The Dominant เจ้า (ของ) หัวใจ ❤ CHAPTER 10 : Asking for a hug. 07.05.21
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: The Dominant เจ้า (ของ) หัวใจ ❤ CHAPTER 10 : Asking for a hug. 07.05.21  (อ่าน 1727 ครั้ง)

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม








THE ACTOR SERIES
ซีรีส์พี่พระเอก (คนที่ 3)

THE DOMINANT เจ้า (ของ) หัวใจ




พี่พระเอกคนที่ 1: Love, no boundaries.
พี่พระเอกคนที่ 2: Fall in lust.


*ไม่จำเป็นต้องอ่านสองเรื่องก่อนหน้านี้ ก็สามารถสนุกไปกับเรื่องนี้ได้สบายจ้า เป็นจักรวาลเดียวกันซื่อ ๆ เกี่ยวข้องกันนิด ๆ หน่อยเท่านั้น*


สวัสดีคนอ่านทุกคนที่ได้เข้ามาในหน้านิยายเรื่องนี้ค่ะ ทั้งที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว และใครที่อาจจะเพิ่งมาพบเจอกันในเรื่องนี้

สำหรับนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 3 ของซีรีส์พี่พระเอกที่ก่อนหน้านี้มีพี่พระเอกไปแล้ว 2 คน โดยคนนี้เป็นคนที่ 3 ของเซ็ทนี้

เรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติกดราม่า แต่ก็ไม่ได้ดราม่าหนักหน่วงบ่วงบาปอะไร พอเป็นกระสัยกรุบ ๆ
 
อาจจะไม่ได้หวือหวามากนัก เป็นนิยายที่เล่าไปเรื่อย ๆ แต่ทุกการเล่ามีความหมายสำหรับเรื่องราวที่ร้องเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน
 
หวังว่าคนอ่านที่ได้อ่านเรื่องนี้จะถูกใจและมีความสุขที่ได้อ่านกันนะคะ



#อัครากิดากร
#TheDominant
[/color]


 
:heaven
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-05-2021 22:40:49 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8
CHAPTER 0 : Unnice to meet you.




สองปีก่อน
   

‘อืมมม…” เสียงครางดังแผ่วเบาดังในลำคอ แววตาสีน้ำตาลเป็นประกายวิบวับเล็ก ๆ


“…หล่อขึ้น ล่ำขึ้น มีเสน่ห์มากขึ้น…’ น้ำเสียงนุ่ม ๆ เอ่ยขึ้นอย่างเรียบ ๆ โดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากหน้าจอทีวีขนาดใหญ่ที่กำลังฉายละครเรื่องหนึ่งโดยเป็นฉากที่พระเอกของเรื่องกำลังถอดเสื้อโชว์รูปร่างกำยำอย่างสมสัดส่วน กล้ามแขน กล้ามอกเต่งตึง กล้ามท้องเป็นลอนนูน เอวเข้ารูปสวยงาม ช่วงวีเชฟขึ้นลายชัดและลงลึก…
   

ลึกลงไปตรงนั้นมีบางอย่างที่น่าจะถูกใจไม่แพ้ใบหน้าหล่อ ๆ กับหุ่นล่ำสันนั่นแน่นอน
   

‘…ฉันยิ่งอยากได้มากขึ้น’
   

‘ตอนนี้กำลังรุ่งเลยนะครับ’ โครงหน้าสวย ๆ หันไปมองชายหนุ่มตัวไม่ได้สูงมากแต่ท่าทางสุขุมนุ่มลึก แล้วขยับริมฝีปากสีแดงอ่อนเป็นรอยยิ้มบาง
   

‘ยากเหรอ’ ถามเสร็จก่อนหันกลับไปมองจอทีวีต่อ พระเอกของเรื่องใส่เสื้อผ้าแล้ว
   

ผู้ชายที่ใส่เสื้อยืดแล้วยังดูดีนี่ เขาชื่นชมมากจริง ๆ
   

‘เข้าวงการใหม่ ๆ ว่าหยิ่งแล้ว ตอนนี้หยิ่งยิ่งกว่าเดิมอีกครับ’ ริมฝีปากรูปกระจับคลี่ยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด แต่ก็ยังไม่ได้กว้างมาก
   

‘เธอรู้ใจฉันน่าเดียร์’ เจ้าของชื่อเดียร์คลี่ยิ้มบางเบา
   

‘ไว้เดียร์จะลองดูครับ คุณก้อง’ ใบหน้าสวยแต่ไม่ใช่สวยแบบหญิงสาวแสดงออกถึงความพึงพอใจ มือเรียวสวยยื่นไปจับแก้วแชมเปญขึ้นมาดื่มโดยไม่ละสายตาไปจากหน้าจอทีวี
   








ห้องทานอาหารส่วนตัวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง
   

คืดดด
   

ประตูบานไม้ถูกเลื่อนไปทางด้านซ้ายมือของคนที่เปิดเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่งมองในทีวีไปเมื่อสามวันก่อนปรากฏอยู่ตรงหน้า อันที่จริงเคยพบกันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนงานอีเว้นต์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเขาเอง แต่ครั้งนี้ก้องรู้สึกใจเต้นมากกว่าครั้งที่ผ่านมา อาจเพราะไม่ได้เจอกันนาน หรืออาจจะเพราะเคราสีดำจาง ๆ บนหน้าคมสมส่วนก็เป็นได้
   

‘สวัสดีค่ะคุณก้อง’ สตรีข้ามเพศผมยาวหน้าตาดีทักทายอย่างเป็นมิตร ก้องยิ้มพร้อมกับยกมือรับไหว้จากอีกฝ่ายก่อนจะละสายตาไปมองร่างสูงล่ำในชุดเสื้อยืดสีขาวธรรมดากับกางเกงยีนส์สีดำรัดรูปด้วยสายตาชื่นชม
   

‘หวัดดีครับ’ ฝ่ายนั้นยกมือไหว้ก้อง และพยายามยิ้มให้แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่เต็มใจอะไรนัก
   

‘เดียร์จองที่นั่งด้านนอกไว้สำหรับเราสองคนแล้วครับคุณหยี’ ถึงไม่ได้พูดตรง ๆ แต่หยีก็เข้าใจได้ว่าผู้ช่วยของก้องต้องการความเป็นส่วนตัวให้เจ้านายของตัวเองกับพระเอกในสังกัดของเธอ
   

‘อ๋อ ได้ค่ะ ๆ…’ หยีหันไปหาพระเอกของตัวเอง
   

‘…จำที่เราคุยกันไว้นะลูก’ หยียิ้มแต่สองตาถลึงใส่พระเอกรูปหล่อที่ตีมึนใส่เธอ หยีเพิ่มเลเวลถลึงตาอีกนิดก่อนจะเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับผู้ช่วยของคุณก้อง
   

‘เชิญนั่งครับ’ ก้องเอ่ยขึ้นอย่างเป็นมิตรหลังจากประตูห้องทานอาหารส่วนตัวปิดลง พระเอกรูปหล่อเดินมานั่งเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับหนึ่งในเซเลบริตี้ชื่อดังของเมืองไทย
   

‘สบายดีมั้ยครับคุณอัครา’ เจ้าของชื่อกระตุกยิ้มมุมปากเพียงนิดก่อนจะตอบน้ำเสียงชิล ๆ
   

‘ก็ดีครับ คุณก้องล่ะ’ ก้องพยักหน้าพร้อมกับอมยิ้ม
   

‘คุณใส่เสื้อยืดเรียบ ๆ แต่ดูดีมากนะ’ ก้องเอ่ยชมอย่างใจนึก อัครายักคิ้ว หน้าตาไม่ยินดียินร้ายกับคำชมนั้น ก่อนจะยกแขนสองข้างกอดอก ทำให้กล้ามแขนชัดขึ้น ก้องเผลอกัดปากก่อนจะเปลี่ยนเป็นเม้มแบบเนียน ๆ แต่ก็คงไม่เนียนพอ
   

‘ลวนลามผมทางสายตาเหรอ’ อัคราเลิกคิ้วพร้อมกับยกมุมปากซ้ายขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ
   

‘ขอโทษที ผมไม่ได้ตั้งใจ…’ ก้องกลอกตาแต่ริมฝีปากยิ้มบาง
   

‘…ใจมันไปเองน่ะ’ อัคราเบ้ปากเล็ก ๆ
   

‘พี่หยีบอกว่าคุณอยากคุยเรื่องงานกับผม งานอะไร’ น้ำเสียงติดห้วน แต่ก้องไม่เก็บมาถือสา กลับยิ้มถูกใจแล้วยืดตัวขึ้น ท่าทีของเขาดูสง่าผ่าเผยขึ้นจากเดิม
   

‘เป็นคู่นอนของผม’ อัคราขมวดคิ้วก่อนคลายออกแล้วก็ขมวดอีกรอบ
   

‘มีเซ็กซ์กับคุณน่ะเหรอ’ ไฮโซหนุ่มหน้าสวยที่วันนี้เสริมความสวยด้วยเชิ้ตผ้าแก้วตัวบางและผูกโบว์สีดำไว้ที่คอพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย
   

‘เราจะทำเหมือนคบกัน แต่คบกันด้วยเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่ความสัมพันธ์…’ ท่าทีของพระเอกรูปหล่อยังดูนิ่ง ก้องจึงพูดต่อ
   

‘…ผมจะจ่ายค่าตัวให้คุณเดือนละ 2xx,xxx ไม่รวมของอย่างอื่นที่คุณอยากได้หรือที่ผมจะซื้อให้ ไม่รวมเงินค่าทริปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ’
   

‘จะเลี้ยงผม?’ อัครายิ้มเยาะอีกที แต่ครั้งนี้แฝงความเหยียดไว้เล็ก ๆ ก้องปัดอาการนั้นทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ
   

‘คุณเด็กกว่าผม เรียกว่าเลี้ยงก็ได้ ใช่ ผมอยากเลี้ยงเด็ก’ ก้องยิ้มอย่างใจเย็นและมีท่าทีโอบอ้อมอารีราวกับกำลังจะรับอุปการะเด็กและส่งเสียเลี้ยงดูจนจบการศึกษาอะไรแบบนั้น
   

‘ผมไม่ได้ขายตัว’ น้ำเสียงของอัคราแข็งกร้าว
   

‘ผมไม่ได้คิดว่าคุณขายตัว’ ก้องตอบอย่างสบาย ๆ
   

‘แต่คุณกำลังซื้อผมด้วยเงิน’ ก้องเลิกคิ้วขึ้นแล้วตามด้วยเบ้ปากเล็ก ๆ ก่อนจะไหวไหล่ทั้งสองข้าง
   

‘ใช่ เงินไปใบเบิกทางชั้นดี’
   

‘ผมไม่มีรสนิยมทางเพศกับผู้ชาย’ อัคราว่าเสียงห้วน
   

‘ไม่จำเป็นต้องมีรสนิยมแบบนั้นและไม่จำเป็นต้องชอบผู้ชาย…’ คิ้วเข้มของพระเอกชื่อดังขมวดมุ่น


‘…ผมมองข้ามจุดนั้นไปแล้ว อยู่ที่ว่าคุณจะรับข้อเสนอมั้ย’ อัคราขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม


‘ก็ถ้าผมไม่ได้ชอบผู้ชาย แล้วผมจะเกิดอารมณ์ทางเพศกับคุณได้ยังไง’ ก้องอมยิ้ม


‘มันอาจยากที่จะเกิดขึ้นกับคุณ แต่กับผมง่ายมาก…’ อัคราอ้าปากจะพูด แต่ก็หุบลงแล้วปล่อยให้ก้องพูดต่อ


‘…แล้วถ้าผมมีอารมณ์นั้นแล้ว ผมเชื่อว่าผมจะพาคุณไปด้วยกันได้’ ก้องยิ้มบาง อัคราขำในลำคอ แววตาสีดำมองสำรวจรูปร่างหน้าตาของก้องอย่างไม่เป็นมิตร เขาคลายสองแขนออกแล้วเอาวางบนโต๊ะอาหารพร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้า


‘ผมชื่นชมความใจกล้าแล้วก็ความหน้าด้านของคุณนะ…’ ก้องบิดปากเล็ก ๆ และเบนสายตาไปมองทางอื่นแวบหนึ่งก่อนกลับมามองใบหน้าหล่อที่ตอนนี้แสดงออกถึงความไม่พอใจค่อนข้างมาก


‘…มานั่งคุยเรื่องซื้อขายตัวผมต่อหน้าผมด้วยตัวเองแบบนี้ คุณคงเงี่ย…’ อัคราเบ้ปากพร้อมกับไหวไหล่ ทำท่าทางว่าไม่อยากจะพูดคำนั้นออกมา


‘…น่าดู’ ก้องยกคิ้วขึ้นอย่างสบาย ๆ


‘จะบอกว่าผมเงี่ยนงั้นเหรอ โอ้ ได้สิ พูดออกมาเลย ใช่ ผมเงี่ยนกับคุณมาก’ ก้องยักคิ้วและตามด้วยคลี่ยิ้มอ่อน อัคราเอนหลังกลับไปนั่งพิงเก้าอี้และมองโครงหน้าสวย ๆ ของก้องอย่างไร้ความรู้สึก แต่ในหัวมีความคิดมากมายผุดขึ้นมา ก้องใช้สองมือมารองใต้คางของตัวเอง


‘ในหัวคุณตอนนี้คงมีคำดูถูกสาระพัดที่อยากจะใช้กับผม’ อัคราพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว


‘แต่ผมว่ามันไม่แรงพอกับคนอย่างคุณ…’ ก้องร้องอู้ว ปั้นสีหน้าว่าเจ็บแสบเหลือเกิน


‘…คุณอาจทำให้xxxผมแข็งได้นะ ถ้าผมปิดตา’


‘งั้นก็ปิดสิ’ อัครายิ้มมุมปาก


‘แต่ใจผมรู้ดีว่าเป็นคุณ ซึ่งมันทำให้xxxผมแทบหดเลยละ’ ก้องคลี่ยิ้มก่อนเปลี่ยนเป็นเบ้ปากพร้อมกับพยักหน้าสองสามที


พยักหน้ายอมรับว่าผู้ชายคนนี้ปากจัดใช้ได้เลย


‘เก็บปากไว้กินข้าวแทนอวัยวะเพศผมเหอะ เพราะคุณจะไม่มีวันได้กินมัน’ อัคราพูดหน้านิ่ง น้ำเสียงราบเรียบ แต่ก้องสัมผัสได้ถึงความระอุภายในจิตใจของอีกฝ่าย


‘ขอบคุณมากนะที่มา และขอบคุณมากที่ไม่ลุกขึ้นมาต่อยหน้าผม’ ก้องยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอย่างเป็นมิตร


‘อันที่จริงผมอยากทำ…’ อัครายอมรับ ก้องมองบนแวบหนึ่ง


‘…แต่พี่หยีเตือนว่าตระกูลของคุณร่ำรวยมหาศาล และเส้นสายใหญ่โต’ อัครายักคิ้วทั้งที่หน้ายังนิ่งเหมือนเดิม ก้องยกมือขวาขึ้นเบรกทันที


‘ขอให้วางใจว่าผมจะไม่ทำลายคุณเพียงเพราะว่าคุณปฏิเสธมาเป็นคู่นอนผม…” อัคราเบะปาก ทำหน้าประมาณว่างั้นเหรอ


‘…ปัญญาผมแข็งพอ ๆ กับอวัยวะเพศของคุณตอนมีอารมณ์กับผมนั่นแหละ’ อัคราย่นคิ้วพร้อมกับอ้าปากหวอเล็กน้อย ก้องอมยิ้มขำเล็กน้อย


‘และไม่ต้องกลัวว่าข่าวจะหลุดออกไปว่าคุณมาพบผมที่นี่ เพราะถ้าลองนึกดูดี ๆ ตอนคุณเดินเข้ามา คุณจะไม่เจอผู้คนหรือพนักงาน…’ อัคราทำหน้านึก เพราะตอนเดินเข้ามาในร้านไม่ได้สังเกตอะไรทั้งนั้น เนื่องจากอยากรีบมา รีบคุย แล้วก็จะรีบกลับ


‘…ผมเช่าร้านอาหารร้านนี้ไว้ครึ่งวัน มีแค่เชฟสามคนอยู่ในครัว’


‘แล้วใครเสิร์ฟอาหาร’


‘เดียร์ ผู้ช่วยผมน่ะ’


‘อันที่จริงคุณนัดผมไปคุยที่บ้านคุณหรือที่ออฟฟิศของคุณก็ได้นะ’ ก้องเบิกตากว้างแวบหนึ่งพร้อมยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้น


‘ผมกลัวว่าคุณจะยิ่งรู้สึกว่าโดนดูถูก…’  อัคราเลิกคิ้วขึ้นและเอียงหน้ามองอย่างสงสัย แต่เป็นความสงสัยที่ดูประชดประชันมากกว่าจะสงสัยจริง ก้องกลอกตาอีกหนึ่งรอบ


‘…โอเค ร้านอาหารไม่ได้ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่ผมคิดว่าการเรียกให้คุณไปเจอในพื้นที่ของผมแบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์มันอาจสร้างบรรยากาศการดูถูกได้มากกว่าการนัดเจอกันนอกสถานที่แบบนี้’ ใบหน้าอัครานิ่งไร้อารมณ์ มองคนตรงข้ามด้วยแววตาเฉยชา หรืออาจจะเย็นชาไปแล้วก็ได้


ก้องรับรู้และสัมผัสได้ว่าบรรยากาศการเริ่มต้นของเขาสองคนนั้นไม่ดีนัก ไม่สิ ไม่ดีเลยต่างหาก


‘ผมจะพยายามเข้าใจ’ ก้องผ่อนลมหายใจแผ่วเบา ไม่รู้ว่าโล่งอกที่ไม่โดนต่อยหรือว่าเซ็งกันแน่ที่ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ


‘ขอบคุณอีกทีนะครับที่ยอมมาพบผม’ อัคราลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยที่สายตายังคงมองหน้าสวย ๆ ของกิดากรไม่วางตา


แน่นอนว่าไม่ใช่สายตารักใคร่ แต่เป็นสายตาของความไม่ชอบหรืออาจจะถึงขั้นเกลียดขี้หน้ากันไปแล้ว


‘แล้วอย่ามายุ่งกับผมอีก’ กล่าวด้วยน้ำเสียงกระด้างและสายตาแข็งกร้าวเสร็จก็เดินออกไปจากห้องทานอาหารส่วนตัว ก้องมองตามร่างสูงใหญ่และแผ่นหลังกว้างขวางนั้นจนหายไปก่อนจะยิ้มเยาะให้กับตัวเอง


Game over.
   


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-2021 21:54:35 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8

CHAPTER 1 : Davidoff.




   ปัจจุบัน
   

“อ้า… อา…” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเมื่อถึงจุดปลดปล่อยกามอารมณ์ น้ำสีขาวพ่นเลอะหน้าท้องขาวเนียนละมุน สองมือเรียวสวยบีบกล้ามแขนของชายหนุ่มผิวเข้มที่คร่อมร่างตัวเองอยู่ด้านบนและกำลังขยับแก่นกายเข้าออกในช่องทางด้านหลังด้วยจังหวะสม่ำเสมอก่อนจะหยุดกระทันหันแล้วดึงออกมาด้านนอกและใช้มือขวาดึงเครื่องป้องกันสีใสออกไป น้ำสีขาวไหลออกมารวมกันกับของคนด้านล่างจนเจิ่งนองอยู่บนหน้าท้อง
   

“ฮู่ว…” ร่างกำยำกล้ามบึ้กด้านบนนั่งคุกเข่าบนเตียงและมีอาการหอบเบา ๆ ส่วนอีกร่างที่กำยำน้อยกว่านอนหมดแรงอยู่บนเตียง เปลือกตาหลับพริ้มในขณะที่พยายามปรับลมหายใจให้เข้าที่เข้าทาง
   

“เอาอีกหรือเปล่าครับ” ก้องเปิดเปลือกตาขึ้นมองชายหนุ่มผมสั้นเกรียนหน้าตาค่อนข้างดุดันแล้วคลี่ยิ้มอ่อน ดวงตาสีน้ำตาลมองกล้ามเนื้อสีเข้มอย่างหลงใหล
   

“พอแล้วละ…” ชายหนุ่มหัวสั้นเกรียนยิ้มอ่อนก่อนจะโน้มตัวไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดทำความสะอาดให้กับไฮโซหนุ่มที่จ้างเขามาบริการกามถึงที่ ก้องเอื้อมมือขวาไปหยิบสมุดเล่มยาวกับปากกาด้ามสีทองมาจากโต๊ะข้างหัวเตียงก่อนจะดันตัวลุกขึ้นนั่งพิงกับผนังเตียงที่บุนวมอย่างดี
   

“…ฉันเพิ่มให้” ก้องฉีกกระดาษออกจากสมุดหลังจากเขียนข้อมูลบนนั้นเสร็จ เขายื่นกระดาษสีขาวไปให้กับผู้ชายอีกคนที่ยื่นมือขวามารับไปดูข้อมูลบนกระดาษแล้วก็คลี่ยิ้มพอใจ ร่างบึกบึนโน้มตัวเข้าไปหาร่างขาวและจุ๊บปากสีชมพูไปหลายทีจนเจ้าของริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้าง
   

“ขอบคุณนะครับ” คนที่เพิ่งเซ็นเช็คให้ชายหนุ่มอีกคนยิ้มอิ่มเอมใจและตามด้วยพยักหน้า
   

“ผมขอนอนพักได้มั้ย…” คนที่เพิ่งรับค่าตัวไปเอ่ยถามด้วยท่าทีอ้อน ๆ
   

“…เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็…” ก้องยกมือขวาขึ้นปิดริมฝีปากหนาของอีกฝ่าย
   

“นอนเลยจ้ะพ่อหนุ่ม แต่เดี๋ยวฉันจะลงไปกินข้าว ถ้าหิวก็ลงไปเรียกแม่บ้านละกัน” หนุ่มผิวเข้มคลี่ยิ้มก่อนจะหอมแก้มขาวเนียนอย่างเอาใจ ก้องยิ้มตอบบาง ๆ แล้วก็เดินเข่าลงจากเตียงขนาดใหญ่ รูปร่างสูงโปร่งแต่มีกล้ามเนื้อแบบพอดิบพอดีเดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างนวยนาดแม้ว่าจะเป็นระยะทางสั้น ๆ ก็ตาม
   

ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมงก็เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมชุดคลุมอาบน้ำสีเทาเข้ม ก้องเดินผ่านร่างของนายแบบหนุ่มที่ตอนนี้นอนคว่ำอยู่บนเตียงในสภาพเปลือยเปล่า เขาให้เดียร์ติดต่อผ่านผู้จัดการของเจ้าตัวที่ระบุไว้บนอินสตาแกรม ก้องเห็นผู้ชายคนนี้จากรายการเรียลริตี้ประกวดหานายแบบแล้วถูกใจก็เลยอยากใกล้ชิดด้วย เขาไม่ได้คิดหรือตั้งหวังว่าอีกฝ่ายจะตอบรับงานแบบนี้หรือไม่ แต่พอได้มาพบกันก็ต้องบอกว่าเขาประทับใจนายแบบคนนี้มากทีเดียว เพราะคล่องแคล่ว แต่ไม่ว่องไว ไม่เร่ง ไม่รีบ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่แน่ใจว่าเคยผ่านผู้ชายคนอื่นมาหรือเปล่า แต่กับเขาทำได้ประทับใจมาก
   

“อ้าว ก้องนึกว่าพ่อจะออกไปข้างนอกซะอีก” ก้องประหลาดใจเล็กน้อยตอนที่เดินเข้ามาในห้องทานอาหารของบ้านแล้วเจอพ่อกำลังนั่งกินอาหารอยู่
   

“พ่อเพิ่งสั่งต้นไม้ไปน่ะ เดี๋ยวเขาจะเอามาส่ง เลยว่าจะอยู่รอรับก่อน” ก้องคลี่ยิ้มพร้อมกับเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างพ่อแล้วก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มบิดาหนึ่งฟอด อีกฝ่ายคลี่ยิ้มเขิน ๆ นิดหน่อยแต่ก็พยักหน้าตอบรับหอมนั้นจากลูกชาย
   

“มีขนมอะไรบ้างครับป้านิ” ก้องส่งเสียงถามป้าหัวหน้าแม่บ้านที่น่าจะอยู่ในโซนครัว ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา แต่ทางเชื่อมระหว่างครัวกับห้องเตรียมอาหารปรากฎร่างของแม่บ้านร่างท้วมในชุดเชฟสีขาวที่ถือจานสีขาวขนาดใหญ่มาด้วย ก้องมองจานนั้นด้วยความตื่นเต้น
   

“หือ ขนมโตเกียว” ก้องคลี่ยิ้มปริ่ม
   

“มีทุกไส้เท่าที่ป้าจะใส่ให้ได้เลยค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านยิ้มใจดีก่อนจะเดินกลับเข้าไปในโซนเตรียมอาหาร จริง ๆ แล้วป้านิจบเชฟระดับโรงแรมแต่พ่อของก้องไปซื้อตัวมาทำงานที่บ้านตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อไม่ได้บอกหรอกว่าให้เป็นหัวหน้าแม่บ้าน แต่ป้านิยินดีที่จะให้เรียกตำแหน่งนั้นโดยไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด
   

“เฮ้ย ได้ข่าวว่าเมื่อคืนนี้หิ้วหนุ่มเข้าบ้านอีกแล้วเหรอ” ก้องกลอกตาขณะที่ปากกำลังเคี้ยวขนมโตเกียวไส้หมูยองพริกเผาแล้วถึงหันไปมองชายหนุ่มสูงวัย แต่ทว่ากล้ามบึ้กจนเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่มักทำให้หัวกระไดบ้านไม่แห้ง มีทั้งสาววัยเอ๊าะมาเต๊าะบ่อย หรือแม้แต่กระทั่งหนุ่มวัยขบเผาะหลายรายก็เคยแวะเวียนมา แล้วแต่ความพึงพอใจของเจ้าตัว
   

“แหม ตัวเองก็หิ้วสาวเข้ามาเถอะ เห็นนะ” ชายคนนั้นขำสนุกสนานก่อนจะเดินมาหอมหัวก้องด้วยความชื่นใจ ก้องยื่นหน้าไปหอมแก้มพี่ชายของพ่อบ้าง
   

“หวังว่าไอ้คนนี้จะไม่ขโมยเหรียญสิบในกระปุกหมูแกหายไปหรอกนะ” ลุงของก้องเอ่ยแซวแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะ จังหวะนั้นคุณพ่อบ้านก็เดินเอาไวน์ขาวเข้ามาเสิร์ฟให้เจ้านายอย่างรู้ใจ
   

“ให้ไปตั้งแปดหมื่นแล้ว คงไม่ขโมยอะไรละมั้ง” พ่อที่นั่งข้างกันถึงกับสำลักอาหาร
   

“ตกใจอะไรวะไอ้กรานต์ ทำอย่างกับเพิ่งรู้” คนเป็นพี่ชายเอ่ยแซวเมื่อเห็นอาการเมื่อครู่ของน้องชาย
   

“แปดหมื่น เขาทำอะไรให้เรามั่งเนี่ยก้อง”
   

“พ่ออยากรู้จริงอะ” ก้องเลิกคิ้วขึ้นและมองพ่อด้วยสายตาว่า เอาจริงเหรอ ผู้เป็นพ่อหน้าเลิ่กลั่กจนผู้เป็นลุงหัวเราะร่า ยิ่งพอเห็นว่าพ่อของหลานชายส่ายหัวเป็นการปฏิเสธก็ยิ่งหัวเราะเสียงดัง ก้องคลี่ยิ้มขำพ่อด้วยความเอ็นดู
   

“ฉันยังคงยืนยันคำเดิมนะไอ้กรานต์ว่าไอ้ก้องเป็นลูกฉันแต่แค่ไปเกิดกับแก”
   

“ก็เพราะพี่ปราชญ์ไม่ยอมมีเมียเป็นตัวเป็นตน ก้องมันเลยต้องมาเกิดกับเมียผมนี่แหละ” พี่ชายของสงกรานต์หัวเราะอารมณ์ดี
   

“ถึงเมียแกจะทิ้งแกกับลูกไป แต่ฉันต้องขอบใจที่ให้เจ้าก้องได้เกิดมา” พ่อของก้องแสร้งทำหน้าว่าเจ็บ
   

“ไม่เอามีดมาปักอกผมเลยละ”
   

“ใช้มีดไปทำไม แค่นี้แกก็เจ็บแล้ว” กรานต์บิดปากหน้าเซ็ง ก้องอมยิ้มขำกับการหยอกการแซวของพี่น้องคู่นี้
   

“สวัสดีครับลุงปราชญ์ อากรานต์” เดียร์เดินเข้ามาในห้องทานอาหารพร้อม ในมือมีถุงใส่น้ำส้มคั้นกับผลไม้สองสามอย่างมาด้วย
   

“มา ๆ มากินข้าวมาเดียร์” ปราชญ์เอ่ยชวนผู้ช่วยหลานชายอย่างคุ้นเคยกัน เดียร์วางกระเป๋าใส่เอกสารของตัวเองลงบนโต๊ะอาหารแล้วเดินเข้าไปในห้องเตรียมอาหารก่อนกลับออกมามือเปล่า
   

“วันนี้มีอีเว้นต์ที่ไหนกันล่ะ” กรานต์ถามโดยไม่เจาะจงใคร
   

“วันเกิดของเพื่อนก้องน่ะพ่อ” ก้องจิ้มช่อม่วงเข้าปากแล้วเคี้ยว ผู้เป็นพ่อพยักหน้าว่ารับรู้แล้ว เสียงโทรศัพท์ของปราชญ์ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมากดรับ พูดคุยไม่เกินสองนาทีก็วางสายไป
   

“ลุงไปละ” ปราชญ์กล่าวแค่นั้นก่อนจะเดินออกไปจากห้องทานอาหาร เป็นจังหวะเดียวกับที่คนดูแลสวนของบ้านเดินเข้ามา
   

“คุณกรานต์ครับ ต้นไม้มาส่งแล้วครับ”
   

“เอ้า โอเค ได้ ๆ ไปเลย ๆ” พ่อของก้องลุกเดินออกไปพร้อมกับคนสวน สาวใช้วัยรุ่นเดินถือน้ำส้มคั้นที่เดียร์ซื้อมามาเสิร์ฟให้กับก้องและเดียร์แล้วก็เดินกลับไป
   

“เบบี้ล่ะ” ก้องถามถึงผู้ช่วยของตัวเองอีกคน แต่ไม่ได้ถามด้วยความดุหรือจับผิด แค่ถามหาเฉย ๆ
   

“เดี๋ยวก็มาครับ…” ผู้เป็นเจ้านายพยักหน้ารับรู้
   

“…งานคืนนี้อัคราไปด้วยนะครับ” ก้องเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มไปครึ่งแก้วก่อนจะค่อยพูด


“งั้นเหรอ”
   

“แต่เห็นว่าจะควงนางเอกคนนั้นไปด้วย” ก้องร้องอ้อแบบไร้เสียงและพยักหน้าไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
   

“เขาคบกันหรือยังนะ” ถามโดยที่มือก็หยิบขนมโตเกียวเข้าปากและเคี้ยวจนแก้มป่อง
   

“อันนี้ผมไม่แน่ใจเลยครับ…” ก้องพยักหน้าทั้งที่ปากยังเคี้ยวขนม
   

“…คุณก้องควงนายแบบคนนั้นไปงานด้วยสิครับ” คนโดนแนะนำทำหน้างง
   

“ควงไปทำไม”
   

“ข้างกายจะได้ไม่ว่างไงครับ” เดียร์ยิ้มแซวเจ้านาย ก้องอมยิ้มขำและเคี้ยวขนมโตเกียวไปด้วย พอกลืนลงคอจึงเปิดปากพูดต่อ
   

“พูดอย่างกับว่าถ้าฉันควงผู้ชายไปด้วย เขาจะรู้สึกอะไรงั้นแหละ”
   

“ก็ไม่แน่นะครับ” ก้องหัวเราะไร้เสียงและหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มอีกหลายอึก
   









ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตผ้าแก้วสีขาวปักลูกไม้ตรงสองแขนกับช่วงอก ยัดชายเสื้อเข้าไปในกางเกงทรงกระบอกขาสั้นสีเขียวขี้ม้าเดินลงจากรถ BMW X5 สีดำด้วยท่วงท่าดุจเทรนมาอย่างดีแต่นั่นคือธรรมชาติของเจ้าตัว โครงหน้าสวย ๆ ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางให้หวานละมุนแหงนหน้าขึ้นมองตึกโรงแรมสูงชะลูดย่านใจกลางเมืองกรุงที่แสนวุ่นวายแว้บหนึ่งก่อนจะก้าวเท้าไปทางประตูเข้าตึก


เรียวขายาวก้าวตึงรับกับแผ่นหลังอันตรงแหน่ว เสริมให้ออร่าความมั่นใจเปล่งประกายมากขึ้น ยิ่งได้ส้นสูงสีดำแบบหุ้มข้อช่วยเพิ่มความสูงที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้เขาโดดเด่นมาแต่ไกล ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างพอดีโชว์ความสวยของกรอบหน้าด้วยทรงผมหวีเปียก


“สวัสดีค่ะ คุณกิดากรใช่มั้ยคะ” พนักงานสาวผมยาวที่นั่งอยู่ตรงเค้าน์เตอร์หินอ่อนเอ่ยกับเขาอย่างเป็นมิตรด้วยรอยยิ้ม และแม้ว่าเธอจะจำเขาได้ แต่ก้องก็ยื่นบัตรเชิญให้เธอตรวจสอบเพื่อไม่ให้เธอข้ามขั้นตอน


“ใช่ครับ ผมเอง” ก้องยิ้มบาง
   

“กดลิฟต์ขึ้นไปชั้นสามสิบเอ็ดนะคะ ตอนกลับลงมาก็เอาคีย์การ์ดมาคืนที่เดิมได้เลยค่ะ” ก้องรับคีย์การ์ดสีเทามันวาวมาถือไว้ก่อนจะหยิบปากกาสีดำขึ้นมาเซ็นชื่อของตัวเอง พอเซ็นเสร็จเรียบร้อยก็ยกกระเป๋าหนังจระเข้สีดำทรงแบนขึ้นมาหนีบไว้ใต้แขนซ้ายแล้วก็เดินตรงไปยังลิฟต์ เมื่อเดินมาถึงก็เอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกลิฟต์
   

ระหว่างรอก็กดเข้าอินสตาแกรมเพื่อเช็กความเคลื่อนไหวหน้าฟีดของตัวเอง เลื่อนดูรูปจากเพื่อนฝูง ดาราศิลปินที่เขาติดตาม และแอคเค้าท์หมาแมวต่าง ๆ ไปได้หลายสิบรูปลิฟต์ถึงลงมา พอประตูสีเงินเปิดออกก็ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน จังหวะที่กำลังจะเตรียมกดปิดลิฟต์ก็ได้ยินเสียงเรียกไว้
   

“ไปด้วยค่ะ!” ก้องกดลิฟต์ค้างไว้เพื่อรอให้ผู้เรียกได้เดินเข้ามา และเมื่อปรากฏกายของผู้เรียกก้องก็ชะงักไปนิด เพราะหญิงสาวที่เรียกเขาไว้เดินมากับชายหนุ่มที่เขาเคยติดต่อขอซื้อตัว
   

“อุ๊ย คุณก้อง กิดากรรึเปล่าคะ” ก้องละสายตาจากอัคราที่ใบหน้าเรียบเฉยไปมองนางเอกดาวรุ่งที่กำลังมีข่าวว่าเพิ่งเริ่มศึกษาดูใจกับพระเอกหนุ่มได้ระยะหนึ่งแล้ว
   

“ครับ” ก้องยิ้มบางพร้อมกับเขยิบไปด้านขวาเพื่อให้พวกเขาเดินเข้ามาด้านในลิฟต์
   

“เราน่าจะใปชั้นเดียวกันนะคะ พี่อัคถูกเชิญมางานนี้เหมือนกันน่ะค่ะ” เธอตอบอย่างสดใส ก้องยังคงยิ้มบางและยื่นการ์ดไปทาบบนแป้นเลขลิฟต์จากนั้นก็กดเลขชั้นตามที่พนักงานสาวคนนั้นแจ้ง
   

“เป็นเกียรติมากเลยค่ะที่ได้เจอคุณก้อง…” ก้องยิ้มกับรอยยิ้มและท่าทางดีใจของเธอ
   

“…พี่อัครู้จักคุณก้องมั้ย เจ้าของแบรนด์กิดากรน่ะ” พระเอกหนุ่มคนนั้นเลื่อนสายตามองเจ้าของแบรนด์ที่ว่าโดยที่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ก้องยิ้มบางให้กับอีกฝ่าย
   

“ก็ได้ยินจากเรานี่แหละ” อัครามองกิดากรด้วยสายตาไร้ความรู้สึกจนเกือบจะไม่เป็นมิตร แต่พอมองหญิงสาวข้างกายก็คลี่ยิ้มอ่อนให้ ก้องต้องกลั้นยิ้มกับอาการนั้นของพระเอกหนุ่ม
   

“ขอบคุณมากนะครับที่ชอบแบรนด์ของก้อง” นางเอกสาวยิ้มกว้าง
   

“หนึ่งในแบรนด์โปรดของแพทเลยค่ะ” เจ้าของแบรนด์ยิ้มกริ่มพร้อมกับพยักหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก ก้องให้สองคนนั้นออกไปก่อน นางเอกสาวหันมากล่าวว่าไว้เจอกันในงานพร้อมกับยกแขนขึ้นควงแขนฝ่ายชาย แต่อัคราทำให้กิดากรต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเขาดึงแขนของหญิงสาวออกอย่างช้า ๆ โดยที่ฝ่ายนางเอกสาวก็เหมือนจะลืมตัวที่เผลอคล้องแขนเขา ก้องคลายคิ้วออกและปัดเรื่องนี้ออกจากหัวก่อนจะเดินไปคนละทางกับสองคนนั้น
   

งานเลี้ยงวันเกิดของไฮโซสาวรุ่นน้องที่ (พยายาม) สนิทกับเขาถูกจัดขึ้นริมสระว่ายน้ำของโรงแรมหรูแห่งนี้ภายใต้ตีมที่ไม่มีตีม ซึ่งก้องขอบคุณหล่อนเหลือเกินที่ไม่กำหนดตีมใด ๆ ให้ยุ่งยาก จำนวนแขกในงานมีมากมายแต่ก็ไม่ได้แออัดจนชวนอึดอัด เท่าที่สังเกตและจากการคาดเดาคงมีแต่คนมีชื่อเสียงทั้งจากวงการบันเทิงและวงการเซเลบริตี้
   

“พี่ก้องงง สวัสดีค่ะ” หญิงสาวรูปร่างอวบในชุดเดรสสั้นสีแดงเดินเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้มเริงร่า ก้องคลี่ยิ้มให้เจ้าของงานวันเกิดที่วันนี้จัดเต็มและออกมาดูดีมากทีเดียว
   

“สวัสดีจ้ะ น้องชิง” หล่อนเดินเข้ามากอดไฮโซรุ่นพี่อย่างสนิทสนม ฝั่งรุ่นพี่ยกมือขวาโอบเอวหล่อนพอเป็นพิธี
   

“ดีใจจริง ๆ นะคะที่พี่ก้องมา” ก้องไม่แน่ใจว่าหล่อนดีใจที่เขามาเพราะอยากให้มาหรือเพราะผลประโยชน์ใดในอนาคตที่หล่อนคาดหวังเอาไว้หรือเปล่า
   

“มาค่ะ เดี๋ยวชิงพาเข้างาน” หล่อนเดินจูงมือรุ่นพี่คนสวยเข้าไปในงาน คนที่จำก้องได้เอ่ยทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง ก้องทักทายและยิ้มให้กับทุกคนที่เข้ามาทัก
   

“ว้าย คุณก้อง สวัสดีค่า” เกย์สาวคนหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาหาก้องและเข้ามากอดอย่างสนิทสนม ก้องกอดกลับพร้อมคลี่ยิ้มรับเพราะว่ารู้จักอีกฝ่ายเช่นกัน 
   

“สวัสดีครับคุณเจี๊ยบ ช่วงนี้คิวเยอะจนก้องจองตัวไม่ได้เลยนะ” ก้องยิ้มแซว คนถูกแซวทำหน้ารู้สึกผิด
   

“อยากจะแทรกคิวให้คุณก้องจริง ๆ ค่ะ แต่ร่างเจี๊ยบจะแหลกเอาได้ แต่งานแฟชั่นโชว์ปลายปี เจี๊ยบไม่เทแน่นอน” ก้องยิ้มบางพร้อมพยักหน้า กำลังจะเปิดปากพูดต่อแต่สายตาก็สะดุดกับชายหญิงคู่นั้นที่เพิ่งเดินแยกจากเข้าไปได้ไม่นาน
   

“อ๋อ น้องอัคกับน้องแพทค่ะ…” ก้องหันมองช่างแต่งหน้าคนดังแว้บหนึ่งแล้วหันกลับไปมองสองคนนั้นที่นั่งอยู่ตรงบาร์ใกล้ริมสระน้ำ ซึ่งทั้งสองกำลังมีท่าทีขึงขังใส่กัน อัคราหน้าตาเคร่งเครียด ส่วนนางเอกคนนั้นก็ดูจะไม่ยอม
   

“…เห็นว่าเดตกันมาสามสี่เดือนแล้ว แต่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยคืบหน้า” ก้องรู้สึกงง ๆ นิดหน่อย
   

“ก้องนึกว่าเขาคบกันไปแล้วซะอีก” ช่างแต่งหน้าเก้งสาวทำท่าเปรี้ยวปากอยากเม้าท์ แล้วก็เม้าท์ออกมาตามความเปรี้ยวของปาก โดยที่ก้องไม่ต้องกระตุ้นใด ๆ
   

“ท่าจะยากค่ะ น้องแพทเขาก็สวยเลือกได้ น้องอัคแกก็เป็นคนแรง…” ก้องยิ้มไม่เต็มปาก เข้าใจคำว่าแรงของอีกฝ่ายพอสมควร
   

“…แรงจนโดนถอดออกจากละครไปแล้วสองเรื่องค่ะ เรื่องที่ถ่ายจบไปก็มีแววว่าจะโดนดอง เรื่องล่าสุดที่เพิ่งออกอากาศจบไปนั่นก็ได้ออกอากาศเพราะ เอ่อ…” ก้องเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม เจี๊ยบดึงมือก้องไปหลบตรงมุมส่วนตัวมากขึ้นอีกนิด
   

“…ไม่คอนเฟิร์มนะคะ เขาก็เล่า ๆ ต่อกันมา เจี๊ยบว่าก็คงถูกเสริมเติมแต่งไปเยอะ เขาว่าน้องอัคไปนอนกับผู้บริหารช่องมาน่ะค่ะ” ก้องไม่ได้ตกใจหรือประหลาดใจแต่อย่างใด กลับมีแต่ความงงและสงสัย
   

“ถ้าไปนอนจริง แล้วทำไมถึงถูกถอดออกจากละครตั้งสองเรื่อง ไหนจะโดนดองอีก”
   

“ก็เพราะยัยผู้บริหารช่องโกรธที่น้องอัคเทตัวเองแล้วมาคบกับน้องแพทนี่ไงคะ” ก้องขมวดคิ้วน้อย ๆ หันไปมองทางอัคราอีกครั้ง นางเอกสาวคนนั้นเดินสะบัดหนีพระเอกหนุ่มไปจากบาร์ ชายหนุ่มมองตามด้วยใบหน้าโกรธเคือง
   



   ก้องรับแก้วว็อดก้ามาจากบาร์เท็นเดอร์หนุ่มแล้วเดินไปตรงจุดสูบบุหรี่ริมระเบียง เขายกแก้วว็อดก้าขึ้นดื่มและตามด้วยหยิบไม้เสียบมะกอกขึ้นมารูดมะกอกเข้าปากหนึ่งลูก ระหว่างนั้นก็หยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า เปิดกล้องบุหรี่สีเลือดหมูและหยิบออกมาหนึ่งมวนมาคาบไว้ที่ปาก เขาล้วงเอาไฟแช็คสีเงินทรงสี่เหลี่ยมออกมาจุดไฟให้ตัวเอง
   

พู่ววว
   

ก้องพ่นควันสีขาวจาง ๆ ออกทางปาก ลมที่พัดมาทำให้ควันลอยออกไปคนละทางกับที่ผู้คนอยู่ เขามองวิวแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองหลวงประเทศไทยอย่างเพลิน ๆ แม้จริง ๆ ถ้าเจาะลึกลงไปบนแสงไฟเหล่านั้นก็คงไม่เพลินเท่าไหร่
   

“เออ กูไป สูบบุหรี่ก่อน” ก้องหันไปมองด้านขวามือของตัวเองก็เจอกับอัคราที่เพิ่งยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ เขาเห็นอีกฝ่ายยืนคลำกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของตัวเองกับกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์สักพักก่อนจะขมวดคิ้ว
   

“เอาบุหรี่ผมก่อนมั้ย” อัคราหันมองคนถามแล้วก็ต้องหน้าตึง ก้องคลี่ยิ้มขำอ่อน ๆ
   

“ไม่เป็นไร”
   

“นี่ ผมไม่คิดว่าแค่บุหรี่มวนสองมวนจะเป็นบุญคุณจนคุณต้องมานอนกับผมหรอกนะ” ก้องหยิบกล่องบุหรี่กับไฟแช็คออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นไปให้อีกฝ่าย แต่พระเอกหนุ่มยังมีท่าทีไว้ตัวจนก้องต้องอมยิ้ม
   

“เครียด ๆ แบบนี้ได้สักมวนก็น่าจะดีนะ” อัคราถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็ยื่นมือไปหยิบของมาจากมือของก้อง ตอนที่กำลังเปิดฝากล่องบุหรี่อัคราก็มองชื่อแบรนด์บนกล่องแวบหนึ่ง
   

“คุณนี่มีเงินจริง ๆ สินะ” ก้องที่กำลังสูบบุหรี่เข้าปากหันไปมองคนพูดแบบงง ๆ อัครายกบุหรี่คาบปากแล้วจุดไฟ
   

“ผมเงินเยอะจริง แต่ทำไมจู่ ๆ คุณถึงพูดขึ้นมา” พระเอกรูปหล่อพ่นควันออกจากปากพร้อมกับชูกล่องบุหรี่ขึ้น
   

“Davidoff” ก้องเผยอปากขึ้นด้วยความเข้าใจเมื่ออีกฝ่ายพูดชื่อแบรนด์บุหรี่ออกมา
   

“ก็ของมันดี…” ก้องสูบควันบุหรี่เข้าปากและยื่นมือออกไปรับกล่องบุหรี่กับไฟแช็คจากอัครา
   

“…ผมชอบของดี ๆ เสียเงินแค่ไหนก็ไม่ว่า เพราะผมว่ามันคุ้มค่า…” อัคราหันมองไฮโซหน้าสวยในขณะที่ปล่อยควันออกจากปากไปด้วย
   

“คุ้มค่าที่จะได้มาครอบครอง” ก้องหันไปยิ้มบางให้อัครา
   

“เคยอยากได้อะไรแล้วไม่ได้บ้างมั้ย” พระเอกหนุ่มถามแล้วสูบบุหรี่เข้าปอด ก้องพยักหน้า
   

“แต่ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้” ไฮโซหนุ่มว่าอย่างสบาย ๆ ท่าทีไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ อัครามองโครงหน้าสวย ๆ นั่นแล้วยิ้มเยาะอ่อน ๆ
   

“ก็ยังดีที่รู้จักยอมรับ” ก้องไหวไหล่ชิล ๆ ทั้งคู่ยืนสูบบุหรี่เงียบ ๆ อยู่เป็นนาทีก่อนที่ก้องจะเปิดปากพูดต่อ
   

“คุณโดนปลดจากละครเหรอ” อัคราตวัดสายตามองกิดากรด้วยความเคืองทันที
   

“คิวผมกับกองละครไม่ลงตัวกัน” ก้องทำเพียงพยักหน้าสองสามครั้ง
   

“เรื่องล่าสุดผมดูจนจบเลยนะ…” สีหน้าของอัคราดีขึ้นและทำเพียงพยักหน้าหนึ่งครั้ง
   

“…แต่การตัดต่อกับโปรดัคชั่นห่วยมาก ยังดีที่บทกับคุณและนางเอกช่วยแบกเรื่องไว้ได้” อัคราพ่นลมหายใจเบา ๆ มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากจมูกของเขา
   

“แต่ด่านหน้าอย่างนักแสดงก็โดนด่าไปก่อน” สีหน้าของอัคราเรียบเฉย
   

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก เดี๋ยวนี้คนดูเขาแยกแยะเก่ง เขารู้ว่าอะไรที่ทำให้ละครดีหรือไม่ดี” พระเอกหนุ่มไม่ตอบรับอะไร ทำเพียงยืนสูบบุหรี่นิ่ง ๆ ก้องบี้ก้นบุหรี่ลงบนกระถางทรายแล้วหยิบแก้วว็อดก้าของตัวเองขึ้นดื่ม
   

“ผมขอบุหรี่อีกมวนได้หรือเปล่า” ก้องพยักหน้าและหยิบบุหรี่พร้อมไฟแช็คให้คนขอ
   

“ไอ้อัค!” เสียงเรียกดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลง อัครากับกิดากรหันไปมองคนเรียกก็เห็นชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาดีกำลังยืนกอดคอสาวผมสั้นหน้าตาสวย หน้าอกอวบอิ่มล้นชุดบิกินี่สีขาว ทรวดทรงองค์เอวอวบอั๋นเย้ายวนใจชาย
   

“เดี๋ยวกูตามไป!” อัคราตะโกนตอบ
   

“อย่าช้านะ เดี๋ยวเด็กสวย ๆ เด็ด ๆ โดนแย่งหมดนะมึง” ชายหนุ่มอีกคนยิ้มกว้างสนุกสนาน มือซ้ายเลื่อนลงไปบีบหน้าอกของผู้หญิงข้างกายที่ยืนพิงหัวบนอกของชายหนุ่มนิ่งแบบที่ไม่รู้ว่ากำลังเมาจัดหรือกำลังหลับสนิท
   

“เออ” อัครายกมือเป็นเชิงบอกว่าให้ไปก่อนได้เลย เพื่อนเขาคนนั้นหมุนตัวเดินไปพร้อมกับสาวบิกินี่ชุดขาว
   

“อู้ว นัดกันไปลงหม้อเหรอ” ก้องถามพลางจิบว็อดก้า
   

“อาฟเตอร์ปาร์ตี้น่ะ” อัครายกบุหรี่ขึ้นสูบ
   

“แล้วนางเอกคนนั้นที่คุณพามาวันนี้ล่ะ” อัคราพ่นลมหายใจเบา ๆ
   

“ไม่อีกแล้ว” ก้องกะพริบตาปริบ ๆ สองสามทีด้วยความงงนิดหน่อย
   

“ฉะนั้นคุณก็มีสิทธิ์แหละเนอะ” อัคราเบ้ปากพร้อมกับไหวไหล่ ก้องคลี่ยิ้มบางและยกแก้วว็อดก้าดื่มจนหมดแก้ว ปิดท้ายด้วยดึงลูกมะกอกลูกสุดท้ายเข้าปาก
   

“ผมจะกลับแล้วละ คุณเอาบุหรี่ไว้มั้ย เผื่ออยากสูบอีก” อัคราส่ายหน้า
   

“ไม่…” สายตาของเขามองหญิงสาวชุดแดงที่ยืนอยู่ตรงบาร์กับหญิงสาวอีกสามคน
   

“…คุณมีคีย์การ์ดใช่หรือเปล่า” ก้องพยักหน้า
   

“ผมขอไปด้วย จะไปเอาของขวัญมาให้เจ้าของวันเกิด ลืมไว้ในรถน่ะ”
   

“ได้สิ” ทั้งสองคนเดินออกจากโซนสูบบุหรี่ไปพร้อมกัน เดินผ่านสระว่ายน้ำที่ผู้คนกำลังทำกิจกรรมแตกต่างกันไป ทั้งดื่มริมสระ ดื่มในสระ เต้นริมสระ และเต้นในสระ เรียกได้ว่าใช้สระว่ายน้ำคุ้มกับค่าเช่า
   

“คุณรู้จักับชิงด้วยเหรอ” ก้องถามระหว่างรอลิฟต์
   

“ผมรู้จักกับพี่ชายเขาน่ะ คนเมื่อกี้นี้ไง” ก้องมีแววประหลาดใจ แต่ก็เข้าใจตัวเองได้ว่าเพราะเขาไม่ได้สนิทกับหล่อนขนาดที่ตัวเองต้องอยากรู้เรื่องส่วนตัวของหล่อนขนาดนั้น
   

“ฉันเพิ่งรู้เลยว่าเธอมีพี่ชายด้วย…” ก้องแทนตัวเองว่าฉันอย่างลืมตัว
   

“…หน้าตาเขาดูไม่น่าไว้ใจเหมือนกันเนอะ” อัครายิ้มขำมุมปาก
   

“หน้ามันดูเหี้ย นิสัยจริงมันก็ตามหน้าแหละ” ก้องขำเบา ๆ
   

“แล้วคุณยังคบกับเขาเนี่ยนะ” อัครายักคิ้ว
   

“ก็เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว คบไว้สนุก ๆ”
   

“ไม่มีเพื่อนสนิทบ้างเหรอ” อัคราหันมองคนถามด้วยความเรียบเฉย ก้องอ้าปากหวอน้อย ๆ ก่อนเปลี่ยนเป็นยิ้มบาง ประตูลิฟต์เปิดออกพอดีเลยทำให้ก้องไม่ต้องปั้นยิ้มนาน เขาเดินนำอัคราเข้าไปด้านใน ใช้การ์ดแตะแล้วกดชั้น L
   

บรรยากาศในลิฟต์เงียบสงบแต่ก็ไม่ได้อึดอัด ก้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดพิมพ์ข้อความส่งหาคนขับรถว่าให้มารับด้านหน้าโรงแรม ลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล็อบบี้ ก้องเดินออกมาก่อน เขายื่นคีย์การ์ดไปให้อัคราที่เดินมาข้างกัน ก้องหันไปมองทางล็อบบี้หินอ่อน พนักงานสาวยังคงอยู่ที่เดิม
   

“การ์ดอยู่กับคนนี้นะครับ เดี๋ยวเขาจะเอามาคืน” เธอพยักหน้าตอบรับ ก้องหันกลับไปมองทางเดิน อัคราเดินนำออกไปจากตึกแล้ว เขาพุ่งตัวไปยังรถ BMW สีน้ำเงินที่จอดอยู่ในลาดจอดรถด้านหน้าโรงแรม เปิดประตูหลังแล้วก้มตัวลงหยิบของครู่หนึ่งแล้วก็ปิดประตูเมื่อได้ถุงผ้าใส่ของขวัญ อัครากดล็อครถพร้อมกับเดินกลับมาทางที่ก้องยืนอยู่ ก้องมองหน้าตาตึง ๆ ของเขาแล้วก็เปิดกระเป๋าตัวเอง
   

“อะ เก็บไว้เถอะ เผื่อเครียด ๆ จะได้หยิบขึ้นมาสูบอีก…” อัครามองบุหรี่กับไฟแช็คในมือก้องครู่หนึ่งแล้วก็เลื่อนขึ้นมองเจ้าตัว
   

“…ฉันมีอีกเยอะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะมาข่มขู่ให้คุณไปนอนด้วยแค่เพราะให้บุหรี่กับไฟแช็คหรอก” ก้องยืดแขนไปข้างหน้า อัครายืนนิ่งอยู่หลายวิถึงได้ยกมือขวาขึ้นมาหยิบบุหรี่กับไฟแช็คไปจากมือก้อง ไฮโซหนุ่มคลี่ยิ้ม
   

“อย่าเมาจนท่าเสียล่ะ” อัคราย่นคิ้ว
   

“ต้องเสียท่ารึเปล่า” ก้องอมยิ้ม
   

“ท่าเสียน่ะถูกแล้ว เมามากเดี๋ยวท่าทางตอนสนุกกับน้อง ๆ ไม่สวยนะ” อัคราชะงักไปนิดก่อนจะกระตุกมุมปากขวาขึ้น ก้องยิ้มกริ่มแล้วก้าวเท้าเดินลงบันไดหน้าตึกไปที่ถนน รถสีดำจอดเทียบท่าอย่างนุ่มนวล คนขับรถในชุดยูนิฟอร์มสีดำเรียบร้อยเดินลงมาเปิดประตูหลังให้กับเจ้านาย
   

“ดีใจนะที่เราได้พูดคุยกัน นึกว่าเราจะต้องไม่เผาผีกันซะแล้ว” ก้องยืนจับขอบประตูและส่งยิ้มให้กับพระเอกรูปหล่อ
   

“ถ้าคุณไม่พยายามเอาผมไปเป็นคู่นอนด้วยก็ไม่มีปัญหา” ก้องคลี่ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม
   

“ฉันเลิกพยายามนานแล้ว…” อัคราเบ้ปากอ่อน ๆ
   

“…แต่ยังไม่เลิกรู้สึกแบบนั้นกับคุณหรอกนะ” พระเอกหนุ่มกลอกตา ก้องหัวเราะ อัครายกบุหรี่กับแช็คในมือขึ้น
   

“ขอบคุณ” ก้องยักคิ้วทั้งที่ยังยิ้มก่อนจะสอดตัวเข้าไปนั่งในรถ คนขับรถปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปหน้ารถ อัครายืนมองสักพักจนกระทั่งรถของก้องเคลื่อนตัวออกไปเขาถึงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในโรงแรม

   
   

#TheDominant

ออฟไลน์ wildride

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 120
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :katai2-1:
Wohhhh ใจเต้นเมื่อเห็นโพสต์ ดีใจที่มีงานเขียนเรื่องใหม่มาลงให้อ่านกันอีกแล้ว..  o13

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2250
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
ตามๆๆ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8
CHAPTER 2: Witness.






   กิดากรในชุดเชิ้ตขาวตัวบางหลวมโครกเพียงตัวเดียวกำลังยืนอยู่หน้าผ้าใบวาดภาพแนวตั้งขนาดเท่ากระดาษ A0 ที่อยู่บนขาตั้งไม้ มือซ้ายถือจานรองสีอันใหญ่ มือขวาถือพู่กันปลายแหลมเบอร์ 11 ดวงตาเรียวสวยมองเส้นร่างรูปโครงหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยความนิ่งสงบในขณะที่มือก็ลากพู่กันปาดสีไปตามพื้นที่ของโครงหน้าอย่างตั้งใจ แต่ภายในใจก็สบาย ๆ ไม่ได้กดดันหรือเครียดเคร่ง แม้จะคิดกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ว่าไม่หล่อเท่าตัวจริง แต่ก็ใกล้เคียงพอสมควร 
   

ภายในห้องกระจกทรงโดมแสนกว้างขวางและสูงโปร่งเต็มไปด้วยภาพวาดจากฝีมือของก้อง ทั้งที่ประดับไว้ตามผนัง วางไว้บนขาตั้งรูป วางพิงกำแพง วางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว และโซฟาภายในห้อง เป็นภาพคน ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพตึกรามบ้านช่อง ภาพสัตว์เลี้ยงสัตว์ป่า ซึ่งมีทั้งวาดจากของจริง จากจินตนาการ และวาดจากความทรงจำ แล้วแต่อารมณ์ในแต่และช่วงว่าอยากจะวาดแบบไหนอย่างไร อย่างเช่นรูปที่กำลังวาดอยู่ในตอนนี้ก็วาดจากความทรงจำเมื่อคืน
   

ใช่ ก้องกำลังวาดภาพของอัครา อยากจะวาดทั้งตัวอยู่หรอกนะ แต่การวาดหุ่นคนควรจะมองจากของจริงมากกว่า ที่วาดอยู่ตอนนี้คือออกมาจากหัวตัวเองล้วน ๆ เลยได้แค่โครงหน้าถึงช่วงไหล่เท่านั้น
   

ไม่ได้ว่าคลั่งไคล้หลงใหลมากมาย แต่กิดากรคิดเสมอว่าอัคราเป็นผู้ชายที่โครงหน้าหล่อได้สมมาตรและหุ่นจากที่เห็นในทีวีหรือแม็กกาซีนก็สวยงามอย่างกับรูปปั้นชิ้นเอก ถ้าเป็นศิลปะ อัคราก็คือมาสเตอร์พีชของศิลปินคนนั้น
   

ครืดดด!
   

วงการปิดเสียงโทรศัพท์เมื่อได้เข้าไปแล้วก็คือออกมายากเหลือเกิน ก้องหมุนตัวเดินไปหยิบมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว หยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเดียร์โทรเข้ามา
   

“ว่ายังไงเดียร์”
   

[คุณหยี ผู้จัดการของอัคราอยากพบคุณก้องครับ] ก้องมีสีหน้าแปลกใจ เขาวางจานรองสีไว้บนโต๊ะก่อนจะว่าต่อ
   

“มีอะไรรึเปล่า”
   

[เรื่องด่วนที่ผมคิดว่าเกี่ยวพันกับคุณก้องพอสมควร ผมเลยมีความคิดว่าอยากให้คุณหยีได้เจอคุณก้อง เพื่อเล่าดีเทลให้ฟัง คงดีกว่าที่ผมจะพูด] แม้จะตะขิดตะขวงใจ แต่เพราะเดียร์อยู่กับเขามานานเลยไม่ได้คิดมากความ
   

“ได้ ฉันอยู่เพ้นท์เฮ้าส์ พาคุณหยีมาพบฉันได้เลย” ก้องวางสายจากเดียร์ มองวิวสวนริมระเบียงด้านนอกฝั่งซายมือของตัวเองครู่หนึ่งก่อนหันไปมองภาพวาดอัคราที่ตอนนี้ยังลงสีไม่เสร็จด้วยความรู้สึกไม่ดีชอบกล
   


   ปิ๊ง!
   

เสียงลิฟต์ส่วนตัวของก้องดังขึ้นพร้อมกับประตูสีเงินมันเลื่อมเลื่อนเปิดออก ร่างของผู้ช่วยตัวเองปรากฏขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงสาวที่เดินตามมาด้านหลัง ก้องที่นั่งดื่มกาแฟอยู่ตรงโซฟาในโซน living room หันมองทั้งสองคนแล้วคลี่ยิ้มให้
   

“สวัสดีค่ะคุณก้อง” ลูกหยียกมือไหว้กิดากร เจ้าของเพ้นท์เฮ้าส์ยกมือรับไหว้
   

“สวัสดีครับคุณหยี เห็นว่ามีธุระด่วนกับผมเหรอ” สีหน้าของหยีไม่ดีเท่าไหร่นัก ก้องหันมองเดียร์ที่ยิ้มไม่เต็มปากก่อนหันไปหยิบรีโมตเบาเสียงทีวีจอยักษ์ที่กำลังฉายซีรีส์เกาหลีเรื่องหนึ่งอยู่
   

“มีอะไรก็ว่ามาเลยครับคุณหยี”
   

“เมื่อคืนคุณก้องเจอกับอัคที่งานวันเกิดคุณชิงใช่มั้ยคะ…” ก้องพยักหน้า ลูกหยีถอนหายใจแผ่วเบา
   

“…เกิดเรื่องที่นั่นค่ะ” ไฮโซหน้าสวยยกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง
   

“เกิดอะไรขึ้นครับ” ผู้จัดการดาราหนุ่มมีสีหน้าอ่อนใจและดูจะขุ่นเคืองในเวลาเดียวกัน
   

“อัคเขาไปปาร์ตี้กับเพื่อนต่อที่ห้อง ๆ นึงของโรงแรมนั้นค่ะ…” ก้องพยักหน้าเข้าใจ จำได้ว่าเพื่อนของอัครามาตะโกนเรียก
   

“…มีพริตตี้ที่เพื่อนอัคจ้างมาเอ็นเตอร์เทนเสียชีวิตในนั้น” ทั้งก้องและเดียร์ต่างนิ่งชะงัก  แต่ไม่ได้มีใครตกใจใหญ่โต เป็นอารมณ์อึ้งมากกว่า
   

“แล้วคุณก้องเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ครับคุณหยี” หยีทำหน้าลำบากใจ
   

“ตำรวจเจอไฟแช็คที่มีลายนิ้วมือคุณก้องอยู่ในที่เกิดเหตุน่ะค่ะ” ก้องร้องอ้อทันที
   

“ทางเจ้าหน้าที่อยากสอบปากคำผมใช่มั้ย” ลูกหยีพยักหน้า
   

“ทางนั้นไม่ได้คิดว่าคุณก้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายอะไรทำนองนั้นหรอกนะคะ แค่อยากได้คำให้การเพิ่มเติมน่ะค่ะ…” ก้องพยักหน้าอย่างเข้าใจ ใบหน้าของผู้จัดการดาราหนุ่มเครียดขึ้น
   

“…แต่เจ้าอัคเกี่ยวเต็ม ๆ”
   

“มีความคืบหน้าของเรื่องนี้ยังไงบ้างครับ” เดียร์ถาม
   

“ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานและหาดีเอ็นเอบนตัวคนตายค่ะ ซึ่งน่าจะมีของอัคด้วย เพราะมีคลิปที่เขานัวเนียกันอยู่ในไอจีสตอรี่ของเพื่อนอัค…” ลูกหยีหน้านิ่วคิ้วขมวด ก้องกับเดียร์สอบตากันแวบหนึ่ง
   

“…แต่หยีว่ามันแปลก”
   

“แปลกยังไงครับ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับก้อง
   

“อัคเขาไม่ค่อยชอบให้ผู้หญิงถูกเนื้อต้องตัวค่ะ…” ก้องกับเดียร์มองหน้ากันด้วยความเหวอเล็ก ๆ
   

“…แต่ในคลิปนั้นมันใกล้ชิดกันซะจนน่าประหลาด”
   

“อัคราเนี่ยนะครับไม่ชอบให้ผู้หญิงถูกเนื้อต้องตัว” เดียร์ถามด้วยความข้องใจ ลูกหยียิ้มมุมปากอ่อน ๆ
   

“หยีเคยคุยกับเด็กที่มานอนกับเขา นางเล่าให้ฟังว่าอัคไม่ให้จับเนื้อต้องตัวเลย เหมือนนางถูกจ้างมาเป็นตุ๊กตายางมากกว่า” ก้องกำลังจะอ้าปากถาม แต่ภาพตอนเดินออกจากลิฟต์เมื่อวานนี้ก็แว้บเข้ามาในหัว
   

ภาพที่อัคราดึงแขนของนางเอกคนนั้นออกจากแขนตัวเอง
   

“ก้องจะช่วยอะไรได้บ้างคุณหยี” ลูกหยีเม้มปาก สายตาที่มองกิดากรเต็มไปด้วยความกังวล
   

“หยีกลัวว่าพวกนั้นจะโยนความผิดให้อัครับคนเดียวค่ะ…” ก้องย่นคิ้ว อีกฝ่ายหลับตาลง แสดงออกชัดเจนว่าเครียดจริง ๆ
   

“…หยีรู้นะคะว่ามันยังไม่เกิดขึ้น แต่หยีก็มั่นใจว่าตัวเองสาระแนเรื่องคนพวกนี้มามากพอ จนกล้าพูดว่ามันต้องเอาตัวรอดกันจนได้ และหาแพะมารับบาปแทน ซึ่งแพะตัวนั้นก็คือน้องของหยี” ก้องมองลูกหยีด้วยความเห็นใจ
   

“ทำไมล่ะครับคุณหยี เขาเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงจะทำกับคุณอัคราแบบนั้น” เดียร์ถามอย่างข้องใจ
   

“ถ้าเพื่อนแท้ก็ไม่ทำแบบนี้หรอกค่ะ…” ลูกหยียิ้มเยาะ
   

เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว
   

ประโยคที่อัคราพูดเมื่อคืนดังในหัวของก้อง
   

“…อัคเขาไม่ค่อยมีเพื่อนค่ะ” แม้ว่าจะสงสัยประโยคนี้ แต่ก้องก็คิดว่าไม่ใช่เวลาที่จะมาถามขยายความ
   

“ทำไมคุณหยีถึงคิดว่าคุณอัคจะกลายเป็นแพะของพวกเขาล่ะครับ” ก้องถามอย่างสุภาพ
   

“ช่วงนี้สถานการณ์ของอัคไม่ดีเอามาก ๆ เลยค่ะ…”  ลูกหยีระบายลมหายใจออกมายาว ๆ
   

“…ทั้งเรื่องนิสัยส่วนตัวในการทำงาน เรื่องอกตัญญู แล้วก็เรื่องนี้ ถาโถมเข้ามาจนหยีจะกู้และแก้ข่าวให้ไม่ไหวแล้ว” ผู้จัดการสาวว่าอย่างเหนื่อยใจ กิดากรนึกตามทีละประเด็น นิสัยส่วนตัวเขาไม่แน่ใจว่ามันคือแบบไหน เพราะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกัน เรื่องอกตัญญูเคยอ่านข่าวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้ลึกรู้จริง ส่วนเรื่องล่าสุดอันนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไป 
   

“ไม่แน่ว่าหลักฐานที่ตำรวจเจอน่าจะมัดตัวคนผิดได้อยู่หมัด จนไม่สามารถโยนความผิดให้อัคราคนเดียวก็ได้นะครับคุณหยี” เดียร์เสนอความคิดเห็น ก้องเงยหน้าขึ้นมองผู้ช่วยตัวเอง
   

“เธอคิดว่าพวกนั้นจะยอมให้ตัวเองโดนจับเข้าคุกเหรอเดียร์…” ผู้ช่วยของก้องบิดปากเล็กน้อย
   

“…อำนาจของเงินและเส้นสายมันพลิกผิดเป็นถูกได้มากี่ครั้งแล้ว” เดียร์พยักหน้าเบา ๆ แต่ก็ยังรู้สึกข้องใจ
   

“แล้วทำไมต้องโยนให้คุณอัครับคนเดียวนะ เขาไม่ใช่คนที่ใครจะมาโยนบาปให้กันง่าย ๆ ได้หรือเปล่า” ลูกหยียิ้มเครียด
   

“ถ้าเป็นช่วงนี้โยนมาให้ก็ไม่ยากหรอกค่ะ ดวงตกพอ ๆ กับยอด GDP ของไทย” คำพูดของลูกหยีเมื่อครู่กับคำพูดของช่างแต่งหน้าคนดังเมื่อคืนนี้ทำให้กิดากรพอจะจินตนาการออก
   

“จริง ๆ หยีอาจจะจิตตกหรือคิดมากไป แต่หยีจับตาเพื่อนกลุ่มนี้ของอัคมานานแล้ว” กิดากรพยักหน้า
   

“เดี๋ยวถ้าตำรวจติดต่อมา ก้องจะไปให้ปากคำครับคุณหยี…” ผู้จัดการดารายิ้มอ่อน
   

“…ส่วนเรื่องโยนความผิดให้อัครา ถ้าผลการสอบสวนออกมาว่าอัคราไม่ผิด แต่พวกนั้นพยายามจะทำให้เขาผิด คุณหยีไม่ต้องเป็นห่วง ก้องจะช่วยเขาเอง” ลูกหยียิ้มค้างไปนิดหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มมากขึ้น
   

“คุณก้อง…” เธอเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเบาหวิว แต่แววตาเต็มไปด้วยความดีใจ เพราะเธอไม่คิดว่ากิดากรจะช่วยเธอ เนื่องจากการพบกันครั้งล่าสุดไม่น่าประทับใจนัก
   

“แต่ถ้าอัคราเขาผิดจริง ก้องก็บอกตรง ๆ ว่าก้องช่วยอะไรไม่ได้ ผิดก็ต้องว่าไปตามผิดนะครับ” ลูกหยีคลี่ยิ้ม น้ำตาเอ่อคลอขอบตาทั้งสองข้าง
   

“ถ้าเด็กของหยีทำผิดจริง หยีก็จะให้เป็นไปตามกระบวนการค่ะ” ก้องพยักหน้าพร้อมคลี่ยิ้มบางแล้วหันไปหาผู้ช่วยตัวเอง
   

“โทรหาลุงปราชญ์ เธอรู้นะว่าต้องทำยังไง” เดียร์พยักหน้า หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ยืนกดหน้าจออยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เอาแนบหูพร้อมกับเดินออกไปจาก living room
   

“ขอบคุณนะคะคุณก้อง ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” เธอว่าด้วยความซึ้งใจ ก้องมองน้ำตาแห่งความดีใจของเธอด้วยความรู้สึกดีใจแทนอัครา
   

“แล้วตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้างครับ” ลูกหยีถอนหายใจหน้าตาไม่เอ็นจอยเท่าไหร่
   

“ยังไม่ได้เจอหน้ากันเลยค่ะ ถึงจะทำเก่งเหมือนทุกครั้ง แต่จากน้ำเสียงก็รู้ว่าเครียด” ก้องไม่ได้แปลกใจหรอกถ้าอัคราจะกำลังเครียดอยู่ พัวพันกับคดีการตายของใครสักคนก็คงไม่มานั่งร่าเริงหรอก



   วันต่อมาก้องมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ที่สถานีตำรวจตามที่ถูกเชิญมาสอบปากคำ เขาไม่ได้มีความเครียดหรือความกังวลใจใด ๆ จึงไม่ได้นำทนายความส่วนตัวมาด้วย ตำรวจถามอะไรมาก็ตอบไปตามนั้น เรื่องไฟแช็คที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุและมีรอยนิ้วมือของเขา ก้องก็บอกไปตามความจริงว่าให้พระเอกหนุ่มไปเพราะอีกฝ่ายไม่มีสูบ
   

“ขอบคุณคุณกิดากรมากนะครับที่ให้ความร่วมมือ” นายตำรวจหนุ่มวัยกลางคนเอ่ยอย่างสุภาพกับไฮโซหนุ่มที่วันนี้แต่งตัวสวยเฉกเช่นทุกวัน
   

“ยินดีครับ…” ก้องยกมือไหว้อีกฝ่าย ท่าทางลังเลครู่สั้น ๆ ถึงค่อยว่าต่อ
   

“…ตอนนี้มีความคืบหน้ายังไงบ้างแล้วครับคุณตำรวจ” คุณตำรวจมองคนถามนิ่งจนคนถามเกือบจะไปไม่เป็น แต่ไม่นานสีหน้าของคุณตำรวจก็มีรอยยิ้มจาง ๆ
   

“เราสอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ครบหมดแล้วครับ หลักฐานก็รวบรวมได้มากพอที่จะดำเนินคดีกับคนผิดได้” กิดากรมองใบหน้าดูดีของนายตำรวจหนุ่มคนนี้และพิจารณากับตัวเองอย่างเร็ว ๆ ว่าควรจะถามต่อดีมั้ย


“ชันสูตรศพผู้ตายล่ะครับ” คุณตำรวจพยักหน้า
   

“เบื้องต้นตามที่ข่าวรายงานก็คือเสพยาเกินขนาดครับ” กิดากรยิ้มอ่อน เปิดกระเป๋าหนังทรงสี่เหลี่ยมจากแบรนด์ของตัวเองออกแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา จิ้ม ๆ กด ๆ อยู่พักหนึ่งถึงได้ยื่นให้คุณตำรวจ
   

“ผู้ตายคือคนนี้แน่นอนใช่มั้ยครับ” คุณตำรวจมองภาพจากข่าวบนหน้าจอแว้บเดียวแล้วพยักหน้า
   

“ไม่ใช่ว่าผมไม่ไว้ใจตำรวจ แต่ถามเพื่อความแน่ใจว่าคุณตำรวจเช็กกล้องวงจรปิดทั้งหมดแล้วใช่มั้ยครับ”
   

“ใช่ครับ เช็กทุกตัว ทุกช่วงเวลา” ก้องเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าตามเดิม
   

“คุณตำรวจบอกว่าสอบปากคำทุกคนแล้ว…” ตำรวจหนุ่มพยักหน้าอีกครั้ง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
   

“…คนที่ยืนคล้องคอผู้ตายที่บาร์ริมสระน้ำ เขามาให้การแล้วใช่มั้ย” ก้องถามเสียงเรียบนิ่ง นายตำรวจชะงักไปนิดหนึ่ง
   

“มาแล้วสิครับ เขาใกล้ชิดกับผู้ตายขนาดนั้น” ริมฝีปากสีแดงอ่อนคลี่ยิ้มบาง
   

“ขอบคุณครับคุณตำรวจ” ก้องลุกขึ้นยืนโดยที่สายตายังคงมองนายตำรวจที่สอบปากคำตัวเองนิ่งจนคนถูกมองเริ่มแสดงอาการงง ๆ กิดากรคลี่ยิ้มเพิ่มขึ้นอีกนิดและก้มหน้าลงให้คุณตำรวจก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องสอบปากคำ
   

เมื่อเดินออกมาข้างนอกก็เจอกับผู้ช่วยทั้งสองของตัวเองที่นั่งรออยู่ในโซนรับรองของสถานีตำรวจ ทั้งสองลุกเดินมาหาผู้เป็นเจ้านาย
   

“คุณก้องคะ แก๊งค์นั้นอยู่ที่นี่ค่ะ” สาวผิวเข้มบอกด้วยสีหน้าเคียดแค้นจนเจ้านายยิ้มขำ
   

“พวกเขาก็คงมาให้ปากคำเพิ่มเติม เธอจะแค้นอะไรเนี่ยเบบี้” เบบี้ชะงักกึกแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
   

“คุณอัคราก็อยู่ด้วยครับ” รอยยิ้มของก้องหายไปในตอนที่หันไปมองเดียร์ ผู้ช่วยเบอร์หนึ่งของเขาพยักหน้า
   

“แล้วเขา…”
   

ปัง!
   

“มึงทำกับกูอย่างนี้ได้ยังไงวะ?!” ก้องหันไปมองด้านตรงข้าม เห็นอัครากำลังกระชากคอเสื้อผู้ชายคนหนึ่ง พอก้องเพ่งมองดี ๆ ก็เห็นว่าเป็นพี่ชายชิง เจ้าของวันเกิดที่เขาไปร่วมงานมา
   

“กูไปทำอะไร ก็มึงอยู่กับน้องเขาเป็นคนสุดท้าย” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทพร้อมกับยิ้มหยัน ก้องเห็นลูกหยีพยายามจับไหล่ทั้งสองข้างของอัคราที่กำลังเดือดเอาไว้
   

“ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่ามึงกับน้องเขาอยู่ในห้องกันสองต่อสอง”
   

“แต่กูไม่ได้ทำอะไรเขา!” เพื่อนของอัคราเบ้ปากพร้อมกับยักคิ้วอย่างกวนตีน
   


“บอกกูไปจะได้ประโยชน์อะไร มึงไปบอกบ้านน้องเขาดีกว่า” สิ้นเสียงกวนประสาทของฝ่ายนั้น ก็มีเสียงโวยวายดังมาจากหน้าสถานีตำรวจ ไม่นานก็มีหญิงร่างอวบมีอายุเดินนำทัพชายสองหญิงสามเข้ามาด้านใน
   

“ไอ้นี่ใช่มั้ยที่ฆ่าลูกฉัน?!” และตามมาด้วยกองทัพนักข่าวที่เดินกันเข้ามา ไม่ได้พากันวิ่งมาราวกับฝูงซอมบี้ แต่ก็เดินเร็วกว่าระดับปกติอยู่ดี
   

“เดี๋ยวนะคะคุณแม่ คุณตำรวจยังไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด จะกล่าวหากันไม่ได้นะคะ” ลูกหยีพูดอย่างใจเย็นและดึงเด็กในสังกัดของตัวเองออกห่างจากอีกฝั่งจนได้


แม้ว่าใบหน้าของป้าคนนั้นจะโกรธเคือง แต่น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม “ก็เขาว่ามันอยู่กับลูกฉันเป็นคนสุดท้าย!”


“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องหนูฆ่าลูกคุณป้านะคะ…” ลูกหยีว่าหน้าตาไม่ยอมก่อนจะกวาดสายตามองกลุ่มเพื่อนของอัคราที่ยืนหน้าตาไม่สะทกสะท้าน


“…ที่ยืน ๆ อยู่เนี่ยมีสิทธิเป็นคนทำให้ลูกคุณป้าตายทั้งนั้นแหละค่ะ”


“อ้าว อีกะเทย ปากมึงนี่” หนึ่งในนั้นที่ผิวคล้ำทำท่าจะเข้ามาหาเรื่องลูกหยี แต่ลูกหยีไม่กลัว เธอเดินเข้าไปประจันหน้าจนชายหนุ่มคนนั้นผงะไปนิด ผู้จัดการอัครามองอีกฝ่ายตาแข็งกร้าว


“เดี๋ยวก็รู้ครับพี่หยีว่าใครเป็นคนผิด” พี่ชายของชิงว่ายิ้ม ๆ แต่เป็นยิ้มที่กวนประสาท


“ฉันจะแจ้งความจับแก” แม่ของผู้ตายประกาศกร้าว ท่าทางไม่ยอมความ


“เป็นพระเอกดังแล้วคิดจะฆ่าใครตายก็ได้เหรอวะ?!” หญิงสาวที่มากับป้าคนนั้นว่าหน้าตากระฟัดกระเฟียด นักข่าวที่ยืนอยู่ด้านหลังเก็บภาพบรรยากาศทั้งแบบภาพนิ่งและเคลื่อนไหวทุกช็อต


“ถ้าพระเอกคนนี้ฆ่าคนตายจริง คุณป้าหรือใครก็ไม่ต้องแจ้งความหรอกครับ…” ทุกคนหันไปมองไฮโซหนุ่มหน้าสวยรูปร่างสูงระหงส์เป็นตาเดียว เสียงกดชัตเตอร์ดังรัวกว่าเดิม


“…เดี๋ยวตำรวจเขาก็ออกหมายจับเอง”


“ใครวะ?!” หญิงสาวที่แว้ดใส่อัคราเมื่อกี้ถามหน้าตาเอาเรื่อง


“ผมเป็นเพื่อนกับคนที่คุณกล่าวหาว่าเขาฆ่าคนตาย”


“กูไม่ได้กล่าวหา มันฆ่าพี่กู” กิดากรขมวดคิ้ว และไม่คิดสนทนากับคนหยาบคาย เขาหันไปหาเหล่าเพื่อนฝูงของอัครา


“พวกเธอเองก็อย่าเพิ่งใจร้อนสรุปความแทนตำรวจกันนัก” ก้องมองหน้าทั้งหกคนและจดจำใบหน้าเอาไว้ให้ได้แม่นที่สุดก่อนจะยิ้มเย็น คนที่เป็นพี่ชายเจ้าของงานวันเกิดคืนก่อนมองก้องอย่างสงสัย


“พี่ก้อง?” เจ้าของชื่อคลี่ยิ้ม


“ใช่ ฉันเอง ชื่อชิตพลใช่มั้ย” อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะพยักหน้าดีหรือเปล่า


“คืนงานวันเกิดน้องสาวเธอ ฉันก็อยู่ด้วย แต่เธอคงจำไม่ได้ เพราะมัวแต่บีบนมน้องคนที่ตายอยู่” ทั้งหกคนมีความเลิ่กลั่กบนใบหน้า ก้องกวาดตามองแก๊งค์ของชิตพลครู่หนึ่ง เปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วและมองไปยังครอบครัวของผู้ตาย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางกองทัพนักข่าว แล้วค่อยกลับมามองกลุ่มเพื่อนอัคราอีกที


“ฉันว่ารอให้ทุกอย่างสรุปออกมาก่อนค่อยมาตราหน้ากันอีกทีก็ยังไม่สายนะ”


“พี่มาเกี่ยวไรด้วย” ชิตพลถามหน้าตาไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่กิดากรไม่ตอบ ตอนนั้นเองประตูกระจกด้านหลังเปิดออก ชายสูงวัยใส่สูทสีดำสองคนเดินออกมาพร้อมตำรวจดูน่าเกรงขามคนหนึ่ง


“ขอบคุณท่านผู้การมากนะครับ” ชายสูทดำคนแรกยกมือไหว้นายตำรวจคนนั้นอย่างนอบน้อม ส่วนอีกคนยกมือไหว้เหมือนขอไปที


“ยินดีครับ ยินดี” พวกชิตพลหันไปยกมือไหว้นายตำรวจคนนั้นพร้อมกัน กิดากรหันมองอัคราที่ยิ้มเยาะ ส่วนลูกหยีมองตาแทบขวาง


“ไปครับคุณชิตพล” ชายสูทสีดำที่ก้องเดาว่าคงเป็นทนายหันมาเรียกพวกเพื่อนอัครา พวกชิตพลเดินออกไปจากโรงพัก ครอบครัวของผู้ตายยืนเก้กังไม่รู้จะไปทางไหน


“มาทำอะไรกันครับ” นายตำรวจถาม


“มาแจ้งความจับคนที่ฆ่าลูกสาวฉันค่ะ” แม่ผู้ตายชี้อัครา หน้าตาเคียดแค้น นักข่าวยังคงปักหลักเก็บภาพบรรยากาศอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย


“กล่าวหาลูกความผมแบบนี้ ผมฟ้องร้องกลับได้นะครับ” ทนายความของอัคราเดินมายืนบังเขาไว้และมองหญิงวัยกลางคนหน้าตาไม่เป็นมิตร


“อ้าว เฮ้ย จะมาฟ้องร้องพวกกูกลับได้ไง?!” ผู้ชายในกลุ่มของญาติผู้ตายพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง


“ตำรวจจะสรุปคดีนี้ได้เมื่อไหร่เหรอครับ” ก้องทำเมินไม่สนใจคนพวกนั้น หันไปถามนายตำรวจที่ยังยืนอยู่


“ไม่เกินอาทิตย์นี้หรอกหนู” นายตำรวจตอบอย่างไว้ท่าทีและมองก้องด้วยสายตาไม่ชอบใจเท่าไหร่


“ดีจังเลยครับ ทำงานกันเร็วดี” ก้องคลี่ยิ้มบาง นายตำรวจมองก้องอย่างเคลือบแคลง ไฮโซหนุ่มหันไปหาอัครากับผู้จัดการส่วนตัว


“ไปหาอะไรทานกันมั้ยครับ” อัคราทำท่าจะปฏิเสธแต่ลูกหยีจับแขนเขาไว้


“ดีเหมือนกันค่ะคุณก้อง อัคกับหยียังไม่ได้กินอะไรเลย” ทั้งหมดพากันเดินออกไปพร้อมกัน นักข่าวกรูกันเข้ามาราวกับนัดกันไว้ พวกอัคราโดนนักข่าวตีวงล้อมและถูกรุมยิงคำถามจนก้องนึกว่านี่คือฉากในละครที่เซ็ทขึ้นมา แต่ทว่าเขากำลังอยู่ในสถานการณ์จริง เพียงแต่นักข่าวไม่ได้แย่งกันถามจนน่าปวดหัว ถือว่าเว้นช่องไฟและเว้นวรรคในการถามได้ดี


“ตอนนี้ยังให้สัมภาษณ์ไม่ได้นะครับ ขอโทษด้วย” คุณทนายของอัครากล่าวและพยายามแหวกทางให้ลูกความของตัวเองเดินออกไป


“ขอทางด้วยครับ / ขอทางด้วยค่ะ” เดียร์กับเบบี้พยายามช่วยกันแหวกทางให้เจ้านายของตัวเองเช่นกัน แต่นักข่าวยังคงเบียดเข้ามา ก้องหันไปมองตรงจุดที่เดินจากมาพบว่านายตำรวจคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม


“พี่ ๆ นักข่าวครับ ผมว่าคุณตำรวจเขายืนรออัปเดตให้พี่ ๆ ฟังอยู่นะ คิดว่าถามจากเขาน่าจะได้ความคืบหน้ามากกว่ามาถามพวกเรา” เหล่านักข่าวชะงักไปนิด จังหวะนั้นเองที่ทั้งหมดรีบแหวกวงล้อมนักข่าวออกไปจากสถานีตำรวจ ยืนลังเลกันอยู่ครู่หนึ่งว่าจะไปทางไหนดี สุดท้ายพวกนักข่าวก็ตัดสินใจเดินไปหานายตำรวจคนนั้นที่ทำหน้ามึนงง








“ระหว่างรออาหาร ไปสูบบุหรี่มั้ยคุณอัค” ก้องถามอัคราที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน พระเอกหนุ่มมองหน้าคนถามอย่างเฉยเมย ลูกหยีที่นั่งด้านซ้ายมือของอัคยกมือไปแตะหน้าตักของชายหนุ่ม อัคราหันมองผู้จัดการส่วนตัวที่มองด้วยสายตาอ้อนวอน เขาถอนหายใจแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากโต๊ะทาอาหาร ลูกหยีทำหน้าอ้อนใส่กิดากร ไฮโซหนุ่มคลี่ยิ้มอย่างไม่ถือสา หยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าแล้วเดินตามออกไป


อัครายืนกอดอกอยู่ระเบียงหลังร้านตรงมุมสูบบุหรี่ ก้องเดินไปยื่นบุหรี่ของ Davidoff ที่จุดไฟเรียบร้อยแล้วให้อัคราหนึ่งมวน พระเอกหนุ่มรับไปดูดควันเข้าปอด


“คุณต้องการอะไร” อัคราถามพลางพ่นควันออกจากปาก กิดากรที่กำลังจุดบุหรี่ทำหน้างง


“ต้องการอะไร?” เขาทวนคำถามนั้นอย่างไม่เข้าใจ


“คุณบอกจะช่วยผม” ก้องร้องอ้อเสียงเบา


“ก็ต้องการจะช่วยคุณไง” อัคราเป่าควันออกจากปากเบา ๆ สายตามองโครงหน้าสวยของชายอีกคน


“ช่วยผมด้วยความบริสุทธิ์ใจ?” กิดากรคลี่บางและขำในลำคอ


“เรื่องใจฉันที่มีกับคุณน่ะ ไม่บริสุทธิ์แน่ ๆ แต่เรื่องที่ช่วยคุณ ฉันช่วยด้วยความเต็มใจจริง ๆ”


“ก็นั่นแหละ คุณช่วยผมทำไม”


“ฉันไม่ชอบพวกที่เล่นสกปรกกับคนอื่น” อัคราขมวดคิ้ว


“จะบอกว่าคุณไม่เคยเล่นสกปรกกับใครเลยเหรอ” ก้องกลอกตาก่อนตอบ


“ก็ถ้าใครไม่เล่นสกปรกกับฉันก่อน ฉันจะไปทำเขาทำไมล่ะ”


“แต่พวกนั้นไม่ได้ทำคุณ” กิดากรพ่นลมหายใจเบา ๆ


“ฉันช่วยคุณเพราะคุณหยี…” อัคราเลิกคิ้วขึ้น


“…เขาเป็นห่วงคุณมากนะ”


“อันนั้นผมรู้…” อัคราพ่นควันออกจากปาก


“…แต่ที่ผมไม่รู้คือคุณช่วยผมเพราะอยากได้อะไรตอบแทนรึเปล่า” อัคราจ้องหน้ากิดากรเขม็ง ตอนนั้นเองที่ไฮโซหนุ่มหน้าสวยร้องอ๋อออกมาด้วยความเก็ท เขาคลี่ยิ้มขำก่อนจะตอบ


“เอาจริง ๆ ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย…” ก้องมองสายตาเคลือบแคลงของอัคราด้วยความเอ็นดู


“…แต่พอคุณพูดขึ้นมา ฉันก็ต้องขอบอกว่า ถ้าได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ก็ยังอยากได้” อัครายิ้มเยาะ แต่สักพักก็เปลี่ยนเป็นยิ้มขำน้อย ๆ ก้องยกบุหรี่ในมือขึ้นสูบ


“แล้วถ้าเกิดผมเป็นคนทำให้ผู้หญิงคนนั้นตายจริง…” ก้องหันมองใบหน้าเรียบเฉยของพระเอกหนุ่ม


“…ก็หมายความว่าคุณกำลังช่วยคนผิดนะ” กิดากรมองหน้าอัคราสักพักก่อนหันไปมองลานจอดรถของร้าน


“อืม ฉันรู้” อัคราขมวดคิ้ว


“แต่ก็ยังจะช่วยผมน่ะเหรอ” ก้องหันไปยิ้มอ่อนให้กับนักแสดงหนุ่ม


“คุณอยากติดคุกรึไง” อัครานิ่งไปสักพักก่อนจะส่ายหัว แววตาคมคู่นั้นแข็งกร้าวคล้ายกับว่ากำลังโกรธ กิดากรมองนิ่ง แต่ในใจก็นึกสงสัย


“ผมไม่ต้องการให้ชีวิตตัวเองตกต่ำแบบนี้ ไม่…” อัคราขบกรามแน่น เลื่อนสายตาไปมองดวงตาคู่สวยของกิดากร ไฮโซหนุ่มพยักหน้า ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งถึงยื่นมือขวาออกไปวางบนไหล่ของอีกคน


ตอนแรกก้องคิดว่าอัคราอาจจะเบี่ยงตัวหนี แต่เปล่า พระเอกหนุ่มปล่อยให้เขาวางมือไว้แบบนั้น เขาจึงบีบไหล่ของอัคราเบา ๆ หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เขาได้



   


#TheDominant

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8

CHAPTER 3 : Game on.





   ติ๊ง!
   

เสียงลิฟต์เด้งขึ้นมาถึงเพ้นท์เฮ้าส์ของก้องก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก ร่างของเดียร์ก้าวออกมาพร้อมกับเบบี้ ก้องในชุดเสื้อเชิ้ตขาวเนื้อนิ่มทับในกางเกงยีนส์เอวสูงหยิบกระเป๋าหนังทรงสี่เหลี่ยมสีแดงเลือดหมูของแบรนด์ตัวเองขึ้นมาคล้องไหล่
   

“ขึ้นมากันทำไม โทรบอกฉันก็ได้ว่าถึงแล้ว”
   

“เราอยากมาอัปเดตเรื่องคดีให้คุณก้องทราบก่อนน่ะครับ” เบบี้ล้วงเอาแฟ้มเอกสารออกมาจากกระเป๋าสีดำของตัวเองแล้วยื่นให้ก้อง ผู้เป็นเจ้านายยื่นมือออกไปรับแฟ้มสีเทามาเปิดดูเอกสารที่แนบมาด้านใน ก้องอ่านข้อมูลในเอกสารแต่ละหน้าอย่างไม่รีบร้อน
   

“อันนี้ข้อมูลจากลุงปราชญ์ใช่มั้ย”
   

“เบเพิ่งไปรับมาจากมือคุณท่านก่อนมาหาคุณก้องเลยค่ะ” ก้องพยักหน้า โดยที่สายตายังอ่านเอกสารอยู่
   

“แล้วเรื่องที่ให้คนของลุงปราชญ์ไปสืบ ได้ความว่าไงบ้าง” ผู้เป็นเจ้านายเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคน
   

“เดี๋ยวเขาจะโทรมาอัปเดตให้เราทราบอีกทีครับ” ไฮโซหนุ่มพยักหน้าอย่างพึงใจ ยื่นแฟ้มเอกสารกลับคืนให้เบบี้
   

“เก็บไว้ให้ดีนะ…” เบบี้รับของมาจากเจ้านายและยัดใส่กระเป๋าตามเดิม
   

“…ไปกันเถอะ” ก้องทำท่าจะเดินไปที่ลิฟต์แต่ก็ชะงักไว้เพราะเดียร์ท้วงขึ้นมา
   

“คุณก้องไม่ขับรถไปจริงเหรอครับ” คนถูกถามยกแขนขึ้นดูนาฬิกาสีเงินเรือนเล็กบนข้อมือ
   

“ฉันตื่นสายซะขนาดนี้ แล้วการจราจรกรุงเทพฯ ก็แย่ติดอันดับโลกแทบทุกปี เดี๋ยวไปไม่ทันนัดกันพอดี” เบบี้ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบกล่องแมสก์ออกมายื่นให้เจ้านาย
   

“งั้นคุณก้องสวมแมสก์ก่อนค่ะ” ก้องยื่นมือออกไปดึงแมสก์มาหนึ่งแผ่น จัดการเอาสวมใบหน้าแล้วก็เดินนำอีกสองคนไปกดลิฟต์
   

“ติดต่อรถของคอนโดฯ ไว้แล้วเนอะ”
   

“เรียบร้อยค่ะ” ลิฟต์พาทั้งสามคนลงมาด้านล่าง เมื่อเดินออกมาด้านหน้าตึกก็เจอกับรถรับส่งของคอนโดฯ ที่เอาไว้คอยบริการลูกบ้าน ใช้รับส่งระหว่างคอนโดกับสถานีรถไฟฟ้า ห้างใกล้เคียง ตลาดสดใกล้เคียง และสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์คในละแวกนี้ 
   

“สวัสดีครับคุณก้อง” พนักงานขับรถยกมือไหว้ลูกบ้านคนดังของคอนโดฯ เพราะเป็นคนเดียวที่อาศัยอยู่บนเพนท์เฮ้าส์ที่มีราคาสูงสุดของตึกนี้
   

“สวัสดีครับ วันนี้รบกวนหน่อยนะ” ก้องตอบอย่างเป็นมิตรขณะที่ขึ้นไปนั่งบนเบาะตัวยาว เดียร์กับเบบี้ขึ้นมานั่งบาะด้านหลังของก้อง


“ยินดีครับ” เมื่อผู้โดยสายทั้งสามคนพร้อมแล้วคนขับรถก็ขับรถออกไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย


ใช้เวลาราวเจ็ดนาทีในการเดินมาถึงสถานีรถไฟ ก้องยื่นแบงค์ห้าร้อยให้กับคนขับเป็นค่าทิปและกล่าวขอบคุณอีกรอบก่อนจะเดินไปขึ้นบันไดเลื่อนที่นำไปสู่ด้านบน เดียร์กับเบี้รีบไปจัดการเรื่องตั๋วให้กับเจ้านาย เสร็จเรียบร้อยก็นำมายื่นให้ก้อง ทั้งสามคนเดินผ่านช่องประตู ตรงไปทางบันไดเลื่อนที่นำไปสู่บนชานชลา


“จากบ้านเราไปถึง xxx กี่สถานีเหรอ”


“สิบกว่าสถานีครับ แต่เดี๋ยวเราต้องไปเปลี่ยนสถานีที่สยามด้วย”


“ทันแหละเนอะ”


“คิดว่าทันครับ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลางาน ไม่ค่อยมีคนมาแย่งเราขึ้นเท่าไหร่” พอรถไฟจอดเทียบชานชลาของสถานีสยาม รถไฟฟ้าจากอีกฝั่งก็เข้ามาจอดเทียบท่าพอดี ทั้งสามก้าวเท้าเดินเข้าไปในขบวนรถ ถึงแม้จะมีที่นั่งแต่ว่าก้องก็เลือกที่จะยืนกับผู้ช่วยของตัวเอง


“ทุกอย่างพร้อมนะเบ” ผู้ช่วยสาวยิ้มกริ่มท่าทางภูมิอกภูมิใจ


“ก่อนนอนตรวจ ตื่นมาก็ตรวจ กินข้าวก็ตรวจ ก่อนออกจากบ้านก็ตรวจ เอกสารครบแน่นอนค่ะ”


“เตรียมใจไว้แล้วใช่มั้ยครับ” ภายใต้แมสก์นั้นก้องกำลังยิ้มขำ


“อย่าลืมสิว่านี่เป็นแผน B ถ้าไม่สำเร็จก็ใช้แผน A”





ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกับการเดินมายังสถานที่นัดหมายในวันนี้ หลังจากแลกบัตรตรงป้อมยามเรียบร้อยก้องก็เดินนำผู้ช่วยทั้งสองคนไปที่ตึกด้านหน้าสุดที่มีเจ็ดชั้นอันเป็นตึกหลัก ตัวตึกตั้งวางยาวเป็นแนวนอนกินพื้นที่ด้านหน้าไปเกินครึ่ง พอผลักประตูกระจกเข้าไปด้านในก็เจอกับเค้าน์เตอร์ทรงครึ่งวงกลมที่มีสองสาวนั่งต้อนรับด้วยรอยยิ้มอยู่


“สวัสดีค่ะ มาติดต่ออะไรคะ”


“มาพบคุณเพตราน่ะครับ ให้บอกเธอว่ากิดากรมาพบ” หนึ่งในพีอาร์สาวทำหน้าเก็ทพร้อมกับลุกขึ้นยืน


“อ๋อ คุณก้อง คุณเพตราแจ้งไว้แล้วค่ะ เชิญทางนี้ได้เลย” ก้องพยักหน้าตอบพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ทั้งสามคนเดินตามหญิงสาวไปทางด้านซ้ายมือ เธอเดินนำไปที่โถงทางเดินที่มีห้องกระจกแบ่งเป็นห้อง ๆ และในนั้นก็มีโต๊ะนั่งทำงานแบ่งเป็นคอก ๆ ตามสไตล์ออฟฟิศ


“สักครู่นะคะ” พีอาร์สาวเดินเข้าไปแจ้งหญิงสาววัยกลางคนที่นั่งอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง จากนั้นเธอก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม ส่วนหญิงสาวอีกคนหยิบโทรศัพท์ที่ใช้สำหรับภายในขึ้นมากดโทรหาใครสักคน


“คุณเพตราคะ คุณกิดากรมาถึงแล้วค่ะ… ได้ค่ะ” เธอวางสายและเงยหน้าขึ้นมองทั้งสามคน


“สักครู่นะคะ…”


ปึง!


ประตูไม้สีน้ำตาลถูกดันออกมาอย่างแรงจนกระแทกกับโต๊ะวางแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ข้างประตูห้อง ทุกคนหันไปมองทางนั้นพร้อมกัน


“อ้าว คุณอัครา” พระเอกหนุ่มที่หน้าตึง ๆ มองหน้าก้องเพียงแว้บเดียวแล้วก็เดินลิ่ว ๆ ออกไปจากบริเวณนั้น ก้องหันมองตามอย่างงุนงง พอหันกลับไปทางประตูห้องที่ปิดลงแล้วก็เจอกับลูกหยี


“คุณก้อง มาทำอะไรคะ”


“มาคุยเรื่องเป็นผู้จัดละครน่ะครับ” ลูกหยีเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง


“คุณก้องจะมาเป็นผู้จัดละครที่นี่เหรอคะ”


“ยังไม่ชัดเจนหรอกครับ วันนี้แค่เข้ามาคุยรายละเอียดเฉย ๆ…” ลูกหยีร้องอ๋อแผ่วเบา ก้องหันไปมองตามทางเดินที่อัคราเพิ่งเดินออกไปแล้วหันกลับมาหาผู้จัดการของพระเอกหนุ่มอีกครั้ง


“…คุณหยีกับคุณอัครามีงานที่ไหนต่ออีกมั้ยครับ” ลูกหยีถอนหายใจ หน้าตาเซ็งจนเกือบจะเป็นความหมดอาลัยตายอยากด้วยซ้ำ


“ไม่มีหรอกค่ะ งานโดนแคนเซิลไปเยอะมาก วันนี้ที่มาก็เพื่อมารับทราบว่าอัคถูกถอดจากละครแล้ว” ก้องอ้าปากหวอเล็กน้อย


“คุณกิดากรคะ เชิญเข้าไปได้เลยค่ะ เดี๋ยวคุณเพตราจะมีนัดต่ออีกน่ะค่ะ”


“อ้อ อ๋อ ครับ…” ก้องก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วก็เบรกตัวเองไว้


“…ถ้าไม่รีบไปไหน นัดกินข้าวกันแถวนี้มั้ยครับ ก้องมีเรื่องจะคุยด้วย” ลูกหยีพยักหน้า


“ร้านอาหารญี่ปุ่นหน้าช่องแล้วกันค่ะ หาไม่ยาก” ก้องพยักหน้ารับ


“งั้นอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเดี๋ยวเจอกันนะครับ”


“ได้ค่ะ” ก้องก้าวเท้าเดินไปเปิดประตูห้องที่หน้าประตูมีป้ายสีทองเขียนว่า ‘ผู้บริหารฝ่ายละคร’


“สวัสดีค่ะคุณก้อง” หญิงสาวที่ก้องเดาอายุไม่ออกเพราะว่าหน้าตายังสะสวยและหุ่นยังเชพบ๊ะลุกขึ้นยืนยิ้มต้อนรับ ก้องยกยิ้มตอบพร้อมกับยกมือไหว้อีกฝ่าย


“ได้เจอกันสักทีนะคะ ยินดีมากเลยค่ะ” ก้องมองรอยยิ้มของหล่อน แล้วนึกไปถึงสีหน้าของอัครากับลูกหยีเมื่อครู่นี้ เขาพยายามปั้นยิ้มตอบอีกฝ่าย และบอกตัวเองว่าไม่ควรรู้สึกไม่ดีกับหล่อนเพียงเพราะเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วนี่ก็เป็นการพบกันครั้งแรกของเขากับหล่อนด้วย


“เรามาเริ่มคุยกันเลยดีกว่านะครับ”


แต่ถึงแม้จะเป็นการเจอกันครั้งแรก เขาก็ไม่อยากอยู่กับหล่อนจนครบหนึ่งชั่วโมงหรอก







ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ลูกหยีบอกหาไม่ยากดังเจ้าตัวว่า แค่เดินข้ามถนนจากฝั่งสถานีมาและเดินเลี้ยวขวาอีกหน่อยก็เจอร้านแล้ว ก้องใช้มือเลื่อนประตูไม้สไตล์ญี่ปุ่นแล้วเดินเข้าไปด้านใน กวาดสายตามองหาจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่สักพักแต่ก็ไม่เห็นลูกหยีกับอัครา


“เหมือนจะมีโซนข้างในอีก…”


“มาสามท่านนะครับ” พนักงานชายท่าทางสุภาพเดินเข้ามาสอบถามลูกค้ารายใหม่


“ด้านในมีที่นั่งอีกใช่มั้ยครับ”


“ใช่ครับ เดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปจะมีที่นั่งอยู่” ก้องพยักหน้าเบา ๆ


“มากันสามคนครับ แต่ว่านัดเพื่อนไว้แล้ว กำลังจะเดินเข้าไปหาพวกเขา”


“อ้อ เชิญครับ ๆ” ก้องเดินนำผู้ช่วยทั้งสองไปตามทางที่พนักงานบอก พอเลี้ยวซ้ายก็เห็นลูกหยีที่นั่งอยู่ในรั้วไม้กับอัครา ผู้จัดการสาวหันมาเห็นพอดีเลยยกมือขึ้น ก้องก้าวเท้าเข้าไปหาทั้งสองทันที


“คุณก้องคุยกับคุณเพตราเร็วจังคะ” ก้องนั่งลงตรงข้ามกับลูกหยี เหลือบมองอัคราที่กำลังนั่งกินอาหารเงียบ ๆ แว้บหนึ่ง


“ห้านาทีแรกก็รู้แล้วครับว่าร่วมงานกันยากแน่ ๆ” ก้องหันไปมองเดียร์ที่นั่งลงข้างกัน ส่วนเบบี้นั่งบริเวณหัวโต๊ะ สองผู้ช่วยพร้อมใจกันทำหน้าเหมือนกินของแสลงเข้าไป ลูกหยีเห็นแบบนั้นก็ขำอ่อน ๆ


“สรุปคือไม่ได้ร่วมงานกันเหรอคะ”


“เขาสนใจโปรเจ็คต์ของก้องนะ แต่กลายเป็นก้องเองที่บอกเขาว่าจะติดต่อกลับมาอีกที…” พนักงานชายคนเดิมเดินเอาเมนูมายื่นให้เบบี้ ผู้ช่วยของก้องส่งต่อมาให้เขา


“…ก้องรู้สึกว่าเขายึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลเกิน” ลูกหยีหันมองอัคราที่ไม่หือไม่อือ ไม่สนใจสิ่งใด เธอหันกลับมามองกิดากรแล้วคลี่ยิ้มอ่อน


“ความรู้สึกคุณก้องถูกต้องแล้วละค่ะ” ไฮโซหนุ่มยกหน้าขึ้นค้างไว้ครู่หนึ่งและทำหน้าพิจารณาสักพักก่อนหันไปหาเด็กเสิร์ฟ


“เอาราเม็งซุปกระดูกหมูครับ น้ำขอเป็นชาเขียว” พนักงานใช้ปากกาอิเล็กทรอนิคส์จิ้มลงบนอุปกรณ์สำหรับบันทึกออเดอร์สักพักก็เดินจากไปพร้อมกับแผ่นลิสต์เมนูทั้งสามอัน


“แล้วคุณเพตราปลดอัคราออกจากละครเพราะข่าวเหรอครับ” ก้องไม่แน่ใจว่าควรจะมองใครดี เลยมองทั้งสองคนสลับไปมา


“เพราะข่าวด้วยค่ะ แต่ก็มีเรื่อง…”


“…เบ ออกไปข้างนอกกันก่อนดีกว่า” เดียร์หันไปพูดกับเบบี้เสียงเบา แต่เพราะรอบตัวค่อนข้างเงียบสงบเลยทำให้คนอื่นได้ยินไปด้วย ผู้ช่วยของกิดากรทั้งสองคนลุกเดินออกไปไม่รอให้ใครทักท้วง


“จริง ๆ คุณเดียร์กับน้องเบอยู่ฟังด้วยก็ได้นะคะ”


“ไม่เป็นไรครับ” ลูกหยีหันมองอัครา


“พี่เล่านะ…” อัคราพยักหน้านิ่ง ๆ ผู้จัดการสาวหันกลับมาหากิดากร


“…กระแสข่าวแรงขึ้นทุกวัน ถึงจะยังไม่สรุป แต่ภาพลักษณ์อัคก็เสียไปแล้ว…” เธอถอนหายใจแผ่วเบา


“…แล้วยังมีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยน่ะค่ะ”


“เรื่องส่วนตัว?” ก้องยกคิ้วขึ้น ลูกหยีพยักหน้า


“พระเอกในช่องบางคนที่มีงานต่อเนื่องทั้งที่แสดงไม่ได้เรื่อง ก็เพราะเพตรานางดันค่ะ” ก้องขมวดคิ้วนิดหน่อย


“ก้องไม่แน่ใจกระบวนการตรงนั้น แต่การดันก็เป็นเรื่องปกติหรือเปล่าครับ”


“ก็ถ้าดันเพราะเป็นดาวรุ่งและมีฝีมือก็ปกติค่ะ แต่นางเลือกดันคนที่ยอมนอนกับนางเท่านั้น” ก้องอ้าปากหวอ หันมองอัคราโดยอัตโนมัติทันที เรื่องที่ช่างแต่งหน้าคนนั้นเคยเล่าให้ฟังเด้งเข้ามาในหัว ผู้บริหารคนนั้นคือเพตราหรอกหรือนี่


“แบบนี้พระเอกคนไหนที่ไม่นอนกับเขาก็ไม่ถูกดันน่ะเหรอ”


“คนไหนมีฝีมือจริงนางก็ต้านคณะกรรมการพิจารณาละครไม่ได้ค่ะ หรือถ้าคนไหนเส้นใหญ่หน่อยก็โชคดีไป…” ก้องถอนหายใจ มีคำมากมายที่อยากจะพูดออกมา แต่คิดว่าหลายคำก็ย้อนเข้ามาหาตัวเองเหมือนกัน


“…หยีคอนเนคชั่นเยอะก็จริง แต่จะเอาอะไรไปสู้กับยัยเจ๊นั่นล่ะคะ…” ก้องยิ้มขำอ่อน ๆ


“…อีกอย่าง คือ…” ลูกหยีหันมองพระเอกในสังกัดด้วยความเลิ่กลั่กนิดหน่อย อัคราหันมองผู้จัดการตัวเองแล้วก็กลอกตา


“จะด่าผมอีกอะดิ” ลูกหยีจิ๊ปากทันที


“ก็จะไม่ให้ด่าได้ไง เคยคุยกันกี่ครั้งแล้วเรื่องเนี้ย…” อัคราตีหน้าเฉย ลูกหยีย่นคิ้วด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยแล้วหันกลับไปหากิดากรที่มีสีหน้าไม่เข้าใจเท่าไหร่


“…เพราะนิสัยส่วนตัวของพ่อนี่ด้วยค่ะ ทีมงานเขาก็ฟ้องมาที่สถานีบ่อย ๆ ว่าร่วมงานด้วยกันยาก”


“อ้อ…” ก้องเหลือบมองอัคราที่มองอยู่ก่อนแล้ว แต่มองด้วยสายตาออกแนวดุ ก้องเลยดึงลูกตากลับมาทันที


“…แต่อัคราก็ดูถูกดันเหมือนกันนะครับ”


“เพราะนางอยากกินอัคไงคะ แต่พอนางไม่ได้กินก็เลยเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาบวกกันแล้วหาเรื่องปลด ละครเรื่องที่ถ่ายจบไปแล้วก็โดนดองอีกต่างหา เรื่องนี้บทดีด้วยค่ะ” ลูกหยีว่าอย่างเสียดาย


ไม่ได้กินงั้นเหรอ แสดงว่า…


“เอ่อ คุณ ไม่ได้…” ก้องกะพริบตามองอัครา พระเอกหนุ่มเข้าใจความหมายนั้นดี


“ผมอยากอยู่ในวงการด้วยฝีมือทางการแสดง ไม่ใช่เพราะดุ้น” ก้องเกิดคำถามว่าอัคราพูดถึงยัยเพตรานั่นหรือกำลังบอกเขากันแน่


“ขอโทษที ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดี” อัคราพ่นลมหายใจเบา ๆ


“คุณบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย เรื่องอะไร” พนักงานเดินเอาอาหารมาเสิร์ฟ ก้องเปิดกระเป๋าแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาผู้ช่วยเพื่อเรียกให้ทั้งสองเข้ามากินอาหาร


“เข้ามาเถอะน่ะ…” ก้องเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้ตามเดิมแล้วหันมองอัครา


“…เรื่องคดีความ ก้องคิดว่าที่คุณหยีกลัวมีความเป็นไปได้สูง” เดียร์กับเบบี้เดินกลับเข้ามานั่งที่เดิม


“ที่พวกนั้นพยายามใช้เส้นสายให้อัคผิดคนเดียวน่ะเหรอคะ” ก้องพยักหน้า


“สิ่งที่ตำรวจที่ดูแลคดีนี้บอกกับสื่อค่อนข้างสวนทางกับสิ่งที่ก้องได้มา”


“คุณได้อะไรมา” อัคราถามหน้านิ่วคิ้วขมวด


“เรียกว่าข้อมูลเชิงลึกก็แล้วกัน”


“แล้วรู้ได้ยังไงว่าข้อมูลที่คุณได้มามันถูกต้อง” อัคราถามเสียงห้วน ลูกหยียกมือซ้ายตีไหล่พระเอกในสังกัด


“คุณก้องเขาพยายามช่วยแกอยู่นะ” อัคราเหมือนเพิ่งรู้ตัวเลยปรับสีหน้าให้ดีขึ้น


“ก็เพื่อความแน่ใจไงว่าข้อมูลที่เขาได้มามันเป็นของจริง” น้ำเสียงที่พูดอ่อนลง แต่ยังเก๊กหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เล็กน้อย


“คุณเคยบอกว่าบ้านฉันมีเส้นสาย…” ก้องยิ้มบางเร็ว ๆ หนึ่งแว้บพร้อมกับยักไหล่


“…ฉันก็เลยใช้สิ่งที่บ้านมีให้เกิดประโยชน์”


“ไอ้ชิตพลแล้วก็คนอื่นมันก็มีเส้นสายเหมือนกัน” มุมปากด้านขวาของก้องยกขึ้น


“งั้นก็ต้องมาดูว่าเส้นของใครจะแข็งแรงกว่ากัน” อัคราพ่นลมหายใจ ขบกรามเบา ๆ แต่สันกรามก็ขึ้นชัดเจนเนื่องด้วยเป็นคนโครงหน้าชัด


“กฎหมายในประเทศนี้เป็นแค่นามสมมติเหรอวะ ถึงต้องมาสู้กันด้วยเส้นสายเนี่ย” ก้องเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี


“ถ้าเลือกได้ ฉันก็อยากให้กระบวนการยุติธรรมมันยุติธรรมสมชื่อเหมือนกัน…” มือขวาของก้องจับช้อนคนน้ำซุปในถ้วยราเม็งของตัวเอง


“…แต่ในเมื่อขื่อแปบ้านเรามันโดนปลวกกินจนอ่อนแอ ก็ต้องใช้เงินในการกำจัดปลวกนี่แหละ” ทุกคนเงียบ ลูกหยี เดียร์ และเบบี้ผลัดกันมองหน้าอย่างอึกอักหลังจากก้องพูดประโยคนั้นจบ เว้นอัคราที่มองก้องนิ่งแต่ในหัวก็กำลังคิดพิจารณา กิดากรเงยหน้าขึ้นแล้วหันมองทุกคนอย่างงง ๆ พอหันไปหาเดียร์ก็เห็นอีกฝ่ายคล้ายว่ามีอะไรอยากจะพูดเลยพยักหน้าเป็นการบอกให้พูดมาเลย


“คนของคุณท่านโทรมาครับ…” เดียร์หันไปมองอัครากับลูกหยีนิดหน่อยก่อนกลับมามองเจ้านายตัวเอง


“…กลุ่มเด็กเอ็นที่ถูกจ้างมา คุณโซ่เป็นคนจัดหามาให้” เดียร์หันไปมองหน้าลูกหยีที่เบิกตากว้างทันที


“นังโซ่เหรอคะ?!” เดียร์พยักหน้า ลูกหยีกัดฟันกรอด


“ชิตพลรู้จักกับคุณโซ่เป็นการส่วนตัวเลยให้ช่วยหาเด็ก…” ก้องมองอัคราที่คิ้วทั้งสองข้างเริ่มขยับเข้าหากัน


“…เด็กเอ็นที่อยู่ในงานวันนั้น ได้รับเงินก้อนโตจากชิตพลกันทุกคน และถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้”


“ถ้าถูกสั่งห้ามไม่ให้พูด แล้วคุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ไง” อัคราถามน้ำเสียงห้วนอีกครั้ง ลูกหยีหันไปถลึงตาเด็กใส่เด็กในสังกัด แต่พระเอกหนุ่มก็ยังหน้าตึงขึงขังจนก้องแอบอมยิ้มขำ


“ก็เอาเงินก้อนโตกว่าไปให้พวกเขาพูดไงครับ” อัคราหันมองหน้าก้องที่ค่อย ๆ หยุดอมยิ้มและเปลี่ยนเป็นหน้านิ่งและเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม พระเอกหนุ่มถอนหายใจและหยิบแก้วของตัวเองขึ้นดื่มน้ำ


“แล้วนอกจากหาเด็กไปให้ นังโซ่มันทำอะไรอีกมั้ยคะ” ลูกหยีถามหน้าตาเคียดแค้นเล็ก ๆ


“ผมยังไม่แน่ใจ แต่ขนาดเด็กพวกนั้นยังได้เงินกันทุกคน แล้วคุณโซ่จะไม่ได้เลยก็คงเป็นไปไม่ได้”


“ใช่ค่ะ เป็นไปได้แน่ ๆ แล้วหยีจะไม่แปลกใจเลยนะคะ ถ้ามันร่วมขบวนการยัดเยียดความผิดให้อัคด้วย อีนี่มันกัดไม่ปล่อยจริง ๆ” ลูกหยีกำหมัดแน่น หน้าตาเคียดแค้นมากกว่าเดิม


“ขอถามได้มั้ยครับว่าเขากัดไม่ปล่อยเพราะอะไร” ก้องถามอย่างสุภาพ ลูกหยีถอนหายใจและทำหน้านึก เรียบเรียงเหตุการณ์สักพักก่อนจะเล่า


“เมื่อก่อนหยีกับโซ่เป็นเพื่อนกันค่ะ ช่วยกันดูแลเด็กในสังกัดของเรา อัคจะอยู่ฝั่งโซ่ แต่อีโลภมากนั่นมันโกงค่าตัวอัคแล้วก็เด็กของมันทุกคน…” ก้องหันมองอัคราที่นั่งฟังนิ่ง ๆ อัคราหันมองก้องอย่างเฉยเมย ก้องยิ้มบางแห้ง ๆ แล้วหันกลับไปมองลูกหยีต่อ


“…หยีก็เลยดึงตัวอัคและเด็กบางคนมาอยู่กับหยี แต่บางคนที่พลาดท่าเซ็นสัญญาทาสกับมันไปก็ยากจะช่วยเหลือ จากนั้นมาหยีกับมันก็ทางใครทางมัน”


“อ๋อ…” ก้องกับผู้ช่วยอีกสองคนร้องอ๋อและพยักหน้าหงึก ๆ พร้อมกัน


“แล้วไม่ใช่แค่เรื่องค่าตัวนะคะ อีนี่เขาชอบขายเด็ก คนไหนเต็มใจไปเอง หยีไม่มีปัญหาหรอก แต่บางคนก็ต้องจำใจไปเพราะเดี๋ยวโดนมันดอง” เบบี้อ้าปากหวอแล้วหันไปมองอัครา


“เอ่อ คุณอัคราเคยโดนให้ไปมั้ยคะ” ก้องถลึงตาใส่เบบี้ เจ้าตัวยกสองมือปิดปากและทำหน้าตกใจ คนโดนถามทำหน้าตาไร้อารมณ์


ก้องเห็นแบบนั้นก็ขมวดคิ้ว คนอะไรทำไมมันดูไม่เอ็นจอยกับอะไรสักอย่าง


“เหลือเหรอคะ คนติดต่อมาขออัคกับมันเยอะมาก มันเคยดองงานอัคช่วงนึงเพราะอัคไม่ยอม” ก้องไม่รู้จะทำหน้ายังไง พูดเรื่องซื้อ ๆ ขาย ๆ ทีไร หัวใจมันกระตุกวูบวาบอยู่เรื่อย


“มันก็เลยแค้นทั้งอัคและหยี ที่แขวะออกสื่อก็มาก ลับหลังสื่อก็เยอะ ผ่านมาสามจะสี่ปีแล้ว มันยังกัดไม่เลิก” ก้องพยักหน้าก่อนหันไปมองเดียร์


“แล้วครอบครัวของพริตตี้คนนั้นล่ะ”


“กำลังสืบอยู่ครับ” ก้องหันกลับไปหาอัครากับลูกหยี


“ชิตพลกับน้องสาวรู้จักก้องก็จริง แต่เขายังไม่รู้จักก้องดีพอ…” สายตาของกิดากรแสดงออกถึงความไม่ยอมอย่างน่าเกรงขาม ใบหน้านิ่งจนเดาอารมณ์ไม่ถูก


“…ก้องจะจบเรื่องนี้ให้คุณทั้งสองคนเอง”










#TheDominant
#อัครากิดากร

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8


CHAPTER 4 : Thank you.




   กิดากรเดินออกจากห้องเจ้าพนักงานมาที่โถงรับรองด้านหน้าของสถานีตำรวจพร้อมกับผู้ช่วยส่วนตัวทั้งสองและทนายส่วนตัวอีกหนึ่งคน ด้านหลังคือกลุ่มชายหนุ่มจำนวนห้าคนที่หน้าตาโมโหโกรธาและกำลังเร่งเท้าเดินตามผู้ชายหน้าสวยมาอย่างรวดเร็ว
   

“พี่ก้อง! พี่ก้อง!!” เสียงชิตพลดังลั่นมาจากด้านหลัง เจ้าของชื่อหมุนตัวไปมองด้วยมูฟเม้นแบบที่ไม่มีสะดุดเลยสักนิด ก้องยกยิ้มมุปากกับหน้าตาพร้อมมีเรื่องของทั้งห้าหนุ่ม
   

“พี่มายุ่งเรื่องนี้ด้วยทำไม?!” ก้องเลิกคิ้วขึ้น
   

“อ่าว แล้วทำไมฉันจะยุ่งด้วยไม่ได้ ในเมื่อพวกเธอยังไม่เอาใครต่อใครมายุ่งด้วยตั้งมากมาย…” เสียงเปิดประตูดังขึ้นด้านหลัง อัครากับลูกหยีและทนายความรีบเดินมาสมทบฝั่งก้อง
   

“…จะให้ฉันลิสต์รายชื่อมั้ยว่าพวกเธอเอาใครมายุ่งบ้าง”
   

“เป็นเมียไอ้อัครึไงถึงมาปกป้องมัน?!” ผู้ชายหน้ายาวในกลุ่มนั้นพูดอย่างเดือดดาล อัครามองหน้าอดีตเพื่อนอย่างข่มอารมณ์
   

“แค่ในฐานะคนรู้จักกันฉันก็พร้อมจะปกป้องเขาจากคนอย่างพวกเธอแล้ว…” ก้องพยายามไม่มองเหยียดหรือยิ้มเหยียดอีกฝั่ง
   

“…ทั่งชั่วและสกปรก” ชิตพลกำหมัดแน่น อีกสี่หนุ่มก็มองก้องอย่างอาฆาต พ่อหนุ่มหน้ายาวหันไปมองอัคราตาขวาง
   

“มึงตกต่ำถึงขั้นหาชายกระโปรงผู้หญิงมาคุ้มหัวไม่ได้ จนต้องไปพึ่งชายกระโปรงกะเทยแล้วเหรอวะ?!” อัคราทำท่าจะพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย แต่ก้องเร็วกว่า
   

เพี๊ยะ!
   

ก้องสะบัดมือขวาใส่หน้าเพื่อนชิตพลจนหน้าหัน นายตำรวจที่อยู่แถวนั้นรีบวิ่งเข้ามาคุมเชิงทันที
   

“คุณครับ ห้ามทะเลาะวิวาทกัน…”
   

“…อีนี่!” เสียงตะโกนดังลั่นกลบเสียงเตือนของตำรวจ ชายคนนั้นมองก้องตาแข็งกระด้าง
   

“ฉันตบแกไม่ใช่เพราะว่าโกรธที่แกด่าฉันคำนั้น แต่ฉันไม่ชอบคนเหยียดเพศหรือเหยียดคนอื่น!” ก้องพยายามข่มอารมณ์เดือดของตัวเองไว้
   

“ผมไม่ต้องการให้พี่มายุ่งเรื่องนี้” ชิตพลกันเพื่อนไปด้านหลังและพูดกับก้องเสียงเข้ม กิดากรยิ้มเยาะน้อย ๆ
   

“ทำไม?...” ชิตพลจ้องตาก้อง เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่พูดออกมา
   

“…เพราะเส้นสายของเธอ สู้ของฉันไม่ได้ใช่มั้ย” หนุ่มรุ่นน้องกัดฟันกรอด
   

“พี่ไม่เกี่ยว! แล้วพี่จะมายุ่งทำไม ไอ้อัคมันเป็นคนทำ มันก็ต้องได้รับผลกรรมไปดิ”
   

“ผลกรรมที่มึงยัดเยียดให้น่ะเหรอไอ้ชิล มึงและคนอื่นรู้ดีอยู่แก่ใจว่ากูไม่ได้เป็นคนทำน้องเขาตาย” อัคราพูดเสียงเรียบแต่ก็เต็มไปด้วยความโกรธ
   

“หลักฐานก็เห็นกันอยู่ว่ามึงอยู่กับคนตายเป็นคนสุดท้าย”
   

“ไอ้ตอแหล!” ลูกหยีว่าอย่างโมโห ทนายความของอัคราต้องรีบจับแขนหล่อนไว้
   

“แต่หลักฐานที่ฉันเพิ่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไป มันก็บอกได้แล้วนี่ว่าเด็กคนนั้นตายตั้งแต่ก่อนอัคราขึ้นไปร่วมวงกับพวกเธอ…” ก้องเขยิบเท้าเข้าไปใกล้ชิตพลกับพรรคพวกอย่างไม่เกรงกลัว
   

“…ช่วงเวลานั้นเขายังอยู่กับฉันที่หน้าโรงแรมอยู่เลย แล้วจะไปทำให้ใครตายได้ยังไง?!” ก้องสะบัดเสียง มองหน้ามองตาพวกนั้นทีละคน
   

“อีนี่แม่งเสือกชิบหาย เหี้ยเอ๊ย!” คนที่โดนตบพยายามพุ่งตัวเข้ามาทำร้ายก้อง แต่เขายืนนิ่งเฉยไม่ขยับเขยื้อน ยกสองแขนกอดอกและยิ้มเย้ยไปให้พวกนั้น
   

“ฉันแนะนำอะไรให้นะ…” ก้องเหลือบตาไปมองนายตำรวจยศใหญ่ที่เพิ่งเดินออกมาจากด้านในแล้วมายืนมองก้องหน้าตึงขึงขัง กิดากรเบะปากอ่อน ๆ ก่อนหันกลับมาหาพวกชิตพล
   

“…รับสารภาพ แล้วไปสู้ในชั้นศาล มันง่ายกว่าการที่พวกเธอพยายามจะโยนความผิดให้อัคราแล้วก็ทำตัวลอยนวล”
   

“ผมไม่รับ! ผมไม่ได้ทำอะไรผิด!” ชิตพลเถียงทันควัน
   

“อ๋อเหรอ…” ก้องยิ้มกริ่มแล้วหันไปมองนายตำรวจยศใหญ่คนนั้น
   

“…หวังว่าข้อความที่ลุงปราชญ์ฝากมาให้ท่าน จะบอกอะไรท่านได้บ้างนะครับ” นายตำรวจทำหน้าไม่พอใจและมองก้องตาเขม็ง ก้องยิ้มบางก่อนหันกลับมามองพวกชิตพลที่ยังท่าทางเดือดดาลกันเหมือนเดิม
   

“ถ้ายังดันทุรังต่อ ฉันก็ไม่ห้ามนะ”
   

“พี่แน่ใจได้ยังไงว่าไอ้อัคมันบริสุทธิ์?!” ก้องยิ้มขำอย่างมีจริต
   

“หลักฐานที่ฉันโชว์ในห้องสอบสวนเมื่อกี้ยังไม่เยอะพอใช่มั้ย…” ก้องเหลือบตาไปมองนายตำรวจคนนั้นอีกครั้งแล้วยกยิ้มมุมปาก เจ้าตัวหลบตาก้องแล้วมองไปทางอื่น
   

“…ฉันแน่ใจเพราะว่าฉันมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำ”
   

“แล้วมึงแน่ใจได้ไงว่าหลักฐานที่มึงมีมันถูก?!” ไอ้หน้ายาวถามน้ำเสียงหยาบคาย
   

“ลองไปถามแบ็คอัพแกแต่ล่ะคนสิว่าฉันเอาหลักฐานมาได้ยังไง” ก้องยิ้มเย็น หมุนตัวเดินนำทุกคนออกไปจากสถานีตำรวจ อัครากับลูกหยีเดินปิดท้าย พระเอกหนุ่มหันไปมองอดีตเพื่อนหน้านิ่งแววตาเฉยชาครู่หนึ่งแล้วก็เดินตามทุกคนออกไป

   





รถสปอร์ตสีน้ำเงินเข้มแบรนด์ตรีศูลวิ่งมาตามถนนตัวหนอนด้วยความเร็วพอประมาณก่อนจะเลี้ยวเข้ามาจอดใต้มุกหน้าบ้าน เจ้าของรถก้าวเท้าลงจากฝั่งคนขับแล้วปิดประตูตามหลัง ในมือถือซ้ายกระเป๋าสะพายข้างกับเสื้อโค้ตหนังของแบรนด์ KIDAKORN ก้าวเท้าฉับ ๆ ขึ้นบันไดด้านหน้าและเดินเข้าไปในบ้านอย่างมั่นใจราวกับกำลังเดินอยู่บนรันเวย์
   

“อ้าว ตาก้อง” เจ้าของชื่อที่กำลังจะเดินไปขึ้นบันไดบ้านหยุดเดินแล้วหันมองทางโถงรับแขกหน้าบ้าน หญิงสาววัยกลางคนผมสั้นประบ่าส่งรอยยิ้มมาทักทาย แต่ก้องกลับทำหน้าไม่ต้อนรับ ยิ่งพอหันไปเห็นหญิงสาวที่สาวกว่าอีกคนก็ยิ่งไม่อยากทำหน้าต้อนรับ
   

“สวัสดีจ้ะก้อง” ก้องจำใจพยักหน้ารับคำทักทายนั้นก่อนหันไปมองลุงปราชญ์ที่นั่งยิ้มกริ่ม กำลังจะเอ่ยปากทักทายพี่ชายพ่อก็ชะงักอีกรอบเมื่อเห็นว่าใครกำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวตรงข้ามกับลุงตัวเอง
   

“สวัสดีหลานก้อง” มาทั้งพ่อทั้งลูก พอ ๆ กับแม่ลูกอีกคู่
   

ก้องยิ้มแห้งบาง ๆ พร้อมกับพยักหน้าแบบไม่เต็มใจ หันไปมองลุงแล้วกลอกตาแว้บหนึ่งจนปราชญ์หัวเราะ
   

“เขามาเยี่ยม”
   

“มาเยี่ยมด้วยความจริงใจใช่มั้ย ไม่ใช่พากันมาเยี่ยมเพราะมีอะไรแอบแฝง”
   

“อ้าว ถือว่าตัวเองได้อยู่บ้านนี้แล้วจะทำเหนือกว่าใครก็ได้เหรอพี่” ก้องหันมองลูกชายของน้องชายพ่อที่หน้าตาเอาเรื่องไม่เคยเปลี่ยน เป็นคนหน้าตาดีนะ แต่ดีแบบกวนตีน
   

“ฉันไม่อยู่บ้านนี้ฉันก็เหนือกว่าแกไอ้ติดเป้ง”
   

“ผมชื่อเป๊ก!” เด็กหนุ่มว่าด้วยความไม่พอใจ แต่ก้องไม่สนใจ มองพี่สาวของพ่อกับลูกสาวที่ปั้นยิ้มจนน่าหมั่นไส้แว้บหนึ่งก่อนหันไปหาลุงตัวเอง
   

“ถ้าลุงปราชญ์เสร็จธุระแล้วบอกนะ ก้องมีเรื่องจะคุยด้วย” ปราชญ์พยักหน้า
   

“เรื่องอะไรกันเหรอคะพี่ปราชญ์” ก้องบิดปากเบา ๆ ก่อนเป็นคนพูดเอง
   

“ไม่ใช่เรื่องมรดกหรอกครับคุณป้าโส” ฉีกยิ้มแล้วก็หุบยิ้มฉับพลัน จากนั้นก็หมุนตัวเดินฉับ ๆ ออไปจากบริเวณห้องรับรองแขก ปราชญ์พยายามกลั้นขำ
   

ก้องมองซ้ายมองขวาขณะก้าวเท้าเดินไปตามโถงของบ้าน แต่ไม่เห็นใครอยู่แถวนี้หรืออยู่ในโซนใกล้กับตัวเองสักคนเลยเดินไปทางห้องทานอาหาร


“มีใครอยู่มั้ย” เด็กรับใช้สาวตัวเล็กวิ่งออกมาจากทางห้องครัว ก้องคลี่ยิ้มอ่อนโยน
   

“ฉันฝากเอาของไปเก็บในห้องนอนทีสิ เดี๋ยวจะไปหาพ่อน่ะ” เด็กรับใช้ยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นมือมารับของจากเจ้านาย
   

“คุณกรานต์อยู่ในสวนค่ะ” ก้องยิ้มขำน้อย ๆ
   

“เดาไว้เหมือนกัน”
   

กริ๊งงง กริ๊งงง~
   

สาวใช้ยื่นกระเป๋าให้ก้องไปเปิดเพื่อหยิบโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงร้องออกมา ก้องขมวดคิ้วเพราะไม่คุ้นกับเบอร์ที่กำลังโชว์อยู่บนหน้าจอ
   

“นี่จ้ะ” ก้องยื่นกระเป๋าคืนให้สาวใช้ก่อนจะเดินย้อนกลับไปทางฝั่งตรงข้ามที่จะพาทะลุออกไปสวน มองเบอร์ด้วยความพิจารณาอีกรอบว่าเป็นเบอร์คุ้นเคยหรือไม่ อาจจะเคยเมมแล้วลบไป หรือเคยโทรมาแล้วแต่ไม่ได้เมมไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้สึกคุ้นเคยอยู่ดี แม้จะไม่ค่อยชอบรับเบอร์แปลกแต่ก็กดรับสายเบอร์นี้
   

“ฮัลโหล ก้องพูดครับ”
   

[คุณก้อง ผมเองนะ อัค] ก้องถึงกับหยุดเดินและยกโทรศัพท์ออกมามองหน้าจออีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้หลอนไปเอง
   

[คุณก้อง] เสียงอัคราดังแว่วออกมาจากโทรศัพท์ ก้องยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูแล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อ
   

“โทษที ว่ายังไงคุณอัค”
   

[ผมอยากขอบคุณ…] ก้องประหลาดใจนิดหน่อย มือซ้ายเปิดประตูทะลุออกไปนอกสวนสไตล์อังกฤษ
   

[…ผมเห็นคุณรีบออกจากสถานีตำรวจ เลยโทรมาหาแทน]
   

“ฉันมีนัดทำสวนกับพ่อน่ะ” ก้องได้ยินเสียงระบายลมหายใจเบา ๆ เขาเดินไปนั่งเก้าอี้ไม้ตัวยาวริมข้างทางสำหรับเดินเข้าไปด้านในของสวน
   

[ขอบคุณที่ช่วย]
   

“ฉันบอกแล้วว่ายินดีช่วย”
   

[ขอบคุณ… จริง ๆ] ก้องยิ้มบาง
   

“เดี๋ยวพอพวกนั้นถูกดำเนินคดี สถานการณ์ของคุณคงคลี่คลายไปทางที่ดีมากขึ้นแล้วละ” ก้องยิ้มให้กำลังใจอีกฝ่ายแม้ว่าอัคราจะไม่เห็นก็ตาม
   

[หึ…] รอยยิ้มของก้องลดลง เพราะแน่ใจว่าเมื่อกี้อัคราน่าจะทำเสียงเยาะเบา ๆ
   

[…หวังว่า] ก้องมองเม้มปาก ท่าทางครุ่นคิด
   

“นี่ ถ้าจะชวนไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อ จะว่าอะไรหรือเปล่า…” อัคราเงียบ ก้องก็เงียบ ทั้งสองเงียบกันไปเกือบนาที
   

“…มากินที่บ้านฉันก็ได้นะ หรือจะที่เพนท์เฮ้าส์ก็ได้ หรือจะที่ไหนก็ได้ที่คุณสะดวก…” อัครายังเงียบ ก้องดึงโทรศัพท์ออกจากหูมาดูหน้าจอ ก็เห็นว่าเวลาบนจอยังนับต่อตามปกติ
   

“…เอ่อ หรือจะไม่กินเลยก็ได้ ไม่สะดวกก็ไม่ว่ากัน”
   

[ผมพยายามนึกร้านแล้ว แต่นึกไม่ออก เอาที่คุณอยากไปแล้วกัน] ก้องอ้าปากหวอด้วยความตกใจปนงง
   

“หะ… ห้ะ?” เผื่อตัวเองจะได้ยินอะไรผิดไป
   

[คุณเลือกร้านแล้วกัน แล้วบอกผมอีกทีว่าที่ไหน วันไหน กี่โมง] จะว่าดีใจก็ดีใจอยู่หรอก แต่มันก็เป็นความดีใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ ดีไม่ดีความงงเยอะกว่าด้วยซ้ำ
   

“ถ้าเป็นพรุ่งนี้คุณสะดวกหรือเปล่า”
   

[ตอนนี้ผมไม่มีงานที่ไหน สะดวกหมดแหละ] ก้องขำเบา ๆ
   

“โอเค งั้นเจอกันชั้นดาดฟ้า ตึก XXX ตอนหนึ่งทุ่มตรง โอเคมั้ย”
   

[อืม ได้] ก้องยิ้มอ่อน
   

“เจอกันนะครับ” อัคราไม่ได้ตอบรับอะไรกลับมา ก้องก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยกดวางสายไป นั่งคิดอะไรสักสองสามประเด็นสักพักก่อนจะคลี่ยิ้มขำจากนั้นก็ลุกเดินเข้าไปในสวนเพื่อไปช่วยพ่อปลูกต้นไม้กับดอกไม้
   

“ฮัลโหล ชาวสวนรูปหล่อ” สงกรานต์คลี่ยิ้มขำ แต่ก็ยังคงวุ่นวายกับการนำดอกไม้ลงกระถางตามเดิม ก้องเดินเข้าไปหอมแก้มพ่อหนึ่งฟอด ถ้าความสวยได้จากแม่ มุมหล่อ ๆ บนใบหน้าก็ได้มาจากพ่อนี่แหละ
   

“ก้องมาช่วยตามสัญญา”
   

“ไม่เข้าไปดูโรงงานเหรอ” ก้องส่ายหัว
   

“ฝากเดียร์ไปดูแล้ว แล้วก็ส่งเบบี้ไปดูแลหน้าร้านละครับ” ก้องยกเก้าอี้ไม้ตัวเล็กมานั่งข้างพ่อ หยิบถุงมือกันบาดขึ้นมาสวมใส่มือทั้งสองข้าง
   

“ถ้าฝนซาลงแล้วไปเที่ยวทะเลกันมั้ยพ่อ” ก้องถามพลางแกะถุงเพาะชำออกแล้วหยิบกุหลาบแดงลงกระถางสีขาวใบสวย
   

“ก็ดีนะ พาลุงแกไปพักผ่อนด้วย” ก้องคลี่ยิ้มกว้าง
   

“ไปดำน้ำแล้วกันเนอะ เดียร์เห็นช่วงนี้มีโปรโมชั่นถูก ๆ แต่ดูคุ้มเยอะเลย” ดวงตาเรียวคมเหลือบมองลูกชายและยิ้มมุมปากมีเลศนัย
   

“กับดำน้ำหาโปรโมชั่นถูก ๆ นะ ทีกับค่าตัวหนุ่ม ๆ นี่ทุ่มไม่อั้น” บิดายิ้มล้อลูกชาย กิดากรอ้าปากหน้าตาอึ้งทึ่ง
   

“ว้าว คุณพ่อ ร้ายนะ…” สงกรานต์หัวเราะเบา ๆ
   

“…พูดแบบนี้กิดากรเสียหน้าไม่ได้ละ เจอกันคุณพ่อ” เสียงหัวเราะของผู้เป็นบิดาเพิ่มขึ้นอีกนิด สองพ่อลูกช่วยกันย้ายดอกไม้จากถุงเพาะชำมาลงกระถางอย่างแข็งขัน
   

“แล้วมีความคิดที่จะลงหลักปักฐานกับใครสักคนมั้ย” สงกรานต์ถามสบาย ๆ ไม่ได้กดดันแต่อย่างใด ถามเหมือนอัปเดตชีวิตทั่วไปกันมากกว่า
   

“มีก็ได้ ไม่มีก็ได้อะพ่อ…” ก้องทำหน้าไม่แน่ใจกับความคิดตัวเองเท่าไหร่
   

“…อาจเพราะก้องยังไม่เจอคนที่มัดใจก้องอยู่หมัดมั้ง”
   

“อะไรกัน อายุสามสิบ…” ก้องยกมือขวาขึ้นเบรกทันที
   

“…อ๊ะ ๆ คุณพ่อ เก็บเลขท้ายไว้ในใจ” ลูกชายส่ายหัวและทำปากจุ๊ ๆ ผู้เป็นบิดาหัวเราะร่วน
   

“สามสิบมา…” ก้องกดหน้าลงและแกล้งมองพ่อเหมือนกำลังหลอกผี สงกรานต์ขำลูกชายเสียงดัง
   

“…โอเค ๆ” ก้องยกหน้าขึ้นและยังแกล้งเหลือบมองทางหางตาอีกหน่อยก่อนจะโฟกัสที่ดอกกุหลาบสีแดงสดสวยงามในถุงเพาะชำที่เพิ่งดึงมาใกล้ตัว
   

“ถึงก้องจะไม่ใช่สายมูเตลู ไม่ชอบดูดวง แต่ก้องว่าเรื่องความรักเราไปกำหนดไม่ได้…” ก้องยกดอกกุหลาบออกจากถุงเพาะชำขึ้นมาใส่กระถางสีขาวสลักลายโรมัน
   

“…มันไม่เหมือนความใคร่ ที่เรากำหนดได้ด้วยจำนวนเงิน” พูดเสร็จก็หัวเราะออกมาเองโดยที่ไม่ต้องให้พ่อนำ สงกรานต์หัวเราะลั่นตามลูกชาย ก้องหัวเราะจนตาหยีจมูกย่น ใช้เวลาพักหนึ่งก่อนที่สงกรานต์จะลดอาการหัวเราะลงได้
   

“แล้วเคยมีมั้ยที่เงินกำหนดไม่ได้” ก้องเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง มุมปากซ้ายยกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหล่อคมสมส่วนของอัคราผุดขึ้นในหัว
   

“มีอยู่แล้ว…” ก้องใช้พลั่วสีส้มตักดินจากกระบะสีดำลงในกระถาง
   

“…นี่แหละ ความหมายของคำว่าเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง” กิดากรหัวเราะเบา ๆ พลางใช้พลั่วตบ ๆ ดินในกระถางไปด้วย
   

“แล้วซื้อไม่ได้ทำไง เชิดหรือว่าเพิ่มเงิน” ก้องอ้าปากกว้างแล้วขำแบบไร้เสียงพร้อมกับส่ายหัว
   

“ก็ไม่ทำอะไร เขาเซย์โนก็คือเซย์โน…” ก้องวางพลั่วลงพื้นและยกกระถางขึ้นมามองดอกกุหลาบสีแดงใกล้ ๆ
   

“…มีผู้ชายแซ่บ ๆ ให้กินอีกตั้งหลายคน ไม่ได้กินคนเดียวก็ไม่ลงแดงตาย” ก้องวางกระถางในมือลงบนชั้นไม้สำหรับวางดอกไม้ที่เพิ่งเอาลงกระถางใหม่ ๆ ของพ่อ เขาไหวไหล่ขวาอย่างมีจริตและทำหน้าเชิด ๆ เริ่ด ๆ
   

“ถ้าเจอคนนั้นแล้วต้องบอกพ่อนะ…” ก้องขมวดคิ้วแต่ริมฝีปากก็ขยับเป็นรอยยิ้ม แต่เป็นยิ้มเชิงสงสัย
   

“…พ่ออยากรู้จัก อยากรู้ว่าผู้ชายคนนั้นมีอะไรทำไมถึงเอาลูกพ่ออยู่”
   

“แต่ถ้าเขาเอาก้องอยู่ ก้องพามาเจอพ่อไม่ได้นะ” สงกรานต์ขมวดคิ้วและสั่นหัวรัว ๆ
   

“ฮื้อ ไม่ใช่เอาแบบนั้นสิ” ก้องหัวเราะด้วยความเฮฮา หยิบดอกกุหลาบดอกใหม่มา คราวนี้เป็นดอกกุหลาบสีขาว ก้องยกกุหลาบสีขาวขึ้นมองครู่หนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วจัดการเอาลงกระถางเหมือนต้นก่อน ๆ

   





วันต่อมา
   

ก้องยืนสำรวจลุคซ์ของตัวเองในกระจกสำหรับดินเนอร์วันนี้อย่างพิถีพิถัน หันซ้ายหันขวา ซูมหน้ากับกระจกที่วันนี้ลงเพียงรองพื้นกับตบแป้ง เอามือแตะ ๆ ผมที่วันนี้ทำทรงหวีเปียก หยิบแจ็คเก็ตที่วางอยู่บนตู้เครื่องประดับมาเทียบครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะตัดสินใจเลือกแจ็คเก็ตพื้นขาวลายม้าลายสีดำ เพราะว่าเข้ากับเสื้อไหมพรมคอเต่าสีดำ กางเกงสแล็คสีดำขาเดฟเอวสูงอย่างลงตัวที่สุด
   

ก้องเดินไปทางโซนตู้กระจกสำหรับเก็บรองเท้า มองหาอยู่พักหนึ่งก็หยิบรองเท้าหนังทรงคอมแบททหาร แต่เป็นหัวแหลมและยกส้นสูงออกมา นั่งลงกับเก้าอี้นวมในห้องแต่งตัวแล้วจับรองเท้าใส่อย่างไม่เร่งรีบ พอสวมเสร็จเรียบร้อยก็ลุกเดินไปสำรวจไฟนอลลุคซ์ของตัวเองหน้ากระจกตัวยาว หันซ้ายหันขวา หันหน้าหันหลังอยู่เป็นนาที แล้วก็ตัดสินใจว่าควรเพิ่มเข็มขัดหนังสีดำหัวสีเงินสักเส้นก็เป็นอันว่าเพอร์เฟ็คต์
   

ก้องเลือกกระเป๋าหนังสีดำขนาดกลาง โซ่คล้องสีทองซึ่งเป็นของแบนด์ตัวเองออกมาจากตู้ ตรงแม่เหล็กปิดกระเป๋าเป็นสีทอง ซึ่งเป็นรูปสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่เขาออกแบบเองด้วยความภูมิใจที่สุด เวลามีนิตยสารหรือรายการมาสัมภาษณ์ว่าภูมิใจกับอะไรในแบรนด์ของตัวเอง ก้องจะตอบว่าภูมิใจกับสัญลักษณ์แบรนด์เสมอ เพราะมันเรียบหรูดูเก๋ คลาสสิคตลอดกาล
   

“หูย คุณก้อง เป๊ะอีกแล้วอะค่ะ” ก้องฉีกยิ้มให้กับเบบี้ที่นั่งดูทีวีอยู่ใน living area ของเพนท์เฮ้าส์
   

“กลับมาถึงนี่ไม่น่าจะเกินห้าทุ่ม” เบบี้ตาโตหน้าตาประหลาดใจ
   

“คุณก้องกลับเร็วเหรอคะ” ก้องยิ้มขำกับสีหน้าเหมือนนกฮูกของยัยผู้ช่วย


“แค่ไปกินข้าว เสร็จแล้วก็ไม่ได้ไปไหนต่อหรอก” เบบี้อ้าปากพึมพำว่าอ้อแบบไร้เสียง
   

“โอเคค่ะ ๆ” ก้องคว้ากุญแจรถจากเค้าน์เตอร์ครัวแล้วเดินสับ ๆ ไปทางลิฟต์ ส้นสูงกระทบกับพื้นห้องดัง crak crak ยืนรอลิฟต์ไม่ถึงสามนาทีประตูลิฟต์ก็เปิดออก ก้องก้าวเท้าเข้าไปด้านใน กดเลขชั้นลานจอดรถ ยกแขนซ้ายขึ้นมาถกแขนเสื้อขึ้นเพื่อดูเวลาบนนนาฬิกาข้อมือสีเงิน ตอนนี้หกโมงเย็น ก้องกำลังคำนวณในหัวว่าน่าจะใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ในการไปถึงที่นัดหมาย
   

รถของก้องจอดอยู่ในโซน Super V.I.P แบบที่ไม่มีใครมายุ่มย่าม เพราะเป็นหนึ่งเดียวที่อยู่เพนท์เฮ้าส์อันเป็นชั้นสูงสุดของตึกแห่งนี้ แม้จะมีเพนท์เฮ้าส์อีกสองสามชั้น แต่ห้องของก้องคือ supreme ของตึกนี้โดยแท้ ก้องจึงได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ทางตึกจะทำให้ได้
   

ดีไซน์เนอร์หนุ่มขับวนออกจากตึกที่พักอาศัยของตัวเอง มีเจ้าที่รักษาความปลอดภัยคอยอำนวยความสะดวกให้ไปจนถึงหน้าประตู ยกธงแดงขึ้นพื่อขอทางจากรถที่กำลังแล่นตรงมา ก้องรีบหักพวงมาลัยออกไปจากประตูตึกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้คนอื่นเสียเวลารอนาน พอเข้าสู่ถนนใหญ่ได้ก็เปิดกูเกิลแมพนำทางทันทีเพื่อความแม่นยำ แม้ว่าในใจจะมั่นใจอยู่แล้วก็ตามว่าไปถูก
   

ระหว่างขับรถก็เปิดเพลงสากลฟังขับกล่อมตัวเองตามนิสัย ฮึมฮัมอย่างอารมณ์ดีกับเสียงดนตรีเพราะ ๆ เวลาได้ฟังเพลงในหัวมักจะผุดภาพจินตนาการดี ๆ มากมายที่นำมาใช้กับงานของตัวเองได้ค่อนข้างมาก ใช้ได้จริงบ้าง เป็นแค่มโนบ้าง แต่เขาจะเขียนไอเดียพวกนี้เก็บเอาไว้ทั้งหมด แล้วค่อยเลือกออกมาใช้อีกที
   

กริ๊งงง กริ๊งงง~
   

สายเข้ามาเลยทำให้เสียงดนตรีค่อย ๆ เบาลง ก้องกดรับสายโดยที่ไม่ได้มองหน้าจอว่าเป็นใครโทรมา
   

“ฮัลโหล ก้องพูดครับ”
   

[ผมจะถึงละ คุณถึงไหนแล้ว] กล้องตาแทบเหลือกเมื่อได้ยินเสียงของอัครา ไม่ใช่เพราะเสียง แต่เพราะว่าอีกฝ่ายจะถึงแล้วต่างหาก
   

“เดี๋ยว ๆ ยังไม่หกโมงครึ่งด้วยซ้ำ คุณถึงแล้วเหรอ”
   

[อือ ผมกลัวรถติด อีกอย่าง มาถึงก่อนเวลานัดมันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่รึไง] ก้องอ้าปากหวอ หน้าตาอึกอัก
   

“เอ่อ ดี ดี ๆ คือฉันออนเดอะเวย์อยู่ อีกยี่สิบนาทีก็น่าจะถึงแล้ว”
   

[ก็ทันเวลานัดพอดี โอเคแหละ] คิ้วเรียวเข้มพอประมาณขมวดเข้าหากัน
   

“ถ้าคุณถึงก่อนก็ขึ้นไปรอข้างบนได้เลยนะ แจ้งชื่อฉัน เดี๋ยวเขาก็พาไปที่โต๊ะเอง”
   

[อือฮึ] อัครากดวางสาย เสียงเพลงกลับมาดังอีกครั้ง กิดากรมองบนจอโทรศัพท์ เชื่อว่าแมพคำนวณมาอย่างถูกต้องแล้วว่าอีกยี่สิบนาทีจะถึงจุดหมาย แต่การจราจรในเมืองหลวงก็มักจะทำลายความน่าเชื่อถือของกูเกิลอยู่เสมอ ๆ
   

ว่าแต่… เขาเป็นคนตรงต่อเวลา หรือว่าอยากเร่งเวลาในการอยู่ด้วยกันให้เร็วขึ้นกันล่ะเนี่ย

   


แล้วการจราจรของเมืองเทพสร้างก็ดิสเครดิตูเกิลแมพอีกครั้ง เมื่อใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงในการเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง ก้องขับรถขึ้นมาจอดบนลานจอดรถสำหรับเหล่าซูเปอร์คาร์ กดล็อครถก็หมุนตัวจะเดินไปขึ้นลิฟต์แต่ก็เบรกไว้เพราะมีรถสปอร์ตสีดำของแบรนด์ดังคันหนึ่งกำลังจะขับผ่านหน้า เมื่อรถคันนั้นขับไปจอดในช่องริมสุด ก้องก็รีบก้าวเท้าเดินไปยังลิฟต์ ใช้เวลาห้านาทีกว่าที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก จังหวะที่ก้องกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ผมด้านหลังก็ถูกกระชากอย่างแรง
   

“โอ๊ย!”
   

เพี๊ยะ!
   

พอถูกกระชากให้หันไปก็โดนตบฉาดใหญ่จนหน้าชา ก้องสะบัดหน้ากลับมาเพื่อมองหน้าคนทำร้ายตัวเอง พอเห็นว่าเป็นใครก็ถลึงตาทันที
   

“ไอ้หน้ายาว!” และยังมีเพื่อนมันอีกสองคนที่ยืนทำหน้าเหี้ยมเสริมความเหี้ยของนิสัยอยู่ข้างตัวของมัน
   

เพี๊ยะ!!!
   

แรงตบแรงกว่าเดิมเพราะเพื่อนชิตพลใช้หลังมือตบก้อง แล้วสักพักมันก็ยกเท้าถีบก้องจนร่างกระเด็นไปกองบนพื้น ความเจ็บปวดและความจุกแล่นไปทั่วหน้าท้อง ยังไม่ทันจะหายใจได้เต็มปอด ก้องก็โดนใครสักคนจิกหัวแล้วลากไปกับพื้น ก้องพยายามใช้เล็บตะกุยมือมันให้ได้มากที่สุด แต่ไอ้คนทำก็จิกไม่ปล่อย
   

“กระทืบมันเลยมึง” สิ้นเสียงไอ้หน้ายาว ก้องก็ระบมไปทั้งตัวเพราะโดนพวกมันรุมทุบรุมตี แต่ถึงจะเจ็บอย่างไรก้องก็ไม่ร้องออกมาสักแอะ เขาฟุบลงบนพื้นและพยายามงอตัวเพื่อป้องกันตัวเอง สองแขนยกขึ้นกันใบหน้า และพอทำแบบนั้นมันเลยเตะเข้าที่ท้องเขาเต็มแรงจนเขาต้องเอามือไปกุมท้อง
   

พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!
   

ในหัวของก้องเริ่มตื้อ เริ่มรับรู้สิ่งรอบตัวได้น้อยลง แต่ทว่ารับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อย่างชัดเจน…
   

พวกมันต่อยลงบนแก้มของเขาซ้ำ ๆ และย้ำ ๆ จนเลือดสีแดงหนืด ๆ ไหลออกจากปาก เกิดรอยช้ำรอยบวมบนแก้ม อีกสองคนรุมเตะก้องจนก้องไม่รู้จะปกป้องตัวเองยังไงดี เขารู้สึกเหนื่อยและคล้ายว่าจะหมดแรง
   

“เฮ้ย พอก่อน”
   

“อั่ก…” ก้องกระอักเลือดออกมา เขามองเห็นภาพเบื้องหน้าด้วยความเลือนลาง ไอ้หน้ายาวจิกหัวเขาขึ้นมา มันยิ้มเหี้ยมและกระชากหัวเขาไปด้านหลัง
   

“โทษฐานที่มึงตบกู และโทษฐานที่มึงขี้เสือก” ก้องกัดฟันแน่น ดวงตาเรียวคมเหมือนของพ่อจ้องมันอย่างไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะแทบไม่เหลือแรงหายใจแล้วก็ตาม
   

ถุย!
   

ก้องพ่นเลือดในปากใส่หน้ามัน หยาดเลือดเม็ดใหญ่เม็ดเล็กกระเด็นเกาะเต็มหน้าทุเรศ ๆ ของมัน ไอ้หน้ายาวสะดุ้งและปล่อยมือออกจากหัวเขา ก้องฟุบลงกับพื้นอีกครั้งเพราะไม่มีแรงจะพยุงตัว
   

“หืม อีเหี้ยนี้!”
   

ปั่ก!!
   

มันเตะอัดเข้าท้องเขาอีกรอบ ก้องตัวงอแต่ก็กัดฟันแน่นไม่ยอมร้องโอดครวญ เขาหายใจอย่างอ่อนแรง ในหัวหนักอึ้ง คล้ายมีเมฆหมอกสีดำลอยอยู่เต็มกะโหลก ในหูทั้งสองข้างเกิดเสียงประหลาดสลับกับอาการหูดับ ก้องพยายามจะลืมตาอันหนักอึ้ง และพยายามจะออกแรงคลานออกไปจากตรงนี้
   

ปี๊ดดดด!
   

เสียงนกหวีดดังขึ้นสนั่นลานจอดรถ แต่เสียงนั้นสำหรับก้องดูคล้ายว่าไกลออกไปเรื่อย ๆ และในที่สุดก็ดับวูบลง ทุกอย่างมืดสนิทและไม่ได้ยินอะไรอีกเลย



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
 :pig4:
 :กอด1:
 :เฮ้อ:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1063
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8


CHAPTER 5 : Stay.




   ร่างของกิดากรที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยถูกเข็นออกมาจากห้อง ICU ทุกคนที่มายืนรอกันหน้าห้องลุกกรูขึ้นไปดูสภาพของก้อง บิดาของก้องถึงกับน้ำตาเอ่อเมื่อเห็นสภาพของลูกชาย เบบี้ถึงกับร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นว่าเจ้านายตัวเองมีสภาพแย่แค่ไหน


ใบหน้าของก้องบวมตุ่ย ถึงจะไม่ได้บวมช้ำไปทั้งหน้า แต่จุดที่บวมก็น่ากลัวจนใจหาย โดยเฉพาะบริเวณแก้มที่ทั้งช้ำทั้งบวม ยิ่งกับแก้มซ้ายที่โดนกระทำย้ำ ๆ จนทำให้เนื้อปูดจนน่ากลัว หางตาซ้ายปูดขึ้นเหมือนโดนเอาลูกอะไรไปยัดไว้ใต้ผิวหนัง ริมฝีปากแตกและยังมีเกร็ดเลือดติดตามรอยแตก


“คุณก้อง… คุณก้อง…” เบบี้พึมพำน้ำตาไหลพราก เดียร์ต้องคอยจับไหล่เพื่อนผู้ช่วยเอาไว้แม้ตัวเองก็ทำท่าน้ำตาจะไหลเช่นกัน ลูกหยีกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ อัคราที่ยืนข้างกันยกมือลูบหลังผู้จัดการตัวเองเบา ๆ สายตามองก้องด้วยความเป็นห่วงปนวิตกกังวล


บุรุษพยาบาลเข็นร่างของก้องมาถึงห้องพักพิเศษของโรงพยาบาล เมื่อดันเตียงเข้าที่เรียบร้อยแล้ว พยาบาลสาวที่เดินตามมาก็ตรวจสอบสายน้ำเกลือ และจัดการกับเครื่องช่วยหายใจอย่างช่ำชอง พอเช็กหน้าจอเครื่องกับหน้าจอโชว์ชีพจรเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วย


“แข็งแรงนะลูก เดี๋ยวลุงจัดการไอ้คนที่มันทำหลานลุงเอง…” ลุงปราชญ์ลูบหัวหลานชายสุดที่รัก แววตาคมกล้าวาวโรจน์ ใบหน้าเข้ม ๆ ขบกรามแน่นจนเกร็งไปทั้งหน้า


“…ได้ภาพกล้องวงจรปิดมาแล้วใช่มั้ยเดียร์” ผู้ช่วยของก้องพยักหน้า


“เรียบร้อยครับคุณท่าน แล้วยามที่นั่นก็จำทะเบียนรถของพวกนั้นได้ด้วย” ปราชญ์กระตุกยิ้มมุมปากหน้าเหี้ยม


“ดี…” เปล่งเพียงเสียงเดียว แต่ทำเอาอัคราขนคอลุกได้อย่างง่ายดาย แล้วก็ต้องชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อลุงของก้องหันมามองเขา


“…ขอบใจนะที่ช่วยพาก้องมาส่งโรงพยาบาล…” พระเอกหนุ่มโล่งใจแต่ไม่ได้แสดงออก ทำเพียงพยักหน้าเบา ๆ
   

“…แกนอนเฝ้าลูกไปนะไอ้กรานต์ เดี๋ยวเรื่องอื่น ๆ ฉันจัดการเอง” สงกรานต์ที่เพิ่งเช็ดน้ำตาจนแห้งเหือดพยักหน้าให้พี่ชาย
   

“ครับพี่ ฝากด้วยนะ” ปราชญ์พยักหน้า ตบหัวหลานชายอย่างแผ่วเบาก่อนจะเดินออกไปจากห้องพัก พอประตูห้องปิด ลูกหยีก็หันไปมองเด็กในสังกัดของตัวเอง
   

“อัค แล้วไปเจอคุณก้องได้ไงเหรอ”
   

“ผมมีนัดทานข้าวกับเขา…” ทุกคนมองหน้าอัครา เขาทำหน้าเฉย ไม่ได้แสดงอาการแปลกประหลาดใด ๆ


“…แต่เลยเวลานัดมาห้านาทีแล้ว เขายังไม่มาผมเลยโทรหา ยามที่เป็นคนเข้าไปช่วยคนแรกรับสาย แล้วก็บอกว่าเกิดอะไรขึ้น” ทุกคนพยักหน้ารับรู้ด้วยความเข้าใจ


“ใครมันระยำทำได้ขนาดนี้” ลูกหยีมองก้องและสบถอย่างโกรธแค้นแทน


“เดี๋ยวก็รู้ครับ” เดียร์มองเจ้านายด้วยสายตาเป็นห่วง แต่ใบหน้าแสดงออกถึงความโกรธ


“เป็นไปได้มั้ยคะว่าเป็นพวกนั้น” สงกรานต์หันมองผู้ช่วยอีกคนของลูกชาย


“พวกไหนเหรอเบบี้” แต่คนตอบเป็นอัครา


“กลุ่มที่มีเรื่องกับผมแล้วคุณก้องเข้ามาช่วยเหลือไว้น่ะครับ” บิดาของก้องมองหน้าพระเอกหนุ่มอย่างงุนงง แต่ก็พยักหน้าไปก่อน


“ถ้าเป็นพวกนั้นจริง ผมขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณก้องต้องเดือดร้อน” อัครายกมือไหว้บิดาของคนเจ็บ สงกรานต์ยกมือขึ้นรับไหว้


“ถ้าก้องยื่นมือเข้าไปช่วยใครสักคน แสดงว่าเขาต้องมั่นใจแล้วว่าได้ช่วยถูกคน…” อัครารู้สึกวูบโหวงในอกวูบหนึ่ง เขากดหน้าลงเป็นเชิงขอบคุณ


“…นี่ก็ตีหนึ่งแล้ว ทุกคนกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่ออยู่เฝ้าก้องเอง” ทุกคนพยักหน้าตอบรับ หันมองก้องที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง


“เดี๋ยวเดียร์กับเบบี้จะมาหาตอนเช้านะครับคุณกรานต์” บิดาของก้องพยักหน้า


“เดี๋ยวหยีกับอัคจะแวะมาด้วยค่ะ” สงกรานต์ยิ้มบาง เดียร์เดินนำทุกคนออกไปจากห้องพัก


“ตอนเช้ามาเยี่ยมคุณก้องกับพี่นะ…” พอออกมานอกห้องลูกหยีก็พูดกับพระเอกในสังกัดตัวเองทันที อัคราไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ


“…คุณก้องเจ็บตัวเพราะยื่นมือเข้ามาช่วยเรานะอัค”


“ผมรู้น่า” อัคราตอบเสียงห้วน ลูกหยีถลึงตาใส่ทันที


“รู้แล้วก็ควรมาเยี่ยมเขา”


“ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่มาเยี่ยมสักหน่อย”


“แต่ก็ไม่ตอบรับทันที”


“งง ๆ อยู่ ให้เวลาคิดบ้างดิพี่หยี”


“แกโดนซ้อมมาด้วยรึไง ถึงมาทำงง เดี๋ยวฉันก็ทุบแกจริง ๆ เข้าให้หรอก” ลุกหยียกกำปั้นขึ้นทำท่าจะทุบอัครา พระเอกหนุ่มหน้ามุ่ยนิดหน่อยก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ สภาพกิดารกรตอนเขาไปพบว่าแย่มากแล้ว แต่ตอนออกมาจากห้อง ICU นั้นกลับแย่ยิ่งกว่าเดิม


“ถ้าให้ดีก็มาดูแลเขาบ้าง” อัคราทำหน้าบอกบุญไม่รับ


“เอาใหญ่ละ ๆ”


“ยังไงช่วงนี้แกก็ว่างงานอยู่แล้ว แวะมาดูแลเขาทั้งวันยังได้” อัครามองผู้จัดการตัวเองทางหางตา ไม่ได้ไม่พอใจที่ถูกบอกให้มาดูแลก้อง แต่ไม่พอใจที่พูดเรื่องไม่มีงาน อัคราเดินนำลูกหยีไปอย่างรวดเร็ว แซงแม้กระทั่งเดียร์กับเบบี้ที่เดินนำไปก่อนหน้านี้


“เอ๊า ไอ้อัค!” ลูกหยีแยกเขี้ยวตามหลังแล้วก็รีบจ้ำเท้าเดินตามไอ้พระเอกเอาแต่ใจนั่นไป




สามวันผ่านไป


“ให้ร่างกายของคนไข้ได้พักฟื้นอีกสักพักครับ แล้วเดี๋ยวเรี่ยวแรงเขาก็จะกลับมา…” คุณหมอวัยกลางคนเอ่ยเสียงนุ่ม แหวกเปลือกตาล่างของก้องแล้วใช้ไฟฉายส่องครู่สั้น ๆ


“…ม่านตามีการตอบสนอง เป็นสัญญาณที่ดีครับ…” คุณหมอหันไปยิ้มกับสงกรานต์และอัคราที่นั่งอยู่ด้วยกันบนโซฟาบริเวณปลายเตียง สองหนุ่มพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


“…กระเพาะดูดซึมอาหารทางสายยางได้ปกติ” ผู้เป็นบิดาถอนหายใจด้วยความโล่งอก หน้าตาที่เครียดมาตั้งแต่วันแรกที่ลูกชายเข้าโรงพยาบาลผ่อนคลายมากขึ้น


“แล้วแบบนี้จะฟื้นตอนไหนเหรอครับ” อัคราถาม


“หมอไม่สามารถระบุได้ แต่คิดว่าใช้เวลาไม่นานแน่นอนครับ” สองหนุ่มต่างวัยพยักหน้าอีกครั้ง คุณหมอเอ่ยขอตัวก่อนจะเดินออกไปจากห้องพร้อมพยาบาล


“หิวมั้ย” สงกรานต์ถามอัครา พระเอกหนุ่มยกแขนซ้ายขึ้นดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือก่อนจะตอบ


“ก็หิวครับ”


“งั้นเดี๋ยวสั่งเดลิเวอร์รี่มากินแล้วกัน อาเลี้ยงเอง”


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวแยกจ่ายดีกว่า” สงกรานต์ยิ้มใจดี


“ไม่เป็นไร มาเยี่ยมก้องทุกวันเลย”


“เพิ่งสองสามวันเองครับคุณอา อีกอย่างผมอยู่วันละแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงเอง” อัครายิ้มอย่างเกรงใจ


“งั้นก็ถือว่าวันนี้เป็นวันเลี้ยงขอบคุณ อายังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนน้ำใจเราจริงจังสักที” นักแสดงหนุ่มทำตัวไม่ถูกเท่าไหร่ สงกรานต์คิดว่าตัวเองเข้าใจประมาณหนึ่งว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง เพราะก่อนหน้านี้มักจะมากันเป็นกลุ่มใหญ่ ไม่ใช่มาคนเดียวแบบนี้ 


“ก็ถ้าเรา…” สงกรานต์ย่นคิ้ว


“…ชื่ออัคราเนอะ โทษที รู้แต่ว่าเป็นดารา แต่อาไม่ค่อยดูทีวีน่ะ” เจ้าของชื่อยิ้มบางและพยักหน้าลง


“ครับ ชื่ออัครา เรียกอัคเฉย ๆ ก็ได้ครับ” บิดาของก้องคลี่ยิ้ม


“นั่นแหละ ถ้าไม่ได้อัคพามาส่งโรงพยาบาล ก้องอาจอาการหนัก แค่เลี้ยงข้าวเอง ไม่หนักหนาอะไรหรอก” อัครารู้สึกอึดอัดนิดหน่อย แต่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าอวดร่ำอวดรวยอะไรเลยพยักหน้าลง







อาหารกลางวันที่สงกรานต์สั่งมามีมากมายและค่อนข้างหลากหลายราวกับว่ามีคนกินสิบคน แต่จริง ๆ ถ้าไม่รวมกิดากรที่ไม่สามารถมาร่วมวงกินได้ก็มีแค่สองคนเท่านั้นสำหรับอาหารมื้อใหญ่โตขนาดนี้


“เป็นเพื่อนกับก้องนานแล้วเหรอ” สงกรานต์ถามพลางกัดน่องไก่กรอบและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย อัคราที่กำลังเคี้ยวคอหมูทอดทำหน้านึก เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายความสัมพันธ์ของเขาสองคนยังไงดี


“พี่ลูกหยี ผู้จัดการผมน่ะครับ รู้จักคุณก้องมากกว่าที่ผมรู้จัก แต่ผมก็ได้รู้จักคุณก้องผ่านพี่หยีอยู่บ้าง…” สงกรานต์พยายามคิดตาม เหมือนจะเข้าใจ แต่พอมองหน้าสับสนงุนงงของอัคราก็เลยไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจมั้ย


“…เอ่อ เอาเป็นว่า เราเพิ่งมาพูดคุยกันมากขึ้นตอนที่คุณก้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผมนี่แหละครับ” อัครายิ้มแห้งกับการอธิบายที่แสนจะห่วยแตกของตัวเอง


“อ้อ มิน่าล่ะ อาถึงไม่เคยได้ยินชื่อเราจากปากเขาหรือเจอเรามาก่อนเลย หมายถึงเจอตัวจริงน่ะนะ” พระเอกหนุ่มยิ้มไม่เต็มปากนัก จิ้มคอหมูทอดเข้าปากอีกชิ้น


RRrrrr!


อัคราล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ มองหน้าจอก็เห็นเป็นเบอร์ผู้จัดการตัวเอง เขาถอนหายใจนิดหน่อย เพราะรู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง


“ฮัลโหลพี่หยี”


[อัค ไม่จ่ายค่าคอนโดฯ เหรอ] พระเอกหนุ่มชะงัก หันมองสงกรานต์ด้วยสายตาเกรงใจจนอีกฝ่ายทำมือว่าให้ออกไปคุยด้านนอกก็ได้ อัคราลุกเดินไปเปิดประตูห้องพักแล้วไปยืนคุยตรงกำแพง


“มีไรเหรอ”


[เจ้าของคอนโดฯ เขาโทรมาถามค่าเช่าห้องกับพี่ เพราะแกไม่รับสายเขาสักที] อัคราพ่นลมหายใจ หน้าตาเคร่งเครียด


“หมุนเงินไม่ทัน” เขาตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ตรงประเด็นที่สุด ลูกหยีถอนหายใจกลับมา


[พี่ไม่อยากพูดซ้ำ ๆ เลยนะอัค แต่พี่เคยบอกแล้วว่าทำงานมาให้เก็บบ้าง ไม่ใช่หามาแล้วใช้ไป] พระเอกหนุ่มขบกราม และแม้ว่าจะไม่ได้โกรธเคืองกับคำพูดของลูกหยี แต่ก็ขึงตาจนแววตาดุโดยอัตโนมัติไปแล้ว


[แล้วไม่เหลือเงินเก็บเลยเหรอ]


“ก็เอาไว้กินไว้ใช้ช่วงนี้ ถ้าจ่ายค่าคอนโดฯ ก็แทบไม่เหลือ” ลูกหยีถอนหายใจอีกรอบ


[งั้นขายรถเอามาจ่ายคอนโดฯ ไปก่อน] อัคราขมวดคิ้ว


“เฮ้ย พี่หยี ไม่ได้ดิ”


[อ้าว แล้วแกจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายคอนโดฯ] สีหน้าของอัคราไม่สู้ดีนัก


“แล้วถ้าผมขายรถ ผมจะเอาที่ไหนขับ”


[ก็ไม่ต้องขับ เอาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้รอดก่อนดีกว่ามั้ย] สีหน้าของเขาทั้งอึดอัดและเจ็บใจ


“ไม่มีงานเข้ามาเลยเหรอ”


[เฮ้อออ…] ลูกหยีว่าอย่างอ่อนใจ


[…มีแต่ถ่ายแบบกางเกงในว่ายน้ำ กับใส่กางเกงในว่ายน้ำแล้วถอดออก แกจะทำรึไงล่ะ…] อัคราหน้าเซ็งปนหงุดหงิดเล็ก ๆ


[…แกก็รู้อยู่แล้วว่ามีตั้งหลายคนจ้องจะแบนแกมาตลอด ผู้จัด ผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับ สไตล์ลิสต์ และแทบทุกตำแหน่งในกอง คนจัดอีเว้นต์ พวกเอเจนซี่ นักข่าวที่แกไปทำเก๋าใส่เขาตอนคบกับยัยแพท ถึงคดีมันจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นว่าแกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพริตตี้คนนั้น แต่พวกเขาแค่อาศัยจังหวะแกล้มเท่านั้นแหละอัค พอแกล้มพวกเขาก็รุมกระทืบจ้ะ] ลูกหยีสาธยายยาวเหยียด อัคราแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ไม่รู้เพราะลูกหยีสามารถหรือเขากำลังเครียดจนหัวตื้อหูอื้อกันแน่


“พี่จ่ายค่าคอนโดฯ ให้ผมก่อนได้หรือเปล่า ขายรถได้แล้วเดี๋ยวผมคืนให้”


[อือ ได้ แต่ต้องรอพรุ่งนี้นะ รอเช็คก่อน] อัคราถอนหายใจยาว ๆ


“ขอบคุณพี่”


[คืนนี้ไม่ต้องกลับคอนโดฯ หรอก นอนเฝ้าคุณก้องไปนั่นแหละ] อัคราหน้าเหวอนิดหน่อย


“เฮ่ย ให้ผมเฝ้าเขาทำไม พ่อเขาเฝ้าอยู่แล้ว”


[แกเบี้ยวจ่ายเขามาเป็นอาทิตย์ คิดว่าเขาจะไม่ไปดักรองั้นเหรอ แล้วทีนี้เขาก็จะยิ่งทำให้แกตกเป็นข่าวเรื่องเบี้ยวเงินอีก ภาพลักษณ์ที่มันแย่อยู่แล้ว ยิ่งได้แย่กว่าเดิมสิ]


“แล้วพี่คิดว่าวันอื่น ๆ เขาจะไม่ไปดักผมเหรอ”


[ก็พรุ่งนี้ฉันจะจ่ายค่าคอนโดฯ ให้แกแล้วไง…] อัคราหน้าตาบอกบุญไม่รับ


[ฉันรู้นะว่าแกกำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ ไม่อยากจะทวงหรอกนะ แต่แกมีฉันอยู่เนี่ย บุญแล้วย่ะ รับ ๆ เอาไว้]


“อะ ๆ ก็ได้ พี่เอาเสื้อผ้ามาให้ผมได้มั้ยล่ะ”


[ย่ะ เดี๋ยวเอาไปให้ แค่นี้นะ]


“เดี๋ยวก่อนพี่หยี…” อัคราอึกอัก ท่าทางไม่แน่ใจเท่าไหร่กับสิ่งที่กำลังจะพูด แต่ก็รู้ตัวว่าถ้าไม่พูด คืนนี้เขาคงแย่


“…เอาตุ๊กตาบนเตียงมาให้ด้วยนะ”


[แฟนคลับแกให้ตุ๊กตามาเป็นร้อย ฉันจะรู้มั้ยเนี่ยว่าตัวไหน]


“บนเตียงมีอยู่ตัวเดียว ตุ๊กตามังกรสีชมพูขาว ๆ เก่า ๆ หน่อย ตัวนั้นแหละ” อัครายกมือขึ้นเกาจมูก แก้มสองข้างแดงระเรื่อจาง ๆ


[ฉันไปคอนโดฯ แล้วเจอเจ้าของเขามารอแกล่ะ ไม่ต้องเอาหรอก]


“ไม่ได้ ต้องเอา พี่ก็หลบ ๆ เขาหน่อย นะ ขอร้อง เอาตุ๊กตามาให้ด้วย” อัคราทำหน้าอ้อนวอนทั้งที่ผู้จัดการไม่เห็น


[แกติดตุ๊กตาเหรอเนี่ยอัค ห๊า] พระเอกหนุ่มทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้


“เออน่ะ เอามาให้หน่อย ถ้าไม่เอามาผมอยู่เฝ้าคุณก้องของพี่ไม่ได้แน่ ๆ” เสียงพ่นลมหายใจสั้น ๆ ดังมาตามสาย


[ย่ะ ๆ เดี๋ยวไปเอาให้ เดี๋ยวแวะไปเอากุญแจที่โรงพยาบาล แค่นี้นะ] ลูกหยีกดวางสายไป อัครารู้สึกหนักอึ้งทั้งตัว ขมับทั้งสองข้างปวดตุบ ๆ เขาสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วพ่นออกมาแรง ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องพักของกิดากร และพยายามทำสีหน้าให้ดี


“อิ่มยัง ถ้ายังมากินอีกนะ” อัครายิ้มเล็กน้อยที่เห็นว่าพ่อของกิดากรยังคงเอ็นจอยอีทติ้งไม่หยุด เขาเดินไปนั่งที่เดิม หยิบพิซซ่าหน้าฮาวาเอี้ยนขึ้นมากัดหนึ่งคำ


“เมื่อกี้เหมือนก้องจะขยับนิ้วเลย น่าจะเพราะได้กินส้มตำปูปลาร้าของโปรด” บิดาของก้องหัวเราะขณะที่ตักไข่แดงเข้าปาก อัคราหันมองก้องที่นอนนิ่ง หัวใจเต้นตึกตัก กล้า ๆ กลัว ๆ กับสิ่งที่กำลังจะพูด แล้วสุดท้ายก็กลั้นใจพูดออกมา


“เอ่อ คุณอาครับ คุณอานอนโรง’บาลมาสามวันแล้ว คืนนี้ให้ผมนอนเฝ้าคุณก้องให้มั้ยครับ” สงกรานต์หันมองเพื่อนลูกชายที่เขาเพิ่งรู้จักด้วยความงงนิดหน่อย อัคราพยายามยิ้ม ในใจรู้สึกแย่มากที่ต้องทำแบบนี้เพื่อให้ตัวเองมีที่นอน อันที่จริงเรียกว่าที่หลบเจ้าหนี้จะเหมาะกว่า


“ไม่ไปถ่ายละครเหรอ” อัครายิ้มอ่อน


“ปิดกล้องไปแล้วครับ ตอนนี้ก็ เอ่อ รอเรื่องใหม่อยู่ ช่วงนี้เลยไม่มีคิวน่ะครับ”


“อ๋อ…” สงกรานต์เคี้ยวอาหารไปหน้าตาครุ่นคิดไปสักพัก


“…อาฝากก้องไว้กับอัคด้วยแล้วกัน” พระเอกหนุ่มคลี่ยิ้มมากขึ้นอีกนิด


“ได้ครับ”







21.00 น.


อัคราเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขายาวเนื้อนุ่มทรงกระบอก เขาเอาผ้าขนหนูไปตากใต้เครื่องเป่าผ้าเช็ดตัว เสร็จแล้วก็เดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำเปล่ามาเทน้ำใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เขาเอาแก้ววางไว้บนตู้เย็น หมุนตัวเดินไปนั่งบนโซฟาสีเทาติดผนังใกล้กับเตียงคนป่วยที่สามารถปรับให้กลายเป็นเตียงสำหรับญาติที่มาเฝ้าไข้ได้ กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มากดเล่นเกมแก้เบื่อก็ชะงักเพราะรู้สึกว่าบนเตียงมีการขยับ


“คุณก้อง…” อัคราลุกเดินไปยืนข้างเตียง กิดากรพยายามเปิดเปลือกตาทั้งสองข้างขึ้น แม้หางตาซ้ายจะบวมปูดแต่เจ้าตัวก็พยายามเปิดให้ได้มากที่สุด


“…คุณก้องได้ยินผมมั้ย” กิดากรกดหน้าลงไม่เต็มที่นัก อัครารีบกดปุ่มเรียกพยาบาลทันที


“คอแห้ง…” เสียงแหบแห้งกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่เพราะอยู่กันแค่สองคนอัคราจึงรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร


“เดี๋ยวรอหมอหรือพยาบาลก่อนนะ ผมไม่แน่ใจว่าหมอให้กินน้ำได้ยัง” ก้องปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนแรง อัคราหันไปมองด้านหลังเพราะได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง คุณหมอเวรกับพยาบาลเดินเข้ามาด้านใน เขาเดินถอยหลังไปนั่งบนโซฟา มองการทำงานของหมออย่างนิ่งสงบ


ตั้งแต่เข้าวงการมาก็ยังไม่เคยเล่นบทหมอเหมือนกัน ดูเอาไว้อาจจะเป็นประโยชน์ในอนาคต…


อนาคตงั้นเหรอ จะมีหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เล่นละครยังไม่ถึงสิบเรื่องก็จะหายไปจากวงการซะแล้ว อัคราถอนหายใจกับตัวเองเบา ๆ หมอกับพยาบาลพูดอะไรกันก็ได้ยินเหมือนเสียงแว่ว ๆ เพราะกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง


“คุณอัคราคะ” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมองคุณหมออย่างงุนงง


“ครับ”


“คุณกิดากรฟื้นแล้วนะคะ”


“อ๋อ เอ่อ ครับ ขอบคุณครับ” คุณหมอยิ้มอย่างเป็นมิตร


“เดี๋ยวตอนเช้าคุณหมอที่ดูแลคุณกิดากรจะเข้ามาเช็กอาการอีกทีค่ะ” อัคราพยักหน้า คุณหมอกับพยาบาลเดินออกไปจากห้อง เขาลุกเดินไปยืนข้างเตียง กิดาการถอดสายที่จมูกออกแล้วและกำลังลืมตามองเขาอย่างง่วง ๆ อยู่


“ขอน้ำได้มั้ย”


“หมอให้กินแล้วเหรอ” ก้องพยักหน้า อัคราเปิดฝาเหยือกน้ำสีใสสำหรับคนป่วยที่วางอยู่ตรงโต๊ะหัวเตียงแล้วจัดการเทใส่แก้วครึ่งหนึ่ง หยิบหลอดมาฉีกพลาสติกแล้วก็เสียบลงไปในแก้ว


“ผมปรับเตียงให้มั้ย จะได้กินสะดวกขึ้น” ก้องพยักหน้าอย่างอ่อนแรง อัครามองปุ่มบนที่กั้นเตียงอย่างงง ๆ ในห้าวิแรก แต่พออ่านข้อความอธิบายบนนั้นจนเข้าใจก็กดปุ่มสีเขียว เตียงค่อย ๆ ยกตัวขึ้นอย่างช้า ๆ และพอเห็นว่าอยู่ในระดับที่โอเคแล้วเขาก็กดปุ่มหยุด


“โอเคมั้ยน่ะคุณ” ก้องพยักหน้าอีกที พระเอกหนุ่มเลยหยิบแก้วน้ำขึ้นมายื่นให้อีกฝ่าย ก้องดูดน้ำเข้าปากไปหลายอึกแต่ก็ไม่ถึงกับหมดแก้ว


“หิวอะไรมั้ย” คนเจ็บส่ายหัว รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างหลังจากได้ดื่มน้ำเข้าไปในร่างกายโดยปากของตนเอง


“มานอนเฝ้าฉันเหรอเนี่ย” ก้องถามเสียงแผ่ว แต่ก็ไม่แหบแห้งเหมือนตอนเพิ่งฟื้น


“เอาตรง ๆ นะ…” ก้องยกยิ้มุมปากอยากจะขำแต่ก็ขำได้ไม่มากเพราะยังไม่มีแรงขนาดนั้น


“…ผมหนีเจ้าหนี้ พี่หยีเลยบอกให้นอนนี่ไปก่อน” ดีไซน์เนอร์หนุ่มขยับยิ้มกว้างขึ้นและออกเสียงขำเพียงเล็กน้อย แต่แค่นั้นก็ทำให้หน้าเหยเกทันที อัคราหน้าเหวอตกใจ


“อ้าว ๆ ใจเย็น อย่าเพิ่งขำ” ก้องหลับตาลง กลืนน้ำลายลงคอและพยายามปรับร่างกายตัวเองให้อยู่นิ่ง ๆ พอรู้สึกสงบมากขึ้นแล้วถึงลืมตา


“พูดจริงหรือเอาฮา”


“ผมก็อยากให้มันเป็นแค่เรื่องฮา ๆ เหมือนกัน” อัคราทำหน้าเซ็ง ก้องยิ้มบาง ๆ ไม่ได้สนใจใคร่รู้นักว่าจะจริงหรือไม่จริง ถามไปงั้นแหละ


“บอกแล้วว่าให้มาเป็นคู่นอนฉัน” พระเอกหนุ่มกลอกตา ก้องอมยิ้มขำน้อย ๆ


“เดี้ยงขนาดนี้ยังคิดเรื่องแบบนี้ได้อยู่อีกเหรอ” คนมาเฝ้าไข้ส่ายหัวให้กับคนไข้ที่ยิ้มขำแต่ก็พยายามไม่ขำมาก


“ขอบคุณนะ” ก้องเอ่ยเสียงเบา แววตาของอัคราอ่อนลง ทั้งรู้สึกผิดและรู้สึกขอบคุณอีกฝ่าย


“ผมสิต้องขอบคุณ คุณเจ็บตัวก็เพราะผม” ก้องหลับตาและส่ายหัวเบา ๆ แล้วก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น


“ไม่หรอก หมาบางฝูงมันก็กัดไม่ปล่อย” อัคราย่นคิ้ว แต่ในใจเข้าใจแล้ว


“เป็นพวกไอ้ชิลจริงเหรอ” ก้องพยักหน้าอย่างอ่อนแรง


“แต่ไม่ใช่ชิตพลหรอกนะ เพื่อนเขาน่ะ” ใบหน้าของอัคราดุดัน แววตาขึงขัง สันกรามขึ้นชัดเพราะขบแน่น กิดากรมองใบหน้าคมสมส่วนด้วยความชื่นชมอย่างอ่อนแรง พยายามไม่นอกลู่นอกทางแล้ว แต่ความหล่อของอัครามันเกินต้านจริง ๆ


“นี่ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ” อัคราหันมองกิดากรอย่างงง ๆ ทั้งที่หน้ายังดุอยู่


“คุณดูเข้มมาก มันเท่อะ” สีหน้าของอัคราคลายออกก่อนที่เขาจะถอนหายใจและมองไฮโซหนุ่มด้วยความเอือม


“ตาจะไม่ไหวอยู่แล้ว นอนเถอะ” เขากดปุ่มปรับระดับเตียงอีกปุ่มสำหรับทำให้เตียงปรับราบลง ก้องคลี่ยิ้มน้อย ๆ ขณะที่ครึ่งตัวบนเอนลงตามระดับของเตียง


“ตอนกลางคืนถ้าปวดฉี่หรือมีอะไรก็เรียกผมแล้วกันนะ” ก้องพยักหน้าเบา ๆ อัครายื่นสองมือไปดึงผ้าห่มให้ขึ้นมาปิดตัวของกิดากรดังเดิม เพราะตอนปรับระดับเตียงผ้าห่มมันหล่นลงไปกองตรงช่วงท้อง


กิดากรหลับไปแล้ว อัคราเดินไปปิดไฟบริเวณหน้าห้องน้ำแล้วก็กลับมาที่โซฟา มองคนเจ็บอีกครู่หนึ่งก่อนจะล้มตัวลงนอน คว้าตุ๊กตามังกรมีปีกมากอดแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเอง





ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8


CHAPTER 6 : Bear & Dragon.




   เช้าวันต่อมาก้องตื่นแต่เช้าตรู่เพราะปวดฉี่ มองไปทางโซฟาก็เห็นว่าอัคราหลับอยู่เลยไม่อยากรบกวน เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกพยาบาล รอไม่ถึงสามนาทีพยาบาลสาววัยกลางคนก็เดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
   

“ค่ะ คุณกิดากร”
   

“ปวดฉี่น่ะครับ แต่ผมไม่อยากปลุกเขา” พยาบาลยิ้มและเดินเข้าไปช่วยประคองคนเจ็บลงจากเตียง เธอช่วยถือถุงน้ำเกลือและยกขึ้นสูง พาคนเจ็บค่อย ๆ เดินไปทางห้องน้ำ เมื่อเข้าไปในห้องก็เอาถุงน้ำเกลือแขวนไว้กับประตูแล้วออกไปรอด้านนอก ก้องใช้เวลาทำธุระส่วนตัวเกือบสิบนาทีเพราะกว่าจะเคลื่อนไหวร่างกายได้ก็รวดร้าวเหลือเกิน
   

“เสร็จแล้วครับ” ก้องแง้มประตูบอกคุณพยาบาล เธอผลักประตูให้กว้างขึ้นและหยิบถุงน้ำเกลือมาถือ ก้องค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำอย่างเชื่องช้าเหมือนตอนเดินมา พยาบาลเดินไปส่งหนุ่มหน้าสวยขึ้นเตียงอย่างระมัดระวัง
   

“เดี๋ยวคุณหมอจะเข้ามาตรวจร่างตอนแปดโมงเช้านะคะ อาหารก็จะมาเสิร์ฟพร้อมเลยค่ะ…” ก้องยิ้มอ่อนพร้อมกับพยักหน้า คุณพยาบาลหันไปมองชายหนุ่มบนโซฟา
   

“…เพื่อนคุณก้องรับอาหารเช้าด้วยมั้ยคะ พอดีไม่แน่ใจว่าญาติอาจจะอยากทานอาหารนอกโรงพยาบาลหรือเปล่า”
   

“เอามาเผื่อเขาด้วยแล้วกันครับ” พยาบาลสาวพยักหน้าก่อนจะเดินออกไปจากห้อง จังหวะที่ประตูปิดอัคราก็ลืมตาตื่นขึ้นอย่างเบลอ ๆ ก้องมองคนมานอนเฝ้าเขาทั้งคืน (แม้จะมาเพราะหนีเจ้าหนี้ก็เถอะ) แล้วคลี่ยิ้มอ่อน
   

“หลับสบายมั้ย” ก้องถาม อัคราหลับตาลงอีกพักหนึ่งถึงลืมขึ้นอีกรอบ ร่างหนาค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่ง หันมองรอบตัวอย่างงง ๆ อีกครู่แล้วก็ยื่นมือไปหยิบมือถือมาดูเวลาก็เห็นเลขเจ็ดปรากฏอยู่บนนั้น
   

“คุณตื่นนานแล้วเหรอ” อัคราถามง่วง ๆ
   

“ก่อนหน้าคุณแป๊บเดียวเอง ปวดฉี่น่ะ” คนนอนเฝ้าไข้มองคนไข้อย่างงุนงง
   

“เดินไปเข้าห้องน้ำเองเหรอ”
   

“เรียกพยาบาลมาช่วย” อัคราพยักหน้าอย่างสลึมสลือและอ้าปากหาววอดใหญ่
   

“ที่จริงเรียกผมก็ได้นะ”
   

“ไม่อยากปลุก เห็นนอนกอดน้องตุ๊กตาสบายเลย” ก้องคลี่ยิ้มบาง ไม่ได้ล้อหรือแซวออกนอกหน้า ยิ้มด้วยความรู้สึกเอ็นดูที่ได้เห็นมุมนี้ของอัครา
   

“อ๋อ…” พระเอกหนุ่มก้มมองเจ้ามังกรสีชมพูท้องขาวและยิ้มมุมปากอ่อน ๆ
   

“…เพื่อนซี้ผมเอง” ก้องพยักหน้า ไม่ถามเซ้าซี้ต่อ เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย เจาะลึกมากไปเดี๋ยวจะดูสาระแนมากกว่าเดิม
   

“หิวยัง ฉันสั่งให้พยาบาลเอาอาหารมาเผื่อคุณด้วยนะ” อัคราหาวอีกทีและยกมือขวาขึ้นเกาต้นคอแคว่ก ๆ
   

“อันที่จริงไม่ต้องก็ได้ ที่พ่อคุณสั่งมาเมื่อวานยังเหลืออีกเยอะเลย…” เขาชะงัก หน้าตาเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
   

“…เอ้อ ขอโทษที ลืมไปว่าคุณหลับไม่รู้เรื่อง” ก้องยิ้มอ่อน
   

“ฉันว่าฉันได้กลิ่นปลาร้า สั่งส้มตำมากินกันด้วยเหรอ” อัคราเลิกคิ้วขึ้นและมองก้องตาโต แต่เพราะเพิ่งตื่นเลยโตได้นิดเดียว
   

“อ่าว ที่พ่อคุณพูดไม่ใช่เรื่องอำเหรอ ได้กลิ่นปลาร้าจริงดิ” คนป่วยพยักหน้า อัครายิ้มขำเบา ๆ แต่พอเห็นอาการบวมช้ำบนหน้าของก้องก็ถอนหายใจยาว ๆ
   

“ขอโทษจริง ๆ ที่คุณต้องเจ็บตัวเพราะผม”
   

“ไม่เป็นไร…” ก้องทำหน้านึก คิ้วย่นเล้กน้อยเพราะไม่แน่ใจ
   

“…ฉันบอกไปแล้วใช่มั้ยว่าไม่เป็นไร”
   

“รูปประโยคคล้ายกัน แต่ความหมายเดียวกันแหละ”
   

“อืม อย่าคิดมากเลย ฉันเต็มใจช่วยคุณจริง ๆ”
   

“ผมไม่อยากถามแบบนี้หรอกนะ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะคุณอยากนอนกับผม คุณจะทำถึงขนาดนี้มั้ย…” ก้องหัวเราะ แล้วก็ต้องหน้าเหยเกเพราะเจ็บแผล
   

“…อ้าว ทำคุณเจ็บอีก” อัคราทำหน้าเซ็งกับตัวเอง กิดากรหลับตาลงพักหนึ่งจนความเจ็บทุเลาลง ลืมตาขึ้นแล้วก็ตอบคำถามของพ่อพระเอก
   

“เรื่องอยากนอนกับคุณ ยังอยากเหมือนเดิม แต่ฉันไม่คิดเอาตัวเองมาเจ็บขนาดนี้เพียงเพราะดุ้นของคุณหรอกนะ” อัครามองหน้ากิดากรอย่างข้องใจ แต่ก็ไม่ถึงกับจะเค้นเอาเป็นเอาตาย
   

“คือผมรู้สึกว่า คุณมีน้ำใจกับผมเกินไปอะ ทั้งที่เราเจอกันไม่ประทับใจเท่าไหร่”
   

“ที่มันไม่ประทับใจก็เพราะฉันทำให้มันไม่น่าประทับใจไง…” ทั้งสองคนมองตากัน ก้องยกยิ้มมุมปากข้างซ้ายขึ้น
   

“…คือฉันแค่รู้สึกว่าการกระทำของคนพวกนั้นมันทุเรศมาก แล้วยิ่งมีแบ็คอัพทุเรศ ๆ คอยช่วย ฉันยิ่งรู้สึกว่าต้องทุบคืนเท่านั้น อย่างน้อยก็ถือว่าเราเป็นคนรู้จักกัน…” อัครายังคงมองกิดากรนิ่ง
   

“…อีกอย่าง คุณก็น่าจะมองออกอยู่บ้าง” คิ้วเรียวเข้มขมวดเข้าหากัน
   

“มองอะไรออก” นักแสดงหนุ่มถามด้วยความไม่เข้าใจ
   

“ก็ที่ฉันชอบคุณไง” แว้บแรกอัคราอึ้ง แว้บต่อมาก็ทำหน้าเข้าใจ
   

“อ้อ…” ไฮโซหนุ่มท่าทางไม่เคอะไม่เขินไม่อายใด ๆ
   

“…กะว่าทำคะแนนซื้อใจผมว่างั้น” ก้องยกติ้วขึ้นนิดหนึ่ง
   

“อืมมม ไม่ได้กะงั้นนะ แต่ถ้าซื้อมาได้ ก็ถือว่าเป็นกำไรมหาศาล” อัคราทำหน้าเอือมไม่จริงจัง กิดากรคลี่ยิ้มบาง
   



   



08.20 น.
   

ก้องกำลังนั่งกินอาหารที่ทางพยาบาลจัดมาให้อยู่บนเตียง ส่วนอัครานั่งกินอาหารจากเมื่อวานที่เวฟเรียบร้อยแล้วอยู่ตรงโซฟา ทีวีเครื่องใหญ่ในห้องเปิดช่องหนังประเทศไว้เพื่อไม่ให้ห้องเงียบจนเกินไป ก้องหันมองตุ๊กตามังกรตัวสูงราวยี่สิบเซ็นติเมตรที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยสายตาเอ็นดู แม้มันจะดูมอมแมมไปบ้างแต่ก็น่ารักอยู่ดี
   

“น่ารักมากเลย…” อัครามองหน้าคนเจ็บงง ๆ คนบนเตียงชี้เจ้ามังกรสีชมพูท้องขาวมีปีกกับเขาสีดำ
   

“…มันมีชื่อมั้ย” พระเอกหนุ่มพยักหน้าและยิ้มบาง ๆ
   

“ก็เรียกมันตรงตัวนั่นแหละ เจ้ามังกร”
   

“อ๋า อายุกี่ขวบแล้วเหรอ” คนถูกถามทำหน้านึกสักพัก
   

“ผมได้มาตั้งแต่ยังเด็กมาก จำไม่แม่นว่ากี่ขวบ…” กิดากรพยักหน้า ไม่ได้คะยั้นคะยออะไรต่อ ทำเพียงตักโจ๊กเข้าปากและเคี้ยวช้า ๆ
   

“…แต่ที่จำได้คือมันอยู่กับผมตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มันอยู่ข้างผมเสมอ แล้วก็เป็นคนเดียวที่ผมไว้ใจ เพราะเป็นเพื่อนคนเดียวที่ผมมีในตอนนั้น” อัครายิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มขื่น ประโยคของหยีที่เคยพูดดังแว่วเข้ามาในหัว
   

อัคเขาไม่ค่อยมีเพื่อน
   

“สมัยเด็ก ๆ ฉันก็ชอบพูดกับตุ๊กตา ถึงมันจะตอบโต้ไม่ได้ แต่นั่นแหละข้อดีของมัน เพราะฉันไม่อยากให้มันเถียงฉัน…” อัครายิ้มขำบาง ๆ กิดากรยิ้มกริ่ม
   

“…มันเคยหายไป ฉันนอนไม่หลับเลย มันไม่ชิน ช่วงที่ไม่มีมันฉันหลับเพราะร้องไห้และพ่อคอยกล่อม จนพ่อต้องหาซื้อตัวใหม่มาให้ แบรนด์เดียวกัน สีเดียวกัน แต่ความรู้สึกมันต่างกัน…” อัครามองหน้ากิดากรอย่างตั้งใจฟัง
   

“…ฉันรักตัวนั้นไปแล้ว ต่อให้มาจากโรงงานเดียวกัน ส่งตรงมาจากอังกฤษเหมือนกัน คนเย็บคนเดียวกัน แต่ฉันรักตัวนั้น”
   

“แล้วคุณได้มันกลับคืนมามั้ย” ก้องคลี่ยิ้มกว้าง แต่สักพักก็เปลี่ยนเป็นหน้าบู้จนอัครางง
   

“ได้สิ น้องสาวที่เป็นญาติกันขโมยไปน่ะ เพราะฉันกับนางไม่ถูกกัน นางเลยแกล้ง” อัครายิ้มขำ
   

“เขาเอาไปซ่อนเหรอ”
   

“นางเอาไปไว้บ้านนางเลยจ้า…” กิดากรทำหน้าเข่นเขี้ยว มือขวากำหมัดและทุบลงบนหน้าขาตัวเองเบา ๆ
   

“…ลุงฉันเอะใจน่ะว่าอาจจะโดนแกล้ง เลยไปดูบ้านนางให้ สรุปเจอ ฉันก็เลยได้น้องคืนมา”
   

“ของคุณเป็นตุ๊กตาอะไรเหรอ” ก้องยิ้มบางอย่างมีความสุข
   

“เท็ดดี้แบร์สีครีม ผูกโบว์สีน้ำตาล ตัวเล็กกว่าของคุณนิดนึง ตอนนี้ฉันเก็บมันไว้ในห้องนอนที่เพ้นท์เฮ้าส์น่ะ เห็นมันก่อนนอนก็จะช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น” อัคราเคี้ยวนักเก็ตไก่จนหมดปากก่อนจะถามต่อ
   

“มันมีชื่อมั้ย” คนเจ็บพยักหน้าหงึก ๆ
   

“ชื่อน้องหมีครีม” พระเอกหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับคลี่ยิ้มอ่อน
   

“พาหมีครีมมาทำความรู้จักกับเจ้ามังกรได้นะ” กิดากรยิ้มขำ
   

“ได้สิ” นักแสดงหนุ่มยิ้มมุมปากและตักอาหารเข้าปาก ก้องเห็นเนื้อหมูเนื้อไก่บนโต๊ะก็อยากกินแต่ทำได้แค่ถอนหายใจเพราะคุณหมอยังไม่อนุญาตให้กินอาหารหนัก ๆ ต้องกินตามที่คุณหมอจัดให้เท่านั้น
   

“ถ้าหายแล้วไปกินร้านที่เรานัดกันมั้ย” ก้องที่กำลังทำหน้ามู่เปลี่ยนเป็นหน้างงนิดหน่อย
   

“ร้านที่นัด อ๋อ ได้สิ…” ทั้งสองคนยิ้มอ่อนให้กัน
   

“…เลยกลายเป็นว่าเดตแรกของเรากลายเป็นเบรคฟัสท์ในโรงพยาบาลซะงั้น” อัคราขมวดคิ้วและหรี่ตามองคนบนเตียง
   

“หือ เดตเหรอ?”
   

“อ้าว ไม่รู้เหรอว่ามื้อวันนั้นฉันตั้งใจชวนไปเดต” พระเอกหนุ่มบิดปากเอือม กิดากรขำอ่อน สายตาหันมองหน้าจอทีวีที่กำลังฉายฉากแอคชั่นของหนังอยู่
   

“นี่ นานแค่ไหนเหรอที่จะได้ดูผลงานคุณอีก…” ก้องหันไปมองอีกคน
   

“…นอกจากรูปร่าง หน้าตา ผมชอบฝีมือการแสดงของคุณมาก ๆ นะ” อัครานิ่ง มองหน้ากิดากรแว้บหนึ่งแล้วก็เสมองไปทางอื่น
   

“ผมก็ไม่รู้” เขาไม่รู้จริง ๆ เขาไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไงต่อ


ดีไซน์เนอร์หนุ่มมองด้วยความเห็นใจแต่พยายามไม่แสดงออกถึงความสงสารอะไรทำนองนั้น “เดี๋ยวก็คงดีขึ้นแหละ”


“คุณมองโลกแง่ดีไปรึเปล่า” อัครายิ้มเยาะ


“ฉันรู้นะว่าการมองโลกในแง่ดีเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก แต่ฉันก็ไม่อยากมองอะไรให้มันเลวร้ายไปซะหมดนี่นา” นักแสดงหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดและผ่อนออกมายาว ๆ


“ผมก็อยากมีงาน เงินผมจะหมดแล้ว”


“เอ้า ฮ่า ๆ โอ๊ย สีดดดด” ก้องหน้าเบ้เพราะความเจ็บ อัครานั่งมองด้วยความเหวอ


“เฮ้ย ใจเย็นคุณ ขอโทษที่ทำให้ขำทั้งที่ผมซีเรียส” ก้องนึกหงุดหงิดที่ตัวเองเจ็บแบบนี้ เพราะมันทำให้เขาแสดงสีหน้าท่าทางไม่ได้ดั่งใจเลย


“ดีขึ้นยัง” อัคราถามและมองอย่างเป็นกังวล กิดากรที่สีหน้าผ่อนคลายขึ้นพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะลืมตามองคนตรงโซฟา


“ข้อเสนอที่เคยบอกไว้ ไม่มีวันหมดอายุนะ ถ้าสนใจมาดีลกันใหม่ได้” ก้องยิ้มกรุ้มกริ่มแววตาซุกซน อัคราทำหน้าเอือมและส่ายหัว หยิบไก่ขึ้นมากินท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงร้องโอดโอยของอีกฝ่าย







ตอนบ่าย


“ก้อง” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์แล้วคลี่ยิ้มให้พี่ชายของบิดา


“สวัสดีครับ” อัคราที่อยู่บนโซฟายกมือไหว้ปราชญ์ อีกฝ่ายยกมือรับไหว้และเดินเข้าไปยืนข้างเตียงหลานชาย


“ลุงจับพวกนั้นได้แล้ว ยังไม่เอาไปส่งตำรวจ จะมาถามว่าให้เอาพวกมันมาที่นี่มั้ย” อัครามองลุงของกิดากรด้วยความเหวอปนอึ้งและปนกลัว


“ก้องไม่อยากบอกแบบนี้เลย แต่เอามันมาก่อนได้มั้ย” แม้จะพยายามไม่แสดงออกว่าเคียดแค้น แต่สายตาของกิดากรก็วาววับ


“ดีมาก ลุงอยากได้ยินแกพูดอย่างนี้แหละ” ลุงปราชญ์ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดหน้าจอสองสามทีแล้วก็เอาขึ้นแนบหู


“เฮ้ย เอาพวกมันมาหาหลานกู” สั่งน้ำเสียงเข้มแล้วก็วางสาย นักปราชญ์ยกมือขวาลูบหัวหลานชายเบา ๆ สักพักก็หันไปมองอัครา


“เพื่อนก้องคนนี้นิสัยดีนะ เอาเรามาส่งโรงพยาบาลแล้วยังมาเฝ้าอีก” อัครายิ้มเก้กังทำตัวไม่ถูก


“ลุงปราชญ์ชอบเขามั้ย” กิดากรถามยิ้ม ๆ


“ชอบสิ ใครดีกับหลานลุง ชอบหมดแหละ แต่ถ้าใครร้ายใส่ ก็ไม่ชอบ” แม้นไม่ใช่ประโยครุนแรงหรือข่มขู่ แต่อัคราก็แอบกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ


“ก้องก็ชอบเขา ชอบมากด้วย” ผู้เป็นลุงย่นคิ้วมองหลานชายก่อนจะสลับไปมองไอ้รูปหล่อที่ยิ้มแห้งกลับมา แล้วก็หันกลับมามองหลานชายอีกที


“เดี๋ยว นี่เพื่อนหรือแฟน ลุงจะได้เรียกถูก” ก้องยิ้มกว้างเท่าที่จะกว้างได้


“เพื่อนก้อง แต่ก้องชอบเขา” นักปราชญ์หันมองพระเอกหนุ่ม


“ไม่ชอบหลานลุงบ้างเหรอพ่อหนุ่ม ถึงไม่ใช่ผู้หญิง แต่มันสวยนา แซ่บด้วย” ลุงปราชญ์ยิ้มกว้างจนทำให้หน้าหนวดดุ ๆ นั่นดูใจดี อัครารู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดหนึ่ง (นิดจริง ๆ)


“ก้องเป็นคนดีครับ” ปราชญ์หัวเราะร่วน


“เอ๊า ไอ้ก้อง คนแรกเลยมั้งเนี่ยที่ปฏิเสธเราน่ะ อดแดกแล้ว” ก้องทำหน้ามู่ทู่


“ก้องมีให้กินอีกเยอะน่ะ” ผู้เป็นลุงหัวเราะเสียงดัง หน้าตาชอบอกชอบใจกับคำพูดคำจาของหลานรัก แต่พอประตูห้องเปิดและมีชายฉกรรจ์ร่างบึ้กสองคนเดินนำเข้ามา ใบหน้ายิ้มแย้มใจดีเมื่อครู่ก็หายไปทันที


“พามันมายืนตรงหน้าหลานกู” สองหนุ่มตัวบึ้กหันไปกระชากร่างอดีตเพื่อนของอัคราสองคนแรกให้เดินตามมา ส่วนอีกคนถูกชายร่างบึ้กที่ปิดท้ายขบวนผลักให้เดินตามไป อัคราอ้าปากค้างกับสภาพของเพื่อนเพราะเละไม่แพ้กิดากร แต่ทว่าสภาพแผลนั้นแห้งแล้ว เขาหันไปมองหน้าคนป่วยบนเตียง ก้องมองทั้งสามคนอย่างไร้ความรู้สึก


“อยากให้มันทำอะไร ก้องบอกเลย” ลุงของกิดารบอกเสียงเหี้ยม อัครามองภาพตรงหน้าแล้วเกิดความสงสัยว่าสภาพสะบักสะบอมขนาดนี้ ตอนเดินเข้ามาในโรงพยาบาลคนไม่มองกันเต็มเลยหรือไงกัน


“หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิป เอาหลาย ๆ มุม” ก้องสั่งลูกน้องของลุง ทั้งสามคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา หนึ่งคนเดินอ้อมไปยืนข้างเตียงอีกฝั่ง สามคนที่ทำร้ายก้องยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยม


“ไปกราบขอโทษอัคราที่พวกแกพยายามโยนความผิดให้เขา…” น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าทรงพลัง อัครายืดตัวขึ้นพร้อมกับมีสีหน้างุนงง 


“…สารภาพออกมาให้หมดว่าพวกแกวางแผนชั่วอะไรไว้” ทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองก้อง ไอ้หน้ายาวยังมีแววก้าวร้าวในดวงตา นักปราชญ์เห็นแบบนั้นก็โมโห


“อย่าเพิ่งถ่ายคลิป…” ลูกน้องร่างบึ้กทั้งสามคนปิดโหมดกล้องแล้วเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง ลุงปราชญ์เดินเข้าไปตบหัวไอ้คนกลางอย่างเต็มแรง


“…มึงอย่ามาทำตาขวางใส่หลานกู” ไอ้หน้ายาวก้มหน้าลงและพยายามเก็บอาการ


“ไปสิ คุกเข่าตรงหน้าอัครา กราบขอโทษเขา แล้วพูดออกมาว่าพวกแกพยายามยัดเยียดความผิดให้เขา” ก้องมองทั้งสามคนสายตาเย็นเยือก ไร้แววปราณีใด ๆ สามหนุ่มที่โดนรุมยำจนหน้าบวมช้ำค่อย ๆ พากันหันไปทางอัครา พระเอกหนุ่มนั่งมองนิ่ง


“มาดิ กูรออยู่” อัคราบอกเสียงทุ้มหน้าขรึม ทั้งสามคนมองนักแสดงหนุ่มตาแข็ง อัครากดสายตาลงบนพื้น ไอ้หน้ายาวทำท่าจะพุ่งตัวเข้าหาอดีตเพื่อน


“เฮ้ย!” หนึ่งในลูกน้องของนักปราชญ์คว้าคอเสื้อไอ้หน้ายาวไว้อย่างรวดเร็ว


“ถ้ามันไม่นั่งเอง ก็จับมันกดลงไป” ก้องบอกลูกน้องลุงด้วยความหงุดหงิด ทั้งสามเข้าชาร์จคนที่ทำร้ายนายน้อยของตัวเองและจับพวกมันกดลงบนพื้น


“กราบอัครา…” กิดากรสั่งเสียงเรียบ แต่ทั้งสามคนยังนิ่ง


“…ฉันบอกให้กราบ” น้ำเสียงกังวานขึ้นอีกนิด


“ไม่ต้องหรอกคุณก้อง…” อัคราพูดแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉยเมย


“…แค่พวกมึงพูดก็พอว่าเป็นพวกมึงที่ทำผู้หญิงคนนั้นตาย” เขาจ้องตาเพื่อนคนกลางตาคมวาว อีกฝ่ายจ้องกลับมาอย่างไม่ยอม ลูกน้องทั้งสามคนของลุงปราชญ์เตรียมยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป


“พูดสิ” เสียงกิดากรสั่งอีกครั้ง


สองคนที่ขนาบข้างไอ้หน้ายาวยกมือขึ้นมาตรงอกและตั้งท่าจะพูด แต่ไอ้คนกลางกลับปัดมือเพื่อนทั้งสองคนลง แล้วลุกขึ้นยืนก่อนหันไปมองกิดากรตาขวาง


“กูไม่พูด เพราะพวกกูไม่ใช่คนผิด…” ก้องจ้องไอ้หน้ายาวตาเขม็ง


“…แล้วกูก็จะเอาเรื่องที่ลุงของมึงทำร้ายกูด้วย” ความเจ็บความระบมใด ๆ หายไปจากความรู้สึกของกิดากร เขาดันตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วโน้มตัวไปตบหน้ามันอย่างโมโห


“ไอ้หน้าด้าน!” แล้วก็ยกเท้าขวาขึ้นถีบท้องมันเต็มตีน แต่ตัวเขาเองก็หลังกระแทกเตียงเช่นกัน ลุงปราชญ์รีบเข้าไปดูหลานทันที ก้องหน้าเหยเกเพราะความเจ็บระบม แต่เพราะความโกรธเลยทำให้อาการเจ็บเหมือนมดกัด แววตาของกิดากรแข็งกร้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธจัด


“ลุงปราชญ์ บอกพี่สารวัตรนะว่าก้องไม่ยอมความที่มันทำร้ายร่างกายก้อง ไม่ยอมมากกว่าข้อกำหนดของกฎหมายด้วย…” ผู้เป็นลุงพยักหน้ารับคำของหลาน


“…ส่วนคดีที่พวกแกทำพริตตี้คนนั้นตาย ก็ไปสู้ในชั้นศาลเองแล้วกัน” ก้องมองทั้งสามคนอย่างหงุดหงิด นักปราชญ์หันไปทางลูกน้อง


“โทรหาไอ้สารวัตร เอาพวกมันไปส่งโรงพัก”


“ครับนาย” ลูกน้องของปราชญ์คนหนึ่งเดินไปเปิดประตู อีกสองคนเดินคุมเพื่อนอัคราออกไปจากห้อง พอประตูห้องพักถูกดึงให้ปิดสนิท อัคราก็หันไปมองกิดากรด้วยความทึ่ง


“คุณเจ็บอยู่นะนั่น” กิดากรกัดฟันแน่น ทั้งโมโห ทั้งเจ็บแผล ลุงปราชญ์มองหลานชายแล้วยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ


“สมกับเป็นหลานรักของลุง…” ผู้เป็นลุงก้มลงหอมกลางกระหม่อมหลานชายก่อนหันไปมองอัครา


“…ลุงบอกแล้วว่ามันสวย มันแซ่บ” แล้วก็หัวเราะอารมณ์ดี


“ก้องฝากด้วยนะครับลุง”


“พักผ่อนให้สบาย ลุงจัดการพวกมันเอง” ว่าจบก็เดินออกไปจากห้อง อัคราลุกเดินไปยืนข้างเตียงคนเจ็บ


“ถีบแรงอย่างกับไม่คิดถึงชีวิต…” ก้องหลับตา ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะรู้สึกเจ็บท้อง


“…หลับมั้ย” คนเจ็บพยักหน้า อัคราดึงผ้าห่มคลุมตัวให้อีกฝ่าย


“นี่ คืนนี้จะนอนเฝ้าฉันอีกหรือเปล่า” พระเอกหนุ่มมองหน้าคนบนเตียงนิ่งสักพัก


“อยากให้ผมอยู่หรือเปล่าล่ะ” ก้องกดหน้าลง แววตาอ้อนนิด ๆ อัครายิ้มบางก่อนจะพ่นลมหายใจเบา ๆ


“ได้ เดี๋ยวผมนอนด้วย” คนเจ็บคลี่ยิ้มอ่อน มองใบหน้าหล่อคมสักพักก่อนจะค่อย ๆ หลับตา








20.00


“ของจริงตัดขอบกับเย็บเอาให้เนี้ยบกว่านี้ แต่อันนี้สวยละ…” ผู้ช่วยของกิดารพยักหน้าและจดลงในสมุดโน้ต ก้องมองสำรวจกระเป๋าต้นแบบของแบรนด์ตัวเองที่กำลังจะออกมาช่วงปลายปีนี้


“…สายโซ่ ข้อกระเป๋า สัญลักษณ์แบรนด์…” ก้องหยิบของตามที่เอ่ยชื่อขึ้นมาสำรวจความเรียบร้อย ตรวจเช็กทุกซอกทุกมุมทุกตารางเมตร


“…อืม ดีนะ โอเคเลย หมุดใต้กระเป๋าล่ะ” เดียร์ยื่นถุงพลาสติกที่ใส่หมุดสีเงินเล็ก ๆ สี่อันไว้ ก้องเปิดถุงแล้วหยิบออกมาดู


“เวนเดอร์แนะนำหนังแบบใหม่ให้ด้วยนะครับ…” เดียร์หยิบหนังสีดำขนาดกระดาษเอสี่จากกระเป๋าขึ้นมาส่งให้ก้อง


“…เดียร์สัมผัสดูแล้ว เนื้อดีกว่าอันที่คุณก้องเคยเลือก”


“ก็ชอบนะ แต่เอาอันเดิมแหละ” หลังจากพลิกสำรวจไปมาอยู่ครู่หนึ่งก็ส่งหนังตัวอย่างคืนให้เดียร์


“อันที่จริงคุณก้องยังไม่ต้องทำงานก็ได้นะครับ รักษาตัวให้หายดีก่อนดีกว่า”


“นั่นสิ มีคุณเดียร์กับคุณเบบี้ช่วยดูแลอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” อัคราเสริม


“ไม่เอาอะ ฉันไม่สบายใจ ไม่ใช่ไม่ไว้ใจเดียร์กับเบบี้นะ แต่ฉันอยากจับด้วยมือตัวเองและอยากเห็นด้วยตาตัวเอง” พูดโดยที่สายตายังจับจ้องอยู่กับม็อคอัพกระเป๋าไม่คลาดสายตา


“ถ้าคุณก้องเคาะว่าผ่าน อันนี้ก็จะเป็นไฟนอลพรูพ”


“นี่พรูพมากี่ครั้งแล้วเนี่ย” อัคราถาม เดียร์ยิ้มอ่อนก่อนตอบ


“สิบหกแล้วครับ ถ้ารอบนี้ไม่ผ่านก็สิบเจ็ด”


“ใครเป็นคนออกแบบกระเป๋าเหรอ ทำไมถึงไม่คัดกันตั้งแต่แบบเลย” อัคราถามอย่างข้องใจ เดียร์ชี้กิดากรที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นมา


“ตอนวาดกับตอนทำจริงมันไม่เหมือนกันหรอกนะ ในหัวเราจะจินตนาการยังไงก็ได้ วาดออกมาสวยแค่ไหนก็ได้ แต่ตอนทำจริงมันไม่ได้ง่ายแบบตอนจินตนาการกับตอนวาด ถ้าฉันเย็บเก่ง ๆ ฉันเย็บเองแล้ว”


“ก็เพราะคุณชอบถูกเย็บอะสิ” เดียร์อ้าปากหวอ มุมปากขยับเป็นรอยยิ้มทีละนิด กิดากรเงยหน้าขึ้นมองอัคราที่ทำหน้ากวน ๆ


“ใช่ ฉันชอบถูกเย็บ” พระเอกหนุ่มขำเบา ๆ ก้องยิ้มเบ้ปากก่อนหันไปหาผู้ช่วยตัวเอง


“ประกอบร่างเสร็จแล้วเอามาให้ฉันดูอีกทีนะ” ยื่นของคืนให้ผู้ช่วยทั้งหมด เดียร์รับทุกอย่างมาจัดระเบียบแล้วยัดใส่ถุงผ้า ซึ่งเป็นของแบรนด์ KIDAKORN เช่นกัน


“อ้อ…” เดียร์แหวกกระเป๋าผ้าอีกใบแล้วหยิบตุ๊กตาหมีสีครีมขึ้นมาส่งให้เจ้านาย


“…น้องครีมครับ” ก้องคลี่ยิ้มกว้างและยื่นมือไปรับตุ๊กตามากอด


“ขอบใจนะ ถึงบ้านแล้วไลน์บอกในกลุ่มด้วย” เดียร์พยักหน้าพร้อมคลี่ยิ้มบางแล้วก็หันไปหาอัครา


“กลับก่อนนะครับคุณอัค ฝากเจ้านายผมด้วย” พระเอกหนุ่มพยักหน้าพร้อมกับยิ้มอ่อน เดียร์ยัดกระเป๋าที่ใส่น้องหมีมาลงไปในกระเป๋าผ้าใส่ของ หยิบกระเป๋าหนังของแบรนด์เจ้านายตัวเองมาคล้องไหล่ ยกถุงผ้าลงจากเตียงแล้วเดินไปเปิดประตูห้อง


“นี่ไง น้องหมีครีมของฉัน” ก้องยกหมีสีครีมเนื้อเนียนผูกโบว์สีน้ำตาลโชว์ให้อัคราดู พระเอกหนุ่มมองเจ้าหมีตัวนั้นแล้วก็คลี่ยิ้ม


“ตัวพอ ๆ กับไอ้มังกรผมเลย” กิดากรพยักหน้า หันไปมองเจ้ามังกรน้อยบนเตียงนอนของอัครา


“นี่ ๆ เอาน้องหมีครีมไปนั่งข้างพี่มังกรได้มั้ย” พระเอกหนุ่มขมวดคิ้วพร้อมกับลุกเดินไปหาคนบนเตียง


“หมีคุณเป็นรุ่นพี่มังกรผมรึเปล่า เพราะคุณอายุมากกว่าผม” กิดากรหุบยิ้มและมองหน้าอัคราอย่างตีมึน


“ไม่เกี่ยวสักหน่อย วัดกันที่ความน่าเกรงขาม”


“โห อย่างงั้นหมีคุณก็ต้องรุ่นพี่แล้วละ เจ้านายมันถีบโหดขนาดนั้น”


“ไม่ หมีครีมฉันเป็นน้อง”


“คุณอายุเท่าไหร่นะ” ก้องอ้าปากหวอด้วยเหวอ


“เสียมารยาท มาถามอายุคนอื่นได้ยังไง”


“ถามเพราะว่าหน้าคุณเดาอายุยากอะ หน้าดูเด็ก” ถึงจะถูกชมว่าเด็กแต่ก้องก็เชิด


“ไม่บอก…” ยื่นตุ๊กตาตัวเองไปให้อัครา


“…เดี๋ยวฉันจะถ่ายรูปพี่มังกรกับน้องหมีลงอินสตาแกรม” อัครารับเจ้าสีครีมไปถือไว้แล้วพามันไปนั่งข้าง ๆ เจ้ามังกรของเขา


“มันตัวนิ่มเหมือนกันเลย” พระเอกหนุ่มบีบเนื้อตุ๊กตาทั้งสอง พอหันไปเห็นว่ากิดากรยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะถ่ายรูปเลยเขยิบออกจากเฟรมกลอง


“กิ่งทองใบหยกมาก ๆ” ก้องคลี่ยิ้มกว้าง สายตาชื่นชมความน่ารักของรูปที่เพิ่งถ่าย สักพักก็เงยหน้าขึ้นมองคนเฝ้าไข้ที่ถือตุ๊กตาทั้งสองตัวมายืนข้างเตียง


“คุณไม่มีอินสตาแกรมจริง ๆ น่ะเหรอ…” นักแสดงหนุ่มส่ายหัว


“…เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือโซเชียลอื่น ๆ ล่ะ”


“ไลน์นี่นับมั้ย”


“ไม่นับ”


“งั้นก็ไม่มี ผมไม่ชอบเล่น ปวดหัว”


“แต่มันเป็นช่องทางที่ดีในการสื่อสารกับแฟนคลับมากเลยนะ”


“แล้วก็เป็นอีกช่องทางให้ผมโดนถล่ม” ก้องถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้มหน้าลงมองโทรศัพท์อีกครั้ง จัดการอัปรูปตุ๊กตาทั้งสองตัวแบบโนฟิลเตอร์ลงอินสตาแกรมพร้อมกับแคปชั่น ‘พี่มังกร + น้องหมีครีม’ โดยใส่อิโมจิมังกรกับอิโมจิหมีต่อท้ายหลังประโยคแต่ละอันด้วย


“อะ…” อัครายื่นตุ๊กตาหมีคืนให้เจ้าของหลังจากเห็นว่าเจ้าตัวอัปรูปเสร็จแล้ว



“…มันได้ทำความรู้จักกันเร็วกว่าที่ผมคิด” ก้องยิ้มกริ่มและพยักหน้าสองสามที จับแขนขวาของตุ๊กตาหมียื่นไปข้างหน้า


“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่มังกร” อัคราคลี่ยิ้ม ยื่นตุ๊กตาตัวเองไปด้านหน้าแล้วเบี่ยงแขนขวาเข้าหามือหมีเพราะเจ้ามังกรมันแขนสั้น


“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับน้องหมีครีม” อัครายิ้มอบอุ่น กิดากรคลี่ยิ้มกว้างอย่างอิ่มใจ



ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8


CHAPTER 7 : Hello, I am Akara.




1 เดือนผ่านไป
   

ก้องอยู่ในโพรงยาบาลทั้งหมดสามสัปดาห์ แม้จะต้องฝืนใจกินอาหารจืดชืด และอาหารที่คุณหมอจัดให้เพื่อช่วยในการฟื้นฟูร่างกายอยู่เนิ่นนาน แต่ก้องก็พบว่ามันคุ้มแล้วที่ยอมกล้ำกลืนฝืนกิน เพราะอาหารมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมร่างกายเยอะมาก คุณหมอฟอโล่วอัพอาการของเขาจนแน่ใจที่จะบอกว่าหายเป็นปกติแล้ว แม้บนใบหน้าจะมีรอยช้ำเล็กน้อย แต่คุณหมอแจ้งว่ามันจะหายไปในที่สุด
   

นอกจากจะได้รับการดูแลจากคุณหมอและพยาบาลเป็นอย่างดี ก้องยังมีกำลังใจจากพ่อ จากลุง จากเพื่อน ๆ และจากอัคราที่มานอนเฝ้าเขาอยู่เป็นอาทตย์ แล้วหลังจากนั้นก็จะมาเยี่ยมเป็นบางวัน เพราะช่วงนั้นอัครายังต้องเข้า ๆ ออก ๆ สถานีตำรวจเพื่อเคลียร์คดีให้เรียบร้อย
   

“กลับมาสวยเหมือนเดิมเลยค่ะ” ก้องคลี่ยิ้มให้เบบี้ผ่านกระจกขณะที่ทาลิปมันสีชมพูบนริมฝีปาก วันนี้เขาลงเพียงรองพื้นเพื่อกลบรอยช้ำกับปัดแป้งเท่านั้น ไม่ได้แต่งแต้มสีสันอะไรมากมาย
   

“ขอกระเป๋ากับรองเท้าหน่อยจ้ะ” ก้องยืนเช็กตัวเองหน้ากระจก แค่กางเกงยีนส์ขาม้าเอวสูงกับเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่ก็ทำให้ดีไซน์เนอร์หนุ่มดูเก๋แล้ว พอได้กระเป๋าสะพายข้างทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลกับรองเท้าหนังสีดำมีส้นก็ยิ่งทำให้ดูเรียบแต่โก้ ไฮแฟชั่น
   

“ลูกน้องลุงปราชญ์รออยู่ข้างล่างแล้วยัง” ก้องถามขณะเดินออกจากห้องแต่งตัวแบบวอล์คอินออกมาในมาสเตอร์เบดรูมของตัวเอง
   

“ลงไปเจอเลยค่ะ มาพร้อมกันถึงสองคน คุณก้องปลอดภัยแน่นอน” ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล ลุงปราชญ์ก็ส่งลูกน้องมาคอยดูแลหลานชาย ถึงขนาดซื้อคอนโดชั้นล่างของเพนท์เฮ้าส์ก้องให้ลูกน้องอยู่ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ขึ้นมาดูแลหลานรักของตัวเองได้ทันท่วงที
   

“พรุ่งนี้มีตารางอะไรบ้าง” เมื่อเข้ามาในลิฟต์ก้องก็เอ่ยถาม เบบี้หยิบสมุดจดตารางงานของเจ้านายขึ้นมาเปิดอ่าน
   

“มีฟิตติ้งชุดคอลเลคชั่นสำหรับคุณผู้ชายค่ะ ทั้งวันเลย…” ก้องพยักหน้ารับทราบ
   

“…วันถัดไปก็จะเป็นวันของสาว ๆ ทั้งวันเช่นกันค่ะ”
   

“เรามีคุยกับทีมออแกไนซ์วันไหนนะ”
   

“วันศุกร์ค่ะ ตอนบ่ายโมงที่ออฟฟิศเรา” ก้องพยักหน้าอีกที ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล็อบบี้ของคอนโดฯ ก้องหันไปโปรยยิ้มให้กับพนักงานหน้าเค้าน์เตอร์ที่ยิ้มตอบกลับมา ยามหน้าตึกเอ่ยทักทายก้องอย่างคุ้นเคย ลูกบ้านหน้าสวยทักทายกลับไปด้วยรอยยิ้ม ลูกน้องร่างบึ้กหน้าดุของลุงปราชญ์ที่ยืนรออยู่ข้างรถเบ็นซ์ก้มหัวให้กับกิดากร
   

“ฉันบอกไปยังนะว่าจะไปไหน”
   

“คุณก้องแจ้งพวกเราแล้วครับ” หนุ่มหัวเกรียนสันกรามเหลี่ยมคมดั่งชาวต่างชาติเป็นคนตอบ อีกคนที่ผมยาวกว่าและผิวขาวกว่าอีกคนเดินไปเปิดประตูหลังให้กับก้อง
   

“เบบี้ กลับบ้านได้เลย ไม่ต้องอยู่รอฉันกลับมา”
   

“โอเคค่ะคุณก้อง” ลูกน้องของลุงปิดประตูให้เจ้านายก่อนที่ทั้งสองคนจะเข้าประจำที่ด้านหน้า หนุ่มหัวเกรียนเป็นคนขับ ส่วนหนุ่มผมยาวนั่งประกบข้าง
   

“นี่ ขอบใจมากที่ไม่ใส่ชุดสูท ไม่งั้นฉันอึดอัดตาย” ทั้งสองหนุ่มคี่ยิ้มอ่อนและพยักหน้าลงพร้อมกัน ก้องบอกให้ทั้งคู่ใส่ชุดสบาย ๆ เหมือนจะไปเที่ยว ซึ่งถือว่าทั้งคู่แต่งตัวได้ชิลดี
   

ระหว่างทางที่การจราจรหนาแน่นตามวิสัยของเมืองหลวงแห่งประเทศไทย ก้องก็หยิบสมุดโน้ตไร้เส้นเล่มเล็กในกระเป๋าออกมานั่งสเก็ตช์ภาพชุดราตรีที่อยู่ในหัวตอนลงมาจากลิฟต์ รีบเก็บไอเดียไว้ก่อนเดี๋ยวจะลืม
   

กริ๊งงง กริ๊งงง
   

เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในกระเป๋า ก้องหยิบขึ้นมาดูหน้าจอว่าเป็นใครโทรมา คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันและมองเวลาบนนาฬิกาหน้ารถครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย
   

“นี่ อย่าบอกนะว่าคุณถึงแล้ว อีกตั้งครึ่งชั่วโมงนะกว่าจะถึงเวลานัด”
   

[ยัง แค่โทรมาถามว่ากินยาก่อนอาหารหรือยัง] ก้องหน้าเหวอไปนิด
   

“ลืมเลย ขอบคุณนะที่เตือน” ว่าไปก็ค้นหาซองยาในกระเป๋า
   

[อืม อีกสิบห้านาทีผมน่าจะถึงละ]
   

“ค่ะ คุณชายไม่สายเสมอ” ก้องกดวางสายจากอัคราและหยิบซองยาก่อนอาหารขึ้นมาเปิดหยิบแพ็คยามาแกะหนึ่งเม็ด หยิบขวดน้ำเปล่าที่วางอยู่ในช่องเก็บของด้านหลังของเบาะหน้ามาเปิดฝาเทน้ำใส่ปากแล้วก็หย่อนยาลงไป อ้าปากค้างอยู่หลายวินาทีก่อนจะกลืนลงคอ รู้สึกดีใจที่ตัวเองไม่สำลักน้ำ
   

รถค่อนข้างติดเลยทำให้ก้องสเก็ตช์ภาพชุดราตรีได้หลายชุด แล้วยังได้ชุดสำหรับซัมเมอร์หน้าอีกด้วย ตอนมาถึงที่นัดหมายฟ้าก็มืดเรียบร้อย โทรศัพท์ของเขาดังทันทีที่เท้าเหยีบเข้าประตูตึก
   

“ถึงแล้ว”
   

[มาสายห้านาทีเลยนะคุณ]
   

“ขอโทษค่า กำลังจะขึ้นลิฟต์ไปหา” ก้องคลี่ยิ้มให้พนักงานกดลิฟต์พร้อมกับยัดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋า พอลิฟต์เปิดออกก็เดินเข้าไปข้างใน แจ้งชั้นกับพนักงานด้านในลิฟต์แล้วก็ปล่อยให้ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นไป
   

ตึ๊ง!
   

เสียงลิฟต์ดังขึ้นเมื่อมาถึงชั้นดาดฟ้าอันเป็นชั้นเป้าหมายของก้อง เขาก้าวเท้าออกไปสู่บรรยากาศคลับฟังเพลงสบาย ๆ บนชั้นสูงสุดของตึกสูงใจกลางกรุง แสงไฟประดับอย่างพอดิบพอดีไม่จ้าจนเกินไป ผู้คนไม่หนาแน่นจนชวนอึดอัด ก้องเดินผ่านบาร์ครึ่งวงกลมกลางลานดาดฟ้าไปยังที่นั่งริมระเบียงแบบหันหน้าชมวิวยามค่ำคืน
   

ก้องหยุดยืนมองผู้ชายตัวสูง ลำตัวใหญ่และหนาในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์ที่นั่งหันหลังให้ผู้คน ไฮโซหนุ่มคลี่ยิ้มและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดถ่ายรูปช็อตนั้น ถึงจะหันหลังแต่ก็ดูหล่อด้วยความไหล่กว้าง ต้นแขนล่ำและกล้ามเนื้อฟิตเปรี๊ยะบนแผ่นหลัง
   

“สวัสดี” ก้องคลี่ยิ้มกว้างพร้อมกับหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ตัวสูงข้างอัครา พระเอกหนุ่มที่ตัดผมสั้นกว่าเดิมหันมามองเขาหน้าตาพร้อมบ่น ก้องยกมือขวาขึ้นเบรกทันที
   

“ช่วยบ่นการจราจรกรุงเทพฯ ดีกว่านะ”
   

“คุณอาศัยอยู่ในเมืองที่ผังเมืองแย่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และการจราจรห่วยท็อปสิบของโลก คุณก็ต้องเผื่อเวลาสิ”
   

“นี่ ยิ่งรู้จักยิ่งบ่นเก่งนะ…” อัคราเบ้ปากเล็ก ๆ
   

“…สั่งอะไรไปหรือยัง”
   

“รอคุณนั่นแหละ” ก้องคลี่ยิ้มบางแล้วหันไปยกมือเรียกบริกรชายให้มาที่โต๊ะ
   

“ขอสเต๊กเนื้อมิเดียมแรร์ครับ เอาเฟรนช์ฟรายกับนักเก็ตไก่มาด้วย เครื่องดื่มขอเป็น White Russian” พนักงานหนุ่มวัยรุ่นทวนออเดอร์ของกิดากรได้ถูกต้องและครบถ้วน พอบริกรหันมาหาตัวเอง อัคราก็เอ่ยปากสั่งบ้าง
   

“ขอกุ้งยัดชีสที่นึง แล้วก็ไก่ทอด เครื่องดื่มขอเป็นเบียร์ XXX” บริกรทวนลิสต์ของอัคราอีกครั้ง สักพักก็ทวนของกิดากรและของอัคราพร้อมกัน พอทั้งสองคนพยักหน้ายืนยันว่าถูกต้องก็เดินจากไป
   

“ผมมีงานเข้ามาแล้วนะ” กิดากรคลี่ยิ้มดีใจแทนอีกฝ่าย
   

“จริงเหรอ งานอะไร”
   

“หนังสั้นของนักศึกษาน่ะ ได้ค่าตัววันละสามพัน” รอยยิ้มกิดากรค้างเติ่ง
   

“หา? วันละสามพันเองเหรอ” อัครายักคิ้ว หน้าตาดูจำใจ
   

“ก็ยังดีที่ได้ทำงาน…” ก้องมองอัคราอย่างเห็นใจ และพยายามไม่แสดงออกถึงความสงสารอะไรทำนองนั้น
   

“…ไม่รวมค่าอื่น ๆ ผมก็ได้ตั้งเก้าพันเลยนะ” นักแสดงหนุ่มขยับยิ้มมุมปาก ก้องคลี่ยิ้มอย่างเห็นดู
   

“ถ้าคุณโอเคที่จะรับ ฉันว่ามันก็ดีหมดแหละ” อัคราพยักหน้าเบา ๆ
   

“ดีนะ บทน่าสนใจ แล้วมันเป็นโครงการแข่งหนังสั้นที่ดังด้วย ผมกับพี่หยีเห็นตรงกันว่าเก็บไว้เป็นโปรไฟล์ได้”
   

“เหมือนเข้าวงการใหม่เลยเนอะ…” อัครายิ้มขำเบา ๆ
   

“…แล้วถ่ายที่ไหนเหรอ”
   

“เชียงใหม่” ดีไซน์เนอร์หนุ่มทำน่าสนใจ
   

“อืม ก็ดีนะ เชียงใหม่ช่วงปลายปีคงเป็นโลเคชั่นที่ดีมากเลย” อัครายักคิ้วหน้าตาไม่ยินดียินร้ายใด ๆ
   

“ผมไปทำงานเอาเงินเฉย ๆ” ก้องมองอีกฝ่ายหน้าตาเซ็ง พระเอกหนุ่มทำหน้าเป็นเชิงถามว่าอะไร 
   

“เครื่องดื่มครับ” บริกรคนเดิมยกเครื่องดื่มที่ทั้งสองคนสั่งมาเสิร์ฟก่อนจะเดินออกไป
   

“อย่าทำให้ตัวเองดูตกอับขนาดนั้นสิ” กิดารยกแก้วเครื่องดื่มที่มีลักษณะคล้ายกาแฟขึ้นดื่ม
   

“ผมก็ไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นหรอก”
   

“งั้นก็ถือโอกาสไปพักผ่อนด้วย อย่าดึงดราม่าให้ตัวเองมากนัก” อัคราไม่ตอบอะไร ทำเพียงยกแก้วขึ้นดื่มเบียร์ ก้องหยิบบุหรี่ Davidoff เจ้าเดิมออกมาวางบนโต๊ะพร้อมกับไฟแช็ค
   

“เผื่ออยากสูบ…” อัคราพยักหน้าพลางจิบเบียร์ สายตายังมองตรงไปเบื้องหน้า
   

“…คุณรักอาชีพนักแสดงเนอะ” พระเอกหนุ่มหันมองคนถามนิ่ง ๆ สายตาครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะตอบ
   

“ไม่รู้ว่ารักหรือเปล่า แต่ก็ชอบที่ได้ทำ”
   

“ทำไมคุณถึงมาเป็นนักแสดงล่ะ” อัครายิ้มอ่อน แววตาเป็นประกาย หน้าตาดูมีความสุข
   

“มีคนเคยบอกว่าให้ผมมาเป็นดารา แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้หรอกว่าดาราคืออะไร” บริกรหนุ่มนำอาหารทั้งหมดที่ทั้งสองคนสั่งมาเสิร์ฟให้ ด้วยความว่าโต๊ะที่ทั้งสองคนนั่งนั้นเป็นโต๊ะยาวติดระเบียงเลยทำให้จานอาหารวางยาวเป็นแถว
   

“ใครบอกให้มาเป็นเหรอ บอกได้หรือเปล่า” ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันในโรงพยาบาล อัคราดูจะเปิดใจและเปิดปากพูดคุยกับเขาหลายอย่าง แต่ก็ยังไม่ลึกซึ้งและละเอียดมากมายถึงขั้นที่เขาจะไปแข่งแฟนพันธุ์แท้อัคราได้
   

“พี่สาวสวย ๆ คนนึง…” กิดากรกะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าหล่อ ๆ ที่กำลังยิ้มด้วยความสุขใจ
   

“…ความจำที่มีต่อเขาเลือนลางมาก แต่ที่จำได้แม่นคือเขาสวยและใจดี”
   

“รู้ได้ยังไงว่าเขาใจดี” เสี้ยวหนึ่งในใจของก้องรู้สึกเดือดปุด ๆ รู้สึกร้อนรุ่มเล็ก ๆ
   

“ก็เขาเป็นคนให้เจ้ามังกรกับผม”
   

“อ๊อ…” ก้องพยายามข่มความไม่ดีต่าง ๆ เอาไว้ แต่ก็แอบทำปากชิไปหนึ่งแมทช์ และรู้สึกเอ็นดูเจ้ามังกรตัวนั้นน้อยลง
   

“คำพูดเขาติดอยู่ในหัว เขาบอกว่าโตมาผมต้องหล่อ ให้ผมไปเป็นดารา จะได้มีแต่คนรัก…” สีหน้าของอัคราคล้ายว่าจะเศร้า กิดากรสงสัยแต่ก็ไม่ได้แสดงออกโจ่งแจ้ง
   

“…เพราะตอนนั้นไม่ค่อยมีคนรักผม” ทั้งที่ไม่รู้รายละเอียด แต่ก้องกลับรู้สึกเศร้าในใจ
   

“เธอเป็นรักแรกของคุณเหรอ” อัคราทำหน้าไม่แน่ใจนัก
   

“ตอนนั้นผมสามหรือสี่ขวบนี่แหละ ไม่แน่ใจว่าใช่ความรักมั้ย…” เขาครุ่นคิดกับคำถามของกิดากร ลองไตร่ตรองความรู้สึกในใจของตัวเองดี ๆ แต่ก็ไม่มั่นใจเหมือนเช่นทุกครั้ง


“…อาจจะใช่รักแรกหรือไม่ใช่ก็ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ดีจนติดอยู่ในใจผมมาถึงทุกวันนี้” ก้องกำลังท่องประโยคหนึ่งประโยคอยู่ในใจ


อย่าอิจฉา อย่าอิจฉา อย่าอิจฉา


“แล้วไม่ลองตามหาพี่สาวคนนั้นล่ะ” พยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด


“ชื่อก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ที่จำได้ก็เลือนลางเต็มทน”


“คุณก็ไม่ถามชื่อพี่เขาไว้” อัครายิ้มขำ


“ผมเพิ่งอนุบาลเองนะคุณ ได้ตุ๊กตาจากพี่เขามาก็โฟกัสแค่ตุ๊กตาแล้ว” ก้องพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เด็กช่วงวัยนั้นกับตุ๊กตาก็น่าจะเป็นของคู่กันโดยอัตโนมัติ


“ป่านนี้พี่เขาแต่งงานไปแล้วมั้ง” ก้องอวยพรให้ผู้หญิงคนนั้นแต่งงานไปได้แล้ว หรือไม่ก็ให้แก่จนมีหลานไปแล้วสักสามเจนเนอเรชั่น


“คุณก็เลยเก็บเจ้ามังกรไว้อย่างดีสินะ เพราะรักคนให้นี่เอง” อัครายิ้ม แต่เป็นยิ้มเศร้า


“พี่เขาให้เพราะจะให้มันเป็นเพื่อนผม…” สายตาของอัคราเหม่อมองไปด้านหน้าแบบไร้จุดหมาย


“…แล้วมันก็เป็นเพื่อนที่ดีของผมมากจริง ๆ ตอนผมไม่มีใคร ผมก็มีมัน” ก้องอยากถามว่าพ่อแม่พี่น้องหรือญาติ ๆ ไปไหน แต่เขารู้สึกว่าอัครากำลังเปิดใจให้เขามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ถ้าไปจี้ถามลึกกว่านี้อาจจะปิดใจใส่เขาอีกก็เป็นได้


“แต่ตอนนี้คุณมีฉันเพิ่มมาอีกคนแล้วนะ” ขายตัวเองให้ผู้ชายสักนิดแล้วกัน


อัคราหันมามองเขาแล้วยิ้มเอือมแบบไม่จริงจัง (หรืออาจจะจริงจัง?) “รู้แล้วละ นั่งข้างผมซะขนาดนี้”


“ถ้าจำพี่สาวคนนั้นไม่ได้ ก็มาจำพี่สาวคนนี้แทนแล้วกัน” อัครายิ้มขำน้อย ๆ น้อยแบบน้อยจริง ๆ


“แล้วคุณล่ะมีรักแรกหรือเปล่า” กิดากรจิ้มนักเก็ตไก่เข้าปาก เคี้ยวไปคิดไป


“อืม รักแบบรักเลยอะเหรอ…” อัคราพยักหน้า


“…ไม่มีอะ มีแต่คนที่คบด้วยนานที่สุด” ก้องจิ้มสเต็กเนื้อเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ อย่างมีมารยาท


“ไม่มีรักแรก ปั๊บปี้เลิฟอะไรกับใครเลยจริงเหรอ” นักแสดงหนุ่มถามอย่างข้องใจ กิดากรส่ายหัวเป็นการยืนยัน อัคราขมวดคิ้วสักพักก็คลายออก


“แล้วถ้าคบคนนั้นนานสุด ทำไมเลิกกัน” ก้องกลืนอาหารลงคอ


“เขามีคนอื่น…” หน้าตาของกิดากรดูปกติดี


“…เขาเป็นแฟนที่ดีมากเลยนะ ฉันเข้าใจได้กับการที่เขามีคนใหม่ แต่ฉันไม่เข้าใจและโกรธตรงที่เขาขี้ขลาด…” ถอนหายใจเบา ๆ


“…เขากล้าที่จะมีคนอื่นทั้งที่ยังมีฉัน แต่ไม่กล้าบอกฉันว่าหมดรักฉันแล้ว” อัคราถือแก้วเบียร์ค้างไว้ตรงปาก


“เขามีคนอื่นเพราะหมดรักเหรอ…” ก้องพยักหน้า


“…แต่คุณไม่ได้รักเขาเนี่ยนะ?”


“ฉันรักความแซ่บของเขามากกว่าอะ” กิดากรยิ้มเขินตาหยีพร้อมกับยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นอย่างเอียงอาย อัคราหน้านิ่งตาปรือจนก้องขำ


“คือเขาบอกว่างั้นอะ แต่ไม่รู้ว่ารักฉันจริง ๆ หรือเปล่า เขาอาจจะไม่ได้รักฉัน แต่พูดเพื่อให้ตัวเองดูดีก็ได้”


“แล้วถ้าเขารักคุณจริงล่ะ”


“ฉันสวย ฉันแซ่บ ฉันแสนดี ฉันเปย์ไม่อั้น ถ้าเขาจะรักฉันก็ไม่แปลกแหละ” อัคราเบะปากและเบิกตากว้างแว้บหนึ่ง รู้สึกหมั่นไส้กับความมั่นใจของอีกฝ่ายนิด ๆ กิดาดรเบ้ปากและไหวไหล่ขวาสวย ๆ


“เขาว่าความรักที่เคยมีให้ฉันไปอยู่ที่ผู้หญิงคนใหม่”


“ผู้หญิงเหรอ” ไฮโซหนุ่มพยักหน้า


“อื้อ แฟนฉันเขาเป็นไบน่ะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหรอก เขาจะมีคนใหม่เป็นหญิงหรือชาย แต่สุดท้ายก็คือเขานอกใจฉัน” อัคราพยักเหน้าลงด้วยความเข้าใจ


“ถ้ากล้ามีคนอื่น ทำไมถึงไม่กล้าบอกกัน อันนี้ฉันงงมาก” เมื่องงแล้วก็เลยต้องจิ้มสเต๊กกินอีกชิ้น


“เขาก็คงขี้ขลาดอย่างที่คุณบอก…” อัครากระดกเบียร์ สายตาครุ่นคิดสักพัก


“…ไม่ก็ เขารักคุณนั่นแหละ แต่รักอีกคนด้วย”


“ฟีลว่าสับสนงี้เหรอ” นักแสดงหนุ่มยักไหล่


“ไม่รู้สิ เขาอาจจะเลือกไม่ได้จริง ๆ ก็ได้นะ” กิดากรทำปากว่า เหอะ แล้วยกแก้วขึ้นดื่มอีกอึก


“อยากเลือกอีกคนก็เลือกไปเถอะ แต่ช่วยบอกกันหน่อยว่ามีคนใหม่”


“แล้วถ้าเขาบอก คุณจะไม่เสียใจเหรอ”


“แล้วฉันมารู้เองแบบนี้ ฉันเสียใจยิ่งกว่าหรือเปล่า…” หน้าตาอัคราเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้


“…หักอกก็แค่เสียใจ แต่หักหลังมันเจ็บใจไง” หน้าของอัคราตอนนี้เหมือนมีคำว่า เออว่ะ ติดอยู่บนหน้า


“อืม ก็จริง”


“คุณล่ะ เจ้าชู้หรือเปล่าเนี่ย”


“อะไร…” อัคราตีมึน กิดากรหรี่ตามองก่อนจะยิ้มเยาะ


“…ผมแค่เลือกคนที่ดีต่อใจผมจริง ๆ ก็เท่านั้นเอง”


“เลือกเยอะว่างั้น” อัครายกหน้าขึ้นและส่งเสียงอื้มยาว ๆ ก้องเบ้ปากเล็ก ๆ


“แต่พูดจริง ๆ นะ ถ้าเจอคนที่ใช่กับใจจริง ๆ ผมไม่มองใครอีกเลย”


“อันนี้ใครก็พูดได้รึเปล่า” อัคราถึงกับหันตัวเข้าหากิดากร


“เฮ้ย ผมพูดจริง ถ้าใครทำให้ผมรู้สึกได้อย่างพี่สาวคนนั้นนะ ผมพอเลย”


“แน่ใจได้ไงว่าคุณจะพอจริง ๆ” พระเอกรูปหล่อนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะยิ้มแกน ๆ


“เพราะผมอยากมีครอบครัวที่ดี…” หัวใจของก้องวูบไหวแปลก ๆ


“…ผมอยากเป็นพ่อที่ดีของลูก อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี…” ใบหน้าหล่อหมองลงเล็กน้อย


“…ดีกว่าที่ผมเคยมี” กิดากรไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่ ในหัวคัดกรองเรื่องที่อยากจะใช้มาดึงบรรยากาศแบบนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว


“นี่ จะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันจะชวนคุณมาเดินแบบเสื้อผ้า Holiday collection กับถ่ายแบบ Cruise collection ของฉัน” อัคราหลุดจากพะวังหมองหม่นเมื่อครู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองกิดากรด้วยความงงเล็ก ๆ


“ถ่ายแบบพอได้ แต่ผมไม่เคยเดินแบบ”


“ก็นี่ไง เดินให้ฉันเป็นแบรนด์แรก”


“แล้วแลกกับอะไร…” อัคราหรี่ตามองอีกคน


“…นอนกับคุณเหรอ” กิดากรตอบรับทันที


“ถ้านอนได้ก็ดี…” ดีไซน์เนอร์หนุ่มยิ้มเชิดอ่อน ๆ ฝ่ายพระเอกเหลือบมองผ่านหางตาขณะที่กระดกเบียร์เข้าปาก


“…แต่อันนี้แลกด้วยเงินค่าจ้าง ฉันจ้างงานคุณอยู่” อัคราหันมองหน้ากิดากร


“ผมเดินไม่เป็นจริง ๆ นะ กลัวทำงานคุณพัง”


“ของแบบนี้มันฝึกกันได้ แล้วฉันก็เชื่อว่าคุณทำได้ดีด้วย…” หน้าตาอัคราดูไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก


“…ฉันจะช่วยให้คุณกลับเข้าวงการบันเทิงอย่างสง่างามเอง” กิดากรยิ้มกริ่ม แววตามุ่งมั่นซะจนอัครารู้สึกหัวใจเต้นตุบ ๆ


“ยังไง” นักแสดงหนุ่มถามด้วยความไม่เข้าใจ


“อย่างแรกเลยนะ คุณต้องเปิดอินสตาแกรมก่อน” อัคราขมวดคิ้ว


“เปิดทำไม”


“มันจะช่วยให้คุณมี interact กับแฟนคลับ แฟนละครของคุณ…” สีหน้าอัคราเปลี่ยนเป็นปลดปลง ซึ่งก้องเข้าใจดีเนื่องจากเคยคุยกันเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว


“…เชื่อฉันสิ คุณมีแฟนคลับที่ให้การซัพพอร์ตคุณอีกมากมาย การตายของพริตตี้คนนั้นก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่เพราะคุณ เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ให้กำลังใจคุณหน่อย…” อัครากัดริมฝีปากพร้อมขมวดคิ้ว กิดากรพยายามบอกตัวเองว่าให้โฟกัสเรื่องที่กำลังคุย อย่าให้ความหล่อของเขามาทำให้เสียสมาธิ


“…อย่างน้อยก็มีฉันคนนึงแล้วที่ฟอโล่วคุณ เดี๋ยวฉันจะฟอลคนแรกเลย” อัคราหลุดขำจาง ๆ


“เยอะดี ตั้งหนึ่งคน”


“ถึงจะแค่หนึ่งคนแต่ถ้าเขารักคุณอย่างแท้จริง ก็คุ้มค่าแล้ว” กิดากรยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า อัครามองมือนั้นอย่างงง ๆ


“อะไร?”


“เอาโทรศัพท์มา เดี๋ยวฉันจัดการสมัครให้เอง”


“ผมไม่รู้จะอัปรูปอะไร”


“แต่ฉันรู้ ฉันจะปูพรมแดงให้คุณกลับเข้าวงการอย่างโคตรหล่อเลยละ” กิดากรยิ้มกว้าง ท่าทางดูตื่นเต้น แววตาเปล่งประกายสดใส อัคราถอนหายใจเบา ๆ และล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาปลดล็อคก่อนจะยื่นให้อีกคน


“ดาวน์โหลดแป๊บนะ…” ก้องจัดการดาวน์โหลดอินสตาแกรมลงเครื่องให้กับอัครา


“…มีอีเมลมั้ย” พระเอกหนุ่มพยักหน้า กิดากรยื่นโทรศัพท์ให้เจ้าของไปกรอกอีเมล พอกรอกเสร็จก็ยื่นคืนให้กับก้อง


“กรอกรหัสก่อน ไม่ต้องบอกฉันว่ารหัสอะไร แต่ตัวคุณต้องจำให้ได้” อัคราทำหน้ายุ่งเพราะไม่รู้ว่าจะใช้รหัสผ่านอะไรดี


“คิดไม่ออก”


“งั้นเอาวันเกิดคุณ แล้วก็ใส่ตัวอักษรพิเศษไปสักสองสามตัว” นักแสดงหนุ่มยังคิ้วขมวดไม่คลาย นิ่งพักหนึ่งแล้วก็กรอกรหัสลงไปในช่องที่อินสตาแกรมให้กรอก แล้วก็กรอกซ้ำอีกทีเพื่อยืนยัน


“เสร็จแล้ว” ก้องรับมือถือของอัครามากดจิ้มนั่นจิ้มนี่อีกสักแป๊บแล้วก็หันไปถาม


“ตั้งชื่อแอคเค้าท์ว่าอะไรดี” อีกฝ่ายส่ายหัวว่าไม่รู้ ก้องเลยช่วยคิดให้


“งั้นเอาอันนี้แล้วกัน iamak_akara ชอบมั้ย?” คนครีเอทชื่อแอคเค้าท์ให้ยิ้มกว้าง เจ้าของชื่อมีท่าทีจะชอบเลยพยักหน้านิดหน่อย พออีกฝ่ายตอบตกลงก้องเลยจัดการสมัครให้


“มีรูปไหนในโทรศัพท์ที่อยากใช้เป็นโปรไฟล์หรือเปล่า”


“เอารูปเจ้ามังกรแล้วกัน” กิดากรยิ้มค้างนิดหน่อย


เชอะ ตุ๊กตาของยัยพี่สาวนั่นอีกแล้ว


“อะ คุณกดเลือกเลย” อัครารับโทรศัพท์กลับคืนเพื่อเลือกรูปโปรไฟล์ ก้องจิ๊ปากเบา ๆ จับมีดหันกุ้งยัดชีสอย่างแรงจนขาดสะบั้นแล้วก็เอาเข้าปาก


“เรียบร้อยละ ทำไงต่อ” ก้องที่กำลังเคี้ยวกุ้งเต็มปากหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาจากกระเป๋า จัดการเสิร์จหาแอคเค้าท์ของอัคราแล้วก็กดฟอลโล่ว


“ฉันฟอลคุณละ คุณฟอลฉันกลับสิ เดี๋ยวฉันส่งรูปให้”


“ทำไง” ก้องหยิบมือถือของอัครามาจากมือเจ้าตัว เข้าไปในแจ้งเตือนก็เห็นแอคเค้าท์ตัวเองฟอลโล่วเรียบร้อย เขากดคลิกฟอลโล่วแบ็ค จากนั้นก็ทำการส่งรูปที่ถ่ายจากด้านหลังและเห็นวิวยามค่ำคืนเบื้องล่างตึกไปให้อัคราผ่าน DM


“ฉันเซฟรูปให้แล้ว ทีนี้คุณก็กดอัปรูปนี้ลง…” ก้องหันโทรศัพท์ให้อีกคนดูว่าจะอัปรูปไหน


“…หรือจะให้ฉันอัปให้”


“คุณทำเลย ผมทำไม่เป็น”


“งั้นดูไว้ เผื่อวันไหนอยากอัปเอง” ก้องอธิบายพร้อมกับทำให้อัคราดูว่าต้องทำอย่างไรบ้างในการอัปรูป อัคราพยายามจำไว้ และคิดว่ามันไม่น่ายากเท่าไหร่


“ถ่ายรูปผมไว้ตอนไหนน่ะ”


“ก่อนจะเดินเข้ามาทักคุณไง…” ก้องตอบโดยที่สายตาไม่ละไปจากหน้าจอ


“…แคปชั่นนี้แล้วกัน Hello, I’m Akara. แนะนำตัวกันหน่อย” อัครามองก้องพึมพำกับตัวเองด้วยความขำ


“เรียบร้อย!” ก้องยกมือถือขึ้นโชว์ให้อัคราดูว่าอัปรูปสำเร็จแล้ว เจ้าของแอคเค้าท์พยักหน้า ก้องเข้าไปกดไลก์รูปนั้นเป็นคนแรก


“ทีนี้คุณอยากฟอลใครเพิ่มมั้ย คุณลูกหยี หรือเพื่อนในวงการคนอื่นน่ะ” อัคราทำหน้านึกพักหนึ่ง


“ฟอลพี่หยีแล้วกัน…” ก้องจัดการเสิร์จหาแอคเค้าท์ผู้จัดการของพระเอกหนุ่มแล้วก็กดฟอลโล่วให้


“…ส่วนเพื่อนในวงการเหรอ ผมไม่ค่อยสนิทกับใครอะ”


“ไม่มีเลยจริง ๆ เหรอ คนที่ดีกับคุณแล้วคุณรู้สึกดีกับเขาน่ะ น่าจะมีบ้างนะ” พระเอกหนุ่มย่นคิ้วอย่างเคร่งเครียด


“คือ เขาอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าผมเป็นเพื่อนเขาหรือเปล่า”


“แต่คุณก็คุยกับเขาได้ดีใช่มั้ย” อัคราพยักหน้า


“รุ่นพี่พระเอกในช่องน่ะ”


“ชื่อ?”


“พี่ท่าน” กิดากรมีสีหน้าตกใจและประหลาดใจนิดหนึ่ง


“คุณท่านหนุ่มอีสานสุดแซ่บน่ะเหรอ” อัคราพยักหน้าหงึก ๆ ก้องคลี่ยิ้มกว้าง


“สนิทเบอร์ใหญ่เลยนะเนี่ย” อัครายิ้มแห้งนิดหน่อย


“ไม่หรอก แค่คุยกันถูกคอเฉย ๆ” ก้องจัดการเสิร์จหาชื่อแอคเค้าท์พระเอกรุ่นพี่ของอัคราโดยดูจาก following ของตัวเอง เพราะเขาก็ติดตามพระเอกตัวพ่อคนนั้นอยู่


“สามคนละ มีใครที่อยากติดตามเพิ่มเติมอีกมั้ย”


“นึกไม่ออกแล้ว”


“ไม่เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไป” ก้องยื่นโทรศัพท์คืนให้แก่เจ้าของ อัครารับไปดูแอคเค้าท์อินสตาแกรมใหม่เอี่ยมของตัวเองด้วยความไม่คุ้นเคย


รูปโปรไฟล์เป็นไอ้มังกรน้อย ตรงไบโอแอคเค้าท์เขียนชื่อเล่นกับชื่อจริงเขาเท่านั้น ตัวเลขในช่อง Posts คือ 1 ในช่อง Followers ก็ 1 ซึ่งคนที่ฟอลก็กำลังนั่งอยู่ข้างเขา ส่วนช่อง Following คือ 3 คน ในแอคเค้าท์มีรูปเขานั่งหันหลังจากมุมนี้ เป็นภาพแนวนอนเห็นวิวกว้างขวาง มีคนกดไลก์หนึ่งคนซึ่งก็กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาเช่นกัน


“เดี๋ยวพอแฟน ๆ รู้ว่าคุณเปิดอินสตาแกรมก็จะพากันมาฟอลโล่วเอง” กิดากรคลี่ยิ้ม


“รูปโปรไฟล์ก็ไม่ใช่ผม แถมรูปแรกก็หันหลัง เขาจะรู้เหรอ”


“ถ้าเป็นแฟนคลับคุณจริงยังไงก็รู้…” อัคราพยักหน้าแบบมึน ๆ งง ๆ


“…อินสตาแกรมช่วยสร้างรายได้ให้คุณด้วยนะ ถ้ายอดฟอลเยอะ ๆ ก็จะมีคนมาจ้างลงสินค้าต่าง ๆ แต่ต้องคัดให้ดี ๆ ละ อย่าเอะอะลงไปหมด เดี๋ยวมูลค่าคุณจะตก”


“ขอบคุณนะ”


“ยินดี” ก้องหยิบแก้วของตัวเองขึ้นมายื่นไปตรงหน้าอัครา อีกฝ่ายยิ้มบางและยื่นแก้วของตัวเองไปชนกับกิดากร


“CHEERS!”
   
   
   
   

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8


CHAPTER 8 : Roommate.




   เวลา 23.45 น.
   

กิดากรที่แก้มแดงจาง ๆ กำลังยืนกอดอกอยู่หน้าตึกสูงตระหง่านที่เขาเพิ่งลงมาจากชั้นดาดฟ้า ลมเย็น ๆ ที่แรงพัดน้อยกว่าด้านบนพัดมาปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกเย็นสบาย ยืนเคาะเท้าอีกเกือบสิบทีรถ BMW สีน้ำเงินก็ขับเข้ามาจอดหน้าตึก เขาเดินไปเปิดประตูรถข้างคนขับแล้วหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะก่อนจะปิดประตู
   

“สรุปไปนอนกับฉันมั้ย” ก้องถามขณะที่คาดเข็มขัดนิรภัยให้กับตัวเอง สารถีขากลับที่แก้มแดงนิดเดียวเหลือบมองทางหาตาอย่างจับผิด ก้องทำหน้าเป็นอิโมจิตาขีดเดียว
   

“นอนหมายถึงนอนเฉย ๆ ไม่ใช่นอนแล้วขยับกายเสียดสีกัน”
   

“ผมจะไว้ใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่ปล้ำผม”
   

“เออ นั่นสิ ฉันกลัวอดใจไม่ไหวจัง” ก้องทำหน้าลำบากใจ อัคราแสร้งทำหน้าหวาดกลัวขณะที่ขับรถไปตามท้องถนนยามค่ำคืนที่การจราจรเริ่มซาลงแล้ว
   

“ฉันแค่คิดว่ามันสะดวกดีถ้าคุณนอนกับฉันวันนี้ พรุ่งนี้จะได้ตื่นไปฟิตติ้งชุดพร้อมกันเลยไง”
   

“ยังไงเราก็ไปเจอกันที่ห้องเสื้อคุณอยู่ดี”
   

“คือฉันกลัวตื่นสายอะ ถ้าคุณอยู่ คุณจะได้ช่วยปลุกฉันไง เพราะคุณเป็นพวกตรงต่อเวลา”
   

“อย่ามาบอกผมนะว่าผู้ช่วยคุณไม่เคยปลุกคุณไปทำงาน” กิดากรอ้าปากค้าง ท่าทางอึกอัก ยังคงพยายามหาทางลง
   

“ใช่ เขาปลุก แต่เขาโทรมาปลุก แต่ฉันกรึ่ม ๆ แบบนี้ฉันกลัวไม่รู้ตัว”
   

“ถ้าคุณไม่รู้ตัว เดี๋ยวพวกเขาก็ตามไปปลุกคุณที่ห้องเอง”
   

“คือมันจะเสียเวลาไง”
   

“อันนั้นก็เป็นความรับผิดชอบของคุณ”
   

“โอเค ก็ได้” ก้องยอมแพ้ เลิกคิดจะเถียงจะแถ นั่งนิ่งมองถนนอย่างเดียว อัคราหันมองเพื่อนใหม่แล้วยิ้มขำอ่อน ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากขับรถต่อไป
   

ช่วงเวลาขากลับเร็วกว่าขามาคือเรื่องจริง แต่ไม่ใช่เพราะหลักจิตวิทยา แต่เป็นเพราะว่าเที่ยงคืนแล้ว รถเลยน้อยลง ทำให้การจราจรคล่องตัวมากขึ้น ก้องไม่พูดอะไรอีกเลยหลังจากโดนดักทาง นั่งเงียบจนกระทั่งมาถึงหน้าคอนโดฯ พอรถของอัคราจอดสนิทก็ปลดเข็มขัดนิรภัยออกและเตรียมจะเปิดประตู
   

“ผมนอนด้วยก็ได้” ก้องชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตู หันหน้าไปมองอัคราอย่างงุนงง
   

“อำเล่นหรือพูดเล่นหรือล้อเล่น เลือกมาสักอย่าง” อัคราสั่นหัว
   

“พูดจริง จะนอนด้วย” พระเอกหนุ่มตอบหน้านิ่ง ก้องค่อย ๆ คลี่ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ยิ้มกว้างมาก
   

“งั้นขับขึ้นไปจอดในลานจอดรถของฉันเลย” อัครายิ้มมุมปากแล้วก็เหยียบคันเร่งไปตามทางที่กิดากรบอก เขาขับวนขึ้นมาถึงชั้นจอดรถสำหรับก้องคนเดียว ถอยรถเข้าไปจอดใกล้กับรถสปอร์ตส่วนตัวของก้อง ดับเครื่องยนต์เสร็จก็พากันลงจากรถ อัครากดล็อครถแล้วก้าวเท้าเดินไปยังลิฟต์พร้อมกับเจ้าของห้อง
   

“นอนในห้องฉันแล้วกันเนอะ”
   

“เพนท์เฮ้าส์คุณไม่น่ามีห้องนอนห้องเดียวนะ” อัคราเหล่ตามองอีกฝ่าย
   

“ก็ใช่ แต่ฉันอยากหวนถึงบรรยากาศตอนคุณนอนเฝ้าฉันในโรงพยาบาลนี่นา” นักแสดงหนุ่มเบะปากเล็ก ๆ ประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งสองคนเดินเข้าไปพร้อมกัน ก้องยื่นนิ้วชี้ไปแตะปุ่มชั้นเพนท์เฮ้าส์ หน้าจอขึ้นสีเขียวว่าผ่านแล้วลิฟต์ก็ดันตัวเองขึ้นไป
   

“สแกนนิ้วมือเหรอ” เจ้าของเพนท์เฮ้าพยักหน้า
   

“อือฮึ ถ้าเป็นพวกพ่อ พวกเดียร์จะขึ้นมาก็ใช้บัตรผ่านแบบพิเศษน่ะ”
   

“แล้วถ้าผมอยากขึ้นมามั่งล่ะ” ก้องหันไปมองพร้อมกับอมยิ้ม อัคราเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามซ้ำ
   

“เดี๋ยวฉันให้สแกนนิ้วเลย มันเก็บลายนิ้วมือได้ห้าคน” พระเอกหนุ่มยิ้มมุมปากหล่อ ๆ กิดากรกรพยายามไม่ยิ้มเยอะมาก
   

ติ๊ง!
   

ประตูลิฟต์เปิดออกเผยให้เห็นความโอ่โถงโอ่อ่าและหรูหราของเพนท์เฮ้าส์ที่มีสไตล์การตกแต่งในแนวโมเดิร์นแบบเรียบ ๆ แต่ดูโก้หรูเหมือนการแต่งกายของเจ้าของห้อง อัครามองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ ตรงที่เขายืนอยู่เป็นโถงต้อนรับและคงไว้ใช้นั่งเล่นของเจ้าของด้วย ด้านขวามือของเขาเป็นโซนครัว ด้านซ้ายมือเป็นทางเดินไปยังห้องผนังกระจกขนาดใหญ่
   

“ว้าว วิวสวนลุมงั้นเหรอ” ก้องยิ้มกริ่ม
   

“ใช่แล้ว” อัคราเบ้ปากเล็ก ๆ พร้อมกับพยักหน้าไปเรื่อย สายตายังคงสำรวจความโอ่อ่าแต่ทว่าไม่แข็งทื่อ ต้องชื่นชมคนออกแบบที่ใช้ของประดับห้องให้ออกมาดูสบายตาทั้งที่พื้นหินขัดมันก็ชวนอึดอัดมากแล้ว เพราะมันดูหนักดูหนาเตอะ
   

“มีชั้นสองด้วย?” เจ้าของห้องเม้มปาก ท่าทีดูมีซัมติง
   

“อืม แต่ไม่ค่อยได้ขึ้นไปหรอก นอกจาก…” อัครามองหน้ากิดากรด้วยสายตาเรียบเฉย แต่ดูก็รู้ว่ารอฟัง
   

“…นอกจากมีผู้ชายมานอนด้วย”
   

“อ้อ…” อัคราทำหน้าเข้าใจ
   

“…แล้วแบบนี้ผมต้องขึ้นไปข้างบนมั้ย”
   

“ไม่ คือ ไม่ใช่ผู้ชายคนไหนจะขึ้นไปก็ได้…” ก้องพ่นลมหายใจ หน้าตาลำบากใจกับการหาคำอธิบาย


“…คือฉันต้องมั่นใจแล้วว่าเขาน่าจะเข้ากับฉันได้ดี” อัคราย่นคิ้ว
   

“บนห้องนั้นมีกุมารที่คอยดูแลคุณอยู่เหรอ” กิดากรหัวเราะ
   

“ไว้เดี๋ยวฉันพาคุณขึ้นไปดูแล้วกัน”


“จะพาผมขึ้นไปดู รู้แล้วเหรอว่าเราเข้ากันได้” ก้องอมยิ้มกับหน้าตากวน ๆ ของอัครา


“ฉันว่าได้ ตอนนี้อยู่ที่คุณแล้วว่าจะยอมเข้ามาหาฉันหรือเปล่า” นักแสดงหนุ่มยกมุมปากขวาเป็นรอยยิ้มขำ ก้องเดินไปเปิดตู้เย็นไซซ์ใหญ่ในโซนครัว
   

“กินน้ำอะไรมั้ย”
   

“น้ำเปล่า” ก้องหยิบเหยือกน้ำเปล่าออกมาเทน้ำใส่แก้วสีใสแล้วส่งให้อัครา ส่วนตัวเองเลือกน้ำส้มคั้นสดเพื่อคลายอาการการกรึ่ม ๆ ในหัว
   

“ผมไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนะ” แขกผู้มาเยือนจิ้มลงบนอก ก้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงเสื้อผ้า
   

“ผ้าขนหนูใหม่ แปรงสีฟันใหม่ มีให้ ไม่ต้องห่วง นอกนั้นใช้ของฉันได้เลย”
   

“กางเกงในด้วยเหรอ” ก้องยิ้มภูมิใจพร้อมกับพยักหน้า อัคราขมวดคิ้ว
   

“หมายถึงกางเกงในที่ผมจะใส่ได้นะ”
   

“มีสิ ฉันซื้อเก็บไว้น่ะ แต่ไม่ได้ใส่หรอก” แขกสุดหล่อยังคงขมวดคิ้ว
   

“แล้วคุณซื้อเก็บไว้ทำไม” ก้องทำยิ้มกรุ้มกริ่ม อัคราหรี่ตามอง สักพักเจ้าของห้องก็หัวเราะ
   

“ของพ่อกับลุงฉันน่ะ ซื้อเก็บเผื่อไว้”
   

“อ้อ” อัคราทำหน้าเข้าใจ
   

ทั้งสองคนดื่มน้ำในแก้วใครแก้วมันจนหมด ก้องเดินนำอัคราไปทางห้องนอนใหญ่ของตัวเอง ช่วงทางเดินมาห้องนอนของก้องเพดานด้านบนทำเป็นทรงโค้ง ผนังทั้งสองฝั่งแปะภาพวาดสวย ๆ หลากสไตล์เอาไว้ อัคราหยุดยืนมองภาพวาดวิวภูเขาสีเขียวกับทุ่งดอกไม้และทุ่งหญ้าเต็มสองข้างทางเล็ก ๆ ที่ลากยาวไปถึงภูเขาลูกโต
   

“สวยมั้ย ฉันวาดเอง” อัคราหันมองกิดากรด้วยสายตาประหลาดใจแต่มุมปากก็ขยับเป็นรอยยิ้ม
   

“จริงดิ” เจ้าของผลงานยิ้มกรุ้มกริ่มและยักคิ้วสองสามที


“ส่วนใหญ่ฉันจะวาดจากความทรงจำหรือจินตนาการ อย่างรูปนี้ฉันอยากไปเที่ยวไอร์แลนด์ เคยเห็นบรรยากาศในหนังเรื่องนึงก็เลยดึงออกมาวาด” อัคราพยักหน้าด้วยความสนใจ


“อันนี้จากความทรงจำหรือจากจินตนาการ” อัครายิ้มเบ้ปาก มือขวาชี้รูปผู้ชายต่างชาตินั่งอ้าขาเปลือยกายอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก ตรงกลางมีแจกันทรงกระบอกอันสูงที่ในนั้นใส่ดอกกุหลาบสีแดงเป็นฟุ่มใหญ่บดบังช่วงกลางตัวของผู้ชายคนนั้นไว้ เจ้าของผลงานกลั้นขำก่อนจะตอบ


“อันนี้จากการเห็นตรงหน้าเลยแหละ”


“ใครล่ะเนี่ย”


“เพื่อนของเพื่อนน่ะ เป็นคนอิตาลี มองเขาแล้วฉันนึกถึงรูปปั้นกรีกอะไรทำนองนั้น ฉันเลยจ้างเขามาเป็นแบบวาดให้” อัครายกริมฝีปากบนขึ้นและยิ้มกวน ๆ สายตาที่มองก็มองเหมือนรู้ทัน


“แค่มาเป็นแบบวาดเหรอ” กิดากรกลอกตา


“นอกจากวาดรูปเสร็จ อย่างอื่นก็เสร็จด้วยนั่นแหละ” อัคราคลี่ยิ้มกว้างและหัวเราะในลำคอเสียงทุ้ม เขาหมุนตัวไปมองรูปอีกฝั่งที่เป็นรูปวิว รูปตึก รูปคนสลับกันไป


“ที่ติดเอาไว้ตรงนี้คือชอบเหรอหรืออะไร”


“เปล่าหรอก ก็หมุนเวียนสับเปลี่ยนไปน่ะ” อัคราพยักหน้า ก้องหมุนตัวเดินไปทางห้องนอนต่อ อัคราเดินตามโดยที่สายตายังมองผลงานของก้อง เขาค้างสายตาไว้ที่รูปหนึ่งในกรอบไม้สีน้ำตาล เป็นรูปคนสองคนที่ขนาดตัวต่างกันนั่งอยู่บนชิงช้าใต้ต้นไม้ใหญ่ เบื้องหน้าของทั้งสองคนเป็นภูเขา เหนือภูเขาเป็นก้อนเมฆสีฟ้าและมีรุ้งพาดเป็นครึ่งวงกรม เบื้อล่างเป็นทุ่งดอกไม้หลากสี รูปนี้เหมือนเด็กวาด แต่ลายเส้นก็ถือว่าสวยอยู่ดี


“คุณอัค” เสียงเรียกดังแว่วมาจากข้างใน เจ้าของชื่อก้าวเท้าเดินไปตามทาง ยืนงงอยู่บริเวณซอกแยกพักหนึ่ง ก่อนจะเดินตามแสงไฟไปก็พบกับห้องนอนขนาดใหญ่ที่เห็นวิวสวนลุมคนละมุมกับตรงห้องโถง


“อาบน้ำมั้ย หรือว่าจะแค่แปรงฟันล้างหน้า”


“จะว่าอะไรมั้ยถ้าผมจะไม่อาบ” ก้องส่ายหัว


“ไม่ว่า เพราะฉันก็จะไม่อาบเหมือนกัน” อัครายิ้มขำอ่อน ๆ ก้องยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กให้อัครา


“ไปแปรงฟันกันเถอะ” ก้องเดินนำอัคเข้าไปในวอล์คอินโคลเซ็ท แล้วพาเดินทะลุเข้าไปในซอยทางเดินเล็ก ๆ ที่พอเดินต่อไปก็พบกับห้องน้ำหินอ่อนสีดำขนาดใหญ่ มีอ่างอาบน้ำทรงรีตั้งอยู่กลางห้อง มีห้องอาบน้ำกระจก มีอ่างล้างหน้าสองอ่าง กระจกบานใหญ่ตัดขอบสีทอง ทำให้เด่นขึ้นเมื่อเจอกับสีดำของหินอ่อน


“คุณใช้อ่างนี้ได้เลยนะ โฟมล้างหน้าก็หยิบใช้ได้เลย” เจ้าของห้องชี้อ่างด้านขวามือของตัวเองที่มีขนาดใหญ่กว่าอีกอันที่เจ้าตัวกำลังยืนเปิดน้ำอยู่


อัคราเอาผ้าขนหนูพาดไว้บนบ่าซ้าย ก้องเปิดลิ้นชักใต้อ่างล้างหน้าแล้วหยิบแปรงสีฟันสีขาวยื่นให้อัครา พระเอกหนุ่มรับมาและหยิบยาสีฟันมาบีบใส่ กำลังจะหันไปถามเจ้าของห้อง แต่อีกฝ่ายจับแปรงเข้าปากและถูนำไปก่อนแล้ว อัคราเลยเก็บยาสีฟันไว้ในแก้วใส่ของแล้วแปรงฟันตัวเองบ้าง


ทั้งสองอยู่ในห้องน้ำเกือบสิบนาที พอแปรงฟัน บ้วนปาก และล้างหน้าเสร็จก็พากันเดินกลับออกมาในห้องเสื้อผ้า ก้องเดินไปเปิดตู้สีขาวแล้วหยิบเสื้อยืดสีเทา กางเกงวอร์มเนื้อนุ่มสีเทาเข้มออกมาถือไว้


“คุณใส่กางเกงชั้นในนอนมั้ย” อัคราส่ายหัว ก้องพยักหน้าและยื่นชุดนอนให้อีกฝ่าย อัครารับไปแล้วเอาวางลงบนตู้เครื่องประดับกลางห้อง ก้องหันกลับไปเปิดตู้อีกฝั่ง หยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่ที่ใส่นอนเป็นประจำออกมา ปิดประตูตู้เสื้อผ้าเสร็จก็หันกลับไปทางอัครา อีกฝ่ายดึงเสื้อยืดลงพอดี ทันเห็นกล้ามท้องนูนแน่นแว้บหนึ่ง


“โถ่ ถ้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงนี้ก็น่าจะบอกหน่อย” พระเอกหนุ่มย่นคิ้ว


“ทำไม”


“จะได้หันมามอง” อัครายิ้มเหี้ยมและแกล้งทำตาดุใส่ กิดากรคลี่ยิ้มขำ


“เสื้อผ้าคุณไว้นี่แหละ” รูมเมทของก้องในคืนนี้พยักหน้านิดหน่อยก่อนจะเดินออกไปจากห้องแต่งตัว ก้องเก็บเสื้อกับผ้าขนหนูของอัคราใส่ตะกร้าหวาย ส่วนกางเกงยีนส์เอาไปแขวนไว้บนราวให้ เสร็จแล้วก็ถอดเสื้อผ้าตัวเองออกจนหมดแล้วสวมเสื้อเชิ้ตเข้าทางหัวรวดเดียว โยนเสื้อผ้าใส่ตะกร้าแล้วก็เดินออกไปห้องนอน


“นี่คุณ มานอนบนเตียงสิ” ก้องเรียกอัคราที่นั่งอยู่บนโซฟาริมกำแพง


“ตอนผมนอนเฝ้าคุณที่โรงพยาบาล ผมก็นอนโซฟานะ ไม่ได้นอนบนเตียงกับคุณ” เจ้าของห้องผายมือไปทางเตียง


“เตียงฉันใหญ่ขนาดนี้ ไม่เบียดกันหรอก”


“ผมไม่ได้กลัวเบียด ผมกลัวคุณปล้ำผม” กิดากรอ้าปากหวอ


“นี่ ถึงฉันจะอยากนอนกับคุณนะ แต่ฉันไม่คิดขืนใจหรอก ฉันอยากได้มาด้วยความเต็มใจ” อัคราเบ้ปากเล็ก ๆ


“ไม่เอาอะ เอาหมอน เอาผ้าห่มมาให้ผมเถอะ” ก้องมองค้อนอีกฝ่ายนิด ๆ แล้วก็หยิบหมอนกับผ้านวมจากบนเตียงไปให้อัครา พระเอกหนุ่มรับของมาไว้ในมือพลางหันมองเจ้าหมีครีมบนโซฟาตัวเดี่ยวใต้ทีวีจอใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังมุมห้อง


“นั่นที่นอนมันเหรอ”


“อือ เห็นมันทุกคืนก่อนนอนก็จะช่วยให้หลับสบายขึ้น” อัครามองเจ้าหมีนิ่ง ก้องมองสลับระหว่างหมีกับคนพักหนึ่งแล้วก็ทำหน้านึกขึ้นได้


“อุ๊ย ฉันลืมไปเลยว่าคุณต้องนอนกอดน้องมังกรทุกคืน…” อัคราหันมามอง ก้องมีสีหน้ากระวนกระวายอยู่พักหนึ่งก่อนจะก้าวเท้าเดินไปหยิบตุ๊กตาตัวเองมายื่นให้กับรูมเมทคืนนี้


“…น้องหมีพอจะแก้ขัดได้มั้ย” อัครามองเจ้าหมีครีมนิ่งครู่หนึ่งแล้วก็ยื่นมือไปรับมันมาถือไว้


“น่าจะได้แหละ”


“ฉันขอโทษนะ”


“ไม่เป็นไรน่าคุณ” ก้องเดินกลับไปที่เตียง เขยิบหมอนอีกใบให้มาอยู่ตรงกลาง เขาสอดตัวเข้าไปใต้ผ้านวมผืนใหญ่ นั่งมองอัคราที่ล้มตัวลงนอนพร้อมกับเจ้าหมี


“ฉันปิดไฟแล้วนะ”


“อือฮึ” ก้องหยิบรีโมตอันเล็กที่ใช้ควบคุมไฟในห้องขึ้นมากดปุ่มปิด แสงไฟสีส้มนวลตาภายในห้องค่อย ๆ หรี่ลงจนหายไป แต่ภายในห้องไม่ได้มืดสนิท เพราะก้องไม่ได้ปิดม่านตรงผนังกระจกสำหรับชมวิว เลยทำให้มีแสงไฟจากยอดตึกใกล้ ๆ และไกล ๆ เปล่งแสงเล็ก ๆ เข้ามา


ก้องล้มตัวลงนอนและหันมองอัคราด้วยความเป็นห่วง แต่อีกความรู้สึกก็คือดีใจที่อีกฝ่ายยอมมานอนด้วยทั้งที่เขาไม่ได้ป่วยแล้ว


ฟืด ฟับ


เกิดเสียงสัมผัสบนพื้นผิวโซฟา ซึ่งก้องรู้เลยว่าอัคราขยับพลิกตัว ก็เขานอนมองอยู่ทำไมจะไม่รู้ล่ะ แต่ก้องก็ยังไม่ได้พูดอะไร ขอสังเกตการณ์ไปก่อน


มีเสียงระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ก้องดันตัวลุกขึ้นนั่งมองรูมเมทของตัวเอง แล้วก็เห็นอัคราพลิกตัวอีกครั้ง


“คุณอัค”


“ฮึ?”


“นอนหลับมั้ย”


“เดี๋ยวก็คงหลับแหละ”


“มานอนบนเตียงเถอะ เผื่อมันจะช่วยให้คุณหลับง่ายขึ้น”


“แบบนั้นผมกลับไปนอนกอดไอ้มังกรที่บ้านง่ายกว่ารึเปล่า” ก้องหน้าบู้ในความมืดก่อนจะพูดเสียงอ่อย


“ก็ง่ายกว่า แต่ฉันอยากให้คุณอยู่ด้วยนี่นา” อัคราพ่นลมหายใจเสียงเบา แต่เพราะรอบตัวเงียบสงบเลยได้ยินชัดเจน


“คุณนอนเถอะ ผมอยู่นี่แหละ” กิดากรคลี่ยิ้มดีใจ ค่อย ๆ ล้มตัวลงนอน แต่สายตายังมองรูมเมทไม่ไปไหน









1 ชั่วโมงผ่านไป…


อัคราก็ยังคงไม่หลับ และเจ้าของห้องก็ไม่หลับเช่นกัน นอนมองมาเป็นชั่วโมง เห็นอีกฝ่ายกระสับกระส่ายไปมาจนนึกเห็นใจและรู้สึกผิด


“นี่…” อัครานอนนิ่ง


“…คุณกลับไปนอนที่บ้านก็ได้นะ เดี๋ยวฉันไปส่ง คุณจะได้หลับสบาย ๆ” อีกฝ่ายไม่ตอบ เลยเกิดความเงียบขึ้นรอบตัว ก้องดันตัวลุกขึ้นและให้เวลาสายตาปรับการมองเห็นในที่มืดครู่หนึ่งแล้วจ้องไปที่โซฟา


“คุณอัค กลับมั้ย แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาฟิตติ้งช่วงบ่ายก็ได้”


“ผมเป็นคนบอกจะนอนเอง คุณไม่ได้บังคับสักหน่อย” เหมือนอัครารู้ว่ากิดากรกำลังคิดอะไรอยู่เลยพูดออกมา ซึ่งก้องก็คิดแบบนั้นจริง ๆ


“งั้นฉันขอบังคับคุณหน่อย…” อัคราเด้งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วหันมองเจ้าของห้อง


“…มานอนบนเตียงด้วยกัน เผื่อเตียงราคาหกหลักอันนี้จะช่วยให้คุณหลับได้”


“ผมโอเคน่า”


“ฉันไม่ใช่พระเอกละครไทยที่คิดว่าปล้ำคนรักแล้วสุดท้ายเขาจะรักตอบหรอกนะ” อัคราหัวเราะในลำคอ


“ถ้าคุณปล้ำผม คุณโดนต่อยฟันร่วงแน่” ว่าจบก็เหวี่ยงขาลงจากโซฟา ก้องคลี่ยิ้มกว้าง จัดการขยับตัวเองกับหมอนไปด้านขวามือของตัวเอง และรวบผ้านวมมาด้วยเพื่อที่อัคราจะได้ใช้อีกผืนห่มได้สะดวก


“เอาหมอนข้างกั้นเขตไว้ด้วยก็ได้” ก้องหยิบหมอนข้างแถวปลายเตียงขึ้นมาวางกั้นกลาง ทั้งที่จริงแค่นอนห่างกันก็เหลือพื้นที่เยอะแล้ว เพราะเตียงกว้างมากจริง ๆ อัคราเลื่อนหมอนข้างลงไปนิดหน่อยแล้ววางเจ้าหมีครีมไว้บนหัวเตียง


“ถ้าแม่แกคิดจะทำมิดีมิร้ายฉัน ตบหัวเรียกสติแม่แกแทนฉันด้วย” อัคราหันไปบอกตุ๊กตา ก้องมองรูมเมทผ่านทางหางตาและเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้


“ชึ…” ทำเชิดทำงอนแล้วก็ล้มตัวลงนอนฝั่งตัวเอง อัคราคลี่ยิ้มในความมืดแล้วก็เอนตัวลงนอนบ้าง


จะช่วยได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่เตียงนี้มันนุ่มดีจริง ๆ โคตรสบายหลัง


“ดีขึ้นมั้ย” เจ้าของห้องถาม อัครานอนหงายเหยียดตัวตรง ดวงตายังเปิดกว้าง ไม่ได้ระแวงกิดากร แต่กำลังซึมซับกับความดีงามของเตียง


“แจ๋วเลย”


“ถ้านอนไม่หลับจริง ๆ แล้วอยากกลับบ้านก็บอกนะ” อัครานิ่งเงียบ หลับตาลงด้วยความสบายตัว


“คุณนอนเถอะ ผมว่าผมโอเค”


“Good night.” ก้องกระซิบบอกแล้วพลิกตัวไปอีกด้าน อัคราระบายลมหายใจออกมายาว ๆ ริมฝีปากขยับยิ้มบางกับความสบายเนื้อสบายตัว


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-17
ผมอ่านเรื่องนี้แล้วอมยิ้มตลอดเลยนะครับ สารภาพตรงๆว่าเหมือนอ่านจุดเริ่มต้นการเป็นเพื่อนกันของกะเทยออกสาวที่ดูเรียบร้อยแต่แอบเปรี้ยว กับคนที่จะเป็นเหมือนเพื่อนชายแท้กับกะเทยได้ ซึ่งมันเป็นอะไรที่หาได้ยากนะครับ ที่จะมีนิยายมาบรรยายความสัมพันธ์แบบการก่อสร้างมิตรภาพฉันเพื่อนว่ามันเป็นยังไง ส่วนมากบางทีมักจะเปิดมาตอนสนิทแล้ว หรือเปิดมาแค่ให้กะเทยเป็นเพศที่ตลก แต่ในความจริง เราก็ encourage ให้มองกะเทยเป็นเพศๆนึงแล้วก็สามารถคบชายแท้ได้นี่นา ถ้าเราไปมองในโลกจริง เราก็จะเห็นว่าสังคมไทย มีไม่น้อยเลยครับที่ชายแท้กับกะเทยเป็นเพื่อนกันจริงๆแล้วเฮฮาด้วยซ้ำ เค้าอยู่ด้วยกันแบบให้เกียรติ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าชื่นชมนะครับ

มันจะอมยิ้มคนละแบบกับเรื่องของไอติม เรื่องนั้นคือยิ้มให้กับความอยากได้อยากโดนของน้องติม ที่สุดท้ายก็บอกแล้วว่าต้องได้ของเดนนี่ด้วย เคมีเข้ากันสุดแล้วละครับสองคนนั้น (หัวเราะ) ส่วนตัวเรื่องนั้นผมเชียร์เดนนี่นะ ตอนเซอร์ไพรส์ว่าเป็นพระเอกอีกคนนี่ผมยกแขนร้องเยส! เลย (หัวเราะ) แต่สำหรับเรื่องนี้ มันอมยิ้มแบบความสัมพันธ์อบอุ่น แล้วคุณก้องก็พูดอะไรตรงไปตรงมาแบบมีทีท่าจริตสมกับเป็นกะเทย แต่สุภาพเรียบร้อยมีมาดดี ส่วนอัคราก็เป็นชายแท้ที่มีปฏิกิริยาแบบชายแท้ชัดมาก แทบจะลอกในชีวิตจริงมาเลยคือกล้าๆกลัวๆกะเทย /ฮา แต่โดยส่วนมากในความเป็นจริง คนที่กล้าๆกลัวๆกะเทยมักจะเป็นกลุ่มที่ให้เกียรติกะเทยมากกว่าคนที่โผงผางกับกะเทยอีกนะครับ เหตุผลคือเขาไม่รู้ว่าควรจะวางท่ายังไง เนื่องจากในสังคมจริงๆ กะเทยมักจะเด่นเรื่องมีแรงขับทางเพศสูงมากจนผลักดันออกมาผ่านบทสนทนาที่บางทีมันก็ทำให้ผู้ชายหลายคนอิหลักอิเหลื่อหน่อย

โดยรวมแล้ว เอาจริงจากใจเลยนะ ผมอยากให้อัครามีแฟนเป็นผู้หญิงนะ เพราะมันจะโคตรแสดงได้เลยว่านี่แหละคือมิตรภาพระหว่างชายแท้กับกะเทยที่มันเกิดขึ้นมาได้ มันไม่ใช่ว่ากะเทยวันๆต้องไปตื๊อแล้วสุดท้ายได้กับชายแท้ แล้วจบแฮปปี้ (ซึ่งหายากในโลกจริง แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้) หรือว่ากะเทยต้องจมอยู่กับรักคุดๆ มุมของก้องที่นำเสนอในเรื่องนี้เป็นมุมการสร้างมิตรภาพแบบเพื่อนที่ไม่ค่อยมีนิยายเรื่องไหนสร้างเลยครับ ผมประทับใจจุดนี้มาก

อัคราเป็นตัวพระที่ผมอ่านแล้วกลับไม่รู้สึกว่าเค้าให้รังสีคนที่เหมาะกับก้อง ที่มีบุคลิกและจริตออกสาวหน่อยนะครับ อัคราเป็นคนที่ชีวิตเรียบง่ายมาก ธรรมดาและแทบจะไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง เรียกว่าไม่ค่อยเฉลียวใจอะไรเลยดีกว่า ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แล้วก็โผงผางกับมีจุดยืนบางอย่างที่ค้ำศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ซึ่งจะไม่ยอมลดมัน มุมแบบนี้มันก็สะท้อนบุคลิกชายแท้จำนวนมากในชีวิตจริงได้ดีครับ คาแรกเตอร์สร้างมาได้มีจุดเด่นขนาดนี้แล้ว ผมก็คิดว่ามันควรจะไปให้สุดน่ะนะ ไหนจะปมของเรื่องพี่สาวคนนั้นตั้งแต่วัยเด็ก ที่ทำให้อัครารู้สึกประทับใจกับการที่มีคนมาเข้าใจภายในจิตใจของเค้าอย่างลึกซึ้งโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก (สะท้อนผ่านตุ๊กตามังกรที่ติดตลอดแม้จะโตแล้ว) ไหนจะปมเรื่องศักดิ์ศรีและการอยากทำงานให้ดีที่สุด (ไม่ขายร่างกาย) ไหนจะ Age Gap ที่น่าจะห่างกับก้องพอสมควร (ซึ่งสะท้อนถึงมุม Mentor ของกะเทยได้) และความห่างชั้นของฐานะ (ซึ่งถ้าในชีวิตจริง อัคจะโดนนินทาว่าโดนกะเทยเลี้ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยครับ ต่อให้รักจริง) เรื่องของรูปร่างอะไรก็ถือว่าปกติสำหรับ Mascular Male ที่คุณเจ้มักจะบรรยายในนวนิยาย ผมว่าคาแรกเตอร์นี้ถ้าหาลงได้กับผู้หญิงดีๆสักคน โดยผ่านอุปสรรคดราม่าที่ทำให้ไขปมชีวิตของอัคราได้ โดยมีก้องคอยช่วยและให้มิตรภาพที่ดีอยู่ใกล้ๆ มันจะให้ข้อคิดของงานเขียนที่มีต่อทัศคติกะเทยเพอร์เฟ็กต์มากครับ ทั้งข้อดี ทั้งการเริ่มต้นมิตรภาพ (ทำให้คนอ่านไม่กลัวหรือไม่เหยียดกะเทย) ทั้งทัศนคติต่อกะเทย

สำหรับเคสคุณก้อง ผมอ่านคาแรกเตอร์แล้วรู้สึกว่าตัวพระที่น่าจะลงกับก้องได้ ไม่อายุมากกว่าหน่อยแบบเป็นเฮีย ก็เป็นแบบคนรู้จักอายุเท่ากันไปเลย คือต้องสายลุยหน่อยๆคล้ายๆอัครา แต่ว่าดิบกว่านิดหน่อยแล้วก็ขยันหยอกกับรักก้องจริงๆ เป็นคนตรงไปตรงมา และต้องไม่มีเรื่องของความห่างชั้นระหว่างฐานะเพราะมันทำให้โทนเรื่องเสีย เราได้โทนเรื่องดราม่าที่ต้องขบคิดและปริศนาแก้ปมจากอัคราไปแล้ว และเส้นเรื่องควร centralize อยู่กับการช่วยแก้ปัญหาปมชีวิตของอัครา ดังนั้นตัวพระที่ถ้าเสริมเข้ามาและทำให้เรื่องมีสีสันขึ้น ก็ต้องเป็นตัวพระที่มีคาแรกเตอร์สร้างสีสันและทำให้เส้นเรื่องความรักของก้องหวานฉ่ำเผ็ดร้อน ให้อารมณ์อ่านแล้วอมยิ้มร้อนฉ่าจนต้องปิดหน้าน่ะครับ

ยังไงติดตามครับ ภาษาบรรยายได้ดี เขียนดีเทลหลายอย่างได้สนุกมากและสมจริง อ่านแล้วเห็นภาพ คำผิดแทบไม่มีเลย ลื่นไหลไล่ตามอารมณ์ของโทนเรื่องได้ดี ชอบครับ สู้ๆ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8


CHAPTER 9 : Hug.




   RRRRRR!
   

ก้องปรือตามองโทรศัพท์สีดำบนโต๊ะโคมไฟข้างเตียงด้วยความง่วง หลับตาลงอีกพักหนึ่งแล้วก็เอื้อมแขนไปจะหยิบโทรศัพท์แต่ว่าไปไม่ถึงเลยดันตัวลุกขึ้นเพื่อจะยืดตัว ตอนนั้นเองที่ก้องรู้สึกเหมือนโดนอะไรดึงรั้งเอาไว้ พอก้มลงมองตรงช่วงท้องก็เห็นลำแขนอันใหญ่กับกล้ามแน่น ๆ พาดอยู่บนตัว
   

จากที่รู้สึกปรือ ๆ ง่วง ๆ มึน ๆ ก้องเบิกตากว้างแล้วบิดหน้าไปมองเจ้าของลำแขนที่นอนหลับซ้อนอยู่ด้านหลัง กิดากรอ้าปากหวอน้อย ๆ และกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง ทบทวนกับตัวเองอย่างรวดเร็วว่าเผลอไปดึงอัครามากอดตัวเองหรือเปล่า หรือนอนดิ้นจนเขาต้องกอดไว้ หรือตัวเองทำเนียนไปกอดเขาไว้เขาเลยกอดตอบ
   

RRRRRR!
   

โทรศัพท์สั่นอีกรอบ ก้องหันไปเอื้อมตัวหยิบมามองหน้าจอก็เห็นว่าเป็นเดียร์โทรมา เขากดตัดสายทิ้งแล้วเข้าแอพฯ ไลน์ พิมพ์บอกเดียร์ว่าตื่นแล้วและเดี๋ยวพบกันตามนัด พอขึ้นว่า read ก้องก็วางโทรศัพท์ไว้บนเตียง
   

“คุณอัค” ก้องจับแขนที่พาดอยู่บนตัวแล้วเขย่าเบา ๆ อัคราลืมตาตื่นขึ้น มองหน้าก้องแบบงง ๆ ง่วง ๆ สักพักก็กดหน้าลงมองแขนตัวเองที่พาดอยู่บนตัวของอีกฝ่าย
   


“ฉันไม่แน่ใจว่าเรามาลงเอยในท่านี้กันได้ยังไง ถ้าฉันเผลอนอนดิ้น หรือไปดึงคุณมากอด ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ” ก้องรีบออกตัว อัครากะพริบตางง ๆ เขายกแขนออกจากตัวก้องแล้วดันตัวลุกขึ้น หันมองด้านซ้ายมือของตัวเองก็เห็นหมอนข้างยื่นออกไปนอกขอบเตียงครึ่งหนึ่ง และพื้นที่เตียงฝั่งเขาก็เหลือเกินครึ่งเพราะเขาไหลมานอนกับกิดากร
   

“เอ่อ…” รูมเมทของก้องหันกลับมาและมีท่าทีอึกอัก ก้องเองก็อึกอักเช่นกัน เพราะกำลังกังวลว่าตัวเองไปฝืนใจเขาโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า
   

“ขอโทษนะ”
   

“ไม่ต้องขอโทษหรอก…” ก้องมองคนพูดด้วยความไม่เข้าใจ อัคราเหมือนไม่กล้าสบตาก้องเท่าไหร่
   

“…ผมเป็นคนกอดคุณเอง” คิ้วเรียวสวยของก้องขมวดเข้าหากันแล้วก็คลายออกจากกันก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเหวอด้วยความสับสน อัคราพยักหน้าหนึ่งครั้งเป็นการยืนยัน
   

“จริง ๆ” ก้องก็ยังคงงงมากกว่าจะฟิน เขามองอัคราที่ยกมือขวาขึ้นเกาหัวและเหมือนกำลังทำตัวไม่ถูกอย่างพิจารณาครู่สั้น ๆ แล้วก็คลี่ยิ้ม
   

“ฉันยินดีให้กอด ไม่คิดเงินหรอก…” อัคราหันมองเจ้าของห้องอย่างไม่แน่ใจ กิดากรขยับรอยยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด
   

“…กอดอีกได้นะ ฉันไม่ว่า” เจ้าของห้องยิ้มหวานและขยิบตาซ้ายอย่างทะเล้น อัคราอมยิ้มขำ
   

“หิวมั้ย” อัคราถามและยิ้มเหมือนเด็กเขิน ๆ ก้องยิ้มอย่างเอ็นดู
   

“ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเดี๋ยวไปกินข้าวกัน” อัคราไถก้นลงไปยืนข้างเตียง ก้องอ้าปากค้าง พยายามเลื่อนสายตาหนีแต่ว่าความตุงที่ดันตัวจนกางเกงโป่งพองออกมาก็ตรึงสายตาซะอยู่หมัด พระเอกหนุ่มค่อย ๆ เลื่อนสองมือมาปิดตรงนั้นและพยายามกดมันลงไป
   

“ขะ… ขอโทษ คือมันกระแทกตามาก”
   

“คุณก็ไม่น่าจะต่างจากผมหรอกมั้ง” ก้องยกผ้านวมขึ้นแล้วถกชายเสื้อเชิ้ตขึ้นมองวิสั้น ๆ ก่อนหันไปยิ้มแห้งกับอัคราและพยักหน้าเบา ๆ
   

“คุณเข้าไปแปรงฟันก่อนเถอะ หรือถ้าอยากอาบน้ำเลยก็ได้นะ” อัคราพยักหน้าแล้วก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องเสื้อผ้า เจ้าของห้องระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ยกมือซ้ายขึ้นจับหน้าอกก็พบว่าหัวใจเต้นค่อนข้างถี่รัว นั่งสูดลมหายใจเข้าออกสักพักก็หยิบโทรศัพท์แล้วคลานลงจากเตียงและเดินไปเปิดประตูห้องนอน ก้าวเท้าเดินตามทางไปยังโซนครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าแบบง่าย ๆ ให้ตัวเองกับรูมเมท
   

ก้องเลือกทำอาหารเช้าจำพวกไข่ดาว ไข่เบนเนดิก ฮ็อตดอก แฮม ขนมปังปิ้ง เพราะมันไม่ซับซ้อนสำหรับคนทำอาหารไม่เก่งอย่างเขา เจ้าของห้องเปิดเพลงจากโทรศัพท์โดยเชื่อมต่อกำลังโพงบลูธูทที่วางอยู่บนตู้เย็นเพื่อเพิ่มความสุนทรียะในการทำอาหาร เขาหั่นฮ็อตดอกไปก็โยกตัวไปเบา ๆ สลับกับพลิกแฮมในกระทะไปด้วย
   

เพลงจบไปเกือบห้าเพลงเต็มก้องถึงทำอาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เขาตักอาหารใส่จานสีขาวใบใหญ่สองใบโดยแบ่งอาหารให้เท่า ๆ กัน จากนั้นก็นำไปวางบนเค้าน์เตอร์สำหรับนั่งกินข้าว เดินไปหยิบตะกร้าเหล็กเครื่องปรุงมาวางเตรียมไว้สำหรับปรุงรสชาติเพิ่มเติม ก้องหันกลับไปเทกาแฟในกาน้ำที่เดือดแล้วใส่แก้ว
   

“คุณก้อง”
   

“ว่า…” ก้องชะงักกึก เปลือกตากะพริบปริบ ๆ กับภาพตรงหน้า ใจสั่นระรัว ท้องน้อยวูบวาบหวิวไหว
   

อัคราพันผ้าขนหนูสีน้ำเงินนาวีรอบเอวผืนเดียว ซึ่งอันที่จริงจะเรียกว่าพันรอบเอวก็คงไม่ถูก เพราะเขาพันต่ำกว่าเอวเสียอีก ต่ำจนเห็นวีเชฟที่เคยแต่เห็นผ่านทีวีชัดเจน ยิ่งกับปมผ้าด้านหน้าที่ดันลงต่ำจนทำเอาหัวใจจะวาย ลายกล้ามท้องชัดเจนแต่ไม่ใช่แข็งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน เต้านมยักษ์กับหัวนมสีน้ำตาลที่เข้ากับผิวขาวขุ่นเป็นอย่างดี
   

พุทโธ ธัมโม สังโฆ โอ้โห ยั่วมาก
   

“คุณก้อง” เจ้าของร่างกายอันเย้ายวนชวนเคลิ้มเรียกเจ้าของห้องเสียงเข้มพร้อมกับกดหน้าลงมองด้วยสายตาปราม ๆ กิดากรได้สติก็ยิ้มแห้งและทำเนียนเหมือนว่าไม่ได้เคลิ้มอะไร
   

“ยังไงคุณอัค ว่า อาบน้ำเรียบร้อยแล้วเนอะ” อัครายิ้มเบ้ปากน้อย ๆ และยกมือขวาเสยผมที่เปียกหมาด ๆ
   

“ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะมีเสื้อให้ผมยืมใส่มั้ย” ก้องกลืนน้ำลายลงคอดังอึกก่อนจะคลี่ยิ้มอันแสนจะประดิษฐ์
   

“มีสิ เดี๋ยวฉันหาให้ แต่ตอนนี้กินข้าวก่อนมา” ไฮโซหนุ่มเดินเอาแก้วกาแฟไปวางบนเค้าน์เตอร์ อัคราเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ก้องพยายามมีสติกับตัวเองให้มากที่สุด
   

“เอากาแฟมั้ย” อัคราพยักหน้า ก้องหมุนตัวไปจัดการเทกาแฟใส่แก้วอีกใบก่อนหันกลับมายื่นให้อีกคน
   

“ทำเองเหรอ” นักแสดงหนุ่มกดสายตาลงมองอาหารในจาน แม่ครัวจำเป็นพยักหน้าหงึก ๆ
   

“ก็ทำแต่อะไรง่าย ๆ เป็นนี่แหละ” อัคราพยักหน้าและยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม ก้องเห็นท่วงท่าการยกและสีหน้าที่รับรสกาแฟเข้าปากของอีกฝ่ายก็ทำหน้าประทับใจ
   

“นี่ ฉันถ่ายรูปไว้ได้มั้ย คุณดูดีมากเลย” คนถูกชมว่าดูดีย่นคิ้ว
   

“ถ่ายไว้ทำไม”
   

“ฉันถ่ายแล้วจะส่งให้คุณอัปลงอินสตาแกรมน่ะ ลงรูปนี้ไปรับรองเดือดทั้งฟีด!” อัคราเลิกคิ้วขึ้น ก้องพยักหน้ายืนยันว่าถ่ายเถอะ
   

“ก็ได้” กิดากรคลี่ยิ้มกว้าง คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อคแล้วขยับตัวไปด้านซ้ายมือสองก้าว ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูมุมกล้อง ขยับไปซ้ายนิดขวาหน่อยอยู่พักหนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นว่าโอเค
   

“เดี๋ยวคุณยกกาแฟขึ้นมาถือไว้นะ ไม่ต้องมองกล้อง แล้วยิ้มกว้าง ๆ” อัคราทำตามที่ก้องบอก
   

“ยกแขนขึ้นอีกนิด มือซ้ายวางบนเค้าน์เตอร์ครัว อย่างงั้น เงยหน้าหน่อย…” ก้องยื่นแขนไปขยับจานอาหารของอัคราให้เข้าไปใกล้เจ้าตัวมากขึ้นอีกนิดแล้วก็ยืดตัวกลับมา


“…หน้าตาเบิกบานรับยามเช้านะ นับสองแล้วยิ้มกว้างอีกนิด หนึ่ง… สอง… สาม!” ก้องกดถ่ายไปหนึ่งช็อต แต่เป็นช็อตเดียวเอาอยู่ ตากล้องโครงหน้าสวยคลี่ยิ้มกว้างอย่างพอใจ
   

“หล่ออะ หูยยย ดี ๆ ๆ” อัคราขำเบา ๆ กับการเอ่ยชมของก้อง เขายกแก้วกาแฟขึ้นดื่มไปสองอึกแล้ววางลง ก้องหันรูปมาให้เขาดู อัครามองสักพักถึงค่อยพยักหน้าพอใจ ว่าเขาไม่ได้หรอก ถ่ายรูปสวยพอ ๆ กับวาดรูปเลย
   

“ต้องอัปเลย ๆ”
   

“โทรศัพท์ผมในห้องนอนคุณ” ก้องวางโทรศัพท์ตัวเองลงบนเค้าน์เตอร์ รีบเดินกลับไปทางห้องนอน อัคราใช้มีดหั่นไข่เบนเนดิกแล้วจิ้มเข้าปาก ยังไม่ทันเคี้ยวหมดปากเจ้าของห้องก็เดินกลับมายืนที่เดิม ก้องจัดการส่งรูปผ่าน Air drop เพื่อความคมชัดของภาพ
   

“คุณ กดรับรูปแล้วอัปลงอินสตาแกรมเลย”
   

“เดี๋ยวก่อนก็ได้มั้ง” กิดากรขมวดคิ้วพร้อมกับสั่นหัว
   

“ไม่ได้ ๆ รูปกับเวลามันลิงก์กัน เบรคฟัสต์ไทม์”
   

“อ่า ครับ ๆ คุณเจ้ากี้เจ้าการ” กิดากรทำปากยื่น แต่ไม่ได้รู้สึกเคืองหรือโกรธใด ๆ


“ใส่อิโมชั่นเป็นถ้วยกาแฟแก้วเดียวพอนะ” อัคราหยิบโทรศัพท์ไปกดปลดล็อค เข้าอินสตาแกรมที่ยังเล่นไม่คล่องนัก แต่ก็พอจำได้ว่าก้องทำยังไงบ้าง เขากดอัปโหลดรูปจากแกลเลอร์รี่ พิมพ์อิโมชั่นถ้วยกาแฟควันฉุย จากนั้นก็กดอัปโหลด เพียงแค่เสี้ยววินาทีก็มีไลก์แรกจากคนตรงข้ามเด้งขึ้นมา


“เหยยย คนฟอโล่วคุณเป็นแสนแล้ว” อัคราทำตาโตนิดเดียว กดเข้าไปดูหน้าโพรไฟล์แอคเค้าท์ของตัวเองก็เห็นดังที่ก้องว่า รูปแรกที่ลงไปเมื่อคืนมียอดไลก์ไปแล้วเกือบครึ่งแสน คอมเม้นต์อีกเกือบครึ่งหมื่น


“เห็นมั้ย ยังมีแฟน ๆ ที่รักคุณอยู่อีกเยอะเลย” อัคราเงยหน้าขึ้นมองก้องพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ แต่ในใจเขารู้สึกดีใจ กิดากรยิ้มกว้างและชูมือขวาขึ้นมา กดสามนิ้วตรงกลางลงเหลือแต่นิ้วโป้งกับนิ้วก้อย


“อ้าว ด่าผมว่าควายเหรอ” รอยยิ้มของก้องหุบวืด


“ไม่ใช่ มันแปลว่าเจ๋ง เท่ อะไรอย่างเงี้ย” พระเอกหนุ่มยิ้มขำ วางโทรศัพท์ลงบนเค้าน์เตอร์ เสียงแจ้งเตือนเด้งขึ้นรัว ๆ จนเขามองด้วยความมึน


“เดี๋ยวฉันปิดแจ้งเตือนให้” ก้องหยิบโทรศัพท์ของอัคราขึ้นมาเพื่อตั้งค่าเรื่องการแจ้งเตือนจากแอพฯ อินสตราแกรมให้เจ้าตัว


“เรียบร้อย” ก้องยิ่มกริ่ม ยกก้นขึ้นนั่งบนเก้าอี้ทรงสูง เลื่อนจานอาหารของตัวเองมาตรงหน้า ใช้ช้อนตักไข่ดาวเข้าปาก จังหวะที่กำลังเคี้ยวคำแรกสายตาของก้องก็สังเกตเห็นรอยบนบริเวณขอบเต้านมด้านขวาของอัครา แต่ทว่าแทบจะมองไม่เห็นแล้ว หากไม่ได้เห็นใกล้ขนาดนี้ก็คือจะไม่รู้เลยว่ามีรอยอยู่บนอกของเขา 


“แผลเป็น” อัคราเห็นก้องมองอยู่เลยตอบข้อสงสัย ไฮโซหนุ่มเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหล่อคมที่ตอหนวดเริ่มขึ้นจาง ๆ แล้ว


“ข้างหลังก็มี” พระเอกหนุ่มจิ้มนิ้วโป้งซ้ายไปด้านหลัง


“ตอนเด็ก ๆ ซนล่ะสิ” ก้องยิ้ม อัคราหน้านิ่ง


“ถ้าเป็นเพราะผมซนเองก็ดีสิ” กิดากรเลิ่กลั่กนิดหน่อย แต่ก็สามารถไหลต่อไปได้


“อร่อยมั้ย” อัคราคลี่ยิ้มบางพร้อมกับพยักหน้า


“ดีเลยแหละ” แม่ครัวหัวป่าหิมพานต์คลี่ยิ้มพอใจ





ห้องเสื้อ KIDAKORN


บรรยากาศภายในห้องเสื้อของดีไซน์เนอร์หนุ่มชื่อดังค่อนข้างวุ่นวาย แต่เจ้าของห้องเสื้อและทีมงานที่ผ่านงานมาอย่างโชกโชนก็จัดการได้ดีอย่างมีระบบ และแม้จะมีนายแบบหลายชีวิตอยู่ในตึกเดียวกันแต่ก็ไม่เดินชนกันวุ่นวายหรือสร้างความยุ่งเหยิงใด ๆ เนื่องด้วยสตูดิโอนั้นแยกไปอีกตึกเลยทำให้ไม่แออัดเบียดเสียด


“อัค” พระเอกหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของกิดาการหันไปมองผู้จัดการส่วนตัวที่ยิ้มเริงร่าเข้ามาหา


“พี่ดีใจมากนะที่แกเปิดอินสตาแกรมสักทีน่ะ”


“ทำไม มีคนทักไปขอคิวงานผมกับพี่แล้วเหรอ” อัครายิ้มล้อ ลูกหยีทำหน้ายู่และนั่งลงบนโซฟาตัวเล็ก


“ก็มีแหละ พวกรีวิวสินค้าไรพวกนี้ แต่พี่ว่ายังไม่เหมาะกับแก…” นักแสดงหนุ่มพยักหน้า ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมาย


“…แล้วเมื่อกี้พี่ได้คุยกับคุณก้องแว้บนึง เขาก็บอกว่าอย่าใจร้อนรับไปหมด ให้ดูดี ๆ เขาไม่อยากให้คนคิดว่าแกรับงานดะเพราะตกงาน เดี๋ยวมูลค่าจะลดลง”


“อืม เขาก็บอกกับผมแบบนี้เหมือนกัน” ลูกหยีถอนหายใจ


“พี่เลยปฏิเสธไปหมดแล้วละ…” อัคราพยักหน้า ผู้จัดการสาวสวยเปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มตื่นเต้น


“…แต่แกได้งานแบรนด์คุณก้องเลยนะ มูลค่าแกขึ้นสูงปรี๊ดแน่ ๆ” พอลูกหยีพูดแบบนั้นก็ทำหน้าลำบากใจ


“ผมไม่เคยเดินแบบ จะรอดมั้ยวะพี่”


“รอดสิ ตอนเล่นละครกับถ่ายแบบ แกก็ผ่านครั้งแรกมาเหมือนกัน อันนี้แกก็ต้องผ่านได้อยู่แล้ว” สีหน้าของอัครายังดูเป็นกังวล


“เสื้อผ้าคุณก้องไม่ได้ขายแค่ในประเทศไทยนะ แบรนด์เขาโด่งดังไปทั่วเอเชีย แล้วก็กำลังตีตลาดนอกเอเชียอยู่ คอลเลคชั่นที่เขาให้แกใส่ก็เป็นคอลเลคชั่นพิเศษวางขายไม่นาน เขาต้องมั่นใจแล้วว่าแกจะทำยอดขายให้แบรนด์เขาได้ ถึงจ้างแกนะอัค” ลูกหยีร่ายยาวเหยียด พยายามโน้มน้าวอย่างเต็มที่เพราะกลัวพ่อคนติสท์เขาเทงาน


“แกไม่ได้อยู่ในจุดที่จะปฏิเสธงานนั้นงานนี้ได้เหมือนแต่ก่อนแล้วน้าอัค” ผู้จัดการว่าหน้างอ อัคราถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้า ลูกหยียิ้มโล่ง ดั่งกับยกภูเขาโอลิมปุสออกจากอก


“ละครที่เขาจะดอง มีแววจะได้ออนแอร์มั้ยพี่หยี” ผู้จัดการทำหน้าไม่แน่ใจนัก


“ถ้าเป็นพี่นะ บทดี โปรดัคชั่นดี นักแสดงดีขนาดนั้น ยังไงก็ให้ออน เพราะตำรวจก็พูดชัดเจนว่าแกหลุดพ้นข้อกล่าวหาแล้ว คือมันไม่มีอะไรมาขัดแล้วอะ…” ลูกหยีแยกเขี้ยวหน้าตาเหมือนอยากทุบใครสักคน


“…แต่ไม่รู้นังแม่มดเพตรามันจะมีลูกเล่นอะไรอีก ได้แต่หวังว่าเสียงโหวตคณะกรรมการคนอื่น ๆ จะต้านนางได้” อัคราพยักหน้าด้วยความเข้าใจ แต่ถึงจะเข้าใจเขาก็รู้สึกหนักใจจนถอนหายใจออกมา


“เอ้อ พี่หาคนซื้อรถได้แล้วนะ…” สีหน้าของอัครายิ่งดูหนักใจมากกว่าเดิม ลูกหยีมองอย่างเห็นใจแต่ก็ต้องตัดใจเดินหน้าต่อ


“…ขายเถอะ งานยังเข้ามาไม่เยอะจนถึงขั้นกลับมาตั้งตัวได้” อัคราพยักหน้าอย่างล่องลอย


“เขาต่อราคามั้ย” ลูกหยีคลี่ยิ้มพร้อมกับส่ายหัว


“เขายินดีซื้อราคาที่เราตั้งไป”


“อืม” อัครากดหน้าลงมองพื้น ท่าทีหม่นหมอง


“แล้วถ้ามีงานมีเงินกลับเข้ามาอีกครั้ง ก็เก็บบ้างนะอัค…” พระเอกหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองผู้จัดการตัวเอง


“…แกอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ถ้ายังหามาใช้ไปแบบนี้ ก็ยากที่จะสมปรารถนานะ” อัครานั่งนิ่ง ประโยคที่ลูกหยีพูดไหลวนอยู่ในหัว กำลังจะอ้าปากพูดแต่ก็โดนขัดก่อน


ก๊อก ๆ


“ค่า” ลูกหยีตะโกนรับเสียงเคาะประตู เบบี้โผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงานเจ้านายพร้อมรอยยิ้มกว้าง


“คุณอัคคะ คุณก้องเชิญไปฟิตติ้งค่ะ”


“ครับ” อัคราลุกเดินออกไปจากห้องโดยมีลูกหยีเดินตาม หล่อนหันไปขอบคุณเบบี้ที่เปิดประตูให้ก่อนจะรีบก้าวเท้าตามพระเอกในสังกัดไปอย่างเร็ว


อัคราเดินมายังห้องเสื้อผ้าอีกห้องที่แยกออกมาจากกลุ่มนายแบบต่างชาติ เขาเห็นก้องที่มีสายวัดคล้องคอกำลังก้ม ๆ เงย ๆ หยิบไม้แขวนจากตะกร้าผ้าขึ้นมาแขวนไว้บนราวไม้ พอหันมาเห็นเขาก็ทำท่าจะยิ้มให้ แต่พอเห็นหยีก็เลยหันไปยิ้มให้ผู้จัดการเขาแทน


“คุณก้องลงมาดูแลเสื้อผ้าของอัคเองเลยเหรอคะ” เจ้าของแบรนด์พยักหน้าพร้อมกับยิ้มกว้าง


“นายแบบกิตติมศักดิ์ก็ต้องดูแลกันดี ๆ หน่อยครับ” ลูกหยียิ้มประทับใจ


“ขอบคุณนะคะคุณก้องที่เอ็นดูอัค” ผู้จัดการยกมือขึ้นไหว้ไฮโซหนุ่มอย่างนอบน้อมและอ่อนหวานจนอัคราขำ เพราะอีกนิดลูกหยีจะรำได้แล้ว


“คุณอัคเป็นคนน่ารัก ก้องเกลียดไม่ลงหรอก” กิดากรมองหน้าเจ้าของชื่อและอมยิ้ม อีกฝ่ายเบ้ปากกลับมา


“ฝากอัคด้วยนะคะ เดี๋ยวหยีต้องไปดูน้องพระเอกอีกคนถ่ายละคร”


“ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมครับคุณหยี” ลูกหยียิ้มอิ่มเอม ยกมือขวาตบไหล่พระเอกหนุ่มเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องเสื้อผ้าสำหรับอัครา


“ผมรู้นะว่านอกจากจะเอ็นดูผม คุณยังอยากจะดูเอ็นผมด้วย” พระเอกหนุ่มยิ้มเบ้ปาก 


“คุณนี่ก็ยุให้ฉัน sexual harassment ตัวเองจังนะ” กิดากรมองค้อนไปหนึ่งแมทช์ อัครายิ้มขำอ่อน ๆ ก้องเอาสายวัดออกจากลำคอและขยับเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่สูงกว่าตัวเขาไปหลายเซ็นติเมตร


“ผมต้องถอดเสื้อมั้ย จะได้วัดไซซ์ได้ชัดเจนขึ้น” ก้องส่ายหน้า


“ไม่ต้องหรอก…”


“ผมว่าถอดดีกว่า” ว่าจบก็ดึงเสื้อโปโลสีดำออกจากตัวจนเหลือแค่กางเกงยีนส์ตัวเดียว อัครามองหน้าก้องที่นิ่งเหมือนคนไร้สติแล้วก็คลี่ยิ้มขำ


“คุณก้อง วัดตัวผมสิ”


“ห้ะ… อะ อ๋อ โอเค” ก้องพยายามเชิดหน้าขึ้นไม่มองเต้านมและหัวนมสีน้ำตาลเม็ดโตอันแสนดึงดูดตา และแสนจะน่าดูด… เอ่อ…


ก้องตั้งสติอยู่กับแค่การวัดขนาดสัดส่วนร่างกายของอีกฝ่าย เริ่มจากอกหนา ๆ แน่น ๆ ที่เห็นเต็มตาไปแล้วเมื่อเช้านี้ รอบวงแขนที่กล้ามเป็นลูก แต่ไม่ถึงกับปูดโปนเป็นลูกเหล็กเหมือนนักกล้าม รอบเอวที่เข้ารูปสวยแต่ไม่ใช่เอวสอบ ขยับเท้าไปด้านหลังเพื่อวัดไหล่ก็พบว่าไหล่เขากว้างและสวยมาก แม้จะมีรอยแผลเป็นช่วงสะบักซ้ายแต่ก็สวยงามอยู่ดี เป็นหุ่นล่ำที่ใส่เสื้อผ้าแล้วรู้เลยว่าจะพรีเซ้นต์เสื้อผ้าออกมาได้น่าซื้อตาม


“ฉันว่าหุ่นคุณเสริมเสื้อผ้าที่ใส่มาก ไม่น่ามีปัญหา” ก้องเดินวนมาด้านหน้าอัคราและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ


“ด้านล่างไม่ต้องวัดเหรอ” นักแสดงหนุ่มยกคิ้วขึ้น เจ้าของแบรนด์เม้มปากหน้าตาเลิ่กลั่กนิดหน่อย


“อันที่จริงก็ต้องวัด แต่ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวลองสวมเสื้อผ้าเลยแล้วกัน…” ก้องยกมือซ้ายแตะราวเหล็กที่เป็นชุดสูทสำหรับใส่ออกงานปาร์ตี้


“…อันนี้ Holiday collection ฉันเอามาให้คุณลองสามชุด ส่วนราวนี้…” ยกมือขวาแตะราวเหล็กอีกอัน


“…เป็น Cruise collection เอามาให้ลองสามชุดเช่นกัน คุณลองราวแรกก่อน เสร็จแล้วก็เรียกฉันนะ เดี๋ยวเข้ามาเช็ก”


“ไหนว่าผมเป็นนายแบบกิตติมศักดิ์ ต้องดูแลอย่างดีไม่ใช่รึไง” ก้องมองหน้าอัคราด้วยความอึกอักปนงุนงง


“ก็คุณแต่งตัวก่อนไง เสร็จแล้วฉันจะเข้ามาตรวจทานความเรียบร้อย และพาคุณไปถ่ายรูป”


“คุณต้องช่วยผมแต่งหรือเปล่า คุณเป็นเจ้าของแบรนด์” ก้องย่นคิ้ว มองนายแบบกิตติมศักดิ์ด้วยความเด๋อนิดหน่อย อัครายิ้มกวนและทำหน้ากวน ๆ เช่นกัน


“เอ่อ ก็ได้” อัคราปลดกระดุมกางเกงยีนส์แล้วดันลงจนเหลือแต่กางเกงชั้นในที่ยืมมาจากห้องของก้อง ดีไซน์เนอร์หนุ่มทำเป็นหันไปเลือกชุดที่จะให้อัคราลอง เลื่อนซ้ายเลื่อนขวาอยู่สักพักก็ค่อยยื่นเสื้อเชิ้ตสีดำผ้ามันเลื่อมไปให้


“เสื้อน่าจะใส่ได้เองมั้ง” พออัครารับเสื้อเชิ้ตไป ก้องก็ทำเป็นจัดกางเกงกับสูทเข้าด้วยกัน


“ติดกระดุมหน่อยครับคุณดีไซน์เนอร์” ก้องเขยิบเท้าเข้าไปใกล้อัคราทันที ไม่พูดไม่จา สายตาไม่วอกแวก มองแค่แนวกระดุมและจัดการติดกระดุมให้นายแบบอย่างรวดเร็วจนเสร็จเรียบร้อย หันไปหยิบกางเกงเนื้อกำมะหยี่สีแดงเบอร์กันดีมาให้อัครา พระเอกหนุ่มรับไปใส่ แต่พอดึงขึ้นไปจนสุดเขากลับยืนเฉย ไม่ยอมติดกระดุมกางเกง


“ติดกระดุมกางเกงสิ จะได้ใส่สูท”


“ติดให้หน่อย ผมไม่ถนัด” ก้องขมวดคิ้ว อัครายิ้มมุมปากและยักคิ้ว เจ้าของแบรนด์เขยิบเข้าไปใกล้คนตัวสูง สองมือดึงขอบกางเกงทั้งสองฝั่งเข้ามาติดกระดุม พอเรียบร้อยแล้วก็จับปากซิปและรูดขึ้น


“ลองยัดเสื้อเข้าไปในกางเกงหน่อยได้มั้ย”


“คุณยัดให้ผมสิ” ก้องมองเหล่มองคนตัวโต อัครายักคิ้วและยิ้มมุมปากเท่ พอเห็นว่าเจ้าของแบรนด์ยังไม่ยอมยัดเสื้อให้ก็กดหน้าลงเป็นการเรียก ดีไซน์เนอร์หนุ่มจัดการชายเสื้อเข้าไปในกางเกงโดยเริ่มจากด้านหลังและค่อย ๆ วนมาที่ด้านหน้า


“อุ๊ย” ก้องจะชักมือหนีเมื่อมือไปโดนกับความโป่งพองของเป้านายแบบ แต่พ่อนายแบบกลับโอบสองแขนรอบเอวเขาและดึงตัวเข้าไปจนชิดติดกัน มือของเขาแนบไปกับความอวบอูมแน่นขึ้น


กิดากรเหมือนโดนสาปให้ตัวแข็ง เขายืนนิ่ง สายตามองช่วงไหปลาร้าของอัครา ไม่กล้าที่จะสบตาอีกฝ่าย ลมหายใจของอีกคนรดอยู่เหนือหัว ก้องพยายามดึงมือออกจากจุดนั้นจนสำเร็จ เขาฮึบกับตัวเองในใจและเชิดหน้าขึ้นมองอัคราที่ยิ้มบางแต่แสนจะยียวน


“ขอเช็กสภาพนายแบบซูเปอร์วีไอพีหน่อยได้มั้ย” อัครายิ้มกริ่มและดันตัวกิดากรออกเบา ๆ ก้องกระถิบเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อมองสภาพของพ่อพระเอก เขาเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อขึ้นมาจากเกงอีกนิดหน่อย มองอัคราตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็ยิ้มพอใจ หันไปหยิบสูทกำมะหยี่สีเดียวกับกางเกงมาให้นายแบบรูปหล่อ อัครารับไปสวมแบบไม่ติดกระดุม ก้องคลี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าอัคราทำให้เสื้อผ้าของเขาดูน่าใส่ขึ้นอีกหลายเท่า


“ป่ะคุณ ไปถ่ายรูปกัน”





22.00 น.


“We have done for today!” เสียงตากล้องประกาศลั่นสตูดิโอถ่ายภาพ เสียงปรบมือของเหล่าเบื้องหลังและนายแบบที่ยังอยู่ฟิตติ้งจนถึงเวลานี้ดังขึ้นพร้อมกัน เจ้าของแบรนด์ดูเหนื่อนล้าแต่ทว่าใบหน้าก็เปื้อนยิ้มกว้างด้วยความสุขใจที่งานวันนี้จบลงได้ด้วยดี


“ขอบคุณนะครับ พรุ่งนี้เจอกันอีกวันนะ” ก้องโค้งตัวขอบคุณและยิ้มให้กับทุกฝ่ายและทุกคน เหล่านายแบบทยอยเดินออกไปจากตึก ส่วนทีมงานบางส่วนยังเก็บของเข้าที่เข้าทางอยู่ ก้องเองก็ช่วยลูกน้องเก็บของให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานวันพรุ่งนี้


“คุณก้องกลับก่อนเถอะครับ เดี๋ยพวกเดียร์จัดการเอง”


“ไม่เป็นไรหรอก ช่วย ๆ กัน”


“คุณอัครารออยู่ในห้องทำงานนะครับ ป่านนี้หลับไปแล้วมั้ง” สีหน้าของก้องเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาอ้าปากค้างเล็กน้อย


“โอ๊ย ตาย” สองเท้าก้าวจากโซนทำงานไปตามทางเดินที่จะพาไปยังห้องทำงาน


พอดันประตูเข้าไปด้านในก็เห็นว่าอัคราไม่ได้หลับ แต่นั่งดูภาพยนตร์ในมือถือผ่านแอพพลิเคชั่นอยู่ตรงโซฟา พระเอกหนุ่มหันมองเจ้าของห้องทำงาน


“ไม่ง่วงนอนเหรอ” อัคราส่ายหัว


“คุณหิวมั้ย” กิดากรพยักหน้า นักแสดงหนุ่มกดออกจากแอพฯ ดูหนังแล้วยืนขึ้นเต็มความสูง


“ไปหาอะไรกินกันเถอะ” ก้องยกแขนซ้ายขึ้นดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ


“ดึกป่านนี้แล้วจะมีอะไรให้กินมั้ย ที่ห้องฉันไม่ค่อยมีวัตถุดิบเท่าไหร่”


“เคยกินบะหมี่หมูแดง บะหมี่เกี๊ยวหรือเปล่า” ก้องมีสีหน้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่กับคำถาม แต่ก็พยักหน้าสองสามที


“ไปกินอันนั้นกัน…” กิดากรมองหน้าอัคราด้วยความสับสนเล็กน้อย


“…เก็บของสิคุณ จะได้ไปกัน”


“อ่อ อ๋อ โอเค” ก้องเดินไปหยิบกระเป๋าหนังสีน้ำตาลอ่อนใบใหญ่จากแบรนด์ตัวเองที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาคล้องแขน สายตาสำรวจบนโต๊ะทำงานตัวเองสักพักก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหาร่างสูง อัคราเดินนำไปเปิดประตูห้อง ก้องก้าวเท้าเดินออกไป พระเอกหนุ่มเดินตามพร้อมกับดึงประตูห้องปิดตามหลัง


“เดียร์ ฉันกลับก่อนนะ ทุกคนก็ควรกลับได้แล้วละ ไม่ต้องจัดเรียบร้อยมาก พรุ่งนี้ก็ต้องมารื้ออีกอยู่ดี”


“ครับคุณก้อง อีกสักพักก็จะแยกย้ายแล้วครับ” เจ้าของห้องเสื้อคลี่ยิ้มใจดี หันไปมองอัคราแล้วพยักหน้า ร่างสูงใหญ่เดินนำไปเปิดประตูห้องเสื้อให้กิดากรเดินออกไปก่อน


“พี่เดียร์ ยังไงกันน่ะสองคนนี้” ผู้ช่วยเบอร์หนึ่งของกิดากรทำหน้างงกับคำถามของผู้ช่วยเบอร์สอง


“ยังไงคืออะไรเหรอ”


“คุณอัคเขานั่งรอเจ้านายเราจนเลิกงานเลยนะ”


“ตั้งแต่เกิดเรื่องเขาก็คงสนิทสนมกันมากขึ้นนั่นแหละ” สีหน้าของเบบี้อยากรู้อยากสอดเต็มที่


“พอสนิทกันมากขึ้น พี่เดียร์ว่ามีสิทธิ์คบกันมั้ย” เดียร์ทำหน้านึกอยู่วิสั้น ๆ ก่อนจะส่ายหัว


“ไม่รู้สิ ถึงช่วงนี้อัคราจะดร็อป ๆ ลงบ้าง แต่เขาก็ยังเป็นพระเอกที่โด่งดังอยู่ดี…” เดียร์ดูเป็นกังวล


“…และเขายังดูขายได้ต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเขาคบกับคุณก้อง เขาอาจจะดร็อปจนหายไปจากวงการก็ได้”


“ทำไมพี่เดียร์คิดงั้นล่ะ” เดียร์ถอนหายใจเบา ๆ


“อัคราฝีมือการแสดงดีนะ แต่วงการบันเทิงไทยไม่ได้เปิดกว้างแบบฮอลลีวูด ส่วนใหญ่คนไทยยึดติดภาพลักษณ์มากกว่าฝีมือ ไม่แยกแยะว่าอันไหนส่วนตัว อันไหนงาน” เบบี้หน้าหงอยลงไปนิด


“ถ้าคุณก้องเขากินเล่น ๆ เหมือนผู้ชายที่ผ่าน ๆ มา อันนั้นก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคบกันจริงจัง พี่มองไม่เห็นอนาคตของอัคราในวงการบันเทิงต่อเลย”




00.45 น.


รถของอัคราจอดเทียบท่าหน้าประตูเข้าคอนโดฯ ของกิดากร ไฮโซหนุ่มหยิบถุงผ้าที่ในนั้นใส่ห่อบะหมี่หมูแดงขึ้นมาคล้องไหล่ขวาหลังจากปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว


“ขอบคุณนะที่พาไปกิน อร่อยจนต้องสั่งกลับมาเป็นมื้อเช้าเลย” กิดากรยิ้มกว้าง อัครายิ้มบาง


“เอาเข้าไมโคเวฟก็กินได้แล้ว” ก้องพยักหน้าหงึก ๆ


“ถึงบ้านแล้วส่งข้อความบอกหน่อยได้มั้ย จะได้สบายใจว่าคุณปลอดภัยดี” อัคราไม่ตอบ หลุบตาลงต่ำและนั่งนิ่งจนก้องงง ก้มหน้าลงมองว่าอีกฝ่ายไม่สบายหรือเศร้าอะไรหรือเปล่า


“คุณก้อง”


“ครับ ว่าไง” อัคราสบตากับกิดากรที่รอฟังเขาพูดอยู่


“ผมขอนอนด้วยอีกคืนได้มั้ย” เปลือกตาของก้องขยับตัวขึ้นกว้างอีกนิด มองคนถามด้วยความงุนงงที่เพิ่มขึ้น แต่แม้จะงุนงง แต่หัวใจก็เต้นตุบตับ ๆ จนกลัวว่ามันจะทะลุออกมาจากอก


“นะ… นอนนี่เหรอ” อัคราพยักหน้านิ่ง ก้องรู้สึกสับสนเหมือนคนหลงทาง


“ได้รึเปล่า” นักแสดงหนุ่มถามอีกที ถามทั้งที่หน้ายังนิ่งไม่เสื่อมคลาย เจ้าของห้องขยับปากเป็นรอยยิ้มแบบเด๋อ ๆ


“ได้ ได้สิ” รอยยิ้มอ่อนผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อคมสมส่วนของอัครา ก้องคลี่ยิ้มบาง มองดวงตาคู่คมของอัคราด้วยความรู้สึกสั่นไหวในหัวใจ




ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :hao6:


ฉากฟิตติ้ง คือ แบบบบบบบบบบบบบ

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-3
อัคใจอ่อนให้ก้องแล้วเหรอ

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 :L1: :mew1:

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-17
แหม่ แกล้งกะเทยนัก เดี๋ยวเจอกะเทยแกล้งกลับ บีบจนหน้าเขียวนี่ซีดไปนักต่อนักแล้วนะครับ /ฮา ฝ่ามืออรหันต์ของกะเทยนี่อย่าดูถูกนะ ไม่ควรมีใครเจอครับ (หัวเราะ) ต่อให้เป้าล่ำล้ำเลิศมาจากไหน ก็หน้าเขียวทุกราย ไม่กล้าหือกับกะเทยอีกเลย /ฮา ผมเคยเห็นเพื่อนโดนมาด้วยตาตัวเองแล้ว มีทรุดอะครับ

ยินดีมากครับที่คอมเมนท์ของผมทำให้คุณเจ้มีไฟและมีกำลังใจและมีกำลังใจต่อเนื่อง ยังไงก็จะสนับสนุนติดตามครับ ลองพิจารณาปรับปรุงพัฒนาให้งานเขียนดีขึ้นยิ่งๆไปครับ ผมเอาใจช่วย

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 539
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-8


CHAPTER 10 : Asking for a hug.




กิดากรในชุดเสื้อเชิ้ตขาวตัวใหญ่หลวมโพรก (คนละตัวกับเมื่อวาน) นั่งอยู่บนเตียงด้วยความเหม่อ แต่ตาไม่ลอย ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ในหัวของตัวเองกำลังมีความคิดกี่อย่างกัน มันวนเวียนและสลับสับเปลี่ยนไปมา แต่ดูเหมือนพ้อยท์ของความคิดทุกอันที่ในหัวตอนนี้จะพุ่งตรงไปที่อันเดียวกันคือการที่อัคราขอมานอนด้วย
   

ก้องไม่ควรจะคิดไม่ตก ไม่ควรรู้สึกตกใจ หรือประหลาดใจอะไรให้มากความ เพราะปกติก็มีผู้ชายมานอนกับเขาที่ห้องนี้เพนท์เฮ้าส์แห่งนี้ออกจะบ่อย แถมบางคนยังได้ไปนอนถึงบ้านด้วยซ้ำ
   

แต่นี่อัคราไง คนที่เขาเชื่อว่าถ้าเหลือเขากับแมลงสาบบนโลกใบนี้ อัคราอาจจะเลือกแมลงสาบเป็นคู่รักก็ได้
   

“คุณก้อง…” เจ้าของห้องนอนหันไปมองรูมเมทคนเดิมอย่างคนเพิ่งหายเหม่อ สติเกือบไม่กลับเข้าร่างตอนเห็นอีกฝ่ายใส่แค่กางเกงวอร์มตัวเดียว และกำลังใช้ปลายผ้าขนหนูที่คล้องอยู่ตรงคอขึ้นเช็ดเส้นผมเปียกหมาด ๆ ของตัวเอง
   

“…คุณโอเครึเปล่า” ริมฝีปากบนของก้องเผยอขึ้น
   

“อ๋อ โอเค นี่ ไม่เป่าผมล่ะ”
   

“เป่าแล้ว” เป่าแล้วของเขาคงหมายความว่าเป่าจนแห้งหมาด ๆ มาแล้วและมาเช็ดเองอีกที
   

“แล้วไม่ใส่เสื้อล่ะ ฉันเตรียมไว้ให้หน้าตู้เสื้อผ้าไง”
   

“คุณชอบเห็นผมใส่เสื้อหรือถอดเสื้อมากกว่า” ก้องอ้าปากหวอ หน้าตาค้างเติ่งกับคำถาม คนถามยักคิ้วแล้วเดินมานั่งลงบนเตียง
   

“หรืออยากให้ผมถอดกางเกงด้วยมั้ย” ก้องหุบปากลงและแกล้งมองพ่อพระเอกรูปหล่อด้วยสายตาเอือม อัคราคลี่ยิ้มขำบาง ๆ
   

“ฉันท้าถอดจริงแล้วอย่ามางอแงนะ”
   

“ถ้าผมถอด คุณก็ต้องถอด” อัคราตอบสีหน้าราบเรียบ และมองกิดากรนิ่งจนคนถูกมองใจเต้นตึกตัก
   

“คุณเมาน้ำบะหมี่เหรอ” รูมเมทของก้องยักคิ้วพร้อมกับเบ้ปากน้อย ๆ เจ้าของห้องเม้มปากและพยายามควบคุมลมหายใจกับหัวใจของตัวเองให้อยู่ในระดับปกติที่สุด
   

“พรุ่งนี้คุณก็นอนอยู่นี่แหละ อยากจะนอนถึงกี่โมงก็แล้วแต่เลย”
   

“ไม่กลัวผมขโมยของเหรอ” ก้องเบ้ปากหน้าตาว่าไม่แคร์
   

“คุณไม่ใช่คนแรกที่ขโมยของฉันหรอก” อัคราอ้าปากหวอและย่นคิ้วพร้อมกัน
   

“เคยมีคนขโมยของคุณด้วยเหรอ” ก้องพยักหน้าอย่างชิล ๆ
   

“ของที่โดนขโมยแล้วฉันโกรธที่สุดคือเหรียญในกระปุกหมูที่แม่ฉันซื้อให้ ฉันเก็บมาตั้งแต่เด็กไม่เคยเอาไปใช้ไหนเลย ไอ้นั่นดันขโมยไปจนเกือบหมด…” อัคราหัวเราะเสียงเบา
   

“…ดีนะมันไม่เอาออมสินน้องหมูไปด้วย”
   

“มันมีคุณค่าทางใจเหรอ”
   

“ก็แม่ซื้อให้ เงินในนั้นแม่ก็เป็นคนสอนฉันให้รู้จักเก็บ มันเป็นไม่กี่อย่างที่แม่สอนฉันน่ะ” อัคราย่นคิ้ว
   

“ยังไง?” กิดากรคลี่ยิ้มกริ่ม
   

“แม่ฉันไม่ค่อยสอนน่ะ เขาให้อิสระในการใช้ชีวิตค่อนข้างสูง เพราะแม่ก็เป็นคนแบบนั้น” รูมเมทของก้องพยายามทำความเข้าใจ
   

“คุณก็เลยดีใจที่แม่คุณสอน?” คนกล้ามใหญ่เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย กิดากรหัวเราะ
   

“ก็ประมาณนั้น คือแม่ฉันสอนน้อยไง ฉันเลยมองว่าอะไรที่แม่สอนมันเลยดูล้ำค่า” อัครามีท่าทีอึกอัก
   

“เอ่อ แม่คุณเสียแล้วเหรอ” ก้องหน้าตื่น
   

“เปล่า ๆ แม่ฉันขอหย่ากับพ่อแล้วก็ไปใช้ชีวิตในแบบที่เขาอยากใช้ ตอนนี้อยู่ไหนไม่มีใครรู้ นานน้านทีจะติดต่อมา”
   

“อ่อ…” อัคราพยักหน้าเบา ๆ ก้องเม้มปาก มองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าควรถามดีมั้ย
   

“แล้ว… พ่อแม่คุณล่ะ ที่เคยมีข่าวเรื่อง เอ่อ ไม่กตัญญูต่อเขาน่ะ” ก้องรู้สึกว่าคำว่าอกตัญญูอาจจะแรงไป
   

คนถูกถามนิ่งเงียบ หน้าตาเรียบเฉย ก้องกำลังคิดว่าอัคราไม่พอใจหรือเปล่า แต่พอเขาถอนหายใจเสร็จก็พูดออกมา
   

“สองคนนั้นแค่ทำให้ผมเกิดมา แค่นั้นจริง ๆ แล้วจู่ ๆ เขาจะมาทวงถามเอาอะไรจากผมได้ยังไง…” อัคราพูดเสียงสงบ แต่กิดากรก็รับรู้ถึงความเย็นชาในน้ำเสียงนั้น
   

“…ส่วนคนที่เลี้ยงผมมาน่ะเหรอ…” อัครายิ้มเยาะอย่างถากถาง


“…เลี้ยงผมเหมือนหมาข้างถนนตัวนึงนั่นแหละ” ก้องทำตัวไม่ถูกไปเป็นนาที ยกมือซ้ายขึ้นอย่างเงอะงะว่าจะยื่นไปแตะไหล่เขาดีมั้ย แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายเปลือยท่อนบนมันเลยไม่เหมือนคราวก่อนที่แตะผ่านเสื้อผ้า


“พอแล้วละ ฉันไม่อยากรู้เรื่องพ่อแม่ญาติติโกโหตกาของคุณอีกละ นอนกันเถอะ” สุดท้ายก้องก็ดึงมือกลับมาเพราะกลัวว่าจะเป็นการลวนลามเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ


“คุณก้อง”


“ฮึ?” ก้องที่กำลังสะบัดผ้านวมตอบรับโดยไม่ได้หันไปมองอีกคน


“ผมขอนอนกอดคุณได้มั้ย” แต่พอประโยคนี้ต้องหันไปมองหน้าคนพูดจริง ๆ


อัครามองกิดากรโดยไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นหรือประหม่าใด ๆ เหมือนเขาถามเรื่องทั่ว ๆ ไป ถามถึงสิ่งธรรมดา ๆ ไร้สาระ ถามแบบไปเรื่อย


“อำฉันเล่นหรือเปล่าเนี่ย” อัคราส่ายหน้า


“ถามจริง ๆ” ก้องย่นคิ้ว จากที่หัวใจเต้นตึก เริ่มรู้สึกระแวง


“คุณกำลังคิดว่าฉันเป็นตัวแทนแม่คุณหรือตัวแทนใครอยู่หรือเปล่า…” ก้องเบิกตากว้างขึ้นอีกนิด


“…หรือหลอกให้ฉันตายใจ นี่ ฉันบอกแล้วไง อยากขโมยอะไรก็ขโมยไป ฉันไม่แจ้งความหรอก บอกแล้วไงหักอกแค่ผิดหวัง แต่หักหลังฉันรับไม่ได้” พระเอกหนุ่มคลี่ยิ้มขำจนหางตาย่น


“เก็บจินตนาการไว้ใช้กับรูปวาดแล้วก็เสื้อผ้าของคุณเถอะ” ก้องย่นคิ้ว ยังคงมองอัคราอย่างระแวดระวัง พระเอกรูปหล่อคลี่ยิ้มหน้าเป็นและพยักหน้าอีกสองสามทีเป็นเชิงบอกว่าถามจริง ๆ นะ


“กอดก็ได้ อย่าแอบรัดคอฉันตายนะ ขโมยของได้แต่ห้ามฆาตกรรมฉัน” อัคราหัวเราะเสียงดัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าดังลั่น เขาลุกเดินเอาผ้าขนหนูไปตากบนโซฟาที่เขานอนเมื่อคืนก่อนจะเดินกลับมาสอดตัวใต้ผ้านวมผืนเดียวกับกิดากร


“ปิดไฟแล้วนะ”


“อืม” ก้องกดรีโมตควบคุมไฟ แสงไฟในห้องค่อย ๆ อ่อนลงจนกระทั่งดับไป ทั้งสองคนล้มตัวลงนอนพร้อมกัน ก้องพลิกตัวไปด้านขวามือ อัคราเขยิบตัวเข้ามานอนซ้อนด้านหลังแล้วใช้แขนซ้ายรัดช่วงตัวไว้หลวม ๆ ท้องน้อยของก้องเสียววูบวาบ


“เกร็งทำไมล่ะ” เสียงกระซิบดังจากด้านหลัง ก้องที่ยังลืมตาอยู่กลืนน้ำลายลงคอ


“ตื่นเต้นมั้ง” แล้วอัคราก็ทำให้ก้องงุนงงปนทึ่งด้วยการยกมือขวาขึ้นวางบนหัวของเขาและลูบไปมาเบา ๆ เหมือนเป็นการปลอบว่าไม่ให้เกร็ง ก้องปล่อยให้อัครากอดและลูบหัวจนกระทั่งรู้สึกสบายตัวมากขึ้น ในหัวนึกถึงภาพแมวเวลาโดนเกาคาง
   

ร่างเล็กรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างใหญ่ กล้ามอกกับกล้ามท้องแนบชิดติดแผ่นหลังจนรับรู้ได้ถึงความแน่นของกล้ามเนื้อ ก้องขยับตัวถอยหลังให้ไปชิดกับด้านหน้าของอัครามากขึ้นโดยที่อีกฝ่ายก็กระชับแขนซ้ายเพิ่มขึ้นอีกนิด ก้องคลี่ยิ้มอ่อน นอนฟังเสียงลมหายใจอันสม่ำเสมอของอัครา
   

“หลับแล้วเหรอ” ก้องเอ่ยถามเสียงเบาในความมืด
   

“กำลังเคลิ้มเลย” อัครางึมงำในลำคอและค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมายาว ๆ รดบริเวณหลังคอของก้องจนเจ้าตัวขนลุกซู่ ไม่ใช่แค่ขนที่ลุก กลางลำตัวก็ลุกขึ้นตรงแหน่วเลย
   

ก้องยังคงลืมตาใสแป๋ว นอนนิ่งฟังเสียงลมหายใจของอัคราและนอนฟังสถานการณ์ว่าอีกฝ่ายจะขยับพลิกตัวไปมาหรือว่านอนไม่สบายตัวแบบเมื่อคืนหรือไม่ แต่ผ่านมาพักใหญ่เขาก็สัมผัสได้ว่าอัคราดูจะหลับปุ๋ยไปแล้ว
   

กลายเป็นเขานี่แหละที่หลับยากแทน




   







เช้าวันใหม่
   

หัวของก้องนอนอยู่บนอกของอัครา แขนขวานอนพาดกล้ามท้องช่วงบน ขายกขึ้นเกยทับช่วงท้องด้านล่างของคนตัวใหญ่ แขนขวาของอัคราโอบกอดตัวของกิดากรไว้หลวม ๆ แขนซ้ายวางแนบข้างลำตัว ทั้งสองคนนอนหลับอย่างสบายตัวสบายใจไร้ความกังวล ไร้สิ่งรบกวนใด ๆ ม่านสีขาวเลื่อนปิดโดยอัตโนมัตเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่องเข้ามาที่พื้นห้อง
   

ร่างเล็กขยับหัวบนอกแน่น ๆ เหมือนแมวอ้อน เจ้าของอกกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีกนิดและเอียงแก้มขวาลงไปเกยกับศีรษะของกิดากร
   

กริ๊งงง กริ๊งงง
   

โทรศัพท์ของก้องส่งเสียงดังไปทั่วห้องนอน เจ้าตัวส่งเสียงในลำคอสักพักก่อนจะลืมตาขึ้น มองร่างกายของอัคราอย่างงง ๆ แล้วก็แหงนหน้าขึ้นมองคางของรูมเมทที่วันนี้ตอหนวดเข้มขึ้นกว่าเมื่อวาน ก้องดันตัวลุกขึ้นแล้วพลิกตัวไปหยิบโทรศัพท์มากดตัดสาย จากนั้นก็พิมพ์เข้าไปในไลน์กลุ่มผู้ช่วยว่าตื่นแล้ว เขาอ้าปากหาววอดก็พอดีกับที่อัคราลืมตาตื่นขึ้นมา
   

“ฉันต้องเตรียมตัวไปทำงาน คุณนอนต่อเถอะ” รูมเมทของก้องพยักหน้า ก้องคลานลงจากเตียง เดินเข้าไปในห้องเสื้อผ้าเพื่อทะลุไปเข้าห้องน้ำ
   

ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำครึ่งชั่วโมง แต่งตัวอีกครั่งชั่วโมงก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พอเดินกลับเข้ามาในห้องนอนก็เห็นอัครานั่งพิงหัวเตียงอยู่
   

“อ้าว ไม่หลับต่อล่ะ” คนถูกถามส่ายหัว
   

“นอนไม่หลับ” ก้องขมวดคิ้ว
   

“หรือคุณจะกลับบ้านเลยมั้ย กลับไปนอนกอดน้องมังกรอาจจะหลับต่อได้” อัคราเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับระบายลมหายใจออกทางจมูกยาว ๆ
   

“อืม” ก้องคลี่ยิ้มอ่อน
   

“อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็ตามออกไปนะ” คนตัวใหญ่พยักหน้า ก้องออกไปจากห้องนอนเพื่อออกไปเตรียมอาหาร เชื่อมต่อบลูธูทระหว่างโทรศัพท์กับลำโพง จากนั้นก็เลือกเพลย์ลิสต์โปรดเพื่อให้เสียงเพลงขับกล่อมบรรยากาศยามเช้า
   

To be young and in love in New York City…
   

ก้องโยกหัวเบา ๆ ขณะแกะห่อบะหมี่หมูแดงที่ซื้อมาเมื่อคืนนี้ใส่ถ้วย เขาซื้อมาสองห่อจึงเป็นที่แน่นอนว่าเขาจะแบ่งให้อัคราด้วย


I like me better when I'm with you


I knew from the first time… I'd stay for a long time 'cause~


“คุณก้อง”


I like me better when I'm with you…


ก้องหันหลังไปมองเจ้าของเสียงช่วงที่เสียงดนตรีบรรเลงด้วยไวโอลิน อัครายังอยู่ในสภาพเดิม แต่ดูเหมือนจะล้างหน้ามาแล้ว และอาจจะแปรงฟันมาแล้วด้วย ก้องเบาเสียงเพลงลงอีกนิดให้กลายเป็นแบ็คกราวด์มิวสิคแทน


“ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเหรอ”


“ผมขออยู่ที่นี่ก่อนได้มั้ย” ก้องยิ้มประหลาดใจ


“ทำไม ยังไม่ได้จ่ายค่าคอนโดฯ เดือนใหม่เหรอ” ไฮโซหน้าสวยแซวยิ้ม ๆ นักแสดงหนุ่มยกยิ้มมุมปากก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ


“อืม ยังไม่ได้จ่าย ขอหลบเจ้าหนี้หน่อย” ก้องคลี่ยิ้มกว้าง


Waking up in this bed next to you swear the room~


“ตามสบายเลย เดี๋ยวฉันทิ้งการ์ดไว้ให้ เผื่อคุณอยากออกไปข้างนอก” อัครายิ้มอ่อน แต่เป็นยิ้มที่ดูอบอุ่น เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวนอกตัวเดิมกับเมื่อวาน


Damn, I like me better when I'm with you…


“เพลงอะไร เพราะดี” ก้องยิ้มอย่างเห็นด้วยในขณะที่เทกาแฟใส่แก้วเพื่อจะให้อัครา


“เนอะ เพราะมาก หนึ่งในเพลงโปรดฉันเลย เนื้อร้องดี ดนตรีเพราะ ความหมายน่ารัก”


“หมายความว่า?” อัครายกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง


“ฉันชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับคุณ”


“อันนี้บอกความหมายเพลงหรือบอกผม” ก้องแกล้งทำหน้าเอือมกับหน้ากวน ๆ หล่อ ๆ นั่น


“ความหมายเพลงมั้ยล่ะ” อัครายิ้มกรุ้มกริ่ม


Stay awhile, stay awhile


Stay here with me…


“อืม ความหมายดี” ก้องเลื่อนแก้วกาแฟไปให้รูมเมท และสบตาคมสวยคู่นั้นที่มองเขานิ่งซะจนไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร แปลกใจมากที่เวลาเขาเล่นละครเขาเป็นนักแสดงที่สื่อสายตาได้เก่ง แต่ในชีวิตดูไร้อารมณ์และไร้ความรู้สึกที่ชัดเจนในหลาย ๆ ครั้ง


“อยากเติมนม เติมน้ำตาลหรือเติมอะไรมั้ย เมื่อวานฉันก็ลืมถาม” อัครายกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม จิบไปสองสามอึกและทำหน้าพิจารณา


“ขอน้ำตาลหน่อยครับ” ก้องหันไปหยิบซองน้ำตาลมาให้อัคราหนึ่งซอง แต่เจ้าตัวยกนิ้วขึ้นสองนิ้ว ก้องเลยหยิบมาเพิ่มอีกหนึ่ง


“เอาบะหมี่เลยมั้ย” อัคราพยักหน้า ก้องหันไปเปิดไมโครเวฟและหยิบถ้วยแรกออกมาเสิร์ฟให้กับรูมเมท ยกตะกร้าเครื่องปรุงไปวางบนเค้าน์เตอร์ หันกลับไปเอาอีกถ้วยใส่เข้าไปในไมโครเวฟ


“ไหนเช็กอินสตาแกรมของคุณหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง” ก้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าอินสตาแกรมของอัครา พบว่ายอดฟอโล่วเว่อร์เพิ่มขึ้นเป็นสองแสนกว่าแล้ว และรูปล่าสุดก็มีคนกดไลก์ไปแสนนิด ๆ คอมเม้นฟาดไปเป็นหมื่น และคอมเม้นส่วนใหญ่พูดถึงรูปภาพนั้นจริง ๆ ไม่ใช่คอมเม้นฝากร้านหรือคอมเม้นสแปมใด ๆ ส่วนรูปแรกตอนนี้ก็มียอดกดไลก์หนึ่งแสนกว่าเช่นกัน


“แฟนคลับคุณหวีดขนาดนี้ ละครเรื่องที่เจ๊เพตรากะจะดองได้ออนแอร์แน่นอน” เสียงไมโครเวฟแจ้งเตือน ก้องหันไปเปิดฝาออก


“ทำไมคุณคิดงั้น” ก้องสวมถุงมือกันร้อนและหยิบถ้วยบะหมี่ออกมา หันกลับเอาไปวางบนเค้าน์เตอร์


“ดารานักแสดง ตราบใดที่มีคนซัพพอร์ต นั่นหมายความว่าคุณสร้างเม็ดเงินได้ และหมายความว่าคุณมีมูลค่าทางการตลาด เป็นที่ต้องการของนายจ้างมากมาย เพราะเขาจะได้กำไรจากคุณ”


“แต่คุณก็รู้แล้วหนิว่าประวัติการทำงานผมไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจของคนเบื้องหลังเท่าไหร่” ก้องยิ้มขำน้อย ๆ และถอนหายใจเบา ๆ เขาเคยคุยเรื่องนี้กับเจ้าตัวบ้างแล้วช่วงที่อยู่โรงพยาบาลด้วยกัน และเคยถามข้อมูลจากลูกหยีเพิ่มด้วย


“ตึงไปก็ไม่ดีนะ ติสท์มากไปก็ไม่เหมาะกับการทำงานแบบนี้ด้วย” อัคราบิดปากเซ็ง


“ก็ผมเป็นของผมแบบนี้”


“การเป็นตัวของตัวเองเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเป็นแล้วมันทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรืออึดอัด เราก็ต้องพิจารณาตัวเองบ้างเหมือนกันนะ” อัคราขมวดคิ้วขณะเขี้ยวหมูแดง หน้าตาไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่


“พวกนั้นไม่ชอบเหรอคนทำงานแบบผมน่ะ” ก้องยิ้มอ่อน สองมือใช้ช้อนกับตะเกียบคนเครื่องปรุงที่เพิ่งใส่ลงไปในถ้วยให้เข้าด้วยกัน


“ฉันว่าเขาก็ชอบแหละ คุณเป็นคนตรงต่อเวลา ทำงานเก่ง แต่ในขณะเดียวกันคุณก็เอาแต่ใจ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลมากไป” อัคราทำหน้าอิโมจิตาขีดเดียว


“พี่พยีบอกอะดิเนี่ย” กิดากรยิ้มแห้ง


“ตอนเล่านะ ใส่อารมณ์สุดเลยละ”


“เหอะ…” อัคราพ่นลมหายใจแรง ๆ หน้าตาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ก้องอมยิ้มขำ


“แล้วอีกอย่างคุณก็ติสท์อะไรของคุณไม่รู้ ให้สัมภาษณ์มั่ง ไม่ให้สัมภาษณ์มั่ง” นักแสดงหนุ่มขมวดคิ้ว


“ก็นักข่าวชอบถามอะไรไร้สาระ”


“รวมถึงเรื่องที่เขาสัมภาษณ์แฟนคนล่าสุดของคุณ แต่แฟนคุณไม่อยากตอบ คุณเลยวีนแทนแฟนสาวน่ะเหรอ” ก้องยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ยิ้มแค่ปาก ดวงตาไม่ยิ้มไปด้วย อัคราหน้านิ่งไปทางค่อนบูดและไม่พอใจ


“นี่เป็นอีกเหตุผลนึงที่นักข่าวถือโอกาสรวมตัวกันแบนคุณไปเลย”


“อยากแบนก็แบนไป” อัคราตอบอย่างไม่ใส่ใจ


“ฉันเห็นด้วยนะว่าถ้าอยากจะแบนก็แบน…” พระเอกหนุ่มมีสีหน้าประหลาดใจปนดีใจ


“…แต่ก็อย่าทำให้เขาเกลียดคุณไปมากกว่านี้อีกเลยนะ เกิดพวกนั้นรุมเหยียบคุณจนจมดิน ถึงเวลานั้นฉันก็ช่วยปูพรมแดงให้คุณไม่ไหวนะ” ก้องทำหน้าขอร้อง กะพริบตาถี่รัว อัคราคลี่ยิ้มขำบาง ๆ กับท่าทางอย่างกับแมวอ้อน


“คืออย่างน้อยเราต้องพึ่งพวกเขาในการทำข่าวโปรโมตผลงานเราน่ะ ไว้ถ้าคุณสตรองแบบไม่ต้องง้อพวกนั้นจริง ๆ อยากจะเชิดใส่ก็เชิดเลย เดี๋ยวฉันช่วยเชิดอีกแรง” ก้องเชิดหน้าขึ้นและยักคิ้วเท่ อัครายิ้มกว้าง หยิบตะเกียบคีบหมูแดงเข้าปาก


“คือฉันก็มั่นใจนะว่าจะทำให้คุณกลับเข้าวงการได้ แต่ถ้ามีแรงสื่อช่วยทำข่าวมันก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีไง” รูมเมทของก้องทำหน้าเอือม แลบลิ้นออกมาคล้ายกำลังคลื่นไส้


“สื่อไทยเนี่ยนะ?” สั้น ๆ แต่เข้าใจกันได้อย่างรวดเร็ว


“สื่อเขาก็ทำข่าวที่ผู้บริโภคอยากเสพนั่นแหละ…” กิดากรยิ้มแหย อัคราเบ้ปากอย่างเร็ว


“…เหมือนละครไง เรื่องดี ๆ มีมากมาย แต่มักจะขายได้น้อยกว่า”


“ก็คนดูส่วนมากเขาชอบเสพอะไรที่มันย่อยง่าย” ก้องยิ้มกริ่ม ยกนิ้วชี้ขวาขึ้นชี้อัคราแล้วเอาลง


“ใช่มั้ย ผู้บริโภคชอบเสพข่าวแซ่บ ๆ นัว ๆ นักข่าวก็เลยชอบทำข่าวแบบนี้ เพราะเขาเองก็ขายได้” พระเอกหนุ่มหน้าเซ็ง ถอนหายใจแผ่วเบา


“แต่สำหรับฉันน่ะ อยากเห็นวงการละครไทยพัฒนามาก ๆ เลยละ เวลาเห็นละครที่เนื้อหาดี ๆ ไม่จำเจ โปรดัคชั่นเริ่ด ๆ การตัดต่อดี นักแสดงฝีมือเด่น ฉันประทับใจมากเลยรู้มะ” ก้องยิ้มอย่างประทับใจตามที่ปากว่า


“ดูคุณจะชอบเกี่ยวกับวงการละคร”


“เรียกว่าฉันชอบศาสตร์ด้านศิลปะมากกว่า…” ก้องยิ้มตาเป็นประกาย


“…ฉันมีความเชื่อมาตลอดว่าคนในอุตสาหกรรมบ้านเราสามารถทำละครเนื้อหาที่มันหลากหลายได้มากกว่าปัจจุบันและทำออกมาได้ดีมากด้วย ฉันอยากให้วงการบันเทิงบ้านเราไปได้ไกลในต่างประเทศ”


“ละครหลายเรื่องของบ้านเราก็ฮิตที่ต่างประเทศเยอะนะ”


“ฉันรู้ แต่ฉันหมายถึงอยากให้เนื้อหาที่ส่งไปมันมีมากกว่านี้น่ะ แล้วก็โปรดัคชั่นดีกว่านี้ ตัดต่อดีกว่านี้…” ก้องทำหน้านึก


“…เหมือนเกาหลีไง ละครบ้านเขาตีหัวคนดูในหลายประเทศได้อยู่หมัดมาก น็อคคาที่เลย เพราะว่าเนื้อหาเขาน่าสนใจนี่แหละ” อัครายิ้มขำกับท่าทางที่แสนจะถึงอกถึงใจของกิดากร


“ผมว่าเราคงต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมของคนดูก่อน เพราะคุณก็บอกเองว่าเนื้อหาดี ๆ ขายได้น้อยกว่า” สีหน้ากิดากรดูมั่นอกมั่นใจ


“ฉันว่าทำได้ ถึงจะใช้เวลามากหน่อย แต่ก็จะทำได้ในที่สุด”


“คุณถึงอยากเป็นผู้จัดละครน่ะเหรอ” ก้องทำปากจู๋ หน้านิ่วคิ้วย่น


“คือฉันอยากเป็นเบื้องหลังที่สร้างละครออกมาดี ๆ น่ะ แต่ว่ายังไม่มีที่ไหนตอบโจทย์ฉันได้ บางที่เคมีดีกับฉันมาก แต่เพราะเขาเคยทำแล้ว แล้วผลตอบรับไม่ดี ไม่สิ ผลตอบรับดีในเด็กเจนใหม่กับคนเจนเก่าที่ไม่ได้เก่ามาก แต่โดยรวมไม่ดีไง แถมทำกำไรให้สถานีไม่เริ่ด ก็เลยต้องพอกับละครแนว ๆ นั้นไป” ก้องถอนหายใจด้วยความเสียดาย อัครามองอย่างเข้าใจ


“ถ้าจะทำละครหรือหนัง เอาผมไปเป็นพระเอกบ้างนะ” กิดาการคลี่ยิ้มกว้าง คนของานอมยิ้มขำ


“แน่นอน มันอยู่ในแผนที่ฉันจะทำให้คุณเป็นนักแสดงคุณภาพของวงการนี้เลยละ…” อัคราคลี่ยิ้มบางพร้อมยักคิ้วขวา คีบบะหมี่เข้าปากแล้วเคี้ยวหงับ ๆ


“…แต่ก่อนอื่น ฉันขอถามก่อนว่าคุณเหลือสัญญากับยัยเพตราอีกกี่ปี” อัคราที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ทำหน้านึก


“เกือบ ๆ สองปีมั้ง”


“ถ้ายกเลิกสัญญาก่อนต้องมีค่าปรับใช่มั้ย” อัคราพยักหน้าอย่างงง ๆ


“ใช่” กิดากรยิ้มมีเลศนัย


“งั้นเดี๋ยวฉันจัดการเอง” พระเอกรูปหล่ออ้าปากค้าง มองผู้ชายหน้าสวยด้วยความตะลึง


“เฮ้ย คุณจะทำอะไร”


“ก็ยกเลิกสัญญาของคุณกับช่องไง ค่าปรับฉันจ่ายเอง” ดวงตาอัคราเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม


“คุณก้อง ค่าปรับเป็นสิบ ๆ ล้านนะ” ก้องเบะปากพร้อมกับไหล่ขวาสวย ๆ


“สิบล้านเองเหรอ จิ๊บ ๆ ยิ่งกว่าเสียงนกร้อง” กิดากรยิ้มเบ้ปาก ยกมือขวาขึ้นตบอกเบา ๆ เป็นเชิงบอกว่าเชื่อมือฉันเถอะ อัคราขมวดคิ้ว หน้าตาไม่สบายใจเท่าไหร่


“ไม่ต้องหรอก สองปีแป๊บเดียว เดี๋ยวก็หมดแล้ว” ก้องหยุดยิ้มทันที


“แต่ในช่วงเวลาสองปี คุณสามารถมีงานแสดงได้ตั้งหลายเรื่องนะ จะยอมเสียเวลาไปทำไมกันล่ะ”


“แต่มันมากไป คุณจะทำเพื่อผมอะไรขนาดนั้น” ก้องทำหน้าว่าไม่แคร์


“ฉันรวย ฉันอยากทำให้คนที่ฉันรัก…” อัคราชะงักค้าง กิดากรเองก็ค้างเช่นกัน


“…เอ่อ คนที่ฉันชอบ ก็ฉันชอบคุณไง ฉันเลยอยากช่วย” อัครายิ้มเนือย ๆ ท่าทางหนักใจ


“ผมไม่มีอะไรจะให้คุณหรอกนะ” กิดากรยิ้มกว้างและยกมือขวาขึ้นกวักลงเบา ๆ


“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก ฉันน่ะ…”


“…นอกจากตัวผม” ไฮโซหนุ่มอ้าปากหวอ ดวงตาคู่สวยมองใบหน้าหล่อคมสมส่วนด้วยความตะลึง หัวใจเต้นตึงตัง อัครายกยิ้มมุมปากและขยิบตาซ้าย ก้องหุบปากลงและกลืนน้ำลายลงคอ


“ก็… ก็ใช่น่ะสิ ฉันช่วยคุณยกเลิกสัญญาเพราะจะให้มาอยู่ในการดูแลของฉัน…” สีหน้าของก้องเลิ่กลั่ก อัคราเบ้ปากเล็ก ๆ แต่แววตานั้นมีแววล้อเลียน


“…เอ่อ หมายถึงว่า ให้คุณหยีดูแลคุณเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ฉันเป็นเอเจนซี่ของคุณน่ะ” ก้องพ่นลมออกทางปากด้วยความโล่งอกที่พยายามอธิบายจนจบ


“อือฮึ ผมก็เข้าใจแบบนั้นแหละ คุณเข้าใจแบบไหนเหรอ” ก้องมองค้อนอัคราไปที อีกฝ่ายยิ้มขำบาง ๆ


“เดี๋ยวฉันต้องไปแล้ว ตามสบายนะ ขโมยของได้ทุกชิ้น ยกเว้นภาพวาดของฉัน” อัคราขำ


“ไม่อยากวาดภาพผมบ้างเหรอ”


“ฉันวาดไปแล้ว เป็นรูปพอร์ทเทรตคุณน่ะ เข้าไปดูได้ในห้องแกลเลอร์รี่…” ก้องชี้ไปทางห้องผนังกระจกที่อยู่ริมสุดด้านซ้ายมือเวลาออกมาจากลิฟต์


“…วาดจากความทรงจำ”


“แล้ววาดแบบเห็นต่อหน้าล่ะ ไม่เอาเหรอ” ก้องหรี่ตามองหน้ากวน ๆ ของอัครา


“จบงานแฟชั่นโชว์เมื่อไหร่ คุณมานอนเปลือยกายให้ฉันวาดแล้วกัน เอาแบบไม่มีอะไรบดบังทั้งนั้นนะ…” ก้องทำตาโต


“…ขอเห็นหมด!” อัครายิ้มเบ้ปาก ดวงตาเปล่งประกายซุกซน


“แข็งใจวาดให้เสร็จละ แล้วแข็งแค่ใจพอนะ อย่าแข็งอย่างอื่น” กิดากรอ้าปากหวอด้วยความตกใจกับความกวนที่มากขึ้นของอัครา


แต่ถึงจะตกใจ แต่ก็รู้สึกดีใจมากกว่าที่เราดูจะเปิดเผยต่อกันมากขึ้นทุกวัน




 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด