RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 26 - 02/03/2019 [END] - หนังสือ พร้อมส่ง
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 26 - 02/03/2019 [END] - หนังสือ พร้อมส่ง  (อ่าน 27523 ครั้ง)

ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5


หลังจากใช้เวลาไม่นานหวังหยูเฟิงก็เดินทางมาถึงผับกาเบรียล สถานบันเทิงชั้นสูงที่ได้รับความนิยมในย่านนี้ บอดี้การ์ดที่ควบคุมความเรียบร้อยมองเขาเล็กน้อย แล้วโค้งตัวลงอย่างนอบน้อม

ถึงจะไม่เคยแนะนำตัวกับใคร แต่คนในความดูแลของเจิ้งหยุนทุกคนล้วนรู้จักและเข้าใจสถานะพิเศษของนายตำรวจผู้นี้เป็นอย่างดี

“สวัสดีครับผู้กองหวัง”

“สวัสดี เจิ้งหยุนกลับไปหรือยัง”

หวังหยูเฟิงไม่ได้นัดแนะกับเจ้าของผับกาเบรียลเอาไว้ ถ้าหากสวนทางกัน เขาคงหงุดหงิดด้วยความอยากรู้จนตามไปหาอีกฝ่ายถึงคฤหาสน์ริมทะเล

“ยังครับ”

“ขอบใจ”

หวังหยูเฟิงเดินเข้าไปด้านใน เขาไม่ได้สนใจลูกค้าที่ยังคงดื่มด่ำกับเสียงเพลงและแอลกอฮอล์เลิศรส เมื่อสืบเท้าไปถึงหน้าลิฟต์ ผู้กองหนุ่มก็เพิ่งตระหนักได้ถึงบางอย่าง

การที่จะใช้งานลิฟต์เพื่อไปที่ห้องทำงานของเจิ้งหยุนจำเป็นต้องใช้

คีย์การ์ด ซึ่งตอนนี้เขาไม่มี

หวังหยูเฟิงถอนหายใจออกมา เขาตั้งใจจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อติดต่อหาคนรัก ในขณะที่กำลังกดปุ่มโทรออกแล้วเงยหน้าขึ้น ประตูลิฟต์ที่อยู่ตรงหน้าก็เปิดออก ก่อนที่ชายหนุ่มผมยาวที่รวบหางม้าต่ำจะเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่ตกแต่งด้วยรอยยิ้มบางแสนคุ้นตา

“ผมรอคุณอยู่เลย” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงแขนของหวังหยูเฟิงเดินกลับเข้าไปในลิฟต์ด้วยกัน

ผู้กองหนุ่มกะพริบตาปรับสติ ก่อนที่อึดใจต่อมาเขาจะถูกดันจนติดผนังลิฟต์ แล้วสัมผัสกับริมฝีปากร้อนที่บดเบียดอย่างหื่นกระหาย

หวังหยูเฟิงครางอยู่ในลำคอ ขณะที่รับจุมพิตร้อนแรงจากคนรักที่ไม่ได้เจอมาร่วมเดือน เขาลืมเลือนธุระของตัวเองจนหมด มีเพียงไออุ่นและอ้อมกอดที่คิดถึงให้ถวิลหาเท่านั้น

“อื้ม...”

เสียงลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงจุดหมาย เจิ้งหยุนกดจูบย้ำความต้องการของตัวเองอีกครั้งอย่างเสียดาย แล้วโอบเอวของนายตำรวจให้เดินไปที่ห้องทำงานต่อ

“ผมคิดถึงคุณมากเลย” เจิ้งหยุนเอ่ยเสียงนุ่ม แล้วก้มลงหอมแก้มสีแดงระเรื่ออย่างรักใคร่ “ผมคิดว่าจะต้องไปฆ่ากงเจ๋อตวนแล้ว คุณจะได้ว่างมาเจอผมสักที”

“ห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด!” หวังหยูเฟิงปรามเสียงเข้ม ถึงแม้เขาจะยังรู้สึกวาบหวามกับสัมผัสเคลิ้มฝันเมื่อครู่นี้ก็ตาม

“ผมก็พูดไปอย่างนั้น” เจิ้งหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แล้วพาหวังหยูเฟิงนั่งลงตรงโซฟาชุดหรูหรา “ดื่มอะไรไหม หรือว่าจะเอาน้ำเปล่า”

หลังจากที่ได้ยินคำว่า 'น้ำเปล่า' หวังหยูเฟิงก็รู้สึกแขยงขึ้นมา เพราะเหตุการณ์ในความทรงจำได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ต้นเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

“เอาน้ำผลไม้สักอย่างแล้วกัน” หวังหยูเฟิงตอบ ซึ่งเจิ้งหยุนก็พยักหน้ารับ ก่อนจะสั่งให้อู่หนิงนำเครื่องดื่มที่คนรักต้องการขึ้นมาเสิร์ฟ

เจิ้งหยุนเดินกลับมานั่งลงข้างหวังหยูเฟิงที่กำลังนั่งตัวตรง แล้วจับมือหยาบกระด้างของนายตำรวจมาลูบไล้อย่างเพลิดเพลิน

“ว่าแต่เรื่องกงเจ๋อตวน...” หวังหยูเฟิงเอ่ยเข้าเรื่องของตัวเอง แต่

เจิ้งหยุนขยับใบหน้าเข้ามาจูบแผ่วเบาเป็นเชิงห้ามเอ่ยสิ่งใดต่อ

“รอคุณพักดื่มน้ำก่อนนะครับ”

หวังหยูเฟิงลอบถอนหายใจออกมา แล้วเอนหลังพิงกับโซฟาเล็กน้อย เพียงไม่นานอู่หนิงก็เดินเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับน้ำพันช์ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ก่อนจะเดินจากไปอย่างรู้กาลเทศะ

หวังหยูเฟิงดื่มน้ำผลไม้รสหวานจนลำคอที่ร้อนผ่าวจากไฟสวาททุเลาลง สมองของเขาแจ่มใสขึ้น ผู้กองหวังหันไปมองเจิ้งหยุนที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว

“คืนนี้ค้างกับผมนะ” เจิ้งหยุนเอ่ยเสียงนุ่ม นัยน์ตาส่องประกายแพรวพราว ผู้กองหวังถอนหายใจออกมา

“ไม่ได้ บอกเรื่องของกงเจ๋อตวนมาได้แล้ว” หวังหยูเฟิงเอ่ยถามถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทว่าเจิ้งหยุนกลับพูดไปอีกเรื่อง

“คุยเสร็จ คุณต้องค้างกับผมนะ” เจ้าของผับกาเบรียลเอ่ยเสียงออดอ้อน ใบหน้าหล่อเหลาแสดงออกถึงความคาดหวังอย่างชัดเจน

“พรุ่งนี้ผมต้องไปทำงาน” หวังหยูเฟิงเอ่ยขัด เขารู้สึกอ่อนใจและระอา เมื่อยังเห็นสายตากดดันอย่างเอาแต่ใจ “ผมทำงานเหนื่อยนะ อย่าดื้อสิ”

“ถ้าอย่างนั้นให้ผมไปค้างที่ห้องคุณ” เจิ้งหยุนเอ่ยต่อรองพร้อมกับยกมือขึ้นเกลี่ยแก้มของผู้กองหวังอย่างอ่อนโยน “ผมอยากอยู่กับคุณจะแย่ คุณไม่อยากอยู่กับผมบ้างหรือ”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความตัดพ้อ ทำให้หวังหยูเฟิงใจอ่อนยวบทันที เขาหลับตารับสัมผัสจากปลายนิ้วที่ลากผ่านแก้มของตัวเอง แล้วเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะลืมตามองคนตรงหน้าอีกครั้ง

“ก็ได้ พอใจหรือยัง”

“พอใจครับ”

เจิ้งหยุนส่งยิ้มมาให้ แล้วรั้งท้ายทอยของผู้กองหวังเข้ามารับการยืนยันความพอใจของตัวเองผ่านรสจูบแสนหวาน ปลายลิ้นทั้งสองฉกเฉี่ยวพันเกี่ยวกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ความร้อนแรงของจุมพิตจะยุติลงอย่างเชื่องช้า

“เจิ้งหยุน” หวังหยูเฟิงเอ่ยเสียงห้วน เขาขมวดคิ้ว เมื่อถูกอีกฝ่ายชักจูงไปคนละทางกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ “บอกผมเรื่องกงเจ๋อตวนได้แล้ว”

เจิ้งหยุนลุกขึ้นยืน เขาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วหยิบกระดาษการ์ดแผ่นหนึ่งส่งให้หวังหยูเฟิง

“การ์ดเชิญไปงานเลี้ยงของกงเจ๋อตวนครับ”

หวังหยูเฟิงมองดูอย่างสนใจ กระดาษการ์ดแข็งสีแดงเงาวาวหรูหราบอกชื่องานเลี้ยงบนเรือสำราญ แต่ก็ไม่ได้ระบุวันเวลาและสถานที่นัดพบเอาไว้

“จัดขึ้นเมื่อไร”

“คงอีกอาทิตย์ข้างหน้า ทางนั้นจะติดต่อมาหาอีกที หนึ่งคืนก่อนวันงานครับ”

เจิ้งหยุนนั่งลงข้างคนรักที่เอาแต่ก้มลงมองกระดาษที่ตัวเองถือราวกับต้องการหาคำตอบทุกอย่างที่สงสัยในนั้น รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา

“ผมรู้มาว่า ภายในงานจะมีการประมูลสินค้าหายาก แล้วก็ของผิดกฎหมายอย่างเช่น มนุษย์” เจิ้งหยุนเอ่ยเสียงเนิบ หวังหยูเฟิงขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด “งานนี้เข้มงวดเรื่องคนที่ขึ้นเรือมาก แน่นอนว่าเฉพาะคนที่ได้รับเชิญเท่านั้น”

“แล้วการที่คุณได้เชิญ ก็แสดงว่าสนิทสนมกันสินะ” หวังหยูเฟิงถามขึ้นอย่างจับผิด เจิ้งหยุนก็หัวเราะเบาๆ

“ผมไม่ได้สนิท แต่ก็รู้จักในฐานะนักธุรกิจที่เคยติดต่อกันเท่านั้นครับ” เจิ้งหยุนเอ่ยตอบ แล้วมองคนรักด้วยสายตาห่วงใย “อยากให้ผมช่วยพาขึ้นเรือไหม”

หวังหยูเฟิงลังเล แต่เวลานี้เขาต้องการจับคนร้ายมากกว่าตั้งแง่ทระนงตนแบบไม่เข้าเรื่อง อย่างน้อยการช่วยเหลือของคนรักคงพอจะขจัดอุปสรรคบางอย่างได้บ้าง

“คุณจะช่วยอย่างไร” หวังหยูเฟิงเอ่ยถาม เจิ้งหยุนคลี่ยิ้มเล็กน้อย

“เรื่องนั้นผมจะบอกคุณอีกที” เจิ้งหยุนตอบ สายตาของเขาทอแววยิ้ม “แต่คุณต้องตกลงกับผม ถ้าเสร็จงานครั้งนี้ คุณต้องย้ายมาอยู่กับผมถาวร โอเคไหมครับ”

“แล้วถ้าไม่สำเร็จ” หวังหยูเฟิงย้อนถาม เขาเริ่มรู้สึกหมั่นไส้อีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อย

“มีเรื่องแบบนั้นด้วยหรือ” เจิ้งหยุนถามกลับด้วยน้ำเสียงสงสัย แล้วอมยิ้มออกมา “ผมไม่ทำให้คุณผิดหวังหรอกครับที่รัก”







TBC  ++++++++  23ภารกิจบนพื้นสีคราม


ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
 :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
23
ภารกิจบนพื้นสีคราม







ข่าวเรื่องงานเลี้ยงของกงเจ๋อตวนที่จะจัดขึ้นอย่างลับๆ ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องต่างตื่นตัวอย่างเต็มที่ หวังหยูเฟิงเข้าประชุมเพื่อเตรียมพร้อมและวางแผนเข้าจับกุมในงาน โดยที่มีข้อมูลของเจิ้งหยุนส่งมาให้เป็นระยะ

“ไว้ใจได้หรือ” ฟ่านมู่เหยียนเอ่ยขึ้นอย่างกังวล เขาอยากจะออกร่วมภารกิจพร้อมกับเพื่อน ทว่าติดสัญญาที่จะไม่ออกงานภาคสนามเอาไว้

“อืม ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก” หวังหยูเฟิงตอบรับด้วยสีหน้านิ่งเฉย แล้วรับประทานอาหารกลางวันของตัวเองต่อ

“ให้ตายเถอะหยูเฟิง ฉันไม่สบายใจเลย” ฟ่านมู่เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขามองใบหน้าเคร่งขรึมของเพื่อนด้วยสายตาจริงจัง “คราวของฉันก็ทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เจ้านั่นอาจจะวางแผนอะไรอยู่ก็ได้”

“ก็อาจจะใช่ แต่ก็คงรับมือได้นั่นแหละ” หวังหยูเฟิงเอ่ยไปตามตรง ผู้กองหนุ่มมั่นใจว่า เจิ้งหยุนวางแผนอะไรเอาไว้แน่ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร อีกฝ่ายจะไม่ทำให้เขาได้รับอันตรายถึงชีวิตแน่นอน

“นายมั่นใจได้อย่างไร เรื่องพรรค์นี้” ฟ่านมู่เหยียนว่า แล้วถอนหายใจออกมา เมื่อยังเห็นสายตาไม่ทุกข์ร้อนของคู่สนทนา “เฮ้อ...ฉันเป็นห่วงนายจริงๆ นะ”

“ขอบใจ แต่ฉันไม่เป็นอะไรหรอก” หวังหยูเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อยให้คนตรงหน้าวางใจ

ไม่แปลกที่ฟ่านมู่เหยียนจะกังวลขนาดนี้ เพราะชายหนุ่มได้รับบทเรียนครั้งหนึ่งจากการได้ข้อมูลของเจิ้งหยุนมาแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่อีกฝ่ายยังไม่รู้ ครั้งนี้คนที่ทำภารกิจคือหวังหยูเฟิงไม่ใช่เขา

หวังหยูเฟิงที่เป็นคนรักของเจิ้งหยุน!





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





กว่าที่หวังหยูเฟิงจะได้รับรู้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับภารกิจสำคัญ ก็จวนเจียนจะถึงเวลาที่กงเจ๋อตวนนัดหมายกับเหล่าแขกผู้มีเกียรติที่ได้ขึ้นเรือสำราญแล้ว

หวังหยูเฟิงถอนหายใจ เขามองสารรูปของตัวเองอย่างพิจารณา ใบหน้าเรียบนิ่งกับนัยน์ตาแน่วแน่ถูกอำพรางด้วยแว่นตาหนา เส้นผมสีดำสั้นถูกสวมทับด้วยวิกผมสีมะฮอกกานีที่ยาวประบ่า ซึ่งตอนนี้ถูกรวบต่ำให้เข้าทรง เครื่องแบบที่สวมใส่เป็นเสื้อกั๊กสีกรมท่าและเสื้อเชิ้ตสีขาวประดับหูกระต่ายสีแดงสดที่มีป้ายชื่อของภัตตาคารเฟยลี่ประทับที่หน้าอก

“ตายจริง! พอเธอแต่งแบบนี้แล้วน่ารักจังเลย” ไป๋ลู่เหอเอ่ยขึ้น เมื่อเดินเข้ามาเห็นหวังหยูเฟิงที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบบริกรที่จะใส่ขึ้นเรือสำราญของกงเจ๋อตวนคืนนี้

หวังหยูเฟิงไม่ได้ตอบรับอะไร นอกจากยิ้มแห้งอย่างฝืดเคือง ก่อนที่เขาจะถูกเรี่ยวแรงมหาศาลจากท่อนแขนเรียวบางคว้าเข้าหาตัว มือขาวราวงาช้างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปคู่กับชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว

เสียงชัตเตอร์ที่ดังขึ้นเรียกสติของหวังหยูเฟิงที่กลายเป็นตุ๊กตาชั่วครู่ให้กลับคืนมา เขาหันไปมองใบหน้าหวานงดงามของไป๋ลู่เหอด้วยความสงสัย เมื่อร่างบางในชุดสีฟ้าอ่อนกำลังกดพิมพ์ข้อความบางอย่างด้วยความตั้งใจ

“เรียบร้อย” ไป๋ลู่เหอเอ่ยกับตัวเองด้วยรอยยิ้มน่ารัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาประสานสายตางุนงงของนายตำรวจที่วันนี้ปลอมตัวเป็นบริกรขึ้นเรือเพื่อไปทำงานของตัวเอง “ฉันส่งรูปเธอไปยั่วเด็กนิสัยไม่ดีล่ะ ป่านนี้คงทุรนทุรายน่าดู”

รอยยิ้มหวานที่วาดขึ้นบนใบหน้าสวยนั้นน่ามองจนยากจะถอนสายตา หวังหยูเฟิงเหมือนตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะถูกลากออกจากห้องแต่งตัว

“รีบไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน” ไป๋ลู่เหอเอ่ยขึ้น แล้วส่งยิ้มหวานมาให้ “ระวังตัวด้วยนะ”

“ขอบคุณครับ” หวังหยูเฟิงตอบรับด้วยน้ำเสียงมั่นคง ก่อนจะเดินไปสมทบกับเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งที่ปะปนกับบริกรของภัตตาคารเฟยลี่

คืนนี้หวังหยูเฟิงและพรรคพวกได้วางแผนลอบขึ้นเรือ โดยการปลอมตัวปะปนไปกับพนักงานของภัตตาคารเฟยลี่ที่ได้รับหน้าที่ดูแลอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดในเรือสำราญ ซึ่งสิทธิพิเศษนี้ก็มาจากวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งของเจิ้งหยุน

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวออกเดินทางไปทำงาน กลุ่มคนจากภัตตาคารเฟยลี่ก็ถูกปิดตาและพาขึ้นสปีดโบ๊ทที่มารับตรงท่าเรือฝั่งตะวันตกของเมือง สายลมปะทะใบหน้าเป็นระยะร่วมชั่วโมง จนกระทั้งเบาบางลงเมื่อเครื่องยนต์ชะลอความเร็ว

พนักงานทุกคนที่ถูกปิดกั้นการมองเห็นได้รับอิสระอีกครั้ง หวังหยูเฟิงปรับโฟกัสของสายตา แล้วเดินเข้าไปในเรือสำราญขนาดกลางที่อยู่กลางทะเล ซึ่งไม่สามารถระบุตำแหน่งได้แน่ชัด แสงไฟสว่างไสวห้อมล้อมด้วยเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้ยานพาหนะลอยน้ำมีชีวิตขึ้น

หวังหยูเฟิงลอบส่งสายตากับลูกน้อง พวกเขาถูกจัดให้แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง โดยมีบอดี้การ์ดกลุ่มใหญ่คอยควบคุมดูแล

ท้องฟ้าที่มืดมิดบดบังสภาพแวดล้อมภายนอก มีเพียงเสียงของกระแสทะเลที่เคลื่อนไหวและสายลมเย็นลอยผ่าน พนักงานทุกคนถูกตรวจค้นอย่างละเอียด วิธีเดียวที่พอจะหาอาวุธมาใช้ติดตัวเพื่อทำหน้าที่ได้คือการแย่งชิงจากฝ่ายศัตรู

หวังหยูเฟิงลอบสำรวจอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เขาจะถูกพาไปยังห้องครัวขนาดใหญ่ ภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นความลับ นอกจากไป๋ลู่เหอแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ความจริงอีก

“อย่ามัวแต่ยืนเฉย! ทำงานกันได้แล้ว!” พ่อครัวใหญ่สั่งการด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ หวังหยูเฟิงจึงจำใจต้องยกเครื่องดื่มถาดหนึ่งออกไปเพื่อเสิร์ฟแขกภายในงาน

งานเลี้ยงของกงเจ๋อตวนจัดขึ้นสามวันสองคืน นอกจากการแสดงดนตรีเพื่อความสำราญภายในเรือแล้ว ก็ยังมีบ่อนคาสิโนรองรับนักพนันที่ชอบวัดดวง และงานประมูลของสะสมและหายากราคาแพง ซึ่งไฮไลท์ของงานจะเริ่มขึ้นในคืนที่สอง ซึ่งเป็นงานประมูลสิ่งผิดกฎหมาย

หวังหยูเฟิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่อาจทำอะไรได้จนกว่าจะได้บุกเข้าจับที่งานประมูลพร้อมกับหลักฐาน อีกทั้งยังต้องยืนยันตำแหน่งที่ตั้งของเรือเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่มาสมทบ โดยที่มีเจิ้งหยุนทำหน้าที่ช่วยประสานงานให้บางส่วน

ผู้คนที่เข้าร่วมงานมีทั้งคนดังและดาราที่มีชื่อเสียง เศรษฐีหน้าเก่าและหน้าใหม่ รวมไปถึงผู้มีอิทธิพลระดับต่างๆ ที่เจ้าภาพพบปะพูดคุยกัน

หวังหยูเฟิงพยายามจดจำบุคคลที่มาร่วมงานเอาไว้เพื่อนำไปขยายสำนวนคดีต่อภายหลัง และเพราะมัวแต่มองอย่างอื่น เขาจึงไม่ทันระวังจนเผลอชนเข้ากับใครคนหนึ่ง แก้วเครื่องดื่มกระฉอกโดนอีกฝ่าย

“ว๊าย! อะไรของแกเนี่ย!” หญิงสาวคู่กรณีของหวังหยูเฟิงกรีดร้อง ผู้คนที่อยู่ไม่ห่างต่างก็หันมามองอย่างสนใจ ผู้กองหนุ่มรีบก้มโค้งขอโทษอย่างสุภาพ

“ขออภัยครับคุณผู้หญิง ผมจะเช็ดให้” หวังหยูเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แต่เขาก็หวั่นใจและตำหนิความสะเพร่าของตัวเอง ทว่ายังไม่ทันได้แตะตัว มือเรียวของสาวร่างบางก็ปัดออกราวกับรังเกียจ

“อย่ามาแตะนะ!” หญิงสาวตวาด ก่อนที่เธอจะฟาดมือลงบนใบหน้าของนายตำรวจด้วยความโมโห “ไสหัวไป!”

หวังหยูเฟิงได้แต่ก้มลงรับ แล้วรีบเดินจากไป เหตุการณ์เมื่อครู่ไม่มีใครสนใจอีก มีเพียงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องเขม็งอยู่เท่านั้น





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





บ้าเอ๊ย!

หวังหยูเฟิงถอนหายใจออกมา ถึงแม้จะไม่ได้เจ็บปวดอะไร แต่แรงที่ฟาดลงมาก็สร้างรอยแดงพาดที่แก้มของเขาจนเห็นชัด ผู้กองหนุ่มนึกบริภาษหญิงสาวที่ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุในใจ

แขกในงานเลี้ยงครั้งนี้ล้วนแต่เป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคม ด้วยอำนาจของเจ้าภาพที่เป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ ทำให้เรือสำราญลำนี้มีการใช้กำลังและอำนาจจนเกินพอดีได้ตามใจ หญิงสาวคนนั้นก็คงเป็นลูกสาวของเศรษฐีสักคนที่ทำตัวสูงส่งจนเกินงาม

เรือสำราญยังล่องไปด้วยความเร็วคงที่ หวังหยูเฟิงที่หลบไปมองสภาพตัวเองก็กลับเข้าไปทำงานอีกครั้ง เขายิ้มให้ลูกน้องบางคนที่ส่งสายตาเป็นห่วงมาให้ เมื่อเห็นใบหน้าแดงช้ำของเขา





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





ภายในงานเลี้ยงผ่านไปอย่างราบรื่น ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปะปนส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับจำนวนของแขกที่มาดื่มด่ำความสำราญในงานแล้ว พวกเขาก็เป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ เพียงหยิบมือเท่านั้น

หวังหยูเฟิงไม่ได้ต้องการจับกุมทุกคนที่เกี่ยวข้อง แต่เขาต้องการแค่

กงเจ๋อตวนคนเดียวเท่านั้น ผู้กองหวังมองหาเจ้าภาพที่ยังไม่แสดงตัว จนเมื่อเวทีของนักร้องคลาสสิกเงียบลง ทุกสายตาก็หันไปสนใจทันที

กงเจ๋อตวนในชุดสูทสีดำยืนยิ้มกว้าง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยตามวัยทอดมองบรรดาแขกเหรื่อที่ตัวเองเชื้อเชิญ งานครั้งนี้นอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์และมอบความสำราญให้ในฐานะมิตรสหายที่มีไมตรีต่อกัน บ่อนและงานประมูลที่เขาเตรียมเอาไว้ก็เป็นการค้าขายและลงทุนที่คุ้มค่า

“สวัสดีครับทุกท่าน ผมกงเจ๋อตวน คืนนี้ผมมีความยินดีที่ได้รับเกียรติจากทุกท่านที่มาร่วมงานเลี้ยงของผม เชิญทุกท่านตามสบายนะครับ”

เสียงเฮโลยินดีดังขึ้นตอบรับ ก่อนที่ดนตรีจะบรรเลงขึ้นอีกครั้ง

กงเจ๋อตวนกวาดตามองโดยรอบด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินลงจากเวทีไปยังที่รับรองของตัวเอง หวังหยูเฟิงมองตาม แต่เขาไม่อาจเคลื่อนไหวได้มากนัก เพราะมีบอดี้การ์ดจับตามองแทบทุกจุด

จากข้อมูลที่เจิ้งหยุนให้มา เขาคงต้องรอให้งานประมูลในคืนพรุ่งนี้เริ่มต้นขึ้นก่อน ถึงจะสามารถรวบหลักฐานได้ทีเดียว เพราะสิ่งของและหญิงสาวที่จะถูกนำมาขายจะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้

หวังหยูเฟิงลอบถอนหายใจออกมา เขาเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มอยู่พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้น นัยน์ตาสีดำตวัดมองด้วยความตกใจ

ใบหน้าสวยหวานบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องโอดโอยทำให้ผู้คนโดยรอบมองอย่างเวทนาและสนใจ ทว่ากลับไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยว หวังหยูเฟิงกำลังจะเดินผ่านกลุ่มคนเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย

“โอ๊ย! ปล่อยนะ! ใครก็ได้ช่วยด้วย! กรี๊ด!”

หญิงสาวโชคร้ายร้องสุดเสียง มีดเล่มหนึ่งปักที่หลังมือของเธอ เลือดรินไหลมาถึงข้อมือเล็กที่มีใครอีกคนยึดเอาไว้แน่น ก่อนที่หวังหยูเฟิงจะเบิกตากว้างขึ้น เมื่อได้ยินเสียงกระดูกที่แตกของร่างบาง

“โอ๊ย!!!”

เสียงร้องโหยหวนดังลั่น แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเหลือ มีเพียงสายตาที่จ้องมองราวกับรอดูเหตุการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ หวังหยูเฟิงกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อเห็นชัดว่าผู้กระทำการโหดร้ายคือใคร

เส้นผมสีดำยาวพัดปลิวไปกับสายลม ร่างสูงสง่างามในชุดสูทกึ่งลำลองจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเย็นชา

“ไสหัวไป”

น้ำเสียงเยือกเย็นที่ดังขึ้น ทำให้หญิงสาวที่ถูกทำร้ายรีบพยุงตัวเองหนีไปด้วยความเจ็บปวดและอับอาย ผู้คนมากมายที่ดูเหตุการณ์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง แต่ภายในใจของหวังหยูเฟิงยังเต้นระรัว เขาสาวเท้าเข้าไปหาคนก่อเหตุอย่างรวดเร็ว

“เจิ้งหยุน” หวังหยูเฟิงเอ่ยเรียกเสียงนิ่ง นัยน์ตาสีนิลฉายความไม่พอใจออกมาชัดเจน

“หยูเฟิง” เจิ้งหยุนเอ่ยรับด้วยความแปลกใจ ท่าทางราวกับปิศาจร้ายสลายหายไปทันที ใบหน้าหล่อเหลาเจือรอยยิ้มบาง “ผมจำคุณไม่ได้เลยนะ”

หวังหยูเฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่ได้สนใจสีหน้าประหลาดใจของบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย เพราะเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อครู่นี้ยังติดอยู่ในความทรงจำ นอกจากนี้ไป๋ลู่เหอก็ส่งรูปของเขาตอนปลอมตัวให้อีกฝ่ายไปแล้ว

“เมื่อกี้คุณทำอะไร” หวังหยูเฟิงถามเสียงเย็น แต่เจิ้งหยุนกลับทำหน้าซื่อออกมา

“เรื่องอะไรครับ” เจิ้งหยุนย้อนถามพร้อมกับใช้นิ้วแตะที่แก้มของ

หวังหยูเฟิงแผ่วเบา “เจ็บไหม”

“คุณทำร้ายเธอทำไม” หวังหยูเฟิงถามต่อ เขาปัดนิ้วของบุรุษตรงหน้าออก เจิ้งหยุนก็ถอนหายใจออกมา

“เธอเดินชนผม แถมยังตั้งใจลวมลามด้วย” เจิ้งหยุนบอก แล้วขมวดคิ้ว “ผมเลยลงโทษนิดหน่อย”

“บอกความจริงกับผม” หวังหยูเฟิงย้ำเสียงเข้ม เจิ้งหยุนเลิกคิ้วขึ้น แล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยน

“อย่าเครียดเลย ผมว่าคุณรู้นะว่า ทำไมผมถึงทำแบบนั้น” เจิ้งหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แล้วดึงแขนของหวังหยูเฟิงให้เดินหลบกลุ่มคนออกมา “อย่าไปสนใจเรื่องไร้สาระเลย เรามาชมวิวกันดีกว่านะ”

หวังหยูเฟิงลอบถอนหายใจ ชายหนุ่มคงคาดเดาการกระทำของ

เจิ้งหยุนไม่ได้ ถ้าหากผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นคนเดียวกับที่ตบหน้าของเขาก่อนหน้านี้ จะบอกว่าเป็นการเอาคืนให้ก็ดูจะรุนแรงมากไปเยอะ

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก” หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ แต่

เจิ้งหยุนกลับส่งสายตาไม่พอใจกลับมา

“ผมไม่ตัดมือนั้นทิ้งก็ดีแล้ว” เจิ้งหยุนว่า ก่อนจะหันไปมองทะเลที่ไกลสุดสายตาดังเดิม “ก็ผมโมโห แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงนี่ แผลแค่นั้นอาทิตย์เดียวก็หายแล้วมั้ง”

หวังหยูเฟิงไม่สามารถสรรหาคำพูดใดมาต่อว่าอีกฝ่ายได้อีก เขารู้สึกปลงตก ก่อนจะเดินแยกไปทำงานของตัวเองต่อ เมื่อเห็นบอดี้การ์ดบางคนเริ่มมองมาทางพวกเขาแล้ว

“ผมจะกลับไปทำงานต่อ” หวังหยูเฟิงเอ่ยลา ทว่าในขณะที่กำลังจะเดินแยกตัวออกมา เขาก็ถูกรั้งแขนเอาไว้เสียก่อน

“คุณไปนอนที่ห้องของผมนะ” เจิ้งหยุนเอ่ย นัยน์ตาสีดำอ่อนแสงลงราวกับร้องขอ หวังหยูเฟิงขมวดคิ้วออกมา

“จะบ้าหรือ เดี๋ยวก็มีคนสงสัย” หวังหยูเฟิงเอ่ยเสียงดุ แต่เจิ้งหยุนกลับยกยิ้มขึ้น

“ไม่หรอก เมื่อกี้คุณไม่เห็นหรือ ที่นี่ใครจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

เจิ้งหยุนบอก ก่อนจะเชยใบหน้าของผู้กองหนุ่มอย่างเย้ายวน “แล้วถ้าผมจะหิ้วบริกรสักคนไปนอนด้วยก็ไม่เห็นแปลก”

“นี่...” หวังหยูเฟิงอ้าปากค้าง เพราะไม่สามารถหาคำพูดใดมาแก้ต่างได้อีก และไม่ทันที่เขาจะได้หาเหตุผล เจิ้งหยุนก็คว้าแขนของเขาดึงไปอีกทาง

“ผมอยากไปพักแล้ว เราไปกันเลยดีกว่า”

“เดี๋ยวสิ!”

เสียงประท้วงของผู้กองหวังไม่ต่างจากเสียงลมที่ลอยไปในทะเลกว้าง เพราะตอนนี้ชายหนุ่มได้ถูกคนรักลากเข้าห้องพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว




▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣






ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5

หลีซิงได้ขอร้องบอดี้การ์ดรุ่นพี่ด้วยมารยาที่มี จนในที่สุดก็ได้ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนเรือสำราญของกงเจ๋อตวน เด็กหนุ่มถูกจับให้ทำงานคู่กับอินเสี้ยวตงที่เข้ามาด้วยกัน

“นายจะไปไหน” อินเสี้ยวตงเอ่ยถาม เมื่อเห็นร่างบางก้าวออกไปจากตำแหน่งที่ได้รับผิดชอบ

“ฉันจะไปตามหาคนหน่อย” หลีซิงเอ่ยขึ้น ใบหน้าหวานมีรอยยิ้มบางประดับ ท่าทางยินดีของเด็กหนุ่มสร้างความสงสัยให้กับร่างสูงที่มองอยู่

“ใครหรือ”

“ผู้มีพระคุณน่ะ นายช่วยจัดการตรงนี้ให้ด้วย”

หลีซิงไม่รอฟังคำสนทนาอะไรอีก เขาเดินไปตามกลุ่มคนอย่างแนบเนียนพร้อมกับมองหาผู้ชายคนหนึ่งที่มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย

เมื่อวันก่อนหลีซิงได้ไปออดอ้อนกับบอดี้การ์ดรุ่นพี่คนหนึ่งที่ดูแลเรื่องรายชื่อของแขกที่จะมาร่วมงานเลี้ยงบนเรือสำราญ ถึงแม้จะเปลืองตัวไปสักหน่อย แต่ก็ทำให้เขาได้รู้เรื่องน่ายินดี

เจิ้งหยุนก็มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย!

ตั้งแต่กลับมาจากสำนักตระกูลหม่า หลีซิงก็ไม่ได้ไปพบอีกฝ่ายอย่างเป็นกิจจะลักษณะ นอกจากการแอบมองที่ภัตตาคารเฟยลี่เพียงครั้งเดียว ทว่าตอนนี้เขาจะได้มีโอกาสพบเจอกับบุรุษผู้เป็นที่รักแล้ว เด็กหนุ่มเดินไปตามทางเดินที่คาดว่าจะพบเจออีกฝ่าย จนกระทั่งฝีเท้าของร่างบางหยุดลง เมื่อเห็นใครคนหนึ่งเข้า

อู่หนิง คนสนิทของเจิ้งหยุน!

หลีซิงไม่ได้เข้าไปทัก เพราะการที่เขารู้จักกับคนของฝ่ายอื่นคงไม่ดีนัก แต่ถ้าหากจะเป็นกรณีที่เจิ้งหยุน ซึ่งเป็นแขกเรียกเข้าไปพูดคุยเพื่อใช้งานก็คงไม่แปลกอะไร หลีซิงรีบซ่อนตัวเพื่อหลบสายตาคมที่ตวัดมามองอย่างฉิวเฉียด ก่อนที่เขาจะชะโงกหน้ากลับไปลอบมองทางเดินที่เงียบสนิทและมีบุคคลเพียงผู้เดียวยืนเฝ้าอยู่

เอาเถอะ...เขารู้แล้วว่าตอนนี้เจิ้งหยุนพักแถวนี้ ค่อยไปแลกที่กับคนอื่นก็แล้วกัน




▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





หวังหยูเฟิงได้แต่นึกก่นด่าตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าที่ใจอ่อนตามแรงยั่วเย้าของคนรัก หลังจากถูกเจิ้งหยุนกกกอดทั้งคืน ผู้กองหนุ่มก็ยังไม่มีโอกาสได้ลุกไปทำหน้าที่ของตัวเอง ป่านนี้พวกลูกน้องคงสงสัยว่า เขาหายไปที่ไหนกันแน่แล้ว

“ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม ก่อนจะจัดหูกระต่ายสีแดงให้กับหวังหยูเฟิงที่มีใบหน้าบูดบึ้ง “ของจะมาถึงตอนสี่โมงเย็น แล้วงานประมูลจะเริ่มตอนหนึ่งทุ่มตรง คนที่มีสิทธิ์เข้างานได้ เฉพาะคนที่ได้รับเลือกพิเศษเท่านั้น”

“คุณก็ได้เข้าไปด้วยใช่ไหม” หวังหยูเฟิงเอ่ยถาม เจิ้งหยุนก็พยักหน้ารับ

“ตอนนี้ผมส่งพิกัดของเรือให้เพื่อนของคุณแล้ว งานประมูลเริ่มเมื่อไร คุณก็ทำงานได้เลย” เจิ้งหยุนอธิบายด้วยท่าทางเฉื่อยชา แล้วทอดมองคนตรงหน้าอย่างเว้าวอน “ผมทำขนาดนี้ คุณจะไม่ให้รางวัลผมหน่อยหรือ”

“จะเอาอะไรอีก” หวังหยูเฟิงเอ่ยเสียงเข้ม ผู้กองหวังทั้งกระดากอายแล้วก็หมั่นไส้คนที่ชอบเรียกร้องจากเขาเสมอ

“อืม เอาอะไรดี” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงครุ่นคิดพร้อมกับใช้สายตาโลมเลียนายตำรวจอย่างชัดเจน แววตาส่อเจตนาลามก ทำให้

หวังหยูเฟิงขมวดคิ้วมอง จนชายหนุ่มผมยาวหัวเราะออกมา “หอมแก้มผมก็แล้วกัน”

หวังหยูเฟิงแม้มริมฝีปากแน่น แต่เมื่อเห็นสายตารอคอย เขาก็โอนอ่อนทำตามที่คนรักต้องการด้วยความเขินอาย ปลายจมูกแตะสัมผัสที่แก้มขาวอย่างรวดเร็วแล้วถอยออก

“ผมต้องไปแล้ว” หวังหยูเฟิงเอ่ยอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากต่อบทสนทนาที่จะทำให้ต้องเปลืองตัวมากกว่านี้ ทว่ายังไม่ทันเดินพ้นจากหน้าประตู ผู้กองหนุ่มก็ถูกรั้งไว้อีกครั้ง ก่อนจะได้รับจูบดูดดื่มส่งท้าย

“แล้วเจอกันครับ” เจิ้งหยุนเอ่ยเสียงหวาน เขาลูบผมสีอ่อนที่ยาวประบ่าของคนรักอย่างเอ็นดู แล้วเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย “จริงสิ คุณลืมรัดผมนะ”

หวังหยูเฟิงไม่ทันได้ทักท้วง เจิ้งหยุนก็ถอดยางรัดผมที่ใช้อยู่ออก แล้วรัดผมให้คนรักอย่างชำนวญ ก่อนจะยิ้มบางมองผลงานของตัวเอง

“โอเคแล้วครับ”

“ขอบใจ”

หวังหยูเฟิงหน้าแดงก่ำ เขารีบเดินออกไปจากทางเดิน ซึ่งเป็นส่วนที่พักเฉพาะของเจิ้งหยุนอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มผมยาวมองตามอีกฝ่ายจนลับสายตา ก่อนจะปิดประตูห้องของตัวเองอีกครั้ง

ภาพความสนิทสนมเป็นพิเศษที่เกิดขึ้นได้สร้างบาดแผลรุนแรงให้กับผู้ที่แอบมองอยู่พักใหญ่ หลีซิงมีใบหน้าบึ้งตึง เขาจ้องมองตามชายหนุ่มในชุด

บริกรของภัตตาคารเฟยลี่อย่างกินเลือดกินเนื้อ




▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





หวังหยูเฟิงรีบเข้าไปสมทบกับเจ้าหน้าที่คนอื่นและแจ้งแผนงานขั้นต่อไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนัดแนะเรียบร้อย พวกเขาก็แยกย้ายทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้สวมบทบาทเอาไว้

วันนี้ท้องฟ้าสดใส มีเสียงนกร้องและคลื่นลมทะเลดังเป็นระยะ บนเรือสำราญเงียบสงบเพราะแขกส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อนเพื่อสังสรรค์กันต่อในค่ำคืนนี้

หวังหยูเฟิงเดินสำรวจไปตามเส้นทางที่ก้าวผ่าน ก่อนที่เขาจะปะทะเข้ากับบอดี้การ์ดคนหนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยที่ตกแต่งด้วยแว่นตาหนามองอีกฝ่ายอย่างสงสัย

“แกเป็นใคร”

น้ำเสียงห้วนดังขึ้น หวังหยูเฟิงมองชายชุดสูทที่มีใบหน้าหวานอ่อนเยาว์อย่างสงบ ทั้งที่ในใจเริ่มไม่ปกติแล้วก็ตาม

“ผมเป็นพนักงานของภัตตาคารเฟยลี่ครับ”

“แกไม่ใช่ ฉันเคยทำงานที่เฟยลี่มาก่อน”

หวังหยูเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามองคนตรงหน้าที่มีรูปร่างบางไม่เหมือนบอดี้การ์ดทั่วไปอย่างระมัดระวัง

“ผมเพิ่งเข้ามาครับ”

“หึ! อย่ามาโกหก ฉันเช็กกับคนรู้จักที่นั่นแล้ว ไม่มีใครรู้จักแกสักคน”

หลีซิงมองคนตรงหน้าเขม็ง เขาใช้เวลาเกือบค่อนวันในการตามหาข้อมูลของคนที่กล้าทอดสะพานให้เจิ้งหยุน แล้วก็ได้รู้ความลับบางอย่างเข้า

มีพนักงานของภัตตาคารเฟยลี่บางคนที่มาเพิ่ม เพียงแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อะไร

“คนที่คุณถามอาจจะไม่รู้จักผมก็ได้” หวังหยูเฟิงแก้ต่างให้กับตัวเองอย่างใจเย็น แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะไม่ยอมฟัง

“ฉันจะจับตัวแกไปก่อน” หลีซิงว่า แล้วหันไปส่งสัญญาณเรียก

อินเสี้ยวตงที่ยืนหลบมุมอยู่ให้ออกมาสมทบ ชายหนุ่มร่างสูงเข้าจับผู้กองหวังเอาไว้

หวังหยูเฟิงเบิกตากว้าง เขาคิดจะขัดขืนในทีแรก แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะถ้าหากเปิดเผยมากเกินไป เหตุการณ์อาจจะพลิกผัน ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายแค่สงสัยแต่ยังไม่รู้ว่าเขาคือใคร

“เอาไปส่งให้รุ่นพี่จัดการสอบปากคำก็แล้วกัน” หลีซิงเอ่ยขึ้น เขาเหยียดยิ้มออกมา แน่นอนว่าการสอบปากคำคงไม่ใช่แค่พูดคุยกันธรรมดา

ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นพนักงานจริงอย่างที่อ้าง ก็แค่เจ็บตัวฟรี แต่ถ้าเป็นคนน่าสงสัยที่บังเอิญจับได้ขึ้นมา ก็จะทำให้เขามีผลงานและสามารถเข้าใกล้

กงเจ๋อตวนได้อีก

ไม่ว่าจะทางไหน เขาก็ได้ผลประโยชน์ทั้งนั้น!

หวังหยูเฟิงขมวดคิ้ว เมื่อเขาถูกบอดี้การ์ดของกงเจ๋อตวนพาเข้าไปในห้องเก็บของใต้ท้องเรือ โดยรอบมีชายชุดสูทสีดำหลายคนยืนล้อมวงอยู่

“เฮ้อ เจ้านี่น่ะหรือ” ชายหนุ่มในชุดสูทคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับเชยใบหน้าของหวังหยูเฟิงขึ้นมาพิจารณา “เห่ยเป็นบ้า”

เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นโดยรอบ ก่อนที่คนถูกเย้ยจะถูกมัดไว้กับเสาเหล็กต้นหนึ่ง หวังหยูเฟิงขัดขืนเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวไปตามเรื่องตามราว

“ผมเป็นแค่เด็กเสิร์ฟธรรมดา! ปล่อยผมไปเถอะ!”

“มันไม่ใช่คนของเฟยลี่แน่ ผมเคยทำงานที่นั่น ไม่เคยเห็นมัน พอไปถามคนที่นั่นก็บอกว่าไม่รู้จักคนแบบนี้” หลีซิงอธิบาย เขาจ้องมองคนที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาอย่างมาดร้าย

“สรุปว่าแกเป็นใครไอ้หน้าเห่ย”

ชายในชุดสูทอีกคนเข้ามาบีบคางของหวังหยูเฟิงเอาไว้อย่างข่มขู่

ผู้กองหนุ่มที่ตกเป็นรองก็ปากแข็งยืนยันสถานะของตัวเอง

“เขาอาจจะไม่รู้จักผม ผมเป็นพนักงานของเฟยลี่จริงๆ ไม่เชื่อไปถามคุณไป๋ก็ได้” หวังหยูเฟิงยืนกราน เขาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างแน่วแน่มั่นคง จนคนถามชะงักกับความมั่นใจที่สื่อออกมาไปเล็กน้อย

“มันว่าอย่างนั้น จะเอาอย่างไรต่อ” ชายในชุดสูทอีกคนที่ยืนอยู่ด้วยกันเอ่ยขึ้น สายตาหลายคู่ต่างมองกันและกันอย่างครุ่นคิด หลีซิงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ

ถ้าหากมันเป็นคนของไป๋ลู่เหอจริงๆ จะทำอย่างไร?

แต่…เขาไม่มีทางปล่อยให้คนที่มาเข้าใกล้เจิ้งหยุนลอยนวลไปง่ายๆ หรอก!

หลีซิงเดินแทรกบอดี้การ์ดรุ่นพี่เข้าไปหาเหยื่อที่หมายตาเอาไว้ แล้วใช้กำปั้นที่เก็บความโมโหจากภาพที่เห็นเมื่อเช้าอัดใส่ใบหน้าของหวังหยูเฟิงจนแว่นตากรอบหนาหลุดกระเด็น

  “อย่าเอาคุณไป๋มาอ้าง! แกคงคิดว่าพวกเราไม่กล้าทำอะไรใช่ไหม!” หลีซิงว่าพร้อมกับปล่อยหมัดอัดใส่ท้องของผู้กองหนุ่มเต็มแรง เรียกเสียงฮือฮาจากเพื่อนร่วมงานที่มองอยู่

ผลั่ว! ผลั่ว!

“ไอ้หนูพอก่อน” บอดี้การ์ดรุ่นพี่คนหนึ่งเข้ามาห้าม เมื่อเห็นว่าเด็กใหม่ซ้อมอีกฝ่ายจนมันมือ หลีซิงยอมถอยออกมาแต่โดยดี อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้ระบายอารมณ์ที่กรุ่นโกรธไปบ้างแล้ว

“คืนนี้จะมีงานสำคัญด้วย อย่าเพิ่งปล่อยมันไป” ชายในชุดสูทอีกคนเอ่ยขึ้น เขามองหวังหยูเฟิงอย่างไม่ไว้วางใจ แล้วหันมาทางหลีซิง “นายเฝ้ามันไว้ก็แล้วกัน”

“ได้ครับ” หลีซิงรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะหันไปมองหวังหยูเฟิงด้วยสายตาทิ่มแทง ความอาฆาตพยาบาทที่ไม่ปิดบัง ทำให้ผู้กองหนุ่มสงสัยมากกว่าหวาดกลัว

ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงทำท่าไม่พอใจเขาขนาดนั้น...

“เดี๋ยว” อินเสี้ยวตงเอ่ยขึ้น เขาพิจารณาหวังหยูเฟิงมาสักพักแล้ว ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย แล้วกระชากเส้นผมสีอ่อนออกมา เหตุการณ์ตรงหน้าสร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนทันที “ผมเห็นว่ามันแปลกๆ แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ”

หวังหยูเฟิงใจเต้นระรัว นอกจากการออกหมัดของชายร่างบางก่อนหน้านี้จะทำให้แว่นตาของเขาหลุดออกไปแล้ว แรงสะบัดจากหมัดที่เข้าโจมตีก็คงทำให้วิกเลื่อนออก อันที่จริงเขาเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า ตัวเองใส่วิกผมอยู่

“นี่แก!” ชายในชุดสูทคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่จับมาเต็มตา “หวังหยูเฟิง! มันเป็นตำรวจ!”

หลีซิงมองเหยื่อของตัวเองอย่างประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะเหยียดยิ้ม เมื่อเริ่มคุ้นหน้าชายหนุ่มที่กำลังโดนบอดี้การ์ดรุ่นพี่ซ้อมอีกครั้ง ครั้งหนึ่งนายตำรวจคนนี้เคยเข้ามาค้นที่คฤหาสน์ของกงเจ๋อตวนในคดีของเส้าซินฉี

“อินเสี้ยวตง นายทำดีมาก” ชายในชุดสูทหันมาชมเชยบอดี้การ์ดน้องใหม่ แล้วก็หันไปมองเด็กหนุ่มอีกคน “หลีซิง นายก็ด้วย”

“ขอบคุณครับ” หลีซิงและอินเสี้ยวตงโค้งคำนับรับคำชมด้วยใบหน้าที่แตกต่างกัน ชายหนุ่มร่างสูงยังมีสีหน้าเยือกเย็น ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังคลี่ยิ้มอย่างยินดี

“รีบไปแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านทราบ แล้วก็ให้คนตามหาพวกมันที่เหลือด้วย” บอดี้การ์ดรุ่นพี่ที่มีอำนาจมากที่สุดออกคำสั่ง ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปทำตาม โดยมีคนกลุ่มหนึ่งยังคงลงทัณฑ์ผู้บุกรุกที่ลอบขึ้นเรือ

หลีซิงมองร่างของนายตำรวจที่สะบักสะบอม แต่ก็ยังกัดฟันไม่ยอมร้องออกมาอย่างหมั่นไส้ เขาคาดไม่ถึงเลยว่า เหยื่อที่ทำให้เขาริษยาจะสร้างผลกระทบและนำพาเรื่องราวให้เปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้







TBC +++++++ 24 เผชิญหน้ากับศัตรู


​Marionetta
  ตอนนี้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของเรื่องแล้วค่ะ เอาใจช่วยผู้กองกันด้วยนะคะ แล้วก็เข้าโค้งสุดท้ายของการจองเล่มด้วยนะเออ อิอิ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
24
เผชิญหน้ากับศัตรู






กงเจ๋อตวนที่กำลังพักผ่อนรีบเดินทางไปยังห้องใต้ท้องเรืออย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับรายงานจากลูกน้องว่า มีตำรวจกลุ่มหนึ่งลักลอบขึ้นเรือมาได้ ซึ่งผู้นำทัพก็คือหวังหยูเฟิง นายตำรวจที่กำลังเข้ามางัดข้อกับเขา

เมื่อผู้มีอิทธิพลใหญ่เดินมาถึง เขาก็ยิ้มออกมา หลังจากที่ได้เห็นสภาพของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ซึ่งตอนนี้ถูกลูกน้องของตัวเองต้อนรับอย่างสาสม

“ว่าอย่างไร ผู้กองหวัง มาทำอะไรบนเรือของผมล่ะเนี่ย” กงเจ๋อตวนเอ่ยทักพร้อมกับยิ้มหยันอย่างดูแคลน “ทำตัวเป็นหนูสกปรกขึ้นเรือมาแบบนี้ ตำรวจจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

กงเจ๋อตวนหัวเราะเยาะออกมา ก่อนจะยกเท้าถีบที่ท้องของนายตำรวจเต็มแรง เสียงไอโคลกดังขึ้นจากคนที่ถูกทำร้ายจนสภาพสะบักสะบอม

“เฮ้ๆ จะไม่พูดคุยอะไรกับผมหน่อยหรือ”

หวังหยูเฟิงกัดฟันแน่น เขารู้สึกปวดระบมไปทั้งร่าง นัยน์ตาสีนิลจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง ก่อนที่ริมฝีปากแตกช้ำจะวาดยิ้มออกมา

“วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่แกจะได้หัวเราะ แกหนีไปไหนไม่รอดหรอก”

“เอาน้ำมาสาดมันหน่อย สงสัยจะยังฝันอยู่”

สิ้นคำสั่งของกงเจ๋อตวน น้ำทะเลก็สาดใส่หวังหยูเฟิงจนเปียกชุ่ม ความเค็มออกฤทธิ์ให้บาดแผลที่ได้รับแสบร้อนทันที ใบหน้ายับเยินบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด

“ตื่นแล้วใช่ไหมผู้กองหวัง ฮ่าๆ” กงเจ๋อตวนเอ่ยถามอย่างพอใจ ก่อนจะกระชากเส้มผมสีดำจนใบหน้าของนายตำรวจแหงนขึ้น เขาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเหนือกว่า “ใครช่วยแกให้ขึ้นมาที่นี่ ไป๋ลู่เหอหรือ”

กงเจ๋อตวนมองคนในเงื้อมมืออย่างกดดัน งานเลี้ยงครั้งนี้เป็นความลับที่แจ้งเฉพาะคนที่เขาตั้งใจจะสานสัมพันธ์ด้วย แน่นอนว่าคนกลุ่มนั้นย่อมไม่ใช่ตำรวจ แล้วการที่อีกฝ่ายปลอมตัวเป็นพนักงานของภัตตาคารเฟยลี่ขึ้นมา ก็สามารถคาดเดาได้ว่า ไป๋ลู่เหอที่เป็นเจ้าของอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

“เส้าซินฉีเป็นคนบอกข่าวนี้กับผม” หวังหยูเฟิงเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับมองใบหน้าเกรี้ยวกราดของคนตรงหน้า “หึ! เธอคงยังไปไม่สงบสุข เพราะคนร้ายตัวจริงยังลอยนวล”

“แก! ปากดีนักนะ!” กงเจ๋อตวนเอ่ยเสียงเหี้ยม ก่อนจะตบฉาดใส่ใบหน้ายับเยินของผู้กองหนุ่มจนเลือดกบปาก “ถ้ายายนั่นมาหาแกจริง คงอยากชวนแกไปอยู่เป็นเพื่อนมากกว่า”

บรรยากาศระหว่างผู้มีอิทธิพลรายใหญ่กับผู้กองหนุ่มเป็นไปอย่างตึงเครียด ก่อนที่การปะทะของทั้งสองฝ่ายจะถูกขัดจังหวะ เมื่อมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาร่วมเหตุการณ์

“เกิดอะไรขึ้น”

เสียงทักที่คุ้นเคย ทำให้กงเจ๋อตวนหันไปมอง เขายิ้มให้มิตรที่ไม่ได้รับเชิญด้วยความประหลาดใจ

“คุณเจิ้งนี่เอง มาทำอะไรที่นี่หรือ”

“ก็ได้ข่าวว่า เจอคนน่าสงสัยขึ้นเรือมาน่ะสิครับ”

เจิ้งหยุนมองเจ้าของงานเลี้ยง ก่อนจะปรายตาไปยังบรรดาลูกน้องของกงเจ๋อตวนอย่างเย็นชา นัยน์ตาที่ไม่สนใจสิ่งใด ทำให้หลีซิงที่แอบหวังบางอย่างอยู่ในใจต้องหงอยลง

“ข่าวไวดีนี่ครับ” กงเจ๋อตวนเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกันเอง แล้วผายมือไปทางนายตำรวจที่เขาจับได้ “คุณน่าจะรู้จักนะครับ เขาเคยไปอยู่กับคุณมาพักหนึ่งนี่”

เจิ้งหยุนเลิกคิ้ว ก่อนจะมองหวังหยูเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีดำของเขาวาวโรจน์ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนวูบหนึ่งแล้วสลายไปไม่ทิ้งร่องรอย เรียวปากหยักยกยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ใช่ครับ” เจิ้งหยุนเอ่ยตอบ เขาเดินเข้าไปหานายตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ มือใหญ่เชยคางของผู้กองหวังขึ้นพร้อมกับมองสบนัยน์ตาสีดำแข็งกร้าว “ผมจะจัดการเขาเอง”

“จะดีหรือ คุณเป็นแขกของผมนะ” กงเจ๋อตวนเอ่ยถาม ใบหน้าที่มีริ้วรอยแต้มรอยยิ้มหยอกเย้า

“ผมแค่ไม่อยากให้แผนการติดขัด” เจิ้งหยุนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วตวัดสายตามองเจ้าของงานเลี้ยง “อีกสักพักของจะมาส่งแล้วไม่ใช่หรือ คุณควรสนใจเรื่องนั้นมากกว่านะ”

“จริงสิ! ถ้าอย่างนั้นผมฝากคุณจัดการไอ้ตำรวจนี่ด้วยแล้วกัน”

กงเจ๋อตวนตอบรับพร้อมกับมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือเรือนหรูของตัวเอง แล้วเงยหน้ามองสหายรุ่นลูก “อยากให้คนของผมช่วยอะไรไหม”

“ไม่จำเป็น” เจิ้งหยุนตอบ แล้วกลับไปสนใจผู้กองหนุ่มที่ถูกมัดเอาไว้ต่อ กงเจ๋อตวนหัวเราะออกมาเล็กน้อย

“ตามใจคุณแล้วกัน” กงเจ๋อตวนเอ่ยขึ้น เขายกยิ้มเหี้ยมออกมา “คุณจะยิงทิ้งเหมือนที่จัดการถานอี้เทา ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ ฮ่าๆ”

กงเจ๋อตวนเดินนำลูกน้องกลุ่มหนึ่งออกจากห้องใต้ท้องเรือ เจิ้งหยุนไม่ได้เอ่ยตอบคำใด นอกจากจ้องมองใบหน้าเครียดขึงที่มีรอยช้ำของ

หวังหยูเฟิงนิ่ง ในขณะเดียวกันก็มีอีกคนหนึ่งที่ช็อกจนไม่สามารถขยับไปไหนได้

หลีซิงมองชายหนุ่มผมยาวที่ยืนหันหลังให้ตัวเองอย่างตกตะลึง บทสนทนาเมื่อครู่ไม่ต่างจากน้ำกรดที่ราดลงบนแผลสดที่อยู่ในใจ เด็กหนุ่มยืนนิ่งงันด้วยหัวใจที่เจ็บร้าว และเมื่อได้สบกับนัยน์ตาสีดำที่สงบนิ่งไร้ความรู้สึก เขาก็เหมือนตกอยู่ในเหวลึกอีกครั้ง

นี่มันเกิดอะไรขึ้น!

ฆาตกรที่สังหารบิดาที่แท้จริงคือบุรุษผู้เป็นที่รัก!!!

“หลีซิงเป็นอะไร ไปได้แล้ว” อินเสี้ยวตงเอ่ยเรียกพร้อมกับดันไหล่ของเด็กหนุ่มที่ยังมองเจิ้งหยุนค้างให้เดินออกไปบ้าง แน่นอนว่าเขาสังเกตพฤติกรรมของอีกฝ่ายมาโดยตลอด

อาการอาลัยอาวรณ์ที่บ่งบอกความผิดหวังอย่างสุดแสนแสดงผ่านดวงตาเรียวสีดำอย่างชัดเจน อินเสี้ยวตงลอบมองเจิ้งหยุนที่ยืนอยู่ไม่ห่างออกไปเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด

หลังจากกลุ่มของกงเจ๋อตวนเดินผ่านประตูห้อง โดยที่มีอู่หนิงยืนเฝ้าระวังอยู่ เจ้าของงานเลี้ยงก็ประกาศคำสั่งตามเก็บกวาดหนูของทางการที่จะทำให้งานเลี้ยงของเขาติดขัด ก่อนจะเดินทางไปเตรียมตัวรับสินค้าที่จะใช้ในงานประมูลคืนนี้ต่อ

บอดี้การ์ดแต่ละคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน ผิดจากหลีซิงและอินเสี้ยวตงที่เดินรั้งท้ายด้วยความเชื่องช้า

“พวกนายไปแถวท้ายเรือ ตรวจดูว่ามีใครน่าสงสัยอีก” บอดี้การ์ดรุ่นพี่หันมาสั่งเด็กใหม่ทั้งสองคน หลีซิงและอินเสี้ยวตงก็พยักหน้ารับ

หลังจากคล้อยหลังบรรดาลูกน้องของกงเจ๋อตวนไปแล้ว หลีซิงที่มีใบหน้าเคร่งขรึมแต่นัยน์ตาโศกเศร้าก็ไม่สามารถเดินไปไหนต่อได้อีก เขาทรุดตัวพิงกับผนังของเรืออย่างหมดแรง เรื่องราวที่เพิ่งรับรู้สร้างความเสียหายต่อจิตใจไม่ต่างจากพายุใหญ่ที่ทำลายความหวังทุกสิ่ง

เขาจะทำอย่างไรต่อไปดี?!

“หลีซิง นายเป็นอะไร” อินเสี้ยวตงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย บางทีหลีซิงอาจจะผิดหวังที่ตั้งเป้าหมายในการล้างแค้นผิดคน

“เสี้ยวตง ฉันจะทำอย่างไรดี” หลีซิงเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าหวานทอดมองชายหนุ่มอย่างคนเคว้งคว้างที่ต้องการที่พึ่ง “เขาเป็นคนที่ฆ่าพ่อของฉัน”

“คนที่ชื่อเจิ้งหยุนนั่นหรือ” อินเสี้ยวตงย้อนถาม แล้วถอนหายใจออกมา “นายรู้จักเขาก่อนหน้านี้สินะ”

“ใช่ เขาเป็นคนที่ฉันรัก” หลีซิงสารภาพเสียงอ่อน เวลานี้เขาอ่อนแอจนไม่อยากอดทนต่อสิ่งใดอีก “แต่เขาคือคนที่ฆ่าพ่อของฉัน”

น้ำตาไหลลงผ่านผิวแก้มขาวเนียน นัยน์ตาหวานหม่นหมองจนน่าสงสาร อินเสี้ยวตงมองคนตรงหน้าด้วยความเห็นใจ ถึงแม้หลีซิงอาจจะนิสัยไม่ดีนัก แต่เขาก็เชื่อว่า เด็กหนุ่มรักผู้ชายคนนั้นด้วยใจจริง

“ไม่เป็นไร ฉันจะช่วยนายเอง” อินเสี้ยวตงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาลูบเรือนผมนิ่มอย่างเบามือพร้อมกับความคิดบางอย่าง





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





ในขณะที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง ทางด้านของเจิ้งหยุนและหวังหยูเฟิงก็ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดไม่แพ้กัน ชายหนุ่มผมยาวใช้มีดสั้นที่พกไว้ตัดเชือกป่านที่มัดคนรักอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึงจนน่ากลัว หวังหยูเฟิงผ่อนลมหายใจออกมาหลังจากที่ได้รับอิสระ ถึงแม้จะมีบาดแผลและรอยช้ำเต็มตัวก็ตาม

“ไหวไหมครับ” เจิ้งหยุนเอ่ยถามพร้อมกับพยุงร่างของผู้กองหนุ่มเอาไว้อย่างทะนุถนอม

“อืม ผมต้องไปช่วยลูกน้องก่อน ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง”

หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน เขานึกห่วงเจ้าหน้าที่คนอื่นที่อาจจะกำลังต่อสู้กับคนของกงเจ๋อตวนอยู่ แผนการครั้งนี้ไม่ใช่การปะทะกับกลุ่มคน แต่คือการจับกุมผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ให้ได้เท่านั้น

“ใจเย็นครับที่รัก” เจิ้งหยุนเอ่ยห้าม แล้วถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด “ตอนนี้ผมไม่ให้คุณไปวิ่งหาเรื่องที่ไหนหรอกนะ เดี๋ยวผมจะให้คนพาคุณออกไปจากที่นี่”

“ผมมาทำงาน จะให้หนีได้อย่างไร” หวังหยูเฟิงว่าเสียงห้วน เขาจ้องมองเจิ้งหยุนอย่างจริงจังและแน่วแน่ “ผมเป็นตำรวจ ผมต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จ”

“ผมเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าอย่าดื้อกับผม” เจิ้งหยุนว่ากลับ เขาขมวดคิ้วมองหวังหยูเฟิงอย่างไม่พอใจ “สภาพนี้จะไปเป็นตัวถ่วงหรือจะไปตายฟรีครับ”

หวังหยูเฟิงกัดฟันกรอดอย่างข่มอารมณ์ เขาอยากจะต่อว่าคนรัก แต่ก็เข้าใจความจริงของตัวเอง รวมไปถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านสายตาของเจิ้งหยุนได้ ผู้กองหนุ่มก้มหน้าลงต่ำอย่างจนใจและคับแค้นในความไม่เอาไหนของตัวเอง

“หยูเฟิง สภาพของคุณตอนนี้ ทำให้ผมอยากเอากระสุนอัดกะโหลกไอ้แก่นั่นแค่ไหนคุณรู้ไหม แต่ผมก็ต้องอดทน” เจิ้งหยุนเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับเชยคางให้ใบหน้าของนายตำรวจขึ้นมาสบสายตา “ดังนั้นคุณก็ช่วยอดทน แล้วทำตามที่ผมบอกด้วย”

“แต่ลูกน้องของผม...”

“ตั้งแต่รู้เรื่องนี้ ผมก็แจ้งข่าวไปให้เพื่อนคุณแล้ว อีกไม่นานตำรวจก็คงจะตามมาสมทบ”

หวังหยูเฟิงขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย

“แล้วเรื่องหลักฐานล่ะ ถ้าจับก่อนกงเจ๋อตวนก็จะหาข้ออ้างหลุดรอดไปได้อีก แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะหาโอกาสแบบนี้ได้อีกไหม”

“เรื่องนั้น...ผมบอกให้เพื่อนของคุณส่งตำรวจกลุ่มหนึ่งไปดักรอเรือสินค้าเพื่อตรวจสอบก่อนแล้ว ตอนนี้ก็รอเวลานั้นไม่ได้แล้ว”

เจิ้งหยุนประคองหวังหยูเฟิงเอาไว้ อันที่จริงเขาอยากจะอุ้มคนรักด้วยซ้ำ แต่คนเจ็บคงไม่พอใจแน่ ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวไปไหน ผู้กองหนุ่มก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“เดี๋ยว! แล้วคุณจะพาผมออกไปอย่างไร”

“นอกจากคนของตำรวจที่ปะปน บนเรือนี้ก็มีคนของผมอยู่ด้วย เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน” เจิ้งหยุนบอก แล้วยกยิ้มขึ้น “ไม่ต้องกังวลหรอก คุณปลอดภัยแน่นอน”

“ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น” หวังหยูเฟิงแย้ง แล้วถอนหายใจแรง “คนของ

กงเจ๋อตวนเดินเต็มไปหมด คุณคงไม่พาผมเดินออกไปโต้งๆ หรอกนะ”

“ครับ เราต้องรอสัญญาณก่อน” เจิ้งหยุนบอก แล้วระบายยิ้มที่คุ้นเคยบนใบหน้าหล่อเหลา หวังหยูเฟิงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“สัญญาณอะไร”

  สิ้นคำถามของนายตำรวจ ก็เกิดเสียงกัมปนาทขึ้น เรือสำราญไหวเอนและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หวังหยูเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“มีคนส่งสัญญาณมาแล้ว เราไปกันเถอะ”

เจิ้งหยุนพาหวังหยูเฟิงออกจากห้องใต้ท้องเรือ ทว่าผู้กองหนุ่มก็ยัง

รั้งรอ ใบหน้าเรียบนิ่งขึ้นสีระเรื่อ

“เดี๋ยวคุณช่วยหยิบของให้ผมก่อน” หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้น แล้วเม้มริมฝีปากแน่น เมื่ออีกฝ่ายเลิกคิ้วมอง “ยางรัดผมของคุณที่มัดวิกให้ผม”

หวังหยูเฟิงเลื่อนสายตาไปทางวิกผมที่่ถูกบอดี้การ์ดของกงเจ๋อตวนเขวี้ยงทิ้งไปอีกทาง เจิ้งหยุนยิ้มออกมา ก่อนจะเดินไปแกะยางรัดผมของตัวเองกลับมารัดไว้ที่ข้อมือของผู้กองหวังไม่ต่างจากกำไล แล้วจุมพิตลงบนขมับของคนรักอย่างอ่อนโยน

“ผมอยากกอดคุณแล้วสิ”

“นี่ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องไร้สาระนะ!”

เจิ้งหยุนหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะพาหวังหยูเฟิงไปยังหน้าประตู

อู่หนิงรออยู่พร้อมกับลูกน้องที่ปลอมตัวมาของเขาอีกคน

“พาหยูเฟิงไปที่เรือเล็ก”

“ครับนาย”

หวังหยูเฟิงคว้าแขนของเจิ้งหยุนที่กำลังจะเดินไปอีกทางไว้ ผู้กองหนุ่มขมวดคิ้วอย่างสงสัย เจิ้งหยุนหันกลับมามองด้วยสีหน้าที่แต่งแต้มรอยยิ้มบาง

“แล้วคุณจะไปไหน”

“ผมจะไปจัดการงานนิดหน่อยครับ แล้วค่อยเจอกัน”

“สัญญากับผมว่าจะไม่ฆ่ากงเจ๋อตวน”

เจิ้งหยุนสบสายตากับหวังหยูเฟิงนิ่ง ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับ แล้วหอมแก้มช้ำแผ่วเบา

“โอเคครับที่รัก”

หวังหยูเฟิงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า เขาพยักหน้าตอบรับ แล้วเดินไปอีกทางโดยที่มีลูกน้องของเจิ้งหยุนช่วยดูแล

นัยน์ตาคมทอดมองร่างของผู้กองหนุ่มที่ห่างออกไปเล็กน้อย รอยยิ้มอบอุ่นที่ปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้หายไปราวกับหมอกควัน มีเพียงความเย็นชาที่เปิดเผยออกมาเท่านั้น





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





เสียงระเบิดและไฟที่ลุกไหม้ไปทั่วห้องโดยสารสร้างความโกลาหลและแตกตื่น ทุกคนภายในเรือสำราญต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ตอนนี้ยานพาหนะลอยน้ำก็เริ่มเอียงไปทางหนึ่ง เมื่อมวลกระแสทะเลซัดเข้ามาภายใน

“กรี๊ด! ช่วยด้วย!”

“โอ๊ย! อย่าผลักฉัน!”

“แกถอยไปนะ! ฉันจะออกไปจากที่นี่!”

ถ้อยคำมากมายดังไม่ได้ศัพท์ เสียงร้องโวยวายและคำสบถผรุสวาทหลั่งไหลไม่ต่างจากคลื่นที่กระหน่ำใส่เรือที่ไม่มั่นคง กงเจ๋อตวนวิ่งอ้าวไปที่จุดปลอดภัยทันที ถึงแม้ตอนนี้เขาจะงุนงงและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตาม

“หนอย!!!” กงเจ๋อตวนได้แต่คำรามอย่างโกรธแค้น การระเบิดครั้งนี้ต้องมาจากฝีมือของตำรวจที่ลักลอบเข้ามาแน่ ซึ่งคนของเขากำลังตามจับได้บ้างแล้ว แต่ก็ดันมาเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาเสียก่อน วินาทีนี้การเอาตัวรอดจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

“คุณกง! พาผมไปด้วย!”

ชายในชุดภูมิฐานวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าอ้อนวอนและซีดเผือด กงเจ๋อตวนตวัดตามองอย่างเครียดขึง ก่อนจะเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงไร้ความปรานี

“อย่าให้ใครมาวุ่นวาย”

ปัง! ปัง!

สิ้นคำสั่งเสียงปืนก็ดังขึ้น ทำให้เหล่าแขกที่ต้องการจะเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเจ้าของงานต่างพากันหวาดผวาไม่กล้าขยับ กงเจ๋อตวนเหยียดยิ้ม แล้วประกาศก้อง

“ด้านขวาท้ายเรือมีเรือชูชีพอยู่ ไปแย่งขึ้นเรือกันที่นั่น แต่ถ้าใครจะมากับผมก็ต้องเป็นศพเหมือนผู้ชายคนนี้!”





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣






ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5


หลีซิงและอินเสี้ยวตงต่างก็หันไปทางต้นเสียงอย่างตกใจ พวกเขารีบวิ่งออกจากจุดอันตรายที่มีการระเบิดต่อเนื่อง น้ำทะเลบางส่วนไหลทะลักเข้ามา

“เกิดอะไรขึ้น” หลีซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว เขาไม่เคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน

“ไม่รู้ แต่เรารีบหนีออกไปก่อนดีกว่า” อินเสี้ยวตงเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับคว้ามือของหลีซิงให้วิ่งไปด้วยกัน “เราต้องไปที่เรือชูชีพ แต่ที่นั่นก็คงมีคนเยอะน่าดู”

“อืม ทั้งน้ำทั้งไฟทั้งระเบิด อีกไม่นานเรือนี้คงไม่เหลือซาก” หลีซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว “รีบขึ้นไปที่สูงของเรือก่อนแล้วกัน”

อินเสี้ยวตงพยักหน้าทั้งที่ยังไม่หยุดวิ่ง เขาสวนกับกลุ่มคนมากมายที่พยายามเอาชีวิตรอด บางคนก็กระโดดลงทะเล บางคนก็ร้องไห้อย่างสิ้นหวัง ความเวทนาและหวาดกลัวลอยฟุ้งไปทั่วเรือสำราญหรูที่กำลังถูกทำลาย

ถึงแม้หลีซิงจะผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หัวใจของเขาก็ยังร่ำร้องห่วงหาถึงชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก

เจิ้งหยุนจะเป็นอะไรหรือเปล่า...

พวกเขาวิ่งมาถึงจุดที่อยู่เหนือมวลน้ำที่เข้ายึดครองพื้นที่ในเรือ อานุภาพจากเปลวไฟระอุจนผิวกายแสบร้อน แต่สิ่งที่รับรู้มากกว่าคือเสียงกรีดร้องและการเอาชีวิตรอด เรือชูชีพเต็มไปด้วยผู้คนที่แก่งแย่งเข้าไปจับจองพื้นที่

“บางทีพวกเราคงต้องหาอะไรลอยคอในทะเลแล้วมั้ง” อินเสี้ยวตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด เมื่อสถานการณ์ในตอนนี้มีทางออกให้เลือกไม่มากนัก

หลีซิงนึกเห็นด้วย เขากวาดสายตามองผู้คนที่พยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเรือชูชีพอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วก็มีหลายคนที่ผลัดตกลงทะเลอย่างชุลมุน ก่อนที่นัยน์ตาเรียวหวานจะเบิกกว้าง เมื่อเห็นเรือลำหนึ่งมีคนที่เขาต้องจัดการ

หวังหยูเฟิง!

หลีซิงคิดเอาไว้แล้วว่า เจิ้งหยุนต้องช่วยอีกฝ่ายไปแน่ เพราะความสัมพันธ์ที่เขาได้เห็นด้วยตาของตัวเอง เด็กหนุ่มจึงหันไปเอ่ยกับเพื่อนรุ่นพี่อย่างรวดเร็ว

“ฉันจะไปที่เรือเล็ก”

หลีซิงไม่รอคำพูดของอินเสี้ยวตง เขารีบวิ่งไปยังที่หมายทันที ชายหนุ่มอีกคนจึงต้องวิ่งตามด้วยความเป็นห่วง พวกเขาถอดเสื้อสูทของตัวเองออก แล้วตั้งใจจะกลมกลืนไปกับแขกที่ยัดเยียดอยู่เต็มทางเดิน

หลีซิงมองซ้ายและขวา หวังหยูเฟิงไม่ได้อยู่ที่เรือชูชีพที่บรรดาแขกกำลังพยายามเข้าไปแย่งชิง ในเรือชูชีพลำนั้นมีแต่พนักงานของเรือที่โดยสารอยู่

ในขณะที่หลีซิงกำลังมองหาเรือที่ศัตรูหัวใจอยู่ อินเสี้ยวตงก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของหัวใจของร่างบางที่เขากำลังปกป้อง เจิ้งหยุนกำลังเดินสวนผู้คนที่กำลังแตกตื่นไปอีกทาง

“นายไปขึ้นเรือก่อน ฉันไปทำธุระหน่อย” อินเสี้ยวตงหันไปบอก หลีซิงหันมามองอย่างสงสัย

“ธุระอะไรตอนนี้ ช่างมันเถอะน่า!” หลีซิงว่า ก่อนจะหันไปมองหาเรือของเป้าหมายต่อ

“ธุระที่นายจัดการไม่ได้ ฉันจะช่วยเอง” อินเสี้ยวตงตอบพร้อมกับวิ่งไปตามทางที่เจิ้งหยุนผ่านทันที

“เดี๋ยว!” หลีซิงรีบท้วง ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ ทว่าอินเสี้ยวตงแค่ส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะกลืนหายไปกับกลุ่มคน ทิ้งให้เด็กหนุ่มได้แต่มองตามอย่างกังวลและห่วงใย

ถ้าหาก 'ธุระ' ที่ว่าคือการล้างแค้นให้เขา หลีซิงก็ไม่อาจภาวนาสิ่งใดได้ เพราะไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอะไรไปเลยสักคนเดียว





TBC ++++++++ 25 แค้นที่ต้องชำระ

​Marionetta
  เช้ามาลงแล้ว เย็นก็มาลงต่อ ^^

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 24 - 28/02/2019
«ตอบ #156 เมื่อ28-02-2019 22:44:23 »

พี่เจิ้ง รีบไปช่วยผู้กองเร้ววววววว

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5358
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 24 - 28/02/2019
«ตอบ #157 เมื่อ01-03-2019 01:20:56 »

 :katai1:

ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 24 - 28/02/2019
«ตอบ #158 เมื่อ01-03-2019 10:36:16 »

25
แค้นที่ต้องชำระ







ความโกลาหลบนเรือสำราญยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้มีเรือของตำรวจมาถึงเพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารเบื้องต้นแล้ว เปลวไฟจากแรงระเบิด ทำให้โครงสร้างของเรือพังทลายอย่างรวดเร็ว

เจิ้งหยุนไม่ได้สนใจสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เขารีบเดินไปยังตำแหน่งที่เจ้าของงานเลี้ยงอยู่พร้อมกับลูกน้องคนสนิท ก่อนจะชะงักเล็กน้อย แล้วเอนตัวหลบตามสัญชาตญาน เมื่อมีบางสิ่งวิ่งเข้ามาจากด้านหลัง

เจิ้งหยุนปรายตากลับไปมอง โดยที่มีอู่หนิงยืนเป็นเกราะกำบังเบื้องหน้า ชายหนุ่มทั้งสองคนไม่ได้พกปืนขึ้นเรือตามกฎ แต่พวกเขาก็ขโมยอาวุธมาจากบอดี้การ์ดของกงเจ๋อตวนที่เพิ่งจัดการไปก่อนหน้านี้

เจิ้งหยุนจำฝ่ายตรงข้ามได้ทันที บุรุษตรงหน้าคือหนึ่งในบอดี้การ์ดของกงเจ๋อตวนที่รุมซ้อมคนรักของเขา ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นและไม่รอช้าที่จะหยิบปืนพกเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

อินเสี้ยวตงรีบหลบอันตรายไปตามทักษะของร่างกาย ก่อนจะยิงสวนไปอย่างไม่ยอมแพ้ เจิ้งหยุนเหยียดยิ้ม เขาอยากจะจัดการอีกฝ่ายด้วยตัวเอง แต่ไม่มีเวลามาเล่นอะไรไร้สาระ

“อู่หนิงจัดการให้ที” เจิ้งหยุนสั่ง แล้วหมุนตัววิ่งไปตามทางเดินเดิม เหลือแต่คนสนิทที่เผชิญหน้ากับศัตรู

“ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลามาเล่นกับนายหรอก” อู่หนิงว่า แต่ก็ไม่ยอมลดกระบอกปืนในมือลง

“ฉันแค่มาล้างแค้นให้หลีซิง” อินเสี้ยวตงประกาศเจตนาของตัวเองด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ อู่หนิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“แค้นของคนอื่น นายจะมาจัดการเองทำไม หนีไปซะ ก่อนจะหมดโอกาส” อู่หนิงว่าเสียงเข้ม เขาไม่ได้บ้าเลือดอยากฆ่าใครตามอารมณ์แบบเจ้านาย ถ้าเป็นไปได้วิธีสันติย่อมดีกว่า

“นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของนายที่ต้องมาบอกฉัน!” อินเสี้ยวตงว่ากลับ ชายหนุ่มรู้ตัวว่าใจร้อนเกินไปแล้ว แต่ภาพความเสียใจของหลีซิงก็ทำให้เขาทุกข์ไม่ต่างกัน

แค้นของหลีซิงก็คือแค้นของเขาด้วย!

“ให้ตายเถอะ!” อู่หนิงสบถอย่างอารมณ์เสีย เขาเป็นห่วงเจ้านาย แต่ก็ต้องมาติดแหง็กกับคนน่ารำคาญ

ชายหนุ่มยิงปะทะโรมรันอีกครั้ง ก่อนจะขยับเท้าวิ่งไปอีกทาง เพราะถ้าหากไปช่วยเจ้านายไม่ได้ เขาก็ต้องเอาตัวรอดเช่นเดียวกัน

“ถ้านายอยากฆ่าเขา ก็ต้องจัดการฉันให้ได้ก่อนก็แล้วกัน”

อินเสี้ยวตงไม่รอช้าที่จะวิ่งตามไปหาอีกฝ่าย เขาไม่รู้ว่าจะไปเจอกับดักหรือไม่ แต่สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มตระหนักคือ ตัวเองได้เอาชีวิตเข้าแลกกับการต่อสู่ครั้งนี้แล้ว





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





เจิ้งหยุนวิ่งไปจนเกือบสุดทาง เขาก็เห็นเป้าหมายกำลังจะนั่งเรือหนีไปพร้อมกับบอดี้การ์ดจำนวนหนึ่ง ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม ก่อนจะยกปืนขึ้นเล็งไปยังร่างของเหยื่อผู้โชคร้ายอย่างไม่ลังเล

เสียงกระสุนที่วิ่งออกจากรังเพลิงดังอย่างต่อเนื่อง ร่างของบอดี้การ์ดที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถูกยิงเข้าที่จุดตายด้วยความแม่นยำ พวกเขาล้มลงราวกับกิ่งไม้ที่ไร้น้ำหนัก ภาพที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้กับกงเจ๋อตวนเป็นอย่างมาก

“นี่แกกำลังทำอะไร!!!”

“กำจัดคนที่ไม่จำเป็นครับ”

เจิ้งหยุนก้าวผ่านกองศพด้วยสีหน้าเฉยชา ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามานั่งในเรือของกงเจ๋อตวนที่กำลังยกปืนขึ้นป้องกันตัว ชายหนุ่มส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“วางปืนลงครับ ผมเป็นพวกเดียวกับคุณไม่ใช่หรือ”

กงเจ๋อตวนมองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ แต่เพียงพริบตาต่อมา เจ้าของเรือก็ต้องร้องลั่น เมื่อปืนของเจิ้งหยุนยิงเข้าที่มือของเขาจนอาวุธที่กำลังถืออยู่หลุดออกจากมือ

“โอ๊ย!”

“ผมไม่ชอบให้ใครหันปืนใส่ มันเสียมารยาทนะครับ”

“ก...นี่แก! แกต้องการอะไร!”

“ผมก็จะพาคุณออกไปจากเรือที่กำลังจะจมอย่างไรล่ะครับ”

เจิ้งหยุนหันไปควบคุมเรือให้แล่นพ้นจากอาณาเขตที่เรือใหญ่กำลังจะจม กงเจ๋อตวนมองคนตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก จากมังกรผงาดไม่เกรงผู้ใดกลับกลายเป็นแค่งูใหญ่ที่ระแวงภัยรอบกาย

กงเจ๋อตวนฉวยปืนมาถือไว้อีกครั้งด้วยมือที่สั่นเทา ถึงแม้เลือดจะไหลและเจ็บปวดแค่ไหน แต่เขาก็ต้องป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน สัตว์ร้ายที่เคยคิดว่าควบคุมได้ ตอนนี้ได้แว้งกัดเขาแล้ว ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อก็ยากจะคาดเดา

“แล้วทำไมต้องยิงคนของฉันด้วย!”

“เรือลำเล็กแค่นี้ คนเยอะแล้วเรือจมขึ้นมาจะทำอย่างไรครับ การพาคุณออกมาอย่างปลอดภัยสำคัญกว่า”

กงเจ๋อตวนไม่ได้เชื่อในเหตุผลที่กล่าวอ้าง แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรับฟังด้วยใจที่หวาดระแวง ตราบใดที่ยังไม่ถึงคฤหาสน์อย่างปลอดภัยก็วางใจอะไรไม่ได้ทั้งนั้น แต่เวลานี้จำเป็นต้องตามน้ำอีกฝ่ายไปก่อน

“คุณจัดการไอ้ตำรวจนั่นแล้วหรือ”

“ครับ เรียบร้อยแล้ว เลยมาหาคุณต่อ”

เจิ้งหยุนบังคับเรือให้วิ่งห่างออกมาระยะหนึ่ง จนเรือสำราญที่เกิดเหตุเป็นเพียงวัตถุบางอย่างที่ไม่อาจระบุได้ กงเจ๋อตวนมองความเลวร้ายที่เกิดขึ้น แล้วตวัดสายตามองเรือลำหนึ่งที่กำลังวิ่งเข้ามาหา

“มีคนกำลังมา” กงเจ๋อตวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด เจิ้งหยุน

มองตาม แล้วส่งยิ้มให้เพื่อนร่วมเดินทาง

“นั่นคนของผมเองครับ มารับช่วงต่อ”

กงเจ๋อตวนเหลือบมองเจิ้งหยุนเล็กน้อย เมื่อเรืออีกลำวิ่งเข้ามาใกล้ นัยน์ตาเรียวเจ้าเล่ห์ก็เบิกกว้างขึ้น เพราะมีคนที่คาดไม่ถึงโดยสารอยู่บนเรือลำนั้นด้วย

“ฉันรอแกอยู่นานเลย”

เส้าเหิง!

เสียงเหี้ยมจากผู้มาเยือน ทำให้กงเจ๋อตวนต้องหันไปมองเจิ้งหยุน

อย่างตกใจ ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อเดินเข้าไปในเรืออีกลำ

“เจิ้งหยุน! นี่แก!!!” กงเจ๋อตวนตวาดลั่น แต่บุรุษที่ถูกต่อว่าทำเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเท่านั้น

“ผมกับคุณเส้ามีข้อตกลงด้วยกันนิดหน่อย” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้น แล้ววาดยิ้มบนใบหน้า “เขายอมแลกกิจการทั้งหมดที่มีเพื่อให้ได้พบกับคุณเลยนะ เป็นคนที่ทุ่มเทจริงๆ”

“ไอ้สารเลว! แก!” กงเจ๋อตวนคำรามลั่นพร้อมกับยกปืนขึ้นด้วยมือที่เปื้อนเลือดเพื่อกำจัดคนที่ทรยศตัวเองจนได้ ทว่าความตั้งใจนั้นก็ถูกขัดขวาง เพราะฝ่าเท้าของเจิ้งหยุนอัดใส่ใบหน้าของเขาเต็มแรงจนล้มหงายหลัง ก่อนที่ชายหนุ่มจะหยิบปืนที่หันใส่ตัวเองโยนลงทะเลให้หมดเรื่องหมดราว

เจิ้งหยุนมองคนตรงหน้าอย่างรำคาญ การที่ปล่อยให้กงเจ๋อตวนมาหาเส้าเหิงอย่างมีลมหายใจไม่ใช่เพราะข้อแลกเปลี่ยนที่เคยตกลงกันไว้ หากแต่เป็นสัญญาที่เพิ่งมีให้หวังหยูเฟิงก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจัดการอีกฝ่ายด้วยไฟโทสะไปตั้งแต่แรก

“ผมจะจัดการมันต่อเอง” เส้าเหิงที่เพิ่งเดินขึ้นมาบนเรือเอ่ยขึ้น เขามองกงเจ๋อตวนด้วยสายตาเคียดแค้น

“ตามสบาย” เจิ้งหยุนเอ่ยลาพร้อมกับขึ้นไปบนเรืออีกลำ ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งลูกน้องที่ทำหน้าที่ขับเรือ “ไปได้แล้ว”

จูเฉิงพยักหน้ารับ แล้วบังคับเรือให้ออกห่างจากจุดเดิม ทิ้งให้เส้าเหิงและกงเจ๋อตวนอยู่กันตามลำพัง

บนเรือลำเล็กที่ลอยกลางทะเล นักธุรกิจใหญ่ทั้งสองคนเผชิญหน้าด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน เส้าเหิงมองสภาพของกงเจ๋อตวนด้วยสายตาเย้ยหยัน

“ฉีฉีคงรอแกอยู่” เส้าเหิงเอ่ยขึ้น ก่อนจะยกปืนจ่อหัวของอีกฝ่าย “ถึงแกจะไม่ทรมานนัก แต่ฉันจะให้แกได้รับสิ่งที่ทำไม่ต่างจากลูกของฉัน”

“อย่า!...”

กงเจ๋อตวนไม่ทันได้เจรจา เส้าเหิงก็เหนี่ยวไกปืน ก่อนจะยิงเข้าที่ร่างของผู้มีอิทธิพลใหญ่ของเมืองแบบไม่ยั้งจนนับไม่ถ้วน แรงกระสุนที่เจาะเนื้อ ทำให้เลือดสาดกระเด็น แต่ใบหน้าของผู้ลงมือกลับมีรอยยิ้มกว้างด้วยความบันเทิงใจ

เส้าเหิงมองร่างที่แน่นิ่งครู่หนึ่ง แล้วกระทืบร่างไร้วิญญาณพร้อมกับหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ หลังจากได้ปลดปล่อยห้วงอารมณ์ที่กักเก็บเอาไว้จนหมด เขาก็ลากคนบาปที่พรากบุตรสาวของตัวเองอย่างโหดเหี้ยมลงไปในทะเล ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

“ฉีฉี พ่อล้างแค้นให้ลูกได้แล้วนะ”

ท้องทะเลยังคงไหลไปตามคลื่นลม มีเพียงเรือลำเล็กและผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่เพียงลำพัง เส้าเหิงมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มมืดลง ก่อนจะยกปืนในมือขึ้นจ่อที่ขมับของตัวเอง แล้วตัดสินใจลั่นไกอีกครั้ง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตกอยู่ในสายตาสองคู่ที่มองอยู่ในระยะไกล เสียงปืนนัดสุดท้ายจบลงพร้อมกับความเงียบสงบ จูเฉิงที่มองอยู่นานก็ขมวดคิ้วขึ้น

“แล้วทำไมต้องฆ่าตัวตายด้วย”

เจิ้งหยุนที่นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร นัยน์ตาคมมองเรือที่ไร้สิ่งมีชีวิตอย่างเฉยชา

“หึ! แค่คนอ่อนแอที่คิดน้อย อย่าไปสนใจเลย”

เมื่อหลายวันก่อนเจิ้งหยุนได้รับงานจากเจิ้งเทียนให้ช่วยทำความปรารถนาของเส้าเหิงให้เป็นจริง แน่นอนว่านี่ไม่ใช่งานการกุศล

ชีวิตย่อมต้องแลกด้วยชีวิต

ในกรณีของเส้าเหิงที่ต้องการแก้แค้นให้ลูกสาวที่เสียชีวิต สิ่งแลกเปลี่ยนก็คือชีวิตในฐานะของนักธุรกิจ ความช่วยเหลือครั้งนี้จึงแลกกับทรัพย์สมบัติทั้งหมดของอีกฝ่ายเป็นค่าตอบแทน ส่วนเรื่องการฆ่าตัวตายนั้นไม่เกี่ยวกับเขา

“นายครับ แล้วที่เรือเป็นอย่างไรบ้าง” จูเฉิงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง เขามองไปยังต้นเหตุที่เป็นเพียงจุดเล็กที่มีกลุ่มควันลอยในทะเล

“ไม่รู้สิ แต่คงไม่มีอะไร” เจิ้งหยุนตอบไปตามเรื่อง ก่อนจะมองตามลูกน้องอย่างนิ่งเฉย ถึงแม้ในใจจะเริ่มห่วงใครคนหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เขาก็เตรียมการรองรับไว้หมดแล้ว

ตำรวจที่เข้ามาช่วยเหลือคงจะทำอะไรได้บ้าง เพราะถ้าไม่ได้เรื่อง...รายต่อไปที่ต้องพินาศคงเป็นสถานีตำรวจ





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





เรือสำราญของกงเจ๋อตวนกำลังล่ม ทว่าแขกหลายคนก็ถูกช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนปลอดภัยแล้ว อีกด้านหนึ่งของเรือที่ใกล้พังทลายกลับมีผู้ชายสองคนที่กำลังต่อสู้กันราวกับไม่รู้สถานการณ์ อู่หนิงกับอินเสี้ยวตงผลัดกันรุกและรับ ก่อนที่พวกเขาจะยิงกระสุนนัดสุดท้ายของตัวเองออกไป

เมื่ออาวุธไม่สามารถใช้งานได้อีก ชายหนุ่มทั้งสองคนจึงเข้าปะทะกันด้วยศิลปะการต่อสู้แบบประชิดตัว คงเพราะจบมาจากสำนักตระกูลหม่าเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะออกกระบวนท่าไหนต่างก็ตั้งรับและโจมตีได้อย่างสูสี

“นี่มันไม่ใช่เวลามาทำแบบนี้เลย” อู่หนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาหวดหมัดใส่ใบหน้าของอินเสี้ยวตงที่หลบได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะถูกคู่ต่อสู้โต้กลับด้วยการเตะที่หน้าแข้งจนเสียการทรงตัวชั่วขณะ

  “ฉันจะจัดการนาย แล้วไปจัดการเจ้านายของนายต่อ” อินเสี้ยวตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน ชายหนุ่มหมายจะจับอู่หนิงทุ่มให้หมดทางสู้ แต่อีกฝ่ายก็ตวัดขาสกัดกระบวนท่าของเขาเอาไว้ ฝ่ายที่ตกเป็นรองในทีแรกขึ้นคร่อมร่างที่เสียหลักอย่างรวดเร็ว

“ไอ้ปัญญาอ่อนเอ๊ย!” อู่หนิงคำรามลั่น เขาง้างหมัดเข้าใส่คู่ต่อสู้อีกครั้ง ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นโครงสร้างบางส่วนกำลังโค่นลงมา ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงรีบหลบพร้อมกับลากร่างที่อยู่เบื้องล่างให้รอดพ้นวิกฤตด้วย

โครม!

อินเสี้ยวตงหันไปมอง เขาเบิกตากว้างเล็กน้อย เมื่อเห็นสถานที่ต่อสู้กำลังถล่ม เรือสำราญดิ่งลงเพราะน้ำหนักของน้ำทะเลที่เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว

“ช่วยฉันทำไม!” อินเสี้ยวตงเอ่ยถามอย่างข้องใจ เมื่อเห็นอู่หนิงโยนเสื้อชูชีพมาให้

“ก็ไม่ได้อยากฆ่าใครนี่หว่า แล้วก็ยังไม่อยากตายตอนนี้ด้วย” อู่หนิงตอบ ก่อนจะกระโดดลงทะเลไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้สนใจคู่ต่อสู้ที่ได้แต่มองอย่างงุนงง

อินเสี้ยวตงชะงักเพียงชั่วอึดใจ เขาก็รีบสวมเสื้อชูชีพ แล้วกระโจนลงทะเลไปอีกคน หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีโครงสร้างของเรือก็พังทลาย





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣


ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 24 - 28/02/2019
«ตอบ #159 เมื่อ01-03-2019 10:38:14 »



ในขณะที่ทุกฝ่ายกำลังต่อสู้และล่อล่วงเหยื่อของตัวเอง หลีซิงเดินไปหาเป้าหมาย ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยระงับเหตุ และพาคนส่วนใหญ่ทยอยขึ้นเรือของทางการ

“ไม่ต้องดันกันครับ! ทุกคนจะปลอดภัย!”

เสียงของตำรวจและทหารเรือเข้ามาควบคุมสถานการณ์ หลีซิงเดิน

กลมกลืนไปกับกลุ่มคนจนเข้าใกล้หวังหยูเฟิงได้สำเร็จ อีกฝ่ายคงไม่ทันได้สังเกต เพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มสืบเท้าเข้าไปใกล้พร้อมกับเหยียดยิ้ม

ในเมื่อไม่สามารถทำร้ายหัวใจของตัวเองได้ เขาก็จะทำลายหัวใจของเจิ้งหยุนเป็นการล้างแค้นก็แล้วกัน!

หลังจากที่ตัดสินใจแน่วแน่  หลีซิงก็ล้วงปืนพกที่ติดตัวมาหมายจะลอบยิงศัตรูในช่วงชุลมุน วัตถุสีเงินถูกอำพรางด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น นัยน์ตาหวานจ้องมองเหยื่อที่ยังชะล่าใจนิ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปประชิดแล้วลั่นไกอย่างไม่ลังเล

ปัง!

เสียงปืนที่ดังขึ้น สร้างความตื่นตกใจให้แก่ทุกคน หวังหยูเฟิงเบิกตากว้าง เขาใช้สัญชาตญาณที่มีไหวตัวทัน แต่ด้วยขอบเขตที่มีพื้นที่จำกัดและร่างกายที่บอบช้ำ ทำให้ลูกกระสุนเจาะเข้าที่สีข้างของตัวเอง

ในช่วงเสี้ยววินาทีต่อมา หวังหยูเฟิงก็เตะปืนในมือของหลีซิงที่กำลังจะลงมือซ้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโจนเข้าใส่เด็กหนุ่มจนล้มลง โดยไม่ได้สนใจสภาพร่างกายและความเจ็บปวดที่ได้รับ

หลีซิงไม่ยอมแพ้ เขาใช้เข่ากระแทกใส่หวังหยูเฟิงที่คร่อมตัวเองไว้ให้ถอยห่าง แล้วใช้กำปั้นอัดใส่อีกฝ่ายทันที โดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ผู้กองหนุ่มรีบคว้าหมัดที่จะทำร้ายตัวเองเอาไว้ แล้วกัดฟันใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเหวี่ยงเด็กหนุ่มไปอีกทาง

การต่อสู้ผ่านไปไม่ถึงสามนาที เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาจับกุมหลีซิงเอาไว้ เด็กหนุ่มพยายามขัดขืนทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าไม่มีประโยชน์ นัยน์ตาเรียวสวยจ้องหวังหยูเฟิงอย่างเคียดแค้น เขาใช้กำลังใจที่มีดิ้นหลุดจากเงื้อมมือของตำรวจที่เข้ามาควบคุม แล้ววิ่งเต็มฝีเท้าผลักศัตรูหัวใจที่กำลังจะถูกนำตัวไปปฐมพยาบาลตกเรือไปพร้อมกัน ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

ตู้ม!

หลีซิงมองสีหน้าตกใจของหวังหยูเฟิงอย่างยินดี ถ้าหากเขาจะต้องตาย ก็จะพาอีกฝ่ายจมลงใต้ท้องทะเลไปด้วยกัน ทว่าความตั้งใจของเด็กหนุ่มก็ไม่สมหวัง เพราะนอกจากผู้กองหวังจะไม่ยอมทิ้งชีวิตง่ายๆ แล้ว พวกเขาก็กำลังถูกเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ

ในช่วงวินาทีชีวิตที่เรือสำราญกำลังพังทลายและจมลงได้สร้างน้ำวนและคลื่นลูกใหญ่เข้าใส่ ราวกับสวรรค์ต้องการทดสอบมนุษย์ การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจและทหารจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

แรงของทะเลและกระแสน้ำที่รุนแรง ทำให้หลีซิงเผลอคลายมือจนปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ เขาตั้งใจจะคว้านายตำรวจเอาไว้อีกครั้ง แต่คลื่นที่แปรปรวนยากจะควบคุมก็ขัดขวางเอาไว้

หวังหยูเฟิงพยายามพาร่างกายที่บาดเจ็บจนแทบทนไม่ไหวว่ายขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อสูดออกซิเจน ในช่วงที่แรงใจไม่สามารถประคับประคองร่างกายได้อีก เขาก็ได้ถูกช่วยเหลือเอาไว้

“ผู้กองหวังอดทนไว้นะครับ!”

“อู่หนิง ช่วยเขาด้วย”

อู่หนิงขมวดคิ้ว ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ก็ยกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องทำตามคำสั่งของหวังหยูเฟิง โชคดีที่ฟ้ายังเมตตาให้เขากระโดดลงน้ำใกล้กับจุดเกิดเหตุ เพราะถ้าหากผู้กองหวังได้รับอันตรายถึงชีวิต พวกเขาทั้งหมดคงได้ตกเป็นเครื่องสังเวยในงานละเลงเลือดของเจ้านายแน่นอน





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





เหตุการณ์เรือสำราญระเบิดของกงเจ๋อตวนเป็นข่าวดัง มีผู้รอดชีวิตบางส่วน และเจ้าของงานเลี้ยงที่หายสาปสูญในทีแรก ก็มาพบในสภาพที่เป็นศพในหลายวันต่อมา ร่างกายบวมอืดเต็มไปด้วยกระสุนปืน รวมไปถึงนักธุรกิจใหญ่อย่างเส้าเหิงที่อยู่ในเรือกลางทะเล ทางตำรวจได้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า สาเหตุการเสียชีวิตของบุคคลทั้งสองอาจมาจากคดีของเส้าซินฉีที่มีมูลเหตุกันก่อนหน้านี้ แต่ถึงอย่างนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็นำเสนอกับสื่อในเชิงความขัดแย้งทางธุรกิจ

ต่อมาตำรวจได้ตรวจจับของผิดกฎหมายและช่วยเหลือหญิงสาวจำนวนหนึ่งที่ถูกหลอกมาขายได้สำเร็จ ก่อนที่ภายหลังจะขยายสำนวนคดีและสามารถเอาผิดกับกงเจ๋อตวนได้ทั้งหมด ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่มีชีวิตแล้วก็ตาม

ในขณะที่ทุกสื่อกำลังขุดคุ้ยเรื่องราวของอดีตนักธุรกิจที่มีอิทธิพลรายใหญ่ ภายในห้องผู้ป่วยวีไอพีของโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของเมือง มีร่างของชายหนุ่มที่นอนยังไม่ได้สติอยู่

เจิ้งหยุนมองคนที่นอนหลับอย่างหงุดหงิด เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ได้ยินจากลูกน้อง เดิมทีคนรักของเขาก็สภาพย่ำแย่มากพออยู่แล้ว คราวนี้มาโดนยิงซ้ำอีก โชคยังดีที่ไม่ได้โดนจุดสำคัญ

หวังหยูเฟิงหลับมาสองคืนแล้วหลังจากวันเกิดเหตุ ร่างกายที่ทำงานอย่างหนักคงถือโอกาสพักผ่อนจนไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนที่นั่งรอข้ามวันข้ามคืน นัยน์ตาคมทอดมองคนป่วยที่ยังไม่รู้สึกตัว ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองอู่หนิงที่ยืนอยู่ไม่ห่าง

“ไปตามหมอมา”

“ครับนาย”

เจิ้งหยุนนั่งกอดอกรอ จนกระทั่งมีหมอและพยาบาลเข้ามาในห้องผู้ป่วยตามคำสั่งของเขา ชายหนุ่มผมยาวเลื่อนสายตามองอีกฝ่ายอย่างกดดัน

“เมื่อไรเขาจะฟื้น”

น้ำเสียงเยียบเย็น ทำให้นายแพทย์ที่เข้าวัยกลางคนเต็มตัวรู้สึกวิตก ถึงจะไม่ได้ดำเนินชีวิตเกี่ยวข้องกับแวดวงอันตราย แต่ชื่อเสียงที่เกี่ยวกับตระกูลของชายหนุ่มก็สร้างความยำเกรงได้ไม่น้อย

“ไม่เกินพรุ่งนี้ครับ”

“แล้วถ้าพรุ่งนี้ไม่ฟื้น?”

“เอ่อ...”

ทั้งหมอและพยาบาลต่างก็ลอบมองกันอย่างกังวล เจิ้งหยุนจ้องเขม็งอย่างข่มขู่ ก่อนบรรยากาศอึดอัดจะคลายลงด้วยเสียงของอู่หนิง

“คุณหวังเหมือนจะฟื้นแล้วนะครับ”

เจิ้งหยุนหันไปมองในทันที ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา เมื่อเปลือกตาของคนที่นอนหลับยาวจนน่าเป็นห่วงจะเปิดขึ้นทีละน้อย

“หยูเฟิง”

เสียงเรียกอ่อนหวานผิดจากเมื่อครู่นี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องรู้สึก

โล่งอกทันตา หวังหยูเฟิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวในตอนแรกหันใบหน้าไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง ริมฝีปากที่แห้งผากเผยอขึ้นเล็กน้อย

“เจิ้ง...หยุน”

เจิ้งหยุนส่งยิ้มให้ ก่อนจะหันไปมองหมอและพยาบาลด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับเอ่ยเสียงเข้มอย่างผู้ที่มีอำนาจ

“ตรวจสิ มัวยืนเฉยกันทำไม”

“ค..ครับ”

หมอและพยาบาลต่างก็เข้ามาตรวจดูอาการของคนป่วยอย่างร้อนรน เจิ้งหยุนยอมลุกจากเก้าอี้นุ่มพิเศษที่ใช้เฝ้าคนรักมาหลายชั่วโมง แล้วเอ่ยสั่งลูกน้องอีกครั้ง

“ติดต่อเพื่อนของหยูเฟิง”

“ครับ”

อู่หนิงโค้งรับคำสั่ง แล้วเดินออกจากห้องพัก โดยที่ปล่อยให้นายแพทย์และพยาบาลอยู่รับแรงกดดันของเจ้านายต่อไป เขารีบโทรศัพท์แจ้งข่าวของหวังหยูเฟิงให้เพื่อนสนิทของผู้กองหนุ่มทราบ

ก่อนหน้านี้เจิ้งหยุนยืนยันเด็ดขาดว่า จะไม่ให้ใครเข้าเยี่ยมหวังหยูเฟิงทั้งนั้น แล้วรับปากกับทุกคนที่ห่วงใยผู้กองหวังว่า ถ้าหากอีกฝ่ายฟื้นเมื่อไรจะติดต่อไปเอง





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





“เมื่อไรจะออก” เจิ้งหยุนหันไปถามหมอที่เพิ่งแจ้งรายละเอียดสภาพร่างกายของคนป่วย

“ผมขอดูอาการอีกสักหนึ่งอาทิตย์ก่อนนะครับ” นายแพทย์แจ้งเสียงสั่น เจิ้งหยุนก็ขมวดคิ้วออกมา

“ออกไปได้แล้ว”

สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม แพทย์และพยาบาลต่างก็แทบจะวิ่งออกจากห้องผู้ป่วยวีไอพี หวังหยูเฟิงที่มองเหตุการณ์ข่มขู่ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ

“เจิ้งหยุน” หวังหยูเฟิงเรียก เขารู้สึกระบมไปทั้งตัว แต่ก็มีแรงพูดคุยได้

“ครับ” เจิ้งหยุนตอบรับพร้อมกับเดินกลับเข้ามานั่งข้างเตียงอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “หน้าคุณซีดมากเลย”

“ก็ผมไม่สบาย” หวังหยูเฟิงตอบไปตามเรื่องเขามองคนรักอย่างจริงจัง “แล้วกงเจ๋อตวนเป็นอย่างไรบ้าง จับเขาได้ไหม”

“จับได้ครับ” เจิ้งหยุนตอบ แล้วยกยิ้มออกมา “เจอลอยเป็นศพในทะเล”

“ฝีมือของคุณหรือ!” หวังหยูเฟิงรีบถามด้วยความตกใจ ก่อนจะจับท้องของตัวเองที่เผลอขยับแรงมากเกินไป

“ไม่ใช่ครับ เส้าเหิงเป็นคนฆ่าเขา” เจิ้งหยุนตอบคำถาม ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้ผู้กองหนุ่มอีกครั้ง นัยน์ตาคมสบสายตาสีนิลสวย “ผมไม่ผิดสัญญากับคุณหรอก”

“เส้าเหิง? เขาก็ขึ้นเรือมาด้วยหรือ”

“ไม่รู้สิครับ”

หวังหยูเฟิงมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างจับผิด นึกไม่ถึงเลยว่าผู้มีอิทธิพลใหญ่ของเมืองนี้จะถูกจับตายด้วยฝีมือของคนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกแล้ว

“แล้วตอนนี้เรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง”

“ก็ทั่วไป ไม่มีอะไรน่าสนใจ”

หวังหยูเฟิงพยักหน้ารับ เขาก็พอจะคาดเดาเรื่องราวหลังจากนี้ได้ ตำรวจจะยึดทรัพย์สินทั้งหมด แล้วดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“คุณจำสัญญาของเราได้ไหม”

คำถามของเจิ้งหยุน ทำให้ผู้กองหวังที่กำลังอยู่ในภวังต์ของความคิดหันไปมองอย่างสงสัย แล้วปั้นหน้ายาก เมื่อได้ยินคำอธิบาย

“ถ้าจบเรื่องของกงเจ๋อตวน คุณจะย้ายไปอยู่กับผม”

“ที่นั่นมันไกลจากที่ทำงานของผม”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำแล้ว งานอะไรก็ไม่รู้ มีแต่ทำให้คนเป็นห่วง”

คำบ่นของเจิ้งหยุน ทำให้หวังหยูเฟิงหัวเราะออกมาเบาๆ ชายหนุ่มผมยาวมองใบหน้าแต้มรอยยิ้มของคนรักอย่างพอใจ

“ผมไม่เคยเห็นคุณหัวเราะเลย”

“ผมหัวเราะแล้วทำไม”

“ก็ไม่ทำไม คุณจะแสดงสีหน้าแบบไหน ผมก็ชอบทั้งนั้น”

“โรคจิตจริงๆ ด้วย”

“อย่าชวนผมคุยเรื่องอื่นสิ ตกลงคุณต้องไปอยู่กับผมนะครับ”

เจิ้งหยุนมองคนตรงหน้าอย่างเว้าวอน หวังหยูเฟิงที่ไม่เคยทนต่อสายตาของคนรักก็ได้แต่เลื่อนไปมองทางอื่นแทน อันที่จริงแล้วเขาก็คิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวของตัวเองหลังจากนี้เอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน

“เอาแต่ใจ”

เจิ้งหยุนไม่ได้โต้ตอบถ้อยคำต่อว่า เขาหมุนคางของหวังหยูเฟิงให้หันมา ก่อนจะแนบริมฝีปากลงบนเรียวปากแห้งผากที่ภายในยังคงหวานฉ่ำราวกับผลไม้สดเป็นการตอบรับ

สัมผัสที่เกิดขึ้นดำเนินไปอย่างไม่รีบร้อน ชายหนุ่มที่เคยนั่งบนเก้าอี้ก็ขยับขึ้นมาอยู่บนเตียงเพื่อส่งต่อความรู้สึกที่มีให้คนรักได้มากขึ้น

บุรุษทั้งสองคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักไม่ได้สังเกตสิ่งรอบตัวแม้แต่น้อย ภาพการพลอดรักจึงตกอยู่ในสายตาของฟ่านมู่เหยียนและแฟนสาวเข้าอย่างจัง

นายตำรวจที่กำลังจะเป็นว่าที่เจ้าบ่าวในอีกสองเดือนข้างหน้ามีสีหน้าตกตะลึง ก่อนที่ถังเสี่ยวโหยวจะรีบดึงแฟนหนุ่มให้ออกมาจากห้องผู้ป่วยวีไอพีด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“รอสักพักก่อน พวกเราค่อยเข้าไปแล้วกันนะ” ถังเสี่ยวโหยวหันไปมองแฟนหนุ่ม ซึ่งฟ่านมู่เหยียนก็พยักหน้ารับ แล้วตวัดสายตาไปมองคนสนิทของเจิ้งหยุนที่ยืนทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวที่อยู่ถัดออกไป

“นี่เจ้านายของคุณกับเพื่อนของผม…” ฟ่านมู่เหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อกับความจริงที่เพิ่งค้นพบ เขามองบอดี้การ์ดหนุ่มอย่างไม่มั่นใจ

“ยังต้องให้ผมพูดอะไรอีกหรือ” อู่หนิงเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับมองคู่สนทนาที่แสดงสีหน้าสับสนอย่างเฉยชา





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





หลังจากที่ฟ่านมู่เหยียนและถังเสี่ยวโหยวเข้ามาเยี่ยมหวังหยูเฟิงในห้อง เจิ้งหยุนก็ขอตัวออกมาทำธุระเล็กน้อย เขาเดินทางมายังเรือนจำในช่วงเวลาบ่ายแก่

เมื่อเจิ้งหยุนเข้าไปพูดคุยและจัดการเรื่องราวทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่เสร็จสิ้น ตำรวจก็พาเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเท้าออกจากสถานที่ราชการมาด้วยกัน

“เป็นอย่างไรบ้าง”

“สบายดีครับ”

เจิ้งหยุนมองเด็กหนุ่มที่เดินก้มหน้าหมดมาดอดีตคุณชายที่เย่อหยิ่ง ก่อนจะส่งคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นให้คนที่เอาแต่มองพื้นดินต้องเงยหน้าขึ้น

“อยากแก้แค้นฉันหรือเปล่า”

หลีซิงเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับมองชายที่ตัวเองรักด้วยสายตาโศกเศร้า ความจริงที่แสนโหดร้ายทำลายหัวใจของเขาจนเป็นแผลฉกรรจ์ คงไม่มียาใดสมานบาดแผลอันน่าสมเพชนี้ได้

หลีซิงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว อิสระที่เจิ้งหยุนมอบให้กำลังทดสอบเขา

จะแลกทุกสิ่งเพื่อความแค้นหรือจะลืมทุกอย่างเพื่อลมหายใจของตัวเอง

“ผม…จะเริ่มต้นชีวิตใหม่” หลีซิงเอ่ยเสียงเบา เขาก้มหน้าลงต่ำด้วยความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่จนไม่อาจอดกลั้นหยดน้ำตาที่กำลังร่วงหล่น

น้ำตาที่ทดแทนความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อผู้ชายที่เขารัก

“จำเอาไว้ เมื่อไรที่นายยกปืนเข้าหาใคร ก็ต้องเตรียมใจที่จะรับลูกกระสุนของอีกฝ่ายด้วย”

“ครับ…”

หลีซิงเข้าใจความหมายทันที คำเตือนนั้นกำลังส่งความนัยเชิงท้าทายและข่มขู่มาให้ ถ้าหากเขาคิดจะล้างแค้นต่อก็ย่อมได้ แต่ผลของการตัดสินใจก็หนักหนา เพราะกระสุนปืนของเจิ้งหยุนหมายปลิดชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เจิ้งหยุนมองหลีซิงเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากมาอย่างไม่สนใจเด็กหนุ่มอีก ความช่วยเหลือครั้งนี้แทนคำขอโทษของเขาทั้งหมด หลังจากนี้ถ้าอีกฝ่ายจะเป็นมิตรก็ไม่รังเกียจ หรือหากเป็นศัตรูก็จะไม่มีการละเว้นอีก

หลีซิงมองรถยนต์คันใหญ่ที่เคลื่อนที่ห่างไปจนลับสายตา ก่อนที่เขาจะก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามทางเท้าแล้วหยุดนิ่ง เมื่อมีใครคนหนึ่งขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดเทียบ

“หลีซิงขึ้นมาสิ”

“เสี้ยวตง!”

หลีซิงมองอินเสี้ยวตงอย่างยินดี เขายิ้มกว้างพร้อมกับเข้าไปนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ทะยานไปบนถนนอย่างรวดเร็ว

“ฉันดีใจนะที่นายปลอดภัย แล้วมาที่นี่ได้อย่างไร” หลีซิงเอ่ยถามพร้อมกับเกาะเอวของคนขับเอาไว้แน่น

“ฉันตามเจ้านั่นมา” อินเสี้ยวตงตอบ เดิมทีเขาแค่ต้องการมาเจรจาเกี่ยวกับบุญคุณที่ศัตรูมอบให้ก่อนหน้านี้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอหลีซิงเสียก่อน “แล้วนายจะเอาอย่างไรต่อ”

“อยากกลับสำนักไปฝึกตัวเองใหม่อีกครั้ง” หลีซิงเอ่ยตอบ หลังจากใช้เวลาครุ่นคิดสักพัก นอกจากจะได้เพิ่มทักษะการต่อสู้แล้ว เด็กหนุ่มก็หวังว่าจิตใจของเขาจะแข็งแกร่งขึ้น





TBC ++++++++  26ยามอาทิตย์อัสดง



Marionett
a  ดีค่ะ มาถึงจุดสุดท้ายที่ยังไม่ท้ายสุด แต่ละคนก็เป็นไปตามแนวทางและผลของการกระทำของตัวเอง ขอบคุณที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้ค่ะ ตอนหน้าจบแล้วนะ >0<

​ปล. หลีซิงผู้รอดชีวิต 555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 24 - 28/02/2019
« ตอบ #159 เมื่อ: 01-03-2019 10:38:14 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 25 - 01/03/2019
«ตอบ #160 เมื่อ01-03-2019 11:09:54 »

 :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 25 - 01/03/2019
«ตอบ #161 เมื่อ02-03-2019 10:13:40 »

26
ยามอาทิตย์อัสดง

 

ฟ่านมู่เหยียนนึกอยากจะถามหวังหยูเฟิงถึงเรื่องของเจิ้งหยุนใจจะขาด แต่เพราะสายตาปรามของแฟนสาว เขาจึงทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับภาพน่าอายของเพื่อนสนิท

“เป็นอะไรหรือเปลา” หวังหยูเฟิงเอ่ยถามเพื่อนอย่างสงสัย เพราะตอนนี้ใบหน้าของผู้กองฟ่านหมือนอดกลั้นอะไรบางอย่างอยู่

“เปล่า แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”

“ก็โอเค เห็นหมอว่าพักดูอาการอีกอาทิตย์”

“เอ่อ...พวกเราออกภาคสนามทีไร ก็ต้องได้นอนโรงพยาบาลตลอด แย่ชะมัด”

“มันช่วยไม่ได้นี่ แต่ไม่มีใครเป็นอะไรร้ายแรงใช่ไหม”

ภารกิจครั้งนี้ล้มเหลว นอกจากเขาจะทำงานไม่สำเร็จแล้ว ก็มีผู้ไม่เกี่ยวข้องมากมายที่ได้รับผลกระทบ ถึงแม้สาเหตุหลักจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะมาจากอุบัติเหตุก็ตาม

“อืม เข้าไปช่วยได้ทันเกือบทั้งหมด” ฟ่านมู่เหยียนบอก แล้วเอ่ยแซวเพื่อน “รีบหาย แล้วไปสะสางงานที่ค้างของตัวเองด้วยล่ะ”

“อืม ฉันต้องหายดีไปทันงานแต่งงานของนายอยู่แล้ว” หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปยิ้มให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้เพื่อนสนิท ”เสี่ยวโหยว พี่ขอคุยกับมู่เหยียนตามลำพังหน่อยนะ”

“ได้ค่ะ” ถังเสี่ยวโหยวตอบรับ แล้วเดินออกไปจากห้องแต่โดยดี

ฟ่านมู่เหยียนมองเพื่อนสนิทอย่างสงสัย เขารู้ว่าหลังจากนี้อีกฝ่ายคงมีเรื่องสำคัญที่อยากจะคุยกับเขาโดยเฉพาะ

“นายมีอะไร” ฟ่านมู่เหยียนเอ่ยขึ้น หวังหยูเฟิงมองใบหน้าจริงจังของเพื่อน แล้วผ่อนลมหายใจออกมา

“ฉันจะลาออกจากงาน” หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง นัยน์ตาสีดำนิ่งสงบ

“หา! พูดบ้าอะไรเนีย!” ฟ่านมู่เหยียนร้องถามด้วยน้ำเสียงตกใจ เขาขมวดคิ้วมองสีหน้าเรียบเฉยของเพื่อนอย่างจริงจัง ”เกิดอะไรขึ้น”

“ฉันรู้สึกผิดน่ะ” หวังหยูเฟิงอธิบายไปตามตรง เขาตั้งใจเอาไว้นานแล้ว และการตัดสินใจลาออกก็ไม่ได้มาจากเจิ้งหยุน แต่เป็นเพราะความละอายใจกับความผิดของตัวเอง

“รู้สึกผิดเรื่องอะไร เรื่องที่นายชอบผู้ชายหรือ” ฟ่านมู่เหยียนพลั้งปากเอ่ยถึงเรื่องที่ตั้งใจจะเก็บเงียบ ทว่าไม่ทันการเสียแล้ว หวังหยูเฟิงหันขวับไปมองอีกฝ่ายทันที ผู้กองหนุ่มที่เพิ่งรู้สึกตัวเลยปั้นหน้ายากออกมา “เอาน่า ถ้านายจะคบกับผู้ชายก็ไม่เห็นเป็นอะไร มิน่า...ถึงเก็บเงียบ แอบไปกิ๊กกับเจ้านั่นตอนไหนล่ะ ตอนที่ไปอยู่ด้วยกันหรือ”

หลังจากได้หลุดปากไปแล้ว ฟ่านมู่เหยียนก็ไม่อาจหยุดวาจาหยอกล้อกระเซ้าเย้าแหย่เพื่อนสนิทได้ ชายหนุ่มไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้าหากหวังหยูเฟิงมีความสุข เขาก็ยินดี

“มู่เหยียน…”

“โอเค เอาเป็นว่าสบายใจเรื่องนั้นเถอะ ถึงฉันจะไม่ไว้ใจเจ้านั่นเท่าไร แต่ถ้านายเลือกแล้ว ฉันก็เชื่อใจนาย”

มิตรภาพที่แสดงออกมา ทำให้หวังหยูเฟิงซาบซึ้ง ทว่าสาเหตุที่เขาตัดสินใจลาออกไม่ใช่เรื่องแค่นี้ แต่ในเมื่อทุกอย่างถูกชักนำมาแบบนี้แล้ว ชายหนุ่มก็หาข้ออ้างมาใช้งานได้ในที่สุด

“ฉันตกลงกับเขาไว้ ถ้าเสร็จเรื่องของกงเจ๋อตวนจะใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายอีก” หวังหยูเฟิงเอ่ยไม่เต็มเสียง นอกจากจะไม่ถนัดเรื่องพูดปดกับใคร เขาก็รู้สึกเขินอายอีกด้วย

“พูดเป็นตาแก่วัยเกษียณไปได้” ฟ่านมู่เหยียนว่า แล้วถอนหายใจออกมา “แบบนี้ฉันก็โดนสารวัตรโขกสับอยู่คนเดียวน่ะสิ”

หวังหยูเฟิงอมยิ้มมองใบหน้าเหยเกของเพื่อนสนิท ฟ่านมู่เหยียนหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อบรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายขึ้น

“แล้วถ้าไม่ทำงาน จะทำอะไร คนขยันทำงานไม่มีวันหยุดจะอยู่เฉยได้หรือ”

“อืม ก็คงพักสักระยะ แล้วหางานอื่นทำต่อนั่นแหละ”

หวังหยูเฟิงคิดตามคำพูดของฟ่านมู่เหยียน ถ้าหากเขาไปอยู่เฉยที่คฤหาสน์อย่างเดียวคงไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหารายได้เป็นของตัวเอง





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





หลังจากที่หวังหยูเฟิงพักฟื้นจนหายดี โดยมีเจิ้งหยุนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เขาก็กลับไปทำงานตามปกติ แล้วทำเรื่องขอลาออกจากราชการ ซึ่งข่าวนี้ก็สร้างความตกใจให้ทุกคนในสถานีตำรวจเป็นอย่างมาก

“ผู้กองหวังจะลาออกจริงหรือคะ”

“ตอนนี้เปลี่ยนใจก็ยังทันนะครับ”

“ใช่ค่ะ ลองคิดดูอีกทีนะคะ”

เว่ยเจียวเซินและเหอผิงต่างก็พูดโน้มน้าวหวังหยูเฟิงที่ยังนั่งทำงานต่อไปด้วยท่าทีปกติเหมือนเคย

“ขอบคุณพวกคุณมาก แต่ผมตัดสินใจแล้ว” หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้น แล้วส่งยิ้มบางให้ลูกน้องทั้งสองคนที่มองตอบกลับมาด้วยสายตาละห้อย

“แต่ว่า...”

 เว่ยเจียวเซินกำลังจะหว่านล้อมผู้กองหวังต่อ แต่ฟ่านมู่หยียนที่นั่งฟังมาได้สักพักก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

“หมวดเว่ยอย่าไปเซ้าซี้หยูเฟิงเลย มีแฟนรวยแบบนั้น ไม่ได้ทำงานก็ไม่อดตายหรอก”

หวังหยูเฟิงส่งสายตาดุใส่เพื่อนสนิทที่ยิ้มเผล่ เว่ยเจียวเซินและเหอผิงมองกันและกันเล็กน้อย ก่อนจะพร้อมใจกันหันไปทางฟ่านมู่เหยียนที่มีใบหน้ายิ้มกริ่ม

“หมายความว่าอย่างไรคะ”

“นั่นสิครับ ใช่คนที่เคยส่งดอกไม้มาให้ก่อนหน้านี้หรือเปล่า”

หวังหยูเฟิงขมวดคิ้วพร้อมกับมองบุคคลทั้งสามที่กำลังตั้งท่าจะพูดคุยเรื่องราวของเขาอย่างไม่ชอบใจนัก อย่างน้อยก็อย่ามานินทากันต่อหน้าแบบนี้

“นี่พวกคุณ ไปทำงานกันได้แล้ว” หวังหยูเฟิงว่า ฟ่านมู่เหยียนที่กำลังเปิดหัวข้อสนทนาแฉก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้

“เอาล่ะๆ พวกเราอย่าไปรบกวนเวลางานของผู้กองหวังเลย มีอะไรพวกเราไปคุยกันต่อข้างนอกเถอะ” ฟ่านมู่เหยียนเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินนำผู้หมวดทั้งสองออกจากห้องทำงานของเพื่อนสนิท

หวังหยูเฟิงถอนหายใจ ชายหนุ่มไม่ได้มีปัญหา ถ้าหากรสนิยมเรื่องความรักจะถูกเปิดเผย เพราะเรื่องส่วนตัวของเขาก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน นอกจากจะรู้สึกกระดากอายบ้างเท่านั้น

เมื่อเวลาเลิกงานมาถึง หวังหยูเฟิงก็เดินทางกลับที่พักของตัวเอง เขาไขประตูห้องบนอพาร์ตเมนต์ชั้นสี่ แล้วก็รู้สึกแปลกใจที่มีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องก่อนแล้ว

“ไหนบอกว่าจะกลับมาพรุ่งนี้” หวังหยูเฟิงเอ่ยถามพร้อมกับเดินไปหาน้ำดื่มที่ตู้เย็น โดยที่มีสายตาอีกคู่มองตาม

เจิ้งหยุนวางโทรศัพท์มือถือไว้ที่โต๊ะรับแขก ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดคนรัก แล้วหอมแก้มอย่างรักใคร่ เขาอมยิ้มออกมา เมื่อได้รับสายตาดุที่เจือความเขินอายตอบกลับมา

“ก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นั่นนาน เลยรีบกลับ” เจิ้งหยุนตอบพร้อมกับทอดมองนายตำรวจด้วยสายตาอ่อนหวาน “ผมคิดถึงคุณ”

“อืม” หวังหยูเฟิงตอบรับเสียงเบา ก่อนที่เขาจะเดินหนีอ้อมแขนของคนรักไปนั่งที่โซฟาแทน โดยที่มีเจิ้งหยุนเดินตามมานั่งอยู่ข้างกัน

หลายวันก่อนเจิ้งหยุนได้เดินทางไปคุยธุระกับเจิ้งเทียนเกี่ยวกับเรื่องของกงเจ๋อตวน ซึ่งเป็นตัวหมากหนึ่งที่พวกเขาได้วางแผนกำจัดเพื่อขยายธุรกิจของอีเดน คอร์เปอเรชั่นและยึดตำแหน่งผู้นำทางเศรษฐกิจของเมืองนี้ แน่นอนว่าการล้มผู้มีอิทธิพลใหญ่ทีละคนไม่สามารถใช้วิธีการที่ขาวสะอาดได้

หลังจากเป้าหมายสำเร็จ หน้าที่เปื้อนเลือดของกาเบรียลก็สิ้นสุดลง

    ทรัพย์สินทั้งหมดของกงเจ๋อตวนที่ทางการกำลังจะปล่อยประมูลจึงเป็นหน้าที่ของเทพบุตรแห่งอีเดนอย่างเจิ้งเทียนต่อไป ซึ่งเรื่องราวธุรกิจเหล่านี้เจิ้งหยุนไม่ขอยุ่งเกี่ยว

ตอนนี้ภารกิจของครอบครัวจบลงแล้ว เขายังมีภารกิจของหัวใจที่ต้องทำต่อไป

หวังหยูเฟิงต้องย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์และใช้ชีวิตเคียงข้างเขาตลอดไป!

    “เมื่อไรคุณจะย้ายไปอยู่กับผมสักที”

    คำถามของเจิ้งหยุน ทำให้หวังหยูเฟิงหันไปมองเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกลับมาสนใจรายการในโทรทัศน์ต่อ

“ก็รอลาออกก่อน”

“พรุ่งนี้ก็ไปลาออก”

“ทำเรื่องลาออกไปแล้ว”

“คืนนี้ก็เก็บของไปอยู่กับผมเลยนะ”

“เจิ้งหยุน”

หวังหยูเฟิงมองเจิ้งหยุนด้วยสายตาระอา หลังจากออกจากโรงพยาบาลและกลับไปจัดการงานที่ค้างคาให้เรียบร้อย อีกฝ่ายก็มีความมานะพยายามในการเร่งให้เขาลาออกจากงานแล้วย้ายไปอยู่ด้วยกันทุกวัน

“รออีกอาทิตย์เดียว” หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้น เขาทำเรื่องลาออกมาหลายสัปดาห์แล้ว และวันศุกร์หน้าจะเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในอาชีพตำรวจ

“ก็ได้ครับ จนกว่าคุณจะย้ายไปอยู่กับผม ผมก็จะอยู่กับคุณที่นี่ไปก่อน” เจิ้งหยุนเอ่ยรับ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาเล่มเกมของตัวเองต่อ

หวังหยูเฟิงเหลือบสายตามองเล็กน้อย ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมา เขาลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อเตรียมมื้อเย็นในวันนี้





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





ในสถานบันเทิงชื่อดังอย่างผับกาเบรียล บนชั้นสองที่ให้บริการห้องส่วนตัว ตำรวจกลุ่มหนึ่งกำลังสังสรรค์เพื่อเลี้ยงส่งหวังหยูเฟิงที่เพิ่งสิ้นสุดอาชีพตำรวจในวันนี้

“ผมขอดื่มให้ผู้กองหวังครับ” เหอผิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งแก้วเหล้าชนกับหวังหยูเฟิงที่เป็นพระเอกของงานเลี้ยงครั้งนี้

“ขอบคุณ” หวังหยูเฟิงเอ่ยรับ เขายิ้มให้ลูกน้องคนสนิท แล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม

“ดิฉันก็ขอดื่มให้ผู้กองหวังด้วยค่ะ ว่างๆ ก็มาเยี่ยมพวกเราบ้างนะคะ” เว่ยเจียวเซินเอ่ยขึ้นบ้าง แล้วยกแก้วชนกับหวังหยูเฟิงด้วยอีกคน ซึ่งชายหนุ่มก็ตอบรับไมตรีนั้นอย่างไม่ลังเล

“แน่นอน” หวังหยูเฟิงตอบรับด้วยรอยยิ้มบางอีกครั้ง แอลกอฮอล์มากมายหลั่งไหลผ่านลำคออย่างต่อเนื่อง

งานสังสรรค์ประสานายตำรวจผ่านไปอย่างชื่นมื่น บางคนที่ดื่มหนักก็เริ่มเมามายไม่ได้สติ ส่วนคนที่คอแข็งหน่อยก็นั่งพูดคุยเรื่องความหลังที่ผ่านมากันอย่างสนุกสนาน ประสบการณ์ของหวังหยูเฟิงในฐานะของตำรวจถูกถ่ายทอดผ่านถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความชื่นชม

“เฮ้! นายก็พูดอะไรกับทุกคนหน่อยสิ” ฟ่านมู่เหยียนเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเพื่อนสนิทเริ่มนั่งเอนตัวไปมาราวกับทิวไผ่ต้องลม หวังหยูเฟิงที่ไม่ถนัดเรื่องงานสังคมวงเหล้าก็พยักหน้ารับและลุกขึ้นยืนตัวตรง

“ผมขอขอบคุณทุกคนที่มาเลี้ยงส่งในวันนี้ ผมดีใจมากที่ได้เป็นตำรวจและได้ทำงานร่วมกับทุกคน ถึงแม้ต่อจากนี้ไปอาชีพของผมจะเปลี่ยนไป แต่จิตวิญญาณของตำรวจจะอยู่กับผมตลอดไป”

หวังหยูเฟิงโค้งคำนับให้กับทุกคน โดยที่มีเสียงปรบมือเป็นการตอบรับ ก่อนที่ชายหนุ่มจะนั่งลงอีกครั้ง แล้วเริ่มรับแก้วเครื่องดื่มจากบรรดาอดีตเพื่อนร่วมอาชีพต่อ

“ขอบคุณ ขอบคุณ” หวังหยูเฟิงเอ่ยรับพัลวัน เขาอมยิ้มและหัวเราะออกมาเล็กน้อยด้วยความสุขและฤทธิ์ของแอลกอฮอล์





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣




ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
Re: RUSE เล่ห์รัก กลปรารถนา > 25 - 01/03/2019
«ตอบ #162 เมื่อ02-03-2019 10:15:10 »


บรรดาตำรวจที่ทำงานอย่างตั้งใจ บัดนี้กลับนอนเมาไม่ได้สติกันทั่วหน้า ฟ่านมู่เหยียนที่คอแข็งที่สุดได้แต่มองอย่างอ่อนใจ เขาเริ่มไล่ปลุกแต่ละคนให้กลับบ้านไปพักผ่อน

“ไหวกันไหมเนี่ย” ฟ่านมู่เหยียนบ่น เขาทั้งเรียกทั้งเขย่าเพื่อนร่วมงานที่บางคนก็เหมือนจะได้สติอีกครั้ง แต่บางคนก็หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว

“ผู้กองฟ่าน พวกเรากลับก่อนนะครับ”

“อืม กลับกันดีๆ ล่ะ”

ฟ่านมู่หยียนพยักหน้ารับ เขาไล่ปลุกแต่ละคนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องพิเศษที่ปิดอยู่เปิดออก ผู้กองหนุ่มหันไปมองแขกเล็กน้อย

เจิ้งหยุนกวาดตามองภายในห้องรอบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะก้าวผ่านเจ้าหน้าที่หลายคนไปยังเป้าหมายของตัวเองโดยไม่สนใจใคร แล้วพยุงร่างของหวังหยูเฟิงเข้ามาไว้ในอ้อมแขน

“ถ้ากลับกันไม่ไหว จะนอนค้างที่นี่ก็ได้ ผมอนุญาต” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้น ก่อนจะพาคนรักที่คอพับคออ่อนหมดสภาพอดีตผู้กองที่แข็งขันเดินออกจากห้อง

“อืม ขอบคุณ” ฟ่านมู่เหยียนตอบรับ แล้วมองเจ้าของผับกาเบรียลที่กำลังพาเพื่อนสนิทของเขาออกจากห้อง “คุณเจิ้ง คุณจริงใจกับหยูเฟิงใช่ไหม”

เจิ้งหยุนหันไปมอง นัยน์ตาคมสีนิลนิ่งเฉย ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มเรียบมั่นคงจะดังขึ้น

“ผมรักหยูเฟิงและผมทำทุกอย่างได้เพื่อเขา”

คำยืนยันนี้ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นเรื่องจริงหรือแค่ลมปากเลื่อนลอย นอกจากชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของที่ตระหนักอยู่ในใจ ฟ่านมู่เหยียนพิจารณาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง เขาปรารถนาให้เพื่อนสนิทได้พบรักแท้จากคนที่จริงใจ ไม่ว่าบุคคลนั่นจะเป็นสตรีหรือบุรุษก็ตาม

“หยูเฟิงเป็นคนดี ฝากดูแลเขาด้วย”

“หึ! นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาบอก”

เจิ้งหยุนพาหวังหยูเฟิงออกจากห้อง ฟ่านมู่เหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา แล้วไล่ปลุกคนที่ตกอยู่ในห้วงของน้ำเมาอีกครั้ง

“หยูเฟิงชอบไปได้อย่างไร ปากเสียชะมัด”





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





“ทำไมพูดกับเพื่อนของผมแบบนั้น”

เสียงของหวังหยูเฟิง ทำให้เจิ้งหยุนที่กำลังพยุงร่างของคนรักต้องหันไปมอง เขาเลิกคิ้วขึ้น แล้วคลี่ยิ้มบาง

“พูดอะไรครับ”

“เสียมารยาท”

หวังหยูเฟิงขมวดคิ้ว เขาเพียงแต่เมาไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ไร้สติสัมปะชัญญะจนไม่รู้เรื่องอะไร บทสนทนาระหว่างเพื่อนสนิทกับคนรักเมื่อครู่นี้จึงได้ยินชัดเจน

“ผมก็พูดไปตามความจริง” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้น เขาพาหวังหยูเฟิงเข้ามาที่ห้องพักบนชั้นห้าของผับกาเบรียล “คุณไม่พอใจอะไรหรือ”

“ช่างเถอะ ผมอยากนอนแล้ว” หวังหยูเฟิงตัดบท เขาเถียงสู้ใครไม่เก่งนัก ยิ่งคู่ต่อสู่คือเจิ้งหยุนจอมเอาแต่ใจ ชายหนุ่มก็ยอมยกธงขาวมากกว่าจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

“อาบน้ำก่อนสิ เดี๋ยวผมอาบให้” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้นพร้อมกับเริ่มปลดเครื่องแต่งกายของคนรักทันที หวังหยูเฟิงก็ยืนนิ่งไม่ได้ขัดขืนอะไร

“เจิ้งหยุน” หวังหยูเฟิงเอ่ยเรียกบุรุษตรงหน้า เจิ้งหยุนประสานสายตาสีนิลสวยที่แวววาวมากกว่าปกติอย่างตั้งใจ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำมั่นคงของอดีตนายตำรวจจะดังขึ้น “ผมก็รักคุณ”

ตั้งแต่ที่พวกเขาคบกันฉันท์คนรัก หวังหยูเฟิงก็ไม่เคยเอ่ยคำหวานกับเจิ้งหยุนเลยสักครั้งเพราะความเขินอาย ทว่าตอนนี้ฤทธิ์ของเครื่องดื่มได้เร่งความกล้าให้เขาเปิดเผยความรู้สึกที่เก็บซ่อนเอาไว้ในใจออกมา

ประโยคสั้นๆ ที่ได้ยินมาจากเจิ้งหยุนหลายครั้ง แต่หวังหยูเฟิงไม่เคยเอ่ยออกมาจากปากของตัวเองเสียที

“ครับที่รัก” เจิ้งหยุนตอบรับเสียงหวาน แล้วเลื่อนใบหน้าเข้ามาจูบริมฝีปากของคนรักอย่างนุ่มนวล ก่อนการส่งมอบความรู้สึกของพวกเขาที่มีให้กันผ่านร่างกายจะดำเนินต่อไป





▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣





“ยินดีต้อนรับครับ คุณหยูเฟิง”

“ขอบคุณครับ”

หวังหยูเฟิงปั้นสีหน้ายาก ชายหนุ่มส่งยิ้มแห้งให้บรรดาคนรับใช้ประจำคฤหาสน์ริมทะเลที่มายืนต้อนรับ โดยที่มีเจิ้งหยุนเดินโอบเอวของเขาอย่างเป็นเจ้าของ

ครั้งก่อนหวังหยูเฟิงมาอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ริมทะเลในฐานะตำรวจที่มีสถานะพิเศษ ทว่าครั้งนี้ชายหนุ่มมาในฐานะคนรักของเจิ้งหยุนอย่างเป็นทางการ คนรับใช้ทั้งหมดจึงพากันแสดงความเคารพและจงรักภักดีด้วยการโค้งคำนับกันอย่างพร้อมเพรียง

งานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกคนสำคัญของคฤหาสน์ริมทะเลเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายที่หาดทรายส่วนตัว หวังหยูเฟิงนั่งมองทะเลยามเย็นที่ไกลสุดสายตาอย่างสงบ แสงอาทิตย์อัสดงงดงามย้อมบรรยากาศโดยรอบให้อบอุ่น ก่อนความมืดที่หนาวเย็นจะเข้ามาเยือน

“หยูเฟิง”

หวังหยูเฟิงหันไปมองเจิ้งหยุนที่นั่งเหยียดขาบนพรมไหมราคาแพงอยู่ข้างกัน แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อบาร์บีคิวกลิ่นหอมยื่นมาตรงหน้า

“ผมป้อนนะครับ อ้าม...”

หวังหยูเฟิงไม่ได้ตอบรับอะไร เขาอมยิ้มแค่ชั่วอึดใจ ก่อนจะอ้าปากรับการเอาใจของคนรักด้วยหัวใจที่มีความสุข

หวังหยูเฟิงเติบโตมาจากความเดียวดาย ถึงแม้ต่อมาชายหนุ่มจะมีกัลยาณมิตร แต่ก็ไม่อาจแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตของตัวเองทั้งหมดกับเพื่อนได้ ทว่าความสุขและความทุกข์ต่อจากนี้ เขาอยากให้เจิ้งหยุนได้ช่วยดูแลและเติมเต็มช่องว่างของหัวใจให้สมบูรณ์

“ผมยอมทำผิดต่อหน้าที่เพื่อคุณ” หวังหยูเฟิงเอ่ยขึ้น แล้วหันกลับไปมองทะเลที่กว้างไกลอีกครั้ง “ผมไม่ได้ตัดสินใจผิดใช่ไหม”

“ไม่หรอกครับ” เจิ้งหยุนเอ่ยรับพร้อมกับจับมือของอดีตนายตำรวจคนเก่งเอาไว้ “คุณได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว ถ้าหน้าที่นั่นหมายถึงการที่คุณอยากจับผมเข้าคุก”

หวังหยูเฟิงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ เจิ้งหยุนยิ้มบางพร้อมกับสบสายตาสีนิลสวยนิ่ง ก่อนที่เขาจะยกมือที่จับไว้ขึ้นมาจุมพิตแผ่วเบา แล้วเลื่อนมือนั้นไปแตะที่หน้าอกข้างซ้ายของคนรัก

“ผมยอมถูกจับทุกข้อกล่าวหา ถ้ากรงขังนั้นเป็นหัวใจของคุณ”

สิ้นถ้อยคำอ่อนหวาน หวังหยูเฟิงก็หัวใจเต้นแรงและใบหน้าร้อนผ่าว เขาอมยิ้มออกมาอย่างเขินอาย แล้วเอ่ยรับด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“ในฐานะของตำรวจ ผมอาจจะพลาดพลั้งให้คุณ แต่ในฐานะของคนรัก ผมไม่ยอมปล่อยให้คุณลอยนวลไปไหนแน่”

เจิ้งหยุนยกยิ้มขึ้นมองหวังหยูเฟิงอย่างพอใจ นัยน์ตาแน่วแน่บนใบหน้าที่แดงระเรื่อช่างมีเสน่ห์จนไม่อยากถอนสายตาไปมองสิ่งใด ชายหนุ่มไม่แยแสอดีตและไม่ใส่ใจอนาคต เขาต้องการแค่ปัจจุบันที่สัมผัสได้

เหมือนกับหัวใจที่กำลังเต้นแรงยามเมื่อได้สบตากับหวังหยูเฟิงขณะนี้

“ด้วยความยินดีครับที่รัก”

.

.



.

.



END



Marionetta
สวัสดีค่ะ ในที่สุดเรื่องก็มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ขอบคุณที่ติดตามมาขนถึงตอนนี้ เรื่องนี้แต่งยากและแต่งนานมาก มีอุปสรรคมากมาย แต่งๆ หยุดๆ เป็นระยะ กว่าจะจบ 555 คิดว่าจะไม่รอดแล้ว ถึงเรื่องนี้คนอ่านจะไม่เยอะ แต่ดีใจและภูมิใจมากค่ะที่ได้สร้างเรื่องนี้ขึ้นมา รู้สึกถึงพัฒนาการบางอย่างของตัวเอง ยังไงก็ฝากติดตามเรื่องต่อๆ ไปด้วยนะคะ

ปล. ใกล้หมดเขตวันจองรวมเล่มแล้วนะ ^^  :pig4:

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2426
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
เย้ แฮปปี้เอนดิ้ง

ออฟไลน์ มนุษย์บิน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
กว่าจะแฮปปี้ก็กินลูกกระสุนกันไปหลายร้อยลูกกก :ruready

ออฟไลน์ $VAN$

  • Moderator
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1738
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-6
สนุกดีค่ะ ชอบเจิ้งหยุน

ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
ขอบคุณทุกความคิดเห็นมากๆ เลยค่ะ  :กอด1:

ออฟไลน์ marionatte

  • Beginning is more difficult
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 794
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +307/-5
ตอนนี้หนังสือพร้อมส่งแล้วค่ะ ท่านใดสนใจสามารถติดตามได้ที่หน้าแรกค่ะ
ขอบคุณค่ะ  :กอด1: :กอด1: :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ duckka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 209
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :mew4: ชอบพระเอกมากฉลาดไปไหนเอาคนร้ายมาแลกให้อีกคนจัดการยืมมือคนอื่นแบบเนียนๆ

ออฟไลน์ Freezz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
กว่าจะรักกันน ลุ้นมากครับบ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด