⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 10 แค่ได้คิดถึง
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 10 แค่ได้คิดถึง  (อ่าน 1839 ครั้ง)

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ตอนที่ 8 รักแท้ดูแลไม่ได้


เมื่อมาถึงบ้าน ม่อนก็ขอตัวขึ้นไปข้างบน “พี่อาร์ต ม่อนขออยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักนะครับ”

“ได้สิ” ผมตกลงอย่างว่าง่าย แม้ในใจรู้สึกเป็นห่วงคนที่กำลังเจ็บมากขนาดไหนก็ตาม “แต่ถ้ามีอะไร ก็ไปหาพี่ที่ห้องได้นะ คืนนี้พี่ไม่ได้ไปไหน”

“ครับพี่” ม่อนยิ้มบางๆ ทว่าแววตาก็ยังดูเศร้า “ถ้างั้น...ม่อนขอตัวก่อนนะครับ”

ก่อนอนุญาตให้ม่อนไป ผมก็กอดม่อนไว้หลวมๆ เขย่งเท้าขึ้นและก้มลงจุมพิตหน้าผากของเขาเบาๆ “เปิ้นฮักม่อนเน้อ”

ม่อนยิ้มเขินอายเล็กน้อย หน้าแดงๆ นั้นดูน่ารักไม่น้อย แม้ว่าเจ้าตัวไม่ใช่คนหล่อ แต่ก็มีเสน่ห์น่ามองในแบบของม่อน ใบหน้าที่ผ่านโลกมาหลายสิบปีนั้นยังคงมีเงาจางๆ ของใครคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จักซ้อนอยู่รางๆ เสมอ

“พี่ไปส่งม่อนที่ห้องละกันนะ” ผมอาสา ม่อนยิ้มแล้วก็พยักหน้า

ผมเดินจูงมือม่อนขึ้นไปจนถึงหน้าห้อง ก่อนจะแยกกันผมก็ไม่ลืมถามให้แน่ใจ

“ม่อนไหวนะ ถ้าจะให้พี่อยู่เป็นเพื่อน พี่ก็ยินดีนะ”

“ไหวครับพี่” ม่อนพยักหน้ายิ้มๆ “ผมไม่เป็นไรหรอก อีกอย่าง…เรื่องมันก็จบไปนานแล้ว แต่ตอนนี้ ผมอยากทบทวนตัวเองเงียบๆ สักคืน”

“พี่ไม่มีปัญหาหรอก ม่อนสบายใจแบบไหนพี่ก็โอเค” ผมยิ้มละไมให้อีกฝ่าย “แต่ถ้ามีอะไรก็มาหาพี่ที่ห้องนะ มาได้ตลอดเวลาเลย ไม่ต้องเกรงใจ อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้ไหม ม่อนยังมีพี่ มีพี่เมี่ยง มีหลานๆ คนที่เขาไม่รักเรา ก็ปล่อยเขาไป”

ม่อนพยักหน้า “ครับพี่อาร์ต ขอบคุณนะครับ…ที่พี่อาร์ตคอยอยู่ข้างๆ ผม”

“Truly my pleasure.” ผมตอบเป็นภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่าด้วยความยินดีอย่างแท้จริง

ไม่นานผมกับม่อนก็ต้องแยกกัน ใจจริงผมก็เป็นห่วงเขา แต่เมื่อเขาขอมีพื้นที่ส่วนตัวเงียบๆ ผมก็ไม่อยากขัดใจ

ผมเดินลงมาที่ห้องนั่งเล่นข้างล่าง ตั้งใจว่าจะโทรหาเมี่ยงเสียหน่อย กะจะเล่าให้พี่สาวของม่อนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นนั่นแหละ ทว่าก็มีคนโทรหาเสียก่อน ชื่อที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอคือ “พี่นง” เธอเป็นแอดมินแฟนเพจอาร์ตเลิฟเวอร์สของผม ช่วยดูแลเพจนี้ให้ผมมาหลายปีแล้ว เงินทองก็ไม่คิดสักบาท เพราะเธอรักและเอ็นดูผมมาก ยินดีทำให้โดยไม่ขออะไรตอบแทน

“คุณอาร์ต คลิปคุณอาร์ตว่อนไปทั่วเน็ตแล้วนะคะตอนนี้ มันเกิดอะไรขึ้นคะ พี่นงงงไปหมดแล้ว”

พอผมรับสาย พี่นงก็ถามผมทันที น้ำเสียงฟังดูเป็นกังวลมาก จนผมสังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่อง

“คลิปอะไรเหรอครับพี่นง”

“พี่นงส่งให้ในไลน์แล้วค่ะ คุณอาร์ตดูก่อนนะคะ ดูเสร็จแล้วโทรหาพี่ด่วนเลยนะคะ”

“อ๋อ ได้ครับพี่ ดูเสร็จแล้วผมจะรีบโทรกลับเลย”

ผมรีบวางสาย จากนั้นก็เปิดไลน์ดูข้อความต่างๆ ที่ส่งเข้ามา นอกจากพี่นงแล้วก็มีเพื่อนพี่น้องในวงการหลายคนส่งคลิปคล้ายๆ กันมาให้ ผมเลือกเปิดดูของพี่นงก่อน เป็นคลิปที่แชร์ในเฟสบุ๊ก

เมื่อคลิปเริ่มเล่น ผมก็เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่หน้าสยามพารากอนเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง ในคลิปผมกอดกับม่อนอยู่ตรงลานน้ำพุ แต่เหตุการณ์ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะผมดันเดินมาหาแฟนเก่าของม่อน ก่อนชี้หน้าและต่อว่าผู้ชายคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษ

“คนขี้ขลาดอย่างคุณ ไม่สมควรได้รับความรักจากเขา ปล่อยแฟนผมและอย่ามายุ่งกับเขาอีก!”

ผมได้ยินคำพูดนั้นของตัวเองชัดเจน คำว่าบอยเฟรนด์ที่ผมใช้คงมีความหมายเป็นอย่างอื่นได้ยาก ใครได้ยินก็คงรู้ว่าคนที่ผมปกป้องก็คือแฟนของผมเอง เพียงเท่านี้ผมก็ตาเหลือก ยิ่งดูยอดแชร์ออกไปผมก็ยิ่งตกใจ แค่ชั่วโมงเดียวก็จะเป็นหมื่นแล้ว

ดูจบผมก็รีบโทรหาพี่นง ทันทีที่เธอรับสายผมก็ถาม “พี่นงครับ ผมยังไม่ได้เข้าไปดูในแฟนเพจกับไอจีของผม สถานการณ์ตอนนี้เป็นไงครับ”

“ทะเลาะกันใหญ่เลยค่ะ ยอดอันฟอลโลวในไอจีกับเฟสบุ๊กลดลงเกินหมื่น คืนนี้อาจจะถึงแสนได้”

“จริงเหรอครับพี่” ผมหน้าซีด แต่ก็พยายามคิดว่าจะหาทางออกยังไง

“คุณอาร์ต พรุ่งนี้คุณอาร์ตต้องจัดงานแถลงข่าวนะคะ ต้องรีบแก้ข่าวด่วนเลย” พี่นงเร่งเร้าอย่างร้อนใจ

“งั้นผมขอปรึกษาผู้จัดการส่วนตัวผมก่อนนะครับ”

“ค่ะ ต้องทำด่วนเลยนะคะ” พี่นงกำชับ ก่อนเปลี่ยนมาถามเรื่องที่สงสัยให้แน่ใจ “ตกลงมันยังไงกันแน่คะคุณอาร์ต พี่นงงงไปหมดแล้วค่ะ คุณอาร์ตมีแฟนเป็นผู้ชายจริงๆ เหรอคะ”

ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ แม้ว่าเริ่มคิดแผนการเปิดตัวคนสำคัญเอาไว้บ้างแล้ว แต่ค่าที่มันปัจจุบันทันด่วนเกินไป ผมก็ยอมรับว่ายังไม่พร้อม

“คุณอาร์ตมีแฟนเป็นผู้ชายจริงๆ เหรอคะ” พี่นงถามย้ำเมื่อเห็นผมเงียบไปนาน

“ผมก็มีคนที่ผมคุยด้วยน่ะพี่” ผมแบ่งรับแบ่งสู้

“แล้วคนที่คุณอาร์ตคุยด้วยเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะคะ คือ…พี่ก็ไม่อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณอาร์ตขนาดนั้นหรอกนะคะ แต่เรื่องนี้มันสำคัญกับอาชีพนักแสดงของคุณอาร์ต พี่นงไม่อยากให้คุณอาร์ตต้องเสียฐานแฟนคลับจำนวนมากไปเพราะเรื่องนี้ สัปดาห์หน้าละครเรื่องใหม่ของคุณอาร์ตก็จะออนแอร์แล้วนะคะ”

“ผมรู้ครับ แต่…” ผมรู้สึกหนักใจมากขึ้นทุกที แน่นอนว่าผมไม่ต้องการเสียฐานแฟนคลับ แต่ผมก็อยากมีความสุขกับชีวิตส่วนตัวด้วย จะให้อยู่กับม่อนแบบหลบๆ ซ่อนๆ คงไม่ได้

“ตอนนี้คนเขาเอาคลิปที่คุณอาร์ตให้สัมภาษณ์เมื่อกลางวันกับคลิปที่หน้าพารากอนมาโยงกันแล้วนะคะ รวมถึงข่าวก่อนหน้านี้หลายปีที่เขาลือว่าคุณอาร์ตเป็นเกย์ด้วย” พี่นงทำเสียงเป็นห่วงและดูจะหนักใจไม่แพ้ผมเลย

เรื่องข่าวลือว่าผมเป็นเกย์นั้นมาจากบุคลิกที่ดูเรียบร้อยของผมนั่นแหละ บวกกับตอนนั้นผมไม่มีแฟนและครองตัวเป็นโสดหลายปี นักข่าวก็เลยลือกันไปต่างๆ นานา แต่ในชีวิตจริงนั้นผมมีสาวๆ มาให้เลือกสนุกด้วยนับไม่ถ้วน ถึงตอนนี้เขาก็รู้กันหมดแล้วว่าผมเป็นพวกเงียบๆ แต่ฟาดเรียบ

“ผู้ชายคนนั้นเป็นใครคะคุณอาร์ต” พี่นงถามเมื่อเห็นผมเงียบไปอีก

“รุ่นน้องผมตอนเรียนมัธยมที่เชียงใหม่น่ะครับ ตอนนี้เขามาเรียน ป. โท ที่กรุงเทพ ผมก็เลยให้เขามาพักด้วยที่บ้าน”

ผมตอบแล้วก็เดินไปนั่งที่โซฟาเพราะดูท่าว่าจะต้องคุยนาน นั่งลงแล้วผมก็เปิดลำโพงโทรศัพท์และวางไว้บนโต๊ะกระจก เพราะถ้าถือนานจะเมื่อยมือและเมื่อยคอ

“พักที่บ้านเลยเหรอคะ” พี่นงทำเสียงตกใจ

“ครับ ตอนแรกเขาเช่าคอนโดอยู่ ผมไปชวนเขามาอยู่ด้วยเอง เพราะไม่อยากให้เขาเสียเงิน อีกอย่างบ้านผมก็มีห้องว่างอยู่ ผมจะได้มีเพื่อนอยู่ด้วย”

“แสดงว่าสนิทกันมาก”

“ครับ” ผมพยักหน้า “พี่สาวของเขามีบุญคุณกับผมมาก ถ้าทำอะไรตอบแทนเขาได้ ผมยินดีทำให้ทุกอย่าง ก็เลยให้ม่อนมาอยู่ด้วย พี่สาวเขาจะได้สบายใจว่ามีคนดูแล”

“แล้วคุณอาร์ตคิดอะไรกับเขาหรือเปล่า”

ผมเงียบไปสักพัก ก่อนตัดสินใจบอกไปตรงๆ “ผมชอบเขาครับ”

“ตายแล้วคุณอาร์ต” พี่นงทำเสียงตกใจ “ที่ผ่านมาคุณอาร์ตก็ชอบผู้หญิงมาตลอดนี่คะ ทำไมอยู่ดีๆ ก็ชอบ…เอ่อ...ชอบผู้ชายขึ้นมาได้”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่เอาเป็นว่าผมชอบเขาไปแล้ว ผมก็ไม่รู้จะห้ามหัวใจตัวเองยังไงน่ะพี่ ชอบมันก็คือชอบ มันไม่มีเหตุผลหรอก”

“พี่เข้าใจค่ะ” พี่นงถอนหายใจ “แต่คุณอาร์ตจะมีภาพแบบนี้ไม่ได้นะคะ ถึงแม้พี่นงรู้ว่าสมัยนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วก็เถอะ ซีรี่ส์วายพี่นงก็เคยดู แต่มันก็เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม จำนวนคนดูเมื่อเทียบกับละครทั่วไปมันเทียบกันไม่ได้เลย คนที่เขาติดตามคุณอาร์ต ก็เพราะเขาชอบภาพลักษณ์ผู้ชายอบอุ่น เรียบร้อย มีเสน่ห์ เป็นผู้ชายในฝัน เป็นสามีแห่งชาติของสาวๆ ทั่วประเทศ แต่ถ้าคุณอาร์ตมาสายนี้ ภาพลักษณ์ที่สาวๆ ทั่วประเทศประทับใจมันจะหายไปหมดเลยนะคะคุณอาร์ต นี่ขนาดคุณอาร์ตยังไม่ยืนยัน แฟนคลับก็หายไปเป็นหมื่นๆ ในไม่กี่ชั่วโมงแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น คุณอาร์ตจะต้องรีบแก้ข่าวให้เร็วที่สุด”

“แล้วจะให้ผมแก้ข่าวว่ายังไงล่ะครับพี่ ผมว่าปล่อยให้มันเงียบๆ ไปเองไม่ดีกว่าเหรอครับ”

“ไม่ได้ค่ะคุณอาร์ต จะหาว่าพี่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณอาร์ตพี่ก็ยอม แต่พี่นงไม่อยากเห็นคุณอาร์ตจบอนาคตในวงการบันเทิงของตัวเองแบบนี้ ไม่คุ้มหรอกค่ะ เอาอย่างนี้ไหมคะ พรุ่งนี้คุณอาร์ตบอกนักข่าวไปว่าผู้ชายคนนั้นเป็นรุ่นน้องที่รู้จักกัน เขาทะเลาะกับแฟน คุณอาร์ตก็เลยเข้าไปช่วย”

“แล้วคนเขาจะเชื่อเหรอครับพี่ เพราะในคลิปผมก็พูดชัดเจนว่าม่อนเป็นแฟนผม ผมจะดูแลเขาเอง” ผมทำหน้าไม่แน่ใจ

“งั้นคุณอาร์ตก็อธิบายไปสิคะว่าคุณอาร์ตพูดอย่างนั้นเพราะอยากช่วยรุ่นน้องเฉยๆ เขาจะได้ไม่มายุ่งอีก”

ผมทำหน้าหนักใจเพราะไม่อยากโกหก ถ้าเกิดสื่อมารู้ทีหลังจะยิ่งเสียหายกว่าเดิม ที่ผ่านมาผมใช้วิธียอมรับไปตรงๆ หรือไม่ก็บอกไปเลยว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้รายละเอียดหรือพาดพิงคนอื่น พร้อมกับอธิบายไปด้วยว่าผมก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง มีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ครั้งนี้ผมจะต้องโกหกเลยหรือ

“ผมไม่อยากโกหกน่ะพี่ ม่อนจะรู้สึกยังไงถ้าผมพูดแบบนั้น”

“คุณอาร์ตก็อธิบายคุณม่อนได้นี่คะ เขาน่าจะเข้าใจนะคะ” พี่นงทำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย “อีกเรื่องที่พี่จะแนะนำก็คือ คุณอาร์ตให้เขาไปอยู่คอนโดเหมือนเดิมดีกว่าค่ะ ถ้าอยากดูแลเขา คุณอาร์ตก็จ่ายค่าเช่าคอนโดให้เขาก็ได้ ถ้าให้เขามาอยู่บ้านคุณอาร์ตแบบนี้ รับรองว่าสื่อขุดคุ้ยจนเจอแน่ๆ”

ตอนแรกผมก็พอเข้าใจความหวังดีของพี่นง แต่ตอนนี้ผมเริ่มตงิดๆ ใจในความเจ้ากี้เจ้าการเกินควรของแกแล้ว

“ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะครับพี่นง ผมเป็นคนชวนเขามาอยู่กับผมเองนะครับ” ผมแย้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจบ้าง

“คุณอาร์ตก็อธิบายเขาไปสิคะว่ามันจำเป็น เขาก็น่าจะเข้าใจนะคะว่าคุณอาร์ตเป็นดาราดัง เรื่องนี้มันจะทำให้คุณอาร์ตเสียหายหลายอย่าง ไหนจะละครอีกล่ะ เกิดสปอนเซอร์ละครถอนตัว จะทำยังไงคะ ถ้าช่องเขาไม่ป้อนงานละครดีๆ ให้อีกเพราะไม่อยากมีปัญหาแบบนี้ คุณอาร์ตจะแย่เอานะคะ”

เหตุผลของพี่นงทำให้ผมเถียงไม่ออก เพราะมันมีโอกาสจะเป็นแบบนั้น กระทบผมคนเดียวคงไม่เท่าไหร่ แต่มันจะกระทบชื่อเสียงและรายได้ของช่องไปด้วย

เมื่อรู้ว่าผมเถียงไม่ออก พี่นงก็ได้ทีขี่แพะไล่ “พรุ่งนี้ คุณอาร์ตแถลงข่าวตามที่พี่นงบอกนะคะ ถ้าจำเป็นต้องโกหก พี่ว่ามันก็จำเป็นต้องทำ เรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบกับคุณอาร์ตคนเดียว แต่มันกระทบผู้จัดละคร กระทบช่อง กระทบละครที่จะออกอากาศ กระทบแฟนคลับที่เขาชอบคุณอาร์ตในภาพลักษณ์ที่เขาคุ้นเคย ส่วนเรื่องคุณม่อน คุณอาร์ตก็คุยกับเขาให้เข้าใจ ช่วงนี้ให้เขาไปอยู่ที่อื่นก่อน ถ้าเคยสนิทสนมกันมาก่อน พี่นงเชื่อว่าเขาน่าจะเข้าใจค่ะ”

“ผมขอคิดดูก่อนนะครับพี่นง” ผมไม่ตกลงในทันที ถึงจะเกรงใจเธอแค่ไหน แต่ผมก็อยากมีทางเลือกอื่น แม้ไม่ดีที่สุด แต่ผมก็ควรจะพอใจกับสิ่งที่เลือกด้วยตัวเอง มากกว่ามีคนยัดเยียดให้

“ถ้างั้นคุณอาร์ตก็ต้องคิดให้จบภายในคืนนี้ เราไม่มีเวลาแล้วค่ะ พี่ขอตัวก่อนนะคะ มีคนในแฟนเพจถามเข้ามาเยอะมากเลยตอนนี้ เดี๋ยวพี่จะบอกให้เขารอฟังคุณอาร์ตแถลงข่าวพรุ่งนี้นะคะ”

“ครับพี่ ขอบคุณนะครับพี่”

พอพี่นงวางสายไป ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนลุกขึ้นและหมุนตัว ทว่าก็ต้องหยุดชะงักกับที่เมื่อเห็นม่อนยืนอยู่ ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมเดาว่าเจ้าตัวน่าจะได้ยินการสนทนาของผมกับพี่นงเมื่อกี้

“ผมไปอยู่ที่คอนโดเหมือนเดิมก็ได้นะครับพี่อาร์ต”

“ไม่ได้นะม่อน” ผมร้องห้ามและรีบเดินไปหา

“พี่อาร์ตไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมเข้าใจ เรื่องนี้มันมีผลกระทบเยอะนะพี่ ผมไม่มีปัญหาเลย พี่อาร์ตเอางานไว้ก่อนดีกว่า” ม่อนยืนยัน กระนั้นผมก็รู้สึกได้ว่าเจ้าตัวรู้สึกผิดหวัง

“ม่อนไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เรื่องนี้พี่จัดการเอง”

ผมยืนยันหนักแน่นบ้าง ทว่าจะคุยอะไรต่อก็ไม่ได้เสียแล้ว เพราะพี่ผู้จัดละครโทรมาหาผมพอดี คาดว่าคงจะมีอีกหลายสายตามมาหลังจากนี้

“พี่ขอจัดการเรื่องนี้แป๊บหนึ่งนะม่อน ม่อนขึ้นไปบนห้องก่อน เดี๋ยวพี่ไปคุยด้วย” บอกเสร็จผมก็รับโทรศัพท์ “สวัสดีครับพี่แอน”

“อาร์ต นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”

พี่แอนถามเสียงสูง แน่นอนว่าผู้จัดละครคนเก่งของผมคงเห็นคลิปนั่นแล้ว

“เดี๋ยวผมอธิบายให้พี่ฟังเองครับ” ผมบอกพี่แอนขณะที่สายตาก็คอยมองม่อนที่กำลังเดินกลับขึ้นไปด้วยความเป็นห่วง

“พี่ไปหาอาร์ตที่บ้านเลยละกัน อาร์ตอยู่ที่บ้านใช่ไหม” พี่แอนถามอย่างร้อนรน

“ใช่ครับ”

“โอเค เดี๋ยวพี่พาเพชรกับพี่อิ่งไปด้วย อีกครึ่งชั่วโมง อาร์ตโทรเรียกจี๊ดมาด้วยนะ จะได้คุยกันทีเดียว”

“ครับพี่”

ผมรับคำ เมื่อพี่แอนวางสายไปผมก็โทรหาพี่จี๊ด ผู้จัดการส่วนตัวของผม ดูท่าว่าคืนนี้จะยาวไกล เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เสียแล้ว

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา พี่แอนกับเพื่อนๆ ในวงการและผู้จัดการส่วนตัวของผมก็มาถึง ทุกคนต่างก็ดูร้อนใจเป็นอย่างมาก ทำเอาผมรู้สึกผิดไปเลย

“คนชื่อม่อนอยู่ไหน เรียกเขามาคุยด้วยได้ไหม” พี่แอนถามเมื่อฟังเรื่องของผมจบแล้ว ผมก็เล่าคล้ายๆ กับที่เล่าให้พี่นงฟังนั่นแหละ

“ต้องคุยกับม่อนด้วยเหรอพี่” ผมทำหน้าไม่แน่ใจ

“คุยสิ เขาอยู่นี่ไม่ใช่เหรอ อาร์ตไปพาเขามาเลย” พี่แอนยืนยัน

ก่อนจะลุกขึ้น ผมหันไปมองเพชรเป็นเวลาสั้นๆ ดูสีหน้าก็รู้ว่าเจ้าตัวเป็นห่วงผม แต่ตอนนี้คงจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะวันนี้จะเป็นคนเคาะทุกเรื่องเอง

ผมหมุนตัวและสาวเท้าเดินไปที่บันได ไม่นานก็พาม่อนลงมา แม้เจ้าตัวดูงงๆ ไปบ้าง กระนั้นก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“เธอชื่อม่อนใช่ไหม” พี่แอนถามด้วยน้ำเสียงที่ผมเองก็บอกไม่ได้ว่าเป็นมิตรหรือเปล่า

“ครับ สวัสดีครับ” ม่อนยกมือไหว้ เมื่อผู้ใหญ่ผายมือเชื้อเชิญให้นั่งก็นั่งลงพร้อมกับผม

“เป็นไงม่อน ช่วงนี้เรียนหนักไหม” เพชรเพื่อนผมหันมาถามคนที่เพิ่งนั่งลง

“อ้าวเพชรรู้จักเขาด้วยเหรอ” พี่อิ่ง นักเขียนบทละครคู่ใจของพี่แอนหันมาถามอย่างแปลกใจ

“อ๋อ รู้จักครับ ผมมาบ้านอาร์ตบ่อยๆ เป็นปกติอยู่แล้วนะพี่” เพชรหันไปตอบผู้อาวุโส

“อ้าว งั้นก็แสดงว่าเพชรก็รู้เรื่องทั้งหมดนานแล้วสิ” พี่แอนหันมาถามเพื่อนผมอย่างจับผิด

“เปล่าพี่ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย” เพชรรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน

“เพชรยังไม่รู้หรอกครับพี่แอน ผมยังไม่ได้บอกใครเลย” ผมรีบบอกพี่แอนก่อนเพชรจะกลายเป็นเป้าโจมตีรายต่อไป

พี่แอนจึงละสายตาเขียวๆ จากเพชร จากนั้นก็หันมาทางม่อนซึ่งได้แต่นั่งเจี๋ยมเจี้ยม ไม่นานก็ถาม

“เธอทราบเรื่องแล้วใช่ไหมว่าตอนนี้มันเกิดปัญหาอะไรขึ้น”

ม่อนสบตากับพี่แอน แต่ไม่นานก็หลบ “ทราบแล้วครับ”

“รู้เรื่องก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องอธิบายเยอะ” พี่แอนถอนหายใจแรงๆ ก่อนหันมาทางผม “พี่ต้องขอโทษอาร์ตด้วยนะที่ต้องเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของอาร์ต พี่รู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว พี่ไม่มีสิทธิ์ทำอะไร ถ้าเราสองคนจะรักกันชอบกัน พี่ก็คงทำอะไรไม่ได้” พี่แอนเน้นเสียงตอนท้าย อึดใจหนึ่งก็พูดต่อ “แต่เรื่องนี้พี่คงต้องขอความเห็นใจจากอาร์ต เพราะมันกระทบไปหมดเลย ยอดฟอลโลวของอาร์ตตอนนี้ลดลงจะเป็นแสนแล้ว แฟนคลับที่หายไป มันหมายถึงคนดูละครก็จะหายไปด้วย พรุ่งนี้ พี่ก็ไม่รู้จะมีสปอนเซอร์รายไหนโทรมาหาพี่หรือเปล่า ถ้าเขาขอถอนตัวขึ้นมา ทีนี้มันก็จะแย่กันหมด”

“ผมขอโทษทุกคนด้วยนะครับ” ม่อนพูดขึ้นมาทันทีที่พี่แอนพูดจบ ทุกคนจึงหันมามองเขาเป็นตาเดียวกัน “ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง ผมควรจะระวังตัวมากกว่านี้ ผมควรจะรู้ว่าไม่ควรทำแบบนั้นกับพี่อาร์ตในที่สาธารณะ”

“ม่อน มันไม่ใช่…”

ผมว่าจะแย้งก็ต้องกลืนเสียงลงคอ เพราะพี่แอนจ้องมองด้วยแววตาที่ทำเอาผมร้อนๆ หนาวๆ ไม่ต้องบอกว่าดาราอย่างผมจะเกรงใจเธอแค่ไหน งานจะมีหรือไม่มีก็ขึ้นอยู่กับเธอคนนี้

“ก็ดีแล้วที่รู้ตัวว่าผิด เมื่อผิดแล้วพี่ก็อยากจะขอให้รับผิดชอบให้พี่หน่อย ทำได้ใช่ไหม” พี่แอนหันมาถามม่อนด้วยสีหน้าจริงจัง

“ได้ครับ จะให้ผมรับผิดชอบอะไรก็บอกมาได้เลยครับ” ม่อนรีบตกลงทันทีโดยที่ไม่หันมาปรึกษาผมสักคำ

“ดีมาก” พี่แอนยิ้มพอใจ ก่อนหันมาทางผมอีกครั้ง “อาร์ตคงเข้าใจนะว่าพี่ไม่มีทางเลือก ที่จริงอาร์ตก็โตแล้ว จะรักใคร ชอบใคร เพศไหน มันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของพี่ เพียงแต่ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นมันกระทบพี่และคนอีกหลายคน พี่ไม่ได้รังเกียจความรักแบบนี้หรอกนะ เพราะละครเรื่องใหม่ที่พี่จะให้เพชรเล่น พี่ก็จะให้เขาเล่นบทชายรักชาย เพราะพี่ก็อยากได้ตลาดกลุ่มนี้มาเพิ่มฐานแฟนคลับให้พวกเรา แต่…” พี่แอนเว้นจังหวะ หันไปสบตากับม่อนแวบหนึ่งก็หันมาสบตาผม

“พี่ยอมให้อาร์ตเล่นบทแบบนี้ไม่ได้ พี่ยอมให้มีข่าวแบบนี้ของอาร์ตออกไปในสื่อไม่ได้ ถ้าอาร์ตยังอยากร่วมงานกับพี่อยู่ อาร์ตก็ต้องเข้าใจพี่ด้วยว่าพี่จะป้อนบทแบบไหนให้อาร์ต อาร์ตจะต้องมีภาพยังไง ต้องมีบุคลิกยังไง ตัวจริงของอาร์ตจะเป็นแบบไหนไม่รู้ แต่ในโลกบันเทิง อาร์ตต้องมีภาพแบบนี้ให้พี่ ให้ช่องของเรา ให้สปอนเซอร์ของเรา ให้แฟนคลับของเรา ยกเว้นว่า…อาร์ตอยากจะร่วมงานกับพี่เรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย”

ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบเมื่อได้ยินคำขู่ของพี่แอน ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา ผมไม่เคยเห็นพี่แอนในบุคลิกแบบนี้เลย

“เอาอย่างนี้ละกันครับ” ม่อนเกริ่นเรียกความสนใจ เมื่อทุกคนหันมามองเจ้าตัวก็พูด “เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แล้วก็จะไม่ติดต่อกับพี่อาร์ตสักพักหนึ่งจนกว่าเรื่องมันจะซา”

ผมเอื้อมมือไปสะกิดขาม่อน ทว่าเจ้าตัวกลับไม่สนใจ ขณะที่พี่แอนยิ้มและดูเหมือนจะพอใจกับข้อเสนอนี้ของม่อนมากทีเดียว

“ขอบคุณที่เธอเสนอทางออกนี้มานะ ฉันก็กำลังจะบอกเธอแบบนี้พอดีเลย แต่ว่าฉันขอสามเดือนละกัน ให้ละครเรื่องใหม่ออกอากาศจนจบ ถือว่าช่วยพวกเราละกัน อ้อ” พี่แอนทำท่านึกอะไรขึ้นมาได้ “ไหนๆ เธอก็ช่วยพวกเราแล้ว พรุ่งนี้…ฉันอยากให้เธอไปที่งานแถลงข่าวด้วย เพราะถ้าให้อาร์ตพูดคนเดียวน่ะ นักข่าวเขาก็อาจจะยังไม่เชื่อ คืนนี้ฉันอยากให้เธอสองคนช่วยคุยกันหน่อยว่าจะบอกนักข่าวว่ายังไง หรือไม่ก็ปรึกษาพี่นงดู ขอโทษที่พี่จะต้องเด็ดขาดนะ ไม่งั้นเรื่องไม่จบ ขอให้เข้าใจพี่ด้วย”

พอพี่แอนพูดถึงพี่นงขึ้นมา ผมก็ชักจะสงสัยว่าพี่นงโทรคุยอะไรกับพี่แอนหรือเปล่า เพราะสองคนนี้สนิทกันพอสมควร พี่นงเคยพาแฟนคลับไปเยี่ยมผมที่กองถ่ายบ่อยๆ จึงรู้จักกับพี่แอน

“จี๊ด” พี่แอนเรียกชื่อพร้อมกับหันไปทางผู้จัดการส่วนตัวของผม “พรุ่งนี้จี๊ดช่วยเชิญนักข่าวให้หน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะจองห้องแถลงข่าวที่ช่องให้ สักบ่ายสามละกันนะ”

“ได้ค่ะพี่แอน” พี่จี๊ดพยักหน้าตกลง ทั้งที่ทำงานให้ผม แต่กลับไปรับคำสั่งของคนอื่น เรื่องของเรื่องก็คือ เธอเป็นเด็กในสังกัดของพี่แอนนั่นแหละ พี่แอนฝากฝังเธอให้มาทำงานกับผมเอง

“ขอบใจมากจี๊ด” พี่แอนหันมาทางผมและม่อน มองหน้าสลับกันไปมา “ขอบคุณเธอทั้งสองคนที่ให้ความร่วมมือกับพี่นะ พี่ต้องขอโทษจริงๆ ที่ต้องทำแบบนี้ หวังว่าจะเข้าใจพี่”

“ผมเข้าใจดีครับ แล้วก็ยินดีให้ความร่วมมือ” ม่อนบอกพี่แอนด้วยสีหน้าจริงจัง

“ขอบคุณมาก” พี่แอนยิ้มพอใจอีกครั้ง ทว่าไม่นานก็เปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “ฉันเชื่อนะว่าเธอรักเขาจริง เพราะคนที่รักกันจริง เขาจะเห็นแก่อนาคตของคนที่ตัวเองรัก เพราะถ้ารักกันแล้วมันมีแต่ความเดือดร้อน ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะดันทุรัง ฉันหวังว่าเมื่อครบสามเดือนแล้ว เธอน่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้”

ประโยคสุดท้ายของพี่แอนฟังดูน่ากลัวชอบกล ผมอดหวั่นใจไม่ได้เลย แต่เมื่อหันไปมองม่อนก็เห็นเจ้าตัวทำหน้านิ่ง ดูไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

เมื่อได้วิธีแก้ปัญหาที่พอใจแล้วพี่แอนก็กลับ ปกติพี่จี๊ดหรือเพชรจะอยู่คุยกับผมต่อ แต่วันนี้กลับดูรีบร้อนชอบกล แถมเมื่อกี้ก็แทบไม่ได้พูดอะไรเลย นอกจากเออออไปตามพี่แอน

ระหว่างที่ผมเดินไปส่งทุกคนที่โรงจอดรถ เพชรก็เดินมาตบไหล่ผมเบาๆ “เดี๋ยวถึงบ้านแล้วโทรหานะเว้ย”

“เออ ขับรถดีๆ” ผมยิ้มบางๆ ให้เพื่อนร่วมวงการที่ผมสนิทด้วยมาหลายปี

เมื่อแขกไปหมดแล้ว บ้านผมจึงค่อยกลับมาสงบอีกครั้ง เมื่อผมเดินเข้ามาในบ้านก็เห็นว่าม่อนยังยืนรอผมอยู่ ผมรีบเดินเข้าไปหาและกอดเจ้าตัวไว้ ที่เคยสงสารอยู่แล้วก็ยิ่งสงสารจับจิตจับใจ

“พี่เข้าใจแล้วว่าที่ผ่านมาม่อนเจออะไรมาบ้าง ชีวิตของม่อนไม่ง่ายเลย แต่พี่…ก็เป็นผู้ชายไม่เอาไหน กี่ครั้งแล้วที่ดูแลคนที่ตัวเองรักไม่ได้เลย” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผมก็ร้องไห้ ทั้งที่ไม่เคยร้องไห้มานานมากแล้ว ยกเว้นตอนแสดงละครเท่านั้น

ม่อนคงรู้ว่าผมกำลังนึกถึงความล้มเหลวของตัวเองในอดีต เจ้าตัวก็เลยรีบปลอบใจ “พี่อาร์ต พี่อาร์ตอย่าโทษตัวเองนะครับ มันไม่ใช่ความผิดของพี่อาร์ตหรอก ม่อนผิดเอง ม่อนไม่ควรทำแบบนั้นกับพี่ในที่สาธารณะเลย ทำเขาเดือดร้อนกันไปหมด”

“โธ่ม่อน เขาทำม่อนเจ็บ ทำไมพี่จะกอดปลอบคนที่พี่รักไม่ได้ล่ะม่อน” ผมรู้สึกสะท้อนใจเหลือเกิน อดคิดไม่ได้ว่าคิดดีหรือเปล่าที่มาเป็นดารา เพราะมันใช้ชีวิตส่วนตัวได้ไม่เต็มที่เลย แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ได้เป็นดารามีชื่อเสียง ผมก็คงเป็นได้แค่ผู้ชายไม่เอาไหนคนหนึ่งจนตาย

“แต่ผมก็ควรจะระวังตัวมากกว่านี้”

“ม่อนอย่าโทษตัวเองเลย เอาเข้าจริง เราสองคนไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะม่อน” ผมผละออก เมื่อสบตาคนตรงหน้าแล้วก็ยิ่งรู้สึกสะท้อนใจ “พี่ไม่อยากให้ม่อนไปเลย พี่อยากตื่นมาแล้วเจอม่อนทุกวัน เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเหรอม่อน”

“ผมรับปากคุณแอนแล้วนะครับพี่อาร์ต ผมไม่อยากผิดคำพูด” ม่อนยืนยัน ทว่าสีหน้ากลับดูเศร้า ยิ่งทำให้ผมอดรู้สึกผิดหวังกับตัวเองไม่ได้

“พี่ไม่อยากเชื่อเลย ผ่านมาเป็นสิบๆ ปี พี่ก็ยังเป็นผู้ชายไม่เอาไหนเหมือนเดิม มีรักแท้…แต่ก็ดูแลไม่ได้ ถ้าพี่เป็นคนเอาไหนมากกว่านี้ ป่านนี้ก็คงจะได้อยู่กับเมียกับลูกเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ แต่เพราะพี่มันไม่เอาไหนไง ถึงไม่มีใครเอา มีแต่ชีวิตที่สำส่อนไปวันๆ ทั้งที่อายุก็ปูนนี้แล้ว”

ผมกอดม่อนร้องไห้อีกครั้ง รู้สึกได้ถึงร่างกายที่สั่นเทิ้มของตัวเอง อดนึกถึงเพลงนั้นอีกครั้งไม่ได้ เพลงที่ผมเคยฟังบ่อยๆ ตอนถูกบังคับให้เลิกกับแฟนที่ไต้หวัน แม้จะเป็นเพลงที่ออกหลังยุค 90 มาแล้วหลายปี แต่ช่วงนั้นผมเจอปัญหาชีวิตหนักพอดี

“ฉันเป็นคนโง่เหนือใครๆ มีรักแท้อยู่ ดูแลไม่ได้ จะรู้ค่ามันก็สายเกินไป ปวดร้าวคิดอยากย้อนเรื่องราวแค่ไหน ได้แต่ฝัน”

“ตกลงดารานี่มันเป็นคนหรือเป็นสินค้ากันแน่ พี่ก็มีหัวใจนะม่อน พี่ก็อยากมีความรัก พี่ก็อยากมีใครสักคน แต่ก็ต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ แล้วพี่จะบอกเมี่ยงยังไงล่ะม่อน พี่จะมีหน้าไปบอกเมี่ยงได้ยังไงว่าพี่จะดูแลม่อนให้ดีที่สุด พี่อยากอยู่กับม่อน พี่อยากดูแลม่อน ม่อนกำลังเจ็บ ม่อนกำลังต้องการใครสักคน พี่ไม่อยากให้ม่อนไปเลย แต่พี่มันก็ไม่เอาไหน”

ผมโทษตัวเองอีกจนได้ คร่ำครวญเสียใจราวกับลืมไปแล้วว่าตัวเองจะอายุสี่สิบอีกเพียงสองปีเท่านั้น คงเป็นเพราะแผลในใจในอดีตที่จนป่านนี้ก็ยังไม่หายดี ถูกสะกิดเกาเมื่อไหร่ก็เลือดไหลเมื่อนั้น

“แค่สามเดือนเองพี่อาร์ต อีกอย่าง เราก็ยังคุยกันทางอื่นได้” ม่อนพยายามปลอบใจ ทว่าก็ไม่ช่วยอะไรนัก

“พี่กลัวน่ะม่อน พี่กลัวว่ามันจะไม่ใช่แค่นี้ พี่ไม่เคยเห็นพี่แอนเป็นแบบนี้เลย”

เมื่อนึกถึงสีหน้าพี่แอนเมื่อกี้ ผมก็รู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะคำพูดประโยคสุดท้ายที่พูดกับม่อน

ว่าแต่…ทำไมผมต้องให้คนอื่นมากำหนดชีวิตของตัวเองมากขนาดนี้ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าผมมีงานมีเงิน แต่ตื่นมาไม่เจอคนที่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยจนตายจากกัน นี่ก็ผ่านมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ผมควรจะมีความสุขกับชีวิตที่เหลือกับใครสักคนได้แล้วหรือยัง

มันคงถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องเลือก!

TBC…

เพลงรักแท้ดูแลไม่ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-01-2022 20:57:33 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ค้างสุด

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
... ... ...

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ตอนที่ 9 ชายคนหนึ่ง


“จริงๆ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมกับน้องในคลิปก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันตอนเรียนมัธยม พอดีเขามีปัญหากับแฟนเก่า แฟนเก่าเขาตามมาง้อ แต่ว่าม่อน…รุ่นน้องของผม…เขาไม่อยากคืนดี ทางนั้นก็ตามตื๊อไม่เลิก ใช่ไหมม่อน”

พี่อาร์ตหันมาทางผม ผมพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย จากนั้นก็ปล่อยให้พี่อาร์ตเล่าต่อ

“ผมเห็นปัญหานี้มาสักพักแล้วล่ะ ก็ยังคิดอยู่ว่าจะช่วยเขายังไงดี เมื่อวานเขาสองคนนัดเจอกัน ผมก็เลยตามไปดู แต่ท่าทางไม่น่าจะคุยกันรู้เรื่อง ผมก็เลยตัดสินใจเข้าไปช่วย อารามอยากช่วยรุ่นน้องให้หลุดพ้นจากปัญหานี้เสียที ผมก็เลยพูดไปอย่างนั้น แต่มันก็ได้ผลอย่างที่ทุกคนได้เห็นกันในคลิปนั่นแหละครับ”

“แล้วทำไมถึงไม่ใช้คำอื่นล่ะคะ ทำไมถึงใช้คำว่าบอยเฟรนด์ ถ้าไม่ใช่แฟนกันก็ไม่น่าจะใช้คำนี้นะคะ” นักข่าวดาราเอฟรี่เดย์ถามพลางทำหน้ายิ้มๆ

“เวลาคับขันแบบนั้นมันต้องรีบครับ นึกอะไรได้ผมก็พูดไปเลย ก็แค่นั้นแหละครับ ผมก็แค่อยากให้เขาเลิกมายุ่งกับรุ่นน้องผม ถ้าไม่ใช้คำว่าบอยเฟรนด์ เขาก็คงไม่เลิกรังควานง่ายๆ หรอก เพราะผมเห็นเขาตื๊อแบบนี้มาหลายวันแล้ว”

“ถ้างั้นคุณอาร์ตก็ยืนยันเลยใช่ไหมคะว่าไม่ได้เป็นอะไรกับคนในคลิป” นักข่าวคนเดิมถาม

พี่อาร์ตพยักหน้า “ก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทกันน่ะครับ”

“ไม่มีอะไรลึกซึ้งกว่านั้นใช่ไหมคะ”

“ไม่มีครับ” พี่อาร์ตยืนยันเป็นมั่นเหมาะ

แม้ผมรู้ว่าพี่อาร์ตจำเป็นต้องโกหก แต่ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ หรือไม่ก็อาจจะรู้สึกเจ็บไปแล้ว ที่จริงผมก็ควรจะชินไม่ใช่หรือ ไม่ว่าจะมีแฟนกี่คน เขาก็มักจะไม่กล้าบอกใครว่าเป็นแฟนผม เจ็บมาหลายครั้งเพราะเรื่องนี้ จนไม่อยากจะมีใครอีกแล้ว ไม่อยากเจอปัญหาเดิมๆ นี้อีก ทว่า…มันก็เกิดขึ้นอีกแล้วในตอนนี้

“แต่คุณอาร์ตก็ให้สัมภาษณ์นี่คะว่ากำลังคุยๆ กับใครอยู่ แถมยังบอกด้วยว่าเพศไม่สำคัญ ตกลงคุยกับใครอยู่เหรอครับ แล้วคนที่คุยด้วยเป็นเพศไหนกันแน่ครับ” นักข่าวชายช่องบลูสตาร์ถามบ้าง

“คุยกับผู้หญิงสิครับ แต่ว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าไหร่หรอก เป็นดาราก็ใช่ว่าจะมีแต้มต่อเยอะกว่าคนทั่วไปนะครับ ผมน่ะกินแห้วไปหลายลูกแล้ว อย่าไปบอกใครล่ะ” พี่อาร์ตหัวเราะติดตลกตอนท้าย

ที่จริงพี่อาร์ตก็คงไม่ถึงกับโกหกเรื่องนี้หรอก เพราะก่อนหน้านี้เขาก็คบกับสาวคนหนึ่งอยู่ เพียงแต่ตอนหลังก็เริ่มห่างๆ กันไป ผมก็ลืมถามไปเลยว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปไหน ผมยังจำได้เลยว่าเธอชื่อหลิว

“จริงเหรอคะพี่อาร์ต จัดฉากแก้ข่าวหรือเปล่าคะเนี่ย ก่อนหน้านี้พี่อาร์ตก็เคยมีข่าวว่าเป็นเกย์ไม่ใช่เหรอ สมัยนี้แล้ว ถ้าเป็นจริงๆ ก็เปิดตัวได้นะคะ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย” นักข่าวดาราเอฟรี่เดย์ถามแทรกขึ้นมา ดูเหมือนว่าเธอจะมีคำถามแปลกๆ และตอบยากๆ มาให้ใช้สมองอยู่เรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกได้ว่าพี่อาร์ตดูไม่ค่อยพอใจกับคำถามนี้เท่าไหร่ โดยพื้นฐานนิสัยแล้วพี่อาร์ตค่อนข้างโมโหง่าย เวลาโกรธขึ้นมาเขามักไม่เกรงใจใคร หวังว่าจะไม่เผลอหลุดงาบหัวนักข่าวคนนี้เสียก่อน

พี่แอนคงเห็นหน้าตึงๆ ของพี่อาร์ต เธอจึงชิงพูดแทนด้วยสีหน้ายิ้ม “ไม่ใช่ค่ะน้อง ไม่ได้จัดฉากค่ะ จริงๆ อาร์ตเป็นคนบอกพี่ด้วยซ้ำว่าไม่ต้องแถลงข่าวหรอก แต่พี่ก็เป็นห่วงไง เพราะแฟนคลับหลายคนเขาก็ไม่สบายใจ พี่ก็เลยให้อาร์ตมาชี้แจง ทุกคนจะได้สบายใจว่าเหตุการณ์ในคลิปไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเอาไปพูดกัน พี่รู้จักอาร์ตมาตั้งหลายปี อาร์ตไม่ได้เป็นเกย์แน่นอนค่ะน้อง สาวๆ เขาเยอะจะตาย” พี่แอนหันมายิ้มระคนขำกับพี่อาร์ตตอนท้าย

“สรุปว่าข่าวลือเรื่องเป็นเกย์ไม่จริงใช่ไหมคะ” นักข่าวทีวีทีวายยื่นไมค์มาทางพี่แอน

“ไม่จริงค่ะ ไม่จริงเลย ถ้าอาร์ตเป็นเกย์เนี่ย ทั้งโลกก็คงไม่มีผู้ชายแท้ๆ เหลือแล้ว พี่ว่าเลิกลือเรื่องนี้เถอะ” พี่แอนทำเสียงสูงตอนท้ายให้ฟังดูตลก

ผมเดาว่าพี่อาร์ตโกรธแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ปล่อยให้พี่แอนออกรับแทน ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงลุกขึ้นมาโวยวาย แต่ตอนนี้น่าจะควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าเมื่อก่อน จึงเห็นแต่หน้านิ่งๆ

“แล้วจริงหรือเปล่าคะที่ตอนนี้พี่อาร์ตให้รุ่นน้องที่ชื่อม่อนไปอยู่ที่บ้านพี่อาร์ตด้วยกัน” นักข่าวจากดาราเอฟรี่เดย์คนเดิมยื่นไมค์มาทางพี่อาร์ต

พวกเราสามคนซึ่งนั่งเรียงหน้าตรงโต๊ะแถลงข่าวมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้พยายามทำหน้าให้เป็นปกติ แต่ผมก็รู้ว่าทุกคนตกใจ เพราะเรื่องนี้ไม่น่ามีใครรู้

แต่ก่อนที่เราจะเพลี่ยงพล้ำให้กับดาราเอฟรี่เดย์ ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่งเสียก่อน

“ไม่ต้องสงสัยเรื่องพี่อาร์ตเป็นเกย์หรอกค่ะ”

บรรดานักข่าวและคนที่อยู่แถวนั้นต่างก็หันไปมองหาเจ้าของเสียง เมื่อเจอแล้วก็มองเป็นตาเดียวกัน หญิงสาวคนหนึ่งในชุดนักศึกษายกยิ้ม ก่อนสาวเท้าเร็วๆ ตรงมาที่โต๊ะแถลงข่าว ไม่รู้ว่าแอบเข้ามาอยู่ในงานตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมจำได้ทันทีว่าเธอชื่อหลิว สาวมหาลัยที่พี่อาร์ตตามจีบมาสักพักนั่นแหละ ผมเพิ่งนึกถึงเมื่อกี้นี้เอง

“พี่อาร์ตไม่ได้เป็นเกย์ หนูยืนยันได้ค่ะ” หลิวเดินมาตรงโต๊ะฝั่งซ้ายสุดที่ผมนั่ง จากนั้นก็สั่ง “พี่ม่อนออกไปก่อนค่ะ เดี๋ยวหลิวจัดการให้เอง”

ก่อนจะลุกออกไป ผมหันไปมองหน้าพี่อาร์ตซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เป็นเชิงขอความเห็น ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ตอบสนอง ผมจึงลุกขึ้นและสละที่นั่งแถลงข่าวให้หลิวเอง เพราะตั้งแต่เริ่มแถลงข่าว ผมก็ไม่ได้พูดอะไรเลย พี่แอนสั่งไว้ว่าห้ามพูดจนกว่าเธอจะโยนมาให้พูด

เมื่อไม่มีใครห้ามผมก็เดินไปหาพี่เพชรซึ่งอยู่มุมหนึ่งของห้องแถลงข่าว พอไปถึงเขาก็กระซิบถาม

“เขารู้จักม่อนด้วยเหรอ”

“ครับ เคยเจอกันที่คอนโดเก่าของผมน่ะครับ” ผมตอบสั้นๆ ก่อนหันไปสนใจเหตุการณ์ตรงโต๊ะแถลงข่าวต่อ

เมื่อนั่งลงแล้ว หลิวก็เล่าด้วยสีหน้ามั่นใจ “ดิฉันนี่แหละค่ะ สาวที่พี่อาร์ตกำลังคุยอยู่!”

“หลิว” พี่อาร์ตอีกฝ่ายเรียกคล้ายจะปราม

“ค่ะ หลิวเอง” หลินละสายตาจากพี่อาร์ตแล้วหันมาพูดกับนักข่าวอย่างฉาดฉาน “เห็นไหมคะว่าพี่อาร์ตรู้จักหลิว ไม่งั้นก็คงเรียกชื่อไม่ถูก”

“ตกลงคุณหลิวเป็นแฟนคุณอาร์ตจริงๆ เหรอคะ” นักข่าวทีวีทีวายถาม คราวนี้นักข่าวพร้อมใจกันยื่นไมค์มาทางหลิวกันหมด

“เรียกว่า…ว่าที่แฟนดีกว่าค่ะ เพราะว่าตอนนี้เรากำลังคุยๆ กันอยู่ค่ะ” หลิวหันมายิ้มกับพี่อาร์ตเมื่อพูดจบ

“จริงเหรอคะ ปกติคุณอาร์ตไม่เคยเปิดตัวใครเลยนะคะ ขนาดบางคนแอบซุ่มคบกันตั้งนาน ยังไม่เห็นเปิดตัวแบบนี้เลย ตกลงว่าที่เชิญมาวันนี้ก็คือจะเซอร์ไพรส์เรื่องเปิดตัวแฟนคนใหม่เหรอคะ” นักข่าวบลูสตาร์ถาม

พี่อาร์ตดูอึกอัก หลิวก็เลยรีบช่วยแก้สถานการณ์ให้

“เปล่าค่ะ ไม่ได้มาเปิดตัวอะไรหรอกค่ะ หลิวก็บอกแล้วนี่คะว่าเราแค่คุยๆ กัน ที่หลิวมาเนี่ย หลิวก็แค่จะมาช่วยยืนยันเท่านั้นแหละค่ะว่าพี่อาร์ตน่ะ…ไม่ได้เป็นเกย์หรอก เรื่องที่พี่อาร์ตเล่ามาเมื่อกี้ก็ตามนั้นแหละค่ะ รุ่นน้องคนนั้นของพี่อาร์ตหลิวก็รู้จัก เขาชื่อม่อน เขาเพิ่งมาอยู่กรุงเทพได้ไม่กี่วันเอง ไม่ได้เป็นฟงเป็นแฟนอะไรกันหรอกค่ะ ก็แค่คนรู้จักตอนเรียนมัธยม ใช่ไหมคะพี่อาร์ต”

หลิวหันไปถามคนข้างๆ พี่อาร์ตยิ้มแบบไม่เต็มใจนัก ทว่าก็พยักหน้าเออออไปตามนั้น

“คุณหลิวกับคุณอาร์ตรู้จักกันมานานหรือยังคะ” นักข่าวบลูสตาร์ถามต่อ

“เดือนเศษๆ แล้วค่ะ”

“จัดฉากแก้ข่าวให้คุณอาร์ตหรือเปล่าคะเนี่ย” นักข่าวทีวีทีวายถามกึ่งแซว

“ไม่ได้จัดฉากเลยค่ะ หลิวกับพี่อาร์ตกำลังคุยกันจริงๆ ไม่เชื่อก็ดูนี่สิคะ”

พูดจบหลิวก็หยิบเอาโทรศัพท์ของตัวเองออกมา ไม่นานเธอก็เปิดคลิปหนึ่งแล้วยื่นให้นักข่าวดู ผมอยู่ไกลเกินกว่าจะเห็นว่าคลิปนั้นเป็นคลิปอะไร ได้ยินแต่เสียงฮือฮาของนักข่าว

“เราเพิ่งไปเที่ยวสมุยด้วยกันมาไม่นานนี้เองคะ ไม่เชื่อก็ดูวันที่ที่ถ่ายคลิปสิคะ นี่เห็นไหมคะว่าเพิ่งถ่ายไว้เมื่อไม่นานนี้เอง” หลิวเอามือชี้ๆ ที่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง ผมเดาว่าน่าจะชี้ให้ดูวันที่

“แบบนี้ก็น่าจะเรียกว่าแฟนได้แล้วมั้งคะ ไม่น่าจะแค่คุยๆ กันแล้วมั้ง” นักข่าวดาราเอฟรี่เดย์แซว ตามด้วยเสียงโห่ฮิ้วของบรรดานักข่าวที่อยู่ตรงนั้น

“ยังหรอกค่ะ ยังคุยๆ กันอยู่” หลิวหัวเราะคิกคักชอบใจ

“คุณอาร์ตจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอคะ เปิดตัวแฟนวันนี้เลยก็ได้นะคะ ไหนๆ เขาก็มาแล้ว” นักข่าวนิวนิวส์ยื่นไมค์มาทางพี่อาร์ตพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม

“อ๋อ เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ วันนี้ไม่สะดวกเท่าไหร่” พี่อาร์ตแบ่งรับแบ่งสู้

“งั้นก็แสดงว่า…คนนี้ใช่ใช่ไหมคะ” นักข่าวดาราเอฟรี่เดย์ถามอย่างตื่นเต้น

“อย่าเพิ่งกดดันพี่อาร์ตตอนนี้เลยค่ะ” หลิวทำสีหน้าวิงวอน “หลิวไม่ได้มาเพื่อจะบอกว่าพี่อาร์ตเป็นแฟนหรอกค่ะ หลิวแค่มาช่วยยืนยันว่าพี่อาร์ตไม่ได้เป็นเกย์เท่านั้นแหละ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย หลิวยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์ค่ะ ส่วนเรื่องของเราสองคน ก็ให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่านะคะ อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ค่ะ”

ผมไม่รู้หรอกว่าหลิวมาได้ยังไง ใครบอกให้มา แต่เธอก็ช่วยแก้สถานการณ์ได้ดีทีเดียว นักข่าวพวกนี้น่ากลัวจริงๆ ขนาดพี่อาร์ตมีประสบการณ์ตอบคำถามมาอย่างโชกโชน แต่วันนี้เกือบเสียท่าไปเหมือนกัน ตั้งแต่เจอคำถามนั้นของดาราเอฟรี่เดย์ พี่อาร์ตก็ดูอารมณ์ไม่ดีและไม่ค่อยอยากตอบคำถาม

“ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะ พอดีอาร์ตเขาจะต้องไปงานต่อค่ะ” พี่แอนถือโอกาสขัดจังหวะ ดูเหมือนว่าเธอไม่อยากให้นักข่าวสัมภาษณ์ต่อแล้ว คงสัมผัสได้ว่าพี่อาร์ตดูผิดปกติจากทุกครั้ง “วันนี้พี่คิดว่าทุกคนน่าจะไม่มีอะไรติดใจแล้วนะคะ หลิวเขาก็มายืนยันเองแล้วว่าอาร์ตไม่ได้เป็นเกย์ ส่วนคลิปที่คนแชร์กัน อาร์ตเขาก็อธิบายแล้วว่าเขาแค่อยากช่วยรุ่นน้อง ไม่มีอะไรแล้วนะคะ ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะที่มาร่วมงานแถลงข่าววันนี้ ต้องขอโทษด้วยค่ะที่แจ้งด่วนไปหน่อย แล้วก็มีเวลาให้ถามไม่เยอะเท่าไหร่ พอดีอาร์ตเขามีคิวถ่ายรายการต่อน่ะค่ะ”

การแถลงข่าวจึงต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ เมื่อมั่นใจว่านักข่าวออกไปหมดแล้ว พี่อาร์ตก็หันมาเอ็ดหลิวเสียงเขียว

“หลิวมาได้ยังไง ใครให้เข้ามา”

“หลิวก็มาช่วยพี่อาร์ตไงคะ” หลิวตอบหน้าตาเฉย

“แล้วหลิวรู้ได้ยังไงว่าพี่อยู่นี่” พี่อาร์ตคาดคั้น น้ำเสียงฟังดูไม่พอใจอย่างมาก

“แหม ข่าวดังขนาดนี้ หลิวจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะคะพี่อาร์ต” หลิวทำเสียงประชด

“แล้วมันใช่เรื่องของหลิวไหม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหลิวเลย แล้วพี่จะทำยังไงล่ะทีนี้ แก้ข่าวม่อนไปแล้ว จะให้พี่มาแก้ข่าวหลิวอีกเหรอ ทำไมไม่ปรึกษากันเลย อยู่ดีๆ จะมาแบบนี้ไม่ได้รู้ไหม แบบนี้พี่ก็แย่สิ” พี่อาร์ตเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าว่าจะเก็บอารมณ์ไม่ไหวแล้ว

“อะไรกันคะพี่อาร์ต หลิวอุตส่าห์มาช่วยแท้ๆ ยังมาว่ากันอีก ถ้าเมื่อกี้หลิวไม่เข้ามา พี่อาร์ตจะตอบคำถามนักข่าวได้ไหมล่ะ ที่มานี่ก็เพราะตั้งใจมาช่วย เห็นไหมว่าฟอลโลวไอจีของพี่อาร์ตลดไปแสนกว่าแล้ว อย่าลืมสิคะว่าแฟนคลับพี่อาร์ตมีคนหัวเก่าอยู่เยอะ เขารับเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก หลิวถึงต้องมาช่วยไง แทนที่จะขอบคุณ ยังมาว่าหลิวอีก” หลิวขึ้นเสียงบ้าง

พี่อาร์ตพ่นลมหายใจแรงๆ ท่าทางดูหัวเสียสุดๆ

พี่แอนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินไปหย่าศึกสองหนุ่มสาว “พวกเธอสองคนกลับไปคุยกันที่บ้านได้ไหม อย่ามาทะเลาะกันตรงนี้เลย เกิดนักข่าวมาเห็นนี่เป็นเรื่องเลยนะ อาร์ตพาแฟนกลับบ้านไปก่อน ถือว่าพี่ขอละกัน”

“เขาไม่ใช่แฟนผมนะครับพี่แอน” พี่อาร์ตรีบแก้ตัว ทว่าก็ดูจะไม่เป็นผลนัก

“พี่ก็ไม่รู้ว่าหรอกว่าเป็นหรือเปล่า พี่แค่ไม่อยากให้มาทะเลาะกันตรงนี้ ไปหาที่คุยกันตรงไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ห้องนี้ พี่ขอร้องนะอาร์ต แค่นี้เรื่องมันก็เยอะมากพอแล้ว พี่ไม่อยากจัดงานแถลงข่าวอีกรอบ” พี่แอนทำหน้าวิงวอน แต่น้ำเสียงก็ฟังดูเฉียบขาด

จะว่าไปผมก็เห็นด้วยกับพี่แอนไม่น้อย เพราะถ้านักข่าวมาเห็นภาพพี่อาร์ตโมโหและหัวเสียแบบนี้ ภาพลักษณ์พระเอกอบอุ่นที่ถูกสร้างไว้คงไม่เหลือ

“ครับ” พี่อาร์ตรับคำด้วยท่าทางหงุดหงิด ผมรู้ว่าพี่อาร์ตเป็นคนขี้โมโห แต่ครั้งนี้คงเห็นแก่พี่แอน ก็เลยยอมง่ายๆ

“หลิวไปบ้านพี่อาร์ตด้วยนะคะวันนี้” หลิวรีบถามก่อนพี่อาร์ตจะเดินหนีไป

พี่อาร์ตหันขวับไปมองด้วยแววตาดุ “จะไปทำไม พี่มีธุระกับม่อน วันนี้ไม่สะดวก”

“แต่หลิวมีเรื่องต้องคุยกับพี่อาร์ตให้รู้เรื่องนะคะวันนี้ พี่อาร์ตไม่มาหาหลิวเลย โทรไปก็ไม่ค่อยอยากจะรับ มันหลายวันแล้วนะคะพี่อาร์ต หลิวต้องการความชัดเจน ไม่ใช่หลบลี้หนีหน้ากันไปเฉยๆ แบบนี้” หลิวถือโอกาสตัดพ้อ

“โอ๊ย พี่ขอร้องล่ะ อาร์ตพาแฟนไปคุยที่บ้านได้ไหม อย่ามาทะเลาะกันตรงนี้” พี่แอนโวยวายบ้างเมื่อสองหนุ่มสาวยังไม่หยุดเสียที

“ครับพี่แอน ผมจะไปแล้ว”

พี่อาร์ตรับคำอย่างหัวเสีย จากนั้นก็เดินลิ่วมาหาผมกับพี่เพชร เมื่อเห็นเพื่อนมา พี่เพชรก็รีบซักด้วยความอยากรู้

“เขามาได้ไงวะอาร์ต”

“กูไม่รู้เว้ย ปกติงานแถลงข่าวที่ช่อง คนนอกเข้ามาไม่ได้อยู่แล้วมึงก็รู้ กูว่ามันแปลกๆ ว่ะ” พี่อาร์ตบ่นเบาๆ พลางโคลงศีรษะ

“คิดดีไหมวะเนี่ยที่จัดงานแถลงข่าว กูว่ามันมั่วมากเลย ไม่รู้ว่ามาแถลงอะไรกันแน่ ความจริงน่ะ ปล่อยให้มันเงียบๆ ไปก็ได้” พี่เพชรบ่นบ้าง แต่เวลาอยู่ต่อหน้าพี่แอนกลับไม่กล้าแสดงความเห็นแบบนี้

“กูก็ว่างั้น” พี่อาร์ตถอนหายใจแรงๆ “ก็รอดูข่าวเย็นนี้ละกันว่าเขาจะเขียนกันยังไง เดี๋ยวกูต้องไปแล้ว ขอจัดการเรื่องคนนี้ก่อน”

“เออๆ คุยกันดีๆ หน่อยนะเว้ยเพื่อน” พี่เพชรเตือนพลางตบไหล่เพื่อนเบาๆ แสดงว่าน่าจะพอรู้ฤทธิ์เดชพี่อาร์ตมาบ้าง “อ้อ เย็นนี้พาม่อนมาที่คอนโดได้เลยนะเว้ย ให้เขาทำความสะอาดให้แล้ว”

“อือ ขอบใจเพื่อน” พี่อาร์ตยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันมาเรียกผม “ไปม่อน”

“ครับ” ผมรับคำอย่างว่าง่าย ขณะที่สายตาคอยมองไปยังหญิงสาวที่ยืนกอดอกรออยู่ข้างหลังพี่อาร์ตไม่ไกลนัก

… … …

เมื่อมาถึงบ้าน พี่อาร์ตกับหลิวก็ทะเลาะกันเสียงดังตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามา คนที่เริ่มก่อนก็คือหลิว

“ตกลงยังไงคะพี่อาร์ต ตกลงว่าเราเลิกกันแล้วเหรอคะ”

“แล้วหลิวคิดว่ายังไง” พี่อาร์ตย้อน

“พี่อาร์ตจะมาเลิกกับหลิวง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้นะคะ” หลิวขึ้นเสียง “คิดว่าหลิวจะยอมเหมือนคนชื่อผิงเหรอ ไม่มีทางหรอก พี่อาร์ตมาจีบหลิว มาทำให้หลิวชอบ มาให้ความหวังต่างๆ นานา แต่อยู่ดีๆ ก็จะมาถีบหัวส่งแบบนี้เหรอคะ”

“พี่ยังไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับหลิวเลยนะ” พี่อาร์ตทำเสียงเข้ม

“ไม่ให้ความหวังแล้วจะมาทำให้ชอบทำไม หลิวอยู่ของหลิวดีๆ นะคะ พี่อาร์ตเข้ามาหาหลิวเองนะคะ ไม่ใช่หลิว นี่ตกลงเห็นหลิวเป็นของเล่นเหรอ”

“หลิว! หลิวก็รู้นี่ว่าพี่ยังไม่คิดจะจริงจังกับใคร พี่ก็แค่คบเล่นๆ สนุกๆ กันไปแค่นั้น หลิวไม่ใช่คนแรกนะที่พี่คบแบบนี้”

“พูดแบบนี้ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ หลิวเสียให้พี่ไปตั้งกี่ครั้งแล้ว สรุปว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเล่นๆ อย่างนั้นเหรอคะ พี่อาร์ตเห็นผู้หญิงอย่างหลิวเป็นที่ระบายอย่างนั้นเหรอคะ” หลิวระบายอย่างเหลืออด ฟังดูแล้วก็นึกสงสารเธอเหมือนกัน

“หลิวจะมาใส่อารมณ์เรื่องนี้ทำไม เรื่องแบบนี้มันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วนี่ ถ้าหลิวคิดจะมาจับพี่เหมือนผู้หญิงพวกนั้นน่ะ พี่บอกเลยว่าไม่มีทาง!” พี่อาร์ตลั่นเสียงดัง

“พี่อาร์ตหมายความว่าไง ตกลงมาหลอกฟันหลิว แล้วก็ทิ้งหลิวไปอย่างนี้เหรอ” หลิวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“พี่ไม่เคยเอาใครฟรีนะหลิว อยากได้สร้อย อยากได้นาฬิกา อยากให้พาไปเที่ยวไหน พี่ก็ให้ทุกอย่าง แต่พี่ไม่ต้องการผูกมัด พี่บอกหลิวหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ พี่ชัดเจนนะเรื่องนี้”

“แต่หลิวไม่ได้คบกับพี่อาร์ตเพราะหลิวอยากได้แค่นั้น หลิวอยากได้ความรัก หลิวอยากเป็นแฟนพี่อาร์ต ไม่งั้นจะยอมขนาดนี้เหรอ หรือว่า…พี่อาร์ตมีผู้หญิงคนอื่น” หลิวมองอย่างหวาดระแวง

“พี่ไม่มีผู้หญิงที่ไหนทั้งนั้น พี่อยากหยุดชีวิตแบบนี้เต็มทีแล้ว พี่ไม่อยากทำตัวแบบนี้แล้ว พี่จะสี่สิบแล้วนะหลิว พี่อยากจะมีชีวิตอยู่เงียบๆ กับคนที่พี่รัก โอเค พี่ผิด พี่ยอมรับผิดก็ได้ แต่พี่ไม่ได้รักหลิว พี่มีคนที่พี่รักแล้ว พี่อยากจริงจังกับเขา พี่ไม่อยากใช้ชีวิตเสเพลเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยพี่ได้ไหมหลิว หลิวอยากได้อะไรก็บอกมาเลย ขอแค่เราสองคน…ห่างๆ กันไป”

ผมไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงกันแน่กับสิ่งที่พี่อาร์ตพูดมา เอาเป็นว่าคนเราก็มีทั้งด้านดีและไม่ดี นี่ก็คืออีกมุมหนึ่งของชีวิตพี่อาร์ต ซึ่งผมก็รับรู้มาบ้าง แต่รับรู้ห่างๆ เพิ่งจะมาเห็นกับสองตาและได้ยินกับสองหูวันนี้ ผมไม่ตัดสินละกัน เพราะผมเองก็ใช่ว่าจะดีไปทั้งหมด

ยืนฟังเขาทะเลาะกันอยู่สักพัก ผมก็นึกได้ว่าตัวเองกำลังเสียมารยาท จึงแอบเดินหนีเงียบๆ ขึ้นไปบนห้อง เพราะยังเก็บของไม่เสร็จ วันนี้จะต้องขนของออกไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว

เมื่อเข้ามาในห้อง ผมก็เก็บของใส่กระเป๋าต่อ ผมไม่ได้เอาอะไรมาจากเชียงใหม่เยอะนัก เพราะหลังๆ ผมชอบชีวิตแบบมินิมอลมากกว่า ใช้ของน้อยชิ้นลง อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อ คงเป็นเพราะตอนอยู่ดูแลแม่ ผมจำเป็นต้องประหยัดเงิน ไปๆ มาๆ ก็เลยชินกับการไม่ต้องมีอะไรเยอะแยะวุ่นวาย

เกือบยี่สิบนาทีผมก็ออกจากห้อง ลากกระเป๋าเดินทางขนาดกลางแบบมีล้อสองใบออกมาด้วย เสียงทะเลาะกันข้างล่างยังมีอยู่ แต่ก็ไม่ดังมากเท่ากับตอนก่อนผมจะขึ้นไปบนห้อง

ขณะที่ผมยกกึ่งลากกระเป๋าลงมาจนเกือบถึงบันไดขั้นสุดท้าย พี่อาร์ตก็หันมาเจอผมพอดี

“ม่อน! ม่อนจะไปไหน” พี่อาร์ตทำหน้าตื่น เขาหยุดทะเลาะกับหลิวแล้วเดินลิ่วมาหาผม

ที่จริงเราก็คุยกันเรื่องนี้แล้ว ตกลงกันแล้วว่าจะให้ผมไปพักที่อื่นชั่วคราว ระหว่างที่กำลังหาคอนโดใหม่ พี่เพชรเสนอให้ผมไปอยู่ที่คอนโดของเขาก่อน

“ไปอยู่คอนโดพี่เพชรไงครับ” ผมตอบเสียงเรียบๆ

“แล้วใครบอกว่าพี่จะให้ม่อนไป” พี่อาร์ตสวนมาทันควัน ทำเอาผมต้องกะพริบตาปริบๆ

“ก็เราตกลงกันแล้วนี่ครับพี่อาร์ต”

พี่อาร์ตเดินขึ้นบันไดมาอยู่บนขั้นเดียวกับผม เขามองหน้าผมไม่นานก็รวบตัวผมไปกอดไว้ กอดต่อหน้าหลิวเลย ผมตัวแข็งทื่อ บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะเขินอายหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ หลิวถึงกับอ้าปากค้าง

“พี่ไม่ให้ม่อนไป เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ให้ไป” พี่อาร์ตย้ำซ้ำๆ

“พี่อาร์ต” ผมพยายามดันตัวของพี่อาร์ตออก แต่อีกฝ่ายก็ตัดพ้อเสียก่อน

“ทำไมต้องอายล่ะม่อน ก็พี่รักม่อน พี่กอดคนที่พี่รักไม่ได้เหรอ” พี่อาร์ตพูดหน้าตาเฉย กะจะให้หลิวได้ยินนั่นแหละ

“แต่…” ผมนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสายตาของหลิวที่มองมานั่นเอง ถ้ามีเปลือกทุเรียนอยู่ตรงนี้ เธอคงเอามาฟาดหน้าผมแน่ๆ

“อยู่กับพี่ที่นี่เหมือนเดิมนะม่อน” พี่อาร์ตพูดเหมือนรำพึง มือที่ลูบหลังผมไปมานั้นให้ความอบอุ่นดีเหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่ามีคนอยู่ตรงนี้ ผมก็คงจะรู้สึกดีไม่น้อย

“แต่ผมสัญญากับพี่แอนแล้วนะครับพี่อาร์ตว่าผมจะไปอยู่ที่อื่น” ผมแย้งเสียงอ่อย

“พี่รู้ แต่พี่เป็นห่วงม่อน ถ้าม่อนไปแล้วใครจะดูแลม่อนล่ะ เมี่ยงเขาด่าพี่แน่ถ้าเขารู้ว่าพี่ทิ้งน้องชายเขา” พี่อาร์ตกระชับวงแขนอีกนิด

“เดี๋ยวผมคุยกับพี่เมี่ยงเองครับเรื่องนั้น พี่เมี่ยงเขาไม่ว่าหรอก อีกอย่าง…ผมกับพี่อาร์ตก็ยังติดต่อกันได้ ผมไม่ได้ไปไหนไกลซะหน่อย”

“ม่อนน่ะไม่รู้อะไร คนกรุงเขาไม่เหมือนคนเมืองนะม่อน คนใจร้ายที่นี่มีเยอะ ไว้ใจใครไม่ได้หรอก ม่อนคิดว่าเขาจะให้ม่อนกลับมาเหรอ”

“พี่อาร์ตหมายความว่าไง” ผมมุ่นคิ้วเข้าหากันด้วยความฉงน

“ม่อนอย่าเพิ่งรู้เลย แต่เอาเป็นว่า…ม่อนอยู่กับพี่เหมือนเดิมนี่แหละ พี่ไม่ให้ม่อนไป”

“แล้วพี่อาร์ตไม่กลัวนักข่าวขุดคุ้ยเหรอครับ” ผมทำหน้ากังวล

“ก็กลัวบ้าง แต่จะให้ทำไง ถ้ามันจำเป็นต้องเลือก พี่ก็จะเลือกม่อน กว่าเราจะได้กลับมาเจอกัน มันก็ผ่านไปครึ่งชีวิตแล้ว พี่ไม่อยากเสียม่อนไปอีก พี่ไม่อยากเสี่ยง ถ้าม่อนไม่กลับมาอีก…พี่จะทำยังไง พี่ไม่อยากเสียคนที่พี่รักไปอีกแล้วนะม่อน”

คำพูดสุดท้ายของพี่อาร์ตทำเอาผมสะท้อนใจไม่น้อย ผมรู้ดีว่าพี่อาร์ตหมายถึงอะไร

“อีกอย่าง…จะให้พี่ผิดสัญญากับเมี่ยงน่ะ พี่ทำไม่ได้หรอก” พี่อาร์ตยกพี่สาวผมมาอ้างอีกครั้ง “ม่อนรู้ไหมว่าพี่สาวม่อนเขารักเขาห่วงน้องชายของเขาแค่ไหน มีอยู่วันหนึ่ง เมี่ยงเขาแอบมาคุยกับพี่ เขามาขอร้องพี่ว่าช่วยเป็นต้นแบบให้ม่อนหน่อยได้ไหม เขาบอกพี่ว่าเขาสงสารน้องชาย ถึงเขากับม่อนจะขาดพ่อเหมือนกัน แต่เมี่ยงเขารู้สึกว่าเขาโชคดีกว่าเพราะยังมีแม่เป็นต้นแบบ ขณะที่ม่อนเป็นผู้ชาย แต่ในครอบครัวม่อนไม่มีผู้ชายเป็นต้นแบบเลย พี่ก็เลยรับปากเขาว่า…พี่จะช่วยเป็นพี่ชายให้ม่อนละกัน เมี่ยงเขาดีใจมากรู้ไหม อย่างนี้แล้ว…ม่อนจะให้พี่ผิดคำสัญญากับเมี่ยงได้ยังไง”

พอได้ฟังเรื่องนี้แล้วผมก็น้ำตารื้น แม้จะรู้ว่าพี่สาวรักและคอยช่วยเหลือมาตลอด แต่บางเรื่องผมก็ไม่เคยรู้ รวมถึงเรื่องนี้ด้วย

“พี่อาร์ตยังจำได้อีกเหรอ” ผมถามอย่างตื้นตันใจ

“จำได้สิ เรื่องนี้…ต่อให้นานแค่ไหนพี่ก็จำได้ แต่พี่ก็ดันผิดคำสัญญากับเมี่ยงตอนที่พี่ไปเรียนที่ไต้หวัน แต่พี่ก็ไม่เคยลืมม่อน พี่คิดมาตลอดว่าถ้าเราได้เจอกันอีก พี่จะไม่ยอมให้เราสองคนหลุดวงโคจรกันไปอีกเลย พี่จะดูแลม่อนให้ดีที่สุด พี่จะไม่ทำให้เมี่ยงผิดหวังอีก เพราะฉะนั้น…อยู่กับพี่ต่อไปนะม่อน พี่เลือกม่อน พี่ตัดสินใจแล้ว เพราะชีวิตที่เหลือของพี่หลังจากนี้ พี่อยากเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ดูแลใครสักคนที่พี่รัก ได้ห่วงใยเขา ได้รู้ว่าเขาก็ห่วงใยพี่ พี่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว พี่ได้มาหมดแล้ว ชื่อเสียง เงินทอง พี่มีหมดแล้ว ขาดก็แค่ความรัก”

เมื่อฟังจบ ผมก็นึกถึงเพลง “ชายคนหนึ่ง” ของปีเตอร์ คอร์ป ไดแรนดัลขึ้นมา เมื่อก่อนผมไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าเสียงเขาใหญ่ไป แต่เพลงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในยุคนั้น ผมอยู่มอสาม พี่อาร์ตอยู่มอห้า

ความฝันของผู้ชายคนหนึ่งก็มีเท่านี้แหละ ครั้งหนึ่งผมก็เคยรู้สึกแบบนี้กับคนที่ผมรัก

“ฉันเป็นเพียงชายคนหนึ่งที่อยากดูแล ห่วงใยเธอเท่านั้น ขอแค่เพียงยังมีใครที่ห่วงใยกัน ไม่เคยต้องการสิ่งใด”

อาจจะเป็นเพราะเพลงนี้ ผมก็เลยรู้สึกตื้นตันใจ มือที่ตกข้างตัวตลอดก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมากอดพี่อาร์ตไว้

“ส่วนละครเรื่องใหม่ เดี๋ยวพี่หาทางแก้ปัญหาเอง แต่จะให้พี่ทิ้งม่อนไป พี่ทำไม่ได้ อยู่กับพี่นะม่อน” พี่อาร์ตย้ำให้ผมมั่นใจอีกครั้ง

ภาพที่เห็นคงจะบาดตาบาดใจเกินไป หญิงสาวที่ยืนอยู่จึงอดรนทนไม่ได้ เธอก็เลยหวีดร้องและตวาดลั่น

“พี่อาร์ต! นี่มันอะไรกันคะเนี่ย! พี่อาร์ตเป็นเกย์จริงๆ เหรอ!”

พี่อาร์ตค่อยๆ ปล่อยผมออกจากอ้อมแขน จากนั้นก็หันไปทางหลิวด้วยสีหน้าสงบเย็น

“ก็แล้วแต่หลิวจะคิดละกัน”

“ดี งั้นหลิวจะบอกนักข่าวให้หมดเลย!” หลิวลั่นเสียงสั่น สีหน้าบ่งบอกความผิดหวังอย่างที่สุด

พี่อาร์ตพยักหน้าช้าๆ และถอนหายใจเบาๆ “พี่ห้ามหลิวไม่ได้ จะทำอะไรก็ทำไป ขออย่างเดียว ปล่อยพี่ พี่มีคนที่พี่รักแล้ว คนนี้แหละ…ที่พี่จะอยู่กับเขาไปจนตาย”

“พี่อาร์ต!” หลิวหน้าเหวอ ทั้งผิดหวัง ทั้งตกใจระคนกัน

“พี่ขอโทษหลิวด้วยละกัน คิดซะว่าพี่ก็เป็นผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งที่หลิวเจอ แต่วันนี้…พี่จะไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นแล้ว เรื่องของหลิวกับพี่…พี่ขอให้มันจบแต่เพียงเท่านี้ละกันนะหลิว ขอโทษอีกครั้งที่พี่ไม่ทำให้มันชัดเจนตั้งแต่แรก”

หลิวฟังประโยคสุดท้ายไม่ทันจบ เธอก็หมุนตัวและสาวเท้าเร็วๆ ออกไป น่าจะแปลว่าเรื่องของเธอกับพี่อาร์ต…ก็น่าจะจบลงแต่เพียงเท่านี้ แม้จะรู้สึกไม่ดีอยู่บ้างที่ต้องเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเสียใจ แต่ผมก็โกหกตัวเองไม่ได้เลยว่ารู้สึกดีแค่ไหน ที่มีชายคนหนึ่งคอยห่วงใยและปกป้องดูแลผมมากขนาดนี้

อีกไม่นานผมคงจะใจอ่อนแน่ๆ

TBC…

เพลงชายคนหนึ่ง

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 9 ชายคนหนึ่ง
«ตอบ #36 เมื่อ21-01-2022 00:25:07 »

 :hao5:

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 9 ชายคนหนึ่ง
«ตอบ #37 เมื่อ23-01-2022 17:08:33 »

---

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 9 ชายคนหนึ่ง
«ตอบ #38 เมื่อ23-01-2022 17:09:02 »

วันนี้ตอนหนึ่งทุ่มจะมาอัปเดตนะครับ

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 9 ชายคนหนึ่ง
«ตอบ #39 เมื่อ23-01-2022 19:26:13 »

---

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 9 ชายคนหนึ่ง
« ตอบ #39 เมื่อ: 23-01-2022 19:26:13 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 23
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 9 ชายคนหนึ่ง
«ตอบ #40 เมื่อ23-01-2022 19:29:28 »

ตอนที่ 10 แค่ได้คิดถึง


"เมี่ยงโทรมาเหรอ" ผมหันไปถามทันทีที่ม่อนจบการสนทนาทางโทรศัพท์ เจ้าตัวเก็บโทรศัพท์แล้วก็หันมาตอบอย่างอารมณ์ดี

"ครับ พี่เมี่ยงเขาโทรมาบอกว่าเขาส่งของกินมาให้หลายอย่างเลย ให้รอรับด้วย มีชุดทำข้าวซอยของโปรดของพี่อาร์ตด้วย"

ผมเคยอยู่เชียงใหม่หลายปีก็จริง แต่ไม่ใช่คนเชียงใหม่โดยกำเนิด กินอาหารเหนือไม่เป็นหลายอย่าง แต่ข้าวซอยเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ผมกินได้ เรื่องนี้เมี่ยงกับม่อนรู้ดี

“แล้วม่อนทำเป็นเหรอ” ผมเลิกคิ้ว เพราะจำได้ว่าม่อนมีแม่กับพี่สาวคอยดูเรื่องอาหารการกินให้ ไม่เคยต้องทำเอง

"ตอนนั้นทำไม่เป็นหรอกครับ แม่กับพี่เมี่ยงบอกว่าผู้ชายไม่ต้องมายุ่งเรื่องในครัวหรอก มีแต่ไล่ให้ไปเตะบอลกับเพื่อน สงสัยกลัวผมจะเป็นเกย์ ก็เลยไม่อยากให้ผมทำงานผู้หญิง" ม่อนเล่าไปยิ้มไป ไม่นานก็เล่าต่อ "ผมนึกอยากทำอาหารขึ้นมาก็ตอนไปอยู่ที่เวียงจันทน์นั่นแหละครับ คิดถึงอาหารเหนือมาก แต่มันหากินไม่ได้ ผมก็เลยลองทำเอง ไม่ถึงกับดีหรอก แค่พอหายอยาก หลังๆ พอกลับเชียงใหม่ช่วงพักร้อน ผมก็จะให้แม่สอนทำอาหาร คราวนี้เขาไม่ห้าม แถมยังสอนให้สารพัดเมนู ตอนเขาสอนผมทำข้าวซอย เขายังเคยถามถึงพี่อาร์ตเลย เขาจำได้ว่าพี่อาร์ตชอบกิน"

เมื่อนึกถึงน้าหมิวหรือแม่ของม่อน ผมก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้มีโอกาสเห็นหน้าเธอก่อนจากโลกนี้ไปเลย เมื่อก่อนผมไปกินๆ นอนๆ ที่บ้านม่อนจนสนิทกับทุกคน น้าหมิวเอ็นดูผมมาก ไปทีไรก็มีของอร่อยๆ ให้กินตลอด

"ทำไมพี่อาร์ตยังจำสัญญากับพี่เมี่ยงได้อยู่อีกล่ะครับ" ม่อนเปลี่ยนเรื่อง ไม่รู้ว่าที่ถามเพราะสงสัยอะไรหรือเปล่า

"เมี่ยงเขามีบุญคุณกับพี่ไง ถ้าไม่ได้เขาช่วย พี่คงเรียนไม่จบหรอก ป๊าเอาพี่ตายแน่ ม่อนก็รู้ว่าป๊าพี่น่ะดุจะตาย จะให้พี่เป็นหมอให้ได้ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าพี่ชอบวาดรูป ม่อนจำได้ไหม มีอยู่เทอมหนึ่ง เกรดพี่ตก ป๊าโกรธมาก เขาไปค้นห้องพี่ แล้วก็เอาพวกอุปกรณ์วาดรูปของพี่ไปเผาทิ้งจนหมด ด่าพี่ลั่นบ้านเลย พี่หนีมาอยู่กับม่อนตั้งหลายวัน ตอนหลังพี่ก็เลยเอาอุปกรณ์วาดรูปไปฝากไว้บ้านม่อนแทน อยากวาดวันไหนก็ไปบ้านม่อน ไปทีไรก็ได้กินข้าวซอยอร่อยๆ จากฝีมือน้าหมิวทุกที"

"เดี๋ยวผมทำให้กิน" ม่อนยิ้มร่า ทว่าไม่นานก็รำพึงด้วยสีหน้าเศร้าๆ "ก่อนแม่จะเสีย เขาเคยพูดกับผมว่า...ถ้าวันไหนเจอพี่อาร์ต ฝากทำข้าวซอยให้พี่อาร์ตกินด้วย เขาคงไม่มีโอกาสได้ทำให้ แม่เขาชอบดูละครที่พี่อาร์ตเล่นมาก ดูทีไรเขาก็จะพูดถึงตลอด"

"พี่เสียใจจริงๆ นะม่อนที่พี่ไม่ได้กลับไปเจอน้าหมิวเลย" ผมรู้สึกใจหายระคนรู้สึกผิด "วันไหนวันพระ เราไปทำบุญให้น้าหมิวกันไหม"

"ได้สิครับพี่อาร์ต" ม่อนพยักหน้า

"เดี๋ยวดูวันกันอีกทีนะ" ผมบอก จากนั้นก็วกกลับมาที่เรื่องของเมี่ยงต่อ "ว่าแต่...ม่อนถามพี่เรื่องเมี่ยงทำไมล่ะ สงสัยว่าพี่ชอบเมี่ยงเหรอ"

ม่อนยิ้มเขินๆ ที่ผมรู้ทัน "ตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่าพี่อาร์ตชอบพี่เมี่ยงไง แม่กับป้าผมยังคิดเลย"

"เอาตรงๆ พี่ก็เคยคิดจะจีบเขานะ แต่บังเอิญว่า...ชอบน้องชายเขาก่อน" ผมพูดระคนขำ

"พี่อาร์ตชอบผมตอนไหน ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย" ม่อนหันมาเลิกคิ้ว

ผมละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยรถแล้วเกาหัวตัวเอง "โห นานมากเลยนะเนี่ย แต่พี่คิดว่าน่าจะเป็นช่วงที่พี่มากินนอนที่บ้านม่อนบ่อยๆ นั่นแหละ เวลามีปัญหากับที่บ้านทีไร พี่ก็จะไปบ้านม่อน เวลาพี่วาดรูป ม่อนก็จะนั่งดู ไม่เคยเบื่อเลย คอยดูแลพี่เป็นอย่างดี ขี้อ้อน เอาใจเก่ง คอยถาม คอยห่วง ส่วนเมี่ยง...เขาเป็นเด็กเรียน ไม่ค่อยเล่นเท่าไหร่ เรื่องจะมานั่งดูพี่วาดรูปครึ่งค่อนวันน่ะลืมไปได้เลย แต่เรื่องติวหนังสือให้พี่น่ะ เขาตั้งใจมาก ไม่รู้ว่าอดทนสอนคนหัวทึ่มอย่างพี่ได้ไง"

"ไม่ขนาดนั้นหรอก ผมว่าพี่อาร์ตก็เรียนใช้ได้อยู่นะ" ม่อนแย้ง

"แต่สู้เมี่ยงไม่ได้หรอก เห็นไหม ตอนนี้เมี่ยงเป็นหมอแล้ว แต่พี่เรียนหมอก็ไม่จบ" ผมเผลอแค่นหัวเราะ แม้เรื่องราวในวันนั้นผ่านไปนานแล้ว แต่พอนึกถึงทีไรผมก็ยังเสียใจไม่หาย

"ผมว่าพี่เมี่ยงเขาตั้งใจพาพี่อาร์ตมาหาผมนะ ตอนเด็กๆ น่ะ พี่เมี่ยงเคยพูดกับผมบ่อยๆ ว่าเขาอยากเป็นผู้ชาย จะได้เป็นพี่ชายให้ผมได้ ดูแลผมแทนพ่อได้ สงสัยจะกลัวผมเป็นเกย์ เพราะทั้งบ้านมีแต่ผู้หญิง แม่ก็เหมือนกัน โผล่หน้าเข้ามาในบ้านทีไรก็ชอบไล่ให้ผมไปเล่นเตะบอลกับเพื่อนแถวบ้าน"

"ม่อนก็เลยชอบเตะบอลไปเลย" ผมสัพยอก เว้นจังหวะไม่นานผมก็กลับมาเรื่องของเมี่ยงต่อ "เมี่ยงเขาเคยบอกพี่ว่าเขาจะช่วยติวให้พี่จนจบมอหกเลย แต่ขออย่างเดียว ขอให้พี่ช่วยเป็นพี่ชายให้ม่อนหน่อย ตอนนั้นพี่ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไม แต่เมี่ยงเขาบอกพี่บ่อยๆ ว่าที่บ้านเขาไม่มีผู้ชายเลย ม่อนไม่มีพ่อ ไม่มีพี่ชาย มีแต่พี่สาว แม่ แล้วก็ป้า เขาอยากให้พี่เป็นพี่ชายให้ม่อน พี่ก็รับปากเขา"

"แต่แทนที่จะช่วยได้ ผมก็ดันเป็นเกย์ก็เพราะชอบพี่อาร์ตซะงั้น" ม่อนหัวเราะ ผมก็ขำตามไปด้วย

"ก็จริง ตอนนั้นพี่ก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าชอบม่อน ความรู้สึกมันคลุมเครือมาก รู้แต่ว่าชอบอยู่กับม่อน คุยด้วยแล้วสบายใจ แถมยังชอบนั่งดูพี่วาดรูปอีก ม่อนคิดดูสิ พี่มีแฟนกี่คน ก็ไม่มีสักคนนั่งดูพี่วาดรูปได้เกินครึ่งชั่วโมง แต่ม่อนนั่งดูได้เป็นวันๆ พี่ชวนไปวาดรูปที่ไหนม่อนก็ไปด้วย"

"ก็ตอนนั้นผมชอบพี่อาร์ตไง"

"สาวๆ เขาก็ชอบพี่ แต่เขาไม่ชอบนั่งดูพี่วาดรูป พาไปวาดรูปด้วยทีไร ลงเอยด้วยอย่างอื่นทุกที" ผมขำเมื่อนึกถึงตัวเองในตอนนั้น ค่าที่เกิดมาหน้าตาดี ก็เลยมีประสบการณ์กับสาวๆ มาตั้งแต่มอสี่ รุ่นเล็กรุ่นใหญ่ผมไม่เคยเกี่ยง

"ผมก็เลยได้แต่แอบร้องไห้ขี้มูกโป่ง" ม่อนแสร้งทำหน้าเศร้า

"โอ๋ๆ พี่ขอโทษๆ" ผมเอามือข้างหนึ่งลูบผมม่อนเป็นเชิงปลอบใจ "ถึงตัวพี่จะไปอยู่กับคนอื่น แต่ใจพี่ก็อยู่กับม่อนนะ ตอนนี้พี่ก็ให้ม่อนทั้งตัวทั้งใจแล้ว"

ผมหันไปยิ้มทะเล้นกับม่อน เจ้าตัวยิ้มมีความสุข ผมก็พลอยมีความสุขไปด้วย

"สรุปว่าที่ตอนนั้นพี่อาร์ตไม่ชอบพี่เมี่ยง เพราะว่าพี่อาร์ตชอบผมเหรอครับ" ม่อนย้อนกลับมาถามเรื่องเดิมต่อ

"อือ แต่ก็อย่างที่บอก ความรู้สึกมันคลุมเครือมาก ไม่รู้ว่ามันคืออะไร บางทีมันก็ทรมานเหมือนกันนะ ม่อนจำได้ไหมที่ม่อนเคยงอนพี่สองอาทิตย์ พี่แทบไม่เป็นอันกินอันนอน ได้แต่สงสัยว่าม่อนมันเป็นอะไรของมันวะ โกรธอะไรนักหนา ทำไมต้องหลบหน้าหลบตา โทรไปก็ไม่รับสาย ทิ้งพี่นั่งวาดรูปเหงาๆ อยู่คนเดียว จนวันหนึ่งพี่ก็ทนไม่ไหว เพราะมันคิดถึงมาก ก็เลยไปดักรอที่บ้าน แล้วพี่ก็กอดม่อน ขอร้องม่อนว่าอย่าหายไปแบบนี้อีก แต่พี่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับเมี่ยงเลย หรือว่า...เมี่ยงเขาเคยบอกม่อนไหมว่าชอบพี่" ผมนึกสงสัยขึ้นมาในตอนท้าย

"ไม่นะครับ" ม่อนส่ายหน้า แต่สีหน้าก็ดูครุ่นคิด "แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าพี่เมี่ยงเคยคิดอะไรกับพี่อาร์ตหรือเปล่า เขาดูเฉยๆ แม่เคยแอบถามผมเรื่องนี้เหมือนกัน เขาก็สงสัย ใครๆ ก็สงสัย" ม่อนหันมาทางผมแล้วก็ถาม "แล้วพี่เมี่ยงเขาเคยบอกอะไรพี่อาร์ตหรือเปล่าครับ"

"ไม่เคย" ผมส่ายหน้า "ส่วนใหญ่เขาชอบถามเรื่องม่อน พี่รู้สึกว่าเขาจะห่วงม่อนหลายเรื่อง ตอนนั้นพี่ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาห่วงอะไร แต่ตอนนี้พี่นึกออกแล้ว เขากลัวม่อนเป็นเกย์นั่นแหละ มีหลายครั้งนะที่เมี่ยงเขาคอยถามพี่ว่าม่อนมีแฟนหรือยัง เขายังบอกให้พี่สอนม่อนจีบสาวเลย"

"จริงเหรอครับ" ม่อนทำหน้าแปลกใจ

"จริงสิ พี่ยังเคยยุม่อนให้จีบสาวบ่อยๆ เลย จำไม่ได้เหรอ แต่ม่อนทำครั้งสองครั้งก็เลิก จนพี่เรียนจบ พี่ก็ยังไม่เห็นม่อนมีแฟนเลยสักคน"

เมื่อได้รู้ว่าพี่สาวเคยทำอะไรม่อนก็ขำ "ถ้าไม่ได้ฟังพี่อาร์ตเล่าเนี่ย ผมก็ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าพี่เมี่ยงกลัวผมเป็นเกย์มากขนาดนี้"

"เขาคงรู้สึกผิดนั่นแหละ เพราะเมี่ยงเขาคิดว่าเขาโชคดีกว่าม่อนไง เขาคิดว่าม่อนเบี่ยงเบนก็เพราะในครอบครัวมีแต่ผู้หญิง สมัยนั้น สังคมยังไม่ยอมรับเกย์เท่าไหร่ เมี่ยงถึงไม่อยากให้ม่อนเป็นเกย์ไง ที่เขาทำเขาก็หวังดีนั่นแหละ ว่าแต่ม่อนโกรธเมี่ยงหรือเปล่าล่ะ"

ม่อนส่ายหน้า "ไม่โกรธหรอกครับ ผมเข้าใจครับพี่อาร์ต เพราะสุดท้าย...พี่เมี่ยงกับแม่เขาก็ยอมรับผมได้"

"ดีแล้ว ตอนนี้ก็เหลือกันแค่สองคนพี่น้อง ต้องรักกันไว้"

"ครับ" ม่อนยิ้มละไม

ผมเอามือลูบผมม่อนอีกทีด้วยความเอ็นดู ถ้าไม่ติดว่าต้องขับรถ ผมคงจะดึงเขามากอดไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรหรอก เอาไว้กอดตอนไหนก็ได้ เพราะตอนนี้...ม่อนอยู่กับผมแล้ว ผมรู้ว่าเขารักผม แม้ว่ายังไม่พูดคำนั้นออกมาก็เถอะ

... ... ...

ราวๆ ห้าโมงเศษๆ ผมก็พาม่อนมาถึงสนามฟุตบอลในร่มแห่งหนึ่งแถวเลียบด่วนรามอินทรา จะว่าไปก็น่าแปลก ม่อนเป็นเกย์ แต่กลับชอบเตะบอล ส่วนผมไม่ค่อยได้เล่นเท่าไหร่ เพราะชอบวาดรูปมากกว่า แต่ก็มีกลุ่มก๊วนดาราที่ชอบเตะบอลชวนไปเล่นด้วยเรื่อยๆ

"อ้าวอาร์ต วันนี้มาด้วยเหรอ"

เสียงใครคนหนึ่งร้องถามขณะที่เดินเข้ามาในห้องล็อกเกอร์ ผมกับม่อนเปลี่ยนชุดเสร็จพอดีและกำลังจะออกไป

"อ้าว พี่อังเดร หวัดดีครับพี่" ผมทักทายรุ่นพี่ในวงการพร้อมกับยิ้มให้ ผมไม่ได้เจอเขามาสักพักแล้ว ส่วนใหญ่เจอตอนเตะบอล นานๆ ทีจะเจอตามงาน

"พี่อังเดรจริงๆ เหรอครับ" ม่อนเพ่งมองคนตรงหน้าอย่างกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตอนนี้พี่อังเดรอายุสี่สิบแล้ว แต่ยังดูหล่อเฟี้ยวเพราะดูแลตัวเองดี

"ใช่ครับ เพื่อนเหรอ" พี่อังเดรหันมาถามผมตอนท้าย

"อ๋อ เคยเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่เชียงใหม่ครับ ชื่อม่อน" ผมสัพยอก

พี่อังเดรทำท่านึก "คนที่เพิ่งเป็นข่าวกับอาร์ตเหรอ"

"พี่ได้ยินข่าวนี้ด้วยเหรอครับ" ผมตกใจ แต่ก็พยายามเก็บสีหน้า

"ได้ยินสิ ดังจะตาย แล้วตกลงมันยังไง" พี่อังเดรทำท่าอยากรู้

"เดี๋ยวผมเล่าให้พี่ฟังดีกว่าครับ" ผมตัดบท เพราะเรื่องนี้ต้องคุยกันยาว

"โอเคๆ เดี๋ยวค่อยคุยกัน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับม่อน" พี่อังเดรหันไปยิ้มให้กับคนข้างๆ ผม

"เช่นกันครับพี่ เมื่อก่อนผมชอบดูพี่เล่นละครมาก ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะครับ" ม่อนทำสีหน้าชื่นชม

"อ๋อ ขอบคุณครับ มาเตะบอลด้วยกันเหรอ" พี่อังเดรถามกลับ

"ครับพี่" ม่อนพยักหน้า

"งั้นเดี๋ยวเจอกัน พี่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน" พี่อังเดรยิ้มให้เราสองคนเล็กน้อย ก่อนแยกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

ออกจากห้องล็อกเกอร์แล้วผมก็พาม่อนเดินมาที่สนามหญ้าเทียม พอบรรดาเพื่อนๆ ดาราเห็นว่าเป็นผมก็รีบเดินมาถาม แน่นอนว่าอยากรู้เรื่องที่เพิ่งเป็นข่าว คนแรกที่ถามคือน้องยูโร่ น้องคนนี้อยู่ในวงการมาหลายปีแล้ว อายุอ่อนกว่าผมหนึ่งรอบพอดี แต่เจ้าตัวก็ชอบมาเตะบอลกับดารารุ่นพี่บ่อยๆ

"ตกลงยังไงครับพี่อาร์ต ผมฟังพี่แถลงข่าววันนั้นแล้วก็งง ไม่รู้ว่าแถลงเรื่องอะไรกันแน่ จะแก้ข้าว หรือว่าจะเปิดตัวแฟนใหม่ แต่ปกติผมไม่เคยเห็นพี่อาร์ตพาแฟนออกสื่อเลยนะครับ ทำไมอยู่ดีๆ ก็พามาแถลงข่าวด้วย"

แม้จะมีหลายคำถาม แต่ผมก็เลือกที่จะตอบคำถามสุดท้ายเพราะเห็นว่าสำคัญที่สุด "เขาไม่ใช่แฟนพี่หรอก"

"อ้าว ไม่ใช่แฟนแล้วทำไมถึงให้มาแถลงข่าวว่าเป็นแฟนล่ะครับ" ยูโร่ทำหน้างง คนอื่นๆ ก็พลอยงงไปด้วย

"เรื่องมันยาว เดี๋ยวเล่าให้ฟังวันหลังดีกว่า" ผมจำเป็นต้องตัดบท เพราะตอนนี้เราควรจะเล่นฟุตบอลมากกว่าคุยกัน

"ได้พี่ แล้ว...คนนี้ใครครับ ผมไม่เคยเห็นเลย" ยูโร่เปลี่ยนเป้าสายตาไปทางม่อน

"อ๋อ" ก่อนตอบผมก็หันไปมองม่อน ที่จริงเราตกลงกันแล้วว่าจะแนะนำตัวยังไง ผมก็ว่าจะทำตามนั้น แต่พอนึกได้ว่าม่อนต้องผ่านอะไรมาบ้าง ผมก็ไม่อยากให้เขาต้องมาเจอปัญหาเดิมกับผมอีก ผมจะต้องเป็นผู้ชายที่แตกต่างจากทุกคนที่ม่อนเคยเจอมา

นั่นแหละ ผมก็เลยต้องขอผิดข้อตกลงกับม่อน จึงบอกยูโร่ไปตรงๆ แม้ว่าจะรู้สึกประหม่ามากทีเดียว "แฟนพี่เอง ชื่อม่อน"

"แฟนพี่อาร์ตเหรอครับ!" ยูโร่กับเพื่อนๆ ดาราอึ้งไปตามๆ กัน ขนาดม่อนเองยังตกใจเลย

"อ้าว งั้นคลิปที่มันว่อนไปทั่วก็เป็นเรื่องจริงสิ"

เสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลัง เมื่อพวกเราหันไปดูก็เห็นว่าเป็นพี่อังเดรนั่นเอง เจ้าตัวเพิ่งเปลี่ยนชุดเสร็จและน่าจะเดินออกมาทันได้ยินพอดี

"ครับพี่" ผมยอมรับไปตามตรง

"เป็นไปได้ยังไงครับพี่อาร์ต เท่าที่ผมรู้จักพี่มา ผมไม่เคยเห็นพี่มีรสนิยมแบบนี้เลยนะครับ" ยูโร่ยังคงทำหน้าไม่เชื่อ

"พูดอย่างนั้นได้ไงล่ะยูโร่ ความรักกับรสนิยมมันเป็นคนละเรื่องกัน สมัยนี้แล้ว เขาจะชอบคนเพศไหนก็ช่างเขาเหอะ" พี่อังเดรหันไปปรามกึ่งตำหนิรุ่นน้องดารา

ยูโร่ยิ้มแหยๆ คงจะรู้ตัวแล้วว่าไม่ควรพูด "ขอโทษครับพี่ แต่ผมไม่มีอะไรนะครับ ผมแค่แปลกใจเฉยๆ ไปเตะบอลกันดีกว่าครับ" ยูโร่รีบเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว

พวกเราก็เลยหยุดเรื่องนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ ก่อนลงสนามพี่อังเดรเดินมาตบไหล่ให้กำลังใจผมด้วย แกมองผมกับม่อนแปลกๆ แต่ผมก็บอกไม่ถูกว่าแปลกยังไง

หลังจากเตะฟุตบอลจนเหนื่อย พี่อังเดรก็ชวนผมกับม่อนไปหาอะไรกินกัน แต่ไม่ได้ชวนคนอื่นไปด้วย ดูเหมือนแกอยากคุยกับผมมากกว่า

เรามาลงเอยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเลียบด่วนรามอินทรา ไม่ไกลจากสนามฟุตบอลมากนัก เป็นร้านอาหารที่พบเห็นได้ทั่วไปในย่านนี้นี่แหละ มีสาวเชียร์เบียร์แต่งตัวสวยๆ เดินว่อนไปว่อนมา แต่คนที่มากินก็มีทุกเพศทุกวัย ไม่ได้มีแต่หนุ่มกลัดมัน

ระหว่างรออาหาร ม่อนก็ชวนพี่อังเดรคุย ดูเหมือนเขามีหลายเรื่องที่อยากถาม

"พี่อังเดรยังไปทำบุญให้พี่จอห์นนี่อยู่หรือเปล่าครับ"

"อ๋อ" พี่อังเดรทำท่าคิด "ก็ไปทุกปีนั่นแหละ"

"จอห์นนี่ไหนเหรอครับ" ผมสงสัย แถมไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมต้องทำบุญให้

"พี่อาร์ตจำไม่ได้เหรอ พี่จอห์นนี่ ดาราวัยรุ่นรุ่นเดียวกับพี่อังเดรนั่นแหละ ที่มีพี่อังเดร พี่จอห์นนี่ พี่ปรเมศวร์ แล้วก็พี่โอ๊ต แต่พี่จอห์นนี่เขาเสียชีวิตไปตอนปีสามแปด เพิ่งเข้าวงการได้ไม่กี่ปีเอง"

ม่อนถือโอกาสเล่าเอง แม้เจ้าตัวจะเลิกสนใจวงการบันเทิงไปนาน แต่ถ้าเป็นดารายุค 90 เจ้าตัวยังจำได้ดีหลายคน

เมื่อได้ข้อมูลเพิ่มจากม่อน ผมก็เริ่มนึกออก "อ๋อ พี่นึกออกแล้ว คนที่ตาเศร้าๆ หน่อยใช่ไหม เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ไฟลุกท่วม แต่เขาออกจากรถไม่ได้"

"ใช่ครับ น่าสงสารมาก ผมยังจำภาพเขาได้ติดตาอยู่เลย" ม่อนทำหน้าเศร้าไปด้วย

"เมื่อก่อนชอบจอห์นนี่เหรอ" พี่อังเดรหันไปถามม่อน

"ชอบครับ" ม่อนรับคำแล้วก็ขำเบาๆ "เมื่อก่อนผมบ้าดารานักร้องมาก รู้จักทุกคนเลย รูปดาราเต็มห้อง แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ตามวงการบันเทิงแล้วล่ะครับ ไม่รู้แล้วว่าใครดังไม่ดัง ดาราที่ผมรู้จักส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไปเล่นบทพ่อบทแม่กันหมดแล้ว แต่ผมว่าพี่อังเดรก็น่าจะเล่นบทพระเอกได้อยู่นะครับ"

"ก็ยังเล่นได้อยู่" พี่อังเดรหัวเราะ "แต่พี่ก็กำลังจะผันตัวไปเป็นผู้จัดบ้างแล้วล่ะ นี่ก็กำลังฟอร์มทีมอยู่"

"พี่อังเดรจะเปิดบริษัททำละครเหรอครับ" ผมถามอย่างสนใจ

พี่อังเดรพยักหน้า "ใช่ แต่ว่ายังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ คงอีกสักพักหนึ่งนั่นแหละถึงจะเริ่มทำละครป้อนช่อง เอาไว้เดี๋ยวพี่จะขอใช้บริการอาร์ตบ้าง มาเจิมเรื่องแรกให้พี่เลยดีไหม" พี่อังเดรสัพยอก แต่ผมก็รู้ได้สึกได้ว่าแกไม่ได้แค่พูดเล่นๆ

"ได้เลยพี่ แต่ผมขอบทใหม่ๆ เล่นบ้างนะพี่ ผมเบื่อๆ โครงเรื่องเดิมๆ ของละครบ้านเราแล้ว เล่นมากี่เรื่องก็ไม่ต่างกัน" ผมส่ายหน้าไปมาพลางขำ

"เออ พี่ก็เบื่อๆ เหมือนกัน" พี่อังเดรขำ "พี่น่ะเคยหยุดเล่นละครไปหลายปี พอกลับมาเล่นอีก ก็นึกว่าจะได้เล่นอะไรใหม่ๆ ปรากฏว่าก็ยังเหมือนเดิม ก็อย่างว่า ทำแบบอื่นคนก็ไม่ดู เขาก็ต้องทำแบบที่คนชอบดูนั่นแหละ มันก็เลยทำให้พี่ลังเลเหมือนกันว่าพี่จะทำละครป้อนช่องใหญ่ๆ ดีไหม หรือว่าจะทำแบบอินดี้ดี เผื่อจะได้ทำละครแบบอื่นบ้าง อย่างซีรี่ส์วายพี่ก็สนใจนะ"

ผมกับม่อนหันไปมองหน้าพี่อังเดรพร้อมกันตรงประโยคท้าย ดูเหมือนว่าพี่อังเดรพยายามจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมรู้สึกตงิดๆ ตั้งแต่ตอนเตะฟุตบอลแล้ว

"ทำไมพี่สนใจซีรี่ส์วายล่ะครับ" ผมถือวิสาสะถาม เมื่อพี่อังเดรพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเอง ก็แปลว่าเขาอยากให้ถามนั่นแหละ

พี่อังเดรมองเหม่อไปที่ไหนสักแห่ง ท่าทางเหมือนกำลังคิดถึงใครสักคน

"มันทำให้พี่นึกถึงจอห์นนี่ไง" พี่อังเดรรำพึงเบาๆ เมื่อหันกลับมามองเราสองคนก็เล่าสืบไป "ก๊วนพี่สี่คนสมัยก่อนน่ะ เราสนิทกันมาก เพราะเราเล่นหนังเล่นละครด้วยกันหลายเรื่อง ไปไหนไปกัน ค่ำไหนนอนนั่น จนกระทั่งเรารู้สึกว่า...เราสนิทกันมากเกินไปหรือเปล่า เพราะมันมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น แต่มันก็คลุมเครือมาก ไม่รู้เลยว่าเรารู้สึกอะไร เพราะสมัยนั้น...ไม่มีซีรี่ส์วาย ไม่มีตัวอย่างให้เห็น"

"พี่อังเดรหมายความว่า...ในกลุ่มของพี่...มีคนชอบกันเหรอครับ" ม่อนถามด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ

"อืม...จะว่าใช่ก็ใช่นั่นแหละ" พี่อังเดรแบ่งรับแบ่งสู้ "ตอนนั้นพี่สนิทกับจอห์นนี่มาก แต่คบกันไปคบกันมา ก็มีอีกคนหนึ่งที่แสดงออกชัดเจนว่าอิจฉา ไม่อยากให้พี่กับจอห์นนี่สนิทกัน วันที่จอห์นนี่เสีย เขาก็ทะเลาะกันเรื่องพี่นั่นแหละ ถึงขนาดตัดขาดความเป็นเพื่อนกันเลย จอห์นนี่เขาเสียใจมาก คืนนั้นเขาขับรถกลับบ้าน น่าจะขับเร็วนั่นแหละ ก็เลยเกิดอุบัติเหตุ เขาสิ้นใจก่อนที่พี่จะไปถึงโรงพยาบาล พี่ร้องไห้หนักเลย เพราะพี่มีเรื่องสำคัญจะบอกเขา แต่ก็สายไปแล้ว"

"พี่อังเดรกำลังจะบอกว่า...พี่ชอบพี่จอห์นนี่เหรอครับ" แม้ว่ามั่นใจว่าตัวเองน่าจะเดาถูก แต่ม่อนก็ยังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเองอยู่ดี

พี่อังเดรถอนหายใจเบาๆ สีหน้าเริ่มหม่นเศร้า "พี่คิดว่าพี่รู้สึกอย่างนั้นกับเขานะ ถึงแม้ว่าตอนแรกมันจะคลุมเครือ แต่คืนที่เขาเสีย พี่รู้ทันทีว่า...พี่ไม่ได้รู้สึกกับเขาแค่เพื่อน ปรเมศวร์เขาก็เสียใจ ทุกวันนี้เขาก็ยังรู้สึกผิด เขาโทษตัวเองว่ามีส่วนทำให้เพื่อนจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร"

"หมายความว่า...อีกคนที่ชอบพี่อังเดรก็คือ...พี่ปรเมศวร์เหรอครับ" ผมลองเดาดูบ้าง

พี่อังเดรสบตาผมแวบหนึ่งก็พยักหน้า "ใช่ แต่โอ๊ตไม่มีอะไรนะ เป็นเพื่อนกันเฉยๆ ก็มีแค่สามคนนี่แหละที่เกิดรักสามเส้าขึ้นมา"

"ถ้าพี่ไม่เล่าให้ฟัง ผมก็ไม่รู้เลยนะครับว่ามีเรื่องแบบนี้ในสมัยก่อนด้วย" ม่อนทำหน้าทึ่ง

"มีสิ มีมาทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ ในวงการเขารู้ แต่เขาไม่พูดกัน ส่วนใหญ่ถ้าเป็นดาราดังๆ น่ะ เขาก็ไม่อยากให้มีภาพแบบนี้ออกไปหรอก มันมีผลต่องาน เขาก็เลยช่วยกันปิด"

"แล้ว...ที่พี่อังเดรยังเป็นโสดอยู่ เพราะเรื่องนี้หรือเปล่าครับ" แม้จะเดา แต่ผมก็มั่นใจว่าตัวเองน่าจะเดาถูก เพราะเรื่องที่อังเดรเล่ามาชวนให้คิดแบบนี้ไปแล้ว

จังหวะนั้นมีสาวเสิร์ฟเอาอาหารมาวางให้ พี่อังเดรจึงรอให้เธอไปก่อน

"จะว่าใช่ก็ใช่ แต่ที่จริงพี่ก็มีแฟนเป็นผู้หญิงมาหลายคน บางคนเนี่ยถึงขั้นจะแต่งงานกันเลย แต่ก็มีเหตุให้ต้องแคล้วคลาดกันไป" พี่อังเดรยิ้มเศร้า แต่ไม่นานแววตาก็เป็นประกายอีกครั้ง "รู้ไหมว่าทำไมพี่ถึงเล่าเรื่องนี้ให้อาร์ตกับม่อนฟัง"

ผมพยายามนึกหาเหตุผล แต่เมื่อไม่รู้ก็ยอมรับไปตรงๆ "ไม่รู้ครับ"

พี่อังเดรขำเบาๆ เจ้าตัวครุ่นคิดสักพักก็ค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย "พี่เห็นเราสองคนแล้ว...พี่ก็นึกถึงพี่กับจอห์นนี่ บางทีพี่ก็แอบเสียดายนะที่เราสองคนเกิดเร็วไปหน่อย ถ้ามาเกิดในยุคนี้ พี่คงบอกจอห์นนี่ไปแล้วว่าพี่รู้สึกยังไงกับเขา...ก่อนที่เขาจะจากไป มันไม่มีหรอกความรู้สึกคลุมเครือ ค่านิยมในสังคมตอนนั้นต่างหากที่ทำให้เราปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง มันก็เลยคลุมเครือเพราะเราไม่ยอมรับ แต่ไม่ใช่ไม่รู้สึก"

พี่อังเดรเงียบไปอีก ผมไม่รู้ว่าแกรู้สึกสะเทือนใจอะไรหรือเปล่า ผมกับม่อนจึงนั่งรอฟังเงียบๆ

"พี่มีสองเรื่องที่อยากจะบอกอาร์ต" พี่อังเดรเกริ่น เมื่อผมส่งแววตาอยากรู้ไปให้ เจ้าตัวก็พูดสืบไป "เรื่องแรก พี่ว่าอาร์ตทำถูกแล้วที่เลือกคนที่อาร์ตรัก พี่ชื่นชมอาร์ตนะที่กล้าบอกเพื่อนๆ ของเราเมื่อกี้ว่า...ม่อนเป็นแฟนอาร์ต เพราะพี่ไม่เคยกล้าทำแบบนี้เลย ขนาดตอนนี้พี่ยังไม่กล้าเลย"

"พี่อังเดรมีแฟนเป็นผู้ชายตอนนี้เหรอครับ" ม่อนทำหน้าแปลกใจยิ่งกว่าเดิม

พี่อังเดรพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงยอมรับ "ปรเมศวร์นั่นแหละ เรากลับมาคบกันเป็นปีแล้ว แต่พี่ไม่ได้บอกใคร มีแต่คนใกล้ชิดจริงๆ ที่รู้"

ผมกับม่อนอึ้งไปตามๆ กัน จะว่าไปมันก็เหลือเชื่อ เพราะภาพของพี่อังเดรในทีวี ไม่มีตรงไหนที่จะทำให้คิดว่าแกมีชีวิตเบื้องหลังแบบนี้เลย แต่ก็นั่นแหละ ผมอยู่ในวงการนี้มานาน ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าชีวิตดาราหน้าฉากกับหลังฉากอาจไม่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่คิดมาก่อนว่าพี่อังเดรจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

"ชีวิตของคนมันสั้น เราไม่รู้หรอกว่าคนที่นั่งอยู่กับเราตอนนี้จะจากไปตอนไหน" พี่อังเดรรำพึง ดูเหมือนว่าเจ้าตัวยังรู้สึกเสียใจหรือเสียดายกับเรื่องที่ผ่านไปอยู่ "ถ้าเจอคนที่ใช่แล้วก็อย่ามัวลังเลนาน บอกเขาไปเลยว่าคิดยังไง ใช้ชีวิตกับเขาให้มีความสุขมากที่สุด อย่ารอให้เขาจากไปแล้วค่อยมาคิดได้" พี่อังเดรเว้นจังหวะ

ระหว่างนั้นมีอาหารมาเสิร์ฟ เราสามคนก็เลยหยุดคุยกันชั่วครู่ จนกระทั่งสาวเสิร์ฟคนนั้นจากไป พี่อังเดรก็พูดต่อ

"สังคมตอนนี้เปิดกว้างมากแล้ว แฟนคลับบางส่วนของอาร์ตอาจจะต่อต้าน แต่เชื่อพี่สิ เดี๋ยวอาร์ตจะมีแฟนคลับกลุ่มใหม่ตามมา อีกเรื่องที่พี่จะบอกอาร์ตก็คือ ถ้าพี่แอนเขาไม่โอเคที่พระเอกของเขามีภาพแบบนี้ อาร์ตก็ไม่ต้องกังวลหรอก พี่เชื่อว่ายังมีผู้จัดละครคนอื่นๆ ที่เขาไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ วันหนึ่งคนเราก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง ความเป็นพระเอกมันอยู่กับเราไม่นานหรอก จริงไหม" พี่อาร์ตหันมาสบตาผม

ผมพยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร ปล่อยให้พี่อังเดรเล่าต่อ ผมเดาว่าแกคงอยากมีใครสักคนที่รับฟังความในใจของแกบ้าง จนกระทั่งมาเจอผมกับม่อน คนหัวอกเดียวกันก็น่าจะเข้าใจกันดี

พี่อังเดรเปลี่ยนไปสบตาม่อน จากนั้นก็หันมายิ้มกับผม "แต่คนข้างๆ อาร์ตน่ะ เขาจะอยู่กับอาร์ตตลอดไปนะ ชีวิตเราจะเหลือเท่าไหร่ไม่รู้ วันนี้พรุ่งนี้เราก็อาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น...ถ้าเลือกได้ อย่าไปเสียเวลากับคนที่เขาไม่ยอมรับตัวตนของเรา ใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขดีกว่า ลองคิดแบบนี้สิ วันไหนเราเป็นแค่พระเอกแก่ๆ คนหนึ่ง จะมีใครมาช่วยเราล่ะ ถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง ถ้าเลือกแล้วก็เดินหน้าเลย อย่าให้เป็นเหมือนพี่"

พี่อังเดรเน้นเสียงตรงประโยคท้าย ก่อนมองเหม่อไกลออกไป ผมเดาว่าแกน่าจะฝังใจเรื่องพี่จอห์นนี่มากทีเดียว

"ทุกวันนี้ พี่ก็ทำได้แค่คิดถึง เหมือนเพลงที่ญารินดาเขาเคยร้องไว้นั่นแหละ"

เมื่อพี่อังเดรพูดถึงเพลงนี้ ผมกับม่อนก็หันมามองหน้ากันยิ้มๆ เรานึกออกทันทีว่าเป็นเพลงอะไร จึงปล่อยให้ท่อนฮุกของเพลงนั้นดังก้องขึ้นในหัว ครั้งหนึ่งผมก็เคยฟังเพลงนี้เพราะคิดถึงม่อน

"ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ"

พี่อังเดรถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็หันกลับมายิ้มให้เราสองคน คราวนี้ไม่ใช่ยิ้มเศร้า แต่น่าจะเป็นยิ้มสู้มากกว่า

"พี่จะเป็นกำลังใจให้อาร์ตกับม่อนนะ มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกละกัน"

"ครับพี่"

ผมกับม่อนยิ้มตอบพี่อังเดรด้วยความรู้สึกขอบคุณ แม้ว่าผมจะคิดเรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว แต่พอได้ฟังพี่อังเดรพูด ภาพหนทางข้างหน้าก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น พี่อังเดรช่วยให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

TBC…

เพลงแค่ได้คิดถึง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-2022 21:19:54 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
 :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด