พิมพ์หน้านี้ - ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 12 - . . . . . . . [19/Jul/2021]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => ข้อความที่เริ่มโดย: Cloverberry ที่ 04-10-2020 21:36:14

หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 12 - . . . . . . . [19/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 04-10-2020 21:36:14
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม



***********************************************************************


#ความธรรมดาที่พิเศษ
- สารบัญ -
Prologue (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4049541#msg4049541)
01 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4049644#msg4049644)  02 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4049716#msg4049716)  03 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4050124#msg4050124)
04 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4050249#msg4050249)  05 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4050407#msg4050407)  06 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4050746#msg4050746)
07 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4051096#msg4051096)  08 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4051252#msg4051252)  09 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4052195#msg4052195)
10 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4056805#msg4056805)  11 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4058386#msg4058386)  12 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=72339.msg4058633#msg4058633)


หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Prologue - . . . . . . . [04/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 04-10-2020 21:45:25
Prologue





     เสียงเพลงที่คลอเบาๆ ทำให้บรรยากาศภายในร้านไม่เงียบเหงา ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาอุดหนุนล้วนแต่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของร้านอาหารแห่งนี้ ยิ่งช่วงนี้ที่เพิ่งผ่านพ้นสัปดาห์ของการสอบมิดเทอมมาหมาดๆ จึงไม่แปลกที่จะเห็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวมาฉลองกันเหมือนทัวร์ลงแบบนี้

     และหนึ่งในนั้นก็คือผมกับเพื่อนสนิท

     "กินเยอะๆ เลยนะมึง มื้อนี้กูเลี้ยง เอาให้เต็มที่"

     ผมทำหน้าบอกบุญไม่รับใส่คนพูดที่นั่งอยู่อีกฝั่ง คั่นกลางด้วยอาหารหลายอย่างที่เจ้าตัวสั่งมาเหมือนอดอยากมาสามวัน ข้างๆ กันคือเด็กสาวต่างคณะที่กำลังยิ้มไม่หุบตั้งแต่เดินเข้าร้านมา แต่ก็นะ...จะยิ้มมากก็ไม่แปลก เพราะวันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่เธอกับเพื่อนของผมคบกันนี่นา

     "อย่าทำหน้าบึ้งแบบนั้นดิ กูอุตส่าห์ชวนมากินข้าวทั้งที ร่าเริงเข้าไว้ไอ้หมาน้อย" ไอ้ดลว่าพลางเอื้อมมือมายืดแก้มผมเหมือนที่ชอบทำเป็นประจำ ผมปัดมือมันออก ทำปากบึนใส่

     "กูไม่ได้อยากมาสักหน่อย ง่วงจะตายอยู่แล้วเนี่ย เมื่อคืนก็อ่านหนังสือโต้รุ่ง วันนี้ยังต้องมานั่งดูมึงกับแฟนสวีทกันอีก"

     "ก็กูกลัวมึงเหงา แล้วอีกอย่างน้องพิงค์ก็อยากกินข้าวกับมึงด้วย"

     "ก็พิงค์คิดถึงพี่ไอนี่นา ไม่ได้เจอพี่ไอตั้งนาน พิงค์คิดถึงแก้มนุ่มๆ ของพี่ไอ" ไม่พูดเปล่าแต่ยังเอื้อมมือมายืดแก้มผมเหมือนที่ไอ้ดลทำเมื่อครู่ไม่มีผิด เอาเข้าไปเจ้าพวกนี้ เห็นแก้มผมเป็นของเล่นกันหรือไง

     "พอเลย ทั้งเราทั้งไอ้ดลนั่นแหละ แล้วที่ชวนพี่มานี่แน่ใจแล้วเหรอ ปกติวันครบรอบเขาต้องอยากอยู่ด้วยกันแค่สองคนสิ"

     "ไม่เป็นไรเลยค่ะ พี่ไอไม่ต้องคิดมากเลย ดีซะอีกจะได้ช่วยดูพี่ดลด้วย รายนี้น่ะกินจุจนพุงเริ่มออกแล้ว"

     "อ้าวพิงค์ ไหงถึงหันมาเล่นพี่แบบนี้ล่ะ"

     แล้วผมก็ต้องนั่งดูแฟนคู่นี้จู๋จี๋กันเกือบครึ่งชั่วโมง ถามว่าคุ้มไหมกับมื้อเย็นที่มันเลี้ยง ผมบอกได้เต็มปากเลยว่าไม่คุ้ม ให้คนโสดมานั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับคู่รักแบบนี้ สู้เอามีดมาแทงกลางอกผมยังรู้สึกเจ็บน้อยกว่าอีก

     วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบมิดเทอม เด็กนิติฯ อย่างผมกับไอ้ดลจึงต้องอ่านหนังสือกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ผมนอนน้อยมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ไอ้ดลเองก็น่าจะเหมือนกัน แต่ที่เห็นมันยังร่าเริงอยู่แบบนี้คงเป็นเพราะวันนี้เป็นวันครบรอบของมันกับน้องพิงค์ บวกกับมันแทบจะกินกาแฟแทนน้ำเปล่าเลยยังพอจะมีเอนเนอร์จีอยู่บ้าง

     ...ในขณะที่ผมเพลียจะตายอยู่แล้ว แต่ก็ยังโดนลากมาเป็นสักขีพยานในวันครบรอบของมันอีก อยากจะถอนหายใจสักร้อยรอบ เวรกรรมอะไรของผมล่ะเนี่ย

     ที่จริงไอ้ดล (และน่าจะรวมถึงทุกคนในร้านนี้) อยากไปฉลองมิดเทอมกันที่ร้านเหล้ามากกว่า แต่รอบๆ มหา'ลัยผมไม่มีร้านเหล้าเลย ด้วยความขี้เกียจไปตระเวนหาร้านเหล้าไกลๆ ร้านอาหารแห่งนี้จึงเป็นเหมือนร้านประจำที่นักศึกษาส่วนใหญ่ในมหา'ลัยต้องแวะเวียนมาเสมอๆ

     "สอบมิดเทอมเป็นไงบ้างคะพี่ไอ" พิงค์หันมาถามผมโดยปล่อยให้คนข้างๆ กระเง้ากระงอดต่อไป ผมยิ้มแห้งๆ กลับไปก่อนจะตอบ

     "ก็นะ มันก็มีทั้งที่ทำได้และไม่ได้ปนกันไปน่ะแหละ"

     "อย่างพี่ไอทำได้อยู่แล้ว พี่เก่งจะตาย พิงค์รู้"

     "เฮ้ ชมแต่ไอ้ไอ ทีพี่ไม่เห็นชมบ้างเลย"

     "ก็พี่ชอบบ่นให้พิงค์ฟังประจำว่าทำไม่ได้"

     "แล้วทำไมไม่เห็นให้กำลังใจพี่เหมือนไอ้ไอบ้างเลย"

     "ที่พูดนี่คือกำลังงอนพิงค์อยู่เหรอ"

     "อือ งอนอยู่ ง้อด้วย"

     ผมยกแก้วน้ำแตงโมขึ้นมาดูดพลางมองคนงอนตรงหน้าด้วยความเอือมระอา ตัวใหญ่ซะเปล่า แต่ดูทำตัวอย่างกับเด็กน้อยงั้นแหละ

     "รู้งี้ไม่ชวนไอ้ไอมาก็ดี ชวนมาแล้วก็โดนแย่งความสนใจไปหมด น่าน้อยใจชะมัด"

     อ้าว ความผิดผมเหรอเนี่ย

     "ขี้งอนนะพี่อ่ะ นี่ไงพิงค์ก็กำลังง้ออยู่ไง" คนง้อตักข้าวไปจ่อปากคนงอน เพื่อนผมเล่นตัวนิดหน่อยแต่ก็ยอมอ้าปากกินข้าวที่แฟนป้อนให้ ผมเห็นว่ามันแอบยิ้มมุมปากนิดนึง แต่สุดท้ายก็แกล้งทำหน้างอนต่อเพื่อจะได้โดนง้อนานๆ

     ร้ายกว่าเพื่อนผมไม่มีอีกแล้ว

     ยิ่งมองยิ่งอิจฉา นี่สรุปแล้วดลมันเรียกผมมาเพราะกลัวผมเหงาหรืออยากแกล้งผมกันแน่เนี่ย

     "กูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ เชิญสวีทกันไปก่อนเลย"

     "แน่ะ ทนอิจฉาไม่ได้ล่ะสิ"

     ก็ใช่น่ะสิ ทั้งชีวิตผมเคยมีแฟนกับเขาซะที่ไหน

     ผมถลึงตาใส่ไอ้ดล ก่อนจะเดินมาเข้าห้องน้ำด้วยสภาพที่เหมือนซอมบี้เข้าไปทุกที ยิ่งพอส่องกระจกแล้วเห็นขอบใต้ตาดำยิ่งอยากวาร์ปไปโผล่บนเตียงนอนให้รู้แล้วรู้รอด นี่ถ้าคนที่ชวนมาไม่ใช่เพื่อนสนิทอย่างไอ้ดลกับรุ่นน้องที่สนิทอย่างน้องพิงค์ ให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางมาหรอก สำหรับเด็กนิติฯ อย่างผมน่ะเวลานอนสำคัญมากเลยนะรู้ไหม

     ผมวักน้ำล้างหน้าพอให้สดชื่น ตบแก้มเบาๆ สองสามทีก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะ ไอ้ดลยุให้ผมกินต่อ แต่ผมอิ่มแล้วเลยขอนั่งดูมันกับแฟนจู๋จี๋กันไปเฉยๆ (ที่จริงคือเอียนพวกมันนี่แหละ จะจู๋จี๋อะไรกันนักหนาก็ไม่รู้) ผ่านไปสักพักน้องพิงค์ก็บอกว่าอิ่มแล้ว ดลมันเลยเรียกพนักงานมาเก็บเงิน ผมที่นั่งหน้าบูดมาตลอดเลยพอจะยิ้มออกบ้าง

     จะได้กลับห้องไปนอนแล้ว ไอ้ไอคนนี้โคตรจะดีใจเลย

     "ขอบคุณนะคะพี่ไอที่มากินข้าวด้วยกัน และก็ขอโทษด้วยที่ทำให้พี่ไม่ได้กลับไปนอน แหะๆ"

     "ไม่เป็นไรๆ พี่ก็บ่นไปงั้นแหละ ยังไงก็ยินดีกับวันครบรอบด้วยนะ"

     "ขอบคุณค่ะ"

     พิงค์ยิ้มให้ผมก่อนจะหันไปบอกลาไอ้ดล และโดยที่มันไม่ทันตั้งตัวก็โดนแฟนสาวกระโดดจุ๊บแก้ม พิงค์บอกสุขสันต์วันครบรอบหนึ่งปีก่อนจะวิ่งหนีไป ทิ้งให้เพื่อนผมยืนลูบแก้มยิ้มคนเดียวเหมือนคนบ้า ผมที่มองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนหนังตากระตุก อยากจะทุ่มกระเป๋าใส่มันด้วยความหมั่นไส้

     "น้องเขาไปแล้ว จะยิ้มอะไรเยอะแยะ"

     "มึงก็รู้ว่าพิงค์เคยทำอะไรแบบนี้ซะที่ไหน พอโดนแฟนทำแบบนี้ใส่มันก็เลย...อดเขินไม่ได้ว่ะ"

     "เออ กูรู้แล้วว่าเขิน แต่ก่อนอื่นมึงช่วยไปส่งกูก่อน เพื่อนมึงจะสลบคาฟุตบาธอยู่แล้วเนี่ย"

     ปกติแล้วดลมันจะขับรถไปส่งพิงค์หลังเลิกเรียน แต่วันนี้เห็นพิงค์บอกว่ามีนัดกับแม่ไว้ ผมที่เห็นรถไอ้ดลว่างเลยขอร้อง (แกมบังคับ) ให้มันขับรถไปส่งผมซะเลย มันบังอาจแย่งเวลานอนของผมไป ดังนั้นมันต้องไถ่โทษด้วยการไปส่งผม

     "ก่อนไปส่งมึงกูขอแวะคณะวิทย์ฯ ก่อน"

     "ทำไมวะ"

     "มีนัดกับรุ่นน้องที่รู้จักกัน"

     "เห้ย! นี่มึงนอกใจพิงค์เหรอ"

     โป๊ก!

     "โอ๊ย! ตีหัวกูทำไม"

     "กูจะทำมากกว่าตีหัวอีกถ้ามึงยังไม่หยุดพูดอะไรมั่วซั่ว กูนัดกับรุ่นน้องผู้ชายโว้ย"

     "อ้าว...แล้วไม่พูดให้จบตั้งแต่แรก"

     ผมยิ้มแหะๆ ไอ้ดลส่ายหน้าอย่างเอือมระอา มันแกล้งผมด้วยการยืดแก้มผมเล่นอีกนิดหน่อยก่อนจะพาผมเดินกลับเข้าไปในมอ เห็นดลบอกว่าจะเอาแฟลชไดรฟ์ที่รุ่นน้องให้มาช่วยตรวจทานรายงานไปคืน ระหว่างที่เดินไปคณะวิทย์ฯ ผมก็ถามมันว่ารุ่นน้องคนไหน แต่มันก็บอกแค่ว่ารุ่นน้องคนนั้นเรียนวิทย์กีฬา พอผมถามชื่อมันก็ไม่บอกเพราะถึงบอกไปผมก็ไม่รู้จักอยู่ดี แปลกนะ ผมก็ตัวติดกับมันแทบจะตลอดเวลาที่อยู่ในมอ ยังมีรุ่นน้องของมันที่ผมไม่รู้จักอยู่อีกเหรอ

     คณะวิทย์ฯ ที่ว่าอยู่ไม่ไกลจากทางเข้ามหา'ลัย มิหนำซ้ำยังอยู่ใกล้กับคณะนิติฯ ของผมด้วย ไม่นานนักพวกผมสองคนก็เดินมาถึง ใต้ตึกคณะมีกลุ่มนักศึกษาอยู่ประมาณสี่ถึงห้าคน หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นคนที่นัดกับไอ้ดลไว้ แล้วก็ไม่ผิดไปจากที่ผมเดา เพราะเมื่อพวกผมเดินเข้าไปใต้ตึก คนที่นั่งอยู่กลางวงก็โบกมือมาทางผมพร้อมกับวิ่งมาหา

     "โหย โคตรช้าอ่ะพี่ อีกนิดเดียวผมจะไปเตะบอลกับเพื่อนแล้วเนี่ย"

     "อย่าบ่นนักเลยน่า กูก็มาแล้วนี่ไง เอ้า เอาไป กูแก้ให้แล้วเรียบร้อย มึงเอาไปส่งได้เลย"

     น้องคนนั้นรับแฟลชไดรฟ์จากมือเพื่อนผมไป ปากก็บอกขอบคุณยกใหญ่ จนกระทั่งผมดึงแขนเสื้อไอ้ดล น้องคนนั้นเลยหันมามองผม

     "กลับได้ยังอ่ะ กูง่วง"

     "เออว่ะ กูต้องไปส่งมึงนี่นะ"

     "อย่าพูดเหมือนกูเป็นส่วนเกินได้ป่ะ มึงลากกูมาเองนะ"

     "ก็นี่ไง กำลังจะไปส่งแล้วไงครับคุณเพื่อน กูไปก่อนนะเว้ยไอ้ธีม ไว้เจอกัน"

     "..."

     "ไอ้ธีม"

     "..."

     "ไอ้ธีม!"

     "ค...ครับ?"

     "กูบอกว่ากูจะไปแล้ว ไว้เจอกันใหม่วันหลัง"

     "อ๋อ...โอเคครับ หวัดดีครับพี่"

     รุ่นน้องที่ผมเพิ่งรู้ว่าชื่อธีมพูดกับไอ้ดล ก่อนจะหันมามองผมต่อ ที่บอกว่ามองต่อเพราะตอนที่ผมดึงเสื้อไอ้ดลเขาก็มองผม จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เลิกมอง มองจนผมรู้สึกแปลกๆ อย่างกับหน้าผมมีอะไรติดอยู่งั้นแหละ

     "ทำไม อยากรู้จักเพื่อนกูเหรอ" ไอ้ดลถามร่างสูงตรงหน้า แต่ยังไม่ทันที่คนถูกถามจะตอบมันก็ดันตัวผมมาอยู่ตรงหน้าซะก่อน "นี่เพื่อนกูชื่อไอ อยู่คณะเดียวกับกู เห็นจ้องซะแทบจะกลืนเข้าไปทั้งตัว ทีนี้คงจะหายสงสัยแล้วนะ"

     "ไอ้ดล! กลืนบ้ากลืนบออะไรของมึง กูคนนะไม่ใช่อาหาร"

     "อ้าวเหรอ ไม่รู้อ่ะ เห็นมึงตัวเล็กขนาดพอดีมือเลยนึกว่าเป็นแฮมเบอร์เกอร์เดินได้"

     "ไอ้ดล!!"

     ผมยกมือต่อยแขนไอ้คนปากหมา แต่มันก็ยังหัวเราะร่าไม่สะทกสะท้านอะไร ผมเลยถลึงตาใส่มันด้วยความโมโห ก่อนจะหันกลับมามองคนตรงหน้า ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร "อย่าไปสนมันเลย ไอ้เวรนี่ก็พูดไปเรื่อยน่ะ พี่ชื่อไอนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"

     ผมยื่นมือไปข้างหน้าหวังจะจับมือกับน้องธีม แต่แทนที่จะยื่นมือมาจับมือผม ธีมกลับมองมาที่มือผมนิ่งๆ ก่อนจะ...เดินกลับไปหาเพื่อน

     "ผมไปก่อนนะพี่ดล ไว้เจอกันวันหลังครับ" ร่างสูงหันมาพูดกับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม ก่อนจะเดินออกจากตึกไปพร้อมกับเพื่อนๆ ของเขา ผมก้มมองมือตัวเองที่เก้ออยู่กลางอากาศ คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว

     "อะไรของมันวะ ปกติเฟรนด์ลี่จะตายนี่หว่า ทีวันนี้ทำเป็นเล่นตัวไปได้"

     "...นี่ดล"

     "ว่า?"

     "น้องเขาเกลียดอะไรกูหรือเปล่า"

     "จะบ้าเหรอ มึงกับมันเพิ่งเจอหน้ากันวันนี้วันแรก จะเอาอะไรมาเกลียดล่ะ"

     "งั้นทำไมน้องเขาถึง..."

     "ช่างแม่งเถอะ มันคงอารมณ์เสียอยู่มั้ง ไว้ถ้าเจอกันคราวหน้ากูจะพูดกับมันให้ละกัน"

     ไอ้ดลพาผมไปยังลานจอดรถ ก่อนจะขับรถไปส่งผมที่หอ ระหว่างทางที่อยู่ในรถผมก็ก้มมองมือตัวเองอีกรอบ พลางนึกถึงใบหน้าของคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกทว่ากลับจำได้ขึ้นใจ

     นี่ผม...เผลอไปทำอะไรไม่ดีให้น้องเขาหรือเปล่านะ?










     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Prologue - . . . . . . . [04/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 05-10-2020 00:57:21
น่ารักจังเรื่องนี้
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 01 - . . . . . . . [06/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 06-10-2020 23:31:09
Episode 01





     ผมกับไอ้ดลยืนอยู่หน้าห้องอาจารย์มาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว ไอ้ดลกำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ ถ้าให้เดาคงคุยกับน้องพิงค์อยู่ ส่วนผมยืนกอดอกพิงกำแพง ในใจก็คอยเป็นห่วงคนที่หายเข้าไปในห้องตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะออกมาเลย

     "ไอ้ดล"

     "ว่า?" เจ้าของชื่อตอบกลับมาแต่ตายังมองโทรศัพท์อยู่

     "มึงว่าตาลมันจะรอดไหมอ่ะ"

     "รอดของมึงนี่หมายถึงอะไรล่ะ เอาแค่ไม่โดนรีไทร์หรือไม่โดนอาจารย์ดุเลย"

     "เรียกเข้าไปนานขนาดนี้กูว่าคงโดนดุไปแล้วล่ะ แต่กูไม่คิดว่าจะถึงขั้นรีไทร์นะ"

     "มันก็ไม่แน่"

     "นี่มึงแช่งเพื่อนเหรอ"

     "เปล่า แต่มึงก็รู้ว่าอาจารย์สมชัยไม่เคยเรียกพวกเราเข้าไปในห้องถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ"

     ผมกำลังจะเอ่ยปากบอกให้มันพูดในแง่บวกบ้าง แต่เสียงประตูเปิดทำให้ผมยุติบทสนทนาไว้แค่นั้นแล้วหันไปมอง ไอ้ตาลหรือเพื่อนสาวอีกคนของผมกับไอ้ดลทำหน้าหงอยอยู่หน้าประตู

     "เป็นไงมึง" ผมรีบโพล่งถามมันออกไป ไอ้ดลเองก็ผละจากโทรศัพท์หันมามองตาลเช่นกัน

     "ฮืออออ พวกมึงงงง ทั้งชีวิตกูไม่เคยโดนใครบ่นนานขนาดนี้เลย" มันทำปากเบะ ส่งเสียงร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา ผมเข้าไปกอดไหล่ไว้หลวมๆ ก่อนจะพามันเดินออกมาจากหน้าห้อง

     "อาจารย์เขาพูดอะไรบ้าง"

     "ก็เรื่องคะแนนสอบน่ะแหละ เขาบอกว่าคะแนนกูต่ำกว่ามีนมาก คะแนนเก็บก็ไม่ได้เยอะแยะ ถ้าไฟนอลกูไม่กระตือรือร้นให้มากกว่านี้เทอมหน้ากูเตรียมตัวเรียนซ้ำได้เลย"

     "แค่เรียนซ้ำเหรอวะ ก็ยังดีที่ไม่ถึงขั้นรีไทร์"

     "ไอ้ดล นี่มึงคิดไปถึงขั้นนั้นเลยเหรอ"

     "ก็ดูคะแนนมึงสิ จะไม่ให้กูคิดได้ยังไง"

     "ไม่ให้กำลังใจแล้วยังมาซ้ำเติมอีก อีเพื่อนชั่ว"

     คนที่ยังร้องไห้ฮือๆ ซบไหล่ผมอยู่เมื่อครู่ ตอนนี้มันไปวิ่งไล่ไอ้ดลที่วิ่งหนีฝ่ามือยักษ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมส่ายหน้าให้พวกมันสองคน แต่ในใจก็นึกโล่งอก ทีแรกนึกว่าตาลมันจะเครียดกว่านี้ซะอีก

     ผม ไอ้ดล ไอ้ตาล พวกเราสามคนอยู่คณะนิติศาสตร์ปีสอง มารู้จักและสนิทกันตอนรับน้องปีหนึ่ง อย่างที่รู้กันว่าคณะนี้ต้องอ่านหนังสือเยอะมาก เยอะแบบเยอะโคตรๆ เรียกได้ว่าเวลาชีวิตมีเท่าไหร่ต้องเอาไปทุ่มให้กับการอ่านหนังสือเกือบหมด ผมกับไอ้ดลน่ะไม่มีปัญหา เพราะปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสือกันอยู่แล้ว แต่ตาลมันเข้าคณะนี้เพราะพ่อมันอยากให้ลูกเป็นทนาย ทั้งที่ความจริงมันเกลียดการอ่านหนังสือเป็นที่สุด กว่าผมกับไอ้ดลจะช่วยเข็นมันให้รอดปีหนึ่งมาได้ก็เกือบตายเหมือนกัน

     ขนาดผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือยังมีช่วงเวลาที่รู้สึกท้อเลย ไม่อยากจะนึกถึงไอ้ตาล บางทีผมก็คิดนะว่าพ่อมันใจร้ายไปหรือเปล่า แต่จะให้ผมพูดออกไปก็คงไม่เหมาะ เพราะมันเป็นปัญหาภายในครอบครัวของเขา ผมเลยเลือกที่จะช่วยไอ้ตาลเท่าที่ช่วยได้ ในเมื่อมันเรียนคณะเดียวกับผมแล้ว ไม่ว่าจะเรียนเพราะอะไรผมก็อยากให้มันจบพร้อมผม

     "พวกมึง พอได้แล้วน่า อายคนอื่นเขาบ้าง" ผมตะโกนห้ามปรามพวกมันที่ยังวิ่งไล่จับกันไม่เลิก ไอ้ดลวิ่งมาหลบหลังผม หอบแฮกๆ เหมือนไปแข่งมาราธอนมา ผมส่ายหน้าให้มันนิดหน่อย หน้าตาก็ดี ตัวก็ใหญ่ แต่ดูมันทำแต่ละอย่าง ผมล่ะเสียดายความหล่อของมันจริงๆ

     "เลี้ยงน้ำกูเลย โทษฐานที่มึงแช่งกู"

     "กูยังไม่ได้แช่งอะไรเลย อย่ามาหลอกแดกฟรีซะให้ยาก"

     "ก็มึงพูดว่ากูจะโดนรีไทร์"

     "กูก็แค่เดาป่ะวะ"

     "พอครับๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว เดี๋ยวกูเลี้ยงน้ำมึงเอง แต่ตอนนี้ไปหาที่นั่งกันก่อน กูหิวข้าว โอเค้?" ผมพูดสงบศึกก่อนจะจูงมือพวกมันเดินเข้าโรงอาหาร นี่ถ้าไม่มีผมอยู่ไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นยังไง คงตีกันทั้งวันแน่ๆ

     ผมกับตาลเดินไปซื้อข้าวกันโดยมีไอ้ดลนั่งเฝ้าโต๊ะไว้ให้ หลังจากนั้นผมก็โดนไอ้ตาลไล่ให้ไปซื้อน้ำแตงโมปั่น ผมที่เผลอพลั้งปากไปว่าจะเลี้ยงน้ำเลยจำต้องไปอย่างช่วยไม่ได้

     ผมกะว่าจะรีบซื้อจะได้รีบกลับไปกินข้าวเพราะหิวมาก การเรียนคาบเช้าติดกันสี่ชั่วโมงเป็นอะไรที่สูบพลังงานของผมโคตรๆ แต่ว่า...

     "ขอโทษด้วยนะจ๊ะ วันนี้น้ำแตงโมขายดีมากเลยหมดเร็วน่ะ" ป้าคนขายน้ำพูดพร้อมกับยิ้มแห้ง ผมทำหน้าเสียดาย คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงต่อ ระหว่างที่ผมกำลังยืนตัดสินใจอยู่นั้นป้าก็พูดขึ้นมาอีก "อยากกินน้ำแตงโมขนาดนั้นเลยเหรอหนู"

     "ไม่ใช่ผมหรอกครับ เพื่อนผมมันฝากซื้อ"

     "งั้นลองไปดูที่คณะวิทย์ฯ ก่อนไหม เผื่อจะมีขาย"

     "จริงด้วย ขอบคุณนะครับป้า"

     ผมยิ้มให้ป้าที่ช่วยชี้ทางสว่าง ก่อนจะรีบเดินไปตึกวิทย์ฯ ที่อยู่ข้างกับตึกคณะผมทันที โชคดีที่ผมเคยมาตึกนี้แล้วสองสามครั้ง เลยรู้ว่าร้านขายน้ำอยู่ตรงไหน

     ร้านน้ำคณะนี้ไม่ค่อยมีคนมาซื้อ ต่างจากคณะผมที่ต้องยืนต่อคิว ผมยิ้มแฉ่งทันทีเมื่อเห็นว่าน้ำแตงโมยังไม่หมด ในที่สุดก็จะไม่ต้องโดนไอ้ตาลบ่นแล้ว

     "เอาน้ำแตงโมปั่นแก้วนึงครับ"

     ระหว่างที่ยืนรออยู่ผมก็หยิบกระเป๋าตังค์ออกมา กำลังจะหยิบเงินให้พอดีกับราคาของน้ำ แต่ในจังหวะที่คนขายยกแก้วน้ำมาวางไว้ตรงหน้า คนที่ยืนอยู่ข้างหลังผมก็ยื่นเงินมาวางไว้ข้างๆ แก้วน้ำ พลางพูดเสียงเรียบเหมือนไม่ได้คิดอะไร

     "น้ำเปล่าขวดนึงครับ จ่ายรวมกับน้ำแตงโมแก้วนี้เลย"

     เสียงทุ้มๆ แบบนี้มัน...

     ผมหันไปมองคนพูดแทบจะทันที แล้วก็ต้องเลิกคิ้วนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าคนที่พูดคือน้องปีหนึ่งที่ผมเจอเมื่อวันก่อน อ่า...รู้สึกว่าจะชื่อธีมสินะ ว่าแต่ทำไมถึง...

     "เดี๋ยวก่อนสิ" ผมเรียกเขา แต่ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยินหรือจงใจเมินกันแน่ เพราะพอได้น้ำเปล่าแล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันมามองผมเลย

     ผมมองน้ำแตงโมปั่นในมือ สลับกับมองทางที่น้องคนนั้นเดินจากไป

     อะไรของเขานะ ตั้งแต่วันนั้นที่ไม่ยอมจับมือแล้ว ผมงงไปหมดแล้วนะ















     "ผมจะเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อย่าลืมไปทบทวนสิ่งที่เรียนมาตลอดครึ่งเทอมนี้นะครับ พวกคุณต้องหมั่นทบทวนอยู่ตลอด ไม่ใช่ผลัดไปอ่านตอนใกล้สอบอย่างเดียว ถ้าวันดีคืนดีผมเรียกควิซขึ้นมาแล้วพวกคุณทำไม่ได้ ถึงเป็นผมก็ช่วยอะไรไม่ได้นะ ถ้าเข้าใจแล้ววันนี้ก็พอแค่นี้ แยกย้ายกันกลับบ้านได้ครับ"

     เสียงเก้าอี้ครูดกับพื้นดังระงมไปทั่วเมื่ออาจารย์ธวัชชัยที่สอนคาบสุดท้ายของวันนี้บอกเลิกคลาส นักศึกษาส่วนใหญ่ต่างพรั่งพรูกันออกจากห้องเหมือนรอเวลานี้กันมานาน บางส่วนเดินไปปรึกษาอาจารย์ถึงเนื้อหาการเรียนในจุดที่ยังไม่เข้าใจ ส่วนผมกับเพื่อนๆ กำลังเก็บของใส่กระเป๋า ไอ้ตาลที่นั่งมองสไลด์ตาปริบๆ มาทั้งคาบบ่นออกมาก่อนใครเพื่อน

     "ถ้าต้มประมวลกินแทนข้าวได้กูทำไปนานแล้วนะเนี่ย"

     "ถ้าต้มกินแล้วอิ่มอย่างเดียวแต่ไม่ช่วยให้สอบผ่าน กูว่ามึงเก็บไว้อ่านเหมือนเดิมดีกว่า"

     "เออว่ะ มันก็จริง" ไอ้ตาลทำหน้าคิดตามคำพูดของไอ้ดล ก่อนจะรีบหันไปแย้งอย่างไว "เดี๋ยวนะ นี่มึงหลอกด่าว่ากูโง่เหรอ"

     "กูยังไม่ได้พูดเลยนะ มึงพูดเอง"

     "ไอ้บ้านี่!"

     เอาเข้าไป ทะเลาะกันได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือไงนะ ผมนี่เบื่อจนเอียนแล้วเนี่ย

     "ตายแล้ว! กี่โมงแล้ววะมึง" จู่ๆ ไอ้ตาลก็หันมาถามผมเสียงดัง เล่นเอาผมงงไปแป๊บนึง เปลี่ยนอารมณ์ไวจังวะไอ้เพื่อนคนนี้

     "สี่โมงครึ่ง"

     "ชิบหาย กูนัดพี่เจไว้สี่โมง ต้องโดนงอนแน่ๆ เลย"

     พี่เจคือแฟนของไอ้ตาลครับ อายุมากกว่ามันสองปี แต่เรียนอยู่คนละมอ ดูจากที่มันพูดผมเลยเดาว่าวันนี้มันคงนัดพี่เจไปกินข้าวด้วยกัน

     "กูไปก่อนนะพวกมึง ไว้เจอกันพรุ่งนี้" ว่าจบมันก็รีบวิ่งออกจากห้องไปเลย ทิ้งให้ผมกับไอ้ดลหันมามองหน้ากันอย่างงงๆ

     "เอาไงต่ออ่ะ มึงจะไปหาน้องพิงค์เลยไหม"

     "วันนี้พิงค์ไปกินเลี้ยงวันเกิดเพื่อน"

     "งั้นไปกินข้าวกัน กูหิวอ่ะ"

     "หิวเก่งจังนะมึง"

     "พูดมาก เดี๋ยวก็ให้ถือกระเป๋าซะหรอก" ผมว่ามันอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนที่เราสองคนจะพากันออกมาจากห้องเรียน นึกแล้วก็น่าน้อยใจนะครับ เพื่อนสนิทต่างมีแฟนกันหมดแล้ว เหลือแต่ผมคนเดียวที่ยังโสด บางทีผมก็สงสัยนะว่าแฟนมันหาง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ แต่สำหรับผมมันโคตรยากเลยกับการจะหาใครดีๆ สักคนเนี่ย

     ขณะที่กำลังน้อยใจความขี้เหร่ของตัวเองพลางคิดว่าจะไปกินข้าวที่ไหนดี จู่ๆ ผมก็นึกถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวันขึ้นมา

     จริงด้วยแฮะ ผมต้องเอาเงินไปคืนน้องคนนั้นนี่นา...

     "ไอ้ดล"

     "หือ?"

     "พากูไปหาน้องธีมหน่อย"

     "ไอ้ธีม? จะไปหามันทำไมวะ" มันถามผม ก่อนจะยิ้มเผล่ "ฮั่นแน่ อยากจับมือมันให้ได้อ่ะดิ"

     "ไม่ใช่!"

     "แล้วจะไปหามันทำไม"

     "จะเอาเงินไปคืนเขา"

     "เอาเงินไปคืน?"

     เออว่ะ ผมยังไม่ได้เล่าเรื่องเมื่อตอนกลางวันให้มันฟังเลย

     ระหว่างที่กำลังเดินลงบันไดผมก็เล่าเรื่องที่ธีมเลี้ยงน้ำผมให้ไอ้ดลฟัง ตอนแรกมันก็ฟังอยู่เงียบๆ แต่พอผมเล่าจบมันก็พูดขึ้นมา

     "กูงงว่ะ ธีมมันจะมาเลี้ยงน้ำมึงทำไมวะ เพิ่งรู้จักกันไม่เท่าไหร่เอง"

     "อย่าว่าแต่มึงเลย กูก็งงเหมือนกัน"

     "แต่เอาจริงๆ มึงไม่ต้องเอาเงินไปคืนมันก็ได้นะ ในเมื่อมึงไม่ได้ขอ ก็หมายความว่ามันเต็มใจ"

     "ไม่ได้ดิ เงินก็เงินเขา ยังไงกูก็ต้องคืน"

     "กูเพิ่งรู้ว่าเพื่อนกูเป็นคนดีขนาดนี้"

     ผมตีแขนมันไปทีนึง ที่ผ่านมาผมคงเป็นคนเลวในสายตามันสินะ "หยุดแซวแล้วพากูไปหาน้องได้แล้ว รีบคืนเงินจะได้รีบไปกินข้าว"

     "อ่ะๆ พาไปก็ได้ ป่านนี้มันน่าจะอยู่ที่โรงยิม ลองไปดูก่อนละกัน"

     มหา'ลัยของผมจะมีโรงยิมอยู่สองที่ เป็นโรงยิมสำหรับนักศึกษาหรือคนนอกมหา'ลัยที่อยากเล่นกีฬาในร่ม กับโรงยิมที่มีไว้ให้นักศึกษาสาขาวิทย์กีฬาโดยเฉพาะ ดลมันเคยบอกว่าน้องธีมเรียนวิทย์กีฬา งั้นโรงยิมที่มันพูดถึงก็น่าจะเป็นอย่างหลัง

     "อ้าว! พี่ดล หวัดดีครับพี่" ทันทีที่พวกผมสองคนเดินเข้ามาในยิม รุ่นน้องที่ผมจำได้ว่าสนิทกับไอ้ดลและยังเป็นเพื่อนของธีมก็วิ่งมาทักทายไอ้ดล ก่อนจะหันมายกมือไหว้ผมด้วย ผมยิ้มรับไหว้น้องคนนั้น ในขณะที่คนข้างตัวผมถามกลับไปท่ามกลางเสียงอึกทึกภายในยิม

     "เห็นไอ้ธีมหรือเปล่าวะ"

     "กำลังสอบเก็บแต้มบาสอยู่พี่ วันนี้อาจารย์แม่งโคตรโหดเลย ให้เวลาน้อยชิบหาย ไม่รู้จะรีบกลับไปหาเมียที่บ้านหรือยังไง"

     "นินทาอาจารย์ซะเผาขนเลยนะมึง เดี๋ยวกูก็ฟ้องให้" ไอ้ดลผลักหัวน้องคนนั้นเบาๆ ก่อนจะถามต่อ "แล้วไหนอ่ะไอ้ธีม"

     "อยู่นู่นไงพี่ กำลังทำแต้มสวยเลย ผมเรียกให้เอาไหม" คนพูดชี้ไปยังแป้นบาสที่ตอนนี้มีร่างสูงอันคุ้นตากำลังกระโดดชู้ตลูกบาสลงห่วงอยู่ มองจากตรงนี้แล้วผมเพิ่งตระหนักได้ว่าธีมเองก็ถือเป็นผู้ชายที่ดูดีมากคนหนึ่งเหมือนกัน ยิ่งอยู่ในโหมดเล่นกีฬาแบบนี้แล้วธีมยิ่งดูดีมากๆ ในความคิดผม วันก่อนที่เจอกันผมนึกว่าธีมจะเป็นคนผอม แต่กล้ามแขนที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อกล้ามนั้นบ่งบอกว่าคนใส่ซ่อนรูปแค่ไหน

     "มันสอบอยู่ไม่ใช่เหรอวะ ไว้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูยืนรอแถวนี้แหละ"

     "ไม่เป็นไรๆ พี่มีธุระกับมันไม่ใช่เหรอ แล้วอีกอย่างตอนนี้อาจารย์ก็ไปเข้าห้องน้ำอยู่ด้วย" โดยที่ผมกับไอ้ดลยังไม่ได้พูดอะไร น้องคนนั้นก็หันไปตะโกนเรียกคนที่กำลังเพ่งสมาธิกับการชู้ตบาส "เฮ้ยไอ้ธีม! มีคนมาหามึงแน่ะ!"

     เจ้าของชื่อที่เพิ่งชู้ตลูกบาสออกจากมือหันมามองตามเสียงเรียก ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่พอธีมหันมาเห็นผมท่าทางเขาดูตกใจแปลกๆ และในจังหวะนั้นเองลูกบาสที่ธีมโยนไปมันดันไม่ลงห่วง แต่กลับไปชนกับแป้นแทน และโดยธรรมชาติแล้วเวลาที่ลูกบาสไปชนแป้น มันก็ต้องเด้งกลับมาในทิศทางเดียวกันตามความแรงที่มันถูกโยน...

     ปึก!

     "โอ๊ย!"

     "ธีม!!/ไอ้ธีม!!"













     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 01 - . . . . . . . [06/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 07-10-2020 03:30:38
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 01 - . . . . . . . [06/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 07-10-2020 13:17:01
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 01 - . . . . . . . [06/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 07-10-2020 14:59:48
น้องธีมหลงพี่ไอแล้วสินะ :hao3: :hao3:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 01 - . . . . . . . [06/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 08-10-2020 00:37:59
 :katai2-1:
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 08-10-2020 22:36:56
Episode 2





     "เรียบร้อยแล้วจ้ะ ประคบไว้สักพักจนกว่าจะดีขึ้นแล้วค่อยเอาออกนะ ส่วนยานี่เอาไว้กินเวลาปวด ถ้าไม่ปวดก็ไม่ต้องกิน" พูดจบอาจารย์พยาบาลก็วางถุงยาไว้ข้างๆ ร่างสูงที่ตอนนี้กำลังใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบแก้มตัวเองอยู่ ก่อนจะหันมาเปรยกับพวกผม "นี่ยังดีนะที่ไม่โดนตา ไม่งั้นตาบอดไปนานแล้ว ไปทำอีท่าไหนกันล่ะเนี่ยฮึ"

     "เอ่อ...ผมผิดเองแหละครับ ผมไปกวนตอนเขาโยนลูกบาสพอดี" ไอ้ดลที่นั่งข้างผมออกตัวรับผิดแทน ผมเลยจำต้องยิ้มแห้งๆ ตามไปด้วย

     "คราวหลังก็ระวังหน่อยล่ะ อุบัติเหตุพวกนี้มันอันตรายกว่าที่เราคิด เดี๋ยวพวกเธออยู่ดูเพื่อนไปก่อนนะ อาจารย์ขอไปทำอย่างอื่นก่อน"

     "ขอบคุณมากครับอาจารย์"

     พอแผ่นหลังของอาจารย์ลับสายตาไปแล้วเพื่อนผมก็ถอนหายใจออกมาทันที มันยกแขนเท้าโซฟา ดุนลิ้นที่กระพุ้งแก้ม "ความผิดกูก็ไม่ใช่ ทำไมต้องมารับหน้าแทนด้วยวะเนี่ย แล้วไอ้คนผิดแม่งหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ ถ้าเจอหน้านะจะอัดให้เละกว่าหน้าไอ้ธีมเลยคอยดู"

     "เว่อร์ไปไหมมึง น้องเขาก็ไม่ได้ตั้งใจป่ะวะ" ผมพูดถึงคนที่ตะโกนเรียกธีมในโรงยิม

     "ไม่รู้แหละ กูโดนบ่นเพราะมัน ถ้าเจอกันคราวหน้าจะหยิกหูให้ขาดเลย" เอาเข้าไปเพื่อนผม เดี๋ยวก็จะอัดให้เละ เดี๋ยวก็จะหยิกหูให้ขาด ชอบใช้กำลังชะมัด ระบายอารมณ์เสร็จมันก็หันไปมองคนเจ็บที่มองมายังพวกผมอยู่ก่อนแล้ว จนคนโดนมองสะดุ้งนิดๆ "แล้วมึงอ่ะเป็นไงบ้าง ค่อยยังชั่วยัง"

     "หายมึนแล้วครับ เหลือแค่เจ็บตรงแก้มนิดหน่อย"

     "แบบนี้ที่สอบค้างอยู่ก็ต้องเลื่อนไปก่อนอ่ะดิ"

     "ก็คงต้องเป็นแบบนั้นอ่ะพี่"

     "ดวงซวยจังนะมึง" ไอ้ดลยื่นมือไปตบไหล่ธีมเบาๆ ก่อนจะหันมาพูดกับผม "อยู่กับไอ้ธีมไปก่อนนะมึง กูต้องรีบกลับ แม่กูไลน์มาบอกว่าญาติกูมาเยี่ยม ต้องรีบกลับไปกินข้าวให้พร้อมหน้าพร้อมตา"

     "ได้ๆ มึงรีบไปเถอะ"

     "อย่าเพิ่งแดกน้องกูไปซะก่อนล่ะ มึงยิ่งหิวเก่งอยู่ด้วย"

     "ไอ้บ้า! กูไม่ได้ตะกละถึงขั้นจะกินคนด้วยกันเองนะ"

     คนโดนด่าหัวเราะที่ทำให้ผมอารมณ์บูดได้ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอย่างสบายอารมณ์ผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ กลายเป็นว่าตอนนี้เหลือแค่ผมกับธีมสองคน ผมหันกลับมามองคนป่วยที่ตอนนี้เบือนหน้าหันไปทางอื่น บริเวณแก้มที่มีผ้าประคบอยู่ขึ้นสีแดงจางๆ

     "ร้อนเหรอครับ"

     "!!!" อะไรกัน ถามแค่นี้ทำไมต้องตกใจด้วย

     "พี่เห็นเราแก้มแดงน่ะ ถ้ายังไงเดี๋ยวไปปรับพัดลมให้นะ"

     "ไม่ต้อง...ผมไม่ได้ร้อน" ปากตอบผม แต่ตายังมองทางอื่นอยู่

     "...งั้นเหรอ ถ้างั้นก็ดีแล้วครับ"

     ตอนพูดกับไอ้ดลน่ะไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่พอมาตอนนี้ผมก็เพิ่งจะรู้สึกตัว

     ผมกับธีมยังไม่สนิทกันเลยนี่นะ จู่ๆ ก็ต้องมาอยู่ด้วยกันสองคนตามลำพังแบบนี้ มันเลยอดรู้สึกเกร็งไม่ได้

     ผมมองไปยังคนตัวสูง พลางคิดในใจคนเดียว

     ธีมจะเป็นเหมือนกันไหมนะ?

     "หายเจ็บบ้างยังครับ"

     "...ดีขึ้นแล้ว"

     "เย็นมือไหม ถ้าเย็นแล้วเดี๋ยวพี่ถือผ้าให้แทนก็ได้นะ"

     "มะ...ไม่เป็นไร ผมถือเองได้ ยังไหวอยู่"

     ผมถือวิสาสะหยิบผ้าเย็นออกจากแก้ม ก่อนจะดึงมือของคนตัวสูงมาดู "ยังไหวอะไรกันล่ะ เลือดฝาดหมดแล้วเนี่ย มานี่มา เดี๋ยวพี่ถือให้ครับ"

     ผมไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธเป็นรอบที่สอง แย่งผ้าเย็นมาถือไว้ในมือก่อนจะค่อยๆ แตะลงไปบนแก้มสากเบาๆ ธีมมองผมนิ่งๆ แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีระเรื่อหนักกว่าเมื่อครู่ แปลกแฮะ ผมว่าอากาศในห้องนี้ก็ไม่ได้อบอ้าวนะ ออกจะเย็นสบายด้วยซ้ำ

     ผมกับธีมไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ผมมองหน้าธีม ในขณะที่ธีมหันไปมองทางอื่น จู่ๆ ผมก็นึกถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวันขึ้นมา ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่ผมไปหาธีมที่โรงยิม พอคิดมาถึงตรงนี้แล้วผมก็เกิดความรู้สึกผิดในใจ

     "ขอโทษนะครับ"

     "...?" ธีมหันมามองผม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนจะถามว่าผมขอโทษทำไม

     "ที่พี่มาหาวันนี้น่ะ พี่จะมาคืนเงินค่าน้ำเมื่อตอนกลางวัน แต่ก็ไม่นึกว่าจะทำให้เราตกใจจนโดนลูกบาสอัดหน้า ถ้าพี่ไม่มาเราก็คงไม่เจ็บตัว"

     "..."

     "ขอโทษจริงๆ นะครับ" ผมยิ้มบางๆ ให้ร่างสูงที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ธีมมองหน้าผมสักพักก่อนจะหันไปมองทางอื่นต่อ

     "พี่ตั้งใจเหรอ"

     "ฮะ?"

     "ผมถามว่าพี่ตั้งใจทำให้ผมเจ็บตัวเหรอ"

     "บ้าเหรอ พี่จะทำแบบนั้นทำไมล่ะ"

     "ถ้าพี่ไม่ได้ตั้งใจก็แปลว่าพี่ไม่ผิด ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก"

     "แต่ถึงอย่างนั้น..."

     "ส่วนเรื่องเงินน่ะไม่ต้องคืนหรอก แค่น้ำแก้วเดียว ผมไม่ได้ลำบากอะไร"

     "ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ลำบากหรือไม่ลำบาก มันอยู่ที่เราจ่ายให้พี่ พี่ก็ต้องเอาเงินมาคืนเรา" พอพูดมาถึงตรงนี้ผมก็ชะงัก อะไรบางอย่างแทรกขึ้นมาในหัว "ทำไมธีมถึงจ่ายค่าน้ำให้พี่ล่ะครับ"

     "..." ไม่มีคำตอบจากร่างสูง มีเพียงอาการตกใจนิดหน่อยก่อนจะแสร้งทำเป็นมองตักตัวเองเพื่อกลบเกลื่อน

     "ธีมครับ พี่ถามเราอยู่นะ"

     "..."

     "ได้ยินพี่ไหมเนี่ย"

     คราวนี้คนโดนถามหันมามองแบบไม่บอกกล่าวล่วงหน้า กลายเป็นผมบ้างที่เป็นฝ่ายตกใจ ทีแรกผมนึกว่าธีมจะรำคาญที่โดนถามมากๆ แต่สิ่งที่เขาทำกลับมีแค่ยืนขึ้น แย่งผ้าในมือผมไปประคบต่อ

     "ผมจะกลับแล้ว ขอบคุณที่คอยอยู่เป็นเพื่อน"

     "เดี๋ยวสิ เรายัง..."

     ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคธีมก็เดินดุ่มๆ ออกไปจากห้องซะก่อน ทิ้งให้ผมนั่งงงกับตัวเองอยู่ในห้องพยาบาลที่ไม่มีใครอื่นเลย

     ...หรือจะโมโหที่โดนเซ้าซี้กันนะ แต่ว่าผมไม่ได้ ก็ผมสงสัยจริงๆ นี่นา ไม่ได้สนิทกันแท้ๆ แต่กลับมาเลี้ยงน้ำผมซะงั้น เป็นใครใครก็ต้องสงสัยกันทั้งนั้นแหละ

     ว่าแต่...กลับไปทั้งแบบนั้นจะไม่เป็นไรใช่ไหมนะ รอยฟกช้ำก็ยังไม่หายซะด้วยสิ















     วันนี้ผมมามหา'ลัยเช้ากว่าทุกวัน ตอนบ่ายมีควิซย่อย ทีแรกผมกะจะตื่นมาอ่านหนังสือสักพักแล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัว แต่ห้องข้างๆ ดันเปิดเพลงเสียงดังจนผมไม่มีสมาธิ เลยต้องหนีมาอ่านในมออย่างที่เห็น

     ช่วงเช้าแบบนี้ยังมีคนมาไม่ค่อยเยอะ บรรยากาศจึงเงียบสงบเหมาะแก่การอ่านหนังสือเป็นที่สุด ผมเดินไปวางกระเป๋าที่ม้านั่งหน้าตึก ยืดแขนขึ้นสุดแรง สูดอากาศยามเช้าเข้าเต็มปอด ได้อ่านหนังสือในที่แบบนี้ผมต้องสอบได้เต็มแน่ๆ

     ผมนั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ สลับกับเปิดประมวลเพื่อเทียบมาตราต่างๆ ผ่านไปสักพักรอบข้างก็เริ่มมีคนทยอยกันมาบ้างแล้ว จนกระทั่งท้องส่งเสียงร้องออกมา ผมเลยนึกขึ้นได้ว่า...

     ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย แหะๆ

     Rrrr~

     "ครับแม่" ผมหยิบโทรศัพท์มากดรับ มือก็เก็บหนังสือใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปโรงอาหาร

     [ไม่ต้องมาครับแม่เลย เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกลับบ้านเลยนะ]

     "โธ่แม่ ก็ไอเรียนหนักนี่ครับ เวลานอนยังแทบจะไม่ค่อยมีเลย"

     [หาเวลากลับบ้านบ้างสิ แม่คิดถึงจนจะลืมหน้าลูกชายแล้วเนี่ย]

     ได้ยินคำตัดพ้อของคนปลายสายแล้วผมก็หลุดขำออกมา "ลูกชายออกจะหล่อขนาดนี้ แม่ลืมลงเหรอครับ"

     [พ่อเราหล่อกว่านี้แม่ยังลืมมาแล้วเลย นี่ว่าเดี๋ยวจะนัดแฟนใหม่ไปกินข้าวซะหน่อย]

     [อ้าวคุณ พูดแบบนี้ผมขึ้นนะ] เสียงพ่อดังแทรกมาจากในสาย ถ้าให้เดาผมว่าป่านนี้พ่อกับแม่น่าจะนั่งดูทีวีไปพลางจิบกาแฟไปพลางในห้องนั่งเล่น มันเป็นกิจวัตรประจำวันของบ้านผมน่ะครับ

     "รีบไปง้อพ่อเลยครับ เกิดพ่องอนยาวขึ้นมาไอไม่รู้ด้วยนะ"

     [ช่างพ่อเขาก่อนเถอะ ว่าแต่ลูกน่ะว่างกลับบ้านเมื่อไหร่ แม่คิดถึง]

     "อืม..." ผมลุกขึ้นยืนสะพายกระเป๋า ในหัวก็คิดว่าจะตอบคนในสายยังไงดี "ประมาณสัปดาห์หน้าน่าจะได้นะครับ"

     [จริงเหรอ งั้นเดี๋ยวแม่จะทำแฮมเบิร์กไว้รอนะ]

     "ยังไม่ต้องทำตอนนี้นะครับ ขืนทำตอนนี้เดี๋ยวบูดซะก่อน" ผมเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ ทันใดนั้นก็มีอีกเสียงแทรกเข้ามาในสาย

     [พี่ไอจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอคะ]

     ผมยิ้มกว้างทันทีเมื่อได้ยินเสียงน้องสาวตัวเอง ใบหน้าแป้นแล้นของคนพูดลอยเข้ามาในหัว "พี่ไอกลับสัปดาห์หน้าค่ะ น้องอุ่นคิดถึงพี่ไอไหม"

     [คิดถึงสิคะ พี่ไอซื้ออมยิ้มมาฝากน้องอุ่นหน่อยนะ]

     "ได้สิคะ แต่กลับไปแล้วน้องอุ่นต้องหอมแก้มพี่ไอก่อนนะ"

     [ไม่เอา น้องอุ่นไม่อยากหอมแก้ม น้องอุ่นอยากจุ๊บปากพี่ไอมากกว่า]

     น้องผมนี่น่ารักจังเลยน้าาา ชักอยากจะกลับไปหาตอนนี้ซะแล้วสิ

     "ฮ่าๆๆๆ โอเคค่ะ ไว้กลับไปแล้วเราจุ๊บปากกันนะ"

     พ่อผมเป็นคนอังกฤษน่ะครับ บ้านผมเลยได้รับวัฒนธรรมต่างชาติมาพอสมควร น้องอุ่นบอกคิดถึงผมอีกรอบก่อนจะคืนโทรศัพท์ให้แม่ ผมเลยโดนกำชับรอบสองจนได้

     [สัปดาห์หน้าต้องกลับนะไอ ทั้งบ้านเขาคิดถึงลูกกันจะตายอยู่แล้ว]

     "คร้าบๆๆ ไว้กลับไปแล้วไอจะไปกอดให้ครบทุกคนเลย ไอไปกินข้าวก่อนนะครับ พ่อกับแม่ดูแลตัวเองด้วยนะ"

     ผมวางสายแม่ก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ระหว่างเดินไปโรงอาหารก็คิดกับตัวเองว่ากินเสร็จแล้วจะไปอ่านหนังสือที่ไหนต่อดี อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงบ่ายโมง ไอ้ดลกับไอ้ตาลไม่น่าจะมาภายในเร็วๆ นี้ซะด้วย อย่างเร็วที่สุดก็น่าจะตอนเที่ยงนู่นแน่ะ

     ...หรือผมจะคิดผิดที่มาแต่เช้ากันนะ

     "พี่ไอ! รอผมด้วย!"

     ผมหยุดเดินแล้วหันหลังไปมองตามเสียงเรียก รุ่นน้องที่เจอกันในยิมเมื่อวานวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม

     "แฮกๆๆ ค่อยยังชั่ว นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว"

     "รีบวิ่งมาทำไมครับเนี่ย พี่ไม่หนีไปไหนซะหน่อย"

     "ก็ผมเห็นหลังพี่ไออยู่ไกลๆ ผมเลยกลัวว่าจะตามมาไม่ทันอ่ะ" คนพูดยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาว พักหายใจสักพักก่อนจะกระชับสายกระเป๋าที่สะพายอยู่ให้แน่นขึ้น "กำลังจะไปกินข้าวใช่ไหมครับ ผมขอไปด้วยนะ ไม่มีเพื่อน"

     "ไอ้ได้น่ะก็ได้อยู่หรอกครับ แต่ทำไมวันนี้เรามากินคณะพี่ล่ะ"

     "ร้านประจำคณะผมยังไม่เปิด เลยลองมาดูคณะพี่เผื่อจะมีอะไรน่ากินบ้าง"

     จะว่าไปแล้วกับน้องคนนี้ ถึงจะเคยเจอหน้ากันบ่อยแต่ผมก็ยังไม่เคยถามชื่อเขาเลยนี่นา "เอ่อ...เราชื่ออะไรนะครับ"

     "ต้าครับ ชื่อเต็มแฟนต้า แต่เรียกต้าเฉยๆ ก็ได้"

     "แฟนต้าที่เป็นน้ำอัดลมน่ะเหรอ"

     "ผมว่าแล้วว่าพี่ต้องนึกถึงน้ำอัดลม ฮ่าๆๆๆ"

     ต้าชวนผมคุยไปเรื่อยระหว่างที่เดินไปโรงอาหาร ที่ผ่านมาผมมักจะเจอต้าผ่านไอ้ดล เลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ จนมาวันนี้ที่ได้คุยกันแบบจริงจังเลยทำให้ผมรู้ว่าต้าเป็นคนคุยเก่งมาก ช่างสรรหาเรื่องมาชวนคุยทำให้ผมหัวเราะได้ตลอด

     จนกระทั่งตอนที่เดินเข้ามาในโรงอาหาร จู่ๆ ต้าก็ถามเรื่องเมื่อวานขึ้นมา

     "ไอ้ธีมเป็นไงบ้างพี่"

     ชื่อที่ออกมาจากปากคนข้างๆ ทำให้ผมชะงักไปนิดหนึ่ง คำถามที่ผมถามธีมค้างไว้เมื่อวานกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

     "...ก็น่าจะดีขึ้นแล้วล่ะครับ เห็นว่าแก้มฟกช้ำนิดหน่อย แต่ไม่ได้เป็นไรมาก"

     "ตอนนั้นผมตกใจเหมือนกันนะ ตะโกนคุยกับมันในยิมก็บ่อย แต่ไม่รู้ทำไมถึงเพิ่งมาขวัญอ่อนเมื่อวาน เรียกนิดเรียกหน่อยก็สะดุ้งแล้ว"

     ต้าพูดพลางหัวเราะ ก่อนจะอาสาไปซื้อข้าวให้โดยฝากกระเป๋าไว้ที่ผม ตอนนี้สิบโมงแล้ว ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไลน์ไปปลุกเจ้าเพื่อนขี้เซาทั้งสองคน ไอ้ดลอ่านแทบจะทันที ต่างกับไอ้ตาลที่ยังไม่อ่านสักข้อความ ผมรู้เลยว่ามันยังไม่ตื่น เพราะปกติตาลมันติดโทรศัพท์มาก ไม่เคยอยู่ห่างมือเลยแม้แต่เวลากินข้าวก็ตาม

     ระหว่างที่ผมคุยกับเพื่อนอยู่ ต้าก็เดินกลับมาพร้อมข้าวมันไก่สองจานในมือ "พี่รอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำมาให้"

     "ไม่ต้องก็ได้ครับ เราอุตส่าห์ซื้อข้าวมาให้แล้ว พี่เกรงใจ"

     "ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ถือซะว่าตอบแทนที่ให้ผมมากินข้าวด้วยไง" คนพูดขยิบตาให้ผมหนึ่งที ก่อนจะเดินลิ่วไปร้านน้ำโดยไม่รอให้ผมทักท้วงต่อ ผมส่ายหน้าให้คนที่ใจดีเกินเหตุ ก่อนจะหันมามองโทรศัพท์อีกครั้งเมื่อเสียงไลน์ดังขึ้น


     NOPPADOL_ : มึงจะรีบไปทำไมวะ กูเพิ่งตื่นเองเนี่ย

     II_Phurin : รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วมาให้ไวเลย กูเหงาจะตายอยู่แล้ว

     NOPPADOL_ : ละไอ้ตาลอ่ะ

     II_Phurin : ยังไม่ตื่นมั้ง เดี๋ยวค่อยโทรไปปลุกมัน มึงรีบมาก่อนเถอะ

     NOPPADOL_ : เออๆๆ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน



     "มาแล้วครับๆ"

     ผมเงยหน้ามองคนที่เดินถือแก้วน้ำมาสองแก้ว ยิ้มขอบคุณให้ก่อนจะรับมาหนึ่งแก้ว "หืม? คิดไงถึงซื้อน้ำแตงโมปั่นมาให้พี่ครับเนี่ย"

     "พี่ไม่ชอบเหรอ"

     "เปล่าๆๆ แค่นึกว่าเราจะซื้อน้ำเปล่ามาให้ไง แต่ยังไงก็ขอบคุณนะครับ"

     "ก็ไอ้ธีมบอกผมว่าพี่ชอบกินน้ำแตงโมปั่น ผมเลยซื้อมาให้"

     มือที่กำลังจะจับหลอดเข้าปากหยุดค้างเติ่งอยู่กับที่ ผมเลื่อนสายตาไปมองคนพูดพลางขมวดคิ้ว "ธีมน่ะเหรอ? บอกว่าพี่ชอบกินน้ำแตงโมปั่น?"

     "อ่าครับ ก็เมื่อวาน..."

     "มึงมาทำอะไรที่นี่วะไอ้ต้า"

     เสียงทุ้มอันคุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลัง คนตรงหน้าผมจึงหยุดคำพูดไว้แค่นั้นแล้วมองเลยไหล่ผมไปยังเจ้าของเสียง ผมเองก็หันไปมองเหมือนกัน แล้วก็ต้องตกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นที่นี่เวลานี้

     "กูมากินข้าวกับพี่ไอ แล้วมึงอ่ะมาทำอะไร"

     "ไอ้ทอยบอกว่ามึงมาคณะนิติฯ กูเลยตามมาหามึง จะเอากุญแจรถมาคืน" ธีมตอบเพื่อนตัวเองเสียงเรียบ แวบหนึ่งเหมือนเขาจะหันมามองผม แต่ก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น ผมมองเลยไปยังบริเวณแก้มที่โดนลูกบาสเมื่อวาน รอยฟกช้ำหายไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่จางๆ

     "ที่จริงไว้ค่อยคืนตอนเรียนเสร็จก็ได้นะ ไม่เห็นต้องถ่อมาหากูถึงนี่เลย"

     คนตัวสูงไม่ตอบอะไร แต่หยิบกุญแจรถออกมาแล้วโยนให้ต้าที่รับไปได้แบบพอดิบพอดี ผมที่เห็นว่าสบโอกาสเลยชิงถามขึ้นมา

     "แก้มค่อยยังชั่วขึ้นแล้วใช่ไหมครับ"

     คราวนี้ธีมหันมามองผมแบบเต็มตา แต่สุดท้ายก็หันไปมองทางอื่นก่อนจะตอบ "ค่อยยังชั่วแล้ว"

     ผมคิดไปเองหรือเปล่านะว่าท่าทางที่ธีมมีต่อผมมันดูตึงๆ ยังไงชอบกล...

     "อ้าว มึงวางกระเป๋าทำไมอ่ะ" ต้าถามขึ้นมาเมื่อเห็นร่างสูงถอดกระเป๋าที่ไหล่แล้ววางไว้ข้างๆ ผม

     "จะกินข้าวด้วย หิว" คนโดนถามพูดเสียงห้วน "ทำไม หรือมึงมีปัญหา?"

     "...ก็ไม่มี แค่ถามเฉยๆ"

     คนที่บอกว่าหิวไม่พูดอะไรต่อ เดินดุ่มๆ ไปสั่งอาหาร ทิ้งให้ผมกับต้านั่งงงกันสองคน

     "ไปแดกรังแตนมาจากไหนวะ ถามนิดถามหน่อยทำเป็นหงุดหงิด ไอ้หน้าหล่อเอ๊ย"

     ผมหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินคำที่ต้าใช้ด่าเพื่อน สาบานว่านั่นคือคำด่า แถวบ้านผมมันเรียกว่าคำชมนะนั่น

     "เออพี่ลืมถามเลย มีเรียนกันกี่โมงเนี่ย"

     "สิบเอ็ดโมงครับ เดี๋ยวผมก็ว่าจะไปแล้วล่ะถ้าไอ้ธีมมันไม่มาซะก่อน"

     "เอาน่า อีกตั้งเกือบชั่วโมง ให้ธีมเขากินข้าวก่อนเถอะครับ"

     "แล้วพี่อ่ะเรียนกี่โมง"

     "บ่ายโมงครับ"

     "โหย เรียนตั้งบ่ายแล้วทำไมมาแต่เช้าอ่ะพี่ เป็นผมนะเอาเวลาไปนอนเกาตูดอยู่ในห้องดีกว่า เที่ยงนู่นแน่ะถึงจะได้ฤกษ์มาเรียน"

     "บ่ายนี้พี่มีควิซน่ะ เลยต้องตื่นมาอ่านหนังสือแต่เช้า ไม่งั้นอ่านไม่ทัน"

     "พี่แม่งโคตรขยันเลยว่ะ ดีนะที่เซคฯ ผมไม่มีควิซแบบพี่ ไม่งั้นนะ..."

     แกร๊ง!

     "มัวแต่พูดอยู่ได้ ไม่รีบกินเดี๋ยวก็ไปเรียนไม่ทันหรอก"

     เสียงจานข้าวกระทบพื้นโต๊ะแต่ไม่แรงมาก ตามมาด้วยเจ้าของจานที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างผม ต้ากับผมหันไปมองคนพูดแทบจะพร้อมกัน ตอนแรกผมนึกว่าต้าคิดไปเอง แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดเหมือนต้าแล้วว่าธีมกำลังหงุดหงิดอยู่

     ผมไม่รู้ว่าเขาหงุดหงิดอะไร และเพราะไม่รู้ผมเลยอดคิดแง่ลบไม่ได้ว่าเขาอาจจะยังหงุดหงิดที่ผมเซ้าซี้เขาเมื่อวานอยู่ก็เป็นได้

     ควรขอโทษดีไหมนะ หรือจะปล่อยเบลอไปเลย...

     ผมอาศัยจังหวะที่ธีมกำลังโฟกัสกับข้าวตรงหน้าแอบลอบมองเขา ไม่อยากเชื่อว่าถึงแม้จะมีรอยฟกช้ำบนแก้มแต่ความหล่อของเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย และตอนนั้นเองที่ผมเริ่มรู้ตัวว่าโต๊ะของเรากำลังเป็นจุดสนใจของคนอื่นๆ ผมรู้ได้ในทันทีว่าพวกเขามองธีม เพราะผมไม่เคยเป็นจุดสนใจแบบนี้ และถ้าเขาจะมองต้าก็ต้องมองตั้งแต่เดินเข้ามาในโรงอาหารแล้ว แต่นี่โต๊ะผมกลายเป็นจุดสนใจหลังจากธีมมา เลยคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้อีก

     อ่า...นี่ผมกำลังนั่งกินข้าวกับคนดังของมหา'ลัยอยู่เหรอ

     "มีเรียนสิบเอ็ดโมงใช่ไหมมึงอ่ะ" คนตัวสูงหันไปถามเพื่อนหลังจากกินข้าวหมดแล้ว เวรละไง ผมเผลอมองธีมนานขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

     "อือ ถามทำไมวะ"

     "รีบไปดิ เดี๋ยวก็สายหรอก"

     "มึงจะรีบไปไหน อีกตั้งยี่สิบนาที ตึกก็อยู่แค่นี้ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว"

     "กูจะไปซื้อขนมด้วย"

     "ปกติมึงไม่กินขนมไม่ใช่เหรอวะ"

     ธีมทำหน้าหงุดหงิดเมื่อโดนเพื่อนขัด ส่วนผมก็ได้แต่นั่งฟังพวกเขาคุยกันด้วยความงง

     "แล้วมึงจะนั่งอยู่นี่ทำไม ข้าวก็กินหมดแล้ว"

     "กูก็อยากนั่งเล่นกับพี่ไอบ้างไม่ได้หรือไง"

     "ไม่ได้!"

     "..."

     "..."

     "กูหมายถึง...ที่นี่ไม่ใช่คณะมึง และพี่เขาก็อาจจะยุ่งอยู่ มึงอยู่ต่อไปก็รบกวนเขาเปล่าๆ" ธีมรีบอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นใบหน้างงงวยของผมกับต้า พอว่าจบร่างสูงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าทั้งกระเป๋าของตัวเองและของเพื่อนไปถือ "เอาเป็นว่าถ้ามึงอยากอยู่ต่อก็ตามใจ แต่เชิญขึ้นเรียนแบบไม่มีกระเป๋าไปละกัน"

     "เฮ้ยไอ้เหี้ยธีม! นั่นมันกระเป๋ากูนะเว้ย!"

     ต้าลุกขึ้นยืนทันควัน หันมาบอกลาผมลวกๆ ก่อนจะวิ่งตามเพื่อนตัวเองที่เดินลิ่วออกจากโรงอาหารไปก่อนแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนผมยังไม่ทันจะปริปากพูดอะไรด้วยซ้ำ สักพักไอ้ดลก็เดินเข้ามาหา มันมองไปทางที่ธีมกับต้าเดินจากไปก่อนจะหันมามองผม

     "เมื่อกี้กูเดินสวนกับไอ้ธีม มันมาหามึงเหรอวะ"

     "...เปล่า เขามาหาเพื่อน"

     "มาหาเพื่อน? มันมีเพื่อนเรียนนิติฯ ด้วยเหรอ ทำไมกูเพิ่งรู้"

     "เรื่องมันยาวน่ะ ไว้เดี๋ยวกูค่อยเล่าให้ฟัง"

     ผมมองไปยังทางที่ธีมกับต้าเดินจากไป ก่อนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา

     ท่าทางของธีมที่มีเมื่อครู่ มันเหมือนกับไม่อยากให้เพื่อนของเขาอยู่กับผมนานๆ อย่างนั้นแหละ

     หรือว่าธีมจะเกลียดผมกันนะ...














     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 08-10-2020 23:04:12
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 09-10-2020 00:53:55
น้องธีมเขินพี่ไอหรอลูก :hao7: :hao7:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Nattie69 ที่ 09-10-2020 03:46:19
 :hao6:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 10-10-2020 21:23:17
 :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 10-10-2020 22:39:46
กุ๊กกิ๊กมากแม่  :mew1:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: fc_fic ที่ 11-10-2020 15:21:03
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: piakunaa ที่ 12-10-2020 13:01:22
พบคนซึนหนึ่งอัตรา 555
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 02 - . . . . . . . [08/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 15-10-2020 11:19:51
มึนๆดี ชอบ 555++ มาตามด้วยคน!!
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 03 - . . . . . . . [19/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 19-10-2020 17:29:30
Episode 03





     "เลือกเร็วๆ ไม่เป็นเหรอวะ กูรอจนจะเมื่อยแล้วเนี่ย"

     "ก็กูเลือกไม่ถูกอ่ะ มันน่ากินไปหมดเลยนี่นา"

     พอได้ยินคำพูดของผม ไอ้ดลมันก็ทำหน้าเอือมระอา ชี้นิ้วไปยังเค้กฝอยทองที่อยู่ด้านในสุดของตู้ "งั้นกูเลือกให้ เอาอันนั้นละกัน"

     "ไม่เอา ฝอยทองมันหวานเกินไป"

     "งั้นอันนี้อ่ะ" คราวนี้มันชี้ไปยังเค้กลูกเกดที่อยู่กลางตู้ ผมส่ายหน้าหงึกๆ

     "ไม่เอา กูไม่ชอบลูกเกด"

     "ถ้างั้นอันนี้" มันเปลี่ยนไปชี้เค้กช็อกโกแลตที่อยู่ถัดไป และผมก็ส่ายหน้าอีกรอบ

     "ไม่เอา เดี๋ยวช็อกโกแลตติดฟัน"

     "มึงอย่าเรื่องมากได้ป่ะวะ เลือกๆ มาสักอันเถอะ ถ้าไม่เลือกกูจะเข้ามอแล้วนะ"

     "มึงก็อย่าเร่งดิ ให้กูได้ใช้สมาธิก่อน"

     "เลือกเค้กแค่นี้ต้องใช้สมาธิด้วย?"

     "ก็ถ้าเลือกมาไม่ถูกใจกูก็เสียเงินฟรีอ่ะดิ"

     พี่คนขายยิ้มแห้งๆ ส่วนคนที่เอาแต่บ่นตั้งแต่เดินเข้าร้านมาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผมละสายตาจากไอ้ดลหันมาดูเค้กในตู้อีกรอบ โชคดีที่ช่วงเช้าแบบนี้ลูกค้ายังไม่เยอะ ผมเลยยืนดูเค้กได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนลูกค้าคนอื่น

     หลังจากยืนตัดสินใจหน้าตู้เค้กอยู่นานโดยมีเพื่อนสนิทที่รับบทคุณพ่อชั่วคราวคอยบ่นเป็นระยะ ผมก็เดินมานั่งที่โต๊ะริมกระจกพร้อมชีสเค้กบลูเบอร์รี่และอเมริกาโน่เย็น ไอ้ดลนั่งลงตรงข้ามผม พอก้นแตะเก้าอี้มันก็บ่นออกมาอีกรอบ

     "โทรมาปลุกตั้งแต่เช้า บังคับให้มาซื้อเค้กเป็นเพื่อน แถมยังให้กูยืนรอตั้งนานอีก ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทกูถีบไปนานแล้วนะ"

     "บ่นเป็นตาแก่ไปได้ กูก็จะเลี้ยงเค้กตอบแทนแล้วไง แต่มึงไม่เอาเอง"

     "ใครมันจะไปอยากกินของหวานเป็นอาหารเช้าวะ มีแต่มึงเท่านั้นแหละไอ้ตะกละเอ๊ย" ว่าจบมันก็ยื่นมือมายืดแก้มผม จนผมต้องบอกให้หยุดเพราะเริ่มเจ็บขึ้นมานิดๆ

     "มึงแม่ง ชอบแกล้งกูตลอด" พูดไปมือก็ลูบแก้มไป

     "หยุดพูดแล้วรีบๆ กินไปได้แล้ว"

     "คร้าบๆ รู้แล้วคร้าบ"

     ผมเพิ่งรู้ว่าเพื่อนผมเป็นคนขี้บ่นก็วันนี้แหละ รู้แบบนี้ชวนไอ้ตาลมาดีกว่า ไม่น่าชวนมันมาเลย

     เรื่องมันเกิดจากเมื่อคืนผมนอนเล่นเฟซบุ๊กอยู่ดีๆ แล้วบังเอิญไปเห็นเพจร้านเค้กเปิดใหม่ที่คนรู้จักแชร์มา ในเพจเขาลงรูปเค้กหลายรูปมาก แต่ละรูปก็น่ากินทั้งนั้น ผมเลยเกิดความรู้สึกอยากกินเค้กขึ้นมา เช้านี้ผมเลยชวน (บังคับ) ไอ้ดลให้มาเป็นเพื่อนอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

     จริงๆ ผมชอบกินหลายอย่างมากนะ อะไรอร่อยผมก็กินหมด แต่พักหลังมานี้ผมจะชอบกินแต่ของหวาน จนผมเริ่มกลัวแล้วว่าน้ำหนักจะขึ้น

     "ครับพิงค์" คนตรงหน้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ ผมยังกินเค้กต่อไป แต่ก็คอยเงี่ยหูฟังด้วย "บ่ายโมงเหรอ ได้สิ วันนี้พี่มีเรียนแค่คาบเช้า...ครับ...แล้วเจอกัน...รู้แล้ว รักเหมือนกันครับ"

     ผมแอบเบ้ปากตอนมันพูดประโยคสุดท้าย หลังจากบอกรักกันจนน่าหมั่นไส้เสร็จแล้วไอ้ดลก็วางสายแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า

     "พิงค์โทรมาเหรอ"

     "อือ เขาบอกว่าอยากกินชาบู ให้กูไปรับที่คณะตอนบ่ายโมง"

     "แบบนี้กูก็ต้องกินข้าวกับไอ้ตาลสองคนสินะ"

     "จะไปกับกูไหมล่ะ พิงค์ก็ให้กูชวนมึงกับไอ้ตาลไปเหมือนกัน"

     "จะบ้าเหรอ กูไม่กล้าไปเป็นก้างขวางคอมึงหรอก"

     "ไม่กล้าไปเป็นก้างขวางคอหรือไม่อยากไปนั่งดูกูกับพิงค์สวีทกัน"

     ผมง้างส้อมขึ้นมา ทำท่าจะปาไปยังคนปากเสีย ไอ้ดลรีบร้องห้ามขึ้นมาทันที ผมถลึงตาใส่มันก่อนจะกลับมากินเค้กเหมือนเดิม

     "แต่พูดก็พูดนะไอ ไอ้ตาลก็มีแฟนแล้ว ตอนนี้คนที่ยังโสดก็เหลือแค่มึง ไม่คิดจะหาแฟนกับเขาบ้างเหรอ"

     เค้กที่กำลังจะเข้าปากหยุดชะงักกลางอากาศ ผมทำท่าคิดตามคำพูดของคนตรงหน้า ก่อนจะงับเค้กเข้าปากต่อแบบไม่สนใจอะไร "ไม่เอาอ่ะ"

     "ไม่เหงาเหรอวะ"

     "ก็มีบ้าง แต่ขี้เกียจหา"

     "กูแนะนำให้เอาไหม มึงก็รู้ว่ากูรู้จักคนเยอะ"

     จริงอยู่ที่ไอ้ดลมันรู้จักคนเยอะ ส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นน้องที่มันบอกว่ารู้จักมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย แถมมันยังรู้อีกว่าผมชอบผู้ชาย รู้ไปถึงสเป็กของคนที่ผมชอบด้วยซ้ำ แต่...ไม่รู้สิ ผมยังไม่สนใจใครเป็นพิเศษ ยังไม่อยากมีใครในชีวิตด้วย แล้วอีกอย่าง...

     "ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก มึงก็รู้ว่าคนธรรมดาแบบกูใครจะมาชอบลง"

     "มันก็ต้องมีบ้างแหละ มึงก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร"

     "แต่กูก็ไม่ได้หน้าตาดีถึงขนาดทำให้คนอื่นหันมามองได้ไง"

     "มึงจะไปรู้อะไร บางคนเขาอาจจะชอบหน้าบ้านๆ แบบมึงก็ได้"

     อยากจะเอาส้อมทิ่มไปบนแขนไอ้คนพูดซะจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าที่มันพูดเป็นความจริงน่ะนะ

     "เออ กูมันหน้าบ้านๆ กูมันคนธรรมดาเดินดินที่โคตรจะตะกละ พอใจมึงยัง"

     "เฮ้ยๆ แค่นี้ถึงกับน้อยใจเลยเหรอ ไม่เอาน่าไอ หน้าบ้านๆ ก็น่ารักได้นะเว้ย"

     ไอ้ดลยื่นมือมาเล่นแก้มผมอีกรอบ พูดเสียงกระเง้ากระงอดอย่างกับกำลังคุยกับผู้หญิง ผมปัดมือมันออกพลางทำปากบึนใส่ จากที่อารมณ์ดีเพราะได้กินเค้กตามที่หวังไว้ตั้งแต่เมื่อคืน กลับต้องมาอารมณ์เสียเพราะคำพูดของมันนี่แหละ

     แต่พอได้ยินที่เพื่อนพูดแล้วผมก็อดคิดตามไม่ได้เหมือนกันนะ มันจะมีจริงๆ เหรอ...คนที่ชอบคนธรรมดาๆ อย่างผมน่ะ















     โรงอาหารคณะผมมักจะโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าผมจะมาช้าสักแค่ไหนก็ไม่เคยเต็มจนถึงขั้นไม่มีโต๊ะว่างเลย ไม่รู้ว่าเพราะคนเรียนคณะนี้น้อยหรือเพราะคนส่วนใหญ่ไปกินข้าวนอกมหา'ลัย แต่มันก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับคนที่โดนอาจารย์ปล่อยเลทเป็นประจำอย่างผมล่ะนะ

     อย่างตอนนี้ที่ผมเพิ่งได้ลงมากินข้าวก็ปาเข้าไปตั้งเที่ยงครึ่งแล้ว ท้องนี่ร้องเสียงดังจนเพื่อนที่นั่งข้างๆ ได้ยินเลย ไม่ต้องพูดถึงไอ้ดล รายนั้นพอออกจากห้องเรียนแล้วก็รีบไปหาแฟนทันที

     "มึง ดูนี่ พี่เจลงรูปคู่ในไอจีอีกแล้ว อร๊ายยยย" ไอ้ตาลที่นั่งกินข้าวอยู่ตรงหน้าผมยื่นโทรศัพท์มาให้ดู ในนั้นคือรูปที่มันกับพี่เจถ่ายคู่กันตอนไปกินข้าวเมื่อวันก่อน ผมดูแล้วก็เลื่อนสายตาไปมองเจ้าของโทรศัพท์ คิ้วขมวดนิดๆ ด้วยความสงสัย

     "เขาก็ลงประจำอยู่แล้วป่ะวะ มึงจะดีใจอะไรนักหนา"

     "แหมมึง ขึ้นชื่อว่าแฟนอ่ะ ต่อให้ลงรูปคู่ทุกวันกูก็เขินทุกวันอยู่ดี"

     "ถ้าจะเขินขนาดนั้นมึงไม่เลียจอไปเลยล่ะ"

     "อย่าท้านะ กูกล้านะเว้ย"

     "กูล้อเล่น มึงอย่าทำจริงนะกูอายคนอื่น" ผมรีบร้องห้าม ไอ้ตาลหัวเราะคิกคักก่อนจะเลื่อนไอจีดูรูปอื่นต่อ ปากก็พูดกับผมไปด้วย

     "แฟนกูนี่หล่อจริงๆ ขนาดถ่ายกล้องสดยังดูดีอยู่เลย เฮ้อ อิจฉาตัวเองชะมัดที่มีแฟนดีขนาดนี้"

     ผมยกแก้วน้ำมาดูด มองคนพูดด้วยสายตาเอือมๆ ไอ้คนขี้อวดแฟนยังคงพร่ำเพ้อต่อไปโดยไม่สนใจสีหน้าของคนฟังอย่างผมเลย

     "บางทีกูก็สงสัยนะว่าทำไมเขาชอบลงรูปคู่จัง แฟนเก่ากูแต่ละคนนี่กว่าจะขอให้ลงได้สักรูปอ้อนวอนแทบจะกราบเท้า"

     "ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่เขาเปิดเผยขนาดนี้ เขาทำแบบนี้ก็แปลว่าเขาจริงใจกับมึงไง"

     "มันก็ดีแหละ แต่กูแค่นึกไม่ถึงว่าจะมีผู้ชายที่แสนดีแบบนี้อยู่จริงๆ"

     ผมเองก็เคยเจอพี่เจอยู่สองสามครั้ง ก็ยอมรับนะครับว่าเขาหล่อและนิสัยดีจริงๆ อย่างตอนที่พวกเราไปเที่ยวทะเลกันพี่เขาก็เทคแคร์ผมกับไอ้ดลดีมาก ไอ้ตาลโชคดีจริงๆ นั่นแหละที่ได้เป็นแฟนกับคนอย่างพี่เจ แต่...พอมาได้ยินมันโอ้อวดอย่างนี้ผมก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ เมื่อเช้าก็ไอ้ดล มากลางวันนี้ก็ไอ้ตาลอีก นี่พวกมันกะจะให้คนโสดอย่างผมตายให้ได้เลยใช่ไหม

     "เออๆ ดีใจด้วยละกันที่แฟนมึงแสนดีขนาดนี้"

     "แล้วมึงอ่ะไอ"

     "กูทำไม"

     "ไม่อยากมีแฟนแสนดีแบบกูบ้างเหรอ"

     ผมที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากกลับต้องหันไปมองคนพูดที่ถามโดยไม่รู้อะไรเลย ตาลมันจะรู้บ้างไหมว่าเมื่อเช้าผมก็โดนคำถามแบบเดียวกันนี้จากไอ้ดล และคำถามนั้นก็ทำให้ผมคิดมากอยู่พอสมควร

     ไอ้พวกบ้านี่...เป็นห่วงผมหรืออยากให้ผมเครียดกันแน่เนี่ย

     "ถ้ามันจะมีจริงๆ เดี๋ยวก็คงมีเองแหละ กูก็ไม่ได้รีบอะไร อยู่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว"

     "จะบอกว่ามีแค่เพื่อนก็พอแล้ว?"

     "ใช่"

     "แต่สักวันข้างหน้ากูกับไอ้ดลอาจจะไม่มีเวลาให้มึงนะ ไม่ใช่ว่าไม่รักมึงแล้ว แต่พวกกูก็ต้องแบ่งเวลาไปให้แฟนบ้าง อาจจะให้มึงเต็มร้อยเหมือนสมัยก่อนไม่ได้"

     คำพูดของคนตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกว่าข้าวในปากมันหมดรสชาติขึ้นมาทันที ผมไม่ได้โกรธที่ตาลพูดแบบนี้ เพียงแต่พอคิดตามแล้วมันก็อดใจหายไม่ได้ ที่ผ่านมาผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย แต่พอโดนเพื่อนย้ำมากๆ ผมถึงเพิ่งรู้...ว่าการเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ยังโสดมันมีเรื่องให้คิดมากขนาดนี้

     "ไม่ต้องมาห่วงกูหรอก เอาเรื่องของมึงให้รอดก่อนเถอะ ปล่อยให้พี่เจลงรูปคนเดียว ถ้าเขาน้อยใจไปมีคนใหม่ขึ้นมากูไม่รู้ด้วยนะ" ผมทำเป็นชวนคุยเรื่องอื่น ไม่อยากให้คนตรงหน้ารู้ว่าคำพูดของมันทำให้ผมคิดมาก

     "ไอ้บ้า กูก็ลงบ้างอะไรบ้างหรือเปล่า แค่ไม่ได้ลงบ่อยเหมือนเขาเท่านั้นเอง" ไอ้ตาลว่าจบก็วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว หันกลับมาตั้งใจจะกินข้าวต่อ แต่จู่ๆ มันก็นิ่งไป "มึง..."

     "อะไร"

     "กูลืมซื้อน้ำมา" มันว่าพร้อมกับยิ้มแหะๆ

     "แล้ว?"

     "ไปซื้อให้หน่อยดิ น้าาาา"

     "แฟนมึงแสนดีนักไม่ใช่เหรอ ไม่ไปใช้แฟนมึงซื้อให้ล่ะ" อย่าหาว่าผมเจ้าคิดเจ้าแค้นเลยนะครับ มันบังอาจบลัฟคนโสดอย่างผม ยอมไม่ได้

     "กูก็พูดไปงั้นๆ ไหม ไม่ได้ตั้งใจจะอวดสักหน่อย"

     เชื่อก็บ้าแล้ว!

     "นะมึงนะ ไปซื้อให้กูหน่อย เดี๋ยวกูเลี้ยงมึงด้วยก็ได้"

     "ไม่เอา อยากกินก็ไปซื้อเองดิ" ต้องดัดนิสัยมันบ้างครับ เอาแต่ใช้คนอื่นเดี๋ยวก็เดินไม่เป็นกันพอดี

     "ไม่ไปซื้อให้จริงอ่ะ?"

     "เออ"

     "จริงๆ อ่ะ?"

     "เอออออ"

     คนโดนปฏิเสธทำหน้างอน ว่าผมใจร้ายพร้อมกับดึงแก้มผมแบบลวกๆ ก่อนจะลุกไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด ผมส่ายหัวให้คนเอาแต่ใจก่อนจะหันมากินข้าวต่อ ไอ้ตาลก็แบบนี้แหละครับ ชอบใช้ผมไม่ก็ไอ้ดลให้ทำนู่นทำนี่อยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้เอาแต่ใจจนถึงขั้นนิสัยเสียแบบลูกคุณหนู พวกผมเลยยอมๆ ให้มันบ้างบางครั้ง ไม่ได้ซีเรียสหรือเก็บมาคิดมากอะไร

     แต่จะไม่โอเคอยู่อย่างเดียวก็ตรงที่ชอบเล่นแก้มผมนี่แหละ ทั้งไอ้ตาลทั้งไอ้ดลเลย ไม่รู้แก้มผมมีอะไรดีพวกมันถึงชอบมาดึงมายืดนักหนา จนบางทีผมก็อยากตัดแก้มให้พวกมันเอาไปเล่นที่บ้านจะได้จบๆ ไปซะที

     เรื่องที่เพื่อนของผมพูด เอาจริงๆ ผมก็คิดมากนะ แต่ผมก็ไม่ใช่ประเภทที่จะไปจีบใครเขาทั่วเพียงเพื่ออยากสนองความเหงาของตัวเอง ผมก็เป็นคนแบบนี้ มาเรียน อยู่กับเพื่อน กินข้าว อ่านหนังสือ นอน ตื่นมาเรียนใหม่ ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างผม จะมีใครหันมาสนใจหรือเข้าหาบ้างไหม

     ผมนั่งกินข้าวไปเรื่อยๆ จนจะหมดจานแล้วไอ้ตาลก็เดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำปั่นในมือ มันบ่นว่าวันนี้คนเยอะ แถมอากาศก็ยังร้อนอีก ผมกำลังจะล้อว่ามันขี้บ่นเหมือนคุณป้า แต่สิ่งที่มันถือมาด้วยกลับทำให้ผมนิ่งงันไปชั่วขณะ

     วันนี้เพื่อนผมกินน้ำแตงโมปั่นเหมือนทุกวัน ร้านก็ร้านเดิม ไม่มีอะไรแปลกไปจากปกติ แต่ตอนที่มันวางน้ำลงบนโต๊ะแล้วผมหันไปมอง ไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกของผมมันถึงไม่เหมือนทุกครั้ง

     ผมจ้องแก้วน้ำแตงโมปั่นอยู่นาน จนเจ้าของมันหันมามองแล้วเอ่ยทัก

     "ทำไมมองแบบนั้นวะ อยากกินเหรอ"

     ผมไม่ตอบไอ้ตาล จ้องแก้วน้ำอยู่สักพักก่อนจะถามกลับไป "อร่อยเหรอวะ"

     "ถ้าไม่อร่อยกูจะกินทุกวันไหมล่ะ"

     จู่ๆ ผมก็นึกถึงใบหน้าของใครบางคนขึ้นมา...ใครบางคนที่เคยซื้อน้ำแตงโมปั่นให้ผมเพราะเข้าใจผิดว่าผมชอบกิน

     จริงสิ ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยนี่นะ

     "มึงเป็นไรป่ะวะ ทำหน้าเหมือนเครียดอะไรอยู่งั้นแหละ"

     ความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัว แต่ผมกลับลังเลว่าจะทำมันดีไหม

     "เฮ้ กูถามมึงอยู่นะ ได้ยินที่กูพูดไหม ฮัลโหล"

     ถ้าไปตอนนี้จะยังทันอยู่ไหม จะได้เจอกันหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะไม่ได้มากินข้าวที่โรงอาหาร หรืออาจจะกินเสร็จแล้วและไปที่อื่นแล้วก็ได้

     "ไอ มึงเป็นไรเนี่ย จ้องน้ำกูอยู่ได้ กะจะให้มันท้องเลยใช่ไหม"

     แต่ถ้าไม่ลองมันก็ไม่รู้ ลองไปดูก่อนก็ไม่ได้เสียหายอะไร คณะก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

     "ไอ้ไอ มึงเป็นอะไรของมึง ตอบกูมาก่อน อย่านิ่งแบบนี้ดิวะ"

     "เปล่า กูไม่ได้เป็นไร" ผมตอบคนตรงหน้ากลับไปหลังจากตัดสินใจกับตัวเองได้แล้ว

     "ถ้าไม่ได้เป็นไรแล้วทำไมจู่ๆ ถึง..."

     "ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย"

     "ฮะ? ไปไหน?"

     ผมไม่สนสีหน้างงงวยของไอ้ตาล คว้ามือมันแล้วพาลุกเดินออกมาเลย เสียงบ่นของคนที่โดนลากมาดังเข้ามาในหูเป็นระยะ แต่ตอนนี้ผมสนใจแค่ว่าจะไปทันได้เจอใครบางคนไหม ขอร้องล่ะ ขอให้ทันทีเถอะ อย่างน้อยได้เจอเพื่อนเขาก็ยังดี

     เราสองคนเดินมาจนถึงหน้าโรงอาหารตึกวิทย์ฯ เสียงจ้องแจ้กจอแจของคนในโรงอาหารดังไปทั่ว แต่ระหว่างที่ผมกำลังจะเข้าไปนั้นก็มีใครคนหนึ่งเข้ามาทักซะก่อน

     "อ้าวพี่ไอ! ลมอะไรเหาะมาครับเนี่ย มาหาเพื่อนเหรอ"

     ผมหันไปมองคนพูด แล้วก็ต้องยิ้มอย่างดีใจเมื่อรู้ว่าคนๆ นั้นคือต้า

     "ต้าครับ เห็นธีมบ้างไหม"

     "ไอ้ธีม? อ๋อ มันกินข้าวอยู่ครับ นี่ผมก็กำลังจะมาซื้อน้ำให้มัน"

     เยส! ผมมาไม่เสียเที่ยวแล้ว

     "ใครวะมึง รู้จักด้วยเหรอ" ไอ้ตาลมากระซิบข้างหู แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลามาก เลยบอกปัดมันไปว่าเดี๋ยวอธิบายให้ฟังทีหลัง

     "ต้าพอจะรู้ไหมว่าธีมชอบกินน้ำอะไร"

     สีหน้าคนโดนถามดูงงๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมตอบ "ผมเห็นมันกินแต่โกโก้อ่ะ ไม่ค่อยเห็นกินอย่างอื่นเลย"

     "โอเค ขอบใจมากครับ"

     "พี่ถามทำไมเหรอครับ"

     ผมไม่ตอบคนตรงหน้า แต่จูงมือไอ้ตาลที่กำลังงงเดินไปยังร้านขายน้ำ ต้าที่งงไม่แพ้กันก็เดินตามมาด้วย

     "เอาโกโก้เย็นแก้วนึงครับ"

     "เดี๋ยวนะ นี่พี่สั่งให้ไอ้ธีมเหรอ"

     "ใช่ครับ วันก่อนเขาเลี้ยงน้ำพี่ วันนี้พี่เลยอยากเลี้ยงน้ำเขาบ้าง"

     คนสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังทำหน้างงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำพูดผม  ไม่นานนักโกโก้เย็นก็มาวางอยู่ตรงหน้า หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วผมก็บอกให้ต้าพาไปยังโต๊ะที่ธีมกินข้าวอยู่ ต้ายังงงไม่หาย แต่ก็ยอมพาผมไปโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม

     "ช้าจังวะไอ้ต้า ร้านน้ำก็อยู่ใกล้แค่นี้ ไปขี้มาหรือไง" เพื่อนของต้าที่นั่งกินข้าวอยู่ พอเห็นต้าเดินกลับมาก็ตะโกนถามมาแต่ไกล ส่วนคนที่ผมตั้งใจจะซื้อน้ำมาให้กำลังนั่งหันหลัง เลยยังไม่รู้ว่านอกจากเพื่อนของเขาแล้วยังมีคนอีกสองคนตามมาด้วย

     "ไอ้สัด ใครเขาให้พูดเรื่องขี้ตอนกินข้าวอยู่ เดี๋ยวกูก็ถีบให้"

     เพื่อนคนนั้นทำท่าจะสวนต้ากลับมา แต่พอเห็นผมกับตาลเดินมาด้วย เขาก็ยิ้มเผล่แล้วถามขึ้นมา "เห~ มึงมากับใครวะ"

     "ธุระของไอ้ธีม"

     พอต้าพูดจบ เจ้าของชื่อก็หันมามองแทบจะทันที ก่อนหน้านี้ธีมทำหน้าแบบไหนอยู่ผมไม่รู้ แต่ตอนนี้ที่ธีมหันมาเห็นผม สีหน้าเขาดูตกใจมาก และผมเองก็ตกใจมากเหมือนกัน

     ธีมเป็นคนตัวสูงมาก ผิดกับผมที่ค่อนข้างเตี้ย ตอนนี้ผมยืนอยู่ข้างหลังธีม ยืนใกล้จนแทบจะเรียกว่าประชิดก็ว่าได้ พอธีมหันมาใบหน้าของเราสองคนเลยอยู่ใกล้กัน มันก็ไม่ได้ใกล้ขนาดนั้นหรอก แต่ก็ใกล้มากพอที่จะทำให้ผมใจเต้นแรง...

     ผมเพิ่งรู้ว่าธีมหล่อมาก หล่อถึงขนาดที่ว่าถ้าได้เป็นเดือนคณะผมก็จะไม่แปลกใจเลย

     "คือ...พี่ซื้อน้ำมาให้ ตอบแทนเรื่องเมื่อวันก่อนน่ะครับ" ผมสลัดความคิดในหัวออกไป พยายามไล่ความประหม่าที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนไปให้พ้น "เห็นต้าบอกว่าเราชอบกินโกโก้ ก็ไม่รู้ว่าชอบจริงไหม แต่ยังไงก็รับไว้หน่อยนะครับ แล้วก็..."

     "..."

     "จริงๆ พี่ไม่ได้ชอบกินน้ำแตงโม ที่เราซื้อให้วันนั้นมันเป็นของเพื่อนพี่ แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ"

     "..."

     "เอ่อ...รีบรับไปสิครับ เดี๋ยวมันก็จืดซะก่อนหรอก" ผมเอ่ยเร่งเมื่อคนตัวสูงเอาแต่มองหน้าผมอย่างเดียว รอบข้างเราสองคนเต็มไปด้วยเสียงโห่แซวที่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาแซวอะไรกัน ธีมยังมองผมนิ่งๆ แต่ตอนนี้หันหน้ามานั่งเข้าหาผมแบบเต็มตัวแล้ว ผมที่โดนจ้องนานๆ ก็เริ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเหมือนกัน

     "พี่ซื้อน้ำมาให้ผมแค่เพราะอยากตอบแทนเหรอ"

     "ก็ธีมเลี้ยงน้ำพี่ พี่ก็เลยอยากเลี้ยงน้ำธีมคืนไงครับ"

     "แค่นั้นเองเหรอ"

     ผมทำหน้างง ไม่เข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าถาม ผมไม่รู้ว่าธีมอยากให้ผมตอบว่าอะไร แต่ลางสังหรณ์ผมบอกว่าถ้าตอบว่าใช่ธีมจะไม่พอใจ

     ว่าแต่ทำไมต้องไม่พอใจด้วยล่ะ ผมก็แค่อยากตอบแทนเขา เหตุผลแค่นี้มันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ

     "เล่นตัวเยอะไปป่ะวะ พี่เขาทำหน้าไม่ถูกแล้วมึงเห็นไหม" เพื่อนที่นั่งข้างๆ ธีมเอ่ยออกมา ก่อนจะรับแก้วน้ำในมือของผมไป "ขอบคุณมากนะครับที่ซื้อมาให้ พี่นี่นอกจากน่ารักแล้วยังใจดีอีก ถ้าไอ้เหี้ยนี่ไม่กินเดี๋ยวผมกินเอ..."

     "ของกู"

     คนตัวสูงแย่งแก้วน้ำไปถืออย่างเร็ว ยังไม่ทันที่เพื่อนจะพูดจบด้วยซ้ำ ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง ไอ้ตาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็น่าจะงงเหมือนกัน

     "ถ้าพี่ไม่ได้ชอบกินน้ำแตงโมแล้วพี่ชอบกินอะไร"  จู่ๆ ธีมก็หันมาถาม แถมยังเปลี่ยนเรื่องคุยอีก ผมที่กำลังอึนๆ เลยไม่ทันได้ฟัง

     "ธีมถามว่าอะไรนะครับ"

     "ผมถามว่า ถ้าพี่ไม่ได้ชอบกินน้ำแตงโมแล้วพี่ชอบกินอะไร"

     "จะถามไปทำไมอ่ะครับ"

     "ตอบผมมาเถอะน่ะ"

     ผมนิ่งคิดไปสักพัก พยายามนึกว่าตัวเองชอบเครื่องดื่มอะไร แต่คำตอบที่นึกได้มันเยอะเกินไป เลยสรุปให้คนถามสั้นๆ "อะไรก็ได้ครับ พี่กินได้หมด ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ"

     ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่หลังจากผมพูดจบดูเหมือนคนตรงหน้าจะแอบยิ้มมุมปากนิดๆ

     "ให้น้ำผมเสร็จแล้วพี่ก็กลับไปได้แล้ว อีกเดี๋ยวผมก็ต้องไปเรียนแล้วเหมือนกัน"

     ทำไมผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนไล่อยู่เลย...

     แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ ผมแค่ซื้อน้ำมาให้ธีม และตอนนี้เขาก็รับน้ำไปแล้ว ผมก็ควรจะกลับคณะตัวเองได้แล้ว ขืนอยู่ต่อไปก็มีแต่จะรบกวนเวลากินข้าวของเขากับเพื่อนๆ

     "งั้น...พี่ไปก่อนนะครับ ขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อวันก่อนอีกครั้งนะ"

     ผมยิ้มให้คนตัวสูง ก่อนจะจูงมือไอ้ตาลเดินออกมา รู้สึกโล่งอกที่ถึงแม้เขาจะดูเหมือนเกลียดผม แต่อย่างน้อยเขาก็รับน้ำของผมไป

     "ไอ้ไอ"

     "ว่า?"

     "กลับไปแล้วมึงต้องเล่าให้กูฟังทุกอย่าง เข้าใจไหม ตอนนี้กูงงเป็นไก่ตาแตกไปหมดแล้วเนี่ย"

     "เออรู้แล้ว เดี๋ยวกลับไปเล่าให้ฟัง"

     เราสองคนเดินออกมาจากโรงอาหาร ไอ้ตาลยังคงบ่นไม่เลิกที่ผมลากมันมาโดยไม่อธิบายอะไรก่อนเลย มันบ่นจนผมรู้สึกผิด ไม่ได้รู้สึกผิดที่ไม่อธิบายให้มันฟังนะครับ แต่รู้สึกผิดที่ลากมันมาด้วย สมกับเป็นเพื่อนไอ้ดลจริงๆ ขี้บ่นเหมือนกันไม่มีใครยอมใครเลย


     ขณะที่อีกด้านของโรงอาหารที่ผมเพิ่งเดินจากมา ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่ากำลังมีคนพูดถึงผมอยู่...


     "ไอ้คนขี้หวง กูชมนิดชมหน่อยถึงกับแสดงความเป็นเจ้าของ หมั่นไส้ว่ะ"

     "ทำเป็นเล่นตัว ทำเป็นฟอร์มจัด แต่หน้างี้แดงเป็นลูกมะเขือเทศเชียวนะมึง"

     "ไหนบอกอยากกินข้าวกับเขาไง แล้วให้เขากลับไปทำไม หรือกลัวว่าพวกกูจะแย่งพี่เขา?"

     "พวกเหี้ย เงียบปากไปเลย ใครไม่เงียบเดี๋ยวกูจะเอาพริกหยวกยัดปากเรียงตัว" ร่างสูงตวาดใส่เพื่อน ก่อนจะยกแก้วโกโก้หนีเมื่อคนข้างๆ ทำท่าจะหยิบไป

     "ฮั่นแน่ หวงแดกซะด้วย หวงเพราะชอบโกโก้หรือชอบคนที่ซื้อโกโก้มาให้เหรอจ๊ะ"

     "ยุ่งไม่เข้าเรื่อง"

     "แน่ะๆๆ เขินแล้วมาลงกับเพื่อนแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนครับคุณชายธีม"

     "กูบอกให้เงียบไง!"














     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 03 - . . . . . . . [19/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 19-10-2020 23:57:22
 :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 03 - . . . . . . . [19/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 20-10-2020 00:36:17
ไอ้ต้าวธีมมมมมมม :hao7:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 03 - . . . . . . . [19/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 20-10-2020 09:12:43
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 03 - . . . . . . . [19/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: sailom_orn ที่ 21-10-2020 21:34:20
 :pig4: :pig4: มารอจ้ส
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 03 - . . . . . . . [19/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 21-10-2020 22:10:09
 :katai2-1:
 :3123:
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 04 - . . . . . . . [22/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 22-10-2020 19:15:30
Episode 04





     "เขาชอบมึง"

     "เขาไม่ได้ชอบกู"

     "มึงอย่าเถียงดิ เขาชอบมึงแน่นอน กูคอนเฟิร์ม"

     "มึงนั่นแหละอย่าเถียง กูบอกว่าเขาไม่ได้ชอบก็คือไม่ได้ชอบ เข้าใจป่ะ"

     ไอ้ตาลส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ มันเอามือมาจับสองแก้มของผม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ "มึงฟังกูดีๆ นะ เขา ชอบ มึง ถ้าไม่ชอบเขาจะซื้อน้ำให้มึงทำไม"

     "เขาอาจจะเป็นคนใจดีเฉยๆ ก็ได้ มึงอ่ะคิดมาก กูยังไม่เห็นจะคิดอะไรเลย" ผมปัดมือคนตรงหน้าออก ทำหน้าเหนื่อยใจ ก็ดูมันสิครับ เอาแต่พูดอะไรไม่รู้ตั้งแต่เมื่อวาน จนตอนนี้ก็ยังไม่เลิกอีก

     "มึงอ่ะไม่รู้อะไร กูผ่านผู้ชายมาเยอะกูดูออก อาการแบบนี้มันเรียกว่ามีใจให้ชัดๆ"

     "แค่ซื้อน้ำให้ครั้งเดียวเนี่ยนะ?"

     "แค่ครั้งเดียวก็เกินพอย่ะ ใช่ไหมมึง" ในเมื่อโน้มน้าวคนเดียวไม่สำเร็จเลยหันไปขอความช่วยเหลือจากคนข้างๆ ไอ้ดลที่นั่งเงียบมานานถอนหายใจ มองพวกผมสองคนสลับกัน

     "กูก็พูดไม่ถูกว่ะ เอาจริงๆ กูไม่ได้สนิทกับไอ้ธีมขนาดนั้น ก็แค่รู้จักผ่านรุ่นน้องที่เรียนคณะเดียวกับมัน เลยไม่รู้ว่ามันชอบทำอะไรให้คนที่ชอบบ้าง"

     "แต่ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วป่ะวะ น้องเขาเป็นผู้ชายนะเว้ย และต่อให้เขาเป็นเกย์เหมือนกูจริง เขาจะมาชอบกูได้ยังไง"

     "เขาอาจจะหลงเสน่ห์แก้มย้วยๆ น่าบีบน่าฟัดของมึงนี่ก็ได้ ขนาดกูกับไอ้ดลยังชอบเล่นบ่อยๆ เลย" มันคงกลัวผมไม่เชื่อ เลยยื่นมือมาเล่นแก้มผมประกอบคำพูดตัวเอง ผมปัดมือไอ้ตาลออกอีกครั้ง ก่อนที่เราทั้งสามคนจะยุติบทสนทนาชั่วคราวเมื่อพนักงานเอาอาหารมาเสิร์ฟ

     วันนี้ไอ้ตาลมันมาดูหนังกับแฟน เห็นพี่เจบอกว่าไปเล่นเกมในเฟซบุ๊กแล้วได้รางวัลมาเป็นตั๋วหนังสี่ใบ ผมกับไอ้ดลเลยถูกชวนให้มาด้วยกัน แต่พอดูหนังเสร็จและกำลังคิดว่าจะไปกินข้าวกันที่ไหนต่อดี เพื่อนพี่เจก็โทรมาตามให้ไปช่วยงานกลุ่ม พอแฟนกลับไปแล้วไอ้ตาลเลยออกความเห็นว่าไหนๆ ก็ได้หนีจากประมวลกฎหมายที่แสนน่าเบื่อมาเที่ยวทั้งที งั้นก็ไปกินอาหารญี่ปุ่นกันเลยดีไหม (ผมเคยบ่นกับพวกมันว่าอยากกิน แต่นั่นก็นานมาแล้ว) สุดท้ายพวกเราเลยมานั่งอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างที่เห็น

     ส่วนเรื่องที่เพื่อนผมพูดก็เกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานนั่นแหละครับ หลังจากที่ผมเล่าเรื่องธีมให้ฟัง มันก็คิดไปเองว่าธีมชอบผม เอาแต่กรอกหูผมมาตั้งแต่เมื่อวานจนตอนนี้ผมแทบจะอาเจียนออกมาเป็นคำว่า 'เขาชอบมึง' แล้ว

     มโนเก่งเป็นที่หนึ่งก็เพื่อนผมนี่แหละ เรื่องแค่นี้ยังคิดเป็นตุเป็นตะได้ตั้งขนาดนี้ ผมล่ะยอมมันเลย

     "มึงเลิกเพ้อเจ้อเถอะตาล ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะที่มึงเอาแต่พูดเรื่องนี้ ไม่เบื่อบ้างเหรอ" ผมบ่นออกมาหลังจากที่พนักงานเดินไปแล้ว ก่อนจะเริ่มลงมือกินข้าวแกงกะหรี่ตรงหน้า

     "มึงไม่เชื่อกูเหรอ"

     "เออ"

     "แต่เซนส์กูแม่นมากนะ จะยังไงกูก็คิดว่าคนที่ชื่อธีมเขาชอบมึงอยู่ดี"

     "เผื่อมึงไม่รู้ ทุกครั้งที่ธีมอยู่กับกูเขาจะชอบทำหน้าบึ้งใส่กูตลอด คนชอบกันเขาจะทำแบบนี้เหรอวะ"

     "น้องเขาอาจจะเป็นคนหน้าตายก็ได้ ใช่ป่ะมึง" มันถางศอกใส่ไอ้ดลที่นั่งอยู่ข้างกัน คนโดนถามนิ่งคิดสักพัก ก่อนจะส่ายหน้า

     "มันก็เฟรนด์ลี่จะตายนะในความคิดกู เจอใครก็ยิ้มให้ แถมยังชอบกวนตีนด้วย จะว่าไปแล้วก็มีแต่ไอ้ไอนี่แหละที่มันไม่เคยยิ้มให้เลย"

     "เห็นไหม น้องเขาไม่ได้ชอบกูหรอก แต่ถ้าเกลียดกูก็ว่าไปอย่าง" ผมสำทับคำพูดของไอ้ดล ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้าให้เทียบกันแล้วโอกาสที่ธีมจะเกลียดผมมีมากกว่าโอกาสที่จะชอบผมซะอีก

     ไอ้ตาลที่เถียงไม่ออกก็เงียบไป มันนิ่งเหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่ ผมเลิกสนใจมันแล้วหันมากินข้าวต่อ อุตส่าห์ได้กินอาหารที่อยากกินมานานทั้งที ต้องกินแบบไม่เครียดอะไรเลยสิถึงจะอร่อย

     อา~ สุดยอด หมูทงคัตสึนี่กรอบนอกนุ่มในชะมัด ซอสแกงกะหรี่ก็เข้มข้นถึงใจ คิดไม่ผิดจริงๆ ที่สละเวลานอนมาดูหนังตามคำชวนของพี่เจ

     เสียดายอ่ะ ถ้าแถวมหา'ลัยผมมีร้านอาหารญี่ปุ่นบ้างก็คงดี จะได้ไม่ต้องมาไกลขนาดนี้

     "งั้นมาทดสอบกันไหม" จู่ๆ คนตรงหน้าที่ผมคิดว่ายอมแพ้ไปแล้วกลับพูดเรื่องเดิมขึ้นมาอีกครั้ง

     "ทดสอบอะไร"

     "ทดสอบว่าน้องมันชอบมึงจริงหรือเปล่า"

     ผมทำหน้างง ไอ้ดลเองก็งงเหมือนกัน "ยังไงวะ"

     "ไปถามน้องตรงๆ ไง"

     "เห้ย! ไม่เอา"

     "กลัวรับความจริงไม่ได้เหรอ~" พูดยียวนพร้อมกับทำหน้าล้อเลียน ยกส้อมมาหมุนไปมาตรงหน้าผม

     "กลัวบ้าอะไรล่ะ ถ้าไปถามแบบนั้นจริงๆ มีหวังกูกับธีมมองหน้ากันไม่ติดพอดี มึงคิดบ้างดิ"

     "แต่วิธีนี้มันชัดเจนที่สุดแล้วนะ มึงไม่อยากรู้เหรอว่าน้องเขาชอบมึงจริงหรือเปล่า"

     "ไม่อยากรู้ เพราะยังไงธีมก็ไม่ได้ชอบกูแน่นอน"

     "เขามีแต่อยากให้คนหล่อๆ มาชอบ มึงนี่ไม่อยากให้มาชอบ แปลกว่ะ"

     "ไม่ใช่ไม่อยาก แต่มันไม่มีทางเป็นไปได้"

     แทนที่จะสลดกับคำพูดผม มันกลับยิ้มแปลกๆ แล้วยื่นหน้ามาใกล้จนผมตกใจ "เมื่อกี้มึงพูดว่าอะไรนะ"

     "ฮะ? กูพูดอะไร"

     "มึงพูดว่า 'ไม่ใช่ไม่อยาก' แปลว่ามึงอยากให้น้องเขาชอบมึงใช่ไหม"

     อะไรของมันเนี่ย!

     "สีหน้ามึงมันฟ้องหมดแล้ว เลิกโกหกตัวเองเถอะไอ"

     "เดี๋ยว กูยังไม่ได้พูดอะไร..."

     "หยุดค่ะ" คนตรงหน้าคีบกุ้งทอดมายัดใส่ปากผมดื้อๆ จนผมพูดไม่ออกเพราะต้องเคี้ยวกุ้งในปาก "กูจะไปถามน้องเขาตรงๆ และมึงห้ามกูไม่ได้ด้วย เรื่องของเพื่อนก็คือเรื่องของกู และเรื่องอะไรที่กูอยากรู้กูต้องได้รู้"

     เอากับมันสิครับ ชักจะเลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว ผมล่ะอยากกุมขมับ

     "แทนที่จะถามว่าไอ้ธีมชอบไอ้ไอหรือเปล่า เปลี่ยนเป็นถามว่าทำไมถึงชอบทำหน้าบึ้งใส่ไอ้ไอไม่ดีกว่าเหรอวะ" จู่ๆ ไอ้ดลที่นั่งเงียบมานานก็พูดขึ้นมา มันเอามือเท้าคาง มองผมด้วยสีหน้าจริงจัง "กูก็ไม่รู้ว่าไอ้ธีมชอบมึงจริงหรือเปล่า แต่พอมึงพูดว่ามันชอบทำหน้าบึ้งใส่มึง กูก็เริ่มเอะใจขึ้นมาเหมือนกัน"

     "โอ๊ยมึง เรื่องนั้นไว้ถามทีหลังก็ได้ ตอนนี้เราต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าน้องเขาชอบไอ้ไอจริงไหม"

     "หยุดคิดไปเลยเรื่องนั้นน่ะ ถ้ายังไม่หยุดกูจะฟ้องพี่เจว่าตอนไปทะเลคราวก่อนมึงแอบมองซิกส์แพ็กส์ผู้ชายคนอื่น"

     "เห้ย! ทำไมมึงรู้"

     "กูอยู่กับมึงตลอดจะไม่รู้ได้ไง"

     "กูก็แค่มองเฉยๆ ไหม"

     "ไม่รู้แหละ ถ้ามึงยังไม่หยุดคิดบ้าๆ กูจะฟ้องพี่เจจริงด้วย"

     "เอาเป็นว่าพวกมึงสองคนเลิกเถียงกันก่อน เถียงกันไปเถียงกันมาจนน้ำลายลงข้าวหมดแล้วเนี่ย" ไอ้ดลโพล่งขึ้นมากลางคัน มันยกมือห้ามไม่ให้ไอ้ตาลพูดอะไรอีก ก่อนจะหันมาพูดกับผม "ส่วนมึง อยากรู้ใช่ไหมว่าไอ้ธีมเกลียดอะไรมึงหรือเปล่า"

     "ก็...อยากรู้นิดนึง"

     "ดี งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะช่วยมึงเอง"

     "ช่วย? ช่วยอะไรวะ อย่าบอกนะว่ามึงคิดจะทำอะไรบ้าๆ เหมือนไอ้ตาลอีก"

     "ไม่ใช่อย่างนั้น" มันพูดพลางยิ้มมุมปาก ผมกับไอ้ตาลเลยได้แต่มองด้วยความงง "คนเฟรนด์ลี่อย่างไอ้ธีมน่ะ มีไม่กี่เหตุผลหรอกที่มันจะทำท่าทางปั้นปึ่งใส่คนอื่น"















     เมื่อวานไอ้ดลบอกจะช่วยพิสูจน์ว่าทำไมธีมถึงชอบทำหน้าบึ้งใส่ผม

     ผมไม่รู้ว่ามันจะทำอะไร จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ และสิ่งที่มันกำลังทำอยู่ตอนนี้ก็ทำให้ผมงงยิ่งขึ้นไปอีก

     "มึงพากูมาที่นี่ทำไม" ผมหันไปถามคนข้างๆ แต่แทนที่จะตอบ มันกลับยักคิ้วให้แล้วหันไปมองร่างสูงที่กำลังชู้ตบาสอยู่กลางสนาม

     "ดูไปดูมาไอ้ธีมนี่ก็หล่อเหมือนกันนะ ถึงจะไม่เท่ากูแต่ก็ถือว่าหล่อใช้ได้"

     "หยุดค่ะ น้องธีมมีไว้ให้ไอ้ไอชมคนเดียวเท่านั้น คนนอกอย่างมึงห้ามชม"

     "ตกลงมึงจะจับกูกับธีมคู่กันให้ได้เลยใช่ไหม"

     "แน่นอน โอกาสที่เพื่อนกูจะสละโสดลอยมาหาทั้งที กูจะไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดไปเด็ดขาด"

     ผมกลอกตามองบน รู้สึกเอือมระอากับความพยายาม (ที่สูญเปล่า) ของเพื่อน ก่อนจะหันไปมองต้นตอของเสียงอึกทึกที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศภายในยิมแห่งนี้ ทั้งเสียงคนเตะบอล เสียงคนเล่นวอลเล่ย์บอล และเสียงคนเล่นบาส บรรยากาศโดยรวมสมกับเป็นคณะวิทย์กีฬาจริงๆ

     ไอ้ดลบอกว่าวันนี้ธีมมีสอบเก็บแต้มบาส ชดเชยที่วันก่อนต้องหยุดสอบกลางคันเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันจะลากพวกผมมาด้วยทำไม ลำพังมันน่ะพอเข้าใจได้ แต่ผมกับตาลไม่ได้สนิทกับธีม จู่ๆ พามาเชียร์ด้วยกันแบบนี้มันก็ดูจะแปลกๆ ไปหน่อย

     "อย่างนั้น! ชู้ตได้สวย ให้มันได้อย่างนี้สิวะน้องกู" ไอ้ดลอุทานขึ้นมาเมื่อร่างสูงชู้ตลูกบาสลงห่วงโดยไม่โดนขอบแป้นเลย จะว่าไปตั้งแต่ผมมองมานี่ธีมยังไม่เคยชู้ตพลาดเลยนะ มิน่าล่ะบนอัฒจันทร์ที่ผมนั่งอยู่นี้ถึงได้มีคนมาดูค่อนข้างเยอะ นอกจากหล่อแล้วยังเล่นกีฬาเก่งอีกนี่เอง

     ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ คนเพอร์เฟกต์แบบนี้น่ะเหรอจะมาชอบผม ไอ้ตาลมันเอาอะไรคิด ถ้าผมเป็นผู้หญิงสวยๆ ระดับเดือนมหา'ลัยก็ว่าไปอย่าง

     แต่พูดถึงเรื่องแปลกใจแล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ตั้งแต่เดินเข้ามาในยิมผมรู้สึกเหมือนโดนมองอยู่ตลอดเวลา ผมสำรวจตัวเองแล้วก็ปกติดีทุกอย่าง ซิปไม่ได้เปิด เสื้อไม่ได้เลอะ หน้าไม่ได้มีอะไรติด ก็ไม่รู้ว่าเขามองอะไรเหมือนกัน

     "แล้วตกลงมึงจะบอกได้ยังว่าพาพวกกูมาด้วยทำไม" ไอ้ตาลหันไปถามคำถามเดียวกับผมเป๊ะๆ แต่คนที่กำลังเมามันกับการเล่นบาสของรุ่นน้องตัวเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะตอบ "หรือว่า...มึงคิดจะประกาศให้คนทั้งยิมรู้ว่าน้องธีมแอบชอบไอ้ไออยู่"

     "จะบ้าเหรอ ไอ้ธีมชอบเพื่อนเราจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย กูไม่ทำอะไรวู่วามเหมือนมึงหรอกน่ะ"

     คนโดนว่าถลึงตาใส่ ส่วนคนว่าหันมามองผม พร้อมกับเอานิ้วมาจิ้มหน้าผากผมเบาๆ

     "ฟังกูนะไอ หลังจากไอ้ธีมสอบเสร็จแล้ว ถ้ากูพูดอะไรมึงต้องเออออตามอย่างเดียว ห้ามปฏิเสธ ห้ามโวยวาย ห้ามทำเป็นไม่รู้เรื่อง เข้าใจไหม"

     "เดี๋ยวนะ นี่มึงคิดจะทำอะไร"

     "ทำตามที่กูบอกเถอะน่ะ ไม่อยากรู้เหรอว่าไอ้ธีมมันเกลียดมึงจริงหรือเปล่า"

     "ก็อยากรู้ แต่..."

     "ดี งั้นเอาตามนี้" คนพูดสรุปเอาเองโดยไม่คิดจะฟังความเห็นจากผม หันไปเชียร์คนที่เล่นบาสต่อเหมือนต้องการจะจบบทสนทนาไว้แค่นี้ ผมทำหน้าบึ้งใส่มัน จะทำอะไรก็ไม่บอกกันก่อน แถมยังเอาแต่สั่งอะไรก็ไม่รู้อีก เผด็จการจริงๆ เลยไอ้เพื่อนคนนี้

     ผมเลิกสนใจเพื่อนตัวเองหันไปดูธีมต่อ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังชู้ตบาสไม่เคยพลาด และทุกครั้งที่ลูกบาสลงห่วงจะต้องมีเสียงกรี๊ดจากคนดูเสมอ

     สุดยอดไปเลยแฮะ คนมองขนาดนี้แต่สมาธิยังไม่หลุดอีก ถ้าเป็นผมคงประหม่าจนไม่เป็นอันชู้ตบาสไปนานแล้ว แต่ธีมคงจะชินกับอะไรแบบนี้แล้วสินะ

     จู่ๆ  ก็มีเสียงเป่านกหวีดดังขึ้นมา น่าจะเป็นสัญญาณว่าหมดเวลาแล้ว คนตัวสูงโยนลูกบาสลงพื้นก่อนจะวิ่งไปดูคะแนนจากอาจารย์ที่นั่งอยู่ข้างสนาม และดูเหมือนคะแนนจะเป็นที่น่าพอใจ เพราะถึงแม้จะมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มไปหมดแต่ใบหน้าของธีมตอนนี้ก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม

     ผมเพิ่งเห็นธีมยิ้มกว้างขนาดนี้เป็นครั้งแรก...

     อ่า...ตอนทำหน้านิ่งก็ว่าดูดีแล้ว แต่ตอนยิ้มนี่ดูดีกว่าหลายเท่าเลย

     "เป็นไง เคลิ้มเลยสิมึง เห็นเขายิ้มหน่อยมองตาไม่หุบเลยนะ"

     ผมกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะรีบหันไปมองทางอื่นพลางปฏิเสธเสียงแข็ง ไอ้ตาลยังยิ้มล้อเลียนไม่เลิก ผมเลยต้องทำหน้าขึงขังใส่มันเพื่อกลบเกลื่อน

     ธีมยืนคุยกับอาจารย์ต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะขอแยกตัวออกมา ไอ้ดลที่เห็นรุ่นน้องตัวเองว่างแล้วก็รีบลงไปหาทันที มันเอาน้ำไปให้ธีม กอดคอเขาแล้วพากันเดินขึ้นมาบนนี้ ไอ้ตาลที่ล้อผมอยู่เลยหยุดแล้วหันไปมองอย่างงงๆ ผมเองก็งง

     "พี่มาด้วยเหรอเนี่ย ไม่เห็นบอกผมก่อนเลย"

     "กะจะมาดูมึงสอบตกไง แต่ไหงได้คะแนนเต็มเฉยเลยวะ"

     "ธรรมดาของคนเก่งอ่ะพี่"

     "เก่งตายแหละไอ้ห่า แป้นเตี้ยแค่นี้ใครๆ ก็ชู้ตลงป่ะวะ"

     "โห พูดแบบนี้พี่มาแข่งกับผมเลยดีกว่า"

     "ได้อยู่แล้ว กลัวซะที่ไหน แต่ไว้วันหลังนะมึง วันนี้กูมีเรื่องให้มึงช่วย"

     สองคนนั้นเดินคุยกันมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่ผมกับตาลนั่งอยู่ พอธีมหันมาเห็นผมเขาก็ทำหน้าตกใจ แต่สักพักเขาก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ รอยยิ้มก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว

     เห็นไหม แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมคิดว่าธีมเกลียดผมได้ยังไง

     "หวัดดีครับพี่ตาล หวัดดีครับ...พี่ไอ" คนตัวสูงยกมือไหว้พวกผมสองคน แต่ตอนพูดชื่อผมธีมเว้นวรรคไปช่วงหนึ่ง พวกผมสองคนรับไหว้พลางยืนขึ้นมองคนที่พาธีมมาด้วยความงุนงง ไอ้ดลผละมือออกจากไหล่รุ่นน้อง เดินมาคว้าผมเข้าไปกอดไหล่ไว้หลวมๆ แทน

     "วันนี้มึงขับมอ'ไซค์มาใช่ป่ะ"

     "ใช่ครับ"

     "ถ้ากูจะขอให้มึงไปส่งเพื่อนกูหน่อยจะเป็นไรไหมวะ"

     !!!

     ธีมทำหน้าตกใจ แต่คนที่ตกใจกว่าคือผม ผมหันไปมองคนพูดอย่างเร็ว กำลังจะแย้งว่าทำไมต้องไปส่งด้วย แต่สายตาที่มันมองมาทำให้ผมไม่กล้าพูดอะไร

     จู่ๆ ผมก็นึกถึงคำพูดของมันขึ้นมา ทันใดนั้นผมก็อยากกุมขมับที่ตอนนั้นไม่ได้ปฏิเสธไป

     'ถ้ากูพูดอะไรมึงต้องเออออตามอย่างเดียว ห้ามปฏิเสธ ห้ามโวยวาย ห้ามทำเป็นไม่รู้เรื่อง เข้าใจไหม'

     ที่เพื่อนผมพูดหมายความแบบนี้เองหรอกเหรอ!!

     "ก็ได้อยู่หรอกครับ แต่ว่าทำไม..."

     "เพื่อนกูมันทำกระเป๋าตังค์หายน่ะ รถกูเต็มเลยไปส่งไม่ได้ ไอ้ตาลมันก็มีนัดกับแฟนต่อ ใช่ไหมมึง"

     คนโดนถามทำหน้าเหลอหลา แต่พอโดนกดดันทางสายตามันก็พยักหน้าเออออตามไปด้วย ต่างกับผมที่คิ้วขมวดกันจนแทบจะผูกเป็นโบว์

     ผมไปทำกระเป๋าตังค์หายตอนไหน ทำไมผมไม่รู้เรื่อง แล้วไอ้ตาลมันก็เพิ่งบอกเมื่อตอนกลางวันว่าวันนี้พี่เจจะกลับบ้านไปต่างจังหวัด มันจะเอาอะไรมานัดกับแฟน!

     "มึง กูไม่ได้..." ผมตั้งใจจะพูดออกไปว่าไม่ได้ทำกระเป๋าตังค์หาย แต่แรงบีบที่ไหล่ทำให้ผมไม่กล้าพูดต่อ ไอ้ดลที่เห็นผมยอมปิดปากเงียบเลยหันไปถามคนตัวสูงอีกครั้ง

     "ตกลงมึงไปส่งเพื่อนกูได้ใช่ไหม"

     "...ได้ครับ แต่ผมต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"

     "โอเค งั้นฝากเพื่อนกูหน่อยนะ"

     ว่าจบมันก็ผลักผมไปข้างหน้าจนเกือบจะชนกับธีม ยังดีที่ธีมเอามือมาประคองไหล่ผมไว้ได้ทัน ไอ้ดลเอ่ยลาก่อนจะลากไอ้ตาลเดินจากไปอย่างเร็ว แต่ก็ยังไม่วายหันมาพูดกับร่างสูงอีกรอบ

     "อ้อ! ถ้าไม่รบกวนเกินไปฝากพาเพื่อนกูไปกินข้าวหน่อยนะ มันยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงเลย"

     ไอ้บ้าดล! เมื่อตอนกลางวันผมกินข้าวไปตั้งสองจาน มันความจำเสื่อมหรือไง!

     ผมกำลังจะแย้งกลับไป แต่เพื่อนบังเกิดเกล้าของผมมันก็ดันเดินไวกันเหลือเกิน หลังจากพวกมันกลับไปแล้วผมก็หันมามองร่างสูง รู้สึกกระอักกระอ่วนยังไงชอบกล

     "เอ่อ..."

     "พี่ไปรอผมที่โรงอาหารก่อน เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วผมไปหา"

     ผมตั้งใจจะบอกธีมว่าไม่ต้องไปส่ง เรื่องทุกอย่างเพื่อนผมมันกุขึ้นมาทั้งนั้น แต่ไม่รู้ทำไมพอเห็นใบหน้าคมคายตรงหน้าแล้วมันกลับพูดไม่ออก ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำพูดของคนตัวสูงแค่นั้น

     ธีมเดินไปยังขอบสนามที่มีกระเป๋าของเขาวางอยู่ก่อนจะขึ้นมาหาผมบนอัฒจันทร์อีกครั้ง ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะไปหยิบเสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนชุด แต่ผมก็ต้องแปลกใจเมื่อสิ่งที่ธีมหยิบออกมาจากกระเป๋าไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็น...

     "กินอันนี้รองท้องไปก่อน เดี๋ยวผมค่อยพาไปกินข้าว พี่ทนหิวได้ใช่ไหม" ร่างสูงยื่นแซนด์วิชมาใส่มือพลางถามผมด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ไม่รู้ว่าผมคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือเปล่า แต่ภายใต้ใบหน้านั้นผมรู้สึกเหมือนธีมกำลังเป็นห่วงผมอยู่

     บ้าจริง เผลอนึกถึงคำพูดของไอ้ตาลขึ้นมาจนได้...

     ผมพยักหน้าเบาๆ อีกครั้ง ธีมบอกให้ผมไปรอที่โรงอาหารอีกรอบก่อนจะเดินแยกไปยังห้องน้ำ ผมยังยืนอยู่ที่เดิม มองแซนด์วิชในมือสลับกับทางที่คนตัวสูงเพิ่งเดินจากไป

     ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วสิว่าธีมเกลียดผมจริงหรือเปล่า















     สาบานได้ว่าตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยรู้สึกเกร็งขนาดนี้มาก่อนเลย...

     ผมมองไปรอบๆ ร้านที่ธีมพาผมมา มันเป็นร้านอาหารตามสั่งข้างทางที่อยู่ไม่ไกลจากมหา'ลัย เราสองคนสั่งอาหารไปเมื่อห้านาทีก่อน แต่เพราะคนในร้านค่อนข้างเยอะจึงทำให้จนป่านนี้เราก็ยังไม่ได้อาหารกันเลย ผมยกมือขึ้นมาเกาแก้ม รู้สึกประดักประเดิดทั้งที่ในร้านคนก็ออกจะเยอะ

     ผมไม่ได้จะว่าอะไรนะ แต่การที่ต้องมากินข้าวกับคนที่เราไม่สนิท สำหรับผมมันเป็นอะไรที่ไม่ชินจริงๆ เห็นอย่างนี้ผมก็โลกส่วนตัวสูงอยู่พอสมควร แต่ที่น่าตกใจคือธีมเองก็เหมือนจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วเขาดูเป็นคนเข้ากับคนง่าย ไม่น่าจะมีปัญหากับคนแปลกหน้าเหมือนผมแท้ๆ

     ไอ้ดลมันคิดอะไรของมันกันล่ะเนี่ย ผมไม่คิดว่าการทำแบบนี้มันจะช่วยพิสูจน์ว่าธีมคิดยังไงกับผมได้หรอกนะ

     "เอ่อ..." ผมเอ่ยขึ้นมาหลังจากนั่งเงียบมาสักพัก "ขอบคุณนะครับ...ที่พาพี่มากินข้าว"

     "ไม่เป็นไร ผมเองก็หิวอยู่เหมือนกัน"

     "งั้นเหรอ"

     "ครับ"

     แล้วก็จบแค่นั้น...

     ผมเม้มปากแน่น ในหัวก็คิดว่าจะชวนคนตรงหน้าคุยอะไรต่อดี คิดสิไอ มันต้องมีเรื่องที่นายกับเขาคุยกันถูกคอบ้างสิ

     "นี่...ปกติธีมชอบกินอะไรเหรอครับ"

     คนโดนถามหันมามองหลังจากเอาแต่มองทางอื่น คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงสงสัย "ถามผมทำไม"

     เขาคงไม่ได้หลอกด่าว่าผมเสือกอยู่ใช่ไหมนะ...

     "ทีวันก่อนเรายังถามพี่ได้เลย แล้วทำไมพี่จะถามเราบ้างไม่ได้ล่ะ"

     ธีมนิ่งไปหลังจากที่ผมพูดจบ อะไรกัน ผมว่าผมก็ไม่ได้พูดอะไรแรงๆ ออกไปนะ มันก็แค่คำถามที่คนเขาถามกันเป็นปกติไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงต้องทำหน้าเหมือนคิดหนักขนาดนั้นด้วยล่ะ

     ผมรอฟังคำตอบอยู่นาน แต่จนแล้วจนรอดคนตรงหน้าก็ไม่พูดอะไรสักที จนผมกำลังจะบอกว่าไม่ต้องตอบก็ได้ ผมแค่ถามเฉยๆ ธีมก็ตอบกลับมาพร้อมกับใบหน้านิ่งเรียบที่ขึ้นสีแดงจางๆ

     "น้ำแข็ง ไอศกรีม อิตาเลียนโซดา"

     นั่นคือสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถ 'ชอบกิน' ได้ใช่ไหม...

     ผมไม่ได้จะว่ามันแปลกหรืออะไร เพียงแต่ผมนึกว่าธีมจะตอบอะไรทำนองแบบ...ข้าวผัดกุ้ง สปาเก็ตตี้ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก แต่คำตอบที่ธีมพูดมาเมื่อครู่มันเกินความคาดหมายของผมไปหน่อย โดยเฉพาะน้ำแข็ง...

     มันจะมีสักกี่คนบนโลกนี้ที่พอโดนถามว่าชอบกินอะไรแล้วจะตอบว่าน้ำแข็ง!!

     ผมกำลังจะถามธีมต่อ เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้าวผัดของผมกับราดหน้าของธีมมาเสิร์ฟพอดี คนตัวสูงหยิบเครื่องปรุงตรงหน้าผมไปปรุง ก่อนจะลงมือกินโดยไม่คิดจะคุยอะไรกับผมอีก ผมเลยจำต้องนั่งกินข้าวไปเงียบๆ เพราะไม่รู้จะคุยอะไรต่อเหมือนกัน

     เฮ้อ...นี่ถ้าผมกับธีมสนิทกันก็คงได้กินข้าวด้วยกันอย่างสบายใจมากกว่านี้แท้ๆ

     เอาจริงๆ มันไม่ถึงกับอึดอัดหรอกครับ ผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่การกินข้าวกับธีมมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

     ...เพียงแต่ผมอยากกินข้าวกับเขาอย่างเป็นกันเอง ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างเกร็งกันแบบนี้

     เราสองคนนั่งกินข้าวกันไปเงียบๆ จนกระทั่งกินเสร็จและถึงเวลาจ่ายเงิน ผมที่กำลังจะหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาก็นึกขึ้นได้ว่าไอ้ดลมันโกหกธีมไว้ว่ากระเป๋าตังค์ผมหาย

     ผมหันไปมองคนตัวสูง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรธีมก็ลุกไปจ่ายเงินซะก่อน แถมยังจ่ายในส่วนของผมให้ด้วย

     "ขอโทษนะครับ" ผมพูดกับธีมในตอนที่เราออกมาจากร้านกันแล้ว ธีมเหลือบตามามองผมนิดนึง ก่อนจะเดินไปยังมอเตอร์ไซค์แล้วยื่นหมวกกันน็อคมาให้

     "ไม่ต้องขอโทษ ผมไม่ได้ลำบากอะไร เต็มใจด้วยซ้ำ"

     เต็มใจ?

     ยังไม่ทันจะหายงงกับคำพูดเมื่อครู่ ผมก็โดนคนตัวสูงเร่งให้ขึ้นรถ ผมรีบสวมหมวกกันน็อคไว้บนหัว กำลังจะก้าวขาขึ้นรถแต่ธีมกลับร้องห้ามขึ้นมา

     "พี่ใส่หมวกยังไงของพี่อ่ะ"

     "ทำไมอ่ะครับ มันแปลกเหรอ"

     คนโดนถามส่ายหน้าไปมาเหมือนเหนื่อยใจกับผม ก่อนจะถอดหมวกบนหัวผมออกแล้วหยิบสายรัดคางขึ้นมา

     "ขามาพี่ก็ใส่แบบนี้มาเหรอ"

     "ทำไมเราถามแบบนั้นอ่ะ พี่ใส่ผิดเหรอครับ"

     ธีมไม่ตอบ แต่ทำหน้านิ่งพร้อมกับสอนวิธีใส่หมวกกันน็อค "พี่ต้องเอาสายออกมาก่อน แล้วรัดคางไว้ตอนที่สวมลงไปบนหัว ไม่ใช่สวมไปดื้อๆ แบบเมื่อกี้ มันจะหลุดง่าย"

     ตอนแรกผมนึกว่าธีมจะบอกวิธีแล้วให้ผมใส่เอง แต่ผิดคาด ร่างสูงสวมหมวกลงมาบนหัวผมด้วยตัวเอง แถมยังเอามือเชยคางผมขึ้นเพื่อที่จะได้คาดสายรัดให้ผมถนัดๆ

     ยะ...แย่ล่ะสิ แบบนี้มันใกล้เกินไปแล้วนะ...

     ผมพยายามทำหน้านิ่งๆ แต่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันเต้นแรงซะจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะรู้ ช่วงเวลาที่ธีมคาดสายรัดให้ผมดูเหมือนจะไม่นาน แต่สำหรับผมมันโคตรจะนานเลย ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอกลั้นหายใจตอนที่ธีมยื่นหน้าเข้ามา

     อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้คิดอะไรกับธีมเหมือนที่ไอ้ตาลมันเพ้อ แต่การที่มีคนหล่อมากๆ มาทำอะไรแบบนี้ให้ และโดยเฉพาะกับผมที่เป็นเกย์แล้วด้วย มันก็ไม่แปลกที่ผมจะใจเต้นแรงจนแทบระเบิดออกมา

     ทำไมถึงต้องทำอะไรให้ขนาดนี้ด้วยนะ ทั้งที่เขาน่าจะเกลียดผมอยู่แท้ๆ

     "เสร็จแล้ว ทีนี้ก็ขึ้นรถได้แล้ว เดี๋ยวผมไปส่ง"

     คนตัวสูงผละมือออกไป ผมที่ทำอะไรไม่ถูกเลยแกล้งยกมือมาจับหมวกกันน็อคพลางพูดขอบคุณ ธีมหันไปสตาร์ทรถ รอให้ผมขึ้นไปซ้อนท้ายแล้วค่อยขับออกไป และในตอนที่ผมเผลอไปมองกระจกมองหลัง ผมก็ต้องแปลกใจขึ้นมา

     ธีมหน้าแดงอยู่เหรอ?

     บ้าน่า! ไม่มีเหตุผลที่เขาต้องหน้าแดงสักหน่อย ผมคงตาฝาดไปเองล่ะมั้ง

     ผมเลิกคิดเรื่องไร้สาระ ก่อนจะคอยบอกทางให้คนข้างหน้าเป็นระยะ ไม่นานนักรถมอเตอร์ไซค์สีดำเทาก็มาหยุดอยู่หน้าหอของผม ร่างสูงดับรถพลางถอดหมวกกันน็อคออก ก่อนจะหันมาถอดให้ผมที่นั่งอยู่ข้างหลังด้วย

     "เอ่อ...พี่ถอดเองก็ได้นะครับ"

     คนตรงหน้าไม่สนใจคำพูดผม ยังคงแกะสายรัดให้ผมต่อ พอถอดหมวกกันน็อคเสร็จแล้วผมก็ลงมาจากรถ หันไปพูดกับคนที่ผมยุ่งนิดๆ แต่ก็ยังหล่ออยู่ดี

     "ขอโทษนะที่ต้องรบกวนให้มาส่ง"

     ธีมขมวดคิ้วมุ่น เหมือนไม่พอใจกับคำพูดของผม "ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอโทษ ผมเต็มใจ พี่จำบ้างดิ"

     "งั้น...เปลี่ยนเป็นขอบคุณก็แล้วกัน ขอบคุณที่มาส่งนะครับ"

     ผมแก้คำพูดของตัวเอง ก่อนจะขอตัวขึ้นห้องโดยอ้างว่าต้องรีบไปอ่านหนังสือเตรียมสอบพรุ่งนี้ ก่อนจากกันธีมเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ผมก็เดินดุ่มๆ เข้ามาในหอซะก่อน

     พรุ่งนี้ผมมีสอบก็จริง แต่ผมไม่ได้จะรีบมาอ่านหนังสือหรอก แค่ไม่อยากเผชิญหน้ากับธีมนานๆ เท่านั้นเอง ผมไม่ได้โกรธอะไร แต่ยิ่งมองหน้าธีมผมก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ

     ถ้าสิ่งที่ไอ้ดลทำในวันนี้เพื่ออยากรู้ว่าธีมคิดยังไงกับผม ผมก็คงต้องเสียใจกับมันด้วย เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่าธีมคิดยังไงแล้ว เขายังทำให้ผมสับสนมากขึ้นไปอีก ทุกอย่างที่เขาทำในวันนี้มันทำให้ผมไม่กล้าคิดไปเองเลย

     ตกลงธีมเกลียดหรือไม่เกลียดผมกันแน่นะ โอ๊ยยย ผมงงไปหมดแล้วนะเนี่ย













     TBC

     คำใบ้ : ในตอนนี้น้องธีมได้เล่นมุกหยอดพี่ไอไปหนึ่งครั้ง ลองทายกันดูนะครับว่าเป็นมุกอะไร :p

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 04 - . . . . . . . [22/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Nattie69 ที่ 22-10-2020 21:04:45
 :haun4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 04 - . . . . . . . [22/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 22-10-2020 22:02:42
 :pig4: :pig4: :pig4:

ice, ice-cream, italian-soda  ใช่มุกป่าว?

หรือจะเป็น   "พี่จำบ้างดิ"  หรือป่าว?
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 04 - . . . . . . . [22/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 22-10-2020 23:47:16
ใจๆหน่อย อย่าปากแข็ง
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 04 - . . . . . . . [22/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 23-10-2020 00:05:25
 :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 04 - . . . . . . . [22/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: piakunaa ที่ 23-10-2020 07:27:27
น้ำแข็งงงงงง 55555 :katai5: :katai5: :katai5: :katai5:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 04 - . . . . . . . [22/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 23-10-2020 14:39:36
จ้าาาาาาาชอบกินน้้ำแข็ง :hao7: :hao7:

ไม่พูดไปตรวๆ เลยละว่าชอบ.... :hao3:
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 05 - (1) . . . . . . . [25/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 25-10-2020 18:52:53
Episode 05





     บรรยากาศในห้องเรียนวันนี้ต่างไปจากทุกๆ วัน เสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ปกติจะมีให้ได้ยินบ้าง ตอนนี้กลับเงียบสนิทเหมือนไม่มีใครอยู่ในห้อง ทุกคนต่างกำลังจดจ่ออยู่กับกระดาษข้อสอบตรงหน้า คนเดียวที่ขยับตัวในห้องตอนนี้คืออาจารย์หน้าห้องที่คอยสอดส่องพฤติกรรมของเหล่านักศึกษาอยู่

     ผมหมุนปากกาในมือไปมา เม้มปากแน่นอย่างคนใช้ความคิด พยายามนึกทุกอย่างที่อ่านมาเมื่อคืนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันก็พยายามเขียนอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับข้อสอบลงไปให้เต็มหน้ากระดาษที่สุด

     โชคดีที่เมื่อคืนผมอ่านมาตรงจุด ข้อสอบในวันนี้เลยไม่ยากเท่าไหร่ แต่ถ้าจะถามว่าอะไรยากก็น่าจะเป็นเขียนยังไงให้ถูกใจอาจารย์ ต่อให้ยกกฎหมายมาอ้างอิงถูกมาตรา แต่ถ้าใช้ภาษากฎหมายไม่ถูกต้องก็มีสิทธิ์โดนตัดคะแนนได้เหมือนกัน

     จริงๆ มันไม่ได้เคร่งถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่เพราะคนที่คุมสอบพวกผมอยู่ตอนนี้คืออาจารย์พงศ์ศักดิ์ที่ลือกันว่าโหดที่สุดในบรรดาอาจารย์ที่สอนปีสอง ทุกอย่างจึงต้องเป๊ะไปหมด ห้ามเว้นวรรคผิด ห้ามสะกดผิด ห้ามใช้ภาษาพูด ใครทำนอกเหนือจากนี้จะโดนตัดคะแนนหมด

     "หมดเวลาแล้วครับ ทุกคนวางปากกาแล้วเอาข้อสอบมาวางไว้บนโต๊ะผม"

     เสียงอาจารย์ที่ดังไปทั่วห้องเพราะพูดผ่านไมค์ สำหรับผมมันเหมือนระฆังช่วยชีวิต แต่สำหรับบางคนก็อาจจะเหมือนเสียงตัดสินของศาลฎีกา ผมเก็บของทุกอย่างเข้ากระเป๋า เดินถือข้อสอบไปวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับคนอื่นๆ ก่อนจะออกมารอเพื่อนอีกสองคนอยู่หน้าห้อง ระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเล่น

     "มึง~ ขอยาดมหน่อย กูจะเป็นลมมมมม"

     ผมหันไปมองเจ้าของเสียงแหลมๆ ก่อนจะหลุดขำออกมาอย่างอดไม่ได้ ไอ้ตาลเดินมาหาผมในสภาพเหมือนซอมบี้เดินได้ ข้างๆ มันคือไอ้ดลที่ทำหน้าเหนื่อยใจกับความเล่นใหญ่ของเพื่อน

     "อย่าเว่อร์ ไหนมึงบอกว่าเมื่อคืนอ่านมาอย่างดี สอบวันนี้สบายๆ ไง"

     "ก็กูอ่านมาผิดบทอ่ะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าอาจารย์จะออกเรื่องฆ่าชิงทรัพย์ เรื่องนั้นมันเรียนไปตั้งแต่ต้นเทอมนู่นเลยนะ"

     "มึงจะเอาอะไรมาก รู้ๆ กันอยู่ว่าวิชาอาจารย์พงศ์ศักดิ์น่ะอะไรก็เกิดขึ้นได้"

     "ยิ่งฟังมึงพูดกูก็ยิ่งเครียด"

     "ช่วยไม่ได้ มึงไม่อ่านมาให้หมดเอง"

     "มึงอ่ะ!"

     "เออน่า มันผ่านไปแล้วก็ไม่ต้องไปคิดถึงมันแล้ว ไปๆ กินข้าวกันเถอะ" ผมรีบห้ามทัพก่อนที่จะมีสงครามเกิดขึ้น ควงแขนพวกมันคนละข้างก่อนจะพากันเดินลงบันได ผมชวนไอ้ตาลคุยเรื่องอื่นเพื่อไม่ให้มันคิดมาก แต่มันก็ยังทำหน้าซึมกระทือไม่ยิ้มแย้มเหมือนทุกที

     ถามว่าผมเครียดเหมือนกันไหมก็มีเครียดบ้าง แต่ก็ยังไม่หนักเท่าไอ้ตาลที่อ่านมาผิดบท ตอนนี้ขอแค่มันไม่ตกก็พอแล้ว

     แต่พูดแล้วผมก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเหมือนกันนะ ช่วงนี้อาจารย์หลายๆ คนนัดสอบย่อยกันบ่อยมาก สอบโหดเหมือนโกรธนักศึกษา เล่นเอาพวกผมแทบไม่มีเวลานอนกันเลย

     ขณะที่พวกผมสามคนเดินกันไปโรงอาหารไอ้ตาลก็ยังโอดครวญเรื่องข้อสอบไม่เลิก ส่วนไอ้ดลก็โทรหาสุดที่รักของมัน ไม่นานนักสาวน้อยหน้าหวานที่ผมไม่ได้เจอมาสักพักก็มาอยู่ตรงหน้า พิงค์ยกมือไหว้พวกผม ก่อนจะทำหน้างงเมื่อเห็นสีหน้าตายอดตายอยากของคนข้างๆ ผม

     "พี่ตาลเป็นอะไรอ่ะคะ ทำไมดูไม่ร่าเริงเลย"

     "มันจิตตกเรื่องเรียนอยู่น่ะ อย่าไปสนใจเลย" ผมว่าอย่างปลงๆ เอื้อมมือไปลูบหัวคนถาม "ว่าแต่เราล่ะเป็นไงบ้าง เห็นไอ้ดลบอกว่าโดนจับไปเป็นคนถือคฑาด้วยนี่"

     "เหนื่อยมากกกกกค่ะพี่ไอ เขานัดซ้อมทุกวันไม่ให้พักเลย นี่เดี๋ยวเย็นนี้พิงค์ก็ต้องไปซ้อมอีก เลยแวบมาหาพี่ดลก่อนที่จะไม่ว่าง"

     ผมหัวเราะกับการลากเสียงยาวของคนพูด พอเดินมาถึงโต๊ะแล้วไอ้ดลก็โอบไหล่แฟนสาวไปซื้อข้าวด้วยกัน ผมวางกระเป๋าลงก่อนจะจูงมือคนที่ยังจิตตกไม่เลิกให้ไปซื้อข้าวกันบ้าง กลางวันนี้คนข้างค่อนเยอะต่างจากปกติ เราสองคนเลยต้องต่อแถวกันนานหน่อย กว่าจะได้ซื้อข้าวไอ้ดลกับแฟนมันก็มานั่งรอกันอยู่ก่อนแล้ว

     ผมนั่งข้างไอ้ตาล ในขณะที่ไอ้ดลกับพิงค์นั่งด้วยกัน ผ่านไปสักพักคนที่ผมคิดว่าดีขึ้นแล้วก็เริ่มออกอาการอีก มันทำปากเบะ เขี่ยข้าวในจานไปมาแต่ไม่ยอมกิน

     "อยากคุยกับพี่เจอ่ะ แต่เขาอยู่กับครอบครัว ไม่อยากโทรไปกวน"

     "พวกกูก็อยู่นี่ไง มึงไม่ได้อยู่คนเดียวซะหน่อย" ผมยิ้มให้เพื่อนสนิท เอื้อมมือไปตบไหล่มันเบาๆ "อย่าคิดมาก อาจารย์เขาก็บอกอยู่ว่าถ้าใครตกเขาจะให้โอกาสซ่อม ถึงตอนนั้นมึงก็เตรียมตัวไปดีๆ แล้วกัน"

     "แต่เทอมนี้กูสอบตกบ่อยมากเลยนะ"

     "ก็มึงมาเรียนคณะนี้เพราะโดนบังคับ ไม่แปลกที่มึงจะทำมันออกมาได้ไม่ดี แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ยังไงพวกกูก็จะคอยช่วยมึงเท่าที่ช่วยได้อยู่แล้ว"

     "งั้นช่วยอะไรกูอย่างนึงดิ"

     "อะไรอ่ะ"

     "ไปพาพี่เจกลับมาหน่อย กูอยากกอดเขา"

     จากที่กำลังซึ้งอยู่ดีๆ พอไอ้ตาลพูดแบบนี้ผมนี่สตันเลยครับ มันจะบ้าเหรอ พี่เจเขาอยู่ต่างจังหวัดนู่น ผมไม่ใช่โดราเอม่อนนะที่จะมีประตูไปที่ไหนก็ได้

     "ตอนนี้กอดกูไปก่อน ไว้พี่เจกลับมาแล้วมึงค่อยไปกอดเขา"

     ผมรั้งมันมากอดหลวมๆ ตบหลังเบาๆ เหมือนกำลังปลอบเด็ก พิงค์เองก็ยื่นมือมาบีบมือเพื่อนผม ยิ้มบางๆ ให้กำลังใจเช่นกัน

     "ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดเรื่องเรียนเลยค่ะ คิดเรื่องอื่นที่พี่ชอบสิคะ"

     "พิงค์จะให้พี่คิดเรื่องอะไรอ่ะ"

     "อะไรก็ได้ค่ะที่พี่ตาลนึกถึงแล้วยิ้มออก ลืมเรื่องไม่สบายใจไปได้"

     ไอ้ตาลผละออกจากผม มันนิ่งไปเหมือนกำลังคิดตามคำพูดของรุ่นน้องตรงหน้า "ผู้ชาย..."

     "ฮะ?"

     "กูชอบผู้ชายหล่อๆ เห็นแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจ แบบนี้พอได้ไหมอ่ะ"

     โว้ยยยยย ไอ้เพื่อนคนนี้!!

     "อ่ะ เอาที่มึงสบายใจเลย กูจะยอมไม่บอกพี่เจหนึ่งวัน" ผมว่าพลางถอนหายใจ

     "แต่กูไม่รู้จะนึกถึงใครอ่ะ"

     "เฮ้อ เรื่องของมึงละกัน พยายามนึกไปนะ กูกินข้าวต่อละ"

     ผมส่ายหน้าให้ไอ้คนบ้าผู้ชาย ก่อนจะหันมากินข้าวของตัวเองต่อ พิงค์หลุดขำกับอาการผีเข้าผีออกของเพื่อนผม ในขณะที่ไอ้ดลทำหน้าเหนื่อยใจไม่ต่างกัน

     ไอ้ตาลก็เป็นแบบนี้แหละครับ มันมักจะมีวิธีปลอบใจตัวเองที่พวกผมคาดไม่ถึงอยู่เสมอ ถึงจะทำเป็นเหนื่อยใจแต่ลึกๆ แล้วผมชอบนิสัยนี้ของมันนะ เพราะบางครั้งมันก็เอามาปลอบผมเวลาผมเครียดเหมือนกัน

     "เออไอ้ไอ" จู่ๆ ไอ้ดลก็หันมาพูดกับผม "แล้วเรื่องของมึงอ่ะ"

     "เรื่องของกู? เรื่องอะไรอ่ะ"

     "ก็เรื่องเมื่อวานที่กูให้ไอ้ธีมไปส่งมึงไง เป็นไงบ้างวะ"

     "..."

     ชื่อที่ออกมาจากปากคนตรงหน้าทำให้ผมนิ่งงัน มือที่กำลังจะยกช้อนขึ้นมากลับวางลงไปบนจานอย่างเดิม พิงค์คงสังเกตได้ว่าผมเปลี่ยนไป เลยมองมาเหมือนอยากถามว่าผมเป็นอะไรไหม

     นี่ถ้าไอ้ดลไม่พูดขึ้นมาผมก็เกือบลืมไปเหมือนกันนะ เมื่อคืนมัวแต่พะวงเรื่องสอบ มากลางวันนี้ก็ต้องปลอบใจไอ้ตาลอีก

     "เอ้า เป็นไรของมึงวะ ถามแค่นี้ทำไมต้องทำหน้าเหมือนคนมีชนักติดหลังด้วย" ไอ้ดลเอ่ยขึ้นมาอีกเมื่อเห็นผมเอาแต่เงียบ ก่อนจะโดนแฟนตัวเองตีที่หลังมือ

     "พี่ก็อย่าไปเร่งเขาสิ ให้เวลาพี่ไอเขาหน่อย"

     คนโดนว่าชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง มันทำหน้างงที่จู่ๆ ก็โดนแฟนดุ ผมโบกมือให้พิงค์ประมาณว่าไม่ได้เป็นอะไร ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้คนตรงหน้าฟัง

     "อืมมมม..." ไอ้ดลที่ฟังผมเล่าจบแล้วยกมือมาลูบคาง มันมองหน้าผมเหมือนกำลังใช้ความคิด "ที่กูกุเรื่องขึ้นมาก็เพื่ออยากดูท่าทางที่มันมีต่อมึง ถ้าไอ้ธีมเกลียดมึงจริง อย่างน้อยตอนที่กูขอให้ไปส่งมึงมันก็ต้องมีอาการไม่พอใจบ้าง แต่เท่าที่กูเห็นเมื่อวานมันไม่มีอาการที่ว่าเลย"

     "..."

     "ตอนแรกกูนึกว่าจะได้คำตอบวันนี้เลย แต่พอฟังที่มึงเล่ามากูก็เพิ่งรู้ว่าไอ้ธีมอ่านยากเหมือนกันนะ กูคิดว่าที่ไอ้ธีมทำกับมึงเมื่อวานมันก้ำกึ่งอ่ะ เหมือนจะเกลียด แต่ก็ไม่ได้เกลียด"

     ผมเม้มปากเข้าหากันหลังจากได้ฟังคำพูดของคนตรงหน้า สิ่งที่ไอ้ดลพูดคือสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้เลย ทุกอย่างมันก้ำกึ่งไปหมดจนผมไม่กล้าตัดสินไปทางใดทางหนึ่ง ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าสรุปแล้วความจริงมันเป็นยังไงกันแน่

     "เอาจริงๆ กูสับสนมากนะ..." ผมเปรยขึ้นมาเบาๆ หันมามองจานข้าวตัวเอง "บางทีเขาทำเหมือนไม่พอใจกู แต่บางทีเขาก็ทำเหมือนเป็นห่วงกู ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่เขากำลังทำให้กูทำตัวไม่ถูก"

     "..."

     "เพราะไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร เพราะไม่มั่นใจว่าเขาโกรธอะไรเรา กูถึงได้สับสนว่าเวลาอยู่ต่อหน้าเขากูควรทำตัวยังไง"

     "..."

     "ที่จริงจะไม่ให้สนใจเลยก็ได้ ก็แค่คนรู้จักของเพื่อน เขาจะคิดยังไงกับกูมันก็เรื่องของเขา แต่...พอคิดว่ากำลังมีคนไม่พอใจเราอยู่ มันก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา นี่กู...คิดมากไปหรือเปล่าวะ" ท้ายประโยคผมหันไปถามคนตรงหน้า ไอ้ดลดูจะตกใจนิดหน่อย มันคงนึกไม่ถึงว่าผมจะคิดมากขนาดนี้

     "มันไม่ผิดหรอก ยิ่งเป็นมึงยิ่งไม่ผิด มึงน่ะชอบแคร์คนอื่นอยู่แล้ว แคร์ไอ้ธีมเพิ่มมาอีกสักคนจะเป็นไรไป" คนพูดเอื้อมมือมายีหัวผม แต่จู่ๆ มันก็หุบยิ้มแล้วทำสีหน้าจริงจัง "แต่ไม่แน่นะเว้ยไอ นี่กูแค่เดาเฉยๆ นะ ที่ไอ้ธีมเป็นแบบนี้มันอาจจะ..."

     "เขาชอบมึงแน่นอน!!"

     พวกผมสองคนหันไปมองคนที่โพล่งขึ้นมาอย่างตกใจ ไอ้ตาลทำหน้าขึงขังเหมือนจะยืนยันคำพูดของตัวเองเมื่อครู่

     "อะไรของมึงเนี่ย แล้วไม่เครียดเรื่องคะแนนสอบแล้วเหรอ"

     "ช่างเรื่องของกูก่อน ตอนนี้เรื่องของมึงกับน้องธีมสำคัญกว่า"

     เอากับมันสิครับ เมื่อสองนาทีก่อนยังนั่งเพ้อถึงแฟนอยู่เลย มาตอนนี้กลับกระตือรือร้นเรื่องของผม อะไรมันจะเปลี่ยนอารมณ์ไวขนาดนี้

     "มึงเชื่อกูดิไอ น้องเขาชอบมึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่สิ เกินร้อยด้วยซ้ำ"

     "กูก็ไม่รู้นะว่าอะไรทำให้มึงคิดแบบนั้น แต่กูจะยืนยันอีกครั้งว่าธีมเขาไม่ได้..."

     "กูเห็นด้วยกับไอ้ตาลนะ" จู่ๆ ไอ้ดลก็พูดแทรกขึ้นมา เล่นเอาผมไปต่อไม่ถูกเลย "ถึงกูจะไม่เคยเห็นไอ้ธีมชอบใคร แต่ถ้าจะให้อธิบายท่าทางที่มันมีต่อมึงก็คงมีแค่เรื่องนี้แหละที่อธิบายได้"

     "เดี๋ยวนะ พวกมึงจะบอกว่าที่ธีมชอบทำหน้าบึ้งใส่กูเป็นเพราะว่าเขาชอบกูเหรอ"

     คนโดนถามพยักหน้าพร้อมกัน พอเห็นแบบนั้นแล้วผมถึงกับยกมือมาตบหน้าผากตัวเอง

     "ตรรกะบ้าอะไรของพวกมึงเนี่ย! ถึงกูจะไม่เคยมีแฟนมาก่อน แต่คนชอบกันเขาต้องยิ้มให้กันไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เอาแต่ทำหน้าบึ้งแบบนี้"

     "งั้นมึงคิดเหตุผลที่ดีกว่านี้ออกเหรอ"

     "ก็...เขาอาจจะไม่พอใจกูเรื่องอะไรบางอย่าง แต่ไม่ถึงกับเกลียด"

     "แล้วมันจะไม่พอใจมึงเรื่องอะไร"

     "กูจะไปรู้ได้ไงล่ะ"

     "งั้นเย็นนี้ไปถามมันพร้อมกันเลย"

     "ฮะ!?" ผมกับไอ้ตาลอุทานขึ้นมาพร้อมกัน ในขณะที่คนออกความคิดยิ้มมุมปาก ทำหน้าเหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกสำหรับมัน

     "ไอ้ดล นี่มึงพูดจริงเหรอ"

     "จริง"

     "..."

     "ในเมื่อใช้วิธีอ้อมค้อมไม่ได้ผล มันก็ต้องขวานผ่าซากกันหน่อยล่ะงานนี้"












     - มีต่อ -


หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 05 - (2) . . . . . . . [25/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 25-10-2020 18:53:37
     ถึงแม้ว่าผมจะเคยมาคณะวิทย์ฯ แล้ว แต่ยังไงผมก็ยังไม่ชินอยู่ดี เพราะทุกครั้งที่มามักจะชอบมีคนมองผมแปลกๆ โดยเฉพาะครั้งนี้ที่เหมือนจะมองกันเยอะกว่าปกติ จนผมเริ่มจะทำตัวไม่ถูกขึ้นมา

     "ไอ้ดล กูว่ากลับเถอะ"

     "เกิดปอดแหกอะไรอีกล่ะ ไหนบอกว่าอยากรู้ไงว่าไอ้ธีมคิดยังไงกับมึง"

     "ก็อยากรู้ แต่...มึงจะถามเขาจริงๆ เหรอ"

     "ลงทุนมาหามันถึงคณะขนาดนี้ กูคงล้อเล่นเฉยๆ มั้ง"

     ผมทำปากบึนใส่คนประชด ไอ้ดลที่เห็นผมเถียงไม่ออกจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นระหว่างรอธีมเลิกเรียน ที่จริงตอนนี้ผมควรกลับไปนอนชดเชยที่เมื่อคืนมัวแต่อ่านหนังสือ แต่เพราะโดนเพื่อนบังคับให้มาด้วยกัน ผมเลยมาอยู่ใต้ตึกวิทย์ฯ อย่างที่เห็น

     ที่คุยกันเมื่อตอนกลางวัน ไม่ใช่ว่าผมไม่ห้ามมันนะครับ แต่ทั้งไอ้ดลและไอ้ตาลต่างก็คิดว่าผมควรจะมาถามธีมตรงๆ เมื่อไม่มีใครเข้าข้างผมเลยอธิบายทุกอย่างให้พิงค์ฟัง เผื่อพิงค์จะช่วยเกลี้ยกล่อมให้ไอ้ดลเปลี่ยนความคิดได้ แต่พอได้ฟังเรื่องราวจากผม พิงค์ก็ดึงมือผมไปบีบเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้

     'สู้ๆ ค่ะพี่ไอ พิงค์เองก็พอจะรู้จักธีมอยู่บ้างเพราะเรียนปีหนึ่งเหมือนกัน หวังว่าสิ่งที่พี่คาใจอยู่มันจะไม่เป็นจริงนะคะ'

     ผมอยากให้พิงค์ห้ามไอ้ดล ไม่ได้อยากได้คำอวยพรจากพิงค์ซะหน่อย!

     สุดท้ายผมก็ห้ามพวกมันไม่ได้ เลยต้องจำใจมากับพวกมันนี่แหละ ผมคิดพลางถอนหายใจรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ระหว่างนั้นไอ้ตาลก็มาสะกิดแขนผม

     "กูว่าวันนี้มีคนมองพวกเราเยอะกว่าปกติว่ะ"

     "มึงเพิ่งรู้ตัวเหรอ กูนี่เกร็งไปหมดแล้วเนี่ย"

     "ก็เพราะใครกันล่ะที่ลงทุนซื้อน้ำมาให้คนดังของคณะวิทย์กีฬาเมื่อวันก่อนน่ะ มึงรู้ไหมว่าหลังจากวันนั้นรูปของมึงกับน้องธีมก็ว่อนไปทั่วโซเชียลเลยนะ"

     "ธีมเขาดังขนาดนั้นเลยเหรอ" ผมเองก็พอจะเดาได้อยู่หรอก แต่ไม่นึกว่าธีมจะดังขนาดนี้

     "โอ๊ย ดังซะยิ่งกว่าดังอีก เท่าที่กูไปสืบมาเห็นว่าธีมเคยโดนรุ่นพี่ตื๊อให้ไปเป็นเดือนคณะด้วย แต่เจ้าตัวเอาแต่ปฏิเสธจนสุดท้ายคนอื่นก็ได้ตำแหน่งเดือนคณะไป"

     ยิ่งได้ฟังเรื่องราวจากไอ้ตาลผมก็ยิ่งรู้สึกทึ่งในตัวธีม แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ธีมน่ะทั้งหล่อ เล่นกีฬาเก่ง แถมยังดูดีซะขนาดนั้น ไม่แปลกถ้าจะถูกทาบทามให้ไปเป็นเดือนคณะ

     "เดี๋ยวนะ" ผมโพล่งขึ้นมาเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ "เมื่อกี้มึงบอกว่ารูปกูกับธีมว่อนไปทั่วโซเชียลเหรอ"

     "ใช่"

     "อย่าใช่อย่างเดียวสิ อธิบายด้วยว่ามันหมายความว่ายังไง"

     คนโดนถามไม่ตอบ แต่หยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วเปิดอะไรบางอย่างให้ผมดู ในเฟซบุ๊กของไอ้ตาลตอนนี้มีรูปผมกับธีมในหลายๆ อิริยาบท ทั้งตอนที่ผมซื้อน้ำไปให้ธีมที่โรงอาหาร ตอนที่ธีมกับต้ามากินข้าวที่คณะผม รวมถึงตอนที่ผมไปหาธีมที่โรงยิมเมื่อวาน ทุกรูปไอ้ตาลแชร์มาจากเพจๆ หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพจรวมคนดังของมหา'ลัย บนรูปแต่ละรูปมีแคปชั่นที่ส่วนใหญ่จะสื่อไปทางจิ้นผมกับธีม

     "แอบถ่ายตอนไหนเนี่ย ทำไมกูไม่รู้ตัวเลย"

     "ก็ถ้ามึงรู้ตัวเขาจะเรียกว่าแอบถ่ายไหมล่ะ"

     "เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมมึงเพิ่งบอกกูวะ"

     "กูจะไปรู้ไหม ก็นึกว่ามึงเห็นแล้ว"

     "จะไปเห็นได้ไง มึงก็รู้ว่ากูเคยสนใจเพจพวกนี้ซะที่ไหน" ผมว่าไอ้ตาล ก่อนจะหันไปหาอีกคนที่ยังเล่นโทรศัพท์อยู่ "ไอ้ดล มึงเห็นรูปพวกนี้ยัง"

     เจ้าของชื่อยื่นหน้ามาดูรูปในมือผม ก่อนจะตอบเสียงใสเหมือนไม่ได้คิดอะไร "เห็นแล้ว"

     "เห็นแล้ว? แล้วทำไมถึงไม่บอกอะไรกูเลย"

     "กูนึกว่ามึงเห็นแล้วนี่หว่า"

     คำตอบแบบเดียวกันที่ออกมาจากปากคนข้างๆ ทำเอาผมถึงกับต้องยกมือมากุมขมับ

     มิน่าล่ะช่วงนี้ถึงมีแต่คนมอง ที่แท้ก็เพราะผมตกเป็นข่าวกับคนดังนี่เอง!

     "เอาน่ามึง ได้เป็นข่าวกับคนหล่อขนาดนี้ไม่เห็นมีอะไรต้องเครียดเลย น่าดีใจด้วยซ้ำ"

     "ดีใจบ้าอะไรล่ะ มึงไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าธีมมาเห็นรูปพวกนี้แล้วเขาจะคิดยังไง ดีไม่ดีคราวนี้เขาอาจจะเกลียดกูจริงๆ ก็ได้"

     "มันอาจจะยังไม่เห็นก็ได้ เพราะถ้ามันเห็นแล้วจริงๆ เมื่อวานมันต้องพูดเรื่องนี้กับมึงบ้างสิ" ไอ้ดลช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอีกคน แต่นาทีนี้ผมไม่มีอารมณ์จะมาใจเย็นแล้ว

     "เขายังไม่เห็นวันนี้แต่วันต่อๆ ไปเขาอาจจะเห็นก็ได้ ไอ้ตาล มึงรีบทักไปบอกให้แอดมินลบรูปเลยนะ แล้วก็บอกด้วยว่าอย่าตามแอบถ่ายแบบนี้อีก"

     "มึงซีเรียสเกินไปเปล่าวะ เขาก็แค่จิ้นกันขำๆ เอง อ่ะมึงดู มีแต่คอมเมนต์ชมว่ามึงกับน้องเหมาะกัน ไม่เห็นมีใครเขาด่ามึงเลยเนี่ย" คนพูดยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดูอีกรอบ มันเลื่อนให้ผมดูแต่ละคอมเมนต์ที่พูดไปในทางเดียวกันว่าผมกับธีมเหมาะสมกัน อยากให้ผมกับธีมเป็นแฟนกันจริงๆ ผมอ่านแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจอะไรแบบนี้เลย

     "แต่กูแค่ซื้อน้ำไปให้ธีมเองนะ ไม่ได้จับมือถือแขนอะไรกันเลย"

     "โอ๊ยมึง สาววายน่ะแค่ผู้ชายสบตากันเขาก็เอาไปจิ้นได้แล้ว มึงก็ทำตัวไปตามปกติน่ะแหละ มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องขำๆ อย่าไปจริงจังอะไรกับมันมาก"

     "..."

     "แต่ถ้ามึงกับน้องธีมคบกันจริงๆ ก็ดีนะ แก๊งเราจะได้สละโสดครบทุกคนไง"

     "ไอ้ตาล!"

     "เออๆ รู้แล้วๆ กูไม่ล้อมึงแล้วก็ได้"

     ผมทำหน้าขมึงทึงใส่มัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เห็นทีถ้าเจอธีมแล้วคงต้องขอโทษเรื่องนี้แบบจริงๆ จังๆ หวังว่าเขาจะไม่โกรธที่ต้องมาเป็นข่าวกับคนอย่างผมนะ

     พวกเราสามคนนั่งคุยกันไปเรื่อย แต่ส่วนใหญ่จะคุยเรื่องผมกับธีมซะมากกว่า สักพักก็มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งพากันเดินลงมาจากตึก ทันใดนั้นเองก็มีคนโทรมาหาไอ้ดล ผมแอบสะดุ้งกับเสียงริงโทนของมันนิดหน่อยเพราะเอาจริงๆ ก็ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน

     "ฮัลโหล...อืม กูรออยู่ใต้ตึกเนี่ย...ได้ดิ กูไม่ได้มีธุระที่ไหนอยู่แล้ว...เออๆๆ ไว้เจอกัน"

     คุยได้ไม่ถึงสองนาทีเพื่อนผมก็วางสายแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ผมกำลังจะถาม แต่ก็ช้ากว่าไอ้ตาลที่ยื่นหน้าเข้ามา

     "น้องธีมโทรมาเหรอ"

     "เออ มันบอกว่าเลิกเรียนแล้ว แต่ต้องไปคุยธุระกับอาจารย์ต่อ ให้รอแป๊บนึง"

     "นี่มึงถึงขั้นโทรนัดน้องเลยเหรอ"

     "ก็ใช่น่ะสิ ถ้าพวกเรามาตอนที่มันไม่ว่างก็เสียเวลาเปล่าดิวะ ใครมันจะไปคิดอะไรตื้นๆ เหมือนมึง" ว่าจบมันก็ยื่นมือมาผลักหน้าผากไอ้ตาล คนโดนว่าทำหน้าบึ้ง เตรียมจะปะทะคารมกลับไป แต่จู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาทักพวกผมซะก่อน

     "พี่ดล พี่ไอ พี่ตาล หวัดดีคร้าบบบ"

     ผมหันไปมองเจ้าของเสียง ต้าหันไปลาเพื่อนที่แยกตัวกลับไปกันก่อนแล้วเข้ามาตีมือกับไอ้ดลอย่างคนสนิทกัน

     "ทำไมพักนี้ผมเจอพวกพี่บ่อยจังวะ ถ้าจะมาคณะผมบ่อยขนาดนี้พี่ย้ายมาเรียนกับผมเลยเหอะ"

     "กูมาเพราะมีธุระกับไอ้ธีมไหมล่ะ ไม่งั้นใครมันจะอยากมาเจอหน้าบ้องแบ๊วของมึงบ่อยๆ"

     "โห พูดซะผมดูตัวเล็กไปเลย พี่อย่าดูถูกผมน้าาา ถ้าผมลุกขึ้นมาแต่งตัวดีๆ เซตผมหน่อยๆ ผมหล่อกว่าไอ้ธีมอีกนะ"

     "เออๆ กูจะรอดูวันนั้น แต่ไม่รู้นะว่ากูจะแก่ตายไปก่อนหรือเปล่า" ไอ้ดลแซวน้องยิ้มๆ มันเอนหลังพิงโต๊ะก่อนจะวกกลับมาที่เรื่องธีม "เออ ว่าแต่ไอ้ธีมมันไปคุยอะไรกับอาจารย์วะ"

     "อ้าว มันบอกพี่ด้วยเหรอ ก็เรื่องที่อาจารย์ชวนมันไปแข่งกีฬาสานสัมพันธ์น่ะแหละ ที่จริงอาจารย์เขาชวนมาสักพักแล้ว แต่ไอ้ธีมเอาแต่เล่นตัวไม่ยอมตกลง"

     "กูว่าก็ดีนี่หว่า อาจารย์ถึงกับมาชวนเองเลยนะ แล้วทำไมมันไม่อยากไปวะ"

     "คงขี้เกียจมั้งพี่ ขนาดตอนประกวดดาวเดือนมันยังไม่เอาเลย เห็นบอกว่าไม่ชอบอะไรที่มันวุ่นวาย" ต้าพูดจบก็หันไปมองทางบันได ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง "พูดถึงก็มาเลย ตายยากจริงๆ ว่ะ เฮ้ยไอ้ธีม! ทางนี้ๆ"

     ผมเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อหันไปเห็นร่างสูงอันคุ้นตากำลังลงมาจากตึก ธีมหันมาตามเสียงเรียกของต้า ก่อนจะเดินดุ่มๆ มาทางนี้ ไอ้ตาลเขย่าแขนผมเบาๆ ยื่นหน้ามากระซิบข้างหู

     "คู่จิ้นของมึงมาแล้วว่ะ"

     ผมหันไปถลึงตาใส่คนพูด ไอ้ตาลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะผลักใบหน้าผมให้หันไปมองคนตัวสูงที่ตอนนี้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ธีมมองผมนิ่งๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองไอ้ดลที่นั่งอยู่ข้างผม

     "คุยธุระเสร็จแล้วเหรอวะ"

     "ครับ คุยเสร็จก็รีบมาหาพี่เลยเนี่ย"

     "ไม่เห็นต้องรีบขนาดนี้เลย กูก็บอกแล้วว่าไม่มีธุระที่ไหน รอได้"

     "ก็เห็นพี่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ผมเลยรีบมา"

     ต้ามองพวกผมกับเพื่อนตัวเองอย่างงุนงง ไอ้ดลลุกขึ้นไปยืนประจันหน้ากับธีม ผมที่เห็นท่าไม่ดีเลยเดินไปจับแขนมันไว้ แต่คนโดนจับก็หันมามองพลางพูดกลั้วหัวเราะ

     "จะกลัวอะไรเล่า กูไม่ได้จะมาหาเรื่องสักหน่อย ไม่ต้องห่วงหรอกน่า"

     "ก็มึงทำหน้าน่ากลัวอ่ะ"

     "จะคุยเรื่องสำคัญทั้งทีมันก็ต้องทำหน้าจริงจังดิวะ"

     รุ่นน้องทั้งสองคนต่างทำหน้างงที่ผมกับไอ้ดลคุยกัน คนที่บอกว่าจะคุยเรื่องสำคัญกระแอมไอสองสามที ก่อนจะหันไปหาคนที่ยืนรอฟังมันอยู่

     "ไอ้ธีม ในฐานะที่มึงกับกูรู้จักกันมานานพอสมควร ถ้ากูถามอะไรไปมึงต้องตอบความจริงนะ"

     คนตัวสูงยังทำหน้างงไม่หาย แต่ก็ยอมพยักหน้ารับปากเพื่อนผม

     "คุยอะไรกันอ่ะพี่ ทำไมดูเครียดกันจัง" ต้าเอ่ยถามขึ้นมา ก่อนจะเอามือปิดปากเมื่อไอ้ตาลหันไปส่งเสียงจุ๊ๆ ใส่ พอไม่มีคนแทรกแล้วไอ้ดลเลยหันไปถามธีมต่อ

     "มึงเกลียดเพื่อนกูเหรอ"

     คนโดนถามทำหน้าเหลอหลา เหมือนไม่คิดว่าจะโดนถามอะไรแบบนี้ "พี่ถามว่าไงนะ"

     "กูถามว่ามึงเกลียดเพื่อนกูเหรอ"

     "เพื่อนพี่?"

     "เออ เพื่อนกู ไอ้นี่น่ะแหละ" ว่าจบไอ้ดลก็ดึงแขนผมให้มายืนอยู่ตรงกลางระหว่างมันกับธีม คนตัวสูงเลื่อนสายตามามองผม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนยังไม่เข้าใจที่ไอ้ดลถาม ส่วนผมก็ลอบกลืนน้ำลายเพราะไม่รู้ว่าควรทำหน้ายังไงในสถานการณ์ตอนนี้ "เอ้า ตกลงยังไง มึงเกลียดเพื่อนกูหรือเปล่า ตอบมาตามจริงนะ"

     "ทำไมพี่ถึงคิดว่าผมเกลียดเพื่อนพี่ล่ะ"

     "ก็มึงชอบทำหน้าบึ้งใส่มัน เหมือนไม่พอใจอะไรอยู่งั้นแหละ"

     พอได้ยินเหตุผลจากเพื่อนผมแล้วคนตรงหน้าก็เหมือนจะตกใจไปนิดหน่อย ธีมกะพริบตาปริบๆ มองไอ้ดลสลับกับผม ก่อนจะหลุบสายตาลงต่ำเหมือนไม่อยากสบตาด้วย

     "ตกลงว่าไง มึงเกลียดเพื่อนกูหรือเปล่า"

     "...เปล่าครับ"

     "ถ้าไม่ได้เกลียดแล้วทำไมถึงชอบทำหน้าบึ้งใส่เพื่อนกูตลอดเลยวะ รู้ไหมว่าไอ้ไอมันคิดมากแค่ไหน"

     ร่างสูงเงยหน้ามามองผมทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของไอ้ดล แวบหนึ่งเหมือนผมจะเห็นความรู้สึกผิดในดวงตาของเขา ผมเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด ไอ้ตาลกับต้าเองก็มองมาอย่างลุ้นๆ เช่นกัน

     "มึงพูดมาดิธีม ถ้ามึงไม่โอเคอะไรกูจะได้ให้ไอ้ไอแก้ไขไง ถึงพวกมึงสองคนจะเพิ่งรู้จักกัน แต่การเห็นเพื่อนกับรุ่นน้องผิดใจกันกูก็ไม่ได้รู้สึกดีหรอกนะ"

     ไอ้ดลไม่ได้ตะคอกก็จริง แต่เสียงของมันก็ดังพอที่จะทำให้ทุกคนในบริเวณนี้ได้ยินและหันมาสนใจ บางคนเข้าใจผิดคิดว่าเกิดเหตุทะเลาะกันก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย ผมก็อยากบอกพวกเขานะว่าเราไม่ได้ทะเลาะกัน แต่ตอนนี้ผมไม่กล้าละสายตาไปจากคนตรงหน้าเลย ถึงจะพูดว่าไม่เต็มใจที่มาในวันนี้ แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าผมก็อยากรู้เหตุผลที่ธีมชอบทำท่าทางปั้นปึ่งใส่ผมเหมือนกัน

     ธีมกำมือเข้าหากันแน่น แก้มทั้งสองข้างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ "พี่อยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมผมถึงชอบทำหน้าบึ้งใส่เพื่อนพี่"

     "เออสิวะ ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เขาก็อยากรู้กันทั้งนั้นแหละ ทำไม มึงเกลียดอะไรเพื่อนกู..."

     "ก็ผมทำตัวไม่ถูกอ่ะ เพื่อนพี่อยากน่ารักทำไมล่ะ รู้ไหมว่าผมเขินมากแค่ไหน"

     !!!


     พวกผมสี่คนต่างนิ่งงันกันหมด ไม่มีใครพูดอะไรออกมาหลังจากได้ยินคำตอบของธีม ผมไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ แต่ถ้าให้เดามันต้องเหวอมากแน่ๆ จะไม่ให้เหวอได้ยังไง ก็ที่ธีมพูดออกมาเมื่อกี้น่ะ...

     "มึง...บอกว่าเขินเพื่อนกูเหรอ" ไอ้ดลได้สติเป็นคนแรก มันเอ่ยถามคนตรงหน้าทั้งที่กำลังตกใจเหมือนกัน

     "ใช่ ผมเขินเพื่อนพี่ ที่ผมเอาแต่ปั้นปึ่งกับเพื่อนพี่ไม่ใช่เพราะเกลียด แต่ผมไม่รู้จะทำตัวยังไงต่างหาก"

     "ไอ้ธีม นี่หรือว่ามึง..."

     "เออ! ผมชอบเพื่อนพี่! ชัดเจนพอหรือยัง"

     ผู้คนที่มองมาต่างส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่ ต้าผิวปากแซวเพื่อนตัวเอง ส่วนไอ้ตาลที่ยืนอยู่ด้านหลังก็อุทานขึ้นมาเบาๆ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เข้ามาในโสตประสาทของผมเลย เพราะในหัวของผมตอนนี้มีแต่ประโยคของคนตรงหน้าดังซ้ำไปซ้ำมา

     นี่มันเกินความคาดหมายของผม เกินไปมากจริงๆ...

     ธีมเลื่อนสายตามามองผม ขยับเข้ามาประชิดจนผมได้กลิ่นโคโลญจน์อ่อนๆ สายตาของเราสองคนประสานกัน ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาอีก แต่ครั้งนี้ธีมไม่ได้พูดกับไอ้ดล...แต่เป็นผม

     "ที่ผ่านมาผมเอาแต่ขี้ขลาด ไม่กล้าบอกชอบพี่ซะที แต่ไหนๆ พี่ก็รู้ความในใจของผมแล้ว งั้นผมจะขอพูดชัดๆ อีกครั้งละกัน"

     "..."

     "ผมชอบพี่ ชอบมานานแล้ว ชอบมากๆ ชอบจนแทบจะคลั่งอยู่แล้วครับ"

     ผมเบิกตากว้างกับคำพูดของคนตรงหน้า ใบหน้าของธีมดูจริงจังจนผมไม่คิดว่าประโยคเมื่อครู่จะเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ครั้งนี้มันชัดเจนกว่าตอนที่ธีมพูดกับไอ้ดลมาก ชัดเจนจนผมนึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่

     คนอย่างธีมเนี่ยนะ...จะมาชอบผม...

     ขณะที่ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ธีมก็ดึงมือผมไปกุมไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอีกโดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าผม "ถ้าผมจะขอจีบพี่...พี่พอจะให้โอกาสผมได้ไหม?"














     TBC

     สำหรับใครที่ทายไว้ว่ามุกของน้องธีมคืออะไร รอดูเฉลยนะครับ รับรองว่าถ้ารู้คำตอบแล้วหมอนขาดกันแน่นอน ^^

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 05 - . . . . . . . [25/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Nattie69 ที่ 25-10-2020 19:05:39
 :pighaun:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 05 - . . . . . . . [25/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 25-10-2020 22:11:51
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 05 - . . . . . . . [25/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 26-10-2020 11:18:52
ทำไมเราเขิน  :hao7: :hao7: :hao7:

พี่ไอตอบตกลงไปเลย :hao6: :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 05 - . . . . . . . [25/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 26-10-2020 22:58:12
 :laugh:



สาแก่ใจจริงๆ
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 05 - . . . . . . . [25/Oct/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 26-10-2020 23:17:16
ขอได้ชัดเจน
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 01-11-2020 17:26:18
Episode 06





     เตียงนอนที่ผมเคยคิดว่ามันใหญ่มาก ตอนนี้กลับดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อต้องรองรับคนถึงสามคน ผมมองไปยังเจ้าพวกที่มาหาตั้งแต่เช้า คนหนึ่งนอนเล่นเกม ส่วนอีกคนนอนอ่านหนังสือการ์ตูน ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม่าน

     สายๆ แบบนี้อากาศดี เหมาะกับการออกไปอ่านหนังสือไม่ก็ไปเดินเล่น แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลย

     "นี่..." ผมหันไปพูดกับเพื่อนๆ ที่ถึงแม้พวกมันจะไม่บอกผมก็รู้ว่ามันมาทำไม "พวกมึงอยู่แบบนี้มาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่เบื่อกันบ้างเหรอ"

     "ไม่นะ สบายดีออก เตียงมึงออกจะนุ่มขนาดนี้"

     "มึงเบื่อเหรอ งั้นไปเดินเล่นกันไหม ตอนกูมาเห็นตรงหน้าปากซอยมีร้านคาเฟ่ต์เปิดใหม่ น่าเข้าไปนั่งเล่นมาก"

     "ไม่อ่ะ กูแค่ถามเฉยๆ ถ้าพวกมึงอยากไปก็ไปกันเถอะ กูอยู่คนเดียวได้"

     ไอ้ดลกับไอ้ตาลหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่เพื่อนสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มจะลุกจากเตียงเดินมาหาผม

     "ที่พวกกูมาเนี่ยก็เพราะเป็นห่วงมึงหรือเปล่า แล้วจะให้ทิ้งมึงไว้คนเดียวได้ยังไง"

     มันดึงแก้มผมเหมือนที่ชอบทำเป็นประจำ ดึงทั้งสองข้างจนผมกลัวว่าแก้มจะหลุดติดมือไปด้วย ผมปัดมือไอ้ตาลออก เดินไปนั่งข้างไอ้ดล มองพวกมันสลับกันก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

     "ทำไมพวกมึงถึงคิดว่ากูน่าเป็นห่วงวะ"

     "แหม ไม่น่าห่วงเลยมั้ง เมื่อวานมึงวิ่งหนีน้องเขามาดื้อๆ พวกกูโทรหาก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ นี่กูจะมาหามึงตั้งแต่เมื่อคืนด้วยซ้ำ แต่ลืมไปว่าหอมึงห้ามคนนอกเข้าหลังสามทุ่ม"

     ผมหลุบตาลงต่ำ เริ่มรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนเป็นห่วง พวกมันสองคนมองผมนิ่งๆ เหมือนกำลังรอให้ผมพูดอะไรสักอย่าง

     "เมื่อวานโทรศัพท์กูแบตฯ หมดแล้วลืมชาร์จน่ะ พอดีกู...ตกใจมากไปหน่อย" ผมอ้อมแอ้มตอบเสียงเบา แต่คนฟังยังทำหน้างง ผมเลยต้องอธิบายต่อ "ก็กูตั้งตัวไม่ทันนี่หว่า เกิดมาเพิ่งโดนบอกชอบต่อหน้าแบบนี้เป็นครั้งแรก กูก็เลย..."

     "มึงก็เลยวิ่งหนีน้องเพราะตั้งตัวไม่ทันที่โดนเขาบอกชอบ?"

     "...อือ"

     "คือมึงเขินว่างั้น?"

     "ผิดด้วยหรือไง" ผมถามเสียงห้วนๆ แต่คนที่ยืนอยู่กลับหลุดยิ้มออกมา

     "ไม่ผิดหรอก แต่กูแค่เพิ่งเคยเจอคนที่เขินแล้ววิ่งหนีแบบมึง"

     ได้ยินไอ้ตาลพูดแล้วผมก็ยกมือมาปิดหน้าปิดตา ยิ่งคิดถึงเรื่องเมื่อวานแก้มทั้งสองข้างก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ เสียงนุ่มทุ้มของใครบางคนก็ลอยเข้ามาในหัว มันเป็นประโยคที่ดังก้องอยู่ในหัวผมมาจนถึงตอนนี้

     'ผมชอบพี่ ชอบมานานแล้ว ชอบมากๆ ชอบจนแทบจะคลั่งอยู่แล้วครับ'

     นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาบอกชอบผม ครั้งแรกในชีวิตเลยนะครับ! แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมเสียสูญได้ยังไง!!

     เอาจริงๆ ไม่ต้องเป็นผมก็ได้ ต่อให้เอาคนอื่นมาแทน แต่ถ้าเจอคำพูดของธีมเข้าไปก็ต้องมีเสียอาการเหมือนผมบ้างแหละ

     "กูรู้นะว่ามึงทำตัวไม่ถูก แต่การที่มึงวิ่งหนีมาแบบนั้นน้องเขาอาจจะคิดว่ามึงรังเกียจก็ได้"

     "จะให้ทำยังไงอ่ะ ก็ตอนนั้นกูคิดอะไรไม่ออกเลย กูไม่เป็นลมล้มพับไปก็ดีแค่ไหนแล้ว"

     คนที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงลุกมานั่งข้างผม มันเอื้อมมือมาดึงแก้มผมเล่นเหมือนที่ไอ้ตาลทำ "เด็กน้อยไอผู้ไม่ประสีประสากับความรัก"

     "ไอ้ดล!"

     "ไม่ต้องมาขึ้นเสียงกลบเกลื่อนเลย เขินก็บอกมาตรงๆ"

     "ถ้ามึงยังไม่หยุดล้อกูโกรธจริงๆ นะ"

     "อย่างมึงมีสิทธิ์มาโกรธด้วยเหรอ นี่กูยังไม่ได้คิดบัญชีกับมึงเลยนะ รู้ไหมว่าเมื่อคืนพวกกูสองคนเป็นห่วงมึงแค่ไหน"

     จากที่กำลังโกรธปนเขินอยู่ พอมันพูดแบบนั้นมาผมเลยเถียงไม่ออก อ้ำอึ้งอยู่สักพักก่อนจะยอมแพ้ "...เออ กูขอโทษ"

     พอเห็นผมสลด เจ้าของมือที่เล่นแก้มผมอยู่ก็ยิ้มบางๆ มันเลื่อนมือมายีหัว ทำอย่างกับผมเป็นเด็ก "ทีหลังบอกพวกกูหน่อยก็ได้ว่าเป็นอะไร ไอ้ตาลมันนึกว่ามึงช็อกจนคิดสั้นไปแล้วซะอีก"

     "ไอ้บ้า กูไม่คิดสั้นเพราะเรื่องแค่นี้หรอก"

     "แต่พูดก็พูดเถอะ คนที่โดนบอกชอบแล้ววิ่งหนีก็น่าจะมีแค่มึงนี่แหละ ไอ้ธีมก็เหมือนกัน ชอบเขาจนทำตัวไม่ถูกเลยต้องทำเป็นบึ้งตึงเพื่อเก็บอาการ พวกมึงสองคนนี่โคตรบ๊องเลยว่ะ"

     อย่างที่เพื่อนผมว่านั่นแหละครับ เมื่อวานหลังจากที่ธีมขอจีบผม ผมก็อึ้งไปสักพักแล้ววิ่งออกมาโดยที่ยังไม่ได้ตอบคำถามเลย ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูก หัวสมองมันแบลงก์ไปหมด จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดไม่ตกเลยว่าจะเอายังไงต่อดี

     ผมไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรัก เลยไม่รู้ว่าต้องรับมือยังไง

     "ไม่เห็นต้องทำหน้าแบบนั้นเลย มึงโดนบอกชอบนะ ไม่ได้โดนด่าว่าเกลียดซะหน่อย" ไอ้ตาลว่าพลางเดินมานั่งข้างผมอีกคน มันเขย่าแขนผมเบาๆ แต่พอเห็นผมยังเครียดอยู่มันก็ทำหน้าขัดใจ "ถามจริงเหอะ ที่มึงซึมนี่คือกำลังคิดมากอยู่ใช่ไหม"

     "อือ"

     "เรื่องอะไร"

     "ก็หลายเรื่อง"

     "โอ๊ย จะคิดอะไรเยอะแยะวะ ชอบเขาก็ตอบตกลง ไม่ชอบก็ปฏิเสธไป ไม่เห็นมีอะไรต้องคิดเลย"

     ผมเขกหัวคนพูดเบาๆ โทษฐานที่มันพูดอะไรไม่คิด "กูไม่ได้คิดมาก มึงนั่นแหละคิดน้อยไปต่างหาก"

     "แล้วมันมีอะไรให้คิดบ้างล่ะ มึงก็พูดมาสิเผื่อพวกกูจะช่วยได้"

     คำถามของไอ้ดลทำให้ผมชะงักไป มันถามด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่มีแววตาล้อเล่นเหมือนก่อนหน้านี้ ผมเสมองไปข้างหน้าก่อนจะนึกย้อนไปถึงเรื่องที่ทำให้เมื่อคืนนอนไม่หลับ เม้มปากแน่นอย่างลังเลว่าจะพูดออกมาดีไหม

     จู่ๆ ไอ้ดลก็เอามือมาวางที่ไหล่ บีบเบาๆ เหมือนจะให้กำลังใจ "ไอ้ตาลมันก็บอกอยู่ว่าที่พวกกูมานี่เพราะห่วงมึง เพราะงั้นมีอะไรก็พูดออกมาเถอะ มึงจะได้เลิกขมวดคิ้วสักที"

     ผมเผลอยกมือมาแตะที่คิ้วโดยอัตโนมัติ "กูขมวดคิ้วอยู่เหรอ"

     "แทบจะผูกเป็นโบว์แล้วมั้ง หน้ามึงตอนนี้เครียดยิ่งกว่าช่วงไฟนอลอีก"

     ผมหลุดขำออกมากับคำเปรียบเปรยของเพื่อน พวกมันสองคนที่เห็นดังนั้นเลยพลอยยิ้มตามไปด้วย

     "ไอ้ไอยิ้มแล้ว!"

     "แค่กูยิ้มต้องดีใจขนาดนั้นเลย?"

     "พวกกูเป็นห่วงมึงไหมล่ะ ไม่งั้นจะลงทุนมาหาแต่เช้าเหรอ" คนพูดดึงแก้มผมเบาๆ มันดึงไปยิ้มไปก่อนจะวกกลับมาที่เรื่องเดิม "ทีนี้ก็บอกมาได้แล้วว่าคิดมากเรื่องอะไรอยู่ กูกับไอ้ดลจะได้ช่วย"

     ผมมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคน พอเห็นพวกมันยิ้มให้ผมก็ถอนหายใจ ก้มมองตักตัวเองก่อนจะพูดออกมาในที่สุด

     "กูแค่ไม่อยากเชื่อน่ะว่าคนอย่างธีมจะมาชอบกู คนที่ทั้งหล่อและเล่นกีฬาเก่งแบบเขา กับคนธรรมดาๆ แบบกู ดูยังไงก็ไม่น่ามาคู่กันได้เลย"

     "..."

     "กูไม่เคยมีความรัก กูไม่รู้หรอกว่าการชอบใครสักคนมันต้องมีเหตุผลอะไรบ้าง แต่กูคิดว่าถ้าธีมจะชอบใครสักคนจริงๆ คนๆ นั้นก็ควรจะเหมาะสมกับเขา ไม่ใช่กูที่ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง"

     "..."

     "ถ้าเป็นกูเมื่อสี่ห้าปีก่อนอาจจะกระโดดโลดเต้นแล้วตอบตกลงไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่กูตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้ว่ะ ถึงจะไม่เคยมีความรัก แต่กูก็ได้เห็นความรักของคนอื่นมาเยอะ กูเลยรู้ว่าแค่คำว่าชอบ...มันไม่พอ"

     ผมพูดทุกความรู้สึกในอกออกมาจนหมด ราวกับน้ำที่กำลังพรั่งพรูออกมาจากเขื่อนที่มีรอยร้าว ไอ้ดลกับไอ้ตาลต่างหน้าเจื่อนไปตามๆ กัน เพราะแบบนี้ไงผมถึงไม่อยากพูดออกมา เพราะรู้ว่าถ้าพูดแล้วพวกมันต้องคิดมากตามไปด้วย

     แต่ผมก็คิดตามที่พูดออกไปจริงๆ ผมไม่ได้อยากดูถูกตัวเองเลย แต่คนอย่างธีมน่ะ...เขายังมีตัวเลือกอื่นอีกเยอะแยะ

     ตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าผม

     "ด่วนสรุปเกินไปไหม เมื่อวานไอ้ธีมแค่บอกชอบมึงอย่างเดียวเอง มันอาจจะมีอะไรมากกว่าคำว่าชอบก็ได้" ไอ้ดลว่าพลางโอบไหล่ผมไว้หลวมๆ รั้งหัวผมให้ไปซบไหล่มัน "ไม่ได้จะอวยน้องตัวเองนะ แต่กูไม่อยากให้มึงคิดแบบนั้น ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมไอ้ธีมถึงชอบมึง แต่ในเมื่อมันกล้าพูดคำว่าชอบกับมึงแล้วก็แสดงว่ามันเลือกมึงจริงๆ"

     "จริงของไอ้ดล กูว่าลองไปคุยกับน้องก่อนดีไหม บางทีถ้าได้คุยกันมึงอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้"

     "ขนาดกับพวกมึงกูยังคิดแล้วคิดอีกกว่าจะพูดออกมา แล้วกับธีมมึงคิดว่ากูจะกล้าพูดเหรอ"

     "แต่ถ้าไม่คุยกันมันก็ไม่มีทางรู้เรื่องนะมึง อย่างน้อยถ้าไม่อยากให้เขาจีบมึงก็ต้องไปปฏิเสธเขา จะยังไงมึงกับน้องก็ต้องหันหน้าคุยกันอยู่ดี"

     เจ้าของไหล่ที่ผมซบอยู่หันมามองอย่างเป็นห่วง มันถอนหายใจก่อนจะเสนอทางออกให้ "เอางี้ กูให้เวลามึงทำใจก่อน ระหว่างนี้ก็คิดทบทวนไปละกันว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง พร้อมเมื่อไหร่กูจะพามึงกับคุยกับมันเอง แบบนี้โอเคไหม"

     ผมนิ่งคิดอยู่สักพัก ก่อนจะพยักหน้าเมื่อมองไม่เห็นหนทางอื่นแล้ว ไอ้ตาลเอื้อมมือมาโอบไหล่ผมอีกคน ภาพที่ออกมาเลยเหมือนผมอกหักแล้วมีเพื่อนมาปลอบ แต่ใครจะรู้ว่าความจริงคือผมเพิ่งโดนสารภาพรักมา ซึ่งมันไม่เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย

     หลายๆ คนคงคิดว่าการมีคนมาชอบมันเป็นสิ่งที่ดี

     แต่ไม่ใช่กับผม...คนที่อยู่คนเดียวมาตลอดจนหลงเชื่ออย่างหมดใจว่าตัวเองไม่คู่ควรกับใครเลย















     "เอาเห็ดเข็มทองด้วยดีไหม มึงกินป่ะไอ กูจะได้ซื้อไปเยอะๆ"

     "มึงอยากกินก็ซื้อไปดิ จะมาถามกูทำไม"

     "ก็กูกลัวเหลืออ่ะ"

     "มึงก็ซื้อไปน้อยๆ สิ"

     "งั้นเอาไปแพ็กเดียวละกัน นี่ไอ้ดล เข็นให้มันเร็วๆ หน่อยเป็นไหม"

     คนโดนเร่งเข็นรถมาหยุดอยู่ตรงหน้า เอี้ยวตัวไปหยิบผักกาดขาวมาใส่ตะกร้าก่อนจะบ่นพึมพำ "ใช้กูแล้วยังจะมาเร่งกูอีก"

     "บ่นอะไรกูได้ยินนะ แล้วหมูสไลด์อ่ะเอามายัง กูบอกให้เอามาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ"

     "ก็นั่นไง อยู่ใต้เห็ดของมึงเนี่ย แหกตาดูก่อนสิไม่ใช่สักแต่จะโวยวาย"

     ผมที่เพิ่งเดินไปหยิบน้ำจิ้มสุกี้มาใส่ตะกร้าส่ายหน้าให้พวกมันสองคน ทะเลาะกันได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ ไม่เห็นจะสามัคคีเหมือนตอนปลอบผมเลย

     "กูบอกว่าหมูสไลด์ ไม่ใช่หมูสามชั้น" คนที่รับบทแม่บ้านจ่ายตลาดชั่วคราวหยิบแพ็กหมูสามชั้นขึ้นมา ไอ้ดลยื่นหน้าไปมองใกล้ๆ ก่อนจะทำหน้าเหลอหลา

     "อ้าว มันไม่ใช่หมูสไลด์เหรอวะ"

     "หมูสไลด์บ้านมึงหนาขนาดนี้เหรอ ไปเปลี่ยนมาใหม่เลย ให้ไวด้วย"

     "พอๆ เดี๋ยวกูไปเปลี่ยนเอง กะว่าจะกลับไปเอาเต้าหู้ปลาด้วย" ผมแย่งแพ็กหมูสามชั้นมาจากมือไอ้ตาลที่ไม่รู้ไปโมโหหิวมาจากไหน เดินกลับไปยังโซนอาหารสดที่เพิ่งจากมาเมื่อห้านาทีก่อน

     ตอนนี้พวกเราสามคนอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตแถวหอผมน่ะครับ ผมไม่ค่อยได้มาที่นี่เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่จะซื้ออาหารแช่แข็งไปตุนไว้ซะมากกว่า แต่เมื่อเช้าจู่ๆ ไอ้ตาลก็โพล่งขึ้นมาว่าอยากกินมาม่าหม้อไฟ และไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ห้องผมดันมีเตาไฟฟ้า ผมกับไอ้ดลเลยโดนมันลากมาซื้อวัตถุดิบด้วยกันอย่างที่เห็น

     ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่ามันมาหาผมเพราะเป็นห่วงผมหรือเพราะเตาไฟฟ้าของผม

     แต่นานๆ ทีได้ทำอาหารกินกันเองกับเพื่อนก็ดีเหมือนกันนะ เผื่อมันจะทำให้ผมหายคิดมากไปได้บ้าง

     ผมหยิบแพ็กหมูสไลด์มาถือไว้ในมือ ก่อนจะหันซ้ายหันขวา มองหาไอเทมเด็ดที่จะขาดไม่ได้นั่นก็คือเต้าหู้ปลา หาอยู่สักพักก็เจอมันอยู่อีกฝั่งของโซนอาหารสด ผมกำลังจะเดินอ้อมไป แต่ก็ชนเข้ากับใครบางคนซะก่อน

     "โอ๊ะ! ขอโทษครับ" ผมละล่ำละลักขอโทษคนที่โดนชน เงยหน้าไปมองว่าเขาเจ็บตรงไหนไหม แต่พอได้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ผมก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะไม่นึกว่าเขาจะมาอยู่ที่นี่เวลานี้

     "พี่เจ็บหรือเปล่า"

     คนตัวสูงเอ่ยถามอย่างลนลาน พลางจับแขนผมไปพลิกดูว่าบาดเจ็บไหม ทำอย่างนั้นอยู่สักพักก่อนจะปล่อยแขนเมื่อรู้ว่าผมไม่ได้เจ็บอะไร ผมยังมองใบหน้าคมคายไม่วางตา นาทีนี้มันตกใจเกินกว่าจะพูดอะไรออก

     พอเห็นว่าผมไม่พูดอะไรธีมก็ยกมือมาแตะท้ายทอย ทำหน้าเจื่อนๆ เหมือนตัวเองเพิ่งทำความผิดใหญ่โตไป "ขอโทษนะครับ ผมไม่คิดว่าพี่จะหันมาปุบปับแบบนี้น่ะ ก็เลย..."

     "ช้าจังวะไอ กูรอไปจ่ายเงินพร้อมมึงอยู่เนี่ย" ไอ้ตาลเดินมาหาผมโดยส่งเสียงมาก่อนตัว ข้างหลังมันคือไอ้ดลที่เข็นรถตามมาติดๆ มันผงะไปเมื่อเห็นว่าผมยืนอยู่กับใคร ก่อนจะเผลอทำซองมาม่าหล่นจากมือ "น้องธีม เอ่อ...มาได้ไงคะเนี่ย"

     เจ้าของชื่อก้มลงเก็บมาม่าที่พื้นแล้วยื่นให้คนที่กำลังตกใจไม่ต่างจากผม ไอ้ดลเข็นรถไปจอดไว้ริมทางเดิน มันมองรุ่นน้องตัวเองอย่างงงๆ เหมือนกัน

     "ผมผ่านมาแถวหอพี่ไอแล้วเห็นพวกพี่เดินออกมาพอดีเลยแอบตามมา ขอโทษนะครับ..." ธีมพูดพลางมองมาที่ผม เหมือนต้องการสื่อว่าเขาตั้งใจจะขอโทษผม

     "แล้วไง มึงตามพวกกูมาทำไมวะ" ไอ้ดลถาม ก่อนจะยิ้มมุมปากแล้วเหลือบมามองผม "ไม่ดิ กูต้องถามว่ามึงตามเพื่อนกูมาทำไมสินะ"

     ธีมไม่ตอบคำถามของเพื่อนผมในทันที แต่เขยิบเข้ามาใกล้ทีละนิดจนผมต้องร่นถอยหลัง "ผมอยากมาคุยกับเพื่อนพี่ให้เข้าใจน่ะครับ...ก็เมื่อวานเขายังไม่ทันได้อยู่ฟังผมเลย"

     ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นรัวเร็วขึ้นมา คำสารภาพรักที่ผมพยายามลืมกลับหวนเข้ามาในหัวอีกครั้ง คนตัวสูงไม่พูดอะไรต่อ มองมานิ่งๆ เหมือนรอให้ผมเป็นฝ่ายพูด แต่ตอนนี้ผมพูดอะไรไม่ออก ราวกับสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ

     บ้าเอ๊ย ทำตัวไม่ถูกเลย...

     ผมตัดสินใจหันหลังก่อนจะเดินหนีเหมือนเมื่อวาน แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาข้อมือผมก็ถูกจับไว้ซะก่อน

     "พี่ไอ! อย่าหนีผมอีกเลยนะ"

     "..."

     "ผมรู้ว่าพี่ตกใจ เมื่อวานผมอาจจะรุกแรงไปหน่อย แต่พี่ช่วยฟังผมอธิบายก่อนนะ ผมขอร้อง...นะครับ"

     คนรอบข้างเริ่มมองมายังพวกเรา ไอ้ตาลที่เห็นท่าไม่ค่อยดีเลยรีบมาแทรกกลางเพื่อไกล่เกลี่ย "เอ่อน้องธีมคะ พี่เข้าใจนะว่าน้องอยากเคลียร์กับเพื่อนพี่ แต่ที่นี่มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่ แล้วอีกอย่างเพื่อนพี่มันก็ยังไม่พร้อมจะคุย..."

     "ผมไม่ได้จะมาเร่งรัดอะไร ผมแค่อยากอธิบายให้เขาเข้าใจ"

     "แต่พี่ว่าไว้คราวหลังน่าจะดีกว่า..."

     "ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ ธีมมันก็บอกอยู่ว่าแค่จะมาอธิบาย" ไอ้ดลว่าพลางเดินมาโอบไหล่ผม รั้งให้ผมหันไปเผชิญหน้ากับคนตัวสูง "ถ้าอยากคุยจริงๆ ก็คงต้องเปลี่ยนที่คุย แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเพื่อนกูมันยังไม่พร้อม ถ้ามันไม่ตอบอะไรเลยก็อย่าโกรธแล้วกัน"

     ทีแรกผมนึกว่าธีมจะไม่พอใจ แต่พอได้ยินดังนั้นคนตัวสูงกลับยิ้มออกมา "แค่พี่ไอยอมฟังผมก็ดีใจแล้วครับ"

     "เอาไงมึง จะฟังเขาหน่อยไหม" คนข้างๆ หันมาถาม ผมเม้มปากแน่นพลางมองไปยังคนตรงหน้า ด้วยระดับความสูงที่ต่างกันทำให้ผมต้องเงยหน้ามอง ธีมเองก็จ้องผมกลับมา แววตาเขาเหมือนกำลังคาดหวังให้ผมตอบตกลง

     ผมหลุบตาก้มมองขาตัวเอง ก่อนจะอ้อมแอ้มพูดเสียงเบา "ก็ได้ครับ...พี่จะฟัง"















     แผนการมาม่าหม้อไฟของไอ้ตาลถูกพับเก็บไปชั่วคราว ตอนนี้พวกเราสี่คนมาอยู่ในร้านคาเฟ่ต์เปิดใหม่ที่เพื่อนผมเพิ่งแนะนำไปเมื่อเช้า จริงอย่างที่ไอ้ตาลว่า ร้านนี้ตกแต่งได้น่ารักมากๆ ผนังทั่วร้านเต็มไปด้วยกรอบรูปตุ๊กตาหมี มีต้นไม้ปลอมตั้งประดับไว้ตามจุดต่างๆ บนเพดานมีโคมไฟที่ส่องแสงสีส้มอ่อนๆ สว่างไปทั่วร้าน ไม่แปลกใจเลยว่าทั้งที่เป็นร้านเปิดใหม่แต่ทำไมถึงมีลูกค้าเต็มร้าน

     ถ้าเป็นผมตอนปกติอาจจะรู้สึกชอบจนต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายสตอรี่ไอจี แต่ผมในตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรแบบนั้นเลย

     "เอ่อ...เรามาคุยกันเลยดีไหม จะได้ไม่เสียเวลา" ไอ้ตาลเอ่ยพลางยิ้มแห้ง มันคงเห็นว่าผมกับธีมนั่งเงียบกันมานานแล้วแต่ไม่มีใครพูดอะไรเลย ตรงกลางเราสองคนเต็มไปด้วยของกินเล่นที่ไอ้ดลสั่งมา แต่คนที่กินก็มีแต่เพื่อนๆ ของผม

     คนตัวสูงที่มองผมตั้งแต่เข้ามาในร้านหลุบตาลง ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มทุ้มขึ้นมาเบาๆ "ผมอยากขอโทษพี่ไอ...ที่เมื่อวานผมทำให้พี่ตกใจน่ะครับ"

     ผมเงยหน้ามองคนพูดหลังจากที่เอาแต่ก้มมองตักตัวเอง ธีมยังคงพูดไปเรื่อยๆ เหมือนไม่ได้ต้องการคำตอบ แค่อยากอธิบายอย่างเดียวมากกว่า

     "ตอนที่พี่วิ่งหนีผมไป ผมนึกว่าพี่จะรังเกียจผม แต่พี่ดลบอกว่าคงเพราะพี่ตกใจมากกว่า ผมเลยรู้สึกผิดที่จู่ๆ ก็พูดออกไปแบบนั้น"

     "..."

     "ผมชอบพี่มานานแล้ว แต่ผมไม่รู้จะทำตัวยังไงตอนอยู่ต่อหน้าพี่ ผมนึกว่าถ้าทำเป็นปั้นปึ่งผมจะเข้าหาพี่ได้โดยไม่เคอะเขิน แต่พอพี่ดลบอกว่าพี่คิดมากผมก็ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ ก็เลย...พูดออกไปโดยไม่ทันคิด"

     "ใครสอนมึงมาวะว่าให้เข้าหาคนที่ชอบด้วยวิธีบ้าๆ นี่ กูล่ะเหลือเชื่อกับมึงจริงๆ เก่งไปซะทุกเรื่องแต่ดันมาตกม้าตายเรื่องความรัก" ไอ้ดลว่าขำๆ ก่อนจะโดนคนที่นั่งข้างผมสั่งให้เงียบ

     "นั่นสิครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมกับเรื่องความรักผมถึงอ่อนหัดนัก ผมรู้แค่ว่า..." จู่ๆ ธีมก็เว้นวรรคแล้วเหลือบมองมา ผมที่มองเขาอยู่ก่อนแล้วเลยกลายเป็นว่าเราสองคนสบตากันโดยไม่ตั้งใจ "พอเป็นพี่ไอ ผมก็เสียอาการจนทำอะไรไม่ถูก"

     ช่วงเวลาที่เราสบตากันมันยาวนานมากสำหรับผม สายตาของธีมที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร กลับมีความรู้สึกบางอย่างแฝงอยู่ในนั้นด้วย สุดท้ายผมก็ต้องเบือนหน้าหนี เพราะยิ่งสบตาคู่นั้นนานเท่าไหร่หัวใจของผมก็ยิ่งเต้นแรงเท่านั้น

     "ถึงแม้เมื่อวานผมจะพูดเพราะสถานการณ์พาไป แต่ทุกคำพูดของผมมันคือความจริงนะ" ร่างสูงดึงมือผมไปกุมไว้หลวมๆ ความอุ่นที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือราวกับจะส่งความรู้สึกมาด้วย "พี่ไอ...ผมชอบพี่นะ พี่ยังไม่ต้องให้ผมจีบก็ได้ แต่ผมอยากให้พี่รู้ไว้ว่ามีคนกำลังชอบพี่"

     แก้มของคนพูดขึ้นสีแดงจางๆ แต่ก็คงไม่เท่าผมที่ตอนนี้น่าจะแดงไปทั้งหน้า ไอ้ตาลเอื้อมมือมาตีขาผมใต้โต๊ะรัวๆ มันคงชอบใจที่ได้ดูฉากบอกรักแบบเรียลไทม์ขนาดนี้ คำสารภาพที่ชัดเจนกว่าเมื่อวานทำให้หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม จนผมต้องหลับตาข่มตัวเองไม่ให้แสดงอาการเขินอายออกไป

     ผมนึกทบทวนคำพูดอยู่ในใจ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือออก เงยหน้ามองร่างสูงที่ยังคงจ้องมองผมเหมือนจะยืนยันคำสารภาพของตัวเอง

     "ที่เราอยากพูดมีแค่นี้ใช่ไหมครับ"

     ธีมหน้าเสียไปนิดหนึ่งที่โดนผมตัดบทสนทนาดื้อๆ เพื่อนๆ ของผมเองต่างก็ตกใจไม่แพ้กัน

     "ไอ้ไอ มึงไม่มีอย่างอื่นจะพูดแล้วเหรอ มึงพูดแบบนี้น้องเขาเสียใจนะ"

     "มีสิ มีเยอะด้วย แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้" ผมบอกไอ้ตาล แต่สายตายังมองคนตรงหน้า "ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ นะครับ เมื่อวานพี่ก็ตกใจจริงๆ น่ะแหละ พี่ไม่ได้รังเกียจธีม แต่พี่ยังไม่พร้อมจะคุยกับธีมเรื่องนี้ พี่ไม่รับปากว่าจะพร้อมคุยเมื่อไหร่ และจะไม่บอกให้รอด้วย ถ้าธีมรอไม่ไหว..."

     "ผมรอได้" ธีมพูดแทรกขึ้นมาเหมือนรู้ว่าผมกำลังจะพูดอะไร จากที่หน้าเสียอยู่เมื่อครู่ ตอนนี้ใบหน้าคมคายกลับมีรอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้ผู้หญิงทั้งร้านตกหลุมรักได้ไม่ยาก "จะให้รอกี่เดือนหรือกี่ปีผมก็รอได้ ขอแค่พี่ไอไม่ปฏิเสธผมก็ไม่ขัดข้องหรอก"

     "..."

     "ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้มาเร่งรัดพี่ ผมแค่อยากให้พี่รับรู้ความรู้สึกของผม ผมรู้ว่าการจะคบใครสักคนมันมีหลายอย่างที่ต้องคิด เพราะงั้นพี่ไม่ต้องคิดมากนะ ผมรอได้เสมอ"

     "..."

     "แต่ถ้าพี่สงสัยว่าผมชอบพี่จริงหรือเปล่า เลิกสงสัยไปได้เลยครับ เพราะถ้าไม่ชอบพี่จริงๆ...ผมคงไม่แอบมองพี่มาเป็นปีแบบนี้หรอก"

     ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน รู้สึกติดใจกับประโยคสุดท้ายของอีกฝ่าย "ธีมชอบพี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่"

     "เอาไว้พี่พร้อมแล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนั้นกันดีกว่าครับ ถ้าให้ผมพูดทุกอย่างคนเดียวมันก็ดูจะไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่" คนตรงหน้ายิ้มกว้าง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ผมกลับก่อนนะ ที่จริงก็อยากอยู่กับพี่นานๆ แต่ผมต้องไปทำงานกลุ่มกับเพื่อนต่อ นี่ก็แอบมาโดยไม่บอกพวกมัน"

     "ไอ้น้องเลว เห็นคนที่ชอบสำคัญกว่าเพื่อน" ไอ้ดลเอ่ยแซวรุ่นน้องตัวเอง มันคงเห็นว่าผมยอมพูดขนาดนี้แล้วเลยคิดว่าสถานการณ์หายตึงเครียดแล้ว

     "ถ้าไม่มาหาพี่ไอก่อนผมก็ทำงานไม่รู้เรื่องอยู่ดี เมื่อคืนผมนอนแทบไม่หลับด้วยซ้ำ"

     "เอาเป็นว่าคุยกันรู้เรื่องแล้วใช่ไหม กูจะได้หมดห่วงพวกมึงสองคนสักที"

     "เห็นไหม กูบอกแล้วว่าอย่างไอ้ไอน่ะมันไม่ทำอะไรผลีผลามหรอก มันแค่ยังไม่พร้อมเท่านั้นเอง"

     "ไม่ต้องมาพูดเลย มึงนั่นแหละตัวดี คิดได้ไงว่าไอ้ไอจะฆ่าตัวตาย"

     "มึงพูดออกมาทำไมเนี่ยดล กูอายน้องธีมนะ"

     คนตัวสูงหลุดขำกับความบ้าบอของพวกมันสองคน ธีมหันมามองผม ก่อนจะบอกลาอีกรอบ "ผมไปก่อนนะ แล้วผมจะรอนะครับพี่ไอ"

     ผมไม่ตอบอะไร ทำเพียงแค่มองกลับไปเฉยๆ แต่ในขณะที่ธีมกำลังจะเปิดประตูออกไป เขาก็หันมาพูดกับผมอีกรอบ

     "พี่ไอ"

     "...ว่าไงครับ"

     "หลังจากนี้...ผมเข้ามาทักพี่ได้ไหม"

     ไอ้ดลกับไอ้ตาลเหลือบมามองผมเหมือนอยากแซว ผมนิ่งงันไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับไปพร้อมกับอาการเห่อร้อนที่แก้ม "ถ้าตอนนั้นพี่ไม่ได้ยุ่งอยู่...ก็เข้ามาทักได้ครับ"

     คนตัวสูงยิ้มกว้าง เหมือนคำตอบผมเป็นที่น่าพอใจสำหรับเขา ธีมเดินออกไปจากร้านแล้ว ตอนนี้เลยเหลือแค่พวกผมสามคน ไอ้ตาลขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับกระทุ้งศอกใส่ผม

     "แหมๆๆๆ ร้ายนะคะคุณเพื่อน ทำเป็นยังไม่พร้อมคุยแต่บอกให้เขาเข้ามาทักได้"

     "ก็แค่เข้ามาทักทำไมกูต้องห้ามด้วยล่ะ ปกติรุ่นน้องคนไหนเข้ามาคุยด้วยกูก็คุยตอบหมด"

     "อ่ะจ้า กูจะรอดูว่ากับคนนี้มึงจะคุยกับเขายังไง"

     ไอ้ดลตักขนมเข้าปาก มองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะถาม "มึงไม่พร้อมเรื่องอะไรวะ บอกพวกกูได้ไหม เท่าที่กูฟังไอ้ธีมมันก็ไม่ได้เร่งหรือบังคับอะไรมึงเลยนะ"

     "กูแค่ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงน่ะ เลยอยากขอเวลาคิดว่าจะพูดยังไงให้เขาเสียใจน้อยที่สุด"

     "เห้ย! นี่มึงพูดจริงเหรอไอ" ไอ้ตาลถามอย่างตกใจ ก่อนจะรีบยกมือปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าเสียงดังเกินไปหน่อย

     "อืม"

     "มึงตัดสินใจเร็วไปป่ะวะ ได้ฟังน้องเขาอธิบายแล้วมึงไม่คิดจะเปลี่ยนใจบ้างเลยเหรอ"

     "ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคตกูจะเปลี่ยนใจไหม แต่ตอนนี้กูยังไม่อยากตอบตกลง"

     "ถ้าเป็นอย่างนั้นมึงก็น่าจะให้เขารอ..."

     "ไอ้ตาล" คนตรงหน้าพูดขึ้นมาเสียงดุๆ "มึงกับกูเป็นคนนอก เรื่องนี้ให้เจ้าตัวเขาตัดสินใจเองเถอะ"

     คนโดนว่าไม่พูดอะไรต่อ แต่ก็ยังมองผมเหมือนเป็นห่วงอยู่ดี ผมก้มมองสองมือของตัวเองที่ยังมีไออุ่นจากฝ่ามือบางคนหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากมีแฟน ไม่ใช่ว่าผมจะไม่มีวันชอบธีม แต่พอคิดว่าเป็นธีม ผมก็รู้สึกเหมือนเราสองคนต่างกันเกินไป แตกต่าง...จนไม่ควรจะมาอยู่ข้างกัน

     แต่ก่อนจะปฏิเสธผมยังมีเรื่องที่คาใจอยู่ ก่อนหน้านี้ผมก็สงสัย แต่พอได้ฟังธีมพูดในวันนี้ผมก็ยิ่งสงสัยเข้าไปอีก

     ธีมชอบผมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขาชอบผมเพราะอะไร...?
















     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 01-11-2020 21:31:11
 o22
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 02-11-2020 00:27:37
เนี่ยจะปฎิเสธกันได้หรา
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 02-11-2020 01:45:16
 :pig4: :pig4: :pig4:

ก็ให้น้องมันจีบ ๆ ไป   ถ้าไม่คลิกก็แยกย้าย  คิดไรมากมายนุ้งไอ?
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 02-11-2020 23:04:57
เชียร์ให้น้องธีมรุกจีบหนักๆ :hao3:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: snowboxs ที่ 03-11-2020 19:25:56
เตรียมตัวปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเหรอ
แต่ลืมไปเปล่า ยิ่งนานก็เหมือนให้ความหวังเลย
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: iceman555 ที่ 04-11-2020 02:21:07
 :hao7: :hao7: :hao7:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 06 - . . . . . . . [01/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: monoo ที่ 05-11-2020 20:00:33
 :กอด1:
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 07 - . . . . . . . [09/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 09-11-2020 23:04:42
Episode 07





     "ไอ้ไอ"

     "..."

     "ไอ้ไอ"

     "..."

     "ไอ้เหี้ยไอ!"

     "วะ...ว่าไง" ผมหันไปทำตาปริบๆ ใส่คนข้างๆ ไอ้ดลมองผมพลางขมวดคิ้วมุ่น

     "เป็นไรของมึงวะ กูเรียกอยู่ตั้งนานก็ไม่ตอบ"

     "...เปล่า ไม่ได้เป็นไร ว่าแต่มึงเรียกกูทำไมอ่ะ"

     มันทำหน้าเหมือนไม่เชื่อคำพูดผม แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ "แค่จะถามว่ามึงหิวไหม เมื่อกี้ตอนที่มึงไปเข้าห้องน้ำรุ่นพี่เขาเอาขนมปังกับน้ำมาแจก"

     "กูยังไม่หิวเลย มึงเก็บไว้ให้พิงค์เถอะ เผื่อพิงค์ซ้อมมาเหนื่อยๆ แล้วหิว"

     "แฟนกูกินข้าวเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่มึงนี่แหละที่ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่กลางวันเลย"

     ไอ้ดลมองผมอย่างเป็นห่วง สายตาของมันทำเอาผมรู้สึกผิดนิดๆ ตั้งแต่รู้จักกันมามันไม่เคยเห็นผมอดข้าวมาก่อน มีแต่จะกินจุด้วยซ้ำ แต่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยกินข้าวเป็นเวลา เลยไม่แปลกถ้ามันจะห่วงผม

     แต่จะให้ผมกินขนมปังตามที่มันต้องการก็คงไม่ได้เหมือนกัน เพราะตอนนี้ผมไม่อยากกินอะไรเลย สิ่งที่ผมทำเลยเป็นการฝืนยิ้มให้มัน

     "กูว่าช่วงนี้จะไดเอทน่ะ รู้สึกว่าพุงเริ่มออกแล้ว"

     คนข้างๆ มองมาด้วยสายตาตกตะลึง ก็แน่ล่ะสิ ร้อยวันพันปีผมเคยมีความคิดจะไดเอทกับเขาซะที่ไหน ปกติเอาแต่กินอย่างเดียว แล้วนี่จู่ๆ ก็มาบอกว่าจะไดเอท ใครมันจะไปยอมเชื่อ

     แต่ผมก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาเป็นข้ออ้างแล้ว ในเมื่อมันไม่เชื่อผมเลยตัดบทสนทนาด้วยการหันหน้าหนีซะเลย ไอ้ดลถอนหายใจเฮือกใหญ่ เก็บขนมปังคืนที่เดิม ก่อนจะหันไปมองแฟนตัวเองโดยไม่ถามอะไรอีก

     ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่ม ปกติเวลานี้พวกเราต้องกลับบ้านกลับหอกันแล้วแหละครับ แต่แฟนของไอ้ดลติดซ้อมถือคฑา เพื่อนผมที่เป็นห่วงแฟนเลยต้องมานั่งเฝ้าอย่างที่เห็น ส่วนผมก็มาเป็นเพื่อนมัน เพราะผมเองก็ห่วงพิงค์อยู่เหมือนกัน และอีกอย่างคืออยากมาให้กำลังใจพิงค์ด้วย

     ...ถึงแม้ในความเป็นจริงผมจะเอาแต่นั่งเหม่อลอยก็เถอะ

     ส่วนไอ้ตาลน่ะเหรอครับ รายนั้นกลับหอไปก่อนแล้ว เมื่อวานอาจารย์พงศ์ศักดิ์ประกาศคะแนนสอบแล้วมันก็ตกตามที่คาดเอาไว้ วันนี้อาจารย์เลยนัดมันกับคนอื่นๆ ที่สอบตกเหมือนกันไปสอบซ่อม เห็นมันบอกว่าเมื่อคืนโหมอ่านหนังสือไม่ได้หลับไม่ได้นอน พอสอบเสร็จแล้วมันเลยขอตัวกลับไปก่อน ซึ่งผมกับไอ้ดลก็เข้าใจ ไม่ได้โกรธอะไรมัน

     "ซ้อมทุกวันแบบนี้พิงค์ไม่เหนื่อยแย่เหรอวะ" ผมเปรยกับคนข้างๆ

     "กูก็เป็นห่วงเรื่องนั้นเหมือนกัน ถึงได้มานั่งรอไปส่งบ้านอยู่นี่ไง"

     เบื้องหน้าของพวกผมสองคนคือเหล่ารุ่นพี่ปีสี่ที่กำลังตะเบ็งเสียงซ้อมคนเดินพาเหรดเสมือนเป็นพี่ว้าก ด้านหน้าสุดของขบวนคือหญิงสาวที่ผมกับไอ้ดลกำลังพูดถึง เท่าที่ผมนั่งดูมาพิงค์เดินหลังตรง จังหวะเป๊ะ ควงไม้คฑาได้คล่องก็จริง แต่สีหน้าของเจ้าตัวบ่งบอกได้ชัดว่ากำลังเหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย ผมมองแล้วก็รู้สึกสงสาร พวกพี่ปีสี่ก็ไม่รู้จะโหดไปไหน มีอยู่ครั้งหนึ่งไอ้ดลจะเอาน้ำเข้าไปให้กลับโดนรุ่นพี่ว่าซะอย่างนั้น

     การซ้อมเดินถือคฑาครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมของงานกีฬาสานสัมพันธ์ที่จะจัดขึ้นเดือนหน้า หรือจะเรียกอีกชื่อว่างานรวมตัวมหาวิทยาลัยชื่อดังก็คงไม่ผิดนัก คณะที่มอผมให้ไปร่วมงานจะมีเพียงแค่หกคณะ คือวิทย์กีฬา วิศวะ อักษรฯ นิติฯ นิเทศฯ และดุริยางค์ พวกผมสามคนที่อยู่นิติฯ รวมถึงพิงค์ที่อยู่อักษรฯ เลยได้ไปงานนี้ด้วยกัน ซึ่งมันก็คงจะดีกว่านี้ถ้าหากพิงค์ไม่โดนจับไปเป็นคนถือคฑาน่ะนะ

     แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ส่วนใหญ่การคัดเลือกคนถือคฑาจะใช้วิธีโหวตจากคนในคณะ พิงค์ที่หน้าตาดีสุดเลยได้คะแนนโหวตเยอะสุด แต่ผมว่าวิธีนี้มันออกจะมัดมือชกไปหน่อย ถามความเห็นคนทั้งคณะได้แต่กลับถามความเห็นคนที่โดนโหวตไม่ได้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนคัดเลือกเขาคิดอะไรอยู่

     ขณะที่ผมกำลังดูคนซ้อมพาเหรดอยู่ใต้ตึกอักษรฯ ในสนามบอลรวมถึงในโรงยิมต่างก็มีนักกีฬาจำนวนมากที่กำลังฝึกซ้อมกันแบบเอาเป็นเอาตาย เห็นว่าปีที่แล้วมอผมคว้าถ้วยรางวัลอันดับหนึ่งมาได้ ความซวยเลยมาตกอยู่ที่นักกีฬาปีนี้ที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนทั้งมอ

     ผมมองภาพตรงหน้าอยู่สักพักก่อนจะเปลี่ยนมาเปิดโทรศัพท์ดูอะไรไปเรื่อย แต่พอไปเจอคลิปคลิปหนึ่งในเฟซบุ๊กผมก็นึกโทษตัวเองอยู่ในใจว่าไม่น่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเลย

     ตอนนี้เพจมหา'ลัยผมกำลังมีเรื่องที่ฮือฮากันไปทั่ว นั่นก็คือคลิปตอนที่ธีมบอกชอบผม คลิปนั้นถูกแชร์ไปอย่างแพร่หลายอย่างที่ผมเองก็คาดไม่ถึง จากที่ไม่มีใครรู้จักผมกลายเป็นว่าตอนนี้เดินไปไหนก็มีแต่คนมอง ถึงแม้ไอ้ตาลจะบอกว่าคนส่วนใหญ่เชียร์ให้ผมคบกับธีม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมสบายใจเลยสักนิด ผมไม่เคยมีคนมาสนใจเยอะขนาดนี้ ทุกครั้งที่โดนมองเลยเกร็งๆ ทำตัวไม่ถูก

     ผมไม่ได้อยากเด่นดังหรือมีคนรู้จัก ผมแค่อยากได้ชีวิตที่สงบสุขกลับคืนมาเท่านั้นเอง

     ผมถอนหายใจพลางปิดโทรศัพท์ เงยหน้ามองคนที่เดินมาหาเพื่อนผมหลังจากรุ่นพี่ปล่อยให้พักสิบห้านาที ไอ้ดลรีบยื่นน้ำให้แฟนตัวเองก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

     "เหนื่อยไหม"

     "สุดๆ ค่ะพี่ดล ขาพิงค์แทบจะกองลงไปรวมกันที่พื้นอยู่แล้ว" พิงค์ว่าอย่างเหนื่อยๆ แล้วนั่งลงข้างไอ้ดล มันเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมบนหน้าม้า อีกมือก็ใช้สมุดพัดให้

     "ต้องซ้อมอีกนานไหม"

     "เห็นพี่เขาบอกว่าจะซ้อมเดินอีกรอบแล้วก็ให้กลับค่ะ"

     "ขอกลับก่อนไม่ได้เหรอ"

     "พิงค์จะไปทำแบบนั้นได้ไงล่ะพี่ดล คนอื่นยังไหวเลย พิงค์ก็ต้องไหวเหมือนกัน"

     "ก็พี่เป็นห่วงเราอ่ะ เราเป็นคนถือคฑาเลยต้องซ้อมหนักกว่าคนอื่นไม่ใช่เหรอ แล้วอีกอย่างไอ้พวกรุ่นพี่เวรนั่นก็ซ้อมโหดอย่างกับจะให้ไปรบงั้นแหละ ไม่รู้ไปโกรธใครมาถึงได้เอามาลงกับรุ่นน้องแบบนี้" ไอ้ดลพูดอย่างมีอารมณ์ คำพูดยาวเหยียดของมันทำให้หญิงสาวข้างๆ หลุดขำออกมา

     "งานใกล้เข้ามาแล้วเขาก็ต้องจริงจังเป็นธรรมดาสิพี่"

     "โหย ตั้งเดือนหน้าเลยนะพิงค์ จะรีบจริงจังอะไรขนาดนั้น"

     "พี่ดลบ่นมากกว่าพิงค์ที่เป็นคนซ้อมอีกนะเนี่ย"

     "เอ้า ที่บ่นเพราะเป็นห่วงไง หรือเราไม่อยากให้พี่ห่วง"

     "ก็ต้องอยากสิคะ ไม่ให้แฟนห่วงแล้วจะให้ใครห่วง"

     ผมอมยิ้มกับบทสนทนาที่ชวนเหม็นความรักของเพื่อนผมกับแฟนมัน ไอ้ดลน่าจะลืมไปแล้วว่าผมยังนั่งอยู่ตรงนี้ แต่ก็ดีเหมือนกัน ให้มันไปห่วงแฟนจะได้ไม่ต้องมาห่วงผม เดี๋ยวผมก็หายแล้วล่ะครับ แค่ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยเท่านั้นเอง

     "พี่ไอคะ" พิงค์มองเลยไอ้ดลมายังผม ยิ้มกริ่มพลางพูดเสียงใส "พิงค์ได้ดูคลิปในเฟซแล้วนะคะ ตอนดูพิงค์นี่เขินแทนพี่ไอเลย ดีใจด้วยนะคะที่มีคนฮอตอย่างธีมมาชอบ"

     เอ่อ...พิงค์ครับ สำหรับพี่มันไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลยนะ...

     ในใจผมคิดอย่างนั้น แต่สิ่งที่ผมทำกลับมีแค่ยิ้มบางๆ ให้รุ่นน้องเท่านั้น ไอ้ดลที่เห็นสีหน้าผมไม่ค่อยดีเลยทำเป็นชวนพิงค์ไปซื้อขนมที่มินิมาร์ท สาวน้อยร่างบางที่ชอบกินขนมอยู่แล้วเลยไม่ปฏิเสธ

     "จะเอาอะไรไหม" มันหันมาถามระหว่างที่พิงค์เดินนำลิ่วไปก่อนแล้ว

     "ไม่อ่ะ มึงรีบกลับมาให้ทันซ้อมครั้งสุดท้ายแล้วกัน"

     "เออๆ อย่าคิดมากนะมึง พิงค์เขายังไม่รู้เรื่องมึงกับธีม"

     "ไม่คิดมากหรอก กูเข้าใจ"

     ไอ้ดลตบไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะเดินตามแฟนสาวไป ผมมองตามแผ่นหลังของมันก่อนจะหันมาถอนหายใจกับตัวเอง พอไม่มีคนอยู่ด้วยแล้วเรื่องที่คิดมากต่างๆ มันก็กลับเข้ามาในหัวอีก

     หลังจากที่ผมบอกเพื่อนๆ ไปว่าจะปฏิเสธธีมเมื่อวันก่อนนี่ก็ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว ธีมมาปรากฏตัวต่อหน้าผมเกือบทุกวัน บางครั้งก็บังเอิญเดินสวนกัน บางครั้งก็มาหาไอ้ดล หรือบางครั้งเข้ามาทักผมตรงๆ ก็มี ท่าทางของธีมตอนที่เข้าหาผมดูเกร็งๆ แต่ก็ไม่เท่าก่อนที่เขาจะบอกชอบผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเกร็งอะไร คนที่ควรจะเกร็งมันต้องเป็นผมสิ

     ถึงแม้การกระทำของธีมอาจจะดูเก้ๆ กังๆ ไปหน่อย แต่เขาก็แสดงออกชัดเจนว่ากำลัง 'ชอบ' ผม ทุกอย่างที่ธีมทำมันทำให้คำพูดที่ผมได้ลั่นไว้กับเพื่อนเริ่มสั่นคลอน จากที่ตั้งใจจะปฏิเสธแน่วแน่ก็กลายเป็นลังเลซะอย่างนั้น

     แต่ผมก็ยังก้าวข้ามความคิดของตัวเองไปไม่ได้อยู่ดี...ความคิดที่ว่า 'คนดัง' กับ 'คนธรรมดา' ไม่ควรจะมาคู่กัน...

     "พี่ไอ"

     ผมเคยถามธีมไปอีกครั้งว่าทำไมถึงชอบผม แต่ธีมก็เอาแต่บอกปัดว่าเขาจะบอกก็ต่อเมื่อผมพร้อมจะให้คำตอบแล้วเท่านั้น

     "พี่ไอครับ"

     ถ้าได้รู้เหตุผลผมอาจจะตัดสินใจอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ตราบใดที่เจ้าตัวยังไม่บอกผมก็ต้องจมอยู่กับความคิดพวกนี้ไปอีกนานสินะ

     "พี่ไอคร้าบบบ!"

     !!!

     ผมสะดุ้งพลางหันไปมองต้นตอของเสียงด้วยความตกใจ ใบหน้าของต้าอยู่ใกล้ผมมาก คิ้วบางขมวดเข้าหากันเหมือนกำลังงงอะไรอยู่

     "เหม่ออะไรของพี่เนี่ย ผมเรียกอยู่ตั้งนานพี่ก็ไม่ตอบเลยสักคำ"

     "ปะ...เปล่า ไม่ได้เหม่ออะไรครับ พอดีเครียดเรื่องเรียนนิดหน่อยน่ะ" ผมตอบข้างๆ คูๆ เท่าที่สมองจะนึกออก แต่พอเหลือบไปเห็นคนที่ยืนข้างๆ ต้าหัวใจผมก็กระตุกวูบไหวแปลกๆ ธีมมองผมอย่างสงสัยไม่ต่างจากเพื่อนตัวเอง แต่พอสายตาของเราประสานกันคนตัวสูงก็ยิ้มบางๆ มาให้

     "แล้วทำไมพี่นั่งอยู่คนเดียวอ่ะครับ พี่ดลไปไหน"

     "มันพาแฟนไปซื้อขนมน่ะ แต่ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย..."

     "พี่ดลเขาไม่กลับมาแล้วล่ะครับ" จู่ๆ ธีมก็พูดขึ้นมา เรียกสายตาของผมกับต้าให้หันไปมอง "เขาโทรมาบอกผมว่าจะพาแฟนโดดซ้อม ให้ผมมาดูแลพี่ไอต่อจากเขา"

     ฮะ!?

     "ดูแล? พี่ไอเป็นอะไรเหรอครับ ป่วยตรงไหนหรือเปล่า ให้พวกผมพาไปโรงพยาบาลไหม" ต้าหันมารัวคำถามใส่ผม แต่บอกตรงๆ ว่าผมก็ตอบไม่ถูก เพราะผมก็งงกับคำพูดของไอ้ดลอยู่เหมือนกัน

     มันคิดจะทำอะไรของมันอีกล่ะเนี่ย ผมเริ่มตามไม่ทันแล้วนะ ก็สงสัยอยู่ว่าแค่ไปมินิมาร์ททำไมต้องถือกระเป๋าไปด้วย ที่แท้ก็กะจะไปแบบไม่กลับมานี่เอง

     ...ไอ้เพื่อนบ้าเอ๊ย!!

     "ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยได้กินข้าวเหรอ" ร่างสูงขยับมาอยู่ตรงหน้าผมแทนต้า ใบหน้านิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง ผมเงยหน้ามองแล้วก็ได้แต่อึกอัก

     แบบนี้มัน...ใกล้เกินไปแล้วนะ...

     "ทำไม...ถึงรู้ได้ล่ะครับ"

     "พี่ดลบอกผม แถมยังบอกอีกด้วยว่าพี่ดูซึมๆ ไป เลยวานให้ผมมาดูแล"

     สาบานว่าถ้าเจอไอ้ดลอีกเมื่อไหร่ผมจะหยิกแขนมัน กัดหูมัน จะแกล้งหนักๆ ให้มันรีบขอโทษผมไม่ทันเลย

     มันน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมซึมเพราะเรื่องธีม แต่มันก็ยังจะให้ธีมมาดูแลผมเนี่ยนะ อยากจะบ้า!!

     "ว่าไงครับ ตกลงพี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม"

     "คือ...พี่แค่ยังไม่หิว..."

     โครก~ คราก~

     ต้าหลุดขำทันทีที่ได้ยินเสียงท้องผมร้อง ส่วนคนตรงหน้าก็เลิกคิ้วขึ้นพลางยิ้มมุมปาก แต่ผมนี่สิแทบอยากจะมุดดินหนี เกิดมาไม่เคยรู้สึกอายขนาดนี้มาก่อน

     "หิวก็บอกว่าหิวสิครับ จะโกหกทำไม" ธีมพูดพลางยื่นมือมาข้างหน้า ผมมองอย่างงงๆ ก่อนจะเงยหน้าไปมองเจ้าของมือ "ป่ะ เดี๋ยวผมพาไปกินข้าว"

     "ไม่เป็นไรครับ พี่ไปคนเดียวได้..."

     "พอกินข้าวเสร็จผมก็ไปส่งพี่ต่อ พี่จะได้ไม่ต้องเสียค่ารถไง แล้วอีกอย่าง..."

     "..."

     "ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่ด้วย"

     แววตาของธีมดูจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมที่กำลังจะปฏิเสธอีกรอบพอเจอสายตาของคนตรงหน้าเข้าไปถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

     "ไปกับมันหน่อยเถอะพี่ ไอ้เวรนี่มันเอาแต่คิดถึงพี่จนไม่เป็นอันเรียนเลย" ต้าพูดยิ้มๆ ก่อนจะโดนคนที่ถูกพาดพิงกระทุ้งศอกเข้าที่ท้อง

     "...แล้วมันจะไม่รบกวนธีมเหรอครับ"

     "โอ๊ยพี่ รบกงรบกวนอะไร ไอ้ธีมมันเต็มใจสุดๆ ด้วยซ้ำ นี่ผมซ้อมบาสเสร็จก็กะจะไปหาข้าวกินเหมือนกัน แต่ไม่ไปกับพวกพี่ให้เป็นก้างขวางคอหรอกวางใจได้"

     "พูดมากนะมึงอ่ะ" ธีมว่าเพื่อนอย่างไม่จริงจัง ก่อนจะหันมาถามผมอีกรอบ "ตกลงพี่จะไปกินข้าวกับผมใช่ไหมครับ"

     ผมสบตากับคนตรงหน้าอยู่สักพัก คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ให้กับแววตาขอร้องของอีกฝ่าย "...ก็ได้ครับ"
















     ธีมบอกว่าตอนแรกกะจะพาผมไปกินร้านอาหารที่ดีกว่านี้ แต่เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ร้านอาหารส่วนใหญ่เลยปิดกันหมดแล้ว สุดท้ายเราสองคนเลยมาลงเอยกันที่ร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ตอนที่มาถึงโต๊ะว่างในร้านเหลือโต๊ะสุดท้ายพอดี

     "ขอโทษนะครับที่ทำได้แค่พามากินบะหมี่" ร่างสูงว่าพลางทำหน้ารู้สึกผิด ผมเลยยิ้มบางๆ กลับไปให้

     "จะขอโทษทำไมครับ พี่ไม่ใช่ลูกคุณหนูซะหน่อย จะร้านนี้หรือร้านไหนๆ มันก็คือร้านอาหารเหมือนกัน แค่กินแล้วอิ่มท้องพี่ก็โอเคแล้ว"

     ลุงคนขายยกชามบะหมี่มาเสิร์ฟหลังผมพูดจบ พอลุงเดินไปแล้วผมก็หยิบเครื่องปรุงมาปรุง แต่จู่ๆ ก็มีตะเกียบคีบหมูแดงมาใส่ในชาม ผมเหลือบมองคนตรงหน้า ก่อนจะเจอเข้ากับใบหน้าเขินๆ

     "กินเยอะๆ จะได้อิ่มๆ ครับ"

     "แล้วธีมไม่กินเหรอครับ"

     "ผมกินแค่นี้ได้ พี่นั่นแหละต้องกินเยอะๆ เห็นพี่ดลบอกว่าช่วงนี้พวกพี่เรียนหนัก ถ้าไม่กินข้าวซะบ้างแล้วจะเอาแรงที่ไหนไปเรียนล่ะครับ"

     คำพูดยืดยาวของอีกคนทำเอาผมเม้มปากแน่นอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ความเป็นห่วงที่ส่งมาทางสายตามันชัดเจนซะจนแก้มของผมเริ่มร้อนขึ้นมานิดๆ ธีมพูดจบก็หันไปกินบะหมี่ของตัวเอง แต่ผมแอบเห็นว่าแก้มของเขาก็แดงไม่ต่างจากผม

     "ขอบคุณนะครับ"

     ผมเอ่ยเสียงเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเส้นสีเหลืองมาเข้าปากบ้าง เราสองคนกินบะหมี่ของตัวเองกันไปเงียบๆ จนผ่านไปสักพักผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าธีมบอกไว้ว่ามีเรื่องจะคุยกับผม

     ผมเงยหน้ามองคนที่กำลังสูดเส้นบะหมี่เข้าปาก และพอธีมเหลือบมาเห็นว่าผมมองเขาอยู่...

     "แค่กๆๆ!"

     ผมกุลีกุจอยื่นแก้วน้ำให้ด้วยความตกใจ คนตัวสูงรับไปดื่มอักๆๆ จนหมดแก้ว ผมมองพลางกะพริบตาปริบๆ ยังงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย

     ผมว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรที่ชวนให้สำลักเส้นบะหมี่เลยนะ

     "คือ...ผมเห็นพี่มองผมอยู่เลยตกใจน่ะครับ แค่กลัวว่าตอนผมกำลังสูดบะหมี่มันจะดูน่าเกลียด" ร่างสูงอธิบายเมื่อเห็นสีหน้างงงวยของผม ยิ้มเขินๆ พลางยกมือมาแตะท้ายทอย ผมที่ได้ยินดังนั้นก็หลุดขำออกมา ปัดโธ่ ไอ้เราก็นึกว่าเป็นอะไร

     "ไม่เห็นน่าเกลียดเลยครับ แล้วพี่ก็ไม่ได้จ้องอะไรขนาดนั้นด้วย แค่จะถามว่า...เอ่อ..." ธีมเลิกคิ้วเมื่อเห็นผมเอาแต่อึกอัก ผมลังเลนิดหน่อยว่าจะถามดีไหม แต่สุดท้ายก็ถามไปจนได้ "ที่เราบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับพี่ มันคือเรื่องอะไรเหรอครับ"

     รอยยิ้มเขินๆ ค่อยๆ หายไปจากใบหน้าคมคาย ธีมมองผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ผมยังคงเงียบเพื่อรอคำตอบ สบตากับร่างสูงที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ จนในที่สุดธีมก็ยอมพูดออกมา

     "ผมทำให้พี่คิดมากใช่ไหม"

     "คิดมาก? เรื่องอะไรเหรอครับ"

     "ก็ที่ช่วงนี้พี่ดูแปลกๆ ไปไง พี่คิดมากเรื่องผมใช่ไหม"

     ผมสตันกับคำพูดตรงหน้าไปชั่วขณะ นึกไม่ออกว่าควรจะตอบอะไรกลับไป ธีมยังจ้องผมโดยไม่หลบสายตา กลับกลายเป็นผมซะเองที่ทนสบตาด้วยไม่ไหว

     "พี่ดลบอกว่าตั้งแต่วันที่ผมไปเจอพี่ที่ซูเปอร์ฯ พี่ก็ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ทำหน้าเหมือนมีเรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา ผมก็ไม่อยากคิดแง่ลบหรอกนะ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าที่พี่เป็นแบบนี้...เพราะผม"

     ใบหน้าของคนพูดแสดงออกชัดเจนว่ากำลังเสียใจ จู่ๆ ผมก็รู้สึกผิดจนพูดไม่ออก มันจุกในอกไปหมด ธีมยังคงพูดต่อไปเหมือนไม่ได้อยากได้คำตอบจากผม แต่แค่อยากระบายความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น

     "ผมไม่ได้อยากกดดันพี่เลยนะ แค่อยากให้พี่รับรู้ความรู้สึกของผม มีแค่นั้นจริงๆ แล้วที่ผมมาหาพี่บ่อยๆ ผมก็แค่อยากเห็นหน้าพี่เท่านั้นเอง แต่ถ้ามันทำให้พี่ลำบากใจ...ผมก็ต้องขอโทษด้วยครับ"

     "..."

     "เรื่องรูปกับคลิปในเพจ ถ้าพี่ไม่พอใจเดี๋ยวผมทักไปบอกให้เขาลบเอง และหลังจากนี้ผมจะมาหาพี่สัปดาห์ละครั้ง จะไม่โผล่หน้ามากวนใจพี่บ่อยเหมือนเก่าแน่นอน เพราะงั้นแล้ว..."

     "..."

     "อย่ารำคาญผมเลยนะ...พี่ไอ"

     แววตาของคนตรงหน้าราวกับกำลังอ้อนวอนสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต หัวใจผมวูบไหวเมื่อเผลอสบสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำคู่นั้นก่อนจะมองลงมายังมุมปากที่มีเศษบะหมี่ติดอยู่ พอเห็นดังนั้นผมเลยหันไปหยิบทิชชู่แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า

     ดูเหมือนคนที่คิดมากจะไม่ได้มีแค่ผมสินะ...

     ผมยื่นมือไปเช็ดปากให้อีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา คนตัวสูงผงะไปกับการกระทำที่ไม่บอกล่วงหน้าของผม ธีมนั่งตัวแข็งทื่อมองผมไม่วางตา พอแน่ใจว่าเศษบะหมี่หมดแล้วผมเลยถอยมานั่งที่ตัวเองตามเดิม

     เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเราสองคน ธีมหลบตาผม ส่วนผมก็เอาแต่จ้องมองธีม บริเวณแก้มของคนตรงหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อที่เหมือนจะเข้มกว่าเดิม ไม่ต่างกับผมที่อยู่ในสภาพเดียวกัน

     ผมถอนหายใจเบาๆ เม้มปากแน่นอยู่สักพักก่อนจะพูดออกมาในที่สุด "ธีมกำลังเข้าใจผิดอยู่นะครับ"

     เจ้าของชื่อรีบเงยหน้าขึ้นมาจากตักตัวเอง ธีมมองผมอย่างงุนงงเหมือนอยากให้ผมอธิบายเพิ่ม

     "เรื่องกระแสในโซเชียลพี่ไม่ได้คิดมากอะไรเลย อาจจะมีตั้งตัวไม่ทันบ้างที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนดัง แต่พี่ไม่เคยเก็บเรื่องนั้นมาซีเรียสเลยครับ"

     "ถ้างั้นทำไมพี่ดลถึงบอกผมว่า..."

     "พี่แค่มีเรื่องให้คิดมากน่ะครับ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะงั้นธีมไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอก"

     คนตรงหน้าจ้องมองผมกลับมา ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันก่อนจะคลายออก "แล้วเรื่องคิดมากของพี่มีผมอยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่า"

     หัวใจผมเต้นแรงกับคำถามที่เหมือนจะรู้ทันของอีกคน ธีมมองผมเหมือนกำลังรอคำตอบ แต่ผมไม่รู้ว่าจะตอบยังไงให้เขาไม่รู้สึกผิดดี

     หลายวันที่ผ่านมาผมเอาแต่คิดเรื่องของธีมก็จริง แต่ผมยังไม่อยากเปิดอกคุยกับเขา อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าผมอยากเล่นตัวหรืออะไร แต่ผมไม่รู้ว่าถ้าพูดออกไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากขอเวลาทำใจก่อน

     "...ใช่ครับ พี่คิดมากเรื่องธีม แต่พี่ยังไม่พร้อมจะบอกตอนนี้ ขอโทษนะครับ" ผมตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ แต่ไม่ได้บอกว่าคิดมากเรื่องอะไร พอได้ยินดังนั้นคนตัวสูงเลยทำหน้าเศร้ากว่าเดิม "แต่ว่า..."

     แววตาของคนฟังกลับมามีประกายอีกครั้ง ธีมรีบเงยหน้ามามองอย่างลุ้นๆ ว่าผมจะพูดอะไรต่อ

     "พี่อาจจะยังบอกอะไรไม่ได้ก็จริง แต่พี่ไม่เคยรำคาญธีมเลยนะครับ ต่อให้ธีมมาหาทุกวันพี่ก็ไม่รำคาญ"

     "..."

     "พี่บอกแล้วไงว่าธีมเข้ามาทักพี่ได้ ถ้าพี่ไม่โอเคพี่จะอนุญาตตั้งแต่แรกทำไมล่ะ เพราะงั้นแล้ว..."

     "..."

     "ธีมอยากมาหาพี่ตอนไหนก็มาได้ตลอด ไม่จำเป็นต้องหลบหน้า โอเคไหมครับ?"

     ผมยิ้มบางๆ ให้ร่างสูงที่เหมือนจะกำลังแข่งแก้มแดงกับผม ไม่มีคำตอบออกจากปากอีกคนนอกจากใบหน้าที่กำลังอึ้งอยู่ แต่ผ่านไปสักพักธีมก็ยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่ดูดีมากๆ จนผู้หญิงทั้งร้านต่างหันมามอง เราสองคนสบตากัน ก่อนที่คนตัวสูงจะพูดขึ้นมา

     "คืนคำไม่ได้แล้วนะครับ"

     "คืนคำอะไรเหรอครับ"

     "ที่พี่บอกว่าผมมาหาพี่ได้ตลอดเวลา...ถึงจะไม่ได้บันทึกเสียงไว้แต่ผมจำได้นะ"

     ผมหลุดขำกับคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนจะตอบกลับไปพร้อมใบหน้าที่เห่อร้อนกว่าเดิม "ไม่คืนคำหรอกครับ สัญญาด้วยเกียรติของเด็กนิติฯ เลย"

















     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 07 - . . . . . . . [09/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 10-11-2020 00:57:46
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 07 - . . . . . . . [09/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 10-11-2020 05:20:11
เมื่อไหร่พี่ไอจะรู้ใจตนเองเนี่ยยยยย :katai1: :hao7:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 07 - . . . . . . . [09/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 10-11-2020 21:20:21
เห้ออออ
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 08 - (1) . . . . . . . [12/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 12-11-2020 23:20:10
Episode 08





     "โธ่แม่ครับ อย่าเพิ่งงอนสิ ก็ไอไม่รู้นี่นาว่าอาจารย์จะนัดสอบถี่ขนาดนี้"

     [แต่แม่ก็คิดถึงไอเหมือนกันนะ ไม่ได้เห็นหน้าลูกชายตั้งนานแม่เหงาจะตายอยู่แล้วเนี่ย]

     "เหงาก็ไปกอดพ่อกับน้องอุ่นก่อนสิครับ ไอสัญญาว่าถ้าหาวันว่างได้แล้วจะรีบกลับไปหาเลย"

     [ไม่รู้แหละ ไอต้องกลับมาไม่เกินเสาร์นี้ ถ้าพ้นวันเสาร์ไปแล้วยังไม่กลับมาแม่จะไม่ทำแฮมเบิร์กให้กินอีกเลย]

     ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก วันนี้ก็ปาเข้าไปพฤหัสบดีแล้ว เท่ากับว่าไม่เกินมะรืนนี้ผมต้องรีบกลับบ้านก่อนที่คุณนายจะงอนไปมากกว่านี้ ผมปิดไมค์โทรศัพท์เพื่อไม่ให้คนในสายได้ยินก่อนจะหันไปกระซิบถามไอ้ดลที่นั่งอยู่ข้างๆ

     "พรุ่งนี้ไม่มีควิซใช่ป่ะ"

     "เออ ว่างทั้งวันอ่ะ จะกลับพรุ่งนี้เลยไหมล่ะ"

     "กล้าพูดว่าว่างทั้งวัน พรุ่งนี้มีเรียนบ่ายไม่ใช่เหรอ"

     "โดดวันนึงไม่เป็นไรหรอกน่า เชื่อกู"

     เขามีแต่ชวนกันเรียน แต่เพื่อนผมมันกลับชวนโดด ผมล่ะอยากจะบ้าตาย

     ผมทำหน้าเอือมๆ ใส่มัน ก่อนจะหันมาคุยกับคนในสายเหมือนเดิม

     [ไอ ฟังแม่อยู่เปล่าเนี่ย]

     "เมื่อกี้แม่ว่าอะไรนะครับ"

     [แม่บอกว่าเย็นนี้จะไปซื้อของมารอไอ รีบกลับมาล่ะ เดี๋ยวแม่จะทำของอร่อยๆ ไว้ให้]

     คำพูดมัดมือชกของคู่สนทนาทำเอาผมไปต่อไม่ถูก แม่บอกลาผมด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีก่อนจะวางสายไปโดยไม่รอให้ผมพูดอะไรเลย ผมหันไปมองพวกเพื่อนๆ ที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว ไอ้ตาลที่เห็นผมว่างเลยชิงถามขึ้นมาทันที

     "ได้คุยกับน้องอุ่นป่ะ"

     "จะไปคุยได้ไงล่ะ ตอนนี้อุ่นไปโรงเรียน"

     "อะไรว้าาา อุตส่าห์อยากได้ยินเสียงหวานๆ ของน้องอุ่นเชียวนะเนี่ย"

     ผมเคยพาพวกมันสองคนไปบ้านครั้งหนึ่ง ไอ้ตาลติดน้องผมแจเลยครับ มันบอกว่าชอบเด็กตัวเล็กๆ อย่างน้องอุ่น ทุกครั้งที่พ่อหรือแม่ผมโทรมามันเป็นต้องขอคุยกับน้องอุ่นตลอด

     ส่วนสาเหตุที่ผมเกือบจะโดนแม่งอนก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ วันก่อนผมไปสัญญากับแม่ไว้ว่าจะกลับบ้าน แต่เอาเข้าจริงกลับลืมไปสนิท ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าอาจารย์จะไม่ปรานีกันเลย เดี๋ยวก็ควิซย่อย เดี๋ยวก็งานกลุ่ม แล้วเดี๋ยวพอจบงานกีฬาสานสัมพันธ์ก็จะสอบไฟนอลอีก ไม่ต้องถามถึงเวลานอน แค่เวลาอ่านหนังสือยังไม่ค่อยมีเลย

     "แล้วยังไง จะกลับเสาร์นี้เหรอ"

     "ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นอ่ะ ไม่งั้นคราวนี้แม่งอนกูจริงๆ แน่ และอีกอย่างกูก็คิดถึงน้องอุ่นเหมือนกัน"

     "กูไปด้วยยย กูอยากกอดน้องอุ่นนน" ไอ้ตาลทำสีหน้าตื่นเต้น ก่อนจะหงอยลงเมื่อโดนคนที่นั่งข้างผมขัดขึ้นมา

     "เสาร์นี้พี่เจก็จะกลับมาแล้ว มึงไม่ไปรับเขาเหรอ"

     "แต่กูอยากเจอน้องอุ่นอ่าาา"

     "น้องไอ้ไอไว้ไปหาคราวหน้าก็ได้ แต่ถ้ามึงไม่ไปรับแฟนคราวนี้ระวังจะโดนงอนเหมือนไอ้ไอนะ"

     คิ้วผมกระตุกทันทีที่โดนว่ากระทบ ผมทำหน้ามุ่ยพลางเอื้อมมือไปดึงหูคนพูด

     "กูยังไม่โดนแม่งอนซะหน่อย มึงนี่พูดจาไม่เข้าหูชะมัด"

     "แล้วใครที่โดนแม่ยื่นคำขาดว่าถ้าไม่กลับบ้านจะอดกินแฮมเบิร์ก"

     ตอนแรกผมแค่ดึงหูมันเบาๆ ไม่กล้าดึงแรงกลัวเจ็บ แต่พอเห็นสีหน้ากวนส้นเท้าของมันแล้วผมก็อดใจไม่ไหว เพิ่มระดับความแรงจนใบหน้ายิ้มๆ เปลี่ยนเป็นเหยเกทันที

     "ไอ้ไอกูเจ็บ ปล่อยก่อนๆๆ"

     "ยังมีอารมณ์มาทำหน้าระรื่นได้อีกเนอะ ที่ทำไว้เมื่อวานยังไม่สำนึกใช่ไหม"

     "กูอยากช่วยมึงหรอกนะถึงโทรไปหาไอ้ธีมอ่ะ ไม่งั้นป่านนี้มึงก็ยังคิดมาก...โอ๊ยๆๆ พอแล้วๆ กูขอโทษ"

     หลังจากดึงขึ้นดึงลงจนพอใจแล้วผมก็ปล่อยหูไอ้ดลให้เป็นอิสระ มันยกมือมากุมใบหูที่แดงเถือกทันที ปากก็บ่นขมุบขมิบไปเรื่อย ผมยิ้มสะใจก่อนจะหันมากินข้าวตามเดิม ใบหน้าหล่อเหลาเลยหงิกงอมากขึ้น

     เมื่อวานผมปรับความเข้าใจกับธีมไปหน่อยนึงแล้วก็จริง แต่ยังไงผมก็โกรธไอ้ดลที่บังอาจมาหลอกผมอยู่ดี ผมรู้ว่ามันเป็นห่วง แต่บอกกันก่อนนิดนึงก็ได้ ไม่เห็นต้องทำอะไรขนาดนี้เลย

     "แล้วพิงค์อ่ะเป็นไงบ้าง เมื่อวานมึงพาน้องเขาโดดซ้อมนี่ ป่านนี้ไม่โดนพวกรุ่นพี่ลงโทษแย่แล้วเหรอ"

     "เมื่อเช้ากูพาพิงค์ไปคุยกับรุ่นพี่แล้ว บอกไปว่าพิงค์ไม่สบายเลยพากลับก่อนโดยไม่ได้บอก"

     "เด็กขี้โกหก" ไอ้ตาลพูดลอยหน้าลอยตา

     "หรือจะให้กูเลิกโกหกแล้วบอกความจริงกับพี่เจว่ามึงแอบลวนลามผู้ชายทางสายตาไปแล้วกี่คน"

     "เฮ้ย! อย่าเชียวนะมึง ความรักของกูกับพี่เขากำลังไปได้ดี มึงห้ามมาเป็นยมบาลผจญเด็ดขาด"

     ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน รู้สึกแหม่งๆ กับคำพูดเมื่อกี้ยังไงชอบกล "มารผจญหรือเปล่าวะ"

     "ยมบาลผจญเหอะ"

     "มารผจญ!" ผมพูดกลับไปพร้อมเปิดพจนานุกรมในกูเกิลให้ดู คนตรงหน้าถึงกับยิ้มแห้งทันที

     "อ้าว...กูจำผิดเหรอ"

     ไอ้นี่ก็อีกคน ผิดแล้วยังจะเถียงอีก ผมล่ะเหนื่อยใจกับพวกมันแต่ละคนจริงๆ

     "ว่าแต่...แผนกูเป็นไงบ้างวะ"

     "แผนอะไรของมึง"

     "ก็แผนที่กูทำให้มึงได้อยู่กับไอ้ธีมสองต่อสองเมื่อวานไง มึงยังไม่เล่าให้ฟังเลยนะ" ไอ้ดลเอ่ยยิ้มๆ พลางขยับมากระทุ้งศอกเบาๆ

     "กูจำเป็นต้องเล่า?"

     "เออสิ ที่กูทำไปเพราะเป็นห่วงมึงนะเว้ย นี่พูดจริงไม่เล่นแล้ว"

     ผมถอนหายใจเบาๆ มองหน้าคนถามที่ทำหน้าเหมือนอยากรู้มากๆ "ก็ไม่เป็นยังไง"

     "ฮะ? หมายความว่าไงวะ"

     "ก็หมายความว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไง ทุกอย่างยังปกติเหมือนเดิม"

     "อ้าว! กูเห็นว่ามึงซึมเรื่องไอ้ธีมเลยช่วยสร้างโอกาสให้พวกมึงเปิดอกคุยกัน นี่ยังไม่คุยกันอีกเหรอ" ไอ้ดลมองผมพลางขมวดคิ้ว รอยยิ้มของมันหายไปแล้ว เป็นสัญญาณว่ามันกำลังเข้าสู่โหมดจริงจัง ถึงแม้วิธีของมันจะไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่แต่ดูจากสีหน้าแล้วมันคงเป็นห่วงผมจริงๆ มันเลยพูดเหมือนไม่พอใจที่เมื่อวานผมไม่ทำอะไรเลย

     ผมจ้องไอ้ดลกลับไป ไอ้ตาลที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์มองพวกผมสองคนอย่างงุนงง "จริงๆ ก็ได้คุยกันแหละ แต่แค่ไม่ได้คุยทุกเรื่องที่ควรจะคุย"

     "ทำไมวะ บอกกูได้ไหม"

     เราสองคนมองหน้ากันสักพัก จนสุดท้ายผมก็ยอมพูดออกมา "...กูเข้าใจว่ามึงเป็นห่วงนะ กูขอบคุณมึงมากๆ แต่กูอยากขอเวลาทบทวนอะไรหลายๆ อย่างก่อน ถึงนี่จะเป็นความรักครั้งแรกในชีวิตแต่กูก็ไม่อยากผลีผลามเหมือนคนต้องการความรักจนตัวสั่น แล้วอีกอย่าง..."

     "..."

     "กูกลัวผลที่จะตามมา ถ้ากูพูดออกไปตรงๆ กูไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เลยอยากให้ตัวเองพร้อมก่อนแล้วค่อยไปเคลียร์กับธีมทีเดียว"

     ไอ้ดลมองผมอย่างอึ้งๆ มันคงนึกไม่ถึงว่าผมจะคิดอะไรมากมายขนาดนี้ อันที่จริงไม่ใช่แค่มันหรอก ผมยังงงกับตัวเองเลย ที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยมาตลอด แต่พอมีธีมเข้ามาในชีวิตไม่รู้ทำไมถึงเอาแต่คิดมากอย่างนี้

     "นี่กูแค่ไม่อยู่วันเดียวถึงกับพลาดเรื่องสำคัญไปเลยเหรอวะ" ไอ้ตาลถามหน้าตื่นๆ คนด้านข้างเหลือบมามองผมนิ่งๆ ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าที่สลดลง

     "เมื่อวานกูให้ไอ้ธีมไปส่งไอ้ไอน่ะ กะจะให้มันสองคนปรับความเข้าใจกัน แต่กู...ไม่นึกว่าจะเป็นการเร่งรัดมัน"

     "เนี่ย ทำอะไรไม่ปรึกษากูไง กูบอกแล้วว่าเรื่องความรักกูเชี่ยวชาญที่สุดในกลุ่ม อย่างมึงน่ะแค่มีหน้าที่ทำตามคำสั่ง...โอ๊ยไอ้ดล ทำอะไรของมึงเนี่ย" เพื่อนสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มร้องโวยวายเมื่อโดนผลักหน้าผาก ส่วนคนแกล้งก็หันมาพูดกับผมต่ออย่างปลงๆ

     "กูก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามึงจะคิดอะไรเยอะแยะ แต่ในเมื่อมึงยังไม่พร้อมกูก็คงทำอะไรไม่ได้สินะ" พูดจบมันก็ยื่นมือมาลูบหัวเหมือนผมเป็นลูกมัน "กูผิดเองแหละ สัญญาไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะรอมึงพร้อมแล้วพาไปคุยกับไอ้ธีม แต่สุดท้ายก็เผลอทำตัวเป็นพ่อสื่อจนได้"

     "กูก็ผิดเหมือนกันที่ทำตัวให้มึงเป็นห่วง ขอโทษนะเว้ย หลังจากนี้กูจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว"

     "เออ รู้ว่ากูห่วงแล้วก็รีบกลับมาบ้าบอไวๆ ล่ะ" มันพูดยิ้มๆ "ว่าแต่...ที่มึงพูดมาทั้งหมดนี่คือเริ่มเปลี่ยนใจเรื่องปฏิเสธไอ้ธีมแล้วใช่ไหม"

     ผมอึกอักนิดหน่อยกับคำถามสายฟ้าแลบของเพื่อน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ อย่างช่วยไม่ได้

     "กรี๊ด!!!" จู่ๆ คนที่นั่งเงียบมาสักพักก็ส่งเสียงแหลมขึ้นมา เล่นเอาพวกผมสองคนสะดุ้งไปตามๆ กัน

     "เป็นเหี้ยไรมึงเนี่ย จะกรี๊ดทำไม เผลอแดกแมลงสาบเข้าไปเหรอ"

     "ก็กูดีใจนี่นา! ไอ้ไอเพื่อนกูจะไม่หักอกน้องธีมแล้ว!!"

     ผมรีบเอื้อมมือไปปิดปากไอ้ตาลอย่างไวก่อนที่คนในโรงอาหารจะหันมามอง เสียงของมันไม่ใช่เบาๆ ผมไม่อยากดังไปมากกว่านี้หรอกนะ

     "มึงจะพูดเสียงดังทำไมเนี่ย"

     "อูอ๋อโอ้ด อูเอ๋อ" (กูขอโทษ กูเผลอ)

     "ใครจะหักอกใครเหรอครับ"

     พวกผมสามคนรีบหันไปมองต้นเสียงทันที ทันใดนั้นผมก็ตกใจจนเผลอปล่อยมือออกจากปากไอ้ตาล ธีมกับต้ายืนมองพวกผมด้วยสีหน้างุนงง การปรากฏตัวของหนุ่มหล่อแห่งคณะวิทย์กีฬาทำให้คนรอบข้างต่างฮือฮากันยกใหญ่

     "เอ่อ...คือ...อ๋อ! ไอ้ตาลน่ะ มันจะหักอกคนที่มาจีบเพราะมันมีแฟนอยู่แล้ว" ไอ้ดลที่มีสติมากสุดรีบด้นสดเพื่อเอาตัวรอด ต้าพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะยิ้มเผล่แล้วนั่งลงข้างไอ้ตาลเหมือนไม่ได้ติดใจเรื่องเมื่อครู่แล้ว

     เฮ้อ...โล่งอกไปที ดูท่าว่าทั้งสองคนจะไม่ได้ยินที่พวกผมคุยกันนะ

     "วันนี้พวกผมขอมานั่งกินข้าวด้วยนะครับ เผอิญว่ามีคนป่วยอยู่คนนึง ถ้าไม่ได้เห็นหน้ารุ่นพี่ที่มันแอบชอบมันจะกินไม่ได้นอนไม่หลับกระสับกระส่ายหัวใจว้าวุ่น" ต้าพูดไปยิ้มไป ก่อนจะหันไปแซวคนที่ยังยืนอยู่ "เอ๊ะ อย่างมึงนี่ไม่เรียกแอบแล้วมั้ง เล่นบอกชอบเขาซะโจ่งแจ้งขนาดนั้น"

     ธีมมองค้อนเพื่อนตัวเอง บริเวณแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ ส่วนไอ้ดลก็เอาแต่หัวเราะก่อนจะลุกไปตบไหล่รุ่นน้องตัวเอง

     "อาการหนักนะมึงอ่ะ หนักขนาดนี้คงต้องนั่งใกล้ๆ เขาแล้วล่ะจะได้หาย" มันว่าจบก็เดินมาเลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวที่กินค้างอยู่ไปอีกฝั่ง ก่อนจะย้ายไปนั่งข้างไอ้ตาลที่มองมาอย่างยิ้มๆ เท่ากับว่าฝั่งที่ผมนั่งอยู่เลยเหลือแค่ผมกับธีม

     ...ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกำลังโดนแกล้งอยู่เลย

     "เอ้า รออะไรล่ะครับคุณชาย พวกพี่เขาอนุญาตแล้วมึงก็นั่งสิ หรือจะยืนกิน?"

     ธีมทำท่าทางอึกอัก ก่อนจะหันมามองผมแล้วยิ้มเขินๆ "ขอผมนั่งด้วยนะ"

     มาถึงขนาดนี้แล้วก็คงมีแต่ต้องตกลงสินะ...

     ผมไม่ตอบอะไร แต่ระบายยิ้มบางๆ แล้วเขยิบไปทางด้านซ้ายเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับคนตัวสูง ธีมค่อยๆ นั่งลงข้างผมด้วยท่าทางที่ดูก็รู้ว่าประหม่า แต่อย่าว่าแต่เขาเลย เห็นผมนิ่งๆ แบบนี้แต่ในใจก็ประหม่าไม่แพ้กัน

     เคยกินข้าวด้วยกันก็หลายครั้ง แต่เพิ่งจะเคยนั่งกินข้าวข้างกันก็วันนี้นี่แหละ

     "ตามสบายนะคะน้องธีม คิดซะว่าฝึกความเคยชินไว้ เพราะเดี๋ยวน้องธีมก็ต้องมากินข้าวที่นี่บ่อยอยู่แล้ว"

     ร่างสูงทำหน้างง ผิดกับผมที่แทบจะแยกเขี้ยวใส่คนพูด ผมยังไม่ได้บอกซะหน่อยว่าจะยอมคบกับธีม อย่าพูดเหมือนในอนาคตจะได้คบกันแน่ๆ ได้ไหมเนี่ย

     "เดี๋ยวกูไปซื้อข้าวให้ มึงนั่งอยู่นี่แหละ ซึมซับไออุ่นจากพี่เขาเยอะๆ เวลาเรียนจะได้ไม่ต้องเพ้อถึงเขาอีก"

     ธีมมองค้อนคนที่พูดจบก็รีบลุกหนีไปอีกรอบ เพื่อนผมทั้งสองคนมองมาเหมือนอยากแซวแต่ก็ต้องเงียบไว้เพราะโดนผมทำหน้าขึงขังใส่ ส่วนผมน่ะเหรอ ทำตัวไม่ถูกสิครับ ไม่รู้จะหน้าแดงกับประโยคไหนก่อนดี

     ผมเพิ่งรู้ว่าต้าเป็นคนขี้แซวไม่ต่างจากเพื่อนผมก็วันนี้เอง...

     "เป็นไงบ้างมึง เห็นว่าช่วงนี้ต้องซ้อมบาสทุกวันเลยนี่หว่า" ไอ้ดลชวนคนข้างๆ ผมคุย มันคงเห็นว่าผมกับธีมต่างก็เกร็งที่โดนแซวรัวๆ เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศ

     "มีแค่เพื่อนๆ ผมแหละครับที่ซ้อมหนัก ผมไม่ได้ซ้อมเพราะไม่ได้ลงแข่ง"

     "ทำไมวะ อาจารย์เขามาทาบทามมึงเลยไม่ใช่เหรอ"

     "ผมไม่ชอบความกดดันอ่ะพี่ พอเราลงแข่งคนดูก็จะคาดหวังให้เราชนะ แต่ถ้าเราแพ้ขึ้นมาเขาก็จะผิดหวัง ผมไม่อยากเจอกับอะไรแบบนั้น"

     "มึงนี่เป็นคนคิดมากเหมือนกันนะเนี่ย..." ไอ้ดลว่าพลางเหลือบมามองผม "คิดมากเหมือนใครบางคนเลยว่ะ"

     ย้อนกลับไปเมื่อห้านาทีก่อนมันยังพูดดีกับผมอยู่เลย มาตอนนี้กลับผสมโรงกับไอ้ตาลแซวผมอีกคน ผมล่ะเชื่อมันเลย!

     "แต่อาจารย์เขาถึงกับมาทาบทามเลยนะ แปลว่าเขามองเห็นฝีมือของเราไม่ใช่เหรอ พี่ว่าลองลงแข่งสักครั้งก็ไม่เสียหายนะ"

     "มันก็จริงแหละครับพี่ตาล อาจารย์ก็บอกเหมือนกันว่าถ้าผลที่ออกมามันดีผมมีโอกาสที่จะได้ไประดับประเทศเลย แต่ผมอยากเลือกความสบายใจของตัวเองมากกว่า แล้วผมก็ไม่ได้จริงจังกับบาสเกตบอลด้วย ที่มาเรียนวิทย์กีฬาก็แค่เรียนตามความชอบของ..." ร่างสูงหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ทำหน้าอึกอักเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกแล้วก็ไม่พูดต่อ

     "มึงพูดว่าไงนะ เรียนตามความชอบของอะไร"

     "...ของผมน่ะครับ ผมแค่จะบอกว่าผมชอบเล่นกีฬาเลยมาเรียนวิทย์กีฬา แต่ชอบเล่นเป็นงานอดิเรกมากกว่า ไม่ได้อยากจริงจังถึงขั้นเอาไปประกอบอาชีพ"

     ไอ้ดลพยักหน้ารับคำพูดของคนตัวสูง ผมฟังแล้วก็แอบเสียดายเหมือนกันนะ ถึงจะไม่ค่อยรู้เรื่องกีฬาแต่เท่าที่เคยเห็นธีมเล่นบาสถือว่าเขาเล่นเก่งมากๆ ถ้าธีมลงแข่งจริงผมว่ามอผมน่าจะมีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นเยอะเลย

     แต่ก็นะ ถ้าเจ้าตัวไม่อยากลงคนอื่นก็คงไปบังคับอะไรไม่ได้ ที่ธีมพูดมาผมก็เข้าใจ การโดนคนอื่นคาดหวังมันก็กดดันจริงๆ น่ะแหละ

     "มาแล้วคร้าบคุณชายธีม ขอโทษที่ให้รอนานนะคร้าบบบ" ต้าเดินกลับมาพร้อมกับข้าวมันไก่สองจานในมือ หลังจากวางหนึ่งจานลงตรงหน้าคนข้างๆ ผมแล้วตัวเองก็ไปนั่งข้างเพื่อนผมตามเดิม "เออจริงด้วย พี่ไอครับ เย็นนี้ไปดูพวกผมซ้อมบาสไหม"

     "หืม? คิดยังไงถึงมาชวนพี่ล่ะครับ"

     "วันนี้ทีมผมขาดไปคนนึง ไอ้ธีมเลยจะมาเล่นแทนน่ะครับ ที่มาหาถึงโรงอาหารนี่มันก็กะจะมาชวนพี่นั่นแหละ แต่เห็นแม่งไม่กล้าพูดสักทีผมเลยพูดแทน"

     "ไอ้ต้า"

     "เอ้า ก็กูพูดความจริง นี่ถ้ากูไม่ชวนให้เย็นนี้มึงก็ต้องเหงาหงอยเพราะไม่มีกำลังใจจากพี่ไอ จะเอาแบบนั้นเหรอ"

     ธีมถลึงตาใส่เพื่อนตัวเอง ส่วนผมก็ขำออกมาเบาๆ พลางคิดว่าจะไปดีไหม แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรเพื่อนผมก็รีบพูดขึ้นมาเหมือนกลัวว่าผมจะปฏิเสธ

     "ไปค่ะไป! ไปแน่นอนค่ะ"

     "เดี๋ยวนะมึง น้องเขาถามกูไม่ใช่เหรอ"

     "ใครจะตอบก็ไม่สำคัญหรอกเพราะยังไงคำตอบก็เหมือนกันอยู่ดี หรือมึงจะไม่ไป?"

     "คือกู..." ผมกำลังจะบอกว่าขอคิดก่อน แต่พอเหลือบไปเห็นสายตาของร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมก็พูดไม่ออกซะงั้น ธีมไม่ได้เร่งเร้าผมก็จริง แต่แววตาเขาแสดงออกชัดเจนว่าอยากให้ผมตอบตกลง

     เฮ้อ...ไปก็ไป ยังไงก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่อยากไปอยู่แล้วนี่นะ

     "...ก็ได้ครับ เดี๋ยวเย็นนี้พี่จะไปเชียร์"

     รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าคนตัวสูงทันทีที่ผมตอบออกไปแบบนั้น ต้ายื่นหน้ามายิ้มให้ผมแล้วเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ "จะเชียร์คนแข่งจริงอย่างผม หรือจะเชียร์คนที่มาเล่นแทนอย่างไอ้ธีมเหรอครับ"

     "สำหรับน้องต้าเดี๋ยวพี่กับไอ้ดลเชียร์เอง ส่วนน้องธีมให้เพื่อนพี่เชียร์ไปละกันเนอะ...ว้าย!" คนตรงหน้าร้องอุทานเมื่อโดนผมปาน้ำแข็งใส่ ผมทำหน้าเอือมๆ ใส่มัน คิดจะแซวทุกประโยคเลยหรือไง

     "ซ้อมกี่โมงวะ"

     "สี่โมงเย็นครับ" ธีมตอบเพื่อนผม

     "พวกกูเลิกเรียนบ่ายสาม เดี๋ยวกูกับไอ้ตาลจะไปดูด้วยละกัน"

     "ได้เลยพี่ ผมก็จะมาชวนพวกพี่ด้วยอยู่แล้ว"

     "อ้าวเหรอ กูนึกว่ามึงอยากชวนแค่เพื่อนกูซะอีก" ไอ้ดลพูดพลางแค่นยิ้ม คนตัวสูงเลยยกมือมาลูบลำคอแก้เขิน

     "ผมก็ไม่ได้ลำเอียงขนาดนั้นซะหน่อย"

     "แต่เวลาว่างๆ กูเห็นมึงเอาแต่เพ้อถึงพี่ไอคนเดียว"

     "ก็กูชอบแค่พี่ไอไหมล่ะ ไม่ได้ชอบคนอื่นด้วยซะหน่อย"

     เพื่อนๆ ผมส่งเสียงโห่แซวกันยกใหญ่ ต้าเองก็เอากับเขาด้วยเหมือนกัน ผมที่โดนบอกชอบตรงๆ ได้แต่เม้มปากแน่นพลางเสมองไปทางอื่น ไม่อยากให้อีกคนรู้ว่าตอนนี้ใบหน้าผมกำลังเห่อร้อนแค่ไหน

     "อย่าพูดเยอะ เพื่อนกูมันเขินจนทำตัวไม่ถูกแล้ว"

     "ใครบอก กูไม่ได้เขินซะหน่อย"

     "แล้วที่แก้มแดงอยู่นั่นคืออะไร เผ็ดน้ำจิ้มข้าวมันไก่?"

     มันจะมีสักวันไหมที่ผมจะไม่โดนเพื่อนแซว ให้ตายสิ!

     "พี่ไอเขินเหรอ" ผมหันไปมองหน้าคนถาม แล้วก็เพิ่งรู้ว่าธีมเองก็หน้าแดงไม่ต่างกัน คนตัวสูงยกมือแตะท้ายทอย ยิ้มนิดๆ แต่กลับดูดีมากๆ "ผมก็เขินเหมือนกันนะไม่ใช่ไม่เขิน แต่ผมอยากพูดบ่อยๆ พี่จะได้ไม่ลืมไงว่ากำลังมีคนชอบพี่อยู่"

     คำพูดของธีมทำให้อีกสามคนที่เหลือยิ้มกริ่มจนแก้มแทบแตก ไม่ต้องพูดถึงผมหรอก แก้มร้อนถึงขนาดจะทอดไข่ได้อยู่แล้ว เสียงโห่แซวยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ผมที่ไม่รู้จะทำยังไงเลยหันหน้าหนีซะเลย

     ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมไม่เคยเสียอาการขนาดนี้มาก่อน พอมาเจอแบบนี้เลยไปต่อไม่ถูกเลย...
















     - มีต่อ -


หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 08 - (2) . . . . . . . [12/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 12-11-2020 23:20:51
     "กรี๊ดดดดดด!"

     "น้องธีมสู้เขาค่าาาาา!!"

     "พี่เป็นกำลังใจให้น้องธีมน้าาา!!!"

     "น้องต้าาาาาา!! อย่ายอมแพ้เขาาาา!!!!"

     เสียงเชียร์จากคนบนอัฒจันทร์ดังปะปนไปกับเสียงลูกบาสที่กระทบแป้นครั้งแล้วครั้งเล่า ที่กลางสนามมีกลุ่มคนประมาณสิบคนกำลังยื้อแย่งลูกกลมๆ สีส้มเพื่อทำแต้มให้ทีมตัวเอง คนที่นั่งข้างผมส่งเสียงเชียร์อย่างมีอารมณ์ร่วมเหมือนคนอื่นๆ แต่ผมกลับคิดว่ามันอินมากเกินไปหน่อย

     "วู้ววววววว! น้องธีมมมมมม!! สู้เขาาาาาาา พี่ไอคอยเชียร์อยู่น้าาาาาาา!!!"

     "จะพูดชื่อกูทำไมเนี่ย" ผมยื่นหน้าเข้าไปตะโกนใกล้ๆ หูไอ้ตาล

     "พูดชื่อมึงนี่แหละดีแล้ว น้องเขาจะได้มีแรงฮึด" พูดจบมันก็หันไปมองสนามต่อ ไม่สนผมที่กำลังทำหน้าเอือมๆ "น้องธีมสู้ตายค่าาาาาา!! พี่ไออยู่ตรงนี้!!!"

     เอากับมันสิครับ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

     "อย่าเอาแต่นั่งเงียบดิ ไอ้ธีมอุตส่าห์ไปชวนมึงถึงคณะเลยนะ ตะโกนเชียร์มันบ้างก็ได้ ไม่ต้องกลัวมันโดนลูกบาสอัดหน้าเหมือนวันก่อนหรอก"

     "ต้องตะโกนด้วยเหรอ ดูเฉยๆ ไม่ได้เหรอวะ"

     ไอ้ดลส่ายหน้าเป็นคำตอบก่อนจะชี้ให้ผมหันไปมองรอบๆ ตัว "มึงเห็นที่คนพวกนั้นส่งเสียงเชียร์ไหม"

     "เห็น"

     "เก้าสิบเปอร์เซ็นต์กูได้ยินแต่เสียงเชียร์ไอ้ธีม นั่นเป็นหลักฐานว่ามันดังแค่ไหน"

     "เรื่องนั้นกูรู้อยู่แล้ว"

     "แต่ที่มึงยังไม่รู้คือไอ้ธีมไม่ได้อยากดัง เหมือนกับที่มึงไม่อยากมีคนรู้จักเยอะนั่นแหละ มันไม่เคยสนคนที่เป็นแฟนคลับมันด้วยซ้ำ แต่มันสนแค่มึงคนเดียว"

     "..."

     "เชื่อกูดิ ร้อยเสียงเชียร์จากคนอื่นก็ไม่เท่าหนึ่งเสียงเชียร์จากมึงหรอก"

     ไอ้ดลตบไหล่ผมเบาๆ ผมไม่ตอบอะไรแต่หันไปมองร่างสูงที่เพิ่งชู้ตบาสลงห่วงทำแต้มให้ทีมไปได้ คนที่อยู่ทีมเดียวกับธีมต่างพากันเดินมากอดคอไม่ก็แท็กมือ เสียงเชียร์จากคนดูดังขึ้นเป็นเท่าตัวจนคนในสนามหันมายิ้มให้

     พอไอ้ดลมาพูดอย่างนี้ผมก็เริ่มลังเลว่าจะทำตามที่มันแนะนำดีไหม แต่เอาตรงๆ คือผมรู้สึกอายกับการที่ต้องแหกปากเชียร์เหมือนคนอื่นๆ จริงอยู่ที่เสียงของผมอาจจะถูกเสียงรอบข้างกลบจนมิด แต่ผมชอบนั่งดูเฉยๆ มากกว่า ให้ไปตะโกนโหวกเหวกมันดูไม่ใช่ผมเลย

     การแข่งเริ่มขึ้นอีกครั้งโดยที่คราวนี้ฝ่ายธีมเหมือนจะตกมาเป็นรอง คงเพราะอีกฝ่ายมองการเคลื่อนไหวของธีมกับต้าที่เป็นตัวหลักของทีมออกทะลุปรุโปร่ง เมื่อเห็นว่าตัวเองโดนเพ่งเล็งคนตัวสูงเลยส่งลูกให้เพื่อนรับช่วงต่อ แต่ก็โดนคู่แข่งแย่งไปได้ในเสี้ยววินาทีต่อมา ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างลุ้นกันตัวโก่งว่าเกมนี้จะจบยังไง แน่นอนว่าผมกับเพื่อนๆ เองก็เช่นกัน และในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะกระโดดโยนลูกบาสลงห่วงเพื่อนของธีมก็พุ่งเข้ามาแย่งลูกกลับไปได้ซะก่อน

     ผมกลั้นหายใจอย่างลุ้นสุดตัว เพื่อนคนนั้นกำลังเลี้ยงลูกแล้ววิ่งไปยังแป้นบาสของอีกฝั่ง แต่ระหว่างทางก็มีคนมาขวางไว้ เลยส่งลูกไปให้ธีมที่อยู่ใกล้แป้นมากกว่าตัวเอง ผมจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา ในใจก็ขอให้อย่ามีคนมาขวางอีกเลย และในตอนที่มีคนทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้ามาแย่งลูกบาส ร่างสูงก็ตัดสินใจกระโดดโยนลูกไปที่แป้นทันที...

     ฝึบ!

     "กรี๊ดดดด! น้องธีมเก่งมากกก!!"

     "สุดหล่อของพี่เก่งที่สุดดดดดดด!!!"

     "น้องธีมขาาาา!! ทั้งเก่งทั้งหล่อเลยค่าาาา!!!"

     เสียงคนดูดังขึ้นอีกครั้งเมื่อลูกบาสสีส้มลอยไปเข้าห่วงโดยไม่ชนขอบสักนิด ผมยิ้มออกมาอย่างดีใจ ขณะเดียวกันก็โล่งใจไปด้วย แต่คราวนี้ธีมหันมามองบนอัฒจันทร์ตรงที่ผมนั่งอยู่แล้วส่งยิ้มมาให้เหมือนอยากอวดผลงานตัวเอง เล่นเอาคนที่นั่งอยู่แถวนี้กรี๊ดกร๊าดไปตามๆ กัน

     "อร๊ายยยย! น้องธีมยิ้ม!! มึงเห็นไหมว่าน้องธีมยิ้ม!!!"

     "เขายิ้มให้ใคร!! กูหรือเปล่า ต้องเป็นกูแน่ๆ เลย!!!"

     "โอ๊ยมึงงง กูจะเป็นลมมม น้องธีมยิ้มได้หล่อมากกกก!!!"

     "มึงไม่ต้องคิดมาก กูมั่นใจว่าน้องธีมยิ้มให้มึง พวกชะนีข้างหลังมันก็แค่มโนไปเอง" ไอ้ตาลยื่นหน้ามาพูดแข่งกับเสียงกรี๊ดที่ยังดังอยู่

     "กูยังไม่ได้คิดมากอะไรเลย แล้วมึงรู้ได้ไงว่าธีมยิ้มให้กู"

     "น้องเขาเพิ่งบอกชอบมึงไปเมื่อตอนกลางวัน เขาก็ต้องยิ้มให้มึงป่ะวะ หรือมึงอยากให้น้องยิ้มให้คนอื่น?"

     ผมถลึงตาใส่คนพูด เมินคำถามมันด้วยการมองไปทางอื่น เอาจริงๆ ผมก็พอจะรู้อยู่ว่าธีมยิ้มให้ผม แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นผมก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ดี...

     ผมเขินน่ะครับ เลยต้องกลบเกลื่อนด้วยการทำเป็นไม่รู้ เพื่อนๆ จะได้ไม่รู้ว่าผมเขินอยู่

     "เอ่อ...พี่ไอครับ ขอผมคุยอะไรด้วยหน่อยได้ไหม"

     พวกผมสามคนหันไปมองคนที่เดินเข้ามาทัก คนที่ผมจำได้ว่าอยู่ในกลุ่มเพื่อนของธีมกำลังยืนยิ้มแหยๆ อยู่ตรงหน้า ผมพยักหน้ากลับไปทั้งที่ในใจก็งงอยู่นิดหน่อย

     "ได้สิครับ ว่าแต่น้อง..."

     "ผมทอยครับ เพื่อนไอ้ธีมมัน" คนพูดยิ้มอย่างดีใจพลางนั่งลงบนที่นั่งตรงหน้าที่อยู่เยื้องด้านล่างลงไป

     "น้องทอยจะคุยอะไรกับพี่เหรอครับ"

     "จริงๆ ไม่ได้จะคุยหรอกครับ แต่จะขอให้พี่ช่วยอะไรอย่างนึง"

     ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "ช่วย? พี่เนี่ยนะครับ"

     "ใช่ครับ ต้องเป็นพี่เท่านั้นถึงจะช่วยผมได้"

     จากที่งงอยู่แล้ว พออีกฝ่ายพูดแบบนี้ผมยิ่งงงขึ้นไปอีก "จะให้พี่ช่วยอะไรอ่ะครับ"

     น้องทอยหันซ้ายหันขวา ก่อนจะพนมมือไว้เหนือหัวแล้วหลับตาพูด "ขอร้องล่ะครับพี่ไอ! ช่วยไปพูดให้ไอ้ธีมลงแข่งบาสหน่อยนะครับ!"

     ผมกับเพื่อนๆ ต่างทำหน้าเหวอเมื่อได้ยินคำขอของคนตรงหน้า น้องทอยลืมตาข้างหนึ่งมามอง พอเห็นผมไม่ตอบรับสักทีเลยทำปากเบะเหมือนจะร้องไห้

     "เอ่อ...ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมคะว่าเรื่องมันเป็นมายังไง คือพวกพี่งงไปหมดแล้ว" ไอ้ตาลพูดพลางยิ้มแห้ง คนตรงหน้าเลยรีบเอามือลงก่อนจะเริ่มเล่า

     "คืออาจารย์ผมเห็นว่าไอ้ธีมฝีมือดีเลยอยากให้มันลงแข่งในงานกีฬาสานสัมพันธ์น่ะครับ แต่แกตามตื๊อเท่าไหร่ไอ้ธีมก็เอาแต่ปฏิเสธลูกเดียว อาจารย์เลยวานให้ผมที่เป็นเพื่อนมันมาพูดแทน..."

     "แต่ไอ้ธีมก็ไม่ฟังมึงเหมือนกัน?" ไอ้ดลเอ่ยขึ้นมาอย่างคาดเดาความเป็นไปได้

     "ใช่ครับ และไม่ใช่แค่ผมนะ แต่ใครพูดอะไรไปมันก็ไม่ฟังทั้งนั้น ผมเลยคิดว่าคงมีแต่พี่ไอที่มันน่าจะยอมฟัง..."

     "..."

     "ผมขอล่ะพี่ ถือซะว่าช่วยรุ่นน้องคนนึง ถ้าพี่ทำให้ไอ้ธีมลงแข่งได้ผมยอมทำอะไรก็ได้ตามที่พี่ต้องการเลย"

     ผมกัดริมฝีปากอย่างคิดหนัก เพื่อนทั้งสองคนต่างก็มองมาเหมือนรอให้ผมตัดสินใจ น้องทอยกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าน่าสงสารซะจนผมทำตัวไม่ถูก

     ...จู่ๆ ก็มีเรื่องลำบากใจเข้ามา เล่นซะผมตั้งตัวไม่ทันเลย

     "คือ...ไม่ใช่ว่าพี่ไม่เห็นใจเรานะครับ แต่ธีมเขาจะยอมฟังพี่จริงๆ เหรอ"

     "โอ๊ยพี่ครับ ไอ้ธีมมันคลั่งพี่จะตาย พี่สั่งให้ทำอะไรมันก็ทำตามหมดแหละ"

     ผมล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าน้องทอยเขาเอาความมั่นใจมาจากไหน

     "น่านะพี่ ผมไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว ถ้าถึงวันงานแล้วไอ้ธีมไม่ได้ลงแข่งผมต้องโดนอาจารย์บ่นยับแน่" คนพูดทำปากเบะประกอบคำพูดอีกรอบ พอเห็นดังนั้นผมยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่

     "รับปากไปเถอะมึง กูเห็นหน้าน้องแล้วสงสารว่ะ" ไอ้ตาลมากระซิบหูข้างขวา

     "แค่พูดให้ไอ้ธีมลงแข่ง กูเชื่อว่ามึงทำได้อยู่แล้ว" ไอ้ดลมากระซิบหูข้างซ้าย

     "แต่ถ้าเกิดธีมไม่ยอมลงแข่งขึ้นมา มันจะกลายเป็นว่ากูผิดคำพูดกับน้องนะ"

     "ถ้ามึงเลือกที่จะพูดอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสสำเร็จ แต่ถ้ามึงเลือกที่จะไม่พูดมันจะไม่มีโอกาสเลยนะ"

     "คิดดีๆ นะเว้ยไอ ข้อเสนอไอ้ทอยก็น่าสนไม่ใช่น้อยเลยนะ"

     ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก น้องทอยที่เห็นพวกผมซุบซิบกันอยู่นานเลยเอียงคอมองอย่างงุนงง เอาล่ะสิ ผมว่าผมโดนรุมแล้วล่ะงานนี้ คนตรงหน้าอยากให้ตอบตกลง เพื่อนทั้งสองคนก็อยากให้ตอบตกลงเหมือนกัน สรุปคือผมมีทางเลือกทางเดียวคือต้องตอบตกลงสินะ

     ผมเม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ให้คนตรงหน้า น้องทอยที่เห็นผมตกลงเลยรีบลุกขึ้นร้องเฮลั่น

     "เยส! กูรอดแล้วโว้ย ขอบคุณมากนะครับพี่ไอ!"

     "...แต่พี่ไม่รับปากนะครับว่าธีมจะยอมฟังพี่"

     "ไม่เป็นไรครับ ถ้าพี่เป็นคนพูดผมเชื่อว่าไอ้ธีมต้องยอมลงแข่งแน่นอน"

     เอาเข้าไป คาดหวังกันเข้าไป ผมเริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมธีมถึงไม่อยากลงแข่ง ความรู้สึกตอนโดนคาดหวังมันเป็นแบบนี้นี่เอง

     น้องทอยดึงมือผมไปเขย่าพลางพูดขอบคุณซ้ำๆ สักพักก็เดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อน ทิ้งความหนักใจไว้ให้ผมที่ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป

     "เอาน่ามึง ไม่ลองก็ไม่รู้" ไอ้ตาลเอื้อมมือมาตบไหล่ ผมพยักหน้ารับส่งๆ ก่อนจะหันไปมองการแข่งขันอีกครั้ง สกอร์ฝั่งธีมยังนำอยู่ไกล ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ธีมต้องชนะแน่ ทั้งที่ควรจะดีใจแต่ตอนนี้ผมกลับยิ้มไม่ออก

     ทำไมถึงมั่นใจกันนักนะว่าธีมจะยอมฟังผม ขนาดผมยังไม่มั่นใจในตัวเองเลย รู้แบบนี้ปฏิเสธไปตั้งแต่แรกก็ดีหรอก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าถึงเวลาแล้วผมยังโน้มน้าวธีมไม่ได้มันจะเป็นยังไง

     โอ๊ยยยย ไอ้ไอเครียดครับ!!



















     TBC

     สำหรับใครที่ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ไอถึงเอาแต่ยึกยักไม่ยอมพูดอะไรสักที อยากให้อดทนรอกันหน่อยนะครับ รอให้ถึงตอนที่ทั้งสองคนหันหน้าคุยกันก่อน(อีกไม่กี่ตอนเอง) ถึงตอนนั้นคุณจะเข้าใจว่าทำไมพี่ไอถึงคิดมากเรื่องน้องธีมขนาดนี้

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 08 - . . . . . . . [12/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 12-11-2020 23:51:52
จะขอได้มั้ยนะ ต้องมีถ้าแข็งชนะขออะไรก้อได้งี้ป่ะ
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 08 - . . . . . . . [12/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 13-11-2020 00:26:24
 :katai2-1:




เขินนนนนนนน
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 08 - . . . . . . . [12/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 13-11-2020 02:20:20
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 08 - . . . . . . . [12/Nov/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: snowboxs ที่ 19-11-2020 10:56:31
  :o8:
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 09 - . . . . . . . [05/Dec/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 05-12-2020 15:14:08
Episode 09





     ผมไล่นิ้วไปตามสันหนังสือบนชั้น เอียงคอนิดหน่อยเพื่ออ่านชื่อหนังสือแต่ละเล่ม นอกจากผมแล้วบริเวณนี้ก็ไม่ค่อยมีคนอื่นอีก ส่วนหนึ่งคงเพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ คนที่มาใช้บริการห้องสมุดเลยมีน้อย

     หลังจากหาชั้นบนแล้วไม่เจอหนังสือที่ต้องการผมเลยลองเปลี่ยนมาหาชั้นล่างดูบ้าง มันเป็นหนังสือสารคดีสัตว์โลกที่ไอ้ตาลฝากให้ผมมายืม ส่วนตัวมันตอนนี้คงกำลังไปรับพี่เจที่สนามบินกับไอ้ดล ไม่รู้ว่าป่านนี้จะได้เจอกันหรือยัง

     ผมก็สงสัยนะว่าทำไมจู่ๆ มันถึงอยากยืมหนังสือสัตว์ แต่พอถามไปแล้วถึงได้คำตอบว่าแม่มันวานให้มันมายืมอีกที เพราะเหตุนี้ผมเลยต้องลงทุนมามหา'ลัย ทั้งที่วันนี้ผมต้องรีบกลับบ้านไปหาคุณแม่ที่โทรมาเตือนตั้งแต่เช้าว่าห้ามเบี้ยวเด็ดขาด

     แลดูแม่ผมจะคิดถึงลูกชายมากเลยนะครับ นี่ถ้าย้ายมาอยู่หอกับผมได้ผมว่าแม่คงทำไปนานแล้ว...

     ผมหยิบหนังสือที่คิดว่าน่าจะใช่ออกมาดู ก่อนจะเก็บเข้าที่เดิมเมื่อเห็นว่าหน้าปกมันแค่คล้ายกันเฉยๆ ทำอย่างนี้อยู่สองสามรอบก็เจอหนังสือที่ไอ้ตาลต้องการ เลยถ่ายรูปแล้วทักไปบอกมันว่าหาเจอแล้ว


     II_Phurin : sent a photo

     Look_TaNN : กรี๊ดดดดด กูรักมึง มาจุ๊บแก้มที ม้วฟฟฟฟ

     II_Phurin : เก็บปากไว้จุ๊บแฟนมึงเถอะ มาถึงหรือยังอ่ะ ได้ข่าวว่าบินมาจากเชียงใหม่

     Look_TaNN : ถึงเรียบร้อยแล้วย่ะ กำลังจะพาไปกินข้าว

     Look_TaNN : sent a photo

     Look_TaNN : เขินจัง มีคนหล่อมากินข้าวด้วยตั้งสองคน



     ผมส่ายหน้ายิ้มๆ กับรูปที่เพื่อนสนิทส่งมาในไลน์ ดูจากหน้าพี่เจกับไอ้ดลแล้วรู้เลยว่าโดนไอ้ตาลบังคับให้มาถ่ายด้วย หลังจากตกลงกันแล้วว่ามันจะมาเอาหนังสือวันจันทร์ผมก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า เดินถือหนังสือไปทำเรื่องขอยืมกับบรรณารักษ์

     วันนี้เป็นวันเสาร์ก็จริง แต่น้องอุ่นต้องไปโรงเรียนชดเชยเมื่อวันอังคารที่ทางโรงเรียนให้หยุดเนื่องจากฉีดยากันยุง ตอนนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายสองโมงแล้ว อีกแค่ชั่วโมงเดียวน้องอุ่นก็จะเลิกเรียน ผมน่าจะกลับไปรอน้องสาวที่บ้านได้ทัน

     ผมคิดสะระตะไปเรื่อยระหว่างที่ยืนรอพี่บรรณารักษ์ทำเรื่องยืมหนังสือให้ พอทุกอย่างเสร็จหมดแล้วผมก็สะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องสมุด แต่ในตอนนั้นเองก็มีคนโทรเข้ามา ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายขณะที่ใช้ไหล่เปิดประตู

     "ฮัลโหลครับแม่"

     [ไอถึงไหนแล้วลูก]

     "ตอนนี้ไอมาทำธุระในมอนิดหน่อยครับ แต่เสร็จแล้วกำลังจะกลับบ้าน"

     [ยังไม่ออกจากมอใช่ไหม]

     "เอ่อ...ใช่ครับ" ผมอึกอักนิดหน่อย รู้สึกว่าตัวเองพลาดที่เผลอพูดความจริงกับแม่ "แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ วันนี้ไอกลับบ้านแน่นอน เดี๋ยวไอจะรีบไป..."

     [ไม่ๆๆ แม่ไม่ได้จะว่าอะไร ดีซะอีกที่ไอยังไม่ออกจากมอ]

     หืม?

     "แม่หมายความว่าไงอ่ะครับ"

     [ตอนนี้แม่กำลังทำอาหารเย็นอยู่ ละมือไปไหนไม่ได้เลย พ่อเราก็ยังไม่เลิกงาน ไม่มีใครว่างไปรับน้องอุ่นเลยเนี่ย]

     "อ้าว!" ผมอุทานอย่างตกใจ ปกติพ่อกับแม่จะสลับกันไปรับน้องอุ่นที่โรงเรียน แต่วันนี้กลับไม่มีใครว่างเลยสักคน ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า...

     [ไอช่วยไปรับน้องแทนแม่หน่อยนะ ตอนนี้น่าจะใกล้เลิกเรียนแล้ว]

     "ให้ไปรับแทนก็ได้อยู่หรอกครับ แต่ทำไมวันนี้พ่อถึงไม่ว่างล่ะ"

     [เห็นเขาบอกว่าวันนี้ต้องไปต้อนรับแขกวีไอพีด้วยตัวเองน่ะ เลยปลีกตัวไปรับน้องไม่ได้เลย]

     ผมพยักหน้ารับคำพูดของคนในสาย ไม่ต้องให้แม่อธิบายเพิ่มเติมผมก็เข้าใจได้ทันที พ่อผมเป็นเจ้าของรีสอร์ทที่อยู่ใจกลางเมือง ปกติพ่อจะให้เลขาคอยจัดการเรื่องแขกให้ แต่ที่วันนี้ต้องไปรองรับแขกด้วยตัวเองเพราะแขกกลุ่มนี้มีผลกับชื่อเสียงรีสอร์ทค่อนข้างเยอะ เห็นพ่อบอกว่าถ้าทำให้แขกพึงพอใจได้ยอดคนเข้าพักรีสอร์ทก็จะเพิ่มขึ้น ถึงตอนนั้นจะพาไปเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อฉลองเลยทีเดียว

     แต่ถามลูกก่อนไหมครับว่าจะมีเวลาไปฉลองด้วยหรือเปล่า ขนาดเวลากลับบ้านยังแทบจะไม่ค่อยมีเลย...

     [ยังไงแม่ฝากไอด้วยนะ ไว้กลับมาแล้วแม่จะทำแฮมเบิร์กของโปรดไอไว้ให้เยอะๆ เลย]

     "แม่จะทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ ไอรู้ทันนะ ไม่ต้องเอามาเป็นรางวัลเลย" ผมพูดยิ้มๆ ขณะที่กำลังเดินไปยังประตูหน้ามหา'ลัย ท้องฟ้าตอนนี้มีเมฆครึ้มพอสมควร ผมเลยเร่งฝีเท้าเพื่อให้ไปรับน้องอุ่นทันก่อนที่ฝนจะตก แต่ในตอนที่เดินผ่านสนามบอลสายตาผมกลับเหลือบไปเห็นใครบางคนในสนาม และเขาคนนั้นเองก็เหมือนจะหันมาเห็นผมด้วยเหมือนกัน

     ถึงแม้จะยืนไกลกันแค่ไหน แต่ผมก็เห็นได้ชัดว่าธีมกำลังยิ้มอย่างดีใจ คนตัวสูงหันไปพูดอะไรสักอย่างกับเพื่อน ก่อนจะรีบวิ่งมาเกาะรั้วข้างสนามตรงที่ผมยืนอยู่

     "พี่ไอ! มาทำอะไรครับเนี่ย มาหาผมเหรอ"

     [หือ? เสียงใครน่ะ ลูกอยู่กับเพื่อนเหรอ] แม่เอ่ยถามเมื่อได้ยินเสียงธีมเล็ดลอดเข้าไปในสาย ผมกะพริบตาปริบๆ ละล่ำละลักตอบอีกฝ่ายกลับไป

     "อ่า...ใช่ครับ แต่กำลังจะแยกกันแล้ว แค่นี้ก่อนนะครับแม่ เดี๋ยวเรื่องน้องอุ่นไอจัดการเอง" พูดจบผมก็ตัดสายแม่ตัวเองทันที หันไปมองอีกคนที่ยืนเกาแก้มยิ้มแห้งอยู่

     "ผมมาขัดจังหวะตอนพี่คุยโทรศัพท์อยู่หรือเปล่าครับ"

     "ไม่ครับๆ ที่จริงพี่ก็คุยจะเสร็จแล้ว ส่วนที่เราถามค้างไว้เมื่อกี้ วันนี้พี่มาทำธุระที่ห้องสมุดน่ะครับ"

     ธีมหน้าเจื่อนไปนิดหน่อยเหมือนผิดหวังที่ผมไม่ได้มาหาเขา ระหว่างนั้นต้าก็วิ่งตามหลังธีมมา ในตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตว่าทั้งสองคนอยู่ในชุดบอล

     "ไอ้ธีม! ทำไรของมึงวะเนี่ย จู่ๆ ก็วิ่งออกมาแบบนี้คนอื่นเขาเล่นต่อไม่ได้นะเว้ย อ้าว...พี่ไอ" คนที่บ่นเพื่อนรัวเป็นชุดชะงักไปเมื่อหันมาเห็นผม ต้ายกมือไหว้ผมพร้อมกับยิ้มให้ ผมเลยยิ้มตอบกลับไป

     "กำลังเตะบอลกันอยู่เหรอครับ"

     "ใช่พี่ ช่วงนี้พวกผมเอาแต่ซ้อมบาสอย่างเดียว เบื่อลูกบาสจะตายอยู่แล้วเลยหนีมาเล่นอย่างอื่นบ้าง" ต้าพูดพลางยิ้มแหยๆ ก่อนจะหันไปตบหัวคนข้างตัว "กูก็นึกว่าวิ่งมาเข้าห้องน้ำ ที่แท้ก็มาหาพี่ไอ แหม เห็นพี่เขาไม่ได้เลยนะมึง พุ่งเข้าใส่ตลอด"

     ธีมหันไปมองแรงเพื่อน ส่วนผมก็หลุดขำออกมาเบาๆ "งั้นพี่ไม่กวนแล้วละกัน ตั้งใจเล่นนะครับ พี่ไปล่ะ"

     "เอ่อ...เดี๋ยวสิพี่ไอ"

     คนตัวสูงลอดมือผ่านรั้วมาจับแขนผมไว้ ผมที่กำลังจะก้าวขาเลยหันไปมองพลางเลิกคิ้ว

     "อยู่ดูผมก่อนได้ไหม พอผมเตะบอลเสร็จแล้วเราค่อยไปหาอะไรกินด้วยกัน"

     "อ้าว ไหนตอนแรกมึงบอกจะเล่นยันเย็นไง เจอหน้าพี่เขาเข้าหน่อยถึงกับจะผิดคำพูดกับเพื่อนเลยเหรอ" ต้าแย้งขึ้นมาทันทีโดยไม่รอให้ผมตอบอะไรก่อน มีการหันมาสำทับผมด้วย "พี่ไออย่าไปยอมนะ พี่ต้องดัดนิสัยไอ้เวรนี่บ้าง"

     "มึงอยากดัดนิสัยกูหรืออยากแกล้งกู"

     "ทำไมกูต้องอยากแกล้งมึงด้วย แค่มึงปล่อยให้กูรู้เรื่องที่มึงชอบพี่ไอคนสุดท้าย กูไม่เห็นจะโกรธถึงขนาดต้องแกล้งมึงเลย" คนพูดทำหน้าเหลอหลา แต่น้ำเสียงที่สูงจนผิดปกติทำให้ผมกับธีมรู้ได้ว่าเจ้าตัวกำลังประชด

     "เอ่อ..." ผมส่งเสียงแทรกขึ้นมา ทั้งสองคนเลยหยุดคุยกันแล้วหันมามองผม "ขอบคุณที่ชวนนะครับธีม แต่พอดีพี่ต้องรีบไปรับน้องก่อนที่ฝนจะตก วันนี้คงไม่ว่างมานั่งดูเราเล่นบอล ขอโทษนะครับ"

     ผมยิ้มบางๆ ให้คนตัวสูง ธีมหน้าเจื่อนลงอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด ต้าที่เห็นสีหน้าเพื่อนตัวเองเลยหันไปแลบลิ้นใส่

     อยากให้ผมไปดูขนาดนั้นเลยเหรอ...

     "พี่ไอมีน้องด้วยเหรอครับ"

     "ใช่ครับ แต่เพิ่งอยู่ ป.1 เอง นี่ก็ใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว"

     "แต่วันนี้เป็นวันเสาร์นะพี่"

     "พอดีวันนี้โรงเรียนของน้องพี่เขาสอนชดเชยน่ะครับ" ต้าพยักหน้าหงึกหงัก ส่วนคนข้างๆ ก็ขมวดคิ้วเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ผมที่เห็นว่าไม่มีเหตุผลจะอยู่ต่อเลยเอ่ยขอตัวซะเลย "งั้นไว้เจอกันวันหลังนะครับ พี่ไปก่อนนะ"

     ผมยิ้มให้ทั้งสองคนก่อนจะหันหลังเดินจากมา ในใจก็ภาวนาขอให้ฝนอย่าเพิ่งตก แต่จู่ๆ เสียงคนข้างหลังก็ดังขึ้นมาอีก ผมเลยต้องหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองอีกครั้ง

     ธีมถอดเสื้อบอลตัวนอกออกแล้วหันไปฝากไว้ที่ต้า ก่อนจะวิ่งอ้อมสนามออกทางประตูแล้วเดินมาหาผม ร่างสูงที่มาหยุดอยู่ด้านหน้ายิ้มบางๆ มาให้ แต่ผมนี่สิได้แต่เลิกคิ้วด้วยความงง

     "เดี๋ยวผมไปส่ง พี่กับน้องจะได้กลับบ้านทันฝนตก"

     "เฮ้ยไอ้ธีม! มึงจะไปส่งพี่เขาน่ะถามกูก่อนหรือยัง"

     "นั่นสิครับ ธีมยังเล่นบอลอยู่ไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องห่วงพี่ก็ได้ โรงเรียนน้องพี่อยู่แค่นี้เอง"

     คนตัวสูงหน้ามุ่ยหน่อยๆ เหมือนเด็กโดนขัดใจ ทางต้าเองก็คะยั้นคะยอให้กลับไปเล่นบอลต่อ ธีมส่งเสียงจิ๊จ๊ะเหมือนรำคาญเพื่อนตัวเอง เดินไปยืนอยู่ตรงหน้าต้าพร้อมทำหน้านิ่งๆ

     "ไอ้ต้า"

     "ไม่ต้องมาทำหน้ายักษ์เลย มึงจะชอบพี่ไอแค่ไหนกูไม่ว่า แต่ถ้ามึงจะทำให้ทีมลำบากเพราะขาดคนกูไม่ยอม..."

     "เมื่อวานมึงบ่นว่าอยากกินสเวนเซ่นใช่ไหม"

     คนที่อยู่ในสนามชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่าสเวนเซ่น ส่วนผมก็เอียงคอมองอย่างงุนงง

     "มึงถามทำไม"

     "เดี๋ยวพรุ่งนี้กูพาไปเลี้ยง แลกกับการที่มึงยอมให้กูไปส่งพี่ไอ"

     "นี่มึงเห็นกูเป็นคนเห็นแก่กินเหรอ ไอ้เพื่อนเลว ไอ้..."

     "กูเลี้ยงสองวัน"

     ต้าชะงักอีกรอบ คราวนี้มีการกัดริมฝีปากอย่างลังเลด้วย

     "มะ...ไม่เอา ต่อให้กูจะชอบกินสเวนเซ่นแค่ไหนแต่..."

     "สามวัน"

     คราวนี้ต้าเงียบไปเลย สีหน้าแสดงออกชัดว่ากำลังลังเลสุดๆ สักพักก็แอบหันไปมองเพื่อนๆ ที่อยู่กลางสนาม คนตัวสูงยิ้มมุมปากราวกับมั่นใจมากว่าอีกฝ่ายต้องยอมรับข้อเสนอตัวเองแน่นอน

     "มึง...พูดจริงๆ นะ ไม่ได้โกหกใช่ป่ะ" ต้ายื่นหน้ามาป้องปากกระซิบใกล้ๆ ธีม

     "พูดจริง แถมในแต่ละวันมึงจะกินเท่าไหร่ก็ได้"

     พอได้ยินดังนั้นต้าก็หันมามองผมอย่างไว ขยับมาอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับยกมือแตะท้ายทอย "พอมาคิดๆ ดูแล้วเนี่ย ถ้าพี่ไปรับน้องแล้วฝนเกิดตกลงมากลางทางพี่กับน้องก็จะต้องโดนฝนจนเป็นหวัด ด้วยความที่ผมเป็นรุ่นน้องที่จิตใจดีผมเลยไม่อยากเห็นพี่เป็นหวัด เพราะงั้นพี่ให้เพื่อนผมไปส่งเถอะนะครับ ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นยอดดี เชื่อผม"

     เอ่อ...ต้าครับ ไม่ทันแล้วมั้งครับ คนเขารู้หมดแล้วว่าต้าเห็นแก่ไอศกรีม

     ผมได้แต่กะพริบตาปริบๆ เพราะตามอารมณ์ของคนตรงหน้าไม่ทัน ระหว่างนั้นธีมก็มายืนข้างๆ พร้อมกับยิ้มให้

     "ให้ผมไปส่งนะ มอ'ไซค์ผมกว้าง พี่กับน้องนั่งสบายแน่นอน"

     "แล้วเรื่องเตะบอลล่ะครับ"

     "เดี๋ยวผมจัดการเองครับ ขาดไอ้ธีมไปแค่คนเดียวไม่เป็นไรหรอก"

     เมื่อกี้ไม่ได้พูดแบบนี้นะครับต้า...

     "แต่...พี่เกรงใจ..."

     ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบเสียงฟ้าร้องก็ดังแทรกขึ้นมา คนตัวสูงหุบยิ้ม เงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะเหลือบสายตามาที่ผมอีกรอบพลางทำหน้าจริงจัง

     "พี่ไอ ผมพูดจริงๆ นะครับ ให้ผมไปส่งเถอะ...ขืนปล่อยให้พี่กลับบ้านเองผมคงไม่มีสมาธิเล่นบอลแน่"

     สายตาของธีมที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงทอดมองมายังผมนิ่งๆ ผมอึกอักอยู่สักพัก แต่พอคิดว่าถ้ากลับเองแล้วน้องอุ่นต้องโดนฝน แบบนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่...

     ผมยิ้มออกมาบางๆ เงยหน้าสบตากับคนที่รอคำตอบอยู่ "งั้นพี่ขอรบกวนธีมหน่อยนะครับ"

















     โรงเรียนของน้องอุ่นเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลหนึ่งถึงชั้นประถมหก จำนวนเด็กเลยค่อนข้างเยอะ พื้นที่ในโรงเรียนเลยต้องกว้างตามไปด้วย กว้างแค่ไหนดูได้จากครั้งแรกที่ผมมาส่งน้องอุ่น ตอนนั้นผมหลงทางจนต้องให้คุณครูพาไปส่งทางออกเลยทีเดียว

     ผมมองไปรอบๆ สนามเด็กเล่นที่ตอนนี้เริ่มมีเด็กมาเล่นกันบ้างแล้ว คุณครูบอกว่าน้องอุ่นกำลังเล่นกับเพื่อนในห้อง เลยให้ผมกับธีมมารอกันตรงนี้

     ผมหันไปมองคนตัวสูงที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนกำลังสนุก ธีมย่อตัวนั่งยองๆ ลูบหัวเด็กที่วิ่งมาเล่นด้วย ท่าทางที่เหมือนคนรักเด็กทำให้ผมหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

     "พี่ขำอะไรอ่ะ"

     "เปล่าครับ"

     "เปล่าอะไร ผมเห็นอยู่ว่าพี่ขำ"

     "พี่แค่แปลกใจน่ะครับ ตอนเจอกันครั้งแรกธีมชอบทำหน้าบึ้งใส่พี่ เลยไม่นึกว่าจะมีมุมอ่อนโยนแบบนี้ด้วย"

     อีกฝ่ายทำหน้าเหลอหลาเหมือนไปต่อไม่ถูก หันไปเล่นกับเด็กเหมือนเดิมพร้อมกับใบหูที่ขึ้นสีแดงจางๆ สักพักเด็กคนนั้นก็วิ่งไปหาเพื่อน ธีมเลยยืนเต็มความสูงแล้วหันมาสบตากับผมอีกครั้ง

     "ปกติพี่มารับน้องเองเหรอ"

     "เปล่าหรอกครับ ปกติพ่อกับแม่พี่จะมารับ แต่วันนี้ไม่มีใครว่างพี่เลยมาแทน"

     "น่าอิจฉาจังนะครับ"

     คำพูดของคู่สนทนาทำเอาคิ้วผมขมวดเข้าหากันหน่อยๆ "อะไรน่าอิจฉาเหรอครับ"

     "พอได้มาอยู่ในโรงเรียนแบบนี้แล้วผมเลยอดคิดถึงตัวเองไม่ได้น่ะ" ธีมยกมือแตะท้ายทอย ยิ้มเหมือนกำลังเขินอาย "ผมอยากมีน้องมานานแล้ว แต่ผมเป็นลูกคนเดียว เลยไม่เคยมีโมเมนต์พี่น้องกับเขาเลย"

     ผมอมยิ้มกับคำพูดของร่างสูง อดคิดไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้ก็มีมุมน่ารักๆ เหมือนกัน "ถ้าอย่างนั้นก็คิดซะว่าวันนี้ธีมมารับน้องตัวเองสิครับ น้องพี่น่ารักนะ ไว้เราเห็นแล้วรับรองว่าอยากสมัครเป็นพี่ชายแน่นอน"

     คราวนี้ธีมยิ้มกว้างกว่าเดิม ใบหน้าหล่อเหลาดูดีขึ้นเป็นเท่าตัว "ขอบคุณครับ"

     คนตัวสูงหันไปมองชิงช้าที่มีเด็กผลัดกันไกวให้กันอยู่ ส่วนผมก็มองไปยังห้องเรียนของน้องอุ่น ที่จริงก็อยากเข้าไปหาเลย แต่อีกใจก็อยากเห็นสีหน้าตกใจของน้องสาวตอนที่เห็นใบหน้าของพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันนาน เลยรอเซอร์ไพรส์อยู่ตรงนี้ดีกว่า

     "นี่ถ้าไม่ติดเรื่องฝนผมคงชวนพี่กับน้องไปกินไอติมด้วยกันแล้ว"

     "อย่าเลยครับ แค่ธีมมาส่งพี่ก็เกรงใจจะแย่แล้ว"

     ธีมนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา "ไม่เกรงใจไม่ได้เหรอ"

     "ทำไมล่ะครับ" ผมกะพริบตาปริบๆ รู้สึกแปลกใจกับคำถามของอีกคน

     "ผมไม่อยากได้ความเกรงใจจากพี่" ร่างสูงพูดพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ แต่ยังเว้นระยะห่างตรงกลางเอาไว้ "ที่ผมอยากได้น่ะ...คือความไว้ใจจากพี่ต่างหาก"

     "..."

     "ผมอยากเป็นคนแรกที่พี่นึกถึงตอนมีเรื่องกลุ้มใจ อยากเป็นคนแรกที่พี่เลือกจะพึ่งพาตอนมีปัญหา ถ้าพี่เอาแต่เกรงใจ...แล้วผมจะได้ความไว้ใจจากพี่ได้ยังไงล่ะ"

     เสียงนุ่มทุ้มที่ดูจริงจังของอีกฝ่ายทำเอาผมถึงกับไปต่อไม่ถูก ความรู้สึกในอกมันปั่นป่วนไปหมด ไม่รู้เลยว่าควรพูดหรือควรทำอะไรต่อดี ยิ่งเห็นสายตาของธีมผมก็ยิ่งพูดไม่ออก

     จู่ๆ ก็มาพูดอะไรแบบนี้ ไม่คิดบ้างเหรอว่าผมจะปรับอารมณ์ตามไม่ทัน...

     "ธีมครับ คือว่า..."

     "พี่ไอ!"

     เสียงใสๆ อันคุ้นหูทำให้ผมรีบหันไปมองต้นเสียงทันที น้องอุ่นในชุดนักเรียนรีบวิ่งมาทางผมจนกระเป๋าลายเจ้าหญิงที่เจ้าตัวสะพายอยู่สั่นคลอนไปหมด แก้มทั้งสองข้างมีแป้งปะอยู่เต็ม เดาได้ไม่ยากว่าก่อนออกมาคุณครูคงทาให้

     น้องอุ่นมาถูกเวลามากครับ พี่ชายคนนี้กำลังเข้าตาจนพอดีเลย

     ผมยิ้มกว้าง ย่อตัวลงพร้อมกับอ้าแขนเพื่อรอรับร่างอ้วนท่วมของเด็กหญิงตัวน้อย น้องอุ่นกระโจนเข้ามากอดผมเต็มแรง เนื้อตัวมีกลิ่นแป้งหอมฟุ้งไปหมด

     "วันนี้พี่ไอมารับอุ่นเหรอ"

     "ใช่ค่ะ อุ่นดีใจไหม" ผมถามพลางลูบหัวทุยๆ อย่างเอ็นดู คนถูกถามยิ้มกว้างจนตาปิด

     "ดีใจสิคะ อุ่นคิดถึงพี่ไอที่สุดเลย"

     "พี่ไอก็คิดถึงอุ่นเหมือนกัน" พูดจบผมก็แกล้งทำหน้าเหมือนนึกอะไรบางอย่าง "เอ...ไหนใครบอกว่าถ้าเจอพี่แล้วจะจุ๊บปากพี่นะ"

     "น้องอุ่นเองค่ะ!" เด็กสาวตรงหน้าเอ่ยเสียงดังอย่างกระตือรือร้น ยื่นหน้ามาจุ๊บปากผมเบาๆ ทุกครั้งที่ผมมารับน้องอุ่นเรามักจะทำแบบนี้กันเสมอ จนคุณครูและผู้ปกครองคนอื่นต่างมองเป็นเรื่องปกติกันไปแล้ว

     "ฝนใกล้จะตกแล้ว วันนี้เรารีบกลับบ้านกันก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวคราวหน้าพี่ค่อยซื้ออมยิ้มให้"

     "โอเคค่ะ"

     ผมดึงมือน้องอุ่นมากุมไว้หลวมๆ ยืนขึ้นแล้วหันไปโค้งหัวให้คุณครูเบาๆ แต่พอน้องอุ่นหันไปเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม แกก็ดึงขากางเกงผมพร้อมกับจ้องคนแปลกหน้าไม่หยุด

     "พี่ไอคะ พี่สุดหล่อคนนี้คือใครเหรอ"

     ผมหันไปมอง 'พี่สุดหล่อ' ที่ตอนนี้กำลังยิ้มกว้างเพราะถูกชม ธีมย่อตัวลง เอื้อมมือมาลูบหัวน้องอุ่นเบาๆ

     "เพื่อนพี่เองค่ะ ชื่อพี่ธีม วันนี้พี่เขาจะไปส่งเราที่บ้าน น้องอุ่นสวัสดีเขาก่อนเร็ว"

     เด็กหญิงตัวน้อยดึงมือออกจากมือผม ก่อนจะพนมมือไหว้คนตัวสูงอย่างว่าง่าย "สวัสดีค่ะพี่ธีม"

     "สวัสดีค่ะ ชื่ออุ่นเหรอคะ"

     "ใช่ค่ะ"

     "ชื่อเพราะจังเลย ใครตั้งให้คะเนี่ย"

     "แม่เป็นคนตั้งให้หนูค่ะ แม่บอกว่าอยากให้หนูกับพี่ไอเป็นคนอบอุ่นและจิตใจดี เลยตั้งชื่อเราสองคนว่าไอกับอุ่น" เจ้าของเสียงใสพูดเจื้อยแจ้วพลางยิ้มแฉ่ง ธีมโยกหัวน้องอุ่นไปมาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามามองผมที่ยืนอยู่ แววตาของคนตัวสูงทำให้ผมที่กำลังยิ้มชะงักไปนิดนึง

     "ความหมายดีจังเลยนะคะ มิน่าล่ะ...พี่หนูถึงเป็นคนอบอุ่นขนาดนี้"

     ธีมพูดกับน้องผมอยู่ แต่สายตาของเขากำลังมองผม และถ้าผมไม่ได้คิดไปเองดูเหมือนในแววตานั้นจะซ่อนความหมายบางอย่างเอาไว้

     จู่ๆ ผมก็รู้สึกร้อนที่แก้ม ไม่กล้าสบตากับอีกฝ่ายขึ้นมา เลยทำทีเป็นดึงมือน้องอุ่นมากุมพร้อมกับพาออกเดินโดยไม่หันไปพูดอะไรกับร่างสูงอีก

     "...กลับกันเถอะค่ะอุ่น เดี๋ยวฝนตกแล้วจะไม่สบายนะ"

     ธีมรีบเดินมาขนาบข้าง ยังคงมองผมด้วยสายตาแบบเดิมไม่เลิก แต่ผมก็พยายามไม่สนใจทั้งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีอิทธิพลกับผมแค่ไหน

     บอกว่าอยากได้ความไว้ใจจากผมบ้างล่ะ บอกว่าผมเป็นคนอบอุ่นบ้างล่ะ ทำไมวันนี้ธีมถึงขยันทำให้ผมประหม่าจังนะ แล้วไหนจะสายตาที่มองมาเมื่อครู่อีก ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้ผมใจเต้นแรงแค่ไหน

     ...ก็ได้แต่หวังว่าธีมจะไม่มองผมแบบนั้นอีก เพราะบอกตรงๆ ว่าผมโคตรแพ้มันเลย



















     ธีมมาส่งผมกับน้องถึงบ้านประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง ตอนนี้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยกลุ่มเมฆสีเทา แต่โชคยังดีที่ฝนยังไม่ตก พอถึงบ้านแล้วน้องอุ่นก็รีบวิ่งเข้าบ้าน คงเพราะบ่นมาตลอดทางว่าหิวน้ำ

     "น้องอุ่นคะ! อย่าเพิ่งเข้าบ้านสิ มาขอบคุณพี่ธีมก่อนเร็ว พี่เขาอุตส่าห์มาส่งนะ"

     "แหะๆ ขอโทษค่ะน้องอุ่นลืม" คนพูดยิ้มแฉ่งพลางยกมือเกาหัว รีบเดินต้อยๆ กลับมาหาคนที่ยังอยู่บนมอเตอร์ไซค์ "ขอบคุณนะคะพี่ธีมที่มาส่งหนูกับพี่ไอ"

     "ไม่เป็นไรค่ะ ให้มาส่งทุกวันยังได้เลย" ร่างสูงถอดหมวกกันน็อคแล้วลงมายืนข้างผม คำพูดที่เจ้าตัวพูดออกมาพาให้เด็กสาวตรงหน้าแววตาเป็นประกาย

     "จริงเหรอคะ!"

     "จริงสิคะ แต่..." เสียงนุ่มทุ้มหยุดไว้แค่นั้น ก่อนที่เจ้าของประโยคจะเหลือบมามองผมยิ้มๆ "คงต้องให้พี่ชายหนูอนุญาตก่อนนะ"

     เดี๋ยวนะครับ แบบนี้มันไม่ใช่แล้ว...

     ผมรีบหันขวับไปมองคนพูดทันที รู้สึกตั้งตัวไม่ทันที่จู่ๆ ก็โดนโบ้ยแบบนี้ ระหว่างนั้นน้องอุ่นก็มาดึงขากางเกงพลางพูดเสียงอ้อนสุดฤทธิ์ "พี่ไอคะ ให้พี่ธีมมาส่งทุกวันได้ไหมคะ"

     "ทำไมน้องอุ่นถึงอยากให้พี่ธีมมาส่งทุกวันล่ะคะ"

     "พี่ธีมขับรถไม่เร็วเกินไป น้องอุ่นสนุกมากๆ เลยค่ะ ยิ่งตอนลมพัดมาโดนหน้าน้องอุ่นยิ่งชอบ"

     "แต่พี่ว่าอย่าดีกว่านะคะ แบบนั้นมันรบกวนพี่ธีม..."

     "ไม่รบกวนเลยครับ" คนด้านข้างรีบพูดแทรกขึ้นมาเหมือนกลัวผมเข้าใจผิด "ถ้าให้มาส่งพี่ไอ จะตอนไหนผมก็เต็มใจทั้งนั้น"

     "ไม่เป็นไรจริงๆ ครับธีม บอกแล้วไงว่าปกติพ่อกับแม่พี่..."

     "นะคะพี่ไอ นะค้าาา..." มือป้อมๆ ที่จับกางเกงผมอยู่ออกแรงดึงไปมา ใบหน้าเนียนใสหงิกงอตามธรรมเนียมเวลาอยากได้อะไรสักอย่าง ผมมองน้องสาวตัวเองพลางทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะปฏิเสธก็ทำไม่ลง จะให้ตอบตกลงก็รู้สึกแปลกๆ

     โอย...วันนี้มันวันอะไรของผมเนี่ย ทำไมถึงมีแต่เรื่องลำบากใจแบบนี้!

     "อ้าว! ไอ อุ่น กลับมากันแล้วเหรอ ทำไมไม่เข้าบ้านล่ะ" จู่ๆ คุณแม่ก็โผล่หน้าออกมาจากประตู ในมือถือตะหลิว ที่ตัวก็สวมผ้ากันเปื้อนอยู่ คงได้ยินเสียงพวกผมคุยกันเลยออกมาดูขณะที่ยังทำกับข้าวค้างไว้

     "คุณแม่!" น้องอุ่นยิ้มกว้าง รีบวิ่งไปกอดแม่โดยลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปสนิท ผมลอบถอนหายใจเบาๆ นึกขอบคุณแม่ที่มาได้ถูกจังหวะ

     "ว่าไงคะเด็กดี ไปโรงเรียนวันนี้สนุกไหม"

     "สนุกค่ะ วันนี้มีพี่สุดหล่อมาส่งอุ่นด้วย"

     "พี่สุดหล่อ?" คุณแม่ทวนคำพูดลูกตัวเองพลางเหลือบมามองทางผม ก่อนจะทำหน้างงเมื่อเห็นว่าผมไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว "แล้วนั่นใครน่ะไอ เพื่อนเราเหรอ"

     ผมเหลือบไปมองคนตัวสูงที่พอโดนทักก็รีบยกมือไหว้ "รุ่นน้องไอน่ะครับ พอดีว่าบังเอิญเจอกันเขาเลยอาสามาส่ง"

     "อ้าวเหรอ ขอบใจนะพ่อหนุ่ม ชื่ออะไรน่ะเรา"

     "ธีมครับ"

     "เข้ามากินน้ำกินท่าก่อนสิ อุตส่าห์มาส่งทั้งที" แม่พูดยิ้มๆ ขณะที่ยังกอดน้องอุ่นอยู่ น้องอุ่นเองก็หันมายิ้มให้ด้วย

     "เอ่อ...ไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจ"

     "เกรงใจอะไรกัน นี่แม่ก็ใกล้จะทำอาหารเสร็จแล้ว เข้ามาก่อนเร็ว เอารถเรามาจอดในโรงก่อนก็ได้"

     ธีมทำหน้าอึกอักเหมือนไม่กล้าเข้าบ้านแต่ก็ปฏิเสธแม่ผมไม่ลง จนผมพูดขึ้นมาธีมถึงหันมามองผม

     "เข้ามากินน้ำให้หายเหนื่อยก่อนเถอะครับธีม คิดซะว่าแทนคำขอบคุณที่มาส่งพี่กับอุ่น"

     ธีมจ้องผมไม่วางตา ในแววตามีความประหม่าแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ระหว่างนั้นแม่ก็พาน้องอุ่นเข้าบ้านโดยบอกว่าจะไปดูอาหารต่อ ตอนนี้เลยเหลือแค่ผมกับร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าบ้าน

     ผมกำลังจะเดินเข้าบ้านตามแม่ไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อข้อมือถูกจับโดยอีกคน พอหันไปมองก็พบกับใบหน้าแดงๆ ธีมหันเหไปทางอื่นก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ

     "ผม...เข้าบ้านพี่ได้จริงๆ เหรอ"

     "ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ พี่ก็ชวนอยู่นี่ไง" ผมพูดอย่างงงๆ แต่พอเข้าใจแล้วก็ยิ้มออกมา "ที่ถามเพราะเขินเหรอครับ"

     "ผะ...ผมไม่ได้เขิน"

     "ไม่ได้เขินแล้วทำไมหน้าแดงล่ะครับ"

     คราวนี้ร่างสูงหันมามองแทบจะทันที ใบหน้าแดงกว่าเก่าจนผมอดขำไม่ได้ ทีเมื่อกี้ยังพูดว่าจะมาส่งผมทุกวันหน้าตาเฉยอยู่เลย พอมาตอนนี้กลับเสียอาการอย่างเห็นได้ชัดซะงั้น

     "พี่อย่าขำผมดิ"

     "โทษทีครับ มันอดไม่ได้จริงๆ" ผมพูดกลั้วหัวเราะ อีกฝ่ายเลยยกมือมาปิดปากตัวเองแก้เขิน ผมขำอยู่สักพักก่อนจะหยุดเพราะเห็นอีกคนหน้าแดงใหญ่แล้ว "โอเคครับๆ พี่ไม่ขำแล้วก็ได้"

     ใบหน้าคมคายงอง้ำนิดๆ มือที่จับข้อมือผมไว้ยังไม่ปล่อย ผมเลยเปลี่ยนไปจับมือนั้นไว้หลวมๆ ยิ้มกว้างให้คนที่ยังไม่หายเขิน

     "ป่ะ เข้าบ้านกันเถอะครับ"

















     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ

หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 09 - . . . . . . . [05/Dec/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 05-12-2020 16:44:45
 :pig4: :pig4: :pig4:

หูยยยย  พี่ไอมีชวนผู้ชายเข้าบ้านดัวะ  อิอิ
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 09 - . . . . . . . [05/Dec/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 05-12-2020 21:53:57
จร้า ไวนะเรานะ
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 09 - . . . . . . . [05/Dec/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 06-12-2020 23:12:24
 :laugh:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 09 - . . . . . . . [05/Dec/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: OoniceoO ที่ 07-12-2020 22:32:43
ทางนี้เขิลแทนแล้ว
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 09 - . . . . . . . [05/Dec/2020]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 08-12-2020 17:42:28
คนอ่านเขินจนแก้มจะแตกแล้ว :hao7:
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 10 - (1) . . . . . . . [01/May/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 01-05-2021 22:09:15
Episode 10





     หลังจากผมกลับมาถึงบ้านได้ไม่นานพ่อก็กลับมาจากที่ทำงาน พอได้เห็นหน้าลูกชายที่ไม่ได้เจอกันนานพ่อถึงกับดีใจรีบพุ่งเข้ามากอดทันที พ่อผมน่ะถึงลุคภายนอกจะดูน่าเกรงขามแต่ที่จริงแล้วติดลูกสุดๆ เลยล่ะ ทำเอาผมต้องคอยห้ามปรามเพราะมีธีมอยู่ด้วย

     แม่ผมทำกับข้าวอยู่ในครัว น้องอุ่นไปเป็นลูกมือให้แม่ ส่วนพ่อผมก็กำลังนั่งคุยกับผมและธีมในห้องนั่งเล่น จนถึงตอนนี้ธีมก็ยังดูเกร็งๆ แต่ไม่เท่าตอนที่เจอแม่ผม คงเพราะพ่อชวนคุยอย่างเป็นกันเองเลยทำให้ธีมคลายความเกร็งลงไปได้เยอะ

     ตอนแรกผมตั้งใจจะให้ธีมนั่งพักสักสิบนาทีแล้วให้รีบกลับเพราะกลัวว่าฝนจะตกลงมาก่อน แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไรเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาก็ลอยเข้ามาในบ้าน ผมเดินไปดูหน้าบ้านก็พบว่าสายฝนที่เทลงมาจากฟ้าตกหนักไม่ใช่น้อย แบบนี้กว่าจะหยุดตกคงต้องใช้เวลาสักพัก

     ผมคิดไม่ตกว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ดี จู่ๆ ก็รู้สึกผิดที่คะยั้นคะยอให้ธีมเข้ามาในบ้านก่อนทั้งๆ ที่ควรให้เขากลับเลย แต่ในขณะที่ผมเดินกลับมาปรึกษาพ่อ แม่ผมที่ผ่านมาได้ยินพอดีก็พูดอะไรบางอย่างที่เหนือความคาดหมายของผมขึ้นมา

     "ก็ให้น้องเขาอยู่บ้านเราจนกว่าฝนจะหยุดตกไง นี่แม่ก็ทำกับข้าวเสร็จแล้วด้วย ถ้ายังไงธีมจะมากินด้วยกันก็ได้นะ"

     "พี่ธีมมากินข้าวด้วยกันนะคะ กับข้าวที่แม่อุ่นทำน่ะอร่อยที่สุดในโลกเลย" น้องอุ่นที่ช่วยแม่ยกกับข้าวมาตั้งบนโต๊ะเดินมากอดแขนธีมพลางออดอ้อน ร่างสูงทำหน้าเหลอหลา แต่อย่าว่าแต่ธีมเลย ผมเองก็ไม่นึกว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้

     "เรารีบกลับหรือเปล่าล่ะ" พ่อผมถามธีม

     "เอ่อ...เปล่าครับ ไม่ได้มีธุระอะไร"

     "งั้นอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนเถอะ นานๆ ทีเจ้าไอจะพารุ่นน้องมาบ้าน เห็นปกติพามาแต่เพื่อน"

     "จะดีเหรอครับ..."

     "ทำไมจะไม่ดีล่ะ ฝนก็ยังไม่หยุดตกด้วย อยู่ที่นี่ก่อนเถอะ ไม่รบกวนอะไรหรอกไม่ต้องคิดมาก"

     คนตัวสูงทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่ก็โดนน้องอุ่นจูงมือไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวจนได้ ส่วนผมก็ได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ เพราะนึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้

     ที่จริงผมก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ถ้าให้ธีมกลับตอนนี้มีหวังได้โดนฝนจนเป็นหวัดแน่ แต่พอคิดว่าเขากำลังจะมากินข้าวกับครอบครัวผม ผมก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้...

     หรือจะเป็นเพราะธีมคือผู้ชายที่กำลัง 'ชอบ' ผมกันนะ

     เอาเถอะ แค่กินข้าวด้วยกัน ไม่ใช่ว่านี่จะเป็นครั้งแรกซะหน่อย

     "ธีมมารู้จักไอได้ยังไงเหรอ" แม่ผมเอ่ยถามพลางตักแกงจืดมาให้ร่างสูงที่นั่งข้างผม

     "ธีมเป็นรุ่นน้องของดลน่ะครับ ไอเลยมีโอกาสได้รู้จักธีมด้วย"

     "งั้นก็แปลว่าเรียนคณะเดียวกันกับเราน่ะสิ"

     "เปล่าครับ เขาเรียนวิทย์กีฬา"

     "มิน่าล่ะหน่วยก้านดีไม่ใช่น้อย ชอบเล่นกีฬาอะไรล่ะเรา" พ่อผมถามปนชม เล่นเอาคนถูกชมยิ้มแบบเขินๆ

     "หลายอย่างครับ แต่ที่ชอบสุดคือบาสเกตบอล"

     "เหรอ ตอนสมัยหนุ่มๆ พ่อก็ชอบเล่นบาสเหมือนกันนะ ไม่อยากจะคุยว่าเคยได้ไปแข่งระดับจังหวัดด้วย"

     "ขี้โม้เกินไปแล้วคุณ เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ฝีมือตกแล้วมั้ง"

     "นี่คุณดูถูกผมเหรอ"

     "ฉันพูดความจริงต่างหาก คุณอายุเยอะแล้วจะไปสู้วัยรุ่นได้ยังไง"

     "ผมก็อายุเท่าๆ คุณนั่นแหละ"

     "เอ๊ะ นี่คุณว่าฉันแก่เหรอ"

     ผมส่ายหน้ายิ้มๆ กับการต่อล้อต่อเถียงของเจ้าบ้านทั้งสองคน เถียงกันเองไม่พอยังหันไปชวนน้องอุ่นเข้าข้างตัวเองอีกด้วย ผมหันไปตักไก่ทอดให้คนตัวสูงที่ไม่ค่อยแตะกับข้าวเลย ไม่รู้ว่าเพราะไม่หิวหรือเพราะเกร็งกันแน่ "กับข้าวไม่อร่อยเหรอครับ"

     "เปล่าครับ ผมแค่...รู้สึกแปลกๆ"

     "อึดอัดเหรอ"

     "ก็...นิดหน่อยครับ"

     "ขอโทษนะครับ ถ้าพี่ไม่บอกให้อยู่ต่อป่านนี้ธีมคงได้กลับบ้านแล้ว"

     ธีมหันมามองผม แววตาเขาดูลุกลี้ลุกลนเหมือนกลัวผมเข้าใจผิด "เปล่านะ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น คือผม...ไม่นึกว่าจะมีโอกาสมานั่งกินข้าวกับพ่อแม่พี่ไอน่ะครับ"

     "..."

     "จู่ๆ ก็ได้กินข้าวกับครอบครัวคนที่ชอบ ผมเลยไม่รู้จะทำตัวยังไงให้ดูดี"

     คำสารภาพที่ตรงไปตรงมาทำให้ผมลืมคำพูดในหัวไปหมด ธีมพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ แต่สายตากลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้ผมแก้มร้อนขึ้นมาได้

     "...ไม่เห็นต้องดูดีเลย ธีมก็แค่เป็นตัวของตัวเองสิครับ"

     "ต่อหน้าพ่อแม่ของคนที่ชอบ ไม่มีใครอยากดูแย่หรอกนะครับพี่ไอ"

     จะย้ำคำว่าชอบทำไมตั้งหลายครั้ง ธีมไม่รู้เหรอว่ามันทำให้ผมเขินมากแค่ไหนน่ะ...

     และก่อนที่เราสองคนจะได้พูดอะไรกันต่อแม่ผมก็เอ่ยถามขึ้นมา ผมเลยละสายตาจากใบหน้าคมคายหันไปมองแม่

     "จริงสิ เห็นน้องอุ่นบอกว่าอยากให้ธีมไปรับที่โรงเรียนทุกวัน จริงเหรอไอ"

     ผมยิ้มแหะๆ ให้แม่ ขณะเดียวกันก็พยายามสลัดคำพูดของคนตัวสูงออกไปจากหัว "ไอบอกน้องแล้วนะครับว่ามันรบกวนธีมเขา แต่น้องก็ยังอยากให้ธีมไปรับอยู่ดี"

     "ก็อุ่นชอบตอนนั่งรถพี่ธีมนี่คะ รถพี่ธีมนั่งสบายมากๆ เลย"

     "แล้วรถพ่อนั่งไม่สบายเหรอคะ"

     "สบายค่ะ แต่อุ่นอยากนั่งมอเตอร์ไซค์มากกว่า อุ่นชอบตอนลมพัดมาโดนหน้า มันเหมือนนั่งรถไฟเหาะอยู่เลย" คนพูดยิ้มแฉ่งเหมือนกำลังสนุกกับความคิดตัวเองอยู่ เล่นเอาผมกับพ่อแม่ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผมก็ไม่อยากขัดใจน้องสาวหรอกนะครับ แต่มันติดตรงที่ธีมไม่ใช่คนในครอบครัวผมนี่สิ จะให้ไปรับที่โรงเรียนทุกวันทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติกันมันก็ออกจะเกรงใจ...

     "ผมยินดีนะครับ" จู่ๆ ธีมก็พูดขึ้นมา เรียกสายตาของผมและคนอื่นๆ ให้หันไปมอง "ช่วงบ่ายผมไม่มีเรียน แถมโรงเรียนน้องอุ่นก็อยู่ไม่ไกลจากมหา'ลัยด้วย ให้ผมไปรับน้องอุ่นคุณพ่อกับคุณแม่จะได้มีเวลาว่างมากขึ้นไงครับ"

     พ่อกับแม่หันไปมองหน้ากัน สีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด ธีมที่เห็นแบบนั้นก็รีบพูดเสริมขึ้นมาอีก

     "ผมไว้ใจได้แน่นอนครับ สัญญาว่าจะดูแลน้องอุ่นอย่างดีเลย หรือจะให้พี่ไอไปด้วยก็ได้คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่กังวล..."

     "เปล่าจ้ะๆ แม่เห็นหน้าเราก็รู้แล้วว่าไว้ใจได้ แต่ที่แม่ห่วงคือเราเป็นรุ่นน้องของเจ้าไอแต่จะมาทำอะไรแบบนี้ แม่ว่ามัน..."

     "นะคะคุณแม่ นะค้าาา..." เอาอีกแล้วครับ พอเห็นว่ามีคนกำลังจะค้านน้องอุ่นก็เริ่มออดอ้อนทันที มือป้อมๆ เอื้อมไปกอดแขนคนเป็นแม่พลางเขย่าไปมาเบาๆ เล่นเอาแม่ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนตอนผมอยู่หน้าบ้านเป๊ะๆ

     บทน้องอุ่นจะขออะไรสักอย่างบ้านผมไม่มีใครขัดได้หรอกครับ น้องอุ่นไม่ร้องไห้โวยวายเหมือนเด็กคนอื่นก็จริง แต่แกมักจะชอบอ้อนให้ทุกคนใจอ่อน ซึ่งมันเป็นวิธีที่ได้ผลไปซะทุกครั้ง

     ...และครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะได้ผลเหมือนกัน

     "จะไม่รบกวนเราจริงๆ เหรอ" พ่อผมเอ่ยถามคนตัวสูง ซึ่งพอถูกถามแบบนั้นคนโดนถามก็ยิ้มกว้างรับ

     "ไม่เลยครับ ผมเต็มใจ"

     "งั้น...พ่อขอฝากหน่อยนะ คิดซะว่าตามใจเด็กมันหน่อยแล้วกัน"

     "เย้! คุณพ่อคุณแม่ใจดีที่สุดเลย"

     "ขอบคุณพี่เขาก่อนเร็วลูก"

     น้องอุ่นพนมมือไว้แนบอก ยิ้มกว้างอย่างดีใจจนตาเป็นสระอิ "ขอบคุณนะคะพี่ธีม ขอบคุณนะคะพี่ไอ"

     "ถ้าวันไหนไม่สะดวกก็บอกนะ เดี๋ยวพ่อไปรับเอง ส่วนเรื่องค่าน้ำมันไว้พ่อจะฝากเจ้าไอไป..."

     "ไม่เป็นไรครับ ผมอาสาไปรับน้องอุ่นเอง คุณพ่อไม่ต้องจ่ายอะไรให้หรอก"

     พ่อกับแม่ชะงักไปทันทีที่ธีมบอกปัด ส่วนน้องอุ่นที่ได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ พลางยิ้มกริ่ม คราวนี้พ่อขมวดคิ้วเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่สักพักก็คลายออก

     "แน่ใจนะว่าจะไม่เอาค่าน้ำมัน"

     "ครับ"

     "โอเค งั้นพ่อกับแม่ฝากน้องอุ่นด้วยล่ะ"

     ธีมยิ้มรับคำพูดของพ่อ หลังจากนั้นแม่ก็ยกเรื่องอื่นมาชวนคุยไม่หยุด จนกระทั่งสบจังหวะผมจึงยื่นหน้าไปใกล้พลางกระซิบเสียงเบา

     "ขอบคุณนะครับธีม"

     คนตัวสูงหันมามอง มุมปากยกยิ้มเหมือนมีเลศนัย "ผมสิต้องขอบคุณ"

     "หืม?"

     "ขอบคุณนะครับ...ที่ให้โอกาสผมได้เข้าหาพี่มากขึ้น"

     ธีมพูดจบก็หันไปตอบคำถามของแม่ ทิ้งให้ผมสตันอยู่อย่างนั้นคนเดียว ผมหันมากินข้าวต่อ แต่ในหัวกลับเอาแต่คิดถึงคำพูดเมื่อครู่

     ...ถ้าไอ้ดลกับไอ้ตาลรู้เรื่องนี้เมื่อไหร่ รับรองว่าผมต้องโดนแซวไปอีกนานแน่นอน



















     "ฝนยังไม่หยุดตกเลยแฮะ" ผมเปรยกับร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างกัน สายตามองไปข้างนอกบ้านที่นอกจากฝนจะยังไม่หยุดแล้วยังตกหนักอีกด้วย หลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้วผมชวนธีมมานั่งดูทีวีในห้องนั่งเล่นนี่ก็ผ่านมาตั้งชั่วโมงนึงแล้ว แต่ก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ สงสัยวันนี้คงจะมีพายุเข้า "ป่านนี้พวกต้าจะเป็นยังไงบ้างนะ"

     "ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พวกมันคงไม่โง่พอจะเล่นบอลกลางสายฝนหรอก ผมโล่งใจซะอีกที่ตัดสินใจมาส่งพี่กับน้องอุ่น นี่ถ้าผมให้พี่กลับเองไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นยังไง"

     "จริงสิ พี่ยังไม่ได้ขอบคุณเราเลย" ผมหันมามองอีกคนพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้ "ขอบคุณที่มาส่งพี่กับน้องอุ่นนะครับ"

     ธีมนิ่งงันไปทันทีที่ผมพูดจบ สักพักก็ยกมือมาปิดปาก หันไปมองทางอื่นทำให้ผมเห็นแก้มที่ขึ้นสีแดงนิดๆ "...อย่ายิ้มบ่อยได้ไหม"

     "ฮะ? อะไรนะครับพี่ไม่ได้ยิน"

     "เปล่า ผมบอกว่าไม่เป็นไร"

     "ไอ" พ่อเดินเข้ามาหาผมกับธีมที่อยู่ในห้องนั่งเล่น พอผมหันไปมองก็พบกับสีหน้านิ่งขรึมของพ่อ "เมื่อกี้พ่อไปคุยกับแม่แล้ว ดูท่าวันนี้ฝนน่าจะตกทั้งวัน พ่อกับแม่เลยคิดว่าคืนนี้จะให้ธีมค้างบ้านเรา ฝนตกหนักขนาดนี้พ่อไม่อยากให้น้องขี่มอ'ไซค์กลับ มันอันตรายเกินไป"

     !!!

     ผมกับธีมต่างทำหน้าตกใจพร้อมกัน พ่อที่มองปฏิกิริยาของพวกผมอยู่จึงเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงแปลกใจ ผมกะพริบตาปริบๆ พยายามเก็บอาการไม่ให้พ่อรู้ว่าผมเป็นอะไร

     "แล้ว...พ่อจะให้ธีมนอนที่ไหนอ่ะครับ บ้านเราไม่มีห้องว่างเลยนะ"

     "ก็ห้องเราไง"

     ฮะ!?!?

     "เตียงเราออกจะกว้าง แถมตัวเราก็เล็กซะขนาดนี้ ให้น้องเขามานอนด้วยคืนเดียวคงไม่อึดอัดหรอก" พ่อพูดจบก็หันไปถามคนตัวสูงต่อ ไม่รอให้ผมได้โต้แย้งอะไรเลย "ที่บ้านว่าอะไรไหมถ้าเราจะค้างที่นี่หนึ่งวัน"

     "...ไม่ว่าครับ ปกติผมอยู่หอคนเดียว"

     "โอเค งั้นเอาตามนี้ ไอพาน้องขึ้นห้องไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวพ่อจะไปหาเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวมาให้"

     "เอ่อ...พ่อครับ" ธีมเอ่ยแทรกขึ้นมา เหลือบมามองผมพลางทำหน้ากังวล "ให้ผมกลับเถอะครับ ผมกลับได้ ผมไม่อยากรบกวนพี่ไอ..."

     "รบกงรบกวนอะไรกัน เจ้าไอมันไม่ว่าอะไรหรอก ใช่ไหม" ประโยคสุดท้ายพ่อหันมาถามผม แต่อย่าเรียกว่าถามเลย สายตาพ่อบ่งบอกว่ากำลังบังคับให้ผมตอบตกลงอยู่ชัดๆ

     "...ไม่รบกวนหรอกครับ พี่เองก็ไม่อยากให้เราฝ่าฝนกลับไปเหมือนกัน"

     ธีมไม่พูดอะไรต่อ เอาแต่มองผมอย่างเดียว พอเห็นว่าไม่มีใครค้านอะไรแล้วพ่อก็ให้ผมพาธีมขึ้นไปบนห้อง ส่วนตัวเองก็แยกไปหาชุดมาให้ธีมเปลี่ยน

     ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย โอ๊ยยย แล้วต่อจากนี้ผมควรทำยังไงดี จะให้ธีมกลับบ้านก็ทำไม่ลง ผมคงไม่ใจร้ายถึงขนาดให้ธีมกลับไปทั้งที่ฝนตกขนาดนี้หรอก แต่จะให้ธีมมานอนห้องเดียวกับผม ห้องที่แม้แต่ไอดลกับไอ้ตาลยังไม่เคยได้เข้าไปเพราะผมหวงพื้นที่ส่วนตัว แถมคนที่มานอนยังเป็นคนที่ออกตัวชัดเจนว่ากำลังชอบผมอีก...

     แค่คิดเฉยๆ หัวใจก็เต้นแรงจนแทบจะระเบิดอยู่แล้วครับ



















     - มีต่อ -


หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 10 - (2) . . . . . . . [01/May/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 01-05-2021 22:10:00
     "พี่ไอครับ มีผ้าปูที่นอนหรือเปล่า" จู่ๆ ธีมก็ถามขึ้นมาในตอนที่พวกเราอยู่ในห้องนอนผมแล้ว ผมสะดุ้งนิดหน่อยเพราะในหัวกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ พอตั้งสติได้แล้วก็ถามกลับไปขณะที่หยิบหมอนกับผ้าห่มออกมาจากตู้

     "จะเอาไปทำอะไรครับ"

     ธีมมองผมนิ่ง ก่อนจะตอบกลับมาเสียงเรียบ "เดี๋ยวผมนอนข้างล่างเอง พี่นอนบนเตียงไปเถอะ"

     ประโยคของคนตัวสูงทำให้ผมหยุดการกระทำทุกอย่างแล้วหันไปมอง ธีมหลบตาผมเสมองไปทางอื่น คำพูดของเขาทำให้ผมพูดอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

     "...รังเกียจพี่เหรอครับ"

     คราวนี้ร่างสูงหันมาแทบจะทันที ละล่ำละลักแก้ตัวจนลิ้นแทบพัน "ผมไม่ได้รังเกียจ ใครจะไปรังเกียจคนที่ตัวเองชอบล่ะ ผมก็แค่...ไม่อยากให้พี่รู้สึกอึดอัด"

     "พี่ไม่ได้อึดอัดอะไรเลยนะครับ"

     "อย่าโกหกสิครับ"

     "เปล่านะ พี่ไม่ได้..."

     "ผมชอบพี่มาตั้งนาน ทำไมจะไม่รู้ว่าพี่กำลังโกหก" ธีมย่างสามขุมเข้ามาหา แย่งหมอนกับผ้าห่มในมือผมไปถือไว้ "พี่ไม่ได้คิดอะไรกับผม มีแต่ผมคนเดียวที่คิด เพราะงั้นถ้าพี่จะอึดอัดมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่พี่ยอมให้ผมมานอนด้วยก็เพราะพ่อขอร้อง ผมรู้นะครับ"

     "..."

     "ขอผ้าปูที่นอนหน่อยครับ เดี๋ยวตอนตื่นผมพับเก็บให้ แล้วหลังจากนั้นผมจะรีบกลับทันที พี่ไอสบายใจได้ไม่ต้องห่วง"

     ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายท่ามกลางเสียงสายฝนนอกหน้าต่าง สายตาของเราสอดประสานกัน และตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตว่าตาของธีมสวยเหมือนผู้หญิงเลย

     ...ให้ตายสิ นี่ผมแสดงอาการชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอ อุตส่าห์ตั้งใจจะให้มันผ่านไปเงียบๆ แล้วเชียว ถ้ามาถึงขั้นนี้แล้วก็คงมีแต่ต้องพูดสินะ

     "ก็ได้ครับ ยอมรับก็ได้ว่าพี่อึดอัด"

     คนตรงหน้าผงะไปเล็กน้อย แต่ก็ยังทำหน้านิ่งรอให้ผมพูดต่อ

     "พี่เพิ่งรู้จักธีมได้ไม่นาน จู่ๆ ต้องมานอนด้วยกันมันก็เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกแบบนั้น แต่เรื่องนี้พี่ก็มีส่วนผิดเหมือนกัน ถ้าพี่ไม่รั้งเราไว้ป่านนี้เราคงได้กลับบ้านไปแล้ว เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องคิดมากหรอกนะครับ"

     "แต่พี่ก็รู้ว่าผมคิดยังไงกับพี่ แล้วทำไมถึงยังให้ผมมานอนด้วยล่ะ"

     "เพราะเป็นธีม พี่ถึงกล้าที่จะไว้ใจไงครับ"

     "..."

     "ตอนนี้ฝนตกหนัก ถ้าพี่ให้เราขี่รถกลับบ้าน ดีไม่ดีนอกจากเป็นหวัดแล้วอาจเกิดอุบัติเหตุด้วย แล้วอีกอย่าง..."

     "..."

     "ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่พี่มีความรู้สึกว่าธีมจะไม่ทำอะไรพี่แน่นอน เพราะแบบนี้พี่ถึงกล้าไว้ใจ เหมือนที่พ่อแม่ไว้ใจให้ธีมไปรับน้องอุ่นไงครับ"

     ตลอดเวลาที่ผมพูดธีมเอาแต่เงียบไม่พูดอะไร ผมไม่รู้ว่าธีมเป็นอะไร แต่ผมนี่สิกำลังจะระเบิดตายแล้ว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันนึงจะต้องมาพูดอะไรแบบนี้ ตอนนี้หน้าผมเลยเห่อร้อนไปหมด ถ้าให้อธิบายความรู้สึกในอกผมคงอธิบายไม่ถูก แต่รู้แค่ว่ามันเขินมากๆ

     "ส่วนเรื่องผ้าปูที่นอน ห้องพี่ไม่มีของแบบนั้นเลย..." ผมหลุบตาลงต่ำ พอนึกถึงสิ่งที่กำลังจะพูดก็ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายขึ้นมา "คืนนี้ธีมคงต้องนอนบนเตียงกับพี่...ธีมโอเคหรือเปล่าครับ"

     ผมเม้มปากแน่นหลังจากถามออกไป ใบหน้าร้อนกว่าเดิมจนผมรู้สึกได้ คนถูกถามสตันไปชั่วครู่ แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงจางๆ ไม่ต่างกัน

     "...ผมต่างหากที่ต้องถามพี่"

     "พี่โอเคครับ"

     "ถ้าพี่โอเค...ผมก็โอเคครับ"

     "งั้น...ธีมไปอาบน้ำก่อนเถอะครับ พ่อเอาชุดมาให้แล้ว น่าจะใส่ได้พอดีนะ"

     ผมพยักพเยิดหน้าไปบนเตียงที่มีเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงขาสั้นวางอยู่ ธีมคืนหมอนกับผ้าห่มให้ผมก่อนจะหยิบชุดแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ท่าทางประหม่าของอีกคนที่เห็นได้ชัดพาให้ผมประหม่าไปด้วย พอร่างสูงหายเข้าไปในห้องน้ำแล้วผมก็ทรุดตัวนั่งลงปลายเตียง ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

     "พี่ไอ"

     ผมหันไปทางห้องน้ำที่มีคนตัวสูงกำลังโผล่หน้ามา ธีมทำท่าลังเลสักพัก แต่ก็พูดออกมาในที่สุด

     "ขอบคุณที่ไว้ใจผมนะครับ"

     ว่าจบก็ปิดประตูห้องน้ำใส่ ทิ้งให้ผมนั่งหน้าแดงอยู่คนเดียว...

     ลืมที่ผมบอกว่าโอเคไปซะเถอะครับ ความจริงแล้วผมไม่โอเคสุดๆ เลย ผมเป็นเกย์ และธีมก็เป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากๆ ถึงผมจะยังไม่รู้สึกอะไรกับธีมในทำนองนั้น แต่การที่เราต้องมานอนด้วยกัน...

     มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งมันจะเกิดขึ้นกับผม เลยอดไม่ได้ที่จะประหม่าขนาดนี้

     Rrrr~

     ผมสะดุ้งอีกครั้งเมื่อโทรศัพท์บนหัวเตียงส่งเสียงดัง พอหยิบมาดูก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าไอ้ตาลไม่ได้โทรมาเหมือนทุกทีแต่กลับวิดีโอคอลมา อารมณ์ไหนของมันล่ะเนี่ย

     โอเค นาทีนี้ผมต้องเลิกเขิน ต้องรีบปรับอารมณ์แล้วรับสายเพื่อนซะ

     "ว่าไง"

     [รับสายมาก็หน้าแดงเลยนะยะ เป็นไร โดนน้องธีมหอมแก้มมาเหรอ]

     ผมรีบยกมือมาจับแก้มตัวเอง ในหัวก็พยายามคิดคำแก้ตัว

     "ไม่ใช่โว้ย! คือ...ห้องกูอากาศร้อนน่ะ แก้มเลยแดงแถมเหงื่อก็ออกด้วย" ผมกระพือปกเสื้อประกอบคำพูด ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อมันทำท่าทางไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ "แล้วนี่มึงยังอยู่กับไอ้ดลอีกเหรอ"

     [ก็ใช่น่ะสิ ตอนนี้พี่เจพาพวกกูมากินข้าว แต่อีกเดี๋ยวก็จะแยกกันแล้ว] ว่าจบมันก็แพลนกล้องไปหาอีกสองหนุ่มที่เหลือ ผมยิ้มให้พี่เจเป็นเชิงทักทาย พูดคุยกันนิดหน่อยก่อนที่ไอ้ตาลจะแพลนกล้องกลับมาหาตัวเอง ไอ้ดลก็ยื่นหน้ามาด้วย

     "แล้วมึงวิดีโอคอลมาหากูทำไม จะอวดว่าได้กินของอร่อยล่ะสิ"

     [เปล่า กูจะโทรมาถามเรื่องน้องธีมต่างหาก]

     ผมยืดหลังตรงโดยอัตโนมัติ รู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ อย่างคนมีชนักติดหลัง "ระ...เรื่องอะไรวะ?"

     [อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง น้องต้าเล่าให้กูฟังหมดแล้วว่าวันนี้น้องธีมไปส่งมึงที่บ้าน] สีหน้ายิ้มๆ ของคนในกล้องบ่งบอกว่าโทรมาเพื่อกะจะแซวผมเต็มที่ ผมลอบถอนหายใจเล็กน้อย โล่งอกที่มันไม่ได้หมายถึงเรื่องที่ธีมมาค้างบ้านผม

     "แล้วยังไง"

     [แล้วยังไง? นี่มึงไม่คิดจะอธิบายหน่อยเหรอว่าเรื่องมันเป็นมายังไง]

     "กูก็แค่บังเอิญไปเจอธีมที่มอ แล้วเขาก็อาสามาส่งเพราะตอนนั้นฝนใกล้ตกแล้ว"

     [แค่เนี้ย?]

     "เออ มึงจะให้มันแค่ไหนล่ะ"

     [กูก็บอกแล้วว่าไอมันไม่ทำอะไรแบบนั้น แต่มึงก็เอาแต่เถียง เป็นไงล่ะ ไม่เชื่อดีนัก] ดลผลักหัวเพื่อนตัวเองเบาๆ แย่งโทรศัพท์มาถือไว้เอง

     "กูทำอะไรวะ"

     [ตาลมันคิดว่ามึงชวนไอ้ธีมไปเที่ยวบ้านมึง]

     สาบานว่าถ้าผมดื่มน้ำอยู่ต้องสำลักน้ำจนหน้าแดงแน่นอน โอ้โหเพื่อนผม มันใช้อะไรคิดเนี่ยถึงคิดว่าผมจะทำอะไรแบบนั้น

     [แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงกูจะดีใจมากเลยนะมึง เพื่อนไอของกูจะได้มีด้านแซ่บๆ กับเขาบ้าง]

     "ให้กูเอาพริกไปยัดปากให้ไหม จะได้แซ่บสมใจ"

     [มึงมีปัญญามาหากูก็มาสิคะ ดีเลยจะได้มาช่วยหารค่าข้าวด้วย]

     "ใช่เรื่อง? กูไม่ได้ไปกินกับพวกมึงซะหน่อย มึงอยู่กับแฟนทำไมไม่ให้แฟน..."

     "พี่ไอ ผมลืมเอาผ้าเช็ดตัวเข้ามาด้วย ช่วยหยิบให้หน่อยได้ไหมครับ"

     !!!

     ผมตกใจรีบหันขวับไปมองทันที ธีมที่เปลือยท่อนบนอยู่กำลังชะโงกหน้าออกมาจากห้องน้ำ และก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าถือโทรศัพท์ค้างไว้เสียงของคนในกล้องก็ดังขึ้นมาซะก่อน

     [อะ...ไอ้ดล มึงเห็นเหมือนที่กูเห็นไหม]

     [เฮ้ย! นั่นไอ้ธีมนี่หว่า ทำไมมันไปอยู่ที่นั่นได้]

     ซวยแล้วไง!!

     ผมกุลีกุจอหันโทรศัพท์มาแนบท้องตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าจะสายไปซะแล้ว

     [ไอ้ไอ มึงอยู่กับน้องธีมใช่ไหม แล้วทำไมน้องเขาถอดเสื้อวะ นี่มึงกับน้องทำอะไรกันอยู่]

     [เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่วะ มึงพูดมาเดี๋ยวนี้เลยนะไอ ฮัลโหลไอ้ไอ ฮัลโหล มึงได้ยิน...]

     ผมไม่รอให้พวกมันพูดจบ รีบชิงตัดสายแถมยังปิดเครื่องหนีด้วย ธีมมองมาอย่างงงๆ พอนึกขึ้นได้ผมเลยหยิบผ้าเช็ดตัวเดินไปให้คนที่อยู่ในห้องน้ำ

     "พวกพี่ดลโทรมาเหรอครับ"

     "ชะ...ใช่ครับ แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ไม่ต้องใส่ใจหรอก"

     ธีมพยักหน้ารับก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง ผมหันหลังพิงประตูห้องน้ำ มองไปยังโทรศัพท์ที่อยู่บนเตียงพลางทำหน้ากังวล

     แบบนี้ถ้าเจอหน้าพวกนั้นมีหวังโดนคำถามเป็นชุดแน่ โอ๊ยยยย ไอ้พวกเพื่อนบ้า โทรมาไม่ดูจังหวะเลย!




















     หลังจากที่ธีมกับผมอาบน้ำเสร็จแล้วเราสองคนก็มานอนข้างกันบนเตียง ผมลืมตามองเพดานท่ามกลางความมืด ไม่บอกก็คงรู้นะครับว่าตอนนี้ผมเกร็งมากแค่ไหน

     โอย...ข่มตาให้นอนหลับยากชะมัด ขนาดเวลาล่วงเลยมาถึงห้าทุ่มแล้วนะแต่ผมยังหลับไม่ลงเลย

     ผมค่อยๆ เหลือบไปมองคนข้างตัว ธีมเองก็กำลังนอนหงายหน้ามองเพดานเหมือนกัน ตรงกลางระหว่างเรามีหมอนข้างกั้นอยู่ ถึงจะบอกว่าไว้ใจแต่ยังไงธีมก็เป็นคนที่กำลังชอบผมอยู่ จะให้นอนแนบชิดกันมันก็กระไรอยู่

     ไม่ได้กลัวเขาจะทำอะไรนะครับ เพียงแต่ผม...เขิน

     "พี่ไอ"

     จู่ๆ คนที่ผมคิดว่าหลับไปแล้วก็เรียกชื่อขึ้นมา ผมสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะรีบหันหน้ากลับมา "วะ...ว่าไงครับ"

     ร่างสูงขำในลำคอ เอียงคอหันมามองผม "ไหนบอกว่าโอเคไงครับ ทำไมเสียงสั่นเชียว"

     "คือ...พี่หนาวน่ะครับ พอดีเปิดแอร์แรงไปหน่อย"

     ดูเหมือนคำแก้ตัวของผมจะฟังไม่ขึ้น เพราะพอผมพูดจบเสียงขำก็ดังขึ้นอีก ธีมไม่ว่าอะไร แต่ลุกขึ้นนั่งแล้วดึงผ้าห่มที่อยู่กลางลำตัวผมขึ้นมาถึงอก ก่อนจะล้มตัวลงนอนเหมือนเดิม

     "...ขอบคุณนะครับ แล้วธีมเรียกพี่ทำไมเหรอ"

     "ผมจะถามว่าพ่อพี่เป็นฝรั่งเหรอครับ"

     ผมทำหน้างงที่จู่ๆ ธีมก็ถามเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ก็ตอบกลับไปเสียงเบา "ใช่ครับ เราถามทำไมเหรอ"

     "ผมเห็นพ่อพี่หน้าเหมือนคนฝรั่งแต่พูดภาษาไทยชัดเลยสงสัยน่ะครับ"

     "พ่อพี่เป็นคนอังกฤษ แต่มาอยู่ไทยตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลยพูดภาษาไทยชัดครับ"

     "เหรอครับ..."

     แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็จบแค่นั้น รอบตัวตอนนี้มีแค่เสียงแอร์กับเสียงสายฝนข้างนอกหน้าต่าง ผมหลับตาลงอีกครั้ง พยายามข่มตาให้หลับแม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ผล แต่ไม่ทันไรเสียงนุ่มทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาอีกเหมือนรู้ว่าผมกำลังอึดอัดกับบรรยากาศตอนนี้

     "ขอถามอีกเรื่องได้ไหมครับ"

     "ได้สิครับ ธีมอยากถามเรื่องอะไรล่ะ"

     ใบหน้าคมคายหันมามองผม ถึงจะอยู่ในความมืดแต่ผมก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้ธีมกำลังทำสีหน้าจริงจัง "เรื่องของเราสองคน"

     ผมค่อยๆ หันไปมองคนพูด หัวใจเริ่มเต้นแรงเมื่อได้ยินแบบนั้น ธีมมองผมไม่วางตา ถ้าเป็นปกติผมคงหลบสายตาไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้ผมถึงทำแบบนั้นไม่ได้ ทำได้แค่ลอบกลืนน้ำลายเท่านั้น

     "ผมรู้ว่าพี่ยังไม่พร้อม แต่ผมก็อยากรู้ว่าพี่กำลังคิดมากเรื่องอะไร เผื่อผมจะช่วยอะไรได้บ้าง" คราวนี้ธีมหันทั้งตัวมาทางผม ก่อนจะเอาหมอนข้างตรงกลางออกไปเพื่อเผชิญหน้ากับผมตรงๆ "พี่ไอ...บอกผมได้ไหมว่าพี่คิดอะไรอยู่"

     แววตาที่อีกฝ่ายมองมาทำให้ผมไม่กล้าปฏิเสธ ธีมไม่ได้เร่งรัดอะไร แต่จ้องผมไม่กะพริบตาเหมือนกำลังรอคำตอบอยู่ ผมอึกอักอยู่สักพัก คิดไม่ตกว่าจะพูดอะไรดี...

     หรือมันจะถึงเวลาที่ผมต้องพูดแล้ว

     ผมเม้มปากแน่น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า เรียบเรียงคำพูดในหัวอยู่นานก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด "แน่ใจแล้วเหรอครับว่าจะเลือกพี่"

     "...หมายความว่ายังไงครับ" ธีมทำหน้างง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

     "ไม่รู้ว่าจะเรียกเพอร์เฟกต์ได้ไหม แต่ธีมในสายตาพี่น่ะทั้งหล่อ ดูดี แล้วก็เก่ง คนที่เพียบพร้อมไปทุกอย่างแบบเรายังมีตัวเลือกอื่นอีกเยอะแยะนะครับ...ตัวเลือกอื่นที่เหมาะสมมากกว่าพี่"

     "..."

     "พี่มันก็แค่คนธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ไม่มีอะไรเหมาะสมกับเราเลยสักนิด แถมเราสองคนยังเป็นผู้ชายเหมือนกันอีก พี่มั่นใจว่าธีมไม่ได้เป็นเกย์เหมือนพี่แน่นอน"

     "..."

     "พี่ไม่รู้ว่าธีมชอบพี่เพราะอะไร แต่พี่อยากให้เราลองคิดดูดีๆ คนอย่างธีมน่ะหาแฟนดีๆ ได้อีกเยอะแยะ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมายึดติดกับพี่เลย...จริงไหมครับ"

     ผมสบตากับธีมตลอดทุกคำพูดของตัวเอง ใบหน้าของธีมตอนนี้นิ่งสนิทเลยเดาความรู้สึกได้ยาก แต่ไม่ว่าเขาจะรู้สึกยังไงผมก็ได้พูดความในใจทั้งหมดออกไปแล้ว...นี่แหละครับสิ่งที่ผมเก็บไว้มาตลอด

     ก่อนหน้านี้ผมไม่กล้าพูดมันออกมา เพราะกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วผมกับธีมจะมองหน้ากันไม่ติด ถึงจะรู้จักกันได้ไม่นานแต่ผมก็ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเราถูกตัดขาดเพราะเรื่องนี้ อย่างน้อยได้เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันก็ยังดี

     ...แต่ในเมื่อตอนนี้มันเลี่ยงไม่ได้ผมจึงต้องพูดในที่สุด ซึ่งผมก็หวังว่าธีมจะเข้าใจและไม่ตีตัวออกห่าง ที่ผมทำแบบนี้เพราะผมหวังดีกับธีม ผมไม่อยากให้เขามาจมปลักกับคนธรรมดาอย่างผม เขายังมีคนอื่นที่คู่ควรมากกว่าผมรออยู่

     ผมนอนมองตากับธีมต่ออีกสักพัก แต่ธีมก็เอาแต่มองผมนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่คนเดียว พอคิดว่าเรื่องที่จะคุยคงจบแล้วผมเลยหันหลังมาอีกทาง ตั้งใจจะตัดบทสนทนาไว้เพียงแค่นี้ เพราะเท่าที่ผมพูดไปนั่นก็น่าจะชัดเจนพอแล้ว...

     !!!

     โดยที่ไม่ทันตั้งตัวจู่ๆ ธีมก็จับตัวผมพลิกกลับมาเผชิญหน้าอีกรอบ มิหนำซ้ำยังเขยิบเข้ามาใกล้จนช่องว่างระหว่างเราแทบไม่เหลือ พอตั้งสติได้และกำลังจะถอนหน้าออกคนตัวสูงก็เอื้อมมือมาประคองแก้มผมไว้ เหมือนกำลังบังคับไม่ให้ผมหันไปมองอย่างอื่น...นอกจากเขา

     "ธีมทำอะไรอ่ะครับ"

     "พี่นั่นแหละที่ทำอะไรอยู่"

     "ทำอะไรอยู่? ก็..."

     "จู่ๆ ก็มาผลักไสให้ผมไปชอบคนอื่น มันใช่เหรอครับพี่ไอ ถ้าพี่จะปฏิเสธเพราะไม่ชอบผม ผมไม่ว่า แต่มาปฏิเสธเพราะเหตุผลบ้าๆ พรรค์นี้ผมไม่ยอมหรอกนะ"

     ธีมพูดด้วยน้ำเสียงปกติก็จริง แต่ผมรับรู้ได้ว่าตอนนี้เขากำลังโกรธ ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโกรธด้วย ในเมื่อสิ่งที่ผมพูดไปมันสมเหตุสมผลทุกอย่าง

     "พี่ไม่ได้ผลักไส พี่แค่อยากให้ธีมเลิกยึดติดกับพี่แล้วหันไปมองคนอื่น..."

     "นั่นแหละครับที่เรียกว่าผลักไส"

     ผมกำลังจะแย้ง แต่พอเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจคำพูดทั้งหมดมันก็ถูกกลืนลงคอไปทันที ผมนิ่งเงียบเพราะพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ปล่อยให้อีกคนประคองหน้าผมไว้แบบนั้น

     "ผมดีใจนะที่ในสายตาพี่ผมดูดีขนาดนั้น แต่ผมก็ไม่ต่างอะไรจากพี่หรอก ผมเป็นแค่คนธรรมดา กินข้าวธรรมดา แต่งตัวธรรมดา ผมไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นอย่างที่พี่คิดเลย ถ้าจะให้พูดกันตามตรง พี่ไอ..."

     "..."

     "พี่นั่นแหละที่พิเศษกว่าคนอื่น"

     หัวใจผมเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าร้อนผ่าวไม่รู้เพราะมือหนาที่ประคองแก้มอยู่หรือเพราะคำพูดของอีกฝ่าย แววตาของธีมอ่อนลง พร้อมกับใบหน้าคมคายที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ มันใกล้ซะจนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจ

     "พี่ไม่ได้หน้าตาดีอะไรมากมาย พี่ไม่ได้โดดเด่นจนคนทั้งมอรู้จัก แต่ผมก็ชอบพี่ไอที่เป็นแบบนี้...ชอบความธรรมดาของพี่ที่เป็นความพิเศษของผมแค่คนเดียว"

     "ตะ...แต่เราสองคนไม่เหมาะสม..."

     "อย่าตัดสินเอาเองคนเดียวสิครับ ถามผมหรือยังว่าผมเห็นด้วยหรือเปล่า" คนพูดระบายยิ้มบางๆ มือที่ประคองแก้มผมอยู่เกลี่ยนิ้วไปมาเบาๆ "ผมจะพูดชัดๆ แค่รอบเดียว ฟังให้ดีนะครับพี่ไอ"

     "..."

     "พี่เหมาะสมกับผมที่สุดแล้ว ไม่เกี่ยวกับฐานะ ไม่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา แต่เพราะหัวใจของผมมันเลือกพี่ นั่นคือเหตุผลที่ไม่มีใครเหมาะสมกับผมได้เท่าพี่อีก เพราะงั้นแล้ว...อย่าผลักไสกันเลยนะครับ"

     ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลย ได้แต่หลบตาไปมองทางอื่นเพราะไม่กล้าสบตา ความรู้สึกมากมายมันผสมปนเปในอกไปหมด ผมรู้อยู่แล้วว่าธีมชอบผม แต่ผมไม่นึกว่าเขาจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ นี่ธีม...ชอบผมขนาดนี้เลยเหรอ

     ระหว่างที่ผมกำลังอึ้งอยู่นั้นมือหนาที่ลูบไล้แก้มก็เลื่อนลงมาจับคางไว้ ก่อนจะเชยคางผมให้เงยหน้าขึ้นมาสบตาอีกรอบ "ตอนแรกผมกะจะรอพี่พร้อม แต่ในเมื่อพี่คิดแบบนี้ผมคงรอต่อไปไม่ได้แล้ว"

     "..."

     "ตั้งแต่นี้ไปผมจะจีบพี่ จะทำให้พี่เข้าใจให้ได้ว่าคนที่เหมาะสมกับผมมีแค่พี่...และคนที่จะเหมาะสมกับพี่ต้องมีแค่ผมเท่านั้น"























     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 10 - . . . . . . . [01/May/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: cavalli ที่ 02-05-2021 02:17:01
 :mc4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 10 - . . . . . . . [01/May/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 02-05-2021 21:30:40
เย่ๆๆๆ ดีใจๆ มาต่อสักที  :hao7:

คิดถึงพี่ไอน้องธีมม๊ากกกกกกก :sad4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 10 - . . . . . . . [01/May/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: nabby ที่ 03-05-2021 15:39:37
มาต่อเร็วๆ น่าครับ นิยายน่ารักมาก
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 11 - (1) . . . . . . . [08/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 08-07-2021 22:50:44
Episode 11





     ตรงหน้าผมตอนนี้คือเพื่อนสนิททั้งสองที่รับบทตำรวจไต่สวนผู้ต้องหาชั่วคราว สีหน้าพวกมันดูจริงจังซะจนขนาดกลืนน้ำลายผมยังไม่กล้าทำเลย ไอ้ดลกอดอก ส่วนไอ้ตาลก็จ้องผมขมึงทึง ผมที่ทนสายตาพวกมันไม่ไหวเลยโพล่งออกไปในที่สุด

     "พวกมึงคิดจะจ้องกูอีกนานไหมเนี่ย"

     "กูจะจ้องจนกว่ามึงจะยอมปริปากสารภาพ"

     "สะ...สารภาพอะไรวะ"

     ไอ้ตาลทำหน้าเอือม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เอื้อมมือมาดึงแก้มจนหน้าผมขยับไปตามมือมัน "ก็เรื่องที่น้องธีมไปเปลือยท่อนบนในห้องนอนมึงไง บอกมานะว่าเรื่องมันเป็นยังไง ไม่งั้นวันนี้กูไม่ปล่อยมึงกลับบ้านจริงๆ ด้วย"

     "กะ...ก็ธีมเขากำลังอาบน้ำอยู่แล้วลืมผ้าเช็ดตัว กูเลยเอาผ้าไปให้..."

     "กูไม่ได้จะถามเรื่องนั้น ที่กูอยากรู้คือน้องเขาไปอยู่บ้านมึงได้ยังไงต่างหาก!"

     สาบานได้ว่าผมไม่เคยเห็นมันจริงจังกับอะไรเท่านี้มาก่อนในชีวิต นี่ถ้ามันเอาความจริงจังที่มาเค้นความจริงจากผมไปใช้กับการอ่านหนังสือผมกล้าฟันธงว่ามันต้องได้คะแนนสูงสุดในเซคฯ อย่างแน่นอน

     ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะหันไปขอความช่วยเหลือจากไอ้ดล รายนั้นก็ทำหน้าน่ากลัวไม่ต่างกับคนตรงหน้าผมในตอนนี้เลย ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผลักหน้าไอ้ตาลออกเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจเล่าความจริงเพราะถึงจะปิดพวกมันต่อไปก็คงไม่ได้ผล

     "ถ้ากูเล่าแล้วพวกมึงห้ามแซวกูนะ"

     "เออไม่แซวหรอก รีบเล่ามาเร็วๆ ต่อมเผือกกูกระตุกยิกๆ แล้ว"

     "คือ...เมื่อวันก่อนที่กูมาหาหนังสือให้มึงอ่ะ กูบังเอิญเจอธีมที่สนามบอล"

     "อ่าฮะ แล้วยังไง มึงก็เลยชวนน้องเขาไปเที่ยวบ้านมึงใช่ไหม"

     "ก็บอกว่าไม่ใช่ไง!" ตั้งแต่ตอนที่วิดีโอคอลแล้วนะ ตกลงมันอยากให้ผมชวนธีมไปเที่ยวบ้านให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย "ตอนที่กูเจอธีมฝนมันทำท่าจะตก ธีมเลยอาสาพากูไปรับน้องอุ่นแล้วไปส่งบ้าน แต่ตอนไปถึงบ้านกูฝนมันก็ตกลงมาซะก่อน รอเท่าไหร่ก็ไม่หยุด พ่อแม่กูเลยให้ธีมค้างบ้านกูเพื่อที่ธีมจะได้ไม่ต้องขับรถตากฝนกลับบ้าน"

     ไอ้ตาลเอียงคอมองเหมือนกำลังจับพิรุธ ส่วนไอ้ดลก็หรี่ตามองมาเหมือนไม่เชื่อคำพูดของผม นี่พวกมันสองคนเห็นผมเป็นคนขี้โกหกเหรอ ผมน้อยใจนะเนี่ย

     "จะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่กูเล่าไปหมดแล้ว เลิกจ้องแบบนั้นได้แล้ว กูขนลุก"

     "เปล่า พวกกูไม่ได้คิดว่ามึงโกหกหรอก"

     "กูแค่กำลังจินตนาการตอนที่มึงกับน้องธีม..." ไอ้ตาลเอาหน้ามาใกล้อีกรอบ ยิ้มกริ่มชวนสยองชะมัด "นอนเตียงเดียวกัน"

     !!!


     คำพูดของเพื่อนสาวคนเดียวในกลุ่มทำให้ผมเผลอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก่อนขึ้นมา ทันใดนั้นคำพูดของธีมก็ลอยเข้ามาในหัว มันเป็นประโยคที่ทำให้เมื่อคืนผมแทบนอนไม่หลับ แถมยังคอยรบกวนหัวใจผมมาจนถึงตอนนี้ด้วย

     'ตั้งแต่นี้ไปผมจะจีบพี่ จะทำให้พี่เข้าใจให้ได้ว่าคนที่เหมาะสมกับผมมีแค่พี่...และคนที่จะเหมาะสมกับพี่ต้องมีแค่ผมเท่านั้น'

     โอ๊ยยยย หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลยนะไอ หยุดๆๆๆ หยุดได้แล้ว!!

     "ฮั่นแน่ สีหน้ามึงมันฟ้องหมดแล้วไอ มึงกับน้องไม่ได้นอนเฉยๆ ใช่ไหม บอกมาเดี๋ยวนี้นะกูอยากรู้" ไอ้ตาลที่ช่างสังเกตกว่าปกติเขย่าไหล่จนตัวผมสั่นคลอนไปหมด สีหน้าของมันตอนนี้บอกได้คำเดียวว่ากู่ไม่กลับแล้ว คนรอบข้างเริ่มหันมามองเพราะเสียงที่แหลมเกินความจำเป็นของมัน ลำบากผมที่ต้องเอื้อมมือไปปิดปากอีก

     "มึงพูดเบาๆ ไม่เป็นเหรอวะ อยากให้กูดังไปมากกว่านี้หรือไง"

     "อ่ะ กูพูดเบาๆ ก็ได้ รีบบอกมาได้แล้วว่าคืนนั้นมึงกับน้องทำอะไรกัน"

     คำพูดมันโคตรจะล่อแหลมเลย ผมรับไม่ได้อย่างแรง

     "คือกู..."

     "อย่าบอกเชียวนะว่ามึงกับน้องต่างคนต่างนอน หน้าแดงๆ ของมึงน่ะสารภาพมาหมดแล้วว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น"

     ผมรีบยกมือมาจับแก้มตัวเองทันที ซวยละไง นี่ผมหน้าแดงอยู่เหรอ!

     "ไอ้ไอ อย่าบอกนะว่าคืนนั้นมึงกับไอ้ธีม..." ไอ้ดลเอ่ยถามขึ้นมา ไม่ต้องรอให้พูดจบผมก็รู้ว่ามันจะพูดอะไร

     "ไม่ใช่นะ! มันไม่ใช่อย่างที่มึงคิด!"

     "ถ้างั้นก็พูดมาว่าเมื่อคืนก่อนพวกมึงสองคนทำอะไรกัน รีบพูดมาก่อนที่กูจะเปลี่ยนใจไปถามไอ้ธีม" ไอ้ดลขู่พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมโทรหาธีมอย่างที่พูดไว้ นั่นยิ่งทำให้ผมทำหน้าไม่ถูกเข้าไปใหญ่ ทำไมวันนี้พวกมันถึงได้เอาจริงเอาจังกันขนาดนี้นะ ทำอย่างกับเรื่องที่ธีมไปค้างบ้านผมมันเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติงั้นแหละ

     "พวกมึง...กูไม่พูดไม่ได้เหรอ" ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ขอมันตรงๆ นี่แหละ ทำหน้ากระเง้ากระงอดใส่ด้วย ผมไม่ค่อยอ้อนอะไรเพื่อนบ่อยมากนัก ดังนั้นถ้าผมลองได้อ้อนแบบนี้เชื่อสิครับว่าพวกมันจะเห็นใจผมขึ้นมา...

     "ไม่ได้! ให้ตายยังไงวันนี้มึงก็ต้องพูด"

     "ยิ่งมึงอิดออดแบบนี้พวกกูก็ยิ่งอยากรู้นะไอ ทำไม ไอ้ธีมมันปล้ำมึง?"

     ...ขอถอนคำพูดครับ นอกจากไม่เห็นใจแล้วพวกมันยังเร่งเร้าให้ผมพูดอีก แถมไอ้ดลยังคิดไปไกลถึงขั้นนั้นเลยด้วย ก็บอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นไง ฟังกันบ้างสิโว้ย!

     ผมอ้าปากเตรียมแก้ไขความเข้าใจผิดให้มันเต็มที่ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง เรียกสายตาผมและเพื่อนๆ ให้หันไปมอง

     "อยากรู้อะไรก็มาถามผมสิครับ ไปถามพี่ไอแบบนั้นเขาลำบากใจนะรู้ไหม"

     ไอ้ดลกับไอ้ตาลทำหน้าตกใจ แต่ก็ไม่เท่ากับผมที่ถูกเอ่ยชื่อ ธีมเดินมานั่งข้างๆ ผมพลางยิ้มกว้างให้เพื่อนผมทั้งสองคน ทันใดนั้นเสียงพูดคุยรอบข้างก็ดังขึ้นเพราะการมาของคนดังแห่งคณะวิทย์กีฬา

     "มะ...มาได้ยังไงครับธีม"

     "เดินมาครับ คณะพี่กับผมอยู่ใกล้กันแค่นี้เองลืมแล้วเหรอ"

     พี่ไม่ได้อยากรู้ว่ามายังไง แต่พี่อยากรู้ว่าทำไมธีมถึงมาได้ถูกจังหวะต่างหากล่ะครับ!

     "ไอ้ธีม...มาก็ดีแล้ว มึงบอกมานะว่าคืนก่อนมึงทำอะไรเพื่อนกู พูดดีๆ นะมึง พูดไม่ดีกูจะซ้อมมึงตรงนี้แหละ" ไอ้ดลชี้หน้าธีมพลางทำหน้าจริงจัง เล่นเอาผมกับไอ้ตาลต่างตกใจไปตามกัน นี่มันคิดว่าธีมจะทำอะไรแบบนั้นจริงๆ เหรอ โอ๊ยไอ้เพื่อนคนนี้ ก็บอกว่าไม่ใช่ๆๆ ทำไมไม่ฟังเลยเนี่ย!

     "ใจเย็นสิครับพี่ดล ผมไม่ได้ทำอะไรพี่ไอแบบนั้นเลย วางใจได้"

     "ถ้างั้นคืนก่อนพวกมึงทำอะไรกัน กูไม่เชื่อหรอกนะว่าแค่นอนเฉยๆ อาการไอ้ไอมันฟ้องหมดแล้ว"

     ธีมเหลือบมามองผม ผมที่ทำหน้าไม่ถูกเลยเบนสายตาไปทางอื่น คนตัวสูงกระตุกยิ้มมุมปาก หันไปสบตากับเพื่อนผมอย่างไม่กลัวเลยสักนิด

     "อาการพี่ไอเป็นยังไงเหรอครับ"

     "ก็มันหน้าแดง ไม่ยอมตอบคำถามพวกกู เอาแต่บ่ายเบี่ยงตลอด แล้วแบบนี้จะไม่ให้กูคิดลึกได้ไงวะ"

     "มันก็ไม่แปลกนี่ครับที่พี่ไอจะเป็นแบบนั้น เพราะผมเพิ่งจะบอกเขาว่าตั้งแต่นี้ไปผมจะจีบเขา"

     !!!

     สีหน้าพวกมันสองคนช็อคกันสุดขีด ช็อคแบบที่ไม่เคยช็อคขนาดนี้มาก่อน ส่วนผมน่ะเหรอ รีบก้มหน้างุดหนีสายตาเพื่อนสิครับ ธีมพูดซะขนาดนี้ผมคงปิดบังไว้ไม่อยู่แล้ว

     ธีมไม่ได้พูดเสียงดังก็จริง แต่เพราะคนรอบข้างกำลังมุ่งความสนใจมายังพวกผม พอธีมพูดแบบนั้นออกมาทุกคนเลยฮือฮากันยกใหญ่ สักพักไอ้ตาลถึงได้สติ มันกะพริบตาปริบๆ มองหน้าผมกับธีมด้วยใบหน้าแดงๆ

     "นะ...น้องธีมพูดว่าไงนะคะ พอดีพี่กลัวตัวเองจะฟังผิด..."

     "ฟังไม่ผิดหรอกครับ" ร่างสูงยิ้มมุมปาก เหลือบมามองผมด้วยสายตาวาววับ "จากนี้ไปผมจะจีบพี่ไอ จะตามจีบจนกว่าพี่เขาจะรับรักผม"

     "กรี๊ด!!!" เพื่อนสาวหนึ่งเดียวของผมส่งเสียงแหลมออกมาทันทีที่ธีมพูดจบ มันจับมือผมกับมือธีมไปเขย่าเบาๆ "เอาไปเลยค่ะ พี่ยกให้ เอามันไปเป็นแฟนน้องได้เลยพี่อนุญาต"

     "ไอ้ตาล!"

     "มึงไม่ต้องมาแหวกูเลย น้องธีมเขาประกาศชัดเจนซะขนาดนี้แล้ว มึงต้องรีบรับไว้เท่านั้นไอ เชื่อกู รับเขาเป็นแฟนเลย"

     นี่มันนึกว่ากำลังดูถ่ายทอดสดฟุตบอลระดับโลกอยู่หรือไง อะไรจะเชียร์สุดใจขนาดนั้น ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะ!

     "ไอ้ธีม" จู่ๆ คนที่นั่งเงียบมาตลอดก็โพล่งขึ้นมาพลางลุกขึ้นยืน พวกผมเลยหยุดคุยกันแล้วหันไปมองอย่างสงสัย

     "ครับพี่ดล"

     "มากับกูหน่อย กูมีเรื่องจะคุยด้วย" ไอ้ดลว่าจบก็เดินนำออกไปก่อน แต่พอเห็นผมมองตามมันก็หันมากำชับ "พวกมึงสองคนอยู่นั่นแหละ กูจะคุยกับมันแบบส่วนตัว"

     อะไรของมันเนี่ย

     "มึงจะคุยเรื่องอะไร"

     "เรื่องไอ้ไอ"

     "งั้นกูไปด้วย"

     "ก็กูบอกว่าจะคุยแบบส่วนตัว มึงไม่ได้ยินเหรอ"

     "แต่มึงจะคุยเรื่องกูไม่ใช่เหรอ งั้นกูก็มีสิทธิ์..."

     "พี่ไอรออยู่นี่เถอะครับ" ธีมจับไหล่ผม ดันให้ผมนั่งลงเหมือนเดิม "พี่ดลเขาไม่ทำอะไรผมหรอก แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมาแล้วครับ"

     ธีมมองตาแล้วยิ้มให้ ผมเลยเถียงอะไรไม่ออกได้แต่นั่งมองรุ่นน้องกับเพื่อนตัวเองเดินห่างออกไป ไอ้ตาลยื่นหน้ามามองพลางขมวดคิ้ว มันเองก็คงแปลกใจไม่ต่างจากผมเหมือนกัน

     "ทำไมไอ้ดลมันดูแปลกๆ จังวะ ไม่เห็นดีใจเหมือนกูเลย"

     "นั่นน่ะสิ" ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อน ก่อนจะหันไปมองเพราะรู้สึกเอะใจ "เดี๋ยวนะ มึงดีใจอะไร"

     "ก็ดีใจที่เพื่อนกูกำลังจะมีแฟนไง"

     "ไอ้ตาล! กูยังไม่ได้..."

     "เชื่อกูเถอะไอ มึงหนีน้องธีมไม่พ้นหรอก น้องเขาทั้งหล่อและเพอร์เฟกต์ซะขนาดนั้น กูคอนเฟิร์ม ไม่เกินหนึ่งเดือนคบกันชัวร์"

     "หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยไอ้เพื่อนบ้า!!"


























     - Theme's part -

     "มึงคิดจะทำอะไรกันแน่"

     ประโยคแรกที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นดังออกมาจากปากของรุ่นพี่ที่ผมรู้จักมานาน พี่ดลหยุดเดินตรงหน้าร้านขายน้ำพลางหันมากอดอกมองผม

     "ผมก็บอกไปแล้วไงครับว่าจะจีบพี่ไอ"

     "คนอย่างมึงเนี่ยนะจะจีบเพื่อนกู?"

     ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน รู้สึกทะแม่งกับคำถามยังไงชอบกล "ทำไมพี่พูดเหมือนไม่อยากให้ผมจีบเพื่อนพี่เลยอ่ะ"

     "ไม่ใช่แบบนั้นโว้ย" พี่ดลเดินมาผลักหัวผมเบาๆ ทำหน้าเอือมระอาใส่อีกต่างหาก "มึงจำตัวเองเมื่อก่อนไม่ได้เหรอ ตอนนั้นมึงเขินไอ้ไอถึงขนาดต้องทำตัวปั้นปึ่งเพื่อกลบเกลื่อน แต่ทีตอนนี้กลับมาประกาศชัดเจนว่าจะจีบมัน จะไม่ให้กูงงได้ไงวะ"

     หา? นี่ลงทุนเรียกผมออกมาเพื่อถามเรื่องนี้อ่ะนะ ผมก็นึกว่าจะคุยอะไรที่มันเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ซะอีก

     ผมมองคนตรงหน้านิ่งๆ สักพักก็หลุดขำออกมา เล่นเอาพี่ดลทำหน้างง คงกำลังคิดในใจว่ามันมีเรื่องอะไรให้น่าขำ

     "ขำอะไรของมึงวะ นี่กูจริงจังนะเว้ย"

     "แล้วใครบอกว่าผมไม่จริงจังล่ะครับ"

     "งั้นก็บอกมาว่าทำไมจู่ๆ มึงถึงกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมา มึงหายเขินเพื่อนกูแล้วเหรอ"

     "หายอะไรล่ะครับ ผมเขินพี่ไอทุกเวลานั่นแหละ ก็น่ารักซะขนาดนั้น อย่าว่าแต่คุยเลย แค่สบตาด้วยผมก็เขินจะแย่แล้ว"

     "ถ้างั้นทำไมมึงถึง..."

     "ก่อนจะถามผม ตอบผมมาก่อนสิครับว่าพี่รู้หรือเปล่าว่าพี่ไอกำลังคิดมากเรื่องอะไร"

     รอยยิ้มของผมหายไปแล้ว เพราะต้องการสื่อว่าเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่องสำคัญ พี่ดลมองมาอย่างอึ้งๆ ราวกับไม่คิดว่าผมจะถามอะไรแบบนี้ออกมา

     นั่นไง...พี่ดลรู้อยู่แล้วจริงๆ ด้วย เห็นท่าทางอึกอักแค่นี้ผมก็รู้ได้แล้ว

     "มึง...รู้แล้วเหรอ"

     "ครับ พี่ไอบอกผม"

     "..."

     "ก่อนหน้านี้พี่ไอเอาเรื่องผมไปปรึกษาพี่ใช่ไหมครับ แล้วทำไมพี่ไม่บอกอะไรผมเลยล่ะ"

     อย่าเข้าใจผิดกันนะครับ ผมไม่ได้จะชวนพี่ดลทะเลาะ แค่อยากรู้ว่าทั้งๆ ที่เขาก็รู้อยู่เต็มอกว่าพี่ไอคิดมากเรื่องอะไร แต่ทำไมถึงไม่บอกผมเลยสักอย่าง

     คนตรงหน้าถอนหายใจบางเบา จนในที่สุดก็ยอมปริปากพูดออกมา "...ไม่ใช่ว่ากูไม่อยากช่วยมึงนะธีม กูรู้ว่ามึงชอบเพื่อนกูจริงๆ และถ้าเพื่อนกูจะมีมึงเป็นแฟนกูก็สบายใจ แต่นี่เป็นปัญหาของพวกมึงสองคน คราวก่อนที่กูให้มึงไปดูแลไอ้ไอ มันยังเกือบจะงอนกูเลย กูเลยคิดว่าให้พวกมึงเคลียร์กันเองน่าจะดีกว่า"

     ผมเองก็ไม่คิดว่าพี่ดลจะกีดกันผมกับพี่ไอหรอก ถึงแม้ก่อนมานี่จะแอบกลัวอยู่นิดนึงก็เถอะ เพราะถ้าจะกีดกันจริงๆ พี่ดลคงสั่งห้ามให้ผมมายุ่งกับพี่ไอตั้งแต่วันที่ความลับผมแตกแล้ว

     แต่ต่อให้พี่ดลจะทำแบบนั้นจริงๆ ผมก็จะไม่มีวันเลิกชอบพี่ไอเด็ดขาด พี่ไอคือคนสำคัญในชีวิตผม ผมไม่มีทางปล่อยเขาไปเพราะเรื่องแค่นี้แน่นอน

     "กูตอบมึงแล้ว คราวนี้ถึงตามึงตอบกูบ้าง ถ้ายังไม่หายเขินไอ้ไอแล้วทำไมมึงถึงกล้าพูดแบบนั้นออกมาวะ"

     ใบหน้าผมหม่นลงนิดหน่อยเมื่อนึกถึงสาเหตุนั้น ผมเสมองเท้าตัวเองก่อนจะเอ่ยเสียงเบาทว่าฟังชัด "ผมไม่เคยรู้ตัวเลยว่าพี่ไอมองผมเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟกต์มาตลอด ผมรู้สึกดีนะครับ แต่ขณะเดียวกันผมก็ไม่อยากให้พี่ไอคิดแบบนั้น มันเหมือนกับเขากำลังสร้างช่องว่างระหว่างผมกับเขาให้มากขึ้นเรื่อยๆ...จนผมกลัวว่าวันนึงเราสองคนจะเอื้อมมือมาจับกันไม่ถึง"

     "..."

     "พี่ไอกำลังมองผมจากข้างล่าง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองขึ้นมาอยู่ข้างบนตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมรู้แค่ว่าผมไม่อยากอยู่ข้างบนคนเดียว ผมอยากให้เขามาอยู่ข้างๆ ด้วยกัน"

     "..."

     "ผมเลยคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่พี่ไอจะปิดใจไม่ยอมรับผม ที่ผมพูดไปแบบนั้นน่ะบอกตรงๆ ผมก็ไม่มั่นใจหรอกว่าจะจีบเขาติดไหม แต่ผมไม่อยากเสียพี่ไอไป ผมชอบเขามานาน...นานเกินกว่าจะยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ลงมือทำอะไรเลย"

     ผมไม่เคยนับว่าตัวเองชอบพี่ไอมานานแค่ไหน แต่มันก็นานพอที่ทำให้ผมหมดความสนใจคนอื่นไปโดยสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าอาการแบบนี้เรียกว่าคลั่งรักหรือหมกมุ่น แต่ในหนึ่งวันนอกจากเรื่องเรียนก็มีแต่เรื่องพี่ไอนี่แหละที่ผมเอาแต่คิดถึง

     คิดถึงใบหน้าหวานๆ ที่ดูไม่ค่อยเหมือนผู้ชาย คิดถึงรอยยิ้มกว้างๆ ที่พอยิ้มทีตาจะเป็นสระอิ คิดถึงแก้มเนียนใสที่น่าจะนุ่มนิ่มชวนให้สัมผัส

     คิดถึงทุกอย่างที่มาหล่อรวมกันจนเป็นพี่ไอที่ผมตกหลุมรัก

     พี่ดลมองผมนิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมเหมือนกำลังวิเคราะห์โจทย์ปัญหาอะไรสักอย่าง ผมที่พูดความในใจออกไปหมดแล้วก็นิ่งเงียบเพราะไม่มีอะไรจะพูดแล้วเช่นกัน จนกระทั่งคนตรงหน้าเอื้อมมือมาตบไหล่เบาๆ พลางยิ้มมุมปากให้

     "ถ้ารักมากขนาดนั้นก็ต้องจีบให้ติดเข้าใจไหม อย่าให้เสียชื่อรุ่นน้องกูเชียวนะโว้ย"

     ผมกะพริบตาปริบๆ แต่พอตั้งสติได้ก็ยิ้มตอบกลับไป "ผมจะพยายามครับพี่"

     จะพยายามเป็นคนแรกและคนเดียวที่ได้ครองหัวใจพี่ไอให้ได้เลย...






















     - I's part -

     "ไอ้ดลช้าจังวะ คงไม่ได้ลากน้องธีมไปกระทืบแบบที่พ่อตาหวงลูกสาวหรอกนะ"

     ผมหันไปเขกหัวคนพูดหนึ่งทีโทษฐานที่มันล้อเล่นไม่ดูเวล่ำเวลา ในขณะที่ไอ้ตาลนั่งรอไอ้ดลกลับมาเฉยๆ ผมนี่สิจะลงแดงตายอยู่แล้ว อยากรู้ชะมัดว่าไอ้ดลจะคุยอะไรกับธีม แต่จะให้เดินตามไปก็ไม่กล้าเพราะมันสั่งห้ามเอาไว้

     "ผ่อนคลายบ้างก็ได้ค่ะคุณเพื่อน คิ้วนี่จะพันกันเป็นโบว์อยู่แล้ว" ไอ้ตาลเอามือมานวดคิ้วผม ไม่รู้ว่ามันตั้งใจจะปลอบผมจริงๆ หรือแค่อยากกวนกันแน่

     "มึงยังใจเย็นอยู่ได้อีกเหรอ ไม่เป็นห่วงธีมบ้างหรือไง"

     "มึงคะ ดลมันแค่พาน้องธีมไปคุยอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง มันไม่ทำอะไรน้องเขาหรอก เมื่อกี้กูแค่แหย่เล่นเฉยๆ"

     "แล้วคุยอะไรนิดหน่อยของมึงมันคือเรื่องอะไรล่ะ มึงไม่สงสัยบ้างหรือไง"

     "สงสัยสิยะ กูนี่อยากเสือกเต็มที่แล้วเนี่ย แต่ในเมื่อมันไม่คิดจะบอกเราก็ทำได้แค่รอ ยังไงซะมันก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรอก พวกเราคบไอ้ดลมานานน่าจะเข้าใจมันดีนี่นา"

     จะยังไงผมก็วางใจแบบไอ้ตาลไม่ได้อยู่ดี ดูท่าว่าพอธีมกลับมาผมคงต้องซักถามซะหน่อยแล้ว อย่าคิดจะไปถามไอ้ดลเชียวครับ มันไม่มีทางบอกผมหรอก

     "ว่าแต่...เรื่องที่น้องทอยฝากมึงไปขอร้องน้องธีมอ่ะเป็นไงบ้าง"

     "เรื่องอะไรวะ"

     คนถูกถามเอื้อมมือมาเขกหัวผมเหมือนต้องการจะเอาคืน "ก็ที่เขาฝากมึงให้ไปโน้มน้าวธีมเรื่องลงแข่งงานกีฬาไง"

     ผมขมวดคิ้วทำหน้างงแป๊บนึง แต่พอเริ่มจำได้แล้วตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

     เวรกรรม จนป่านนี้แล้วผมยังไม่ได้พูดเรื่องนั้นกับธีมเลย!

     "ทำหน้าแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้พูดสินะ กูว่าแล้ว" มันดึงแก้มผมเหมือนที่ชอบทำเป็นประจำ ผมจับมือมันออกพลางทำหน้ากังวล

     "พูดวันนี้จะทันเปล่าวะ"

     "ถ้ามึงพูดแล้วน้องธีมตอบตกลงเลยก็ทัน แต่ถ้าน้องเขามายอมมึงเอาวันซ้อมวันสุดท้าย กูกล้าฟันธงเลยว่าไม่ทัน"

     ฟังไอ้ตาลพูดแล้วผมยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะถึงวันงานกีฬาสานสัมพันธ์แล้ว ถ้าอยากให้ธีมลงแข่งโดยที่มีเวลาซ้อมเต็มที่ก็คงมีแค่ทางเดียวคือต้องโน้มน้าวให้ธีมยอมลงแข่งให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าถามว่าผมจะทำได้ไหม...

     ไม่มีความมั่นใจสักนิดเลยครับ

     "มึง ไอ้ดลกลับมาแล้ว"

     ผมหันขวับไปมอง เพื่อนผมที่เดินกลับมาพร้อมธีมยักคิ้วให้หนึ่งทีพลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม ผมกำลังจะอ้าปากถามธีมว่าไปคุยอะไรกันมา แต่ก็ช้ากว่าไอ้ตาลที่ดูจะอยากรู้มากกว่าผมอีก

     "มึงพาน้องไปคุยอะไรกันมาวะ"

     "อยากรู้เหรอ"

     "เออ"

     "ไม่บอก"

     "กูว่าละ ไม่ถามมึงก็ได้ หลบไป" มันผลักหัวไอ้ดลออกพลางยื่นหน้ายิ้มๆ มาหาธีมที่กำลังยืนอยู่ "น้องธีม เพื่อนพี่มันพาเราไปคุยอะไรมาเหรอ"

     แทนที่จะตอบคำถามของเพื่อนผม ธีมกลับเหลือบมามองผมพลางยิ้มเหมือนมีเลศนัยบางอย่าง และโดยที่ไม่รู้ว่าทำไม พอได้สบตากับธีมหัวใจของผมก็ดันเต้นแรงขึ้นมา

     "ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่เรื่องที่ผมต้องทำให้สำเร็จเท่านั้นเอง"

     "เดี๋ยวนะ นี่คิดจะปิดบังทั้งพี่ทั้งน้องเลยเหรอ"

     "ถ้ารู้ก็หยุดถามได้แล้ว เจ้าของเรื่องเขายังไม่ถามอะไรเลยสักแอะ"

     "ใครว่า นี่กูถามเผื่อมันอยู่หรอก แต่ถ้าไม่ยอมบอกกูไม่ง้อก็ได้ เชอะ" ไอ้ตาลสะบัดหน้างอนแบบหลอกๆ ยอมกลับมานั่งที่ตัวเองก่อนจะลงมือกินข้าวที่ยังกินค้างอยู่ พอผมกำลังจะเอ่ยถามต่อจากมันคนตัวสูงก็เรียกผมขึ้นมาซะก่อน

     "พี่ไอ ไปกันเถอะครับ"

     "หืม? ไปไหนครับ"

     "ไปรับน้องอุ่นไงครับ เมื่อเช้าผมเพิ่งโทรมานัดกับพี่ ลืมแล้วเหรอ"

     เคร้ง!

     เสียงช้อนกระทบจานข้าวดังขึ้นเบาๆ ไอ้ตาลมองผมกับธีมพลางกะพริบตาปริบๆ มันทำหน้าเหวอเหมือนตอนที่ธีมบอกจะจีบผมไม่มีผิด ผมเองก็เหวอเหมือนกัน ไม่รู้จะเหวอเรื่องที่ตัวเองลืมไปรับน้องหรือเรื่องเมื่อเช้าที่ธีมพูดออกมาก่อนดี

     "ไอ้ไอ นี่มึงกับน้องธีมแลกเบอร์กันแล้วเหรอ"

     "กะ...ก็ธีมต้องไปรับน้องอุ่นที่โรงเรียน กูก็เลยต้องให้เบอร์ธีมไว้จะได้ติดต่อกันได้ไง"

     มันหรี่ตาทำหน้าชวนสยองอีกครั้ง ผมไม่ชอบตอนมันทำหน้าแบบนี้เลยให้ตายสิ "แล้วทำไมธีมถึงต้องไปรับน้องอุ่นที่โรงเรียน"

     "น้องอุ่น...อยากให้ธีมไปรับน่ะ"

     "มึงจะถามอะไรนักหนาวะ เดี๋ยวพวกมันก็ไปรับน้องสายกันพอดี" ไอ้ดลผลักหัวไอ้ตาลคืน ผมเลยลอบถอนหายใจที่มันโพล่งขึ้นมาได้ถูกจังหวะ "ไปได้แล้วพวกมึงน่ะ ฝากทักทายน้องอุ่นเผื่อกูด้วย"

     "เดี๋ยวสิ กูยังไม่ได้ถามเลยว่าแลกไลน์แลกไอจีกันยัง"

     "เก็บเลือดสาววายของมึงไปแล้วกลับไปกินข้าวต่อได้แล้ว"

     "ทำมาเป็นพูดดี กูรู้นะว่ามึงก็อยากรู้เหมือนกัน"

     "ขอโทษว่ะ พอดีกูไม่ได้ขี้เสือกเหมือนมึง"

     "แล้วที่ลากน้องธีมไปคุยเรื่องไอ้ไอนั่นไม่ได้เรียกว่าเสือกเหรอยะ"

     ท่ามกลางเสียงทะเลาะของเพื่อนผมทั้งสองคน ธีมดึงมือผมเบาๆ แล้วรั้งให้ผมเดินออกมาพร้อมกับเขา คนรอบข้างต่างมองมายังเราสองคนไม่หยุด ผมที่ไม่รู้จะทำตัวยังไงก็ได้แต่เดินตามแผ่นหลังของร่างสูงไปเงียบๆ

     "วันนี้อากาศดี พอไปรับน้องอุ่นแล้วเราไปกินไอติมกันไหมครับ"

     "...แล้วแต่ธีมเลยครับ พี่กับอุ่นไม่มีปัญหา"

     "อย่าพูดเหมือนผมอยากไปกินคนเดียวสิครับ"

     "อ้าว แล้วที่ชวนนี่ไม่ใช่เพราะธีมอยากกินหรอกเหรอครับ"

     "ก็อยากครับ แต่..." ใบหน้าคมคายหันมายิ้มมุมปากให้ พร้อมกับฝ่ามือหนาที่กระชับเข้ากับมือผมแน่นขึ้น "อยากกินกับพี่ไอ ไม่อยากกินคนเดียว"






















     - มีต่อ -


หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 11 - (2) . . . . . . . [08/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 08-07-2021 22:52:58
     ผมไม่คุ้นชินกับการตกเป็นเป้าสายตาของคนรอบข้าง ที่ผ่านมาผมไม่เคยเจอปัญหาพวกนี้เลย แต่พอมีธีมเข้ามาในชีวิตดูเหมือนผมคงต้องปรับตัวให้ชินไว้สินะ

     ตอนนี้พวกผมสามคนอยู่ในร้านไอศกรีมของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ขนาดอยู่ในชุดนักศึกษาธรรมดาคนยังมองธีมกันตรึมเลย มองตั้งแต่พนักงานยันลูกค้าในร้าน ถึงจะรู้ว่าธีมหล่อมานานแล้วก็เถอะ แต่บางทีผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าโดนคนมองขนาดนี้เขาไม่อึดอัดบ้างหรือไงนะ

     ตอนที่น้องอุ่นเห็นว่าธีมมารับก็ดีใจมากแล้ว พอรู้ว่าธีมจะพามากินไอศกรีมยิ่งดีใจถึงขนาดโผเข้ากอดเลย ผมอาสาจะเลี้ยงแลกกับที่เขาอุตส่าห์มารับน้องอุ่น แต่ธีมกลับบอกว่าจะเป็นคนเลี้ยงเองเพราะการมากินไอศกรีมครั้งนี้เป็นความคิดของเขา

     "วันนี้พี่ไอไม่กลับบ้านเหรอคะ" เด็กหญิงตัวน้อยที่มีไอศกรีมเปรอะแก้มหันมาถามตาแป๋ว ผมหยิบทิชชู่ไปเช็ดปากให้อย่างแผ่วเบาก่อนจะตอบ

     "พอดีพี่มีธุระต้องกลับไปทำ ขอโทษนะคะ"

     "แล้วพี่ธีมล่ะคะ ต้องไปทำธุระกับพี่ไอด้วยหรือเปล่า"

     เจ้าของชื่อหลุดขำนิดหน่อย หันไปยิ้มให้คนถามที่ยังคงตักไอศกรีมเข้าปากไม่หยุด "ส่งน้องอุ่นเสร็จพี่ก็จะไปส่งพี่ไอต่อ หลังจากนั้นก็กลับบ้านตัวเองเลยค่ะ"

     ตั้งแต่คราวก่อนแล้วที่ผมอดอมยิ้มไม่ได้ ก็แหม ใครจะไปคิดว่าธีมจะพูดคะขากับน้องอุ่นเหมือนผมแบบนี้น่ะ ฟังแล้วมันรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีหรอกนะครับ

     "ว้า เสียดายจัง อุ่นอุตส่าห์อยากให้พี่ธีมไปเป็นเพื่อนพี่ไอ"

     "หืม? ทำไมล่ะคะ"

     "ก็พออุ่นอยากให้พี่ไอกลับบ้านทีไร พี่ไอก็เอาแต่บอกว่ามีธุระ อุ่นเลยคิดว่าถ้าพี่ธีมไปช่วยพี่ไอทำธุระ พี่ไอน่าจะทำธุระเสร็จเร็วขึ้นแถมไม่เหงาด้วยไงคะ"

     คราวนี้ธีมหัวเราะแบบออกเสียงเลย ส่วนผมที่จู่ๆ ก็โดนเผาเลยหุบยิ้มแล้วหันไปทำหน้าดุใส่น้องสาว

     "น้องอุ่น อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาพูดแบบนี้สิคะ"

     "ก็อุ่นอยากให้พี่ไอกลับบ้านบ่อยๆ นี่คะ"

     "วันนี้พี่ไอมีธุระจริงๆ ค่ะ ไว้วันหลังนะ"

     "ถ้างั้น...วันหลังพี่ไอพาพี่ธีมมาด้วยนะคะ อุ่นอยากเล่นบ้านเจ้าหญิงกับพี่ธีม"

     ผมทำท่าอึกอัก ไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลยหันไปมองคนตัวสูง ธีมเองก็มองผมอย่างทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน จนกระทั่งน้องอุ่นพูดขึ้นมาอีกเราสองคนเลยละสายตากันแทบไม่ทัน

     "ให้พี่ไอเป็นเจ้าหญิง พี่ธีมเป็นเจ้าชาย ส่วนน้องอุ่นเป็นลูกของเจ้าหญิงกับเจ้าชาย"

     ดีนะที่ผมไม่ได้กินน้ำอยู่ ไม่งั้นมีหวังสำลักน้ำแน่ๆ โอ๊ยย อะไรดลใจให้น้องผมพูดแบบนี้เนี่ย!

     "เอ่อ...น้องอุ่นคะ ทำไมให้พี่เป็นเจ้าหญิงล่ะ เจ้าหญิงมันต้องเป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอ"

     "ก็ตอนคุณแม่เล่านิทานให้อุ่นฟัง คุณแม่บอกว่าเจ้าหญิงกับเจ้าชายอายุเท่ากัน อุ่นเลยให้พี่ไอคู่กับพี่ธีมไงคะ"

     "แต่พี่อายุมากกว่าพี่ธีมนะคะ"

     "ไม่เป็นไรค่ะ มากกว่าแค่หนึ่งปีอุ่นไม่ถือ"

     ดูนะครับ ดูความคิดของเด็กสมัยนี้ ช่างจินตนาการเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใครเลย ขณะที่ผมทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คนที่ได้รับบทเจ้าชายกลับยกยิ้มชอบใจ เอื้อมมือมาลูบหัวน้องผมเบาๆ

     "แล้วน้องอุ่นคิดว่าเจ้าหญิงกับเจ้าชายต้องทำอะไรกันบ้างคะ"

     "อืม...จับมือกันมั้งคะ อุ่นเห็นในนิทานเจ้าชายชอบจับมือเจ้าหญิงตอนนอน"

     "แบบนี้เหรอคะ" ไม่พูดเปล่า แต่ร่างสูงยังดึงมือผมไปกุมไว้หลวมๆ อีกต่างหาก ผมจะชักมือกลับก็ไม่กล้าเลยได้แต่ตามน้ำไป

     "ยิ้มให้กันด้วยค่ะ คุณแม่เล่าว่าเจ้าชายรักเจ้าหญิงคนเดียว ดังนั้นเจ้าชายเลยยิ้มให้เจ้าหญิงแค่คนเดียว"

     เหมือนคนตรงหน้าผมเป็นนักแสดงและถูกผู้กำกับบรีฟท่าทางมา น้องผมบอกอะไรธีมก็ยอมทำตามหมด คนตัวสูงบีบมือผมแน่นขึ้นพลางระบายยิ้มออกมาระหว่างที่มองตาผมอยู่ มันเป็นรอยยิ้มที่ทั้งกว้างและดูดี คงไม่เกินจริงถ้าจะบอกว่าไม่ว่าใครที่ได้เห็นรอยยิ้มนี้ต่างต้องตกหลุมรักเขาอย่างไม่มีทางขัดขืนแน่นอน

     ...และถ้าผมยังคงสบตากับธีมต่อไป ผมอาจจะต้องเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นด้วย

     "เจ้าชายยิ้มแล้ว เจ้าหญิงยิ้มให้เจ้าชายบ้างสิครับ"

     คราวนี้ไม่ใช่น้องอุ่น แต่กลับกลายเป็นธีมที่กำกับซะเอง หัวใจผมเต้นแรงกว่าเดิม ไม่รู้ว่าคำพูดตรงหน้าเป็นประโยคขอร้องหรือคำสั่ง รู้แค่ว่าตอนนี้ผมทำอะไรไม่ถูกเลย คร้านอยากจะเลิกเล่นบทเจ้าหญิงก็มีสายตาจากน้องสาวที่มองมาคอยกดดันอยู่ สุดท้ายผมเลยต้องยิ้มให้ธีมตามที่เจ้าตัวร้องขอ

     นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย...

     "พี่ไอยิ้มสวยจัง" น้องอุ่นพูดพลางยิ้มจนตาปิด ยกมือมาเท้าคางบนโต๊ะ

     "ใช่ค่ะ พี่ไอยิ้มสวยมาก" เจ้าของมือที่กุมมือผมอยู่พึมพำขึ้นมาเบาๆ "สวยจนเจ้าชายหลงรักมากกว่าเดิมอีก"

     ผะ...ผมควรทำยังไงดี ห้ามหัวใจไม่ให้เต้นแรงไม่ได้เลย...

     "พี่ธีม ไอติมละลายหมดแล้วค่ะ" เสียงน้องอุ่นที่ทักท้วงขึ้นมาเป็นเหมือนระฆังช่วยชีวิตสำหรับผม ธีมค่อยๆ ผละมือออกไปก่อนจะยกมือแตะท้ายทอย แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงจางๆ

     "แหะๆ พี่เล่นเพลินไปหน่อย ละลายหมดเลย"

     "งั้นเอาของอุ่นไปกินไหมคะ"

     "ไม่เป็นไรค่ะ น้องอุ่นกินเลย"

     เด็กสาวส่ายหน้าไปมา ยิ้มเหมือนต้องการจะอ้อนอยู่ในที "อุ่นอิ่มแล้วค่ะ ตอนนี้อยากไปเดินเล่นมากกว่า"

     "งั้นไปคิดเงินกันเลยนะคะ พี่ไอล่ะครับอิ่มยัง" ประโยคหลังร่างสูงหันมาถามผม พอได้คำตอบว่าผมอิ่มแล้วธีมก็จูงมือน้องอุ่นไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ โดยมีผมที่กำลังแก้มแดงเดินตามอยู่ข้างหลัง

     ผมเพิ่งรู้ว่ารอยยิ้มธีมโคตรจะอันตรายก็วันนี้เอง...ไม่สิ ไม่ใช่แค่รอยยิ้ม แต่สายตาก็อันตรายไม่แพ้กัน

     สบตาด้วยทีไรหัวใจผมเต้นแรงตลอด นี่เขาเสน่ห์แรงเกินไปหรือผมหวั่นไหวง่ายเกินไปกันแน่นะ





















     ที่น้องอุ่นบอกว่าอยากมาเดินเล่น ความหมายจริงๆ คืออยากมายืนเลือกตุ๊กตาที่แผนกของเล่นมากกว่า ผมเองก็พอจะรู้อยู่ แต่ผมเห็นว่าตัวเองไม่ค่อยมีเวลาให้น้องสาวสักเท่าไหร่จึงกะว่าจะยอมซื้อให้หนึ่งตัวเป็นของปลอบใจ

     "หูววว ตุ๊กตาเยอะแยะเลยค่ะพี่ไอ" พอเห็นบรรดาตุ๊กตาที่ตั้งเรียงรายกันอยู่บนชั้น เด็กหญิงตัวน้อยก็ปล่อยมือจากคนตัวสูงแล้ววิ่งไปดูอย่างกับเจ้าหญิงที่กำลังเดินเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์

     "น้องอุ่นอยากได้ตัวไหนเลือกเลยค่ะ"

     "จริงเหรอคะ! พี่ไอจะซื้อให้อุ่นเหรอ"

     "ใช่ค่ะ แต่ได้แค่ตัวเดียวนะ"

     "พี่ไอน่ารักที่สุดในโลกเลย! ขอบคุณนะคะ" อุ่นกระโดดจุ๊บแก้มผมก่อนจะเดินไปเลือกตุ๊กตาที่ตัวเองอยากได้ ผมยืดตัวเต็มความสูงอีกครั้ง หันไปมองอีกคนที่เดินมาอยู่ข้างๆ กัน

     "พอกลับบ้านไปเล่นด้วยไม่ได้ก็เลยซื้อตุ๊กตาปลอบใจให้สินะครับ สมกับเป็นความคิดของพี่ชายที่แสนดีจริงๆ"

     "ก่อนจะชมขอโทษมาก่อนเลยครับ ที่เล่นกันในร้านไอติมน่ะทำไมไม่ปรึกษาพี่ก่อน"

     "ผมไม่ได้เป็นคนเริ่มนะ น้องพี่นั่นแหละที่เริ่ม"

     "แต่ธีมก็เออออตามน้องอุ่นไปด้วยนี่ครับ รู้ไหมว่าตอนนั้นโต๊ะอื่นเขามองกันเยอะแค่ไหน"

     "จะไปแคร์คนอื่นทำไมล่ะครับ" ธีมพูดเสียงทุ้มพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ "แค่ได้เล่นกับพี่ จะให้เล่นอะไรผมก็ยอมหมดแหละ ไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะมองยังไง"

     ผู้ชายคนนี้คือคนเดียวกับที่เคยบอกว่าเขินผมหรือเปล่านะ ทำไมตอนนั้นกับตอนนี้มันช่างต่างกันเหลือเกิน...

     ผมไม่ตอบอะไร แต่เดินหนีฉับๆ มาหาน้องอุ่นที่กำลังเล่นตุ๊กตาหมีบนชั้นอยู่ ร่างสูงเดินตามหลังผมมาติดๆ ก่อนจะย่อตัวลงไปเล่นตุ๊กตาด้วย

     ขณะที่ผมกำลังมองภาพตรงหน้า จู่ๆ คำพูดของไอ้ตาลก็แวบเข้ามาในหัว ผมยืนคิดกับตัวเองว่าจะพูดตอนนี้เลยดีไหม แต่ผ่านไปสักพักน้องอุ่นก็ขอตัวไปดูของเล่นโซนอื่นต่อ ทำให้ที่ตรงนี้เหลือแค่ผมกับธีม

     เอาล่ะ โอกาสมาแล้ว!

     "เอ่อ...ธีมครับ"

     คนถูกเรียกหันมามองพลางเลิกคิ้วนิดๆ ผมอึกอักอยู่นานอย่างไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี จนอีกฝ่ายต้องถามออกมาเอง

     "มีอะไรหรือเปล่าครับ"

     "คือ...พี่มีเรื่องหนึ่งที่อยากขอร้องน่ะครับ"

     ธีมไม่ถามอะไร แต่ยืนจ้องหน้าผมเหมือนรอให้ผมพูดต่อ ผมเรียบเรียงคำพูดในหัวสักพักก่อนจะถอนหายใจบางเบา เงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าหล่อเหลา

     "ธีมช่วยลงแข่งงานกีฬาสานสัมพันธ์ได้ไหมครับ"

     "..." ไม่มีเสียงตอบรับจากร่างสูง มีเพียงคิ้วเข้มที่เลิกขึ้นบ่งบอกว่ากำลังงงกับสิ่งที่ผมขอ

     เอาไงต่อดีล่ะเนี่ย ผมต้องพูดยังไงต่อ ต้องทำหน้าอ้อนวอนไหม หรือต้องยกมือมากราบเลย โอ๊ยยย ทำตัวไม่ถูกแล้วครับพี่น้อง!

     "ทำไมจู่ๆ ถึงมาขออะไรแบบนี้ล่ะครับ"

     "เอ่อ...คือ..."

     "อย่าบอกนะว่าเพื่อนผมมันฝากให้พี่มาขอ"

     นั่นไง! ธีมจับได้จริงๆ ด้วย ฮืออออ ผมไม่น่าไปรับปากน้องทอยเลย แล้วดูสีหน้าธีมสิ บึ้งตึงต่างกับเมื่อกี้ลิบลับ นี่ผมกำลังจะถูกดุใช่ไหมเนี่ย

     "...ขอโทษนะครับ พอดีพี่โดนขอร้องมาน่ะ" สุดท้ายผมก็ยอมสารภาพออกมาเพราะไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดี

     "แล้วทำไมไม่ปฏิเสธไปครับ"

     "พี่...ไม่กล้าครับ"

     ธีมยกมือมากอดอก ส่วนผมที่ไม่กล้าสบตาด้วยเลยก้มมองเท้าตัวเองเหมือนนักเรียนที่กำลังถูกครูตำหนิ เอาจริงๆ ผมไม่ควรช่วยน้องทอยตั้งแต่แรกแล้ว ธีมเขาก็เคยบอกอยู่ว่าทำไมถึงไม่อยากลงแข่ง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเลือกที่จะทำแบบนี้ ผมนี่มันใช้ไม่ได้เลย

     "ถ้าผมยอมลงแข่ง ผมก็ต้องซ้อมบาสทุกเย็น แบบนั้นผมจะมารับน้องอุ่นไม่ได้เลยนะ"

     "ถ้าธีมลงแข่งจริงๆ พี่จะไปบอกเรื่องนั้นกับพ่อเองครับ พ่อพี่เขาไม่ว่าอะไรหรอก แต่...แต่ถ้าธีมไม่อยากลงแข่งก็ไม่เป็นไรครับ"

     คนตัวสูงยกมือมาปิดหน้า เหมือนกำลังตัดสินใจยากลำบาก

     "พี่อยากให้ผมลงแข่งไหม"

     ผมเงยหน้ามากะพริบตาใส่อีกฝ่าย เป็นเพราะถูกถามกะทันหันเลยทำให้ตั้งตัวไม่ทัน "เมื่อกี้ธีมว่าอะไรนะครับ"

     "ผมถามว่าพี่อยากให้ผมลงแข่งไหม"

     จะมาถามผมทำไมเนี่ย คนที่อยากให้เขาลงแข่งจริงๆ ไม่ใช่ผมสักหน่อย

     "ถ้าพี่ตอบว่าอยาก ผมจะโทรไปตอบตกลงกับอาจารย์ตอนนี้เลย แต่ถ้าพี่ตอบนอกเหนือจากนี้ผมจะไม่ลงแข่งตามที่คุยกันไว้ตอนแรก"

     "..."

     "ว่าไงครับ ตอบมาเร็วว่าอยากให้ผมลงแข่งไหม บอกไว้ก่อนนะครับว่าโอกาสที่จะทำให้ผมลงแข่งได้มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว"

     เดี๋ยวก่อนนะครับ ผมไม่เข้าใจธีมเลยจริงๆ เขาก็รู้อยู่ว่าเพื่อนของเขาขอให้ผมมาพูด แต่เขาก็ยังจะมาตั้งเงื่อนไขแบบนี้กับผมอีกเนี่ยนะ ถ้าสมมติว่าผมตอบว่าอยากจริงๆ เขาก็ต้องรู้สิว่าผมแค่ตอบเพื่อให้เขายอมลงแข่ง แล้วแบบนั้นมันจะไปมีความหมายอะไร

     "ถ้าพี่ตอบว่าอยากให้ธีมลงแข่ง ธีมก็จะลงแข่งใช่ไหมครับ"

     "ใช่ครับ"

     "แล้วมันจะไปมีความหมายอะไรล่ะครับ ในเมื่อธีมทำแบบนี้ก็เหมือนกับบังคับให้พี่ตอบว่าอยากทางอ้อม"

     "ทำไมจะไม่มีล่ะครับ" เจ้าของเสียงนุ่มทุ้มยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ภายในดวงตาเหมือนกับอยากจะสื่ออะไรบางอย่าง "ทุกคำพูดของพี่ไอมีความหมายสำหรับผมหมดนั่นแหละ แค่พี่พูดว่าอยากให้ผมลงแข่ง...ไม่ว่าจะพูดเพราะอะไรผมก็ยินดีทำตามทั้งนั้น"

     ราวกับถูกสะกดจิตให้มองตาคนตรงหน้าเท่านั้น ตอนนี้ผมหันไปมองทางอื่นไม่ได้เลย ธีมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม และโดยไม่รู้ตัวผมก็เผลอพูดสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการออกไป ราวกับมันมาจากจิตใต้สำนึก

     "พี่...อยากให้ธีมลงแข่งครับ เวลาธีมเล่นบาสธีมดูดีและเท่มากๆ เลย"

     "มีอีกไหมครับ"

     "เอ่อ...ตอนที่เล่นบาส ธีมมักจะตั้งใจเล่นและทำหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ เวลาธีมจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างมันดูดีมากๆ พี่ก็เลยคิดว่า...ถ้าได้เห็นมุมนั้นของธีมอีก...ก็คงจะดี..."

     พอผมพูดจบเราสองคนก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ผ่านไปสักพักคนตัวสูงจึงยอมผละใบหน้าออกไป ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งเห็นว่าใบหน้าธีมขึ้นสีแดงจางๆ ธีมเอามือล้วงกระเป๋าพลางยิ้มมุมปากเหมือนกำลังพึงพอใจในคำตอบของผม

     "โอเคครับ ผมจะยอมลงแข่งตามที่พี่และเพื่อนๆ ของผมต้องการ"

     "..."

     "แต่ว่า..."

     จู่ๆ ผมก็รู้สึกไม่ไว้ใจรอยยิ้มตรงหน้าขึ้นมา เหมือนกับภายใต้รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความร้ายกาจที่ผมคาดไม่ถึง

     "ถ้าผมลงแข่งแล้วชนะ พี่ต้องไปเดตกับผมสองต่อสอง"





















     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 11 - . . . . . . . [08/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 11-07-2021 16:20:54
 :pig4:
 o13
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 11 - . . . . . . . [08/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Chompoo reangkarn ที่ 11-07-2021 22:12:58
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 11 - . . . . . . . [08/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 14-07-2021 21:24:21
กริ๊ดดดดดดดมาต่อแล้ว  :hao7:อย่าหายไปนานแบบนี้ได้ไหมคนอ่านคิดถึงงงงงง :mew1:
หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 12 - (1) . . . . . . . [19/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 19-07-2021 22:23:32
Episode 12





     "เพื่อนกูนี่มันร้ายไม่เบาจริงๆ เอาน้องธีมซะอยู่หมัดเลยแฮะ"

     "กูเห็นแววเด็กหงอมาแต่ไกล อีกหน่อยไอ้ไอสั่งให้ทำอะไรไอ้ธีมคงยอมหมดไม่หือไม่อือ"

     "พวกมึงเลิกพูดจาไร้สาระได้ไหม แค่โน้มน้าวให้ธีมมาลงแข่งได้มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นซะหน่อย"

     ไอ้ดลเอื้อมมือมาคล้องไหล่ผมไว้หลวมๆ กระตุกยิ้มมุมปากส่งเสียงหึ "น้อยไปน่ะสิ มึงรู้ไหมว่ามีอาจารย์มาทาบทามไอ้ธีมกี่คนแล้ว แต่มันก็ไม่เคยใจอ่อนให้ใครเลย แต่นี่มึงไปพูดแค่หน่อยเดียวมันก็ยอมเชื่อฟังง่ายๆ แถมยังตั้งใจซ้อมแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย"

     คนพูดพยักเพยิดหน้าไปในสนามที่มีร่างสูงกับเพื่อนๆ ของเขากำลังวิ่งไล่ยื้อแย่งลูกบอลสีส้มอยู่ จริงอย่างที่ไอ้ดลว่า วันนี้ธีมดูจริงจังกับการซ้อมมากจริงๆ ผมก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ แต่ที่ธีมตั้งใจซ้อมขนาดนี้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคำสัญญาที่ผมให้เขาไว้

     ไม่สิ เรียกว่าคำสัญญาคงไม่เหมาะ ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นมัดมือชกไม่ให้ผมค้านอะไรเลย...

     วันนี้ผมกับเพื่อนๆ มีเรียนแค่ตอนเช้า เลยว่างมานั่งดูธีมซ้อมบาสเพื่อเตรียมลงแข่งงานกีฬาสานสัมพันธ์ ที่จริงไอ้ดลควรไปดูพิงค์ซ้อมเดินพาเหรดมากกว่า แต่มันบอกว่าธีมอุตส่าห์ยอมลงแข่งทั้งที เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์แบบนี้มันจะไม่ยอมพลาดเด็ดขาด

     เรื่องไปรับน้องอุ่นที่โรงเรียน พ่อแม่ผมไม่ว่าอะไรแถมยังเห็นด้วยอีกต่างหาก มีการฝากผมมาเชียร์ธีมเผื่อด้วย ถึงแม้น้องอุ่นจะงอแงนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็เข้าใจในที่สุด

     ทั้งที่ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดีแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจผมมันถึงได้กระวนกระวายขนาดนี้ ผมอยากให้ธีมกับเพื่อนของเขาชนะการแข่งก็จริง แต่พอคิดว่าหลังจากนั้นผมต้องไปเดตกับเขา ในอกข้างซ้ายมันก็วูบไหวแปลกๆ

     ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งผมจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความรู้สึกเหล่านี้ ความรู้สึกที่รู้ว่ามีใครสักคนที่ต้องการเรา มันทั้งวาบหวามและอบอุ่นในอก เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ผมไม่รู้จะจัดการกับมันยังไงดี...

     "ว่าแต่มึงไปพูดยังไงให้น้องเขายอมวะ ตอนแรกกูนึกว่าจะยากกว่านี้ซะอีก"

     "ก็...แค่บอกว่าอยากให้ลงแข่งงานกีฬาสานสัมพันธ์"

     "แล้วน้องเขาก็ยอมง่ายๆ เลย?"

     "อะ...อือ"

     "มันดูง่ายเกินไปเปล่าวะ ถึงคนขอจะเป็นมึงก็เถอะ" ไอ้ดลยกมือลูบคาง ขมวดคิ้วเข้าหากัน "จะว่าหลงจนโงหัวไม่ขึ้นก็ไม่น่าใช่ หรือที่มันยอมเพราะมีข้อแลกเปลี่ยนกับมึง"

     เฮ้ย! ทำไมเพื่อนผมมันเดาเก่งแบบนี้เนี่ย

     "มึงไปตกลงอะไรกับน้องธีมหรือเปล่า"

     "ปะ...เปล่า"

     "ถ้าเปล่าจะติดอ่างทำไม"

     "กะ...ก็พวกมึงเอาแต่ถามอะไรก็ไม่รู้ กูก็ตอบไม่ถูกอ่ะดิ"

     พวกมันสองคนทำหน้าเหมือนไม่ค่อยอยากเชื่อผมเท่าไหร่ แต่ก็ยอมหยุดไว้แค่นี้ไม่ซักถามอะไรต่อ

     "เอาเถอะ คิดมากไปก็เท่านั้น ยังไงน้องเขาก็ยอมลงแข่งแล้วนี่นะ เอาเป็นว่ามึงคอยเชียร์เขาอย่าให้คลาดสายตาละกัน นั่นว่าที่แฟนมึงเลยนะ"

     ผมเตรียมจะเฉ่งไอ้ตาล แต่จู่ๆ ก็เกิดรู้สึกแปลกๆ กับคำว่าแฟนขึ้นมา ผมเม้มปากแน่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ ไอ้ตาลที่เห็นผมไม่เถียงกลับเหมือนทุกทีเลยทำหน้างง

     ถ้าวันหนึ่งผมกับธีมคบกันขึ้นมาจริงๆ มันจะเป็นยังไงนะ จะเป็นคู่รักแบบไหน จะใช้ชีวิตหลังจากนั้นยังไง จะมีอะไรเปลี่ยนไปไหม แล้วจะคบกันได้นานหรือเปล่า

     อาจจะเป็นเพราะผมเพิ่งอายุยี่สิบ เพราะผมเอาแต่คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับใคร หรือจะเพราะอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมไม่เคยนึกภาพตัวเองที่มีคนรักอยู่ข้างกายเลย

     ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ ทำไมคนที่ดีไปซะทุกอย่างแบบธีมถึงเอาแต่มาจมปลักอยู่กับผมกันนะ จะบอกว่าเขาประทับใจในตัวผม ผมก็จำไม่ได้ว่าไปทำอะไรและเมื่อไหร่ให้เขาประทับใจ

     "ไอ้ไอ"

     "หือ?"

     "เป็นไรของมึง ทำหน้าซะเครียดเชียว กลัวน้องธีมแพ้เหรอ"

     "...เปล่า ธีมเขาเก่งขนาดนั้นยังไงก็ชนะอยู่แล้ว"

     ไอ้ตาลทำปากเบะ กลอกตามองบน "ยังไม่ได้คบกันก็อวยซะขนาดนี้แล้ว กูล่ะเบื่อพวกเห่อแฟนจริงๆ"

     คำก็แฟนสองคำก็แฟน ผมกับธีมยังไม่ได้คบกันซะหน่อย!

     "กรี๊ดดดดดด!!!"

     "น้องธีมขาาาาา เท่สุดๆ ไปเลย!!!"

     "สุดหล่ออออ มองมาทางนี้หน่อยค่าาาาา!!!"

     "อร๊ายแกกกก ตอนชู้ตลูกลงห่วงเมื่อกี้โคตรเท่เลย ฉันจะเป็นลม!!!"

     คนดูรอบสนามต่างส่งเสียงดังเมื่อธีมชู้ตลูกบาสลงห่วงได้จากระยะไกล ถึงผมจะไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่าทางของเขาที่กระโดดโยนลูกเมื่อครู่นี้น่ะมันเท่จริงๆ ขนาดไอ้ดลที่ปกติจะนั่งดูเงียบๆ ยังตะโกนชมรุ่นน้องตัวเองไม่ขาดปากเลย ไอ้ตาลนี่ไม่ต้องพูดถึง กรี๊ดซะจนผมกลัวว่าเส้นเสียงมันจะแตกไปซะก่อน

     ผมหันมาตั้งใจดูการแข่งตรงหน้าอีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นแค่การซ้อมแต่ทุกคนก็ดูมุ่งมั่นและจริงจังมาก และตอนนั้นเองที่ผมได้รู้อะไรบางอย่าง ธีมน่ะดูดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็เพอร์เฟกต์ไปหมด แต่ต้าในตอนกำลังเล่นบาสก็ดูดีไม่แพ้กันเหมือนกัน พอเห็นดังนั้นผมเลยอดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งที่หน้าตาดีทั้งคู่แท้ๆ แต่ทำไมถึงมีแค่ธีมที่ฮอตอยู่คนเดียว

     ...คงเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบผู้ชายที่ดูหล่อและเท่ล่ะมั้ง ก็ต้าน่ะออกไปทางหน้าหวาน ใช้คำว่าน่ารักน่าจะเหมาะกว่าคำว่าหล่อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนชอบต้าเลย ในบรรดาเสียงเชียร์จากข้างสนามผมได้ยินคนเรียกชื่อต้าด้วย

     "นี่มึง"

     ผมหันไปมองคนที่เอานิ้วมาสะกิดเรียก ไอ้ตาลเอามือมาป้องปากกระซิบถามข้างหูผม

     "ที่ไปรับน้องอุ่นเมื่อวานอ่ะ เกิดเหตุการณ์อะไรพีคๆ หรือเปล่า"

     ใจคอมันจะรู้ทุกซอกทุกมุมของชีวิตผมให้ได้เลยใช่ไหม ถ้าจะถามขนาดนี้เอากล้องมาติดไว้ที่ตัวผมเลยก็ได้นะ

     "อะไรคือเหตุการณ์พีคๆ วะ"

     "ก็อย่างเช่นมึงสะดุดขาตัวเองกลางห้างแล้วน้องธีมก็เข้ามาช่วยประคองไว้ มึงกับน้องเลยเผลอสบตากันในระยะประชิดไง"

     "อ๋อ เหมือนเมื่อวานจะเคยเกิดอะไรแบบนั้นนะ"

     "เฮ้ย! จริงเหร..."

     "ในละครหลังข่าวอ่ะ มึงลองไปหาดูเอาเองนะ กูก็จำไม่ได้ว่าเรื่องไหนเพราะฉากแบบนี้มีเยอะเกิน"

     รอยยิ้มกว้างของไอ้ตาลหุบลงฉับพลันที่โดนผมพูดขัด มันทำหน้าเอือมๆ พลางเอามือมาหยิกแก้มผม "ทีหลังไม่ต้องตอบก็ได้นะถ้าจะกวนตีนขนาดนี้"

     "ก็ดูคำถามมึงดิ คิดได้ไงว่ากูกับธีมจะทำอะไรกันกลางห้างแบบนั้น"

     "กรี๊ดดดดดด!!!"

     "อร๊ายยยยยยยย!!!"

     เราสองคนหยุดคุยกันชั่วคราวแล้วหันไปมองการแข่งในสนามโดยอัตโนมัติ ดูเหมือนว่าทีมของธีมจะทำคะแนนได้อีกแล้ว คนตัวสูงวิ่งไปกอดเพื่อนๆ ด้วยความดีใจ บางคนก็เข้ามาแท็กมือด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ภาพตรงหน้าทำให้ผมเผลอยิ้มตาม ก่อนที่กรรมการจะประกาศให้พักสิบห้านาที

     ต้าและเพื่อนคนอื่นๆ พากันเดินไปยังจุดพักข้างสนามที่มีเหล่ากองเชียร์คอยถือน้ำกับผ้าเย็นไว้ให้ ต่างกับใครอีกคนที่แยกตัวจากเพื่อนๆ เดินมาทางที่ผมนั่งอยู่ ผมกับเพื่อนนั่งอยู่ชั้นล่างสุดของอัฒจันทร์ ที่จริงผมก็กะจะไปนั่งข้างบนอยู่หรอก แต่ไอ้ตาลมันขี้เกียจเดินขึ้นผลเลยออกมาเป็นแบบนี้

     พอเห็นว่าหนุ่มฮอตกำลังเดินมาทางนี้พวกผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านบนผมก็ส่งเสียงกันยกใหญ่ หลายคนทำท่าจะหยิบน้ำกับผ้าเย็นลงมาให้ แต่ธีมยกมือขึ้นมาห้ามประมาณว่าไม่เป็นไร คนตัวสูงเดินมาเกาะรั้วข้างสนามพลางมองมาที่ผม แม้ทั่วใบหน้าจะเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อแต่ธีมก็ยังดูหล่อเหมือนเดิม

     "มัวนิ่งอยู่ทำไมล่ะ ไอ้ธีมมันรอมึงไปป้อนน้ำให้อยู่ไม่เห็นเหรอ"

     "แต่กูไม่ได้ซื้อน้ำมา..." ยังไม่ทันจะพูดจบก็มีขวดน้ำกับผ้าเย็นลอยมาอยู่ในมือผม ไอ้ตาลขยิบตาให้หนึ่งทีพลางผลักผมเบาๆ

     "กูกะไว้แล้วว่าจะเป็นแบบนี้เลยซื้อมาเตรียมไว้ให้ รีบๆ ไปได้แล้ว ว่าที่แฟนมึงกำลังต้องการกำลังใจอยู่นะยะ"

     ให้ตายเถอะเพื่อนผม ทีเรื่องเรียนไม่เห็นจะรอบคอบแบบนี้บ้างเลย แล้วผมก็บอกไปแล้วไงว่ายังไม่ใช่แฟนกัน หัดจำซะบ้างสิไอ้เพื่อนคนนี้!

     ผมลุกขึ้นเดินไปยังรั้วที่มีร่างสูงยืนพิงอยู่ ทันใดนั้นเสียงกรี๊ดบนอัฒจันทร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าตอนนี้ทุกคนกำลังมองผมกับธีม พอรู้แบบนั้นผมก็เกร็งขึ้นมาทันที

     ไม่ชอบเลยเวลาที่มีคนมองมาเยอะๆ โอ๊ยยย ประหม่าไปหมดแล้วเนี่ย!

     ผมค่อยๆ ยื่นขวดน้ำไปให้คนตรงหน้า แต่ธีมก็ยังยืนนิ่งพลางยกแขนขึ้นมาเท้ากับรั้วแล้วเอาคางเกยไว้บนนั้น ธีมยิ้มให้ผมแล้วเลื่อนสายตาลงมามองขวดน้ำในมือ เพียงเท่านั้นผมก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

     ผมเปิดขวดน้ำก่อนจะใส่หลอดลงไป ยื่นไปจ่อปากคนตัวสูงที่กำลังรออยู่ ธีมยิ้มกว้างพลางยื่นหน้ามาดูดน้ำ เสียงกรี๊ดด้านหลังดังขึ้นกว่าเดิมจนใบหน้าผมเห่อร้อนไปหมด

     อันที่จริงจะปฏิเสธก็ได้ แต่พอเห็นสายตาของคนตรงหน้าผมก็เกิดไปไม่เป็นขึ้นมาซะงั้น นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย...

     "เช็ดหน้าให้ด้วยสิครับ"

     อีกฝ่ายร้องขอด้วยใบหน้ายิ้มๆ ผมจึงแกะผ้าเย็นแล้วเอื้อมมือไปซับเหงื่อให้คนตรงหน้า มือผมสั่นจนผมรู้สึกได้ ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าตอนนี้หน้าตัวเองแดงแค่ไหน ผมค่อยๆ ลูบไล้ใบหน้าคมคายอย่างแผ่วเบา จากแก้มขึ้นไปยังหน้าผาก ก่อนจะลงมายังบริเวณคอและสันกราม

     "ทำหน้าแบบนี้คือเขินอยู่เหรอครับ"

     ผมสะดุ้งที่จู่ๆ ก็โดนจับได้ ยิ่งเห็นสายตายิ้มๆ ตรงหน้าก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก "ปะ...เปล่าซะหน่อยครับ"

     "เขินก็บอกว่าเขินสิ ขนาดผมยังเขินเลย"

     "ถ้าเขินแล้วจะให้พี่เช็ดให้ทำไมครับ"

     "ไม่เห็นต้องถามเลย ใครๆ ก็อยากถูกคนที่ตัวเองชอบดูแลกันทั้งนั้นแหละครับ" มือหนายกมาทาบทับมือผมที่กำลังเช็ดคออยู่ ผมตกใจเลยเงยหน้ามามองธีมจากที่ตอนแรกพยายามหลบตา

     "อะ...เอามือออกสิครับ จับไว้แบบนี้พี่เช็ดต่อไม่ได้นะ"

     "ไม่ต้องแล้วครับ ผมหายเหนื่อยแล้ว"

     "ถ้างั้นพี่กลับไปนั่ง..."

     "อีกตั้งนานกว่าจะซ้อมต่อ พี่ยืนอยู่ตรงนี้แหละ"

     "จะให้พี่ยืนทำอะไรอ่ะครับ"

     "ยืนให้ผมมองไง มองไกลๆ เห็นไม่ชัดเลยอยากมองใกล้ๆ น่ะครับ"

     ถ้าเป็นปกติผมคงเดินกลับไปที่นั่งของตัวเองแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะสายตา คำพูด หรือรอยยิ้มของธีมกันแน่ที่ทำให้ผมไม่สามารถเดินกลับไปได้ ทำได้แค่ยืนสบตากับคนที่เหมือนจะกำลังแข่งแก้มแดงกับผม

     "ไหนตอนนั้นบอกว่าเขินพี่ไงครับ แล้วทำไมถึง..."

     "ตอนนี้ก็ยังเขินอยู่ครับ และคงไม่มีวันหายเขินได้ด้วย แต่ถ้าผมมัวแต่เขิน..."

     "..."

     "ผมจะจีบพี่ไอติดได้ยังไงล่ะครับ"

























     การสอบไฟนอลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เช่นเดียวกับงานกีฬาสานสัมพันธ์ ผมกับไอ้ตาลน่ะไม่เท่าไหร่เพราะมีเวลาอ่านหนังสือ แต่ไอ้ดลนี่สิที่ลำบาก มันต้องตามไปดูแลพิงค์ที่ต้องซ้อมพาเหรดอย่างหนักหน่วงเลยแทบไม่มีเวลาเตรียมตัวสอบเลย

     ชีวิตปีสองของนักศึกษานิติฯ นี่ไม่ง่ายอย่างที่เห็นเลยนะครับ มองเผินๆ อาจจะดูเหมือนพวกผมไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ แต่ลึกๆ แล้วก็แอบหวั่นอยู่ไม่ใช่น้อยว่าจะอ่านหนังสือทันหรือเปล่า

     ผมละสายตาจากหนังสือตรงหน้าหันไปดูหญิงสาวที่กำลังทำหน้าหงิกงอ เห็นสีหน้าไอ้ตาลตอนอ่านหนังสือแล้วผมไม่รู้จะขำหรือสงสารดี มันทำหน้าเหมือนมีใครบังคับให้กินยาพิษงั้นแหละ

     "พักหน่อยไหม" ผมบอกมันเสียงเนือยๆ ไอ้ตาลหันมาทำปากเบะใส่ผมก่อนจะล้มตัวหงายท้องไปบนเตียง

     "เทอมนี้เกรดกูร่วงแน่เลย มีแต่วิชายากๆ ทั้งนั้น อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัวเลยสักนิด"

     "ค่อยๆ อ่านไปอย่ารีบร้อน ยิ่งมึงไม่ถนัดท่องจำด้วยแล้วถ้าฝืนมากเกินไปมันจะกลายเป็นไม่ได้อะไรเลยนะ"

     "กูไม่อ่านแล้วได้ไหม เน้นสวดมนต์กับอธิษฐานแทน"

     "คนที่ให้เกรดมึงไม่ใช่เจ้าที่แต่เป็นอาจารย์ เพราะงั้นถ้าจะสวดมนต์ก็ไปสวดกับอาจารย์เอาเองนะ" ผมยิ้มล้อเลียนมัน ไอ้ตาลเด้งตัวขึ้นมานั่งขัดตะหมาดกลางเตียง ทำหน้าหงิกงอยิ่งกว่าเดิม

     ตอนนี้ผมอยู่หอไอ้ตาล ซึ่งหอของมันก็อยู่ใกล้มหา'ลัยชนิดที่ว่าขับรถห้านาทีก็ถึงแล้ว วันนี้ไม่รู้อะไรดลใจให้มันโทรมาชวนผมแต่เช้า ผมเองก็ไม่มีธุระที่ไหนเลยถือโอกาสมาเที่ยวห้องมันด้วยซะเลย

     ตอนแรกผมกะจะติวให้ แต่มันก็บอกว่าอยากลองอ่านด้วยตัวเองดูก่อน ผลลัพธ์เลยออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ อีกไม่ถึงเดือนก็จะสอบแล้ว ผมล่ะเป็นห่วงมันจริงๆ ว่าจะรอดไหม

     "ลงไปกินข้าวกันก่อนไหม และเดี๋ยวขึ้นมาแล้วกูช่วยติวให้"

     "ยังอ่ะ กูว่าจะอ่านต่ออีกหน่อย จริงๆ กูก็พอจะจับจุดได้อยู่หรอกว่าต้องจำยังไงถึงจะจำได้เยอะ แต่แค่มาตรามันเยอะจนกูเหนื่อยแค่นั้นเอง"

     "จำอย่างเดียวไม่ได้นะโว้ย ต้องรู้วิธีเอาไปใช้ในข้อสอบด้วย"

     ไอ้ตาลพยักหน้าส่งๆ ก่อนจะหยิบหนังสือที่มันโยนไปข้างตัวมาอ่านอีกรอบ ผมมองมันอย่างเป็นห่วง ที่เตือนไปเมื่อครู่น่ะรู้เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย

     เอาเถอะ ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวก็คงมาขอความช่วยเหลือเองแหละ ไอ้ตาลน่ะน่าเป็นห่วงก็จริง แต่ไอ้ดลนี่สิน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า สงสัยผมคงต้องทำสรุปเลคเชอร์ไปให้มันซะหน่อยแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นตายร้ายดียังไงบ้าง

     Rrrr~

     ผมวางหนังสือลงอีกครั้งพลางเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงดังในกระเป๋า ไอ้ตาลมองมาอย่างสงสัยว่าใครโทรมา แต่พอเห็นสีหน้าผมที่กำลังมองเบอร์ที่โทรเข้ามาแล้วมันก็ยิ้มกริ่มเหมือนรู้ได้ในทันที

     "หน้าแดงขนาดนี้น้องธีมโทรมาชัวร์"

     ผมล่ะเกลียดตัวเองที่เก็บอาการไม่เก่งจริงๆ ให้ตายสิ!

     "รีบรับสิ เดี๋ยวเขาก็วางสายไปก่อนหรอก"

     "แต่มึงกำลังอ่านหนังสืออยู่..." พูดยังไม่ทันจบสายก็ถูกตัดไปซะก่อน แต่ไม่ทันไรธีมก็โทรมาใหม่อีก

     "เดี๋ยวกูลงไปซื้อของกินคั่นเวลาก็ได้ ไม่อยู่เป็นก้างขวางคอหรอกย่ะ แล้วน้องธีมเองก็ดูเหมือนอยากจะคุยกับมึงให้ได้ด้วย รีบๆ รับสายได้แล้ว" มันพูดจบก็ลุกไปหยิบคีย์การ์ดกับกระเป๋าสตางค์ทันที ทิ้งให้ผมยืนเคว้งอยู่กลางห้องคนเดียว ไอ้ตาลกำลังจะเดินออกจากห้องไป แต่ก่อนไปยังไม่วายหันมาพูดอีกรอบ "คุยกับเขานานๆ ล่ะ นี่ก็ใกล้วันแข่งจริงแล้ว น้องธีมคงอยากได้กำลังใจจากมึงแน่ๆ กูรู้"

     มันคิดจะเป็นกามเทพสื่อรักให้ผมหรือไง ถามผมสักคำหรือยังว่าต้องการหรือเปล่า...

     ผมหันมามองโทรศัพท์ในมือที่ยังส่งเสียงริงโทนไม่หยุด ตั้งแต่วันที่ผมกับเพื่อนๆ ไปคอยเชียร์ข้างสนามครั้งก่อนผมก็ไม่ได้เจอธีมอีกเลย ไอ้ดลบอกว่าธีมต้องซ้อมบาสทุกวัน ผมเองก็ต้องเตรียมตัวสอบ พอแต่ละคนมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะห่างหายไปจากกัน

     "...ฮัลโหลครับ"

     [พี่ยุ่งอยู่เหรอครับถึงได้รับสายช้า]

     "เปล่าครับ พอดีพี่วางโทรศัพท์ไว้ไกลน่ะ ว่าแต่ธีมมีอะไรหรือเปล่าครับ"

     ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงทุ้มที่เหมือนจะเขินอยู่นิดหน่อย [ผมกำลังซ้อมบาสอยู่ครับ แต่ตอนนี้โค้ชเขาให้พัก แล้วผมก็คิดถึงพี่ไอขึ้นมา เลยอยากโทรมาคุยด้วยจนกว่าจะถึงเวลากลับไปซ้อมอีก]

     "..."

     [พี่ไอ...สะดวกหรือเปล่า]

     ผมเม้มปากเข้าหากันแน่น หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะทั้งที่ธีมก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย ผมว่าผมชักจะใจเต้นแรงกับธีมบ่อยเกินไปแล้วนะ ที่น่าหงุดหงิดกว่านั้นคือผมไม่รู้จะจัดการกับอาการพวกนี้ยังไงด้วยสิ ก็ทั้งชีวิตน่ะเคยมีใครมาทำให้ผมใจเต้นแรงซะที่ไหน

     จะมีก็แต่คนที่กำลังคุยโทรศัพท์ด้วยนี่แหละ...

     "สะดวกครับ ตอนนี้พี่ก็ว่างอยู่เหมือนกัน" ในเมื่อกลับไปอ่านหนังสือต่อก็คงไม่รู้เรื่อง งั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธนี่นะ

     [วันนี้ซ้อมหนักโคตรๆ เลยครับ ไอ้ต้าก็ลาหยุดเพราะต้องไปทำธุระ เพื่อนคนอื่นๆ ก็หนีไปกินข้าวกันหมด ตอนนี้ผมเหงามากเลย] อีกฝ่ายบ่นมาเป็นชุดเหมือนอัดอั้นตันใจมานาน ผมยิ้มออกมาเบาๆ รู้สึกสงสารปนเอ็นดูปลายสายขึ้นมาทันที

     "แล้วทำไมธีมไม่ไปกินข้าวกับเขาล่ะครับ"

     [ผมอยากซ้อมให้เสร็จแล้วค่อยไปกินทีเดียวน่ะครับ]

     ผมหันไปมองที่ระเบียง ข้างนอกอากาศแจ่มใส แถมวิวห้องไอ้ตาลก็สวยด้วย ผมเลยถือโอกาสเดินไปเปิดประตูระเบียงเพื่อยืนดูทิวทัศน์นอกห้อง

     "พักนานไหมครับ"

     [ครึ่งชั่วโมงครับ หลังจากนั้นก็ซ้อมครั้งสุดท้ายแล้วกลับบ้าน]

     "อย่าหักโหมมากนะครับ"

     [ที่บอกนี่คือเป็นห่วงผมเหรอ]

     "ครับ เป็นห่วง"

     คู่สนทนาเงียบไป ไม่รู้เพราะเขินหรือเพราะไม่มีอะไรจะพูดต่อ แต่ผมว่าผมเดาสีหน้าของธีมตอนนี้ได้นะ เพราะผมเองก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

     ก็ผมเป็นห่วงจริงๆ นี่นา จะโกหกไปให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะ

     [ถ้าเป็นห่วงผม ก็มาเชียร์ผมทุกวันสิครับ]

     "ขอโทษนะครับ แต่ช่วงนี้พี่ต้องเตรียมตัวสอบเลยไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย"

     [งั้นเหรอครับ...] เสียงนุ่มทุ้มหม่นลงนิดหน่อยเหมือนคนพูดกำลังน้อยใจ ถ้าเมื่อครู่ธีมทำหน้าเขินอยู่ ตอนนี้ก็คงเปลี่ยนเป็นหน้าหงอยแล้วสินะ

     "แต่พี่กะว่าสัปดาห์หน้าจะชวนไอ้ตาลไปดูเราซ้อมอีก เพราะงั้นเลิกทำเสียงแบบนั้นได้แล้วครับ"

     ทั้งที่ไม่ได้เห็นหน้าแท้ๆ แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าใบหน้าหงอยๆ กำลังเปลี่ยนมาเป็นยิ้มกว้าง ที่จริงผมกะจะไปเชียร์แบบไม่บอกล่วงหน้า แต่พอเห็นคนตัวสูงทำเสียงน้อยใจแล้วปากมันก็เผลอพูดออกไปเอง

     [พี่สัญญาแล้วนะ ต้องมาให้ได้นะครับ]

     "ครับ...สัญญาเลย"

     สายตาผมทอดมองไปยังบนถนนที่มีรถยนต์สัญจรไปมาเต็มไปหมด ความวุ่นวายของใจกลางเมืองเป็นอะไรที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก บางทีผมก็เคยคิดนะว่าอยากไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัดบ้าง แบบนั้นอาจจะช่วยคลายเครียดจากอะไรหลายๆ อย่างในเมืองกรุงได้เยอะ

     ระหว่างที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว ผมเลยออกจากภวังค์ตัวเองแล้วเอ่ยเรียกคนในสาย "เอ่อ...ธีมครับ"

     [ว่าไงครับ]

     "พี่ขอถามอะไรอย่างนึงได้ไหม"

     [ถามได้ทุกเรื่องเลยครับ ยกเว้นถามว่าทำไมผมถึงชอบพี่ เรื่องนั้นไว้ผมจีบพี่ติดก่อนแล้วจะบอก]

     "ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ พี่แค่อยากรู้ว่าที่ธีมยอมลงแข่งครั้งนี้...เพราะพี่อย่างเดียวเหรอ"

     ผมคาใจมาตลอดตั้งแต่วันที่ธีมตอบตกลง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ถามสักที ลึกๆ แล้วผมกำลังรู้สึกผิด เพราะที่ผมทำไปแบบนั้นมันเหมือนเอาความรู้สึกที่ธีมมีให้ผมมาบีบบังคับเขาเลย

     เสียงรถราจากถนนเบื้องล่างดังเข้ามาแทนที่เสียงของคนในสายที่เงียบไป ธีมไม่ตอบอะไรเลย เงียบไปนานจนผมเริ่มหวั่นขึ้นมานิดๆ

     "ธีมครับ"

     [ถ้าผมตอบว่าใช่ พี่จะคิดมากหรือเปล่า]

     "แต่ไหนธีมบอกว่าไม่ชอบความกดดันไงครับ แล้วทำไมถึงยอมตกลงแค่เพราะพี่ขอร้องล่ะ"

     [ใช่ครับ ผมไม่ชอบความกดดัน ไม่ชอบการถูกคนอื่นคาดหวัง แต่พอคนที่คาดหวังคือพี่ไอ...ผมกลับรู้สึกว่าอยากทำมันให้สำเร็จให้ได้]

     เป็นอีกครั้งที่คำพูดของธีมทำให้ผมใจเต้นแรงขึ้นมา ผมยืนนิ่ง ในหัวไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ยืนฟังอีกฝ่ายบอกความในใจอย่างเงียบๆ

     [พี่ไอรู้ไหม ตอนที่พี่บอกว่าชอบดูผมเล่นบาส ตอนนั้นผมเขินมากเลยนะ แต่ขณะเดียวกันผมก็ดีใจมากๆ ผมเลยอยากลงแข่งงานกีฬาครั้งนี้เพื่อจะได้เล่นบาสให้พี่ดู]

     "..."

     [เรื่องเดตน่ะผมหวังไว้มากก็จริง แต่เหตุผลหลักๆ คือผมอยากชนะการแข่งครั้งนี้ อยากชนะเพื่อตอบแทนที่พี่มองผมเป็นคนเก่งและเท่มาตลอด]

     ผมไม่เคยรู้เลยว่าคำพูดของตัวเองจะมีอิทธิพลกับธีมมากขนาดนี้ ธีมทำให้ผมรู้ว่าเขาใส่ใจและแคร์คำพูดของผมมากแค่ไหน ผมเม้มปากแน่น หลับตาลงเพื่ออดกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัว มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเครือนิดๆ

     "...ขอโทษนะครับ"

     [หืม? พี่ไอขอโทษทำไม ผมไม่ได้ว่าอะไรพี่เลยนะ]

     "ทั้งๆ ที่ธีมเคยบอกว่าไม่อยากลงแข่งเพราะไม่ชอบความกดดัน แต่พี่ก็ยังขอให้เราลงแข่งอีก พอคิดว่าธีมใส่ใจคำพูดพี่ขนาดนี้แต่พี่กลับไม่เคยใส่ใจคำพูดของธีมเลย พี่ก็เลย..."

     [...]

     "ขอโทษนะครับ"

     เราสองคนตกอยู่ในความเงียบกันอีกครั้ง ผมที่เห็นว่ายืนอยู่ตรงนี้นานแล้วเลยกลับเข้าไปนั่งบนเตียงในห้อง ไอ้ตาลยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่ามันไปซื้อของกินถึงไหน แต่ตอนนี้ผมไม่มีกะจิตกะใจจะไปคิดถึงมันหรอก

     ผมนี่มัน...นิสัยไม่ดีเลยจริงๆ

     [เปลี่ยนคำขอโทษเป็นกำลังใจได้ไหมครับ]

     ผมกะพริบตาปริบๆ รู้สึกงุนงงที่จู่ๆ ปลายสายก็พูดออกมาแบบนั้น พอผมจะตอบกลับไปเขาก็พูดขึ้นมาอีกด้วยน้ำเสียงที่เหมือนอยากจะปลอบผมอยู่ในที

     [ถ้าพี่ไอรู้สึกผิดจริงๆ ก็ให้กำลังใจผมเยอะๆ สิครับ ผมซ้อมหนักทุกวันเลยนะ แถมกว่าพี่จะมาหาก็ตั้งสัปดาห์หน้า เพราะงั้นเปลี่ยนจากขอโทษมาให้กำลังใจแทนเถอะนะครับ]

     "..."

     [ผมไม่ได้โทรมาเพื่อจะฟังคำขอโทษซะหน่อย อย่าคิดมากเลยครับ พี่ไม่ได้บังคับอะไรผมทั้งนั้น แต่พี่เป็นกำลังใจของผมต่างหาก เป็นคนที่ผมอยากโชว์เท่ให้ดูถึงขนาดยอมลงแข่งงานกีฬาครั้งนี้เชียวนะ]

     "..."

     [ว่าไงครับ ให้กำลังใจผมได้หรือเปล่า]

     ผมรู้แล้วว่าคำพูดของผมมีอิทธิพลกับธีมมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมเพิ่งรู้ว่าคำพูดของธีมก็มีอิทธิพลกับผมมากเช่นกัน เพราะพอได้ยินเขาพูดแบบนี้ความรู้สึกผิดในใจผมก็หายไปหมดสิ้น เข้ามาแทนที่ด้วยความรู้สึกสบายใจที่ได้คุยด้วยกัน มุมปากทั้งสองข้างเผลอยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยยิ้มกว้างขนาดนี้มาก่อน

     ผมไม่ใช่คนที่ชอบดูถูกตัวเองก็จริง แต่ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีค่ากับใครสักคนมากขนาดนี้ จนกระทั่งวันนี้ที่ผมได้คุยกับธีม ผมถึงรู้ว่าสำหรับเขา ผมมีค่ามากแค่ไหน

     นี่น่ะเหรอ...ความรู้สึกของการที่มีคนมาชอบเรา

     "สู้ๆ นะครับ พี่เป็นกำลังใจให้เสมอนะ"

     คู่สนทนาหัวเราะในลำคอเบาๆ ราวกับรอฟังคำพูดนี้ของผมมานาน [ขอบคุณนะครับ วันนี้ผมอนุญาตให้บอกทางโทรศัพท์ได้ แต่วันหลังพี่ต้องมาบอกต่อหน้าผมนะ]

     ผมอมยิ้มกับความเอาแต่ใจนิดๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของคนในสาย ในอกรู้สึกอุ่นวาบจนหุบยิ้มไม่ได้เลย

     "ครับผม พี่สัญญา"























     - มีต่อ -


หัวข้อ: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 12 - (2) . . . . . . . [19/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: Cloverberry ที่ 19-07-2021 22:24:20
     หลังวางสายจากธีมผมก็อ่านหนังสือต่อเพื่อรอไอ้ตาลไปพลางๆ แต่สักพักมันก็โทรมาเรียกให้ผมลงไปหาข้างล่าง พอถามหาเหตุผลมันก็ไม่ยอมบอก เอาแต่บอกว่าลงมาเดี๋ยวก็รู้เอง สุดท้ายผมเลยต้องลงมาหามันทั้งที่ยังอ่านหนังสือไปไม่ถึงไหน

     "ไอ้ไอ! ทางนี้ๆ" พอผมลงลิฟต์มาถึงชั้นล่างก็มีเสียงตะโกนดังเข้ามาในหู ไอ้ตาลโบกไม้โบกมือให้ผมไปหา สีหน้าท่าทางมันลุกลี้ลุกลนเหมือนกำลังแอบสะกดรอยตามใครอยู่งั้นแหละ

     "อะไรของมึงวะ ไหนว่าจะลงมาซื้อของกินไง"

     "ตอนแรกก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นแหละ แต่พอดีกูเจอใครบางคนที่ไม่คิดว่าจะเจอซะก่อน"

     คิ้วผมขมวดเข้าหากัน ไอ้ตาลไม่ปล่อยให้ผมงงนาน มันจูงมือลากผมไปแอบหลังต้นไม้ที่ตั้งไว้ประดับบริเวณหน้าหอ ผมกำลังจะหันไปโวยวายว่าทำบ้าอะไร แต่มันก็จับหน้าผมให้หันไปมองร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ๆ กันซะก่อน

     "ดูให้ดีๆ แล้วบอกกูมาว่ามึงเห็นใครในร้าน"

     ถึงจะยังงงๆ อยู่แต่ผมก็ยอมทำตามคำพูดมัน เพ่งมองเข้าไปในร้านเพื่อดูว่ามีลูกค้าคนไหนบ้างที่ผมรู้จัก สักพักดวงตาผมก็เบิกกว้างเมื่อเห็นหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวที่คุ้นตากำลังเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์หน้าร้านพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่ง

     "นั่นพิงค์หรือเปล่าวะ"

     "โอเค ถ้ามึงเห็นเหมือนกันแสดงว่ากูไม่ได้ตาฝาด"

     "นี่มันเรื่องอะไรวะมึง"

     "กูจะไปรู้ไหม ตอนเห็นแวบแรกกูก็ตกใจเหมือนมึงนั่นแหละ ขยี้ตาอยู่ตั้งนานถึงได้แน่ใจว่ากูดูไม่ผิดคน"

     ผู้ชายที่มากับพิงค์เป็นคนที่ทั้งผมและไอ้ตาลไม่รู้จัก ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเดินจับมือกันออกมานอกร้าน ไอ้ตาลรีบผลักหัวผมให้หลบมาอยู่หลังต้นไม้เมื่อพิงค์ทำท่าจะมองมาทางนี้ ผ่านไปสักพักผมถึงได้ค่อยๆ ชะโงกหน้าออกมาดูอีกครั้ง ผู้ชายคนนั้นกำลังขับรถออกจากที่จอดโดยมีพิงค์นั่งข้างๆ พอรถเคลื่อนออกไปแล้วพวกผมสองคนถึงได้ออกมาจากที่ซ่อน

     "มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ไหนไอ้ดลบอกว่าวันนี้พิงค์มีซ้อมเดินพาเหรดที่มอ ปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลยไง"

     "นั่นดิ นี่กูก็เกือบโทรหาไอ้ดลแล้วนะ แต่พอคิดดูอีกทีเรียกมึงมาก่อนดีกว่า จะได้ปรึกษากันก่อนว่าจะเอายังไง"

     "ปรึกษา? ทำไมต้องปรึกษาก่อนด้วยวะ ก็โทรไปถามไอ้ดลเลยดิจะได้รู้เรื่องไปเลย"

     ไอ้ตาลทำหน้าเอือมใส่ผม มันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดนู่นกดนี่อยู่สักพักก่อนจะหันมาถาม

     "มึงคิดว่าผู้ชายที่มากับพิงค์เป็นใคร"

     "จะไปรู้ไหมล่ะ กูไม่รู้จักเขา แต่ถ้าให้เดาก็คงเป็นเพื่อนล่ะมั้ง"

     "มึงคิดว่าเป็นเพื่อนเหรอ"

     "แล้วถ้าไม่ใช่เพื่อนจะเป็นอะไรได้อีก"

     คราวนี้มันไม่ตอบ แต่ยัดโทรศัพท์ใส่มือผมแทน บนโทรศัพท์มีรูปๆ หนึ่งกำลังโชว์หราอยู่ "งั้นมึงดูนี่แล้วตอบกูมา ว่าเพื่อนกันเขาทำแบบนี้หรือเปล่า"

     ผมทำหน้างงใส่มัน แต่พอหันมาดูรูปในโทรศัพท์แล้วใบหน้าผมก็เปลี่ยนเป็นตกใจทันที ดวงตาผมเบิกกว้างกว่าเมื่อครู่ คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว รูปที่ไอ้ตาลถ่ายมามันไม่ค่อยชัดก็จริง แต่ก็พอจะดูออกว่าคนในรูปคือพิงค์กับผู้ชายที่มาด้วยกันกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟ สิ่งที่ทำให้ผมตกใจคือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนเพื่อนผม กับคนที่ผมคิดว่าเป็นเพื่อนของเขา...

     กำลังจูบกัน



























     TBC

     Reply to @kong6336 : คิดถึงคนอ่านเหมือนกันครับ คิดถึงทุกคนเลย จะพยายามหาเวลาว่างมาลงให้หายคิดถึงบ่อยๆนะครับ ^^

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #ความธรรมดาที่พิเศษ ด้วยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 12 - . . . . . . . [19/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: กาแฟมั้ยฮะจ้าว ที่ 20-07-2021 11:05:34
+1 ep12 อัพ 19-07-21 ครับ  :hao3:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 12 - . . . . . . . [19/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: kong6336 ที่ 20-07-2021 21:05:29
เพื่อนอีกคนกำลังจะมีแฟน แต่เพื่อนอีกคนกำลังจะเสียแฟน :katai1:
หัวข้อ: Re: ความธรรมดา ที่ พิ เ ศ ษ . ❤️ - Episode 11 - . . . . . . . [08/Jul/2021]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 21-07-2021 22:28:46
ร้ายยยย