Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight  (อ่าน 26156 ครั้ง)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 39 : คำสารภาพ
«ตอบ #210 เมื่อ29-01-2026 10:23:31 »

"... กูเข้าใจว่าเมื่อคืนไม่ใช่ครั้งแรกของมึง แต่มึงบอกกูเองว่ามึงไม่ได้มีอะไรกับใครตั้งแต่เรากลับมาเจอกันอีกรอบ ... กูควรจะต้องเตรียมตัวมึงมากกว่านี้ หรือมึงควรจะต้องเจ็บมากกว่านี้หรือเปล่า คือกูทำใจมาว่าวันนี้มึงต้องนอนซมอยู่บนเตียงทั้งวัน"

"ไอ้จี!!! มึงหาว่ากูหลวมเหรอ!!! ไอ้เหี้ย!!! ไอ้เลว!!!" ผมคว้าหมอนอิงที่อยู่ตรงปลายเท้าปาใส่มัน เจ้าตัวรับหมอนใบนั้นได้พอดิบพอดีแล้วหัวเราะเสียงดังลั่นห้อง

"ทำร้ายร่างกายกูแล้วก็ตอบมา อย่าเนียน กูรู้ทันมึง ... มึงหึงกูได้ กูก็หึงมึงได้เหมือนกัน"


----------


#คำสารภาพ
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 39 : คำสารภาพ
«ตอบ #211 เมื่อ30-01-2026 09:16:37 »

"อย่าพูดแบบนั้น ..." ผมขยับตัวจากปลายโซฟาอีกฝั่งไปนั่งประจัญหน้ากับจี นิ้วมือเรียวสวยลูปไล้เครื่องหน้าหล่อเหลาอย่างหลงไหล นิ้วชี้สัมผัสวนอยู่รอบริมฝีปาก ก่อนจะประคองใบหน้าหล่อเหลาขึ้นมาประทับจูบ จูบที่อ่อยอิ่งและละเมียดละมัย

"... ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แค่มีมึงอยู่ข้าง ๆ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา กูก็มั่นใจว่าจะผ่านไปได้ ... กูรักมึง"

"กูก็รักมึงเหมือนกัน" พูดจบจีทำท่าจะกระโจนใส่ ผมเลยรีบห้ามด้วยการเอานิ้วชี้แปะลงตรงริมฝีปากของคนตรงหน้า

"ช้าก่อนไอ้เสือ กูเข้าใจความต้องการของมึง กูเองก็ต้องการเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ให้กูพักเลย ระวังจะต้องงดยาวนะจ๊ะ" พอผมเอ่ยปากห้าม มันทำหน้าสลดเหมือนลูกหมาถูกดุแต่ก็ยอมกลับไปนั่งที่เดิม


----------


#คำสารภาพ
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : Teaser ตอนที่ 40
«ตอบ #212 เมื่อ31-01-2026 10:23:02 »

Teaser ตอนที่ 40


“คืนนี้คืนสุดท้ายแล้วมึงอยากทำอะไร” จีถามในขณะที่เดินเข้ามาในครัว เวลาของความสุขผ่านไปเร็วเสมอ แป๊บๆ วันนี้ก็วันเสาร์แล้ว ผมจองตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพวันพรุ่งนี้ตอนหัวค่ำ

“ไม่รู้เลย” สัปดาห์แรกของชีวิตคู่สว่างไสวราวกับความฝัน วันธรรมดาตอนเช้า ผมจะตื่นมาทำอาหารเช้าง่ายๆ ให้จีก่อนที่เจ้าตัวจะออกไปทำงาน ส่วนผมก็ WFH อยู่ที่ห้องทั้งวัน กว่าจีจะกลับก็ช่วงหัวค่ำ ข้าวเย็นบางมื้อเรากินกันบนห้อง บางมื้อก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอก มันให้ความรู้สึกเหมือนผมมาทำงานต่างประเทศแต่ที่พิเศษคือมีจีเพิ่มเข้ามาในชีวิตประจำวันด้วย

“ไหนมานี้ซิ ...” จีดึงข้อมือผมให้เดินเข้ามาใกล้

“... หนวดขึ้นแล้วนะ” นิ้วมือหนาไล่ไปตามปลายคาง

“มึงก็เหมือนกัน ไม่ได้โกนแค่ 2 วันเอง” ผมเป็นคนที่หนวดขึ้นช้ามาก สัปดาห์หนึ่งโกนไม่เกิน 2 ครั้ง ในขณะที่คนตรงหน้าแทบจะต้องโกนวันเว้นวัน

"กินข้าวเสร็จแล้วเดียวกูโกนให้ ... บริการหลังการขาย 555" ผมอมยิ้มให้กับความอ้อนแฟนของมัน ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมีวันที่เราโกนหนวดให้กันและกันแบบนี้

ผมนั่งอยู่บนขอบของอ่างอาบน้ำ จีใช้มือเปียกน้ำลูบไล้ไปตามโครงหน้าสวยก่อนจะใช้ครีมโกนหนวดป้ายตาม มือหนาเชยปลายคางให้เงยหน้าขึ้น ผมสบตากับคนตรงหน้า

“อยู่นิ่งๆ นะ”

“มึงอย่าปาดคอกูนะเว้ย” จียังไหล่เมื่อถูกแซว

ใบมีดโกนหนวดถูกวางลงบนปลางคางก่อนที่จะถูกลากไปตามสันกรามซ้ายขวาแล้วมาจบที่ริมฝีปากบน

“หนวดน้อยๆ ก็โกนง่ายดีนะ” คนหนวดเยอะพูดในขณะที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดครีมโกนหนวดที่เหลือออกให้

“กูโกนให้ไหม” ผมถามเมื่อเห็นว่าจีแกะที่โกนหนวดอันใหม่

“เอาดิ” เจ้าตัวส่งใบมีดโกนหนวดมาให้แล้วพิงสะโพกกับขอบอ่างล้างหน้า


----------


มิลค์ : เจอกันวันพรุ่งนี้ครับ จากน้องมิลค์คนเดิม เพิ่มเติมคือมีคนโกนหนวดให้  :katai3:
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 40 : เผชิญหน้า (Part 1/2)


ขนลุกไปทั้งตัวเมื่อเห็นชื่อของเพื่อนสนิทพ่วงตำแหน่งผู้ช่วยประธานบริหารปรากฏบนหน้าจอ tablet ... ไม่ได้มาแค่เสียง แต่มาเป็น VDO call ... แล้วผมจะมีชีวิตรอดกลับไปไหม

“ว่าไงมึง” ผมกดรับ พยายามปั่นสีหน้าท่าทางให้ดูมีพิรุธน้อยที่สุด

“เลขามึงบอกกูว่ามึงจะ WFH ทั้งสัปดาห์” นี่ผมคิดถูกคิดผิดที่ดันให้มันรับผิดชอบแผนกเลขา ไม่คิดเลยว่าแม้แต่เรื่องส่วนตัวของผมก็ไม่สามารถรอดสายตาของไอซ์ไปได้ ... มันใส่เสื้อยืดสีอ่อน ได้ยินเสียงของเจ้าตัวเล็กดังแทรกเป็น background อยู่ไกลๆ

“อืม ยังไม่อยากรีบกลับ” ผมกระชับเสื้อ Cardigan เข้าหาตัว อยู่ๆ ก็รู้สึกหนาวกว่าปกติ

“มึงมีอะไรจะเล่าให้กูฟังไหม” มันถามเสียงเรียบพร้อมกับหรี่ตามองผมอย่างจ้องจับผิดจนผมนึกสงสัยว่านี่กูเป็นเจ้านายหรือว่าลูกน้องของมันกันแน่

“ไม่มีนิ ทุกอย่างปกติดี” keep cool ไว้ไอ้มิลค์ ท่องไว้ว่ามันไม่รู้ๆๆ

“ตอแหล!!! ...” อิเหี้ยยยยยยยยยยย ด่าไม่เกรงใจตำแหน่งหน้าที่กูเลย ... ได้ข่าวว่ากูเป็นเจ้านายมึง

“... ก่อนมาทำท่าจะเป็นจะตาย มาถึงแล้วก็หายเงียบไป 3 วัน โทรไม่รับ line ไม่อ่าน แล้วอยู่ๆ ก็แจ้งว่าจะ WFH ถึงวันศุกร์ ... วันนี้หน้าบานเป็นกระด้ง มึงคิดว่าจะหลอกกูได้เหรอ ...” น้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามทำให้ผมอยากจะทะลุหน้าจอไปบีบคอมันให้ตายคาที่

“... ไอ้จี กูรู้ว่ามึงอยู่แถวนี้ สายตาไอ้มิลค์ลอกแลกฉิบหาย โผล่หัวมาเดี๋ยวนี้เลยมึง” คนรอบตัวผมที่น่ากลัวพอๆ กับจีก็ไอ้ไอซ์นี่แหละ ไม่รู้ชาติที่แล้วทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงต้องมาชดใช้ด้วยกันจนถึงตอนนี้

“Hi ว่าไงมึง” อีกคนที่หน้าหมั่นไส้คือไอ้คนที่อยู่ข้างตัวนี่แหละ จีลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ พร้อมกับยกแขนขึ้นพาดไหล่ของผม ผมละใจหายวาบตอนคนที่อยู่ใน tablet ตวัดสายตามองปลายนิ้วของจีที่เขี่ยต้นแขนของผมไปมา

“หน้าบานพอกันทั้งคู่ ... ได้กันแล้ว?” ไอ้ไอซ์!!! มึงก็ถามตรงเกินนนนนนนนนน

“เพิ่งตกลงคบกันเมื่อวันก่อน” จีตอบเหมือนเรากำลังพูดคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศ

“ก็แค่เนี่ย ... ยินดีกับพวกมึงด้วย ในที่สุดก็ได้กันซักที” จียิ้มรับคำอวยพรจากเพื่อนสนิท

“ขอบใจ” ผมตอบ

“สรุปคือจะอยู่ถึงวันอาทิตย์หน้าเลย ... ชิห์ เหม็นความรัก ...” ผมพยักหน้ารับ

“... ก็ดี กว่าจะกลับมารอยที่คอคงหายพอดี ...” ผมถึงกับสะดุ้ง นิ้วมือเรียวสวยยกขึ้นมาสัมผัสบริเวณต้นคอตามสัญชาตญาณ

“... ไอ้มิลค์ ผิดข้าง!!! ...” ตึงโป๊ะ!!! กูไม่ได้เล่นตลกคาเฟ่ให้มึงดูนะไอ้ไอซ์

“... กูเข้าใจว่าพวกมึงกำลังข้าวใหม่ปลามัน จะล่อกันจนฟ้าเหลืองก็ไม่ใช่เรื่องของกู ...”

“... แต่ไอ้จี!!! มึงห้ามทำรอยนอกร่มผ้าไอ้มิลค์เด็ดขาด ... ถ้ามันกลับมาแล้วกูเห็นแม้แต่รอยจางๆ กูจะเอาโซ่ล่ามไอ้มิลค์ไว้กับเสาบ้าน แล้วจะเอาเข็มมาเย็บปิดปากมึง เข้าใจไหม”

“เข้าใจ / เออ” ผมตอบรับอย่างสลด ในขณะที่จีทำเสียงจิจ๊ะคล้ายไม่พอใจอยู่ในลำคอ

“อ่อ อีกเรื่อง มึง 2 คนจะเอายังไง จะเปิดตัวเลยหรือจะคบกันเงียบๆ กูจะได้วางแผนถูกว่าต้องซื้อพาราแดกหรือจะเขียนใบลาออกดี”

“กูคุยกับจีแล้ว เราจะคบกันเงียบๆ ...”

“... แต่กูต้องคุยเรื่องนี้กับพ่อนะ”

สำหรับตอนนี้คบกันเงียบๆ รู้กันแค่เพื่อนสนิทน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด ผมยังไม่ได้ clear กับพ่อเรื่องดูตัว เลยเดาอารมณ์ไม่ออกว่าถ้าพ่อรู้เรื่องผมกับจีแล้วจะมีปฏิกิริยายังไง จริงอยู่ว่าผมโตแล้ว มีตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคงในบริษัท แต่อย่างที่บอก พ่อไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยง่ายๆ

“มึงแน่ใจ?”

“ก่อนหน้านี้กูมาหาจีนานๆ ครั้งแต่หลังจากนี้ plan ว่าจะมาทุกสุดสัปดาห์”

“อะไรจะคลั่งรักขนาดนั้น”

“กูบินมาสิงคโปร์ถี่ขนาดนั้นช้าเร็วยังไงพ่อกูก็ต้องรู้เรื่องอยู่ดี”

“เออ คุยก็ดีจะได้ clear ๆ กันไป มึง 2 คนจะได้ happy ending กันซักที ... แต่เรื่องนี้เรื่องครอบครัว กูคงช่วยอะไรมึงไม่ได้มาก”

“ไม่เป็นไรแค่นี้กูก็ไม่รู้จะขอบใจมึงยังไงแล้ว”



...



“คืนนี้คืนสุดท้ายแล้วมึงอยากทำอะไร” จีถามในขณะที่เดินเข้ามาในครัว เวลาของความสุขผ่านไปเร็วเสมอ แป๊บๆ วันนี้ก็วันเสาร์แล้ว ผมจองตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพวันพรุ่งนี้ตอนหัวค่ำ

“ไม่รู้เลย” สัปดาห์แรกของชีวิตคู่สว่างไสวราวกับความฝัน วันธรรมดาตอนเช้า ผมจะตื่นมาทำอาหารเช้าง่ายๆ ให้จีก่อนที่เจ้าตัวจะออกไปทำงาน ส่วนผมก็ WFH อยู่ที่ห้องทั้งวัน กว่าจีจะกลับก็ช่วงหัวค่ำ ข้าวเย็นบางมื้อเรากินกันบนห้อง บางมื้อก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอก มันให้ความรู้สึกเหมือนผมมาทำงานต่างประเทศแต่ที่พิเศษคือมีจีเพิ่มเข้ามาในชีวิตประจำวันด้วย

“ไหนมานี่ซิ ...” จีดึงข้อมือผมให้เดินเข้ามาใกล้

“... หนวดขึ้นแล้วนะ” นิ้วมือหนาไล่ไปตามปลายคาง

“มึงก็เหมือนกัน ไม่ได้โกนแค่ 2 วันเอง” ผมเป็นคนที่หนวดขึ้นช้ามาก สัปดาห์หนึ่งโกนไม่เกิน 2 ครั้ง ในขณะที่คนตรงหน้าแทบจะต้องโกนวันเว้นวัน

"กินข้าวเสร็จแล้วเดี๋ยวกูโกนให้ ... บริการหลังการขาย 555" ผมอมยิ้มให้กับความอ้อนแฟนของมัน ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมีวันที่เราโกนหนวดให้กันและกันแบบนี้

ผมนั่งอยู่บนขอบของอ่างอาบน้ำ จีใช้มือเปียกน้ำลูบไล้ไปตามโครงหน้าสวยก่อนจะใช้ครีมโกนหนวดป้ายตาม มือหนาเชยปลายคางให้เงยหน้าขึ้น ผมสบตากับคนตรงหน้า

“อยู่นิ่งๆ นะ”

“มึงอย่าปาดคอกูนะเว้ย” จียักไหล่เมื่อถูกแซว

ใบมีดโกนหนวดถูกวางลงบนปลายคางก่อนที่จะถูกลากไปตามสันกรามซ้ายขวาแล้วมาจบที่ริมฝีปากบน

“หนวดน้อยๆ ก็โกนง่ายดีนะ” คนหนวดเยอะพูดในขณะที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดครีมโกนหนวดที่เหลือออกให้

“กูโกนให้ไหม” ผมถามเมื่อเห็นว่าจีแกะที่โกนหนวดอันใหม่

“เอาดิ” เจ้าตัวส่งใบมีดโกนหนวดมาให้แล้วพิงสะโพกกับขอบอ่างล้างหน้า

นิ้วมือเรียวสวยบรรจงแต้มครีมโกนหนวดลงบนใบหน้าหล่อเหลา ผมเป็นคนไม่ชอบคนมีหนวดเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเวลาเห็นคนใกล้ตัวปล่อยปละละเลยจนหนวดขึ้นเป็นตอๆ รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังเม้มปากแน่นตลอดเวลาที่โกนหนวดให้คนตรงหน้า

“เสร็จแล้ว ...” ผมพูดขณะใช้ผ้าขนหนูเช็ดทำความสะอาดใบหน้าให้จี คนตรงหน้าลับตาพริ้มคงสบายตัวเขาแหละเพราะผมเอาผ้าไปชุบน้ำอุ่นให้ก่อน

“... กูไม่ชอบให้มึงมีหนวด ...” เรา 2 คนสบตากันอีกครั้ง

“... กูไม่ชอบ ... เวลาเรามีอะไรกันแล้วโดนหนวดสี” จบประโยค เรา 2 คนก็กระโจนเข้าหากัน ผมถูกคนตรงหน้าผลักเบียดจนแทบจะสิงไปกับผนังห้องน้ำ ในขณะที่ริมฝีปากถูกประกบจูบไม่ห่าง ... แล้วเราก็เสียเวลาครึ่งเช้าไปกับกิจกรรมในห้องน้ำ ห้องครัว และ เออออออออ ... โซฟาในห้องนั่งเล่น



...



“จี กูเกรงใจ” ผมพูดในขณะที่ถูกจีโอบไหล่เข้า shop เครื่องประดับแบรนด์หรูสีแดง

“ไม่เป็นไร กูอยากให้จริงๆ ...” มันพูดพร้อมกับพาผมไปยืนอยู่หน้าตู้โชว์

“… มึงชอบวงไหน collection ไหน เลือกได้เลย” หลังมื้อกลางวันอยู่ๆ คนตรงหน้าก็บอกว่าอยากซื้อแหวนคู่ ผมตอบตกลงเพราะมันดูน่ารักดี แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้เมื่อจีพาเข้า brand โปรดของผม เพราะปกติจีเป็นคนไม่ให้ความสำคัญกับของ brand name

“พูดจริง ?”

“เอาเลยเต็มที่” ผมพยักหน้าตอบรับ แล้วพิจารณาแหวนหลากหลาย collection ที่วางอยู่ตรงหน้า

“Let me try this one, the rose gold” ผมชี้ไปยังแหวนรุ่น classic ดีไซน์เรียบๆ แต่ความหมายดีอย่าง LOVE

“No, no, no … ” ยังไม่ทันที่พนักงานจะหยิบแหวนออกมา คนข้างๆ ก็ยื่นมือเข้ามาขวาง

“... อย่าทำแบบนี้สิวะ กูเต็มใจ อยากให้มึงจริงๆ ...”

“... let him try LOVE ring, rose gold with diamond-paved” บอกชื่อรุ่นเป๊ะขนาดนี้ แอบไปดูใน web มาแล้วแน่นอน

“จีไม่เอา” ผมปฏิเสธ มันแพงแล้วผมก็เกรงใจจีมากๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อของอะไรแบบนี้ให้ผมเลย

“มิลค์ ... มันเป็นความฝันของกูที่จะซื้อแหวนใส่คู่กับมึง ถ้าเป็นสมัยก่อน กูว่าแหวนอะไรก็ใช้ได้หมด แต่นี่ 20 ปีเลยนะเว้ยกว่าเราจะได้คบกัน มันก็ต้องพิเศษหน่อย”

“งั้นอีกวงของมึงกูขอซื้อให้”

“ไม่ได้ กูเป็นผัวมึง กูขอซื้อ” มันพูดพร้อมทำสีหน้าทะเล้น

“ไอ้จี!!! ...” ผมฟาดแขนมันไปแรงๆ หนึ่งที โทษฐานที่ทำให้ผมเขิน คิดในใจว่าโชคดีที่พนักงานฟังภาษาไทยไม่ออก

“... กูจริงจัง”

“กูขอซื้อให้ทั้ง 2 วง”

“กูเกรงใจ มันแพง”

“กูไหว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เงินเดือนแทบไม่ได้ใช้เลย แค่นี้เองสบายมาก”

“กูไม่ได้ให้อะไรมึงซักอย่างเลย”

“แค่ได้คบกับมึง กูก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”



...



รถ Mercedes Benz W222 coupe สีขาวเลี้ยวผ่านประตูบ้านเหล็กดัดลวดลายงดงามวิจิตร บนเสาประตูทั้ง 2 ข้างมีรูปปั้นสิงโต Nemean ตัวใหญ่น่าเกรงขามประดับอยู่ บ้านเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ครึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงในย่านที่ขึ้นชื่อว่าแพงที่สุดย่านหนึ่งของประเทศ ... บ้าน 3 ชั้นหลังใหญ่เด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้ง พื้นที่ใช้สอย ความสวยงามของตัวบ้าน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไม่ว่าจะเป็นสวนป่าร่มรื่น สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส หรือแม้แต่ glass house ทุกองค์ประกอบของบ้านหลังนี้ตรงกับทุกคำนิยามของ ‘บ้านในฝัน’

“กูไม่เคยชอบบ้านหลังนี้” พ่อกว้านซื้อที่ดินบริเวณนี้จากเจ้าของเดิมนับสิบราย บ้านหลังนี้ปลูกเสร็จตอนที่ผมเรียนอยู่ประถม ผมยังจำความรู้สึกแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ มันสวยและน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผมในวัยเด็ก สวนป่าที่เดินเล่นเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเบื่อ น้ำพุและสิ่งของตกแต่งสวนมากมายรวมถึงต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ถูกหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตามฤดูการทำให้สวนของบ้านหลังนี้เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย แต่ยิ่งนานวันคุณค่าของสิ่งของนอกกายก็ยิ่งลดน้อยลง ผมอาศัยคนเดียวในบ้านหลังใหญ่โตราวกับวังแต่กลับไม่เคยมีความรู้สึกผูกพันใดๆ กับบ้านหลังนี้ ช่วงมัธยมพ่อซื้อคอนโดใกล้โรงเรียนเผื่อว่าผมจะได้เดินทางไปโรงเรียนได้สะดวกขึ้น ช่วงแรกผมนอนที่บ้านสลับกับที่คอนโด แต่พอเข้ามหาลัยจนถึงตอนนี้ผมนอนที่คอนโดตลอด

“กูรู้ ... วันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น กูอยู่ข้างมึงและจะไม่มีวันปล่อยมือจากมึง” จีเป็นเพียงไม่กี่คนที่เรื่องทุกเรื่องราวของผมในวัยเด็ก แม้จะไม่เคยพูดกันเป็นจริงเป็นจังแต่จีก็สัมผัสได้ว่าผมไม่ชอบอยู่บ้านหลังนี้ ... มือหนากุมมือผมไว้ ผมก้มมองแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง

“น้องมิลค์กลับมาแล้วเหรอคะ”

“พี่แอน” ผมเดินเข้าไปกอดพี่แอน พี่แอนเป็นคนเก่าแก่ของที่บ้านและยังเป็นพี่เลี้ยงของผมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร พี่แอนดูแลให้ทุกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ปัจจุบันพี่แอนยังเข้ามาดูแลความเรียบร้อยของห้อง รวมถึงดูแลเรื่องอาหารสดอาหารแห้งให้ผมที่คอนโดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

“พี่แอนสวัสดีครับ” จียกมือไหว้พี่แอน

“สวัสดีค่ะ น้องจี ไม่เจอกันนานยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ”

“555 ขอบคุณครับ” คนข้างๆ ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เขิน

“พ่ออยู่ไหนครับ” รอยยิ้มของพี่แอนจากหายไปเมื่อผมบอกธุระสำคัญของวันนี้

“คุณพ่อรออยู่ในห้องทำงาน แต่คุณแม่ฝากบอกว่าให้น้องมิลค์กับน้องจีเข้าไปหาที่ครัวก่อนที่จะไปเจอคุณพ่อ” ผมพยักหน้ารับก่อนที่เรา 2 คนจะเดินตามหลังพี่แอนมาที่ครัว บ้านหลังนี้มีทั้งครัวไทยและครัวฝรั่ง การใช้งานขึ้นอยู่กับความถนัดและเมนูที่แม่ครัวเลือกจะทำ พี่แอนเดินพาผมมาทางครัวฝรั่งแสดงว่าวันนี้แม่มีอารมณ์อยากทำเมนูต่างชาติ

นับตั้งแต่วันที่ทะเลาะกับพ่อครั้งนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องแต่งงานอีกเลย ผมเจอพ่อแค่ในห้องประชุม เราคุยกันแค่เรื่องงานเท่านั้นซึ่งก็ถือเป็นปกติของความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อ ผ่านมาแล้วหลายเดือนทุกอย่างยังคงเงียบสนิทแม้แต่ไอซ์ก็ไม่ได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าแปลกมากสำหรับเรื่องใหญ่ขนาดนี้ที่จะสามารถปิดเงียบได้จนไม่มีแม้แต่ข่าวลือเล็ดลอดออกมา ผมยังคงบินไปกลับกรุงเทพสิงคโปร์ทุกสัปดาห์ตามที่สัญญาไว้กับจี จะว่าโล่งใจก็รู้สึกว่าโล่งไม่สุด มันเหมือนมหาสมุทรที่เงียบสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ จนสุดท้ายเรา 2 คนก็ตัดสินใจจะเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกดีกว่ารอตั้งรับไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

“แม่ครับ” ผมเอ่ยปากเรียกผู้หญิงวัย 70 กว่าที่กำลังมีสมาธิอยู่กับหม้อใบใหญ่ตรงหน้า

“มาถึงกันแล้วเหรอลูก ...” แม่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม เธอวางทัพพีขนาดใหญ่ลงบนจานก่อนจะเดินอ้อมเคาน์เตอร์ครัวเข้ามาหา

“... มาให้แม่กอดให้หายคิดถึงหน่อย” ผมอ้าแขนออกแล้วกอดแม่ตามคำร้องขอ จีอมยิ้มให้กับเหตุการณ์ตรงหน้า ... ความจริงคือผมไม่ได้สนิทกับแม่พอๆ กับที่ไม่ได้สนิทกับพ่อ แต่ก็ยอมรับว่าผมสบายใจมากกว่าเมื่ออยู่กับแม่ เพราะแม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเลือกได้มากกว่าพ่อเสมอ

“เป็นยังไงบ้างจี ไม่เจอตั้งนาน ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ” ผมถึงกับหลุดขำออกมา เหมือนกันทั้งแม่ทั้งพี่แอน แล้วคนข้างๆ จะทำอะไรได้นอกจากเกาหลังคอแก้เขินตาม step เดิม

“ขอบคุณครับแม่ ผมสบายดีครับ แม่ละครับเป็นยังไงบ้าง” เรื่องการเข้าหาผู้ใหญ่เนี่ยต้องยกให้จี ไม่อย่างนั้นสมัยก่อนคงไม่ได้ตำแหน่งลูกรักของพ่อไปครอง แต่ตอนนี้จะยังเป็นลูกรักอยู่ไหม แต่อีกไม่นานเราคงได้รู้กัน

“แม่สบายดี ทำงานที่สิงคโปร์เป็นยังไงบ้าง”

“ก็ดีครับ เปิดหูเปิดตาดี”

“ดีแล้วๆ ยังหนุ่มอยู่ยังมีเวลาออกไปเห็นโลกภายนอก ... ช่วงนี้ไม่เหงาเท่าไหร่แล้วสิ มีมิลค์ไปอยู่เป็นเพื่อน” จีสะดุ้งเมื่อได้ยินประโยคหลัง

“แม่!!!”

“มาถึงขนาดนี้ ไม่ต้องปิดเป็นความลับแล้วมั้ง ...”

“... มิลค์ ... แม่สนับสนุนลูกตลอด ไม่ว่าลูกจะเลือกอะไร ... แม่มองจีเหมือนลูกอีกคน เห็นเรามาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ จะเป็นเพื่อนหรือแฟน แม่ก็ไม่เคยรังเกียจจีเลยนะ ...” แม่พูดพร้อมรอยยิ้มแล้วโอบกอดผมกับจีไว้ในอ้อมแขน

“... ครอบครัวของแม่อาจจะซับซ้อนไปหน่อย แต่แม่ก็ยินดีต้อนรับจีในฐานะลูกชายอีกคนของแม่เสมอ” คำพูดและการกระทำของแม่ทำให้ผมกับจีน้ำตาซึม

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนที่ 40 : เผชิญหน้า (Part 2/2)


ผมกับจียืนเกี่ยวก้อยทำใจอยู่หน้าประตูไม้สีน้ำตาลเข้มบานใหญ่ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากก้าวเข้าไปหลังประตูบานนี้

“จำไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น กูไม่มีวันปล่อยมือจากมึง ... เอาวะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” จีสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเคาะประตูพอได้ยินเสียงตอบรับเจ้าตัวก็เปิดประตูแล้วเปลี่ยนมากุมมือผมเดินเข้าห้อง

“พ่อสวัสดีครับ” จียกมือขึ้นไหว้พ่อที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน แล้วมือข้างนั้นก็กลับมากุมมือผมตามเดิม ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา แสดงออกให้เห็นกันซึ่งๆ หน้าไปเลยว่าเรา 2 คนยกฐานะจากเพื่อนสนิทเป็นคนรักเรียบร้อยแล้ว ไม่บ่อยนักที่จะเห็นจีแสดงพฤติกรรมท้าทายคนอื่นแบบนี้โดยเฉพาะเมื่ออีกฝั่งเป็นผู้ใหญ่กว่า

“ยังไงก็ไม่ยอมแต่งงานใช่ไหม” พ่อเหลือบตามองมือของเรา 2 คนที่กุมกันแน่นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่สายตาดุคู่นั้นจะมองหน้าเรา 2 คนสลับกัน

“พ่อทำแบบนี้ได้ยังไง” ผมถามเสียงเข้มแม้ว่าข้างในจะสั่นกลัวมากแค่ไหนก็ตาม

“ฉันทำอะไร”

“พ่อบังคับให้จีไม่คบกับมิลค์ แลกกับข้อแลกเปลี่ยนพวกนั้นได้ยังไง”

“แกรู้ ?”

“พ่อไม่ต้องหาเรื่องจีเลย ...” ผมรีบปรามเมื่อสายตาคู่นั้นย้ายมาจ้องมองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

“... ถ้าพ่อไม่บังคับเรื่องแต่งงาน มิลค์จะรู้เหรอว่าที่ผ่านมาพ่อทำอะไรบ้าง”

“นี่แกกล้าตำหนิฉันเหรอ ... แกคิดว่าความสัมพันธ์แบบนี้จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไง”

“พ่อทำแบบนี้กับมิลค์ได้ยังไง ... ตอนเด็กๆ เวลาที่มิลค์มีปัญหามีใครเคยอยู่ข้างมิลค์ไหม มีแค่จีที่อยู่กับมิลค์ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะจี พ่อก็คงไม่มีลูกชายเอาไว้อวดคนอื่นแบบทุกวันนี้หรอก ...”

“... มิลค์ไม่เคยเกเรจนสร้างปัญหาให้พ่อกับแม่ก็เพราะจี มิลค์สอบเข้ามหาลัยอันดับ 1 ได้ก็เพราะจี มิลค์จบเกียรตินิยมอันดับ 1 ได้ก็เพราะจี ...”

“... พ่อไม่รู้จักมิลค์เลยซักนิด พ่อไม่ได้เลี้ยงมิลค์มาด้วยซ้ำ แล้วพ่อมาตัดสินใจเรื่องนี้แทนมิลค์ได้ยังไง”

“แกพูดแบบนี้ได้ยังไง แล้วที่ฉันทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อให้แกเหรอ...”

“... แกคิดว่าแกมีวันนี้ได้เพราะเจ้าจีคนเดียวหรือไง ที่ชีวิตแกสุขสบาย มีหน้ามีตาในสังคม มีกินมีใช้ ทุกอย่างโรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ได้เป็นเพราะฉันเหรอที่ปูทางไว้ให้”

“แล้วสิ่งที่พ่อให้มา มิลค์ยังตอบแทนพ่อไม่พออีกหรือไง...” ผมไม่เคยเคลมเลยว่าที่ตัวเองประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้เพราะความเก่งของผมคนเดียว ผมรู้ว่าการที่ผมไปได้เร็วกว่าคนอื่น ไปได้ไกลกว่าคนอื่นเพราะผมเป็นลูกของพ่อ เส้นทางทุกอย่างถูกถางไว้ให้ผมก้าวเดิน แต่สิ่งที่ผมต้องสูญเสียมันไม่มากเกินไปเหรอ

“... ความฝันของมิลค์ ความรักของมิลค์ มิลค์ต้องให้อีกเท่าไหร่ถึงจะพอ ... หรือต้องเอาชีวิตของมิลค์ไปด้วยพ่อถึงจะพอใจ ...”

“... มิลค์อายุจะ 40 แล้ว ชีวิตมิลค์ผ่านมาแล้วครึ่งทาง...”

“... แล้วมิลค์เพิ่งมารู้ว่าคนที่มิลค์รักมาตลอด 20 ปีเขาก็รักมิลค์เหมือนกัน ... พ่อทำแบบนี้ได้ยังไง มิลค์เสียเวลาไป 20 ปี ... พ่อเอาเวลาของมิลค์ไปตั้ง 20 ปี”

“มิลค์!!! / นี่แกเป็นอะไร” ทั้ง 2 คนอุทานออกมาพร้อมกันเมื่ออยู่ๆ ผมก็ตัวงอจนแทบจะล้มพับลงไป จีคว้าแขนพยุงผมไว้ไม่ให้ทิ้งตัวนั่งลงไปกับพื้น

“จี กูไม่ไหว พากูออกไป” ผมปวดท้องจนแทบไม่มีแรงเดิน ก้าวขาได้ไม่กี่ก้าวก็แทบจะล้มลงไปกับพื้น จีเลยตัดสินใจช้อนตัวผมขึ้นในท่าเจ้าสาว

“แกไม่สบายเหรอ” เสียงของพ่อดังขึ้นก่อนที่จีจะพาผมออกจากประตู

“พ่อจำคำของมิลค์ไว้ ... ถ้าไม่ใช่จี มิลค์ก็จะไม่แต่งงานกับใครทั้งนั้น”



“มึงเป็นอะไร” จีถามเมื่อพาผมมานอนราบลงบนโซฟาห้องนั่งเล่น

“กูปวดท้อง ... มึงไปหยิบยาเคลือบกระเพาะในรถให้กูหน่อย อยู่ในกระเป๋าตรงเบาะหลัง”

“ได้ๆ แต่แน่ใจนะว่าจะไม่ไปหาหมอ”

“ไม่ไป กินยาก็หาย ...” มันพยักหน้าก่อนจะเดินหายออกไป ไม่ถึงนาที จีก็กลับมาพร้อมกระเป๋ายาประจำตัวของผม มันวางกระเป๋าลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบเอาขวดแก้วบรรจุยาสีมินต์ออกมา

“... ทำไมทำหน้าแบบนั้น กูไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงซักหน่อย ... แค่เวลาเครียดมากๆ แล้วชอบปวดท้อง” ผมพูดขึ้นหลังจากกระดกยาไปค่อนขวด

“แค่นั้นแน่นะ”

“เครียดลงกระเพาะเฉยๆ กูไปหาหมอมาแล้ว” ผมเพิ่งมามีอาการช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง หมอบอกว่าพออายุเพิ่มขึ้นร่างกายของเราก็เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือเหตุผลที่ช่วงหลังๆ ผมพยายามเลี่ยงสถานการณ์เผชิญหน้าที่มีความตึงเครียดสูง และพยายามคุมอารมณ์ไม่ให้โมโหเพราะกลัวว่ากระเพาะตัวเองจะทะลุไปซะก่อน

“สีหน้ามึงดูไม่ดีเลย”

“แสบท้อง ... กินยาแล้วอีกซัก 10 นาทีก็หาย”

“กูขอโทษนะที่เมื่อกี้ช่วยอะไรมึงไม่ได้เลย”

“ไม่เป็นไร พ่อกู กูก็ควรจะเป็นคนคุยเอง ...” แค่มีจีคอยจับมืออยู่ข้างๆ แค่นี้ก็มากพอแล้ว

“... แต่กับป๊ามึงคุยเองเลยนะ ... 555” เราสองคนจ้องหน้ากันก่อนที่ต่างคนต่างคลายยิ้ม แล้วผมจะไปไฟต์กับพ่อสามีเหมือนไฟต์กับพ่อตัวเองได้ยังไง



...



“มึงกินยาแล้วแน่นะ” จีหันมาถามผมรอบที่ร้อยได้แล้วมั้ง

“กินแล้ว ก่อนออกจากห้องมึงก็เห็นกูกิน ...” วันก่อนผมไป clear กับที่บ้าน วันนี้ถึงคิวของจีที่ต้องมาจัดการปัญหากับบ้านตัวเอง ผมเลยสลับหน้าที่มาเป็นกองหลัง แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังเป็นห่วงว่าผมจะเครียดจนปวดท้องตัวงอเหมือนเดิม นอกจากจะเตรียมยาเคลือบกระเพาะมาเสร็จสรรพแล้วจียังให้ผมกินยาลดกรดมาล่วงหน้าอีกด้วย

“... วันนี้กูขอเป็นฝ่ายพูดบ้าง ... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น กูอยู่ข้างมึงเสมอ” ผมคว้ามือของคนที่เดินอยู่ข้างๆ กระชับแรงบีบให้จีมั่นใจว่ามีผมอยู่ข้างๆ คอยเป็นกำลังใจให้เสมอ

ป๊าทำหน้าเหมือนเห็นผีทันทีที่เห็นจีเดินจูงมือผมเข้ามาในบ้าน แม้บรรยากาศจะดูอึมครึมแต่ผมก็อดมองไปรอบๆ ไม่ได้ บ้านหลังนี้มีความทรงจำระหว่างผมกับจีไม่น้อยไปกว่าที่คอนโด สมัยก่อนผมมาบ้านจีบ่อยมาก ทั้งมานอนค้างและมากินข้าวกับป๊าม๊า หลายอย่างยังคงเหมือนเดิม รูปฮก ลก ซิ่วที่แขวนอยู่บนผนัง ตี่จู้เอี๊ยะที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้า โต๊ะกินข้าวยังคงเป็นโต๊ะกลมสีน้ำตาลเข้มตัวเดิมแต่ทำไมรอยยิ้มที่ป๊าเคยมีให้ผมถึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ลื้อ 2 คนจะมาทำไมไม่บอก” ป๊าปรับสีหน้าเป็นปกติ แต่สายตายังคงจ้องมือของเราที่กุมกันไว้

“จีมีเรื่องจะคุยกับป๊า” ผมน่าจะเดาได้ตั้งแต่เห็นสีหน้าตกใจของป๊าแล้ว จีมาโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้ป๊าไม่มีเวลาตั้งตัว

“เรื่องอะไร”

“ม๊าอยู่ไหน” จีถาม

“อยู่แถวนี้แหละ ไม่ต้องไปกวนม๊า ลื้อมีอะไรจะพูดก็พูดมา”

“จีจะมาบอกป๊าว่าจีกับมิลค์คบกัน ...” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค แจกันเซรามิกก็ลอยข้ามหัวผมไป มันกระแทกเข้ากับกำแพงบ้านก่อนที่จะแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“ป๊า เกิดอะไรขึ้น ...” ม๊าเปิดประตูห้องครัวออกมาดู

“... จี มิลค์ ลื้อ 2 คนมาได้ยังไง แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น” ม๊าถามเมื่อเดินออกมาแล้วเห็นเศษแจกันเกลื่อนพื้น

“จี!!! ถ้าจะมาเพราะเรื่องนี้ ลื้อกลับไปเลย”

“เรื่องอะไร ...” ม๊าหันไปถามป๊า แต่พอไม่ได้คำตอบเลยหันกลับมาถามลูกชาย

“... บอกม๊าสิ ว่าเรื่องอะไร”

“จีกับมิลค์คบกัน”

“เห็นไหม ดูอีสิ โตขึ้นแล้วปีกกล้าขาแข็ง” ป๊าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสุดจะทน

“เฮ่อออออออ แล้วลื้อจะโวยวายทำไม” ม๊าถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ป๊า

“ก็ลื้อดูอีซิ อั๊วรับไม่ได้ ... อั๊วไม่ได้รังเกียจมิลค์ แต่อั๊วรับไม่ได้”

“ป๊า ลื้อเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า อี 2 คนไม่ได้มาขออนุญาต อีมาบอกให้ลื้อรับรู้”

“จีก็จะคบกับมิลค์ ไม่ว่าป๊าจะว่ายังไงก็ตาม” คนข้างๆ ยืนยันเสียงแข็ง ในขณะที่ป๊าก็จ้องลูกชายคนเล็กของบ้านไม่วางตา

“มิลค์คุยกับที่บ้านหรือยัง” ม๊าหันมาถามผม ปล่อยให้พ่อลูกเล่นจ้องตากันต่อไป

“คุยแล้วครับ”

“แล้วที่บ้านว่ายังไงบ้าง”

“อย่างที่ม๊าเข้าใจแหละครับ มิลค์กับจีไม่ได้มาขออนุญาต” ม๊าพยักหน้าเข้าใจ

“มาถึงขนาดนี้แล้ว ม๊าไม่ติดอะไรถ้า 2 คนจะคบกัน”

“ลื้อพูดอะไรของลื้อ” ป๊าเลิกจ้องหน้าจีแล้วหันมาพูดกับม๊า

“ลื้อก็เลิกทำตัวเป็นคนแก่ไร้เหตุผลได้แล้ว ... ตอนนั้นอั๊วบอกลือแล้วไงว่าให้แล้วแต่อี อย่าไปกดดันให้อีแต่งงาน แล้วดูซิตอนนี้เป็นยังไง...”

“...ลูกสาวบ้านนั้นเป็นม่ายหย่าร้าง ลูกชายบ้านเราต้องหนีไปทำงานเมืองนอก ทั้ง 2 คนมีแผลติดตัวไปจนวันตาย...”

“... ลื้ออยากจะแยกอี 2 คนออกจากกัน ผ่านมา 10 กว่าปีสุดท้ายอี 2 คนก็วนกลับมาอยู่ด้วยกัน”

ป๊านั่งเอามือกอดอก มองพวกเราด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“แล้วนี่ อยู่กันคนละประเทศจะคบกันไหวเหรอ” ม๊าถาม

“ไหวครับ ... มิลค์บินไปหาจีทุกสุดสัปดาห์มาหลายเดือนแล้ว ...”

“... แล้วจีก็สัญญาว่าถ้าหมด contract นี้ จะขอย้ายกลับมา” สายตาม๊าเป็นประกายเมื่อได้ยินว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะย้ายกลับมา

“ลื้อเห็นไหม ก่อนหน้านี้พยายามเท่าไหร่อีก็ไม่ยอมกลับมา...”

“... อั๊วไม่รู้แหละ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ยังไงอั๊วก็ต้องเลือกลูกชายของอั๊วไว้ก่อน”

สุดท้ายม๊าก็ทุบโต๊ะ อนุญาตให้เรา 2 คนคบกันโดยที่ป๊าไม่มีสิทธิของเสียงคัดค้าน จากเหตุการณ์วันนี้ผมก็รู้แล้วว่าถ้าเปรียบป๊าเป็นข้างเท้าหน้า ม๊าคือเป็นควาญช้างตัวจริงเสียงจริง หลังจากนั้นม๊าก็ชวนเรา 2 คนอยู่กินข้าว ตอนแรกจีไม่อยากอยู่เพราะป๊ายังอยู่ในโหมดตึงๆ แต่ผมเห็นว่านานๆ ทีเจ้าตัวจะได้กลับบ้านเลยคะยั้นคะยอให้จีเปลี่ยนใจ กับข้าวเต็มโต๊ะ ม๊าสั่งอาหารเหลาชุดใหญ่มาจากร้านประจำ สีหน้าของคนเป็นแม่แสดงออกชัดเจนว่ามีความสุขที่ได้ลูกชายกลับคืนมาอีกครั้ง และผมก็ได้อานิสงส์จากความ happy ของม๊า หลังจากมื้ออาหาร ม๊าเรียกผมไปรับแหวนเพชรที่ม๊าซื้อเก็บไว้หลาย 10 ปีเพื่อเตรียมไว้รับขวัญลูกสะใภ้คนเล็กโดยเฉพาะ จียิ้มแก้มบานตอนที่ม๊าเรียกผมเข้าไปกอด แต่ surprise ของม๊ายังไม่หมดแค่นั้นเพราะม๊าบอกความในใจที่เก็บมานานหลายปีว่าในบรรดาแฟนเก่าทั้งหมดของจี ม๊าชอบผมมากที่สุด ... ผมยิ้มรับให้กับความเข้าใจผิดของม๊าที่คิดว่าเราเคยคบกันมาก่อน แล้วหันไปทำหน้าขิงใส่คนข้างๆ ... เห็นไหมว่าถ้าของเขาดีจริง อยู่เฉยๆ แม่สามีก็รัก 555



...



หลังจากวันนั้น เรื่องราวของบ้านฝั่งจีค่อยๆ คลี่คลายเพราะม๊าเป่าหูป๊าเช้าเย็นว่าผมดีอย่างนั้นอย่างนี้ รวมถึงช่วงหลังๆ มานี้ จีกลับบ้านบ่อยขึ้น นานๆ เข้าความตึงของป๊าก็ค่อยๆ คลายลง ส่วนฝั่งบ้านผม กับแม่ไม่มีประเด็นอะไรอยู่แล้ว จีเล่าให้ผมฟังว่าแม่ยินดีที่ผมลงหลักปักฐานกับจีมากกว่าที่จะเห็นผมเปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนถุงเท้าเหมือนที่ผ่านมา กับพ่อทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เป็นความสัมพันธ์ที่มีแค่เรื่องงานเท่านั้นเป็นตัวเชื่อม เราเจอกันแค่ในห้องประชุม พ่อไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวของผมกับจี แต่ผมก็เดาได้ว่าพอถึงจุดนี้พ่อน่าจะยอมปล่อยให้เลยตามเลยเพราะประเด็นเรื่องแต่งงานของผมก็ปลิวหายไปตามสายลมเช่นกัน

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่เพื่อนสนิทจะเปิดประตูเข้ามา

“มึง แดกข้าวก่อน” ไอซ์วางกล่องซูชิลงบนโต๊ะกินข้าว

“อืมมม หิวฉิบหาย” ผมลุกจากโต๊ะทำงาน เดินไปช่วยมันเตรียมมื้อเย็น

“ไอ้จีเป็นไงบ้าง มันจะย้ายกลับมาเมื่อไหร่” ไอซ์ถามขณะที่เรากำลังลงมือกินมื้อเย็น

“ก็ดี ช่วงนี้เปลี่ยนหัวหน้าเลยยุ่งๆ หน่อย ...”

“... น่าจะกลับภายในปีนี้นะ” จีแจ้ง HR ไปแล้วว่าถ้าหมด contract นี้แล้วจะขอกลับมาทำงานที่ไทย

“ก็ดีมึง จบเรื่องทุกอย่างแล้ว จะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติซักที ...”

“... ตอนขอมึงเป็นแฟน มันคุกเข่าหรือเปล่า”

“ทำไม? ถ้ามันไม่คุกเข่า มึงจะตามไปชกหน้ามันเหรอไง” เราต่างอมยิ้มเพราะนึกถึงประโยคที่ไอซ์เคยพูดเมื่อหลายปีก่อน ... ‘ถ้าถึงวันนั้นแล้วมันไม่ยอมคุกเข่าขอมึงเป็นแฟนหรือทำตัวกั๊กมึงไปวันๆ เหมือนเมื่อก่อน ต่อให้เป็นเพื่อนกูก็จะล่อมันให้หน้ายับเลย’

“เออดิ”

“คุกเข่าสิ ... แต่ก่อนหน้าที่จะขอเป็นแฟนนะ” มันมองหน้าผม คิ้วของไอซ์ขมวดเข้าหากัน แต่พอผมเริ่มทำสีหน้าชั่วร้ายมันก็เข้าใจว่าผมต้องการจะสื่ออะไร

“ไอ้มิลค์ ... มึงแมร่งจังไรชิบหาย” มันมองหน้าผมด้วยสีหน้าเอือมระอา

“555 ไม่ได้คุกเข่า แต่ถึงตอนนั้นมันก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว”

“เป็นพ่อมึงมาตลอดเลยสินะ” ผมพยักหน้า

“อืม ... เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ...”

“... หลานคนโตกูเป็นไงบ้าง”

“ซนเป็นลิง ... เอาจริงนะ พอเห็นมันใส่ชุดนักเรียนแล้วคิดถึงพวกเราสมัยก่อน” ไอซ์ให้ลูกเรียนโรงเรียนเดียวกันกับที่พวกเราเคยเรียน

“รอให้โตเป็นวัยรุ่นก่อน กูว่ามึงน่าจะเหมือนส่งกระจกมองตัวเองในอดีต 555” เขาบอกว่ากรรมที่เราทำไว้กับพ่อแม่ จะวนกลับมาเมื่อเรามีลูก แค่คิดก็สงสาร สมัยวัยรุ่นไอซ์นี้แสบสุดในกลุ่ม สร้างวีรกรรมไว้มากมายนับไม่ถ้วน

“ไอ้เหี้ย!!! กูก็คิดอยู่ว่าก็ต้องประสาทแดกแน่ๆ ...”

“... มึง ... ถ้าวันนึงลูกกูเป็นวัยรุ่น แล้วกูกลายเป็นพ่อที่อารมณ์ร้อน โลกแคบ และงี่เง่า ... มึงช่วยอยู่ข้างๆ ลูกกูนะเว้ย”

“พูดอะไรเลอะเทอะ”

“กูพูดจริง เอาจริงนะ แม้กูจะไม่ชอบพ่อกูเท่าไหร่แต่กูก็รู้สึกได้ว่ากูเหมือนพ่อให้หลายๆ เรื่อง ... โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์” ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชายเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้นที่ปัญหากับพ่อ ไอซ์ก็มีเหมือนกันแม้จะไม่หนักหน่วงเท่าผม พ่อมันเป็นคนอารมณ์ร้อนเลยไม่แปลกที่ช่วงวัยรุ่น 2 พ่อลูกจะทะเลาะกันบ่อยๆ

“เพิ่งรู้ตัวเหรอ 555”

“ไอ้สัส ... เร็วๆ สัญญามาว่าจะอยู่ข้างๆ ลูกกูเวลากูทำตัวงี่เง่า”

“เออ กูสัญญา ...”

“... มึงจะให้ลูกเรียนจบยันมัธยมเลยไหม”

“ก็ตั้งใจแบบนั้นนะ ... ถ้าพูดเรื่องวิชาการ โรงเรียนเราก็ไม่ได้เด่นขนาดนั้น แต่กูอยากให้มันได้สังคมมากกว่า อยากให้มันได้เพื่อนแบบพวกมึง ...” คำพูดของไอซ์ทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำเมื่อวันวาน ในวันที่พวกเราทั้ง 5 คนอยู่ในชุดนักเรียนกางเกงขาสั้นนั่งกินข้าวเม้าท์มอยด้วยกันในโรงอาหาร วิ่งเล่นโวยวายด้วยกันบนตึกเรียน และเดินหัวเราะด้วยกันในสยามสแควร์ ... ตอนนั้นผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งพวกเราจะโตขึ้นมาแล้วต้องนั่งคุยกันเรื่องลูก เรื่องครอบครัว ... ผ่านมาถึงวันนี้ ความทรงจำเหล่านั้นมีค่ามากกว่าจะประเมินมูลค่าได้

“... โดยเฉพาะเพื่อนรวยๆ และโง่แบบมึงที่ยอมจ่ายตังค์จ้างกูแพงกว่าชาวบ้านเขา 555 ...” ไอ้สัสไอซ์!!! จะซึ้งอยู่แล้วเชียว

“เลว!!!” ผมเบ้ปากใส่ๆ แม้จะเหมือนคำด่าแต่คนที่รู้จักไอซ์มายาวนานจะรู้ว่าแท้จริงแล้วมันคือคำชม

“มึงเห็นข่าวไหม กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านแล้วนะ”

“อืม เห็นแล้ว” ผมเห็นข่าวใน social media ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ

“ถ้าประกาศใช้ มึงจะจดทะเบียนกับไอ้จีไหม”

“จดดิ มาไกลขนาดนี้แล้ว”


----------


#สมรถเท่าเทียม #เผชิญหน้า
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 40 : เผชิญหน้า
«ตอบ #215 เมื่อ03-02-2026 12:06:25 »

“... ก็ดี กว่าจะกลับมารอยที่คอคงหายพอดี ...” ผมถึงกับสะดุ้ง นิ้วมือเรียวสวยยกขึ้นมาสัมผัสบริเวณต้นคอตามสัญชาตญาณ

“... ไอ้มิลค์ ผิดข้าง!!! ...” ตึงโป๊ะ!!! กูไม่ได้เล่นตลกคาเฟ่ให้มึงดูนะไอ้ไอซ์

“... กูเข้าใจว่าพวกมึงกำลังข้าวใหม่ปลามัน จะล่อกันจนฟ้าเหลืองก็ไม่ใช่เรื่องของกู ...”

“... แต่ไอ้จี!!! มึงห้ามทำรอยนอกร่มผ้าไอ้มิลค์เด็ดขาด ... ถ้ามันกลับมาแล้วกูเห็นแม้แต่รอยจางๆ กูจะเอาโซ่ล่ามไอ้มิลค์ไว้กับเสาบ้าน แล้วจะเอาเข็มมาเย็บปิดปากมึง เข้าใจไหม”


----------


#เผชิญหน้า
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 40 : เผชิญหน้า
«ตอบ #216 เมื่อ05-02-2026 12:23:39 »

“กูขอซื้อให้ทั้ง 2 วง”

“กูเกรงใจ มันแพง”

“กูไหว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เงินเดือนแทบไม่ได้ใช้เลย แค่นี้เองสบายมาก”

“กูไม่ได้ให้อะไรมึงซักอย่างเลย”

“แค่ได้คบกับมึง กูก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”


----------


#เผชิญหน้า
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 40 : เผชิญหน้า
«ตอบ #217 เมื่อ06-02-2026 09:19:23 »

นิ้วมือเรียวสวยบรรจงแต้มครีมโกนหนวดลงบนใบหน้าหล่อเหลา ผมเป็นคนไม่ชอบคนมีหนวดเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเวลาเห็นคนใกล้ตัวปล่อยปละละเลยจนหนวดขึ้นเป็นตอๆ รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังเม้มปากแน่นตลอดเวลาที่โกนหนวดให้คนตรงหน้า

“เสร็จแล้ว ...” ผมพูดขณะใช้ผ้าขนหนูเช็ดทำความสะอาดใบหน้าให้จี คนตรงหน้าลับตาพริ้มคงสบายตัวเขาแหละเพราะผมเอาผ้าไปชุบน้ำอุ่นให้ก่อน

“... กูไม่ชอบให้มึงมีหนวด ...” เรา 2 คนสบตากันอีกครั้ง

“... กูไม่ชอบ ... เวลาเรามีอะไรกันแล้วโดนหนวดสี” จบประโยค เรา 2 คนก็กระโจนเข้าหากัน ผมถูกคนตรงหน้าผลักเบียดจนแทบจะสิงไปกับผนังห้องน้ำ ในขณะที่ริมฝีปากถูกประกบจูบไม่ห่าง ... แล้วเราก็เสียเวลาครึ่งเช้าไปกับกิจกรรมในห้องน้ำ ห้องครัว และ เออออออออ ... โซฟาในห้องนั่งเล่น


----------


#เผชิญหน้า
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 40 : เผชิญหน้า
«ตอบ #218 เมื่อ07-02-2026 12:51:47 »

วันนี้ไม่มี Teaser นะครับ  :hao5:
เจอกันวันพรุ่งนี้เลยครับ


#Bangkok city challenge
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight
«ตอบ #219 เมื่อ08-02-2026 10:04:34 »

ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight



“อืมมมมม ...” ผมงัวเงียตื่นขึ้นมากลางดึก บนหน้าจอ smart phone ปรากฏชื่อของเลขาส่วนตัว แม่งกี่โมงแล้ววะ ... อิเหี้ย ตี 4

“... ว่าไงครับ”

“คุณมิลค์ครับ คุณไอซ์ให้ผมโทรมาแจ้งให้คุณมิลค์เข้ามา office ตอนนี้เลยครับ”

“ฮะ!!! … เกิดอะไรขึ้น”

“คุณไอซ์ไม่ได้บอกครับ บอกแค่ให้ผมโทรปลุกคุณมิลค์ แล้วให้ตามมาเจอที่ชั้น 22” จากที่งัวเงียๆ ผมตาสว่างทันทีที่ได้ยินสถานที่นัดพบ ชั้น 22 เป็นที่ตั้งของ monitoring room ถ้ามันนัดให้ผมไปเจอที่นั่น รับรองได้ว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่แล้วแน่ๆ



“อะไรวะเนี่ย” ผมสบถออกมาเมื่อเห็นว่าหน้าตึกสำนักงานเต็มไปด้วยนักข่าว เช้าขนาดนี้มาทำอะไรกันเยอะแยะ

ทันทีที่นักข่าวเห็นรถ Mercedes Benz W222 coupe สีขาวเลี้ยวเข้ามา ทุกคนก็วิ่งกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจนผมไม่สามารถขับรถต่อไปได้ เสียงดังจอแจจนฟังไม่ได้ศัพท์ แสงแฟลชที่สาดเข้ามาจนตาพร่า ... ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ยามประมาณ 5 คนถึงฝ่าวงล้อมเข้ามากันนักข่าวให้ถอยห่างออกไป ... รถยนต์สีขาวค่อยเคลื่อนตัวผ่านฝูงชนและถูกทำทางไปจอดที่ชั้นใต้ดิน

ห้อง monitoring room ดูชุลมุนมากกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้ ห้องที่ปกติจะมีคนอยู่เพียงไม่กี่คนตอนนี้อัดแน่นไปด้วยพนักงานนับ 10 คน หน้าจอ LCD ขนาดใหญ่ถูกเปิดใช้ทุกหน้าจอ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นระยะๆ ... ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครซักคนบอกผมว่าเกิดอะไรขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นวะ” ผมถามเมื่อเห็นหน้าเพื่อนสนิท สีหน้าตึงๆ ของมันเหมือนอยากจะหักคอผมให้ตายไปตรงนี้ มันคว้าข้อมือผมก่อนจะออกแรงบังคับให้เดินตามเข้ามาใน meeting room

“กูบอกมึงแล้วใช่ไหมให้ระวังตัว!!!” มันพูดเสียงเข้ม

“อะไรของมึง”

“นี่ไง มึงช่วยบอกกูทีว่าไอ้คนในรูปไม่ใช่มึง ...” มันเคาะมือลงบน keyboard ที่วางอยู่บนโต๊ะ และผมแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อเห็นภาพที่ฉายอยู่บน monitor จอใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังฝั่งตรงข้าม

“... มึงบอกกูสิว่าอะไรเข้าสิงให้มึงกล้าจูบกับมันในที่สาธารณะขนาดนี้ หรือมึงหลงผัวจนแยกแยะไม่ออกแล้วว่าอะไรควรไม่ควร”

“มึง ... คือ กู ... ขอโทษ”

“ขอโทษ!!! ถ้าจะทำตัวไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้ มึงเก็บคำขอโทษของมึงไปเลย ... กูเตือนมึงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ...”

“... มึงดูนี้ ... ดูความฉิบหายที่มึงทำ ...” แล้วมันก็ลากเมาส์สลับมาเปิดหน้าหน้าจอสำหรับ monitor trend ใน social media แบบ real time ให้ผมดู #มิลค์ติณสิงห์ กับ #ไฮโซหน้าหวานกับเพื่อนชายคนสนิท ที่กำลังขึ้นอันดับ 1 และ 2 ในทุกช่องทางของ social media

“... ชื่อมึงขึ้นอันดับ 1 ใน search engine เรียบร้อย ...”

“... แล้วตอนนี้ทัวร์ก็ลงยับจนกูต้องสั่งปิด comment ในช่องทาง social media ทั้งหมด”

“มึงทำอะไรไม่ได้เลยเหรอวะ ... สร้างเทรนด์อื่นมากลบมันทิ้งได้ไหม”

“สร้างเหี้ยอะไร มึงแหกตาดูยอด post ใน twitter ชั่วโมงที่แล้วยัง 4 แสนกว่าๆ ตอนนี้ขึ้นมาเกิน 5 แสนแล้ว มึงเตรียมตัวไว้เลยไม่เที่ยงวันรับรองว่าเกินล้าน”

“เชี่ยเอ้ยยยยยยยย ...” ผมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

“... กูไม่คิดเลยว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ ทำไมวะ แม่งเอ้ยยยยยยยย” นิ้วมือเรียวสวยยกขึ้นมาปิดใบหน้า ผมไม่อยากให้มันเห็นว่าตัวเองอ่อนแอมากแค่ไหน



“มึงไหวไหม” เสียงของจีดังลอดออกมาจาก smart phone ในมือ

“ไหวดิ” คำตอบช่างตรงกันข้ามกับความรู้สึกของผมเหลือเกิน ผมเป็นนักธุรกิจไม่ใช่ดารา แม้จะมีทีมงานคอยช่วยเหลือแนะนำ แต่ผมก็ไม่รู้จะรับมือกับกระแสใน social media ยังไง โดยเฉพาะด้านจิตใจ

“กูขอโทษ”

“ขอโทษทำไม กูเป็นคนเริ่ม ...”

“... กูไม่ได้เสียใจที่เราจูบกันวันนั้น”

“มึงไหวแน่นะ กูบินกลับไปหามึงได้”

“ไม่เป็นไร มึงอย่าเพิ่งกลับมาเลย เดี๋ยวจะมีประเด็น” ตอนนี้ผมรับแรงกระแทกไปเต็มๆ เพราะที่ผ่านมาผมก็กึ่งๆ เป็นบุคคลสาธารณะอยู่แล้ว โชคดีที่จีไม่ใช่คนเล่น social media จีไม่มี IG มีแต่ FB ที่แทบจะไม่ได้ up รูปอะไรเลย แล้วยังตั้ง profile picture เป็นรูปการ์ตูน Dragon ball ทำให้ในตอนนี้โลก social ยังไม่รู้ว่า ‘เพื่อนชายคนสนิท’ คนนั้นคือใคร ระหว่างนี้ให้ผมเป็นคนเดียวที่โดนไฟของความเกลียดชังและความคึกคะนองแผดเผาดีกว่าให้มันลามไปที่จี

“สุดสัปดาห์นี้มึงจะมาไหม กูเข้าใจถ้าช่วงนี้มึงอยากจะเก็บตัวเงียบๆ ไปก่อน” จีถาม

“พูดบ้าอะไร ไปดิ ... เอาจริงๆ มันก็เรื่องส่วนตัว กูจะคบใคร รักใคร ก็เรื่องของกูหรือเปล่าวะ”

“มิลค์ ได้เวลาแล้ว” เสียงของไอซ์ดังขึ้นจากด้านหลัง ขัดจังหวะบทสนทนาระหว่างผมกับจี

“กูต้องไปแล้ว” ผมบอกปลายสาย

“โชคดีนะมิลค์ ขอบคุณสำหรับความรักที่มึงมีให้กู” ขอบตาผมร้อนผ่าวเมื่อได้ยินประโยคซึ้งๆ จากคนรัก

“ขอบคุณมึงเหมือนกัน” ผมตอบกลับปลายสาย

“ก่อนวาง กูขอคุยกับไอซ์หน่อย”

“อืม ... จีจะคุยด้วย” ผมหันกลับไปหาเพื่อนสนิทที่ยืนรออยู่ด้านหลัง

“ว่าไงมึง ...” ไอซ์คว้าโทรศัพท์จากมือผม

“... อืม อืม ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมากเดี๋ยวกูจัดการเอง ... ไม่ต้องห่วง มันก็เพื่อนกูเหมือนกัน บาย ...” ผมรับโทรศัพท์คืนมา

“... ไม่มีอะไร มันแค่ขอโทษ และฝากกูดูแลมึง”

“อืม”

“กูขอโทษที่เมื่อเช้าอารมณ์เสียใส่มึง” น้ำเสียงและสีหน้าของไอซ์อ่อนลงจากเมื่อเช้า

“ไม่เป็นไร กูเข้าใจ แล้วก็ขอโทษที่เอาแต่สร้างเรื่องให้มึง”

“เล็กน้อย ... แต่มึงไหวแน่นะ” ผมพยักหน้า

“พ่อกูรู้เรื่องหรือยัง” ผมเริ่มกังวลเพราะไม่รู้ว่าพ่อจะอาศัยโอกาสจากความวุ่นวายครั้งนี้หรือมาบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างผมกับจีหรือเปล่า

“น่าจะรู้แล้ว ...” ผมพยักหน้า

“... แต่กูต้องเตือนมึงนะว่าคนที่มึงควรจะระวังไม่ใช่พ่อมึง จะดีจะร้าย มึงก็ลูก แต่กับคนอื่นๆ อาจไม่ใช่แบบนั้น ... หลายคนรอจังหวะนี้มานาน อย่าลืมว่าการ 'ขาดความเหมาะสมทางจริยธรรม' นั้นหนักพอจะทำให้มึงหลุดจากทุกตำแหน่งได้” ผมทบทวนทุกถ้อยคำของไอซ์อย่างถี่ถ้วน

ฮึๆๆ ผมหัวเราะอยู่ในลำคอ ใช่ ผมยอมรับว่าตัวเองพลาด แต่ถ้าใครคิดว่าผมจะยอมเป็นแกะที่ถูกฝูงหมาป่ารุมขยำละก็ ... คิดผิด



‘You cannot be broken, not even a single crack.

Because if you spill even a single drop of your blood, all the wolves will come’





9.30

ผมนั่งอยู่ที่ตำแหน่งหัวโต๊ะในห้อง Monitoring room ในขณะที่เพื่อนสนิทนั่งขมวดคิ้วอยู่ข้างๆ โดยมีน้องในทีมของไอซ์กำลัง brief เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่หน้าห้อง

“ทุกอย่างเริ่มมาจากภาพนี้ค่ะ” ผมยิ้มแห้งงงงงงหน้าเหลือ 2 นิ้วเมื่อภาพต้นเรื่องถูกฉายขึ้นจอ monitor

“ไอ้จ๊า” ไอซ์เรียกชื่อน้องในทีมเสียงแข็ง ในขณะที่คนอื่นๆ ในห้องประชุมทำสีหน้ากลืนไม่คายไม่ออก เมื่อมีภาพของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่บังเอิญนั่งหัวโด่อยู่กลางห้องกำลัง Deep kiss กับเพื่อนชายคนสนิทที่บาร์แห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ โชว์หราอยู่บนจอ Monitor ไม่รู้ว่าเพราะกล้องมือถือสมัยนี้คุณภาพดีหรือความซวยของผมที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งที่แสงจาก downlight ตกลงมาพอดีเลยทำให้ตัวเองถูก Highlight เด่นอยู่กลางภาพ ... ไม่น่าเชื่อว่าภาพที่สวยทุกองค์ประกอบแบบนี้จะสร้างความ ฉห ให้ผมได้ในระดับสึนามิ

ผมจำความรู้สึกคืนนั้นได้ เรา 2 คนไปนั่งเล่นที่บาร์ตามปกติ คืนนั้นบรรยากาศทุกอย่างเป็นใจ สถานที่ อาหาร เครื่องดื่ม คนข้างๆ ... บทเพลง “Can you feel the love tonight” ของ Sir Elton John ที่กำลังถูกขับร้องจากนักร้องสาวเสียงดี ... เรา 2 คนสบตากัน และผมเป็นฝ่ายที่หักห้ามใจตัวเองไม่อยู่ โน้มคอคนตรงหน้าเข้ามาประกบจูบ

“ไม่เป็นไร มาถึงขนาดนี้แล้ว ทุกคนในห้องนี้คงเห็นรูปนี้กันหมดแล้ว ...” ผมตอบอย่างไม่ถือสา

“... ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมใช้โอกาสนี้ขอโทษพวกคุณทุกคนที่ต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องส่วนตัวของผม และก็ขอขอบคุณที่มาช่วยเหลือผม”

“งั้นหนูขออนุญาตต่อเลยนะคะ มันเริ่มมาจากมี User ใน Twitter โพสต์รูปนี้เพื่อ Support ที่ไทยผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม เขาโพสต์มาประมาณ 3 วันก่อนที่เมื่อคืนจะมีคนมาไทยเห็นแล้วจำได้ว่าคือคุณมิลค์แล้ว Retweet จนติดเเทรนด์ ... ตอนนี้ ยอด Retweet พุ่งไปเกือบ 8 แสนแล้วค่ะ” แม่เจ้า ... 8 แสน

“ลักษณะของการ Retweet เป็นยังไงครับ” ไอซ์ถาม

“ก็มีทั้งกลุ่มที่สนับสนุน และไม่สนุบสนุนครับ ...” น้องผู้ชายอีกคนตอบคำถามแทนน้องจ๊า

“... กลุ่มที่สนับสนุนก็มองว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว บาร์อยู่ในต่างประเทศ เรื่องก็เกิดนอกเวลางาน แล้วภาพที่ออกมาก็ไม่ได้น่าเกลียด ...”

“... ส่วนกลุ่มที่ไม่สนับสนุนอันนี้พออ่านไปเรื่อยๆ ผมเลยมีทฤษฎีขึ้นมา พอไปทำ ฏata mining แล้วก็เป็นอย่างที่คิดคือส่วนใหญ่จะเป็น FC พี่ Riven คนกลุ่มนี้เกินครึ่งเคย Retweet #มตส. พอมีภาพนี้หลุดออกมาก็เลยไม่พอใจ”

“กลุ่มนี้ Retweet ไปในทางไหน” คนข้างตัวถามขึ้นอีกครั้ง

“ก็แนว Bully ครับ ทั้งคุณมิลค์แล้วก็เพื่อนของคุณมิลค์ครับ” ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่ปฏิเสธว่าผมเองก็อ่าน Retweet พวกนั้นมาไม่น้อย อ่านแล้วก็จิตตกเพราะมันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

“เราจะรับมือกับมันยังไง ผมต้องตั้งโต๊ะแถลงอะไรบ้างไหม” ผมถาม

“ไม่” น้ำเสียงห้วนๆ ของไอซ์แทรกขึ้นมาทันที มันจ้องหน้าผมเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อ

“พวกเราเห็นด้วยกับพี่ไอซ์ครับ ...” น้องๆ ในทีมสนับสนุนความเห็นของไอซ์

“... ผมแนะนำว่าเราไม่ควรมีแถลงการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น บริษัทจะทำเหมือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานคนหนึ่งที่เกิดขึ้นนอกเวลางาน ซึ่งเราก็จะแนะนำให้คุณมิลค์และเพื่อนทำเหมือนกัน ไม่โต้ตอบ ไม่ให้สัมภาษณ์ รวมถึงแนะนำให้คุณมิลค์ Freeze ทั้ง FB และ IG ไปซักระยะ เพื่อลดไม่ให้คนกลุ่มนี้หยิบเอาไปเป็นประเด็นครับ” ผมเม้มปากพลางหันมองเพื่อนสนิทที่นั่งขมวดคิ้วอยู่ข้างๆ

“กูเห็นด้วย” ไอซ์ตอบ ผมพยักหน้าตอบตกลง

“เพื่อนของผม ... มีคนหาเจอหรือยังครับว่าเขาคือใคร ทำงานอะไร”

“ตอนนี้ยังค่ะ ... แต่คิดว่าสุดท้ายคงโดนขุดจนเจอ ... ตามสถิติแล้วถ้าไม่มีประเด็นเข้ามาซ้ำ เรื่องทุกอย่างน่าจะจบภายใน 3-5 วัน”



แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ไม่ทันข้ามวันพวกเขาก็หาจีเจอ โชคดีที่บริษัทที่จีทำงานอยู่เป็นบริษัทแบบ B2B social media เดียวที่มีคือ Official Website ผลกระทบเลยไม่ลามไปถึงที่ทำงาน แต่ถึงกระนั้นรูปและ Profile ของจีก็แพร่กระจายอยู่ใน Twitter ไม่ต่างจากผม

“มึงเลิกอ่านได้แล้ว” ไอซ์ยื่นมือมาบังหน้าจอมือถือ

“อืม ว่าจะไม่อ่านแต่ก็อดไม่ได้วะ” ผมกด Lock หน้าจอก่อนจะเก็บ Smart phone ใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม

“คนพวกนั้นก็แค่สนุก เขาไม่ได้มีตัวตนอยู่ในชีวิตของมึงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียเวลาอ่าน”

“อืม” ผมตอบรับก่อนจะหันหน้าออกไปมองวิวนอกหน้าต่าง ใช้ พวกเขาไม่ได้มีตัวตนอยู่ในชีวิตผมด้วยซ้ำ แล้วอะไรที่ทำให้คนเหล่านั้นมีสิทธิแสดงความเห็นราวกับเรารู้จักกันในชีวิตจริง มันหงุดหงิด อยากจะพาดงวงฟาดงาแต่ก็ทำไม่ได้ มันเหมือนต่อยลม เพราะสุดท้ายก็เป็นผมเองที่เหนื่อยเปล่า ผมอยู่ในที่แจ้งในขณะที่พวกเขาคือใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นคนที่แค่หาอะไรทำแก้เบื่อ หรืออาจจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่โพสต์ไปเพราะความคึกคะนอง

‘มั่นหน้า คงคิดว่าตัวเองสวยมากมั้ง ถึงได้เทพี่ Riven ... รู้ตัวไหมว่าตอนนี้กำลังถูกคนทั้งวงการขำอยู่’

‘ดีแล้วที่พี่ Riven รอดพ้นจากบ่วงกรรมของนาง’

‘Test ที่สร้างคือคุณหนูผู้เพรียบพร้อมราวกับราชนิกุล ร่างจริงคือใจแตก ดูดปากผู้ชายกลางร้านอาหาร ทำอะไรก็ได้ไม่อายสายตาใคร วันๆดีแต่ทำตัวอวดรวย’

‘ผู้ชายก็ไม่ได้หล่อขนาดนั้น Profile ก็ไม่ได้ดีอะไร อาจจะเป็นพวกหนูหวังจะตกถังข้าวสาร’

‘วงในบอกว่านางหลงผู้ชายคนนี้มาก บินไปสิงคโปร์ทุกสัปดาห์ อาการหนักอยู่นะ เหมือนหมาหลงเจ้าของ’

‘เพื่อนเราเป็นแอร์ CF ว่านางบินไปทุกสัปดาห์จริงๆ ภาพลักษณ์นางดู friendly แต่ตัวจริงโคตรหยิ่ง โคตรเรื่องเยอะ วงในรู้กันเรื่องความเยอะสิ่งของนาง’

‘คนไทยที่โน่นเจอนางประจำ เดิน shopping เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ กินข้าวร้านอาหารแพงระยิบ เขาเล่ากันว่าซื้อของเปย์ผู้ ไม่รู้หมดไปเท่าไหร่ แต่คงไม่สะเทือนเพราะนางรวย’

“กูว่าคนพวกนี้คงอกแตกตายถ้ารู้ว่าไอดอลเกาหลีที่ตัวเองรักนักรักหนาออกปากจะออกมา Support มึง ...” ผมหันกลับมามองเพื่อนสนิท Riven ไลน์มาหาผมเมื่อ 2 วันก่อน เขาเสนอตัวว่าอยากออกหน้าช่วย support อย่างน้อยความกดดันจะได้เบาลงบ้าง แต่ผมปฏิเสธ แค่เขาเสนอตัวช่วยผมก็ทราบซึ้งใจแล้ว ไม่มีคนในวงการบันเทิงคนไหนหรอกอยากจะเอาตัวเองมาเปื้อนโคลนของคนอื่น

“... ว่าแต่มึง กูก็ห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน อ่านแล้วโมโหวะ ความคิด Toxic พวกนั้นทำให้โลกน่าอยู่น้อยลง ... บางครั้งกูก็คิดนะเว้ยว่าลูกกูจะโตมายังไงในสภาพสังคมปัจจุบันวะ ...”

“... คิดถึงสมัย 2G เนอะ สมัยที่พวกเราต้องใช้โทรศัพท์บ้านโทรคุยกัน”

“ตอนนั้นชีวิตดูมีความสุขมากกว่าตอนนี้” มันพยักหน้าเห็นด้วย คิดถึงสมัยก่อนตอนผมยังเป็นเด็ก โลกไม่ได้หมุนเร็วเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“คุณมิลค์ครับ จะถึงโรงแรมแล้วคุณมิลค์จะลงตรงไหนครับ” เลขาหนุ่มวัยเอี้ยวตัวจากเบาะหน้ามาถาม

“ลงประตูหน้า ...” ไอซ์เป็นฝ่ายตอบคำถามแทน

“... ยิ้มเข้าไว้ มึงไม่ได้ทำอะไรผิด” ผมพยักหน้ารับเมื่อเจ้าตัวอธิบายเพิ่ม

ทันทีที่รถยนต์ Maybach 62s สีขาวเลี้ยวเขามาในโรงแรม นักข่าวก็วิ่งกรูกันเข้ามาที่ประตูทางเข้า แสงแฟลชสาดผ่านกระจกรถเข้ามาเหมือนพลุฉลองวันขึ้นปีใหม่ ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นจำนวนนักข่าวที่มาเฝ้าและความวุ่นวายตั้งแต่ผมยังไม่ทันได้ก้าวออกจากรถ อย่างน้อยโรงแรมก็ช่วยอำนวยความสะดวกเอาที่กั้นมาวางกันนักข่าวให้อยู่ด้านข้าง และไม่อนุญาตให้นักข่าวที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวันนี้เข้ามาในตัวอาคาร

“คุณมิลค์ครับ”

“ขอถ่ายรูปหน่อยครับ”

“มีอะไรจะให้สัมภาษณ์ไหมครับ”

“คุณมิลค์จะไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน่อยเหรอครับ”

ทันทีที่ผมก้าวขาลงจากรถ ทุกอย่างก็สับสนอลหม่าน ทั้งเสียงตะโกนเรียก แสงแฟลชที่สาดเข้ามาไม่หยุดจนตาพร่า สิ่งเดียวที่ผมทำคือยิ้มให้กับทุกคำถาม ความวุ่นวายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเมื่อนักข่าวดันกันจนที่กั้นล้มและวิ่งกรูกันเข้ามาจนพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงแรมต้องช่วยกันจับมือยืนล้อมรอบตัวผมเพื่อกันไม่ให้นักข่าวเข้าประชิดตัว

“มึงไหวไหม” ไอซ์ถาม เมื่อเรา 3 คนก้าวเข้ามาในลิฟต์

“ไหวดิแค่นี้เอง” ผมตอบพลางมองหน้าตัวเองในกระจก

“คุณมิลค์ครับ น้ำครับ ...” ผมรับน้ำดื่มขวดเล็กจากมือเลขา

“... คุณมิลค์เหงื่อออกเยอะมากเลยครับ ผมขออนุญาตเช็ดหน้าให้นะครับ” ผมพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตก่อนที่ทิชชูเปียกจะถูกซับลงบนใบหน้าอย่างเบามือ

“ในงานคงไม่วุ่นวายเท่าไหร่แล้ว” ไอซ์พูด

“อืม ...” ร้อนชิบหาย ถ้าไม่เพราะโดนเบียดจนตัวแทบแบน เหงื่อคงไม่ออกมากขนาดนี้ ร้อนจนอยากจะขออาบน้ำแต่งตัวใหม่อีกซักรอบ

“... ยามที่มาช่วย ผมฝากเอาเงินใส่ซองให้พวกเขาได้ไหม”

“ได้ครับ” เลขาของผมตอบรับ

“ถ้างานนี้จบ อะไรๆ น่าจะดีขึ้น” ไอซ์หมายถึงเรื่องในบริษัทเพราะตอนนี้กระแสจากภายนอกเงียบไปพอสมควรแล้ว เป็นเหมือนที่มันเตือนไว้ไม่มีผิด กรรมการหลายคนหวังจะใช้จังหวะนี้เหยียบผมให้จมดิน แต่ยังเป็นโชคดีของผมที่ Deal ที่คุยไว้กับบริษัทข้ามชาติมาสำเร็จเอาช่วงนี้พอดี เรื่องฉาวส่วนตัวเลยถูกมองข้ามไปเมื่อเทียบกับผลประโยชน์มหาศาลของบริษัท จริงๆ แล้วรายละเอียดเบื้องหลังเสร็จทุกอย่างคุยกับจบแล้ว จะพูดว่า Deal กันจบไปแล้วก็ไม่ผิดนัก ที่จะต้องมาเปิดโรงแรม เชิญนักข่าว จัด Event กันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ก็เพื่องาน PR เท่านั้น

ผมจรดปากกาลงลายเซ็นบนสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ก่อนที่เสียงปรบมือจะดังขึ้นทั้ง Hall ต่างฝ่ายต่างจับมือกัน ส่งยิ้ม หัวเราะ แล้วจบลงด้วยการดื่ม champagne แสดงความยินดีให้กันและกัน ตอนแรกรู้สึกเฉยๆ กับงาน PR แบบนี้แต่พอเห็นบรรยากาศความสุขของคนที่อยู่เบื้องหลังแล้วก็อดมีอารมณ์ร่วมด้วยไม่ได้

“ยังพอมีเวลาอีกซัก 2-3 คำถามนะครับ นักลงทุนหรือนักข่าวท่านไหน มีคำถามถึงผู้บริหารเพิ่มเติมไหมครับ ...” MC ในงานพูดคุยเสียงใส

“... น้องๆ ช่วยส่งไมค์ให้พี่เขาด้วยนะครับ” ถ้าเป็นตอนนำเสนองานสมัยเรียนป.ตรี ผมคงบ่นอยู่ในใจว่าจะมาถามอะไรกันตอนนี้ แต่ด้วยบทบาทของผู้บริหารผมเลยทำได้แค่ส่งยิ้มแล้วทำท่าเหมือนดีใจเสียเต็มประดาที่มีคนถาม

“อยากจะถามคุณมิลค์นะครับว่าในฐานะผู้บริหาร คุณมิลค์คิดว่าข่าวของคุณมิลค์ส่งผลกระทบอะไรกับความน่าเชื่อถือขององค์กรไหมครับ” ทั้ง hall เงียบกริบ สายตานับร้อยก็จับจ้องมาที่ผม ผมเหลือบมองเพื่อนสนิทที่ทำสีหน้าตึงขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำถาม คิดว่าในใจของไอซ์ตอนนี้คงร้อนเหมือนโดมไฟสุม ถ้าไม่ติดว่าอยู่กลางงานแถลงข่าวเจ้าตัวคงเดินเข้าไปบวกกับคนถามแล้ว

“ต้องขอโทษผู้ถามคำถามด้วยนะครับ งานวันนี้เป็นงานของระหว่าง 2 องค์กร คงดูไม่ดีเท่าไหร่ที่จะให้คุณมิลค์พูดเรื่องสวนตัว...” พอหันไปสบตา MC น้องที่ดูท่าทีกระฉับกระเฉงเมื่อครู่กลับทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแต่ก็สามารถตัดบทได้อย่างมืออาชีพ

“...ขอบคุณสำหรับคำถามนะครับ หลังจบงานแถลงข่าวแล้วขอเชิญทุกท่านร่วมรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนนะครับ” MC กล่าวจบ Session คำถามจากสื่อและนักลงทุน

“ผมตอบได้ครับ ...” ผมสบตากับเพื่อนสนิท มันจ้องผมตาเขม็งพร้อมกับส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม

“... ผมเชื่อว่าข่าวที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลกระทบใดๆ กับความน่าเชื่อถือขององค์กรเลยแม้แต่น้อย จะก่อนหน้าหรือหลังจากที่มีข่าว ผมก็ยังคงเป็นคนๆ เดียวกับคนที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น ...”

“... เวลา 2 องค์กรตกลงทำธุรกิจร่วมกัน เราให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ของตัวองค์กรและตัวบุคคลที่เป็นตัวแทนขององค์กรมากกว่าเรื่องส่วนตัวของคนๆ นั้นอยู่แล้วครับ ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานยิ่งไม่ใช้ประเด็นอะไรที่จะต้องกังวล”

“You are absolutely right and I could not agree more …” ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ ในห้องประชุม ผมรู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินเสียงจากชาวต่างชาติคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“… It does not matter what your sexual preference is. But it is more important how effective a person you are ...”

“… We were close to the final agreement when the news broke and it did not make any difference to our decision because of his past work and successful are very much more important ...” ทั้ง Hall อยู่ในความตกตะลึงเพราะไม่มีใครคิดว่าอยู่ๆ ประธานบริษัทที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหลายชั่วโมงจะกระโดดเข้ามาร่วมวงสนทนานี้แบบงงๆ แถมยังกล่าวประโยคที่ลึกซึ้งจนกินใจคนทั้งงานรวมทั้งของผมด้วย



----------





“แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น” จีถามขณะที่เรา 2 คนกำลังนั่งกินหมูและกุ้งสะเต๊ะเจ้าดังในย่าน Lau Pa Sat

“คนอื่นๆ ก็ไปอึ้งดิ แต่หลังจากเขาพูดเสร็จคนก็ปรบมือกันทั้ง Hall เลยนะ ...” พอคิดถึงบรรยากาศที่คนทั้ง Hall พร้อมใจกันปรบมือแล้วยังขนลุกไม่หาย

“... ต้องขอบคุณเขานะ มันกลายเป็น Viral อยู่ช่วงหนึ่งเลย กระแสถึงได้วนกลับมาฝั่งเรา” จะบอกว่าเหตุการณ์นั้นเป็นอีกหนึ่ง Highlight สำคัญของงานเลยก็ได้ ไม่คิดจริงๆ ว่ากระแส Drama จะหักมุมตอนจบแบบนี้

“จบแบบ Happy ending ก็ดีแล้ว ... เขาก็พูดแทนใจใครหลายคนอยู่นะ ... FC พี่ Riven ก็เกินไป กระแสก็ปั่นกันเองทั้งนั้น พอไม่ได้ดังใจก็มาลงที่มึง” ผมค้อมหัวเป็นเชิงขอบคุณเมื่อคนตรงหน้าวางกุ้งสะเต๊ะที่แกะเปลือกออกเรียบร้อยลงบนจาน

“เอออ พูดถึงเขา เขาชวนเราไป Con เดือนหน้านะ”

“เรานี่หมายถึงกูด้วยเหรอ” จีเอานิ้วชี้หน้าตัวเองเหมือนไม่มั่นใจ

“อืม กูกับมึง”

“ไม่ใช่แนวของกูเท่าไหร่เลย”

“Con เกาหลีก็ไม่ใช่แนวกู แต่เขาอุตส่าห์ชวน ไปให้กำลังใจเขาหน่อย”

“ที่ไหนอะ”

“KL งานจัดคืนวันเสาร์ กูมาหามึงคืนวันศุกร์แล้วเช้าวันเสาร์เราบินไป KL กัน ...” จีพยักหน้า

“... มึงลางานซัก 2 – 3 วันได้ไหม เย็นวันอาทิตย์บินกลับไทยพร้อมกูนะ วันอังคารวันเกิดม๊า มึงอยู่ด้วยม๊าน่าจะดีใจ”

“วางแผนไว้หมดแล้ว?” ผมพยักหน้ารับให้กับคำถามของจี

“เวลามันลง Lock พอดี”

“เอาใจม๊าขนาดนี้ ตอนนี้รักมึงมากกว่ากูแล้วมั้ง” คนตรงหน้าอมยิ้ม

“อะแน่นอน ใครๆ ก็รักกูทั้งนั้นแหละ”


----------


#Can you feel the love tonight
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight
« ตอบ #219 เมื่อ: 08-02-2026 10:04:34 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : Bangkok city challenge
«ตอบ #220 เมื่อ08-02-2026 10:06:55 »

#Can you feel the love tonight
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight
«ตอบ #221 เมื่อ10-02-2026 09:42:42 »

“อืมมมมม ...” ผมงัวเงียตื่นขึ้นมากลางดึก บนหน้าจอ smart phone ปรากฏชื่อของเลขาส่วนตัว แม่งกี่โมงแล้ววะ ... อิเหี้ย ตี 4

“... ว่าไงครับ”

“คุณมิลค์ครับ คุณไอซ์ให้ผมโทรมาแจ้งให้คุณมิลค์เข้ามา office ตอนนี้เลยครับ”

“ฮะ!!! … เกิดอะไรขึ้น”

“คุณไอซ์ไม่ได้บอกครับ บอกแค่ให้ผมโทรปลุกคุณมิลค์ แล้วให้ตามมาเจอที่ชั้น 22” จากที่งัวเงียๆ ผมตาสว่างทันทีที่ได้ยินสถานที่นัดพบ ชั้น 22 เป็นที่ตั้งของ monitoring room ถ้ามันนัดให้ผมไปเจอที่นั่น รับรองได้ว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่แล้วแน่ๆ


----------


#Can you feel the love tonight
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight
«ตอบ #222 เมื่อ11-02-2026 22:47:15 »

“คุณมิลค์ครับ จะถึงโรงแรมแล้วคุณมิลค์จะลงตรงไหนครับ” เลขาหนุ่มวัยเอี้ยวตัวจากเบาะหน้ามาถาม

“ลงประตูหน้า ...” ไอซ์เป็นฝ่ายตอบคำถามแทน

“... ยิ้มเข้าไว้ มึงไม่ได้ทำอะไรผิด” ผมพยักหน้ารับเมื่อเจ้าตัวอธิบายเพิ่ม

ทันทีที่รถยนต์ Maybach 62s สีขาวเลี้ยวเขามาในโรงแรม นักข่าวก็วิ่งกรูกันเข้ามาที่ประตูทางเข้า แสงแฟลชสาดผ่านกระจกรถเข้ามาเหมือนพลุฉลองวันขึ้นปีใหม่

ทันทีที่ผมก้าวขาลงจากรถ ทุกอย่างก็สับสนอลหม่าน ทั้งเสียงตะโกนเรียก แสงแฟลชที่สาดเข้ามาไม่หยุดจนตาพร่า สิ่งเดียวที่ผมทำคือยิ้มให้กับทุกคำถาม


----------


#Can you feel the love tonight
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight
«ตอบ #223 เมื่อ13-02-2026 09:33:53 »

“ขอโทษทำไม กูเป็นคนเริ่ม ...”

“... กูไม่ได้เสียใจที่เราจูบกันวันนั้น”

“โชคดีนะมิลค์ ขอบคุณสำหรับความรักที่มึงมีให้กู” ขอบตาผมร้อนผ่าวเมื่อได้ยินประโยคซึ้งๆ จากคนรัก

“ขอบคุณมึงเหมือนกัน” ผมตอบกลับปลายสาย

ผมจำความรู้สึกคืนนั้นได้ เรา 2 คนไปนั่งเล่นที่บาร์ตามปกติ คืนนั้นบรรยากาศทุกอย่างเป็นใจ สถานที่ อาหาร เครื่องดื่ม คนข้างๆ ... บทเพลง “Can you feel the love tonight” ของ Sir Elton John ที่กำลังถูกขับร้องจากนักร้องสาวเสียงดี ... เรา 2 คนสบตากัน และผมเป็นฝ่ายที่หักห้ามใจตัวเองไม่อยู่ โน้มคอคนตรงหน้าเข้ามาประกบจูบ


----------


#Can you feel the love tonight
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ปล. พรุ่งนี้ผมติดธุระนะครับ  :o8: เจอกันอีกทีวันอาทิตย์เลยครับ
 :mew1:

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนที่ 41 : Can you feel the love tonight
«ตอบ #224 เมื่อ14-02-2026 17:00:30 »

สุขสันต์วันวาเลนไทด์นะครับทุกคน  :L2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด