The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling ตอนที่ 10 ซอยเปลี่ยว
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling ตอนที่ 10 ซอยเปลี่ยว  (อ่าน 608 ครั้ง)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-07-2022 18:02:06 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
บทเพลงหนึ่ง ๆ สามารถพาความรู้สึกของเราคนฟัง ให้จินตนาการเรื่องราวตามไป จากทั้งเนื้อเพลง ทำนอง และเสียงของนักร้อง เกิดจินตนาการแตกต่างกันไป เรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นในหัวของเรา อาจเป็นไปตามเนื้อหาที่มีในเพลง หรือบางที มันอาจจะไปไกลกว่านั้น เมื่อเรารู้สึกได้ ถึงแรงบันดาลใจจากบทเพลงต่าง ๆ ที่ร้อยเรียงลงเป็นตัวอักษร


เนื้อหา เรื่องราว ชื่อ ตัวละคร เหตุการณ์ สถานที่ ในงานเขียนเรื่องนี้ล้วนสร้างมาจากจินตนาการ หากว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด ไปพ้องกับบุคคลใด ๆ นั้น เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ ดูแคลน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดทั้งสิ้น เนื้อเรื่องเป็นไปตามอรรถรสของการดำเนินเรื่องเท่านั้น



+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 1. เงาใจ



จุ้ยยกนิ้วขึ้นเช็ดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้า จริงสิ ความเจ็บปวดในใจที่เขาได้รับ ระคนกับความเสียใจอย่างที่สุดนั้น มันยังคงอยู่ ไม่จากไปไหน ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม สิ่งที่เขาได้รับ จากสิ่งที่เขาได้ทำ มันเกินกว่าที่หัวใจของเขาจะรับมันเอาไว้



จุ้ยหันไปมองไปม้านั่งตัวข้าง ๆ กัน มันทำให้นึกถึงคืนก่อนหน้า คืนที่ตัวเขาพอจะบอกกับตัวเองได้บ้างว่า ความเหงาและเดียวดายที่เกาะกินหัวใจอยู่ มันยังมีทางลดทอนลงได้บ้าง กับคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในค่ำคืนอันเปลี่ยวเหงา กับผู้ชายคนนั้น



จุ้ยหยุดยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเองก็ไม่ทันได้สังเกต รู้ตัวอีกที เขาก็มาอยู่ตรงนี้เสียแล้ว ป้ายรถเมล์ที่ตอนนี้ไร้วี่แววของผู้คน ที่เคยผ่านไปผ่านมาตอนแสงอาทิตย์ยังไม่ลาลับขอบฟ้า เทียบกับช่วงดึกสงัดแบบนี้ รอบข้างไม่มีแม้แต่ลมพัด



ความเงียบของท้องถนน ทำให้ใครบางคนอาจจะรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ความเงียบเดียวกันนี้ ยังพอมีช่องว่าง ทำให้จุ้ยรู้สึกถึงความสงบซ่อนอยู่ จุ้ยทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งที่ป้ายรอรถเมล์ ความหนักอึ้งราวกับว่า สองขาคู่นี้ ได้พาเขาหนีจากความเศร้ามาเป็นระยะทางที่ไกลแสนไกล



เสียงฝีเท้าของใครบางคน ดังขึ้นจากทางด้านซ้าย จุ้ยมองไป ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดนักศึกษาของรั้วมหาวิทยาลัย ที่มีค่าเทอมแพงระยับกำลังเดินมา ก่อนจะหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง เมื่อเห็นจุ้ยนั่งอยู่ที่ป้ายรถ และกำลังมองไปทางนั้น



“ไม่คิดว่าจะเจอใคร” เสียงนักศึกษาหนุ่มเอ่ยขึ้น แสงไฟสีส้มจากเสาไฟถนน สว่างพอจะทำให้จุ้ยได้เห็นว่า เด็กนักศึกษาคนนี้ หน้าตาดี รูปร่างสูง หน่วยก้านดีไม่เบา “เหมือนกัน ดึกขนาดนี้” จุ้ยตอบกลับไป สายตาไล่จากใบหน้าของเด็กหนุ่ม เรื่อยลงมาหยุดที่เป้ากางเกง ก่อนจะวกกลับขึ้นไปสบตากับเด็กหนุ่มอีกครั้ง



เด็กหนุ่มนักศึกษาก้มลงมองไปที่เป้ากางเกงของตัวเอง ยิ้ม ๆ ก่อนถือวิสาสะนั่งลงที่ม้านั่ง ข้าง ๆ กันกับจุ้ย เด็กหนุ่มล้วงมือทั้งสองเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เหมือนจงใจทำให้มันโป่งนูนขึ้นอย่างชัดเจน จุ้ยมองไปที่ตรงนั้น ก่อนกลืนน้ำลายลงคอ



“รถเมล์หมดแล้วล่ะ” เด็กหนุ่มทักขึ้น สายตามองไปทางรถที่วิ่งมา ถนนเงียบเชียบ ไม่มีรถราเลยสักคัน “ไม่มีมาแล้วล่ะ” จุ้ยเสริม ก่อนจะหันไปมองตามเด็กหนุ่มไป “ชื่ออะไร” เด็กหนุ่มถามจุ้ย ดึงให้เขาหันหน้ากลับมาอีกทาง เด็กหนุ่มยังคงนั่งในท่าเดิม จุ้ยนึกสงสัยว่า ความใหญ่นั้น มันคือเนื้อผ้าที่โป่งขึ้น หรือว่าเนื้ออวัยวะส่วนนั้นจริง ๆ



“ชอบป่ะ” คำถามนั้นมาพร้อมกับท่าทางยั่วเย้า “แล้วมีอะไรให้ไม่ชอบ” จุ้ยตอบไปทีเล่นทีจริง เด็กหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะมองสำรวจไปที่จุ้ยอย่างจริงจัง “แล้วเราชื่ออะไร ยังเด็กอยู่เลย” จุ้ยถาม กะอายุดูแล้ว น่าจะอ่อนกว่าเขาอยู่หลายปี



“ไม่เด็กแล้ว” เด็กหนุ่มตอบกลับไป พร้อมกับเขย่ามือในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง โอ้อวดของที่ตัวเองมี “ตั้ม” เด็กหนุ่มพูดออกมา จุ้ยพยักหน้ารับรู้ แปลกที่รู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้าของเด็กหนุ่มคนนี้ ที่ไหนมาก่อน “มาแถวนี้บ่อยเหรอ” จุ้ยถาม ไม่แน่ใจว่าอยากรู้จริง ๆ หรือถามออกไปเพื่อให้บทสนทนาต่อเนื่อง



“อืม” ตั้มส่งเสียง ก่อนจะหันมองไปทางที่เขาเพิ่งเดินมา “ปกติก็ ในสวนใต้สะพานนั่น” พูดจบก็หันกลับมามองจุ้ย “ที่ประจำ” จุ้ยชะโงกหน้ามองตามไป ก่อนจะพยักหน้าให้เด็กหนุ่มอีกครั้ง “มีเวลาเท่าไหร่” จุ้ยถาม สายตาของเด็กหนุ่มจากกรุ้มกริ่ม กลายเป็นครุ่นคิดแบบหาคำตอบจริง ๆ



“ก็ราว ๆ ชั่วโมงนึง” ตั้มตอบ ก่อนจะยิ้มให้กับอีกฝ่าย “แล้วทำอะไรได้บ้าง” จุ้ยถาม อยากรู้ “ก็ลองคุย ๆ ดู” ตั้มตอบ ก่อนจะไล่สายตาสำรวจอีกฝ่ายแบบจริงจัง “คุยกันก่อน” จุ้ยพยักหน้าว่ารับรู้ตามนั้น “แล้วชอบแบบไหน ชอบทำอะไรมากที่สุด” จุ้ยถามเด็กหนุ่มออกไป ตั้มขยับตัวบนมานั่ง ก่อนเหยียดขาทั้งสองข้างออกไปด้านหน้า



“คุย” ตั้มหันมาพูดกับจุ้ย ก่อนจะกลับไปมองที่ปลายเท้าของตัวเอง “คุยเนี่ยนะ” จุ้ยหัวเราะ ก่อนจะพูดว่า “ใครจะอยากคุย” จุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงมีจริต “ก็เรากำลังคุยกันอยู่นี่ไง” ตั้มหันมาตอบ ยิ้มของเด็กหนุ่มช่างมีเสน่ห์ยิ่งนัก ทำให้จุ้ยคิดว่า อะไรทำให้ตั้มมาทำอะไรแบบนี้



“ตอนแรกก็แค่คิดว่ามันตื่นเต้นดี” ราวกับว่า เด็กหนุ่มคงถูกถามคำถามนี้มาก่อน นับครั้งไม่ถ้วน “หลัง ๆ ก็แค่ต้องการเงิน” จุ้ยฟังแล้วก็นึกตาม ตั้มก็พูดตรงดี ไม่ต้องมีข้ออ้างว่าเดือดร้อน ถึงต้องจำยอมทำ “อีกอย่าง” ตั้มพูด สบตากับจุ้ยตรง ๆ “ตุ๊ดจ่ายง่าย” ตั้มหยักหน้าช้า ๆ จุ้ยขมวดคิ้วขึ้นมา



“ตรงไปมั้ย” จุ้ยเสียงเริ่มขุ่น ตั้มส่ายหน้า ก่อนตอบว่า “ตุ๊ดจ่ายง่ายจริง ๆ ยิ่งพวกออกสาว อ้วน มีพุง” ตั้มมองหน้าจุ้ยตรง ๆ “จะเรียกเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มียังไปหามาเพิ่มให้เลย” จุ้ยฟังที่ตั้มพูด อยากหาคำแก้ตัวมาปฏิเสธ แต่ก็ทำเงียบไป เสมองไปทางอื่น “แล้ว เคยเจออะไรแย่ ๆ มั้ย” จุ้ยถาม มองไปที่รองเท้าของตั้มที่เลอะโคลน



“มีสิ” ตั้มเคาะรองเท้าเข้าหากัน จุ้ยขยับสายตาขึ้นมามองหน้าตั้ม เด็กหนุ่มรอสบสายตาอยู่ก่อนแล้ว “ในสวนนี่แหละ” ตั้มพูด เงยหน้าไปในทิศทางที่สวนสาธารณะนั้นตั้งอยู่ “สุด ๆ” ตั้มพูด จุ้ยสังเกตว่าเด็กหนุ่มดูจะจริงจังขึ้น ทั้งน้ำเสียง ทั้งท่าทาง เมื่อพูดถึงสิ่งที่เขาหาเงินได้จากมัน “เล่าให้ฟังได้มั้ย” จุ้ยน้ำเสียงไม่แน่ใจ ตั้มยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ





ฝนตกพรำ ๆ ลงมาตั้งแต่ช่วงเย็น มันขาดเม็ดลง แต่กลับปรอยลงมาใหม่ สลับกันอยู่อย่างนั้น ตั้มเดินมาตามฟุตปาธ มองเห็นสวนใต้สะพาน ที่เป็นที่หมาย อยู่ไม่ไกล จริง ๆ คืนนี้ เขาไม่อยากจะออกมาสักเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้เงินขาดมือ พอนึกถึงเงินที่ได้มาง่าย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก ตั้มก็เดินมาจวนจะถึงที่สวนสาธารณะนั้นแล้ว



ตั้มเดินเลยประตูรั้วทางเข้าไปอีกนิด มันเป็นซอกเล็ก ๆ ที่อยู่ลับตาคนเข้าไป ยิ่งตอนกลางคืน หากไม่ใช่เจ้าถิ่นแถวนี้ หรือว่าเป็นที่รู้กัน ก็ยากที่จะสังเกตเห็น เด็กหนุ่มแทรกตัวผ่านซอกระหว่างปูนสองด้านนั้นเข้าไป เสียงรองเท้ากระทบกับทางเดินกรวด ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบนั้น ตั้มปรับสายตาให้ชินกับความมืดด้านในสวน ที่สว่างน้อยกว่าด้านนอกถนน



“มานี่สิ” ยังไม่ทันที่ตั้มจะเดินไปถึงจุดที่เขายืนประจำ ก็มีเสียงหนึ่งเรียกเขาจากตรงม้านั่งยาวใต้ต้นไม้ใหญ่ ตั้มลังเลในทีแรก แต่คืนฝนตกอ้อยอิ่งไม่ยอมหยุดแบบนี้ หากเลือกเยอะเรื่องมาก อาจจะได้กลับบ้านมือเปล่า “ราคาเดิมมั้ย” ทันทีที่ตั้มเดินเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายก็ยิงคำถามมาทันที ตั้มเกือบจะบอกออกไป แต่ก็นึกว่า มันคือโอกาสเรียกค่าเหนื่อยเสียหายเพิ่ม



“พันนึง” ตั้มหยั่งเชิงออกไป อีกฝ่ายถึงกับเงียบ ตั้มสังเกตเห็นคนคนนั้นนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะรู้สึกถึงมือที่เอื้อมมาลูบที่เป้ากางเกงของเขา “ใหญ่มาก” คำชมนั้นปิดบังความตื่นเต้น ที่กระเส่าอยู่ในเสียงได้ไม่มิด “คุ้มนะ” ตั้มนึกขำตัวเอง ที่ต้องพยายามขายตัวเอง เพราะกลัวว่าคืนนี้จะเสียเที่ยว ทั้ง ๆ ที่ในค่ำคืนปกติ ที่มีคนออกมาเล่นแบบนี้ เขาเลือกที่จะปฏิเสธไปเสียก็เยอะ



“ว่าไง” ตั้มถาม หลังจากที่ขยับตัวถอยจากมือที่กำลังสนุกกับการเล่นซนนั้น “มีไม่ถึง” เสียงนั้นตอบกลับมา ตั้มนึกหงุดหงิดในใจ ว่าไม่มีเงินแล้วมาทำไม แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปตามที่ใจนึก ตั้มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้น ก่อนกดเปิดไฟฉาย คนตรงหน้า ที่นั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น หลบหน้าก้มลง ตั้มปิดไฟฉาย



“สร้อยอ้ะ ทองจริงป่ะ เอามาก่อนก็ได้นะ เจอกันครั้งหน้า เอามาจ่าย เดี๋ยวคืนให้” ตั้มพูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้หวังอะไรจริงจัง “งั้นเอาด้วยได้มั้ย” ตั้มได้ยินแบบนั้น “เอาจริงดิ” อีกฝ่ายรีบส่งเสียงในจำคอยืนยันกลับมา “แต่ ผมเป็นฝ่ายเอานะ” ตั้มบอกให้เคลียร์กันก่อน



“ขออมนะ” ตั้มได้ยิน ก่อนจะมีมือมารูดซิปกางเกงนักศึกษาของเขาลง เด็กหนุ่มนึกขอบคุณ ที่ชุดมันช่วยให้เขาปิดดีลได้เสมอ ๆ “ทอง” ตั้มส่งเสียงเตือน อีกฝ่ายชะงักมือที่กำลังรูดรั้งท่อนขนาดใหญ่นั้น ก่อนจะยื่นสร้อยทองใส่มือตั้ม เด็กหนุ่มนึกไม่ถึงว่า ลาภจะลอยเข้าหาขนาดนี้ เขาสวมสร้องลงทางศีรษะ ก่อนจะรู้สึกถึงลิ้นอุ่น ๆ เปียก ๆ เริ่มจัดการกับแก่นกายของเขา



ตั้มยืนให้อีกฝ่ายใช้ปากไปตามใจ ก่อนจะถอนตัวออกจากปากอุ่น ๆ นั้น แล้วไปนั่งลงที่ม้านั่งยาว ตั้มพูดว่าเขาเมื่อย อีกฝ่ายไม่ว่าอะไร แต่ก็ตามมาคุกเข่า ซุกหน้าลงที่หว่างขาตั้ม เด็กหนุ่มไม่ได้รู้สึกเสียวสะท้านอะไรมากนัก ในหัวจึงแพลนว่า จะเอาทองเส้นนี้ไปปล่อยที่ไหนดี



“นานกว่าจะแตก” ตั้มบอกอีกฝ่าย เมื่อแสงสลัวจากไฟด้านนอก ทำให้เขาพอมองเห็นว่า อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นจากตรงนั้น “ให้เอาเลยมั้ย” ตั้มถาม ใจนึกอยากจะกลับบ้านเต็มแก่แล้ว “มีถุงมั้ย” อีกฝ่ายถาม ตั้งส่ายหน้า “สด ๆ ปกติต้องเพิ่มเงินนะ” ตั้มพูดไปงั้น นี่ถ้าเขาเมายาอย่างตอนไปปาร์ตี้ต่อ ที่บ้านลูกค้า หลังจากโดนหิ้วแบบเหมาเรตไป เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเรื่องนั้น



“มันใหญ่เกิน ขออัพหน่อยนะ กลัวเจ็บ” ตั้มเห็นอีกฝ่ายหยิบเอาอะไรบางอย่างขึ้นมาจุดขึ้นสูบ ก่อนกลิ่นควันจะลอยมา ตั้มจำกลิ่นมันได้จากบ้านลูกค้า “เอาด้วยมั้ย” อีกฝ่ายถาม ตั้มไม่ตอบ ก่อนจะใช้มือถกกางเกงอีกฝ่ายลง เอาเจลมาป้ายที่แท่งทวนของตัวเอง แล้วพยายามจะดันตัวเข้าไป



“ได้มั้ย” อีกฝ่ายเอี้ยวหน้าหันมาถาม ตั้มไม่อยากบอกว่า อยู่ ๆ เขาก็หมดอารมณ์ ท่อนนั้นของเขา อ่อนตัวลง ตั้มสาวมือเพื่อช่วยให้มันกลับมาตั้งชูชันใหม่อีกครั้ง “ลองสูดดู เสียวดี” ก่อนที่กระปุกสีดำบรรจุสารเคมีด้านใน จะถูกดันจนถึงจมูกตั้ม เด็กหนุ่มสูดหายใจลึกที่รูจมูกด้านหนึ่ง ก่อนที่มันจะถูกเลื่อนมาอีกด้าน เพื่อให้ตั้มสูดเข้าไปอีกครั้ง





จุ้ยนั่งนิ่ง มองตรงไปด้านหน้า เวลาน่าจะผ่านมาราว ๆ ชั่วโมงหนึ่งแล้ว ถนนยังคงเงียบสนิท รถราไม่มีผ่านมาเลยสักคัน ข้าง ๆ กัน ร่างของตั้มกำลังกระตุกอย่างแรง มีน้ำลายฟูมอยู่เต็มปาก เด็กหนุ่มพยายามชี้ไม้ชี้มือไปทางสวนสาธารณะใต้สะพาน ราวกับพยายามจะบอกว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขาภายในสวนต้นไม้ขึ้นครึ้มนั้น ร่างของตั้มกระตุกหนักขึ้น ๆ จนสุดท้ายก็นิ่งเงียบไป



คืนนั้น จุ้ยตกใจกลัวจนลนลาน เมื่ออยู่ ๆ ตั้มก็ทรุดตัวลงบนพื้น แล้วมีอาการเหมือนหายใจไม่ออก จุ้ยพยายามจะเรียกตั้ม ให้เด็กหนุ่มเดินออกไปนอกสวนกับเขา แต่อาการของตั้มดูจะแย่ลงในทุก ๆ วินาที จุ้ยไม่สามารถที่จะให้ใครรู้ได้ว่า เขาเข้ามาทำอะไรในยามวิกาลที่นี่ เขาจึงตัดสินใจทิ้งตั้มไว้ในสวนนั้น



แต่นั่น มันไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เมื่อข่าวออกว่า พบศพของตั้มนอนเสียชีวิตอยู่บนม้านั่งที่ป้ายรถเมล์ ด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หลังจากที่ตั้ม พยายามตะเกียกตะกายพาตัวเองออกมาจากสวนสาธารณะ จนมาถึงป้ายรถเมล์นี้ได้ แต่กว่าจะมีคนมาพบ ตั้มก็สิ้นใจไปนานแล้ว



ตั้มคือเด็กหนุ่มที่จุ้ยแอบมองมานาน เขากับเด็กหนุ่มอาศัยอยู่ในแฟลตเดียวกัน จุ้ยแอบหลงรักตั้ม ต้องการให้ตั้มมีอะไรด้วย จุ้ยรู้ว่าตั้มมาทำอะไรในสวนแห่งนี้ เขาเคยตามตั้มมาจนถึงที่นี่ จากคนที่เคยได้แต่เฝ้าฝัน อยากที่จะมีอะไรด้วย พบกับจุดเปลี่ยน เมื่อรู้ว่า ตั้มไม่ปฏิเสธลูกค้าที่รูปร่างหน้าตาไม่ดี หากว่าเงินถึง จุ้ยจึงตัดสินใจหยิบเอาทองที่เก็บไว้ของภรรยามาด้วย ในคืนที่ฝนตกพรำ ๆ นั้น รอให้ตั้มมา และตั้มก็มาจริง ๆ



“พี่จุ้ย สร้อยของฉัน ไปอยู่บนคอไอ้ตั้มมันได้ยังไง” ภรรยาของเขา เมื่อได้รับรู้ว่า ตำรวจเอาสร้อยคอมาคสอบถามกับญาติของตั้ม และมันเป็นสร้อยทองที่หายไป และจุ้ยบอกกับเธอว่า ห้องโดนงัดและคงถูกขโมยไป แต่แล้ว มันกลับกลายเป็นว่า เธอที่หวังจะไปปลอบญาติของเด็กหนุ่ม กลับได้เห็นว่า สร้อยคอนั้นเป็นของเธอเอง



“พี่เอาไปให้มันใช่มั้ย พี่ไปเอากับมันมาใช่มั้ย พี่ไปให้มันเอาในสวนมาใช่มั้ย ไอ้เหี้ย มึงทำแบบนี้กับกูได้ยังไง ไอ้หน้าส้นตีน ไอ้สารเลว” จุ้ยยืนนิ่งให้ภรรยาด่าทอทุบตี เธอโกรธแค้น สาปแช่งจุ้ย จนสุดท้ายเขาก็ถูกไล่ออกจากห้อง



ตั้มโซซัดโซเซมาจนถึงป้ายรถเมล์แห่งนี้ ความรู้สึกบอบช้ำในจิตใจ ทำให้เขารู้สึกย่ำแย่ และเมื่อรู้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังตามหาเจ้าของลายนิ้วมือแฝงที่ตรวจพบบนขวดสารระเหยสีดำนั้น ว่านอกจากผู้ตายแล้ว ยังมีอีกหนึ่งลายนิ้วมือ และคาดว่า จะเป็นของคนที่อยู่กับตั้มในคืนเกิดเหตุ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมจุ้ยถึงได้มาอยู่ที่ป้ายรถเมล์นี้ในเวลาเดิม ทุกค่ำคืน





จุ้ยหันไปมองม้านั่งข้าง ๆ กัน ตั้มมาให้เขาเห็นเพียงแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว ป่านนี้ จุ้ยคิด เด็กหนุ่มคงไปตามทางของเขาแล้ว ส่วนเขา ตั้มลุกขึ้นจากม้านั่งที่ป้ายรถเมล์ ก่อนจะเดินลงไปบนถนน เพื่อข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม ก่อนจะปีนขึ้นไปบนซุ้มที่เคยเป็นที่ขายอาหารและเครื่องดื่ม แต่ตอนนี้ มันกลายเป็นที่รกร้าง และถนนยามค่ำคืน โดยเฉพาะเวลาประมาณนี้ ก็เงียบวังเวงจนผิดปกติ ไม่มีใครสัญจรผ่านไปมาให้เห็น



จุ้ยยื่นคอเข้าไปในห่วงเชือก ที่อยู่ตรงหน้าเขา ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงไปด้านล่าง ร่างของจุ้ยดิ้นทุรนทุราย ขาเตะไปมาอยู่กลางอากาศ และเพียงแค่สักพัก ทุกอย่างก็สงบลง เชือกนั้นไหวไปตามแรงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ กับร่างที่สิ้นลมไปแล้ว และหากใครผ่านไปผ่านมา ก็คงได้เห็นว่า เกิดอะไรขึ้นในวาระสุดท้ายของชีวิตจุ้ย



คืนพรุ่งนี้ จุ้ยจะกลับมาที่ป้ายรถเมล์นี้อีกครั้ง ตามเวลาเดิม เหมือนกับในคืนนี้ เขายังคงติดบ่วงที่ตัวเองสร้างขึ้นอยู่ที่นี่ ให้กลับมาทำซ้ำเดิมจนกว่าจะหลุดพ้นมันไปได้ ซึ่งจุ้ยก็จะมีเพียงตั้ม ที่ติดอยู่ในความทรงจำเท่านั้น



ตั้มไม่ได้ปรากฏกายให้ใครได้เห็นอีก มีเพียงแต่เสียงลือเล่ากันว่า ประเหมาะเคราะห์ดี มีคนเห็นร่างของใครบางคน ผูกคอห้อยต่องแต่ง หันหน้าไปมองทางสวนสาธารณะใต้สะพานนั้น เหมือนกับต้องการมองหาใครสักคน อยู่ทุกค่ำคืน หากว่าต้องผ่านมาทางถนนเส้นนี้

**************************************************

Inspired by “เพลงคิดถึงคนแปลกหน้า”

https://www.youtube.com/watch?v=UmlljEYBRn0

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

ฉันไม่รู้มันเกิดได้ไง

Didn’t know how it all happened

ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร

Not so sure who you were

ฉันก็รู้ว่าเธอเป็นแค่เพื่อนใหม่

Probably, you were just a new companion

ที่แค่บังเอิญมายืนใกล้กัน

Standing with me there at the same time


ก็แค่เพียงพวกขี้เหงาได้ระบาย

The lonesome doing what the lonely hearts cried

พวกชีวิตขาดขาดเกินเกินมาพบกัน

Two emotionally deficient struggling to be there

ค่ำคืนนั้นมันผ่านพ้นก็เนิ่นนาน

That was the night a long time ago

แต่ว่าฉันไม่อาจจะลืมจนคืนนี้

But it got stuck in my head till tonight


อยากบอกเธอว่าคิดถึงเธอ

I’d like to say I really miss you

ไม่รู้เพราะอะไร

Have no idea why

ทั้งทั้งที่เจอะกันไม่นาน

Only a brief moment we shared

อยากให้เธอมาเจอที่เดิม

It would be nice to see you there again

ยังหวังได้พบกัน

Wishing you would

เพราะฉันไม่อาจลืมคืนนั้นกับเธอ

‘Cause I can’t get that night with you out of my head


หรือชีวิตมันอาจง่ายดาย

Can we ultimately say life is so simple?

เกินกว่าใจที่จะค้นเจอ

Too easy yet one’s mind can’t figure it out

หรือชีวิตที่จริงมันก็สั้นเต่อ

Or else, life is very short-lived

เผลอเผลอก็ลอยตามลมเรื่อยไป

It goes wherever the wind blows


ก็แค่เพียงพวกขี้เหงาได้ระบาย

The lonesome doing what the lonely hearts cried

พวกชีวิตขาดขาดเกินเกินมาพบกัน

Two emotionally deficient struggling to be free

ค่ำคืนนั้นมันผ่านพ้นก็เนิ่นนาน

That was the night a long time ago

แต่ว่าฉันไม่อาจจะลืมจนคืนนี้

But it got stuck in my head till tonight


อยากบอกเธอว่าคิดถึงเธอ

I’d like to say I really miss you

ไม่รู้เพราะอะไร

Have no idea why

ทั้งทั้งที่เจอะกันไม่นาน

Only a brief moment we shared

อยากให้เธอมาเจอที่เดิม

It would be nice to see you there again

ยังหวังได้พบกัน

Wishing you would

เพราะฉันไม่อาจลืมคืนนั้นกับเธอ

‘Cause I can’t get that night with you out of my head


อยากบอกเธอว่าคิดถึงเธอ

I’d like to say I really miss you

ไม่รู้เพราะอะไร

I don’t really know why

ทั้งทั้งที่เจอะกันไม่นาน

Only a brief moment we shared

อยากให้เธอมาเจอที่เดิม

It would be nice to see you there again

ยังหวังได้พบกัน

Wishing you could

เพราะฉันไม่อาจลืมคืนนั้น

‘Cause I still remember that forgettable night


อยากบอกเธอว่าคิดถึงเธอ

I wish you knew that I do miss you

ไม่รู้เพราะอะไร

I cannot say why

ทั้งทั้งที่เจอะกันไม่นาน

The small amount of time that we had

อยากให้เธอมาเจอที่เดิม

If you could come back to me

ยังหวังได้พบกัน

I’d love to see you

เพราะฉันไม่อาจลืมคืนนั้น

‘Cause I can’t stop thinking about the night

กับเธอ

I was with you

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 2. ก่อนคำลา



ผมนั่งมองผู้หญิงคนนี้มาร่วมชั่วโมง เธอมีใบหน้าที่สะสวย รูปร่างที่ดีผอมสมส่วนตามความชอบแห่งยุคสมัย ผิวพรรณดี ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบไปหมด เธอเกิดในตระกูลนักธุรกิจที่มั่งคั่ง เธอมีทุกอย่างที่เพียบพร้อม รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ทั้งข้าวของเงินทอง ทั้งชื่อเสียงในวงสังคม เทียบกับผมแล้ว มันไม่มีอะไรที่เทียบกันได้เลย

ผมชื่อเจษ เป็นผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง หากว่านี่เป็นไลฟ์สไตล์ของผมเอง คืนนี้ผมคงไม่คิดที่จะมานั่งอยู่ตรงนี้ เพราะมันห่างไกลจากเรื่องปกติที่ผมจะทำ ผมคิดทบทวนมันซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งนั่นทำให้ผมมานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ผมมองดูผู้หญิงคนนี้ จ้องเธอ จนเธอรู้ตัว ผมยิ้มให้เธอ และเธอก็ยิ้มตอบผมกลับมา ผู้หญิงคนนี้ เธอกำลังจะแต่งงาน ผมลุกขึ้นจากโต๊ะ และเดินตรงไปหาเธอ

ทิวมาถึงสถานที่ที่จะใช้จัดงานแต่งงานของเขาแต่เช้า พรุ่งนี้แล้ว ที่ทิวจะเข้าพิธีวิวาห์กับลูกสาวนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของประเทศ วันนี้เขาจึงต้องมาดูแลด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกอย่างออกมาแบบสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ให้มีที่ติ งานแต่งงานนี้ถือว่าสำคัญกับเขามาก จะให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้ ถึงใครจะพูดว่าเขาเป็นเจ้าบ่าว ที่ดูตื่นเต้นและจริงจังกว่าเจ้าสาวมากก็ตามเถอะ

คนงานหลายคนถูกทิวตำหนิเสียงดัง เมื่อทำเรื่องที่เขาสั่งได้ไม่ถูกใจ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม ทิวไม่ยอมให้มันเล็ดลอดไปได้ เวทีด้านหน้า ดอกไม้ประดับงาน ไฟแสงสี เครื่องเสียง แม้แต่ทีมงานออกาไนเซอร์ที่ทางครอบครัวเจ้าสาวจ้างมา ก็ยังเข้าหน้าทิวไม่ติด

“อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำเรื่องเดิม ๆ อีกนะครับ” ทิวพูดจบก็สะบัดหน้าเดินไป ทิ้งให้บรรดาทีมงานที่ถูกจ้างมา ต่างสุมหัวกันซุบซิบ เมื่อเห็นว่าเขาคล้อยหลังไปแล้ว ทิวเดินมาด้านหลังฉากที่ทำขึ้นเพื่อเป็นฉากบังตา สำหรับให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว และบรรดาญาติ ๆ ไว้เป็นที่เตรียมตัว จัดเครื่องแต่งกาย แยกออกมาเป็นสัดส่วน ไม่ประเจิดประเจ้อ โดยที่ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้ามาโดยเด็ดขาด

“มีปากก็สักแต่ว่าจะพูดกัน” ทิวบ่นพึมพำกับตัวเอง เขารู้ว่าทีมงานพวกนี้ พูดนินทาลับหลังเขาในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่ฝ่ายหญิงต่างหาก ที่เป็นคนออกเงินเกือบทั้งหมด ในการจัดงานแต่งนี้ “นี่ถ้าไม่คิดว่ามันจะทำให้งานล่มนะ” ทิวพยายามข่มใจ ไม่อย่างนั้น เขาจะออกไปด่ากราด แล้วไล่คนพวกนี้กลับไปให้หมด เขาคิดแล้วก็ให้นึกโมโห

“นี่ก็อีก โทรไปก็ไม่รับสาย หายไปไหนวะ น่ารำคาญฉิบหาย” ทิวยัดโทรศัพท์มือถือของเขากลับลงไปในกระเป๋ากางเกงแบรนด์ชั้นนำ ที่เข้าชุดกันกับชุดที่เขาใส่ หัวจรดเท้า ก็ในเมื่อเขากำลังจะได้ลูกสาวของเจ้าสัวตระกูลมั่งคั่งมาเป็นภรรยา ภาพลักษณ์ที่คนอื่นได้เห็น มันก็ต้องเป็นสิ่งที่แพงที่สุด ดีที่สุดเท่านั้น

“อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปเลยครับ” เสียงพูดนั้น ทำให้ทิวที่กำลังซับความมันบนใบหน้าของตัวเอง ต้องหันขวับไปมอง “เข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาในนี้” ทิวตวาดออกไปด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่า จะได้เจอเจ้าของเสียงนี้ ที่นี่ ใบหน้าของคนที่คุ้นเคยยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา

“เสียมารยาทจังเลยครับทิว พี่ก็แค่บอกทีมงานว่า พี่เป็นหนึ่งในเพื่อนเจ้าบ่าว และก็ให้พวกเขาดูรูปที่เราเคยถ่ายด้วยกัน ว่าเราสนิทสนมกันมากแค่ไหน แค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” ทิวมีสีหน้าวิตกกังวล เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องรูปที่เคยถ่ายด้วยกัน เรื่องความสนิทสนมที่มีในวันวาน เพราะเขาคิดว่า เขาเดินจากอดีตที่เขาจากมา และทิ้งมันเอาไว้เบื้องหลังหมดแล้ว

“เดี๋ยวสิ” ทิวสะบัดแขน เมื่ออีกฝ่ายดึงเขาไว้ได้ทัน ไม่ให้เขาเดินหนีไปได้ “ที่มานี่ ต้องการอะไรกันแน่” ทิวถามเสียงห้วน จ้องใบหน้านั้นอย่างระแวง เรื่องมันกำลังจะเป็นไปด้วยดี เขากำลังจะใช้ชีวิตใหม่ หน้าที่การงาน ธุรกิจที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ก็กำลังจะรุ่งโรจน์

“พี่มีเรื่องต้องคุยกับทิว” ทิวรีบโบกไม้โบกมือ “ผมไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับคุณทั้งนั้น และถ้าคุณยังไม่ออกไปจากที่นี่ ผมจะเรียกให้คนมาลากคอคุณ แล้วโยนคุณออกไป” ทิวไม่คิดว่า เขาควรจะมาเสียเวลาพูดคุยอะไรกับคนตรงหน้าอีก

“ทิว ช่วยพี่เอาบ้านกลับคืนมาเถอะนะ” ทิวชะงักเมื่อได้ยินประโยคนั้น “มันเกี่ยวอะไรกับผม” ทิวถามกลับ ด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ทิว ทิวก็รู้ดีว่าพี่เอาบ้านไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาให้ทิวลงทุนทำธุรกิจ” คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าทิวพูดด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความเสียใจเอาไว้ไม่มิด

“ทิวเป็นคนขอให้พี่เอาบ้านไปจำนอง พี่ก็ไปพูดกับแม่ให้ บอกกับแม่ว่าทิวจะเอามาทำธุรกิจ แม่ก็เลยยอม” ทิวทำหน้าไม่ถูก เมื่อเขาได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น “เพราะแม่รักทิว” คำพูดนั้น ทำให้หิวต้องหลบสายตา ก้มลงมองที่พื้น “แม่ยอม เพราะทิวเป็นแฟนพี่ เป็นคนรักของพี่” ทิวขบกรามแน่น เขาไม่อยากได้ยินอะไรแบบนี้อีก

“พอได้แล้ว กลับไปได้แล้ว” ทิวพยายามจะเดินหนีอีกครั้ง แต่คราวนี้อีกฝ่ายรวบตัวของทิวเข้ามากอด “ปล่อยนะ” ทิวร้องบอก พยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนนั้น “ทำไมล่ะทิว แต่ก่อนทิวชอบให้พี่กอดทิวเอาไว้แบบนี้ ไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงนั้นตัดพ้อ มันเจือไปด้วยความรู้สึกที่ขมขื่นใจ

“อย่ามาพูดเรื่องบ้า ๆ อะไรแบบนี้นะ” ทิวพยายามดันตัวออกจากอ้อมแขนที่ครั้งหนึ่ง มันเคยอบอุ่นที่สุด “แล้วนี่ ต้องมาทำตัวให้แมนเข้าไว้ เพื่อให้คนอื่นเขาไม่รู้ ว่าตัวตนจริง ๆ ของทิวเป็นยังไง อยู่กับพี่ ทิวจะเป็นยังไงก็ได้ พี่รักทิว แม่พี่รักทิว บ้านพี่มีแต่มอบความรักให้กับทิว ไม่เคยรังเกียจรังงอนอะไรทิวเลย” ทิวฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนมีดปักเข้าที่หัวใจ

“ก็มันไม่เหมือนเดิมแล้วไงล่ะ” ทิวดิ้นสุดแรงจนหลุดออกจากวงแขนนั้น ทิวหอบหายใจแรง ตาขวางมองอีกฝ่าย ภาพในวันวานย้อนกลับมาให้ทิวได้เห็นและจำมันได้อีกครั้ง “อยู่กับพี่แล้วยังไง แม่พี่รักทิวแล้วยังไง ความรักบ้าบออะไรพวกนั้น มันทำให้ทิวได้อย่างที่ทิวเคยฝันไว้มั้ย” ทิวแหวใส่อีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงและจริตที่ใกล้เคียงอิสตรี

“เงินที่พี่ให้ทิวไป มันก็ทำให้ทิวได้มีร้านเสื้อเป็นของตัวเอง” ทิวหัวเราะอย่างดูถูกเมื่อได้ยินประโยคนั้น “นั่นมันร้านตัดเสื้อข้างถนน แถมยังได้แต่ลูกค้ากระจอกงอกง่อย มันไม่มีความหวังอะไรเลย มันจะเทียบอะไรได้ กับร้านแบรนด์หรู ๆ ที่ทิวกำลังจะมี” ทิวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหยามหยัน ไม่อยากจะเชื่อว่า คนที่พูดยังจะคิดอะไรตื้น ๆ แบบนั้นอีก

“ที่ทิวยอมมาแต่งงานกับอีชะนีนี่ ก็เพราะมันรวย และมันก็โง่มากพอที่จะโอนเงินค่าทำร้านมาให้ทิวตั้งหลายล้าน” ทิวกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมที่เขาใฝ่ฝัน และมันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม “ส่วนเรื่องเก๊กเป็นผู้ชาย มันจะไปยากอะไร ทีตอนแรกทิวยังเป็นฝ่ายเอาพี่ได้เลย” ทิวหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ รู้ทั้งรู้ ว่าอีกฝ่ายรักเขามาก แม้ว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น กับคนอื่นจะเป็นฝ่ายรุกมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกทิวขอ เขาก็ยอมให้

“ตอนนี้ทิวก็มีเงินมากพอที่จะช่วยพี่ ไถ่บ้านคืนแล้ว ขอร้องล่ะ มันเป็นบ้านของแม่พี่ ร้านไปไม่ไหว ลูกค้าไม่มีทิวก็ไม่พูด ไม่บอก เล่นส่งค่างวดบ้านไม่กี่งวด แล้วปล่อยให้มันค้าง ไม่ยอมจ่าย ไม่ยอมบอก พี่ถามเมื่อไร ทิวก็โกหกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่รู้อีกที เงินจากที่จำนองบ้านมา ทิวเอาไปใช้จนหมด ธนาคารก็จะยึดบ้านแล้ว ทิวไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือ”

“หรือทิวคิดว่า มันคงผิดที่พี่เอง ที่ไว้ใจทิว” คำพูดนั้น มันเสียดแทงความรู้สึกทิว แต่เขาไม่ต้องการจะแสดงออกให้อีกฝ่ายรับรู้ “ช่วยไม่ได้” ทิวยักไหล่ “บ้านพี่ พี่ก็ไปหาทางเอาเอง จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรกับทิวตอนนี้ ทิวไม่รับรู้อะไรด้วยทั้งนั้นแหละ” ทิวต้องการจะกำจัดคนคนนี้ทิ้ง ทั้งจากตรงนี้และจากชีวิตของเขา ให้เร็วที่สุด

“พี่อย่าพยายามพูดอะไรอีกเลย ยื้อไปก็เท่านั้น เงินพี่ทิวไม่คืน บ้านแม่พี่ พี่ก็จัดการเอาเอง ไม่เกี่ยวกับทิว” ทิวพูดแบบคนที่ไม่เหลือเยื่อใยต่อกันอีกต่อไป “ทิวอาจจะขอเงินพี่ก็จริง แต่ถ้าพี่ไม่ให้ทิวตั้งแต่แรก พี่ก็ไม่ต้องเอาบ้านแม่ไปจำนองไง ก็คิดง่าย ๆ ก็ได้นี่พี่ ว่าพี่เคยติดทิวเอาไว้ แล้วพี่ต้องใช้คืน แค่เนี้ย และอีกอย่างนะ”

“ทิวไม่ได้รักพี่แล้ว” สิ้นเสียงพูดของทิว ทิวก็เห็นอีกฝ่ายหลับตาลง เหมือนกำลังจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะลืมตาขึ้น แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เราจบกันจริง ๆ แล้วใช่มั้ย” อีกฝ่ายกลั้นใจถามออกไป “พี่ไม่เคยเข้าใจอะไรยากนี่ ทิวพูดชัดขนาดนี้แล้ว คงไม่เกินสติปัญญาพี่จะเข้าใจล่ะมั้ง พี่มาทางไหน ก็เชิญกลับไปทางนั้น อย่าให้ทิวต้องใช้กำลังโยนพี่ออกไป” ทิวพูด ก่อนจะเดินผ่านอีกฝ่ายไปด้านนอก

พอทิวเดินออกมา ที่หน้าเวทีนั้น ทั้งนักข่าว ทั้งครอบครัวฝ่ายของเจ้าสาวยืนกันอยู่เต็มไปหมด และที่สำคัญ จูน เจ้าสาวของทิว ก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทิวหน้าเหวอ ทำอะไรไม่ถูก หันกลับไปมองด้านหลัง ก็เห็นอีกฝ่ายค่อย ๆ ดึงเอาไมโครโฟนที่ซ่อนอยู่ออกมา

“จูนใจเย็นก่อนนะ ทิวอธิบายได้ คือ” ทิวพยายามจะพูดแก้ตัว แต่เขาไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อน จูนเดินเข้ามาตบหน้าทิวสุดแรง เธอนั้นทั้งเจ็บใจและทั้งอาย เมื่อเธอเชิญนักข่าวมา เพื่อที่จะทำสกู๊ปข่าว เรื่องร้านแบรนด์เสื้อผ้าใหม่ ที่กำลังจะเปิด ที่เธอลงทุนไปมากกว่าสิบล้านบาท แถมเรื่องที่ชวนญาติมา เพื่อหวังจะอวดความสำเร็จของเธอ เรื่องที่ไม่มีใครเชื่อ ว่าทิวนั้นรักเธอจริงและไม่ได้หวังที่จะปอกลอกเธอ

“มึงหลอกกูมาตลอดเลยใช่มั้ย” จูนด่าทิวออกไปด้วยอารมณ์โกรธ อย่างเหลืออด “กูให้หัวใจกับมึง ให้ความรักมึงไปจริง ๆ แต่มึงเสือกทำกับกูแบบนี้ มึงกล้าทำแบบนี้กับกูได้ยังไง” จูนไม่สามารถเก็บอาการเอาไว้ได้ ภาพลักษณ์ความเป็นลูกคุณหนูไม่หลงเหลืออยู่อีก คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเวทีกับเธอ ได้ยินเสียงสนทนานั้นทั้งหมด

“จูนฟังทิวก่อนนะ จูนต้องฟังทิว ไอ้นั่นมันไม่อยากให้ทิวมีความสุข มันไม่อยากเห็นทิวก้าวหน้า มันไม่ต้องการให้ทิวมีชีวิตที่ดีขึ้น จูนต้องเชื่อที่ทิวพูดนะ” ทิวที่เคยมองเห็นทุกอย่าง มากองสยบอยู่แทบเท้าเขา มันกำลังหลุดลอยออกจากชีวิตของเขาไป ต่อหน้าต่อตา

“มึงกับผัวของมึง” จูนที่ใช้มือปาดเช็ดน้ำตาอย่างเร็ว ๆ เพิ่งมองเห็นใบหน้าของคนที่เธอเรียกว่าเป็นผัวของทิวชัด ๆ “พี่รักเรามากนะทิว” เจษพูดกับทิว “เลิกพูดอะไรแบบนี้สักทีได้มั้ย ไม่เห็นหรือไงว่ามึงทำอะไรลงไปบ้าง” ทิวตะโกนด่าเจษจนสุดเสียง และเป็นจูน ที่ตอนนี้หน้าซีดเผือด พูดอะไรไม่ออก และก่อนที่หญิงสาวจะคิดอะไรได้ทัน ที่จอบนเวที คลิปที่ชัดทั้งภาพและเสียง ถูกเล่นผ่านจอภาพนั้น

มันเป็นคลิปวิดีโอ ที่ถูกถ่ายไว้จากห้องน้ำ ที่เห็นจูนกำลังกลืนกินน้ำรักของชายคนหนึ่งลงคอ อย่างหื่นกระหาย เธอเงยหน้ายิ้มชอบใจให้กับผู้ชายคนดังกล่าว จูนมองคลิปนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก่อนจะหันมามองหน้าเจษ แล้วถึงได้รู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เมื่อเจษคือคนที่ตอบรับนัดของเธอในอินเทอร์เน็ตเมื่อคืนนี้

สุดท้ายแล้ว ผมก็ทำในสิ่งที่ผมตั้งใจเอาไว้ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นโชคดีของผม หรือมันเป็นกรรมของผู้หญิงคนนี้ ผมเจอแอคเคาน์ออนไลน์ของเธอ ในแอปพลิเคชันหนึ่ง มันเคยถูกตั้งค่าเป็นส่วนตัวเอาไว้ ผมกดขอรีเควสท์เธอไป ไม่คิดว่าเธอจะตอบรับผม เธอคงระวังตัวพอสมควร หลังจากเธอกดรับผม เธอซักถามผมหลายคำถาม ผมได้แต่คุยกับเธอทางออนไลน์ กว่าเธอจะตัดสินใจนัดกับผม เพื่อออกไปมีอะไรกัน

มันคงเป็นด้านมืดของเธอ ผมว่านะ เธอจะนัดผู้ชายไปนอนด้วย เฉพาะตอนที่เธอมีแฟน มันเหมือนเป็นแรงขับทางเพศอะไรบางอย่างของเธอ ที่จะกระตุ้นเธอให้ทำแบบนี้ ตอนที่เธอมีคนรักเท่านั้น เธอทำมันอย่างลับ ๆ เธอต้องมั่นใจว่า คนที่เธอนัดนั้น ไม่รู้จักเธอ ไม่ทิ้งหลักฐานว่าเคยเจอกับเธอ และไม่มีคลิปที่ยืนยันว่าเธอนอกใจ

เธอพลาด เมื่อเธอมาเจอกับผม คนที่ตั้งใจจะทำลายเธอตั้งแต่แรก เธอเมายาตอนที่ลากผมเข้าไปในห้องน้ำ แล้วใช้ปากเสร็จกิจให้ผม ตลอดเวลาที่เธอทำให้ ผมได้แต่นึกถึงภาพใบหน้าของทิว ว่าทิวเป็นคำกำลังทำมันให้ผม และมันก็ช่วยให้อวัยวะของผมแข็งตัว จนผมสามารถเก็บคลิปนั้นมาได้ โดยที่ตอนนั้น เธอไม่มีทีท่าว่าจะอิดออดแต่อย่างใด

จูนต้องกรีดร้องออกมาอย่างอับอาย เมื่อคลิปเล่นมาจนถึงฉากที่เธอกำลังร่วมรักกับชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างเร่าร้อน ก่อนที่จะเห็นเธอ ดึงเอาถุงยางที่ผู้ชายคนนั้นสวมอยู่ออก แล้วใส่ความแข็งขันชูชันนั้นกลับเข้าไปในตัวของเธออีกครั้ง ทิวถึงกับต้องอึ้ง เมื่อเขาจำรอยสักที่หน้าอกของผู้ชายที่ไม่เห็นหน้าในคลิป ได้เป็นอย่างดี มันเป็นรอยสักที่เคยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้ทิวอย่างที่สุด ทิวมองไปที่เจษอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

ผมต้องยอมใช้ยาเช่นกัน เพื่อช่วยกระตุ้นอารมณ์ ให้การร่วมรักกับผู้หญิงครั้งแรกของผม ผ่านไปได้ ผมไม่ได้สนุกไปกับมัน ผมไม่เคยต้องการจะมีอะไรกับผู้หญิง ผมแค่ปล่อยให้ธรรมชาติมันพาผมไป และแม้ว่าเธอจะยอมมีอะไรกับผมแบบไม่ป้องกัน ผมก็ปล่อยให้มันเป็นไป เธอยอมแม้กระทั่งให้ผมหลั่ง โดยไม่ขอให้ผมถอนตัวออก เธอบอกว่าเธอชื่นชอบแบบนั้น

“โธ่ ว่าแต่กู มึงก็กะหรี่ดี ๆ นี่เอง อีเหี้ย ถอดถุงเอง ปล่อยให้ผู้ชายแตกในเลยนะมึง จะแต่งงานอยู่แล้ว ยังร่านดอกทองออกไปให้ผู้ชายเอา ที่กูทนฝืนใจป้อนมึงทุกคืน ไม่เคยอิ่มเลยสินะ อีห่า” มาถึงนาทีนี้ ทิวไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่ต้องแอ๊บเป็นผู้ชายเต็มตัวแล้ว

“มึงอย่าพูดดีไป เงินที่มึงได้ไปจากกู กูจะเอาคืนมาให้ครบทุกบาททุกสตางค์ มึงมีผัวแล้ว แต่มาหลอกแต่งงานกับกู มึงเตรียมตัวไว้เลย กูจะฟ้องมึงให้เหลือแต่ขนอุย มึงคอยดูกู อีตุ๊ด อีวิปริต” เจษได้แต่มองดูทั้งสองคนใช้ผรุสวาทพ่นใส่กัน

ผมเดินทางมาจนถึงช่วงท้ายของโชว์นี้แล้วสินะ ผมหยิบเอาปืนที่พกมาด้วยออกมา เสียงกรีดร้องดังมาจากกลุ่มคนตรงนั้น คนวิ่งหนีหลบกันไปคนละทิศละทาง เมื่อผมเดินถือปืนเข้าไปหาผู้หญิงและผู้ชายคู่นั้น ทั้งสองยืนนิ่ง ตกตะลึง อาจจะคิดว่าวาระสุดท้ายของพวกเขามาถึงแล้ว ผมวางปืนลงบนโต๊ะ ที่พวกเขาใช้วางดอกไม้เซนเตอร์ พีซ ก่อนที่ผมจะหันหลังเดินช้า ๆ

ผมเดินจากตรงนั้นมาได้เพียงไม่กี่ก้าว ผมรู้จักทิว คนที่ผมเคยรักที่สุดในชีวิต เป็นดั่งดวงใจของผมดี และมันก็เป็นเช่นนั้น มันมีเสียงเดินตามผมมา ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงคลิกตั้งไกปืน เสียงที่ผมคุ้นเคย ที่ผมได้ยินมันหลายครั้ง เมื่อคิดจะปลิดชีวิตตัวเอง ความเย็นเฉียบของปลายกระบอกปืนกดเข้าที่หลังหัวของผม ผมหยุดยืนนิ่ง และหลับตาลง

ทิวยืนเอาปืนจ่อหัวผม มือของเขาสั่น แต่อย่างที่ผมบอก ผมรู้จักเขาดี เขาไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรขนาดนั้น คนที่จะหยิบเอามัจจุราช แล้วกดลูกโม่ให้กระสุนฝังเข้าไปในหัวผมหรอก มันไม่มีทางเป็นเขาไปได้ ทิวลดปืนลง เขาทำไม่ลง เพราะรู้ดี ว่าไม่มีใครรักเขามากเท่าผมอีกแล้ว ผมจึงได้เตรียมคนที่สามารถปลิดชีพของผมโดยที่จะไม่ลังเลเอาไว้แล้วไง

จูนที่ขาดสติยับยั้ง วิ่งมาจับมือของทิวที่ยังถือปืนอยู่ ลั่นไกปืนออกไปหนึ่งนัด ร่างของเจษล้มลงกองอยู่ที่พื้น เจษตัวกระตุกอยู่หลายที ก่อนจะแน่นิ่งไป ทิวโยนปืนทิ้งลงพื้น ก่อนจะหันมาเกรี้ยวกราดตวาดใส่จูน ว่าทำแบบนั้นทำไม จูนที่พอความโกรธจนหน้ามืดลดลง เธอก็เพิ่งจะคืนสติ และเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ที่มันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรให้คืนกลับมาได้แล้ว

ทศกดปิดการเชื่อมต่อไฟล์ขึ้นไปบนจอเวที ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น ทุกอย่างมันดูหนักอึ้งไปหมดสำหรับเขา ชายหนุ่มใจสลาย เมื่อเขารู้ดีว่า เจษไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ทศที่เข้ามาเป็นช่างเทคนิคของงานแต่งนี้ อาศัยความรู้ความชำนิชำนาญในเรื่องเทคโนโลยี ทำให้สิ่งที่เขารับปากกับเจษไว้ เป็นไปตามที่เจษต้องการ

“ช่างมันสิวะ พี่ปล่อยมันไป อย่าไปยุ่งอะไรกับเรื่องนี้อีก” ทศพูดขอร้องเจษ เมื่อเจษบอกข่าวร้ายกับเขาในเย็นวันหนึ่ง “ผมขอนะพี่ จะหนึ่งเดือน หรือแค่สัปดาห์เดียว ขอให้ผมได้อยู่กับพี่ อยู่กับพี่จนวันสุดท้าย” ทศน้ำตาคลอหน่วย สิ่งที่เขาต้องมารับรู้ มันเกินกว่าที่เขาจะรับไหว

“มันไม่มีประโยชน์หรอก สุดท้ายพี่ก็ตายอยู่ดี” เจษบอกกับทศไปแบบนั้น เมื่อมะเร็งสมองของเขาลุกลามจนเกินรักษา “ถ้าพี่จะเห็นแก่ตัว ขอให้ทศร่วมมือ ทำอะไรให้พี่ ทศจะยอมทำมันมั้ย” หมอวินิจฉัยว่า เขาจะอยู่ได้อีกแค่ไม่เกินเดือน ซึ่งแม้ว่าเจษจะไม่มีอาการใด ๆ แต่ระยะของโรคมันไม่ให้โอกาสเขาได้สู้ต่อแล้ว แถมแม่ของเจษ ก็ตรอมใจจนเสียชีวิตไปแล้ว เพราะเรื่องบ้าน ที่สุดท้าย บ้านก็ต้องถูกธนาคารยึดไป

“พี่อยากจะจากไปแบบไม่มีอะไรติดค้างในใจ” เจษบอกกับทศไปแบบนั้น “พี่จะอยากรู้ไปทำไม ว่าคนแบบนั้น คิดอะไรกับพี่ ยังรู้สึกอะไรกับพี่หรือเปล่า” ทศไม่เข้าใจ ว่าเจษยังอาลัยอาวรณ์คนพรรค์นั้นไปเพื่ออะไร “เหมือนอย่างที่เขาฮิต ๆ กันไง” เจษพูด ยิ้มเศร้า ๆ

“จุดแข็ง พี่รักคนยาก” เจษพูดพลางมองหน้าทศ “จุดอ่อน แต่ถ้าได้รักแล้ว พี่รักไม่เปลี่ยนใจ” ทศเห็นเจษฝืนยิ้ม หลังจากปล่อยมุกที่ฝืดที่สุด ที่ทศเคยได้ยินมา “แล้วทศล่ะ มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรกับเขามั้ย” เจษถามรุ่นน้อง ที่เพิ่งมาสารภาพรักกับเขาเมื่อไม่นานมานี้

“จุดแข็งของผม” ทศพูดขึ้น สบตากับเจษด้วยความรู้สึกรักพี่ชายคนนี้อย่างสุดหัวใจ “คือผมรักพี่” ทศพูด เจษน้ำตาคลอหน่วย เม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับรู้ “จุดอ่อนคือ พี่ไม่รักผม” เจษหลับตา แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลลงอาบแก้ม ทศโผเข้าหาเจษ กอดเจษเอาไว้ให้แน่นที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนที่ทศจะไม่มีโอกาสได้กอดเจษแบบนี้อีก และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าหากว่าฟ้าจะให้เขาสองคนเจอกันเร็วกว่านี้

***************************************

Inspired by “เพลงคาใจ”

คำแปลเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=J4mdxo4VPG4

กลับมาหาเธอโดยรู้ดี

Got to come back to see you

ว่าวันนี้ต้องเจอเธอมีคนใหม่

See that you’ve been with someone new

เจอะเขาและเธออยู่เคียงข้างกาย

I can tell that you two are now intimate

แต่ยังไงก็คงต้องมา

Still, I really need to come here


ก็ยังคาใจข้างในลึกลึก

There’s something stuck on my mind

ที่เธอลืมกันไม่ทันพูดคำลา

You forgot about us, without a word to say

จืดจางกันไปไม่ทันพบหน้า

Love faded away, you didn’t want to stay

จึงต้องมา มาหาเธอ

I’ve gotta come see you today


บอกกับเค้าได้ไหมว่าให้หันไปก่อน

No need to be alarmed, giving your love peace of mind

อ้อนวอนขอให้เขาเห็นใจกันบ้าง

I’m begging of you a simple compassion

ที่ต้องการเพียงจะลา

All I want is just a nice goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

One more time, look into your eyes

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Without anyone, just the two of us


บอกคนของเธอให้เข้าใจ

You can say this to make your love understand

ว่าทำไมฉันจึงจงใจมา

Why I did intend to be here right now

แค่เพียงไม่นานคงไม่ว่า

It will not take long, be courteous

ให้เวลาได้ลาซักคำ

I’ll have a moment with you to bid a farewell


ก็ยังคาใจข้างในลึกลึก

There’s something stuck on my mind

ที่เธอลืมกันไม่ทันพูดคำลา

You forgot about us, without a word to say

จืดจางกันไปไม่ทันพบหน้า

Love faded away, you didn’t want to stay

จึงต้องมา มาหาเธอ

I’ve gotta come see you today


บอกกับเค้าได้ไหมว่าให้หันไปก่อน

No need to be alarmed, giving your love peace of mind

อ้อนวอนขอให้เขาเห็นใจกันบ้าง

I’m begging of you a simple compassion

ที่ต้องการเพียงจะลา

All I want is just a nice goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

One more time, look into your eyes

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Without anyone, just the two of us


บอกกับเค้าได้ไหมว่าให้หันไปก่อน

If you can, tell your loved one to turn the other way

อ้อนวอนขอให้เขาเห็นใจกันบ้าง

I’m asking for this simple sympathy

ที่ต้องการเพียงจะลา

I would love to say to you this goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

Look into your eyes just once

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Us alone without anybody else


ที่ต้องการเพียงจะลา

I would love to say to you this goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

Look into your eyes just once

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Us alone without anybody else


ที่ต้องการเพียงจะลา

Wish to say this goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

Look you in the eye for one last time

เอ่ยคำลาคำที่มันคาใจ

Say the word that I have in mind

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 3. Catfished


3.1


“เสียงน้องเหมือนผู้หญิงจัง” เสียงจากอีกด้านหนึ่งของวิดีโอ คอล ส่งผ่านมา “แหมพี่ หนูก็ลงทุนอัพทั้งร่างทำไปตั้งเยอะ” จอยตอบกลับไป เธอคิดว่าเธอพลาดไปนิดหนึ่ง ที่ไม่ยอมพูดเสียงให้หนาใหญ่กว่านี้หน่อย เพราะไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะดันชอบอะไรแนวนี้

“เลื่อนกล้องลงต่ำอีกหน่อยสิน้อง” อีกด้านนั้น ขอให้เธอเลื่อนกล้องออกจากหน้าอกหน้าใจ ให้กดลงด้านล่าง “พี่ไม่ชอบนมหนูเหรอ ทำมาตั้งแพง หนูบินไปทำกับหมอเกาหลีเลยนะ” กับคนก่อนหน้า แค่เธอเปิดกล้องให้เห็นเนินอก รายนั้นก็ถึงสวรรค์ชั้นไหน ๆ ไปแล้ว

“พี่อยากเห็นข้างล่างน้อง พี่ชอบแบบนี้ น้องบอกว่ายังไม่ได้เอาออก ขอพี่ดูหน่อยนะ พี่ชอบ พี่อยากเอาน้ำออก” ปลายสายรบเร้าอยากจะให้จอยเปิดให้เห็นถึงด้านล่าง จอยหงุดหงิดที่ฝ่ายนั้นไม่ยอมโอนเงินให้ ถ้าเธอไม่ยอมทำตาม เพราะฝ่ายนั้นชอบกะเทยที่ทำหน้าอกแล้ว แต่ยังไม่ได้แปลงเพศ

“เนี่ย พี่จะกดโอนแล้ว ขอดูข้างล่างน้องหน่อยนะ” ไม่พูดเปล่า แต่โชว์หน้าจอว่า บนโทรศัพท์มือถือแสดงหน้าโอนเงินของแอพธนาคาร จอยพยายามพูดบ่ายเบี่ยง แต่พูดยังไง ก็ดูจะไม่เป็นผล เงินหมื่นที่ผู้ชายคนนี้สัญญาว่าจะให้ เธอทำไมจะไม่อยากได้ แต่เธอจะให้เขาดูได้ยังไง ในสิ่งที่เธอไม่มี

“โอ๊ย กูเป็นชะนี เป็นผู้หญิง กูจะหางูจากไหนมาให้มึงดู กูมีแต่หอยกับรอยยิ้มเนี่ย ไอ้เวร” จอยหมดความอดทน จึงเฉลยพร้อมด่าฝั่งตรงข้ามออกไป “อ้าว อีเหี้ย กูชอบกะเทย ไม่ได้ชอบผู้หญิง กูเกือบเสียเงินให้มึงแล้วมั้ยล่ะ หาแดกง่ายนะ อีชาติชั่ว” ผู้ชายคนนั้น ด่าจอยกลับมาเช่นกัน

“โถ ๆๆๆ อยู่ ๆ ก็เสือกฉลาดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ก็ควายให้กูจูงจมูกดี ๆ นี่แหละ ไอ้โง่ ไอ้หน้าเหียก ไปตายซะไป” จอยกดวางสายลง มีข้อความด่าทอจากผู้ชายคนนั้น เข้ามาอีกหลายครั้ง แต่จอยไม่สนใจที่จะอ่าน เธอกดเข้าไปลบบัญชีออนไลน์ของเธอ พร้อมด่าทอสาปส่ง พวกผู้ชายคนนั้น เมื่อเธอชวดเงินหลักหมื่นไปแบบนั้น

ก่อนจะนึกหัวเสีย ที่ต้องมาตั้งบัญชีใหม่อีก รวมถึงเธอคิดจะไปจ้างพวกกะเทยติดยาสักสองสามคน ไปเปิดบัญชีธนาคารใหม่ให้เธอไว้ใช้รับโอนเงินด้วย เพราะบัญชีเก่าเริ่มมีคนส่งต่อ ๆ กันแล้วว่า เป็นบัญชีมิจฉาชีพ จอยนั่งนึกถึงหน้าของพวกเล่นยาที่ท้ายตรอก ลองหาของให้พวกมันเล่น ให้เงินค่าจ้างมันหลักร้อย แค่นี้มันก็ยอมใช้ชื่อมันเปิดบัญชีให้แล้ว

จอยมองยอดเงินในบัญชีแล้วก็ต้องถอนหายใจ มันมีเงินแค่หลักพันเหลือติดบัญชี ถือว่าตอนนี้การเงินของเธอร่อยหรอลงมาก แล้วเดี๋ยวค่าห้องสิ้นเดือนก็จะมาเยือนอีกแล้ว ไหนจะค่าน้ำค่าไฟอีก อินเทอร์เน็ตก็ใกล้จะตัด นี่ยังจะมาโดนพวกวิปริตหื่นกามจับได้อีก ว่าเธอปลอมเป็นกะเทย หลอกให้ผู้ชายพวกนี้โอนเงินให้ แลกกับการดูของลับ ที่พวกเขาคิดว่าเธอมี จอยเคยเอาของปลอมยัดในกางเกงในแล้ว แต่ก็มีพวกที่อยากจะเห็นตอนที่ของมันยังไม่แข็งอีก โว้ย วิตถารกันขนาดหนักแล้ว

จอยเลื่อนเม้าส์หน้าจอคอมพิวเตอร์ กดดูเว็บไซต์หางานแบบปกติ ที่เธอเคยสมัครไว้ แต่ก็ไม่มีที่ไหนตอบกลับมา จอยคิดถึงเว็บหนึ่ง ที่เพื่อน ๆ ของเธอเคยเล่าให้ฟัง ว่ามันเป็นเว็บไซต์งานด่วน เงินดี ที่งานที่โพสต์ลงในนั้น เป็นงานสีเทา ๆ ไล่ไปจนถึงมืดดำ ก็อยู่ที่ว่าเราจะเดือดร้อนขนาดไหน และก็เราร้อนเงินมากแค่ไหน

จอยกดเข้าไปดู มันติดรหัสที่หน้าเว็บ ให้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญ หรือพวกคนวงในที่เคยรับงานมาก่อนแล้วเท่านั้น จอยจำได้ว่าเธอจดรหัสผ่านนั้นไว้ที่ไหนสักแห่ง เธอคิดอยู่สักพัก ก็จำได้ว่า มันอยู่ในสมุดจดรับงานกินข้าวกับพวกมีหน้ามีตาในสังคม เพราะวันนั้นเธอไปเจอเพื่อนที่รับงานเอ็นเข้าโดยบังเอิญ เพื่อนคนนั้นบอกกับจอยว่า ตัวเพื่อนนั้น รับแค่งานสองงาน ก็ได้มาเจอกับเศรษฐีต่างชาติ ที่ชอบอะไรตื่นเต้น ๆ แล้วก็เลยผูกปิ่นโตกันมาเรื่อย อย่างที่เห็น

จอยพิมพ์รหัสที่จดไว้ลงในช่องนั้นทีละตัว ก่อนจะเลื่อนเมาส์กดยืนยัน หน้าเพจค้างไปสักพัก ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นรายการงานต่าง ๆ ที่ลงเอาไว้ พร้อมกับรายได้ ที่มีเงื่อนไขกำกับ จอยไล่สายตาดู มันมีแต่งานอุบาทว์ ๆ ที่ไล่ตั้งแต่ มีอะไรกับสัตว์ กินของเสียที่นายจ้างขับถ่ายออกมาสด ๆ ไปจนกระทั่ง ให้อัพยาจนถึงขั้นเสพเกินขนาด ถ้ารอดชีวิตได้ จะให้เงินล้าน

จอยก็รู้ว่าตัวเองร้อนเงินล่ะนะ แต่นี่มันมีแต่เรื่องระยำ ๆ ให้ทำ ต่อให้เงินดีแค่ไหน เธอว่าเธอขอบายดีกว่า งานแบบที่เพื่อนของเธอบอกเอาไว้ ไม่เห็นจะมีใครลงไว้สักงาน จอยเกือบจะกดปิดหน้าเว็บนี้ ก็พลันสายตามองไปเห็น งานจ้างดูแลคนป่วยพิการ ขยับร่างกายไม่ได้ เธอกดเข้าไปดูรายละเอียดด้านใน

มันเป็นงานดูแลคนป่วย ที่ถูกอุบัติเหตุไฟไหม้เผาร่างกาย พูดไม่ได้ ขยับร่างกายไม่ได้ ต้องอาศัยคนดูแลช่วยเรื่องการขับถ่าย งานไม่ยาก ขอแค่ไปพักอยู่ที่นั่นแค่สามวัน ห้องพักพร้อมอาหาร เพราะผู้ดูแลคนปัจจุบัน ติดธุระ จอยคิดว่า งานนี้มันไม่น่าจะมาลงอยู่กับงานวิตถารโรคจิตอะไรพวกนี้ได้เลย

“งานเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว” จอยพึมพำออกมาเบา ๆ “สามวัน” มันไม่ใช่งานหนักอะไรมาก ระยะเวลาสั้น ๆ เธอเลื่อนสายตาลงไปที่ช่องค่าจ้าง “สองแสนบาท” จอยตาโตเมื่อเห็นจำนวนเงิน ก่อนจะกวาดสายตาลงไปที่ช่องหมายเหตุ หากได้รับพิจารณาจะส่งที่อยู่จริงให้ทางข้อความโทรศัพท์ ผู้ป่วยเป็นคนมีชื่อเสียง จึงไม่ต้องการให้เอิกเกริก มีรูปภาพลงไว้ เป็นคนสองคนถ่ายคู่กัน แต่เบลอหน้าไว้จาง ๆ จอยมองดูแล้ว สองคนในรูปคล้าย ๆ จะเป็นคนรักกัน

จอยลังเล คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เงินสองแสนแลกกับเช็ดก้นให้กับใครก็ไม่รู้ ถือว่ามันเล็กน้อยมาก แต่ถ้าเจอพวกจิตวิตถาร บังคับให้เธอทำอะไรทุเรศ ๆ ขึ้นมาล่ะ จอยนั่งมองช่องตอบรับข้อเสนอบนหน้าเว็บอยู่พักใหญ่ ก่อนจะบอกตัวเองว่า อย่างแย่ที่สุดก็คือเอาที่ช็อตไฟฟ้า จิ้มคอ จิ้มหน้าพวกมันไปเลย เธอจะพกอาวุธไปด้วย สนับมือเธอก็มี คิดแบบนั้น จอยก็กรอกรายละเอียดส่วนตัวที่ทางเว็บต้องการลงไป กดยืนยัน แล้วเข้านอน ด้วยการคิดเกี่ยวกับงานนี้ จนผล็อยหลับไป

เช้านี้ จอยนั่งอ่านข้อความตอบกลับวนไปวนมาอยู่หลายครั้ง เธอกำลังคิดว่า ถ้าเธอไปตามที่อยู่ที่ได้รับ เธอจะรู้ว่า งานที่ว่ามันจริงหรือหลอก มันดีจริงหรือว่าเลวทรามต่ำช้า ถ้าไม่ไปเธอก็จะไม่รู้ แถมถ้าเธอสามารถทนทำจนมันผ่านไปได้ เธอจะได้เงินที่มากพอ ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

แถมนายจ้างยังบอกรหัสกล่องจดหมายตรงหน้าบ้าน ให้เธอไว้เปิด เพื่อรับเงินล่วงหน้าจำนวนสองหมื่นบาทได้ก่อนด้วย จอยคิดในใจว่า เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ก่อนจะรีบจัดกระเป๋าเสื้อผ้า แล้วออกไปตามที่อยู่ที่นายจ้างให้ไว้



“พี่ช่วยเนยนิดนึงนะคะ เอ้า ฮึ้บ” เสียงพูดบอกกับคนป่วยบนเตียง เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่ “ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวเนยทำความสะอาดให้พี่เอง” เนยพูดพลางยิ้มให้กำลังใจ ชายที่นอนนิ่งขยับตัวไม่ได้บนเตียงนอนนั้น ก่อนจะถอดกางเกงแบบผูกเอว เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ เนยจัดการเช็ดทำความสะอาด ก่อนล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ จนหมดกลิ่นไม่พึงประสงค์

“เนยรักพี่นะคะ” เนยมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย ที่มีผ้าพันแผลพันเอาไว้โดยรอบ “ไม่ว่าจะเป็นยังไง เนยก็รักพี่เสมอ” เนยที่นั่งอยู่บนเตียงร่างที่ขยับไม่ได้นั้น บีบมือให้กำลังใจ เจ้าของมือที่นอนนิ่งอยู่นั้น หลับตาลง มีหยาดน้ำใส ๆ ที่อยู่ปลายหางตา

“ไม่เป็นไรนะคะ” เนยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มันคงจะเจ็บและทรมานมาก สำหรับคนที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้เข้า แม้เนยจะไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดนี้ได้ทั้งหมด “เนยจะอยู่กับพี่ตลอดไป ไม่จากไปไหน พี่ได้ยินเนยพูดใช่มั้ยคะ” เนยเอง บางครั้งก็อยากได้เห็นคนที่นอนนิ่ง ขยับตัวไม่ได้ พยักหน้าหรือตอบสนองคำพูดของเธอบ้าง

“เนยยังฝันนะคะ อยากให้เรากลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ให้พี่หายเป็นปกติ” เนยพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เธอมองไปบริเวณหว่างขาของคนที่นอนนิ่งขยับไม่ได้ “เนยคิดถึงพี่” เนยลูบมือไปบนแก่นกายของอีกฝ่าย ก่อนจะจับมันรูดรั้งขึ้นลง แต่เจ้าแก่นกลางกาย ยังคงไม่ตอบสนองต่อสัมผัสจากเธอ

“เนยอยากทำให้พี่มีความสุข” เนยพูดจบก็ก้มลงใช้ปากให้กับชายหนุ่ม เธอรูดปากขึ้นลงอยู่นาน แต่ก็ไม่มีทีท่าว่า แก่นกลางลำตัวของเขาจะขยายตัวขึ้นมา เนยถอนปากออก ปล่อยให้ท่อนแห่งความเป็นชายนิ่งอยู่บนหน้าท้องของชายหนุ่ม เนยเอากางเกงผ้าปิดส่วนนั้นเอาไว้กันอุจาดตา

“ไม่เป็นไรนะคะพี่ ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น” เนยพูดก่อนจะบีบมือให้กำลังใจอีกฝ่ายอีกครั้ง จอยที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาภายในบ้าน เมื่อเธอไม่เห็นใครอยู่ด้านนอก หลังจากที่เธอเปิดกล่องเอาเงินสดออกมานอนอุ่น ๆ ในกระเป๋าของเธอแล้ว หญิงสาวยืนแอบมองเนยและผู้ชายคนที่นอนนิ่ง ๆ บนเตียงนั้น ผ่านรอยแง้มของประตู ก่อนจะต้องรีบหลบเดินไปทางด้านหน้าบ้าน เมื่อเธอบังเอิญทำเสียงดัง และเนยลุกขึ้นเดินออกมาด้านนอก

“อ้อ เผอิญนึกว่าไม่มีคนอยู่ค่ะ เลยลองเดินเข้ามาดู” เนยทำท่าว่าเพิ่งเดินเข้ามา แล้วตกใจที่เห็นเนยเดินมาเงียบ ๆ “ได้กดกริ่งเรียกมั้ยคะ” เนยถามเสียงเรียบ ๆ มองสบตากับผู้มาใหม่นิ่ง ๆ “โทษทีค่ะ ไม่ทันได้สังเกต” จริง ๆ แล้วตอนแรก จอยคิดที่จะเชิดเงินในกล่องด้านนอกไปเลย แต่พอเธอเดินเข้ามาดูในบ้าน แล้วพบว่า รายละเอียดงานตรงกับที่ลงไว้ที่หน้าเว็บ เธอเลยตัดสินใจว่า อยู่ที่นี่แค่สามวัน เพื่อเงินทั้งหมดจะดีกว่า

“ค่ะ” เนยรับคำสั้น ๆ “ฉันชื่อเนยนะคะ” จอยยิ้มให้ ภายในใจอยากจะหัวเราะว่า กะเทยชอบตั้งชื่อตัวเองซะน่ารักเกินตัว “ฉันจอยค่ะ” จะไม่ให้จอยรู้สึกขำได้ยังไง ต่อให้ปิดยังไงก็ไม่มิด ว่าเป็นกะเทยพยายามดีเด่น บีบเสียงให้เล็ก ใส่เดรสสีหวานจ๋อย และไว้ผมยาว เพื่อปกปิดร่องรอยไฟไหม้บนใบหน้าด้านขวาเอาไว้ เนยเห็นจอยจ้องที่ใบหน้า เนยยกมือขึ้นปัดผมให้ปิดรอยไหม้ เบือนหน้าน้อย ๆ ไปอีกทาง เพื่อให้หลบสายตา

“คุณทำได้ใช่มั้ยคะ สามวัน” เนยเอ่ยถามขึ้น จอยพยักหน้ารีบตอบว่าได้ “คุณคงได้รับค่าจ้างล่วงหน้าแล้ว” เสียงของเนยเหมือนจะเหยียดอยู่ในที จอยรู้สึกแบบนั้น แต่ใครแคร์กันล่ะ “หยิบเอามาแล้วค่ะ” จอยพูดก่อนจะใช้มือตบเบา ๆ ลงบนกระเป๋าเสื้อผ้า เนยพยักหน้ารับ

“คุณช่วยผู้ป่วยทำความสะอาดเป็นใช่มั้ยคะ ล้าง เช็ด และใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ” จอยพยักหน้ายิ้ม ๆ ไม่ได้บอกออกไป ว่าเธอได้เห็นเนยทำเป็นตัวอย่างตอนยืนแอบดู แถมยังได้ดูพรีวิว หนังเอ็กซ์สั้น ๆ ที่ไม่เอ็กซ์สักนิด นั้นด้วย อะไรกัน กะเทยขี้เหร่จะตายคนนี้ ทำไมเคยได้ผู้ชายที่ดูแล้ว น่าจะหน้าตาดีไม่น้อยมาเป็นผัว จอยคิดแล้วก็ให้ตำหนิว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม

“ฉันเคยเป็นพยาบาลอาสามาก่อน เรื่องแค่นี้เอง ฉันทำได้ สบายมาก” จอยโกหกออกไปหน้าตาย ทำหน้าจริงจังและเสียงขึงขัง ก่อนจะเห็นเนยพยักหน้ารับ ยิ้มน้อย ๆ แบบโล่งใจ “ฉันจะไม่อยู่สองสามวัน ฉันอยากให้คุณช่วยดูแล เอ่อ” เนยก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถซ่อนความเขินอายนั้นไว้ได้

“สามีของฉัน” จอยต้องปั้นหน้านิ่ง กลัวเหลือเกินว่าเธอจะหลุดขำออกมา กะเทยคนนี้เหลือเกินจริง ๆ แต่ก็เอาน่า เอาเงินแสนมาล่อขนาดนี้ ยอมให้กะเทยเป็นนางเอกก็แล้วกัน “คุณโชคดีจังค่ะ ที่เจอรักแท้” จอยทำเสียงเหมือนกับพวกดาราที่เห็นในทีวี เวลาเขาเสแสร้งแกล้งชมกัน ว่าติดตามผลงานของอีกฝ่าย หรือมีอีกฝ่ายเป็นไอดอล จอยนึกหมั่นไส้อยู่ในใจ แต่ไม่รู้ว่าดาราหรือกะเทยนี่ น่าอ้วกใส่มากกว่ากัน

“ช่วยทำความสะอาดช่วงเช้า เติมอาหารทางสายยางสามเวลา น้ำเกลือถ้าหมด ก็เปลี่ยนถึงใหม่ ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะบอกวิธีให้คุณทราบ นอกนั้น ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้สามีของฉันพักผ่อนไป อย่าเข้าไปรบกวนเขา ฉันขอแค่นั้น” เนยพูดบอกสิ่งที่จอยต้องทำ “อ้อ และฉันอยากจะขอร้องคุณ อย่าเล่าเรื่องของฉันและสามีให้ใครฟัง เราสองคนต้องการความเป็นส่วนตัว ดังนั้น อย่าบอกใครถึงเรื่องของเรา สภาพร่างกายของเขา และที่อยู่ ว่าเราอยู่ที่ไหน สามีของฉันมาจากตระกูลดัง” เนยพูดบอกกับจอย เธอพยักหน้าเร็ว ๆ ไม่ได้แคร์อะไรกับที่เนยพล่ามมาเลยสักนิด

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
3.2


“ฉันจะออกไปแล้วนะคะ” จอยนึกดีใจ ที่เนยบอกว่า เธอกำลังจะออกจากบ้าน “ขอความกรุณาคุณช่วยอยู่แต่เพียงในห้องพักของคุณนะคะ ถ้าคุณไม่ต้องทำหน้าที่อะไร” จอยคิดในใจ ใครจะไปทำตาม ในห้องเธอไม่มีอะไรสักอย่าง นอกจากเตียงนอนเน่า ๆ นั่น

“ส่วนอาหารของคุณ อยู่ในตู้เย็น เชิญตามสบาย ฉันซื้อเตรียมไว้แล้ว คุณจะทำอาหารก็ได้ แต่ขอให้เป็นอาหารกลิ่นไม่แรง” จอยเห็นเนยลังเล สายตาเป็นกังวล มองไปที่ห้องที่ชายหนุ่มที่กระดิกกระเดี้ยวตัวไม่ได้นอนอยู่ จอยพ่นหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อเนยออกจากบ้านไปได้เสียที

“สามวันต่อจากนี้สินะ” จอยพูดกับตัวเอง เมื่อรู้ว่า เหลือเพียงเธอกับผู้ชายที่นอนเป็นผักบนเตียงนอนภายในบ้านหลังนี้เท่านั้น “สองแสน” เสียงของจอยดังลั่นบ้าน ในความเงียบนั้น จอยหัวเราะคิกคัก ที่คิดว่า ในยามที่กำลังลำบาก อยู่ ๆ โชคก็เข้าข้าง เงินหลักแสนมีมารอให้เธอรอดตายแล้ว

จอยเดินไปที่ห้องของผู้ชายคนนั้น เธอเห็นเขาใส่หน้ากากพลาสติกคลุมทั้งหน้าไว้ เนยคงไม่อยากให้เธอเห็นภาพสามีน่าเกลียด ที่มีแต่ผ้าก็อซพันอยู่รอบใบหน้าอย่างกับมัมมี่ จอยตกใจเล็กน้อยเมื่อมองเห็นลูกตาหลังหน้ากากนั้นกลอกกลับมามองทางเธอ ตอนที่เธอเดินเข้าห้องไป

“สวัสดีค่ะ” จอยพูดทักทายออกไป เธอไม่แน่ใจนักว่าได้ยินเสียงอู้อี้ ๆ อะไรออกมาจากลำคอของผู้ชายคนนี้หรือเปล่า “อยากจะกล่าวทักทายกันหรือคะ” จอยพูด ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างนึกขัน “อ้อ พูดไม่ได้” จอยมองไปที่ร่างนิ่งไม่ไหวติงนั้น แล้วก็ให้นึกถึงพรุ่งนี้เช้า ตอนที่ต้องทำความสะอาดให้เขาผู้นี้

“พรุ่งนี้เช้าก็ออม ๆ มือให้ฉันหน่อยแล้วกันนะคะ” จอยพูดกับผู้ชายคนนั้น “อีเนย เมียกะเทยของคุณฝากคุณไว้กับฉัน อย่าขี้เยอะ ส่วนเยี่ยวรดกางเกง ก็เต็มที่ไปเลย เดี๋ยวก็แห้ง” จอยพูดกลั้วหัวเราะ ส่ายหน้าให้กับความล้ำลึกในมุกตลกของตัวเอง “รู้กันสองคนเท่านั้นนะคะ อย่าเอาฉันไปฟ้องอีกะเทยนั่นล่ะ”

จอยพูดจบก็เดินหัวเราะออกมา เธอเดินไปที่ตู้เย็น เปิดดู ก่อนจะรู้สึกทึ่ง ที่ยัยกะเทยเนยลงทุนซื้อของเอาไว้เสียเต็มตู้ เธอรื้อ ๆ ค้น ๆ ดู ก่อนจะเอาเนื้อบดและตับห่าน ออกมาทำอะไรง่าย ๆ กิน มันเป็นผัดกะเพราที่อร่อยมากที่เธอเคยกินมา ส่วนตับห่านอะไรนั่น เนยว่ามันคาวไปสำหรับเธอ นี่ขนาดเปิดยูทูปดูแล้วนะ ว่าฝรั่งต่างชาติเขากินกันยังไง

จอยอาบน้ำเสร็จ ก็มาล้มตัวลงบนที่นอน สภาพมันไม่ได้ แต่มันดันนุ่มสบายดี แปลกประหลาดมาก จอยคิด แต่ก็อีก อะไร ๆ มันไม่เป็นไปอย่างที่คิดเสียทั้งหมดและนะ จอยปิดไฟ พยายามข่มตาหลับในความมืด แต่มันอาจจะเป็นเพราะแปลกที่ ทำให้เธอกลับไม่ลง จอยลืมตาโพลง เปิดโทรศัพท์มือถือดูนั่นดูนี่ไป จนเปิดคลิป ๆ หนึ่งขึ้นมาดู

“นอนไม่หลับเหมือนกันหรือคะ” จอยรู้ตัวอีกที ก็มายืนอยู่ที่ปลายเตียงของชายหนุ่ม เธอเอ่ยถามออกไป เห็นสายตาของอีกฝ่ายมองมาที่เธอ แล้วมาหยุดที่บิกินี่ตัวจิ๋ว ที่จอยใส่กับเสื้อนอนบาง ๆ ในคืนนี้ “ร้อนนะคะ คืนนี้” จอยรู้สึกว่าอากาศมันอบอ้าวยังไงพิกล เธอนั่งลงบนเตียงข้าง ๆ กับชายหนุ่ม

“ตอนมาถึง ฉันแอบดูกะเทยเมียคุณใช้ปากให้คุณ” จอยมองไปที่กลางลำตัวของชายหนุ่ม เธอทำกัดริมฝีปากแสดงท่าอาย “ของคุณอวบมากเลย ขนาดยังไม่ทันแข็งนะ” จอยดึงกางเกงแบบผูกเชือกนั้นออก เผยให้เห็นแท่งทวนขาวอวบด้านใน

“คุณยังมีอารมณ์ได้อยู่มั้ย” จอยถามเสียงกระเส่า เมื่อมือหนึ่งก็เริ่มรูดรั้งท่อนอวบในมือ ส่วนอีกมือก็ล้วงเข้าไปในบิกินี่จิ๋วของตัวเอง “ดีมั้ยคะ ดีกว่าอีเมียกะเทยทำให้ว่ามั้ย เพราะเมื่อเช้า คุณไม่แข็งเหมือน” จอยรู้สึกถึงความตื่นตัวในมือ เธอดึงเอากางเกงในของเธอออก ก่อนจะยืนแล้วโชว์ให้ชายหนุ่มเห็นของเธอชัด ๆ

“โอ้โห” จอยรีบก้มลงครอบปากความใหญ่โตนั้น มันทำให้เธออารมณ์พลุ่งพล่านไม่น้อย เสียงร้องครางในลำคอของเธอ ได้ยินดังเช่นเดียวกับเสียงจากลำคอของชายหนุ่ม จอยช้อนสายตาขึ้นมมองชายหนุ่ม เสียงในลำคอที่ชายหนุ่มทำ ทำให้จอยถอนปากออกจากลำเขื่องนั้น

“ไม่ได้โดนดูดนาน จะออกแล้วหรือคะ” พูดจบก็ก้มลงรูดปากขึ้นลงอย่างชำนิชำนาญ เสียงในลำคอของชายหนุ่มดังไม่หยุด จอยคิดว่า อีกไม่นานเธอต้องได้ลิ้มรสน้ำขุ่นข้นอันโอชะนั้น เพียงแต่ว่า “ของผัวกู อร่อยมากมั้ย ถ้าอร่อย งั้นก็แดกเข้าไปเยอะ ๆ” เสียงถามดังมาจากใบหน้าของเนยที่ก้มลงมาหาจอย

จอยตกใจ แต่ไม่ทันจะได้ทำอะไร มือของเนยก็กดหัวของจอยให้รับเอาท่อนเขื่องกลางลำตัวของชายหนุ่มเข้าไปจนสุดคอหอย เนยกดมือกระแทกลำใหญ่นั้นเข้าในปากของจอย ส่งเสียงบอกจอยให้อมเข้าไปลึก ๆ เมื่อมันอร่อยซาบซ่านไม่หยอก จอยน้ำหูน้ำตาเล็ด เมื่อเธอเริ่มจะหายใจไม่ออก เมื่อปลายท่อนแข็งนั้น ถูกดันให้เข้าไปลึกจนเกือบถึงทางเดินหลอดลม แล้วสติของจอยก็ดับวูบลง

จอยฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง เธอลืมตาขึ้นมอง เนยนั่งมองเธอมาจากที่มุมห้อง ก่อนจะเดินเข้ามาหา เมื่อเห็นว่าจอยฟื้นแล้ว จอยรีบขยับตัวจะลุกขึ้น แต่ก็ต้องรับรู้ว่า มือสองข้างของเธอถูกมัดเอาไว้ด้านบนศีรษะของเธอ ส่วนขาข้างหนึ่งก็ถูกโซ่ล่ามเอาไว้

“เธอได้นึกถึงความรู้สึกของฉันบ้างมั้ย” เนยถามจอย หญิงสาวตอนนี้ละล่ำละลักบอกว่าเธอขอโทษ “ฉันผิดไปแล้ว เนย เธอปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันจะไม่บอกใครเรื่องนี้ ฉันสัญญา ฉันไม่เอาแล้วเงิน เธอเอาคืนไปเลย ขอแค่ปล่อยฉันไป” เนยมองจอยที่ร้องไห้โฮออกมา “เธอได้นึกถึงความรู้สึกของฉันบ้างมั้ย” เนยถามจอยออกมาด้วยประโยคเดิม

“เธอปล่อยฉันสิ ฉันจะได้ไถ่โทษให้เธอ เธอให้ฉันไปนะ ปล่อยฉันไป แล้วฉันจะไม่บอกใครเรื่องนี้ เธอเชื่อฉันสิ” จอยพยายามบิดมือออกจากเชือกที่มัด มันหลวมมากพอที่จอยจะแก้หลุด แต่โซ่ที่ขาของเธอนี่สิ จอยนึกหาวิธีเอาตัวรอด “เธอได้นึกถึงความรู้สึกของฉันบ้างมั้ย” เนยพูดประโยคเดิมซ้ำ จนจอยกรีดร้องออกมาดังลั่น

“มึงเป็นโรคจิตหรือไงอีเหี้ย พูดอยู่ได้ประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อีระยำ อีกเวร มึงปล่อยกูเดี๋ยวนี้” เนยมองหน้าจอยนิ่ง ๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะลุกเดินไปที่มุมห้อง จอยชะโงกตามไป จึงได้เห็นชัด ๆ ว่า มันมีโต๊ะวางบรรดามีด เลื่อย ขวาน และสารพัดอาวุธมีคมอยู่บนนั้น จอยดิ้นรนจนมือหลุดออกจากเชือกที่มัดได้ เธอเอามือคว้าหูโทรศัพท์บ้านมาแนบหู มันมีสัญญาณ จอยกดเบอร์แจ้งตำรวจ รอเพียงแค่สองกริ่ง ก็มีคนรับสาย

“คุณตำรวจ ช่วยด้วย ฉันอยู่ในบ้านอีบ้าโรคจิต มันกำลังจะฆ่าฉัน คุณตำรวจ ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย” จอยพูดกรอกลงไปอย่างรวดเร็ว แทบฟังไม่ได้ศัพท์ “เธอวางสายลงเดี๋ยวนี้นะ” เสียงตลาดดังมาจากเนย ที่รีบเดินมาที่จอย หญิงสาวไม่ยอมให้เนยแย่งโทรศัพท์ไปจากมือ ทั้งตบทั้งดึงทั้งทึ้ง จนเนยผงะไปด้านหลัง ในมือของจอยกำวิกผมยาวตรงนั้นเอาไว้

“อีอัปลักษณ์” จอยมองเห็นสภาพเนย ที่ผมบาง ๆ ขึ้นไม่เต็มศีรษะ ใบหน้าด้านขวามีรอยไหม้จากความร้อนระดับสูง “อย่ามอง อย่ามอง” เนยร้องออกมาด้วยความอับอาย เธอยืนตัวแข็งทื่อ พยายามยกมือปิดบังใบหน้าของตัวเองเอาไว้ “นี่มันอะไรกัน” เสียงพูดนั้น จอยรู้สึกเหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อมันดังมาจากชายหนุ่มในชุดตำรวจ

“คุณตำรวจ จับมันเลยค่ะ อีนี่มันโรคจิต มันพยายามจะฆ่าฉัน” จอยดีใจที่ได้เห็นชายหนุ่มคนนี้ ก่อนที่เธอจะมองเขาเดินเข้ามาหาเธอ สายตามองดูเธอนิ่ง ๆ ก้มลงดึงวิกไปจากมือของจอย “สวยเหมือนเดิมแล้วนะครับ” ตำรวจหนุ่มยิ้มให้กับเนย เมื่อเขาเอาวิกผมดำขลับสวมกลับให้กับคนตรงหน้า “ไม่ร้องไห้แล้วนะคะ คนดีของผม” จอยมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์นั้นมากดเบอร์อีกครั้ง และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เสียงโทรศัพท์มือถือของตำรวจนายนี้ที่ดังขึ้น จอยกรีดร้องดังลั่นที่สุด เท่าที่เธอจะทำได้ เพื่อหวังให้คนช่วย

“ห้องมันเก็บเสียงน่ะ” คุณตำรวจพูดยิ้ม ๆ กับเธอ “ถ้าเธอไม่ร่าน” ตำรวจหนุ่มพูด ก่อนหันไปมองกล้องเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ตรงข้ามกับเตียงผู้ป่วย “ก็แค่ถ้าเธอไม่ร่าน” ตำรวจหนุ่มพูดย้ำกับจอยด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “เนยให้โอกาสเขาแล้ว เนยพยายามให้โอกาสเขาแล้ว” เนยรีบบอกกับตำรวจหนุ่ม คล้ายกับว่า ต้องการให้เขาเชื่อว่าเธอได้พยายามแล้วจริง ๆ

“อีนี่มันร่าน” ตำรวจหนุ่มชี้นิ้วไปที่จอย “และไอ้เหี้ยนั่นก็ชั่ว” ก่อนจะด่าคนที่นอนนิ่งขยับไม่ได้อยู่บนเตียง ที่ตอนนี้มีแต่น้ำตาที่ไหลนองออกมาจากหน้ากากนั้น เนยมองไปที่ชายหนุ่มบนเตียงนอน ภาพในวันนั้นย้อนกลับคืนมาให้เธอได้เห็นอีกครั้ง



เนยยืมมองเจ้าบ่าวของเธอ ใช่ วันนี้คือวันแต่งงานของเนย เจ้าสาวกะเทยที่โชคดีที่สุดในโลก ใคร ๆ ก็ชมเธอแบบนั้น แต่เธอกำลังมองเห็นเจ้าบ่าวของเธอ ลากเพื่อนเจ้าสาว ที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอมาเอากันอยู่ด้านหลังงาน ทั้งคู่บรรเลงเพลงรักกันอย่างซาบซ่าน ปากก็พร่ำบอกว่า อีกไม่นานเงินของเนยจะเป็นของทั้งคู่ และทั้งสองจะเสวยสุข อยู่ด้วยกันอย่างสมปรารถนา แม้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนยจับได้ ว่าผัวกับเพื่อนสนิทมีอะไรกัน และเนยก็เคยให้อภัยพวกเขามาก่อนหน้าแล้ว ก่อนที่เจ้าบ่าวคนนี้ของเธอ จะประกาศขอเธอแต่งงาน

เนยรู้ตัวอีกครั้ง เธอก็เห็นปลายมีดแหลมนั้น กระหน่ำแทงเข้าที่คอเพื่อนเจ้าสาวขณะที่เจ้าบ่าวของเธอยังหลับตาซอยเอวเข้าออกอย่างเมามัน จนเมื่อร่างของเพื่อนเจ้าสาวร่วงลงไปกองกับพื้น เจ้าบ่าวก็ถูกฟาดเข้าให้ที่ท้ายทอยลงไปนอนข้างกับเพื่อนเจ้าสาว เนยคว้าเอาคบไฟที่จุดเป็นทางเดินเข้างานแต่งงาน มาทิ่มเข้าหน้าเจ้าบ่าวของเธอ ที่ชายหนุ่มร้องโหยหวน พยายามปัดไฟนั้นออก จนสะเก็ดไฟบางส่วน กระเด็นมาเข้าหน้าของเนยเช่นกัน

เจ้าบ่าวนอนแน่นิ่งไปเพราะพิษบาดแผล เพื่อนเจ้าสาวนั้นจากไปตั้งแต่ถูกคมมีดครั้งแรก เนยยืนมองทั้งสองคนอย่างไร้ความรู้สึก มีดในมือเต็มไปด้วยคราบเลือด ชุดเจ้าสาวสีขาวของเธอเปื้อนไปด้วยความอัปรีย์ ก่อนที่มีดในมือของเนย จะค่อย ๆ ถูกดึงออกจากมือ ตำรวจหนุ่มเอามีดมาถือเอาไว้ ก่อนจะดึงเอาตัวของเนยเข้ามากอด เขาสัญญาว่า เขาจะดูแลเนยเองต่อจากนี้ไป



เจ้าบ่าวของเนยที่ในตอนนี้ นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงนั้น ได้แต่หลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา เมื่อต้องทนฟังเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากจอย แต่มันก็เพียงแค่สักพัก ก่อนที่ห้องนั้นจะกลับมาเงียบสงัดตามเดิม และในตู้เย็นของเนย ก็จะมีเนื้อบด ตับห่าน ที่ตำรวจหนุ่มจะเอาไปแช่เก็บเอาไว้ โดยมีส่วนผสมของยากระตุ้นกำหนัด มันคงมากพอกับการตอบรับงานจากหน้าเว็บไซต์นั้น ในครั้งต่อไป

*******************************

Inspired by “เพลง My Bloody Valentine”
แปลเนื้อร้องภาษาไทย โดย KADUMPA

Thai Lyircs Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=QiOPc06yjII

My valentine running rings around me

Hanging by a thread but we're loosening, loosening

The sparks are flyin' not the type that we need

Bringing a fire that is burning me, burning me


คืนวันวาเลนไทน์แว่วหวานอยู่ไม่ไกล

บนด้ายบางสั่นไหวที่คลายปมจนอ่อนล้า

ไฟรักที่สุมทรวงแต่ไม่สุขสมอุรา

แผดเผาจ้าร้อนระทมจนซมซาน


I know

Nobody said that it'd be easy

My heart

That we could find a way ,make a way

But you don't

You don't prioritize me

How I s'posed to believe yours games will ever change, ever change


ข้าก็รู้มันแสนยากลำบากยิ่ง

เมื่อความจริงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ข้าไม่ใช่เป็นที่หนึ่งดั่งหนามยอก

เกมรักเจ้าลวงหลอกไม่เปลี่ยนผันไม่เปลี่ยนแปลง


It's such a dirty mess imperfect at it's best

But it's my love, my love, my bloody valentine

Sometimes I wanna leave but then I watch you next to me

My love, my love, my bloody valentine


ดั่งโคลนปักจมดิ่งเน่าให้สิ้นหัก

เมื่อดูรักละเลงเลือดมิปานหมาย

อยากผลักไสเจ้าให้ห่างให้ร้างกาย

ทำเพียงได้แค่ยึดยื้อและครอบครอง


Maybe I should but still I just can't walk away

Try to convince me once again that I should stay

Through all the brokenness this bleeding heart must confess

I love my, love my bloody valentine


อยากจะไปเสียให้พ้นจากตรงนี้

เพียงว่ามีคำทักท้วงทานทัดให้

ต้องทนอยู่รู้ร้าวรานทั้งกายใจ

ที่ทนได้ด้วยว่ารักมันปักทรวง


I open doors but you close them on me

I'm compromising won't you show the same, help the change

You're phone is ringing it says shorty, so tell me

What's her name, how'd she get your number

Don't try to be playin' me


ใจหนึ่งเปิดประตูให้เจ้ากลับปิด

ใจหนึ่งชิดจะยอมความเจ้ากลับประหัตประหาร

เสียกเรียกเพรียกอื่นใดหรือคือชื่อนาง

ซ้ำเจ้ายังจางรักข้าให้ช้ำตรม


'Cause I'll know

Before you even say anything

But I hope

You wouldn't lie to me, don't lie to me

You know that we've been here before

Oh Don't patronize, don't feed me lines

Just change your ways, yeah make it right


ก่อนเจ้าเอ่ยชิวหาใบบอนกลิ้ง

จงอย่าชิงโปปดมดเท็จข้า

ใช่ว่าเราไม่เคยผ่านตรงนี้เดิมเพลา

หยุดเสแสร้งและแจ้งข้าแต่เรื่องจริง

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 4.ใจเอย



“รอคุณหมอก่อนนะคะลูก แป๊บเดียว เดี๋ยวเราก็ได้ตรวจแล้ว” แก้วพูดพลางลูบท้องของเธอเองอย่างอ่อนโยน แววตาของเธอ บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เธอมีความสุขมากแค่ไหน กับลูกที่อยู่ในท้องของเธอนี้ แก้วเงยหน้าขึ้นมองไปทางห้องตรวจ วันนี้มีคนไข้มารอพบคุณหมอเยอะพอสมควร จากที่แก้วลองกวาดสายตามอง

“กี่เดือนแล้วคะเนี่ย” เสียงถามดังมาจากผู้หญิงที่นั่งอยู่ถัดจากแก้วไปไม่ไกล “ใกล้คลอดเต็มทีแล้วล่ะค่ะ” แก้วตอบกลับไป เธอพอจะเข้าใจ ว่าทำไมหลายคนถึงถามเธอแบบนี้ เพราะว่าท้องของเธอขยายใหญ่มาก จนหลายคนนึกว่าเธอตั้งครรภ์ลูกแฝด

“ผู้หญิงหรือผู้ชายคะ” คำถามนี้อีกเช่นกัน ที่แก้วถูกถามบ่อยเหลือเกิน แต่เธอก็ไม่เคยเบื่อหรอกนะ ที่จะตอบมันซ้ำ ๆ “เอาไว้ลุ้นวันคลอดเลยค่ะ จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ก็โอเคทั้งนั้นแหละค่ะ นี่พ่อเค้าก็แทบจะรอไม่ไหวแล้ว อยากเจอหน้าลูกเต็มแก่” แก้วตอบด้วยรอยยิ้มของคนที่รู้ว่า ตัวเองจะได้เป็นแม่คน เธอมีความสุขมากเหลือเกิน ที่จะได้เห็นหน้าลูกของเธอเร็ว ๆ นี้

“แล้วพ่อเด็กล่ะคะ ไม่ได้มาด้วยกันหรือ” แต่คงเป็นคำถามนี้กระมัง ที่แก้วไม่อยากถูกถาม สีหน้าและน้ำเสียงของแก้วเปลี่ยนไปในทันที เธอเชิดหน้าขึ้น ลำคอตรงอย่างหยิ่งทะนง “เขาไม่ว่างค่ะ ติดงาน ขอโทษทีนะคะ คุณหมอเรียกดิฉันเข้าตรวจแล้ว” แก้วพูดจบก็ใช้มือดันตัวลุกขึ้นยืน ท้องของเธอโตจนอุ้ยอ้ายไปหมด

“ไม่ต้องค่ะ ฉันยืนเองได้” แก้วปฏิเสธความช่วยเหลือจากพยาบาลเช่นกัน อะไรกัน ตอนผู้หญิงคนนั้นถามคำถามที่เสียมารยาท พยาบาลไม่กรูกันเข้ามาช่วยปราม แต่พออย่างนี้ จะมาทำดีเอาหน้า อย่าหวังเลยว่าเธอจะยอมให้เป็นแบบนั้น “ยังไงคราวหน้า จะถามอะไรใคร อย่าละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวให้มากเกินไปจะดีกว่านะคะ” แก้วหันไปพูดกับผู้หญิงคนนั้นด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวในอารมณ์ ก่อนจะเดินเข้าห้องตรวจไป

“คุณหมอสวัสดีค่ะ” แก้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียงตรวจคนไข้ เธอหวังว่า วันนี้เธอคงจะไม่ต้องขึ้นขาหยั่ง แบบครั้งที่แล้วนะ ใกล้คลอดแล้ว เธอกลัวไปหมด กังวลกับทุกเรื่อง เธอไม่อยากให้อะไรมาเป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น นี่ถ้าแม่ของเธอยังอยู่ เธอคงไม่ต้องคิดมากอะไรแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ แม่คงจะมากับเธอตามที่หมอนัดทุกครั้ง และเธอคงจะสบายใจมากกว่านี้

“รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับวันนี้” คุณหมอหนุ่มหล่อถามแก้ว เธอนึกขำขันกับตัวเอง นี่ถ้าเธอไม่มีสามีแล้ว และกำลังจะมีลูกกับเขา เธอว่า คุณหมอท่านนี้ก็น่าแอ๊วไม่หยอก “หงุดหงิดไปหมดเลยค่ะ นี่ก็เพิ่งเจอคนไม่มีมารยาทถามคำถามน่าเกลียดที่ด้านนอกนั่น ก่อนที่จะเข้ามาหาคุณหมอนี่แหละค่ะ” แก้วถอนหายใจอย่างคนเหลืออด แต่ก็หัวเราะออกมาอย่างคนที่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

“โอเคครับ” คุณหมอพูดตอบกลับมาอย่างสุภาพ แหม นี่เราพูดจนคุณหมอรู้สึกเกร็งไปเลยหรือเปล่าเนี่ย ตายแล้ว แก้ว เธอใจเต้นแรงมากนะ ถ้าหากว่า คุณหมอจะขอตรวจภายในอย่างครั้งที่แล้ว แก้วอายมากจริง ๆ ก็คุณหมอดันหล่อ หน้าตาดี แถมยังสุภาพมากขนาดนี้ ถ้าเธอเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ธรรม์ฟัง มีหวังเขาต้องหึงเธอไม่น้อยแน่ ๆ แก้วคิดจนมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้า



ธรรม์เดินลงบันไดจากชั้นสองของตัวบ้าน เขามองไปที่ห้องทานข้าว แม็คนั่งอยู่ตรงนั้น คนที่นั่งเงียบ ๆ ทานข้าวเย็นอยู่เพียงลำพัง เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาให้เห็นโดยไม่ปิดบัง ธรรม์เดินมาหาแม็ค เขาก้มลงจะหอมแก้มอีกฝ่าย แต่แม็คเลื่อนแก้มหนี ธรรม์พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง เพื่อให้แม็คคลายความไม่พอใจนี้ลงมาบ้าง

“ธรรม์จะต้องไปทำไมบ่อย ๆ มันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” แม็คระเบิดคำพูดออกมา เขาคิดว่า เรื่องนี้มันจะมากเกินไปสักหน่อยแล้ว “ธรรม์ก็แค่ไปดูแลเขา เท่าที่จะทำได้” ธรรม์ที่คิดจะทานข้าวเย็นกับแม็คก่อนที่เขาจะออกไป เกิดเปลี่ยนใจ เพราะคิดว่า ลองเป็นแบบนี้ เขากับแม็คได้ทะเลาะกันยาวแน่ ๆ

“ดูแล” แม็คตวาดออกมาจนเสียงดังลั่นบ้าน “คนที่ธรรม์ต้องดูแลคือแม็ค ไม่ใช่มัน ส่วนมันจะเป็นยังไง ก็เรื่องของมัน ตาย ๆ ไปซะได้เลยยิ่งดี” แม็คตะโกนใส่หน้าธรรม์ด้วยอารมณ์โกรธที่พลุ่งพล่านถึงสุด “แม็ค มีเหตุผลหน่อยสิ ธรรม์เองก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ธรรม์ทำลงไปนะ อย่าลืมสิ” ธรรม์พยายามจะอธิบายให้คนรักหนุ่มของเขาเข้าใจ

“รับผิดชอบ” แม็คผลักจานข้าวออก ก่อนจะลุกขึ้น แล้วทำท่าจะเดินขึ้นไปข้างบนบ้าน ธรรม์พยายามจะคว้าแขนของแม็คเอาไว้ แต่แม็คก็สะบัดออกจนสุดแรง “เอากับมันกี่ครั้งล่ะ ความรับผิดชอบมันถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ ที่ธรรม์บอกกับแม็คว่า ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันแล้ว ก็นี่สินะ คำตอบของการไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันน่ะ” ธรรม์ได้แต่มองตามแม็ค ที่เดินกระทืบเท้าขึ้นชั้นสองของบ้านไป



เสียงรถจอดที่หน้าประตูบ้าน แก้วมองออกไปดูที่นอกหน้าต่าง ธรรม์กำลังเปิดประตูรั้วเข้ามา ในมือหิ้วถุงข้าวของต่าง ๆ พะรุงพะรัง แก้วที่กำลังง่วนอยู่อาหารเย็นในครัว เธอตักอาหารที่เธอปรุงอย่างสุดฝีมือขึ้นชิม แก้วยิ้ม พึงพอใจกับรสชาตินั้น เธอหันไปที่ประตู เมื่อได้ยินธรรม์เปิดประตูบ้านเข้ามา

“ดูสิใครมา” แก้วยิ้มกว้าง เธอลูบท้องที่ใหญ่โตของเธอ “พ่อกลับถึงบ้านแล้วลูก” แก้วก้มลงพูดกับท้องของเธอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับธรรม์ “มาทันเวลาอาหารเย็นพอดีเลยค่ะ แก้วเพิ่งทำสตูเนื้อเสร็จพอดี นี่แก้วดูสูตรมาจากในอินเทอร์เน็ตเลยนะคะ ทำสุดฝีมือเลย ธรรม์ทานข้าวกับแก้วนะคะเย็นนี้” แก้วพูดจบก็เดินเข้าไปในครัว หยิบจานและช้อนส้อม เตรียมพร้อม

“คุณเป็นยังไงบ้างวันนี้” ธรรม์วางของใช้ที่จำเป็น ที่เขาแวะซื้อที่ซูเปอร์ ระหว่างทางมาที่นี่ ก่อนจะถามอีกฝ่ายออกไป “ก็ดีค่ะ วันนี้แก้วไปหาหมอมา หมอบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แค่ต้องระวังอย่าให้เครียด แต่ไม่ไหวเลยนะคะ แก้วเจอคนพูดจาไม่ดีด้วย แต่ไม่เป็นไร ช่างเถอะ แก้วไม่อยากเอามันมาใส่ใจ เดี๋ยวจะเครียดตามที่หมอว่าไว้” แก้วที่ตักอาหารใส่ชาม ก่อนจะหันมามองที่ธรรม์

“ผมไม่ค่อยหิวน่ะ” ธรรม์บอกออกไป สีหน้าของแก้วดูผิดหวัง เธอวางจานข้าวลงข้างซิ้งค์อย่างแรง “หมอนัด แต่ธรรม์ไม่ยอมไปด้วยกับแก้ว นั่นยังโอเคนะคะ แก้วเข้าใจ เพราะว่าไม่ว่าง ธรรม์ต้องทำงาน แต่เราไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คนเป็นสามีภรรยาเขาทำกัน นานแล้วนะคะ ตั้งแต่แก้วท้อง เอาเถอะค่ะ เรื่องอย่างว่า ช่างมัน แต่เรื่องกินข้าวเย็นกับแก้ว ธรรม์จำได้มั้ยคะ ว่าครั้งสุดท้ายมันเมื่อไหร่” แก้วพูด หันหลังให้กับธรรม์

“คือผม” ธรรม์พูดอะไรไม่ออก ก่อนจะเห็นแก้วหันหน้ามาทางเขา แก้วยิ้มให้ธรรม์ “ไม่หิวก็ไม่หิว ไว้ธรรม์หิว จะกินตอนดึก ๆ ก็ได้ เอาเป็นว่า ธรรม์ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ” แก้วเดินเข้ามาหาธรรม์ที่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น “แก้วไม่โกรธธรรม์แล้วค่ะ จะทำหน้าซีดทำไมกัน” แก้วยิ้มหวาน ก่อนจะทำหน้าตกใจขึ้นมา

“อุ๊ย ธรรม์คะ ลูกดิ้น” แก้วคว้ามือของธรรม์ไปจับที่ท้องของเธอ ธรรม์เองก็ตกใจ ที่มีแรงดันจากท้องดันมือของเขาอย่างแรง “รู้สึกใช่มั้ยคะธรรม์ ลูกของเราดิ้นแรงมาก นี่หนูเตะคุณพ่อเลยหรือคะ เด็กดื้อของแม่” แก้วเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง เธอรู้สึกตลกไปกับท่าทางของธรรม์ ที่ดูจะตกใจจนเกินเหตุ อย่างว่าแหละนะ คนเป็นพ่อ ไม่ได้ตั้งท้องแบบคนเป็นแม่อย่างเธอ ก็คงประหลาดใจกับเรื่องแบบนี้เป็นธรรมดา

“เดี๋ยวแก้วไปเตรียมเสื้อผ้าให้นะคะ ธรรม์จะได้อาบน้ำ แก้วเพิ่งซื้อชุดนอนใหม่มาให้ธรรม์ พอดีแวะไปที่ห้างมา เห็นลดราคาพอดี ไซส์ใหญ่หน่อยนะคะ พนักงานบอกว่า ไม่มีตัวที่เล็กกว่านี้แล้ว” แก้วกำลังจะเดินไปที่ห้องนอน “เดี๋ยวผมก็กลับแล้ว” แก้วได้ยินธรรม์พูดแบบนั้น ก็หยุดกึก ก่อนจะหันกลับมามอง

“ธรรม์ไม่นอนที่บ้านหลายวันแล้วนะคะ อะไรกัน งานด่วนที่ธรรม์บอกกับแก้ว ว่าต้องค้างที่สำนักงาน นี่มันเกินไปแล้วนะคะ แก้วท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที แก้วต้องการคนดูแล แก้วต้องการธรรม์มาอยู่ข้าง ๆ อยู่ใกล้ ๆ ถ้าธรรม์จะไม่ห่วงแก้ว ธรรม์ก็ต้องห่วงลูกบ้าง ลูกของเรากำลังจะเกิด กำลังจะลืมตามาดูโลก” ยังไม่ทันที่แก้วจะพูดจบ แก้วก็ร้องออกมา

“โอ๊ะ ธรรม์คะ” แก้มก้มลงมองที่ขาทั้งสองข้างของเธอ มีน้ำเมือกใสไหลนองอยู่ที่พื้น “โอ๊ย ธรรม์” แก้วร้องออกมาเสียงดัง “แก้วเจ็บท้อง” อาการปวดนั้นมันเกินกว่าที่แก้วจะบรรยายออกมาได้จริง ๆ “คุณ ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวผมเรียกรถโรงพยาบาล” ธรรม์ตกใจ รีบตั้งสติและคิดว่าควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป ในระหว่างที่แก้วส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่น



แม็ครีบจ้ำเท้าเดินเข้ามาในโรงพยาบาล เขากำลังโกรธและโมโหเป็นอย่างมาก ที่ธรรม์พาตัวเองมาวุ่นวายกับเรื่องบ้า ๆ นี่ จนมันมากเกินจะรับไหว แม็คเดินหาคนรักหนุ่มของเขา จนเห็นว่า ธรรม์ยืนอยู่ไม่ไกลกับใครคนหนึ่ง ที่นั่งอยู่บนรถเข็น

“ธรรม์ กลับบ้านกับแม็ค” ธรรม์หันไปตามเสียงออกค่ำสั่งนั้น “เดี๋ยวนี้” แม็คคว้าข้อมือของธรรม์ เพื่อดึงให้อีกฝ่าย เดินตามเขาออกไปจากที่นี่ “ธรรม์คะ นี่มันอะไรกัน” เสียงถามดังมาจากคนที่นั่งอยู่บนรถเข็น “คุณคิดจะทำอะไร ปล่อยมือจากสามีของฉันนะคะ วันนี้ฉันเกือบเสียลูกไป ดีที่หมอช่วยชีวิตลูกของฉันกับธรรม์เอาไว้ได้ แต่ทำไมคุณยังมารังแกฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อีกคะ” แม็คมองไปที่รถเข็น เขารู้สึกสังเวชใจ ปนอนาถใจ

“อีบ้า นี่มึงจะบ้าไปถึงไหน” แมคเดินเข้าหาอีกฝ่าย ไม่สนใจการห้ามปรามของธรรม์ “มึงดู มึงดูสารรูปของมึง” แม็คผลักรถเข็นดันให้มันเข้าหากระจกบานใหญ่ ไม่ไกลจากตรงนั้น มึงดูซะให้เต็มตา อีโรคจิต มึงเป็นผู้ชาย มึงไม่ได้ท้อง มึงแหกตาดู แหกตาดูซะ อีบ้า อีบ้า” แม็คบังคับให้อีกฝ่ายดูเงาในกระจกของตัวเอง ที่สะท้อนออกมา

ภาพในกระจก คือผู้ชายร่างกำยำล่ำสัน ที่อยู่ในชุดคลุมท้องของผู้หญิง นั่งอยู่บนรถเข็นผู้ป่วย ใบหน้าที่เห็นนั้นดูอิดโรย ผมเผ้าดูรุงรัง หนวดเคราขึ้นครึ้มเขียว เงาในกระจกยกมือขึ้นแตะท้องที่ใหญ่โตของตัวเอง ก่อนจะกรีดร้องเสียงดังลั่น และร้องไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง ธรรม์สลดใจที่เห็นภาพตรงหน้า แม็คเองนั้นตกใจกับภาพที่เห็น



“ผู้ป่วยมีอาการจิตเภทขั้นรุนแรง หมอสันนิษฐานว่า อาการป่วยนี้น่าจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่มันยากที่จะตรวจพบ ในช่วงวัยนั้น” ธรรม์ได้คุยกับจิตแพทย์ก่อนหน้านี้ “ปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการแยกแยะไม่ได้ว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องจริง รวมทั้งผู้ป่วยรายนี้ มีอาการเห็นภาพหลอนร่วมด้วย ผู้ป่วยสร้างจินตนาการขึ้นมา ว่าตัวเองเป็นคนคนนั้น และเชื่อจริง ๆ ว่าเขาเป็นคนคนนั้น และนั่นทำให้ร่างกายของเขา ตอบสนองความคิดและความรู้สึกนั้น ๆ ที่มี ขึ้นมาจริง ๆ”

“ถือเป็นเคสที่หายากมากมากครับ” คุณหมอสูตินรีเวชหน้าตาดีคนนั้นพูดขึ้น “คนไข้มีอาการตั้งครรภ์เทียมขึ้น และพัฒนาไปตามระยะเวลา เหมือนกับว่าได้ตั้งท้องจริง ๆ” คุณหมอพูดอธิบายให้ธรรม์ฟัง “ร่างกายของคนไข้ตอบสนองเรื่องต่าง ๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ ทั้งเรื่องเด็กขยับตัวในท้อง ทั้งเรื่องน้ำคร่ำที่ไหลออกมา” คุณหมออธิบายต่อไป

“คนไข้เชื่อจริง ๆ ว่าตัวเองตั้งครรภ์ คุณพอจะบอกสาเหตุให้หมอทราบได้มั้ยครับ คือคุณสองคน” หมอสูตินรีเวช ซักถามธรรม์ “ครับ” ธรรม์ยอมรับออกไป “ผมกับเขามีเพศสัมพันธ์กัน” ธรรม์บอกกับหมอทั้งสองท่านไป ว่าเขาเคยมีอะไรกันจริง “แต่ผมป้องกันทุกครั้งนะครับ แต่ว่า” ธรรม์นึกถึงสิ่งที่เขาได้เห็นกับตา แล้วก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี

“เขาเอาน้ำอสุจิของผมในถุงยาง ใส่เข้าไปในช่องทาง คือ” คุณหมอทั้งสองท่านพยักหน้ารับทราบ และไม่ต้องให้ธรรม์อธิบายอะไรอีก เพราะหมอเข้าใจและไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติอะไรที่ผู้ชายสองคน จะมีเพศสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน เพียงแต่ว่า สิ่งที่ธรรม์เล่านั้น คงเป็นเหตุผลหลัก ที่ทำให้คนไข้เชื่อว่าเขาได้ตั้งท้องจริง ๆ



“ก้อง” ธรรม์นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายคนนี้ ที่เชื่อโดยสนิทใจว่าเขาคือ แก้ว หญิงสาวที่กำลังตั้งท้องให้กัคนรักหนุ่มที่ชื่อว่าธรรม์ จนใช้ชีวิตเหมือนกับหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่ง ไปไหนมาไหนข้างนอก โดยสวมชุดคลุมท้อง พูดด้วยสรรพนามของอิสตรี ทำเสียงเล็กเสียงน้อย เพราะใจนั้นรับรู้แต่เพียงว่า เขาคือแก้ว และจะเป็นแก้วของธรรม์เท่านั้น ท่ามกลางสายตาแห่งอคติ ความไม่เข้าใจ ให้เป็นตัวตลก โดนชี้นิ้วหัวเราะขบขัน

ธรรม์นึกย่อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขาได้เจอก้องครั้งแรก ก้องประกาศหารูมเมท เพื่อหาคนมาช่วยหารค่าผ่อนบ้าน เพราะแม่ของก้องเสียชีวิต ตอนที่ก้องเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง ธรรม์ตอบรับประกาศบนบอร์ดมหาวิทยาลัย ด้วยรู้ว่า ก้องที่แม้จะร่างกายกำยำ หุ่นดีมีกล้าม แต่จริง ๆ แล้ว ก้องซ่อนความตุ้งติ้งเอาไว้ภายใน

ไม่นานหลังจากธรรม์ย้ายเข้ามาอยู่กับก้อง เขาก็เริ่มต้นอ่อยก้อง ถอดเสื้อโชว์หุ่นใส่แต่เพียงบ็อกเซอร์ตัวเดียว ให้ของรักของสงวนเขาโผล่ให้ก้องเห็นวับ ๆ แวม ๆ บ้าง ทำอยู่หลายครั้ง ก็เริ่มแกล้งทำผ้าเช็ดตัวหลุดให้ก้องเห็นเต็ม ๆ ตาบ้าง จนเมื่อเห็นว่า ก้องติดกับเขาแน่ ๆ แล้ว ก็แกล้งเมากลับบ้านมาคืนหนึ่ง แล้วให้กล้องช่วยดูแลเช็ดตัวให้ จนทั้งสองคน มีอะไรกันเลยเถิดในคืนนั้น

ธรรม์ทำทุกวิถีทาง เพื่อทำให้ก้องหลงรักเขา และมันก็เป็นไปเช่นนั้น เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องสงสัย ว่าก้องตกหลุมรักครั้งใหญ่ จากที่ธรรม์ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน เพื่อก้องจะได้ไปผ่อนบ้านต่อ ต้องกลายเป็นว่า ก้องทำงานพิเศษเพิ่มอีกหลายงาน ด้วยความรักที่มีต่อธรรม์ และนี่คือบ้านของเขาเอง ที่ตอนนี้มีคนรักมาอยู่ด้วย คนรักที่เขาไว้ใจและทุ่มเททั้งชีวิตให้

แต่แล้ว เมื่อใกล้เรียนจบ ก็ถึงคราวที่แม็ค แฟนตัวจริงของธรรม์เข้ามาในภาพรวม แม็คที่ไม่เคยสงสัยว่า ธรรม์กับก้องจะมีความสัมพันธ์อะไรเกินเลย นอกจากการเป็นเพื่อนร่วมบ้านกัน เพราะก้องแสดงออกกับทุกคนอย่างที่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเป็น แม็คก็ได้ค้นพบความจริง ธรรม์ที่ไม่คิดจะเลิกกับแม็ค ยอมสารภาพว่าเขามีอะไรกับธรรม์จริง

ที่บ้านแม็ค เตรียมงานแต่งงานของทั้งคู่ไว้แล้ว แม็คที่แม้จะโกรธธรรม์ที่นอกใจ แต่ก็ำไม่สามารถให้ที่บ้านของตัวเอง ที่เป็นเศรษฐีตระกูลใหญ่รู้ได้ว่า ตัวเองถูกแฟนหนุ่มหักหลัง เพราะนั่นจะทำให้พ่อของแม็คนั้นพูดถูก ที่เคยพูดปรามาสแม็คเอาไว้ ถึงความสัมพันธ์ของคู่รักชายชาย ว่าดีแต่เอากันไม่เลือกฤดู แม็คยอมไม่ได้

“งั้นเอาอย่างนี้” เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น “แกไปเช่าชุดเจ้าสาวมา แล้วให้ฉันใส่ถ่ายรูปพรีเว็ดดิ้งกับธรรม์ แล้วส่งให้อีก้องมันดู ทำการ์ดแต่งงานปลอม ๆ ชื่อธรรม์กับผู้หญิง ส่งไปให้มัน ให้มันรู้ว่า คนอย่างมันไม่มีหวังตั้งแต่แรกแล้ว” แม็คเห็นด้วยกับแผนการนี้ ส่วนธรรม์ที่มีชนักปักหลังอยู่ ทำได้แค่เงียบและทำตาม ด้วยรู้ว่าแม็คสามารถดลบันดาล ให้เขาเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่ต้องการให้เขาได้ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยในชีวิต

ก้องที่ได้รับรู้ถึงข่าวการแต่งงานของธรรม์ ถึงกับเสียสติ ร้องไห้จนแทบขาดใจ ยิ่งธรรม์ไม่รับสายที่ก้องกระหน่ำโทรไปหา แถมไม่ยอมติดต่อกลับมา มันทำให้อาการจิตเภทที่ก้องมีมานานหลายปี ได้จุดปะทุ ภายนอก ก้องเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง แต่ภายในจิตใจที่แสนจะบอบช้ำของเขา มันได้เปลี่ยนคนที่คิดว่าเจอกับรักแท้อย่างเขา ไปตลอดกาล



“ธรรม์คะ” ก้องที่นั่งอยู่บนรถเข็น หันมาพูดกับธรรม์ด้วยเสียงที่พยายามบีบให้เล็กเหมือนผู้หญิง “หมอบอกว่า หมอต้องเอาลูกของเราออก” ก้องพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ เสียงของคนที่หัวใจกำลังแตกสลาย “ธรรม์ช่วยบอกหมอที อย่าให้หมอเอาลูกของเราไป นะคะธรรม์ แก้วขอร้อง” ก้องพูดด้วยน้ำตานองหน้า

“ก้อง” ธรรม์เรียกอีกฝ่าย “นะคะก้อง แก้วรักลูก อย่าให้ใครมาเอาลูกของเราไป” ก้องพูดอ้อนวอน แขนทั้งสองข้างของเขา โอบท้องขนาดใหญ่นั้นไว้ ด้วยต้องการปกป้องสิ่งล้ำค่าที่สุดนั้นเอาไว้ด้วยชีวิต “ก้อง ธรรม์ขอโทษ ธรรม์ขอโทษ ก้อง ธรรม์ผิดไปแล้ว”

ธรรม์ซบหน้าลง สะอึกสะอื้นไปกับความผิดพลาดที่ตนได้ก่อเอาไว้ ได้แต่พูดขอโทษอีกฝ่าย ที่ตอนนี้ไม่รับรู้การมีอยู่ของก้องอีกต่อไป มีเพียงแต่แก้ว ที่เธอต้องอยู่ในโลกแห่งความเจ็บช้ำ ผิดหวัง ที่แสนจะโหดร้ายนี้ต่อไปเพียงลำพังผู้เดียว

****************************

Inspired by “เพลงปาฏิหาริย์”
คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน

Won’t let us miss the chance

ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร

I’ll be your first love

มันน่าเสียดาย

But that is just a shame


เมื่อเราเจอกันเจอกันแค่ครั้งเดียว

When we first met, that very first sight

ก็ผูกพันเหมือนใกล้ชิดมานาน

Like we have had this bond a long while

บอกไม่ถูกว่าทำไม

I can’t tell you why

หรือเราจะเคยได้เจอกันชาติก่อน

It might be that we together spent a lifetime before


ต่างใจตรงกันมองตาก็เข้าใจ

From your heart to mine, we get it right

แต่คงเป็นเพียงได้แค่มองตา

Sad that it can be just looking in the eye

อยากจะกอดเก็บเธอไว้

Wish I could hold you tight

แต่พบกันเมื่อสาย

But it was too late for that

ไม่อยากจะแย่งใคร

Cannot make you mine


น่าจะเจอกันมาตั้งนาน

We should have met really sooner

ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร

Before you’ve already belonged to someone

อยากให้มันมีปาฎิหารย์

Wish for a miracle

ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป

That I could turn back time

จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน

Won’t let us miss the chance

ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร

I’ll be your first love ever

มันน่าเสียดาย

But that is just a shame

ปาฏิหารย์ไม่มีจริง

So called miracle doesn’t exist


ต่างใจตรงกันมองตาก็เข้าใจ

From your heart to mine, we get it right

แต่คงเป็นเพียงได้แค่มองตา

Sad that it can be just that looking in the eye

อยากจะกอดเก็บเธอไว้

Wish I could hold you tight

แต่พบกันเมื่อสาย

But it was too late for that

ไม่อยากจะแย่งใคร

Cannot steal you from anyone


น่าจะเจอกันมาตั้งนาน

We should have met really sooner

ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร

Before you’ve already belonged to someone

อยากให้มันมีปาฎิหารย์

Wish for a miracle

ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป

That I could turn back time

จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน

Won’t let us miss the chance

ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร

I’ll be your first love ever

มันน่าเสียดาย

But that is just a shame

ปาฏิหารย์ไม่มีจริง

So called miracle doesn’t exist


น่าจะเจอกันมาตั้งนาน

Wish I could see you first

ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร

Before you would be someone else’s

อยากให้มันมีปาฎิหารย์

Wish God would do all wonders

ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป

If I would be sent back in time

จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน

I will never have us miss our chance

ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร

I’ll say I love you before other people do

มันน่าเสียดาย

The shame to endure


น่าจะเจอกันมาตั้งนาน

Wish I could see you first


ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร

Ask not you fall in love with no one

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
T_T เศร้ามาก ทุกเรื่องเลย แต่ชอบมากเช่นเดียวกัน

ชอบเรื่องที่ 3 ที่สุด (ุถึงยังงงๆว่าคุณตำหนวดอยู่ดีๆมาชอบเนยได้ยังไง)

ขอบคุณนะค้า

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 5.ด้วยหัวใจ





“เฮ้ย ไหน ๆ ก็มาแล้วเพื่อน นั่งดื่มกันก่อน อย่าเพิ่งรีบกลับ” เลโอชายหนุ่มทรงหนุ่มออฟฟิศ ใส่แว่น เสื้อเชิ้ต กางเกงแสล็คขายาวสีดำ รองเท้าหนังมันวาว พยายามขอตัวกลับก่อน เมื่อเขาคิดว่า เขาไม่เหมาะกับสถานที่อะไรแบบนี้ แต่ต้องขับรถมาส่งบรรดาเพื่อน ๆ ที่จะมาปาร์ตี้กันต่อ หลังจากที่นัดรวมตัวกินมื้อค่ำกัน “เอ้า แก้วนี้ เราเลี้ยงเอง” ใครสักคนในกลุ่มเพื่อนสนิท ส่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งอยู่ตรงหน้าของเขา

“ถ้าไม่ชอบสาว ๆ ก็นั่งเอ็นจอยดูหนุ่ม ๆ ไป” เพื่อนคนที่รั้งให้เลโออยู่สนุกกับค่ำคืนนี้ก่อน พูดขึ้น ก่อนจะเดินไปทักทายคนอื่น ๆ ภายในงาน “คือ ไม่ใช่ คือ อืม” เลโอไม่ทันจะได้พูดแก้ตัวอะไร ก็จำต้องยอมจำนนต่อสิ่งที่ตัวเขานั้นชอบ ซึ่งเพื่อน ๆ คนอื่นก็คงจะรู้เช่นกัน และเลโอเองก็รู้สึกเหนื่อย ที่จะปิดบังต่อไป

เลโอยกแก้วเครื่องดื่มสีอำพันนั้นขึ้นจิบ รสชาติของมันแรงจนเขาคิดว่า ถ้ายังดื่มต่อเนื่องกับปริมาณแอลกอฮอล์ระดับนี้ เขาคงคอพับคออ่อนในไม่ช้านี้แน่ บรรยากาศของผับในคืนนี้ดูเร่งเร้าและเร่าร้อนอย่างประหลาด ผู้คนที่มาทั้งชายและหญิง ต่างดูจะกระหายที่จะทำความรู้จักกัน เพื่อพากันไปจบกันบนเตียงที่ไหนสักแห่งในมหานครแห่งนี้

เลโอมองสำรวจไปรอบ ๆ ร้าน แผ่นโปสเตอร์ปิดประกาศมองเห็นได้โดยทั่ว กับค่ำคืนแห่งคราสเต็มดวง ใช่แล้ว ในคืนนี้ ดวงอาทิตย์ โลก จะเดินมาเรียงตัวกัน เพื่อสร้างเงาบนดวงจันทร์ ธีมของงานในค่ำคืนนี้ ดูจะดึงดูดให้ผู้คนออกมาที่ผับแห่งนี้ได้มากเกินคาด และต่างดูจะดึงดูดกันเองอย่างไม่ปิดบัง เมื่อหลายต่อหลายคู่ เริ่มแสดงออกว่าต่างฝ่าย ต่างต้องการกันและกัน

เลโอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบเครื่องดื่ม พลันผู้คนที่เคยยืนบังด้านหน้าของเขาอยู่ ได้เปิดทาให้เขาเห็น ผู้ชายคนหนึ่ง ที่นั่งอยู่ที่โซฟาด้านไกลตรงข้ามกับเขา ใบหน้ารูปไข่ จมูกเป็นสันสวย จากการมองเห็นด้านข้างนั้น ทำให้เลโอหยุดชะงักและเพ่งมอง ใจของเขาเต้นตึกตัก ตื่นเต้นที่ได้เห็นอีกฝ่าย ด้วยว่าเห็นคนที่ต้องตาต้องใจ

ทั้ง ๆ ที่ใครคนนั้น เบือนหน้าออกจากเสียงอึกทึกภายในร้าน ราวกับไม่สนใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว เลโอรู้สึกแปลก ที่รับรู้ถึงความเศร้าสร้อย แผ่กระจายออกมาจากตัวของคนคนนี้ พลันเลโอก็ต้องตกใจจนมือปัดแก้วเครื่องดื่มตรงหน้าล้มลงจนน้ำสีอำพันนองพื้น เมื่ออยู่ ๆ เขาก็เห็นคนหน้าสวยคนนั้น หันมามองสบตากับเขาตรง ๆ

“เฮ้ย อะไรวะ แก้วเดียวก็เมาแล้วเหรอ ไอ้เลโอ” เพื่อนที่ชวนให้ชายหนุ่มนั่งดื่ม วนกลับมาแซวเขา ก่อนจะสั่งพนักงานให้มาทำความสะอาด และเอาเครื่องดื่มแก้วใหม่มาเปลี่ยนให้ “อ้อ หรือว่าเจอของถูกใจ น้องเขาน่ารักนะเว้ย ถูกใจก็เข้าไปจีบเลย” เพื่อนคนเดิมเย้าหยอก แต่ก็ยุให้เลโอเดินเข้าไปขอชนแก้วกับเป้าหมายจริง ๆ

“เฮ้ย เปล่า” ปากของเลโอพูดปฏิเสธ แต่สายตาก็คอยแต่จะมองไปทางเดิมนั้น ก่อนจะเห็นว่า คนหน้าสวยคนนั้น ไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว แต่มีผู้ชายร่างสูงดูกำยำนั่งประกบข้างอยู่ด้วย “อ้าว เชี่ย มีแฟนแล้ว” เพื่อนของเลโอพูดขึ้น ชายหนุ่มได้ยินแบบนั้น ก็ใจหล่นวูบ “เฮ้ย ยกแก้วขึ้นชูกลับสิวะ” เพื่อนเชียร์ให้เลโอทำตาม เมื่อผู้ชายร่างกำยำนั้น ค้อมศีรษะให้ ยิ้มมา แล้วชูแก้วเหล้าขึ้นเพื่อผูกมิตร

“เขาเปิดทางให้แล้วมึง ไม่พี่ก็พ่อละมั้ง ไม่น่าจะใช่ผัว” เพื่อนของเลโอพูดติดตลก “อย่างแย่ที่สุด” เพื่อนพูดทิ้งท้าย ก่อนจะกระดกเหล้าที่เหลือในแก้วจนหมด “ก็แมงดาพาน้องหรี่มาอัพราคา หาลูกค้าที่นี่” เพื่อนคนนั้นลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้มตัวลงมาพูดกับเลโอ ก่อนจะเดินจากไปว่า

“ไปเลย กลัวอะไรวะ น่ารักน่าเอาขนาดนั้น ทุ่มหน่อยสิวะเพื่อน” เลโอรู้สึกว่า เขากลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก เมื่อในใจของเขามันตื่นเต้นกับคำพูดของเพื่อน จนเหมือนจะทำอะไรไม่ถูกแล้ว แต่ก่อนที่เลโอจะทันได้คิดอะไรต่อไป “นั่งคนเดียวเหงาแย่” เลโอก็เห็นชายหนุ่มร่างกำยำนั้นมาอยู่ที่ด้านหลังของเขา

“ผมไบร” หนุ่มกำยำคนนั้นพูดแนะนำตัว สายตามองไปทางคนหน้าสวย ในทิศทางเดียวกับสายตาของเลโอ “ผม ผมเลโอ” ชายหนุ่มตอบกลับไป รู้สึกแปลก ๆ จนต้องขยับใบหน้าของตัวเองออกห่างจากอีกฝ่าย ที่ดูจะยื่นหน้าเข้ามาจนใกล้ เลโอเห็นไบรยิ้มออกมา

“สิงห์หนุ่มอย่างคุณ กล้าเสี่ยงมั้ยครับ” พูดจบ ไบรก็เดินไปหยุดยืนอยู่ข้างหน้าเลโอ “เชิญที่โต๊ะครับ” ไบรยิ้มให้ เชื้อเชิญเลโอให้ลุกขึ้น และเหมือนมันมีพลังอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เลโอยืนขึ้นตามคำเชิญนั้น “เดี๋ยวครับ” เลโออยากจะรู้ก่อนว่าไบรกับคนคนนั้น

“ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด” เหมือนไบรจะล่วงรู้ถึงความคิดของเลโอ “งั้นก็ พี่น้อง” เลโอคาดหวังให้เป็นไปในทางนั้น “ไม่ใช่ซะทีเดียว” ไบรหัวเราะออกมาเหมือนกับเพิ่งได้ยินเรื่องขำขัน “ตามมาเถอะครับ อย่าคิดมาก” ไบรพูดจบก็เดินนำหน้ากลับไปที่โต๊ะ เลโอเดินถือแก้วเครื่องดื่มตามไปจนทัน คนหน้าสวยของเลโอ ก้มหน้าไม่สบตากับเขา จนไบรพูดขึ้นว่ามีแขกมาร่วมโต๊ะด้วย เมื่อเชิญให้เลโอนั่งลงข้าง ๆ กับใครคนนั้น

“แนะนำตัวให้เพื่อนใหม่ของเรารู้จักหน่อยสิ” ไบรพูดบอก เลโอจึงเห็นอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตา ดวงตาสวยแต่ดูเศร้าคู่นั้น ทำให้เลโอรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก “แอล” เลโอได้ยินอีกฝ่ายพูดขึ้น ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนจะเห็นแอลสบตากับเขา เหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ เมื่อไบรส่งเสียงในลำคอขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ขอตัวไปห้องน้ำ” แอลพูดกับไบร ก่อนจะลุกเดินไป “สักครู่นะครับ” ไบรพูดกับเลโอ ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามแอลไป เลโอมองเห็นทั้งสองคนไปหยุดยืนคุยกันอยู่มุมมืด ๆ ก่อนจะถึงห้องน้ำ ไบรดูจริงจังกับสิ่งที่เขาพูด ส่วนแอลนั้น ดูลังเล และอยากจะล้มเลิกสิ่งที่อยู่ในใจ

“เธอจะโยกโย้เหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้แล้ว” ไบรพูดขึ้นเสียงเข้ม “ยังไงคนนี้ก็ไม่ใช่” แอลเถียงกลับ ไบรส่ายหน้า “เธอรู้ดี ว่านี่คือคนนั้น” ไบรไม่พูดเปล่า ดึงมือทั้งสองข้างของแอลไปหงายฝ่ามือขึ้นดู ก่อนที่ไบรจะพูดต่ออีกว่า “คืนคราสเต็มดวง คืนนี้พิเศษกว่าครั้งไหน ๆ” แอลผ่อนลมหายใจออกมา เพราะเขาก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ดี

เกือบห้าทุ่มครึ่ง ไบรปิดประตูห้องของคอนโดหรูชั้นบนสุดใจกลางเมืองลง ทิ้งให้เลโอและแอลอยู่กันเพียงตามลำพังสองคน เลโอรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เขารู้ว่าเขาชอบแบบไหน รสนิยมของเขาเป็นเช่นไร แต่หนุ่มวัยยี่สิบเก้าอย่างเขา ยังไม่เคยได้มีอะไรกับผู้ชายด้วยกันมาก่อน จะว่าไป ไม่ว่ากับเพศไหน เลโอก็ไม่เคยทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่ เรื่องที่เขาทำให้ตัวเอง เท่านั้น

แอลมองออกไปด้านนอกหน้าต่างแบบไฮไรส์ พระจันทร์กำลังจะเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ก่อนที่คราสในค่ำคืนนี้จะเต็มดวง เมื่อเวลาหนึ่งนาทีหลังเที่ยงคืน แอลเริ่มรู้สึกว่า เขากำลังจะควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่ได้ กับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นลง โดยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา และยิ่งเวลาใกล้คราสเต็มดวงมากขึ้นเท่าไหร่ กลิ่นกายของเลโอ ยิ่งทำให้แอลก่อเกิดความกำหนัดจนมากล้น

เลโอเห็นแอลกำมือจนแน่น ลมหายใจของแอลเริ่มติดขัด หอบหายใจแรงขึ้น เลโอขยับตัวเข้าไปนั่งข้าง ๆ กับแอล ชายหนุ่มแตะมือของเขากับมือของแอล เลโอเห็นแอลเหมือนจะตัวอ่อนยวบยาบ เพียงแค่สัมผัสเบา ๆ นั้น แอลรู้ได้ทันทีว่า เลโอคือคนคนนั้น เพราะก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้กับใครทั้งนั้น

“ถ้าคุณเริ่ม มันจะย้อนกลับไม่ได้แล้ว” แอลพูดบอกกับเลโอ เสียงพูดของแอลนั้นกระเส่า จนเลโอรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตัวเป็นอย่างมาก เลโอประกบริมฝีปากเข้ากับแอล ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปากนั้นอย่างเร่าร้อนและดุดัน สองมือของเขาตะโบมไล่เลาะ แตะจับ เรือนร่างของแอลไปทั่ว ก่อนจะจัดการให้ร่างนั้นอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เลโอเอง ก็สลัดอาภรณ์คลุมกายชิ้นสุดท้าย ให้หลุดออกด้วยเช่นกัน

คราสดวงจันทร์ทาบทับจนเกือบแนบสนิท เสียงของแอลร้องออกมาเสียงดัง เมื่อเลโอแทรกความแข็งแกร่งนั้น เข้าไปในช่องทางที่ไม่เคยถูกใครชำแรกผ่านมาก่อน สองมือของแอลจิกผ้าปูที่นอนจนแน่น เลโอครางออกมาดังลั่น เมื่อรับรู้ถึงความแน่นนั้นผ่านแก่นกลางลำตัวของเขา เลโอขบกรามจนขึ้นเป็นสันนูน เมื่อเขากดความยาวทั้งหมดนั้นเข้าไปจนแนบเข้ากับบั้นท้ายของแอล

เลโอยังไม่อยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยเวลาอันรวดเร็ว เขาก้มลงจูบกับแอลอย่างดูดดื่ม ชะลอการกระแทกกระทั้นนั้นลง ผ่อนสั้นผ่อนยาว แอลตอบสนองกับทุกสัมผัสที่เลโอมอบให้ ทุกแรงกระหน่ำที่เลโอดันกายเข้าหา แอลแทบจะทนไม่ไหวแล้วปลดปล่อยมันให้ทะลักทลาย

เข็มวินาทีวิ่งเข้าหาหนึ่งนาทีสุดท้าย ก่อนที่คราสจะสมบูรณ์ เลโอรู้ว่า เขาไม่สามารถจะรั้งความรู้สึกนั้นได้อีกต่อไป เขาเร่งจังหวะทั้งแรงและเร็ว จนแอลถึงที่หมายล่วงหน้าเขาไปก่อน โลกเคลื่อนเข้าทาบทับดวงจันทร์จนพอดิบพอดี คราสนั้นสมบูรณ์ เพียงเสี้ยววินาทีที่เลโอปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ไหลเข้าไปในตัวของแอล

เลโอคิดว่าเขาหลับไปได้สักพัก ก่อนที่จะได้ยินเสียงคนพูดรอบตัวเขา และความเจ็บแปลบที่แผ่นอกนั้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะสติวูบดับลงไป แอลยืนมองไบร ยื่นหัวใจของเลโอให้กับเขา โดยมีบรรดาคนในครอบครัวของเขา ยืนอยู่รายล้อม และรอดู พวกเขายินดีปรีดา โห่ร้องกันอย่างมีความสุข ที่เห็นแอลกัดกินหัวใจสด ๆ นั้นอย่างเอร็ดอร่อย ทุกคนดีใจ ที่อาการแห่งโรคร้ายของแอลจะได้หายขาด จบสิ้นความหวาดกลัวที่มีกันเสียที

รุ่งเช้ามีข่าวว่า ได้พบศพของชายหนุ่มคนหนึ่ง ถูกทิ้งเอาไว้ โดยมีสภาพเปลือยเปล่า และหน้าอกของเขาถูกผ่าออก หัวใจถูกชำแหละออกไป การสันนิษฐานเบื้องต้นของทางเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ว่าอาจจะเกี่ยวพันกับการเสียชีวิตของเหยื่อรายก่อน ๆ แต่มีเฉพาะเหยื่อรายนี้ ที่มีหลักฐานว่า มีการร่วมเพศก่อนเสียชีวิต ส่วนรายอื่น ๆ มีเพียงหัวใจ รวมทั้งอวัยวะอื่น ๆ ที่หายไปเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่คาดว่า น่าจะเป็นการประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิประหลาด เกี่ยวเนื่องกับจันทรุปราคาทุกครั้งที่ผ่านมา ก็เป็นไปได้

แอลอยู่ในเสื้อคลุมสีนิล คาดเอวไว้ด้วยโซ่เล็ก ๆ สีเงิน ยืนรอรับคำอวยพรจากสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ชายทั้งหมด ทุกคนต่างยินดี ที่โรคร้ายตามคำทำนายของแอลได้หายเป็นปลิดทิ้ง โดยเฉพาะผู้อาวุโสหลักทั้งหลาย ที่พูดถึงการปลดล็อกสิ่งที่ขัดขวางความรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง ของสิ่งที่บรรพบุรุษได้ทิ้งเอาไว้ให้ และนั่นคือพลังอำนาจ ที่ไม่อาจจะมีใครเทียบเทียม ได้มาไหลวนอยู่ในร่างของแอลแล้ว

“แอลดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก” ไบรตั้งข้อสังเกต ท่านผู้เฒ่าใหญ่สังเกตแอลอย่างพินิจพิเคราะห์ “เวลาเท่านั้นที่จะบอกเราได้” ท่านผู้เฒ่าพูด ก่อนเอามือแนบลงบนหน้าท้องของแอล ก่อนจะดึงเอาฝ่ามือทั้งสองของแอลมาหงายขึ้นดู ทั้งสองข้าง มีรอยกากบาทกลางฝ่ามือที่ใหญ่และเห็นได้ชัด “งดงามที่สุด” ท่านผู้เฒ่าพยักหน้าและยิ้มอย่างพึงพอใจ ส่วนผู้อาวุโสหลักต่างพากันแซ่ซ้อง ว่าถึงเวลาของการกลับมายิ่งใหญ่บนโลกอีกครั้ง ของเผ่าพันธุ์พวกเขาแล้ว

“หากเพียงว่า เจ้ารัตติกาลคนใหม่ จะไม่ถือกำเนิดขึ้น” ไบรพูดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกพวกผู้อาวุโสหลักตำหนิที่พูดถึงเรื่องไร้สาระ “มันเป็นเพียงแค่ตำนานโบราณ เรื่องเล่าปรัมปรา” เสียงพูดนั้นขุ่นมัว และทำให้ไบรต้องก้มหัวขอโทษ “ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มีหรือ ว่าเราจะไม่รู้ อีกอย่าง มันเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่อุปโลกน์ขึ้น เพื่อกดหัวพวกเราเอาไว้” หนึ่งในผู้อาวุโสหลักอีกคนพูดขึ้น

“ตามตำนาน ตอนนี้ก็เหลืออีกแค่ครึ่งคืน จากสามวันหลังจากที่เจ้าหนุ่มนั่นตาย” ท่านผู้เฒ่าใหญ่พูด ทุกคนเงียบเสียงลง “ตราบใดที่แอล ไม่ได้” ทุกคนถึงกับตกใจ ไบรเองก็ไม่ทันสังเกตเช่นกัน แอลหายไปจากตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ “ไปให้ทัน” ท่านผู้เฒ่าสั่งการไบรด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม แต่ลึก ๆ แล้ว เสียงพูดนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น กริ่งเกรง

แอลเดินเข้าไปในห้องเย็นของอาคารนิติเวช ก่อนจะดึงเอาช่องที่บรรจุร่างของเลโอ ออกมาจากช่องเย็น แอลมองใบหน้าซีดขาวของเลโอด้วยความรู้สึกผิด ไม่มีใครสัมผัสความรู้สึกนั้นได้ เหมือนกับที่แอลได้สัมผัส กับชั่วครู่ชั่วยาม ที่แอลได้ใกล้ชิดกับเลโอ มันคือความรู้สึกที่รับรู้ได้ในทันทีว่า เลโอคือคนที่แอลเฝ้าฝันหา คือรักแท้ ที่แอลต้องการได้เคียงคู่

แต่โชคชะตา ฟ้าก็เล่นตลก ที่ความเชื่อในตำนานของครอบครัวเขา เมื่อแอลเจอกับคนคนนั้น ในคือจันทรคราสเต็มดวง ได้เสพสมเสพสุข เพื่อได้รับเอาหยาดหยดจากเขาคนนั้นเข้าไปพักอยู่ในร่างกาย สิ่งหนึ่งที่เขาจะต้องทำ ก็คือ กินหัวใจของคนคนนั้นสด ๆ เพื่อให้คำสาปโรคร้าย ที่ทำให้พวกเขามีแต่ผู้ชาย ขยายเผ่าพันธุ์ไม่ได้ ปลดล็อกโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้หญิง

แอลก้มหน้าลงจนใกล้กับใบหน้าของเลโอ เขากล่าวคำขอโทษเลโอออกมาเบา ๆ แอลหวังว่า เมื่อทุกอย่างจบลง เลโอจะไม่โกรธแค้นเขา แอลรู้ ว่าเขาอ่อนแอเกินกว่าจะต่อต้านคำสั่งของท่านผู้เฒ่าใหญ่และบรรดาพวกผู้อาวุโสทั้งหลายได้ แต่จิตใจที่แอลโหยหาความรักจากใครสักคน ตามวิถีธรรมชาติ มันทำให้แอลตัดสินใจฝืนคำสั่งในครั้งนี้

แอลจูบลงที่ริมฝีปากของเลโอ ก่อนที่ตัวเขาจะรู้สึกว่า พลังงานในร่างกายของเขา เหมือนกับจะถูกดึงออกจากร่างกายไปจนเกือบหมด หากว่าตำนานที่เหล่าบรรดาผู้อาวุโสหลักหวาดกลัว เอาแต่พูดกัน เชื่อกันว่ามันไม่เป็นจริง เมื่อแอลที่กินหัวใจของคนคนนั้นเข้าไปแล้ว กลับมาจูบคืนชีวิตให้ ภายในสามราตรี หลังจันทรคราส เจ้ารัตติกาลจะกลายเป็นจริง

“แอล เธอทำอะไรลงไป” ไบรที่เห็นรางของแอลทรุดอยู่ด้านหน้าตึกนิติเวช ถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แอลในตอนนี้ดูอ่อนแรงกำลัง ไม่ได้ดูมีน้ำมีนวลเหมือนกับเมื่อก่อนหน้านี้ “ทำในสิ่งที่ฉันควรจะทำยังไงล่ะ” แอลตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ รอยกากบาทบนฝ่ามือทั้งสองข้างของแอลยังคงอยู่ แต่มันเลือนและจางลงไปมาก

“ด้วยการทำลายเผ่าพันธุ์ตัวเองลงอย่างนั้นหรือ” ไบรถามด้วยความไม่เข้าใจ “เธอก็รู้ดี ว่าเธอคือความหวังสุดท้าย ในการขยายจำนวนของพวกเรา” แอลหัวเราะออกมาอย่างนึกหยัน “ด้วยการให้ฉันต้องผ่านมือผู้ชายในเผ่านับไม่ถ้วนต่อจากนี้น่ะหรือ” แอลไม่คิดว่า เขาต้องการที่จะทำในสิ่งนั้น “แต่นั่นมันคือชะตาชีวิตของเธอ ที่ถูกกำหนดเอาไว้” ไบรพูดจบ ก่อนจะรู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง ที่แผ่ออกมาจากด้านหลังของตึกนิติเวช แอลหันไปมองตามสายตาของไบร

เลโอลืมตาขึ้น สูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอียงตัวตกจากแผ่นอะลูมิเนียมเย็น ๆ นั้น ลงมานอนเปลือยเปล่าอยู่ที่พื้น ที่เย็นเฉียบไม่ต่างกัน ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ ตัว ก่อนจะพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้ คือเขานอนอยู่กับแอล แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลง จนมาตอนนี้

เลโอก้มลงที่แผงอกของเขา รอยเย็บขนาดใหญ่ พาดอยู่ที่กลางอก ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะ ไม่มีความรู้สึกของหัวใจเต้นอีกต่อไป เพียงเท่านั้น มันเหมือนมีพลังอะไรบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายของเขา สายตาของเขาเปลี่ยนไป ตอนนี้เลโอมองทุกอย่างได้ชัดเจน โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตาอีกต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น สีสันที่เขามองเห็นก็แตกต่างไป เขาสามารถมองผ่านทะลุกำแพงได้ หากว่าเพ่งสมาธิให้แน่วแน่ สัมผัสทางร่างกายตอนนี้ ยิ่งไวต่อความรู้สึก เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะหยิบเอากางเกงวอร์มขายาวที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้มาใส่ ก่อนที่ประสาทการได้ยินเสียงของเขา จะรับรู้ถึงบทสนทนา ที่ดังมาจากด้านหน้าตึกแห่งนี้ได้

“ไม่ใช่แค่เพียงเผ่าพันธุ์เราที่จะสูญสิ้น ชีวิตของเธอเองก็จะไม่รอด” ไบรตะโกนใส่หน้าแอล ก่อนจะเห็นแอลยักไหล่ และหัวเราะออกมา “ให้ทุกอย่างมันจบ ๆ ลงไปเสียที” แอลบอก และนั่นเหมือนเป็นคำปฏิญาณของเขา แต่ก่อนที่ไบรจะได้พูดอะไรต่อ ตัวของเขาก็ถูกปัดให้ปลิวไปจากตรงนั้น ร่างของไบรกระแทกกับพื้นอย่างแรง ก่อนที่เขาจะเห็นเลโอเดินเข้าไปหาแอล

“คุณทำเรื่องบ้าอะไรกับผมไว้” เลโอถามแอลที่นอนฟุบอยู่บนทางเดินนั้น “คุณฟื้นก็ดีแล้ว” แอลพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ เลโอทรุดตัวลงนั่งลง ก่อนจะดึงตัวของแอลเข้ามาไว้ในอ้อมแขน “ฆ่าฉันซะ” แอลพูดขอร้องกับเลโอ ชายหนุ่มส่ายหน้า เขาไม่ได้มีความคิดที่จะทำเช่นนั้น แค่อยากได้คำอธิบายดี ๆ สักคำ ว่าทำไมเขาถึงมีชีวิตอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหัวใจ แต่ก็เห็นแอลในเสื้อคลุมสีดำยิ้มให้

“ขอโทษนะ ที่ฉันทำให้คุณมีชีวิตอมตะซะแล้ว” เรื่องตำนานของเจ้ารัตติกาล เป็นเรื่องจริงสินะ แต่คนที่กินหัวใจของเจ้ารัตติกาลเข้าไป แล้วคืนชีวิตกลับไปนั้น พลังชีวิตในตัวจะลดลง และสูญสิ้นไปในที่สุด “ส่วนฉันกำลังจะเป็นมนุษย์ธรรมดา ที่รู้จักความตาย” แอลพูดบอกกับเลโอ “บอกผม ว่าผมจะช่วยคุณได้ยังไง” เลโอถาม เมื่อเห็นสีหน้าของแอลไม่ค่อยสู้ดีนัก

“อย่าเลย” แอลห้ามเลโอ “ปล่อยฉันไปเถอะ” แอลพูด เสียใจที่ทุกอย่างมันต้องลงเอยแบบนี้ “ไม่ได้นะ” ไบรตะโกนออกมา “เลโอ นายจะปล่อยให้แอลสูญสิ้นพลังไปไม่ได้” เลโอหันไปมองไบร ที่ตอนนี้เขาจำได้แล้ว ว่าเป็นคนเอามีด กรีดผ่าเอาหัวใจของเขาออกมา ไบรเหมือนกับถูกบีบคอ จากพลังที่ไร้ขีดจำกัดของเลโอ ที่แค่เพียงใช้ความคิดเท่านั้น

“นายต้องช่วยแอลเอาไว้ เลโอ” เสียงของไบรติด ๆ ขัด ๆ เหมือนคนจะขาดอากาศหายใจ เมื่อพยายามจะพูด “แอลอาจจะกำลังตั้งท้องลูกของนายอยู่” คำพูดของไบร ทำให้ความคิดของเลโอสะดุดลง เลโอมองใบหน้าที่ซีดเผือดของแอล ที่กำลังจะหมดสติลง “นายพูดเรื่องอะไร” เลโอตะโกนถามออกไป ไบรไอออกมา ก่อนรีบสูดอากาศเข้าปอด เมื่อพลังของเลโอคลายลง

“ยังมีเรื่องอีกมากมายนัก ที่นายยังไม่รู้ เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์พวกเรา” ไบรบอกกับเลโอ “คืนจันทรคราสคืนนั้น หัวใจหลักของมันก็คือ การที่นายมอบอำนาจให้พวกเรา เพิ่มจำนวนได้อย่างอิสรเสรีต่างหากล่ะ ทั้งนายและแอล ต่างก็ไม่เคยเปรอะเปื้อนกามมลทินด้วยกันทั้งคู่” ไบรรีบพูดออกไป เมื่อเห็นว่าเลโอยืนขึ้น อุ้มร่างของแอลเอาไว้ในวงแขน

“นายสัญญากับฉันก่อน ว่านายจะช่วยแอลเอาไว้ ช่วยแอล ช่วยลูกของนาย แล้วฉันจะบอกวิธีรักษาชีวิตของแอลให้นายรู้” ไบรตะโกนบอกออกไป เมื่อเห็นปีกสีดำที่หลังของเลโอสยายกางออก “เจ้าแห่งรัตติกาล” ไบรได้เห็นสิ่งที่เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง จะ ๆ อยู่ตรงหน้า “เจ้ารัตติกาลรับปากสิ สัญญาสิ ว่าจะช่วยชีวิตแอล”

เลโอก้มลงมองแอลในอ้อมแขนของเขา ที่แอลซุกหน้าเข้ากับอกข้างซ้ายของเขา ที่ไม่มีหัวใจเต้นสูบฉีดอีกต่อไป ไม่สิ ตอนนี้เขากลายเป็นเจ้ารัตติกาลที่ไร้หัวใจ แต่หัวใจของเขา คือคนที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาตอนนี้ยังไงล่ะ แอลคือหัวใจของเขาแล้ว นับจากนี้ ไบรตะโกนบอกถึงวิธีช่วยชีวิตแอลให้เลโอได้รับรู้ เมื่อปีกสีดำใหญ่ของเลโอขยับบินขึ้น พาตัวของเขาและแอลลอยขึ้นไปบนฟ้า ก่อนจะหายไปกับความมืดมิดแห่งรัตติกาลนั้น

**************************************

Inspired by “เพลง เธอคือใคร”
คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=32ZbMeD-98M

ชั่วชีวิตที่เคยรักใคร ไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจ

In my whole life, I’m serious about my love lift

แต่ว่าทุกคน เข้ามาคบกัน ไม่นานเขาก็ไป

Every one I knew, they were here briefly and then gone

แต่ละครั้งก็คอยทุ่มเท แต่สุดท้ายก็ยังเสียใจ

I did give everything I had, yet got my heart shattered

เจ็บจนคุ้นเคย แต่ไม่ชอบเลย ที่ต้องไม่เหลือใคร

The pain is familiar, the hard truth when having no one left


ดั่งฟ้า จะแค่เพียงต้องการแกล้งกัน

Heaven, probably these awful pranks from up there

ให้ฉัน ต้องพบเจอแต่เจ็บความช้ำใจ

And I have to endure this pain all along

จนไม่รู้ ว่ารักแท้หน้าตาเป็นเช่นไร

Now love is becoming something far from a familiar sight

ก็ยังไม่พบเจอใคร ที่รักกันจริงสักที

No one is here to give me one true love for real


จะมีไหมซักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร

Will it be the one to change my life up side down? Who are you?

ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้

To love and stay around, I wanna know

จะมีไหมซักใจ จะได้เจอะเจอ อยากรู้เธอคือใคร

Will it be that heart to see for myself? Who are you, really?

ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงจริงสักที

To be my last love, and truly belongs to me


อยากจะพบสักคนที่เข้าใจ ไม่ต้องพร้อมต้องดีมากมาย

Should there be that one understanding me, no perfection required

อาจจะเถียงกัน อาจทะเลาะกัน เขายังไม่ไปไหน

Should we do argue, or we do fight, still we carry on our affections

อยากจะพบสักใจที่เข้ากัน อยู่กับฉันรักกันเรื่อยไป

Should one heart fits mine, loving me and caring for only me

อย่าแค่แวะมา ฝากแค่น้ำตา ให้ค้างคาในหัวใจ

Should tears be forbidden, no heartbreaking to cause pains


ดั่งฟ้า จะแค่เพียงต้องการแกล้งกัน

Heaven, probably these awful pranks from up there

ให้ฉัน ต้องพบเจอแต่เจ็บความช้ำใจ

And I have to endure this pain all along

จนไม่รู้ ว่ารักแท้หน้าตาเป็นเช่นไร

Now love is becoming something far from a familiar sight

ก็ยังไม่พบเจอใคร ที่รักกันจริงสักที

No one is here to give me one true love for real


จะมีไหมซักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร

Will it be the one to change my life up side down? Who are you?

ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้

To love and stay around, I wanna know

จะมีไหมซักใจ จะได้เจอะเจอ อยากรู้เธอคือใคร

Will it be that heart to see for myself? Who are you, really?

ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงจริงสักที

To be my last love, and truly belongs to me


ไม่รู้จะเจอเมื่อไหร่

Can’t say when this will really be

ก็เฝ้าแต่ถาม

All I can do is ask

ก็ได้แต่ถามจากฟ้า

I am asking this, longing for the answer from the sky


จะมีไหมซักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร

Does this someone exit to change my life completely? Will that be you?

ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้

Give me a genuine love, never walk away from me, I’d love to know

จะมีไหมซักใจ จะได้เจอะเจอ อยากรู้เธอคือใคร

For one pure loving heart to feel, wondering if it s you

ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงจริงสักที

My one last love that does belong to me

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 6. Unheard Melody


1.)


“ยังจะต้องให้แม่เดาอีกหรือลูก เมฆ” จิตราพูดด้วยเสียงหยอกเย้ากับเด็กหนุ่มหน้าตาคมสันที่กำลังช่วยเธอเด็ดผัก เพื่อเตรียมทำกับข้าวมื้อเย็น “แม่รู้มานานแล้วหรือครับ” เมฆอ้อมแอ้มถามผู้เป็นแม่ออกไป ก่อนจะหยุดมือที่ง่วนอยู่ก่อนหน้านั้น สายตามองไปที่ผู้หญิงวัยต้นสี่สิบ ที่เลี้ยงดูเขามาเพียงลำพัง ตั้งแต่อ้อนแต่ออก เพื่อลอบสังเกตอารมณ์ของแม่

“ก็สักพัก” จิตราหย่อนเอาเครื่องแกงจืดลงในหม้อต้ม ตอบคำถามลูกชาย ก่อนจะรวบรวมเอาเศษขยะใส่ลงถัง “เด็ดต่อสิ จะได้กินมั้ยวันนี้” เมฆได้ยินผู้เป็นแม่พูดกลั้วเสียงหัวเราะ เขาหัวเราะตาม ก่อนจะเด็กใบกะเพราในมืออีกครั้ง “แล้วแม่ไม่ว่าอะไรเมฆหรือครับ ที่” เมฆรู้สึกใจชื้นที่แม่รู้เรื่องนี้แล้ว แต่ก็อยากจะถามแม่ของตัวเองให้แน่ชัด

“เมฆชอบเขาจริง ๆ หรือเปล่าล่ะลูก” จิตราเปิดฝาหม้อแกงจืด กลิ่นหอม ๆ เริ่มโชยฟุ้งกลิ่น เตะจมูกไปทั่วทั้งครัว “เอ้า ชิม” จิตราตักแกงใส่ช้อน “เป่าก่อนนะ” ยื่นให้ลูกชายชิม เมฆทำตาโต แล้วพยักหน้าแทนคำตอบ มันเป็นรสชาติแกงจืดที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก “ที่พยักหน้านี่ เพราะชอบแกงจืดแม่ หรือว่าชอบหนุ่มน้อยนั่น” จิตราถามก่อนจะปรุงแกงจืดเพิ่มอีกนิดหน่อย

“หนุ่มน้อยนั่น” เมฆตอบ เดินเอากะเพราที่เด็ดเสร็จแล้วไปล้างน้ำ จิตราทำค้อนขวับใส่ลูกชาย “งั้นก็ไม่ต้องกินมันแล้ว แกงจืดเนี่ย เททิ้งให้หมด” เมฆได้ยินแม่พูดแบบนั้น ก็รีบเข้ามากอดเอวแม่ หอมแก้ม ก่อนจะทำเสียงอ้อน “ก็ให้หนุ่มน้อยนั่น มากินแกงจืดฝีมือแม่กับเมฆที่บ้านเราไง” จิตราทำเป็นไม่หายงอน เมฆกระเซ้าแม่ของเขา จนจิตราต้องหัวเราะออกมา

“แม่ไม่ว่าอะไรเมฆใช่มั้ยครับ ที่เมฆมีแฟนเป็นผู้ชายเหมือนกัน” เด็กหนุ่มถามแม่ของเขาอีกครั้ง ก่อนจะเตรียมของเพื่อแสดงฝีมือทำกับข้าวเมนูโปรดของบ้านอีกหนึ่งอย่าง “นอกจากใบกะเพราแล้ว เมฆชอบใส่ผักอะไรอีก ลงในผัดกะเพราของเมฆ” จิตราถามขึ้น สบตากับลูกชายของเธอตรง ๆ “ข้าวโพดอ่อน” เด็กหนุ่มตอบแม่ของเขา พลางทำหน้าแหย ๆ

“แม่ว่ามันไม่เข้ากันเลยสักนิด” จิตราพูดบอกลูกด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “แต่แม่ก็ยอมกินผัดกะเพราใส่ข้าวโพดอ่อนกับเมฆทุกครั้ง” จิตราไม่พูดเปล่า เธอยื่นตะหลิวส่งให้ลูกชาย “เมฆเป็นคนปรุงจานของเมฆเอง ตามแบบที่เมฆชอบก็แล้วกัน” เมฆยิ้มออกมา ก่อนจะสวมกอดพร้อมบอกขอบคุณแม่ของเขา “กินเย็นนี้นะ” จิตราถอดกอดลูกชาย เมฆหัวเราะออกมาด้วยใจที่เป็นสุข เขารับรองกับจิตราว่า ผัดกะเพราจานนี้ จะเป็นจานที่อร่อยที่สุด เท่าที่เขาเคยทำมา



เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดปี ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เป็นอีกวันแล้ว ที่พ่อส่งคนขับรถที่บ้านมารับเขา สามสี่วันมานี่ ทำให้เขาหงุดหงิดอย่างถึงที่สุด การได้มามหาวิทยาลัยในตอนเช้า ถือเป็นความสุขมากสำหรับเขา ที่ได้ออกจากบ้าน แต่พอตกเย็น ก็ได้เวลาทุกข์ระทม เขาไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากเจอพ่อกับแม่ ไม่อยากกลับไปนั่งจับเจ่าอยู่คนเดียว ในห้องนอนสี่เหลี่ยมที่กว้างขวาง แต่ไร้อิสรภาพ

“คุณหนูเรนครับ คุณท่านให้ผมมารับกลับบ้านครับ เชิญครับ” คนรถเดินไปเปิดประตูรถให้ “อ้อ นายกลับไปก่อนได้เลย วันนี้ฉันมีนัดคุยโปรเจ็กต์เรียนกับอาจารย์ น่าจะเย็น ไม่สิ น่าจะค่ำ ๆ โน่นเลย” คนรถได้รับคำสั่งมาอย่างเข้มงวดว่า ห้ามปล่อยให้เรน คลาดสายตาเป็นอันขาด “แต่คุณท่านสั่งผมมาว่า” คนรถพยายามอ้างถึงสิ่งที่เจ้านายของเขาบอกไว้

“คุณพ่อจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องรายงานของฉันล่ะ อ้อ หรือนายรู้ เอามั้ย ถ้าฉันสอบไม่ผ่าน หรือเรียนไม่จบขึ้นมา นายต้องเป็นคนรับผิดชอบ เพราะนายจะต้องเป็นคนบอกกับคุณพ่อ ต่อหน้าฉัน ว่านายเป็นคนทำอนาคตและชีวิตทั้งชีวิตของฉันพัง” เรนทำหน้าจริงจัง เสียงขึงขังใส่คนขับรถที่พ่อของเขาส่งมา

“เอาไง ว่าไง พูดมา” เรนแกล้งทำเสียงเขียวใส่ คนขับรถหน้าเสีย ทำอะไรไม่ถูก คนที่ทำงานกับคุณท่านรู้ดีว่า ถึงแม้ว่าคุณท่านจะควบคุมคุณหนูเรนยังไง แต่คุณหนูเรนคือดวงใจของท่าน จะเอาอะไร จะไปที่ไหน ขอเพียงคุณหนูเรนเชื่อฟังคำสั่ง คุณท่านก็พร้อมจะเนรมิตสิ่งเหล่านั้นให้ตามต้องการ ยังไม่ทันที่คนขับรถจะทันได้พูดอะไรต่อ เรนก็เดินเข้าไปคว้าแขนของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เดินผ่านมาทางหน้าตึกเรียนของเขาพอดี

“อาจารย์ครับ โห อาจารย์มาพอดีเลย เนี่ย ผมกำลังรออาจารย์อยู่พอดี” หญิงวัยสี่สิบต้น ๆ คนนั้น ท่าทางงง ๆ ที่อยู่ ๆ เรนก็เดินเข้าไปคว้าแขน เรียกเธอว่าอาจารย์ และพูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม “อาจารย์ครับ ผมว่า เราไปคุยเรื่องโปรเจ็กต์กันที่ด้านหลังตึกดีกว่า มันเงียบดี จะได้มีสมาธิด้วย” เรนจ้องตาหญิงคนนั้น พยายามส่งสัญญาณบอกไปว่า ให้เธอช่วยเขาด้วย

“อ้อ ได้สิ ครู เอ่อ อาจารย์ว่า ก็ดีเหมือนกันนะ” เรนยิ้มออก เมื่อผู้หญิงคนนี้รับมุกของเขา ก่อนที่เรนจะเป็นคนเดินนำหน้าไปทางด้านหลังตึก ทิ้งให้คนขับรถยืนลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะยอมขับรถออกไป และคิดว่า จะบอกกับคุณท่านว่ายังไงดี เรนลอบมองอยู่ที่ข้างตึกเรียน พอเห็นรถของที่บ้านหายไปแล้ว ก็โล่งอก ยิ้มได้ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณจริง ๆ ที่ช่วยผมเอาไว้” เรนกล่าวขอบคุณกับผู้หญิงที่เพิ่งได้พบกัน “ที่ป้าช่วยนี่ เพราะป้าหวังใจว่า เราคงจะมีเหตุผลดี ๆ อธิบายให้ป้าฟังนะ” เรนทำหน้าแหย ๆ ก่อนจะเดินตามหญิงคนนั้นไปนั่งที่ม้านั่ง ที่อยู่ไม่ไกล “ว่าไงจ๊ะ” เรนนั่งลงที่ตรงกันข้ามกันกับคุณป้าท่านนี้ เรนมองหน้าทีเล่นทีจริงนั้น แล้วรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด

“เรนยังไม่อยากกลับบ้านน่ะครับ” เรนบอกกับผู้หญิงคนนั้นไป คำพูด สีหน้า แววตา ของผู้หญิงคนนี้ ทำให้เรนรู้สึกว่า สิ่งที่ขาดหายไปจากพ่อและโดยเฉพาะ แม่ของเขา รวมอยู่ในตัวของคุณป้าท่านนี้ “ทำไมล่ะลูก เรากลับบ้านผิดเวลาแบบนี้ เดี๋ยวพ่อแม่ก็เป็นห่วงแย่” เรนทำหน้าว่า เขาไม่ได้ใส่ใจในข้อนั้น

“เขาก็ดีแต่บังคับเรน” น้ำเสียงของเรนบอกชัดเจนอยู่ในตัวของมัน ว่าเด็กหนุ่มอยู่ในวัยขบถ ไม่ชอบถูกขัดใจ “อีกแค่สัปดาห์เดียว เรนก็จะอายุครบสิบแปด ทีนี้ล่ะ เรนจะทำอะไรก็ได้ ตามแต่ที่เรนอยากจะทำ คอยดูนะ เรนจะไม่ยอมให้พ่อกับแม่บังคับเรนอีกเลย แม้แต่ครั้งเดียว เพราะเรนจะได้เงินประจำตัวจากคุณย่าที่แบ่งเอาไว้ให้” หญิงวัยกลางคนนั่งเงียบ ๆ ฟังที่เด็กหนุ่มพูด

“เรนไม่ต้องง้อเงินไม่กี่หมื่นต่อเดือนจากคุณพ่ออีก” เรนยิ่งพูดก็ยิ่งหงุดหงิด เมื่อเงินที่พ่อเอาไว้ให้ใช้จ่ายต่อเดือน มันไม่พอเสียด้วยซ้ำ หลังจากที่พ่อสั่งอายัดบัตรเครดิตแบบไม่มีวงเงิน ที่รูดเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด ที่เรนเคยใช้ ทำให้เขาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้เท่าเดิม

“พ่อกับแม่เขาก็หวังดีนั่นแหละ” เรนส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณป้าพูด “เนี่ย ดื้อมากนะเรา” เรนยิ้มให้กับคุณป้าที่เขาไม่รู้จัก แม้จะเพิ่งโดนดุ “นี่ถ้าลูกของป้าดื้อเหมือนเรา ป้าจะทำยังไงดี” เรนยิ้มน้อย ๆ ถือว่าเป็นคำชมจากผู้สูงวัยกว่า “ก็มีบ้างล่ะนะ ตามประสาลูกชาย แต่เจ้าเมฆเขาค่อนข้างจะเชื่อฟังป้า” เรนถึงกับทำตาโต เมื่อได้ยินชื่อของลูกคุณป้า

“อ้าว แม่” เมฆที่กำลังจะเดินไปที่หน้าตึกเรียนของเรน เดินมาเจอแม่ของเขานั่งอยู่พอดี และยิ่งไปกว่านั้น “เรน” น้ำเสียงของเมฆนั้น ประหลาดใจที่อยู่ ๆ ก็เห็นเรนนั่งคุยอยู่กับแม่ของเขา “คุณป้าเป็นแม่ของพี่เมฆหรือครับ” เรนทำหน้ารู้สึกผิด ก่อนจะยกมือไหว้จิตรา

“เรนคือหนุ่มน้อย ที่เมฆของแม่เล่าให้ฟังเมื่อวันก่อนน่ะนะ” จิตราหันไปทางเรนที่ยิ้มรออยู่แล้ว “หน้าตาน่ารักกว่าที่ป้าคิดเอาไว้เสียอีก” จิตราพูด หัวเราะเบา ๆ เอามือทั้งสองประคองแก้มทั้งสองข้างของเรนเอาไว้ “ตายแล้ว นี่แม่ช่วยน้องหนูเรนนี่ทำความผิดเสียแล้วสิ คุณพ่อคุณแม่หนูเรน จะมาเล่นงานป้าล่ะทีนี้” เรนได้ยินจิตราพูดแบบนั้น ก็รีบส่ายหน้าทันที

“เรนจะไม่ยอมให้คุณพ่อมาหาเรื่องคุณป้าแน่นอนครับ” เรนให้คำเป็นมั่นเหมาะ “แม่ช่วยเรนทำอะไรครับ” เมฆนึกเป็นห่วงแม่ของเขาขึ้นมา เพราะรู้ถึงกิตติศัพท์คุณท่าน พ่อของเรนดี “คุณป้าไม่ได้ทำอะไรเลยครับ เรนต่างหาก ที่บังคับให้คุณป้าช่วย ก็คนรถของคุณพ่อ ไม่ยอมกลับไปสักที เรนก็เลยสร้างเรื่อง บอกว่าคุณป้าเป็นอาจารย์ มาช่วยเรนทำโปรเจ็กต์”

“พี่เมฆอย่าว่าคุณป้านะครับ คุณป้าใจดี ช่วยเรนเอาไว้ แถมยังเข้าใจเรนมากกว่าพ่อแม่ของเรนเองเสียอีก” เมฆตกใจนิด ๆ ที่เห็นเรนโผเข้ากอดเอวของจิตราเอาไว้ “อยากได้คุณป้ามาเป็นแม่ของเรนจัง” จิตราหัวเราะออกมา ก่อนจะเอามือตีลงเบา ๆ ที่แขนของเรน “ดูพูดเข้าเด็กคนนี้เนี่ย” เมฆเห็นแม่ของเขาตอบรับเรนได้แบบนี้ เขาก็รู้สึกโล่งใจ

“แล้วเรนจะกลับยังไง ให้พี่นั่งรถแท็กซี่ไปส่งมั้ย” เมฆถาม เพราะกังวลว่าเรนจะถูกที่บ้านดุเอา “ไม่เอา” เรนตอบเมฆอย่างคนที่เอาแต่ใจจนเคยตัว “เรนหิว” พูดจบ เรนก็พูดอ้อนจิตรา “ถ้าเรนกลับบ้านตอนนี้ เรนโดนบ่นไม่จบแน่” เมฆมองหน้าแม่ของเขา จิตรานิ่งคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “งั้น ไปบ้านป้าก่อนแล้วกัน” เมฆทำท่าจะคัดค้าน จิตราจึงให้เหตุผลว่า

“ดีกว่าให้หนูเรนอยู่คนเดียวข้างนอก นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว ไปตั้งหลักที่บ้านเราก่อน กินข้าว อาบน้ำ แล้วจะกลับบ้าน ก็ค่อยว่ากัน แบบนั้นแม่ก็จะสบายใจกว่านะ ที่รู้ว่าเรนปลอดภัย เมฆเองก็ด้วย ดีกว่าไม่ใช่หรือลูก ที่จะให้เรนตะลอน ๆ ไปไหนอยู่คนเดียว” สุดท้ายเมฆก็ยอมให้กับเหตุผลของแม่ เพราะเมฆเองคงเป็นห่วงเรนไม่น้อย หากเรนเตร็ดเตร่ไปเจอใครก็ไม่รู้


ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
2.)


เรนรู้สึกสบายใจมากที่สุด เขาได้มาที่บ้านของเมฆ ได้เจอจิตรา แม่ของเมฆที่เข้าใจและดูจะเข้ากันได้ดีกับเขาจนเกินคาดด้วยซ้ำ เรนได้นั่งล้อมวงกินข้าวเย็นกับเมฆและจิตรา มันคือบางอย่างที่ธรรมดาแต่มีความสำคัญสำหรับเรน แต่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นที่บ้านของเขา หากว่าวันไหนได้ร่วมโต๊ะอาหารกัน ไม่พ่อหรือแม่ของเรนก็จะมีเหตุให้ต้องติดงาน มีธุระจำเป็นขึ้นมา ไม่อย่างนั้น ก็ต้องมีเรื่องมาตำหนิหรือสั่งห้ามนั่นนี่เรน

“ไป ๆ หนูเรน ลูกไปนั่งเล่นห้องเมฆเขาก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวป้าจัดการล้างจานพวกนี้เอง” จิตราพูดขึ้น ก่อนที่เมฆอาสาว่าเขาจะช่วยแม่เอง “ไป ๆ เด็กสองคนนี้ อย่ามาเกะกะแม่” จิตราโบกไม้โบกมือให้เด็กหนุ่มทั้งสองคนออกไปจากครัวของเธอ เมฆบอกขอบคุณแม่ของเขา ก่อนจะเดินเข้าห้องนอน โดยมีเรนเดินตามไป

เรนรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ที่ได้อยู่ตามลำพังในห้องนอนของเมฆ มันไม่ใช่ห้องนอนที่ใหญ่โตหรูหราอย่างห้องของเขา แต่มันทำให้เรนรู้สึกวูบไหวในอารมณ์ แสงสีส้มจากโคมไฟหัวเตียง เตียงนอนสำหรับคนเดียว แต่พอมีเด็กหนุ่มสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน มันก็ดูจะต้องเบียด ๆ กันเข้ามา เมฆเอง เมื่อได้มีโอกาสใกล้ชิดกับเรนแบบใกล้ชิดขนาดนี้ อยู่ ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหวในอารมณ์

“ได้มาเที่ยวห้องพี่เมฆทุกวันก็คงดีสิ” เรนพูดกับเมฆ พลางวางมือไว้บนต้นขาของอีกฝ่าย เมฆรู้สึกร้อนวูบจากสัมผัสที่แผ่วเบาบนต้นขาของตัวเอง “ถ้าเรนอยากมา ก็มาได้” เมฆพูดก่อนจะเห็นเรนช้อนสายตาขึ้นมามอง “ก็ไม่รู้ล่ะนะ ว่าพี่เมฆพาใครมาห้องนี้ก่อนเรนแล้วกี่คน” เรนทำเสียงน้อยใจ ดึงมือออกจากต้นขาของเมฆ

“ไม่มีใครเลยจริง ๆ ถามแม่พี่ดูก็ได้ พี่เคยพาใครมาที่ไหนกัน” เมฆตอบตามความจริง เรนทำหน้าไม่เชื่อ ก่อนจะชี้ไปที่คอมพิวเตอร์พีซีของเมฆ แล้วพูดว่า “แอบแชท แอบคุยอะไรกับใครในนั้นหรือเปล่านะ” เรนถามขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยขอดูโทรศัพท์มือถือของเมฆ และเมฆก็ให้ดู โดยไม่มีอะไรปิดบัง เรนเอื้อมมือไปขยับเมาส์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็สว่างขึ้น

“หรือแอบดูอะไรที่ไม่ควรดูหรือเปล่า” เรนพูดจบ ก็ใช้มือเคลื่อนเมาส์ไปที่แถบด้านล่าง ที่มีเบราว์เซอร์เปิดค้างอยู่ “เดี๋ยว เรน” เมฆร้องห้าม แต่ทันทีที่เบราว์เซอร์นั้นถูกคลิกกลับขึ้นมา ภาพวิดีโอที่เมฆกดหยุดเอาไว้ ก็เล่นต่อในทันที มันเป็นวิดีโอของผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง ที่กำลังทำรักด้วยปากให้ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาอย่างรัญจวนใจ

“ทำไมพี่เมฆดูคลิปผู้ชายผู้หญิงล่ะ” เรนถามด้วยเสียงงอน ๆ เมฆรีบบอกว่า มันไม่ใช่อย่างที่เรนคิด “ก็ตอนแรกพี่กลัวว่า แม่จะมาเจอคลิปพวกนี้ พี่เลยเปิดคลิปชายหญิงตอนช่วยตัวเองแทน ไม่กล้าเปิดคลิปเกย์” เมฆบอกเหตุผลให้เรนฟัง “แต่เรนใช้รูปพี่เมฆ ตอนเรนช่วยตัวเองนะ” เมฆใจเต้นตึกตัก เมื่อได้ยินเรนพูดแบบนั้น

“พี่เมฆ” เรนเรียกชื่ออีกฝ่าย เมื่อยื่นมือไปจับที่แก่นกลางลำตัวของเมฆ เสียงจากวิดีโอที่ดังผ่านลำโพงออกมา เป็นตัวช่วงเร่งเร้าอารมณ์ของเมฆ “พี่เมฆ มันแข็งจัง” เรนใช้มือลูบคลำเมฆจากด้านนอกกางเกง “เรนขออมให้พี่นะ” เรนรูดซิปกางเกงของเมฆลง เผยให้เห็นชั้นในสีขาวของเมฆ ที่มีรอยหยดน้ำใส ๆ เปื้อนเป็นวง ที่แสดงว่าเมฆกำลังมีอารมณ์พลุ่งพล่าน

“เรน จะดีหรือ แม่พี่อยู่ข้างนอก” เมฆพูดออกไปแบบนั้น แต่ก็ต้องสูดปาก เมื่อเรนบอกให้เมฆเงียบ ๆ ไว้ แล้วครอบปากลงไปตามความยาวนั้น เรนตั้งใจทำให้เมฆรู้สึกดี แม้ว่าจะสำลักกับท่อนทวนที่เมฆเผลอตัว ดันเข้าไปจนสุดโพรงปาก ตอนนี้เมฆไม่ได้สนใจเสียงจากวิดีโอที่กำลังเล่นอยู่แล้ว เมื่อเรนปลดกางเกงของตัวเองลงเช่นกัน “พี่เมฆ เอาเรนที” เรนนั้นก็อารมณ์งุ่นง่านไม่ต่างจากเมฆเช่นกัน

“แต่พี่ไม่มีถุงยาง” เมฆเตือนเรน แต่ตอนนี้เรนผลักเมฆลงนอนบนเตียง ก่อนจะขึ้นคร่อมบนตัวของเมฆ ที่เอื้อมมือไปหยิบเอาเจลหล่อลื่น จากที่ซ่อนหลังหัวเตียง ที่ปกติ เขาจะได้ใช้มันก็ตอนสาวมือขึ้นลงบนแก่นกายของตัวเองเท่านั้น เมฆรู้สึกเหมือนตัวเองตัวลอยอยู่ในอากาศ เมื่อเรนกดตัวลงเข้าหาหน้าขาของเขา แล้วส่งผ่านให้ท่อนลำของเมฆแทรกผ่านลำตัวเข้าไป เป็นคนแรก ที่ได้ทำแบบนี้กับเรน

เมฆใช้มือคว้าขยำชายเสื้อนักศึกษาของเรนเอาไว้ เมื่อเขากำลังเห็นสวรรค์อยู่รำไร มันเป็นครั้งแรกของเขาเช่นกัน ที่ได้ร่วมรัก แม้จะหมกมุ่นกันมันมาสักพัก ว่าอยากที่จะทำแบบนี้กับเรน แต่ก็กลัวว่า เรนยังอายุไม่ถึงสิบแปด กลัวว่า แม่จะรู้ หรือเดือดร้อนเพราะเขา แต่ตอนนี้ มันสายเกินกว่าจะกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว เมื่อเรนพ่นเอาความสุขออกมา เลอะเต็มหน้าท้องของเมฆ และเมฆเองก็ไม่ทันที่จะดึงเอาตัวเอง ออกมาหลั่งความสุขที่เอ่อล้น ที่ด้านนอก

จิตรายืนเหม่ออยู่ที่อ่างล้างจาน ในมือของเธอถือจานและฟองน้ำเอาไว้ ใบหน้าของจิตรานิ่งไม่แสดงอารมณ์ ในความคิดพาเธอย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งวันวาน ในวันที่เธอนั้นได้ตั้งท้อง ตั้งแต่สมัยที่เธอเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพียงแต่ว่า มันเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และคนที่ไม่พึงประสงค์ ลูกในท้องของเธอนั้น ก็คือพ่อของเด็กเอง

ในตอนนั้น จิตราไม่มีที่พึ่งที่ไหนเลย ทุกคนหันหลังให้เธอ แม้จะเป็นครอบครัวของเธอเอง จิตรายืนกรานที่จะเก็บเด็กเอาไว้ เธอบอกตัวเองว่า เด็กที่อยู่ในท้องของเธอ เป็นลูกของเธอ เธอจะไม่ทำลายเขาอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า จิตราทำร้ายลูกที่บริสุทธิ์ แต่มันจะเป็นการทำร้ายหัวใจของผู้เป็นแม่อย่างเธอด้วย



เสียงรถยนต์แล่นมาจอดที่หน้าบ้าน มันดึงจิตราจากภวังค์ ให้กลับมาสู่ปัจจุบัน เธอวางสิ่งที่ถืออยู่ในมือลงในอ่างล้างจาน เปิดน้ำล้างฟองออกจากมือ เช็ดมือจนแห้ง เดินไปที่ประตูบ้าน ก็พอดีกับที่เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น จิตราเปิดประตูออกไป ผู้ชายและผู้หญิงในวัยเดียวกับเธอยืนชะโงกมองผ่านรั้วเหล็ก เข้ามาในบ้านของเธอ ชายหญิงคู่นั้นตกใจที่ได้เห็นจิตรา เธอยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินออกมาที่รั้วบ้าน

“จิตรา” ตรัยเรียกชื่อผู้หญิงที่เขาไม่ได้เจอมานานมาก ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ผู้หญิงที่มาด้วยกันกับตรัยเอง ก็ต้องตกใจจนตาโต เมื่อได้เห็นจิตราเช่นกัน พิมพ์พรกำลังสับสน ว่าทำไมพวกเธอถึงได้ขับรถมาที่นี่ จนเจอกับจิตรา เพราะเธอนั้น มาตามที่อยู่ที่ 'ผู้ปรารถนาดี' ส่งมาบอกว่า ลูกของเธอ เรน มาอยู่ที่นี่กับผู้ชาย จนเธอบอกกับสามีว่าให้ตามมารับลูกกลับบ้าน

“มากันไวดีนี่คะ” จิตราพูด หัวเราะเบา ๆ “รักลูกกันมากสินะคะ” ก่อนจะใช้น้ำเสียงเหน็บแนมประชดประชันทั้งสองคนตรงหน้า “ลูกฉันอยู่ไหน เรียกลูกเรนออกมา ฉันจะได้กลับกันสักที ไม่อยากอยู่ตรงนี้นาน มันเป็นเสนียด” พิมพ์พรผู้ไม่เคยเปลี่ยน เคยเกลียดจิตราอย่างไร ในตอนนี้ความเกลียดชังนั้น ก็ไม่เคยลดทอนลงไปจากใจของเธอเลย

“ลูกเรน” จิตราหันไปทางด้านหลัง เรียกชื่อเด็กหนุ่มที่เพิ่งอ้อมแอ้ม เปิดประตูบ้านออกมา โดยมีเมฆเดินตามมาด้วย “คุณพ่อคุณแม่” เรนเรียกบิดาและมารดาของตัวเอง “ตายแล้ว ทำไมเสื้อผ้าลูกถึงได้ดูยับเยินแบบนั้น” พิมพ์พรร้องออกมาเสียงดัง เมื่อเห็นสภาพลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ “ถ้าแกทำอะไรอุบาทว์ ๆ กับลูกฉัน ฉันไม่เอาแกไว้แน่” ตรัยตะโกนชี้หน้าด่าเมฆ

“อุ๊บ” จิตรายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ก่อนจะหันมองไปทางเด็กหนุ่มทั้งสองคน “ก็บอกเขาไปสิจ๊ะ ลูกเรน ว่าเมื่อกี้นี้ ในห้องพี่เขา สุดคอหอยเลยมั้ยคะลูก” เรนมองหน้าจิตราแบบไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้ ท่าทีแม่ของเมฆ ไม่ใช่แบบนี้ “ไอ้ระยำ ไอ้เด็กชั่ว มึงล่อลวงลูกกู เรนอายุยังไม่ถึงสิบแปด ก็จะแจ้งตำรวจมาลากคอมึงเข้าคุก” พิมพ์พรตะโกนด่าออกมาจนสุดเสียง

“ก่อนที่มึงจะด่าใคร นี่ ๆๆๆ” จิตราดึงแขนของเรนให้ขยับเดินเข้าไปใกล้กับรั้วบ้าน เมฆมองแม่ของเขาด้วยความรู้สึกสับสน “อีนี่ต่างหาก ที่มัน ทั้งแรด ทั้งร่าน ไม่ต่างจากแม่ของมัน” เรนสะบัดแขนออกจากมือของจิตรา “อีป้านี่ อย่ามาด่าแม่กูนะ อีบ้า” เรนแหวใส่จิตราดังลั่น “เรน อย่ามาก้าวร้าวกับแม่พี่นะ” เมฆออกโรงปกป้องแม่ของเขา

“กูจะบอกอะไรให้นะ แม่มึงเนี่ย เมื่อก่อนก็ใช่ย่อย มึงรู้มั้ย ว่ามันทำเหี้ยอะไรกับกูไว้” จิตราหันไปมองหน้าพิมพ์พร ที่ตอนนี้ทำหน้าเหวอ เหมือนโดนสะกิดแผลเก่า ให้กลับมาตกสะเก็ดอีกครั้ง “กูท้องลูกของกูอยู่ กูท้องกับพ่อมึงนี่แหละ อีเรน แต่อีห่าราก แม่ของมึงนี่ก็ทำมาดีกับกู บอกว่าเอายาบำรุงมาให้กูกิน แต่สุดท้าย ก็นั่งตกเลือดในห้องน้ำ เพราะมันเอายาขับเลือดมาให้กูแดก กูก็โง่ไง ที่เชื่อมึง อีพิมพ์พร”

“คุณแม่” เรนไม่อยากจะเชื่อว่าแม่ของเขาจะทำอะไรแบบนั้นได้ เมฆถึงกับตกใจที่แม่ของเขาเคยเกือบจะเสียเขาไป ตรัยเอง แม้ว่าตอนนั้นจะไม่อยากรับเป็นพ่อของเด็กในท้องจิตรา และจำเป็นต้องแต่งงานกับพิมพ์พร ลูกสาวครอบครัวแวดวงสังคมชั้นสูงด้วยกัน ที่ก็กำลังท้องกับตรัยเช่นกัน แต่เขาก็ไม่คิดว่า พิมพ์พรจะใช้วิธีนี้ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจ เพราะพิมพ์พรรู้ดีว่า จิตราเป็นใคร และกำลังท้องลูกของเขาอยู่

“ไม่จริงนะ เรน แม่ไม่ได้ทำ คุณคะ ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไง อีจิตรามันตอแหล ก็เห็น ๆ อยู่ ว่าลูกมันยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน” พิมพ์พรรีบพูดแก้ตัวปากคอสั่น “แล้วใครว่ามันคือเด็กคนนี้ล่ะ” จิตราพูดขึ้น ก่อนจะเดินไปปลดล็อกประตูรั้ว แล้วจึงเดินกลับมายืนอยู่ข้างหลังเมฆ จิตราจับแขนทั้งสองข้างของเมฆเอาไว้ ก่อนพูดขึ้นว่า

“กูแท้งลูกของกู” ทุกคนตรงนั้น ตกใจกับสิ่งที่จิตราพูดออกมา “ตรัย ฉันแท้งลูกของเรา เพราะความไว้ใจคนผิด และเพราะคุณไม่เคยเหลียวแลฉัน เพราะฉันมันจน” เมฆไม่เข้าใจว่า แม่ของเขากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่แม่พูด มันทำให้เขางงไปหมด ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง “ฉันเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก” “ฉันบอกกับมันเสมอ ว่ามันเหมือนพ่อมันไม่มีผิด” จิตราพูด จ้องไปที่ใบหน้าของตรัย

“มันจึงทำทุกอย่างเหมือนกับพ่อมันไม่มีผิดเพี้ยน” ตรัยส่ายหน้า พยายามจะปฏิเสธสิ่งที่ได้ยิน “มันจึงเงี่ยนได้ผิดที่ แต่ถูกเวลา” พิมพ์พรตามไม่ทัน กับสิ่งที่จิตราบอก แต่ตรัยนั้น เขารู้สึกเหมือนคนกำลังจะขาดใจลงไปตรงนั้น “ฉันทนเลี้ยงมันมา ทั้ง ๆ ที่ฉันเกลียดมันอย่างกับอะไรดี” จิตราละมือทั้งสองข้างจากตัวของเมฆ เด็กหนุ่มตัวชาไปหมด เมื่อได้ยินเต็มสองรูหู ว่าแม่ของเขารังเกียจเขา

“จิตรา นี่เธอทำอะไรลงไป” ตรัยพูดด้วยหัวใจที่ปวดร้าว “ไม่จริง” พิมพ์พรที่พอคิดตามจนเข้าใจกับสิ่งที่จิตราพูด ก็เถียงกลับ “พยาบาลที่ขโมยลูกฉันไป มันหายสาบสูญไปแล้ว” เมื่อตอนที่พิมพ์พรคลอดลูกคนแรก ลูกชายของเธอถูกขโมยออกจากห้องเด็กแรกเกิด กล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่า พยาบาลเวรดึกคนหนึ่ง เป็นคนลักลูกของเธอออกไป แต่พยาบาลคนนั้น ก็หายตัวไป ไม่มีใครพบเจออีกเลย ก่อนที่เธอจะตั้งท้องเรนอีกครั้ง เกือบปีหลังจากนั้น

“แล้วมึงคิดว่า อีนั่น มันหายตัวไปในอากาศได้เองหรือไงล่ะ” จิตรายังจำภาพคุณพยาบาลคนนั้นได้ดี ที่นอนชักอยู่สักพัก หลังจากที่จิตราฉีดยากระตุ้นหัวใจให้ พิมพ์พรกรีดร้องออกมาจนลั่นไปหมด มองหน้าเมฆและตรัยสลับกัน อย่างคนเสียสติ เมื่อเริ่มมองเห็นความละม้ายคล้ายคลึงกันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น มันเกินกว่าที่ตรัยจะรับได้ เช่นกัน “ฉันทำผิดต่อเธอ แต่ทำไมเธอไม่ทำกับฉัน ไปลงกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องทำไม” ใบหน้าของจิตราเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้นมาในทันที ที่ได้ยินตรัยพูดแบบนั้น

“แล้วลูกของฉันล่ะ มันรู้เรื่องอะไรกับใครด้วยมั้ย แล้วพวกมึงทำยังไงกับมัน พวกมึงมันตอแหลทั้งโคตร พวกมึงเคยได้ยินเสียงกรีดร้องขอความเห็นใจจากกูบ้างมั้ย เปล่าเลย กูอยู่ตัวคนเดียว เจ็บปวดเจียนตายตอนกูเห็นลูกของกูจมอยู่ในน้ำส้วมชักโครก มึงเคยเห็นถึงหัวใจของกูด้วยหรือ มึงเคยเห็นคุณค่าของกูสองแม่ลูกด้วยหรือไง”

“ลูกกู ควรจะต้องได้ทุกอย่างที่อีเรนเด็กเหี้ยนี่ได้ ลูกกูควรจะต้องได้อยู่ในที่ที่อีนี่มันอยู่” จิตรามองไปที่เรนด้วยสายตาที่ขยะแขยงอย่างที่สุด “แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ตรัยมึงทอดทิ้งลูกของมึง อย่างใจดำที่สุด อีพิมพ์พร มึงฆ่าลูกกูอย่างเลือดเย็นอำมหิต แต่อย่าว่าล่ะนะ มึงสองคนรักลูกของพวกมึงนี่ กูเข้าใจ ูเลยต้องการให้พวกมึงรู้สึกอย่างที่กูรู้สึก ได้กรีดร้องออกมาจนสุดเสียง แต่มันก็ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครเข้าใจ”

“แล้วนี่” จิตราใช้มือผลักไหล่ ผลักหลังของเมฆ ให้เดินไปหาตรัยกับพิมพ์พร “เอาเลย มึงจะเอามันไปต้มยำทำแกงยังไงก็เชิญ จะแจ้งความเอาตำรวจมาจับมัน ก็แล้วแต่พวกมึง” เสียงของจิตราเต็มไปด้วยความเคียดแค้นพยาบาท มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอ ยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้เมฆโตขึ้นมา และเป็นไปตามที่เธอต้องการในวันนี้ “แม่” เมฆเรียกจิตรา ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในชีวิตเขา ตั้งแต่เด็กจนโต

“แม่ไม่เคยรักเมฆเลยใช่มั้ย” น้ำตาใส ๆ ไหลลงนองหน้าของเมฆ จิตราเชิดหน้าขึ้น เอียงตามองใบหน้าของเมฆ ที่เด็กหนุ่มเห็นจิตรา ผู้หญิงที่วันนี้เขาไม่รู้จัก ว่าเธอเป็นใคร ทำก็คือกลั้นน้ำตาที่เอ่อท้นขอบตานั้นเอาไว้ ไม่ให้ไหลรินลงมา “งั้นก็แสดงว่า เรนกับพี่เมฆก็เกี่ยวข้องกันเป็น” ภาพของเขากับเมฆที่เพิ่งร่วมรักกัน ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเรน จนเขาไม่กล้าแม้แต่จะมองไปที่เมฆ ตรัยรู้สึกเจ็บเจียนตาย พิมพ์พรคลั่ง กรีดร้องอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง

“แม่” เมฆคุกเข่าลงตรงหน้าจิตรา มีคนเคยบอกว่า จิตใจผู้หญิงเปรียบดั่งทะเลแห่งห้วงอารมณ์ที่ลึกที่สุด มันสามารถเก็บงำเอาความลับอันดำมืดไว้ในที่ที่ดำดิ่ง ลึกลงไปจนสุดประมาณและจิตราคือหนึ่งในผู้หญิง คนที่เก็บงำความรู้สึก ความคิด และเอามันมาเป็นการกระทำของเธอ เฝ้ารอวันนั้นที่จะชำระความ กับการจองเวรของเธอ ให้ทุกคนได้รับมันไปอย่างสาสมที่สุด

*****************************************

Inspired by “เพลงที่ไม่มีใครฟัง”

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=AvimffNkQ-0

เคยมีเธอเท่านั้น

Once, there was only you

ที่เป็นคนที่ฟังเพลงฉันตลอด

Who always listened to my song

เธอจะฟังและยิ้มและมีน้ำตา

Then smiled and cried when you heard it


เธอจะคอยบอกฉัน

You utterly told me

ว่าตรงไหนที่กินใจมากที่สุด

Which verse that completely touched your heart

เธอจะคอยจะรอจะฟังเรื่อยมา

You were waiting and longing for it all along


แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนผันไม่เหมือนวันเก่า

Then the time changed, nothing remained the same

ไม่มีเราเมื่อเธอไปกับเขา

There’s no longer us when you left me behind


และเพลงนี้ก็เป็นแค่เพียง

This song is now only just

เป็นเพลงที่ไร้คนรอคอย

The song nobody is waiting for

ก็เหมือนแค่เสียงลอยลอยไม่มีความหมาย

It’s comprised with the sound in polysyllabic gibberish


อยากร้องแค่ให้เธอฟังว่าเพลงเพลงนี้ มันดีพอไหม

Wish I could sing this song to you if it’s still good enough

แต่สุดท้ายก็รู้เพลงนี้ไม่มีความหมาย

Though I find that it’s completely meaningless

เป็นเพลงที่ไม่มีใครฟัง

The song that nobody ever listens to


ตัวเธอคงไม่รู้

You won’t even know that

ว่าชีวิตจิตใจที่ฉันทุ่มเท

How hard I’ve tried and put into this

มันกลายเป็นเศษคำและตัวโน้ตธรรมดา

They’re just unrhymed lyrics in irregular rhythms


เธอก็ได้แต่ยิ้ม

All you did was smile

ได้แต่เพียงชื่นชมรักษาน้ำใจ

Giving me kind words, not to hurt my feeling

แล้วก็เดินจากไปไม่ให้เสียกริยา

Then walked away with your social etiquette preserved


แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนผันไม่เหมือนวันเก่า

Then the time changed, nothing remained the same

ไม่มีเราเมื่อเธอไปกับเขา

There’s no longer us when you left me all alone


และเพลงนี้ก็เป็นแค่เพียง

This song is now only just

เป็นเพลงที่ไร้คนรอคอย

The song nobody is waiting for

ก็เหมือนแค่เสียงลอยลอยไม่มีความหมาย

It’s comprised with the sound in polysyllabic gibberish


อยากร้องแค่ให้เธอฟังว่าเพลงเพลงนี้ มันดีพอไหม

Wish I could sing this song to you if it’s still good enough

แต่สุดท้ายก็รู้เพลงนี้ไม่มีความหมาย

Though I find that it’s completely meaningless

เป็นเพลงที่ไม่มีใครฟัง

The song that nobody ever listens to


และเพลงนี้ก็เป็นแค่เพียง

This song has now become that

เป็นเพลงที่ไร้คนรอคอย

The song which no one desires

ก็เหมือนแค่เสียงลอยลอยไม่มีความหมาย

It sounds so empty and absolutely pointless


อยากร้องแค่ให้เธอฟังว่าเพลงเพลงนี้มันดีพอไหม

Wish this song were your song if it was still meant to be

และสุดท้ายก็รู้ เพลงนี้ไม่มีความหมาย

But in the end, we all know that it’s totally senseless

เป็นเพลงที่ไม่มีใครฟัง

The song which no one will tune to


ไม่มีใครฟัง

The Unheard Melody

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
ชอบเรื่องที่ 5 รู้สึกมีความโรแมนติก 555+
แต่เรื่องที่ 6 นี่ไม่ไหวจริงๆ ผญเป็นอะไรที่อาฆาตมาก ตั้งหลายปี ยอมทำ ยอมทน
orz

ขอบคุณนะจ้า

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 7. ของขวัญ


1.)



“เดี๋ยวผมส่งให้ดู” ข้อความที่ส่งมาทางโปรแกรมแชท ทำให้มินตราที่นั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะประชุม ค่อย ๆ เลื่อนโทรศัพท์ที่อยู่ในมือลงไปใต้โต๊ะ มือถือของเธอสั่นอีกครั้ง หญิงสาวมองดูคนอื่น ๆ ที่กำลังจ้องไปทางจอโปรเจ็กเตอร์ที่อีกด้าน ให้แน่ใจว่า ไม่มีใครมองเธออยู่ ก่อนจะค่อย ๆ แง้มหน้าจอมือถือขึ้นมาดู

ภาพที่แสดงคือ ภาพเปลือยของชายหนุ่มที่รูปร่างดีมาก เขากึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียง เพียงแต่ไม่เห็นหน้าค่าตาแต่อย่างใด โดยที่มินตรามองเห็นแก่นกายกลางลำตัวของคนในรูปนั้น ขยายตัวตั้งผงาด เส้นเลือดปูดโปนไปหมด 'ไหวมั้ย' อีกข้อความส่งมาถาม มินตรากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะตอบตกลงว่า ให้ไปเจอที่เดิมหลังเลิกงานเย็นนี้

มินตรามาถึงเวลานัดก่อนเวลาเล็กน้อย ช่วงบ่ายวันนี้ เธอไม่เป็นอันได้ทำอะไร ใจเฝ้าคิดถึงแต่รูปรูปนั้น ที่ถูกส่งมาให้เธอ รูปร่างของชายหนุ่มกับส่วนสำคัญของเขา มันทำให้เธอรู้สึกเร่าร้อนเป็นอย่างมาก มินตราเดินไปที่ร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้า ที่นัดประจำของเธอ มันอยู่ลึกเข้าไปด้านใน ห่างจากร้านอื่น ๆ ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัว ปลอดจากสายตาผู้คน

“เขาจะถูกใจมินมั้ย” เมื่อเห็นว่าพนักงานที่นำเครื่องดื่มมาให้ เดินจากไปแล้ว เธอถามผู้ชายที่นั่งรอเธออยู่ก่อนแล้ว “แน่นอนสิ มินทั้งสวย ทั้งหุ่นดี ใครก็ต้องชอบ ผมยังชอบเลย” มินตรายิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตีเข้าที่แขนของชายหนุ่มเบา ๆ เมื่อถูกอีกฝ่ายไถลมือเข้าไปใต้กระโปรงชุดทำงานของเธอ ก่อนจะดึงมือออกมายกขึ้นดม แล้วยักคิ้วให้เธอ

“เดี๋ยวคนเห็น” เธอทำท่าห้ามชายหนุ่ม แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เธอ 'เล่นด้วย' มาสักพักใหญ่แล้ว พูดยังไงดี จะเรียกว่าเพื่อนช่วยเพื่อน friends with benefits หรืออะไรก็ว่าไป แล้วแต่จะเรียกกัน แต่เอาเป็นว่า เขาช่วยปลดปล่อยความกำหนัดของเธอได้เป็นอย่างดี ซึ่งเธอชอบเขามาก เพราะเขารู้จุดของเธอ และพาเธอล่องลอยกับความหฤหรรษ์ ได้มากกว่าใคร ๆ

"บาสก็ชมมินเกินไป” ปากก็พูดไปแบบนั้น แต่สีหน้าและแววตาของมินตรา แสดงออกมาว่าพึงพอใจกับคำพูดของชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย “แต่ มินไม่เคยแลกคู่แบบนี้นะ” มินตรารู้สึกตื่นเต้นก็จริง แต่ก็เป็นกังวล เรื่องที่เธอตัดสินใจตอบตกลงไปนี้ “มันไม่ใช่เซ็กส์หมู่ อะไรแบบนั้นใช่มั้ย” มินตราพูดด้วยการลดเสียงลง ให้ได้ยินเฉพาะเธอกับบาสสองคนเท่านั้น

“ไม่ใช่” บาส ชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาว ออกแนวเอเชียตะวันออก ตอบหญิงสาว “มินจะเป็นคู่ให้พี่เขา ส่วนคู่ของเขา จะโดนผมจัดการ สองคู่ สี่คน มาสวิงกัน” แววตาของบาสที่ใช้มองมาที่เธอ มินตรารู้สึกว่า เธอกำลังถูกโลมเลียแทนสายตาของ 'คนเล่นเสริม' ที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่นาทีนี้ อย่างที่บอกไปแล้ว บาสนั้นเป็นคนสรรหาความตื่นเต้นเร้าใจ เข้ามาในชีวิตของมินตรา

ตั้งแต่เธอรู้จักกันบาส ผ่านทางแอพโซเชียล ปีกว่า ๆ มานี้ บาสไม่เคยทำให้เธอผิดหวังกับเรื่องบนเตียง มินตราพึงพอใจกับเซ็กส์รูปแบบใหม่ ๆ ที่บาสปรนเปรอให้เธอย่างถึงใจ และตอนนี้ บาสจะยกความตื่นเต้นนั้นให้ขยับขั้นขึ้นไปอีก มันคือการได้ทดลอง ลิ้มรสชาติใหม่ ๆ ที่คนที่กระหายเรื่องราวอย่างว่าแบบเธอ แทบจะทนรอไม่ไหว

มินตราคาดหวังกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่พอสมควร แต่เธอก็พอจะคลายกังวลลงไปได้อยู่บ้าง เพราะเธอสามารถเชื่อใจบาสได้ว่า ทุกอย่างจะถูกปิดเป็นความลับ หน้าที่การงานที่ดี ที่กว่ามินตราจะก้าวมาประสบความสำเร็จในขั้นนี้ ก็ถือว่ารวดเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นอยู่มาก อีกทั้งชื่อเสียงในแวดวงสังคมที่เธออยู่ เธอเป็นที่รู้จักอยู่ไม่น้อย จากที่มินตราเล่นกับบาสมา บาสเก็บทุกอย่างเงียบกริบให้เธอได้

“รอนานมั้ย” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น จากผู้ชายร่างสูงกำยำ ผิวสีแทน ใบหน้าคมเข้ม ผมตัดสั้นสกินเฮด ที่เดินเข้ามาพร้อมกับผู้หญิงสาวสวยร่างเล็กอีกคนหนึ่ง “เชิญนั่งครับ พี่เจค” บาสกล่าวเชิญชวนทั้งสองคนที่เพิ่งมาใหม่ เจคนั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ กันกับมินตรา ที่ตอนนี้เธอใจเต้นแรง จนแทบควบคุมไม่ได้ “และคุณ” บาสหันไปถามหญิงสาวที่นั่งลงข้าง ๆ เขา

“ปลายฝนค่ะ” เสียงพูดนั้นไพเราะ แต่แฝงไปด้วยจริตจะก้าน การชายตาชดช้อยนั้น แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เธอพอใจกับสิ่งที่เห็น และนั่นก็คือชายหนุ่มรูปงามอย่างบาส จากคู่เล่นของเธอที่คมเข้ม มาดชายไทยแท้ สู่ชายหนุ่มสไตล์พิมพ์นิยม ที่เธอรู้สึกว่า ค่ำคืนนี้ จะเป็นอีกคืนที่เธอต้องประทับใจ

“มินตรานะคะ” หญิงสาวทั้งสองคนทักทายและแนะนำตัวกัน ยิ้มให้กัน ก่อนจะแลกคอนแท็คในแอพแชทกัน ทั้งสองคนต่างก็รู้สึกดี ที่การหยิบยืมความสนุกส่วนตัวของกันและกันครั้งนี้ ดูจะเป็นไปด้วยดี ชายหญิงที่หน้าตาดี โปรไฟล์เด่น ทั้งสี่คนที่จะพากันปลดปล่อยความรู้สึกกันอย่างไม่ปิดบัง กับการเพิ่มรสชาติให้กับชีวิตครั้งนี้ ทั้งหมดนั่งคุยกันสักพัก เพื่อให้พอคุ้นกัน ก่อนที่จะลงเอยด้วยการ ไปที่ห้องคอนโดของบาส ที่เขาเช่าเอาไว้เพื่อกิจนี้โดยเฉพาะ

เสียงร้องครวญครางด้วยความสุขจากสองสาว ดังระงมไปทั้งห้อง มินตราและปลายฝน ถูกจัดให้อยู่ในท่าคลานสี่ขาข้าง ๆ กัน โดยที่มีชายหนุ่มสองคนขยับตัวเข้าออก อยู่ที่ด้านหลังของคนทั้งคู่ มินตราที่คู่กับเจค เธอรู้สึกพึงพอใจกับสัมผัสกระแทกกระทั้น อย่างหื่นกระหายนั้น จนเธอแทบจะสำลักความสุขที่ได้รับ และเธอก็เห็นปลายฝน ที่ถูกบาส คู่เล่นประจำของเธอ อัดแรงเข้าใส่ จนหัวสั่นหัวคลอน

“เสียวดีมั้ยพี่เจค” บาสที่ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยรสแห่งกามารมณ์ หันไปถามชายหนุ่มผิวเข้มที่อยู่ข้าง ๆ กัน เจคหันมามองบาสด้วยสายตาสั่นสะท้าน เขาไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ขยับบั้นท้ายเข้าใส่รุนแรงมากยิ่งขึ้น จนมินตราต้องหันหน้ามามองด้านหลัง โดยที่ปลายฝนนั้น ก้มหน้างุดอยู่บนที่นอน ด้วยความรัญจวนใจ แบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

มินตรามองไปที่ชายหนุ่มทั้งสองคน ก่อนที่จะเห็นเจคเลื่อนหน้าเข้าใกล้กับบาส แล้วชายหนุ่มทั้งสองคนก็ประกบปากแลกลิ้นจูบกันอย่างหื่นกระหาย มินตราแม้จะรู้สึกตกใจอยู่บ้าง ที่เห็นบาสจูบกับผู้ชายอื่น แต่รสรักที่กำลังเกิดขึ้นกับเธอ มันทำให้เธอได้แต่บิดตัวเร่า ๆ มองเห็นสวรรค์อยู่รำไร เสียงร้องของเจคที่ดังขึ้นไม่นานหลังจากนั้น ก่อนที่ตัวเขาจะสั่นกระตุกอยู่หลายที แล้วจึงถอนกายออกจากมินตรา เธอมองเห็นของเหลวสีขาวขุ่น อัดแน่นอยู่ที่ปลายกระเปาะถุงยาง ก่อนจะได้ยินเสียงบาสร้องดังขึ้นว่า ใกล้แล้ว ๆ

“มิน ผมขอ” บาสดึงตัวออกจากปลายฝน ที่นอนหายใจรวยรินอยู่ เมื่อเธอถึงฝั่งฝันไปนับครั้งไม่ถ้วน บาสดึงเกราะป้องกันออกจากแก่นกาย ก่อนจะสอดเข้าไปในร่างของมิน แล้วเกร็งกระตุกปลดปล่อยให้ทุกอย่างทะลักทลาย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มินตราให้บาสทำแบบนี้ แต่การถูกเจคมองเธอโดนบาสทำต่อหน้านั้น ทำให้เธออารมณ์พลุ่งพล่านอย่างถึงขีดสุด



จากคืนนั้น มินตรายังไม่มีโอกาสได้นัดเจอกับบาสอีก มีเพียงรูปภาพที่บาสส่งมายั่วยวนเธอเท่านั้น ช่วงนี้งานเธอรัดตัวมาก กระดิกกระเดี้ยตัวไปไหนไม่ได้เลย แต่ละวันเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทั้ง ๆ ที่ตำแหน่งเธอก็ใหญ่โต เมื่อกลับถึงบ้าน พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย พอตื่นเช้า ก็ต้องรีบฝ่ากระแสการจราจรในเมืองหลวงไปทำงาน วนเวียนอยู่แบบนี้เป็นสัปดาห์

พอนานหลายสัปดาห์เข้า บาสก็ดูจะเงียบหายไปด้วย เมื่อมินตราตอบปฏิเสธการนัดเจอกับเขาไปหลายต่อหลายครั้ง ทั้ง ๆ ที่เธออยากจะไป แต่ก็ทำไม่ได้ จนตอนนี้ บาสขาดการติดต่อกับเธอไปเสียดื้อ ๆ จนอยู่ ๆ เธอก็ได้ข้อความทางแชท ส่งมาหา แต่มันไม่ได้ถูกส่งมาจากบาส 'เสียดายที่เธอมาไม่ได้ สองคนนี้ ทำให้ฉันทั้งจุกทั้งอิ่ม' แต่กลับเป็นข้อความ ที่ถูกส่งมาจากปลายฝน

“ทำอย่างนี้ได้ยังไงกัน บาส” มินตรารู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก เพราะบาสและเธอตกลงกันอย่างดิบดีตั้งแต่แรกแล้วว่า จะไม่เล่นกับคนอื่นลับหลัง ถ้าจะเล่นก็ต้องเล่นพร้อมกัน เพื่อความสบายใจและปลอดภัยของทั้งคู่ นี่ยัยปลายฝน ได้ทั้งสองคนไปปรนเปรอพร้อม ๆ กัน มันจะมากไปแล้ว มินตราส่งข้อความกลับไปถาม ว่าตอนนี้ปลายฝนอยู่ที่ไหน แต่ผ่านไปหลายชั่วโมง ก็ยังไม่มีข้อความตอบกลับมา มินตราตัดสินใจโทรผ่านแอพไป แต่ก็ไม่มีคนรับ จนเธอต้องเข้าประชุม ซึ่งมินตราไม่รับรู้ข้อมูลการประชุมใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะใจมัวแต่คิดเรื่องของสามคนนั้น

ตกเย็น มินตรารีบบึ่งไปที่คอนโดที่บาสใช้ประกอบกามกิจกับเธอ แต่ก็พบว่า ไม่มีใครอยู่ที่นั่น มินตรานั่งลงบนโซฟาอย่างหงุดหงิด แสดงว่าบาสพาสองคนนั่น ไปที่อื่น อาจจะเป็นห้องที่เจคและปลายฝนเคยใช้กันเป็นประจำก็ได้ แต่นั่นมันที่ไหนกันล่ะ มินตราถอนหายใจออกมา กำลังจะลุกจากโซฟานั้น กระเป๋าสะพายของเธอตกลงบนพื้น

มินตราก้มลงหยิบ ก่อนที่สายตาเธอจะมองเห็นแล็บท็อป ที่ถูกดันเข้าไปข้างใต้โซฟา เหมือนกับว่า มันถูกจงใจซ่อนเอาไว้ที่ข้างใต้นั้น มินตราดึงมันออกมาวางไว้บนโซฟา เธอปิดมันขึ้น ก่อนมันจะแสดงหน้าล็อกอิน ว่าติดพาสเวิร์ด มินตราลองใส่รหัสที่เกี่ยวกับบาส เท่าที่เธอจะพอนึกออก แต่มันก็ไม่ใช่เลย มินตราร้องออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะลองใส่วันเดือนปีเกิดของเธอลงไป

หน้าจอสว่างวาบขึ้น เปิดให้เธอเห็นหน้าเดสก์ท็อป เธอมือไม้สั่น ที่เดารหัสได้ถูกต้องอย่างเหลือเชื่อ เธอเปิดไฟล์นั่นนี่ดู แต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติอะไร จนเธอมองเห็นไอคอนที่ดูเหมือนกับโปรแกรมนาฬิกาธรรมดา ที่มุมซ้าย มินตราลองคลิกมันดู ก่อนที่โปรแกรมวิดีโอแชท จะเด้งเปิดขึ้นมา พร้อมทั้งข้อความที่ผู้ชายสองคน พิมพ์ตอบโต้กัน มินตราไล่อ่านดู เธอถึงกับหายใจติดขัด จะร้องไห้ ก็ร้องไม่ออก จะกรีดร้องออกมาก็จุกอยู่ที่ในอก

หลังจากวันนั้นเกือบสัปดาห์ ทุกอย่างยังคงเงียบเชียบ มินตราไม่ได้รับข้อความจากบาสอีกเลย แถมแอคเค้านท์ที่เคยติดต่อกันทุกช่องทาง ก็ถูกลบไปหมด มินตราถึงกับประสาทเสีย ไม่เป็นอันทำงานทำการ จนถึงกับถูกเรียกเข้าไปในตำหนิ ที่ปล่อยให้งานเกิดความผิดพลาด และถ้าเธอไม่แก้ไขให้ลูกค้ารายใหญ่ กลับมาต่อสัญญาได้ภายในเดือนนี้ เธอเตรียมตัวโบกมืออำลากับตำแหน่งของเธอได้เลย

มินตราใช้ความพยายามค้นหาอยู่นาน กว่าที่เธอจะตามเบาะแสแรกเจอ และนั่นคือที่อยู่ของปลายฝน มันเป็นหมู่บ้านจัดสรรเลยชานเมืองออกไป มินตราขอลางานครึ่งวัน บอกว่าจะออกไปหาทางคุยกับลูกค้ารายใหญ่รายนั้น เธอขับรถไปยังจุดหมายปลายทาง ก่อนที่จะจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ ที่มีบรรยากาศร่มรื่นน่าอยู่ มินตรากดกริ่งที่หน้าบ้านอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่จะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาดู

“เธอ” เจ้าของเสียงพูดขึ้น ท่าทางตื่นตระหนก หันไปมองที่ด้านในบ้าน ก่อนที่มินตราจะได้ยินว่า “เพื่อนที่ทำงานมาค่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ปลายฝนพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบเดินออกมาที่ประตูรั้วบ้าน มินตรามองเห็นผู้ชายรูปร่างท้วม เดินออกมามองอยู่สักครู่ พอเห็นว่าเป็นเพื่อนผู้หญิงจากที่ทำงาน ก็เดินกลับเข้าไปด้านใน

“เธอมาที่นี่ทำไม” ปลายฝนต่อว่ามินตราทันทีที่เห็นว่าผู้ชายร่างท้วมนั้น เข้าไปในบ้านแล้ว “เธอหาบ้านฉันเจอได้ยังไงกัน เธอกำลังจะทำให้ฉันเดือดร้อน เธอรู้ตัวมั้ย” ปลายฝนมีสีหน้าที่เป็นกังวลอย่างแท้จริง “ออกมาคุยกับฉันข้างนอก” มินตราออกคำสั่ง ปลายฝนพูดปฏิเสธ “หรือจะให้ฉันบอกผัวเธอเรื่องนี้” มินตราพูดจบ ก็เดินกลับไปขึ้นรถ ปลายฝนขัดมินตราไม่ได้ เลยเดินไปขึ้นรถที่จอดอยู่ด้านนอกด้วย

“เธอรู้จักเจคนานขนาดไหนแล้ว” มินตรายิงคำถามใส่ปลายฝนทันที “ฉันไม่ได้เจอกับเจคเขามาเป็นสัปดาห์แล้ว” ปลายฝนพูดกับมินตรา “ฉันถามว่า เธอรู้จักกับเจคนานแค่ไหนแล้ว” มินตราเสียงเข้ม ปลายฝนตกใจกับท่าทางของอีกฝ่าย “ก็สักพักน่ะ ฉันเจอเขาในกลุ่มหาคู่ ก็อย่างที่เธอทำนั่นแหละ” ปลายฝนตอบ นึกฉุนที่เหมือนกำลังถูกมินตราตำหนิ ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองคนทำนั้นไม่ต่างกัน

“แล้วเธอ” มินตรากลั้นหายใจ ถามคำถามนี้ออกไป “แล้วเธอเคยมีอะไรกับเจคแบบไม่ป้องกันมั้ย” คำถามนั้นทำเอาปลายฝนหน้าเหวอ “แบบที่บาสทำกับเธอวันนั้นน่ะหรือ” ปลายฝนถามกลับไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มินตราพยักหน้า “ไม่เคย” ปลายฝนตอบออกมา ก่อนจะพูดต่อไปว่า “จนกระทั่งฉันไปกับเขาสองคน วันที่เธอไม่มา” น้ำเสียงของปลายฝน เหมือนกับคนกำลังจะร้องไห้ มินตราพลางนึกถึงสิ่งที่ได้คุยกับเพื่อนของเธอก่อนหน้านี้



“แกห้ามบอกใครเด็ดขาดนะ ว่าแกได้ข้อมูลคนไข้มาจากฉัน” เพื่อนของมินตราพูดมาตามสาย “มันเป็นความลับของคนไข้ ที่ฉันต้องเก็บเอาไว้เป็นความลับ แต่ฉันเห็นว่าเป็นแก เห็นแก่ความเป็นเพื่อนนะ” เสียงพูดนั้นสำทับให้มินตราทำตามที่สัญญาอย่างเคร่งครัด “ฉันรู้แล้วน่า” มินตราบอกเพื่อนไป “มันไม่ได้ระบุชื่อ แต่ฉันไปค้นจากเลขเคส รายนี้ก่อนหน้าที่มาตรวจ ผลเป็นลบมาตลอด” เพื่อนของมินตราเงียบไปนิดหนึ่ง “แกดูเอาเองละกัน” พูดจบก็วางสายลงทันที



“แล้ว” มินตราที่ดึงสติกลับมาอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า “แล้วสองคนนั้น แสดงผลตรวจเลือดให้เธอดูมั้ย” มินตราถามต่อ ปลายฝนส่ายหน้า “เจคไม่เคย เพราะเขาใช้ถุงยางทุกครั้ง ตั้งแต่ฉันเล่นกับเขามา” ปลายฝนบอกกับมินตราออกไปแบบนั้น “แต่คืนนั้น บาสเอาผลของเขาส่งให้ฉันดู” ปลายฝนเริ่มปากคอสั่น หยิบเอาโทรศัพท์มือถือมาเปิดให้มินตราดู โดยที่มินตราเปิดผลตรวจที่เธอได้รับจากเพื่อน เทียบให้ปลายฝนดู และในตอนนี้ ปลายฝนหน้าซีดเผือด หูอื้อตาลาย ไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น


ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
2.)


บาสใจเต้นรัว เมื่อเขากดเข้าไปในกลุ่มลับกลุ่มนี้ ที่เขารู้สึกสนใจใคร่รู้มานาน เพียงแต่ไม่คิดว่า ตัวเองจะมีโอกาสได้เข้ามาคุยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย รายชื่อสมาชิกในกลุ่มยาวลงไปด้านล่าง ทุกคนมีชื่อยูสเซอร์ ตามด้วยอักษรภาษาอังกฤษ G และ B เพื่อให้เพื่อนสมาชิกรู้ว่า คนไหนคือเป้าหมายที่ต้องการจะคุยด้วย บาสไล่สายตาอ่านชื่อพวกนั้น จนไปสะดุดตากับชื่อหนึ่ง เขาจึงกดเข้าไป ก่อนส่งข้อความทักทาย

“สวัสดีครับ” ข้อความนั้นตอบกลับมาในเวลาเพียงไม่นาน “ผม G นะ ถ้าคุณยังไม่รู้” บาสใจเต้นตึกตัก คิดว่า จะตอบกลับไปยังไงดี “ครับ ผมเห็นแล้ว” บาสตอบกลับไป “ผม B ครับ ก่อนจะเห็นข้อความตอบกลับมา “คุณต้องการอะไร” บาสใจเต้นรัว ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งกลับไปทันที

“พี่ทำให้ผมได้มั้ย” อีกฝั่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับมาว่า “แน่ใจหรือเปล่า” ก่อนที่บาสจะเห็นรูปเปลือยของอีกฝ่าย ส่งมาให้เขา รูปนั้นเผยให้เห็นถึงแก่นกายความเป็นชายที่ชูชัน เส้นเลือดปูดโปนชัดเจน มันเป็นความรู้สึกที่ยั่วยวนความรู้สึกทางกามมากที่สุด เท่าที่บาสเคยรู้สึกมา ยิ่งบาสได้คุยกับอีกฝ่ายมากขึ้น บาสก็ยิ่งหลงใหลบุคลิกและการพูดคุยของผู้ชายคนนี้ ยิ่งได้เปิดกล้องคุยกัน ได้เห็นรูปร่างหน้าตากัน บาสยิ่งเกิดความต้องการนั้นมากจนหยุดไม่อยู่

บาสใช้เวลาเกือบ ๆ สองสัปดาห์ตามที่อีกฝ่ายบอกเขา ให้เขามาทบทวนให้ดี ว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ หรือเปล่า พอครบเวลา บาสก็ส่งข้อความไปบอกว่า เขาพร้อมแล้ว และให้ฝ่ายนั้น มาตามสถานที่ที่เขานัดไว้ได้เลย พอถึงเวลานัด เจคตัวจริงหล่อกว่าที่บาสเห็นในกล้องโปรแกรมแชทเสียอีก ตอนนี้เขาไม่ขออะไรแล้ว แค่ขอให้เจคทำตามที่เขาต้องการก็พอ

“ครั้งแรกหรือเปล่า” เจคถามบาสที่เดินเข้ามาหยุดยืนแนบชิดอยู่ที่ด้านหน้าของเขา “เปล่า ถ้ากับผู้ชายด้วยกัน เปล่า” บาสตอบออกไป เสียงของเขากระเส่าอย่างห้ามไม่ได้ เจคสบตากับบาส ก่อนจะบดริมฝีปากจูบกับบาสอย่างดูดดื่ม สองหนุ่มแลกลิ้นกันพันตู ความต้องการจากทั้งสองฝั่ง ชัดเจนอย่างปฏิเสธไม่ได้

“ผมชอบพี่ พี่เจค” ไม่พูดเปล่า บาสรูดมือขึ้นลงไปตามความยาวของความแข็งแกร่งที่หว่างขาของเจค แม้มันจะยังอยู่ภายในกางเกง แต่ก็ทำให้บาสหื่นกระหายในตัวเจคมากขึ้นและมากขึ้น เจคหยุดมือของบาส ก่อนจะหันหลัง ทำท่าจะเดินไปที่ประตูห้อง

“พี่ก็รู้ตัวดี ว่าพี่อยากทำให้ผม” เจคสอดแขนทั้งสองข้างกอดเจคจากทางด้านหลัง “ผมรู้ว่าพี่รู้ตัว ว่าพี่มีพลังอำนาจนั้นในตัว” บาสกระซิบที่ข้างหูของเจคด้วยน้ำเสียงยั่วยวน เจคหันหน้ามาหาบาส ก่อนที่บาสจะใช้ลิ้นไล่เลียไปบนริมฝีปากของเจค “พี่จะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปหรือครับ” บาสค่อย ๆ ดันตัวของเจคให้หันหน้ากลับมาทางเขา “ทำให้ผมเป็นแบบพี่นะครับ ผมต้องการมัน” บาสจับมือของเจคมาตะโบมบีบจับที่บั้นท้ายอันกลมกลึงของเขา เสียงเตือนของหมอดังเข้ามาในโสตประสาทของเจค ว่าอาการของเขาเริ่มดื้อยามากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าสภาพร่างกายภายนอก บอกว่าเขาดูเป็นปกติและสุขภาพดี

“มันจะถอยหลังกลับไม่ได้แล้วนะ” เจคบอกกับบาส ที่ส่ายหน้าช้า ๆ “ผมไม่ต้องการถอยหลังกลับ” บาสบอกกับเจค แล้วจูบที่ปากของอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ใฝ่ฝัน “มันคือของขวัญ” บาสพูด ก่อนจะเริ่มถอดเสื้อของเจค “ที่พี่จะให้ผม” ก่อนจะย่อตัวนั่งลง ปลดเข็มขัดของแล้วจับกางเกงเจคถอดออก ท่อนมหึมาที่เขาเห็นในรูป ตอนนี้มาจรดอยู่ที่ปลายลิ้นของเขาแล้ว ก่อนที่ไม่นานหลังจากนั้น มันได้แทรกผ่านเข้าไปในช่องทางของบาส โดยที่ไม่มีอะไรกางกั้น จนเจคได้ฝากทุกหยาดหยดเอาไว้ภายในร่างกายของบาส



มินตรากลับถึงบ้านด้วยความรู้สึกอ่อนล้า เธอยังคิดไม่ตก ว่าเธอจะทำยังไงต่อไปดี เมื่อเธอค้นพบเรื่องของเจคและบาส ทั้งสองคนติดต่อกันมาสักพัก ก่อนที่บาสจะนัดให้เธอไปเจอกับเจคและปลายฝน จะให้พูดจริง ๆ มินตราบอกไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ว่ารสนิยมทางเพศของทั้งเจคและบาสเป็นแบบไหน ทั้งสองคนสามารถมีอะไรกับผู้ชายและผู้หญิงได้ทั้งนั้น และทำหน้าที่นั้นได้ดีเสียด้วย

ที่น่ากลัวก็คือ ทั้งสองคนมีความต้องการอื่นอยู่ในความรู้สึกมานาน และต้องการที่จะทำตามอารมณ์แรงปรารถนานั้น มินตราไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า บาสจะมีแรงขับทางเพศนี้อยู่ในตัว บนแล็ปท็อปของบาส ที่มินตราเห็น บาสเสิร์ชหาเรื่องนี้เยอะมาก บาสเป็นพวก Bugchaser ตัวอักษร B หลังชื่อยูสเซอร์เนมของเขา และนี่คงเป็นเหตุผลที่บาสค่อย ๆ ตะล่อมขอให้มินตราอมมีอะไรกับเขา โดยไม่สวมถุงยาง

มินตรายอมทำแบบนั้นเพราะผลตรวจที่ไปตรวจมาด้วยกันทั้งคู่ และตรวจเลือดด้วยกันอยู่ประจำ โดยที่เธอกินยาคุมกำเนิดอยู่ตลอด แต่มันคงจะหยุดอยู่แค่ บาสได้รับรู้ว่า การมีอะไรกันแบบเนื้อแนบเนื้อมันเป็นอย่างไร ถ้าบาสไม่มาพบกลุ่มแชทลับ สำหรับคนที่มีรสนิยมความต้องการแบบนี้เข้ามาหาคู่กัน และที่นั่น บาสก็เจอเจค

เจคคือผู้ติดเชื้อ และเขาก็รู้ตัวดี แต่แรงขับทางเพศทำให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นผู้กุมอำนาจ เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของคนอื่น เขาเป็นพวก Giftgiver ตัวอักษร G ท้ายยูสเซอร์เนมของเขา ใช่ พวกเขาเรียกกันแบบนั้น เรียกมันว่าของขวัญ เมื่อเจคมาเจอเข้ากับ Bugchaser อย่างบาส ที่ไม่ใช่แค่เพียงต้องการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันเท่านั้น แต่ต้องการมีเซ็กส์กับผู้ที่มีเชื้อ เพื่อให้ตัวเขาเองติดเชื้อด้วย เพื่อต้องการที่จะแชร์ความรู้สึก ประสบการณ์ และชีวิตที่เหมือนกันกับอีกฝ่าย และเจคก็ไม่ปฏิเสธที่จะมอบมันเป็นของขวัญให้บาส

คืนวันนั้น มันย้อนกลับมาทำให้มินตราถึงกับเข่าอ่อน เธอยอมให้บาสหลั่งข้างในตัวเธอ โดยที่ผลตรวจที่เธอได้มาจากเพื่อน แสดงวันที่ว่าเป็นบวก ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน มินตราสับสน เสียใจ อมทุกข์ จิตตก วุ่นวายใจ เครียด และอารมณ์อื่น ๆ ที่ประดังประเดเข้ามา มินตรารู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์หนัก ๆ ทุบเข้าอย่างจัง เธองงและมืดไปหมดทั้งแปดด้าน



“วันนี้คุณกลับบ้านเร็วจัง” เสียงทักนั้น ดึงความคิดของมินตราให้กลับมา “คุณทำงานหนักมากเลยนะครับช่วงนี้” สามีของมินตรา ที่เพิ่งแต่งงานกันเมื่อไม่นานมานี้เข้ามาหอมแก้มเธอซ้ายขวา “ผมคิดถึงคุณมากเลยนะ” ชายหนุ่มใส่แว่นตา ดูเนิร์ด ๆ ในชุดพนักงานบริษัทยิ้มกว้างให้กับมินตรา ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน มินตราหันมองตามไป ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนนั้นด้วย

“แล้วอย่างนี้ แม่ผมจะได้อุ้มหลานเมื่อไหร่” ชายหนุ่มหันมาพูดกับมินตรา พลางปลดเนกไทออก “นี่เมื่อวานก็โทรมาหาผม บอกให้คุณเพลา ๆ งานลงหน่อย และให้ผมขยันทำการบ้านให้มากขึ้น” มินตราได้แต่มองชายหนุ่มพูดกับเธอ เขาคนนี้เข้าใจมินตรา ว่าเธอต้องทำงานหนัก จึงเลือกที่จะมีเซ็กส์กับเธอแบบป้องกันมาตลอด

“แต่ เราจะทำยังไงกับเจ้าพวกนี้ดี” มินตราฝืนยิ้มตาม เมื่อชายหนุ่มหยิบเอาซองถุงยางจากลิ้นชักโต๊ะเล็กข้างเตียงออกมาพูดเย้าภรรยา ว่าถ้าใช้มัน ย่าคงอดอุ้มหลานเป็นแน่ มินตราได้ยินอีกหลายเรื่องที่สามีบอกกับเธอ รวมทั้งเรื่องที่ทั้งสองคน ควรจะไปตรวจร่างกายให้แน่ใจเสียก่อนที่จะมีลูก มินตราได้แต่กรีดร้องอยู่ภายในใจ



“พี่สองคนดูดีมากกว่าในกล้องอีกนะครับ” เสียงเด็กหนุ่มวัยยี่สิบพูดขึ้น เมื่อทั้งหมดนัดเจอกันที่ร้านกาแฟ หรูหรา แต่หลบมุมและดูเป็นส่วนตัว “ชอบมั้ยล่ะครับ” บาสถาม เด็กหนุ่มพยักหน้ายืนยัน เจคมองเด็กหนุ่มด้วยสายตายั่วกามอารมณ์ “พี่ทั้งสองคน รุกผมได้มั้ย” เด็กหนุ่มถามขึ้น หลังจากได้เห็นอาวุธคู่กายของทั้งสองคนจากรูป ก่อนหน้านี้

“ผมอยากได้ของขวัญจากพี่ทั้งคู่” ใบหน้าของเด็กหนุ่ม ไม่อาจซ่อนความต้องการและแรงขับนั้นได้มิด “ได้แสดงฝีมือจริง ๆ แล้วนะบาส” เจคกระซิบบอกกับบาส ที่ตอนนี้ยูสเซอร์ของเขา ต่อท้ายด้วยตัวอักษร G แล้ว และมีเด็กคนนี้ส่งข้อความทักมาว่าเขาเป็น B และต้องการที่จะเป็นพวกเดียวกัน บาสจึงเสนอว่า ถ้าจะเล่นกัน เขาจะเล่นพร้อม ๆ กันกับแฟนเท่านั้น และเด็กหนุ่มก็ตอบตกลง ให้ทั้งเจคและบาสมาเปลี่ยนเขาตามแต่จะต้องการ บาสยิ้มกริ่ม เจคเองก็เช่นกัน และค่ำคืนนี้ เด็กหนุ่มคนนี้ก็คงจะยิ้มให้กับผลงานของเขาสองคนเช่นกัน

*******************************************

Inspired by “เพลงอย่าใกล้กันเลย”

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPPA

https://www.youtube.com/watch?v=d7VtzO92qJQ

เราต่างก็รู้ดี เธอเองก็มีใคร

We all do know, You’ve got someone

และฉันก็มีของฉัน

And I’ve already had mine

ฉันรู้ว่าผิด ถ้าคิดจะชอบกัน

I know it’s wrong for us to have these feelings

แต่อยากเหลือเกิน กับการจะห้ามใจ

But it’s so damn difficult to avoid this taboo


เธออาจจะเหมือนไฟ ฉันเหมือนกับน้ำมัน

You are the fire, and I am the fuel

ทิ้งไว้ใกล้กันก็ติดไฟ

Both burst into flame

เผาผลาญทุกอย่าง เผาผลาญทั้งจิตใจ

Burning down everything, burning all hearts to the ground

ฉันคิดว่าเราอย่าใกล้กันเลย

I wish we never got this very close


ก่อนที่ใครสักคน จะคิดเลยเถิด

Before someone is out of hand

จะคิดให้มันมากกว่านี้

Or goes too far with this

มันคงไม่ดีเท่าไหร่

It’ s not such a good idea


ก่อนที่ใครสักคน จะเริ่มทำผิด

Before someone is making a mistake

ฉันคิดว่าควรหยุดดีไหม

Shall we stop it at this moment?

อย่าปล่อยเอาไว้ ให้มันลุกลาม

Don’t let it be monstrously aggressive


เราต่างก็รักกัน ฉันนั้นต้องการเธอ

We enjoy each other’s company, I’d love to have you

และรู้ว่าเธอ ต้องการฉัน

And I know you do need me for good

ฉันรู้ว่าผิด ที่คิดไปอย่างนั้น

It’s forbidden to have that kind of thought

และไม่ต้องการให้มันเกิด ขึ้นเลย

I don’t really desire this uncanny combustion to happen


เธอกลับไปเสียเถอะ ขอร้องอย่ามาเจอ

You should better leave, please don’t come back around here

เพราะเขาต้องการ เธอเช่นกัน

‘Cause your family, they need you there as well

และฉันรู้อยู่ ว่าคนข้างข้างฉัน

And I absolutely realize that my love here

คงไม่ต้องการจะเสียฉันไป

Definitely is not going to lose me


ก่อนที่ใครสักคน จะคิดเลยเถิด

Before someone is out of hand

จะคิดให้มันมากกว่านี้

Or goes too far with this

มันคงไม่ดีเท่าไหร่

It’s not such a good idea


ก่อนที่ใครสักคน จะเริ่มทำผิด

Before someone is making a mistake

ฉันคิดว่าควรหยุดดีไหม

Shall we stop it at this moment?

อย่าปล่อยเอาไว้ ให้มันลุกลาม

Don’t let it be monstrously aggressive


ต่อจากวันนี้ ให้เป็นเพียงฝัน

From today and beyond, call it just a dream

แค่เพียงเท่านั้น มันคงจะพอแล้ว

Keep it that way, that how it’s supposed to be


ก่อนที่ใครสักคน จะคิดเลยเถิด

Before someone is out of control

จะคิดให้มันมากกว่านี้

Or acts irrationally

มันคงไม่ดีเท่าไหร่

That is not how things go


ก่อนที่ใครสักคน จะเริ่มทำผิด

Before one of us commits acts of indecency

ฉันคิดว่าควรหยุด จะดีไหม

I’d rather stop it right now, don’t you think?

อย่าปล่อยเอาไว้ ให้มันลุกลาม

Let’s not blow things way out of proportion


อย่าปล่อยเอาไว้ ให้มันลุกลาม

Never ever open up a Pandora’ s box

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 8. คู่กัน



“ยังไม่พบการเคลื่อนไหวใด ๆ” เสียงรายงานกลับไปของผู้ชายสองคน ที่นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟหัวมุมถนน และเล็งไปที่บันไดลงมาจากตึกที่ฝั่งตรงข้ามถนน “เป้าหมายคือผู้ชายตัวเล็ก ผิวขาว อายุปลายยี่สิบ ผมสั้นสีดำขลับเสยไปด้านหลัง ความยาวแค่ท้ายทอย อาจจะสวมชุดธรรมดาที่ไม่สะดุดตา เฝ้าระวังให้ดี” ชายสองคนนั้น รับทราบรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานส่งมาให้

“เฮ้ยดูนั่น” สองหนุ่มพากันมองไปที่สาวสวยผมยาวสีทอง รูปร่างอวบอัด ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวตัวโคร่ง กางเกงรัดรูปสีดำ ทำให้ดูทะมัดทะแมง แว่นตากันแดดกรอบขนาดใหญ่ ดูแฟชั่นเฉี่ยวคม ปิดบังใบหน้าเรียวได้รูปนั้นไว้ แต่ก็ไม่สามารถซ่อนความน่ามองเอาไว้ได้หมด สองหนุ่มเห็นสาวสวยคนนั้นมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ที่มุมปากสีแดงชาด รู้ตัวว่าถูกสองหนุ่มมองมา ก่อนจะค่อย ๆ หันออกเดินไปยังทิศทางที่ต้องการ

“ว้าว สวยฉิบ” สองหนุ่มลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินไปชะโงกหน้ามองตาม พูดกันอย่างออกรส ขณะกลับมานั่งที่โต๊ะกาแฟ ว่าถ้าหากมีเวลาได้อยู่กับสาวสวยทรงสะบึมนั้นสักคืนนะ จะจัดให้แจ่ม ๆ เลย “โอ๊ะ ซอรี่” ก่อนจะเห็นว่ามีชายวัยกลางคน หัวล้าน อ้วนพุงพลุ้ย เดินสะดุดพร้อมกับทำเครื่องดื่มในแก้วหกใส่กระเป๋าทรงยาวสีดำที่วางอยู่บนพื้นของทั้งสองคน

“เฮ้ ระวังหน่อยสิพวก” ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นมาดูว่าของด้านในกระเป๋าเสียหายหรือเปล่า ชายวัยกลางคนนั้น มองเห็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกภายในนั้น ก่อนจะเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของโต๊ะ พ่นน้ำยาอะไรบางอย่าง ลงไปในแก้วกาแฟของทั้งคู่อย่างรวดเร็ว “ซอรี่ ซอรี่” ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู

“สิบ เก้า แปด เจ็ด” ก่อนจะนับถอยหลังขณะที่ผ่อนความเร็วในการเดินให้ช้าลง “สอง หนึ่ง” แล้วจึงหันเดินกลับไปทางโต๊ะกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าร้านนั้น ชายสองคนฟุบหลับหน้าวางพาดอยู่บนโต๊ะ ชายพุงโตหย่อนก้อนทรงกลมสีเทาลงในกระเป๋าใบยาวสีดำนั้น แล้วจึงรีบเดินออกมา เสียงคนโวยวายดังมาจากทางด้านหลัง เมื่อมีควันลอยออกมาจากกระเป๋าใบนั้น และชายสองคนนั้น ที่พนักงานร้านกาแฟร้องเรียกเสียงดังลั่น เขย่าตัวปลุก แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา

“ถ้าคุณไม่ได้ผมช่วย คุณซวยไปแล้วนะ” เสียงหล่อ ๆ ดังขึ้นจากอุปกรณ์รับเสียงที่ใส่เอาไว้ในหู “คิดว่าเอาตัวรอดได้ไม่ยากโดยไม่มีคุณ” เสียงตอบกลับนั้น ทำเอาชายหัวล้านพุงโตที่เดินตามมาห่าง ๆ ที่อีกฝั่งถนน ต้องหลุดยิ้มออกมา “เฮ้อ ขอบคุณสักคำก็ไม่มี” เสียงพูดแสดงอาการน้อยใจ สาวสวยผมบลอนด์ได้ยินแล้วต้องรีบซ่อนยิ้มเอาไว้ในหน้า

“แจ้งพิกัด” เสียงพูดเลี่ยงไปเรื่องอื่น เมื่อสาวผมบลอนด์ ไปหยุดยืนอยู่ทางคนเดินข้าม ที่ฝั่งตึกถนนด้านหน้า เป็นทางลงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน “สถานีแกรนด์เซ็นทรัลเพ็นน์” เสียงยืนยันพิกัดตอบกลับมา “เจอกันในอีกสามสิบนาที” สาวสวยผมบลอนด์ทรงอึ๋มพยักหน้ารับคำสั่ง “สวยจัด ๆ เลยนะวันนี้” ก่อนจะได้ยินเสียงชมดังผ่านเครื่องรับสัญญาณมา สาวผมบลอนด์ยกมือซ้ายขึ้นแตะที่ผมด้านหลังหูของเธอ ก่อนจะหักนิ้วทั้งหมดลง คงเหลือแต่นิ้วกลางให้คนที่เพิ่งเอ่ยปากชมต้องหลุดหัวเราะออกมา

เขารอจนสาวสวยคนนั้น เดินข้ามฝั่งไป จนเดินต่อลงไปที่สถานีใต้ดิน ก่อนที่ตัวเขาจะเลี้ยวไปทางซ้าย มองเห็นชายอีกสองคน นั่งประจำที่อยู่ที่หน้าร้านกาแฟ มีกระเป๋าใบยาวสีดำเหมือนกับชายสองคนก่อนหน้า ชายลงพุงทำอย่างเดียวกันกับอีกสองคนนี้ ก่อนจะใช้โทรศัพท์มือถือของหนึ่งในชายสองคนนั้น กดเบอร์หาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้ววางค้างสาย เอาไว้บนโต๊ะกาแฟที่ทั้งสองฟุบหลับ ก่อนจะรีบเดินจากไป

สาวผมบลอนด์เดินออกจากสถานีใต้ดิน นาฬิกาบอกเวลาว่าเหลืออีกห้านาที จะถึงเวลานัดหมาย ตึกสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า คือพิกัดของปฏิบัติการครั้งนี้ ด้านล่างตึก มีหน่วยรักษาความปลอดภัยยืนกันอยู่หนาแน่น การจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปแบบนั้น เป็นไปไม่ได้แน่นอน สาวผมบลอนด์รอจังหวะจนสบโอกาส เดินเลี่ยงไปทางด้านข้าง ก่อนจะเดินอ้อมไปที่ด้านหลังตึก

ด้านหลังตึกปลอดคน สาวสวยผมบลอนด์ขยับกรอบแว่นสองครั้ง ก่อนที่แผงรหัสบนประตู จะปรากฏลายนิ้วมือ เผยให้เห็นตัวเลขสี่ตัวที่ต้องการ และเพียงไม่นาน หลังจากกดคอมบิเนชั่นถูกต้องจากการเดาตำแหน่งตัวเลข เพียงสองครั้งเท่านั้น ประตูก็ถูกเปิดออก สาวผมบลอนด์รีบเดินเข้าไป ก่อนจะปิดประตูตามหลัง แว่นกันแดดปรับความสว่างโดยอัตโนมัติ ให้สามารถมองเห็นได้ในที่มืด ทำให้เห็นทางเดินยาวตรงไป ก่อนจะพาไปสู่โถงกว้างที่ซ่อนตัวอยู่ภายในตึกแห่งนี้

หนุ่มหล่อในชุดทักซิโด้ก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรู ที่หน้าตึกสูงเสียดฟ้านั้น เขาเดินเข้าไปที่ทางเข้า ที่ถูกควบคุมโดยเหล่าหน่วยรักษาความปลอดภัย ชายหนุ่มถูกขอให้วางฝ่ามือลงบนหน้าจอทางเข้า เพื่อสแกนยืนยันตัวตน หน้าจอเลื่อนอ่านลายมือของเขา ก่อนจะขึ้นสัญญาณสีเขียวว่าผ่าน ชายหนุ่มประกบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน เมื่อแผ่นหนังเทียมที่แปะไว้ เคลื่อนหลุดออกตอนเขายกมือขึ้นจากหน้าจอ

ด่านสุดท้าย เขาถูกขอให้สแกนม่านตา แสงสีแดงจากเครื่องอ่านสาดเข้าหา หน่วยรักษาความปลอดภัยกระชับอาวุธที่อยู่ในมือ เตรียมพร้อมหากว่าเครื่องตรวจจับสิ่งแปลกปลอมได้ ไฟแสดงผลสีเขียวพร้อมเสียงพูดจากคอมพิวเตอร์ ยืนยันว่าเขาคือทายาทอภิมหาเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันเกือบทั่วโลก ที่จะมาร่วมการแสดงความสำเร็จสุดยอดของนวัตกรรมใหม่แห่งยุค

หนุ่มหล่อหุ่นดูชวนฝัน เดินไปที่ลิฟต์เฉพาะกิจของงานในวันนี้ พนักงานกดประตูลิฟต์ให้เปิดออก ซึ่งแขกผู้ร่วมงานวีไอพีเหล่านี้ สามารถขึ้นไปได้เพียงทีละคนหรือทีละกลุ่มที่มาด้วยกันเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของเหล่าบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย ประตูลิฟต์ปิดเข้าหากัน ก่อนจะพาชายหนุ่มพุ่งทะยานจากด้านล่าง ขึ้นไปที่ชั้นบนสุด ที่เป็นสถานที่จัดงานอันเป็นความลับสุดยอดนี้

“ประจำที่” ชายหนุ่มพูดขึ้น ถอดคอนแท็คเลนส์ ก่อนประตูลิฟต์จะเปิดออก “รับทราบ จะถึงแหล่งกำเนิดพลังงานภายในอีกสิบนาที” สาวผมบลอนด์ตอบกลับ แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงกลางโถงกว้างนั้น ก่อนจะมองเงยหน้าขึ้นไปด้านบน ที่มีโดมกระจกทรงโค้ง สาวผมบลอนด์ใช้นิ้วโป้งเสยวิกผมสีทองนั้นให้หลุดออก ก่อนจะถอดเน็ตคลุมผมตามมา เผยให้ผมสั้นสีดำขลับ ถูกเสยขึ้นความยาวเพียงท้ายทอย

เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวถูกถอดออกเช่นกัน เผยให้เห็นถึงบอดี้สูทสีดำรัดรูป ที่หน้าอกหน้าใจนั้นอวบอิ่มเย้ายวน เจ้าตัวหยิบเอาวัตถุทรงกลมออกมาจากเข็มขัด กดเบา ๆ ก่อนที่สลิงจะพุ่งขึ้นไปในอากาศ เสียงคลิกเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อปลายสลิงมัดเข้ากับโครงเหล็กบนโดมโค้งนั้นแน่นแล้ว มือกดปุ่มสีแดงบนผิวของวัตถุทรงกลม เพื่อให้สลิงดึงตัวขึ้นไปด้านบน

“เฮ้ย แกเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่” เสียงถามนั้นดังขึ้น ก่อนที่จะรู้สึกถึงข้อเท้าข้างหนึ่งถูกมือดึงรั้งเอาไว้ ให้กลับลงมาที่พื้น “จีน เกิดอะไรขึ้น” เสียงถามนั้นดังเข้ามาในหู แต่ตอนนี้ไม่สามารถหยุดอธิบายได้ พอสะบัดขาให้หลุดออกจากการเกาะกุมนั้นได้ ศิลปะแม่ไม้มวยไทยก็ถูกงัดออกมากระหน่ำเข้าหาสมุนสามคน ที่กรูรุมกันเข้ามา หมัด เข่า ศอก แข้ง ถูกระดมเข้าใส่คู่ต่อสู้

“เก่งนักใช่มั้ย” เสียงพูดนั้นดังขึ้น ก่อนที่จีนจะเห็นมีดคมกริบแวววับ ถูกแทงเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายอย่างจัง ก่อนที่ร่างของจีนจะถูกดันไปจนกระแทกเข้ากับผนังซีเมนต์ “เสร็จข้าล่ะ” จีนก้มมองมีดที่ปักเข้ามาในอกอวบอิ่มนั้นจนมิดด้าม จีนดึงมีดออกจากปทุมถัน จะว่าไม่เจ็บก็ไม่ใช่ เพราะมันรู้สึกจุกอยู่ไม่น้อย ก่อนจะดึงเอาหน้าอกทรงโตด้านซ้ายนั้นออกมาจากชุดบอดี้สูท

“เฮ้ย ผู้ชายรึ” เสียงพูดนั้นตกใจ “เซอร์ไพรส์” จีนพูดก่อนจะจับหัวของอีกฝ่าย กดลงมากระแทกกับเข่าลอยของเขา สมุนทั้งสามคนสลบเหมือดอยู่บนพื้น “จีน จีน ตอบผมด้วย” คำถามนั้น เต็มไปด้วยความเป็นห่วงและร้อนใจ “เอซ ผมโอเค” จีนตอบกลับอีกฝ่ายไป “เจออุปสรรคเล็กน้อย ต้องดีเลย์ แต่ไม่เกินห้านาที” จีนพูดจบก็กดปุ่มให้สลิงดึงตัวเขาขึ้นไปด้านบน

เอซต้องรีบปรับอาการร้อนรนที่แสดงออกมา เมื่อรู้ตัวว่า กำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่น เมื่อเขาเผลอเรียกจีนออกมาเสียงดัง ตอนที่ได้ยินเสียงผิดปกติ ดังมาจากเครื่องรับสัญญาณ แถมจีนก็ไม่ยอมตอบเขาในทันทีเสียอีก คิดได้แบบนั้นไม่ทันไร หางตาก็ปรายไปเห็นการเคลื่อนไหวของทีมรักษาความปลอดภัยที่ทางตึกจ้างมาเป็นกรณีพิเศษ

พวกมันคงรู้ตัวแล้วว่า มหาเศรษฐีหนุ่มหล่อคนเดียวกัน แต่มีสองคนในงานงานเดียวกัน พร้อมกับรถสปอร์ตสุดหรูสีเดียวกัน แต่ป้ายทะเบียนเดียวกันสองคัน ตัวจริงคงมาถึงที่งานนี้แล้วเช่นกัน ไวเท่าความคิด เอซขยับเท้าเดินไปที่รูปปั้นก้อนหินสลัก ที่มีลูกเหล็กเล็ก ๆ หลายร้อยลูกวางประดับอยู่ที่ฐาน ก่อนจะกดคันโยกที่ใช้เคลื่อนรูปปั้นขึ้นลง ให้ฐานมันขยับ ลูกเหล็กเหล่านั้นกลิ้งเข้าหาบรรดาหน่วยรักษาความปลอดภัยที่วิ่งเข้ามา พากันล้มระเนระนาด

เอซคว้าปืนจากเอวของหนึ่งในหน่วยรักษาความปลอดภัย ที่ตัวไถลมาทางเขาพอดี เอซกดเข่าขวาของเขาลงบนไหล่ของอีกฝ่าย ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่น เอซคงน้ำหนักเอาไว้แบบนั้น ก่อนจะเล็งปืนยิงไปที่ไฟฟอลโล่วติดตามตัวทั้งสี่ด้านให้ดับลง เพื่อที่ว่าในความมืด เขาจะไม่กลายเป็นเป้าโจมตีให้กับหน่วยรักษาความปลอดภัยพวกนี้

“ขอบใจสำหรับปืนนะ” เอซพูดก่อนจะชกเข้าที่หน้าเจ้าของปืนจนสลบ ในความมืด เสียงกรีดร้องท่ามกลางความโกลาหล จากบรรดาแขกวีโอพี แสงไฟวาบขึ้นและเสียงดังตูมสนั่น จากระเบิดควันที่เอซโยนไปในอากาศตรงกลางงาน เสียงสั่งการให้ควานหาตัวเขามาให้ได้ดังมา เมื่อเอซออกมาจากที่นั่นตรงบริเวณประตูลับด้านข้างเวที ที่ฝ่ายข้อมูลได้แจ้งไว้ก่อนหน้าแล้ว

“พวกมันไหวตัว เจอกันที่จุดนัดพบ เพื่อทำลายแหล่งกำเนิดพลังงาน” เอซพูดผ่านเครื่องรับสัญญาณไป “อีกสองนาที ถึงที่หมาย” จีนตอบกลับ เอซเดินผ่านทางเดินแคบ ๆ นั้น ก่อนจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา และเลี้ยวซ้ายอีกที ชายหนุ่มดันประตูให้เปิดออก ก่อนจะต้องเบี่ยงตัวหลบ เมื่อมีหมัดสวิงเข้ามาใส่ใบหน้าของเขา เอซคว้าเอวอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนจะรวบร่างนั้นเอาไว้ในอ้อมแขน

“จีน ผมเอง” เจ้าของชื่อที่พยายามจะรัวหมัดเข้าใส่ หยุดดิ้นขัดขืน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “คุณไม่เป็นไรนะ” จีนถาม ก่อนมองสำรวจไปที่เอซ “ผมโอเค ว่าแต่” เอซเองก็มองไปที่จีน ก่อนจะเอามือลูบไปบนหน้าอกที่แฟบแบนไปข้างหนึ่ง แต่เหลืออีกข้างที่ยังโตอวบอั๋นอยู่ ตอนนี้จีนจึงกลายเป็นนางมณโฑ ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

“เสียใจด้วย มันเหลืออยู่ข้างเดียว เอ้า เอาไป” จีนดึงหน้าอกเทียมข้างที่เหลือส่งใส่มือเอซ “แล้วที่คุยกันเอาไว้ ว่าจะยืมชุดนี้กลับไปด้วยล่ะ” เอซถามจีนที่เดินนำหน้าเขา รู้สึกผิดหวัง ที่วันนี้อะไร ๆ มันไม่ค่อยเป็นไปตามแผนนัก โดยเฉพาะเรื่องที่เขาจะหาความซู่ซ่ามาเติมความสัมพันธ์ เสียงตื๊ดสองครั้งดังขึ้นในหูของเอซ นั่นแสดงว่ามีสายนอก ที่เป็นสายปกติเรียกเข้ามา

“ครับ” เอซรับสายนั้น “เอ่อ” เอซลากเสียงยาวจีนหันมามองหน้าเขา “สีฟ้าละกันครับ” จีนได้ยินเอซพูดออกไปแบบนั้น ก่อนจะท้วงออกไป “เดี๋ยวก่อน ช่างวอลล์เปเปอร์ใช่มั้ย” เอซเห็นแววตานั้นของจีน ก็รู้ได้ทันทีเลยว่า มันไม่ใช่สีที่ถูกต้องอีกแล้ว “สีขาว” จีนบอกกับเอซ ก่อนที่เอซจะบอกไปที่ปลายสายอีกที “แต่เดี๋ยวก่อน” เอซเลิกคิ้วขึ้น เมื่อจีนจับที่ข้อมือของเขา

“สีฟ้าก็ได้” ทุกทีสิน่า เอซตะโกนอยู่ในใจคนเดียว จีนทำตาเขียวปั้ดใส่ เอซยกไหล่ทำท่าว่า เขายังไม่ได้พูดอะไร “แต่ถ้าจะให้พูด ผมก็เลือกทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอนะ หรือไม่จริง” จีนเอียงหน้านิด ๆ มองมาทางเอซที่วางสายจากช่างไปแล้ว “ก็สีขาวมันสว่างไป คุณก็ให้เครดิตผม มันจะเป็นอะไรไป” จีนเกลียดนักเวลาที่เอซพูดหรือทำอะไรถูก แล้วเขากลายเป็นคนที่ต้องยอมแทนที่จะเป็นเอซ

ทั้งสองคนเดินมาจนถึงช่องว่างสองฝั่งที่แยกไกลออกจากกันมาก ไม่สามารถกระโดดข้ามไปได้เอง และถ้าขืนทำอย่างนั้น แล้วร่วงตกลงไป ก็เจอกันอีกทีที่พื้นด้านล่าง ที่มันคือความสูงเป็นร้อยเมตรจากตรงนี้ จีนหยิบเอาปากกาออกมาจากช่องด้านข้างของรองเท้าบู้ท ก่อนจะกดตรงกลางของปากกา ปลายปากกาที่แยกเป็นสี่แฉก ส่งสลิงพุ่งตรงไปปักที่ผนังอีกฟากหนึ่ง จีนดึงเอาอีกด้านของปากกา มาปักเข้ากันผนังด้านนี้ เมื่อลองดึงดูว่าแน่นดีแล้ว ก็ยกนิ้วโป้งเป็นสัญญาณว่าใช้งานได้ปลอดภัย

“ให้ผมไปก่อน ทดสอบน้ำหนัก” เอซพูดขึ้น เขาต้องรับรองความปลอดภัยให้จีนก่อนเสมอ จีนจำได้ดี ตั้งแต่การออกปฏิบัติการครั้งแรกด้วยกัน ความปลอดภัยของจีน คือหัวใจของเอซ และนั่นคือสิ่งที่เอซพูดบอกกับจีนเอาไว้ เอซดึงตัวขึ้นคร่อมไปบนลวดสลิง มันไหวเอนไปตามน้ำหนักร่างกายของเขา แต่เขาเคยเทรนมาแล้ว ไม่นานเอซก็ควบคุมได้ และใช้สองมือดึงตัวให้เลื่อนไปด้านหน้า

“ตามผมมาได้เลย ทิ้งระยะห่างเล็กน้อย” เอซบอกกับจีน เมื่อเขาแน่ใจว่า ลวดสลิงนั้นแข็งแรงและยึดผนังแน่นมากพอสำหรับน้ำหนักของทั้งสองคน จีนทำตาม ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็ข้ามเลยกึ่งกลางลวดสลิงมาแล้ว ก่อนที่ลวดสลิงจะสั่งไหวอย่างแรง เมื่อทั้งสองหันไป ก็เห็นบรรดาเหล่ารักษาความปลอดภัย กำลังช่วยกันเขย่าลวดสลิงนั้น เอซตะโกนบอกจีนให้รีบดังตัวข้ามไป

“จีน” เอซก้มลงไปเอื้อมมือคว้าแขนของจีนได้ทัน เมื่อจีนพลัดหล่นจากลวดสลิง เสียงจากอีกฝั่งดังข้ามมาว่า ไม่ต้องเขย่าแล้ว ให้ยิงได้เลย เอซใช้พลังแขนของเขาทั้งหมด ดึงจีนและตัวเขาเองให้เคลื่อนเข้าหาขอบพื้นอีกด้าน จีนคว้าปืนที่ร่วงจากเอวของเอซพอดี ไม่รอช้า เอี้ยวตัวหันไปที่อีกฝั่ง แล้วยิงสกัดสมุนพวกนั้นเอาไว้

“กระโดด” ก่อนที่จะได้ยินเสียงเอซร้องบอกจีนให้ปล่อยมือได้ จีนตกลงบนพื้นของอีกฝั่ง ที่เป็นทางลาด หายเข้าไปในผนัง “จีน” เอซร้องเรียก เมื่อเห็นอีกฝ่าย ม้วนตัวบนพื้น ก่อนจะพุ่งหายเข้าไปตามทางลาดนั้น เอซกระโดดลงบนพื้นด้านข้าง เสียงปืนยิงไล่หลังมา เขาจำเป็นต้องหลบไปทางลาดอีกด้านหนึ่ง แล้วสไลด์ตัวตามลงไป ก่อนที่สองทางลาดจะบรรจบกัน

เอซรับร่างของจีนเอาไว้ได้พอดี เขาเอามือกดให้ใบหน้าของจีนซบลงที่แผงอกของเขา ก่อนที่ทั้งสองจะไถลออกจากช่องทางลาดนั้น ทั้งคู่รีบลุกขึ้นมาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง อยู่ในท่าเตรียมพร้อม จีนเล็งปืนตามองตรงไปที่เบื้องหน้าของเขา ก่อนจะหันกลับไปด้านหลังอีกทาง จ้องเขม็ง เล็งปืนไปด้านหน้า พร้อมที่จะสาดกระสุนเข้าใส่ หากว่ามีภัยเข้ามาคุกคาม

“ตอนนี้เราต้องจัดการทำลายเครื่องกำเนิดพลังงานแล้ว” เอซพูดขึ้น จีนพยักหน้า ก่อนจะกดปุ่มเพื่อให้ระเบิดทำงาน สมุนที่กำลังจะพยายามข้ามลวดสลิงมาที่ฝั่งนี้ ได้ยินเสียงติ๊ดถี่ ๆ จากปลายเชือกสลิงทั้งสองข้าง ก่อนที่เสียงตูมสนั่นจะดังขึ้น เอซและจีนที่วิ่งมาจนถึงปลายสุดทางอุโมงค์ ที่มองออกไปด้านนอก มันคือแม่น้ำที่ไหลอยู่เบื้องล่าง

“เราต้องโดด ถ้าเราโดนควันจากสารนั่น เราแย่แน่” เอซพูดยังไม่ทันจะขาดคำ เสียงระเบิดก็ไล่ตามหลังพวกเขามา เอซจับมือจีน แต่เขาถูกจีนผลักให้พุ่งตัวลงไปในแม่น้ำ สายตาของเอซมองเห็นว่าจีนพุ่งตัวตามเขาลงมา แต่ควันจากสารอันตรายนั้น คลุ้งอยู่รอบตัวของจีน เอซพุ่งตัวขึ้นมาพ่นลมหายใจที่เหนือผิวน้ำ เขาตะโกนร้องเรียกชื่อของจีนซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น

“จีน จีน” เอซรีบว่ายน้ำเข้าไปหาเจ้าของชื่อ ที่พุ่งขึ้นมาไอที่เหนือผิวน้ำ เอซเห็นแบบนั้น ก็หยิบเอาหลอดยาต้านออกมาจากช่องลับของชุดทักซิโด้ เป้าหมายคือ แทงมันเข้าไปที่หัวใจของจีน เพื่อหยุดยั้งสารเปลี่ยนพันธุกรรม ที่จะทำการปรับเปลี่ยนดีเอ็นเอที่ทำให้คนเกิดมาเป็นรักร่วมเพศ ให้ปรับเปลี่ยนไปมีความชอบในเพศตรงข้าม

“จีน ไม่นะ” เอซร้องเสียงดัง เมื่อจีนแสดงอาการต่อต้านเขา จีนจับข้อมือของเขาเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาปักเข็มยาต้านนั้นลงไปที่หัวใจ “ผมไม่ยอมหรอก” เอซไม่อาจจะให้จีนเปลี่ยนไปได้ เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร หากว่าเรื่องมันเป็นไปแบบนั้น “เอซ ถ้าอยากจะพิสูจน์ละก็” เสียงจีนพูดขึ้น ก่อนจะยื่นหน้าเข้าใกล้กับเขา แล้วจีนก็ประกบริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเอซ ชายหนุ่มโล่งใจ ระดมพรมจูบไปทั่วใบหน้าของจีน กอดจีนเอาไว้จนแน่น เมื่อเขารู้ว่า เขาไม่ได้สูญเสียจีนไปตลอดกาล

จีนกับเอซขับรถมาจอดอยู่ที่หน้าบ้านเดี่ยว สงบเงียบที่นอกเมือง ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวลงจากรถ ช่วงหัวค่ำแบบนี้ บ้านหลังข้าง ๆ ถัดไปซ้ายขวา ครอบครัวได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว มีทั้งบ้านคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ถัดจากบ้านของเขาไปทางขวา คุณพ่อคุณแม่ชายหญิงที่เพิ่งคลอดอยู่หลังถัดไปทางซ้าย ส่วนบ้านของเอซและจีนนั้น

“เดี๋ยวสิครับ” เอซดึงมือของจีนเอาไว้ ให้หันหน้ามาหาเขา “ลืมอะไรไปหรือเปล่า” พอเอซถามแบบนั้น จีนก็นึกขึ้นได้ ก่อนจะยื่นมือซ้ายออกไปให้เอซแต่โดยดี “น่าโดนทำโทษจริง ๆ” เอซที่สวมแหวนแต่งงานอยู่ก่อนแล้ว พูดคาดโทษกับจีน ขณะที่เขาสวมแหวนแต่งงานลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของอีกฝ่าย “ผมรักคุณนะ จีน” เอซหอมเข้าที่แก้มขอองคู่ชีวิตของเขา “ผมก็รักคุณ เอซ” จีนตอบกลับ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าบ้าน ที่ประตูบ้านได้ถูกเปิดออก

“ไหน ใครกลับมาแล้วเอ่ย” เสียงคุณยาย ผู้เป็นแม่ของจีนถามหลานชายตัวน้อยวัยสี่ขวบของเธอ ที่หัวเราะดีใจ ที่ได้เห็นพ่อทั้งสองคนของเขากลับถึงบ้าน หลังจากออกไปทำงานมาทั้งวัน “ทำไมดูเหนื่อยกันทั้งคู่เลย ฮึ ยู” แม่ถามลูกชายของเธอ “ว่าไง เท็น” ก่อนจะแตะเข้าที่ใบหน้าของลูกเขย “นิดหน่อยครับแม่ วันนี้ถ่ายฉากสตั๊นท์เยอะไปหน่อย ส่วนยูเขา บทที่เขียนยังไม่ลงตัวน่ะครับ” เท็น หรือชื่อรหัสลับ เอซ ตอบกลับแม่แฟน โดยมียู รหัสลับ จีน ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ แม่ของยู รับรู้ว่าลูกชายของเธอทำงานเป็นนักเขียนบท ภาพยนตร์ ส่วนลูกเขยนั้น เป็นหัวหน้าทีมสตั๊นท์แมน

“ยู พาตาหนูเข้านอนก่อนไป แล้วไปอาบน้ำอาบท่า เท็นด้วยลูก เดี๋ยวแม่จัดกับข้าวให้” เท็นและยูรับคำของแม่ ก่อนจะพาลูกชายของพวกเขา ไปกล่อมนอนจนหลับปุ๋ยไปแล้ว “ผมบอกแล้ว ว่าวอลล์เปเปอร์ต้องสีฟ้า ไม่งั้น สว่างแยงตา ลูกนอนไม่หลับพอดี” เท็นพูดกับยู ตอนที่พวกเขาเดินกลับห้องนอน “รู้แล้วครับ พ่อคนเก่ง” ยูยอมให้เท็นก็ได้ในครั้งนี้ เท็นดึงยูเข้ามากอดจนแน่น โล่งใจที่ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแบบที่มันควรจะเป็น

เท็นกับยูนั่งกินข้าวด้วยกัน มีแม่ของยูชวนทั้งสองคนคุยเป็นระยะ มีรายงานข่าวสั้น ๆ ในทีวี ว่าเกิดเหตุระเบิดไม่รุนแรงที่ด้านหลังตึกติดกับแม่น้ำในเมือง แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก่อนที่ช่องทีวีนั้น จะตัดสัญญาณแล้วเปลี่ยนเป็นรายการปรกติของทางสถานี เท็นและยูสบตากันเพียงแวบเดียว ก็หันไปคุยกับแม่ เหมือนว่าวันนี้ เป็นเพียงวันธรรมดา วันหนึ่งเท่านั้น

***********************************

Inspired by “เพลงสุด...สุด”
คำแปลเนื้องร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=cVpixdydQgs

บนสวรรค์อยู่ตรงนั้น มันก็คงไม่ตึกตึก

Up there in heaven, things may not be thrilling

มันก็คงไม่คึกเท่าไหร่

Things may not get us electrified

แต่ตอนนี้อยู่กับฉัน

But now you’re with me

ใจของเธอเต้นตึกตึก

That should get you all excited

ใจของเราเริ่มร้อนแรง

All these feelings rush to or hearts


หัวใจมันร่ำร้อง จะให้พอได้ไง

Heartbeats are roaring, they cannot be stopped

เอาอีกนิดต่ออีกนิดเร้าใจ

Causes the emotion to stir

เพลิดเพลินไปกับแสงสี

Lights are flashing all the joy

ที่มันหลากหลาย เธอกับฉัน

Varied bliss for you and me


มาอีกนิด เข้ามาชิด จังหวะของเรา

Get closer, come all the way the rhythms

ขอเพียงเธอยอมเป็นเธออย่าเก็บเอาไว้

All you need is to be you, and no holding back

ใกล้อีกนิด เอาให้ชิด สะกิดหัวใจ

Be next to me, heart to heart you and I

ฉันไม่ไปที่ไหนเธอก็รู้

Not going anywhere, you know for sure

ยังไงฉันก็ยังอยู่

I’m surely staying right here


ที่ตรงนั้นมีใครไหมคนที่ยังต้องอึดอัด

Things over there, anyone seems uncomfortable with?

คนที่ไม่เคยระบาย

Some may need to get it all released

บอกกับฉันหน่อยได้ไหม

Tell me this, and tell me now

ฉันจะช่วยให้สุดสุด

I’ll help you to carry on

ทำให้เธอได้ก้าวไป

We’ll leave things behind from this point


หัวใจมันร่ำร้อง จะให้พอได้ไง

Heartbeats are roaring, they cannot be stopped

เอาอีกนิดต่ออีกนิดเร้าใจ

Causes the emotion to stir

เพลิดเพลินไปกับแสงสี

Lights are flashing all the joy

ที่มันหลากหลาย เธอกับฉัน

Varied bliss for you and me


มาอีกนิด เข้ามาชิด จังหวะของเรา

Get closer, come all the way the rhythms

ขอเพียงเธอยอมเป็นเธออย่าเก็บเอาไว้

All you need is to be you, and no holding back

ใกล้อีกนิด เอาให้ชิด สะกิดหัวใจ

Be next to me, heart to heart you and I

ฉันไม่ไปที่ไหนเธอก็รู้

Not going anywhere, you know for sure

ยังไงฉันก็ยังอยู่

I’m surely staying right here


หัวใจมันร่ำร้อง จะให้พอได้ไง

The heart says, that is not enough

เอาอีกนิดต่ออีกนิดเร้าใจ

More of this felicity

เพลิดเพลินไปกับแสงสี

The colors of all the fun

ที่มันหลากหลาย เธอกับฉัน

Plenty for happily ever after


มาอีกนิด เข้ามาชิด จังหวะของเรา

Get closer, come all the way the high meters

ขอเพียงเธอยอมเป็นเธออย่าเก็บเอาไว้

All you need is to come out, and nothing’s held back

ใกล้อีกนิด เอาให้ชิด สะกิดหัวใจ

Be next to me, my heart touches yours

ฉันไม่ไปที่ไหนเธอก็รู้

I’m not going anywhere, you can be sure

ยังไงฉันก็ยังอยู่

I’m fabulously staying right here


ใกล้อีกนิด เอาให้ชิด สะกิดหัวใจ

Be here get near, our hearts

ฉันไม่ไปที่ไหนเธอก็รู้

I’m right here with you indefinitely

ยังไงฉันก็ยังอยู่

I’m putting my foot down
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-06-2022 12:17:42 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 9. ชั่วดี



1.)



“นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้ว จำได้บ้างมั้ย” ปิ๊กที่นั่งเคี้ยวหมากฝรั่งหยับ ๆ หันมามองคนต้นเสียง “ถ้าจำไม่ไหว แล้วคุณผู้หมวด นับทำไมล่ะคะ” ไม่พูดเปล่า ปิ๊กทำท่าทำทาง ส่งจริตแพรวพราวให้กับนายตำรวจหนุ่ม ที่กำลังจัดการกับเอกสารที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา ที่ปิ๊กหรืออีปิ๊กที่ทุกคนรู้จัก โดนจับมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครัง แต่สุดท้ายระบบก็ปล่อยให้เรื่องเดิม ๆ นี้ ยังคงวนเวียนซ้ำซากอยู่แบบนี้

“นี่ถ้าผู้หมวดปล่อยหนูนะ หนูจะจัดสมนาคุณให้แจ่ม ๆ หนึ่งน้ำเลย คาปาก ไม่คิดตังค์” ปิ๊กพูดเอาจริง ก่อนจะกระตุกแขนข้างขวา ที่ถูกใส่กุญแจมือติดกับราวที่นั่งเอาไว้ เพื่อไม่ให้เขาวิ่งหนีหายไปเหมือนเมื่อสองครั้งก่อน คุณตำรวจหนุ่มได้แต่ขบกราม เก็บอารมณ์ขุ่น ๆ เอาไว้ในใจ เพราะอีปิ๊กมันไม่เคยหลาบจำอะไรทั้งนั้น มันยังทำผิดซ้ำเดิม ไม่ว่าเรื่องอะไร

“ไม่ล่ะ ผมชอบผู้หญิง” ผู้หมวดพูด พลางเร่งมือทำเอกสารให้เสร็จ “ค่า” ปิ๊กพูดลากเสียงยาว “จะผู้ชาย จะลูกค้าเนี่ยเหมือนกันหมด ก่อนจะยัดงวงเข้าปากอีปิ๊ก ก็พูดออกตัวแบบนี้แหละ แต่พอจะหลั่งลงคออีปิ๊ก อิคึ อิคึ ปากตุ๊ดคอชะนี ก็ไม่เห็นผู้ชายจะบอกได้ถึงความแตกต่างแตกต่าง พุ่งกระจายได้หมด” ตำรวจที่นั่งกันอยู่ตรงนั้นพากันแอบหัวเราะ นึกเห็นใจหมวดที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ต้องมาต่อล้อต่อคำ กับอีปิ๊ก

“โอ๊ย” ผู้หมวดถึงกับต้องร้องระบายความหงุดหงิดออกมา ก่อนเร่งทำเอกสารจนเสร็จ “อ้าว คุณมาพอดีเลย ผมโอนให้เป็นหน้าที่ของคุณเลยแล้วกัน” ผู้หมวดหนุ่ม ที่เห็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิเดินเข้ามาพอดี ก็รีบบอกให้เขามารับช่วงต่อ เพราะหมวดเองคิดว่า เขาจะทนห้ามตัวเองไม่ให้เตะปากกะเทยไม่ได้นานแน่ ๆ เจ้าหน้าที่มูลนิธิรับเอกสารมาถือไว้ในมือ

“แล้วเลิกพฤติกรรมแบบนี้สักทีนะ” ผู้หมวดพูดกับปิ๊ก ขณะไขกุญแจมือให้ ปิ๊กทำหน้าทำตาไม่รู้ไม่ชี้ “หวังว่าคงไม่ต้องเจอกันอีก” ก่อนจะพูดสำทับอีกครั้งหนึ่ง ปิ๊กถือโอกาสจังหวะที่ผู้หมวดหนุ่มไม่ทันระวังตัว เอามือฉวยเป้านูน ๆ บนเครื่องแบบรัดรูปนั้นจนเต็มมือ ก่อนจะยกมือขึ้นมาดม แล้วเดินเชิดออกจากสถานีไป ผู้หมวดคิดอยากจะโวยวายก็ยังไงอยู่ แต่คงโดนตำรวจคนอื่นล้อไม่เลิกแน่ ๆ ก็ได้แต่ยืนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไป

“เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวแบบนี้สักที” เสียงเจ้าหน้าที่มูลนิธิหนุ่มที่เดินตามปิ๊กออกมา พูดขึ้น “ทำไมล่ะ จับกรวยตำรวจ ดมของหลวงแค่นี้เอง ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ บำบัดทุกข์บำรุงสุข ดูแลประชาชนน่า” ปิ๊กทำพูดยียวน ก่อนที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิจะคว้าแขนของปิ๊กไปดู “ฉันหมายถึงเรื่องนี้” ปิ๊กมองตามลงไปที่ข้อพับแขน ที่มีรอยเข็มฉีดยาใหม่ ๆ สองสามรอยตรงนั้น

“วุ่นวายน่า” ปิ๊กสะบัดแขนให้หลุดจากมือของเจ้าหน้าที่มูลนิธิ “เธอเคยคิดบ้างมั้ย ว่าครั้งต่อไปเธอจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้” เจ้าหน้าที่ถามขึ้น ปิ๊กที่เคี้ยวหมากฝรั่งดังแจ๊บ ๆ หยุดเคี้ยว ก่อนจะถุยหมากฝั่งนั้นออกจากปาก “พี่เคยถูกพ่อเลี้ยงเอา ตอนอายุสิบสี่ โดยไม่ใช้เจลมั้ย โดนเอาแบบดุ้นเพียว ๆ น่ะ” คำถามนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่หนุ่มถึงกับชะงักไป ชายหนุ่มมองดูปิ๊กยักไหล่ให้

“เวลามันไฮ มันก็เลยไม่เจ็บไง” ปิ๊กพูด น้ำเสียงที่ใช้ มันเจือไปด้วยความเจ็บช้ำ “สนุกดีด้วยพี่” ปิ๊กยิ้ม แต่ทำไมรอยยิ้มที่มี มันถึงได้ดูเศร้านัก “ไว้พี่เคยโดนพ่อเลี้ยงเอาสด ๆ แล้วพี่ค่อยมาคุยกับหนูแล้วกัน” ปิ๊กบอกกับชายหนุ่มไปแบบนั้น ความรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจสะท้อนอยู่ในอกของเจ้าหน้าที่มูลนิธิผู้นี้ ถึงสาเหตุที่ทำให้ปิ๊กต้องออกจากบ้าน มาทำสิ่งที่เขาหาเลี้ยงชีพอยู่แบบนี้ “เธอก็เลิกทำมันซะสิ” ชายหนุ่มที่ดูแลเคสของปิ๊กมาได้สักระยะ อยากให้ปิ๊กเลิกทำแบบนี้จริง ๆ

“ปากมันต้องกิน รูมันก็ต้องรับงานค่ะ” ปิ๊กพูดด้วยลีลากรีดกราย ก่อนจะหัวเราะออกมา ราวกับว่า เรื่องที่ได้ยินจากปากของชายหนุ่มนั้น มันเป็นเรื่องตลกร้าย ที่จะมาขอกันแบบนี้ “ครับหัวหน้า” ปิ๊กมองดูเจ้าหน้าที่หนุ่มรับสายโทรศัพท์ ที่เพิ่งโทรเข้ามา “เรียบร้อยครับ ผมรับตัวมาแล้ว” เจ้าหน้าที่หนุ่มตอบกลับไป “บ้านหัวหน้าหรือครับ” ปิ๊กได้ยินชายหนุ่มพูดไว้แค่นั้น ก่อนจะกดวางสายไป

“ไม่ไปได้มั้ย” ปิ๊กพูดขอร้อง เมื่อเจ้าหน้าที่หนุ่ม พาเขาไปขึ้นรถ “เธอจะได้ไปกลับไปยืนเร่ขายตัวอีกน่ะหรือ ฝันไปเถอะ เธออย่ามาพูดหาทางเอาตัวรอด หนีไปได้อีกเลย” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ครั้งนี้ เขาต้องการที่จะช่วยให้ปิ๊กกลับตัว และเปลี่ยนชีวิตได้เสียที ปิ๊กทำหน้าเศร้าให้เห็นแค่ชั่วครู่ ก็กลับมาทำเชิดหน้า ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถ

ขับรถมาได้สักพัก เจ้าหน้าที่มูลนิธิหนุ่มก็มจอดรถอยู่หน้าบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ก่อนจะพูดบอกให้ปิ๊กลงจากรถ ปิ๊กทำตามเพราะรู้ตัวดี ว่าเลี่ยงไม่ได้ เจ้าหน้าที่หนุ่มเดินรุนหลังให้ปิ๊กเข้าไปในบ้าน ก่อนจะมองเห็นเจ้าของบ้าน เปิดประตูออกมา เจ้าหน้าที่หนุ่มกล่าวทักทายเจ้าของบ้าน ก่อนจะได้ยินคำชื่นชมอย่างไม่หยุดปาก

“นายนี่ช่วยงานฉันได้เยอะมากจริง ๆ นะ ชิน” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อยิ้มรับ “ยินดีครับหัวหน้า มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” ชินนั้นตั้งใจเอาไว้แล้ว ว่าเขาต้องการอยากจะช่วยทุกเคสที่ทางมูลนิธิอย่างเต็มกำลัง ให้ได้มากที่สุด เขาอยากจะให้เคสที่มูลนิธิดูแลอยู่ มีความคืบหน้าและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

“ดี ๆ ยังไง เธอรีบไปดูเคสด่วนอีกเคสได้เลยนะ เดี๋ยวทางนี้ผมดูแลต่อให้เอง” หัวหน้ามูลนิธิพูดกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ชินแม้จะรู้สึกแปลก ๆ ที่เคสด่วนทุกเคส จะต้องพามาที่บ้านของหัวหน้าแบบนี้ แต่งานมันก็ราบรื่นดีเสมอมา แถมชินเองก็เห็นว่า หัวหน้าเป็นคนดีคนหนึ่ง เขาก็เลยไม่ได้ขัดอะไร

“แต่มีอย่างหนึ่งครับหัวหน้า” ชินพูดขึ้น ในขณะที่หัวหน้าของเขา กำลังจะดึงปิ๊กให้เข้าไปในบ้าน “อย่างเคสนี้” ชินหมายถึงเคสของปิ๊ก ซึ่งปิ๊กนั้น หันมาสบตากับชิน ขณะที่ชินพูดกับหัวหน้า “เราได้แต่จับ ๆ ปล่อย ๆ เขาก็ทำซ้ำเดิม ๆ ผมรู้สึกว่า มันน่าจะมีอะไรผิดปกติอยู่นะครับ อาจจะมีใครที่เล่นตุกติก ผมยังไม่แน่ใจ” หัวหน้าพยักหน้ารับรู้ ชินพอจะโล่งใจที่ได้เห็นหัวหน้าให้ความใส่ใจแบบนี้

“คุณไปรวบรวมหลักฐานมา เอามาให้ได้มากที่สุด แล้วเอาไว้เราคุยกันอีกที ถ้าเราจับตัวการได้ มันจะยิ่งดีเลย เป็นผลดีต่อมูลนิธิของเรา ดีมั้ย” หัวหน้ายิ่งพูดชื่นชมชินต่อหน้าเขามากขึ้นอีก ว่าเขาเป็นคนหนุ่มที่เอาการเอางาน ทำเพื่อมูลนิธิแบบนี้ รับรองว่า วันหนึ่ง ชินจะสามารถก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนเขา ได้มาเป็นหัวหน้ามุลนิธิในเร็ววันนี้ได้อย่างแน่นอน ชินยิ้มรับหัวหน้า รู้สึกดีใจที่มีหัวหน้าที่ดี เขาขับรถกลับไปหาภรรยาที่เพิ่งตั้งครรภ์ได้สามเดือนอย่างสบายใจ


ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
2.)



ในห้องที่เปิดไฟไว้สลัว ๆ มองไม่เห็นใบหน้าของคนที่นั่งเปลือยกายอยู่บนเก้าอี้ โดยที่ปิ๊กเปลือยกายนั่งคุกเข่า ใบหน้าก้มซุกลงที่หว่างขาของอีกฝ่าย เมื่อถูกออกคำสั่งให้สูดดมพวงสวรรค์นั้นให้ทั่ว โดยเอาทั้งจมูกและปาก ซุกไซ้โลมเล้า แสดงท่าทางถึงความรู้สึกกำหนัดต้องการสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างมากมาย ก่อนจะอ้าปาก เอาสิ่งที่ยังอ่อยนตัวอยู่นั้นเข้าปาก เพื่อทำให้มันแข็งขันชูชัน

“มึงเคยทำได้ดีกว่านี้นี่นา อีปิ๊ก” เสียงบริภาษนั้นดังลั่น เมื่อรู้สึกไม่พอใจ ที่ปิ๊กไม่สามารถทำให้มันตั้งตระหง่านได้ “อีห่านี่ ทำกูหมดอารมณ์ แล้วแบบนี้ คลิปมันจะขายได้ยังไงล่ะ อีเวร” ปิ๊กยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำลายที่อยู่ข้างปาก เมื่อเขาถูกผลักให้ละออกจากหน้าขาของอีกฝ่าย “ขอโทษหัวหน้า” ปิ๊กกล่าวออกไป คนที่เป็นหัวหน้ามองดูร่างผอมเปลือยเปล่าของปิ๊ก ก่อนจะมองเห็นรอยเข็มจิ้มที่แขนนั่น

“เปลืองของกูฉิบหายเลยอีปิ๊ก” หัวหน้าหยิบเอาเข็มฉีดยา มาฉีดไล่ลม “กูกะว่าจะเก็บเอาไว้ใช้กับเด็กใหม่ ๆ ที่มันไม่ยอม เสือกทำพยศกับกู แต่ต้องเอามาหมดเปลืองกับตุ๊ดเจนสนามอย่างมึง” ปิ๊กพอจะจำหน้าของเด็กวัยรุ่นพวกนั้นบางคนได้ “แถมลูกค้าเสือกอยากจะดูคลิปที่มึงโดนเอาอีก แม่ง เอ๊ย รสนิยมต่ำจริง” หัวหน้าไม่พูดเปล่า หัวเราะเยาะสภาพของปิ๊กอย่างเย้ยหยัน

“คลิปก็ขายไม่ค่อยดี แล้วยังจะมีไอ้ชิน เสือกสอดรู้สอดเห็น อยากจะทำตัวพิทักษ์โลกขึ้นมาซะอีก เดี๋ยวกูจะจัดการสั่งสอนมันซะหน่อย แต่จะทำยังไงกับมันดี” ปิ๊กได้ยินหัวหน้าพูดแบบนั้น ก็รีบพูดขึ้น “เขาสืบสาวราวเรื่องมาถึงตัวหัวหน้าไม่ได้หรอก เชื่อปิ๊กเถอะ อีกอย่างเขาเป็นคนดี อย่าทำอะไรเขาเลย” จากที่ปิ๊กเคยเห็นมา ชินเป็นคนคนเดียวในมูลนิธิ ที่ไม่เหนื่อยหน่ายกับเคสของปิ๊ก แถมชินยังเป็นคนดีมากคนหนึ่ง ใครที่ได้เขาไปเป็นคนรัก คือคนที่โชคดีมากจริง ๆ

“โอ๊ย อีปิ๊ก อีดอก” เสียงหัวเราะดูแคลนของหัวหน้าที่ปิ๊กได้ยินนั้น มันทำร้ายความรู้สึกของเขาได้อย่างเหลือเชื่อ “นี่มึงเสือกหลงรักไอ้ชินจริง ๆ ด้วยสินะ อีเหี้ย กูสังเกตมึงมาหลายรอบล่ะ โถ ร่านหนักเลยนะมึง นี่มึงคิดสินะ ว่าสักวัน ไอ้ชินมันจะหลงเอามึงเข้าจริง ๆ” ปิ๊กที่โหยหาความรู้สึกนี้มานาน พอมีชินมาใส่ใจ ว่าเขาจะทุกข์ร้อน จะเป็นจะตายยังไง คอยเป็นห่วงเป็นใย ใจของปิ๊กก็โอนอ่อนไปตามนั้น

“งั้นกูใช้มึงนี่แหละ จัดการมัน อีปิ๊ก” ปิ๊กทำท่าขัดขืน เมื่อหัวหน้ายื่นโทรศัพท์มือถือให้ปิ๊กกดโทรหาชิน “ถ้ามึงไม่ทำ มึงคิดดี ๆ นะ ว่าเวลามึงอยากยาขึ้นมา มึงจะไปหาของเกรดพรีเมียมฟรี ๆ ฉีดให้มึงลอย ๆ ได้จากที่ไหน” ปิ๊กที่เคยคิดจะตัดใจ หักดิบอดยา สุดท้ายก็กลับมาตายรัง ร้องขอมันจากหัวหน้าทุกทีไป ที่เคยตั้งใจว่าจะทำมันให้สำเร็จ ก็เป็นได้แค่ความคิด



ชินเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง จากที่เขาจำได้ว่า ยืนเรียกหัวหน้าอยู่ที่ประตูบ้าน แต่ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา อารามว่าเป็นกังวลจากน้ำเสียงในโทรศัพท์ของปิ๊ก ที่พูดไม่ชัดเจนว่า อะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับหัวหน้า ชินเลยรีบลุกขึ้นจากเตียงนอน ทั้ง ๆ ที่เข้านอนไปแล้ว แต่งตัวแม้ว่าภรรยาของเขาจะทักท้วง และมีปากเสียงกัน แต่ชินก็ยืนยันว่าเขาจำเป็นต้องไป ด้วยว่าหน้าที่นั้นสำคัญ

“มันฟื้นแล้ว” ชินได้ยินเสียงของหัวหน้าพูด เขาลืมตาขึ้นมอง พยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับความสลัวภายในห้องนั้น ภาพที่เห็นคือหัวหน้าที่ใส่กางเกงชั้นในเพียงตัวเดียว ส่วนปิ๊กนั้นอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ชินพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น ก่อนจะรู้ตัวว่า เขาถูกมัดแขนทั้งสองอยู่กับคานไม้ที่ตอกยึดติดผนัง ส่วนขาของเขาที่ถูกแยกออกจากกัน ก็ถูกมัดตรึงกับเสาสองต้น ชินพยายามจะขยับตัว แต่เชือกนั้นก็มัดไว้จนแน่นหนา

“อย่าเพิ่งดิ้นไป มันยังไม่ถึงเวลาเสียว” ชินเห็นหัวหน้าลุกขึ้นไปที่โต๊ะวางคอมพิวเตอร์ ด้านหลังกล้องที่ตั้งอยู่บนขาตั้ง ที่หันมาทางเขา ชินพยายามจะพูดออกไป แต่ปากเขาก็ถูกปิดไว้ด้วยผ้าเทปอย่างแน่นหนา หัวหน้าเดินถือเข้มฉีดยาที่มีของเหลวใสบรรจุอยู่ เดินตรงมาที่เขา ชินมองตามหัวหน้าที่นั่งลง ตัวของเขาล่อนจ้อน หัวหน้าใช้มือจับที่ท่อนแห่งความเป็นชายของเขา ชินพยายามบิดตัวหนี แต่ก็ไม่พ้นที่หัวหน้าฉีดของเหลวนั้น เข้าไปในอวัยวะเพศของเขา

“แล้วเดี๋ยวมึงจะต้องขอบคุณกู” ชินรู้สึกจี๊ดขึ้นมาในทันที “ส่วนคลิปที่มึงเอากับเด็กในความดูแลของมูลนิธิ จะปิดปากมึงเรื่องกูหาแดกกับเด็กพวกนี้ไปนานเท่านาน” เสียงของหัวหน้า ฟังดูแล้วน่ารังเกียจในความรู้สึก ชินเห็นหัวหน้าเดินไปนั่งที่เก้าอี้ ก่อนเอ่ยปากสั่งปิ๊กที่นั่งอยู่ไกลให้ทำตาม

“อีปิ๊ก โอกาสทองของมึงมาถึงแล้ว” ชินเห็นปิ๊กขยับตัวเข้ามาหาเขา ชินไม่ได้ชอบผู้ชาย เขาไม่ได้เป็นเกย์ แต่การได้เห็นปิ๊กเปลือยเปล่า ชินที่ได้เห็นของของปิ๊กชูชันรออยู่แล้ว ด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นจากสารเคมี ที่หัวหน้าฉีดให้กับปิ๊กก่อนหน้านี้ มันทำให้ชินเกิดอารมณ์ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“โห ช้างยับ ไอ้ชิน พอของมึงขยายตัว แม่ง ทั้งยาวทั้งใหญ่ อีปิ๊ก รูมึงบานแน่ ๆ” หากว่าเป็นอาการปรกติของชิน เขาคงซัดหัวหน้าให้หมอบไปแล้ว แต่ตอนนี้ อะไรก็ตามที่หัวหน้าฉีดให้เขา มันกำลังไหลวนอยู่ในตัวของชิน และทำให้คำพูดที่แสนโสโครกหูนั้น กลับเย้ายวน เร่งเร้าให้ความเป็นชายของเขาตั้งตรงและพร้อมรบแล้ว

“ไอ้เหี้ย น้ำหล่อลื่นมึงเยิ้มเชียวไอ้ชิน อีปิ๊ก มึงรออะไรอยู่ จัดการสิวะ” ชินไม่อาจจะบังคับตัวเองได้ เขาดันสะโพกเข้าหาปากของปิ๊กที่ครอบลงมา และตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกดีเหลือเกิน “ดูดแรง ๆ อีกปิ๊ก” เสียงหัวหน้าคอยกำกับอยู่ไม่ห่าง ปิ๊กเร่งความเร็วของริมฝีปากที่สัมผัสขึ้นลง ชินเองก็ร่ำร้องอยู่ในใจ ว่าให้ปิ๊กทำให้แรงขึ้นอีก ให้มันสะใจเขามากกว่านี้

“อีปิ๊ก มึงจัดไอ้ชินมันหน่อย เมียมันท้องอยู่ มันน่าจะอดอยากพอดู” เสียงพูดที่น่าสะอิดสะเอียนของหัวหน้า กลับทำให้ชินในเต้นแรง ไม่ว่าปิ๊กจะทำอะไรเขา ชินก็อยากให้ปิ๊กทำมันเร็ว ๆ ทำเสียที ปิ๊กขยับตัวขึ้นคร่อมที่หน้าขาของชิน ชินที่ไม่เคยคิดจะแตะต้องหว่างขาของผู้ชายคนไหน กลับรู้สึกว่า เขาอยากสัมผัสร่างของปิ๊กให้ครบทุกส่วน

“ไม่ต้องใส่ถุง ลูกค้าไม่ชอบ” ปิ๊กที่ฉีกซองถุงยางออก จำต้องโยนมันทิ้งไป ปิ๊กมองเห็นสายตาที่เว้าวอนของชิน ที่ปิ๊กรู้ ว่าตอนนี้ชินไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ปิ๊กที่ชโลมเจลลงบนแก่นกายของชิน และปากทางของตัวเอง นั่งกดทุกอย่างให้ค่อย ๆ เข้าไปจนสุดลำ ชินเหมือนกับว่า ตอนนี้เขากำลังลอยอยู่ที่ไหนสักแห่งบนสวรรค์ เสียงกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บ แน่นตึงไปหมดของปิ๊ก ยิ่งเร้าอารมณ์ชินมากขึ้นเรื่อย ๆ

“อีห่า เด็ดว่ะ อีปิ๊ก” หัวหน้ามองภาพของปิ๊กและชินที่กำลังบรรเลงเพลงรักกัน ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านด้วยเช่นกัน จากที่แค่ลูบไล้ส่วนสำคัญของตัวเอง จนเอามันออกมารูดรั้งในมือด้วยอารมณ์ดำฤษณา ปากก็คอยกำกับปิ๊ก และหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นชินทุรนทุราย ยามปิ๊กถอนตัวเพื่อเปลี่ยนท่า หันหลังนั่งให้ชิน และเหลียวหลังมามอง จนชินนั้นทนต่อไปไม่ไหว ต้องทะลักทลายเข้าไปในตัวของปิ๊กอย่างหยุดไม่ได้ ปิ๊กที่สัมผัสได้ถึงความอุ่นในช่องทางของตัวเอง ก็กักเก็บเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ต้องหลั่งออกมาจนเปียกชุ่ม เลอะเปรอะหน้าขาของชินไปหมด

“อีปิ๊กมึงออกไปก่อน กูอยากเอารูซิง ๆ ของมัน” หัวหน้าไล่ปิ๊กให้ออกไปข้างนอก เพื่อให้หัวหน้า ได้เสพสุขกับร่างกายของชินบ้าง เสียงของชินอู้อี้ ๆ บอกให้รู้ว่า เขาไม่ต้องการสิ่งที่หัวหน้ากำลังจะบังคับให้กับเขา หัวหน้าถ่มน้ำลายลงบนแก่นกายของตัวเอง ปิ๊กหันมามองชินอย่างเห็นใจ ก่อนจะจำใจเปิดประตูเดินออกไปข้างนอก

“มึงอย่าเกร็งไอ้ชิน โอ้ว มึง ฟิตโคตร” ชินดิ้นด้วยความเจ็บ แต่หัวหน้าก็ไม่หยุดที่จะดันตัวเข้าไปจนสุด แล้วขยับตัวทันทีด้วยความเมามัน “ดีฉิบหาย” ชินที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นด้วย ทั้งเจ็บและทรมานเหมือนร่างของเขาจะแยกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ เสียงหัวหน้ากระแทกกระทั้นตัวเข้ากับบั้นท้ายของเขาดังลั่นห้อง ก่อนที่หัวหน้าจะร้องด่าโวยวายออกมา เมื่อชินที่ไม่ได้เตรียมตัวรับศึก ไม่สามารถอั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป

“ไอ้เหี้ย เหม็นฉิบหาย ทำไมมึงไม่อั้นเอาไว้ก่อน ไอ้สัตว์” หัวหน้าดึงตัวเองออก เพราะกลิ่นนั้นคละคลุ้งออกมาจากชินจนหัวหน้ารู้สึกสะอิดสะเอียน “ไอ้นี่ กูยังไม่เสร็จเลย งั้นมึงต้องอมให้กูจนแตก” หัวหน้าดึงเอาผ้าเทปออกจากปากของชิน และดันเอาท่อนลำที่เพิ่งดึงออกจากด้านหลังของชิน ใส่ปากชายหนุ่ม “ดูด” คำสั่งหัวหน้าดังออกมาได้ยินถึงข้างนอก ก่อนที่ปิ๊กจะได้ยินเสียงหัวหน้าร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

“ไอ้ชิน ไอ้เหี้ย ไอ้เวรตะไล” ปิ๊กเปิดประตูเข้าไปในห้อง เห็นหัวหน้านอนคุดคู้ เอามือกุมเป้าเอาไว้ ส่วนชินนั้น ก็มีเลือดไหลออกจากปากมากมาย ปิ๊กรีบหยิบกางเกงขึ้นมาใส่ ก่อนจะรีบแก้มัดขาทั้งสองข้างให้กับชิน ท่ามกลางเสียงร้องครวญครางปริ่มว่าจะขาดใจของหัวหน้าดังอยู่ไม่ขาด ปิ๊กรีบเอากุญแจมาไขล็อกให้มือทั้งสองข้างของชินเป็นอิสระ

“ปิ๊กทำแบบนี้ทำไม” ชินหยิบเอาเสื้อมาเช็ดเลือดออกจากปาก ชายหนุ่มถามปิ๊กด้วยความผิดหวังสุดแสนประมาณ “พี่จำเรื่องพ่อเลี้ยงที่หนูเล่าให้ฟังได้มั้ยล่ะ” ปิ๊กมองหน้าชิน “พี่รู้แล้วนะ ว่าหนูรู้สึกยังไง” ก่อนจะหันไปมองที่หัวหน้า “อีปิ๊ก มึงช่วยกูด้วย ไอ้เหี้ยชิน แม่งกัดของกูขาด” ไม่ไกลกันนั้น ส่วนหัวของของลับหัวหน้า ตกอยู่ “พี่ไปซะ พี่ชิน จำไว้ พี่ไม่ได้มาที่นี่ คืนนี้” ปิ๊กไล่ให้ชินรีบออกไป

“ไปสิ รีบไปเร็ว ๆ เข้า” เลือดที่ไหลโกรกออกมา ทำให้เสียงโวยวายครวญครางของหัวหน้าเริ่มแผ่วลง “แล้ว” ชินที่เดินไปหยุดอยู่ที่ประตูห้อง ชี้ไปที่หัวหน้า ที่ดูซีดเผือดไปทั้งตัว “หนูจัดการเองพี่” ปิ๊กบอกกับชิน “พี่ปิดประตูให้หนู และอย่ากลับมาที่นี่อีกก็พอ” ชินรีบหยิบเอาเสื้อผ้ามาใส่ สายตามองปิ๊กที่เดินไปถอดกล้องออกจากแท่นวาง กดลบคลิปที่ชินถูกถ่ายไว้ทิ้งทั้งหมด

“หัวหน้าขา ยิ้มหน่อย” ปิ๊กพูดเมื่อหันกล้องถ่ายสภาพของหัวหน้าเอาไว้ “ปิ๊ก ช่วยพ่อด้วยลูก” เสียงอ้อนวอนนั้นดังออกมา จากคนที่เลือดออกจากร่างกายจนอ่อนแรง ชินหันหลังจากภาพตรงนั้น ก่อนเดินออกจากบ้าน และขับรถออกไปทันที “หนูรักพ่อ” ปิ๊กพูดขึ้นด้วยความชอกช้ำในความรู้สึก “แต่พ่อทำกับหนูเอาไว้ยังไงบ้าง” ปิ๊กปักเข็มฉีดยาที่มีของเหลวใสลงบนท่อนลำของผู้เป็นพ่อเลี้ยง เสียงร้องดังออกมา ปิ๊กคิดว่า มันเสนาะหูดี ตัวยานั้นกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดดีขึ้นกว่าเดิม และพื้นห้อง ก็นองไปด้วยเลือดแดงฉานไปทั่ว ในแววตาของหัวหน้า ปิ๊กในวันนั้นย้อนกลับมาให้เห็น

“แม่ไม่อยู่หรือพ่อ” ปิ๊กในวัยสิบสี่กลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าพ่อเลี้ยงนั่งสูบบุหรี่ พ่นควันสีเทาอยู่ที่หน้าบ้านตามลำพัง “อืม หายไปไหนไม่รู้ทั้งวัน” พ่อเลี้ยงมองตามเด็กหนุ่มที่ผิวขาวราวหยวกกล้วย “โตเป็นสาวแล้วสวยนะปิ๊ก” เจ้าของชื่อหันมายิ้มอาย ๆ ไม่นึกว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากของผู้เป็นพ่อเลี้ยง ยิ่งพอผู้เป็นพ่อเลี้ยงเดินเข้ามาหาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ปิ๊กใจเต้นแรง



“พ่อรู้นะ ว่าปิ๊กแอบดูของพ่อ” พ่อเลี้ยงไม่รอคำตอบ จับมือของปิ๊กแหวกผ้าขาวม้าผืนเดียวที่เขานุ่งอยู่เข้าไปสัมผัส สิ่งที่อยู่ด้านใน ปิ๊กที่แอบหลงรักพ่อเลี้ยง ด้วยความที่เขาไม่เคยได้รับความอบอุ่น ไม่เคยได้ใกล้ชิดกับพ่อของตัวเอง ก็เลือกที่จะไม่หักห้ามใจของตัวเองเอาไว้ ปิ๊กนั่งคุกเข่าลง และเริ่มจัดการบำเรอความสุขให้กับพ่อเลี้ยง

เกมมันจบลงที่ปิ๊กนั้นเลือดไหลไม่หยุด พ่อเลี้ยงที่ตะบี้ตะบันกระแทกกระทั้นอย่างไม่ปรานีปราศรัย จนตัวเองถึงฝั่งฝัน แต่นั่นกลับทำให้ปิ๊กรู้สึกใกล้เคียงกับความเป็นผู้หญิงมากที่สุด เท่าที่ตัวเขาเองอยากรู้สึก ทุกอย่างมันเริ่มจากตรงนั้น และดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปี ๆ จนเมื่อปิ๊กอายุครบสิบแปด สุดท้ายแล้ว แม่ก็จับได้ ว่าปิ๊กที่ดูจะหึงหวงพ่อเลี้ยงกับแม่ของตัวเอง ปรนเปรอพ่อเลี้ยงด้วยวิธีการอะไร

“เขาไม่ได้รักแม่ เขารักหนู แม่นั่นแหละ ที่เป็นคนขัดขวางความสุขในชีวิตของเรา” ปิ๊กตลาดเสียงใส่แม่ของเขา “อีปิ๊ก อีชาติหมา นี่มันผัวกูนะ ที่มึงนอนให้มันแยงอยู่เนี่ย” แม่ตรงเข้าจะตบหน้าปิ๊ก เธอจึงได้เห็นว่าลูกชายที่เป็นเลือดจากอกของเธอตอบโต้เธอกลับ “แม่ไม่มีสิทธิ์จะมาตบหนูนะ ของแบบนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับผู้ชายนะ ว่าเขาจะเลือกใคร สวย ๆ ใหม่ ๆ อย่างหนู หรือว่าเหี่ยว ๆ ใกล้ตายแบบแม่” เสียงแม่ลูกทะเลาะตบตีแย่งผู้ชายคนเดียวกัน ดังลั่นให้คนได้ยินกันไปทั่ว

“หนูกับเขา เราตัดสินใจแล้วว่า จะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ที่เขาต้องทนอยู่กับชะนีแก่หงำเหงอะอย่างแม่ ก็เพราะว่าเขาสงสาร แต่ตอนนี้ เขาคิดได้แล้ว ว่าเขารักหนู จากนี้ไป ก็เชิญแม่อยู่ไปคนเดียวเถอะ” ปิ๊กเดินไปยืนอยู่เคียงข้างกับพ่อเลี้ยง ที่ไม่ได้พูดอะไร ยิ่งได้เห็นสองแม่ลูกแย่งตัวเขาอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยแล้ว อีโก้มันยิ่งพุ่งแรง แม่ของปิ๊กมองไปที่ผู้ชายระยำคนนั้นอย่างอาฆาตแค้น ก่อนจะเห็นสร้อยทองอยู่ที่คอของผัวของเธอ

“นั่นมันทองกูนี่” พูดจบ ผู้เป็นแม่ก็วิ่งไปที่ตู้เก็บของ ที่เธอซ่อนทองเอาไว้ในกระป๋องนมข้นหวานใบเก่า “อีพวกเหี้ย เอาทองของกูคืนมา” เมื่อมองไม่เห็นทองเส้นใหญ่ที่เธอทำงานหาเงินมาซื้อเก็บเอาไว้ แม่ของปิ๊กก็วิ่งเข้าใส่คนทั้งคู่ หมายจะเอาทองคืนมา แต่ก็ต้องลงไปนอนกองอยู่ที่พื้น จุกแน่นหายใจแทบไม่ออก “เสือกวิ่งมาชนตีนผัวหนูเองนะแม่” นั่นเป็นครั้งสุดท้าย ที่ปิ๊กได้พบกับแม่ของเขา ที่นอนน้ำตาไหลรินลงมา มองดูลูกชายและผัวคนที่สองในชีวิตของเธอ เดินจากไปด้วยกัน

“หนูออกมากับพ่อเพราะความรัก แล้วพ่อรักหนูแบบไหนกัน” ปิ๊กปักเข็มฉีดยาเข็มสุดท้ายลงบนอวัยวะส่วนสำคัญแสดงความเป็นชายของพ่อเลี้ยง เลือดที่เคยไหลพุ่งทะลักออกมา เริ่มจะลดน้อยลง ตามเสียงร้องที่เริ่มเงียบหายไป และลมหายใจที่เริ่มรวยรินลงทุกที “จากเริ่มให้หนูติดยา ให้หนูเริ่มขายตัวเอาเงินมาให้พ่อซื้อยามาให้หนูเสพ วนเวียนอยู่อย่างนั้น แค่เหลืออยู่อย่าง ที่หนูยังโชคดีที่ยังไม่เป็นเอดส์” ปิ๊กเองก็ไม่รู้ว่า เธอนั้นรอดมาได้ยังไงถึงทุกวันนี้ ได้ยินเสียงตำรวจที่ด้านนอก

“มากันได้สักที” ปิ๊กได้ยินเสียงตำรวจที่ด้านนอก เขาโทรหาตำรวจก่อนหน้านี้ ให้รีบมา เพราะมีคนตาย และเขาเป็นคนทำเอง ตำรวจบุกเข้ามาในบ้าน ก่อนจะจับปิ๊กกดลงกับพื้น ท่ามกลางสถานที่เกิดเหตุที่น่าสยดสยอง เลือดนองไปทั่ว ปิ๊กที่ถูกกัดลงกับพื้น หันหน้าไปมองผู้เป็นพ่อเลี้ยง ที่นอนแน่นิ่ง สิ้นใจมาได้สักพักแล้ว ปิ๊กน้ำตาไหลรินลงมา ภาพของแม่ที่นอนกองอยู่กับพื้นในวันนั้น ถูกฉายซ้ำไปซ้ำมาในความคิดของเขา



ในวันที่ศาลตัดสินคดีของปิ๊ก เขารับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ปิ๊กน้อมรับในคำตัดสินที่มีนั้น เจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมตัวให้เขาเดินตามออกจากหน้าบัลลังก์ ปิ๊กเห็นชินยืนมองมา ตลอดเวลาแห่งการดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ชินช่วยเหลือปิ๊กอย่างดีที่สุด ปิ๊กไม่เปิดปากบอกอะไรเลย นอกจากว่าเขาเป็นคนร้าย ทำเองทั้งหมด เนื่องจากความหึงหวงที่มีต่อผู้ตาย ปิ๊กกำลังจะเดินตามเจ้าหน้าที่ศาลออกไป ก่อนจะเห็นแม่ของเขาก้มหน้า และเดินเงียบ ๆ ออกไปจากห้องพิจารณาคดี ปิ๊กถึงกับเบะปาก ก่อนจะร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ถ้าเพียงแต่ในวันนั้น



“ปิ๊กอยากเล่นตุ๊กตา” เสียงตีดังเพี้ยะลงบนแขนของปิ๊กในวัยเยาว์ ในวัยที่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะแยกความแตกต่างได้ มีเพียงความชอบที่เด็กน้อยคนหนึ่ง พึงมีต่อตุ๊กตาสาวน้อยผมยาวสลวยตัวนั้น “แม่” ปิ๊กร้องเรียกแม่ เมื่อถูกแม่หยิกเนื้อแขนอย่างแรง เพราะเขาพยายามจะหยิบตุ๊กตาผมยาวนั้นมาถือเอาไว้ในมือ ปิ๊กที่ร้องไห้จนตัวโยน หมดหวังที่จะได้อ้อมกอดอันอบอุ่น กอดที่มาจากความเข้าใจ เต็มไปด้วยความรักและทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ภายใต้อ้อมกอดนั้นของแม่

***********************************


Inspired by “เพลงกลกามแห่งความรัก”

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=KXZxhbvWOmw

ความรู้สึกนั่นหรือ

My feelings? I’m gonna put into words

เหงา อ้างว้าง โดดเดี่ยว

Lonely, all alone and isolated

เดินไปตามลำพังคนเดียว

Just me, walking down the rough road

ไร้ แม้ใครยึดเหนี่ยว

No one to hold on to

ล่องลอยคว้าง กลางน้ำเชี่ยว

Like plunging into the torrential waters

สาดแรงซัด สุดแรงซ้ำ

Gushing and keep on outpouring

อยู่ประจำ สุดหลีกหนี

Over and over, no escape

เป็นอย่างนี้ เจออย่างนี้

Continually, facing all these

ชีวิตมันไม่มี ดีอะไร

What’s good to see with this life?


เจ็บ จนเกินเจ็บ ทุกข์ จนลืมทุกข์

Hurting more than hurt, too painful to recognize the pain

ไม่ใช่ชีวิตแต่เป็นซากชีวิต

It’s not called life, it’s inhuman one

ถึงมีร่าง แต่ก็ไร้ใจ

It's my body but no heart there to beat

ทุกสัมผัสแสดงให้ดู เหมือนรู้สึก

Pretentious acts, emotions and all that jazz

ลีลาเสน่หา เร่าร้อน

The sensual moves and fire is burning

โหมไฟไหม้ลาม

Blazing the flames

กลกามแห่งความรัก

Love and its erotic tricks

เผามันเข้าไป ดวงใจที่รานร้าว

Ready to combust these broken hearts

แหลกยับเยิน

To the ground


จะชั่วจะดี จะชี้ยังไง

Good or bad, to measure it

ขึ้นอยู่กับใครจะคิดไปเอง

Depends solely on how you see

ฉันเป็นฉันเลือกเลือกทางฉันเอง

I was, I picked and I myself made my choice

ชีวิตเหมือนเพลง บรรเลงผิดคีย์

Life turned out like a song sung so off pitch


สิ่งที่ใฝ่และฝัน หวัง วาดไว้ ว่างเปล่า

What I’m dreaming of, wishing, imagining – they’re all empty

เป็นเพียงลมโชยมาบางเบา

It’s just the wind no one feels it

ที่เห็น ก็เป็นเหมือนเงา

To see I am being in the shadows

สิ่งที่เหลือ คือความเศร้า

What’s left for me is pure misery

เก็บความคิด และความหวัง

Pick up my thoughts and my hopes

กับวันวานจบเท่านี้

From the old days to end them today

เกมแค่นี้ พอแค่นี้

This is it, enough is enough

ชีวิตมันก็ดี ที่สะใจ

Sarcasm, life can be ironically satisfying

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 10. ซอยเปลี่ยว



“ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว ทำไมหัวหน้ายังไม่กลับสักทีวะ อ้อยอิ่งอยู่นั่นแหละ น่าเบื่อฉิบหาย” เสียงพี่วารีกระซิบกระซาบ พลางบุ้ยบ้ายไปทางห้องกระจกเล็ก ๆ ที่หัวหน้าฝ่ายนั่งอยู่ พนักงานสามสี่คน รวมถึงเหน่ง พนักงานน้องเล็กสุด ที่เพิ่งเข้างานมาไม่นาน หันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน

“เชื่อสิ ว่ากำลังฉอเลาะ ประจบประแจงนายอยู่” ภาพหญิงวัยกลางคนในห้องกระจก กำลังจีบปากจีบคอคุยโทรศัพท์ แลดูน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด “นี่ถ้านายไม่โทรมา แจ้นกลับเป็นคนแรกไปแล้ว พี่ต้องออกไปพบลูกค้า” พี่วารีจีบปากจีบคอเลียนแบบผู้เป็นหัวหน้า

“ก็แก่แร้งทึ้งขนาดนั้นแล้ว ให้เขาหน่อยเถอะ ผลงานก็ไม่มี ที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะขโมยเอางานที่เราทำในแผนก ไปเสนอหน้ากับนายว่าเป็นความคิดของตัวเอง” พี่เจี๊ยบที่อายุน้อยลงมาหน่อย ลูกคู่เป็นปี่เป็นขลุ่ยกับพี่วารี เสริมทัพลูกพี่ตัวเองอย่างออกรส

“เข้าสาย ออกก่อน ลาบ่อย คงมโนเอาว่าเป็นเมียนาย” พี่เจี๊ยบพูดต่อ สีหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกในใจ ที่เปิดเผยว่าคิดอย่างไรกับหัวหน้างานของตน “ฉันจะแต่งหน้า จะทำธุระส่วนตัวสักหน่อย ก็ทำไม่ได้ ต้องมานั่งรอว่า เมื่อไหร่คุณเธอถึงจะไปสักที” พี่วารีถอนหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

“นี่นัดกับผัวเอาไว้ด้วย ว่าจะไปเดินซื้อของกัน ขอลางานตั้งแต่แรก ก็ไม่ให้ลา ทีตัวเองนะ ลายาวตั้งแต่พรุ่งนี้ถึงจันทร์หน้า” สิ่งที่หัวหน้าทำได้ แต่ตัวเองทำไม่ได้ ส่งผลให้พี่วารีรู้สึกหัวเสียไม่น้อย “แกดูไว้เลยนะเหน่ง ว่ามีหัวหน้าดีมันควรจะต้องเป็นยังไง” พี่วารีหันมาพูดกับเหน่ง ที่กำลังมองเห็นแกทำหน้าภาคภูมิใจ เมื่อพูดถึงตัวเอง

“แกโชคดีมาก ๆ แล้วเหน่ง ที่ได้พี่วารีเป็นคนดูแล สอนงานให้แกแบบนี้” พี่เจี๊ยบไม่ลืมที่จะพยักพเยิดตามพี่วารี เหน่งทั้งฟังที่สองคนนี้พูด ทั้งเห็นสีหน้า แววตา ท่าทางที่กำลังแสดงออกมาตรงหน้า ก็พาลให้รู้สึกคลื่นเหียน จะอาเจียนออกมาเสียให้ได้

“มันเป็นตุ๊ดแน่นอนพี่ หนูมองไม่ผิดหรอก” นี่คือประโยคที่เหน่งแอบได้ยินพี่เจี๊ยบพูดกับพี่วารีลับหลังเขา เมื่อวันก่อน “แกคิดว่าอย่างนั้นหรือ แต่ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะตุ้งติ้งอะไรเลยนะ” พี่วารีพูด ทำหน้านึกท่าทางการพูดการจา การเดิน ลักษณะทางกายภาพทั่วไปของพนักงานรุ่นน้องคนใหม่

“มันเป็นพวกที่เขาเรียกกันว่าอีแอบยังไงล่ะ พี่วารี” พี่เจี๊ยบพูดบอก ทำหน้าทำตาสะอิดสะเอียนเมื่อต้องพูดถึง “พวกนี้ มันก็จะทำตัวเหมือนกับว่า มันเป็นผู้ชายปกติทั่วไป แต่จริง ๆ แล้ว ลึก ๆ ข้างในใจมัน วัน ๆ ก็สอดสายตา มองผู้ชายคนนั้นที คนนี้ที ในหัวคิดแต่เรื่องราวลามกจกเปรต” พี่เจี๊ยบทำท่าขนลุกขนพอง

“หนูเตือนพี่วารีด้วยความหวังดีเลยนะ” พี่เจี๊ยบบีบมือลงบนแขนพี่วารี แสดงท่าทีห่วงใย “พี่ว่ารีอย่าเผลอเชียวนะคะ มันได้งาบเอาผัวพี่ไปกินแน่” พี่วารีฟังคำพูดของรุ่นน้องผู้เป็นลูกคู่ของเธอ แล้วก็ให้นึกกังวลขึ้นมา “ถ้ามันทำอย่างนั้นจริง รับรอง พี่เฉดหัวมันออก ก่อนที่มันจะทำงานผ่านโปรแน่” ยิ่งคิด พี่วารีก็นึกทบทวนถึงสามีของเธอ

ที่มีอยู่หลายครั้ง ที่เขาบอกว่าไปทำงานด่วน ต้องออกต่างจังหวัด แต่นั่น ก็ก่อนที่เหน่งจะเข้ามาทำงานที่นี่ มันเป็นช่วงที่พี่เจี๊ยบเองก็ลาป่วยอยู่บ่อย ๆ โดยไม่มีใบแพทย์ ซึ่งพี่วารีก็ช่วยอยู่ทุกครั้ง ไม่ให้นายว่าอะไร ที่พี่เจี๊ยบอยู่ ๆ ก็ป่วย อยู่ ๆ ก็หาย หรือหลายครั้งก็ดันอยู่ต่างจังหวัด ทั้ง ๆ ที่ป่วย ซึ่งข้อแก้ตัวของพี่เจี๊ยบก็คือ ดั้นด้นมาหาหมอดี ยาดี ทั้ง ๆ ที่ป่วยหนัก ที่ไหนเขาว่ารักษาหายก็ไปรับหยูกรับยาที่นั่น

“เหน่งต้องขอบคุณพี่วารีมาก ๆ นะครับ ที่เอ็นดูเหน่งเป็นน้องเป็นนุ่ง” เหน่งยกมือไหว้พี่วารี แสดงความอ่อนน้อม “พี่เจี๊ยบด้วยนะครับ” เหน่งหันไปไหว้อีกฝ่ายด้วยเช่นกัน ที่พี่เจี๊ยบเผลอแสดงออกมาทางแววตา ว่ารู้สึกไม่ชอบใจนัก ที่เหน่งดูจะมือไม้อ่อน เสียงออดอ้อน กับพี่วารีมากจนเกินหน้าเกินตา

“พี่วารีเอ็นดูแกน่ะก็ดีแล้ว แต่แกก็ต้องทำงานหนัก ขยันขันแข็ง เพื่อแลกกันนะ” พี่เจี๊ยบใช้น้ำเสียงปรามบอกรุ่นน้อง มันดึงเอาความคิดของเหน่งให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริงของทั้งสองคน ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา “พูดอะไรไปให้ก็ให้เชื่อฟัง” พี่วารีสำทับคำพูดของพี่เจี๊ยบ “สั่งอะไรไป ก็อย่าให้เหมือนกับสั่งขี้มูก” พี่วารีชี้นิ้วไปยังเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานของแก

“เดี๋ยวพี่วารีแกเซ็นใบโอทีให้เองแหละ” พี่เจี๊ยบพูดแบบนั้น เหน่งก็รู้ได้ทันที ว่าแกหมายถึงอะไร “เต็มที่ก็สองชั่วโมงเท่านั้นนะ หลังจากนั้น ถ้างานยังไม่เสร็จ พี่ไม่ออกใบทำโอทีให้ อยู่ด้วยกันก็ต้องช่วย ๆ กัน” พี่วารีรีบบอกข้อกำหนดออกมาในทันที ทั้ง ๆ ที่เหน่งจำได้ ว่าถ้างานเร่งจริง ๆ ให้พนักงานอยู่ทำโอทีต่อได้ แล้วให้ลงเวลาตามจริง

“ใจจริง พี่ก็อยากจะอยู่ช่วยนะเหน่ง แต่วันนี้พี่มีธุระด่วนจริง ๆ ยาหนูหมดพอดีน่ะพี่วารี ต้องกินต่อเนื่อง นี่ก็อยากจะหายเป็นปรกติกับเขาเสียที” พี่เจี๊ยบรีบพูดขัดพี่วารี ที่ทำท่าจะถามเกี่ยวกับรายละเอียดอาการป่วยของพี่เจี๊ยบ ซึ่งเหน่งได้แต่ซ่อนอาการเก็บเอาไว้ในใบหน้า ว่าเขาได้ยินพี่เจี๊ยบคุยโทรศัพท์ที่ด้านหลังตึก ตอนที่เขาหลบไปเช็กข้อความในแอพหาคู่ พี่เจี๊ยบนัดแนะว่าจะไปเจอใครบางคนที่ม่านรูดเย็นนี้ เหน่งได้แต่พูดอวยพรให้อีกฝ่ายหายเร็ว ๆ

“พวกพี่ก็รู้แหละ ว่าบ้านแกอยู่ไกล เหน่ง” พี่เจี๊ยบพูดขึ้น เมื่อหัวหน้ากลับบ้านไปแล้ว และพี่วารีกับเธอเอง ก็กำลังจะกลับเช่นกัน “แต่ยังไงแกก็ผู้ชาย” เหน่งจับน้ำเสียงพูดเยาะอยู่ในทีนั้นได้ จากน้ำเสียงของพี่เจี๊ยบ “กลับบ้านดึกนิดดึกหน่อย ไม่เป็นไรหรอก ใช่มั้ย ผู้ชายทั้งแท่ง” พี่เจี๊ยบพูด ทำท่ากลั้นหัวเราะ สบตากับพี่วารี เหมือนว่าเพิ่งจะหลุดพูดอะไรออกมา

“ทำได้ใช่มั้ย” พี่วารีพูด ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ “งานต้องเสร็จนะ แล้วเอามาวางที่โต๊ะพี่ล่ะ” พี่เจี๊ยบพูดจบ ก็เดินตามพี่วารีออกจากออฟฟิศไป เหลือเหน่งนั่งอยู่ในออฟฟิศเพียงคนเดียว คนอื่น ๆ ไม่มีใครยอมอยู่ทำโอทีกันสักคน เพราะนอกจากจะได้เต็มที่แค่สองชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่อยู่เกินกว่านั้นแล้ว จำนวนชั่วโมงยังไปโผล่ใต้ชื่อของพี่วารีและพี่เจี๊ยบ แถมยังได้หน้ากับนายว่านำทีมน้อง ๆ ทำงานจนลุล่วงอีก

กว่าเหน่งจะได้ปิดคอมพิวเตอร์ ไล่ปิดไฟในสำนักงาน ล็อกประตู ก็เลยคำว่าหัวค่ำไปนานโขแล้ว แถมเป็นรถเมล์คันที่สามของสาวที่เหน่งต้องการ กว่าที่ผู้โดยสารบนรถจะพอเบาบางลง ให้เขาได้แทรกตัวขึ้นไปยืนด้านบน และประตูรถเมล์สามารถปิดได้ เหน่งนั่งรถสายแรกมาสักพัก ก็ต้องลงมาต่อรถอีกสายหนึ่ง ที่ตอนนี้ดีหน่อย เพราะเป็นสายรถร่วมที่วิ่งออกนอกเมือง

“สุดสายแล้ว ลงเลย รีบหน่อย ๆ ” เสียงกระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอกผู้โดยสารเพียงไม่กี่คน ที่เหลืออยู่ให้รีบลงจากรถ ก่อนจะกระทืบคันเร่งแล้วกระชากรถขับออกไป เหน่งละสายตาจากไฟท้ายของรถเมล์ร่วมคันนั้น มองไปทางรถสองแถวเที่ยวสุดท้ายที่จอดรออยู่ มีน้องผู้หญิงทำงานออฟฟิศสองคนที่นั่งมากับรถเมล์คันเดียวกัน ขึ้นไปนั่งรออยู่แล้ว ส่วนพี่ผู้หญิงวัยกลางคน มีผู้ชายที่น่าจะเป็นแฟนพี่เขา ขี่มอเตอร์ไซค์มารับ เลี้ยวรถหายเข้าไปในซอยข้าง ๆ ที่มีร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่ไม่ไกลจากอู่รถสองแถวนี้

“คราวหลังยอมนั่งรถไฟฟ้ามาดีกว่า มันดึกไป” เสียงหนึ่งในสองสาวกระซิบกระซาบกัน พร้อมมองมาทางเหน่ง ที่ก้าวขึ้นมานั่งที่เบาะฝั่งตรงข้ามบนรถสองแถว “โทรหาพี่ชายแกไว้ก่อนสิ ว่าเราสองคนกำลังจะเข้าบ้าน อย่างน้อยก็มีคนรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน” สาวอีกคนรีบบอกเพื่อนให้ทำตาม เหน่งลอบมองผู้หญิงทั้งสองคน ที่แสดงออกอย่างชัดเจน ว่ากำลังเป็นกังวล เมื่อบนรถสองแถว มีเพียงพวกเธอและเหน่งรวมสามคนเท่านั้นในเวลานี้

ครู่ใหญ่ ๆ เมื่อรถร่วมอีกคันมาจอดส่งผู้โดยสาร และทั้งหมดก็มีคนมารอรับกันทั้งนั้น คนขับรถสองแถววัยกลางคน เดินมาหยุดอยู่ที่ท้ายรถ เหน่งหันไปมอง คนขับรถมองเหน่งเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันไปมองสองสาวที่นั่งอยู่ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้านคนขับ ไม่นานนักเสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้น ก่อนรถสองแถวจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปในถนน

รถสองแถววิ่งไม่เร็วนัก ระหว่างทางที่ไป ไม่มีใครโบกให้จอดเลย ลมเย็น ๆ พัดผ่านผู้โดยสารเพียงแค่สามคนที่อยู่บนรถ สองสาวพนักงานบริษัทนั่งตัวติดกัน แววตาไม่สามารถปิดบังความตื่นเต้นกังวล ที่เป็นครั้งแรกที่พวกเธอกลับบ้านดึกขนาดนี้ จากการที่ตัดสินใจจะรอรถเมล์ เพื่อประหยัดเงินให้เหลือเผื่อเอาไว้ช่วงปลายเดือน

ยิ่งขับไปนานเข้า รถสองแถวก็พาทั้งสามคนผ่านสองข้างทางที่เคยมีบ้านเรือนตั้งอยู่ น้อยลงทุกที ๆ แต่ละหลังตอนนี้อยู่ห่างกัน เรียกได้ว่าเดินถึงกันได้ แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบแน่นอน แถมเริ่มดึกแล้วอย่างนี้ รถจะผ่านมาสักคัน คนจะผ่านสักคน แทบจะไม่มี สองสาวเอี้ยวตัวมองออกไปนอกตัวรถ เพื่อดูว่า จุดหมายของพวกเธอใกล้ถึงหรือยัง ทำไมวันนี้มันถึงได้ดูไกลกว่าเดิมมากนัก

สองสาวพนักงานบริษัทสะดุ้ง ก่อนจะหันมามองเหน่ง เมื่อเสียงกริ่งลงรถดังขึ้น รถสองแถวเริ่มชะลอ ก่อนจะหยุดและจอดลงที่ข้างทาง เหน่งก้าวลงบันไดนั้นเล็ก ๆ หลังรถสองแถว ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินที่ด้านหน้า โดยมีสายตาของสองสาวจับจ้องมาที่เขาอยู่ตลอดเวลา

เหน่งเดินย้อนกลับมาที่ท้ายรถสองแถว ก่อนจะหันไปมองเห็นสายตาของผู้หญิงสองคนที่ยังนั่งอยู่บนรถ ที่ตอนนี้พวกเธอกำลังใจเสีย ที่เหน่งนั้นลงรถก่อนพวกเธอ โดยที่คนขับพารถออกจากตรงนั้น และมุ่งหน้าตรงไปยังความมืดเบื้องหน้า ซึ่งเหน่งไม่แน่ใจนัก ว่าหนึ่งในพวกเธอนั้น ติดต่อพี่ชายได้หรือยัง เนื่องจากว่าพี่ชายไม่ยอมรับสาย พวกเธอจึงทำได้แต่ทิ้งข้อความเอาไว้ในแอพแชท

เหน่งเดินข้ามถนนที่ว่างเปล่า มาหยุดยืนอยู่ที่ปากซอยทางเข้าบ้าน ความดำมืดแห่งรัตติกาลทำให้ซอยนี้ดูเปลี่ยวจนน่าขนลุก เหน่งกระชับเป้สะพายข้างก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป เสียงฝีเท้าของเขาได้ยินท่ามกลางความเงียบนั้น มองตรงเข้าไป ไฟทางอยู่ไกลจนเกือบครึ่งซอย นอกนั้นมันคือความมืด ไฟหน้าบ้านที่เปิดทิ้งเอาไว้ที่บ้านสองหลังแรกที่ปากทางเข้า ตอนนี้มันอยู่ที่เบื้องหลัง

เหน่งก้าวเท้าเร็วขึ้น ไฟที่กลางซอยค่อย ๆ สว่างมากขึ้น ๆ เมื่อเหน่งเดินเข้าไปในซอย สองข้างทางตอนนี้คือป่าหญ้ารกชัฏ บางช่างมันสูงเลยหัวของผู้ชายตัวใหญ่ ๆ สูง ๆ เสียอีก ดวงจันทร์คืนเพ็ญก็จริง แต่ทำไมดูไปแล้ว แสงนวลจากฟ้าไม่สามารถส่องอะไรให้กระจ่างในค่ำคืนนี้ได้เลย

เหน่งเดินผ่านไฟกลางซอยนั้นมาได้เพียงแค่ไม่กี่ก้าว เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ด้านหลังของเขา เหน่งหันกลับไปมอง ก็เห็นผู้ชายร่างใหญ่กำลังพุ่งเข้าหาเขา เหน่งรู้สึกได้ถึงมืออันใหญ่โตคว้าหมับบีบเข้าที่คอของเขา ก่อนที่มือนั้นจะดันให้ตัวของเขาต้องถอยหลังหลุน ๆๆ ไปตามแรงดันนั้น

“อย่าร้องนะมึง” เสียงสั่งฟังดูแหบแห้ง แต่ก็เหี้ยมเกรียมอยู่ในที “เดินเข้าไป” คำสั่งนั้นคือให้เหน่งเดินลุยป่าหญ้าที่สูงรกท่วมหัวนั้น “เข้าไป” เหน่งหันหลังกลับ เมื่อเจ้าของคำสั่งนั้นปล่อยมืออกจากลำคอของเขา แล้วใช้มันผลักเข้าที่หลังของเขา ให้เดินนำหน้า ไฟตรงกลางซอยมองเห็นรำไร ๆ จากตรงความลึกที่เหน่งอยู่ในตอนนี้

“ถอดกางเกง” เสียงนั้นฟังดูหื่นกระหายในกามอย่างชัดเจน “ผมเป็นผู้ชายนะพี่” หนึ่งพูดบอกอีกฝ่ายออกไป “ก็ไม่สน” เหน่งได้ยินเสียงตอบกลับมา และได้ยินเสียงรูดซิบกางเกงขออีกฝ่ายดังขึ้น “เร็ว” จากแสงรำไร ๆ นั้น การขยับมือเข้าออกของผู้ชายร่างยักษ์ ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ล้อเล่น

“เร็ว ๆ อีตุ๊ด ก็รู้มึงชอบแบบนี้ ก็แอบมองมึงกลับบ้านค่ำมืดแทบทุกวัน กูรู้มึงจงใจอ่อย มึงอยากได้อยากโดน” เสียงนั้นทวีความกระเหี้ยนกระหือรือ มือข้างหนึ่งของชายร่างยักษ์กระชากขอบกางเกงของเหน่ง เพื่อให้มันหลุดออก “พี่มีถุงยางหรือเปล่า” เหน่งถาม เมื่อกางเกงของเขาหล่นไปกองอยู่ที่ข้อเท้า “อย่างกูเอาสดเท่านั้น” เสียงถ่มน้ำลายดังขึ้น ก่อนที่เหน่งจะถูกผลักให้หันหลัง แล้วรับรู้ได้ถึงความอวบแน่นที่ดันผ่านช่องทางฝืดไร้การชะโลมนั้นเข้ามา

พระจันทร์คืนเพ็ญอวดแสงนวลอยู่บนฟ้า เหน่งเดินออกมาจากป่าหญ้านั้น เขาเอามือเช็ดปากซ้ายทีขวาที ก่อนจะมองเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่ด้านในรั้วของบ้าน ที่อยู่ถัดมาจากไฟกลางซอยนั้น ผู้ชายคนนั้นยืนนิ่ง ๆ มองเหน่ง และเปลี่ยนเป็นมองตาม เมื่อเห็นเหน่งเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของตัวเอง เหน่งหันกลับไปมอง ผู้ชายคนนั้นค่อย ๆ ถอยไปด้านหลัง ก่อนจะหายเข้าไปในความมืดของตัวบ้าน

“กลับดึกนะมึง” เหน่งหันไปทางต้นเสียงนั้น “แม่ หนูตกใจหมด” เหน่งพูดกับแม่ของเขา ที่ยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาใช้หลังดันประตูรั้วให้เปิดออก ก่อนจะใช้เท้าเตะมันเบา ๆ ให้ปิดงับตามหลัง “อย่างมึงเนี่ยนะตกใจกลัว” เสียงไฟสลัว ๆ ในบ้านทำให้เหน่งมองเห็นใบหน้าของแม่อยู่ในเงามืด

“อย่าเริ่ม” เหน่งพูดเสียงขุ่นเคือง “จะเอามั้ยเนี่ย” ก่อนจะยื่นของที่ถืออยู่ในมือให้ “ยังดีที่มึงไม่ลืม” แม่ของเขารับมันเอาไป เหน่งสลัดของเหลวที่เปื้อนมือเขาให้หลุดออก “แล้วมึงมารถสองแถวของใคร” แม่ของเหน่งถามขึ้น เมื่อเดินตามเขาเข้ามาในบ้าน “น้าเชิด” เหน่งตอบ ก่อนกระดกน้ำจากแก้วที่เพิ่งรินใส่รวดเดียว

“มีคนบนรถมั้ย” เสียงของแม่ฟังดูตื่นเต้นดีใจ “ผู้หญิงสองคน” เหน่งตอบ ก่อนจะได้ยืนแม่ของเขาหัวเราะเสียงแหลมออกมา “สนุกล่ะมึง” เหน่งมองไปที่แม่ของเขา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “เออแม่ เห็นผู้ชายหล่อ ๆ หุ่นดี๊ดี บ้านกลางซอยมั้ย” สิ้นเสียงถามของเหน่ง “อย่าไปยุ่งกับมัน ตัวเหี้ยอะไรก็ไม่รู้” แม่ของเขาก็ตวาดแหวออกมา

“โคตรหล่อ” เหน่งยังจำกลิ่นแห่งความเย้ายวนที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นอย่างติดจมูก “กูเพิ่งเห็นมันเมื่อสองสามคืนก่อน ตัวห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ อยู่ห่าง ๆ มันเอาไว้ อย่าร่านนักเลย แค่นี้บ้านหลังนี้ก็อัปรีย์พอแล้ว” เหน่งรู้ดี ว่าตั้งแต่ที่แม่ของเขาผิดคำครู แล้วชีวิตของเขาสองแม่ลูกต้องได้รับผลกรรมอะไรมาบ้าง

“กลิ่นอะไร” แม่ของเขาถามขึ้น เหน่งที่กำลังจะเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน หันไปมองรอบ ๆ ตัว ก่อนจะพบคราบเหนียวเปรอะอยู่ทั่วกระเป๋าสะพายของเขา “อีดอกทอง” แม่ของเขาพูดพลางส่ายหน้า เมื่อเห็นเหน่งใช้นิ้วปาดของเหลวนั้นมาป้ายลงบนลิ้น เจ้าของน้ำขุ่นข้นนี้ ที่กระซิบที่ข้างหูของเขาว่า ครั้งหน้าให้มาทำแบบนี้กันอีก ตื่นเต้นดี คงไม่ทันได้รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ตอนที่เหน่งกระซวกมือเข้าไปในท้องของหนุ่มร่างยักษ์คนนั้น

“ช่วยดูในมือของตัวเองด้วย ว่าตัวเองถืออะไรอยู่” แม่ของเหน่งยกพวงเครื่องในมนุษย์ที่ถืออยู่ในมือนั้นขึ้น ก่อนจะทำจมูกฟุดฟิด ๆ ที่บริเวณลำไส้ที่อัดแน่นไปด้วยเวจอันหอมกรุ่นที่แม่ชอบ “แล้วตับมันหายไปไหน” ก่อนจะหวีดแหวด่าทอเหน่ง “มึงแอบแดกก่อนกูอีกแล้วนะ อีลูกเวร” เสียงนั้นดังไล่หลังลูกของเธอไป

เหน่งไม่อยู่รอฟังเสียงแม่ของเขาด่า เพราะเดี๋ยวแม่ก็คงเพลินจัดการกับไส้ของโปรดของแม่ ก่อนจะเหลือบางส่วนเอาไว้ทำต้มเครื่องในขาย ตบตาคนเหมือนกับที่เหน่งเองก็หางานทำไกลบ้านเช่นกัน อีกทั้งวิธีการที่ใช้ดีลกับผู้ชายให้ตกหลุมพรางของเขา ก็ไม่ใช่เรื่องยากในยุคสมัยที่แอพโทรศัพท์มือถือ ใช้นัดหาเซ็กส์ มีให้เลือกใช้เกลื่อนขนาดนี้

ยังดีที่หญ้าข้างทางยาวท่วมหัว ก็คงจะมีกลิ่นอยู่สักพัก คนคิดว่าหมาเน่าหมาตายไปตามประสา ยังดีที่เป็นกลางคืน ถ้าดีลมาตอนกลางวัน หนุ่มร่างยักษ์คนนั้นก็คงจะรุ้แล้วแหละ ว่าโครงกระดูกของคนก่อนหน้าเขา ก็กองอยู่ที่เดียวกันกับร่างของเขาในตอนนี้นั่นแหละ

เหน่งอาบน้ำชำระร่างกายจนตัวเองหอมฟุ้ง ก่อนจะเดินมาที่หน้าต่างห้องนอน ที่เปิดออกเพื่อรับลมเย็น ๆ เขามองไปทางบ้านดำทะมึนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากไฟกลางซอยนั้น มันเป็นบ้านร้าง ไม่มีใครอาศัยอยู่มานานมาก การได้เห็นร่างของผู้ชายคนนั้น กลิ่นของเขา มันทำให้เหน่งรู้สึกตื่นเต้นและเย้ายวนอารมณ์ของเขาอย่างมากมาย

“อยากได้จัง” เหน่งพูดขึ้นมาเบา ๆ เพื่อให้มันลอยไปหาคนที่เป็นเป้าหมายของเขา ไม่นานนัก ดวงตาสีแดงก่ำคู่นั้นก็ปรากฏขึ้นที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านหลังนั้น เหน่งครางออกมาด้วยความรู้สึกหฤหรรษ์ “ตอบรับแล้วใช่มั้ย” เหน่งล้วงมือผ่านขอบกางเกงขาสั้นใส่นอนของเขา เลื่อนมือลงไปเคล้าคลึงที่แก่นกายของตัวเอง ในขณะที่จ้องไปที่ดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำมากขึ้นกว่าเดิม

“อีวารีงั้นรึ” เหน่งพูดออกมา “ไม่สิ อีนี่แก่จะตาย แถมมันยังมีประโยชน์อยู่ ผัวมันกูก็ยังไม่ได้กิน เก็บมันเอาไว้ก่อน เอาอีเจี๊ยบ อีงูพิษดีกว่า อีห่ารากนี่มันร้าย จัดการมันก่อนดีกว่า” เหน่งยังไม่รู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนั้น เป็นตัวเหี้ยอะไร ตามที่แม่ของเขาว่าไว้ แต่นั่นก็น่าตื่นเต้นดีไม่ใช่หรือ ที่จะได้รู้ว่าเจ้าของกลิ่นฟีโรโมนอันรัญจวนใจนี้ มีวิธีกินอาหารของเขาอย่างไร

“บอกอีเจี๊ยบว่า มีสำนักทรงรักษาโรคมาใหม่ หรือมีหมอเทวดายาลูกกลอน เอ หรือจะเป็นของวิเศษอะไรก็เอาเหอะ ใช้อีวารีเป็นตัวยุ ยังไงอีเจี๊ยบก็ต้องทำตาม หลอกแดกผัวหนุ่มอีวารีที่หลอกแดกเงินอีวารียังไม่พอ ยังจะโกหกเรื่องเจ็บป่วยของตัวเองได้เป็นวรรคเป็นเวร คราวนี้แหละ มึงเจอของจริงแน่” เหน่งพูดจบ เขาว่าเขาพอจะดูออก ว่าเจ้าของดวงตาแดงก่ำคู่นั้น มีแววพึงพอใจกับแผนของเขาอยู่นะ

***********************************

Inspired by “เพลงกลับดึก”

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

กลับดึก อยู่ก็ลึกในซอยเปลี่ยว

It’s this late night, living deep in this secluded lane

โดดเดี่ยว ดึกอย่างนี้ไม่มีผู้คน

All alone, in the dark with nobody’s around

เดินเข้าไป หัวใจจะหล่น

Walking by myself, I’m scared to death

ถ้าคอยกังวลอยู่อย่างนี้ ทุกทีคงแย่

Been worried like this is suffering my mind


ก็กลับดึก ถ้ามีเขาเอาใจใส่

It’s late in the night if you show that you care

จะดีใจ ดึกยังไงก็คงไม่แคร์

I’m all happy, will never care how dark the night is

เดินด้วยกัน ไม่กลัวแน่แน่

You walk with me, nothing to be scared

ถ้ายอมดูแล ก็จะยกหัวใจให้เลย

You’re taking care of me, I’ll give my heart to you


รูปหล่อ กล้ามใหญ่ ใครสักคน

Handsome, muscled, will you be the one?

ที่จะมีจิตใจกับฉัน

Who has feelings for me

มีแก่ใจ ไปไหนไปกัน

Be with me wherever I’ll go

จะเปลี่ยว จะดึก ก็ไม่กลัว

Isolated, late at night, we’ll be just fine


ก็กลับดึก ก็เลยนึกไปเรื่อยเปื่อย

It’s this late in the dark, my mind’s wandering

เหน็ดเหนื่อยอยู่ในใจ คนเดียวทุกวัน

Heart’s weary, it’s all me and me only

เดินเข้าไป หัวใจมันสั่น

Walking in the dark lane, my heart’s all shaking

ถ้ามีใครเดินอยู่กับฉัน

If someone is coming with me

คงถึงบ้านสบาย

I’ll be home safe in no time


ถ้ามีใครเดินอยู่กับฉัน

If you’re coming with me

คงถึงบ้านสบาย

I’ll be home wherever you are

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด