✻ The Rectangle #เขาคุณเราผม ✻ Cp 13.1 { เขา } 20.03.2019 ✻
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ✻ The Rectangle #เขาคุณเราผม ✻ Cp 13.1 { เขา } 20.03.2019 ✻  (อ่าน 6444 ครั้ง)

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


***************

✻ The Rectangle #เขาคุณเราผม ✻

'แอบรัก' ต้องทำแอบๆ คนเดียว

'จีบ' เป็นเรื่องของคนสองคน

ถ้าเป็น 'รักสามเส้า' ก็ต้องมีกันสาม

ทว่าในสนามรักแห่งนี้ พวกเขามีกันอยู่สี่คน

เพื่อไขว่คว้าคนคนนั้น...แค่ 'รัก' อย่างเดียวคงไม่พอ

***************

Index

Chapter 1.1 | 1.2
Chapter 2.1 | 2.2
Chapter 3.1 | 3.2
Chapter 4.1 | 4.2
Chapter 5.1 | 5.2
Chapter 6.1 | 6.2
Chapter 7.1 | 7.2
Chapter 8.1 | 8.2
Chapter 9.1 | 9.2
Chapter 10.1 | 10.2
Chapter 11.1 | 11.2
Chapter 12.1 | 12.2
Chapter 13.1 | 13.2(tbc)

***************

Facebook :: Lady's Slipper - ฝนมกรา
Twitter :: @rainy_jan91
Hashtag :: #เขาคุณเราผม

Thank u

(●˙꒳˙●)

✻ ผลงานอื่นๆ ✻
✻ {Horror/Thriller} F r i e n d s h i p #ตันหยงเพื่อนรัก ✻
✻ {เรื่องสั้นตอนเดียวจบ} Metamorphose ✻

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-03-2019 19:07:12 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Prologue
คนๆ นั้นของใครบางคน



:: เขา – พี่คนนั้น ::



เช้าวันพฤหัส เจ็ดโมงห้าสิบห้านาที

โรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์มีนักศึกษานั่งกระจายตัวอยู่ประปราย เพื่อนผมคนหนึ่งกำลังส่องหาทำเลทองใต้พัดลมใกล้ๆ ทีวีห้อยเพดาน อีกสองคนกำลังเล็งหาร้านข้าว ส่วนผมกำลังยืนแอบหลังเสา…มองหาใครบางคน

ใครบางคนที่ทำให้ผมยอมถ่อจากวิดวะมากินข้าวที่วิดยา

ใครบางคนที่ผมแอบเฝ้ามองมาสักระยะแล้ว

นั่นไง คิดถึงก็มาพอดี

พี่คนนั้นเดินเข้ามาพร้อมเพื่อนกลุ่มใหญ่ เขาสูงหล่อกว่าใครเพื่อน โดดเด่นเหมือนถูกฉายไฟสปอร์ตไลท์ตามติดทุกฝีก้าว รุ่นพี่รุ่นน้องเพื่อนร่วมรุ่นรุมทักกันเกรียวกราวตั้งแต่วินาทีแรกที่ปรากฏตัว

พูดตรงๆ นะ ผมเองก็เป็นอีกคนที่รอทักทายพี่เขาเหมือนกัน

“พี่ซัน” ผมเรียกเมื่อเขากำลังจะเดินผ่านเสาที่ผมยืนแอบอยู่

เจ้าของชื่อหันมามองแล้วยกมุมปากโปรยยิ้มหล่อเหลือร้าย

“อ้าว โอบ...”

‘โอบ’ คือชื่อของผมเอง มาจากชื่อจริงเต็มๆ ว่า ‘โอบอรุณ’

เพื่อนของพี่ซันเดินไปที่โต๊ะกันหมดแล้ว แต่ตัวพี่แกกลับหยุดยืนกวักมือเรียกผม พอผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้ แขนหนักๆ ก็พาดปุลงบนไหล่ผมอย่างสนิทสนม

“มาทำอะไรแต่เช้า ตามส่องสาววิดยาอยู่หรือไง”

“ใช่ที่ไหน” ผมมาส่องพี่นั่นแหละ “เพื่อนผมบ่นอยากกินข้าวที่นี่...ใช่ไหมวะ”

เฮนโหล่วมายเฟรนด์ ช่วยกูด้วย

ผมหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูง

พอโดนโยนคำถามเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว พวกมันสามตัวก็กะพริบตาปริบๆ ไอ้ภพกับไอ้รันย์เหมือนจะรู้อะไรดีๆ เข้าเลยทำหน้าทำตาล้อเลียนผมเบอร์ใหญ่

“หมายถึงกูเหรอ” ไอ้ภพเอียงคอย้อนถามแบบกวนตีน ทั้งๆ ที่มันก็รู้นะว่าผมต้องการคนเนียนเป็นเพื่อน

เอาเถอะ ผมไม่คาดหวังความช่วยเหลือจากเพื่อนชั่วๆ แบบมันอยู่แล้ว

“ไม่ใช่กูแน่นอน” ไอ้รันย์ตอบหน้ายิ้มๆ ขี้แกล้ง

จ้าไอ้คุณศรันย์ มึงนี่ก็ชั่วพอๆ กับไอ้ภพเพื่อนรักของมึงเลยน้า

ไม่เป็นไร ผมยังมีความหวังสุดท้ายรออยู่...ไอ้หนึ่งเพื่อนรัก

ผมส่งสายตาเว้าวอนมันสุดชีวิต คาดหวังว่าจะมีคนดีสักคนหลงมาปะปนอยู่ในกลุ่มเพื่อนชั่วๆ ของผมบ้าง

“อือ อยากกินราดหน้าทะเลร้านป้าเล็ก” หนึ่งพูด

เนี่ย ซึ้งน้ำตาจะไหล เพื่อนกันมันต้องแบบนี้

ผมยกนิ้วโป้งให้หนึ่งเป็นการขอบคุณน้ำใจมัน ส่วนไอ้ภพไอ้รันย์ผมจะจำใส่ใจไว้ แค้นนี้ต้องชำระอย่างแน่นอน

“ไปนั่งด้วยกันสิ” พี่ซันกอดคอผมลากไปที่โต๊ะเพื่อน

ตอนนั้นแปดโมงพอดี รายการข่าวในโทรทัศน์ทั่วโรงอาหารเปลี่ยนเป็นเพลงชาติไทย ผมกับพี่ซันจำต้องหยุดยืนอยู่ใต้แดดยามเช้าด้วยกันครู่หนึ่ง

ดวงอาทิตย์จ่อนิ่งอยู่ระหว่างช่องตึก แสงแผดร้อนบางส่วนตกกระทบชายคา บางส่วนสาดเข้ามาเป็นมุมเฉียง คนตัวสูงที่ยืนกอดคอผมถูกแดดอาบร่างไปกว่าครึ่ง มองเผินๆ เหมือนเจ้าตัวเปล่งรัศมีได้ไม่ต่างจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่

ผมทำได้แค่หยีตาสู้แสงจ้าเพื่อมองดูเขา

หล่อเข้ม สว่างไสว ร้อนแรง

นั่นละคือตัวตนของพี่ซัน

ทุกครั้งที่มองเขา ผมมักจะหน้าร้อนผ่าว ตาพร่าลาย ความรู้สึกคล้ายยืนจ้องท้องฟ้ายามแดดเปรี้ยงนานๆ

คนๆ นี้น่ะ...

จะเป็นอะไรได้อีก ถ้าไม่ใช่ดวงอาทิตย์






:: คุณ – คุณคนนั้น ::



ใกล้สอบแล้ว สำนักหอสมุดขยายเวลาเปิดเป็นยี่สิบสี่ชั่วโมง
 
จากหอสมุดที่มีไว้ใช้แอบงีบเป็นครั้งคราวได้กลายสภาพเป็นรังซอมบี้ขนาดใหญ่ มีทั้งพวกที่มาติวสอบไม่หลับไม่นอน ไปจนถึงพวกเดนตายไฟลนก้นที่มาเผางานส่งก่อนเดดไลน์ไม่กี่ชั่วโมงแบบผม

ห้าทุ่มกว่า ผมกับเพื่อนยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับบ้าน หลังตะบี้ตะบันเขียนโค้ดหาบัคมาหลายชั่วโมงติด สองตาผมเริ่มล้า ร่างกายร่ำร้องหากาแฟเข้มๆ ไม่ก็กระทิงแดงสักขวด

ผมอยากพักสมองสักหน่อยเลยลุกไปโต๊ะข้างเคียง

โต๊ะนั้นมีสาวๆ อักษรกลุ่มใหญ่กำลังติวหนังสือกันอยู่ เพราะไม่อยากรบกวนพวกเธอให้เสียสมาธิ ผมเลยเจาะจงนั่งยองๆ อยู่ข้างเก้าอี้ของใครบางคนในกลุ่มนั้นแค่คนเดียว

“คุณ”

เรียกแล้วเงียบ ไม่มีเสียงตอบรับ

ผมสะกิดพลางกระซิบ “จันทร์ครับ”

คุณคนนั้นของผมก้มมองแล้วถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง

“พูดอะไรหรือเปล่า เราใส่หูฟังอยู่ ไม่ได้ยิน”

“กำลังจะไปเซเว่น ฝากซื้ออะไรไหม” ผมบอก

คนถูกถามส่ายหน้า มือควานหากระเป๋าเงินในเป้

“ไม่ฝากซื้อแต่ขอไปด้วยดีกว่า อยากพักสายตาพอดี”

“ไปสิ” ผมพยักหน้า รอจันทร์ลุก ค่อยเดินตามไปติดๆ

ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นบันไดขั้นสุดท้ายหน้าหอสมุด ผมรู้สึกเหมือนแสงสว่างรอบตัวดับหายไปเสียเฉยๆ อาจเพราะอาคารเรียนส่วนใหญ่ปิดไฟมืดสนิท บวกกับต้นไม้ใหญ่รกครึ้มที่เคยให้ร่มเงาในตอนกลางวัน พอตกกลางคืนกลับกลายเป็นเงาตะคุ่มบดบังแสงโคมไฟถนน หันไปทางไหนก็เลยเจอแต่ความมืด

โชคดีที่ยังมีแสงจันทร์ส่องอยู่รางๆ ไม่งั้นคงมืดยิ่งกว่านี้

“คืนนี้พระจันทร์สวยนะ”

ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าเมื่อคนข้างๆ ชวนคุย

เหนืออัฒจันทร์สนามกีฬามีดวงจันทร์กลมโตลอยอยู่ มันกำลังเปล่งรัศมีสีเงินอยู่ในหมู่เมฆ สวย เยือกเย็น และสว่างไสว ชนิดที่ดาวดวงไหนๆ ก็เทียบไม่ติดฝุ่น

“สวย แต่ซันเคยเห็นที่สวยกว่านี้มาแล้ว”

“จริงเหรอ”

ผมยิ้มเมื่อคนตัวขาวเลิกคิ้วฟังท่าทางสนอกสนใจ

“อืม สวยจนอยากสอยมาเก็บไว้ดูคนเดียวเลย”

จันทร์จะรู้ไหม

ดวงจันทร์ที่สวยที่สุดสำหรับผมไม่ใช่ดวงที่ลอยอยู่บนฟ้า แต่เป็นจันทร์ที่กำลังเดินอยู่ข้างผมบนดินต่างหาก

คนอะไรไม่รู้ ผิวขาวจั๊วะ ตัวบางๆ หอมๆ ตาสวย ปากสวย ยิ้มแต่ละทีไม่เคยเมตตาปรานีต่อหัวใจคนมอง ใครเข้าใกล้เป็นได้หลงจันทร์หัวปักหัวปำกันทั้งนั้น

ยิ่งได้อยู่ใกล้จันทร์ ผมก็ยิ่งอยากเป็นราหู

อยากอมจันทร์เก็บไว้ในปาก กลืนกินจันทร์ ลักซ่อนจันทร์ นำจันทร์ไปซุกไปเก็บไว้ไม่ให้ใครได้เห็น

อยากให้ ‘คุณ’ เป็นดวงจันทร์ของผมแค่คนเดียว


ตลอดไป...






:: เรา – น้องคนนั้น ::



หนึ่งทุ่มยี่สิบ...

รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินแออัดเป็นปลากระป๋อง ผู้คนยืนห้อยโหนเบียดเสียดเต็มทุกตู้โดยสาร ผมถูกเบียดขนาบด้วยชายวัยทำงานร่างท้วมกับฝรั่งตัวโตแบกกระเป๋าแบ็คแพ็ค ไม่มีพื้นที่ให้หายใจมาสักพักแล้ว

“พี่จันทร์”

น้องคนนั้นเรียกชื่อผมเบาๆ

ผมเลิกคิ้ว รอฟังว่าน้องจะพูดอะไร แต่น้องกลับยื่นมือมาผ่านกลุ่มคนที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่

มือข้างนั้นช้อนจับใต้ข้อศอกผมอย่างนุ่มนวล

“มาหาผม” พูดจบน้องก็ดึงผมเข้าไปใกล้

จากที่ต้องยืนเบียดคนอื่น กลายเป็นว่าผมต้องยืนเบียดน้องแทน แผ่นหลังของน้องกั้นขวางคนแปลกหน้าเอาไว้ ส่วนตัวผมถูกขังอยู่ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างแผงกั้นใสข้างซอกประตูกับแผ่นอกน้องที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ

ใกล้เกินไปแล้ว...

ใกล้จนผมไม่รู้จะเอาสายตาไปวางไว้ที่ไหน ไม่รู้ต้องทำตัวยังไงไม่ให้น้องจับได้ว่าผมกำลังเขิน

“พี่ขอดูสมุดเชียร์ได้ไหม” ผมหาเรื่องชวนคุย นิ้วชี้แตะขอบสมุดเล่มเล็กที่โผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายของน้อง

น้องไม่ตอบแต่ขยับตัวเล็กน้อยให้ผมหยิบสมุดได้ง่ายๆ

สมุดเชียร์ของคณะวิศวะมีหน้าปกเป็นรูปตรามหาวิทยาลัย ข้างในประกอบด้วยระเบียบเชียร์ เนื้อเพลง และหน้าล่าลายเซ็นรุ่นพี่ แต่หน้าแรกสุดมีช่องให้กรอกรหัสนักศึกษากับชื่อนามสกุล

61030738 เอกภพ กิจอัมพร

ผมเพิ่งได้รู้ชื่อจริงของน้องก็วันนี้

“เอกภพ”

“ครับ” เจ้าของชื่อขานรับ

“เอกภพที่หมายถึงจักรวาล?”

“เอกภพที่แปลว่าความเป็นหนึ่งครับ”

ผมพยักหน้าพลางพลิกดูสมุดเชียร์ต่อ จะว่าไปน้องก็ขยันเข้าเชียร์เหมือนกัน เพราะตารางในหน้าเช็คชื่อมีตราปั๊มรูปเกียร์เกือบครบทุกช่อง ขาดก็แต่ของวันนี้วันเดียว

“หนึ่งโดดเชียร์แบบนี้ ไม่เป็นไรแน่นะ”

“ผมไม่สนใจ” น้องตอบเสียงเรียบ

ผมอมยิ้ม รู้สึกระอาปนเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก

หนึ่งก็แบบนี้ตลอด ไม่สนใจใครหรืออะไรเป็นพิเศษ ชอบทำหน้าตาย ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ไม่แสดงความรู้สึก ข้างในใจน้องมีอะไรอยู่บ้าง ผมดูไม่เคยออก

หากให้เปรียบน้องเป็นอะไรสักอย่าง ผมคิดว่าน้องคือจักรวาล

จักรวาลสีดำที่คาดเดาไม่ได้ เวิ้งว้างกว้างใหญ่เสียจนไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด จุดกึ่งกลางของจักรวาลที่เรียกว่าหัวใจ ตั้งอยู่ไกลแสนไกลแค่ไหน ผมไม่เคยรู้เลย

บางทีมันอาจจะไกลมากๆ

ไกล...จนถึงแม้จะยืนอยู่ใกล้กันแค่คืบ แต่ ‘เรา’ ก็เหมือนอยู่ห่างไกลกันหลายปีแสง

ไกล...จนไม่มีวันที่จักรวาลจะรับรู้ถึงตัวตนของดวงจันทร์เล็กๆ ดวงหนึ่ง

ไกล...จนไม่มีวันที่น้องจะหันกลับมามองเห็นผมอยู่ในสายตา


ไม่มี






:: ผม – เพื่อนคนนั้น ::



เดือนมกราคม โค้งสุดท้ายในชีวิตมัธยมปลาย

ผมเดินตามหลังเพื่อนกลุ่มใหญ่ออกจากโรงอาหาร เตรียมตัวไปเข้าแถวกลางสนาม แต่ใครบางคนฉุดแขนผมให้หยุดเดินกะทันหัน

“หนึ่ง”

ผมหันไปมองเจ้าของมือบนแขน

เพื่อนคนนั้นของผมยืนอยู่กลางแดดหน้าหนาว ลมเย็นจัดทำให้ฝ่ามือเล็กๆ ข้างนั้นซีดขาวและเย็นเฉียบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของมันจ้องไปที่บางสิ่งบางอย่างเขม็ง

“อะไร” ผมถาม

“ดูสิ ทานตะวันดอกนั้นบานแล้ว” โอบยิ้มกว้างสดใส

ดอกทานตะวันที่ว่าอยู่ในแปลงดอกไม้ของบ้านผีเสื้อ ซึ่งเป็นสวนขนาดเล็กครอบด้วยโครงขึงตาข่ายสี่ด้าน ประตูทางเข้าออกมีสายโซ่หนักห้อยขวาง ทำหน้าที่ขังฝูงผีเสื้อนับร้อยๆ ตัวไว้ภายใน

ผมกับโอบสังเกตเห็นดอกเขียวตูมของทานตะวันต้นนี้มาพักใหญ่ เราแวะมาดูมันทุกวัน รอคอยว่าเมื่อไหร่มันจะบาน และวันนี้มันก็บานต็มที่แล้ว

“สวยเนอะ” คนพูดยังคงมองจ้องทานตะวันสีเหลืองสดใส

คนฟังอย่างผมก็ยังไม่ละสายตาจากรอยยิ้มสดใสของโอบเช่นกัน

“อืม น่ารักดี”

“ชมทานตะวันหรือชมกูกันแน่”

ผมไม่สะดุ้งสะเทือนใดๆ กับการกระเซ้าเย้าแหย่ แค่ทำหน้าเหม็นเบื่อแบบที่เคยทำแล้วเพื่อนคนอื่นบอกว่าเนียน

“หมายถึงทานตะวัน”

“เอาให้แน่นะ ห้ามโกหก”

“อืม”

ผมไม่ได้โกหก จะเรียกว่าโกหกได้ยังไง ในเมื่อโอบอรุณคือทานตะวัน...คือความสดใสเบิกบานของผม

เราสองคนเป็นเพื่อนกันมาทั้งชีวิต สนิทสนมกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย โอบรู้จักผมดี เท่าๆ กับที่ผมรู้จักโอบดี ไม่มีเรื่องไหนในชีวิตของผมที่โอบไม่รู้

ยกเว้นความลับเรื่องหนึ่ง...


ผมชอบโอบ


ความลับนี้จะต้องอยู่ในใจ ‘ผม’ ตลอดไป


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-08-2018 10:53:01 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ พัดลม

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-2
แค่ชื่อเรื่องก็กินขาด :laugh3:

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 731
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
กดเข้ามาเพราะชื่อเรื่องดึงดูดเลยค่ะ อ่านแล้วก็ชอบมากเลย ติดตามนะคะ เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครแล้วเครียดเลยค่ะ 555 มันจะลงเอยยังไงหว่า

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0

แค่ Prologue ก็ชอบเรื่องนี้มากๆแล้ว
ภาษาเขียนเนิบๆ เรื่อยๆ แต่ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ

ความสัมพันธ์เป็นวงกลมขนาดนี้ แล้วจะยังไงต่อละเนี่ย
 :o11: :o11:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 1.1 จุดเริ่มต้น
เส้นตรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ล้วนมีจุดเริ่มต้น
ความสัมพันธ์ก็เช่นกัน



:: เขา – เพราะแสงแดด ::



เคยไหม...
กว่าจะรู้ตัวว่าเติบโตขึ้นไปอีกขั้น
หลายสิ่งในชีวิตก็เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิมแล้ว



สำหรับผม...

ตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ตัวว่าสอบติดที่เดียวกับเพื่อนสนิท ผมก็คิดเองเออเองเสร็จสรรพว่าชีวิตในรั้วมหาลัยคงไม่ต่างไปจากตอนม.ปลายสักเท่าไร อย่างมากก็แค่ย้ายไปอยู่หอกับเปลี่ยนที่เรียน อาจได้เจอเพื่อนใหม่บ้างนิดหน่อย แต่ยังไงผมก็ต้องอยู่กับเพื่อนกลุ่มเดิมของผมอยู่ดี

ถ้าอย่างนั้นมันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมล่ะ?

อืม…ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ กว่าจะรู้ตัวว่ามีอะไรเปลี่ยนไป ชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตตัวเองจะมาถึงเร็วขนาดนี้

แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ



ถ้าถามว่าอะไรเอ่ยเกิดมาเพื่อคู่กับเด็กเฟรชชี่ ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘การรับน้อง’ ใช่ไหม

ผมเองก็หนีการรับน้องไม่พ้นเหมือนกัน

วันรับน้องรวมของมหาวิทยาลัยผมมีด้วยกันสามวัน เป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ เฟรชชี่ของทุกคณะถูกแบ่งไปอยู่ตามบ้านต่างๆ ซึ่งบ้านแต่ละหลังก็คือกลุ่มรุ่นพี่จากหลากหลายคณะที่มารวมตัวกันเพื่อรับน้องนั่นละ

และบ้านรับน้องที่ผมลงชื่อไว้ล่วงหน้าก็คือบ้านเด๋อ

“ยินดีต้อนรับเข้าบ้านเด๋อจ้าน้องโอบ เดี๋ยวลงทะเบียนก่อนนะแล้วค่อยเขียนชื่อที่ป้ายห้อยคอ” รุ่นพี่ผู้หญิงที่โต๊ะลงทะเบียนบอกพลางส่งป้ายชื่อมาให้ผม

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มแล้วรับป้ายชื่อมา ก่อนจะก้มหาชื่อตัวเองในกระดาษ ระหว่างนั้นเองที่คนตัวโตๆ เดินมาหยุดอยู่ข้างผมหน้าโต๊ะลงทะเบียน

“น้องชื่ออะไร อยู่คณะไหนจ๊ะ” รุ่นพี่คนเดิมถามไถ่คนที่มาใหม่

“ชื่อภพ อยู่วิดวะครับ”

เดี๋ยวนะ เสียงคุ้นๆ ชื่อคุ้นๆ ว่ะ

ผมเงยหน้าหันไปมองเจ้าของเสียงแล้วร้องอ้าว

“ไงมึง มาแต่เช้าเลยนะ” ไอ้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ยกมือทักผม

สรุปแล้วไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นไอ้ภพ เพื่อนในกลุ่มของผมเอง

ผมกับเพื่อนๆ หนึ่ง ภพ รันย์ เราสี่คนมาจากโรงเรียนเดียวกัน ห้องเดียวกัน ติดคณะเดียวกันยกกลุ่ม มันก็อุ่นใจดีอยู่หรอกที่ได้อยู่กับคนคุ้นเคยในสถานที่แปลกใหม่ แต่เจอหน้าบ่อยๆ ก็ชักเบื่อเป็นเหมือนกัน พอใกล้ถึงวันรับน้อง พวกผมเลยตัดสินใจว่าจะแยกย้ายกันไปหาเพื่อนใหม่บ้าง

“ไหนมึงบอกจะเข้าบ้านผีปอบ ทำไมมาอยู่บ้านเด๋อล่ะ”

“เปลี่ยนใจแล้ว” ไอ้ภพตอบขณะก้มหน้าก้มตาเซ็นชื่อยิกๆ

“แล้วทำไมต้องมาเลือกบ้านเดียวกะกูด้วย บ้านมีให้เลือกตั้งยี่สิบบ้าน” ผมโวยวาย เซ็งอะ เบื่อหน้ามัน

ที่สำคัญคือไอ้ห่าภพนี่เป็นโต้โผตัวดีเลย มันบอกให้ทุกคนลงชื่อกันไปคนละบ้าน ออกไปเปิดโลกกว้าง ควานหาเพื่อนใหม่เอาดาบหน้า แล้วกอบโกยไอดีสาวๆ กลับมาแบ่งกันที่หอ

ตัดภาพมาวันจริง เสือกตามมาอยู่บ้านเดียวกับผมเฉ๊ย

“หรือบ้านที่เลือกๆ ไว้สามอันดับ มึงไม่ติดเลยสักบ้าน?”

“เฮ้อ มึงนี่นะ บอกตรงๆ ก็ได้ กูตั้งใจตามมึงมา” ภพถอนหายใจแล้วยืดตัวอวดร่างสูงใหญ่เหมือนหมีของมัน

“เอ่อ ไอ้ภพ...” ผมแกล้งเดินถอยห่างจากเพื่อนแล้วทำหน้าหวาดระแวง “นี่มึงคิดอะไรกับกูหรือเปล่าเนี่ย”

“จวยเหอะ” ภพง้างมะเหงกขู่

“เอ้า ถ้าไม่ใช่แล้วตามกูมาทำไม”

“ยังจะถามอีก พ่อมึงสั่งให้กูตามมึงมาน่ะสิ”

“ป๊ากูโทรหามึงเหรอ” ผมเอียงคอฉงน ที่บ้านผมไม่ค่อยห่วงเท่าไรหรอกเพราะรู้ว่าผมอยู่กับเพื่อนที่ไว้ใจได้

“กูหมายถึงไอ้หนึ่งต่างหาก” ภพทำหน้าเมื่อยใส่ “เรียกพ่อไม่เข้าใจ หรือต้องเรียกผัว มึงถึงจะเก็ต”

โอ๊ย ไอ้...ไอ้ๆๆ ผมไม่รู้จะด่าไอ้ภพยังไงดี

หนึ่งคือเพื่อนสนิทของผมเอง ผมกับหนึ่งรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก สนิทกันมากชนิดที่สามารถเดินแก้ผ้าหรือนั่งตักหอมหัวกันได้โดยไม่รู้สึกขัดเขินอะไร แต่คนอื่นไม่ได้มองแบบนั้น จากเพื่อนสนิทเลยกลายเป็นผัวไปโดยปริยาย

“ผัวเผออะไร เพื่อนกันทั้งนั้น เดี๋ยวกูเตะปากแตกเลยนิ!”
 
“คิดจะเตะปากกู เวลานั่งเก้าอี้มึงยืดขาให้ถึงพื้นก่อนเหอะ”

ดู๊ ดูไอ้ภพมันปรามาสผม โดนด่าว่าเตี้ยตรงๆ ยังไม่เจ็บเท่านี้เลยนะ

“เด็กๆ จ๋า ถ้าได้ป้ายชื่อคล้องคอแล้วไปนั่งรอเพื่อนตรงนู้นก่อนนะลูก” พี่สาวประเภทสองปรี่เข้ามาต้อนผมกับภพให้เดินไปนั่งต่อท้ายแถวเพื่อนใต้ตาข่ายพรางแสงสีฟ้าที่ขึงไว้บังแดด

แหม ผมกำลังจะวิ่งไล่เตะไอ้ภพอยู่แล้วเชียว  พอรู้ตัวว่ารอดเงื้อมมือผมไปได้ มันก็หัวเราะร่วนสะใจ ทิ้งให้ผมยืนเคี้ยวฟันแหงบๆ มองมันเดินไปนั่งสบายใจเฉิบแบบแค้นๆ

เหอๆ ฝากไว้ก่อนเหอะ ไอ้หนึ่งก็อีกคน คิดแล้วเคืองอะ

ตัวก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ยังจะส่งสมุนมาคุมผมอีกนะ

ปกติถ้าไอ้หนึ่งอยู่ด้วยผมจะซนมากไม่ได้ เพราะมันดุมาก ดุอย่างกับหมา ทำอะไรบ้าๆ บอๆ นิดหน่อยมันก็จ้องจะแดกหัวผมแล้ว นี่ผมอุตส่าห์หนีมาซ่าส์คนเดียวแล้วแท้ๆ ก็ยังไม่รอดพ้นสายตามันอีก

เซ็งชะมัด



รับน้องวันแรกผ่านไปไม่มีอะไรมาก

กิจกรรมในงานรับน้องก็ไม่ได้โหดหินอะไร ออกจะง้องแง้งน่ารัก เช้ามาเข้าบ้าน แนะนำตัว เล่นเกมกระชับมิตร ร้องเพลงบ้าๆ บอๆ กระโดดโลดเต้นแบบพอหอมปากหอมคอ

แต่วันที่สองนี่สิ...หนัก

ผมกับไอ้ภพและเฟรชชี่จากหลายๆ บ้านนั่งรวมตัวกันอยู่ในลานกว้าง คนเยอะมากประหนึ่งจะยกกันไปก่อม็อบต่อที่ไหน ข้างลานมีรุ่นพี่ตีกลองทอมตีฉาบคึกคัก รอบๆ กลุ่มเฟรชชี่มีรุ่นพี่ถือกระดาษลังโบกลมให้น้องๆ คลายร้อน ส่วนตรงกลางลานเป็นพื้นที่สำหรับเฟรชชี่แต่ละบ้านเรียงคิวผลัดกันออกมาเต้น

บ้านเด๋อออกไปสันโต้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมกลับมานั่งกอดเข่าก้มหน้าอยู่หลังไอ้ภพ เมื่อกี้ออกฤทธิ์ออกเดชเยอะไปหน่อย ตอนนี้เลยรู้สึกเหนื่อยเหมือนจะตายให้ได้ แถมอากาศยังร้อนจนสุดทนจริงๆ

เมื่อวานท้องฟ้ายังพอมีเมฆมัวๆ บังแดดให้บ้าง แต่วันนี้ฟ้าใสแจ๋ว ไม่มีเมฆสักก้อน แดดร้อนแรงแสบตาเหมือนส่งตรงมาจากนรก ลมพัดมาทีผมเกือบหน้ามืด เผลอนึกว่านั่งแช่อยู่ในกระทะทองแดง
 
ไม่นึกเลยว่าช่วงเวลาร้อนนรกแตกแบบนี้ ใครบางคนจะก้าวเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตผม

“น้องครับ” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นพร้อมแรงสะกิดที่ไหล่ขวา

ใครบางคนกำลังโบกพัดพลาสติกสีชมพูอยู่ใกล้ๆ ลมที่พัดผ่านทำให้ป้ายชื่อที่เขียนว่า ‘P’ซัน’ ซึ่งห้อยต่องแต่งจากคอเขาแกว่งไปมาช้าๆ อยู่ตรงหน้าผม

“ไม่สบายหรือเปล่า”

ผมเงยหน้า ไล่สายตาสูงขึ้นเรื่อยๆ จากไนกี้แอร์สีดำ รอยขาดแหว่งแบบจงใจบนกางเกงยีนสีเข้ม ลายสกรีนคำว่า ‘หวานเจี๊ยบ’ บนเสื้อยืดสีพีช จนไปจบที่ความหล่อเข้มสัดๆ ของพี่ผู้ชายที่ก้มลงมาถาม

เคยคิดว่าไอ้หนึ่งกับไอ้รันย์เพื่อนผมก็หล่อแล้วนะ พวกรุ่นน้องสาวๆ ถึงตามมาหวีดพวกมันทุกเย็นที่ข้างสนามบอล แต่พอเจอพี่คนนี้ อื้อหือ พวกมึงหลีกไปเลย คนหล่อขั้นกว่า หล่อขั้นสูงสุดอยู่นี่!

คนอะไร คิ้วอย่างเข้ม สายตาร้อนฉ่าไฟลุก

แค่ถูกมอง ผมก็จะละลายแล้วอะ

โซแดมฮอตเหลือเกินพี่จ๋า

“น้อง...ครับ” ดวงอาทิตย์สุดหล่อทำหน้าเหวอ

คงไม่ใช่เพราะผมหน้าตาน่ารักชวนตะลึงหรอก แต่น่าจะเป็นเพราะเลือดกำเดาผมกำลังไหลโจ๊กเลยต่างหาก

“ลุกเร็ว มากับพี่”

ผมโดนฝ่ามือร้อนผ่าวหิ้วปีกจนตัวลอยขึ้นจากพื้น ผ้าขนหนูนุ่มๆ กลิ่นหอมสะอาดถูกโปะมาอุดอยู่ใต้จมูก พี่คนนั้นลากผมออกจากลานกิจกรรมที่ร้อนอบอ้าวไปเข้าร่มใต้อาคารในทันที

“น้องไม่สบายเหรอ” พี่ผู้หญิงบ้านเด๋อวิ่งตามมาดูด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นผมโดนดึงตัวออกมากะทันหัน

ผมไม่อยากให้ใครเป็นห่วงเลยโบกไม้โบกมือวุ่นวาย จริงๆ ก็อยากตอบว่าไม่เป็นไรครับ ผมสบายดี แต่คุณพี่สุดหล่อเล่นเอาผ้าขนหนูอุดปากอุดจมูกผมมิดเลยอะ

“น้องกำเดาไหล เดี๋ยวเราพาน้องไปส่งที่หน่วยพยาบาลเอง ว่าจะไปขอพลาสเตอร์ปิดแผลพอดี”

“งั้นฝากดูน้องด้วยนะ รีบไปเถอะ เผื่อน้องจะเป็นลม”

“โอเค” พี่สุดหล่อรับคำก่อนจะพาผมเดินต่อ จุดหมายปลายทางคือข้างหอประชุมใหญ่ที่มีหน่วยพยาบาลรออยู่

“เดี๋ยวพี่” ผมดึงชายผ้าขนหนูเรียกพี่เขาเบาๆ

“ทำไม จะเป็นลมเหรอ” พี่สุดหล่อก้มลงมาใกล้

ผมใบ้กินไปชั่วขณะ อยากจะพูดแต่ดันพูดไม่ออก ตั้งใจจะบอกว่าพี่ครับผมเดินไหว ไม่ได้จะเป็นลมด้วย แต่จะหายใจไม่ออกตาย เพราะพี่เอาผ้าอุดปากอุดจมูกผมนี่แหละ

“ผม…หายใจ…ไม่ออก”

“อ้าว จริงดิ ขอโทษๆ” มือใหญ่รีบคลายแรงกด พี่เขาก้มมองผมแล้วส่งยิ้มกว้างแสบตา “โอเคหรือยัง”

“อื้อ” ผมพยักหน้า

เอาเถอะ ถึงจะเกือบขาดอากาศตายกลางทาง แต่สุดท้ายผมก็ไปถึงหน่วยพยาบาลได้อย่างปลอดภัยอยู่ดี

หากถามว่าผมประทับใจอะไรในวันรับน้อง ผมตอบได้แบบไม่ลังเลเลยว่าชอบการเทคแคร์อย่างอบอุ่นจากรุ่นพี่ทุกคน ไม่ว่าจะมาจากคณะไหน บ้านไหน พี่ๆ ก็พร้อมจะเอาใจใส่น้องๆ อย่างเต็มที่

อย่างพี่สุดหล่อคนนี้ก็เหมือนกัน ที่จริงเขาจะปล่อยผมไว้ที่หอประชุมคนเดียวก็ได้ ยังไงที่นี่ก็มีพี่สตาฟในหน่วยพยาบาลคอยดูอยู่ แต่พี่แกกลับวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ผมไม่ยอมไปไหนสักที

“ไหนขอดูหน่อย ชื่ออะไรน่ะเรา” พี่คนนั้นยกป้ายห้อยคอผมไปดูขณะที่ผมนั่งบีบจมูกหายใจทางปากรอให้เลือดหยุดไหล เขาทำทีเป็นเพ่งอ่านอย่างตั้งใจ “อ๋อ เปี๊ยก วิดวะ”

ผมดึงป้ายคืน พอก้มดูก็เห็นมันเขียนว่า ‘โอบ’ ชัดๆ แล้วเปี๊ยกมาจากไหนวะ พี่ลืมใส่แว่นก่อนออกจากบ้านเหรอ

“อ่านว่าโอบ ไม่ได้อ่านว่าเปี๊ยก ดูปากผมนะพี่ ออ-โอ-บอ โอบ”

มนุษย์สุดหล่อมองปากผมยิ้มๆ แล้วขยับริมฝีปากตามเป็นการเลียนแบบ ทำท่าเหมือนจะออกเสียงว่าโอบแต่ดันพูดออกมาว่า

“เปี๊ยก”

“โอบ”

“เปี๊ยก”

“โอบ”

“เตี้ย”

ปรี๊ดว่ะ คำว่าเตี้ยหยาบคายพอๆ กับคำว่าเหี้ยเลยนะ

“อย่าเรียกว่าเตี้ย ผมวัยกำลังโต ปีหน้าก็สูงทันพี่แล้ว”

“ไหวเหรอ” พี่เขาเอามือใหญ่ๆ มาวัดระยะส่วนสูงผมกับส่วนสูงตัวเองแล้วส่ายหน้า “กินนมวันละสองลิตรยังตามไม่ทันเลยเผลอๆ จะออกข้างอีก ทีนี้ละกลายเป็นโอ่งแล้วไม่ใช่โอบ”

โอ้โห คะแนนกวนตีนเต็มสิบผมให้พี่ร้อยเลยนะ ไม่ธรรมดาว่ะ ส่งพี่ไปอยู่กับไอ้ห่าภพเพื่อนผมได้เลยนะเนี่ย

“แล้วพี่ล่ะชื่ออะไร เห็นอยู่แวบๆ อะไร ซินๆ ซึนๆ นะ” ผมชะโงกหน้าไปดูป้ายชื่อพี่เขาบ้าง

“ซัน” พี่เขาไม่พูดเปล่าๆ มีการอมยิ้มมุมปากแล้วยักคิ้วให้ด้วย ประมาณว่าจะอวด ชื่อเท่ม่ะ หล่อม่ะ

“หล่อตายเลย” ผมพ่นคำบ่นงึมงำแล้วหมุนตัวหนีไปทางอื่น

“พี่ได้ยินที่แกบ่นนะเปี๊ยก” พี่ซันทำเสียงเข้ม มือใหญ่คว้าหมับกลางหัวผม บังคับให้หันกลับไปมองหน้าที่กำลังขมวดคิ้วหล่อๆ รออยู่ “แล้วนี่มารับน้องหรือมาเขาชนไก่ มอมแมมฉิบ”

ผมเลิกคิ้ว ไม่รู้ตัวเลยว่าทำไมถึงโดนบ่นว่ามอมแมม

“รอตรงนี้นะ” พี่ซันบอก จากนั้นก็หายไปนอกหอประชุมแอร์เย็นฉ่ำแป๊บหนึ่ง ไม่เกินห้านาทีร่างสูงใหญ่ก็เดินกลับมาพร้อมแพ็กทิชชู่เปียก

โถ อุตส่าห์ออกไปหาอะไรมาให้ผมเช็ดหน้าเช็ดตาเหรอ ใจดีเหมือนกันนี่นา นึกว่าจะกวนตีนเป็นอย่างเดียว

“ขอบคุณครับ” ผมรับน้ำใจมา แต่พอจะหยิบทิชชู่กลับโดนตีมือซะงั้น “อ้าว ไม่ได้เอามาให้ผมเช็ดหน้าเหรอ”

“เดี๋ยวเช็ดให้ เอามือบีบจมูกไว้เหอะ”

พี่ซันจัดการล็อกคางผมแล้วเริ่มลงมือเช็ดทันที ปรากฏว่าพี่เขาไม่ค่อยเบามือกับผมเท่าไร คางผมถูกถูจนแสบไปหมด ถ้าเป็นน้องผู้หญิงป่านนี้เมคอัพหายชัวร์ ไม่ก็คิ้วหลุดติดทิชชู่เปียกไปทั้งยวงเลย

“โอ๊ยๆ พี่จะลอกหนังกำพร้าผมเหรอ!” ผมคว้ามืออุ่นๆ ที่กำลังกระทำทารุณกรรมบนใบหน้าผมอยู่

“เลือดมันแห้งแล้ว ถ้าไม่ถูแรงๆ มันก็เอาไม่ออก อย่าโวยวายเก่งเหมือนโมจิได้ปะ” พี่ซันถอนหายใจ

“โมจิไหน”

“ปั๊กที่บ้านแม่ ชื่อโมจิ ตัวนิดเดียวแต่เห่าเก่ง”

“ผมไม่ใช่หมา”

“โทษที เห็นเห่าด๊อกแด๊กๆ เหมือนกันเปี๊ยบ”

ยัง...ยังอีก

ผมแกล้งหน้าบึ้งทำเป็นงอน พี่ซันเห็นแล้วขำทันที

“งอนเหรอเปี๊ยก เด็กน้อยว่ะ เดี๋ยวหาขนมง้อเด็กก่อน” พี่ซันล้วงกระเป๋ากางเกง พอเจอจูปาจุ๊บส์ก็ยื่นมาให้ผม

รสช็อกโกวานิลลา รสโปรดผมด้วยแฮะ เอ้ย ไม่สิ

“เห็นผมอายุแค่สิบขวบเหรอ ถึงง้อด้วยลูกอม”

“เตี้ยขนาดนี้นึกว่าสามขวบด้วยซ้ำ” พี่ซันยิ้ม

รอยยิ้มนั้นทำเอาผมมึนไปวูบหนึ่งเหมือนโดนยิงแสงแฟลชใส่ตา ถามจริงเหอะ ปากที่กำลังยิ้มหล่อๆ แสบตาผมอยู่นี่เป็นอันเดียวกับปากที่กำลังกวนตีนผมอยู่จริงๆ เหรอ

ทำเป็นบ่นไปงั้นแหละ แต่จริงๆ ต่อล้อต่อเถียงกับพี่เขาก็สนุกดี

กว่าเลือดกำเดาผมจะหยุดไหลก็ผ่านไปยี่สิบนาทีแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ในหน่วยพยาบาล ถ้าไม่นับปากกวนๆ กับความขี้แกล้ง พี่ซันก็ดูแลผมอย่างดี หาน้ำมาให้ คอยอยู่เป็นเพื่อน ชวนคุยไม่หยุด ช่วยเช็กว่าเลือดหยุดแน่หรือยัง นี่ยังจะอุตส่าห์พาไปส่งอีก ทั้งที่เพื่อนโทรตามยิกๆ มาสักพักแล้ว

“ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยล่ะเปี๊ยก แดดยังร้อนอยู่นะ” พี่ซันถามขึ้นตอนที่เรากำลังเดินกลับลานกิจกรรม คงห่วงว่าอากาศร้อนๆ อาจจะทำให้ผมเลือดกำเดาไหลอีก แต่ผมไม่อยากพลาดดูสันโต้ของบ้านอื่นนี่นา

“ไม่เอา ไม่สนุก ผมมารับน้องนะ ไม่อยากนั่งเฉยๆ หรอก”

“ตามใจ ไม่ค่อยสบายก็อย่าซ่าส์นักแล้วกัน” พี่ซันกำชับ

พอเราเดินกันไปได้สักพักก็บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่บ้านหวานแบกของพะรุงพะรังผ่านมาพอดี

“เฮ้ย! ไอ้ซันมึงอยู่นี่เอง โทรหาก็ไม่รับ หายหัวไปเต๊าะเด็กเพลินเลยนะมึง มาช่วยกูแบกกระติกน้ำแข็งหน่อย”

“เออๆ เดี๋ยวกูไป ส่งน้องก่อน” พี่ซันชี้มาที่ผม

เหมือนเป็นกฎเหล็กอย่างหนึ่งในงานรับน้องที่บรรดารุ่นพี่ต้องคอยดูแลเฟรชชี่ดีๆ ห้ามน้องไปไหนคนเดียว จะไปไหนต้องมีเพื่อนหรือรุ่นพี่ตามประกบ แต่ไม่เห็นต้องเคร่งขนาดนั้นเลยนี่

“พี่ส่งผมแค่นี้ก็ได้ ลานอยู่ตรงนั้นเอง” ผมชะเง้อมองลานกิจกรรมซึ่งอยู่ห่างไปแค่สองร้อยเมตร ตรงนั้นกำลังเต้นกันมันส์ระเบิด เสียงกลองเสียงเพลงครึกครื้นมาก มีเสียงฮาครืนมาเป็นระยะ หวังว่าผมจะไม่พลาดอะไรไปนะ

“เดี๋ยว” พี่ซันจับไหล่ผมไว้ “ก่อนจะไป แวะรถพี่แป๊บ”

รถของพี่ซันจอดอยู่หน้าตึกแถวๆ ลานกิจกรรมนั่นแหละ ผมยืนมองพี่เขากดรีโมต เปิดประตูด้านหลังคนขับแล้วมุดหัวหายไปรื้อค้นอะไรไม่รู้ตรงเบาะหลัง สักพักก็ออกมาพร้อมเสื้อยืดสีขาว

พี่ซันยื่นเสื้อตัวนั้นให้ผม

“ครับ?” ผมมองงงๆ ไม่ยอมรับไว้

“ให้ยืม จะกลับไปเล่นต่อในสภาพนี้หรือไง”

ผมก้มลงมองตัวเอง เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าสารรูปดูไม่ได้ขนาดนี้ เสื้อเปื้อนเลือดเป็นทาง โคตรน่าสยดสยอง ถ้าหม่าม้ามาเห็นเข้าคงเป็นลมหงายหลัง เพราะขี้เกียจซักเสื้อให้แหงๆ

“ยืมไปเถอะ” พี่ซันยืนยันเมื่อเห็นผมลังเล

สุดท้ายผมเลยยอมรับเสื้อยืดมา

“ขอบคุณครับ” ทำไมพี่ใจดีจัง

“อืม” เขาพยักหน้า “ไปนะ”

ผมมองตามคนใจดีที่หันซ้ายขวาก่อนข้ามถนน พอเดินจากไปได้สักระยะ จู่ๆ พี่ซันก็หันกลับมา เมื่อเห็นผมยังยืนมองอยู่ที่เดิมก็โบกมือให้พร้อมรอยยิ้มหล่อแสบตา

“บายเปี๊ยก!”

เปี๊ยกพ่อม!

เกือบดีแล้วครับ อีกนิดเดียวจริงๆ ใจดีขนาดนี้ ถ้ากวนตีนน้อยๆ หน่อย นิสัยพี่ก็จะหล่อตามเบ้าหน้าแล้ว
 
คิดกับตัวเองแล้วส่ายหัว งงว่าจะสนใจไปทำไม ผมรีบเปลี่ยนเสื้อแล้วเดินกลับลานกิจกรรม รุ่นพี่บ้านเด๋อรีบเข้ามาสอบถามอาการกันยกใหญ่ แม้แต่ไอ้ภพก็รอผมอยู่

“มึงเป็นไงบ้างวะ” ภพถามทันทีที่ผมนั่งลงข้างมัน

“แค่เลือดกำเดาไหล มึงยังไม่ได้บอกไอ้หนึ่งใช่ไหม”

“ยัง รอมึงกลับมาก่อน ว่าจะบอกอยู่ เนี่ยกำลังพิมพ์ไลน์เลย” ภพยื่นมือถือให้ดู มันกำลังจะรายงานไอ้หนึ่งจริงๆ

“หยุดเลยมึง ห้ามบอกนะ เดี๋ยวมันมา” ผมคว้ามือไอ้ภพไว้ ขืนปล่อยให้มันพิมพ์บอกไปละก็…ยุ่งแน่

“ถ้าไม่บอก กูก็โดนมันเตะเอาสิ”

“เดี๋ยวกูเคลียร์เอง”

“เออๆ กลับหอไปคุยกันเองแล้วกันนะ”

“รู้แล้วน่า” ผมตอบแบบหน่ายๆ หันไปมองข้างลานเห็นพี่ซันกับเพื่อนกำลังหิ้วกระติกน้ำแข็งใบใหญ่เข้ามาพอดี ตอนแรกมันก็เป็นการแอบมองธรรมดา จนกระทั่งพี่เขาหันมาแล้วเราสบตากันในระยะไกล

ทางนู้นเป็นฝ่ายยิ้มให้ก่อน ผมเลยยิ้มตอบ

ไม่รู้ทำไมแก้มถึงร้อนวาบๆ ขึ้นมาซะงั้น

สงสัยเพราะแดดร้อนละมั้ง...






:: คุณ – เพราะน้องแก้มแดง ::



“ชิกกระโหล่งโป่งชิก กระโหล่งโป่ง ฉาว ฉาว ฉาว”

บ้านเด๋อ นี่มึงเล่นเพลงนี้อีกแล้วเหรอ ไม่เบื่อบ้างไง๊

“โป๊งกระโหล่งโป่งโป๊ง กระโหล่งโป๊ง ปาว ปาว ปาว”

สงสัยจริงๆ มันเป็นเพลงภาษาอะไร ใครเป็นคนคิด

“ชิกกระโหล่งโป่งฉาว โป๊งกระโหล่งโป่งปาว”

บอกที ไอ้ชิกกระโหล่งโป่งโป๋งนี่มันแปลว่าอะไร

“ชิกกระโหล่งโป่งโป้ง กระโหล่งโป่งฉาวเสียวปาว”

แล้วทำไมต้องเอามาร้องกันทุกปี ดูท่าเต้นนั่นสิ อุบาทว์แท้ น้องหน้าตาน่ารักมาจากไหนก็ตายที่ท่านี้ทุกราย

ผมนั่งมองน้องผู้หญิงคนหนึ่งเพลินๆ น้องขาวจั๊วะหน้าตาน่ารัก ดัดฟันใส่ยางสีชมพูด้วย กำลังเต้นอยู่ เขินก็เขิน แต่ศักดิ์ศรีบ้านก็ต้องรักษา งานนี้ไม่มีใครยอมใคร เต้นกันเหมือนลืมพกยางอายตอนออกมาจากบ้าน

น่าสงสารนะแต่ก็ตลกดี

เสียดายบ้านหวานไม่ค่อนเล่นเพลงห่ามๆ เท่าไร

บ้านผมมีแต่มนุษย์หน้าตาดีทั้งนั้น รุ่นพี่เป็นคิวต์บอยคิวต์เกิร์ลไปแล้วครึ่งค่อนบ้าน จะทำอะไรเลยต้องรักษาภาพพจน์นิดนึง เพลงกับท่าเต้นเลยซอฟต์ๆ หน่อย เราเน้นอวดของดีที่หน้าตาไง ไม่ต้องตลกนักก็ได้

วันนี้ก็รับน้องวันที่สองแล้ว เห็นน้องๆ สนุกกันก็ชื่นใจ

ผมเองก็อยากสนุกบ้าง จริงๆ ตอนนี้ควรตีกลองอยู่กลางลานด้วยซ้ำ แต่เมื่อวานดันโดนคัตเตอร์บาดนิ้วตอนตัดถุงขนมให้น้อง แผลแสบสุดๆ พันพลาสเตอร์ไว้ก็ไม่ช่วยอะไร เลยขอเปลี่ยนตัวดีกว่า สุดท้ายเลยต้องมานั่งว่างอยู่ตรงโต๊ะม้าหินข้างลานแทน

“น้องคนนั้นน่ารักว่ะ” ไอ้วีร์เพื่อนผมกำลังจ้องเด็กตาเป็นมัน

“คนไหนอีกล่ะ น้องดัดฟันยางชมพูคนโน้นมึงก็เพิ่งชี้ให้กูดู กูมองน้องยังไม่ถึงสามวิ มึงก็หาคนใหม่ให้กูดูอีกแล้วเหรอ” ผมละเบื่อ ไอ้ห่านี่ขยันส่องเด็กเหลือเกิน แฟนก็มีเป็นตัวเป็นตนแล้วนะมึงอะ

“มึงดูก่อน ขาวโคตร สเป็กมึงเลยนะ”

หืม พอได้ยินอะไรขาวๆ แล้วหูผึ่งเลย

“ไหน...”

“คนที่สาม แถวที่สี่ จากทางซ้าย” มันชี้ไปที่น้องผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อยืดสีขาวไม่มีลวดลาย น้องขาวโคตรแบบที่ไอ้วีร์บอก ตัวเล็กๆ ดูแสบซน ยิ้มสดใส เสียงเจื้อยแจ้ว

เออ ยอมรับเลย น่ารักจริง

ตอนนั้นบ้านเด๋อเต้นเสร็จพอดี น้องคนที่วีร์ชี้ให้ดูหัวเราะร่าอยู่กับเพื่อนขณะเดินกลับเข้ามานั่งที่ เนื่องจากผมนั่งจ้องความขาวโอโม่ของน้องอยู่เลยสังเกตเห็นว่าพอนั่งปุ๊บน้องก็หุบยิ้มปั๊บ สีหน้าไม่ดีเท่าไร

สงสัยจะร้อนมาก แก้มขาวๆ แดงไปหมดแล้วนั่น

ผมไม่อยากให้น้องเป็นลมล้มพับไปแบบไม่รู้ตัว เลยหยิบพัดพลาสติกบนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปหาน้อง หน้าตาน้องดูไม่ไหวแล้ว แก้มงี้แดงเหมือนกุ้งต้มสุก แดงเหมือนปูม้านึ่ง นึกภาพออกไหม

“น้องครับ” ผมสะกิดเรียกแล้วก้มลงไปใกล้ๆ สังเกตดูอาการน้อง “ไม่สบายหรือเปล่า”

เจ้าหนูแก้มแดงเงยหน้าขึ้นมามอง

อื้อหือ อึ้งไปเลย มองใกล้ๆ ยิ่งขาวน่ารัก แก้มโคตรน่าบีบ แต่ที่อึ้งกว่าคือน้องกำลังเลือดหยดแหมะๆ นี่แหละ

“น้อง...ครับ”

ยอมรับว่าตกใจ แต่ไม่อยากให้คนอื่นตกใจไปด้วย

“ลุกเร็ว มากับพี่”

ผมเอาผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนบ่าโปะหน้าน้องแล้วรีบพาไปที่หอประชุมกลางซึ่งกลายร่างเป็นห้องพยาบาลชั่วคราว ที่นั่นทุกคนยุ่งๆ กันอยู่ เพราะอากาศร้อนจนน้องเป็นลมเป็นแล้งกันหลายราย

“น้องเป็นอะไรเหรอครับ” เสียงนุ่มๆ ดังขึ้นข้างตัวผม

“น้องเลือดกำเดาไหล เยอะด้วยครับ” ผมบอก มัวแต่ห่วงเจ้าหนูแก้มแดงอยู่เลยไม่ทันได้มองหน้าใคร ตอนนี้เลือดน้องมันชุ่มผ้าขนหนูจนหยดลงเสื้อแล้วเนี่ย 

“เดี๋ยวเราดูแลน้องต่อเอง”

มือขาวจั๊วะเลื่อนเข้ามาจับผ้าขนหนูแทนที่มือผม ทั้งที่อากาศร้อนจนตับแลบแต่มือที่เฉียดหลังมือผมกลับเย็นเจี๊ยบชวนสะดุ้ง สตาฟพยาบาลมือเย็นคนนั้นพาน้องไปนั่งตรงเก้าอี้ตัวยาวโดยมีผมเดินตามไปติดๆ

“บีบจมูก ก้มหน้า หายใจทางปากนะครับ” เจ้าของเสียงนุ่มๆ คุยกับคนป่วย มือขาวที่ประกอบด้วยนิ้วเรียวยาวและเล็บสะอาดสะอ้านวางอยู่บนไหล่น้องแก้มแดงอย่างอ่อนโยน

แล้วตอนนั้นผมทำอะไรอยู่ให้ทาย...

อืม ถูก ผมมองเขาอยู่ ตาค้างเลยแหละ
 
คนอะไร ขาวมากกก ขาวเหมือนหิมะบนยอดเขาเอเวอเรสต์ หน้าตาดีมาก งานดี งานละเอียดลอออย่างรุนแรง

คือเขาไม่ได้น่ารักแบบแสบๆ น่าบีบน่าฟัดอย่างน้องแก้มแดงนะ แต่หนักไปทางละมุนๆ นุ่มนวลน่าทะนุถนอม น่าประคองไว้ในฝ่ามือแล้วก้มลงไปคุยด้วยเสียงสองหงุ้งหงิ้งๆ กระจุ๋งกระจิ๋ง

“คุณ...” ผมคิดจะถามอะไรบางอย่าง แต่โดนความขาวอันดีงามพระรามแปดของเขาทำลายสมองไปหมดแล้ว

“หืม?” คุณคนนั้นหันมามองผมแล้วเลิกคิ้ว

ในเมื่อเรียกว่า ‘คุณ’ แล้วเขาหันมา และผมก็ยังไม่รู้จักชื่อเขา งั้นผมจะเรียกเขาว่า ‘คุณตัวขาว’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘คุณ’ ไปก่อนก็แล้วกัน

“เรียนปีไหน”

“ถามเราเหรอ” คุณเขาเลิกคิ้วขณะรับถุงเจลแช่เย็นมาจากเพื่อน นำมาห่อด้วยผ้าบางๆ แล้ววางไว้บนหลังคอคนป่วยเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้น้อง

“ถามคุณนั่นแหละ” ผมย้ำ

“ปีห้า” เขาตอบ “จบช้ามาปีแล้ว”

“เอาดีๆ ดิคุณ” ผมจ้องหน้าของเขา หน้าตาละอ่อนแบบนี้ไม่น่าเกินปีสามนะ แกล้งตอบมั่วชัวร์เลย

“ปีสอง” เขาตอบดีๆ ตาใสแพรวพราว มีเสน่ห์มากๆ

โอย ไม่ไหวว่ะ หยุดมองไม่ได้เลย ใครก็ได้ช่วยด้วย

“ดูน้องไว้นะ” คุณตัวขาวบอกก่อนทำท่าจะลุกไป

“เดี๋ยวคุณ ผมขอพลาสเตอร์สักอันได้ไหม” ผมยกนิ้วชี้ที่มีพลาสเตอร์ยาแบบผ้าสีน้ำตาลหน้าตาเยินๆ พันไว้ อันเก่าไม่ได้เปลี่ยนมาตั้งแต่เมื่อวาน เพิ่งรู้ว่าการทำตัวซกมกก็ข้อดีอยู่เหมือนกัน

“ได้สิ คุณไปโดนอะไรมา” สตาฟพยาบาลคว้านิ้วผมไปแกะพลาสเตอร์ยาเก่าออก เขาจับมือผมพลิกซ้ายพลิกขวาดูรอยบาดที่ไม่ยาวแต่ลึก “คัตเตอร์บาด?”

“ถูกต้อง” ผมตอบ ตายังจ้องอยู่ที่หน้าเขา

คุณตัวขาวพยักหน้าแล้วทัดผมสีดำขลับไว้หลังใบหูด้วยท่าทางนุ่มนวลชวนฝัน เขาดึงกล่องปฐมพยาบาลแถวนั้นมาใกล้ๆ ก่อนจัดการล้างแผลให้ผมอย่างเบามือ ระหว่างนั้นก็หันไปคุยกับน้องแก้มแดงด้วย

“ปวดหัว หน้ามืดหรือเปล่า เดี๋ยวเลือดหยุดไหลไปนอนพักไหม”

“ผมโอเคครับ ไม่ต้องนอนก็ได้” เจ้าแก้มแดงตอบเสียงเขินๆ

เนี่ย ขนาดน้องยังเขินคุณเขา แล้วอย่างผมจะเหลือเหรอ

“ถ้าไม่ไหวไม่ต้องฝืนนะ วันนี้อากาศร้อนมากจริงๆ”
 
ผมนั่งมองสองมนุษย์จากดาวน่ารักคุยกันเงียบๆ เมื่อกี้คิดว่าเจ้าหนูแก้มแดงก็ขาวน่ารักแล้ว พอมาเจอสตาฟพยาบาลที่ขาวแสบตายิ่งกว่า ภาพตรงหน้าผมเลยกลายเป็นทุ่งความขาวชวนเคลิ้มไปเลย

คนนึงแก้มแดง อีกคนตัวขาว...

ผมอยากจะบีบ อยากจะฟัด อยากจับมาขยำๆ งับๆ เคี้ยวๆ แล้วกลืนเจ้าสองขาวนี้ลงท้องไปพร้อมๆ กันเลย

บาปฉิบหายอะความรู้สึกนี้

“เสร็จแล้ว เราไปนะ” เขายิ้มสวยชวนใจละลายหลังพันพลาสเตอร์บนนิ้วผมเรียบร้อย ก่อนจะเดินไปดูน้องที่นอนพักอยู่จุดอื่นต่อ ทิ้งผมไว้กับเจ้าหนูแก้มแดงตามลำพัง

ผมมองตามเขาคอแทบเคล็ด นึกโกรธตัวเองว่าพลาดของดีหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แบบนี้ไปได้ยังไง

นี่เขาอยู่ปีเดียวกับผมด้วย มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ไม่เคยเจอกันเลย ตอนรับน้องมหาลัยปีที่แล้วผมก็ไป เฟรชชี่เกม เฟรชชี่ไนท์ กีฬามหาลัย ผมไม่เคยพลาด ร้านเหล้า ร้านหมูกระทะ คาเฟ่แถวนี้ก็ไปไม่ขาด

คนๆ นี้รอดหูรอดตาผมไปได้ยังไงกันวะ

ช่างเถอะ ตอนนี้ก็ได้เจอแล้วไง จะบ่นทำไม เป็นเพราะน้องแก้มแดงคนนี้แท้ๆ เลยเชียว ถ้าไม่พาน้องมาส่งที่หน่วยพยาบาล ผมคงไม่มีวันรู้ว่าม.เรามีคนน่ารักขนาดนี้อยู่ด้วย

ว่าแต่น้องชื่ออะไรนะ จะจำใส่ใจไว้ให้แม่นๆ เลย

“ไหนขอดูหน่อย ชื่ออะไรน่ะเรา” ผมยกป้ายชื่อน้องมาดู

ลายมือผอมๆ บนกระดาษแข็งสีฟ้าเขียนไว้ว่า ‘โอบ วิดวะ’ เจ้าของชื่อกำลังมองผมด้วยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสแจ๋ว สองแก้มยังแดงเรื่อไม่หาย เห็นแล้วมันเขี้ยวว่ะ คันปาก คันไม้คันมือยุกยิก

อยากจะแกล้งให้งอนแก้มป่อง


“อ๋อ เปี๊ยก วิดวะ”




ต่อพาร์ท เรา-ผม ใน 1.2 ค่ะ
พูดคุยกันได้ที่เพจ หรือ ติดแฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ ^^

Talk เล็กๆ :: ถึงแม้แนวเรื่องจะดูดราม่า แต่พยายามจะเลี้ยงให้อยู่ในความฟีลกู๊ด จีบกันไป จีบกันมาเขินๆ นะคะ งุยยย แต่งคลายเครียดค่ะ... ;;w;;

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:27:21 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ฮรือออ อิจฉาพี่ซัน อยากเจอพี่จันทร์น้องโอบ  :o8:
เลือกทีมไม่ถูกเลยค่ะ ดีทุกคู่ ทุกคน  :m1:

 :pig4:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 1.2 จุดเริ่มต้น
เส้นตรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ล้วนมีจุดเริ่มต้น
ความสัมพันธ์ก็เช่นกัน



:: เรา – เพราะความซวย ::



รับน้องวันที่สอง...
น่าจะเป็นวันที่วุ่นวายที่สุดแล้วละมั้ง

อาจเพราะอากาศร้อนปรอทแตกในช่วงบ่าย วันนี้หน่วยพยาบาลเลยคึกคักเป็นพิเศษ ผมกับเพื่อนหัวหมุนกับการดูแลคนป่วยที่ถูกพามาส่งเป็นระยะ กล่องก้านสำลีชุบแอมโมเนียกลายเป็นวัตถุที่เนื้อหอมที่สุดไปโดยปริยาย

ผิดกับเมื่อวานที่หน่วยพยาบาลเงียบเหงามาก สตาฟไม่มีอะไรทำได้แต่นั่งฟังเสียงกลองกันแบบเหงาๆ พิมพ์กับเกดเพื่อนผมยังคุยกันอยู่เลยว่าน่าเสียดาย รู้งี้ลงชื่อไปเป็นพี่บ้านดีกว่า จะได้ออกไปสนุกอยู่กับน้องๆ ข้างนอก

ไม่นึกเลยว่าวันถัดมาจะยุ่งจนหัวหมุนแบบนี้

หลังพาน้องผู้ชายคนหนึ่งที่เพลียแดดไปนอนพัก ผมคิดจะแอบนั่งหลบมุมข้างโต๊ะหาน้ำกินหน่อย แต่แค่หย่อนตัวลงนั่งยังไม่ทันได้เอาปากแตะหลอดเลยก็โดนเพื่อนเรียกอีกแล้ว

“จันทร์” พิมพ์ชะโงกหน้าข้ามโต๊ะมาหา

“หือ?” ผมเลิกคิ้วให้เพื่อนผู้หญิงเป็นเชิงถาม

“มีน้องมาทำแผลสองคน จันทร์ช่วยดูน้องผู้ชายทีนะ”

“โอเค” ผมหิ้วกล่องปฐมพยาบาลลุกตามเพื่อนออกไป เห็นน้องผู้ชายหน้าตาตี๋ๆ คนหนึ่งนั่งรออยู่ที่ม้านั่ง พอเดินเข้าไปใกล้ น้องก็แบมืออวดแผลถลอกเลือดไหลซิบบนฝ่ามือให้ดู “หกล้มเหรอครับ”

“ครับ มัวแต่มองสาวเลยสะดุดบันได”

ผมฟังคำตอบของน้องแล้วอดยิ้มไม่ได้ ตลกดี แต่ก็ไม่แปลกนะ น้องเพิ่งพ้นสังคมเล็กๆ ในช่วงมัธยมมาเจอโลกที่กว้างขึ้นในมหาวิทยาลัย อะไรก็ดูน่าตื่นเต้นไปหมดแหละ...โดยเฉพาะสาวๆ

“คราวหน้าเดินให้พ้นบันไดก่อนค่อยมองสาวนะ”

“ครับ” น้องยิ้มตาหยีเหลือเป็นเส้นเดียวอยู่บนหน้า

หลังจากบทสนทนาสั้นๆ นั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก แต่ระหว่างที่ผมก้มหน้าก้มตาทำแผล เสียงทุ้มๆ หูก็ดังมาจากข้างหลังเหมือนคนพูดยืนอยู่ข้างผมนี่เอง

“มือถือมึงเปิดติดแล้วนะ”
ใครบางคนยื่นไอโฟนหน้าตาสมบุกสมบันมาใกล้ๆ

“อ้าว จริงเหรอ ขอบใจมากมึง ตะกี้กูใจหายใจคว่ำหมด” น้องที่นั่งทำแผลอยู่คุยกับเพื่อนข้ามหัวผม แผลที่ผมเล็งจะปาดเบตาดีนให้เลยขยับยุกยิกอยู่ไม่สุขสักที “มึงกลับไปก่อนเลยไอ้หนึ่ง เดี๋ยวกูตามไป”

“อืม”
แค่คำว่า ‘อืม’ คำเดียวน่ะ ทำให้สะดุ้งเลย

ผมเงยหน้าแล้วเหลียวหลังไปดูหน้าเจ้าของเสียง ทว่าใครคนนั้นไม่อยู่แล้ว ทันเห็นแค่แผ่นหลังกว้างๆ ของน้องผู้ชายตัวสูงโปร่งเดินแวบผ่านประตูกระจกของหอประชุมไปเท่านั้น

ทั้งรูปร่าง ความสูง และน้ำเสียงของน้องคนนั้น...ละม้ายคล้ายคนบางคนที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของผมเลย

“เกด!” ผมเรียกเพื่อนที่เดินเข้าหอประชุมมาพอดี “ฝากดูน้องต่อที เหลือแค่ปิดแผล เดี๋ยวเรามา”

“จันทร์จะรีบไปไหนอะ ปวดอึ๊?” เกดทำหน้างงๆ

“ไม่ใช่ คือเรา...” ผมว้าวุ่นนิดหน่อย ไม่รู้จะพูดยังไงดี “เหมือนจะเห็นน้องคนนั้น แต่ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า”

“เฮ้ย จริงดิ น้องคนนั้นอ่านะ รีบตามไปเลย เร็วๆ เข้า เดี๋ยวดูน้องตรงนี้ให้!” เพื่อนผมเริ่มตื่นเต้นตามไปด้วย

“ขอบใจนะ” ผมส่งเทปผ้าปิดแผลให้เพื่อนอย่างลนลาน

ทันทีที่เดินพ้นประตูหอประชุมใหญ่ก็กวาดสายตามองหาใครบางคน พอเห็นแผ่นหลังที่คิดว่าน่าจะใช่เดินลับหายไปใต้อาคารทางขวามือก็รีบวิ่งตาม

ข้างนอกนี่ร้อนระอุอย่างกับอยู่ในเตาอบ เสียงกลองเสียงเพลงดังคึกคักจากซุ้มจากลานต่างๆ ปะปนกันมั่วจนฟังไม่ออกว่าเป็นเพลงอะไร แถมคนก็พลุ่กพล่านอย่างกับอะไรดี มองไปตรงไหนก็มีแต่คนยุ่บยั่บไปหมด

เหมือนโชคชะตาคิดจะแกล้งกันเลย ไม่ว่าเดินไปทางไหนจะต้องมีคนเดินตัดหน้าผมเสียทุกครั้ง สุดท้ายแผ่นหลังนั้นเลยคลาดสายตาผมไปจนได้

หาไม่เจอแล้ว...

ผมยืนนิ่งงงๆ มึนๆ อยู่หน้าตึกเรียนรวม

จะว่าไป วันที่ได้เจอน้องครั้งแรกก็เป็นแบบนี้เลย



ราวๆ แปดเดือนก่อน

หลังเปิดเรียนเทอมสองมาได้หนึ่งสัปดาห์ ผมนึกครึ้มอยากออกไปอ่านหนังสือนอกสถานที่เลยแต่งตัวออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงสายๆ นั่งบีทีเอสไปร้านกาแฟร้านโปรด

‘ในสายหมอก’ เป็นร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ ใจกลางกรุง ตัวร้านเป็นเรือนกระจกถูกปลูกซ่อนอยู่ในสวนต้นไม้สีเขียวร่มรื่น บรรยากาศสงบเงียบเย็นสบายเหมาะแก่การอ่านหนังสือ อาหารกับเครื่องดื่มอร่อยน้ำตาไหลไปหมดทุกอย่าง แถมเจ้าของร้านก็น่ารักและใจดีมากๆ ด้วย

เสียอยู่อย่างเดียวคือร้านนี้ค่อนข้างลับแลไปหน่อย

พี่หมอก—เจ้าของร้านไม่เคยโปรโมตร้านตัวเองลงโซเชียลเลย ลูกค้าขาจรมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าขาประจำที่มีบ้านหรือออฟฟิศอยู่แถวนั้น ไม่ก็เป็นลูกศิษย์เก่าจากคอร์สสีน้ำของพี่หมอก…อย่างผม

“เหมือนเดิมใช่ไหมน้องจันทร์” พี่หมอกที่วันนี้ออกมารับออเดอร์เองถามผมแบบคุ้นเคยกันดี เนื่องจากมาบ่อยมาก พี่เขาเลยรู้ว่าทุกครั้งที่มา ผมจะสั่งเมนูเดิมๆ ตลอดไม่เคยเปลี่ยน

“ครับ เอาเหมือนเดิม”

“ดาร์กมิสต์หนึ่งที่ หนึ่งร้อยห้าสิบบาทครับ”

ดาร์กมิสต์เป็นชื่อเรียกเก๋ๆ ของกาแฟผสมนมรสชาติเข้มข้นสูตรเด่นของร้าน มันเป็นเมนูโปรดของผมเอง

ผมวางหนังสือที่อ่านค้างอยู่แล้วล้วงมือลงไปในถุงผ้ารักษ์โลก แอบขมวดคิ้วหน่อยๆ เมื่อควานหาให้ตายยังไงก็ไม่เจออะไรเลย ก้นกระเป๋าผมมีแค่สายหูฟังที่พันกันเป็นก้อนกับแพ็กกระดาษทิชชู่ที่ยังไม่ได้แกะใช้

“หือ?” ผมเพิ่งรู้ตัวว่ากระเป๋าตังค์กับมือถือ...หายไป!

“เอ่อ ตรงนั้นใช่รอยกรีดหรือเปล่าน่ะ…” พี่หมอกชี้

“ไหนครับ” ผมก้มลงมองถุงผ้าของตัวเอง เห็นด้านข้างมีรอยขาดเนี้ยบกริบเหมือนถูกของมีคมกรีด ช่องที่ขาดไปมีขนาดใหญ่พอที่จะสอดมือเข้ามาล้วงขโมยข้าวของได้สบาย

“มีอะไรหายไปบ้างไหม”

“กระเป๋าตังค์กับมือถือหายไปครับ” ผมตอบเสียงเบา ตกใจอยู่นะ ช็อกด้วย มือไม้สั่นไปหมดแล้ว

กระเป๋าตังค์น่ะมีเงินแค่พันเดียว ไม่ค่อยเสียดายหรอก ห่วงก็แต่บัตรนักศึกษาที่เป็นบัตรเอทีเอ็มนี่ละ ส่วนมือถือก็ของสำคัญเลย ผมใช้มาตั้งแต่ม.สี่ รูปที่ถ่ายไว้ เบอร์เพื่อนฝูงที่เมมไว้ หายหมดสิเนี่ย

ว่าแต่โดนกรีดกระเป๋าตอนไหน ผมไม่รู้ตัวเลย

วันนี้บีทีเอสคนเยอะมากๆ ยืนเบียดกันเป็นปลากระป๋อง ระหว่างทางผมอ่านหนังสือไปด้วยเลยไม่ค่อยได้ระวังตัว โชคดีที่ใช้บัตรรายเที่ยวเป็นที่คั่นหนังสือ ไม่ได้ใส่ไว้ในกระเป๋าตังค์เหมือนปกติ ตอนขาออกจากสถานีเลยไม่มีปัญหา

“ไม่เป็นไรนะ ใจเย็นๆ ตั้งสติก่อน ค่ากาแฟไม่เป็นไรพี่ยกให้ ยืมโทรศัพท์พี่โทรกลับบ้านก่อนไหม” พี่หมอกทำหน้าตากังวลขณะยื่นมือถือข้ามเคาน์เตอร์มาให้ผมอย่างร้อนรน

ผมส่งยิ้มจางๆ ให้พี่หมอก ความจริงอยากจะบอกว่าคนที่ต้องตั้งสติก่อน น่าจะเป็นพี่มากกว่าผมนะ

“ค่ากาแฟเดี๋ยวผมเอาเงินมาจ่ายคืนให้วันหลัง ส่วนโทรศัพท์…ผมไม่รบกวนดีกว่า ขอบคุณนะครับ” ผมมองโทรศัพท์มือถือที่พี่หมอกยื่นมาให้อย่างเหงาหงอย

ถึงยืมมาก็ไม่รู้จะโทรหาใครอยู่ดี

วันนี้ที่บ้านผมไม่มีคนอยู่ แม่ทำงานเป็นเลขาก็ตามนายไปเซี่ยงไฮ้ เพื่อนสนิทสมัยมัธยมเรียนอยู่ที่เชียงใหม่คงช่วยอะไรผมไม่ได้ เพื่อนมหาลัยก็จำเบอร์ไม่ได้เลยสักคน ส่วนแฟน…ก็ไม่มี

“ไม่โทรหาใครแล้วจันทร์จะกลับบ้านยังไงล่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับได้” ผมยิ้มให้พี่หมอกสบายใจ

แม่เคยสอนให้ผมพับเงินสำรองไว้เล็กๆ น้อยๆ ซ่อนไว้ตามที่ต่างๆ เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินแบบนี้ อย่างน้อยจะได้มีเงินกลับบ้าน ปัญหาคือผมดันซ่อนเงินไว้ที่หลังเคสมือถือน่ะสิ โดนล้วงไปหมดแล้วแบบนี้จะกลับบ้านยังไงล่ะ

โอเค นี่มันร้ายแรงเข้าขั้นหายนะแล้วนะ ผมจะทำยังไงดี เงินก็ไม่มี แม่ก็ไม่อยู่บ้าน จำเบอร์ใครก็ไม่ได้เลย ผมไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวและมืดแปดด้านแบบนี้มาก่อนจริงๆ

“ไปแจ้งความก่อนดีไหมครับ” ใครบางคนแนะนำ

ผมหันไปมอง พบว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กหนุ่มม.ปลาย น้องสูงกว่าผมเป็นคืบ สวมเสื้อยืดสีขาวเนื้อบาง ตัดผมทรงที่ดูก็รู้เลยว่ากำลังเรียนรด.อยู่ แต่ถึงจะไถผมเกรียน ความเท่ๆ คูลๆ ของน้องก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยนะ

“พี่เห็นด้วย ไปแจ้งความแล้วรีบอายัดบัตรเอทีเอ็มก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง แต่สถานีตำรวจของเขตนี้อยู่ที่ไหนพี่จำไม่ได้แฮะ ขอนึกก่อน...” พี่หมอกย่นคิ้วครุ่นคิด

“ผมรู้ว่าอยู่ที่ไหน ให้ผมพาไปแจ้งความไหมครับ” น้องคนเดิมพูด หน้าน้องนิ่งสนิทพอๆ กับน้ำเสียงเลย

“จะพาพี่ไปแจ้งความเหรอ” ผมถามย้ำ

“อืม” ตอนแรกน้องตอบสั้นๆ แค่นี้ แต่เหมือนนึกขึ้นได้ว่าผมแก่กว่าเลยยอมพูดต่ออีกหน่อย “ครับ”

นั่นละ ที่มาของคำว่า ‘อืม’ ที่ฝังใจผมมาถึงทุกวันนี้

ผมสบตาน้อง อยากรู้จริงๆ ว่านึกยังไงถึงอยากช่วยผม

ปกติแล้วผมจะเดาความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นออก ไม่ใช่ว่ามีพลังจิตหรืออะไรนะ ก็แค่อ่านแววตากับภาษากายคนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะพวกที่คิดจะเข้ามาใกล้ผมมากเกินไปแบบมีจุดประสงค์แอบแฝง

แต่นี่...

น้องแค่สบตาตอบผมนิ่งๆ ดวงตาคู่นั้นดำสนิทและเฉยเมยมาก ไม่มีประกายอารมณ์ ไม่มีเขิน ไม่มีพิรุธ ไม่มีลับลมคมใน เหมือนในใจไม่ได้คิดอะไรใดๆ ก็ว่าได้

ผมเดาความคิดของน้องไม่ออกเลย รู้แต่ว่าพอถูกมองด้วยสายตานิ่งสงบของน้อง ผมกลับรู้สึกอุ่นใจแปลกๆ

แบบนี้ก็แปลว่าน่าจะไว้ใจได้ละมั้ง

“งั้นพี่รบกวนหน่อยนะ” ผมยิ้ม

น้องพยักหน้า หันไปรับเครื่องดื่มที่ปลายเคาน์เตอร์แล้วเดินนำออกไปนอกร้าน ผมเดินตามแผ่นหลังกว้างๆ ของน้องไปที่มอเตอร์ไซค์ฟีโน่สีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล

หมวกกันน็อกสีม่วงเหมือนเปลือกมังคุดถูกส่งมาให้โดยที่เจ้าของไม่พูดอะไรเลยสักคำ น้องขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วพยักหน้าให้ผม ขอแปลเอาเองแล้วกันว่าน้องกำลังชวนให้ขึ้นมาซ้อนท้ายอยู่

ผมตามขึ้นไปนั่งขณะน้องสวมหมวกกันน็อก เพิ่งสังเกตเห็นว่าน้องไหล่กว้างมาก หลังก็กว้าง ตอนยืนไกลๆ กันก็ไม่รู้สึกอะไร พอเข้ามาใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่าผมดูตัวเล็กตัวน้อยไปเลย

“อุ่ย” ผมสะดุ้งเมื่อจู่ๆ น้องก็หันกลับมา เกือบหลบตาไม่ทันแน่ะ

“จะไปแล้วนะครับ จับดีๆ”

“อื้ม”

หลังจากนั้นน้องก็พาผมไปสถานีตำรวจจริงๆ ตอนที่ผมขึ้นไปแจ้งความ น้องก็อยู่ข้างตัวผมตลอด แต่น้องกลับไม่พูดอะไรกับผมสักคำ ไม่มีการตีเนียนชวนคุยหรือทำอะไรไปมากกว่าคอยอยู่เป็นเพื่อนให้ผมอุ่นใจเฉยๆ

“บ้านอยู่ไหนครับ เดี๋ยวไปส่ง” น้องถามตอนที่ผมแจ้งความเสร็จแล้วและกำลังเดินลงบันไดหน้าสน.มาด้วยกัน

“ไม่เป็นไร บ้านพี่อยู่ไกลนะ”

“มีเงินกลับบ้านเหรอครับ”

“...” ผมเม้มปากแน่น ลืมไปว่าไม่มีเงินน่ะสิ

น้องล้วงกระเป๋าตังค์ ควักแบงก์ร้อยขึ้นมา ยื่นให้

“ไม่เอา ไม่ได้ๆ พี่ไม่เอาเงินของน้องนะ” ผมรีบปฏิเสธ

น้องมองนิ่งๆ พยักหน้าแล้วยอมเก็บเงินไปแต่โดยดี

“ตกลงบ้านอยู่ไหน เดี๋ยวผมไปส่ง”

ผมลังเล แค่พามาแจ้งความก็รบกวนเวลาน้องมากแล้ว ไม่อยากให้น้องไปส่งเลย แต่ผมไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ

“บ้านพี่อยู่แถววัดเสมียนนารี ถ้าน้องไม่ได้อยู่แถวนั้นก็อย่าไปส่งพี่เลยนะ เดี๋ยวพี่พยายามนึกเบอร์เพื่อนให้ออก จะได้โทรเรียกเพื่อนมารับแทน”

“บ้านผมอยู่แถวประชาชื่น ซอยใกล้ๆ เจ๊ไข่ซีฟู้ด”

“อ้าว งั้นบ้านเราก็ไม่ไกลกันเท่าไรน่ะสิ ร้านโปรดพี่เลยนะเจ๊ไข่ซีฟู๊ด ทะเลเดือดอร่อยมาก”

“ไปไหมครับ”

“ไปกินเจ๊ไข่?”

“หมายถึงไปส่งพี่ที่บ้าน”

ชะอุ่ย…โดนเบรกหัวทิ่มเลย ผมปิดปากกลั้นขำจนไหล่สั่นแต่น้องหน้าอย่างนิ่ง อะไรกัน ไม่ขำเหรอ จังหวะออกจะซิตคอมขนาดนี้ งุ้ยๆๆ

“อืม ไปก็ได้”

“ครับ” น้องส่งหมวกกันน็อกให้ผมอีกรอบ

สรุปน้องก็พาผมไปส่งบ้านจริงๆ นั่นแหละ บอกเลยว่าไม่ค่อยมีใครได้มาถึงบ้านผมแบบนี้หรอกนะ ผมไม่ชอบพาใครมาบ้าน มีแต่คนที่สนิทจริงๆ เท่านั้นถึงจะรู้จักบ้านผม

ผมลงจากฟีโน่สีดำแล้วถอดหมวกกันน็อกคืน

“แจ้งความเสร็จแล้ว พี่ต้องทำอะไรต่ออีกนะ ทำบัตรประชาชนกับใบขับขี่ใหม่เหรอ” ผมบ่นหน้ามุ่ยแบบเซ็งๆ บัตรประชาชนน่ะทำที่ศูนย์บริการภาครัฐในห้างเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ใบขับขี่นี่สิ...เฮ้อ ลำบากลำบน

“อายัดบัตรเอทีเอ็มก่อนครับ” น้องยื่นมือถือให้

ผมกะพริบตาปริบๆ แต่ก็ยอมรับโทรศัพท์น้องมา หัวสมองผมว่างเปล่ามากเลย ไม่เคยทำบัตรเอทีเอ็มหายน่ะ ไม่รู้จริงๆ ว่าต้องอายัดบัตรยังไง

กำลังคิดอยู่เลยว่าจะขออนุญาตน้องเข้าซาฟารีเซิร์ชหาวิธีอายัดบัตรหน่อย แต่บนหน้าจอมือถือที่เปิดอยู่น่ะ...น้องอุตส่าห์เปิดหาเบอร์สำหรับอายัดบัตรค้างเอาไว้ให้ผมแล้ว

เฮ้อ... ผมเอามือถือน้องแนบอกแล้วถอนหายใจปลื้มๆ คือแบบ...คนอะไรใจดีจัง ผมแพ้คนแบบนี้จริงๆ นะ

“รีบโทรครับ โจรจะได้เอาบัตรไปทำอะไรไม่ได้”

“อ๋อ อื้มๆ โอเค” ผมพยักหน้ารีบโทรไปอายัดบัตรเอทีเอ็มตามเบอร์ธนาคารในหน้าเว็บที่น้องเปิดไว้ให้ พอเสร็จเรียบร้อยก็คืนมือถือให้น้อง

“คราวหน้าระวังกระเป๋าด้วยนะครับ” น้องพูดเสียงเข้ม

เอ่อ ทำไมรู้สึกเหมือนน้องกำลังดุผมอยู่เลยนะ

“พี่จะพยายาม” ผมรับปาก

น้องพยักหน้าพอใจแล้วเอาหมวกกันน็อกใบที่ผมใช้ใส่ลงตะกร้าหน้ารถ ผมคิดว่าน้องคงจะต้องไปแล้ว กะว่าจะขอบคุณแล้วขอไลน์น้องไว้เผื่อจะพาไปเลี้ยงตอบแทน แต่จู่ๆ น้องก็ชี้มาที่พื้น ไม่สิ ชี้รองเท้าผมต่างหาก

“เชือกรองเท้า” น้องพูดสั้นๆ มีแต่คำนามไม่มีคำกริยา

“อ๋อ” ผมก้มตาม เห็นเชือกรองเท้าหลุดอยู่เลยก้มลงผูก

ตอนนั้นแหละที่น้องพูดว่า “ผมไปนะ” แล้วก็ออกรถไปเลย

กว่าผมจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ฟีโน่ของน้องก็แล่นฟิ้วไปไกลแล้ว คำว่า ‘เดี๋ยวก่อนน้อง อย่าเพิ่งไป’ ยังไม่ทันหลุดออกจากปากเลย น้องก็เลี้ยวพ้นมุมกำแพงบ้านตรงต้นซอยไปเรียบร้อยแล้ว

เง้อ น้องจะรีบไปไหนนน

ยังไม่ได้ขอบคุณ ยังไม่ได้ถามชื่อเลย

ผมยืนมึนๆ งงๆ อยู่หน้าบ้านตัวเองอยู่นาน เกิดมาสิบแปดปี นอกจากจะไม่เคยโดนกรีดกระเป๋า ไม่รู้วิธีอายัดบัตรเอทีเอ็มแล้ว ผมยังไม่เคยเจอใครแบบน้องด้วย...ไม่เคยจริงๆ

พวกที่เข้ามาพูดดี สร้างสถานการณ์ ช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ หวังจะเนียนจีบ ผมเจอมาเยอะแล้ว แต่น้องคนนั้นไม่สนใจผมเลยแม้แต่นิดเดียว น้องช่วยผม และไม่คิดจะรอฟังคำขอบคุณสักคำเลยด้วย

เป็นคนดีที่ใจดีสุดๆ เลย

วันนั้นถึงจะงงๆ หน่อย แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณความซวยนะ ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าคนมีน้ำใจแบบไม่หวังผลยังมีอยู่จริง และก็ขอบคุณที่พาน้องคนนั้นเข้ามาเป็นเรื่องราวดีๆ เรื่องหนึ่งในความทรงจำของผมด้วย

ถ้าไม่ใช่เพราะความซวย เราคงไม่ได้เจอกัน

จากวันนั้นที่ได้เจอน้องที่ร้านกาแฟจนมาถึงวันนี้ที่หน่วยพยาบาลก็ผ่านไปเกินครึ่งปีแล้ว ผมยังหวังอยู่ทุกวันว่าจะได้เจอน้องอีกสักครั้ง

หากผมวิ่งตามน้องคนเมื่อกี้ทันก็คงดี จะได้รู้กันไปเลยว่าใช่น้องที่ร้านกาแฟไหม ถ้าใช่จะได้ขอบคุณน้องสักที แต่ถ้าไม่ใช่ จะได้ไม่ต้องหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้เจอน้องที่มหาลัย

ผมหอบหิ้วหัวใจห่อเหี่ยวเดินกลับหอประชุมไปแบบหงอยๆ พิมพ์กับเกดที่นั่งรออยู่ยังไม่ทันได้เข้ามาพูดคุยกับผมเรื่องน้องคนเมื่อกี้เลย ก็มีใครบางคนพาน้องไม่สบายเข้ามาที่หน่วยพยาบาลอีกแล้ว

ดูจากเสื้อที่ฟ้องสังกัดบ้านรับน้อง คนที่มาคือพี่บ้านหวานกับน้องบ้านเด๋อ คนพี่หิ้วแขนและเอาผ้าขนหนูปิดหน้าน้องมา เลือดท่วมเต็มเสื้อน้อง ผ้าขนหนูนี่ชุ่มไปหมด น่ากลัวมาก

ผมอยู่ใกล้ประตูที่สุดในเวลานั้นเลยรีบเดินเข้าไปใกล้ พอเห็นเลือดเยอะๆ ก็ตกใจจนมือไม้เย็นเฉียบเลย

“น้องเป็นอะไรเหรอครับ”

ปากถามไปแต่ใจคิดถึงกรณีร้ายแรงสุดๆ ไปแล้ว อย่างหกล้มจนปากแตกหรือฟันหัก ถ้าเป็นแบบนั้นคงต้องส่งโรงพยาบาลแล้วละ สตาฟพยาบาลที่ไปอบรมมาไม่กี่ชั่วโมงคงเอาไม่อยู่หรอก

“น้องเลือดกำเดาไหล เยอะด้วยครับ”

เฮ้อ โล่งอกไปที แค่เลือดกำเดาไหล…






:: ผม – เพราะลูกบอลลูกนั้น ::



“รับน้องยังเหลือพรุ่งนี้อีกวันเหรอวะ”

“อืม”

“งานก็สนุกนะ แต่กูเหนื่อยแล้วว่ะ”

“อืม”

“มีอารมณ์ร่วมกะกูนิดสิไอ้หนึ่ง”

“อืม เหนื่อย” ผมพยักหน้าสนับสนุนเพื่อน

“เออ” ไอ้รันย์ขำจนตาหยีกลายเป็นขีดอยู่บนหน้าตี๋ๆ ของมัน

ผมกับเพื่อนเดินลากร่างกายที่เหนื่อยล้าสุดๆ กลับหอตอนทุ่มครึ่ง วันนี้มีงานบายศรีในบ้านรับน้อง กิจกรรมเลยเลิกช้ากว่าเมื่อวาน

ไม่รู้ภพกับโอบเป็นยังไงบ้าง กลับหอหรือยัง

ตอนที่คิดว่าไว้ถึงห้องก่อนค่อยโทรเช็กไอ้โอบ ผมบังเอิญเห็นภพนั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารตามสั่งข้างซอยหอพอดี แต่มันอยู่คนเดียว…ไม่มีโอบอยู่ด้วย

ผมเดินบุกเข้าไปจับไหล่เพื่อนแล้วบีบหนักๆ จนไอ้ภพเงยหน้าจากจานผัดซีอิ๊ว มันมองหน้าผมแล้วยิ้มแหย

“ไอ้โอบไปไหน”

“โอบบ่นมึนหัว ขึ้นหอไปนอนแล้ว”

“มันไม่สบาย?”

“เออ เมื่อบ่ายมันเลือดกำเดาไหล”

ผมบีบไหล่ไอ้ภพหนักขึ้นนิดหน่อย

“ทำไมไม่โทรบอกกู”

“โอ๊ยๆ ไอ้หนึ่งไหล่กู๊!” ภพร้องลั่น ตัวโตเป็นหมีซะเปล่าแต่เสือกขี้โวยวายเป็นหมาพุดเดิ้ล “มึงไปทำโทษเด็กมึงนู้น ไอ้โอบมันห้ามไว้ไม่ให้กูบอก มันกลัวมึงจะแล่นมาหามัน”

“อืม” ผมขานรับเบาๆ แล้วเลิกแกล้งเพื่อน

“แล้วนั่น มือมึงไปทำอะไรมาวะไอ้รันย์ เช้ายังดีๆ อยู่เลยนี่” ภพถามเมื่อเห็นเทปผ้าปิดแผลบนฝ่ามือรันย์

“มัวแต่มองสาวเลยจับกบว่ะ” รันย์ยิ้มตาหยี

ผมฟังแล้วส่ายหน้า เดินกันมาอยู่ดีๆ มันเหลียวไปมองใครไม่รู้ หันมาอีกทีเจอบันไดสามขั้นเลยสะดุดล้มเอามือลงพื้น หนังถลอกปอกเปิดจนต้องไปทำแผล มือถือก็ร่วง เคสกระจาย เครื่องดับไปเลย

“โง่จริงเพื่อนกู นั่งๆ กินข้าว” ภพตบเก้าอี้พลาสติกข้างตัว

รันย์นั่งลง แต่ผมยืนเฉย มองไปที่หอ “กูกลับห้องก่อนนะ”

“อ้าว ไม่แดกข้าวด้วยกันเหรอวะ” รันย์ถาม

“จะรีบไปดูไอ้โอบละซี่ เหม็นความห่วงใยว่ะ ได้กลิ่นแล้วแดกข้าวไม่ลง ไป รีบไปเลยมึง ” ภพปัดมือไล่ผมเหมือนปัดแมลงวัน ผมเลยโบกหลังหัวมันไปหนึ่งทีก่อนจะเดินออกมา

โอบไม่สบาย…

ขอเดาว่าเป็นเพราะอากาศร้อนแล้วกัน ปกติมันทนร้อนไม่ค่อยได้ โดนแดดแป๊บเดียวตัวก็แดงแล้ว ถ้าเจออากาศร้อนนานๆ มันจะเลือดกำเดาไหลไม่ก็ปวดหัว เป็นแบบนี้มาตั้งแต่อนุบาล

ต้องเอาใจคนป่วยหน่อย ป่านนี้คงรองอแงอยู่

ผมเข้าร้านสะดวกซื้อเดินหาขนมหวานที่โอบชอบ แวะร้านชาซื้อชานมไข่มุกแบบที่โอบสั่งบ่อยๆ แล้วรีบกลับขึ้นหอ รับน้องวันนี้เล่นเอาเหนื่อยจนปวดเนื้อปวดตัวไปหมด หัวถึงหมอนผมคงหลับเป็นตาย คนป่วยก็คงสภาพพอกัน

โอบคงหลับแล้ว

ผมเคาะประตูเบาๆ ก่อนใช้กุญแจไขเข้าห้อง ข้างในแอร์เย็นฉ่ำและปิดไฟมืด โอบนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง พอผมเดินไปใกล้มันก็ขยับตัวยุกยิก ยื่นมือไปเปิดไฟหัวเตียงแล้วปรือตามองผมด้วยดวงตาฉ่ำแดง

“ไม่สบาย?”

“อือ” โอบตอบ เสียงมันดูไม่ค่อยดี ได้ยินจากไอ้ภพว่าเมื่อวานยังซ่าส์อยู่เลย วันนี้นอนแบ็บเสียแล้วสิ

ผมเอามือแตะหน้าผากมัน เช็กอุณหภูมิ ดีที่ไม่ร้อน

“ปวดหัวไหม”

“นิดหน่อย”

“ยาล่ะ”

“กินแล้ว”

ผมกำลังจะบ่นว่าทำไมไม่ให้ภพโทรบอก แต่มันอ้อน ดึงมือผมที่จับหน้าผากอยู่ลงไปวางบนหมอนแล้วเอาแก้มนิ่มๆ ย้อยๆ วางแปะบนฝ่ามือผมอีกที

อืม จู่ๆ ก็ลืมเรื่องที่จะดุมันไปเฉยเลย

“กินข้าวยัง” ผมถาม เสียงอ่อนกว่าเดิม

“ยัง อยากกินอะไรหวานๆ เย็นๆ” ดูมันงอแง

“เช่น…” ผมยกแก้วชานมไข่มุกขึ้นมาให้มันเห็น

“อือๆ ถูกต้อง รู้ใจกูจัง มึงนี่น่ารักที่สุดเลยไอ้หนึ่ง” โอบยิ้มรีบลุกขึ้นมากินชานมไข่มุก แก้วก็ไม่ยอมถือเองด้วย มันคว้าแขนผมไว้แล้วก้มลงดูดชานมไข่มุกจนพอใจ ก่อนจะล้มตัวนอนต่อ

ผมเอาชาที่เหลือไปแช่เก็บในตู้เย็น หยิบเอาถุงเจลเย็นในช่องฟรีซออกมาห่อผ้าขนหนู เดินกลับไปวางถุงเจลแปะหน้าผากโอบ เวลาปวดหัวใช้ความเย็นเข้าช่วย จะหายได้ไวขึ้น

“อยากกินบะหมี่เกี๊ยว” คนป่วยงอแง

“ร้านเปิดแล้ว เดี๋ยวกูลงไปซื้อให้”

“ไม่เอา เดี๋ยวดึกๆ ค่อยลงไปกินกัน”

“อืม ตอนนี้มึงนอนก่อน ดีขึ้นค่อยไป” ผมห่มผ้าให้โอบ มองดูมันหลับตาพักผ่อน ปิดไฟแล้วเดินออกมาเงียบๆ

หลังอาบน้ำเสร็จผมนึกถึงเสื้อของโอบขึ้นมา มันเลือดกำเดาไหล ป่านนี้เสื้อที่ใส่ไปวันนี้คงดูไม่จืดแล้วมั้ง ผมกลัวจะซักเลือดไม่ออกเลยรื้อตะกร้าผ้าหาเสื้อมัน แต่กลายเป็นว่าเจอเสื้อยืดสองตัว

ตัวหนึ่งเป็นของโอบ ส่วนอีกตัวเป็นเสื้อปริศนา

ปกติโอบใส่ไซส์ S เพราะมันตัวเล็กเท่าหมากระเป๋า แต่เสื้อที่ผมเจอไซส์ XL ตัวใหญ่เบ้อเริ่ม สีขาวพื้นๆ สกรีนคำว่า ‘GUCCI’ ไว้กลางอก ดูจากป้ายยี่ห้อข้างใน น่าจะแบรนด์เนมแท้ไม่ใช่ของเลียนแบบ

เสื้อใครวะ...

พี่คนไหนสักคนคงให้ยืมมามั้ง เพราะคิดแบบนั้นผมเลยเอาเสื้อทั้งสองตัวไปซักให้โดยไม่ได้คิดอะไร กว่าจะทำนู่นทำนี่ตากผ้าเสร็จ กลับเข้ามาอีกที โอบก็หลับลึกไปเรียบร้อยแล้ว

ผมเดินเข้าไปใกล้เจ้าตัวเล็กบนเตียง โอบนอนหงาย ผ้าห่มเปิดหรา ถุงเจลเย็นไหลไปอยู่บนหมอนแทนที่จะอยู่บนหน้าผาก โตแล้วยังนอนดิ้นเก่ง เห็นแล้วอดเอ็นดูไม่ได้

ผ่านไปกี่ปีๆ โอบก็ยังเป็นเด็กน้อยเหมือนวันแรกที่เจอกัน

แม้จะผ่านมานานเป็นสิบปีจนลืมรายละเอียดไปบ้างแล้ว แต่ผมจำได้แม่นว่าเช้าวันนั้นแม่ผมเป็นฝ่ายเอาขนมหวานร้านเก้าพี่น้องที่ขายอยู่ในตลาดบองมาร์เช่ไปผูกมิตรกับบ้านโอบที่เพิ่งย้ายมาใหม่ก่อน

ระหว่างที่พวกแม่ๆ พูดคุยทำความรู้จักกัน ผมยืนถือลูกบอลอยู่ข้างแม่ ส่วนโอบที่ตัวเล็กเล็กกระจิดริดก็หลบอยู่หลังขาแม่ตัวเอง โผล่หน้ามาให้เห็นแค่ลูกกะตาขวาข้างเดียว

ผมจำบทสนทนาของแม่พวกเราในวันนั้นไม่ได้แล้ว แต่แน่ใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายกลิ้งบอลไปหาโอบก่อน โอบยื่นเท้ามาเขี่ยบอลคืนให้ ลูกบอลลูกนั้นกลิ้งไปกลิ้งมา สักพักโอบก็ยอมออกมาเล่นกับผมแล้ว

นั่นแหละ ครั้งแรกที่ผมได้เจอกับโอบ

จุดเริ่มต้นมิตรภาพมาราธอนยาวนานสิบสี่ปี

ผมกับโอบอยู่ด้วยกันมาตลอด หัดขี่จักรยานด้วยกัน เรียนว่ายน้ำด้วยกัน เข้าอนุบาลก็เรียนห้องเดียวกัน ไม่ต้องพูดถึงประถม มัธยม และมหาลัยในปัจจุบันที่ยังหนีกันไปไม่พ้น

ตั้งแต่เล็กจนโต แม่ผมชอบย้ำอยู่เสมอให้ผมดูแลปกป้องโอบ เพราะโอบตัวเล็กนิดเดียว เดี๋ยวจะโดนเพื่อนที่ตัวโตกว่าแกล้งเอา แต่แม่ไม่เคยรู้ว่าไอ้โอบนี่แหละตัวหัวโจกที่ชวนแกล้งคนอื่น

ถ้าผมไม่คอยดูแลโอบให้ดี มันอาจจะไปทำคนอื่นร้องไห้ได้…

ตั้งแต่เล็กจนโต แม่โอบพูดกับผมอยู่เสมอว่าขอบคุณที่ช่วยดูแลโอบให้ เพราะโอบน่ะทั้งแสบ ทั้งดื้อ ซนเก่งเป็นที่หนึ่ง หกล้มก็บ่อย หาเรื่องเจ็บตัวเลือดตกยางออกเป็นงานถนัดของมันเลย

ถ้าผมไม่คอยดูแลโอบให้ดี มันคงไม่โตมาครบสามสิบสองแบบนี้…

ผมหยิบถุงเจลเย็นวางลงบนหน้าผากให้คนป่วยอย่างเบามือ และยืนดูโอบนอนอยู่อย่างนั้นอีกสักพัก ถึงแม้จะมองไม่เห็นอะไรนอกจากเค้าโครงหน้าลางๆ ในความมืดสลัวก็ตาม

“หนึ่ง...”

ตอนแรกนึกว่ามันละเมอ กลายเป็นว่ามันตื่นแล้ว

“ขอโทษที ทำมึงตื่นใช่ไหม”

“อือ ไม่เป็นไร กูหลับๆ ตื่นๆ ปวดหัว”

ผมใช้หลังมือแตะแก้มนุ่มนิ่มเบาๆ อีกที ไม่ได้ห่วงว่าไข้จะขึ้นหรอก แค่อยาก...สัมผัสโอบเล็กๆ น้อยๆ อยากให้รู้ว่าผมเป็นห่วงมันมากแค่ไหน

“มึง...” มืออุ่นจัดคว้าแขนผมไว้แล้วดึงแรงๆ

ผมนั่งลงข้างเตียง รอฟังว่าคนป่วยต้องการอะไร

“อย่าไปไหนนะ” โอบพูดเบาๆ

ต่อให้โอบไม่เอ่ยขอ ผมก็ไม่คิดจะไปไหนไกลจากมันอยู่ดี

ผมจับมือนุ่มนิ่มวางลงเตียงแล้วดึงผ้าห่มกลับมาคลุมตัวมันจนมิด โอบยิ้มให้ผมแวบหนึ่งแล้วหลับตาลงอีกครั้ง ส่วนผมก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้นต่อไป และคงนั่งอีกนานไม่ยอมลุกไปเร็วๆ นี้แน่


ทุกครั้งที่มองโอบ ผมมักจะสงสัย...

ถ้าไม่รักคนคนนี้ ผมจะไปรักใครได้อีก




พูดคุยกันได้ที่เพจ หรือ ติดแฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ ^^

Chapter 1 มาครบแล้วค่า
Concept ของเรื่องนี้คือ 1 โจทย์ 4 มุมมองค่ะ คือโยนหัวข้อไปให้ตัวละคร 4 ตัวด้วยหัวข้อเดียวกัน แล้วรอดูว่าเขาหมุนรอบเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันยังไง ตอบสนองยังไง หรือคิดกับหัวข้อที่ให้ไปในมุมของเขาอย่างไร ดังนั้นบางพาร์ทก็อาจจะสั้น ไม่ก็อาจจะยาวๆ หน่อย

จันทร์กับโอบความน่ารักน่าจะสูสีกัน แต่จันทร์จะเย็นๆ นิ่งๆ กว่า ถ้าโอบเป็นกลางวัน จันทร์ก็คือกลางคืน ถ้าโอบสดใส จันทร์ก็คือความสงบค่ะ ในขณะที่ฝั่งเมะ...หนึ่งดูจะเข้าท่ากว่าพี่ซันนิดหน่อย แต่ขอเตือนว่ากากพอกัน...อ้าว เอ๊ะ...ยังไงเนี่ยเรื่องนี้ 5555555


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:27:47 โดย ฝนมกรา »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
เขินหนึ่งหนักมาก
ชอบความพิเศษที่หนึ่งมีให้โอบคนเดียวจังเลยค่ะ มันอบอุ่นมากๆเลย

 :pig4:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 2.1 ตามหา
คนบางคนอยู่ไกลสุดสายตา
คนบางคนอยู่ใกล้แค่เพียงคืบเดียว



:: เขา – ให้โซเชียลพาไป ::



ไม่ต้องเป็นริว จิตสัมผัสหรือเจน ญาณทิพย์ เปิดเทอมมาสัปดาห์แรก ผมก็มองเห็นอนาคตตัวเองแล้ว

A เหรอ...อย่าได้หวัง

เกียรตินิยมเหรอ...รอชาติหน้าเหอะ

ดูทรงแล้วนับว่าเลวร้าย ถึงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต

แม้วิชาเรียนของวิดวะปีหนึ่งจะไม่ต่างจากช่วงม.ปลายมากนัก แต่มันยากและลึกกว่าเยอะ หลักๆ ก็มีภาษาอังกฤษ แคลคูลัสหนึ่ง ฟิสิกส์ แล็บฟิสิกส์ เคมี แล็บเคมี บวกกับตัวคณะก็คือวิชาดรออิ้ง

ดรออิ้งที่ว่าน่ะ ไม่ใช่วิชาที่จับดินสอวาดรูปแอปเปิ้ลแล้วแรเงานะ มันคือการเขียนแบบวิศวกรรม เขียนรูปเรขาคณิต ภาพฉาย ภาพตัดขวาง บลาๆๆๆ ตอนอาจารย์แจกแผนการสอนกับแนะนำวิชาให้ฟัง ไอ้หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมดูสนอกสนใจมาก ท่าทางมันจะชอบจริงๆ ส่วนผมน่ะเหรอ แค่คิดว่าต้องเรียนก็เหนื่อยแล้วอะ

ดูจากตารางเรียนเทอมนี้แล้ว วิชาที่น่าจะโอเคและผมตั้งตาคอยที่สุดมีอยู่แค่อันเดียว นั่นคือภาษาอังกฤษ

คงสงสัยล่ะสิว่าผมมาเรียนวิศวะทำมะเขืออะไร

เหตุผลข้อแรก ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร ชอบอะไร เหมาะกับอะไร อยากจบไปทำงานอะไร โชคดีอยู่อย่างคือผมเรียนดีเกือบทุกวิชา จะแพ้อยู่อย่างก็คือเลขเสริมนี่ละ

เหตุผลข้อที่สอง ป๊ากับม้าอยากให้ผมเข้ามหาลัยนี้ เพราะทั้งคู่เป็นศิษย์เก่าของที่นี่มาก่อน แต่ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าอยากให้ผมเรียนคณะอะไร ซึ่งนั่นนำไปสู่เหตุผลข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

ไอ้หนึ่งอยากเข้าวิศวะของมหาลัยนี้พอดี...

ในเมื่อไม่รู้จะเรียนคณะอะไร แถมยังไม่อยากห่างจากเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันมาตั้งสิบกว่าปี ผมก็เลยเลือกคณะตามไอ้หนึ่ง มาวันนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่าคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่

ผมเบือนหน้าไปมองไอ้หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ มันมองผมอยู่ พอเห็นผมหันไปหา มันก็เลิกคิ้วใส่ หนึ่งไม่ต้องอ้าปากพูดผมก็เห็นคำถาม ‘มีอะไร’ แฝงอยู่ในสายตามันแล้ว

“แค่มองเฉยๆ” ผมพูดแล้วยิ้มให้มัน

“อืม” หนึ่งรับคำแล้วหันไปมองป้ายร้านข้าวแกง

กลุ่มพวกผมคลุกอยู่ในโรงอาหารคณะอักษรมาสักพักแล้ว ทุกบ่ายวันศุกร์วิดวะปีหนึ่งมีเรียนอิ๊งที่ตึกเรียนรวมซึ่งตั้งอยู่แถวนี้นี่ละ เราเลยยกก๊วนมากินข้าวเที่ยงกันที่นี่เป็นการเปิดหูเปิดตาไปในตัว

“ขึ้นห้องเลยไหม เที่ยงสี่สิบแล้ว” รันย์ชวน

“เอาดิ เรียนห้องไหนนะ” ภพถาม

“สโลป สองศูนย์หนึ่ง” หนึ่งตอบ

“พวกมึงไปก่อนเลย ขอแวะซื้อขนมแป๊บ” ผมบอก

หนึ่ง ภพ รันย์ และเพื่อนวิดวะอีกสี่หน่อพยักหน้าให้กัน ต่างคนต่างลุกไปเก็บจานแล้วเดินขึ้นตึก ส่วนผมก็แยกตัวไปซื้อขนมขบเคี้ยวตุนไว้เป็นเสบียงแก้ง่วง

พอซื้อเสร็จกำลังจะเดินขึ้นห้อง ผมเจอใครบางคนด้วย

พี่สตาฟพยาบาลที่ดูแลผมในวันรับน้องกำลังเดินลงบันไดมาพอดี แค่เห็นแวบเดียวผมก็จำพี่เขาได้เลย เขาหน้าตาดีขนาดนี้ใครเห็นก็ลืมไม่หลงแน่ ผมก็คนหนึ่งละ

“พี่ครับ” ผมร้องเรียกตอนที่เรากำลังจะเดินสวนกันตรงมุมบันได พอพี่หันมามอง ผมก็รีบยิ้มกว้างแล้วยกมือไหว้ “จำผมได้ไหมครับ”

“จำได้สิ” พี่เขาเอามือแตะไหล่ผม ทำหน้าครุ่นคิดแป๊บนึง ก่อนจะพูดต่อ “น้องโอบใช่ไหม”

หูยยย ดีใจจัง พี่เขาจำผมได้จริงๆ ด้วย

“ใช่ครับ เอ่อ ผมยังไม่รู้ชื่อพี่เลย”

“พี่ชื่อจันทร์”

“อยู่อักษรเหรอครับ” ผมถาม

“อื้อ พี่อยู่อักษร” เขาบอกแล้วยิ้ม

เอื้อออ เป็นลมแป๊บ ยิ้มสวยอะไรเบอร์นี้อะ

“จีบเด็กเหรอจ๊ะจันทร์” พี่ผู้หญิงหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเอ่ยแซวขณะเดินลงมาจากบันได น่าจะเป็นเพื่อนพี่จันทร์นั่นแหละ ผมจำได้ว่าเห็นพี่คนนี้ที่หน่วยพยาบาลวันนั้นด้วย

“จีบอะไรพิมพ์ เราเปล่านะ” พี่จันทร์รีบปฏิเสธ

อั๊ยยะ แตกตื่นเป็นกระต่ายน้อยเยยพี่จ๋า น่ายักกก

“จันทร์น่ะเขาเป็นนักหักอกมืออาชีพ ระวังนะคะน้อง คิกๆ” พี่ผู้หญิงหน้าหมวยกรีดตาสวยเฉี่ยวอีกคนที่เดินตามมารับช่วงแกล้งแซวต่อ

“เกด พูดงี้เดี๋ยวน้องก็กลัวเราหรอก” พี่จันทร์ขมวดคิ้ว

“งู๊ย ไม่กลัวครับ พี่น่ารักขนาดนี้ ผมยกอกให้พี่หักเล่นเลย...อุ๊บส์!” ผมรีบเอามือตะครุบปากแทบไม่ทัน กะจะหยอดๆ อ่อยๆ พี่ในใจเล่นแบบขำๆ แต่ดันลั่นออกปากเฉยเลยอะ

โชคดีที่พี่จันทร์ดูไม่ถือสาแค่ยิ้มเขินใส่เฉยๆ

ฮอลลล์ พี่อย่ายิ้มสิ เดี๋ยวปากผมลั่นอีก

“ไม่ทันไรก็ทำรถอ้อยคว่ำใส่พี่แล้วนะ”

“แหะๆ ล้อเล่นนะครับ” ผมหัวเราะ

“รู้น่า” พี่จันทร์อมยิ้ม “พี่ไปก่อนนะ”

“ค…ครับ” ผมแอบปากคอสั่นตอนที่พี่จันทร์เดินอ้อมไปด้านหลัง มือนุ่มนิ่มของพี่เขาที่วางค้างอยู่บนไหล่ผมค่อยๆ เลื่อนจากไหล่ข้างหนึ่งไปสู่อีกข้าง

หัวใจผมเต้นเร็วขึ้นนิดหน่อย รู้เลยว่าเลือดฉีดขึ้นไปรวมกันอยู่ที่แก้ม เพราะทุกการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า ทุกการสัมผัสที่นุ่มนวล กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่โชยมา และการปรายตามองพร้อมรอยยิ้มซุกซนของพี่จันทร์...โคตรเซ็กซี่

อันตรายมากคนนี้ หัวใจจะพัง…

อ้าว มัวแต่ยืนเคลิ้ม ลืมขอไลน์พี่ไว้เลย

ผมมองตามพี่จันทร์ที่เดินไปไกลลิบแล้ว สังหรณ์ใจว่าเราคงได้พบกันอีกแน่ๆ เลยไม่ได้ตามไป อีกอย่างนี่ก็ใกล้เวลาเรียนแล้ว ขืนมัวแต่เถลไถลเดี๋ยวไอ้หนึ่งจะโทรตามเอา

ผมรีบเดินขึ้นตึกเรียนรวมตรงไปยังห้องสโลปสองศูนย์หนึ่ง เจอเพื่อนวิดวะยืนออกันอยู่หน้าประตูที่คล้องกุญแจ และเห็นเพื่อนแก๊งตัวเองเจ็ดคนยืนกินลมชมวิวเหมือนถ่ายทำเอ็มวีอยู่ที่ริมระเบียง

“ห้องยังไม่เปิดเหรอ” ผมเดินเข้าไปหาหนึ่ง

“อืม” มันตอบ หน้านิ่งเป็นปลาตายอีกแล้ว

ผมเกาะราวระเบียงขณะยืนเบียดข้างตัวเพื่อน สายตาทอดมองทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างอาคาร แอบหวังเล็กๆ ว่าจะได้เจอใครบางคนท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินขวักไขว่

ไหนๆ ก็เจอพี่จันทร์แล้ว ถ้าเจอพี่ซันด้วยก็คงดี…

ผมอยากเอาเสื้อที่พี่เขาให้ยืมไปวันนั้นมาคืนสักที ตอนที่แยกกันวันนั้นผมไม่ได้ขอไลน์พี่ไว้ ไม่รู้เลยว่าจะติดต่อพี่ยังไง แถมมหาลัยยังกว้างซะขนาดนี้ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปตามหาเจ้าของเสื้อได้ที่ไหน

จะตีเนียนไม่คืนก็ไม่ได้ เสื้อพี่น่าจะแพงอยู่นะ

“มองหาใครอยู่เหรอ” ไอ้ภพทักเมื่อเห็นผมชะเง้อเหมือนกำลังส่องหาใครอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ

“เปล่าหนิ” ผมส่ายหน้า ทำเป็นมองนู่นมองนี่กลบเกลื่อนไปเรื่อยเปื่อย แค่นี้ไอ้ภพก็ไม่ติดใจเอาความอะไรแล้ว แต่ไอ้หนึ่งนี่สิ…มันจ้องผมด้วยแววตารู้ทันเขม็งเชียว

นี่อาจจะเป็นข้อเสียเดียวของการคบกันมานานก็ได้ ในบางครั้งแม้ไม่ได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาตรงๆ แค่ขยับตัวหรือเปลี่ยนสีหน้าท่าทางเพียงนิดเดียว เราก็รู้แล้วว่าอีกคนกำลังคิดอะไรอยู่

หนึ่งรู้ว่าผมตอบตัดบทไอ้ภพไปอย่างงั้นเอง

หนึ่งรู้ว่าผมกำลังมองหาใครบางคนอยู่จริงๆ



เย็นวันศุกร์...

ยังไม่ทันจะค่ำ รถราก็เริ่มติดแล้วสิ

หลังเลิกเรียนผมซ้อนฟีโน่ไอ้หนึ่งกลับหอใกล้ๆ แค่นี้ยังเหนื่อยแทบสลบ เห็นทีเย็นนี้คงกลับบ้านไปหาป๊าม้าไม่ไหว ไอ้หนึ่งเลยเสนอว่าให้เรากลับบ้านพรุ่งนี้เช้าแทน

“อย่าตื่นสาย ออกเช้าๆ จะได้ไม่ร้อน” หนึ่งบอก

“ถ้าอยากให้กูตื่นเช้า มึงก็ปลุกกูสิเพื่อนรัก”

“ตื่นสายก็กลับเอง” หูยๆๆ มีขู่ว่ะ

“ถึงกูตื่นสิบโมง มึงก็ทิ้งกูไม่ลงหร๊อก” ปากผมคุยโต้ตอบกับไอ้หนึ่งไป อีกมือก็บิดฝาขวดน้ำไปด้วย ฮึบ! เอ่อ...ทำไมเปิดไม่ออกอะ ขวดน้ำรุ่นนี้เขาผลิตมาให้ซูเปอร์แมนกับเฮอร์คิวลิสกินหรือไงวะเนี่ย “มึงๆ เปิดให้กูหน่อย”

ไอ้หนึ่งที่จัดกระเป๋าเตรียมกลับบ้านอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเหลือบตามามองขวดน้ำแวบนึง ก่อนที่มันจะทำเป็นเมินเฉย ไม่สนใจผมที่นั่งบิดฝาขวดน้ำหน้าดำหน้าแดงอยู่ตรงโต๊ะอ่านหนังสือ

เหอะ ทำเป็นเฉยไปเถอะ ผมรู้นิสัยมันดี

ไอ้หนึ่งมีน้องสาวอยู่คน ชื่อน้องสอง มันเลี้ยงน้องมาตั้งแต่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นจนตอนนี้ยัยสองอยู่ ม.5 แล้ว หลังบ่มเพาะประสบการณ์จากการเป็นพี่ชายที่แสนดีมาสิบหกปีเต็ม พอโตมาไอ้หนึ่งก็กลายเป็นพวกชอบดูแลปกป้องคนอื่น ขี้เป็นห่วง เห็นใครอ่อนแอบอบบางหน่อยไม่ได้เป็นต้องใจอ่อนยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทั้งที่ธุระก็ไม่ใช่

ที่สำคัญ...มันแพ้ทางคนขี้อ้อนมากๆ

หนึ่งไม่มีวันใจแข็งกับผมได้หรอก

“หนึ่งงง” ผมลากเสียงอ้อน

เจ้าของชื่อชะงักกึก มือที่กำลังใส่หนังสือลงกระเป๋าเป้ค้างอยู่ท่าเดิม ขณะมันเหลียวมามองผมด้วยสีหน้านิ่งสนิท

“อะไร”

“เปิดขวดน้ำไม่ออกอะ” ผมทำหน้ามุ่ย ยกมือที่มีรอยแดงฟ้องเพื่อน “ดูมือกูดิ แดงไปหมดแล้ว”

หนึ่งทิ้งกระเป๋าแล้วเดินมาหา มันก้มดูมือผม พอเห็นว่ามีรอยแดงจางๆ ก็ถาม “เจ็บหรือเปล่า”

“เจ็บ...ช่วยหน่อย” ผมยื่นขวดน้ำให้เพื่อน

หนึ่งรับขวดน้ำเจ้าปัญหาไปจัดการให้ มือใหญ่กำรอบปากขวดแล้วบิดแกร๊กเดียว ฝาก็เปิดออกแล้ว อะไรวะ ทำไมไอ้หนึ่งทำเหมือนไม่ต้องใช้แรงอะไรเลย เท่ๆ คูลๆ ไปอีกนะ

“ขอบคุณนะ” ผมยิ้มแป้นให้มัน หาหลอดมาปักแล้วดูดน้ำแบบสบายใจ ระหว่างนั้นไอ้หนึ่งก็ก้มลงมาใกล้ๆ ตาจ้องไปที่หน้าจอโน้ตบุ๊กซึ่งเปิดเพจเฟซบุ๊กของบ้านรับน้องค้างไว้

“มึงหาใครอยู่”

ในเมื่อมันถามตรงๆ ผมก็จะตอบตรงๆ แล้วกัน

“หาพี่คนที่ช่วยกูตอนเลือดกำเดาไหลอยู่”

“เจ้าของเสื้อกุชชี่ไซส์เอ็กซ์แอล?”

ดู๊...ดูมันพูด ทำตัวเหมือนเมียซักไซ้จับผิดผัวตอนเจอรอยลิปสติกบนคอเสื้อเชิ้ตเลยอะ ตลกจัง

“เออ กูอยากเอาเสื้อไปคืนเขา”

หนึ่งพยักหน้า “รู้ชื่อไหม”

“ชื่อพี่ซัน อยู่บ้านหวาน ไม่รู้คณะ”

“หลบ” หนึ่งไล่สั้นๆ ห้วนๆ

ผมลุกออกจากเก้าอี้ให้หนึ่งนั่งหน้าโน้ตบุ๊กแทน จากนั้นก็ยืนเกาะบ่ามันเป็นลูกลิง มองดูนิ้วยาวๆ คลิ๊กโน้นคลิ๊กนี้อย่างรวดเร็วว่องไว

จากหน้าเพจบ้านหวานไปสู่อัลบั้มรวมภาพบรรยากาศวันรับน้องที่ผ่านมา รูปถ่ายในอัลบั้มมีร้อยกว่าใบ หนึ่งก็เปิดทีละรูปอย่างใจเย็น รอให้ผมกวาดตาดูว่ามีคนที่ตามหาแฝงตัวอยู่ในภาพบ้างไหม

“คนนี้ไง!” ผมเอานิ้วจิ้มผู้ชายหน้าตาคมเข้มในรูปที่หนึ่งเพิ่งเปิดไปเจอแบบสดๆ ร้อนๆ

ภาพนี้เหมือนจงใจถ่ายพี่ซันแค่คนเดียว เพราะนอกจากพี่เขาแล้วก็มีแค่กระติกน้ำ ไม่มีใบหน้าของคนอื่นชัดๆ โผล่ติดเฟรมมาด้วย ส่วนคนที่เป็นจุดเด่นในภาพก็กำลังยืนอยู่ มือหนึ่งถือไม้กลอง อีกมือยกแก้วน้ำขึ้นสูงคล้ายกำลังจะดื่มน้ำแต่โดนดักถ่ายรูปเสียก่อน ซึ่งเจ้าตัวก็ยังอุตส่าห์หันมายิ้มมุมปากนิดๆ ให้กล้องด้วยนะ

“ขอดูคอมเมนต์หน่อย” ผมบอกหนึ่ง

หนึ่งเลื่อนเม้าส์ลงมาให้อ่านคอมเมนต์ ผมไล่อ่านทีละอันอย่างตั้งใจแต่ไม่มีใครบอกข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ มีแต่มากรี๊ดๆ ชมๆ ‘หล่อจังค่า’ ‘พี่ซันของนว้องงง’ แท็กเพื่อนมาดูแล้วหวีดกันต่างๆ นานา บลาๆๆ

“ไม่เห็นเจออะไรเลยอ่า” ผมบ่นหงุ้งหงิ้ง

หนึ่งไม่พูดอะไรแค่มองหน้าผมเงียบๆ แป๊บนึง ก่อนจะคลิ๊กไปเผือกดูคนที่แชร์รูปไป มันไล่หาไปเรื่อยๆ จนเจอใครบางคนเขียนข้อความไว้ว่า ‘คิวต์บอยตัวพ่อ วันนั้นเจอที่ร้านเล้งแซ่บหน้าม. งานโคตรดี ฮือ #แซ่บกว่าเล้งก็ซันนี่แหละ’

“แสดงว่าต้องมีวาร์ปในไอจีแน่” ผมเริ่มตื่นเต้นแล้วสิ

หนึ่งพยักหน้า สลับไปค้นไอจีคิวต์บอยของมหาลัยแทน

ท่ามกลางรูปถ่ายของบรรดาหนุ่มๆ หน้าตาดีจากหลากคณะหลายชั้นปี มีภาพพี่ซันหล่อเด้งแซมมาถี่ๆ เยอะอยู่ไม่ใช่เล่น ดูก็รู้ว่าเป็นคิวต์บอยลูกรักคนหนึ่งของแอดมิน แล้วดูนั่นสิ แคปชั่นหยอดๆ อ่อยๆ หวานหยดย้อย ยอดไลก์โคตรโหด คอมเมนต์โคตรถล่มทลาย เมียมโนเพียบ...ฮอตจริงวุ้ย

“วิทย์คอม ปีสอง?” ผมอ่านชื่อคณะและชั้นปีใต้แคปชั่นของแอดมิน อยู่คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคอมฯสินะ

“เล่นคิวต์บอยตัวท็อปเลยนะมึง...”

“เออน่า มึงรีบตามวาร์ปไปเร็ว” ผมเร่งอย่างใจร้อน

เราตามเข้าไปดูไอจีของพี่ซัน เห็นคนตามยอดแตะเจ็ดหมื่นนิดๆ ภาพที่ลงไว้ก็สื่อว่าเป็นหนุ่มกิจกรรมตัวเอ้ ขายเสื้อยืดของมหาลัยงี้ กิจกรรมของสโมฯกลางงี้ โปรโมตนู้นนี่นิดหน่อย นอกนั้นก็เป็นไลฟ์สไตล์ของพี่แก ตีกลอง เลี้ยงหมาปั๊ก ดูหนัง มีภาพถ่ายเจ้าของไอจีบ้างประปราย แต่เน้นหนักไปทางหม้อชาบู หมูกระทะ ชีสยืดๆ และขนมหวาน

นี่มัน...สายแดกตัวจริงเสียงจริง

“ฟอลไหม” หนึ่งถามเสียงเรียบ

ใจจริงผมก็อยากฟอลไอจีพี่เขานะ อยากทักไปถามว่าจะเอาเสื้อไปคืนได้ที่ไหนเมื่อไหร่ แต่พอเห็นไอจีพี่แกแล้วจู่ๆ ก็ไม่กล้าทักขึ้นมาแฮะ รับน้องจบมาพักใหญ่แล้ว ป่านนี้พี่เขาคงลืมผมไปแล้วมั้ง

ผมสั่นหน้าปฏิเสธ “ไม่ดีกว่า”

“แต่กูกดฟอลแล้ว”

“อะไรนะ!” ผมอ้าปากค้าง ก้มลงไปดูให้แน่ใจ ปรากฏว่าไอ้หนึ่งกดฟอลพี่ซันให้ผมจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น

“รู้ว่าอยากแต่ไม่กล้า เลยฟอลให้”

“มึ๊งงง!”

ไอ้หนึ่งเพื่อนรัก มึงจะมาทำตัวรู้ใจกูแบบนี้ไม่ได้ว้อย!

“ไม่อยากฟอล?” หนึ่งย่นคิ้ว “งั้นอันฟอล…”

“ไม่ได้!” ผมผวาคว้าแขนไอ้หนึ่งไว้ “กดฟอลไปมันก็แจ้งเตือนแล้วดิ ฟอลๆ อันๆ แบบนี้ไม่ได้นะเว้ย”

“เรื่องเยอะ” หนึ่งมองผมแบบเอือมๆ

“ก็มึงแกล้งกูอะ” ผมทำหน้ามุ่ยใส่เพื่อนสนิท กำลังจะบ่นให้หูมันชาไปข้าง แต่มีเสียงแจ้งเตือนแทรกมาพอดี

ไอ้หนึ่งยกมือถือตัวเองขึ้นมาดู พร้อมๆ กับที่มือถือของผมซึ่งปิดเสียงวางคว่ำอยู่บนโต๊ะสั่นอืดๆ เดาว่าเป็นไลน์กลุ่มของพวกเรานี่ละ ซึ่งก็ใช่จริงๆ ด้วย

เมื่อหยิบมือถือมาดู ผมเห็นข้อความจากไอ้ภพชวนไปกินข้าว และก็...มีอย่างอื่นที่ผมไม่ได้คาดคิดด้วย

แจ้งเตือนจาก DM อินสตาแกรม

Instagram ● now v
akira_
akira_: เปี๊ยก?

ชื่อแบบนี้ กวนตีนแบบนี้...พี่ซันตัวจริงล้านเปอร์เซ็นต์

oab.arun: ทักผิดคนหรือเปล่าครับ

ตอบไปไม่ถึงสามสิบวินาที พี่แกก็ตอบกลับมาแล้ว

akira_: อ้าว ไม่ใช่เปี๊ยกเหรอ

oab.arun: บอกว่าชื่อโอบไง

akira_: จำได้ว่าชื่อเปี๊ยก

oab.arun: ชื่อโอบ อ่านดีๆ ดิ๊ อ่านยังไงเป็นเปี๊ยก

akira_: เปี๊ยก

พี่แม่งกวนตีนว่ะ

oab.arun: สูงนักอ่อมาเรียกผมเปี๊ยก

akira_: ของมันเห็นๆ กันอยู่

oab.arun: อันฟอลตอนนี้ทันปะ

akira_: ฟอลแล้วฟอลเลยดิ

oab.arun: คนฟอลพี่เยอะขนาดนี้ ผมหายไปสักคนพี่ก็ไม่รู้หรอก

“ไปยัง” หนึ่งเดินไปรอหน้าประตูแล้ว

“ไป รอด้วย” ผมเดินตามเพื่อนออกจากห้อง สักพักมีเสียงแจ้งเตือนมาอีกแล้ว พอเปิดเข้าไปดูในไอจีก็เจอกรอบสีแดงรูปคนปรากฏขึ้นที่มุมขวาล่าง

akira_ started following you.

แค่ฟอลโลว์ผมไม่พอ พี่แกยังส่ง DM มาอีก

akira_: พี่จะจับตาดูแก…ไอ้เปี๊ยก

เอ่อ พี่ช่วยลืมๆ ผมไปทีเหอะ ขอร้องละ...






:: คุณ – ให้พรหมลิขิตนำทาง ::



เชื่อเรื่อง ‘พรหมลิขิต’ ไหม

บอกตรงๆ ว่าผมไม่เชื่อเรื่องงมงายพรรค์นี้

ผมเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ อาศัยอยู่ในประเทศไทยยุคสมัยที่สังคมเรียกกันติดปากว่าไทยแลนด์4.0 ใช่ครับ มันคือยุคที่มีคอมพิวเตอร์คอร์ I7 กับอินเทอร์เน็ตไวยิ่งกว่าจรวด แต่เว็บลงทะเบียนเรียนของมหาลัยยังเสือกล่มได้ทุกเทอมนั่นแหละ หึ

สำหรับคนอื่นคำว่าพรหมลิขิตอาจจะฟังดูโรแมนติก แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่โคตรจะงมงายไร้สาระ

อืม...ครับ

นั่นคือความคิดก่อนจะได้เจอใครบางคนน่ะนะ

รับน้องก็จบไปนานแล้ว เปิดเทอมก็เปิดมาเป็นสัปดาห์แล้ว วันนี้เป็นวันศุกร์แรกหลังเปิดเทอม ช่วงบ่ายผมมีเรียนวิชาเสรีที่ตึกเรียนรวมที่ตั้งอยู่ติดกับตึกคณะอักษร

ตอนเดินเตร่อยู่ใต้ตึกอักษรกับเพื่อนฝูง รู้ไหมผมเจอใคร

เจ้าเปี๊ยก!

น้องโอบถือขนมโคลอนสองกล่องเดินอยู่บนทางเชื่อมระหว่างตึก แค่มองผ่านๆ ผมก็จำน้องได้แล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นน้องในชุดนักศึกษา วันรับน้องก็คิดว่าโอบตัวเล็กแล้ว พอใส่เสื้อนักศึกษาที่หลวมนิดๆ น้องเลยดูตัวจิ๋วลงไปอีก...เหมือนลูกเจี๊ยบเลย

แต่วันนี้แก้มไม่แดงเลยแฮะ...

“มองตามตาเป็นมันเลย” ไอ้วีร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมยื่นปากมาแซว “น้องยังเด็ก มึงอย่าทำบาปเลยนะ กูขอละ”

“เดี๋ยว” ผมยกมือปางห้ามญาติ สงสัยนิดๆ ว่าในสายตาเพื่อนผมเลวถึงขั้นไหน “มึงเห็นกูเป็นคนยังไงกันแน่”

“ฟันไม่เลี้ยง เยไม่เลือก...”

“สัดวีร์ นั่นมันมึงแล้วไม่ใช่กู!” ผมด่าเพื่อนสารเลวที่กำลังหัวเราะร่วน มันเอานิสัยตัวเองมาพูดเฉยเลย ถึงจะเข้าร้านเหล้าบ้างเข้าผับบาร์บ้าง แต่ผมไม่ได้ขยันหิ้วใครกลับคอนโดบ่อยๆ เหมือนมันนะ 

ผมหันกลับไปมองตามน้องโอบต่อ เห็นเจ้าตัวเล็กหยุดยืนอยู่หน้าบันได ดูเหมือนจะแวะทักทายใครบางคน

เฮ้ย นั่นมัน...คุณตัวขาวของผมนี่หว่า

หลังจากวันนั้นที่หน่วยพยาบาลผมไม่คิดว่าจะได้เจอเขาอีก จริงๆ ก็แอบไปตามสืบตามส่องหาตัวคุณเขามาแล้วด้วยนะ อุตส่าห์ไปถามเพื่อนที่เป็นสตาฟกลางในวับรับน้อง เพื่อนก็บอกว่าไม่รู้จัก เดาว่าน่าจะเรียนสายสุขภาพเลยลองไปสุ่มดักตามโรงอาหารคณะแพทย์กับเภสัชก็ไม่เคยเจอ สุดท้ายเลยปล่อยเลยตามเลยไม่ขวนขวายต่อ

พอบังเอิญได้เจอเขาวันนี้…ดีใจว่ะ

ผมยืนมองคนน่ารักสองคนคุยกันอยู่ห่างๆ อยู่หลังเสาด้วยความรู้สึกเคลิ้มๆ เหมือนโดนใครเป่ามนตร์ใส่ วันรับน้องคุณเขานุ่มนวลชวนฝันยังไง วันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นทุกกระเบียดนิ้ว ที่สำคัญ...

ทันเห็นช็อตเด็ดที่คุณตัวขาวทำให้น้องหน้าแดงด้วย

ใจผมนี่คือแบบ...บาปมาก

สองคนนี้อยู่ด้วยกันทีไร ภาพลูกเจี๊ยบกับลูกกระต่ายนอนซุกๆ นัวเนียๆ กันบนเตียงสีขาวนุ่มๆ ชอบโผล่เข้ามาในหัวผมทุกที โคตรอยากจับทั้งคู่มาหอมหัวแล้วกลืนลงท้อง

เนี่ย…เผลอไม่ได้ คิดบาปอีกแล้ว

อ้าว แยกกันซะละ น้องโอบเดินไปตามทางเชื่อมต่อ ส่วนคุณตัวขาวเดินมาใต้ตึกที่ผมกับเพื่อนวิทย์คอมยืนออรอคนกันอยู่ เขามากับเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนของเขา กำลังคุยกันท่าทางสนิทสนม

ราวกับรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าความสนใจ ดวงตาคู่สวยของเขากวาดมองไปรอบๆ ก่อนตวัดมาหยุดอยู่ที่ผมอย่างแม่นยำ ใช่แล้ว เขาจับได้ว่าผมกำลังมองจ้องเขาอยู่...ซึ่งผมจงใจให้เป็นอย่างนั้น

เราสบตากันแวบหนึ่ง

ไม่ทันยิ้มให้ เขาก็หันกลับไปแล้ว

‘จีบยาก’ คำนี้จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาในหัวผมเลย

“มึงจำคนที่กูเล่าให้ฟังได้ไหม คุณตัวขาวน่ะ” ผมพูดกับไอ้วีร์ทั้งที่ยังมองตามคนที่เดินผ่านหน้าไปตาไม่กะพริบ จะบอกว่ามองเหลียวหลังจนคอเกือบเคล็ดก็คงไม่ผิดนัก

“ให้กูเดา คนขวาสุดใช่ไหม”

“รู้ได้ไง” ต้องยอมรับว่ามันเก่งนะ เพราะไอ้วีร์เดาถูกจริงๆ ว่าผมเล็งคุณตัวขาวที่เดินอยู่ริมขวาสุดในกลุ่มเพื่อน

“สเป็กมึงกี่คนก็แบบนี้ ต้องขาวไว้ก่อน” วีร์ทำเป็นแกล้งถอนหายใจเฮือกยาวๆ ก่อนพูดต่อ “อีกหน่อยถ้าเห็นมึงนั่งทำตาเยิ้มใส่กระดานไวท์บอร์ดขาวจั๊วะ กูก็ไม่แปลกใจหรอก”

“วอนตีน” ผมตบหัวคนรู้มากไปหนึ่งที

“ไปเรียนยังพวกมึง ไอ้ฝุ่นมาแล้ว มัวแต่ส่องเหยื่อกันอยู่นั่นแหละ” เสียงเพื่อนคนอื่นในกลุ่มเรียก ทำให้ผมกับวีร์หันกลับไปแล้วพยักหน้าให้พวกมันพร้อมกัน

ทว่าระหว่างเดินขึ้นตึกไอ้วีร์ก็ยังไม่จบเรื่องผม

“จะจีบไหม คุณตัวขาวของมึงน่ะ”

ผมเงียบ ไม่มีคำตอบให้ ผู้ชายทุกคนชอบมองอะไรสวยๆ งามๆ อยู่แล้ว ผมเองก็คนหนึ่งแหละ ประเด็นคือมองแล้วรู้สึกชอบไหม รู้สึกดีแค่ไหน และจะเอาอย่างไร ควรสานต่อหรือปล่อยเขาไป

ผมย้อนถามตัวเอง

ข้อแรก ชอบไหม...ชอบสิ เขาน่ารัก

ข้อสอง รู้สึกดีไหม...ก็ดี เคลิ้มดีน่ะนะ

ข้อสาม จะเอาอย่างไรต่อ...ตรงนี้แหละที่ผมตัดสินใจไม่ได้ จริงๆ ที่บอกว่าชอบก็ไม่ได้ชอบถึงขั้นทุรนทุรายอยากได้มาครองนะ ตอบยากว่าจะลุยหรือปล่อยไป แต่จะให้โยนหัวก้อยก็ดูชุ่ยเกิน

ถ้างั้นผมจะปล่อยให้เป็นเรื่องของพรหมลิขิตแล้วกัน

หากมีอยู่จริงล่ะก็...มาสิ ขอดูฤทธิ์เดชหน่อยเถอะ

“ถ้าเจอเขาอีกครั้งภายในเจ็ดวันนี้ กูจะจีบเขา”



มืดแล้ว...

วิวที่เห็นจากหน้าต่างคอนโดชั้นยี่สิบหกไม่มีอะไรอย่างอื่น นอกจากท้องฟ้าสีม่วงอมดำและคอนโดอีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ บนถนนเส้นเดียวกัน

ข่าวภาคค่ำฉายอยู่ในทีวีที่เปิดค้างไว้ไม่มีใครดู ตอนนี้ไอ้วีร์ขลุกอยู่ในครัวกำลังนึ่งผักนึ่งปลาตามประสามนุษย์กินคลีน ส่วนตัวผมก็นั่งเหยียดขาเต็มที่ถือครองโซฟาตัวยาวไว้แต่เพียงผู้เดียว

กำลังเช็กทวิตเพลินๆ จู่ๆ ก็มีแจ้งเตือนไอจีเด้งขึ้นมา

oab.arun started following you.

“โอบ...อรุณ?” ผมพยายามออกเสียงตามชื่อนั้น รู้สึกคุ้นๆ อย่างบอกไม่ถูกเลยเปิดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์อินสตาแกรมของคนที่มาฟอลโลว์รายล่าสุด

อ้าว นี่มัน...เจ้าเปี๊ยกแก้มแดงนี่นา

ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดๆ

ทักไปกวนตีนน้องดีกว่า...

akira_: เปี๊ยก?

ผมรอ...รอน้องตอบ แป๊บเดียวเท่านั้นละ

oab.arun: ทักผิดคนหรือเปล่าครับ

ผมอมยิ้ม แสบนักนะไอ้เด็กนี่

akira_: อ้าว ไม่ใช่เปี๊ยกเหรอ

oab.arun: บอกว่าชื่อโอบไง

akira_: จำได้ว่าชื่อเปี๊ยก

oab.arun: ชื่อโอบ อ่านดีๆ ดิ๊ อ่านยังไงเป็นเปี๊ยก

akira_: เปี๊ยก

oab.arun: สูงนักอ่อมาเรียกผมเปี๊ยก

akira_: ของมันเห็นๆ กันอยู่

ปกติผมไม่ใช่คนขี้แกล้ง ไม่ใช่คนกวนตีนแบบนี้ แต่กับเจ้าเปี๊ยก...ผมอดแหย่น้องไม่ได้จริงๆ เวลาเห็นน้องงอนๆ แง้วๆ ใส่แล้วมันน่าเอ็นดูอะ ใครจะไปอดใจไหว

โอบต้องโทษตัวเองแล้วนะที่น่าแกล้งเกินไป

oab.arun: อันฟอลตอนนี้ทันปะ

อ้าว เดี๋ยวๆ ทำไมอะ ทำไมต้องอันฟอล ผมไม่ยอม

akira_: ฟอลแล้วฟอลเลยดิ

น้องตอบช้ากว่าเดิมนิดหน่อย

oab.arun: คนฟอลพี่เยอะขนาดนี้ ผมหายไปสักคนพี่ก็ไม่รู้หรอก

ใครว่า...รู้สิวะ!
ฟอลกลับแม่ง เดี๋ยวจะมาเช็กทุกวันเลย

akira_: พี่จะจับตาดูแก…ไอ้เปี๊ยก

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คุยกับใครอยู่วะ” ไอ้วีร์ที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษาเดินถือจานปลานึ่งกับผักเขียวๆ ออกมาจากครัวมันยืนมองผมด้วยแววตาล้อเลียนอยู่ข้างโซฟา

ผมรีบดึงหน้า ไม่เอาไม่ยิ้ม เพื่อนเหี้ยมันขี้แซว

“คุยกับน้อง”

“น้องคนไหน”

“แก้มแดง” ผมตอบแล้วไถดูหน้าโปรไฟล์โอบไปด้วย แอบเผือกดูไลฟ์สไตล์น้อง หลักๆ เลยคือถ่ายภาพตั๋วหนังกับถังป็อบคอร์น ขนมนมเนย หมูกระทะ กุ้งเผา ท่องเที่ยว และก็ภาพเซลฟี่นิดหน่อย

อืม แนวเดียวกับชีวิตผมเลยนะ เน้นกินกับเที่ยว

ผมสำรวจจนไปถึงรูปแรกของน้องแล้ววนกลับขึ้นมาใหม่ เพิ่งสังเกตเห็นภาพล่าสุดที่น้องลงไว้เป็นรูปถ่ายในชุดนักศึกษา ดูจากสถานที่น่าจะเป็นหอประชุมกลาง...วันปฐมนิเทศหรือเปล่าไม่แน่ใจ

เจ้าเปี๊ยกยกโทรศัพท์มือถือถ่ายจากมุมสูง ยิ้มร่าสดใส แววตาเปล่งประกายมีความสุข ขณะที่เอนตัวเบียดใครอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ จนแทบจะปีนขึ้นไปนั่งตักกันอยู่แล้ว

น้องผู้ชายที่โดนโอบนั่งเบียดหน้าตาดีเอาเรื่อง เพียงแต่ไม่ยอมยิ้ม หน้านิ่ง ไม่มองกล้อง ถ่ายในจังหวะที่ดวงตาทอดมองไปยังน้องโอบพอดี

เปี๊ยกมีแฟนแล้วเหรอ...

ผมขมวดคิ้ว แอบรู้สึกเสียดายหน่อยๆ ขณะกดเข้าไปดูแคปชั่นใต้ภาพ ‘เป็นเพื่อนกันมา 14 ปี ยังต้องอยู่กันไปอีก 4 ปี เหมือนต้องเป็นเพื่อนกันตลอดไปแล้วสิ’

อ๋อ แค่เพื่อน...

ถ้าตอนนี้อายุสิบแปด น้องๆ คบกันมาสิบสี่ปี ก็แปลว่ารู้จักกันมาตั้งแต่สี่ขวบเลยดิ มิตรภาพมาราธอนอะไรเบอร์นี้ เมื่อกี้ตอนยังไม่เห็นแคปชั่น เผลอคิดว่าเป็นแฟนกันเสียอีก

แต่...ทำไมผมถึงได้กลิ่นอะไรตุๆ

ผมขมวดคิ้วดูรูปนั้นให้ละเอียดอีกที ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ แต่ผมค่อนข้างเชื่อมั่นในสัญชาตญาณตัวเอง เลยแน่ใจว่าสายตาของเพื่อนเจ้าเปี๊ยกมันไม่ธรรมดา...

เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อหรือเปล่าเนี่ย



แฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ


จันทร์หางเริ่มโผล่นิดๆ แล้วค่ะ หางกระต่ายหรือหางจิ้งจอกเดี๋ยวรู้กัน 55555 แต่ตอนนี้ขอต่อเรือผี #จันทร์โอบ แพ๊บ ส่วนพี่ซัน...ไม่รู้พรหมลิขิตจะลากไปเจอใครนะคะนี่ อิอิ

คือ...อยากตอบคอมเมนต์ ขอตอบตรงนี้เลยได้ไหมคะ (มือใหม่หัดเล่นเล้า เขาตอบเมนต์กันตรงไหนนี่....orz)
คุณ tasteurr  ขอบคุณที่ติดตามนะคะ อ่านคอมเมนต์แล้วชื่นใจมาก แงๆๆๆ
คุณ กาแฟมั้ยฮะจ้าว ขอบคุณมากนะคะ แวะมาให้กำลังใจทุกตอนเลย ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:28:09 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
หนึ่ง!!! จิตใจนายทำด้วยอะไร ช่วยโอบตามหาพี่ซันไม่พอ ยังจะไปกดfollowให้อีก แข็งแกร่งเกินไปแล้ว   :o
โอบอ้อนน่ารักมาก น่าเลี้ยงดูมาก พี่จันทร์ก็คาริสม่าพุ่งมาก สองคนนี้อยู่ด้วยกันคือความดีงามของโลกนี้   :katai2-1:

 :pig4: คุณฝนมกรา อ่านนิยายคุณแล้วชื่นใจมากๆค่ะ  :m1:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 2.2 ตามหา
คนบางคนอยู่ไกลสุดสายตา
คนบางคนอยู่ใกล้แค่เพียงคืบเดียว



:: เรา – ให้รอนานแค่ไหนก็ได้ ::



ในห้านาทีสุดท้ายของคาบไทยชีฟ...

จู่ๆ โต๊ะเลกเชอร์แบบเรียงติดกันห้าตัวที่ผมนั่งอยู่ก็สั่นหงึกๆ เหมือนเกิดแผ่นดินไหว ผมหยุดจดงานใส่สมุดแล้วเงยหน้าขึ้น หันไปทางขวา...เห็นดินสอกดสีชมพูของพิมพ์กลิ้งไปมา หันไปทางซ้าย...เห็นขายาวของใครบางคนสั่นยิกๆ

นี่ไงตัวการ...

“ไนท์” ผมวางมือบนเข่าเพื่อนแล้วบีบเบาๆ เป็นเชิงปราม “เป็นอะไร อยู่นิ่งๆ สิ เราจดงานไม่ได้”

ไนท์เป็นเพื่อนอีกคนในกลุ่มของผมเอง ตัวสูง หล่อจัด ฉลาด บ้านรวย พ่วงดีกรีเดือนมหาลัยปีก่อน คุณสมบัติแต่ละข้อเด็ดๆ ทั้งนั้นอย่างกับเป็นพระเอกนิยายที่เพิ่งกระโดดออกมาจากหนังสือ...

เอ่อ แนวไหนนะที่พิมพ์กับเกดชอบอ่าน...แนววาย?

อืม นั่นแหละ จริงๆ คนที่หล่อกว่าไนท์ก็มีอีกเยอะแยะ แต่ต้องยอมรับว่าคนหล่อทุกคนไม่ได้สนใจกิจกรรมมหาลัยเหมือนไนท์ ตอนอยู่ปีหนึ่งพี่ขอให้ไปประกวดเดือนก็ไป บังเอิญว่าหล่อแล้วยังฉลาดพูด ตอบคำถามดี มงเลยหล่นใส่หัวแบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย จากนั้นมาไนท์ก็เริ่มทำกิจกรรมให้มหาลัยมาตลอด โผล่หน้าให้ผู้คนเห็นบ่อยๆ ตามเพจตามไอจี ต่างๆ แถมยังมีสแตนดี้ยืนใส่เครื่องแบบเรียบร้อยตั้งอยู่รอบมหาลัย สรุปได้ว่าเพื่อนผมค่อนข้างป็อบทีเดียว

ผมเล่าถึงไนท์เยอะหน่อย เพราะเราสนิทกันมากกก และการมีไนท์อยู่ก็ช่วยให้ชีวิตผมปลอดภัยขึ้นเยอะ

“กูปวดฉี่ จะทนไม่ไหวแล้ว เมื่อไหร่อาจารย์จะเลิกพูด” ไนท์กระซิบพลางแยกเขี้ยวเกรี้ยวกราด วิชาไทยชีฟคนอื่นง่วงจะหลับกัน แต่เพื่อนผมกลับทำหน้าหงุดหงิดเหมือนจะวิ่งไปกัดอาจารย์อยู่รอมร่อ

“อาจารย์จะปล่อยแล้วทนอีกนิด” ผมปลอบเพื่อนอย่างใจเย็น ตอนอาจารย์ปล่อยไปเบรกสิบห้านาทีก็ไม่ยอมไปห้องน้ำไง มัวแต่เล่นเกมอยู่นั่นแหละ

“ใครเป็นอะไร” พิมพ์ที่นั่งข้างผมถาม ส่วนเกดที่นั่งถัดไปอีกก็เอนตัวมามองเหมือนกัน

“ปวดฉี่ว่ะ” ไนท์ตอบเสียงเครียด

“ฉี่~~” สองสาวจอมแสบพร้อมใจกันส่งเสียงบิ้ว

“อย่าบิ้วดิ!” ไนท์ร้องห้ามท่าทางเหมือนจะขาดใจตาย

โชคดีที่อาจารย์วางไมค์จบการเรียนการสอนในคาบนี้พอดี ไนท์รีบก้มลงคว้าสายกระเป๋าบนพื้นแล้วหันมาหาผม “ตามมารอที่หน้าห้องน้ำนะ อย่าเดินเถลไถล อย่ายิ้มเรี่ยราด ใครมาตามตื๊อ โทรหากูทันที” สั่งๆๆ เสร็จปุ๊บ เจ้าตัวก็เปิดฝาโต๊ะเลกเชอร์แล้ววิ่งสี่คูณร้อยหายไปทันที

“มันปวดจริงนะนั่น” เกดขำกั่กๆ แล้วชี้ไปที่ปลั๊กไฟใกล้ๆ โต๊ะเลกเชอร์ของพวกเรา “รีบจนลืมมือถือเลยอะ”

“อ้าว...” ผมมองตามนิ้วเพื่อน เห็นไอโฟนสีขาวที่ถูกเจ้าของลืมทิ้งไว้ถูกเสียบสายชาร์จคาปลั๊กวางอยู่บนพื้น เลยรีบลุกออกจากโต๊ะไปหยิบมาถือไว้เอง “งั้นเดี๋ยวเราไปหาไนท์ก่อนนะ”

“โอเค จดงานเสร็จเดี๋ยวเราตามลงไป” พิมพ์บอก

ผมพยักหน้าเบาๆ เก็บข้าวของแล้วเดินออกจากห้องเรียน เดาว่าไนท์วิ่งไปเข้าห้องน้ำที่ชั้นหนึ่งที่ประจำของเขานั่นละ เลยเดินลงบันไดกะจะรีบตามไป ทว่าระหว่างทางเจอใครบางคนเรียกไว้เสียก่อน

“พี่ครับ”

ผมหันไปตามเสียงเรียก เห็นน้องปีหนึ่งตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักน่าหยิกกำลังยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มกว้างสดใส แค่เห็นหน้าก็จำได้ทันทีว่าเป็นน้องคนที่เลือดกำเดาไหลในวันรับน้องนั่นเอง

“จำผมได้ไหมครับ” น้องถาม

“จำได้สิ” ผมเอามือแตะไหล่น้องขณะนึกภาพป้ายชื่อคล้องคอของน้องในวันนั้น ชื่ออะไรน้า “น้องโอบใช่ไหม”

ผมกับน้องโอบคุยกันต่อนิดหน่อย ถามชื่อ ถามคณะ เย้าแหย่กันพอหอมปากหอมคอ จนพิมพ์กับเกดเดินตามลงมาถึงได้แยกย้ายต่างคนต่างไป หลังจากนั้นสองสาวก็พูดถึงน้องโอบไม่หยุดเลย

น้องน่ารักอย่างโง้น น่าฟัดอย่างงี้...หืม?

ระหว่างฟังเพื่อนคุยกันเพลินๆ ผมรู้สึกต้นคอร้อนผ่าวขึ้นมาแบบแปลกๆ ความรู้สึกคล้ายถูกสายตาของใครบางคนแผดเผาอยู่เงียบๆ

ใคร... ผมกวาดตาหาคำตอบ เหลือบไปเห็นผู้ชายหน้าคมเข้มคนหนึ่งกำลังจับตามองผมอย่างเปิดเผยทีเดียว

จำได้ว่าคนๆ นี้พาน้องโอบมาส่งที่หน่วยพยาบาลตอนเลือดกำเดาไหล ผมสบตาเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ แต่รู้ตัวนะว่าสายตาคมกริบของเขาเคลื่อนตามติดมาจนถึงหน้าห้องน้ำเลย

“มีหนุ่มหล่อมองมาคอจะเคล็ดแล้วนั่น” เกดสะกิด

“เขาเล็งจันทร์อยู่ด้วยอะ” พิมพ์หัวเราะคิกคัก

“ใครเล็งจันทร์ อะไรกัน” ไนท์เดินออกจากห้องน้ำปุ๊บก็ถามเสียงโหดมาเชียว ผมไม่สนสายตาคาดคั้นจากเพื่อนแค่ส่งมือถือคืนให้เจ้าของแล้วยืนเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร

“คนนู้นไง อ้าว ไปแล้วอะ” เกดจะชี้แต่เขาเดินไปแล้ว

“ใคร…จันทร์รู้จักหรือเปล่า” ไนท์เจาะจงถามผม

“ไม่รู้จัก” ผมส่ายหน้า

“ไม่ใช่คนที่ส่งเด็กมาขอไลน์เมื่อวานนะ” 

“ไม่ใช่” ผมส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้งแบบนิ่มๆ

เมื่อวานตอนซื้อน้ำอยู่ในโรงอาหาร มีน้องผู้หญิงปีหนึ่งเดินมาขอให้ผมช่วยเซ็นชื่อในสมุดล่าลายเซ็นรุ่นพี่ให้ แต่พอเปิดสมุดกลับเจอโพสท์อิทสีเหลืองแปะไว้พร้อมข้อความ

‘ชอบมานานแล้ว ขอไลน์ได้ไหมครับน้องจันทร์’

ผมอ่านผ่านๆ ไม่ยุ่งกับโพสต์อิทใบนั้น พลิกสมุดหนีไปเซ็นชื่อให้น้องที่หน้าอื่น ส่วนไลน์ก็ไม่ได้ให้ไปหรอก เจ้าของโพสต์อิทเลยบุกเข้ามาขอตรงๆ กับตัว ดีที่ไนท์อยู่ด้วยเลยปฏิเสธง่ายหน่อย แค่บอกว่าแฟนนั่งอยู่นี่ เขาก็ยอมถอยไปละ

“เจอใครมาจีบอีกก็รีบบอก เดี๋ยวดูให้” ไนท์กำชับด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเริ่มบ่นๆๆ เป็นตาแก่ “ไม่รู้ทำไมคนที่ตามจีบมึงมีแต่พวกเสือสิงห์กระทิงแรด หาคนดีๆ ยากจัง พวกกูเป็นห่วงมึงจริงๆ นะจันทร์”

สองสาวที่พยักหน้าแรงๆ สนับสนุนไนท์เต็มที่

“เราก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้...”

“ถึงได้บอกว่าเดี๋ยวช่วยสแกนให้ กูจำหน้าพวกชอบเที่ยวกลางคืนได้ทุกคน เจอกันบ่อยไอ้พวกที่ชอบล่าแต้ม พวกชอบฟันแล้วทิ้ง พวกชอบพนันกับเพื่อนในวงเหล้า อันตรายแบบนี้ต้องหลบให้ไกลๆ เลย”

“เราดูแลตัวเองได้น่า” ผมลูบหลังเพื่อนให้ใจเย็นลงหน่อย เกรี้ยวกราดแล้วยังหัวร้อนเก่ง กลัวไนท์ความดันขึ้นจัง

“ไม่ต้องมาดื้อ ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง น้ำตาเช็ดหัวเข่ามากูไม่ปลอบนะ จะสมน้ำหน้าแถมให้ด้วย” ไนท์ขู่ผม จริงๆ ก็แค่ปากร้ายขี้บ่นไปงั้นแหละ เวลาเพื่อนมีปัญหา ไนท์นี่แจ้นไปช่วยเป็นคนแรกเลย

“โอเค เข้าใจแล้ว”

“ดีมาก” ไนท์เลิกทำหน้าเข้มงวด แขนหนักๆ พาดอยู่บนไหล่ผมขณะเราเดินไปด้วยกัน “ถ้าจะหาแฟนสักคนน่ะ เอาคนที่ใจดีใจเย็นหน่อย อยู่กับมนุษย์เนื้อหอมอย่างมึง ถ้าใจเย็นไม่พอคงหึงหัวหมุนทั้งวัน”

ผมฟังสิ่งที่เพื่อนเปรยเป็นเชิงบ่นๆ แล้วคลี่ยิ้มบางเบา ไนท์พูดเหมือนสามารถเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ร้านขายของแล้วบอกว่าขอแฟนใจดีใจเย็นคนหนึ่งครับแล้วจะได้มาง่ายๆ อย่างนั้นละ

“แล้วจะไปหาจากที่ไหนล่ะ คนที่ใจดีใจเย็นแบบนั้น”

“เดี๋ยวโลกก็เหวี่ยง ‘คนที่ใช่’ มาให้เจอเองนั่นแหละ”



“เหมือนเดิมใช่ไหมน้องจันทร์”

“ครับ” ผมส่งยิ้มให้พี่หมอกที่อยู่หลังเคาน์เตอร์

ทุกวันเสาร์ผมจะมาขลุกอยู่ที่ร้านกาแฟร้านเดิมในเวลาเดิม สั่งกาแฟดาร์กมิสต์กับขนมหนึ่งชิ้นเหมือนเดิม นั่งโต๊ะตัวเดิมติดริมหน้าต่าง เพื่อมารอคนๆ เดิมที่เคยรอมาตลอดหลายเดือน

จะครบแปดเดือนแล้วนะที่รอน้องคนนั้น

ผมไม่เคยเจอน้องอีกเลย...

บางทีน้องอาจจะเป็นลูกค้าขาจรที่หลงเข้ามาในวันนั้น...เวลานั้นพอดี สิ่งที่พาผมมานั่งอยู่ที่เดิมๆ แบบนี้ได้ทุกวันเสาร์คงเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีวันเป็นจริง

คิดแบบนี้ก็เศร้าๆ หน่อยแฮะ ผมถอนหายใจขณะยืนมองดอกคาเนชั่นในแจกันแบบหงอยเหงา

“เป็นอะไรทำหน้ามุ่ยเชียวน้องจันทร์”

พอโดนพี่หมอกทักผมเลยรีบเปลี่ยนสีหน้า

“เปล่าครับ”

“ร้านพี่มีของเล่นมาใหม่เมื่อวาน จันทร์สนใจไหม” พี่หมอกยิ้มขี้เล่นก่อนกวักมือชวนผมให้เดินตามไปที่มุมข้างเคาน์เตอร์ ผนังตรงนั้นเคยมีรูปกุหลาบที่วาดจากสีน้ำประดับอยู่ ทว่าวันนี้มีของใหม่มาแขวนแทน

มันคือแผ่นกระดานไม้ก๊อกสีน้ำตาล มีกระดาษโน้ต หมุดปักหลากสีสัน และปากกาเตรียมเอาไว้ให้เสร็จสรรพ ลูกค้าหลายคนเขียนข้อความติดเอาไว้บ้างแล้ว

“เขียนอะไรก็ได้เหรอครับ” ผมถาม ขณะแอบเสียมารยาทอ่านข้อความของคนอื่น บางคนชมขนมกับเครื่องดื่ม บางคนทิ้งข้อความจีบเจ้าของร้าน บางคนก็สเก็ตช์รูปต้นไม้ทิ้งไว้ให้เก๋ๆ

“อืม แล้วแต่เลย ตามสบาย พี่ขอรบกวนจันทร์หน่อยสิ” พี่หมอกส่งกล้องโพลารอยด์ให้ผม “บนบอร์ดเหมือนยังขาดสีสันอยู่ ช่วยถ่ายรูปอะไรก็ได้ แปะลงบอร์ดให้พี่ได้ไหม”

“ได้ครับ” ผมรับกล้องมาทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะถ่ายอะไรดี

“ดาร์กมิสต์ได้แล้วครับ” เสียงเข้มๆ ของพี่บาริสต้าดังมาจากเคาน์เตอร์อีกฝั่ง พอเห็นว่าผมยืนคุยกับเจ้าของร้านอยู่ พี่เขาก็เอาถาดแก้วกาแฟกับจานเค้กมาส่งให้ถึงที่

รู้แล้วว่าจะถ่ายรูปอะไร...

ผมหมุนแก้วกาแฟกระดาษสีขาว มองหารูปจันทร์เสี้ยวที่พี่หมอกวาดไว้ข้างแก้วก่อนยกกล้องขึ้นถ่าย รอกล้องโพลารอยด์คายรูปออกมาให้เรียบร้อยแล้วส่งกล้องคืนเจ้าของไป

ใช้เวลาพักเดียว สีสันก็ค่อยๆ แทรกขึ้นมาแสดงตัวชัดบนฟิล์มสีดำ กลายเป็นรูปแก้วกาแฟที่มีรูปจันทร์เสี้ยววางอยู่ข้างแจกันดอกไม้บนเคาน์เตอร์ แสงในรูปสวยพอดิบพอดี

ดีใจแฮะ ผมถ่ายรูปไม่เก่ง นึกว่าภาพจะเน่าแล้ว

“โอ้ สวยเชียว” พี่หมอกยกนิ้วโป้งชม

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มเขิน ขอคิดก่อนว่าจะเขียนอะไร ส่งข้อความถึงน้องคนนั้นได้ไหมนะ

เราได้เจอกันที่นี่…ตัวผมเองก็ยังรอน้องอยู่

ผมครุ่นคิดแล้วหยิบปากกาเมจิกสีฟ้าขึ้นมา เม้มปากแน่นระหว่างตั้งใจเขียนให้ลายมือดูสวยที่สุดในชีวิต

‘จะได้เจอกันอีกมั้ย ยังรออยู่นะ’

เขียนเสร็จแล้ว ลงชื่อไว้ด้วยดีไหมนะ

ผมกำลังจะเขียนคำว่า ‘จันทร์’ ตัวเล็กๆ ไว้ใต้ข้อความ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าน้องไม่รู้จักผมนี่นา บอกชื่อไปจะช่วยอะไรได้ ต้องหาอะไรที่ทำให้น้องคนนั้นนึกถึงผมทันทีที่อ่านมันต่างหาก

รู้แล้ว...

ผมลงชื่อไว้ตัวเล็กๆ ว่า ‘พี่วัดเสมียนฯ’






:: ผม – ให้เป็นเพื่อนกัน...ตลอดไป ::



“อ้าว ห้องล็อกซะงั้น” ไอ้ภพบ่นเมื่อเห็นแม่กุญแจคล้องอยู่บนประตูหน้าห้องสโลปสองศูนย์ห้อง

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเรียน ห้องปิดก็ไม่แปลก

ในเมื่อต้องรอก็แค่รอไป

ผมปลีกตัวจากกลุ่มเพื่อนไปยืนเกาะราวระเบียง ทอดสายตาลงไปชั้นล่าง คอยจับตาดูว่าเมื่อไหร่โอบจะเดินมา

“ทำไมปล่อยไอ้โอบไปคนเดียว” รันย์ถาม

“มันอยากไปก็ปล่อยมันไป” ผมตอบ เราก็โตๆ กันแล้ว ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ ไม่ใช่พวกผู้หญิงที่ต้องจูงมือไปห้องน้ำกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนสักหน่อย

“ระวังเหอะ ชอบปล่อยให้คลาดสายตา รู้ตัวอีกทีคงโดนคนอื่นอุ้มไปแล้ว ตัวมันยิ่งเล็กๆ เหมือนหมากระเป๋าอยู่” ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ไอ้รันย์ตั้งใจจะเตือนมากกว่าล้อเลียน

“กูเป็นแค่เพื่อน ไม่ใช่เจ้าของมัน”

“มึงนี่นะ” รันย์ตบไหล่ผมเบาๆ

ผมถอนหายใจ ตายังคงมองทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างอาคารเรียนสองหลัง ข้างล่างนั่นมีคนเดินกันขวักไขว่ หลายคนรีบไปเรียน หลายคนเพิ่งได้พักเที่ยง ใต้ตึกจึงพลุกพล่านไปด้วยนักศึกษาหลากหลายคณะ

ทว่าท่ามกลางผู้คนมากมาย ผมหาโอบเจอเสมอ

โอบเดินมาพร้อมขนมโคลอนสองกล่อง ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นไส้ครีมของโปรดมัน ร่างเล็กหยุดเดินตรงหน้าบันไดแล้วยกมือไหว้ใครไม่รู้ ท่าทางเหมือนคุยกับใครบางคนอยู่

ผมมองไม่เห็นคนๆ นั้นเพราะกิ่งไม้ใหญ่บดบังสายตาไว้พอดี ยืนคุยไม่นานนักโอบก็เดินต่อ เช่นเดียวกับคนที่โอบคุยด้วย ฝ่ายนั้นเดินพ้นจากรัศมีที่ต้นไม้บังไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายเจอขอบตึกบังต่ออีกทอดอยู่ดี

นั่นใคร?

ผมก้มมองด้วยความสงสัย ทันเห็นแค่ขากางเกงสแล็กสีดำกำลังก้าวยาวๆ กับแขนขาวสะอาดที่แกว่งเบาๆ ยังไม่ทันได้เห็นหน้าก็โดนไอ้ภพตบหลังดังป้าบ!

“ใครบอกว่ามันปล่อยให้คลาดสายตา นี่ก็ยืนชะเง้อหาเด็กมันอยู่ตาเขม็ง” มาถึงไอ้ภพก็ร่อนปากแหย่ผมทันที

“อย่าแซว” ผมดุเสียงแข็ง

ตอนนี้เรายืนอยู่กลางดงเพื่อนใหม่ที่ต้องอยู่ร่วมคณะกันไปอีกสี่ปี ถ้ามีใครได้ยินเข้าแล้วสงสัยว่าผมรู้สึกอย่างไรกับโอบ นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่ดี แค่ภพกับรันย์รู้ก็มากพอแล้ว

“อูย ไม่แซวแล้วครับลูกพี่” ภพรีบเผ่นไปหลบอยู่หลังรันย์ ท่าทางจะกลัวฝ่ามือพิฆาตของผม

“มึงจะปิดไปได้อีกนานแค่ไหน กูกับไอ้ภพอยู่กับพวกมึงมาแค่สามปียังดูออกเลย” รันย์พูดเบาๆ

ผมเงียบ ไม่มีคำตอบให้ใครทั้งนั้น

รวมทั้งตัวผมเองด้วย...



“มึงหาใครอยู่”

ตั้งแต่กลับมาถึงหอ ผมเห็นโอบงมหาอะไรอยู่ไม่รู้ในเพจบ้านรับน้อง ถ้าให้เดา คงเป็นคนที่มันชะเง้อหาอยู่เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ละมั้ง ไม่สิ โอบทำตัวเหมือนกำลังตามหาใครบางคนมาตั้งแต่เปิดเทอมแล้ว

“หาพี่คนที่ช่วยกูตอนเลือดกำเดาไหลอยู่”

“เจ้าของเสื้อกุชชี่ไซส์เอ็กซ์แอล?”

“เออ กูอยากเอาเสื้อไปคืนเขา”

ผมพยักหน้า เข้าใจในเหตุผล แต่เมื่อมองท่าทีของโอบผมกลับไม่แน่ใจว่ามันได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจทั้งหมดออกมาหรือเปล่า ไม่เข้าใจแค่เอาเสื้อไปคืนให้ ทำไมต้องทำตาเป็นประกายขนาดนั้น

แต่เอาเถอะ ถ้าอยากหาก็จะช่วยหา

“รู้ชื่อไหม”

“ชื่อพี่ซัน อยู่บ้านหวาน ไม่รู้คณะ”

“หลบ” ผมนั่งหน้าโน้ตบุ๊กแทน ช่วยโอบหาพี่คนนั้นให้จนไปเจอวาร์ปในไอจีคิวต์บอยมหาลัยเรา บอกตามตรงนะ พอเห็นพี่เขาแล้วก็แอบใจหายอยู่เหมือนกัน

“เล่นคิวต์บอยตัวท็อปเลยนะมึง...”

หล่อมากขนาดนั้น ฮอตมากขนาดนั้น เพื่อนสนิทที่เป็นคนธรรมดาๆ อย่างผมจะไปสู้เขายังไงไหว

“เออน่า มึงรีบตามวาร์ปไปเร็ว” โอบเร่ง

ผมจำใจเข้าไปในหน้าไอจีพี่เขา ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กโน้มตัวข้ามไหล่ผมมาดูภาพพี่ซันที่จอโน้ตบุ๊กอย่างตื่นเต้น ระหว่างนั้นผมทำได้แค่มองใบหน้าด้านข้างของมัน เฝ้าดูเงาของคนอื่นที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น หัวใจเจ็บหน่อยๆ เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งที่ไม่เคยจำได้สักที

สายตามัน...ไม่เคยมีไว้เพื่อมองผม

“ฟอลไหม” ผมถาม

“ไม่ดีกว่า” โอบลังเลอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอยู่ด้วยกันมานานเป็นสิบปี ปฏิกิริยาเล็กน้อยแค่ไหนปรากฏขึ้นบนหน้ามันผมก็อ่านออกทั้งนั้น

โอบปลื้มพี่คนนั้นอยู่ ใจมันอยากฟอลจะแย่แต่ไม่กล้า ผมรู้ ผมดูออก ดังนั้นจึงกลั้นใจ...กดฟอลโลว์พี่คนนั้นให้

“แต่กูกดฟอลแล้ว”

“อะไรนะ!” โอบร้องเสียงหลง

“รู้ว่าอยากแต่ไม่กล้า เลยฟอลให้”

“มึ๊งงง!” โอบโวยวายนิดหน่อยแล้วจบลงด้วยด้วยการทำหน้ามุ่ยใส่ผมหาว่าผมรังแกมัน “...มึงแกล้งกูอะ”

ใครว่า...

กูทำเพื่อมึงอยู่ต่างหาก

ผมทำได้แค่พูดในใจขณะมองตาโอบ มันขมวดคิ้วเหมือนพยายามอ่านสายตาผม แต่กลับถูกเสียงแจ้งเตือนดึงความสนใจไป แทนที่จะเปิดไลน์ มันกลับเปิดอินสตาแกรมและเริ่มคุยกับใครบางคน

อืม เดาว่าเป็นพี่คนนั้น...

ผมหายใจลึกๆ ก่อนหันกลับไปที่โน้ตบุ๊ก เวลาย้อนกลับไม่ได้ผมรู้เรื่องนั้นดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ผมต้องยอมรับผลจากการกระทำของตัวเองในเย็นวันนี้ให้ได้

ฉิบ...

ยังไม่ทันไรก็เจ็บแล้ว

ผมขบฟันแน่นพยายามข่มใจ หาอะไรทำเบี่ยงเบนความรู้สึกตัวเอง อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องหันไปเห็นว่าโอบกำลังมีความสุขหรือตื่นเต้นมากแค่ไหน

ผมขยับเม้าส์กดปุ่มย้อนกลับในเว็บบราวเซอร์สองครั้ง กระทั่งไปหยุดอยู่ที่หน้าไอจีโอบ ภาพล่าสุดของมันปรากฏขึ้นที่ริมบนซ้ายใต้รูปโปรไฟล์ เรียกเอาความทรงจำในวันที่ถ่ายรูปนี้ของผมให้ผุดตามขึ้นมาด้วย



วันนั้นเป็นวันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่

พวกเรานั่งอยู่ในหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย ขนาบข้างด้วยภพรันย์ และรายล้อมด้วยเฟรชชี่อีกเป็นพันชีวิต เสียงจ้อกแจ้กจอแจไปหมด ระหว่างรองานเริ่มโอบคงเบื่อเลยถ่ายรูปเล่น

ไม่คิดว่าพอถ่ายเสร็จจะหันมาสะกิดผม

“ช่วยคิดแคปชั่นหน่อยดิ”

ผมละสายตาจากเวทีหอประชุมหันไปทางซ้ายมือ หัวใจเกือบวายเมื่อเจอะดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ่อนิ่งอยู่ใกล้ๆ โชคดีที่กลบเกลื่อนสีหน้าท่าทางทันเลยไม่ได้แสดงพิรุธออกไป

“รูปอะไร”

“รูปนี้”

โทรศัพท์มือถือที่เปิดรูปคาไว้ถูกส่งมาให้ดู

ผมขมวดคิ้วทันทีที่เห็นรูปนั้น ตอนโอบถ่ายรูปรู้สึกว่ามันเอนตัวมาเบียด แต่ไม่คิดว่ามันจะจงใจถ่ายรูปผมติดไปด้วยแบบนี้ ดันกดถ่ายในจังหวะที่ผมเหลือบไปดูมันพอดีเสียด้วย

ถ้ารู้ว่ามันจะถ่ายรูปคู่ ผมคงไม่มองไปที่มัน

การแอบชอบเพื่อนสนิทตัวเองมันยากตรงนี้ ผมต้องคอยระมัดระวังตัวเองเสมอเวลาอยู่กับโอบ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้มันรู้ ไม่ให้มันระแคะระคายสงสัย เพื่อไม่ให้ความรู้สึกที่เป็นความลับของผมรั่วไหล

“เร็วๆ คิดให้หน่อย” โอบเขย่าแขนผม

“สุดหล่อกับหมาปั๊ก”

“อ๋อ กูคือสุดหล่อ?”

“มึงคือหมาปั๊ก”

“เกลียดมึงว่ะ” โอบหัวเราะ มองรูปสักพักก็หุบยิ้ม เปลี่ยนมามองหน้าผมแทน มันทำหน้าจริงจังขึ้นขณะเอนตัวเอาแก้มมาเบียดข้างต้นแขนผม “ดีใจนะที่ได้อยู่กับมึงต่ออีกสี่ปี”

“อืม” ผมขานรับเบาๆ บอกในใจว่าดีใจเหมือนกัน

ดีใจแทบตาย ดีใจแทบบ้าที่รู้ว่าเราติดคณะเดียวกัน

ผมไม่ห่วงไอ้ภพไอ้รันย์เลย รู้ว่าสองตัวนี้ชอบเลข ยังไงพวกมันก็ติดที่เดียวกับผมแน่ แต่โอบเกลียดเลขมาแต่ไหนแต่ไร ตกเลขเสริมเป็นว่าเล่น ผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะติดวิศวะตามมาอยู่ด้วยกันไหม...แต่มันทำได้

ต้องชมหน่อยแล้ว เก่งมากเจ้าปั๊ก

ผมวางมือบนหัวโอบ ขยับนิ้วเกาๆ ขยี้ๆ จนเส้นผมนุ่มนิ่มสีน้ำตาลธรรมชาติยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง

“โอ๊ย อย่าๆ หัวกูยุ่งหมด” โอบหัวเราะขณะปัดมือผมออก ก่อนจะก้มหน้าก้มตากดโพสต์ภาพลงไอจี

“ตกลงแคปชั่นว่า?”

“เปิดอ่านเองดิ” โอบยักคิ้วท้าให้เปิดอ่าน

ผมสังหรณ์ใจว่าน่าจะเป็นแคปชั่นชั่วร้ายบางอย่าง เลยหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาเข้าอินสตาแกรม เพิ่งเห็นว่าโอบแท็กผมในภาพด้วย ส่วนแคปชั่นที่ถามถึงก็...อืม

‘เป็นเพื่อนกันมา 14 ปี ยังต้องอยู่กันไปอีก 4 ปี เหมือนต้องเป็นเพื่อนกันตลอดไปแล้วสิ’

ผมเงยหน้าจากแคปชั่นขึ้นมาเจอรอยยิ้มของโอบ

“เป็นไง ซึ้งไหมเพื่อนรัก”

ผมหรี่ตา ทำเป็นรำคาญ ไม่เห็นซึ้งขิงซึ้งข่าอะไร

ใช่ ไม่ซึ้ง

เจ็บ

เจ็บจนแทบล้มลงไปนอนตายอยู่แทบเท้าเจ้าของแคปชั่น

ผมถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าต้องทำยังไง ถึงจะมีความสุขอยู่ข้างตัวโอบได้โดยไม่เจ็บปวดปางตายทุกครั้งที่มันบอกว่าเราเป็นเพื่อนกัน…

ถ้าผมกล้าเสี่ยงสักหน่อยคงไปคอมเมนต์ตอบว่า ‘เบื่อเป็นเพื่อนแล้ว ขออัปเกรดเป็นแฟนได้ไหม’ ไปนานแล้ว แต่ในความเป็นจริงผมทำได้แค่คิดในใจและกดไลก์ภาพให้มันเท่านั้นเอง

“เบื่อไหม เป็นเพื่อนกันนานขนาดนี้” ผมถามขึ้น

“ฮะ?” โอบเลิกคิ้วมองผมแบบเหวอจัดก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ “ทำไมถามแบบนี้เนี่ย กูไม่เบื่อมึงหรอกน่า”

“จริงเหรอ” ผมยิ้ม รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดๆ

“อื้ม เป็นเพื่อนกับมึงไปยันแก่ตายยังได้เลย”

จุกไปสิ...

รอบนี้ผมพยักหน้าตอบไม่ลงด้วยซ้ำ เลยหันไปสนใจท่านอธิการบดีที่เดินขึ้นมายังแท่นโพเดียมแทน รู้ว่าการปฐมนิเทศเข้ามหาวิทยาลัยมีแค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่ทุกคำพูดที่ไหลผ่านไมค์ออกมาทางลำโพงกลับไม่เข้าหูผมเลย

เหมือนต้องเป็นเพื่อนกันตลอดไปแล้วสิ

เป็นเพื่อนกับมึงไปยันแก่ตายยังได้เลย


สองดอกเจ็บๆ แน่นๆ ชัดพอไหม...

คนที่ผมไม่อยากเป็นแค่เพื่อน ดันอยากเป็นเพื่อนของผมตลอดไป แล้วผมจะทำอย่างไรได้ นอกจากรักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้ให้โอบ ด้วยการเก็บความรู้สึกทั้งหมดที่มีไว้เป็นความลับ

นอกจากเจ็บปวดให้พอใจแล้วเลิกรักโอบไปเอง

...ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้เดินแล้วจริงๆ



ในหนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน...

จันทร์ถึงเสาร์ผมยกให้โอบไปหมดแล้ว ผมเลยใช้เวลาในวันอาทิตย์ทั้งวันเพื่อทำอะไรให้ตัวเองบ้าง ส่วนมากถ้าไม่ได้อยู่บ้านกับครอบครัว ผมก็จะหยิบหนังสือหนึ่งเล่มไปอ่านที่ร้านกาแฟในสายหมอก

“น้องหนึ่ง แบล็กคลาวด์ได้แล้วครับ” เสียงบาริสต้าเรียกให้ผมเดินกลับไปที่หน้าเคาน์เตอร์

แก้วกาแฟกระดาษที่มีเลขหนึ่งเขียนไว้ถูกยื่นส่งมาบนถาดไม้ที่มีจานคุกกี้เนยวางอยู่ข้างๆ ส่วนเจ้าแบล็กคลาวด์ที่ผมสั่งก็คือกาแฟดำที่ถูกเอามาตั้งชื่อใหม่ให้เก๋ๆ ตามสไตล์ร้านนั่นเอง

“ขอบคุณครับ” ผมกำลังจะรับถาดไปแต่ถูกเรียกไว้

“เดี๋ยวน้องหนึ่ง เห็นของเล่นใหม่ของร้านพี่หรือยัง” พี่หมอกที่เพิ่งเดินเข้ามาหลังเคาน์เตอร์ชวนผมคุย

“ครับ?” ผมเลิกคิ้ว อยากรู้ว่าของเล่นใหม่คืออะไร

“โน่นแน่ะ” พี่หมอกชี้ไปที่ผนังตรงมุมด้านหนึ่ง ตรงนั้นแขวนกระดานไม้ก๊อกขนาดใหญ่เอาไว้ มีคนปักหมุดกระดาษข้อความเอาไว้บ้างแล้วประปราย

“พี่เพิ่งติดบอร์ดนี้ไว้ได้สองสามวันเอง กระดานยังโล่งๆ อยู่เลย หนึ่งช่วยถ่ายรูปสักใบแล้วเขียนอะไรนิดๆ หน่อยๆ ติดไว้เป็นที่ระลึกให้พี่ทีได้ไหม” พี่หมอกพูดก่อนหมุนตัวไปเขย่งหยิบกล้องโพลารอยด์จากชั้นวางของ

ผมเห็นว่าไม่ใช่คำขอที่ยากเย็นอะไรเลยตกลงไป

“ได้ครับ”

“ขอบใจมาก” พี่หมอกส่งกล้องให้ผมแล้วขยิบตา “อย่าบอกใครละว่าลำเอียงให้ยืมกล้องเฉพาะลูกค้าประจำ”

ผมพยักหน้าเงียบๆ ถือกล้องไว้ในมืออย่างระวัง ในหัวไม่มีไอเดียเลยว่าจะถ่ายอะไรดี แต่ไหนๆ ก็ตั้งใจมาร้านกาแฟเพื่ออ่านหนังสือ ก็เลยถ่ายรูปแก้วกาแฟของตัวเองกับหนังสือที่อ่านค้างไว้ครึ่งเล่ม

สีดำสนิทบนแผ่นฟิล์มค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อยจนกลายเป็นภาพสีสันสดใส ข้างแก้วกาแฟกระดาษในรูปถ่ายมีเลขหนึ่งเขียนไว้ตัวโตๆ ฉากด้านหลังคือสันหนังสือเรื่องมิสเตอร์เมอร์เซเดสของสตีเฟ่น คิง

เอาละ ได้ภาพมาแล้วแต่ไม่รู้จะเขียนอะไรดี

ผมเดินไปดูที่กระดานไม้ก๊อก ไล่สายตาสำรวจว่าคนอื่นเขียนอะไรกันบ้าง จนไปสะดุดตากับรูปถ่ายแก้วกาแฟใบหนึ่งที่มีรูปพระจันทร์เสี้ยวน่ารักเข้า

‘จะได้เจอกันอีกมั้ย ยังรออยู่นะ’ คือข้อความที่เขียนไว้ใต้ภาพกาแฟแก้วนั้น

“พี่วัดเสมียนฯ” ผมอ่านชื่อที่เขียนลงท้ายไว้

คำแค่ไม่กี่คำนั้น ทำให้นึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายเดือนก่อนที่ร้านแห่งนี้ ผมพาพี่ผู้ชายคนหนึ่งที่โดนกรีดกระเป๋าไปแจ้งความ แถมยังพาไปส่งบ้านแถวๆ วัดเสมียนนารี

ใช่พี่คนนั้นหรือเปล่า...

ผมครุ่นคิดขณะแตะรูปถ่ายใบนั้นเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว ลายมือพี่เขาสวยมาก ดูก็รู้ว่าตั้งใจเขียนเต็มที่ ไม่รู้ทำไมเหมือนเห็นความเหงาหงอยแผ่ออกมาจากตัวอักษรและถ้อยคำชัดเจนขนาดนี้

อืม ผมรู้แล้วว่าจะเขียนอะไรดี

‘สักวัน’

คำสั้นๆ เขียนด้วยปากกาเมจิกสีดำ

ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อจะเขียนชื่อไว้ใต้ข้อความ แต่ดันนึกขึ้นได้ว่าพี่ไม่รู้จักผม ผมเองก็ไม่รู้จักพี่ แบบนี้ควรจะลงชื่อไว้ว่าอะไรดี เอาชื่อที่พี่เขากลับมาอ่านแล้วจะนึกถึงผมได้ทันที

เจ๊ไข่ซีฟู๊ด? น้องประชาชื่น? น้องฟีโน่สีดำ?

ไม่...ไม่ดีกว่า

สุดท้ายผมไม่ได้เขียนอะไรลงไป แค่ปักหมุดภาพของตัวเองไว้ใกล้ๆ ภาพแก้วที่มีรอยวาดรูปจันทร์เสี้ยว


จะได้พบกันอีกหรือไม่...

ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาก็แล้วกัน



พูดคุยกัน ติดแฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ ^^

สรุปสถานการณ์เรือประจำบทที่ 2
#หนึ่งโอบ :: เรือค้างเติ่งกลางทะเล หนึ่งไปช่วยหากุญแจให้เรืออื่นก่อนซะงั้น ส่วนโอบก็ขยันเจาะท้องเรือตัวเองเหลือเกิน...
#หนึ่งจันทร์ :: กัปตันจันทร์ยังหาเรือไม่เจอเลยค่ะคูมแม่...
#ซันโอบ :: ยืนอยู่ที่ท่าแล้วทั้งคู่ โดยมีเรือจอดอยู่ข้างๆ
#ซันจันทร์ :: ซันเพิ่งเรือเจอ มองอยู่ จะไปไม่ไปดี ถถถถ

ช่วงตอบเม้น
 tasteurr โฮฮฮ มีความสุขเมื่อเห็นคุณมาเม้น ขอบคุณมากนะคะ ฝากเด็กๆ ด้วยน้า เลิฟๆๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:28:27 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
อยากกอดให้กำลังใจหนึ่งแน่นๆ แอบรักมากี่ปี เจ็บไปกี่ครั้งแล้ว
ยิ่งพี่ซันเข้ามาในชีวิตโอบ หนึ่งคงยิ่งเจ็บหนักไปอีก
พี่จันทร์จะช่วยรักษาหัวใจหนึ่งได้ไหม
แต่คำตอบของหนึ่งดูท่าแล้วจะไม่ได้ช่วยให้เจอกันเร็วขึ้นเลยเนี่ยสิ
ครั้งแรกที่เจอกันทำไมหนึ่งถึงได้ไปร้านวันเสาร์
พรหมลิขิตพาไปแบบที่พี่ซันรออยู่รึเปล่า  :m17:
พี่ซันจีบพี่จันทร์กับหนึ่งเจอพี่จันทร์อะไรจะเกิดขึ้นก่อน ลุ้นๆ
แต่เดาว่าแบบพี่ซันไม่น่าจะผ่านการสแกนจากพี่ไนท์นะ  o17

 :pig4:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 3.1 โชคชะตา
ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
ถ้าไม่ใช่โชคชะตา...จะเรียกว่าอะไร



:: เขา – เรียก ::



เฮ้อ...

ดูเหมือนชีวิตเฟรชชี่จะไม่ได้จบง่ายๆ แค่วันรับน้องมหาลัย เปิดเทอมมายังมีอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญรออยู่ นั่นก็คือการเข้าห้องเชียร์ให้รุ่นพี่ว้ากใส่ปาวๆ ไงล่ะ

แค่เข้าไปครั้งเดียวผมก็ขยาดแล้ว นี่ให้เข้าทุกวันอังคารกับวันศุกร์ ตั้งสองครั้งต่อสัปดาห์แน่ะ แถมยังต้องพกสมุดเชียร์ไว้ที่อกเสื้อทุกวัน เพลงก็ต้องจำให้ได้ เดินผ่านรุ่นพี่ก็ต้องไหว้ บางวันนั่งกินข้าวอยู่ดีๆ ก็มีล่าขวดเชียร์อะไรอีก บ้าไปแล้วอะ เกิดมาไม่เคยทำอะไรที่หาเหตุผลดีๆ มารองรับไม่ได้แบบนี้เลย

“โดดเชียร์ได้หรือเปล่า” ผมตั้งคำถามขณะเดินออกจากสโลปหลังเรียนอิ๊งเสร็จ นี่ก็เปิดเทอมมาสัปดาห์ที่สองแล้ว ยังยืนยันคำเดิมว่าวิชาภาษาอังกฤษคือวิชาที่ผมชอบที่สุดในเทอมนี้

“นี่เพิ่งครั้งที่สองก็จะโดดแล้วเหรอวะ เดี๋ยวไม่ได้รุ่นนะมึง” ภพเตือน ท่าทางจะโดนโซตัสล้างสมองไปละเพื่อนผม

“รุ่นคืออะไร แดกได้ไหมอะรุ่น พ่อแม่ส่งเรียนให้มาหาความรู้ ทำเกรดให้ดีๆ แล้วจบไปได้งานดีๆ ทำ ไม่ใช่ส่งมาเอารุ่นอะไรไร้สาระจากคนที่แก่กว่ากูแค่ปีเดียว”

“เบาๆ หน่อยไอ้โอบ มึงนี่เปรี้ยวจริง เดี๋ยวใครได้ยินเข้าหรอก” ภพกระซิบกระซาบขณะล็อกคอผมไม่ให้บ่นต่อ

“ก็มันจริงนี่! ไหนมึงลองพูดเหตุผลดีๆ ที่ทำให้กูอยากเข้าเชียร์มาสักสองสามข้อซิ” ผมเสนอ พอเห็นไอ้ภพอ้าปากเตรียมสาธยาย ผมก็รีบง้างนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วพูดดัก “ไม่เอาเหตุผลอ่อนๆ ที่ว่าทำให้รุ่นน้องสนิทกันไวขึ้น ทำให้เฟรชชี่อยู่ในระเบียบ หรือฝึกความอดทนไว้ใช้ตอนทำงานนะ คลีเช่ว่ะ”

“เอ่อ เข้าเชียร์แล้ว...” ภพกลอกตาเป็นเลขแปดก่อนจะยอมแพ้ “โอเค กูไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าไม่เข้าก็อดได้เกียร์”

“เกียร์เอาไปทำอะไรได้บ้าง นอกจากภูมิใจว่าได้มายากเพราะห้องเชียร์โหด มึงเอาเกียร์แลกเกรดได้หรือเปล่า” ผมทำหน้าจริงจังใส่ไอ้ภพ เอาจริงๆ นะ เกียร์มันสำคัญกับผู้ชายคณะวิศวะขนาดนั้นเลยเหรอ หรือเพราะผมไม่ได้อยากเข้าวิดวะตั้งแต่แรกเลยไม่อิน?

“เออว่ะ” ไอ้ภพคิดตาม หนนี้มันหันไปหาตัวช่วยอย่างไอ้รันย์ที่เดินหน้าตี๋อยู่ข้างๆ “เอาไปทำอะไรวะ”

“เอาไปให้แฟนไง เคยได้ยินไหม ใจอยู่ที่เกียร์ เกียร์คือหัวใจ เกียร์อยู่ที่ใด ใจอยู่ที่นั่น” รันย์ท่องสโลแกน

ฟังดูเหมือนจะโรแมนติก...แต่ก็ไม่ ผู้ชายคณะวิศวะเป็นทศกัณฑ์เหรอ ถึงได้ถอดหัวใจไปฝากไว้ที่สิ่งของพร่ำเพรื่อ ไม่เอาดีกว่า ไม่ต่อปากต่อคำกับไอ้สองตัวนี้แล้ว

“หนึ่ง กูอยากรู้ ทำไมมึงถึงเข้าเชียร์” ผมหันไปหาเพื่อนสนิทที่เดินเงียบๆ ไม่หือไม่อือกับใคร คาดหวังว่าในบรรดาเพื่อนทั้งหมด ไอ้หนึ่งจะมีเหตุผลดีๆ ที่ผมพอรับฟังได้

หนึ่งมองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเคย ทุกครั้งที่สบตามัน ผมรู้สึกเหมือนกำลังยืนจ้องตากับท้องฟ้าตอนเที่ยงคืนที่โคตรจะเวิ้งว้างว่างเปล่า มองอะไรไม่เห็นเลย

“หลังเลิกเรียนไม่มีอะไรทำ” มันตอบ

“ถ้ากูชวนโดดเชียร์กลับหอ มึงจะไปไหม”

“กลับหอไวเปลืองค่าไฟนะ” หนึ่งขมวดคิ้วเข้มงวด

เอ่อ ไอ้หนึ่งเพื่อนรัก มึงไม่ต้องประหยัดขนาดนั้นก็ได้ อยู่กันแค่สองคน ทำไมมึงถึงห่วงค่าไฟหอขนาดนี้วะเนี่ย

เอาเถอะ ในเมื่อไอ้หนึ่งไม่ยอมโดดไปเป็นเพื่อนผม ผมก็จะไม่โดดแล้วกัน ทนๆ ไปเหอะเดี๋ยวก็จบ แต่ไหนๆ ก็ต้องตามพวกมันไปแหกปากร้องเพลงให้รุ่นพี่โขลกสับแล้ว ขอเติมพลังหน่อยดีกว่า

“ไปซื้อน้ำแป๊บนะ” ผมบอกไอ้หนึ่งแล้วแยกตัวออกมา เดินข้ามทางเชื่อมจากตึกเรียนรวมไปร้านกาแฟใต้ตึกคณะอักษร ตอนนี้เลิกเรียนแล้วในร้านเลยมีคนเข้าๆ ออกๆ ไม่ขาด ดีที่มีคนต่อคิวหน้าเคาน์เตอร์ไม่เยอะเท่าไร

“เปี๊ยก”

ยืนอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงคุ้นๆ คำเรียกคุ้นๆ ...พี่ซัน?

หลังจากคุยกันเล็กๆ น้อยๆ ในไอจีเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับพี่ซันอีก มีบ้างบางเวลาที่ผมแอบเข้าไปวนเวียนดูช่อง DM ที่เราคุยค้างไว้ อยากทักไปถามว่าจะให้เอาเสื้อยืดไปคืนที่ไหนเมื่อไหร่ดี...แต่ไม่กล้า

วันนี้ได้เจอตัวเป็นๆ แล้ว ต้องคุยแล้วละมั้ง...

ผมคิดจะหันไปหาแต่เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ไม่เอา ไม่หันดีกว่า ทำเป็นหูแข็งใส่แป๊บ อยากเรียกผมว่าเปี๊ยกดีนัก

“รู้ว่าได้ยินนะเปี๊ยก”

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้ชื่อเปี๊ยก” ผมทำเป็นเงยหน้าจ้องป้ายราคาเครื่องดื่มบนผนัง เหมือนชื่อเครื่องดื่มร้อนเย็นกับราคาของมันมีอะไรน่าสนใจกว่าคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างหลังเสียเต็มประดา

“เรียกดีๆ ไม่หันใช่ไหม”

“เรียกจนเส้นเสียงพังก็ไม่หันอะ ใครจะทำไม”

ความเงียบของพี่ซันที่แผ่ตัวมาจากด้านหลัง ทำให้ผมรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เหมือนตกอยู่ในอันตรายอย่างบอกไม่ถูก เวลาลูกเจี๊ยบจะโดนงูเหลือมเขมือบแม่งต้องรู้สึกแบบนี้แน่ๆ เลย ผมมั่นใจ

โอเค เลิกกวนประสาทก็ได้ ผมหันไปกะจะ...แหงะ!

โอ๊ย ตกใจหมด กะจะเลิกเล่นตัวแล้วยอมคุยดีๆ แต่ดันหันไปเจอสันจมูกโด่งๆ กับดวงตาร้อนฉ่าของพี่ซันจ่อรออยู่ในระยะประชิด ใจผมงี้เต้นแรงแทบกระดอนออกปาก ลืมหมดแล้วว่าตะกี้จะคุยเรื่องอะไร

“หันมาทำไมล่ะ ยังไม่ทันเรียกเลย” พี่ซันกระซิบ

“พี่อย่ากระซิบดิ!” ผมรีบเอามือปิดหูตัวเอง

“ก็อย่าเมินพี่ดิเปี๊ยก”

ยัง...ยังจะกระซิบอีก รู้สึกอย่างกับโดนไฟลวกแน่ะ พี่ซันเผาผมจนร้อนวูบวาบไปหมดทั้งหัวทั้งหูแล้วเนี่ย

“ไม่เมินแล้วๆ” ผมยอมแพ้แต่ยังไม่ยอมลดมือที่ปิดหูลง คือต้องจับไว้ให้แน่ใจไงว่าหูผมยังอยู่ดี ไม่ได้โดนไฟไหม้จนหงิกงอหายไปไหน

“ก็แค่เนี่ย” พี่ซันยิ้มแล้วถอยออกไป “มาทำไรที่นี่”

“เรียนอิ๊ง...เอาโกโก้ปั่นครับ” ประโยคแรกผมตอบพี่ซัน ส่วนประโยคหลังผมบอกพี่พนักงานหลังเคาน์เตอร์ เผอิญถึงคิวสั่งพอดีน่ะนะ “แล้วพี่ล่ะ มาทำอะไร”

“มาเรียนเสรี” คนตัวสูงตอบแล้วก้าวเข้ามาเบียดหลังผม แบงก์สีม่วงใบใหม่กริ๊บในมือพี่ซันยื่นมาตัดหน้าผมที่กำลังจะจ่ายเงินค่าโกโก้ปั่นพอดี

“พี่ไม่เอานะ” ผมยื้อแขนเสื้อเขาไว้ รู้นะว่าจะทำอะไร เลยรีบห้ามก่อนที่แบงก์ห้าร้อยนั่นจะไปถึงมือพี่พนักงาน 

“เถอะน่า...”

“จะดีเหรอ” ผมขมวดคิ้ว อยู่ๆ มาเปย์ ใจคอไม่ดีนะ

“ทำไมจะไม่ดี เป็นรุ่นพี่ก็ต้องเลี้ยงน้องสิ คิดอะไรมาก”

“งั้นขอบคุณครับ ใจดีจัง” ผมยกมือไหว้ ยิ้มประจบสวยๆ

“รุ่นพี่ต้องเลี้ยงรุ่นน้องเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่หล่อรวยสายแดกขยันเปย์อย่างนี้มีแค่พี่คนเดียว จำไว้นะเปี๊ยก” พี่ซันยักคิ้วยิ้มกวนตีนใส่ผมก่อนส่งเงินให้พี่แคชเชียร์

หลงตัวเองเก่งนะพี่นะ

“เฮ้อ” ผมถอนหายใจทำหน้าเอือมใส่ คือเมื่อกี้ผมกำลังจะรู้สึกดีอยู่แล้วเชียว แต่…อืม ลืมมันไปเถอะนะ

“ทั้งสองคนสั่งรวมกันเลยไหมคะ” พี่พนักงานร้านกาแฟเสนอเมื่อเห็นว่าพวกเราได้ข้อสรุปแล้วว่าใครจะจ่ายเงิน

“ได้เหรอครับ” พี่ซันก้มลงมองผมเหมือนผมจะมีความเห็นอะไรให้ พอโดนผมกะพริบตาเบาๆ ใส่พี่แกก็เอ่ยสั่ง “ถ้างั้น...เอามัทฉะปั่นไม่วิปครับ ทำให้น้องก่อนนะครับ ผมไม่รีบ”

พอสั่งเครื่องดื่มจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย พี่ซันก็ลากผมไปยืนรอที่ปลายเคาน์เตอร์ ผมขยับตัวไปส่องดูเค้กที่แช่อยู่ในตู้ เห็นบราวนี่ชุ่มฉ่ำวางอยู่ในถาดไม้สวยงาม และเค้กมูสช็อกโกแลตที่ตัดแบ่งเป็นสามเหลี่ยมพร้อมเสิร์ฟ

น่ากินไปหมดเลยอะ...

ไว้ว่างๆ ต้องลากหนึ่งมานั่งกินด้วยแล้ว

“เปี๊ยกชอบกินเค้กอะไร” พี่ซันชวนคุย

“เค้กอะไรก็ได้ที่มีช็อกโกแลตเยอะๆ” ผมมองเค้กกาแฟหน้าคาราเมลแมคคาเดเมียในตู้ก่อนจะนึกอะไรออก “เอ่อ เสื้อยืดของพี่น่ะ ผมไม่ได้เอาติดมือมาด้วย ไม่นึกว่าจะได้เจอ พี่ว่างวันไหนบ้าง ผมจะได้เอาไปคืนให้”

“เย็นนี้ก็ว่างนะ”

“แต่ผมต้องเข้าเชียร์”

“งั้นวันเสาร์”

“ผมกลับบ้าน”

“วันจันทร์”

“วันจันทร์ได้ครับ” ผมพยักหน้า นึกทบทวนว่ามีกิจกรรมอะไรไหม น่าจะไม่มีนะ มีแค่เข้าเชียร์อังคารกับศุกร์น่ะ

“โอเค เปี๊ยกเลิกกี่โมง เดี๋ยวพี่ไปหาที่วิดวะ”

ถ้าจำไม่ผิดก็... “สี่โมง” ...มั้งนะ

“เอามือถือมาสิเปี๊ยก” พี่ซันแบมือรอ เดาว่าคงจะให้แอดไลน์ไม่ก็เมมเบอร์โทรศัพท์ให้ผมนั่นแหละ

“แค่นัดเจอก็พอแล้ว ไม่ต้องแจกเบอร์ก็ได้นะ” ผมเสนอ แม้ว่ามือจะปลดล็อกหน้าจอแล้วส่งไปให้คนขออยู่ก็เถอะ
 
“ถือว่าบังคับให้ก็แล้วกัน” พี่ซันบอก หลังใช้มือถือผมยิงเข้าเครื่องตัวเองเสร็จก็ส่งของผมคืนกลับมาให้ “ถ้าไม่ให้เบอร์จะเจอกันลำบาก พี่ไม่ได้ไปวิดวะบ่อย ไม่ค่อยรู้ที่ทาง จะให้ใส่หมวกปีกกว้างสีแดงกับตีนเป็ดสีเขียวสะท้อนแสงไปยืนรอที่ลานหน้าพระรูปก็ไม่ไหวนะ”

ผมนึกภาพหมวกแดงตีนเป็ดเขียวแล้วขำพรืด

“ถ้าพี่มาในสภาพนั้นผมไม่เดินไปหานะ”
 
“ก็ว่าอยู่” พี่ซันหัวเราะ “รับแอดไลน์ด้วย”

“ครับๆ”

“โกโก้ปั่นได้แล้วค่ะ”

ผมหันไปตามเสียงเรียก แก้วโกโก้ปั่นวางรออยู่พร้อมซองหลอดและกระดาษทิชชู่ ผมปรี่ไปรับมาชิม ฮ่าห์ หวานเข้มข้นเย็นชื่นใจ มีแรงไปรบต่อในห้องเชียร์แล้ว

“พี่ซัน ผมไปแล้วนะ มีเข้าเชียร์ครับ”

“ไปเถอะ วันจันทร์เจอกัน” พี่ซันพยักหน้าใจดี

ผมยิ้มกว้างโบกมือลา ตอนนี้ยังไม่สี่โมงครึ่งก็จริง แต่จากอักษรไปวิดวะไม่ใช่ใกล้ๆ คงต้องรีบหน่อยละ ไม่รู้ไอ้หนึ่งมารอแล้วหรือยัง ผมรีบเดินจ้ำๆ จนเกือบจะชนคนที่เปิดประตูเข้ามาในร้านกาแฟพอดี

“โอ๊ะ?” คนอะไรเสียงอุทานโคตรนุ่มนวล

ผมเงยหน้า พอเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มทันที

“พี่จันทร์”






:: คุณ – รีบ ::



วันนี้คือวันศุกร์...

พูดให้ตรงประเด็นหน่อยก็คือวันที่เจ็ด หลังท้าทายเรื่องงมงายที่เรียกกันแบบโรแมนติกๆ ว่า ‘พรหมลิขิต’ ด้วยการบอกกับเพื่อนไว้ว่าถ้าเจอคุณตัวขาวอีกครั้งภายในเจ็ดวัน ผมจะจีบเขา

เป็นไงล่ะครบเจ็ดวันแล้ว อุตส่าห์โกงด้วยการลากไอ้วีร์มากินข้าวเที่ยงที่โรงอาหารอักษรก็แล้ว ขี่รถแวะเวียนมาผ่านหน้าคณะเขาทุกเช้าก็แล้ว มานั่งเล่นที่คณะเขาทุกเย็นก็แล้ว ยังไม่ได้เจอแม้แต่เงาของคุณเขาเลย

“สรุปแห้วไม่แห้ววะ” ไอ้วีร์แหย่

“แห้วอะไร ยังไม่ทันพ้นวันเลย” ผมเถียงขณะสอดส่ายสายตามองหาคนที่อยากเจอไปด้วย ตอนนี้เลิกเรียนแล้ว ใต้ตึกอักษรคนโคตรเยอะ เดินกันให้พล่านเหมือนฝูงมดแตกรัง แต่ก็เหมือนเดิม...ไม่มีคุณตัวขาว

“ยอมรับเหอะ ไม่ใช่เนื้อคู่ไง จริงจังอะไรมากมายวะ” ไอ้วีร์ตบหลังผมหนักๆ หลายทีเป็นการปลอบใจให้เลิกฝัน

ผมกระตุกยิ้มเหลือบมองหน้าเพื่อน ที่เงียบๆ ไม่ได้หมายความว่าเห็นดีเห็นงามไปกับมันนะ ผมไม่ใช่พวกยอมแพ้อะไรง่ายๆ แบบนั้น ไม่ได้เจอแล้วยังไง ไม่ใช่เนื้อคู่แล้วยังไง ช่างมันสิ

ถ้าอยากได้อะไร ผมจะคว้ามาด้วยมือตัวเองนี่แหละ

“แวะร้านกาแฟแป๊บ” ผมแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมสาขา พวกมันเลยหยุดยืนรอกันอยู่แถวใต้ตึก ได้ยินแว่วๆ ว่านัดกันจะไปตีดอทที่สำนักคอมฯ อีกแล้ว ชีวิตมหาลัยของกลุ่มผมก็มีอยู่แค่นี้ละ ไม่เกมก็กิน มีอยู่สองอย่าง

ในร้านกาแฟมีคนเข้าออกอยู่บ้างแต่ไม่ได้เยอะเท่าไร ระหว่างเดินเข้าไปต่อคิวแล้วนึกเมนูที่จะสั่ง บังเอิญสังเกตเห็นว่าคนข้างหน้าดูคุ้นๆ ตาชอบกลพอดี

ตัวเล็กๆ ขาวๆ ผมสีน้ำตาลธรรมชาติ ...น้องโอบ?

ไหนลองเรียกซิ

“เปี๊ยก”

ไหล่สองข้างของคนถูกเรียกขยับไหวเล็กน้อย แน่ะ...มีปฏิกิริยารับรู้ชัดเจน แต่ทำเป็นเล่นตัวไม่ยอมหันมา

“รู้ว่าได้ยินนะเปี๊ยก”

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้ชื่อเปี๊ยก” น้องยังยอมคุยกับผมดีๆ ส่งแต่เสียงเจื้อยแจ้วมาลอยๆ ดูมันแสบใส่ผมสิ

“เรียกดีๆ ไม่หันใช่ไหม”
 
“เรียกจนเส้นเสียงพังก็ไม่หันอะ ใครจะทำไม”

ได้เปี๊ยก...ได้

ไม่รู้เป็นโรคอะไร ผมไม่ชอบให้ใครท้าทาย ยิ่งท้าก็ยิ่งบ้าจี้เล่นด้วย นิสัยชอบเอาชนะแบบนี้แก้ไม่หายสักที

ผมก้มเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบแตะโดนเส้นผมสีน้ำตาล กะจะกระซิบเรียกเบาๆ แกล้งให้ตกใจเล่น ที่ไหนได้โอบดันหันหน้ามาก่อนซะงั้น

เจ้าลูกเจี๊ยบชะงักแล้วทำตาโตใส่ แก้มขาวขึ้นสีเรื่อแดง หน้าฟ้องชัดเลยว่าเขินปนตกใจ โคตรน่าหยิก...น่าแกล้ง

“หันมาทำไมล่ะ ยังไม่ทันเรียกเลย” ผมจงใจกระซิบข้างหูน้อง เห็นอยู่แหละว่ามันเขินแต่อยากเมินกันดีนักนี่

“พี่อย่ากระซิบดิ!” น้องโวยวายเอามือปิดหู

“ก็อย่าเมินพี่ดิเปี๊ยก”

“ไม่เมินแล้วๆ”

“ก็แค่เนี่ย” ผมยิ้มมุมปาก พอใจกับคำตอบเลยยอมถอยออกมาโดยดี หันมาคุยกันตั้งแต่แรกก็จบแล้ว

หลังจากคุยกันใน DM อินสตาแกรมสัปดาห์ก่อนนิดๆ หน่อยๆ น้องไม่ได้อันฟอลผม ไม่ได้บล็อกผมหลังโดนแหย่ แต่เราไม่ได้คุยอะไรกันอีก ไม่นึกว่าจะได้เจอน้องอีกรอบในวันนี้นะ บังเอิญจริง

น่าเสียดายที่โอบต้องรีบไปเข้าเชียร์ คุยกันได้ไม่นานน้องก็ไปแล้ว กำลังแหย่สนุกๆ เลย แต่ไม่เป็นไรผมจะรอเจอน้องอีกทีวันจันทร์หน้าแล้วกัน เรายังมีนัดคืนเสื้อกันอยู่

พอน้องโบกมือลาแล้วเดินไป ผมไม่มีใครให้คุยด้วยเลยก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ ไถไอจี ไถทวิเตอร์ หาอะไรทำฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อยระหว่างรอมัทฉะปั่น

ยืนๆ อยู่ผมได้ยินเสียงนุ่มๆ ของใครบางคน

“มัทฉะลาเต้ครับ”

อืม เสียงนี้คุ้นๆ อยู่นะแต่ผมไม่ได้หันไปมอง เพราะมัวแต่ส่องแท็กดราม่าในทวิตเตอร์ที่กำลังร้อนไฟลุก จำไม่ได้ว่ารอนานไหม รู้ตัวอีกทีพี่พนักงานก็เอาแก้วพลาสติกที่บรรจุน้ำสีเขียวมาวางไว้ให้สองแก้วตรงหน้าแล้ว

“มัทฉะปั่นไม่วิป มัทฉะลาเต้ได้แล้วค่ะ”

“ขอบคุณครับ” ผมกำลังจะเอื้อมไปหยิบมัทฉะปั่นไม่วิป ทว่ามีใครบางคนฉวยแก้วของผมตัดหน้าไปเสียก่อน

เฮ้ย มือขาวจั๊วะแบบนี้...คุณตัวขาว?

ผมหันขวับไปมองเจ้าของมือนั้นในทันที

ใช่จริงๆ ด้วย คนที่ผมแทบจะพลิกคณะอักษรหามาเป็นสัปดาห์ กำลังยืนอยู่ข้างๆ ผมนี่เอง หัวใจผมที่สงบมาตลอดอยู่ดีๆ ก็เต้นรัวเร็วด้วยความตื่นเต้น ดีใจที่ได้เจอเขาอีกครั้ง แม้เขาจะยังไม่สังเกตเห็นผมก็ตามที

คุณตัวขาวยังดูนุ่มนวลชวนฝันไม่เปลี่ยน เขาสวมเสื้อนักศึกษาขนาดพอดีตัว พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ไม่ใส่เนกไท และมีไอเทมเสริมความมุ้งมิ้งเป็นแฟ้มลายกระต่ายสีชมพู Piske&Usagi โดย kanahei หนีบไว้ใต้แขนขาวสะอาดบาดตา ตอนนี้คุณเขามองอะไรนอกร้านกาแฟอยู่ไม่รู้ แต่สีหน้าท่าทางกำลังฟ้องว่าเจ้าตัวกำลังดีใจมาก ตื่นเต้นมาก มีความสุขมาก ดวงตาสีดำเปล่งประกายวิบวับๆ เหมือนมีดาวนับล้านดวงขับแสงอยู่ภายใน

“คุณ...”

ยังไม่ทันได้อ้าปากทักได้จบประโยค จู่ๆ คุณตัวขาวก็รีบร้อนวิ่งออกจากร้านไป โดยไม่ได้ดูให้ดีก่อนว่าแก้วที่หยิบไปน่ะคือมัทฉะปั่นของผม ไม่ใช่มัทฉะลาเต้ของเขา

แทบไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าควรทำอย่างไรต่อ  ผมคว้าแก้วมัทฉะลาเต้ของเขาแล้วรีบวิ่งตามไป
 
นาทีนี้จะมามัวรออะไรอยู่อีกล่ะ

โอกาสดีๆ ลอยมาหาถึงที่ ปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ก็โง่แล้ว!


แฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ


ซันกับโอบเจอกันจริงจังแล้วค่ะ เย้ ;;w;; มารอลุ้นกันต่อทางฝั่งจันทร์ พี่ซันตามจันทร์ทันไหม จันทร์เจอคนที่อยากเจอไหม ใครจะนก ใครจะโชคดี อิอิ
อาจจะช้าๆ หน่อยแต่นี่เพิ่งตอน 3 เอง ไปเรื่อยๆ แล้วกันนุ๊ ตอนนี้ปั่นอยู่หลายงาน หัวหมุนมากค่ะ ว่าจะมาทุกพุธเสาร์ คงทำได้ยากแล้ว เอื้อออ /พนมมือ


ขอบคุณ คุณ กาแฟมั้ยฮะจ้าว และ คุณ tasteurr มากนะคะ มาเมนต์ตลอดเยย /ส่งหัวใจให้รัวๆ ใครจะเจอใครก่อน พี่ซันจะผ่านด่านพี่ไนท์ไหม เดี๋ยวรอลุ้นต่อตอน 3.2 น้า อิอิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:29:03 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ Aeflizm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบมากกกก หลบเรื่องดราม่าหนักๆมาอ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนได้ฮีล หวังว่าคนเขียนจะไม่ทำร้ายเราาาา :hao7:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 3.2 โชคชะตา
ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
ถ้าไม่ใช่โชคชะตา...จะเรียกว่าอะไร



:: เรา – พลาด ::



ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนเบาๆ แปลกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าใครทักมา...พี่หมอก?

Mist Mog : น้องจันทร์

อ่านคำทักทายแล้วได้แต่ขมวดคิ้วงงๆ

ก่อนจะรู้จักกันในฐานะเจ้าของร้านกาแฟกับลูกค้าขาประจำ พี่หมอกเคยเป็นครูสอนสีน้ำของผมมาก่อน กล้าพูดว่าสนิทกันในระดับหนึ่ง ถึงได้มีไลน์ติดต่อกัน แต่พี่หมอกไม่เล่นโซเชียล มีอาการต่อต้านเทคโนโลยีนิดหน่อยเหมือนคนแก่ นานๆ ทีถึงจะยอมเข้าไลน์ทักมาบอกล่วงหน้าว่าจะปิดร้านวันไหนบ้าง

อืม... ร้านกาแฟคงไม่ได้ปิดเสาร์นี้ใช่ไหม ตั้งใจจะขนหนังสือไปนั่งอ่านอยู่เลยเชียว นัดกับไนท์ไว้แล้วด้วยสิ

ผมกัดริมฝีปากขณะพิมพ์ตอบ

Jaojannn : ครับพี่หมอก?

Mist Mog : พี่มีอะไรจะให้จันทร์ดู

พี่หมอกส่งรูปกระดานไม้ก๊อกที่ร้านกาแฟมาให้ ท่าทางของเล่นใหม่ชิ้นนี้คงเป็นที่นิยมไม่ใช่เล่น วันเสาร์ที่ผ่านมาบอร์ดยังโล่งๆ อยู่เลย แต่วันนี้มีข้อความติดเต็มพรืดจนแทบไม่เหลือช่องว่างแล้ว

Jaojannn : กระดานเต็มแล้วเหรอครับ ดีจัง

Mist Mog : ไม่ใช่ๆ พี่อยากให้ดูนี่ต่างหาก มีใครมาเขียนตอบจันทร์หรือเปล่าน้า อิ_อิ

เดี๋ยวนะ ช่างรูปที่พี่หมอกเพิ่งส่งมาไปก่อน คำว่า ‘อิ_อิ’ ท้ายประโยคนั่นติดใจผมมากเลย ลำพังแค่ให้ทักมายังยาก ไม่รู้ฤาษีที่ถือศีลอยู่ในถ้ำอย่างพี่หมอกไปติดคำแปลกๆ มาจากไหน

Jaojannn : ใครสอนให้ใช้ อิ_อิ ครับเนี่ย

Mist Mog : ลูกศิษย์คนใหม่ของพี่เอง ชื่อน้องสอง มาติวสถาปัตย์กับพี่ได้สองสามสัปดาห์แล้ว อิ_อิ

Jaojannn : พอใช้เป็นก็สนุกใหญ่เลยนะ

Mist Mog : อิ_อิ

ผมอมยิ้ม นิ้งโป้งไถย้อนกลับขึ้นไปดูภาพใหม่ มันเป็นรูปกระดานไม้ก๊อกแผ่นเดิมนั่นละ เพียงแต่หนนี้ถ่ายใกล้ขึ้น ชัดขึ้น และโฟกัสไปที่รูปถ่ายโพลารอยด์สองใบที่ติดอยู่ใกล้ๆ กัน

รูปใบหนึ่งเป็นของผม ส่วนอีกใบ...เป็นของคนอื่น

หลังขยายภาพดูรายละเอียดให้ชัดๆ ถึงได้เห็นว่ารูปโพลารอยด์ใบนั้นเป็นภาพถ่ายแก้วกาแฟกระดาษสีขาว ข้างแก้วเขียนเลข ‘1’ ไว้หนึ่งตัว ใต้ภาพมีคำสองคำ เขียนด้วยลายมือค่อนข้างหวัด

“สักวัน” ผมอ่านข้อความแล้วขมวดคิ้ว เล็งดูไม่เจอชื่อคนเขียน แต่พอเอามาติดไว้ใกล้ๆ กับ ‘จะได้เจอกันอีกมั้ย ยังรออยู่นะ’ ของผมแบบนี้ เราเลยเหมือนคุยเรื่องเดียวกันอยู่

สมมตินะ สมมติว่าเขาคุยกับผมก็แล้วกัน

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจจะรอน้องคนนั้น ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องมี ‘สักวัน’ ที่การรอคอยนี้จะสิ้นสุดลง ถ้าไม่ใช่สักวันที่ได้เจอ ก็คงเป็นสักวันที่ถอดใจเลิกรอ ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือจะเป็นไปในกรณีใด...

“โอ๊ะ” ผมอุทานเบาๆ เมื่อกี้มัวแต่ก้มดูมือถือ คิดอะไรเพลินๆ ไม่ได้ดูทาง เงยหน้ามาอีกที เกือบจะเปิดประตูร้านกาแฟไปชนน้องโอบที่เดินสวนออกมาพอดี ดีนะที่ยั้งเท้าทัน

“พี่จันทร์” น้องยิ้มกว้างเรียกผมเสียงใสเลย

“ขอโทษนะ เมื่อกี้พี่ไม่ทันระวัง เป็นอะไรไหม”  ผมกวาดตามองคนที่ยืนถือแก้วโกโก้ปั่นอยู่ตรงหน้า ดูให้แน่ใจว่าน้องโอเค โกโก้ปั่นในมือน้องไม่ได้หกหรือกระฉอก

“ไม่เป็นไรครับ ยังไม่ได้ชนกันสักหน่อย ตะกี้ผมเองก็รีบๆ ด้วยเลยไม่ได้มองทาง ขอโทษเหมือนกันนะครับ”

“โอบจะรีบไปไหน มีเรียนต่อตอนค่ำเหรอ”

“เปล่าครับ ต้องไปเข้าเชียร์น่ะ ไม่อยากไปเลย อยากอยู่คุยกับพี่จันทร์นานๆ จัง” น้องบ่นหน้ามุ่ย ได้ยินว่าห้องเชียร์ของคณะวิศวะโหดอยู่ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมโอบถึงงอแงแบบนี้

“รีบไปเถอะ ไว้ค่อยคุยกับพี่วันหลังก็ได้” ผมเบี่ยงตัวหลบ โดยไม่ลืมเอามือยันประตูไว้ให้น้องเดินออกไปก่อน

“งั้นผมไปนะครับ” โอบยกไม้ยกมือบ๊ายบาย

ผมพยักหน้าให้ยิ้มๆ มองตามน้องที่วิ่งปรู๊ดปร๊าดออกไป ก่อนจะเดินเข้าร้านกาแฟบ้าง พอเห็นสาวสวยผมยาวที่นั่งโต๊ะริมหน้าต่างกวักมือเรียกก็รีบเดินไปหาทันที

“ทำไมลงมาคนเดียวล่ะ” พิมพ์มองหาเกดกับไนท์

“เดี๋ยวสองคนนั้นตามลงมา เราไปสั่งชาเขียวแป๊บนะ” ผมบอกเพื่อน เห็นที่หน้าเคาน์เตอร์ไม่มีคนต่อคิวพอดี เลยเดินไปสั่งมัทฉะลาเต้เย็น ระหว่างยืนรอก็เปิดรูปแก้วกาแฟขึ้นมาดูต่อ

จู่ๆ ก็เพิ่งคิดขึ้นได้น่ะนะ...

ปกติเวลาสั่งกาแฟ พี่หมอกจะวาดรูปจันทร์เสี้ยวไว้บนแก้วแทนชื่อผม ถ้างั้นเจ้าของแก้วที่มีเลขหนึ่งใบนี้ บางทีเขาอาจจะชื่อหนึ่งก็ได้นะ อืม แต่คิดไปคิดมาก็ชักตลกตัวเอง แค่ภาพๆ เดียว จะคิดอะไรเยอะแยะไม่รู้ ใช้สมองยิ่งกว่าตอนทำข้อสอบ GAT เชื่อมโยงอีก

“ฮั่นแน่ ยิ้มอะไรอยู่คนเดียว ดูอะไรอยู่เหรอ” พิมพ์โผล่มายิ้มแซว ไม่รู้แอบมายืนข้างผมนานหรือยังด้วย

“เปล่า ไม่มีอะไร” ผมกะพริบตาเบาๆ แล้วคลี่ยิ้ม ไม่คิดปิดบังอะไรอยู่แล้ว เลยส่งมือถือให้เพื่อนดู “เราเขียนข้อความติดไว้ที่ร้านกาแฟเมื่อเสาร์ที่แล้ว วันนี้พี่หมอกเลยส่งรูปมาให้ดูน่ะ”

“ไหนขอดูหน่อย” พิมพ์หยิบแว่นมาวางบนดั้งจมูกแล้วก้มดูภาพในไลน์ “คิดว่าใช่น้องคนนั้นหรือเปล่า”

“ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะไม่ใช่” ผมส่ายหน้า น้องคนนั้นเคยกลับไปที่ร้านในสายหมอกบ้างหรือเปล่ายังไม่รู้เลย

“นี่...ถ้าใช่ จะโรแมนติกมากนะ” พิมพ์ยิ้มหวาน ตาเป็นประกายเพ้อฝัน “พูดเรื่องคนตามหากัน เรานึกถึงหนังเรื่อง Serendipity เลย จันทร์เคยดูไหม”

“หนังเกี่ยวกับอะไร” ผมเป็นพวกชอบอ่านหนังสือมากกว่าดูหนัง ไม่รู้จักหนังเรื่องที่พิมพ์พูดถึงหรอก แต่พอจะคุ้นๆ กับศัพท์ที่เป็นชื่อเรื่องอยู่นะ

จำได้ว่าเคยอ่านเจอผ่านๆ ในเว็บไซต์หนึ่ง...

If you find good things without looking for them, serendipity — unexpected good luck — has brought them to you.

Serendipity แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า ‘การมีโชคในการค้นพบสิ่งที่ต้องการโดยบังเอิญ’ นั่นแหละ

“ขอนึกก่อน ดูมานานแล้วเราจำไม่ค่อยได้ ที่แน่ๆ คือพระเอกกับนางเอกเจอกัน เพราะหยิบถุงมือคู่สุดท้ายในร้านขายของพร้อมกันพอดี ทั้งสองคุยกันถูกคอ แต่ต่างคนต่างมีคนรักอยู่แล้วเลยไม่ได้สานความสัมพันธ์กันต่อ”

“แล้ว...”

“นางเอกให้พระเอกเขียนชื่อกับเบอร์โทรไว้บนแบงก์ห้าดอลล่าร์ ส่วนตัวเธอเขียนชื่อกับเบอร์โทรศัพท์ไว้บนหนังสือ” พิมพ์ยกหนังสืออ่านเล่นเรื่องแอนิมอลฟาร์มกับแบงก์ยี่สิบขึ้นมาระหว่างพูด “หนังสือเล่มนั้นถูกขายที่ร้านขายหนังสือมือสอง ส่วนแบงก์ก็โดนเอาไปใช้ พวกเขาเชื่อว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งได้เจอสิ่งของที่มีชื่อของอีกฝ่าย นั่นหมายถึงสัญญาณว่าพวกเขาคือเนื้อคู่กัน คราวหน้าจันทร์ลองทำแบบนี้ดูบ้างสิ เผื่อฟลุ๊ค”

“แต่นี่มันชีวิตจริง ไม่ใช่ในหนัง...”

“ไม่ลองไม่รู้นะ อาจจะใช้ได้ผลก็ได้นี่”

“ปัญหาคือเราไม่รู้ชื่อน้อง น้องไม่รู้ชื่อเรา แถมน้องก็ไม่ได้ตามหาเราเหมือนที่เราหาน้องอยู่ ต่อให้เขียนชื่อลงไปบนแบงก์ทุกใบที่ใช้ในทุกๆ วัน มันก็ไม่มีประโยชน์หรอก” ผมพูดเบาๆ

“ไม่เอาน่า มีความหวังหน่อยสิ อุตส่าห์รอมาตั้งนานนะ” พิมพ์เป็นคนมองโลกในแง่ดี ท่าทางจะไม่ยอมให้ผมถอดใจง่ายๆ แน่ นี่ถ้าคนที่อยู่กับผมในเวลานี้เป็นเกดกับไนท์ สองคนนั้นคงยุให้ผมรีบลืมน้องคนนั้นไปได้แล้ว

แต่ยังหรอก ยังลืมไม่ได้...

ผมยังไม่ได้ขอบคุณน้องสักคำเลย อีกอย่างรอต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ขาดทุนหรือมีอะไรเสียหายสักหน่อย

“รู้แล้ว” ผมยิ้มให้เพื่อนสบายใจ ก่อนมองออกไปนอกร้านกาแฟ เห็นน้องโอบที่ยืนดูดโกโก้ปั่นอยู่ริมฟุตปาธ กำลังปีนขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ฟีโน่สีดำคันหนึ่ง

อ้าว โอบยังไม่กลับวิดวะอีกเหรอ

ถึงจะปีนขึ้นไปนั่งบนเบาะแล้ว น้องก็ยังคุยจ้อไม่หยุด บนแขนห้อยหมวกกันน็อกสีม่วงเปลือกมังคุดเอาไว้ไม่ยอมสวม เอ่อ เดี๋ยวนะ ผมว่ามันคุ้นๆ ฟีโน่สีดำกับหมวกกันน็อกสีม่วง?

ผมชะเง้อมองคนที่น้องโอบนั่งซ้อนท้ายอยู่ ใครคนนั้นสวมชุดนักศึกษาถูกระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้า เชิ้ตขาวสะอาดเรียบกริบ เสียบสมุดเชียร์ไว้ที่อกเสื้อ มองไกลๆ เห็นว่าตัวสูงไหล่กว้าง ส่วนหน้าตาก็...เอ๊ะ?

นั่นมัน...น้องคนนั้น!

เคยตกใจสุดขีดจนหัวใจแทบหยุดเต้นไหม ผมกำลังอยู่ในอารมณ์นั้นเลย จริงๆ นะ รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดนิ่งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ตกใจมาก ตื่นเต้นมาก เจ็บหน้าอกไปหมด หายใจไม่ทันแล้ว

ผมพยายามดูอีกทีให้แน่ใจว่าใช่น้องที่ช่วยผมไว้ไหม ไม่อยากตกใจเก้อน่ะ พอเห็นหน้านิ่งสนิทเป็นปลาตายขนาดนั้น  ผมก็มั่นใจว่าไม่ผิดตัวแน่นอน ใช่น้องชัวร์

ดีใจจัง จู่ๆ ก็เจอคนที่ตามหา...

ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องดีใจขนาดนี้ แต่ก็มีความสุขแบบแปลกๆ ดีเหมือนกัน สมองเบลอไปหมด เรียบเรียงความคิดไม่ถูกเลย ผมควรทำยังไงดี เข้าไปหาน้องตอนนี้จะทันไหม

“มัทฉะปั่นไม่วิป มัทฉะลาเต้ได้แล้วค่ะ”

ผมกำลังจะวิ่งออกไปแต่ชาเขียวดันเสร็จพอดี จะไม่เอาก็ไม่ได้ เลยเหลือบไปมองผ่านๆ เห็นแก้วใส่อะไรเขียวๆ บนเคาน์เตอร์ก็รีบคว้าแล้ววิ่งเลย

“เดี๋ยวก่อน จะรีบไปไหนอะ จันทร์!”

วินาทีนี้ต่อให้เพื่อนเรียกก็หยุดไม่อยู่แล้ว ผมวิ่งแบบไม่คิดชีวิต รีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าสุดท้ายก็ช้าเกินไปอยู่ดี ฟีโน่สีดำคันนั้นแล่นฉิวออกไปก่อนที่ผมจะวิ่งพ้นประตูร้านกาแฟด้วยซ้ำ

สองครั้ง...ผมพลาดมาสองครั้งแล้วนะ น้องไวกว่าผมหนึ่งก้าวเสมอ เหมือนเวลาในโลกของน้องเดินไวกว่าคนทั่วไปหลายวินาที มาไวไปไวตลอดแบบนี้ใครจะไปตามทันกัน

“คุณครับ” เสียงใครไม่รู้ไม่คุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ

ผมหันมองตามเสียงเรียก เห็นหนุ่มหล่อตาคมคิ้วเข้มหยุดยืนอยู่ข้างๆ เอ่อ เมื่อกี้เขาเรียกผมใช่ไหม

“นึกว่าจะตามไม่ทันแล้ว” เขาพูดกับผม มือใหญ่ยื่นแก้วน้ำมาให้พร้อมรอยยิ้มสว่างเจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ “นั่นมัทฉะปั่นของผม ส่วนมัทฉะลาเต้ของคุณน่ะ...อยู่นี่”

อ้าว นี่ผมหยิบมาผิดแก้วเหรอ พอยกแก้วที่ถือขึ้นมาดูก็ชัดเลย มันไม่ใช่มัทฉะลาเต้ของผมจริงๆ นั่นแหละ

“ขอโทษนะ เรารีบน่ะ ยังไม่ได้กิน สบายใจได้”

“ครับ ไม่เป็นไร ขอคืนนะ” เขายื่นแก้วมาให้ก่อน

เราแลกแก้วชาเขียวกัน ก่อนที่ผมจะหันไปสนใจฟีโน่สีดำต่อ น้องคนนั้นเลี้ยวพ้นมุมตึกของคณะรัฐศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว แย่จัง...

“หาอะไรอยู่เหรอครับ” เจ้าของมัทฉะปั่นถาม

ผมเลิกคิ้วมองคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิม ตะกี้มัวแต่ตื่นเต้นเลยไม่ทันสังเกตเห็นว่าเขาคือพี่สตาฟบ้านหวาน คนที่พาน้องโอบมาหน่วยพยาบาลตอนวันรับน้องนั่นเอง

เพิ่งเจอกันเมื่อวันศุกร์ที่แล้วใช่ไหมนะ หนก่อนเขามองตามมาแบบเหลียวหลังจนคอแทบเคล็ด หนนี้เขาแสดงท่าทีสนใจผมอย่างชัดเจน มีการยิ้มโปรยเสน่ห์ ส่งสายตาวิบวับกรุ้มกริ่มมาให้ด้วยแน่ะ

ไม่ยุ่งด้วยดีกว่า หน้าตาไม่น่าไว้ใจ...

“ขอตัวก่อนนะครับ เพื่อนรออยู่” ผมยิ้มนิดๆ ตัดบทเมื่อเห็นเขาขยับริมฝีปากทำท่าเหมือนอยากคุยด้วย

“เอ่อ เดี๋ยวก่อนครับ” เขายื่นมือมาขวาง

ผมเบี่ยงตัวหลบแล้วก้าวไวๆ เดินหนี เผอิญเห็นเพื่อนในกลุ่มเดินลงจากตึกมาพอดีเลยรีบร้องเรียก

“ไนท์!”

แค่มองมาปราดเดียวไนท์ก็อ่านสถานการณ์ออกแล้ว เพื่อนผมรีบเก๊กหน้าโหดเดินปรี่มาเลย หน้าตาเกรี้ยวกราดสุดๆ แทนที่คนแปลกหน้าจะกลัวเกรงแล้วถอยไป กลายเป็นว่าเขาพยักพเยิดคางทักทายไนท์เหมือนรู้จักกันซะงั้น

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เป็นไงบ้างวะ

“อ้าว มึงนี่เองไอ้ซัน กูก็นึกว่าใครมาวอแวเพื่อนกู มึงมาทำไรที่อักษร” ไนท์ขมวดคิ้วขณะเดินมายืนขวางหน้าผม

“มาเรียนเสรี กำลังจะกลับแล้ว” คนที่ชื่อซันตอบแล้วชะโงกหน้ามามองผมที่ยืนหลบอยู่หลังไนท์ เขายิ้มให้ผมอีกแล้ว “นั่น...เพื่อนมึงเหรอ”

“เออ เพื่อนกูเอง มีอะไรอีกไหม ถ้าไม่มี กูไปก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกัน” ไนท์บอกลาแบบตัดบทไม่เปิดช่องว่างให้ใครพูดตอบ ก่อนจะลากแขนผมเดินออกมาห่างๆ ไปหาพิมพ์กับเกดที่ยืนรออยู่ใต้ตึก

“ปล่อยให้เดินคนเดียวแค่แป๊บๆ มีคนมายุ่งกะจันทร์อีกแล้วเหรอ” เกดเขย่าแก้วชาไทยแรงๆ พลางส่องดูหน้าเจ้าของมัทฉะปั่น “เดี๋ยวนะ จำได้ละ คนนี้นี่นาที่เล็งจันทร์เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว”

“จริงดิ ไอ้ซันน่ะนะ” ไนท์เลิกคิ้ว

“เพื่อนไนท์เหรอ” ผมถาม

“อืม เพื่อนทำกิจกรรมน่ะ สงสัยจะมาตกหลุมมึงอีกคนแล้ว รอดูท่าทีมันไปก่อนแล้วกัน” ไนท์ตบไหล่ผมแบบหนักๆ แมนๆ แล้วยื่นกระดาษรายงานมาให้ “อะ คืน ขอบคุณที่ให้ยืมมาดู ตะกี้ลมแรงมาก งานของมึงปลิวไปไกลเลย เกือบหายแน่ะ ขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไร” ผมอมยิ้มขณะเก็บกระดาษรายงานเข้าแฟ้ม ตอนนี้ยังมีความสุขอยู่เรื่องน้องคนนั้น ต่อให้กระดาษรายงานจะปลิวไปตกน้ำตกท่าหรือหายไปก็ทำให้ผมเซ็งไม่ได้หรอก

“ขนาดงานเกือบหาย ยังอารมณ์ดียิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตะกี้รีบวิ่งออกมาทำไมก็ไม่ยอมบอกเพื่อนเลยน้า” พิมพ์หลิ่วตาแซวผม 

“อ๋อ อืม...” ผมอมยิ้ม “เราเจอน้องแล้วนะ”

“จริงดิ!” เพื่อนสามคนประสานเสียงกันดังลั่น

ผมพยักหน้า คราวนี้ไม่อมยิ้มแล้ว ยิ้มกว้างๆๆ ไปเลย

“แน่ใจนะว่าใช่น้องน่ะ” ไนท์ก็พลอยตื่นเต้นไปด้วยแฮะ

“ใช่สิ” ผมมั่นใจ หน้าตาแบบนั้น ตัวสูงแบบนั้น ไหนจะหมวกกันน็อกสีม่วงกับฟีโน่สีดำ บวกกับพฤติกรรมมาเร็วไปเร็วอีก ไม่มีใครเป็นแบบนั้นหรอก...นอกจากน้องคนที่ผมตามหา

ถึงวันนี้จะตามน้องไม่ทันก็ไม่เป็นไร ตอนรอน้องที่ร้านกาแฟยังเคยรอมาได้ตั้งนาน นี่มหาวิทยาลัยเล็กกว่าประเทศไทยทั้งประเทศ แคบกว่ากรุงเทพทั้งจังหวัดตั้งแยะ ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอเดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก


สักวัน...



(มีต่อด้านล่างค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:29:23 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: ผม – ลม ::



คาบภาษาอังกฤษในบ่ายวันศุกร์...

ผมนั่งอยู่ริมขอบของห้องสโลปใหญ่ ขนาบข้างด้วยเพื่อนในกลุ่ม ซ้ายมือคือโอบ ขวามือคือภพรันย์ที่เปิดมือถืออัดเสียงอาจารย์ไว้แล้วฟุบหน้าหลับกันหมด จะโทษอาจารย์ว่าสอนน่าเบื่อก็ไม่ได้ ช่วงบ่ายหลังกินอิ่มๆ มานั่งในห้องแอร์เย็นฉ่ำแบบนี้ จะให้ถ่างตามีสติตลอดก็คงยาก

ปล่อยให้หลับไปแล้วกัน...

ผมก้มหน้าก้มตาจดเลกเชอร์แทนเพื่อน ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้สังเกตเห็น โต๊ะเลกเชอร์ทางซ้ายมือมีคนนั่งสัปหงกเพิ่มมาอีกราย...

ไอ้โอบก็หลับด้วยเหรอ

ผมขมวดคิ้ว สงสัยว่ามันหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เลยก้มดูหนังสือที่มันจรดปลายปากกาคาไว้เฉยๆ แย่ละสิ อาจารย์สอนผ่านไปหลายหน้าแล้ว ตอนนี้โอบยังค้างอยู่ที่หกหน้าก่อนอยู่เลย

บอกตามตรงว่าผมเริ่มกลุ้มใจนิดๆ

กลัวจริงๆ ว่าโอบจะเรียนไม่ไหว

เปิดเทอมมาสองสัปดาห์ การเรียนการสอนเริ่มจริงจังขึ้น วิชาแต่ละตัวไม่ได้มีแค่ทฤษฎีล้วนๆ แต่มีเลขและการคำนวณเป็นพื้นฐานสำคัญ ถ้าโอบทำใจให้เลิกเกลียดเลขหรืออดทนกับวิชาที่ต้องเจอในคณะไม่ได้ ถ้ามันไม่พยายามปรับตัว ถ้ามันไม่ตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ เห็นทีคงไม่พ้นติดโปรตั้งแต่เทอมแรก

หากการเรียนของมันย่ำแย่ถึงขั้นนั้นจริง ครอบครัวโอบอาจขอให้มันซิ่วไปเรียนคณะอื่น ไม่ก็ย้ายไปเรียนม.เอกชนแทน นั่นหมายถึงพวกเราจะไม่ได้อยู่ข้างๆ กันอีก เหมือนที่เคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก

ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น...ยอมไม่ได้เด็ดขาด

“โอบ” ผมยื่นหน้าไปกระซิบใกล้ๆ

สงสัยเสียงจะเบาเกิน มันเลยไม่ยอมตื่น

คบกันมานาน ผมรู้นิสัยของเพื่อนตัวเองดี ถ้าเรียกปลุกเบาๆ มันก็จะตื่นแบบเบาๆ ถ้าไปเขย่าปลุกแรงๆ ทำเสียงดังๆ ใส่ มันก็จะตกใจตื่นเสียงดัง ถ้ามันตื่นมาร้องลั่น อาจารย์คงมองมาตาเขียวแน่

“โอบ ตื่นเร็ว”

กำลังจะกระซิบปลุกอีกครั้ง แต่เห็นมันหลับโงนเงนไปมาน่าหวาดเสียว เลยรีบยื่นมือไปรองใต้หน้าผากคนหลับเอาไว้ ก่อนที่มันจะโงกหงุบลงไปหัวโขกโต๊ะเลกเชอร์

เกือบไปแล้ว...

โอบตื่นทันที มันโงหัวขึ้น บ่นงึมงำว่าง่วงแล้วเอนมาซบไหล่ผม หลับตาพริ้มนอนหลับต่อหน้าตาเฉย

ผมนั่งนิ่งไม่กล้าขยับ ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนแป้งเด็ก รู้สึกถึงเส้นผมลื่นเย็นที่ขยับเสียดสีอยู่ข้างลำคอ รับรู้ได้ถึงน้ำหนักของศีรษะ และความนุ่มนิ่มอันอบอุ่นของเนื้อแก้มที่เกยอยู่บนบ่า

ยอมรับว่ารู้สึกดีมากเลย

ความใกล้ชิดและสัมผัสเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ก็ทำให้ผมมีความสุขแล้ว แต่มันอันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้ตัวเองรู้สึกดี หากอยากเป็นเพื่อนกันไปนานๆ อย่างที่โอบต้องการ ผมจะต้องไม่ข้ามเส้นที่ขีดเอาไว้

“ลุก” ผมดันหัวโอบให้หลุดออกจากไหล่

“ไม่เอา กูง่วง” มันงอแงกอดแขนผมแน่น

“หนัก”

“หนักอะไร” โอบเงยหน้ามาขมวดคิ้วใส่ผม

“แก้มมึง” ผมดึงแก้มโอบแรงๆ

“หนักที่ไหน แก้มกูออกจะนุ่มนิ่มเบาหวิว”

ไม่เถียงเรื่องความนุ่มหรอก...รู้ว่านุ่มจริง หลักฐานความนุ่มยังคามือผมอยู่เลย แต่เรื่องความหนัก มันไม่ได้หนักที่แก้มของโอบหรอก เป็นผมเองต่างหากที่หนักอกหนักใจ

โอบทำอะไรไม่ระวังแบบนี้ แล้วจะให้ผมห้ามใจตัวเองยังไง ต้องทำยังไงถึงจะไม่หวั่นไหว ต้องทำยังไงถึงจะไม่เผลอก้าวข้ามเส้นนั้นออกไป ไอ้เส้นบางๆ ที่เรียกกันว่า ‘เฟรนด์โซน’ น่ะ

“ลุกเร็ว เดี๋ยวอาจารย์เห็น” ผมดุมันจริงจังขึ้น

“อาจารย์อยู่ตั้งไกลน่า” โอบทำเสียงเอาแต่ใจ

ผมก้มมองเจ้าตัวแสบแล้วถอนหายใจยาวเหยียด ในเมื่อขัดใจโอบไม่สำเร็จ สุดท้ายผมก็ต้องยอมมันอยู่ดี แต่ผมจะไม่ตามใจมันตลอดไปหรอก

ไม่...อย่างแน่นอน



“โดดเชียร์ได้หรือเปล่า”

โอบไม่ชอบกิจกรรมรับน้องของคณะเท่าไร แค่หนแรกที่เข้าไปเมื่อเย็นวันอังคาร ก็แทบจะร้องกลับบ้าน หนีไปเรียกร้องสิทธิมนุษยชนกับป๊าม้าแล้ว ตอนนี้ภพกับรันย์เลยพยายามกล่อมไม่ให้มันโดดประชุมเชียร์กันสุดฤทธิ์ หัวข้อสนทนาลากยาวไปเรื่อยจนมาถึงเรื่องเกียร์...แล้ววกกลับมาจบที่ความคิดเห็นของผม

“หนึ่ง กูอยากรู้ ทำไมมึงถึงเข้าเชียร์”

ผมมองหน้าคนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตอบเลี่ยงไปแบบมึนๆ ว่าหลังเลิกเรียนไม่มีอะไรทำ

จริงๆ ผมเองก็เกลียดกิจกรรมนี้พอกัน แต่บอกแล้วใช่ไหม ผมจะไม่ตามใจโอบไปตลอดหรอก ครั้งนี้ก็ด้วย

โอบอาจจะดูน่ารักสดใสก็จริงแต่มันเอาแต่ใจมาก ความอดทนต่ำ ความเป็นเด็กสูง เป็นเจ้าชายตัวน้อยๆ ที่มีโลกทั้งใบหมุนอยู่รอบตัว ผมไม่รู้หรอกว่าการเข้าห้องเชียร์จะทำให้มันเติบโตขึ้นหรืออดทนได้เก่งขึ้นบ้างไหม ถ้ามันผ่านการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งที่มันไม่ชอบมากๆ ในครั้งนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าในอนาคตมันก็จะผ่านเรื่องอื่นๆ ที่มันไม่ชอบไปได้เช่นกัน

“ถ้ากูชวนโดดเชียร์กลับหอ มึงจะไปไหม”

“กลับหอไวเปลืองค่าไฟนะ” ผมขมวดคิ้ว ยังคงตอบมึนๆ เพื่อยืนยันว่าจะไม่โดดกลับหอกับมันเด็ดขาด

โชคยังดีอยู่บ้างที่โอบยอมฟังคำพูดของผม มันถอนหายใจทำหน้าเซ็งนิดหน่อยก่อนจะขอแยกตัวไปซื้อน้ำ เดาว่าเป็นร้านกาแฟใต้ตึกคณะอักษรแล้วกัน แถวนี้ก็มีอยู่แค่ร้านเดียวน่ะนะ

“ไอ้โอบจะงอนพวกเราปะวะ” รันย์ถาม

“ถ้างอน ป่านนี้ไอ้หนึ่งก็ต้องพูดอะไรแล้ว” ภพพยักพเยิดคางมาที่ผม พอเห็นเพื่อนคนอื่นๆ เริ่มกลับคณะกัน มันก็ลากไหล่ไอ้รันย์จนตัวปลิวตามไปด้วย “ไปเถอะ เพื่อนไปกันหมดแล้ว”

พวกผมจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่ลานจอดรถใกล้หลังตึกเรียนรวม ระหว่างทางไปเอารถก็ต่างคนต่างเดินไปไม่มีอะไร กระทั่งก้าวเท้าลงจากทางเชื่อมใต้ตึกก็ได้ยินเสียงเอะอะแว่วๆ

“ว้าย!”

ผมเงยหน้าเมื่อได้ยินเสียงหวีดแหลมสูง

บนระเบียงชั้นสองของตึกอักษรที่ตั้งอยู่อีกฟากของลานจอด พี่ผู้หญิงคนหนึ่งค้อมตัวรวบจับชายกระโปรงพลีท ยืนต้านลมแรงที่พัดผ่านมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พี่ผู้ชายที่เดินตามมารีบช่วยถือข้าวของให้ ตอนนั้นเองที่กระดาษซึ่งเสียบไว้หลวมๆ ในสมุดร่วงหล่นแล้วปลิวว่อน

“ไนท์ระวัง งานปลิวไปแล้ว!”

“เฮ้ย!” พี่ผู้ชายร้องลั่นรีบวิ่งไล่ตะครุบกระดาษไม่รักดี แย่หน่อยที่ลมพัดแรงจนมันปลิวออกนอกระเบียงมาแล้ว “คนที่อยู่ข้างล่างช่วยเก็บกระดาษให้ทีครับ!”

ผมยืนมองความวุ่นวายอยู่เงียบๆ คนข้างบนวิ่งกันจ้าละหวั่น ส่วนคนข้างล่างที่เดินอยู่แถวนั้นก็กระโดดกันขวับๆ จะช่วยเก็บกระดาษให้

ทว่าไม่มีใครทำสำเร็จ กระดาษแผ่นนั้นลอยละล่องเล่นลม มันข้ามลานกว้างอย่างว่องไว ก่อนที่ลมพัดหนุนจะค่อยๆ แผ่วลง กระดาษลอยเอื่อย ลดความเร็ว ลดระดับความสูงลงเรื่อยๆ จนมาอยู่ตรงหน้าผม

มาหาถึงที่ขนาดนี้ จะไม่คว้าไว้ คงไม่ได้...

ผมเหยียดแขนขึ้น ใช้สองนิ้วคีบกระดาษแผ่นนั้นไว้ ตอนที่คว้ามันลงมา ทันได้เห็นชื่อที่เขียนด้วยลายมือสวยๆ อยู่ตรงมุมบนขวาของกระดาษรายงานที่มีตรามหาวิทยาลัย

ศุกลภัทร ศศินากุล...

ชื่อนามสกุลเพราะมากเลย

อืม ทำไมรู้สึกลายมือคุ้นๆ นะ?

“น้องครับ!” พี่ผู้ชายหน้าตาดีวิ่งข้ามลานจอดรถมาหา พอเห็นกระดาษรายงานปลอดภัยดีก็ยิ้มกว้าง ท่าทางโล่งใจใหญ่ “ขอบคุณนะน้อง ถ้าหายไปแล้วแย่เลย ขอบคุณมาก”

“ครับ” ผมส่งกระดาษรายงานคืน มองตามจนพี่คนนั้นเดินไปไกลแล้ว ถึงเพิ่งนึกได้ว่าเขาหน้าคุ้นๆ อยู่

“นั่นพี่ไนท์ เดือนมหาลัยปีที่แล้ว” รันย์เดาสีหน้าผมออกเลยช่วยเฉลยให้

“ไม่รู้จัก แต่หน้าตาคุ้นๆ”

ผมไม่รู้หรอกว่าใครเป็นเดือนเป็นดาวมหาลัย แค่เพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ร่วมคณะยังจำหน้าจำชื่อได้ไม่ครบเลย

“ไม่ให้คุ้นได้ยังไง สแตนดี้กับป้ายไวนิลพี่แกเต็มมหาลัย โน้น มีตรงนั้นอันนึง มึงดู” ภพชี้ไปที่ป้ายไวนิลรณรงค์ให้นักศึกษาแต่งกายถูกระเบียบที่ห้อยอยู่ข้างรั้ว พี่ผู้ชายคนเมื่อกี้ยืนตัวตรงอยู่ในรูป หล่อสมาร์ทเหมือนตอนวิ่งมารับกระดาษคืนไปไม่มีผิด

โอเค สำเนาถูกต้อง หายคาใจแล้วว่าทำไมถึงคุ้นหน้าพี่เขา จะเหลือก็แต่ลายมือสวยๆ ที่เห็นบนกระดาษแผ่นนั้น

คุ้นตามาก ผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า

“มึงไปรอรับโอบใช่ไหม พวกกูกลับวิดวะก่อนนะ” ภพบอก มันกับไอ้รันย์มีมอเตอร์ไซค์กันคนละคัน ในขณะที่โอบขี่เป็นแต่จักรยาน เวลาจะไปไหนมาไหนผมเลยต้องเป็นสารถีให้มัน

“อืม เดี๋ยวกูตามไป”



“รอนานไหม”

เท้ายังไม่ทันยันพื้นดี ผมก็ถามคนที่ยืนรออยู่แล้ว โอบกำลังยืนดูดโกโก้ปั่นหลบแดดอยู่ใต้เงาต้นไม้ริมทาง

“ไม่นาน แป๊บเดียวเอง แต่ต้องไปจริงๆ เหรอวะ กลับหอกันเหอะ กูง่วงแล้วอ่า” โอบทำเสียงเล็กเสียงน้อยใส่ ชนิดที่ต่อให้ผมหลับตาอยู่ก็รู้แล้วว่ามันกำลังจะเริ่มงอแง

“เข้าเชียร์ก่อน เดี๋ยวค่อยนอน” ผมพูด

“กูไม่อยากเข้า”

“ทำไม”

“กูกลัวเสียงตะคอกนี่นา ตกใจ ผวาทุกทีเลย”

“กลัวอะไร กูอยู่ทั้งคน” ผมจ้องตามันแล้วเลิกคิ้วนิดๆ ให้ความมั่นใจว่าผมจะอยู่ข้างมันเสมอ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่มันไม่ชอบใจนัก

พอพูดแบบนี้ โอบเลยดูลังเลนิดหน่อย มันปล่อยหลอดแก้วโกโก้ปั่นออกจากริมฝีปากก่อนพยักหน้า หายงอแงแล้ว ยอมคล้อยตามผมแล้วด้วย

“ไปก็ได้”

“เก่งมากเจ้าปั๊ก” ผมชมแล้วส่งหมวกกันน็อกให้ สายตามองข้ามไหล่โอบเข้าไปในร้านกาแฟใต้ตึกคณะอักษร เห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์มือถืออยู่ นี่ก็คนหน้าคุ้นๆ อีกคน

ใช่คนที่โอบให้ช่วยหาเมื่อสัปดาห์ก่อนหรือเปล่า

“นั่นพี่ซัน?” ผมถามให้แน่ใจ

“อ๋อ ใช่ พี่ซัน ได้คุยกันแล้วเมื่อกี้”

พอพูดเรื่องพี่ซัน โอบก็ยิ้มกว้างร่าเริง เริ่มเล่าคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างตอนผมไม่อยู่ ผมรับฟัง ก่อนจะถูกอะไรบางอย่างในร้านกาแฟดึงดูดความสนใจไป...

บริเวณหน้าเคาน์เตอร์มีผู้ชายอีกคนยืนหันข้างอยู่ ตัวบางๆ ผิวขาว การเคลื่อนไหวเชื่องช้านุ่มนวล แค่เห็นก็จำได้ทันทีว่าเป็นคนที่ผมช่วยไว้เมื่อหลายเดือนก่อน

พี่วัดเสมียนฯ

โลกกลมจริงๆ อยู่มหาลัยเดียวกันเหรอ

พอเห็นหน้าพี่เขาผมก็นึกขึ้นมาได้อีกอย่าง ลายมือใต้รูปโพลารอยด์กับลายมือบนกระดาษรายงานแผ่นนั้น...

“หนึ่ง มึงยังฟังกูอยู่ไหมเนี่ย” โอบถาม

“ไม่ได้ฟัง” ถามมาตรงๆ ก็ตอบตรงๆ นะ

“เอ้า มึงนี่!” โอบหัวเราะขำแล้วปีนขึ้นมาซ้อนท้ายผม หมวกกันน็อกเอาไปแขวนไว้บนแขนไม่ยอมใส่ มือข้างหนึ่งถือแก้วโกโก้ปั่น อีกมือก็ไม่ยอมจับไหล่ผมสักที

“จับดีๆ” ผมหันไปบอก

“มือกูเปียกนะ ไม่ต้องจับหรอก”

“ถ้าไม่จับ งั้นต้องใส่หมวกกันน็อก”

“ไม่เอาอะ เดี๋ยวหัวยุ่งหมด” โอบเถียง

“จับก็ไม่จับให้ดี หมวกก็ไม่ใส่ ถ้าหงายหลังตกลงไป กูไม่มีปัญญาเก็บสมองมึงมาคืนให้ครบนะ” ผมพูดเสียงเรียบ ในเมื่อบอกดีๆ ไม่ฟังก็ต้องดุกันบ้างแล้วละ

“โอ้โห ไอ้หนึ่งเพื่อนรัก นี่ประโยคยาวที่สุดในรอบสามวันของมึงเลยปะเนี่ย” โอบหัวเราะร่วนแล้วรีบใส่หมวกกันน็อก พร้อมบ่นหงุ้งหงิ้งไปด้วยไม่หยุดปาก “มึงนี่น้า เป็นห่วงแต่ปากแข็งตลอดอะ ใครได้มึงเป็นแฟน สงสัยคิดมากตายห่า คราวหลังพูดยาวๆ แบบนี้บ่อยๆ นะ หัดไว้ โอเคปะ”

เฮ้อ ปวดหัว เลิกคุยด้วยแล้ว

ผมถอนหายใจก่อนรีบบึ่งรถกลับคณะ ระหว่างทางก็คิดไปด้วยว่าคงไม่มีอีกแล้วใช่ไหมบนโลกใบนี้...คนที่จะทำให้ผมปวดหัวเหมือนความดันจะขึ้นทุกวันได้ยิ่งกว่าไอ้โอบน่ะ



อย่ามีเลย ขอร้อง ผมเหนื่อย



แฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ ^^

ยาวเหลือเกิน ล้นโพสต์เลย กว่าจะจบเรื่อง 30 ตอน คงทะลุ 300 หน้า ;;w;;
ยังคงไปแบบช้าๆ อย่างต่อเนื่องนุ
แต่อย่างน้อยตอนนี้หนึ่งจันทร์ก็ได้เห็นกันแล้วนะคะ อิอิ

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ไม่รู้ว่าแต่ละคู่จะไปจบตรงไหน แต่ขอปักอยู่ทีมจันทร์โอบไว้ก่อน
นึกภาพตามพี่ซันแล้วใจสั่น ขาวๆสองคนอยู่ด้วยกันแล้วคิดดีไม่ได้เลย  :o8:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ชอบคาแรคเตอร์พี่หมอก เป็นสายอาร์ตถือศีลอยู่ในร้านกาแฟ แต่ใช้คำว่า อิ_อิ โจมตีหัวใจรุนแรงมากๆๆๆๆ

 :pig4:

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-0

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 4.1 แรงดึงดูด
แรงโน้มถ่วงทำให้แอปเปิ้ลหล่นลงหัวนิวตัน
แต่แรงดึงดูดทำให้ใครบางคนน่าสนใจเป็นพิเศษ



:: เขา – ดูแลเก่ง ::



“ใครมีแม็กบ้าง”

ผมลองส่งเสียงถามเพื่อนๆ ที่เดินกันให้ว่อนอยู่ในห้องแล็บฟิสิกส์ แอบสงสัยว่าทำไมพวกมันทำงานกันไวจังวะ ไอ้ภพเพื่อนผมนี่ตัวดีเลย แหม หนีไปแอบนั่งเล่นเกมสบายใจเฉิบ

ขณะนั้นผมกำลังนั่งจิ้มเครื่องคิดเลขเช็กคำตอบในผลการทดลอง ส่วนคู่แล็บผมก็นั่งตีกราฟด้วยปากกาแดงอยู่ จริงๆ งานก็ใกล้เสร็จแล้วแหละ ไม่งั้นไม่ร้องหาแม็กมาเย็บรายงานหรอก

“แม็ก” ใครบางคนวางแม็กลงตรงหน้า

ผมเหลือบมองนิ้วยาวกับเล็บตัดสั้นสะอาด แค่เห็นจุดขี้แมลงวันบนโคนนิ้วชี้ก็รู้แล้ว นี่เป็นมือซ้ายของไอ้หนึ่ง

“งานมึงเสร็จแล้วเหรอ” ผมถาม

“อืม” หนึ่งลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ ผม มาถึงก็ไม่ยอมอยู่เฉย เปิดรายงานการทดลองของคู่ตัวเอง ช่วยตรวจความถูกต้องให้งานผมไปด้วย

“เย็นนี้มึงจะไปไหนหรือเปล่า”

“อยากไปหอสมุด” หนึ่งตอบ

ลองนึกถึง ‘สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่’ หนังสือเล่มเล็กปกสีแดงที่เลียนแบบตำราเรียนของแฮร์รี่ พอตเตอร์นะ ถ้าหากไอ้หนึ่งเป็นสัตว์วิเศษสักตัว ตำราเล่มนั้นคงเขียนไว้ว่าสามารถพบเจอนายเอกภพได้ตามสถานที่เงียบสงบ อย่างเช่นห้องสมุด ร้านหนังสือ หรือไม่ก็ร้านกาแฟอย่างแน่นอน

“มึงไปกับภพรันย์นะ กูมีนัดแล้ว”

พอพูดว่ามีนัดปุ๊บ หนึ่งเงยหน้ามาจ้องผมเลย

“กับใคร”

“กับพี่ซัน จะเอาเสื้อไปคืนพี่เขาไง”

“เจอกันที่ไหน”

“หน้าป้ายคณะ เดี๋ยวพี่ซันมารับ”

“แค่คืนเสื้อกัน เขาจะรับมึงไปไหน” หนึ่งย่นคิ้ว

“ตอนแรกก็จะแค่คืนเสื้อเฉยๆ แต่เมื่อเที่ยงพี่เขาทักมาชวนกูไปร้านกาแฟใต้ตึกอักษรด้วยอะ” ผมอธิบายไปก็สงสัยไปด้วย ทำไมไอ้หนึ่งซักไซ้ผมซะยาวเหยียด ปกติมันไม่ทำแบบนี้หรอกนะ

หนึ่งพยักหน้า ก้มลงเช็กงานให้ผมต่อ มันเงียบไปสักพักใหญ่เลยแหละก่อนจะถาม “ให้กูไปส่ง...ได้ไหม”

หืม? ฟังดูเหมือนไม่ใช่คำถามนะ

ผมสังเกตสีหน้าเพื่อน สงสัยว่าไอ้หนึ่งเป็นอะไร ทำไมต้องพูดจาเหมือนขอร้องผมแบบนี้ด้วย แต่ถ้าไม่นับคำพูดแปลกๆ มันก็ยังทำหน้านิ่งเป็นปลาตายตามปกตินะ หรือผมจะคิดมากไปเอง?

“ได้ดิ ทำไมจะไม่ได้ ไม่เห็นต้องถามเลยนี่”

“...”

“ส่งกูเสร็จ มึงก็ไปหอสมุดนะ ไม่ต้องรอ”

“...”

“แต่เดี๋ยวเย็นๆ กูกลับไปกินข้าวด้วย”

“...”

อ้าว อะไร จู่ๆ ก็เงียบ ซึมเป็นส้วมเลยไอ้หนึ่ง

“ฮัลโหลลล ได้ยินที่ผมพูดไหมครับคุณเอกภพ” ผมจับแขนเพื่อนแล้วเขย่าเรียกร้องความสนใจ หนึ่งเลยยอมละสายตาจากตารางบันทึกผลมาสบตาผมแป๊บนึง

เจ้าคนหน้าตายจับหัวผมโยกไปมา

“กูได้ยินแล้ว”



หลังเลิกเรียนใกล้ๆ จะสี่โมงเย็น

ภพกับรันย์แยกตัวไปรอที่หอสมุดก่อน ส่วนไอ้หนึ่งขี่ฟีโน่มาหย่อนผมตรงหน้าป้ายคณะ ผมเหวี่ยงขาลงจากเบาะมอเตอร์ไซค์ ไม่อยากถอดหมวกกันน็อกส่งคืนเจ้าของเลย กลัวหนังหัวจะไหม้เพราะแดดร้อนเปรี้ยง

“ขอบใจที่มาส่งนะ เดี๋ยวเจอกัน”

“อืม”

ตอนที่ไอ้หนึ่งรับคำสั้นๆ ตามสไตล์มัน มือถือผมในกระเป๋ากางเกงก็สั่นอืด มีข้อความเข้าพอดี

Kun Sun : กำลังไป เลิกเรียนยังเปี๊ยก

Oabarun : เลิกแล้ว รอหน้าป้ายคณะนะครับ

ระหว่างก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความอย่างเมามัน จู่ๆ แดดร้อนผ่าวก็หายไป เหนือศีรษะผมมีร่มสีกรมท่ากางบังแดดอยู่ เดาได้ไม่ยากว่าใครกางร่มให้ผม แหงสิ มีอยู่คนเดียว ไอ้หนึ่งนั่นแหละ

“ดูแลเก่ง” คันปาก ขอแซวหน่อยเหอะ

“ขี้เกียจฟังมึงบ่นปวดหัว” มันขมวดคิ้ว

ผมจะถอดความหมายของประโยคนี้ให้ฟังนะ ‘ขี้เกียจฟังมึงบ่นปวดหัว’ แปลว่า ‘ไม่อยากเห็นผมป่วย’ นั่นเอง นิสัยมันก็แบบนี้แหละ ขี้เป็นห่วงแต่ไม่ยอมพูดตรงๆ

“มึงไปเถอะ เดี๋ยวพี่ซันก็มา”

“กูไม่รีบ” หนึ่งพูดแล้วยื่นมือมาจัดผมที่ยุ่งเหยิงเพราะหมวกกันน็อกให้ผมด้วย จ้ะ ทั้งกางร่มให้ ทั้งจัดทรงผมให้ อยากถามว่าจะเอาโล่รางวัลเพื่อนดีเด่นแห่งปีไปตั้งไว้ที่หัวเตียงเลยไหม

บางทีผมก็คิดนะ...

ใครได้เพื่อนผมไปเป็นแฟนคงโชคดีน่าดู ไอ้หนึ่งน่ะแสนดีจะตาย ถ้ารับความปากหนักหน้าตายของมันได้ เรื่องอื่นๆ ก็สบายหายห่วงไปร้อยแปดอย่าง แต่ก็นะ การเดาใจคนอื่นมันยาก ยิ่งกับคนที่ไม่ค่อยพูดก็ยิ่งยากใหญ่ ขนาดผมเป็นเพื่อนสนิทมันมาสิบสี่ปี บางทียังวิเคราะห์อารมณ์มันไม่ถูกเลยเนี่ย

ผมยืนอยู่ใต้ร่มชวนไอ้หนึ่งคุยไปเรื่อยเปื่อย ไม่ถึงห้านาทีเลยมั้ง ดูคาติมอนสเตอร์ 821 สีแดงสุดจ๊าบก็แล่นปราดมาจอดต่อท้ายฟีโน่ของไอ้หนึ่ง พี่ซันถอดหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำสกรีนลายเปลวไฟ สะบัดหัวนิดๆ แล้วเสยผม

เอ้อเหอ จะเท่ไปไหนอะคนเรา

“เปี๊ยก” พี่ซันพยักหน้าเรียก

“กูไปนะ” ผมบอกเพื่อน

ไอ้หนึ่งหุบร่มมองคนขี่ดูคาติผ่านกระจกมองข้าง พอมันสตาร์ทรถแล้วจากไปโดยไม่ได้พูดอะไร ผมก็เดินเข้าไปหาพี่ซันที่กำลังทอดสายตาตามฟีโน่ไปด้วยความฉงนสงสัย

“แฟนมาส่งเหรอเปี๊ยก”

“ตลกละ นั่นเพื่อนสนิท” ผมทำหน้ายุ่งแล้วยื่นถุงกระดาษที่ใส่เสื้อยืดคืนให้เจ้าของ “ขอบคุณที่ให้ยืมเสื้อครับ และก็ขอโทษด้วยที่คืนช้ามาหลายสัปดาห์เลย”

“ไม่เป็นไร” พี่ซันยิ้มแล้วพับถุงกระดาษยัดใส่กระเป๋าสะพาย เขามองป้ายคณะวิศวะก่อนจะเกริ่นเบาๆ “มาวิดวะทีไร คิดถึงปีโป้ยาคูลท์ปั่นของร้านป้ามดทุกที ไม่ได้กินนานแล้ว”

“คิดถึงก็ไปกินสิ ป้ายังเปิดอยู่เลย”

“งั้นไม่ไปร้านกาแฟใต้ตึกอักษรแล้วได้นะ”

“ผมยังไงก็ได้ ร้านไหนก็มีโกโก้ปั่นขายอยู่แล้ว”

“โอเค งั้นขึ้นมาเลย” พี่ซันตบเบาะด้านหลังเบาๆ

เอ่อ ช้าก่อน เกิดมาผมเคยซ้อนแต่ฟีโน่ของไอ้หนึ่ง เบาะใหญ่กว้างนั่งสบาย ซ้อนสามก็ยังไหว ตัดภาพมาที่รถดูคาติพี่ซัน เบาะเล็กกระจิดริด เบาะด้านหลังยกสูงกว่าด้านหน้าด้วย น่ากลัวอะ

“ผมขอเดินไปดีกว่า เดี๋ยวเจอกันนะครับ”

พอผมจะเดินไป พี่ซันก็รีบคว้าแขนผมเอาไว้

“เดินทำไม ร้อน ไปกับพี่ก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจ”

“ไม่ดีกว่า ผมไม่เคยซ้อนบิ๊กไบค์น่ะ กลัวครับ” ผมมองดูคาติสีแดงที่พี่ซันคร่อมอยู่ มันสูงเอาเรื่องนะ หงายหลังตกจากฟีโน่อาจจะแค่หัวแตก ถ้าตกจากดูคาติก็เรียกเฮียปอฯ มาเก็บศพกันเลยดีกว่า

“ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวขี่ช้าๆ ให้ไอ้ด่างเดินแซงเลย”

“ไม่เอา” ผมส่ายหน้า ช้าแค่ไหนรถก็ยังสูงอยู่ดี

“ไว้ใจพี่สิเปี๊ยก”

น้ำเสียงที่พี่ซันใช้ไม่ได้ขี้เล่นกวนตีนเหมือนปกติ ดวงตาคู่คมที่จริงจังยิ่งกว่าน้ำเสียงทอดมองท่าทางลังเลของผมอย่างใจเย็น เขารอคอยคำตอบอย่างสงบทีเดียว

เห็นพี่ยืนยันขนาดนี้ก็แอบอุ่นใจนิดๆ แฮะ

ยอมแพ้แล้ว...

“ก็ได้ครับ”

พอเห็นผมคล้อยตาม พี่ซันก็ครอบหมวกกันน็อกอีกใบที่เตรียมมาลงหัวผมทันที

“เคยซ้อนบิ๊กไบค์ไหม” เขาถาม

“เคยซ้อนแต่ฟีโน่กับสกู๊ปปี้ไอของเพื่อน”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวสอน” พี่ซันยิ้มหล่อกระชากใจสุดๆ เขาสวมหมวกกันน็อกแล้วตบไหล่ตัวเอง “จับไหล่พี่”

อะ ให้จับก็จับ ผมไม่ดื้อนะ

“เหยียบที่พักเท้าแล้วดันตัวขึ้นคร่อม ระวังท่อขวาด้วย ช้าๆ ไม่ต้องรีบ อย่างนั้นแหละ เก่งมากเปี๊ยก”

“ทำไมรถพี่สูงจัง” ผมบ่นขณะหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะแข็งๆ ตอนนี้ถ้ายืดขาไป เท้าผมแตะไม่ถึงพื้นแล้วนะ

“ก่อนจะว่ารถพี่สูง เราน่ะขาสั้นเองหรือเปล่า เอ้า ขยับไปด้านหลังนิดนึงแล้วค้อมตัวลงมา ไม่ต้องกลัวร่วง”

ผมเขยิบก้นไปข้างหลังแล้วค้อมตัวลงมาตามคำบอก กำลังกังวลอยู่ว่าท่าทางแม่งต้องตลกแน่ จู่ๆ หัวที่หนักอึ้งเพราะหมวกกันน็อกก็คะมำลงไปปักจุมปุ๊กอยู่บนบ่าพี่ซันเฉ๊ย

“อุ้ย” ผมหัวเราะ “ขอโทษครับ”

คนข้างหน้าหัวเราะจนไหล่กระเพื่อม ผมยกหัวหนักๆ ขึ้นแล้วมองหาที่จับตรงท้ายเบาะ อ้าวเดี๋ยว จะให้จับตรงไหนวะ เอานิ้วเกี่ยวหูเข็มขัดพี่ไปแล้วกัน

“เวลาซ้อนบิ๊กไบค์ อย่าจับเสื้อหรือหูเข็มขัด มันไม่ปลอดภัย ถ้ากลัวก็เอาเข่าหนีบตัวพี่ไว้” พี่ซันกดหัวเข่าผมแนบไปกับสะโพกตัวเองจนแทบไม่เหลือช่องว่าง

โอเอ็มจี นี่มันจะไม่ใกล้ชิดกันเกินไปเหรอ เป็นสาวๆ ป่านนี้คงใจละลายคาเบาะดูคาติพี่ไปแล้วมั้ง ดีนะที่ผมยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ก็แค่...หน้าเริ่มร้อนนิดๆ หน่อยๆ น่ะนะ

“ให้ผมจับที่ไหนได้บ้าง” ผมถาม

“ขอมือหน่อย”

พี่ซันส่งสองมือมาข้างหลัง สิบนิ้วกระดิกไปมา

พอผมวางมือตัวเองลงไป ฝ่ามือร้อนผ่าวก็ดึงมือผมไปข้างหน้า ทำให้ผมต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้แผ่นหลังกว้างมากขึ้น ท่าทางตอนนี้เหมือนนั่งโอบรอบเอวพี่อยู่เลยนะ

ว่าจะไม่เขิน ไม่รู้ทำไมตอนนี้ชักเขินๆ แล้วอะ

ผมเคยแกล้งกอดเอวไอ้หนึ่งเป็นลูกลิงแบบนี้ตอนซ้อนมอเตอร์ไซค์มัน ผลคือเพื่อนรักหันมาทำตาขวางแยกเขี้ยวใส่ แถมทำท่าจะสลัดผมทิ้งกลางถนนด้วย ไม่รู้จะหวงเนื้อหวงตัวไปไหน

ส่วนพี่ซัน...รายนี้ดูท่าทางจะไม่ว่าอะไรนะ

“จะกอดเอวหรือจับถังน้ำมันก็ได้” เขาบอก มือขวาผมถูกจับไปวางบนหน้าท้องบริเวณเหนือหัวเข็มขัด

“พี่ซัน ถังน้ำมันอยู่ไหนอะ” ผมขมวดคิ้ว เกิดมาเพิ่งเคยซ้อนดูคาติ จะรู้ไหมเนี่ยว่าอะไรอยู่ส่วนไหนของรถ คิดแล้วก็คลำมือสะเปะสะปะไปบนลอนกล้ามท้องแน่นแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อนักศึกษา

“ระวัง” มีเสียงเตือนมาเบาๆ

“ครับ?”

“ลงต่ำกว่านี้อีกนิด เดี๋ยวเจอถังน้ำมันพี่แทนนะ”

“เมื่อกี้พี่บอกให้ผมจับถังน้ำมันได้ไม่ใช่เหรอ”

“ก็ให้จับถังน้ำมันรถไง...ไม่ใช่ถังน้ำมันพี่”

“หือ?” ผมงงๆ นะ กระทั่งคนข้างหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มก้มมองเป้าตัวเองนั่นแหละ ถึงได้เก็ตว่าแม่งเป็นมุกใต้สะดือ “ทะลึ่ง เดี๋ยวทุบให้ถังแตกเลยนี่”

“โหดว่ะ” พี่ซันหัวเราะร่วนอารมณ์ดี

“ก็พี่กวนอะ จะไปได้ยังเนี่ย หิวน้ำแล้วนะ”

“โอเคๆ จะไปแล้ว ถังน้ำมันอยู่ข้างหน้า...ตรงนี้” เขาจับมือซ้ายของผมไปวางลงบนส่วนโค้งสีแดงสดด้านหน้าเบาะนั่ง ส่วนอีกมือก็ปล่อยให้ผมเกาะคาไว้ที่เอวเหมือนเดิม “ไหนเปี๊ยก เอียงหน้ามาใกล้ๆ พี่แป๊บ”

ผมเลิกคิ้ว ทำตามที่เขาบอกอีกครั้ง

พี่ซันปิดหน้ากากหมวกกันน็อกให้ผมแล้วสตาร์ทรถ

เสียงท่อดังกระหึ่มอยู่ใต้เบาะนั่งที่สั่นเล็กน้อย พอพี่แกบิดคันเร่ง รถก็พุ่งฉิวไปข้างหน้า ผมแทบปลิวไปตามลมจนต้องกอดเอวคนขับไว้แน่น

อื้อหือ รถแรงจริง แรงจนผมอดคิดไม่ได้


ทั้งรถ ทั้งคน โคตรเร้าใจเลย...






:: คุณ – ขาวเก่ง ::



“ร้อยวันพันปีไม่เคยชวนมาแดกข้าวตอนกลางวัน วันนี้เกิดนึกครึ้มอะไรของมึงวะไอ้ซัน ถึงชวนพวกกูมาถึงนี่”

“ทำไมวะ เปลี่ยนบรรยากาศบ้างไม่ได้หรือไง” ผมเงยหน้าจากจานข้าวมันไก่ เห็นเพื่อนหมายเลขหนึ่งนั่งหรี่ตาจับผิดผมอยู่ที่อีกฟากของโต๊ะ

“ใครเชื่อมึงก็ออกลูกเป็นควายแล้วจ้า” ไอ้เพื่อนหมายเลขสองที่ดูดกาแฟเย็นอยู่ส่งเสียงมีลับลมคมใน

จะไม่ให้เพื่อนฝูงสงสัยก็คงเป็นไปไม่ได้

พักเที่ยงวันนี้ของผมมีเวลาแค่สี่สิบห้านาทีเอง แทนที่จะไปกินข้าวกับไอ้วีร์ที่คณะเหมือนปกติ ผมกลับนัดเพื่อนอีกแก๊งมาเจอกันที่โรงอาหารอักษรซะงั้น

ขอเล่าคร่าวๆ แล้วกันว่าเพื่อนผมกลุ่มนี้เป็นแก๊งชายโฉดเจ็ดคนที่หน้าตาดีกันยกก๊วน เพราะเป็นเดือนเป็นคิวต์บอยที่ทางมหาลัยเรียกตัวไปใช้งานอยู่บ่อยๆ พอเจอหน้ากันนานเข้าเลยตั้งตี้รวมตัวกันซะเลย กลายเป็นแก๊งที่มีประโยชน์เฉพาะเวลาอยากไปร้านเหล้า อยากคั่วสาว หรืออยากจะยกทัพไปจีบใครที่ถูกใจ

คงเดาออกแล้วใช่ไหมว่าผมมาอักษรทำไม

ใช่ ผมมาหาคุณตัวขาว...เพื่อนไอ้ไนท์นั่นละ

ความขาวละมุนติดตาของคุณเขาดึงดูดผมมาถึงนี่ ก็นะ...คนอะไรขาวเก่ง เจอกันเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผ่านมาสามวันผมยังลืมเหตุการณ์ตอนสลับแก้วน้ำกับเขาไม่ลงเลยเนี่ย ยิ่งรู้ว่าเขาเป็นเพื่อนกับไนท์ ผมก็ไม่รอช้านัดรวมพลเพื่อนฝูงมาดักรอเจอเขาถึงคณะอักษรเลยทีเดียว

เอ้อ ผมลืมบอกไป ไอ้ไนท์ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งนี้ด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ไอ้ไนท์ยังไม่มา ทักไปก็ไม่ตอบ

ไม่รู้จะมากันเมื่อไหร่...

ผมชะเง้อมองหาคนที่อยากเจอใจจะขาด

“มึงมาหาใครก็สารภาพมาตรงๆ เหอะว่ะ นึกว่าพวกกูดูไม่ออกหรือไง” ไอ้เบอร์ห้าแย็บถาม

“กูมาหาไอ้ไนท์”

พอยอมเปิดปากบอกความจริง เพื่อนผมตั้งแต่หมายเลขหนึ่งถึงหมายเลขห้าก็หันไปพยักพเยิดคางใส่กัน ส่งสายตาภาษาใบ้ ใจความประมาณว่า ‘กูว่าแล้ว’ ไม่ก็ ‘เห็นม่ะ กูพูดผิดที่ไหน’

“มึงจะมาสอยเพื่อนคนไหนของไอ้ไนท์ล่ะ”

“กูยังไม่รู้ชื่อเขาเลยว่ะ” ผมถอนหายใจขรึมๆ เจอหน้าเขาครั้งแรกตอนวันรับน้อง นี่เปิดเทอมผ่านมาสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว แม้แต่ชื่อเขาก็ยังไม่รู้เลย

“คนสวยคมๆ ชื่อเกดมีแฟนแล้วอยู่ปีสองวิดวะ ส่วนสาวหวานๆ ชื่อพิมพ์ คนนี้ก็ไม่โสด แฟนพิมพ์อยู่วิทย์กีปีสาม เป็นประธานชมรมชกมวย” ไอ้หมายเลขสี่สาธยาย

“ไม่ใช่สองคนนั้น กูหมายถึงผู้ชายตัวขาวๆ ยิ้มสวยๆ”

ทันใดนั้นโต๊ะที่มีเสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวก็พลันเงียบกริบ เพื่อนผมบางคนส่ายหน้าไปมา บางคนหัวเราะหึๆ มองผมด้วยสายตาสมเพชเวทนาสุดแสน

“ทำไมวะ” ผมงงไปหมดแล้ว

“คนนั้นน่ะชื่อจันทร์” ไอ้หมายเลขหนึ่งบอก

“เล่นของสูงแล้วไหมล่ะ” ไอ้หมายเลขสี่ยิ้มเยาะ

“คือมึงจะชอบใครก็ได้ จะเล็งใครก็ได้ในมหาลัยเรา แต่คนคนนั้นต้องไม่ใช่คุณจันทร์ว่ะ คนนี้กูขอบาย ไม่ช่วยมึงจีบเด็ดขาด” ไอ้หมายเลขสองพูดจบก็ดูดชามะนาว ทิ้งความงงเต้กไว้ให้ผมเบอร์ใหญ่

“เกิดอะไรขึ้น ไหนใครเล่าให้กูฟังหน่อย”

“เมื่อเทอมที่แล้ว พวกกูสองคน...” ไอ้เบอร์สามชี้นิ้วไปที่ตัวเองกับหน้าไอ้หมายเลขสอง “แข่งกันตามตื๊อขอไลน์คุณจันทร์อยู่ บอกก่อนว่าไม่ได้ชอบจริงจังหรอก เผอิญเจอคุณจันทร์ที่ร้านเหล้า พวกกูเลยท้ากันเล่นๆ ในวงเหล้า ใครขอเบอร์คุณจันทร์มาได้ ไม่ต้องจ่ายค่าเหล้านานหนึ่งปีเว้ย”

“แล้วสรุปเขาให้ไหมวะ” ผมถาม

“สองเดือน” ไอ้หมายเลขสามยักไหล่

“ตามอยู่สองเดือนเขาเลยให้?” ผมขมวดคิ้ว

“ให้กับผีน่ะสิวะ! ไอ้ที่บอกสองเดือนน่ะ หมายถึงผ่านไปสองเดือนแล้วพวกกูยังหาเขาไม่เจอ ไม่เคยได้คุยกับเขาเลย หาตัวยากมากกก” ไอ้หมายเลขสองใส่อารมณ์ สงสัยจะเจ็บใจจัดนะเนี่ย

“หรือต่อให้มึงเจอตัวเขาแล้ว มึงก็ยังมีสามด่านให้ฝ่าไปอีก พิมพ์ เกด ไนท์ สามหน่อนี่หวงเพื่อน กันท่าเก่ง” ไอ้หมายเลขสามเล่าต่อ “แล้วพอฝ่าเพื่อนไปถึงตัวคุณจันทร์ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามึงจะได้คุยกับเขานะ”

“ทำไมล่ะ เขาหยิ่งเหรอ”

เท่าที่ผมจำได้ ตอนอยู่ที่หน่วยพยาบาลคุณตัวขาวเขาน่ารักมากเลยนะ ยิ้มสวย ใจเย็น เสียงนุ่ม โคตรของโคตรน่าเข้าหา ดูแล้วไม่น่าจะหยิ่งเลยนี่หว่า

“ได้ยินว่าไม่หยิ่งแต่ก็ไม่ง่ายด้วย” ไอ้เบอร์ห้าเริ่มออกความเห็นบ้าง “เพื่อนที่คณะกูก็มาลองของแล้วเหมือนกัน มันบอกเห็นเขายิ้มๆ นิ่มๆ ซื่อๆ น่ารักแต่เขาร้ายน่าดูว่ะ”

“ร้ายจริง โหดมาก ตัวบอสเลยมึง...ลาสต์บอส!” ไอ้หมายเลขสามยืนยัน สีหน้าท่าทางโคตรของโคตรจริงจัง

“ร้ายยังไง” ผมไม่เข้าใจ สงสัยว่าผมกับเพื่อนพูดถึงคนคนเดียวกันหรือเปล่า กระต่ายขาวตัวน้อยๆ ของผม ทำไมกลายเป็นมอนสเตอร์ลาสต์บอสเขี้ยวโง้งไปได้ล่ะ

“บอกไม่ถูกว่ะ มึงต้องเจอกับตัวแล้วจะรู้ ที่แน่ๆ เขาไม่ใช่ของที่ใครจะสอยลงมากินได้ง่ายๆ” ไอ้เบอร์สองสำทับ

“แน่เหรอ” ผมฟังแล้วอดกระตุกยิ้มมุมปากไม่ได้ “พวกมึงกระจอกเองหรือเปล่าเลยสอยคุณจันทร์ลงมาไม่ได้”

หลังปรามาสไปแบบนั้น เพื่อนผมก็ครางฮือกันทั้งโต๊ะเลย ต้องยอมรับอยู่อย่างเวลาพวกผู้ชายอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มันก็มีบ้างบางเวลาที่พวกเราจะทำอะไรห่ามๆ หรือพูดจาข่มกันไปข่มกันมาเพื่อความสนุกสนาน

“เอาแล้วไง มีคนอยากลองของ” ไอ้เบอร์สามยักคิ้วให้ไอ้เบอร์สอง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน

“ของแบบนี้ก็ต้องลองด้วยตัวเองก่อนหรือเปล่า”

“อย่าเลย มึงจีบเขาไม่ติดหรอก เสียเวลา ดูจากเพื่อนกูนี่ ตามอยู่นานยังแห้ว” ไอ้เบอร์ห้าก็ช่วยปรามด้วย

“ไม่น่ายากเกินมือกูหรอกมั้ง” ผมยังมั่นหน้ามั่นโหนกอยู่

“ไม่ต้องห้าม ปล่อยมันไป แล้วคอยดูว่ามันจะกระจอกแบบพวกกูไหม” ไอ้เบอร์สองยิ้มหึๆ แบบมีเลศนัย

“เอาแล้วครับงานนี้มีเรื่องสนุกแน่นอน เรามาลุ้นกันว่าคุณอคิราห์จะสมหวังหรือปลูกไร่แห้ว เขาจะสอยคุณจันทร์ลงมาจากฟ้าสำเร็จหรือไม่ หรือจะได้แต่โก่งคอหอนบรู๊วววเป็นหมาเห่าเครื่องบินเหมือนคนอื่นๆ โปรดติดตามอย่างใกล้ชิดเลยนะครับ!” ไอ้เบอร์หนึ่งสนุกใหญ่ ทำเป็นถือไมค์ล่องหนแล้วพากย์แข่งเรือยาวเลยนะมึง

“เอางี้นะไอ้ซัน ถ้ามึงจีบคุณจันทร์ติด กูยอมเป็นเบ๊ ยอมเรียกมึงว่าลูกพี่นานหนึ่งเดือนเลย” ไอ้เบอร์สองท้า

“โห ศึกแห่งศักดิ์ศรีว่ะ เอาไงมึง กล้าไม่กล้า”

ผมยิ่งเป็นพวกแพ้ไม่เป็น ท้าไม่ได้ ชอบเอาชนะอยู่ พวกมันเล่นบิ้วมาขนาดนี้ จะให้ปฏิเสธได้ยังไงกันล่ะ

“ได้ กูจะสอยเขาลงมาให้พวกมึงดูเป็นบุญตา”

“หูย มาว่ะ” เพื่อนคนอื่นๆ ในโต๊ะเฮฮากันยกใหญ่

“ไหนมีใครมีเบอร์ มีไลน์เขาบ้าง” ผมถามแต่ทุกคนส่ายหน้าปฏิเสธ “เอาจริงดิ ไม่มีเลยเหรอ ขอจากไอ้ไนท์ได้ปะ”

“ไนท์ไม่ให้ ไอ้ห่านี่ตัวดีเลยด้วย หวงเพื่อนฉิบหาย”

“นินทาอะไรกูอยู่เหรอ” เสียงเข้มดังขึ้นที่หัวโต๊ะ

ผมกับบรรดาเพื่อนตัวป่วนหันขวับไปมอง เจอะไอ้เดือนมหาลัยสุดหล่อกำลังยืนขมวดคิ้วทำหน้าเกรี้ยวกราดอยู่ตามลำพัง ไม่มีวี่แววว่ามันพกใครมาด้วย

โดยเฉพาะคุณตัวขาวที่ผมอยากเจอมากที่สุด

“ตายยากนะมึง กำลังพูดถึงพอดี” ผมทักมัน

“เออ ว่าแต่พวกมึงมาทำอะไรกันครบเลยวะ” ไนท์กวาดตามองหน้าเพื่อนทีละคน ทำเหมือนจะเจอป้ายคำตอบเขียนแปะไว้บนหน้าผากของใครคนใดคนหนึ่งอย่างนั้นแหละ

“พวกกูตามไอ้ซันมา”

เมื่อไอ้เบอร์สองฟ้องด้วยการชี้นิ้วมาที่ผม ทุกคนที่เหลือในโต๊ะก็พลอยพยักหน้าคล้อยตามไปด้วยทันที

“มึงมาทำไมเหรอไอ้ซัน ต้องการอะไร บอกกูมาตรงๆ เลยก็ได้” ไนท์หรี่ตามองหน้าผมแบบจับผิด มันฉลาดนะ รู้ได้ยังไงว่าผมมาหารอเจอมันแบบมีจุดประสงค์

“เพื่อนมึงไม่มาด้วยเหรอ”

“คนไหนล่ะ”

“คนตัวขาวๆ”

“เพื่อนกูขาวทุกคน”

“กูหมายถึงคุณจันทร์”

“อ๋อ...” ไนท์ยิ้มมุมปากด้วยท่าทีร้ายกาจแล้วตบไหล่ผมหนักๆ “โทษนะ กูไล่จันทร์ออกไปกินข้าวข้างนอก ตั้งแต่เห็นมึงนั่งอยู่ในโรงอาหารแล้วว่ะ”

เดี๋ยวนะ...

มาลองของวันแรกก็นกเลยเหรอวะเนี่ย!



แฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ

เริ่มออกลายว่าไม่ใช่แนว feel good อย่างที่เคลมไว้แรกๆ แหะๆๆๆ /เกาแก้มเขินๆ
ใครยังไม่เกียมไม้เรียวไว้ฟาดพี่ซัน รีบเกียมเลยนะคะ...คนไม่ดีต้องโดนตีค่ะ T_T

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์นะคะ /กอดรอบทิศ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:29:43 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อยากปลอบใจคุณหนึ่งเลย  :ling2:

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
รออ่านคุณจันทร์เวอร์ชั่นลาสต์บอสเลยค่ะ
ดูท่าจะร้ายน่าดู ซันที่ตามจีบถึงได้กลายเป็นแค่เพื่อนไปได้

 :pig4:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 4.2 แรงดึงดูด
แรงโน้มถ่วงทำให้แอปเปิ้ลหล่นลงหัวนิวตัน
แต่แรงดึงดูดทำให้ใครบางคนน่าสนใจเป็นพิเศษ



:: เรา – ขรึมเก่ง ::



“น้องจันทร์ครับ”

เสียงเรียกมาพร้อมกลิ่นน้ำหอมที่ประโคมฉีดจนฉุน ไม่ต้องหันไปดูก็รู้แล้วว่าเป็นคนที่ผมไม่อยากเจอ

มาอีกแล้วเหรอ...

ผมถอนหายใจแล้วเบือนหน้าหนีไปมองท้องฟ้า ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นนั่งลงบนม้านั่งยาวหน้าระเบียง

พี่คนนี้ตามตื๊อผมมาสักพักแล้ว ผมจำหน้าเขาได้แต่จำชื่อไม่ได้ รู้แค่ว่าเป็นหนุ่มคณะนิเทศเอกฟิล์มปีสาม ใส่น้ำหอมฉุน ได้เจอเขาครั้งแรกตอนประชุมสรุปงานรับน้อง หลังจากนั้นเขาก็ตามติดผมเป็นเหาฉลามเลย

เปิดเทอมมาสัปดาห์แรกส่งน้องปีหนึ่งมาขอไลน์ผมผ่านสมุดล่าลายเซ็นรุ่นพี่ สัปดาห์ที่สองขยันมาให้เห็นหน้าทุกวัน มาดักรอชวนคุยหลังเลิกเรียนทุกเย็น

วันนี้ก็เนียนมานั่งด้วย เอาของมาให้อีก

ไนท์บอกว่าผมควรจะระวังตัวให้ดี พี่คนนี้เจ้าชู้น่าดู เที่ยวเก่ง กิ๊กเต็มสต็อก เคยเข้าไปส่องสตอรี่ในไอจีแล้วเจอคลิปสาวเอวบางร่างน้อยสองคนนั่งอยู่บนตักเขาที่ผับด้วย ผมไม่ชอบ เคยบอกปัดไปตรงๆ ก็แล้ว เอาเพื่อนมาตู่เป็นแฟนก็แล้ว เขาก็ยังตื๊อไม่หยุด พักหลังๆ เลยใช้วิธีหลบหน้าเอา

เสียดาย วันนี้หนีไม่ทัน...

“น้องจันทร์” เขาเรียกอีกครั้งเหมือนไม่รู้ตัวว่าถูกเมิน พอเห็นผมไม่หือไม่อือก็เขยิบเข้ามาใกล้มากขึ้น จนหัวเข่าใต้กางเกงยีนสีเข้มชนข้างท่อนขาผมเบาๆ

ผมขมวดคิ้ว ไม่พอใจที่ถูกแตะเนื้อต้องตัว

ปกติเขาไม่มีโอกาสได้เข้าหาผมตามลำพังหรอก แต่ตอนนี้องครักษ์ประจำตัวผมไม่อยู่เลยสักคน พิมพ์เกดไปเสริมสวยที่ห้องน้ำ ไนท์เข้าไปส่งงานในห้องพักอาจารย์ ปล่อยให้ผมนั่งรออยู่หน้าห้อง

แค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ...งานเข้า

“มีอะไรเหรอครับ” ผมถามแล้วขยับตัวหนี โดยไม่ลืมหยิบกระเป๋ามาตั้งขวางสร้างระยะห่างอย่างแนบเนียน

“ชอบบราวนี่ไหม”

“ไม่ชอบครับ”

“ช็อกโกแลตล่ะ”

“ไม่ชอบครับ”

“สตรอว์เบอร์รี่ล่ะ”

“ไม่ชอบครับ”

“ว่าแล้ว พี่เลยเลือกขนมรสชาเขียวมาให้แทน ขมๆ หน่อย ไม่หวาน จันทร์น่าจะชอบ” เขาไล่ต้อนไม่เลิก

“ก็ยังไม่ชอบอยู่ดีครับ...”

“แต่วันศุกร์ก่อนพี่ยังเห็นจันทร์กินมัทฉะลาเต้อยู่เลย ถ้าไม่ชอบชาเขียว คงไม่กินมัทฉะลาเต้หรอกมั้งครับ” เขาพูดดักคอผม มือหนาเลื่อนถุงขนมสีน้ำเงินหรูมาตามม้านั่งยาว ยัดเยียดให้ผมรับของ สายตาบอกชัดว่าถ้าไม่รับไป เขาก็จะตื๊อไม่เลิกอยู่แบบนี้นี่แหละ

ผมเกลียดคนขี้ตื๊อแบบนี้ที่สุดเลย...

“ขอโทษนะครับ ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆ” ผมขยับมือออกจากตักไปเลื่อนถุงคืน ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อีกอย่าง ที่บอกว่าไม่ชอบน่ะ ไม่ใช่ขนม ผมหมายถึงพี่ต่างหากล่ะครับ”

พูดจบก็ลุกหนี รำคาญเกินกว่าจะรักษามารยาท

“เดี๋ยวก่อนน้องจันทร์ จะรีบไปไหน อย่าเพิ่งไปสิ!”

พี่คนนั้นตามมา ฟังจากเสียง คงเริ่มโกรธนิดๆ แล้ว

ทว่าผมไม่แคร์ ไม่ตอบโต้ ก้าวฉับๆ ไปที่ห้องพักอาจารย์ กะจะเข้าไปเรียกไนท์ให้ออกมาช่วยเป็นไม้กันหมาให้หน่อย แต่กลายเป็นว่าคนที่ตามหากำลังเปิดประตูเดินออกมาพอดี

เพื่อนผม...ปรากฏตัวได้ถูกจังหวะเสมอ

ผมปรี่เข้าไปประชิดตัวไนท์จากทางด้านหน้า วางมือบนหลังคอแกร่ง ออกแรงดึงเบาๆ ให้อีกฝ่ายก้มลงมา เพื่อจะได้เงยหน้าไปกระซิบโค้ดลับที่ข้างหูเพื่อนได้ถนัดๆ หน่อย

“เอว”

ไม่ต้องอธิบายซ้ำ ไนท์ก็จับเอวผมทันที

ผมคลี่ยิ้มบางๆ เคลือบริมฝีปากอย่างพอใจ ไนท์ชอบบอกว่าเวลายิ้มแบบนี้ ผมดูร้ายกาจมากกว่าน่ารัก

“รอนานไหมครับ อาจารย์ชวนคุยเพลินเลย” เจ้าคนตัวสูงสวมบทแฟนหนุ่มช่างเอาอกเอาใจ เสียงงี้อบอุ่นเชียว คำพูดคำจาก็ไม่หยาบคาย ไม่รู้เอาความเกรี้ยวกราดในชีวิตประจำวันไปซ่อนไว้ที่ไหน

“ไม่นานหรอก เรารอคุณได้ตลอดแหละ”

“ปากหวาน กลับห้องไปจะฟัดให้ตัวแดงเลย”

ในเมื่อเพื่อนอุตส่าห์ช่วยจนสุดความสามารถแล้ว ทุกอย่างก็ควรจะแนบเนียนหน่อย ผมทำเป็นหัวเราะเขิน ทำเป็นอายม้วนต้วน ไม่สามารถต้านทานอานุภาพความหล่อหื่นของแฟนหนุ่มเดือนมหาลัยได้

ต้องทำกันถึงขนาดนี้นั่นแหละ...

เจ้าคนขี้ตื๊อถึงได้ยอมถอยทัพไปแต่โดยดี

“เขาไปแล้ว โกรธจนหน้าดำหน้าแดงเลย ไม่หันไปดูผลงานมึงหน่อยเหรอ” ไนท์กระซิบบอกผมหลังพี่คนนั้นเดินหุนหันจากไปแล้ว ตอนนี้เรายังต้องหวานกันต่อ อย่างน้อยก็จนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจริงๆ

ส่วนพี่คนนั้น...

ผมไม่คิดจะหันกลับไปดูให้เมื่อยคอหรอก

“ต่อให้โกรธจนตายอยู่ตรงหน้า เราก็ไม่แคร์”

“งั้นแคร์กูบ้างก็ได้ กูกลัวโดนดักตีหัวเหมือนกันนะเว้ย”

“ประกันมหาลัยไม่ได้ครอบคลุมเรื่องทำร้ายร่างกายเหรอ” ผมไม่ได้พูดเล่นนะ ถามเพราะสงสัยจริงๆ ค่าประกันที่เสียไปทุกเทอมไม่เคยได้ใช้ อยากรู้ว่ามันใช้ในกรณีไหนได้บ้าง ครอบคลุมแค่อุบัติเหตุอย่างเดียวเหรอ

“จันทร์ กูเป็นเพื่อนมึงนะ อย่าร้ายกับกูสิ!”

“ครับๆ” ผมลูบหลังปลอบเพื่อนสีหน้ายิ้มๆ

“เฮ้อ พี่คนนี้ดูท่าทางจะอยากได้มึงมากว่ะ อีกหน่อยกูคงช่วยมึงไม่ได้แล้วละมั้ง” ไนท์ลากผมไปยืนรอที่หน้าลิฟต์ลิฟต์ ส่วนมือก็ขยับจากเอวขึ้นมาวางพาดบนบ่าเรียบร้อยแล้ว

“ไนท์ไม่อยากช่วยเราแล้วเหรอ” ผมช้อนตามอง

“กูเต็มใจช่วยมึงนะแต่พี่เขาคงไม่โง่ให้หลอกนานหรอก ถ้าเขาเกิดสงสัยขึ้นมา ขอให้กูจูบมึงโชว์ มึงจะทำยังไง”

ผมเงียบ ไม่มีคำตอบให้เพื่อน รู้ดีว่าขอบเขตการช่วยเหลือของไนท์นั้นมีจำกัด แค่โอบเอว จับมือถือแขน พูดจาหวานๆ ก็ถือว่ารบกวนเพื่อนมากเกินไปแล้ว

“หาแฟนเถอะ ตราบใดที่มึงยังโสดแบบนี้ กูเองก็พลอยซวยไปด้วย มีแต่คนเข้าใจผิดว่ากูเป็นแฟนมึง ไปๆ มาๆ กูเลยโสดอยู่บนคานเป็นเพื่อนมึงเลยเนี่ย” ไนท์บ่น

“อ้อ ขอโทษนะที่เราทำให้ไนท์เดือดร้อนขนาดนี้”

“หน้าตาเหมือนไม่ได้ขอโทษตามที่พูดเลยว่ะ”

“เราขอโทษตามมารยาทน่ะ...” หยอกๆ นะ

“โอ้โห คุณจันทร์ครับ ช่วยเก็บหางหน่อย รักษาภาพพจน์กระต่ายน้อยไว้ให้กูชื่นใจนิดนึงนะ เพื่อนกูอุตส่าห์มาตกบ่วงมึงอีกคนแล้ว ถ้ามันรู้เข้าว่ามึงร้ายกาจแบบนี้ เดี๋ยวมันได้ช็อกตายแน่”

“หมายถึงซัน?” ผมนึกหน้าเพื่อนของไนท์อยู่ คนที่สลับแก้วชาเขียวกันเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว จำได้ลางๆ ว่าชื่อซัน

“อืม ไอ้ซันนั่นแหละ” ไนท์พยักหน้าเคร่งขรึม “ชอบไหมล่ะ ถ้าชอบจะได้ปล่อยให้มันผ่านด่านเข้ามาคุยด้วย มันหล่อดีเหมือนกัน นิสัยก็ไม่เลว เหมาะจะเป็นไม้กันหมาแบบถาวรให้มึงนะ”

“ไม่ชอบ” ผมตอบทันที

“ไม่คิดให้นานกว่านี้หน่อยเหรอ”

“ไม่ชอบก็คือไม่ชอบสิ” ผมยืนกราน

ผมไม่เคยชอบคนที่เข้ามาชอบตัวเองก่อน เพราะรู้ว่าพวกเขาหลงผิดกันมาทั้งนั้น หลายคนเห็นผมนุ่มนวลอ่อนโยนเข้าหน่อย ก็หลงคิดว่าผมเป็นกระต่ายน้อยน่ารัก น่าจะจีบง่าย เคี้ยวง่าย...ฟันง่าย

ขอโทษด้วยที่ผมไม่ใช่คนประเภทนั้น

“ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร งั้นเย็นนี้จะเอาไง เมื่อเที่ยงไอ้ซันมาบุกโรงอาหารแล้วไม่เจอมึง เดี๋ยวเย็นนี้มันก็มาอีก”

เฮ้อ... ขอถอนหายใจหน่อย ปวดหัวจริงๆ

รายเก่ายังสลัดไปไม่พ้น รายใหม่ก็จะมาอีกแล้วหรือ จะใช้ไนท์เป็นไม้กันหมาก็คงไม่ได้ด้วย เพราะซันเป็นเพื่อนไนท์ แบบนี้คงทำได้แค่หนีหน้าไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะเบื่อไปเองละมั้ง

เย็นนี้ไม่ไปร้านกาแฟใต้ตึกอักษรดีกว่า

“ไปหอสมุดกันเถอะ”



ในหอสมุดผมมีมุมโปรดอยู่หลายที่

หนึ่งในนั้นคือโต๊ะตัวที่สามนับจากท้ายห้องหนังสือทั่วไป ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสามของสำนักหอสมุด ที่นี่คนไม่พลุ่กพล่านเท่าโถงอ่านวารสารที่ชั้นหนึ่ง และไม่วุ่นวายเสียงดังเท่าห้องอินเตอร์เน็ตที่ชั้นสอง 

อันที่จริง...

นอกจากเสียงทำงานของเครื่องปรับอากาศ เสียงพิมพ์กับเกดกระซิบคุยกันนานๆ ครั้ง และเสียงพลิกกระดาษจากไนท์ที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ ก็แทบไม่มีเสียงอะไรให้ได้ยินอีก เพราะความเงียบนี้เอง อารมณ์ผมที่ขุ่นมัวจากการถูกไล่ตื๊อ จึงกลับคืนสู่สภาวะนิ่งเย็นเป็นปกติได้อีกครั้ง

ผมขยับแว่นตากรอบสีดำบนสันจมูก ก่อนพลิกหน้าหนังสืออย่างทะนุถนอม ไล่สายตาไปตามบรรทัดตัวอักษรช้าๆ โดยมีดินสอกด Rotring สีดำรุ่นยอดนิยมหมุนไปมาอย่างว่องไวอยู่ระหว่างนิ้ว

อ่านไปอ่านมาเพลินๆ ถึงกลางเล่ม หางตาผมเหลือบเห็นใครบางคนเดินหายลับไปหลังชั้นหนังสือ

ตัวสูง ไหล่กว้าง...

รูปร่างคล้ายคนที่ผมคอยมองหาอยู่เสมอ

ผมเผลอมองตามหลังเขาไปแบบตาไม่กะพริบ อยากรู้ว่าใช่น้องคนนั้นไหม จิตใจว้าวุ่นไปหมด นิ้วควงดินสอกดเร็วขึ้น...เร็วขึ้นจนมันกระเด็นหลุดมือไปไกล

ดินสอกดสีดำนอนนิ่งรอเจ้าของอยู่ในร่องกระเบื้องปูพื้น ผมลุกไปเก็บมันกลับมา ตอนนั้นเองที่ช่วงขายาวๆ และแผ่นหลังของผู้ชายคนเดิมแวบเข้ามาในสายตาผมอีกแล้ว

เอ่อ นั่นผีหรือคน ชักหลอนนิดๆ แล้วสิ

ตามไปดีไหม...

ผมชั่งใจครู่หนึ่งก่อนตามเขาไปเงียบๆ

เจ้าของไหล่กว้างเดินก้มหน้าอยู่บนทางเดินแคบ ท่าทางเหมือนไม่มีจุดมุ่งหมายที่หนังสือหมวดใดเป็นพิเศษ ไม่สิ เหมือนเขาไม่ได้มาหาหนังสือไปอ่านด้วยซ้ำ ก็แค่เดินไปเรื่อยเปื่อยจนไปหยุดอยู่ที่หน้าต่างบานหนึ่ง

หน้าต่างบานนั้นอยู่ใกล้กับเสาต้นใหญ่ เหลี่ยมมุมของเสากว้างพอที่จะบังร่างผมได้มิดทั้งตัว และถ้าหากยืนให้ดี ตู้หนังสือสองตู้ที่ตั้งเหลื่อมกันอยู่ก็จะช่วยบังตาไว้อีกทาง ทำให้จุดนี้กลายเป็นมุมลับตาคนไป

รู้ได้ยังไงน่ะเหรอ

ก็ตรงนั้นเป็นอีกหนึ่งมุมโปรดของผมนี่

ผมเดินย่องไปหลบอยู่ข้างชั้นวางนวนิยายแปล แอบส่องๆ เล็งๆ ผู้ชายตัวสูงที่กำลังยืนเอาหลังพิงเสา เสใบหน้านิ่งเฉยมองออกไปนอกหน้าต่าง

ดวงตา คิ้ว จมูก ปากแบบนี้ ใช่น้องจริงๆ

ดีใจจัง...

ผมก้มหน้ากลั้นยิ้มอยู่หลังชั้นหนังสือ ไม่รู้ทำไมถึงดีใจขนาดนี้ หัวใจพองฟูจนจะกลายเป็นสายไหมอยู่แล้ว

ที่จริง ผมตั้งตาคอยวันศุกร์ที่กำลังจะมาถึงนี้มาก ไม่รู้ว่าน้องจะมาเรียนอะไรที่ห้องไหนตึกไหนหรอก รู้แต่ว่าน้องจะต้องมาแถวๆ คณะผมอีกแน่ ดังนั้นเลยไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอน้องที่นี่ในวันนี้

มีความสุขจัง...

ผมแอบมองน้องเงียบๆ อยู่นาน เพิ่งสังเกตเห็นว่าน้องเปลี่ยนไปจากความทรงจำของผมนิดหน่อย

พอใส่ชุดนักศึกษาแล้วน้องดูโตขึ้นมาก ผมสั้นเกรียนก็ยาวแล้ว ขาวขึ้นนิดหน่อยหรือเปล่าไม่แน่ใจ ส่วนสูงก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วยใช่ไหม แย่จังนะ ที่มันผ่านมานานแล้วนับจากวันที่น้องช่วยผมไว้ ผมเลยไม่มั่นใจว่าน้องเปลี่ยนไปจริงๆ หรือเป็นเพราะตัวเองจำอะไรพลาดไปกันแน่

อ้อ สิ่งที่ผมมั่นใจว่าน้องยังเหมือนเดิมก็คือความหน้าเฉย ท่าทางนิ่งๆ ไม่ยิ้ม ไม่พูด ...ยังขรึมเก่งไม่เปลี่ยน

ผมควรจะเข้าไปหาน้องไหมนะ

ลังเลนิดหน่อย ใจหนึ่งอยากเข้าไปทักทายน้อง แต่อีกใจก็กลัวว่าน้องจะจำผมไม่ได้ หากเข้าไปหาแล้วน้องทำหน้างงๆ ใส่ว่าผมเป็นใคร เจอแบบนั้นผมคงเสียใจแย่

อีกอย่าง...ตอนนี้คงไม่เหมาะเท่าไร

น้องกำลังเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง สายตาไม่รู้หยุดอยู่ที่ไหนระหว่างยอดต้นไม้กับก้อนเมฆสีเทาดำ ยิ่งท้องฟ้ามืดครึ้มลงคล้ายฝนจะตก สีหน้าเฉยเมยของน้องก็ยิ่งเผยความรู้สึกออกมามากขึ้น

ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ผมว่าน้อง...ดูเศร้านะ

เวลาแบบนี้หลายคนชอบปลีกตัวอยู่คนเดียว การที่น้องเดินมาหลบอยู่ตรงนี้ตามลำพังก็น่าจะยืนยันความคิดนั้นได้แล้ว ดังนั้นอย่าเข้าไปรบกวนน้องจะดีกว่า

แค่ได้เจอ แค่ได้มองอยู่ตรงนี้ก็น่าจะเพียงพอ


พอแน่เหรอ
ผมถามตัวเองอีกที


ไม่มีทาง



 



:: ผม – ยิ้มเก่ง ::



ตอนที่ไปถึงสำนักหอสมุด...

ภพกับรันย์ก็มาถึงก่อนหน้าผมนานแล้ว พวกมันกำลังปั่นการบ้านที่ต้องส่งวันพรุ่งนี้อย่างขะมักเขม้น หนังสือแคลคูลัสกับเฉลยการบ้านจากพี่รหัสกางกระจายอยู่เต็มโต๊ะเลย

“อ้าว มาแล้วเหรอ” ภพเงยหน้ามาทัก

“อืม” ผมเลื่อนเก้าอี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อน มองไปรอบห้องหนังสือทั่วไปที่เงียบกริบ เห็นโต๊ะเป็นสิบกระจายอยู่เต็มห้องกว้างแต่มีคนนั่งอยู่ไม่ถึงสิบคน

ไม่เลว เพื่อนผมเลือกที่ทำการบ้านได้สงบดี

“ไอ้โอบไปไหนล่ะ” รันย์ถาม

“ไปกับพี่ซัน”

“แล้วทำไมมึงปล่อยมันไปคนเดียว” ภพขมวดคิ้ว สายตามันมีคำถามปนคำก่นด่า ‘มึงบ้าหรือเปล่า ทำไมปล่อยคนที่ตัวเองชอบไปกับคนอื่นได้หน้าตาเฉย’

“มันไม่ได้ขอให้กูอยู่ด้วย”

“โอ๊ย มึงนี่...” ไอ้ภพเอามือกุมหน้าผาก

“พระรองใจหล่อเหลือเกินเพื่อนกู” รันย์ระอา

“เออ ว่าแต่มันยังไงกันแน่วะไอ้โอบกับพี่คนนั้น แค่เอาเสื้อไปคืน ทำไมต้องไปด้วยกันต่อด้วย” ภพสงสัย เอาศอกกระทุ้งเอวรันย์แล้วพยักพเยิดขอความเห็น “มึงคิดว่าไง ได้กลิ่นตุๆ ไหมวะ บีหนึ่ง”

“ชัดเจนเลยแหละ บีสอง” รันย์เห็นด้วย

ผมมองเพื่อนทั้งสองที่เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ภพกับรันย์สงสัย ตัวผมเองก็ตงิดใจอยู่เหมือนกัน รู้สึกคันหัวใจแปลกๆ มาสักระยะแล้ว

น่าจะตั้งแต่สังเกตเห็นโอบชะเง้อมองหาใครบางคน เห็นมันนั่งสืบค้นหาตัวพี่เขาตามเพจต่างๆ เห็นแก้วโกโก้ปั่นที่มันอวดว่าพี่ซันเป็นคนเลี้ยง จนมาถึงคาบแล็บฟิสิกส์ที่โอบบอกว่ามีนัดกับพี่ซัน

“...กูมีนัดแล้ว...”
“...กับพี่ซัน จะเอาเสื้อไปคืนพี่เขา...”
“...เดี๋ยวพี่ซันมารับ...”


ทำไมต้องชวนกันไปต่อ คืนเสื้อเสร็จ ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไม่ได้หรือ แล้วทำไมโอบถึงยอมไปกับเขาง่ายๆ ทั้งที่ปกติมันไม่ชอบไปไหนกับคนแปลกหน้า

ไหนจะตอนพี่ซันมารับอีก...

เมื่อดูคาติกับคนขับสุดเท่มาถึงหน้าป้ายคณะ โอบที่ยืนหลบแดดอยู่ใต้ร่มเหลียวมองคอแทบเคล็ด แววตามันเป็นประกายระยิบระยับ แสดงความปลาบปลื้มออกมาอย่างชัดเจน

จากแค่ตงิดใจสงสัย ตอนนี้ผมชักกังวลแล้ว

ไม่ให้กังวลเลยคงไม่ได้ เพราะโอบไม่ได้มองใครด้วยสายตาปลาบปลื้มบ่อยๆ ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นมันคือเมื่อสี่ปีก่อน ตอนที่เราทั้งคู่อยู่ม.สาม…

โอบมองแฟนคนแรกของมันด้วยสายตาแบบนี้

“หนึ่ง” รันย์ดีดนิ้วเรียกตรงหน้าผม

ผมหันกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นอกจากขวดน้ำเปล่าพลาสติกกับกระดาษรายงานว่างเปล่าที่กางอยู่อย่างไร้ความหมาย ก็มีสายตาเห็นใจของเพื่อนทั้งสองคนที่มองมาจากอีกฟากโต๊ะด้วย

“เหม่อมาจะเป็นชั่วโมงแล้วนะมึงน่ะ” ภพว่า

“ถ้าเป็นห่วง ถ้าคิดมาก มึงก็ทักไลน์ไปหามันสิ” รันย์แนะนำ พอเห็นผมยังนิ่ง มันก็ถอนหายใจ เดินมานั่งข้างๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมารัวนิ้วพิมพ์ข้อความ “เดี๋ยวกูทักให้ก็ได้ มึงรออ่านอย่างเดียวพอ”

Sarun : โอบ มึงอยู่ไหนวะ เงียบเชียวนะ

รออยู่นานทีเดียว กว่าโอบจะยอมตอบกลับ

Oabarun : กูอยู่กับพี่ซัน หนึ่งไม่ได้บอกเหรอ
Sarun : บอกแล้ว แค่อยากใส่ใจเพื่อนไง
Oabarun : ใส่ใจหรือเสือก เอาให้แน่
Sarun : น่าๆ ตกลงตอนนี้มึงอยู่อักษร?
Oabarun : อยู่วิดวะ

ข้อความปรากฏได้ไม่นาน รูปถ่ายใบหนึ่งก็เด้งตามมาในไลน์กลุ่มที่มีกันอยู่สี่คน เป็นภาพแก้วโกโก้ปั่นกับแก้วปีโป้ยาคูลท์ปั่นที่ตั้งอยู่ข้างกันบนโต๊ะม้าหินในสวนแถวๆ ตึกบี

Sarun : ให้แวะไปรับไหม ขากลับผ่านคณะพอดี
Oabarun : ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ซันไปส่ง
Oabarun : กูจะไปกินข้าวกับเค้าต่ออะ

ผมนั่งมองทุกตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของรันย์เงียบๆ อยากจะพิมพ์ข้อความถามว่ามันลืมไปแล้วเหรอ ว่าพูดอะไรกับผมไว้เมื่อตอนบ่าย

“ส่งกูเสร็จ มึงก็ไปหอสมุดนะ ไม่ต้องรอ”
“แต่เดี๋ยวเย็นๆ กูกลับไปกินข้าวด้วย”


ไหนว่าจะกลับมากินข้าวด้วยกัน

ลืมแล้วใช่ไหม...

เราไม่เคยลืมกันมาก่อนไม่ใช่เหรอ

“ไอ้หนึ่ง...” รันย์เรียกผมแบบเกร็งๆ

“หน้ามึงโหดมากลูกพี่” ภพก็เกร็งพอกัน

ผมพยายามควบคุมสีหน้าให้นิ่งเป็นปกติ ไม่อยากแสดงความรู้สึกให้ภพกับรันย์รับรู้มากเกินไป มันไม่ดีต่อความรู้สึกของเพื่อน และอาจส่งผลต่อบรรยากาศในกลุ่มเราด้วย

“เดี๋ยวมา” ผมลุกออกจากโต๊ะ ไม่รู้หรอกว่าต้องไปที่ไหน ขอแค่ได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ สักพักจนกว่าอารมณ์จะกลับมาเป็นปกติก็พอ

เวลาแบบนี้ผมควรอยู่คนเดียว



“ยิ้มหน่อยเด็กๆ”

อาจารย์ชมรมรักต้นไม้ยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาในระดับสายตา ผมกับโอบที่นั่งยองๆ อยู่ข้างแปลงดินว่างเปล่าในบ้านผีเสื้อจำต้องเงยหน้าจากงานที่ทำอยู่แล้วมองไปที่กล้อง

“หนึ่ง สอง...” อาจารย์นับถอยหลัง

ผมย่นคิ้วเมื่อเดาว่าภาพที่ถูกถ่ายในวันนี้ ไม่นานจะไปโชว์หราอยู่บนบอร์ดหน้าห้องชมรม ไม่ก็ไปปรากฏบนกระดานไม้ในนิทรรศการวันรักโรงเรียน

“ยิ้มเร็ว” โอบดึงแก้มผมในวินาทีสุดท้าย

“...สาม” อาจารย์หัวเราะขำตอนกดชัตเตอร์

โดนดึงจนแก้มยกไปข้างทั้งที่ยังขมวดคิ้วแบบนั้น รู้เลยว่าภาพออกมาดูไม่จืดแน่นอน อาจารย์ก็ไม่ยอมถ่ายซ่อมด้วย แกเดินยิ้มอารมณ์ดีไปถ่ายรูปสมาชิกคนอื่นๆ ในชมรมต่อ

“ตรงนี้ปลูกดอกอะไรดีอะ” โอบค้นดูซองเมล็ดดอกไม้ในตะกร้าพลาสติก ในนั้นมีซองเมล็ดบานชื่น บานไม่รู้โรย แพงพวย ดาวเรือง ดอกทานตะวัน และดอกไม้อีกหลายชนิด

ผมปล่อยโอบเลือกเมล็ดไป ส่วนตัวเองก็ง่วนกับการคุ้ยดินในแปลงให้ร่วนซุย ขุดหลุมเป็นแนวยาวรอเอาไว้

“ช่วยเลือกหน่อย” โอบหยิบเมล็ดดอกไม้ขึ้นมาสองซอง “เอาอะไรดี ระหว่างดาวเรืองกับทานตะวัน”

ไม่ว่าจะเลือกอะไร...

ยังไงผมก็ต้องตามใจโอบอยู่ดี

“แล้วแต่มึง”

“ไม่เอาสิ ไม่มีดอกแล้วแต่มึง มีแต่ดาวเรืองกับทานตะวัน จริงๆ กูก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่แค่อยากได้ความมั่นใจจากมึงไง ช่วยเลือกหน่อยนะ” โอบรบเร้า เมล็ดดอกไม้ในซองโดนเขย่ารัวๆ รอคำตัดสิน

ผมมองรูปดอกทานตะวันสีเหลืองบนซองพลาสติก เลื่อนสายตาไปที่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เจือแดดสีส้มจางๆ ผ่านแก้มขาวที่แดงปลั่งเพราะอากาศเริ่มร้อน ก่อนไปจบบนริมฝีปากที่กำลังยิ้มแฉ่งท้าแสงแดด

เหมือนกันเปี๊ยบ...

“ทานตะวัน” ผมเลือก

“เห็นไหม ใจตรงกันเลย” โอบดีใจใหญ่

สรุปว่าแปลงดินนี้ก็กลายเป็นแปลงทานตะวันไป เราผลัดกันหย่อนเมล็ดลงหลุมที่ขุดไว้ เสร็จแล้วก็กลบฝัง รดด้วยน้ำจนดินแห้งเปียกชุ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม

“เมื่อไหร่จะบาน” โอบบ่นขึ้นขณะนั่งยองๆ กอดเข่าอยู่ข้างแปลงดินทานตะวันของพวกเรา ตอนนั้นเมล็ดโดนฝังยังไม่ทันครบห้านาทีเลย จะให้มีดอกบานแล้วหรือ ใจร้อนจริง

“รอก่อนสิ”

“อยากให้น้องบานแล้วอะ”

ผมมองมันอย่างเอ็นดู งอแงเก่ง

ปกติแล้วไม่ว่าอะไรที่โอบต้องการ ถ้าหาให้ได้ ถ้าทำให้ได้ ผมก็จะตามใจโอบเสมอ จะเหลือก็แต่ปีนขึ้นไปสอยเดือนสอยดาว หยิบก้อนเมฆบนท้องฟ้า หรือเร่งวันเวลาให้ดอกไม้บานนี่แหละที่ผมคงทำไม่ได้จริงๆ

เหลืออยู่แค่สิ่งเดียวที่พอทำได้...

“มารอด้วยกันนะ” ผมพูด

“อื้อ” โอบพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นสดใสจนแสบตา เหมือนสีเหลืองของดอกทานตะวันใต้แสงแดดจ้า

ถึงได้บอกไงว่า ‘เหมือนกันเปี๊ยบ’

โอบกับทานตะวันน่ะ

น่าเสียดายที่ผมไม่ใช่พระอาทิตย์ เป็นได้แค่ดินที่อยู่ด้านล่าง มีหน้าที่โอบอุ้มประคับประคองรากและลำต้นของทานตะวันให้เติบโตแข็งแรง เพื่อให้ดอกสีเหลืองสดใสเบ่งบาน...แล้วหันไปมองตามดวงอาทิตย์ที่อยู่บนฟ้าไกล

ในฐานะเพื่อนสนิทน่ะ ผมเป็นได้แค่ดินจริงๆ



“หลบอยู่นี่เอง กูเดินหาตั้งนาน”

เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่ดังขึ้นใกล้ๆ เรียกสติผมให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง ตอนนี้ผมยังอยู่ที่สำนักหอสมุด กำลังยืนพิงเสาอยู่ข้างหน้าต่างบานหนึ่งในมุมที่ลับตาคนและสงบที่สุดในห้องหนังสือทั่วไป

ผมฉุดสายตาออกจากเมฆมืดครึ้มนอกหน้าต่าง หันมองตามทิศทางของเสียงที่ได้ยิน เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนยืนอยู่หลังชั้นวางหนังสือ ห่างจากจุดที่ผมยืนไปแค่สามเมตรเอง

ไม่รู้ตัวเลยว่าไม่ได้อยู่คนเดียวตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมมองไม่เห็นหน้าตาของอีกฝ่าย เพราะมีหนังสือปกอ่อนเล่มใหญ่วางขวางในแนวนอนบังไว้พอดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนโดยไม่มีอะไรบังมีแค่มือขาวจัดกับนิ้วยาวสวย

“กลับบ้านกัน ฝนใกล้จะตกแล้วนะ”

“อื้ม” ใครคนนั้นขานตอบเสียงนุ่มเบา ดินสอกดสีดำที่หมุนเล่นอยู่ในมือถูกวางลง มือขาวที่ดูบอบบางเคลื่อนหายไปจากสายตาผมครู่หนึ่ง มีเสียงหนังสือถูกเสียบเข้าชั้นเบาๆ ตามมาด้วยเสียงเดินที่เบายิ่งกว่า

เขาไปแล้ว

แต่ดินสอกดยังอยู่...

ผมขยับตัวออกจากจุดที่ยืนแช่มาพักใหญ่ เดินไปดูที่ทางเดินหลังชั้นหนังสือ ไม่มีวี่แววของใคร มีแค่ดินสอกดสีดำที่ถูกวางทิ้งไว้บนหนังสือ Never Let Me go ของ Kazuo Ishiguro

สงสัยจะลืมไว้

ผมหยิบดินสอกดขึ้นมา ตัวด้ามยังมีร่องรอยอุ่นๆ จากมือเจ้าของอยู่เลย น่าเสียดายที่ผมตัดสินใจช้าเกินไป กว่าจะเดินตามหาเจ้าของดินสอเจอ ใครคนนั้นก็กำลังจะเดินขึ้นลิฟต์แล้ว

ตอนแรกผมไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของดินสอ

กระทั่งเห็นเขา ผมก็มั่นใจทันทีว่าต้องใช่ เพราะเสียง ‘อื้ม’ ที่นุ่มนวลแบบนั้น มือที่ดูบอบบางขนาดนั้น ไม่น่าจะเป็นของคนอื่นไปได้ นอกจาก...

พี่วัดเสมียนฯ

วินาทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง พี่เขากำลังพูดคุยยิ้มแย้มอยู่กับเพื่อน ส่วนผมก็กำลังยืนเฉยมองรอยยิ้มพี่เขาอยู่เงียบๆ

แปลก...

รอยยิ้มในวันนี้ จู่ๆ ก็ทำให้นึกถึงรอยยิ้มในวันนั้น

วันแรกที่ได้เจอกัน ก่อนผมจะพาพี่ไปส่งที่บ้านเราคุยกันเรื่องร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ด ผมพูดอะไรบางอย่างที่ลืมไปแล้วว่าคืออะไร จำได้แค่ว่าพี่ยิ้มน่ารักแล้วพยายามกลั้นหัวเราะจนตาหยี


วันนี้ก็ยังยิ้มเก่งเหมือนเดิม



พูดคุย ให้กำลังใจ ติดแฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ ^^

เคยดูสารคดี Secret Life of Predators กันไหมคะ

สิ่งที่ทำให้สัตว์นักล่า(Predator)อย่างเสือ เสือดาว นกอินทรี หรือจิ้งจอก ประสบความสำเร็จในการล่าเหยื่อ ไม่ได้มีแค่ความความแข็งแรงหรือความเร็วเท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือความอดทน ความใจเย็น ความสงบเงียบ ความฉลาดในการพรางตัว และการรู้จักซุ่มรอคอยหาจังหวะที่ดีในการล่าค่ะ...

เกริ่นให้ฟังเฉยๆ นะคะ อิอิ
ฝากติดตามด้วยน้า : )

ขอบคุณคอมเมนต์ของทุกคนเหมือนเดิมนะคะ รักๆๆๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:30:01 โดย ฝนมกรา »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด