Chapter :: Special Sky :: พระอาทิตย์สีเทอร์ควอยซ์ (III) Part.2
10.25 นาฬิกา วันเดียวกันคอนโดของฝาแฝด ณ ใจกลางเมืองบางกอก
“..........” โห.. นี่มันเป็นบ้านที่รวมสิ่งมีชีวิตอันเจิดจ้าชัดๆ ระยิบระยับแสบตาจนต้องหรี่ตามอง.. เออ! แว่นๆ แว่นกันแดดอยู่ไหนวะเนี่ย?
ก่อนหน้านี้ผมก็เคยได้ยินจากไอ้แฝดมาบ้างแล้วล่ะว่าพี่ชายคนโตของพวกมันเป็นนายแบบ ส่วนแม่มันก็เคยเป็นนางแบบมาก่อน ก่อนที่จะผันตัวไปเปิดเอเจนซี่เป็นของตัวเอง ผมก็เคยคิดภาพไว้บ้างเหมือนกันนะว่าบ้านมันทั้งบ้านต้องหน้าตาดีหมดแน่ๆ ..ตอนที่ได้เจอป๊ะป๋าเซ็นครั้งแรกก็ทำเอาผมถึงกับอ้าปากค้าง ถ้าอย่างแฝดเรียกว่าหน้าหวาน ป๊ะป๋าเซ็นก็คงจะเป็นหน้าหวานตัวพ่ออ่ะ แถมยังหน้าเด็กอย่างกับคนอายุยี่สิบปลายๆ ทั้งที่จริงๆ ปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว สุดยอดพันธุกรรมของแท้เลย รูปหน้านี่บอกยี่ห้อมากเลยว่าแฝดออกมาจากพิมพ์ใคร
แต่พอได้มาเจอทั้งคุณแม่ริต้าและคุณพี่ซอลฟานี่ยิ่ง โว้ววว.. จะแข่งกันสวยไปไหนครับ? อย่างกับฝาแฝดต่างวัย สองคนนี้หน้าคล้ายกันจนน่าใจหาย ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าพี่ซอลฟาแกเป็นผู้ชายนะ ผมต้องคิดว่าแกเป็นพี่สาวของแฝดแน่ๆ ก็เล่นสวยไม่เกรงใจผู้หญิงแท้ซะขนาดนี้
แล้วพอทุกคนมาอยู่รวมในห้องเดียวกันนะ.. ก็อย่างที่ผมบอก ระยิบระยับจนแทบอยากควักแว่นกันแดดออกมาใส่เพื่อความปลอดภัยของม่านตา
แล้วไหนจะมี พี่ฌานผู้เป็นขวัญใจมหาชนชาวมหาลัย มีผู้ชายฝรั่งหน้าตาดีท่าทางเคร่งขรึมที่ถูกแนะนำว่าเป็นผู้ช่วยของป๊ะป๋าเซ็น แล้วก็มีกิ๊กไอ้ซันที่เป็นนางแบบชื่อ มิรันด้า มาร่วมเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากด้วย ..หืมมม ช่างเป็นคอนโดที่แออัดยัดเยียดไปด้วยคนหน้าตาดีอะไรเช่นนี้?
แต่ซินของผม(?)อ่ะ.. ตั้งแต่มาถึงซินของผม(?)เอาแต่อยู่ในห้องนอนส่วนตัว ไม่คิดจะออกมาให้เห็นหน้าให้ได้ชื่นใจก่อนกลับไปหอพักเลย กุซิก..
แล้วเมื่อเช้านะ ไอ้ตัวดีมันก็หนีผมกลับมากรุงเทพก่อนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ตั้งแต่ผมยังไม่ตื่นแน่ะ สรุปง่ายๆ ก็คือตั้งแต่โดนถีบเมื่อคืนผมยังไม่ได้เห็นหน้าซินอีกเลย ฮึก..คิดแล้วมันห่อเหี่ยว ไม่รู้ซินเซียร์มันจะเอายังไงกับผมกันแน่ แล้วผมควรจะจัดการกับชีวิตของตัวเองยังไงดี..? เฮ้อ~
17.15 นาฬิกา วันอังคารสีชมพู(?)ใต้ตึกคณะวิศวะ ณ มหาวิทยาลัยของผมเอง
“...ห๊ะ?” ผมอุทานออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เมื่อกี๊ซินมันว่าไงนะ? มันว่าจะไปค้างกับใครที่ไหน? ผมได้ยินไม่ค่อยถนัดแฮะ ไหนพูดอีกทีซิ?
“กูบอกว่าคืนนี้ขอไปค้างที่ห้องมึงนะ” ไอ้คนที่ผมกำลังขมวดคิ้วใส่พูดซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ
ผมโคลงหัวไปมาอย่างพยายามนึกหาเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่ามาอธิบายการกระทำนั้น แล้วก็คิดออกแค่เหตุผลเดียว.. “ไอ้ซันไล่มึงออกจากบ้านอีกแล้วเหรอ?”
นี่แหล่ะ เหตุผลหนึ่งเดียวที่ทำให้คนอย่างมันไม่สามารถกลับไปนอนที่คอนโดตัวเองได้ ถ้าเกิดทะเลาะกันหนักๆ เข้าเมื่อไหร่ ไอ้โหดซันมันเป็นอันต้องไล่ตะเพิดพี่ชายฝาแฝดของตัวเองออกมานอกบ้านทุกที ผมเห็นเป็นงี้มาหลายหนละ ครั้งล่าสุดรู้สึกจะเป็นเพราะซินมันทำไข่(ใกล้)เน่าระเบิดในไมโครเวฟมั้ง? ก็ไม่รู้คิดอะไรของมันนะ แต่นั่นก็ทำให้น้องชายบังเกิดเกล้าของมันบันดาลโทสะและเนรเทศด้วยการถีบตูดมันออกมานอกห้องล่ะ
ว่าแต่ครั้งนี้พวกมันทะเลาะกันเรื่องอะไรอีกวะ? ซินไปทำอะไรระเบิดอีก? แต่พี่ซอลฟาก็ค้างอยู่ที่คอนโดด้วยไม่ใช่หรือไง? ไม่ช่วยห้ามปรามกันบ้างเลยเหรอเนี่ย?
ซินทำเพียงแค่ยักไหล่ด้วยท่าทางไม่ใส่ใจนักแทนการตอบคำถาม เป็นอันเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ผมสันนิษฐานนั้นน่าจะถูกต้อง
“มึงคงไม่ได้คิดจะเล่นเกมส์ทั้งคืนอีกหรอกนะ..” ผมบอกเมื่อนึกถึงครั้งแรกและครั้งเดียวที่ซินมาค้างห้องผม
ครั้งนั้น.. มันไม่ยอมนอนครับพี่น้อง แต่ดันคึกลุกขึ้นมาชวนผมนั่งดวลเกมส์กันทั้งคืนเลย พอตอนเช้านี่ตาเป็นหมีแพนด้าทั้งคู่เหอะ ..ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก ว่ามันเป็นห่าอะไรถึงไม่ยอมหลับยอมนอนเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา เพิ่งได้มารู้ทีหลังว่ามันจะนอนไม่ได้ถ้ามีผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ฝาแฝดของมันอยู่ในห้องด้วย ก็ประหลาดดี
ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ? คงมีแหล่ะ แต่ผมไม่รู้ว่ะ ไม่ใช่ไม่เคยถามนะ แต่ถามแล้วไม่ได้คำตอบ ผมก็เลยไม่อยากจะเซ้าซี้ คงเป็นเรื่องที่มันไม่อยากพูดถึงมั้ง
และนั่นเป็นครั้งเดียวจริงๆ ที่ซินไปขอค้างกับผม ส่วนครั้งอื่นๆ ที่มันโดนไล่ออกจากบ้านมันก็ไปค้างกับแฟนบ้าง กิ๊กบ้างตามประสามันล่ะ(ทีกับผู้หญิงล่ะไม่เคยมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับอ่ะมัน) จะมีก็แค่ครั้งนั้นแหล่ะที่บังเอิญมันอยู่ในช่วงเพิ่งโสดพอดี ผมก็เลยกลายเป็นตัวเลือกเดียวที่มันเหลืออยู่ ...คิดว่าครั้งนี้ก็คงจะเหมือนกัน(..คิดแล้วก็แอบเศร้า กุซิก)
“กูว่ามึงกลับไปง้อมันไม่ดีกว่าเหรอวะ? ป่านนี้มันน่าจะเย็นลงแล้วล่ะ” ผมลองเสนอ ..ไม่ใช่ว่าไม่มีน้ำใจ เห็นคนที่รักลำบากผมก็ต้องอยากช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ผมก็มีเหตุผลของผมเหอะ
“กูมันตัวรบกวนขนาดที่มึงไม่อยากให้ไปค้างด้วยเลยเหรอวะ?” คนพูดหันไปมองทางอื่นผมเลยไม่ได้เห็นว่ากำลังทำหน้ายังไงอยู่ แต่น้ำเสียงน่ะฟังออกแน่ว่าเริ่มจะไม่พอใจขึ้นมาเล็กๆ แล้วตอนนี้
“ไม่ใช่แบบนั้น กูเป็นห่วงมึงต่างหาก ถ้ามึงไปมึงก็นอนไม่ได้ไม่ใช่เหรอ? แล้วพรุ่งนี้มีเรียนเช้าด้วย มันจะไหวเหรอวะ? เสียสุขภาพเปล่าๆ นะกูว่า” ผมรีบอธิบายความตั้งใจก่อนที่มันจะเข้าใจผิดไปอีกทาง
ทันทีที่ได้ยินซินก็หันมามองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ตาสีน้ำตาลใสมีแววตื่นนิดๆ ก่อนจะปรับเป็นโหมดปกติและอมยิ้มน้อยๆ มันพนักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจความหวังดีของผม
“มึงคิดงั้นจริง..?” มันทำเป็นขมวดคิ้วอย่างมีคำถาม ทั้งที่ปากยังอมยิ้มอยู่
ผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่ซินมีอาการแบบนี้น่ะมันหมายถึงอะไร รู้แต่ว่ามันทำให้ผมยิ่งได้ใจ เลยถือโอกาสหยอดต่ออีกหน่อย “เออดิ ไอ้เรื่องรบกวนน่ะ ไม่คิดซักนิด ถึงมึงจะรบกวนกูไปตลอดชีวิตกูก็ไม่ว่าหรอก”
อ่า.. พูดเองก็เขินเอง แอร๊ยยย~ ซินมันจะรู้ตัวบ้างไหมเนี่ยว่าถูกผมแอบหยอดไปแล้วสองดอก อิอิ
นี่ผมกำลังปฏิบัติตามคำสั่งสอนของทั่นอาจารย์หัวหงอก..ไอดอลคนล่าสุดของผมอยู่นะเนี่ย ทั่นบอกผมว่า ‘อย่าป๊อด’ ผมจำได้ขึ้นใจเลย สองคำง่ายๆ แต่แม่งทำยากโคตรๆ แต่ผมจะลองดู ต่อไปนี้ผมจะพยายามลด ละ และเลิกอาการปอดแหกให้จงได้! สกาย สู้สู้!! เอิ้ววว..~
ผมขอสารภาพตามตรงเลยว่าผมเคย ‘ป๊อดมาก’ ผมกลัวโดนซินเกลียด กลัวโดนซินดีดออกจากชีวิต แล้วผมก็จะหมดสิทธิ์ได้อยู่มองรอยยิ้มและฟังเสียงหัวเราะสดใสของซินใกล้ๆ แบบนี้อีก..
แต่สิ่งที่ทำให้ผมฮึดสู้หลังจากท้อแท้ถดถอยมาหลายครั้ง คิดจะตัดใจมาหลายคราก็คือ..จูบนั้นของซิน ถึงแม้ผมจะยังไม่รู้เหตุผลของการกระทำ หรือหลังจากนั้นผมจะถูกซินถีบกลิ้งและแกล้งหลบหน้ามาตลอดหนึ่งวันเต็ม ..แต่วันต่อมา(หรือก็คือวันนี้) ซินกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักผมก่อน ชวนผมไปหาอะไรกินที่โรงอาหารในตอนเช้า เข้าเรียนพร้อมกัน แถมคืนนี้ยังขอไปค้างที่ห้องอีก ..ราวกับว่าไม่เคยมีเหตุการณ์ระทึกขวัญริมหาดหัวหินเกิดขึ้น
ทุกอย่างกำลังจะกลับไปเป็นปกติ?
ไม่ใช่หรอก ..ไม่ใช่แบบนั้น
ทำไมผมจะไม่รู้ว่ามีบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป..
ซินไม่ได้เหมือนเดิม ทั้งแววตาที่ดูเสียความมั่นใจผิดจากทุกครั้ง ทั้งท่าทางที่ดูประหม่าเก้กังต่างจากทุกที
ทำไมผมจะดูไม่ออก..?
มีบางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ..
อย่างค่อยเป็นค่อยไป...จนแทบไม่รู้สึกตัว
และที่สำคัญ...มันดูมีแนวโน้มที่ดีสำหรับผม
ผมก็เลยเริ่มคิดว่า..บางทีนะ...บางที..
บางทีผมอาจจะพอมีสิทธิ์ลุ้น ...หรือเปล่านะ?
“ต่อไปกู...” ซินพูดอะไรบางอย่างอุบอิบๆ กับตัวเอง ทำให้ผมได้ยินไม่ถนัดจนต้องร้องถาม
“อะไรนะ?” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ อีกฝ่ายถึงกับผงะไป ไม่รู้เป็นเพราะได้เห็นหน้าหล่อๆ ของผมในระยะประชิดแล้วมันเกินห้ามใจ หรือตกใจที่เห็นขนจมูกแพลมออกมาก็ไม่อาจรู้ได้?(หึย..กระจกอยู่ไหน? กายขอด่วน!) แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ซินมันได้หันหน้าหนีจากผมแล้วไปมองพวกรุ่นพี่ที่กำลังวิ่งไล่เตะกันแทน แต่ก็ยังอุตส่าห์พูดซ้ำเพื่อตอบกลับมาด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม
“กูบอกว่า ต่อไปนี้กูจะพยายามนอนให้หลับ..”
0.05 นาฬิกา วันพุธสีเขียว(?)ห้อง 401 ณ หอพักแห่งหนึ่ง(ห้องผมเอง)
“..นอนไม่หลับเหรอ?” เสียงพลิกตัวไปมาของคนบนเตียงทำให้ผมอดถามออกไปอย่างเป็นห่วงไม่ได้
อันที่จริงเตียงผมมันก็ไม่ได้คับแคบขนาดนอนพร้อมกันสองคนไม่ได้หรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่คนนอนต่างหาก แค่นอนห้องเดียวกันซินมันก็หลับลำบากแล้ว นอนเตียงเดียวกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง และด้วยความเป็นสุภาพบุรุษสุดหูรูดของผม ผมก็เลยเสนอให้ซินเอาผ้าห่มไปปูนอนข้างล่าง แล้วผมจะเสียสละนอนแบบไม่มีผ้าห่มอยู่บนเตียงเอง ..แมนมะ? ฮ่าๆๆ
แต่ซินมันปฏิเสธความหวังดีของผมนี่สิ กุซิก.. สุดท้ายผมก็เลยต้องหอบผ้าลงมานอนข้างเตียงอย่างที่พวกคุณเห็นนี่ล่ะ
“อือ..” คนถูกถามตอบกลับมาเบาๆ ในความมืด
ผมผุดลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง แล้วขยับเข้าไปนั่งเกาะเตียงถามอีกคนที่กำลังพลิกตัวมาทางนี้พอดี “เล่นเกมส์กันมั้ย?”
“..........” ซินนอนมองผมนิ่ง จนผมชักไม่แน่ใจว่าเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกไปหรือเปล่า?
“..อะไร?” ผมถาม
“เปล่า..” ซินตอบแค่นั้น แล้วก็นอนมองหน้าผมต่อโดยไม่คิดจะพูดอะไรอีก..
“ตกลงจะนอนต่อ?” ผมถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก
“อือ..” และเสียงที่ตอบกลับมาทำให้ผมตัดสินใจเอื้อมมือไปปิดไฟให้ห้องกลับสู่ความมืดเหมือนเดิม
“..กาย” กำลังจะล้มตัวลงนอนก็ได้ยินคนบนเตียงเรียกขึ้นมาเบาๆ
“หือ?”
“ขยับมานอนใกล้ๆ เตียงได้รึเปล่า?” เสียงนั้นเบาหวิวจนฟังคล้ายว่าเจ้าตัวกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า
“อือ..” ผมขยับเข้าไปใกล้เตียงตามคำขอ อยากจะบอกมันเหลือเกินกว่าใกล้ขนาดเนื้อแนบเนื้อเลยก็ยังไงได้ ..แต่อย่าดีกว่า เดี๋ยวมันจะหาว่าผมโรคจิตคิดไม่ซื่อ งุงิ
“กูอยากจะไว้ใจมึงนะ..”
แง่ว พูดเหมือนรู้ทัน ก็พูดออกมาซะขนาดนั้น แล้วผมจะกล้าคิดอะไรได้ล่ะคร้าบ คุณซินเซียร์~?
เฮ้ย ‘จารย์หงอก นี่กูไม่ได้ป๊อดนะเว้ย! กูแค่เกรงใจแฟน(??)เฉยๆ ..งิ
7.25 นาฬิกา วันเดียวกันห้องเดียวกัน ณ หอพักเดียวกัน
“ใส่อะไรลงไปบ้างเนี่ย?” ซินถามเมื่อเห็นผมยก ‘ไข่ตุ๋น’ (อาหารเช้าสำหรับเราวันนี้)มาวางบนโต๊ะ พร้อมข้าวสวยถ้วยเล็กอีกคนละถ้วย
ตอนเช้าผมชอบที่จะกินข้าวมากกว่าขนมปัง ไข่ดาว เบคอน หรือคอนเฟล็กซ์กับนมสดแบบที่ซินมักจะกินเป็นประจำ ถ้าวันไหนอารมณ์ดีและตื่นทันผมก็ชอบที่จะลุกมาทำอาหารกินเองแบบนี้แหล่ะ
“ก็มีไข่ หมูบะช่อที่เหลืออยู่ เห็ดหอม หัวหอม แล้วก็ต้นหอม เติมน้ำปลากับพริกไทยอีกนิดหน่อย แค่นี้ก็อร่อยอูมามิแล้ว สูตรเด็ดคุณนายฟ้าใส ณ ขอนแก่นเลยนะเนี่ย มึงลองกินดูดิ” ผมนำเสนออย่างกระตือรือร้น
และล้นสุดๆ ตอนที่เห็นอีกฝ่ายตักเข้าปากชิม “เป็นไง?”
“อืม.. อร่อยดี” ซินไม่ชมแค่ปาก แต่ยังยกนิ้วโป้งให้อีกด้วย
“บอกแล้ว” ผมยิ้มกว้างเต็มกำลัง รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด
แหม.. เช้านี้ช่างเป็นสีชมพู~ ได้ตื่นขึ้นมาเตรียมอาหารให้คนรัก(?) นั่งกินด้วยกัน คุยกัน ยิ้มให้กัน บรรยากาศข้าวใหม่ปลามันที่สุดอ่ะ อรั๊ยยยยย~
อ๊ะ แต่อย่าบอกซินนะว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ อย่านะๆ เก๊าเขินนนน..~
“ท่าทางมึงดูคล่องแคล่วดีนะ..”
!!... ขณะที่ผมกำลังเก็บถ้วยชามไปล้าง จู่ๆ ซินก็พูดออกมาแบบนั้นแล้วหัวเราะเบาๆ
“คงจะเป็นเจ้าสาวที่ดีได้แน่ ฮ่ะๆๆ”
ก็ไม่รู้นะว่าคนพูดอ่ะได้คิดหรอเปล่า? แต่คนฟังน่ะอยากจะคิดมากมาย ก็เลยลองหยอดกลับไปแบบเนียนๆ ดู
“อยากได้มั้ยล่ะ?” ผมพูดโดยไม่ได้หันไปมองหน้าคนฟัง พูดไปก็ล้างจานไปเหมือนไม่ใส่ใจกับสิ่งที่พูด ..แต่ความจริงคือใจเต้นผิดจังหวะไปแล้ว “อยากได้ก็รีบให้แม่มาขอนะ ฮ่ะๆๆ”
“อืม..”
หือ? ...อืม..อะไร? แล้วทำไมเหมือนเสียงมันอยู่ใกล้ๆ ?
ยังไม่ทันจะได้หันไปผมก็รู้สึกถึงมืออุ่นๆ ที่มาแตะตรงสะโพกทั้งสองข้าง
!!... เข้ามาประชิดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ไออุ่นจากตัวอีกคนที่แผ่นหลังของผมสัมผัสได้พาลทำให้ผมไม่กล้าขยับเขยื้อน.. ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ!
ซินกำลังคิดจะทำอะไร..?!
“เดี๋ยวจะลองไปคุยกับแม่ดู”
ห๊ะ?! ประโยคสุดช็อคทำให้ผมหันควับไปหวังจะมองหน้าคนพูดให้ชัด แต่ดันลืมสนิทว่าตอนนี้เราอยู่ใกล้กันมากแค่ไหน และทันทีที่ผมหันไป ปากของอีกฝ่ายก็ชนเข้ากับข้างแก้มของผมพอดิบพอดี
จุ๊บ!!!
“..ค่าอาหารเช้า” ไอ้ตัวดีพูดยิ้มๆ “จ่ายสด งดทวงนะ” ว่าแล้วก็แถมยักคิ้วให้ผมอีกทีแบบกวนๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอยห่างออกไป
ผมซึ่งยังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาด(แต่เคย)ฝันจึงได้แต่ยืนนิ่งเป็นหินแกะสลักอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออก พอหันไปมองก็เห็นไอ้ตัวต้นเรื่องกำลังยืนโบกมือหยอยๆ ให้พร้อมรอยยิ้มเขินๆ ..แต่ดูน่าหมั่นไส้ยังไงพิลึก
“..ไปก่อนนะ ฮันนี่”
ปัง! เสียงประตูที่ปิดลงอีกครั้งเพิ่งทำให้ผมได้สติกลับคืนมา รีบจ้ำอ้าวตามไปหวังโวยวายกับไอ้ตัววายร้ายหน้าเป็นที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่...
แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้นก็อย่างที่พวกคุณคงเห็น ซินมันวิ่งแบบไม่คิดจะเหลียวหลังมาแลกันเลยสักนิด ทิ้งให้ผมยืนงุนงงสงสัยปนสับสนระคนดีใจมากมายก่ายกอง(..โอ๊ยย เยอะอย่าง)อยู่กับสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น
“..จะทำกันเกินไปแล้วนะ ซิน”
ผมถอยหลังไปยืนพิงประตูอย่างคนหมดแรง ก่อนจะค่อยๆ ไถลตัวลงไปนั่งกุมหัวอยู่บนพื้นทางเดิน
รู้สึกร้อนไปทั้งหูทั้งแก้ม
รู้สึกมีความสุขจนไม่สามารถหุบยิ้มบนใบหน้าได้
รู้สึกเหมือน...กำลังเข้าใกล้ความบ้ามากกว่าที่เคยเป็น
“จะทำให้รักมากเกินไปแล้ว...”TBC. (Part.1 อยู่หน้าที่แล้วนะ)
นายสกายของตัวแสบซิน
(Sen - model)สกาย : อื้ม ผมชอบซินเซียร์
ขอขอบพระคุณผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่สนใจและติดตามนิยายเรื่องนี้ค่ะ