เด็กชายตะวันฉาย นายกรินกรณ์ กับพี่ชายปากบอน บ้านข้างๆ โดย ภัคD
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เด็กชายตะวันฉาย นายกรินกรณ์ กับพี่ชายปากบอน บ้านข้างๆ โดย ภัคD  (อ่าน 207998 ครั้ง)

sixty-3

  • บุคคลทั่วไป

nithiwz

  • บุคคลทั่วไป
เริ่มสงสารพี่ตะวัน  และน่ารักในความใสซื่อประสาเด็กของน้องฉาย  :sad2:
หลังๆ มาเนื้อเรื่องเริ่มเครียดแล้วแฮะ  เหอะๆๆๆๆ

ตะวันต้องทำงานหนัก (จริงๆ) ทั้งส่งตัวเองเรียน  น่าสงสารมากมาย
ยังไม่เห็นนายกรินกรณ์เลย  เหอะๆๆๆ

นี่ทั้งเรื่องจะมีแต่คนชื่อแนวพระอาทิตย์
อย่าบอกว่าน้าโอ๋ก็ชื่ออังศุมาลินด้วย -*-

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
เรื่องของเด็กชายตะวันฉาย นายกรินกรณ์ กับพี่ชายปากบอน บ้านข้างๆ # บทที่ 6

ความรัก ทำให้ผมตาสว่าง


เป็นไปตามคาด สุดท้ายพี่ตะวันก็เรียนต่อปวส.... ด้วยเงินของแม่

พี่กบกับพี่ปายังแวะเวียนมาหาพี่ตะวันบ่อยๆ...โดยมีพี่ขุนนั่งหน้าปลากัดอยู่แถวๆนั้น

เมื่อพี่ขุนกับพี่ปาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมกับพี่ตะวัน...ผมก็ชอบพี่กบมากขึ้น...พี่กบคุยรู้เรื่องกว่าพี่ปา...พี่กบยังทำให้พี่ตะวันหัวเราะและยิ้ม...พี่ขุนก็เข้ากันได้ดีกับพี่กบ จนผมสงสัยว่า พี่กบคงจะผันตัวเองเป็นพี่ชายซะมากกว่า...ผมว่าฐานะของพี่กบคงไม่ต่างจากผมแล้ว...ผมเป็นน้อง พี่กบก็เป็นพี่...และพี่กบก็ยังเป็นคนสอนหรือทำการบ้านแทนพี่ตะวันอยู่เหมือนเดิม...แน่นอนว่า พี่ขุนก็นั่งหน้าปลากัดอยู่แถวๆนั้นนั่นแหละ...

แต่พี่ปานี่ไม่ไหว...ท่าดีทีเหลว มาทีไร ทำพี่ตะวันหัวเสียทุกที จนบางครั้งก็มีเรื่องกับพี่ขุน ส่วนอีกบางครั้งที่ไม่มี เพราะบังเอิญพี่กบอยู่...

พี่กบน่ะเป็นประเภท...เฮ้ย! ใจเย็นสิวะ คุยกันดีๆก็ได้...แต่กูเตือนมึงแค่รั้งเดียวนะ!...

ส่วนพี่ขุนจะเป็นประเภท...กูไม่เตือน! ถ้ามึงชนมา กูก็ชนไป...หรือ แค่รู้ว่ามึงคิดจะมา กูก็ไปแล้ว!...พักหลังๆ พี่ปาเลยไม่ค่อยกล้ามาแหยมกับพี่ขุนเท่าไหร่...

แต่เพราะพี่ปา ทำให้ผมชอบพี่ขุนมากขึ้น...เหมือนๆที่ชอบพี่กบมากขึ้นด้วย...จนกลายเป็นว่า ผมสนิทกับพี่กบมากขึ้น แล้วก็พี่กบนี่แหละที่ผมสารภาพความจริงให้ฟังว่า...ผมน่ะ แอบรักพี่ตะวันก่อนที่พี่กบจะเข้ามาซะอีก...แต่ผมไม่ได้บอกพี่กบเรื่องฝันเปียกหรอก ผมว่ามันส่วนตัวเกินไปหน่อย...และตอนแรกๆเมื่อผมบอกและพี่กบไม่ยอมรับ แถมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้...แต่ไม่เนียน...ว่าผมพูดเรื่องอะไร ผมก็เลยต้องบอกพี่กบว่า ผมน่ะรู้ว่าพี่กบกับพี่ตะวันเป็นอะไรกัน มาตั้งนานแล้ว...พี่กบเลยอายหน้าแดง...และผมว่าพี่กบคงหน้าแดงมากกว่านี้ ถ้าผมบอกเรื่องวันแรกที่ผมเห็นรอยสักรูปดวงตะวันใต้ฝ่าเท้าของพี่ตะวัน...แต่ผมก็ไม่ได้บอก เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปอีกนั่นแหละ...

“แล้วตะวันรู้หรือเปล่า?”พี่กบถาม

“ไม่รู้หรอก ไม่งั๊นจะยิ้มหน้าบานอยู่ได้เหรอ?”และผมตอบ

เลยกลายเป็นว่า ผมกับพี่กบที่อายุห่างกันตั้งแปดปี มานั่งปรึกษาปัญหาหัวใจแบบเข้าอกเข้าใจกัน คือ อกหักเหมือนๆกัน โดยคนๆเดียวกัน ด้วยมติแบบเดียวกันคือ...พี่ตะวันน่าที่จะถูกพวกผมรักตรงไหน?

“ทำตัวไม่รู้จักโต...”พี่กบว่า ตาก็มองพี่ตะวันที่นั่งวาดรูปอยู่ใกล้ๆดอกทานตะวัน...ที่พี่ขุนเป็นคนปลูก...ผมไม่ได้บอกพี่กบว่าดอกทานตะวันของพี่กบน่ะถูกพี่ปาถอนทิ้งไปนานแล้ว ...พี่ตะวันโกรธแต่ไม่ร้องไห้ไปหลายวัน ตอนหลังพี่ขุนก็หามาปลูกให้พี่ตะวันใหม่...

“ใช่...บางทีผมรู้สึกว่าผมโตกว่าพี่ตะวันอีก!”ผมเสริมแบบอุตส่าห์เห็นด้วยแต่พี่กบกลับเหล่ตามองผม แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร คงยังอยากหาเพื่อนระบายความในใจอยู่

“เอาแต่ใจตัวเองด้วย”พี่กบพูดอีก และตาก็ยังมองพี่ตะวันอยู่นั่นแหละ แต่ตอนนี้มีพี่ขุนที่ใส่แต่โสร่งสีส้มแปร๊ดตัวเดียว เดินออกจากบ้าน พร้อมลากเก้าอี้ไม้สีเหลืองมานั่งกับพี่ตะวันที่ใส่กางเกงเลสีชมพูสด ที่พอมาอยู่คู่กับโสร่งสีส้มของพี่ขุนแล้ว...สีสันมันช่างบาดตาบาดใจดีเหลือเกิน...

“พี่รู้ช้ากว่าผมไปตั้งสิบปี”ผมบอก...มองดูโสร่งตัวที่พี่ขุนใส่ซึ่ง ผมจำได้ว่ามันเป็นของพี่ปานี่นา

“อือ...แล้วฉายก็ยังอุตส่าห์ชอบลงนะ”พี่กบพูดพลางถอนหายใจ ไม่มองดูพี่ตะวันแล้ว...ผมเลยเพิ่งนึกได้ว่าเก้าอี้ไม้สีเหลืองที่พี่ขุนลากมานั่งน่ะ พี่กบเป็นคนเอามา...เข้ากับดอกทานตะวัน...พี่กบเคยบอกพี่ตะวันอย่างนั้น...

“พี่ก็ยังอุตส่าห์อกหักเนอะ”ผมพูด ไม่ตั้งใจตอกย้ำ แต่ปากมันเร็วไปหน่อย

“แต่ฉายแก่แดดนะ เพิ่งสิบสองเองใช่มั๊ย ตอนนั้นน่ะ?”

“อือ...พี่กบพรากผู้เยาว์...พี่ตะวันเพิ่งสิบหกกว่าๆเอง”

“ตอนนี้ไม่เยาว์แล้ว...”พี่กบพูด ถอนหายใจเงยหน้ามองดูพี่ตะวันอีกครั้ง

“แต่ตอนนั้นเยาว์...แล้วผมก็ไม่เด็กแล้ว ตอนนี้เป็นนายตะวันฉายแล้ว!”

“เพิ่งเป็นได้วันเดียวเอง... แล้ว พี่ก็เป็นคนพาฉายไปทำบัตร... จำไม่ได้หรือไง เมื่อวานเองนะ!”

“พี่ขอพาไปต่างหาก...ผมไปเองก็ได้!”

“เออ เก่ง!...แต่พี่ชอบเวลาตะวันเขายิ้ม”พี่กบพูด ตาก็มองพี่ตะวันยิ้ม...แต่ยิ้มกับพี่ขุน

“ตอนเด็กๆ พี่ตะวันเขามีเพลงกล่อมเด็กประจำตัว...พอยามตะวันฉาย มีใครไม่รักตะวัน...”ผมบอก และมองดูพี่ตะวันยิ้ม ตะวันฉาย ด้วยเหมือนกัน...

“ไม่เคยได้ยิน”พี่กบพูด หน้าตาไม่ต้องบอกก็รู้ว่า กำลังคิดถึงพี่ตะวัน...ยามตะวันฉาย...ตอนยิ้มกับตัวเองแหงๆ

“แม่เป็นคนแต่ง...แต่ผมไม่ชอบเวลาพี่ตะวันร้องไห้ โตแล้วไม่รู้จักอาย!”

“ก็นานๆครั้ง เวลาเขาคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ ธรรมดาจะตาย ก็ยังเด็ก... ไม่มีใคร แค่นี้ก็เก่งแล้ว”คราวนี้พี่กบแก้ตัวแทน

“มีบ้านผมไง!...แล้วผมก็หมายถึงตอนอื่น”ผมบอก เพราะผมก็เห็นด้วยกับพี่กบ...เดี๋ยวนี้พี่ตะวันไม่มานั่งร้องไห้กับแม่แล้วเรื่องขายรูปไม่ได้...พี่ตะวันวาดรูปหลายๆแบบ แล้วก็เอาไปฝากขาย หลายๆที่...พี่ตะวันเก่งผมรู้ดี...

“มีพี่ด้วย...แล้วฉายหมายถึงตอนไหนล่ะ?”พี่กบถาม แถมไม่ลืมที่จะอ้างสิทธิ์ แต่ไม่ว่าผมจะบอกว่า...มีบ้านผม และ พี่กบจะบอก...มีพี่ด้วย...แต่ที่เห็นอยู่ตำตา คือ มีพี่ขุนต่างหาก ที่ข้างๆพี่ตะวันในตอนนี้

“ทุกตอนแหละ ร้องบ่อยจนขี้เกียจจำ”

“ไม่รู้สิ...พี่เห็นแต่เขายิ้ม”พี่กบพูด ตาจับอยู่ที่พี่ตะวัน เหมือนเดิม

“ของผม ห้าสิบ ห้าสิบ”ผมพูด...มองพี่ตะวันเหมือนกัน แต่นึกถึงเวลาพี่ตะวัน น้ำตาร่วงเผาะๆแทน

แล้วผมกับพี่กบก็ต้องรีบหันหน้าหนี เมื่อพี่ขุนหันมามองด้วยสีหน้าปลากัดสุดขีด

“พี่ว่า พี่ขุนรู้หรือเปล่าว่าเราคุยกันเรื่องอะไร?”ผมกระซิบถาม

“ไม่รู้สิ...ว่าแต่ฉายแน่ใจนะว่าขุนมันไม่รู้ว่า ฉายแอบรักแฟนมัน?”

“...ไม่รู้หรอก พี่ยังไม่รู้เลย!...”ผมตอบอย่างให้กำลังใจตัวเอง ไม่ใช่กลัวพี่ขุนหรอกนะ แต่ไว้รอให้โตกว่านี้อีกนิด กล้ามใหญ่กว่านี้อีกหน่อย แล้วค่อยเรียกพี่ขุนมาคุยกันให้รู้เรื่องอีกที...

ส่วนกับพี่ปา ผมแทบไม่ค่อยได้คุยด้วย ทั้งตอนที่พี่ปายังไม่โดนพี่ตะวันเขี่ยทิ้ง หรือตอนโดนเขี่ยทิ้งแล้วโดยมีพี่ขุนมาแทน จนกระทั่งโดนเขี่ยกระเด็นไปไกลโดยมีพี่กบกลับมาช่วยเขี่ยอีกแรง

และเมื่อเจ้าของเก้าอี้อีกตัวที่โต๊ะกินข้าวกลายเป็นพี่ขุน แม่ก็ถาม...

“ตะวันทะเลาะกับพี่ปาเหรอ?..”

“เปล่า”

“อ้าว แล้วเดี๋ยวนี้ทำไม พี่เขาไม่ค่อยมา”

“เขาไม่มา ก็เขาไม่ได้เป็นเพื่อนกับตะวัน แค่รู้จักกันเฉยๆ”พี่ตะวันบอกแม่ แม่ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะผมรู้แม่เองก็ไม่ค่อยชอบพี่ปาหัวกุมารทอง ที่ยกมือไหว้แม่แบบที่แม่บอกว่า...มองไม่ทันมันไหว้สักที...

“เดี๋ยวมาชวนตะวันออกนอกลู่ นอกทาง!”แม่เคยบ่นกับพ่อ ตอนเห็นพี่ปาใหม่ๆ...และผมก็อยากถามแม่ว่า...พี่ตะวันมีลู่ มีทางอย่างคนอื่นเค้าด้วยเหรอ?...

แต่พอเปลี่ยนจากพี่ปาเป็นพี่ขุน ผมดูไม่ค่อยออกว่าแม่รู้สึกยังไงกับพี่ขุน...ที่ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยยิ้ม แต่ไหว้สวย...และมักยิ้ม เวลามองดูพี่ตะวันยิ้ม...นอกจากนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าแม่รู้หรือเปล่าว่าตัวเองรู้สึกยังไงกับพี่ขุน เพราะแอบเห็นแม่เอียงหัวมองพี่ขุนจากด้านหลังบ่อยๆ...พี่ขุนไม่ได้ทำหัวกุมารทอง...แต่ทำสกินเฮด แถมสักยันต์บนหัวด้านหลังอีกต่างหาก...ยันต์กันภัย กันโดนตีหัวครับ...พี่ขุนเคยบอกแม่อย่างนั้น...แต่แม่บอกพ่อว่า... จะโดนตีก็เพราะยันต์น่ะสิไม่ว่า...

แต่ที่รู้แน่นอน ไร้ข้อกังขา คือแม่พอใจ เมื่อพี่กบกลับมานั่งเป็นแขกประจำที่โต๊ะกินข้าวบ่อยๆ พร้อมพี่ขุน...เพราะเมื่อเทียบกับพี่ปากับพี่ขุนแล้ว รอยสักที่ขาพี่กบน่ะ... เด็กๆ...

“เดี๋ยวนี้กบไม่ค่อยมากินข้าวกับน้า...”แม่ถามเมื่อพี่กบกลับมานั่งกินข้าวด้วยอีกครั้ง

“เดี๋ยวนี้ทำงานแล้วมันเลยไม่ค่อยมีเวลาครับ”พี่กบบอกแม่ แต่จริงๆน่าจะบอกว่า...ผมโดนตะวันเขี่ยทิ้ง เพิ่งหาช่องทางตะกายกลับมาได้... ซะมากกว่า...

“อ้าวแล้วตะวันให้ใครเป็นแบบวาดรูปล่ะ? ขุนหรือเปล่า?”แม่ถาม เพราะหุ่นพี่ขุนก็ใช่ย่อย หากมองอย่างไม่อคติ หุ่นพี่ขุนน่ะน่ามองน้อยกว่าหุ่นพี่ปานิดนึง...สรุปคือ พี่กบน่ะตกอันดับ แต่ก็ยังไม่ถึงกับที่โหล่ เพราะที่โหล่รั้งท้ายน่ะ ยังคงเป็นผม ที่นมวันละลิตร ไม่ช่วยให้ก้างผมน้อยลงเลย...

“เปล่าครับ ผมไม่ชอบ”พี่ขุนตอบสั้น และแม่ขยับปากคงเตรียมถาม...แล้วมาทำอะไร?... ก็พอดีพี่ตะวันขัดขึ้นเสียก่อน

“ตะวันเลิกวาดรูปพี่กบมาตั้งนานแล้ว...พี่กบลงพุง!”พี่ตะวันบอก และพี่กบสำลักน้ำแกงที่กำลังตักเข้าปาก

“เกี่ยวอะไรล่ะตะวัน...นางแบบนายแบบ พุงพุ้ยๆมีตั้งแยะ”แม่พูด...ผมไม่รู้จะเรียกว่าเข้าข้างพี่กบหรือซ้ำเติมดี

“เกี่ยวสิ...ก็ตะวันไม่ชอบวาดพุง!”พี่ตะวันไม่ยืนกรานเปล่าๆ แต่เหลือบตามองพุงพี่กบอีกต่างหาก

“พุงพี่กบไม่พุ้ยสักหน่อย!”เมื่อไม่มีใครเข้าข้างพี่กบ ทั้งผมกับพี่กบก็ผูกมิตรกันมากขึ้นแล้ว ผมจึงต้องออกโรงช่วยปกป้อง

“พุ้ย!”พี่ตะวันเถียง

“ไม่พุ้ย!”ผมเถียงกลับ

“พุ้ย!...ฉายไม่เคยเห็นสักหน่อย!”พี่ตะวันไม่เถียงเปล่า ทำท่าจะเอื้อมมือไปถลกเสื้อพี่กบขึ้นเป็นการยืนยันอีกต่างหาก ดีที่พี่กบปัดทัน ไม่งั๊นผมอาจหมดทางจะเถียงแทน

“ไม่พุ้ย...ทำไมฉายจะไม่เคยเห็น ตอนตะวันวาดรูป ฉายก็อยู่ด้วยบ่อยๆ!”ผมพูดจริง เพราะเคยอยู่กับพี่ตะวันตอนพี่ตะวันวาดรูปและพี่กบนู้ด ทั้งอยู่ด้วยตอนพี่ตะวันบ่นไปวาดไปว่าพี่กบมีพุง แต่ให้มองตาถลน ผมก็ไม่เห็นพุงพี่กบสักนิด...ผมว่าพี่ตะวันหาเรื่องเขี่ยพี่กบทิ้งแหงๆ

“พุ้ยสิ!”พี่ตะวันยังไม่ยอมแพ้

“ตะวัน!...ฉาย!...ไม่มีมารยาท เดี๋ยวพี่เขาก็กินข้าวไม่ลง!”แม่ขัด ผมเลยเพิ่งเห็นพี่กบวางช้อน นั่งหน้าแหย

“ตะวันพูดเล่น มีพุงแต่ไม่ถึงกับพุ้ย!”พี่ตะวันพูดและหัวเราะ เท่านั้นก็ไม่มีใครโกรธ...แต่ยกเว้นพี่ขุนนะ ผมว่า...เพราะทั้งโต๊ะหัวเราะ จะยกเว้นก็แต่พี่ขุนเท่านั้น...

ผมชื่อนายตะวัยฉาย...อายุสิบห้าปีแล้ว แต่ยังคงอกหัก...

วันนี้อกผมยังเจ็บแปล็บๆ แต่มันก็มียาสมานแผลชั้นเยี่ยม คือรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะของพี่กบ...

โปรดอย่าเข้าใจผิด คิดว่าใจผมเอนเอียงไปทางพี่กบ...รับรองได้ว่า ให้ตายก็ไม่มีทาง...ก็พี่กบน่ะตัวเบ้อเริ้ม แบกผมได้สบายๆ...แถมฝันเปียกของผมก็ยังมีแต่พี่ตะวัน..และ.ถ้าเปลี่ยนเป็นพี่กบ ผมว่าเลิกฝันหรือตายด้านไปเลยจะดีกว่า!

แต่ที่ว่ารอยยิ้มกับเสียงหัวเราะพี่กบ เป็นยาสมานแผลชั้นดี ก็เพราะ...มันเป็นสิ่งดีๆ...

เมื่อเปรียบเทียบพี่กบ กับพี่ปา...ผมนับถือพี่กบ...ผมรู้พี่กบยังรักพี่ตะวัน แต่พี่กบยังยิ้มได้ เมื่อพี่ตะวันยิ้ม แม้พี่ตะวันจะยิ้มกับพี่ขุนก็เหอะ...

จริงๆผมอาจไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการยิ้มและการหัวเราะของพี่กบ หากไม่มีอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง และพาลไม่เลิกของพี่ปามาให้เห็นเป็นการเปรียบเทียบ

พี่ปาเลือกที่จะไป ในขณะที่พี่กบยังเลือกที่จะอยู่ใกล้ๆพี่ตะวัน คนที่พี่กบบอกว่า...ยังเด็กอยู่เลย ได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว...

อาการอกหักของผมในวันนี้ มันก็เลยเป็นสิ่งดีๆ...ตามไปด้วย

ความรักของพี่กบเลยทำให้ผมตาสว่าง...

จบ...ความรักทำให้ผมตาสว่าง...


--------------------

sixty-3

  • บุคคลทั่วไป

@^_^@PeaZa@^_^@

  • บุคคลทั่วไป
ขอถอนคำพูดในตอนแรกที่อ่านว่า ปลื้มเรื่องแนวนี้  :m4:

แต่ตอนนี้อยากจะบอกว่า ตูไม่น่าเข้ามาอ่านเรื่องนี้เลยยยยย  :serius2:

เศร้าสาดดดดดดดดด  :m15:

ปล.ขออภัยที่มีคำหยาบ  :m23:

ออฟไลน์ IZE

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-3
ดูมีความสุขมากนิดหนึ่ง แต่ก้อเศร้าอยู่ดี อิอิ :sad2:

ออฟไลน์ มูมู่น้อย

  • Global Moderator
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +468/-12
ตามอ่านทันละ  สนุกปนเศร้า   

แต่ก็ยังรออ่านอยู่เน้อ พี่ทิพ

VitamiN

  • บุคคลทั่วไป
เมื่อไหร่
นายตะวันฉาย จะหายจากอาการอกหักซักที :เฮ้อ:

madboo

  • บุคคลทั่วไป
บางทีเราอาจเป็นคนตายด้าน ขวางโลก ไม่เข้าถึงอารมณ์ของตัวละคร อ่านแล้วไม่ได้คิดตาม หรืออะไรก็ตามแต่...

ที่รู้สึกมีแค่อย่างเดียวคือ 'ฮา' นั่งอ่านแล้วก็ยิ้ม ยิ้มให้กับคำพูดของ 'นายตะวันฉาย'  :a3:

แล้วตกลงว่านายกรินกรณ์คือพี่กบจริงหรือนี่

เอาใจช่วยฉายนะ~

ออฟไลน์ AidinEiEi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 776
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6

ออฟไลน์ @BUA@

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2602
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +427/-8
อยู่ในอารมณ์สับสน

ตรูจะเครียด หรือจะฮาดีว้า    :serius2:



แต่ที่แน่ๆ ใช้ภาษาได้สุดยอดเลยเรื่องนี้  o13

premkoe

  • บุคคลทั่วไป
ตะวันเหมือนจะปัญญาอ่อน

แต่เรื่อง...นี่โชกโชนเชียว

ออฟไลน์ sin_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
เฮ้อ....... :เฮ้อ:

ไม่รู้จะบรรยายอารมณ์ตัวเองยังไงดี

รู้สึกสับสนเล็กน้อย

[D]a[D]a [T]oo[N]

  • บุคคลทั่วไป
เป็นตอนแรกที่ไม่ค่อยเศร้ามากเท่าไหร่ ............

FOAM

  • บุคคลทั่วไป
ดีที่ฉายรู้จักเลือกที่จะมองโลก   

รอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
เรื่องของเด็กชายตะวันฉาย นายกรินกรณ์ กับพี่ชายปากบอน บ้านข้างๆ # บทที่ 7

ความรัก กับนกกระเรียนพันตัว


ผ่านห้าปีไปแล้ว แต่น้าโอ๋กับน้ามะ ก็ยังไม่กลับ...

แม่กับพ่อไม่มีคำตอบให้พี่ตะวัน ว่าทำไม...พี่ตะวันเลยร้องไห้...

“ตะวัน!...ห้าปีปุ๊บ มันจะต้องกลับมาปั๊บเลยหรือไง?...ทีตะวันบอกน้าว่าจะกลับบ้านห้าโมง...โน่น ทุ่มนึงถึงโผล่มา!”แม่ยกตัวอย่างที่ผมว่าไม่เข้าท่าเท่าไหร่เลย

“ตอนนี้ก็เลยห้าปีมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว!”และพี่ตะวันเถียงได้ไม่เข้าท่าพอๆกัน

“การบ้านตะวัน น้าบอกให้ทำตั้งแต่ปิดเทอม... โน่นกว่าจะยอมแตะ ก็เช้าวันเปิดเทอม”เหตุผลแม่ยิ่งฟังก็ยิ่งงง...ผมรู้ว่าแม่พูดอะไร เพียงแต่อะไรคือสิ่งที่แม่ต้องการสื่อ และคงไม่ใช่แค่ผมที่งง แม้แต่พี่ตะวันก็นั่งน้ำตาร่วงเผาะๆ มองแม่ตาปริบๆ แต่ไม่พูดอะไรอีก

“อายุตั้งยี่สิบเอ็ดแล้ว มานั่งร้องไห้ไม่รู้จักอาย!”แม่ยังดุได้ต่อเนื่อง...เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ผมว่ามันไม่ใช่เวลาที่แม่ควรพูดกับพี่ตะวัน

ทั้งเมื่อก่อน พี่ตะวันก็เคยประกาศไว้แล้วว่า...ตะวันจะร้อง ทำไมตะวันจะร้องไม่ได้!...

‘ผู้ชายที่ไหนร้องไห้?!’แม่เคยให้เหตุผลที่ใครๆก็รู้

‘ก็ถ้าร้องไม่ได้ แล้วทำไมตะวันร้องได้?!’พี่ตะวันค้านด้วยคำถามน่าคิด แต่ชวนงง...ถูกของพี่ตะวัน... ถ้าร้องไม่ได้ แล้วร้องได้ยังไง? น้ำตามันไหลได้ไง ถ้าร้องไม่ได้?!...

‘โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว ร้องไห้อายเค้า!’

‘น้าโอ๋ก็ร้องไห้ ตอนพระเอกตาย!’พี่ตะวันแย้ง เพราะแน่นอนว่า ก้นแม่หมาก็เลียไม่ถึงแล้วเหมือนๆกัน และทั้งแม่และพี่ตะวันคงลืมคิดว่า เกรทเดนตัวโตๆน่ะ เลียก้นแม่กับก้นพี่ตะวันได้สบายๆ...

‘มันเหมือนกันที่ไหน!’แม่ยังไม่ยอมแพ้

‘แล้วไม่เหมือนที่ตรงไหนล่ะ?’แล้วมีหรือ ที่พี่ตะวันจะยอม...

‘เออ เชิญเลย อยากร้อง ร้องไป ร้องให้ตายไปเลย ร้องไปก็ไม่มีใครสนใจ!’แม่ตัดบท พร้อมสะบัดหน้าเดินฉับๆ ด้วยท่าประจำตัวของแม่... เป็นอันว่า ยกนี้พี่ตะวันชนะ...ส่วนพ่อกับผมก็นั่งฟังกันเงียบๆ...ก็ข้อถกเถียงกันของคนไร้เหตุผลพอๆกัน ผมกับพ่อขอเลือกฟังเงียบๆดีกว่า...

‘ตะวันไม่ได้อยากให้ใครสนใจ!...ทำไมตะวันเจ็บ ตะวันจะร้องไห้ไม่ได้ ทำไมตะวันเสียใจ ตะวันจะร้องไห้ไม่ได้’ พี่ตะวันพูดทิ้งท้าย...ซึ่งก็จริงตามนั้น... ปริมาณความเจ็บและความเสียใจของพี่ตะวัน วัดได้จากน้ำตาพี่ตะวันเสมอๆ

ดังนั้น วันนี้ ผมว่าจริงๆมันไม่เกี่ยวหรอกว่าจะเลยห้าปีมากี่ชั่วโมงหรือต้องให้ผ่านไปอีกกี่วัน...ไม่เกี่ยวกับวันนี้จะอายุยี่สิบเอ็ด หรือเมื่อห้าปีที่แล้วจะเพิ่งแค่สิบหก...แต่ไม่กลับก็คือไม่กลับ และครั้งนี้น้ำตาของพี่ตะวันมันก็ไม่ใช่เหตุผลของความงี่เง่าด้วย ที่แม่โมโห เพราะแม่จนปัญญาต่างหาก...แม่โมโหตัวเอง...โมโหสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่แน่ใจว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่ควรจะเกิดขึ้นกับพี่ตะวันและแม่จะทำให้พี่ตะวันได้...

พี่ตะวันร้องไห้ จนพี่ขุนอารมณ์เสีย หายหน้าหายตาไปเลย...เหลือแต่พี่กบ ที่ยังวนเวียนมาหาพี่ตะวันบ่อยๆ และพี่ตะวันก็ไม่มีทีท่าเดือดร้อนที่พี่ขุนหายหน้าไป...ลืมไปเลยด้วยซ้ำมั้ง

ดังนั้นเมื่อไม่มีใครอยู่ที่บ้าน ซ้ำคำตอบจากแม่กับพ่อก็ไม่มี พี่ตะวันเลยมาปักหลักอยู่ที่บ้านผม มานอนกับผม...มานั่งร้องไห้อยู่ในห้องนอนผม...ข้างๆผม จนผมชักรู้สึกหูอื้อไปหมด...

“...เอาเลย...สารภาพไปเลย!”พี่กบหลิ่วตาบอกผมอย่างมีความนัย แต่ผมว่าไม่ดีกว่า พี่ขุนตัวโตๆหายไปทั้งคน พี่ตะวันยังไม่รู้สึกรู้สา ถึงตอนนี้พี่ตะวันจะมองข้ามหัวผมไปเฉยๆไม่ได้แล้วเพราะเริ่มสะดุดความสูงก็เหอะ...แต่ เสียงผมสารภาพรัก คงกลายเป็นเสียงแมลงหวี่ แมลงวัน โดนเสียงร้องไห้ของพี่ตะวันกลบเอาแหงๆ...

พี่กบบอกว่า การรู้ให้แน่ชัดว่าอยู่หรือตาย มันดีกว่าที่เป็นอยู่

“แต่อย่างนี้ มันก็ยังมีความหวัง...”แต่ผมคิดอีกทาง ให้ยังไง ผมก็ยังรู้สึกว่าน้าโอ๋กับน้ามะอยู่ที่ไหนสักที่บนโลกนี้ ถึงแม่จะเคยบอกว่า...ให้แปลกยังไง มีหรือจะทิ้งพี่ตะวันไว้แบบนี้ได้โดยไม่ติดต่อกลับมาเลย...แต่แม่ก็เคยบอกอีกว่า...หรือพวกมันจะไปเป็นโยคี หนีโลกกันอยู่ที่ไหน?...ซึ่งฟังแล้วก็ไม่น่าเป็นไปได้ ...แต่ก็เพราะไม่น่าเป็นไปได้นี่แหละ ถึงน่าจะเป็นไปได้สำหรับน้าโอ๋กับน้ามะ...

พี่กบมองผมอย่างชั่งใจ คล้ายจะพูดหรือไม่พูดดี ก่อนตัดสินใจพูด

“แต่ฉายอย่าไปบอกตะวันนะ!”พี่กบกระซิบ ฟังดูคล้ายจะน่าตื่นเต้น แต่ผมว่าต้องเป็นเรื่องที่ผมรู้อยู่ก่อนแล้วแน่ๆ

“พี่ถามน้าโอ๋แม่ฉายว่า ทำไมเราไม่แจ้งตำรวจ มันเป็นเรื่องที่ควรจะทำมาตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ...”พี่กบพูด และเป็นเรื่องคล้ายจะตื่นเต้นที่ผมคิดไว้แล้วจริงๆนั่นแหละ

“แม่ทำตั้งนานแล้ว...พาผมกับพี่ตะวันไปทำบุญแล้วด้วยซ้ำ...ผมว่าแม่ก็งงๆตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคิดว่าน้าโอ๋กับน้ามะจะกลับมาหรือเปล่า”ผมบอก พี่กบจะได้เลิกทำเสียงลับลมคมในอย่างไร้ประโยชน์เสียที

“ฉายรู้?”

“รู้สิ ไม่เห็นแปลก...ที่แปลกน่ะ พี่ตะวันต่างหาก ไม่เห็นรู้เรื่องอะไรสักอย่างเลย”ผมพูด...ไม่ได้คิดจริงตามที่พูด เพียงแต่เมื่อเห็นพี่ตะวันร้องไห้อยู่ทุกวัน ผมก็ชักออกอาการเดียวกับแม่คือ ไม่รู้จะทำยังไงดี

“ไม่รู้กับไม่ยอมรับความจริง...มันก็คล้ายๆกันนะ...แต่ได้เท่านี้ก็เก่งแล้วล่ะ พี่ว่านะ...”พี่กบว่าและถอนหายใจ

ผมเห็นด้วยกับพี่กบ...ถึงพี่ตะวันจะร้องไห้เก่งไปหน่อย...งี่เง่า เอาแต่ใจ แถมพูดไม่รู้เรื่องไปนิด แต่ก็บ่อยครั้งที่เห็นแม่มองดูพี่ตะวันอย่างภูมิใจ...และได้ยินแม่พูดกับพ่อว่า...ตะวันมันเก่ง เอาตัวมันรอด...ถ้าเป็นผม ผมคงตกที่นั่ง... คนไม่เอาถ่าน...แหงๆ...ผมวาดรูปอย่างพี่ตะวันไม่ได้...อย่างเก่งคงได้ไปล้างชามก๋วยเตี๋ยว หาเงินมาจ่ายค่าเทอมเองอย่างพี่ตะวันไม่ได้หรอก...

แต่เรื่องเอาตัวรอด เอาตัวไม่รอด มันก็ไม่เกี่ยวกับที่พี่ตะวันร้องไห้ในวันนี้...ตอนที่น้าโอ๋กับน้ามะไป...พี่ตะวันเด็กกว่าผมวันนี้เสียอีก...แล้วจะโทษพี่ตะวันได้ยังไง ที่มานั่งร้องไห้เอาเป็นเอาตายในวันนี้...ห้าปี มันไม่ใช่ระยะเวลาทำใจหรือเตรียมใจอย่างที่แม่หวังให้เป็น...แต่สำหรับพี่ตะวัน มันเป็นการเก็บสะสมความหวังต่างหาก...แล้วตอนนี้มันก็พังไม่เป็นท่า เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาทั้งน้าโอ๋และน้ามะ มาเปิดประตูยิ้มหน้าบาน แล้วพูดกับพี่ตะวันว่า...ตะวัน แม่กลับมาแล้ว ซื้อของมาฝากตะวันเยอะแยะเลย!...อย่างที่พี่ตะวันหวังไว้ตลอดห้าปี

แต่ก็อย่างที่บอก พี่ตะวันเป็นพวกพูดไม่รู้เรื่อง...ไม่มีเหตุผล...

และก็ต้องยอมรับว่า บางครั้งเหตุผลก็ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นสำหรับคบบางประเภท ...ซึ่งก็หมายถึงประเภทพี่ตะวัน...บางสิ่ง บางอย่างที่นอกเหนือเหตุผลต่างหาก ที่ซับน้ำตาพี่ตะวันได้...

ผมตื่นมาตอนเช้า...พี่ตะวันไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว

ที่ห้องนั่งเล่น...พี่กบนั่งอยู่กับพ่อและแม่...โดยไม่มีใครรู้ว่า พี่ตะวันไม่ได้นอนอยู่กับผมที่ในห้อง...

พี่ตะวันอยู่ที่บ้าน...อยู่กับพี่ขุน กับกระดาษสารพัดสี สารพัดลาย กองโตๆ

พี่ขุนเงยหน้ามองดูผมกับพี่กบ...แต่พี่ตะวันยังคงนั่งพับกระดาษอย่างตั้งใจ...

นกกระเรียน...พี่ตะวันนั่งพับนกกระเรียน ที่พี่ขุนสอนให้พับด้วยกระดาษสีสวยๆที่พี่ขุนเป็นคนหามา

นกกระเรียนพันตัว...ผมรู้จักโดยไม่ต้องรอให้พี่ขุนหรือพี่กบแนะนำให้รู้จัก

นกกระเรียนพันตัว...ที่ช่วยให้ความหวังเป็นจริง

ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว...ผมเคยได้ยิน แต่ไม่เคยอ่าน...ผมเลยไม่รู้ว่าซาดาโกะขออะไรจากนกกระเรียน และสมหวังหรือเปล่า...รู้แต่ว่า สุดท้ายแล้ว ซาดาโกะก็ตาย...

สองวัน ที่ผม แม่ พ่อ พี่กบ พี่ขุน และพี่ตะวัน นั่งพับนกกระเรียน อย่างแกล้งมีความหวัง...

ผมว่านกกระเรียนมันคงทำอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอก...

ทำไมน่ะเหรอ?...

ก็ถ้ามันพาน้าโอ๋กับน้ามะกลับมาได้...มันก็คงพับตัวเองขึ้นมาได้ ไม่ต้องรอให้ผมนั่งหลังขดหลังแข็ง นั่งพับมันอยู่อย่างนี้หรอก...

ผมไม่ได้ว่าตัวเองฉลาดที่คิดได้ ในขณะที่ทุกคนนั่งพับกันเงียบกริบ...หรือจริงๆปวดหลังกันจนพูดไม่ออกก็ไม่รู้...

ผมรู้ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ...รวมทั้งพี่ตะวันด้วย

แต่การนั่งพับไปเรื่อยๆ มันก็ทำให้ใจสงบลงเรื่อยๆ ...

จากน้ำตา เหลือแต่เสียงสะอื้น สุดท้ายก็เหลือแต่ความสงบเงียบ...

นกกระเรียนอาจไม่ทำให้สมหวัง...แต่ก็ทำให้พี่ตะวันไม่ร้องไห้

คนบางประเภท ไม่ต้องการเหตุผลมาเยียวยา...และพี่ขุนรู้ อะไรที่พี่ตะวันต้องการ...ผมกับพี่กบ ไม่รู้ เราจึงหวังแค่ว่า ให้พี่ตะวันเข้าใจเหตุผลและยอมรับ...

พอพับครบพันมั๊ง...ที่ต้องมั๊ง เพราะการนับของพันชิ้น นับกี่รอบ มันก็ไม่ตรงสักที เดี๋ยวขาดเดี๋ยวเกิน...ดังนั้นพออุปมานว่าครบพัน พี่ขุนก็เอาเข็มมาเสียบนก

“เอาไปทำนกย่าง!”พี่ขุนบอก เมื่อเสียบนกเข้าไปจนเต็มเข็ม

มุกฝืด!...ผมคิด แต่เมื่อพี่ตะวันหัวเราะ ผมเลยว่ามันคงไม่ฝืดจนเกินอภัย...

พี่ขุนร้อยนกกระเรียนเป็นสายๆ ...ร้อยหินเม็ดเล็กๆเป็นสีๆ สลับไปกับนกด้วย...แถมตรงปลายก็ใส่กระดิ่ง ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง ตอนลมพัด...

สวย...แต่ไม่เหมาะกับคนทำเลย!...ผมคิด เมื่อมองดู พี่ขุนปีนเก้าอี้เอานกกระเรียน เป็นสายๆขึ้นไปผูกไว้ที่ขอบหน้าต่าง...อันหมายความว่า...อันนี้คือ ตัวอย่างให้เราทำตาม...

เสร็จจากพับนก ก็คือเสียบนก...พ่อกับแม่รอดตัว เพราะมีงานมาอ้าง...มือผมพรุน มือพี่กบก็เป็นแผล แต่มือใหญ่ๆของพี่ขุนกลับทำคล่องจนเหลือเชื่อ...ส่วนพี่ตะวันอู้งาน นั่งมองดูปลายนิ้วพี่ขุนอยู่บ่อยๆ

บ่อยครั้งพี่ขุนเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้พี่ตะวัน และพี่ตะวันก็ยิ้มรับ...

พี่กบก็ยิ้ม เมื่อเห็นพี่ตะวันยิ้ม ถึงพี่ตะวันจะไม่ได้หันมามองพี่กบเลยก็ตามที...

นกกระเรียนเป็นสายๆ ห้อยตามหน้าต่างบ้านพี่ตะวัน ทุกๆบาน...เสียงกระดิ่งดังกริ๊งๆ กับ หินที่กระทบแสง...ตะวัน...เป็นสีๆ...

พี่ตะวันยืนมองนกกระเรียนกระดาษที่เล่นลมอยู่เหนือบานหน้าต่าง...แล้วก็ร้องไห้...

“ตะวันขอโทษ...”พี่ตะวันพูด แล้วพี่ขุนก็กอดพี่ตะวัน...พี่กบเลยส่งสัญญาณชวนผมออกไปข้างนอก

“เดือนหน้าพี่ต้องย้ายไปต่างจังหวัด ยังไม่ได้บอกตะวันเลย แต่ไม่เป็นไรแล้วมั๊ง”พี่กบพูด ...ผมว่าพี่กบคงตัดสินใจยากว่าอยากให้พี่ตะวันนั่งเสียใจกับการต้องจากไปของตัวเองหรือเปล่า...

“ผมก็ว่าผมคงต้องไปเรียนกรุงเทพ”ผมบอก ไม่ได้คิดอะไร เพราะสำหรับผม ยังไงพี่ตะวันก็เหมือนคนในบ้านเดียวกัน เหมือนกับพ่อ เหมือนกับแม่...ที่คงไม่มีวันห่างหายกันไป...เพียงแต่สถานะที่วาดหวัง มันจะเขยิบชั้นขึ้นบ้างหรือเปล่าก็เท่านั้น...

“ประกาศผลแล้วเหรอ?...ยังนี่นา...”พี่กบยังอุตส่าห์ทัก แปลว่าความผิดหวังไม่ได้ทำให้สติสตางค์เสียหายไปเท่าไหร่

“ยังไม่ประกาศ...แต่ผมรู้ ผมเอนท์ติดอยู่แล้ว หรือตอนพี่ นี่ฟลุ๊คติด?”ผมพูด แต่พี่กบแค่ส่ายหัวและถอนหายใจ...คงไม่มีอารมณ์หัวเราะหรือต่อปากต่อคำ ผมก็เหมือนกัน เราเลยนั่งฟังเสียงกรุ๊งกริ๊งๆของกระดิ่งกันเงียบๆ...อิจฉาพี่ขุนชะมัด ได้กอดพี่ตะวัน!...ผมคิด และพี่กบก็คงคิดเหมือนๆกัน ไม่งั๊น ไม่นั่งหน้าจ๋อยแบบนี้หรอก...

แต่พี่กบก็ยิ้มรับ เมื่อพี่ตะวันเดินออกจากบ้านมาพร้อมพี่ขุน...

แปลกพี่ตะวันหยุดร้องไห้แล้ว...แต่กลายเป็นแม่เองที่แอบร้องไห้อยู่กับพ่อ...

ผมชื่อนายตะวันฉาย...อายุปาเข้าไปสิบเจ็ด...จะบอกว่าอกหัก มันก็ชักจะไม่แน่ใจ...

นกกระเรียนไม่เคยมีอิทธิฤทธิ์ หรือความศักดิ์สิทธิ์เท่าหลวงพ่อวัดไหนๆ...

ต่อให้กระดาษที่พี่ขุนขนมา จะเอามานั่งพับหมาหรือว่าลิง...พี่ตะวันก็คงหยุดร้องไห้อยู่ดี...เพราะกระดาษมันไม่ได้ช่วยอะไร...แต่คนช่วยพับ...ที่ไม่ได้หมายความถึงแค่พี่ขุน...ต่างหาก ที่ทำให้นกกระเรียนกระดาษมีความหมาย...และทำให้พี่ตะวันหยุดร้องไห้...

จบ...ความรัก กับนกกระเรียนพันตัว


--------------------

อาจารย์..สีฟ้า

  • บุคคลทั่วไป
เข้ามาติดตามและเป็นกำลังใจให้พี่ทิพย์เหมือนเดิมครับ  :L2: :L2: :L2: :L2: :L2:

ของคุณภัคD ดีทุกเรื่องจริงๆ

@^_^@PeaZa@^_^@

  • บุคคลทั่วไป
อ่านเรื่องนี้แล้ว รู้สึกเหมือนอ่าน บทกวี อะไรซักอย่าง

มันดูเหมือนจะไม่เข้าใจ แต่ก็เข้าใจ

ดูก็เหมือนจะไม่เศร้า แต่ก็เศร้า

มันบอกอารมณ์ไม่ถูก งงอยู่

แต่ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมาอีกนิดนึง...  :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ:

ออฟไลน์ IZE

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-3
 :m15: :m15: น่าสงสารตะวันฉาย อึดอัดแทน ไม่ได้บอกความในใจซะที

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
ถ้าทั้งพี่กบ ทั้งฉาย ไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว ตะวันจะอยู่ยังไงน่ะ น่าคิด

FOAM

  • บุคคลทั่วไป
หวังว่าตะวันคงไม่คิดจะออกตามหาพ่อแม่นะ

ออฟไลน์ AidinEiEi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 776
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1
ตอนนี้สงสารตะวันจังเลย :sad2:
สงสารอีตาพี่กบนิดหน่อย
สงสารฉายที่...อกหักอยู่รึเปล่าไม่รู้ :laugh:
รู้แต่ว่าอ่านตอนนี้แล้วมันเหนื่อยใจจัง  อ่านมาทุกตอนก็รู้สึกไม่เหมือนกันซักตอน
แต่จี๊ดทุกตอน....เอ....ชักงง o2 o2 o2

ออฟไลน์ มูมู่น้อย

  • Global Moderator
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +468/-12
ตอนนี้เม้นต์ไม่ถูก 

รออ่านต่อเน้อ

premkoe

  • บุคคลทั่วไป
มีกบทานตะวัน
ปาทานตะวัน
ขุนทานตะวัน

แร้วครายจะมาทานอีกเนี้ย

รึจะเปงตะวันทานฉาย

 :o :o :o

ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6
ชอบเวลาที่ฉายคุยกับพี่กบอ่ะ ฮาๆดี
เหมือนผู้ใหญ่คุยกัน แล้วพูดถึงเด็กน้อยอยู่ :m20:

ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586
ใจหนึ่งก็ดีใจที่ตะวันมีขุน

แล้วฉายของเจ้หละ


รับไม่ได้  :o12:

ปล. คุณภัคดีเก่งจัง

เขียนเรื่องของตะวัน โดยบังคับให้คนอ่านเห็นเหตุการณ์จากสายตาของ ฉาย คนเดียว

ถนัดนักนะ  กะการเขียนเรื่องของอีกคน  ผ่านสายตาของอีกคน 

อย่างเรื่องที่แล้วก็  เขียนเรื่องของเหยา  ผ่านสายตาเอก

อืมๆๆ
ร้ายกาจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจ  o13

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
เรื่องของเด็กชายตะวันฉาย นายกรินกรณ์ กับพี่ชายปากบอน บ้านข้างๆ # บทที่ 8

ความรัก ของใคร ใครก็รัก


พี่กบย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด...พี่ตะวันร้องไห้...แต่ไม่ได้ร้องไห้ที่พี่กบไป แต่ร้องไห้เพราะพี่กบทะเลาะกับพี่ขุนต่างหาก

พี่ตะวันเลือกพี่ขุน...

พี่ขุนคนที่ไม่ได้หัวเราะเหมือนน้ามะ อย่างที่พี่กบเหมือน...

พี่ขุนคนที่ไม่ได้ไว้จุกเป็นกุมารทองเหมือนที่น้าโอ๋ไว้ อย่างที่พี่ปาไว้...

แต่พี่ตะวันก็เลือกพี่ขุน...พี่ขุนคนที่เข้าใจพี่ตะวัน..พี่ขุน คนที่หายหน้า หายตาไปแม้เวลาที่รู้ว่าพี่ตะวันเสียใจ...แต่ก็กลับมาเมื่อตัวเองพร้อมและรู้ว่าต้องทำอย่างไร

พี่ตะวันเลือกพี่ขุน แทนที่จะเป็นพี่กบ...พี่กบคนที่หัวเราะเหมือนน้ามะ...พี่กบ คนที่พร้อมจะอยู่กับพี่ตะวัน แม้จะไม่สามารถเข้าใจพี่ตะวันได้...แต่ก็ยังคงพยายามจะอยู่ข้างๆ แม้ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะทำอะไรได้ก็ตามที...

ผมไม่รู้ว่าพี่กบ ทะเลาะอะไรกับพี่ขุน...หมายถึงไม่รู้อย่างชัดเจน...

ผมว่าตัวพี่กบ กับพี่ขุนเองก็คงบอกไม่ได้อย่างชัดเจน ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร....

อาจจะทะเลาะกันเรื่องความหวาดระแวง...ทะเลาะเพราะพี่ขุนรู้ว่าพี่กบคิดยังไง...ทะเลาะกันเพราะพี่กบรู้ว่าพี่ขุนรู้ว่าตัวเองคิดยังไง...

พี่ขุนจึงทะเลาะเพราะความระแวง...

ส่วนพี่กบก็ทะเลาะเพราะความละอาย...

ก็แล้วทำไมเพิ่งมาระแวง...เพิ่งมาละอายกันป่านนี้?...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน! ก็ผมไม่ใช่พี่กบ แล้วก็ไม่ใช่พี่ขุนนี่นา...

และถ้าพี่กบกับพี่ขุนทะเลาะกันเพราะความระแวงและละอายจริง ทั้งพี่กบและพี่ขุนก็ไม่แสดงความระแวง และละอายของตัวเองออกมา...เลยกลายเป็นทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ...ที่ยากจะบอกว่า รู้ตัวกันหรือเปล่า ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร...อย่างที่พี่ตะวันว่า...

“ทะเลาะบ้า อะไรกันก็ไม่รู้...”พี่ตะวันพูดไปน้ำตาร่วงเผาะๆไป อยู่กับผมที่ในห้องนอน

“ก็ทะเลาะอะไรกันล่ะ?”ผมถามอย่างรำคาญ เพราะพี่ตะวันมานั่งร้องไห้ตอนผมนั่งทำการบ้านอีกแล้ว แถมผมก็ยังไม่รู้เรื่องว่าพี่กบกับพี่ขุนทะเลาะกันแรงกว่าที่คิด คือถึงกับต่อยกัน

“ก็บอกว่าไม่รู้ไง!”พี่ตะวันบอก อย่างกับเป็นความผิดผมที่ผมถาม

“ก็ทะเลาะกันเรื่องอะไรล่ะ?”ผมถามไปงั๊นๆ ไม่สนใจเท่าไหร่ ยังพยายามก้มหน้าก้มตากับการบ้านที่ตรงหน้า

“ทะเลาะกันเรื่อง...กาวดักหนู...”พี่ตะวันไม่ตอบเปล่า แต่ยังเอาเท้าถีบเก้าอี้ผม แบบให้รู้ว่าผมควรจะหันไปสนใจพี่ตะวัน

“อะไรนะ?”ผมงง เริ่มเห็นด้วยกับพี่ตะวัน ว่า...ทะเลาะบ้าอะไรกันก็ไม่รู้!...กาวดักหนูมันมีอะไรให้ทะเลาะกัน ได้?...ยกเว้นพี่ขุนจะเป็นกาว พี่กบจะเป็นหนู...หรือไม่ก็พี่ตะวันเป็นหนู...แล้วพี่กบกับพี่ขุนเป็นกาวดักหนูคนละยี่ห้อ...แต่ยี่ห้อกบทานตะวันก็แพ้ยี่ห้อขุนหลุดลุ่ยอยู่เห็นๆ... แล้วจะทะเลาะอะไรกัน?...

“ก็พี่กบบอกให้ใช้ถาดเหลี่ยม...พี่ขุนบอกให้ใช้ถาดกลม...”พี่ตะวันเล่าต่อ แต่ก็ไม่ช่วยให้การทะเลาะกันของคนอายุเกือบข้ามเลขยี่สิบห้าดูดีขึ้นมาได้

“แล้ว?”ผมถาม เพราะเรื่องมันไม่น่าจบแค่นั้น

“แค่นั้น!”แต่พี่ตะวันตอบว่ามันจบแค่นั้น

“แค่นั้น?”ผมถามย้ำ...ก็มันไม่น่าจบแค่นั้นจริงๆ

“แค่นั้น!”และพี่ตะวันตอบย้ำอีกครั้งว่า มันจบแค่นั้นจริงๆ

“...แล้วก็ต่อยกัน...”พี่ตะวันแถมบทสรุป ที่ยังดูไม่น่าเป็นบทสรุป

“ต่อยกันด้วย?”ฟังแล้วยิ่งแย่หนัก กาวดักหนูทำให้ผู้ชายอายุยี่สิบห้าตีกัน ใครจะเชื่อ!

“อือ...ทำสีหก ใส่รูปของพี่หมดเลย มีของลูกค้าด้วย นัดเขาพรุ่งนี้ด้วย...เขาจะไปเป็นตัวอย่างเสนอไปทางรีสอร์ท ถ้าผ่านเขาก็จะสั่งให้พี่วาดอีกตั้งเยอะ...”พี่ตะวันเพิ่มเติม และผมเพิ่งเข้าใจ ไอ้ที่มานั่งร้องไห้อยู่นี่คงไม่ใช่เพราะพี่ขุนต่อยกับพี่กบ แต่น่าจะเพราะรูปของตัวเองเสียหายซะมากกว่า...

“แล้ว?”

“ก็ต้องวาดใหม่น่ะสิ!”พี่ตะวันตอบแบบที่ผมผิดอีกตามเคยว่าถามทำไม

“ฉายหมายถึงพี่กบ กับ พี่ขุน...”

“ก็พอเช็ดสีเสร็จแล้ว ก็ออกไปหาซื้อสีให้พี่น่ะสิ...สีมันหมดพอดี แล้ววันนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ด้วย ร้านไหน ร้านไหนก็ปิด!”พี่ตะวันตอบ แถมถีบเก้าอี้ผมอีกที อย่างกับผมเป็นประตูร้านที่ปิด ไม่ยอมขายสีให้พี่ตะวัน...

ฟังแล้วผมไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี...ทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กๆ...ต่อยกันด้วยเรื่องไร้สาระ...แล้วก็มานั่งเช็ดพื้น ตบท้ายด้วยออกไปช่วยกันหาซื้อสีให้พี่ตะวัน...ทำบ้าอะไรกัน?...

และยิ่งบ้ากว่านั้น...เมื่อผมกับพี่ตะวันไปถึงบ้านพี่ตะวัน...พี่กบกับพี่ขุนก็กลับมาแล้ว และกำลังช่วยกันขึงเฟรมรูปคืนให้พี่ตะวัน ด้วยสีหน้าบูดๆบึ้งๆ...ถ้าไม่เกรงใจว่าตัวเล็กกว่า ผมคงยืนหัวเราะให้ได้อายกันซะบ้าง...แต่เมื่อยังตัวเล็กกว่า ผมเลยต้องเก็บเสียงหัวเราะ เข้าไปช่วยขึงเฟรมรูปให้พี่ตะวันด้วยอีกแรง...แล้วพี่ตะวันทำอะไร?...ก็ไปนั่งกินมาม่าอยู่ในบ้านน่ะสิ !...

หลังจากวันนั้นพี่กบก็หายหน้าไป จะมาก็วันที่รู้ว่าพี่ขุนไม่มา...ส่วนพี่ขุนก็มาอยู่กับพี่ตะวันบ่อยขึ้น และมา แม้กระทั่งวันที่ปกติจะไม่มา...ผลคือ ต่อยกับพี่กบไปอีกสองสามยก...ด้วยเหตุผลที่ไม่ควรเปิดเผยในที่สาธารณะ...

สุดท้าย พี่กบเลยย้ายไปต่างจังหวัดโดยไม่ได้บอกลาพี่ขุน...พี่ขุนก็ทำหน้าเจื่อนๆหน่อย ตอนที่รู้ว่าพี่กบไปแล้ว...ไม่ต้องพูดถึงพี่ตะวัน...พี่ตะวันไม่ได้ร้องไห้ เพราะร้องมาพอประมาณแล้วก่อนพี่กบไป...ไม่ได้บอกว่าพี่ตะวันโล่งใจที่พี่กบไป แต่เพราะพี่กบบอกพี่ตะวันต่างหากว่าจะโทรมาหาบ่อยๆ...และจะย้ายกลับมาเมื่อสามารถทำได้...เท่านั้นพี่ตะวันก็ยิ้มแบบที่พี่กบชอบ...และพี่กบก็ยิ้ม

“ถ้าฉายไม่อยู่ตรงนั้น พี่จะขอจูบแก้มตะวันสักที ตะวันต้องให้แน่ๆ”พี่กบบอกผมอย่างเสียดาย ตาก็ลอยๆอย่างกับคนฝันกลางวัน

“จะได้โดนพี่ขุนต่อยเป็นการส่งท้ายน่ะซิ!”ผมแย้ง

“ไอ้ขุนมันไม่อยู่ มันจะรู้ได้ไง?”พี่กบก็แย้งกลับ ตาเลิกลอยแล้วเพราะรู้ตัวว่าฝันค้าง

“กลิ่นติดแก้มพี่ตะวัน!”ผมบอก

“โห่...กว่ามันจะรู้ว่าแก้มแฟนมันมีกลิ่นพี่ติดอยู่ พี่ก็ไปถึงไหนถึงไหนแล้ว!...ว่าแต่...ตกลงฉายจะไม่บอกตะวันเลยใช่ไหม...หรือจริงๆก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว?”พี่กบย้อนมาถามผม

“ก็เหมือนพี่นั่นแหละ!”ผมก็ย้อนแต่ไม่ได้ถาม

“เหมือนยังไง?...อย่างพี่เขาเรียกว่าอดีต...ยังไงก็เคยได้แอ้ม แก้มก็เคยได้จูบ... ส่วนฉาย...”

“ไว้วันหลังผมค่อยแอ้ม แก้มก็จะทำยิ่งกว่าจูบอีก!...เอาแบบเป็นปัจจุบันและอนาคต ไม่มีทางโดนปลดเป็นอดีต!”ผมบอก ไม่ใช่ด้วยความมั่นใจ แต่พูดไปงั๊นๆ...ไม่ใช่พูดตามเนื้อผ้า แต่แค่ไหลไปตามน้ำ...

“โห!...มั่นใจ...มั่นใจ!”พี่กบพูดอย่างหมั่นไส้เต็มแก่

“เปล่า...ก็บอกไปแล้วทำอะไรได้...พี่ขุนนั่งหัวโด่อยู่ทั้งคน”สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับความจริง

“แล้วผมก็พวกปัญญาชน...ไม่ใช้กำลัง ถ้ามองไม่เห็นทางชนะ!”ผมบอกตบท้าย และพี่กบหัวเราะ

“เออ!...ไว้ฉายกล้ามโตกว่านี้อีกหน่อย แล้วพี่จะกลับมาช่วยรุมมัน!”พี่กบว่า แล้วก็ไป เป็นอันว่าต่อไปผมต้องนั่งอกหักแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ...กระเทียมกลีบเดียวอีกต่างหาก!...

ผมรู้ ยังไงพี่ขุนคงไม่ยอมหลีกทางไปง่ายๆ...ไม่งั๊นคงไม่วางมวยกับพี่กบไปหลายยก...

พี่กบรักพี่ตะวัน...

ผมก็รักพี่ตะวัน...

แล้วทำไมพี่ขุนจะไม่รักล่ะ?...

แถมสุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่พี่ตะวันรักใครต่างหาก...

คนของใคร ใครก็รัก ใครก็หวงทั้งนั้นล่ะ...หลักฐานคือรอยแตกบนหัวคิ้วพี่กบไงล่ะ...

ผมชื่อนายตะวันฉาย อายุสิบเจ็ดปี มั่นใจว่าจะเอนท์ติด...และคงต้องย้ายไปเรียนกรุงเทพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า...

พี่กบว่าอย่างผมยังไม่เรียกว่าอกหัก...เพราะยังไม่เคยให้โอกาสหัวอกตัวเอง...

อาจจะจริงอย่างที่พี่กบว่า...แต่จะทำอะไรได้ ในเมื่อในอีกไม่กี่เดือน ผมก็อยู่ข้างๆพี่ตะวันไม่ได้แล้ว...

และยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่สำคัญว่าใครรักพี่ตะวัน...แต่สำคัญที่ท่าทางพี่ตะวันจะรักพี่ขุน และสำคัญพอๆกันคือพี่ขุนก็คงรักพี่ตะวันด้วยเหมือนกัน...หลักฐานยังคงเป็นรอยแตกบนหัวคิ้วข้างซ้ายของพี่กบ...

จบ...ความรัก...ของใคร ใครก็รัก

ออฟไลน์ AidinEiEi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 776
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1
นั่นสินะ ความรัก ของใคร ใครก็รัก

FOAM

  • บุคคลทั่วไป
ถ้าไม่มีฉาย  ตะวันจะรู้สึกอะไรบ้างมั๊ย?


รอตอนต่อไปครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด