◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢ [Backward 1 : ในบ่ายวันฝนพรำ] 18/01/64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢ [Backward 1 : ในบ่ายวันฝนพรำ] 18/01/64  (อ่าน 704 ครั้ง)

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +716/-2
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



"ถึงผมจะความจำเสื่อม แต่เมื่ออยู่กับคุณ
ผมค่อยๆ ค้นพบเหตุผลที่ทำให้ผม..หลงรักคุณคนเดิม"



❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉


สวัสดีค่ะ ไม่ได้แวะเวียนมาที่เล้ามานาน คิดถึงมากจริงๆ
วันนี้เราขอมาฝากนิยายเรื่องใหม่ไว้ให้อ่านกันเพลินๆ นะคะ
เป็นนิยายฟีลกู๊ด อ่านไปยิ้มไป สบายๆ
สามารถติดแฮ็ชแท็ก #รักคุณคนเดิม #อัศวินขุนฟ้า
เพื่อพูดคุยกันในช่องทางอื่นๆ ได้นะคะ
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ


 :กอด1:


BitterSweet


สารบัญ

บทนำ
บทที่ 1 : คุณผู้ปากแข็ง
บทที่ 2 : คุณผู้น่าแกล้ง
บทที่ 3 : คุณผู้เข้มแข็ง
บทที่ 4 : คุณผู้ใส่ใจ
Backward 1 : ในบ่ายวันฝนพรำ






❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-01-2021 09:20:28 โดย BitterSweet »

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +716/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทนำ




              อัศวินความจำเสื่อม


              หมอวินิจฉัยเขาไว้เช่นนั้น  เนื่องด้วยเพราะอุบัติเหตุรถชนทำให้สมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เขาหลับไปหนึ่งอาทิตย์เต็ม ก่อนตื่นขึ้นมาพบว่า ความทรงจำของเขาหายไปถึงสามปี


               ครั้งล่าสุดที่เขารื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้ คือตอนตนเองยังเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ชั้นปีที่สาม แต่ในปัจจุบันเขากลับกลายเป็นชายหนุ่มอายุย่างเข้ายี่สิบห้าปีเข้าไปแล้ว


               โชคดีที่รูปร่างหน้าตาของเขาไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไรนัก ยกเว้นทรงผมที่ยาวขึ้น และกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย มันจึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจในความรู้สึก ราวกับว่าเขาข้ามเวลามายังอนาคต


               หากมีสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้เขายิ่งไปกว่านั้น...


               "คุณอัศวิน ตรีวิกุล เชิญรับยาที่ช่องสองค่ะ"


               "เดี๋ยวผมไปเอามาให้"


               ผู้ชายที่นั่งข้างๆ บอกเขา ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปจัดการดำเนินเรื่อง


               ผู้ชายแปลกหน้าที่อัศวินตื่นขึ้นมาพบเป็นคนแรก...


               รูปร่างและส่วนสูงประมาณร้อยแปดสิบใกล้เคียงกันกับเขา ใบหน้าดุ นัยน์ตาคม ทรงผมไถข้างแล้วมัดรวบไว้ครึ่งศีรษะ ภาพลักษณ์ภายนอกแผ่รังสีของความไม่เป็นมิตร ดูแล้วเหมาะกับอยู่ในอู่ช่างยนต์มากกว่าสถานที่สะอาดตาอย่างในโรงพยาบาล
               

               อัศวินสาบานว่า ท่ามกลางความทรงจำของเขาที่ผ่านมา...ไม่มีภาพของคนคนนี้อยู่ในสมองเลย


               ครั้งแรกที่เห็น เขานึกว่าอีกฝ่ายเป็นคู่กรณีที่ขับรถชนเขาด้วยซ้ำ แต่มันเป็นความเข้าใจผิด...


               "ผมไม่ใช่คนที่ทำให้คุณเจออุบัติเหตุ"


               "งั้นหรือว่าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล?"


               "เปล่า"


               "งั้นคุณเป็นเพื่อนผมเหรอครับ?"


               "เปล่า"


               "เออ...ขอโทษนะครับ แล้วคุณเป็นใคร?"


               เขาเห็นดวงตาคมคู่นั้นสั่นไหว หากแค่เพียงชั่วขณะเดียวเหมือนว่ามองผิดไป ก่อนน้ำเสียงราบเรียบจะเฉลยสถานะออกมาสั้นๆ ได้ใจความ


               "ผมเป็นแฟนคุณ"


               "แฟน?"


               "ใช่ เราคบกันมาสองปีแล้ว" 


                ...ล้อกันเล่นรึเปล่า?


               อัศวินอยากจะหัวเราะออกมา แต่พอมองท่าทียืนกรานของผู้ชายคนนั้นแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริง จึงกลืนเสียงหัวเราะลงคอ แล้วเปลี่ยนเป็นอาการจุกตื้อที่อกแทน


               เท่าที่จำได้ เขาไม่เคยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศมาก่อนเลยสักนิด ทั้งยังเคยมีแฟนสาวเป็นตัวเป็นตนด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าภายหลังเรื่องระหว่างพวกเขาสองคนจะจบลงไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ถึงขนาดอกหักตรอมใจจนต้องประชดชีวิตเปลี่ยนมาจีบเพศเดียวกัน ฉะนั้น ไอ้เรื่องที่จะมีแฟนเป็นผู้ชาย แถมยังคบมายาวนานถึงสองปีด้วย ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เข้าไปใหญ่


            ...มันเกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลาที่หายไปของเขากันแน่?


            อัศวินต้องการจะรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองเพื่อคลายข้อสงสัย แต่น่าเสียดายที่หมอแจ้งให้เขาทราบว่า กระบวนการทางสมองเป็นอะไรที่สลับซับซ้อน ความทรงจำของผู้ป่วยอาจย้อนกลับมาได้เองภายในเดือนสองเดือน หรือบางครั้งอาจจะไม่กลับมาอีกเลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง


            "เนื่องจากร่างกายของคุณหายเป็นปกติดีแล้ว หมอจะอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนต่อที่บ้าน เพราะไม่แน่ว่าการได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย อาจช่วยกระตุ้นความทรงจำของคุณให้กลับมาก็เป็นได้"


            ...กลับบ้าน?


            จริงด้วย...ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ที่ไหนกันนะ?


           จะยังอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัยเหมือนเดิมไหม ในเมื่อเขาเรียนจบมาตั้งหลายปี จะว่าไปเขาก็รู้ตัวตั้งแต่เข้าห้องตรวจในวันแรกๆ ที่ฟื้นขึ้นมาแล้วว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่เป็นโรงพยาบาลประจำเมืองของจังหวัดกาญจนบุรี เพียงแค่เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมตัวเองถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่กัน ทั้งๆ ที่พื้นเพดั้งเดิมของเขาเป็นคนกรุงร้อยเปอร์เซนต์


           เป็นเพราะบังเอิญประสบอุบัติเหตุในจังหวัดนี้เข้าพอดี หรือเป็นเพราะเขาย้ายที่อยู่มาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดใหม่แล้ว


            ดูเหมือนคำตอบจะเป็นข้อหลัง


            “ตอนนี้คุณอยู่ที่นี่”


             ซ้ำยังมีข้อมูลที่น่าตกใจกว่านั้นจากผู้ชายหน้าบึ้งตึง


           "…แล้วคุณก็อยู่กับผม" 


            อัศวินไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี ที่เขาอาศัยอยู่กับคนโหดมาดนักเลงโต หากในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว จึงได้แต่จำใจยอมรับไปโดยปริยาย


            "ได้ยาแล้ว ไปกันเถอะ"


            อัศวินหลุดจากภวังค์ เมื่อฝ่ายที่ปลีกตัวออกไปเมื่อครู่เดินกลับมาเรียก ก่อนจะก้าวนำไปยังประตูทางออกจากโรงพยาบาล แต่เป็นเขาที่รั้งเอาไว้


            "เดี๋ยว"


            ชายคนนั้นหันกลับมา ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนเช่นเดิม


            "คุณชื่ออะไร"         


            "ขุนฟ้า เรียกผมว่า ขุน ก็ได้ แต่..."


             อยู่ๆ ประโยคก็ชะงักหยุดไปกลางคัน เร่งให้อัศวินสงสัย


             "แต่อะไร...?”


             "ไม่มีอะไร" 


            เจ้าตัวตอบปัด พยายามเดินเลี่ยงไปยังประตูทางออกอีกครั้ง ทว่าเขาก็ยังคงตามตื๊อ


           "บอกมาเถอะ ผมจำอะไรไม่ได้เลย ผมถึงอยากรู้ทุกๆ เรื่อง เผื่อมันอาจทำให้ผมฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้"


            เหตุผลที่ยกมาอธิบาย ไร้ข้อโต้แย้งใดๆ ร่างสูงแสดงท่าทีอึกอัก หากสุดท้ายก็ยอมจำนน ปริปากพูด


ื          "ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่..."


          ...และนั่นนับเป็นครั้งแรกที่อัศวินได้เห็นสีหน้าแบบอื่นของคู่สนทนา


         ใบหน้าสุดโฉดของนักเลงหัวไม้ขึ้นสีเรื่อจางๆ นัยน์ตาคมดุหลุบต่ำลง แสร้งเฉไฉ ไม่กล้ามองเขาตรงๆ ขณะคำตอบแผ่วเบาหลุดรอดจากริมฝีปากราวกับเสียงกระซิบ




        "คุณชอบเรียกผมว่า...ที่รัก”



         "..."




          แล้ววินาทีนั้นเอง อัศวินก็ตระหนักได้ว่า...เขามีแฟนแล้วจริงๆ


          และถึงแม้เขาจะทำความทรงจำของตนเองหล่นหายไปสามปี


           แต่ไม่แน่ว่า... 'ขุนฟ้า' คนนี้ อาจทำให้เขากลับมาตกหลุมรัก ‘คุณคนเดิม’ ได้อีกครั้งหนึ่ง





------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue




ออฟไลน์ Monnee

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 121
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :hao7: :hao7:.. ตกใจว่ามีแฟนหนุ่มแล้วยังท่าจะหลงมากขนาดเรียก.ที่รักกกกก... เอาล่ะซิ.. ไปต่อมั้ยถามใจเธอดู555

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
 ติดตามจ้า  :L2:

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +716/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢




บทที่ 1 : คุณผู้ปากแข็ง





              อัศวินกำลังเดินทางกลับบ้าน


             ในความทรงจำ เขาเคยมาเที่ยวกาญจนบุรีบ้าง กระนั้นมันก็เป็นแค่ทริปท่องเที่ยวทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่ก็จะตระเวนไปตามจุดแลนด์มาร์กสำคัญๆ เช่น พวกโบราณสถาน น้ำตกไทรโยค หรือทางรถไฟสายมรณะที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้ใส่ใจในตัวเมืองกาญจริงๆ จังๆ มาก่อน


              แต่หลังจากได้รับการยืนยันว่า ตนเองอาศัยอยู่ที่นี่ สายตาของเขาก็ไล่จ้องมองอาคารบ้านเรือน และวิถีชีวิตของผู้คนซึ่งแปลกตาออกไปจากเมืองใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาหวังว่า ภาพเหล่านี้มันอาจจะช่วยกระตุ้นความทรงจำที่เลือนหายไปให้กลับคืนมา และอีกส่วนก็เพื่อสังเกตให้ได้ว่า คนที่ขับรถกำลังพาเขามุ่งหน้าไปเส้นทางใด


            ไม่ใช่อะไร...เขาเรียกป้องกันตัวไว้ก่อน


            ถึงจะได้รับข้อมูลมาว่า เขาอาศัยอยู่ด้วยกันกับขุนฟ้า แต่อีกฝ่ายก็ยังเป็นเหมือนคนแปลกหน้า จะระแวดระวังสักหน่อยก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ใครจะรู้ ผู้ชายลุคเถื่อนๆ ขนาดนี้อาจมีเบื้องหลังซับซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับพวกโลกสีเทาๆ แล้วพาเขาข้ามชายแดนไปถึงไหนต่อไหนก็ได้


            อัศวินจึงต้องตั้งสมาธิจดจ่อสองข้างทางอย่างตั้งใจ ส่งผลให้บรรยากาศภายรถที่เงียบอยู่แล้ว ยิ่งเงียบเข้าไปอีก แต่ยังโชคดีห้วงความอึดอัดนี้อยู่ไม่นานเท่าไร ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที รถยนต์ก็จอดสนิท


           “ถึงแล้ว” ขุนฟ้าดับเครื่องยนต์


            “ที่นี่เหรอ?”


            อัศวินถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ ขณะกวาดสายตามองตึกขนาดหนึ่งคูหาทรงปูนเปลือยสไตล์กึ่งล็อฟกึ่งมินิมอล การตกแต่งจะมองซ้ายขวาอย่างไรก็เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ถึงขนาดมีป้ายชื่อร้านกำกับไว้เด่นหราอย่างชัดเจนว่า 'Caffeine คาเฟอีน'


            “ชั้นสองมีห้องพักของคุณกับผม”

         
           เสียงพวงกุญแจกระทบกรุ้งกริ้งระหว่างเจ้าของไขบานประตูกระจกที่มีป้ายว่า Close แขวนไว้ แล้วผลักเข้าไปด้านใน อัศวินเลยรีบเดินตามพลางถือโอกาสสำรวจ


           การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนทำให้พื้นที่ดูโปร่งโล่งกว่าที่มองจากภายนอก แต่กระนั้นโต๊ะรับรองลูกค้าก็มีเพียงสามโต๊ะ บวกด้วยเก้าอี้ตรงเคาท์เตอร์บาร์อีกนิดหน่อย ข้างๆ เป็นชั้นขายของที่ระลึกกระจุกกระจิก จำพวกกุญแจแม็กเน็ตตามประสาร้านค้าในเมืองท่องเที่ยว


           กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ ถึงอัศวินจะชอบมัน แต่เขาคิดว่าตนเองคงไม่ติดใจจนถึงขนาดมุ่งมั่นเปิดร้านขายกาแฟอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นเจ้าของก็น่าจะเป็นอีกคนหนึ่ง


           “ที่นี่เป็นร้านกาแฟของคุณเหรอ”
 

           “ใช่”


          ร่างสูงผู้มีบุคลิกเหมาะจะเปิดร้านเหล้ามากกว่าเป็นบาริสต้าพยักหน้าตอบ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว คนเราจะตัดสินกันที่รูปร่างภายนอกไม่ได้ ถึงหน้าตาจะดูเป็นขาโหดประจำซอย หากกลับใช้ชีวิตราบเรียบมากกว่าที่เห็น ทำเอาเขาสงสัยว่าฝั่งตัวเองจะเป็นอย่างไร


            "แล้วตอนนี้ผมทำงานอะไรอยู่ครับ?"


               "คุณเป็นทนายความ แล้วก็กำลังเก็บคดีความให้ครบ เตรียมตัวสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา"


               ในความทรงจำ อัศวินกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเรียนคณะนิติศาสตร์ และกำลังคร่ำเคร่งเพื่อจะสอบตั๋วทนายให้ผ่าน ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของการเดินตามความฝันที่จะเป็นผู้พิพากษา


               ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า เขาเรียนจบปริญญาตรีสำเร็จมาได้เป็นอย่างดี แถมยังสามารถสอบผ่านเนติบัณฑิตที่ว่ายากนรกแตกนั้นมาแล้วด้วย รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่ขยับเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นมาอีกนิด แต่น่าเสียดาย ความรู้ทั้งหมดดันไม่เหลือติดอยู่ในสมองของเขาเลย คงจะให้กลับไปทำอาชีพทนายความอย่างเดิมไม่ได้ ตอนนี้เขาจึงไม่ต่างไปจากเด็กน้อยที่ต้องคอยพึ่งพาผู้ใหญ่


               ซึ่งผู้ใหญ่ใกล้ตัวก็มีเหลืออยู่เพียงคนเดียว...


              "คุณหิวไหม? ในตู้เย็นน่าจะพอมีอะไรเหลือบ้าง อยากกินอะไรล่ะ?"

               
             อัศวินได้ยินเสียงขุนฟ้าเปรยถาม

         
              "ผัดกระเพราก็ได้ครับ”
           

              คนฟังมุ่นหัวคิ้ว เหมือนไม่พอใจในเมนูที่เขาเลือก แต่จะโทษเขาได้ยังไง ในเมื่อเขาเองก็ไม่รู้ว่าในตู้เย็นจะมีวัตถุดิบอะไรให้รังสรรค์เป็นมื้อเย็น นี่อุตส่าห์เลือกเมนูเบสิคพื้นๆ แล้วนะ


            “งั้นนั่งรอแป๊บหนึ่งแล้วกัน”


            คู่สนทนาพูดสั้นๆ ก่อนจะเดินลึกเข้าไปด้านในส่วนของห้องครัว ทิ้งเขาไว้แค่กับมวลบรรยากาศของความเย็นชา 


             อัศวินนึกสงสัยว่า...นี่เป็นพฤติกรรมระหว่างเขากับขุนฟ้าในฐานะคนเป็นแฟนกันจริงๆ น่ะหรือ?
         

            ปกติคนเป็นแฟนกันก็ควรมีโมเมนต์สวีทหวานชื่นบ้าง แต่ขุนฟ้ากลับปฏิบัติตัวต่อเขาอย่างเหินห่าง เสมือนพวกเขาต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน และแม้จะได้มายืนอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองเคยใช้ชีวิตมาก่อน แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความคุ้นเคย หรือใกล้เคียงกับคำว่า ‘บ้าน’ เลยสักนิด


              อัศวินไม่อยากกดดันตัวเองให้เร่งฟื้นความทรงจำเร็วๆ ใช่ว่าเขาจะปวดหัวเหมือนในหนังหรือละครหรอกนะ แต่แค่รู้สึกหัวใจมันว่างโหวงแปลกๆ เมื่อค้นเจอเพียงความว่างเปล่า


              ชายหนุ่มเลยทำได้แค่นั่งเฉยๆ ไม่ต่างจากลูกค้า รอคอยให้เจ้าของร้านนำผัดกระเพรามาเสิร์ฟ


            ไม่นานนัก ขุนฟ้าก็นำอาหารมาวางบนโต๊ะ อัศวินก้มมองลงบนชามร้อนๆ ควันฉุยสองชาม ไม่มีหมูสับหรือใบกระเพรา สิ่งที่เห็นมีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในน้ำซุปสีแดงเข้มข้น       

                 
            “เครื่องทำกระเพราไม่มี ก็เลยทำนี่มาให้แทน”


            พ่อครัวอธิบาย แม้จะผิดจากเมนูที่สั่งไปไกล แต่อัศวินก็รับมาโดยไม่โต้เถียง เนื่องด้วยตอนนี้กระเพาะของเขาเริ่มร้องประท้วงจริงจัง ทั้งกลิ่นในชามก็หอมยั่วยวน


            อัศวินรีบหยิบตะเกียบ เป่าเส้นให้หายร้อน ก่อนสูดเข้าปาก ทีแรกนึกว่าสีแดงในน้ำซุปจะมาจากผงปรุงรสต้มยำ ทว่าเขากลับได้กลิ่นและรสชาติของกิมจิผสมผสานโดดเด่นออกมา กลายเป็นเมนูลูกครึ่งไทยเกาหลีที่เข้ากันอย่างลงตัวจนต้องเอ่ยปากชม


             “อร่อยเหมือนกันนะครับเนี่ย"


             "เห็นคุณชอบกินบ่อยๆ ก็เลยทำมาให้ "


             ถึงจะสัมผัสไม่ได้ถึงความคุ้นเคยใดๆ แต่การที่ขุนฟ้ารู้ใจเขาขนาดนี้ คงชัดเจนแล้วว่า เขาอาศัยอยู่กับคนคนนี้จริงๆ


               "คุณกับผม...เราคบกันได้ยังไง?"


               มือที่กำลังคีบเส้นชะงักไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินเขาถามตรงๆ ก่อนจะพูดคำตอบที่ไม่น่าเชื่อออกมา


               "คุณจีบผมก่อน"


               "ผมเนี่ยนะ!?"


               อัศวินตาโต นึกภาพตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มจีบก่อนไม่ออก ขุนฟ้าเลยขยายความให้ฟัง


               "ตอนคุณเรียนปีสี่ ผมยังเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟที่กรุงเทพฯ แล้วคุณก็เที่ยวมาร้านทุกวัน ขอคบผมอยู่ครึ่งปี จนผมยอมใจอ่อน"


               ...ขอคบอยู่ครึ่งปี! ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีความมุ่งมั่นขนาดนั้น เพราะโดยพื้นฐานนิสัยของเขาออกจะเป็นคนขี้เบื่อง่ายด้วยซ้ำ อีกฝ่ายมีอะไรดีถึงทำให้เขาอาการหนัก ตกหลุมรักหัวปักหัวปำจนตื๊อไม่เลิก


               ปากไปไวกว่าสมอง คนสงสัยจึงถามออกไปอัตโนมัติ


               "ทำไมผมถึงขอคบคุณล่ะ?"


               หัวคิ้วบนใบหน้าคมขยับเข้าหากันเป็นสัญลักษณ์แสดงความไม่พอใจอีกครั้ง เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่ส่อแววหงุดหงิด


               "เรื่องนั้นจะไปรู้ได้ยังไง"


               "ผมไม่เคยบอกเหรอ" อัศวินยังคงเซ้าซี้


               ขุนฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดปากเล่า


               "คุณบอกว่า...ไม่มีเหตุผล รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว"


               ช่างเป็นเหตุผลที่มักง่ายก็ไม่ใช่...โรแมนติกก็ไม่เชิง...เสียจริงๆ


               "แล้วคุณล่ะ? ทำไมถึงยอมคบผมเป็นแฟน"


               ครั้นพอเขาถามกลับบ้าง ไม่คิดว่าขุนฟ้าจะกระแทกตะเกียบดังปึง! ปฏิเสธเสียงดังอย่างหมดความอดทน


               "ไม่บอกโว้ย!"


               อัศวินมึนงงที่อยู่ๆ ก็ถูกอารมณ์เสียใส่ขึ้นมา


               ...นี่เขาเผลอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายโกรธกันล่ะเนี่ย?


               แต่ก็นะ...มาลองคิดๆ ดู ถ้าคนเป็นแฟนกัน มาถามคำถามที่จำอะไรไม่ได้เลยแบบนี้ อาจจะเป็นการทำร้ายจิตใจของคนรักก็เป็นได้


               "ขอโทษที่ละลาบละล้วง"   อัศวินเอ่ยด้วยความสำนึกผิด


               ขุนฟ้ายังคงตั้งหน้าตั้งตาจดจ่ออยู่กับชามบะหมี่ ไม่สนใจหันกลับมามองเขา หากก็ปรับโทนเสียงอ่อนคล้ายใจเย็นลง


               "...เหมือนกัน"


               "คุณไม่ต้องขอโทษผมหรอก ผมต่างหากที่ถามอะไรไปแล้วไม่คิดถึงใจคุณ"


               "ไม่ใช่"


              ชายมาดนักเลงส่ายศีรษะ พลางละมือจากตะเกียบ หันดวงตาคมกลับมาสบตาเขา เอ่ยคำตอบที่ค้างเอาไว้ก่อนหน้านี้


               "...เหตุผลที่ผมคบคุณ ก็เหมือนกันกับ...เหตุผลที่คุณคบผม"




               ...รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว




               คนหน้าโหดลุกขึ้นพรวดคว้าชามเดินหายไปด้านหลังห้องครัว ทั้งๆ ที่เส้นในนั้นยังเหลืออีกเกือบครึ่ง ไม่รู้ว่าเจ้าตัวอิ่มแล้ว หรือปกติเป็นคนกินน้อย


             แต่ที่แน่ๆ มีสิ่งหนึ่งที่อัศวินทันเห็นได้ชัด...หลังใบหูที่มีต่างหูเงินเจาะไว้กำลังเปลี่ยนไปขึ้นสีแดงจางๆ








               หลังจบอาหารมื้อเย็น ขุนฟ้าก็พาเขาขึ้นไปทัวร์ยังบริเวณชั้นสองของร้านคาเฟอีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องเดี่ยวขนาดหนึ่งห้อง


                เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม้สีเข้มให้บรรยากาศเคร่งขรึมแตกต่างจากการร้านกาแฟด้านล่าง กระนั้นก็ยังคอนเซปต์เรียบง่ายน้อยชิ้น เพราะเพียงกวาดตามองก็พบแค่โต๊ะทำงาน ตู้หนังสือ โซฟาหนัง และเตียงคิงไซต์ท่าทางนุ่มสบายตั้งอยู่ตรงกลางแค่นั้น


                 นี่น่ะเหรอ? คือห้องที่เขาอยู่ด้วยกันกับขุนฟ้า แต่น่าแปลก...แม้จะเป็นสถานที่ส่วนตัว เขากลับไม่ค้นพบข้าวของแสดงถึงความเป็นคู่รัก หรือกระทั้งรูปถ่ายคู่กันสักใบติดไว้ก็ไม่มี มองรวมๆ แล้ว สภาพก็แทบไม่ต่างอะไรไปจากห้องชายโสดธรรมดาๆ ห้องหนึ่งเลยด้วยซ้ำ


               แต่ก่อนที่เขาจะทันสงสัยได้อะไรเพิ่มเติม ขุนฟ้าก็ยื่นสมาร์ทโฟนส่งมาให้


              "นี่ของคุณ เก็บไว้กับตัว มีอะไรจะได้ติดต่อกันได้"


               เครื่องมือสื่อสารสีดำบางเฉียบซึ่งไม่คุ้นชินตา อีกทั้งตัวเลขรุ่นยังขยับขึ้นไปไกลจากเมื่อสามปีที่แล้ว ดูเหมือนว่า แม้ช่วงเวลาของเขาจะหยุดลง แต่เทคโนโลยีกลับพัฒนาก้าวหน้าไม่หยุดนิ่งตาม เขาเลยจำต้องมาเรียนรู้จักอุปกรณ์กันใหม่


               เริ่มต้นจากการสำรวจแอพพลิเคชั่นด้านในก่อน แต่มันดันติดอุปสรรคตรงที่ สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ใส่รหัสล็อกเอาไว้


               อัศวินลองกดเลข '0000' เป็นตัวเลขง่ายๆ ซึ่งเขาใช้ตั้งเป็นรหัสผ่านของเกือบทุกอย่าง หากหน้าจอแสดงผลว่า 'ไม่ผ่าน'


               อืม...หรือเขาจะตระหนักขึ้นได้ว่า รหัสอันเดิมมันง่ายเกินไป เสี่ยงที่จะถูกแฮ็ก เลยจัดการเปลี่ยนรหัสใหม่แล้ว?


               เจ้าของเครื่องจึงทดลองสุ่มเลขวันเดือนปีเกิดของตัวเองบ้าง เลขที่บัตรประชาชนบ้าง เลขรหัสนักศึกษาบ้าง แต่สมาร์ทโฟนก็ยังคงนิ่งสนิทเหมือนก้อนหิน


               ขืนกดสุ่มสี่สุ่มห้าไปเรื่อยๆ มีหวังเครื่องคงถูกล็อกโดยอัตโนมัติอีกยาวแน่ๆ ในเมื่อไม่สามารถค้นหาเองได้เช่นนี้ ก็คงต้องหวังพึ่งคนใกล้ตัว


               "เออ...รหัสผ่านคืออะไรครับ?"


               "3108"


               ถ้าขุนฟ้ารู้อยู่แล้ว ก็น่าจะบอกเขาให้เร็วกว่านี้หน่อย ไหงปล่อยให้เขามัวงมกดตัวเลขมั่วๆ อยู่ได้ตั้งนาน แต่รหัส '3108' เป็นชุดหมายเลขที่เขาไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน ในความทรงจำของเขาก็ไม่เห็นว่าจะเป็นตัวเลขที่สลักสำคัญอะไร ทำไมถึงได้ตั้งเป็นรหัสล็อกมือถือกันนะ?


               "คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงตั้งเลขนี้?"


               อัศวินหันไปถามผู้รู้หนึ่งเดียวเหมือนเช่นเคย ซึ่งแน่นอนขุนฟ้าย่อมมีคำตอบ ซ้ำยังเป็นคำตอบที่ทำให้เขานิ่งอึ้ง


               "วันที่เราคบกัน"


               โอโห...ตัวเขาคนเก่านี่มันโรแมนติกเหลือร้ายจริงๆ  เล่นเอาวันที่คบกันมาตั้งเป็นรหัสแบบนี้ ถ้าคนรักรู้มีหวังคงดีใจตาย


              กระนั้น คนรักตรงหน้าของเขากลับยังคงรักษาท่าทีมาดนิ่งไม่ยินดียินร้ายใดๆ จนชักเริ่มไม่แน่ใจว่า เขามีแฟนเป็นหุ่นยนต์รึเปล่า ทำไมถึงได้ประหยัดอารมณ์ความรู้สึกเหลือเกิน

 
            แต่ช่างเถอะ...เอาไว้ดูจากมือถือก็จะรู้เอง เพราะสมาร์ทโฟนยุคนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากไดอารี่ชีวิตประจำวัน ด้วยว่ามันมีการบันทึกประวัติการโทรเข้าโทรออก รวมทั้งยังมีแอพพลิเคชั่นสื่อโซเชี่ยลต่างๆ จำพวกเฟซบุ๊ค อินสตราแกรม หรือทวิตเตอร์ ให้ผู้ใช้ระบายความในใจ


               เมื่อก่อนเขาสมัครเฟซบุ๊คทิ้งไว้ ซึ่งก็น่าจะเขียนอัพเดทลงเรื่อยๆ ถ้าย้อนอ่านดูก็คงพอจับใจความได้คร่าวๆ บ้าง แต่ปรากฏว่าเขาค้นหาอย่างไรก็ไม่เจอ...ไม่มีแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คหลงเหลืออยู่ในสมาร์ทโฟนเครื่องนี้เลย


               "คุณเลิกเล่นไปแล้ว"


               "ทำไมล่ะ?"


               "ไม่รู้หรอก อยู่ๆ คุณก็บอกว่าจะไม่เล่นอะไรพวกนี้แล้ว มันเสียเวลา"


               เป็นอีกครั้งที่อัศวินมึนงงกับนิสัยที่เปลี่ยนไปมากของตัวเอง ถ้ามีใครมาบอกว่าสามปีที่ผ่านมา เขาถูกผีเข้าก็คงเชื่อ


               ...ถ้าอย่างนั้นเขาใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ทำอะไรบ้างล่ะ?


               ฟังก์ชั่นอีกหนึ่งอย่างที่เห็นชัดว่าถูกพัฒนาไปควบคู่กับโทรศัพท์มือถือก็คือ ประสิทธิภาพของกล้องถ่ายรูปอัศวินลองกดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นอัลบั้มรูปภาพทันที และก็ค้นพบว่า รูปนับร้อยนับพันเต็มไปด้วยภาพถ่ายของคนคนหนึ่ง ซ้ำยังเป็นรูปถ่ายทีเผลอ ไม่ก็เป็นภาพถ่ายซูมมาจากที่ไกลๆ


               "คุณชอบแอบถ่ายรูปผม ทำตัวเหมือนคนโรคจิต"


               เขาเถียงไม่ออก เพราะหลักฐานมันเห็นชัดอยู่คาตา นายแบบกิตติมศักดิ์ในอัลบั้มรูปของเขามีเพียงแค่...ขุนฟ้า...คนเดียว


               แต่โดนหลอกด่าขนาดนี้ ก็นึกอยากจะย้อนกลับไปบ้าง


               "แล้วโทรศัพท์คุณล่ะ ถ่ายอะไรเก็บไว้ ขอผมดูหน่อยได้ไหม"


               "ไม่!"


               ยิ่งเสียงแข็งก็ยิ่งดูมีพิรุธ ทำให้อยากรู้เข้าไปใหญ่


               อัศวินเลยฉวยโอกาส พุ่งตัวไปคว้าสมาร์ทโฟนสีดำแบบเดียวกันอีกเครื่องที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาเปิดดูทันที โดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาติ


               "เฮ้ย! เอาคืนมานะโว้ย!"


               ขุนฟ้าโวยวายเสียงดัง พยายามแย่งโทรศัพท์คืน แต่อัศวินใช้ร่างของตัวเองบังเอาไว้ ทั้งยังยกมือชูเหนือหัวขึ้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายคว้ามาได้ ขณะที่นิ้วรีบกดปุ่มโฮม


               โชคดีที่สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ไม่มีรหัสผ่านล็อกเอาไว้ เขาจึงสามารถผ่านเข้าไปสู่หน้าจอหลักอย่างง่ายดาย แต่ยังไม่ทันเลื่อนดูแอพพลิเคชั่นอัลบั้มภาพเพื่อสำรวจ อยู่ๆ เขาก็ชะงักไป


               ...เอ๊ะ!?


               จังหวะสั้นๆ ซึ่งเผลอไผลนั่นเอง ที่ทำให้ขุนฟ้าแย่งโทรศัพท์ของตนคืนมาได้ ก่อนจะหาข้ออ้างชิ่งหนี


               "ผมจะไปอาบน้ำแล้ว!"


              แล้วก็ทิ้งให้อัศวินได้แต่กระพริบตาปริบ นึกทบทวนสิ่งที่ตนเองเห็นเมื่อครู่


              บนหน้าจอหลักของสมาร์ทโฟน มีรูปถ่ายถูกตั้งเซ็ทไว้


               ...เป็นรูปของเขาและขุนฟ้ากำลังส่งยิ้มให้กัน แววตาของทั้งคู่พราวระยับเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างเป็นธรรมชาติ จนสัมผัสได้ถึงสายใยความผูกพันบางอย่างระหว่างพวกเขา


              แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่หล่นหายไปในความทรงจำ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหลักฐานย้ำชัดเจน


           อัศวินถอนหายใจ เมื่อจำต้องยอมรับโดยไม่อาจโต้เถียง


            เพราะรูปคู่ใบนั้น...มันเป็นภาพที่สื่ออารมณ์อบอุ่นของ ‘คนรัก’ ออกมาได้ดีจริงๆ








            เข็มนาฬิกาชี้ใกล้เที่ยงคืน หลังอัศวินอาบน้ำเสร็จก็จำต้องถึงเวลาเข้านอน


            ตามความจริง เขาไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับการนอนเตียงเดียวกันกับผู้ชายเท่าไรนัก เพราะสมัยเรียนเวลาติวหนังสือดึกดื่นหรือปาร์ตี้มียาวโต้รุ้ง เขาก็นอนรวมกันกับแก๊งค์เพื่อนผู้ชายบ่อยๆ


            แต่สถานะระหว่างเขากับขุนฟ้าในตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา คนเป็นแฟนกันจะนอนด้วยกันก็ไม่แปลก แต่จะนอนเฉยๆ หรือมีอะไรเกินเลยกว่านั้น มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


               "ผมกับคุณมีความสัมพันธ์อยู่ระดับไหน?"


               อัศวินยิงคำถามออกมา ระหว่างที่พวกเขากำลังเตรียมตัวปิดไฟ


               ขุนฟ้าสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นง่ายๆ เป็นชุดนอนไม่ต่างจากเขา คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูง ย้อนถามกลับราวกับคนไม่เข้าใจ


               "หมายความว่ายังไง?"


               "หมายถึงแบบ A B C D หรือ E"


               หน้าตาดุๆ ยิ่งฉายแววงงหนักมากกว่าเดิม คนจัดลำดับเรทความสัมพันธ์เลยต้องอธิบาย


               "แบบ A คือป็อปปี้เลิฟ ใสๆ ไม่โดนตัวกัน...แบบ B รักวัยรุ่น กอด จูงมือ คิสกันเบาๆ...แบบ C คือแตะเนื้อต้องตัวกันแค่ภายนอก...แบบ D คือฉันท์สามีภรรยา...ส่วนแบบ E คือจัดหนักฮาร์ดคอร์"


               ขุนฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง เพื่อทบทวนลำดับ ก่อนเลือกตัวอักษรภาษาอังกฤษขึ้นมาตอบ


               "แบบ F"


               "เออ...มันไม่มีในช้อยส์นะ"


               "ก็มันไม่ตรงกับตัวเลือกเลยสักข้อ"


               "เอ๊ะ? หรือจะเป็น F แบบฟรีสไตล์ ต่างคนต่างไม่ผูกมัดกัน"


               "ไม่ใช่!"


             น้ำเสียงและแววตาของคนโหดข่มขู่เป็นนัยๆ ว่า...ถ้าขืนมีคนอื่น เอ็งไม่ตายดีแน่!


               "งั้นตกลงเป็นแบบไหน?" อัศวินจนปัญญาจะคาดเดา


               "ก็แบบปกติ" 


               "ปกติ?"


               แล้วเขาก็ได้ยินประโยคอ้อมแอ้มที่เบาราวกับเสียงยุงคุย


               "ก็ปกติ...ทุกทีคุณเป็นฝ่ายเริ่มก่อน"


               ...ฮะ!?


               เขาเนี่ยนะเริ่มก่อน?


               "แต่คุณจำไม่ได้ก็ดีแล้ว วันนี้แค่นอนเฉยๆ ก็พอ" 


               ขุนฟ้าพูดตัดบท แล้วรีบเดินไปปิดสวิตซ์ไฟฉับ ให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ท่ามกลางความมืด


               กระนั้น เสียงของอัศวินก็ยังไม่หยุดซัก


              "ผมเริ่มก่อนยังไง? ทำให้ดูหน่อยได้ไหม?"


              "ไม่มีทาง! นอนได้แล้ว ผมง่วง!"


               ชายหนุ่มผู้ยึดที่นอนทางฝั่งขวา ม้วนผ้าห่มพลิกตัวหันหลังให้ ถือเป็นการจบบทสนทนาสำหรับวันนี้


               ...ช่วยไม่ได้หลับก็หลับ


               อัศวินข่มตานอน หากจมูกกลับได้กลิ่นสบู่หอมจางๆ 


               นึกขึ้นได้ว่า ตอนอาบน้ำ เขาไม่รู้ว่าสบู่อันไหนเป็นของใครเลยเลือกหยิบมั่วๆ มา สงสัยเขาคงจะหยิบผิดใช้ของอีกคนเข้า เลยกลายเป็นว่าพวกเขาสองคนมีกลิ่นแบบเดียวกัน


               ...ตัวเขาคนเก่าจะเริ่มรุกขุนฟ้าก่อนยังไงนะ? หรือจะเริ่มจากการหอมรึเปล่า?

             
             แม้ตลอดทั้งวันนับตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล จะมีคำถามมากมายโผล่เข้ามาในสมองเขาไม่หยุด แต่คำถามสุดท้ายของวันกลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระจนน่าตกใจ


             อาจเป็นเพราะว่าตอนนี้ เขานึกอยากจะขยับเข้าไปใกล้ เพื่อสูดลมหายใจของกลิ่นหอมอ่อนๆ จากคนใกล้ตัวให้เพิ่มขึ้นมาอีกสักนิด


              นั่นเป็นสิ่งที่อัศวินคิดก่อนจะค่อยๆ ผล็อยหลับไป...






-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------



To be continue

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-01-2021 08:34:45 โดย BitterSweet »

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +716/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 2 : คุณผู้น่าแกล้ง




               อัศวินตื่นเช้า


               พอเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลที่โต๊ะข้างหัวเตียง ตัวเลขก็เพิ่งจะเปลี่ยนเป็น 07:00
               

                สมัยที่เขาเรียนอยู่ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่กำลังหลับสนิทฝันหวาน เพราะกว่าคนขี้เซาจะตื่นจริงๆ ก็ต้องหลังสิบโมงเป็นต้นไป


               แต่นั่นเป็นพฤติกรรมก่อนที่อัศวินจะความจำเสื่อม ตอนนี้เขาเติบโตก้าวเข้าสู่วัยทำงานแล้ว วิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือนอาจทำให้ต้องปรับเปลี่ยนนิสัยให้ตื่นเร็วมากขึ้นกว่าเดิม ร่างกายจึงจดจำระบบใหม่นี้ไปโดยอัตโนมัติ


               กระนั้น กลับมีกลับมีใครบางคนที่ตื่นเช้ายิ่งกว่าเขา


               "ผมต้องลงไปเปิดร้านกาแฟ หยุดมาหลายวันแล้ว คุณอยากจะนอนพักต่อ หรืออยากจะลงมาข้างล่างด้วยก็ตามใจ"


               ขุนฟ้าให้ตัวเลือกกับคนที่กำลังนั่งหน้ามึนอยู่บนเตียง              


               ไหนๆ ก็อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้วทั้งที จะนอนเกลือกกลิ้งเฉยๆ อยู่ในห้องทั้งวันก็น่าเบื่อ สู้ออกไปหาอะไรทำคงดีกว่า เผื่อจะได้มีประโยชน์กับความทรงจำของตัวเองด้วย


               อัศวินเลยคว้าผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำบ้าง


               แต่ไม่คิดว่าพอหลังอาบเสร็จ เขาจะเจอปัญหาอีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ...เขาไม่รู้จะใส่ชุดอะไร?


               ตู้เสื้อผ้าบานเลื่อนเต็มไปด้วยชุดมากมายแขวนไว้เรียงราย ทั้งเสื้อเชิ้ต เสื้อยืด เสื้อยีนต์ เสื้อโปโล แม้กระทั่งแจ็คเก็ตหนังก็ยังมี


              สามปีที่ผ่านมา ดูเหมือนรสนิยมของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อคืนเพราะเป็นชุดนอน เขาจึงเลือกใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นโดยไม่คิดอะไร แต่พอต้องแต่งตัวออกไปข้างนอก เขากลับลังเลในสไตล์ของตัวเอง 


               ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่รู้ว่า...เสื้อตัวไหนเป็นของเขา...ตัวไหนเป็นของขุนฟ้า


               เนื่องจากพวกเขาทั้งคู่มีขนาดรูปร่างใกล้เคียงกัน เสื้อผ้าส่วนใหญ่เลยเป็นไซต์เดียวกันแทบทั้งหมดจนแยกไม่ออก ครั้นจะให้ยืนพินิจพิเคราะห์ทีละตัวก็คงเสียเวลาโดยใช้เหตุ


               อัศวินเลยหยิบตัวที่พอจะเข้าท่า ใส่ออกมาแล้วหมาไม่เห่า สรุปเป็นเสื้อเชิ้ตสีดำกางเกงยีนต์ และไม่ลืมเซ็ตผมยุ่งเหยิงของตัวเองให้เป็นทรง


               "เรียบร้อยแล้ว"


               เขาเดินลงบันไดมาหาขุนฟ้าที่ชั้นล่าง ซึ่งอีกฝ่ายกำลังเปิดวอร์มเครื่องชงกาแฟอยู่ แต่พอหันมาเห็นการแต่งตัวของเขาก็พึมพำด้วยความประหลาดใจ


               "เสื้อ..."


               อัศวินเพิ่งสังเกตว่า คู่สนทนาก็สวมเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงยีนต์แบบเดียวกันกับเขา สงสัยคงจะเป็นยูนิฟอร์มประจำร้านกาแฟ นั่นหมายความว่า เสื้อเชิ้ตที่อยู่บนตัวเขาตอนนี้ เจ้าของคงเป็นขุนฟ้าอย่างไม่ต้องสงสัย


               "โทษที ผมไม่รู้ว่านี่เสื้อคุณ เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนให้"


               คนเลือกผิดทำท่าจะกลับขึ้นไปบนห้องอีกครั้ง แต่ก็โดนรั้งไว้


               "ไม่ต้องหรอก เสียเวลา แต่งแบบนี้ก็ดูดีแล้ว"


               ตู้เสื้อผ้าก็อยู่ชั้นสองแค่นี้ เดินขึ้นไปเปลี่ยนแค่ห้านาที คงไม่ถึงกับเสียเวลา แต่พอถูกพูดชมออกมาอย่างนั้น อัศวินเลยยอมยืนอยู่ที่เดิม ทั้งยังรู้สึกขัดๆ เขินๆ แปลกๆ


                ความจริง พอพิจารณามองขุนฟ้าบ้าง แม้จะแต่งกายลักษณะเดียวกันกับเขา หากเสื้อเชิ้ตสีดำที่อยู่บนตัวของอีกฝ่ายกลับเสริมสร้างบุคลิกให้ดูมีเสน่ห์น่าค้นหายิ่งกว่าเดิม


               ...ถ้าเขาแต่งออกมาแล้วดูดี ...ขุนฟ้าก็คงแต่งออกมาแล้วดูเหมาะ


               คิดเช่นนั้นแล้วก็เลยอดพูดออกมาไม่ได้


               "...เหมือนใส่เสื้อคู่กันเลยเนอะ"


               ขุนฟ้าที่กำลังง่วนอยู่กับเครื่องชงกาแฟ หันขวับกลับมาทันที ทั้งยังเกิดอาการเปลี่ยนใจกะทันหัน


               "งั้นก็กลับขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อซะ"


               "ไม่เปลี่ยนหรอกครับ เสียเวลาไม่ใช่เหรอ"     


             ฝั่งที่โดนคำพูดตนเองย้อนเข้าตัวเกิดอาการเถียงไม่ออก ส่วนเขาก็ทำเพียงแค่อมยิ้มขำจางๆ


            ความจริงที่แซวไปอย่างนั้น ก็แค่อยากแกล้งคนหน้านิ่งให้ได้เสียอาการบ้าง แม้ส่วนหนึ่งจะเผลอคิดในใจว่า ถึงเขาจะไม่รู้เรื่องรสนิยมการแต่งตัวของอัศวินคนเก่า แต่เริ่มต้นจากการขโมยเสื้อของขุนฟ้ามาใส่บ่อยๆ ก็คงไม่เลวดีเหมือนกัน


            ขณะที่นึกถึงแผนการเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงเจ้าของร้านถาม

 
             "คุณอยากดื่มอะไรไหม"


            อัศวินไม่ค่อยสันทัดเรื่องกาแฟสักเท่าไร ส่วนใหญ่เขาจะดื่มเฉพาะวันที่นอนมาไม่พอ หรือวันที่ต้องการความตื่นตัวของสมอง โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าห้องสอบ แต่ไม่แน่ว่า พอมีแฟนเป็นบาริสต้า เขาอาจจะมีเครื่องดื่มประจำตัวเป็นพิเศษก็ได้


               "ปกติผมดื่มอะไร?"


               "เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณบอกว่าผมชงอะไรก็อร่อย"


               ฟังแล้วเหมือนอวยตัวเองอยู่กลายๆ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แบบนี้ต้องขอพิสูจน์ฝีมือหน่อย


               "งั้นผมขอลาเต้ร้อน"


               คนรับออเดอร์พยักหน้า แล้วหันไปเริ่มลงมือทำ เพียงไม่นานกลิ่นหอมๆ ของกาแฟสดก็ลอยฟุ้งไปทั่วร้าน เคล้ากับเสียงเปียโนแจ๊สเบาๆ


              อัศวินเลือกนั่งเก้าอี้ตรงริมสุดของเคาท์เตอร์บาร์ จากตรงนี้ทำให้เขาไม่เกะกะลูกค้าของร้าน ทั้งยังเห็นคุณบาริสต้าแสดงฝีมือได้ชัด นับว่าเป็นมุมเหมาะเจาะพอดี


               เพียงไม่นาน แก้วเซรามิคสีขาวถูกยกมาเสิร์ฟ เครื่องดื่มสีน้ำตาลนวลสวย มีฟองพรายนมลาเต้อาร์ตเป็นรูปใบสนชวนให้น่าลิ้มลอง

 
              อัศวินไม่รอช้า ยกกาแฟขึ้นมาจิบทันที

 
              ...นุ่มละมุนดีต่อใจ คือคำนิยามของลาเต้ร้อนแก้วนี้


               "เป็นไง?"


               ขุนฟ้าแสดงสีหน้าของผู้กุมชัยชนะ เห็นท่าทางมั่นใจในตัวเองเหลือล้นแล้ว มันยิ่งน่าแกล้งมากกว่าน่าชม


               "ขมจะตาย" อัศวินวิจารณ์ไปตรงข้ามกับความเป็นจริง


              "ถ้าไม่ขมมันก็ไม่ใช่กาแฟสิ"


               คนถูกสบประมาทรีบเถียงกลับ  แต่ลูกค้าวีไอพีดันส่ายหน้า


               "ที่มันขมไม่ใช่เพราะกาแฟหรอก"


               "อ้าว แล้วมันขมเพราะอะไร?”


               ขุนฟ้าเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ใครจะมารู้ดีกว่าบาริสต้าที่ฝึกจนเชี่ยวชาญมาแล้วหลายปีอย่างเขากัน


               อัศวินขยับยิ้มมุมปาก ก่อนจะย้ำถ้อยความชัดๆ




               "ที่กาแฟมันขม...ก็เพราะมันรอ 'รอยยิ้มของขุน' มาเติมให้หวานไง"




               "..."




                 กริ๊ง...
 

                เสียงกระดิ่งหน้าร้าน เรียกสติให้ขุนฟ้ารีบผละออกห่างไปให้บริการลูกค้าสาวสองคน ก่อนจะรับออเดอร์ แล้วก้มหน้าก้มตาทำด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ กว่าปกติ  โดยมีอัศวินคอยจับตามองไปพลาง จิบลาเต้ร้อนไปพลาง 

 
                ...ถึงมุกจะเสี่ยวไปหน่อย แต่ได้เห็นมุมหลุดๆ ของคนมาดโหดบ้างก็นับว่าคุ้มค่า


                แม้จะรู้จักกันเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่อัศวินคิดว่า เขาเริ่มจับจุดอ่อนขุนฟ้าได้ทีละนิด ภายนอกเป็นคนแข็งๆ ก็จริง แต่ด้านในก็ยังมีส่วนที่อ่อนไหว เหมือนกับลูกแมวตัวร้ายที่ขู่ฟ่อๆ พอถูกลูบคางหน่อยก็ยอมแพ้นอนอ่อนยวบยาบ เห็นแบบนี้แล้วจะอดใจไม่ให้แกล้งยังไงไหว


                แต่ถึงกระนั้น มุมที่เป็นความลับนี้ก็ถูกซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียน เพราะขุนฟ้าก็ยังแสดงด้านความเป็นมืออาชีพตลอดเวลาที่ทำงาน


                ร้านคาเฟอีนเป็นร้านกาแฟเล็กๆ บริหารงานแบบวันแมนโชว์ ชงเอง เสิร์ฟเอง เก็บตังค์เอง เช็ดโต๊ะเอง ดูแล้วท่าทางจะเหนื่อย แต่สีหน้าของขุนฟ้าก็ไม่ได้แสดงอาการลำบากใดๆ  มิหนำซ้ำยังเป็นสีหน้าของคนมีความสุขกับงานที่ทำ


               ยังดีที่ร้านคาเฟอีนไม่เงียบเหงาเกินไปนัก เพราะมีลูกค้าทยอยเข้าร้านชั่วโมงละห้าหกคน ทั้งลูกค้าขาจร และลูกค้าขาประจำที่ไถ่ถามว่าทำไมถึงปิดร้านไปนาน


               ขุนฟ้าตอบว่ามีธุระสำคัญ ซึ่งธุระที่ว่าก็คงไม่พ้นการมาเฝ้าเขาที่โดนรถชน แถมยังความจำเสื่อม


               อัศวินรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตัวภาระนิดๆ คิดแบบนั้นแล้ว เขาเลยไม่อยากจะนั่งอยู่เฉยๆ อีกต่อไป


               "ผมช่วยล้างแก้วให้"


               ชายหนุ่มถือวิสาสะเดินเขาไปหลังเคาท์เตอร์ แล้วคว้าแก้วกาแฟที่อยู่ตรงซิงค์ล้างจานมาจัดการทำความสะอาด แม้ว่าขุนฟ้าจะพยายามร้องห้าม


               "ไม่ต้องหรอก ไปพักเถอะ"


               "ผมพักมาทั้งวันแล้ว ให้ผมช่วยเถอะนะ"


               “แต่...”


               แววตาของขุนฟ้าส่อแววขบคิดลังเล หากยังไม่ทันจะเอ่ยปากอะไร เสียงเปิดประตูของลูกค้าดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน


              แขกคนใหม่เป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวแม่ ซึ่งมีท่าทางคุ้นเคยกับร้านเป็นอย่างดี


               "สวัสดีจ้ะ ป้าขอเหมือนเดิมนะ"


               "คาปูชิโน่เย็นนะครับ"


               บาริสต้าทวนเมนูโปรดของอีกฝ่าย เห็นชัดว่านอกจากเจ้าตัวจะเอาใจใส่ในเครื่องดื่มที่ตัวเองชงแล้ว ยังเอาใจใส่ลูกค้าแต่ละคนอีกด้วย นี่ล่ะมั้งถึงเป็นเคล็ดลับให้ร้านคาเฟอีนมีบรรยากาศผ่อนคลายกว่าร้านกาแฟอื่นๆ จนลูกค้ารู้สึกสนิทสนม ถึงขนาดร้องทักอัศวินที่ยืนอยู่ข้างๆ


               "อ้าว...วันนี้อนุญาตให้คุณแฟนไปช่วยอยู่ข้างหลังแล้วเหรอ"


               "เอ๊ะ?...คุณแฟน?"


              คนถูกถามถึงกับชะงักมือที่ล้างแก้ว แปลกใจที่คุณป้ารู้สถานะระหว่างพวกเขา ทั้งยังพูดแซวโดยไม่ถือสาว่าเป็นคู่รักเพศเดียวกัน


               "ปกติเห็นทุกทีจะโดนดุว่าวุ่นวายประจำ เลยได้แต่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงเคาท์เตอร์บาร์นี่นา ทำไมวันนี้ถึงยอมให้ช่วยล่ะจ๊ะ?"


               "เออ...วันนี้อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษครับ" 


               ขุนฟ้าตอบด้วยท่าทีอึกอัก แต่มองแล้วเหมือนรู้สึกเหมือนคนเขินมากกว่า คุณป้าเลยหันมาส่งยิ้มให้กับอัศวินเป็นนัยๆ


               "งั้นเหรอ ดีจังเลยเนอะ"


               "ครับ" เขารับคำอย่างหน้าชื่นตาบาน


               ...ถึงแม้จะไม่สามารถจดจำเรื่องราวในอดีต หากคาดเดาจากเนื้อความแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้อัศวินคนเก่าก็คงจะดีใจจนเนื้อเต้นชัวร์ๆ


               ทว่า เมื่อคล้อยหลังคุณป้าออกจากร้านกาแฟไป คนสงสัยก็ถามเรื่องคาใจขึ้นมา


                "ทำไมเขาถึงรู้ว่าเราเป็นแฟนกันล่ะครับ"


               "ก็ใครใช้ให้คุณประกาศไปทั่วล่ะ"


               ขุนฟ้าแสดงสีหน้าบึ้งตึง หยิบผ้ามาเช็ดแก้วกาแฟด้วยตัวเอง คล้ายจะตระหนักได้ว่าตัดสินใจผิดที่เผลอใจอ่อนยอมให้อีกฝ่ายมาช่วย


               "งั้นแสดงว่าลูกค้าที่มาร้านก็รู้กันทุกคนใช่ไหม"


               "เล่นมานั่งเฝ้าเป็นหมาหวงก้างทั้งวันก็ต้องรู้อยู่แล้ว"


               ไม่น่าเชื่อว่า แม้เขาจะความจำเสื่อม แต่กลับเลือกที่นั่งและทำพฤติกรรมคล้ายแบบเดิมโดยไม่รู้ตัว เหมือนจิตใต้สำนึกจดจำลงไปราวกับต้นไม้ฝังรากยั้งลึก ร่างกายมนุษย์นี่ช่างมหัศจรรย์จริงๆ วิเคราะห์แล้วก็รู้สึกทึ่งขึ้นมาจนต้องพูดชม


               "ตัวผมคนเก่านี่สุดยอดไปเลยนะ"


               "สุดยอดตรงไหนกัน น่ารำคาญจะตายชัก"


               ...ปากบ่นว่าน่ารำคาญ แต่ก็ใจอ่อนไม่ยอมไล่ให้ไปไม่ใช่รึไง ใครต่อใครถึงได้รู้กันทั่วไปหมด ในเมื่ออัศวินคนเก่าทำไว้ดีขนาดนี้ เขาก็คงต้องสานต่อภารกิจที่ค้างคาไว้สินะ


               "งั้นหลังจากนี้ ผมก็คงต้องมาช่วยทุกวันแล้ว"


               "ไม่ต้องเลยโว้ย! ไปนั่งเฉยๆ ไป๊!"


               และต่อให้ไม่มีใครมาบอก อัศวินก็รู้ว่า...นี่คงเป็นถ้อยคำที่เขาเคยได้ยินมาจนหูชาอย่างแน่นอน







            ร้านคาเฟอีนมีกำหนดปิดตอนสองทุ่ม หลังเก็บกวาดเรียบร้อย ขุนฟ้าก็เปรยถาม


            “ออกไปกินข้าวเย็นข้างนอกกันไหม”


            “ข้างนอกเหรอครับ”


            วันนี้ทั้งวันอัศวินอยู่แต่ในร้านกาแฟ ไม่ได้ย่างเท้าออกไปไหนเลยสักก้าว นั่นอาจเป็นเหตุผลให้ขุนฟ้าคิดว่าคนอยู่รอเฉยๆ คงเบื่อ แต่จริงๆ เขาก็แค่มองคุณบาริสต้าทำงานจนเพลิน รู้ตัวอีกทีท้องฟ้าก็ดันมืดไปเสียแล้วต่างหาก


             กระนั้น การได้ออกไปข้างนอกบ้างอาจเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความจำเสื่อมอย่างเขาก็ได้ อัศวินเลยรู้สึกเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา


            “จะไปที่ไหนเหรอครับ”


            “แค่ใกล้ๆ นี่แหละ เดินไปแป๊บเดียว”


            ขุนฟ้าว่าพลาง เริ่มต้นเดินนำ


            ถนนบริเวณข้างเคียงจากร้านคาเฟอีนเหมือนเป็นย่านบ้านเมืองเก่า หากก็ถูกปรับปรุงรีโนเวทให้มีความร่วมสมัย เขาเดินผ่านทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านหนังสือ ร้านขายขนมเปี๊ยะ ร้านดอกไม้ ซึ่งแต่ละร้านก็มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงทำให้อัศวินมองดูอย่างสนใจคล้ายว่าตนกำลังมาเที่ยวอยู่


            กระทั่งขุนฟ้าพาเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านบะหมี่เกี๊ยวร้านหนึ่ง ป้ายชื่อภาษาจีนที่ติดอยู่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และลูกค้าที่แน่นขนัดก็สามารถการันตีได้ถึงรสชาติระดับตำนาน

 
              หลังจากเลือกโต๊ะว่างๆ เด็กเสิร์ฟที่เห็นชัดว่าอิมพอร์ทมาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนมารับออเดอร์


             "รับอะไรดีคะ”


             "ผมขอบะหมี่เกี๊ยวต้มยำพิเศษ" ขุนฟ้าเป็นผู้สั่งก่อน


               "ขอสองเลยครับ" ส่วนอัศวินก็ถือโอกาสเลียนแบบตาม "แล้วก็ขอน้ำเปล่า กับน้ำแข็งสองด้วยครับ"


               ใช้เวลาไม่นาน เมนูร้อนๆ ควันฉุยสองชามก็ถูกยกมาเสิร์ฟ 


               อัศวินยกช้อนตักน้ำซุปสีจัดจ้านขึ้นมาชิมรส แค่คำแรกก็ถึงกับตาตื่น เมื่อเจอความเผ็ดเข้มข้นสะใจ


               "ร้านนี้ต้มยำเผ็ดหน่อย คุณน่าจะชอบ"


               ถึงแม้ขุนฟ้าจะบรรยายสรรพคุณไว้แบบนั้น เจ้าตัวก็ยังยกเถาเครื่องปรุงมากระหน่ำใส่พริกป่นลงไปเพิ่ม ทำเอาเขาเบิกตากว้าง ต้องขอให้ยั้งมือไว้


               "คุณใส่เยอะเกินไปแล้ว เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก"


               แต่คนถูกเตือนเพียงแค่ไหวไหล่ เหมือนเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา


               "แค่นี้เด็กๆ เมื่อก่อนคุณกับผมแข่งกันด้วยซ้ำว่า ใครจะกินเผ็ดมากกว่ากัน"


               จริงอยู่ที่อัศวินชอบกินรสจัด แต่ไม่นึกว่าจะเกิดการประลองฝีมือวัดกันระหว่างพวกเขาด้วย


               "แล้วใครชนะ"


               "ลองดูไหมล่ะ?"


               ขุนฟ้ายักคิ้วยียวนอย่างท้าทาย


               ...เจอสารรบเข้าไปตรงๆ แบบนี้ มีหรือจะยอมอยู่เฉย


               "งั้นมาดวลกัน"


               อัศวินตักพริกป่นลงไปเพิ่มในปริมาณที่เท่าๆ กันกับของขุนฟ้า ซึ่งอธิบายกติกา


               "เงื่อนไขคือต้องกินให้หมด ไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป ใครหมดชามก่อนถือว่าชนะ"


               "ได้"


               "พร้อมแล้ว เริ่ม!"


               ทันทีที่สัญญาณสตาร์ทดังขึ้น อัศวินก็รีบใช้ตะเกียบจ้วงเส้นบะหมี่อย่างรวดเร็ว ปริมาณเครื่องในชามถือว่าไม่เยอะมากนัก แค่คีบห้าหกคำก็แทบจะหมด แต่อุปสรรคใหญ่อยู่ตรงน้ำซุปสีแดงเข้มที่มีพริกลอยฟ่อง


               แค่น้ำซุปต้มยำของเดิมก็รสชาติเผ็ดร้อนมากพออยู่แล้ว แต่นี่พวกเขายังใส่พริกป่นลงไปเพิ่มไม่ต่ำกว่าห้าช้อน แล้วไม่รู้อาเฮียเจ้าของร้านไปหาพริกมาจากนรกขุมไหน ถึงได้เผ็ดแสบทรวงจนหูอื้อ ลิ้นชา เหงื่อแตกพลั่ก


               อัศวินพยายามฝืนใช้ช้อนตักน้ำซุปเข้าปากให้หมด แต่ความพยายามของเขาคงไม่เท่ากับคู่ต่อสู้ ที่เล่นยกชามขึ้นมาดื่มน้ำซุปลงคออั่กๆ รวดเดียวจบ


               "ผมชนะแล้ว!"


               ขุนฟ้าวางชามที่หมดเกลี้ยงเป็นหลักฐาน พร้อมประกาศชัยชนะด้วยน้ำเสียงลิงโลด


               "เฮ้อ ยอมแพ้ก็ได้ครับ"


              อัศวินยกมือปราชัยแต่โดยดี เพราะฤทธิ์ของพริกนรกทำเอาเขาหน้าเหนอแดงไปหมด ต้องรีบดื่มน้ำเย็นดับความเผ็ด  ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากฝ่ายตรงข้าม


               ถึงจะเป็นผู้ชนะ ทว่าเอฟเฟคก็ยังคงส่งผล ใบหน้าคมของขุนฟ้าจึงขึ้นสีเรื่อ ซ้ำยังมีน้ำตาคลอนิดๆ พร้อมเสียงสูดน้ำมูกจากจมูกแดงๆ ราวกับคนกำลังร้องไห้ เป็นสีหน้าที่คงไม่มีทางได้เห็นบ่อยๆ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างน่าเอ็นดู


               "ไว้คราวหลังเรามาแข่งกันใหม่นะครับ"  


               อัศวินพูดขอแก้มืออีกครั้ง แน่นอนแชมป์เก่าย่อมไม่ขัดศรัทธา


               "ได้อยู่แล้ว ผมไม่แพ้ง่ายๆ หรอก"


               แต่ถ้าหากขุนฟ้าได้รับรู้ความคิดในหัวของคู่ประลองตอนนี้ อาจจะต้องรีบเปลี่ยนใจเสียใหม่


              เพราะสำหรับอัศวิน...เรื่องแพ้ชนะไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป


               สิ่งที่เขาอยากเห็นมีก็เพียงแค่ท่าทางหลังกินเผ็ดของอีกฝ่ายเท่านั้น ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่า นี่จะเป็นเป้าหมายในการแข่งขันของอัศวินคนเก่าด้วยรึเปล่า หากมีสิ่งหนึ่งที่เขาได้ข้อสรุปชัดในความทรงจำใหม่ของตนเอง


            ....ขุนฟ้าเป็นคนที่น่าแกล้งมากจริงๆ





-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue


ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +716/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢




บทที่ 3 : คุณผู้เข้มแข็ง




อัศวินกำลังยืนอยู่หน้าร้านขายขนมหวาน


หลังจากจบมื้อเย็นเป็นบะหมี่ต้มยำเผ็ดนรกแล้ว ก็ต้องหาอะไรมาล้างปากแก้เผ็ดเสียหน่อย บังเอิญที่ร้านขนมตั้งอยู่ไม่ไกล พวกเขาสองคนจึงไม่ลังเลที่จะเดินตรงดิ่งเข้าไป


ด้านหน้าร้านมีโหลแก้วใส่ขนมเรียงราย ทั้งเต้าทึง ลอดช่อง เฉาก๊วย วุ้นมะพร้าว ผลไม้เชื่อม สีสันของขนมหวานละลานตาทำเอาเลือกไม่ถูก อันนั้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่าสนใจ


ตรงข้ามกับขุนฟ้าที่ตัดสินใจรวดเดียวได้ทันที


“ขนมปังน้ำแดงใส่ลูกชิดกับข้าวโพดราดนมเยอะๆ ครับ”


“ได้จ้า แล้วของน้องอีกคนล่ะจ๊ะ”


คุณพี่แม่ค้ารับออเดอร์ ก่อนถามคนที่ยังลังเล ทำเอารู้สึกกดดันเล็กๆ


...ในเวลาแบบนี้ อยู่ๆ เขาก็เผลอนึกขึ้นมาได้ว่า อัศวินคนเก่าน่าจะมีของหวานที่ชอบกินประจำอยู่แล้วรึเปล่า


“ปกติผมสั่งอะไรเหรอครับ”


คิดพลางหันมาหาขุนฟ้าอัตโนมัติ


อีกฝ่ายน่าจะรู้ใจเขา เหมือนที่เมื่อวานทำเมนูลูกครึ่งไทยเกาหลีให้กิน ซึ่งก็เป็นรสชาติที่เขาชอบ อย่างร้านหมี่เกี๊ยวเมื่อครู่ก็ถึงเครื่องจัดจ้านถูกปาก ดังนั้น ครั้งนี้ขุนฟ้าคงช่วยตัดสินใจเลือกให้เขาได้


แต่ผิดคาดที่ ดวงตาคมแค่สบมอง แล้วพูดประโยคปลายเปิด


“ถ้าอยากกินหลายๆ อย่างก็สั่งมาเถอะ เดี๋ยวจะช่วยกิน”


เอ๋?...ทำไมล่ะ?


พอถูกโยนกลับมาแบบนี้ อัศวินเลยจำต้องเป็นฝ่ายเลือกเอาเองอีกครั้ง หลังจากลังเลอยู่ไม่กี่วิ เขาก็ตัดสินใจสั่งมาถ้วยเดียว


“งั้นเอาทับทิมกรอบแล้วกันครับ”


“โอเคจ้ะ น้องไปนั่งรอที่โต๊ะข้างในได้เลยน่ะ”


ชายหนุ่มสองคนเดินเข้าไปหาโต๊ะว่างๆ ทันทีนั่งลง คนสงสัยก็ถามในสิ่งที่ค้างคาใจ


“คุณกับผมไม่ค่อยมาร้านนี้กันเหรอครับ”


“เปล่า ก็มาบ่อยๆ นะ”


“งั้นผมไม่มีของหวานที่ชอบกินประจำเลยเหรอครับ หรือผมชอบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”


ขุนฟ้าหยิบน้ำชามารินใส่แก้วน้ำแข็งที่มีคนนำมาเสิร์ฟ ระหว่างพูดถึงพฤติกรรมของอัศวินคนเก่า


“คุณชอบสั่งแป๊ะก๊วยน่ะ เห็นบอกว่าร้านนี้ต้มดี ไม่ขมเลย”


นั่นไง....ขุนฟ้ารู้อยู่แล้วจริงๆ ด้วย


“แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกล่ะครับ ผมจะได้สั่งเหมือนเดิม”


มือที่กำลังจับหลอดคนแก้วน้ำชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าของคู่สนทนาเงยขึ้นมามองเขาตรงๆ มีอะไรบางอย่างในนั้นที่อัศวินสัมผัสได้ถึงความจริงจังมากกว่าที่เคย


“ผมไม่ได้อยากบังคับคุณให้ต้องเป็นเหมือนเดิม ต่อให้คุณจะทำตัวเปลี่ยนไป หรือชอบอะไรที่ต่างจากก่อนจะความจำเสื่อม แต่ตัวคุณก็ยังเป็นคุณ”


น้ำเสียงที่อธิบายนั้นราบเรียบ ทว่าเนื้อความข้างในกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย


“ไม่ต้องฝืนพยายามทำทุกอย่างให้เป็นเหมือนเก่าหรอกนะ ตอนนี้จะคิดอะไร รู้สึกยังไงก็ทำออกมาตรงๆ ได้เลย ไม่ต้องมัวมาเกรงใจผม”


ประโยคนั้นจบลงพอดีกับที่ขนมหวานมาเสิร์ฟ


อัศวินนั่งกินขนมไปเงียบๆ หากในสมองยังมีเรื่องวนเวียน


…ไม่ใช่แค่เรื่องของกิน หรือรสชาติที่ขุนฟ้ารู้ แม้กระทั่งสิ่งที่เขากังวล ขุนฟ้าก็ยังจับความรู้สึกของเขาได้


ความจริงแล้ว การที่ตนความจำเสื่อม และต้องมาอาศัยพึ่งพาคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคย ทำให้มีบางครั้งที่รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง เขาเลยพยายามที่จะเลียนแบบพฤติกรรมของอัศวินคนเก่า เพื่อรักษาน้ำใจของขุนฟ้าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟน


กระนั้น ทั้งๆ ที่ขุนฟ้าควรจะเป็นคนที่คิดถึงอัศวินคนเก่ามากกว่าใคร แต่การพูดราวกับยอมรับตัวตนใหม่ของเขาได้ไม่ว่าจะเป็นยังไง  ขุนฟ้าต้องใจกว้างและใช้ความเข้มแข็งขนาดไหนกันนะ

           
มิหนำซ้ำ หลังจากกินขนมหวานกันเสร็จ คนมาดนิ่งก็เป็นฝ่ายขยับตัวหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาก่อน


“ผมจ่ายเอง”


ตอนออกมาข้างนอก อัศวินได้รับกระเป๋าเงินใบเก่าของตัวเองมา ในนั้นมีทั้งบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต และเงินติดกระเป๋าอยู่สองสามพัน แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมันเป็นของคนแปลกหน้า ทำให้กระอักกระอ่วนใจที่จะใช้จ่าย


แม้กระทั่งรายละเอียดเหล่านี้ ขุนฟ้าก็ยังใส่ใจ พอยิ่งมาเปรียบเทียบกับตนเอง อัศวินก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูโตกว่ามาก

         
หลังออกมาจากร้าน เขาจึงนึกถึงคำถามสำคัญขึ้นมาได้


"จริงด้วย ผมลืมถามไปเลย คุณอายุเท่าไร”
          

 “ยี่สิบแปด”


"ฮะ!? แก่กว่าผมตั้งสามปี"
           

...ขุนฟ้าอายุมากกว่าจริงๆ นี่แสดงว่าเขากินผู้ใหญ่เหรอเนี่ย?


"รู้สึกแย่เหรอ?" 


คู่สนทนายังคงไม่หยุดฝีเท้าก้าวตรงไปยังฟุตบาทเบื้องหน้า แต่น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความไม่มั่นใจ


อัศวินส่ายศีรษะ 


"เปล่า ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร แค่คิดว่าผมอายุน้อยกว่าคุณ ยิ่งตอนนี้ความจำเสื่อมด้วยแล้ว ก็ยิ่งเหมือนลดอายุตัวเองให้เด็กกว่าเก่า ผมกลัวจะทำให้คุณลำบาก”                  


คนที่รู้สึกเหมือนตนเป็นภาระกลายๆ สารภาพความไม่สบายใจออกมา แต่ก็ได้รับคำพูดปลอบ    


"ไม่ต้องคิดมากหรอก เมื่อก่อนคุณก็เอาแต่กังวล บอกว่าอยากจะดูโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้”

           
...ก็ไม่แปลกอะไร เพราะอัศวินคิดว่า ถ้ามีแฟน เขาก็อยากจะเป็นฝ่ายดูแลปกป้องคนรักให้ดีที่สุด ถือเป็นความมุ่งมั่นที่มีอยู่ในนิสัยเขาตั้งนานแล้ว ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นผู้ชาย อย่างไรซะเขาก็อยากจะแสดงด้านที่สมบูรณ์แบบออกมาให้เห็นอยู่ดี แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่ไหนก็ตาม


“เอาไว้ครั้งหน้า ผมเลี้ยงข้าวคุณคืนบ้างนะ”


“ไม่เห็นเป็นไรเลย”


ต่อให้ได้รับการปฏิเสธมา อัศวินก็ยังแอบบ่นอุบอิบกับตัวเอง


“ก็ให้แฟนเลี้ยงข้าวบ่อยๆ มันดูไม่เท่นี่นา”


ไม่คิดขุนฟ้าจะหูดีได้ยิน แถมยังพูดล้อกลับ

           
"เพราะคิดแบบนี้นั่นแหละถึงได้ดูเป็นเด็ก"


คนถูกปรามาศรีบเงยหน้าขึ้นเถียง


"กินเด็กแล้วเป็นอมตะนะครับ ไม่ดีเหรอ"


 "ไม่เห็นจะดีเลย"


 “แต่ผมว่าผมได้เปรียบกว่านะ"


 "ยังไง?" 


คนอายุน้อยกระดิกนิ้วเรียกให้เอียงหูมาใกล้ๆ


ขุนฟ้าหันซ้ายขวา เพราะนึกว่ามีคนอื่นอยู่ แต่ปรากฏว่าบนถนนมีพวกเขาเพียงแค่สองคน กระนั้นอัศวินก็ยังแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นป้องพูดกระซิบเหมือนเป็นความลับสำคัญ
         

"...ก็คนแก่กว่า รู้งานมากกว่า 'เรื่องบางเรื่อง' จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอนเยอะ"


คำบางคำที่เน้นย้ำด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์คล้ายมีนัยยะแอบแฝง ทำเอาขุนฟ้ารีบผละตัวออกห่าง เอ่ยถามเสียงขุ่น


 "หมายถึงเรื่องอะไร?"
          

 “ก็เรื่องสอนผมให้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงคุณคืนไงครับ”


อัศวินแกล้งตีหน้าใสซื่อ  แต่ก็ไม่วายโยนระเบิดทิ้งท้าย


“หรือคุณคิดไปไกลถึงเรื่องไหน...?” 


ใบหน้าดุๆ แทบหยุดแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ รู้ตัวว่าถูกคนเด็กกว่าแหย่เล่นเลยพูดโวยวายขึ้นมา


“ไม่ได้คิดอะไรโว้ย!!”


ว่าจบ เจ้าตัวก็หันหลังเดินฮึดฮัดจากไป ทิ้งให้อัศวินมองตามพร้อมอมยิ้มขำ


 ...อะไร? เขาไม่ผิดสักหน่อย ก็ในเมื่อ 'เรื่องบางเรื่อง' ที่อีกฝ่ายรู้ มีตั้งหลายอย่างจริงๆ

           
 ส่วนใครจะคิดลึกเกินเลยไปถึงขั้นไหนนั้น...ก็ถือว่าช่วยไม่ได้ก็แล้วกัน

 





ด้วยเพราะออกแรงเดินมาก่อนหน้านี้ หลังกลับมาถึงบ้าน อัศวินเลยรู้สึกเหมือนยังมีเหงื่อชื้นๆ หลงเหลือติดผิวกายอยู่

           
"คุณไปอาบน้ำก่อนไป"

           
ขุนฟ้าเหมือนจะเดาอาการไม่สบายตัวของเขาได้ เลยยอมเป็นผู้เสียสละ หยิบผ้าเช็ดตัวส่งให้ ซึ่งอัศวินย่อมไม่ปฏิเสธ หันไปถอดเสื้อเชิ้ตสีดำลงตระกร้าผ้าที่ตั้งอยู่ใกล้หน้าประตูห้องน้ำ

แต่ขณะนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนมีสัมผัสบางอย่างมาโดนแผ่นหลัง
           

 “เจ็บรึเปล่า?"


ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร นิ้วมือเย็นๆ แตะลงตรงส่วนที่เป็นรอยช้ำสีเขียวเข้มขนาดใหญ่ อันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุรถชน

                      
ดีที่ว่ากระดูกไม่หักหรือบาดเจ็บที่อวัยวะภายใน ไม่งั้นคงจะลำบากมากกว่านี้ แต่จากรอยช้ำตรงผิวก็บ่งบอกชัดว่า ชายหนุ่มคงทรมานไม่ใช่น้อย กระนั้น อัศวินก็ยังแย้มยิ้มสบายๆ เพื่อให้คนเป็นห่วงคลายกังวล

           
"ไม่เป็นแล้วครับ เดี๋ยวมันก็หาย"

           
"แต่ก็คงอีกนานเลยใช่ไหม"


สีหน้าของขุนฟ้าหม่นลง นิ้วมือยังคงสัมผัสแผ่นหลังค้างไว้ ราวกับจะช่วยปลอบประโลมให้หายเจ็บ

           
แต่ลูบไปลูบมาแบบนี้...มันก็ชักจะรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา


"เออ...ที่ยังไม่หยุดลูบนี่ เพราะ 'ติดใจแผล' หรือ 'ติดใจผม' กันแน่ครับ?"

                       
คนลูบชะงักกึก หมดมู้ดอารมณ์สงสารทันที รีบผละมือหนี เอ่ยปากไล่

             
"เอ้า! ยืนอยู่ทำไม รีบไปอาบน้ำสิ"
           

หากฝ่ายที่ถูกไล่ยังคงยืนนิ่งไม่ไปไหน ซ้ำยังพูดคำขอ
               

"ช่วยสระผมให้หน่อยได้ไหมครับ"
               

"มือก็ไม่ได้เจ็บ สระเองก็ได้ไม่ใช่เหรอ"
               

"แต่ผมก็ยังถือเป็นผู้ป่วยอยู่นะครับ"
           

คนที่ไม่สมกับเป็นผู้ป่วยแกล้งพูดยียวน และก็รู้ดีด้วยว่าจะต้องถูกโวยวายกลับ แต่ผิดคาด พอดวงตาคมเหลือบไปเห็นรอยช้ำตรงแผ่นหลัง อยู่ๆ เจ้าตัวก็เกิดอาการเปลี่ยนใจ

           
"ก็ได้ เข้าไปรอในห้องน้ำก่อน ผมจะหยิบเก้าอี้ไปให้"

           
อัศวินเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าขุนฟ้าจะยอมง่ายๆ แต่ในเมื่อรับปากจะช่วยแล้วก็ถือว่าเลยตามเลย เขาจึงจัดการพันผ้าขนหนูที่ท่อนล่าง ดึงกางเกงออก ก่อนจะเดินเข้าห้องอาบน้ำไปเตรียมตัว

           
ไม่นาน ขุนฟ้าก็ยกเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินมาวางไว้ให้นั่งเพื่อความสะดวก แล้วร้านสระผมชั่วคราวก็เปิดให้บริการ

           
ทรงผมของอัศวินคล้ายรองทรงสูงที่ปล่อยให้ยาวนิดหน่อย ขุนฟ้าเลยหยิบฝักบัวขึ้นมาฉีดน้ำให้ผมเปียก บีบยาสระผมใส่มือ ก่อนจะค่อยๆ ขยี้เบาๆ ให้เกิดฟอง แต่ทำไปทำมาจากที่สระผมก็คล้ายกับจะเป็นการนวดขมับไปด้วยมากกว่า จนคนโดนนวดเผลอหลับตาพริ้มด้วยความเคลิ้ม

           
"สบายดีจังเลยครับ"

           
"เมื่อก่อนผมนวดให้อาม่าประจำ"

           
"แล้วตอนนี้ท่านเป็นยังไงบ้างครับ"

           
"เสียไปเมื่อปีที่แล้วนะ คุณก็ไปงานศพเป็นเพื่อนผมด้วย"

           
แม้น้ำเสียงที่พูดจะดูเรื่อยๆ เหมือนคนไม่คิดอะไรมาก หากคนฟังก็ยังสัมผัสได้ถึงความรักและความคิดถึงแอบแฝงมาด้วย แสดงให้เห็นชัดว่า อาม่าคงเป็นคนสำคัญต่ออีกฝ่ายมากเพียงไร

           
"ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใคร ตั้งแต่โตมาก็มีแค่อาม่าคอยเลี้ยงดู แต่ช่วงหลังท่านเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มันลามไปเร็วกว่าที่คิด ต่อให้รักษาด้วยคีโมแล้วก็ยังไม่ทัน"

           
เป็นครั้งแรกที่อัศวินรับรู้เรื่องราวในชีวิตของขุนฟ้า ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉย กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมายที่เก็บซ่อนเอาไว้

           
"แต่ก็นะ...ท่านคงไปสบายแล้วล่ะ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ผมเองก็ต้องปล่อยวาง แล้วเดินไปข้างหน้าต่อ"

           
“คุณเข้มแข็งมากเลยนะครับ"


...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา หรือการต้องมาดูแลคนรักที่ความจำเสื่อม ถ้าให้อัศวินต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เหล่านี้บ้าง เขาก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันได้ดีเหมือนขุนฟ้ารึเปล่า


แต่คนถูกชมส่ายหน้าปฏิเสธ

           
“ผมไม่ได้เข้มแข็งอะไรหรอก”


ก่อนตามมาด้วยประโยคความในใจ

           

 “เพราะตอนนี้...ถ้าขาดคุณไป ผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเหมือนกัน”




ในนาทีนั้น...อัศวินสัมผัสได้ว่า จังหวะหัวใจของเขาเต้นเร็วเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


ชายหนุ่มหันกลับไปมองคนพูดซึ่งตอนนี้หยุดมือที่นวดศีรษะ แล้วหยิบฝักบัวขึ้นมาไม่กล้าสบตากับเขา มีเพียงคำสั่งเสียงแข็ง


“มองอะไร หลับตาสิ จะล้างผมแล้วนะ”


อัศวินจึงหันกลับไปทางเดิม ปล่อยให้ช่างสระผมล้างฟองออกจนสะอาด ซึมซับสัมผัสจากนิ้วมือที่แสนอ่อนโยน


โดยไม่รู้เลยว่า...ตนเองเผลอมีรอยยิ้มค้างบนใบหน้าไม่จางหายอยู่เป็นนาน

           


-----------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue




ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 606
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
น่ารักกกกกก
กินเด็กเป็นอมตะ / กินผู้ใหญ่ก็ดีรู้งานกว่า ^-^
ดูยังไงๆ น้องก็ได้เปรียบไปหมด อิอิ

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +716/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 4 : คุณผู้ใส่ใจ



 

อัศวินอยู่ในร้านคาเฟอีนมาได้สามวันแล้ว


บ่ายวันนี้ภายในร้านกาแฟเล็กๆ เงียบเหงากว่าปกติ อาจเพราะท้องฟ้ามีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย แม้ไม่ได้ตกหนัก แต่ด้วยบรรยากาศชื้นๆ ก็ส่งผลให้ร้านไม่ค่อยมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามา ทำเอาคนที่นั่งเท้าคางมองเม็ดฝนกระทบหน้าต่างนึกรำคาญใจ


“ไม่รู้ฝนจะหยุดตอนไหน นี่ตกลงมาตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ”


ตัวเขาเองไม่ค่อยชอบช่วงเวลาที่ฝนตกเท่าไรนัก นอกจากทั่วทุกพื้นที่จะเปียกปอนแล้ว สีสันขมุกขมัวยังกระทบต่ออุณหภูมิของหัวใจ ทำให้ทั้งรู้สึกเหงาและหนาวกว่าที่เคย


ตรงข้ามกับคนบางคน ขุนฟ้านั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่หลังเคาท์เตอร์พลางให้ข้อมูลด้วยอารมณ์ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ


“เห็นข่าวบอกว่ามีพายุเข้า คงจะตกแบบนี้อีกเกือบทั้งอาทิตย์”


“แล้วร้านจะไม่เป็นไรเหรอครับ”


ตลอดทั้งวันยอดขายเครื่องดื่มไม่กระเตื้องขึ้นเลย มีเพียงลูกค้าประจำสองสามคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าทุกวัน


หากคุณบาริสต้าไม่มีท่าทีกังวล ซ้ำยังตอบกลับอย่างเฉยชา


“ช่วยไม่ได้ ก็แค่ต้องทำใจ จะให้ผมไปห้ามฟ้าฝนได้ยังไงล่ะ”


มันก็ถูก...แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เขาก็ยังรู้สึกไม่พอใจ อาจเพราะตอนนี้ได้มาอาศัยกินนอนอยู่ในร้านคาเฟอีนเต็มตัว แม้เขาจะไม่ใช่เจ้าของ แต่ก็ไม่อยากเห็นร้านต้องได้รับความลำบาก


“ผมไม่ชอบฝนเลย"


อัศวินบ่นความในใจออกมาตรงๆ ทว่า ครั้งนี้ขุนฟ้าดันละสายตาจากหนังสือ เงยหน้าขึ้นมาถามย้ำ


“คุณไม่ชอบฝนเหรอ”


“ครับ ถ้าถามว่าผมไม่ชอบฤดูอะไรมากที่สุด ก็ต้องตอบว่าฤดูฝนนี่แหละ”


เขาพูดอธิบายต่อเพื่อยืนยัน แต่แปลกที่คนฟังกลับแสดงท่าทีประหลาดใจ


“งั้นหรอกเหรอ”


ท่าทีเหมือนว่าขุนฟ้าเพิ่งรู้เป็นครั้งแรก ทำให้อัศวินสงสัย อย่าบอกนะว่า ช่วงเวลาที่คบกัน เขาไม่เคยบ่นเกี่ยวกับเรื่องฝนเลยหรือ?


“ที่ผ่านมาผมไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เหรอครับ”


“เปล่า...แต่....”


ขุนฟ้าพูดแล้วหยุดกลางคันไปดื้อๆ เหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะบอกดีไหม แต่ประเด็นถูกเปิดมาขนาดนี้ มันก็ดันไปกระตุ้นต่อมอยากรู้ของคนความจำเสื่อมซะแล้ว อัศวินเลยเร่งเร้า


“แต่อะไรครับ?”


ร่างสูงถอนหายใจ สุดท้ายก็ยอมเปิดปากเล่า


“เมื่อก่อน ตอนอยู่กับผม...คุณเคยบอกว่า คุณชอบตอนฝนตกที่สุดน่ะ”


เอ๊ะ?...ชอบเหรอ


อัศวินตะลึงงัน เมื่อค้นพบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในตัวเองอีกครั้ง


แต่ไหนแต่ไรมา เขารู้สึกว่าชะตาของตนไม่ค่อยถูกกับฝน ส่วนสาเหตุ ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องความเฉอะแฉะไม่สบายตัว


ทุกครั้ง...มันจะทำให้ย้อนนึกไปถึง ความหงุดหงิดที่ต้องเห็นรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ตนใส่มาต้องเปื้อนโคลน ความเบื่อหน่ายที่ต้องรอรถติดบนท้องถนนเป็นเวลานานๆ รวมถึงความเดียวดายที่เขาต้องทนฟังเสียงฟ้าร้องในบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่นเพียงลำพัง


...นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเกลียดช่วงเวลาฝนตก แล้วทำไมอยู่ๆ ขุนฟ้าถึงได้รับข้อมูลอีกแบบว่าเขาชอบฝนกันล่ะ


“ตอนนั้นคุณอาจจะพูดไปงั้นๆ ก็ได้ หรือผมอาจจะเข้าใจผิดไปเอง คงไม่มีอะไรหรอก”


สีหน้าของคนสับสนคงแสดงออกมาได้ย่ำแย่น่าดู ขุนฟ้าจึงพูดให้คลายกังวล พลางรีบเปลี่ยนเรื่อง


“เดี๋ยวคุณช่วยไปต้มน้ำร้อนให้หน่อยได้ไหม”


อัศวินกระพริบตา เมื่อจู่ๆ ก็ถูกขอร้องกระทันหัน


“ต้มน้ำร้อนเหรอครับ”


“อือ มีหม้ออยู่ในตู้ที่ครัวน่ะ พอต้มเสร็จแล้วยกมาให้ผมทีนะ”


ไม่รู้ว่า ขุนฟ้าจะเอาน้ำร้อนไปทำอะไร แต่เมื่อได้รับคำสั่งมาก็ยังดีกว่านั่งอยู่ว่างๆ เฉยๆ


เขาเลยเดินหันหลังเข้าไปในครัว ค้นตู้หยิบหม้อเคลือบมาใส่น้ำเปล่า แล้วเปิดเตาแก๊สรอต้มให้น้ำเดือด ใช้เวลาไม่นาน ชายหนุ่มก็ออกมาพร้อมหม้อที่มีควันลอยฉุย


“ได้แล้วครับ”


“เอามาวางตรงซิงค์นี้เลย”


ซิงค์บริเวณเคาท์เตอร์บาร์ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับเครื่องชงกาแฟสองหัว จริงๆ ถ้าจะเอาน้ำร้อนมาชงกาแฟ ปกติคุณบาริสต้าก็จะจัดการใช้เจ้าเครื่องนี้สารพัดประโยชน์นี้ทำอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องยุ่งยากต้มน้ำใหม่เลยนี่นา


ระหว่างที่นึกสงสัย ขุนฟ้าก็ก้มลงไปหยิบผ้าเช็ดมือสีขาวขึ้นมาสามผืนที่เตรียมไว้ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงไปในหม้อ ผ้าผืนบางดูดน้ำร้อนเข้าไปจนเปียกชุ่ม คล้ายๆ กับการฆ่าเชื้อทำความสะอาด


อัศวินมองขั้นตอนก็ยิ่งขมวดคิ้วงง กำลังจะอ้าปากถาม แต่เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน


“สวัสดีครับ”


ชายหนุ่มสองคนพูดต้อนรับลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็นสาววัยทำงานที่มาพร้อมกับร่มกันฝนสีใส


“วางร่มไว้ตรงนี้ได้ไหมคะ”


ร้านคาเฟอีนมีที่เก็บร่มอยู่ใกล้ๆ บริเวณหน้าประตู อัศวินเห็นดังนั้นก็รีบขยับตัวไปช่วยอำนวยความสะดวก เพราะนี่ถือเป็นลูกค้ารายใหม่ที่นานๆ จะเข้าร้าน


“จะรับอะไรดีครับ”


หญิงสาวกวาดตามองเมนูอย่างลังเล ก่อนตัดสินใจเลือกเครื่องดื่มง่ายๆ


“ขอคาปูชิโน่เย็นแล้วกันค่ะ รับกลับบ้านนะคะ”


“ได้เลยครับ นั่งรอสักครู่นะครับ”


ขุนฟ้าตอบรับ ก่อนหันไปเริ่มต้นชงกาแฟ ส่วนอัศวินก็พาตัวเองหลบมุมไปยังที่นั่งด้านในประจำ เพื่อไม่ให้เกะกะลูกค้า ซึ่งเลือกนั่งรอตรงโต๊ะว่างริมหน้าต่าง


แม้ภายในร้านจะเปิดเครื่องปรับอากาศที่ตัวเลขไม่ต่ำมากนัก แต่เพราะฝนตก อุณหภูมิของอากาศเลยลดลงมากกว่าเดิมหลายองศา


ขนาดอัศวินยังรู้สึกเย็นๆ ไม่แปลกที่ร่างบางผู้เพิ่งฝ่าสายฝนมาจะกระชับเสื้อคลุมคาร์ดิแกนสีอ่อนเข้าหากัน


เพียงไม่นาน คุณบาริสต้าหน้านิ่งก็นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ


“ได้แล้วครับ คาปูชิโน่เย็น”


ตามมาด้วยถาดใส่ผ้าสีขาวผืนเล็กที่ถูกบรรจงม้วนอย่างดี


“แล้วนี่ก็ผ้าร้อน...เป็นบริการพิเศษจากร้านเราครับ”


อัศวินรู้แล้วว่าก่อนหน้านี้ขุนฟ้าพยายามทำอะไร


เขาเคยเห็นในร้านอาหารญี่ปุ่นที่มักจะนำผ้าร้อนหรือผ้าเย็นมาให้เช็ดมือก่อนจะเริ่มต้นรับประทานอาหาร เป็นบริการที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ลูกค้า โดยเฉพาะในวันที่ฝนตกอากาศเย็น ผ้าร้อนผืนเล็กก็ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายได้ เช่นเดียวกับหญิงสาวที่หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือ


“ตอนแรกว่าจะสั่งคาปูชิโน่ร้อนแล้ว แต่ว่าตัวเองติดกินน้ำแข็งก็เลยเผลอพูดไปซะได้”


เธอกล่าวกลั้วหัวเราะในความป๋ำเป๋อ พลางรับคาปูชิโน่เย็นมาดื่มอย่างอารมณ์ดี


“พออุ่นขึ้นแล้ว ได้ดื่มอะไรเย็นๆ ก็สดชื่นไปอีกแบบเนอะ”


ขุนฟ้ายิ้มจางๆ ตอบ ก่อนจะยืนส่งลูกค้าที่ลุกขึ้นเดินไปยังประตูเตรียมกางร่มกลับ


“ขอบคุณมากนะคะ”


“ขอบคุณมากครับ โอกาสหน้าเชิญมาใหม่นะครับ”


แขกเพียงคนเดียวออกจากร้านไปแล้ว เหลือเพียงแค่ชายหนุ่มสองคนเหมือนอย่างเก่า


แต่ครั้งนี้ อัศวินเป็นฝ่ายชิงถามตัดความเงียบ


“ผมเพิ่งรู้ว่ามีบริการพิเศษแบบนี้ด้วย”


“ก็แค่เป็นบริการเฉพาะวันฝนตกน่ะ”


ขุนฟ้าอธิบายระหว่างเดินกลับไปยืนหลังเคาท์เตอร์บาร์


“ฝนตกขนาดนี้ แต่ลูกค้ายังอุตส่าห์ลำบากมาถึงร้าน ก็อยากตอบแทนอะไรเขาเล็กๆ น้อยๆ บ้าง”


ร้านคาเฟอีนเป็นร้านเล็กๆ แต่เจ้าของกลับมีความตั้งใจยิ่งใหญ่ เห็นแล้วก็อดนับถืออีกฝ่ายไม่ได้


อัศวินนึกชื่นชม หากยังไม่ทันจะพูดอะไร ถ้วยเซรามิคใบหนึ่งก็ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า


“อ่ะ นี่ของคุณ"


“ของผม?”


เขามองเครื่องดื่มสีน้ำตาลเข้มส่งกลิ่นหอมของลาเต้ร้อน


“เมื่อกี๊ตอนทำให้ลูกค้าก็เลยชงเพิ่มมาให้”


ไม่ใช่แค่ลูกค้าที่ได้รับการบริการอย่างเอาใจใส่


แม้กระทั่งตัวเขา...ขุนฟ้าก็ยังใส่ใจสังเกตเห็น


อัศวินเอื้อมมือไปแตะถ้วยกาแฟ อุณหภูมิของเครื่องดื่มซึมซาบลึกเข้าไปถึงข้างในหัวใจ


“อุ่นจังเลยนะครับ"


“งั้นก็ดีแล้ว”


ขุนฟ้าพยักหน้า ก่อนหมุนตัวกลับไปนั่งลงอ่านหนังสือที่เก้าอี้ ทำหน้าเฉยชาไม่สนใจฝนภายนอกเหมือนเดิม


แต่คราวนี้เป็นอัศวินที่คิดต่างออกไป...


ไม่รู้เพราะอะไร เม็ดฝนที่คิดว่าเหน็บหนาวในความทรงจำครั้งเก่า กลับค่อยๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมา




บางที...เขาอาจจะเข้าใจแล้วว่า


ทำไมตนเองถึงเปลี่ยนไปชอบช่วงเวลาที่...ฝนพรำ





---------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue




ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
โอ๊ยยยยยย เพราะน่ารักเอาใจใส่แบบนี้นี่เอง ถึงได้รักคุณคนเดิม  :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +716/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



Backward 1 : ในบ่ายวันฝนพรำ





ขุนฟ้ามีความฝันอยากจะเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเอง


ดูเป็นเป้าหมายที่ผิดแปลก สำหรับคนเรียนจบทางด้านประวัติศาสตร์และปรัชญาอย่างเขา แต่ถ้าถามถึงเหตุผล คำตอบของมันช่างแสนเรียบง่าย


ความจริงแล้ว เขาก็แค่อยากจะมีพื้นที่เล็กๆ เอาไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือ และแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้มาพักผ่อนในสถานที่เงียบสงบ พร้อมกับเครื่องดื่มอุ่นๆ ก็เท่านั้น


หากด้วยนิสัยส่วนตัวของขุนฟ้า เขาไม่อยากจะทำทุกอย่างแบบชุ่ยๆ เมื่อมีความคิดจะขายกาแฟ เขาก็จะต้องศึกษาข้อมูลของมันทั้งหมดอย่างละเอียด


ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดพันธุ์ อุณภูมิการคั่ว วิธีการชง ขุนฟ้าใช้เวลาเรียนรู้เรื่องพวกนี้อย่างตั้งใจเป็นปี จนกระทั่งคิดว่าตนเองเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง


กระนั้น ก็ยังเหลืออุปสรรคสุดท้ายก่อนจะเปิดร้าน ซึ่งเขาจำเป็นต้องศึกษาหาประสบการณ์ แม้ใจจะไม่อยากทำมากเท่าไรก็ตาม


สิ่งนั้นคือ...ทักษะการบริการลูกค้า


เพื่อหาวิธีเรียนรู้อย่างเร่งรัด ขุนฟ้าจึงตัดสินใจมาสมัครงานในร้านกาแฟแบรนด์ชื่อดัง โดยเจาะจงเลือกเอาสาขาใจกลางเมืองที่วุ่นวายที่สุด เพราะอยากจะเจอผู้คนให้หลากหลาย และจะได้ถือโอกาสเคี่ยวกรำตัวเองในด้านการบริการ


ซึ่งก็สมใจอยาก เพราะร้านกาแฟแห่งนี้ ไม่เคยว่างเว้นคนมาเยือน ทำเอาพนักงานร้านต่างยุ่งมือเป็นระวิง แม้จะเป็นบ่ายวันธรรมดาเช่นวันนี้


“รายการที่สั่งมี ไอซ์คาราเมลมัคคีอาโต้ไซต์กรานเด เฟรปเป้คาปูชิโน่ไซต์เวนติ ฮอตช็อกโกแล็ตซิกเนอร์เจอร์ไซต์ทอล  และก็ออเรนจิน่าเพิ่มช็อตเอสเปรสโซ่สองช็อตนะครับ"


ขุนฟ้าทวนเมนูที่ลูกค้าสั่ง กลุ่มนักศึกษาสาวที่ยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์แคชเชียร์ไม่ได้กล่าวยืนยันทันที พวกเธอหันไปกระซิบกันคิกคัก ก่อนหนึ่งในนั้นจะพูดขึ้น


“ค่ะ แล้วก็ขอเพิ่มอีกอย่างค่ะ”


“รับอะไรเพิ่มครับ”


ชายหนุ่มถามอย่างสุภาพ แต่ไม่คาดคิดว่าคำตอบจะไม่ใช่เมนูเครื่องดื่ม


“...ขอเพิ่มไลน์พี่ที่หนึ่งได้ไหมคะ”


จบคำ ทั้งกลุ่มก็หันไปหัวเราะกรี๊ดกร๊าดแซวกันเองเสียงดัง


“ว๊ายยย! อีแตน มึงก็กล้าพูดดดด”


“ก็พี่เขาหล่อดีอ่ะ ไม่กล้าแล้วจะได้แดกมั้ย”


“ดูๆ พี่เขานิ่งไปเลย สงสัยเขินใหญ่แล้วมั้ง”


“แล้วตกลงจะให้รึเปล่าคะ”


ประโยคสุดท้าย กลุ่มสาวๆ หันมาหาขุนฟ้าที่ยังคงยืนเฉย ใบหน้าไร้อารมณ์ตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


“ขอโทษครับ ผมไม่ค่อยสะดวก”


“เอ๋? ไม่ได้จริงๆ เหรอคะ” สาวผมน้ำตาลดัดลอนที่ชื่อแตนยังคงพยายามตื๊อ  “ขอไอจีก็ยังดีนะ”


“ผมไม่ได้เล่นไอจีครับ”


“ถ้างั้น...”


“คือว่า...ลูกค้าข้างหลังยังต่อคิวอยู่นะครับ”


ขุนฟ้าเอ่ยเตือนให้เห็นใจกลุ่มคนที่ยังยืนต่อแถว หากมัวแต่คุยเล่นกันอยู่อย่างนี้ อาจจะสร้างความลำบากให้ลูกค้าคนอื่นในคิว


แต่คำพูดตรงไปตรงมาของเขากลับทำให้คนฟังทั้งหมดหน้าเสีย คล้ายเป็นการโดนไล่กลายๆ ส่งผลให้บรรยากาศเฮฮาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดอึมครึมทันที


ระหว่างที่ทุกอย่างใกล้จะย่ำแย่ พี่สน ผู้จัดการร้านก็รีบเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ แล้วเสนอตัวทำหน้าที่แทน


“ขุน ไปหยิบแก้วที่สโตร์มาเติมให้หน่อย เดี๋ยวพี่ดูตรงนี้เอง”


“ครับ”


คนได้รับคำสั่งพยักหน้า ก่อนผละกายหายไปหลังร้าน ปล่อยให้สายตาลูกค้ากลุ่มนั้นมองตามทิ้งท้ายด้วยความไม่พอใจ


อันที่จริง ขุนฟ้าทำงานที่นี่มาได้สองเดือนแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าทักษะทางด้านเซอร์วิสซึ่งตนอยากเรียนรู้ไม่ได้ดีเพิ่มขึ้นสักเท่าไร มันไม่ใช่ความถนัดดั่งเดิม กอปรกับนิสัยประหยัดถ้อยคำของเขา หากไม่คิดว่า สิ่งนี้จะสร้างความลำบากให้กับทางร้าน


เมื่อหลังเลิกงาน เขาบังเอิญได้ยินเสียงบ่นเล็ดรอดจากผู้จัดการพูดคุยกับพนักงานคนอื่นถึงเรื่องที่เกิดขึ้น


“เฮ้อ...ขุนนี่นา ไม่รู้จักอ่านบรรยากาศซะบ้างเลย ลูกค้าอุตส่าห์มาจีบ ช่วยพูดจาดีๆ กับเขาหน่อยก็ไม่ได้”


“ไม่ใช่แค่ลูกค้าหรอกค่ะ กับพวกหนูก็เหมือนกัน หน้าตายแบบนั้นไม่รู้ว่าโกรธใครมา คุยด้วยก็ยาก ถามคำตอบคำ”


“จริง ถ้าไม่ชอบงานร้านกาแฟขนาดนั้น ก็ไม่เห็นต้องมาฝืนใจทำก็ได้”


...ไม่ใช่ไม่ชอบสักหน่อย


ขุนฟ้าอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิด แต่ก็ป่วยการที่จะโต้แย้ง ทั้งยังรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักหน่วงถ่วงความรู้สึกอยู่ลึกๆ


...หรือว่าตัวเขาจะไม่เหมาะเปิดร้านกาแฟจริงๆ?


ความคิดแง่ลบค้างคาในใจตลอดทั้งคืน ทำเอาเขาแทบนอนไม่หลับ ยิ่งวันต่อมา ท้องฟ้าโปรยสายฝนตั้งแต่เช้าก็ยิ่งส่งผลให้บรรยากาศหม่นหมองห่อเหี่ยวเข้าไปอีก


ขุนฟ้ามาถึงที่ทำงานกะบ่าย ด้วยความรู้สึกไม่สดชื่น แต่ก็ยังพยายามบังคับท่าทางของตนเองให้เป็นปกติ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้จัดการร้าน


“อ่ะ นี่ขุน เอาไปชิ้นหนึ่งสิ”


พี่สนยื่นห่อขนมซึ่งภายในบรรจุคุกกี้รสช็อกโกแล็ตให้เขา พลางอธิบาย


"คุกกี้ตัวใหม่ของร้าน เอามาให้ทดลองชิม”


“ขอบคุณครับ งั้นผมไปยืนหน้าแคชเชียร์ก่อนนะครับ”


ชายหนุ่มรับคุกกี้ แต่ยังไม่แกะทาน เขาหย่อนมันลงในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ก่อนจะรีบไปทำหน้าที่ของตนเอง


ถึงจะรู้ตัวว่าไม่เหมาะแค่ไหน ก็ไม่อยากละทิ้งความฝันง่ายๆ โดยไม่ได้พยายาม ในวันนี้เขาจึงคิดจะบริการลูกค้าทุกคนอย่างตั้งใจ


ทว่า เพราะเม็ดฝนที่ยังตกลงมาหนักหน่วง ทำให้ร้านกาแฟซึ่งเคยแน่นขนัด มีลูกค้าเบาบางกว่าปกติ แม้กระทั่งพนักงานก็ยังดูเฉื่อยชา


“ขุน ฝากข้างหน้าหน่อยนะ เดี๋ยวเราไปเข้าห้องน้ำแป๊ปหนึ่ง”


คนที่ยืนคู่กันเอ่ยขอตัว ทำให้ตอนนี้บริเวณเคาท์เตอร์บาร์เหลือเพียงเขารับมืออยู่คนเดียว


กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องลำบาก เนื่องด้วยเขามีทักษะทำได้ทุกอย่างอยู่ก่อนแล้ว ต่อให้มีลูกค้าสั่งเป็นสิบแก้ว เขาก็คิดว่าตนสามารถบริการเสิร์ฟได้ครบหมด


แต่ลูกค้ารายใหม่ ซึ่งกำลังเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้ามา กลับมีเพียงรายเดียว ซ้ำยังเป็นชายหนุ่มอ่อนวัยรูปร่างค่อนข้างสูง เสื้อนักศึกษาที่สวมอยู่เปียกโชกเพราะโดนน้ำฝน รวมทั้งผมเผ้าก็ยังลู่ลงมาปิดหน้าปิดตา จนดูเหมือนลูกหมาตัวโตตกน้ำ


เจ้าตัวซ้ายหันขวาเหมือนจะยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ ขุนฟ้าเลยต้องเป็นฝ่ายทักขึ้นมาก่อน     


"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีครับ"


"อ่ะ สวัสดีครับ" นักศึกษาคนนี้ดูท่าจะขอแค่มาอาศัยหลบฝน โดยไม่ตั้งใจจะเข้าร้านมานั่งจิบกาแฟตั้งแต่แรก จึงลังเลไม่รู้จะสั่งอะไรอยู่นาน


"...เออ...ผมขอ..."


"ลาเต้ร้อนไหมครับ จะได้ช่วยทำให้อุ่นขึ้น"


ไม่บ่อยนักที่ขุนฟ้าจะเป็นฝ่ายเสนอตัวเลือกให้ แต่เพราะอยากตั้งใจบริการ เลยลองพูดขึ้นมา โชคดีว่าลูกค้าพยักหน้ารับง่ายๆ


"เอาแบบนั้นก็ได้ครับ"


ขณะอีกฝ่ายหยิบกระเป๋าตังค์จ่ายเงิน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดขึ้นมาพอดี เจ้าตัวล้วงสมาร์ทโฟนกดรับพลางพูดกับปลายทาง


"ฮัลโหล...อยู่ไหนแล้ว อะไรนะ? ลูกความเลื่อนนัด...อ้าว? แล้วทำไมไม่มีใครแจ้งเราเลยล่ะ...ให้อ่านไลน์กลุ่ม? เรื่องด่วนแบบนี้ใครเขาส่งไลน์กัน...อืมๆ เข้าใจแล้ว ไม่เป็นไร...โอเค แล้วเจอกัน...เฮ้อออ...”


ท้ายประโยคมีเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ตามมาหลังวางสาย ดูเหมือนใครบางคนแถวนี้จะถูกเบี้ยวนัดกะทันหัน และสิ่งที่ขุนฟ้าทำได้ก็มีเพียงแค่ชงเครื่องดื่มอร่อยๆ ปลอบใจเท่านั้น


"ลาเต้ร้อนได้แล้วครับ"


"ขอบคุณครับ เอ๊ะ? คุกกี้นี่...?"
 

 คนสงสัยถามขึ้นมา เมื่อสังเกตเห็นซองใส่ขนมวางเคียงมาในจานรองกาแฟด้วย


“เป็นคุกกี้ตัวใหม่ของทางร้าน แต่ว่ายังอยู่ในช่วงทดลองอยู่น่ะครับ ถ้าไม่ชิมก็ไม่เป็นไร”


ไม่รู้การเอาคุกกี้ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้ลูกค้าแบบนี้จะโอเครึเปล่า แต่เขาเพียงแค่คิดว่า อยากให้คนที่มีวันแย่ๆ รู้สึกดีขึ้นบ้างก็เท่านั้น


ทีแรก ขุนฟ้านึกว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจ เพราะเจ้าเด็กนักศึกษาเล่นเงยหน้ามามองเขาแบบจ้องเอาๆ แถมดวงตาเรียวยังทอประกายวิบวับแปลกๆ


“ใจดีจังเลยนะครับ”


...เขานี่น่ะเหรอใจดี?


เป็นคำชมที่หาฟังได้ยากสำหรับมนุษย์หุ่นยนต์อย่างขุนฟ้า แต่คนตรงข้ามกลับพูดออกมาง่ายๆ 


นอกจากนี้ เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของคู่สนทนาดูดีไม่เบา เป็นสไตล์ประเภทพระเอกเกาหลีแบบที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ฮิตกัน ท่าทางคงจะป็อบในหมู่สาวๆ ไม่ใช่น้อย ยิ่งเมื่อชายหนุ่มคลี่ยิ้ม โลกทั้งใบก็เหมือนสว่างสดใสไปด้วย คล้ายกับว่า อารมณ์หดหู่ที่ครอบงำอยู่ก่อนหน้านี้คงถูกพัดปลิวหายไปจนหมดแล้ว


เอาเถอะ...ลูกค้าแฮปปี้ก็นับเป็นเรื่องดี  นี่ถือว่าเขาบริการใช้ได้ใช่ไหมนะ?


ขุนฟ้าจึงเตรียมถอยกลับไปประจำแคชเชียร์ดั่งเดิม แต่ก็ถูกรั้งไว้ด้วยคำถาม


"ถ้าผมขออยู่รอจนฝนหยุดตกจะได้ไหมครับ"


“จะอยู่นานเท่าไรก็ได้ครับ"


ร้านกาแฟนี้ไม่ใช่ของเขา จะอยู่จนร้านปิดก็เป็นสิทธิของลูกค้า


แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดจริงทำจริง ไม่ใช่แค่รอจนฝนหยุดตก แต่เจ้าเด็กนักศึกษายังเล่นนั่งอยู่ยาวกระทั่งร้านปิด และยังโผล่หน้ามาหาในวันถัดไปทั้งๆ ที่แดดออกเปรี้ยง โดยให้เหตุผลว่า


"ก็ผมห้ามท้องฟ้าไม่ให้มีฝนไม่ได้นี่ครับ จนกว่าฝนจะหยุดตกลงมาบนโลกจริงๆ ผมก็จะขออยู่รอที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ แล้วกันครับ”


...แล้วฝนมันจะไปหยุดตกบนโลกถาวรได้ยังไงกันเล่า!     


มาพูดจาเล่นแง่แบบนี้ ไม่เท่ากับว่าจะขออยู่รอที่ร้านตลอดไปเลยรึไง นี่หรือว่าเขาให้บริการลูกค้าผิดไปตรงแง่มุมไหนกันนะ อีกฝ่ายถึงได้เคืองแค้นจนต้องตามมาก่อกวนกันทุกวันอย่างนี้


ขุนฟ้าได้แต่กลัดกลุ้ม ตรงข้ามกับพนักงานร้านคนอื่นๆ ซึ่งเริ่มทำตัวสนิทสนมกับลูกค้าประจำคนใหม่


“มาอีกแล้วนะคะ”


ผู้จัดการร้านทักทายเด็กหนุ่มหน้าตาดีด้วยเสียงอ่อนหวานกว่าปกติ


“วันนี้ผมขอเป็นมอคค่าร้อนแก้วใหญ่แล้วกันครับ”


“ได้เลยค่ะ น้องวิน” พี่สนรับออเดอร์พลางหันไปหาบาริสต้า “ฮอตมอคค่าเวนติที่หนึ่งจ้ะ”


“ครับ”


แล้วไม่รู้เป็นอะไร ลูกค้าคนนี้ถึงได้เจาะจงรู้เวลาที่เขาเข้ากะอยู่หน้าเคาท์เตอร์ทุกที ขุนฟ้านึกในใจอย่างระอา ขณะฟังบทสนทนาเรื่อยๆ ระหว่างนั้น


“วันนี้จะอยู่ถึงร้านปิดเลยรึเปล่าจ๊ะ”


“วันนี้คงอยู่ไม่นาน เพราะมีคลาสต่อน่ะครับ แต่ว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่”


“น้องวินเรียนม.ไหนเหรอ”


“ผมเรียนม.T ครับ”


“ฮะ? ม. T มันไกลจากที่นี่มากไม่ใช่รึไง แล้วทำไมถึงขยันมาบ่อยๆ ล่ะ หรือว่าบ้านอยู่แถวนี้”


“อ๋อ เปล่าครับ ที่มาบ่อยก็เพราะว่า...”


เสียงพูดหยุดไปเล็กน้อย ก่อนขุนฟ้าจะได้ยินประโยคที่เหลือ


“...ผมชอบการบริการของพนักงานที่นี่น่ะครับ”


มือที่ขยับแก้วกาแฟสะดุดไปเล็กน้อย ดวงตาคมเงยขึ้นสบมองคนพูด ซึ่งบังเอิญที่ดวงตาคู่นั้นประสานเข้ากับเขาพอดี คำชมของอีกฝ่ายสื่อตรงถึงใคร ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้


ขุนฟ้าก้มหน้าลงหันไปจัดการกับเครื่องดื่มเหมือนอย่างเก่า ทว่า ความรู้สึกในอกกลับพองฟูขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


...ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครสนใจมาก่อน


...ทั้งๆ ที่เกือบจะถอดใจไปแล้ว


...ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น...


“ฮอตมอคค่าไซต์เวนติได้แล้วครับ”


แก้วกาแฟร้อนๆ ถูกเสิร์ฟวางไว้ให้ ซึ่งลูกค้าก็รับมาพร้อมรอยยิ้ม 


“ขอบคุณครับ”


ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างพวกเขาสองคนที่นอกเหนือไปจากนี้


แต่ขุนฟ้ารู้ดีว่า เขาเพิ่มความตั้งใจเพื่อทำเมนูแก้วนี้ให้พิเศษมากกว่าปกติ พร้อมๆ กับความคิดที่วนเวียนเข้ามา


...ความฝันที่อยากจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ของเขาคงอยู่อีกไม่ไกล


และถ้าหากเป็นไปได้...เขาก็อยากมีลูกค้าประจำแบบนี้บ้างสักคน





---------------------------------------------------------------------------------------------------



To be continue



ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
โอ๊ยยยยยย น้องน่ารัก พี่ขุนก็น่ารัก

ออฟไลน์ pwaruntorn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
อบอุ่นมากเลยค่ะเรื่องนี้

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
อบอุ่น น่าติดตาม,,,

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด