลังเก็บหนังสือใส่กระเป๋า

            “มึงล่ะ ไปด้วยกันมั้ยไอ้นันท์”

            คราวนี้ไอ้ยีสต์หันมาเอ่ยถามผมเมื่อเห็นว่ายังเหลือผมคนเดียวที่ยังไม่ได้ให้คำตอบ ผมเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะพยักเพยิดหน้าเป็นเชิงตกลงกลับไปเพราะคิดในใจว่ายังไงก็ต้องแวะไปร้านเจ๊บัวที่ตั้งอยู่ข้างๆ ห้างอยู่แล้ว จากนั้นจึงหันกลับมาเก็บหนังสือใส่กระเป๋าสะพาย แล้วก็ทยอยพากันมุ่งหน้าไปยังห้างเมญ่ากันทันที

           

            “เฮ้ย พวกมึงขึ้นไปที่ห้องคาราโอเกะกันก่อนเลยนะ เดี๋ยวกูขอตัวไปทำธุระแถวนี้แป๊บนึง”

            ผมบอกกับพวกเพื่อนๆ ในกลุ่มทันทีที่พวกเรามาถึง ก่อนจะปลีกตัวออกมาจากกลุ่มแล้วรีบวิ่งไปยังร้านมินิคาเฟ่ทันที ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่วันนี้ร้านเปิดตามปกติ

            “มินิคาเฟ่สวัสดีค่ะ อ้าว หนูนันท์นี่เอง นึกว่าใคร บ่เจอกันนานเลยนะ สบายดีมั้ย”

            เจ๊บัวรีบเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่ดูสดใสทันทีที่เห็นว่าเป็นผมเปิดประตูร้านเข้าไป ผมรีบยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อมก่อนจะหันมองไปทั่วรอบบริเวณร้าน

            “มองหาอะหยังอยู่เหรอจ๊ะ”

            เจ๊บัวเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นท่าทีที่ดูลุกลี้ลุกลนของผม

            “แบงค์น่ะครับ เขามาที่นี่หรือเปล่าครับ”

            ผมเอ่ยถามกลับไป เจ๊บัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็ทำสีหน้างงๆ เล็กน้อยก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

            “ถ้ามาที่นี่ล่าสุดก็เมื่อวันศุกร์นะ ทำไมเหรอ”

            “พอดีที่โรงเรียนเห็นเขาลา แล้วผมก็มีธุระจะคุยกับแบงค์เลยกะว่าจะไปหาที่หอ แต่ป้าแม่บ้านเขาบอกว่าแบงค์ย้ายหอออกจากที่นั่นไปแล้ว แต่บ่รู้ว่าย้ายไปไหน แถมตอนนี้ผมก็ยังติดต่อเขาบ่ได้ด้วย ก็เลยกะว่าจะมาถามเจ๊บัวน่ะครับ บ่ทราบว่าเจ๊บัวพอจะรู้มั้ยว่าแบงค์เขาย้ายไปอยู่ที่หอไหนเหรอครับ”

            ผมเอ่ยถามอีกรอบด้วยความรวดเร็วทันที เจ๊บัวทำสีหน้างุนงงหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินผมถามเช่นนั้น

            “เดี๋ยวนะ ถามแบบนี้ อย่าบอกนะว่ายังบ่รู้เรื่องของแบงค์เขาทีน่ะ”

            “......”

            “......”

            “ระ รู้เรื่องอะหยังงั้นเหรอครับ”

            ผมถามกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เจ๊บัวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีเมื่อเห็นสีหน้าและท่าทีที่ดูไม่สู้ดีของเจ๊บัวขึ้นมาได้นะ

            “แบงค์เค้า...ย้ายกลับไปเชียงดาวแล้วน่ะ”

            “......”

            “......”

            “ว่ะ ว่ายังไงนะครับ ย้ายกลับไปเชียงดาวเนี่ยนะ ได้ยังไงกันครับ”

            ผมพยายามเรียบเรียงสติและคำพูดของตัวเองที่ตอนนี้มันสับสนวุ่นวายไปหมดแล้วเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากเจ๊บัว

            “เอ่อ เดี๋ยวก่อนนะหนูนันท์ ใจเย็นๆ ก่อนนะ มันเกิดอะหยังขึ้นอย่างนั้นเหรอ เจ๊ก็นึกว่าหนูนันท์รู้แล้วซะอีก”

            ผมส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบ

            “พอดีทางบ้านของแบงค์เขามีปัญหามาสักพักแล้วน่ะ เลยจำเป็นต้องให้แบงค์กลับไป นี่เจ๊ก็เพิ่งไปช่วยขนของจนต้องปิดร้านเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี่ไง มิน่าล่ะ ว่าทำไมแบงค์เขาถึงได้...”

            “ถึงได้อะหยังครับ”

            ผมรีบเอ่ยถามทันทีด้วยความอยากรู้เมื่อเห็นเจ๊บัวนิ่งเงียบทิ้งจังหวะไปครู่ ทว่าเจ๊บัวก็ไม่ตอบอะไรกลับมา นอกจากเดินเข้าไปในเคาน์เตอร์พร้อมกับทำท่าหาอะไรบางอย่าง

            “เอ้า นี่จ้ะ แบงค์เขาฝากไว้ให้ก่อนจะกลับไปน่ะ”

            เจ๊บัวยื่นของในมือให้กับผม ซึ่งเป็นซองสีน้ำตาลเหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน

            ของแบงค์อย่างนั้นเหรอ ฝากให้ผมด้วยเนี่ยนะ

            “อย่าเพิ่งวิตกไปเลยนะหนูนันท์ บางทีแบงค์เขาอาจจะมีเหตุผลอะหยังบางอย่างก็เป็นได้ เขาเลยบ่ได้บอกหนูนันท์น่ะ”

            “......”

            ผมนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรกลับไป เพราะสมองของผมในตอนนี้นั้นกำลังรู้สึกมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนพูดอะไรไม่ออกเลยสักนิด

            “อย่าเพิ่งคิดมากนะ เจ๊เองก็บ่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเราทั้งสอง แต่เอาเป็นว่า เดี๋ยวอีกบ่กี่วันแบงค์เขาก็จะเข้ามาในเมืองอีกรอบ มาจัดการเรื่องย้ายโรงเรียนน่ะ ถึงตอนนั้นหนูนันท์ก็ถามเหตุผลจากแบงค์เขาอีกทีแล้วกันนะ”

            เจ๊บัวพยายามปลอบขวัญพร้อมกับยิ้มให้กำลังใจกับผม ผมในตอนนี้ที่ทำอะไรไม่ถูกจึงได้แต่พยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ

           

            พร้อมกับก้มมองเจ้าซองสีน้ำตาลในมืออย่างเงียบๆ

 

            จบคาบเรียนที่ยี่สิบสาม




ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่ยี่สิบสี่

   “ไอ้นันท์ มึงบ่คิดที่จะร้องเพลงอะหยังสักเพลงเลยเหรอวะ”
   ไอ้ยีสต์หันมาเอ่ยถามผม หลังจากที่เจ้าตัวเพิ่งจะร้องเพลงจบ ก่อนที่จะหันไปยื่นไมค์ส่งให้ไอ้เต้ยร้องต่อเป็นคิวถัดไป ผมส่ายหน้าปฏิเสธเป็นคำตอบกลับไป ไอ้ยีสต์เองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้างงๆ เล็กน้อย ก่อนที่จะนั่งลงข้างไอ้เต้ย พร้อมกับหยิบสมุดรายชื่อเพลงขึ้นมาเลือกเพลงต่อ

   “เป็นอะไรไปเหรอครับ คุณเพื่อนนันท์ช่วงนี้ดูไม่ค่อยร่าเริงเลยนะครับ”
   อึก!!!
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่ง ในขณะที่สายตาของเจ้าตัวยังคงจดจ้องอยู่กับเกมในมือถือ ผมรู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น

   “บ่ๆ กูบ่ได้เป็นอะหยัง ก็แค่...”
   “แค่ ?”
   “บ่มีอะหยัง ช่างมันเถอะ”
   ผมตอบตัดบทกลับไปทันที ไอ้นี่แม่งจมูกไวจริงๆ ให้ตายสิ แต่ก็คงจะจริงอย่างที่ไอ้โอ๊ตมันทักนั่นล่ะ ผมเองก็ยังรู้สึกได้เลยว่าตัวเองในตอนนี้นั้นไม่ร่าเริงสดชื่นเหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งผมก็พอจะรู้ดีว่าสาเหตุมันมาจากอะไร

   ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทันจะได้เคลียร์ปัญหาอะไรให้มันชัดเจน แบงค์ก็ดันมาย้ายโรงเรียนหนีกลับไปเชียงดาวเสียก่อน

   แบบนี้มันไม่แฟร์นะเว้ย

   ผมหยิบมือถือของตัวเองออกมาจากกระเป๋าทันทีด้วยความรวดเร็วพร้อมกดโทรออกไปยังหมายเลขของแบงค์โดยไม่รอช้า
   “ขออภัยค่ะ...”
   ผมรีบตัดสายทิ้งทันทีด้วยความรำคาญเมื่อได้ยินเสียงนั้น พลางนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมือถือของอีกฝ่ายกันแน่ถึงได้ติดต่อไม่ได้จนกระทั่งตอนนี้ หรือว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนเบอร์มือถือใหม่อย่างนั้นเหรอ

   ในจังหวะที่ผมกำลังงุนงงสงสัยอยู่นั้นเอง
   “ยังจะรอความรักให้ผ่านเข้ามา ยังจะตามค้นหาครึ่งหนึ่งที่หล่นหาย...”
   เพลงที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ดังขึ้นโดยที่มีไอ้เต้ยเป็นคนร้อง

   “ค่ำคืนเหน็บหนาว จะกอดเอา....ไว้แนบกาย...”
   “ห๊ะ อะหยังนะ”
   “ก็นันท์บอกเองนี่ครับ ว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกได้ไม่ใช่เหรอครับ”
   “ก็ใช่ แต่ว่า...”
   “ขออยู่แบบนี้แป๊บนึงได้มั้ยครับ”


   ภาพความทรงจำของเหตุการณ์ที่สนามบาสในคืนวันนั้นหวนกลับมาทันที

   “......”
   ผมยังคงจำอ้อมกอดนั้นของแบงค์ได้เป็นอย่างดี อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนั้น อ้อมกอดที่ทำให้ผมรู้สึกสงบและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

จริงสิ จะว่าไปผมยังไม่ได้แกะดูของข้างในห่อที่เจ๊บัวให้มาเมื่อกี๊เลยนี่นา มัวแต่รีบขึ้นมาให้ทัน

   เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมก็รีบหยิบเจ้าห่อกระดาษสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าสะพายทันที พร้อมกับแกะซองแล้วล้วงหยิบของข้างในออกมาด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่จะพบว่าสิ่งที่ผมหยิบออกมานั้นคือสมุด

   ไม่สิ ดูจากลักษณะแล้วต้องเรียกว่าไดอารี่ถึงจะถูกมากกว่าแฮะ

   นี่คือสิ่งที่แบงค์มอบไว้ให้ผมก่อนจะกลับไปเชียงดาวอย่างนั้นเหรอ บางทีคำตอบอะไรหลายๆ อย่างมันอาจจะอยู่ในสมุดไดอารี่เล่มนี้ก็เป็นไปได้
   ผมค่อยๆ เปิดสมุดไดอารี่อย่างช้าๆ ทันทีที่คิดเช่นนั้น
   
   วันที่ X เดือน O
   สวัสดีเจ้าไดอารี่เล่มใหม่ เล่มที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ช่างมันเถอะ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวอีกเล่มนะ
   วันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ก็เหมือนทุกๆ วันนั่นล่ะ ไปเรียน เรียนเสร็จก็แวะไปชมรม แล้วก็มานั่งทบทวนบทเรียน แวะถ่ายรูปก่อนกลับห้องเล็กน้อย ทุกอย่างก็เดิมๆ
   อ้อ ลืมไป แวะซื้อนายด้วยไง เจ้าไดอารี่ ขอตัวไปนอนก่อนนะ วันนี้ไม่ไหวแล้ว
   ฝันดี

   วันที่ X เดือน O
   เรียน เรียน เรียน แล้วก็ตั้งใจเรียน พรุ่งนี้มีสอบย่อยด้วย
   ถามว่าเครียดมั้ย ก็มีบ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรมากมายนัก ก็เป็นธรรมดาปกติแบบคนทั่วไป
   บ่นๆ ไปงั้น ยังไงก็ต้องตั้งใจเรียน ไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องผิดหวัง ต้องตั้งใจ ให้คุ้มค่ากับที่พ่อและแม่เหนื่อยเพื่อเรามาตลอด
   สู้เว้ย แต่ตอนนี้ขอไปนอนก่อนนะ
   ฝันดี

   วันที่ X เดือน O
   บางทีก็ถามตัวเองนะว่าชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันโอเคแล้วหรือยัง   กับการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เนี่ยไปเรียน แวะไปชมรม ทบทวนบทเรียน มีถ่ายรูปบ้าง
   จะว่าไปมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกนะ เพียงแต่ บางทีก็รู้สึกเหมือนมันยังขาดๆ อะไรอยู่เหมือนกัน แต่ก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าสิ่งที่ขาดนั้นมันคืออะไร
   เพ้อเจ้อไปใหญ่ละ ไปนอนก่อนละ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปช่วยงานเจ๊บัว
   ฝันดี


   ผมเปิดอ่านไปเรื่อยๆ พบว่าก็เป็นไดอารี่ธรรมดาๆ ทั่วไปที่จดบันทึกเรื่องราวในแต่ละวัน ซึ่งอ่านแล้วค่อนข้างจะซ้ำๆ เดิมๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าน่าเบื่อพอสมควรก็ว่าได้

   วันที่ X เดือน O
   วันนี้มีคนมาสารภาพรักล่ะ เป็นเด็กต่างโรงเรียนด้วย ถามว่าสวยมั้ย ก็สวยเหมือนกันนะ น่ารักดี ไม่รู้ว่าชอบอะไรในตัวเรา นายพอจะรู้มั้ย ช่างเถอะเอาเป็นว่าตอบตกลงไปก่อนแล้ว ไหนๆ ก็โสดอยู่ ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร
   สรุปว่า ตอนนี้เรามีแฟนแล้วนะ แฟนลำดับที่สี่ในชีวิต ส่วนก่อนหน้านั้นสามคน.....ช่างมันเถอะ อย่าไปพูดถึงเลย
   
   วันที่ X เดือน O
   วันนี้ลองถามดู เธอบอกว่า เราดูเป็นสุภาพบุรุษ ดูขรึม มีเสน่ห์ดี
   เฮ้ย เราเป็นแบบนั้นเหรอ ? เราว่าไม่นะ เราว่าเราออกออกจะธรรมดาไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษอะไรสักนิด ที่ว่าขรึมๆ นี่จะว่ายังไงดีล่ะคือที่จริงเราเป็นคนไม่ค่อยกล้าพูดมากกว่า กับเพื่อนในห้องก็ยังไม่ค่อยกล้าคุยอะไรด้วยมากนักเลย ส่วนที่เห็นเงียบๆ นิ่งๆ อันที่จริงในหัวเรามีความคิดอะไรมากมายวิ่งเต็มไปหมดเลยนะ
   แต่เอาเถอะ ถ้าเธอคิดแบบนั้นแล้วสบายใจ ก็แล้วแต่เธอดีกว่า
   
   วันที่ X เดือน O
   ผู้หญิงนี่เป็นอะไรที่เข้าใจยากเหมือนกันแฮะ บางทีก็ไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไรกันแน่
   ก็เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องโทรหา พอเราไม่โทร ก็หาว่าเราไม่สนใจ งงแฮะ

   วันที่ X เดือน O
   วันนี้เจอคนประหลาด เป็นเพื่อนของโอ๊ต
(หือ เพื่อนไอ้โอ๊ต นี่หมายถึงกูรึเปล่าวะ) ต้องการคนติวคณิตศาสตร์ให้(ชัวร์ ชัดเลย กูแน่นอน นี่กูประหลาดขนาดนั้นเลยเหรอวะ) ก็เลยตอบตกลงไป
   ส่วนจะถามว่าประหลาดตรงไหนเหรอ ก็ตอนโทรคุยกับโอ๊ต บอกว่าให้สังเกตคนที่กำลังเอานิ้วถูเสาโรงอาหาร เดี๋ยวก็เจอเองปรากฏว่าเจอจริงๆ ไปยืนเอานิ้วถูเสาโรงอาหารเนี่ยนะ แปลกพอมั้ย ก็เข้าใจนะว่าโดนแกล้ง แต่ปกติคนเราจะซื่อถึงขนาดเชื่อคนได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ คนพิลึก แต่ก็แอบดูเถื่อนๆ น่ากลัวยังไงไม่รู้เหมือนกัน
(กูขอโทษที่ดูน่ากลัว)
   แต่เอาเถอะ ไหนๆ ก็ตกลงปากรับคำไปแล้วนี่

   ผมรู้สึกหน้าแดงด้วยความเขินอายทันทีที่อ่านถึงตรงนี้ พร้อมกับนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้น วันแรกที่ผมและแบงค์ได้พบกันนี่ ผมในสายตาอีกฝ่ายในตอนนั้น ดูเป็นคนประหลาดขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย
   ไอ้เหี้ยโอ๊ตมึ๊งงงงงงง
   ผมหันไปมองไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมถูกมองเช่นนั้นทันทีที่อ่านถึงตรงนี้ พลางนึกก่นด่ามันในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก

   วันที่ X เดือน O
   โดนคำสั่งเด็ดขาดจากเจ๊บัวมาล่ะ ว่าห้ามพาแฟนไปที่ร้านอีก ก็เข้าใจเจ๊บัวนะ ว่าทำไม ก็เล่นมาตาม มาจี้จะให้พาไปเที่ยวให้ได้ทั้งๆ ที่เรากำลังทำงานอยู่แท้ๆ
   มีแฟนนี่มันก็เหนื่อยเหมือนกันแฮะ แต่เอาเถอะ จะพยายามทำหน้าที่แฟนให้ดีที่สุดละกัน

   วันที่ X เดือน O
   จะมีใครซื่อ สมองช้าได้เท่าคนเถื่อนพิลึกคนนี้อีกเนี่ย คำถามง่ายๆ ยังตอบไม่ได้ จนบางทีก็อยากจะถามนะว่า สอบเลื่อนชั้นผ่านมาจนถึง ม.5 ได้ยังไง
(อย่าว่าแต่มึงเลย กูก็ยังสงสัยในตัวกูเหมือนกัน) แต่เอาเถอะ ไม่ได้รังเกียจหรือมองในแง่ร้ายอะไรหรอกนะ เพราะเป็นฝ่ายตอบตกลงไปเองนี่คิดซะว่าเป็นการฝึกตัวเราเองไปในตัวด้วย ว่ามีความสามารถมากพอมั้ย
   อีกอย่างเจ้าเด็กเถื่อนนี่ก็เป็นคนที่ตลกดีด้วย ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คิด อยู่ด้วยแล้วรู้สึกผ่อนคลายสบายใจยังไงไม่รู้
(นี่มึงกำลังชมหรือด่ากูอยู่น่ะ)

   วันที่ X เดือน O
   เจ้าไดอารี่มีอะไรจะบอกล่ะ วันนี้เราอกหักแล้ว เอ รึเปล่านะ เป็นฝ่ายโดนบอกเลิกนี่ต้องเรียกว่าอกหักใช่มั้ย คนที่สี่แล้วนะเนี่ยที่โดนบอกเลิก
   แต่ทำไมคราวนี้กลับไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไรเลยนะ ต่างจากคนก่อนๆ อ้อ คงเพราะเจ้าเด็กเถื่อนด้วยล่ะมั้งที่พยายามจะปลอบใจ แถมยังพาไปเที่ยวอ่างแก้ว มช. อีกด้วย
   ก็นับว่าได้ผลดีเหมือนกัน เพราะเป็นสถานที่ที่สวยงาม จนรู้สึกสงบใจได้เยอะเลยทีเดียว
   ปล. เพิ่งจะมีเจ้าเด็กเถื่อนนี้คนแรกนี่ล่ะ ที่ตีความรูปเรา พร้อมกับถ่ายรูปตอบกลับรูปเราด้วย น่าสนใจดีแฮะ

   วันที่ X เดือน O
   วันนี้เจ้าเด็กเถื่อนมาหาที่ร้านด้วย บอกว่าจะมาชวนไปเที่ยว ทั้งๆ เจ้าตัวเป็นคนชวนแท้ๆ แต่กลับไม่รู้จะชวนไปไหน พิลึกได้อีก
   แต่ดูแล้วเจ้าเด็กเถื่อนนี่ดูท่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจเจ๊บัวยังไงไม่รู้ คุยกันถูกปากถูกคอกันดีเสียเหลือเกินอย่างว่าล่ะ คนเพี้ยนกับคนพิลึกก็ไม่แปลกที่จะเข้าขากันได้เป็นอย่างดี
   ปล. นอกจากจะอ่อนคณิตฯ แล้ว ยังจะอ่อนภาษาอังกฤษด้วย แค่คำว่า Bank ยังสะกดไม่ถูก เลื่อนชั้นมาถึง ม.5 ได้ยังไงกันเนี่ย เจ้าเด็กเถื่อนเอ้ย
(กูขอโทษ กูผิดไปแล้ว อย่าซ้ำเติมกูเยอะเลย กูอาย)
   
   วันที่ X เดือน O
   นี่เรากำลังเป็นอะไรไปนะเจ้าไดอารี่ อยู่ๆ วันนี้ก็ไปกอดเจ้าเด็กเถื่อนเข้า แต่น่าแปลกที่เรากลับรู้สึกสบายใจ รู้สึกสงบใจมีความสุขยังไงไม่รู้
   มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย เพ้อเจ้อใหญ่ละเรา ไปนอนดีกว่า
   ฝันดี
   ปล. วันนี้โดนคะยั้นคะยอจากเพื่อนๆ ของเจ้าเด็กเถื่อนให้ลองร้องเพลงล่ะ ก็สนุกดีนะ แถมยังโดนทาบทามให้เป็นนักร้องนำด้วย ร้ายเหมือนกันแฮะเราแต่ไม่เอาดีกว่า กลัวไปทำงานเขาล่ม
   ปล.2 เพื่อนของเจ้าเด็กเถื่อนก็พูดอีกละ ว่าเราดูเป็นสุภาพบุรุษ ดูสุขุม ดูอบอุ่นเป็นผู้ใหญ่ เฮ้ย ไม่ใช่แบบนั้นนะ
   ปล.3 เพลง ใครคนนั้นนี่เพราะดีแฮะ ชักชอบเสียแล้ว

   วันที่ X เดือน O
   ชักจะไปกันใหญ่ละ ตั้งแต่วันที่ไปกอดเจ้าเด็กเถื่อนนั้นเข้า ก็รู้สึกว้าวุ่นในใจยังไงไม่รุ้ ยิ่งอยู่ใกล้ๆ ยิ่งทำตัวไม่ถูกขึ้นมาซะงั้นทั้งๆ ที่ตอนแรกก็ไม่ได้นึกสนใจอะไรแท้ๆ แต่ทำไมพอเจอความเถื่อนแบบซื่อๆ นั้นเข้าไปทุกวันๆ กลับรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาได้เนี่ย
   จะว่าไป หลังๆ มานี้เราเขียนถึงแต่เจ้าเด็กเถื่อนนั่นเป็นส่วนใหญ่ด้วยนี่นา อย่าบอกนะว่าที่จริงแล้วเรา...........
   เฮ้ย บ้าน่ะ เราอาจจะแค่กำลังสับสนอยู่ก็ได้ เพิ่งอกหักมา เราเลยอาจจะรู้สึกเคว้งคว้างก็ได้มั้ง

   วันที่ X เดือน O
   "บางทีแค่เราอาจจะยังไม่เจอความรักที่ใช่สำหรับเรา ก็แค่นั้นล่ะ"
   ใช่ วันก่อนเราพูดแบบนั้นกับเจ้าเด็กเถื่อน แต่กลายเป็นว่าวันนี้เราคงต้องกลับมาทบทวนตัวเองซะแล้ว
   ไม่ได้การละ ต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเราเองให้ชัดเจนโดยเร็วแล้วแฮะ

   วันที่ X เดือน O
   ในที่สุดก็ชวนเจ้าเด็กเถื่อนไปเที่ยวสันป่าเกี๊ยะได้สำเร็จ ก็ดี ถือโอกาสนี้เป็นตัวพิสูจน์ไปเลยละกันว่าสรุปมันคืออะไรกันแน่กับความรู้สึกนี้
   แต่ดันมีส่วนเกินมาด้วยนี่สิ ช่างเถอะก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้วนี่นา คิดในแง่ดี ไปกันหลายๆ คนจะได้ครึกครื้น
   ว่าแต่การที่เรารู้สึกผิดหวังเล็กๆ กับการที่มีคนอื่นไปด้วยนี่มัน............เฮ้ย ไม่หรอกน่ะ คิดมาก

   วันที่ X เดือน O
   พรุ่งนี้แล้วสินะกับทริปสันป่าเกี๊ยะ เอาล่ะเจ้าไดอารี่ ขออนุญาตไปเที่ยวเพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อนนะ คงไม่ได้เอานายไปด้วย เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรคืบหน้า จะกลับมาบอกนะ

   วันที่ X เดือน O
   กลับมาแล้ว คิดถึงมั่งมั้ย มีอะไรจะบอกล่ะ
   เราคิดว่าเราคงจะชอบเจ้าเด็กเถื่อนนี่เข้าจริงๆ แล้วล่ะ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะอะไรมากมายขนาดนี้ แต่พอเห็นเจ้าบ๊องอยู่ใกล้ๆ กับไอ้หน่อมแน้มนั้นแล้วมันกลับรู้สึกหงุดหงิดยังไงก็ไม่รู้
(ใครวะ ไอ้หน่อมแน้ม)
   อะไรที่คิดเอาไว้ว่าจะทำหลายๆ อย่างอย่างก็พังหมด เพราะไอ้หน่อมแน้มนั้นแท้ๆ แต่ก็ดีหน่อย ที่สุดท้ายได้นอนเต็นท์เดียวกัน เพราะไอ้หน่อมแน้มนั้นเมาไปเข้าเต็นท์ผิดซะก่อน (หือ นี่หมายถึงไอ้น้องไนท์อย่างนั้นเหรอ) แต่เราเองก็เมาใช่ย่อยเหมือนกัน เผลอไปกอดเจ้าเด็กเถื่อนซะแน่นอีกต่างหาก มีความสุขดีแฮะ
   อ้อ ได้นั่งดูดาวกับเจ้าเด็กเถื่อนสองต่อสองกลางดึกด้วยล่ะ เห็นดาวตกด้วย ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กเถื่อนอธิษฐานอะไรไป แต่สำหรับเรา เราอธิษฐานไปว่าขอให้ได้อยู่กับเจ้าเด็กเถื่อนไปนานๆ ขอไปแบบนี้จะสมหวังได้มั้ยนะ
   แถมยังสัญญากันด้วยว่าปีหน้าจะไปเที่ยวกันอีก ตั้งหน้าตั้งตารอเลยเนี่ย คราวนี้่จะไปกันแค่สองคนให้ได้
   เพ้อมาเยอะแล้ว ไม่ไหวละ เพลียมาก ขอไปนอนก่อนนะ
   ปล. เหมือนพ่อจะรู้ๆ ยังไงไม่รู้แฮะ จะเป็นเรื่องมั้ยนะ ?
   ปล.สอง ไม่ได้ถ่ายรูปคนนานเท่าไหร่แล้วนะ
   ปล.สาม สวัสดีครับ ความรักครั้งใหม่ ความรักที่ใช่สำหรับตัวเรา

   วันที่ X เดือน O
   เกิดเรื่องน่าอายล่ะ เจ้าไดอารี่ ทำไงดีเนี่ย โดนเจ้าเด็กเถื่อนเอามือมาโดน......เออ นั่นล่ะ เข้าเต็มๆ เลยด้วย ประเด็นคือ มาโดนตอนที่กำลังตื่นเต็มตัวนี่สิโคตรอายเลย ก็ทำไงได้ล่ะ ใครใช้ให้เถื่อนซื่อๆ ให้น่ารักแบบนี้กันล่ะ เจ้าเด็กเถื่อน รู้มัยว่ามันเก็บอาการยากแค่ไหนเวลาอยู่ใกล้กันเนี่ย
   ว่าแต่เตี้ยขนาดนั้น แต่ไหงเล่นบาสเก่งจัง
(ชมแบบนี้ด่ากูเหอะ)
   ปล. ตกลงเป็นนักร้องนำชั่วคราวช่วยชมรมดนตรีไปแล้วล่ะ เป็นการตัดสินใจที่บ้าระห่ำมากตั้งแต่เกิดมา คนที่เข้าสังคมไม่เก่ง ไม่ชอบพูดคุยกับใครแบบเราเนี่ยนะจะเป็นนักร้องนำจะไหวมั้ยเนี่ย เอาน่ะ ลองดูสักตั้ง

   วันที่ X เดือน O
   ช่วงนี้ชีวิตดูวุ่นๆ ยังไงไม่รู้ ไหนจะเรียน ไหนจะติว ไหนจะชมรม ไหนจะซ้อมร้องเพลง ไหนจะงานที่ร้านเจ๊บัวอีก แต่ทำไมเรากลับรู้สึกสนุกกับมันนะ ถึงจะเหนื่อยบ้างก็เถอะ
   
   วันที่ X เดือน O
   ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าชวนเจ้าเด็กเถื่อนไปลอยกระทงในวันสุดท้ายได้สักที ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและมีความสุขมากๆ เลยก็ว่าได้
   ว่าแต่เจ้าเด็กเถื่อนจะรู้มั้ยนะว่าเราใช้ไฟเย็นแกว่งเป็นคำว่าเลิฟเนี่ย พอมาตอนนี้แล้วรู้สึกอายเหมือนกันแฮะ ก็ทำไปได้นะเรา
   ปล. ได้ไปส่งเจ้าเด็กเถื่อนที่บ้านด้วย ในที่สุดก็ได้รู้สักทีว่าอยู่ที่ไหน

   วันที่ X เดือน O
   อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันคริสต์มาสแล้วสินะ ตื่นเต้นยังไงก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ กลัวจะทำงานล่มจัง เอาน่ะ มีเจ้าเด็กเถื่อนเป็นกำลังใจ ต้องทำให้ได้

   วันที่ X เดือน O
   วันนี้ไปเดินถนนคนเดินกับเจ้าเด็กเถื่อนมาล่ะ ได้ต้นกระบองเพชรมาเพิ่มอีกสองต้น ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าเด็กเถื่อนเป็นคนเลือกให้
   ยินดีต้อนรับนะครับ คิริโตะ กับ อาสึนะ จะดูแลให้ดีเลย
   ว่าแต่ปกติคนเราเขาตั้งชื่อให้ต้นไม้แบบพวกหมา แมว อะไรพวกนี้ด้วยเหรอ พิลึกคนสมเป็นเจ้าเด็กเถื่อนจริงๆ ขนาดให้จับมือบอกว่าอาย แต่กลับไม่อายที่จะควงแขนเนี่ยนะ
   เอาเถอะ ยังไงคนที่ได้กำไรก็คือเราอยู่ดี
   ปล. ว่าแต่คิริโตะ กับ อาสึนะ นี่มันใครกันน่ะ เห็นเจ้าเด็กเถื่อนบอกว่ามาจากการ์ตูน สงสัยต้องไปหามาดูเสียหน่อยแล้วมั้ง ถ้ามีเวลาว่างนะ

วันที่ X เดือน O
   โดนเจ้าเด็กเถื่อนลากไปเข้าค่ายอบรมต้านยาเสพติด จะว่าไปก็สนุกดีเหมือนกันนะ จะมีข้อเสียอย่างเดียวก็ตรงที่ได้อยู่กันคนละกลุ่มกับเจ้าเด็กเถื่อนนี่สิ แต่ก็ได้เจอเพื่อนต่างโรงเรียน ซึ่งจะว่าไปตั้งแต่ได้มาเป็นนักร้องนำให้ชมรมดนตรี ก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มกล้าคุยกับคนอื่นมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด
   นี่เจ้าไดอารี่ อาการแบบที่เจ้าเด็กเถื่อนกำลังเป็นนี่เขาเรียกว่าหึงได้รึเปล่านะ ก็เล่นหยิบมือถือเราไปบล็อกเฟซบุ๊กเพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนที่เพิ่งแอดมา ดูยังไงๆ ก็หึงชัดๆ
   หรือเราจะคิดเข้าข้างตัวเองไปรึเปล่านะ

   วันที่ X เดือน O
   เจ้าเด็กเถื่อนคิดยังไงกับเรานะ อยากรู้เหมือนกันแฮะ จะชอบเราเหมือนที่เราชอบรึเปล่านะจะลองสารภาพดูดีมั้ยนะ แต่เห็นเถื่อนๆ แบบนั้น ถ้าเกิดเจ้าเด็กเถื่อนไม่ได้คิดแบบที่เราคิดล่ะ จะทำยังไงดี
   พอคิดแบบนั้นขึ้นมาแล้ว ก็ชวนจิตตกเหมือนกันแฮะ แต่จะให้เก็บมันเอาไว้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็อึดอัดนะ

วันที่ X เดือน O
   โอ๊ยยย ตื่นเต่นมากๆ เลย สำหรับงานคริสต์มาสคืนนี้ แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือช่วงเวลาที่ได้อยู่กันสองต่อสองท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะเป็นใจแบบนั้น เกือบจะได้สารภาพรักออกไปแล้ว แต่ดีนะที่ห้ามใจไว้ทัน กลัวๆ ยังไงไม่รู้แฮะ หรือจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ดี
   ปล. เจ้าเด็กเถื่อนจะรู้มั้ยนะ ว่าเพลงสุดท้ายที่ร้องไปนั่น เราตั้งใจร้องให้เจ้าเด็กเถื่อนคนเดียวเลย
(หือ? เพลงอะไรวะ กูลืมไปแล้ว)
   ปล.สอง งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ถึงแม้จะตื่นเต้นขาสั่นไปบ้างก็ตามที จะว่าไป ก็สนุกดีเหมือนกันนะ

   วันที่ X เดือน O
   บ้าที่สุด อุตส่าห์ตกลงกับเจ้าเด็กเถื่อนเสียดิบดีว่าจะนับถอยหลังปีใหม่ด้วยกัน ดันมาเป็นไข้เสียนี่ เซ็งจัง
   งั้นวันนี้นอนเร็วหน่อยดีกว่า
   ฝันดี
   เพิ่มเติม อยู่ๆ เจ้าเด็กเถื่อนก็บุกมาที่ห้องโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำเอาตื่นเต้นใจแทบจะตกลงไปอยู่ตาตุ่มเลยแน่ะ เจ้าเด็กเถื่อนบอกว่าอยากนับถอยหลังปีใหม่ด้วยตามที่สัญญากันไว้ โอ้ย น่ารักอะไรแบบนี้ก็เลยชวนออกไปไหว้พระขอพรปีใหม่ที่วัดเจดีย์หลวง เพราะถ้าขืนยังปล่อยให้เจ้าเด็กเถื่อนอยู่ต่อในห้อง คงยั้งใจต่อไปไว้ไม่ไหวแน่ๆ
   ปีใหม่นี้ ก็ขอให้เป็นปีที่ดีที่สุขสมหวังในทุกๆ เรื่องเถอะนะโดยเฉพาะเรื่องเจ้าเด็กเถื่อน สาธุ

   วันที่ X เดือน O
   วันนี้เปิดยูทูปหาเพลงฟังไปเรื่อย ก็ไปเจอกับเพลงๆ นึง ชื่อเพลงอยากรู้แต่ไม่อยากถาม รู้สึกว่ามันตรงกับความรู้สึกเราในตอนนี้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน
   เธอจะมีใจหรือเปล่า เธอเคยมองมาที่ฉันหรือเปล่า ที่เราเป็นอยู่นั้น คืออะไร
   เธอจะมีใจหรือเปล่า มันคือความจริงที่ฉันอยากรู้ ติดอยู่ในใจ แต่ไม่อยากถาม กลัวรับมันไม่ไหว
   นั่นสิ อยากรู้จริงๆ แต่ก็กลัวว่าจะรับมันไม่ไหวหากคำตอบที่ได้กลับมานั้นไม่เป็นอย่างที่คิด

   วันที่ X เดือน O
   นับวันความรู้สึกที่มีให้เจ้าเด็กเถื่อนก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่ไหว
   ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ มันมีทั้งความสุข และความทุกข์ในเวลาเดียวกัน จะว่าไปกับเหล่าบรรดาแฟนเก่าไม่เคยเป็นมากขนาดนี้เลยแท้ๆ

   วันที่ X เดือน O
   เจ้าเด็กเถื่อนชวนไปเที่ยววันวาเลนไทน์ล่ะ แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันนะ ถึงแม้เจ้าเด็กเถื่อนจะบอกว่าไปเที่ยวประชดตามประสาคนโสดก็เถอะ แต่มันก็อดที่จะแอบคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ยังไงก็ไม่รู้
   จะถือโอกาสนี้บอกความในใจออกไปดีมั้ยนะ

   วันที่ X เดือน O
   วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ วันที่ใครๆ หลายคนต่างก็มีความสุข เราเองก็เช่นกัน มีความสุขมากๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มากเสียจนสุดท้ายก็ไม่สามารถเก็บซ่อนความรู้สึกที่มีภายในใจเอาไว้ได้อีกต่อไป
   แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่คาดหวังเอาไว้ ที่ผ่านมาแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าเจ้าบ๊องก็แอบมีใจให้เรา สุดท้ายก็ได้รู้ว่าคิดไปเองฝ่ายเดียวมาตลอด ภาพที่เจ้าเด็กเถื่อนปัดมือเราที่กำลังจะลูบหัวออกยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ
   ความรู้สึกเหมือนกำลังจะปีนถึงยอดเขา แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่และสุดท้ายก็ถูกผลักลงไปข้างล่าง
   ทำไมมันถึงได้รู้สึกเจ็บปวดแบบนี้นะ นี่เราตัดสินใจผิดพลาดไปใช่มั้ย แล้วต่อจากนี้จะทำอย่างไรต่อไปดีล่ะ เราจะโดนเจ้าเด็กเถื่อนรังเกียจหรือไม่นะ
   ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย

   วันที่ X เดือน O
   ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ได้เจอเจ้าเด็กเถื่อนอีกเลย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่ากำลังโดนหลบหน้า เพราะเจ้าเด็กเถื่อนไม่มาติวหนังสือ แถมยังไม่มาที่ชมรมดนตรีอีก
   คงโดนรังเกียจแล้วจริงๆ นั่นล่ะ คงไม่มีอีกแล้วล่ะมั้งที่จะเป็นเหมือนวันวาน ไม่น่าพูดออกไปเลย

   วันที่ X เดือน O
   วันนี้ก็เหมือนทุกๆ วันที่เคยผ่านมา ตื่นเช้าไปเรียน เลิกเรียนก็มานั่งทบทวนสิ่งที่เรียนมา แล้วก็แวะไปชมรมนิดหน่อย แล้วก็กลับมายังห้อง
   นี่ชีวิตเรากำลังจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้วอย่างนั้นเหรอ ชีวิตที่ราบเรียบน่าเบื่อ แต่ก็สมควรแล้วล่ะกับการทำอะไรลงโดยไม่คิด

   วันที่ X เดือน O
   ในที่สุดก็ได้เจอกับเจ้าเด็กเถื่อนสักที แต่เป็นการเจอโดยบังเอิญเพราะไปช่วยอาจารย์ขนเอกสาร
   ใจนึงก็รู้สึกดีใจมีความสุขที่ได้เห็นหน้า แต่อีกใจนึงนั้น...
   ในใจอยากจะทัก อยากจะคุยด้วย แต่รู้สึกและสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เจ้าเด็กเถื่อนดูเหมือนจะอึดอัดที่ต้องมาช่วยขนเอกสารกับเรา อาจจะเป็นเพราะรู้สึกรังเกียจเราก็เป็นได้
   ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในภายในใจนี้มันอะไรกัน
   หรือมันถึงเวลาที่จะต้องยอมแพ้และยอมรับให้กับผลการกระทำของตัวเราเองสักที …

   ถึงเวลาที่ควรตัดใจ แล้วถอยกลับไปอยู่ที่จุดเดิม ...



จบคาบเรียนที่ยี่สิบสี่

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
        คาบเรียนที่ยี่สิบห้า

        “......”
   จบแล้ว

   นั่นคือบันทึกไดอารี่วันสุดท้าย หลังจากนั้นก็เป็นหน้ากระดาษว่างเปล่าไม่มีอะไรเขียนบันทึกต่อ

   “......”
   จนสุดท้ายแล้ว ในไดอารี่ก็ไม่มีการกล่าวถึงการย้ายโรงเรียนหรือปัญหาทางบ้านอะไรเลยแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงแต่ความรู้สึก ความในใจที่ผ่านมาของแบงค์ที่มีต่อผม

   ความรู้สึกที่ผมไม่เคยสังเกตเลยสักนิด ไม่เคยแม้แต่จะสนใจที่จะมองเห็น
   ถึงแม้ผมจะยอมรับว่าผมเองก็รู้สึกดีกับสิ่งต่างๆ ที่อีกฝ่ายทำให้ผมมาตลอด

   แต่ความรู้สึกนั้นมัน...

   “......”
   “อ้าวเฮ้ย ไอ้เหี้ยนันท์เป็นอะหยังของมึงเนี่ย อยู่ๆ ก็ร้องไห้น้ำตาแตก”
   ไอยีสต์ตะโกนถามด้วยความตกใจทันทีที่เห็นผมกำลังสะอึกสะอื้น

   “บ่ๆ กูบ่ได้เป็นหยัง”
   ผมพยายามปฏิเสธ พลางปาดเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลอาบแก้มอยู่อย่างไม่ขาดสาย

   “บ่เป็นหยังได้ไง มึงร้องไห้เป็นเผาเต่าน้ำตาแตกซะขนาดนั้น มึงมีปัญหาอะหยังรึเปล่าวะ”
   ไอเต้ยพยายามเค้นถามผมด้วยอีกคน ผมส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบ

   “มีอะไรปรึกษาพวกผมได้นะครับ คุณเพื่อนนันท์ อย่าเก็บไว้คนเดียวสิครับ”
   คราวนี้ไอ้โอ๊ต เป็นฝ่ายสมทบขึ้นมาบ้าง ทว่าผมก็ยังคงส่ายหัวกลับไปเป็นคำตอบโดยที่น้ำตายังคงไหลออกมาไม่ยอมหยุด

   “ทะเลาะอะไรกับคุณเพื่อนแบงค์มาอย่างนั้นเหรอครับ”
   อึก!!!
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยถามออกมาตรงๆ ทำเอาผมถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง

   “นิ่งเงียบแบบนี้แสดงว่าจริงสินะครับ”
   ไอ้โอ๊ตสรุปด้วยตัวเองทันทีที่เห็นท่าทีนิ่งเงียบนั้นของผม

   “จริงเหรอวะ ไอ้นันท์”
   ไอ้เต้ยหันมาถามผมซ้ำ

   “แบงค์ ใครวะ กูรู้จักมั้ย โอ๊ย!!!”
   ไอ้ยีสต์เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย ก่อนที่จะโดนไอ้เต้ยตบหัวเข้าอย่างจัง

   “ไอ้เหี้ย ก็คนตัวสูงๆ ที่พามึงไปเที่ยวสันป่าเกี๊ยะไงวะ ไอ้คนที่เป็นนักร้องนำให้วงกูตอนคริสต์มาสนั่นน่ะ”
   ไอ้เต้ยอธิบายให้ไอ้ยีสต์ฟัง ไอ้ยีสต์เองเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในทันที

   “สรุป มึงสองคนทะเลาะกันจริงใช่มั้ยวะ”
   ไอ้เต้ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่ผมยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรออกไป

   “ไอ้นันท์ พวกกูบ่รู้หรอกนะว่าเรื่องอะหยัง เรื่องไอ้แบงค์อะหยังนั่นจริงหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องอื่น แต่ที่พวกกูสังเกตเห็นก็คือช่วงนี้มึงดูบ่ค่อยร่าเริง และพยายามจะปลีกตัวออกจากพวกกู เหมือนตัวมึงเองกำลังมีปัญหาอะหยังบางอย่างที่กำลังเก็บเอาไว้กับตัวอยู่คนเดียว แต่กูอยากบอกมึงว่า ถ้ามีอะหยัง มึงปรึกษาพวกกูได้นะเฮ้ย”
   ไอ้ยีสต์พยายามปลอบผม ในขณะที่ผมยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร แต่ได้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างเดียว

   “......”
   “มึงยังคิดว่าพวกกูเป็นเพื่อนของมึงอยู่รึป่าววะ ไอ้เหี้ยนันท์”
   ไอ้เต้ยเอ่ยถามผมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดันเมื่อเห็นผมเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาอะไร และทันทีที่ผมได้ยินเช่นนั้น ผมก็ยิ่งปล่อยโฮร้องไห้หนักมากขึ้นกว่าเดิม

   “อ้าว คุณเพื่อนเต้ยทำคุณเพื่อนนันท์ร้องไห้หนักกว่าเดิมอีกนะครับเนี่ย”
   “มึงนี่มันเลว ชั่วช้าจริงๆ ไอ้สัสเต้ย”
   “ไอ้สัสยีสต์ มึงบ่ต้องมาเนียนด่ากูเลย”
   ไอ้เต้ยหันไปด่าไอ้ยีสต์กลับ ผมนิ่งเงียบจ้องมองสมุดไดอารี่ในมืออยู่ก่อนที่จะเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองทั้งสามที่กำลังจ้องมองผมอยู่

   “ไอ้เต้ย ไอ้ยีสต์ ไอ้โอ๊ต กู....กู....กูเป็นอะหยังกันแน่วะ”
   

   หลังจากที่ผมเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไปทั้งไอ้เต้ย ไอ้ยีสต์ และไอ้โอ๊ต ต่างก็พากันนิ่งเงียบไป บรรยากาศในห้องคาราโอเกะแห่งนี้ดูเงียบงันในทันที จะมีก็เพียงแต่เสียงดังมาจากข้างนอกที่เล็ดลอดเข้ามาเท่านั้นที่พอจะช่วยกลบความเงียบภายในห้องได้

   ผมไม่รู้ว่าคิดถูกหรือเปล่าที่พูดออกไป แต่จะให้เก็บเงียบเอาไว้คนเดียวอีกต่อไปก็คงจะไม่ไหวแล้วจริงๆ

   “สรุป...”
   ไอ้เต้ยเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ก่อน ที่จะนิ่งเงียบทิ้งช่วงจังหวะไปอีกครู่หนึ่ง

   “คือไอ้แบงค์สารภาพรักกับมึงเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แต่มึงก็มีท่าทีปฏิเสธไปเพราะบ่ทันได้ตั้งตัวและบ่คิดมาก่อนว่าแบงค์จะชอบมึงในลักษณะนั้น แต่ตอนนี้มึงต้องการจะปรับความเข้าใจกัน ไอ้แบงค์ก็ดันมาย้ายโรงเรียน ไม่สิย้ายที่อยู่กลับไปเชียงดาวเสียก่อนอย่างนั้นสินะ”
   ไอ้เต้ยพยายามสรุปใจความที่ผมเล่าไปทั้งหมด ผมพยักหน้าเป็นคำตอบกลับไป

   “เรื่องคุณเพื่อนนันท์มีปัญหาอะไรสักอย่างกับคุณเพื่อนแบงค์นี่ผมพอจะดูออกมาสักพักแล้วนะครับ แต่เรื่องคุณเพื่อนแบงค์ย้ายกลับไปเชียงดาวนี่สิ ทำไมผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่จะว่าไปช่วงนี้ผมเองติดต่อคุณเพื่อนแบงค์ไม่ได้เลยเหมือนกัน”
   ไอ้โอ๊ตพยายามตั้งข้อสังเกต

   “มึงก็บ่รู้เรื่องอะหยังเหมือนกันเหรอวะ”
   ผมหันไปถามไอ้โอ๊ตซ้ำอีกรอบ เจ้าตัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นก็ส่ายหัวกลับมาเป็นคำตอบ

   “เอาล่ะ ก่อนที่จะไปแก้ปัญหาอื่นๆ คำถามแรกที่มึงต้องตอบ และเคลียร์ให้ได้ก่อน นั่นคือ...”
   ไอเต้ยนิ่งเงียบทิ้งจังหวะไปครู่หนึ่ง

   “สรุปว่ามึงคิดยังไงกับไอ้แบงค์กันแน่”
   อึก!!!
   ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น

   “กู...กูบ่รู้ แต่กูยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเวลากูอยู่กับไอ้แบงค์ กูมีความสุขว่ะ กูมีรอยยิ้ม กูหัวเราะได้ มันเหมือน...เหมือนกูได้เป็นตัวของตัวเอง”
   ผมค่อยๆ ระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ข้างในออกมาทีละเล็กทีละน้อย

   “กูยอมรับว่าบางครั้งกูก็รู้สึกกระวนกระวายใจจนเหมือนจะเสียความเป็นตัวของตัวเองเวลาที่เห็นมันไปสนิทกับคนอื่นที่บ่ใช่กู มันเหมือนว่ากูกำลังจะโดนคนอื่นแย่งพื้นที่ข้างๆ นั้นไป”
   ทั้งสามยังคงนิ่งเงียบไม่พูดแทรกอะไรขึ้นมา ปล่อยให้ผมได้พูดระบายความรู้สึกต่อไป

   “กู...กูยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาที่บ่ได้เจอกับมันกูก็รู้สึกเหมือนชีวิตมันขาดอะหยังบางอย่างไป พอกูรู้ว่ามันย้ายกลับไปเชียงดาวกูรู้สึกใจหายมาก ยิ่งพอกูได้อ่านไดอารี่ที่มันเขียนอะหยังต่างๆ เกี่ยวกับกูเอาไว้ ก็ยิ่งทำให้กูอยากเจอมันมากๆ เลยว่ะ”
   ผมนิ่งเงียบไปก่อนจะก้มลงมองสมุดไดอารี่ในมือ

   “งั้นมึงเองก็รักไอ้แบงค์เหมือนกันใช่มั้ย”
   อึก!!!
   ผมรู้สึกเหมือนโดนแทงใจดำทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นจากไอ้เต้ย

   “ความรู้สึกพวกนี้มันเรียกว่ารักอย่างนั้นเหรอวะ”
   “......”

   “ถ้าความรู้สึกเหล่านี้ มันเรียกว่าความรัก แล้วทำไม กูถึงได้รู้สึกเจ็บปวด รู้สึกเสียใจอย่างนี้ล่ะวะ ไอ้เต้ย”
   “แต่มึงก็ยอมรับด้วยนี่ ว่ามึงเองก็มีความสุขกับมันเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”
   ไอ้เต้ยเอ่ยถาม ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมกับทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ก่อนที่จะพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ

   “นั่นล่ะ คือสิ่งที่เรียกว่าความรัก มันมีพลังอำนาจที่ทำให้เราทั้งยิ้มได้ หัวเราะได้ มีความสุขกับมันได้ ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เราเป็นทุกข์ เศร้า และร้องไห้ได้เช่นเดียวกัน”
   ไอ้เต้ยพยายามปลอบใจผม ซึ่งแตกต่างไปจากทุกทีที่ปกติมันจะชอบด่าว่าผม

   “แหม คุณเพื่อนเต้ย คารมคมคายมากนะครับ พูดเสียเหมือนตัวคุณเพื่อนเต้ยเองก็กำลังมีความรักเหมือนกันเลยเลยนะครับ”
   ไอ้โอ๊ตเอ่ยแซวเล่นด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ไอ้เต้ยเองเหมือนได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไปก่อนที่จะหันไปมองไอ้ยีสต์แล้วจึงหันกลับไปมองไอ้โอ๊ตอีกที

   “เออ เรื่องของกูน่ะ”
   ไอ้เต้ยตอบตัดบทอย่างสั้นๆ

   “งั้นกูว่า มันก็บ่น่าจะมีปัญหาอะหยังแล้วนี่หว่า ไอ้แบงค์ชอบมึง ส่วนมึงเองก็ถือว่าชอบไอ้แบงค์แล้ว ก็แฮปปี้เอ็นดิ้งดีแล้วนี่หว่า”
   ไอ้ยีสต์พยายามสรุปเรื่องราวตามความเข้าใจของตัวเอง ผมก้มหน้านิ่งเงียบพักหนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้ามองไอ้ยีสต์ที่กำลังทำสีหน้าสงสัย

   “ไอ้แบงค์มันก็เป็นผู้ชายเหมือนกู เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้เหรอวะ แล้วพวกมึงจะบ่รู้สึกรังเกียจเหรอวะ ถ้าความรู้สึกเหล่านั้นมันคือความรัก...”
   ผมเอ่ยถามทั้งสามที่กำลังจ้องมองผมอยู่ ผมยอมรับนะครับว่าเคยพูดเอาไว้นี่มันยุคสมัยใหม่แล้ว ตัวผมเองก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจกับเรื่องพวกนี้ แต่พอเป็นตัวเองที่จะต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้เสียเอง ก็อดที่จะนึกหวาดกลัวต่อสายตาคนรอบข้างไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกมันทั้งสาม ที่ผมถือว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของผม

   “โห ไอ้เหี้ย มึงนี่มันโง่สมเป็นมึงจริงๆ เลยว่ะไอ้นันท์”
   ไอ้ยีสต์ด่าพร้อมกับยิ้มกวนตีนให้ผม

   “ต่อให้มึงจะเป็นอะหยัง จะชอบใคร รักใครแบบไหน แต่ยังไงแล้ว สุดท้าย มึงก็ยังเป็นตัวมึง เป็นไอ้นันท์คนเดิมอยู่ดีน่ะล่ะ”
   ทันทีที่ไอ้ยีสต์พูดจบ ก็หันไปมองหน้าไอ้เต้ยกับไอ้โอ๊ต ทั้งสองเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันมายิ้มให้กับผม

   “และที่สำคัญบ่ว่าจะยังไงมึงก็จะยังเป็นเพื่อนพวกกูตลอดไปบ่มีวันเปลี่ยนแปลงแน่นอน กูสัญญา”
   “ใช่ครับ คุณเพื่อนนันท์”
   ไอ้เต้ยกับไอ้โอ๊ตต่างก็ตอบเสริมให้กับคำพูดของไอ้ยีสต์ น้ำตาที่กำลังจะแห้งไปแล้วก็กลับมาไหลอีกครั้งเมื่อตัวผมเองเมื่อได้ยินคำพูดของพวกมัน
   “ถ้าอย่างนั้น...กูก็คงตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปสินะ...สำหรับเรื่องวันนั้น”
   ผมเอ่ยถามกับตัวเองออกมาลอยๆ

   “เรื่องนั้นพวกกูก็บ่รู้ว่ะ แต่ก็เป็นปกติของมนุษย์เราปะวะ ที่จะมีลังเล บ่มั่นใจ หรือตัดสินใจอะหยังผิดพลาดไปบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกครั้งที่ผิดพลาด เราได้เรียนรู้อะไรจากมันมั่งหรือเปล่า นั่นล่ะคือสิ่งสำคัญ”

   “ตามที่คำโบราณว่าไว้ว่าสี่ตีนยังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พังค์สินะ”
   “รู้พลั้งครับ คุณเพื่อนเต้ย”
   ไอ้โอ๊ตรีบตบมุกไอ้เต้ยอย่างรวดเร็ว แต่มันใช่เวลามาเล่นเป็นคณะตลกกันมั้ยวะพวกมึงเนี่ย


   พวกเราต่างก็นิ่งเงียบกันไปชั่วขณะพลางหันมองหน้าซึ่งกันและกันแล้วจึงหัวเราะให้แก่กันเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสามจะตบบ่าผมเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

   ถึงแม้บางเวลาพวกมันจะเหี้ยบ้าง กวนตีนบ้าง แต่สำหรับผมแล้วทั้งสามถือได้ว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับผมจริงๆ และการมีเพื่อนที่ดีมันก็ช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นปัญหาที่ในบางเวลาเราอาจจะมองหาทางออกไม่เจอ

   เพียงแค่เรากล้าที่จะเปิดใจพูดคุยกัน


   หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน จะยกเว้นก็เพียงผมที่ยังคงเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้อีกเล็กน้อย พอรู้ตัวอีกที ก็มาหยุดอยู่แถวบริเวณหน้าประตูห้างฝั่งเส้นถนนห้วยแก้วเสียแล้ว ซึ่งหากผมเดินออกไปอีกนิด ก็จะสามารถไปยังร้านมินิคาเฟ่ของเจ๊บัวที่ตั้งอยู่ข้างๆ ได้ แต่ตัวผมในตอนนี้นั้นก็รู้ดีว่าถึงไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะแบงค์ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว

   จริงอยู่ที่เจ๊บัวบอกว่าแบงค์จะยังกลับมาทำเรื่องขอย้ายโรงเรียน แต่ผมกลับรู้สึกอดทนรอเวลานั้นไม่ไหวแล้ว ภาพความทรงจำเมื่อครั้งที่ผมกับแบงค์ช่วยกันอุ้มกองเอกสารเมื่อวันนั้นหวนกลับเข้ามาอีกครั้ง

   ภาพของแบงค์ที่หันหลังแล้วเดินออกไป โดยทิ้งผมเอาไว้กับจิตใจที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ในตอนนั้น

   “......”

   ผมก้มมองฝ่ามือของตัวเองก่อนจะกำมันเอาไว้จนแน่น

   ผมน่าจะคว้าอีกฝ่ายเอาไว้ หากรู้ว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน

   และพอยิ่งคิดแบบนั้น อยู่ๆ น้ำตาของผม มันก็ทำท่าว่าจะไหลออกมาอีกครั้ง ผมพยายามก้มหน้าเพื่อหลบสายตาจากผู้คนที่เดินผ่านไปมา

   บางที "ความซื่อ" ของผม มันก็อาจจะทำร้ายใครต่อใคร โดยที่ผมไม่เคยรู้ตัวเลย ถ้านี่คือผลกรรมและบทลงโทษสำหรับผมแล้วล่ะก็ ผมก็อยากจะขอโทษในสิ่งที่ผมได้ทำลงไปเช่นเดียวกัน และอยากจะขอโอกาสแก้ตัวเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไป

   แต่โอกาสนั้นมันจะมีได้สักกี่ครั้งสำหรับคนๆ หนึ่งกันเชียว

   หรือบางทีโอกาสนั้น อาจจะไม่ได้มีไว้ให้สำหรับผมอีกแล้ว ก็เป็นไปได้

จบคาบเรียนที่ยี่สิบห้า

ออฟไลน์ จิบุ_จิบุ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 287
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
    • จิ๊บคุง
   คาบเรียนที่ยี่สิบหก

   สิ่งที่ผมต้องการในตอนนี้ก็มีเพียงแค่โอกาส
   โอกาสที่จะได้แก้ไขในสิ่งที่ผมได้ทำผิดพลาดไป
   แต่โอกาสที่ผมต้องการนั้น บางทีมันอาจจะไม่ได้มีไว้ให้สำหรับคนโง่เขลาเช่นผมก็เป็นไปได้


   ฮึก ฮึก
   ดราม่าบ้าบออะไรของมึงเนี่ยไอ้นันท์ เป็นนักกวีรึไงวะ ดูดิ คนเขามองกันใหญ่แล้วโตเป็นควายแล้วยังมายืนร้องห่มร้องไห้เป็นเด็กอนุบาลอยู่นั่นล่ะ พอๆ เลิกๆ เลิกร้องไห้ได้แล้วมึง กลับบ้านกลับช่องได้แล้ว ก่อนที่จะโดนวิชาก้านมะยมพิฆาตมารของคุณกมลชนกเข้า

   ฮึก ฮึก ฮึก
   ทว่าถึงแม้จะพยายามคิดเช่นนั้น แต่ผมก็ยังไม่ยอมหยุดสะอื้นลงง่ายๆ ผมพยายามปาดน้ำตาตัวเองก่อนที่จะหันหลังเดินเข้าไปในตัวห้างอีกรอบ เพื่อลงไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน

   ทันใดนั้นเอง

   “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ นันท์”
   นั่นคือคำถามแรกที่ผมได้ยินทันทีที่ผมหันหลังไปพร้อมกับเจ้าของเสียงของคำถามนั้นที่กำลังยืนมองผมด้วยสีหน้าเป็นห่วงปนงุนงงสงสัยอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับถุงพลาสติกใบใหญ่ในมือ

   “บะ แบงค์!!!”
   ผมเอ่ยอุทานชื่อนั้นออกมาทันทีด้วยความงุนงงเล็กน้อยพร้อมกับขยี้ตาตัวเองไปด้วย

   “ครับ”
   อีกฝ่ายตอบรับกลับมาสั้นๆ

   “แบงค์”
   “ครับ”
   ผมเอ่ยชื่อนั้นออกไปอีกรอบ อีกฝ่ายขานรับด้วยสีหน้าที่ดูงุนงง

   เฮ้ย นี่กูไม่ได้ตาฝาดใช่มั้ย
   ผมตั้งคำถามกับตัวเองพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ๆ อีกฝ่าย

   “อะไรครับเนี่ย เดี๋ยวเสื้อผมก็ยืดหมดหรอก”
   เจ้าตัวเอ่ยถามด้วยความสงสัยพร้อมกับยิ้มหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นผมเดินเข้าใกล้แล้วใช้มือดึงชายแขนเสื้อของตนเบาๆ

   “ตัวจริงมั้ยวะเนี่ย”
   แบงค์ขมวดคิ้วส่งเสียง ห๊ะ ออกมาทันทีพร้อมกับทำสีหน้างุนงงหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำถามนั้นของผม

   “ก็ตัวจริงสิครับ จะเป็นใครที่ไหนได้อีกล่ะ ว่าแต่เป็นอะไรไปหรือเปล่า ทำไมถึงมายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้ล่ะครับ อะ อ้าวๆ เดี๋ยวๆ”
   ไม่ทันที่แบงค์จะได้พูดจบประโยค ผมก็ปล่อยโฮร้องไห้หนักกว่าเดิมอีกครั้ง พร้อมกับโผเข้ากอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพที่เห็นตรงหน้าจะไม่ใช่ความจริงและกลัวว่ามันเลื่อนหายไปอีกรอบ

   นาทีนี้ใครจะมองยังไงก็ช่างแม่ง กูไม่สนใจแล้ว ฮือออ
   

   “เอ้านี่ครับ”
   แบงค์ยื่นผ้าเช็ดหน้าของตัวเองให้หลังจากที่พาผมเข้ามานั่งที่ม้านั่งข้างบันไดเลื่อนในตัวห้าง

   “"เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ”
   เจ้าตัวเอ่ยถามอีกรอบด้วยความสงสัยก่อนที่จะนั่งลงข้างๆ ผม พร้อมกับวางถุงพลาสติกไว้ข้างม้านั่ง

   “ยังจะมีหน้ามาถามกูอีก ก็มึงนั่นล่ะ ฮือ...”
   แบงค์ส่งเสียง เอ้า พร้อมกับเกาจมูกตัวเองเบาๆ ทันทีที่ได้ยินผมตอบเช่นนั้น

   “ผม? ผมทำไมเหรอครับ”
   ดูท่าทีนั่นสิ ดูเจ้าตัวจะไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับสิ่งที่ตัวเองทำเลยแม้แต่น้อย

   “ก็มึงเล่นมาสารภาพรักกับกู แล้วอยู่ๆ มาหายตัวไปโดยบ่บอกบ่กล่าวกันยังไงล่ะวะ”
   ทันทีที่ผมพูดจยพูดจบ แบงค์ก็ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าสงสัย

   “เอ่อ เดี๋ยวนะครับ เรื่องสารภาพรักน่ะ ผมยอมรับครับ แต่ฝ่ายที่หายตัวไปเนี่ยคือนันท์ไม่ใช่เหรอครับ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่านันท์เป็นฝ่ายปฏิเสธผมไปแล้วนี่ครับ แล้วจะมาร้องไห้ทำไม ผมต่างหากสิสมควรจะเป็นฝ่ายร้องไห้”
   คราวนี้แบงค์เป็นฝ่ายทำเสียงตัดพ้อห่อเหี่ยวกลับมา พร้อมกับก้มหน้าเศร้า ซึ่งพอมาคิดดูอีกที ก็จริงอย่างเจ้าตัวว่าเอาไว้จริงๆ ด้วยแฮะ

   “แต่มึงเล่นย้ายโรงเรียนกลับไปเชียงดาวโดยที่บ่บอกบ่กล่าวกันเลยสักนิดมันจะบ่เกินไปหน่อยเหรอวะ”
   แบงค์ส่งเสียง หือ ในลำคอพร้อมกับหันมามองผมด้วยสีหน้างุนงงทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากผม

   “เอ่อ ย้ายโรงเรียนเหรอครับ”
   “เออ”

   “ย้ายกลับเชียงดาวเนี่ยนะครับ”
   “เออ!!!”

   “......”
   “......”

   “ผมเนี่ยนะครับ?”
   “ก็แหงสิ คุยกันอยู่สองคน บ่ใช่มึงแล้วจะเป็นหมาที่ไหนได้อีกวะ”

   “นั่นสิครับ”
   แบงค์เม้มปากพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับคำพูดของผม

   “......”
   “......”
   ทั้งผมและแบงค์ต่างก็นิ่งเงียบ

   “เดี๋ยวนะ ขอคั่นเวลาแป๊บนึงนะครับ”
   แบงค์เอ่ยขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น

   “ไปเอามาจากไหนเหรอครับว่าผมจะย้ายโรงเรียน ย้ายกลับเชียงดาวเนี่ย”
   แบงค์ถามผมด้วยสีหน้าสงสัยอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับผมเองที่งงเหมือนกันเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น

   “ก็กูอยากจะเคลียร์ปัญหากับมึง เลยไปหามึงที่หอแล้วป้าที่หอบอกว่ามึงย้ายออกไปแล้ว กูก็เลยมาหาเจ๊บัว เจ๊บัวก็บอกว่ามึงย้ายโรงเรียนกลับเชียงดาวไปแล้ว”
   ผมตอบกลับไปตามที่ตัวเองเข้าใจ แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างพลางขยับแว่นหนาบนในหน้าเล็กน้อย

   “เจ๊บัวเนี่ยนะบอกแบบนั้น”
   ผมพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ

   “เนี่ย แถมยังบอกอีกว่ามึงฝากอันนี้ไว้ให้กูอีกด้วย”
   ผมพยายามอธิบายเสริมพร้อมกับเปิดกระเป๋านักเรียนของตัวเองออก

   “เฮ้ยยย อยู่นี่เอง”
   แบงค์ตะโกนเสียงดังทันทีที่เห็นผมหยิบสมุดไดอารี่ออกมาจากกระเป๋า ก่อนที่จะรีบหยุดเสียงลงอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าคนรอบข้างหันมามอง จากนั้นจึงคว้ามันไปจากมือผมโดยไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัว

   “อะหยังของมึง”
   ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นท่าทีนั้นของอีกฝ่าย

   “ก็นี่มันสมุดไดอารี่ของผมยังไงล่ะครับ”
   “ก็ใช่ไง”

   “ผมก็หาแทบตายว่าหายไปไหน มาอยู่ที่นันท์ได้ไงครับเนี่ย”
   “เอ้า ก็มึงเองบ่ใช่เหรอวะที่ฝากไว้ให้กู”
   “ห๊ะ? ใครเป็นคนฝากนะครับ”
   แบงค์หันมาถามด้วยความสงสัย

   “ก็มึงนั่นล่ะ”
   “ใครเป็นคนบอกแบบนั้นครับ”
   แบงค์เอ่ยถามอีกครั้ง

   “ก็เจ๊บัวไง เนี่ยเจ๊บัวเอาให้กู พร้อมกับบอกว่ามึงฝากไว้ให้กู”
   แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พร้อมกับก้มหน้าก้มตาเม้มปากเล็กน้อย ก่อนที่จะอมยิ้มแล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

   “เจ๊บัว นะเจ๊บัว แสบจริงๆ เจ๊เนี่ย ฮะฮะฮ่าาา”
   แบงค์เอ่ยอุทานออกมาเบาๆ ก่อนที่จะปล่อยหัวเราะออกมาดังลั่น

   “อะหยังอีกวะเนี่ย”
   ผมขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยในเรื่องราวต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

   “ผมว่านะ นันท์โดนเจ๊บัวอำเล่นครั้งใหญ่แล้วล่ะครับ”

   “......”
   “......”
   ทั้งผมและแบงค์ต่างนิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ในขณะที่ผมพยายามใช้สมองเมล็ดถั่วอันน้อยนิดคิดทบทวนคำพูดของแบงค์อีกรอบ

   “อำเล่น?”
   “ครับ”

   “อำเล่นเรื่องอะหยังวะ”
   ผมพยายามเค้นถามความจริง แบงค์เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็อมยิ้มหัวเราะเบาๆ ในลำคอเล็กน้อย ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ

   “ดีจัง ที่คราวนี้นันท์ไม่ปัดมือของผม”
   แบงค์พูดพร้อมยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูดีใจและมีความสุข

   “มึงอย่าเพิ่งนอกเรื่อง”
   ผมตัดบทพลางมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง

   “ก็ทั้งเรื่องย้ายโรงเรียน กับ ย้ายกลับไปเชียงดาวนั่นล่ะครับ”

   “......”
   “......”

   “ห๊ะ!?”
   “ครับ”
   ผมอุทานออกมาเสียงดังด้วยความตกใจทันทีที่สมองอันน้อยๆ ของผมประมวลผลนั้นได้

   “ดะ ดะ ได้ไงวะ?”
   “เอ่อ ผมไม่รู้นะว่าเจ๊แกอำอะไรไปบ้าง เอาเป็นว่าถ้านันท์อยากรู้อะไรก็ถามผมตอนนี้เลยดีกว่า ผมจะได้ตอบความจริงให้”
   แบงค์เอ่ยตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ผมเองก็ยังคงงงๆ อยู่บ้าง ถึงแม้จะพอรู้ตัวแล้วก็ตามที

   “สรุปมึงย้ายโรงเรียนจริงเหรอวะ?”
   นั่นคือคำถามแรกที่ผมเอ่ยถามออกไป

   “ไม่จริงครับ”
   แบงค์รีบตอบกลับมาทันทีอย่างรวดเร็ว

   “แล้วมึงหายไปไหนมาตั้งหลายวัน?”
   “เอ่อ อันนี้ผมกลับบ้านที่เชียงดาวจริงครับ แต่แค่มีธุระนิดหน่อยน่ะครับ”
   “ธุระอะหยัง เห็นเจ๊บัวบอกว่าที่บ้านของมึงมีปัญหา เลยให้ย้ายกลับไป”
   ผมเอ่ยถามกลับไปด้วยความเป็นห่วง ทว่าเมื่ออีกฝ่ายได้ยินคำถามนั้นก็เลิกคิ้วสูงเป็นเชิงสงสัยก่อนที่จะหัวเราะเบาๆ ออกมา

   “บ้า เจ๊บัวเนี่ย อำอะไรของเจ๊แกเนี่ย เปล่าครับ ครอบครัวผมไม่ได้มีปัญหาอะไร จริงอยู่ว่าบ้านผมไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ขัดสนอะไรขนาดนั้น พอดีคุณน้าของผมเขาทำงานเป็นช่างภาพให้กับนิตยสารท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วก็เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศเพื่อมาเยี่ยมบ้านน่ะครับ ผมก็เลยกลับไป ก็แค่นั้นเองครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาด้วยสีหน้าและแววตาที่ดูสดใสบางทีที่แบงค์ชอบถ่ายรูป อาจจะมีคุณน้าเป็นแรงบันดาลใจก็ได้ล่ะมั้ง

   “แล้วทำไมกูถึงติดต่อมึงบ่ได้เลยวะ มือถือโทรไปก็บ่มีสัญญาณ ทักไปก็บ่ตอบกลับ บ่สิ บ่ขึ้นว่าอ่านเลยด้วยซ้ำ”
   ผมรัวคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจออกไป แบงค์เองถึงกับยิ้มหัวเราะในท่าทีของผมอยู่ไม่น้อย

   “มือถือผมเสียน่ะครับ เอาไปฝากซ่อมไว้ที่ร้าน ยังไม่ได้ไปเอาเลยครับ”

   “......”
   “......”

   “จริง?”
   “จริงครับ เนี่ย ใบเสร็จ”
   แบงค์หันไปหยิบใบที่ว่านั่นออกมาจากกระเป๋าเงินของตัวเองออกมาให้ผมดูเป็นหลักฐานยืนยัน

   “แล้วเรื่องหอล่ะ?”
   “อ๋อ ผมแค่ย้ายหอนิดหน่อยน่ะครับ พอดีหอใหม่ทำเลมันดีกว่า แถมถูกกว่าด้วย”
   แบงค์ตอบกลับมาอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรแม้แต่น้อย จนผมเองเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย

   “ก็แล้วทำไมบ่บอกกันก่อนล่ะวะ ว่าจะไปไหน หรือทำอะหยัง ปล่อยให้...”
   “แล้วนันท์อยู่ให้ผมบอกหรือเปล่าล่ะครับ”
   ผมรู้สึกสะอึกขึ้นมาทันทีที่อีกฝ่ายตอบกลับมาเช่นนั้น ซึ่งก็จริงของมันแฮะ

   “มันเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วนด้วยน่ะครับเพราะหอใหม่ห้องว่างพอดี ส่วนหอเก่าถ้าย้ายออกช้าก็จะเกินกำหนดอีก ไหนจะเรื่องคุณน้าของผมที่กลับมาแบบไม่บอกไม่กล่าว แถมยังมาแค่ไม่กี่วันด้วย ผมก็เลยต้องรีบกลับไป อีกอย่างบ้านที่เชียงดาวก็มีแค่พ่อกับแม่ ท่านก็ไม่ได้เล่นอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วเลยไม่ได้ติดเอาไว้ แถวบ้านผมก็ไม่มีร้านอินเตอร์เน็ตด้วย ส่วนมือถือของพ่อแม่ผมก็เป็นมือถือธรรมดาๆ ได้แค่รับสายกับโทรออกแค่นั้น เพราะงั้นหลายวันมานี้ผมเลยไม่ได้แตะโลกโซเชี่ยลเลยสักนิด ยังไงก็ขออภัยด้วยนะครับ”
   แบงค์พยายามกล่าวอธิบายถึงเรื่องราวและสาเหตุต่างๆ พร้อมกับก้มหัวขอโทษผม

   “ช่างมันเถอะ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็บ่ใช่ความผิดมึงหรอก”
   น้ำเสียงและท่าทีของผมอ่อนลงทันทีเมื่อเห็นท่าทีนั้นของอีกฝ่าย

   “ว่าแต่เมื่อกี้นันท์ยังพูดไม่จบนะครับ ที่บอกว่า ผมไปโดยไม่บอก ปล่อยให้...หมายความว่ายังไงครับ ปล่อยให้อะไร?”
   คราวนี้แบงค์เป็นฝ่ายเอ่ยถามผมกลับมาบ้าง ซึ่งก็ทำให้ผมเกิดอาการอึ้งหน้าแดงเขินอายขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้นจากอีกฝ่าย

   “เอ่อ...เอ่อ...บ่...บ่...บ่มีอะหยัง”
   ผมพยายามตอบปัดกลับไป แต่ดูแบงค์จะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก สังเกตได้จากสีหน้าที่ดูจะยิ้มมีความสุขนั่น ชวนให้น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก

   “ไม่มีอะไร แต่ก็ไปยืนร้องไห้เป็นเด็กอนุบาลอยู่คนเดียวเนี่ยนะครับ”
   “พอได้แล้ว อย่าไปพูดถึง กูอายเว้ย”
   ผมพยายามโวยวายกลบเกลื่อน ในขณะที่ใบหน้าผมในตอนนี้ยิ่งแดงก่ำมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

   “ว่าแต่ นันท์ เอ่อ...อ่าน...ไดอารี่ของผมหมดแล้วเหรอครับ”
   แบงค์เอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พลางก้มมองดูสมุดไดอารี่ในมือของตัวเอง

   ผมพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ

   “อ๊ากก”
   แบงค์ส่งเสียงร้องพร้อมกับเอาสมุดไดอารี่ขึ้นมาปิดหน้าตัวเองทันที

   “เป็นอะหยังของมึง”
   “อายครับ”
   “ห๊ะ?”
   “ก็อะไรต่างๆ ที่ผมเขียนเอาไว้ ถูกเห็นหมดแล้วยังไงล่ะครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเขินอายพอสมควร ทำเอาผมถึงกับอดที่จะอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีนั้นของอีกฝ่ายที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

   “เห็นเงียบๆ บ่ค่อยพูดบ่ค่อยจา แต่ในไดอารี่นี่พล่ามซะเยอะเลยนะมึง ดูแทบบ่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นคนๆ เดียวกัน”
   ผมหัวเราะแซวกลับไป แบงค์ได้แต่ยิ้มเขินอายไม่ตอบอะไรกลับมา ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ

   “......”
   ผมเอียงหัวของตัวเองไปพิงไว้บนไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนที่จะหลับตาลง

   “เป็นอะไรไปครับ ?”
   แบงค์หันมาถาม ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายที่กระทบกับเส้นผมของผม

   “บ่ได้เป็นหยัง แค่รู้สึกดีใจน่ะ ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เจ๊บัวบอกมันบ่เป็นเรื่องจริง”
   ผมเอ่ยออกไปพร้อมกับอมยิ้มให้ตัวเอง

   “อ้าว นึกว่าจะโกรธเจ๊บัวเสียอีก ที่ไปอำเล่นเสียขนาดนั้น”
   “ก็มีบ้าง แต่ช่างเถอะ บ่ได้โกรธอะหยังมากมายขนาดนั้นแล้ว แค่ทุกอย่างมันยังอยู่เหมือนเดิมกูก็พอใจละ”

   “งั้นก็แสดงว่านันท์ตกลงเป็นแฟนกับผมแล้วสินะครับ”

   “......”
   “......”

   “ใครบอกว่ากูจะตกลงเป็นแฟนมึง”
   ผมเอ่ยตอบกลับไปพร้อมกับดึงตัวกลับขึ้นมา แบงค์ส่งเสียง อ้าว ขึ้นมาทันทีที่ได้ยินผมตอบเช่นนั้น

   “แต่กูยอมรับนะว่า กูรู้สึกดีกับมึงมากกว่าคนอื่นๆ และมากกว่าเพื่อนทั่วๆ ไป”

   “มากกว่าคำว่าเพื่อนสนิทด้วยมั้ยครับ”
   “......”
   ผมนิ่งเงียบไปครู่กับคำถามนั้น

   “อืม มากกว่าคำว่าเพื่อนสนิทด้วย”
   “ก็นั่นล่ะครับ ที่เขาเรียกว่าแฟน”
   “บ่ใช่เว้ย”

   “นันท์นี่ก็เป็นคนปากไม่ตรงใจมากกว่าที่ผมคิดอีกนะครับ”
   พูดจบแบงค์ก็ยกมือตัวเองขึ้นมาลูบหัวของผมเบาๆ เหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมกลับรู้สึกมีความสุขมากกว่าครั้งไหน อะไรกันเนี่ยกับความรู้สึกพวกนี้ ทั้งๆ ที่เขินฉิบหาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน

   “กูถามอะหยังมึงอีกอย่างนึงได้มั้ยวะ”
   “ได้สิครับ จะอีกกี่คำถามผมก็ยินดีจะตอบให้หมด”
   “ทำไมมึงถึงชอบกูวะ”
   แบงค์นิ่งเงียบไปครู่เมื่อได้ยินคำถามนั้น ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม

   “ก็อย่างที่เขียนบอกไว้ในไดอารี่นั่นล่ะครับ ว่าอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจดี”
   “แค่นี้เนี่ยนะ”

   “จะว่ายังไงดีล่ะ เอาเป็นว่านันท์ที่เป็นตัวนันท์แบบนี้นี่ล่ะครับ คือทุกสิ่งที่ทำให้ผมชอบ ทำให้ผมหลงรัก”
   “......”

   “จริงอยู่ว่าผมเคยผ่านการอกหักมา แต่ส่วนนึงคงเพราะผมอาจจะไม่ได้คิดที่จะรักษามันเอาไว้ด้วยมากกว่า ตอนแรกผมเองก็คิดจะจะยอมแพ้เรื่องนันท์เหมือนกัน”
   แบงค์นิ่งเงียบไป ซึ่งผมเองก็จำได้ว่าไดอารี่วันสุดท้ายของอีกฝ่ายก็เขียนเอาไว้ประมาณนั้น

   “แต่พอผมตื่นขึ้นมาในเช้าอีกวัน ผมก็ลองมาคิดทบทวนอีกที ว่าผมจะยอมแพ้ให้กับความทรงจำแย่ๆ วันนั้นแค่วันเดียวอย่างนั้นเหรอ ในเมื่อความทรงจำดีๆ ที่ผ่านมามันมีมากกว่าแท้ๆ ซึ่งผมก็ได้คำตอบว่าครั้งนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าความรักที่ใช่สำหรับผมนั้นคืออะไร และใครคือใครคนนั้นสำหรับผม”
   แบงค์ทิ้งช่วงครู่หนึ่ง

   “ผมคิดว่าครั้งนี้ต่อให้นันท์จะปฏิเสธผมยังไง ผมก็จะพยายามต่อไป เพื่อให้นันท์รักผมให้ได้”
   เหี้ยยย เลี่ยนว่ะ อยากอ้วก
   แล้วทำไมกูถึงได้รู้สึกเขินหน้าแดงด้วยวะเนี่ย โอ๊ยยย

   “เออ ว่าแต่นั่นถุงอะไรวะ”
   ผมเบี่ยงประเด็นโดยการหันไปถามพร้อมกับชี้ไปยังถุงพลาสติกใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างม้านั่งฝั่งแบงค์

   “อ๋อ ของใช้ที่ร้านน่ะครับ พอดีมันหมดกะทันหัน เจ๊แกเลยให้ผมมาซื้อที่มินิมาร์ทริมปิงที่ชั้นใต้ดินน่ะครับ”
   ผมพยักหน้าตอบรับทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

   “เดี๋ยวผมเอาไปให้เจ๊บัวก่อนนะครับ ใช่ๆ ต้องโวยแกสักหน่อยกับเรื่องนี้ จะเข้าไปโวยด้วยกันมั้ยครับ”
   แบงค์หันมาถามผมพร้อมกับหยิบถุงพลาสติกนั้นขึ้นมาก่อนที่จะลุกตัวขึ้นยืน ผมจึงลุกขึ้นยืนตามพร้อมส่ายหน้ากลับไปเป็นคำตอบ เพราะยังรู้สึกอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น เกรงว่าถ้าเจอหน้าเจ๊บัวในตอนนี้ ผมคงทำหน้าไม่ถูกแน่ๆ แบงค์เองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้ากลับมาอย่างงงๆ เล็กน้อย

   “งั้นรอตรงนี้หน้านะครับ เดี๋ยวผมมา”
   ผมพยักหน้าตอบรับกลับไป และในจังหวะนั้นเอง
   หมับ!!!

   “เฮ้ย...อะหยังเนี่ย!!!”
   ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที เพราะอยู่ๆ แบงค์ก็เดินเข้ามากอดผมเสียแน่นจนผมหายใจแทบไม่ออก

   “แค่อยากกอดน่ะครับ”
   แบงค์ตอบกลับมาสั้นๆ ผมพยายามขยับตัวด้วยความอายพอสมควร เพราะตอนนี้สายตาคนรอบข้างเริ่มหันมามองแล้ว ทว่ายิ่งผมขยับตัวมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็ยิ่งกอดผมแน่นมากขึ้นเท่านั้น

   เออ อยากทำไรก็ทำ ช่างมึงแล้ว

   “เดี๋ยวมานะครับ รอตรงนี้อย่าไปไหนนะครับ”
   พูดจบ แบงค์ก็หอมแก้มผมฟอดใหญ่ก่อนที่จะเดินออกไปอย่างรวดเร็วโดยทิ้งผมไว้ให้ยืนตกใจในการกระทำเมื่อครู่ของอีกฝ่ายอยู่คนเดียวท่ามกลางสายตาคนรอบข้างที่หันมามองด้วยความตกใจเช่นเดียวกับผม

   ทันทีที่ตั้งสติได้ผมก็รีบเดินออกมายังบริเวณหน้าประตูห้างทันที เพราะถ้าขืนยังยืนรออยู่ตรงนั้นต่อไป ผมคงต้องตายห่าเพราะตกเป็นเป้าสายตาและคำซุบซิบของคนบริเวณนั้นแน่ๆ

   นั่นล่ะ คือสิ่งที่เรียกว่าความรัก มันมีพลังอำนาจที่ทำให้เราทั้งยิ้มได้ หัวเราะได้ มีความสุขกับมันได้ ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เราเป็นทุกข์ เศร้า และร้องไห้ได้เช่นเดียวกัน
   ผมหวนนึกถึงคำของไอ้เต้ยที่พูดให้กำลังใจผมเอาไว้

   แต่ก็เป็นปกติของมนุษย์เราปะวะ ที่จะมีลังเล บ่มั่นใจ หรือตัดสินใจอะหยังผิดพลาดไปบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกครั้งที่ผิดพลาด เราได้เรียนรู้อะไรจากมันมั่งหรือเปล่า นั่นล่ะคือสิ่งสำคัญ
   ผมอมยิ้มขึ้นมาทันทีที่หวนคิดถึงคำพูดเหล่านั้นโอกาสที่ผมเคยร้องขอ เมื่อมันมีให้กับผมอีกครั้ง ผมจะต้องไม่ปล่อยให้มันหลุดลอยไปอีก

   คงถึงเวลาที่ผมจะยอมรับมันแล้วจริงๆ สินะกับความรู้สึกนี้ ถึงเวลาที่ผมจะต้องเปิดโอกาสให้กับตัวเอง เปิดโอกาสให้กับแบงค์ เปิดโอกาสให้กับเราทั้งคู่ได้เรียนรู้ และพิสูจน์มัน

   ลองดูสักตั้งก็แล้วกันนะ

   สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จัก

   “ความรัก”

   “......”
   เหี้ย พูดเอง อายเองว่ะ ฮะฮะฮ่า
   

   แต่ก่อนที่เรื่องราวระหว่างผมกับแบงค์จะได้เริ่มต้นขึ้น ยังมีปราการด่านหนึ่งที่ผมต้องผ่านมันไปให้ได้เสียก่อนนี่สิ ซึ่งปราการที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นั้นก็คือ คุณกมลชนกนั่นเอง

จบคาบเรียนที่ยี่สิบหก


มุมแคปชั่นไร้สาระ

นันทการได้เพิ่มรูปภาพใหม่
ก็บอกแล้ววว ว่านี่มันเรื่องรักตลก (รู้สึกชิว)

Power Bank ได้กดถูกใจสิ่งนี้



ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด