#เชฟจะบอกรัก EP.02 ขอถามชื่อคุณได้ไหม [04.10.64]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: #เชฟจะบอกรัก EP.02 ขอถามชื่อคุณได้ไหม [04.10.64]  (อ่าน 573 ครั้ง)

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




***********************************************************************


#เชฟจะบอกรัก
- สารบัญ -
01  02


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2021 21:34:50 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
#เชฟจะบอกรัก EP.01

.

.

.

.

.

     ผมเหม่อมองเพดานสีขาวด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ทิ้งมือลงบนเตียงอันแสนนุ่มที่มีกลิ่นหอมนิดๆ ชวนให้เคลิ้ม เสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ในห้องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา นาฬิกาบนผนังห้องบ่งบอกเวลาหนึ่งทุ่มกับอีกสามสิบนาที

     ถ้าใครคิดว่าผมกำลังอยู่ในห้องนอนตัวเองบอกได้เลยว่าผิดถนัด เพราะสถานที่ที่ผมกำลังอยู่นี้คือ 'Chill & fresh resort' รีสอร์ทชื่อดังที่อยู่ในจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทยอย่างสมุทรสงคราม ผมไม่ได้มาพักกับครอบครัว และผมก็ไม่ได้มาเที่ยวกับเพื่อน แต่ผมมาคนเดียว...มาเพราะเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ผมนอนซมเป็นผักแบบนี้มาถึงสองวันเต็ม

     ตัวผมน่ะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับจังหวัดนี้หรอก รู้แค่ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่เพื่อนผมที่เคยมาเที่ยวจังหวัดนี้แนะนำให้มา เพราะมันคิดว่าบรรยากาศที่นี่จะช่วยให้ผมร่าเริงขึ้นมาได้บ้าง ผมที่ไม่มีที่เที่ยวในใจอยู่แล้วเลยลองเชื่อมัน เพราะลึกๆ แล้วผมก็หวังว่าทริปนี้จะช่วยเยียวยาความรู้สึกผมได้เหมือนกัน

     เสียงท้องร้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ ผมเอื้อมตัวไปหยิบโทรศัพท์บนหัวเตียงพลางเช็ดน้ำตาบนแก้มอย่างลวกๆ พอเห็นชื่อของคนที่โทรมาแล้วผมก็ได้แต่นิ่วหน้า ใจคอคิดจะโทรมาเช็คสามเวลาหลังอาหารเลยหรือไง

     “ว่าไง”

     [ตายยังวะ]

     “ใกล้แล้วล่ะ ถ้ามึงยังไม่หยุดโทรมาแช่งกูอ่ะนะ”

     [คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วงเลยโทรมา รับสายให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้เหรอ]

     “กูเพิ่งรู้ว่าการโทรมาถามว่าตายยังมันคือความเป็นห่วงนะเนี่ย”

     ไอ้ธามหลุดขำกับคำพูดประชดประชันของผม ถึงแม้จะพูดอย่างนั้นแต่มันก็ทำให้ผมยิ้มออกหลังจากทำหน้าเศร้ามาเป็นชั่วโมง

     [กูแค่จะโทรมาถามว่ากินอะไรหรือยัง กูรู้นะว่าถ้ากูไม่โทรมามึงก็คงเอาแต่นอนเป็นผู้ป่วยติดเตียง]

     “ติดกล้องไว้ที่ตัวกูเหรอ รู้ทุกการเคลื่อนไหวเลยนะมึงอ่ะ”

     [ไม่ได้ติดกล้อง แต่ติดความเป็นห่วงไปด้วย]

     “...”

     [กูเป็นห่วงมึงมากนะเพลง นี่ถ้าลางานได้กูคงไปกับมึงแล้ว]

     คำพูดของเพื่อนสนิทที่คบกันมาหกปีทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของผมกำลังจะกลับมาไหลอีกรอบ ผมรู้ว่าไอ้ธามเป็นห่วง ก็เพราะมันคือคนที่แนะนำให้ผมมาที่นี่ แถมยังขยันโทรมาชวนคุยทั้งที่งานของมันก็ยุ่งมากๆ

     “แค่มึงออกค่าที่พักให้กูก็เกรงใจจะแย่แล้ว ไม่ต้องลางานมาหรอก กำลังเก็บเงินขอแฟนแต่งงานไม่ใช่เหรอ”

     [แต่กูเป็นห่วงมึงนี่หว่า มึงยิ่งไม่ค่อยจะดูแลตัวเองอยู่ด้วย]

     “ธาม กูไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

     [แต่ตอนนี้มึงกำลังอ่อนแอไม่ต่างจากเด็กเลยนะเพลง]

     ผิดแล้ว...ตอนนี้ผมอ่อนแอและเปราะบางยิ่งกว่าเด็กซะอีก อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบหกแล้ว ยังจะเสียใจกับเรื่องความรักจนต้องระเห็จมาพักใจต่างจังหวัดอยู่อีก ผมนี่มันใช้ไม่ได้เลยจริงๆ

     “ไอ้ธาม กู...”

     [ธาม! มาช่วยพี่ขนเอกสารพวกนี้หน่อยสิ บอสต้องการด่วนมากๆ] เสียงเจ๊ฝน หรือหัวหน้าในแผนกที่ไอ้ธามทำงานอยู่ดังเล็ดลอดเข้ามาในสาย ผมขมวดคิ้ว นึกว่าตอนนี้มันเลิกงานแล้วซะอีก

     [ตอนนี้เลยเหรอเจ๊]

     [ใช่ บอสบอกว่าเป็นเอกสารสำคัญ ให้เอาไปให้ตอนนี้เลย]

     [โอเคๆ ผมขอคุยกับไอ้เพลงแป๊บนึง]

     “มึงทำโอทีอยู่เหรอธาม”

     [ใช่] สิ้นเสียงของมันเจ๊ฝนก็เอ่ยเร่งขึ้นมาอีก ผมที่ไม่อยากรบกวนเพื่อนนานเลยถือโอกาสจะวางสาย

     “มึงไปทำงานเถอะ กูว่าจะไปกินข้าวแล้วเหมือนกัน”

     [เออๆ ดูแลตัวเองด้วยนะมึง ที่นี่ฝนตกหนัก นี่นู่นก็น่าจะใกล้ตกแล้วเหมือนกัน]

     “ขอบใจนะมึง”

     ไอ้ธามวางสายไปแล้ว ส่วนผมก็นั่งมองโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกว่างเปล่าต่ออีกสักพัก มันว่างเปล่าจริงๆ นะครับ รู้สึกไม่อยากทำอะไรเลยสักอย่าง อยากนอนให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด...

     แต่ท้องผมคงไม่คิดเหมือนกัน เพราะมันดังประท้วงส่งสัญญาณให้ผมออกไปหาอะไรกินมาตั้งนานแล้ว ผมที่ไม่อยากเป็นโรคกระเพาะจึงจำต้องลุกไปอาบน้ำให้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย ในใจก็ได้แต่ภาวนาขอให้ยังมีร้านอาหารที่เปิดอยู่

     สายน้ำจากฝักบัวไหลลงมาชำระล้างคราบน้ำตาออกไปจนหมด ความเย็นจากน้ำทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง ชุดที่ผมจะใส่ออกไปข้างนอกเป็นเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นธรรมดา ด้วยความที่ตั้งใจจะหาอะไรกินใกล้ๆ แค่นี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องแต่งตัวดี

     ไหนๆ ทริปนี้เพื่อนอุตส่าห์ออกเงินให้ทั้งที ผมจะพยายามสนุกไปกับมันแล้วกัน





















     รีสอร์ทที่ผมพักอยู่อำเภออัมพวา เป็นอำเภอที่มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างตลาดน้ำอัมพวาอยู่ แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา ตลาดเลยไม่ค่อยคึกคักกันมากนัก ยิ่งตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่ม ร้านอาหารแทบจะปิดหมดทุกร้านเลยก็ว่าได้

     หลังจากเดินหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอร้านอาหารสักทีผมจึงตัดสินใจเข้าไปถามวินมอเตอร์ไซค์ที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ พี่แกน่าจะดูออกว่าผมไม่ใช่คนที่นี่จึงแนะนำร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวมักจะชอบไปกันมาร้านหนึ่ง พอคุยเรื่องราคากันเรียบร้อยผมก็ให้เขาขับไปส่งทันที ไม่เกินห้านาทีผมก็มาอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีป้ายไฟเขียนไว้ว่า ‘Im-rak restaurant’

     ร้านอิ่มรัก...ขอเรียกแบบนี้ก็แล้วกัน

     ผมลงมาจากมอเตอร์ไซค์ด้วยสภาพเปียกปอนไม่ต่างกับลูกหมา ระหว่างที่ซ้อนท้ายจู่ๆ ฝนก็เกิดตกลงมาซะงั้น ดีนะที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีขาวมา ไม่งั้นคงเห็นอะไรต่อมิอะไรไปนานแล้ว

     รอบๆ ร้านถูกตกแต่งด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดจนเรียกได้ว่าเป็นสวนขนาดย่อม บริเวณด้านหน้ากับด้านข้างร้านมีโต๊ะกับเก้าอี้ถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อย คิดว่าน่าจะเป็นที่นั่งสำหรับลูกค้าที่อยากทานอาหารแบบเอาท์ดอร์ ประตูกับหน้าต่างของร้านติดกระจกใสทำให้เห็นบรรยากาศภายในร้านได้ชัดเจน พนักงานผู้หญิงสองคนกำลังช่วยกันเก็บกวาดร้านกันอยู่ ผมที่เห็นดังนั้นจึงอดใจแป้วไม่ได้

     ไหนพี่วินบอกว่าร้านนี้ยังเปิดอยู่ไง นี่สรุปผมโดนหลอกให้เสียค่าวินฟรีงั้นเหรอ

     ผมถือวิสาสะเปิดประตูร้านเข้าไปถึงแม้ป้ายหน้าร้านจะเขียนไว้ว่า close ก็ตาม พนักงานสองคนหันมามองผมแทบจะพร้อมกัน ในมือยังถือไม้ถูพื้นคาไว้อยู่เลย ในระหว่างที่ผมกำลังคิดไม่ตกว่าจะพูดอะไรดีท้องเจ้ากรรมก็ดันร้องขึ้นมาอีกรอบ พาให้ผมอายจนอยากวิ่งออกไปนอกร้านซะเดี๋ยวนี้เลย

     “เอ่อ...ร้านปิดแล้วเหรอครับ”

     “ปิดแล้วค่ะ ปกติร้านเราเปิดสิบโมงถึงสองทุ่ม”

     ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มสิบห้านาที นั่นไง...ผมโดนพี่วินหลอกเอาเงินจริงๆ ด้วย ตอนถามผมก็พูดชัดเจนนะว่ามีร้านไหนที่ยังเปิดอยู่บ้าง แล้วทำไมเขาถึงพาผมมาที่นี่วะ

     “ขอผมสั่งอีกหน่อยได้ไหมครับ จะเป็นข้าวผัดหรือข้าวไข่เจียวก็ได้ ผมหาร้านข้าวแถวนี้ไม่เจอเลย”

     พนักงานที่ตอบผมตอนแรกทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ส่วนผมก็ยืนทำหน้าอ้อนวอนขณะที่ทั้งตัวเปียกไปหมด ที่จริงผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องมื้อเย็นขนาดนั้น ตอนอยู่บ้านตัวเองที่กรุงเทพฯ ผมก็ลืมกินมื้อเย็นออกจะบ่อย แต่วันนี้ทั้งวันมีแต่กาแฟที่ตกถึงท้อง ตอนนี้ผมจึงหิวเป็นพิเศษ

     “แค่ลูกค้าคนเดียวเอง เชฟไม่ว่าอะไรหรอก” พนักงานอีกคนพูดกับเพื่อนตัวเองแล้วหันมายิ้มให้ผม เดินไปเก็บไม้ถูพื้นที่หลังเคาน์เตอร์ “พี่ฝากส้มเอาเมนูให้น้องเขาหน่อยนะ ส่วนพี่จะลองไปคุยกับเชฟให้ แต่ตอนนี้เชฟทุกคนเขากลับบ้านกันไปหมดแล้ว คงต้องไปคุยกับเชฟที่เป็นเจ้าของร้าน”

     ได้ยินแบบนั้นผมเลยยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ พนักงานที่ชื่อส้มพาผมมานั่งโต๊ะพลางหยิบเมนูอาหารกับผ้าขนหนูมาให้ ผมพูดขอบคุณแล้วรับผ้ามาเช็ดหัว ระหว่างนั้นก็ไล่สายตาเลือกเมนูอาหาร

     “เอ่อ...น้องคะ” พนักงานที่เข้าไปคุยกับเชฟเดินมาหาผมพลางยิ้มแห้งเหมือนต้องการจะขอโทษ “เชฟบอกว่าทำอาหารให้ได้ค่ะ แต่วัตถุดิบในครัวตอนนี้ทำได้แค่มักกะโรนีไก่ผัดซอส น้องโอเคหรือเปล่าคะ”

     ชื่ออาหารที่ได้ยินทำให้ผมชะงักไปนานพอสมควร จนกระทั่งพนักงานเอ่ยเรียกอีกครั้งผมถึงได้สติและตอบตกลงไป ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่มาร้านนี้ซะแล้วสิ รู้แบบนี้น่าจะนอนท้องร้องอยู่ที่รีสอร์ทยังจะดีซะกว่า

     อาหารบนโลกนี้มีเป็นร้อยเป็นพัน ทำไมถึงต้องเป็นมักกะโรนีไก่ผัดซอสด้วยนะ เปล่าครับ...มันไม่ได้รสชาติแย่ มีส่วนผสมที่ผมแพ้ หรืออะไรทำนองนั้นหรอก มันก็แค่อาหารธรรมดาเมนูหนึ่ง...ที่แฟนเก่าของผมทำให้กินเป็นครั้งแรกในชีวิตก็เท่านั้น

     แม้แต่อาหารเมนูแรกที่เขาทำให้กินผมยังจำได้แม่นขนาดนี้ ดูท่าคงต้องใช้เวลาอีกนานเลยล่ะกว่าผมจะทำใจได้

     น่าสมเพชชะมัด...

     นั่งรอประมาณห้านาทีพนักงานก็นำมักกะโรนีไก่ผัดซอสมาเสิร์ฟ หน้าตามันไม่ได้แย่อะไร กลับกันยังดูน่ากินสุดๆ เลย แต่ถึงแม้ผมจะกำลังหิวสุดๆ ผมกลับไม่อยากกินมันเลยแม้แต่น้อย

     แต่ไหนๆ พี่พนักงานกับเชฟก็อุตส่าห์ทำมาให้ผมทั้งที่พวกเขาปิดร้านไปแล้ว ถ้าผมไม่กินมันก็คงเป็นการเสียมารยาทมากไปหน่อย

     ผมใช้ช้อนตักมักกะโรนีมาเข้าปาก เพียงแค่คำแรกผมก็รู้ได้ว่าฝีมือเชฟร้านนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ รสชาติของอาหารในปากผมตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าอร่อยมาก เส้นมักกะโรนี เนื้อไก่ ซอสมะเขือเทศ ทุกอย่างมันเข้ากันจนกลมกล่อมไปหมด

     แต่มันจะอร่อยกว่านี้ถ้าผมไม่มีความหลังที่อยากจะลืมแทบตายแต่ก็ลืมไม่ลงสักที...

     ยิ่งจำนวนคำที่กินเข้าไปมากเท่าไหร่ ความทรงจำที่เกี่ยวกับเมนูนี้ก็ยิ่งผุดขึ้นมาในหัวมากเท่านั้น แฟนเก่าของผมเป็นคนทำอาหารไม่เก่ง แต่จู่ๆ วันหนึ่งเขาก็เกิดอยากทำอาหารขึ้นมา มักกะโรนีไก่ผัดซอสที่ผมสอนเขาทำจึงเป็นเมนูแรกและเมนูเดียวที่เขาชอบทำให้ผมกินเป็นประจำ

     ตอนที่ผมสอนเขาทำ...ใบหน้าผมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

     ตอนที่ผมชมว่าอร่อย...ใบหน้าเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

     แต่ทำไมตอนนี้ที่ผมกำลังกินเมนูเดียวกันอยู่ ใบหน้าผมถึงไม่มีรอยยิ้มเลยล่ะ แค่เพราะเขาไม่อยู่รอฟังคำชมจากผมแล้ว...เพียงแค่นั้นเองน่ะเหรอ...

     บ้าจริง เผลอคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาอีกแล้ว

     “เอ่อ...น้องเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” พี่ส้มที่ยืนเช็ดแก้วอยู่ตรงเคาน์เตอร์ พอเห็นผมตัวสั่นเพราะสะอื้นจากการร้องไห้ก็ตกใจรีบวางแก้วแล้วเดินมาหาทันที ส่วนผมที่เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังร้องไห้ก็รีบยกมือมาปาดน้ำตา

     “ปะ...เปล่าครับ”

     “แล้วทำไมน้องถึงร้องไห้อ่ะคะ อาหารไม่อร่อยเหรอ หรือน้องอยากได้อะไรเพิ่ม”

     “เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอก ขอโทษนะครับที่ทำให้พี่ตกใจ” ผมหันไปฝืนยิ้มให้พี่ส้ม จากนั้นก็ตักมักกะโรนีเข้าปากทั้งที่น้ำตายังไหลไม่หยุด พี่ส้มที่ไม่รู้จะทำยังไงเลยเดินกลับไปเคาน์เตอร์โดยทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าอยากได้อะไรก็บอกได้เลย ผมน่ะไม่อยากได้อะไรหรอก แค่อยากรีบกินอาหารจานนี้ให้หมดแล้วรีบกลับรีสอร์ทก่อนที่จะเผลอแสดงความน่าสมเพชออกมามากกว่านี้

     อุตส่าห์ปกปิดด้านอ่อนแอไม่ให้ไอ้ธามจับได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ดันมาร้องไห้ต่อหน้าคนที่ไม่รู้จักซะได้...

     พนักงานอีกคนออกมาจากห้องครัวกำลังจะเดินไปยังประตูร้าน แต่พี่ส้มก็ร้องเรียกเอาไว้ก่อน ในตอนนั้นเองที่ผมได้รู้ว่าพี่คนนั้นชื่อพี่ดาว พวกเขาคุยซุบซิบกันก่อนจะเหลือบมองมาทางผม สักพักพี่ดาวก็เดินกลับเข้าไปในครัวอีกรอบ ส่วนผมก็พยายามเช็ดตาไปพลางกินมักกะโรนีให้หมด ที่จริงผมก็กินไปเยอะแล้วล่ะ แต่ผมเกรงใจพวกพี่พนักงานที่ทำงานล่วงเวลาเพราะผมเลยไม่อยากกินเหลือให้เขาเสียความรู้สึก

     นี่ผมลงทุนเดินทางมาต่างจังหวัดเพื่อมาพักหัวใจหรือซ้ำเติมหัวใจกันแน่นะ ชักรู้สึกอยากกลับบ้านขึ้นมาซะแล้วสิ

     ไอ้ธาม มาช่วยกูหน่อย น้ำตากูไหลไม่หยุดเลย...

     “...?”

     จู่ๆ ก็มีผ้าเช็ดหน้ายื่นมาจากด้านหลัง พอผมหันไปมองก็ปะทะเข้ากับเสื้อกันเปื้อนสีดำสนิท ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของเสื้อกันเปื้อนตัวนั้น ก่อนจะเจอรอยยิ้มของผู้ชายคนหนึ่งที่น่าจะเป็น ‘เชฟเจ้าของร้าน’ ที่พี่ดาวเคยพูดถึง

     ถึงแม้ภาพตรงหน้าจะถูกบดบังด้วยม่านน้ำตาทำให้มองเห็นไม่ชัด แต่ผมก็พอจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้...หล่อไม่เบา

     “รับไปสิครับ ขืนร้องไห้อยู่แบบนั้นจะทานอาหารไม่สะดวกนะ”

     เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าที่ถูกยื่นเข้ามาใกล้มากขึ้น ผมกะพริบตาปริบๆ ถึงจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่มือก็รับผ้าเช็ดหน้าจากเขามาแล้ว เชฟเจ้าของร้านมองไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ไม่มีคนนั่งก่อนจะวกกลับมาสบตากับผมอีกรอบ

     “ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ”

     “...อะไรนะครับ”

     “ขอผมนั่งด้วย ได้หรือเปล่าครับ” คนตัวสูงเอ่ยช้าๆ ซ้ำอีกครั้ง ผมที่ยังมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ก็เผลอพยักหน้าตอบตกลงไป เชฟยิ้มขอบคุณพลางเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม พอมานั่งแบบนี้แล้วผมถึงได้รู้ว่าเขาสูงกว่าผมมาก

     “เอ่อ...คุณ...”

     “อาทิตย์ครับ”

     “คุณอาทิตย์...มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”

     “เรียกเชฟอาทิตย์ก็ได้นะครับ ผมเป็นเชฟรวมถึงเป็นเจ้าของร้านนี้”

     ผมที่กำลังใช้ผ้าเช็ดน้ำตาอยู่ชะงักไปนิดนึง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “แล้ว...ตกลงเชฟมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”

     เชฟอาทิตย์ยิ้มให้ผม เลื่อนสายตาลงมามองจานมักกะโรนีที่อยู่ตรงหน้า “อาหารอร่อยไหมครับ”

     “ครับ?”

     “อาหารที่ผมทำให้อร่อยไหมครับ”

     ผมทำหน้างง จู่ๆ เชฟก็มาถามแบบนี้ เป็นใครก็ต้องตั้งตัวไม่ทันทั้งนั้นแหละครับ หรือเขาจะคิดว่าที่ผมร้องไห้เพราะอาหารเขาไม่อร่อย เลยออกมาคุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง

     “อร่อยครับ...อร่อยมากๆ”

     “ถ้าอร่อย...แล้วทำไมถึงร้องไห้ล่ะครับ”

     ผมเม้มปากแน่น ไม่กล้าพูดเหตุผลที่ร้องไห้ออกไป ผมไม่มั่นใจว่าที่เชฟถามเพราะแค่สงสัยหรือเพราะเป็นห่วง แต่ผมไม่อยากให้คนอื่นเห็นความน่าสมเพชของผมไปมากกว่านี้ คนที่จะสมเพชผมน่ะ...มีแค่ผมคนเดียวก็เกินพอแล้ว

     เชฟอาทิตย์นั่งมองผมอยู่นาน แต่พอเห็นว่าผมเอาแต่หลบตาไม่ยอมตอบคำถาม เขาก็ยิ้มขึ้นมาอีกครั้งพลางหยิบกล่องขนมมาวางไว้บนโต๊ะ ขณะเดียวกันก็ดึงจานมักกะโรนีไปหาตัวเอง

     “อาหารมื้อนี้ทางร้านเราจะไม่คิดเงิน แต่กลับกัน...เราขอให้คุณลูกค้ารับขนมเอแคลร์ไปแทนนะครับ”

     ตรงหน้าผมตอนนี้คือขนมเอแคลร์ที่ดูน่ากินมากๆ ผมมองกล่องขนมก่อนจะเงยหน้าไปมองคนตัวสูง เชฟยังคงยิ้มให้ผมเหมือนเดิม มันเป็นรอยยิ้มที่ดูดีและมีเสน่ห์มากๆ จนผมเผลอใจเต้นแรงไปแวบหนึ่ง

     “ที่ผมมาเป็นเชฟเพราะอยากให้ลูกค้าทุกคนมีความสุขและอร่อยไปกับอาหารที่ผมทำ แต่พอเห็นคุณทานอาหารด้วยใบหน้าเศร้าๆ ผมเลยคิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบของผมที่ไม่สามารถทำให้ลูกค้ามีความสุขได้”

     “ไม่ใช่นะครับ เชฟไม่ได้ผิดอะไรเลย ผมแค่งี่เง่าเอง...”

     “งั้นช่วยเล่าเรื่องงี่เง่าของคุณให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ เผื่อมันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น”

     ผมนิ่งเงียบอีกรอบ ปากมันหนักจนพูดอะไรไม่ออกเลย หลังจากแน่ใจว่าผมจะไม่พูดเชฟก็ดันกล่องขนมมาทางผม บนใบหน้าหล่อเหลายังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่

     “เพราะผมรู้ไงว่าคุณไม่อยากเล่า ผมถึงอยากให้ขนมคุณแทน อย่างน้อยมันก็อาจจะช่วยคุณได้มากกว่ามักกะโรนีห่วยๆ ของผม” เชฟพูดติดตลก แต่ผมไม่ตลกกับเขาด้วยเลย ยิ่งเขาพูดแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกผิด

     “ขอโทษนะครับ”

     “ทางผมสิต้องขอโทษที่ไม่ให้คุณเลือกเมนูได้ตามใจชอบ เพราะแบบนั้นแล้วช่วยรับขนมไปหน่อยนะครับ ถือซะว่าแทนคำขอโทษของร้านเรา”

     ผมลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปรับกล่องขนม เชฟอาทิตย์ยิ้มกริ่ม ต่างกับผมที่ไม่รู้ว่าควรทำหน้ายังไงในสถานการณ์แบบนี้

     “ขอบคุณนะครับ...เชฟอาทิตย์”

     เชฟหันไปมองนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว บนถนนมีเพียงแสงจากเสาไฟที่ส่องสว่างพอให้เห็นทาง

     “แล้วนี่กลับบ้านยังไงครับ”

     “ผมพักอยู่รีสอร์ทใกล้ๆ นี้เองครับ เดินแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว”

     “มาเที่ยวเหรอครับ”

     “ครับ ผมมาจากกรุงเทพฯ”

     “ถ้างั้นก็รีบกลับเถอะครับ เดี๋ยวฝนจะตกลงมาอีกรอบ อีกอย่างถึงคุณจะเป็นผู้ชายแต่เดินคนเดียวตอนมืดๆ แบบนี้มันก็อันตรายเหมือนกัน”

     เชฟอาทิตย์เดินมาส่งผมหน้าร้าน ก่อนออกจากร้านพี่ส้มกับพี่ดาวหันมาพูดขอบคุณผม (ผมไม่รู้ว่าเขาอายุเท่าไหร่ เลยขอเรียกพี่ไว้ก่อนแล้วกัน) ผมยิ้มให้เชฟอาทิตย์พลางขอบคุณเรื่องขนมเอแคลร์ แต่ตอนหันหลังจะเดินกลับรีสอร์ทเชฟก็เรียกผมไว้อีกรอบ

     “คุณลูกค้าครับ”

     ผมหันกลับมามองคนตัวสูง ถึงแม้รอบข้างเราสองคนจะมืดแต่ผมกลับมองเห็นรอยยิ้มของเชฟอาทิตย์ชัดเจน

     “ไว้มาอุดหนุนใหม่นะครับ”





















     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #เชฟจะบอกรัก ในทวิตเตอร์ด้วยนะครับ ^^


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-10-2021 21:22:47 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
#เชฟจะบอกรัก EP.02

.

.

.

.

.

     ‘พี่ขอร้องล่ะเพลง เรื่องระหว่างเราให้มันจบแค่นี้เถอะ’

     ‘ผมไม่เข้าใจอ่ะ ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า พี่มินไม่พอใจอะไรผมก็บอกกันดีๆ สิครับ’

     ผู้ชายตรงหน้ามองผมพลางทำหน้าลำบากใจ สายตาของเขาทำให้ผมเจ็บแปลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขามองผมเหมือนผมไม่เคยเป็นคนรักของเขา เป็นแค่ใครก็ไม่รู้ที่เขาไม่เคยมีความรู้สึกดีๆ ให้

     ‘รู้ไปเพลงก็เจ็บเปล่าๆ สู้ต่างคนต่างแยกย้ายไปเริ่มต้นใหม่ไม่ดีกว่าเหรอ’

     ‘พี่คิดว่ามันแฟร์กับผมนักเหรอครับ ที่จู่ๆ ก็โดนแฟนบอกเลิกทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลย’

     ‘ใช่ เพลงไม่ได้ทำอะไรผิด คนที่ผิดคือพี่เอง’

     ‘งั้นพี่ก็บอกมาสิครับว่าผิดอะไร เราเป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอ คนเป็นแฟนกันต้องไม่มีความลับต่อกันสิครับ’ ผมเอามือไปทาบบนอกพี่มิน เขย่าตัวเขาไปมาขณะที่น้ำตาไหลไม่หยุด

     ‘เพลง...อย่าบีบให้พี่พูดเลย พี่ไม่อยากทำให้เพลงเสียใจ’

     ‘แล้วที่พี่ทำอยู่นี่คิดว่าผมไม่เสียใจเหรอครับ! เราคบกันมาห้าปีแล้วนะพี่มิน ห้าปีเชียวนะครับ!! พี่คิดว่าห้าปีของเราสองคนมันไร้ความหมายถึงขนาดคิดจะเลิกก็เลิกได้เลยงั้นเหรอ!!’ ผมแผดเสียงใส่พี่มินอย่างบ้าคลั่ง ความเสียใจที่ถาโถมเข้ามาทำให้สติของผมขาดผึง ‘พี่บอกมาสิว่าทำไมถึงอยากเลิกกับผม เพราะพี่ไม่รักผมแล้วเหรอ หรือเพราะพี่ไปมีคนอื่น พูดมาสิครับพี่มิน! พี่บอกผมมา!!...’

     ‘พี่อยากมีลูก!!!’

     ‘...’

     ‘พี่...อยากมีครอบครัว’

     สองมือที่เกาะคอเสื้ออีกฝ่ายค่อยๆ ไถลลงมาเหมือนคนหมดแรง ผมผละมือออกจากตัวพี่มิน ประโยคสั้นๆ ที่เขาพูดออกมาทำให้ผมนิ่งงันเหมือนคนไร้สติ พี่มินมองผมด้วยสีหน้าที่เหมือนกำลังเสียใจ โดยที่เขาอาจลืมไปว่าคนที่ควรเสียใจคือผม

     ‘ตอนที่พี่ขอคบกับเพลง พี่แค่รู้สึกว่าเพลงเป็นคนน่ารัก อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แต่พอเราสองคนได้มาคบกันจริงๆ พี่ก็เริ่มไม่มั่นใจว่าสิ่งที่พี่ต้องการจริงๆ คือความสุขจากเพลงแน่เหรอ’

     ‘...’

     ‘ตลอดห้าปีที่เราคบกันมาพี่พยายามถามตัวเองมาตลอดว่าพี่ต้องการอะไร แล้วตอนนี้พี่ก็ได้คำตอบแล้ว’

     ‘...’

     ‘พี่อยากมีครอบครัว...ครอบครัวที่มีพี่ ภรรยา แล้วก็ลูก’

     ความเสียใจภายในอกมันทวีคูณซะจนผมไม่สามารถระบายออกมาเป็นคำพูด ทำได้แค่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเพื่อบ่งบอกถึงความเสียใจที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ ทุกคำพูดของพี่มินเปรียบเสมือนมีดหลายพันเล่มที่ทิ่มแทงเข้ามาในหัวใจ คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่ผมกลับไม่สามารถเอื้อนเอ่ยออกไปได้แม้แต่คำถามเดียว

     ทำไมเพิ่งมาคิดได้เอาตอนนี้ล่ะ เรื่องพวกนี้มันควรคิดตั้งแต่ก่อนคบกันแล้วไม่ใช่เหรอ หรือเพราะตอนขอคบพี่มินไม่คิดจะจริงจังกับผม เขาเลยไม่ได้นึกถึงเรื่องที่คบกับผู้ชายด้วยกันแล้วจะมีลูกไม่ได้

     พี่มินพูดความต้องการของตัวเองออกมาอย่างง่ายดาย แล้วผมล่ะ ผมพูดอะไรได้บ้างไหม ความรู้สึกของผมตลอดห้าปีที่ผ่านมาเขาไม่คิดจะรับผิดชอบเลยเหรอ หรือเพราะผมทำให้ความต้องการของเขาเป็นจริงไม่ได้ เขาเลยไม่สนใจไยดีผมอีก

     พี่มินแม่ง...ใจร้ายสุดๆ เลย

     ‘เพลงไม่ผิดที่เป็นเกย์ เพลงไม่ผิดที่มีลูกให้พี่ไม่ได้ แต่พี่ผิดเองที่ไม่รู้ตัวเองให้เร็วกว่านี้ ถ้าตอนนั้นพี่มองอนาคตให้ไกลกว่านี้ เราก็คงไม่ต้องคบกันตั้งแต่แรก และเพลงก็จะไม่ต้องมาเสียใจเพราะพี่...’

     ‘...’

     ‘พี่ขอโทษนะ...เพลง’

     ...

     เฮือก!!!

     ผมลืมตาโพลงท่ามกลางความมืด ลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรงเหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอนมา เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าผากทั้งที่แอร์ในห้องเย็นฉ่ำ เสียงแมลงร้องตอนกลางคืนนอกหน้าต่างไม่ได้ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผมช้าลงเลย

     สองมือผมกำผ้าห่มแน่น นานทีเดียวกว่าผมจะหยุดหอบ จนกระทั่งมุมปากสัมผัสถึงของเหลวบางอย่าง ผมจึงยกมือขึ้นมาแตะแล้วรู้ว่ามันคือน้ำตา

     อีกแล้วเหรอ

     ผมหยิบโทรศัพท์บนหัวเตียงมาดูเวลา ตอนนี้ตีสามสิบห้านาที อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว ผมมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท น้ำตายังไหลลงมาไม่หยุดจนผมต้องยกมือมาปาดหลายรอบ

     เมื่อไหร่ผมจะลืมเรื่องบ้าๆ นั่นได้สักที หรือต้องรอให้ผมตายก่อนใช่ไหมมันถึงจะหยุดตามมาหลอกหลอน

     ผมนั่งมองตักตัวเองให้จิตใจสงบสักพัก ก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ ใบหน้าของผู้ชายที่ผมไม่อยากจดจำยังคงปรากฏอยู่ในหัว แต่ผมพยายามไม่สนใจทั้งที่อยากลบมันออกไปจากหัวให้เร็วที่สุด

     ผมใช้เวลาในห้องน้ำประมาณสิบนาที ก่อนจะออกมายืนอยู่ปลายเตียงโดยมีผ้าขนหนูพันรอบคอ ถึงแม้บรรยากาศตอนกลางคืนในชนบทจะเงียบสงบไม่เหมือนในเมืองที่มีเสียงรถราแทบจะตลอดเวลา แต่มันก็ไม่สามารถทำให้ความรู้สึกว้าวุ่นในใจผมหายไปได้เลย

     นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นเวลาพักผ่อนผมคงโทรไปหาไอ้ธามแล้ว ปกติเวลาผมนึกถึงเรื่องในอดีตก็มีมันนี่แหละที่คอยปลอบ

     ผมเปิดไฟในห้องให้สว่าง เปิดโทรทัศน์เสียงดังๆ เผื่อมันจะช่วยลดความฟุ้งซ่านไปได้บ้าง ระหว่างที่สายตากำลังจับจ้องรายการในโทรทัศน์ผมก็คิดกับตัวเองว่าวันนี้จะอุดอู้อยู่แต่ในห้องหรือจะออกไปเที่ยวดี

     สุดท้ายผมก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่าจะลองไปเดินตลาดน้ำอัมพวาสักหน่อย ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ถ้าจะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในรีสอร์ทเดี๋ยวความหวังดีของไอ้ธามมันจะสูญเปล่า และถ้าได้ไปเปิดหูเปิดตามันอาจทำให้ผมลืมเรื่องในอดีตไปได้บ้าง

     ผมถอนหายใจออกมา ยกแขนมาหนุนท้ายทอย ปล่อยให้ความคิดในหัวตีกันโดยไม่คิดจะทำอะไร

     เมื่อไหร่ผมจะหนีจากฝันร้ายนี้ได้เสียทีนะ...ฝันร้ายที่ทำให้ผมเกลียดเพศของตัวเองจนอยากหายไปจากโลกนี้ให้มันจบๆ ไป























     นอกจากตลาดน้ำที่คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแล้ว อำเภออัมพวาที่ผมอยู่นี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง เท่าที่ผมลองหาข้อมูลในกูเกิลก็จะมีอุทยานร.2 วัดอัมพวันเจติยาราม พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้าน ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่ผมบอกไม่หมดเพราะมันเยอะมาก ซึ่งถ้าจะตระเวนไปเที่ยวให้ครบจริงๆ ก็น่าจะกินเวลาหลายวันอยู่

     ผมเริ่มจากเดินเที่ยวในตลาดน้ำซึ่งอยู่ใกล้กับรีสอร์ทมากที่สุด ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันพุธแต่ก็ยังมีคนมาเที่ยวไม่ใช่น้อย ทางเข้าของตลาดสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารมากหน้าหลายตา รวมถึงเสียงเรียกลูกค้าของคนขายที่ดังตีกันจนผสมปนเปไปกับเสียงพูดคุยของนักท่องเที่ยวที่เดินสวนกันไปมา ที่จริงมันก็มีร้านที่ผมสนใจอยู่นะ แต่เนื่องจากผมตั้งใจจะมาเดินเอาบรรยากาศเฉยๆ เลยไม่ได้แวะร้านไหนเลย

     พอได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่แล้วผมก็รู้สึกว่ามันต่างกับคนกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง ที่นั่นผู้คนมักจะมาเร็วไปเร็ว สั่งอาหาร ยื่นเงินให้แม่ค้า รับอาหารแล้วจากไปเลย แต่ที่นี่นอกจากจะซื้อของแล้วลูกค้ากับแม่ค้ามักจะคุยเล่นกัน มีรอยยิ้มให้กัน ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นคนในท้องถิ่นหรือนักท่องเที่ยวพวกเขาก็จะถูกต้อนรับอย่างอัธยาศัยดีเสมอ

     พอผมเดินทางตรงมาสักพักก็เจอเข้ากับสะพานที่ไว้ใช้ข้ามไปยังฝั่งถัดไป ตรงกลางทั้งสองฝั่งถูกคั่นไว้ด้วยแม่น้ำที่มีเรือหางยาวสำหรับนักท่องเที่ยวจอดอยู่ริมตลิ่งเต็มไปหมด ใต้สะพานจะมีทางเดินตลาดแยกออกไปอีกสองทาง ผมเห็นคนไปทางขวากันเยอะ ผมเลยเลือกไปทางซ้ายจะได้ไม่ต้องเดินเบียดกับคนอื่นมากนัก

     บรรยากาศโดยรวมก็โอเคอยู่หรอก แต่ติดตรงที่ผมไม่ได้หาข้อมูลก่อนมาเที่ยวเลยไม่รู้ว่าควรจะไปตรงไหนดี รวมถึงเมื่อคืนผมดันฝันถึง ‘เรื่องนั้น’ ขึ้นมา ตอนนี้เลยไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีย์กับสิ่งรอบข้างเท่าไหร่ ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงผมก็กลับรีสอร์ทมาโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาเลย

     กะจะไปเดินเล่นให้อารมณ์ดีขึ้นแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ยังมูฟออนจากความรู้สึกหน่วงๆ นี่ไม่ได้สักที...

     “อ้าวคุณเพลง ทำไมกลับมาเร็วจังล่ะคะ” ป้าแหม่มที่เป็นพนักงานต้อนรับแขก พอเห็นผมกลับมาก็เอ่ยทักขึ้นมา

     “ผมไม่รู้ว่าควรไปเที่ยวที่ไหนดีน่ะครับ มันมีที่เที่ยวเยอะจนผมเลือกไม่ถูก” ผมโกหกออกไป

     “ให้ป้าไปเป็นไกด์ให้ไหมคะ รับรองว่าจะนำเที่ยวให้สนุกจนคุณเพลงไม่อยากกลับกรุงเทพฯ เลย” ป้าแหม่มพูดติดตลก ก่อนจะหุบยิ้มเมื่อโดนน้องรินที่เป็นเพื่อนร่วมงานพูดขัด

     “แก่ปูนนี้แล้วยังไม่เลิกแอ๊วแขกอีกนะป้า แหมมม เห็นคนหล่อเป็นไม่ได้เลยนะ”

     “ไม่ต้องมาแขวะฉันเลย ผ้าปูเตียงของห้องสามศูนย์ห้าน่ะไปเอามาซักหรือยัง”

     “กำลังจะไปนี่ไงค้าาา”

     “ไม่ต้องจะ ไปเดี๋ยวนี้เลย ฉันบอกให้ไปซักตั้งนานแล้วยังจะมายืนเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้” ป้าแหม่มสั่งงานจบก็หันมายิ้มให้ผมต่อ โดยมีน้องรินทำปากขมุบขมิบอยู่ข้างหลัง “ว่าไงคะน้องเพลง ให้ป้าไปเป็นไกด์ให้ไหม”

     “ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่อยากรบกวนป้าแหม่ม ผมขอตัวก่อนนะครับ”

     ผมตอบปฏิเสธพลางยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินจากมาโดยมีเสียงน้องรินล้อเลียนป้าแหม่มดังตามหลังมา ที่ป้าแหม่มจำผมได้ทั้งที่แขกในรีสอร์ทวันหนึ่งมีตั้งหลายสิบคนก็คงเป็นเพราะผมเป็นแขกที่แปลกที่สุดล่ะมั้ง ปกติแล้วแขกคนอื่นจะมาพักไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ แต่ผมดันอยู่ถึงสองสัปดาห์ พูดให้ถูกคือไอ้ธามให้ผมมาพักรีสอร์ทนี้สองสัปดาห์ ผมก็ค้านมันไปแล้วนะว่าค่าห้องต่อคืนมันไม่ใช่ถูกๆ แต่ไอ้ธามก็ยังยืนกรานว่าจะออกค่าห้องให้ แต่แลกกับการที่ผมต้องมูฟออนจากเรื่องแฟนเก่าให้ได้

     ไม่เถียงหรอกครับว่ามันเป็นเพื่อนที่โคตรนิสัยดี แต่ดีเกินไปแบบนี้ผมก็อดเกรงใจไม่ได้เหมือนกัน

     ว่าแล้วก็โทรหามันดีกว่า...

     ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาไอ้ธามในตอนที่เพิ่งเข้าห้องมา กะจะถามมันสักหน่อยว่าควรไปเที่ยวที่ไหนดี

     [ว่าไงเพื่อนรัก ตัดใจจากคนเก่าแล้วมีคนใหม่ยังวะ]

     แค่ประโยคแรกที่มันทักขึ้นมาก็ทำให้ผมอยากถอนคำพูดเมื่อครู่แล้ว นี่ผมคิดถูกหรือคิดผิดที่โทรไปหามันวะเนี่ย

     “แฟนนะมึงไม่ใช่รองเท้า ที่คู่เก่าพังแล้วจะได้ซื้อคู่ใหม่มาเปลี่ยนทันที”

     [เปรียบซะเห็นภาพเชียวนะมึง แล้วนี่โทรมามีอะไรหรือเปล่า]

     “กูไม่รู้ว่าควรไปเที่ยวไหนดีอ่ะ แนะนำหน่อยดิ”

     [ตลาดน้ำอัมพวาไง ที่กูจองรีสอร์ทติดตลาดน้ำให้มึงก็เพราะอยากให้มึงไปเที่ยวตลาดน้ำนะ]

     “กูไปมาแล้ว แต่...ไม่รู้ดิ เดินเที่ยวคนเดียวแล้วมันเบื่อๆ อ่ะ พอจะมีที่อื่นแนะนำป่ะ”

     [ตลาดร่มหุบอ่ะเป็นไง]

     “ที่ไหนวะ”

     [ก็ตลาดที่อยู่แม่กลองไง มึงเดินไปรอรถสองแถวสีฟ้าตรงหน้ารีสอร์ท เดี๋ยวเขาก็พามึงไปแม่กลองเองแหละ]

     “เอาที่ใกล้ๆ รีสอร์ทได้ไหม กูกลัวหลง”

     ไอ้ธามถอนหายใจผ่านโทรศัพท์ มันคงเอือมกับความเรื่องมากของผม [จริงๆ ในตลาดน้ำก็มีที่ให้มึงเที่ยวเยอะนะเพลง แต่มึงดันบอกว่าเดินเที่ยวคนเดียวแล้วเบื่อ กูเลยไม่รู้จะแนะนำที่ไหนให้มึง เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แต่มันอยู่ที่มึง]

     “...”

     ผมเงียบเพราะไม่รู้จะเถียงกลับไปยังไง ที่จริงผมไม่ได้เบื่อเพราะเที่ยวคนเดียวหรอกครับ แต่ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลยมากกว่า แต่ที่ไม่พูดออกไปเพราะกลัวเพื่อนเสียความรู้สึก

     [หรือจะให้กูไปหามึง กูไปได้นะ]

     “หยุดเลย เมื่อวานมึงเพิ่งบ่นให้ฟังว่างานยุ่งมาก”

     [ก็ยุ่งแค่เมื่อวานแหละ พอดีวันนี้บอสจะพาคนในออฟฟิศไปเลี้ยงฉลองวันเกิด ทุกคนเลยเร่งทำงานให้เสร็จภายในเมื่อวาน]

     “หืม? บอสมึงนี่ใจดีจังแฮะ”

     [บทจะใจดีก็ดีอยู่หรอก แต่บทจะใจร้ายขึ้นมาก็สั่งงานแทบไม่หยุดพักหายใจเลย]

     ผมส่ายหน้าพลางยิ้มให้กับความขี้นินทาเจ้านายของมัน ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าระหว่างที่มันพูดกับผมอยู่เจ้านายมันเดินผ่านมาได้ยินจะเป็นยังไง

     “แล้วไปฉลองกันที่ไหนอ่ะ ร้านเหล้าเหรอ”

     [เปล่า วันนี้บอสจะพาลูกเมียมาด้วยเลยไปร้านเหล้าไม่ได้ ไปร้านอิ่มรักแทน]

     “ฮะ?” ชื่อร้านอาหารที่ออกจากปากเพื่อนพาให้คิ้วของผมขมวดเข้าหากัน “ชื่อร้านอะไรนะ”

     [ร้านอิ่มรัก เป็นร้านอาหารที่อยู่ใกล้ออฟฟิศกู ทำไมวะ อยากมาด้วยเหรอ]

     “...เปล่า เมื่อวันก่อนกูไปร้านนึงมา อยู่ใกล้กับรีสอร์ท ชื่อร้านอิ่มรักเหมือนกัน”

     [อ๋อ ไม่ต้องแปลกใจหรอก ร้านนี้เขามีสองสาขา]

     พอพูดถึงชื่อร้านแล้ว ใบหน้าเจ้าของร้านก็ลอยเข้ามาในหัวทันที...

     จริงสิ เมื่อวันก่อนผมเผลอไปนั่งร้องไห้ในร้านเขานี่หว่า นี่ผมก็เกือบลืมไปเหมือนกันนะเนี่ย

     พอนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วแก้มทั้งสองข้างก็เห่อร้อนขึ้นมา ตอนนั้นผมทำตัวโคตรจะเด็กน้อยเลยว่ะ อายุยี่สิบหกแล้วแต่ยังร้องไห้แงๆ จนต้องให้เจ้าของร้านเอาขนมมากล่อมให้สงบ

     ถามว่าอายไหม ตอบได้คำเดียวว่าอายมาก...

     [ไอ้เพลง ไอ้เพลง!]

     “ฮ...ฮะ? ว่าไง มีอะไร”

     [เป็นไรของมึงวะ กูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ]

     “...เปล่า ไม่ได้เป็นไร เมื่อกี้มึงพูดว่าไงนะ”

     [กูบอกว่าเดี๋ยวกูต้องวางสายแล้ว อย่าลืมกินข้าวนะมึงอ่ะ ส่วนเรื่องจะเที่ยวที่ไหนมึงก็ลองถามคนแถวนั้นดูละกัน กูก็ไม่ได้รู้จักสถานที่เที่ยวมากนัก]

     “เออๆ”

     ไอ้ธามบอกลาผมก่อนจะวางสายไป ผมเดินไปหยิบกล่องขนมเอแคลร์ในตู้เย็นขนาดเล็กของรีสอร์ทมาดู จำนวนขนมในกล่องลดลงไปเยอะเพราะผมกินเข้าไปบ้างแล้ว ที่จริงผมเป็นคนไม่ชอบกินขนม แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่าขนมกล่องนี้มันอร่อยมากๆ

     ใช่ครับ...มันคือเอแคลร์ที่เชฟอาทิตย์ให้ผมมาเมื่อวันก่อน

     ผมจ้องขนมในมือสักพักก่อนจะหยิบชิ้นนึงมาเข้าปาก หวาน...คือรสชาติแรกที่ผมสัมผัสได้ มันไม่ได้หวานจนแสบคอเหมือนเอแคลร์ร้านอื่นที่ผมเคยกิน แต่มันหวานแบบพอดีๆ แถมยังหอมกลิ่นนมกับขนมปังอีก

     เพียงไม่กี่นาทีเอแคลร์ที่เหลือก็เข้าไปอยู่ในท้องผม แต่ที่น่าแปลกใจคือผมรู้สึกอยากกินอีก ทั้งที่ปริมาณขนมในกล่องมันก็เยอะมากๆ แต่ในความรู้สึกผมมันกลับน้อยจนกินเท่าไหร่ก็ไม่พอ

     ...หรือเชฟอาทิตย์จะใส่ยาเสน่ห์ลงไปในขนมกันนะ ถึงทำให้คนที่ไม่ชอบกินขนมอย่างผมกลับติดงอมแงมแบบนี้ได้

     ‘ไว้มาอุดหนุนใหม่นะครับ’

     ประโยคสุดท้ายที่เชฟอาทิตย์พูดกับผมผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นมากๆ จนถึงตอนนี้ผมยังจำได้อยู่เลย

     จากที่ตอนแรกไม่รู้จะไปกินมื้อเย็นที่ไหน ตอนนี้ผมได้คำตอบให้ตัวเองแล้ว

     ...ไม่ได้จะไปซื้อเอแคลร์หรอกนะ ก็แค่จะไปกินข้าวเฉยๆ แค่นั้นเอง























     - มีต่อ -


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-10-2021 01:36:49 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ Cloverberry

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
     “ยินดีต้อนรับค่ะ...อ้าว น้องเมื่อวันก่อน”

     ทันทีที่ผมเปิดประตูร้านเข้ามา พนักงานที่รู้สึกจะชื่อส้มก็หันมายิ้มให้ก่อนจะอุทานเมื่อเห็นหน้าผม ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง ในร้านจึงมีลูกค้าเพียงคนเดียวซึ่งก็คือคุณลุงที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ผมยิ้มให้พี่ส้มพลางเดินไปนั่งโต๊ะถัดจากคุณลุง สักพักพี่ส้มก็เอาเมนูมาให้

     “วันนี้น้องอยากทานอะไรสั่งได้หมดเลยค่ะ ไม่เหมือนเมื่อวันก่อนแน่นอน”

     พอพี่เขาพูดถึงเรื่องเมื่อวันก่อนผมก็รู้สึกอายหน่อยๆ วันนั้นพี่ส้มเป็นคนแรกที่เห็นผมร้องไห้

     “ขอบคุณครับ” ผมยิ้มตอบก่อนจะหันมาไล่สายตาดูเมนูอาหารในมือ แต่คนข้างๆ ก็เกริ่นขึ้นมาอีกเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ

     “เอ่อ...”

     “ครับ?”

     “วันนี้น้องมาคนเดียวใช่ไหมคะ”

     “ใช่ครับ พี่มีอะไรหรือเปล่าครับ”

     “อ๋อเปล่าค่ะๆ ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวพี่มารับออเดอร์นะคะ เชิญน้องเลือกเมนูตามสบายเลย”

     พี่ส้มโบกไม้โบกมือปฏิเสธก่อนจะขอตัวเดินไปเข้าห้องครัวที่อยู่ด้านหลังแคชเชียร์ ผมเอียงคองงนิดหน่อยก่อนจะหันมาเลือกเมนูต่อ สักพักก็มีคนมารับออเดอร์ เพียงแต่ไม่ใช่พี่ส้มแต่เป็นพี่ดาวแทน ผมสั่งข้าวผัดไส้กรอกกับชาเขียวไป ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอะไรไปเรื่อยระหว่างรออาหาร

     ผมคิดมาสักพักแล้วล่ะว่าต้องทำอะไรสักอย่างมากกว่าการนอนคิดมากอยู่ในรีสอร์ทเฉยๆ แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะไปทำอะไรที่ไหน ไอ้ธามอยากให้ผมไปเที่ยว แต่สำหรับผมแล้วการไปเที่ยวคนเดียวมันไม่สนุกเท่าไปกับเพื่อนสนิท นอกจากมันที่ลางานมาไม่ได้แล้วผมก็ไม่มีเพื่อนคนอื่นอีก ตอนนี้ผมเลยมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้ว่าอีกหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ ที่เหลือจะทำอะไรดี

     หรือจะกลับกรุงเทพฯ เลยดีนะ แต่ถ้าทำแบบนั้นค่าห้องที่ไอ้ธามจ่ายไปก็จะเสียเปล่าทันที ดีไม่ดีถ้าชิงกลับตอนนี้มันได้โกรธผมตายแน่

     ตอนนี้ไอ้ธามน่าจะกำลังกินเลี้ยงวันเกิดเจ้านายอยู่ งั้นผมไลน์ไปถามมันดีกว่า ลองหยั่งเชิงดูก่อนว่าถ้าผมขอกลับกรุงเทพฯ มันจะว่าอะไรไหม บอกตรงๆ อยู่นี่กับอยู่บ้านตัวเองแทบไม่ต่างกันเลย ให้อยู่ที่นี่ต่อไปผมก็ไม่มีอะไรทำ สู้กลับไปหาพ่อแม่ยังจะดีกว่า

     ระหว่างที่ผมกำลังพิมพ์ข้อความหาเพื่อน คุณลุงที่นั่งข้างโต๊ะผมก็ออกจากร้านไป ทำให้ตอนนี้ในร้านเหลือผมที่เป็นลูกค้าคนเดียว หลังจากนั้นไม่นานอาหารที่ผมสั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะ ผมพูดออกไปทั้งที่ตายังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์

     “ขอบคุณครับ”

     หวังว่าไอ้ธามจะไม่ด่าผมกลับมานะ ที่ผมถามไปตรงๆ เพราะกลัวว่าถ้าจู่ๆ ก็กลับกรุงเทพฯ ไปเลยมันจะเสียใจ ผมเลยจะลองเกริ่นกับมันก่อน เผื่อมันไม่โอเคผมจะได้อยู่ที่นี่ต่อเพื่อไม่ให้ค่าห้องที่มันจ่ายไปสูญเปล่า

     “ขนมเมื่อวันก่อนอร่อยไหมครับ”

     เสียงทุ้มที่คุ้นหูทำให้ผมผละจากจอโทรศัพท์หันไปมองแทบจะทันที ตอนที่อาหารถูกนำมาเสิร์ฟผมนึกว่าเป็นพี่ดาวไม่ก็พี่ส้ม แต่คนที่มาเสิร์ฟกลับเป็นเชฟอาทิตย์แทน

     พอได้เห็นหน้าเขา ภาพเหตุการณ์เมื่อวันก่อนก็ย้อนเข้ามาในหัวอีกรอบ ทันใดนั้นผมก็รู้สึกอายขึ้นมาจนลืมตอบคำถาม

     “อย่าเอาแต่มองหน้าสิครับ ผมกำลังถามอยู่นะ”

     ผมกะพริบตาปริบๆ เมื่อโดนทักแบบนั้น รีบหันหน้าหนีพลางอ้อมแอ้มตอบเสียงเบาจนเหมือนกระซิบ

     “อร่อยครับ”

     “ถ้าอยากกินอีกก็บอกนะครับ ร้านเราทำใหม่ทุกวัน ไม่ใช้ของค้างคืนแน่นอน”

     “เชฟอาทิตย์...ทำเองเหรอครับ”

     “ใช่ครับ” คนตัวสูงตอบพลางยิ้มกว้าง “ทำหน้าแปลกใจแบบนั้นแสดงว่าเห็นผมเป็นคนที่ไม่น่าจะทำขนมได้สินะครับ”

     “เปล่านะครับ ผมแค่...ไม่นึกว่าผู้ชายจะทำขนมได้อร่อยขนาดนี้”

     เชฟหลุดขำเมื่อได้ยินผมพูดแบบนั้น ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะโกรธซะอีก “จะถือว่าเป็นคำชมนะครับคุณลูกค้า”

     ผมไม่ตอบอะไร หันหน้ากลับมาตั้งใจจะกินข้าวเพื่อตัดบทสนทนา แต่เชฟอาทิตย์ก็พูดขึ้นมาอีกรอบ

     “ทานเสร็จแล้วอย่าเพิ่งกลับนะครับ” ผมหันไปทำหน้างง พอเชฟเห็นดังนั้นเลยพูดขึ้นมาอีกเพื่อขยายความ “แถวนี้พอมืดแล้วมันอันตราย มีข่าวนักท่องเที่ยวโดนปล้นอยู่บ่อยๆ เดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณที่รีสอร์ทดีกว่าครับ”

     หืม? อารมณ์ไหนของเขาเนี่ย จู่ๆ ก็มาเป็นห่วงลูกค้าที่ไม่รู้จักกัน จะไม่ให้งงได้ไงล่ะครับ

     “เอ่อ...ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมเกรงใจ”

     “ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้รบกวนอะไรเลย”

     “แต่...” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรข้างนอกร้านก็มีฝนตกลงมาซะก่อน ผมหันไปมองแล้วก็อดตกใจไม่ได้ ฝนตกแบบนี้จะกลับรีสอร์ทยังไงวะเนี่ย ขามายังดีๆ อยู่เลย ตกลงผมเอาแน่เอานอนกับอากาศประเทศไทยไม่ได้เลยใช่ไหม

     “คุณลูกค้ามาร้านยังไงครับ” เชฟถามขึ้นมาอีกรอบ ผมเลยละสายตาจากหน้าต่างหันไปตอบ

     “เดินมาครับ”

     “แล้วได้เอาร่มมาไหมครับ”

     “...ไม่ได้เอามาครับ”

     “ถ้างั้นให้ผมไปส่งเถอะครับ ผมมีร่ม คุณจะได้ไม่ต้องเดินตากฝนกลับรีสอร์ท”

     ผมทำหน้าลำบากใจ คือก็รู้ว่าเขาไม่ใช่มิจฉาชีพที่จะหวังดีประสงค์ร้ายหรอก แต่จะให้เดินกลับรีสอร์ทโดยมีผู้ชายที่ไม่รู้จักกันมากางร่มให้ มันก็จะแปลกๆ ยังไงอยู่

     “ผมไม่ปล้นคุณหรอกครับ วางใจได้” เขาพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นผมเงียบไปนาน

     “ผมรู้ครับ คุณดูไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น”

     “ถ้างั้น...จะให้ผมเดินไปส่งใช่ไหมครับ”

     ผมหันไปมองสายฝนนอกหน้าต่าง นอกจากฝนจะตกหนักแล้วทางยังมืดอีกด้วย ถ้าต้องเดินกลับรีสอร์ทคนเดียวจริงๆ ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแอบกลัวอยู่เหมือนกัน...

     ผมเงยหน้าไปสบตากับคนตัวสูงที่ยิ้มกว้างหลังจากได้ยินคำตอบ “ก็ได้ครับ”























     ตอนแรกผมนึกว่าเชฟอาทิตย์จะมาเดินข้างๆ คอยกางร่มให้ผม ถ้าเป็นแบบนั้นจริงผมคงรู้สึกเกร็งน่าดู แต่โชคดีที่เขามีร่มสองคัน เราสองคนเลยเดินขนาบข้างกันโดยใช้ร่มคนละคัน ผมแอบถอนหายใจเล็กน้อยระหว่างที่กำลังเดินกลับรีสอร์ท

     ดูเหมือนผมจะดูซีรีส์เกาหลีเยอะไปสินะ สงสัยคงต้องเพลาๆ ลงหน่อยแล้ว

     “ขอถามชื่อคุณได้ไหมครับ” จู่ๆ เชฟอาทิตย์ก็พูดขึ้นมาหลังจากเงียบกันมาตลอดทาง ผมเหลือบหางตาไปมอง ขนาดมองจากด้านข้างที่มีเม็ดฝนโปรยปรายลงมายังดูหล่ออยู่เลย

     “เพลงพิณครับ เรียกเพลงเฉยๆ ก็ได้”

     “หืม? เพลงเหรอครับ...ชื่อเพราะจัง”

     “ไม่ต้องแกล้งชมหรอกครับ ผมรู้ว่าไม่ค่อยมีผู้ชายที่ไหนชื่อเพลง ผมโดนทักมาเยอะแล้ว” ผมพูดขำๆ หลังจากได้ยินน้ำเสียงประหลาดใจจากคนตัวสูง

     “ก็จริงนะครับ แต่ผมก็คิดว่าชื่อคุณเพราะอยู่ดี”

     “เหรอครับ ส่วนใหญ่มีแต่คนบอกว่าชื่อผมแปลก ดูไม่เหมือนชื่อผู้ชาย”

     “ไม่เคยมีใครชมชื่อคุณเลยเหรอ”

     “ก็เพิ่งมีเชฟเป็นคนแรกนี่แหละครับ”

     คุณยายที่เสียไปแล้วของผมท่านเป็นคนตั้งชื่อให้ ท่านชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจจึงตั้งชื่อให้ผมว่าเพลงพิณ คุณยายเคยบอกว่าอยากให้ผมเป็นความสุขของคนรอบข้างเหมือนที่เสียงเพลงเป็นความสุขของท่าน ผมเลยได้ชื่อนี้มา

     “แล้วคุณเพลงอายุเท่าไหร่เหรอครับ”

     คราวนี้ผมหันไปมองคนถามแบบเต็มตา ทำหน้าฉงนนิดหน่อย “ถามทำไมครับ”

     “ก็...ผมจะได้เรียกถูกไง เผื่อคุณอายุมากกว่าผม”

     “ปีนี้ผมอายุยี่สิบหกครับ”

     เชฟอาทิตย์หันมามองผม สายตาเขาดูไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดผม “ผมนึกว่าคุณเรียนมหา'ลัยอยู่ซะอีก”

     “ผมดูขี้งอแงเหมือนเด็กวัยรุ่นสินะครับ”

     “เปล่าครับๆ ผมเห็นคุณหน้าเด็กเลยไม่นึกว่าคุณจะอายุเท่านี้”

     “แล้วเชฟอายุเท่าไหร่เหรอครับ ผมบอกเชฟแล้ว เชฟบอกผมบ้างสิ” ผมพูดยิ้มๆ เชฟยิ้มมุมปากยิ่งทำให้ดูหล่อขึ้นไปอีก

     “ลองทายดูสิครับ”

     “อายุเท่าผม?”

     “ผิดครับ”

     “มากกว่าหนึ่งปี?”

     “ผิดครับ”

     “มากกว่าสองปี?”

     “ก็ยังผิดครับ”

     “งั้นเฉลยเถอะครับ ผมทายเท่าไหร่ก็ทายไม่ถูกซะที”

     ผมทำหน้าบูด ขณะที่เชฟอาทิตย์หัวเราะ เขาหันไปมองทางเดินก่อนจะยอมเฉลยในที่สุด “สามสิบห้าครับ”

     หืม? เชฟอาทิตย์เนี่ยนะสามสิบห้า ดูยังไงก็ไม่น่าเกินสามสิบชัดๆ นี่เขาโกหกผมอยู่เปล่าเนี่ย

     “ทำหน้าแบบนั้นคือไม่เชื่อผมเหรอ”

     “ก็เชฟยังดูหนุ่มอยู่เลยนี่ครับ”

     “สามสิบห้าก็ยังหนุ่มได้นะครับถ้าดูแลตัวเองดีๆ”

     “แสดงว่าเชฟชอบออกกำลังกายเหรอครับ”

     “ก็มีบ้างครับ แต่พักหลังมานี้ไม่ค่อยได้ไปฟิตเนสเท่าไหร่เพราะงานที่ร้านยุ่งจนไม่มีเวลาว่างเลย”

     ผมเพิ่งรู้ว่าเราสองคนเดินคุยกันมานานมากตอนที่ใกล้จะถึงรีสอร์ทแล้ว ระยะทางจากร้านถึงรีสอร์ทไม่ได้ไกลหรอกครับ เพียงแต่พวกผมเดินทอดน่องกันเลยมาถึงช้า ผมคืนร่มให้เชฟในตอนที่เดินมาถึงหน้ารีสอร์ท สายฝนที่ตกหนักตอนแรกซาลงจนแทบจะหยุดตกแล้ว

     “ขอบคุณนะครับที่มาส่ง”

     “ยินดีครับ แต่เพื่อเป็นการตอบแทน วันหลังมาอุดหนุนร้านผมอีกบ่อยๆ นะ”

     “เอ...นี่อาสามาส่งเพราะหวังจะซื้อใจลูกค้าเหรอครับ”

     เชฟอาทิตย์หัวเราะร่าทันทีที่ได้ยินแบบนั้น พลอยให้ผมยิ้มตามไปด้วย “เปล่าครับ ผมมาส่งเพราะหวังดีเฉยๆ แต่ถ้าจะได้ใจลูกค้าด้วยผมก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ”

     นอกจากหน้าตาดี ฝีมือทำอาหารดีแล้วยังคารมดีอีก นี่ถ้าผมไปร้านเขาตอนกลางวัน สงสัยผมคงเจอแต่ลูกค้าผู้หญิงแน่เลย

     “หืม? ให้ผมเหรอ” ผมถามเมื่อเชฟอาทิตย์ยื่นกล่องขนมเอแคลร์มาให้ ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาไม่ได้มาตัวเปล่า

     “ผมเห็นตอนจ่ายเงินคุณชะเง้อมองตู้ขนม เลยคิดว่าคุณน่าจะอยากกินเอแคลร์อีก”

     ผมทำหน้าเหลอหลาเมื่อรู้ว่าถูกจับได้ ยิ่งเห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้าผมก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก

     “ไม่ได้อยากกินขนาดนั้นซะหน่อย” ผมอุบอิบแก้ตัวเสียงเบา

     “ว้า น่าเสียดายจังครับ ผมอุตส่าห์ถือมาให้แท้ๆ ถ้าคุณไม่กินผมก็คงต้องเอาไปทิ้งสินะ”

     “เดี๋ยวครับ” ผมรีบจับมือเขาไว้ในตอนที่เขาทำท่าจะเดินไปทิ้งขนมจริงๆ “ผม...รับไว้ก็ได้ แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินสดติดตัวเลย เชฟช่วยรอแป๊บนึง...”

     “ผมไม่คิดเงินครับ”

     สองขาที่กำลังจะเดินกลับไปในรีสอร์ทชะงักกึก ผมหันมามองร่างสูงที่กำลังยืนยิ้มอยู่

     “...จะดีเหรอครับ”

     “ดีสิครับ แค่คุณบอกว่าขนมผมอร่อย มันก็คุ้มกับที่ผมจะไม่คิดเงินคุณแล้ว”

     ยอมให้ขนมลูกค้าฟรีเพื่อแลกกับคำชม...เป็นคนที่แปลกดีจริงๆ

     ผมรับขนมมาพลางพูดขอบคุณคนตัวสูง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเก้ๆ กังๆ จนต้องยกมือมาเกาแก้ม

     “กลับดีๆ นะครับ”

     “ครับ ราตรีสวัสดิ์นะ”

     ผมยืนส่งเชฟอาทิตย์ก่อนจะกลับเข้ามาในรีสอร์ท พอมาคิดดูแล้วก็แอบประหลาดใจเหมือนกันแฮะ จากที่ตอนแรกไม่ค่อยอยากให้เขามาส่งเท่าไหร่ แต่พอเขามาส่งจริงๆ ผมกลับไม่รู้สึกเกร็งเลย เขาคอยหาเรื่องมาชวนคุยทำให้รู้ตัวอีกทีผมก็รู้สึกเป็นกันเองกับเขาแล้ว

     พอเข้ามาในห้องตัวเองผมก็เปิดไฟเป็นอันดับแรก ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงเอาแขนมาก่ายหน้าผาก

     คราวก่อนก็ไม่คิดค่าอาหาร มาคราวนี้ยังเดินมาส่งแถมไม่คิดค่าขนมอีก คนต่างจังหวัดใจดีแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ ผมชักจะเริ่มสงสัยแล้วสิ





















     TBC

     ฝากคอมเมนต์ติชม ฝากติดแท็ก #เชฟจะบอกรัก ในทวิตเตอร์ด้วยนะครับ ^^


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-10-2021 01:55:38 โดย Cloverberry »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
 :pig4:
 o13
ชอบค่ะ ติดตามนะคะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด