ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]  (อ่าน 5336 ครั้ง)

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-6
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 7 [19/06/61]
«ตอบ #30 เมื่อ19-06-2018 06:52:59 »

 :L2: :pig4:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 8 [21/06/61]
«ตอบ #31 เมื่อ21-06-2018 01:25:32 »

ตอนที่ 8 หน้าม้าเธอมันเบี้ยวไปนิดนึงนะ

   Genn : อยากไปเที่ยวโรงเรียนเราไหม

   ทันทีที่อ่านจบผมก็โยนมือถือเครื่องนี้ลงบนเตียงราวกับมันเป็นของร้อนแล้วพุ่งไปหยิบมือถือเครื่องหลักโทรหาไอแทนทันทีแล้วรัวทุกอย่างให้มันฟัง

   “มึงช่วยกูคิดเหตุผลปฏิเสธหน่อยดิ้”

   [เหตุผลมีตั้งเยอะแยะ ติดทำรายงานกลุ่ม ติดควิซ ติดอ่านหนังสือกับเพื่อนอะไรก็ว่าไป] เรื่องอย่างนี้นี่แทนพึ่งได้ดีจริงๆ [แต่กูว่ามึงควรไป]

   “ทำไม?” มึงคิดจะส่งเพื่อนเข้าโรงเชือดหรอเพื่อน

   [กูรู้สึกว่าไอปันกำลังสงสัยมึง เพราะงั้นกูเลยคิดว่ามึงต้องไป] ปลายสายบอกเสียงจริงจังเป็นการยืนยันว่ามันไม่ได้ล้อเล่น คือกูต้องไปแน่ๆ

   ไอเหี้ยปันๆๆๆๆ เพราะมันคนเดียวเลย!

   “ทำขนาดนี้ไม่ขอดูบัตรประชาชนเลยล่ะไอเหี้ย!”

   [มันไม่ขอดูก็ดีแล้ว พูดอย่างกับมึงจะมีให้] ผมทึ้งหัวตัวเองอย่างจนปัญญา อยากจะบ้า!

   ผมเปิดกระเป๋านักเรียนหาตารางเรียนของตัวเองเพื่อหาวันที่เลิกไวที่สุด

   ผมเลิกเรียนไวที่สุดเวลา 15.10 น. และวันที่เลิกไวที่สุดก็คือ..!!

   พรุ่งนี้!!

   พระเจ้า จะไม่ให้ผมเตรียมใจหน่อยเลยหรือไง

   “ไอแทน พรุ่งนี้ตอนเช้ามาคอนโดกูหน่อย” ผมบอกไอแทนที่ถือสายรออยู่ ซึ่งเจ้าตัวก็ตกปากรับคำอย่างดี






   “แอบซุกไว้ตรงนี้จะหายไปป่ะวะ” ตอนนี้ผมและไอแทนอยู่ในห้องน้ำชายของห้างที่ใกล้ที่สุดแถวบีทีเอสที่ใกล้โรงเรียนผมอีกเช่นกัน

   “หายทีคือชีวิตกูจบ” อุปกรณ์แต่งหน้า วิกผมที่เกล้าผมมาเรียบร้อยแล้วแถมยังผูกโบว์อีกด้วย ชุดนักเรียนหญิงจากโรงเรียนC(อันนี้ยืมเจ๊แกรมมา) และกระเป๋าจาคอป ของทุกอย่างนี้ถูกสุ่งใบใหญ่รวมกันแล้วซุกไว้ตรงใต้อ่างล้างมือ

   “มึงนัดมันกี่โมง”

   “4 ครึ่ง” เวลาแต่งตัวเหลือเฟือ พูดเลย

   ผมนัดเก็นเวลา 4 โมงครึ่งที่บีทีเอสที่ใกล้โรงเรียนที่สุดโดยบอกเหตุผลอีกฝ่ายว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายขับรถมาหาเพราะมันไกลเกรงว่าจะเสียเวลาเปล่า

   แต่ความจริงคือผมนั่งรถไปโรงเรียนเก่าตัวเองไม่ทัน





   ทันทีที่กริ่งดังเป็นสัญญาณว่าการเรียนวันนี้ของผมสิ้นสุดลงแล้วผมกับแทนก็พุ่งออกจากห้องทันที จะวิ่งถึงบันไดแล้วถ้าไม่ติดว่าหัวหน้าห้องดักไว้ก่อน

   “เปเปอร์! อาจารย์อุ๊เรียกพบที่ห้องพักครูหมวดวิทย์” ผมล่ะอยากจะกรี๊ด ว่างๆตั้งหลายวันไม่เรียก มาเรียกทำไมตอนนี้

   สรุปคือโดนเรียกไปเพราะการบ้านที่ผมส่งไปนั้นหาย กว่าจะหาหลักฐานยืนยันการส่งและออกมาได้ก็กินเวลาไปเยอะอยู่

   แล้วรถเสือกติด เวลาที่เหลือจากเป็นชั่วโมงในตอน ณ บัดนี้เหลืออยู่ 40 นาที

   หักเวลาจากห้างนั้นไปยังบีทีเอสซึ่งเป็นจุดนัดพบก็ประมาณ 10 นาที

   สรุปแล้วผมเหลือเวลาแต่งตัวแค่ 30 นาที ให้ตายเถอะโรบิ้น!   

   โชคดีที่ห้องน้ำไม่มีคนและของก็ไม่หายไปไหน(เรื่องดีๆเรื่องเดียวในตอนนี้) ผมก็ปิดประตูล็อคกลอนแล้วถอดเสื้อผ้าทิ้งทันที

   ผมหยิบเสื้อนักเรียนมาสะบัด 3-4 ครั้ง เนื่องจากเป็นรอยยับจากการพับ พอมันดูเรียบขึ้นมานิดนึงผมก็รีบสวมมันทันที

   “ไอแทนติดกระดุมให้กูที” แทนเดินเข้ามาติดกระดุมให้อย่างว่าง่าย ส่วนผมก็สาละวนกับการแต่งหน้า

   กว่าจะแต่งตัวเสร็จก็วุ่นวายพอควร

   ผมหมุนไปมาหน้ากระจกเพื่อเช็คความเรียบร้อย อืมโอเคดี

   ผมยัดทุกอย่างลงถุงแล้วยัดใส่มือไอแทนอีกที

   “ฝาก เดี๋ยวคืนนี้ไปเอา”

   “ถ้ารู้ว่ามันจะลำบากกูขนาดนี้กูจะให้มึงปฏิเสธแต่แรก” มันทำหน้าเหม็นเบื่อใส่

   “เอาน่าเดี๋ยวเลี้ยงหนม” ผมตบไหล่มันแปะๆอย่างปลอบใจ งานนี้ต้องขอบคุณมันจริงๆ






   ผมหยิบทิชชู่ซับเหงื่อเบาๆตรงไรผมขณะรอเก็นมารับ ส่วนแทนนั้นแยกกลับไปแล้ว

   Genn : เราถึงแล้ว รถทะเบียน xx0000

   ผมส่งสติกเกอร์คำว่าโอเคไปแล้วเดินลงจากสถานีแล้วมองหารถคันที่ว่า

   เอาจริงๆก็ไม่ต้องมองหาหรอก มีอยู่คันเดียวที่จอดรอ

   “ขอบคุณนะที่มารับเรา” ผมขึ้นนั่งฝั่งข้างคนขับแล้วทักทายคนตรงหน้าด้วยคำขอบคุณ

   “เราสิต้องขอบคุณ อุตส่าห์นั่งเรามาหาตั้งไกล”

   “แหะๆ” ผมหัวเราะแห้งๆ ความจริงแล้วผมไม่ได้นั่งรถไกลอย่างที่เขาบอกสักนิด

   พอใกล้ถึงโรงเรียนเก็นก็เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆข้างตึกแถวนั้นแทนเข้าโรงเรียน “เดินนิดนึงนะ โรงรียนเราไม่ให้เด็กขับรถมาเองน่ะเลยเข้าจอดในโรงเรียนไม่ได้”   

   “โอเค”

   แล้วเราก็เดินเปื่อยๆกันมาเรื่อยๆจนถึงโรงเรียน

   “โรงเรียนนายใหญ่จังเลยย” ผมแสร้งทำเป็นตื่นเต้นเหมือนพึ่งเคยเห็นโรงเรียนนี้ครั้งแรก ทั้งที่เรียนมาปีกว่าแล้ว

   จบงานนี้ไปเป็นนักแสดงคงจะรุ่ง

   เขาเดินพาไปดูสถานที่ต่างๆรอบโรงเรียนโดยมีคนให้ความสนใจกับผมไม่น้อย แน่ล่ะ นานๆทีจะมีเด็กจากโรงเรียนอื่นเข้ามา

   และผมก็ไม่อยากเจอคนที่ไม่อยากเจอที่สุดจนได้

   “พึ่งเลิกกันไม่นานมีใหม่แล้วหรอ เร็วจังนะ” ในขณะที่เดินวนรอบโรงเรียนก็เจอกับดาวโรงเรียนที่เก็นเคยควงด้วยครั้งนึง ให้ตายเถอะ

   “ถ้าจำไม่ผิดเราไม่เคยคบกันเลยไม่ใช่หรอ?” เก็นถามเสียงเย็นจนอีกฝ่ายหน้าเสียจึงสะบัดหน้ามามองผมเหมือนจะเล่นงานผมแทน

   พอเห็นอย่างนั้นเก็นก็ดึงผมหลบไปด้านหลังแล้วจูงมือเดินผ่านอีกฝ่ายทันทีเหมือนเธอไม่มีตัวตนอยู่

   “อย่าหวังว่าเขาจะจริงจังกับเธอ” จังหวะที่เดินผ่านกิ๊กก็แค่นบอกเสียงเย็น เอาจริงๆผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับคนชื่อเก็นเท่าไหร่ แค่อย่ารีบเบื่อผมก็พอ

   เก็นพาเดินมาเรื่อยๆจนหยุดที่โต๊ะม้าหินอ่อนในสวนในโรงเรียน ผมนั่งชมนกชมไม้สักพักก็หันไปมองก็นที่เงียบจนผิดปกติตั้งแต่เมื่อกี๊

   “เอาเรามาเป็นไม้กันหมางั้นหรอ” ผมหยอกถามอีกฝ่าย เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดมากอะไรเพราะรู้ตั้งแต่ที่ปันพูดเมื่อวานแล้ว

   “...” อีกฝ่ายอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไป จนสุดท้ายก็พยักหน้ายอมรับ “แต่ก่อนเราเป็นคนที่แย่มาก ไม่ได้จริงจังกับใครเลย”

   “…”

   “แค่คิดว่าคุยกับใครแล้วรู้สึกดีเราก็คุย จนเราเป็นคนที่คุยเยอะมาก” อ่า ผมก็ได้ยินชื่อเสียงเขาเลื่องลืออยู่อะนะ

   “…”

   “จนเรามาเจอเธอ เราเลยอยากเป็นคนที่ดีกว่าเดิม” ใจผมมันเต้นเร็วและแรงจนผมกลัวว่ามันจะหลุดออกมาตอนนี้เลย ในขณะที่อีกฝ่ายก็หน้าแดงไม่แพ้กัน “เราอยากดีพอที่จะดูแลเธอไ-”

   แล้วบรรยากาศโรแมนติกก็หมดไปด้วยเสียงของปันที่เดินมาจากอีกทางนึงของตึกเรียน “วู้วว ได้ยินมาว่ามีเด็กน่ารักมาโรงเรียนเรารู้เลยว่าต้องเป็นเปเป้”

   ไอปันอีกแล้ว! นอกจากจะสร้างเรื่องเก่งยังจะขัดเก่งอีกด้วย

   “หัดดูบรรยากาศบ้างไอเหี้ย” เก็นพึมพำกับตัวเองและผมก็บังเอิญไปได้ยินเข้าพอดี

   ยังหน้าแดงอยู่เลย ทำไมคนๆนึงต้องน่ารักขนาดนี้ด้วยนะ

   “หน้าแดงจังวะไอเก็น ไม่สบายหรอ” ปันถามหน้าตานี่ดูเป็นห่วงเพื่อนเสียจริง แล้วปันก็หันมามองหน้าผมอีกคน “เปเป้ก็ด้วย ตรงนี้ไข้หวัดระบาดเหรอวะ”

   “เสือก”

   “มึงเป็นห่วงหรือแกล้งโง่” ชินที่ยืนมองเหตุการณ์เงียบๆถึงกับส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับเพื่อนของตน

   “เป็นห่วงจริงจริ๊งง” เสียงสูงจนน่าตบ

   “เลิกกวนชาวบ้านได้แล้ว” แล้วชินก็ลากคอเสื้อปันออกไป “พวกกูไปเล่นบอลนะ”

   เก็นพยักหน้ารับก่อนจะหันมาถามผม “อยากไปดูไหม”

   ถ้าเก็นเล่นผมก็อยากดูอะนะ

   “นายไม่เล่นหรอ”

   “อยากให้เราเล่นหรอ” เก็นยิ้ม ถึงจะเป็นแค่ยิ้มมุมปากแต่ก็ทำผมเกือบหัวใจวายได้

   ผมกดหน้าลงเบาๆเป็นการยอมรับ เขายิ้มแล้วเอื้อมมือมายีหัวผมก่อนจะพาผมไปยังสนามบอล

   “นึกว่ามึงจะไม่มาเล่นแล้ว” เพื่อนสักคนในสนามบอลทักขึ้นเมื่อเห็นเก็นมาถึงก่อนจะหันมามองผมแล้วพวกเขาก็คุยอะไรกันสักอย่างซึ่งผมไม่ได้ยิน

   ผมขึ้นไปนั่งบนอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสนามบอล เลือกทำเลที่อยู่ตรงกลางสนามและแถวกลางๆของอัฒจันทร์

   ผมนั่งมองฟุตบอลที่เริ่มเกมพึ่งเริ่มเกมไปได้สักพัก ความจริงผมก็มองอยู่คนเดียวในสนามอะนะ

   “ตรงนี้ว่างไหมครับ” เสียงของใครคนนึงขัดจังหวะการดูบอลของผม ผมหันไปมองเจ้าของเสียงซึ่งอีกฝ่ายกำลังชี้มาทางที่นั่งข้างๆผม ผมจึงพยักหน้าเป็นเชิงว่าว่าง

   ตอนนี้ผมก็เป็นผู้หญิง และมานั่งข้างๆผู้ชายแปลกหน้าทั้งที่บนแสตนด์ก็มีที่ว่างเยอะแยะมันคงไม่ดีเท่าไหร่ผมจึงลุกเพื่อจะย้ายที่นั่ง

   “จะไปไหน นั่งตรงนี้แหละ” แล้วคนที่ทำให้ผมต้องย้ายที่คนนั้นคว้าข้อมือผมเอาไว้

   “ปล่อยนะ” ผมพยายามสะบัดแขนเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมกลายเป็นว่าอีกฝ่ายกำแน่นกว่าเดิม จาคอปในมืออีกข้างนี่สั่นแรงมากถ้ายังไม่ปล่อยจะได้เจอจาคอปลอยแน่

   พลั่ก!

   ยังไม่ทันที่จาคอปในมือผมจะได้ทำหน้าที่บอลก็ลอยมาโดนอีกฝ่ายอย่างแรงจนอีกฝ่ายเผลอคลายมือที่กำข้อมือผมไว้ พอได้จังหวะผมก็สะบัดหลุดทันที

   “โอ๊ย!” ฟังจากเสียงร้องแล้วน่าจะเจ็บน่าดู

   “ถ้ายังไม่เลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนั้นกูกับมึงเห็นดีกันแน่”

   แล้วบอลวันนี้ก็จบลงเพราะอาการหัวร้อนของเก็น





   “เธอนี่ปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้เลย” จนตอนนี้กำลังจะเดินออกจากโรงเรียนแล้วเขายังคงบ่นไม่หาย

   “เราไม่ผิดนะ” ผมเริ่มมุ่ยหน้า ไรวะ ไม่ได้ทำอะไรผิดทำไมต้องโดนบ่น

   “เราขอโทษ เราเองแหละที่ดูแลเธอไม่ดี” อ้าว เข้าโหมดดราม่าเฉยย

   “ไม่เอาน่า นายไม่ผิดสักหน่อย” แล้วผมก็พบความจริงอีกหนึ่งอย่างคือเก็นเป็นคนคิดมากกว่าที่คิด

   เขายิ้มและเอื้อมมือมายีผมผมอีกแล้ว

   และในจังหวะที่เรากำลังเลี้ยวเข้าซอยที่จอดรถนั้น…

   “โอ๊ะโอ ก็ว่ารถใครคุ้นๆที่แท้ก็รถไอเก็นนี่เอง” เด็กโรงเรียนBซึ่งเป็นอริกับโรงเรียนผมมาช้านานดักรอเก็นอยู่ในซอยประมาณ 4 คน “เฮ้ย มากับเด็กโรงเรียนอื่นด้วยว่ะ”

   ฉิบหาย ทำไมต้องเจอวันนี้ด้วยวะเนี่ย

   ด้วยความที่ว่าซอยนี้เป็นซอยเล็กๆข้างตึกจึงแทบไม่มีคนผ่านไปมาเลย

   เก็นยัดกุญแจรถใส่มือผม “ถ้าได้จังหวะก็วิ่งขึ้นรถไปเลยแล้วล็อคประตูให้ดีๆ”

   ผมพยักหน้ารับคำอย่างดี ผมไม่อยู่ถ่วงแน่นอน

   พอ 4 คนนั้นพุ่งเข้าหาเก็น ผมก็รีบหาช่องว่างวิ่งไปที่รถทันที แต่มี 1 ใน 4 คนนั้นที่ไหวตัวทันจึงสกัดผมเอาไว้ด้วยการดึงผม

   ถึงจะเป็นผมปลอมก็เถอะแต่แรงดึงขนาดนี้นี่สะเทือนยัดกิ๊ฟที่ยึดกับผมจริงไว้เลย

   “อื้อ!” ผมกัดปากเพื่อกลั้นเสียงร้อง ถ้าร้องออกมาตอนนี้ผมต้องหลุดเสียงจริงออกมาแน่

   เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่จึงทำให้เก็นหันมาให้วามสนใจกับผมจนโดนอีก3คนรุมอย่างช่วยไม่ได้

   ผมจับผมของตัวเองเพื่อไม่ให้วิกมันหลุดออกมาก่อนจะกำจาคอปให้มั่นแล้วฟาดเข้าอย่างเต็มแรงจนอีกฝ่ายเสียหลักปล่อยมือ ส่วนผมนั้นเมื่อเป็นอิสระแล้วก็รีบวิ่งขึ้นรถล็อคประตูทันที

   “เปิดสิวะ” ไอคนที่ดึงผมผมเมื่อกี้ยังจองเวรผมไม่เลิก ยังพยายามมาเปิดประตูรถนี่อีก

   ผมมองไปทางฝั่งเก็น น่าแปลกที่เก็นแทบไม่สู้กลับเลย เขาป้องกันตัวเพียงอย่างเดียวและหลีกเลี่ยงการทำร้ายอีกฝ่ายให้มากที่สุด

   ผมเอื้อมมือไปบีบแตรรถรัวๆเพื่อเรียกความสนใจจากคนที่อยู่นอกซอย พวกเด็กโรเงรียนBจึงรีบวิ่งหนีไป แต่ไอคนที่ดึงผมผมนั้นโดนเก็นจับทุ่มกระแทกลงกับพื้นก่อนที่จะใช้เท้าขยี้มือข้างที่ทำผม ให้มันได้อย่างนี้สิ!

   พอเหตุการณ์สงบลงเก็นจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ก่อนจะเดินขึ้นฝั่งคนขับ

   “ขอโทษนะ กลัวไหม”

   “นิดนึง” ความจริงผมค่อนข้างชิน เนื่องจากเห็นเก็นมีเรื่องชกต่อยบ่อยเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน มีเพียงครั้งนี้ที่มันแปลก “ทำไมนายไม่สู้กลับบ้างล่ะ?”

   “ก็อย่างที่เราบอก..” เขาประสานสายตามอลงมาอย่างลึกซึ้ง “เราอยากเป็นคนที่ดีกว่านี้ เราไม่อยากมีเรื่องผู้หญิงหรือเรื่องชกต่อยให้เธอปวดหัว”

   “…” เขาไม่จำเป็นต้องทำเพื่อผมขนาดนี้เลย บางทีคนที่ไม่ดีพออาจจะเป็นผมเอง

   “แต่คนสุดท้ายที่ทำร้ายเธอเรายอมไม่ได้จริงๆ” ยอมรับว่าผมเองก็สะใจมากเหมือนกัน

   “ขอบคุณนะ” ขอบคุณที่เป็นห่วงผม และขอบคุณที่ทำเพื่อผม

   เก็นยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนแล้วเอื้อมมือมาปัดปอยผมที่ติดอยู่ข้างแก้มผมให้ แต่ปัดยังไงมันก็ไม่ไป

   “จะว่าไป…หน้าม้าเธอมันเบี้ยวไปนิดนึงนะ”

   ฉิบหาย วิกเบี้ยวเพราะโดนดึงเมื่อกี้แน่ๆ!



คนมันจะซวยอะไรก็ห้ามไม่อยู่จริงๆค่ะ
ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะมาต่อไวขนาดนี้ อาจจะเพราะว่างด้วยและมีเรื่องให้คิดมากด้วยเลยหาอะไรทำให้ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนนี้เลยค่อนข้างวุ่นวายพอควรแหะๆ
ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์นะคะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 8 [21/06/61]
«ตอบ #32 เมื่อ21-06-2018 01:42:12 »

รอฟังคำตอบนะเปเป้  :hao3:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2431
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-7
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 8 [21/06/61]
«ตอบ #33 เมื่อ21-06-2018 05:40:00 »

 :hao4: :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 9 [23/09/61]
«ตอบ #34 เมื่อ23-09-2018 01:54:09 »

ตอนที่ 9

   “จะว่าไป…หน้าม้าเธอเบี้ยวไปนิดนึงนะ”

   ตาผมเบิกโตอัตโนมัติด้วยความตกใจ ก่อนจะพยายามจัดวิกให้เข้าที่เข้าทางอย่างว่องไว “ปกติเวลาผมยุ่งมันก็เป็นแบบนี้น่ะ แหะๆ”

   “เป็นผู้หญิงนี่ลำบากจังเนอะ” ผมไม่ได้ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มแห้งๆไปให้เขา

   ผมกับเก็นสบตากันท่ามกลางความเงียบบนรถ ก่อนจะเป็นผมเองที่หลบตาแกล้งทำเป็นชมวิวนอกรถทั้งๆที่มันไม่มีอะไรน่ามอง

   “งั้นเดี๋ยวเราไปส่งเธอเลยแล้วกันนะ” ผมพยักหน้ารับ แล้วจากนั้นจนถึงคอนโดผมเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย

   เหมือนผมจะพลาดอะไรไปนะ

   กว่าผมจะมาถึงคอนโดก็ใช้เวลานานพอสมควรจนท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว “ขับรถกลับดีๆนะ” 

   “ไว้เจอกัน” เก็นขยี้ผมของผมเบาๆก่อนผมจะลงจากรถไป

   ผมโบกมือลาเขาอีกรอบ ยืนมองจนกระทั่งรถเก๋งลับสายตาไปจึงค่อยเดินเข้าไปในตัวคอนโด

   “ผมไปหาแทนนะเจ้” พอดีพวกเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนต่างๆที่ฝากไว้มันจำเป็นต้องไปเอา

   “จะกลับกี่โมง” ผมดูนาฬิกาพบว่าตอนนี้มันค่อนข้างดึกพอสมควร นอนค้างบ้านมันเลยแล้วกัน ไม่ได้นอนด้วยกันมาตั้งนานแล้ว

   พอคิดอย่างนั้นก็ไลน์ไปบอกแทนว่าผมจะไปนอนด้วย อีกฝ่ายส่งสติกเกอร์โอเคมาเป็นอันจบ

   “กลับพรุ่งนี้”

   “เออไปเถอะ” เจ๊แกรมบอกปัดๆก่อนจะหันไปสนใจโทรทัศน์ต่อ

   ถึงมันจะค่อนข้างดึกแล้วแต่ละแวกที่ผมอยู่ก็ยังแน่นไปด้วยผู้คนและรถยนต์ ยังดีที่รถไม่ติดเท่าไหร่

   ผมยืนมองบรรยากษสชมแสงไฟยามค่ำคืนไม่นานรถโดยสารประจำทางก็ผ่านมา พอขึ้นไปหาที่นั่งๆด้จ่ายเงินอะไรเสร็จสรรพผมก็หยิบหูฟังขึ้นมาฟังเพลง

   ฟังเพลงตอนนั่งรถนี่เป็นอะไรที่ดีสุดแล้ว

   พอถึงบ้านมันผมก็โทรไปหาเจ้าของบ้านแต่มันตัดสายไปก่อน

   “ทีหลังถึงแล้วก็กดกริ่งไม่ต้องโทรมา กูเล่นเกมอยู่”  ไอแทนบ่นขณะเดินมาเปิดประตูรั้วบ้านให้ผม ทั้งๆที่สายตายังไม่ละออกจากโทรศัพท์

   ติดเกมจริงๆไอบ้านี่

   “กินข้าวหรือยังลูก” ผมยกมือไหว้พ่อกับแม่ของแทน ด้วยความที่ผมกับแทนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผมก็มาเล่นบ้านแทนบ่อยจนพ่อแม่ของแทนเอ็นดูผมเหมือนลูกอีกคน

   “เรียบร้อยแล้วครับ” ผมฉีกยิ้มหน้าแป้นจนแม่ของแทนดึงแก้มผมเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยว

   เขาบอกว่าเห็นผมแล้วอยากมีลูกสาวสักคน

   มันต้องมีการเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ

   “ขึ้นไปพักเถอะ อยากได้อะไรก็ลงมาบอกแม่นะ”

   “ครับ” แล้วผมกฌ็ไหว้พ่อแม่ของแทนอีกรอบก่อนจะเดินตามไอแทนที่เดินลิ่วขึ้นห้องไปแล้ว

   ผมวางขอไว้ที่มุมนึงในห้องก่อนจะขึ้นไปนอนข้างๆไอแทนที่ตอนนี้กำลังนอนเล่นเกมอย่างเมามันอยู่

   “มีอะไรจะเล่าให้กูฟังไหม”

   “หือ?” ผมที่นอนจ้องเพดานเงียบๆจนเคลิ้มจะหลับไปอยู่แล้วตอบรับไปอย่างงงๆ

   “เห็นมึงทำหน้าเหมือนมีอะไรจะพูด” เท่าที่ผมจำได้ ตั้งแต่เข้าบ้านมันมามันยังไม่มองหน้าผมเลย

   สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้มันฟัง แล้วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

   “กูว่ามึงไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้นะ...” อยู่ดีๆแทนก็เอ่ยขึ้น “ว่าตอนนี้ไอเก็นกำลังรักมึงอยู่”

   “อือกูรู้” มันก็ต้องรู้อยู่แล้วสิ ในเมื่อทุกสิ่งที่อีกฝ่ายพูดและทำมันชัดเจนขนาดนี้

   “แล้วมึงจะทำไงต่อ มึงไม่ได้จะปล่อยมันเป็นแบบนี้ต่อไปใช่ไหม”

   “กูไม่รู้” ผมไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ของผมและเก็นจะไปได้ไกลถึงขนาดนั้น จนตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าทุกอย่างนี้มันได้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือเป็นเหมือนความฝันที่พอตื่นแล้วมันจะหายไป

   “ในเมื่อมึงไม่รู้จะทำอะไรต่อ งั้นกูก็แนะนำให้มึงหยุดซะ”

   ผมเงียบไปก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ “กูไม่อยากหยุด ในเมื่อการเป็นคนรักของเขาคือสิ่งที่กูอยากเป็นมาตลอด แล้วทำไมกูต้องปล่อยโอกาสนี้ไป”

   “เผื่อมึงลืมนะ คนที่มันรักคือเปเป้ไม่ใช่มึง” พอได้ยินประโยคนี้จากปากเพื่อนผมก็หัวเราะ.. หัวเราะทั้งๆที่ไม่มีอะไรตลก

   หัวเราะทั้งข้างในไม่ได้รู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย

   “ทำไมถึงเป็นกูไม่ได้” แล้วแทนก็เป็นฝ่ายเงียบไป ไม่รู้เพราะมันตอบไม่ได้.. หรือมันกลัวว่าผมจะรับคำตอบไม่ได้

   แค่เพราะผมไม่ใช่ผู้หญิงงั้นเหรอ..

   “แล้วมึงจะเอาไงต่อ” ไอแทนถามขึ้นอีกครั้ง ส่วนผมก็เงียบเป็นการบอกว่าไม่รู้ “กูก็ไม่อยากจะก้าวก่ายเรื่องของมึงมากนักหรอก แต่กูก็ไม่อยากให้พวกมึงถลำลึกไปมากกว่านี้แล้ว”

   คำพูดอ้อมๆที่แปลความหมายได้ว่าควรหยุดความสัมพันธ์นี้สักที

   “กูไม่อยากหยุด..” ผมเม้มปากแน่นก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “มึงก็รู้ว่ากูมองเขามาตลอด.. มองมาตลอดจนรู้ว่าเขาไม่เคยเป็นแบบนี้กับใคร กูไม่อยากให้เขาผิดหวังตั้งแต่รักครั้งแรกหรอกนะ”

   “งั้นมึงก็ลองคิดดู ระหว่างความสัมพันธ์ที่มันจบกับรู้ว่าคนรักไม่มีตัวตนอยู่จริงอะไรมันน่าผิดหวังกว่ากัน”




   ตั้งแต่วันนั้นมาผมก็ไม่ได้เจอเก็นในฐานะของเปเป้อีกเลยเกือบเดือนนึงแล้ว

   สัปดาห์แรกผมบอกเขาว่ามีนัดทำงานกลุ่ม..

   สัปดาห์ต่อมาผมบอกเขาว่าผมติดสอบ..

   สัปดาห์ต่อมาผมบอกเขาว่าผมมีรายงานที่ต้องทำ..

   ใครๆดูก็รู้ว่าผมกำลังหลบหน้า

   Genn : เราทำอะไรให้เธอรู้สึกแย่งั้นเหรอ?
          หรือเราทำอะไรผิด?
          อย่าเงียบหายแบบนี้เลยได้ไหม
          หรือถ้าเธอไม่อยากคุยกันแล้วก็ช่วยบอกมาตรงๆแล้วเราจะไม่กวนใจเธออีก

   ผมขี้ขลาดแม้กระทั่งพูดมันออกไป

   ผมปิดโทรศัพท์เครื่องสำรองไปทั้งๆที่ไม่ได้ตอบอะไรก่อนจะยัดมันลงในกระเป๋าเป้นักเรียน สายตามองหาคนๆนึงที่อีกมุมของโรงอาหารที่โรงเรียน

   คนที่เคยแผ่ออร่ามีความสุขออกมาแม้จะเป็นแค่ระยะสั้นๆ แต่ตอนนี้เขากลับเงียบ..

   เงียบจนน่ากลัว..

   ผมเม้มปากแน่นเพื่อข่มกลั้นความรู้สึกข้างใน “กูไม่อยากเห็นเขาเป็นแบบนี้อีกแล้ว” และสุดท้ายผมก็กลั้นมันไม่อยู่

   ถ้าเขารู้สึกแย่ ผมรู้สึกแย่กว่า

   รู้สึกแย่ที่ตัวเองไปวุ่นวายจนเขาต้องเป็นแบบนี้

   ผมหันหน้าไปซบกับแขนเสื้อของแทนโดยมีแทนคอยลูบหัวอยู่ข้างๆ



   [ปัน]

   ผมนั่งมองเพื่อนตัวเองที่นั่งเขี่ยข้าวไปมาไม่กินเข้าไปสักทีจนผมต้องตบกระโหลกเรียกสติ

   “แดกเข้าไปซะไอห่า อย่าให้กูต้องพูดซ้ำนะ” มันมองค้อนใส่ผมแต่สุดท้ายก็ยอมกินเข้าไปโดยดี

   อาทิตย์นี้ผมได้ยินเสียงมันนับครั้งได้ มันเงียบจนผมกลัวว่ามันจะคิดสั้นเข้าสักวัน

   ที่มันเป็นแบบนี้เพราะผู้หญิงคนเดียว

   คนที่มาปั่นหัวมันแล้วจากไปแบบไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย

   และผมก็เบื่อที่ต้องมาทนดูเพื่อนตัวเองเป็นแบบนี้แล้ว ถ้าไม่มีเหตุผลดีๆให้ผมนะเตรียมตัวโดนเล่นงานได้เลย

   แทบจะรอตอนเลิกเรียนไม่ไหวแล้ว

   


   พอเลิกเรียนผมก็รีบเก็บของยัดใส่กระเป๋าทันที ก่อนเหยื่อผมจะหนี

   “จะไปไหน” ไอชินเป็นฝ่ายถามโดยมีแบล็คกราวน์เป็นไอเก็นที่นั่งซึมทำเอ็มวีอยู่ด้านหลัง

   “มีนัด” ความจริงก็ไม่ใช่นัดหรอกแต่เพราะขี้เกียจอธิบายเลยตอบปัดๆไป

   “กับสาวเหรอวะ” ผมยังไม่ทันจะตอบอะไรก็มีเสียงไอเก็นแทรกมาก่อน

   “ขอให้มึงโดนทิ้ง” ปากแบบนี้ผมควรช่วยมันไหมวะ

   ผมชูนิ้วกลางใส่มันก่อนจะเดินออกมาจากห้อง เดินตรงไปยังอีกห้องนึงซึ่งสวนกับคนที่ผมต้องการเจอพอดี

   “กูมีเรื่องจะคุยด้วย”

   “กูไม่อยากคุยกับคนบ้าว่ะโทษที” กวนตีน

   แล้วแทนก็เดินผ่านผมไปเลยจนผมต้องคว้าไหล่อีกฝ่ายไว้

   “กูอยากคุยเรื่องเปเป้”

   “กูไม่รู้จัก” อีกฝ่ายตอบหน้านิ่งจนทำผมเขวไปแวบนึง

   “งั้นกูต้องเรียกว่าเปเปอร์ใช่ไหมมึงถึงจะรู้จัก” แทนนิ่งไปครู่นึงก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นเรียบเฉยตามปกติ

   “ไปคุยกันที่อื่น”


   “มึงคิดยังไงชวนกูมาร้านไอติม” ไอแทนยืนโวยวายหน้าร้านไอศกรีมโฮมเมดที่อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียน มันมองเข้าไปในร้านสลับกับหน้าผมเป็นเชิงถามว่ามึงเอาจริงหรอ

   “คิดว่ามึงน่าจะอยากแดกเหมือนกูเลยชวนมา” ผมยิ้มทะเล้นให้อีกฝ่ายแต่ได้รับสีพร้อมเหวี่ยงเต็มทนกลับมา เพราะงั้นผมจึงมัดมือชกเดินเข้าไปในร้านก่อนเพราะรู้ว่าเรื่องที่จะคุยทำให้อีกฝ่ายต้องเดินตามเข้ามาแน่ๆ

   ผมเลือกที่นั่งสำหรับสองคนติดริมกระจกบนโต๊ะประดับด้วยแจกันดอกไม้ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูน่ารักเข้าไปอีก

   “มึงแกล้งกูหรือไง” ไอแทนว่าอย่างฉุนเฉียวแต่ก็ยอมนั่งลงตรงข้ามผมโดยดี

   “แถวบ้านมึงแกล้งกันด้วยการชวนมากินของอร่อยหรือไง” ผมขำเล็กน้อยก่อนจะเปิดเมนูดูไอติมแต่ละรส

   “ผมเอารสไวท์ช๊อคเพิ่มวิปครีมครับ”  แทนหันไปบอกพนักงานที่ยืนรอจดออเดอร์ตั้งแต่พวกผมเข้ามา

   “ผมก็เหมือนกันครับ” พอผมบอกไปแบบนั้นคนตรงข้ามก็หันมามองตาเขียว

   “จะสั่งเหมือนกูทำไม”

   “ก็กูอยากกินไวท์ช๊อค” เป็นเด็กหรือไงถึงโวยวายเวลามีคนสั่งตาม

   “สั่งรสอื่นสิกูอยากชิมรสอื่นบ้าง จะสั่งเหมือนกันทำไม” ผมยิ้มเอ็นดู ทั้งที่ตอนแรกไม่อยากเข้ามาเพราะกลัวคนเข้าใจผิดเรื่องของมันกับผม แต่ตอนนี้เป็นคนบอกให้สั่งคนละรสจะได้แลกกันชิม

   มันน่าเข้าใจผิดมากกว่าไหม

   “ไม่” ความจริงผมก็ยอมได้เสมอแหละแต่เพราะอยากแกล้งอีกฝ่ายจึงทำเป็นปฏิเสธไป

   จนสุดท้ายเราสั่งชุดฟองดูมากินด้วยกันเพราะมันเลือกไอติมได้หลายรส

   “เอาล่ะเข้าเรื่อง” อีกฝ่ายไม่ปล่อยให้เวลารอไอติมเสียเปล่า “มึงรู้มานานแค่ไหนแล้วว่าเปเปอร์กับเปเป้คือคนเดียวกัน”    

   “อืมม..ตั้งแต่เห็นครั้งแรกล่ะมั้ง” ทั้งนิสัย บุคลิก เหมือนกันราวกับถอดแบบมาขนาดนี้ต่างกันแค่ตรงที่ผมสั้นหรือผมยาว ใส่แว่นหรือถอดแว่น

   มีแค่คนโง่เท่านั้นที่ดูไม่ออก

   และไอคนโง่คนนั้นคือเพื่อนผม

   “แล้วนอกจากมึงมีใครรู้อีกไหม?”

   “คิดว่าไม่” ผมเปลี่ยนท่าจากนั่งพิงพนักพิงมาเป็นเท้าคางมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าผมจะถามกลับบ้างแล้ว “อยากรู้อะไรอีกไหม”

   อีกฝ่ายส่ายหน้าเป็นคำตอบ “แล้วมึงมีอะไรจะคุยกับกู”

   “ถ้ามึงสังเกตดูบ้างมึงจะรู้ว่าเพื่อนกูตอนนี้อาการกำลังแย่ ช่วยบอกเหตุผลดีๆสักข้อที่จะไม่ทำให้กูต่อยเพื่อนมึงหน่อย” เพื่อนใครใครก็รัก ถึงผมจะดูติดเล่นไปบ้างแต่ผมก็ห่วงเพื่อนขอตัวเองไม่แพ้ใคร

   “กูเป็นคนคิด มีอะไรก็มาทำกูอย่าไปยุ่งกับเพื่อนกู” เสียงอีกฝ่ายนิ่งสนิทบ่งบอกว่าห่วงเพื่อนของตัวเองไม่แพ้กัน “ที่มันทำแบบนี้มันไม่ได้รู้สึกดีอะไรนักหรอก”

   “แล้วทำไม?”

   “ความลับไม่มีในโลกยังไงวันนึงความก็ต้องแตก สู้ให้จบตอนนี้ดีกว่ามองหน้าไม่ติดตอนหลัง” อีกฝ่ายถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “กูก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่ทำให้เพื่อนมึงเป็นแบบนี้ แต่มันไม่มีทางเลือกไหนดีไปกว่านี้แล้ว”

   “ทั้งหมดคือมึงกลัวความแตก?”

   “อืม อีกอย่างจะให้เพื่อนกูเป็นแบบนี้ไปตลอดไม่ได้ เห็นมันคอยแต่งหญิง คอยโกหกแล้วกูเหนื่อยแทน”

   “แต่ทั้งหมดนั่นเพื่อนมึงเป็นคนเลือกเอง เริ่มโดยเพื่อนมึงเอง จะต่อหรือจะจบก็ให้เพื่อนมึงเป็นคนคิดเถอะ”

   “แต่กูเป็นห่วงมัน”

   “งั้นถามหน่อย ตอนนี้เพื่อนมึมีความสุขไหมล่ะ” ผมมั่นใจว่าไอเด็กเด๋อนั่นต้องซึ่มเป็นหมาเหมือนเพื่อนผมแน่ๆ

   “ไม่ ไม่เลยสักนิด”

   “แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามันยังไม่ถึงเวลาจบ ถ้ามึงกลัวความลับแตกตอนนี้มึงก็ไม่ต้องกลัวแล้วมีกูอยู่ทั้งคน” อีกฝ่ายมองหน้าผมอย่างชั่งใจแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วพยักหน้ารับแต่โดยดี

   “ช่วยกูด้วย” พอเห็นคนที่แข็งกระด้างใส่ผมตลอดมาพูดเสียงอ่อนใส่นี่มันเพิ่มความน่าแกล้งเข้าทวีคูณเหมือนกันนะ

   แต่พึ่งจะปรองดองกันได้เพราะงั้นตอนนี้จะไม่รังแกอะไรแล้วกัน

   “ว่าแต่.. หายไปตั้งนานขนาดนี้จะให้อยู่ดีๆกลับไปหามันจะไม่แปลกหรอวะ” มันก็จริงตามที่อีกฝ่ายบอก แต่มีผมอยู่นี่แล้วทั้งคนปัญหาแค่นี้ถือว่าเล็กน้อย

   “เดี๋ยวกูจัดการเอง”





ขอโทษที่หายไปนานอีกแล้วค่ะแงงง พอดีที่ผ่านมาช่วงแรกมีปัญหาทำให้รู้สึกไม่โอเคเท่าไหร่
ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย จนพอโอเคขึ้นก็เปิดเทอมติดกิจกรรมยาวๆจนพึ่งมาว่าง
ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์และทุกคนที่ติดตามมากๆค่ะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 9 [23/09/61]
«ตอบ #35 เมื่อ23-09-2018 02:52:23 »

จะรอดูวิธีช่วยเพื่อนของสองหนุ่ม จะดี หรือ จะร้ายนะ  :hao3:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 10 [23/12/61]
«ตอบ #36 เมื่อ23-12-2018 22:53:04 »

ตอนที่ 10 ผู้สมรู้ร่วมคิด


Rrrrrr

ผมที่นอนซมอยู่บนเตียงทั้งวันเพราะพิษไข้จนต้องขาดเรียนมา3วันถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงสั่นจากโทรศัพท์มือถือ มือปัดป่ายไปทั่วหัวเตียงจนเจอโทรศัพท์ท่ำลังสั่นอยู่

ด้วยความเบลอจากพิษไข้เลยรับสายทันทีโดยไม่ได้ดูว่าใครโทรมา

[เปเป้] ผมที่ตอนแรกอยู่ในสภาพึ่งหลับกึ่งตื่นตอนนี้สะดุ้งตัวขึ้นนั่งแล้วมองโทรศัพท์ตัวเองแบบไม่เชื่อสายตา

นี่มันไม่ใช่โทรศัพท์เครื่องปกติของผมแต่เป็นเครื่องที่ผมใช้ตอนเป็นเปเป้

[เธออยู่ที่ไหน] เสียงยานคางบ่งบอกว่าปลายสายนั้นสติไม่อยู่เต็มร้อย เขาเมางั้นหรอ?

“เราอยู่หอ” ผมพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น ตั้งแต่วันนั้นที่ผมแสดงออกชัดเจนว่าตีตัวออกห่างเขาก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย

[เราอยู่ที่ล็อบบี้ ลงมาหน่อยได้ไหม] แล้วสายก็ตัดไปทิ้งผมไว้กับความงงงัน

ผมควรทำไงดีวะเนี่ยย

แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจที่จะลงไป เพราะถ้าผมไม่ลงเขาก็คงจะไม่กลับ ผมเถียงคนเมาไม่ชนะหรอก ผมจะบอกเหตผลกับแทนแบบนี้ ทั้งที่ความจริงคือผมเองนั่นแหละที่อยากเจอเขาจนแทบบ้า

“เจ้ช่วยแต่งหน้าหน่อย เอาแบบไวๆเลย” ผมวิ่งพรวดออกจากห้องไปบอกเจ๊แกรมที่นั่งดูทีวีอยู่ตรงห้องนั่งเล่นจนเจ๊แกหันมามองตาเขียว

“แกจะไปไหน ไม่สบายแบบนี้ยังจะออกไปอีก กลับไปนอนเลย”

“เถอะนะขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้าเจ้ให้ไปผมจะไม่แอบคายยาทิ้งอีกแล้ว” ก่อนที่เจ๊แกรมจะบ่นไปมากกว่านี้ผมก็รีบพูดชิงตัดบทก่อน

“นี่ที่แกไม่หายสักทีเพราะแกบ้วนยาทิ้งงั้นเหรอ ได้! รีบไปแล้วรีบกลับมารับบทลงโทษจากฉัน” ถ้าเป็นเวลาปกติผมคงกลัวแล้วแต่เวลานี้ผมกลับยิ้มแฉ่งให้เจ้ก่อนจะเข้าห้องไปขนเสื้อผ้าและอุปกรณ์แต่งหน้าออกมา

ผมแต่งตัวอย่างยากลำบากเพราะหน้าผมโดนมือเล็กๆของเจ้ล็อคไว้ เจ๊แกรมประโคมครีมและหลายๆสิ่งต่างๆนานาลงที่หน้าผมอย่างว่องไว

“ฉันไม่ได้แต่งให้เยอะเหมือนตอนไปเที่ยวนะ แค่เอาให้พอรู้ว่าไม่ใช่แกก็พอ” ผมพยักหน้ารับ ถ้าไม่สบายแล้วหน้าเต็มอยู่ห้องมันก็ยังไงอยู่

ผมถอดแว่นตาออกเตรียมจะใส่คอนแทค แต่เพราะพิษไข้ที่ทำให้ขอบตาผมรู้สึกเหมือนเห่อร้อนตลอดเวาแถมยังลืมตาได้ไม่เต็มที่ทำให้ผมทิ้งความตั้งใจที่จะใส่คอนแทคเลนส์ไปรีบยัดวิกใส่หัวแล้วลงไปทั้งอย่างนี้

“อย่าพึ่งไป เอาหน้ากากอนามัยไปด้วยเดี๋ยวไปติดคนอื่นเขา” ผมรับแมสจากในมือเจ้มาใส่ไว้อย่างดีก่อนจะออกมา

ผมวิ่งออกจากห้องด้วยความทุลักทเลเพราะสายตาผมสั้นค่อนข้างเยอะ เยอะจนเกือบจะมองตัวเลขที่ปุ่มลิฟต์ไม่เห็นแล้วแต่ด้วยความเคยชินผมจึงกดชั้นถูก

พอมาถึงล็อบบี้ผมก็กวาดสายตามองหาเก็นไปทั่ว แต่ด้วยความที่มันเริ่มดึกแล้วที่นี่จึงค่อนข้างเงียบผมจึงมองหาเขาง่ายขึ้นมาหน่อย ผมมองไม่เห็นหน้าคนหรอกแต่ผมจำบุคลิกเขาได้

เก็นนั่งอยู่ที่ตรงโซฟาของล็อบบี้โดยมีเพื่ออีกสองคนคอยพยุงไม่ให้ล้มหงายไป

“นั่งเงียบๆห้ามโวยวายนะมึงไม่งั้นรปภ.เขาจะมาไล่มึงออก” ปันบอกเก็นที่นั่งหน้างอราวกับเด็กที่เตรียมจะงอแงเต็มที่แต่ก็พยักหน้ารับแต่โดยดี

ว่านอนสอนง่ายกว่าที่คิดแฮะ

แล้วผมควรเข้าไปทักยังไงเนี่ย

“เอ่อ..”  ผมเดินไปหยุดอยู่ที่ตรงหน้าของเก็น และพอเห็นหน้าผมเขาก็ดึงผมไปกอดทันที ผมเปลี่ยนจากยืนมาเป็นนั่งคุกเข่าเพื่อที่จะคุยกับอีกฝ่ายได้ถนัด “เก็น ปล่อยก่อน เราอึดอัด” ผมตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆเป็นเชิงบอกให้ไปก่อนแต่อีกฝ่ายกลับก่อนผมแน่นขึ้นแทน

“ไม่ปล่อย ถ้าปล่อยเดี๋ยวเธอก็จะหายไปอีก” เขาส่ายหัวอยู่ที่ตรงไหล่ของผม ผมของเขาคลอเคลียไปมาจนผมเกือบจะหลุดขำเพราะจั๊กจี้

“เราอยู่นี่แล้ว เราไม่ไปไหนแล้ว” และตอนนี้ผมก็พึ่งมาคิดได้ อยู่กับใครแล้วมีความสุขก็อยู่ไปเถอะ

“จริงๆนะ?” อีกฝ่ายผละออกมาจากไหล่ของผมแล้วมองผมอย่างวิงวอนขอคำตอบ

นี่เขาขี้อ้อนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

“จริงสิ” พอได้ยินคำตอบของผมเขาก็คลี่ยิ้มออกมา ก่อนที่หน้าของเขาจะขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆและ…

จุ๊บ

ริมฝีปากของเขาสัมผัสเบาๆกับริมฝีปากของผมโดยมีหน้ากากอนามัยกั้นอยู่

แล้วเก็นก็ฟุบไปกลับไหล่ผมอีกรอบแล้วก็นิ่งไปบ่งบอกว่าหลับไปแล้ว ทิ้งผมไว้กับความร้อนและเลือดที่ขึ้นมากองกันอยู่บนหน้า

“หะ เห็นหรือเปล่า” ผมหันไปถามสองคนที่อยู่ข้างๆ

ซึ่งทั้งสองคนตอบมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “เปล๊าา” ให้ตายเถอะ ต้องเห็นแน่ๆ

ฮือ อายชะมัดด









และการมาโรงเรียนในวันต่อมาทำให้ผมรู้ว่า ปันรู้ความจริงทุกอย่างแล้วโดยมีไอแทนเพื่อนผมรู้เห็นเป็นใจทุกอย่างเช่นกัน

“ทำไมไม่บอกกู!” ผมโวยวายใส่ไอปันที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วจ้วงวาฟเฟิลเข้าปากเพื่อดับความโมโหภายในใจ ตอนนี้พวกเรานั่งกันอยู่ที่ร้านไอศครีมที่อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนของผม(ซึ่งผมไม่สบายจึงต้องกินขนมอย่างอื่นแทนไอติม) ด้วยความที่เลิกเรียนแล้วเด็กนักเรียนภายในร้านค่อนข้างเยอะเลยทำให้ผมโวยวายเสียงดังไม่ได้

“กูจะเอาเวลาที่ไหนไปบอกมึงเล่า ไอเก็นก็อยู่ตรงนั้น” พอได้ยินแบบนั้นผมเลยหันขวับไปมองไอแทนที่อยู่ข้างๆผมแทน

“กูว่าจะบอกมึงที่โรงเรียนเนี่ยแหละ ส่วนเรื่องเมื่อคืนกูไม่มีส่วนรู้เห็น”

นั่นล่ะฮะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นแผนของปันหมด ทั้งมอมเพื่อนจนเมาจนหลุดพูดออกมาว่าอยากเจอผมแล้วก็ทำหน้าที่เพื่อนที่ดีพามาหาผมที่คอนโดโดยไม่ปรึกษาสุขภาพผมสักคำ

“เอาน่า ผลมันก็ออกมาดีไม่ใช่หรือไง รู้สึกอยากขอบคุณกูขึ้นมาแล้วล่ะสิ” ปันยิ้มราวกับภูมิใจในแผนของตัวเองนักหนา

“ไหนลองเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังหน่อย กูอยากฟังจากมุมมึงบ้าง” ไอแทนพูดแบบสบายๆในขณะที่ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนฉ่าเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน

“กะ ก็ไม่มีอะไรหรอก ตามที่ไอปันเล่านั่นแหละ”

“แล้วทำไมต้องหน้าแดง” ไอแทนถามย้ำเมื่อเห็นว่าปฏิกิริยาตอบสนองของผมแปลกไป โธ่! เวลาแบบนี้นี่ช่างสังเกตจริงนะ

“กูร้อน!”  ผมรีบตอบโดยไม่คิด ไม่คิดจริงๆนั่งอยู่ในห้องแอร์จะเอาอะไรที่ไหนไปร้อน

“หึหึ” ปันที่นั่งอยู่ตรงข้ามถึงกับหลุดขำ ผมว่าแล้วว่ามันต้องเห็น

ผมเอาหน้ามุดกับโต๊ะด้วยความอาย ทิ้งแทนไว้กับความงงงวยว่าตกลงเมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง




ตอนนี้ค่อนข้างสั้นหน่อยนะคะพอดีอยากตัดไว้เท่านี้

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 10 [23/12/61]
«ตอบ #37 เมื่อ24-12-2018 07:22:46 »

สั้น ค้าง เข้าใจ  :pig4:

ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 10 [23/12/61]
«ตอบ #38 เมื่อ26-12-2018 16:57:33 »

 :mew1:

ออฟไลน์ no.fourth

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 928
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 10 [23/12/61]
«ตอบ #39 เมื่อ26-12-2018 20:56:38 »

 :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 10 [23/12/61]
« ตอบ #39 เมื่อ: 26-12-2018 20:56:38 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 11 [10/02/61]
«ตอบ #40 เมื่อ10-02-2019 01:56:45 »

ตอนที่ 11 ลืม

“กูถามจริง บ้านมึงอยู่ไหนเนี่ย?” แทนหันไปถามปันที่มายืนเกาะราว bts กับพวกผมแบบงงๆแถมยังลงสถานีเดียวกับพวกผมอีกด้วย

“บ้านกูก็อยู่แถวโรงเรียนไง”

“แล้วมึงมาทำเหี้ยไรตรงนี้”

“ไปเล่นบ้านมึงไง” ปันตอบพลางยิ้มแฉ่ง เขาก็ดูหล่อดีนะแต่พอยิ้มแบบนี้แล้วรู้สึกน่าต่อยชะมัด

“มึงว่าไงนะ”

“ไปเล่นที่บ้านมึงไง เนอะเปอร์เนอะ” ไม่ต้องมาเนอะกับกูเลยนะ

ผมหยิบหูฟังมาใส่เปิดเพลงฟังเพื่อตัดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก แต่ความจริงคือผมก็แอบฟังอยู่

พอปันเห็นว่าผมไม่ให้ความสนใจก็หันกลับไปคุยกับแทนต่อ “บ้านมึงมีอะไรให้เล่นบ้างล่ะ”

“บ้านกูมีแค่ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ เตียงแค่นั้น ไม่มีอะไรให้มึงเล่น เพราะงั้นไม่ต้องมา” ความจริงแล้วบ้านไอแทนมีทั้งคอม ทั้เครื่องเพลย์สเตชั่นแถมมีเกมอีกเยอะแยะ ผมเลยชอบไปเล่นบ้านมันบ่อยๆ แต่ดูเหมือนมันจะไม่อยากใหปันไปเท่าไหร่เลยตัดบทแบบนั้น

“งั้นเดี๋ยวกูไปเล่นบนเตียงมึงก็ได้” ประโยคสองแง่สองง่ามชวนเข้าใจผิดบวกกับสีหน้าเจ้าเล่ห์ของคนพูดชวนให้คนฟังคิดไปไกล

เป็นไม่กี่ครั้งที่ผมจะเห็นแทนผู้เก็บอาการเก่งแทบทุกเรื่องทำหน้าเหวอแบบไปไม่ถูก แทนหันมามองหน้าผมเพื่อดูว่าผมได้ยินประโยคเมื่อกี้หรือไม่ ผมจึงแกล้งทำเป็นเหมือนตัวเองกำลังดื่มด่ำกับเพลงที่ฟังอยู่เต็มที่ทั้งที่ความจริงผมแทบจะกลั้นขำไม่อยู่แล้ว

“คะ ใครจะไปเล่นกับมึงวะไอโรคจิต” แทนหันไปโวยวายในระดับเสียงที่เบากว่าปกติเพราะคนบนbtsเยอะพอสมควร

“นอนเล่นrovบนเตียงนี่มันโรคจิตตรงไหนวะ” พอได้ยินแบบนั้นแทนที่กำลังโวยวายเมื่อกี้ก็หุบปากลงทันทีแทนที่มาด้วยอาการหูแดงและเริ่มแดงขึ้นไปอีกเมื่อโดนแซว “คิดอะไรน่ะ หูแดงใหญ่เลย”

“ถ้ามึงยังไม่หยุดลงรถกูจะไปต่อยมึง” จบประโยคปันก็หยุดการแซวอัตโนมัติ โถ่ ผมกำลังสนุกเลย

แล้วพวกเราก็ยืนเงียบๆจนลงจากรถ

“กูเปลี่ยนใจแล้ว กูไปกับเปอร์ดีกว่า”

“ถามกูหรือยังว่าอยากให้ไปด้วยหรือเปล่า” ผมทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ ว่างมากนักหรือไง บ้านช่องทำไมไม่กลับ

“อย่าพูดแบบนั้นสิเพื่อนเปอร์ กูกุมความลับมึงอยู่นะ” แทนเดินเข้ามากอดไหล่ผม แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายตัวใหญ่กว่าผมพอสมควรเลยทำให้ผมเสียหลักพอสมควร

ผมหันไปทำหน้างอใส่ไอปัน “มึงจะแบล็คเมล์กูจริงหรอ กูคิดว่ามึงจะอยู่ฝั่งกูซะอีก”

“ไม่ต้องมาอ้อนกูเลย กูไม่ใจอ่อนกับมึงหรอก” เมื่อเห็นว่าใช้ลูกอ้อนกับปันไม่ได้ผลผมจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากแทนแทน ซึ่งแทนก็ทำหน้าเชิงว่ายอมไปเถอะ

ผมเลยต้องมานั่งรถเมล์กลับบ้านกับไอปันเนี่ย

“ทำไมบ้านมึงไกลจังวะ โรงเรียนใกล้ๆไม่มีหรือไง” ปันมองออกไปด้านนอกตัวรถ ดูเจ้าตัวจะตื่นเต้นกับการมาเยือนต่างถิ่นพอสมควร

“มี แต่อยากเรียนไกล จบนะ”

“ไม่เหนื่อยหรือไงนั่งรถไปกลับตั้งนานกว่าจะถึง”

“แล้วมึงไม่เหนื่อยหรือไงมาตามกูกลับบ้านเนี่ย”

“ยอกย้อนเก่งนักนะมึงอะ” ปันเขกหัวผมเบาๆ “เข้าเรื่องเลยแล้วกัน กูมีเรื่องจะให้มึงช่วย”

“ว่ามาสิ จะพยายามช่วยเท่าที่พอจะทำได้นะ”

“มึงช่วยได้อยู่แล้ว อยู่แค่ว่าอยากช่วยไหม” มึงก็พูดมาสักทีสิ “กูคิดว่ากูชอบแทน กูอยากได้โอกาส..สักนิดนึงก็ยังดี”

“คิดว่าชอบงั้นเหรอ มึงยังไม่แน่ใจในความรู้สึกตัวเองเลยแล้วจะมาขอให้กูช่วยเนี่ยนะ”  ถ้าไม่แน่ใจในความรู้สึกตัวเองก็ไม่ควรดึงคนอื่นเข้าไปในชีวิตไหม

“ใจเย็นก่อนสิ ก็นี่ครั้งแรกเลยนี่หว่าที่หวั่นไหวกับเพศเดียวกันมันก้ต้องไม่แน่ใจเป็นธรรมดา” ปันเกาแก้มตัวเองด้วยความประหม่า “ตอนมึงหวั่นไหวกับไอเก็นครั้งแรกมึงมั่นใจเลยหรือไง”

“ก็มั่นใจเลยน่ะสิ”  ผมพยักหน้ารับ ก็ผมไม่เคยเป็นแบบนี้กับใคร แปลว่าผมชอบคนนี้ไม่ถูกหรอ

“เป็นมึงนี่ดีจริงๆ” ปันถอนหายใจ “ถึงตอนนี้กูไม่มั่นใจว่าความรู้สึกตอนนี้มันใช่ชอบหรือเปล่า แต่กูก็มั่นใจในระดับนึงว่ากูรู้สึกดีกับเพื่อนมึงมากๆเพราะงั้นช่วยกูเถอะ นะๆๆ กูยังไม่อยากโดนตัดโอกาสตั้งแต่ยังไม่เริ่ม” ปันจับข้อมือผมหลวมๆแล้วเขย่าเบาๆ

ผมถอนหายใจอย่างหนักใจ อีกฝ่ายนึงก็เพื่อนอีกฝ่ายนึงก็คอยช่วยผมในเรื่องของผมอยู่เหมือนกัน

“เออๆก็ได้ ถ้ามึงแค่เล่นๆกับเพื่อนกูนะกูไม่เก็บไว้แน่” ผมชี้หน้าคาดโทษ

ถ้าเป็นคนอื่นผมอาจจะรับปากโดยไม่ต้องคิดเลยว่าจะช่วยแน่ๆ ผมอยากให้เพื่อนผมมีความรู้สึกที่ดีต่อใจบ้าง แต่พอเป็นปัน..ด้วยนิสัยติดเล่นของอีกฝ่ายเลยทำให้ผมกลัวว่าอีกฝ่ายจะแค่เล่นๆกับเพื่อนผม

แต่ผมก็ไม่ควรจะตัดสินใครแบบนี้เลยตัดสินใจช่วยดู

อีกอย่างเวลาสองคนนี้อยู่ด้วยกันแล้วมันก็ดูเข้ากันดี

“ถ้ามันมีตอนนั้นมึงต่อยหน้าหล่อๆของกูได้เลย” อีกฝ่ายยกยิ้มกวนๆแต่มีความจริงจังอยู่น้ำเสียง

“ทำเป็นพูดไปเหอะ จะจีบเพื่อนกูติดหรือเปล่ายังไม่รู้เลย” ผมยกยิ้มมุมปาก พอเห็นอีกฝ่ายเริ่มหน้าถอดสีผมก็หัวเราะอย่างสุดเสียง

ดูท่าอีกฝ่ายจะมั่นใจมากจนไม่ได้คิดถึงโอกาสที่จะจีบไม่ติดเลย




“เมื่อวานไอปันมันไปทำอะไรบ้านมึง” ไอแทนกระซิบถามขณะเรียนอยู่ในคาบคณิตศาสตร์

“มาส่งที่หน้าคอนโดแล้วกลับ” ผมพูดขณะที่สายตาโฟกัสไปยังกระดานหน้าห้อง ความจริงคือไม่ได้ตั้งใจเรียนหรอกแค่แอคเหมือนตั้งใจไว้จะได้ไม่โดนเรียก

“อย่างมันเนี่ยนะไปส่งมึง” แทนถามเหมือนไม่เชื่อ ใช่ เป็นผมผมก็ไม่เชื่อ มันไม่ได้ตั้งใจมาส่งไง มันมีจุดประสงค์

“ใช่ ทำไมอะหึงหรอ” ผมแหย่ลองเชิงดูปฏิกิริยาอีกฝ่ายดู ซึ่งผลลัพธ์มันเกินกว่าที่ผมคิดไปเยอะมาก..

“หึงก็บ้าแล้วไอเหี้ย!” แล้วแทนก็ตะโกนขึ้นมาท่ามกลางห้องเรียนคณิตศาสตร์ที่แสนเงียบงัน





ด้วยเหตุการณ์ในห้องเรียนเมื่อตอนบ่ายทำให้พวกผมต้องโดนทำโทษด้วยการมาช่วยจัดเอกสารต่างๆนานาของอาจารย์ในเวลาหลังเลิกเรียน

ซึ่งไอแทนตัวก่อเรื่องก็หนีผมไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยด้วยเหตุผลที่ว่ามันโดดซ้อมบาสมาหลายรอบแล้วตอนนี้โดดไม่ได้แล้ว

ยังดีที่ทำแค่แยกเอกสารประกอบการเรียนของแต่ละชั้นปี ถึงแม้มันจะเยอะไปหน่อยก็เถอะแต่ดีกวาโดนสั่งให้ล้างห้องน้ำ

ผมเงยหน้ามองเมื่อเสียงเปิดประตูดังขึ้น ตึกเรียนจะปิดอยู่แล้วยังจะมีใครเข้ามาในเวลานี้อีก

ผมชะงักเมื่อสบตากับคนที่เข้ามาใหม่ ก่อนจะแสร้งทำเป็นจัดเอกสารต่อ

เก็นเดินตรงมาเรื่อยๆจนหยุดและนั่งลงตรงหน้าผมแล้วลงมือหยิบเอกสารปึกนึงไปเรียง

“โดนทำโทษเหมือนกันหรอ” ผมเป็นฝ่ายเปิดประเด็น ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบมาแค่..

“อืม”

“มีวิชาไหนบ้างที่นายไม่โดนทำโทษ” อันนี้ผมสงสัยจริงๆ เจอกี่ทีก็โดนทำโทษอยู่แทบจะตลอด

“เมื่อไหร่มึงจะหุบปาก มันน่ารำคาญ” อีกฝ่ายพูดด้วยโทนเสียงนิ่งๆจนผมที่กำลังจะพูดต่อก็ได้แต่หุบปากลงและเม้มมันเอาไว้

“หน้ามึงด้วย เห็นแล้วรำคาญ” นี่มันใช่คนเดียวกับคนที่มางอแงใส่ผมที่คอนโดหรือเปล่า

ใจร้ายชะมัด ผมเบะปากแล้วก้มหน้าลงจนคางแทบจะชิดกับอก

“เป็นอะไรก้มหน้าทำไม เงยขึ้นมา”

“อะไรวะ เมื่อกี๊ก็บอกไม่อยากเห็นหน้าพอหลบให้ก็บอกให้เงยขึ้นไปเนี่ยนะ” ผมโวยวาย เงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายว่าจะเอายังไงกันแน่

“มึงเชื่อฟังกว่าหมาที่บ้านกูอีก” ถึงอีกฝ่ายจะทำหน้านิ่งแต่ผมก็เห็นนะว่าเมื่อกี้เขาหลุดยิ้ม

“นายไม่มีหมา”

“รู้ดี” ใช่ ผมรู้ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องของเขา

รู้ด้วยว่าเขาชอบใคร คนนั้นคือผม(ในร่างหญิง)เอง คิคิ

“พอดีฉลาด”

“’งั้นรบกวนคนฉลาดช่วยรีบๆทำงานด้วยครับ จะได้กลับบ้านกันสักที” ผมชะงักไปพักนึงเพราะเขาไม่เคยพูดเพราะกับผมมาก่อนเลย

รู้สึกใจฟูยังไงไม่รู้ ถ้าผมยกมือมากุมหัวใจตัวเองตอนนี้เขาจะหาว่าผมบ้าไหม

ผมพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรที่มันพิเศษเลย แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าน่ารักได้ขนาดนี้

“ร้อนหรือไง แดงทั้งหน้าเลย”

“นะ นิดหน่อยน่ะ” ผมหัวเราะแก้เก้อพลางขยับแว่นแล้วรีบลงมือทำงานให้เสร็จให้ไวก่อนจะเป็นบ้าไปมากกว่านี้



ผมยกเอกสารกองสุดท้ายไปไวบนโต๊ะอาจารย์ บิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องพักครู

กึก…

ผมหมุนลูกบิดประตูแต่มันเปิดไม่ออก ดูเหมือนจะถูกล็อคจากด้านนอกซะด้วย

ผมหันไปมองคนข้างหลังเพื่อขอความช่วยเหลือ อีกฝ่ายจึงเดินมาลองเปิดดูด้วยตัวเองแต่ก็เปิดไม่ออกเหมือนเดิม

“มึงว่าอาจารย์ลืมบอกภารโรงหรือเปล่าว่าเราอยู่ในนี้”








อยากลาออกจากการเป็นนิยายรายเดือนTT

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 11 [10/02/61]
«ตอบ #41 เมื่อ10-02-2019 02:05:50 »

ได้อยู่ตามลำพังแล้ว  :hao6:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]
«ตอบ #42 เมื่อ16-04-2019 01:32:19 »

ตอนที่ 12 ชอบแบบนาย

“มึงว่าอาจารย์ลืมบอกภารโรงหรือเปล่าว่าเราอยู่ในนี้” ผมและเขาได้แต่มองหน้ากันตาปริบๆ “มึงลองโทรหาเพื่อนมึงสักคนดิ้ให้มาช่วยเปิดหน่อย”

ผมลองโทรหาแทนที่ตอนนี้น่าจะเล่นบาสอยู่ที่สนามดู

จะผิดไหมถ้าผมจะภาวนาให้มันไม่รับโทรศัพท์

และเหมือนสวรรค์เห็นใจ.. มันไม่รับจริงๆ

“ไม่รับ” เขาถอนหายใจแรงๆและหยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนดูบ้าง

“ติดต่อไม่ได้ทั้งไอปันและไอชินเลย พวกห่านี่เวลาฉุกเฉินไม่เคยจะอยู่ กูจะไม่เล่นเกมกับพวกแม่งละ” เขาบ่นใส่โทรศัพท์อย่างหัวเสีย “มึงไม่มีเพื่อนคนอื่นหรือไง โทรหาใครก็ได้ที่มึงคิดว่าอยู่ที่โรงเรียน”

“นอกจากแทนผมก็ไม่มีเบอร์คนอื่นเลย” ผมไม่ค่อยมปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นในห้องนัก ก็มีคุยบ้างแหละแต่ไม่ได้สนิทหรือมีเรื่องจำเป็นจนถึงขนาดจะต้องมีเบอร์โทรศัพท์ “นายล่ะลองโทรหาคนอื่นบ้างสิ”

“….” เขาเงียบ โอเค เราสองคนเป็นพวกเพื่อนไม่คบทั้งคู่ “งั้นก็รอไม่เพื่อนกูก็เพื่อนมึงโทรกลับมา”

เก็นเดินไปนั่งที่มุมนึงของห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นและทำท่าจะหยิบหูฟังมาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก ซึ่งผมไม่ยอมหรอก

“มาเล่นเกมกันเถอะ” ผมเอ่ยปากชวนพลางทรุดนั่งข้างๆอีกฝ่าย

“เกมอะไร” อีกฝ่ายถามโดยที่สายตาไม่ละออกจากจอโทรศัพท์ด้วยซ้ำ

“เกมถามคำถาม ผลัดกันถามคนละคำถามไปเรื่อยๆ”

“ไร้สาระ ไม่เล่น” ผมมุ่ยหน้า แต่ก็ยังจะพูดต่ออยู่ดี

“ตาผมก่อนนะ ชอบสีอะไร”

“มึงนี่ดื้อจริงๆกูบอกว่าไม่เล่น” เสียงเขาเริ่มกระด้างขึ้นมาในระดับนึง ทำเอาผมเริ่มใจแป้วในพริบตา

“ชอบสีอะไร” ผมทวนคำถามซ้ำ และจะซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าเขาจะตอบ

เขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “สีแดง”

“ตานายแล้ว นายจะถามไหม” เขาเงียบเป็นเชิงว่าเบื่อที่จะเล่นแต่อย่าคิดว่าเงียบแล้วจะทำให้เกมนี้จบได้นะ “ถ้านายไม่ถามข้ามไปตาผมนะ”

“ชอบสีอะไร” เขาถามกลับด้วยคำถามเดิมแบบส่งๆ

“ไม่ตั้งใจคิดคำถามเอาซะเลย” ผมบ่นอุบ “ชอบสีขาว อาหารที่ชอบล่ะ”

“ราเมง มึงล่ะ”

“ผัดกะเพรา” มาถึงคำถามที่เป็นจุดประสงค์ของเกมนี้แล้ว “สเปคที่ชอบ”

เขาชะงักไปพักนึงก่อนจะตอบ “น่ารัก”

“หมายถึงหน้าตาน่ารักงั้นเหรอ”

“เปล่า นิสัยน่ารัก”

“คำตอบกว้างจัง ขยายหน่อยได้ไหม”

“ถามเยอะไปละยกไปไว้คำถามหน้า ตากูบ้าง”

เขาเปลี่ยนท่านั่งจากนั่งพิงกำแพงเล่นมือถือเป็นมานั่งจ้องหน้าผม

“สเปคมึงล่ะ” ผมชะงักไปนิดนึง แค่เขามานั่งจ้องหน้าแล้วถามว่าสเปคผมเป็นแบบไหนแค่นั้นทำไมผมถึงรู้สึกเขินเหมือนตัวเองกำลังโดนจีบ

นัยน์ตาสีดำสนิทของอีกฝ่ายดึงให้ผมเข้าไปตกอยู่ในภวังค์ลึกจนเผลอหลุดปากตอบแบบไม่รู้ตัว “ชอบแบบนาย”

“มึงว่าไงนะ” อาการตกใจของอีกฝ่ายทำให้ผมได้สติกลับคืนมา

“เอ่อ ผมหมายถึงแบบเนยน่ะ เนยBNK48อะ” ณ จุดนี้อ้างอะไรได้ก็เอามาอ้างก่อน

เขาพยักหน้ารับเบาๆ ดูจากแนวและสไตล์ของเขาน่าจะไม่รู้จักแฮะ

“แล้วตกลงคำว่าน่ารักของนายนี่หมายถึงแบบไหนหรอ?”

“คนที่มองโลกในแง่ดี ซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเอง คิดอะไรก็แสดงออกแบบนั้น เรียบร้อยแต่ก็ยังมีมุมเหมือนเด็กๆอยู่ทำนองนั้น”

เขาว่ากันว่า ถ้าคนเราสามารถเจาะจงสเปคที่ชอบมาได้เป็นข้อๆเขาคนนั้นไม่ได้พูดถึงสเปคที่ชอบแต่กำลังพูดถึงคนที่ชอบต่างหาก

ให้ตายเถอะ ผมกำลังรู้สึกอิจฉาตัวเองอีกคนนึงอยู่   




[Pun]

ในเวลาตอนเย็นหลังเลิกเรียนแบบนี้เด็กผู้ชายส่วนใหญ่จะไปอยู่กันที่ร้านเกม ไม่ก็สนามบอลหรือสนามบาส ผมเองก็เช่นกัน แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้เล่น

ผมนั่งมองร่างสูงผิวสีแทนเลี้ยงลูกบาสจากฝั่งของตัวเองไปยังฝั่งตรงข้ามและกระโดดขึ้นเพื่อชู้ตลูกลงห่วงทำให้ชายเสื้อนักเรียนเลิกขึ้นจนพอเห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เริ่มจะเป็นร่องตามภาษาคนออกกำลังกาย

เซ็กซี่ชะมัด

RRrrrr

โทรศัพท์ของอีกฝ่ายที่ฝากผมถือไว้ทั้งสั่นและส่งเสียงร้องออกมาเมื่อมีสายเรียกเข้า

‘Paper’

ผมรีบกดล็อคหน้าจอเพื่อให้มือถือหยุดสั่นและเมื่อปลายสายวางสายไปผมก็รีบลบแจ้งเตือนที่มีคนโทรเข้าพอดี

เวลาแบบนี้มันหายากจะตาย ผมไม่อยากให้มีอะไรมาขัดจังหวะ

แน่นอนว่าเหตุการณ์ข้างบนนั้นเป็นแผนของผมเอง

ย้อนไปเมื่อ 30 นาทีก่อน

ผมเดินหาลุงภารโรงคนที่เป็นถือกุญแจห้องพักคณิตศาสตร์แทบจะทั่วตึกเรียนจนมาเจอลุงแกกำลังเดินไล่ปิดห้องเรียนอยู่ “ลุงครับ คือว่าผมเป็นคนที่โดนอาจารย์ใช้งานที่ห้องคณิต น่าจะทำงานนานพอตัวเลยครับเลยจะขอกุญแจไว้ก่อนเดี๋ยวผมปิดให้เองแล้วเดี๋ยวก่อนกลับผมจะเอาไปหย่อนไว้ที่ห้องปกครอง”

“นานแค่ไหนกัน ลุงรอปิดให้ก็ได้”

“เกรงว่าจะนานมากกกอะครับ พอดีงานเหลือเยอะพอตัว” ลุงทำท่าชั่งใจอยู่นานแต่สุดท้ายก็ยอมให้มาแต่โดยดี

ผมใช้วิชาตีนแมวแอบย่องเบาไปล็อคประตูห้องคณิตจากข้างนอก ลงแม่กุญแจให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้สองคนนั้นรู้ตัว

ทำไมห้องมันเงียบขนาดนี้วะ สองคนนั้นมันไม่คุยกันเลยหรือไง

นี่ไง ถือว่ากูช่วยมึงด้วยไอเปอร์ จะได้มีเวลาคุยให้หนำใจมึงเลย

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากแทนเล่นบาสจนพอใจแล้วอีกฝ่ายก็เดินมารับน้ำดื่มจากผมไปดื่มก่อนจะเทราดหัวแล้วหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ด

“เช็ดให้มันดีๆ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” ผมบ่นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาผ้าถูกหัวแบบลวกๆแค่สองสามทีแล้วโยนทิ้งำว้บนเก้าอี้ข้างสนาม

“เสือก” อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างไม่สนใจมากนักแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น

“คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง”  นี่ หยอดไปหนึ่งดอก

“เก็บความเป็นห่วงไว้ให้สาวๆของมึงเถอะ กูป่วยล่าสุดเมื่อตอนประถมนู่น” คนอะไรร่างกายแข็งแรงฉิบหาย

“กูไม่มีสาวที่ไหน”

“กูไม่ได้ถาม”

“บอกเฉยๆไม่อยากให้เข้าใจผิด” อีกฝ่ายชะงัก ละสายตาจากมือถือแล้วมองหน้าผมแบบจับผิดสุดๆ

“เป็นเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย”

“กูปกติดี” ผมยักไหล่ ไม่อยากจะรุกมากกว่านี้กลัวอีกฝ่ายจะอึดอัด

แต่ถ้าไม่รุกมันก็เป็นเฟรนด์โซนไปแบบนี้เรื่อยๆน่ะสิ ทำไมจีบคนๆนึงมันยากขนาดนี้วะ!

“ลืมไปว่ามึงไม่ปกติจนเป็นปกติอยู่แล้ว” ใครมันจะไปคิดว่าปากบางๆแบบนั้นจะด่าเก่งฉิบหาย

“มีวันไหนมึงจะไม่ด่ากูบ้างไหม”

“วันที่มึงทำตัวดีๆแบบคนปกติเขา”

“ได้ งั้นต่อไปนี้กูจะทำตัวดีๆกับมึง”

“เก็บไว้ทำกับสาวของมึงเถอะไอห่า” แล้วเมื่อกี้บอกให้ผมทำตัวดีๆแบบคนปกติ

“บอกว่าไม่มีสาวที่ไหน”

“กูไม่ได้ถาม”

“ไม่มี” ไม่ถามก็จะยัดเยียดให้จนกว่าจะเข้าใจว่าไม่มี

“เรื่องของมึง”

“ไม่มี”

“เออกูรู้แล้ว พอใจยังสัส”

“อืม พอใจแล้ว” ผมยิ้มออกมาอย่างพอใจ เผื่อมันจะไม่รู้ตัวเวลามันโวยวายเนี่ยโคตรจะน่ารักเลย

“ไอสัสเปอร์นานจังวะ กูเบื่อหน้ามึงละเนี่ย” อีกฝ่ายทำท่าจะโทรหาเปเปอร์ ด้วยความตกใจผมจึงเผลอคว้าโทรศัพท์ของอีกฝ่ายไว้

“เปอร์มันอาจจะตั้งใจทำงานอยู่อย่ากวนมันเลย”

“กูรู้จักเพื่อนกูดี มันสมาธิดีที่ไหน ตั้งใจทำงานน่ะเหรอเป็นไปไม่ได้สำหรับมันเลย” ถ้าไอเปอร์มาได้ยินแบบนี้นั่งร้องไห้แล้วมั้งเนี่ย

ผมกับแทนจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

“ปล่อย” เพียงแค่อีกฝ่ายพูดด้วยเสียงนิ่งๆอย่างเฉียบขาดมือผมก็เผลอปล่อยโทรศัพท์ของอีกฝ่ายอัตโนมัติ

[ไอแทน กูโดนขังในห้องคณิต] ผมได้ยินเสียงไอเปอร์โวยวายดังออกมาจากโทรศัพท์ของอีกฝ่าย

“เออเดี๋ยวกูไปบอกภารโรงให้” แทนว่าจบก็วางสายไป “ไปหาภารโรงที่ดูแลห้องคณิตดิ้ ลุงแกจะกลับบ้านยังเนี่ย”

ด้วยความสัตย์จริง ผมลืมคิดไปเลยว่าตอนเปิดเนี่ยจะเปิดยังไงไม่ให้ทุกคนรู้ว่าผมเป็นคนเอากุญแจไป

“ยังจะนิ่งอีก จะไปไหมไอห่า” แทนหันมาเร่ง

ผมค่อยๆชูมือสองมือขึ้นบนอากาศเหมือนเวลาคนร้ายมอบตัว โดยที่มือข้างหนึ่งชูของกลาง(กุญแจ)ไว้

แทนก็ดูตกใจปนงงว่าผมจะขังเพื่อนตัวเองทำไม

จะหาข้อแก้ตัวยังไงดีเนี่ย


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]
«ตอบ #43 เมื่อ16-04-2019 07:53:53 »

กล้าชวนก็ต้องกล้าไปเนอะ อิอิ
สู้สู้
 :katai2-1:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]
«ตอบ #44 เมื่อ16-04-2019 22:10:28 »

 :katai5: ค่อย ๆ คลานไปดู คนลืมเพื่อน  :katai3:

ปอลอ. ช่วยเปลี่ยนปีพ.ศ.ให้ด้วย 62 แล้วเด้อ  :m5:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-6
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]
«ตอบ #45 เมื่อ17-04-2019 08:21:27 »

 :L2: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด