[แนว Incest] Coming Back Home (เรื่องสั้น) แจ้งรวมเล่ม Home The Series P.10
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [แนว Incest] Coming Back Home (เรื่องสั้น) แจ้งรวมเล่ม Home The Series P.10  (อ่าน 163904 ครั้ง)

ออฟไลน์ miracle22936

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
เรื่องมันเศร้า T____T  :katai4:

ออฟไลน์ Zalzah_iP

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 875
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
ค้างอ่ะคนเขียน มาต่อทุกวันเลยนะ เย็นนี้เลยก็ได้  :hao5:

ออฟไลน์ blanchet

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
ตันบัสสสส น่ารักอ่ะ  สงสารบัสต้องมาแอบหึงคนเดียว
แต่ไม่นานหรอเนอะ รอบัสกลับมาก่อนเหอะอิอิ

ออฟไลน์ gumrai3

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-4
เเนวนี้ :mew1:

เเอร์สู้ๆ :hao5:

ออฟไลน์ ่patsaporn

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4339
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-6
เศร้าจัง พอแต่ละคนโตขึ้นก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อ่ะนะ ในใจคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้ไม่ได้เอามาคุยกันด้วย
ด้านน้องบัสนี่รักพี่แน่ ๆ ยิ่งคิดว่าเค้าไม่รักนี่มันยิ่งทรมานนะ แต่พี่ตันล่ะรักน้องมั้ยอันนี้ต้องรอติดตาม
บัสใจแข็งมากไปเรียนต่อไกลเลยแต่ก็ดีเพื่ออนาคต คำทิ้งท้ายพี่ตันก็น่าคิดอยู่นะ

รอติดตามตอนต่อไป ขอบคุณค่า  :mew1:

ออฟไลน์ Also

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 426
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
คุณต้นมาแต่งเรื่องใหม่แล้ว ไม่เคยอ่านแนวนี้เลยค่ะ
แต่ระดับคุณต้นแล้วน่าจะถ่ายทอดเรื่องนี้ได้อย่างดี

สงสารน้องบัสนะ กว่าจะรู้ตัวก้อรักพี่ตันซะแล้ว
เอาใจช่วยให้น้องบัสหาทางออกให้เจอ ^^

คุณต้นแต่งเป็นเรื่องยาวเถอะค่ะ อยากอ่านเยอะๆอะ

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2384
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1180/-5
ไหลลื่น ละเมียดละไม จริงใจ ไม่เสแสร้ง

นี่คงจะเป็นคำนิยามของ 'นิยาย' เรื่องนี้ได้ดีทีเดียว ดิฉันรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่อ่านได้ไม่เบื่อเลย อ่านแล้วยังจะกลับไปอ่านซ้ำได้อีกหลายรอบ เหตุผลก็ไม่ยากเลย เพราะมันเป็นเรื่องแนว incest ที่ดิฉันรวมถึงใครหลายคนก็ชอบกันอยู่แล้ว และยิ่งคนที่รจนาเรื่องนี้ขึ้นเป็นคุณต้นอีกล่ะ มันยิ่งทำให้เนื้อเรื่อง การใช้ภาษา การลำดับเรื่องเป็นอย่างสุขุม นุ่มลึก จนน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันชอบเป็นพิเศษสำหรับตอนนี้ก็คือฉากการทำ 'โอษฐกาม' ระหว่างแอร์บัสและกัปตัน มันช่างเป็นอะไรที่เรียลมากๆ เลยค่ะ ชอบ อ่านแล้วรู้สึกตามเลย  :laugh:

ดังนั้นสิ่งเดียวที่คุณต้นต้องทำก็คือ เปลี่ยนจากเรื่องสั้นให้กลายเป็นเรื่องยาว ๑๐๐ - ๒๐๐ ตอน

ขอบคุณค่ะ

ปล. กดบวกเป็ดและบวกคะแนนให้แล้วนะคะ  :mew1:

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
ขอบคุณทุกคนครับ ปลื้มใจจริงๆ แต่ไม่อยากเม้ามอยอะไรในนี้มาก มีอะไรผมจะไปคุยในแฟนเพจละกันนะครับ ^^

ออฟไลน์ patek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบมากคับคุณต้น มาต่อไวไวนะคับ เนื้อเรื่องน่าติดตามมากๆๆคับ

ออฟไลน์ 8E88

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบมากเลยฮะพี่ต้น แนวนี้โดนสุดๆ มาต่อไวไวนน้าง๊าบบบ เป็นกำลังใจให้ฮะ  :impress2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ OrangeryLemon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 129
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
ชอบมากค่ะ..แหะๆ ความจริงก็ไม่ชอบแนว incest เท่าไร

แต่ชอบที่ตัวละครในเรื่องนี้ มีพัฒนาการทางอารมณ์ ความรู้สึก อ่านแล้วสามารถเชื่อตามได้ว่ารักกัน แม้ว่าจะพัฒนาเร็วไปหน่อย คือโตเร็วไปค่ะ

อ้อ ก็เรื่องสั้นนี่นะ  :mew1:

ออฟไลน์ ineverlove

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 95
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-4
ชอบแนวนี้มากเลย :impress2:

 :katai4: แต่งได้ดีมากๆ เลย รีบมาต่อไวๆ นะคะ

อยากอ่านตอนต่อไปแล้วสิ ขนาดแค่สองตอนยังทำให้ติดได้ขนาดนี้นะเนี๊ย :call:

ตันจะไม่รู้สึกอะไรกับน้องจริงๆ นะเหรอ... ไม่นะ มันก็น่าจะมีบ้างแหละน่า เนอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-04-2013 16:15:01 โดย ineverlove »

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +917/-26
พี่ตันยังสอนไม่จบคอร์ส  น้องบัสต้องบินไปหาประสบการณ์เอง อิอิ

ออฟไลน์ maru

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3568
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +162/-7
กัปตันไม่รู้สึกอะไรจริง ๆ หรือที่ทำแบบนั้นกับแอร์บัน หรือที่จริงกัปตันก็อาจจะรู้สึกเหมือนกับแอร์ับัส แต่เพราะัเป็นผู้ใหญ่กว่าหรือเปล่า

ออฟไลน์ Also

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 426
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
เข้ามากดดันคุณต้น ~ อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค้า

ListeL

  • บุคคลทั่วไป
บอกได้คำเดวว่า ชอบ

สื่ออารมณ์ได้ดีมากเลยอ่ะชอบการบรรยายไหลลื่นดีอ่ะ 

แล้วบัสกะตันจะได้เจอกันอีกตอนไหนT^T

ออฟไลน์ kongxinya

  • Skt KS
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
สงสารน้องบัส :hao5:
รอดูความเปลี่ยนแปลงของน้องบัสตอนกลับมาว่าจะเป็นยังไงต่อไป  :L2:

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
ตอนที่ 3

หากต้องสรุปเรื่องราวชีวิตของผมในมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียสั้นๆ ผมก็คงบอกว่าช่วงหนึ่งปีแรกนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบากที่สุดสำหรับผม ทั้งเรื่องการปรับตัว ภาษา การเรียน ความเหงา ความกลัว และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมไปถึงชีวิตเซ็กส์ของผมด้วย ตอนผมอยู่ปีสอง เพื่อนๆ ของผมถึงรู้ว่าผมเป็นเกย์ และนั่นก็เริ่มทำให้ชีวิตของผมมีสีสันมากขึ้น ผมได้มีอะไรกับผู้ชายหลายๆ คน แม้แต่กับคนที่อ้างตัวว่าเป็นชายแท้ก็ไม่เว้น แต่ในบรรดาคนเหล่านั้น กลับไม่มีใครเลยสักคนที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษพอจะเรียกได้ว่าเป็นแฟนหรือคนรัก

อีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของผมไปก็คือ ในช่วงแรกที่ผมเกิดอาการเหงาหรือคิดถึงบ้าน ผมมักจะออกไปวิ่งรอบๆ แคมปัส หรือไม่ก็เข้ายิมไปออกกำลัง จนในที่สุดกิจกรรมเหล่านั้นก็กลายเป็นกิจวัตรที่ผมต้องทำแทบทุกวันไปโดยปริยาย วันจันทร์ถึงศุกร์ ผมจะต้องเข้ายิมอย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง ส่วนวันพุธ ศุกร์ และเสาร์ จะเป็นวันที่ผมออกไปวิ่ง และภายในเวลาแค่เพียงปีกว่าๆ ผมก็มีร่างกายที่ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีได้ ซึ่งมันก็กลายเป็นข้อดีที่ช่วยดึงดูดให้คนมาสนใจในตัวของผมมากขึ้นนั่นเอง

บางครั้งผมก็คิดนะว่าผมดูจะใช้ชีวิตได้ค่อนข้างคุ้มค่าทีเดียว การเรียนของผมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผมมีเพื่อน มีสังคม และมีสุขภาพที่แข็งแรง ชีวิตเซ็กส์ของผมก็โลดโผนประมาณหนึ่ง แต่บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมภายในใจของผมกลับรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน บางคืนเวลาที่ผมนอนลืมตามองดูความมืดที่ปกคลุมอยู่ในห้องคนเดียว ผมก็จะนึกถึงกัปตันขึ้นมา ความทรงจำเก่าๆ และความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีกลับกลายเป็นสิ่งที่คอยหลอกหลอนผมยิ่งกว่าฝันร้ายในยามหลับเสียอีก

ในช่วงสามปีที่ผมอยู่ห่างจากบ้านมา ผมโทรคุยกับแม่และพ่อเป็นประจำทุกสัปดาห์ และบางทีก็จะเปิดกล้องคุยกับพวกเขาบ้าง แต่ผมไม่เคยได้คุยกับกัปตันเลยสักครั้ง ไม่มีการโทรศัพท์ ไม่มีการแชทใดๆ ทั้งสิ้น ระหว่างนั้นเขาเคยส่งจดหมายมาหาผมแค่เพียงสามฉบับ แต่นอกเหนือจากนั้น ผมจะรับรู้ข่าวคราวของเขาก็ผ่านทางพ่อกับแม่เท่านั้น

และแล้วจู่ๆ ในช่วงก่อนที่ผมจะเรียนจบปีสาม ผมก็ได้รับข่าวใหญ่ว่าเขากำลังจะแต่งงาน ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะผมไม่รู้เลยว่าเขากับแฟนจริงจังกันขนาดนั้น แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้บินกลับไปงานแต่งของเขา เพราะมันกะทันหันเกินไปและผมไม่สามารถเปลี่ยนตารางงานที่ทำอยู่ตอนนั้นได้ หลังจากนั้นหกเดือน ผมก็ได้รับข่าวว่าหลานชายของผมลืมตาออกมาดูโลกแล้ว ซึ่งนั่นก็ตอบคำถามของผม (และคงอีกหลายๆ คน) ได้อย่างดีกว่าทำไมการแต่งงานของพวกเขาถึงได้ฉุกละหุกนัก

หลังจากเรียนจบ ผมได้รับโอกาสจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยให้ทำงานในบริษัทของเพื่อนของเขาต่อได้ทันที ซึ่งพ่อกับแม่ก็สนับสนุนผมอย่างเต็มที่ และพูดตรงๆ คือผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากกลับไทยไปเท่าไหร่อยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงตอบตกลงและใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลียต่ออีกหนึ่งปี ก่อนจะถูกส่งไปทำงานที่อังกฤษและตะลอนอยู่ประเทศแถวตะวันออกกลางอีกเกือบหนึ่งปีเต็ม เมื่อผมกลับมาที่ออสเตรเลียอีกครั้ง ผมก็ได้รับข่าวใหญ่เกี่ยวกับพี่ชายของผมอีกหน และคราวนี้มันก็ทำให้ผมตัดสินใจบินกลับไทยแทบจะในทันที เพราะแม่บอกผมว่าแฟนของกัปตันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต ทิ้งให้พี่ชายของผมต้องจมอยู่กับความทุกข์และความเสียใจจนไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่ไปทำงาน และไม่ไปพบผู้คนอีกเลยมากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว และนั่นก็รวมถึงพ่อและแม่ของเราด้วยเช่นกัน

“แล้วทำไมแม่ไม่บอกบัสตั้งแต่แรกล่ะครับ” ผมถามแม่กลับไปด้วยความหงุดหงิด “แม่เพิ่งมาบอกบัสอะไรเอาตอนที่ผ่านมาจะเป็นอาทิตย์แล้ว”

“ก็ตอนนั้นบัสยังทำงานอยู่ที่คูเวตอยู่เลย และเรากับยัยออยก็ไม่ได้รู้จักกัน แม่ก็เลยไม่ได้บอกน่ะสิ”

“แต่กัปตันเป็นพี่ชายบัสนะครับ!”

“แม่ขอโทษ แม่แค่เห็นว่าเราสองคนไม่ได้สนิทกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และแม่ก็ไม่คิดด้วยว่าตันมันจะเสียใจขนาดนี้...”

“ไม่ต้องพูดแล้วครับ แม่ เดี๋ยวบัสจะรีบหาตั๋วแล้วบินกลับไปเลย ตอนนี้บัสมีเงินมีเวลาแล้ว ไม่ต้องห่วง”

“แล้วบัสจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะลูก”

“ยังไม่รู้เหมือนกันครับ แต่บัสจะรีบเคลียร์เรื่องงาน หาตั๋วที่เร็วที่สุด และพอได้แล้วบัสจะบอกแม่อีกทีนะครับ”

ผมพูดไปอย่างนั้น แต่พอเอาเข้าจริงผมกลับไม่ได้บอกใครสักคน ผมได้ตั๋วบินกลับไทยในอีกสองวันถัดมา ผมใช้เวลาในการแจ้งหัวหน้าทำเรื่องลางานหนึ่งวัน และวันรุ่งขึ้นก็บินกลับสู่ประเทศไทยเลย หลังจากเดินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ผมก็โบกแท็กซี่ตรงสู่บ้านของตัวเอง กรุงเทพฯ ดูต่างไปจากความทรงจำของผมมาก แต่น่าแปลกที่เมื่อรถแท็กซี่เลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้านและจอดสนิทที่หน้าบ้านของผม ทุกอย่างกลับแลดูไม่ต่างไปจากเมื่อตอนก่อนที่ผมจะบินไปเรียนที่ออสเตรเลียเมื่อหกปีก่อนเลยสักนิด เว้นก็แต่ต้นไม้ที่ดูโตขึ้นเท่านั้น

ผมลากกระเป๋าไปหยุดอยู่ที่หน้ารั้วบ้านและกดออดรอคนมาเปิดประตูให้ รู้สึกแปลกๆ ชอบกลที่ต้องกดออดบ้านของตัวเองแบบนี้ และหลังจากที่ยืนรออยู่สักพักก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ ตรงมาหาผม

ผมไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าแม่จ้างคนมาดูแลบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่

“มาหาใครเหรอคะ”

ผมเลิกคิ้วขึ้น “เพิ่งมาทำงานใหม่เหรอครับ”

“มาหาใครคะ” อีกฝ่ายทวนคำถามซ้ำด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ

ผมชักนึกสนุก “ไปตามเจ้าของบ้านมาเถอะครับ เค้าเห็นผมแล้วก็จะรู้เองนั่นแหละ”

“นี่ใครคะเนี่ย ชื่ออะไรคะ เดี๋ยวจะไปบอกคุณนายให้”

โอ๊ะ นี่แม่ผมเป็นคุณนายไปแล้วเหรอเนี่ย

“เปิดประตูให้ผมเข้าไปก็พอครับ ผมบอกแล้วไง เดี๋ยวพอเจ้าของบ้านเค้าเห็นผม เค้าก็จะรู้เองว่าผมคือใคร”

“นี่ คุณคะ! ฉันถามดีๆ นะเนี่ย!”

“ใครมาเหรอ สุ!” คราวนี้เป็นเสียงของแม่ผมที่ดังมาจากในบ้าน

ผมมองเลยไปยังด้านหลังของผู้หญิงคนนี้แล้วก็เห็นว่าแม่กำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเรา อ้อ ก่อนอื่นผมคงต้องบอกก่อนนะว่า หลังจากที่เรียนจบและเริ่มทำงาน ผมก็ไม่เคยเปิดกล้องคุยกับแม่หรือพ่ออีกเลย แถมยังไม่เคยส่งรูปให้พวกเขาดูแม้แต่ใบเดียวด้วย ผมติดต่อกับพวกเขาผ่านทางโทรศัพท์แค่สัปดาห์ละครั้งหรือสองสัปดาห์ครั้งเท่านั้น นอกจากนั้นผมก็แค่ส่งเงินและของใช้เสื้อผ้าให้เขาและหลานชายของผมที่ไม่เคยเจอหน้าอีกเดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นครั้งสุดท้ายที่แม่เคยเห็นหน้าผมก็น่าจะราวๆ เกือบสามปีได้แล้วล่ะมั้ง

“มาหาใครเหรอคะ” แม่ผมถามขึ้น

ผมกลอกตา “เอาจริงอะ...”

แม่มองหน้าผมอยู่อีกเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนจะตาโตขึ้นด้วยความตกใจ “แอร์บัส!!”

“ครับ บัสเอง ลูกชายที่ถูกลืมของ ‘คุณนาย’ ไง”

“ตายแล้ววว!! ทำไมเปลี่ยนไปขนาดนี้! แม่จำแทบไม่ได้เลย!!” แม่รีบเปิดประตูรั้วออกและจากนั้นก็ดึงตัวผมเข้าไปกอดทันที

“ไม่บอกก็รู้ครับว่าจำไม่ได้” ผมหัวเราะเบาๆ

“ทำไมมาไม่บอกแม่! ฮึ!!” แม่ดันตัวผมออกและตีแขนผมเบาๆ น้ำตาไหลมาคลออยู่ที่ดวงตาทั้งสองข้าง

“บัสรีบน่ะครับ ก็เลยลืมไปเลย มานึกได้ก็ตอนอยู่สนามบินรอขึ้นเครื่องแล้ว คิดไปคิดมาก็เลยเอาวะ ตัดสินใจว่าจะมาเซอร์ไพรส์ดีกว่า” ผมก้มลงหอมแก้มแม่เบาๆ “ว่าแต่แม่จ้างคนงานมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย”

ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เรามองหน้าผมแล้วยิ้มแหยๆ ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ผม

“เพิ่งไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง แม่เองก็แก่แล้ว เริ่มทำคนเดียวไม่ไหวแล้วน่ะ”

“แล้วพ่อล่ะครับ ทำงานเหรอ”

“ใช่ ทำงาน แต่อยู่ที่พิษณุโลกนะ กว่าจะกลับก็อีก 3-4 วันนั่นแหละ มาๆ เข้าบ้านมานั่งพักก่อน เหนื่อยมั้ยลูก”

“นิดหน่อยครับ” ผมลากกระเป๋าเดินตามแม่เข้าไปในบ้าน

ทุกอย่างในบ้านยังอยู่สภาพเดิมแทบไม่มีผิด มีแค่เพียงทีวีที่ขนาดใหญ่ขึ้น โซฟาตัวใหม่ และทุกอย่างที่แลดูเล็กกว่าที่ผมเคยจำได้มาก ผมหันไปเห็นรูปคู่ของผมกับกัปตันตอนเราผมอายุราวๆ 12 ที่วางอยู่บนตู้โชว์ จึงเดินไปหยิบมันขึ้นมาดู ผมกับเขาตอนเด็กๆ นี่หน้าคล้ายกันจริงๆ นั่นแหละ ส่วนรูปข้างๆ คือรูปของผมกับเขาตอนอายุราวๆ 3-4 ขวบที่ดูเหมือนฝาแฝดกันยิ่งกว่ารูปเมื่อกี้ซะอีก

“แล้วนี่จะอยู่กี่วันเหรอ ลูกบัส” แม่ถามขึ้น

ผมวางรูปถ่ายใบนั้นกลับลงที่เดิมและนั่งลงบนโซฟา “ตั้งใจจะอยู่สักอาทิตย์นึงเต็มๆ น่ะครับ”

“ว่าแต่เหนื่อยมากมั้ย หิวรึเปล่า จะกินอะไรมั้ย หรือจะไปนอนพักผ่อนในห้องของตัวเองก่อน แม่ทำความสะอาดห้องของเราสองคนให้ทุกอาทิตย์เลยนะ” แม่เดินมานั่งลงข้างๆ ผมแล้วกุมมือผมเอาไว้

ห้องของ ‘เราสองคน’ งั้นเหรอ ถึงแม้ว่าเราทั้งคู่ต่างก็ไม่ได้นอนห้องนั้นมานานหลายปีแล้วเนี่ยน่ะ

“ไม่อะครับ บัสไม่ง่วงหรอก เพลียๆ นิดหน่อย แล้วก็หิวมากกว่า”

“งั้นเดี๋ยวกินข้าวพร้อมแม่นะ นี่ก็จะหกโมงแล้ว รออีกแป๊บนึงไหวมั้ย แม่จะไปซื้อของมาทำของโปรดหนูให้”

ผมยิ้มกว้างและดึงตัวของแม่เข้ามากอด “บัสคิดถึงแม่มากนะครับ ขอโทษนะครับที่บัสไม่ได้พูดคำๆ นั้นให้บ่อยกว่านี้”

แม่ดันตัวของผมออกและใช้มือปาดน้ำตาออกจากแก้มของตัวเองไวๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ไปเถอะ เอาของขึ้นไปเก็บในห้องก่อนไป พักผ่อนไปก่อนนะ แม่จะรีบไปซื้อของแล้วเดี๋ยวจะรีบกลับมา”

“ครับ” ผมตอบรับ จากนั้นก็ยกกระเป๋าขึ้นไปบนชั้นสอง

หลังจากที่เปิดประตูห้องนอนออก ผมก็เห็นเตียงสองตัวตั้งอยู่คนละฟากของห้อง โต๊ะเขียนหนังสือสองตัวติดกันตรงหน้าต่าง ตู้เสื้อผ้าฝั่งละตู้ ชั้นวางหนังสือการ์ตูนและของใช้ของพวกเราก็ยังเหมือนเดิม ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนอย่างที่ผมจำได้ในความทรงจำไม่มีผิด

ผมเดินไปนั่งลงบนเตียงของตัวเองและมองไปยังเตียงฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็ลุกออกไปนอนหงายลงบนเตียงที่กัปตันเคยนอนและหมอนใบที่เขาเคยหนุน นึกสงสัยว่าตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง เท่าที่ฟังจากแม่มาคร่าวๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเสียใจมากและอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงจริงๆ

ผมถอนหายใจและหลับตาลง ภาพความทรงจำในอดีตที่เราเคยใช้เวลาร่วมกันวนเวียนเข้ามาในหัวของผม ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองนอนคิดเรื่อยเปื่อยอยู่แบบนั้นจนนานขนาดไหน แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

“หลับอยู่เหรอลูก” แม่ที่ยืนอยู่ตรงประตูถามขึ้น

ผมค่อยๆ ดันตัวขึ้นนั่ง “เปล่าหรอกครับ แค่นอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”

แม่เดินเข้ามานั่งลงบนเตียงข้างๆ ผม “แต่ก่อนนะ เวลาที่กัปตันมันกลับมาบ้าน มันก็จะมานอนที่ห้องนี้ ที่เตียงนี้เหมือนกัน...”
“แล้วตอนนี้มันเป็นยังไงบ้างแล้วครับ แม่”

แม่ถอนหายใจ “ก็อย่างที่บอกนั่นแหละไม่ยอมออกจากบ้านเลย ไม่ไปทำงาน ไม่ยอมคุยกับใครมาอาทิตย์นึงแล้ว กินแต่เหล้าเบียร์อยู่ในบ้านคนเดียว ไม่รู้กินข้าวกินปลายังไงบ้าง”

“อ้าว แล้วแบบนี้ถ้ามันเป็นอะไรไปขึ้นมา ใครจะรู้ล่ะครับ”

“ไม่หรอก เพราะว่าลูกมันยังต้องไปเนอร์สเซอรี่ทุกวัน มันก็ยังส่งลูกขึ้นรถโรงเรียนทุกเช้า แม่ว่าสิ่งเดียวที่ยังทำให้มันเป็นคนอยู่ได้ก็คือลูกมันนี่แหละ”

“แม่ได้ไปหามันบ้างรึเปล่าครับ”

“ไปสิ แต่มันไม่ยอมให้แม่เข้าบ้านด้วยซ้ำ” แม่ถอนหายใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผม “บัส ลองไปคุยกับพี่ชายหนูดูนะลูก บัสสนิทกับมัน น่าจะช่วยพูดอะไรกับมันได้บ้าง...”

“เคยสนิทครับ” ผมแก้ “แม่เป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอ คำนั้นน่ะ”

แววตาเจ็บปวดของแม่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจที่หลุดพูดแบบนั้นออกไป

ผมกุมมือของแม่เอาไว้ “พรุ่งนี้บัสจะไปคุยกับมันให้ครับ ยังไงสาเหตุที่บัสรีบกลับมาก็เพราะแบบนี้อยู่แล้ว บัสรักมันครับแม่ ยังไงมันก็พี่ชายบัส บัสเองก็ไม่อยากเห็นมันเป็นแบบนี้หรอก”

วันรุ่งขึ้นในช่วงสาย ผมนั่งรถแท็กซี่ไปตามที่อยู่ที่แม่ให้มา การจราจลในกรุงเทพฯ แย่ยิ่งกว่าที่ผมคิดเอาไว้เสียอีก ทำให้กว่าผมจะไปถึงบ้านของกัปตันก็เกือบเที่ยงแล้ว ผมบอกแท็กซี่ให้จอดลงที่หน้าบ้านเดี่ยวหลังเล็กหลังหนึ่ง แม่เล่าให้ผมฟังเมื่อคืนว่าเขามาซื้อบ้านหลังนี้ไว้หลังจากแต่งงานได้ไม่นานด้วยเงินรางวัลที่ได้มาจากการแข่งขันกีฬาต่างๆ ตลอดชีวิตในมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเขาก็ยังคงเล่นกีฬาอยู่อีกพักหนึ่ง ก่อนจะผันตัวไปเป็นโค้ชของมหาวิทยาลัยและอาจารย์สอนยูโดที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตอนแรกผมก็นึกสงสัยว่าลำพังแค่นั้นเขาจะมีเงินพอดูแลครอบครัวได้อย่างนั้นเหรอ แต่จากที่แม่บอกก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ลำบากอย่างที่ผมคิด

ผมกดออดที่รั้วบ้านและยืนรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีคนออกมาเปิดประตู ผมรู้ว่าเขาอยู่บ้านเพราะรถของเขาก็จอดอยู่ ผมลองเลื่อนประตูรั้วดูแล้วก็พบว่ามันไม่ได้ล็อค จึงถือวิสาสะเดินเข้าไปเลย ที่หน้าระเบียงบ้านมีขวดเหล้าและกระป๋องเบียร์วางกองระเกะระกะอยู่มากมาย ผมชะโงกหน้ามองเข้าไปในบ้านแล้วจึงเห็นว่าทีวีในห้องนั่งเล่นก็ยังเปิดอยู่

“ใครน่ะ!” เสียงตะคอกของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัวผม

ผมหันไปมองทางด้านซ้ายของตัวเองแล้วก็เห็นพี่ชายของผมยืนอยู่ตรงประตูเลื่อน ใจของผมเต้นแรงขึ้นทันที การเป็นนักกีฬามาหลายปีของเขาไม่ทำให้เบียร์ปริมาณมหาศาลที่เขาดื่มทำลายร่างกายของเขาลงได้เลย ตรงกันข้าม ผมว่าเขาหุ่นดีและดูดีกว่าเมื่อก่อนเสียอีก เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น ผมถึงเห็นว่าเขามีหนวดเคราที่ไม่ได้โกนมาหลายวัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้โครงหน้าคมสันของเขาสูญเสียความหล่อเหลาลงไปได้เลยแม้แต่นิดเดียว

“มาหาใคร” เขาถามย้ำขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร “แล้วนี่ถือวิสาสะบุกรุกเข้ามาในบ้านผมได้ยังไง”

“พี่ตัน”

เขานิ่วหน้า “คุณรู้ชื่อผมได้ไง”

ผมยิ้มน้อยๆ พลางเดินเข้าไปหาเขา “อย่าบอกนะว่าพี่ก็ด้วยอีกคนน่ะ”

เขามองหน้าผมงงๆ จากดวงตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปเป็นความสงสัย จากนั้นอีกไม่กี่วินาทีถัดมา เขาถึงเพิ่งนึกออก

“แอร์บัส!!”

“ใช่ บัสเอง น้องชายพี่ตันนั่นแหละครับ”

“บัส! บัส!!” กัปตันพุ่งตัวเข้ามาหาผมและดึงตัวผมเข้าไปกอดอย่างเต็มแรงจนผมแทบหายใจไม่ออก ผมว่าผมเองก็ตัวใหญ่ขึ้นเยอะแล้วนะ แต่มันก็ยังเทียบกับเขาไม่ได้เลย

“บัสจริงๆ เหรอเนี่ย! ไอ้บัส!!” เขารัดวงแขนให้แน่นขึ้นอีก

ผมกอดเขาตอบ กลิ่นของแอลกอฮอล์ที่โชยออกจากทั่วทุกรูขุมขนของเขาเตะจมูกของผมเข้าอย่างจัง มันทำให้ผมนึกสงสัยว่าช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เขาได้ดื่มน้ำเปล่าธรรมดาๆ บ้างหรือเปล่า

เขากอดผมอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนที่จู่ๆ จะเริ่มร้องไห้ออกมา จากอ้อมกอดที่แนบแน่นก็กลายเป็นการกอดเพื่อพยุงร่างกายของตัวเองเอาไว้ ผมจึงต้องรับหน้าที่กอดเขาตอบเพื่อช่วยรับน้ำหนักร่างกายของเขาเอาไว้ด้วย ถึงจะตกใจ แต่ผมก็ปล่อยให้เขาร้องไห้อยู่อย่างนั้น ผมจำไม่ได้เลยว่าผมเคยเห็นพี่ชายของผมร้องไห้หนักขนาดนี้ครั้งล่าสุดเมื่อตอนเราอายุกี่ขวบ ผมเดาว่าเขาคงจะพยายามฝืนทนอยู่คนเดียวมาตลอดแน่ๆ ดังนั้นผมจึงคิดว่าการปล่อยให้เขาได้ร้องไห้และระบายความอัดอั้นในใจที่ทนกลั้นเอาไว้ออกมาคงจะเป็นการดีที่สุดสำหรับสภาพจิตใจของเขาในตอนนี้ ผมรู้ว่าเขาคงเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้มาก และมันคงเป็นอะไรที่ผมไม่มีวันเข้าใจได้เลย

หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงสะอื้นของเขาก็เริ่มเบาลง เขาเริ่มควบคุมตัวเองได้มากขึ้นและเริ่มคลายวงแขนออก เขาดันตัวเองออกและมองตรงมายังดวงตาของผม ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมมองเห็นอะไรในดวงตาคู่นั้นของเขา มันดูเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความสับสน และอะไรบางอย่างที่ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

“พี่...” เขาเริ่มพูดขึ้นก่อนจะรีบหยุดตัวเองลง คงเพราะรู้ตัวว่าตัวเองใช้สรรพนามผิดไป “ตันขอโทษว่ะ ตันไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแบบนี้เลยจริงๆ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ผู้ชายร้องไห้แล้วมันผิดตรงไหน” ผมลูบต้นแขนของเขาเบาๆ “บัสรู้ว่าพี่ตันเสียใจ ถ้าเป็นบัส บัสเองก็คงเป็นแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ”

เขาหลับตาลง “ไม่ ไม่ใช่เลย...”

ผมมองหน้าเขางงๆ ก่อนที่เขาจะปล่อยตัวผมออกและเดินเข้าไปในบ้าน ผมเดินตามเขาเข้าไปติดๆ เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา ผมจึงนั่งลงบนเก้าอี้นวมฝั่งตรงข้ามกับเขา แม้แต่ในบ้านก็ยังมีกระป๋องเบียร์วางกองอยู่อีกหลายกระป๋องเหมือนกัน นี่เขาซื้อเบียร์มาตุนไว้กี่สิบกี่ร้อยกระป๋องกันแน่เนี่ย

เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันไปมองทางอื่น “นั่นสินะ ถ้าเป็นตัน ตันก็คงไม่อยากนั่งใกล้ตัวเองเหมือนกัน”

นี่เขาเป็นอะไรของเขาเนี่ย!

ผมลุกขึ้นยืนและเดินไปนั่งลงข้างๆ เขา จากนั้นก็เหยียดแขนขวาออกโอบบ่าเขาแล้วดึงตัวของเขาเข้ามากอด ตอนแรกเขาก็ดูขืนๆ ตัวเอาไว้เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ปล่อยตัวให้เอนซบลงบนหน้าอกของผม ผมยกมือซ้ายขึ้นปาดคราบน้ำตาบนแก้มของเขาออกเบาๆ สักพักหนึ่งเขาก็เลื่อนตัวลงเป็นนอนลงบนตักของผมพลางกอดเอวผมเอาไว้ด้วย ผมยกมือขึ้นลูบผมของเขาเบาๆ ผมปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้ดื่มด่ำกับความใกล้ชิด ความอบอุ่นอันปราศจากคำพูด และความทรงจำเก่าๆ หลายๆ อย่างโดยไม่ได้สนใจเวลาที่ผ่านไปเลยแม้แต่นิดเดียว

สุดท้ายเมื่อผมรู้สึกตัวอีกที รายการทีวีก็กลายเป็นข่าวในช่วงเย็นไปแล้ว แต่ผมไม่แคร์ ผมไม่อยากจะลุกออกจากที่นี่ไปไหนหรือทำอะไรอีกเลย ผมแค่อยากจะนั่งลูบหัวของเขาแบบนี้ไปตลอด ความใกล้ชิดที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นในวันนี้มันทำให้ผมรู้ตัวว่าผมไม่เคยประสบความสำเร็จในการเลิกรักผู้ชายคนนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ทิ่มแทงจิตใจของผมไปด้วยก็คือความจริงที่ว่าผมจะไม่มีวันได้ความรักแบบเดียวกันนั้นตอบกลับมา

“ปะป๊าฮะ” เสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านข้างของเราสองคน

กัปตันชันตัวขึ้นนั่งพร้อมๆ กับผมที่หันไปมองยังที่มาของเสียงนั้น เด็กผู้ชายอายุราวๆ 3-4 ขวบคนหนึ่งยืนกอดตุ๊กตาหมีมองดูเราสองคนด้วยดวงตางงๆ ที่จริงผมคงต้องบอกว่าเขากำลังมองดูผมอยู่คนเดียวมากกว่า ดวงตาของเขากลมโตเป็นประกาย เขาทำให้ผมนึกถึงรูปของกัปตันตอนเด็กที่ผมเห็นที่บ้านเมื่อวานนี้ขึ้นมาทันที เพราะฉะนั้นเด็กน้อยคนนี้คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลานชายของผมนั่นเอง

“ตื่นแล้วเหรอครับ จัมโบ้” พี่ชายของผมหันไปพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงสดใสที่สุดเท่าที่ผมได้ยินจากเขามาตลอดวันนี้ “มานี่ครับ คนเก่ง ปะป๊าอยากให้หนูรู้จักกับใครคนนึงนะ”

เด็กน้อยเดินตรงมายังโซฟาและหยุดอยู่ข้างๆ พ่อของเขา กัปตันอุ้มเขาขึ้นจากพื้นและวางเขาลงตรงกลางระหว่างเราสองคน

“สวัสดีคุณอาแอร์บัสสิครับ”

เจ้าตัวเล็กพนมมือแล้วผงกหัวเบาๆ ทั้งที่แขนก็ยังคงหนีบตุ๊กตาหมีเอาไว้

“หนูเคยบอกป๊าว่าอยากได้น้องชายใช่มั้ยครับ อาบัสก็เป็นน้องชายของป๊าเหมือนกันนะ”

จัมโบ้ค่อยๆ คลานมานั่งลงบนตักของผม จากนั้นก็ใช้แขนข้างหนึ่งกอดผมเอาไว้ หัวของเขาแนบลงบนอกของผม ผมที่ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดีจึงยื่นแขนออกไปกอดเขาตอบตามสัญชาติญาณ เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างให้ผมและดึงชายเสื้อของผมลง ผมจึงโน้มตัวลงไปหาเขา จนกระทั่งเมื่อผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขามากพอแล้ว เขาก็หอมแก้มผมเบาๆ

อีกครั้งที่ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่สัญชาติญาณของผมมันบอกให้ผมหอมแก้มเขากลับคืน ทันทีที่จมูกของผมแตะลงบนแก้มของเขา ผมก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาทันที มันเป็นกลิ่นหอมสะอาดๆ ของแป้งเด็กและจากผิวของเขา ไม่รู้สิ ถ้าจะบอกว่ามันคือ ‘กลิ่นของเด็ก’ ก็คงไม่ผิดล่ะมั้ง มันให้ความรู้สึกที่สะอาด ธรรมชาติ และบริสุทธิ์ สิ่งที่ผมอธิบายมันอาจจะฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ นั้นและรอยยิ้มของเขา คว้าหมับไปยังดวงใจของผมเข้าอย่างจัง มันทำให้ผมรู้สึกตกหลุมรักเด็กน้อยคนนี้ในทันที ผมลูบหัวของเขาเบาๆ อย่างเอ็นดูก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับกัปตันที่กำลังนั่งมองดูผมอยู่ด้วยสายตาแปลกๆ

“ปกติแล้วจัมโบ้เป็นเด็กขี้อายมากนะ ยิ่งกับคนแปลกหน้านี่ยิ่งไม่เอาเลย” เขาพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง

“แต่บัสไม่ใช่คนแปลกหน้านี่... จริงมั้ยครับ จัมโบ้” ผมก้มลงไปมองเจ้าตัวเล็ก และเขาก็ยิ้มตอบกลับมาให้ผม ผมจึงเงยหน้ากลับมามองพี่ชายของผมอีกครั้ง “และเมื่อกี้พี่ตันก็บอกลูกไปแล้วด้วยนี่ว่าบัสเป็นน้องชายพี่ตัน เป็นอาของเค้าน่ะ”

“ก็ใช่ แต่...”

“ว่าแต่เมื่อกี้พี่ตันบอกว่าจัมโบ้เคยบ่นอยากมีน้องชายเหรอ”

เขาถอนหายใจ “ตันว่าที่ผ่านจัมโบ้มันคงจะเหงาน่ะ พอมันไปเจอเด็กคนอื่นที่เนอร์สเซอรี่ที่เค้ามีพี่มีน้อง มันก็ชอบกลับบ้านมาบอกว่าอยากได้น้องชายกับเค้าบ้างทุกที แต่หลังจากนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว...”

“พี่ตัน บัสรู้ว่าพี่ตันเสียใจ และบัสเองก็เสียใจที่กับการสูญเสียของพี่ตันด้วยเหมือนกันนะเว้ย บัสไม่...”

“ไม่ต้องเสียใจหรอก” เขาพูดขัดขึ้นเสียก่อนที่ผมจะพูดจบ “เพราะมันมีอะไรอีกหลายอย่างที่บัสไม่รู้ อะไรอีกหลายอย่างที่พ่อกับแม่และคนอื่นๆ ไม่เคยรู้เลย...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-09-2013 15:36:40 โดย ExecutioneR »

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
เง้ออออ ตัดจบเลย

ออฟไลน์ ohm

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
หลายปีที่ห่างกันไป คงเกิดอะไรขึ้นกับตันเยอะเลย
แต่เอ ท่าทางตันจะเป็นนายเอกมากกว่าพระเอก (รึเปล่า?)
;-P

ขอบคุณที่มาต่อครับ ^^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Kaame

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ไอ่ที่ไม่เคยรู้นี่มันอะไรนะ ?
อยากรู้อยากรู้ ~

buff89

  • บุคคลทั่วไป
เอ๊ะ!! เอ๊ะ!! เอ๊ะ!!
ความจริงที่ว่าไม่มีใครรู้เลย อย่าบอกนะว่าตันไม่เคยรักเมียตัวเองเลย!? มั้ย... เถอะนะ..

ไม่นึกเลยว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ TT พี่ตันหนีไปมีลูกซะแล้วว

ออฟไลน์ Ra poo

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
เรื่องนั้นคือ...? :ruready

ออฟไลน์ RiRi

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 568
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +595/-8
    • RiRiWorld
ไม่มีใครรู้ แต่เราอยากรู้ เพราะฉะนั้น จงบอกเรามาซะดีๆ  :laugh:

ออฟไลน์ aorpp

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +250/-3
+1 บวกเป็ด  :กอด1:
รอลุ้นความรักของกัปตัน แอร์บัส จัมโบ้  :mew1:

ออฟไลน์ Zalzah_iP

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 875
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
ค้างอ่ะ ยังไม่ทันรู้เรื่องเลย  :sad4:

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2384
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1180/-5
โอ๊ย อยากอ่านต่อ พอกัปตันทิ้งท้ายไว้เช่นนี้ แล้วจะให้คิดว่าอย่างไรได้ นอกจากว่าการแต่งงานของกัปตันและแม่ของจัมโบ้มันต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังลับลมคมในอะไรแน่ๆ. เขาอาจจะแต่งไปแต่ไม่ได้รักกัน? เขาอาจจะยังรักแอร์บัสตลอดเวลาที่ห่างกัน หรืออาจจะมีเหตุผลกลการณ์อะไรมากมายที่น่าสนใจ

อยากรู้เรื่องต่อไปแล้วละค่ะคุณต้น

 :mew1:

กดบวกเป็ด แต่บวกคะแนนไม่ได้ค่ะ ทางระบบบอกว่ายังไม่ครบ ๒๔ ชั่วโมง

ออฟไลน์ Nus@nT@R@

  • Life is Investment
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +456/-11
อ่าว เอ๊ะ อะไร ยังไง

ออฟไลน์ fuku

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4482
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +462/-20
เอาล่ะนะ งานนี้ความลับ(อะไรนักหนา)ของกัปตัน
จะมาในตอนหน้าใช่มั้ยค่ะ


พ่อคุณคิดเองเออเองจนเรื่องมันซับซ้อนเกินเหตุใช่มั้ยเนี่ย

ออฟไลน์ blanchet

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
เหห แต่เราอยากรู้นะ บอกมาเถอะอิอิ
เหมือนจัมโบ้มีแววจะได้คุณแม่คนใหม่นะหุหุ
แต่พลิกมากไม่นึกว่าจะแต่งงานมีลูก ติดตามค่าา :katai5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด