ตะวันในกองขยะ บทที่3 p.1 [1/12/64]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ตะวันในกองขยะ บทที่3 p.1 [1/12/64]  (อ่าน 292 ครั้ง)

ออฟไลน์ larza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +83/-2
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-01-2021 00:24:46 โดย larza »

ออฟไลน์ larza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +83/-2
Re: ตะวันในกองขยะ บทนำ p.1 [1/9/64]
«ตอบ #1 เมื่อ09-01-2021 23:40:57 »

บทนำ

ตั้งแต่ตระหนักได้ว่าโลกนี้ไม่ได้งดงามอย่างที่คิด แคสก็เห็นว่าโลกที่ตนเองอยู่เป็นสีเทามาตลอด





โลกใบนี้ขมุกขมัว มืดมนและเต็มไปด้วยฝุ่นควันเหมือนอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกที่ไม่มีหนทางจะก้าวไปต่อ แม้แต่ในยามกลางวันโลกนี้ก็ตกอยู่ท่ามกลางความมืดที่ไม่ต่างจากราตรีเพราะแสงอาทิตย์ไม่สามารถทะลุผ่านฝุ่นที่แน่นขนัดได้





ยามที่เงยหน้าขึ้นไปด้านบน สิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่สีสันของท้องฟ้า แต่เป็นสีเทาของฝุ่น และสีแดงที่เป็นไอความร้อนปะปนสลับกัน





ในอดีตโลกเคยมีท้องฟ้าเป็นสีฟ้า แต่ในยามนี้มันกลับเป็นสีแดงหม่นและสีดำ คนในยุคนี้ไม่เคยรู้เลยว่าท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งเป็นอย่างไร พวกเขาไม่เคยเห็นด้วยซ้ำว่าก้อนเมฆมีหน้าตาแบบไหน ภาพของท้องฟ้าที่เขาเห็นมีแต่ความมืดที่ครอบงำโลกทั้งใบไม่ต่างกับอนาคตที่ไร้หนทางสิ้นสุด





และมันก็เป็นเช่นนั้นตลอดมา





เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสงครามครั้งที่ห้า พวกเขาก็ไม่ได้ส่งคนออกมารบอีก สิ่งที่พวกเขาส่งออกมาคือหุ่นยนต์เพื่อรบราฆ่าฟันกัน ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงที่ตรงไหน บางทีอาจจะจบลงที่เมื่อวันใดวันหนึ่งหุ่นยนต์ของสักฝ่ายจะหมดลง ทุกคนต่างรอคอยการมาถึงของวันนั้นวันแล้ววันเล่า จากรุ่นลูกสู่รุ่นหลาน





ทว่าแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึงสามร้อยปี แต่สงครามก็ยังคงดำเนินเช่นนี้ต่อไป เฉกเช่นว่าจะไม่มีวันจบลงและเป็นนิรันดร์





“แคส นั่งรอแม่อยู่ตรงนี้นะ” อีกฝ่ายเอ่ยกับเขาขณะที่ให้แคสนั่งรอที่เก้าอี้ข้างกองขยะ “เดี๋ยวแม่ไปทำธุระสักพักหนึ่งเดี๋ยวจะกลับมารับลูก”





‘แคส’ จ้องมองใบหน้าของแม่ตนด้วยแววตาใสซื่อ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย





“อีกสักพักหนึ่งจะนานไหมครับ”





“ไม่นาน แม่แค่ออกไปทำธุระพักเดียว” แม่เอ่ยกับเขาพลางยิ้มด้วยสีหน้าอ่อนล้า ก่อนจะเอื้อมมือออกมาสวมกอด “เป็นเด็กดี รออยู่ที่นี่แล้วจะกลับมารับ อดทนได้ใช่ไหมคนเก่ง”





เด็กหนุ่มหลุบตาลงเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกกลัวอะไรบางอย่างขึ้นมา แต่เขาไม่อยากให้แม่รับรู้ถึงความรู้สึกนั้น ดังนั้นสุดท้ายแล้วเขาก็เลือกที่จะเงยหน้าแล้วยิ้มให้แม่ของตนเองสบายใจ





“ได้ฮะ เดี๋ยวผมจะรอจนกว่าแม่จะกลับมา”





ทันทีที่เขาเอ่ยจบ แม่ก็สวมกอดเขาแน่นขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ความอบอุ่นนั้นส่งผ่านมาจนแคสรู้สึกสบายใจขึ้น จากนั้นแม่ก็ผละจากเขาไปแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างรีบร้อน





แคสนั่งรออยู่ที่เก้าอี้นั้น สายตาจ้องมองแม่ที่วิ่งหายลับสายตาไป ก่อนจะก้มลงมองกองขยะที่ตนเองนั่งอยู่ข้างๆ





สถานที่ที่พวกเขากับแม่อยู่ตั้งแต่เกิดคือเขตห้า





เขตห้าเป็นเขตที่รู้กันดีว่าเป็นเขตสำหรับทิ้งขยะ ไม่ว่าจะเป็นเขตหนึ่งถึงสี่ ขยะของทุกเขตล้วนกองกันอยู่ที่นี่ ฉะนั้นเขตห้าจึงมีอีกชื่อเล่นหนึ่งที่ผู้คนเรียกกันว่า ‘เมืองขยะ’





คนที่อยู่ในเขตห้าล้วนมีฐานะยากจนทั้งหมด บางครั้งก็มีคนที่หลบหนีความผิด อาชญากรหรือพวกนอกรีต เนื่องจากทางการไม่คิดที่จะยื่นมือเข้ามายุ่มย่ามกับเขตนี้ ทำให้เขตนี้จึงกลายเป็นแหล่งซ่องสุ่มของโจรและอาชญากรเช่นเดียวกัน





ทุกที่ของเมืองนี้ล้วนเต็มไปด้วยขยะ มีบางส่วนของเขตที่เป็นแหล่งพักอาศัย แต่แหล่งพักอาศัยก็ถูกรายล้อมไปด้วยขยะอยู่ดี





แคสทอดมองไปยังแหล่งพักอาศัยที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไรนัก ด้านหลังของเขาเป็นกองขยะจำนวนมหาศาล มีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านเขาไป ในมือถือกระสอบสำหรับใส่ขยะรีไซเคิลหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้สำหรับนำไปขายเพื่อหาเงิน





คนที่อาศัยอยู่เขตอื่นไม่คิดจะย่างกรายเข้ามาในเขตนี้อยู่แล้ว เพราะกลิ่นขยะนั้นรุนแรงเกินกว่าจะทานทนไหว ส่วนแคสที่อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด เขาเลยค่อนข้างคุ้นชินกับกลิ่นเหม็นเน่าแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงแทบจะไม่รู้สึกอะไรกับกลิ่นกองขยะเลย





เด็กหนุ่มมองจำนวนคนแล้วคนเล่าที่เดินผ่านไปผ่านมา เขาจดจำได้ว่าบางคนก็เก็บขยะไปแล้วรอบหนึ่ง บางคนก็คนใหม่ แต่ไม่มีใครสนใจเขาทั้งนั้น ทุกคนล้วนเข้ามาในเขตกองขยะเพื่อหาขยะที่ยังพอจะใช้ได้และมีประโยชน์ไปขายต่อ





ขยะจากทุกเขตจะมารวมกันอยู่ที่เขตนี้ บางครั้งขยะจากเขตหนึ่งและเขตสองก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนในเขตอื่นเรียกว่าขยะ





เรื่องนี้เป็นอันรู้กันดีว่าเขตหนึ่งและเขตสองเป็นเขตที่มีแต่คนร่ำรวยและมีหน้ามีตาอาศัยอยู่ ฉะนั้นเมื่อใดที่ขยะจากเขตหนึ่งและเขตสองถูกส่งมา ผู้คนในเขตห้าจะรุมแย่งขยะจากเขตหนึ่งและเขตสองอย่างเอาเป็นเอาตาย





ขยะจากเขตหนึ่งและเขตสองมักเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าสำหรับพวกเขา เป็นต้นว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงใช้การได้ หนังสือหรือข้าวของเครื่องใช้เก่า





บางครั้งหากโชคดีมากก็จะมีเครื่องผลิตอาหารถูกทิ้งมา





เครื่องผลิตอาหารเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่เท่ากับตัวคน ในยุคนี้การเลี้ยงสัตว์เป็นเรื่องไร้ประโยชน์เพราะสัตว์จำนวนมากมิวแทนต์อย่างรวดเร็วจากสงครามไวรัสและกัมมันตรังสีที่ผ่านมา





พวกคนชนชั้นสูงเลยไม่กล้าจะกินสัตว์ที่มีหน้าตาผิดเพี้ยนไป ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ เลยได้ทำการคิดค้นเครื่องผลิตอาหารขึ้น





มันเป็นเครื่องที่สามารถทำอาหารจำลองจากสารอาหารต่างๆ ขึ้นมาได้ โดยมีรสชาติเหมือนกับเนื้อจริงๆ





เมื่อใดที่มีเครื่องนี้ถูกทิ้งมา ผู้คนในเขตจะรุมแย่งชิงจนถึงขั้นบาดเจ็บทุกครั้ง แคสเห็นสถานการณ์นั้นแล้วก็เลยไม่กล้าเข้าไปแย่งชิงด้วย แม้ว่าจะอยากได้มากแค่ไหนก็ตาม





แล้วถึงเขาจะได้เครื่องนั้นมาอยู่ในกำมือ ก็ต้องรีบขายต่อเพื่อเอาเงินอยู่ดี เพราะการเก็บเครื่องนั้นไว้กับตัวในเขตนี้เป็นภัยอันตรายเกินไป





แคสคิดถึงเรื่องอื่นเรื่อยเปื่อยไปทั่วเพื่อรอให้แม่ของตนเองกลับมา กว่าเขาจะสังเกตได้ว่าเป็นเวลากลางคืนแล้วก็ตอนที่เข็มนาฬิกาในเขตตีเสียงเคร้งเคร้งดังไปทั่วอาณาบริเวณ ด้วยความที่กลางคืนกับกลางวันมืดไม่ต่างกัน ดังนั้นเลยมีนาฬิกาตั้งใจกลางเขตเพื่อบอกเวลา





เวลานี้ไม่มีใครออกมาเก็บขยะอีกแล้ว เมื่อเข้าสู่เวลากลางคืนทุกคนจะรีบพักผ่อนแล้วกลับเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว เพราะรู้กันดีว่าเมื่อตกกลางคืน สัตว์ที่มิวแทนต์บางตัวจะออกมาทำร้ายร่างกายคน





สำหรับเขตอื่นๆ จะมีคนคอยดูแลประตูและเฝ้าระวังเรื่องนี้ตลอดเวลา แต่สำหรับเขตห้าที่เป็นแค่กองขยะ ทางการจึงไม่เคยคิดจะส่งคนมาดูแลเขตนี้ ถึงอย่างไรความเป็นความตายของพวกเขาก็มีค่าไม่ต่างกันสำหรับคนเบื้องบน





ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่แปลกมากตอนแคสเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมายามดึก





ชายคนนั้นมีผมสีเงิน นัยน์ตาสีเขียวประกาย สีผมแบบนี้อาจจะดูแปลก แต่ในยุคสมัยนี้หลายคนมิวแทนต์จนมีสีผมและสีดวงตาประหลาดออกไปจากคนยุคก่อนมานานแล้ว





ใบหน้าของอีกฝ่ายอ่อนเยาว์มาก แต่กลับมีร่างกายที่ค่อนข้างทะมัดทะแมง คาดการณ์จากลักษณะภายนอกแล้ว..แคสคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะอายุแค่ยี่สิบต้นๆ หรืออาจจะน้อยกว่านั้น





เขาไม่รู้เรื่องสัตว์ที่ออกมาทำร้ายคนในตอนดึกอย่างนั้นเหรอ.. แคสคิดในใจ เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ เขาก็เอ่ยทักชายหนุ่มคนนั้น “ตอนนี้เป็นเวลาดึกแล้วนะ คุณไม่กลัวสัตว์มิวแทนต์เหรอ”





ชายคนนั้นชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเขาคล้ายกับว่าเพิ่งตระหนักถึงตัวตนของเขาเป็นครั้งแรก ดวงตาสีมรกตนั้นฉายแววประหลาดใจชั่วครู่ก่อนเอ่ย “แล้วเธอล่ะมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”





“รอแม่”





“นานแค่ไหนแล้วล่ะ”





แคสจำเวลาที่แน่นอนไม่ได้ เขารู้แค่ว่าทันทีที่ตื่นแล้วกินอาหาร แม่ก็พาเขามาทิ้งไว้ที่นี่ เด็กหนุ่มเม้มปากก่อนจะส่ายหน้า “..จำไม่ได้แล้ว”





“งั้นคงไม่กลับมาแล้วล่ะ” ชายคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะใช้ไม้ที่คีบคุ้ยในกองขยะด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน “อย่าเสียเวลารอเลย แม่เธอไม่กลับมาหรอก”





แคสกลืนน้ำลาย ก่อนจะเอ่ยเถียง “แต่แม่บอกว่าจะกลับมา”





“เด็กที่ถูกทิ้งคนอื่นก็พูดแบบนี้” ชายหนุ่มคนนั้นพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “ฉันเห็นเด็กแบบเธอเป็นคนที่สิบได้แล้วมั้ง”





“แต่ว่า..”





“อย่ารอเลย” ชายคนนั้นย้ำคำเดิม “ไม่มีทางที่แม่เธอจะกลับมารับ เขาตั้งใจจะปล่อยให้เธอนั่งรอจนดึก จากนั้นพอถึงเวลาสัตว์ออกมาหากิน เธอก็ถูกสัตว์พวกนั้นฆ่าจนตาย”





“ไม่จริง แม่ผมไม่ใช่คนแบบนั้น! ”





“ไม่เชื่อก็เรื่องของเธอ”





ทันทีที่เอ่ยจบชายคนนั้นก็คุ้ยขยะต่อ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในกองขยะพร้อมกับกระสอบใบใหญ่หนึ่งอัน





แคสที่นั่งรออยู่เฉยๆ เมื่อได้ยินคำขู่ของอีกฝ่ายก็เริ่มกระวนกระวาย หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่งเขาก็ลุกขึ้นแล้วสาวเท้าตามทิศทางที่คาดว่าอีกฝ่ายน่าจะไป





“แล้วคุณไม่กลับบ้านเหรอ! ”





เสียงของเขาดังก้องไปมาท่ามกลางกองขยะ จากนั้นทุกอย่างก็แทนที่ด้วยความเงียบ





แคสกวาดตามองรอบๆ ตัวด้วยความหวาดหวั่น เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหายไปไหนแล้ว แม้แต่เสียงฝีเท้าก็เงียบหายไป บางทีชายหนุ่มคนนั้นน่าจะเดินไปไกลแล้ว





แคสคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเดินไปทางนั้น เขาจึงรีบเดินตามไปอย่างไม่ลังเล เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากที่ห่างไกลออกไป เขาก็เริ่มใจชื้นและมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองคิดถูกต้อง เลยรีบสาวเท้าไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว





ทว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองมองหาอย่างที่คิดเอาไว้





ภาพที่อยู่ตรงหน้าเขาคือหนูยักษ์ที่กำลังแทะอาหารเน่าจากกองขยะ ไม่ใช่ชายหนุ่มที่เขาตามหา แคสตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก แม้เขาจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องสัตว์มิวแทนต์มาตั้งแต่เกิด ทว่าเขายังไม่เคยพบเจอสัตว์พวกนี้ด้วยตนเองมาก่อน





ทันทีที่แคสเห็นว่าสัตว์ตรงหน้าตนเป็นหนูยักษ์ขนาดสองเมตรครึ่ง เขาก็ตัวแข็งทื่อ มันหันมาสบตาเขา ก่อนจะพุ่งเข้ามา นัยน์ตานั้นแดงก่ำและตัวของมันก็สีดำสกปรก รูปลักษณ์ไม่ต่างจากปีศาจในนิทานที่เขาเคยได้ยินเลย





แคสไม่แน่ใจว่าเขากลัวเกินไปหรืออย่างไร แต่ร่างกายของเขาไม่ยอมขยับ แม้ในหัวจะสั่งการให้ออกตัววิ่งก็ตาม





พริบตานั้นหนูขนาดยักษ์ก็กระโจนทับลงมาบนร่างของเขาจนล้ม ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้ามาแล้วอ้าปาก





เขี้ยวคมกริบของมันเป็นสิ่งแรกที่แคสเห็น น้ำลายของมันหยดลงเปรอะเปื้อนบนใบหน้าของเขา ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นด้วยความหวาดกลัว เขาตื่นตระหนกเกินกว่าจะร้องขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำไป





ชั่ววินาทีนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แต่แคสรู้สึกเสมือนกับว่ามันตราตรึงไปตลอดทั้งชีวิต หัวใจของเขาเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก ร่างกายนั้นสั่นอย่างไร้การควบคุม แม้แต่ลมหายใจก็ถี่กระชั้นขึ้น





ทันทีที่มันโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้น เสียงบางอย่างก็ดังปัง! จนหูของแคสอื้อไม่ได้ยินเสียงไปสักพักใหญ่





พอเขารู้สึกตัวอีกที ร่างของหนูยักษ์นั้นก็ล้มลงไปและตายสนิท





ร่างกายของแคสยังคงสั่นสะท้านจากความกลัวในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่รับรู้แม้กระทั่งตอนที่หนูยักษ์นั่นถูกกระชากออกไปพ้นตัวแล้วและภาพของชายคนนั้นเข้ามาแทนที่





“เป็นอะไรไหม? ” ชายผมสีเงินที่เขาตามหานั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน พอเห็นว่าเขาปลอดภัยไม่ได้ถูกกัดหรือบาดเจ็บตรงไหนก็มีสีหน้าที่สบายใจขึ้น “บอกแล้วว่าให้อย่ารอ ทำอะไรของเธอ ตามฉันมาทำไ--”





แคสไม่ได้ตอบอะไร เขากลัวจนร้องไห้และพูดไม่เป็นภาษา คำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยก็ไม่เข้าหูเขา



แม้แต่เรื่องราวที่ว่าคืนนั้นเขาออกมาจากกองขยะนั่นได้อย่างไร แคสก็ไม่แน่ใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนกัน





------------------------------------------------------



สวัสดีค่ะะ อ่านมาจนถึงตอนนี้คิดว่าทุกคนคงเดาแนวได้แล้ว

ใช่ค่ะ เรื่องนี้เป็นแนวแฟนตาซี ไซไฟ ดิสโทเปียเรื่องแรกที่เราเขียนเลย ที่ผ่านมาเราเลี่ยงไม่เขียนแนวไซไฟเพราะรู้สึกไม่ชอบค่ะ แต่อยู่ๆก็มีพล็อตแนวไซไฟในหัว เลยตัดสินใจมาเขียนเรื่องนี้ค่ะ ปกติที่ผ่านมาเขียนแต่แนวพีเรียด5555555

คิดว่าคนชอบแนวไซไฟน่าจะน้อย เราเลยไม่กล้าบอกว่าเรื่องนี้เป็นไซไฟแต่แรกค่ะ แต่รับรองว่าเรื่องนี้ไซไฟไม่หนักมาก เพราะเราเองก็ไม่ถนัดเขียนไซไฟค่ะ TT

เจอกันตอนต่อไปวันพรุ่งนี้นะคะ

ป.ล.เรื่องนี้อัพทุกสองวันค่ะ เสาร์กับอาทิตย์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-01-2021 19:54:52 โดย larza »

ออฟไลน์ larza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +83/-2
Re: ตะวันในกองขยะ บทนำ p.1 [1/9/64]
«ตอบ #2 เมื่อ10-01-2021 19:55:14 »

บทที่1

ภาพสุดท้ายที่แคสเห็นคือความมืดสนิท





ร่างกายของเขาเย็นเยียบ เขาถูกใครบางคนพาเข้ามาในตัวอาคาร จากนั้นภาพตรงหน้าก็มืดลง





"เปิดระบบกรองอากาศกับแสงให้ฉัน"





เสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้น ขณะที่ร่างของเขาถูกโยนลงบนฟูกนิ่ม เป็นจังหวะเดียวกับที่อากาศสดชื่นหลั่งไหลเข้ามาในห้องและแสงสว่างถูกเปิด





"ระบบกรองอากาศกับแสงได้ถูกเปิดใช้งานแล้ว"





เสียงระบบโต้ตอบดังขึ้น ตอนนั้นแคสถึงได้เห็นว่าภาพตรงหน้าของตนคือเพดานที่ทำด้วยคอนกรีต เด็กหนุ่มปรับลมหายใจของตนก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ





ชายผมสีเงินยังคงนั่งออกไปไม่ไกล อีกฝ่ายหยิบเครื่องมือสื่อสารที่เก็บได้จากกองขยะออกมาก่อนจะเริ่มแงะเอาชิ้นส่วนด้านใน





"ดีขึ้นหรือยัง" ชายคนนั้นถามทั้งที่ไม่ได้หันมามองหน้าเขา อีกฝ่ายวางเครื่องมือสื่อสาร ก่อนจะเอ่ยปากสั่ง "เอาน้ำแก้วหนึ่งมาให้ฉัน"





หลังจากประโยคนั้นจบลง แคสก็เห็นหุ่นยนต์ที่เหมือนถูกประกอบขึ้นลวกๆ เดินตรงมายังทางเขา ในมืออีกฝ่ายนั้นมีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง





หุ่นยนต์นั้นเดินได้ด้วยล้อเก่า ส่วนมือเป็นคีมหนีบ อุปกรณ์ทุกส่วนของหุ่นยนต์เห็นได้ชัดเลยว่าถูกประกอบขึ้นมาเอง





"คุณไปเอามาจากไหนน่ะ? "





แคสถามขณะรับน้ำนั้นมา เขาคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะให้ร้านที่ไหนทำให้ ถึงอย่างนั้นหุ่นรับใช้พวกนี้ก็ราคาไม่ถูกอยู่ดี แม้ว่าจะเป็นอุปกรณ์เหลือหรือไม่ใช่หุ่นรับใช้รูปแบบมนุษย์ก็ตาม





"ฉันประกอบเอง"





แคสกะพริบตาถี่ๆ "หุ่นพวกนี้มันประกอบง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ"





"เปล่า แต่ฉันแค่ทำเป็น" อีกฝ่ายว่าก่อนจะหันมามองทางเขา "ระบบคำสั่งเสียงในบ้านฉันก็เป็นคนทำ"





แคสเคยได้ยินมาว่าบ้านที่มีคำสั่งเสียงมักจะอยู่ในบ้านคนมีเงินเพราะมันยุ่งยาก แถมยังไม่นับรวมพวกหุ่นรับใช้อีก ของพวกนี้ไม่สามารถหาได้ในเขตห้า มันมักจะหาได้ในเขตสี่ขึ้นไป





เขาดื่มน้ำ ก่อนจะมองอีกฝ่ายด้วยแววตาชื่นชม "ผมได้ยินว่าของแบบนี้ไม่ง่ายเลย คุณเก่งแบบนี้ไม่เข้าไปทำงานกับฝ่ายกองทัพล่ะ"





"อืม" อีกฝ่ายตอบรับคำของเขาสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปเรื่องอื่นด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย "มีสติก็รีบกลับบ้านไปได้แล้ว"





"ผม..กลับไม่ถูก"





อีกฝ่ายเหลือบตามองเขาก่อนจะถอนหายใจ





"แล้วคิดจะเอายังไงต่อ"





"ผมขออยู่ที่นี่คืนหนึ่ง" แคสอ้อนวอน "เดี๋ยวพอเช้าผมจะรีบจากไปทันที"





อีกฝ่ายมองอย่างครุ่นคิดก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ก็ได้” แล้วลากเก้าอี้มานั่งใกล้เขา "เธอชื่ออะไร"





"ผมชื่อแคส"





"ฉันชื่อเอมิล" เอมิลว่าก่อนจะยื่นมือมาหาเขา "ยินดีที่ได้รู้จัก"





แคสยื่นมือออกไปจับ จากนั้นเขาถึงรู้สึกได้ว่ามือของเอมิลค่อนข้างเย็นกว่าตนเล็กน้อย





"มือของคุณเย็นมาก" แคสว่า "คุณไม่สบายหรือเปล่า"





"ฉันสบายดี" เอมิลเอ่ยก่อนจะปล่อยมือ แล้วหยิบอุปกรณ์สื่อสารมาแกะต่อ "ฉันเป็นคนหนาวง่าย พอออกไปข้างนอกตอนดึกแล้วร่างกายจะเย็นผิดปกติ"





แคสกวาดสายตามองรอบๆ บ้าน ดูเหมือนว่าสถานที่เขาอยู่นั้นจะเป็นบ้านคอนกรีตทึบขนาดเล็ก มีหน้าต่างเพียงแค่หนึ่งบาน ตัวบ้านมีแค่ห้องนอน ห้องน้ำแล้วก็ห้องครัวเท่านั้น





"คุณอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ"





"ใช่"





เด็กหนุ่มกำผ้าห่มแน่นขึ้น หลังจากลังเลครู่ใหญ่ถึงกล้าเอ่ยออกมา





"คุณพอมีอะไรให้ผมกินไหม"





เอมิลเหลือบตามามองเขา "ที่บ้านนี้ไม่มีอาหาร"





"ถ้าอย่างงั้น…"





"เธออยากกินอะไร? "





เด็กหนุ่มลังเลไปพักหนึ่ง "อะไรก็ได้ ซีบุสก็ได้ครับ"





ซีบุสคืออาหารที่คนชนชั้นยากจนรวมถึงคนชนชั้นกลางชอบกิน เนื่องจากมันเป็นอาหารราคาถูก คุณค่าทางอาหารสูง มันคือการเอาวัชพืชชนิดหนึ่งมาบดรวมกับพวกนมและแมลง รสชาติของมันค่อนข้างนุ่มลิ้น และมีกลิ่นหอมของนมเนย





ด้วยความที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดินได้ พืชส่วนมากจึงไม่สามารถปลูกแบบที่เคยเป็นได้อีก





ด้วยความที่แทบทุกคนกินซีบุสเป็นอาหารหลัก ฉะนั้นมันจึงมีซีบุสหน้าตาหลายแบบ หลายรสชาติ แต่สำหรับคนชนชั้นล่างแล้วซีบุสที่พวกเขาได้กินมีรสแข็งกระด้างและฝืดคอเนื่องจากมีคุณภาพต่ำ





เอมิลกลอกตาราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ย "สักครู่นะ"





หลังจากเอ่ยจบอีกฝ่ายก็เดินไปที่หน้าประตู แล้วปิดลง ปล่อยให้แคสนั่งอยู่ในห้องคนเดียว เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องนาฬิกาบนผนัง





สี่ทุ่มแล้ว





ความรู้สึกแรกคือแคสกลัวว่าแม่ของตนจะรอนาน เขารู้สึกกระวนกระวาย แต่ก็กลัวเกินกว่าจะออกไปข้างนอกในเวลานี้





ถ้าแม่ไปรับเขาแต่ไม่เจอเขาล่ะ..? แคสคิดอย่างกระวนกระวาย ขณะที่กำลังลังเลว่าควรจะลุกดีไหม ประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อน





คนที่เข้ามาใหม่ก็ไม่ใช่ใครนอกจากเอมิล ในมือของอีกฝ่ายมีซีบุสจำนวนหนึ่ง นัยน์ตาของแคสเป็นประกายขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายโยนซีบุสลงตรงหน้าเขา เด็กหนุ่มรีบเปิดถุงก่อนจะหยิบขึ้นมากิน





"แล้วคุณไม่กินเหรอ? "





เอมิลส่ายหน้า "ฉันไม่หิว"





"คือว่า.." แคสลังเลเล็กน้อยขณะเคี้ยวซีบุสเต็มแก้ม "คืนนี้ผมคงไม่รบกวนคุณแล้ว"





"แล้วจะไปไหน"





"ผมว่าจะกลับไปรอที่เดิม" แคสว่า "ไม่รู้ว่าถ้าแม่มาหาผมแล้วไม่เจอจะทำยังไง"





"กลัวแม่เธอกลับมา? " เอมิลทวนคำ "นอนที่นี่นั่นแหละ เดี๋ยวพอเธอหลับฉันก็ออกไปค้นกองขยะต่อ ถ้าไปแถวนั้นแล้วเจอแม่เธอ ฉันจะบอกให้"





นานครั้งแคสจะเจอคนใจดีในเขตนี้ เขากลืนอาหารลงคอ "คุณใจดีจัง"





"ฉันแค่ทำในสิ่งที่ควรจะทำเฉยๆ " เอมิลว่า ก่อนจะห่มผ้าให้เขา "นอนได้แล้ว ฉันจะได้ออกไปเก็บของต่อ"





แคสรับคำด้วยเสียงอู้อี้ ก่อนจะห่มผ้า





"ระบบปิดไฟหน่อย"





พริบตานั้นทั้งห้องที่เคยสว่างก็ตกสู่ความมืดอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในห้องเงียบกริบ มีเพียงแค่เสียงลมหายใจเท่านั้นที่ดังก้อง





เอมิลจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่นาน เมื่อเห็นว่าแคสหลับไปแล้วจริงๆ เขาถึงลุกขึ้นยืน มือหยิบกระสอบและที่คีบออกไปข้างนอกบ้านในยามดึก





………………





…………





แคสปรือตาขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงแสงสว่างที่ส่องผ่านเปลือกตา จากนั้นเขาถึงเห็นว่าไฟในห้องถูกเปิดจนสว่าง





เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบห้อง จากนั้นสายตาจึงหยุดลงที่นาฬิกาฝั่งตรงข้ามเตียง เขาถึงเห็นว่าเข็มนาฬิกาบอกเวลาเช้าแล้ว





แคสยันตัวลุกขึ้นนั่ง พอมองรอบตัวดีๆ เขาถึงเห็นว่าเอมิลนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้นเหมือนเมื่อคืน อีกฝ่ายผล็อยหลับไปกับโต๊ะ ท่าทางดูเหนื่อยและอ่อนล้ามาก





เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืน เท้าทั้งสองข้างเดินตรงไปยังร่างที่นอนหลับบนโต๊ะ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปด้วยความลังเล





ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะปลุกอีกฝ่าย แต่พอเห็นท่าทีที่อ่อนล้าก็ไม่แน่ใจว่าควรจะปลุกดีหรือไม่ เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปแตะเข้าที่ไหล่ของชายหนุ่ม





เพียงแค่แตะเบาๆ พริบตานั้นเอมิลก็ลืมตาตื่น อีกฝ่ายคว้าข้อมือข้างนั้นของเขาเอาไว้อย่างรวดเร็วจนแคสสะดุ้ง สายตานั้นจ้องมองมาก่อนถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง





"ทำอะไร? "





แคสละมือออก ก่อนจะยิ้ม "ผมตั้งใจว่าจะปลุกคุณเฉยๆ "





เอมิลเหลือบตามองมาที่มือของเขา ก่อนจะถอนหายใจแล้วปล่อย





"เมื่อคืนฉันไม่เห็นแม่ของเธอ” เอมิลเอ่ยออกมาทันที เหมือนจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงปลุกอีกฝ่าย “คงไม่กลับมาแล้วล่ะ”





ใบหน้าของแคสเปลี่ยนจากอารมณ์ดีเป็นเรียบเฉยทันที





“แม่ของผมไม่ใช่คนแบบนั้น”





เอมิลไม่ได้พูดอะไรเมื่อได้ยินคำพูดนั้น บางอย่างก็ไม่สามารถพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ คงต้องรอให้เข้าใจด้วยประสบการณ์ตนเองมากกว่า





“ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ไปได้แล้ว” เอมิลเปลี่ยนประเด็น จากนั้นสายตาก็เหลือบไปมองที่ถุงของซีบุส “เธอจะเอาไอ้นั่นไปด้วยเลยก็ได้ ฉันจะได้พักผ่อน”





“ให้ผมเอาไปได้ทั้งถุงเลยเหรอ? ”





เอมิลพยักหน้า ก่อนจะฟุบตัวหลับกับโต๊ะต่อคล้ายกับไม่อยากจะเสวนาอะไรอีก พอเห็นแบบนั้นแคสที่ตั้งใจว่าจะให้อีกฝ่ายไปนอนที่เตียงดีๆ ก็เลยไม่กล้าพูดอะไรต่อ เขาจ้องมองถุงซีบุสด้วยความลังเลก่อนจะหยิบออกมาสองถึงสามชิ้น





ถึงอีกฝ่ายจะบอกให้เขาหยิบหมด แต่แคสก็ไม่มีความกล้าพอที่จะหยิบไปทั้งหมดอยู่ดี





เด็กหนุ่มเก็บขนมใส่กระเป๋า ก่อนจะเร่งรีบออกไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้เรียบร้อย





…………….





………





"ดึกแล้วนะ"





เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู ปลุกให้แคสสะดุ้งตื่นจากห้วงภวังค์ เด็กหนุ่มขยี้ตา สายตากวาดมองไปรอบข้าง จากนั้นก็ก้มลงมามองเวลาที่อยู่ตรงอุปกรณ์บอกเวลาที่ข้อมือ เขาถึงเห็นว่าเป็นเวลาดึกแล้ว





"ดึกแล้วเหรอ.."





"อืม" เอมิลพึมพำตอบรับ ขณะที่ใช้ที่คีบหยิบขยะใส่ลงในกระสอบทราย "นานแค่ไหนแล้วล่ะ"





ประโยคนี้เป็นประโยคคำถามเดียวกันกับที่เอมิลถามเขาหลังจากที่เจอกันวันแรก แคสหลุบส่ายหน้าก่อนจะตอบ





"จำไม่ได้แล้ว"





แล้วคำตอบของเขาก็ยังคงเป็นแบบเดิมกับวันแรก





"แล้วจะเอายังไงต่อล่ะ"





"ผมไปพักที่บ้านของคุณได้ไหม" แคสว่า "แค่คืนเดียว"





เอมิลไม่ได้ตอบอะไรกลับในทันที เขาหลุบตามองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ผมของอีกฝ่ายเป็นสีดำ นัยน์ตาสีฟ้าครามเป็นประกายเจิดจ้า





"ก็ได้" เอมิลว่า ก่อนจะปิดปากถุงแล้วเดินนำไปก่อน "แค่คืนนี้ใช่ไหม"





แคสพยักหน้าด้วยความกระตือรือร้น แต่เอมิลก็ยังคงสามารถสังเกตได้ว่าท่าทางของแคสดูไม่สดใสเท่ากับวันแรกที่พวกเขาเจอกัน





พอเห็นแววตาที่เป็นประกายเจิดจ้าขนาดนั้นแล้ว เอมิลก็ทำใจต่อว่าอีกฝ่ายไม่ลง กลับกันความรู้สึกบางประการ บางทีอาจจะเป็นความรู้สึกสงสารก็ผุดขึ้นมาแทน





แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการตัดสินใจของแคส เขาไม่ตั้งใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอยู่แล้ว





นับตั้งแต่นั้นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดของพวกเขาก็เริ่มจากตรงนี้





----------------------------



เนื่องจากเพิ่งเปิดเรื่อง เราเลยจะอัพยาวๆติดกันสี่วันนะคะ พรุ่งนี้เจอกันค่า



ป.ล.อ่านไม่ผิดค่ะ คนที่นี่นิยมกินนมผสมกับแมลง ซึ่งนมที่ว่าคือนมเทียมค่ะ ให้รสและกลิ่นคล้ายนมแต่ไม่ใช่นมวัวแบบที่เรารู้จักกัน


ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 613
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
Re: ตะวันในกองขยะ บทที่1 p.1 [1/10/64]
«ตอบ #3 เมื่อ10-01-2021 21:31:22 »

สงสารน้องแคส  :hao5:

 :pig4:

ออฟไลน์ larza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +83/-2
Re: ตะวันในกองขยะ บทที่1 p.1 [1/10/64]
«ตอบ #4 เมื่อ11-01-2021 02:09:16 »

บทที่2



“ปกติแล้วคุณมาหาอะไรจากกองขยะหรือครับ”





เอมิลเหลือบสายตาไปมองตามต้นเสียงที่คุ้นเคย แคสยืนอยู่ด้านหลัง อีกฝ่ายจ้องมองมาด้วยแววตาสนใจกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่





“พวกอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่ทิ้งแล้ว หรือไม่ก็ซากหุ่นยนต์ที่ถูกทิ้ง”





“คุณหาไปทำไม”





“เอาไปขาย” เอมิลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเขี่ยขยะตรงหน้าให้พ้นทางตน เมื่อเห็นขยะที่คิดว่าน่าจะใช้ได้ เขาก็คีบลงใส่ในกระสอบทราย “บางทีก็เอาไปใช้ประกอบหรือประดิษฐ์อุปกรณ์ใหม่”





“แล้วทำไมคุณถึงไม่ไปเข้าร่วมฝ่ายประดิษฐ์ของทางการล่ะ”





เอมิลชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบแบบอ้อมๆ “ฉันเข้าไปในเมืองชั้นในไม่ได้”





“ถึงเป็นคนจากเขตห้าก็เข้าไปในเมืองได้ไม่ใช่เหรอ” แคสถามเขาก่อนจะยื่นมือมาทำท่าว่าจะคุ้ยขยะ เอมิลเลยใช้มือข้างที่สะอาดรีบคว้าไว้





“ทำอะไรของเธอ”





“ผมจะช่วยคุณหาขยะไง” แคสว่าด้วยดวงตาใสซื่อ “แล้วตกลงว่าทำไมเข้าไปในเมืองชั้นในไม่ได้”





“ขยะพวกนี้บางทีมันปนเปื้อนสารเคมีกับกัมมันตรังสี ไม่ควรสัมผัสโดยตรง” เอมิลส่งสายตาดุเป็นเชิงปรามให้เขาอยู่นิ่งๆ กับที่ “ฉันมีประวัติอาชญากรรม เข้าไปในเมืองไม่ได้”





ในหัวแคสมีหลายร้อยเหตุผล แต่คำตอบที่ว่าเอมิลมีประวัติอาชญากรรมเป็นเหตุผลสุดท้ายที่แคสจะคิดออก ดังนั้นตอนที่เขาได้ยินเหตุผลนี้จากอีกฝ่ายจึงตกตะลึงไปชั่วครู่หนึ่งจนถึงกับทำอะไรไม่ถูก





“ใส่หน้ากากกรองอากาศด้วย” เอมิลเอ่ยกับเขา ก่อนจะหยิบหน้ากากกรองอากาศสวมทาบทับใบหน้าครึ่งล่าง “..ทำไมทำหน้าอย่างนั้น กลัวฉันหรือไง”





“คุณล้อเล่นใช่ไหม”





“เรื่องไหน”





“ที่ว่าคุณมีประวัติอาชญากรรม”





เอมิลส่ายหน้า “เปล่า ไม่ได้ล้อเล่น”





“คุณออกจะเป็นคนดี” แคสเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ “ผมถามได้ไหมว่าคุณไปทำอะไรมา”





“ฉันฆ่าคนมา” เอมิลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป “ถ้าฉันเข้าไปในเขตชั้นใน แล้วเกททางเข้าเขตจะสแกนแล้วยืนยันตัวตนของฉันได้ ฉันจะถูกจับโทษตาย”





เอมิลเล่าเรื่องพวกนี้โดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด ส่วนแคสที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดอะไรไม่ออกไปนานแล้ว ในหัวของเขาพยายามจินตนาการภาพของอีกฝ่ายตอนที่ฆ่าคน ทว่านึกไม่ออกเลย





แม้ว่าเขาจะอยู่กับเอมิลไม่กี่วัน แต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้านั้นเป็นคนดี





“ผมไม่เชื่อหรอกว่าคุณทำเรื่องแบบนั้น”





“แล้วแต่เธอว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ” เอมิลว่าก่อนจะเก็บขยะต่อ “ถือถุงขยะให้ฉันหน่อย”





แคสลังเลเล็กน้อย แต่ก็หยิบถุงใส่ขยะเข้ามาใกล้แล้วเปิดปากถุงออกกว้าง เป็นจังหวะเดียวกับที่เอมิลคีบขยะบางอย่างใส่ลงในถุงพอดี





“ว่าแต่เธอรอแม่มากี่วันแล้วล่ะ”





แคสเงียบไปพักใหญ่ๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเบาหวิว “วันนี้วันที่ห้าแล้ว..”





“อืม” เอมิลตอบรับด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนอะไร น้ำเสียงของอีกฝ่ายยังคงราบเรียบและใจเย็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาตลอด “ใกล้จะถึงเวลาดึกแล้ว”





“ถ้าอย่างนั้น..”





“มาสิ” เอมิลว่าก่อนจะยื่นมือให้กับเด็กหนุ่ม แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เอ่ยหรือพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ “จะพักที่บ้านฉันคืนหนึ่งใช่ไหม”





แคสก้มหน้าลงเล็กน้อยทำให้เอมิลไม่เห็นว่าแววตาและสีหน้าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร แต่ท้ายที่สุดแล้วเด็กหนุ่มก็เอื้อมมือของตนไปจับกับมือของชายหนุ่มเพื่อให้เอมิลพากลับบ้าน





เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเคร้งเคร้งดังก้องไปทั่วเขตเพื่อบ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาหากินของสัตว์มิวแทนต์แล้ว ฉะนั้นในเมืองตอนนี้จึงไม่มีใครอยู่ข้างนอกเลย ทุกบ้านต่างล็อคประตูปิดสนิท สภาพนั้นไม่ต่างจากเมืองร้างที่มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเดินอยู่





แคสย่ำไปบนพื้นที่เป็นดินสีแดงแตกระแหง ยามนี้ภายในเมืองเงียบกริบ จึงมีเพียงแค่เสียงฝีเท้ากับลมหายใจของพวกเขาที่สามารถได้ยินชัดในโสตประสาท





“นี่” แคสเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ผมเป็นเด็กนิสัยไม่ดีหรือเปล่า”





“ฉันไม่คิดแบบนั้น”





“แล้วทำไมแม่ถึงทิ้งผมไป” แคสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ จากนั้นก็พยายามกลั้นเสียงสะอื้นของตนเอง “ถ้าผมไม่ทำอะไรผิด แม่จะทิ้งผมไปทำไม”





เอมิลหลุบตาลง สายตาจับจ้องใบหน้าของแคสที่ก้มต่ำลง มือข้างหนึ่งยังคงจับยึดมือของเขาเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะปล่อยอีกฝ่ายหลุดมือไป ขณะที่มือข้างที่ว่างนั้นก็ยกขึ้นมาปาดน้ำตาออก





“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องร้องไห้”





“ที่ผ่านมาแม่ก็ดีกับผมมาตลอด” แคสพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น จากนั้นร่างกายก็สั่นสะท้านคล้ายกับไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป “ผมยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ดีๆ แม่ถึงทิ้งผมไป”





“บางอย่างก็ไม่สามรถหาเหตุผลได้หรอก” เอมิลว่าก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สามารถเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ถนัดตายิ่งขึ้น “ขอให้เข้าใจไว้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เธออาจจะเสียใจได้ แต่อย่าโทษตัวเอง”





ความจริงเอมิลพอจะเดาเหตุผลได้ลางๆ แต่เขาไม่อยากพูดออกมาเพราะกลัวว่าจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเกินไป บางครั้งก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่อยู่ดีๆ คนก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย





การที่คนสูญหายไปในเขตห้านับว่าเป็นเรื่องปกติจนแม้แต่ตำรวจก็ชินชากับเรื่องแบบนี้ เขาคาดเดาได้เลยว่ามีกรณีสูญหายหรือการทิ้งเด็กแบบนี้วันละเกือบห้าสิบเคส ฉะนั้นบางครั้งตำรวจก็แค่ทำทีรับเรื่อง แต่ไม่เคยให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง





สาเหตุที่คนจะหายไปจากเขตห้าได้ มีหลายกรณีด้วยกัน สาเหตุที่เห็นบ่อยสุดคือถูกสัตว์มิวแทนต์กัดกิน รองลงมาคือถูกพวกค้าอวัยวะจับตัวไป ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือโดนปล้นและทำร้ายร่างกายจนตาย





เอมิลคิดว่าทั้งสามข้อนี้ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าแม่ของอีกฝ่ายแค่ทิ้งแคสไว้ตรงนั้นหรือตายไปแล้ว ฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าเอ่ยอะไรตราบใดที่ไม่รู้ถึงสาเหตุที่แน่ชัด





แคสไม่ได้ตอบอะไรกับเขาอีก อีกฝ่ายยังคงร้องไห้ไม่หยุด เอมิลไม่รู้ว่าควรจะปลอบคนอย่างไร เขาไม่ใช่พวกที่ปลอบใจคนเก่ง และไม่ใช่คนที่ชอบสุงสิงกับคนอื่นเท่าไรนัก บางครั้งเขาจึงเข้าไม่ถึงเวลาที่คนอื่นมีอารมณ์อ่อนไหว





ฉะนั้นเอมิลเลยเลือกที่จะเงียบ เขากระชับมือของแคสให้แน่นขึ้น แล้วพากลับบ้านไปด้วยกัน





………………………………………





………………………..





กิจวัตรประจำวันของพวกเขายังคงเหมือนกับคืนก่อนๆ ที่ผ่านมา แคสอาบน้ำแล้วเดินเข้ามาในห้อง เอมิลยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้กับโต๊ะตัวเดิม มือก็งัดแงะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางอย่างที่อีกฝ่ายเก็บมาได้จากกองขยะ





แคสลอบมองการกระทำนั้นเงียบๆ ก่อนจะเอ่ย “ไม่กลัวโดนสารกัมมันตรังสีหรือสารเคมีปนเปื้อนหรือครับ”





“ร่างกายฉันสามารถป้องกันสารเคมี พิษหรือสิ่งแปลกปลอมได้”





แคสสามารถเข้าใจได้ในทันที ในโลกที่ไวรัสและสารกัมมันตรังสีมีอยู่ทุกที่ส่งผลให้มนุษย์บางคนกลายพันธุ์ บางคนจะมีพลังพิเศษเฉพาะตัว เช่น สามารถป้องกันไฟ ปล่อยไฟออกจากมือได้ ซึ่งความสามารถต่างๆ จะมีทั้งสามประเภทโดยเรียงจากพลังที่แข็งแกร่งต่ำไปสูงสุดคือ B A และ S





“แสดงว่าคุณอายุถึงสิบหกแล้ว? ”





ปกติแล้วความสามารถพิเศษจะตื่นเต็มที่เมื่อถึงอายุสิบหกปี คนส่วนมากจะเริ่มรู้ความสามารถของตนเองเมื่อถึงอายุสิบหก ดังนั้นการที่อีกฝ่ายรู้ความสามารถของตนเอง เขาจึงคาดเดาไว้ก่อนว่าเอมิลอายุเยอะกว่าสิบหกแล้ว





ด้วยความที่อายุสิบหกปีเป็นช่วงที่ความสามารถตื่นพอดี นั่นจึงเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางการจะเรียกเกณฑ์ทหารทุกคนให้เข้าสู่ระบบด้วย





“ใช่”





“ความสามารถของคุณอยู่ในระดับไหนหรือครับ”





“บี”





ก็คือระดับทั่วไปนั่นเอง แคสไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร ส่วนมากระดับ A กับระดับ S จะเป็นระดับที่สามารถใช้พลังเป็นอาวุธได้ แต่จากความสามารถพิเศษของเอมิลแล้ว เขาคิดว่าคงอยู่แค่ในระดับทั่วๆ ไปเท่านั้น





ปกติแล้วคนที่มีความสามารถพิเศษสูงมากเท่าไร อีกฝ่ายก็ยิ่งได้รับการเลี้ยงดูดีมากขึ้นเท่านั้น สำหรับระดับ B นั้นไม่ต่างกับทหารทั่วไปมาก แต่ระดับ A และระดับ S จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีและกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนทันที





“แบบนี้คุณต้องเคยถูกเกณฑ์ทหารแน่ๆ เลย” แคสถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “ข้างในนั้นเป็นยังไงบ้างครับ”





เอมิลไม่แน่ใจว่าควรจะโล่งใจดีหรือเปล่าที่เพียงแค่แปบเดียวอีกฝ่ายก็ดูสดใสถึงขนาดนี้แล้ว “น่าเบื่อ”





“คุณหมายถึง..”





“ข้างในน่าเบื่อ” เอมิลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เธอจะรู้สึกเหมือนติดอยู่ในนรกตลอดเวลา”





“งั้นก็โชคดีที่เขาเกณฑ์แค่ห้าปี” แคสถอนหายใจ “ยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงเวลาเกณฑ์ทหาร”





“ตอนนี้เธออายุเท่าไร”





“สิบสอง”





สิบสอง.. เอมิลคิดในใจ แสดงว่าหลังจากนั้นอีกสี่ปีแคสต้องไปเกณฑ์ทหาร แน่นอนว่าการบังคับเกณฑ์ทหารนั้นเกิดขึ้นกับคนทุกคน ไม่ว่าจะเพศไหนหรือใครก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ ต่อให้อยู่ในเขตห้าที่ถูกทอดทิ้งก็ตาม





“คุณเอมิล”





เอมิลหลุดจากห้วงความคิดเมื่อถูกเรียกชื่อ เขาหันไปสบตาคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตน สีหน้าของแคสนั้นดูจริงจังขึ้น แต่แฝงไปด้วยความลังเลบางส่วน เขาเลยเอ่ยถามออกไป “มีอะไร”





“คือว่าผมมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณอย่างหนึ่ง…” แคสเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเล “ไม่แน่ใจว่าคุณจะสามารถให้ผมได้ไหม แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิตที่ผมรบกวนคุณด้วย”





------------------------------------------------------



[Talk]



พรุ่งนี้เจอกันอีกวันนะคะ เป็นตอนสุดท้ายที่เราจะอัพค่ะ แล้วเจอกันเสาร์อาทิตย์ถัดไปค่า




ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
Re: ตะวันในกองขยะ บทที่2 p.1 [1/11/64]
«ตอบ #5 เมื่อ11-01-2021 15:42:40 »

"ผมรบกวนขออยู่กับคุณได้ไหมครับ" 555 สงสารแคสสสสสสส โฮรรร โดนแม่พามาทิ้ง ถ้าไม่อยู่กับเอมิล จะไปอยู่ที่ไหนละเนี้ย รอตามเลย สนุกกดีนะ พล็อตน่าสนใจดี มาต่อๆรออ่านนะคะ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ larza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +83/-2
Re: ตะวันในกองขยะ บทที่2 p.1 [1/11/64]
«ตอบ #6 เมื่อ12-01-2021 00:24:30 »

บทที่3

“เรื่องอะไรล่ะ” เอมิลถามกลับ “ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันไม่สามารถทำได้ ฉันจะไม่รับคำ”





“ผมขออยู่กับคุณได้ไหม” แคสกลั้นใจพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ผมไม่มีที่ไปแล้ว ละ..แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อด้วย ถ้าคุณให้ผมอาศัยในบ้าน ผมสัญญาว่าจะช่วยคุณทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าคุณสั่งให้ทำอะไร ผมก็จะทำ”





เอมิลเงียบไปพักใหญ่ “เธอจะไม่รอแม่เธอแล้วหรือ”





“เธอคงไม่กลับมาอีกแล้ว”





ตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา เอมิลก็รับรู้ได้ว่าเสียงของแคสสั่นผิดปกติคล้ายกับพยายามอดทนไม่ให้ร้องไห้อยู่





“เธอทำอะไรเป็นบ้างล่ะ” เอมิลถามต่อ “ฉันจะไม่รับคนที่ไม่ทำอะไรไม่เป็นเข้ามาอยู่ในบ้านฉัน”





แคสพยายามนึกว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรที่เขาสามารถทำได้เลย ทุกอย่างที่เขาสามารถทำได้ ดูเหมือนว่าเอมิลก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน





“คือว่า…”





พอเอ่ยออกมาได้แค่นี้แคสก็เงียบไป เอมิลเองก็ไม่ได้เร่งให้อีกฝ่ายพูด ดังนั้นบรรยากาศรอบข้างจึงตกสู่ความเงียบอย่างรวดเร็ว





เอมิลกวาดตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจดเท้า ทันใดนั้นในหัวก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ บางทีถ้าแคสมาอยู่ด้วยอาจจะเป็นการดี เพราะเขาต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างอยู่ด้วยพอดี





ข้อมูลพวกนั้นเขาพยายามเก็บมานานมากแล้ว แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจ ฉะนั้นเขาคิดว่าการเอาแคสมาเป็นแหล่งข้อมูล มันอาจจะทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น





“ก็ได้” เอมิลรับคำอย่างว่าง่าย “ต่อจากนี้ฉันจะให้เธอพักในบ้านของฉัน รวมถึงฉันจะเลี้ยงดูเธอด้วย”





“ทำไมล่ะ..” แคสที่กำลังวุ่นอยู่กับการคิดความสามารถพิเศษนั้นถึงกับตื่นจากห้วงความคิด “ความจริงคุณแค่ให้ผมพักในบ้านก็พอ ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดู--”





“แล้วเธอจะทำงานไหวหรือไง? ” เอมิลกวาดตามองเขา สายตานั้นเรียบเฉยเหมือนกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง “ฉันจะเป็นคนเลี้ยงเธอเอง ไม่จำเป็นต้องรู้สึกขอบคุณหรือติดหนี้บุญคุณฉัน ฉันแค่ต้องการอะไรบางอย่างจากเธอเฉยๆ ”





“จากผม? ”





เอมิลไม่ตอบ แล้วเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นทันที “ช่างเถอะ ไปนอนพักได้แล้ว”





แคสพยักหน้า ก่อนจะเดินตรงไปที่เตียงที่เขาใช้นอนมาติดต่อกันหลายคืนที่ผ่านมา แต่ก่อนที่จะมุดเข้าไปนอน เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แล้วคุณ..เอ่อ จะนอนที่ไหน”





“ฉันนอนที่โต๊ะได้” เอมิลตอบกลับ “ถึงเวลานอนแล้ว ระบบปิดไฟหน่อย”





สิ้นเสียงของเอมิล พริบตานั้นทั้งห้องก็ตกสู่ความมืดทันที แคสพลิกตัวไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ อีกฝ่ายยังคงแงะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นแล้วชิ้นเล่า ก่อนจะเอามาแยกประเภทเป็นกองๆ





แคสแทบไม่ค่อยเห็นเอมิลนอนเลย อีกฝ่ายมักจะนอนตอนเช้าหรืองีบหลับเพียงแค่ชั่วเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่ท่าทางของอีกฝ่ายก็ดูสดชื่นและมีพลังตลอดเวลา ดังนั้นแคสเลยไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาคิดว่าหลังจากที่เขาหลับไปสักพัก เดี๋ยวเอมิลก็คงหลับตามเอง





“คุณเข้ามานั่งใกล้ผมได้ไหม”





“ทำไม”





แคสไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ทำเพียงแค่จ้องเอมิลเงียบๆ ชายหนุ่มจึงขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออยู่ในระยะที่อีกฝ่ายเอื้อมถึง เด็กชายก็คว้ามือของเขาไปกุมเอาไว้แน่น





เอมิลกะพริบตา สายตามองอีกฝ่ายราวกับจะถามว่า ‘ทำอะไร’





“ผมอยากจับมือคุณไว้ตอนนอน” แคสพูดด้วยน้ำเสียงราบเรื่อย “อย่างน้อยจะได้มั่นใจว่าคุณไม่ได้ทิ้งผมไปไหน”





เอมิลคิดมาตลอดว่าแคสน่าจะไม่รู้สึกอะไรมากกับการที่แม่ทิ้งไป แต่พอได้ยินประโยคนั้นเขาก็เข้าใจว่าแท้จริงแล้วแคสรู้สึกมากกว่าที่ตนคิดไว้จนถึงขั้นกลัวว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกครั้ง





“เข้าใจแล้ว” เอมิลปลอบอีกฝ่าย “ฉันจะนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนหรอก”





แคสไม่แน่ใจว่าเขาจ้องเอมิลอยู่นานเท่าไร แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย





…………………………..





…………….





ตอนที่แคสตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าเอมิลยังคงนอนหลับอยู่ตรงโต๊ะ





ใบหน้าของอีกฝ่ายดูอ่อนล้ามาก ขนาดผิวยังซีดขาว แคสเอื้อมมือออกไปจะแตะใบหน้าอีกฝ่าย แต่สุดท้ายก็ผละออกมา





เขาไม่คิดว่าการรบกวนเวลานอนของเอมิลจะเป็นเรื่องดี ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงผละตัวออกมา แล้วเดินตรงไปทางห้องครัว





ที่บ้านหลังนี้ไม่มีตู้เย็น ไม่มีแม้แต่จาน ช้อนหรือส้อม แม้แต่อุปกรณ์เครื่องครัวสักชิ้นก็ไม่มี





แสดงว่าส่วนใหญ่เอมิลคงดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยซีบุส แคสเลิกสำรวจข้าวของในครัว ก่อนจะเดินตรงไปทางห้องน้ำ





ความจริงในห้องน้ำก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ในห้องน้ำค่อนข้างโล่ง มีสบู่ขวดใหม่ที่เหมือนใช้ไปไม่กี่ครั้งบนชั้น





ในบ้านหลังนี้แทบจะไม่มีอะไรเลย แคสเดินออกมาจากห้องน้ำ จากนั้นสายตาก็เหลือบมองไปทางหุ่นยนต์ที่ยืนนิ่งอยู่ตรงห้องครัว ซึ่งหุ่นยนต์นั้นยืนขวางประตูบานหนึ่งอยู่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปในห้องนั้นได้





หุ่นยนต์พวกนี้น่าจะสั่งได้ด้วยคำสั่งง่ายๆ แต่เสียงของเขาไม่น่าสามารถเปิดใช้ระบบหุ่นยนต์ได้ ฉะนั้นแคสจึงเดินวกกลับมาที่ห้องนอน





"ทำอะไรของเธอ"





แคสสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงจากทางด้านหลัง เอมิลยืนอยู่ข้างหลังเขา จ้องมองเขาด้วยแววตางุนงง





"คุณตื่นตอนไหน"





“ตื่นนานแล้ว” เอมิลว่าก่อนจะยื่นถุงซีบุสให้เขา “ถ้ายังไม่ได้กินอะไรก็เอาอันนี้ไปกิน”





แคสรับถุงนั้นมา ด้านในมีซีบุสอยู่ประมาณสี่ถึงห้าชิ้นได้ “คุณไม่กินหรือครับ”





“ฉันกินแล้ว”





“คือว่า ผมถามได้ไหมว่าหลังประตูบานนั้นมีอะไร”





แคสว่าก่อนจะมองไปทางประตูบานที่มีหุ่นยนต์ยืนขวางอยู่ เอมิลเหลือบตามองตามก่อนจะเอ่ยปากออกคำสั่ง





“โร๊ค อย่ายืนขวางประตู”





หุ่นยนต์ที่ชื่อโร๊คส่งเสียงปี้บ ก่อนที่มันจะเคลื่อนที่ออกไปห้องอื่น ทำให้ประตูที่เคยมีสิ่งกีดขวางกลายเป็นที่โล่งแล้วสามารถเข้าไปด้านในได้





เอมิลเดินตรงไปที่ประตูบานนั้น แน่นอนว่าแคสเดินตามด้านหลังอีกฝ่ายไปติดๆ ฉะนั้นทันทีที่อีกฝ่ายเปิดประตูออก พริบตานั้นแสงสว่างก็เป็นอย่างแรกที่แคสมองเห็น





ด้านในห้องนั้นเป็นห้องที่มีพืชหลากหลายชนิด พืชบางชนิดเขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยความที่ต้นไม้ส่วนมากไม่สามารถเจริญเติบโตด้านนอกได้ ต้นไม้ที่แคสเคยเห็นทั้งหมดจึงเคยเห็นจากหนังสือทั้งนั้น เมื่อได้เห็นต้นไม้ของจริง เขาจึงอดตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นไม่ได้





“คุณไปเอาต้นไม้พวกนี้มาจากไหน”





“ได้จากการเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปขาย” เอมิลตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย “ถ้าเอาไปขายในจำนวนมากพอก็ขอแลกกับเมล็ดพืชได้ ฉันเลยสร้างห้องหนึ่งไว้สำหรับปลูกพืชโดยเฉพาะ”





แคสเดินเข้าไปใกล้พืชที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดอย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องพืชนั้นอยู่นานมาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “อันนี้คือต้นแครอทหรือเปล่าครับ”





“รู้จักด้วยเหรอ? ” เสียงของเอมิลดูประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับ “ใช่ จะเดินดูก็ได้นะ”





แคสเดินดูรอบแปลงปลูกผักอย่างไม่เกรงใจอีกเมื่อได้ยินคำอนุญาตนั้น ที่นี่มีพืชหลายชนิดที่เขารู้จักไม่ว่าจะเป็นแครอท มันฝรั่ง มะเขือเทศ หรือหัวหอม การที่ได้เห็นพืชพวกนี้นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเพราะเขาไม่เคยเห็นพืชพวกนี้มาก่อน





“ด้านหลังประตูนี้มีอะไรหรือครับ? ”





แคสว่าก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูบานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องที่พวกเขาเข้ามา เอมิลชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินตรงมาเปิดประตูบานนั้นออก





ด้านหลังบานประตูนั้นไม่มีอะไรเลย





ข้างในห้องนั้นเป็นห้องโล่งๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์แม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งห้องถูกปูด้วยกระเบื้องสีขาว แม้แต่ประตูก็ยังถูกทาด้วยสีขาว





“มันคือห้องจำลอง” เอมิลอธิบาย จากนั้นก็เงียบไปสักพักใหญ่ราวกับไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร “ห้องนี้สามารถจำลองเป็นอะไรก็ได้”





แคสมีสีหน้าไม่เข้าใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบาย ฉะนั้นเอมิลเลยเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะกดอะไรบางอย่างตรงที่แผงควบคุม จากนั้นห้องนี้ก็แปรสภาพกลายเป็นห้องแล็บไปทันที





แคสเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาอยู่บ้างว่าในบ้านของคนรวยหรือทางการจะมีห้องประเภทนี้อยู่ มันคือห้องจำลองเสมือนจริง ลักษณะห้องสามารถเปลี่ยนไปมาตามการตั้งค่าได้ และของทุกอย่างในห้องจากการตั้งค่าก็สามารถจับต้องได้จริง





เขาไม่คิดว่าเอมิลจะเป็นคนสั่งทำห้องนี้ขึ้นมา บางทีอาจจะเป็นเจ้าตัวที่สร้างห้องนี้ขึ้นมาเองกับมือด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มเดินตรงไปเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นิ้วมือลูบไล้ไปมาบนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้น ผิวสัมผัสของมันให้ความรู้สึกราวกับเขาแตะบนไม้จริงๆ





“คุณสร้างเองหรือครับ”





“อืม”





“คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากนะ” แคสชมอีกฝ่ายด้วยความกระตือรือร้น “น่าเสียดายที่พรสวรรค์ของคุณไม่มีคนอื่นได้เห็น”





เอมิลไม่ได้มีท่าทีดีใจกับคำชื่นชม อีกฝ่ายปิดแผงควบคุมนั้นทำให้ของทุกอย่างในห้องนั้นหายไป จากนั้นก็เดินออกมานอกห้องโดยที่เปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว





“ใกล้ถึงเวลาที่เขาจะเอาขยะมาทิ้งแล้ว รีบออกไปข้างนอกกันเถอะ”





เมื่อได้ยินแบบนั้นเด็กหนุ่มเลยรีบเดินตามอีกฝ่ายออกไป แคสไม่แน่ใจว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนเอมิลจะไม่ได้รู้สึกภูมิใจเกี่ยวกับเรื่องพรสวรรค์ของตนเองเท่าไรนัก





บางทีอีกฝ่ายอาจจะถูกคนอื่นชมมาบ่อยจนรู้สึกเฉยๆ กับคำชมพวกนั้นแล้ว ทว่าพอแคสเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาทั้งหมด เขาก็ยังอดตกตะลึงจนเอ่ยปากชมอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี





………………………………….





……………………





วันนี้มีขยะจากเขตหนึ่งและเขตสองมาทิ้ง





เรื่องนี้ถูกป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ก่อนหนึ่งชั่วโมงที่รถขนขยะจะมาถึง ด้วยความที่ขยะเขตหนึ่งและเขตสองเป็นขยะที่มีมูลค่ามาก ฉะนั้นวันนี้จึงมีคนมาที่กองขยะเยอะผิดปกติ





แคสรู้สึกอึดอัดในฝูงคนจำนวนมากจนเกือบหายใจไม่ออก ปกติแล้วขยะจากเขตหนึ่งและเขตสองจะมีจำนวนวันและเวลาที่ไม่แน่นอน แต่ปกติแล้วจะมีการเอาขยะจากเขตหนึ่งและสองมาทิ้งทุกสัปดาห์





“บอกแล้วว่าไม่ต้องเข้ามาก็ได้” เอมิลพูดลอยๆ เมื่อเห็นเขาถูกเบียด “ตัวเล็กแบบเธอเข้ามาเดี๋ยวก็โดนเหยียบตาย”





“ผมไม่ได้ตัวเล็กสักหน่อย! ”





“ก็เตี้ยกว่าฉันตั้งหลายเซนต์ จะไม่ให้เรียกว่าตัวเล็กได้ยังไง”





แคสเถียงไม่ออก สุดท้ายด้วยความกลัวว่าจะถูกรุมเหยียบตายจริงๆ เขาเลยเลือกที่จะถอยห่างออกมาแล้วยืนมองเอมิลจากวงนอกแทน เผื่อว่ามีอะไรที่เขาพอจะช่วยอีกฝ่ายได้





ต่อให้เขาไปยืนด้านใน เขาก็คงช่วยแย่งอะไรมาไม่ได้อยู่ดี ฉะนั้นการเลือกยืนเฉยๆ บางทีอาจจะเป็นทางดีกว่า





ในที่สุดหลังจากรอคอยมานานรถขนขยะก็มาถึง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันที เสียงอึกทึกดังขึ้นเมื่อขยะถูกเททิ้งลงมา จากนั้นฝูงคนที่ล้อมรอบอยู่ก็รีบปีนป่ายขึ้นไปแย่งขยะบนยอดราวกับแย่งชิงสมบัติกัน





แคสเคยเห็นสถานการณ์พวกนี้จากด้านนอก แต่เขาไม่เคยเห็นสถานการณ์นี้แบบระยะประชิดมาก่อน พอเห็นภาพที่ทุกคนต่างแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนแย่งสิ่งของล้ำค่าแล้วเขาก็พูดอะไรไม่ออก





ความจริงแล้วของที่พวกเขาแย่งชิงก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับคนเขตหนึ่งและเขตสอง มันถึงถูกเรียกว่าขยะ แต่มันไม่ใช่ขยะสำหรับคนชนชั้นล่างอย่างพวกเขาก็เท่านั้น





แคสมองสถานการณ์จากด้านนอกด้วยความกังวลใจ เขากลัวว่าเอมิลจะบาดเจ็บจนถึงกับยืนไม่ติดที่ ลังเลว่าควรจะเข้าไปช่วยอีกฝ่ายดีไหม แต่หลังจากรอสักพักหนึ่ง เอมิลก็ออกมาจากฝูงคนที่รุมแย่งชิงของกันอย่างปลอดภัย





“จะกลับแล้วเหรอครับ? ” แคสเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินตรงมาทางเขา สายตาก็ลอบมองดูว่าอีกฝ่ายมีบาดแผลหรือเปล่า “คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”





“ฉันไม่เป็นไร” เอมิลตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนทุกที ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งให้กับแคส “กลับกันเถอะ ฉันได้ของที่ต้องการมาแล้ว”





แคสรีบกุมมืออีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล “ของอะไรหรือครับ”





เอมิลส่ายหน้า “ความลับ”





จนเมื่อมาถึงที่บ้านแล้ว เอมิลก็ยังคงไม่ยอมบอกเขาอยู่ดีว่าของที่ได้มาคืออะไรกันแน่





--------------------------------------



[Talk]



อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้วให้เดาว่าใครเป็นพระเอกค่ะ กด1ถ้าคิดว่าแคส กด2ถ้าคิดว่าเอมิล

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 109
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ตะวันในกองขยะ บทที่3 p.1 [1/12/64]
«ตอบ #7 เมื่อ12-01-2021 12:24:33 »

1

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
Re: ตะวันในกองขยะ บทที่3 p.1 [1/12/64]
«ตอบ #8 เมื่อ12-01-2021 22:15:39 »

ชิงขยะได้อะไรมาอ่ะเอมิล 5555 โห้ยดีใจด้วยที่เอมิลให้แคสอยู่ด้วย  :กอด1: แล้วข้อมูลอะไรที่เอมิลต้องการจากแคส รอตามต่อไป  :pig4: :pig4:

คิดว่า กด 1 ฮ่าๆ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด