บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 34 (25/04/11) [END]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 34 (25/04/11) [END]  (อ่าน 237173 ครั้ง)

lovevva

  • บุคคลทั่วไป
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #300 เมื่อ21-03-2011 08:48:04 »

 o13เป็นฉากต่อสู้ที่มันดุเดือดมากลุ้นทุกหายใจเลยค่ะ

มู่อี้จิงกัดฟันยอมรับชะตากรรมก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหน้าของคนที่จะตัดสินชีวิตตนเอง ทันใดนั้น ใบหน้าที่ไม่เชิงคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์ที่ฉายเป็นฉากหลัง เขาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ และคิดว่าบางทีเขาอาจจะหมดสติเพราะเสียเลือดแล้วฝันไปก็ได้จึงมีโอกาสได้เห็นภาพนี้ต่อหน้าต่อตา

สายตาเฉียบขาดเยียบเย็นจับจ้องลงมาพร้อมกดกระบอกปืนลงจนเขารู้สึกเจ็บ ก่อนที่จะได้ยินฝ่ายนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“คิดว่ากำลังหันปืนใส่ใครอยู่ นักสืบมู่”

^
^
 o22แล้วเค้าเป็นใครคะหรือว่าจะเป็นฉู่เหวินจือรึเปล่า

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-80
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #301 เมื่อ21-03-2011 09:37:40 »

ใครฟระ  หวังว่าจะเป็นเซินเฟยนะ  เพี๊ยงงงง

ออฟไลน์ Isuru

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 307
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #302 เมื่อ21-03-2011 13:58:03 »

กรี๊ดดดด ค้างอีกแล้วครับท่าน
เฟยเฟยมาแน่ๆเลย  ลุ้นจนใจจะขาด

ออฟไลน์ sukie_moo

  • ปัจจุบัน คือ อดีตของอนาคต
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-14
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #303 เมื่อ21-03-2011 14:26:17 »

กรี้ดดดดดดดดดดดดดดด  !!!!!!! เฟยเฟยใช่ไหมที่มาช่วยอาซิง กะอามู่อ่ะ

อยากอ่านอีก ลุ้นมากๆ

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +685/-7
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #304 เมื่อ21-03-2011 18:21:38 »

วู้ววว ดุเด็ดเผ็ดมันกันเลยทีเดียว

ออฟไลน์ bigbeeboom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #305 เมื่อ21-03-2011 18:42:08 »

อาเฟยมาช่วยพี่ชายสุดที่รักแล้ว เย้เย โฮ้ย ลุ้นๆ อยากอ่านอีกๆ ไรเตอร์สู้ๆๆนะจ๊ะ

ออฟไลน์ £.Ma|e¥

  • ชั้นคือผู้หญิงโรคจิต!! โฮะๆๆ
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 338
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #306 เมื่อ21-03-2011 21:40:26 »

กรี๊ดดดดดดดด อาเฟยแน่นอน ชัวร์ป๊าบ!!!
อร๊ายยย มาแล้วๆๆๆๆ อ่านไปลุ้นไป เครียดๆ เหมือนกำลังดูหนังเลยค่ะ
บรรยายออกมาเป็นฉากๆได้ดีมากกกก เล่นเอาเครียดไปตามๆกัน 55+
รออาเฟยและอาฉู่ตอนต่อไปค่า~ ชอบๆๆ
นักสืบมู่ดูแลอาซิงได้ดีมากเลยอ่า น่ารักดีอ่ะ คู่นี้ไม่smเหมือนคู่อาเฟย :haun4:

ออฟไลน์ TONG

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-4
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 25 (21/03/11)
«ตอบ #307 เมื่อ21-03-2011 23:12:15 »

ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด ลุ้นไปกับมู่และหวางสุดๆเลยครับ รอตอนต่อไปจ้า

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #308 เมื่อ22-03-2011 00:34:06 »

-26-


มู่อี้จิงรู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในความฝัน เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เขากำลังเผชิญกับวินาทีเสี่ยงตายกับกระสุนปืนหลาบสิบนัดและตู้คอนเทนเนอร์สิบกว่าตู้ที่เขาใช้เป็นที่กำบังตน แต่ในเวลานี้ เขากลับกำลังนั่งอยู่ในห้องสูทของโรงแรมแห่งหนึ่ง บาดแผลที่ขาได้รับการพยาบาลอย่างเรียบร้อย ทั้งผ่ากระสุนออกและเย็บปิดแผลโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปหาหมอถึงโรงพยาบาล

ฝั่งตรงข้ามกับโซฟาที่เขานั่งอยู่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังจิบชาอย่างใจเย็น ท่าทางของฝ่ายนั้นยังคงสุขุม ไว้ตัว และเข้าหายากเหมือนเดิมไม่มีผิด ที่ด้านหลังเด็กหนุ่มคนนั้นคือชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำ 2 คน ห่างออกไปตรงเก้าอี้สำหรับดูโทรทัศน์มีชายหนุ่มอีกคนกำลังนั่งเอกเขนกดูข่าวรอบดึกทั้งที่แขนยังใส่เฝือก

หากจะให้เขาย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่เขาก็ต้องเรียบเรียบความทรงจำที่กระจัดกระจายเพราะความตื่นตระหนกเสียเล็กน้อย

ตอนนั้นเขากำลังเงี่ยหูฟังเสียงกระสุนที่แผดลั่นไม่หยุดหย่อน สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกขณะจิต ไม่รู้ว่าด้านหลังตู้เหล็กที่เขาใช้กำบังกายนั้นเกิดอะไรขึ้น แต่จะให้เขาฉวยโอกาสนี้หนีไปก็ไม่ได้เพราะด้านหลังของเขามีคนเจ็บอีกคนหนึ่งที่อาการสาหัสยิ่งกว่าเขาเสียอีก

หวางซิง

ใครจะไปคิดว่าผู้ชายท่าทางเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้จะเกิดมีลูกบ้ากับเขาได้เหมือนกัน อยู่ ๆ ก็แย่งปืนไปแล้วสวมบทพระเอกหนังฮอลิวูดวิ่งไล่ยิงกับมือปืนที่ชำนาญมากกว่าไม่รู้กี่เท่าตัว

ผลจะเป็นอะไรไปได้นอกจากแพ้อย่างหมดรูป นอกจากบาดเจ็บแล้วกระสุนปืนยังหมดเกลี้ยง

แล้วสภาพในเวลานั้นก็เป็นอย่างที่เขาว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาสองคนคอยเงี่ยหูฟังสถานการณ์อย่างใจจดใจจ่อ เพื่อหาหนทางฝ่าดงกระสุนออกไปให้ได้ ในตอนนั้นมู่อี้จิงรู้สึกเหมือนตัวเองเปลี่ยนหน้าที่จากตำรวจสืบสวนสอบสวนกลายเป็นหน่วยสวาทชั่วคราว เพียงแต่เขาไม่มีทั้งเกราะและอาวุธ ช่างเป็นสภาพที่น่าสมเพชที่สุดในชีวิตตำรวจก็ว่าได้ ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่จวนตัวจนคิดอะไรไม่ทันอย่างนี้มาก่อนเลย

อย่างไรก็ตาม หลังจากทนเงียบรอสถานการณ์อยู่นาน เสียงกระสุนก็ค่อย ๆ หายไปจนเหลือเพียงเสียงคลื่นทะเลกระทบชายฝั่งและเสียงลมหายใจของพวกเขาสองคน ก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าสืบเข้ามาใกล้ราวกับรู้ว่าพวกเขาอยู่ตรงนี้ และเพราะมองไม่เห็นอีกฝ่ายเขาจึงไม่รู้ว่านั่นคือมิตรหรือศัตรู ดังนั้น ก่อนที่จะถูกจัดการเขาก็ต้องลงมือก่อน ถึงปืนจะไม่มีกระสุนแต่ก็คงช่วยทำให้อีกฝ่ายชะงักไปได้ มู่อี้จิงจึงตัดสินใจเล็งปืนไปยังช่วงท้องของฝ่ายตรงข้ามเนื่องจากเขาอยู่ในท่านั่งและไม่รู้ส่วนสูงของคนที่จะโผล่มา จะให้เล็งศีรษะโดยทันทีคงเป็นไปได้ยาก ทว่าฝ่ายนั้นกลับเร็วกว่า ปลายกระบอกปืนสีดำมะเมื่อมกดลงบนหน้าผากของเขาอย่างไม่ลังเล

วินาทีนั้นเขาคิดว่าต้องตายแล้วแน่ ๆ....

ทว่า....

“คิดว่ากำลังหันปืนใส่ใครอยู่ นักสืบมู่”

เสียงที่ได้ยินและภาพที่เห็นทำให้เขาอยากหันปืนใส่ตัวเองแล้วกระแทกศีรษะสักที จะได้รู้ว่าตัวเองฝันไปหรือไม่ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ทำได้เพียงนั่งตาค้างอ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนปลาขาดน้ำ เขาค่อย ๆ ลดปืนลง ฝ่ายนั้นจึงชักปืนกลับไปเก็บไว้ใต้เสื้อโค้ทตัวยาว

จากนั้นก็มีคนเข้ามาสมทบอีก 5 คน คือการ์ดสองคนในห้องนี้ คนแขนหักคนหนึ่ง และการ์ดอีกสองคนที่ตอนนี้คนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ส่วนอีกคน.....

มู่อี้จิงหันไปมองประตูห้องนอน การ์ดอีกคนหนึ่งอยู่ในห้องนั้นกับหวางซิงที่หมดสติไปแทบจะทันทีที่พวกเขาปลอดภัย

พวกเขาทั้งสองคนถูกคนเหล่านั้นพาตัวมาถึงที่นี่ จากนั้นรอเพียงไม่นาน หมอคนหนึ่งก็ถูกเรียกตัวมา เขาได้รับการรักษาก่อนเพราะแผลไม่ร้ายแรงนัก ส่วนหวางซิงนั้น หมอเข้าไปในห้องได้สองชั่วโมงแล้วแตก็ยังไม่กลับออกมา อีกทั้งไม่มีเสียงอะไรในห้องนั้นเลยทำให้เขาเริ่มเป็นกังวล

มู่อี้จิงเบนสายตากลับมายังคนตรงหน้าอีกครั้ง

อย่างไรเขาก็ทำใจเชื่อได้ยากว่าคน ๆ นี้จะปรากฏตัวขึ้นจริง ๆ หลังจากเขาพยายามสืบข่าวและตามหาตัวมาเกือบเดือน ซ้ำท่าทางยังสบายดีไร้รอยบาดแผลทั้งที่อยู่ในเรือที่เกิดระเบิดขึ้น ถ้าหากคน ๆ นี้ไม่ใช่คนที่สวรรค์เมตตาเป็นพิเศษก็ต้องเป็นคนที่นรกไม่อยากรับไปอยู่ด้วยแน่ ๆ

“มีเรื่องจะถามก็พูดออกมาตรง ๆ เถอะ” ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะเริ่มรำคาญสายตาแสดงความสงสัยของเขาจึงเปิดปากเป็นครั้งแรกนับจากที่พวกเขามาถึงโรงแรม

“คุณ....” มู่อี้จิงพยายามนึกคำที่เหมาะสม “จูเชว่ คุณหายไปไหนมา....ตลอดเวลาที่ผ่านมานี่....”

เด็กหนุ่มปรายตาขึ้นจากถ้วยชาก่อนจะหลุบลงไปอีกครั้ง

“คุณถูกตัดความช่วยเหลือใช่ไหม?”

“รู้ได้ยังไง.....”

“เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น แค่ข้ามทะเลไปหาข่าวของผมบนเกาะที่อยู่ห่างจากฮ่องกงแค่ 1 กิโลเมตรคงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง”

“บนเกาะ....ที่อยู่ห่างไป 1 กิโลเมตร....” มู่อี้จิงเบิกตากว้าง แรงระเบิดจะส่งคนสองคนไปได้ไกลถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ซ้ำตอนเกิดระเบิดยังเป็นเวลากลางคืน เรือประมงที่ไหนจะออกมาหาปลาแล้วบังเอิญเจอคนกำลังหมดสติอยู่บนผิวน้ำได้กัน? และเพราะเขาคิดอย่างนั้นจึงตั้งใจหาตามชายฝั่งท่าเรือมาตลอดจนกระทั่งถูกตัดความช่วยเหลือจึงไม่อาจส่งทีมงานไปค้นหาได้อีก

เซินเฟยไม่อยากอธิบายการรอดชีวิตปาฏิหาริย์ของตนให้มากความ เพราะความจริงเป็นอย่างไรแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่กระจ่าง คนที่รู้เรื่องทั้งหมดกลับเอาแต่ทำหน้าเป็นเล่าแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จริงบ้างเท็จบ้างจับอะไรเป็นตัวไม่ได้เลยสักอย่างเดียว สิ่งเดียวที่เซินเฟยแน่ใจได้คือตัวเองถูกช่วยชีวิตไว้โดยคนที่ไม่เคยคาดหวังจะฝากชีวิตด้วย ซ้ำฝ่ายนั้นยังบาดเจ็บแทนเสียอีก

แน่นอนว่าเขาไม่ได้สำนึกบุญคุณอะไรมากมาย ในชีวิตของเขาต้องมีคนสังเวยแทนไม่รู้เท่าไหร่ หากมัวแต่นั่งสำนึกบุญคุณคนนั้นคนนี้ เขาคงต้องกราบไหว้บูชาป้ายวิญญาณเช้าจรดเย็น

เขาเพียงแต่รู้สึกแปลกใจเท่านั้น.....ในความบังเอิญแสนจะบังเอิญ....

บังเอิญว่าฉู่เหวินจืออยู่ที่นั่น บังเอิญว่าฉู่เหวินจือมีสติพอจะคว้าตัวเขาไว้ บังเอิญว่ามีเรือประมงฝืนกฎออกมาหาปลา บังเอิญว่าพวกเขาถูกพัดลอยไปจนใกล้เรือ

มีเรื่องบังเอิญอยู่มากเกินไปจนเซินเฟยไม่อาจทำใจให้เชื่อทั้งหมดได้

ตอนที่เขาบอกว่าจะกลับฮ่องกง ฉู่เหวินจือสามารถดำเนินการได้ทันทีซ้ำยังติดต่อใครบางคนอย่างลับ ๆ ให้นำเรือเล็กมารับพวกเขาขึ้นฝั่ง ถึงอย่างนั้นกว่าจะได้ขึ้นฝั่งจริง ๆ ก็เป็นเวลาดึกสงัด ฉู่เหวินจือให้เหตุผลว่า เพื่อหลบเลี่ยงสายตาสอดรู้สอดเห็นของเซินหยู่ที่อาจยังเฝ้าดูชายฝั่งอยู่

เรื่องนี้เซินเฟยค่อนข้างเห็นด้วยจึงไม่ได้ว่าอะไร

เขาสามารถติดต่อกับที่บ้านใหญ่ได้ในทันที จึงให้ส่งตัวการ์ดออกมา 4 คนเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย แต่ว่า ตอนกำลังคิดว่าจะไปกบดานที่ไหนชั่วคราว พวกเขาก็พบกับเหตุการณ์ดวลปืนกันเสียก่อน ตอนแรกเขาไม่ได้คิดเข้าไปยุ่ง แต่อย่างไรเสียท่าเรือนี้ก็เป็นเขตอิทธิพลของเขา จะให้มาทำวุ่นวายจนสินค้าเสียหายเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจึงต้องยื่นมือเข้าไปจัดการ

ไม่นึกว่าจะได้เจอคนรู้จักถึงสองคน.....

เซินเฟยปรายตาขึ้นมองมู่อี้จิงอีกครั้ง

“ตอนนี้คุณสืบเรื่องถึงไหนแล้ว”

“อ....อ๋อ....เอ่อ.....” เพราะถูกถามกะทันหันโดยไม่ได้คิดไว้ มู่อี้จิงจึงอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ “ผม....”

“ช่างเถอะ” ได้ยินเสียงตอบแบบนี้คงจะยังไม่ก้าวหน้าไปไหน เซินเฟยไม่ได้คิดต่อว่าอีกฝ่ายเพราะความเป็นจริงนั้นซับซ้อนเกินกว่าตำรวจมือใหม่อย่างมู่อี้จิงจะทำความเข้าใจได้ และยังถูกกดดันให้เลิกสืบสวน ตัดงบประมาณ ตัดกำลังช่วยเหลือ แม้แต่สารวัตรหรงก็ยังเข้ามาจัดการไม่ได้ ดิ้นรนมาถึงขั้นนี้โดยไม่ท้อและรามือไปเสียก่อนก็นับว่าดีถมเถไปแล้ว “ถ้าอธิบายเรื่องระเบิดยังไม่ได้ ก็อธิบายเรื่องมือปืนแล้วกัน”

“เรื่องนั้น.....ดูเหมือนจะเป็นมือปืนที่ตามจับตาดูคุณหวางครับ”

“แล้วยังไงต่อ?”

“ก่อนหน้านี้เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมไปพบคุณหวาง แต่ผมเห็นว่าใบหน้าคุณหวางมีแผลโดนทำร้ายบางทีอาจจะเป็นนของเซินหยู่ ผมยังไม่อยากตีความไปว่าเกี่ยวข้องกัน แต่วันต่อมาผมก็สังเกตว่ามีคนจับตาดูคุณหวางอยู่ เพราะฝ่ายนั้นปรากฏตัวเฉพาะเวลาที่ผมอยู่กับคุณหวาง พอผมพาคุณหวางไปส่งที่บ้านแล้วก็จะเลิกตามและจับตาดูอยู่ที่บ้านใหญ่ครับ” มู้อี้จิงเล่าเหตุการณ์เท่าที่ตนเองรู้แบบสรุปย่อ เซินเฟยพยักหน้ารับช้า ๆ

“เท่าที่คุณเล่า ดูเหมือนจะเป็นการจับตามองเพื่อหาโอกาส”

“ผมก็คิดอย่างนั้น” มู่อี้จิงรับ “ผมถึงได้คอยอยู่ใกล้ ๆ คุณหวางตลอด ถ้าผมไม่อยู่ด้วยผมก็กำชับให้เอาการ์ดติดตัวไปด้วยเสมอ”

“แล้วเกิดอะไรขึ้น?”

“อะไรนะครับ?”

เซินเฟยพรูลมหายใจออกมาก่อนจะถามซ้ำ

“วันนี้เกิดอะไรขึ้น มือปืนพวกนั้นถึงลงมือทั้งที่คุณอยู่ด้วย”

“ผมมีข้อสงสัยอยู่ 2 แบบ” มู่อี้จิงว่าก่อนจะนิ่งนึก “ข้อแรก ผู้ว่าจ้างอาจร้อนใจจึงสั่งลงมือ หรือไม่ ก็เพราะฝ่ายนั้นรู้แล้วว่าผมรู้สึกตัวและกำลังปิดโอกาสของพวกเขา”

“งั้นหรือ.....” เซินเฟยทอดเสียงแล้วกระซิบกับตัวเอง “ผู้ว่าจ้าง....”

“ถ้าไม่ใช่คนที่ขัดผลประโยชน์ก็น่าจะ....”

“....เป็นคนที่ไม่พอใจที่อิทธิพลของผมยังมีเหลืออยู่ทั้งที่ตัวน่าจะตายไปแล้ว” เซินเฟยต่อประโยคของมู่อี้จิงจนจบ “อาซิงไม่เคยขัดผลประโยชน์กับใครโดยตรง เพราะยืนอยู่ข้างหลังผมและเป็นปากเสียงของผม ถ้าพูดถึงเรื่องขัดผลประโยชน์ควรเพ่งเล็งที่ผมถึงจะถูก”

“แปลว่าคุณมีคนที่สงสัยอยู่แล้ว?” มู่อี้จิงมุ่นคิ้ว

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” เซินเฟยแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ได้เจาะจงแน่ชัดว่ารู้หรือไม่ แต่ไม่ทันที่มู่อี้จิงจะได้ถามต่อ ประตูห้องนอนก็เปิดออกพร้อมร่างของนายแพทย์ที่ถูกตามตัวมากลางดึก

“ผมผ่ากระสุนออกหมดแล้ว แผลก็เย็บเรียบร้อย ยาแก้อักเสบก็ให้กินไปแล้ว ตอนนี้ก็ให้คุณหวางนอนพักไปก่อนก็แล้วกันนะครับ” จ้าวผิงเหอกล่าวพลางเช็ดมือ เขาเพิ่งจะล้างเลือดออกไปจนหมด และเก็บอุปกรณ์ในห้องเรียบร้อยด้วยความช่วยเหลือของการ์ดและลูกมืออีกคน

“รบกวนคุณหมอแล้วนะครับ” เซินเฟยว่าพลางหยิบสมุดเช็คขึ้นมาเซ็นแล้วยื่นให้

“ผมชินกับการรบกวนแบบนี้แล้วล่ะครับ ไม่ต้องเกรงใจไป” จ้าวผิงเหอรับเช็คมายื่นให้ลูกมือซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ดูอายุไล่เรี่ยกับเซินเฟยแต่รูปร่างใหญ่กว่าเล็กน้อย

จ้าวผิงเหอนอกจากเป็นหมอในโรงพยาบาลแล้ว เขายังรับรักษาให้กับพลเมืองนอกกฎหมายหรือคนที่ต้องการปกปิดฐานะตัวตนอีกด้วย แต่แน่นอนว่าการให้บริการเป็นกรณีพิเศษนี้ต้องมีค่าตอบแทนสูงกว่าการให้บริการในโรงพยาบาล สำหรับเซินเฟยที่เป็นบุคคลหายสาบสูญก็นับเป็นหนึ่งในกรณีเหล่านั้น แม้คนที่เขารักษาให้จะเป็นมู่อี้จิงและหวางซิงก็ตาม

“ว่าแต่ เช็คใบนี้จะสามารถใช้ได้เมื่อไหร่หรือครับ?”

เพราะเซินเฟยยังคงเป็นบุคคลหายสาบสูญตามกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้จนกว่าฐานะตัวตนจะชัดเจน เช็คใบนี้จึงจะแค่เศษกระดาษจนกว่าเซินเฟยจะตัดสินใจแสดงการมีตัวตนต่อสาธารณะ

“ภายในหนึ่งเดือน คุณจะได้เงินจำนวนนั้นแน่นอน” เซินเฟยตอบคำโดยไม่หันมองคู่สนทนา “แล้วก็ ช่วยเก็บเรื่องเป็นความลับด้วยนะครับ เงินค่าปิดปากผมรวมไปในเช็คใบนั้นแล้ว”

“ทราบแล้วครับ” จ้าวผิงเหอรับคำด้วยรอยยิ้ม “กลับกันเถอะ” เขาหันไปสั่งเด็กหนุ่มที่หอบหิ้วข้าวของตามมา

หลังจากจ้าวผิงเหอจากไปแล้ว ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

“นักสืบมู่ กรุณาตามผมมาด้วยครับ” การ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางหน้าเมื่อมู่อี้จิงคิดจะเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อดูอาการหวางซิง ชายหนุ่มหันมองเซินเฟยทันทีเพราะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจึงขวางเขาเอาไว้

“ค้างเสียทีนี่แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันก็แล้วกัน อย่างไรเสีย ตอนนี้อาซิงก็หลับไปแล้ว คุณเข้าไปก็ไม่ได้อะไร” เซินเฟยกล่าวเสียงเรียบ “ห้องของคุณอยู่ข้าง ๆ นี้ ผมจะให้การ์ดไปคุ้มครองด้วยสองคน แล้วพรุ่งนี้พอคุณตื่นแล้วเราค่อยคุยกันต่อ”

ถึงถ้อยคำจะดูเต็มไปด้วยความปรารถนาดี ทว่ามู่อี้จิงกลับตีความได้อีกแบบหนึ่ง...

เซินเฟยต้องการความมั่นใจว่าเขาจะไม่เปิดโปงเรื่องที่ตนเองกลับมาแล้วด้วยสาเหตุบ้างอย่าง อีกทั้งยังให้การ์ดมาคอยเฝ้าเพื่อที่เขาจะไม่หนีไปไหน

มู่อี้จิงไม่ใช่คนที่ชอบทำตามคำสั่งมาแต่ไหนแต่ไร แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เข้าข้างเขาเอาเสียเลย

“เข้าใจแล้วครับ” เขาจำต้องรับคำแล้วเดินตามการ์ดออกไป

เซินเฟยมองนาฬิกา

ตี 4 แล้ว.....

คืนนี้ช่างยาวนานจริง ๆ พอได้พักสบายในโรงพยาบาลไม่เท่าไหร่ก็ต้องเหนื่อยตั้งแต่คืนแรกที่กลับมาถึงเกาะฮ่องกง เป็นเพราะร่างกายของเขาเพิ่งหายดี พอฝืนมากเข้าก็เริ่มล้าขึ้นมาเหมือนกัน เซินเฟยลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนที่เหลือก่อนจะปิดประตูแล้วถอดรองเท้ากับเสื้อนอกออก เขาพาตัวเองคลานขึ้นไปนอนบนเตียง ก็อดนึกถึงความนุ่มสบายของเตียงที่บ้านขึ้นมาไม่ได้ เตียงของโรงพยาบาลทั้งแข็งและสาก เขานอนไม่ค่อยสบายนัก ใครจะว่าเขาหัวสูงก็ช่างปะไร ความเคยชินในรูปแบบการใช้ชีวิตมันไม่ได้มาจากความตั้งใจของเขาเสียหน่อย การที่เขาชินกับการนอนที่สบายก็เพราะตั้งแต่อายุ 12 ก็ใช้ชีวิตที่บ้านใหญ่ตลอด นาน ๆ ครั้งถึงมีโอกาสนอนโรงแรมแต่ก็เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ไม่เคยต้องตกระกำลำบากสักครั้ง

พอหัวถึงหมอน เซินเฟยก็พรูลมหายใจออกมา แผ่นหลังที่จมลงไปในเตียงโอบอุ้มแนวกระดูกไว้อย่างพอดี หมอนที่ถูกตบจนฟูนุ่มรับกับระดับของต้นคอ ผ้าห่มทำจากผ้าเนื้อนุ่มลื่นไม่ทำให้เกิดอาการระคายผิว เครื่องปรับอากาศทำงานในอุณหภูมิที่เหมาะสมทำให้รู้สึกเย็นสบายกำลังดี

มีคนเคยกล่าวว่า มีแต่คนที่เคยหิวจึงรู้จักอิ่ม ตอนนี้เซินเฟยก็กำลังเป็นเช่นนั้น เมื่อได้ประสบพบความลำบากจึงรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้นสุขสบายแค่ไหน แต่ความสุขสบายนั้นก็แลกมาด้วยความยากเย็นแสนเข็ญแทบเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกัน

เพราะไม่อยากจะให้ตัวเองหนักสมองในตอนนี้ เซินเฟยจึงค่อย ๆ หลับตาลงและปล่อยให้สติลอยละลิ่วตกลงสู่ห้วงนิทรารมย์

-------------------->

หวางซิงปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เพดานสีขาวลอยอยู่ตรงหน้า แสงสลัวสีส้มเหลืองครอบคลุมรอบตัว เสียงเครื่องปรับอากาศดังอยู่ไกลออกไปไม่มากนัก เขาพยายามลุกขึ้นเพื่อควานหาแว่นตาแต่กลับรู้สึกปวดสีข้างขึ้นมาจึงเลื่อนมือลงไปจับก็พบรอยเย็บสั้น ๆ ประดับอยู่

ไม่ใช่ความฝัน......

หวางซิงหัวเราะออกมา

ไม่ใช่ความฝันจริง ๆ ด้วย....

ตอนนั้นที่กำลังนอนรอความตายอยู่เงียบ ๆ เขาได้เห็นจริง ๆ คนที่เขาคาดหวังและรอคอยให้กลับมา

เซินเฟย...


ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #309 เมื่อ22-03-2011 00:34:27 »

หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรแทบไม่ได้เพราะหมดสติไปเสียก่อน แต่พอจะรู้สึกตัวตอนที่มีคนป้อนอะไรบางอย่างให้กลืนลงคอไป จากนั้นเขาก็หมดสติไปอีกจึงไม่รู้ว่ารอบตัวเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่แผลของเขาถูกเย็บปิดสนิทแนบเนียนแบบนี้จะเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากหมอจ้าวผิงเหอ และคนที่มีอิทธิพลขนาดเรียกตัวจ้าวผิงเหอออกมากลางดึกเพื่อรักษาเขาจะมีให้คาดเดาได้สักกี่คน

ชายหนุ่มมองนาฬิกาพบว่าเป็นเวลาเที่ยงเข้าไปแล้ว

หวางซิงพยายามพาตัวเองลุกจากเตียงทั้งที่สมองยังง่วงมึนด้วยฤทธิ์ยา เดินเซซ้ายทีขวาทีจนถึงประตูห้องและเปิดออกด้วยแรงที่เหลืออยู่

ห้องที่เขาเห็นนั้นดูไม่เหมือนห้องในบ้านใหญ่ บางทีเขาอาจถูกพาตัวมาที่โรงแรม

ทำไมกันล่ะ?

หากเซินเฟยกลับมาแล้วทำไมจึงไม่ปรากฏตัวที่บ้านใหญ่เพื่อประกาศว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ ทำไมจึงต้องมาหลบซ่อนในโรงแรมด้วย?

“ตื่นแล้วหรือครับเลขาหวาง?” การ์ดคนหนึ่งเอ่ยทักแล้วพยุงเขาไปนั่งที่โซฟา

“เกิดอะไรขึ้น....ทำไมพวกคุณถึง.....” หวางซิงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่มองไปรอบตัวแล้วไม่มีใครอยู่ในห้องเลยจึงได้แต่ถามคนตรงหน้าที่เหลือเพียงคนเดียว

“คือ.....” อีกฝ่ายอึกอัก “หลังจากเลขาหวางปลอดภัยแล้ว ท่านจูเชว่ก็เข้านอน แต่เมื่อครู่ผมเข้าไปปลุกก็พบว่าท่านจูเชว่ไข้ขึ้นนิดหน่อย คงเป็นเพราะเมื่อคืนอดหลับอดนอนทั้งที่ร่างกายเพิ่งหายดี ตอนนี้คุณฉู่ก็เลยออกไปซื้อยาอยู่ครับ”

“ฉู่เหวินจือ?”

“ใช่ครับ”

หวางซิงนิ่งเงียบไป ไม่นึกว่าแม้แต่ผู้ชายคนนั้นก็จะรอดด้วย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลัก

“ผมเข้าไปพบคุณเซินได้ไหม?”

คำถามของหวางซิงทำให้การ์ดดูลังเลเล็กน้อย

“ท่านจูเชว่กำลังพักผ่อน ถ้าเลขาหวางไม่ทำให้ตื่นก็คง....”

“ไม่หรอกครับ ผมแค่อยากจะดูให้แน่ใจเท่านั้น” หวางซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนจนน่าสงสาร การ์ดหนุ่มเองก็พอเข้าใจความรู้สึกอีกฝ่าย เพราะหลังจากเซินเฟยหายตัวไป หวางซิงก็มีสภาพเหมือนคนอมทุกข์ไม่ค่อยยิ้มแย้มเหมือนเดิม หากมีวิธีไหนที่ทำให้อีกฝ่ายมั่นใจได้เต็มที่ว่าเจ้านายที่ภักดีได้กลับมาอยู่ข้างกายแล้ว เจ้าตัวคงจะทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยเบา ๆ ด้วยนะครับ” การ์ดหนุ่มหมดหนทางจะปราม เขาช่วยพยุงหวางซิงไปส่งถึงประตูและปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าไปด้วยตัวเอง

หวางซิงเปิดประตูเข้าไปในห้องก่อนจะปิดอย่างเบามือ

ตรงหน้าของเขาคือเตียงหลังหนึ่งซึ่งมีร่างของเด็กหนุ่มทอดอยู่ ท่าทางการนอนสงบนิ่ง ใบหน้าไม่มีร่องรอยของเลือดฝาดที่มากจนผิดสังเกต หวางซิงขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นอีกนิดหนึ่งก่อนค่อย ๆ คุกเข่าลงข้างเตียงแล้วแตะมืออีกฝ่ายเพื่อยืนยันกับตัวเองว่าเซินเฟยอยู่ตรงนี้จริง ๆ

เมื่อมือของเขาสัมผัสกับฝ่ามืออุ่นของคนที่มีเลือดเนื้อ น้ำตาหยดใสก็ร่วงลงอาบแก้มอย่างไม่อาจห้ามตนเองได้

“คุณเซิน.....” เขาเอ่ยเรียกเบา ๆ แล้วเลื่อนมือขึ้นแตะพวงแก้มที่ดูซูบตอบไปจากตอนที่เห็นครั้งสุดท้าย มือของเขาสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติเพียงเล็กน้อย

หวางซิงบีบมือของเซินเฟยแน่นขึ้นจนรู้สึกถึงแรงบีบตอบจึงยิ้มออกมา

“คุณเซินกลับมาหาผมแล้วหรือครับ” เขาพูดเสียงค่อยด้วยเกรงจะไปรบกวนการนอน “ผมคอยคุณเซินอยู่ตลอดเลย ผมกลัวจริง ๆ กลัวว่าคุณเซินจะไม่กลับมาอีกแล้ว”

ไม่มีการตอบสนองจากร่างที่นอนนิ่งสนิท เซินเฟยคงจะเหนื่อยมากจริง ๆ กับเรื่องเมื่อคืนนี้ ทั้งที่อุตส่าห์หายดีกลับมายังต้องเจอเรื่องต้องออกแรงเสียแต่วันแรก จะไข้ขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เซินเฟยสุขภาพไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

หวางซิงไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เพียงแต่ปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างเงียบ ๆ และจับมือเซินเฟยไว้อย่างนั้นทั้งที่ยังคุกเข่าโดยไม่อนาทรต่อบาดแผลของตัวเอง เหตุการณ์ครั้งนี้สำหรับเขาแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่เซินเฟยถูกยิง น่ากลัวกว่าตอนที่เซินเฟยหมางเมินใส่เพราะถูกล่วงเกินอย่างร้ายกาจ เพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวเขาอาจจะเสียเจ้านายคนนี้ไปตลอดกาล แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรอดชีวิตจากเหตุระเบิดนั้นได้อย่างไร แต่แค่รอดชีวิตกลับมาได้ก็เพียงพอแล้ว หลังจากนี้จะให้เขากินเจไปอีกกี่สิบปี หรือให้ทำบุญโปรดสัตว์อีกกี่ชีวิตเขาก็ทำได้ทั้งนั้น

หวางซิงค่อย ๆ ดึงมือของเซินเฟยเข้ามาใกล้ตัว ก่อนจะโน้มลงไปจุมพิตที่ปลายนิ้วเบา ๆ และซบกับฝ่ามือนั้นอย่างอุ่นใจ

เช่นที่เคยพูดกับมู่อี้จิง สำหรับเขาและครอบครัวตระกูลหวาง จูเชว่คือทุกสิ่งทุกอย่าง หากเขาขาดเซินเฟยไปแล้วเขาก็ไม่อาจรู้ว่าต่อไปตนเองจะรับใช้ใคร จะอยู่ต่อไปแบบไหน ความสัมพันธ์ของเขาและเซินเฟยออกจะเกินนายบ่าวปกติโดยทั่วไป แต่สำหรับหวางซิงแล้ว เขาไม่ได้นึกแปลก เพราะเขาคือคนที่เฝ้าทนุถนอมดูแลเซินเฟยมาโดยตลอด ไม่ว่าเวลาไหนก็อยู่เคียงข้างไม่เคยห่าง เป็นทั้งพ่อ พี่ชาย เพื่อน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เซินเฟยต้องการ

“ดีแล้ว....ดีจริง ๆ....” หวางซิงหัวเราะกับตัวเอง

“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมแปร่งหูดังจากด้านหลังทำให้หวางซิงเผลอเอี้ยวตัวมองด้วยความตกใจแล้วก็ต้องกุมท้องหน้าบิดเบี้ยวด้วยความปวดระบมจากแผลที่เพิ่งเย็บปิดไป

“ขอโทษด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้ตกใจ” ฉู่เหวินจือเดินเข้ามาพร้อมแผงยาและแก้วน้ำที่ถืออยู่ในมือเดียวกัน เพราะแขนอีกข้างยังสวมเฝือกอยู่ “ยังไงก็ช่วยเช็ดน้ำตาก่อนคุณเซินตื่นด้วยนะครับ เดี๋ยวคุณเซินจะหัวใจวายเสียก่อนที่เห็นเลขาตัวเองมานั่งร้องห่มร้องไห้แบบนี้”

ถึงจะรู้ตัวว่าถูกกระแนะกระแหน แต่หวางซิงก็รีบปาดน้ำตาออกจนหมด

ฉู่เหวินจือหันไปวางแก้วน้ำและแผงยาลงบนโต๊ะ ก่อนจะใช้มือเดียวของตนบิยาออกมาเม็ดหนึ่ง

“ช่วยปลุกคุณเซินให้ผมทีสิ”

หวางซิงได้ยินคำก็ลุกเดินอ้มเตียงไปอีกด้านแล้วเขย่าตัวเซินเฟยเบา ๆ ไม่นานนักเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น หวางซิงพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่งขณะที่ฉู่เหวินจือยื่นเม็ดยาให้ เซินเฟยกลืนเม็ดยาลงคอโดยไม่ได้ถามอะไรให้มากความก่อนรับน้ำมาดื่มตามอีกอึกใหญ่จนแน่ใจว่าเม็ดยาล่วงลำคอไปแล้วจึงคืนแก้วน้ำให้

“กี่โมงแล้ว?” นั่นคือคำถามแรกจากปากของเซินเฟย

“จะบ่ายโมงแล้วครับ” หวางซิงตอบทันทีด้วยความเคยชินโดยที่ฉู่เหวินจือไม่ทันได้อ้าปากเสียด้วยซ้ำ เซินเฟยพยักหน้ารับแล้วลุกจากเตียง

“แผลเป็นยังไงบ้าง?”

คำถามต่อมาทำให้หวางซิงตะลึงครู่ใหญ่ นานเท่าไหร่แล้วนะที่เซินเฟยไม่ได้เอ่ยถามถึงตัวเขาโดยตรงเลย พอได้ยินคำถามที่เจือด้วยน้ำเสียงห่วงใยอย่างที่เคยได้รับ น้ำตาก็พาลจะรื้นออกมาอีก หวางซิงกล้ำกลืนลูกสะอื้นในคอแล้วก้มหน้าลงเพื่อปกปิดดวงตาแดงก่ำของตนเอง

“ไม่เป็นไรแล้วครับ”

“ไปหัดโกหกมาจากไหนกัน” เซินเฟยกล่าว “แผลโดนยิงเพิ่งถูกเย็บไปจะไม่เป็นไรได้ยังไง ไปกินข้าวกินยาเสียให้เรียบร้อย ผมจะไปอาบน้ำ”

“ค...ครับ” หวางซิงรับคำแล้วรีบพยุงเซินเฟยไปยังห้องน้ำทันที และเมื่อเซินเฟยเข้าห้องน้ำไปแล้ว ชายหนุ่มจึงยิ้มออกมา เขาดีใจจนรู้สึกว่าหากนี่เป็นความฝันก็อยากจะนอนฝันตลอดไปอย่างนี้

“หวางซิง ประตูห้องน้ำไม่ทำให้อิ่มหรอกนะครับ” ฉู่เหวินจือเอ่ยแซว

“ผมทราบแล้วครับ” หวางซิงอดจะกระแทกเสียงกลับไปไม่ได้ แต่พอหันกลับมาก็ปะสายตาเข้ากับเฝือกบนแขน “ว่าแต่แขนคุณ”

“ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ แค่หักธรรมดา นี่ก็ใส่เฝือกมาเกือบเดือนแล้ว อีกไม่นานคงถอดออกได้” ฉู่เหวินจือพูดราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็แน่อยู่แล้ว เรื่องใหญ่จริง ๆ มันไม่ใช่กระดูกแต่เป็นแผลบนหลังที่เกือบจะเอาชีวิตของเขาไปด้วยต่างหากเล่า แต่เพราะฉู่เหวินจือไม่เห็นประโยชน์ที่จะเล่าให้หวางซิงฟังจึงไม่พูดถึง เพราะดีไม่ดี นายบ่าวอาจทำเหมือนกันคือซ้ำแผลคนเจ็บ แบบนั้นเขาก็เจ็บตัวฟรีเท่านั้น

“จะให้ผมสั่งอีกครั้งไหม?” เพราะทั้งสองคนเอาแต่คุยกันหน้าห้องน้ำ เซินเฟยที่เริ่มนึกรำคาญจึงส่งเสียงออกมา หวางซิงและฉู่เหวินจือมองหน้ากันแล้วพากันเดินออกมาจากห้องเงียบ ๆ

มื้ออาหารในโรงแรมนับว่ารสชาติดีทีเดียว กระนั้นหวางซิงกลับนึกอะไรขึ้นได้เมื่ออาหารแตะปลายลิ้น

“โรงแรมนี้มันโรงแรมที่มาทานอาหารกับสารวัตรหรงบ่อย ๆ นี่ครับ”

โดยปกติหวางซิงเป็นคนละเอียดละออกับเรื่องรอบตัวเซินเฟยอยู่แล้ว ดังนั้นกระทั่งรสอาหารของสถานที่ที่เคยไปกินกับเซินเฟยเขาเองก็จำได้จนขึ้นใจ

“เรื่องนั้นผมไม่ทราบหรอก แต่คุณเซินบอกว่าที่นี่ปลอดภัยที่สุดที่จะหลบซ่อนตัว” ฉู่เหวินจือไหวไหล่พลางตอบ

“หลบซ่อน ทำไมถึงต้อง....”

“เรื่องนั้นดี๋ยวคุณเซินก็เฉลยเองนั่นแหละครับ”

เมื่อฉู่เหวินจือบอกอย่างนั้น หวางซิงจึงไม่ได้นึกถามต่อ พวกเขากินต่อไปอย่างเงียบ ๆ และเมื่อเสร็จสิ้นก็มีแม่บ้านนำอาหารที่เหลือออกไปพร้อมภาชนะเปล่าที่ถูกใช้ไปแล้ว

หลังจากนั้นราว ๆ 5 นาที มู่อี้จิงก็ถูกนำตัวมาที่ห้องพร้อมกับการ์ดที่เหลืออีกสองคน

นายตำรวจหนุ่มเห็นหวางซิงปลอดภัยก็รู้สึกโล่งใจ แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยทักทาย เซินเฟยก็เดินออกมาจากห้องนอนด้านหนึ่งเสียก่อน ด้วยเหตุนั้นทุกคนจึงต้องเงียบกริบเพื่อเฝ้ารอว่าเซินเฟยคิดจะทำอะไรต่อไป

เด็กหนุ่มนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวตัวใหญ่ที่ถูกจัดไว้กลางห้องเพื่อให้เซินเฟยมองเห็นทุกคน และเมื่อเขาเห็นว่าในห้องครบองค์ประชุมแล้วจึงกล่าว

“เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเถอะ”

TBC

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
« ตอบ #309 เมื่อ: 22-03-2011 00:34:27 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-80
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #310 เมื่อ22-03-2011 00:55:57 »

กลับมาแล้วววว  เรื่องทุกเรื่องที่เซินเฟยรอดมาได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
มันมากเกินไป  คิดว่าอาฉู่ต้องรู้เรื่องนี้ดีพอสมควรทีเดียว
ตอนนี้ได้แต่หวังว่าเรื่องนี้คงไม่หักมุมให้อาฉู่เป็นตัวโกงในตอนสุดท้ายหรอกนะ
ไม่งั้นอาเซินจะเจ็บหนักที่สุด

ออฟไลน์ erascal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #311 เมื่อ22-03-2011 01:20:49 »

ให้ตายสิ บอกตามตรง เราอยากให้หวางซิงคู่กับเซินเฟยจัง

แบบจะว่าไงดีล่ะ คือเราเริ่มคิดอย่างนี้ตั้งแต่ตอนหวางซิงข่มขืนเซินเฟย

ถ้ามองในแง่หนึ่ง มันคือการทรยศ แต่ว่า สำหรับใครบางคนที่ยอมทำทุกอย่างให้อีกคน

และไม่ใช่แค่รักและตามใจแต่รวมถึงเรื่องร้ายๆแบบนี้

การทำร้ายและลงโทษผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเป็นเรื่องง่ายฉันท์ใด

การรักและตามใจผู้ที่อยู่สูงกว่าก็เป็นเรื่องง่ายฉันท์นั้น

แต่นี่หวางซิงยอมทำทุกอย่าง แม้แต่การทำร้าย ถึงจะรู้ว่าอาจจะได้รับความเกลียดชังก็ยอม

บวกกับคำพูดวันนี้ที่ว่า จะอยู่เคียงข้างและเป็นทุกอย่างที่เซินเฟยต้องการ

โอ๊ยย ไม่มีใครคิดเหมือนเราเลยเหรอ ว่าอยากให้หวางซิงจับคู่กับเซินเฟย

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #312 เมื่อ22-03-2011 09:33:45 »

ต่อจากนี้ คือ ช่วงเวลาเอาคืนใช่ไหมค่ะ? ตัดจบตอน ให้มีลุ้นตามระเบียบ ~ o22

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-2
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #313 เมื่อ22-03-2011 09:50:23 »

เฟยเฟยกลับมาแล้ววว

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +685/-7
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #314 เมื่อ22-03-2011 09:59:45 »

กรี๊ดกร๊าดด
ได้เวลาเอาคืนกันแล้วสิ หึหึ

ออฟไลน์ Isuru

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 307
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #315 เมื่อ22-03-2011 12:23:03 »

เริ่มแผนการตลบหลังแล้วสินะ
คงจะสนุกแน่ๆเลย
ค้างได้ทุกตอนจริงๆ รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ sam3sam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-4
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #316 เมื่อ22-03-2011 12:32:19 »

เอาคืนให้สาสมเลยนะเฟยเฟย

ลุ้นต่อไปๆ

ออฟไลน์ sukie_moo

  • ปัจจุบัน คือ อดีตของอนาคต
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-14
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #317 เมื่อ22-03-2011 13:09:06 »

จะว่าอาซิงก็อึดอยู่ไม่ใช่น้อย โดนยิงขนาดนั้น ออกมาเดินปร๋อซะงั้น

เฟยเฟยเลิกโกรธอาซิงซะเถอะนะ

ออฟไลน์ cheyp

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1536
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +49/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #318 เมื่อ22-03-2011 15:02:09 »

อ่า

กำลังรอการกลับมา "อย่างยิ่งใหญ่" ของเฟยเฟยน้าาาา

ออฟไลน์ TONG

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-4
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #319 เมื่อ22-03-2011 23:25:03 »

กลัวใจตาฉู่จริงๆ อดนึกถึงหงส์เหนือมังกรไม่ได้ เก่งขนาดไหนก็มาพลาดที่คนใกล้ตัว รอชมและลุ้นต่อไปครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
« ตอบ #319 เมื่อ: 22-03-2011 23:25:03 »





ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +685/-7
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #320 เมื่อ23-03-2011 13:16:13 »

เข้ามารอ การชำระ 55

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 26 (22/03/11)
«ตอบ #321 เมื่อ23-03-2011 16:38:31 »

อ่านตอนเเรกจบละ
ตื่นเต้นมาก เดาไม่ถูก

เนื้อเรื่องเท่มากเลยค่ะ
เดี่ยวไปอ่านต่อก่อนนะคะ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #322 เมื่อ23-03-2011 19:54:18 »

-27-


สิ่งแรกที่เซินเฟยต้องการคือการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันว่าตอนนี้เขามีโอกาสลงมือมากแค่ไหนเพื่อทวงเอาสิ่งที่เป็นของตนเองกลับคืนมา และเพื่อคาดการณ์ถึงอนาคตว่าหากจะกบดานต่อไปเงียบ ๆ จะมีโอกาสมากขึ้นหรือไม่ที่จะได้ผลประโยชน์ที่ชัดเจนกว่า

หวางซิงเริ่มรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบริษัทก่อน

เซินหยู่ได้อำนาจปกครองไปมากกว่าครึ่งแล้วจากการเอาคนของตัวเองเข้ามาประจำในแผนกต่าง ๆ และแทรกแซงการทำงานของแต่ละแผนก นอกจากนี้ยังเข้าหาผู้บริหาร เสนอผลประโยชน์จำนวนมากให้แลกกับการร่วมมือดึงอำนาจไปจากมือหวางซิงทีละส่วน ๆ แน่นอนว่าสิ่งที่ฝ่ายนั้นได้ไปเป็นเพียงการบริหารเครือธุรกิจไม่ได้ล่วงล้ำมาถึงองค์กรเบื้องหลัง กระนั้นพวกหัวหน้าแก๊งค์ก็เริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาบ้างแล้วเมื่อเซินหยู่ทำกร่างไปทั่วแล้วพยายามดึงเอาแก๊งค์เข้าไปร่วมกับธุรกิจเบื้องหน้าซึ่งผิดหลักปฏิบัติขององค์กร

ผู้บริหารเองก็เห็นดีเห็นงาม เพราะพวกเขามองว่าเป็นการไม่ยุติธรรมที่พวกเขาต้องทำงานออกหน้าแต่กลับต้องแบ่งปันผลประโยชน์กับบุคคลในเงามืดที่ตนเองไม่รู้จักหน้าค่าตา แน่นอนว่าพวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงหลายส่วนในขณะที่หัวหน้าองค์กรเบื้องหลังไม่ต้องแบกรับอะไรเลย เพียงแค่บริหารพื้นที่ของตนเองให้เรียบร้อยก็พอแล้ว และด้วยเหตุนั้นเซินหยู่จึงมีคนสนับสนุนอยู่มาก

การ์ดที่ทำหน้าที่คุ้มครองบ้านใหญ่และตัวหวางซิงถูกดึงตัวไปหลายคนด้วยเหตุผลว่าตัวเซินหยู่เองก็ต้องมีคนคุ้มครองเช่นกัน และหากไม่ให้ เจ้าตัวจะถือสิทธิเข้ามาอยู่ในบ้านใหญ่ หวางซิงจึงจำต้องเจียดการ์ดบางส่วนให้ไปทำงานกับฝ่ายนั้นซึ่งหมายถึงสัดส่วนหลักประกันอำนาจบริหารของเขาถูกลิดรอนให้ลดน้อยลง

ถึงอย่างนั้น เซินหยู่กลับไร้ประสิทธิภาพด้านการทำงานอย่างยิ่งยวด จึงต้องให้คนของตัวเองเข้ามาช่วยงานหลายส่วน การแบ่งแยกงานบริหารออกไปทำให้อำนาจการปกครองไม่รวมเป็นจุดเดียว และเกิดปัญหากระทบกระทั่งบ่อยครั้งโดยไม่อาจหาใครตัดสินได้ ซ้ำการเจรจาธุรกิจก็หลุดลอยไปหลายรายเนื่องจากคู่เจรจาไม่พึงพอใจต่อวิธีการนำเสนอของเซินหยู่ที่จะเอาประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว

ตอนนี้ความเชื่อถือต่อเครือธุรกิจตระกูลเซินเริ่มลดลง คู่ค้าเริ่มหันไปหาคนอื่นที่สามารถพูดคุยได้ง่ายกว่า ล่าสุดราคาหุ้นของเครือเริ่มตกลงเล็กน้อย แม้จะน้อยมากแต่หวางซิงก็อดหวาดหวั่นไม่ได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาหุ้นของเครือไม่เคยตกลงทั้งที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวดีอย่างนี้มาก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของเครือธุรกิจและผู้บริหารบางคนเริ่มหวาดระแวงและหันมาแว้งกัดกันเอง

ความมั่นคงระหว่างองค์กรเบื้องหน้าและเบื้องหลังเริ่มคลอนแคลน หัวหน้าแก๊งค์แต่ละคนร่ำ ๆ จะเปลี่ยนไปพักพิงกับสามผู้นำที่เหลือ บางคนก็ทนดูไม่ไหวคิดจะออกมาอยู่เบื้องหน้าและจัดการควบคุมองค์กรเสียเอง ส่วนบางคนก็นิ่งเฉยทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว ปล่อยให้พวกข้างบนกัดกันไปตัวเองก็รอรับผลประโยชน์ที่คนเหล่านั้นต่างแย่งยื้อจนบาดเจ็บไปทั้งสองฝ่าย

เซินเฟยนิ่งฟังโดยไม่ได้พูดอะไร เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกหนักใจเพราะเหตุการณ์ที่บริษัทดูจะรุนแรงกว่าที่คิดไว้ หากไม่รีบลงมือจัดการ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จูเชว่หลายรุ่นสร้างขึ้นมาอาจต้องล่มสลายในมือของผู้ชายคนหนึ่งที่หิวอำนาจจนมองไม่เห็นอะไร

หลังจากหวางซิงรายงานไปสักพักเซินเฟยก็เริ่มเอ่ยถามถึงรายละเอียดปลีกย่อย เช่น สถานการณ์ภายในบ้านใหญ่ซึ่งตอนนี้ยังสงบดีแต่คนในรู้สึกหวาดหวั่นว่าอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น หวางซือล้มป่วยหลังจากฝืนสังขารบริหารงานในบ้านใหญ่ท่ามกลางมรสุมความหวาดกลัวของคนรับใช้

จากนั้นคนที่ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมการ์ดในห้องนี้ก็เริ่มรายงานถึงสถานการณ์รอบ ๆ ที่เพิ่งออกไปสำรวจมา

ตอนนี้เซินหยู่ยังไม่เอะใจถึงการกลับมาของเซินเฟย โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยจูเชว่สองรุ่นก่อนและมีการแต่งตั้งผู้บริหารชัดเจน เป็นคนเก่าคนแก่ในแก๊งค์ที่คิดวางมือจากวงการมืด จูเชว่สองรุ่นก่อนจึงยกโรงแรมนี้ให้ดูแล เซินหยู่จึงยังไม่อยากเข้ามายุ่มย่ามให้มากความ เพราะแม้ผู้บริหารคนนี้จะวางมือจากวงการนานแล้วแต่ก็มีเส้นสายและลูกน้องที่ภักดีอยู่มาก หากจะลงมือกดดันให้ยกอำนาจบริหารให้คนของเซินหยู่โดยทันทีจะเป็นการเสี่ยงมากเกินไป อาจเกิดการแข็งขืนจนมีสงครามย่อม ๆ ได้ เซินหยู่ที่ยังสั่งสมอำนาจบารมีในองค์กรได้ไม่มากพอยังไม่กล้าหาญมากถึงขนาดนั้น....

เส้นทางรอบ ๆ โรงแรมได้มีการตรวจตราอย่างถ้วนถี่ ไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดสังเกต และจากการสืบจากสายที่ไปอยู่กับเซินหยู่ พบว่าฝ่ายนั้นเลิกล้มความคิดที่เซินเฟยอาจมีชีวิตอยู่ไปแล้วจึงไม่ได้ส่งคนออกมาสืบสาว เพียงแต่ให้เฝ้าดูอยู่ที่ชายฝั่งและคอยสืบข่าวให้แน่ใจเท่านั้น

ถัดจากการรายงานของหัวหน้าทีมการ์ด ก็ถึงคราวของมู่อี้จิง ทุกคนมองไปยังนายตำรวจหนุ่มซึ่งน่าจะเป็นคนที่รู้สถานการณ์ทุกอย่างได้ดีที่สุด

มู่อี้จิงเริ่มจากเหตุระเบิด

เขายอมรับว่าตัวเขาไม่อาจหาตัวคนร้ายจริง ๆ ได้เพราะมีหลักฐานบางอย่างหายไป ทำให้ไม่อาจเชื่อมสายโซ่สองสายเข้าด้วยกันได้ เซินเฟยไม่ได้เอ่ยต่อว่าอะไร เขาทำความเข้าใจอย่างเงียบ ๆ

ต่อมามู่อี้จิงจึงกล่าวถึงการกดดันจากเบื้องบนซึ่งเขารู้มาว่าเป็นผลจากอิทธิพลจอมปลอมของเซินหยู่ ทำให้เขาโดนสั่งให้ระงับจากสืบสวนเรื่องนี้ เซินเฟยตีความเหตุการณ์นี้ว่าเป็นก้าวแรกที่เซินหยู่เรียนรู้วิธีใช้อำนาจในมือเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ นั่นหมายความว่าเขาต้องตัดแขนขาพ่อตัวเองให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นอาจมีปัญหาตามมาในภายหลังเมื่ออำนาจของเขาถูกฝ่ายนั้นยึดครองไปทั้งหมด

เรื่องของมือปืนรับจ้างเป็นเรื่องสุดท้ายที่มู่อี้จิงเลือกกล่าวถึง จากที่พูดคุยกับเซินเฟยในคืนก่อนทำให้เขาคิดว่ามีเพียงคนเดียวที่จะได้ประโยชน์จากการตายของหวางซิงในตอนนี้ ซึ่งก็หนีไปไม่พ้น เซินหยู่....และมันยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อวันก่อนที่หวางซิงจะถูกตามจับตาดู เซินหยู่กับหวางซิงมีเรื่องทะเลาะกันค่อนข้างรุนแรงซึ่งการ์ดคนหนึ่งในห้องอยู่ในเหตุการณ์นั้นและสามารถเป็นพยานได้

หลังจากการรายงานทุกอย่างจบสิ้นลง เซินเฟยจึงนิ่งเงียบไปอีกครั้งและหลุบตาลงต่ำคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่คนเดียว

เพราะเซินเฟยไม่พูดอะไรออกมา จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรเช่นกัน ต่างคนต่างมองหน้ากันโดยส่งสัญญาณทางสายตาเงียบ ๆ มีแต่เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่ง ๆ อยู่ตลอดเวลาและเสียงลมหายใจของทุกคนในห้อง รวมถึงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปทีละวินาที

“ตอนนี้กี่โมงแล้ว”

หลังจากความเงียบผ่านไปชั่วอึดใจ เซินเฟยก็เอ่ยถามออกมาทำให้ทุกคนสะดุ้งไปตาม ๆ กัน

“2 ทุ่มครับ”

“งั้นหรือ.....” เซินเฟยทอดเสียงรับคำ เพียงแค่ฟังคำอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันยังใช้เวลาไปขนาดนี้เชียวหรือ? แต่เอาเถอะ ถึงใช้เวลาน้อยกว่านี้เขาก็จงใจจะรอให้มืดค่ำก่อนอยู่ดีจึงคิดทำอะไรต่อไป

“ท่านจูเชว่” การ์ดคนหนุ่มขยับเข้ามากระซิบหมายจะถามว่าอีกฝ่ายคิดอะไรต่อ แต่เซินเฟยกลับยกมือขึ้นปราม

“รถที่ให้ไปจัดการล่ะ?”

“ได้มาสองคันตามที่ท่านจูเชว่สั่งครับ”

ก่อนหน้านี้เซินเฟยได้สั่งให้หัวหน้าการ์ดไปเอารถจากบ้านใหญ่มาสองคันเพื่อรับพวกเขาทั้งหมด และกำชับว่าห้ามให้ใครรู้เห็นเด็ดขาดนอกจากคนในที่ไว้ใจได้

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ” เซินเฟยลุกขึ้นยืน “อาซิงกับนักสืบมู่จะรอที่นี่ก็ได้” เขาว่าเช่นนั้นเพราะเห็นทั้งสองคนกำลังบาดเจ็บ การจะเอาคนเจ็บไปด้วยถึงจะไม่มีผลอะไรกับสิ่งที่คิดจะทำแต่ก็เป็นการทรมานเสียเปล่า ๆ ให้รอเฉย ๆ ที่นี่จะดีเสียกว่า

“ไม่ครับ ผมจะไปด้วย” หวางซิงรีบออกปากอาสา ไม่ว่าเซินเฟยคิดจะไปทำอะไรเขาก็ไม่ยอมห่างกายอีกแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นผมก็ไปด้วย” มู่อี้จิงกล่าว “แต่ผมต้องการรู้ก่อนว่าคุณจะไปไหน?”

“กฎข้อแรกของการทำงานกับผม อย่าถามให้มากกว่า” เซินเฟยนอกจากจะตอบไม่ตรงคำถามแล้วยังไม่ให้อีกฝ่ายถามอะไรมากกว่านั้นด้วย

เซินเฟยเดินนำการ์ดสี่คน ฉู่เหวินจือ หวางซิง และมู่อี้จิงเดินลงไปที่รถซึ่งจอดรออยู่ที่ชั้นใต้ดิน แบ่งส่วนเป็นสองคัน การ์ดคันละสองคน เซินเฟยขึ้นรถคันหนึ่งโดยไม่ได้บอกให้ใครขึ้นตาม หวางซิงจึงไม่รอช้ารีบแทรกตัวผ่านฉู่เหวินจือขึ้นไปจองที่นั่งข้างเจ้านายทันที ฉู่เหวินจือยืนมองหวางซิงพลางไหวไหล่แล้วหันมามองมู่อี้จิง

“ผู้ชายตัวโตสองคนนั่งด้วยกันคงไม่แปลกหรอกมั้งครับ” ฉู่เหวินจือกล่าวเสียงระเรื่อยกับนายตำรวจที่ทำหน้าเคร่งเครียด

ทั้งสองเดินขึ้นรถคันที่เหลือไปด้วยกันโดยต่างคนต่างเงียบ เพราะในเมื่อมู่อี้จิงไม่พูด ฉู่เหวินจือก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน เขาเองก็ไม่ได้มีธุระจะพูดกับอีกฝ่ายมากมายเสียด้วย อย่างไรเสีย....หน้าที่ของเขาก็มีเพียงการจับตาดูเซินเฟยและคนรอบตัวเท่านั้น

------------------>

รถสีดำสองคันค่อย ๆ แล่นไปท่ามกลางความมืดและถนนที่คลาคล่ำไปด้วยรถอันเป็นเรื่องปกติของฮ่องกง เซินเฟยอดคิดถึงบรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้เมื่อต้องจากมันไปเสียนาน เขาเคยรำคาญรถราที่วิ่งขวักไขว่แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกดีที่ได้เห็นมันอีกครั้ง

รถคันหรูสีดำสนิทสองคันแล่นเข้าเทียบหน้าบ้านหลังหนึ่ง ข้างหน้าบ้านมีป้ายติดไว้ว่า ‘จือ’

“นี่มัน....บ้านของหมอจือหยินนี่ครับ” หวางซิงเงยหน้ามองบ้านหลังงาม บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่จูเชว่สามรุ่นก่อนยกให้หมอตระกูลจือในเหตุการณ์ซึ่งสร้างความดีความชอบ คนในตระกูลจือใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ทุกรุ่นนับแต่ตอนนั้น แต่ส่วนมากจะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกเพราะต้องหาที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลที่ทำงาน บางคนก็ยังเรียนอยู่จึงต้องไปอยู่หอที่มหาวิทยาลัยแพทย์

การ์ดคนหนึ่งเดินไปกดออดโดยไม่ต้องรอคำสั่ง ไม่นานนักก็ปรากฏร่างของหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งเดินออกมาจากประตูบ้าน เธอพยายามหรี่ตามองว่าใครมา แต่เมื่อเดินออกมาจนเห็นชัด เธอก็เบิกตากว้างตบอกตัวเองเป็นการใหญ่ ก่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาเปิดประตูอย่างนอบน้อม

“ตายจริง! ตายแล้ว! ท่านจูเชว่ยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ หรือคะ!?” หญิงวัยกลางคนพูดเสียงตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้น

“ผมมาหาหมอจือ” เซินเฟยกล่าวเสียงนิ่ง

“อาหยินหรือคะ.....ด....เดี๋ยวดิฉันจะ...”

“ไม่ต้อง” เขาปรามไม่ให้เธอวิ่งเข้าไปถามตัวจือหยินออกมาหา ทำให้มู่อี้จิงและหวางซิงมุ่นคิ้ว เพราะรายงานล่าสุดที่พวกเขาได้รับคือจือหยินและเฉียนหลิงหลิงอยู่ด้วยกันที่อพาร์ทเมนท์ท่ามกลางการดูแลของตำรวจ ไม่มีใครบอกพวกเขาเลยว่าทั้งสองคนย้ายมาอยู่ที่บ้านของตัวเองแล้ว หรือว่าทางเบื้องบนคิดจะตัดมู่อี้จิงออกจากการรับรู้ข่าวสารของคดีนี้จริง ๆ กระทั่งพยานยังไม่ยอมเปิดเผยที่อยู่ให้

“คุณนาย ฟังผมให้ดี” เซินเฟยกล่าวกับหญิงสาวสูงวัยที่เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “ถ้าไม่อยากให้ใครรู้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป พาทุกคนในบ้านขึ้นไปอยู่ชั้นบน ทั้งครอบครัวและคนรับใช้”

“ก....เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” เธอเริ่มใจไม่ดี และเมื่อเห็นแววตาเยียบเย็นของเซินเฟยรวมทั้งท่าทีเงียบเฉยของการ์ด เธอก็เริ่มร้องไห้โฮออกมาก่อนจะคุกเข่ากอดขาเซินเฟยจนแน่น “ท่านจูเชว่! ท่านจูเชว่! ดิฉันไม่รู้ว่าอาหยินไปทำอะไรให้ไม่พอใจ แต่ว่า.....ยังไงได้โปรดละเว้นชีวิตเถอะค่ะ! อย่าฆ่าอาหยินเลยนะคะ ได้โปรด!” หญิงสาววัยกลางคนร้องห่มร้องไห้กอดขาเซินเฟยไม่ยอมปล่อยจนขากางเกงของเขาเปรอะไปด้วยหยาดน้ำตา

มู่อี้จิงเพิ่งจะจับใจความได้ เขารีบปราดเข้าไปหาเซินเฟยทันที

“คุณคิดจะฆ่าจือหยินกับเฉียนหลิงหลิงงั้นหรือ!?”

“มีอะไรที่คุณไม่พอใจงั้นหรือ?” เซินเฟยปรายตามองมู่อี้จิงพลางถามเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“แน่สิ! เรายังไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นคนทำจริงหรือเปล่า บ้านเมืองมีกฎหมายนะจูเชว่!” มู่อี้จิงคำราม ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นผู้ต้องสงสัย แต่เขาก็รับไม่ได้ที่จะมาเค้นคอถึงที่ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดแบบนี้

“บ้านเมืองมีกฎหมาย คุณพูดถูก แต่คุณลืมไปแล้วหรือเปล่านักสืบมู่ ว่าในโลกของผมก็มีกฎเหมือนกัน” เซินเฟยตอบเสียงเยียบเย็น “ตราบใดที่พวกเขาไม่เข้ามาข้องเกี่ยวกับผม พวกเขาก็ถูกตัดสินด้วยกฎหมายของพวกคุณได้ แต่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ก้าวเข้ามาในโลกของผมแล้ว ก็ต้องตัดสินด้วยกฎของพวกผม”

“อ....อะไรนะ.....” มู่อี้จิงชาไปทั้งหน้า “คุณบ้าไปแล้วหรือยังไง! คุณก็เห็นว่าพวกเขามีครอบครัว มีคนที่รัก! คิดถึงหัวอกของพวกเขาบ้างสิ!”

เซินเฟยหลุบตาลงมองหญิงวัยกลางคนที่คุกเข่าอ้อนวอนเขาทั้งน้ำตา

“นักสืบมู่......” เซินเฟยทอดเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ที่คุณพูดแบบนั้น แสดงว่าผมเองไม่มีครอบครัวหรือคนที่รักหรือ?”

มู่อี้จิงชะงักไป หางตาของเขาเหลือบไปเห็นหวางซิงพอดี ผู้ชายคนนี้เป็นทั้งครอบครัวและคนที่รักเซินเฟยมากกว่าใคร ๆ คำถามที่เซินเฟยถามเขาคงหมายถึงว่า....ในกรณีที่จือหยินและเฉียนหลิงหลิงมีส่วนลงมือจริง สองคนนั้นคิดถึงหัวอกของหวางซิงบ้างไหม? เซินเฟยคงพอรู้มาบ้างไม่มากก็น้อยว่าเขากับหวางซิงเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น การยกตัวอย่างคนใกล้ชิดขึ้นมาอย่างนี้ทำให้เขาเถียงอะไรไม่ออก

“ยังไงก็เถอะ.....”

“ถ้าคุณไม่พอใจก็กลับไป” เซินเฟยว่าโดยไม่หันกลับมามอง มู่อี้จิงกำมือแน่นด้วยแรงโทสะ ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินออกไปไม่คิดรับรู้อะไรกับเรื่องนี้อีก

“คุณมู่!”

“จัดการตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อน” หวางซิงโดนปรามเสียงเรียบเมื่อคิดจะตามมู่อี้จิงออกไป เลขาหนุ่มจึงได้แต่มองอีกฝ่ายเรียกแท็กซี่กลับบ้านด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวและก้มหน้าเดินกลับมายืนประจำที่ด้านหลังเซินเฟย

เด็กหนุ่มเห็นว่าทุกอย่างสงบเช่นเดิมแล้ว มีเพียงเสียงสะอื้นของหญิงวัยกลางคนที่ยังดังต่อเนื่อง

ความรักของคนเป็นแม่ เขาไม่อาจตีความได้ชัดเจนนัก แต่เขาก็รู้ว่ามันลึกล้ำและยิ่งใหญ่มากเพียงใด กระนั้นในโลกที่เขาอยู่ก็ไม่อนุญาตให้ความรักมีอิทธิพลเหนือกฎเกณฑ์

เซินเฟยโน้มตัวลงกระซิบบางอย่างข้างหูหญิงสูงวัยที่ยังคุกเข่าสะอึกสะอื้นขอความเมตตา เธอเบิกตากว้างพลางทิ้งแขนลงอย่างอ่อนแรง เด็กหนุ่มยืดตัวตรงอีกครั้งแล้วสูดหายใจเข้าลึก หลังของเขายังไม่หายดีจริง ๆ ก้มลงมากเข้าก็เริ่มปวดขึ้นมานิดหน่อย จากนี้คงต้องออกกำลังกายเสียกระมัง เพราะหมอถงเองก็เตือนให้เขากายภาพบำบัดอยู่เหมือนกัน เพียงแต่เขารีบเกินกว่าจะเสียเวลาทำเรื่องแบบนั้นได้

“ไปจัดการให้เรียบร้อย อีก 10 นาทีผมจะเข้าไปรอในห้องรับแขก” เซินเฟยว่าแล้วเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ในสวน

“ค....ค่ะ.....ค่ะ” หญิงสูงวัยรีบรับคำตะกุกตะกักแล้ววิ่งเข้าไปในบ้าน

เซินเฟยขยับแขนแล้วมองนาฬิกาเมื่อแขนเสื้อร่นลงไป และเมื่อครบสิบนาที เด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนก่อนเดินนำคนอื่น ๆ เข้าไปในบ้านซึ่งคุณนายของบ้านไม่ได้ล็อคเอาไว้ตามที่เซินเฟยสั่ง ห้องรับแขกหาได้ไม่ยากนัก เพราะส่วนมากมักอยู่ใกล้ประตู เซินเฟนมองซ้ายขวาครู่หนึ่งก็เดินเข้าไปในห้องที่มีโอกาสเป็นห้องรับแขกมากที่สุด และทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา การ์ดสี่คนเดินไปยืนอยู่ด้านหลัง หวางซิงและฉู่เหวินจือยืนเยื้องไปคนละด้าน


ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #323 เมื่อ23-03-2011 19:54:38 »

“เอ๋ อะไรกันคะ?” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังจากด้านนอกด้วยน้ำเสียงแสดงความแปลกใจ

“แม่ก็บอกแล้วไงจ๊ะ ว่ามีคนมาขอพบหนู อย่าให้เขารอนานเลยนะ” เสียงของหญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่ของจือหยินกล่าวอย่างอารีแต่แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว

ดูท่าทางฝ่ายหญิงสาวอายุน้อยจะยังลังเลเซินเฟยจึงต้องนั่งรอเงียบ ๆ อยู่นาน เขาพยักหน้าให้การ์ดสองคนไปยืนข้างประตูคนละด้านเมื่อเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

ร่างของเฉียนหลิงหลิงปรากฏขึ้นเมื่อประตูเปิดออก ทันใดนั้นหญิงสาวก็ถูกดึงเข้ามาด้านในห้องก่อนประตูจะปิดลงด้วยมือการ์ดหนึ่งในสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างประตูนั่นเอง

การกระทำกะทันหันทำให้เฉียนหลิงหลิงตกใจจนถึงขั้นตื่นตระหนก เธอหันมองประตูและเบิกตากว้างเมื่อเห็นชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทดำสองคนยืนขนาบประตูด้วยท่าทางขึงขัง หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดหลายต่อหลายครั้งเพื่อดึงสติตัวเองกลับมาและเรียบเรียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรให้ถ้วนถี่ พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังเรียกให้เธอหันมองอย่างรวดเร็ว

“ไม่ได้พบกันนานนะครับ”

“คุณ....เซิน......” เฉียนหลิงหลิงเบิกตากว้างและหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผีปีศาจก็ไม่ปาน ร่างทั้งร่างสั่นระริกจนแทบจะทรุดลงไปกับพื้น

“ขาหายดีแล้วหรือครับ?” เซินเฟยเอ่ยถามเนิบ ๆ เมื่อครู่นี้เขาเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าอยู่ตลอด จังหวะการเดินของอีกฝ่ายไมได้แสดงออกเลยว่าเป็นคนที่เคยประสบอุบัติเหตุถึงขั้นเปลี่ยนไปใช้กระดูกเทียม ทั้งยังการทรงตัวเมื่อถูกกระชาก หากเป็นคนที่ใช้กระดูกเทียมย่อมต้องเซถลาจนล้มคะมำไปแล้ว

“อ....ขา......ใช่ค่ะ.....” เฉียนหลิงหลิงฝืนตอบพลางพยายามยกรอยยิ้ม “ฉันดีใจจริง ๆ....นะคะ ที่เห็นว่าคุณเซิน....ปลอดภัยดี” หญิงสาวเอ่ยทักด้วยความมานะที่จะแสดงออกว่าดีใจอย่างที่พูดจริง ๆ ทว่าเธอก็ไม่สามารถปกปิดความหวาดกลัวในน้ำเสียงได้

“เหตุการณ์ครั้งนั้นคงทำให้คุณตกใจมาก ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ตั้งใจจะฉลองงานหมั้นให้พวกคุณแท้ ๆ” เซินเฟยพรูลมหายใจออกมายาวเหยียดราวกับรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที “แล้วยังมีอีกเรื่องที่ผมรู้สึกอยากจะขอโทษคุณเป็นอย่างยิ่ง”

“อ....อะไรหรือคะ....”

“ความสะเพร่าของผมทำให้ผมไม่ทันได้สังเกตชื่อเสียงเรียงนามของคุณและเขียนชื่อในบัตรเชิญที่ส่งให้คุณผิดไป” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างเชื่องช้าก่อนปรายตาขึ้นมอง “หวังว่าคุณคงไม่ถือโกรธใช่ไหมครับ? คุณเฉียนหลิงหลิง”

เจ้าของนามใบหน้าซีดขาวจนแทบไร้สีเลือดเมื่อชื่อแท้จริงของตนถูกเอ่ยออกมาจากปากของคนที่ไม่ควรรู้มากที่สุด

“ค.....” ไม่ทันที่เฉียนหลิงหลิงจะพูดอะไรต่อไป เซินเฟยก็ยกมือปราม

“พูดตามตรงว่าร่างกายของผมยังไม่สมบูรณ์พร้อม ดังนั้นผมคงต้องพูดธุระอย่างย่อ ๆ” เซินเฟยเอนตัวเล็กน้อย ผ่อนคลายร่างกายให้พิงบนโซฟาจนแผ่นหลังรู้สึกสบายจึงพูดต่อ “ผมแค่อยากจะถามว่า เช็คที่ผมให้หมอจือไปก่อนหน้านี้ยังเก็บไว้หรือเปล่า?”

“คุณเซินก็ทราบ.....ว่าฉันเอาไปใช้ผ่าตัด....”

“คุณเฉียน คุณรู้ไหมว่าในจำนวนการ์ดของผมมีคนหนึ่งกำลังร้อนเงินเพราะแม่ของเขาป่วยหนัก” เซินเฟยว่าโดยไม่ได้ฟังคำที่เฉียนหลิงหลิงพูดแต่อย่างใด “แต่ว่า ล่าสุดผมได้ข่าวว่าแม่ของเขาหายดีเป็นปกติแล้วและ....เพิ่งจะจัดงานศพให้ลูกชายไปเมื่อไม่นานมานี้เอง น่าเสียดายที่ในโลงมีแต่เศษชิ้นเนื้อจากระเบิด”

เฉียนหลิงหลิงพูดอะไรไม่ออก เธอก้มหน้ากัดริมฝีปาก มือสองข้างกำชายกระโปรงแน่นจนเห็นข้อขาวซีด

“คุณมีอะไรจะบอกผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม?”

“ทำไมคุณถึงฆ่าพ่อของฉันคะ.....” ในที่สุด เฉียนหลิงหลิงก็พูดออกมา เธอเงยหน้าขึ้นทั้งที่ใบหน้ายังซีดขาว แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังไม่ปิดบัง ไม่เหลือแววตาของหญิงสาวใสซื่อดังก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

“คุณจำเป็นต้องรู้คำตอบให้ได้หรือเปล่า?” เซินเฟยขยับมือขึ้นมาประสานบนตัก และเมื่อเฉียนหลิงหลิงพยักหน้าเด็กหนุ่มจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่มุมห้อง หยิบแก้วทับกระดาษรูปหัวใจขึ้นมาคลึงเล่นบนฝ่ามือคล้ายกำลังเรียบเรียงความทรงจำในสมองก่อนจะเริ่มเล่าความ “ผมไม่ทราบว่าคุณรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับพ่อตัวเองแค่ไหน แต่ผมกับพ่อของคุณรู้จักกันดีตั้งแต่รุ่นอาของผมแล้ว ปกติพ่อของคุณจะเป็นคนที่ได้รับความสำคัญจากองค์กรเสมอ ซึ่งบางทีจุดนั้นอาจทำให้เขาสำคัญตัวเองผิดไปสักหน่อย พอผมเข้ามาบริหารงานจึงได้พยายามจะเลื่อยขาเก้าอี้ของผมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง”

เฉียนหลิงหลิงนิ่งฟังโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอคอยมองตามการกระทำของเซินเฟยอย่างไม่วางตาราวกับกำลังพยายามจับผิด

“ถ้าอย่างนั้น โทษข้อไหนกันคะที่คุณใช้ตัดสินโทษตายให้พ่อของฉัน” เมื่อเซินเฟยเงียบไป เธอจึงเอ่ยถามทันที

“แค่ข้อเดียวก็สมควรแล้ว” เซินเฟยเหน็บรอยยิ้มที่มุมปาก “โทษที่พยายามหักหลังผมยังไม่เพียงพออีกหรือ?”

“คุณพูดออกมาเองนะคะ”

เซินเฟยเลิกคิ้วพลางมองหญิงสาวตรงหน้าที่เริ่มยิ้มออกมาบ้าง เธอเผยมือของตนเองที่ถือเครื่องอัดเสียงอยู่เครื่องหนึ่ง

“จริงอยู่ว่าฉันอาจจะฆ่าคุณไม่ได้ แต่ว่า.....ยังไงฉันก็จะไม่ยกโทษให้! ในเมื่อฆ่าคุณในแบบของพวกคุณไม่ได้ ฉันก็จะทำให้คุณต้องโทษประหารให้ได้!” เฉียนหลิงหลิงประกาศเสียงกร้าว

เซินเฟยหลุบตาลง อดจะนึกเสียดายในใจไม่ได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายประกาศตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาด้วยตัวเองอย่างนี้เขาก็ไม่มีทางเลือก เด็กหนุ่มพยักหน้าครั้งหนึ่ง ปืนถูกชักออกมาจากเสื้อของการ์ดนายหนึ่งอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เฉียนหลิงหลิงจะตั้งตัวทัน ทว่า ในวินาทีที่ปืนลั่นนั้นเอง กลับมีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาในห้องและเข้าขวางรับกระสุนแทนก่อนจะล้มลงไปบนพื้น

เฉียนหลิงหลิงและเซินเฟยต่างเบิกตากว้างด้วยไม่อยากจะเชื่อ หญิงสาวรีบผวาเข้าไปกอดประคองคนรักและพยายามเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายในขณะที่เซินเฟยกลับยืนนิ่งและกำแก้วทับกระดาษในมือจนแน่น พยายามตีสีหน้าเรียบเย็นชาราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร

“เสี่ยวหลิง....ไม่เป็นไรนะ.....” จือหยินลูบใบหน้าคนรักพลางยิ้มทั้งที่เลือดทะลักออกมาจากแผ่นอก

“จือหยิน.....ทำไม....” เฉียนหลิงหลิงถามเสียงสะอื้นก่อนจะหันไปตวาดใส่เซินเฟยอย่างไม่กลัวตาย “คุณมันปีศาจ! ฆาตกร! ถึงคุณจะฆ่าฉันได้ก็ปกปิดสิ่งที่คุณทำไม่ได้หรอก!”

“ทำไมคุณถึงคิดว่าผมอยากปกปิด?” เซินเฟยย้อนถาม ทำให้เฉียนหลิงหลิงชะงักกึก “ด้วยอำนาจที่ผมมีในมือ ถึงผมจะไม่ปกปิด แต่ก็ไม่มีใครอยากจะเปิดโดยที่ผมไม่อนุญาตอยู่ดี แล้วถึงผมอนุญาต.....ใครล่ะจะกล้าบอกว่าผมเป็นคนผิด?” หลังกล่าวจบ เซินเฟยก็เดินไปดึงปืนจากมือการ์ดแล้วมาหยุดยืนที่ตรงหน้าเฉียนหลิงหลิง จือหยินหอบหายใจระรวย กระสุนดูท่าจะเข้าจุดสำคัญพอดีและดูจากปริมาณเลือดแล้วยังไงก็คงมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน เซินเฟยสูดหายใจลึกระงับความเจ็บปวดลึก ๆ ที่กระทั่งคนที่ให้ความสำคัญกว่าใครก็ยังหักหลังเขาได้ลงคอ ก่อนจะวาดมือตรงไปยังร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้น แล้วลั่นไกซ้ำ ๆ หลายนัดต่อหน้าต่อตาเฉียนหลิงหลิงจนกระทั่งร่างของจือหยินนิ่งสงบ มือที่เกาะกุมคนรักตกลงข้างตัวพร้อมเสือดที่สาดกระเซ็นเปรอะจนถึงใบหน้าของหญิงสาว

เฉียนหลิงหลิงเบิกตากว้างก่อนจะกรีดร้องออกมาเหมือนคนเสียสติพร้อมทั้งก่นด่าเซินเฟยไม่หยุดปาก เด็กหนุ่มเบือนสายตาหลบไปทางอื่นด้วยไม่อยากจะเห็นภาพนั้น เขาส่งปืนให้เจ้าของแล้วเดินไปนั่งลงบนโซหาตัวเดิมก่อนออกคำสั่งเพียงสั้น ๆ

“จัดการซะ”

สิ้นคำสั่ง เสียงกรีดร้องก็เงียบสนิทหลังการลั่นไกเพียงครั้งเดียว

เซินเฟยหลับตาลง.....

ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าหญิงสาวคนนี้จะเป็นผู้ชักพาพ่อของตนเองให้รู้จักแสงสว่าง ทว่า.....เขากลับคำนวนผิดพลาดไป สายเลือดของเฉียนหยุนช่างเข้มข้น มันได้ฉุดกระชากหญิงสาวคนหนึ่งที่ควรจะได้หัวเราะภายใต้แสงตะวันตกลงสู่ความมืดมิดในชั่ววินาที

เด็กหนุ่มค่อย ๆ นับวินาทีในใจก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าสองคู่วิ่งอย่างร้อนรนตรงมายังห้องรับแขก เซินเฟยลืมตาขึ้นและพบชายชราคนหนึ่งกับหญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่คุกเข่าร้องไห้อยู่ตรงหน้า

ชายชราคนนั้นคือปู่ของจือหยินและเป็นคนแนะนำให้จือหยินไปทำงานที่บ้านของเขา ด้วยเหตุนั้นเจ้าตัวจึงเหมือนมีชนักปักหลังไปด้วยเมื่อหลานสร้างความผิดใหญ่หลวงเอาไว้ ชายชราแซ่จือจึงทำได้เพียงคุกเข่าร้องไห้เงียบ ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายเหนือชีวิต

เซินเฟยลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบเครื่องอัดเสียงจากมือที่ยังอุ่นของเฉียนหลิงหลิงแล้วดึงเอาเมโมรี่การ์ดออกมา

“เหล่าจือ จัดการให้เรียบร้อยเสียด้วย” เขาออกคำสั่ง ร่างของชายชราสั่นสะท้านขึ้นมาก่อนรีบน้อมกายรับคำสั่ง “อีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้ผมจะยังเก็บตัวเงียบ ๆ อย่าเปิดปากบอกใครเด็ดขาดว่าได้พบกับผมหรือเกิดอะไรขึ้นที่นี่”

“ทราบแล้วครับ......”

“แล้วก็....ส่งหมอคนใหม่มาที่บ้านเดือนหน้าด้วย” พอกำชับเรียบร้อย เซินเฟยก็พาคนของตนเดินออกไปโดยไม่ฟังคำตอบรับหรือปฏิเสธ เพราะอย่างไรชายชราก็ต้องตอบรับแน่นอนอยู่แล้ว

“จะส่งไปอีกหรือคะคุณพ่อ....จะให้ลูกของฉันตายอีกหรือคะ!” หัวใจของผู้เป็นแม่แทบแหลกสลายเมื่อทั้งว่าที่สะใภ้และลูกชายถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหด ศพที่ยังมีความอุ่นอยู่ของจือหยินถูกกอดกกไว้แนบอก เธอร้องไห้อย่างขมขื่นได้แต่กล่าวโทษโชคชะตาและก่นด่าสวรรค์ที่ไร้ดวงตา ปล่อยให้คนใจคออำมหิตอย่างพวกมาเฟียมีอิทธิพลเหนือคนทั่วไปได้โดยไร้ความผิดใด ๆ

“เงียบซะ!” ชายชรารีบถลาเข้ามาปิดปากลูกสะใภ้ จนกระทั่งเธอยอมเงียบเขาจึงละมือออกไปและก้มหน้าลง “เรื่องนี้......อาหยินมันหาเรื่องใส่ตัวเอง.......ไอ้หลานโง่เอ๊ย!” หลังจากพูดออกมาเช่นนั้น ชายชราก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้งอย่างเงียบ ๆ เขาเคยต้องฝังศพลูกชายมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ยังต้องฝังศพหลานด้วยตัวเองอีก หรือนี่จะเป็นโทษทัณฑ์ที่ตระกูลของเขาไปรับใช้ตระกูลเซิน.....

-------------------->

เซินเฟยเดินออกมาถึงด้านนอกก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ท้องฟ้าของฮ่องกงไม่แจ่มกระจ่างเหมือนบนเกาะแม้สักนิด....

“อาซิง”

“ครับ” ทันทีที่เอ่ยเรียก หวางซิงก็รีบสืบเท้าเข้ามายืนเคียงข้างพร้อมรับคำสั่ง เซินเฟยก้มหน้าลงมองเมโมรี่การ์ดในมือ เฉียนหลิงหลิงได้บันทึกความจริงทุกอย่างลงในนี้แล้ว ทั้งการกระทำของตัวเขาเองและความมืดมิดที่แฝงเร้นภายใต้รอยยิ้มใสบริสุทธิ์ของเฉียนหลิงหลิง

เซินเฟยยัดเมโมรี่การ์ดใส่มือของหวางซิง

“บอกนักสืบมู่ว่า ถ้าตัดสินใจได้แล้วให้มาหาผมที่โรงแรม คุณเองพอเสร็จธุระก็รีบกลับมา ผมจะได้เริ่มงานต่อไป”

“ครับ....” หวางซิงรับคำก่อนจะเดินไปขึ้นรถคันหนึ่ง การ์ดซึ่งทำหน้าที่ขับรถจึงเข้าประจำที่พร้อมการ์ดคู่หู แล้วยานพาหนะสีดำสนิทก็เคลื่อนตัวออกไป

เซินเฟยยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งบนรถคันเดียวที่เหลืออยู่และพิงศีรษะกับเบาะด้านหลัง เขารู้สึกล้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เส้นทางของเขาเต็มไปด้วยพงหนามที่ทิ่มแทงให้เจ็บปวดทุกครั้งที่ก้าวเดิน คิดจะพักกาย กระทั่งเก้าอี้และเตียงก็ยังมีขวากหนามขึ้นคลุม อาหารที่ดื่มกินก็มีแต่ยาพิษ ทุกวินาทีที่ผ่านไปล้วนแต่นำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน เหนือบัลลังก์หนามนี้มีอะไรดีกันหนอ ผู้คนจึงได้ปรารถนาจะครอบครองนัก....

TBC

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-80
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #324 เมื่อ23-03-2011 20:10:49 »

สะใจอย่างถึงที่สุดในตอนที่อาเซินยิงหมอจือ  น่าจะให้ตายอย่างทรมานจริง ๆ
+1

AciLiS

  • บุคคลทั่วไป
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #325 เมื่อ23-03-2011 20:51:21 »

ตอนนี้อ่านแล้วสะใจจนต้องโผล่ออกมาจากเงา
ทุกคนมองเพียงแค่มุมมองของตัวเองเป็นใหญ่
มู่อี้จิงควรจะคิดให้ได้ซะที
ชีวิตจือหยินสำคัญ ชีวิตเซินเฟยก็สำคัญเหมือนกัน
หนึ่งคนหนึ่งชีวิตเท่าเทียมกัน
ในเมื่อกล้าทำก็ต้องรับผลสิ่งที่ตัวเองทำ
ไม่เห็นจะแปลก
ฆ่าเซินเฟย แล้วจะแปลกอะไรที่เมื่อทำไม่สำเร็จแล้วเซินเฟยจะทำคืนด้วยการกระทำเดียวกัน
สะใจมากๆเลยค่ะ มันต้องให้ได้อย่างนี้แหละเซินเฟย
อ่านมานาน เพิ่งจะรู้สึกตอนนี้แหละว่าเป็นมาเฟีย
ปกติจะเป็นหนูเฟยๆให้อีตาฉู่ปั่นหัวไปมาอยู่ได้ :serius2:

ชื่นชมผู้เขียนมากเลยค่ะ ตอนนึงนี่ยาว แล้วก็อัพแทบจะวันต่อวัน
อ่านแล้วรู้สึกจุใจมากเลยค่ะ ถึงตอนจบตอนจะค้างก็เถอะ
รอเรื่องนี้ทุกวันเลยค่ะ
จุ๊บๆคนแต่ง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-03-2011 20:58:22 โดย AciLiS »

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-2
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #326 เมื่อ23-03-2011 21:04:11 »

 :laugh3:

ออฟไลน์ A-J.seiya*

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +306/-7
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #327 เมื่อ23-03-2011 21:56:14 »

สะใจตอนฆ่าหมอจือ
อ่านแล้วรู้สึกว่า ยัยหลิงหลิงไม่ได้น่าสงสารเล้ยยย
ยิงๆทิ้งไปเหอะ

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #328 เมื่อ23-03-2011 22:00:28 »

แค่ฉากแรกของการเอาคืน ก็รู้สึกถึงความโหดร้ายในโลกของมาเฟียได้ขนาดนี้
แม่นางหลิงหลิงไม่เท่าไร ร้ายมาก็ร้ายกลับ
แต่จือหยินที่เสี่ยวเฟยเคยรู้สึกดี ๆ ด้วย ( แบบลึก ๆ ) ก็ตัดใจฆ่าด้วยมือตัวเองได้
จากคืนนี้ไป เสี่ยวเฟยคงเติบโตขึ้นอีกขั้นในฐานะเจ้าพ่อ
ไม่อยากจะคิดถึงฉากที่เสี่ยวเฟยต้องเจอกับพ่อบังเกิดเกล้าที่กำลังหิวอำนาจเลยอ่ะ
ดราม่าทางอารมณ์จริง ๆ  :z3:



daizodiac

  • บุคคลทั่วไป
Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 27 (23/03/11)
«ตอบ #329 เมื่อ23-03-2011 22:24:41 »

เฟยเฟยคัมแบ๊ค ค !
ตื่นเต้นจัง ได้เวลาชำระแค้น น

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด