We are...คือ เรารักกัน ตอนพิเศษ ด้วยความคิดถึง100%... 16/12/13 [P.314]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: We are...คือ เรารักกัน ตอนพิเศษ ด้วยความคิดถึง100%... 16/12/13 [P.314]  (อ่าน 3213306 ครั้ง)

ออฟไลน์ a_tapha

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4981
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +397/-1
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 8
«ตอบ #90 เมื่อ30-11-2010 13:57:25 »

 :z10:

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 8
«ตอบ #91 เมื่อ01-12-2010 08:08:35 »

เข้ามาพลิกหาตอนที่ 8 อย่างไว -.-

ออฟไลน์ dragonnine

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-16
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 8
«ตอบ #92 เมื่อ01-12-2010 09:41:46 »

ตอนที่แปดหายไปครับ กำลังสนุกเลย แล้วสองคนนี้จะได้กันมั้ยอะ

แล้วจะมีมุมมองของภูมิบ้างมั้ยอ่ะ อยากอ่านสลับในมุมของภูมิบ้าง

เรื่องนี้สนุกดีนะครับ เดินเรื่องไปเรื่อยๆๆๆ ชอบบบ

ทะเลหัวใจ

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 8
«ตอบ #93 เมื่อ01-12-2010 11:55:50 »

ตอนที่ 8



กลับมาจากห้องไอ้ภูมิ ผมกะว่าจะนอนหลับพักผ่อนเอาแรงแต่พอหัวแตะหมอน ไอ้เพื่อนเวรก็โทรมาราวกับว่ามันตั้งนาฬิกาไว้

(วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำคึกคะนอง ท่วมตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง ดี้ทอม กระเทยไปลอยกระทง ลอยกระทง ลอยกระทง)

“อะไรของมึงคิว”

(ลอยกระทงไง วันนี้วันลอยกระทง)

“แล้วเกี่ยวไรกับกู กูไม่ลอยเว้ย”

(โอเค เจอกันทุ่มนึงมารับกูด้วย ซ้อมกีต้าร์มือบวม เจ็บ ขับรถไม่ได้ เสื้อลายสก๊อตนะ)

“เฮ้ย คิว  …” ตุ๊ดๆๆๆๆผมทำหน้างงใส่โทรศัพท์อยู่ประมานสามวิ ตกลงว่ากูส่งสารผิดหรือคนรับสารมันเมาวะแล้วเมื่อกี้มันพูดเรื่องเหี้ยอะไร ผมไม่เข้าใจอะไรเลยนะได้ยินคำสุดท้ายก๊อตๆ ก๊อตซิล่าหรือเปล่าวะ เมื่อทนความบกพร่องทางภาษาของมันไม่ไหวผมก็ต้องเสียตังโทรกลับไปหามัน

(วอทซับ เกิร์ล)ดูมันรับโทรศัพท์(ใส่สำเนียงตอแหลๆนะครับ ม้วนลิ้นเยอะๆ)

“เกิร์ลพ่อง ทุ่มนึงดึกไป หน้าม.รถยิ่งติดอยู่”

(คัมม่อนเกิร์ล ไปเร็วก็ลอยดึกเหมือนเดิมนั่นแหละ หรือมึงอยากไปดูขบวนแห่ ฮ่าฮ่า)


ได้ยินคำว่าขบวนแห่แล้วมันจี๊ดครับ เพราะเมื่อปีที่แล้วผมได้เป็นตัวแทนคณะร่วมขบวนของมหาลัยเป็นเจ้าเมืองด้วยนะ แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศแต่เสือกเตี้ยกว่ามเหสี อายชิบหาย ไอ้เวรคิวนั่นแหละเสนอชื่อผม ส่วนมันก็ไปโชว์หล่อเรียกคะแนนจากสาวๆด้วยการขึ้นร้องเพลง

“เออแม่ง ทุ่มก็ทุ่ม มึงนัดพวกนั้นแล้วใช่มั้ย”

(โอ้วเยส เกิร์ล ไม่น่าถามก็ลอยด้วยกันทุกปี แสรดดดดดด) เห็นบ้าๆห่ามๆ แบบนี้แต่พวกผมมักจะฉลองเทศกาลด้วยกันนะครับ เรามักจะเลือกเพื่อนก่อนเสมอแม้วันนี้อาจมีใครซักตัวหิ้วแฟนมาด้วย ยกเว้นวาเลนไทน์ที่พวกมันจะหายหัวไปสามสี่วัน ทิ้งผมไว้คนเดียว เชี่ย

“เออๆเดี๋ยวกูไปรับ”


(โอเคเกิร์ล เสื้อลายสก๊อตเด้อ จุ๊บุๆเลิกกันๆ)ห่าทำเป็นวอตำรวจไปได้ ไอ้ที่ผมได้ยินก๊อตสิล่าไม่ใช่ครับ ฮ่าฮ่า มันบอกว่าเสื้อลายสก๊อตต่างหาก

ไอ้คิวมันเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งซึ่งไม่เคยรักษาให้หายขาดได้ นั่นคือการชอบให้คนในกลุ่มใส่เสื้อเหมือนกันซึ่งคนปกติเนี่ยเขาจะทำเสื้อรุ่นเสื้อกลุ่มก็ต่อเมื่อจะเรียนจบหรือตอนจะจากกันใช่มั้ยครับ แต่เพื่อนผม โนวว

พี่แกคึกช่วงไหนแม่งก็ทำมันตอนนั้นเลย ผมจะไม่มีเงินซื้อสีซื้อพู่กันก็เพราะต้องคอยจ่ายค่าสกรีนเสื้อให้มันนี่แหละ แล้วผมจะมีมั้ยไอ้เสื้อลายสก๊อตเนี่ย -_-


……………………………………………..



ผมกับไอ้คิวมาถึงมหาลัยตอนสองทุ่มกว่า รถติดไม่เท่าไรครับแต่หาที่จอดเนี่ยสิ  รู้งี้มาบีทีเอสดีกว่า แต่เหตุผลจริงๆที่ผมมาช้าก็เพราะรอไอ้คุณชายคิวมันแต่งองค์ทรงเครื่องต่างหาก ไม่รู้มันจะสำอางอะไรหนักหนา กลิ่นน้ำหอมมันทำเอาผมแทบเป็นลม แต่ว่าเสื้อลายมันเจ็บมากครับ ม่วงแดง


ในมหาลัยคนเยอะมาก อย่างกับปลวกเดินกันยั๊วเยี๊ยะ  ทั้งร้านค้า ขนม น้ำ ซุ้มเกมส์ซึ่งก็เป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวนิสิตนักศึกษานี่แหละครับ ที่ร่วมมือร่วมใจกันออกร้านจัดกิจกรรมเป็นสีสันของงาน ทั้งเสียงพิธีกร เสียงพลุ เสียงเพลง ลิเก เรกเก้ หมอลำ
 ฮิพฮอพ ลำตัด มโนราห์ มึงจะนานาชาติไปไหนครับ มิกซ์ซะกูแยกไม่ออก ไม่รู้เสียงไหนเป็นเสียงไหน


“ฮัลโหล!!! ฮัลโหล ได้ยินกูมั้ย!!!” ไอ้คิวแหกปากใส่โทรศัพท์ มันหันมามองผมให้รีบเดิน ก็คนมันเบียดนี่ ผมหายใจไม่ออกโว้ย อากาศข้างล่างแม่งก็ต่ำต้อยชิบหาย อากาศข้างบนสดชื่นมั้ยคิว

“เออ กูกับไอ้พีมถึงแล้ว พวกมึงอยู่ตรงไหนวะ  ฝั่งไหนของสระ อ๋อ เออๆเดี๋ยกูเดินไป ”


“มึงเดินเร็วๆดิ” เร่งอยู่ได้ อย่าให้กูสูงบ้างนะมึง ที่ไอ้คิวมันดี้ด๊าเป็นพิเศษเพราะในค่ำคืนนี้มันจะได้ออกล่าเหยื่อ มันคงอยากช่วยวัยรุ่นไทยทำลายสถิติยอดการเสียตัวในวันลอยกระทง ถ้านางนพมาศรู้ว่าวัตถุประสงค์ของวันลอยกระทงมันเปลี่ยนไปในทางเสื่อมๆพระนางคงเสียใจที่คิดประเพณีขอขมาแม่น้ำนี้ขึ้นมา


“นั่นไงๆ พวกไอ้แทน”จะหาพวกไอ้เชนไอ้แทนหาไม่ยากหรอกครับ ตรงไหนหญิงรุมเยอะๆตรงนั้นก็จะมีเปรตสามสี่ตัวยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ แต่คราวนี้พวกมันดูโดดเด่นสะดุดตาดูมีออร่าน่าหลงใหลกว่าครั้งไหนๆคงเป็นเพราะผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีน้ำเงินขาว คงเพราะ


“ไอ้ภูมิ”


แค่เห็นมันในระยะสิบเมตรสติผมก็เริ่มโบกมือลา สมองได้แต่ตะโกนบอกว่ายังไม่พร้อมที่เจอ มันอธิบายไม่ถูก ก็คงเหมือนที่ผมทำตัวไม่ถูก มันตื่นเต้น งงๆ ไม่ได้กลัวความลับจะแตก ไม่ได้กลัวว่าใครจะรู้เรื่องคลิปติงต๊องของผม แต่กลัวใจตัวเอง ยิ่งมันหันมามองจนเหมือนจ้อง ผมยิ่งไม่รู้ว่าจะต้องก้าวขาไหน ต้องเดินยังไง ขาจะพันกันล้มแล้ว


แม้ไม่ใช่คำสั่งของสมองแต่ผมก็อยากส่งยิ้มให้มัน แต่พอเหลือบไปเห็นไอ้เบียร์ยิ้มมุมปากส่งมาทางนี้ ผมก็รีบหุบยิ้มทันที ห่าเบียร์ยิ้มมึงน่ากลัวมาก


พอมาใกล้ๆ ผมถึงได้รู้ว่าไอ้คิวมันแน่มากครับ มันสามารถบงการชีวิตผู้ชายหกคนให้ทำตามความต้องการของมันได้ เพราะทุกคนมาในตีมเชิ้ตสก๊อตยกแผง แล้วรู้อะไรมั้ยครับ ผมกับไอ้ภูมิใส่สีเดียวกัน น้ำเงินขาว บังเอิญไปม๊ายยย


ไอ้แทนกับไอ้ฟ่างก็ดูโอ้คู่รักขาวดำมาเลยถ้าหน้าตาไม่ดี  ไม่เท่ห์ ใส่แล้วอาจจะเสี่ยวแดกได้ แต่มันสองตัวรอดครับ
คุณชายเบียร์ก็เขียวขจีหล่อขยี้หัวใจ ม้าม ตับปอดเลยครับ ไอ้เชนมาแบบลายเยอะจัดผมแยกไม่ออกว่าสีอะไรเอาเป็นว่ามันคงคอนเซปลายหมากรุกไว้ 


แต่รู้สึกว่าเพื่อนผมหายครับไอ้ปันกับไอ้มิคไปไหน เหลือไว้แค่สาวสวยสองคนที่ยืนขนาบข้างไอ้เชนกับไอ้ภูมิ ทั้งสองคนส่งยิ้มให้ผมกับไอ้คิวอย่างเป็นมิตร ไอ้คิวแซวไอ้เชนสนุกปากส่วนผมแค่ยิ้มตอบแฟนเพื่อน(ซึ่งเมื่อวานที่มันพามากินข้าวไม่ใช่คนนี้ ขอให้รถไฟเจอกันสักครั้งนะมึง)


แต่สำหรับสาวสวยตาโตมาดคุณหมอที่ยืนจับมือกับไอ้ภูมิ ผมไม่แน่ใจเลยว่ารอยยิ้มที่ผมให้เธอนั้นมันมาจากใจจริงหรือเปล่า พวกเราทักทายกันเล็กน้อย แฟนไอ้เชนชื่อแบมเรียนบัญชีแต่ไม่ใช่ที่นี่ ส่วนแฟนไอ้ภูมิชื่อหม่อมเรียนแพทย์มหาลัยเดียวกับพวกผม
ผมไม่กล้ามองหน้าไอ้ภูมิเท่าไร ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียวกับที่รู้สึกในตอนแรก ที่ไม่มองไม่ใช่ตื่นเต้น
แล้วกูเป็นเหี้ยอะไรวะ


“ไอ้ปันกับไอ้มิคละ”

“ไปลอยกับเมีย เดี๋ยวก็ตามมา” ไอ้ฟ่างตอบหน้าเซ็งๆ ผมจะพยามยามทำใจให้ชินภาพผู้ชายหล่อบรรลัยโอบไหล่กัน

“ไม่ต้องไปถามถึงคนอื่นกูนัดสองทุ่ม มึงมาตรงเวลากันมาก”คุณชายเชนผู้จงรักภัคดีต่อเข็มนาฬิกา เวลาและปฏิทินก็ออกอาการเหวี่ยงครับ

“ก็ไอ้พีมแม่งขับช้า”  เวรแล้วไง ไอ้ภูมิตวัดตามองผมดุๆก็ผมเคยโกหกมันไว้ว่าขับรถไม่เป็น

“แล้วให้พวกกูใส่เสื้อเหี้ยอะไรใส่คนเดียวกูไม่ว่าแต่นี่เป็นกลุ่ม แม่งอย่างกับลิเก คอนเซปอะไรของมึ้ง ไอ้คิว”

“ผู้ชายลายสก๊อตถึงจุดสุดยอดแบบเบาๆ”

“ค.....ย” ไอ้คิวได้รับการแจกจ่ายนิ้วกลางอย่างทั่วถึง แต่ก็น่าแปลกที่พวกผมก็บ้าจี้ใส่ตามที่มันบอก ไม่รู้สิแต่เหมือนไอ้คิวมันมีของถ้ามันบอกว่าวันนี้คอนเซปนี้ก็ต้องตามนั้น

“พูดอะไรกันวะพวกมึง เกรงใจแบมกับหม่อมบ้าง จริงมั้ยครับ” ไอ้คิวยิ้มประจบแบมกับหม่อม แต่มึงไม่ใช่หรอที่เปิดประเด็น สาวๆเขาก็ยิ้มหัวเราะไปไม่ถือสาคนบ้าไม่เต็มอย่างมัน

“แมนสัดอะเพื่อนกู ” ไอ้แทนยื่นตีนไปเตะตูดไอ้คิว แต่มือยังคงเกาะไหล่ไอ้ฟ่างอย่างเหนียวแน่น

“แล้วเอาไง จะเที่ยวงานก่อนหรือจะลอยเลย แบมอยากเดินเล่นก่อนมั้ยคะ” ไอ้เชนถามเพื่อนแต่ให้ความสนใจกับแฟน  จัดการระบบความสัมพันธ์ได้ยอดเยี่ยมมากเพื่อนผม

“แบมยังไงก็ได้คะ แล้วแต่เพื่อนๆเชน”

“แล้วหม่อมละครับ” ไอ้คิ๊ว แฟนเขาก็ยืนอยู่ข้างกันมึงจะเสนอหน้าอะไรนักหนา
และก็เป็นครั้งที่สองที่ผมเผลอมองหน้าและสบตาไอ้ภูมิ วันนี้มันดูสดใสมีความสุขกว่าทุกครั้งที่ผมเคยเจอ เวลามีแฟนอยู่ใกล้ๆเป็นใครก็คงมีความสุขทั้งนั้น

มันยิ้มมุมปากเล็กๆให้ผมแต่ผมทำได้แค่มองไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเสียมารยาทมั้ย ไม่รู้ว่ามันจะว่ารึเปล่า ผมไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย พี่เป้สเลอได้อีกกู

“ภูมิว่าไง หม่อมก็อย่างงั้นคะ”เสียงแซวจากไอ้คิวทำให้แก้มสีชมพูของหม่อมน่ามองกว่าเดิม ไอ้ภูมิเองก็ยิ้มเอ็นดูแฟน ไหนใครบอกว่ามันเจ้าชู้ ก็ดูจะรักจริงนี่หว่า เฮอะ

“ไอ้เบียร์ไอ้คิว พวกมึงจะเล่นดนตรีตอนไหน”

“สี่ทุ่มมั้ง แต่กูต้องไปสแตนบายก่อนครึ่งชั่วโมง”

“งั้นก็แยกย้ายเป็นคู่ มาเจอกันตรงหน้าเวทีอินดี้ตอนสี่ทุ่ม โอเค๊”ไอ้แทนเป็นคนเสนอไอเดีย ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไอ้เชนไม่รอช้าพาแฟนเดินลิ่วเข้าซุ้มทันตะอย่างไวว่อง แต่เดี๋ยวก่อนนะ ไปกันเป็นคู่ แล้วกูละ

“ไอ้พีมมึงมากับกู”เป็นไอ้แทนที่ดึงแขนผม

“เฮ้ย ไม่เป็นไร มึงก็ไปกับไอ้ฟ่างไง กูไม่อยากเป็น กขค สส อบต ศอฉ(แรว๊ง)กูไปรอไอ้คิวที่ซุ้มศิล…. อ้าว…” ไอ้คิวหาย  ผมหันซ้ายหันขวาหาเพื่อนชายนายคิวแล้วก็เห็นหลังมันไวๆมุ่งไปตรงซุ้มนิเทศ ไอ้ฟายยยย

“มันไปตั้งแต่พูดคำว่าสแตนบายจบแล้ว” มึงชวนกูมาแล้วทิ้งกูแบบนี้หรอ เชี่ย- คิว

“มึง…….”

“เดี๋ยวกูเดินกับพีมเอง” ผมหันไปมองไอ้ภูมิเพราะเมื่อกี้เหมือนมันจะพูดอะไรซักอย่างกับผมแต่ไอ้เบียร์ดันชิงเสนอตัวเป็นผู้อุปการะรายใหม่ซะก่อน

“จะจีบเพื่อนกูหรอมึง” ไอ้แทนยิ้มล้อเลียนกวนตีนผมกับไอ้เบียร์ เลยได้กินฝ่ามือผมเน้นๆสองทีติด

“ห้าม เพราะกูจองมันเป็นน้องสะใภ้” แต่มิวายไอ้ฟ่างก็แก้แค้นแทนแฟนมัน ผมไม่กล้าตบหัวมันครับเลยได้แต่ปล่อยเหี้ยไปเลียขา


“พูดเรื่องเหี้ยอะไรของพวกมึงวะ กูเดินคนเดียว จบ” ผมหันหลังเดินจ้ำอ้าวอย่างกับจะไปตามควายหายมีเพียงเสียงหัวเราะแบบปีศาจของไอ้คู่ผัวตัวเมียไล่หลังมาพร้อมกับมีแขนยาวๆหนักๆของไอ้เบียร์ที่พาดผ่านคอผมและประโยคสุดท้ายจากปากหม่อมที่แว่วๆมาเข้าหู


“ภูมิ เป็นอะไรรึเปล่าคะ ทำไมหน้าเครียดๆ”


“เดินห่างๆกันก็ได้เบียร์ กูร้อน”

“แต่กูหนาว” ผมขอคิดใหม่ ทำใหม่ พูดใหม่ ว่าไอ้เบียร์ไม่ใช่หนุ่มหล่อนัยน์ตาเศร้าเจ้าของรอยยิ้มหวานฉบับคุณชายอีกต่อไป แต่มันคือ ผู้ชายมาดดีที่ปากหมาคนหนึ่ง





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2011 00:06:32 โดย ทะเลหัวใจ »

ทะเลหัวใจ

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 8
«ตอบ #94 เมื่อ01-12-2010 11:57:11 »




ผมกับไอ้เบียร์เดินเที่ยวงานแบบอึนๆมึนๆไร้เป้าหมาย จะว่าไปผมกับมันก็เพิ่งจะรู้จักกันไม่นาน แต่ทำเหมือนกับรู้จักกันมาสักสิบชาติ ผมสืบความได้ข่าวว่า ที่มันต้องมาลอยกระทงเดียวดาย ก็เพราะเมียงอนยังง้อไม่สำเร็จ สมน้ำหน้า :pigha2:

 
เดินกันไม่เท่าไร ผ่านซุ้มไหนไอ้เบียร์มักจะถูกรุ่นพี่รุ่นน้องสาวๆ(สาวเทียมก็มี)ลากเข้าไปเล่นเกมส์ในซุ้ม จนมันต้องฝากโทรศัพท์ไว้ที่ผม ผมเลยต้องยืนแกร่วคนเดียวรอมันอีก ไม่ต่างจากเดินคนเดียวเล้ย เซ็งโว้ย เบื่อโว๊ยยย


แถมไอ่ห่าเบียร์ก็ชอบพูดอะไรแปลกๆ อย่าง“กูรู้นะมึง” “เล่นแม่งเลย เดี๋ยวกูช่วย” “ช้า อดนะ” เหี้ยไรของมันก็ไม่รู้อย่าไปสนใจเลยครับ


มาสนใจเรื่องนี้ดีกว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนรู้จักผมด้วย ฮะๆ^_^ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครับไอ้พวกสถาปัตย์ฯเพื่อนบ้านเรานี่เอง พวกนี้มันรั่วฮาบ้าจริงๆ ผมถูกมันลากไปปาหนุ่มน้อย(มั้ง)ตกน้ำ ได้ตุ๊กตาผีเสียกระบาลมาด้วย


“เฮียคร้าบบบบบบ”เ ฮือก ขาผมหยุดชะงึก ระบบปฏิบัติการของร่างกายส่งสัญญานเตือนภัย  ไม่ใช่มั้งพีม ไม่มีเสียงอะไรทั้งนั้น มึงหูฝาด มึงหูแว่ว มึงฝันพีม ผมสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกสุดขั้วแล้วก้าวขาต่อไป


“เฮียพีมมมมมม” สงสัยจะไม่ใช่ฝันแล้ววะ หมดกันวันลอยกระทงที่แสนสวยของไอ้พีม ผมค่อยๆหันหลังกลับมา



ไอ้เต้ยตัวเป็นๆ



ไอ้ผู้ชายตัวขาวหน้าหล่อ มันแต่งตัวเหมือนเพิ่งมาจากสยามไ ม่บอกก็รู้ว่าไปเต้นบีบอยมา มันวิ่งกระดิกหางชูคอหูตั้งยิ้มแฉ่งมาเกาะแข้งเกาะขาผมเหมือนหมาเห็นเจ้าของ



“เฮียมาลอยกระทงด้วยหรอ มากับใคร ทำไมไม่ชวนเต้ย หรือว่ามาเชียร์เต้ยเต้น โหย โคตรประทับใจเลยอ่าแต่เต้ยเต้นเสร็จแล้ว สาวเยอะโคตรอะเฮีย แต่ไอ้แมทมันไม่อยู่ดูเต้ยอ่ะ มันไปลอยกระทงกับแฟน ไอ้ลูกหมา ว่าแต่เฮียแวะซุ้มไหนแล้วบ้าง ไปซุ้มคณะเรายัง ปะๆเดี๋ยวเต้ยพาไปดูนะ ทางนี้เฮีย^^”


คงไม่ต้องสงสัยแล้วใช่มั้ยครับว่าทำไมผมถึงได้จิตหลุดที่มาเจอไอ้เด็กหน้าขาวๆปากแดงๆนี่ ก็เพราะ มันเป็นตัวป่วนกวนตีนขี้วีนหน้าม่อและจ้อได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน


“เฮ้ย ไอ้เต้ย มึงจะลากกูไปไหน” ผมเพิ่งตั้งสติได้ก็ตอนที่มันยื้อยุดฉุดกระชากลากแขนผม

ไปดูซุ้มศิลปกรรมของเราไงเฮีย ปีนี้เจ๋งกว่าปีที่แล้วอีกนะ” ไอ้เด็กเวร มึงจะบอกว่าปีกูห่วยกว่ารุ่นมึงงั้นสิ
ไอ้เต้ยมันเป็นรุ่นน้องในคณะผมเอง ผมกับมันสนิทกันมากจนคนคิดว่าเป็นพี่น้องแท้ๆที่สนิทกันขนาดนี้ก็เพราะมันเป็นเพื่อนของน้องรหัสผมและที่สำคัญไอ้เด็กนี่เป็นน้องรหัสไอ้คิว


เดือนคณะทั้งพี่ทั้งน้อง แสบซ่าบ้าก็พอๆกัน เลยทำให้พี่รหัสกับน้องรหัสไม่กินเส้นกันซักเท่าไร เต้ยมันเลยมาซี้กับผมซะมากกว่า แต่ถึงจะสนิทกันยังไงผมก็ไม่พร้อมที่จะเจอมันเพียงลำพัง แล้วไอ้เบียร์จะหาผมเจอมั้ยเนี่ย ไหนจะโทรศัพท์มันที่อยู่กับผมอีก


“หลบๆพวกมึงเห็นมั้ยว่ากูพาใครมา” ในที่สุดมันก็ลากผมมาจนได้ ไอ้เต้ยมันแหวกวงเพื่อนมันที่เต้นแรงเต้นกาเชิญคนที่ผ่านไปมาเข้ามาเล่นเกมส์แต่ดูแล้วคงไม่มีใครกล้าเข้าเพราะแม่งน่ากลัวกันชิบหาย ใครใช้ให้มึงทำคอนเซปวันฮาโลวีน นี่มันวันลอยกระทงไอ้เด็กเปรต


“อ้าวเฮียพีม หวัดดีคร้าบบบ ” พวกรุ่นน้องยกมือไหว้ผมแบบลวกๆผมก็เลยรับไหว้แบบส่งๆกลิ่นเหล้าเคล้าบุหรี่ลอยมาติดจมูกผมคลุ้งไปหมด เออดี วันลอยกระทงก็ไม่มีเว้นนะพวกมึง กูรู้นะไอ้ขวดน้ำนั่นมันบรรจุอะไรไว้ ทำไมไม่ใช้กระติกวะสะดวกกว่ากันเยอะ หึหึ


“ทำไมมาคนเดียวครับเฮีย สามีไปไหน ฮิ้วววว” พวกเด็กเวรทั้งหลายมันชอบแซวผมกับไอ้คิวว่าเป็นผัวเมียกันเพราะตัวติดกันตลอด เฮอะ แค่คิดก็จะอ้วกออกทางเล็บเท้า

“ปากหมา เอาตีนกูไปเลี้ยงหมาในปากมั้ยพวกมึง” ไม่ใช่ผมนะครับ ไอ้เต้ยๆ มันกางปีกออกตัวปกป้องผมเยี่ยงชายชาตรีและเป็นไปตามหน้าที่ที่น้องชายพึงกระทำ(ภาษามึงหลายระดับมาก)

“หวงจังนะมึง ตกลงมึงเป็นน้องรหัสพี่คิวหรือพี่พีมกันแน่ไอ้เชี่ยเต้ย”

“เรื่องของกู เฮียไม่ต้องไปสนใจพวกมัน มาเล่นเกมส์ทางนี้ดีกว่า”

“ไอ้เต้ย กูมากับเพื่อน”ผมฝืนตัวไม่ไปตามแรงมัน ตัวก็ไม่สูงกว่าผมเท่าไรทำไมแรงเยอะจังวะ

“ใคร พี่คิวหรอ”

“ไอ้คิวมันจะขึ้นร้องเพลง กูเลยมาเดินกับเพื่อนรอ แต่ก็ถูกมึงลากมาพวกกูหลงกันแล้วเนี่ย”

“อ้าวหรอ แฮะๆแล้วทำไมเฮียไม่รีบบอกละ”

“อึหือ มึงเว้นจังหวะให้กูบอกมาก ฟังกูมาก มาถึงก็ใส่ไม่ยั้งห่า”ไอ้เต้ยยิ้ม แหะๆ หัวเราะตอแหลไปตาม
ปะสา ผมเลยขอตบหัวมันสักฉาด “ถ้ามึงอยากเที่ยวงาน ไว้ดูไอ้คิวร้องเพลงเสร็จเดี๋ยวกูพาเดิน”

“เย้จริงหรอๆ เลี้ยงขนมเต้ยด้วยนะเฮีย ว่าแต่พี่คิวร้องเพลงเวทีไหน”

“ฝั่งอินดี้ เดี๋ยวมันก็ขึ้นแล้วเนี่ย มึงจะไปดูกับพี่มั้ยละ”

“ไปดิๆ ”และตลอดทางตั้งแต่ซุ้มคณะศิลปกรรมยันเวทีอินดี้ ไอ้เต้ยก็วิ่งซนไปทั่วและผลาญเงินในกระเป๋าผมไปเยอะเลย กว่าจะถึงเวทีผมละเหนื่อยแทนมัน

“สายไหมมั้ยเฮีย อร่อยดี” ^___^


“เลอะเต็มปาก กินดีๆหน่อย”มันส่งยิ้มกว้างวิ่งซนต่อไป ปากเชิดๆรั้นๆบอกได้ดีว่าเจ้าของมันโคตรเอาแต่ใจแค่ไหน และเหมือนมันจะไม่รู้ว่ามีคนมองมันเหมือนอยากจะเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้านด้วย ถ้าไม่ติดว่าผมรู้สันดานมันหมดเปลือก ผมก็คงคิดว่าไอ้เต้ยเป็นเด็กผู้ชายที่น่ารักมากๆคนหนึ่ง แต่

“เมื่อไรเฮียพีมจะโตวะ ชอบแอ๊บเด็กตลอดเลยนะ กินๆจะได้เลิกเตี้ย” พี่รหัสมันสอนมาดีจริงๆ

“ไอ้เด็กเวร เอาค่าน้ำ ค่าปาลูกโป่ง ค่าขนม ค่าตุ๊กตากูคืนมา”

“ให้แล้วทวง นิสัย เฮียแทนนนนนน” ไอ้เต้ยตะโกนเรียกไอ้แทนในระยะหลายหลา คนที่ถูกเรียกกำลังยืนกอดอกโยกหัวเบาๆตามเพลง ไอ้แทนเอี้ยวคอกลับมามองเป็นจังหวะเดียวกันที่ไอ้เต้ยกระโดดกอดคอมัน เดี๋ยวเถอะมึง เดี๋ยวไอ้ฟ่างมาเจอโดนหักคอแน่ไอ้เต้ย ไอ้แทนไม่ใช่เฮียแทนคนเดิมที่เคยพามึงม่อสาวไปวันๆแล้วนะ

“อ้าว มึงไปเก็บไอ้เด็กนี่มาจากไหนพีม”

“เจอข้างถังขยะ เห็นนั่งร้องไห้อยู่สงสารเลยเก็บมา”

“รุมวะ เฮียไม่รักน้อง เต้ยจะฟ้องเฮียเชน”

“ไอ้เชนมันไปกับเมียแล้ว หึหึ หมาหัวเน่าแน่มึงไอ้เต้ย”ไอ้เต้ยมันยื่นสายไหมสีฟ้าให้พี่มัน ไอ้แทนหยิบกินนิดเดียว แล้วเอามือเหนียวๆไปเช็ดเสื้อไอ้เต้ย  ไอ้เด็กแสบมันก็ร้องโวยวายลั่นแข่งกับเสียงลำโพง

พวกไอ้คิวที่กำลังเช็คซาวว์ เซ็ตกลอง กีร์ต้าบนเวที สงสัยมันจะได้ยินเสียงน้องรหัส เลยหันมาด่าแบบไร้เสียงจับใจความได้ว่า เหี้ย ไอ้เต้ยมันทำแก้มป่องเป่าลมพัดคำนั้นกลับไปหาไอ้คิว พี่รหัสมันหัวเราะชอบใจส่วนไอ้น้องรหัสมันก็เลียสายไหมในมือต่อ


ไอ้เชนนิ!!!มันขึ้นไปทำไมวะแทน!!!” ผมยืนอยู่ตรงกลางระหว่างไอ้แทนกับไอ้เต้ยยังต้องตะโกนแข่งกับเสียงร้องลิเกที่อยู่ใกล้ๆกับเวทีอินดี้ งานนี้คงมีสับสนกันบ้างละวะ

ไอ้เคมือเบสเมาถูกตำรวจเรียกเป่าป่านนี้ยังนอนอยู่โรงพักอยู่เลย ไอ้เชนมันเลยต้องเล่นแทน ฮะๆ โคตรฮา”

“ไอ้เคเด็กถาปัตอ่ะนะ หึหึ แม่งซ่าส์จริงวะ แต่ไอ้เชนมันไม่ได้ซ้อมจะไหวหรอวะ”

“ก็คงได้ มันเทพ”

“ทำไมเฮียแทนไม่เล่น”

“กูแขวนไม้กลองแล้วไอ่น้อง” ไอ้เต้ยพยักหน้างึกหงักเข้าใจแล้วเล็มสายไหมในมือต่อ ถ้ามีของกินล่อมันก็จะนิ่งแบบนี้แหละครับ

ตอนอยู่มัธยมพวกผมฟอร์มวงเล่นดนตรีในโรงเรียน ไอ้คิวกีต้าร์ร้องนำและเครื่องดนตรีอีกล้านแปดที่มันเล่นได้ ไอ้เชนเบส กีต้าร์ได้หมด ไอ้แทนตีกลอง กีต้าร์มันก็เล่นได้ ผมกีตาร์อย่างเดียว และไอ้ปันเป็นผู้จัดการ จัดการกับชีวิตพวกผมให้คอยช่วยมันหาเสียงตอนสมัครเป็นประธานนักเรียนจนมันได้ดั่งใจปรารถนา

“ไอ้ฟ่างละแทน”


“คุยโทรศัพท์” ไอ้แทนพยักเพยิดหน้าไปทางด้านหลัง ไอ้ฟ่างกำลังป้องปากคุยโทรศัพท์เพราะตรงนี้เสียงดังมากครับจะไม่ดังได้ไงพวกผมยืนซะข้างเวที กลัวเพื่อนไม่เห็นครับว่ามาเชียร์ จะไปอยู่ตรงหน้าเวทีก็ไม่ได้ คนยืนกันเต็มแล้ว โดยเฉพาะพวกสาวๆเบียดกันจนแทบไม่มีที่จะยืน ก็บรรดาแฟนคลับไอ้พวก นักร้องวง FunFun นั่นแหละ


FunFun เป็นชื่อวงของพวกผมตั้งแต่สมัยมัธยม จนเข้ามหาลัยไอ้คิวก็ยังใช้ชื่อนี้หากินอยู่ แต่มันหาเพื่อนต่างคณะมาเล่นเพราะพวกผมไม่เล่นแล้ว นานๆครั้งถึงจะจับกีต้าร์ เหลือมันคนเดียวที่ยังรักการเล่นดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ

FunFun ไม่ได้มาจาก Funny ที่แปลว่าสนุกสนานนะครับ เข้าใจใช่มั้ยว่าฟันไหน มันเป็น verb ครับ หึ ไอ้แทนมันคิดเสื่อมได้อีก
เสียงลองกีต้าร์ของไอ้เบียร์เรียกเสียงกรีดร้องของสาวแท้สาวเทียมดังกระหึ่ม

“สวัสดีคร้าบ สาวๆจำกันได้มั้ยครับ คนที่เคยFunทั้งหลาย” พี่สาวหน้าเวทีกรีดร้องดิ้นกระแด่วๆแทบละลายไปกับรอยยิ้มและคำพูดไอ้คิว “ไหนใครยังไม่มีคู่ลอยกระทง พี่เบียร์มือกีต้าร์ของเรายังว่างนะครับ”เสียงกรี๊ดกับเสียงตะโกนเรียกพี่เบียร์ น้องเบียร์ดังลั่น ไอ้คุณชายยิ้มสวยก็แจกยิ้มหวานบาดใจอย่างทั่วถึง


“แต่พี่เชนมือเบสไม่ว่างนะครับเพราะพี่ชินมือกลองจองแล้ว”ไอ้ชินตีกลองรับมุขไอ้คิว เรียกเสียงสาวแท้สาวเทียมจนอื้ออึงไปหมด ไอ้เชนหัวเราะแล้วหันไปด่าไอ้คิว


เสียงเคาะไม้กลองเป็นการให้จังหวะเริ่มต้น เพลงแรกพวกมันมาแบบชิวๆ หวานเย็นของวง mind เสียงไอ้คิวยังคงเท่ห์คงสไตล์มันไม่เปลี่ยน จะมีก็กีต้าร์ที่หนักแน่นขึ้น


คนฟังโยกพร้อมร้องคลอตาม แต่ส่วนมากจะเพ้อหน้านักร้องนักดนตรีเสียมากกว่า เฮอะ ร็อคบอยแบนชัดๆ ช่วงกลางเพลงเหมือนสายแจ๊คเบสไอ้เชนจะมีปัญหาเพราะมันจับบ่อยๆแล้วหันไปพูดอะไรซักอย่างกับไอ้ชิน

แต่ทุกอย่างก็โอเคเมื่อเข้าเพลงที่สองมันข้ามไปร้องLinkin Parkเลยทีเดียว เชี่ย มึงกล้ามาก มันเอาเวลาไหนไปซ้อมวะ ที่สำคัญภาษาอังกฤษมึงแข็งแรงวะคิว หึหึ มันส่งยิ้มเท่ห์ให้พวกผมเหมือนจะเย้ย ว่ากูแน่ มันแจกยิ้มหล่อกราดอย่างทั่วถึง ถ้าสาวที่มันหมายตาไว้ไม่ติดกลับห้องคงไม่ใช่ไอ้คิวละวะ แต่คนอื่นก็ใช่จะน้อยหน้ามีเสียงเรียก น้องเชน พี่เบียร์ พี่ชินกันเซงแซ่ รวมทั้งพวกผมก็โยกมันส์ไปกับเพื่อนด้วย


“เฮียเบียร์โคตรเท่ห์!!!!” ไอ้เต้ยแหกปากตะโกนเชียร์ลั่น ทำเอาผมกับไอ้แทนตกใจนึกว่าใครเหยียบตีนมัน และสงสัยว่าไปรู้จักไอ้เบียร์ตอนไหน

“ไอ่น้อง มึงรู้จักไอ้เบียร์ด้วยหรอ!!!” ไอ้แทนตะโกนถาม

“ รู้จักดิเฮีย!!! ก็พี่เบียร์เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าเต้ย!!!” ไอ้เต้ยแหกปากตอบ

“อ้าว!!! มึงเลือดขาวแดงหรอ!!!” ไอ้แทนตะโกนอีกครั้ง กูขอชื่นชมในความพยายามของพวกมึงมากๆ ตะโกนคุยกัน เยี่ยม เยี่ยมมาก เยี่ยมจริงๆ

“เยสสสส เฮียเบียร์เป็นประธานสีสีเต้ยด้วย กลุ่มนี้เขาดังมาก เต้ยก็สนิทกับพวกเฮียเขานะ แต่พอเขาจบไป ก็ไม่ค่อยคุยกันเท่าไร แถมเต้ยมาอยู่กับพวกเฮีย เสียเด็กเลย เฮ้อ” อันนี้เริ่มเข้าโหมดเสียงระดับปกติ เพราะพวกไอ้คิวเล่นจบเพลงที่สามพอดี มันพักให้พวกป้าๆกับพวกขาโดดทั้งหลายได้พักหายใจหายคอ


“น้อยๆหน่อย จบโรงเรียนไฮโซแล้วทำซ่าส์หรอมึง”ไอ้แทนล็อคคอไอ้เต้ยไว้ใต้รักแร้ แล้วจัดการตีหัวน้อง

“โอ๊ย ปล่อยๆ เฮียเต้ยเจ็บ พี่รหัสเต้ยสุดยอดกว่าอยู่แล้ว”

“หึ ซื้อพวงมาลัยไปคล้องพี่มึงเลยดิ” ไอ้แทนปล่อยน้องเป็นอิสระ ไอ้เด็กแสบยู่ปากทำหน้าคิดเหมือนจะทำจริงๆไอ้แทนขำแล้วตบหัวไอ้เต้ยจนหน้าทิ่ม ไอ้นี่ชอบแกล้งน้องแรงๆ


บรรยากาศรอบตัวผมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข ครึกครื้นสนุกสนาน แต่ทำไมหัวใจผมมันถึงรู้สึกหนักๆหน่วงๆแบบนี้ ใครโยนก้อนหินกับท่อนซุงใส่หัวใจผมวะ มันเป็นเพราะอะไร ทำไม ทำไมต้องมีแต่หน้าไอ้ภูมิลอยผ่านหัวผมตลอดเวลาวะ ทำไมๆๆๆๆๆ
 

"พีม กูออกไปรับพวกไอ้ปันไอ้มิคนะ มันหาเราไม่เจอ ถ้าฟ่างกลับมาบอกมันด้วย”

“อือๆ” เสียงไอ้แทนเรียกผมออกจากความคิดสีหม่นๆ

“เฮียไปไหน”

“รับเพื่อน เดี๋ยวมา”

ไอ้เต้ยโยกไปตามจังหวะอินโทรเพลงที่เปลี่ยนไมค์จากไอ้คิวเป็นไอ้เบียร์ เสียงดีนี่หว่าแต่น่าจะไปร้องเพลงรักมากกว่าเพลงร็อค ไอ้เต้ยส่งเสียงทั้งร้องทั้งเชียร์ไอ้เบียร์แถมยังพยายามชูมือผมให้กระโดดตามมันอีก พอผมไม่กระโดดมันก็เอาหัวที่มีผมสีน้ำตาลอ่อนมาโขกไหล่ผมเล่น กูเจ็บ แต่อยู่ๆไอ้เต้ยมันก็หยุดเต้น

“เหมือนพี่เบียร์มองเฮียพีมของเต้ยเลย” หืม??? มองงั้นหรอ


โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ โน โน  โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ โน โน
โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ โน โน โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ โน โน

รู้ก็ทั้งรู้ว่าเธอเป็นใคร และฉันก็ไม่คิดจะปีนขึ้นไป
คงไม่มีทางจะเป็นไปได้ ก็เรานั้นมันต่างกัน
ทำได้แค่เพียงเจียมตัวมันไป วัน วัน ฉันเข้าใจ


เหี้ยเบียร์ มึงอย่ามองกูแบบนั้น สัดขนลุก


แต่ฉันก็ไม่รู้เพราะความบังเอิญ หรืออันที่จริงฉันนั้นจงใจ
เวลาที่เธอมายืนใกล้ ใกล้ ก็ยังเผลอไปสบตา
รู้ก็ทั้งรู้ว่าคงไม่มีปัญญา คงไม่มีหวัง ไม่อยากจะเหลียวมอง


มันมองผมก็จริง แต่ไม่ใช่แววตาพิศวาส
เหมือนมันกำลังล้อผมมากกว่า



ฉันคอยบอกตัวเอง แต่ยังทำไม่ได้ ไม่อยากจะสนใจ
รู้ว่าไม่มีทาง แต่ก็ไม่รู้ต้องทำอย่างไร อดใจไม่ไหวเมื่อได้พบหน้า

เวลาเจอหน้าไอ้ภูมิ ผมก็ไม่รู้ว่าต้องทำตัวแบบไหน
ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ผมหวั่นไหวกับมันตั้งแต่ตอนไหนกันนะ



ยิ่งเธอส่งยิ้มคืนมายังหวั่นไหว ยังเป็นอย่างนี้อยู่ทุกวัน
ฉันต้องคอยหักห้ามใจ (มันยังอดใจไม่ได้ มันยังห้ามใจไม่ได้)
อดใจไม่ไหวทุกทีที่เจอ เพียงแค่แอบเผลอมองตา
จะผิดไหม เก็บเอาไปฝันอยู่ทุกคืน ฉันต้องทำตัวเช่นไร ช่วยบอกได้ไหมเธอ


กูต้องทำยังไง มึงช่วยบอกกูทีสิภูมิ



“ไอ้เตี้ย”

อยู่ๆก็มีแรงดึงคอเสื้อจากข้างหลัง ผมเสียหลักเดินถอยหลังตามแรงดึง พยายามหันหน้าไปมองคนที่มันกล้าทำการอุกอาจลากคอผมแบบไม่เกรงใจและก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไอ้ภูมินี่หว่า


“เฮ้ย มึงจะลากกูไปไหน”

“ไปกับกู”

“เดี๋ยวๆรถกู เต้ย!!!เฮียฝากกุญแจให้ไอ้คิวด้วย” ผมขว้างกุญแจรถตัวเองไปให้ไอ้เต้ยที่ยืนทำหน้าเง๋อ(เอ๋อ+งง)และพอผมมองขึ้นไปบนเวที ไอ้เบียร์กำลังยิ้มเหมือนมันได้ครองโลก นั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมเห็นก่อนที่จะถูกไอ้ปีศาจภูมิลากห่างออกมาจากฝูงคนเรื่อยๆ



ไอ้เบียร์มึงรู้อะไรใช่มั้ยไอ้ควาย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2011 00:17:21 โดย ทะเลหัวใจ »

ทะเลหัวใจ

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 8
«ตอบ #95 เมื่อ01-12-2010 12:01:32 »

                           



“มึงจะพากูไปไหน แล้วหม่อมละ แฟนมึงอยู่ไหน มึงทิ้งผู้หญิงไว้คนเดียวหรอ แม่งเลว ทำไมมึงสันดานเหี้ยแบบนี้วะ แล้วน้องกูมันจะอยู่กับใคร ไหนจะโทรศัพท์ไอ้เบียร์ที่มันฝากกูไว้อีก” ผมโวยวายเป็นไอ้บ้าอารมณ์ร้ายตั้งแต่ถูกไอ้ภูมิลาก ถูกมันยัดใส่รถจนนั่งมาได้ซักพักแต่ผมยังไม่หยุด ชักจะเหมือนไอ้เต้ยแล้วสิกู


“ห่วงมันมากหรอไอ้เบียร์น่ะ ห๊ะ!!!” ผมสะดุ้งตกใจเสียงตะคอกกับดวงตาคมของมันที่เหมือนมีไฟลุกอยู่ในนั้น ผมกำมือจนเกร็ง อย่านะพีม ถ้ามึงชกมัน เรื่องอาจจะวุ่นวายกว่านี้



“………………………” ผมเงียบ


“…………………………” มันก็เงียบ แม่งอึดอัดชิบ ปกติผมไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน ไม่ใช่คนชอบใช้อารมณ์ อะไรที่พอยอมได้ก็ยอมแต่บางครั้งการที่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ต้องมาถูกไอ้ภูมิทำพฤติกรรมเหี้ยๆใส่ผมก็ไม่อยากจะทน


“จะพากูไปไหน จะฆ่ากูหรอ ก่อนฆ่าช่วยบอกความผิดของกูด้วยนะ เผื่อยมบาลถามจะได้ตอบถูก”


“……………………………” มันไม่ตอบ เอาแต่เงียบและเยียบคันเร่งลูกเดียว ผมหันออกไปมองนอกกระจก รถแม่งวิ่งเร็วจัดเสาไฟไหลจนผมตาลาย


"มึงเป็นเบ้ใคร" อยู่ๆไอ้ภูมิก็ถามอะไรแปลกๆขึ้นมา เล่นเอาผมถึงกับงงเลยทีเดียวสำหรับคำถามนี้ มันจะมาไม้ไหนอีกวะ

"อะไร เมาเนื้อรึไง " ผมมองหน้ามันแบบไร้ความเข้าใจใดๆทั้งสิ้น

"ถามก็ตอบ ไม่ใช่มาย้อน เดี๋ยวปั๊ดชกตาหลุด" เอะอะจะทำร้ายร่างกายกูตลอด ถามว่ากลัวมั้ย กลัวครับ กร๊าก(กูก็นึกว่าแน่)

“มึงถามว่าไงนะ” ผมขอทวนคำถามอีกรอบแต่มันหันมามองตาเขียวแถมส่งเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ

“มึงเป็นเบ๊ใคร”

"กูเป็นเบ้มึง พอใจรึยัง"

"หึ ดี แล้วจำไว้ด้วย ว่ากูไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร" แค่เนี๊ยะ แล้วจะมาบอกผมทำไม ฮึ๋ย อะไรของมันวะ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันนักแต่ผมก็พยักหน้าส่งๆให้มันจบๆเรื่องไป
 

และแล้วก็มาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งผมไม่คิดว่าชาตินี้คนอย่างไอ้ภูมิจะรู้จัก วัดอรุณราชวรารามครับคุณผู้อ่านโปรดฟัน(ฟังดีกว่ามั้ย)อีกครั้งหนึ่ง ที่นี่คือวัดอรุณฯครับ


บรรยากาศที่นี่ดีดีกว่าที่มหาลัย อาจจะเป็นเพราะว่าดึกแล้วคนเลยไม่วุ่นวายแต่ก็ถือว่ายังเยอะอยู่ดี มีออกร้าน ขายของคาว ขนมหวาน อาหารแห้ง ต้นไม้ดอกไม้ สินค้าOTOP คล้ายที่อื่นๆ


แต่ความรู้สึกมันสงบ สบายใจกว่า อาจจะเป็นเพราะมีพระปรางค์ยอดสวยทำให้รู้สึกถึงความเป็นไทย ให้ความรู้สึกดี นึกถึงตอนปีหนึ่งที่อาจารย์ให้ออกเขียนรูปนอกสถานที่ วัดอรุณฯนี่แหละครับที่ทำให้ผมคว้าB+ วิชา drawing1 มาได้อย่างทุลักทุเล เหอๆ



“ที่นี่จัดงานลอยกระทงด้วยหรอ”


“อ้าว กูนึกว่ามึงรู้ นี่มึงไม่ได้ตั้งใจจะพากูมาแต่มาแบบเดาๆว่างั้น”


“เออ อย่าพูดมาก จะเที่ยวมั้ย”เมื่อไรจะเลิกเหวี่ยงซักทีวะ

“สะ…” จะด่าสัดแล้วครับแต่นึกได้ว่าอยู่ในวัดเลยต้องสำรวมหน่อย ถึงมันจะไม่ได้ตั้งใจพาผมมาที่นี่แต่ผมก็ไม่คิดว่าไอ้ภูมิจะเลือกเลี้ยวเข้ามาในสถานที่ที่เรียกว่าวัด คนอย่างมันน่าจะไปรักษากระแสใหม่ของวันลอยกระทงอย่างทำให้ผู้หญิงเสียตัวสักคนสองคนมากกว่า


ไอ้ภูมิบอกแล้วเดินเบียดไปกับฝูงคน ผมได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้น กี่ครั้งแล้วนะที่ผมมักจะมองมันจากข้างหลัง มองมันด้วยสายตาที่ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันสื่ออะไร หมายถึงอะไร รู้สึกยังไงกันแน่


“ยืนบื้ออยู่ได้ เดินมาดิ” แต่คราวนี้มันหันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ มันหันมามองและรอผมก้าวไปหา


 ได้ กูจะเดินไปหามึงเอง



พวกผมก็เดินดูอะไรเรื่อยเปื่อย คุณชายมันก็บ่นนู่นบ่นนี่ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวคอแห้ง เดี๋ยวรำคาญที่คนมอง แต่คนก็ไม่รู้จะมองมันทำไมกันนักกันหนา ไม่เคยเห็นคนรึไงวะ หน้าไอ้ภูมิก็มีปาก มีตาตาสองข้างมีจมูกสองรู เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ หงุดหงิดเว้ย


“เป็นไร ทำหน้าเหมือนจะตาย”

“กูหิวน้ำ”

“ไปซื้อสิ”

“พาไปหน่อย”

“อย่าสำออย” เหี้ย ด่ากูตลอด

“ทีมึงหิวกูยังพาไปซื้อเลย” ให้ไปคนเดียวหรอ ไม่เอาหรอก เดี๋ยวมันก็ทิ้งผมอีก

“เรื่องมาก” มันดึงข้อศอกผมให้ก้าวตาม ขามันยาวก็ก้าวฉับๆได้ดิ แต่ผมแม่งต้องซอยเท้าถี่ยิบเหมือนแข่งเดินเร็วถ้าทำเอวด็อกแด็กๆอีกนิดใช่เลยนะเนี่ย

“น้ำขวดนึง” มึงจะซื้อน้ำหรือท้าชกปากชาวบ้าน ห้วนได้อีก

“อ้าว พี่ภูมิ มาลอยกระทงที่นี่ด้วยหรอพี่”

“อืม แล้วมึงมาทำอะไร”

“ขายน้ำ หึหึ” ไอ้เด็กนั่นตอบทำหน้ากวนตีน เรียกเสียงหัวเราะจากผมและไอ้ภูมิ มันทะเล้นเหมือนไอ้เต้ยเลยแฮะ ภายในร้านมีนักศึกษาเกือบยี่สิบคนถ้าให้เดาน่าจะเป็นพวกชมรมพุทธศาสนาของมหาลัยผม มันมาออกร้านถึงที่นี่กันเลยหรอ และไอ้เด็กที่กล้าเล่นกับไอ้ภูมิคงไม่ธรรมดา

“แล้วมากับใครอ่ะพี่ ฮั่นแน่ แฟนหรอพี่ภูมิ” ไอ้เด็กเวร เห็นๆอยู่ว่ากูเป็นผู้ชาย

“มึงอย่ากวนตีนไอ้เจย์ เอาน้ำมา เร็วๆ”


“ฮี่ฮี่ ไม่กวนๆ ใครจะกล้ากวนพี่รหัสสุดหล่อละคร้าบบบ นี่ครับน้ำ” อ่อ ที่แท้ก็น้องรหัส หน้าตาไม่น่าอยู่ชมรมพระชมรมเจ้าเลยนะมึง แบบนี้คงตามเมียมา ไอ้หน้าตี๋มันยื่นขวดน้ำให้ไอ้ภูมิแถมแจกยิ้มมาเผื่อผมด้วย


“แต่พี่หน้าคุ้นๆวะ หน้าเหมือนแฟนเก่าผมเลย” เย้ดเขร้ มามุขนี้หมาในปากไอ้พีมไม่ทำงานเลยครับ แล้วเชี่ยภูมิแม่งทำหน้าเหมือนเชื่อ มันก้มลงมองหน้าผมตาเขียวปั๊ด อะไรอี๊ก ไม่พอใจอะไรกูอีกครับมึง  ส่วนไอ้ตี๋ฟันเหล็กแม่งก็หัวเราะคิกคักมันถูกอกถูกใจอะไรนักหนาวะ


“แฟนเก่าพี่เพิ่งถูกยิงตายวันก่อนนี่เอง น้องจำคนผิดแล้วละ ภูมิไปเหอะ” ผมไม่รออยู่ดูหน้าตี๋ๆของไอ้เด็กนั่น
เหวอนานนัก รีบลากไอ้ภูมิออกมา


“หึหึ”

“ขำเหี้ยไร น้องมึงน่าเอาส้นเท้าตรวจสุขภาพช่องปากมาก”


“หึหึ แต่มันก็แพ้มึง อ่ะน้ำ”ไอ้ภูมิยังขำต่อไปผมรับน้ำมากระดกดับกระหาย เมื่อไรผมถึงจะหลุดพ้นจากการถูกผู้ชายเกี้ยวพาราสีซักที จะพูดเล่นพูดจริงพูดแซวพูดขำๆก็ไม่ชอบ เข้าใจมั้ยสาดดด

“ห่า ทำไมไม่เปิดฝาวะ” มิน่ายกจนก้นขวดตั้งฉากเก้าสิบองศาแต่น้ำไม่หยดลงมาซักแอะ

“มากไปแล้วไอ้เตี้ย เจียมบอดี้บ้างกูเจ้านายนะ”

“ไหนวันนี้มึงบอกว่าจะงดหน้าที่เบ๊ให้กูไง”


“เออกูลืมไป กะว่าจะทำบุญทำทานวันลอยกระทงซักหน่อย หึ เอาขวดมาดิ” แล้วมันก็รับขวดคริสตัลราคาสิบบาท(ขึ้นราคาหน้าเทศกาล)ไปแกะพลาสติกพร้อมเปิดฝาให้ผมเสร็จสรรพ


“เฮอะ ขอบพระคุณนะครับเจ้านายยยยยย”ไ ด้ดื่มน้ำเย็นๆอารมณ์ก็พลอยดีไปด้วย เลยเดินเที่ยวกันต่อ แต่คราวนี้คนเริ่มน้อยลงก็มันจะเที่ยงคืนแล้วครับระหว่างเดินก็มีรุ่นพี่รุ่นน้องที่มหาลัย ทักทายไอ้ภูมิไม่ขาด กว้างขวางจริงๆพ่อคุณ มันก็แค่ยิ้มให้ ทักบ้าง แต่หลายครั้งเหมือนมันไม่รู้จักอีกฝ่าย


เราซื้อขนมโป๊งเหน่งกินกันคนละไม้แต่ผมกินได้แค่สองคำดันมีเด็กวิ่งชนจนขนมหลุดมือ ไอ้ภูมิหัวเราะสะใจหน้าดำหน้าแดงแต่มันก็ยอมแบ่งให้ผมกินด้วย มีร้านขนมโบราณหน้าตาแปลกๆเยอะแยะพวกผมเลยเดินว่อนทั้งงาน


ได้ลองปั่นสายไหมด้วยครับ สนุกดี แล้วก็ได้ทำขนมหม้อเงินหม้อทองคุณยายเจ้าของร้านบอกว่าเป็นขนมมงคลใช้ในพิธีแต่งงาน ไม่รู้ว่าคำพูดคุณยายไปสะกิดต่อมอะไรเข้าผมกับไอ้ภูมิถึงได้เงยหน้ามามองตากัน เกิดมาเพิ่งสะกดคำว่า เขิน จริงๆจังๆก็ครั้งนี้ละวะ


ผมกับมันเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ เล่นเกมส์สารพัด ปาลูกโป่ง สอยดาว โยนห่วง ส่วนมากจะหนักไปทางล่ารางวัล เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณชายก็ปาลูกโป่งแม่นเหมือนกัน


“เอาตัวนี้ๆ ตัวนั้นอ่ะพี่ ตุ๊กตาควาย นั่นแหละๆ”ผมชี้บอกพี่เจ้าของร้านปาลูกโป่ง หลังจากไอ้ภูมิมันปาลูกดอกลูกที่เจ็ดสังหารเจ้าลูกโป่งโชคร้ายแตกจนครบ“มึงนี่สุดยอดเลยวะ ไอ้แทนเซียนๆยังไม่เทพเท่ามึงเลย กูขอนะ ชอบ”^_^


“เอาไปดิ หน้าเหมือนมึงดีออก”มันหัวเราะแล้วกดหัวผมบี้ลงกับไอ้ตุ๊กตาที่เพิ่งได้มากอด แหม ไอ้คนหน้าตาดีไอ้คนหล่อ มันว่าผมหน้าควายอ่ะ


เมื่อมันสาแก่ใจในการทำร้ายร่างกายผมแม่งก็เดินตัวปลิวไปเฉยเลย จะช่วยกูถือหน่อยก็ไม่ได้ คนไทยรึเปล่า น้ำใจมีบ้างมั้ย เมื่อมันไม่คิดจะช่วย ผมคงต้อง


“เฮ้ยมึง ช่วยกูถือหน่อยดิ”มือขวามีตุ๊กตาหมีตัวเท่าควาย มือซ้ายมีตุ๊กตาควายตัวเบ้อเร่อ จริงๆไม่ได้ไซส์นี้หรอกครับแต่ผมเลีย
แข้งเลียขาขอเจ้าของร้าน เขาเมตตาสงสารเห็นว่าดึกแล้วเลยให้มา ไอ้ภูมิมันส่ายหน้าเอือมระอาคงอายมั้ง ทำไมละ ก็อยากได้


“อยากได้ก็ถือเองสิ”

“ก็กูหนัก”

จึ๊ มันจิ๊ปากทำหน้างอ


“น่ารำคาญวะพีม”  ไม่ได้อึ้งที่มันช่วยเอาตุ๊กตาควายไปถือ แต่ผมกำลังควบคุมหัวใจไม่ให้หวั่นไหวไปกับการได้ยินชื่อของผมที่หลุดออกจากปากมัน เข้าใจอารมณ์มันตอนที่ผมเรียกชื่อมันครั้งแรกแล้ว


มองหน้าทำไม จะลอยมั้ยกระทง”


“หะ เออๆ ลอยๆ”ไอ้ภูมิพาผมเดินไปร้านขายกระทงที่เหลือแค่ร้านเดียว เพราะตอนนี้แทบจะไม่มีคนแล้วครับผมหันซ้ายหันขวา รวงร้านต่างๆทยอยเก็บของกันแล้ว บรื่อ มืดๆในวัด ผี อ๊ากกก


“ป้ากระทงหมดแล้วหรอครับ”


“เหลืออันนี้อันเดียวแล้วลูก”กระทงอันสุดท้ายแถมสวยมากด้วย สงสัยว่าจะแพงคนเลยไม่ซื้อ ผมกับมันมองหน้ากัน ใครจะได้ครอบครองกระทงอันนี้ มาลุ้นกันครับ


“เท่าไร/เท่าไรครับ”

“ป้าขายสามร้อย แต่มันดึกแล้เดี๋ยววป้าลดให้นะ ”ถึงคุณป้าไม่ลดมันก็สมราคาครับ ประณีตสวยงามขนาดนั้น ผมวางไอ้หมีโข่งไว้ว่าจะล้วงกระเป๋าตัง


“สามร้อยใช่มั้ย นี่ครับ” ไอ้ภูมิยื่นแบงค์สีม่วงๆให้คุณป้า แม่งตัดหน้า ผมฟึดฟัดใส่มันแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากคว้าไอ้หมีขาวขั้วโลกขึ้นมาแบกไว้ในอ้อมแขนเหมือนเดิม“ไม่ต้องทอนครับ แต่ช่วยทำกระทงอีกอันได้มั้ย”ผมเงยหน้ามองไอ้ภูมิ และเผลอกอดรัดไอ้หมีจนแน่น 

“แต่ใบตองหมดแล้วนะพ่อหนุ่ม เหลือแต่ต้นกล้วยกับดอกไม้” มันแรงก็ตรงนี้แหละ ลองคิดสภาพกระทงของผมคร่าวๆสิครับ แต่ก็เอาเถอะของฟรีมีเสี่ยจ่ายตังให้

“ยังไงก็ได้”


“งั้นก็รอเดี๋ยวนะ”คุณป้าลงมือทำกระทงที่ไร้ใบตองมีแต่ต้นกล้วยเพียวๆผมเหลือบมองกระทงกลีบมรกตของไอ้ภูมิก็หมั่นไส้มันนิดๆ ไอ้กระทงอันนี้มันไม่มีคนซื้อหรือว่าสวรรค์เก็บไว้รอไอ้ภูมิวะ อิจฉาๆๆๆ

“อยากได้หรอ”มันหันมาถามผมด้วยใบหน้าระรื่น ออกแนวเย้ยมากๆ

“หืม เปล๊า”

“อยากได้ก็บอกว่าอยากได้สิ จะเอาให้”

“กูไม่ได้อยากได้ แค่หมั่นไส้มึง คนอะไรวะเกิดมาโชคดีชิบหาย ดูดิดึกป่านนี้ยังมีกระทงสวยๆเหลือ รอให้มึงมาลอยเลย”


“แต่มีบางอย่างที่กูอยากได้ แต่ไม่รู้จะได้รึเปล่า”

“อะไรวะ”  ในโลกนี้มีอะไรที่คุณชายภูมิอยากได้แล้วไม่ได้ด้วยหรอ แมวดำหกขารึเปล่าวะ

“ก็….” ผมรอฟังคำตอบของมัน แววตาสีดำไหวระริกเหมือนไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ นี่ผมสบตากับไอ้ภูมิอยู่หรอเนี่ย มิน่าใจสั่นหวั่นไหวอีกแล้ว


“กระทงเสร็จแล้วลูก ป้าไม่คิดเงินหรอกจ๊ะ เอาไปลอยเถอะ เด็กหนุ่มๆสมัยนี้ดีนะที่ยังไม่ลืมประเพณีของไทย ดูสิดึกป่านนี้ยังพาน้องมาลอยเลย”ไม่ใช่น้องคร้าบบบ เห็นเตี้ยๆหอบตุ๊กตาแต่อายุก็ยี่สิบแล้วนะครับป้า


“อ่อ ครับ ขอบคุณนะครับคุณป้า” นึกว่าจะดูกสูบวิญญาณเข้าไปในดวงตาไอ้ภูมิแล้วซะอีก ผมรับกระทงพร้อมเงินทอนสองร้อยยื่นให้มัน


“หึหึ” ไอ้ภูมิมันหัวเราะเยาะกระทงผมครับ ผมก็อยากจะขำนะแต่แม่งขำไม่ออก สงสารตัวเอง นึกภาพตามนะครับต้นกล้วยที่เกือบกลมแผ่นเล็กๆมีดอกดาวเรืองปักรอบๆสามสี่ดอกตรงกลางมีกลีบกุหลาบโรยเบาๆพร้อมธูปเทียนปักไว้


หรูได้อีก ประหยัดได้อีก พอเพียงสุดๆ ประยุกต์สุดๆทำไมสวรรค์ต้องทำกับไอ้พีมสุดหล่อแบบนี้ ลอยกระทงทั้งทีปีนึงมีหนเดียว แล้วทำไมๆๆโถ่กระทงพิการของพ่อ


“เอาน่า ทำด้วยใจ หึหึ”


“ใจกูโคตรเป็นกุศลเลยวะ” กว่าคุณป้าจะทำกระทงเสร็จในเขตบริเวณนี้ก็แทบไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่แต่ก็ยังดีที่มีหลอดไฟประดับประดาตามทางเดินไปจนถึงท่าน้ำ เลยไม่ค่อยมืดไม่น่ากลัวเกินไป พวกผมเอาน้องควายกับน้องหมีนั่งชมพระจันทร์รอที่ศาลาริมแม่น้ำเจ้าพระยา


“มึงมีไฟแช็คป่ะภูมิ”

“มี” มันล้วงเอาไฟแช็คในกระเป๋ากางเกง ห่านี่ สูบบุหรี่นี่หว่า


“เอามือบังลมไว้ดิพีม” เมื่อไรผมถึงจะชินกับการถูกมันเรียกซะทีว๊า ไอ้ภูมิวางกระทงของตัวเองแล้วจุดเทียนในกระทงให้ผม เพราะมันมัวแต่จดจ่อกับการจุดไฟ เลยไม่รู้ว่าผมมองมันอยู่ สีหน้าท่าทางที่ดูตั้งอกตั้งใจของมันก็ดูมีเสน่ห์ดีแฮะ


“จ้องมากๆคิดว่ากูเขินไม่เป็นรึไงเตี้ย” มันช้อนตาขึ้นมองพร้อมกับยิ้มมุมปากที่แม่งโคตรอ่อนโยนชิบหาย และก่อนที่ผมจะกระโดดน้ำเจ้าพระยาตายเพราะอายที่ถูกจับได้ว่าแอบมองมัน ไอ้ภูมิก็หันไปจุดเทียนในกระทงของมันบ้าง แม้ลมจะแรงแต่คนมันมีไฟไงครับ เทียนเลยไม่ดับ(อวยตัวเองตะร๊อดๆ)


ขาสั้นๆระวังสะดุดตกน้ำละ”


“รู้ ไม่ต้องย้ำ เฮ้ยเดี๋ยว จะลอยเลยรึไง มึงต้องอธิฐานก่อนสิ หลับตาแล้วก็อธิฐาน” มันทำหน้าไม่เก็ทผมเลยสาธิตให้ดู ด้วยการนั่งยองๆลงตรงท่าน้ำหลับตาถือน้องกระทงพิการ ก่อนที่จะขอพร ผมขอบคุณพระแม่คงคา ขอบคุณน้ำทุกหยดแม่น้ำทุกสาย ทะเลทุกแห่ง ขอบคุณที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกใบนี้  ส่วนคำอธิฐานในปีนี้ ผมไม่ได้ขออะไรมากมายที่มากไปกว่าการได้เห็นรอยยิ้มของผู้ชายที่อยู่ข้างๆในตอนนี้



ขอให้ไอ้ภูมิมีความสุขนะครับ


“นานวะ”


“เฮ้ย” ผมตกในแทบตกน้ำจริงๆก็ตอนที่ลืมตาขึ้นมาแล้วหน้าไอ้ภูมิอยู่ใกล้ๆ“เออ เสร็จแล้วๆ ลอยดิ”เราวางกระลงบนผืนน้ำพร้อมกัน คลื่นค่อนข้างแรงกระทงอันเล็กๆของผมจะจมมั้ยเนี่ย 


“มึงว่ากระทงของกูจะจมมั้ยวะ”


“ไม่จมหรอกเพราะกระทงกูให้มึงเกาะ”

“หึ เออวะ” กระทงอันเล็กของผมล่องลอยฝ่ากับคลื่นของแม่น้ำโดยมีกระทงแสนสวยอย่างไอ้ภูมิลอยเคียงอยู่ข้างๆให้พึ่งพิง ผมกับมันยืนมองกระทงจนแสงไฟริบรี่ห่างไปไกลเรื่อยๆ เรายืนรับลมเย็นๆโดยไม่มีใครพูดอะไรเป็นนานสองนานกว่าจะหอบไอ้ควายกับไอ้หมีขึ้นรถกลับ



วันนี้ผมสนุกมาก มีความสุขมาก ได้ตุ๊กตา ได้กินขนม  ได้เล่นเกมส์


และได้ลอยกระทงตอนตีหนึ่งกับไอ้ภูมิ

                           

 ……………………………………………..



“ภูมิ” ผมเรียกมันเมื่อนั่งรถมาได้ซักพักใหญ่ๆ ถนนโล่ง ไฟสีส้มก็สวย สบายตาดี ผมเห็นเงาสะท้อนของผู้ชายคนหนึ่งในกระจกรถ เขาดูมีความสุขจนน่าอิจฉา


“อืม”ไอ้ภูมิหันมามองผม มันรอให้ผมพูดแล้วก็หันกลับไปขับรถต่อ ผมหันมองเซี้ยวหน้าคมด้านข้างของมัน

วิ
นาทีนี้ผมรู้แล้วว่าไอ้ที่ผมมักจะถามตัวเองว่า ทำไม เพราะอะไร คำถามทั้งหลายที่คั่งค้างอยู่ในใจผมได้คำตอบแล้ว ว่า





ผมชอบมัน



ผมชอบไอ้ภูมิ








“กูไปค้างที่ห้องมึงนะ”






TBC>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>



…………………………………………………..


บอกได้คำเดียวว่าไอ้พีม แรว๊ง รุกฆาตคะ ^____^ และแล้วพีมของเราก็รู้ใจตัวเองซะที ว่าแต่เมื่อไรพระเอกถึงจะมีใจน๊า ต้องติดตามตอนต่อๆไปนะจ๊ะ และแม้จะล่วงเลยเทศกาลลอยกระทงมาเป็นสัปดาห์แต่เราก็หาได้แคร์ไม่ จะลงอ่ะ หึหึ ยาวเว่ออีกแล้ว ตัดตอนไม่เป็นยกมาทั้งแผงเลยคะ เหอๆ

ของฝากคะ
ขอโทษที่ลงผิดนะคะ อ๊ากกกก อยากกระทืบตัวเอง สรุปว่าที่ลงไปเกือบอาทิตย์มีแค่ชื่อตอน ขอบคุณทุกคอมเม้นที่คอยเตือนเค้านะคะ โอยยย อินี่มันบ้าจริงๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2011 00:26:10 โดย ทะเลหัวใจ »

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
ก๊าก ๆ ๆ ๆ เขาเข้ามาหาตอน 8 แทบจะกรี๊ด ><

ตามไปดูคนนอนด้วยกันดีฟ่า


ออฟไลน์ a_tapha

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4981
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +397/-1
ขอบคุณค่ะ  รอตอนหน้า อิอิ   :z1:

taem2love

  • บุคคลทั่วไป
อร้ายส์น้องเจ้แรงส์ค่ะเสนอตัวไปนอนด้วยเลยหรอเนี่ย

เจ้ว่านายภูมิเนี่ยก้มีใจและก็อยากครอบครองน้องอยู่นะเนี่ยเพราะหึงน้องกับเบียร์อยู่

แต่จะจริงใจพร้อมที่จะหยุดเหรอเปล่าเจ้คิดหนักเพราะด้วยสันดารความเจ้าชู้มันก็มีอยู่ในสายเหลือด

เจ้กลัวจริงๆค่ะว่าน้องจะเสียใจเสียน้ำตา ถ้าไม่จริงใจก็หยุดไว้แค่เพื่อนเถอะไม่งั้น........

bbyuqin

  • บุคคลทั่วไป
ลุ้นๆๆๆ ให้น้องพีมรุกฆาตภูมิเลย อิอิ..... :L2:

มาเป็นแฟนขับ..เอ้ยแฟนคลับ น้องพีมอีกคน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






Little Devil

  • บุคคลทั่วไป

ออฟไลน์ dragonnine

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-16
แล้วมาต่อไวไว นะครับ กำลังสนุกเลย

ออฟไลน์ tarkung

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 997
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
จะยังติดตามต่อไปนะครับ

debubly

  • บุคคลทั่วไป

ทะเลหัวใจ

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #104 เมื่อ04-12-2010 17:56:52 »

ตอนที่ 9



หลังจากยอมรับกับตัวเองว่าคงหลงชอบไอ้บ้าสุดโหด ถึงขั้นขอมันมานอนที่ห้อง มาถึงห้องแทนที่จะได้นอนเพราะเข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสองแล้ว ผมคิดว่าตัวเองหลับตั้งแต่เดินเข้าลิฟท์ ถึงห้องกะนอนเลย แต่ไอ้ภูมิก็ยังคงเผด็จการไม่สร่างซาบังคับขู่กรรโชกให้ผมไปอาบน้ำ


ถึงผมจะคัดค้านหัวชนฝาเสียงดังโป๊กๆว่ากูจะนอนโซฟากูไม่อาบมึงก็ไม่เดือดร้อน แต่เหมือนแจ็คพ๊อตลงครับ สงสัยมันอยากเสียตัว บอกว่าให้ผมไปนอนในห้อง


เหตุผลน่ะหรอ มันไม่อยากเปิดแอร์หลายตัวกลัวจะเปลืองไฟ แถมยังช่วยชาติไทยประหยัดพลังงานหารสองลดโลกร้อนได้อีกต่างหาก ก็เขาว่ามาซะขนาดนั้นไอ้เราจะปฏิเสธก็ยังไงๆอยู่ใช่มั้ยละครับ^^ ก็เลยเอาวะนอนก็นอน อาบก็อาบ ชุดนอนก็ชุดเดิมที่ใส่เมื่อคืน


แต่จะนอนยังไงให้หลับ นี่แหละครับปัญหา เลยได้แต่นอนเอามือก่ายหน้าผาก ถ้าเอามือล้วงเข้าไปจับหัวใจให้มันเลิกเต้นจังหวะสามช่าได้ผมก็อยากจะทำ แม่งจะตื่นเต้นอะไนหนักหนาวะ


“เตี้ย” เสียงทุ้มๆของคนที่นอนอยู่ข้างๆผมโดยไม่มีหมอนข้างกั้น แล้วจะกั้นเพื่ออะไรละครับ ผู้ชายทั้งคู่นะเว้ยเฮ้ย


“กูชื่อพีม”

“เตี้ย” โอเค ความต้องการของผมไม่ได้รับการตอบสนอง เอาเถอะไหนๆมันก็เรียกผมแบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว งั้นมึงก็เรียกต่อไปเถอะ

“ อือ มีไร”

“กูมาคิดๆดูแล้วนะ มึงทำตัวดี เดี๋ยวกูร่นเวลาให้ไม่ต้องอยู่ถึงสองเดือน”


“ไม่เป็นไร”

“หืม” เหมือนมันจะหันหน้ามามองผม แต่ผมไม่กล้าหันไปหามัน เดี๋ยวหวั่นไหวแล้วไอ้ภูมิจะไม่ปลอดภัย คิดอะไรอีกเนี่ยกู >_<


“คือกู กูลูกผู้ชายพอ คำไหนคำนั้นสองเดือนก็สองเดือน” อ๊ากกกก พูดบ้าคิดบออะไรเนี่ย แค่เสียงปริศนาที่มาจากมุมเล็กๆของความคิดกระซิบว่าอยากอยู่ใกล้ๆมัน ก็สามารถเอาชนะสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงที่มันเคยทำกับผมและคงจะทำอีกในอนาคตจนกว่าจะครบสองเดือน


“หึ ก็ดี ถือว่ากูให้โอกาสแล้วนะ อย่ามาร้องไห้เสียใจทีหลังละ”

“ไม่มีวันนั้นแน่นอน ส่วนมึงก็นอนได้แล้ว กูง่วง”

“กล้าสั่งกูหรอ”อยู่ๆไอ้ภูมิก็ลุกพรวดพราดขึ้นมานั่งจ้องหน้าผม ในห้องมืดก็จริงครับแต่เพราะสายตาผมปรับเข้ากับความมืดได้แล้วเลยเห็นหน้ามันชัด

“อะไรของมึง ฮู่ว์ นอนๆ โอ๊ย ทำเหี้ยไรวะ กูเจ็บ”มันเอาหมอนฟาดใส่หน้าผมเต็มแรงเลยครับ แม่งเอ๊ยกูชักมีอารมณ์แล้วนะ ผมลุกขึ้นนั่งแล้วฟาดคืนบ้าง เน้นๆกลางกบาลเลยครับ




"ไอ้เตี้ย!!! มึงอยากลองดีกับกูใช่มั้ยห๊ะ" ไอ้ภูมิโมโหง้างหมอนที่อยู่ในมือเตรียมจู่โจมผมเต็มสูบ


"เออ กูอยากรู้เหมือนกันว่ามึงมีดีอะไรให้กูลอง" ผมก็พร้อมรบทุกสถานการณ์




แล้วศึกหมอนปะทะหมอนก็ถือกำเนิดขึ้น ตอนแรกผมค่อนข้างเสียเปรียบด้านสรีระ แต่อาศัยความไวเอาคืนมันได้สองครั้งติด ไอ้ภูมิมันเปลี่ยนแผนพยายามคลุกวงในเอาหมอนปิดหน้าผมกะว่าให้หายใจไม่ออก นี่จะเล่นกูถึงตายเลยใช่มั้ย

ผมก็ดิ้นสิครับ เห็นกูตัวเล็กกว่าจะใช้กำลังกับกูหรอมึง ฮ่าฮ่า รู้จักไอ้พีมน้อยไปซะแล้ว ผมกัดฟันสู้ยิบตาฟัดกันไปฟัดกันมาไอ้คนไม่ค่อยออกกำลังกายวันๆมีแต่กินกับนอนอย่างผมก็ชักหมดแรง


แล้วไม่รู้ผมไปทำอิท่าไหนถึงพลั้งพลาดถูกมันเอาหมอนดันลงไปนอนกับเตียงเสียงดัง อั๊ก อ๊ากก กระดูกสันหลังกู แต่ความเจ็บทั้งหลายก็ถูกพัดหนีหายไป เมื่อไอ้ภูมิเสียหลักล้มลงมาคร่อมเกยอยู่บนตัวผม

เราสบตากันตามสัญชาตญาณ ผมเห็นเงาตัวเองอยู่ในตาคู่นั้น แล้วใครมันจับโลกให้หยุดหมุนวะ ดวงตาคมสีดำของมันสะกดทุกอย่าง ไม่รู้นานเท่าไรก่อนที่ใบหน้าหล่อใสไร้ที่ติของมันจะโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ

เหมือนสมองผมไม่ทำงานจะหลบตามันหรือจะกระพริบตาดี จะหยุดหายใจหรือควรหายใจให้เร็วกว่านี้ ผมหลับตาปี๋กลั้นหายใจ(ทำไมกูไม่ขัดขืนวะ)รับรู้ถึงปลายจมูกคมๆที่เฉียดแก้มไปยังใบหูและ


“พรุ่งนี้ซักผ้าให้กูด้วยนะเตี้ย หึหึ”


เหี้ยยยยเอ๊ย คราวนี้ผมถีบมันออกแบบไม่ต้องรีรอเลยครับ สาดดด เหมือนมีคนมาเล่นรอบกองไฟไว้บนหน้าผม ร้อนไปหมดทั้งโกรธทั้งอายยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะหึหึของมันผมก็อยากจะมุดลงไปนอนตายที่แกนโลก

ผมคว้าผ้าห่มผืนโตขึ้นคลุมโปงแถมทับส่วนที่เหลือมาไว้คนเดียวไม่ให้ไอ้สารเลวนั่นห่มด้วย แล้วทำไมกูต้องโมโหด้วยวะ มึงเป็นอะไรไอ้พีม มึงหวังอะไร แม่งเอ๊ย


“หึหึ  แบ่งผ้าห่มให้กูด้วยดิ” ยังครับมันยังไม่เลิก แถมยังดึงผ้าห่มผมอีก“พีมครับ ภูมิขอห่มผ้าด้วยคนนะ”ไอ้เวร เสียงมึงตอแหลมาก


“เลิกแกล้งกูซักที สนุกมากใช่มั้ยที่เห็นกูอารมณ์เสีย มึงสนุกมากใช่มั้ย ห๊ะ”


“ก็มากนะ หึหึ”

“สัด เอาไปเลย กูไม่ห่มแล้วแม่ง” ผมโยนผ้าห่มใส่หัวไอ้ภูมิ แล้วพลิกตัวหันหลังนอนตะแคงหนีมัน พอน้องผ้าห่มไม่อยู่พี่แอร์ก็เล่นกูเลยครับ หนาวสัด อ่อ ผมลืมไปว่าในห้องนี้มีนกแพนกวินอาศัยอยู่ถ้าอากาศไม่ติดลบเขาใช้ชีวิตไม่ได้


อาศัยความเพลียที่ออกกำลังกายกับไอ้ภูมิ น่าน เด็กพวกนี้คิดอะไรกันผมหมายถึงที่เปิดศึกฟาดหมอนใส่กันต่างหากผมเลยหลับได้


แต่ก่อนที่ผมจะหลับสนิท ตอนที่ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนจะเป็นความฝัน แต่มันก็คล้ายความจริงผมรับรู้เหมือนมีผ้านุ่มๆหนาๆมาคลุมตัว แล้วความรู้สึกอุ่นซ่านตรงหน้าผากมันคืออะไรนะ แต่ไม่ว่ายังไงมันก็อุ่นไปถึงหัวใจและทำให้ผมฝันดี :) ^_^



ตื่นเช้ามาผมก็เมื่อยขบไปทั้งตัว อ่ะแนะ คิดอะไรก๊านนน เจ็บเพราะศึกหมอนต่างหากครับ ไอ้ภูมิมันยังไม่ตื่นเลย แอบฆ่าปาดคอตอนมันหลับดีมั้ยฮึ 

ผมหันมองคนที่นอนหลับอยู่ข้างๆ หล่อแม้กระทั่งตอนหลับนะมึง มันนอนคว่ำเหมือนเด็กเลยวะ หึหึ หน้าแม่งโคตรตลกแอบถ่ายรูปมันดีกว่า แล้วผมก็แชะรูปมันตอนนอนคว่ำ ปากเผยอนิดๆได้สามสี่รูป เสร็จกูละมึ้ง ประจานโว๊ยยยย


ผมสะบัดผ้าห่มออกจากตัว เมื่อคืนผมไม่ได้ห่มผ้านี่หว่า แล้วผ้ามาได้ไงวะ คงละเมอไปดึงมาจากไอ้ภูมิละมั้ง ผมเหลียวมองสำรวจห้องมัน



แม่เจ้า!!!!!!!!OoO เท็ดดี้แบร์!!!เต็มห้อง  o22


เมื่อคืนผมคงง่วงจัดเลยไม่ได้สนใจมองอะไรตื่นมาเลยตกใจที่มีตุ๊กตาหมีทุกสีทุกไซส์ทุกขนาดและทุกอิริยาบถอยู่บนเตียง โต๊ะ ตู้ ทีวีในห้องของไอ้ภูมิ มึงเปิดพิพิธภัณฑ์ได้เลยนะเนี่ย ผมหันกลับไปมองไอ้เจ้าของห้องที่หลับอยู่อย่างไม่อยากจะเชื่อ พาผมมาผิดห้องรึเปล่าครับคุณภูมินทร์ ชายโหดโฉดหยิ่งอย่างไอ้ภูมิชอบตุ๊กตาหมีครับพี่น้อง!!! กูอยากกู่ร้องบอกคนให้ก้องโลก


แวรี่อิมพอสสิเบิ้ล :a5:


ผมทำใจกับปรากฏการณ์เท็ดดี้แบร์ในห้องมันอยู่ซักพักก่อนจะสำรวจห้องต่อ กว้างเว่อร์  ห้องมันไม่ถึงกับรกเป็นรังหนูแต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นระเบียบทุกตารางนิ้ว ก็เหมือนห้องผู้ชายวัยรุ่นทั่วๆไป จอยส์เกมส์ โน๊ตบุค แผ่นเกมส์ PSP

ซากแก้วเป็บซี่กับกล่องพิซซ่า โซนนี้เริ่มเหมือนที่เก็บขยะแล้วครับ มีโปสเตอร์พี่ตูนแปะไว้ที่ประตู ชอบ bodyslam ซะด้วย มีกีตาร์นอนตายอยู่ข้างๆกองซีดีเพลง


และกรอบรูป  ไอ้ฟ่าง ทำไมมีรูปไอ้ฟ่างอยู่บนหัวเตียงไอ้ภูมิ หัวใจผมวูบไหว ในรูปคือเด็กผู้ชายสองคนใส่ชุดนักเรียนกอดคอยิ้มหล่อให้กล้อง รอยยิ้มที่สว่างสดใสราวกับมีความสุขที่สุด ไอ้แทนหรือมึงจะถูกสวมเขา


“มองไรไอ้เตี้ย”ไอ้ภูมิตาปรือ ขยี้หัวยุ่งๆ มันลุกมานั่งพิงหัวเตียงถามผม


“ทำไมมีรูปไอ้ฟ่างในห้องนอนมึง หรือว่ามึง…” น้ำเสียงผมตอนนี้มันดูเรียบๆนิ่งๆยังไงก็ไม่รู้


“สัด คิดเหี้ยอะไรของมึง กูจะมีรูปพี่ชายอยู่ในห้องผิดตรงไหนวะ”


“ห๊ะ!! พี่ชาย!!OoO” โอ้มายบุดด้า เรื่องนี้ช็อคยิ่งกว่ามันมีตุ๊กตาหมีเต็มห้องอีกครับพี่น้องครับ!!!!ไอ้ภูมิกับไอ้ฟางเนี่ยนะเป็นพี่น้องกัน ตาผมคงแหกไปแล้วแน่ๆ ปากก็อ้าค้างหุบไม่ลง


“จริงดิ เฮ้ย เล่าให้กูฟังหน่อย”

“ขี้เกียจ มึงไปซักผ้านู่นไป” แล้วมันก็ไม่สนใจผมและไม่รอช้าโทรลงไปออฟฟิศของคอนโดให้คุณแม่บ้านเอากะละมัง ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่มขึ้นมาบนห้อง มึงเอาไปส่งซักเหมือนเดิมไม่ง่ายกว่ารึไง ควายเอ้ย


สรุปผมก็ไม่ได้รายละเอียดเรื่องที่มันบอกว่าเป็นพี่น้องกับไอ้ข้าวฟ่าง ไอ้เพื่อนเวรทั้งหลายก็ไม่มีใครบอกกูเล้ยว่าไอ้ฟ่างกับไอ้ภูมิเป็นพี่น้องกัน คิดว่ากูมีญานหยั่งรู้ด้วยตัวเองรึไงวะ ถึงว่าทำไมไอ้ภูมิไม่ค่อยกล้าหือกับไอ้ฟ่างเท่าไรแล้วผมก็ไม่แปลกใจเลยที่ไอ้ฟ่างมันจะดุๆโหดๆกับไอ้แทน แม่งนิสัยเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้อง


ผมกระแทกเท้าอารมณ์เสียไปรับของจากคุณป้าแม่บ้านที่กดกริ่งเรียกอยู่หน้าห้อง ก่อนจะเดินหัวฟูเข้าห้องน้ำ ตอนที่ผมเดินออกมาเอาตะกร้าผ้า ไอ้ภูมินั่งยิ้มตาหยียกนิ้วโป้งให้ผม ผมเลยแจกนิ้วกลางกลับไปให้มัน ไม่มีการแยกผ้าขาวผ้าสีใดๆทั้งสิ้นครับซักแม่งรวมกันหมดนี่แหละ แยกแค่เสื้อนักศึกษากับเสื้อช้อปออก นอกนั้นก็ใช้ฝ่าตีนลงเหยียบในกะละมัง คิดว่าเป็นน่าไอ้ภูมิ กระทืบๆๆๆๆ ฮ่าๆๆสะใจโว้ยยย



ซักตากผ้าเสร็จ ก็ต้องปัดกวาดเช็ดถู ทำกับข้าวอีก ไอ้ภูมินี่ก็บ้ามันยังกล้าใช้ผมทำกับข้าวอีกเนาะ สงสัยไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เมื่อวานอาหารอาจจะเค็มไปหน่อย(ใช่เหรอ)วันนี้ผมเลยเอาขวดน้ำปลากับเกลือไปไว้ห่างๆมือเดี๋ยวไอ้ภูมิจะเป็นโรคไตตายก่อนจะใช้ผมครบสองเดือน


คิดไปคิดมาเหมือนเมียทาสทำงานใช้หนี้เลยกู



“เตี้ย กางเกงในกูละ”

“ไอ่ฟาย กูจะไปรู้กับมึงมั้ย ไข่ใครไข่มันโว้ย” ผมตะโกนด่ามันกลับไป  เพราะกำลังจัดระเบียบขวดน้ำในตู้เย็น เสร็จงานนี้ผมก็กลับได้แล้วครับ ใช้เวรใช้กรรมหมดแล้วสำหรับวันนี้


“กูหาไม่เจอ มาหาดิ๊ เร็ว กูจะดูโคนัน” ผมกระแทกฝาตู้เย็นดังโครม เดินไปหามันในห้องนอน มันนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันเอวโชว์หุ่นแมนๆซิกแพคเท่ห์ๆเดินวนรอบห้อง สีหน้าหงุดหงิดขยี้หัวเปียกๆอย่างอารมณ์เสีย แล้วกูจะรู้มั้ยว่ามึงเอาน้องลิงไปเก็บไว้ที่ไหน ผมก็เปิดๆรื้อๆตู้เสื้อผ้ามันมั่วซั่วเลยครับ


“นี่ไง หาของน่ะหัดใช้ตาหาซะบ้างอย่าใช้แต่ปากหา แม่ง หมดเรื่องแล้วใช่มั้ย กูจะกลับบ้าน” ห่าเอ๊ยได้กางเกงในแล้วก็ไปใส่เสื้อผ้าซักทียืนโชว์ผิวขาวอมชมพูเป็นพรีเซนเตอร์ซิสต้าอยู่ได้ กูไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะมึง


“ก็กลับดิ ใครมัดขามึงไว้”มันแต่งตัวสบายๆเหมือนจะไม่ออกไปไหน กวนตีนผมเสร็จก็กระโดดขึ้นเตียง ผมจ้องหน้ามันซักพักอย่างระงับความหงุดหงิด ผู้ชายคนนี้มีความสามารถในการปั่นอารมณ์ผมจริงๆ มันนอนกอดลูกหมีพร้อมส่งยิ้มกระดิกตีนมองผม กูคิดผิดหรือคิดถูกที่ชอบมึง สงสัยต้องกลับไปคิดใหม่แล้ววะ


ผมออกจากห้องมันด้วยอาการนอยส์แดก ห้องนี้แม่งมีอาถรรพ์มาครั้งแรกเสียหอม มาครั้งที่สองเกือบเสียจูบ กูมาครั้งที่สามจะเสียอะไรวะ

                                       
                           
 ………………………………………………



ระหว่างทางกลับบ้านทั้งตอนนั่งรถเมล์แบบเบียดๆและตอนต่อบีทีเอสแบบเบียดกว่า ผมก็เฝ้าถามตัวเองว่า ชอบไอ้ภูมิได้ยังไง มันทำอะไรให้ประทับใจหรือก็เปล่า ผมต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าไอ้ที่รู้สึกอยู่ตอนนี้มันคืออะไร ผมชอบมันจริงๆหรือแค่อารมณ์หวั่นไหวแบบเด็กๆ ผมชอบมันหรือแค่ความผูกพัน ชอบมันหรือแค่ใกล้ชิดจนคิดไปเอง


และแม้จะยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ แต่ก็มีคำหนึ่งมานั่งยิ้มเล่นในหัวผมว่าเรื่องระหว่างผมกับมันคง “เป็นไปไม่ได้” การที่เราจะยอมรับกับตัวเองว่ามีความรู้สึกดีๆให้กับอีกคนที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมคิดจนหัวจะระเบิด สมองตื้อไปหมด ห่าเอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งสับสน กูปวดหัวโว้ยยย



ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปผมต้องบ้าตายแน่ๆ ต้องระบาย กูต้องหาใครซักคนมารับฟัง แล้วจะปรึกษาใครดีวะ ไอ้คิว ไม่ไหวๆ ไอ้นั่นยิ่งจะทำให้ผมประสาทแดกหนักกว่าเดิมอีก ไอ้เชน ป่านนี้คงนอนหลับคาอกใครซักคน ไอ้ปันยิ่งไม่ได้เดี๋ยวมันโวยวายเป็นเด็กๆอีก ไอ้แทนยิ่งแล้วใหญ่ถ้ามันเล่าให้ไอ้ฟ่างฟังเกิดไอ้ฟ่างเอาไปบอกน้องมันผมก็ซวยดิ


โลกใบนี้มีใครเหลืออีกมั้ยคร้าบบบบบ ช่วยผมด้วยหรือกูจะออกบวชดี ควายเอ๊ย เอ๊ะ ควายหรอ ไอ้เบียร์!!!ใช่ ไอ้ควายเบียร์นี่แหละตัวช่วยของผม




โทรศัพท์มันอยู่กับผม เอาอันนี้เป็นข้องอ้างก็แล้วกัน ว่าแต่ว่าบ้านไอ้เบียร์อยู่ไหนน๊อ
(ฮัลโหล)ผมฟังเสียงพี่ป้าง นครินทร์ร้องเพลงรอสายไม่นานปลายสายก็รับ แต่เสียงใครวะไม่ใช่เสียงไอ้แทน



“ฟ่างหรอ”ได้ยินเสียงไอ้ฟ่างผมก็อยากถามเรื่องไอ้ภูมิ แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อน

(เออ กูเอง ไอ้แทนอาบน้ำอยู่มีไรมึง) นี่พวกมึงหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปอยู่ด้วยกันแล้วใช่มั้ย

“กูจะถามว่าบ้านไอ้เบียร์อยู่ไหน”

(หึหึ ลอยกระทงด้วยกันคืนเดียว จะตามถึงบ้านเลยหรอมึง)

“เชี่ย กูมีธุระเว้ย จะเอาโทรศัพท์ไปคืนมัน”

(โอ๊ย!!!แทน กูหนัก ไอ้เหี้ยลุก)(คุยกับใคร หื้ม)มึงจะเล่นหนังสดให้กูฟังใช่มั้ย(คุยกับเพื่อนมึง อื้อออ แทนปล่อยกู)บอกที่อยู่ไอ้เบียร์มาเห้อ กูจะได้วางแล้วพวกมึงจะทำอะไรกันก็ค่อยไปทำ ไอ้ฟ่างโวยวายซักพักก็มีเสียงเหมือนคนตกเตียง(แม่งถีบทำไมวะ กูเจ็บนะฟ่าง)


(กูบอกให้มึงปล่อยดีๆไม่ชอบ เออพีม บ้านไอ้เบียร์อยู่นวมินทร์ยี่… โอ๊ยยไอ้แทน พ่อเป็นหมาหรอสัด กัดกู อื้อออ)โอเค กูวางก็ได้ มันอยู่ห้องนอนหรืออิรักวะ ครึกโครมชิบ เกือบไปแล้วพีมเกือบได้ฟังหนังสดแล้วกู


                           
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2011 00:33:13 โดย ทะเลหัวใจ »

ทะเลหัวใจ

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #105 เมื่อ04-12-2010 17:57:55 »




ผมเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง ลงจากรถไฟใต้ดินเตรียมบินสู่นวมินทร์ แม่งไกลวะ แต่ไม่ช้าไม่นานผมก็มายืนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเหมือนวังเก่าเสียมากกว่า บ้านร่มรื่นดูเงียบสงบมีเสียงนกร้องสบายหูตัวบ้านเป็นบ้านไทยเก่าสไตล์โคโลเนียล(เป็นที่นิยมในสมัย ร.5 -ร.6 ดีนะครับที่เรียนด้านศิลปะ)



ทำไมบรรยากาศมันผู้ดี๊ผู้ดีจังวะ ผมเงยหน้ามองป้ายที่สลักเป็นตัวหนังสือลายไทยสลักไว้ที่ประตูสีขาวสูงตระหง่านอย่างวิจิตรงดงาม นามสกุลไอ้เบียร์ติดโลโก้ ณ  วันนี้มีเรื่องทำให้ผมเซอร์ไพร์ได้ทุกๆยี่สิบนาทีจริงๆ



“สวัสดีคะ มาหาใครคะ”

“มาหาไอ้ เอ่อ มาหาเบียร์ครับ ผมเป็นเพื่อนมัน”

“อ่อคะ งั้นเชิญด้านในเลยคะ” แค่แม่บ้านยังแต่งตัวเหมือนแม่บ้านของพวกผู้ดีสมัยเก่าเสื้อสีขาวนุ่งผ้าถุงสีน้ำเงิน แม่เจ้า กูหลุดเข้ามาในบรรยากาศมาลัยสามชายป่ะวะ อย่าให้เจอทองไพรรำนะมึง พ่อจะซัดให้หายอยาก

“นั่งรอสักครู่นะคะอิชั้นจะไปเรียนคุณชายว่าเพื่อนมาพบ” อื้อหื้อออ คุณชายเลยหรอ ผมก้มหัวกล่าวขอบคุณจนหัวแทบจรดหัวเข่า นอกบ้านว่าผู้ดีแล้ว ในบ้านยิ่งหนักครับ รูปท่านเจ้าปู่เจ้าคุณถือไม้เท้าเรียงกันเป็นรุ่นๆ ผมมองสำรวจบ้านไอ้เบียร์ฆ่าเวลา พูดแล้วขนลุกครับนี่ผมรู้จักมักจี่กับคนชนชั้นสูงหรือนี่ ป๊าดด ชีวิต

“อ้าวเฮ้ย มึง  มาได้ไงวะ”ไอ้เบียร์ทำหน้าตกใจโชว์รอยยิ้มแบบคาดไม่ถึง “เฮ้ย กูเซอร์ไพร์ส์นะเนี่ย ป่ะๆขึ้นห้องๆมาได้ไงวะ มึงรู้จักบ้านกูได้ไง นมนวลครับเดี๋ยวเอาของว่างขึ้นมาให้ชายด้วยนะครับ”

“คะคุณชาย”คุณแม่บ้านมีสีหน้าตกใจคำพูดของผมกับไอ้เบียร์อย่างเห็นได้ชัดก่อนที่เธอจะหายไป ส่วนไอ้เบียร์มันพาผมเดินขึ้นมายังชั้นสองของบ้าน


“บ้านมึงแม่งผู้ดีโคตรๆ”พอหลุดมาอยู่สองคนผมก็เผยความเป็นผู้ดี(น้อย)ทันที

“ผู้ดีตรงไหนวะ ก็ชาวบ้านธรรมดา”

“ชาวบ้านห่าไร นามสกุลมึง ณ ตัวเป้งๆ มีเชื่อเจ้าเชื้อผู้ดีเก่านี่หว่า”

“ทำไมวะ แค่นามสกุล ณ ต้องมีเชื้อเจ้าต้องเป็นผู้ดีด้วยหรอ”


“ก็มันจริงนี่หว่า แล้วนี่มึงอยู่บ้านคนเดียวหรอ”มันเปิดประตูให้ผมเข้าห้องไป ก่อนจะปิดประตูตามหลัง ลมเย็นเอื่อยๆที่พัดผ้าม่านสีขาวลูกไม้บางๆพลิ้วไหว ให้ความรู้สึกเย็นสบาย ผมนั่งลงปลายเตียงส่วนมันนั่งบนโต๊ะเขียนหนังสือเอาเท้าเหยียบเก้าอี้ มันจะไม่เป็นผู้ดีก็ตรงนี้แหละ ไม่นานคุณแม่บ้านก็เอาน้ำแดงกับขนมไทยมาให้


“อือ พ่อกับแม่กูไปทำงาน พี่สาวกูแต่งงานแล้วก็ไปอยู่บ้านแฟนเขา ว่าแต่มึงเถอะมาหากูถึงบ้านมีอะไร อย่าบอกนะว่ามาเพื่อชื่นชมนามสกุลกู”


“เชี่ยจะเอามั้ย C7ของมึงน่ะ แต่กูชอบห้องมึงวะ สว่างดี”


“เอ๊าไอ่นี่ ไม่จบซักที ย้ายมาอยู่เลยมั้ย” มันยืดตัวมารับโทรศัพท์จากผม


“ไม่เอา เดี๋ยวเสนียดติดบ้านมึง มึงไม่ค่อยอยู่บ้านหรอวะไม่ค่อยมีของเยอะ” มีหนังสือไม่กี่เล่มเองมั้ง ถ้าไม่นับของตกแต่งอย่างอื่นน่ะนะ

“อืม จริงๆกูไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก อยู่คอนโดใกล้ๆม. ขืนขับรถไปกลับเปลืองน้ำมันตายชัก ดีไม่ดีกูเหนื่อยตายก่อนเรียนจบ นี่มึงโชคดีนะเว้ยที่มาแล้วเจอกูอยู่บ้าน”


“เออวะ เนอะโชคดี แหะๆ” มาถึงตรงนี้ผมก็นึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์หลักที่ผมมาหามันถึงบ้านคืออะไร แต่เอาเข้าจริงไม่กล้าวะ


“ตกลงมึงมาแค่นี้ แค่เอาโทรศัพท์มาคืนกู” มันยิ้มหวานปานจะย้อย แต่มีแววรู้ทันล้อเลียนอยู่ในตาคมๆคู่นั้น ผมไม่ชอบคนแบบไอ้เบียร์ ไม่รู้สิผมไม่ไว้ใจมันเท่าไร ชอบทำหน้ารู้ทัน ผมไม่ชอบเพราะมันจะทำให้ผมดูเหมือนโง่

“ว่าไง ตกลงมีอะไรครับคุณมึง”


พอถูกถามผมก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไง ทั้งที่อยากจะระบายให้ใครซักคนฟัง เผื่อไอ้ที่อัดกันอยู่ในหัวมันจะทุเลาเบาบางลงบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงๆผมก็ไม่แน่ใจว่าควรจะพูดดีมั้ย


“เฮ้อออ” ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสีขาวสะอาด มองออกไปยังหน้าต่าง เห็นทิวทัศน์ภายนอกเท่าที่กรอบหน้าต่างจะอำนวย ต้นปีปสูงใหญ่ออกดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมอบอวลเต็มต้น เห็นท้องฟ้าสีฟ้าเกือบสดใสและไร้ก้อนเมฆสีขาว โลกร้อนทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไปจริงๆสินะ


“มึงมีเรื่องไม่สบายใจใช่มั้ยพีม”


“…………………………”



“ ถึงมึงกับกูจะรู้จักกันไม่นาน แต่เราก็แปะคำว่าเพื่อนใส่หน้ากันแล้วนะ มีอะไรบอกกูได้ ไม่ใช่สิ มาถึงนี่แล้ว ก็บอกกูเถอะ”ผมหันกลับมาวางสายตาไว้ที่หน้าไอ้เบียร์ที่ไม่เหลือความล้อเล่น แต่หน้ามันยังเจือรอยยิ้มเสมอ


“กูก็ไม่รู้วะ กู….ไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง”


“เรื่องไอ้ภูมิใช่มั้ย” ผมถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ารับ

“ชอบมันละสิ” หัวใจผมเต้นแรง แต่ไม่นานก็สงบลงเป็นปกติ ผมคิดไว้แล้วว่าไอ้เบียร์มันคงรู้ เพราะจากหลายๆคำพูดและหลายๆการกระทำของมันเมื่อวานที่ทำเหมือนรู้อะไรบางอย่าง


“กูเป็นเพื่อนไอ้ภูมิมาไม่รู้กี่ปี ทำไมจะไม่รู้ว่ามันเป็นคนยังไง แล้วมันจะจัดการกับคนที่กล้าหยามมัน หึหึ อีกอย่างเมื่อวานกูเห็นมึงออกมาจากคอนโดมัน ก็พอจะเดาได้ ไอ้ภูมิเป็นคนดูออกง่ายจะตาย”


“กูสับสนวะ กูชอบผู้ชายรึเปล่าวะเบียร์”ผมลุกขึ้นนั่ง แต่ตากลับมองไปยังกองหนังสือไม่กี่เล่มของมัน


“อยากรู้เหรอ”


“อืม เฮ้ย!!!” ไอ้เบียร์กระโจนลงมาคร่อมผม มือกับตีนผมทำงานอย่างอัตโนมัติทันที

“โอ๊ยยย!!!”

“สัด!! ทำเหี้ยไรวะ!!!”

“ตีนหนักวะพีม”

 “กูไม่ถีบขาคู่ก็บุญหัวมึงแล้วไอ้เวร เล่นอะไรพิเรนๆ”


“ก็มึงอยากรู้ไม่ใช่หรอว่าชอบผู้ชายรึเปล่า กูก็จะช่วยพิสูจน์ไง หึ ถ้ามึงชอบผู้ชายนะ มึงไม่ถีบหน้ากูออกมาแบบนี้หรอก”มันกุมท้องตัวเอง ส่วนผมกระเถิบหนีมาติดหัวเตียงตอนไหนก็ไม่รู้


“มึงจะทำอะไรก็บอกกูก่อนเหอะ แม่งตกใจชิบหาย”ผมหอบหายใจด่ามัน ยิ่งมองหน้ามันแล้วอยากจะถีบยอดหน้าแม่งอีกซักครั้งสองครั้ง มีอย่างที่ไหนอยู่ๆก็กระโดดมาปล้ำผม โอยยย ชีวิต ส่วนมันก็ยิ้มโชว์ฟันแบบไม่สะทกสะท้าน


“เราลองจูบกันมั้ย”


“ห๊ะ” คราวนี้ผมหันคอเป็นวงกลมกลับไปจ้องหน้าไอ้เบียร์

“จะได้รู้” เพราะผมมัวแต่อึ้งเลยลืมวิ่งหนี ไอ้เบียร์มันล็อคหน้าผมไว้ หน้าขาวใสของมันเคลื่อนคล้อยเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หัวใจผมยิ่งเต้นหนักเมื่อมือมันรวบข้อมือผมไว้ ผมหลับตาพยายามตั้งสติถ้าผมสามารถยอมให้ปากมันมาแตะปากผมได้ผมก็จะยอมรับทุกอย่างแต่ตัวผมกลับเกร็ง


ยิ่งมันเข้ามาใกล้มากเท่าไรผมก็ยิ่งพยายามฝืนคออกจากมือมันอีกข้างที่รั้งท้ายทอยผมไว้มากเท่านั้น อยู่ๆหน้าไอ้ภูมิก็ลอยเข้ามาในหัว ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนเข้ามาในความคิด หน้าไอ้ภูมิที่ก้มมาใกล้ๆใบหน้าของผม มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมผลักไอ้เบียร์ออกเต็มแรง


“กูทำไม่ได้วะ จะอ้วก” เหมือนไอ้ที่อยู่ในท้องผมมันดันขึ้นมา ทั้งคลื่นไส้ทั้งขนลุก ไอ้เบียร์ก็ดูพะอืดพะอมไม่ต่างกันเลย นี่พวกผมทำอะไรลงป๊ายยย อั๊ววววววก


“เคราะห์ดีที่มึงหน้าตาน่ารัก กูเลยพอหลับหูหลับตาข่มความสยองได้วะ”

“ถ้ากูไม่ห้าม มึงจะจูบกูจริงๆมั้ยเบียร์”

“หึหึ กูรู้ว่ายังไงมึงก็ห้าม มึงไม่ได้ชอบผู้ชายหรอกพีม มึงแค่ชอบไอ้ภูมิ”

“มันก็ไม่ได้ทำให้กูรู้สึกแย่น้อยลงเลยวะ” ผมขอมันเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา ขนแขนลุกยังไม่ยอมนั่งเลยครับ บรึ๋ยๆๆๆ สยองวะ ทำไมกับไอ้ภูมิไม่เห็นรู้สึกรังเกียจแบบนี้บ้างวะ มีบทบาทกับชีวิตกูจังนะมึง ผมออกมาจากห้องน้ำก็เจอไอ้คุณชายชาตแบตโทรศัพท์ เออใช่แบตมันหมดตั้งแต่เมื่อคืน

“ประมวลกฎหมาย? มึงมีด้วยหรอวะเบียร์”

“มีดิก็กูเรียนนิติ ไม่มีประมวลกฎหมายจะเรียนยังไง”

“อ้าวมึงไม่ได้เรียนวิศวะหรอ”

“ฮื่อ ทำไมวะ หน้ากูมีคำว่าแคลคูลัสกับตรีโกนโชว์หรอมึง ”

“ก็กูเห็นมึงอยู่กับไอ้แทน กูนึกว่ามึงเรียนวิศวะ”

“กูเรียนนิติ พวกเรียนวิศวะก็มีไอ้ภูมิ ไอ้แทน ไอ้มิค ส่วนไอ้ฟ่างเรียนถาปัตถ์” ถึงว่าไอ้ฟ่างดูติสๆแถมผมกับมันยังจูนกันง่าย ว่ากันว่าถาปัตกับศิลกรรมเป็นญาติกัน มีอะไรคล้ายๆกัน แต่มีข้อสังเกตครับสถาปัตย์เขาจะเซอร์ ติส แนว ศิลกรรมจะซกมก สกปรก ไม่เต็ม


“มึงอยากเป็นผู้พิพากษาว่างั้น แต่หน้ามึงดูคดโกงไร้ความยุติธรรมมากเบียร์ ฮ่าๆๆ”


“เชี่ยพีม พ่อกูเป็นเว้ยสัด เขาอยากให้กูเรียน แต่กูยังไงก็ได้เรียนกฎหมายก็สนุกดี” ผมหัวเราะพยักหน้ารับรู้ จะว่าไปก็น่าเห็นใจมันเหมือนกัน ไม่ใช่เวลาแค่สี่ปีที่ต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ แต่มันหมายถึงทั้งชีวิตในสายงาน


แต่ก็ช่างเถอะจบนิติก็ใช่ว่าต้องเป็นแค่อัยการผู้พิพากษาชีวิตคนเราไม่แน่นอนนิครับ ผมถือว่าโชคดีมากที่ได้เลือกทางเดินให้กับตัวเอง ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ไส้แห้งชิบหาย เกาะพ่อเกาะแม่กินดีมั้ยเนี่ย


“เออเบียร์ กูมีเรื่องจะถามไอ้ภูมิกับไอ้ฟ่างเป็นพี่น้องกันหรอวะ”

“อ้าว มึงไม่รู้หรอ ไอ้ฟ่างเป็นพี่ชายไอ้ภูมิ”


“เล่าให้กูฟังหน่อยดิ มันเป็นฝาแฝดหรอแต่หน้าก็ไม่เหมือนกันแล้วทำไมมันเรียนอยู่ปีเดียวกันได้วะ”


“แหมๆสนใจจังนะ ฮ่าๆไม่ต้องมองกูแบบนั้นเลยมึง เออๆจะเล่าให้ฟัง ไอ้ฟ่างมันแก่กว่าพวกเราปีนึง จริงๆตอนนี้มันต้องอยู่ปีสาม ครอบครัวไอ้ภูมิมีพี่น้องสามคนพี่ข้าวโอ๊ต ไอ้ข้าวฟ่าง แล้วก็ไอ้ภูมิ ถ้าจะถามว่าทำไมมันถึงชื่อต่างจากพี่ๆอันนี้กูไม่รู้ รู้แต่ว่าพวกมันเป็นลูกหัวปีท้ายปี

ไอ้ภูมิมันติดพี่มาก พอไอ้ฟ่างเข้าอนุบาลต้องไปโรงเรียนไอ้ภูมิก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ใครพูดอะไรก็ไม่ฟังไม่ยอมท่าเดียว พ่อกับแม่มันก็ไม่รู้จะทำยังไง จะให้ไอ้ภูมิไปเรียนพร้อมไอ้ฟ่างอายุไอ้ภูมิก็ไม่ถึงเกณฑ์ เลยให้ไอ้ฟ่างมาอยู่บ้านเรียนโฮมสคูลแล้วก็เข้าโรงเรียนพร้อมไอ้ภูมิ”


“เอาแต่ใจตั้งแต่เด็กเลยว่างั้น”

“การที่คนๆหนึ่งจะมีนิสัยบางอย่าง มันย่อมมีเหตุผลทั้งนั้น”

“มึงรู้เรื่องมันละเอียดเลยวะ เป็นgoogleป่ะเนี่ย”

“เชี่ย พวกกูหัดคลานมาด้วยกัน ตอนที่มันร้องไห้ตามไอ้ฟ่างกูยังต้องแบ่งช๊อกโกแลตปลอบมันเลย”เด็กมีอันจะกินเขาแบ่งช็อคโกแลตครับ ถ้าเป็นผมคงแบ่งขนมครกไม่ก็น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋


ที่มึงเห็นไอ้ภูมิมันไม่ยอมคน มันเอาแต่ใจ จริงๆแล้วมันเป็นคนอ่อนไหวง่ายจะตาย ถ้ามึงรู้จักมันจริงๆจะรู้ว่าทั้งหมดก็แค่เปลือกภายนอกที่มันสร้างป้องกันตัวเอง มันถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก มีช่วงนึงไม่รู้พ่อมันคิดเหี้ยไรให้ลูกไปอยู่เมืองนอก มึงคิดดูเด็กที่เคยมีเพื่อน ติดแม่ติดพี่ชาย ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เขาพูดอะไรกันก็ฟังไม่รู้เรื่อง มันเลยเป็นเด็กเก็บกด เก็บตัว อยู่ในห้องกับตุ๊กกตาที่แม่ซื้อให้ไว้ดูต่างหน้า”


“ตุ๊กตาหมีใช่มั้ย”


“หึ ได้เข้าห้องมันแล้วละสิ ไวนี่หว่า”

“เชี่ย เล่าต่อดิ” หูผมรับฟังเรื่องราวจากปากไอ้เบียร์แต่ใจผมกำลังรับรู้ถึงความอ้างว้างเจ็บปวดของเด็กชายอีกคน

“พอตอนป.3 หรือป.4วะ เออนั่นแหละไอ้ภูมิก็กลับมาอยู่เมืองไทย แต่พ่อแม่มันก็ไม่มีเวลา ทำงานปล่อยให้เงินเลี้ยงลูก หึ แต่เงินมันไม่มีเลือดไม่มีแขนหรืออ้อมกอดอุ่นๆนี่หว่า ถึงจะมีพี่โอ๊ตไอ้ฟ่างคอยดูแลก็เถอะมันก็ไม่เหมือนพ่อกับแม่อยู่ดี กูก็ไม่แน่ใจหรอกนะแต่คิดว่าเรื่องแหละนี้ที่ทำให้มันให้เป็นคนแบบนี้”


บางครั้งเหมือนผมจะรู้จักไอ้ภูมิดี แต่เพิ่งรู้ตอนนี้ว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ถ้าผมเป็นมันผมจะยังเข้มแข็งอยู่มาได้ขนาดนี้มั้ย ครอบครัวผมอบอุ่น เราเข้าใจใกล้ชิดกันมาก ถ้าผมเป็นแบบไอ้ภูมิ แค่คิดเล่นๆยังรู้สึกเหงาจนหัวใจมันหวิวแปลกๆเลย


“ที่มึงชอบมัน คงเพราะมึงเป็นคนดี กูหมายถึงใจมึงมันบริสุทธิ์น่ะ เคยมีคนบอกมึงมั้ยพีม ตามึงโคตรใส คงเพราะมึงเป็นคนดี มึงอาจจะสัมผัสกับความโดดเดี่ยวของไอ้ภูมิก็ได้” ผมเกาหัวเขินๆ แม่งมาชมกันซึ่งๆหน้า ตาสงตาใสอาร๊ายยย


“มึงเรียนจิตวิทยาควบคู่กฎหมายป่ะเนี่ย” ไอ้เบียร์พยักหน้ารับพร้อมกับบอกว่าเรียนเป็นวิชาโท อ้าวเวรผมแค่ประชด มันดันเรียนจริงๆซะได้ บ๊ะ กูซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้บ้างวะ

“แต่จะพูดให้ง่ายกว่านี้ ไอ้ภูมิคงเป็นคนที่ใช่สำหรับมึง”

“คนที่ใช่หรอ เฮอะ ทั้งด่าทั้งแกล้ง ทั้งทำเรื่องเหี้ยอะไรสารพัด มันมีตรงไหนเหลือไว้ให้ใช่สำหรับกูอีกวะ อีกอย่างกูก็เพิ่งรู้จักมันไม่นาน แม่งไม่มีเหตุผลเลยวะ” ผมขยี้หัวตัวเองอย่างหงุดหงิด ยิ่งคิดยิ่งพูดก็ยิ่งกลุ้ม

“ถ้าการที่เรารักใครซักคนมันต้องใช้เวลาต้องมีเหตุมีผล แล้วจะมีคำว่ารักแรกพบหรอวะ”

“ห่าเบียร์ กูไม่ได้รักมัน แค่ชอบ”

“เออ ชอบเป็นขั้นแรกของรัก ตอนนี้ชอบอีกหน่อยก็รัก”

“มึงกับมันก็สนิทกันมากเลยสิ” ลองนึกภาพผู้ชายตัวควายๆสองคนมานั่งพูดเรื่องรักๆใคร่ๆนะครับ มันก็ยังไงๆอยู่นะ อีกอย่างสมองผมก็ไม่อยากจะคิดอะไรอีก เลยพามันเปลี่ยนเรื่อง

“มันมากกว่าคำว่าสนิท โตมาด้วยกัน เรียนเล่นมาด้วยกัน ทั้งมัน กู ไอ้ฟ่างไอ้มิค ก็เหมือนมึงกับพวกไอ้แทน มันยิ่งใหญ่กว่าคำว่าเพื่อน”

“แม่งเท่ห์วะ รวมกลุ่มเราเข้าด้วยกันกี่คนวะ”

“เก้า”

“ตั้งวงบอยแบนด์ได้เลยนะเว้ย ฮ่าๆมึงว่ามั้ย”

“หึหึ เออจริงวะ กูเป็นหัวหน้านะเพราะกูหล่อสุด”มันอวยตัวเองครับ

“ฟายย ถ้ามึงเป็นหัวหน้ากูว่าตั้งวงหมอลำดีกว่าวะ ท่าจะรุ่งกว่า ฮ่าๆๆๆ”

“หึ ยิ้มได้แล้วสิมึง แม่งทำหน้าอมทุกข์แล้วไม่เข้า ยิ้มแบบนี้แหละดีแล้ว”

“อือ ขอบใจมึงนะเบียร์ เดี๋ยวกูหาสาวแจ่มๆมาเซ่น”ผมยักคิ้ว ตบไหล่มันปุๆสองสามที ผมรู้สึกขอบคุณมันจากใจจริงๆ แม้มันจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดแต่มันก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก

“ไม่คิดว่ากูอยากได้ผู้ชายเจ๋งๆบ้างหรอ”

“หึหึ เชี่ยย เหลือไว้ให้ผู้หญิงบ้างเถอะ เฮ้อออ กูคงตัดใจวะมึง เดี๋ยวก็จะครบสองเดือนแล้ว จะได้เป็นเพื่อนกันรึเปล่าก็ไม่รู้”

“ตัดใจทำไมวะไอ้ภูมิมันไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร มึงก็รู้”

“อืม แต่กูกับมันก็คงเป็นไปไม่ได้ มึงก็…น่าจะรู้”

“งั้นก็ตามใจมึงแล้วกัน แล้วมันใช้งานมึงหนักมั้ยวะ ให้ทำไรบ้าง”

“ก็แล้วแต่มันจะนิมิตได้ เมื่อเช้ากูยังต้องหากางเกงในให้มันเลย แม่งคิดไปคิดมามันโคตรเด็กอ่ะมึง”

“ฮ่าๆๆ จริงหรอวะ นั่นแหละภูมิตัวจริง ไอ้ที่เห็นหล่อๆทำหน้าขรึมๆโชว์สาว ฟอร์มทั้งน้านน”

“เออกูก็ว่างั้นวะ เฮ้อออ งั้นกูกลับแล้วนะเบียร์ ขอบใจมึงมากนะเว้ยที่รับฟังกู”

“เออ มีไรก็บอกกูได้เสมอ” มันตบไหล่ให้กำลังใจผม ผมยิ้มรับ เราคุยเล่นอีกซักพักมันก็เดินลงมาส่งผมหน้าบ้าน ตอนแรกมันจะให้คนไปส่งผมที่บ้าน ไอ้เรามันคนเดินดินธรรมดาที่มีปัญญากลับบ้านเองถูก เลยไม่ขอรบกวน


“เจอกันที่มหาลัยนะมึง ว่างๆไปจิบกาแฟที่ร้านกูก็ได้กูเลี้ยง”ผมโบกมือให้มันก่อนจะโบกพี่แท็กที่นานมากกกถึงจะผ่านมา ย่านผู้ดีเก่าเขาคงไม่ค่อยนั่งพี่แท็กเท่าไร ไอ้เบียร์ยิ้มพยักหน้ารับ

“พีม”

“ว่าไงมึง” ตอนที่รถยังไม่มาก็ไม่เสือกเรียกหรอก ขากูก้าวไปอยู่ในรถข้างนึงแล้ว


“ถ้าเจอใครอีกซักคนแบบมึงคงดีวะ”


ผมยิ้มให้ไอ้เบียร์ ยิ้มเหมือนที่ยิ้มให้พวกไอ้คิว


“คนดีๆอย่างมึง ต้องเจอคนที่ดีแน่นอน เพื่อน” และผมก็ได้รับรอยยิ้มแบบเดียวกันกลับมา


ตลอดทางกลับบ้านผมก็ยังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ทั้งเรื่องของภูมิที่เพิ่งได้รับรู้จากเบียร์ ทั้งเรื่องความรู้สึกของตัวเอง  ไอ้การที่ผมไม่เกลียดมันแม้จะถูกมันแกล้งสารพัด ไอ้ความรู้สึกที่อยากอยู่ข้างๆและความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นจนหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ คือผมสัมผัสถึงตัวตนไอ้ภูมิงั้นเหรอ



แล้วจะเอายังไงต่อ จะทำยังไงต่อไป ตัดใจดีมั้ย ใช่ ตัดใจซะพีม มึงต้องตัดใจ นี่มันแค่เริ่มต้นจะตัดใจตอนนี้ก็ไม่สาย ยังทัน มะเร็งระยะเริ่มแรกเขายังรักษาหาย ประสาอะไรกับความรู้สึกดีๆที่เพิ่งเริ่มมี  เฮ้ออ ขอให้เราเป็นแค่เพื่อนที่ดีต่อกันก็พอนะ




TBC>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>



  ………………………………………………………..


ตอนนี้ปล่อยมุมมืดของภูมิมาให้สาวๆได้เห็นคะ จะให้น้องภูมิเล่าเองก็ไม่ได้เพราะภูมิเขาเงียบชอบทำมากกว่าพูดคะ เลยฝากน้องเบียร์(ของเจ้ หุหุ)เพื่อนสนิทเป็นคนเล่าให้ฟัง ฮ่าฮ่า ส่วนพีมก็สับสนต่อไป ความรักมันก็เข้าใจยากแบบนี้แหละเนอะ เจอกันตอนหน้านะคะ ขอบคุณทุกคอมเม้น ทั้งที่ให้กำลังใจและมารอ  ขอบคุณมากๆคะ^__^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2011 00:39:50 โดย ทะเลหัวใจ »

ออฟไลน์ n2

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-4
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #106 เมื่อ04-12-2010 18:45:43 »

ขอเข้ามาอ่านนะค่ะ :L2:

ออฟไลน์ 4559

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3978
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-8
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #107 เมื่อ04-12-2010 19:30:53 »

สงสารพีม

yayee2

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #108 เมื่อ04-12-2010 21:11:53 »

ดีใจและขอบคุณจ้า ที่มาอัพให้ได้อ่านต่อ เพราะหายไปนานจริงๆ
เห็นใจพีมนะ  การตัดใจจากคนที่เรารักเราชอบเนี่ยมันยากอยู่นะ
ไม่งั้นสุนทรภู่ท่านจะว่าไว้ในนิราศอิเหนาหรือจ๊ะ ท่านว่าไว้ว่า
          "จะหักอื่นขืนหักก็จักได้               หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก
           สารพัดตัดขาดประหลาดนัก        แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ"
พีมเอ้ย...ถ้ามันตัดยากนะ และถ้าภูมิเค้ามีใจตรงกับเรา ก็รักไปเลยลูก

ออฟไลน์ Papoonn

  • inspiration <3
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #109 เมื่อ04-12-2010 21:17:53 »

กรี้ดดดดดดดดดดด   ><  
ภูมิน่ารักมาก  ๆ   ฮ่าๆ
ฟอร์มเยอะเนอะคนเรา  ขอให้ภูมิกับพีมรักกันอย่างราบรื่น  

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
« ตอบ #109 เมื่อ: 04-12-2010 21:17:53 »





ออฟไลน์ *4_m3*

  • ~เธอคือของขวัญจากฟ้าไกล คือคำตอบของหัวใจ~
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 363
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-1
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #110 เมื่อ05-12-2010 00:18:56 »

อ้างถึง
"จะหักอื่นขืนหักก็จักได้               หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก
           สารพัดตัดขาดประหลาดนัก        แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ"
พี่แก้วเล่นยกนิราศเลยทีเดียว

ชอบฟ่างกะแทนอ่ะ
สงสารพีม แต่ภูมิก็ดูจะยังไงอยู่นะ

ออฟไลน์ สมุนไพร

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1581
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-3
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #111 เมื่อ05-12-2010 01:38:49 »

ชอบน้องพีม :-[ :กอด1:

taem2love

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #112 เมื่อ05-12-2010 01:42:35 »

ลุ้นไปกับน้องพีมขอให้นายภูมิมองเห็นค่า แต่ขออย่าทำร้ายกันถ้าไม่รัก

แอบจิตตกไปก่อนเรื่องแบบนี้พระเอกชอบควงชะนีต่อหน้านายเอก แถมยังชวนไปเที่ยวด้วย

อย่างนี่อ่ะเจ็บโคตรเลย............................

bbyuqin

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #113 เมื่อ05-12-2010 06:40:15 »

จะให้น้องพีมสู้ก็กระไร
แบบว่าภูมิเองก็มีชะนีน้อยเคียงข้างแล้วอ่ะ

lonelyboy

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #114 เมื่อ05-12-2010 10:25:23 »

อร้ายยยยยยยยย จะเป็นไงต่อไปล่ะทีนี้

ออฟไลน์ a_tapha

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4981
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +397/-1
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #115 เมื่อ05-12-2010 11:12:39 »

ขอบคุณค่ะ   :L2:

ออฟไลน์ dragonnine

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-16
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #116 เมื่อ05-12-2010 18:25:43 »

รอเรื่องราวในตอนต่อไปอยู่นะครับ

อยากรู้ความรู้สึกของภูมิบ้างอ่ะ ว่าตอนนี้รู้สึกยังไง กับ พีมบ้าง จะได้ลุ้นให้รัก

ชอบอ่ะสนุกดี

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #117 เมื่อ06-12-2010 11:44:37 »

จะอ่านต่อ แง้...............................

ออฟไลน์ badcow

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-10
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 9
«ตอบ #118 เมื่อ07-12-2010 16:04:08 »

พีมจะตัดใจ? มาม่าแหงๆแบบนี้

ทะเลหัวใจ

  • บุคคลทั่วไป
Re: We are...คือ เรารักกัน ตอนที่ 10
«ตอบ #119 เมื่อ09-12-2010 22:57:59 »



ตอนที่ 10 กาแฟและการตัด(สิน)ใจ



ผมมามหาลัยในเช้าวันจันทร์ด้วยสภาพ เบลอมึนโทรม จะไม่ให้เบลอได้ไงละ ผมเล่นนอนถ่างตาถึงตีสี่ ถามว่าเพราะอะไรนะเหรอ ก็เพราะมัวคิดเรื่องไอ้ภูมิไงครับ

แถมยังต้องตื่นตั้งแต่หกโมงอาบน้ำแต่งตัวมาเรียน เรียนตอนเก้าโมงก็จริง แต่ต้องมาเวลานี้ถึงจะทัน มาถึงแทนที่จะได้งีบแต่ต้องมานั่งทนฟังไอ้คิวบ่นจนหูแทบชา ก็เรื่องที่อยู่ๆผมหายหัวเหลือแต่กุญแจรถไว้ให้มัน


ตอนแรกก็หลงดีใจคิดว่าเพื่อนเป็นห่วง แต่ฟังไปฟังมาไม่ใช่ครับ ที่มันเหวี่ยงเพราะผมปล่อยให้มันต้องทนฟังไอ้เต้ยพล่ามพรรณนาเรื่องไร้สาระบ้าบอร้อยแปด และมันก็โทษว่าเป็นเพราะผมมันถึงต้องมีชะตากรรมแบบนั้น


หึ สม เจอบ้างเถอะมึง


พวกผมเรียนคาบเช้าเสร็จ ก็มาซ่องสุมหัวกันที่โต๊ะเก่าเวลาเดิม ณ สถานที่เดิมใต้ต้นหูกวางหลังตึกศิล สถานที่ที่พวกผมสามารถแสดงความเป็นอมนุษย์ ความไม่เต็มออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนทั่วไป


มหาลัยผมมีต้นไม้เยอะ(มากกกก)มันก็ร่มรื่นเย็นสบายดี แต่ตึกคณะของพวกผมยิ่งกว่านั้นอีกครับ บางครั้งก็ให้อารมณ์เหมือนมาเรียนกลางป่าดงดิบในถ้ำฤษี วิเวกวังเวง สมแล้วที่พวกสติไม่ดีจะมารวมตัวอยู่ที่นี่ ถัดไปก็เป็นคณะสถาปัตซึ่งก็ไม่ต่างกันเลย


และตอนนี้เพื่อนๆผมกำลังแย่งกล้วยกันกินครับ บรรยากาศโต๊ะจีนลิงเป็นยังไงพวกมันก็แบบนั้นเลย ที่สำคัญไม่ใช่กล้วยเป็นหวีนะครับ เป็นเครือ มันไปเอามาจากไหนวะ สงสัยไปแอบตัดหลังตึกศิลเก่า เดี๋ยวก็โดนน้ายามตามมาปาดคอหรอกพวกมึง


นอกจากจะแย่งกันแล้วพวกมันยังเซ็ตฉากว่ากล้วยคือคริสปี้ครีม อนาถได้อีก มีการต่อแถวรอฉีกกล้วยทีละคนซะด้วย โดยมีไอ้คิวแปลงร่างเป็นนักข่าวสัมภาษณ์ความรู้สึก


“คุณหนึ่งมีความคิดเห็นยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครับ”

“ครับ โดยส่วนตัวแล้วเนี่ยกระผมก็ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยนะครับ เพราะการแดกสังขยา สาคู เม็ดขนุนมาเป็นเวลาช้านานก็สมควรแล้วครับที่จะมีคริสปี้ครีมมาให้พี่ไทยได้ลิ้มลอง”

“แล้วคุณหนึ่งได้ลองรึยังครับ”

“ก็มีโอกาสแล้วครับ ไปยืนรอจนกูดอแข็ง”

“ฮ่าๆๆมึงอยากแดกเองหรือคำสั่งเมียไอ่สัด”

“กร๊ากกกก”

“เออ มึงรู้มั้ย กูบอกว่าจะพามันไปกินอย่างอื่นก็ไม่ยอมเว้ย ถ้าไม่ได้คริสปี้จะตายให้กูดู แม่งบ้า กูซื้อมาแปดกล่องเอาให้แม่งหาบขายเลยสัด”

“ฮ่าๆนี่แหละน๊าเขาถึงว่า รักเด็กให้อดทน ยิ่งเป็นเด็กผู้ชายยิ่งต้องทนให้มาก” พวกมันก็บ้า เฮฮากันต่อไปจากหัวข้อคริสปี้ครีม ตอนนี้เปลี่ยนประเด็นมาเป็นคิวปี้ใคร ซึ่งอันนี้ได้รับความมสนใจกว่าเป็นไหนๆ

แต่ละคนก็ลงความเห็นต่างกันไป มีทั้งปี้ไอ่ด่างข้างวัดเลียบ ไอ้ทุยเขาหัก และพอหนักๆเข้าพวกมันก็เอาเปลือกกล้วยมากองรวมกัน แล้วนั่งไหว้ขอหวย ช่วยบอกกูทีว่านี่คือนักศึกษาปัญญาชนปี2
 

ไอ่พีมกล้วยมั้ยมึง กูลงทุนชูหน้าหล่อๆแบกเครือนี้มาถึงคณะเลยนะเว้ย สาวมองกูตรึมคงคิดว่ากูโคตรเท่ห์ ฮ่าฮ่า มึงว่ามั้ยเพื่อน”เขาอาจจะคิดว่ามึงบ้าก็ได้นะคิว คนปกติที่ไหนจะมาเดินแบกกล้วยกลางมหาลัย

“กินไปเหอะ บุหรี่ตัวดิ๊”

“เป็นไรวะ วันนี้สามมวนแล้วนะมึง เมนมา อยากมีผัว หรือเมียจะคลอด”

“มึงจะเอาให้กูดีๆ หรืออยากแดกส้นตีนกูก่อน เอามา” มันบ่นงึมงัมๆแต่ก็ยอมตะโกนขอบุหรี่จากพวกเพื่อนๆมาให้ มีของแถมเป็นฮอลล์รสตะไคร้อีกต่างหาก

ผมนั่งดูดบุหรี่มองพวกเพื่อนเวรทั้งหลายที่เลิกแย่งกล้วย แล้วหันมาแปรสภาพสนามบาสเป็นสนามฟุตบอลผมมองพวกมันเล่นบอลด้วยทักษะปัญญาอ่อนสลับกับมองควันขาวๆที่ตัวเองพ่นออกมา


ทั้งที่พยายามไม่คิด ทั้งที่บอกตัวเองให้ตัดใจจากความรู้สึกทั้งหลาย แต่สุดท้ายผมก็ทำไม่ได้ซักอย่าง ผมยังคิดถึงมัน ยังมีหน้าหล่อๆของไอ้ภูมิแวะมาทักทาย และยังมีท่าว่าจะหนักกว่าเดิม

แม่งเอ๊ย จะทำยังไงดีวะ


ผมก็จมอยู่กับประโยคเดิมๆถามตัวเองซ้ำๆว่าทำไมถึงชอบมัน หรือที่ว่ารักไม่มีเหตุผลจะจริง  มันเกิดขึ้นได้ยังไงผมก็ยังงงตัวเองอยู่ หึ แม่งน่าสมเพชสิ้นดี ริจะเจอคนที่ใช่ก็ดันเป็นผู้ชายซะงั้น แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะสมหวังอีกต่างหาก สัมปทานไร่แห้วตั้งแต่เริ่มเลยกู


“เชี่ยพีม”

“หื้ม มีไรมึง เลิกเตะแล้วหรอวะ” ไอ้คิวนั่งลงข้างๆผม หน้าขาวๆของมันแดงเพราะถูกแดดเลียแถมยังมีเหงื่อไหลเต็มหน้า เสื้อนักศึกษาก็เปียกแนบหลัง

“มึงมีอะไรปิดบังกูใช่มั้ย” เอาแล้วไงกู เอาแล๊ว งานช้างเข้าแล้ว อยู่ดีๆไอ้คิวมันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีกถึงได้มาสแกนผมหรืออาการผมมันฟ้อง


“หะ หืม ไม่มีนิ”ผมทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้นไม่ลืมที่จะใช้ปลายตีนบี้ให้ไฟมอดดับ เอาไงดี ผีคิวเริ่มออกอาละวาดแล้วผมจะต้องทำยังไงถึงจะรอด


“แน่ๆ กูว่าแน่ๆ บอกกูมา เร็ว” น่าน เสือกแม่นอีกนะมึง


“อะไร๊  มึงเป็นไรมากมั้ยคิว กูจะมีอะไรให้ปิดวะ”หงุดเงี่ยน เอ๊ย หงุดหงิดกลบเกลื่อนครับ

“อย่าตอแหลพีม มึงไม่รู้เหรอว่ามึงดูออกง่ายโคตร”ก็เพราะว่ารู้นี่แหละกูเลยต้องใช้วิชามารพลางแววตา

“ไอ่นี่ กูบอกไม่มีก็ไม่มีสิวะ แม่ง”

“เออ ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก ใช่ซี้ กูมันก็แค่เพื่อนนิ ชิ”พอด่าผมเสร็จ ไอ้คิวก็ปัดตูดไปเล่นบอลต่อ เอ๊า อะไรของมันไอ้นี่ เดี๋ยวผีเข้าผีออก เป็นแบบนี้บ่อยๆกูอาจหัวใจวายตายได้นะมึง


ผมได้แต่มองตามหลังไอ้คิว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่อยากให้มันรู้เรื่องนี้ ทั้งที่ผมกล้าคุยเปิดอกกับไอ้เบียร์แต่กับไอ้คิวไอ้แทนไอ้เชนผมไม่อยากให้พวกมันรู้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเรื่องบางเรื่องมีไว้พูดกับคนบางคนหรือเพราะผมกลัวอะไรกันแน่


 …………………………………………




“ฮัลโหล ครับอาปุ้ย”


(น้องพีม น้องพีมเลิกเรียนกี่โมงลูก)


“เดี๋ยวก็เลิกแล้วอา ตอนนี้อาจาย์พักเบรคคงซักห้าโมง อาปุ้ยมีไรครับ”


(อาต้องไปสัมมนาที่กระบี่สามวัน อาก็เพิ่งรู้เรื่องเมื่อกี้เอง เลยไม่ได้บอกพีม พีมอยู่บ้านคนเดียวได้ใช่มั้ย)


“โห่ นึกว่าเรื่องอะไร ทำอย่างกับว่าอาอยู่กับพีมบ่อย”

(นี่ไอ่หลานตัวดี ที่อาไม่อยู่บ้านเพราะอาต้องไปทำงานย๊ะไม่ได้หายไปเมาหัวราน้ำอย่างแก)


“เหรออออครับ”


(ไอ่พีม อย่าๆ ตกลงว่าอยู่ได้นะ จะชวนพวกน้องเชนน้องแทนมาอยู่เป็นเพื่อนก็ได้ แต่ขวดเหล้ากินแล้วก็เก็บๆซะบ้าง)

“โห่ เหล้าเล่อที่ไหนไม่มีเหอะ พวกพีมไม่กิน อามั่ว”

(หรอย๊ะ พวกแกไม่กินหรอก ลงอาบลงแช่เอา เรื่องกับข้าวอาบอกหนิงมันไว้แล้ว”

“ครับ ไม่ต้องห่วง พีมดูแลตัวเองได้”

(จร้าๆพ่อคนเก่ง งั้นเจอกันวันพุธนะหลานรัก)

“ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับอาปุ้ย”



ถือเป็นเรื่องปกติที่ผมจะอยู่บ้านคนเดียวสามสี่วันในหนึ่งเดือนเพราะอาต้องเดินทางไปนู่นไปนี่ตามหน้าที่การงาน รู้สึกเหมือนผมไม่เคยเล่าอัตชีวประวัติให้ฟังใช่มั้ยครับ งั้นก็เล่าซักหน่อยเป็นไง ถือซะว่าฆ่าเวลาระหว่างรออาจารย์พักเบรค งั้นขยับมาใกล้ๆนะครับ



ผมนายพีมเป็นคนเมืองกรุงโดยกำเนิด พ่อเป็นคนกรุงส่วนแม่เป็นสาวชาวเหนือ มาป๊ะกันได้จะไดนั้น มันเป็นเพราะคุณแม่ของผมถูกคุณตาจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับลูกชายเถ้าแก่โรงสี ซึ่งตามความนิยมของสมัยนั้นแม่ผมต้องยอมเพราะลูกสาวไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ห้ามมีความคิดเป็นของตัวเอง พ่อแม่ว่าคำไหนก็รับคำนั้นไป


แต่บังเอิ๊ญบังเอิญว่าแม่ผมท่านเป็นสาวซ่าส์ นางแรง ไม่ยอมแต่งเลยหนี โบกมือลาตำแหน่งลูกสาวกำนันเข้ากรุงเทพมาเป็นสาวโรงงาน จนพรหมลิขิตบรรดาลชักพาให้มาเจอกับพ่อผม ที่มีตำแหน่งลูกชายเจ้าของโรงงาน เข้าตำราลูกสมภารกินไก่วัด


หลังจากพ่อเรียนจบติดดาวเป็นนายร้อยตามหวัง แม่ก็พาพ่อไปกราบตานับวันเวลาผ่านไปได้เก้าเดือนผมก็ออกมาลืมตาดูโลก อะไรนะครับ มันละเอียดไปหรอ เอาน่าผมเป็นพวกใส่ใจในรายละเอียด



ผมใช้ชีวิตที่กรุงเทพจนถึงป.3 ด้วยความที่พ่อเป็นตำรวจ ความแน่นอนที่สุดของอาชีพนี้คือ โยกย้าย โยกย้าย ส่ายสะโพกโย้กย้าย (มึงจะฮากันอีกนานมั้ย)


พ่อก็ย้ายไปรับตำแหน่งที่ลำปาง ผมกับแม่เลยต้องตามไปด้วย จนผมอยู่ ป.6 เหตุการณ์สะเทือนใจที่สุดในชีวิตของผมคือการสูญเสียพี่ชาย แม้พี่พัทจะไม่ใช่พี่ชายแท้ๆของผม พี่พัทเป็นลูกพี่ลูกน้องแต่พวกเราก็รักและสนิทกันมาก


ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจคำว่าตาย แต่ใครๆก็เอาแต่บอกว่าพี่พัทไปเที่ยวที่ไกลๆและคงไม่กลับมาเล่นกับผมอีก จนผมกลายเป็นโรคซึมเศร้า พ่อก็เลยตัดสินใจย้ายกลับมาที่กรุงเทพเพราะไม่อยากให้ผมเหงา ช่วงนี้แหละครับที่ผมได้รู้จักไอ้เพื่อนสี่ตัวในรั้วโรงเรียนชายล้วน


เราใช้ชีวิตที่กรุงเทพกันอย่างหรรษาฮาเฮตามแบบฉบับครอบครัวสติเฟื่อง จนผมอยู่ ม.5แม่ก็เกิดไอเดียอยากกลับไปลัลล๊าที่บ้านเกิด บวกกับคุณพ่อก็เบื่อมหานคร อยากไปดมดอมอากาศอันแสนบริสุทธิ์กลางป่าดงพงไพรเลยขอทำเรื่องย้าย


จุดไคลแม็กมันอยู่ตรงนี้ครับ พ่อบอกว่าอีกไม่นานผมก็ต้องเอ็นทรานซ์ และเพื่อให้ผมได้เป็นผู้ชายที่แข้มแข็ง ได้แสดงความเป็นลูกผู้ชายตัวจริงกระทิงแดง ควรให้ผมลีฟอโลน จงอยู่ที่นี่คนเดียวไปซะ พ่อกับแม่จะบินหลา แว้กกกก  :serius2:


ผมที่ติดแม่ก็ถึงกับหน้ามืดโวยวายเหมือนถูกสั่งประหารหัวสุนัข จะไม่ยอมท่าเดียว ยังไงก็จะไปอยู่เชียงใหม่ จนพ่อควัก .38ออกมาขู่ ถึงยอมลงเป็นอันว่าทั้งสองท่านก็ได้มุ่งสู่ชีวิตคู่และปล่อยผมไว้ตามยถากรรม


โนนนนว เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้อยู่คนเดียว ผมอยู่กับอาปุ้ยน้องชายแท้ๆของพ่อที่ได้กลายเป็นน้องสาวตัวอ้วนขาวจั๊ว อาปุ้ยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาเอกชนแห่งหนึ่ง อาปุ้ยดูแลผมดีมากๆเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งเพื่อน พ่อซื้อที่ปลูกบ้านใหม่พร้อมกับเปิดร้านกาแฟให้อาเป็นค่าตอบแทนที่คอยดูแลผม


ผมกับอาปุ้ยอาศัยใช้ชีวิตในบ้านสีขาวน่ารักที่ร่มรื่นมาก บรรยากาศแบบบ้านสวนสีเขียวขจียิ่งกว่าป่าดิบชื้นเพราะมีทั้งพวกมอส พวกเฟิร์นข้าหลวงไอ้ที่ใบใหญ่ๆไหนจะพลูด่างยักที่เลื้อยพันต้นกฤษณาเหมือนอนาคอนด้าในยุคจูราสิกปาร์ค จนผมหวั่นใจว่าจะมีไดโนเสาร์โผล่มางับคอเราสองคนอาหลาน


บ้านผมต้นไม้เยอะมากบางครั้งก็เหมือนอยู่กลางสวนองคชาต เอ๊ย สวนรุกขชาติ เรียกว่าถ้าแดดส่องถึงหลังคาบ้านวันไหนผมแทบจะจัดงานฉลองเลยทีเดียว ข้อดีของการมีต้นไม้ล้อมรอบทั่วบ้านนอกจากจะร่มรื่น มองแล้วทำให้เรารู้สึกสดชื่น  มันยังเป็นแนวป้องกันเสียงโวยวายเวลาผมพาเพื่อนมากินเหล้าที่บ้าน ไม่ให้เล็ดลอดไปรบกวนชาวบ้านชาวช่องมากนัก^__^



อาปุ้ยเป็นคนรักต้นไม้ รั้วบ้านยังเป็นรั้วพุ่มไม้เลยครับ แต่ถัดเข้ามาจะมีรั้วเล็กๆสีขาวสูงเหนือเข่าล้อมบ้านไว้อีกชั้น ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไว้เพื่อ? และงานประจำของผมคือต้องตื่นมารถน้ำต้นไม้ ดอกไม้หน้าตาน่ารัก จนบางทีผมนึกว่าตัวเองอยู่บ้านการ์ตูน เหตุผลที่อาทำทุกอย่างให้คิขุโนะเนะ คือ “น้องพีมจะได้ไม่เบื่อไงลูก” ^^



นี่แหละครับชีวิตผม ละเอียดยิ่งกว่าทรายซาอุ



“พีม เลิกเรียนแล้วไปบ้านมึงนะ คิดถึงเอสเปรสโซ่เข้มๆวะ”


“เออ ไปดิ ค้างก็ได้ อาปุ้ยไม่อยู่”

“วะ วะว้าวววว ดีเลยๆคราวทีแล้วเหล้าเหลือใช่มั้ยวะ งั้นกูโทรบอกไอ้เชนให้มันซื้อโซดามานะ”

“สัด พรุ่งนี้มีเรียนเช้า” เมื่อกี้มันบอกว่าคิดถึงเอสเปรสโซ่ หึ คิดถึงพี่เบนกับลุกจอร์นก็บอกมาเหอะ

“ไรว๊า ไม่แนวๆ มีเรียนก็ตื่นมาเรียน กินเหล้าก็ส่วนกินเหล้า”

“ไม่ต้องเลย มึงไม่เคยตื่นมาเรียนได้หรอกคิว ไว้วันศุกร์ค่อยกิน” มันทำหน้าฟึดฟัดขัดใจอยู่ซักพัก อาจารย์ก็เริ่มสอนต่อ จริงๆวิชาประวัติศิลปะตะวันตกมันต้องเรียนวันศุกร์ แต่ศุกร์ที่แล้วคณะจัดนิทรรศการภาพถ่ายผลงานของพวกเด็กปีหนึ่ง พวกผมเลยไม่ได้เรียน อาจารย์เลยขอสอนเสริมวันนี้ หึ ครูไทยใจเกินร้อย ขยันที่สุดในโลกา




 …………………………………………………..




ตอนแรกไอ้คิวจะมาร้านพร้อมผม แต่มันดันทะเลาะกับแฟนเลยต้องไปหาแฟนก่อน โดยเอารถผมไปครับ ตอนพวกมึงสุขกูก็ไม่ได้ร่วมเสพย์ แต่พอมึงทุกข์ทำไมต้องมาเดือดร้อนกูด้วยวะ


ผมมาถึงบ้านไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดรองเท้าได้ก็เดินลัดเลาะแมกไม้ไปรอไอ้คิวที่ร้าน เพราะร้านอยู่หน้าบ้านมีทางเดินเล็กๆเชื่อม มีซุ้มดอกกระดังคาโค้งเป็นหลังคาตลอดทางด้วยนะ เพราะคุณนายปุ้ยจะไม่ยอมโดนแดดเลยครับ


“พี่หนิง หวัดดีคร้าบบบบ” ผมทักทายพี่หนิงที่เป็นทั้งผู้จัดการและบาริสต้ามือทองของร้าน วันนี้ลูกค้าไม่ค่อยเยอะแฮะ มีลูกค้าประจำสองสามโต๊ะ แล้วก็น้องๆผู้หญิงม.ปลาย ที่มาทานเค้ก ทานนมรอเรียนพิเศษ


"อ้าว น้องพีม ไม่เจอหน้าตั้งหลายวัน หายไปไหนมาคะ"


“คิดถึงพีมอ่ะดิ พี่อ้อมหวัดดีคร้าบ”ผมหันไปสวัสดีพี่อีกคนที่ถือถาดบราวนี่กลิ่นหอมออกมา


“ว้าวสุดหล่อ ว่าไงคะ ไม่เห็นหน้าสามวัน เรียนหนักหรอน้องพีม”พี่อ้อมผู้อยู่เบื้องหลังเค้ก คุกกี้และขนมอร่อยๆหน้าตาน่ารักในร้าน เธอยิ้มสดใสทักทายผมเช่นกัน

พี่หนิงกับพี่อ้อมอยู่มาตั้งแต่อาปุ้ยเปิดร้านใหม่ๆจึงไม่แปลกที่ผมจะสนิทกับพวกเธอ เหมือนเป็นพี่สาวน้องชายมากกว่าเจ้านายกับลูกจ้าง



ส่วนพนักงานเสิร์ฟในร้านอีกสี่ห้าคนก็เป็นกันเอง แต่ยังไม่ทันได้สนิทก็ลาออกรับคนใหม่เข้ามา ทั้งที่ร้านก็เงินดีแต่เค้าคงชอบงานโรงแรมหรืองานภัตคารมากกว่าละมั้ง


“ก็นิดหน่อยครับ” เรียนไม่หนักหรอกครับ แต่โดนจิกหัวใช้เวลาจะหายใจยังแทบไม่มี


“คงหนักมากสิ บ้านกับร้านห่างกันสามก้าว ยังไม่ยอมเดินมาหา พี่อุตส่าห์ทำเค้กรอ”


“โอ๋ๆๆพีมยุ่งจริงๆ แต่วันนี้ก็มาช่วยพี่อ้อมแล้วไงครับ ไหนๆเอาผ้ากันเปื้อนมาจะช่วยเสิร์ฟ”


“พี่ล้อเล่นน้องพีมก็ อะ น้องคิวมานู่นแล้วคะ”เสียงกรุ๊งกริ๊งของโมบายตรงประตูดังขึ้นพร้อมกับไอ้คิวที่เดินหน้าหล่อเซอร์  เสื้อนักศึกษากางเกงยีนส์อีแตะเข้ามาในร้าน แต่แค่นี้ก็เป็นที่สนใจของพี่สาว น้องสาวแล้ว


ภายในร้านตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ใช้โทนสีขาวทั้งร้าน บวกกับภาพวาดฝีมือผม แม้มันจะไม่เข้ากันนักเพราะส่วนมากผมชอบวาดรูปทะเล ท้องนา ผืนฟ้า แผ่นน้ำแต่อาปุ้ยก็ยังให้เอามาเป็นส่วนหนึ่งในการตกแต่งร้าน ลูกค้าที่เข้ามานั่งจิบกาแฟมองไปเห็นแก้วกาแฟและทุ่งนาพร้อมกัน คงมีสับสนในอารมณ์ตัวเองบ้างละวะ


ส่วนด้านนอกเป็นบรรยากาศร้านกาแฟในสวนสวยร่มรื่น สมกับชื่อ ร้านสวนกาแฟ เพราะอาเป็นคนที่รักธรรมชาติมาก ผมเองก็ชอบบรรยากาศสีเขียวสดชื่นของแมกไม้ แว่วเสียงสายน้ำ เสียงนกร้อง เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มด่ำกาแฟกลางธรรมชาติและต้นไม้ใบหญ้า



นอกจากกาแฟที่ร้านจะมีรสชาติถูกปาก ขนมอร่อยเป็นที่ถูกใจของงลูกค้า บรรยากาศของร้านยังถือเป็นจุดขายที่สำคัญ ลูกค้าที่มาก็ได้ทั้งพักสมองผ่อนคลายอารมณ์ ได้รับอากาศสดชื่นบรรยากาศร่มรื่นที่หาได้ยากในเมืองที่แสนวุ่นวายแห่งนี้
ถ้าใครว่างๆก็อย่าลืมแวะมาอุดหนุนกันบ้างนะครับ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2011 00:45:58 โดย ทะเลหัวใจ »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด