กรุ่นกลิ่นรวงข้าว ตอน ๑๙ ตอนอวสาน(๘ เม.ย. ๒๕๕๕)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: กรุ่นกลิ่นรวงข้าว ตอน ๑๙ ตอนอวสาน(๘ เม.ย. ๒๕๕๕)  (อ่าน 99249 ครั้ง)

ออฟไลน์ ลำนำบุหลันครวญ

  • Most Wanted!!!
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +377/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.อย่าพูดคุย ทักทาย นักเขียน คนอ่่านโดยรีพลายดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับนิยายให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรคอมเม้นต์สักคอมเม้นต์เีดียวก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และทำลิงค์โยงมายังนิยาย และให้นักเขียนทุกคนทำลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม



กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

=============================================

สวัสดีครับ

นายหนิงหน่องกลับมาแล้ว หลังจากหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ๆ

จากเรื่องที่แล้ว ที่แย้มไว้ว่า มีโปรแกรมจะต่อหลายๆเรื่อง แต่ต้องเลือกหนึ่งเรื่อง

ตอนนี้ก็น่าจะทราบแล้วว่าเป็นเรื่องไหน

เรื่องนี้อาจจะไม่ได้ลงทันใจแบบวันต่อวันเหมือนลุงเต้กับน้องเจ๋งนะครับ

เพราะตอนนี้ออฟฟิศย้ายมาประจำอยู่สระบุรี และไม่มีเน็ตที่ที่พักครับ

และอีกหลายๆประการทำให้ไม่สามารถพิมพ์ได้ต่อเนื่องสักเท่าไหร่ แต่จะพยายามไม่ให้นานมากนะครับ

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อเรื่องในรีถัดไป ฝากเพลงที่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นชื่อเรื่องของนิยายเรื่องนี้ก่อนแล้วกันครับ

Dao Xing : กรุ่นกลิ่นรวงข้าว

http://www.youtube.com/v/0Sd_utgmlQw?version=3&amp
========================================
สารบัญนิยาย by Glorious
1. หรือจะเก็บรักไว้ในสายลม

2. อย่าติสท์ให้มากนัก ถ้าพี่รักแล้วน้องจะหนาว

3. กรุ่นกลิ่นรวงข้าว

รวมเรื่องสั้นคั่นเวลา by Glorious
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-04-2012 16:32:05 โดย ลำนำบุหลันครวญ »

ออฟไลน์ ลำนำบุหลันครวญ

  • Most Wanted!!!
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +377/-1
ตอนที่ ๑

“คุณอโณชาคะ ผู้จัดการเชิญที่ห้องค่ะ” เลขาสาวในชุดรัดรูปสีน้ำเงินเข้มเรียกตัวชายหนุ่มที่มีท่าทีกระสับกระส่ายในคอกแคบๆที่เรียกว่า เซคชั่น เจ้าของชื่อตาเบิกโพลงหากแต่พยายามรักษาท่าทีเอาไว้อย่างที่สุด
“เดี๋ยวนี้เลยหรอครับ”
“ค่ะ .... เดี๋ยวนี้” หญิงสาวในหุ่นรัญจวนใจเดินจากไปอย่างไม่ใยดีพนักงานหนุ่มนัก ทิ้งคนเบื้องหลังให้ถอนหายใจเฮือกใหญ่เตรียมรับชะตากรรมที่เจ้าตัวมั่นใจมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซนต์
“เอาน่ะ ไอ้โน มันคงไม่เลวร้ายเท่าไหร่นักหรอก” ชายหนุ่มปลอบตัวเองเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังห้องทำงานของผู้จัดการ
.
.
.
“นั่งก่อนสิ” ผู้จัดการหนุ่มวัยสี่สิบตอนต้นผายมือเชิญผู้ใต้บังคับบัญชาให้นั่งลงบนเก้าอี้เบื้องหน้า พลางมองตาแวบหนึ่งก่อนจะหลุบตาต่ำมองแฟ้มรายงานที่อยู่บนโต๊ะ อโณชากลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะทำตามอย่างว่าง่าย
“คุณทำงานกับเรามากี่ปีแล้วเนี่ย”
“เอ่อ ... สามปีครับ ตั้งแต่ผมเรียนจบ .... ผมก็เริ่มงานกับโปร อะกรีคัลเจอร์เลย “
“สามปีงั้นหรอ ...” ผู้จัดการเหลือบตาขึ้นมามองหน้าอโณชาอีกครั้ง ก่อนจะก้มหน้าลงมองรายงานในมือต่อ “นานไม่น้อยทีเดียว”
“ครับ ... นาน”
“คุณรู้มั้ย ครั้งหนึ่ง บริษัทภูมิใจในผลงานและยอดขายของคุณมาก คุณเคยทำกำไรให้กับบริษัทของเราจำนวนไม่น้อยเลย...”
“ใช่ครับ ... แต่เดี๋ยวนี้พวกเกษตรกรหันมาปลูกพืชสวนผสมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงกันเยอะ แถมพวกน้ำหมักชีวภาพก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น สินค้าของเราก็เลย ....” ชายหนุ่มก้มหน้าตอบด้วยความพยายามอย่างที่สุด
“ขึ้นชื่อว่าธุรกิจนะ อโณชา มันมีอุปสรรคให้คุณแก้ไขอยู่เรื่อยๆแหละ ปัญหาของคุณคือ คุณจะปรับกลยุทธ์ของคุณยังไงให้ยอดขายคุณเพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยที่สุดคุณก็ต้องรักษายอดเอาไว้ ต่อให้จะมีใครเอาทฤษฎีอะไรมาเผยแพร่ มันก็ไม่ใช่ปัญหาของคุณ”
“ผู้จัดการกำลังจะบอกว่า มันเป็นข้ออ้าง อย่างนั้นสิครับ” ชายหนุ่มกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ พร้อมกับที่คนอีกฝั่งของโต๊ะก็เหลือบตามามองชายหนุ่มอีกครั้งอย่างไม่ยี่หระ
“คุณเข้าใจไม่ผิดนัก”
“แต่ผมก็เสนอผู้จัดการไปแล้วนี่ครับ ทำไมเราไม่คิดค้นพวกน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ตามที่พวกเกษตรกรเค้าหันมาใช้ล่ะครับ “
“มันเป็นการเสียภาพลักษณ์แบรนด์ของเรา”
“ถ้าอย่างนั้น ผู้จัดการจะมากดดันผมแบบนี้ไม่ได้ ก็ในเมื่อผมบอกผู้จัดการไปแล้ว ว่ามันเป็นทางออกของเรา”
“คุณจะบอกว่า คุณจะขายปุ๋ย ขายยาของบริษัทผมไม่ได้งั้นหรอ” ผู้จัดการหลิ่วตาเป็นเชิงถาม
“ผมยังขายของพวกนั้นได้ แต่ผมคิดว่าการปรับกลยุทธของบริษัทโปรอะกรีคัลเจอร์คือต้องนำปุ๋ยและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาขายควบคู่เป็นตัวเลือกให้กลุ่มลูกค้าด้วยสิ”
ดวงตาของชายผู้มีตำแหน่งสูงกว่าเย็นชาจนน่ากลัว พร้อมกับปากที่ขยับช้าๆหากแต่หนาวไปถึงขั้วหัวใจ
“ถ้าอย่างนั้น ผมคงไม่มีอะไรจะให้คุณเอาไปขายอีกแล้วล่ะ คุณอโณชา”
“ผู้จัดการกำลังไล่ผมออก ... งั้นรึ?” อโณชาบดกรามแน่น
“ผมกำลังเสนอทางเลือกมากกว่า คุณอโณชา ... ให้คุณกลับไปพิจารณากลยุทธของคุณอีกครั้งมากกว่า ยอดขายศูนย์เปอร์เซ็นต์สามเดือนมันไม่น่าพิสมันในสายตาผู้บริหารเท่าไหร่หรอก”

ความอดทนของอโณชาถึงขีดสุด มือทั้งสองข้างของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สติที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยสั่งการให้ชายหนุ่มเอ่ยวาจาออกมาช้าๆ
“ถ้าอย่างนั้น ผม...ขอลาออกครับ”
ชายหนุ่มตอบเรียบๆ ก่อนจะลุกเดินจากไปด้วยใจสั่นๆ เขารู้ดีถึงปัญหายอดขายของตัวเองที่ติดตัวแดงมาสามเดือน สำหรับตำแหน่งเซลส์แมนอย่างเขา มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายอยู่ไม่น้อย

“แม่ง กูทำเงินให้แม่งไม่รู้ปีละกี่ล้านต่อกี่ล้าน แม่งไม่สนใจ แค่กูขายไม่ได้สามเดือน มึงไล่กูออก ... บัดซบ!” ชายหนุ่มสบถกับตัวเอง พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ฮัลโหล จอนหรอ อยู่ไหนเนี่ย”
“โทรมาตอนนี้ก็ต้องอยู่ที่มหาลัยสิ”
“เลิกเรียนแล้วมาเจอกันหน่อยสิ อยากเจอหน้า”
“.... ไว้วันหลังได้มั้ยครับ พี่โน ผมมีนัดกับพวกไอ้เคนว่าจะไปเที่ยวอตก.กัน” ปลายสายทำเสียงอ้อน
“จอน ... แต่ผมอยากเจอหน้าจอน ...ผม”
“พี่โนเป็นอะไรของพี่เนี่ย”
“พี่ตกงานน่ะจอน ....”
“....”
“มาหาพี่หน่อยได้มั้ย เดี๋ยวนี้เลย”
“ตื๊ด ... ตื๊ด ตื๊ด” ปลายสายถูกตัดไป พร้อมกับพละกำลังของอโณชาที่ค่อยๆหมดลง น้ำใสๆค่อยๆไหลออกมาจากดวงตาของชายหนุ่ม
“จอนคง....แบตหมดมั้ง” ชายหนุ่มปลอบตัวเอง
.
.
.
คอนโดชานเมืองบนชั้นยี่สิบราคาหลักล้านที่ประดับตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีราคาไม่น้อยถูกอโณชาไขกุญแจเข้าไปในห้องอย่างเหนื่อยอ่อนพลางมองไปยังสิ่งต่างๆรอบตัวที่ยังผ่อนไม่หมด รวมถึงเคหะสถานลอยฟ้าแห่งนี้ด้วย เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่เลือกจะเก็บเงินเป็นสิ่งของและอสังหาริมทรัพย์ ชีวิตคนเมืองกับหนี้ดาวน์ดอกเป็นของคู่กันอย่างแยกไม่ออกเหมือนกับเพลงเพื่อชีวิตที่เสียดสีไว้ไม่ผิด
เฟอร์นิเจอร์และของใช้หลายๆอย่างในห้องยังผ่อนไม่หมดซะเป็นส่วนใหญ่ เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อโณชาซื้อมาด้วยเงินสด หนึ่งในนั้นเป็นกรอบรูปสีชมพูฟ้าที่วางอยู่หัวเตียง ชายหนุ่มหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดูพร้อมกับยิ้มเศร้าๆ
“จอน ... คงยังไม่ได้ทิ้งโนหรอก ... ใช่มั้ย”
ความเหงาเข้าปกคลุมในจิตใจ เมื่อได้มองรอยยิ้มของคนที่รักในรูปถ่าย อโณชายังจำได้ดีถึงวันนั้น ที่เขากอดเด็กหนุ่มที่รักไว้แน่นในห้องนี้ พร้อมกับที่คนที่เขารักก็กดชัทเตอร์ถ่ายรูปคู่กันและอัดรูปบันทึกไว้ในกรอบรูปที่เขากำลังถืออยู่

จอนเป็นเด็กที่อโณชาเจอในผับแห่งหนึ่งสมัยเรียน เขาถูกชวนออกไปเต้นด้วยกันพร้อมกับขอเบอร์ติดต่อหลังจากที่ผับปิด ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปเรื่อยๆจนสุกงอมและใช้คำว่าแฟนในระยะเวลาสามเดือนหลังจากที่รู้จักกัน

เป็นอีกหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มนอนลำพังคนเดียวในห้อง แฟนของเขามาหาบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่ทำให้อโณชานอนเหงาเท่าคืนนี้ คืนที่เขาอยากมีคนอยู่ข้างๆกาย แต่อโณชาก็ทำได้แค่กอดหมอนข้าง และกอดตัวเอง เขากลัวที่จะคิด กับคำพูดที่ว่า “เมื่อเงินเดินออกไปจากประตู ความรักก็โดดหนีออกทางหน้าต่าง” ถึงจอนจะเป็นคนที่ใช้เงินมือเติบอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็หวังลึกๆว่าคนที่เขารักคงจะไม่ทิ้งไปในเวลานี้
.
.
.
ดวงอาทิตย์ค่อยโผล่พ้นขอบตึกในตอนเช้าพร้อมกับที่ชายหนุ่มค่อยๆขยี้ตาตื่นขึ้นมาช้าๆ อโณชาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยดวงใจสั่นๆพร้อมกับพบสิ่งที่เหมือนจะรู้อยู่ลึกๆว่าจะไม่มีสายเข้าของชายผู้เป็นที่รัก เจ็ดโมงครึ่งคงจะเช้าไปที่เขาจะโทรหาจอน และเขายังเข้าข้างตัวเองว่าเด็กหนุ่มคงจะเมาหนักไปสักหน่อยถึงได้ลืมโทรหา
.
.
หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายและความขุ่นมัวภายในใจเสร็จ อโณชาก็แต่งตัวพร้อมกับหยิบขนมปังแผ่นใส่เครื่องปิ้ง ชายหนุ่มแต่งตัวหน้ากระจกช้าๆ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นพร้อมกับมุมปากที่ฉีกยิ้มอย่างเป็นสุข อโณชาวิ่งไปทางต้นเสียงพร้อมกับรับสายโดยไม่ได้มองเบอร์ที่โทรเช้า
“จอน!!”
“นี่ชั้นเอง ไม่ใช่ผัวแกหรอก”
“....แม่” ชายหนุ่มเสียงอ่อนลง ก่อนจะพูดต่อ “มีอะไรเหรอครับโทรมาแต่เช้า”
“ชั้นก็ไม่ได้อยากจะขัดความสุขของแกนักหรอก แต่มีเรื่องนิดหน่อยก็เลยโทรมา”
“อะไรอีกล่ะ เงินหมดอีกแล้วหรือไง”
“นั่นก็เรื่องนึง แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักหรอก ชั้นจะชวนแกไปงานศพน่ะ”
“งานศพ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างสงสัย “งานศพใครล่ะแม่ เรามีญาติกับเค้าด้วยหรอ”
“อืม ... เป็นญาติที่ชั้นเองก็ลืมๆไปแล้วล่ะ ย่าของแกไง”
“ย่า?” ชายหนุ่มครุ่นคิด พลางค้นหาภาพของญาติผู้ใหญ่คนนี้ในความทรงจำ ชายหนุ่มคุ้นลางๆว่าเมื่อเยาว์วัย เคยได้วิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนที่บ้านของย่า พร้อมกับเสียงดุด่าโหวกเหวกของหญิงชราที่เหมือนใครก็จะทำอะไรไม่ถูกใจนัก “ย่าเสียหรอแม่”
“ไม่มั้ง อาจจะถอดจิตไปเฝ้าพระอินทร์แล้วหาทางกลับไปเจอ” ผู้เป็นแม่หยอกด้วยตลกร้าย “เอาเป็นว่า ยังไงแกก็ต้องมาแหละ เพราะเค้าจะทำเรื่องแบ่งมรดกกันหลังจากที่เผาศพย่าแกน่ะ”
ชายหนุ่มยกยิ้มน้อยๆ อย่างน้อยที่สุดในวิกฤติก็ยังมีลาภลอยๆจากคนตายมาช่วยเขาได้ อย่างน้อยที่สุดน่าจะพอให้เขาพอมีกินมีใช้ในช่วงที่ว่างงานอยู่
“ถ้าอย่างนั้นรอผมแป๊บนะแม่ เดี๋ยวผมไปรับ”
.
.
.
หลายสิบปีแล้วที่อโณชาไม่ได้กลับมาที่แห่งนี้ ทั้งที่สุพรรณบุรีกับกรุงเทพก็ไม่ได้ไกลกันสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ของแม่ผัวลูกสะใภ้ของแม่กับย่าที่ลงลึกเกินเยียวยา ทำให้แม่หอบเขาหนีมากรุงเทพตั้งแต่เด็ก และใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพจนอโณชาแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเขาเองก็มีญาติฝ่ายพ่อ
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็พาวีออสสีขาวมาจอดที่ลานวัด ก่อนจะพาตัวเองและผู้เป็นแม่เข้ามาในศาลาตั้งศพในช่วงบ่ายๆ คนในงานไม่หนาตานัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะปากของนางหลวยที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเลาะร้ายเหมือนตะไกรที่นางอำไพแม่ของอโณชาพร่ำบ่นอย่างเข็ดขยาด
“มาถึงแล้วรึ ยายไพ” เสียงเรียบๆเอ่ยขึ้นจากชายสูงวัยคนหนึ่ง อโณชาคุ้นหน้าเลาๆ แต่ก็นึกชื่อไม่ออก
“อ้อ ใช่สิจ๊ะ พี่วัน แม่ผัวตายทั้งทียังไงก็ต้องมาสิ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งนะคะ อ้อ ... โน นี่ลุงวัน พี่ของพ่อแกไง”
“สวัสดีครับ ลุงวัน”
“อื้ม ... โตขึ้นมาแล้วก็ยังหน้าตาดีเหมือนแม่” ผู้เป็นลุงรับไหว้ “ดูเป็นคนกรุงเทพไปเลยนะเนี่ย”
“ก็ดีกว่าปล่อยให้อยู่กับพ่อเลวๆกับแม่ผัวเค็มๆที่นี่ล่ะค่ะ”
“เลิกพูดแบบนั้นเถอะไพ ยังไงซะเค้าก็ตายไปแล้วทั้งสองคน”
“โอเคค่ะ จริงๆชั้นก็ไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่นักหรอก และก็ไม่อยากจะกลับมาเหยียบที่นี่ด้วย ชั้นก็แค่พาลูกมารับฟังเรื่องพินัยกรรมแล้วพอแบ่งมรดกกันเสร็จ ชั้นก็จะกลับแล้วล่ะ”
วันมองหน้านางอำไพด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เข้าไปนั่งข้างในก่อนเถอะ”
.
.
.
ตลอดเจ็ดวัน คนที่มาในงานก็ยังคงไม่หนาตาเหมือนกับในวันแรก จนถึงวันเผา อโณชาวางดอกไม้จันหน้าเมรุด้วยความคิดที่ว่างเปล่า ความทรงจำระหว่างเขากับผู้เป็นย่าแทบจะเป็นศูนย์ เหมือนๆกับวันที่เขามางานศพผู้เป็นพ่อที่ตายด้วยโรคตับแข็งเมื่อสิบปีก่อน แม่ไม่เคยพาเขามาหาญาติฝั่งพ่อเลยตั้งแต่หอบหนีมากรุงเทพ จากที่เคยโหยหาก็กลายเป็นเฉยชาด้วยวิถีชีวิตของครอบครัวแบบคนเมือง และตัวอโณชาเองก็ไม่รู้สึกถึงความต่างระหว่างการมีหรือไม่มีพ่อ
“ผมขอโทษนะครับย่า ที่อาจจะเป็นหลานที่ไม่ดีนัก แต่ก็ขอบคุณสำหรับมรดกที่ย่าจะให้ มันทำให้ผมพอจะลืมตาอ้าปากได้ในตอนนี้จริงๆ” ชายหนุ่มคคิดในใจ พลางมองกลุ่มควันที่พวยพุ่งช้าๆออกจากปล่องเมรุ
“รู้สึกยังไงบ้างล่ะฮึ โน” ผู้เป็นลุงเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง
“ลุงวันหมายถึง เสียใจน่ะหรอครับ ถ้าแบบนั้นคงจะไม่ใช่ เพราะ...เอ่อ ผมคงไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับย่าเท่าไหร่น่ะครับ”
“ก็ถูกของเรา แม่เราน่ะใจแข็งเป็นบ้าเลย ... จริงๆแล้วย่าเราเค้าคิดถึงเรามากนะโน แต่แม่เราน่ะ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมกลับมาหา”
“ผมว่า ทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองแหละครับ”
“อืมม ลุงเข้าใจ ... ว่าแต่ตอนนี้เราทำงานทำการอะไรล่ะเนี่ย ลุงก็ยุ่งๆ ไม่ได้คุยกันเลย กะจะคุยกันที่บ้าน แม่เราก็ดันไปนอนที่โรงแรมเสียอีก”
“ก็เคยเป็นเซลส์น่ะครับลุงโน แต่ตอนนี้ .... เอ่อตกงานน่ะครับ”
“โอ้ ... แย่เลยนะ”
“ครับ ก็นิดหน่อย”
ควันสีดำยังคงลอยออกมาจากปล่องเมรุช้าๆเหมือนวิญญาณของผู้ตายที่ค่อยๆลาจากโลกมนุษย์และสังชารของตนเองไป ลุงกับหลานที่ไม่ได้เจอกันมานานมองหน้ากันด้วยสีหน้ายิ้มเล็กน้อย ก่อนผู้เป็นลุงจะตบไหล่หลานเบาๆ
“กลับกันเถอะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปเจอกันที่บ้านผู้ใหญ่ ลุงว่าแม่เราเค้าคงไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักหรอก”
.
.
.
บ้านผู้ใหญ่บ้านอยู่ไม่ไกลจากบ้านของนางฉลวยย่าขออโณชานัก ชายหนุ่มกับแม่มาถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านเพื่อมารอเปิดพินัยกรรมที่นางฉลวยเขียนทิ้งไว้ก่อนตายและฝากให้ผู้ใหญ่มั่นเป็นผู้ดูแลพินัยกรรมนี้
“น่าจะมากันพร้อมแล้วนะ” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเป็นคนสุพรรณบุรีแต่กำเนิด “ข้าจะได้เปิดอ่านเสียที ...”
อโณชากลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับที่ผู้ใหญ่มั่นเริ่มอ่านข้อความในพินัยกรรม “อันทรัพย์สินของข้าพเจ้า นางฉลวย ดงไผ่ อันประกอบด้วยที่นาจำนวนหนึ่งร้อยไร่ และเงินสดในธนาคารอีกสองล้านบาท  ข้าพเจ้าขอมอบให้นายวันไชย ดงไผ่ ลูกชายของข้าพเจ้าและนายอโณชาดงไผ่ หลานชายคนเดียวของข้าพเจ้า โดยแบ่งเป็นสองส่วนดังนี้ .... ส่วนที่หนึ่งอันประกอบด้วย ที่นาจำนวนหกสิบไร่และเงินสดหนึ่งล้านบาท ข้าพเจ้าขอมอบให้แก่บุตรชายคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ นายวันไชย ดงไผ่ ส่วนที่สอง อันได้แก่ที่นาจำนวนสี่สิบไร่ เงินสดหนึ่งล้าน และบ้านเลขที่ 49/7 ... ข้าพเจ้าขอยกให้แก่นายอโณชา  ดงไผ่ หลานชายของข้าพเจ้า...”
ชายหนุ่มยิ้มอย่างดีใจอยู่ในที ที่ดินที่เขาได้น่าจะแปลงเป็นเงินได้ไม่น้อย อีกทั้งเงินอีกหนึ่งล้านก็ถือว่าไม่น้อยทีเดียว
“สำหรับทรัพย์สินส่วนที่สองที่ข้าพเจ้ามอบให้แก่นายอโณชาหลานชายของข้าพเจ้านั้น จะถือว่าเป็นการยกให้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนายอโณชามีอายุครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ และเมื่ออายุครบตามที่ข้าพเจ้าได้ระบุไว้แล้ว นายอโณชาจะต้องทำกินบนที่นาผืนนี้เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีให้ได้ผลกำไรอย่างน้อยสามสิบเปอร์เซนต์ของราคาที่นาของข้าพเจ้า จึงจะถือว่านายอโณชามีสิทธิ์ในมรดกที่ข้าพเจ้าจะยกให้ หากไม่สามารถทำได้ตามที่ข้าพเจ้าระบุไว้ ข้าพเจ้าขอยกทรัพย์สินส่วนนี้ให้แก่วัดเดิมบางสืบต่อไป สำหรับเงินทุนสำหรับการเริ่มปลูกข้าวของนายอโณชา ข้าพเจ้ายินดีให้นายอโณชาเบิกถอนได้จากเงินหนึ่งล้านบาทที่ข้าพเจ้าจะมอบให้ แต่ไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาท หรือหากเกินกว่านั้นข้าพเจ้าขอมอบสิทธิ์ขาดแก่นายวันไชย ดงไผ่เป็นผู้พิจารณาว่าเห็นสมควรแก่การเบิกถอนออกมาหรือไม่”
อโณชาหน้าซีดเผือดกับพินัยกรรมของย่า ที่ระบุให้เขาต้องกลายมาเป็นชาวนา!?  ถึงชายหนุ่มจะเคยเป็นเซลส์ขายปุ๋ยก็เถอะ แต่ถ้าให้มาทำนาเองนี่เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายจริงๆ
“ข้าพเจ้า นางฉลวย ดงไผ่ เขียนพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการ และขอยืนยันว่า ตัวหนังสือทุกตัวที่อยู่ในพินัยกรรมฉบับนี้ตรงตามความตั้งใจของข้าพเจ้าทุกประการ ... ลงชื่อ นางฉลวย ดงไผ่”
“บ้าที่สุด!!!” แม่ของอโณชาสบถ “นี่พี่วันทำอะไรกับพินัยกรรมหรือเปล่า ทำไมพินัยกรรมมันถึงได้บ้าบอแบบนี้”
“พี่จะไปทำอะไรฮึ ไพ”
“แล้วทำไมโนมันถึงต้องรออีกตั้งปี แถมยังต้องมาทำนาบนที่ดินของตัวเองด้วย ถามหลานมันสักคำมั้ยว่ามันอยากทำหรือเปล่า”
“แต่ถ้าอยากได้มรดกก็คงต้องทำตามที่ยายหลวยแกเขียนไว้นั่นแหละแม่ไพ” ผู้ใหญ่มั่นบอก “บางทียายหลวยแกอาจจะอยากให้หลานของแกกลับมาทำมาหากินที่บ้านของเราก็ได้
“ฮึ ... เป็นแบบนี้ทุกทีสิแม่ผัวชั้น เผด็จการไม่มีที่สิ้นสุด ตายไปแล้วยังก็ยังไม่ทิ้งเขี้ยวเล็บ” นางอำไพเอ่ยอย่างไม่พอใจนักก่อนจะหันมาทางลูกชาย “แล้วเราล่ะจะว่าไงโน”
“เอ่อ ... ผมไม่มีทางเลือกใช่มั้ยครับ ผู้ใหญ่”
“ก็ ... คงต้องแบบนั้นแหละ พ่อโน”
“เอาน่าโน ยังไงลุงจะช่วยอีกแรง ทำนามันไม่ยากนักหรอก ปู่ย่าตายายเราก็ทำกันมาตั้งนาน ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ”
“เอ่อ ....” อโณชาสับสนกับพินัยกรรมหลุดโลกชองผู้เป็นย่า พลางมองหน้าไปขอความเห็นจากแม่ของตน
“ชั้นไม่ขอออกความเห็นดีกว่า สมบัติของแก ย่าแกเค้าให้ ชั้นไม่อยากจะยุ่งด้วยเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าแกจะอยู่ที่นี่ ชั้นก็บอกได้เลยว่า ชั้นคงไม่อยู่ให้กำลังใจแกที่นี่หรอกนะ”
เมื่อผู้เป็นแม่ตัดพ้ออย่างไม่ใยดี อีกทั้งตัวเองก็กำลังตกงาน มันก็เหลือทางเดียวที่เขาจะพอมีเงินกินเงินใช้ และได้รับมรดกก้อนโตหากทำภารกิจของย่าสำเร็จ ...
“ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องลองดูแหละครับ”
“ต้องอย่างนี้สิวะ หลานลุง” ลุงวันตบบ่าหลานชาย
.
.
.
“สวัสดีครับลุงวัน” เสียงเด็กหนุ่มที่สำเนียงเหน่อตามแบบของคนแถบนี้ดังขึ้น ทำให้สามคนที่เหลือในครอบครัวดงไผ่ต้องหันไปมองตามเสียงนั้น
“อ้าว ไอ้หมา!!!” ลุงวันทักเด็กหนุ่มเจ้าของเสียง พร้อมกับอโณชาที่เงยหน้าขึ้นไปมองชายผิวสองสีตรงหน้า “เพิ่งกลับจากนารึ”
“สักพักแล้วครับลุงวัน แต่แอบได้ยินว่าพ่อกำลังคุยธุระสำคัญกับพวกลุงวันอยู่ เลยไม่อยากขึ้นไป” ชายหนุ่มพูด พร้อมกับเสตัวมามองชายผิวขาวข้างลุงวันไชย “แล้วนี่....”
“อ๋อ .... หลานชายลุงเอง ชื่อไอ้โน” ลุงวันยิ้ม ก่อนจะแนะนำหนุ่มท้องถิ่นให้หลานชายรู้จัก “ส่วนนี่ ไอ้เมฆ ลูกชายผู้ใหญ่มั่นน่ะโน ส่วนนี่...แม่ของไอ้โนมัน ชื่อ..”
“โน แม่ไปรอที่รถนะ” นางอำไพเดินไปที่รถโดยไม่ได้สนใจเจ้าของบ้านนัก
“เอ่อ ขอโทษแทนแม่ผมด้วยนะครับ คุณเมฆ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
 “ช่างมันเถอะคุณ แล้วก็ไม่ต้องทางการขนาดนั้นก็ได้หรอก ผมมันพวกบ้านนอก เรียกคุณมันจั๊กจี๋พิกล” หนุ่มผิวสองสีเกาหัวแก้เก้อ
“สนิทๆกันไว้นะโน เมฆเค้ารู้เรื่องนาเรื่องข้าวดี มีอะไรจะได้มาถามเมฆมันได้”
“อ่ะครับ” ชายหนุ่มรับคำ
“เอ๋ .... ลุงวัน เมื่อกี๊ลุงว่าไงนะ”
“ก็ เดี๋ยวไอ้โนหลานลุงมันจะมาทำนาบนที่นาของยายหลวยย่ามันที่ตายไปไง”
“ฮะ!!! .... ไอ้นี่น่ะนะ” ชายหนุ่มผิวสีหลิ่วตาอย่างชั่งใจมายังร่างบางผิวขาวเหมือนไม่เคยถูกแดดของอโณชา “จะไหวเร้อ...ลุง สอบตกตั้งแต่หุ่นแล้ว”
“นี่นาย ให้มันน้อยๆหน่อยเหอะ เราเพิ่งเจอกันนะ ไม่คิดจะรักษามารยาทหน่อยเหรอ!!!”
“อ้อๆ ขอโทษที ก็บอกแล้วว่าผมมันบ้านนอก คิดอะไรก็พูดแบบนั้น ก็หุ่นคุณมันไม่ให้นี่นา แล้วดูผิวสิ...” เมฆพูดพร้อมกับคว้าแขนของอีกคนขึ้นมาดู “อยู่แต่ในห้องแอร์สิท่า ดูซิทั้งขาวทั้งนุ่มยังกับผู้หญิงเลย”
“ปล่อยนะเว้ย!!!” ชายหนุ่มยั๊วะเมื่อโดนถึงเนื้อถึงตัว
“แหม!!! หวงตัวเป็นแต๋วเลยเว้ย”
“แต๋วบ้านนายสิวะ!!!”
“แน่นอน นี่บ้านผม ไม่ใช่บ้านคุ้ณ!!!”
ชายหนุ่มกำหมัดแน่นเมื่อโดนจี้ใจดำและดูถูกซึ่งๆหน้า จนผู้เป็นลุงต้องห้ามทัพเสียเอง “ไอ้เมฆ ปากหมาไม่เลิกนะเอ็งเนี่ย”
“แหม ลุงวัน ผมก็หยอกนิดหน่อยเอง ใครจะไปรู้ว่าหลานชายลุงจะอ่อนไหวขนาดนี้เล่า”
“ผมว่า .... ผมปรึกษาลุงวันอย่างเดียวก็พอแล้วล่ะครับ ส่วนคนอื่น ... ปล่อยมันแก่ตายเถอะ” อโณชาเหน็บหนึ่งที ก่อนจะหันหลังกลับไปยังรถ
“นี่ๆ ไอ้แฉะ” หนุ่มบ้านทุ่งแกล้งคุยกับควายตัวเมียผิวดำที่ผูกไว้ใต้เรือนด้วยเสียงเหน่อๆ “ทำไมคนกรุงเทพเค้าขี้ใจน้อยจังวะ หยอกนิดหยอกหน่อยก็ไม่ได้ เห็นว่าน่ารักหรอกนะถึงได้หยอกน่ะ แต่ใจน้อยแบบนี้ข้าคุยกับแกดีกว่าว่ะอีแฉะ”
น่ารักเหรอ ? ถ้าไม่ใช่เวลานี้อโณชาคงจะเขินไม่น้อยที่ถูกชม แต่ในตอนนี้เวลานี้และจากปากไอ้บ้านี่ มันกลายเป็นคำเหน็บแนมชัดๆ
“อย่าเจอกันอีกเลย ไอ้มืดอ๊ย” ชายหนุ่มสาปแช่งในใจ ก่อนจะขับรถออกไป   


 :L2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-12-2011 11:35:41 โดย Glorious »

- คราส -

  • บุคคลทั่วไป
กรี๊ด เรื่องใหม่  :mc4:
เริ่มเรื่องมาหดหู่นิดๆแฮะ
เมฆนี่พระเอกหรือเปล่า น่ารักดี

 :pig4: ลงชื่อติดตาม

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4312
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
กลับบ้านนาเถอะนะ ท่าทางรักจะรออยู่  :-[

wdaisuw

  • บุคคลทั่วไป
ชอบแนวนี้เลยค่ะ
อยากจะกรีดร้องง

ต้องมาพ่อแง่แม่งอนแบบนี้แหล่ะ
ลูกดก ฮิๆๆ :impress2:

มาต่อไวๆนะค้าาา

ออฟไลน์ CarToonMiZa

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +820/-41
จิ้ม  :z13: เรื่องใหม่
กลับบ้านนาเถอะรักรออยู่ :L2:
+1เป็นกำลังใจ
แถมเป็ดไปเลี้ยงแก้เหงา

yayee2

  • บุคคลทั่วไป
อ๊ะ..เรื่องใหม่ ผู่ใหญ่เมฆกับนางโน เอ๊ย..ไม่ใช่..กรุ่นกลิ่นรวงข้าว แหะ แหะ
แค่ตอนแรกก็ท่าทางจะสนุกล่ะ
มาจ้ะ มา :mc4:ต้อนรับเรื่องใหม่กันจ้ะ

ออฟไลน์ Shock_n2n

  • Deep cute...
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +32/-0
พระเจ้า อยากอ่านแนวนี้พอดี อยากอ่านต่อมาก
แค่ ตอนแรกก็เรียก ใจได้เยอะเลยนะเนี่ย  :impress2:

อยากให้มาต่อเร็วๆ จริงเลย  :L2: :L2:
อยากจะ +ให้ สัก 100 เหอะ

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3792
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-12
ชอบอ่ะ
รักเกิดแถวบ้านทุ่ง :o8:

ออฟไลน์ fuku

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +461/-19
อ่านแล้วหิวข้าว *เกี่ยวตรงไหน?

แต่น่าสนุกมาค่า^^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






chinminho

  • บุคคลทั่วไป
เจอกัน ก็เปิดสงคารแล้ว


ปล.ต้องรับเรื่องใหม่

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2759
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
กำมีตอนเดียว - -

ออฟไลน์ LalaBam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-2
หวังว่าเรื่องนี้จะไม่ดราม่าขนาดน้องลมนะ

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 888
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
อ๊าย...เรื่องใหม่กับกลิ่นอายชนบทบ้านนา และ ท้องทุ่ง  :oni1:
คุณย่าคงอยากให้คุณโนกลับมาตั้งรกราก ทำมาหากิน และสร้างครอบครัวที่บ้านเกิด (นึกถึงเกมส์ Harvest Moon จัง)
แต่ไม่รู้ว่าเกษตรกรมือใหม่อย่างคุณโน กับมือโปรด้านนาข้าว เทรนเนอร์จำเป็นอย่างคุณเมฆ
จะตบตีกันตายก่อนได้เก็บเกี่ยวรึเปล่านะ?

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-12-2011 01:10:54 โดย Cherry Red »

ออฟไลน์ MiSS-U

  • {^o^} {^3^}
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4168
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2800/-11
 :mc4:

ได้กลิ่นไอบ้านนา  รออ่านตอนต่อไปค่ะ

+1และเป็ดประเดิมเป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ POPEA

  • Blood Type :: Y
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
    • http://writer.dek-d.com/popae/writer/view.php?id=794488
ชื่อเีื้่รื่องได้กลิ่นไอบ้านทุ่งมากเลยค่ะ~
เคยตามอ่านลุงเต้กับน้องเจ๋งของคนแต่งอยู่
พอตกงานก็จะมาทิ้งกันเลยหรอไอ้เด็กจอน! :m16:
ยุ่งซะแล้วล่ะสิงานนี้อโณชาต้องปรีับตัวใหม่ทุกอย่าง ชอบพระเอกแบบเมฆอ่ะดูปากร้ายดี55.

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
บวกให้ค่า พลอตน่ารักดีจัง

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5870
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +917/-26
มาตอนแรกก็สนุกแล้ว

ออฟไลน์ zombi

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1404
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-5
+1
น่ารัก ชอบแบบนี้
กัดกันวันละนิดจิตแจ่มใส^^

Mio

  • บุคคลทั่วไป
รอวันที่คนกรุงสูงส่งโดนดึงลงมาอยู่ในท้องไร่ท้องนากับพ่อหนุ่มบ้านนอก แอร๊ยยยยยย 
สามคำๆๆ >>> ปลูก กล้วย กัน (??) :z1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ evilheart

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +145/-3
ท่าทางโนจะได้ของดำไว้เชยชมซะแล้ว

ออฟไลน์ roseen

  • เก็บความทรงจำที่ดีๆของวันวาน เพราะมันคือกำลังใจของวันนี้
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +947/-15
 :mc4:สนุกดี :L2:

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
น่ารัก สนุกจังเลยค่ะ

ออฟไลน์ Pithchayoot

  • พิชญ์ชยุตม์
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
ขอบคุณครับ


น่ารักอ่ะ

ออฟไลน์ เดหลี

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +253/-3
คุณน้องหนิงขยันสุดๆๆ อะ เขียนเรื่องออกมาได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับเรื่องนี้ ชอบพล็อตแบบนี้นะ กลับคืนถิ่น  :impress2: สงสัยได้สอนไปกัดกันไปรักกันไป
รอติดตามจ้า  :L2:

ออฟไลน์ ลำนำบุหลันครวญ

  • Most Wanted!!!
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +377/-1
ตอนที่ ๒

อโณชาขับรถกลับกรุงเทพอีกครั้ง ชายหนุ่มมาส่งแม่ที่บ้าน ก่อนจะยกโทรศัพท์ต่อสายไปหาจอน ชายผู้เป็นที่รัก ทว่า...
“ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด” เสียงสัญญาณรัวเร็วเหมือนปลายสายตัดสายทิ้งในทันที ความร้อนรนทำให้ชายหนุ่มต่อสายไปอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถที่จะติดต่อได้อีก
“จอน ... จอมไม่รักโนแล้วหรอ....”
น้ำตาของอโณชาไหลออกมาช้าๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขับรถตรงไปยังหอพักของคนรัก ที่อโณชาช่วยออกค่าห้องให้แต่ละเดือน
ชายหนุ่มก้าวขึ้นบันไดช้าๆพร้อมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าห้องของจอน อโณชาไขกุญแจด้วยมือที่สั่นเทา พร้อมกับค่อยบิดลูกบิดประตูอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้คนข้างในรู้สึกตัว

.....และภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจของอโณชาแทบหยุดเต้น เมื่อได้เห็นเด็กหนุ่มที่ตัวเองมอบหัวใจให้กำลังกอดรัดกับชายหนุ่มอีกคนบนเตียง ด้วยเครื่องแต่งกายที่จะหลุดมิหลุดแหล่ น้ำตาที่เอ่อมาตลอดทางที่ขับรถมาเริ่มพรั่งพรูอย่างบังคับไม่ได้ ชายหนุ่มแผดเสียงด่าด้วยความโกรธเกรียวทันที...
“ทำไมจอนถึงได้เลวแบบนี้!!!”
“พี่โน....”
“เพี๊ยะ!!!” อโณชาพุ่งเข้าไปตบหน้าชายหนุ่มทั้งสองคนทันที ชายแปลกหน้าหน้าซีดเผือดเมื่อโดนสัมผัสที่รุนแรงจากฝ่ามือของอโณชา ในขณะที่จอนลูบหน้าเบาๆ พร้อมกับพุ่งมาทำร้ายอดีตคนรักด้วยวิธีการเดียวกันกับที่ตนเองโดน
“โอ๊ยยย!!! ฮือออ” อโณชาหน้าหันและเจ็บแปลบ แต่ไม่หนักเท่ากับความรวดร้าวในใจที่ได้เห็นภาพของคนที่ตนรักมีอะไรกับคนอื่น
“มึงเลิกยุ่งกับกูได้แล้ว อีเหี้ยโน แล้วถ้ามึงจะตบหน้ากูอีก คราวนี้มึงโดนกูกระทืบแน่”
“ทำไม ... จอนถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ ... เพราะโนไม่มีเงินแล้วรึไง”
“หึหึ ไม่หรอกมั้ง ...กูก็แค่ทนมึงมานานแล้วก็เท่านั้นแหละ”
“ทน ... ทนอะไร ผมทำอะไรผิดฮะ จอน ห้องนี้โนก็ช่วยออกค่าห้องให้ โนไม่เคยนอกใจจอมเลยสักครั้ง จอนอยากไปไหนโนก็ไม่เคยห้าม แล้วจอนไม่พอใจโนตรงไหน” ชายหนุ่มถามพร้อมกับน้ำตานองหน้า
“มึงเลิกถามเซ้าซี้กูแล้วออกไปจากห้องนี้ซะ ก่อนที่กูจะทำอะไรมึงมากกว่านี้!!!”
.
.
.
ชายหนุ่มกลับมาที่คอนโดของตัวเองอีดครั้งอย่างไร้เรี่ยวแรง ภาพคนสองคนในกรอบรูปถูกเจ้าของห้องขว้างทิ้งอย่างไม่ใยดีจนกระจกแตกกระจายไปทั่ว อโณชาทิ้งตัวลงบนเตียงหนาพร้อมกับฟูมฟายอย่างไร้สติ หมดสิ้นแล้วทุกสิ่ง ความรักที่หลอกลวง ทุกสิ่งที่ทุ่มเททำให้กับคนๆนั้นไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงบนผืนทราย ที่ไม่ได้อะไรกลับคืน
ความรักของคนที่อโณชาเรียกว่าคนรักมีค่าแค่เงินตราที่เขามอบให้เท่านั้น
สติสุดท้ายที่อโณชาหลงเหลือมีแค่เสียงร้องไห้ก่นด่าเบาๆ พร้อมกับมือที่ขยุ้มผ้าห่มจนยับยู่ ก่อนจะหมดแรงหลับไปทั้งอย่างนั้น .... จนถึงเช้าของอีกวัน
ผ้าม่านที่ไม่ได้ปิดไว้เผยแสงแดดยามเช้าให้ลอดแยงตาเข้ามา ชายหนุ่มงัวเงียตื่นขึ้นมาช้าๆพร้อมกับดวงตาที่ปวดปร่าจากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อคืน เขาเปิดประตูบานเลื่อนริมระเบียงออกให้สายลมร้อนๆปะทะผิวกาย  ไอร้อนวูบจากเปลวแดดและไอเสียรถยนต์ที่ระเหยขึ้นมาบางๆทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าเขายังมีลมหายใจ ...เพื่อตัวเอง
หลังจากที่อาบน้ำและเก็บกระเป๋าเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ชายหนุ่มก็เริ่มใช้ผ้าสีขาวคลุมเฟอร์นิเจอร์ต่างๆในห้องด้วยความรู้สึกว่างเปล่า และหมดห่วง .... ที่เมืองหลวง กรุงเทพเมืองฟ้าอมร
“ลาก่อน... “ชายหนุ่มรำพึงกับตัวเองก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินทางออกไปจากห้องด้วยดวงใจเด็ดเดี่ยว
.
.
.
“อ้าวมาแล้วหรอ โน” ลุงวันทักขึ้นเมื่อเห็นหลานชายเดินขึ้นมาบนเรือน ชายหนุ่มยกมือไว้พร้อมกับยกยิ้มเล็กน้อยให้แก่ผู้เป็นลุง
“ลุงจัดห้องไว้ให้แล้วล่ะ เอาข้าวของไปเก็บก่อนมั้ย”
“ขอบคุณครับ แล้วลุงพักห้องไหนล่ะครับเนี่ย”
“อ๋อ ... ลุงอยู่บ้านของลุงน่ะ อยู่ท้ายนาโน่นแหละ”
“เอ๋ .... แล้วบ้านหลังนี้ล่ะครับ มีผมอยู่คนเดียวหรอ”
“ก็ประมาณนั้นแหละ อ้อ ..แต่ไม่ต้องกลัวหรอก มีแม่ทองกับนังทิ้งอยู่คอยช่วยดูแลบ้านให้โนด้วย” ลุงวันยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเรียกเจ้าของชื่อทั้งสองคน  “เอ้า แม่ทอง นังทิ้ง ขึ้นมาบนเรือนสิ “
สองแม่ลูกเดินขึ้นมาตามเสียงเรียก นางทองเป็นหญิงหม้ายผัวตายที่นางฉลวยมาเลี้ยงเป็นคนรับใช้โดยให้เงินค่าตอบแทนเล็กน้อยตอบแทนโดยให้สองแม่ลูกมาพักกับนางที่นี่พร้อมกับส่งเสียนังทิ้งให้เล่าเรียนด้วย
“สวัสดีจ๊ะนาย”
“เอ่อ สวัสดีครับ ไม่ต้องเรียกผมนายก็ได้มั้งครับ ผมไม่ได้อะไรขนาดนั้นหรอก”
“แต่นายเป็นหลานของคุณนายฉลวยนะจ๊ะ จะให้พวกฉันสองคนเรียกนายว่าอะไรล่ะ”
“เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเถอะครับ ป้าทอง ...อ้อ ส่วนเราชื่อทิ้งใช่มั้ย อายุเท่าไหร่แล้วเรา“ อโณชาลูบศีรษะเด็กสาวมัดแกละสองข้างช้าอย่างอ่อนโยน
“ค่ะนาย ตอนนี้หนูแปดขวบแล้วค่ะ”
“แม่ทอง นังทิ้ง ยังไงชั้นก็ฝากหลานชั้นด้วยนะ ดูแลให้ดีเหมือนกับที่ดูแลแม่ของฉันนั่นแหละ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกจ๊ะ นายวัน ลูกหลานเจ้านายชั้นต้องดูแลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว”
หนุ่มใหญ่ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหันมาคุยกับหลานชายต่อ “เดี๋ยวเราเลยไปที่ดินเลยมั้ย ให้เขาตีราคาให้ว่าที่ดินทั้งหมดมันราคาค่างวดสักเท่าไหร่”
“อ่า ก็ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปเก็บของสักครู่”
.
.
.
อโณชานั่งรับลมยามบ่ายชายทุ่งอยู่ที่เถียงนาบนที่ดินของตัวเอง พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ที่ดินของเขามีราคาค่างวดไม่น้อยทีเดียว ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร แต่ก็ไม่แปลกนักสำหรับที่ดินบนถิ่นบรรหารบุรี กำไรหนึ่งล้านสองแสนบาทที่เขาจะต้องทำให้ได้จากการปลูกข้าวบนที่นาที่อีกอึดใจเดียวเขาจะได้กลายเป็นเจ้าของหากทำตามประสงค์ของย่าฉลวยได้สำเร็จ
ทิวไผ่ปลายนาโบกไหวไปตามสายลมพร้อมกับส่งเสียงหวีดหวิวอย่างน่ากลัว ชายหนุ่มไม่คุ้นกับเสียงที่ได้ยินนัก เสียงหวีดหวิวนั้นทำให้เขาจินตนาการถึงเสียงหวีดร้องของเสียงเปรตที่มาขอส่วนบุญ หากตะวันคล้อยต่ำลงกว่านี้สักหน่อย อโณชาคงจะรีบบึ่งขับจักรยานหนีไปจากที่นี่แน่ๆ
“ผีหลอก!!!!”
“เฮ้ยยยยยยย” อโณชาสะดุ้งสุดตัวพลางลุกจากเถียงนาอย่างว่องไว ทว่าเมื่อหันไปทางผีตนนั้น ก็ได้พบกับร่างของคนๆหนึ่งที่อยู่บนหลังควายแคระซึ่งทำให้เขาไม่สบายอารมณ์เท่าไหร่
“ไอ้บ้า”
“ว่าไงครับ พ่อคนขวัญอ่อน” ตาคมกลอกไปมาอย่างสะใจและล้อเลียนเพื่อนบ้านผู้มาใหม่
“ถ้าผมตกใจจนช๊อคตายไปนายจะรับผิดชอบยังไงฮะ นายเมฆ”
“หึหึ บ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ ถ้าคุณตายไปผมก็คงหมกศพคุณไว้แถวๆนี้ล่ะครับ”
“ไอ้มืด แกนี่มัน.....โรคจิตจริงๆ”
“นี่คุณ น้อยๆหน่อย ผมชื่อเมฆ และถึงผมจะดำผมก็ไม่อยากให้ใครมาเรียกไอ้มืดหรอกนะ เดี๋ยวพ่อก็คลั่งฆ่าหมกป่าซะจริงๆหรอก”
คำขู่ฆ่าของหนุ่มบ้านนาได้ผล สีหน้าของอโณชาซีดลงเล็กน้อย ก่อนจะพยายามเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนายมาทำอะไรบนที่ของผมล่ะ”
“โอ้โหยย เพิ่งได้กรรมสิทธิ์ยังไม่ถึงอาทิตย์ดี ทำอวดเบ่งแล้วหรอพ่อหนุ่มกรุงเทพ ผมจะบอกอะไรให้นะ ที่ของคุณนะอยู่ฝั่งโน้น ส่วนที่ที่อีแฉะมันเหยียบอยู่เนี่ยมันเป็นที่ผม” เมฆินทร์เยาะเย้นด้วยน้ำเสียงเหน่อสุพรรณตามแบบฉบับคนท้องถิ่น
“จ...จริงหรอ”
“คุณจะไปกรมที่ดินพร้อมกับผมพรุ่งนี้ไหมล่ะ”
“เออๆ ช่างมันเถอะ” ชายหนุ่มตัดบทอย่างไม่ใส่ใจ “ทีหลังอย่ามาแกล้งกันแบบนี้อีกล่ะ”
อโณชาทรุดตัวลงนั่งบนเถียงนาอีกครั้ง ก่อนจะทอดมองออกไปยังผืนนารกร้างที่รอการหว่านไถ
“คุณทำนาเป็นหรอ”
“ไม่เป็นหรอก แต่ก็คงไม่ยากหรอกมั้ง ... ผมปลูกต้นไม้ขึ้นนะ”
“โถ พ่อคุณเอ๊ย ปลุกข้าวนะคุณ ไม่ใช่ปลูกต้นตะบองเพชร ไม่เก่งจริงทำไม่ได้หรอก”
“แล้วข้าวมันไม่ใช่พืชรึไงล่ะ มันก็แค่โรยเมล็ด ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย หมั่นดูแลเอาใจใส่ มันก็โตแล้ว มันจะไปยากอะไร”
“คนกรุงเทพก็เป็นซะแบบนี้ ยึดติดกับตำราซะจนเคยตัว ที่ตอบมาเนี่ยเอามาจากวิชา กพอ. ตอนประถมสินะ”
ชายหนุ่มหน้าชากับคำสบประมาทที่แทงใจดำ ไม่ผิดหรอก คำพูดพวกนี้ก็แค่เป็นการท่องจำมาตอบข้อสอบตอนประถมทั้งนั้นแหละ หนุ่มบ้านนาผิวสีดูสีหน้าของเพื่อนบ้านผู้มาใหม่ก็รู้สึกได้ถึงความมีชัย ก่อนจะพูดต่อ ...
“คุณจะไปรู้อะไร การทำนาน่ะนอกจากไอ้ทฤษฎีที่พวกคุณท่องๆกันเป็นนกแก้วนกขุนทองน่ะ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณจะต้องทำนั่นก็คือ การเข้าใจถึงจิตวิญญาณของพระแม่โพสพไงล่ะ”
“จิตวิญญาณพระแม่โพสพ? ... นายดูหนังมากไปจนเพี้ยนหรือเปล่าเนี่ย”
“คุณนี่มันคนกรุงเทพพันธ์แท้จริงๆ คุณรู้มั้ย ว่าทำไมชาวนาถึงถูกยกย่องให้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แล้วคุณรู้มั้ยว่าทำไมข้าวสมัยก่อนถึงมีคุณค่าทางอาหารมากมายจนฝรั่งมังค่าเค้ามาขโมยเอาไปจดทะเบียน”
“เอ่อ....”
“ผมรู้ว่าพวกคุณน่ะไม่รู้หรอก มัวแต่สนใจว่าไอโฟนห้าจะออกเมื่อไหร่ แอ็พอะไรน่าสนใจบ้าง จนลืมไปว่าบรรพบุรุษของเราน่ะ เป็นชาวนากันมาก่อนทั้งนั้น คุณรู้มั้ยว่าทำไมเค้าถึงยังอดทนทำนากันทั้งที่นาท่วมฝนแล้ง แถมยังโดนเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่เขาไม่รู้จะทำอะไรหรอกนะ แต่เพราะว่าพวกเขาสืบทอดเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ ว่าถ้าไม่ปลูกข้าว ลูกหลานก็จะไม่มีข้าวกิน”
สีหน้าของเมฆินทร์จริงจังเหมือนกับคำพูดที่เอ่ยออกมา จนหนุ่มเมืองกรุงต้องหยุดฟังต่อไป
“แล้วคนสมัยนี้เอะอะอะไรก็พึ่งยาพึ่งปุ๋ยเคมี จนปูปลาในนามันตายไปหมด แถมพวกแมลงศัตรูพืชมันก็ดื้อยาด้วย สารพิษที่พวกคุณใส่ๆลงไปมันก็ไปสะสมในดินในต้นข้าว คุณรู้มั้ย ข้าวไทยสมัยก่อนน่ะ มีสารต้านมะเร็งและอะไรอีกมากมายที่พวกฝรั่งเค้าค้นเจอแล้วหาทางขโมยไปโดยที่คนอย่างพวกคนแม่งก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“นี่ นายเมฆ ผมรู้นะ ว่าคุณมีความรู้เรื่องข้าวมาก แต่คุณอย่ามาด่ากราดสาดเสียเทเสียใส่ผมแบบนี้สิ”
“ผมก็ว่าๆเอาไว้ คุณไม่ทำก็อย่ารับไปสิ”
“แล้วทำไมนายต้องทำหน้าแบบนั้นใส่ผมเหมือนผมเป็นจำเลยของสังคมแบบนั้นด้วยเล่า”
“ก็เผื่อๆเอาไว้ หวังว่าคุณจะไม่ทำ”
“ผมไม่เถียงหรอกนะ ว่าไอ้ทฤษฎีเป็นมิตรกับธรรมชาติและจิตวิญญาณอะไรของนายมันไม่ดี แต่ในปัจจุบันที่เราส่งออกกันเป็นตันๆไม่ใช่เป็นเกวียนเนี่ย นายปฏิเสธไม่ได้หรอก ที่จะไม่พึ่งปุ๋ยพึ่งยา นายทำนาปีได้หรอ นายไม่แคร์คลองชลประทานได้หรอ ก็ไม่ได้ไม่ใช่รึไง”
“ถูกของคุณ แต่คุณรู้มั้ย ว่าชาวบ้านที่นี่น่ะ พวกเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมีไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืชเลย และผมคิดว่า คุณมาอยู่เมืองตาหลิ่วก็ควรจะหลิ่วตาตามนะ”
“หึหึ ผมขอโทษนะ ผมคงทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะผมต้องทำให้ที่นาผืนนี้มีกำไรตั้งเป็นล้านในเวลาหนึ่งปี ผมคิดว่ากระบวนการแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบนั้นมันคงไม่ทันการนักหรอก”
“ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าคุณจะมีเงื่อนไขอะไร แต่ถ้าคุณยืนยันจะทำลายที่ดินของบ้านเดิมบางล่ะก็ ผมกับคุณเราก็คงต้องเป็นศัตรูกัน”
“นายจะทำอะไร ... ในเมื่อผมจะทำอะไรบนที่นาผืนนี้ก็ได้ เรื่องเงินมันไม่เข้าใครออกใครหรอก นายเมฆ”
เมฆินทร์มองอโณชาด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงเรียบๆ “คุณเปลี่ยนไปมากนะ คุณโน”
“เปลี่ยน.... เราเคยรู้จักกันตอนไหนหรอ”
“ช่างมันเถอะ ... คุณไม่ต้องใส่ใจหรอก แต่ผมยืนยันอีกครั้งนะ ว่าถ้าคุณทำให้ที่ดินของที่นี่ต้องแปดเปื้อนล่ะก็ ผมไม่ยอมแน่ๆ”
หนุ่มเมืองกรุงกับหนุ่มบ้านนอกมองตากันอีกครั้ง ความคิดของทั้งคู่เหมือนต่างคนต่างยืนอยู่กันคนละฝั่งขุนเขาแห่งอุดมการณ์ และต่างฝ่ายต่างไม่คิดจะสร้างสะพานข้ามมาหากันแม้แต่น้อย
“นายดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนอื่นจังนะ นายเมฆ”
“ใช่สิ เพราะผมเป็นคนเดิมบาง ผมก็ต้องรักที่นี่ แล้วคุณล่ะ ลืมไปแล้วหรอว่าคุณเองก็เป็นลูกหลานเดิมบางเหมือนกัน ... แต่ช่างเถอะ ผมคิดว่าคุณก็น่าจะเข้าใจภาษาไทยนะ”
เสียงลำไผ่เสียดสีกันชวนหวีดหวิวตอนสายัณห์ทำลายความเงียบงันแต่กลับเพิ่มความวิเวกวังเวงขึ้นอีก อโณชานั่งลงบนเถียงนาอีกครั้งอย่างเซ็งๆพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่กับการปะทะคารมกับชายมากอุดมการณ์อย่างเมฆินทร์ สายลมยามเย็นโชยมาเอื่อยๆปะทะผิวกายของคนทั้งคู่เหมือนเป็นระฆังห้ามทัพก่อนที่ทั้งคู่จะมีปากเสียงกันมากกว่านี้
ดวงตาของเมฆินทร์อ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะตบโคนลำคอของอีแฉะความตัวเก่งเบาๆ
“กลับกันเถอะคุณ .... เดี๋ยวจะมืดเอา ถ้ากลับดึกกว่านี้คราวนี้จะไม่ใช่ผีปลอมๆมาหลอกแล้วนะ”
อโณชาลูบแขนอย่างหนาวๆ ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขากลัวสิ่งเร้นลับพวกนี้จนขึ้นสมอง และเป็นเรื่องเดียวที่ไม่ว่าใครก็ห้ามมาแกล้งกันด้วยเรื่องนี้ แม้ว่าจะไม่เคยเจอผีตัวเป็นๆก็ตาม
“เออ รู้แล้ว” ชายหนุ่มคว้าจักรยานพร้อมกับปั่นจากไปด้วยความเร็วพอสมควร ทิ้งคนเบื้องหลังที่คุยกับควายด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าโนมันยังกลัวผีจนขี้ขึ้นสมองเหมือนเดิมเลยว่ะอีแฉะ ไม่โตขึ้นเล้ย”
.
.
ควายแฉะทำหน้าที่พาหนะคู่ใจของผู้เป็นนายอย่างเชื่องช้าเฉื่อยแฉะเหมือนชื่อ ชายหนุ่มใช้เวลาเดินทางกลับเนิ่นนานจนสูรย์คล้อยต่ำ ชาวนาหลายๆคนพากันเดินทางกลับบ้านด้วยรถอีแต๋น เมื่อพวกเขาสวนกับลูกชายผู้ใหญ่บ้านก็ต่างหยุดทักทายกันตลอดทาง .... ไม่ใช่เพียงเพราะเมฆินทร์เป็นลูกชายผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะชายหนุ่มเป็นผู้กลับมาพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ให้ปลูกข้าวทฤษฎีใหม่และทำไร่นาสวนผสม โดยลดการใช้เทคโนโลยีและเน้นการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติมากขึ้น
“เพิ่งกลับรึ พ่อเมฆ”
“ครับลุง พาอีแฉะไปไถนามา เสร็จตั้งแต่บ่ายแล้วล่ะแต่เผอิญมัวแต่ดูนั่นดูนี่เพลินไปหน่อยเลยเพิ่งจะได้กลับน่ะ”
“แหมะ!! เอ็งนี่มันทำตัวเป็นหนุ่มบ้านนอกจริงๆ ขนาดจบมาจากกรุงเทพตั้งสูงยังกลับมาขี่ควายไถนาได้เนี่ย”
“ลุงก็พูดอย่างกับฉันไม่เคยขี่ควายตอนเด็กๆงั้นแหละ เอาล่ะ...ฉันไปก่อนนะลุง”
.
.
.
อีแฉะยักย้ายกีบของมันมาเรื่อยๆจนถึงหน้าเรือนของนางฉลวยที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนการถือครองเป็นหลานชายคนเดียวของนาง ชายหนุ่มมองเข้าไปในบริเวณบ้านแบ่งปันเขตแดนอย่างง่ายๆด้วยรั้วกระถิน และร่มรื่นไปด้วยต้นมะม่วงและต้นฝรั่ง ชายหนุ่มยังจำได้ว่าบ้านของยายหลวยนั้นมะม่วงและฝรั่งเยอะแยะ โดยเฉพาะต้นมะม่วงริมรั้วข้างศาลพระภูมิที่ชายหนุ่มจะต้องยิ้มให้กับมันเมื่อสัญจรผ่านบ้านยายหลวย ... หากถามว่าต้นมะม่วงต้นนี้พิเศษยังไง ก็มีนิดหน่อย คือเป็นต้นมะม่วงที่เมฆินทร์เป็นคนฝังเมล็ดเอาไว้เอง ส่วนเนื้อของมะม่วงนั้น .... มีเด็กผู้ชายแก้มแดงคนหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเป็นคนกิน ภาพแก้มที่เลอะเนื้อมะม่วงสุกของเด็กคนนั้นยังชัดเจนในความทรงจำเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน พร้อมกับเสียงใสๆที่ถามชายหนุ่มในวันนั้น
.
.
.
“พี่เม่ พี่เม่ ... มะม่วงลูกนี้กินได้มั้ย”
“อย่ากินเลยเอ็ง มันแก่มากแล้ว ไม่รู้เน่าหรือยัง”
เด็กชายเมฆินทร์ในวัยเยาว์ปีนขึ้นไปบนต้นมะม่วง ก่อนจะพยายามปลิดขั้วมะม่วงสุกมาให้เด็กน้อยอีกคนที่รออยู่เบื้องล่างกิน แต่พริบตาที่ละสายตาไป มะมวงลูกที่เด็กน้อยคนนั้นถามก็เหลือแต่เมล็ดแล้ว
“เฮ้ย ... ไอ้โน เอ็งกินเข้าไปได้ยังไง”
“ก็....ผมลองกินดู ถ้าเน่ามันต้องเหม็นดิ .... แต่นี่ไม่เห็นจะเหม็นเลย หวานดีออก” เด็กน้อยยิ้มแฉ่งพร้อมกับคราบมะม่วงที่เลอะไปทั่วสองแก้ม เมฆินทร์ในวัยเยาว์ยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะตะโกนถามคนที่อยู่เบื้องล่าง
“เอาอีกมั้ย .... มะม่วงน่ะ”
“ไม่เอาอ่ะ อิ่มแล้ว”
“เอ็งนี่น้า...” เมฆินทร์ไต่ลงมาจากต้นมะม่วงช้าๆ ก่อนจะพูดต่อ “เอ็งรู้มั้ย มะม่วงที่แก่ขนาดนั้นน่ะ ปกติเค้าจะบ่มเอาไว้ให้มันแก่จัดๆ แล้วเอาไปเพาะเมล็ดปลูกต่อนะ แต่นี่เอ็งเอามากินซะได้”
“เอ๋.... แสดงว่า ...เม็ดนี่ถ้าผมเอาฝังดินไว้มันจะงอกหรอพี่เม่”
“ก็...อาจจะล่ะมั้ง”
“ถ้างั้น ... พี่เม่ขุดดินให้ผมหน่อยสิ ผมจะปลูก .... แล้วสลักชื่อด้วยว่ามะม่วงต้นนี้ของน้องโน” เด็กน้อยยิ้มกว้างอีกครั้งจนทำให้เด็กชายอีกคนที่โตกว่าใจอ่อน “เออ ก็ได้”
เสียมขนาดพอเหมาะที่เสียบอยู่ไม่ไกลนักถูกเด็กชายเมฆินทร์หยิบขึ้นมาใช้ขุดดินเป็นหลุมขนาดย่อมๆสำหรับปลูกต้นมะม่วงของหลานชายเจ้าของบ้าน ก่อนที่เมล็ดมะม่วงเจ้าปัญหาจะถูกหย่อนลงในหลุมนั้นและถูกกลบในไม่ช้า
“ข้าก็ไม่รู้หรอกนะ ว่ามันจะงอกมั้ย แต่ก็ลองดูแล้วกัน เดี๋ยวข้าไปหาน้ำมารดก่อน”
“ไม่ต้องหรอกพี่เม่ เดี๋ยวผมรดให้เอง” เด็กน้อยยิ้มแฉ่ง ก่อนจะถกขากางเกงขาสั้นเผยหนอนน้อยแล้วปัสสาวะแทนน้ำจากฝักบัว
“เฮ้ย ไอ้โน !!!” เด็กชายเมฆินทร์อุทานอย่างตกใจ แต่ก็ไม่ได้ดุด่าอะไรต่อ “เออช่างเถอะ ถ้ามันโตก็โคตรพ่อโคตรแม่มะม่วงล่ะวะ”
.
.
.
ชายหนุ่มเหม่อมองต้นมะม่วงแกร็นๆต้นนั้นเนิ่นนานกว่าทุกวันสักหน่อยพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ควันไฟจางๆที่จุดไล่ยุงลอยมาจากชายทุ่งบอกเวลาย่ำสายัณห์ ...เจ้าของต้นมะม่วงในวันนี้แม้จะไม่เดียงสาจนน่าหยิกแก้มเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ....หากแต่แก้มนั้นยังขาวนวลเหมือนผู้เป็นแม่ไม่มีผิด
“พี่เมฆ....มาหาทิ้งหรอจ๊ะ” เสียงเล็กๆของเด็กหญิงที่คุ้นหูดังขึ้นทำลายห้วงความคิดของลูกชายผู้ใหญ่บ้าน เมฆินทร์หันมายิ้มให้กัยต้นเสียง ก่อนจะลูบหัวของเด็กหญิงเบาๆ
“ไม่ใช่หรอก นังทิ้ง ข้าก็แค่ผ่านมาเฉยๆ”
“โธ่ ... หนูก็คิดว่าหนูซะอีก ไอ้เรารึก็หลงดีใจเก้อ”
เมฆินทร์ชะเง้อมองเข้าไปในตัวบ้าน จนนังทิ้งทักขึ้น
“พี่เมฆมองหาใครหรอจ๊ะ ...แม่หนู หรือ...คุณโน”
“เอ่อ....เปล่าหรอก ข้าไม่ได้มองหาใครหรอก” ชายหนุ่มหันหน้ากลับทันที “ข้ากลับบ้านก่อนนะ”


มาต่อสายไปหน่อยเนาะ แหะๆ สามวัน อย่างที่บอกอยู่นี่ทำอะไรค่อนข้างลำบากสักหน่อย
เลยใช้เวลานิดนึงกว่าจะเข็นออกมาได้แต่ละตอน

ก่อนอื่นเลย ขอบคุณพี่ Cherry Red ที่เตือน เพราะมันผิดจริงๆอย่างที่พี่ว่าเลยครับ ให้ถูกคือ นายโนทำงานมาสามปี และบ้านเลขที่ 49/7 เป็นของนายโนแต่เพียงผู้เดียวครับ (แก้ไขแล้ว)

ขอบคุณที่ตามอ่านกันนะครับ
ยังดีใจกับทุกบวกทุกเป็ดทุกเมนท์นะครับ (โดยเฉพาะอย่างหลัง) :-[

ขอตอบเมนท์สั้นๆเท่านี้นะครับ ที่ออฟฟิศไม่ส่วนตัวเท่าไหร่
เวลาเข้าเล้าแล้วต้องเลื่อนเคอร์เซอร์ผ่านแบนเนอร์ของเล้าแต่ละทีสะดุ้งเฮือกๆเลย กลัวคนมามองข้างหลัง

ขอบคุณอีกครั้งครับ  :L2:

แอบโฆษณา เรื่องสั้นคั่นเวลาลงจบทั้งสองตอนแล้วนะครับ ^ ^

ออฟไลน์ evilheart

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1927
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +145/-3
เพื่อนเล่นสมัยเด็กๆ กลับมาเจอกันอีกครั้ง
จะมีอะไรให้หัวใจหวั่นไหวไหมนะ
ส่วนไอ้จอนของพี่โน เท่าที่อ่านดู มันเลวมาก  :z6:
ดีแล้วที่เห็นธาตุแท้ของมัน
โนไปปลูกมะม่วงกับพี่เมฆต่อไปเหอะ 555

ออฟไลน์ MiSS-U

  • {^o^} {^3^}
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4168
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2800/-11
 o18

อะหะๆ  เค้ารู้จักกันแต่เด็กนี่เอง

พี่เมฆก็คงผูกพันกับหนูโนมากอยู่  เดี๋ยวคงทะเลาะกันไปมาแล้วก็ร้ากกกกันป่ะ

+1และเป็ดให้จ้า

PAAPAENG~

  • บุคคลทั่วไป
แค่ชื่อเรื่องก็น่าติดตามแล้วค่ะ
กลิ่นอายลูกทุ่งเลยมากเลย  555

รอติดตามค่า  :)

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
ชอบค่ะ อ่านแล้วนึกถึงผู้ใหญ่ลีกับนางมา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด