【✦ Sea Spec ✦】#เด็กทะเล 【CH 30 | P.80 | 16.6.18】ll END ll
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: 【✦ Sea Spec ✦】#เด็กทะเล 【CH 30 | P.80 | 16.6.18】ll END ll  (อ่าน 522764 ครั้ง)

ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   
เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว
บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สารบัญ

บทนำ
บทที่ 1บทที่ 2บทที่ 3
บทที่ 4บทที่ 5บทที่ 6
บทที่ 7บทที่ 8บทที่ 9
บทที่ 10 [1]บทที่ 10 [2]
บทที่ 11 [1]บทที่ 11 [2]
บทที่ 12 [1]บทที่ 12 [2]
บทที่ 13บทที่ 14
บทที่ 15 [1]บทที่ 15 [2]
บทที่ 16 [1]บทที่ 16 [2]
บทที่ 17 [1]บทที่ 17 [2]
บทที่ 18 [1]บทที่ 18 [2]
บทที่ 19 [1]บทที่ 19 [2]
บทที่ 20 [1]บทที่ 20 [2]
บทที่ 21 [1]บทที่ 21 [2]
บทที่ 22 [1]บทที่ 22 [2]
บทที่ 23 [1]บทที่ 23 [2]
Special - นายหัวชาญ -
บทที่ 24
บทที่ 25 [1]บทที่ 25 [2]
บทที่ 26
บทที่ 27 [1]บทที่ 27 [2]
บทที่ 28
บทที่ 29
บทที่ 30 [END]

 :L1: :L1: :L1:

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-09-2018 00:58:39 โดย วันเวย์ »

ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/
Re: ✦✦ Sea Spec ✦✦ #เด็กทะเล
«ตอบ #1 เมื่อ13-11-2016 22:46:30 »

Sea Spec #เด็กทะเล
By...วันเวย์


-------------------------------

   
- บทนำ -


นอนไม่หลับ...

อาจเพราะแปลกที่ แปลกบรรยากาศ แปลก...กระทั่งอากาศที่หายใจเข้าไป กลิ่นเค็มของเกลือทะเลทำเอาคนไม่คุ้นเคยแสบจมูก ยิ่งเคยอยู่แต่ในห้องปรับอุณหภูมิ มาเจอแบบนี้ภูมิคุ้มกันในตัวเลยต้องทำโอทีกันหนัก

ทะเลตอนกลางคืนดูน่ากลัวนัก หันไปทางไหนก็มีแต่ที่โล่งกว้าง ดูอ้างว้างเดียวดาย แตกต่างเหลือเกินกับเมืองฟ้า กรุงเทพฯ เมืองใหญ่มองมุมไหนก็มีแต่ตึกสูงเป็นทิวทัศน์ มือขาว ราวกับไม่เคยโดนแดดโดนลมเปิดประตูออกไปยืนรับลมบนระเบียงบ้าน

ผืนน้ำกว้างใหญ่ หาดทรายทอดไกลสุดสายตา เสียงคลื่นซัดซาไม่ขาดสาย ฟองสีขาวแตกกระจายเมื่อกระทบโขดหิน เมื่อเงยหน้าขึ้นฟ้าก็พบจุดระยิบระยับละลานตา แม้วันนี้เป็นคืนเดือนหงาย แต่ฟ้าโปร่งเป็นใจ จึงเห็นดาวได้ยิ่งกว่าชัด คนนอนไม่หลับจุดยิ้มมุมปาก ผ่อนคลายกับธรรมชาติตรงหน้า

ไกลออกไป...เงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งลอยคออยู่กลางทะเล

จะบอกว่ามาเล่นน้ำ...ตีสามก็ดูจะดึกเกินไป

หรือจะเป็นชาวบ้านออกมาหาปลา...ทว่าก็ไม่เห็นเรือสักลำ

เหลือข้อสันนิษฐานเดียวเท่านั้น...ฆ่าตัวตาย!

ชายหนุ่มใจกระตุก มือเท้าเย็นเยียบ เพ่งสายตามองให้ชัดถึงรูปพรรณสัณฐานของคนคิดสั้น เขาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำสัน ผิวคล้ำ ใบหน้ารกครึมหนวดเครารุงรัง ชั่วจังหวะที่ดวงตาคู่นั้นล้อกับแสงจันทร์ ไม่รู้ทำไมเขามองเห็นประกายตาสิ้นหวังสะท้อนอย่างชัดเจน

คนบนระเบียงหันรีหันขวาง ตกตะลึงเมื่อเห็นอีกฝ่ายจมหายไปกับตา เสียงในหัวร้องลั่นสั่งให้ ‘ช่วย’

แม้ไม่รู้เลยว่าจะช่วยได้อย่างไร แต่การได้ทำอะไรเสียบ้างก็ยังดีกว่าปล่อยให้โชคชะตากำหนดชีวิตผู้ชายคนนั้นอยู่ฝ่ายเดียว ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเตรียมออกวิ่ง ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้า เงาดำนั่นก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมา ชายแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จักเดินอาดๆ ขึ้นจากน้ำ หายลับไปตามทางมืดมนจนกระทั่งหลุดกรอบสายตา

เป็นอันว่า...ไม่ตาย!

ไม่มีคนฆ่าตัวตาย ไม่มีเรื่องร้ายอะไรทั้งนั้น

มีเพียงเขา...ไอ้โง่ที่บังเอิญผ่านมาเห็นคนลอยคอกลางทะเลแล้วเผลอคิดเป็นตุเป็นตะ จากที่แรกเริ่มแค่แปลกถิ่นนอนไม่หลับ กลับกลายเป็นตาค้าง ร่างกายตื่นตัวหนักกว่าเก่า

“เฮ้อ...” คนเจอดีถอนหายใจ

เมื่อกี้...

ผีหรือคนก็ไม่รู้...

ไม่รู้อะไรสักอย่าง

น่าแปลกที่ดวงตาเจ็บปวดคู่นั้นติดอยู่ในหัวเขาราวกับโดนเล่นของ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-11-2016 00:12:55 โดย วันเวย์ »

ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/
Re: ✦✦ Sea Spec ✦✦ #เด็กทะเล
«ตอบ #2 เมื่อ13-11-2016 23:04:28 »

บทที่ 1
ลูกทะเล


“อ้าว! ตื่นแล้วเรอะไอ้เด็กเมืองกรุง”

เจ้าของเสียงดุรัวเร็วเดินดุ่มๆ ออกมาจากห้อง ทั้งหน้าทั้งผมยุ่งเหยิงตามประสาคนเพิ่งตื่นนอน ‘เด็กเมืองกรุง’ มองสภาพนอนไม่พอของคนเป็นพ่อแล้วยิ้มให้กับผ้าขาวม้าผืนเดียวที่คาดบั้นเอวหนา มันหลวมจนน่ากลัวว่าจะหลุดลงต่อหน้าเขา ถึงอย่างนั้นคนสวมมันก็ดูไม่เดือดร้อนอะไร คล้ายเป็นความเคยชินสำหรับคนใต้ ในวันที่อากาศร้อนแต่เช้าตรู่

“ยังไม่ได้นอนเลยต่างหากล่ะครับ”

“นอนไม่หลับล่ะสิเอ็ง บ้านนอกก็อย่างนี้ล่ะวะ เสียงคลื่นเสียงลมมันแรง”

คนนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวเดินเลี้ยวมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน โต๊ะไม้ยางพาราสีกระดำกระด่างกลายเป็นทั้งโต๊ะอาหาร โต๊ะวางของ เอนกประสงค์ไปในตัว มือหยาบกร้านคว้าขวดน้ำกรอกปาก ไม่สนใจจะเทใส่ภาชนะใดๆ ดื่มเสร็จก็โยนขวดพลาสติกส่งๆ ไว้มุมหนึ่งของโต๊ะ

เปล่าเลย...ไม่ใช่เสียงคลื่นเสียงลมที่ทำให้เขาตาค้าง...

เป็นอาการตกใจที่เห็นคนจะฆ่าตัวตายนั่นมากกว่า ภาพที่เห็นเมื่อคืนยังคงติดตา ยังดีที่มันเป็นแค่การวิตกจริตของเขาเท่านั้น

“ผมคงตื่นเต้นมั้งครับ เพิ่งเคยมาบ้านพ่อครั้งแรก”

สิ่งที่ตอบบุพการีไปเป็นคนละอย่างกับที่ใจคิด

ชายหนุ่มยิ้ม...รอยยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่ออีกฝ่ายเอื้อมมือมาผลักหัวเขา

“ตื่นเต้นทำห่าอะไรล่ะ ที่นี่ไม่มีอะไรให้เอ็งตื่นตาตื่นใจ ไม่สุขสบายเท่าวังของแม่เอ็งหรอก”

พ่อประชด...เขารู้

วังของแม่ แท้ที่จริงแล้วคือคฤหาสน์หลังใหญ่มูลค่าเกือบร้อยล้าน เป็นมรดกตกทอดมาจากต้นตระกูลผู้ดีเก่า หนึ่งในทรัพย์สินที่ทำให้เขามีสถานภาพคนรวยที่น่าอิจฉา

“แล้วแม่เอ็งรู้หรือเปล่าว่าเอ็งมานี่น่ะไอ้ทะเล”

คนนุ่งผ้าขาวผ้าผืนเดียวคาดคั้น หากคนฟังหัวใจอุ่นวาบ แค่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองจากปากคนเป็นพ่อ ชายหนุ่มจากเมืองกรุงก็รู้สึกคุ้มค่ากับการดั้นด้นมาถึงนี่

ทะเล...

ชื่อนี้แม่ตั้งให้ เป็นชื่อเล่นที่บางคนบอกว่าเท่ บ้างก็ว่าน่าหลงใหล เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยลองถามแม่ครั้งหนึ่ง เป็นหนึ่งในน้อยครั้งที่แม่ยอมพูดถึงพ่อให้ฟัง

...
‘แม่เจอกับพ่อตอนไปเที่ยวทะเล...’
‘พ่อของแกเขาเกิดที่นั่น เขารักทะเล เป็นลูกทะเล’

...
แม้จะเป็นการพูดถึงสั้นๆ แต่น้ำเสียงอ่อนโยนในตอนนั้น เขาไม่เคยลืม...
.
..
...

พ่อกับแม่มีเขาตอนอายุสิบเก้า ช่วงวัยแห่งความคึกคะนองและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มันเป็นความผิดพลาด ท้องก่อนแต่งงาน มีลูกทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ปัญหามากมายจากการรักสนุกทำให้คนสองคนไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกัน ครอบครัวฝั่งแม่ทั้งตั้งแง่และกีดกัน เหตุผลเดียวเท่านั้นที่พ่อไม่อาจผ่านเกณฑ์ลูกเขยในฝัน นั่นคือ...จน

พ่อเป็นคนใต้ เป็นลูกชายชาวประมงหาเช้ากินค่ำ ในขณะที่แม่เขาเป็นลูกสาวเศรษฐีเมืองกรุงมีหน้ามีตา ความแตกต่างนี้ทำให้เขาเกิดมาเป็นไอ้ลูกไม่มีพ่อในสายตาชาวบ้าน ดูเป็นเด็กบ้านแตกน่าเวทนา ทั้งที่ชีวิตของ ‘คุณทยากร’ แตกต่างจากคำว่าน่าสงสารมากมายนัก

อยากได้อะไรก็ย่อมได้... ไม่เคยมีคำว่าน้อยหน้า...

เช็คเงินสดระบุตัวเลขมากขึ้นทุกปีในวันคล้ายวันเกิด รางวัลพิเศษมีมาทุกครั้งที่เขาชนะการแข่งขันกีฬา รถยนต์หรูหราในวันที่เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้... แม่ให้เขาได้ทุกอย่าง ยกเว้นให้พ่อเข้ามาในชีวิต เส้นกั้นที่แน่นหนาของอำนาจเงินตราล้นฟ้ากับหน้าตาทางสังคมไฮโซของแม่ ทำให้เขาไม่เคยเจอถูกพามาเจอพ่อเลยสักครั้ง แม่ทำราวกับว่า ‘ลืม’ ทุกอดีตที่เคยผูกพัน ตัดขาดผู้ชายคนนั้น ฝังกลบทุกรอยด่างพร้อยของนามสกุล ‘เศวตศิลป์’

ทว่าในความเป็นจริง กระบอกไม้ไผ่ไม่อาจปฏิสนธิแล้วเกิดเป็นคุณทยากรขึ้นมาเองได้ ทุกคนย่อมมีพ่อ เขาเองก็เช่นกัน นับวันคุณชายของบ้านก็ยิ่งอยากข้ามเส้นกั้นที่แม่ขีดไว้ เขาอยากรู้จัก อยากเข้าใจ อยากเรียนรู้นิสัยใจคอของผู้ให้กำเนิดอีกคน

“เฮ้ย! เหม่ออะไรวะ ข้าถามว่าแม่เอ็งไม่ว่าอะไรเรอะ ลูกชายสุดที่รักมาถึงนี่”

“คะ...ครับ ไม่ว่า” เสียเมื่อไหร่...

แม้จะเป็นผู้หญิงบอบบาง แต่ ‘คุณรตี’ ใจแข็งยิ่งกว่าเพชร

ในเมื่อตลอดมาตัดขาดเยื่อใย หากเขาไม่รบเร้าถามถึง ไม่เคยมีสักครั้งที่ชื่อพ่อจะหลุดออกจากปาก...หากไม่หนีมา คิดหรือว่าจะได้เห็นหน้าพ่อ

“แม่ยังบอกเลยนะครับว่าเที่ยวให้สนุก”

เที่ยว...

ข้ออ้างเดียวที่เขายกมาใช้ เพียงเอ่ยปากจะไปต่างจังหวัดกับเพื่อนสนิทที่มหา’ลัย แม่ก็พยักหน้าเปิดไฟเขียวง่ายดาย อาจเป็นเพราะเขาเป็นพวกชอบเดินทางเป็นทุนเดิม ทุกปิดเทอมทยากรจะท่องเที่ยวไปเรื่อยตามใจปรารถนา ใครจะนึกว่าลูกชายที่อยู่ในโอวาทแถมยังทำตัวดีมาตลอดชีวิตจะคิดการกบฏ แม่เองก็คงคาดไม่ถึงว่าต่างจังหวัดที่เขาว่า จะเป็นจังหวัดเดียวกับที่บิดาอาศัย

“งั้นก็ดีแล้ว แม่เอ็งจะได้ไม่ตามมาแหกอกข้า” คนพูดแค่นยิ้ม “ตอนได้ยินเสียงเอ็งโทรมาข้าล่ะตกใจฉิบหาย  เออ! ข้าว่าจะถามเอ็งตั้งแต่เมื่อคืน แต่เห็นดึกตื่นแล้วก็เลยรอก่อน...เอ็งไปทำอีท่าไหนวะ ถึงมาโผล่ที่ท่าเรือดึกขนาดนั้น”

ทยากรยิ้มแห้งแล้งให้คนตรงหน้า เห็นสายตาคาดคั้นก็จำต้องเปิดปากเล่าเรื่องไปตามจริง

“ผมนั่งเครื่องบินมาลงสนามบินหาดใหญ่ครับ แล้วก็นั่งสองแถวเข้าในเมือง ต่อรถมั่วๆ อยู่หลายคันเหมือนกันกว่าจะเจอรถตู้มาสตูล” เล่ามาถึงตรงนี้...คนฟังก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “พอมาถึงสตูลก็หลงทางอีก เสียเวลาไปหลายชั่วโมงจนมืดค่ำ สุดท้ายก็โบกรถชาวบ้านเขามาถึงท่าเรือนี่แหละครับ”

เป็นการเดินทางที่สาหัสเอาการสำหรับคนที่สุขสบายมาทั้งชีวิต ไปต่างประเทศมาก็หลายครั้ง ทุกครั้งไม่เคยมีปัญหา ทว่าลงมาภาคใต้ในประเทศตัวเองแค่นี้ กลับทำให้คนมั่นใจในตัวเองเหนื่อยล้าสุดกำลัง

ทยากรคิดสภาพตัวเองเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ตอนนั้นเขาไม่ต่างอะไรจากคนเร่ร่อน มีกระเป๋าสะพายใบเดียวเที่ยวตระเวรไปทั่วทั้งสตูล ถูกไล่ลงจากรถคันแล้วคันเล่าเพราะสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง โชคดีที่มีรถยนต์ของนักท่องเที่ยวผ่านมา เมื่อทราบว่าเขาต้องการไปยังท่าเรือซึ่งเป็นทางผ่าน เจ้าของรถจึงกรุณาให้เขาอาศัยมาด้วย

“ถือว่าเอ็งยังทำบุญมาดี”

...ทั้งเสื้อผ้าและท่าทีเหมือนพวกมีอันจะกินอย่างนี้ ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ถูกใครหลอกไปปล้นฆ่า

“แล้วรู้ได้ยังไงล่ะว่าข้าอยู่ที่นี่”

เจ้าของบ้านเอ่ยถาม ประหลาดใจนักที่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนนี้รู้จักถิ่นของเขา อยู่มาได้ตั้งนานเป็นสิบยี่สิบปีไม่มีวี่แววว่าจะติดต่อกัน แล้วอยู่ๆ ก็โผล่หัวมาเสียอย่างนั้น คนเกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองมีลูกมีเมียหรี่ตามอง พิจารณาใบหน้าเกลี้ยงเกลา ผิวละเอียดผ่องแผ้วบ่งบอกความเป็น ‘ลูกผู้ดี’ ดวงตาเรียวรีสดใสอย่างยิ่ง บุคลิกภายนอกดูเป็นเด็กไม่มีพิษมีภัย ทว่าภายในคงต้องใช้เวลาศึกษานิสัยกันอีกนาน

“ผม...จ้างนักสืบ...” ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาสารภาพ “ก่อนมาผมพยายามสืบจนรู้ว่าพ่อมีท่าเรือประมงอยู่ที่สตูล”

“หึ! แม่เอ็งไม่เคยเล่าอะไรถึงข้าเลยล่ะสิ”

“เล่าสิครับ!” คนเป็นลูกละล่ำละลักตอบด้วยกลัวว่าพ่อจะน้อยใจ ทว่าประโยคต่อจากนั้นฟังดูอ้อมแอ้มยังไงชอบกล “แม่เล่าว่าพ่อเจอกับแม่ได้ยังไง...เอ่อ...แล้วก็...”

แล้วก็...จบแค่นั้น...

คุณรตีไม่เคยพูดอะไรนอกเหนือไปจากนี้ ข้อมูลจากปากแม่มีน้อยยิ่งกว่าน้อยเมื่อเทียบกับนักสืบที่เขาจ้างมา ต้องขอบคุณรายงานในกระดาษพวกนั้นที่ทำให้รู้ว่า พ่อของเขาคือ ‘นายหัวชาญ’ เจ้าของท่าเรือประมงรายใหญ่ หลังจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองตายไป คนๆ นี้ก็ไม่เหลือญาติพี่น้องที่ไหน สิ่งที่ทำให้ทยากรประหลาดใจนั่นคือ พ่อยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัวใหม่อีกเลย...

“ผมมาถึงท่าเรือตอนเที่ยงคืน แต่มันดึกเกินไป เรือข้ามฟากไม่เหลือแล้ว เลยนั่งคุยกับนายท่าแถวนั้นฆ่าเวลา คุยไปคุยมาพอเขารู้ว่าจะมาหานายหัวชาญ เขาก็เลยรีบติดต่อให้” เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของนายหัวชาญที่นักสืบไม่ได้หามาให้ เขาก็ได้อานิสงค์จากนายท่าคนนั้น “จะว่าไป...คนที่นี่เขาดูรู้จักพ่อดีนะครับ”

ทยากรเบนความสนใจของพ่อมาที่เรื่องเขา ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้อะไรเกี่ยวกับแม่มากนัก คงเป็นความรู้สึกกระดากใจเล็กๆ เมื่อพ่อยังครองตัวเป็นโสด แต่ฝ่ายคุณรตีไม่ได้ทำอย่างเดียวกัน แม่แต่งงานใหม่อีกสองครั้ง และการแต่งงานครั้งหลัง กับชายหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าแม่เกือบสิบปีคนนั้น...เขาไม่เคยนึกชอบใจมันเลย

“หึ! ก็ลองไม่รู้จักสิวะ พวกมันโดนไล่ออกเรียงตัวแน่ ไอ้พวกท่าเรือมันคนของข้าทั้งนั้น”

สาเหตุที่นายท่าเรือประจำเวรดึกกระวีกระวาดเป็นธุระให้... ชายหนุ่มเข้าใจในทันที คนตรงหน้าคงมีอิทธิพลในย่านนี้พอตัว

ร่างสูงโปร่งมอง ‘ขาใหญ่’ ประจำเกาะนั่งหาวหวอดแถมใต้ตาดำคล้ำ ความรู้สึกผิดตีรวนขึ้นในอก

“ขอโทษนะครับ ทำให้พ่อเสียเวลานอนไปเยอะเลย”

เพราะเขามาดึก...

ดึกมาก...

ตีหนึ่งกว่าคงไม่มีเรือจ้างหน้าไหนแล่นมาส่ง แต่นายหัวชาญกลับออกเรือมาตามลำพังเพื่อมารับตัวเขาเดี๋ยวนั้น ทั้งที่จะปล่อยให้เขานั่งตากยุงสักสามสี่ชั่วโมงจนกว่าจะเช้าก็ย่อมได้ เรือหาปลาลำเล็กมาเทียบท่าเรือในหนึ่งชั่วโมงหลังจากเขาโทรไป อาศัยเพียงแสงไฟจากแบตเตอรี่และความชำนาญทาง มารับ...ทั้งที่รู้ว่าเอาเรือออกตอนกลางคืนแสนอันตราย

ความตั้งใจแรกของทยากรก็แค่อยากเซอร์ไพร้ส...

คิดภาพลูกชายที่ไม่เคยพบหน้ามาปรากฏตัวให้เห็นหน้าประตูบ้าน คงเป็นอะไรที่ทำให้นายหัวชาญแทบช็อก ใครจะไปนึกว่าความสามารถในการเดินทางของเขามันจะติดลบ จากเซอร์ไพร้สเลยกลายเป็นภาระ ลำบากอีกฝ่ายต้องมาพลอยอดนอนตอนกลางดึก

“จะต้องมาขอทงขอโทษอะไร ข้าเป็นพ่อเอ็งนะโว้ย ขับเรือไปรับแค่นี้ไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอก”

คนพูดเกาหน้าเกาหลัง โบกไม้โบกมือว่าไม่ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนี้เองที่สองตาของผู้มาเยือนลอบเก็บทุกรายละเอียดของเจ้าถิ่นจนขึ้นใจ

รูปลักษณ์ภายนอกของนายหัวชาญไม่ได้ต่างอะไรกับชาวบ้านคนอื่นแถบนี้ พ่อผิวคล้ำ หน้าตาดุดันน่าเกรงขาม ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง หนวดเคราเขียวครึ้มอย่างคนไม่ค่อยดูแลตัวเอง ในขณะที่เขาแม้จะอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงผ้าร่มดูเรียบง่าย ทว่าของใช้ทุกชิ้นบนร่างกายล้วนแต่เป็นแบรนด์มีราคา ดูเป็นพ่อลูกที่ราวกับหลุดมาจากคนละโลก

“แล้วนี่เอ็งคิดจะมาอยู่นานเท่าไหร่ล่ะ” เจ้าของบ้านถาม มองใบหน้าขยันยิ้ม แล้วมองสองนิ้วที่ชูขึ้นมา “สองวัน?”

ไอ้หนุ่มเมืองกรุงส่ายหัวยิก นายหัวชาญจึงพยักหน้าตีความตามเข้าใจ

“เออ...ดีๆ สองวันมันเที่ยวไม่ทั่วหรอกเว้ย สองอาทิตย์นั่นแหละกำลังดี”

“ผมหมายถึงสองเดือนครับ” ทยากรยิ้มกว้าง บอกความตั้งใจของตัวเองหมดเปลือก “พอดีผมเรียนจบแล้วเหลือแค่รอรับปริญญา เลยอยู่ได้ยาวๆ”

ภาระทางการศึกษาในระดับปริญญาตรีจบลง เขาส่งโปรเจกต์สุดท้ายและผ่านพ้นมาด้วยคะแนนยอดเยี่ยม ขณะนี้ทยากรจึงว่าง...ว่างเสียจนมีเวลาเตรียมการบุกมาถึงบ้านบิดา

ทว่าอีกฝ่ายกลับมองเขาด้วยแววตาอ่านไม่ออก...

นายหัวชาญไม่ตอบรับกับจำนวนวันที่เขาระบุไป ชายหนุ่มจึงเริ่มคิดได้

“ถ้า...สองเดือนมันนานไป งั้นผมขอรบกวนแค่สองอาทิตย์อย่างที่ว่าก็ได้ครับ จะได้ไม่เปลืองข้าวสุกบ้านพ่อ”

การมีเขามาอาศัยด้วย รายจ่ายของบ้านคงต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน เราสองคนพ่อลูกเหมือนเพิ่งเริ่มต้นทำความรู้จัก จะว่าไปก่อนหน้านี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้า ใครที่ไหนจะอยากให้มาอยู่บ้านเขานานขนาดนั้น

“เอ็งนี่มันคิดเองเออเอง” เจ้าของบ้านส่ายหัวระอา หากสายตาอ่อนแสงลงชั่วขณะ “จะอยู่นานเท่าไหร่ก็อยู่ไปเถอะ อยากจะอยู่กันจนแก่ตายเป็นผีเฝ้าเกาะก็ไม่มีใครว่า”

ก็แค่แปลกใจ...

แปลกที่มันตั้งใจมาอยู่นานเอาเรื่อง...กะอีแค่ให้ข้าวให้น้ำ เลี้ยงดูมันสักคนจะหมดสักเท่าไหร่กัน คนเป็นเจ้าคนนายคน มีเรือเป็นสิบ มีลูกน้องเป็นร้อย มีหรือจะขัดสนเรื่องเงินเรื่องทองอย่างที่มันคิด ต่อให้ไอ้เด็กนี่ตั้งใจมาอยู่ตลอดชีวิต นายหัวชาญก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหา

“ขอบคุณครับพ่อ”

นายหัวมองลูกชายที่ยกมือไหว้ปลกๆ รอยยิ้มมุมปากปรากฏก่อนจางหาย มือซ้ายทำท่าจะเอื้อมไปขยี้หัว แต่ความไม่คุ้นชินกันทำให้ชักมือกลับ จากนั้นจึงเสมองพื้นมองผนังไปเรื่อยแก้เก้อ

“อยู่ที่นี่มันลำบาก กลัวก็แต่ว่าผู้ดีตีนแดงอย่างเอ็งจะเผ่นกลับตั้งแต่วันแรกน่ะสิไม่ว่า”

“ไม่หรอกครับ ความจริงผมอยากมาช่วยงาน...” คำพูดนั้นทำเอาคนกำลังจะเอื้อมหยิบน้ำมากลั้วคออีกขวดชะงัก “ให้ผมทำงานที่ท่าเรือของพ่อก็ได้นะครับ ถือว่าทำงานแลกค่าที่พักกับค่าอาหารก็ได้”

“เอ็งเนี่ยนะ” นายหัวชาญหัวเราะลั่น “เป็นคุณชายอยู่วังดีๆ ไม่ชอบ เสือกอยากมาเป็นจับกัง”

“คุณชายที่ไหนกัน อย่าลืมสิครับผมมีเลือดชาวเลอยู่ตั้งครึ่ง”

เห็นความกระตือรือร้นในดวงตาสดใส นายหัวแห่งท่าเรือใหญ่ก็เหนื่อยใจกับมันนัก เขากวาดตามองสารรูปคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า...มองผิวขาวจัดตัดกับสีผิวของตน มองเส้นผมที่จัดทรงมาดี...

แค่นี้ก็ทำให้ต้องส่ายหน้า

“สารรูปอย่างเอ็งไปทำงานอย่างนั้นไม่ได้หรอก”

...ขืนเอามันไปไว้ในดงจับกัง คงประหนึ่งแกะขาวในหมู่อีกาตัวดำๆ เท่านั้นเอง

“ทำไมล่ะครับ”

อีกฝ่ายนิ่วหน้า...ดูมันไม่ได้สำเหนียกเลยว่าหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวแค่ไหน

“งานที่ท่าเรือมันงานแบกหาม ตากแดดตากลมทั้งวัน เอ็งจะป่วยตายไปซะเปล่าๆ”

“ผมแข็งแรงนะครับ ไม่ป่วยง่ายๆ หรอก”

เพราะเล่นกีฬามาหลายชนิดตั้งแต่เรียนไฮสกูลยันเข้ามหา’ลัย ถึงได้มั่นใจว่าตัวเอง ‘บึกบึน’ พอสมควร

คนเป็นลูกนั่งนิ่ง ไม่ชอบใจนักที่อีกฝ่ายมองเขาเป็นคุณหนูผู้อ่อนโยนอ่อนไหว พ่อเห็นเขาเป็นนกในกรงทองที่แม่เลี้ยงมาชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ทยากรไม่ปฏิเสธว่าเป็นเช่นนั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าบ่อยครั้ง...เขาแอบแหกกรงออกมาโลดโผนอยู่เสมอ

“ถ้าอยากทำงานจริงๆ มาช่วยข้าทำเอกสาร ทำบัญชีอะไรเทือกๆ นี้ดีกว่ามั้ง”

“ไม่ล่ะครับ ผมไม่เก่งตัวเลขเท่าไหร่” ...ใจมันอยากออกไปผจญภัย งานในร่มไร้ความท้าทายจึงไม่น่าสนใจสักนิด

“เอ็งเรียนวิศวะแล้วจะบอกว่าโง่คำนวณได้ยังไงวะ”

คนฟังชะงัก จับสัญญาณความ ‘แปลก’ บางอย่างได้

“พ่อรู้ด้วยเหรอครับว่าผมเรียนอะไร”

“ข้าก็...ก็เดาๆ ไปงั้นแหละโว้ย ผู้ชายมันก็ต้องวิศวะสิถึงจะเท่”

หนุ่มเมืองกรุงหรี่ตามองคู่สนทนา สีหน้าท่าทีไม่ได้เปลี่ยนไป แม้มือไม้จะเกาหัวเกาตัวอยู่ไม่สุขจนผิดวิสัย แต่ที่นายหัวชาญยกมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล

“ก็ถูกของพ่อล่ะครับ ผมเรียนวิศวะเครื่องกล...” คนเป็นลูกยอมปัดความสงสัยทิ้ง “จบเครื่องกลมาทั้งที...พ่อไม่คิดว่าผมเหมาะจะไปอยู่กับเครื่องจักรในเรือ มากกว่านั่งงมตัวเลขในกระดาษหรอกเหรอครับ”

มันฉลาด...

นายหัวชาญฟังคำพูดหลอกล่อแถมยังขอต่อรองของไอ้เด็กหัวแข็ง กระตุกยิ้มเมื่อเห็นแววตาร้อนวิชามองตรงมาอย่างไม่ปิดบัง

“เอ็งอยากไปเล่นเป็นนายช่างในเรือข้าว่างั้น?”

“ก็แล้วแต่นายหัวจะกรุณาเถอะครับ ผมเป็นคนว่างงานมาของานทำ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง”

“หึ...” คนเป็นพ่อหัวเราะในลำคออย่างถูกใจ “ได้ ข้าจะให้งานเอ็งทำ”

“คงไม่ใช่ทำบัญชีนะครับ”

“เออ! ไม่ใช่” เจ้าของกิจการใหญ่ทั้งฉุนทั้งขำ ดูมันจะไม่ชอบตัวเลขเอามากๆ “อยากไปทำงานท่าเรือนักก็เอา ข้าอนุญาต”

“ขอบคุณครับ”

พอทุกอย่างได้ดั่งใจ ไอ้ลูกชายก็ยิ้มร่า

ทยากรมองพ่อแววตาเป็นประกาย ในหัวคิดไปถึงวันที่จะได้ออกเรือลำใหญ่ไปกลางทะเลอันเวิ้งว้าง เป็นประสบการณ์ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต และมันน่าสนุกจนนึกอยากบุกไปท่าเรือ เริ่มงานมันเสียแต่วันนี้เลย

“แต่ข้ามีข้อแม้”

รอยยิ้มหุบลงฉับ เหมือนสวิตซ์ไฟถูกสับลงกะทันหัน

“ข้อแม้อะไรครับ”

“ข้าไม่ให้เอ็งออกทะเล”

“พ่อ!”

ทยากรโอดครวญ รู้สึกเหมือนฝันสลาย เป็นอารมณ์คล้ายถูกระงับฉากไคลแม็กซ์ของหนังสุดโปรดต่อหน้าต่อตา ขณะที่ขาใหญ่ประจำเกาะส่ายหน้า

มันไม่เคยรู้ว่าการออกเรือหาปลาไกลๆ อันตรายแค่ไหน...

กลางทะเลกว้างใหญ่ เรือลำเดียวลอยคว้าง ชีวิตฝากไว้กับคลื่นลม เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ หากเคราะห์ร้ายเกิดอะไรขึ้นกับมัน เขาจะมีหน้าไปบอกกับ ‘เมียเก่า’ ว่าอย่างไร

“ไอ้ทะเล...การจะออกเรือแต่ละครั้ง ไม่มีใครเขาเอาคนไม่ประสาอย่างเอ็งติดไปให้เป็นภาระหรอกนะ” เสียงดุนั้นอธิบาย “เอ็งไม่ใช่ลูกทะเล ไม่รู้จักทะเลเลยด้วยซ้ำ แถมยังเป็นคนต่างถิ่น ชาวบ้านแถวนี้ไม่คุ้นหน้า ยิ่งเอ็งอยากจะเป็นนายช่างของเรือใหญ่ ของอย่างนี้มันต้องใช้ประสบการณ์ คนเป็นนายช่าง ใครๆ มันก็ต้องนับหน้าถือตา อยู่ๆ เด็กเมื่อวานซืนอย่างเอ็งเดินไปสั่งโน่นสั่งนี่ให้เขาทำตาม คิดหรือว่าคนงานที่ไหนมันจะเชื่อฟัง”

แม้ช่วงวัยจะส่งให้ดื้อรั้น แถมถูกเลี้ยงดูมาแบบเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง แต่พื้นฐานนิสัยของทยากรเป็นคนมีเหตุผล เขารับฟังคำพูดของพ่อแล้วคิดตาม เมื่อเห็นจริงดังว่า ท่าทีแข็งกระด้างเอาแต่ใจจึงเบาลง

“แล้วผมต้องทำยังไง”

นายหัวชาญมองใบหน้าของคนที่เอ่ยปากถามเขาอย่างจริงจัง เขาชอบแววตาของมัน เวลาที่มุ่งมั่นระคนดื้อรั้นอย่างนี้

“ข้ามีทางเลือกให้เอ็งสองทาง ทางแรก...ข้าจะแนะนำเอ็งให้พวกคนงานมันรู้จักในฐานะลูกชาย เอ็งจะสบายเชียวล่ะ คงจะมีไอ้พวกที่มันเกรงใจข้าจนเผื่อแผ่มาเชื่อฟังเอ็งด้วย”

ก็พูดให้เข้าใจง่ายๆ เถอะว่า ‘อาศัยบารมี’

ไอ้หนุ่มเมืองกรุงกัดริมฝีปากตัวเองไว้ บังคับไม่ให้มันกระตุกยิ้มเหยียด เขาไม่ได้โง่ที่จะตีความไม่ออกว่านายหัวชาญกำลังปรามาสกันอย่างร้ายกาจ

ไม่ต้องเหนื่อย ไม่กดดัน ไม่ต้องพยายาม...

แค่มีตำแหน่งเป็นลูกชายนายหัวชาญ ทุกอย่างสบาย...แต่ความท้าทายไม่มี!

“ทางที่สองล่ะครับ” ทยากรถามเสียงเย็น ทว่าอารมณ์ไม่ยักจะเย็นตาม

“เอ็งต้องเข้าไปเป็นคนงานตามขั้นตอนเหมือนคนอื่นๆ เริ่มต้นจากงานระดับล่างสุด ไต่เต้าขึ้นมาให้ได้ ทำให้คนอื่นยอมรับด้วยตัวของเอ็งเอง” ดวงตาดุดันจ้องมองอีกฝ่าย จงใจท้าทายและลองภูมิ “ข้าให้เอ็งเลือก จะเอาอย่างไหน”

“อยากให้ผมเลือกอะไรล่ะครับ”

ไอ้เด็กนั่นย้อนถามกลับ ความจองหองของมันมีมากพอที่จะทำให้มันกล้า...ตลอดเวลาที่ต่อบทสนทนา ไม่มีสักนาทีที่มันจะหลบตา

นายหัวชาญจ้องมองรอยยิ้มเย็นนั้น เขารู้ว่ามันมีคำตอบอยู่ในใจ ถ้าเลือดของเขากระจายเข้มข้นในตัวมัน คำตอบของมันจะไม่มีวันเป็นอื่น

“ผมเลือกทางที่สอง”

“ดี...”

คราวนี้เองที่เจ้าของบ้านยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ไม่มีข้อสงสัยสักนิดว่าคนตรงหน้าจะไม่ใช่ลูกเขา

ไอ้ความหยิ่งผยองชนิดหัวชนฝา...ถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน

“พรุ่งนี้เอ็งเตรียมตัวไปเป็นคนงาน”
...

แล้วข้าจะสอนเอ็งทุกอย่าง...
ทำทุกทางที่จะให้เอ็งเป็นลูกน้ำเค็มเต็มตัว
เป็นลูกชายนายหัวแห่งท่าเรือใหญ่

...
ให้สมกับที่ชื่อของเอ็งคือ ‘ไอ้ทะเล’





**********************


เพิ่งเคยลงนิยายใน Thaiboys ครั้งแรก ^^
ฝาก #เด็กทะเล ไว้ด้วยนะคะ เป็นนิยายวายเรื่องแรกของเราเลย
ผิดพลาดยังไงแนะนำกันได้น้า ขอบคุณล่วงหน้าค่า

- วันเวย์ -


ออฟไลน์ YADA

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบๆ ทะเลจะได้ไปลุยงานแล้ว.. พ่อทะเลก็เจ๋งไม่เบา ถ้านายแม่รู้จะเป็นยังไงนะ

ออฟไลน์ sujusaranghae

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
เคยอ่านในเด็กดี ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ

ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/
บทที่ 2
ชาญทะเล


ท่าเรือบนเกาะใหญ่โตกว่าที่คิด...

คนกรุงเทพฯ มองเรือหลายลำที่จอดเทียบท่า ตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเมื่อเห็นกิจการของพ่อไม่ใช่แค่ ‘พออยู่ได้’ อย่างที่เจ้าตัวเคยบอกเอาไว้ เรือลำใหญ่...แม้ไม่โอ่อ่าเท่าเรือเฟอร์รี่ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาที่เขาเคยนั่ง แต่ทุกลำมีเครื่องไม้เครื่องมือครบ แถมอยู่ในสภาพเกือบใหม่ บ่งบอกสถานะของเรือว่าได้รับการดูแลและตรวจสอบคุณภาพสม่ำเสมอ ตัวอักษรสีทองตัดขอบดำประกอบเป็นคำว่า ‘ชาญทะเล’ ปรากฏที่หัวเรือทั้งสองข้าง

ทยากรมองชื่อเรือทุกลำของพ่อด้วยหัวใจพองฟู ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือว่าคนตั้งชื่อจงใจ ‘ทะเล’ ที่ตามหลังคำว่าชาญจะหมายถึงทะเลธรรมดาหรือว่าตัวเขา...สุดจะเดาใจนายหัวคนนี้ได้ ลูกในไส้แต่ไม่เคยใกล้ชิดพ่อได้แต่ถอนหายใจ บอกตัวเองว่าอย่าสำคัญตนมากเกินไป กระนั้นความดีใจก็นำหน้าไปแล้วหลายช่วงตัว

“โน่น...ลำใหญ่ที่เอ็งเห็น” คนเดินนำชี้มือไปให้มองตาม ชายหนุ่มนับเรือที่ว่านั่นได้ถึงสาม “เรือพวกนี้เอาไว้ออกทะเลไกลๆ ข้ามีอยู่ห้าลำ ออกทะเลไปซะสองตั้งแต่ก่อนเอ็งจะมา”

นายหัวชาญอธิบาย สายตาสังเกตลูกชายอยู่ตลอด เห็นอาการมองซ้ายมองขวาเหมือนเด็กอยากรู้อยากเห็นก็นึกขำ “เดี๋ยวมันเข้าฝั่งมาเมื่อไหร่ เอ็งจะได้กินกุ้งกินปลาตัวใหญ่ๆ ยิ่งหมึกเนี่ย ตัวเท่าหัวเอ็งเชียวล่ะ”

เจ้าของเรือคุยโวมาอย่างนั้น คนฟังจึงยิ้มรับ

ทยากรสวมเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงเลผ้าฝ้ายของนายหัวชาญ เป็นเครื่องแบบพระราชทานจากพ่อทั้งสิ้น เจ้าถิ่นเอาเสื้อผ้าพวกนี้โยนให้พร้อมให้เหตุผลว่า เสื้อผ้าของเขาทุกชิ้นดูแพงเกินไป พ่อไม่ต้องการให้เขาดูแปลกแยกจากคนงานคนอื่น คิดสภาพตัวเองใส่เสื้อเชิ้ตอามานี่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่ากุลีจับกัง...นึกขอบคุณคนมากประสบการณ์ขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น ขอบคุณที่ไม่ทำให้เขาเป็นตัวประหลาดตั้งแต่วันแรกของการมาเป็นคนงาน

ชายหนุ่มก้มมองรองเท้าแตะหูหนีบสีขาวฟ้า...หัวเราะในลำคอกับมันอย่างไม่มีเหตุผล ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเดินด้วยรองเท้าแบบนี้มาก่อน จนเมื่อลองใส่จึงรู้ว่าสบายกว่ารองเท้าผ้าใบมาก

“แล้วเรือสองลำนั้นจะเข้ามาเมื่อไหร่ครับ” เขาถามขณะเดินตามไปติดๆ ท่าเรือใหญ่ที่เห็นอยู่ไกลลิบ ชัดเจนขึ้นทุกทีเมื่อสองเท้าเคลื่อนเข้าใกล้

“คงอีกสักสองสามวัน”

“พะ...เอ้อ!”

ลืมเสียสนิท...เขาจะหลุดปากเรียก ‘พ่อ’ ออกมาไม่ได้

เมื่อตัดสินใจเลือก ‘ทางที่สอง’ อย่างลูกผู้ชาย สองเดือนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เขาจึงปฏิญาณว่าจะเก็บงำความสัมพันธ์ของเขากับพ่อไว้เป็นความลับ

“นายหัวครับ”

“ว่าไง”

“ลำอื่นมันเสียเหรอครับ ทำไมจอดไว้เฉยๆ”

เขาหมายถึงเรือไม้ลำเล็กติดเครื่องยนต์ที่จอดเรียงเป็นแพ แค่กวาดสายตามองคร่าวๆ ก็รู้เลยว่ามีจำนวนกว่าสิบลำ

“ช่วงนี้มรสุมเข้า ทางการประกาศห้ามเรือเล็กออกจากฝั่ง พวกมันเลยต้องจอดแช่อย่างนี้ล่ะ”

“แล้วแบบนี้เราไม่เสียรายได้แย่เหรอ” ทยากรมุ่นหัวคิ้ว มองเห็นหนทางสูญเสียทรัพย์สินของเจ้าของกิจการ น่าแปลกที่นายหัวชาญดูไม่มีความกังวลใด

“ถึงคราวจะเสียมันก็ต้องยอมเสีย” คนเดินนำหน้าตอบแม้ไม่ได้หันกลับมามอง “ทุกปีก็จะเป็นอย่างนี้ ปีหนึ่งมีหลายช่วงที่ต้องงดออกทะเลไป แต่เมื่อไหร่ที่ฟ้าโปร่ง ท้องทะเลเป็นใจ รายได้ก็ไหลเข้ามามากอยู่”

ขอบเขตน่านน้ำ มรสุมคลื่นลม ฤดูวางไข่... และอีกหลายปัจจัยที่กำหนดชีวิตความเป็นไปของชาวประมง ลูกทะเลที่แท้จริง
จะรู้ว่า เมื่อไหร่ ‘ทำได้’ และเมื่อไหร่ ‘ไม่ได้’ โดยสัญชาติญาณ

นายหัวชาญไม่หวังให้ลูกชายคนเดียวเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดทั้งหมดในตอนนี้ คนกรุงเทพฯ ที่โตมาเห็นแต่ตึก เดินเหินบนถนนคอนกรีต วันดีคืนดีต้องมามีชีวิตอยู่กับน้ำและฟ้า ทางเดินทุกก้าวมีแต่ผืนทรายใต้ฝ่าเท้า ให้เก่งแค่ไหนก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกันสักหน่อย...ค่อยเป็นค่อยไป ยัดเยียดทุกอย่างให้มันคราวเดียวเดี๋ยวจะหัวแตกตายไปเสียเปล่าๆ

“รู้แบบนี้ผมน่าจะทำบัญชี” เสียงคนด้านหลังบ่นเบาๆ “จะได้รู้ว่านายหัวชาญมีรายได้มหาศาลแค่ไหน”

ไอ้คนพูดทำหน้าทะเล้น เห็นรอยยิ้มขี้เล่น คนเป็นพ่อก็นึกอยากเขกกะโหลกมันสักครั้ง

“หึ อยากดูก็ได้ ข้าก็ไม่ได้หวง”

“ไม่กลัวผมยักยอกเอาหรือไง”

“คนอย่างนายหัวชาญไม่ให้ใครมาปล้นง่ายๆ หรอกโว้ย”

มันหัวเราะ ไอ้เด็กอารมณ์ดีดูจะถูกอกถูกใจที่แกล้งกวนตีนพ่อมันได้ ว่ากันตามจริงทรัพย์สินของแม่มันมีมากกว่าที่เขาหามาทั้งชีวิตไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ หน้าตาทางสังคม และเงินตรา...ต่อให้ชาญทะเลถูกมองว่า ‘รวยที่สุด’ ในเกาะนี้ ก็ยังไม่ได้ขี้เล็บของตระกูลแม่มัน

“เอ้า! ถึงแล้ว” คนนำทางหยุดเดินเมื่อถึงที่หมาย นายหัวชาญกวาดสายตามองอาณาจักรของตน มองสิ่งที่เขาสร้างมันมาด้วยเลือดเนื้อ ด้วยสองมือ และจิตวิญญาณ วันนี้โลกของเขาจะมีโอกาสเปิดประตูต้อนรับ ‘คนสำคัญ’ ซึ่งไม่เคยคาดฝันว่ามันจะลดตัวลงมา...

“นี่แหละ ท่าเรือหลักของชาญทะเล”

ทยากรรับรู้ถึงอะดรีนาลีนในร่างกายที่ปั่นป่วนอย่างร้ายกาจ ภาพตรงหน้าคือแพไม้ขนาดใหญ่สร้างยื่นออกไปในทะเล มีคนงานขนเข่งแบกลัง เดินสลับสับเปลี่ยนกันไม่ขาดสาย ท่าเรือขนาดใหญ่กินพื้นที่กว้างขวางสมฐานะขาใหญ่ประจำเกาะ ชายหนุ่มไล่มองเรือเล็กมากมาย...มากกว่าที่เขาเห็นเมื่อตอนเดินมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ พวกมันจอดเทียบท่าเป็นระเบียบ และเกือบทุกลำเป็นของชาญทะเล

“เรือเล็กของเรามีอยู่สิบแปดลำ ส่วนฝั่งนั้น...ที่เอ็งเห็นอีกสิบกว่าลำเป็นของชาวบ้านแถวนี้แต่มาแชร์ระบบสหกรณ์ร่วมกับเรา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป เวลาเราขาดคนก็ไหว้วานให้มาช่วยกันได้ บนเกาะนี้เขาอยู่กันด้วยน้ำใจมากกว่าน้ำเงิน...”
เจ้าของกิจการใหญ่อธิบายให้ลูกชายฟัง ขณะที่หนุ่มเมืองกรุงรับข้อมูลพวกนั้นเข้าสมองด้วยความชื่นชม ทยากรมองไปรอบด้าน เห็นคนงานหลายคนหันมามองเขากับพ่อเป็นระยะจึงคิดว่าได้เวลาอันสมควร

“ผมต้องเริ่มทำอะไรครับ”

“คนใหม่เข้ามาแรกๆ ส่วนมากก็โน่น...แบกปลาลงเรือ”

คนถามมองตามมือที่ชี้ไปยังกลุ่มคนงานซึ่งทำหน้าที่แบกหาม “สองลำนั่นจะเอาไปส่งที่ตลาดปลาบนฝั่ง...ตรงท่าเรือที่เอ็งมาคืนที่ข้าไปรับนั่นแหละ ส่วนอีกลำจะไปไกลกว่านั้น บางครั้งเราก็ขึ้นไปถึงประจวบฯ”

“เคยส่งไปถึงกรุงเทพฯ บ้างไหมครับ”

“เคย แต่ไม่คุ้มค่าน้ำมัน หลังๆ เลยส่งไกลแค่ประจวบฯ แล้วก็มีนายหน้ามารับไปอีกที”

เพราะอย่างนี้อาหารทะเลสดของภัตตาคารในเมืองหลวงถึงได้แพงนัก บวกราคาค่าขนส่ง ค่าต้นทุนกันไปไม่รู้ตั้งกี่ทอด

“ให้ผมเริ่มงานเลยไหม” คนพูดตาเป็นประกาย รู้สึกท้าทายกับการจะได้ใช้พละกำลังวัยหนุ่ม

“ใจเย็น...เอ็งไม่ต้องลงไปแบกของหนักๆ กับเขาหรอกไอ้ทะเล”

“อ้าว! แล้วจะให้ผมทำอะไร”

“คัดปลา”

“หา?”

“ข้าให้เอ็งไปเริ่มที่คัดปลา โน่น...พวกตรงโน้นมันกำลังทำ” พ่อพยักพเยิดไปทางซ้าย ตรงนั้น...ทั้งผู้หญิงผู้ชายกำลังคัดปลา
ในเข่งใหญ่แยกใส่กระบะพลาสติกของใครของมัน ความเร็วของมือไม้ที่ทำงานนั้น ทยากรมองไม่ทันว่าคนพวกนี้คัดปลากันด้วยหลักเกณฑ์อะไร “เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปโยนไว้แถวนั้น...เอ็งก็ไปดูว่าเขาคัดกุ้งคัดปลากันยังงะ...”

ตูม!!

คำพูดของพ่อถูกรบกวนด้วยเสียงกัมปนาท...ไอ้หนุ่มกรุงเทพฯ สะดุ้งเฮือก แต่แล้วก็อุ่นใจเมื่อมีมือของคนข้างกายจับแขนเขาไว้คล้ายให้การปกป้อง ทยากรงุนงง มองความวุ่นวายผิดกับเมื่อครู่ราวนรกกับสวรรค์ หูได้ยินเสียงร้องแลกแหกกระเชอของพวกคนงาน แต่ละคนละทิ้งการทิ้งงานพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น ท่าเรือที่เคยสงบเข้าสู่สภาวะคับขัน ระหว่างความโกลาหลนั้น ร่างเล็กขะมุกขะมอมก็วิ่งผ่านหน้าเขาและนายหัวชาญพอดี

“เฮ้ย...ไอ้มืด!” พ่อดึงคอเสื้อเด็กนั่นไว้ ดูจากสรีระร่างกายผ่ายผอมเก้งก้าง คงยังเป็นวัยรุ่น...ยังไม่พ้นคำนำหน้าว่าเด็กชายแน่นอน “บอกกูมา มันเกิดอะไรขึ้นวะ”

นายหัวชาญตะโกนถาม ‘ไอ้มืด’ ลูกหลานคนงานที่เห็นกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จนเมื่ออีกฝ่ายหันมาเห็นว่าใครเป็นคนดึงไว้ มันจึงหยุดดิ้นรน

“ละ...ลุง...ลุงนาย!” สายตามันดีใจล้นพ้น “เรือระเบิดจ้ะลุงนาย ไฟลุกพรึ่บเลยจ้ะ”

ไอ้มืดรีบฟ้อง ใบหน้าดำๆ ดูตื่นกลัว แต่เมื่อมันเห็นนายตัวยืนอยู่ด้วย ความกลัวก็ลดลงเกือบครึ่ง

“เวรเอ๊ย! แล้วมีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

“พี่ชาติหัวแตกจ้ะ ตอนระเบิดพี่ชาติกับลุงอินอยู่ในเรือข้างๆ กัน กำลังขนคุมคนขนปลาลงเรือกันอยู่ พอเสียงดังตู้ม เศษอะไรไม่รู้กระเด็นไปโดนหัวพี่ชาติ”

ความเครียดขึงยึดพื้นที่หมดทั้งสมองของนายหัวชาญ

“ไอ้ที่ระเบิดน่ะลำไหน”

“ลูกรักลุงนายเลยจ้ะ” คนพูดสีหน้าโศกสลด “ควันงี้โขมงท่วมเรือเลย”

ได้ยินคำว่า ‘ลูกรัก’ นายหัวชาญก็แทบทะยานไปจากตรงนี้ ในนาทีที่ทยากรคิดว่าจะถูกทิ้งไว้ เสียงตะโกนเปี่ยมอำนาจก็ตะโกนสั่งการเฉียบขาด

“พวกมึง! หยุดแตกตื่นได้แล้ว” คำเดียว...ประหนึ่งประกาศิต

ทุกชีวิตที่แตกรังหยุดฟังคนเป็นนาย หลายคนยังตกใจจนตัวสั่น ทว่าไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งนายหัวชาญ “แค่เครื่องยนต์เรือมันเสีย ไม่ต้องตกใจ กลับไปทำงานของตัวเอง”

สถานการณ์ค่อยดีขึ้นตามลำดับ อย่างน้อยก็ไม่เห็นภาพฝูงคนวิ่งหนีตายอีก

ร่างสูงใหญ่ของชายวัยสี่สิบหันมามองคนงานใหม่ เห็นมันยังหน้าซีด อยู่ในอาการตกใจก็ตัดสินใจไม่ให้มันตามมา

“ไอ้ทะเล เอ็งรอนี่!” จากนั้นจึงหันไปสั่งอีกคน “ไอ้มืด! มึงอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนมัน”

“จ๊ะลุงนาย” ไอ้เด็กดำรับคำ คนสั่งจึงค่อยๆ ห่างออกไป

ทยากรชะเง้อมองตามหลังพ่อ ทันเห็นแว็บเดียวว่าอีกฝ่ายกระโดดลงเรือไม้ลำไหนสักลำ ชายหนุ่มมองไม่ชัดเนื่องจากควันโขมงท่วมลำเรืออย่างที่คนส่งข่าวบอกจริงๆ

“พี่จ๊ะ...” แรงสะกิดยุกยิกที่หัวไหล่ทำให้ต้องหันกลับไปมอง “พี่มาใหม่เหรอ”

แววตาซื่อ เหมือนลูกหมาเชื่องๆ ทำให้ชายหนุ่มยอมมอบมิตรภาพแต่โดยดี

“อืม พี่มาจากกรุงเทพฯ มาขอนายหัวทำงานที่นี่”

“ฮ้าาา~ มาจากกรุงเทพฯ” อุทานเสร็จก็จ้องหน้าอีกฝ่ายเหมือนเห็นสัตว์ประหลาด “แล้วคนกรุงเทพฯ ตัวขาวจั๊วะ จะมาตากแดดให้ตัวดำทำไม”

ไอ้มืดไม่เข้าใจ ใครๆ ก็บอกว่าเมืองกรุงอยู่แล้วสบ๊ายสบาย พี่สาวที่รู้จักกันเคยไปเที่ยวที่นั่น กลับมาก็มาเล่าอวดให้ฟังยกใหญ่ กรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้า มีรถไฟใต้ดิน มีห้างติดแอร์เยอะแยะ แล้วทำไมหนอคนๆ นี้ถึงต้องดั้นด้นมาอยู่ที่นี่ มันอยู่มาตั้งแต่เกิดยันป่านนี้ เกาะนี่ไม่เห็นมีอะไรเทียบกรุงเทพฯ ได้สักนิด

ทยากรไม่ตอบคำถาม เขาสนใจกับความเป็นไปรอบตัวมากกว่า จนเมื่ออีกฝ่ายพยายามชวนเขาคุยอีกหลายครั้ง ชายหนุ่มจึงหันไปตอบรับ

“แล้วพี่ชื่ออะไรอ่ะ”

“พี่ชื่อทะเล”

อ๋อ...มิน่าล่ะ เพราะชื่อทะเลเลยต้องหาทางกลับมาสู่ทะเล

ไอ้มืดพยักหน้าหงึกหงึก พอใจกับไอเดียของมัน

“ฉันชื่อเมฆจ้ะ แต่ไม่มีใครเรียกชื่อนี้เลย” คนพูดโอดครวญแล้วเปลี่ยนเป็นฟึดฟัด “เรียกแต่ไอ้มืดๆ อยู่นั่นแหละ เรียกกันอย่างนั้นหมดทั้งเกาะ ฮึ่ย!”

เหลียวมองผิวคล้ำดำเมี่ยม จวนจะแยกไม่ออกว่าอันสีผิวอันไหนสีตา ทยากรไม่สงสัยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ชายหนุ่มยิ้มให้เพื่อนใหม่ต่างวัย ก่อนเอ่ยปากเอาใจ

“งั้นพี่จะเรียกเมฆเอง ไม่ต้องน้อยใจ”

อืม...เมฆ...

ก็คงจะเป็น ‘เมฆฝน’ ล่ะมั้ง ตั้งเค้ามืดครึ้มเสียขนาดนี้

“ขอบคุณจ้ะ พี่ใจดีจัง” ไอ้เมฆมองคนเดียวในเกาะที่ยอมเรียกชื่อจริงของมันด้วยความปลื้มอกปลื้มใจ ยิ่งเพิ่งพิศ พินิจพิเคราะห์รูปร่างหน้าตาของอีกฝ่าย ไอ้มืดยิ่งบังเกิดความสงสัย “พี่เป็นดารา มาถ่ายหนังหรือเปล่าจ๊ะ”

พอนึกถึงประเด็นนี้ขึ้นได้ คนขี้สงสัยก็ทำตาถลน เจ้าเด็กดำมองคนแปลกหน้าของเกาะด้วยดวงตาเป็นประกาย มองซ้ายมองขวาหากระดาษสักแผ่น หากอีกฝ่ายตอบรับว่าใช่ จะได้ขอลายเซ็นไปให้ยายที่บ้าน เพราะแกชอบดูละคร

“เปล่า พี่เป็นคนธรรมดา” ทยากรหัวเราะ นึกเอ็นดูเด็กตรงหน้า ได้พูดคุยกับเจ้านี่ทำให้คลายความกังวลลง ชายหนุ่มเชื่อว่านายหัวชาญคงจัดการเรื่องวุ่นๆ พวกนี้ได้ ทุกอย่างคงเริ่มกลับมาดี

มันจะดีมากกว่านี้...

หากไม่มีอาฟเตอร์ช็อกตามหลัง

เสียงตูมที่สองดังมา...ทยากรไม่ขอเป็นฝ่ายเฝ้ารอเฉยๆ อีกต่อไป ไอ้หนุ่มเมืองกรุงวิ่งสวนทางกับคนงานมากมาย ผิดกันที่พวกเขาวิ่งหนีตาย แต่ชายหนุ่มพยายามเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ

“เฮ้ย! พี่...พี่! ลุงนายให้รอ...” เด็กเมฆนั่นร้องเรียกเขาเสียงหลง หากคนใจร้อนไม่หยุดฟัง มันเลยต้องวิ่งตาลีตาเหลือกตามเขามาอย่างไม่มีทางเลือก

“เมฆ! นายหัวอยู่เรือลำไหน” เขาตะโกนถาม

“ลำ...ลำนั้นจ้ะ”

ไอ้คนตอบชี้ไปยังเรือลำหนึ่ง ตัวเรือทาสีน้ำทะเลตัดสีขาวตลอดทั้งลำ เป็นลำเดียวที่ขนาดของมันไม่เหมือนกับเรือลำไหนๆ

“สีฟ้านั่นเหรอ”

“ใช่จ้ะ เรือลำแรกในชีวิตลุงนาย แกเลยรักมาก”

ทยากรกระโดดลงเรือทันทีเมื่อได้รับการยืนยัน ควันดำคละคลุ้งหายใจลำบาก หนุ่มกรุงเทพฯ เดินไล่หาจากกาบเรือด้านซ้าย ไม่นานก็เห็นเป้าหมายยืนหน้าเครียดอยู่หน้าเครื่องยนต์เรือ

“นายหัว!”

“เอ็งมาทำไมวะ!” คนหันมามองตวาดลั่น สีหน้าใกล้คลุ้มคลั่งอยู่รอมร่อ “ไอ้มืด! กูสั่งแล้วใช่มั้ยให้อยู่กับมันตรงนู้น”

“เอ่อ...” เด็กดำทำหน้าหวาดผวา กลัวอาญาลุงนายของมันจนเยี่ยวจะราด “คือ...คือ พี่ทะเลวิ่งมาจ้ะลุงนาย ฉันเลยวิ่งตาม”

“อย่าว่าเด็กมันเลยครับ ผมเป็นห่วง...”

ได้ยินคำสุดท้ายจากปากลูกชาย นัยน์ตาเริงไฟก็ดับไปเสียเฉยๆ

“เอ็งมันดื้อ!”

มือใหญ่ผลักหัวทยากรจนเซแล้วดันตัวมันออกห่าง ร่างกายของเขาคลุกฝุ่นไปทั้งตัว เกรงว่าจะพาลเปรอะเปื้อนไปถึงมัน
ทยากรเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่า นอกจากตัวเขา พ่อ และเด็กเมฆ ในเรือยังมีคนอื่นอีกตั้งสาม...

“ใครวะนาย” ผู้ชายผิวคล้ำรูปร่างสูงใหญ่ มีรอยสักลายพร้อยเต็มแขนขวาหันหลังมา ลูกตาดำปี๋ของมันจ้องเขาแปลกๆ คนกรุงเทพฯ ไม่ชอบใจนัก

“มึงอย่าเสือกไอ้ชาติ” ผู้ปกครองของเขาตวาด “กูบอกให้มึงไปหาหมอตั้งแต่เมื่อกี้ เดี๋ยวบาดทะยักก็แดกหัวเอาหรอก”

คนมาใหม่เหลียวมองมันกลับ เพิ่งเห็นว่า ‘ไอ้ชาติ’ หัวแตก แผลใหญ่เอาการ เลือดแดงฉานไหลอาบซีกหน้าด้านหนึ่ง ทว่าเจ้าตัวทำราวกับโดนมดกัด

“แผลแค่นี้เองนาย ไอ้ชาติไม่รู้สึกอะไรหรอก ไกลหัวใจ”

“เออ มึงมันอึดเหมือนควาย ตายขึ้นมาอย่ามาเบิกค่าทำศพกับกูแล้วกัน” นายหัวชาญส่ายศีรษะเอือมระอา ก่อนจะหันหน้าไปหาผู้อาวุโสกว่าที่ตั้งหน้าทำงานเพียงอย่างเดียว “แก้ได้มั้ยลุงอิน”

‘ลุงอิน’ คือชายวัยกลางคนระยะปลาย คล้ายจะเข้าสู่วัยเลขห้าเข้าไปแล้ว รูปร่างอ้วนท้วมผิวค่อนข้างคล้ำทำให้ทยากรนึกถึงลุงหมีในการ์ตูนสมัยเด็กที่เคยดู

“จนปัญญาแล้วนายหัว เครื่องนอกแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ” ลุงอินถอนหายใจ ไม่อยากจะให้นายผิดหวัง แต่ชาวบ้านต็อกต๋อยอย่างแก ให้มาแก้เครื่องยนต์แพงๆ อย่างนี้ ความรู้ที่มีไม่พอจะทำให้ “ท่อน้ำมันก็รั่ว...น่ากลัวจะติดไฟอีกรอบซะละมั้ง”

พูดยังไม่ทันขาดคำประกายไฟก็ประทุวาบ ส่อสัญญาณอันตราย

“ฉิบหาย! เฮ้ย...พวกมึงทุกคน รีบออกไปเลย”

“ไม่ซ่อมแล้วเหรอนาย” ผู้ชายอีกคนเงยหน้าขึ้นจากใบพัด เห็นได้ชัดว่ากำลังไล่เช็คส่วนอื่นๆ ของเรืออยู่ เขาเป็นคนเดียวในบรรดาคนงานที่ผิวไม่คล้ำ แม้ไม่ขาวจัดเหมือนคนกรุงเทพฯ อย่างเขา แต่ก็จัดว่าดูแปลกตา

“ถ้ามันไม่อยากจะอยู่กับกูก็ปล่อยมันจมทะเลไป” นายหัวชาญกวาดตามองลูกรัก รอยอาลัยปรากฏบนใบหน้า “รีบไป! ไปซะตอนนี้...ไอ้หิน มึงพาลุงอินกับเด็กออกไป ไอ้ชาติ...มึงด้วย ไปหาหมอ!”

ทุกคนที่ถูกขานชื่อทำตามอย่างเคร่งครัด เด็กเมฆพอเห็นประกายไฟก็ตกใจสีหน้าหวาดหวั่น มือผอมแห้งดำคล้ำกระตุกชายเสื้อเขาเหมือนอยากให้ตามทุกคนไป แต่ความสนใจของทยากรไม่ได้อยู่ที่ ‘คน’ เขากำลังมอง ‘เครื่องยนต์’ ตรงหน้า

“ไอ้ทะเล แล้วเอ็งจะยืนบื้ออยู่ทำไมเล่า!” พ่อสบถเสียงดัง ตามมาด้วยมือใหญ่ดึงคอเสื้อเขาไว้เตรียมจะลาก...

“เครื่องยุโรป...หกสูบ ห้าร้อยแรงม้า...”

“เอ็งว่าไงนะ”

“เครื่องยนต์เหมือนดัดแปลงมาจากรถ ผมว่าผมพอทำได้”

ตอนเรียน...เขาไม่ได้เรียนเครื่องยนต์ของเรือมาก เพราะความสนใจในรถมีมากกว่า นายทยากรแห่งวิศวะเครื่องกลจึงคุ้นเคยกับทุกส่วนของเจ้าสี่ล้อมากกว่ายานพาหนะชนิดไหนๆ ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าใกล้เครื่องยนต์เรือ ตั้งใจจะตรวจดูวงจรการทำงานของเครื่อง ทว่ากลิ่นน้ำมันและประกายไฟไม่เป็นใจให้เขาลงมือทำ

“เอ็งต้องไปกับข้าก่อนที่มันจะระเบิดอีก” และคราวนี้คงเสียงดังกว่าสองครั้งแรก...

นายหัวชาญมองคราบน้ำมันที่ค้างอยู่ภายในท่อส่ง พวกมันไหลออกมามากขึ้น เมื่อเจอเข้าไปประกายไฟ คงคร่าชีวิตใครก็ได้ทั้งนั้น “ไป!”

ร่างสูงใหญ่กระชากลูกชายออกมาจากเรือลำนั้น ชั่วกระพริบตาเดียวเสียงดังสนั่นก็ไล่หลังมาราวกับอยู่ในฉากหนังแอคชั่น ทยากรหันไปมองเรือขนาดกลางสีฟ้า บัดนี้ส่วนท้ายของเรือพังยับ

พ่อเสีย ‘ลูกรัก’ ไปเกือบทั้งลำ...

ตัวเรือทำจากไม้ เศษซากของมันจึงลอยฟ่องเหนือผืนน้ำ เขาไม่อยากคำนวณเลยว่าเครื่องยนต์บางชิ้นที่จมก้นทะเลนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่

“เสียดายว่ะ เยินขนาดนี้จะซ่อมได้อีกไหมวะ” ไอ้ชาติบ่นพึมพำกับไอ้หิน ทั้งคู่ยืนมองหายนะของเรือลำนั้นด้วยความหดหู่

ทยากรถอนหายใจหนัก รู้สึกแย่ที่ทำใจเย็นยืนรออยู่เฉยๆ ทั้งที่เขาอาจช่วยอะไรได้ หากชายหนุ่มยืนกรานเดินตามนายหัวชาญมาตั้งแต่แรก บางทีเรือลำนี้อาจยังอยู่รอดปลอดภัย ทว่าตอนนี้ทุกอย่างสายไปเสียแล้ว

“ขอโทษทีนะนายหัว อุตส่าห์ขอให้มาดูแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เล้ย”

“ช่างเหอะลุง เสี่ยงลงมาดูให้ก็ขอบใจมากแล้ว”

นายจ้างบอกปัด นึกเปรียบเทียบหัวใจสิงห์ของคนเก่าคนแก่กับไอ้พวกคนงานวัยกำยำ...ยังหนุ่มยังแน่นกันก็หลายคน เจอเสียงระเบิดดังเข้าหน่อยดันวิ่งกันป่าราบ

“นี่ถ้า ‘ไอ้เม่น’ มันอยู่ก็คงดี มันคงแก้ของมันได้” ชายชราบ่นพึมพำ

ชื่อของใครบางคนถูกยกมา นายหัวชาญจึงเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เครื่องยนต์เรือในนามชาญทะเลทุกลำเป็นความรับผิดชอบของ ‘นายช่างใหญ่’ แต่เกิดระเบิดตูมตามสามสี่รอบปานนี้ ยังไม่มีแม้แต่เงาหัวของมันมาเฉียดกราย

“แล้วมันไปไหน” นายใหญ่เค้นเสียงถาม “นายช่างของพวกมึงน่ะ มันหายหัวไปไหนวะ!”

นายหัวชาญฉุนจัด ดวงตาดุดันวาววับ

สิ่งที่เขาชิงชังนักคือการละทิ้งหน้าที่ของตน คนงานคนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างนี้ เขาไม่นิยมเลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำ แต่นี่กลับเป็น ‘มัน’ ไอ้คนที่นายหัวชาญกล้าใช้คำว่า ‘ไว้ใจ’

“ไม่เห็นหน้าพี่เม่นตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้วจ้ะลุงนาย” ไอ้เมฆอาสาเป็นหน่วยกล้าตายตอบให้ ใบหน้าดำๆ ช้อนตามองลุงนายกล้าๆ กลัวๆ

“เมื่อวานมันไม่มาทำงานเหรอ”

“มาตอนเช้าจ้ะ แล้วก็หายไปเลย”

เด็กขยันพูดเล่าให้ฟังจ้อยๆ เสียงแหลมเล็กเหมือนยังไม่แตกหนุ่ม ฟังแล้วปวดหูพิกล “ฉันเห็นพี่เม่นสีหน้าไม่ค่อยดีเลยจ้ะ แถมเดินโซเซด้วยนะจ๊ะลุงนาย ไม่รู้ไม่สบายหรือเปล่า”

พูดไป ไอ้เด็กดำก็ทำหน้าเป็นห่วง ในขณะที่คนฟังไม่ได้เข้าใกล้ความรู้สึกนั้นสักนิด

โซซัดโซเซ โงหัวมาทำงานไม่ได้...

สบายไม่ห่าอะไรล่ะ นั่นมันอาการคนเมา

“วันนี้วันที่เท่าไหร่”

นายใหญ่หันไปถาม ลางสังหรณ์ของเขาวิ่งพล่านชอบกล ปกติไอ้เม่นไม่ใช่คนเหลวไหล มันทำงานกับเขามาตั้งแต่ชาญทะเลเริ่มต่อตั้ง ตั้งแต่เรามีเรือเพียงไม่กี่ลำจนกระทั่งมีเป็นสิบยี่สิบลำอย่างทุกวันนี้

“ยี่สิบห้าเดือนแปดแล้วนาย” ไอ้หินตอบสั้นๆ

คนฟังทั้งหมดยกเว้นทยากรมีสีหน้าครุ่นคิด

เดือนแปด...วันนั้น...
วันที่คนทั้งเกาะจำมันได้...

“หรือว่า...นาย!” ไอ้ชาติร้องโวยวาย

สีหน้าของนายหัวชาญดูดุร้ายยามเมื่อเขาคาดเดา ‘เรื่อง’ ออก

ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ ร่างสูงใหญ่ก็จ้ำพรวดไปทางบ้านพักคนงานหลังสุดท้ายของท่าเรือชาญทะเล...


----------

TBC

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4227
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
น่าสนใจมากค่ะะ ติดตามเลยยยย  :mew1:

ออฟไลน์ koikoi

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3911
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +311/-13
น่าสนุกนะ

ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/
บทที่ 3
นายช่าง




บ้านพักคนงานของชาญทะเลตั้งเรียงรายเลียบชายหาด ใกล้กับหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะ ตัวบ้านทุกหลังทำด้วยไม้ ยกใต้ถุนสูงป้องกันช่วงที่น้ำทะเลหนุน ทิวทัศน์ด้านหลังคือต้นมะพร้าวสลับกับไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไกลออกไปคือทางขึ้นเขา...แหล่งของป่าและน้ำตกธรรมชาติ ต้นกำเนิดของน้ำจืดที่ชาวบ้านบางส่วนต้องเดินเท้าขึ้นไปตักตุนไว้ใช้

ทยากรกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามพ่อมาจนเกือบถึงตีนเขา ด้านหลังมีเด็กตัวดำวิ่งตามหลังชายหนุ่มเหมือนเป็นเงาตามตัว เดิมทีชาติกับหินและลุงอินทำท่าจะยกโขยงตามกันมา แต่อยู่ๆ คนหัวแตกก็เหมือนจะหน้ามืดหมดกำลัง นายหัวชาญจึงสั่งให้ไอ้หินลากคอมันไปหาหมอ (เสียที) ลุงอินที่อายุมากแล้วจึงขอตัวกลับบ้านพักผ่อนด้วยอีกคน

หนุ่มเมืองกรุงมองบ้านไม้หลังเล็กตรงหน้า มันดูรกร้างราวกับไม่มีคนอาศัย ขาใหญ่ประจำเกาะเดินนำหน้าพวกเขาเข้าไป ไม่สนใจจะเคาะประตูด้วยซ้ำ

กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนจัดโชยมาทันทีที่พ่อยกเท้าถีบประตู...

ทยากรกวาดสายตามอง ‘รังหนู’ ด้านใน ภายนอกที่ว่ารกร้างเทียบไม่ติดกับสภาพเละอลังการที่เขาเห็นในตอนนี้ ชายหนุ่มขยับตัวอย่างระมัดระวัง บ้านหลังนี้เล็ก พื้นที่ข้างในจึงคับแคบนัก เปรียบเทียบขนาดพื้นที่ ลูกผู้ดีจากเมืองกรุงอดคิดไม่ได้ว่าห้องน้ำบ้านเขาอาจใหญ่กว่า

“ไอ้เม่น...” เสียงดุเย็นเยียบชวนให้ขนลุกทั่วร่าง

หากพ่อเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอย่างนี้ ทยากรคงต้องหนีให้ไกล

“ใคร...” ร่างใหญ่ในมุมมืดเริ่มขยับ น้ำเสียงอ้อแอ้ของคนเมาหนักทำเอาเด็กที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขาผวา “ใครวะ!”

“กูเอง”

“กูเองน่ะใคร!” เสียงขวดเหล้าล้มระนาวเมื่อเขาขยับตัว เจ้าของบ้านพยายามโงหัวขึ้นมามอง แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้ หนุ่มกรุงเทพฯ เหลือบมองสภาพทุเรศทุรังนั้นแล้วถอนหายใจ

เสื้อก็ไม่ใส่...

ร่างสูงใหญ่สวมเพียงกางเกงเลสีผ้าขี้ริ้วตัวเดียว

“เจ้านายมึงไงไอ้เวรเอ๊ย” นายหัวชาญเดินเข้าไปใกล้ ใช้เท้าสะกิดคนเมาราวกับเรียกหมา “ถึงช่วงนี้ทีไรแม่งเมาหัวราน้ำทุกปี มึงไม่เบื่อมั่งเหรอไอ้เม่น”

“ออกไป อย่ามายุ่งกับกู!” เขาสะบัดตัวหนี ท่าทีไม่รับรู้เลยว่าใครเป็นใคร

นายหัวชาญส่ายหน้าระอาใจ เขาก้มลงลากคอไอ้คนเมาให้ลุกขึ้นมา ไอ้เม่นตัวหนัก ร่างใหญ่ยังกับยักษ์ปักหลั่น เล่นเอาเรี่ยวแรงของนายใหญ่สูญหายไปมากโข

“กูบอกว่าอย่ามายุ่ง!”

เกิดการต่อสู้เล็กๆ ระหว่าง ‘นายหัว’ กับ ‘นายช่าง’ เมื่อคนเมาไม่เข้าใจเจตนาดีของนายจ้าง เขาฟาดท่อนแขนใส่นายหัวชาญ ในขณะที่พ่อก็ไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ ชายคนนั้นถูกพ่อทั้งลากทั้งยันออกมาจากมุมมืด แสงแดดที่สาดสะท้อนจากประตูทำให้ทยากรเห็นหน้าตาเขาได้ชัด

ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยหนวดเครา ผมยาวกระเซิงเหมือนโจรป่า ผิวหน้าจรดลำคอกร้านคล้ำ หน่วยความจำในสมองของทยากรทำงานทันที

ผู้ชายคนนี้...

‘ผี’ ที่ลอยคอกลางทะเลวันนั้น!

“มึงลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ไอ้เม่น แหกตาดูดีๆ ว่ากูเป็นใคร ก่อนที่กูจะโมโหแล้วไล่มึงออกจากงาน!” นายหัวชาญชักมีน้ำโห ตบหน้าเรียกสติก็แล้ว กระชากหัวมันก็หลายที ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นผู้เป็นคน

นายช่างใหญ่แห่งชาญทะเลยังสับสน สติของเขาถูกฤทธิ์เหล้าพร่าผลาญหนัก ด้วยอารมณ์รำคาญประสานกับความต้องการปลีกวิเวก ขวดเหล้าที่วางใกล้มือจึงถูกขว้างออกไป เขาตั้งใจแค่จะขับไล่ผู้บุกรุก หากคนเมาไม่สามารถยั้งแรงตัวเองได้ ขวดแก้วใสกระทบฝาบ้านแตกกระจาย เฉียดหัวทยากรไปสองเซนฯ

“ไอ้เหี้ยเม่น!” เสียงดุตะโกนเดือดดาล นายหัวชาญหันมาสั่ง “ไอ้ทะเล ไอ้มืด...ออกไปรอข้างนอก”

“จะ...จ้ะลุงนาย” เมฆเสียงสั่น เจ้าเด็กดำดูหวาดกลัวกับความรุนแรงของผู้ใหญ่ มือผอมเกร็งดึงเขาออกมาจากบ้านหลังนั้น ทยากรชะเง้อคอมองผ่านประตูเข้าไป ไม่เห็นอะไรมากเพราะข้างในไม่เปิดไฟสักดวง

“ลุกขึ้นมา...กูบอกให้ลุกขึ้นมา”

ทยากรได้ยินเพียงเสียงก่นด่า

“มึงคิดว่าลูกเมียมึงจะดีใจหรือไงที่มึงเป็นแบบนี้!”

...สลับกับเสียงดัง ‘ผลัวะ’

ไม่ต้องนึกสภาพข้างในเลยว่าใกล้เคียงสมรภูมิรบขนาดไหน ข้าวของคงล้มกระจาย ขวดเหล้าถูกกวาดกลิ้งหล่นแตก แค่เสียงที่ลอดออกมายังน่ากลัวขนาดนี้ ถ้าไม่ติดว่ามีเจ้าเด็กดำที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้วย ชายหนุ่มคงบุกเข้าไปดูแล้วว่าฝ่ายไหนฆ่ากันตายไปหรือยัง

“ ‘นังดาว’ เมียมึงมันตายไปแล้ว! มึงจะแดกเหล้าจนหมดเกาะ มันก็ไม่ฟื้นกลับมา”

“แล้ว ‘ไอ้เดือน’ ลูกชายของมึง ป่านนี้มันคงอยู่บนสวรรค์ นั่งหัวเราะพ่อเหี้ยๆ ที่เอาแต่แดกเหล้าอย่างมึงอยู่ มึงไม่อายลูกมั่งหรือไงวะ!”

เสียงครางโหยหวน เจ็บปวดลึกซึ้ง ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ตัวหนึ่งที่กำลังปางตาย...

คนยืนฟังอยู่หน้าบ้านสะท้านวูบในอก ทยากรไม่ใช่คนโง่ อาศัยแค่คำพูดของพ่อไม่กี่ประโยค ชายหนุ่มก็เดาเรื่องราวได้

ทั้งลูกทั้งเมีย...ตาย...

เป็นใครก็คงเจ็บจนไม่อยากหายใจ

“กูอยากตาย...” เสียงคำรามจากชายผู้อาภัพ “ไม่ต้องมายุ่งกับกู ปล่อยกูตายตามพวกมันไป”

“มึง!”

ไม่รู้ว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น ชายหนุ่มได้ยินพ่อตะโกนสุดเสียง เพียงครู่เดียวร่างสูงใหญ่ของนายช่างก็พุ่งตัวออกจากบ้าน คนเมาโซซัดโซเซมาชนเข้ากับไอ้หนุ่มเมืองกรุง หากฝ่ายที่กระเด็นล้มลงคือคนตัวเล็กกว่า ทยากรจุกกลางลำตัว แผ่นหลังกระแทกเข้ากับข้างฝา ขณะที่นายหัวชาญวิ่งตามออกมาด้วยสีหน้าฆ่าคนได้

“ไอ้เม่น! มึงกลับมาเดี๋ยวนี้!”

คำสั่งเจ้านายไร้ความหมาย ผู้ชายคนนั้นวิ่งสะเปะสะปะไม่รู้เหนือรู้ใต้ลงทะเล แววตาของเขาเหมือนวันนั้น...เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หมดสิ้นทุกศรัทธาในชีวิต คนกรุงเทพฯ มองภาพนายหัวชาญลุยน้ำตามไปห้ามไอ้โจรคลั่งนั่นไว้ ยิ่งลงไปลึกคลื่นยิ่งสูงจนน่ากลัวว่าจะถูกซัดออกไปไกล จากที่มีคนคนเดียวนึกอยากจะฆ่าตัวตาย ทยากรกลัวว่ามันจะกลายเป็นพ่อเขาด้วยที่ตายโดยไม่ได้ตั้งใจ

“นายหัว!” เขาตะโกนสุดเสียง ท้องยังจุกไม่หายแต่ฝืนพาร่างกายลุยน้ำตามไป ฝ่ายคนที่เขาห่วงใย เมื่อมองมาเห็นลูกชายเข้ามาใกล้ก็ใช้งานทันที

“ไอ้ทะเล มาช่วยข้าที!”

คำสั่งพ่อ ใครจะกล้าขัด...

ถึงไม่ได้อยากยุ่งกับโจรมากนัก แต่ก็...เอาวะ!

ทยากรโถมตัวเข้าล็อกร่างกำยำ สองคนดีกับหนึ่งคนคลั่งฉุดกระชากกันชุลมุน น้ำทะเลเค็มปร่าไหลเข้าตาเข้าปากเขา วูบเดียวที่เผลอตัวผ่อนแรงรั้ง สันมือของคนเมาก็ฟาดเข้าแถวเบ้าตา ไอ้หนุ่มกรุงเทพฯ เลือดขึ้นหน้า พุ่งตัวคว้าแขนกำยำนั่นไว้ หมัดลุนๆ ประเคนใส่ปลายคาง ไม่มีการออมแรง!

!!

ร่าง ‘ยักษ์’ ล้มกระเด็นหงายตึงสู่พื้นน้ำ...

ฟองคลื่นขาวแตกกระจาย วงน้ำเหนือผืนทรายกระเซ็นซ่าน

เป็นนาน...กว่าร่างนั้นจะยันตัวขึ้นจากน้ำ กลับมายืนเผชิญหน้ากัน...

...
ทยากรคิดเสมอว่าตัวเองไม่ใช่คนตัวเล็ก ความสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดของเขาเกินมาตรฐานชายไทย ชายหนุ่มภูมิใจกับมันตลอดมา ทว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าคนคนนี้ เขากลายเป็นเด็กวัยรุ่นไซด์เอเชียที่ต้องเงยคอมองฝรั่งตัวโตๆ ไปเสียได้

‘ไททั่นแห่งอันดามัน’ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ที่มุมปากแตกยับเลือดไหล นายช่างใหญ่สะบัดศีรษะแรงๆ ไล่ความมึนงง จากนั้นจึงหันมองคนอาจหาญคว่ำเขาด้วยหมัดเดียว

“หมัดมึงหนักดี”

คำแรกหลังเล่นมวยปล้ำกันเป็นคำนี้...

นายช่างประจำเกาะกวาดตามองไอ้เด็กบ้าพลังผิดรูปลักษณ์ แม้ยังมึนเมาหนัก แต่ความเจ็บและสายน้ำก็ทำให้เขาสร่างไปได้มาก สมองของคนตัวใหญ่เริ่มสร้างรอยหยัก และแล้วเขาก็เพิ่งนึกออกว่าไม่เคยรู้จักมันมาก่อน

“มึงเป็นใคร”

นายช่างใหญ่เอ่ยถาม ทว่าคนตอบคือนายหัวชาญ...

“มันชื่อทะเล เป็นคนงานใหม่” พ่อมองหน้าอีกฝ่าย เหยียดยิ้มขบขันกับสารรูปของมัน “ไงล่ะมึง ไอ้เม่น...กูใส่ไปหลายหมัดไม่ยักจะสร่าง ต้องแดกหมัดเด็กกรุงเทพฯ สินะถึงจะโงหัวขึ้นได้”

“คนกรุง...”

“เออ มันมาจากกรุงเทพฯ”

ดวงตาดำสนิทดุร้ายคล้ายแทงทะลุตัวตนของอีกฝ่าย ร่างสูงใหญ่จดจำรายละเอียดของ ‘คนงานใหม่’ ตาไม่กระพริบ

มันตัวขาว...ขาวจัดเหมือนชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสแดด ใบหน้าเรียบเฉยได้รูป ตาหูจมูกลงล็อกราวเทวดาปั้น ดวงตาเรียวรีดื้อรั้น ที่สำคัญ...มันมองเขาตาขวาง

“นี่ไอ้เม่น นายช่างใหญ่...ทั่วทั้งเกาะนี้ฝีมือซ่อมเครื่องของมันดีที่สุด”

ทยากรมองสภาพยับเยินของ ‘ไอ้เม่น’ อยู่นาน ถ้าพ่อไม่ยืนยันว่าคนคนนี้คือนายช่าง จ้างด้วยเงินสองพันก็ยังทำใจเชื่อยาก หัวจรดเท้าไม่มีอะไรสักอย่างที่บ่งชี้ว่าหน้าที่การงานเป็นระดับหัวหน้า เด็กมีอันจะกินเผลอกระตุกยิ้มเหยียด เขานึกว่าพ่อเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัวที่สุดเท่าที่เคยเห็น แต่พอมาเจอไททั่นตัวนี้ นายหัวชาญดูสำอางขึ้นมาทันที

นั่นหนวดเคราหรือเอาปะการังไปเพาะพันธุ์ไว้บนหน้า...

มองหาผิวหนังของจริงแทบไม่เจอ

“มึงมองอะไร”

“เปล่า” คนตัวขาวปฏิเสธ แม้จะเป็นการโกหกหน้าตายอยู่สักหน่อย แต่ก็ดีกว่ามานั่งต่อความยาว

“มีปัญหากับหน้ากูหรือ”

“กูบอกว่าเปล่า!”

ทยากรหัวเสีย อาการเจ็บแปลบๆ ที่เบ้าตาพาให้อคติกับคนตรงหน้าไปเสียแล้ว หมัดเดียวที่เขาสวนกลับไปนั้นยังน้อยไป ในเมื่ออีกฝ่ายใช้สรรพนามไม่เกรงใจ คงไม่ผิดอะไรที่เขาจะใช้ตาม

“พูดจากันให้มันดีๆ คนกันเองทั้งนั้น” นายหัวชาญส่ายหน้า คล้ายมองเห็นรังสี ‘ไม่ถูกชะตา’ ลอยละล่องออกมาจากตัวทั้งสองฝ่าย “ไอ้ทะเล...ไอ้เม่นมันแก่กว่าเอ็งเป็นสิบปี อย่าขึ้นมึงกูกับมัน”

“ครับ” ...เพื่อพ่อ รับปากไปก่อนก็ได้

“มึงก็เหมือนกันไอ้เม่น! ทิ้งงานมาแดกเหล้า กูไล่ออกซะดีไหม” นายใหญ่หันมาไล่เบี้ยลูกน้องคนสนิทเป็นรายต่อไป อยากจะฆ่ามันให้ตายคามือเสียด้วยซ้ำ ข้อหาทิ้งหน้าที่จนเขาต้องเสียเรือไปลำ แต่มองสภาพน่าเวทนาของมันแล้วก็ทำใจโกรธไม่ลง

“โทษทีพี่ชาญ” มันยกมือลูบหน้าแล้วตอบมาแค่นั้น เขารู้ว่าสติของมันยังกลับคืนมาไม่เต็มร้อย ยังดีที่ความบ้าคลั่งกระเด็นหายไป ต้องขอบคุณหมัดเรียกสติของไอ้ทะเล

“มึงไปนอนซะ แล้วอย่าทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้อีก” นายหัวชาญเตะเท้าเข้าที่แข้งหนา กิริยาเหมือนเพื่อนสนิทหยอกกัน “กูให้ไปนอน อย่าเสือกกลับไปแดกเหล้าอีกนะมึง ถ้ากูรู้ล่ะน่าดู!”

คำขู่ตะโกนไล่หลังมันไป...

ร่างสูงใหญ่ของนายช่างเดินกลับเข้าบ้าน ทยากรมองตามเขา ไม่เข้าใจเลยว่าจิตใจของนายหัวชาญทำจากพระพุทธรูปหรือยังไง ทำไมถึงปล่อยคนไม่รับผิดชอบหน้าที่ไปเสียได้

“เป็นนายจ้างที่ใจดีจังนะครับ”

คนเป็นลูกชายอดไม่ได้จึงประชดเล็กๆ

“ปล่อยมันไปเถอะวะ คนเรามันทุกข์มันเศร้าก็ต้องแดกเหล้าเป็นธรรมดา”

“คนอะไรไม่รักชีวิต เอะอะจะฆ่าตัวตาย”

หวนนึกไปถึงวันก่อน...ที่เขาเห็นอีกฝ่ายลอยคอกลางทะเลนั่น ไม่รู้เลยว่าตั้งใจจะตายด้วยไหม

หนุ่มกรุงเทพฯ เสยผมเปียกชื้นไปด้านหลัง มือขาวแตะลงเบาๆ ที่เบ้าตา อดไม่ได้ที่จะหันหน้าไปมองบ้านหลังเล็กนั่นอีกครั้ง

“เอ็งก็พูดได้ไอ้ทะเล เอ็งยังไม่เคยเจอความสูญเสียสาหัส” นายหัวชาญออกเดินนำกลับไปยังท่าเรือ “ไอ้เม่นมันยังดี ลูกเมียตายไปสามปีแล้วมันยังประคองชีวิตอยู่มาได้”

“...”

“ถ้าลูกข้าตาย...ข้าคงคลั่งหนักกว่านี้เป็นร้อยเท่า”

...คำพูดนั้นทำให้เขาเห็นใจ ‘นายช่าง’ ขึ้นมา...


(ต่อด้านล่าง)


ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/


เมื่อพระอาทิตย์ตรงหัว ตัวเราจะไม่มีเงา

มิน่าเล่าเขาถึงมองไม่เห็นเงาตัวเองในตอนนี้ เหมือนภูตผี...ปราศจากชีวิต ไม่มีความรู้สึกเป็นสุขใดๆ ที่ทำได้ทุกวันนี้คือใช้ชีวิตให้หมดไปวันๆ

...
เจ้าของร่างที่ยืนโดดเดี่ยวบนผืนทรายเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ โครงหน้าคมเข้ม ช่วงอกและลำตัวหนา แข็งแกร่งเหมือนภูผาที่ไม่มีวันล้ม

หากลึกลงไป...

หัวใจเขาเหมือนปุยนุ่นลอยคว้าง แค่อากาศแผ่วเบาพัดพาก็พร้อมแหลกสลายในพริบตา ราวกับปราสาททรายที่จมหายเมื่อน้ำทะเลซัด เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ ที่พร้อมจะตายหากเจอสัตว์ใหญ่กว่ากลืนกิน

สองตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรามองไปยังผืนฟ้าที่บรรจบกับท้องน้ำ

เขาเกิดที่นี่...ใต้ฟ้าสีครามอบอวลด้วยกลิ่นไอเค็มของเกลือ เติบโตท่ามกลางหมู่เมฆขาวกระจ่าง ผิวหนังทุกตารางนิ้วสัมผัสอากาศร้อนชื้นชุ่มฉ่ำ เขารักผืนน้ำ รักหาดทรายขาวทอดยาวสุดสายตา เขารักท้องทะเล...พอๆ กับที่เกลียดชังมัน!

เพราะมันไม่ใช่หรือที่พรากทุกอย่างไป...

ชีวิตและหัวใจของเขาถูกท้องทะเลควักเอาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

วันนี้...เมื่อสามปีก่อน ภาพที่คนทั้งเกาะจำฝังใจคือภาพของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งหัวใจแตกสลาย กอดศพลูกเมียร้องไห้ น้ำตาเป็นสายไหลรวมกับน้ำทะเล

ชีวิตของชาวเลอย่างพวกเขา คราวเกิด...เกิดที่ทะเล เวลาตายก็ตายในน้ำ...เรือที่ลูกเมียเขาข้ามฟากเกิดล่มกลางทาง พายุที่พัดเข้ากระหน่ำกะทันหันทำให้เรือข้ามฟากไปแผ่นดินใหญ่จมหายไปทั้งลำ ผู้โดยสารทั้งหมดในเรือลำนั้น ไม่มีใครรอดกลับมา

เป็นความสูญเสียที่ไม่รู้จะโทษใคร ภัยพิบัติจากธรรมชาติอยู่เหนือทุกความสามารถของมนุษย์

หากสิ่งที่เจ็บช้ำยิ่งกว่านั้น คือคำพูดของชาวบ้าน...เหมือนตอกลิ่มทั้งด้ามลงกลางอก เจ็บจนไม่รู้หนทางที่จะไป


‘เมียมึงมันจะแอบพาลูกหนีไปอยู่กับชู้!’
‘ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันมารอรับนังดาวกับลูกมึงอยู่บนฝั่ง พวกมันแอบลักลอบได้เสียกันลับหลังมึงมาหลายเดือนแล้ว’
‘คนบาป...นังกากี ที่มันตายก็เพราะฟ้าดินลงโทษคนเลวๆ’

คนอย่างเขา เมื่อรัก...รักจนไม่เหลือ ไม่เคยเผื่อใจ ไม่เคยคิดว่าคนที่ผูกสมัครรักใคร่กันมาแต่เยาว์วัยจะมีแก่ใจทรยศกัน เขากลายเป็นไอ้โง่ถูกเมียรักเหยียบย่ำ มิหนำซ้ำยังคิดจะพรากลูกชายคนเดียวของเขาไป

ผู้หญิงคนนั้นทำลายหัวใจที่เขาเฝ้าบูชาไว้ ความรักที่ให้ไปจึงมอดไหม้ไปกับร่างที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ทว่าเด็กตัวน้อยๆ บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ลูกชายวัยสามขวบน่ารักน่าชัง มันไม่มีความผิดประการใด ที่ต้องจากไปก็เพราะน้ำมือผู้ใหญ่เสียทั้งนั้น และเป็นเขาเองที่รู้ไม่เท่าทัน ช่วยปกป้องชีวิตน้อยๆ นั้นไม่ได้เลย

คนเป็นพ่อ เจ็บที่สุดคือการสูญเสียเลือดเนื้อเชื้อไข ยิ่งลูกจากไปเร็วเท่าไหร่ ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นพ่อที่ระยำเกินกว่าจะให้อภัย

แม้สามปีผ่านไป...หากหัวใจยังถูกลั่นกลอนไว้ที่เดิม...

ชายหนุ่มลูบใบหน้า ถอนหายใจแล้วทำท่าจะเดินกลับ ทว่าตอนนั้น

สายตาเขาหันไปเห็น...
...
...


“พี่เม่นอ่ะเมาแอ๋อยู่ในบ้าน...แล้วลุงนายก็ตามไปลากคอพี่เม่น อย่างงี้ๆ... ‘พี่เล’ ก็ตามเข้าไปด้วยจ้ะ ฉุดกระชากกันอยู่ตั้งนานแต่พี่เม่นแกก็ไม่ยอมลุก แล้วทีนี้นะแกเกิดบ้าอะไรขึ้นมาไม่รู้ ขว้างขวดเหล้าใส่พวกฉัน เศษแก้วงี้แตกกระจายเต็มบ้านเลย ปาโคตรแม่นอ่ะพี่...อีกนิดเดียวก็โดนหัวพี่เลไปแล้ว นี่ขนาดพี่เม่นแกเมานะ”

“...”

“ยังไม่หมด...ยังมีต่ออีก พอแกปาขวดเหล้ามา ลุงนายก็โมโหใหญ่ตะโกนด่ากันเป็นชุด เสียงงี้ลั่นหาด...แล้วพี่เม่นแกก็คลั่งเว้ยพี่! วิ่งออกมาจะโดดทะเลตาย แรงแกเยอะอย่างกะควายเลยจ้ะ ลุงนายคนเดียวเอาไม่อยู่ พี่เลเลยต้องไปช่วย แล้วก็...เปรี้ยง! หมัดเดียวรู้เรื่อง...”

“มึงพูดจริงเหรอวะไอ้มืด”

“จริงสิพี่! ฉันเนี่ย...เห็นกับตา โหยยย...พี่เลนะ ต่อยหมัดขวาหมัดเดียว โป้ง! เข้าตรงนี้...” คนเล่าเอากำปั้นสาธิตกับคางตัวเองให้ดู กลัวไม่เห็นภาพ “พี่เม่นเจอสอยปลายคางเข้าไป กรรมการนับไม่ทันเลยพี่ ล้มคว่ำยังกะโดนหมัดบัวขาว”

“พี่เม่นตัวยังกะยักษ์ หมัดเดียวล้มได้ไงวะ กูไม่เชื่อ”

“จริงๆ นะพี่ชาติ ปัดโธ่เอ๊ย! ฉันล่ะอยากจะวิ่งมาตามพวกพี่ไปดูจะตาย สู้กันมันหยดยังงี้เลย”

พยานคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์เอากลับมาเล่าขานแบบหมดเปลือก ไอ้เรื่องใส่สีตีไข่เกินความจริงไปก็เพื่อรสชาติของชีวิตนิดๆ หน่อยๆ ไอ้เด็กดำเล่าไปตื่นเต้นไป น่ากลัวว่าคืนนี้มันคงนอนฉี่ราด อะดรีนาลีนหลั่งเกินขนาด นอนละเมอเป็นฉากบู๊แหงแซะ

สมาคมนิยมเรื่องชาวบ้านตั้งวงกันตอนเที่ยงกว่าๆ...เวลาพักงาน หลังกินข้าวกินปลากันเสร็จแต่ละคนก็นั่งตูดติดเก้าอี้ ไม่ยอมลุกหนีไปไหน

ไอ้ชาติ...หนุ่มหน้าเข้ม นิสัยทะเล้นทะลึ่งตึงตัง นั่งเป็นประธานสมาคมอยู่หัวโต๊ะ ที่หัวมีผ้าก็อชติดแผลเอาไว้ โดนหมอเย็บไปก็หลายเข็ม แต่เจ้าตัวหาได้สะทกสะท้าน ชาติกลับมาทำงานได้ตามปกติ แม้ว่านายหัวชาญจะออกปากให้มันไปพักได้แล้วก็ตาม

“ฤทธิ์หมัดคนกรุงเทพฯ นี่เอาเรื่องเหมือนกันเนาะพี่หินเนาะ ถึงขนาดล้มพี่เม่นได้ ทั่วทั้งเกาะยังไม่เคยมีใครล้มแกมาก่อนเลย” เห็นไอ้พี่ชาติทำหน้าไม่เชื่อถือ ไอ้มืดเลยหันไปหาพี่หินของมัน พี่หินอายุเท่าพี่ชาติ ประมาณยี่สิบสี่ - ยี่สิบห้า...เห็นแกเคยบอกว่างั้น แต่อย่าให้พูดถึงนิสัย ไอ้พี่ชาตินี่ผีเจาะปากมาพูดชัดๆ ในขณะที่พี่หิน...คนนี้ก็ ‘หิน’ สมชื่อแท้ๆ

“นายช่างเมา โดนต่อยก็ต้องล้มสิวะ” หินส่ายหน้า มองคนเล่าอย่างระอาปนรำคาญ

“โหย พี่หินอ่ะ ไม่ใจเลย...พี่เลเก่งจะตาย ไม่รู้จักชมเขาบ้าง”

เด็กดำทำหน้ามุ่ย ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกพี่ๆ ถึงได้ไม่เห็นความดีของหนุ่มกรุงเทพฯ คนนั้น

ห้ามคนไม่ให้ฆ่าตัวตายได้เชียวนะ ฮีโร่ชัดๆ โหย...เจ๋งสุด!

“เห็นมึงเรียกมันพี่เลๆ อยู่นั่น ตกลงไอ้หน้าอ่อนมันชื่อนั้นเรอะ”

“พี่เค้าชื่อทะเลจ้ะ แต่ฉันขี้เกียจเรียกยาวๆ” ไอ้มืดเกาหัว “พี่เลหล๊อหล่อ...หน้าตาก็เหมือนดารา ตัวงี้ขาวจั๊วะเลย พวกพี่ว่าเขาเป็นดาราปลอมตัวมาอยู่เกาะหรือเปล่า”

คนถามยังคงฝังใจกับความหน้าตาดีของพี่คนกรุง เด็กสิบสี่ตาวาววับ ความคิดในสมองโลดแล่นตามประสาวัยคึกคะนอง

“มึงหยุดเลยไอ้ห่านี่ เพ้อเจ้อ! กูบอกมึงแล้วว่าอย่าดูละครน้ำเน่ากับยายมึงมาก” ชาติผลักหัวมันอย่างหมั่นไส้ ไม่ทันไร ไอ้เด็กดำดูชื่นชมคนต่างถิ่นมากเกินพอดี

“มันไม่ธรรมดานะไอ้คนนั้น”

“ไม่ธรรมดายังไงวะ มึงอย่าบอกนะว่าแม่งเป็นพระอรหันต์อวตารมาเกิด” ไอ้หนุ่มสักยันหัวร่องอหาย พูดเองขำเองคนเดียวไม่ง้อใคร

“มันซ่อมเครื่องเป็น” หินพูดสั้นๆ แต่คนที่ฟังมันจนชินแล้วตีความขยายต่อได้เองสบายมาก

“เออ กูก็ว่า...หรือว่านายหัวจะหานายช่างคนใหม่มาแทนไอ้พี่เม่นวะ”

นึกถึงตอนเรือระเบิด ไอ้หนุ่มกรุงเทพฯ นั่นมันทำท่าจะกู้เครื่องได้ เสียดายที่มันมาช้าเกินไป ไฟประทุตูมตามขึ้นมาเสียก่อน ไม่อย่างนั้นล่ะมึงเอ๊ย! ไอ้นายช่างใหญ่...

“งานนี้พี่เม่นแม่งได้เป็นหมาชัวร์”

“ทำไมพี่เม่นต้องเป็นหมาด้วยล่ะจ๊ะพี่ชาติ” เด็กมันถามพาซื่อ

“เอ้า! มึงก็คิดดูนะไอ้มืด ถ้าไอ้หน้าอ่อนนั่น...”

“เค้าชื่อพี่เลจ้ะ”

“เออๆ ไอ้ห่าพี่เลของมึงน่ะ...ถ้ามันซ่อมเครื่องได้แล้วมาเป็นนายช่างคนใหม่ พี่เม่นแม่งต้องถูกนายเฉดหัวแน่นอน” ไอ้ชาติมั่นใจมาก “ตั้งแต่ลูกเมียตายไป พี่เม่นมันเป็นผู้เป็นคนซะที่ไหน ไอ้ที่เรือระเบิดเมื่อเช้านั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่หายหัวไปเมาหัวทิ่มหัวตำ”

“แต่ลุงนายกับพี่เม่นรู้จักกันมาตั้งนาน สนิทกันยังกะพี่น้อง”

“มันก็ไม่แน่หรอกโว้ย! เรื่องเงินเรื่องทองมันไม่เข้าใครออกใคร ทำงานไม่คุ้มตังก์ เป็นกู...กูก็ไม่ไหวว่ะ สู้หาคนใหม่ๆ มาทำก็จบ”

“จบหรือยัง...”

เสียงคุ้นๆ ผ่ามากลางวง พร้อมกับบรรยากาศยะเยือกลงเฉียบพลัน...

ไอ้คนวิจารณ์คนอื่นไม่เหลือซากอ้าปากค้าง ตาดำๆ สองข้างเหลือกถลน

“กูถามว่าพวกมึงสุมหัวนินทากูจบหรือยัง!” คนตกเป็นหัวข้อนินทาเดินมาข้างหลัง ใบหน้ารกครึ้มหนวดเครารุงรังยิ่งทำให้น่ากลัวเป็นสองเท่า

นายช่างใหญ่แห่งชาญทะเลกราดมองสมาชิกวงเสือกแต่ละราย ทุกคนคุ้นเคยกันหมดด้วยทำงานร่วมกันมานาน รู้สันดานกันดีว่าใครเป็นยังไง ร่างสูงใหญ่กว่าใครในที่นี้นั่งลงที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่งข้างๆ ไอ้เด็กดำ สองมือตบท้ายทอยตัวเองเรียกสติ ฤทธิ์เหล้าที่กรอกลงท้องไปตั้งแต่เมื่อวาน กินยาวนานล่วงเลยมาถึงวันนี้ ทั้งเหล้าเถื่อน เหล้าถูก เหล้าอัปรีย์...นับรวมๆ กันแล้วทะลุหมื่นดีกรีเห็นจะได้

“พะ...พี่เม่น มาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ” ไอ้เด็กวัยรุ่นตัวยาวเก้งก้างเอ่ยถามตะกุกตะกัก

“ตั้งแต่มึงเล่าว่ากูล้มเพราะหมัดเดียว”

ง่ะ...แสดงว่าพี่แกได้ยินหมดตั้งแต่ต้น...

“หายเมาแล้วเหรอพี่เม่น แหม...พวกฉันก็ว่าจะไปดูพี่ที่บ้านอยู่พอดี๊”

“มึงน่ะตัวดี ไอ้ชาติชั่ว”

แค่พูดธรรมดาๆ เท่านั้น คนโดนมองหน้าก็หุบปากฉับ รูดซิบกันหมาในปากออกมาเพ่นพ่านแทบไม่ทัน เสียงของพี่เม่นติดจะห้าว ดุดัน แถมการพูดก็ยังมะนาวไม่มีน้ำ ไม่มีคำพูดสวยหวานปานน้ำผึ้งใดๆ ไม่มีการถนอมน้ำใจหน้าไหนทั้งนั้น

แม้นายหัวชาญจะสั่งให้นอนพัก แต่เมื่อตื่นแล้วจะให้กลับไปหลับก็ยากฉิบหาย...

นายช่างใหญ่ลูบหน้า ที่มุมปากยังเจ็บแปล็บไม่หาย ถึงกระนั้นเขาก็ยังสังเกตได้ว่าสมาชิกของไอ้แก๊งนี้มันไม่ครบ

“ไอ้ขวัญกับไอ้หน่อยไปไหน”

เขาหมายถึงไอ้เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับไอ้มืดอีกสองคน ปกติแล้วพวกมันสามคนตัวติดกันอย่างกับแฝดสาม

“ไปโรงเรียนจ้ะพี่เม่น”

“แล้วทำไมมึงถึงมาอยู่ตรงนี้ ไอ้มืด”

“ฉะ...ฉัน...โดดเรียนจ้ะ แหะ...” คนพูดหน้าซีดแล้วซีดอีก ไอ้เด็กดำก้มหน้าหลับตาปี๋ เห็นนายช่างใหญ่ทำท่าจะเคาะกบาลเอาตัวก็สั่นเป็นเจ้าเข้า ใครก็รู้ว่าเวลาพี่เม่นโกรธ อารมณ์พี่แกยังกะคลื่นลมหน้ามรสุมถล่มชายฝั่ง ซัดมาทีระเนระนาด พินาศสันตะโรกันหมด

“ถ้ากูเห็นว่ามึงไม่ไปโรงเรียนอีกที...”

“ไม่ทำแล้วจ้ะพี่ ไม่ทำแล้ว...” ไอ้คนมีความผิดรีบออกตัว สองมือพนมท่วมหัว กลัวเป็นจริงเป็นจัง  “ฉันเห็นว่าวันนี้ที่ท่าเรือมีเรื่องจ้ะ ก็เลยอยู่นี่เผื่อจะช่วยอะไรลุงนายได้”

นายช่างใหญ่ขมวดคิ้ว ตอนแอบฟังพวกมันคุยได้ยินแว่วๆ ว่าอะไรระเบิด ไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องใหญ่

“เรือลำไหนระเบิด”

“ลำนั้นแหละนายช่าง เครื่องนอก...” ไอ้หินตอบสั้นๆ

เท่านั้นเองคนบกพร่องต่อหน้าที่ก็ทำทีลุกพรวดพราดจะไปดู ทว่าเสียงแหกปากของไอ้จอมโวยวายดันขัดจังหวะเสียได้

“เฮ้ย! นายมาเว้ย!”



--------
TBC




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ kokoro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2
เริ่มต้นก็ดูนะไม่ชอบหน้ากันเท่าไหร่เนอะ
รอติดตามค่ะว่าจะกระชับความสัมพันธ์กันแบบไหน

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
ชอบๆๆๆ รอลุ้นน่ะ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4227
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
สงสารพี่เม่นนะ แต่การงานก็ต้องทำนะพี่

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
ชอบแนวนี้ แนวทะเล  :mew1:

ออฟไลน์ ดาวโจร500

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 663
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
โอ้ยยย ชอบบบบบ อยากอ่านต่ออออ :ling1:

ออฟไลน์ hibatsumoe

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
ชอบผู้ชายซ่อมเครื่องยนต์ ~
ถ้าเขารักกันเองยิ่งชอบ~ :-[

ออฟไลน์ hpimmc

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 203
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
กรี๊ดดดด ตีกันแล้วก็ได้กันๆๆ
สงสารพี่เม่นแกนะจ๊ะ แต่ก็นะกรรมมันตามเมียทัน
สงสารแต่เด็กน้อย

นิอยากรู้เรื่องของพ่อเลมากกว่า
เราว่าเขาต้องคอยติดตามเรื่องของลูกแน่ๆ

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1583
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
มาบรรยากาศแปลกดี ตามๆ

ออฟไลน์ คนอ่าน

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-13
ชอบโทนและบรรยากาศของเรื่องจังเลยค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ koikoi

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3911
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +311/-13
มันจะรักกันอีท่าไหนน้อ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
สนุกกกก ชอบบบบ :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
พี่เม่น นายช่างคนเก่ง เมียมีชู้ พาลูกหนี
ทั้งเมีย ทั้งลูกตาย เลยจมอยู่กับความทุกข์
ทะเล จบวิศวะเครื่องกล หนีแม่ผู้ดี
มาหาพ่อ นายหัวชาญ
จะเป็นยังไงต่อนะ สองคนนี้ รอ :ling1: :ling1: :ling1:
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ pandorads

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
เพิ่งมาอ่าน สนุกมาก ชอบ  :L1: :กอด1:

ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/
บทที่ 4
คนสำคัญ



“เฮ้ย! นายมาเว้ย!”

ไอ้ชาติตะโกนลั่น ต่อจากนั้นทั้งวงก็หันไปมอง
...

ร่างสูงใหญ่ของนายหัวชาญเดินตีคู่กันมากับไอ้หนุ่มตัวขาว ท่าทีเหมือนกำลังพา ‘เจ้านายอีกคน’ เดินตรวจกิจการ เป็นภาพที่คนงานท่าเรือไม่เคยเห็นมาก่อน สีหน้าของนายหัวดูผ่อนคลายทั้งที่เพิ่งเกิดเรื่องกับเรือลำโปรดไปหมาดๆ ขณะที่ไอ้หนุ่มแปลกหน้าก็ดูเชื่อฟัง เหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ คอยเดินตามเจ้าของต้อยๆ ไม่ว่านายหัวจะหันไปทางไหน ไอ้หนุ่มเมืองกรุงเป็นต้องติดสอยห้อยตามไปทุกฝีก้าว 

นายช่างใหญ่มองภาพความสนิทสนมนั้นอย่างแปลกใจ

แต่ไหนแต่ไรพี่ชาญไม่เคย ‘ยก’ ใครหน้าไหนขึ้นมาตีเสมอตน คนเป็นนายหัว...นอกจากความเด็ดขาด ยังต้องมีอำนาจให้ลูกน้องยำเกรง ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ชาญมีคนมาสุงสิงบ้างตามประสาคนมีอันจะกิน แต่นายหัวคนนี้ไม่เคยจริงจังกับใคร ไม่ว่าหน้าไหนก็ไม่มิสิทธิ์ได้มาเดินเฉิดฉายอยู่ท่ามกลางลูกน้องของแก

“กูว่า...งานนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ แล้วว่ะไอ้หิน” ชาติตบเข่าฉาด ตาของมันไม่ละจากภาพนั้นสักเสี้ยวนาที “กูก็คิดอยู่แล้ว...นายหัวแม่งอยู่มาป่านนี้เมียตบเมียแต่งก็ไม่มีเป็นตัวเป็นตน แถมยังรวยจะตายห่า ผู้หญิงทั้งเกาะจ้องอยากจะเป็นคุณนายท่าเรือกันตัวสั่น แต่แกก็ไม่ยักจะเอาใครสักคน ที่แท้...ไม่สนผู้หญิงนี่เอง”

ฝีปากไอ้ชาติไม่เคยเป็นสองรองใคร ลองว่ามันได้วิจารณ์ใครแล้วไม่เหลือดีสักคน

“นายหัวจะรักใคร เอากะใคร จะผู้หญิงหรือผู้ชาย แล้วมึงไปเสือกอะไรกับเขา”

“เอ้า! ไอ้หิน...กูมันเกิดมาเพื่อเป็นขาเสือกนี่หว่า เรื่องชาวบ้านนี่ล่ะคืองานของกู เรื่องของเจ้านายยิ่งเป็นงานของกูใหญ่เลย คนอย่างไอ้ชาติจงรักภักดีกับนายโว้ย! คนกรุงมันยิ่งไว้ใจไม่ค่อยได้”

“ที่เค้าว่าคนกรุงเทพฯ ชอบหลอกให้รักแล้วก็ทิ้ง มันจริงไหมจ๊ะพี่ชาติ” เจ้าเด็กดำอวดฉลาดร่วมผสมโรงกับผู้ใหญ่ ตาดำๆ เหลือบมองพี่ชาติกับพี่หิน ก่อนจะเหลียวไปทางนายช่าง...ไอ้เด็กพูดเก่งมีอันต้องลูบแขนตัวเองป้อยๆ

พี่เม่นทำหน้าน่ากลัวจังวุ้ย!

“ก็กูบอกอยู่นี่ไงเล่า กูกลัวมันมาหลอกแดกนาย นายมีตังก์เยอะจะตาย ขืนมันมาสูบเลือดสูบเนื้อนายหัวหมดตัว แล้วใครจะจ่ายเงินค่าแรงกูล่ะทีนี้”

“โธ่เอ๊ย ฉันก็นึกว่าห่วงลุงนาย”

“ห่วงสิวะ! แต่กูก็ต้องห่วงปากท้องตัวเองเหมือนกัน ไอ้พี่เลของมึงนี่มันจะมาไม้ไหนวะไอ้มืด”

“ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะจ๊ะ เพิ่งรู้จักกันวันนี้เอง” คนถูกถามบ่นกระปอดกระแปด “แต่ฉันว่าพี่เลเค้าดีนา...ใจดีจะตายไป พูดจาดี๊ดี หน้าตาก็ดีด้วย”

“ถุย! มึงนี่มันพวกมองคนแต่ภายนอก ไม่เคยได้ยินหรือไง...ไอ้พวกหน้าซื่อๆ ตาใสๆ นี่แหละโว้ย ทำคนปางตายมานักต่อนัก”

ฟังลูกน้องคุยกัน ไททั่นแห่งอันดามันก็เริ่มคิด...

มันแปลก...

แปลกมาก

นายช่างใหญ่ค่อนข้างมั่นใจว่าตนเป็นคนรับรู้ความเป็นไปของนายหัวดีกว่าใคร เขารู้จักพี่ชาญมาเป็นสิบปี รู้ดีว่าคนคนนี้ไม่มีญาติที่ไหน นอกจากพ่อแม่ที่ตายไปตั้งแต่ก่อนชาญทะเลจะเป็นรูปเป็นร่าง ก็ไม่มีใครเหลือให้ห่วงใยอีกแล้ว ตัวเขาและพี่ชาญคล้ายกันตรงนี้ ไม่มีพันธะครอบครัวผูกใจให้อาลัยอาวรณ์ คนสองคนในวัยใกล้เคียง เผชิญความเหนื่อยยาก เจ็บช้ำใจกายมาไม่ต่างกัน ความผูกพันจึงแน่นแฟ้นเหมือนพี่น้อง

ช่วงสองสามปีมานี้ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียทำให้เขาเสียศูนย์ กระนั้นพี่ชาญก็ยังให้อภัย ไม่เคยถือสาในความเหลวไหลของเขา หากเป็นนายจ้างคนอื่น ไหนเลยจะเลี้ยงเขาเอาไว้ให้เปลืองข้าวสาร พฤติกรรมย่ำแย่เกินเยียวยา มีแต่จะถูกเฉดหัวทิ้งเหมือนหมาอย่างที่ไอ้ชาติมันว่าทุกประการ

ร่างสูงใหญ่มองไปยังจุดรวมสายตา เห็นท่าทางชี้ชวนกันให้ดูการทำงานของคนงานคนอื่น คนมองก็ได้แต่เก็บทุกความสงสัยลึกลงในใจ ดวงตาดุดันจับจ้องคนอ่อนวัย...ใบหน้านั้นขาวสว่างสดใส ยิ่งอยู่กลางแดดร้อนจัด ผิวของมันก็ราวกับจะเปล่งแสงได้

มันเป็นใคร...!

คนต่างถิ่น...ต่างรูปลักษณ์ แตกต่างตั้งแต่สีผิวยันสีผม มันโผล่หัวมาโดยไม่มีสัญญาณใดๆ หลายต่อหลายอย่างในตัวมันล้วนน่าสงสัย จะว่าเป็นคนมาเที่ยวที่เกาะก็ไม่น่าใช่...นักท่องเที่ยวที่ไหนมันจะมาทำงานเป็นจับกัง

“มันเป็นญาติใครบนเกาะนี้หรือเปล่า”

“อย่าว่าแต่เป็นญาติเลยพี่เม่น นอกจากนายหัวแล้ว ดูท่าทางมันเหมือนไม่รู้จักใครสักคน” ไอ้ชาติว่าพลางส่ายหัว คนถามเองก็คล้อยตาม

เกาะมันก็เท่านี้...

ไม่ใช่เกาะใหญ่โตหรือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอะไร ที่นี่มีแต่ชาวบ้านทำมาหากินกันไปวันๆ เห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่จำความได้ บ้านมีกี่หลัง แต่ละครอบครัวมีลูกมีหลานกี่คน รู้จักมักคุ้นกันถ้วนทั่ว ยิ่งมาจากกรุงเทพฯ แถมรูปร่างหน้าตาโดดเด่นออกมาจากคนท้องถิ่น เป็นลูกเป็นผัวใครขี้คร้านจะพามาอวดให้ทั่วทั้งเกาะ

“พี่เลเขามาจากกรุงเทพฯ นี่จ๊ะ ไม่รู้จักใครที่นี่ก็ไม่เห็นแปลกเลย”

“แต่มันรู้จักนายหัวนี่โว้ย” ไอ้คนปากบอนแย้ง “แม่ง...เลือกรู้จักคนรวยประจำเกาะซะด้วย นายก็ไม่ค่อยได้ไปกรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอวะ กูคิดจนสมองฝ่อแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าจะไปได้กันตอนไหน”

ปริศนาของไอ้ชาติทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้ขบคิดกันไปต่างๆ นานา

คนตัวใหญ่ไม่ได้ละสายตาไปจากคนแปลกหน้าสักอึดใจเดียว เม่นเห็นนายหัวพาไอ้หนุ่มเมืองกรุงไปตรงคัดปลา... งานพวกนั้นไม่หนักหนาเมื่อเทียบกับพวกแบกหามยกอุปกรณ์และลังปลาลงเรือ คนงานละแวกนั้นจึงเป็นผู้หญิงเสียส่วนมาก เสียงกรี๊ดกร๊าดตามจริตจะก้านของสาวรุ่นแว่วมาชวนให้รำคาญหูเสียเหลือเกิน และไอ้ตัวต้นเหตุก็ไม่ใช่ใครอื่น...

“เฮ้ย! พวกมึง...” เสียงเข้มงวดผ่ากลางวงอย่างจงใจ

นายหัวชาญเดินเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่นั่งลงตรงข้ามคนเพิ่งสร่างเมา ขณะที่ไอ้ชาติถอนหายใจแล้วถอนหายใจเล่า นายไม่โกรธและเขาไม่โดนเขกกะโหลกสักยก นั่นย่อมแสดงว่าคงไม่ได้ยินไอ้ที่นินทากันเมื่อกี้ ...รอดตัวไปกู!

“กูให้มึงนอนพักไม่ใช่เหรอไอ้เม่น มึงไหวแล้วเรอะ”

“สร่างแล้วพี่ จะให้หลับก็หลับไม่ลง” มือกร้านปาดเข้าที่มุมปาก สองตาจับจ้องคนฝากรอยแผลเอาไว้ ทักษะการชกต่อยของมันไม่เลวเลย

“เป็นงั้นได้ก็ดี เรือกูจะได้ระเบิดน้อยลงหน่อย” คนพูดกระตุกยิ้ม มองสารรูปของคู่สนทนาแล้วนึกระอาใจ

ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนเหมือนโจรเข้าไปทุกวัน... เกิดวันไหนดวงซวยหนัก ตำรวจมาลากคอเข้าตะรางไปเพราะเข้าใจผิดก็คงโทษเขาไม่ได้ “พวกมึงก็เหมือนกัน ไอ้ชาติ ไอ้หิน...มึงอีกตัวไอ้มืด มาสุมหัวนั่งอู้อะไรตรงนี้”

“อู้อะไรที่ไหนล่ะนาย พวกฉันเพิ่งจะกินข้าวกันเสร็จ ก็ต้องนั่งพักให้ข้าวมันเรียงเม็ดน่ะซี...”

“แถไปได้เรื่อยๆ นะมึง” คนเป็นนายส่ายหัวเอือมระอา มีลูกน้องปากหมาอย่างไอ้ชาติ ชาตินี้อย่าหวังว่าจะได้สบายหู “อนุญาตให้พักได้อีกหน่อย บ่ายโมงเมื่อไหร่ใครมันไม่ขยับตัวไปทำงานกูหักตังก์”

“โหดจริ๊งงง ใช่สิ...พวกฉันมันหน้าเก่าๆ เดิมๆ นายเลยไม่สนใจ ไม่เหมือน...”

“ไม่เหมือนอะไรวะ มึงพูดให้มันดีๆ” นายหัวชี้หน้า ทว่าไอ้คนทะเล้นมันดันเล่นไม่เลิก

“ก็ไม่เหมือนไอ้หนุ่มหน้ามนคนกรุงเทพฯ นั่นไง จุ๊ๆๆ หามาจากไหนวะนาย โคตรเด็ด...โอ๊ย!”

คราวนี้เองที่ไอ้ผีเจาะปากมีอันถึงคาด แรงฟาดจากฝ่ามือประทับลงกลางกบาลหนักพอๆ กับโดนไม้หน้าสามหล่นใส่หัว

“นาย! หัวคนนะโว้ย ไม่ใช่ลูกมะพร้าว ฟาดมาได้”

“มึงจะโดนหนักกว่านี้ถ้าเสือกไปยุ่งกับมัน” เสียงดุ หน้าตาขึงขัง...ดูปราดเดียวก็รู้ว่าคนพูดเอาจริง “ไอ้ทะเลมันไม่เหมือนพวกมึง อย่าไปทำทะลึ่งตึงตังกับมัน”

แค่นี้คนฟังแต่ละคนก็ตีความไปถึงไหนต่อไหน...

นายใหญ่แห่งชาญทะเลมองลูกน้องแต่ละคนแล้วหนักใจ รู้ดีว่าตนกำลังออกคำสั่งในสิ่งที่ยากเกินกำลังไอ้พวกนี้...ห้ามอะไรก็ห้ามได้ แต่ห้ามปากคนไม่ให้นินทา คงต้องรอน้ำทะเลหายเค็มก่อนกระมัง

ชาวบ้านตัวดำๆ อย่างพวกเขา ตื่นเช้ามาก็สนทนากันด้วยคำหยาบคาย สรรหาเรื่องหยาบโลนมาคุยกันได้ไม่มีเบื่อ ชินชากับฝ่ามือฝ่าตีน ตบตีเล่นหัวกันจนเป็นกิจวัตรประจำวันไปเสียแล้ว ยิ่งเป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะนายหรือลูกจ้าง ไม่มีใครตะขิตตะขวงใจสักนิดหากต้องพูดเรื่องอย่างว่า แต่ไอ้คนที่มันไม่ได้โตมากับสภาพแวดล้อมดิบเถื่อนอย่างนี้จะรับได้แค่ไหน นายหัวชาญชักหวั่นใจ

“เอาล่ะโว้ย...มาวันสองวันขึ้นแท่นคนโปรด”

“เออ!” ขี้เกียจอธิบายจึงปล่อยตามน้ำ “รู้ว่ากูโปรด พวกมึงก็ช่วยดูๆ มันด้วยก็แล้วกัน”

คนออกปากฝากฝังมองหน้าพวกมันแต่ละคนแล้วถอนใจ เรื่องความกวนตีน ทะลึ่งทะเล้นเป็นสองรองใครเสียที่ไหน แต่ที่ไว้ใจให้ลูกชายคนเดียวเข้าแก๊งกับไอ้พวกนี้ นอกเสียจากความสนิทสนมส่วนตัวแล้ว พวกมันก็ยังมีข้อดี... แต่ละคนรักพวกพ้องยิ่งกว่าอะไร

นายช่างใหญ่มองไปยังคนเป็นเป้าหมายนินทา เห็นท่าทีของพี่ชาญ ต่อให้คนโง่ที่สุดในเกาะก็ต้องรู้แล้วว่าไอ้เด็กนั่นมันเส้นใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น... ตัวของมันยังคล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่าง

ดึงดูดความสนใจ...

ดึงสายตา...

คนที่ไม่ค่อยชอบมองใครนานๆ ยังเผลอตัวมองตาม ละสายตาไปจากมันไม่ยักจะได้

“ไม่ต้องถึงมือพวกฉันล่ะมั้งนายหัว” ไอ้หินยิ้มบาง จากนั้นคู่หูของมันจึงแหกปากเรียกร้องความสนใจบ้าง

“ดูท่าพวกผู้หญิงจะอยาก ‘ดู’ มันเป็นโขยง เหอะ! อีพวกได้ใหม่แล้วลืมเก่า เมื่อวานยังมาเจาะแจ๊ะ พี่ชาติจ๊ะพี่ชาติจ๋ากะกูอยู่เลย มาวันนี้เห่อของใหม่กันซะแล้ว”

ไอ้ชาติทำหน้าหมั่นไส้ มองภาพไอ้หน้าอ่อนโปรยยิ้มหวานท่ามกลางคนงานสาวน้อยสาวใหญ่ แม่พวกนั้นก็เหมือนกัน แต่ละคนเป็นผ้าพับไว้กันเสียที่ไหน ตั้งท่าสาละวนกับงานตามหน้าที่ หากสายตาสอดส่องเหล่มองมันไม่ได้ขาด ไม่กี่นาทีที่ไอ้เด็กเส้นถูกโยนไปกลางวงคัดปลา ปรากฏว่าวงล้อมนั้นขยายใหญ่ขึ้นราวกับมีมหรสพ สาวๆ หลายคนยิ่งกว่ายินดีที่ได้สอนงานมัน ดูท่าว่าความหน้าตาดีของไอ้หนุ่มเมืองกรุงจะทำพิษเข้าให้แล้ว

“ไอ้ห่า รุมกันยังกะแมงวันตอมขี้” คนเป็นพ่อยิ้มอ่อนใจ อย่างน้อยก็เบาใจว่ามันยังเข้ากับคนงานคนอื่นๆ ได้ นายหัวชาญหันกลับมามองนายช่างใหญ่ เห็นหน้ามันแล้วจึงนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “พูดถึงไอ้ทะเลขึ้นมาก็ดี กูมีเรื่องจะไหว้วานมึงหน่อยไอ้เม่น”

คนถูกเรียกนิ่วหน้าแล้วถามกลับ “เรื่องอะไร”

“กูว่าจะให้ไอ้ทะเลมันไปเป็นลูกมือให้มึง” เห็นสีหน้าไม่เข้าใจ คนเป็นนายจึงอธิบายต่อ “ไอ้ทะเลมันเรียบจบมาทางนี้ มันรู้เรื่องเครื่องเรื่องกลไกอยู่ ก็น่าจะพอช่วยแบ่งเบามึงได้ อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะว่าทุกวันนี้งานมึงล้นหัวล้นมือแค่ไหน...”

ทั้งชาญทะเลมีนายช่างแค่คนเดียว แต่เรือเล็กเรือใหญ่รวมๆ กันได้กว่ายี่สิบลำ ต่อให้แยกเป็นสามร่าง บางวันยังวิ่งรอกไม่ทันเสียด้วยซ้ำ

“หึ มาช่วยหรือจะมาถ่วงวะ”   

สารรูปติดสำอางอย่างนั้น เอาแค่เดินตามเขาให้ทันก็น่าจะยากแล้ว

“เอาน่า...แค่ช่วงบ่ายเท่านั้นแหละ ตอนเช้ากูจะให้มันคัดปลา ไม่ก็ทำนั่นทำนี่ไปตามประสา ครึ่งบ่ายก็ค่อยให้ตามมึงไป แล้วอะไรที่มันไม่รู้ มึงก็ช่วยถ่ายทอดวิชาให้มันหน่อย...”

“นายเตรียมจะโละพี่เม่นทิ้ง แล้วเอาไอ้หน้าอ่อนนั่นมาทำแทนเหรอนาย”

“มึงอยากโดนอีกทีใช่ไหมไอ้ชาติ!” นายหัวชาญง้างมือรอไว้ หมั่นไส้ไอ้คนชอบยื่นปากมาหาเสี้ยนเต็มกำลัง เสียก็แต่คราวนี้มันดันรู้แกว โยกหัวหลบได้ไวยังกะลิง

“มึงจะว่ายังไงไอ้เม่น”

แล้วเขาจะว่าอะไรได้...

คำสั่งนาย คนเป็นลูกน้องเขามีหรือจะกล้าขัดใจ แม้จะใช้คำว่าไหว้วาน แต่เขารู้ดีว่าพี่ชาญไม่ต้องการให้ปฏิเสธ

“ตามใจ ถ้ามันทำไหวก็เอา” นายช่างใหญ่ตอบรับ เขาพยักหน้าแกนๆ ไม่แสดงอาการยินดียินร้าย สายตาดุดันจ้องมองไอ้คนจะมาเป็นที่รองมือรองตีนแล้วประเมินมันในใจ...หากมันคิดว่าการซ่อมเครื่องเป็นเรื่องง่าย ก็ลองดู...

“เออ ขอบใจเว้ย...ที่ให้มันไปเกาะติดกับมึงเพราะกูรู้ว่ามึงไว้ใจได้ ขืนให้ไปกับไอ้ชาติ มีหวังพาเด็กมันไปสำมะเลเทเมา”

“อ้าว ไหงมาลงที่ฉันล่ะนาย” คนถูกว่าร้ายบ่นอุบ “ไอ้ชาติหนอไอ้ชาติ ทำดีไม่เคยได้ดี มีเจ้านาย เจ้านายก็ไม่เห็นหัว” ว่าแล้วก็จัดละครดราม่าให้นายหัวดูเสียหนึ่งยก เสียแต่ว่าได้รับสายตาทิ่มแทงกลับมาเป็นรางวัล

“เอ่อ...ลุงนายจ๊ะ ฉันขอถามหน่อยได้ไหม พี่เลเค้าจะอยู่ที่นี่นานไหมจ๊ะ” ไอ้เด็กดำถามขึ้น ตัวมันนั่งฟังคนนั้นคนนี้คุยกันตาปริบๆ มานาน ถึงจะยังเด็กแต่ก็ขอมีตัวตนกะเค้าบ้าง

“นาน” ...สองเดือนนี่ก็ถือว่านานละมั้ง

“เย้!”

“เย้อะไรของมึงไอ้มืด” ลุงนายของไอ้มืดเอ่ยถาม

“แหะ ดีใจจ้ะ พี่เลอยู่นานๆ ก็ดี เกาะเราจะได้เหมือนมีดารามาเดินไปเดินมาให้ดู”

ฟังเหตุผลของมันแล้วรอบวงก็แทบจะเบ้หน้า หาความกับเด็กสิบสี่ไม่ได้ฉันใด หาสาระกับไอ้มืดยากยิ่งกว่า “งั้นฉันไปช่วยพี่เลคัดปลาก่อนนะจ๊ะ”

ว่าแล้วมันก็ทำหน้าแช่มชื่น สองขาวิ่งปรู๊ดไปหาไอ้หนุ่มเมืองกรุง หายเข้าไปในดงผู้หญิงอีกคน ท่ามกลางเสียงวี๊ดว้ายถูกอกถูกใจของพวกสาวแก่แม่หม้าย ผู้นิยมให้มีเพศชายมาร่วมให้แทะโลม

ทั้งนายหัว นายช่าง และจับกังอีกสองชีวิตมองวงล้อมคัดปลาที่วันนี้รื่นเริงเหมือนมีงานเลี้ยง บรรยากาศท่าเรือผิดแปลกไปจากทุกวัน และนายหัวชาญก็หวังให้วันต่อๆ ไปที่ไอ้ทะเลอยู่ที่นี่ราบรื่นเช่นนี้จนกว่ามันจะกลับ

“แล้วจะให้มันพักที่ไหนล่ะนายหัว” ไอ้หินถาม สองตามองเด็กใหม่โดนสาวแก่หยิกแก้ม หยอกเย้า  “บ้านคนงาน?”

“บ้านกู”

ชัด...

ชาติทำท่าจะตบเข่าตัวเองอีกฉาด ติดที่สายตาของนายมองมา มันเลยทำได้แค่หันหน้าไปส่งซิกกับคู่หู คำตอบจากปากนายดูจะขยายความเข้าใจของไอ้ชาติไปไกลสุดกู่ ขณะที่นายช่างใหญ่ขมวดคิ้วหนักใจ

บ้านนายหัว...

เป็นทั้งบ้าน ที่ทำงาน ที่เก็บเอกสาร เงินจำนวนมากที่ใช้จ่ายค่าแรงคนงานแต่ละวันก็ถูกเก็บไว้ที่นั่น นายหัวชาญกล้าให้มันอาศัย กินอยู่หลับนอนด้วยกันราวกับคนในครอบครัว ทุ่มเทความไว้ใจให้มันมากเสียจนเขาอดถามไม่ได้

“มันเป็นลูกเต้าเหล่าใครเหรอพี่ชาญ”

คนถูกถามถอนหายใจ มองหน้าตาของคนเป็นเหมือนน้องชายร่วมสาบาน นายหัวชาญรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปากมากกว่าครั้งไหนๆ ครั้นจะบอกว่าไอ้ทะเลเป็นลูกชาย...ไอ้ที่สร้างเรื่องท้าทายกันไว้ก็กลายเป็นบ่วงค้ำคอให้พูดไม่ออก

“มันเป็น ‘คนสำคัญ’ “

ในที่สุดก็ต้องเลี่ยงตอบคำถามด้วยการอธิบายอ้อมๆ “พวกมึงรู้ไว้แค่นั้นก็พอ”



(ต่อด้านล่าง)


ออฟไลน์ วันเวย์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-2
    • https://www.facebook.com/onewayy17/
(ต่อ)


คนสำคัญของนายหัวชาญเดินหน้าคว่ำมาตามทางทอดยาว

หลังได้รับการบอกเล่าจากปากคนเป็นพ่อว่า ต่อไปนี้ครึ่งบ่ายของทุกวัน เขามีหน้าที่ ‘ติดตามนายช่าง’ ไปทุกหนทุกแห่งเพื่อเรียนรู้งาน ชายหนุ่มอ้าปากค้าง...เขาจำได้ว่าตัวเองเอ่ยแย้งพ่อแบบไม่ต้องคิด หากสิ่งที่ได้กลับมาคือคำยืนยันอย่างหนักแน่น

‘เอ็งจะได้เก่ง... งานของไอ้เม่นมันตรงกับที่เอ็งเรียนมา’
‘...ไอ้เม่นมันทำของมันอยู่คนเดียว เอ็งไปช่วยมันน่ะดีแล้ว’


คำโบราณว่าไว้... หากไม่ชอบอะไร มักจะได้ในสิ่งนั้น

ทยากรไม่เคยเชื่อถือมันเอาซะเลย ทว่าคราวนี้เองที่ความศรัทธาของเขามาเต็มเปี่ยม

ในความคิดของหนุ่มเมืองกรุง นายช่างใหญ่ที่ตัวโตเหมือนยักษ์ แต่หัวใจเล็กจิ๋วราวกับเม่นแคระพันธุ์ทาง คนที่เอะอะจะฆ่าตัวตาย กินเหล้าเมายา หน้าที่งานการไม่สนใจ คนไร้ความรับผิดชอบอย่างนั้นเหมาะหรือที่เขาจะต้องมาเสียเวลาเกาะติด ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดครึ่งวันจากบ่ายยันเย็น ชายหนุ่มมองไม่เห็นเลยว่าความรู้ที่เขามีจะได้พัฒนาต่อยอดได้อย่างไร ในเมื่อความประทับใจแรกพบติดลบกันทั้งสองฝ่าย ทยากรค่อนข้างมั่นใจเสียด้วยว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่ชอบขี้หน้าเขานัก

ก็ใครมันจะปลื้มคนที่ประเคนหมัดใส่หน้าตัวเองได้...

ร่างสูงโปร่งลากรองเท้าแตะเดินฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงยามเที่ยงวันเศษๆ แดดในกรุงเทพฯ ว่าร้าย ให้ตายยังไงก็ไม่สู้ภาคใต้ของประเทศ ทยากรเคยเป็นนักกีฬา ทั้งว่ายน้ำ เทควันโด เทนนิส...ทุกชนิดเขาผ่านการฝึกฝนกลางแจ้งมาแล้วทั้งนั้น หากแดดที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนผิวหนังถูกกัดกิน แสบยิบๆ ชวนให้คันคะเยอไปทั้งร่าง ลมทะเลพัดโชยหอบไอร้อนมาฝากตลอดทั้งวัน มองไปทางไหนก็ร้อนไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ใจของเขาในตอนนี้

“พี่...เห็นนายช่างไหม” หนุ่มเมืองกรุงตะโกนถาม คนงานที่เดินสวนกันจึงหันกลับมามอง เมื่อเห็นหน้าเขา อีกฝ่ายก็ส่งสายตาพิศวงมาให้ “ผมเป็นคนงานใหม่ นายหัวชาญให้มาตามหานายช่าง”

“นายช่างอยู่โน่น”

ชื่อพ่อใช้เป็นใบเบิกทางทุกอย่างได้ดีเสมอ ทยากรเรียนรู้กฎข้อนี้ได้เองในเวลาไม่นาน

เมื่อได้ยินชื่อนายจ้าง คนงานคนนั้นจึงชี้มือบอกทางส่งๆ ไม่สงสัยอะไรอื่นอีก ชายหนุ่มพยักหน้า ไม่ทันได้ขอบคุณอีกฝ่ายก็เดินหนีไปไกลแล้ว

หนุ่มกรุงเทพฯ กวาดตามองรอบตัว ตรงที่เขาย่ำเท้าอยู่คือสะพานไม้สร้างยื่นทอดยาวลงไปในทะเล สองฝั่งของสะพานมีเรืองดใช้งานจอดขนาบข้าง น้ำทะเลล้อมรอบลำเรือใสสะอาด มองเห็นปลาตัวน้อยรุมตอดตะใคร่เขียวที่ฐานเสาสะพาน จุดบกพร่องอย่างเดียวที่เด็กวิศวะแอบตัดคะแนนอยู่ในใจ คงเป็นเรื่องไม้ที่ใช้สร้าง...มันเก่าจนบางแห่งผุเป็นรูโหว่ อันตรายอยู่ไม่น้อยหากเดินไม่ระวัง

เดินดูจนเกือบสุดสะพานก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่ตามหา

ทยากรชักหงุดหงิด เหงื่อซึมอาบร่าง เสื้อยืดตัวโคร่งแนบแผ่นหลัง จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่รู้ว่าไอ้นายช่างหน้าโจรนั่นอยู่ที่ไหน เป็นความผิดเขาเองที่ไม่ทันถามคนบอกทางว่า ‘อยู่โน่น’ ที่ว่า มันโน่นไหนกันแน่

“นายช่าง!”

เบื่อจะเดินหา สองขาเมื่อยล้าเต็มที คราวนี้เขาจึงใช้ปากตามหาแทน “นายช่าง! อยู่ไหนวะ...โอ๊ย!”

อยู่ดีๆ ศีรษะด้านหลังก็เจ็บแปลบ หนุ่มกรุงเทพฯ สะดุ้งสุดตัว มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบคลำหัว สัมผัสได้ถึงอาการปูดเป็นลูกมะนาวแล้วกัดฟันกรอด ทยากรเหลียวมองซ้ายขวา มองหาว่าอะไรคืออาวุธที่ไอ้พวกโรคจิตส่งมาทำร้ายเขา จวบจนสายตาก้มมองพื้นจึงเห็นกรวดก้อนเล็กกลิ้งหลุนๆ อยู่แทบเท้า

“ใครมันเล่นบ้าๆ วะ!”

“โวยวายอะไร” เสียงเข้มกดต่ำ ดุดันตามเคยเอ่ยขึ้น

ทยากรหันไปมองตามเสียง ร่างสูงใหญ่ของคนที่เขากำลังตามหายืนจังก้าอยู่ในเรือลำหนึ่ง ไม่ได้ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่แม้แต่น้อย ผู้ชายคนนั้นคงเพิ่งนึกอยากแสดงตัวเอาป่านนี้ ไอ้ที่เขาเดินว่อนหา มิหนำซ้ำยังตะโกนเรียกคอแทบแตกจึงลอยผ่านหูเขาไป ไม่สนใจจะขานรับ

“จะยืนเซ่ออีกนานไหม ลงมา!” คนสูงวัยกว่าร้องสั่ง

หนุ่มกรุงเทพฯ จึงกระโดดลงเรือลำเดียวกันอย่างเสียไม่ได้ มองวัตถุที่อีกฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือเรียกเขาแล้วหงุดหงิด คราวที่แล้วตอนเมา อาละวาดปาขวดแก้วใส่เขาแต่พลาดเป้าจึงยังไม่สาแก่ใจ คราวนี้เลยเอาหินปาถูกเป้าหมายเข้าอย่างจัง

คนๆ นี้ไม่น่ามาเป็นนายช่าง ไปเป็นพวกแก๊งปาขวดปาหินท่าจะดี!

“จะให้ผมทำอะไร” ทยากรกลั้นใจถาม เห็นใบหน้ารกครึ้มประหนึ่งโจรในโทรทัศน์แล้วไม่อยากเสวนาด้วยเลย หากคำสั่งของพ่อก็คอยค้ำคอไว้

หน้าตาบึ้งตึงเหมือนกล้ำกลืนฝืนใจทำเอานายช่างใหญ่กระตุกยิ้มเย็น เขาเห็นไอ้เด็กนี่ตั้งแต่มันถามหาเขากับคนงาน มองมันเดินวนเวียนบนสะพานพักใหญ่ จนกระทั่งมันแหกปากโวยวายเรียกเขานั่นแหละ เม่นจึงโยนหินไปบอกทางกับหัวมัน

“มึงทำอะไรเป็นบ้างล่ะ”

“ไม่เป็น” เสียงเรียบเย็นพอกันตอบกลับมา

ทยากรหงุดหงิดเกินกว่าจะมีแก่ใจตอบคำถาม ลำพังอากาศร้อนก็ทำให้เขาแทบจะเป็นบ้า นี่ยังมาเจอหินปาหัวเจ็บตัวไปอีก ชายหนุ่มชักสีหน้าใส่คู่สนทนา หันหน้าหนีตั้งใจตัดขาดปฏิสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง หากเสี้ยววินาทีเท่านั้น คอเสื้อของเขาก็ถูกกระชาก มือหยาบใหญ่ออกแรงดึงรั้งจนร่างเล็กกว่าปลิวตามแรงกระทำ

“กูไม่ใช่พี่ชาญ อย่ามาทำสันดานเสียใส่กู!” ‘ยักษ์’ ร้องสั่ง ดวงตาดุดันวาวโรจน์ “กูถามอะไร สั่งอะไร มึงมีหน้าที่ทำตาม ไม่ก็ไสหัวไปจากที่นี่”

ทยากรอ้าปากค้าง...

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าทำกิริยาหยาบหยามใส่เขามาก่อน ชีวิตที่ชายหนุ่มเคยคุ้นคือการถูกเอาอกเอาใจ ตัวเขาเป็นเจ้านายหรือแทบจะเป็นพระเจ้า แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่นามสกุลเศวตศิลป์ช่วยอะไรเขาไม่ได้ ไม่มีใครรู้จักคุณทยากร ตอนนี้เขาเป็นเพียง ‘ไอ้ทะเล’ คนงานใหม่ที่ถูกโยนมาอยู่ในอาณัติของนายช่าง...คนที่มันตะคอกใส่เขาราวทำเป็นทาส

“แต่นายหัวสั่ง...”

“กูไม่สนใจว่านายหัวของมึงจะสั่งอะไร!” ไม่รู้ทำไมได้ยินชื่อนายหัวจากปากมันแล้วยิ่งหงุดหงิด “คิดจะทำงานกับกูอย่าเอาแต่ใจให้มาก ถ้ามึงไม่พอใจก็เชิญทำตัวเป็นลูกหมา วิ่งไปเห่าฟ้องคนคุ้มกะลาหัวมึงได้เลย”

ฝ่ามือกร้านสะบัดออกจากคอเสื้อของมัน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเสื้อที่มันใส่เคยเป็นของใครมาก่อน...

นับว่ามันกล้าไม่เบา เอาข้าวของมาใช้ร่วมกัน ทำราวกับจะตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาญกับตัวมันให้ชาวบ้านรับรู้

คนตัวใหญ่กวาดตามองคนงานใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะมองมุมไหน นายช่างใหญ่ก็มองเห็นแต่ท่าทีหยิบโย่ง จับจด ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อแบบมัน หากไม่เอาตัวเข้าประเคนให้ คนอย่างพี่ชาญคงไม่มีวันชายตาแล ความสามารถคงมีแค่ทำหน้าที่ ‘บนเตียง’ ได้ถึงอกถึงใจ นายหัวถึงได้ดูหลงใหลรักใคร่มันนัก

น่าสมเพชและน่าขยะแขยงในเวลาเดียวกัน

ผู้หญิงหากินยังมีศักดิ์ศรีเสียกว่า อย่างน้อยพวกหล่อนก็ทำอาชีพนั้นเลี้ยงดูตัว ต่างจาก ‘ไอ้ตัว’ ที่มันหวังมาเกาะคนอื่นกิน ทั้งที่มีมือมีตีนครบสามสิบสอง

“กูจะถามอีกที คราวนี้ตอบให้ดีนะมึง...ทำอะไรเป็นมั่ง”

“ซ่อมรถ...” คนตอบเชิดหน้า “ออกแบบเครื่องยนต์ ดูระบบเชิงกล กลศาสตร์เครื่องจักร...”

ทุกวิชาที่กล่าวมานั้น ทยากรกวาดเอมาได้หมด

“พล่ามอะไรของมึง” นายช่างใหญ่นิ่วหน้า ศัพท์วิชาการทั้งหลายที่หลั่งไหลออกจากปากของมัน เขาไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย คนอย่างไอ้เม่น...ชาวบ้านฐานะธรรมดา การศึกษาระดับมอหกก็ถือว่าดีถมเถไป เขาอยู่มาจนอายุปูนนี้ อาศัยเพียงประสบการณ์และความชำนาญในอาชีพ แต่ไอ้คนที่เขาเพิ่งตราหน้าไปหยกๆ ว่าไม่เอาไหน ดันพ่นคำยากๆ ออกมาเป็นชุด “อย่าคิดว่าพวกวิชาการที่มึงนั่งฟังในห้องเรียนมาจะทำให้มึงซ่อมไอ้เครื่องพวกนี้ได้”

“หึ...ไม่ลองก็ไม่รู้”   

“ดี! งั้นมึงมานี่...” เขาลากตัวไอ้เด็กอวดดีมาที่เครื่องยนต์ในเรือลำเล็ก กระบอกสูบของเครื่องรวมถึงตัวถังน้ำมันอยู่ในสภาพสนิมเกรอะ ตะไคร่เกาะกรัง โสโครกไปเสียทุกตารางนิ้วเพราะขาดการเหลียวแลมานาน “...ลองซ่อมไอ้นี่ให้กูดู”

คนมาทดลองงานชะงัก หนุ่มเมืองกรุงมองสภาพของสิ่งที่เขา ‘ต้องซ่อม’ อย่างตกตะลึง คิ้วได้รูปขมวดมุ่น สีหน้าหนักใจนักหนา

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์...ทยากรมั่นใจว่าความรู้ของเขาไม่ด้อยไปกว่าใคร

แต่นี่เป็นเรือ...ทั้งเครื่องยนต์และอุปกรณ์ทุกอย่างเฉพาะเจาะจงใช้ในเรือทุกชิ้น

อะไรที่ไม่เคยคุ้น จะให้รู้ทุกซอกทุกมุมยังไงไหว

คนใช้อำนาจสั่งการยิ่งใหญ่ได้ยินเสียงถอนหายใจดังแผ่ว เขามองตามร่างเล็กกว่าค่อยๆ นั่งลงหน้าตัวเครื่องยนต์ ท่าทางเหมือนรังเกียจความสกปรกทำให้เขาแสยะยิ้ม

“ลองจับมันสิวะ สนิมกับตะไคร่มันไม่ทำให้มึงถึงตายหรอก”

หากได้สบตากันตอนนี้ ไอ้นายช่างนี่ต้องโดนไฟในตาเขาเผาตายแน่นอน...

ทยากรลอบชักสีหน้า นึกอยากหันกลับไปประจันหน้ากันสักตั้ง หากคนเดียวที่เขาพยายามระลึกไว้คือ นายหัว...นายหัว...นายหัวชาญเท่านั้น เขาไม่มีวันยอมให้พ่อผิดหวัง หากถูกบุพการีคนนั้นมองว่าเป็นคนไม่เอาไหน เขายอมให้ไอ้บ้านี่โขกสับยังดีเสียกว่า

หนุ่มเมืองกรุงกลั้นใจสัมผัสอุปกรณ์พวกนั้น...เมื่อมือทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป ชายหนุ่มออกแรงยกใบพัดเรือขึ้นมา ไล่พิจารณาก้านลูกสูบไปจนถึงตัวถัง

“มันเสียตรงไหน”

“คนเป็นช่าง แค่นี้ไม่รู้หรือ”

คำตอบที่ได้เรียกไฟแค้นในใจไหลมากองในอก ทยากรกัดปาก มือที่จับใบพัดเครื่องเอาไว้กำแน่นกว่าเก่า

“ซ่อมสิ ไหนว่ามึงจบมาด้านนี้”

ใช่! จบด้านนี้ แต่เขาถนัดแค่เรื่องรถ...

“เห็นพี่ชาญคุยว่ามึงเก่งนักเก่งหนาไม่ใช่หรือไง”

“ผมทำไม่ได้...” ในที่สุดก็ต้องยอมรับ

ทยากรยืดอก เมื่อไม่รู้...การบอกตรงๆ ว่าไม่รู้เป็นวิถีของลูกผู้ชาย เขาไม่เคยอายหากจะพูดความจริง คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด ในโลกนี้ไม่มีใครรู้ไปหมดเสียทุกอย่าง

“มึงนี่มันแค่ราคาคุยจริงๆ” ไอ้ยักษ์น่าเกลียดนั่นส่ายหน้า ดวงตาของนายช่างดูแคลนเขาไม่มีปิดบัง หนุ่มกรุงเทพฯ วางอุปกรณ์ในมือลง ในใจนับหนึ่งถึงพัน จดจำการเริ่มต้นที่ล้มเหลวครั้งนี้ไว้

วันนี้อาจไม่รู้...แต่กว่าจะถึงวันสุดท้ายที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ความไม่รู้ในวันนี้จะถูกหักทิ้งไป เขาจะกำจัดคำว่า ‘ไม่’ แล้วเปลี่ยนมันเป็น ‘ความรู้’ ที่จะติดตัวไปจนวันตาย

สาบานเลยก็ได้...

ก่อนจะจากไป เขาจะต้องเชี่ยวชาญเครื่องยนต์เรือให้ได้เทียบเท่าไอ้คนเผด็จการ!

“ในเมื่อซ่อมไม่ได้ มึงก็ไปทำงานง่ายๆ เหมาะสมกับสติปัญญาของมึงแล้วกัน”

“งานอะไร” ชายหนุ่มสงสัย หันไปมองหน้าเจ้านายหมาดๆ แล้วนึกหวั่น

“ขัดตะไคร่ ขัดสนิมออกให้หมด!” เสียงหนักแน่นร้องสั่ง “ใบพัด กระบอกสูบ ตัวถังนี่ด้วย อย่าให้เหลือคราบแม้แต่นิดเดียว ขัดไม่สะอาดมึงห้ามเลิก!”

ร่างสูงใหญ่แลสบดวงตาเรียวใส ยิ่งเห็นมันมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขายิ่งยินดีนัก ชั่ววินาทีที่เขาเข้าใจว่ามันจะพุ่งเข้ามาซัดหน้ากันสักหมัด ไอ้เด็กนี่ยังอยู่ในวัยเลือดร้อน ไม่แปลกสักนิดหากมันจะคิดเข้ามาเอาชนะเขาด้วยกำลัง ทว่ามันกลับหันหลัง นั่งลงทำตามคำสั่งเขาไม่มีปากมีเสียง

ไททั่นแห่งชาญทะเลยืนตระหง่าน แขนสองข้างกอดอกมองคนในอาณัติปฏิบัติตามคำสั่ง

คนสำคัญของนายหัวชาญ...

กูก็อยากจะรู้ว่ามึงจะทนอยู่ให้ ‘สำคัญ’ ได้นานแค่ไหน



----------
TBC


ขอบคุณทุกคอมเม้นต์เลยค่า นึกว่าจะเหงาซะแล้ว T.T
ขอบคุณคนที่ตามมาจากเด็กดีด้วย เรื่องนี้มีอัพไว้ทั้งในเด็กดีและเล้าเป็ดค่ะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-11-2016 21:15:16 โดย วันเวย์ »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :z13:

ออฟไลน์ knxiiviii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ลูกนายหัวต่างหาก พี่เม่นคิดไปไกลแหล่ว

ออฟไลน์ warin

  • รถไฟขบวนนั้น ได้แล่นผ่านไปแล้ว
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
    • -
สนุกจ้า  รออ่านตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
ลูกชายเขานะ ฮัลโหลลล

ออฟไลน์ อีแก้วปิ้งไก่

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :L1: :L1: :L1: :L1:
รอน้าาา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด