ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] จบแล้ว...
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] จบแล้ว...  (อ่าน 1785 ครั้ง)

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] Chapter 16
«ตอบ #30 เมื่อ28-06-2021 00:42:19 »



ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ

Chapter 16

Anatomy




ผมไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้าพูดจริง หรือตอแหลผมอยู่กันแน่ เขาเป็นคนหยิบร่มให้ผมเองกับมือ แต่เขาดันบอกผมว่าห้องนอนเปียกเพราะฝนสาด

“คุณนี่มัน... เฮ้อ!” ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง

เก้าอี้ที่เคยเอาไว้ใช้นั่งเขียนหนังสือถูกเอามาเหยียบ เพื่อส่งตัวขึ้นไปหยิบชุดผ้าห่มที่ซักเก็บไว้สำหรับใช้ผลัดเปลี่ยนออกมา แล้วเอาไปให้กับศรที่ยืนรออยู่หน้าประตู

“โซฟาเลยครับ” มันอาจจะดูใจร้ายไปสักหน่อย แต่ผมไม่เชื่อศร ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก

“เดี๋ยว---” ผมไม่รอฟังสิ่งที่ศรจะพูด ก่อนจะปิดประตูลง แล้วกลับมาใส่หูฟังนั่งพิมพ์รายงานต่อ

ศรน่ะร้ายจะตาย อย่าคิดว่าคนอย่างผมตามเขาไม่ทัน ถึงแม้จะมีเผลอหลงกลเขาอยู่บ้างก็เถอะ

ผมปล่อยเวลาไปการนั่งทำรายงาน และการหาข้อมูล หันไปมองนาฬิกาอีกทีก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่า ไม่รู้ว่าศรจะหลับไปแล้วหรือยัง ผมตัดสินใจว่าจะเดินออกมาดูศรที่นอนอยู่ข้างนอก

แกร๊ก!

ผมเปิดประตูออกช้า ๆ ก่อนจะหันไปเห็นว่าคนร่างหมีกำลังนอนเท้าชี้ออกมาจากโซฟาอย่างน่าสงสาร แต่ก็อดขำไม่ได้เช่นกัน

“เธอหัวเราะอะไร...”

“คุณยังไม่หลับอีกเหรอครับ”

“เป็นห่วงฉันเหรอ” ศรว่า เลิกคิ้วขึ้นมอง

“เปล่า... ผมหิว” ผมไม่ได้เป็นห่วงเขาสักหน่อย แค่จะออกมาดูว่าหลับหรือยัง

“นั่งรอก่อนสิ เดี๋ยวฉันทำข้าวต้มให้กิน ดึก ๆ กินอะไรร้อน ๆ จะได้สบายท้อง” ศรไม่รอคำตอบ ลุกขึ้นจากโซฟาเดินตรงมาในครัวทันที

“คือ ผมว่าไม่ต้องก็ได้”

“เธอไปนั่งรอเถอะ ยังไงฉันก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว” ผมยืนดูศรเตรียมของ “ข้าวต้มกุ้งเนอะ” ศรว่า

“หมูสับธรรมดาก็ได้ คุณจะได้ไม่ต้องแกะกุ้ง”

“ไม่เป็นไร ฉันเต็มใจทำ”

บางครั้งเขาก็ดูร้าย บางทีเขาก็ดูเจ้าเล่ห์ แต่ก็อบอุ่นไม่แพ้กัน ผมเกลียดความใจดีของเขาที่สุด เพราะผมอาจไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับความรู้สึกเหล่านั้น

“จ้องขนาดนี้ฉันเขินนะ” ผมผินหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอจ้องเขาไปนานแค่ไหน

“มีอะไรให้ผมช่วยไหม”

“อยากช่วยเหรอ” ผมไม่ปฏิเสธ ก่อนจะพยักหน้ารับ “งั้นก็ช่วยรับรักฉันก็พอ” คำพูดทีเล่นทีจริงของเขา ส่งผลให้อะดรีนาลีนในร่างกายทำงาน สังเกตได้จากใบหน้าที่กำลังร้อนผ่าว

“คุณหยุดพูดเล่นสักที”

“หน้าฉันดูพูดเล่นนักหรือไง” ผมรู้สึกสับสนอยู่นิดหน่อย อยากจะเชื่อที่เขาพูด แต่ผมก็ไม่ดีกว่า

“ผมไปนั่งรอนะ” ว่าจบผมก็สาวเท้ามานั่งรอเขาที่โต๊ะทานข้าวตัวเดิมที่นั่งทานด้วยกันในทุกวัน ตั้งแต่ศรมาอยู่ที่นี่ผมรู้สึกว่าเหมือนน้ำหนักผมจะขึ้นแฮะ ก็เขาชอบทำของอร่อย ๆ ให้ผมกินอยู่บ่อย ๆ



“มาแล้วครับ” ศรเดินมาพร้อมกับถ้วยข้าวต้มกลิ่นหอมชวนให้ท้องร้องคำราม มีกุ้งสีส้มสุกตัวโตอยู่ในถ้วยสี่ ห้าตัว

“คุณไม่กินเหรอ” ผมถามเพราะเห็นว่าเขายกมาเพียงถ้วยเดียว

“ฉันทำแค่ให้เธอกินน่ะ” ศรว่า ก่อนจะนั่งเท้าคางมอง

ผมลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าไปในครัว หยิบช้อนหนึ่งคันแล้วกลับมานั่งที่เดิมก่อนจะส่งช้อนที่เพิ่งไปหยิบมาให้ศร

“กินด้วยกันสิ” ศรยิ้ม ก่อนจะรับช้อนเอาไว้ในมือ “ผมกินคนเดียวไม่หมดเฉย ๆ หรอกนะ” ไม่รู้ว่าผมจะพูดแบบนั้นไปทำไม ทั้งที่เขายังไม่ทันจะถามผมเลยด้วยซ้ำ

“จริงเหรอ”

“...” ผมพยักหน้ารับก่อนจะตักข้าวต้มกิน ศรเองก็เริ่มกินบ้าง

เรานั่งทานกันอยู่เงียบ ๆ บรรยากาศโดยรอบเย็นเหยียบเพราะฝนตกทั้งวัน มันเงียบเกินไป ปกติศรจะเป็นฝ่ายชวนผมคุยตลอด แต่วันนี้เขากลับเงียบ หรือว่าเขาจะโกรธที่ผมให้เขากินข้าวต้มด้วย เพราะคิดว่าผมกินเหลือ ผมไม่ได้หมายความว่าให้เขากินของเหลือนะ แค่อยากให้เขากินด้วยก็เท่านั้น

ผมตักกุ้งในถ้วยออกมา แกะเอาหางกุ้งออกก่อนจะเอาไปวางเอาไว้ที่ช้อนของศร

“กินสิครับ ผมแกะให้”

“อิ่มแล้วเหรอ” อา... เขาคิดว่าผมให้ของเหลือเขาจริง ๆ สินะ

“เปล่าครับ ผมแกะให้ไงไม่เห็นว่าคุณจะกินกุ้งเลย” สิ้นสุดประโยคศรก็ตักกุ้งที่ผมแกะเข้าปาก

“เป็นกุ้งที่อร่อยมาก”

“ก็ต้องอร่อยสิ คุณเป็นคนทำ”

“เพราะเธอแกะต่างหากล่ะ” เขายกมือหนาขึ้นมาลูบหัวอย่างแผ่วเบา

“ทำไมคุณยังไม่นอนล่ะ” ผมถามต่อ

“โซฟามันแคบน่ะ ฉันเลยนอนไม่ค่อยหลับ” นี่ผมใจร้ายเกินไปหรือเปล่า ทั้งที่เขาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาทำอะไรให้ผมทานทุกวัน ไหนจะแวะมารับ บางวันก็แวะไปส่งผมอีก

“คุณไปนอนในห้องผมไหม”

“ไป!” เนี่ยไง เขามันแบบนี้ ผมถึงได้ไม่ค่อยไว้ใจเขา ตอบไว้เหมือนรอผมชวน

“งั้นคุณก็ไปนอนในห้อง ผมตัวเล็กผมนอนโซฟาเอง”

“ไม่เอา ถ้าจะให้เธอนอนข้างนอก ฉันนอนเองดีกว่า ไม่อยากให้เธอต้องลำบาก”

“โอเคครับ” ผมตอบตกลงทันที ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมีวิธีพูดให้ผมยอม

“เธอใจร้ายจริง ๆ ด้วย”

“ก็เตียงห้องผมเล็ก เรานอนเบียดกันไม่ได้หรอก” ผมว่าไปตามจริง

“ฉันนอนพื้นก็ได้” ผมยอมในความพยายามของเขาจริง ๆ ไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรให้เขาประทับใจนักหนา ถึงได้วอแวผมไม่เลิกขนาดนี้

“คุณศร... ผมไม่อยากให้คุณต้องมาลำบากจริง ๆ คุณลองหาโรงแรมอยู่ก่อนดีไหมครับ เดี๋ยวผมช่วยหา”

“เป็นห่วงฉันก็บอกตรง ๆ”

“เฮ้อ~ งั้นก็ตามใจคุณแล้วกัน จะนอนพื้นก็นอน” ว่าจบผมก็ลุกเอาถ้วยข้าวต้มไปล้าง หมุนตัวกลับออกมา ศรก็หอบผ้าห่มมายืนรอหน้าห้องผมเรียบร้อย

นี่เขาไม่ได้คิดมาตั้งแต่ต้นใช่ไหม รู้แหละว่ามันเป็นแผน แต่ก็อ่อนใจให้กับความพยายามของเขาอยู่บ่อย ๆ

ผมปีนขึ้นไปหยิบผ้าห่มผืนหนาอีกสองสามผืนเพื่อเอามาปูให้ศรนอน ส่วนศรก็เดินสำรวจห้องแต่ก็ไม่ได้แตะต้องอะไร

“นี่เธอนอนหลับในห้องนี้ได้ยังไงกัน”

“ทำไมครับ” ผมถามกลับด้วยความสงสัย

“ก็รูปโปสเตอร์อนาโตมี่พวกนี้ทำฉันกลัว” ผมหัวเราะจนตาหยี ลืมไปเลยว่าศรกลัวผีเข้าขั้น เขาเป็นพวกตัวใหญ่เหมือนหมี แต่หัวใจเล็กนิดเดียว

“ก็ผมต้องท่องจำนี่ครับ อีกอย่างผมไม่เชื่อเรื่องผี”

“เราไม่ปิดไฟนอนได้ไหม”

“ไม่ได้ครับผมนอนไม่หลับ” ศรไม่ได้พูดต่อ ผมเลยจัดการปูที่นอนให้ศร “ผมปิดไฟแล้วนะครับ”

“อืม”

ในห้องมืดสนิท แต่ผมเดินกลับมาที่เตียงได้โดยไม่ชนอะไรเพราะความเคยชิน ล้มตัวลงนอนได้ไม่ถึงนาทีศรก็เรียกผม

“กุญแจ”

“ครับ”

“ฉันขึ้นไปนอนด้วยไม่ได้เหรอ ภาพยังติดตาฉันอยู่เลย” ผมลืมตาในความมืด นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย ผมควรได้นอนสักทีสิ

“ทำไมคุณถึงได้เรื่องเยอะขนาดนี้”

“งั้นเปิดไฟนอนได้ไหม”

“ผมมีเรียนเช้านะคุณ ถ้าเปิดไฟผมก็นอนไม่หลับพอดี”

“ก็... โอเค ๆ เธอนอนต่อเถอะ”

ให้ตายเถอะ ผมจะบ้าตาย สุดท้ายผมก็ใจอ่อนให้เขาอีกครั้ง ผมรู้ว่าเขากลัวจริง ๆ เรื่องนี้ผมจะเว้นเอาไว้สักเรื่องก็แล้วกัน ผมลุกขึ้นก่อนจะหอบผ้าห่มของตัวเองลงไปกองที่พื้น จะให้เขาขึ้นมานอนบนเตียงก็คงไม่ได้ ผมเลยต้องลงไปนอนพื้นเอง

“ขยับไปผมนอนด้วย”

“ขอบคุณนะ”

“โตแล้วนะ กลัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้” ศรยกมือขึ้นมาเหมือนกำลังควานหาอะไรบางอย่าง “ทำอะไร”

“มันมืดฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ตรงไหน” ผมพลิกตัวนอนหันหน้าเข้าหาศร ก่อนจะจับมือของเขาเอามาสัมผัสที่หน้าตัวเอง

“ผมอยู่ตรงนี้”

“เธอจริง ๆ ด้วย”

“ก็ผมนะสิ คิดว่าผีหรือไง”

“เธอแกล้งฉันเหรอ”

“ฮ่า ๆ เปล่าครับ” ผมหัวเราะรวน เพราะรู้ว่าเขากลัวจริง

“เธอรู้ไหมภาพยังติดตาฉันอยู่เลย...”

“...” ผมเงียบฟังสิ่งที่เขากำลังจะพูด

“ตรงนี้คือสมอง” ศรยกมือขึ้นมาจับที่ศีรษะผม

“...”

“ตรงนี้เป็นปอด” ศรลากมือทั้งสองลงวางบนเนินอก

“...”

“ส่วนตรงนี้คือหัวใจ” ฝ่ามือหนาหยุดลงที่ตรงกลางอก “ฉันขอได้ไหม หัวใจของเธอน่ะ... อย่ายกมันให้ใคร นอกจากฉัน” ผมหลับตาปี๋ในความมืดมิด ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่ มันตีวนมั่วไปหมด

“...”

“มันเต้นแรง เหมือนหัวใจของฉันเลย” ศรดึงมือผมไปสัมผัสกับหน้าอกของเขา มันเต้นแรงมากจนผมต้องยกมือขึ้นมาจับหน้าอกตัวเองที่กำลังเต้นแรงไม่ต่างกัน

“ผ...ผมง่วงแล้ว คุณก็ควรนอนด้วยเหมือนกัน” ว่าจบผมก็ดึงมือออก ก่อนจะพลิกตัวหันหน้าไปอีกฝั่ง นอนกอดผ้าห่มของตัวเอง พยายามข่มตาให้หลับ แต่ทว่าเสียงหัวใจก็ดังรบกวนผมไม่หยุด



ผมคิดว่าตัวเองกำลังฝันว่าโดนงูรัด ที่ไหนได้เป็นเพราะมนุษย์หมี ไม่รู้ว่าโดนดึงเข้าไปกอดเอาไว้ตอนไหน ริมฝีปากของเขาร้อนผ่าว กดแช่อยู่ที่หลังคอของผม

ลมหายใจอุ่น และสม่ำเสมอพรูดลงที่ตำแหน่งของคอพอดี มันทำให้ผมรู้สึกขนลุก ก็พอเข้าใจได้ว่าเช้า ๆ แบบนี้ ผู้ชายอย่างเรา ๆ ก็มักจะเคารพธงชาติเป็นปกติ แต่มันแข็งดุดันอยู่ที่ก้นผมไง!

“โอ๊ย!!!” เสียงศรร้องลั่น เพราะผมกัดแขนที่เขาใช้กอดผมเอาไว้ “เธอกัดฉันทำไมเนี่ย”

“ยังจะถามอีก ใครใช้ให้คุณกอดผมละ”

“ก็กะว่าจะกอดนิดเดียว ไม่รู้เผลอหลับไปตอนไหน”

“ยังไม่ปล่อยผมอีก ผมจะไปอาบน้ำ”

“ไม่ต้องอาบหรอก ไม่เห็นเหม็นเลยฉันนอนดมมาทั้งคืน” ศรว่า ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำท่าเหมือนกำลังดม

“ผมมีเรียนเช้า คุณหยุดเล่นสักที” ผมว่าเสียงเข้ม

“ก็ได้ เดี๋ยวฉันออกไปทำอะไรไว้ให้กิน”

“ครับ” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบลุกไปอาบน้ำ เตรียมตัวไปเรียน

วันนี้ตื่นสายกว่าทุกวัน ผมเลยต้องทำทุกอย่างให้เร็วกว่าปกติ ออกมาจากห้องศรก็ทำอาหารเช้าเสร็จพอดี

“คุณวันนี้ผมไม่กินได้ไหมผมรีบ สายมากแล้ว”

“งั้นฉันไปส่ง” ผมวิ่งกลับมาเอากระเป๋าในห้อง ก่อนจะเดินออกมาขึ้นรถ ศรรออยู่ก่อนแล้ว

ศรยื่นกล่องบางอย่างให้ ก่อนจะบอกให้ผมกินมันระหว่างทาง

“รถคุณจะเหม็นนะ”

“ช่างมัน เธอต้องกินข้าวเช้านี่”

“คุณไม่กินเหรอครับ” ผมว่า

“ป้อนฉันสิ ฉันขับรถ” ผมจิ้มไส้กรอกยื่นไปที่ปาก ศรอ้าปากงับเหมือนปลากำลังฮุบเหยื่อ

“เอาเบคอนไหม” ศรไม่ตอบ แต่พยักหน้ารับแทน

ผมผลัดป้อนให้ศร และให้ตัวเองทานบ้าง จนในที่สุดมันก็หมด ผมจัดการเก็บกล่องใส่ถุงผ้าที่ศรเอามาด้วย

“ทิชชูเปียกอยู่ในถุงผ้า เผื่อเธออยากเช็ดมือ”

“...” เขาใส่ใจกับทุกเรื่องจริง ๆ

สิ่งต่าง ๆ ที่ศรทำให้ ผมได้เข้าใจว่า ต่อให้มีคนที่ทำดีกับเราแค่ไหน ถ้าใจเราบอกว่าไม่ใช่ เขาก็ไม่เคยอยู่ในสายตา

ถ้าพูดตรง ๆ ปูนก็ดูแลผมดีไม่ต่างจากศรเลย แต่ผมกลับไม่รู้สึกหวั่นไหวไปกับสิ่งที่ปูนมอบให้ หรือเป็นเพราะเขามาที่หลัง...





ช่วงหลังผมแทบไม่ได้เจอปูนเลย หลังจากที่ศรปรากฏตัวครั้งแรก ปูนก็หายหน้าไปหลายวัน มันแปลกตรงที่ว่าถ้าวันไหนเจอปูน พะพายจะไม่มาเรียน หาวันไหนพะพายมา ผมจะไม่เจอปูน

เช่นวันนี้ที่พะพายมาเรียนเพราะมีสอบควิซ

“พายมึงเป็นอะไรหรือเปล่า” ผมถามด้วยความเป็นห่วง

“เปล่า ทำไมเหรอ”

“มึงดูโทรม ๆ เหมือนไม่ได้นอนยังไงไม่รู้”

“เด็กแพทย์ ก็แบบนี้อยู่แล้วเปล่าวะ” ที่พะพายว่าก็เรื่องจริงอีกนั่นแหละ

“ปูนหายไปไหนวะ ช่วงนี้น้องมา ๆ หาย ๆ ไม่เห็นเหมือนเมื่อก่อน” โปเต้ถามสิ่งที่ผมเองก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่พะพายกลับเสหน้าไปทางอื่นทุกครั้ง เวลาที่มีคนพูดถึงปูน

“ไม่รู้วะ หรือไปติดคนอื่น” เซย่าว่า

“ก็ไม่แน่ ปกติเห็นตามแต่ไอ้แจ” หากว่าเป็นอย่างที่โปเต้พูดผมก็เบาใจ เป็นห่วงก็แต่ว่าจะป่วยหรือเป็นอะไรหรือเปล่า ยังไงปูนก็เป็นน้องรหัสผม

“เดี๋ยวมานะ ไปเข้าห้องน้ำแป๊บ” ผมว่า ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง

“กูไปด้วย” เซย่าขอตามมา

ผมเดินมาเข้าห้องน้ำในตึก แต่เซย่าขอให้ผมรอก่อนเพราะยังไม่เสร็จธุระ ทำตัวอย่างกับเด็กมอปลายที่จะไปไหน ก็ต้องมีแก๊งเพื่อนไปด้วย

“พี่แจ” ผมหันไปยังปลายเสียง ก่อนจะเห็นว่าคนที่เรียกเป็นปูน

“อ้าว...” ยังไม่ทันเอ่ยปาก ปูนก็ลากผมออกมาจากห้องน้ำ “มีอะไรหรือเปล่าปูน”

“วันนี้พี่ไปไหนหรือเปล่าครับ”

“ไม่นะ ว่าจะกลับบ้านเลย”

“งั้นช่วยไปซื้อหนังสือเป็นเพื่อนผมหน่อย”

“ตอนไหนล่ะ เดี๋ยวพี่จะได้บอกเพื่อน”

“ตอนนี้เลยก็ได้ครับ ยังไงพี่ก็เลิกเรียนแล้วนี่” ต้องเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ

“งั้นพี่ขอบอกย่าก่อน พอดีมันมาเข้าห้องน้ำด้วย”

“ไม่ต้องหรอกครับ เดียวแกก็ออกมาเอง”

“จะดีเหรอ คือมาด้วยกันไง”

“งั้นเดียวผมเข้าไปบอกให้เอง พี่รออยู่ตรงนี้แหละ”

“เอางั้นก็ได้” ว่าจบปูนก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานนักเขาก็เดินออกมา

“ไปกันเถอะครับ” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามปูนมาที่ลานจอดรถ

ปูนเปิดประตูรถให้ผมเข้าไป ก่อนเขาจะแทรกตัวเข้ามานั่งฝั่งคนขับ ระหว่างทางที่ปูนขับรถเราแทบจะไม่คุยกันเลย

“พี่โดนอะไรกัดเหรอครับ”

“...?” ผมทำหน้างง

“ที่คอน่ะ” ผมกดเปิดมือถือเข้าโหมดกล้องถ่ายรูป

รอยจ้ำสีแดงเชอรี่เห็นเด่นที่หลังคอ ตอนนอนศรคงจะเผลอดูดไม่รู้ตัว กลับไปผมจะบ่นให้หูชาเลยค่อยดู โชคดีที่เพื่อนผมไม่มีใครเห็นไม่งั้นโดนพวกมันแซวไม่เลิกแน่

“ยุงกัดมั้ง”

“เหรอครับ”

“อืม” ผมตอบเพียงสั้น ๆ

“ผมลืมของ ขอแวะไปเอาที่ห้องแป๊บหนึ่งได้ไหมครับ”

“...” ผมชั่งใจอยู่พัก

“ห้องผมอยู่แถวนี้ครับ ไม่นานผมลืมของสำคัญ”

“...ก็ได้” ผมตอบตกลงเพราะมันอาจจะสำคัญกับปูนจริง ๆ ผมไม่ได้ถามเจาะจง แต่คิดว่ามันอาจจะเป็นกระเป๋าสตางค์ หรือบัตรกดเงินอะไรพวกนั้น

ปูนวนรถเข้ามายังคอนโดฯ ที่พักอยู่ไม่ไกล ก่อนจะจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถ

“พี่รออยู่นี้ก็ได้ เราขึ้นไปไม่นานใช่ไหม”

“ขึ้นไปด้วยกันเถอะครับ ผมดับรถแล้ว ในนี้มันร้อน”













ลุงแกขอหัวใจน้อง แวบแรกแอบคิดว่า เอ๊ะมันจะกลายเป็นนิยายสยองหรือเปล่า อยู่ ๆ มาขอหัวใจ 5555+
 :hao3:
*กำลังทยอยแก้คำผิด*













ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ อัพทุกวัน

เมษากับปาฏิหาริย์ อัพทุกวัน อาทิตย์ กับ พุธ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi]
«ตอบ #31 เมื่อ28-06-2021 08:30:46 »

 :z3: :z2:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi]
«ตอบ #32 เมื่อ28-06-2021 08:41:33 »

 :serius2: :katai1:

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] Chapter 17
«ตอบ #33 เมื่อ28-06-2021 15:41:28 »


ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ
Chapter 17
Mind





ผมไม่เคยเข้ามาในห้องของปูนเลยสักครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามา ห้องของเขาไม่ต่างกับผมเท่าไหร่นัก เพราะมีป้ายโปสเตอร์อนาโตมี่แปะอยู่เต็มไปหมด

“พี่เดินดูอะไรไปก่อนนะ ผมขอหยิบของแป๊บเดียว”

“อืม” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินมาหยุดที่ชั้นหนังสือ ส่วนมากจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการแพทย์ มีทั้งเป็นแบบภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

ผมเดินมาเรื่อย ๆ จนมาหยุดที่กรอบรูปของปูน มันเป็นรูปภาพเด็กสองคนยืนกอดคอกัน รอยยิ้มของเขาทั้งคู่ทำให้โลกใบนี้ดูสดใส

 

ครืด~ ครืด~

มือถือในกระเป๋าสั่น ผมกดรับสายทันทีเพราะเป็นสายจากเซย่าที่โทรเข้ามา

[ฮัลโหล เพื่อนหายไปไหนคะ ทิ้งกูขี้ในห้องน้ำคนเดียว]

“อ้าว ก็ไหนปูนเข้าไปบอกมึงแล้วว่ากูออกมากับเขา”

[อยู่กับผู้ถูกมะ ทิ้งเพื่อนนั่งขี้เหงา ๆ ทิชชูก็หมดต้องโทรเรียกอีเต้]

“หึ หึ ขอโทษได้เปล่าละ” ผมหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

[เออ สรุปอยู่กับผู้เนาะ กูจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง]

“อืมอยู่ห้องปูน”

[ร้ายกาจ เดี๋ยวนี้เข้าห้อง---]

“พี่แจ” ผมสะดุ้งโหยงจนมือถือร่วงลงพื้น เพราะปูนโผล่มาจากด้านหลังเงียบ ๆ หยิบมือถือขึ้นมาดูสายก็ถูกตัดไปเสียแล้ว

“ตกใจหมด... เสร็จแล้วเหรอ”

“ขอโทษครับ คือผมขอเข้าห้องน้ำแป๊บได้ไหม”

“อ๋อ โอเคพี่รอได้”

“ครับ” ผมมองปูนเดินหายเข้าไปในห้องของตัวเอง ยืนรออยู่พักใหญ่ ปูนก็ยังไม่ออกมาสักที

 

“ปูนเสร็จหรือยัง” ผมพยายามเรียกเขาให้ออกมา แต่ทว่ามันกลับไม่มีเสียงตอบรับ “ปูน” ผมเรียกซ้ำ ความเงียบเริ่มทำให้ผมรู้สึกกังวล กลัวว่าเขาจะหกล้ม หรือเป็นอะไรหรือเปล่า

ผมเดินมาหยุดหน้าประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ “ปูน เป็นอะไรหรือเปล่า พี่เข้าไปนะ” เสียงผมตะโกนถามซ้ำอีกครั้ง เพราะมันเงียบจนผมเริ่มกลัว สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไป

ข้างในห้องมีเพียงแสงจากหลอดไฟดวงเล็กสีน้ำเงินครามสาดส่อง แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือในห้องมีรูปถ่ายของผม มีทั้งรูปที่รู้ตัว และไม่รู้ตัวแปะอยู่เต็มผนังห้อง ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ผมก็เห็นแต่รูปตัวเอง

นี่มันบ้าเกินไปแล้ว!

“ปูนอยู่ไหน ถ้าไม่ออกมาพี่กลับแล้วนะ” ผมตะโกนบอกเพราะรู้สึกกลัว และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังไม่ปลอดภัย

จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป ผมก็รู้ตัวได้ทันทีว่ากำลังถูกเอาผ้าชุบกับยาสลบแบบระเหยโปะจากด้านหลัง สูดดมเอากลิ่นยาเข้าไปจนเต็มปอด กลิ่นฉุนเฉพาะตัวทำผมสำลัก ยิ่งออกแรงดิ้นผมก็ยิ่งรู้ว่ามันเปล่าประโยชน์ ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้คือแสงสีน้ำเงินภายในห้อง

 

ผมลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในอ่างอาบน้ำ เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนเป็นชุดสีขาวทั้งตัว แต่ทว่าสิ่งที่ผิดแปลกคือผมรู้สึกชาหนึบตั้งแต่เอวลงไป มันไม่สามารถขยับได้ทั้งที่ไม่ได้ถูกมัดเท้า

“ตื่นแล้วเหรอครับ” ปูนเดินเข้ามา ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ

“จะทำอะไร” ผมรู้สึกว่าโลกกำลังหมุน ภาพตรงหน้าค่อนข้างเบลอ แต่ผมยังจำน้ำเสียงของปูนได้ แต่ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่า ตัวเองรู้จักปูนจริงหรือเปล่า

“ทำไมเหรอครับ พี่สนใจด้วยเหรอว่าผมจะทำอะไร”

“ปูน...”

“ที่ผ่านมามันไม่ทำให้พี่ชอบผมบ้างเลยเหรอ ทำไมพี่ถึงไม่เลือกผม”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นปูน”

“หุบปาก! ผมไม่ได้สั่งให้พี่พูด” ผมรู้สึกกลัว เขาไม่ใช่คนเดิม คนที่ผมรู้จักอีกต่อไป

ปูนเดินหายออกไป ก่อนจะกลับมาพร้อมกับมีดหนึ่งเล่ม หัวใจของผมหล่นวูบ ไม่คิดว่าคนที่ยิ้ม และหัวเราะด้วยกันตลอดหลายปีจะทำถึงขนาดนี้

“...”

“พี่ไม่ต้องร้องมันจะไม่เจ็บ”

“...” เขาใช้มีดแตะที่หน้าก่อนจะดันให้หันไปอีกทาง

“พี่คิดว่าผมโง่จนดูไม่ออกเหรอ ว่าไอ้รอยที่คอมันไม่ใช่รอยยุง”

“อย่า---”

“ผมบอกว่าห้ามพูดไง! ผมฟังมามากพอแล้วถึงคราวที่พี่ต้องฟังผม”

“...” น้ำตาที่เอ่อคลอทำให้ภาพทุกอย่างพร่ามัวไปหมด ผมรู้สึกเวียนหัวจนอยากจะอ้วก

“ถ้าผมไม่ได้ ใครหน้าไหนก็อย่าได้เหมือนกัน!” ว่าจบปูนก็ใช้ปลายมีดกรีดลงมาที่ข้อมือ เลือดสีแดงหยดลงพื้นกระเบื้องสีขาวเห็นเด่นชัด ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์ของยาสลบหรือเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้ผมขยับตัวไม่ได้ “พี่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมบล็อกหลังให้พี่แล้ว มันจะไม่ทรมาน” ปูนใช้ปลายจมูกไล้ลงมาที่แก้ม ก่อนจะกดจูบลงที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา

“เราไปอยู่ด้วยกันนะครับ” สิ้นสุดประโยค ปูนก็ใช้ปลายมีดกรีดลงมาที่ข้อมือของตัวเอง

“ปูน... พี่ข้อร้องอย่าทำแบบนี้” น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย ผมไม่คิดว่าเขาจะรักผมมากถึงขนาดนี้

“ไม่ร้องนะครับ ผมไม่ชอบเห็นพี่ร้องไห้เลย” ปูนว่า พลางยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง เลือดสีแดงฉานจากข้อมือไหลหยดลงมาจนเสื้อสีขาวเปลี่ยนเป็นสีแดง

“ไม่ปูนมันต้องไม่เป็นแบบนี้สิ” ใบหน้าผมกำลังเปื้อนเลือดจากฝ่ามือของปูน ไม่นานปูนก็หมดสติไป เขาคงกรีดแขนตัวเองลึกกว่าแขนของผม

“ช่วยด้วยครับ ใครก็ได้..."

"พี่โซ่... ผมกลัว” ผมใช้แรงเฮือกสุดท้ายร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ถึงแม้โอกาสจะเท่ากับศูนย์ แต่ผมก็ยังหวังว่าจะมีใครสักคนเข้ามาพาผมออกไปจากตรงนี้

“ศร... แค่ก! แค่ก!” ผมร้องออกมาจนน้ำตาไม่เหลือ เลือดจากข้อมือยังคงไหลออกมาไม่หยุด ผมคิดว่าอีกไม่นานผมก็คงหมดสติตามปูนไปแน่ ถ้าหากยังไม่มีใครเข้ามาเจอ

หรือว่านี้จะเป็นจุดจบของผมแล้วจริง ๆ

 

 

 

[เดี่ยวศร]

 

ผมติดต่อคนตัวเล็กไม่ได้ตั้งแต่ช่วงบ่าย เลยตัดสินใจว่าจะไปเสี่ยงดวงรอที่หน้าคณะแทน เมื่อมาถึงผมก็เห็นเพียงพะพายนั่งอยู่คนเดียว ผมเดินตรงมายังโต๊ะที่เขานั่งทันที

“อ้าวเฮียศร สวัสดีครับ” พะพายว่า ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ “มารับแจเหรอ”

“อืม นี่ส่งข้อความไปไม่ยอมตอบเลย มันน่าตี”

“แจมันเป็นแบบนี้แหละครับ เฮียรอแป๊บนึงนะ มันไปเข้าห้องน้ำกับเซย่า” ผมพยักหน้ารับ หย่อนสะโพกลงนั่งฝั่งตรงข้าม

ไม่นานนักผมก็เห็นว่าเซย่าเดินกลับมา แต่ทว่าเขาไม่ได้กลับมาพร้อมกุญแจ ผมชะเง้อคอมองด้านหลังก็ไม่เห็นกุญแจเดินตามมาด้วย

“สวัสดีครับเฮียศร มองหาอีแจเหรอ”

“ครับ”

“มันไปเข้าห้องน้ำกับมึงไม่ใช่เหรอ” พะพายถาม

“ก็ใช่ปล่อยกูขี้คนเดียว ทิชชูก็หมด ดีนะอีเต้อยู่แถวนั้นกูเลยให้มันไปซื้อให้”

“แล้วแจไปไหน” ผมว่า

“โอ๊ย เฮียมันอยู่ห้องปูนนู้น”

“ฮะ!!!” ผมควรจะเป็นคนที่ตกใจที่สุด แต่กลายเป็นพะพายต่างหากที่ตกใจยิ่งกว่า “มึงว่าอะไรนะ”

“เสียงดังอะไรของมึงเนี่ย”

“พาย... เกิดอะไรขึ้น” ผมถามด้วยความสงสัย

“เฮีย พาผมไปหาแจหน่อย ผมคิดว่าแจกำลังไม่ปลอดภัย”

“เดี๋ยวนะพาย มึงคิดมากไปหรือเปล่า อีแจแค่ไปห้องปูนเอง”

“ปูนมีอาการ *Delusional disorder แต่ช่วงนี้ปูนน่าจะไม่ได้กินยา”

“นี่มึงรู้จักกับปูนเหรอ!” เซย่าว่า

ผมได้แต่ยืนเงียบอย่างกับคนไม่มีลิ้น มือผมติดสั่นทำอะไรไม่ถูกไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะทำอะไรต่อ

“ย่าเลิกถาม เฮียพาผมไปที ผมรู้จักห้องปูน” ผมดึงมือพะพายให้ตามมาที่รถ ก่อนจะรีบออกเดินทางไปยังห้องของปูนในเวลาต่อมา

โชคดีที่ห้องปูนอยู่ไม่ไกลจากมหา’ลัยมากนัก ระหว่างทางผมยังให้พะพายพยายามโทรหากุญแจอยู่ตลอด ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองเหยียบคันเร่งไปเท่าไหร่ รู้แค่ว่าต้องทำยังไงให้ตัวเองไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด

เมื่อมาถึงที่คอนโดฯ พะพายก็พาผมตรงมายังห้องของปูนทันที เคาะอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าเขาจะเปิด ผมตัดสินใจลงมาข้างล่างอีกครั้ง เพื่อคุยกับนิติคอนโดฯ ให้พะพายช่วยอธิบายอาการป่วยของปูน ข้างในอาจจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น

ในที่สุดนิติคอนโดฯ ก็ยอมให้ยามเข้ามาพังประตู ภายในห้องเย็นเหยียบเกิดจากเครื่องปรับอากาศ

“กุญแจ!” ผมตะโกนเรียกหาคนตัวเล็ก ก่อนเท้าจะวิ่งเข้าไปในห้องที่ประตูเปิดเอาไว้ ในห้องมีรูปกุญแจอยู่เต็มไปหมด

“ศร แค่ก! แค่ก!” เสียงกุญแจแผ่วเบา ออกมาจากห้องน้ำ

ผมพาตัวเองเข้าไปในนั้นทันทีตามเสียงเรียก ภาพตรงหน้าทำผมเข่าแทบสุด เลือดสีแดงเจิ่งนองไปทั่วพื้น

“ลุงครับ ช่วยเรียกรถพยาบาลให้ผมที” ผมโอบกอดกุญแจเอาไว้ มือก็สั่นจนทำอะไรไม่ถูก “กุญแจ! ฉันอยู่ตรงนี้ ได้ยินเสียงฉันไหม”

“ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา แล้วคุณก็มาจริง ๆ” ในเวลาแบบนี้เขายังยิ้มให้ผม ในหน้าขาวที่เคยมีเลือดฝาด ตอนนี้ซีดเผือดจนใจหาย

พะพายเป็นคนที่มีสติที่สุด เขาเดินกลับเข้าไปในห้องหยิบเอาเนกไทหลายผืนเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผมโกรธปูนมากที่ทำกับกุญแจแบบนี้ แต่สภาพเขาก็น่าสมเพชเกินกว่าจะซ้ำเติม

ไม่นานรถพยาบาลก็มาถึงที่เกิดเหตุ และรับกุญแจกับปูนขึ้นรถทันที ผมขับรถตามมาที่โรงพยาบาล ก่อนจะโทรบอกธนูให้พาโซ่ตามมาสมทบ

 

 

ธนูพาโซ่มาที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา “คุณศรน้องผม... น้องผมเป็นยังไงบ้าง” โซ่ร้องถามทันทีที่มาถึง ผมรู้ว่าโซ่เองก็คงตกใจมาก

“หมอยังไม่ออกมาเลย ใจเย็น ๆ ก่อนนะ” ผมบอกให้คนอื่นใจเย็นในขณะที่ตัวเองกระวนกระวายใจไม่ต่างกัน

ไม่นานนักหมอก็เดินออกมา พร้อมกับบอกว่า ทั้งคู่เสียเลือดมาก ทางโรงพยาบาลขาดเลือดกรุปบี และกรุปโอ กุญแจเลือดกรุปบี ซึ่งผมเลือดกรุปโอสามารถให้เลือดกับกุญแจได้ แต่หากผมให้เลือดกับกุญแจไป ปูนก็จะไม่สามารถรับเลือดจากใครได้ในตอนนี้ ต้องรอให้คนอื่นมาบริจาคซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีตอนไหน โซ่ตัดสินใจให้เลือดกับกุญแจ เพราะเขาสองคนกรุปเดียวกัน

ผมนั่งชั่งใจอยู่เพราะไม่อยากจะให้เลือดกับคนที่พยายามฆ่าคนที่ผมรัก นั้นเท่ากับว่าผมกำลังจะต่อชีวิตให้ฆาตกร

“ศรมึงคิดมากใช่ไหม” ธนูนั่งลงข้าง ๆ เพราะเห็นผมคิดนัก

“กูไม่อยากช่วยมัน มันจะฆ่ากุญแจเลยนะเว้ย!”

“มึงจะไม่ให้ก็ได้ศร แต่มึงคิดว่าถ้ากุญแจอยู่ตรงนี้เขาจะพูดอะไรกับมึง” ผมเข้าใจสิ่งที่ธนูกำลังจะบอก

ถ้ากุญแจอยู่ตรงนี้ เขาคงบอกให้ผมช่วยปูน กุญแจใจดีเสมอถึงแม้ว่าเขาจะปากแข็งไปหน่อย แต่เพราะแบบนี้เขาถึงถูกคนอื่นเข้ามาทำร้ายง่าย ๆ ผมโกรธจนรู้สึกสับสนไปหมด

 

สุดท้ายผมก็ตกลงให้เลือดกับปูน อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกิดกุญแจตื่นขึ้นมา ผมคงไม่กล้าสู่หน้าหากเขาถามหาปูน ผมตรงไปยังจุดบริจาคเลือดทันที

พยาบาลใช้สายรัดต้นแขนเอาไว้ ก่อนจะใช้ปลายเข็มแทงเข้ามาที่ข้อพับแขน มันไม่รู้สึกเจ็บเท่ากับตอนที่เห็นภาพกุญแจนอนจมกองเลือด ผมคิดจะทำหลายสิ่งหลังจากนี้

หากว่าเรื่องทั้งหมดจบลง ผมจะไม่ปล่อยปูนไปง่าย ๆ เขาจะต้องชดใช้สิ่งที่ทำไว้กับกุญแจ...

 

[จบเดี่ยวศร]


 

 

*Delusional Disorder หรือโรคหลงผิด เป็นภาวะทางจิตที่ร้ายแรง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดูเป็นปกติและไม่มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด มีเพียงความเข้าใจผิดในบางเรื่อง เช่น เชื่อว่าบุคคลอื่นเป็นคู่รักของตน อ่านต่อกดเลยจ้า


 


ตอนนี้เขียนจบแล้ว จะเริ่มทยอยอัปนะค่าบบบบ
*กำลังทยอยแก้คำผิด*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi]
«ตอบ #34 เมื่อ28-06-2021 18:42:55 »

 :z6: o22

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi]
«ตอบ #35 เมื่อ28-06-2021 18:49:15 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] Chapter 18
«ตอบ #36 เมื่อ28-06-2021 19:55:07 »



ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ

Chapter 18

It's belong to you




“แล้วจะเอายังไงต่อ” ธนูว่า

“ตั้งใจว่าจะถอนหุ้นทั้งหมด รวมทั้งของมึงด้วย”

“หุ้น?” ผมไม่ได้บอกน้องชายว่าหุ้นที่ให้ไปเมื่อครั้งก่อนคือโรงพยาบาลของครอบครัวปูน

“ก็โรงพยาบาลที่ให้ไปครั้งก่อนนั่นแหละ มันเป็นของครอบครัวไอ้เด็กปูน”

“เดี๋ยวนะ แล้วมึงซื้อมาทำไมเนี่ย หรือว่ามึงรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้”

“เปล่า...” ผมเงียบเว้นระยะ ก่อนจะพรูดลมหายใจออกทางจมูก “ซื้อเพราะแค่อยากเหนือกว่า ไอ้เด็กนั่นก็แค่นั้น”

“นี่กูต้องขอบคุณ ความปัญญาอ่อนของมึงไหม” ธนูเลิกคิ้วมอง

ก็ปัญญาอ่อนอย่างที่มันว่านั่นแหละ แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดี เพราะตอนนี้เท่ากับว่าผมถือไพ่เหนือกว่า

“อืม คงงั้น” ผมตอบ “นี่ก็ให้เลขาเอาเอกสารไปยื่นแล้ว แต่เขาโทรมานัดขอคุยช่วงบ่าย ยังไงก็ฝากกุญแจด้วย”

“เออ จะทำอะไรก็ทำเถอะ”

ผมนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟของโรงพยาบาลต่ออีกสักพัก ก็พากันกลับขึ้นมายังห้องพักผู้ป่วย ถึงกุญแจจะอยู่กับโซ่ แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี

เมื่อมาถึงห้องผมก็ตรงมายังเตียงทันที คนตัวเล็กกำลังนอนดูโทรทัศน์กับพี่ชาย

“เป็นไงบ้าง หิวน้ำไหม” ผมถามกุญแจ

“ไม่ครับ”

“เธอต้องกินน้ำเยอะ ๆ เข้าใจไหม”

“แค่ก แค่ก น้องผม เดี๋ยวผมจัดการเอง” โซ่ว่า ขบฟันกันแน่น

ผมล่ะทึ่งในความห่วงน้องชายของเขาจริง ๆ นี่ถ้าเขารู้ว่าผมกับน้องชายเขาไปถึงขั้นไหน ผมไม่ถูกจับปาดคอเลยเหรอ

ระหว่างที่ผมนั่งรอเวลานัดเจอกับฝั่งครอบครัวปูน เพื่อนกุญแจก็เข้ามาเยี่ยม รวมถึงพะพายเองก็มาด้วย ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมคาใจเกี่ยวกับเขา

“ฮือ... อีแจกูตกใจหมด” เซย่ารีบปรี่เข้ามาหากุญเจทันที

“มึงจะร้องทำไม กูยังไม่ตาย”

“ปากมึงเนี่ย เดี๋ยวกูตบ”

“พอเลยมึง” โปเต้ว่าก่อนจะเดินเข้ามาเกาะขอบเตียง “ว่าแต่ไงมึง”

“ดีขึ้นแล้ว” กุญแจตอบ

“ไม่ใช่ กูหมายถึงมีอะไรกินบ้าง”

“อิควัย!!!” เซย่าไม่เพียงแต่ก่นด่า ยังดึงทึ้งผมของโปเต้ออกมา กุญแจโชคดีนะที่มีเพื่อนน่ารักขนาดนี้

“มึงกูขอโทษนะ” ผมหันไปมองพะพายที่เอาแต่ก้มหน้า

“ขอโทษทำไม กูไม่ได้เป็นอะไร”

“แต่กู...”

“กูไม่โกรธเลย ว่าแต่ปูนเป็นยังไงบ้าง”

“ตอนนี้หมอปรับยาให้ใหม่แล้ว กูก็เพิ่งรู้ว่าน้องไม่ได้กินยามาสักพัก”

“ดีแล้ว ฝากดูน้องด้วย ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นกูไม่ติดใจอะไร น้องป่วยกูเข้าใจ” ผมล่ะเชื่อกุญแจเลย ในขณะที่ผมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขากลับเย็นยิ่งกว่าหิมะเสียอีก

“กุญแจอาจปล่อยนะ แต่พี่ไม่ปล่อยง่าย ๆ แน่”

“ศร... น้องเขา---”

“เธอไม่ต้องเถียงเลย นอนพักได้แล้ว เดี๋ยวช่วงบ่ายฉันต้องไปคุยงาน” ว่าจบผมก็ดึงพาห่มขึ้นมาห่มให้เขาจนถึงคอ “พายพี่ฝากกุญแจด้วย เดี๋ยวพี่จะไปคุยงานต่อ”

“ครับเฮีย”

“กูไปก่อนนะ” ผมหันไปบอกธนูซ้ำ

ผมขับรถพาตัวเองมายังโรงพยาบาลที่นัดหมายไว้ในเวลาต่อมา ห้องโถงกว้างถูกจัดเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว ในห้องมีเพียงพ่อของปูนนั่งอยู่

“สวัสดีครับ” ผมกล่าวทักทายก่อน

“สวัสดีครับคุณศร เชิญนั่งก่อนครับ” ผมนั่งลงตามคำเชิญ

“เราเข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ ผมต้องการถอนหุ้นทั้งหมด รวมทั้งของน้องชายผมด้วย” เราประเด็นทันที โดยไม่อ้อมค้อมแต่อย่างใด

“ผมอยากให้คุณศร ช่วยคิดอีกนิดได้ไหมครับ ผมว่าเรายังคุยกันได้” ผมคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องมีข้อต่อรอง เพราะผมสั่งให้เลขาจัดการเอกสารทุกอย่างแล้ว แต่เขากลับต้องการนัดเจอผม

“ผมคิดมาดีแล้ว ถ้าลูกชายคุณไม่มายุ่งกับคนรักของผมก่อน มันก็คงไม่ต้องจบแบบนี้”

“เรื่องนั้นผมทราบแล้ว ผมไม่อยากเอาเรื่องอาการป่วยของปูนมาเป็นข้ออ้าง ผมเลยต้องการที่จะยื่นข้อเสนอให้คุณศรจะได้หรือเปล่าครับ”

“ก็ลองว่ามา แต่ผมเป็นนักธุรกิจ ถ้าขาดทุนผมก็ขอปฏิเสธทันที” ผมว่าไปตามจริง

“ผมจะส่งลูกชายไปอยู่ที่เมืองนอกถาวร คุณจะถอนหุ้นส่วนของคุณออกก็ได้ แต่เหลือของน้องชายไว้ได้หรือเปล่า” มันก็น่าสน แต่ผมจะเชื่อที่เขาว่าได้ยังไงกัน

“ผมจะรู้ได้ยังไงว่าลูกชายคุณจะไม่กลับมาไทย”

“มันไม่น่ายากสำหรับคุณศรอยู่แล้วนี่ครับ เอาแบบนี้ไหมครับ หากว่าลูกชายผมกลับมาให้คุณเห็นหน้าอีก ผมพร้อมจะให้คุณถอนหุ้นออก พร้อมเสียค่าเสียหายตามที่คุณเรียกร้อง” ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอไม่เลว

“แล้วลูกคุณจะไปเมื่อไหร่”

“ถ้าคุณศรตกลง ผมจะให้ทนายร่างสัญญา วันมะรืนผมจะส่งตัวลูกชายไปรักษาต่อที่เมืองทันที” ผมแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“ผมถือว่าเป็นการลงทุนที่ยังไม่เสียผลประโยชน์ แต่ถ้าหากคุณทำไม่ได้อย่างที่พูดไว้ ผมก็ไม่รับประกันว่าจะเป็นยังไงต่อ”

“ผมจะส่งเรื่องให้ฝ่ายทนายจัดการให้นะครับ”

“ตกลงครับ”

“ยินดีที่ได้ร่วมธุรกิจครับ”

เพียงแค่มือซ้ายที่แตะประสานกัน ก็ถือว่าเป็นการตกลงทำสัญญาธุรกิจ

หลังจากนี้ไป หวังว่าผมจะไม่เห็นไอ้เด็กนั้นมาวนเวียนใกล้ ๆ กุญแจอีก...







[เดี่ยวกุญแจ]



ตั้งแต่เข้ามาพะพายก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากผมเลย เขาคงรู้สึกผิดจริง ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ผมไม่โกรธใครเลยจริง ๆ รวมถึงปูนด้วย มันเข้าใจได้เพราะปูนป่วย ส่วนพะพาย...

“ทุกคนครับ รบกวนออกไปข้างนอกก่อนได้ไหม ผมอยากคุยกับพาย” ผมแค่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มันอาจจะช่วยให้พะพายหลุดจากความรู้สึกผิดก็ได้

เหมือนทุกคนจะรู้ พวกเขายิ้มรับ และเดินออกไปแต่โดยดี

“แจมีอะไรหรือเปล่า” พะพายถามด้วยความสงสัย

“คำนี้เราต้องถามพายนะ พายอยากพูดอะไรไหม” ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พะพายเองก็ช่วยพยุงตัวขึ้นมา

“...”

“ถ้าพายไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน งั้นเดียวเราจะเป็นคนตั้งคำถามดีไหม”

“...” พายไม่ปฏิเสธ แต่พยักหน้ารับ

“พายรู้จักกับปูนนานหรือยัง” ผมเริ่มจากคำถามพื้น ๆ

“เรารู้จักกันตั้งแต่เด็กแล้ว บ้านเรากับปูนทำโรงพยาบาลด้วยกัน เลยสนิทกัน”

“สนิทกัน แต่ทำไมตอนอยู่ที่มอถึงทำเป็นไม่รู้จักกันล่ะ”

“เรากับน้องเคยทะเลาะกันตอนเด็กน่ะ เวลาอยู่ข้างนอกน้องเลยชอบทำเหมือนไม่รู้จักกัน” ผมเห็นสีหน้าของพะพายก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหน

“พายชอบน้องใช่ไหม”

“เปล่า...”

“พายโกหกเราได้นะ แต่พายก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองรู้สึกยังไง พายไม่ใช่คนโง่”

“...” เขาโผล่เข้ากอด ก่อนจะรู้สึกได้ว่าชุดของโรงพยาบาลกำลังชุ่มน้ำตา เสียงสะอื้นดังผะแผ่ว “แจ... กูขอโทษ กูพยายามแล้ว พยายามแล้วจริง ๆ”

“ถ้าอึดอัดเล่าให้เราฟังได้นะ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้น เราไม่โกรธจริง ๆ ปูนเราก็ไม่โกรธ”

“ถ้ากูบอกเรื่องนี้กับมึงตั้งแต่แรก เรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ถ้ากูดูแลน้องดีกว่านี้ ถ้ากู---”

“อย่าโทษตัวเอง แบบนี้เราก็รู้สึกแย่ไปด้วยนะ” ฝ่ามือลูบแผ่นหลังพะพายอย่างแผ่วเบา เขาต้องเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองตลอดเวลาที่ผ่านมา เขารู้ว่าปูนตามจีบผมอยู่ เขาเห็นทุกอย่าง

ผมไม่รู้เลยว่าที่ผ่านมาพะพายต้องแตกสลายไปเท่าไหร่ ต้องเจอกับอะไรบ้าง เขาต้องเห็นปูนที่เดินตามผมในทุกวัน ขณะที่เห็นหน้า เขาต้องกลายเป็นคนอื่น พะพายยังคงยิ้มให้โดยที่ผมเองก็ไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วเขาเจ็บปวดแค่ไหน

“พายเก่งมากเลยนะที่ผ่านมาได้จนถึงตอนนี้” ผมฉีกยิ้มกว้าง “แล้วน้องรู้หรือเปล่าว่าพายชอบ”

“ไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่า”

“ทำไมไม่บอกล่ะ มันอาจจะมีโอกาสมากกว่าเก็บไว้นะ”

“คนที่ถูกเกลียด... มันยากที่จะอธิบายน่ะ” เขายกมือปาดน้ำตาที่แก้มออก “บอกแต่เรา ตัวเองยังไม่เห็นบอกเฮียเลย”

“...?” เอียงคอมองด้วยความสงสัย บอกอะไร?

“ก็ที่แจชอบเฮียไง”

“เราเปล่าชอบ”

“แจ... ใคร ๆ ก็ดูออก เฮียเองก็คงดูออกด้วย”

“มันยากที่จะอธิบายน่ะ” ผมขอยืมคำของพะพายมาก่อนแล้วกัน ไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี

“ถ้าสมมุติว่าเฮียไปช่วยแจไม่ทัน ถ้าเกิดว่าแจตายจริง ๆ ไม่เสียดายเหรอที่ยังไม่พูดความรู้สึกของตัวเอง”

“...” ผมมีคำตอบอยู่ในใจ แต่ก็เลือกที่จะเงียบเอาไว้ ความรู้สึกรักทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง

หลายครั้งที่ผมดูซีรี่ส์ หรือดูหนัง ผมมักจะชอบบ่นว่าตัวเอกของเรื่องเป็นอะไรมากหรือเปล่า แค่ชอบก็ไม่พูดออกไปตรง ๆ แค่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกไปมันยากตรงไหน วันนี้ผมรู้ซึ้งเลยล่ะ มันไม่ได้พูดยาก แต่เพราะมันมีหลายความรู้สึกอยู่ในนั้น





หลังจากนอนโรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ หมอก็อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ มีแต่ศรที่เอาแต่เซ้าซี้ให้อยู่ต่อ ผมเบื่อจะตายอยู่แล้ว ผมล่ะอยากให้เขามานอนแทนผมจริง ๆ จะได้รู้ว่ามันน่าเบื่อแค่ไหน

“ให้ฉันอุ้มเธอเข้าบ้านไหม”

“ผมไม่ได้เป็นผู้ป่วยติดเตียงนะครับ ผมเดินได้”

อยากจะบ้า!!! ผมเปิดประตูรถแล้วเดินเข้าบ้านทันที มันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไป จะมีก็แต่ห้องนอนผมที่เหมือนเตียงจะกว้างขึ้นมาอีกเท่าตัว

“ฉันสั่งให้คนมาเปลี่ยนเตียงเองแหละ” ไม่ต้องบอกก็รู้อยู่แล้ว

“ผมชอบอันเดิม”

“เตียงกว้าง ๆ จะได้นอนสบายขึ้น แผลที่แขนยังไม่หายดีจะได้มีพื้นที่วางแขน”

“คุณเวอร์ไปนะ” ผมว่าก่อนจะฉีกยิ้ม “แต่ก็ขอบคุณนะครับ” พ่อหมีขาวตัวใหญ่กำลังยิ้มร่า เขาดูอารมณ์ดีกับคำพูดที่ไม่ได้มีใจความสำคัญอะไร

“หิวไหม ฉันทำอะไรให้กิน”

“เอาสิครับ ไม่ได้กินฝีมือคุณตั้งหลายวัน”

“งั้นไปนั่งรอเลย เดี๋ยววันนี้จะทำให้สุดฝีมือเลยครับ” ว่าจบ ผมก็ถูกพาตัวมานั่งที่เก้าอี้ตัวประจำ

ศรเอาของไปเก็บ แล้วเดินออกมาจัดของเพื่อทำมื้อเย็น ทุกการกระทำของเขาอยู่ในสายผมตลอด มันรู้สึกแปลก แต่ในความแปลกก็มีความรู้สึกดี รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกเติมเต็มเพียงเพราะสิ่งที่เขากำลังทำ ไม่ว่าจะหันไปเมื่อไหร่ก็เจอเขาอยู่ตรงนี้ ถ้าวันหนึ่งที่เขาไม่อยู่ผมต้องรู้สึกโหวงข้างในแน่

แค่คิดก็รู้สึกหน่วงข้างใน...

ณ ขณะที่ได้ใช้ความรู้สึกรักมันเป็นแบบนี้สินะ...



ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

ผมที่กำลังจะเตรียมตัวนอนสะดุ้งโหยง เพราะเสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นมา ผมสาวเท้าไปเปิดประตูทันที

“ครับ?” ศรอยู่หน้าประตูกำลังยืนกอดหมอนและผ้าห่มของตัวเอง

“ขอนอนด้วยคนสิ”

“...” ผมจงใจเงียบ

“นะ...” เขากะพริบตาปริบ ๆ

“คุณรอผมอยู่ตรงนี้ก่อน” ว่าจบผมก็ปิดประตูใส่หน้าเขา ก่อนจะเดินเข้ามาในห้องเพื่อแกะพวกโปสเตอร์อนาโตมี่ออก ผมรู้ว่าเขากลัว

จัดการแกะออกหมด ผมก็ม้วนเก็บเอาไว้หลังตู้เสื้อผ้า ก่อนจะเดินกลับไปที่ประตูอีกครั้ง เมื่อประตูถูกออก ศรก็ยังคงยืนรออยู่ที่เดิม

“โซฟา...” ผมหลุดหัวเราะ เพราะศรคิดว่าผมจะไล่ให้เขาไปนอนที่โซฟา

“เข้ามาสิครับ” ผมเปิดประตูให้กว้างขึ้น เพื่อให้เขาเดินเข้ามา “คุณทำอะไรน่ะ”

“ก็ปูผ้าไง จะให้นอนพื้นแข็ง ๆ ไม่ไหวหรอกนะ” ผมรู้สึกว่าตัวเองใจร้ายก็วันนี้แหละ

“ขึ้นไปนอนบนเตียงกับผมเถอะครับ”

“เธอนอนเถอะ ฉันแค่อยากมานอนด้วย เผื่อเธอมีอะไรอยากให้ช่วย”

“ถ้าจะนอนพื้นก็ออกไปจากห้องผม” ผมขี้เกียจมายื้อแย่งกับเขาแล้ว วันนี้ก็คงไม่ได้นอน

“ครับ ๆ” ว่าจบเขาก็กระโดดขึ้นเตียงทันที

ผมเดินไปปิดไฟ ก่อนจะเดินกลับมานอนที่เตียงบ้าง ในความมืดเราไม่ได้คุยอะไรกันอีก แต่ก็เงียบได้ไม่นานศรก็เริ่มพูดก่อน

“เธอเอาโปสเตอร์อนาโตมี่ออกเพราะรู้ว่าฉันกลัวใช่ไหม”

“ครับ” ผมตอบสั้น ๆ ก่อนจะเป็นคนตั้งคำถามบ้าง “คุณยังจำภาพอนาโตมี่ได้ไหม”

“ได้สิ”

“ครับ...” หัวใจผมกำลังเต้นระส่ำ “ที่คุณเคยขอ มันเป็นของคุณแล้วนะ...”











:-[
*กำลังทยอยแก้คำผิด*

#ณขณะที่รัก

#สายตื๊อ


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] Chapter 19
«ตอบ #37 เมื่อ28-06-2021 19:59:26 »



ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ
Chapter 19
Peach





“ที่คุณเคยขอ มันเป็นของคุณแล้วนะ...”

“เธอ---”

“ผมง่วงแล้ว ฝันดีนะ”

ผมไม่ได้เซ้าซี้ถามเพราะรู้ว่ากุญแจกำลังรู้สึกอะไรอยู่ มันไม่ง่ายที่คนอย่างเขาจะยอมรับความรู้สึกของตัวเอง แล้วพูดออกมา มันคงจะดีกว่านี้ถ้าในห้องนี้ไม่มืดสนิท ได้เห็นหน้าเขาตอนที่กำลังพูดประโยคนั้นออกมาจากปากเล็ก ๆ

“ขอกอดได้ไหม” ผมไม่รอคำตอบ สวมกอดคนตัวเล็กจากด้านหลัง ผมรู้ว่าเขายังไม่หลับ “ฝันดีนะ กุญแจ”

เรานอนกอดกันอยู่อย่างนั้นจนผล็อยหลับไป...

 

 

แสงแดดยามเช้าสาดส่องตกกระทบกับเปลือกตา ในขณะที่เปลือกตาบางยังคงปิดสนิทอยู่ มือก็ควานหาคนที่เคยนอนอยู่ด้านข้าง มันวางเปล่า เป็นเพราะเขาไม่อยู่แล้ว...

ผมลืมตาขึ้นมา มันทำให้หวนคิดถึงวันเก่า หรือว่าเขาจะหายไปเหมือนอย่างวันนั้น ผมดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง สาวเท้ายาว ๆ ออกมาจากห้องนอนทันที

“ตื่นแล้วเหรอครับ” กุญแจในชุดผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อนกำลังยืนทำอาหารอยู่ในครัว “คุณหิวหรือยัง ผมทำไข่ข้นเผื่อคุณด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกปากคุณหรือเปล่า” ผมยังคงสาวเท้าเข้าไปจนใกล้ ก่อนจะโอบกอดคนตัวเล็กเอาไว้

“นึกว่าจะหนีฉันไปอีก นอนกอดกันทั้งคืน ตื่นมาเธอก็หายไปแบบนี้ตกใจแทบแย่”

“นี่บ้านผมนะ จะให้หนีไปไหนล่ะ”

“ไม่รู้สิ ตอนนั้นเธอทิ้งฉันไว้ที่นั่น...” ผมพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่ของคนตัวเล็ก

“ผมขอโทษ...” ฝ่ามือบางลูบศีรษะอย่างแผ่วเบา “คุณไปนั่งรอผมที่โต๊ะก่อน เดี๋ยวผมยกออกไปเอง”

“เธอนั่นแหละไปนั่ง ฉันถือให้”

“เอางั้นก็ได้ครับ” ว่าจบกุญแจก็เดินกลับไปนั่งที่ประจำ ผมยกจานอาหารเช้ามาวางไว้ตรงหน้า ก่อนจะเดินกลับมานั่งประจำที่ของตัวเอง

เรานั่งกินอาหารเช้ากันมาได้สักพัก ผมก็สังเกตว่ากุญแจไม่ยอมมองหน้าผมเลย พอรู้สึกว่ากำลังถูกจ้อง เขาก็เอาแต่ก้มหน้ามองต่ำลง

“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าครับ”

ผมไม่ถามเซ้าซี้ หรือจริง ๆ ผมอาจจะคิดไปเอง...

 

หลังทานอาหารเสร็จ กุญแจก็เดินไปนั่งดูหนังที่โซฟาตัวยาว มันเป็นกิจวัตรประจำวันที่เขาทำหลังจากทานอาหารเสร็จ เขาจะทำทุกอย่างนั้นซ้ำไป ซ้ำมาจนผมจำได้ทุกอย่าง

ผมเดินกลับเข้าไปอาบน้ำจัดการตัวเองในเวลาต่อมา ใช้เวลาในห้องน้ำไม่นาน ผมก็พาตัวเองเดินออกมานั่งข้าง ๆ คนตัวเล็กที่กำลังจดจ่อกับการดูหนังแนวสยองขวัญตามที่เขาชอบ

“ดูหนังผีอีกแล้ว” ผมว่า

“ก็ผมชอบนี่ครับ” เราหันมาสบตากันเพียงแวบเดียว กุญแจก็หันกลับมาสนใจหนังต่อ “ทำไมคุณไม่ใส่เสื้อ...” เขาถามสั้น ๆ

“อยู่บ้านก็ปกตินะ”

“...” เขาไม่ตอบ เพียงแต่พยักหน้ารับ

มาถึงตอนนี้ผมว่า ผมไม่ได้คิดไปเอง กุญแจกำลังหลบหน้าผมอยู่ พอผมลองยืนหน้าไปมอง เขาก็เอาแต่เบี่ยงหน้าหนี หรือผมทำอะไรผิด

“เธอเป็นอะไร อยู่ ๆ ก็ทำเหมือนหลบหน้ากัน”

“เปล่า...”

“ก็เห็นอยู่ เธอไม่พูดฉันจะรู้ได้ยังไง ถ้าฉันทำอะไรผิดก็บอกฉันสิ”

“คุณไม่ได้ทำอะไรผิด...”

“...” ผมพอจะเข้าใจมากขึ้น เมื่อใบหูของกุญแจกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ “เธอเขินฉันเรื่องเมื่อคืนใช่ไหม” ผมถามออกไปตรง ๆ

“เขิน? ทำไมผมต้องเขิน เขินอะไรกัน คุณมั่วแล้ว!” กุญแจหันมาแหวเสียงดัง

ผมไม่รู้สึกรำคาญเลยแม้แต่น้อย กลับกันผมยิ่งรู้สึกเอ็นดูเขามากกว่าเดิม โวยวายขนาดนี้ไม่มีพิรุธเลยจริง ๆ

“กุญแจ ถ้าเราใจตรงกัน ฉันว่าเราก็ควรคุยกันตรง ๆ นะ”

“ผมไม่รู้...” ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นเต็มความสูง ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมปล่อยเขาเดินจากผมไปอีกแล้ว

ไวกว่าความคิด แขนแกร่งก็เหวี่ยงเข้าไปรวบคนตัวเล็กเอาไว้ในอ้อมกอด “อย่าหนีฉันอีกเลยนะ” ใบหน้าผมซบลงที่แผ่นหลังของกุญแจ เขายังคงเงียบอยู่อย่างนั้น ขัดกับเสียงหัวใจของเขา ที่เต้นดังจนผมได้ยินทุกจังหวะ

“ผมไม่เคยมีความรัก ผมทำตัวไม่ถูก...” ทำไมพระเจ้าถึงได้ปั่นเจ้าก้อนออกมาได้น่ารัก น่าเอ็นดูขนาดนี้กัน

“ฉันว่าอันดับแรกเธอลองทำตามความรู้สึกตัวเองก่อน”

“เหรอครับ?”

“สำหรับฉันนะ ฉันคิดว่ามันควรเป็นอย่างแรกที่เราต้องทำ” ผมว่าไปตามที่คิด อันดับแรกผมอยากให้กุญแจยอมรับความรู้สึกตัวเองให้ได้ หลังจากนั้นเราจะค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป

“คุณช่วยปล่อยผมก่อนได้ไหม”

“...?” ผมไม่ได้ถามต่อ แต่ก็ยอมคลายอ้อมกอดออก ปล่อยให้กุญแจลุกขึ้น ก่อนจะหันมาประจันหน้ากัน เราประสานสายตาอยู่ประมาณสามวินาทีได้ ผมคิดว่าเขากำลังต้องการพูดอะไรบางอย่าง

แต่ยังไม่ทันตั้งตัว กุญแจก็ทิ้งสะโพกนั่งคร่อมทับต้นขา มือทั้งสองประคองใบหน้าผมให้รับกับองศาริมฝีปากกระจับนุ่มหยุ่น มันค่อนข้างเกินคาด เพราะผมคิดว่าเขาอาจจะแค่อยากพูดอะไรบางอย่างก็เท่านั้น

ไม่กี่วิฯ ต่อมาผมก็เริ่มขยับริมฝีปากรับจูบ แล้วดูดกลืนเอาความรู้สึกที่กุญแจกำลังมอบให้ ก่อนจะส่งเรียวลิ้นร้อนเข้าไปโลมเลียริมฝีปาก เพื่อเป็นการขอเข้าไปสำรวจภายใน

เขาเผยอปากเพียงนิดเดียว ลิ้นร้อนก็สัมผัสกันก่อนจะตวัดหยอกล้ออยู่ภายในช่องปาก ผมผละริมฝีปากออก แล้วจูบลงที่ซอกคอขาวซุกไซ้สลับไปมาก่อนจะผลักให้คนตัวเล็กนอนลงไปตามความยาวของโซฟา

“ศร... เดี๋ยวก่อน อื้อออ...!” เสียงคางต่ำหลุดออกมาเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับยอดอก จุดที่อ่อนไหวที่สุด

 

ตุบ!!!!

เสียงกล่องหรืออะไรบางอย่างร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น

“คุณศร!!!” จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงที่คุ้นเคย

“โซ่!” โซ่ยืนขึงตาโตจนแทบถลน ธนูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้แต่กุมขมับ

“คุณทำอะไรกุญแจ!!!!” ยังไม่ทันได้ตั้งตัวผมก็ถูกโซ่จิกหัวให้ลุกขึ้น “คุณบังคับน้องผมใช่ไหม”

“ไอ้โซ่คือ---”

“แจมึงไม่ต้องพูดกูจัดการเอง” กุญแจพยายามห้ามอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล “ผมคิดว่าคุณจะกลับตัวเป็นคนดี แต่สุดท้ายคุณแม่ง!”

“โซ่ ๆ ฉันเจ็บ โอ๊ย ๆ” โซ่ยังกำเส้นผมเอาไว้แน่น พลางเขย่าไปมา

“คุณจะไม่ตอบใช่ไหมได้...” เขายอมปล่อยผมแต่โดยดี ก่อนจะเดินตรงไปยังธนู ภาพตรงหน้าอลเวงบันเทิงแบบครบรส

“คุณศรเจ็บไหมครับ” กุญแจรีบเดินเข้ามาถาม

“โอ๊ยยยยย ที่รักผมเจ็บ...” ยังไม่ทันได้ตอบธนูก็ร้องเสียงหลง โซ่กำลังใช้สองมือจิกกำ ดึงทึ้งผมของธนูเอาไว้ก่อนจะเขย่าขึ้นลง สภาพไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก

“ศรถ้าคุณคิดจะทำอะไรน้องชายผม ผมก็จะทำน้องชายคุณเหมือนกัน” ผมรู้สึกโชคดีที่ตอนนั้นโซ่ไม่เล่นด้วยกับผม เพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่น่ากลัวสุด ๆ

“ไอ้ศรมึงบอกความจริงโซ่เดี๋ยวนี้ ก่อนที่ผมกูจะร่วงหมดหัว” ธนูร้องเสียงหลง “ที่รัก ที่รักเบาหน่อย โอ๊ยยย”

“อ๋อ... นี้คุณรู้เห็นกับพี่ชายคุณงั้นเหรอ”

“โซ่...” ผมว่าเสียงดัง ก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกว่านี้ โซ่หยุดมือที่กำลังเขย่า แล้วหันกลับมาที่ผมทันที

แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร กุญแจก็วิ่งเขาไปกอดโซ่เอาไว้แน่น คนตัวเล็กพยายามดันพี่ชายให้ถอยห่างออกไป โซ่ชี้นิ้วคาดโทษที่หน้าผมเอาไว้

ผมได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ ก่อนจะเดินตรงมายังธนู

“ไอ้สัด กูตายแน่ถ้ามึงยังไม่ทำอะไร” ผมไม่ได้สนใจสิ่งที่น้องชายพูด เพราะกำลังมองกุญแจที่กอดโซ่เอาไว้นิ่ง ๆ เห็นเพียงแค่โซ่ยกมือขึ้นมากอดตอบก็เท่านั้น

ผมไม่รู้ว่าเขาทั้งสองคุยอะไรกันหรือเปล่า เพราะผมไม่เห็นว่าโซ่ขยับปากเลยสักที

ไม่นานนัก เขาทั้งคู่ก็เดินกลับมายังพวกผมสองคน

“ศร!” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกโซ่เรียกชื่อ “ถ้าคุณทำน้องผมเสียใจแม้แต่นิดเดียว ธนูตาย!” เป็นคำขู่ที่น้องชายผมตาโต

“ที่รัก---”

“ส่วนคุณไม่ต้องพูด กลับบ้านไปเจอดีแน่!” ผมยังยืนยันว่าโซ่น่ากลัวจริง ๆ และผมก็โชคดี “พี่กลับก่อนนะ” โซ่บอกน้องชาย ก่อนจะหันมาขึงตาใส่ผม แผ่นหลังผมเย็นวาบทันที

ผมกับกุญแจเดินออกไปส่งโซ่กับธนูที่หน้าบ้าน เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ที่สำคัญคือผมไม่เข้าใจว่าทำไมโซ่ถึงยอมกลับไปง่าย ๆ

“เธอพูดอะไรกับโซ่” ผมถาม

“ความลับครับ” ว่าจบผมก็มองคนตัวเล็กเดินหายกลับเข้ามาในบ้าน

ผมเดินตามเข้ามาก่อนจะตั้งคำถามต่อ “จะไม่บอกจริง ๆ เหรอ”

“ครับ” กุญแจไหวไหล่ไปมา ผมเลือกที่จะไม่ได้ถามต่อ แต่ช้อนคนตัวเล็กพาดขึ้นบ่าเอาไว้ “คุณจะทำอะไรปล่อยผมนะ”

“ปล่อยแน่ครับไม่ต้องห่วง” ว่าจบผมก็ตีก้นกลมไปหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว

 

กุญแจถูกวางลงบนเตียงในเวลาต่อมา “จะไม่บอกจริง ๆ ใช่ไหม” กุญแจพยายามลุกชันตัวขึ้นนั่ง แต่ผมก็รั้งข้อเท้าเขาให้นอนลงตามเดิม

“ไม่มีอะไรจริง ๆ ผมไม่ได้พูดอะไรเลย” กุญแจว่าหน้าตื่น

“เธอรู้หรือเปล่า ว่าเธอโกหกไม่เก่งเอาซะเลย” ว่าจบผมก็กดจูบดูดเม้มกลีบปากสีหวาน บดขยี้จนริมฝีปากบวมเจ่อ แล้วผละริมฝีปากออก เปลี่ยนไปเป็นขบเม้มซอกคอแทน

“ยอมแล้ว... ผมยอมบอกแล้ว”

“...” ผมจ้องมองนัยน์ตาสีดำสนิทดูเป็นประกายระยิบระยับ

“ผมบอกพี่โซ่ว่า ผมรักคุณ...” ริมฝีปากผมยกยิ้ม ก่อนจะก้มลงไปจูบริมฝีปากกุญแจอีกครั้งแล้วผละออก

“แต่ฉันรักเธอมากกว่า”

“คุณอย่ามาเวอร์ไปหน่อยเลย”

“เวอร์ไม่เวอร์เดี๋ยวก็รู้...” ว่าจบเสื้อยืดตัวโคร่งของคนตัวเล็กก็ถูกถอดออกจากร่างกายอย่างง่ายดาย

ภายใต้เสื้อตัวใหญ่ได้ซ่อนผิวขาวเนียนอมชมพูเอาไว้ เรือนร่างเล็กบางกับสัดส่วนที่ชัดเจน ให้ความรู้สึกที่เห็นแล้วอยากทะนุถนอม และน่ากลั่นแกล้งให้ร้องครวญครางได้ในเวลาเดียวกัน

“ศร... ฟ้ายังสว่างอยู่เลยนะ”

“พูดเป็นยายแก่ไปได้ หึ”

“อื้ออ ศร...” ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปเสียเปล่า ผมโน้นตัวลงไปกัดเอวคอด ทิ้งรอยเอาไว้ให้เห็นว่าเขาเป็นของผม

ลิ้นร้อนลากผ่านลำตัวขาวทิ้งร่องรอยไว้ให้เจ้าตัวได้ดู ก่อนจะขยับขึ้นไปขบเม้มยอดอกสีหวานราวกับลูกกวาด ที่กำลังล่อหลอกให้โลมเลียและกลืนกิน

“อืมมม... อ๊ะ! อย่ากัดสิ” เสียงร้องครางที่หลุดออกมา มันช่างย้อนแย้งกับเสียงร้องห้าม สมกับเป็นกุญแจจริง ๆ

“เจ็บเหรอ” ผมเอ่ยปากถาม เพราะกลัวว่าตัวเองจะรุนแรงเกินไป

“เปล่าครับ... มันรู้สึกแปลก ๆ” มุมปากผมกระตุกยิ้ม ก่อนจะก้มลงไปใช้ปลายลิ้นหยอกล้อกับยอดอก มันทั้งแข็งขึง ชูชันสู้ลิ้นจนอดไม่ได้ที่จะขบอย่างมันเขี้ยว

แผ่นอกบางแอ่นรับริมฝีปาก ปล่อยเสียงครางหวานออกมาให้อารมณ์พุ่งสูง “อ๊า... อื้มม...” กางเกงขาสั้นตัวจิ๋วถูกรั้งลง ทั้งที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันถูกถอดออกไปแล้ว

ฝ่าเท้าถูกจับยกไล่ตะโบมจูบขึ้นมาเรื่อย ๆ เรียวขาเล็กสั่นเทาจนสังเกตได้ “กลัวเหรอ...” ผมโน้มตัวลงไปดูดเม้มกับติ่งหูเพื่อคลายกังวลไปด้วย

“เราไม่มีถุงยางฯ เจลหล่อลื่นก็ไม่มี Sex กับผู้ชายมันต้องสะอาดนะศร”

“ฉันสัญญาว่าจะไม่สอดใส่เข้าไป ตกลงไหม” กุญแจไม่ปฏิเสธ แต่เขาพยักหน้ารับแทน

ได้รับอนุญาตดังนั้น ผมก็หยัดตรงแล้วยกปลายเท้าเขาขึ้นมา ก่อนจะใช้ปลายจมูกไล้ไปตามเรียวขาเล็ก กัดลงไปที่ซอกขาด้านในจนขึ้นรอยช้ำ “อ๊า! ผมเจ็บ” ผมไม่ฟังเสียงทัดทานกัดเพิ่มอีกรอย แต่ครั้งนี้ไม่ออกแรงเท่าครั้งแรก

ฝ่ามือสัมผัสกับแกนกลางลำตัวที่กำลังตั้งชันร้อนระอุ ส่วนปลายกำลังปริ่มน้ำใสไหลเยิ้มออกมา “ศรไม่เอา” เขารู้ทันสิ่งที่ผมคิด “อื้ออ... ศร...” ร่างกายเขาบิดเร่าเมื่อริมฝีปากครอบลงที่ส่วนปลาย ดูดกลืนเอาน้ำสีใสรสคาวลงคออย่างกระหาย

ฝ่ามือกุญแจจิกกำผ้าปูที่นอนจนยับยู่ เสียงหวานในลำคอทำให้ผมได้ใจ และเริ่มเร่งจังหวะให้หนักขึ้น “ศร ผมจะไม่ไหวแล้ว” เขาพยายามกระถดสะโพกให้หลุดออกจากปากที่ครอบครองแกนกายเอาไว้

ผมคว้าเอวบางแล้วดึงกลับมาที่เดิม ปลายลิ้นโลมเลียส่วนรอยแยกที่ต้องการปลดปล่อย ก่อนจะใช้ริมฝีปากกดจูบลงกับส่วนปลายแล้วขยี้ไปมา “คุณรู้ว่าผมเขิน แต่คุณก็ยังจ้องผมตาไม่กะพริบ”

“เธอว่ายังไงนะ ฉันไม่ค่อยได้ยิน” ว่าจบผมก็กดปากลงไปครอบครองแท่งร้อนเข้าไปจนสุดตามความยาว

“อ๊า... ศร... ผมจะเสร็จ” ผมออกแรงดูดดึง หนักหน่วงอย่างเนิบนาบ ผิวขาวเปลี่ยนเป็นขึ้นสีแดงระเรื่อทั้งตัว “ศรเอาออกก่อน...” ผมไม่ฟังเสียงขอร้อง รูดรั้งริมฝีปากถี่ขึ้นกว่าเดิม ฝ่ามือบางสอดเข้ามาใต้กลุ่มผม จิกกำเป็นจังหวะไม่กี่ที ร่างกายที่บิดเร่า ๆ ก็กระตุกเกร็ง “อ๊ะ... อื้มมม!”

ของเหลวสีขาวขุ่น รสคาวพวยพุ่งออกมาจนเต็มปาก ผมกลืนทุกหยาดหยดลงคอ “แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก” เสียงกุญแจหอบหายใจถี่ ฝ่ามือที่เคยจิกกำเส้นผมถูกทิ้งให้เป็นอิสระข้างลำตัว

ผมคลานขึ้นมาโอบกอดร่างบางเอาไว้ก่อนจะตะโบมจูบจนทั่วใบหน้า

“คุณ... เอ่อ... คือ...” กุญแจทำหน้าเหมือนกำลังคิดว่าตัวเองควรพูดดีหรือเปล่า ก่อนที่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจพูดออกมา “ผมต้องช่วยคุณหรือเปล่า” กุญแจว่า พลางมองต่ำลงไปที่เป้าของผม ซึ่งมันกำลังดุดันกางเกงขายาวออกมาจนขึ้นรูปนูนชัด

“เธอได้ช่วยแน่ ฉันแค่ให้เธอพักเหนื่อย” ว่าจบผมก็จับคนตัวเล็กนอนคว่ำหน้าลงกับหมอน ก่อนจะยกสะโพกให้สูงขึ้นจนเห็นรอบจีบเด่นชัด

มันอดไม่ได้ที่จะส่งลิ้นร้อนไปหยอกล้ออย่างหยาบโลน

“ไหนคุณจะไม่สอดใส่ไง”

“ยังมีอีกเป็นร้อยวิธีที่จะมี Sex กันโดยไม่สอดใส่นี่” พูดจบผมก็ดึงกางเกงให้ต่ำลงพอที่จะควักเอาแกนกายออกมา แล้วคว้าเอาครีมบนหัวนอนบีบใส่ฝ่ามือรูดรั้งกับท่อนร้อน

ต้นขาของกุญแจถูกจัดให้หนีบแคบลงจนมองไม่เห็นช่องว่าง แกนกายร้อนระอุถูกดันเข้าไปที่หว่างขาแนบสนิท มันไม่เหมือนกับช่องทางหลังนุ่มหยุ่น แต่ก็ใช้แก้คัดได้ดีกว่าการใช้มือตัวเอง

สะโพกสอบถี่ขึ้นตามแรงอารมณ์ ผมทำได้แค่จินตนาการว่ากำลังทำเรื่องลามก แค่คิดว่าได้สอดใส่เข้าไปในตัวของกุญแจ ผมก็โหมแรงโรมรัน กระแทกกระทั้นจนเสียงดังไปทั้งห้อง

ก้นกลมเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อถูกกระแทกกับหน้าขาไปหลายที แต่นั่นก็ทำให้ผมนึกถึงลูกพีชสีสวย ชวนให้ชิมรสชาติที่หวานติดลิ้น

“กุญแจ... อึก! อ๊าาา...” ผมครางต่ำเมื่อความรู้สึกเสียวซ่านมันแล่นปราดไปทั้งตัว ฝ่ามือหนากอบกุมแกนกายของคนใต้ล่างไว้ในมือก่อนจะชักรูดขึ้นลง เพื่อให้เราได้ถึงปลายทางพร้อมกัน

“อ๊ะ... ศรผมจะเสร็จอีกแล้ว” ผมเร่งฝ่ามือตามแรงของสะโพกที่โยกเข้าออกที่หว่างขาของกุญแจ ไม่นานร่างกายผมก็เบาวูบกระตุกเกร็งพร้อมกัน ของเหลวสีขาวขุ่นไหลย้อยเปรอะตามซอกขาของกุญแจ มันทำให้คนมองอย่างผมกลืนน้ำลาย

“อื้อออ... คุณศรกัดก้นผมทำไม” กุญแจร้องเบา ๆ เมื่อผมอดใจไม่ไหว ขย้ำก้นกลมจนขึ้นรอยมือ ก่อนจะฝังรอยเขี้ยวเอาไว้

“ก็เธอน่ากิน...” ใบหน้าของกุญแจขึ้นสีแดงจัด

ถึงเขาจะปากแข็ง แต่สีหน้าเขาไม่เคยปกปิดผมได้เลยสักครั้ง

 

 

ครั้งก่อนเข้าทิ้งผมเอาไว้ให้ยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว แต่หลังจากนี้เขาจะไม่หายไปแล้วใช่ไหม ผมคว้าตัวกุญแจเข้ามากอดเอาไว้จนแน่น

“ฉันรักเธอ” ผมพูดสิ่งที่วันนั้นผมไม่ได้พูดออกไป

“ครับ ผมรู้แล้ว”

“ฉันรักเธอจริง ๆ อย่าทิ้งฉันไปอีกนะ” ผมสำทับไปอีกรอบ “ถ้าคืนนี้ฉันหลับไป แล้วตื่นมาไม่เจอเธอแบบครั้งก่อน ฉันจะตามหาเธอให้เจอ แล้วจับเธอขังเอาไว้ไม่ให้ออกไปไหนอีกเลย”

“คุณรู้หรือเปล่าว่าบ้านเมืองเรามีกฎหมายอยู่นะครับ” กุญแจว่าพลางกลั้วหัวเราะเบา ๆ

“ฉันพูดจริง”

“ครับ ๆ ไม่ต้องห่วงนะ ตอนที่คุณตื่นขึ้นมา คุณจะได้เห็นผมเป็นคนแรกของวัน”

 

 

 

 





 :hao7:

*กำลังทยอยแก้คำผิด*

#ณขณะที่รัก


ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] Chapter 20
«ตอบ #38 เมื่อ28-06-2021 20:03:59 »



ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ
Chapter 20
ก่อนจะถึงบทส่งท้าย I






“อื้อออ... ศร”

ผมเองก็ไม่คิดว่าหลังจากที่ทำตามความรู้สึกตัวเองมันจะกลายเป็นแบบนี้ ศรกับผมตัวแทบจะติดกันยี่สิบสี่ชั่วโมง นี่ขนาดว่าปล่อยให้เขากอดจนหลับไปแล้วค่อยลุกมาอ่านหนังสือต่อ แต่แค่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอผมอยู่ข้าง ๆ ก็ตามมาเกาะแกะจนไม่เป็นอันต้องทำอะไร

อย่างเช่นวันนี้ พอหาผมไม่เจอก็ลุกมานั่งคลอเคลียผมบนเก้าอี้อ่านหนังสือ ที่แรกก็แค่ขอกอด แต่พอได้คืบก็จะเอาศอก มือเขาอย่างกับปลาหมึก ผมก็ไม่จำสักทีว่าเขามันเจ้าเล่ห์

“ไม่คิดถึงฉันบ้างเลยอ๋อ ห่างกันตั้งแปดชั่วโมงเลยนะ”

จะบ้าตาย...

“คุณควรกลับบ้านคุณไปได้แล้ว รีโนเวทเสร็จแล้วนี่ครับ”

“แฟนอยู่นี้จะให้ไปอยู่ที่อื่นทำไมกัน”

“อึก... หยุดเอามือล้วงเข้าไปในกางเกงผมเดี๋ยวนี้ แบบนี้ใครจะอ่านหนังสือรู้เรื่อง!”

“วันนี้ฉันซื้อสตรอว์เบอร์รี่กับเชอร์รี่มาเธออยากกินอะไร” ผมรู้ว่าที่เขาพูดมันไม่ใช่ผลไม้แน่!

“นี่คุณฟังที่ผมพูดบ้างหรือเปล่าเนี่ย!!!” มันก็ต้องมีน้ำโหกันบ้างหากพูดกันดี ๆ ไม่รู้เรื่อง ช่วงนี้ใกล้สอบ Final เครียดจะตายอยู่แล้ว “ผมขอเวลาส่วนตัวสักพักได้ไหมครับ อย่างน้อยก็แค่ช่วงสอบ คุณช่วยกลับบ้านคุณไปก่อน หลังสอบคุณจะวอแวอะไรผมจะตามใจคุณทุกอย่างเลย!”

“...” ศรไม่ตอบ ใบหน้าเขานิ่งจนผมรู้สึกผิดที่พูดออกไปอย่างนั้น

เขาลุกขึ้นก่อนจะหยิบกระเป๋าใบใหญ่ออกมา แล้วเก็บเสื้อผ้าของตัวเองใส่กระเป๋า หรือผมจะพูดแรงเกินไปจริง ๆ แต่มันก็จริงนี่ ผมเครียดจะตายอยู่แล้วแต่เขาก็ก่อกวนไม่หยุดสักที

“คุณโก---” ยังไม่ทันจะถามจบ เขาก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“เธอบอกแล้วนะ ว่าจะตามใจทุกอย่าง” มุมปากศรกระตุกยิ้ม นั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าคิดผิดที่พูดออกไปอย่างนั้น “สอบเสร็จวันไหน ฉันจะไปรับที่มหา’ลัย”

“เอ่อ...” คำพูดเย็นเหยียบทำเอาขนแขนตั้งชัน

ผมได้แต่ยืนอ้ำอึ้งมองดูศรลากกระเป๋าออกจากบ้านเอเอฟอย่างกับคนตกรอบ ไม่มีแม้แต่คำบอกลา หรือหันกลับมามอง เขาจะไม่โกรธผมจริง ๆ ใช่ไหม

ผมมีเวลาสองอาทิตย์สำหรับเตรียมใจ และสอบ ไม่อาจรู้ได้เลยว่าศรคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่ก็เอาเป็นว่า ตอนนี้ผมมีเวลามากพอที่จะอ่านหนังสือนี่สักที...

 

 

สอบ Final วันสุดท้าย เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มวางแผนเที่ยว จะมีก็แต่ผมที่มีมนุษย์แฟนร่างหมีมารอรับถึงหน้ามหา’ลัย หลังจากวันนั้นที่ผมลั่นวาจาออกไป เขาไม่โผล่มาให้ผมเห็นอีกเลย ไม่มีแม้แต่ข้อความหรือสายเรียกเข้า

แรก ๆ รู้สึกโหวงอยู่หน่อย ๆ ก็คนตัวใหญ่หายออกจากบ้านหลังเล็กทั้งคนจะไม่รู้สึกแปลกได้ไง แต่ติดที่หนังสือกองโตที่อยู่บนโต๊ะทำให้สมองไม่เหลือพื้นที่คิดถึงเรื่องอื่น

แต่วันนี้ ตอนนี้ เพียงได้เห็นหน้าเขาผมก็รู้สึกอยากวิ่งเข้าไปกอดแบบนี้สินะที่เรียกว่า คิดถึง...

“จะพาเพื่อนผมไปไหนครับเนี่ย พวกผมชวนกันไปปีนเขามีไอ้แจไม่ไปคนเดียว”

“ความลับ” ศรยกยิ้มพราวออกมาอย่างหน้าระรื่น

“ไปกันเถอะครับ” ผมชวนศรออกมาก่อนที่เขาจะพูดอะไรแปลก ๆ

“เฮียไปก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่” ศรโบกมือลา

ผมเดินนำมาก่อนหนึ่งก้าว ตรงมายังรถคันสีเหลืองเด่นสะดุดตา สิ่งแรกที่เห็นคือในรถมีกระเป๋าใบเล็กหนึ่งใบ พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สีดำอีกหนึ่งใบ

“เราจะไปไหนกันเหรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ที่ที่มีแค่เราสองคน” ศรตอบสั้น ๆ ก่อนจะออกรถสู่ถนนกว้าง

ผมไม่ได้ถามต่อ เขาคงตั้งใจมาเอาคำสัญญาที่ให้ไว้ช่วงก่อนสอบ ศรเปิดเพลงเพื่อไม่ให้ในรถเงียบ และช่วยสร้างบรรยากาศในการเดินทางดีขึ้น

“เธอดูโทรมมาก อีกไกลกว่าเราจะถึง เธอนอนพักเถอะ” ที่ศรพูดมันถูกทุกอย่าง เพราะสองอาทิตย์ที่เราไม่ได้เจอกัน ผมอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียนเป็นหลัก บ้างวันก็เกือบเช้า ยิ่งถ้านัดกับพวกพะพายติวด้วยแล้วยันเช้าด้วยกันตลอด

ไม่แปลกเลยที่เบ้าตาจะดำจนกลายเป็นหมีแพนด้า

“ถ้าถึงแล้วปลุกผมหน่อยนะครับ” ผมว่าก่อนจะปรับเบาะเพื่อให้นอนสบายขึ้น ช่วงรถติดศรหยิบผ้าห่มผื่นเล็กกับหมอนรองคอออกมาให้ เขายังดูแลผมดีไม่ต่างจากวันแรก “ขอบคุณครับ”

ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถ เคลากับเสียงเพลง บวกกับความอ่อนเพลียตลอดทั้งสองสัปดาห์ทำให้ผมหลับสนิทอย่างรวดเร็ว ไม่นานผมก็จมสู่ภวังค์ของห้วงนิทรา

 

 

เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งปลุกให้ผมตื่นจากการหลับใหล ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะหลับสนิทจนไม่รู้ว่าถูกพามาถึงที่นี่ได้อย่างไร ลืมตาขึ้นมาฟ้าก็สว่างเสียแล้ว

ชายร่างใหญ่คล้ายหมีขาวก็นอนอยู่ข้าง ๆ เขายังกอดผมเอาไว้ตลอดทั้งคืนเหมือนทุกทีที่เรานอนด้วยกัน ผมไม่เห็นเขามาตั้งสองอาทิตย์รู้สึกคิดถึงเป็นบ้า แต่ไม่อยากบอกให้เขารู้เพราะกลัวว่าเขาจะได้ใจ

“จ้องจนผมทะลุแล้ว” ศรว่าทั้งที่ยังหลับตาอยู่

“คุณตื่นอยู่เหรอ”

“แค่เธอขยับตัวฉันก็รู้สึกแล้ว” ศรปรือตามอง วันนี้เป็นเช้าแรกของเรา

“เราอยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“เกาะส่วนตัวของที่บ้านน่ะ...” ผมพยักหน้ารับไม่ได้พูดอะไรต่อ “ตื่นแล้วไม่มีมอนิ่งคีสเหรอ ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน รู้ไหมฉันต้องอดทนแค่ไหน”

“ของแบบนั้นไม่มีหรอกครับ” ผมว่า

“เธอไม่มีก็เรื่องของเธอ แต่ฉันมี” พูดจบศรก็โน้มหน้าลง กดปลายจมูกลงที่มาคลอเคลียที่แก้ม สูดดมเอากลิ่นกายที่คิดถึงตลอดทั้งสัปดาห์

“ศร... พอแล้วผมจั๊กจี้...” ผมพยายามร้องห้ามเพราะรู้สึกจั๊กจี้ที่หนวดแข็งสากสัมผัสผิว “หนวดคุณถูหน้าผมเนี่ยไม่เอา ฮ่า ๆ” ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ศรตะโบมจูบลงมาที่ศอกคอ ความสากทำให้กุญแจหดคอหนีอัตโนมัติ

“โกนหนวดให้หน่อยสิ” ศรว่าก่อนจะทิ้งตัวนอนทับกุญแจ

“ไม่เอาหรอกครับ ผมกลัวมันบาดคุณ”

“ไหนบอกจะตามใจฉันทุกอย่างไง เนี่ย ๆ เมื่อวานธนูโทรมาอวดว่าโซ่โกนหนวดให้ ฉันก็อยากให้เธอทำให้บ้างนี่” ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ กับความขี้อ้อนของเขา ผมสัญญากับเขาแล้วนี่ว่าจะตามใจทุกอย่าง

“ก็ได้ครับ แต่ผมไม่สัญญานะว่าจะไม่ทำคุณเจ็บได้หรือเปล่า”

“โอเค” ศรตอบตกลง และลุกขึ้นจากเตียงไปเตรียมของทันที

ผมเองก็ลุกขึ้นบ้าง ก่อนจะสังเกตว่าตัวเองเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเรียบร้อย เสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งมองดูแล้วคงจะเป็นของศรนั่นแหละ ตัวใหญ่เหมาะสำหรับห่อหมียักษ์อย่างเขาเลยล่ะ

“ฉันเตรียมของเสร็จแล้ว”

“ครับผมกำลังไป” ปลายเท้าสัมผัสพื้น เท้าก็สาวตรงไปยังห้องน้ำทันที “นั่งได้ไหม คุณตัวสูง” ผมไม่ได้คำตอบ แต่ศรกลับยกผมขึ้นไปนั่งบนเคาน์เตอร์ที่อ่างล้างมือแทน

“แค่นี้ก็ตัวเท่ากันแล้ว”

“ครับ ๆ คุณอยู่นิ่ง ๆ ล่ะ” ว่าจบผมก็บีบฟองโฟมสำหรับโกนหนวดใส่มือตัวเอง แล้วค่อย ๆ เอาป้ายตามโครงหน้า ก่อนจะหยิบมีดโกนหนวดขึ้นมาจัดการกับหนวดสีเขียวเข้มที่กำลังขึ้นเป็นตอ นี่เขาไม่ได้โกนมานานแค่ไหนกันนะ

ใช่เวลาไม่นานผมก็จัดการหนวดบนใบหน้าจนเกลี้ยงเกลา ผ้าผืนเล็กถูกชุบน้ำหมาด ๆ แล้วนำมาเช็ดคราบโฟมที่ติดอยู่

“หล่อเลยครับ”

“ไหนทดสอบสิ โกนเกลี้ยงหรือเปล่า” ว่าจบศรก็กดริมฝีปากลงมาประกบกัน แขนทั้งสองยกขึ้นโอบรอบคอศรอย่างเคยที่ชอบทำทุกครั้งเมื่อเราจูบกัน

จูบในรอบสองอาทิตย์มันทำให้รู้สึกว่าจูบแค่สองนาทีมันไม่พอ “ยังสากอยู่ไหม” ศรถามเมื่อเราผละริมฝีปากออก

“ไม่แน่ใจครับ ลองอีกทีได้ไหม” ศรยกยิ้มก่อนจะกดจูบลงมาอีกครั้ง เสื้อยืดตัวโคร่งถูกถอดออกจากตัวในเวลาต่อมา

“อาบน้ำด้วยกันนะ” ศรว่า

“แค่อาบน้ำเองเหรอครับ”

“เดี๋ยวก็รู้” ว่าจบกางเกงขาสั้นก็ลอยลิ่วด้วยฝีมือศร

ริมฝีปากของเขาร้อนผ่าว ไม่ว่าจะลากสัมผัสที่ส่วนไหนก็รู้สึกเสียววูบวาบไปหมด “อ๊า... อย่ากัดคอครับ เดี๋ยวเป็นรอย” ศรชอบกัด ไม่รู้ว่าเขาเป็นหมาหรือยังไง

แผ่นหลังถูกดันให้พิงกับกระจกบานใหญ่ก่อนจะจับหัวเข่าให้ตั้งชันบนเคาน์เตอร์ ภาพตรงหน้าช่างดูหยาบโลน แต่ก็ถูกกลบจนมิดด้วยความต้องการที่ต่างฝ่ายต่างเสนอให้กัน

“อื้มมมมม” เสียงครางผะแผ่วหลุดรอดออกมาจากลำคอ เมื่อเขาใช้ปลายนิ้วโป้งลูบวนส่วนปลายที่กำลังชุ่มน้ำใส มันทั้งเหนี่ยวแล้วลื่น เขารู้ดีว่าสัมผัสตรงไหนผมถึงจะพอใจ

เสียงความฉ่ำแฉะในปากหลุดดังจ๊วบจ๊าบก้องไปทั่วห้องน้ำ มือก็ยังขยับชักรูดรีดเอาน้ำรักที่ปริ่มออกมา “ศรผมไม่ไหวแล้ว เร็วกว่านี่หน่อยครับ” ว่าจบศรก็ขยับฝ่ามือชักรูดเร็วขึ้น ริมฝีปากเขายังตะโบมจูบจนทั่วแผ่นอกขึ้นรอยช้ำเต็มไปหมด

“อึก!... อา...” ร่างกายรู้สึกเบาหวิวเมื่อแกนกายปลดปล่อยน้ำกลิ่นคาวออกมา ศรยังคงขยับมืออย่างเชื่องช้าเพื่อรีดเอาทุกหยาดหยดออกมาจนเต็มมือแล้วป้ายไปที่ช่องทางหลังอ่อนนุ่มก่อนจะดันปลายนิ้วเข้าไปเพื่อเปิดทาง

ปลายนิ้วขยับเข้าออก และเพิ่มนิ้วเข้าไปตามความอ่อนนุ่มของช่องทางหลังอย่างที่มันควรจะเป็น “พอแล้วใส่ของคุณเข้ามาเถอะครับ” ผมร้องขอเพราะรู้ว่าแค่นิ้วมันยังรู้สึกไม่พอ

“ทำไมวันนี้ใจร้อนจัง”

“อ๊ะ!” ปลายเท้าจิกเกร็งทุกครั้งที่ปลายนิ้วสัมผัสกับจุดเร้นลับภายใน ฝ่ามือจิกระบายอารมณ์บนแผ่นหลังแกร่งจนขึ้นรอยแดง แต่ทุกครั้งที่ยิ่งออกแรงจิก ศรจะกระแทกย้ำมาที่จุดเดิมซ้ำ ๆ

“เราไปอาบน้ำกันเถอะ” ว่าจบเขาก็ดึงนิ้วออก เปลี่ยนเป็นดันแกนกายแข็งขึงเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาใช้แขนแกร่งช้อนใต้ขาแล้วยกตัวผมขึ้นจากเคาน์เตอร์อ่างล้างมืออย่างง่ายดาย แล้วตรงไปใต้เรนชาวเวอร์ ก่อนจะเปิดน้ำอุ่นให้สาดกระทบผิวเนื้อ

แผ่นหลังถูกดันให้ชิดกับกำแพง “อา ช้าหน่อยครับ ผ...ผมจุก อื้ออ” เหมือนเสียงร้องจะไม่เป็นผล “อ๊า ศร...” จังหวะที่สวนสะโพกเข้ามา เขาก็กดสะโพกผมลงไปพร้อมกัน มันยิ่งทำให้รู้สึกวูบวาบ และเสียวซ่านไปทั้งช่องท้องจนผมแทบคลั่ง

“ซี๊ดดด เธอจะรัดแน่นเกินไปแล้วนะ”

เสียงผิวเนื้อกระทบกันเสียงดังหยาบโลนไปทั้งห้องน้ำ เขายังคงตอกสะโพกเข้ามาจนลึกสุดโคน ทุกอย่างรอบตัวปลุกเร้าอารมณ์ให้พุงสูง ทั้งเสียงสายน้ำ และเสียงครางในลำคอ ความรู้สึกมากมายปะปนกันมั่วไปหมด สมองขาวโพลนดวงตาก็เริ่มพร่ามั่ว

ผมเคยบอกว่าเขาลามก แต่พอมาคิดดูแล้วเราทั้งสองอาจจะศีลเสมอกัน

“ผมจะไม่ไหวแล้วศร...”

“อา... พร้อมกันนะครับ” ว่าจบศรก็กดจูบลงมา ก่อนจะสอบสะโพกเข้ามาเน้น ๆ ตรงจุด

“อื้มม ศร...” ผมกัดริมฝีปากของตัวเองเพื่อระบายอารมณ์ นิ้วเท้าหดเกร็งไปหมด ฝ่ามือจิกแผ่นหลังของคนรักจนผิวเนื้อยุบลงไปตามแรง

“อา... ซี๊ด” ศรครางต่ำก่อนจะซี๊ดปาก เขาขบฟันแน่นจนสันกรามขึ้นเห็นเด่นชัด ไม่นานของเหลวอุ่นก็ฉีดพุ่งเข้ามาภายในจนไหลล้นออกมา

“ศร... คุณไม่ได้ใส่ถุงยางฯ”

“ไว้รอบหน้าบนเตียงนะ” ศรกระตุกยิ้มร้าย ผมก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่จบแค่รอบ หรือสองรอบแน่

เขาปล่อยผมลง ก่อนจะใช้นิ้วควานเอาของเหลวออกมาจากช่องทางหลัง ผมไม่ชอบที่เขาต้องมาทำแบบนี้เท่าไหร่ แต่ผมเองก็แทบไม่เหลือแรงจะช่วยเหลือตัวเองแล้ว ขนาดจะกลับมาที่เตียงยังต้องให้ศรอุ้มออกมา เพราะขาทั้งสองสั่นไม่หยุด

 

กว่าจะได้ทานข้าวเช้าก็ปาไปเกือบเที่ยงวัน ศรเล่นไม่ยอมปล่อยผมออกมาจากห้องนอนได้เลย ทำเอาหมดพลังงานไปตาม ๆ กัน ถ้าการที่เราต้องห่างกันสองอาทิตย์แล้วถูกรวบยอดขนาดนี้ ผมว่าเราควรตัวติดกันไว้จะดีกว่า ไม่อย่างนั้นร่างกายผมคงสึกหรอแน่

“เดี๋ยวเสร็จแล้วฉันจะพาไปพบคนสำคัญ”

“ที่นี่เหรอครับ”

“ครับ” ศรตอบสั้น ๆ หันกลับไปล้างจานต่อ

 

ศรกลับเข้ามาในห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วดึงตัวผมให้ไปนั่งกับพื้น ก่อนจะจัดการมัดผมให้อย่างทุกที อีกไม่นานก็ต้องตัดผมแล้ว เพราะปีสี่ต้องเริ่มขึ้นวอร์ดมันดูไม่เรียบร้อย

ใช้เวลาไม่นานศรก็จัดการรวบผมที่ปรกหน้าขึ้น เขายังถักเปียกเล็ก ๆ ให้อีกสองสามอัน

“ขอบคุณครับ” ผมพูดแบบนี้ทุกครั้งหลังจากที่เขามัดผมให้ และทุกครั้งเขาจะรับคำขอบคุณเป็นจูบที่แค่แตะปากกันเบา ๆ เพียงเท่านั้น

“พร้อมหรือยังครับ” ศรว่า

“พร้อมครับ”

เราเดินจับมือกันออกมา หน้าบ้านมีต้นลีลาวดีสีขาวปลูกอยู่ มันออกดอกและร่วงหล่นเต็มพื้น ศรเด็ดมันออกมาสองดอก ก่อนจะยื่นให้ผมดอกหนึ่ง แล้วพาผมเดินเลาะชายหาดไปไม่ไกล

เขาพาผมมาที่หลุมฝังศพแบบศาสนาคริสต์ ผมมองออกทันทีเพราะเคยเห็นอะไรแบบนี้ในหนังที่ดูบ่อย ๆ รอบบริเวณสะอาดมากเหมือนมีคนค่อยเข้ามาทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

“แม่ดอกไม้ที่แม่ปลูกออกดอกเต็มต้นเลยนะ...” ศรว่าก่อนจะวางดอกลีลาวดีสีขาวในมือ “แต่วันนี้ผมไม่ได้มาคนเดียว ผมพาแฟนมาให้แม่ดูหน้าด้วย เขาชื่อกุญแจ ลูกเขยแม่น่ารักใช่ไหม กุญแจดีกับผมมากเลยครับ แต่บางทีเขาก็ดื้อจนน่าตี...”

“...” ผมเงียบฟังศรพูดเรื่องราวต่าง ๆ ให้แม่ฟัง เขาดูมีความสุขมาก สังเกตได้จากรอยยิ้ม และแววตา

“แม่รู้ไหมพ่ออยากเจอกุญแจมากเลย พรุ่งนี้พ่อบอกว่าเขาจะมาหานะครับ เดี๋ยวผมต้องไปแล้ว ผมจะพาแฟนมาหาอีกนะ รักแม่นะ” ว่าจบศรก็กุมมือผมเอาไว้แน่น ก่อนจะยื่นมือขวาสัมผัสกับป้ายชื่อที่ทำจากหินอ่อนสีขาว

“เดี๋ยวสิผมยังไม่ได้คุยกับแม่คุณเลยนะ” ผมว่า

“...” ศรยกยิ้มก่อนจะพยักหน้ารับ

“เอ่อสวัสดีครับ ผมชื่อกุญแจนะครับ ผมขอฟ้องบ้างได้ไหม หึ ๆ” ผมกลั้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ลูกคุณแม่นิสัยไม่ดีเลยครับ เขาทั้งเอาแต่ใจ แถมยังเจ้าเล่ห์มากเลยล่ะ แต่สุดท้ายผมก็รักเขาอยู่ดี... ขอบคุณแม่นะครับที่ให้ชีวิตกับศร ทำให้ผมได้มายืนข้างเขาในตอนนี้ ผมจะดูแลเขาเป็นอย่างดี คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมต้องไปแล้วว่าง ๆ ผมจะให้ศรพามาอีกนะครับ” ว่าจบผมก็โบกมือลาก่อนศรจะพาเดินออกมาจากตรงนั้น

 

ศรพาผมมาเดินเล่นริมหาด บรรยากาศยามเย็นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เสียงคลื่นลมพัดเอื่อย ๆ ทุกอย่างดูไม่รีบร้อน ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป

“เธอบอกรักฉันเหรอ”

“เปล่าผมบอกแม่คุณต่างหาก” ผมว่า ก้มหน้ามองน้ำทะเลใสที่กระทบฝ่าเท้า “พรุ่งนี้พ่อคุณจะมาเหรอ”

“อืม เขาอยากเจอเธอน่ะ พอบอกว่าอยู่นี่ พ่อเลยจะแวะมาหาแม่ด้วย”

“เอ่อ ผมถามได้ไหม ทำไมคุณให้แม่มาอยู่ที่นี่ล่ะ ที่นี่ดูไม่มีคนอยู่เลย”

“แม่รักบ้านหลังนี้ มันเป็นของขวัญวันแต่งงานที่พ่อซื้อให้แม่ ทุกวันครบรอบแต่งงานพวกเราจะมาพักที่นี่ทุกปี”

“คุณพ่อกับคุณแม่น่ารักจังเลยนะครับ”

“เธอจะเอาสักเกาะไหมล่ะ”

“ไม่ดีกว่าครับ เรียนจบได้ทำงานวันหยุดผมคงอยากนอนอยู่ห้องมากกว่าเดินทาง”

“ก็ฉันอยากให้เธอชมฉันว่าน่ารักบ้างนี่”

“หึ ๆ คุณน่ารักอยู่แล้วไม่เห็นต้องชมเลย” ว่าจบผมก็ยกมือขึ้นหยิกพวงแก้มนุ่มนิ่มของศร ผมจะทำอย่างนี้ทุกครั้งที่เขาทำตัวน่ารัก

“ฉันไม่อยากเดินเล่นแล้วเข้าบ้านกันเถอะ...” ผมกลอกตามองบน ถ้าฟังอย่างเดียวก็เข้าใจว่าเขาชวนเข้าบ้าน แต่พอเห็นหน้าเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาชวนเข้าบ้านไปทำอะไร เขามักใช้แววตาหื่นมองผมตลอดเวลา

“ตลกเหรอครับ ผมถีบคุณจริง ๆ นะ”

“อย่ามาใจร้าย เธอเองก็ชอบ” ในหัวเขาคิดอยู่เรื่องเดียวเลยหรือไงกัน เขาไปเอาแรงมาจากไหนนักหนา

“ผมไม่เถียงแล้ว เถียงกับคุณเปลืองพลังงานมาก”

“ใช่ ๆ เก็บแรงไว้ทำอย่างอื่นกันดีกว่า เนอะ~” ศรว่า

เขายิ้มหน้าระรื่น ดูภูมิใจกับสิ่งที่พูดมาก

จะบ้าตาย!

มองดูแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเราจะคบกันได้นานแค่ไหน ถึงวันนั้นมันจะเป็นผมที่ทำเขาเสียใจหรือเปล่า หรือจะเป็นผมเองที่ต้องนั่งเสียใจ ตอนนี้คิดไปก็คงไม่มีคำตอบ เพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต

ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมรักเขา และเขาก็รักผม...

 

 


:กอด1:
*กำลังทยอยแก้คำผิด*

#ณขณะที่รัก

#สายตื้อ

 

ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] Chapter 21
«ตอบ #39 เมื่อ28-06-2021 20:21:11 »



ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ
Chapter 21
ก่อนจะถึงบทส่งท้าย II





การตื่นก่อนกุญแจกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำเป็นประจำ อย่างแรกคือการเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าทุก ๆ วัน ในอนาคตเขาจะกลายเป็นหมอ ต้องดูแลคนอื่น ส่วนผมจะดูแลเขาเอง

“ตื่นไม่ปลุกผมอีกแล้วนะ” วงแขนเล็กกอดกระชับจากด้านหลัง

“หลับสบายขนาดนั้นใครจะกล้าปลุกกัน” ผมว่า

“เช้านี้ทำอะไรกินครับเนี่ย” กุญแจถามพลางเอาหน้าลอดใต้วงแขนเข้ามามองผัดผักรวมที่ยังอยู่ในกระทะ

“ฉันไง น่ากินหรือเปล่าล่ะ”

“คุณก็พูดไปเรื่อย” ฝ่ามือเล็กตีลงต้นแขนอย่างเบามือ “พ่อคุณมาตอนไหนเหรอครับ”

“ไม่รู้สิ โทรไปก็ไม่รับ”

“ก็มาถึงแล้วทำไมต้องรับ” สิ้นสุดประโยคของผมได้ไม่นาน เสียงทุ้มเป็นเอกลักษณ์ก็พูดขึ้น ผมจำเสียงของพ่อตัวเองได้

เราทั้งสองหันหน้าไปมองพร้อมกันที่หน้าประตู

“พ่อมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ก็ตั้งแต่ที่พวกแกยืนกอดกันนั่นแหละ”

“สวัสดีครับคุณลุง” กุญแจเอ่ยทักก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ ใบหน้าขาวขึ้นสีแดงอ่อน ๆ คงจะรู้สึกเขินที่พ่อผมดันออกมาเห็นตอนที่เรากอดกันอยู่

“เรียกพ่อเถอะ ดูทรงแล้วคงมีกรรมสินะ ถึงมารักกับลูกพ่อ”

ไม่มีคำไหนที่จะบรรยายได้นอกจากคำว่า ‘ขอบคุณครับพ่อ’

“ผมก็คิดอย่างนั้นครับ” นี่ก็เอากับเขาอีกคน

“พอเลยครับทั้งคู่” ผมรีบห้ามก่อนที่สองคนนี้จะเป็นพันธมิตรกัน คุยกันถูกคอมีหวังพ่อแฉแหลก “ทานอะไรมาหรือยังครับ ผมเพิ่งทำกับข้าวเสร็จ”

“ไม่ล่ะ ฉันแค่แวะมาหาแม่แกเดี๋ยวจะกลับเลย ถ้ายังไม่หิวมากไปนั่งคุยกันก่อนสิ”

“ครับ/ครับ”

เราทั้งคู่หันกลับมามองหน้ากัน ก่อนจะเดินตามพ่อไปที่โซนรับรอง

“เราชื่อกุญแจใช่ไหม” พ่อถามทันทีเมื่อเราทั้งคู่นั่งลง

“ครับ”

“เรียนอะไร คิดหรือยังจบมาจะทำอะไร”

“พ่อ...” บรรยากาศเริ่มตึง ผมสัมผัสได้ว่าพ่อกำลังกดดันกุญแจซึ่งผมไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น

“ศรแกนั่งเงียบ ๆ ฉันถามน้อง” กุญแจหันกลับมาฉีกยิ้มก่อนจะตบเบา ๆ ที่หลังมือ

“คิดไว้บ้างแล้วครับ ตอนนี้ผมเรียนหมออยู่ปีสี่แล้ว ตั้งใจว่าจบมาจะทำงานเลย”

“เป็นหมอเวลาพักก็น้อยแบบนี้จะเอาศรอยู่เหรอ พ่อจะบอกไว้ก่อนนะศรมันเชื่อฟังพ่อทุกอย่าง มีอย่างเดียวที่พ่อคุมไม่ได้คือเรื่องเจ้าชู้”

อา... ตายอย่างสงบ แฟนเด็กผมหน้าซีดไปเลย

“ก็จริงครับแต่...” ผมมองปากกุญแจตาไม่กะพริบ “ถ้าเขาเลือกจะนอกใจผมมากกว่าที่จะหันหน้าคุยกัน ผมก็คงต้องปล่อยครับ ผมไม่แคร์” ผมรู้ว่ากุญแจพูดจริง

อึก! เจ็บลึกแฟนบอกไม่แคร์ ไม่คิดว่าชีวิตจะต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้แล้วรู้สึกอินจนเจ็บจริง หมอครับฉีดยาให้ผมตายเถอะ

“ไม่เอา ไม่พูดแบบนี้สิ ไม่แคร์เลยเหรอเจ็บจริง ๆ นะเนี่ย”

“ทำไมผมต้องรั้งคนที่ทำร้ายผมล่ะ ถ้ากลับกันเป็นผมที่นอกใจ คุณจะทำยังไง?”

“มันเป็นใคร! ฉันจะฆ่ามัน บอกฉันมา”

“ผมแค่สมมุติคุณอินอะไรของคุณ”

“หึ! ศรแกเจอของจริงแล้วแหละ” พ่อว่าก่อนจะยกมือตบไหล่ผมปุ ปุ “สิ้นลายแล้วสินะแก เอาเถอะจะรักกันพ่อไม่ว่า แต่เรารู้ใช่ไหม ความรักที่เป็นแบบนี้มันไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับ โลกที่ปากบอกว่าเปิดกว้าง มันก็ยังมีบางคนที่ไม่คิดอย่างนั้น ทั้งสองจะรับมือกันได้หรือเปล่า ศรเองก็มีหน้ามีตาทางสังคมอยู่พอสมควรจะรับแรงกดดันได้จริง ๆ น่ะเหรอ”

“ผมว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะครับ ผมไม่แปลกใจที่ยังมีคนประเภทนั้นอยู่จริง ถึงตอนนั้นถ้าเขาเดือดร้อนแทนผม ก็เป็นปัญหาของเขาแล้วแหละครับ มันไม่ใช่ปัญหาของผม”

ปีหน้าผมจะส่งแฟนประกวดมิสยูนิเวิร์ส มงต้องลง

“ศร...”

“ครับพ่อ” ผมหันกลับไปมองหน้าพ่อที่กำลังนั่งอมยิ้ม

“ถ้าแกพลาด ชีวิตแกก็หาคนดี ๆ ไม่ได้แล้วนะ”

“ครับผมทราบแล้ว” ผมเองก็อดยิ้มตามไม่ได้ ภูมิใจในตัวแฟนเด็กจริง ๆ

“ว่าแต่เราคุยเรื่องลูกของแก กับน้องแล้วหรือยัง”

“ผมอยากให้น้องเรียนจบก่อนน่ะครับเลยยังไม่ได้คุย” ผมหันไปมองหน้ากุญแจ ใบหน้าเขามีคำถามอยู่เต็มไปหมด

ก่อนหน้านั้นผมเอาเรื่องมิเกลไปปรึกษาพ่อ ท่านจะยอมคุยกับฝั่งนั้นให้ แต่ผมต้องมีทายาทสืบสกุล คงต้องหาคนอุ้มบุญในประเทศที่มันถูกกฎหมาย เพราะในไทยยังมีข้อจำกัด

ผมไม่ได้จะปิดบังกุญแจ แต่ตั้งใจจะคุยตอนที่เวลามันเหมาะสมกว่านี้

“จะเอายังไงก็เอา แต่อย่าให้มันนานนักฉันจะอยู่ได้อีกกี่ปีกัน”

“พ่ออย่าพูดแบบนั้นสิครับ”

“ถ้าวันนั้นมาถึง พาพ่อมาอยู่กับแม่แกด้วยนะ” ความรักของรุ่นพ่อแม่มันลึกซึ้งดีจังเลยนะ ผมเองก็อยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง

“ท่านครับเรือพร้อมแล้ว”

“ฉันต้องไปแล้ว หนูแจมานี้สิฉันขอกอดหน่อย” กุญแจลุกขึ้นแล้วทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นข้างพ่อ ก่อนจะหยัดตัวตรงแล้วสวมกอดกัน “รักกันดี ๆ พ่อรู้ว่าทั้งสองจะต้องมีความสุข”

“ครับคุณพ่อ รักษาสุขภาพด้วยนะครับ” กุญแจว่า

กอดล่ำลากันอยู่พัก เราก็เดินออกมาส่งพ่อขึ้นเรือ เห็นว่ามีนัดกับเพื่อน รอบนี้ได้ข่าวว่าจัดทริปดูแสงเหนือกับเพื่อน เป็นห่วงแต่ก็ห้ามไม่ได้ เป็นคนแก่ที่ไม่ยอมแก่จริง ๆ

เรายืนมองเรือเคลื่อนตัวออกไปไกลจนลับสายตา ก่อนจะพากันกลับเข้ามาในบ้าน เพียงแค่ปลายเท้าสัมผัสพื้นบ้านกุญแจก็อ้าปากถามทันที

“เรื่องลูกนี้มันยังไงครับ” ผมคิดไว้แล้วว่ากุญแจต้องถามเรื่องนี้

“คือพ่ออยากให้มีทายาทรับช่วงต่อ น้องชายฉันก็ยังไม่พร้อม ฉันเลยต้องรับตรงนี้แทน”

“...”

“ฉันไม่ได้จะปิดบังเธอนะ แค่อยากคุยกันในตอนที่เธอเรียนจบ”

“เรื่องสำคัญขนาดนี้ คุณกลับไม่บอกผมสักคำ คนทั้งคนเลยนะคุณ”

“ฉันรู้ แต่เธอใจเย็น ๆ ก่อน”

“จะให้ผมเย็นได้ไง แฟนแอบมีลูกไม่บอกผมเนี่ยนะ แล้วเธอคนนั้นเป็นใคร แฟนเก่าคุณเหรอ หรือคนที่คุณแค่นอนด้วย” ชัดเลย กุญแจคิดว่าผมทำผู้หญิงท้อง

“เธอคิดว่าฉันทำผู้หญิงเหรอ”

“แล้วจะให้ผมคิดยังไง ก็พ่อคุณพูดถึงลูกคุณ”

“ไม่ใช่ลูกผม แต่เป็นลูกเราต่างหากล่ะ” กุญแจยืนตาโตกะพริบตาปริบ ๆ “เธอกำลังเข้าใจผิด ฉันตั้งใจจะไปฝากน้ำเชื้อที่เมืองนอกเพื่อหาคนอุ้มท้อง เด็กคนหนึ่งจะเกิดจากฉัน ส่วนอีกคนจะเกิดจากเธอ” สิ้นสุดประโยค กุญแจก็อึ้งหนักกว่าเดิม ผมรู้ว่าเขากำลังสับสน

“ผมไม่รู้... ผมขอคิดดูก่อนแล้วกัน” ผมมองกุญแจหายกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างไม่คิดที่จะตามเข้าไป มันเป็นเรื่องใหญ่ ผมรู้ว่าเขาต้องการเวลา

 

 

ครึ่งวัน! มันเป็นครึ่งวันที่รู้สึกทรมาน กุญแจไม่ยอมออกมาจากห้องเลย ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้ทาน ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร หรือทำอะไรอยู่

ก๊อก ก๊อก ก๊อก


ผมตัดสินใจเดินไปเคาะประตู

“กุญแจฉันเข้าไปนะ” พูดจบ มือหนาที่กำลูกบิดอยู่ก็หมุนเปิดประตูเข้าไป

กุญแจกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างกอดหมอนสีขาวเอาไว้ เขากำลังนั่งฟังเพลงจาก Walkman ที่ผมให้ไว้เป็นของขวัญวันเกิด

“กุญแจ” ผมดึงหูฟังออกหนึ่งข้าง ก่อนเขาจะหันกลับมามองหน้าผมนิ่ง “ฉันว่าเราต้องคุยกันนะ”

“...”

“เธอจำได้ไหม ฉันเคยบอกว่าสิ่งแรกที่เธอต้องทำคือทำตามความรู้สึกตัวเอง ตอนนี้เธอบอกฉันได้หรือเปล่าว่าเธอกำลังรู้สึกอะไร”

“ผม...” เสียงกุญแจขาดหายไป เขาผินหน้าออกไปมองทะเลดังเดิม

“กอดฉันหน่อยได้ไหม” ผมว่าพร้อมกับนั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก่อนกุญแจจะหันหน้ากลับมาโผเข้ากอดผม

“ศรผมกลัว...”

“เธอกลัวอะไร เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิคนเก่ง” พูดไปก็พลางค่อย ๆ ลูบแผ่นหลังของคนตัวเล็กอย่างแผ่วเบา

“ผมกลัวการมีครอบครัว ผมยังจำวันที่แม่นอนเล่าให้ฟังว่าเจอกับพ่อได้ยังไง เขามีความสุขแค่ไหน แต่ผมก็จำวันที่แม่เสียใจในวันที่พ่อบอกว่าเขามีอีกครอบครัวได้ไม่ลืม”

“...”

“ศรถ้าเรามีลูก แล้วเราเป็นเหมือนพ่อกับแม่ผม เด็กทั้งสองจะต้องเสียใจมาก ในวันที่พ่อกับแม่ถามว่าจะอยู่กับใคร เป็นวันที่เจ็บปวดที่สุด ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกผลักไส ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี เพราะผมเองก็ยืนอยู่จุดนั้น ผมไม่อยากให้ลูกต้องเป็นแบบผม”

“ทำไมเธอไม่คิดว่าเราจะไม่เป็นแบบนั้นบ้างล่ะ เราอาจจะรักกันจนแก่ ดูลูกของเราค่อย ๆ เติบโตเหมือนพ่อฉันไง”

“รักนิรันดร์ไปไม่มีจริง คุณก็เห็นพ่อคุณแล้วนี่ สุดท้ายความตายก็แยกพวกเขาอยู่ดี”

“ใช่ มันไม่มีจริง แต่พ่อของฉันก็รักแม่จนลมหายใจสุดท้าย” ทุกครอบครัวยอมปัญหาต่างกันข้อนั้นผมรู้ดี ไม่แปลกที่กุญแจจะไม่เชื่อในความรัก “ฉันก็อยากรักเธอจนลมหายใจสุดท้ายของฉันเหมือนกันนะ”

“อย่าขอผมแต่งงานเชียวนะ ผมไม่อิน”

“หึ หึ จะซึ้งอยู่แล้วเชียว” เสียงหัวเราะหลุดออกมาจากลำคอ

“คุณ...”

“ครับว่าไง”

“เราจะให้ลูกของเราชื่ออะไรดี” มุมปากยกยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังสิ่งที่กุญแจว่า เรากำลังจะเป็นครอบครัว ครอบครัวที่จะมีผม กุญแจ และลูกอีกสองคน

เด็กทั้งสองจะต้องเติบโตมาจากความรักของเรา

“เธอข้ามขั้นตอนนะ”

“...?” กุญแจดันผมให้ออกห่าง

“เราต้องทำลูกกันก่อนสิงั้นจะมีลูกได้ยังไง” ว่าจบผมก็ช้อนคนตัวเล็กให้ลุกจากเก้าอี้ ขาทั้งสองหนีบเอวผมเอาไว้แน่น

“เอาลูกแฝดเลยนะครับคุณแด๊ด” กุญแจว่าก่อนจะหัวเราะร่วน

“งั้นแฝดสามเลยดีไหมครับคุณป๊า”

เตียงที่เคยมีเพียงผมตอนนี้มันถูกเติมเต็มด้วยใครอีกคน ผมไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเหลือตัวคนเดียวในห้องกว้าง ในทุกวันผมจะเห็นหน้าเขาเป็นคนแรก ก่อนนอนผมจะเจอเขาเป็นคนสุดท้าย

 

 

@สวนสาธารณะ

วันนี้ผมหนีบแฟนเด็กมาวิ่งออกกำลังกายด้วยในตอนเย็น ช่วงนี้เขาต้องเข้าวอร์ดจะปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอได้ยังไงกัน เขาต้องแข็งแรงเพื่อที่จะรักษาคนอื่น แฟนที่ดีอย่างผมก็ต้องทำหน้าที่ดูแลจัดแจงอาหารการกิน และสุขภาพร่างกาย

“ศรพักก่อนผมเหนื่อย แฮ่ก แฮ่ก” คนตัวเล็กหน้าแดงก่ำ เขาแทบจะหยุดวิ่งทุกห้าสิบเมตร

“อดทนอีกหน่อยนะ หมดรอบนี้ฉันจะพาเธอกลับ”

“ผม แฮ่ก ไม่ แฮ่ก ไหวจริง ๆ คุณไปก่อนเลย” กุญแจโบกมือไล่ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น

“ขี่หลัง---”

“ศรใช่ไหม?” ยังไม่ทันพูดจบ ผู้หญิงในชุดออกกำลังกายรัดรูปก็เดินเข้ามาทัก เธอคือใครผมจำไม่ได้ แต่เธอดูจะจำผมได้ดี

“ใช่ครับ คุณ...”

“คืนนั้นคุณยังเรียกชื่อฉันอยู่เลย ลืมแล้วเหรอ”

ฉิบหายล่ะ!

“นี่! ให้มันน้อย ๆ หน่อย” เสียงของคนตัวเล็กพูดขึ้น

“โอ๊ย ๆ ที่ร๊ากกกกกกค่าบบบ เจ็บ ๆ ๆ” ฝ่ามือเล็กจิกทึ้งเข้ากับกลุ่มผมสีดำสนิท

“เธอน่ะ! ไปซะเถอะ อย่ารู้จักคนอย่างเขาเลย ไปรู้จักคนดี ๆ ส่วนเขาให้เป็นเวรกรรมผมคนเดียวก็พอ” ว้าวตื่นเต้น เจ็บหัวก็เจ็บ เหมือนถูกด่าแต่กลับรู้สึกดี

“คือ...” กุญแจไม่ได้รอฟังคำตอบ ปล่อยให้เธอคนนั้นยืนอ้าปากค้าง ก่อนจะลากตัวผมออกมา

“ตัวเองเค้าเจ็บ...”

“ไม่ต้องมาตัวเอง ที่รัก คุณมันตัวดี” เจ้าแมวตัวน้อยของผมกำลังเตรียมกางเล็บที่ฝนมาจนคมกริบ ยอมรับตรง ๆ ผมไม่ได้กลัวที่เขาหึงหวง ผมกลัวเขาทิ้งผมมากกว่า

“เรื่องมันนานแล้ว ขนาดชื่อฉันยังจำไม่ได้เลย”

“มันเยอะจนจำไม่ได้หรือยังไงครับ” ใครก็ได้เอามีดมาแทงผมที

“ไม่ใช่อย่างนั้น” ผมมองหน้ากุญแจด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ จบบริหารแต่เก่งการแสดง “เขาไม่สำคัญพอที่จะจำต่างหากล่ะ เมื่อก่อนฉันยอมรับแต่ตอนนี้ไม่มีนะครับคุณก็เห็น”

“ตอแหล” มันเป็นคำด่าที่น่ารักที่สุดในโลก ไม่มีใครรู้ทันผมเท่าเขาอีกแล้ว “ผมกลับแล้วรำคาญคุณ”

“ที่รักรอด้วยครับ...” ผมเดินตามหลังคนตัวเล็กไม่ห่าง ที่เขาด่าออกมา ผมรู้ว่าเขาไม่ได้โกรธผมแต่เขารู้ว่าผมตอแหลจริง ๆ

ผมคงจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเขาอย่างที่เขาว่านั่นแหละ และผมจะเป็นเจ้ากรรมของเขาคนเดียว...

 

 

 

 



แวะเข้าไปพูดคุยกันได้ใน #ณขณะที่รัก ทางทวิตเตอร์ได้นะครับ ติชมใด ๆ น้อมรับฟังทุกความเห็น

ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะค่าบ

happy everyday ;)

**กำลังทยอยแก้ไขคำผิด**


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi] Chapter 21
« ตอบ #39 เมื่อ: 28-06-2021 20:21:11 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ -Piagpun-

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
​ ณ ขณะที่... (รัก) #สายตื๊อ
Chapter 22
เพลงส่งท้าย





[เดี่ยวศร]

   

   หลังออกมาจากเกาะ ผมก็พากันแวะมาที่เกาะล้านอีกครั้ง มันเป็นที่ที่มีแต่ความทรงจำดี ๆ ลุงเจ้าของบังกะโลบอกเอาไว้หากวันไหนสมหวังให้พาเขากลับมา

   “ยังไง รอบนี้เอากี่ห้องดี” ลุงที่ไม่ได้เจอมานาน แกแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย แม้กระทั่งท่านั่งเล่นเกมแคนดี้สุดเฟี้ยว

   “ว่างกี่ห้องผมจองหมดเลยครับ” ผมว่าเอินหยอก

   “เสียใจด้วยพ่อหนุ่ม วันนี้ไม่มีว่าง” แล้วแกจะถามทำไมว่าเอากี่ห้อง “ลุงล้อเล่น ฮ่า ๆ รอบนี้คงไม่ต้องจองหลายห้องแล้วมั้ง เดินจับมือกันมาขนาดนี้”

   “ครับ พักด้วยกัน” ฝ่ามือกระชับกันแน่นขึ้น

   ครั้งแรกที่มา ผมเข้าพักข้าง ๆ ห้องกุญแจ ครั้งที่สองเราต่างกลับมาตามรอยความทรงจำคนเดียว ครั้งที่สามเรากลับมาพร้อมกัน และต่อจากนี้ไม่ว่าที่ไหน มีผมก็จะมีเขาในทุก ๆ ที่ ในทุก ๆ วัน...

   

   หลังจากจัดการเรื่องที่พักเสร็จ ผมก็ชวนกุญแจออกไปเดินเล่นที่หาดทองหลาง ช่วงบ่ายแดดแก่ แต่ก็ยังมีลมทะเลพัดทำให้รู้สึกสดชื่นอยู่ตลอด เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับเม็ดทรายขาวนุ่ม ทะเลสีฟ้าใสไกลสุดลูกหูลูกตา ภาพมันต่างจากวันนั้นแค่ช่วงเวลา

   โขดหินสูงชันเป็นจุดแรกที่ผมได้พบกับกุญแจ ถ้าวันนั้นผมไม่นึกพิเรนทร์เดินขึ้นไป ผมก็คงไม่ได้เจอกับเขา

   “วันนั้นคุณขึ้นไปทำอะไรตรงนั้น” กุญแจถาม

   “ไม่รู้สิ คงเพราะรู้ว่าจะได้เจอเธอล่ะมั้ง”

   “แต่วันนั้นคุณทำหน้าเหมือนจะด่าผมเลยนะ”

   “เวลาที่ชอบใครก็รู้สึกอยากแกล้งให้เขาด่า เผื่อว่าจะมีเรื่องที่ทำให้เราได้คุยกันต่อไง”

   “คุณนี่มันบ้าจริง ๆ”

   “ไม่บ้าจะได้เธอมาอยู่ตรงนี้เหรอ”

   “ก็คงจริงของคุณ” ไม่รู้เลยว่าต้องขอบคุณตัวเอง หรือขอบคุณความบ้าบิ่นก่อนดี “คุณผมอยากเล่นน้ำ มาทีไรได้เล่นแต่น้ำฝน” ก็คงไม่แปลก ก็เขามาช่วงฤดูฝน

   “เอาสิ” เราเดินกลับขึ้นมาที่ห้องน้ำสาธารณะ เพื่อเอาของเก็บไว้ที่จุดรับฝาก

   เสื้อยืดสีดำถูกถอดออกจากตัว ก่อนที่กุญแจจะตั้งท่าถอดบ้าง

   “เธอจะทำอะไร” ปากก็ถามมือก็รังเสื้อกุญแจลง

   “อ้าว... ก็ถอดเสื้อเล่นน้ำไง”

   “ไม่ได้!!! ใครอนุญาต” ผมหวงนะเว้ย คนอื่นจะมามองนมแฟนผมไม่ได้ปะ

   “คุณยังถอดได้เลย ทำไมผมจะถอดไม่ได้” กุญแจเท้าสะเอวมอง ดวงตาฉายแววดื้อรั้น

   “ก็ฉันเป็นผู้ชาย”

   “ผมก็ผู้ชาย” เออเถียงไม่ออก สุดท้ายผมก็สวมเสื้อกลับตามเดิม

   ก็แฟนผมน่ารักนี่ ใครมองผมจะเอานิ้วไล่จิ้มตาเรียงคนเลยคอยดู!

   

   เราเดินมายังหาดตาแหวนมันไม่ไกลจากหาดทองหลางนัก คนส่วนใหญ่มักเล่นน้ำกันบริเวณนี้ จึงเป็นจุดที่มีคนมากพอสมควร กุญแจอยากได้ห่วงยางรูปโดนัท ผมเองก็ไม่ขัดพาเขาไปเช่าทันที พอมันอยู่กับกุญแจโดนัทก็ดูน่ากินขึ้นเป็นกอง

   น้ำทะเลสีใสเย็นฉ่ำ ยิ่งเดินลงไปเรื่อย ๆ ระดับน้ำก็ยิ่งสูงขึ้น ผมเกาะห่วงยางของกุญแจเอาไว้ เพื่อไม่ให้เขาลอยห่างออกไป จังหวะที่คลื่นซัดทำให้ตัวกุญแจลอยขึ้น เสื้อตัวบางมันรัดรูปจนเห็นสัดส่วน แต่ที่ทำให้ผมหน้าร้อนผ่าวด้วยความโมโหเห็นจะเป็นเพราะเขาไม่สวมเสื้อกล้ามซับใน ทั้งที่ใส่เสื้อตัวนอกสีขาว อีกทั้งยังบางจนเห็นผิวเนื้อ

   “เธอไม่ใส่เสื้อกล้ามข้างในเหรอ”

   “ครับ?” ผมอยากตีเขาที่สุดในตอนนี้ เสื้อขาวมันบางจนเห็นยอดอกสีเชอร์รี่เด่นชัด

   ห่วงเว้ย ห่วง!!!

   ผมตัดสินใจถอดเสื้อยืดของตัวเองออกแล้วเอาไปสวมให้กุญแจทันที

   “ผมไม่อยากใส่นี่”

   “ถ้าไม่ใส่ฉันจะพาเธอกลับเดี๋ยวนี้” ผมว่าเสียงดุ

   “ทำไมคุณถอดได้”

   “ฉันไม่สนว่าใครจะมองฉัน แต่ฉันจะไม่ยอมให้ใครมองเธอแน่”

   “ขี้โกงชะมัด” กุญแจไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก เพราะความอยากเล่นน้ำ เขาจึงยอมสวมเสื้อทับลงไปอีกตัว

   เราเล่นน้ำกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพากุญแจไปเล่นเจ็ทสกีต่อ แล้วพากันกลับมาที่ห้องพักในเวลาต่อมา แผ่นหลังผมขึ้นสีแดงแสบร้อน เพราะเป็นช่วงแดดจัด

   กลับมาถึงผมก็รีบอาบน้ำแล้วออกมาให้กุญแจเอาเจลเย็นทาที่หลังเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง มันไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย เพียงแต่ว่าผมอยากอ้อนแฟนก็เท่านั้น

   ผมปล่อยให้คนตัวเล็กใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำ ส่วนผมก็ออกมาน่าระเบียง เปลที่เคยเป็นผ้าถูกเปลี่ยนเป็นเปลไม้สานอันใหญ่ มันถูกเปลี่ยนตั้งแต่ที่ลุงรีโนเวทบังกะโลใหม่ หมอนใบใหญ่ถูกวางเอาไว้ในตำแหน่งพอดีกับหัว ผมทิ้งตัวลงนอนก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กอีเมล เช็กบิตคอยน์

   ไม่นานนักกุญแจก็เดินตามออกมาพร้อมกับผ้าห่มผืนเล็ก มันเป็นผ้าห่มที่ผมเอาไว้ในรถสำหรับเดินทาง

   “ผมนอนด้วยคนสิ” มือถือถูกเก็บ ผมขยับตัวเพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับให้อีกคนแทรกตัวเข้ามา

   กุญแจนอนเอาหัวซบลงมา แขนแกร่งถูกใช้แทนหมอน มันเป็นมุมสบายของเขาเลยล่ะ

   ผมนอนมองเขาเลื่อนปลายนิ้วเพื่อหาเพลงฟัง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกตกหลุมรักทั้งที่เขายังไม่ได้ทำอะไรให้ผมด้วยซ้ำ ผมรักเขา มันไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดยังไง

   แต่ทุกครั้งที่ผมมอง ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีที่สุด...

   “ฉันมีเพลงที่อยากฟัง ฉันขอเลือกได้ไหม”

   “เอาสิครับ ช่วงนี้ผมก็ฟังแต่เพลงเดิม ๆ” กุญแจส่งมือถือมา ผมก็พิมพ์หาชื่อเพลงที่ต้องการฟัง

   “ฉันชอบเพลงนี้” ผมกดซื้อเพลงใน iTunes Store แล้วเก็บเอาไว้ในลิสต์เพลงโปรดไว้ให้กุญแจ “ฉันให้เธอ...”

   “...” กุญแจไม่ตอบก่อนจะดึงหูฟังข้างหนึ่งออก แล้วใส่ให้ผม

   เสียงดนตรีจากหูฟังดังก้องออกมา ท่วงทำนองขับกล่อมให้เราทั้งสองตกหลุมรักกันซ้ำ ๆ มีฉากหลังเป็นเสียงสีส้มแดงจากดวงอาทิตย์ดวงโตที่กำลังลาลับขอบฟ้า สายลมพัดเอื่อยกระทบผิวให้รู้สึกเย็นแต่ทว่าตรงนี้กลับอบอุ่นไปถึงข้างใน

   “ศร...”

   “ครับ?”

   “ผมเคยบอกคุณหรือเปล่า...”

   “...”

   “ว่า... ผมรักคุณ”

 

*You’ re the smoke in my gun, blowing like cherry bombs

(เธอเหมือนเขม่าควันในปืนของฉัน ที่ระเบิดเหมือนเชอร์รี่บอมบ์)

You’ re the jam on my scone, the sweetness stuck on my tongue

(เธอเหมือนแยมบนแผ่นขนมปัง ที่ความหวานยังคงติดอยู่ในลิ้น)

You can say what you want, baby, string me along

(เธอพูดสิ่งที่เธอต้องการมาได้เลยนะ ที่รัก ผูกมัดฉันไว้สิ)

Hey-hey, you could be the one, I want my cherry bomb

(เฮ้ เธอเป็นคนเดียว ฉันต้องการเธอนะยัยเชอร์รี่บอมบ์ของฉัน)

*เพลงCherry Bomb ของ Finn Askew

[จบเดี่ยวศร]

 

 

[เดี่ยวกุญแจ]


 

4 ปีต่อมา

   

   “ศรเสร็จหรือยัง เดี๋ยวไม่ทันนะ”

   “เธอ... อย่าเร่งฉันลนไปหมดแล้ว” ผมวิ่งกลับเข้ามาในห้องตัวเองเพื่อดูว่า มนุษย์แฟนของผมกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ วันนี้เรามีนัดสำคัญ ผมไม่ต้องการให้เราทั้งคู่ต้องไปสาย

   “มานี่ ผมทำเอง” ผมดึงเนกไทที่พันกันยุ่งเหยิงออกจากมือศร แล้วจัดการผูกใหม่ ปกติผมจะเป็นคนทำเอาไว้ให้ ตอนเช้าผมมีหน้าที่เตรียมชุดทำงาน ส่วนศรมีหน้าที่เตรียมอาหารเช้า “เสร็จแล้วครับ” ผมว่าก่อนจะถูกดึงเข้าไปจูบ ไม่นานเราก็ผละริมฝีปากออกจากกัน

   “ไม่มีเธอฉันจะทำยังไง”

   “ยังจะเล่นอีก รีบไปกันเถอะครับสายแล้ว” ว่าจบเราก็รีบพากันออกมาจากบ้านทันที รถลัมโบร์กีนีสีเหลืองถูกเปลี่ยนมาเป็น Tesla Model X เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน

   รถเคลื่อนตัวออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อไปรอรับคนพิเศษที่จะมาเติมเต็มครอบครัวเราให้สมบูรณ์มากขึ้น

   

   เรามาถึงจุดหมายปลายทางในเวลาต่อมา ระหว่างนั่งรอศรมองนาฬิกาตลอดเวลา เดี๋ยวลุกเดิน เดี๋ยวนั่ง ผมนี่เวียนหัวไปหมด

   “เธอ... ฉันตื่นเต้นจนมือสั่นไปหมดแล้ว” ศรยกมือติดสั่นขึ้นให้ผมดู ก่อนผมจะประสานฝ่ามือเข้าด้วยกัน

   “ผมก็ตื่นเต้นครับ”

   ช่วงสองปีก่อนเราบินไปฝากน้ำเชื้อที่สหรัฐอเมริกาเพื่อทำลูกแฝดอย่างที่ศรต้องการ มันเป็นความโชคดีที่ไม่นานโรงพยาบาลก็ติดต่อกลับมาว่ามีคนบริจาคไข่ให้ และก็เริ่มทำการผสม

   ไข่ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งนำไปผสมกับน้ำเชื้อของผม ส่วนอีกครึ่งหนึ่งผสมกับของศร วันที่ทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งผล ผมนี่ลุ้นอย่างกับตัวเองท้องได้

   ในตอนแรกผมก็รู้สึกกลัวว่าเราจะรักเด็กที่เกิดมาได้จริงเหรอ ก็ผมไม่ได้ท้องเอง แถมไม่ได้เป็นคนทำให้เขาท้องอีก แต่วันที่ทางโรงพยาบาลวิดีโอคอลมาระหว่างการทำคลอด ผมกลับเข้าใจความรู้สึกของการเป็นพ่อแม่ของคนคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าน้ำตาไหลออกมาตอนไหน รู้ตัวอีกที่เสื้อก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา

   ผมตั้งชื่อให้ลูกชายว่า  ‘อารัญ’ แปลว่า คำสัญญา ส่วนลูกสาวเธอมีผมสีน้ำตาลคล้ายผม ศรจึงตั้งชื่อว่า  ‘เอมี่’ แปลว่าสุดที่รัก

   

   ไม่นานการรอคอยก็สิ้นสุด แคทเธอรีนเดินออกมาพร้อมกับแฟนของเธอ เด็กตัวน้อยกำลังหลับปุ๋ยในคาร์ซีท เราเดินเข้าไปทักทาย และพูดคุย พวกเขามีแพลนว่าจะอยู่เที่ยวไทยต่ออีกสักพัก ศรจึงจัดการเรื่องที่พัก และคอยอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี

   “ศรผมนั่งข้างหลังกับลูกนะ”

   “ได้ครับ”

   ผมจัดการที่นั่งให้อยู่ในแบบที่มันควรจะเป็น ศรขับรถช้ากว่าปกติ ลูกทำให้เขาใจเย็นลง พอมาถึงบ้าน ก็เหมือนเด็ก ๆ จะรู้ได้ พวกเขาตื่นขึ้นมาไม่มีท่าทีงอแงเลยแม้แต่น้อย

   แม่บ้านเดินเข้ามาเอาของในรถไปเก็บที่ห้อง ส่วนเราทั้งคู่ก็อุ้มลูกเดินเข้าไปในห้องรับรองที่มีคุณพ่อของศร และพี่ธนูมาพร้อมกับพี่โซ่

   “แด๊ดดี้รัญมั่ม ๆ”

   “กินเก่งเหมือนป่าป๊าเลยนะเรา ตื่นมาก็บ่นหิว” ผมว่าอารัญเหมือนศรมากกว่า เขาน่ะพูดเก่ง แสดงความรู้สึกเก่ง ไม่เหมือนเอมี่ เวลาที่ถูกถามมักจะเอาแต่เบือนหน้าหนี

   ครั้งแรกที่คุณพ่อของศรเห็นหน้าหลานท่านดีใจมาก ช่วงผมเรียนจบใหม่ ๆ ท่านพูดอยู่ประจำว่าเมื่อไหร่จะมีหลานเสียที ตามประสาคนแก่แหละครับ กลัวว่าตัวเองจะอยู่ไม่ถึงวันนั้น

   “กุนตา” อารัญเรียกคุณพ่อเสียงใสแจ๋ว ยิ่งทำให้หัวใจของคนถูกเรียกพองโต

   เด็กทั้งสองรู้จักกับคนในครอบครัวเป็นอย่างดี เพราะระหว่างที่อยู่กับแคทเธอรีน เราวิดีโอคอลหา และพูดคุยกันเป็นประจำ อีกทั้งแคทเธอรีนยังค่อยสอนอยู่เสมอว่าเราทั้งสองคือพ่อของเขา ส่วนเธอคือแม่ทูนหัว

   ตอนนี้ผมว่าเขายังไม่เข้าใจหรอก แต่อีกหน่อยเราต้องอธิบายให้เขารู้ ผมรู้ว่าลูกยังต้องเจออะไรอีกบ้าง ส่วนเราทั้งสองก็ต้องมีแผนค่อยรับมือกับเรื่องที่จะตามมาต่อจากนี้

   “เรียกตาซะด้วย อยากได้อะไรบอกตาซิ ตาจะให้หมดเลย”

   “คุณพ่ออย่าสปอยหลานสิครับ”

   “แด๊ดดี้ดุ ตี ตี” ผมบอกแล้ววว่าลูกชายของเราช่างเหมือนศรจริง ๆ ไม่รู้ว่าถ้าโตกว่านี้อีกหน่อยผมจะปวดหัวหรือเปล่า

   “เอมี่เหมือนกุญแจตอนเด็ก ๆ เลย” โซ่ว่า ก่อนจะรับหลานตัวน้อยไปอุ้ม เอมี่ไม่ได้ขัดขืน “เอมี่จำได้ไหมน้าชื่ออะไร”

   “...” เอมี่จ้องหน้าโซ่เขม็ง ก่อนจะอ้าปากร้อง “แง้~~~” ทำยังไงก็ไม่ยอมหยุดร้อง แต่พอศรอุ้มเท่านั้นแหละเงียบกริบ เอมี่คงรับรู้ได้ว่านั่นคือที่ที่เขาจะปลอดภัย เหมือนที่ผมรู้สึกมาตลอด

   “ขนาดเด็กยังกลัวมึงเลย” ผมว่า ก่อนจะกลั้วหัวเราะ โซ่หน้าซีดไปเลยตอนที่เอมี่ร้อง

   “หลานแค่ตกใจปะ แหม”

   พี่เลี้ยงที่ศรจ้างมาเอาขวดนมเข้ามาให้ ไม่นานเด็กทั้งสองก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง ห้องที่เคยมีเสียงใส ๆ ของอารัญก็เงียบลง ผมกับศรพาลูกขึ้นมานอนบนเปลที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้า ปล่อยให้พวกเขาทั้งคู่ได้นอนอย่างสบาย

   “ลูกหลับแล้วเหรอ” ศรว่า

   “หลับแล้วครับ” ผมเดินตรงไปยังเตียงกว้าง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหนุนแขนศรเหมือนอย่างเคย “คุณว่าเราจะเลี้ยงพวกเขาได้ดีพอหรือเปล่าครับ”

   “ทำไมจะไม่ดีล่ะ ลูกเกิดจากความรักของเรานะ”

   “เขาจะถูกเพื่อน ๆ ล้อในวันที่โตขึ้น การมีพ่อสองคนมันไม่ง่ายเลย”

   “เราห้ามไม่ให้มันเกิดเรื่องแบบนั้นไม่ได้หรอกนะกุญแจ แต่เราทำให้เขาเข้าใจได้ ถึงตอนนั้นเรามาเป็นเซฟโซนให้พวกเขานะ เหมือนที่เธอมีฉันไง” ศรยังเหมือนเดิม เขาคือคนที่คอยปลอบประโลม

   “ครับคุณแด๊ด” ว่าจบผมก็โน้มหน้าเข้าไปหอมแก้มทั้งสองข้าง

   จากวันแรกจนวันนี้เขาไม่ได้สอนให้ผมรักเป็น แต่เขาสอนให้ผมได้รู้ว่าความรักอยู่รอบตัวเรา ณ ขณะที่ได้รัก มันดีแค่ไหน ระหว่างทางเราได้เจออะไร ศรทำให้มุมมองความรักของผมได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

   โซ่ที่อกหักซ้ำ ๆ ไม่รู้จักเข็ดสักที่ ก็เหมือนคนใส่รองเท้าผิดข้างมาตลอด แต่สุดท้ายการเปลี่ยนรองเท้าไปเรื่อย ๆ ก็ทำให้เจออีกข้างที่เข้าคู่กันอย่างลงตัว

   แม่ที่เคยผ่านความเจ็บปวด ได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ในตอนนี้

   พะพาย คือคนที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่า รักคือการให้ไปโดยไม่หวังใดสิ่งตอบแทน

   เซย่ากับโปเต้คือตัวแทนความสบายใจ ถึงแม้สองคนนี้จะเถียงกันตลอด แต่ในท้ายที่สุดเขาก็รู้ว่าอีกคนต้องการอะไร และก็พร้อมจะมอบให้กันและกัน

   ส่วนผม คนที่เคยไม่เชื่อในความรัก หมดศรัทธาเพียงเพราะว่าคนรอบตัวผิดหวังอยู่บ่อย ๆ กลัวว่าสักวันตัวเองจะต้องนั่งเสียใจไม่ต่างกับคนเหล่านั้น วันนี้ผมก้าวผ่านความกลัวที่มี เปลี่ยนมันให้กลายเป็นคำว่า ครอบครัว...

   “กุญแจ...”

   “ครับ?”

   “เธอรู้หรือเปล่า ฉันมีความสุขตั้งแต่คนที่ชื่อคีย์เข้ามาในชีวิต”

   “...”

   “ฉันสัญญาไม่ได้ว่าจะรักเธอตลอดไป แต่ฉันสัญญาว่าจะรักเธอจนลมหายใจสุดท้ายของฉัน”

   “ผมก็เหมือนกันครับ”

.

.

.

.

.[/b]

THE END

 

 

 

 

 

 

จากใจนักเขียน

   แอบใจหายอยู่เหมือนกันที่ต้องพิมพ์คำว่า THE END มันค่อนข้างยากตรงที่พล็อตเรื่องนี้ในหัวมีแค่ คนที่ต้องการมีความรัก อยากตื่นเช้ามาพร้อมกันคนรัก หลับไปพร้อมกันในทุกคืน กับอีกคนที่หมดศรัทธาในความรักไปแล้ว แต่เพราะความเหงาของไรท์เป็นเหตุสังเกตได้ ไรท์เลยเลือกหยิบตัวละครมาจากเรื่องแรกมาเขียนต่อเพราะอยากให้มันอยู่ในจักรวาลเดียวกัน จึงทำให้เกิดการเขียนแบบด้นสดไม่วางโครงเรื่องใด ๆ ปัญหาการไม่วางโครงเรื่องทำให้ตอนจบมีทั้งหมดสามแบบ กับเวลา 48 ชม.ในการเขียน แต่ในที่สุดเราก็ได้ตอนจบแบบที่อยากให้มันเป็น จนกลายมาเป็นตอนที่ทุกคนได้อ่าน

   ณ ขณะที่...(รัก) ชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นเพราะไรท์รู้สึกได้ถึงความอุ่น ๆ (ไม่รู้จะมีใครรู้สึกเหมือนไรท์หรือเปล่านะ ไรท์อาจจะคิดไปเอง) อยากให้เรื่องออกมาในโทนอุ่น อ่านง่าย มีดราม่าเล็ก ๆ ไรท์ตั้งใจให้ตอนจบแบ่งเป็นสองพาร์ทเหมือน Intro เพราะไรท์เปิดเรื่องจากการเล่าความรู้สึกผ่านตัวละครทั้งสอง ไรท์เลยอยากให้นักอ่านได้เห็นว่าตอนจบ ทั้งสองรู้สึกต่อกันอย่างไร มันยังมีจุดบกพร่องอีกหลายจุด ตัวไรท์เองก็จะพยายามปรับจูนกันในเรื่องต่อ ๆ ไป

   สุดท้ายนี้อยากขอบคุณนักอ่านทุกคนจากใจจริง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้เรื่องแรก หรือตามมาจาก บอสครับผมเป็นมิจ... ก็ตาม พวกคุณคือกำลังใจดี ๆ ที่ทำให้ยอมอดหลับอดนอนเขียนแต่ละตอนในทุกวัน หวังว่าเราจะได้พบกันในเรื่องถัดไป เติบโตไปพร้อมกับนักเขียนนะครับ...

ด้วยรัก <3

จาก -เปียกปูน-

28//06//2021


 

 

 

 
*กำลังทยอยแก้ไขคำผิด*

อ่านจบแล้วอย่าลืมแวะเข้าไปพูดคุยกันได้ที่ #ณขณะที่รัก นะครับ :)

 

 
เพลงที่ใช้ในเรื่อง ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ

 

Chapter 0

Peach Tree Rascals - Mariposa

Chapter 2

I'm sorry - Peach Tree Rascals

Chapter 3

Hunk Beach - The Walters

Chapter 6

Bedtime Story -RINI

Tipsy - Wanuka 和ぬか

Chapter 9

Oh Honey! (I Love You) - Peach Tree Rascals

Chapter 11

Enemy-Jacob Aaron

Chapter 13

Weakness - Jeremy Zucker

Chapter 15

Promise-kid ink ft. fetty wap

Chapter 22

Cherry Bomb - Finn Askew


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5455
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
Re: ณ ขณะที่...(รัก) #สายตื๊อ [Yaoi]
«ตอบ #41 เมื่อ29-06-2021 02:39:49 »

 :katai2-1:


ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ และเพลงเพราะๆ เพราะมากๆ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:
 :กอด1:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +549/-0
มาแปะไว้ก่อน เดี๋ยวจะเริ่มอ่านคืนเน้เด้อ  :katai2-1:
+1 ให้คุณนักเขียน  :pig4:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +549/-0
เข้ามาอ่านเรื่องนี้เพราะบทนำ + วิธี/สำนวนการเขียนของนักเขียน (เราค่อนข้างชอบสไตลการเขียนแบบนี้ล่ะ) แต่หลังจากอ่านไปจนถึง Chapter 5 Sky & Sea นั้นนน...

คือจะบอกว่าไงดี

เอาเป็นว่ามันมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบอ่ะ

ขอไล่เลียงออกมาประมาณนี้ละกัน…

=> เราชอบพล๊อต / ชอบความต่างของทั้ง 2 ตัวละคร (พระเอก-นายเอก) / ชอบการโปรยเรื่องมุมมองความรักของพวกเขา อันนี้ดี ถ้าเป็นเล่มนิยายเราซื้อเก็บ

=> เราชอบการค่อยๆเฉลยความสัมพันธ์ของ 2 ตัวละครนี้ ว่าทั้งคู่เกี่ยวโยงกับใคร(?)มาก่อน ทำให้เราอยากติดตาม อยากรู้ว่าทั้งคู่จะรู้ความจริงเมื่อไหร่/รู้ได้ยังไง

=> ตั้งแต่ Chapter 0 – 5 สำหรับเรา Chapter 0 คนเขียนเขียนดีที่สุด ทำให้คนอ่านอย่างเราอ่านแล้วอยากรู้เรื่องราวของทั้งคู่ แต่แปลก...ไม่รู้ทำไมกลายเป็นว่ายิ่งอ่านไปเรื่อยๆความน่าค้นหาความน่าติดตามเหมือนจะลดลงเรื่อยๆซะอย่างงั้น(คหสต.นะ)

=> ไม่ใช่คนเขียนเขียนไม่ดีนะ เขียนดีแหละ สำนวนการเขียน+การผูกเรื่อง เราให้ 8 เต็ม 10 แต่อาจจะยังเก็บรายละเอียดของเรื่อง/ยังสื่ออารมณ์+ความรู้สึกของทั้ง2ตัวละครได้ไม่ดีเท่าไหร่อ่ะ มันทื่อๆมันแบนๆยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะตัวนายเอก…สำหรับเราค่อนข้างอาการหนัก!!

=> เราชอบคาแรกเตอร์ของพระเอกมากๆๆๆๆ อันนี้ความเป็นเพลย์บอย/เป็นหนุ่มเจ้าสำราญค่อนข้างชัด

=> เราไม่ชอบคาแรกเตอร์ของนายเอกมากๆๆ นอกจากความโลกส่วนตัวสูง เราว่านายเอกไม่มีเสน่ห์อย่างอื่นให้น่าชอบเลย คือถ้าเราเป็นพระเอกโอเคอาจจะเกิดความประทับใจแรกที่นายเอกมาช่วยทำแผล-ห้ามเลือดและพาไปคลินิกนะ แต่หลังจากนั้นล่ะ...เราอ่าน 6 ตอนจบไปเมื่อคืน มานั่งนึกย้อนตอนนี้ ยังนึกอะไรน่ารักๆหรืออะไรหวานๆหรือเป็นภาพจำที่นายเอกทำให้พระเอกเพิ่มเติมจากครั้งแรกที่เจอกันไม่ออกเลย ฉากขี่เจ็ตสกี ฉากพาดำน้ำ ฉากดินเนอร์บนโรงแรมหรู ฉากบ้านผี สำหรับเราคือเฉยมากกกก คือไม่มีฉากเหล่านี้ก็ไม่มีผลกับเส้นเรื่องอ่ะ อยากให้คนเขียนใส่ความน่าสนใจเข้าไปในฉากเหล่านี้เพิ่มเติมอ่ะ คือ 4 ฉากหลักที่ว่ามามันทื่อมันแบนไปหมดจริงๆ

=> เราไม่ชอบความไม่ใส่ใจของนายเอกที่มีต่อพระเอกฉากนี้ ฉากที่พระเอกมาเคาะประตูเรียกจะพานายเอกไปข้างนอก แล้วนายเอกเห็นพระเอกหน้าแดงตาปรือๆ เนื่องจากพระเอกโดนฝนมาเมื่อคืน ตัวรุมๆ น่าจะมีไข้อ่อนๆ โอเคฉากนี้นายเอกถามแหละว่าคุณเป็นอะไรหรือเปล่า เหมือนจะเป็นห่วงนะ แต่เปล่า เพราะหลังจากนั้นทั้งวันจนดินเนอร์เสร็จหรือจนกระทั่งอีกวัน ก็ไม่เห็นว่าจะถามไถ่อาการพระเอกอีกเลยว่าเป็นไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง หายแล้วใช่ไหม โอเคแหละสุดท้ายพระเอกก็ไม่ได้ป่วย แต่เราว่าถ้าใส่รายละเอียดนี้ใส่ความใส่ใจความเป็นห่วงของนายเอกที่มีต่อพระเอกเข้ามา เราว่าจะทำให้นายเอกดูน่ารัก-น่าสนใจและยิ่งทำให้พระเอกประทับใจยิ่งกว่านี้อ่ะ

=> คำว่าตอแหล! ตั้งแต่ Chapter 0 – 5 เห็นนายเอกพูดคำนี้ 2 ครั้ง เราว่านายเอกไม่ควรมากๆที่จะใช้คำนี้กับพระเอกอ่ะพระเอกอายุ 30 นิดๆ นายเอกเรียนหมอปี2 ถ้าให้เราเดาเราว่านายเอกน่าจะอายุ 20 เอง คือตัวเองก็ไม่ได้สนิทกับเขานะ แล้วเขาก็อายุมากกว่าตั้งเยอะ คือยังไงมันไม่ควรปีนเกลียวอ่ะ มันเลยกลายเป็นดูไม่มีมารยาท ดูไม่มีการศึกษายังไงไม่รู้ ส่วนตัวเราคิดว่าถ้าพูดด้วยคำอื่นที่อาจจะพาสเทลกว่านี้ในความหมายเดียวกันนายเอกจะดูน่ารักมากขึ้นกว่านี้อ่ะ

อย่างประโยคนี้ => "ตอแหล... คุณดูเจ้าชู้ เรื่องแบบนี้ดูเป็นเรื่องปกติ" ถ้าเปลี่ยนเป็น "เชื่อก็แปลก... คุณดูเจ้าชู้ เรื่องแบบนี้ดูเป็นเรื่องปกติ" จะพาสเทลกว่าไหมในความหมายเดียวกัน

หรือประโยคนี้ที่พระเอกบอกว่า “บ้า... ฉันพักอยู่นี่นานแล้ว” แล้วนายเอกบอกว่า “ตอแหล!” คือถ้าเปลี่ยนเป็น “จะโกหกก็ให้มันเนียนๆหน่อยคุณ!” จะพาสเทลกว่าไหมในความหมายเดียวกัน

=> สืบเนื่องจากข้างบนในความที่รู้สึกว่านายเอกดูไม่มีมารยาท จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนในพาร์ทที่นายเอกเป็นคนเล่าเรื่อง เวลาพูดถึงพระเอก อย่างเช่น ศรพาผมมายังท่าเรือ... ศรพาผมข้ามมาฝังพัทยา... ผมสาวเท้าตามหลังศรที่เดินนำอยู่... คืออออ อย่างที่บอกพระเอกอายุมากกว่านายเอกโขอยู่ แต่พอนายเอกเล่าถึงเขาโดยแทนตัวพระเอกด้วยชื่อเฉยๆมันดูไม่ให้ความเคารพไม่ให้เกียรติซักเท่าไหร่อ่ะ คนโลกส่วนตัวสูงไม่จำเป็นต้องไร้มารยาทเด้อ

=> แอบงง ตอนไฟดับ ทำไมพระเอกต้องตกใจกลัวนายเอกจะเป็นอะไรขนาดนั้น บทตรงนี้เราในฐานะคนอ่านเราว่ามันไม่เมคเซ้นส์ คือถ้าเล่าว่าจู่ๆหม้อไฟระเบิดตุ้มเสียงดังสนั่น หรือเสาไฟหักโค่นลงมาเสียงดังลั่นจนเห็นประกายไฟ หรือนายเอกเคยเล่าให้พระเอกฟังว่ามีปมอะไรเรื่องกลัวความมืดก็พอจะเข้าใจได้หน่อย แต่นี่...ในเรื่องบอกเฉยๆแค่ว่าไฟดับ ก่อนที่อีกซักพักลุงเจ้าของบังกะโลถึงจะมาบอกว่าเสไฟหัก?! ทำไมต้องตกใจเหมือนนายเอกจะตายด้วยล่ะ อันนี้งงจริง

=> มุกไฟดับเจ็ดปีอันนี้คือไม่ได้เลย ไม่ขำ ควรตัดออก คือถ้าลุงเจ้าของบังกะโลพูดขึ้นมาก่อนว่าคงไม่ต้องรอถึงเจ็ดปีหรอกแล้วพระเอกจะตบมุกในใจ เออถ้าเป็นแบบนี้อ่ะได้ แต่นี่คืออะไรวะเจ็ดปีมาจากไหน ไม่มีที่มาที่ไป ไม่ตลก แถมทำให้พระเอกดูไม่แพงไปเฉย

=> ตอนพระเอก+นายเอกเล่นเกมทายชื่อเพลงกัน ถ้าเป็นการดวลกันจริงๆ แบบมีกรรมการ เป็นการทายแบบขึ้นอินโทรรอจนนักร้องร้อง+มีกรอบเวลา+หมดเวลาปุ๊บเปลี่ยนพลงใหม่ทายต่อแบบนี้ฉากนี้จะเป็นฉากจำ+เป็นฉากในตำนานไปเลย แต่พอเป็นการทายไปฟัง(เพลง)ไปเรื่อยๆชิลๆมันเลยดูเป็นฉากที่ถ้าเป็นในชีวิตจริงมันคง...แอบบน่าเบื่อนิดนึงแหละ เหอๆๆ

=> ตอนที่พระเอกทายเพลง Work B**ch ของ Britney Spears แล้วนายเอกบอกว่าเล่นซะรู้อายุเลยนี่ก็แอบงงอีกจึก คือ Work B**ch มันไม่ได้เก่าขนาดน้านลูก ถ้าเป็น Baby One More Time ล่ะก็ว่าไปอย่าง

=> ที่พระเอกเล่าถึงนายเอกว่า...เพราะดูจากการขับรถแล้วเขาดูชำนาญทางมาก เผลอ ๆ อาจจะชำนาญกว่าคนในพื้นที่ก็ได้
ไอ้คำว่า เผลอ ๆ อาจจะชำนาญกว่าคนในพื้นที่ก็ได้ อันนี้มันเป็นไปไม่ได้อ่ะ ความจริงยังไงคนในพื้นที่ก็ต้องชำนาญทางมากกว่าขาจรอยู่แล้ว แต่ถ้าบอกว่า => เผลอ ๆ อาจจะชำนาญกว่าคนในพื้นที่บางคนหรือหลายๆคนก็ได้ แบบนี้ยังมีความเชื่อมากกว่า

แหะๆๆ เม้นยาวเลย อันนี้คือเราบอกเล่าในฐานะคนอ่านนะ ถ้าคนแต่งไม่ชอบหรือรู้สึกไม่โอเค ยังไงก็ต้องขอโทษล่วงหน้าเด้อ  :o11:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-07-2021 16:30:44 โดย กาแฟมั้ยฮะจ้าว »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +549/-0
เพิ่งจบ Ep6-13  :katai2-1::katai2-1:
ถ้ามีเวลาจะมาเม้นให้เน่ออออ
+1 ให้คุณนักเขียน  :pig4:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +549/-0
มาถึงช่วงเม้นตรงๆกับจอมขวัญ(ผวา) ฮ่าๆๆ  :laugh:
เอาล่ะ ขอเริ่มเลยน๊า  o18

(1.) ผมหยิบเบียร์ที่เขาเปิดเอาไว้ขึ้นดื่ม “กระป๋องนี้นุ่มกว่า กระป๋องแรกนะ” ผมว่า

นายเอก เปิดเบียร์  3 กระป๋อง กระป๋องไหนที่พระเอกหยิบมาดื่มแล้วบอกว่านุ่ม คนเขียนต้องบอกให้คนอ่านรู้อ่ะ+ควรคำอธิบายลักษณะของเบียร์กระป๋องนั้นเพื่อขยายความเข้าใจ เช่นลักษณะกระป๋อง/สี/หรือเล่าถึงเหตุการณ์สั้นๆเช่นว่าพระเอกเคยดื่มยี่ห้อนี้มาก่อนหรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร

ถ้าเป็นเราเราจะเขียนว่า =>
ผมหยิบเบียร์ที่คีย์วางลงเป็นกระป๋องสุดท้ายขึ้นดื่ม “กระป๋องนี้นุ่มกว่า กระป๋องแรกนะ” ผมว่า

เบียร์ยี่ห้อนี้ผมไม่เคยดื่มหรอก จากที่ลองก็ถือว่าไม่แย่ แต่ผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ อย่างที่บอกผมว่ารสชาติมันนุ่มไป ไม่เหมาะกับเพลย์บอย(กลับใจ?)อย่างผม

---------------------------------------------------------------------------------
(2.) ฉากที่จะมีอะไรกันแล้วเพลง Bedtime Story ขึ้น

พาร์ทนี้พระเอกเป็นคนเล่าเรื่อง คำถามคือพระเอกรู้จักเพลง Bedtime Story หรือปล่าว ถ้ารู้จัก คนเขียนต้องเขียนให้พระเอกบอกให้คนอ่านเข้าใจอ่ะว่ารู้จักเพลงนี้ได้ยังไง เช่นเคยฟัง หรืออะไร เพราะเหมือนว่าตั้งแต่เปิดเรื่องมา คนอ่านไม่ได้เข้าใจ/รับรู้ว่าพระเอกเองก็ชอบฟังเพลงสากลเหมือนกัน (เอหรือบอก? แต่เราอ่านไม่เคลียร์? ถ้าเป็นอย่างหลังต้องขอโต้ด)

หรือ...ไม่งั้น คนเขียนต้องกลับไปแก้บทช่วงแรกๆอ่ะ อธิบายสั้นๆในฉากไหนซักฉากก็ได้ให้คนอ่านเข้าใจว่าอ๋อ โอเคพระเอกของเราก็พอจะรู้จักเพลงสากลอยู่บ้างนะ อาจจะไม่มากแต่ก็ไม่น้อย หรือรู้จักพอสมควรเลย...แบบไหนก็ว่าไป คือถ้าเคลียร์ตรงนี้ได้ ไอ้ฉากนี้ที่พระเอกรู้จักเพลง Bedtime Story มันจะโอเค มันจะเมคเซ้นส์ขึ้น มันจะไม่มีการตั้งคำถามจากคนอ่านอ่ะ
---------------------------------------------------------------------------------
(3.) แสงเทียนภายในห้องริบหรี่มาก แต่ก็ยังทำให้เห็นของแข็งที่ตั้งชันชัดเจน

ของแข็งที่ตั้งชัน ‘ของแข็ง’ คือมันไม่ใช่อ่ะแกร เราคิดไปถึงไม้หน้าสามกันเลยทีเดียว ถ้าเป็นเราเราจะบอกว่า =>

แสงเทียนภายในห้องริบหรี่มาก แต่ก็ยังทำให้เห็นส่วนที่ตั้งชันชัดเจน หรือ แสงเทียนภายในห้องริบหรี่มาก แต่ก็ยังทำให้เห็นแก่นกลางกายที่ตั้งชันชัดเจน
---------------------------------------------------------------------------------
(4.) เขาใช้ริมฝีปากจูบลงที่แผ่นอกจนทั่ว และขยับต่ำลงไปที่ยอดอก

อันนี้ก็แปร่ง จูบอกแล้วต่ำลงไปยอดอก? คือความจริงเราว่าอกกับยอดอกมันอยู่ในระดับเดียวกัน มันไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันมากอ่ะ แบบอ่านแล้วอารมณ์นึกภาพเหมือนนายเอกนมยานเป็นนางผีเสื้อสมุทรยังไงอย่างนั้น ฮือออ น่ากลัวววว
ถ้าเป็นเราเราจะบอกว่า =>

ริมฝีปากของเขาจูบลงที่แผ่นอกจนทั่ว ก่อนจะเน้นและย้ำที่ยอดอก ดูดเม้มสลับกันไปมา
---------------------------------------------------------------------------------
(5.) ผมเคยใช้มือช่วยตัวเองบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยถูกใครใช้มือทำให้มาก่อน

อันนี้เราอยากรู้เฉยๆว่าคำว่าเคยและบ้าง คนเขียนตีความความถี่ในการช่วยตัวเองของนายเอกมากแค่ไหน

เคย=ไม่บ่อย,น้อยมาก

บ้าง=นานๆครั้ง

ถ้า2คำนี้มารวมอยู่ในประโยคเดียวกัน มันจะกลายเป็นประมาณว่านายเอกของเราช่วยตัวเอง(อาจจะ)ปีละ 2-3 ครั้งอ่ะ คือ...ถ้าเป็นแบบนี้ถือว่าผิดปกตินะสำหรับผู้ชายวัยรุ่นทั่วไปบนโลก
---------------------------------------------------------------------------------
(6.) ไว้ใจฉันเหมือนทุกเรื่องที่ผ่านมา ฉันสัญญาจะไม่ทำให้เธอบาดเจ็บ

ฉันสัญญาจะไม่ทำให้เธอบาดเจ็บ ‘บาดเจ็บ’ เราว่าไม่ได้อ่ะ ถ้าจะเจ็บก็เจ็บเลยไม่ต้องมีคำว่าบาด =>

ฉันสัญญาจะไม่ทำให้เธอเจ็บ

แต่!มีแต่นะ คือแต่ถ้าพระเอกพูดแบบนี้ ก็ดูออกจะเห็นแก่ตัวไปนิด sexครั้งแรกไม่มีทางที่จะไม่เจ็บพระเอกที่เป็นเพลย์บอยต้องรู้ข้อนี้ดีที่สุด ถ้าเป็นเราเราจะบอกว่า =>

ฉันสัญญาว่ามันจะไม่น่ากลัวอย่างที่เธอคิด ไว้ใจฉัน...เหมือนทุกเรื่องที่ผ่านมา
---------------------------------------------------------------------------------
(7.) ได้แต่กัดริมฝีปากเพื่อระบายความเจ็บปวด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง อยู่ภายในปาก ผมเผลอกัดปากตัวเองจนเลือดออก

ประโยคนี้โคตรน่ากลัวอ่ะ จินตนาการตามละคือนึกถึงหนังสยองขวัญยุค 90 แบบปากฉีก+เลือดสาดอ่ะ ลองเปลี่ยนรูปประโยคใหม่ดูครับ หรือจะตัดตรงกลางประโยคทิ้งเลยความหมายก็ยังคงเดิมนะ =>

ได้แต่กัดริมฝีปากเพื่อระบายความเจ็บปวด ให้ตาย! ผมเผลอกัดปากตัวเองจนเลือดออกรู้สึกได้ถึงรสชาติที่เค็มปร่าเจือจาง
---------------------------------------------------------------------------------
(8.) ถ้าเจ็บกัดฉัน จิกหลังฉันก็ได้ ฉันอุตส่าห์พยายามไม่ทำให้เธอบาดเจ็บ แต่เธอดันทำตัวเองเจ็บได้ยังไง

เหมือนข้อ (6.) ครับผม => บาดเจ็บ?
---------------------------------------------------------------------------------
(9.) ผมขอโทษ ผมกลัวคุณรู้สึกไม่ดีนี่ครับ

สืบเนื่องจากข้อ (7.) เหตุการณ์ต่อกัน แต่อันนี้งงกับประโยคนี้ของนายเอก ผมกลัวคุณรู้สึกไม่ดีนี่ครับ เราไม่เข้าใจว่านายเอกกำลังจะบอกอะไร คือถ้ากัดปากตัวเองแล้วพระเอกจะรู้สึกดีเหรอ หรืออะไร ไม่เข้าใจประเด็นตรงนี้อ่ะ
---------------------------------------------------------------------------------
(10.) ฉันจะไม่โกหกว่ามันไม่เจ็บ แต่ฉันจะทำให้เธอเจ็บน้อยที่สุด

จากข้อ (7.) พระเอกบอกว่า ฉันสัญญาจะไม่ทำให้เธอเจ็บ แต่พอมาถึงตรงนี้พระเอกดันบอกว่า ฉันจะไม่โกหกหรอกนะว่ามันไม่เจ็บ เริ่มงงกะพี่แกตกลงยังไงแน่? ย้อนแย้งอ่ะ
---------------------------------------------------------------------------------
(11.) ถ้าเจ็บจนทนไม่ไหว กัดฉันอย่ากัดปากตัวเองเข้าใจไหม
สัญญากับฉันว่าจะไม่กัดปากตัวเอง


2 อันนี้ความหมายซ้ำกันอ่ะ ประโยคที่ 2 ควรเปลี่ยน/ปรับเป็นประโยคอะไรที่คล้าย/ความหมายเดียวกัน ถ้าเป็นเราเราจะบอกว่า =>

ถ้าเจ็บจนทนไม่ไหว กัดฉันอย่ากัดปากตัวเองเข้าใจไหม

สัญญากับฉันว่าเธอจะไม่ทำให้ตัวเองเจ็บอีก / สัญญากับฉันว่าจะเธอจะไม่ทำร้ายตัวเองอีก

---------------------------------------------------------------------------------
(12.) กัดฉันอย่ากัดปากตัวเองเข้าใจไหม

อันนี้ในรูปประโยคมัน...อ่ะ (ไม่รู้เรียกว่าไง นึกไม่ออก ฮ่าๆๆ) กัดฉันxกัดปากตัวเอง กัดฉันคือจะกัดตรงไหนก็ได้งี้อ่อ งับหัว กัดพุง กัดแขน อะไรอย่างนี้ใช่ไหม แต่ยังไงมันก็ฟังดูแปลกๆอยู่ดี ถ้าเป็นเราเราจะบอกว่า =>

ถ้าเจ็บจนทนไม่ไหว ลองทำให้ฉันเจ็บแทนเธอสิ

จากคำพูดที่... (ไม่รู้เรียกว่าไง นึกไม่ออก) มันจะกลายเป็นคลาสสิคมีความsexyของทั้งคำและในส่วนของคนที่พูดขึ้นมากอีก 5 ระดับอ่ะ
---------------------------------------------------------------------------------
(13.) ผมกำฝ่ามือที่กำลังประสานกันอยู่แน่น แกนกายใหญ่โตกำลังขยายใหญ่ขึ้นจากตอนแรก

อันนี้ แกนกายของใครที่ขยายขึ้นเหรอครับ อันนี้เรางงจริง ของศร หรือของคีย์

ถ้าของคีย์โอเคได้อยู่ แต่ถ้าของศร...คือดูจาก ณ ช่วงเวลาและการเข้าไปอยู่ข้างใน(!)แล้ว เราว่าของศรมันเลยจุดที่จะขยายใหญ่ขึ้นได้อีกแล้วนะ ฮ่าๆๆ ถ้าเป็นเราเราจะบอกว่า =>

ฝ่ามือที่ประสานกันอยู่แนบแน่น เช่นเดียวกับแกนกายใหญ่โตของเขาที่ตอนนี้เข้าไปอยู่ในที่ทางจนผมเริ่มรู้สึกอึดอัด
---------------------------------------------------------------------------------
(14.) ช่องทางหลังรู้สึกแสบชา มันบวมแต่ไม่มีบาดแผลฉีกขาด

อันนี้ถ้าตามความเป็นจริงเลย ครั้งแรก…ฉีกขาดแน่นอน ล้าน%  เพียงแต่มากหรือน้อยเท่านั้น มีเลือดออกหรือไม่มีเท่านั้น (ให้คนเขียนลองคิดถึงตอนท้องผูกหนักๆ แล้วเกิดอาการแสบก้นอ่ะ คือจุดๆๆมันบาด ฮ่าๆๆ อันนี้ไม่ได้กะทะลึ่ง แต่อยากให้จำลอง/คิดตามสถานการณ์ บางคนอาจจะแค่แสบ บางคนเลือดออก แต่สุดท้ายคือที่มันแสบเพราะมันเป็นแผลอยู่ดี) ถ้าเป็นเราเราจะบอกว่า =>

ช่องทางหลังรู้สึกแสบชา มันปวดบวมแต่ไม่มีเลือดออก / มันปวดบวมแต่ไม่มีเลือดออกแต่อย่างใด
---------------------------------------------------------------------------------
(15.) “แล้วนี่เธอเก็บกระเป๋าจะไปไหน”

“นั่นแหละครับ ผมมาเพื่อบอกว่าผมจะกลับแล้ว”

“ได้ไง ทำไมรีบกลับขนาดนี้”

“ผมไปก่อนนะครับ” ว่าจบผมก็เดินหมุนตัวออกมา

“เดี๋ยวก่อน เธอโกรธเรื่องเมื่อคืนใช่ไหม” เท้าผมหยุดชะงัก เดินกลับมาที่ศรอีกครั้งเพื่อพูดอะไรบางอย่าง


หลังมีsexกัน เช้าวันรุ่งขึ้น ตอนนายเอกมาบอกลาพร้อมกระเป๋าเดินทาง พระเอกดูเฉยมาก อยากให้คนเขียนบรรยายอารมณ์พระเอกในฉากนี้หน่อย รู้สึกยังไง ตกใจ งง สงสัย ใบหน้าเป็นอย่างไร เป็นต้น

เช่นเดียวกับฉากนี้

“เปล่าครับ แค่ถึงเวลาของผมแล้ว”

“ถ้างั้นรอฉันอาบน้ำแป๊บสิ เดี๋ยวฉันไปส่ง”


คนเขียนควรจะบรรยายเพิ่มเช่นกันว่า พระเอกรีบไปหยิบกุญแจรถ กำลังจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือเอื้อมมือไปรั้งนายเอก อะไรแบบนี้ คือพอมันมีแต่คำพูดโดดๆ มันเลยเหมือนเราเห็นพระเอกแค่พูดแค่ยืนเฉยๆไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการจะรั้งนายเอกไว้ไม่ให้ไปอ่ะ คือคำพูดใครก็พูดได้ไง แต่สิ่งที่สำคัญคือการกระทำเด้อ
...
...
...
...
...
2 ep รวบรวมมาได้ประมาณนี้ ฮ่าๆๆ ปาดเหงื่อ  :laugh: :o12:

แต่ส่วนที่ดีที่สุดของ 2 ep นี้ ก็มีนะ ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย

(1.) เพลง ใส่เพลงเข้ามาตรงจังหวะ และเพลงเข้ากับเหตุ+การกระทำในช่วงเวลานั้นสุดๆ อันนี้ให้ 10 เต็ม  o13

(2.) ฉากไฟดับก่อนจะมีsex และฉากไฟมาระหว่างมีsex ก็ถือว่าดี  :katai2-1:

(3.) และก็อย่างที่เคยบอก พาร์ทที่ศรเล่า จะบรรยาย+แสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ดีกว่าพาร์ทที่คีย์เล่า 2 ep นี้ก็เช่นกัน พาร์ทของศรยังเสถียรกว่าพาร์ทของคีย์เยอะ ในขณะที่พาร์ทของคีย์ยังรู้สึกว่าอารมณ์น้องยังสวิงเหมือนเดิม...อาจจะดีขึ้นนิดนึง (แต่ก็นั่นแหละ อ่านจนจบ ep จนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามีเหตุผลอะไรที่น้องอยากsexกับคนพี่ คือถึงแม้จะบอกเหตุผลว่าอยากลอง+เมา แต่ก็ยังรู้สึกว่าอิโมชั่น ณ ตอนนั้นคือมันยังไม่ใช่อ่ะครับผม)  :ling1:

(4.) อันนี้ให้พิเศษ คือเราชอบเวลานายเอกเรียกพระเอกว่าคุณศรอ่ะ ไม่รู้ทำไม อย่างตอนที่มีไรกัน แล้วนายเอกเรียกคุณอย่างนั้นคุณอย่างนี้คือ...โอ้ยยยน้องงง ทำไมน้องน่ารัก น้องดูซอฟท์ ดูเป็นอีกคน แบบนี้แหละใช่เลย แบบที่พระเอกจะรัก แบบที่จะเป็นนายเอกของพี่เขา ฮ่าๆๆๆๆๆ  :impress2:
---------------------------------------------------------------------------------
คนแต่งสู้ๆๆๆๆ  :katai2-1: (เม้นตรงไปไม่โกรธกันน้าาาาาา)  :katai4:  :katai5:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2021 17:46:06 โดย กาแฟมั้ยฮะจ้าว »

ออฟไลน์ Kimmiku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
น่ารัก ละมุน กวนๆ ชอบค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด