ขวัญใจ...ขวัญรัก ตอนที่ 10 20/1/2564
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ขวัญใจ...ขวัญรัก ตอนที่ 10 20/1/2564  (อ่าน 1462 ครั้ง)

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2021 19:17:42 โดย dusitta »

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

1.จุดนัดพบ
ค่ำคืนที่มืดมิด กบเขียดร้องแข็งกับสายฝนและสายลมพัดกระหน่ำ ราวกับใต้ฝุ่นถล่มลงมา พร้อมสายฝนที่สาดชัดกระทบหลังคา แสงวาปจากสายฟ้าดูน่ากลัวยิ่งนัก  หลังคาบ้านพักราชการครูทรงสูงสองซั้น สะท้อนกับแสง ทำให้มองเป็นเป็นเงาตะคลุ่มเห็นเป็นหลัก ๆ ที่ปลูกห่างกัน ท่ามกลางหมู่แมกไม้ อัฐณพ อาจารย์หนุ่มที่เพิ่งย้ายมาทำงานที่ นี้ มีอาการตกใจทุกครั้งที่ฟ้าแลป ทำให้อัฐณพนั่งไม่ติดพื้นเมื่อสองเดือนที่แล้วเขาถูกเรียกให้มาบรรจุที่ นี้ หลังจากที่มุ่งหมั่นให้เรียนจบโดยเร็ว ตามความคาดหมายจบภายในสี่ปี พยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมให้ได้ ไม่อยากทำตัวมีปัญหา สงสารแม่กับน้องที่ต้องช่วยกันหาเงินให้เขาเรียนจนจบ

“น้องนพ ครูนพครับ อยู่ไหมครับ” เสียงตะโกนจากชั้นล่าง เสียงของครูชัชวาลนั้นเอง อัฐณพใจชื่นขึ้นมา รีบชะโงกหน้าออกหน้าต่างบ้านจากชั้นบน ชายสูงวัยในชุดกันฝนที่ดูแล้วจะไม่ค่อยจะกันฝนสักเท่าไหร่นัก ละอองฝนเปียกชุ่มที่ใบหน้าผู้สูงวัย

“ครับ ครูชัช นพยังอยู่ครับ” อัฐนพตะโกนออกมาแข่งกับเสียงฝน ส่งรอยยิ้มให้ผู้ร้องเรียก ทำให้ผู้มาเรียกรู้สึกโล่งใจ

“ครูอยู่ได้ไหม ฝนตกแรงหน่อย เป็นธรรมชาติของพื้นที่เราครับ” ครูชัชวาลอธิบาย ทำให้อัฐณพรับทราบข้อมูลใหม่

“ออ ครับ ผมเพิ่งรู้ อยู่ได้ครับครู” อัฐณพ พูดขึ้น มองดูสายฝนที่พัดกระหน่ำลงมาเรื่อย ๆ 

“หรือครูจะไปอยู่กับแม่บ้านพี่ก่อนไหม แบบนี้คงตกอีกนาน ฝนแรกของฤดูนะครูนพ” ครูชัชวาลกล่าวต่อ

“ไม่เป็นไรครับ ผมพออยู่ได้ครับ” อัฐณพ บอกด้วยความเกรงใจ อีกทั้ง ต้องปรับสภาพตัวเองให้สามารถอยู่ในที่ใหม่ให้ได้ อัฐณพสอบบรรจุได้

“แล้วครูชัช จะไปไหนครับ ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหม” อัฐณพตะโกนแข่งกับสายฝน

“ไม่เป็นไร พี่ไปคนเดียวสะดวกกว่า อีกอย่างพี่จะไปดูห้องทำงานพี่นะ หน้าต่างห้องพักยิ่งไม่ดีอยู่ จะเลยไปดูหน้าโรงเรียนด้วยครับ กลัวน้ำพัดพา จะชวนภารโรงไปเป็นเพื่อน” ครูชัชวาลตอบ อัฐณพ พยักหน้ารับทราบ มองดูสายฝนที่โปรยปลายลงมาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมแสงแลบจากสายฟ้าและเสียงคำรามไม่ขาดระยะ

“ครับ ระวังด้วยนะครับ” อัฐณพเอ่ยด้วยความห่วงใย อีกฝ่ายจึงโบกมือให้

“ถ้าอย่างนั้นผมไปดูโรงเรียนก่อนครับ ดีที่ช่วงนี้เปิดเทอม ถ้ายังปิดเทอมอยู่จะไม่รู้ว่ามีอะไรเสียหายบ้าง” ครูชัชวาล กล่าวต่อ

“แน่ใจนะครับว่าจะไม่ให้ผมไปเป็นเพื่อน”  อัฐนพถามอีกครั้ง แสดงความมีน้ำใจกับเพื่อนครูรุ่นพี่  แล้วหลบสายฟ้าที่ฟาดลง พร้อมเสียงคำรามอย่างน่ากลัว

“ไม่เป็นไรครับ สักครู่เดียวผมก็กลับแล้ว” ครูชัชวาลกล่าว รีบผละเดินไปยังอาคารเรียน ลัดเลาะไปตามอาคารเรียน

    โรงเรียนแห่งนี้มีสามอาคารเรียน มีครูประจำการ ห้าคน ครูผู้ช่วยอีก สามคน นักการภารโรงอีกหนึ่งคน รวมเป็นเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่เก้าคน  โรงเรียนตั้งห่างจากหมู่บ้านสองกิโลเมตร ด้านข้างโรงเรียนเป็นคลองน้ำขนาดใหญ่

    เมื่อมีครูชัชวาลมาเรียกทำให้ใจชื่นขึ้นบ้าง อัฐณพจึงเริ่มสำรวจดูรอยรั่วภายในบ้านพัก กลัวจะมีน้ำหยดลงมา โชคดีอย่างหนึ่งที่ หลังคาบ้านยังคงปกติดี อัฐณพเดินสำรวจชั้นล่าง เสียงน้ำที่เริ่มไหลแรงลงคลองน้ำ บรรยากาศภายนอกบ้านพักครูความมืดเริ่มปกคลุม ยิ่งมีเมฆฝนยิ่งทำให้มืดเข้าไปใหญ่

“มันจะจนท่วมโรงเรียนเลยใช่ไหมแบบนี้” อัฐณพเอ่ยกับตัวเอง พร้อมเปิดประตูหน้าบ้าน มองสายฝนที่สะท้องแสงไฟดวงริบหรี่ ด้านนอกเสียงฟ้าคำรามดังเรื่อย ๆ ก่อนสายฟ้าฟาดลงอีกครั้ง จนตัวอัฐณพเองต้องรีบก้มตัวลงต่ำ 

“โอ้ย ตายละหว่าแบบนี้ พ่อแก้ว แม่แก้ว ช่วยลูกด้วย” อัฐณพร้องเสียงหลง นั่งลงตรงประตูหน้าบ้าน

“ลูกแก้วไม่ได้สาบานที่ไหนนะ อย่าเพิ่งให้ลูกต้องตายจากทีนี้เลย น้องของลูกแก้วยังเรียนไม่จบเลย” อัฐณพ ยกมื้อท้วมหัว รีบปิดประตูบ้านลงกลอนอย่างฉับไว

“เปรี้ยง.............ปัง ปัง ปัง ...........”  แสงวาบจากฟ้าแลบพร้อมเสียงดังกึงก้องกัมปนาท ถ้าฟังดี ๆ จะมีอีกเสียงที่แทรกอยู่ สิ้นเสียงนั้นความเงียบปกคลุมพร้อมเสียงสายฝนแผ่วเบาลง อัฐณพ นิ่งสักครู่ พยายามเอียงหูฟังทิศทางที่มาของเสียง

“เอ๊ะ ทำไมเสียงฟ้าแปลก ๆ” อัฐณพถามตัวเอง ไวเท่าความคิด จึงรีบเดินไปหลังบ้าน เปิดประตูหลังบ้าน ใช้สายตาเพ่งมองฝ่าความมืดออกไป พยายามหาที่มาของเสียงผสานกับเสียงฟ้าผ่า เมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรผิดสังเกต จึงรีบหลบเข้าบ้านพัก ก่อนจะปิดประตูหลังบ้านหูก็ได้ยินเสียงบางอย่างหล่นลงน้ำ

“ตูม ๆ ..............” เสียงน้ำแตกกระจายเหมือนมีการโยนของหนักลงน้ำ อัฐณพ สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อตั้งสติได้ รีบผลักประตูหลังบ้านให้เปิดออกอีกครั้ง พยายามเพ่งสายตายไปยังลำคลอง หัวใจเต้นเร็ว ในมโนสำนึกคิดอะไรผุดขึ้นมามากมาย ทั้งกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นกับตัวเอง หรือมีสัตว์ใหญ่ที่มากับน้ำจะมาทำร้าย จึงพยายามมองหาสิ่งที่ผิดปกติ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ จึงได้แต่ถอนหายใจพร้อมมือทาบลงที่อก สายฝนเริ่มพัดกระหน่ำพร้อมฟ้าแลบ ฟ้าผ่าก็กลับมาอีกครั้ง ทำให้อกสั่นขวัญหายไปใหญ่

“อย่าทักท้วงลูกแบบนี้เลย” อัฐณพกล่าว ยกมือขึ้นท่วมหัว ถอยหลังกลับเข้าบ้าน แต่ยังไม่ถึงประตูบ้านก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือแข่งกับเสียงฝนที่กระทบกับหลังคาบ้าน

“ช่วยด้วย.....” อัฐณพชะงักเมื่อได้ยินเรียกดังแว่วจากกลางลำคลอง

“เฮ้ย อย่านะ อย่ามาหลอกมาหล่อนลูกแก้วเลยหนา” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ พร้อมยกมือขึ้นพนม

“ช่วย  ด้วย   ช่วยพวกเราด้วย” น้ำเสียงเหมือนได้รับความเจ็บปวดอย่างมาก  อัฐณพขนลุกความหนาวเย็นเข้าเกาะกุมหัวใจเลยก็ว่าได้

“อย่ามาหลอกมาหลอนลูกเลย ลูกหลานจะทำบุญอุทิศไปให้นะครับ” อัฐณพยกมือท่วมหัวเลยครั้งนี้ หันซ้ายทีขวาที พยายามเพ็งมองฝ่าความมืด ตั้งสติเอียงหูฟังว่าเสียงนั้นมาจากไหน 

“ช่วย..ด้วย...” เสียงที่ขาดเป็นห้วง ๆ

“กะ  เกิด  อะไรขึ้นกันแน่” อัฐณพถามตัวเอง พยายามรวบรวมสติ ครูวิทยาศาสตร์ควารมีสติ คิดว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ ๆ รีบเข้าไปหยิบไฟฉายตรงข้างบันใดบ้าน แล้วกลับออกไปอีกครั้ง

“สาธุ อย่ามาหลอกหลอนลูกเลย” ในใจนั้นคิดแต่เรื่องดี ๆ เข้าไว้

“แต่เสียงร้อง ต้องใช่คนแน่ ๆ” อัฐณพปลอบใจตัวเอง พยายามมองฝ่าความมืด พร้อมสาดไฟฉายดวงเล็ก ๆ ไปที่ผิวน้ำ สายตาก็พลันเห็นบางอย่างเคลื่อนไหว

“มันคืออะไร”อัฐณพถามตัวเอง เมื่อเห็นว่าสิ่งที่อยู่กลางลำคลองนั้นคือคน จึงรีบลงไปที่คลองซึ่งน้ำยังไม่มีมากนัก โดยไม่ได้คิดอะไรอีก พร้อมตะโกนกลับ 

“ใคร ร้องให้ช่วย” อัฐณพตะโกนออกไป เอียงหู เพื่อหาต้นเสียงตอบกลับ
“ช่วยด้วย..........ช่วยด้วย.......” เสียงร้องแผ่วเบาลงและขาดเป็นห้วง ๆ  อัฐณพดีใจที่ยังได้ยินต้นเสียง  สีน้ำเริ่มเปลี่ยนสีเห็นได้ชัด จากวันก่อน ระดับน้ำอยู่แค่หน้าแข้งเท่านั้น แต่ตอนนี้ระดับน้ำอยู่ตรงสะโพกแล้ว อัฐณพต้องรีบทำเวลา คำนวณความเร็วของน้ำ

“อยู่ตรงไหนครับ ผมมองไม่เห็น” อัฐณพร้องลงไปยังพื้นน้ำ

“อยู่นี้ครับ พวกเราอยู่นี้” อีกฝ่ายร้องขึ้น อัฐณพพยายามฉายไฟไปเรื่อย ๆ จนอีกฝ่ายตีน้ำให้เห็น อัฐณพเจอร่างดำสองคนที่หงายตัวเห็นใบหน้า

“ช่วยด้วย ช่วยลูกพี่ผมด้วย” เสียงร้องเรียก ทำให้อัฐณพ รีบฝ่าพื้นน้ำเข้าไปหา

“คุณๆ เป็นอะไรครับ” อัฐณพถาม รีบฉุดร่างคนที่ไร้สติไว้

“ช่วยด้วย ช่วยลูกพี่ผมด้วย” คนที่มีสติพยายามดันร่างอีกคนให้เหนือพ้นน้ำ  คนบาดเจ็บ กลิ่นคาวเลือดเริ่มเข้าจมูกอัฐณพ รีบเข้าพยุงร่าง คนหมดสติ เกาะหลัง อีกมือคว้าร่างอีกคนไว้ พยายามดึงให้ขึ้นฝั่ง

“ทำใจดี ๆ นะครับ ไหวไหมครับ” อัฐณพ ร้องถามฝ่าเสียงฝน เสียงน้ำที่ดังมาแต่ไกล แต่คนสามคนยังอยู่กลางลำน้ำ

“ปล่อยผมไปครับ” คนที่มีสติกว่าพยายามสลัดให้หลุด เสียงกระแสน้ำเหนือคลองไหลลงมาเข้าใกล้ทุกที 

“ช่วยลูกพี่ผม ปล่อยผมไป เราจะตายด้วยกันทั้งหมด” ชายที่พอมีสติอยู่กล่าว เขาพยายามแกะมืออัฐณพให้ออกตัวเขา

“คุณ ผมไม่ทิ้งใคร ไปด้วยกัน” อัฐณพพยายามคว้าตัวไว้อีกครั้ง

“ผมฝากลูกพี่ผมด้วย อย่าให้เขาเป็นอะไร เขาจะช่วยผมเองครับ” สิ้นเสียงบอก เขาก็ผละร่างที่โชกด้วยเลือดออกไป แล้วปล่อยให้ไหลไปตามกระแสน้ำที่ตอนนี้เริ่มจะเพิ่มขึ้น

“คุณ เดียว คุณ” อัฐณพพยายามจะดึงอีกร่างขึ้นแต่ไม่ทันเสียแล้ว สถานการณ์เริ่มคับขันเมื่อน้ำป่ากำลังไหลหลากลงมา

“คุณจะต้องไม่เป็นอะไร” อัฐณพต้องรีบพาอีกร่างไร้สติขึ้นจากลำคลองโดยเร็วที่สุด พยายามให้ร่างไร้สติอยู่เหนือน้ำ แต่ตัวเขาใหญ่เกินกำลัง จึงได้แต่พยายามแบกและลากขึ้นริมตลิ่ง น้ำป่าไหลลงมาอย่างรวดเร็ว อัฐณพหายใจอย่างแรง อดสั่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นหวุดหวิด 

“ทำไมหนักจังวะ คนอะไร ตัวนิดเดียวหนักแทบตาย” อัฐณพเอ่ยพร้อมลากคนไร้สติ มาว่างลงตรงหน้าห้องน้ำ สภาพคนที่แบกมาเหมือนเขาโดนทำร้าย มือถูกมัดไพล่หลัง ปากโดนหมัด เท้าโดนมัดติดกัน ตรงหน้าอกมีแผลยิงสองจุด

“เอาไงดีทีนี้” อัฐณพอยากร้องเรียกหาคนช่วย แต่พอเห็นคนที่นอนไร้สติอยู่ ต้องรีบช่วยเหลือทำอะไรสักอย่างแล้ว รีบแก้หมัดให้คนหมดสติหลุดจากพันธนาการ

“คิดซิ นพ คิดๆ” อัฐนพกล่าวกับตัวเอง จากนั้นเริ่มสำรวจชีพจร คลำหาสัญญาณชีพโดยเร็ว 

“คงไม่ช่วยคนผิดนะ” อัฐณพเริ่มคิดได้ บ่นกับตัวเองพยายามสำรวจรอบตัวอีกครั้ง ใบหน้าซีดเซียว

“อย่ามาตายในบ้านนะเฮ้ย” อัฐณพจับชีพจรอีกครั้ง สัญญาณชีพเต้นแผ่วเบาอย่างมาก ต้องสำรวจว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง

“จะไปโรงพยาบาลยังไงเนี้ย อยู่ตั้งไกล คุณ เป็นไรมากไหม คุณ อย่าเพิ่งตายนะเว้ย” อัฐณพถามคนเจ็บด้วยความตื่นเต้น  ตบเบา ๆ ที่ใบหน้าฉีกเสื้อคอกลมสีดำที่เต็มไปด้วยเลือดออก เผยให้เห็นอกกำยำและหน้าท้องซิกแพกอย่างคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ

“คงไม่ใช่พวกค้ายา หรือทำผิดกฎหมายนะ คุณได้ยินเสียงผมไหม” อัฐณพใช้มือตบที่ใบหน้าเบา ๆ ใบหน้าคมเข้มแบบคนจริงจังกับชีวิต คิ้วหนา ตรงปลายคิ้วแตกเลือดยังซึมออกมา หนวดเขียวครึ้ม ตัดกับสีผิวที่ออกสีแทน ความสูงน่าจะอยู่ที่ร้อยแปดสิบเซนติเมตร นอนเหยียดยาวไปตามพื้น ตาที่ปิดอยู่ขยับนิดหน่อย   

“คุณ ๆ ได้ยินผมไหม ลืมตาซิ” อัฐณพพยายามเรียกสติคนไร้สติให้คืนมา แต่ก็ยังนิ่ง
“เอาไงดี ไปอยู่ตรงกลางห้องดีกว่านี้นะ” อัฐณพจึงลากคนที่ยังไร้สติไปกลางห้อง

“ต้องทำอะไรก่อน ไอ้นพคิดซิ คิด ๆ วิชาลูกเสือ น้ำร้อน” อัฐณพพยามตั้งสติ  จากนั้น รีบเสียบกาน้ำร้อน ชุดอุปกรณ์ทำแผลไม่มีสักอย่าง ‘ทำไงดีจะทำไงดี

“ออ คิดออกแล้ว พอดีมีเหล้าเหลือจากงานเลี้ยงรับคราวก่อน เอาอันนี้ช่วยก่อนละกัน” อัฐณพรีบขึ้นไปชั้นบนได้ขวดเหล้าสี รีบลงมาเอาเหล้าเหลือเทลงบาดแผลจุดโดนยิง อย่างไรเสียแอลกอฮอล์นี้คงไม่ทำให้แผลติดเชื้อ หยิบผ้าเช็ดตัวที่ตากไว้ นำมาซับเลือดแล้วกดลงที่แผล

“โอ๊ะ !!!!!” สัญญาณชีพมาแล้ว พอดีน้ำในกาเดือดพอดี เอาน้ำร้อนมาเทลงกะละมังผสมน้ำเย็นลงพออุ่น แล้วเอาผ้าเช็ดตัวลงชุบบิดมาด มาเช็ดตรงแผล

“คุณ ได้ยินผมไหม” อัฐณพเรียกอีกครั้ง

“เจ็บ....”เจ้าของร่างเริ่มรู้สึกตัว พยักหน้ารับทราบ อัฐณพใจชื้นขึ้น

“ไม่เจ็บได้ไง รอดมาได้ก็บุญแล้ว” อัฐณพกล่าว คนเจ็บเอามือมาลูบตรงแผลที่โดนกด   

“คุณ โดนยิงสองที่นะ ผมเห็นกระสุนฝั่งในจุดหนึ่ง ดีที่มันไม่เข้าลึก ทนเจ็บนะผมจะเอาออก” อัฐณพ กล่าวให้คนเจ็บทราบ แล้วลงมือเอาคีมเล็ก ๆ ที่หาได้เทเหล้าลงอีกและลงจุ่มคีมเล็ก ๆ และดึงลูกปืนออกมา หัวกระสุนหลุดออกมาอย่างง่ายดาย

“คงหมดแล้วนะ” อัฐณพกล่าว แต่เพื่อความแน่ใจจึงสำรวจอีกที่ว่ามีเหลืออยู่หรือไม่ คนเจ็บคงหลับตานิ่งกัดฟันจนเห็นรอยกรามเป็นสันนูน

“ผมจะแจ้งตำรวจนะ” อัฐณพบอกผู้บาดเจ็บ ที่พยายามเก็บอาการเจ็บจากรอยแผลไว้

“ไม่ต้อง” เสียงตบสั้นๆ ห้วน ๆ ก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    สายฝนส่าลงแล้ว เสียงกบเขียดยิ่งดังขึ้น อัฐณพนั่งพิงฝาบ้าน สักครู่สายฝนพัดกระหน่ำอีกครั้ง เป็นสัญญาณบอกว่าเริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกอีกในไม่ช้าแน่นอน ท้องฟ้าทางทิศใต้ส่องแสงแวบวาวและประกายแปรบปราบ ตามด้วยเสียงฟ้าร้องครึ้ม ๆ     

“ครูนพครับ ครูนพ” เสียงครูชัชวาลนั้นเอง อัฐณพหน้าตื่นพยายามเซ็คคราบเลือดที่ติดตามมือ

“ครับพี่ชัช” อัฐณพขานรับมองดูร่างที่ยังนอนแน่นิ่งตรงจุดเดิม ลังเลนิดหนึ่งจะบอกครูชัชวาลดีไหม

“ระวังหน่อยนะครับ ผมว่าวันนี้ อาจมีการขนยากัน เกิดการปะทะกันเกิดขึ้นมื้อกี้ ผมได้ยิน ใครมาเคาะประตูก็อย่าเปิดรับนะครับ ครั้งก่อนมันยิงครอบครัวนักเรียนตายยกครัว” ครูชัชวาลกล่าว อัฐณพเสียวสันหลังวาบ หันไปมองร่างที่ไร้สติอีกครั้ง

“ครับ” รับคำสั้น ๆ ใจสั่นดังรัว อยากจะบอกครูชัชวาลเหมือนกัน ตอนนี้ครูมาเตือนไม่ทันการณ์แล้ว

“ถ้ามีอะไรก็ไปที่บ้านนะผมไปดูที่บ้านก่อนครับ” ครูชัชวาลกล่าวแล้วรีบกลับไปที่บ้าน

“พี่ชัช.....” อัฐณพเปิดประตูบ้านออกมา เรียกตามไม่ทันละ อาการขนลุกซู่เกิดขึ้นเป็นระยะ ถ้าเกิดเป็นเหมือนที่ครูชัชวาลพูดละจะทำไง

‘แต่เขาได้รับบาดเจ็บนี้ จะสู้แรงเราไหวหรอ’  พยายามปลอบใจตัวเอง

‘เอาไงเอากันอย่างน้อยช่วยเพื่อนมนุษย์’ อัฐณพสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ตั้งมั่นก่อนเข้าบ้าน พยายามเดินด้วยปลายเท้า ให้เบาที่สุด ค่อย ๆ เข้าไปภายในบ้าน สายตาเพ่งไปตรงจุดหน้าห้องน้ำ

‘หายไปไน............’ อัฐณพความตกใจรีบเดินหักมุมห้องน้ำไปหลังบ้าน

“โครม......โอ้ย.......ซี๊ด.......” อัฐณพล้มลงข้าง ๆ เต็มเปา สะดุดขาคนเจ็บ ที่ตอนนี้นอนลืมตาดู ในมือถือปืนแนบอก เมื่อได้สติอัฐณพ รีบตะกายออกมาอีกฝั่งของบ้าน หน้าตาตกใจ

“ใครมา” เสียงถามห้วน ๆ จากคนบาดเจ็บ ใบหน้าแสดงอาการเจ็บปวด ทั้งตัวเลือดเริ่มออกอีกครั้ง ความแดงของเลือดอาบตัวอีกครั้ง

“เออ.....ครูชัช เพื่อนครู วางปืนลงก่อน จะอาบน้ำให้ใหม่ ดูเลือดมันออกเยอะแล้ว ” อัฐณพตอบเบา ๆ ยังมีอาการกลัว ๆ กล้า
คนเจ็บเริ่มวางปืนลงข้าง ๆ ตัว แสดงอาการเจ็บอย่างเห็นได้ชัด 

“คุณเป็นใคร” อัฐณพกล่าว จ้องหน้าคนเจ็บ

“จะให้พาไปโรงพยาบาลไหม เลือดคุณออกมาก” อัฐณพถาม ใจนั้นอยู่ถึงตาตุ่มแล้ว ลุกขึ้นก้าวขาแทบไม่มีแรง เอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง

“คิดยังไงมาช่วยผม” คนเจ็บถามก่อนหมดสติไป

“เพื่อมนุษยชาติมั่ง เออ ดีจะไม่ต้องมากลัวอีก” อัฐณพกล่าว จากนั้นลากให้คนเจ็บมากลางห้องอีกครั้ง ลงมือทำความสะอาดบาดแผลใหม่ ปลดกางเกงทหารออก กางเกงชั้นใน ถอนหายใจ

“อย่าว่าผมลวนลามนะ ไม่ต่างกันหรอกผมก็มี” อัฐณพกล่าว จากนั้นทำแผลให้ใหม่  อีกอย่างฟ้าฝนก็กำลังเทลงมาอีกครั้ง เสียงน้ำป่าดังขึ้นเรื่อย ๆ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สายของวันที่สอง คนป่วยเริ่มรู้สึกตัว ลืมตาปรับสภาพสายตา เห็นเป็นห้องทึบ มีหน้าต่างหลายบานปิดสนิท พยายามจะลุกแต่ก็ไม่สามารถทำได้ได้  อาการปวดเกิดขึ้นแทบจะทั้งตัว จึงหันไปด้านซ้ายซึ่งเป็นบันไดบ้าน เห็นอีกร่างหลับอยู่ตรงบันได ห้อยขาตรงซอกบันได เอาใบหน้าวางตรงขั้นบันไดอีกขั้น ใบหน้าเล็กเรียว คิ้วบาง จมูกโด่งนิด ทายได้เลยว่าเป็นคนรั้นไม่ผิดแน่ ใบหน้าซีด สภาพมอมแมมไม่ต่างจากเด็กน้อย มองไปด้านขวาเห็นกาต้มน้ำกะละมัง และผ้าหลายผืนที่มีคราบเลือด คนป่วยกำลังคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น มองสภาพตัวเอง ที่โดนเปลี่ยนชุดเป็นกางเกงขาสั้น ผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ พยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้น ผิดพลาดตรงไหน เพื่อนคู่หูหายไปไหน ภาวนาให้ไม่เป็นไรมาก 

“น้องนพ น้องนพคะ อยู่ไหม” เสียงเรียกแจ่วหวานจากหน้าบ้านทำให้คนที่นอนอยู่ตรงบันได สะดุ้ง ไม่ทันระวังตัว หงายหลังลงจาดบันได

“อ๊าย!!!!!!!!!!!!!!!!!!......ตุ๊บ...” ดีที่อยู่ขั้นที่สามจึงไม่เป็นไรมาก  คนป่วยรีบทำตัวนิ่งเหมือนหลับแต่ก็หรีตามองความเคลื่อนไหวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พลางอดยิ้มตรงมุมปากเสียไม่ได้

“น้องนพเป็นไรคะ เกิดอะไรขึ้นคะ” เสียงจากข้างนอกคงตะโกนเข้ามาอีก เพราะประตูบ้านพักยังไม่ทันเปิด คนตกบันไดพยุงตัวลุกขึ้น

“ออ พี่นี นพตกบันไดครับ พี่นี มีอะไรหรือเปล่าครับ” อัฐณพถามกลับ ตาหันมาดูคนป่วยนอนหลับอยู่ ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา

“พี่มาชวนนพไปในเมืองด้วยกัน จะไปซื้อของมาซ่อมบ้านที่โดนพายุถล่มมื้อคืน ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยนะ” สุนีกล่าวทำเสียงอ้อนให้ชายหนุ่มไปช่วยเลือกซื้อของ  อัฐณพค่อย ๆ ย่องเข้าไปดูคนที่นอนอยู่ บนพื้นมีเสื่อเก่า ๆ รองรับ เอามือวางที่หน้าผาก ไม่มีไข้แล้ว โล่งอก จึงออกไปเปิดประตู ชะโงกหน้าออกไป

“ได้ครับ พี่นี ผมอาบน้ำก่อนนะครับ จะไปสบทบครับ” ชายหนุ่มตอบ พยายามเลี่ยงไม่ให้สุนีเข้ามาในบ้านพัก 

“ไม่เป็นไร พี่รอได้” ครูสาวแย้งแทบจะทันที ยิ้มสวยให้

“ผมไม่สะดวกครับ” อัฐณพกล่าวทำหน้าละห้อย หญิงสาวทำท่าลังเล

“อย่างนั้นพี่ไปรอนพที่ บ้านก็แล้วกัน” สุนีหันหลังกลับ อัฐนพผ่อนลมหายใจ โล่งอก กลับมาดูคนป่วยอีกครั้ง เก็บอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ เข้าไว้ตามเดิม จากนั้นรีบวิ่งขึ้นบนบ้าน สักครู่ใหญ่จึงลงมาด้วยผ้าเช็ดตัวพันกาย แต่มิวายที่จะมาเช็คความเรียบร้อยคนที่นอนนิ่ง ๆ อีกครั้งก่อนเข้าห้องน้ำ

การกระทำทุกอย่างหาได้รอดพ้นสายตาคนป่วยไม่คงหรี่ตาดู แม้ว่าจากที่เฝ้าดู เป็นคนที่ระแวงมากคนหนึ่ง แต่ก็สำนึกในน้ำใจที่ยังช่วยเหลือเขาไม่ให้ตาย อีกอย่างตอนนี้ก็ยังไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายไม่ค่อยจะได้ อาจจะต้องอยู่ตรงนี้อีกสักพัก พยายามมองหาอาวุธคู่ใจแต่ก็ยังหาไม่เจอ ขนาดชุดที่ใส่มามื้อคืนยังหายไปหมดแล้ว พยามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ก็เจ็บแปลบที่แผล จึงคลายผ้าออกดูบาดแผล สภาพแผลมีรอยเย็บตึงและปวดอยู่ ชายหนุ่มจึงนอนลงท่าเดิมอีกครั้ง เสียงเปิดประตูดังขึ้น คนป่วยจึงรีบนิ่งทำเป็นนอนหลับอยู่ อัฐณพเดินมายืนใกล้ ๆ แล้วนั่งลงก้มหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าคม

“คงไม่มีอะไรมาทำให้บาดเจ็บอีกนะ ระหว่างไม่อยู่บ้าน” อัฐณพเอ่ยออกมาเบา ๆ ชายหนุ่มตรงหน้าทำทีรู้สึกตัวแต่ก็ยังไม่ได้ลืมตา ทำให้อัฐณพผละออกห่างโดยทันที

“โอ๊วะ นึกว่าจะตื่นขึ้นมาเสียอีก” อัฐณพอุทานเบา ๆ ยื่นนิ่งสักครู่

“ตายละหว่า พี่นีคอย” คิดได้ดังนั้นก็รีบวิ่งขึ้นชั้นบนทันที

“เหมือนเด็ก” คนที่นอนนิ่งเอ่ยกับตัวเองแล้วยิ้มที่มุมปาก นอนฟังเสียงลม เสียงนกได้สักครู่ก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย อัฐณพลงมาจากบนบ้าน มองดูคนที่นอนอยู่อย่างช่างใจ ก่อนถอนหายใจ

“กลับมาจากซื้อข้าวต้มมาฝากก็แล้วกัน” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ แล้วออกจากบ้าน
 

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
เหมือนจะเคยอ่านเรื่องนี้แล้ว  :pig4:

ออฟไลน์ แก้วมาลูน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
รออ่านต่อนะครับ

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

2.ตามหา
บ้านพักหลังใหญ่ ภายในอาณาเขตเกือบห้าไร่ ที่ถูกปกคลุมด้วยพืชผลต่าง ๆ ดูร่มรื่น น่าพักผ่อนเป็นยิ่งนัก มีผู้คนที่ทำหน้าที่ของตนเอง เช่น ทำสวน ทำความสะอาด ตกแต่ง บ้างก็กำลังให้อาหารปลาซึ่งเจ้าของบ้านหลังนี้มีตำแหน่งถึงนายอำเภอ
ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ตรงบาร์เครื่องดื่ม โดยมีชายหนุ่มที่อ่อนกว่ากำลังชงเครื่องดื่มให้แล้วยกขึ้นมาวางตรงหน้า 


“เฮ้ย...เป็นไงมื้อคืน เรียบร้อยไหม” เสียงทรงพลังของเจ้าของบ้านเอ่ยขึ้น ชายวัยกลางคนที่นั่งจิบกาแฟหันมาที่บันไดชั้นสองของบ้าน


“มือชั้นนี้ ทำไมจะไม่เรียบร้อยละนาย ปานนี้มันคงเป็นอาหาร ปู ปลา ใต้บาดาลแล้วมั่งครับ” ชายวัยกลางคนเอ่ยตอบพร้อมแสยะยิ้มอย่างเหี้ยม


“เออ กูเชื่อฝีมือมึงไอ้หาญ แต่อย่าให้มันสาวมาถึงกูก็แล้วกัน มันจะลำบากกันไปเสียหมด” เจ้าของบ้านเอ่ย เดินไปนั่งลงที่ชุดรักแขกกลางบ้าน


“ท่านจะรับอะไรเพิ่มไหมครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยถาม เจ้าของบ้านส่ายหน้า


 “รับรองนาย ไม่เหลือทั้งสอง จุดสำคัญทั้งนั้น” หาญกล่าว ยิ้มอารมณ์ดีอวดฝีมือของตน อยากให้เจ้านายตัวเองรับรู้ว่ามันตายแบบไหน


“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ริทำตัวเป็นปรปักษ์ ทำตัวเป็นคนใหม่ไฟแรง มันต้องเจอคนอย่างกูนี้” เจ้าของบ้านกล่าว ในอารมณ์ที่สบายใจเป็นอย่างมาก


“อยากให้ท่านเห็นกับตาว่ามันตายยังไง” หาญกล่าวเสริมอีกครั้ง


 “คราวนี้บอกไอ้ยุทธนาหยุดก่อนนะ เรื่องของให้มันซ่า ๆ ลงไปก่อน พอเกิดเรื่องแบบนี้ ข่าวมันจะดังไปกันไกล” เจ้าของบ้านหันไปกำชับลูกน้อง


“ครับ” หาญรับคำสั่ง พอดีกับหญิงสาวร่างระหงเดินลงมาจากชั้นบน เจ้าของบ้านจึงส่งสัญญาณให้รีบหลบออกจากบ้านไป


“คุณพ่อขา วันนี้ว่างหรือคะ หรือไม่ไปทำงาน” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ให้ผู้เป็นบิดาดูน่ารักที่สุดเท่าที่จะทำได้


“ก็ว่าจะไปสาย ๆ หนูแววมีอะไรหรือเปล่า” ประมุขของบ้านตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และถามลูกสาวด้วยความสงสัย ปกติลูกสาวจะไม่ค่อยถามเรื่องการทำงานของตนนัก


“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ นึกว่าคุณพ่อจะไม่ไปทำงาน แววว่าอยากจะไปออกไปข้างนอกด้วย” แววมยุราเอ่ย หญิงสาวร่างระหงเข้ามากอดเบียดบิดา


“แบบนี้ไม่ไม่ใช่ข้างนอกอย่างเดียวเสียละมั่ง หนูแวว” นายอำเภอสำราญดักคอ ทำให้หญิงสาวหน้างอเล็กน้อย เมื่อโดนจับได้ 


“ก็ว่า...อยากจะติดรถคุณพ่อ ไปหาพี่โรช” หญิงสาวเอ่ย ทำให้ผู้เป็นบิดาสะดุ้ง


“ทำไม เดี๋ยวนี้สนิทกัน จนเรียกมันว่าพี่แล้วหรอ พ่อว่าคุยกันยังไม่ถึงเดือนเลย” นายอำเภอสำราญออกอาการห่วงลูกสาวขึ้นมาทันควัน


“แม้...คุณพ่อก็...ไม่มีไรหรอกค่ะ ก็อยากหาลูกเขยราชการให้พ่อได้มีหน้ามีตาไงค่ะ” แววมยุรา เอ่ยเสียงนุ่ม น้ำเสียงฉ้อเลาะ ส่งสายตาหวานและท่าทีออดอ้อนบิดาตามเคย


“ปลัดสาโรช พ่อไม่ต้องการ” นายอำเภอสำราญน้ำเสียงเหี้ยมขึ้นมา ไม่อยากสบตาลูกสาว


“พ่อเป็นนายอำเภอ ไม่ต้องการลูกเขยว่าที่นายอำเภอ ต่อไปก็ว่าที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ลูกสาวคุณพ่อก็ต้องมีตำแหน่งคุณหญิงคุณนายเชียวนะคะ ถ้าไม่เอาจะให้หนูเอาใครคะพ่อ”หญิงสาวกล่าวกึ่งประชดประชัน และค้อนบิดาไปวงหนึ่ง พลางลุกขยับออกห่างจากบิดา


“ลูกแวว หนูจะเอาใครได้ทั้งหมดยกเว้นปลัดสาโรช ไม่รู้มันจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” นายอำเภอสำราญกล่าวขึ้น แววมยุรารีบขยับมานั่งข้างๆ


“อะไรนะคะคุณพ่อ คุณพ่อพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร” แววมยุราถามด้วยความตื่นเต้น สายตาหวานกลายเป็นดวงตาโต แข็งขึ้น


“พ่อ ยังไม่เห็นปลัดสาโรชของลูกมาสามวันแล้ว ปานนี้เป็นตายร้ายดียังไงไม่รู้ ยิ่งมีข่าวเรื่องพวกขนยาเสพติดอีก พ่อกลัวนะซิ” นายอำเภอสำราญพยายามแก้ตัว



“คุณพ่อเป็นถึงนายอำเภอ จะไม่รู้เลยหรือค่ะว่าลูกน้องไปไหน” แววมยุราเอ่ย อารมณ์งอนบิดา


“พ่อก็ดูแลหลายตำบล มอบหมายให้ทำงานแล้วก็มารายงานพ่อ” นายอำเภอสำราญกล่าวเอาใจลูกสาว


“คุณพ่อก็อย่ามอบงานอันตรายให้พี่โรชซิค่ะ” แววมยุราเอ่ย


“มันบังคับไม่ได้นะลูก หน้าที่ก็ต้องมาก่อนเสมอ จะเลือกได้อย่างไร” นายอำเภอสำราญเอ่ยสอนบุตรี


“อย่างนี้พี่โรชก็ต้องเสี่ยงอันตรายแย่ซิคะ” แววมยุราเอ่ย แสดงอาการแสนงอนให้บิดาเห็น


“ถ้าคิดจะก้าวใหญ่ต่อไปในอนาคต ก็ต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น” นายอำเภอกล่าว พอดีกับเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นก่อน


“นายอำเภอสำราญพูด...เออ...ว่าไง.....เดี่ยวไป พบกี่ศพ  หาจนทั่วหรือยัง” นายอำเภอสำราญกดวางสายหน้าเครียดทันที


“อะไรคะพ่อ เกิดไรขึ้น”แววมยุรา ลุกขึ้นหน้าตื่น


“เรื่องงาน อย่าสนใจเลย พ่อไปทำงานก่อน” สำราญเอ่ยกับบุตรีแล้วก้าวลงจากบ้าน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    บรรยากาศภายในห้างสรรพสินค้า ที่เย็นช่ำไปด้วยไอเย็นจากเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ ผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้ากันอย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน เพราะถือว่าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ รวมทั้งมีการจัดโปรโมชั่นเอาใจลูกค้ามากมาย


“น้องนพ เอาอันนี้ไปติดผนังบ้านดีไหม” สุนียกขึ้นโชว์แผ่นโปรเตอร์วิวสวยให้ดู ชายหนุ่มยิ้มเห็นดีด้วย


“ก็ดีครับพี่ ธรรมชาติดี หรือลองแบบอื่นดูไหมครับ ประเภทรูปเด็กน้อยน่ารัก ๆ ” อัฐณพกล่าว อยากให้สุนีลองดูหลาย ๆ แบบ แต่ตัวเองก็ส่งสายตาสอดส่ายหาร้านขายยา บริเวณใกล้เคียง


“ถ้าอย่างนั้น นพไปติดให้พี่ที่ห้องได้ไหม” หญิงสาวพูดเบา ๆ แบบอาย ๆ ส่งสายตาหวานถึงหวานที่สุด


“ได้ครับพี่  แต่ตอนนี้ผมขอไปร้านยาสักครู่นะครับ ผมไปซื้อยาก่อน มื้อคืนตากฝนกลัวจะไม่สบาย พี่นีเลือกก่อนนะครับ ผมไปติดให้” ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มให้ หญิงสาวอายแทบจะม้วน


“อย่าไปนานนะ พี่จะรอให้น้องนพมาเลือกช่วย” สุนีเอ่ยเบา ๆ อัฐณพพยักหน้า แล้วจึงรีบมาที่ร้านขายยา เภสัชกรรีบกล่าวต้อนรับ


“รับยาอะไรครับ” เภสัชกรถาม


“ชุดทำแผลครับ เยอะ ๆ หน่อยนะครับ แอลกอฮอล์ สำลีม้วนใหญ่ ยาระงับปวด ยาแก้ไข้ ยาแก้อักเศษ”ชายหนุ่มรีบสั่งของ


“เอาไปทำอะไรเยอะแยะครับ” เภสัชกรหนุ่มสงสัย


“เออ ผมจะใช้เออ ผมเตรียมการสอนนะครับ ต้องผ่าตัดสัตว์ด้วย” ชายหนุ่มพยายามอธิบาย


“น้ำเกลือด้วยไหมครับ เผื่อได้ใช้ เอาขวดเล็กก็ได้ครับ”เภสัชกรเอ่ย อัฐณพพยักหน้า เภสัชกรจัดของตามที่สั่ง


“เรียบร้อยครับ” เภสัชกรเอ่ยพร้อมส่งของให้และแจ้งยอดชำระ


“เท่าไหร่นะครับ” อัฐณพถามอีกครั้ง เมื่อได้รับการยืนยันราคา ชายหนุ่มรีบค้นกระเป๋าสะพาย มือก็แตะเอาวัตถุบางอย่างเย็น ๆ จนต้องสะดุ้งนิดหนึ่ง


‘ไม่รู้จะเอามาด้วยทำไม เกิดตำรวจค้นมิแย่หรอ เอาหนาเผือความปลอดภัย อีกอย่างถ้าเป็นโจร ของที่บ้านพักก็ไม่มีอะไรที่มีค่า พอที่จะขโมยได้’ ชายหนุ่มคิดแล้ว วางวัตถุนั้นไว้ตรงที่เดิม รีบจ่ายเงิน พร้อมหอบเอาถุงยาและเวชภัณฑ์ รีบเอี้ยวตัวตัวออกมาจากร้านทันที โดยไม่ทันระวังตัวก็ชนเข้ากับร่างชายอีกคนที่เข้าเข้ามาในร้านพอดี


“เฮ้ย” ศีรษะทุยชนเข้าเต็มอกกว้างจนร่างอัฐณพ เซถอยหลัง ของที่ถือหลุดมือตกกระจายลงพื้น


“ขอโทษครับ ผมเดินไม่ดูเอง” อัฐณพรีบกล่าวขอโทษเมื่อตั้งสติได้  เงยหน้ามองดูคนที่ตัวเองเดินชน ชายหนุ่มชุดตำรวจ หุ่นยังกะตึก ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากบาง ๆ  อัฐณพมีอาการรนรานตกใจ มือไม้สั่นไปหมด


“ผมก็ขอโทษด้วยเช่นกัน ที่เข้ามาโดยไม่ทันได้ดู” เสียงใสอ่อนนุ่มผิดกับร่างที่ใหญ่โต ทำให้อัฐณพ ตะลึงเล็กน้อย ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ มองหน้าตำรวจหนุ่มตรงหน้าที่กำลังเก็บของช่วย  ใบหน้าเรียวมน เวลายิ้มเหมือนโลกทั้งโลกประกายสว่างจ้า


“ครับ ไม่เป็นไรครับ” อัฐณพรีบรับของอย่างเกรงใจ พยายามกระชับกระเป๋าสะพาย มองป้ายชื่อ นิติกร ธัญราช และดาวบนบ่า ร้อยตำรวจเอก


“ชุดทำแผล เอาไปทำไมเยอะแยะนะครับ ใครเป็นอะไรหรือครับ” ตามวิสัยของผู้พิทักษ์สันติราชถาม


“ออ เป็นอุปกรณ์การสอนนะครับ” อัฐณพตอบ


“เป็นครูหรือครับ” ชายหนุ่มชวนคุย เพราะรู้สึกถูกชะตาขึ้นมา


“ครับ เป็นครูที่โรงเรียน....” อัฐณพตอบพร้อมกับลุกขึ้นยืน


“สอนวิชาอะไรครับ ถึงใช้อุปกรณ์พวกนี้” คุณตำรวจยังคงซักต่อ


“วิทย์  วิทยาศาสตร์ครับ” ตำรวจทำท่าทึ่งกับสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้ากล่าว


“หัวผมไม่ไปด้านนี้ผมจึงได้มาเป็นตำรวจ”  คุณตำรวจออกตัว ยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า แววตาพึงพอใจอย่างมาก 


“ผมว่า ตัวผมมากกว่าครับ ที่ไม่เอาไหนจึงได้มาเป็นครู”  ชายหนุ่มกล่าวยิ้ม ๆ อาย ๆ


“ลืมเลย ผมร้อยเอกนิติกร ครับ หรือเรียกกรเฉย ๆ ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัว


“เอ๊าะออ ผมอัฐณพ หรือนพครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัวเช่นเดียวกัน ทั้งสองพยักหน้าให้กันเชิงรับทราบ 


“นพ เรียบร้อยหรือยังค่ะ” เสียงหญิงสาวกล่าวแทรกขึ้นมาก่อน ทั้งสองหันไปที่มาของเสียง ถือเป็นการยุติการสนทนาที่กำลังจะเริ่มต้น สุนียิ้มหรามาแต่ไกล นิติกรชำเลืองมองปฏิกิริยาชายหนุ่มตรงหน้า คงไม่ใช่หรอก หรือถ้าใช่ ก็จะต้องเอามาเป็นของตัวเองให้ได้


“พี่นีเรียบร้อยแล้วหรือครับ”ชายหนุ่มถามบ้าง แต่สายตาหญิงสาวกลับมองตำรวจตรงหน้า พลางยิ้มกว้าง


“สวัสดีค่ะ คุณตำรวจ”  หญิงสาวเริ่มทอดสะพาน


“ผมขอตัวก่อนนะครับ” อัฐณพเอ่ย ไม่อยากอยู่ทีนี้นานกลัวจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก


“อะอาว กลับเลยหรอน้องนพ” สุนีทักท้วง แต่ก็ยอมเดินตาม ทำให้นายตำรวจหนุ่มมองตามตาละห้อย


“ยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย คงไม่เกินความสามารถเรา” นายตำรวจเอ่ยกับตัวเอง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


อากาศด้านนอกเริ่มเย็นลงแม้ว่าจะเพิ่งบ่ายคล้อย คนบาดเจ็บสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกกระวนกระวาย คอแห้งผาก เหนี่ยวลำคอและขมคอ ความรู้สึกร้อนแผ่ไปทั้งร่างกาย ชายหนุ่มพยายามยันตัวลุกขึ้นเพื่อจะได้หาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัว แต่ก็ต้องชะงักด้วยความเจ็บปวด


“ตื่นแล้วหรอครับ” เสียงมาพร้อมกับตัว มองหน้าคนเจ็บที่นิ่วหน้าอยู่


“อย่าเพิ่งลุกครับ แผลจะปริ” อัฐณพพยายามหยั่งไว้ ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าหยั่งตัวนิดหนึ่ง


“คุณเป็นหมอหรอ” คำถามแรก ถามขึ้น หลังจากรู้สึกตัว


“คุณเป็นใคร” อัฐณพ สวนกลับทันควัน เช่นเดียวกัน มองหน้าคนป่วยอย่างไม่ไว้ใจ พยายามค้นหาความจริงจากดวตาแดงกล่ำคู่นั้น 


“อุ้ย......คุณเอาปืนผมไว้ไหน” คนป่วยพยายามเอ่ย ด้วยอาการเจ็บกำเริบ อัฐณพ จึงต้องหยุดติการซักถาม


“คุณต้องทานข้าว แล้วทานยา แผลนี้ผมจะดูแลให้ใหม่” อัฐณพ จัดแจงข้าวต้มปลาที่แวะซื้อก่อนเข้ามาบ้าน ตอนแรกวางให้คนป่วยทานเอง แต่ดูสภาพแล้วคงต้องได้ป้อน จึงค่อยๆ ป้อน คนป่วยทานได้ สี่ห้าคำก็หยุด หลับตา เป็นการบอกว่าอิ่มแล้วอัฐณพจึงให้ทานยา


“อาจจะเจ็บนิดหนึ่งนะครับ ผมจะทำแผลใหม่ ผมไม่รู้คุณเป็นใคร ก็เลยไม่กล้าพาคุณไปหาหมอ และอีกอย่างคุณตัวใหญ่กว่าผม ผมแบกคุณออกไปไม่ไหว” อัฐณพพยามอธิบายอย่างช้า ๆ ให้คนเจ็บกินยา แล้วเตรียมเครื่องมือทำความสะอาดบาดแผลใหม่อีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้เริ่มลงมือ ปรากฏว่าคนเจ็บหลับไปแล้วด้วยฤทธิ์ของยา ทำให้คนป่วยที่อ่อนเพลียจากการเสียเลือดหลับได้ง่ายขึ้น อัฐณพจึงลงมือทำความสะอาดบาดแผลใหม่อีกครั้ง เมื่อเสร็จการการทำความสะอาดแผล จึงเช็ดตัวเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ และระบายความร้อนออกจากร่างกาย


“จะอยู่แบบนี้อีกสักกี่วันละทีนี้” อัฐณพเอ่ยกับตัวเอง พลางมองคนเจ็บที่นอนหลับสนิท
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


   อากาศยามเย็นหลังฝนตกกระหน่ำวันก่อนยังคงเหลือปรอยฝนในบางช่วงของวัน สายลมเย็นพัดผ่านสบายเนื่องจากมีความชื่นอยู่ในอากาศเยอะ เป็นวันแรกที่คนป่วยรู้สึกดี อาจเป็นผลมากจาที่เจ้าตัวเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายเป็นประจำ จึงทำให้ร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บกลับฟื้นตัวเร็ว หรืออาจจะเป็นเพราะมีคุณหมอคนเก่งก็เป็นได้ที่ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น แม้ว่าบางคืนตัวเขาอาจจะมีไข้ที่เกิดจากการอักเสษของแผล ก็มีหมอหนุ่มเข้ามาดูแลเช็ดตัวให้ ไม่เคยห่าง ดูแลเรื่องอาหารการกิน ยาทุกช่วงเวลา จนวันก่อนเจ้าของบ้านจึงยอมที่จะแบกละลากตัวเขาขึ้นชั้นสองของบ้าน ด้วยเหตุที่ว่ากลัวสัตว์ร้ายที่มากับฝน และเพื่อความสะดวกในการดูแล แต่กระนั้นเวลาที่อยากเข้าห้องน้ำ ชายหนุ่มก็ต้องคอยแบกประคองให้ลงมาจากชั้นสอง หรือบางครั้งแค่ปวดเบาก็คอยหากระโถนมารองรับของเสีย แล้วเก็บกวดให้เรียบร้อย


   วันนี้ก็เช่นเดียวกัน พอลุกขึ้นนั่งสูดอากาศได้สักครู่ นั่งคอยว่าคุณหมอคนเก่งของเขาจะกลับขึ้นมาจากชั้นล่างหรือยัง ก็ไร้วี่แวว จึงลองผยุงร่างตัวเองไปตามฝากระดานบ้าน ค่อย ๆ เดินลงจากชั้นสอง เกาะราวบันไดลงมาเรื่อย ๆ มีเพียงเสียงนกร้องเจื้อแจ่วจากด้านนอกแทน


“ไปไหนของเขานะ” ชายหนุ่มเอ่ยกับตัวเอง พยายามพยุงร่างลงมาถึงชั้นร่าง สำรวจรอบพื้นที่ชั้นล่างก็ไม่พบความเคลื่อนไหวใด ๆ มีเพียงเสียงลม เสียงนกร้องด้านนอกของบ้าน กลิ่นความชื่นของน้ำค่อย ๆ ปะทะเข้ามาในลมหายใจชายหนุ่มจึงค่อย ๆ เดินเลยออกไปก้านหลังของบ้าน มีว่าจะมีอาการเจ็บแปลบ ๆ บ้างในเวลาเดินก็ยังไม่หนักหนานัก เมื่อประตูบ้านถูกเปิดออก ความสดชื่นของอากาศหลังบ้านช่างดีอย่างนี้เสียจริง ชายหนุ่มสูดอากาศเข้าเต็มปอด


    หลังบ้านที่มีคลองขนาดกลาง ปริมาณน้ำมากและน้ำไหลเอื่อย ๆ เขาจึงนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ ที่วางอยู่ใกล้ ๆ ทอดมองผิวน้ำ ริมตลิ่ง เริ่มเห็นยอดพืชหลายชนิดกำลังชูยอดขึ้น ทำให้คิดถึงเพื่อนคู่คิด หายไปไหน ทำไมเหลือแต่เขาคนเดียว หรือเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกันแน่ ‘ขออย่าให้เป็นอะไรมากเช่นกัน ขอให้มีคนช่วยเหลือเหมือนกับเขาที่มีคนช่วยเหลือ’ มองขนาดความกว้างของคลอง ก็ถือว่ากว้างเอาการเหมือนกัน


“เก่งจริงตัวแค่นี้” ชายหนุ่มเอ่ยปากชม พลางยิ้มบาง ๆ คงต้องออกแรงมากเลยในการลากตัวเขาเข้ามาจนถึงฝั่ง น่านับถือตัวเล็ก ๆ สามารถเอาคนตัวใหญ่ขนาดเขาขึ้นมาได้  ถือว่าเป็นคนมีน้ำใจมากที่เดียวที่ยังสามารถลงไปช่วยชีวิตเขาได้ น้ำใจคนเรามันเห็นก็ตอนนี้ละ ความดีเท่านั้นที่คงทนถาวร ขนาดไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ายังให้พักห้องเดียวกัน เสื้อผ้าที่ใส่ ก็เกือบ ๆ เท่ากัน  บางตัวก็รู้สึกอึดอัดเพราะตัวเขาใหญ่กว่าหนากว่า นั่งได้สักพักรู้สึกเจ็บบริเวณปากแผล แปลบๆ พอก้มลงดูบริเวณที่มีผ้าปิด เห็นมีเลือดซึมออกมาบ้าง


“เอ๊ะทำไมมีเลือดอยู่นะ” ไวเท่าความคิด ลองแกะผ้าพันปากแผลออกมาดู สภาพแผลถูกเย็บด้วยด้ายปาน ถือว่าฝีมือใช้ได้ทีเดียว ที่สามารถทำให้ปากแผลหุ้มและปิด ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ดีนะที่ยังมีคนรู้จักการรักษาแผล พอถอนหายใจก็รู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ขึ้น 


“หยุดเลย!!!!!” ต้นเสียงดังมาก่อนที่ตัวปรากฏ ชายหนุ่มที่กำลังจะแกะผ้าปิดแผลออกให้หมดต้องชะงัก แล้วแสดงความรู้สึกเจ็บออกมาทางใบหน้า


“ออกมานั่งทำอะไรแถวนี้” อัฐณพเอ่ยเสียงเข้มขึ้น ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องได้พูดอะไรมาก สายตาเริ่มสำรวจสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังทำ พลางถอนหายใจเบา ๆ ถ้าเป็นนักเรียนนะ จะลงไม้เรียว ศูนย์จุดห้าให้เนื้อเขียวขึ้นมาเลยทีเดียว 


“ออกมาสูดอากาศหายใจ” ชายหนุ่มตอบเบา ๆ


“ถ้าอยากให้ติดเชื้อ ก็เชิญนะ ถ้าดื้อ และเป็นแบบนี้ไม่ช่วยตั้งแต่ทีแรกก็แล้ว” อัฐณพกล่าว ไม่ฟังเหตุผลที่ชายหนุ่มบอก แต่กลับบอกเหตุมราไม่อยากให้ออกมาด้านนอกเพราะกลัวการติดเชื้อ สายตาเขียวจ้องมองชายหนุ่ม จนคนที่นั่งอยู่ต้องวางมือลงข้างกาย อัฐณพถอนหายใจ แล้วยื่นกล่องข้าวให้


“มันเจ็บ ๆ คัน ๆ เลยอยากดู” ชายหนุ่มกล่าวอีกครั้ง แล้วรับกล่องข้าวมาถือไว้


“มือสกปรกหรือเปล่า มาถูกแผลติดเซื้อขึ้นมา ทำไงละทีนี้” อัฐณพเอ่ย ถอนหลายใจ แล้วกลับเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มมองดูกล่องอาหารในมือ แล้วหันไปมองคนที่เดินเข้าไปในบ้าน อยากจะบอกว่าหิวนะ แต่กลัวโดนว่าอีก ครู่ใหญ่ อัฐณะออกมาพร้อมกับชุดทำแผลอันใหม่


“เอา แล้วจะกินตอนไหน” อัฐณพเอ่ย ชายหนุ่มค่อย ๆ ยกมือขึ้น ทำให้รู้ว่ายังยกแขนลำบากอยู่


“ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่” อัฐณพเอ่ย พร้อมเปลี่ยนผ้าปิดแผลอันใหม่ให้ การกระทำทุกอย่างอยู่ในความทรงจำของชายหนุ่ม เรียวนิ้วที่ค่อย ๆ บรรจงปิดแผลไม่ทำให้เขารู้สึกเจ็บเลย ชายหนุ่มยิ้มบางที่มุมปาก


“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณ


“รอสักครู่ไปล้างมือก่อน” อัฐณพกล่าว เก็บผ้าปิดแผลอันเดิมไปทิ้งลงถังขยะแล้วล้างมือ นั่งลงข้าง ๆ คนเจ็บ หยิบกล่องข้าวมาเปิดออก ชายหนุ่มมองการกระทำของอัฐณพ นับถือน้ำใจจริง ๆ ไม่รู้จักกัน ก็ดูแลกันเพียงนี้ คิดได้ก็ยิ้มบาง ๆ ให้ พร้อมส่งสายตารู้สึกขอบคุณ อัฐณพหลบสายตานั้นทันที พร้อมตักข้าวต้มขึ้นป้อน ชายหนุ่มอ้าปาก รับประทานอาหารอย่างเร็วไว 


“เอาอาหารอ่อน ๆ ไปก่อน ต้องพักฟื้นให้เร็ว ก่อนจะ.....แล้วก็กินยา” อัฐณพเริ่มออกคำสั่ง และทิ้งช่วง ใจคอไม่ค่อยจะดีนัก เกิดเป็นโจรผู้ร้าย แล้วมาทำร้ายตัวเขาเองละ แต่ก็พยายามใช้เสียงข่ม คล้ายกับอีกคนคือเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ จากการสังเกตสองสามวันที่ผ่านมา ไม่เห็นคนป่วยมีพิษมีภัยอะไร เลยรู้สึกอุ่นใจหน่อย ลึกๆ ยังไว้ใจไม่ได้ ต้องแอบมาดูบ้างเป็นบางครั้ง พอเห็นว่าปกติดีจึงเริ่มเบ่ง อัฐณพยิ้มบาง ๆ มองดูคนป่วยกินอาหารอย่างเงียบ ๆ 


“กินให้เยอะ ๆ จะได้กินยา ลืมไป กี่วันแล้วไม่ได้แปรงฟัน ซื้อแปรงใหม่มาให้แล้ว เสร็จจากตรงนี้ ล้างหน้าแปลงฟัน กินยาแล้วจะได้พักผ่อน” อัฐณพออกเสียงต่ำ จนอีกฝ่ายขอความเห็นใจ ค่อย ๆ ยกแขน อาการเจ็บตรงแผลก็เกิดขึ้นเมื่อต้องยกมือเคลื่อนไหว


“ต้องทำเองให้ได้” อัฐณพกล่าวดักคอ เมื่อชายหนุ่มทำตาปริบ ๆ ยังคงอ้าปากรับข้าวต้มจากอัฐณพเหมือนเดิม พลางถอนหายใจ


“ขอขอบคุณมากครับที่ช่วยผม” ชายหนุ่มเอ่ยออกมา เมื่อกลืนอาหารลงคอแล้ว อัฐณพมองอย่างสงสัยว่าคนเจ็บจะมาไม้ไหน หรือมีอะไรอีก 

ออฟไลน์ แก้วมาลูน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
รออ่านตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

3.ดูแล ใส่ใจ
อัฐณพเข้าไปในบ้านสักครู่ กลับออกมาอีกครั้ง ชายหนุ่มคนเจ็บคงนั่งอยู่ที่เดิม โล่งอกตอนหน่อยตอนที่กำลังจัดยาก็คิดไปต่าง ๆ นานา เมื่อพินิจดูชายหนุ่มถือว่าเป็น บุคคลที่น่าตาดูดีมาก ๆ ถ้ามีแมวมองมาหาดาราแสดงหนัง ชายหนุ่มตรงหน้านี้คงเป็นหนึ่งในนั้นแน่ ๆ ที่ได้รับการคัดเลือก เสียตรงมีไรหนวดเขียวครึ้มขึ้นมาแล้ว อัฐณพนั่งลงข้าง ๆ   

“ผมจะพยายามทำเองครับ แค่นี้ก็ถือว่า เป็นพระคุณมาก ๆ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น เหมือนกับงอนนิด ๆ จนอัฐณพอดฉงน

“ถ้าพูดเพราะอยากให้ช่วยตัวเองได้ เวลาที่ไม่มีใครอยู่” อัฐณพเอ่ยออกมา มองสายน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ ปล่อยให้เวลามันผ่านไปเรื่อย ๆ จนอัฐณพรู้สึกอึดอัดเอง   

“ลำคาญกันปานนั้นเชียวหรอ” คำถามซื่อ ๆ ที่ออกมาจากชายหนุ่มทำให้อัฐณพจุกเหมือนกัน

“ทำ...ทำไม ถามแบบนี้ คนมีน้ำใจช่วย” อัฐณพเอ่ยออกมาเบา ๆ อย่างยากเข็ญ ยิ่งมาเจอสายตาที่ตั้งคำถามมากมาย ยิ่งทำให้ความรู้สึกแย่ลงไปอีก อัฐณพได้แต่ตะกุกตะกัก ทำเซไปมองทางอื่น

“ขอโทษนะ คุณเป็นใคร บอกผมได้ไหม ถึงขนาดต้องฆ่าต้องแกงกัน” อัฐณพเอ่ย รวบรวมความกล้าอีกครั้ง กลบเกลือนความเงียบของอีกฝ่าย สายตาหวาดระแวงฉายแววออกมา ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่รู้สึกสงสารระคนเช่นเดียวกัน อัฐณพกลั้นหายใจ กลัวว่าอีกฝ่ายจะลุกขึ้นมาจู่โจม

“ความลับ จะรู้ไปทำไม” ชายหนุ่มตอบเสียงเข้ม ใบหน้าดุดัน จนงงเหมือนกันบทจะร้ายก็มาเลย

“ความลับอะไร รู้ไหมคนที่อยู่รู้สึกอกสั่นขวัญหาย” อัฐณพเอ่ย เตรียมจังหวะกระโดดออกห่าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา แต่ดูสารรูปแล้ว คงทำอะไรไม่ได้มากหรอก ลุกขึ้นทำทีกอดอกหันมาตะหวาดอีกฝ่าย อย่างกับตัวเองเป็นต่อ

“แล้วอยากรู้ไปทำไม รู้ไปก็เท่านั้น” อีกฝ่ายโพล่งออกมา อัฐณพแทบจะกระโจนเข้าหาชายหนุ่มตรงหน้าเสียเอง

“อาว เดี้ยะๆ ห้าวหรอ โดนหลังแหวนสักทีไหม” อัฐณพใช้เสียงเข้าข่ม ใจหล่นลงตาตุ๋มถือว่ากลัวสุด ๆ พยามดึงสติให้คืนมาก่อน

“กินข้าวแล้วก็ต้องกินยา จะได้หายเร็ว ๆ เสร็จแล้วจะล้างหน้าล้างตา แปลงฟัน” อัฐณพเอ่ยเปลี่ยนเรื่องทำใจดีสู้ ชายหนุ่มแอบชำเลืองดูนิดหนึ่ง รับยามาถือ

“น้ำดื่มละ” ชายหนุ่มเอ่ย

“นั้นไง ลืมเลย” อัฐณพกล่าวกับตัวเอง ไม่ได้คิดถึงด้วยซ้ำเพราะความกลัวขึ้นสมองมากกว่า จึงกลับไปรินน้ำออกมาให้ พร้อมยื่นให้ชายหนุ่ม แต่ชายหนุ่มทำทีนิ่งไม่รับแก้วมาถือ

“กินยา จะไปเอาแปรงสีฟันมาให้” อัฐณพกล่าว ชายหนุ่มจึงนำยาเข้าปากแล้วเอียงตัว ก้มหน้าหาแก้วน้ำที่อัฐณพถืออยู่ สรุป ก็เลยเหมือนเป็นการป้อนยาไปอีก อัฐณพกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้งแล้วออกมาพร้อมชุดแปรงสีฟันผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และกังน้ำอุ่น 

 “จะอาบอีกหรอ” ชายหนุ่มทำทีประท้วง

“อย่ามาเป็นคนขี้เกียจ เกิดติดเชื้อขึ้นมาทำไง” อัฐณพอ้างเหตุผล

“เช็ดให้ก็ได้” ชายหนุ่มพยายามต่อรอง

“ทำทีเดียวเสร็จ ตอนเย็นไม่ต้องทำ อีกอย่างเมื่อกี้แกะแผล เกิดเป็นอะไรตายขึ้นมา กลัวจะได้เป็นพยาน” อัฐณพตอบ แต่ทำทีขนลุก ชายหนุ่มจึงหัวเราะเบา ๆ ภายในลำคอ รับแปรงสีฟันมาแปรงฟัน

“หนวดขึ้นเขียวแล้วเอาไว้วันหน้าจะซื้อมีดโกนมาให้” อัฐณพกล่าวยิ้ม ๆ มองดูอีกฝ่ายแปรงฟัน

“ตกลงจะบอกได้ไหม ว่าเป็นใครมาจากไหน” อัฐณพรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ถามออกไป

“อยากรู้อะไรนักหนา รู้แล้วมันช่วยอะไรได้ไหม” ชยหนุ่มฉุนนิด ๆ ที่ถูกถาม

“เป็นพวกคน จรจัด พวกลักเล็กขโมยน้อยหรือเปล่าละ แต่ เอ๊ะหน้าตาแบบนี้ ไม่น่าจะทำนะ” อัฐณพเดินมานั่งข้าง ๆ พลางพิจารณาและชุบผ้าลงน้ำอุ่นบิดหมาด ๆ 

“ประสาท มองไปขนาดนั้น เอาเป็นว่า ไม่อยากเปิดเผยตัว ไม่อยากให้คุณเดือดร้อน”  ชายหนุ่มตอบ อัฐณพค้อนวงใหญ่ให้วงหนึ่ง จึงลงมือเช็ดลำตัวให้

“จริง ถ้ารู้แล้ว อาจจะรู้สึกไม่ดีก็ได้” ใบหน้าจริงจังของชายหนุ่ม ทำให้อัฐณพถอนหายใจ   

“คราบ.....ท่าน” อัฐณพลากเสียงยาน ๆ  ลงมือเช็ดลำตัวจนจะรอบ ชายหนุ่มรู้สึกเขินนิด ๆ ที่มีผู้ชายอีกคนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ตรงหน้าท้อง ตลอดระยะเวลาสองสามวันนี้ เขาคิดว่าคนที่กำลังเช็ดตัวให้คงเห็นอะไรทุกอย่างในร่างกายเขาจนหมดสิ้นแล้ว   

“คุณชื่ออะไร ตั้งแต่ลากขึ้นมาจากน้ำไม่รู้จักชื่อเลย” อัฐณพถามต่อ มือเช็ดถูกไปตามลำตัว 

“คุณจะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ ผมไม่อยากเปิดเผยชื่อตอนนี้” ชายหนุ่มทำหน้านิ้ว เมื่ออัฐณพกดผ้าชุดน้ำลงใกล้แผล

“โอ๊ะ !!!!!! มือหนักมาก รู้หรือเปล่า” คนป่วยประท้วงในที แต่ก็ยอมทนให้อัฐณพทำความสะอาดต่อ

“อาว เริ่มกวนประสาทอีกละ เอ่อคนเรา” อัฐณพรู้สึกว่าอีกคนจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่

“เวลาไปโรงพยาบาล เขายังถามชื่อเสียงเรียงนาม” อัฐณพพยายามอธิบาย ทำใจดีสู้

“โอ๊ะ เบา ๆ หน่อยซิคุณ” ชายหนุ่มประท้วง จะเรียกชื่อก็ยังไม่รู้จักกัน อัฐณพเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย

“เห็นไม่ละ ผมชื่ออัฐณพ เรียกนพเฉย ๆ ก็ได้” อัฐณพเอ่ยขึ้น ส่วนอีกคนไม่พูดอะไรเหมือนกำลังใช้ความคิด

“หายดีแล้วจะไปไหนต่อ คิดไว้หรือยัง” อัฐณพชักเริ่มรำคาญเหมือนกัน วางผ้าชุบน้ำลงเดินออกไปดูลำคลอง คนอะไรไม่มีชื่อ หรือจะให้เรียก ไอ้ดาร์วดี คนดี ๆ ไม่ชอบ ชื่อนี้คงจะเหมาะ แล้วยิ้มไปกับสายน้ำ 

“ยังไปไหนไม่ได้หรอก แบบนี้ ขอความกรุณาได้ไหม ขอกลบดานสักพักจะได้ไหม” ชายหนุ่มกล่าวเสียงพูดห้วน แต่แววตานั้นส่งมาอ้อนวอนขอความเห็นใจ ทำให้อีกคนหันกลับมาอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย ๆ ได้ไง อยู่แก๊งขนยาหรือเปล่า เกิดพวกตามล่าคุณมาเจอ ยิงกัน ฆ่ากันตาย ผมจะไม่โดนลูกหลงไปด้วยไหม” อัฐณพพูดเสียงต่ำอ้างเหตุ จ้องมาที่ชายหนุ่มที่ยังนั่งที่เดิม 

“แล้วปืนผมอยู่ไหน” อีกฝ่ายถามขึ้น

“เอ้ย เกิดฆ่ายกครัว แล้วหนีไป” อัฐณพ ตั้งข้อสงสัย ชายหนุ่มส่ายหน้า กับความคิดเล็กคิดน้อย เบือนหน้าหนีไปอีกทาง พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ

“ระดับหัวหน้า.....ทำไม ไม่ฆ่าง่าย ๆ หรอก ถ้าปากโป้งเมื่อไหร่ เตรียมตัวไปนอนในคลองได้เลย” ชายหนุ่มกล่าวแล้วลุกขึ้นก้าวเท้าย่างสามขุมมาหา อัฐณพเขาอ่อน ต้องจับรั้วไม้ไผ่ไว้ เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า

“เฮ้ยจริงหรือวะ เอาไงดีวะ ชักศึกเข้าบ้านแล้วเรา” อัฐณพพูดกับตัวเอง พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เป็นไงเป็นกันงานนี้ 

“ว่าแล้วเชียว แล้วอาชีพดี ๆ ไม่ทำกันหรือไงต้องมาขนยา รู้หรือเปล่าว่ามันไม่ดี มันทำลายทุกสิ่งอย่าง จิตสำนึกมีบ้างไหม ลูกเล็กเด็กแดงต้องมากำพร้า ก็เพราะพวกนี้นะ” อัฐณพแทบจะตะโกนออกมาเลยทีเดียว

“ครูบาอาจารย์ไม่เคยสอนหรือไง สิ่งไม่ดีมันทำลายชาติ” อัฐณพสวมวิญญาณคุณครูดีเด่นสอน  ส่วนคนเจ็บทำตาปริบ แล้วหยุดยืน สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดทำหน้าบึ้งตึง

“เอ่อ ทำไงได้ เกิดมาจน ไม่มีจะกิน อาชีพดี ๆ คนอื่นก็เอาไปหมดแล้ว เหลือแบบนี้ก็ดีแล้ว” ชายหนุ่มตอบ ใบหน้าเคราครึ้ม ดู ๆ ไปออกเถื่อน ๆ ยังไงชอบกล แว่วตามุ่งมั่น อัฐณพต้องถอยชิดรั่วไม้

“แล้ว....แล้วครอบครัวนายไม่ว่าเอาหรือ ที่ทำแบบนี้” อัฐณพกล่าวเบา ๆ หลบสายตาดุคู่นั้นลง ใจเต้นไม่เป็นท่า

“ให้รู้ไม่ได้หรอก พวกเขาคนดีเกินไป” ชายหนุ่มตอบ เดินมาพิงรั่วไม้อีกด้าน อัฐณพจึงผ่อนลมหายใจ อย่างน้อยเขาก็มีความคิดที่ดี ไม่ทำให้ครอบครัวเดือนร้อน

“ผม......เออ   ให้อยู่แค่อาการดีขึ้น จากนั้นคุณก็.....ออกไปก็แล้วกัน” อัฐณพค่อยๆ เลี่ยงออกจากชายหนุ่ม พยายามหายใจให้ทั่วท้อง ‘นึกว่าช่วยคนดี ต้องมาช่วยพวกทำลายชาติ หรือเราจะเปลี่ยนแปลงคนดีเหมือนกันนะ ไอ้ดาร์วเอ้ย เกิดมันฆ่าหมกห้องน้ำทำไง’ ในสมองคิดไปต่าง ๆ นานา

“แล้วไม่คิดจะกลับตัว กลับใจบ้างหรอ” อัฐณพพยายามกล่อม ชายหนุ่มยืนพิงรั้วไม้ไผ่ ริมตลิ่ง ยิ้มบาง ๆ กับความคิด ความมโนของอีกคน เอี้ยวตัวมาแอบมองเสี้ยวหน้านิดหนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวอะไรอีกครั้งเสียงร้องทักจากคนเดินเข้ามาจากหน้าบ้านดังขึ้น

“น้องนพ  น้องนพคะ” เหมือนเสียงสวรรค์ อัฐณพยิ้มกว้างออกมาเมื่อได้ยินเสียงพี่นี

“ออกไปรับซิ จะให้เขาเข้ามาถึงนี้หรอ” ชายหนุ่มพยักหน้าส่งซิกให้ออกไปรับหน้า อัฐณพรีบออกไปด้านหน้าของบ้านพักราชการหลังเล็ก ชายหนุ่มคนเจ็บจึงทำการสำรวจบริเวณหลังบ้านแบบคราว ๆ ไม่อยากเข้าไปในบ้าน เกิดเจ้าของบ้านพากคนอื่นเข้ามาอีกจะเป็นเรื่องขึ้นมาอีกได้ 

“ครับพี่นี” อัฐณพขานรับ รีบออกมาหน้าบ้าน หญิงสาวกำลังจะเดินเข้าในเขตตัวบ้าน ยิ้มสวยให้อัฐณพ เธอเป็นหญิงสาวที่ไม่ค่อยจะมีใครคบมากนัก เนื่องจากครูทีนี้ก็มีจำนวนน้อยด้วย ตั้งแต่อัฐณพมาบรรจุลงทีนี้ มีพี่นีนี้ละที่เข้ามาเป็นเพื่อนพูดคุย หรือเรียกอีกอย่างคือ โสดเหมือนกัน   

“เห็นน้องนพออกมานานก็เลยมาตาม ทานข้าวหรือยัง” หญิงสาวชวนคุย พลางชำเลืองเข้าไปภายในบ้านอยากจะเข้าไปภายในตัวบ้าน อัฐณพรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย กลัวว่าจะเจอกับอีกคนแล้วโดนฆ่าปิดปากไปด้วย 

“เรียบร้อยแล้วครับ พอดีทำธุระส่วนตัวนะครับ” ชายหนุ่มออกตัว หญิงสาวจึงพยักหน้ารับทราบ

“เรากลับเข้าโรงเรียนกันเถอะ นพทำธุระส่วนตัวเสร็จหรือยัง” หญิงสาวฉุดมือชายหนุ่ม พลางถาม

“ให้นพปิดบ้านสักครู่ครับ” อัฐณพกล่าวแล้ว หันกลับไปปิดประตูหน้าบ้าน จากนั้นจึงเดินตามหลังออกจากบ้าน การกระทำทั้งหมดหารอดพ้นสายอีกคนที่แอบดูอยู่ตรงช่องลมของบันได

“มีแฟนสวยเหมือนกันนี้ ไม่เบาจริง ๆ ”ชายหนุ่มพึมพร่ำ จากนั้นจึงเดินขึ้นบันไดจะขึ้นชั้นบน เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น 

‘ไม่ต้องรักเท่าฟ้า แต่ขอให้รักเท่าเดิม ไม่ต้องมีเพิ่มเติม........’ ชายหนุ่มมองหาที่มาของต้นเสียง เมื่อเจอแล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หมายเลขที่โทรเข้ามาปรากฏอยู่หน้าจอ

‘ขอเป็นคนนิสัยไม่ดีแล้วกัน เผือจะได้อะไรเกี่ยวกับตัวครูคนนี้ก็ได้’ ชายหนุ่มกดรับ

“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มพยายามทำเสียงให้ดีที่สุด

“นพหรือลูก ไม่ใช่เสียงลูกแม่ ขอโทษนะจ๊ะ อีฉันโทรผิด” ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงเอ่ย

“ใช่ครับ พอดีเจ้าตัวเขาลืมโทรศัพท์ไว้นะครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างนุ่มนวล

“ออ หรือจ๊ะ เพื่อนลูกนพ แม่ฝากบอกด้วยนะ นี้เบอร์แม่เองนะ ปิดเทอมแล้วจะกลับหรือเปล่า” ปลายสายพูดต่อ

“ได้ครับ ผมจะบอกให้นะครับ คุณแม่สบายดีนะครับ” ชายหนุ่มถามต่อ

“สบายดี ปิดเทอมก็มาเที่ยวบ้านเราด้วยกันนะ” ปลายสายยังคงพูดเสียงแจ่มใส

“ครับ ได้ครับ ผมจะบอกให้นพพาไปเที่ยวครับ” ชายหนุ่มกล่าว รู้สึกถูกชะตากับน้ำเสียงนี้จัง

“ถ้าอย่างนั้น แค่นี้ก่อนนะลูก แม่ฝากบอกนพด้วย รีบ ๆ กลับนะ น้องมันรออยู่” อีกฝ่ายคงกล่าวต่อ 

“ครับ” ชายหนุ่มรับคำ จากนั้นปลายสายกดวาง ชายหนุ่มกำลังวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิม สมองฉุดคิดบางเรื่องได้ ‘ขอใช้ต่อละกัน’ ชายหนุ่มจึงกดหมายเลขที่จดจำได้ต่อ แต่ไม่มีสัญญาณ จึงต่อหมายเลขใหม่ สัญญาณติด ไม่มีการรับสาย จึงได้ฝากข้อความ

“ติดตามลูกน้องผมด้วย ผมบาดเจ็บ ผมขอเวลาสองเดือน ตามล่าหาเบาะแสต่อครับ ระวังหนอนด้วย” ชายหนุ่มพิมพ์เสร็จจึงกดส่ง แววตาโกรธเกรี้ยวและใบหน้าเข้มขรึม จ้องมองโทรศัพท์ในมือแล้วลบเบอร์ที่ติดต่อออกจากตัวเครื่อง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ห้องสูตรหรูหรา บ่งบอกรสนิยมของเจ้าของห้อง การตกแต่งอย่างกับมีรสนิยม ภายในห้องมีนายอำเภอสำราญ กำลังนั่งตรวจเอกสารกองโตตรงหน้าโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ โดยมีหญิงสาวอีกคนในชุดลำลองแนบเนื้อนั่งอ่านนิตยสารที่ชุดโซฟาอันหนานุ่ม เมื่ออ่านได้สักครู่ก็วาง แล้วหยิบเล่มใหม่ขึ้นมาเปิดแบบผ่าน ๆ จากนั้นก็วางหนังสือลง แล้วหันไปมองทางบิดา 

“คุณพ่อคะ นานปานนี้แล้ว จะเข้าอาทิตย์หนึ่งแล้วยังไม่ได้เบาะแสพี่โรชเลยหรือคะ แววร้อนใจมากเลยนะคะ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ขอความเห็นใจ สำราญจึงวางปากกาลงหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบต่อ 

“จะห่วงกันไปทำไม นักหนา” สำราญเอ่ยเบา ๆ พลางอัดควันบุหรี่เข้าเต็มปอด แล้วพ่นออกมาอย่างกับคนสบายใจ แอบมองดูบุตรีของตนที่ดูท่าทางร้อนรนเสียยิ่งหนัก แล้วดูเอกสารต่อ

“แววร้อนใจค่ะ ปานนี้ไม่รู้ว่าพี่โรชไปตกระกำลำบากที่ไหน หายไปไหนตั้งนานสองนาน แววคิดถึงพี่โรชมากเลยรู้เปล่า” หญิงสาวกระแทกเสียงงอน ๆ ท้ายประโยคคล้ายระพึงถึงคนที่รักใคร่ สำราญรู้สึกหมั่นไส้บุตรียิ่งนัก 

“ให้มันตาย ๆ ไปเสียได้ก็ดี” สำราญตึงเอ่ยออกมาเบา ๆ
“อะไรนะคะ คุณพ่อพูดอะไร” น้ำเสียงแววมยุราสูงลิ่ว ทำให้นายอำเภอสำราญได้สติจึงได้ปรับน้ำเสียงเสียใหม่ 

“ลูกแวว ไม่ใช่พ่อนิ่งนอนใจ ตอนนี้ทุกคนตามหากันทุกวัน สายข่าวภายในก็ตาม ลูกแววจะพูดให้พ่อว่าไม่ตามหรอ ลูกน้องพ่อทั้งคนไม่ห่วงได้อย่างไร แต่พ่อก็ต้องให้คนที่เขาตามหาทำงานด้วย ไม่ใช่จะไปไล่จี้ จนเขาไม่เป็นอันทำงาน” นายอำเภอผู้เป็นบิดากล่าว รู้สึกระอากับลูกสาวตัวเอง แล้วขยี้บุหรี่ลงทิ้ง แววมยุราลุกขึ้นเดินมาหาบิดาที่โต๊ะทำงาน

“วันก่อน แววได้ข่าวมาว่าเจอตัวแล้ว” แววมยุราเอ่ย พยายามคาดคั้นกับบิดา

“เจอที่ไหนละ ไปเอาข่าวมาจากไหน” นายอำเภอสำราญเอ่ย

“ก็วันที่คุณพ่อได้รับสายรายงานไงคะ” แววมยุราเอ่ย อย่างกับรู้ทันเกมบิดา

“ลูกแวว นั้นลูกน้องปลัดสาโรช มันกลายเป็นศพไปแล้ว พ่อก็ร้อนใจ อย่างน้อยอยากให้เจอเป็นศพก็ยังดี” นายอำเภอสำราญกล่าว 

“คุณพ่อพุดแบบนี้ไม่ถูกนะ” แววมยุราร้องขึ้นทันที

“ถ้าไม่เจอเป็นก็เจอตายก็ยังดี นี้เล่นหายไปเลย ไม่รู้จะตามจากไหน” นายอำเภอสำราญบอกเหตุผล

“ไม่รู้ละ แววอยากไปดูให้เห็นกับตา ถ้าไม่เจอคุณพ่อต้องส่งคนค้นหาให้มากยิ่งกว่านี้อีก” แววมยุรากล่าวไม่สบอารมณ์ หันหลังพิงโต๊ะบิดา ขบคิดถึงชายหนุ่มที่ตัวเองหมายปอง ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน

“เจอในสภาพที่ไร้วิญญาณจะทำไงได้ เบาะแสก็ไม่มีต้องสั่งปูพรมค้นหากันแล้วละอีกวันสองวันนี้ คงจะเจอ ภาวนาอย่าให้เป็นเหมือนลูกน้องเขาก็แล้วกัน” นายอำเภอสำราญกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะยัน

“คุณพ่อ ทำไมพูดอย่างนี้คะ แววไม่พอใจนะ” แววมยุราหันมามือเท้าโต๊ะทำงาน พอดีกับเสียงเคาะประตูห้อง นายอำเภอสำราญเลิกคิ้ว สงสัย พร้อมจ้องหน้าบุตรีอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะด้วยที่ตามใจมาตั้งแต่เล็ก อะไรที่อยากได้ก็ต้องได้

“เข้ามา” สิ้นเสียงทรงอำนาจ ประตูห้องถูกเปิดออกชายหนุ่มสูงชะลูด ก้าวเข้ามา ท่าทีสมาร์ท ตัดผมรองทรงสูง สวมเสื้อผ้าเสื้อเชิ้ต กางเกงสแลคเข้ารูป ใบหน้าเกลี้ยงเกรา แววตาส่อแววเจ้าชู้มองมาที่หญิงสาว แววมยุรารู้สึกไม่พอใจ ไม่ชอบแววตาแบบนี้มากนัก จึงเดินออกมานั่งดูนิตยสารต่อ ปล่อยให้สองหนุ่มต่างวัยคุยกัน ผู้มาใหม่ แสดงท่าทีสนใจหญิงสาว จนผู้มีอำนาจกว่าเอ่ยขึ้น

“ว่าไง ปลัดสมศักดิ์ เชิญนั่งก่อน” นายอำเภอกล่าว เรียกสติผู้มาใหม่ ให้หันมาสนใจกับเรื่องที่มาติดต่อ แววมยุราได้ยินเสียงของบิดาไม่ค่อยจะพอใจนัก จึงจำใจเดินออกมานั่งในส่วนรับรอง

“ผลชันสูตร สิบตำรวจเอกชัยชนะ” ชายหนุ่มยื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มาให้นายอำเภอ  ชายกลางคนหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านแล้ววางลงตามเดิม

“ปรากฏว่ากระสุนเจาะคอทะลุท้ายทอย และเสียชีวิตจากการจมน้ำครับ” ปลัดสมศักดิ์ เอ่ยสำทับอีกครั้ง

“ได้วี่แววปลัดสาโรชไหม” นายอำเภอสำราญเอ่ยถาม พร้อมเอนตัวลงไปตามเบาะนุ่ม ๆ เคาะนิ้วบนโต๊ะ สมองกำลังคิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่ค่ดว่าจะดำเนินต่อไป   

“ยังครับ เราอาจจะต้องเดินเท้าขึ้นไปยังต้นน้ำแล้วครับ” ปลัดสมศักดิ์แนะนำ ถอนลมหายใจออกมา

“ทำอะไร อย่าให้มันสาวมาถึงเราก็แล้วกัน” นายอำเภอสำราญเอ่ยเสียงเย็น ปลัดสมศักดิ์แสยะยิ้ม

“ลูกน้อง ท่านนายอำเภอฝีมือดีก็หลายคน” ปลัดสมศักดิ์กล่าว

“ทางนี้ อั๊วก็สั่งอยู่เหมือนกัน อย่าทำงานพลาด แต่ก็ยังพลาดจนได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ ” นายอำเภอสำราญกล่าว พร้อมสูดลมหายใจลึก ๆ แววตาแข็งกร้าว

“จะให้ผมทำอย่างไรต่อดีครับ” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยเบา ๆ

“ตอนนี้ ให้มันกบดานอยู่กับพื้นที่ก่อน แต่ก็กลัวว่ามันจะออกมาทำให้เสียงาน หรือไม่ถ้าไอ้สาโรชมันรอดขึ้นมาเปิดโปง เรานี้เสียกันหมดเลย” นายอำเภอสำราญกล่าว

“ถ้าเจอตัวจะให้ผมเก็บแบบเงียบ ๆ เลยไหมละครับ” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยเสียงเย็น ในใจคิดไว้อยู่แล้ว เพราะสาโรชเหมือกับเป็นมารหัวใจเขาคนหนึ่งเช่นกัน

“ตามใจคุณก็แล้วกัน อย่างไรก็ต้องหาให้เจอ แบบไม่มีลมหายใจ ผมจะได้รายงานหน่วยเหนือ” นายอำเภอสำราญกล่าวถือเป็นการตัดบทสนทนา ปลัดสมศักดิ์ลุกเดินออกจากห้อง

“กูจะไม่ไห้มึงได้กลับออกมาเปิดโปงกูแน่ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” นายอำเภอสำราญ พูดเสียงรอดไรฟัน หรี่สายตาลงพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นต่อสาย
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   บริเวณกลางบ้าน สองหนุ่มนั่งหันหน้าเข้าหากัน อัฐณพกำลังค่อย ๆ แกะผ้าปิดแผลออกทีละชิ้น ดูสภาพบาดแผลที่กำลังแห้ง ไม่มีน้ำเหลืองไหลออกมาแล้ว

“แผลไม่มีน้ำเหลืองละ น่าจะหายเร็ว ๆ วัน” อัฐณพตรวจดูบาดแผล ก้มมองดูบาดแผลทั้งสองจุดเป็นที่น่าพอใจ จึงเงยหน้าขึ้นมา ส่วนอีกคนก็ก้มมองอีกฝ่ายที่ดูแลเขาไม่ขาดตกบกพร่อง พลันสายตาสบกัน อัฐนพเกิดอาการตะลึงนิด ๆ กระพริบตาทีๆ เรียกสติ อีกคนจ้องนิ่งไม่ไหวติง ชายหนุ่มคนเจ็บรู้สึกพอใจยิ่งนัก เขามีความรู้สึกดีอย่างไรไม่รู้ อธิบายไม่ถูก ทั้งที่เคยรู้จักผู้ชายด้วยกันมาก็หลายคน แต่ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับเขาเลย จะบอกว่าความรู้สึกเหมือนกับได้ถูกที่ถูกใจก็ไม่น่าใช่ เพราะหลายวันมานี้เขาก็ชั่งใจถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าเขามีความรู้อะไรกับชายหนุ่มตรงหน้านี้ ความรู้สึกอยากได้ อยากให้อยู่ดูแลแบบนี้ตลอดไป 

“จ้องอะไร ไม่เคยเห็นคนหรือไง” อัฐณพทำลายความเงียบแทน เรียกสติของอีกคนกลับมา ถึงจะเป็นผู้ชายจ้องก็เถอะเขินก็เป็นเหมือน ยิ่งผู้ชายหน้าเข้ม ๆ จ้อง

“อยากให้ไปเร็ว ๆ หรือไง” ชายหนุ่มกล่าว ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ระคนกัน   

“ก็ ไม่มีอะไรแล้ว ก็น่าจะไปได้แล้ว” อัฐณพตอบไม่เต็มเสียงนัก ใจหายเหมือนกันนะ ทำเสียงอ่อนลงกลัวบางสิ่งที่กำลังก่อตัวแบบไม่รู้ตัว

“หรือว่า กลัวแฟนรู้” ชายหนุ่มกล่าวเสียงสูง จนอัฐณพชะงักเหมือนกัน หลบสายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมอง พร้อมถอนหายใจ

“ใช่” อัฐณพเอ่ย พลางหยักไหล่ทั้งสองข้าง

“ไม่นึกว่า หน้าตาแบบนี้ก็มีเสน่ห์เหมือนกัน แฟนคงห่วงและหวงน่าดู” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น พลางหรี่ตามอง

“ทำไมละ ทุกคนมีสิทธิ์” อัฐณพทำเสียงสูง เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดแผลไปทิ้ง คนเจ็บคนหัวเราะชอบใจ เขายอมรับว่า บางครั้งอาการงอน ๆ หรืออาการที่แสดงออกเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินของอีกคนมันทำให้รู้สึกทึ่งมาก ๆ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

4.ถามใจ นายซิ
   อาการแสนงอนในบางครั้งดูไปก็เหมือนผู้หญิง ผิดแต่ว่ามันไม่เหมือนสักทีเดียว ถ้าเป็นผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้าที่คงน่ารักมากคนหนึ่ง คงมีคนมารุมรัก หลงรักแน่นนอน ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่ให้แน่นอน ต้องวัดดวงกันไปข้างหนึ่งเชียวละ

“พูดจริง” ชายหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง พลางเอนตัวลงพิงราวบันใดบ้าน แม้ว่าสายตาจะไม่มอง แต่ก็ยังมีแอบชำเลือง เพื่อไม่ให้อีกคนดูรู้สึกอึดอัดใจ อัฐณพถอนหายใจ อย่างน้อยก็ไม่อยากจะโกหก

“เปล่า ผมหน้าตาแบบนี้หรือจะมีใครจีบ อยากให้มีมาจีบเหมือนกันนะ ใครมันจะมาชอบครูบ้านนอก มีแต่เปลือก” อัฐณพกล่าว เหมือนจี้จุดปมด้อย ปมในใจบางอย่าง อาการร้อนผ่าวเกิดที่หน้าสลับกัน หันมามองอีกคนที่นั่งพิงราวบันได ทำทีไม่สนใจ

“แล้วที่ตามมาหาเกือบทุกวันไม่ใช่หรอ” ชายหนุ่มถาม แอบดีใจอยู่ลึก ๆ 

“ห๊า พี่นีนั้นหรอ” อัฐณพแทบจะร้องออกมา

“ทำใม ดูเขาไม่มีอะไรเสียหายนี้หนา” ชายหนุ่มเอ่ยต่อ

“อย่ามาทำเป็นรู้ดี เป็นพ่อหมอดูดวงคนหรือไง” อัฐณพเอ่ยเสียงเข้ม ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ

“เมื่อถึงเวลา มันก็จะมาเอง คิดอะไรมาก” ชายหนุ่มเอ่ย

“ไม่อยากคิดอะไรแล้ว อยู่แบบนี้ก็ดี” อัฐณพเอ่ย ตอบ ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปาก     

“ถ้าไม่คิดอะไรอยู่แบบนี้ก็สบายดี  จะไม่ต้องเรื่องมาก ไม่มีใครมาทำให้รู้สึกแย่” ชายหนุ่มตอบ อัฐณพเตรียมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำมาวางข้าง ๆ ตัวชายหนุ่ม

“เป็นพวก...แอบ หรือเปล่า!!!!!!!”ชายหนุ่มโพล่งออกมา จนอัฐณพสะดุ้ง ชักสีหน้ากลบ ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย   

“เช็ดเองนะเตรียมให้หมดละ เบื่อทำแล้ว” อัฐณพเปลี่ยนเรื่องทันที จะเดินขึ้นชั้นบน ทำให้อีกฝ่ายประท้วงทันที 

“ได้ไง ปกติก็ทำให้ทุกครั้ง” ชายหนุ่มประท้วง พลางลุกขึ้นนั่งตัวตรง เพื่อให้คนที่อยู่ตรงหน้ารู้ว่าพร้อม

“อุ้ย” ชายหนุ่มอุทานออกมา อาการเจ็บที่แผลมีขึ้นแปลบ อีกครั้ง

“นั้นไง ค่อย ๆ มันยังไม่แห้งสนิท ทำอะไรให้ระวังตัวเองด้วย” อัฐณพเอ่ย รีบเข้ามาดูแผลชายหนุ่ม จับให้ชายหนุ่มเอนตัวลง คนเจ็บยิ้มที่มุมปากส่งสายตาหวานให้คนที่ห่วงใย 

“ช่วยเช็ดตัวผมด้วยซิ ขอบคุณนะ เช็ดด้านหลังไม่ถึง คุณช่วยหน่อย” ชายหนุ่มกระซิบอ้อนเบา ๆ พลางขอร้อง จนทำให้อีกฝ่ายต้องหันหลังหลบ ชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้

“อายก็เป็น” ชายหนุ่มกล่าวแล้วหัวเราะเบา ๆ  อัฐณพจึงต้องเตรียมน้ำสำหรับเช็ดตัวใหม่ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำความสะอาดแผล ไม่ทันระวังว่าอีกฝ่ายนั้นทำอะไร พอหันกลับมาต้องตกใจอ้าปากค้าง ภาพตรงหน้าชายหนุ่มถอดผ้าทุกชิ้นออกจนหมด เปลือยกายอย่างกับรูปปั้นทหารกรีกโบราณไปซะแล้ว

“นี้นายจะบ้าอะไร” อัฐณพเอ่ย ความร้อนตรงใบหน้าผ่านไปจนถึงใบหู

“บ้าอะไร จะอาบน้ำจะเช็ดตัว ต้องเตรียมพร้อมซิ” ชายหนุ่มตอบทันที

“อายผีบ้าน ผีเรือนบ้าง” อัฐณพกล่าว พยายามสะกดกลั้นอารมณ์

“อายทำไม เห็นมาหมดแล้วไม่ใช่หรอ ตั้งแต่วันแรกโน้น” ชายหนุ่มเอ่ยต่อ ไม่คิดสะทกสะท้าน คนที่อายเองกลับเป็นอัฐณพ

“จะบ้าตาย ถึงผู้ชายด้วยกัน ผมก็มียางอายครับ” อัฐณพตอบเชิดจมูกรั้นขึ้น แต่ก็ยอมมานั่งใกล้ ๆ 

“แปลกนะ แล้ววันที่คุณเอาผมขึ้นมาจากน้ำ คุณทำไงกับการแก้...” ชายหนุ่มถามต่อ อัฐณพหยิบเอาผ้าเช็ดตัวอีกผืนมาปิดช่วงล่างไว้ ถึงจะแก่นๆ ห้าว ๆ เขาก็รู้สึกอายเหมือนกัน

“ไม่เกี่ยวกัน อันนั้นคุณได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้รู้ตัวแบบนี้” อัฐณพตอบแล้ว ใบหน้าร้อนผ่าว เมื่อนึกถึงวันที่สำรวจร่างกายชายหนุ่มคนนี้ พร้อมกันนั้นก็ยื่นผ้าเช็ดตัวผื่นเล็กมาให้ ชายหนุ่มรับผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวด้านหน้า 

“ว่าจะถามคุณว่า ไปเรียนพวกนี้มาจากไหน” ชายหนุ่มถามเสียงเข้ม อัฐณพจึงรับผ้ามาซัก 

“อันไหน” อันณพตอบไม่เข้าใจคำถาม แล้วยื่นผ้าเช็ดตัวให้ชายหนุ่มอีกครั้ง

“การเย็บแผล ทำแผลพวกนี้ ทำอย่างกับมืออาชีพเลยนะ เป็นครูจริงหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย อัฐณพถอนหายใจ   

“สมัยเรียน เขาไม่มีสอนบ้างหรือไง ออ คงไม่มีหัวทางนี้ จนต้องมาขนยาค้ายา เขามีสอนในวิชาลูกเสือ และอีกอย่างผมเรียนด้านวิทยาศาสตร์” อัฐณพตอบ รับเอาผ้าเช็ดตัวจากชายหนุ่มมาซักอีกครั้ง ย้ายไปด้านหลัง ลงมือเช็ดแผ่นหลังชายหนุ่ม ค่อย ๆ ลงมือเช็ด พอสังเกตผิวกายชายหนุ่มแล้วเหมือนไม่ใช่พวกที่เป็นกรรมกรสักนิด ผิวเนียนสีเข้ม อัฐณพวางผ้าเช็ดตัวและเช็ดไปตามแผ่นหลังอย่างอ่อนโยน ในใจคิดไปต่าง ๆ นานา จนเกิดอาการร้อน ๆ หนาว ๆ ตรงใบหน้าอีกครั้ง อัฐณพเช็ดต่ำลงเรื่อย ๆ จนมบหน้าจะชิดกับศีรษะอีกฝ่าย   

“มีด้วยหรอ ผมเพิ่งรู้ สงสัยผมไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้หรือไง เลยไม่รู้” ชายหนุ่มกล่าว พลางหันหน้ามาด้านหลังจมูกของอัฐณพแทบจะถูกแก้มชายหนุ่ม อัฐณพหยุดนิดหนึ่งแล้วตอบ

“มีมากมาย ทั้งผ่า เย็บ ดูแลสัตว์บาดเจ็บ เท่าที่เรียนมามีแต่กับสัตว์ แต่กับคนไม่เคย ทำกับนายเป็นรายแรก จงภูมิใจไว้ด้วย” อัฐณพเอ่ยเช็ดตามซอกรักแร้ แล้วเอาผ้าไปซัก

“ห้ามไปทำแบบนี้กับใครอีกนะ” ชายหนุ่มโพล่งออกมา อัฐณพชะงักถอนหายใจ รู้ในความหมายที่พูด

“เสร็จละ นอกนั้นเช็ดเองละกัน” อัฐณพวางผ้าเช็ดตัวลงบนมือชายหนุ่ม   

“โอ้ ๆ เห็นเราเป็นตัวทดลอง เป็นตัวทดสอบหรอเนี้ย” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง อัฐณพพยักหน้าแล้วเชิดหน้าขึ้น ลุกเดินออกมา 

“ลืมบอก วานนี้แม่คุณ โทรมา ถามว่าจะกลับบ้านหรือเปล่า” ชายหนุ่มกล่าวแล้วเช็ดขาต่อ อัฐณพหยุดรีบหาโทรศัพท์

“โทรศัพท์ อยู่ไหนละทีนี้ ไม่น่าเลยเรา” อัฐณพเอ่ยกับตัวเอง รีบขั้นไปชั้นบนหา ไม่เจอกลับลงมาข้างล่าง

“เอาโทรศัพท์มา ตอนนี้อยู่ไหน ลืมเลย นายเอาโทรศัพท์โทรหาพวกค้ายาหรือเปล่า” อัฐณพหันมาทางชายหนุ่มที่กำลังโยนผ้าเช็ดตัวลงไปในกะละมัง 

“ใครจะกล้า เกิดมันดักฟัง มิจบกันเลยหรอ” ชายหนุ่มเอ่ย หลบตาไม่บอกว่าตัวเองแอบใช้เหมือนกัน

“แล้วตอนนี้ โทรศัพท์อยู่ไหน นายเอาไปไว้ไหน” อัฐณพคาดคั้น ร้อนรน ชายหนุ่มค่อย ๆ ผยุงกายลุกขึ้นยืน เห้นอีกฝ่ายเริ่มโมโหจะกลายร่างเป็นยักษ์แล้ว   

“น่าจะอยู่ใน โถนั้นมั่ง ” ชายหนุ่ม ชี้นิ้วไปยังโถใส่เอกสาร แบบไม่ทันระวังตัวผ้าเช็ดตัวผื่นใหญ่ก็ล่วงลงพื้น เผยให้เห็นร่างกายกำยำ อัฐณพรีบหันหน้าหนี

“อ๊าย ๆ ไอ้บ้า รีบนุ่งผ้าให้เรียบร้อย” อัฐณพร้องขึ้น สภาพชายหนุ่มยืนตัวเปล่าไม่มีอะไรปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว ชายหนุ่มยิ้มขำ กริยาท่าทางที่อัฐณพทำ

“เป็นอะไร มันน่าอายปานนั้นเชียว” ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ แล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ส่งให้

“เอานี้ ถ้ายังอยู่ดี ๆ จะจับปล้ำเอาซะเลย” ชายหนุ่มระซิบเบา ๆ ข้างใบหู พร้อมยื่นโทรศัพท์ใส่มือ   

“จะทำอะไร หัดเกรงใจกันมั่ง วัฒนธรรมนะหัดมีมั่ง ไอ้ดาร์ว” อัฐณพพูดลอดไรฟัน หน้าแดงจนถึงใบหู หันมามองชายหนุ่มที่เดินขึ้นชั้นสองแบบไม่มีอะไรปิดกาย

“ทำยังกะไม่เคยเห็น” ชายหนุ่มกล่าวแล้วหัวเราะชอบใจใหญ่ เริ่มโยกเอวเล็กน้อยให้แก่นกายไหวไปมาตามแรงโยก อัฐณพทนไม่ไหว รีบกำโทรศัพท์แน่น สูดลมหายใจเข้าปอดแรง ๆ พ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ แล้วไปเก็บกะละมัง ที่ชายหนุ่มทิ้งไว้
“ไอ้ผี หัดอาย ผีบ้านผีเรือนมั่งได้ไหม ทำอะไรเกรงใจกันด้วย” อัฐณพเอ่ย  ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ผิวปากขึ้นชั้นสองแบบสบายอารมณ์ 

“ทำเหมือนเกย์ กะเทย เดียวเถอะ เอ๊ะหรือจะใช่......วะ แล้วถ้าเกิดว่าใช่ละ” ชายหนุ่มกล่าวกับตัวเอง เมื่อเข้ามาในห้องก็หาเกงเกงกีฬาแบบหลวม ๆ มาใส่ พอจะใส้เสื้อก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ล้างแผล จึงเดินออกมานอกห้อง

“คุณ  นาย  ยังใม่ได้ล้างแผลให้ผมเลย” ชายหนุ่ม เรียกเว้นวรรค พอนึกขึ้นได้เหมือนกันการที่สามีเรียนภรรยาเลย

“คุณนาย มาล้างแผลให้ผมด้วย” ชายหนุ่มตะโกนลงมาครั้งสอง อัฐณพถอนหายใจแรง ๆ

“จะอยู่กับไอ้ดาร์ว นี้นานสักเท่าไหร่วะ” อัฐณะพูดกับตัวเอง แต่ก็ต้อยเตรียมอุปกรณ์การล้างแผลขึ้นไปชั้นสองอีกครั้ง

“คุณ  นาย คราบ” ครั้งนี้ชายหนุ่มออกเสียงเรียกแบบยาน ๆ

“จะเรียกทำไม ให้เสียงดัง” อัฐณพโพล่งออกมา ขณะขั้นบันไดชั้นที่สอง ชายหนุ่มออกมายิ้มแป้นคอยอยู่หน้าห้องแล้ว

“ถ้าไม่มีใคร จะให้เป็นคุณนายตัวจริงเลย” ชายหนุ่มเอ่ยเบา ๆ ไม่อยากให้อีกฝ่ายได้ยิน

“นั่งลงตรงนี้ ไม่ต้องเข้าไปในห้อง มันจะเลอะหลายที่” อัฐณะออกคำสั่ง

“คราบ” ชายหนุ่มตอบแบบอ้อน ๆ เหมือนเด็กได้ของเล่นที่ถูกใจ ในใจคิดว่า จะลองสักครั้งดีไหม แล้วเกิดว่า เขาไม่ใช่ ไม่เล่นด้วยโดนตีนเขาแน่ ๆ นะไอ้ปลัด ชายหนุ่มคิดในใจ แอบยิ้มมองอีกฝ่ายที่ตั้งใจล้างแผลให้จนเสร็จ ไม่ลองก็ไม่รู้นะเว้ย แล้วถ้าเกิดว่าใช่ มึงจะทำไงต่อไปดีละ ตอนนี้ถามใจตัวเองก่อนดีไหม จะชอบแบบไหน จะเลือกแบบไหนดี
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    จากวันกลายเป็นสัปดาห์ จากหนึ่งสัปดาห์เข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว เม็ดฝนยังคงหลั่งรินลงมา   เรื่อย ๆ ผู้คนที่ทำไร่นาคงดีใจ ที่ฝนตกลงมาทำให้พืชผลเจริญงอกงามยิ่งนัก สาโรชลุกขึ้นนั่ง บิดกายไล่ความเมื่อยขบออกไปจากตัว
“สายขนาดนี้แล้วหรอนี้” สาโรชพูดกับตัวเองเมื่อมองนาฬิกาเรือนเล็กตรงหัวนอนของอัฐณพ แล้วมองเลยไปที่นอนของอัฐณพ ที่ตอนนี้เก็บเรียบร้อย ถือว่าครูคนนี้ก็มีน้ำใจไม่ปล่อยให้ตัวเขาต้องนอนอยู่บนพื้นซีเมนต์ด้านล่าง จากนั้นจึงเอามือลูบตรงแผลที่ถูกยิง สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างคือสามารถรักษาคนได้ด้วย ดูปากแผลเริ่มที่จะตกสะเก็ดแล้วอีกไม่นานคงจะหายเป็นปกติ เมื่อคืนเขาคิดอยู่นาน ว่าจะเริ่มต้นจากไหนก่อน จะสามารถสาวถึงตัวการได้

   จะล้มตัวลงนอนอีกก็รู้สึกอย่างไงอยู่ ปกติเป็นคนตื่นเช้าแล้วออกวิ่งไปทั่วทั้งอำเภอ พอมาอยู่แบบคนป่วยไม่ได้ออกกำลังกายชักจะอ้วนขึ้นมาแล้วซิ สาโรชรีบสปริงตัวลุกขึ้น แล้วเดินออกจากห้อง ใส่เพียงกางเกงขาสั้นของเจ้าของห้อง เดินขึ้นลงบันไดบ้านสักสิบรอบได้ เสียงเปิดประตูดังขึ้น คงเป็นเจ้าของบ้านกลับมานั้นเอง สาโรชยิ้มกับตัวเอง เอ๊ะ ทำไมถึงรู้สึกยินดีที่อีกคนกลับมา เม็ดเหงื่อตอนนี้ไหลเป็นทาง แสงจากหน้าต่างบ้านส่องเข้ามาปะทะกับผิวกายทำให้น่ามองขึ้น อัฐณพเดินขึ้นมาบนบ้าน สายตาประสานกันพอดี อัฐณพรู้สึกเขิน ๆ อย่างไรชอบกล

“ตื่นแล้วหรอ เมื่อคืน นายเป็นไข้ วันนี้ออกไปซื้อยาแก้อักเสบมาให้ด้วย” อัฐณพกล่าวยกกล่องข้าวและถุงยาโชว์ 

“อันนี้ละ” ชายหนุ่มถามขึ้น เห็นถูกกระดาษอีกใบ

“ออ เสื้อผ้าชุดใหม่ เห็นไม่มีเสื้อผ้าใส่เลยซื้อมาให้” อัฐณพตอบ ชายหนุ่มหยิบถูกค้นดูชุดที่อัฐณพซื้อมา  ภายในถุง มีกล่องกางเกงชั้นในอีกหนึ่งกล่อง ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาพิจารณา มีสีเทากับสีดำ ขนาดไซต์ตรงตามที่เขาใช้ไม่มีผิด

“รู้ขนาดด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยออกมา พร้อมยกขึ้นโชว์

“ตัวแค่นี้ จะเอาขนาดไหนอีกละ” อัฐณพตอบ ยื่นกล่องข้าวให้ หันหลังกลับลงไปชั้นล่าง ชายหนุ่มยิ้มขำ ๆ ว่าจะเอ่ยอะไรออกมา แต่อีกฝ่ายออกจากบ้านไปเสียแล้ว

“เมื่อคืนเราไม่สบายหรอ” ชายหนุ่มพูดกับตัวเอง ทำหน้าสงสัย แต่ก็ช่างเถอะ ไปอาบน้ำมาทานกข้าวกินยาก่อนดีกว่า   

   ภายในโรงเรียนยังไม่เปิดเทอม แต่บรรดาครูหลายคนก็เริ่มมาทำงานมาเตรียมการเรียนการสอนไว้ เมื่อเปิดเทอมจริง ๆ ก็จะไม่ต้องโกลาหล ทำให้เสียการเรียน กลุ่มเพื่อนครูจึงมานั่งร่วมกลุ่มกันทำงานด้วยกัน

“มาลัย เอากระดาษไปตัดรูปดอกไม้มาติดตรงบอร์ดนั้นน่าจะดี พี่ว่า” เพื่อนครูเอ่ยขึ้น

“จริงด้วยป้าอรพิน มาเอามามาลัยจะช่วย” มาลัยครูผู้ช่วย หยิบกรรไกรมาเตรียมตัว

“เอ๊ะ ไม่เห็นน้องนพเลย ไปไหนเสียละ” อรพิมเอ่ย ตัวเธอถือว่าเป็นพี่สุดในโรงเรียนถามหาน้องเล็กสุดในโรงเรียน

“เห็นว่าออกไปซื้อของตรงหน้าโรงเรียน เดี๋ยวก็คงมาป้าอรพิน” มาลัยเอ่ยตอบ

“ออ นึกว่าแม่สุนีมาโฉบเอาไปซะแล้ว” อรพิมเอ่ยต่อ ทำให้มาลัยหัวเราะชอบใจ

“ป้าอรพินเจ้าค่ะ พูดแบบไม่กลัวเจ้าตัวเขามาได้ยินบ้างเลยหรอคะ” มาลัยเอ่ยกึงประชดประชัน

“ช่างปะไร ทำตัวไม่เหมาะสมเลย น้องมันจะนับถือไหมนั้น” อรพิมไม่ลดวา คงเอ่ยไปเรื่อย ๆ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

“ทำไมคะป้า วางมากหรือไงถึงนินทาอยู่ได้” เสียงของสุนีดังขึ้น อรพินจึงวางมือลงจากงานข้าหน้ามองหน้าผู้มาใหม่

“แม่สุนี หล่อนได้ยินพวกฉันนินทาอะไรเธอ” อรพินเอ่ยเสียงสูง สุนีเชิดหน้าขึ้น

“หรือไม่จริง ยายมาลัย” สุนีหันมาทางมาลัย เพื่อหาลูกคู่ แต่มาลัยก็ได้แต่ส่ายหน้า

“ก่อนจะพูดให้คนอื่นนะ เก็บข้อมูลให้หมดก่อนนะจ๊ะ แม่คุณ” อรพิมเอ่ยอย่างเป็นต่อ ก่อนที่วาทะกรรมต่าง ๆ จะเอ่ยไปมากกว่านี้ รถจักรยานยนต์คันโตก็เข้ามาจอดตรงซุ่มที่ครูทั้งสามคนกำลังยืนถกกันอยู่

“สวัสดีครับ” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมกับที่ชายหนุ่มยกมือไหว้ กลุ่มครูทั้งหมดจึงรับไหว้ 

“อุ้ย คุณตำรวจนั้นเอง วันนี้แต่งตัวเท่จังเลยคะ” สุนีทักก่อน เมื่อเห็นจำได้ว่าเห็นกันมาแล้ว

“มิได้ครับ” นิติกรเอ่ย อย่างนอบน้อม

“คุณตำรวจมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” สุนีเอ่ยถาม ออกตัวรับแขกใหม่อย่างออกนอกหน้า จนอรพินและมาลัยแอบค้อนวงใหญ่ให้กับหญิงสาว

“พอดี ผมออกตรวจพื้นที่ครับ แล้วรู้ว่าที่ตรงนี้มีโรงเรียนอยู่ด้วย จึงเข้ามาดูครับ” นิติกรตอบ

“ออ ค่ะ ช่วงนี้ยังปิดเทอมอยู่ยังไม่มีนักเรียนมาเรียน ก็มีแต่พวกครูแก่ ๆ มาทำงานกันค่ะ” สุนีกล่าวพลางหันมาทางอรพินและมาลัยที่นั่งทำงานกันอยู่

“คุณตำรวจ เชิญนั่งกับครูแก่ ๆ ก่อนไหมคะ” อรพินเอ่ยขึ้น เน้นคำว่าแก่ นิติกรเองก็รู้สึกได้

“จะดีหรอครับ” นิติกรเอ่ย

“ดีซิค่ะ นั่งกับพวกเรา มาเป็นดอกไม้ให้พวกแมลงภู่ผึ้ง ดอมดมบ้างซิ” อรพิมเอ่ยตอบ นิติกรเองรู้สึกเกรงใจไม่น้อย แต่ด้วยอยากรู้จักใครคนหนึ่งจึงยอมนั่งลงด้วย สุนิแทบจะกระทืบเท้าอดกลั้นใจใจอย่างสุด ๆ เลยที่เดียว 

“โรงเรียนขนาดนี้ มีนักเรียนเยอะไหมครับ” นิติกรเอ่ยถาม เมื่อมองดูครูสองสาวต่างวัยช่วยกันทำงาน

“ไม่เยอะหรอกค่ะ คุณตำรวจ โรงเรียนเล็ก ๆ นักเรียนไม่เยอะ ครูก็ไม่เยอะ เพราะเราเป็นโรงเรียนขนายโอกาส อยู่ในตำบลยังไม่เทียบกับอำเภอ” มาลัยอธิบาย

“ออ แล้วครูมันกันแค่นี้หรอครับ” นิติกรถามต่อ
“ยังเหลืออีกหลายคน คงอยู่ในอาคารเรียน ห้องพักครูบ้างนะคะ” อรพินเอ่ยตอบบ้าง

“โน้นไง มาอีกคนแล้ว” มาลัยเอ่ย ส่งซิกไปยังชายหนุ่มที่กำลังเดินขึ้นมาจากบ้านพัก นิติกรมองตามเมื่อเห็นเป็นคนที่เขาตามหา ก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง เผยรอยยิ้มออกมาให้เห็น

“น้องนพ ทางนี้จ๊ะ” สุนีร้องทักขึ้น ทำให้ชายหนุ่มที่เดินกลับมาจากบ้านพักชะงักนิดหนึ่ง แล้วรีบเดินมาหากลุ่มเพื่อนครูทันที   
“สวัสดีครับ” อัฐณพเอ่ยทักพร้อมยกมือไหว้ ชายหนุ่มในชุดตำรวจเต็มยศ นิติกรลุกขึ้นโค้งคำนับพอเป็นพิธี

“สวัสดีครับ” นิติกรกล่าว
“เชิญนั่งครับ มีธุระหรือเปล่าครับ” อัฐณพเอ่ยเชื่อเชิญให้ชายหนุ่มนั่ง และถามจุดประสงค์ที่มา 

“พอดีลาดตระเวนมาทางนี้ น้องนพบอกว่าอยู่โรงเรียนนี้ พี่เลยเข้ามาทักทาย” นิติกรตอบ

“แปลว่าสองหนุ่มนี้รู้จักกันมาก่อนแล้ว” อรพินเอ่ยขึ้น

“ก็ไม่เชิงที่รู้จักกันจริง ๆ หรอกครับคุณครู” นิติกรเอ่ย ทำให้อรพินจ้องมองตำรวตรวจและอัฐณพสลับกันไปมา

“เราเคยเจอกันที่ห้างในเมือง นะพี่พิน” สุนีโพล่งออกมา

“ครับ วันก่อน นพกับพี่นีไปห้างกันมาครับ เจอกับคุณตำรวจที่นั้น” อัฐณพตอบรับ อรพินพยักหน้ารับทราบ หันไปมองทางสุนิแว๊ปหนึ่งแล้วทำงานตามปกติ   

“ที่จริงจะว่าไปมีข่าวจากจังหวัดแจ้งมาว่ามีพวกขบวนการขนยา ผ่านมาทางนี้ สายบอกว่าปะทะกัน มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย ยังจับใครไม่ได้เลย” นิติกรกล่าว อัฐณพตกใจทำตาโต

“พวกขนยาหรอครับที่ตาย” อัฐณพรีบถามทันที 

“ใช่ มีตายสามคน เป็นผู้ค้ายาสองคน คนของทางราชการด้วยอีกคน และสูญหายอีกหนึ่ง เป็นปลัดฝีมือดีด้วย ทางจังหวัดเลยต้องขยายผล พี่เลยต้องออกลากตระเวนด้วยครับ” นิติกรกล่าว อัฐณพใจฝ่อ เหงื่อที่ฝ่ามือแตกจนซุ่ม ลอบกลื่นน้ำลายรู้สึกคอแห้งเป็นผง

“สาธุ  อย่าให้คุณปลัดฝีมือดีต้องเป็นอะไรเลย” อรพินเอ่ยพร้อมยกมือขึ้นท่วมหัว

“ทำไมใกล้เข้าทา โรงเรียนเราทุกทีแล้วนะป้า” มาลัยเอ่ยบ้าง

“ผมฝากให้คุณครูช่วยเป็นหูเป็นตาด้วยนะครับ ถ้าพบเจออะไรผิดปกติแจ้งทางผมได้ตลอดเลย” นิติกรเอ่ยกำชับ

“ได้ซิค่ะ เอาเบอร์คุณตำรวจไว้ก็ได้” สุนีเอ่ยอย่างเนียมอาย จนอรพินและมาลัยแอบมองหน้ากัน ดูความมั่นหน้าของหญิงสาวขนาดนั้นเลย นิติกรได้แต่ยิ้มเกอ

“ให้มันน้อยหน่อย แม่สุนี” อรพินเอ่ยปาก

“เบอร์สายด่วนก็ได้ครับ” นิติกรเอ่ย

“แล้วคนที่มากับพวกขนยามาเยอะไหมครับ” อัฐณพเอ่ยขึ้น มาลัยจนต้องได้ตีมือลงที่ต้นแขน

“ตายจริง แทนที่จะห่วงใยคุณปลัด กลับไปถามพวกขนยาแทน น้องเรา” มาลัยเอ่ย

“เปล่า นะพี่มาลัย อย่างน้อยเราจะได้รู้บ้างว่ามีหลบหนีมาได้กี่คน จะได้แจ้งทางการได้”อัฐณพให้เหตุผล

“อันนั้น ไม่มีใครทราบครับ เพราะเรายังจับใครไม่ได้สักคน เลยไม่รู้ว่าพวกที่มากับขบวนการกี่คน เรารู้แต่ว่าคนของทางการมีสองคน ที่แฝงไปกับขบวนการแล้วเกิดการปะทะกันทำให้เสียชีวิตและสูญหาย” นิติกรอธิบาย

“แบบนี้น่าจะจับเข้าคุกให้หมดทุกคน” อรพินเอ่ยบ้าง

“น่าสงสารลูกเมีย คนที่สูญเสีย” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ

“ดู๊ ดูน้องเรา ไปสงสารโจร” มาลัยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“พี่ บางครั้งก็อาจจะเป็นเหตุจำเป็นก็ได้ ที่ทำให้เขาต้องทำแบบนั้น” อัฐณพเอ่ย อรพินพยักหน้าเห็นด้วย

“อันนี้ป้าก็เห็นด้วย ความจนไง ความทุกข์ยากที่ทำให้คนเราต้องเป็นแบบนี้” อรพินเอ่ยขึ้น   

“ถ้าอย่างนั้น ผมต้องลากลับก่อน รบกวนเวลาทำงาน เอาไว้ผมจะมาอีกครั้ง” นิติกรเอ่ย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ แก้วมาลูน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
รออ่านต่อครับๆ

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

5. ก่อตัว รู้ตัว
   บ้านพักครูหลังกลางเก่ากลางใหม่ที่ตั้งอยู่ท้ายโรงเรียนแห่งนี้ พอมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นบดบัง จากสายตาคนภายนอก ชายหนุ่มนั่งทานอาหารที่อัฐณพนำมาส่งเสร็จ ไม่รู้จะทำอะไรดี ออกไปสูดอากาศนอกบ้านแล้วก็เบื่อ ๆ พอดีกับเม็ดฝนเริ่มลงเม็ดอีกแล้ว ถอนหายใจมองหยาดฝนที่ไหลจากหลังคาอย่างเบื่อหน่าย

“หมู่ชัยชนะ จะเป็นอย่างไรบ้างหนา ตอนนี้ ไม่รู้ทางผู้ใหญ่จะเห็นข้อความที่ส่งให้หรือเปล่า” ชายหนุ่มพูดกับตัวเองเบา ๆ

“ครูนพ เก็บปืนไว้ที่ไหนนะ” สาโรชเอ่ยขึ้น เมื่อคิดได้ ไวเท่าความคิดเร่งฝีเท้าขึ้นไปชั้นบน มองไปยังโต๊ะเตี้ย ๆ ที่อัฐณพไว้สำหรับเขียนหนังสือ ลองรื้อค้นหลายรอบ

“เก็บไว้อย่างดีแบบนี้ คงไม่อยู่ทีนี้แน่ ๆ” สาโรชเอ่ย พลางถอนหายใจ หางตาพลันเห็นภาพถ่ายใบหนึ่งที่แนบไว้ ทำเหมือนที่คั้นหน้าหนังสือ หยิบขึ้นมาดู เป็นภาพหนุ่มน้อยยิ้มหราในชุดพระราชทานปริญญา ท่าทีที่ดีใจแสดงออกมา จนคนมองก็รู้สึกยินดีไปด้วย มีชายหนุ่มรุ่นเดียวกันอีกคนหุ่นหนาสักหน่อย ที่ยื่นข้าง ๆ ชายตาชำเรืองมองคนที่ยิ้มหราด้วยแววตาเศร้านิด ๆ ฉุดทำให้รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที   

“ชักยังไงแน่วะ มองแบบนี้ มันเหมือนคนที่อกหักหรือเปล่า” สาโรชเอ่ยกับภาพ มือลูบปลายคางที่ตอนนี้หนวดเริ่มเขียวครึ้มมากกว่าเดิม

“มันน่าสงสัยแล้วละ อย่าให้เป็นอย่างที่คิดไว้ก็แล้วกัน” สาโรชเอ่ยกับตัวเอง มีอาการฉุนนิด ๆ 

“มองตาเดียวก็รู้ เพื่อนแอบรักเพื่อน ละมั่งแบบนี้ อย่าได้หวังว่าจะได้ไปง่าย ๆ ” สาโรชเอ่ย สรุปให้กับตัวเองสายตามุ่งมั่น แล้วจึงเก็บภาพถ่ายไว้ตรงเดิม ลงมือค้นหาสิ่งที่ต้องการต่อ

“เอาไปไว้ไหนละ เกิดไอ้พวกนั้นมันรู้ว่าเรายังไม่ตาย มันตามมาเก็บจะหาที่ไหนได้ทันท่วงที” สาโรชบ่นกับตัวเองต่อ จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ สาโรชถอนหายใจ กลับมานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ ความเงียบเข้าปกคลุม จนได้ยินเสียงน้ำจากลำคลองที่ไหล่กระเซ็นกระทบตลิ่ง

    เสียงรถจักรยานยนต์ดังมาแต่ไกล ปกติไม่ค่อยจะได้ยินเสียงรถยนต์หรือจักรยานยนต์มาบริเวณบ้านพักครู ฝั่งทางนี้นัก เพราะครูที่พักฝั่งด้านนี้จะเอารถไปจอดไว้ที่โรงรถโรงเรียนมากกว่า สาโรชขมวดคิ้วเข้าหากัน หรือว่าจะยังไงเสียแล้ว 

“ปกติทีนี้ไม่มีรถนี้หวา” สาโรชพูดกับตัวเอง จากนั้นจึงรีบลงไปตรงบันไดที่ม่ช่องลมอยู่ แอบส่องออกไปด้านนอก นายตำรวจหนุ่มควบรถจักรยานยนต์แบบหน่วยลาดตระเวนเข้ามา คนซ้อนท้าย ทำตัวแข็ง ไม่กล้ากระดิกตัว

“รถตำรวจ” สาโรชเอ่ย แต่ก็ยังยื่นนิ่งดูการกระทำของทั้งสองต่อไป   

“ถึงแล้วครับ ถะถึงแล้ว” อัฐณพรีบเอ่ยขึ้น นิติกรเบรกรถตัวโก่ง อัฐณพเองก็เอียงไปตามแรงฉุด

“บ้านหลังนี้หรอครับ นี้ต้องขอบคุณฝนนะครับที่ทำให้ผมได้มาส่งครูนพ” นิติกรเอ่ย มองไปที่ตัวบ้าน

“ครับ ใช่ครับ บ้านพักครูของผมเอง” อัฐณพตอบเบา ๆ ลงจากรถทันที มายืนข้าง ๆ

“สภาพไม่ต่างกันเลยนะ บ้านพักราชการ” นิติกรกล่าว พร้อมยิ้มอวดเรียวฟันสวย ๆ

“ครับ มีเท่านี้ก็นับว่าดีแล้วครับ นพขอบคุณคุณตำรวจ” อัฐณพยังพูดไม่จบ

“เรียกพี่กร ดูสนิทกันขึ้นกว่าเยอะครับ” นิติกรรีบพูดขึ้น อัฐณพรู้สึกลังเล จนนิติกรพยักหน้า

“ครับพี่กร นพขอขอบอีกครั้งที่มาส่ง” อัฐณพกล่าว ท้ายประโยครู้สึกผ่อนคลายลง

“ไม่เป็นไร พี่จะมารับไปเที่ยวบ่อย ๆ ละกัน รู้จักบ้านแล้ว” นิติกรกล่าวต่อ คิดว่าอีกฝ่ายจะเชิญเข้าบ้าน

“รบกวนเวลาอันมีค่าของคุณพี่กรเสียเปล่า ๆ ครับ” อัฐณพเอ่ยอย่างเกรงใจ ความรู้สึกอึดอัดเข้ามาแทนที่

“ไม่เป็นไร พี่ถือว่าเราจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน” นิติกรเอ่ยต่อ แต่พอเห็นท่าที่ของอัฐณพแล้ว พอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายยังไม่พร้อมมากกว่านี้

“ผมว่า มัน จะ ไม่ค่อยดีมั่ง ครับ” อัฐณพเอ่ยอย่างเกรงใจ ระคนอึดอัดด้วย นิติกรยิ้ม 

“ไม่เป็นไร เอาเป็นว่า วันนี้พี่ออกตรวจพื้นที่ก่อน เดี๋ยวจะเสียงาน วันหน้าค่อยคุยกัน” นิติกรเอ่ย จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์ อัฐณพได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ รถพุ่งทะยานออกไป ในหัวนั้นคิดอะไรออกแวบแรก อัฐณพรีบตะโกน

“ดะ...เดี๋ยว ครับ พี่กร” อัฐณพตะโกนตามหลัง ไม่ทันเสียแล้ว หันไปมองบ้านพักของตัวเอง สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด

“เอาวะ จะเกิดอะไรก็ต้องเกิด” อัฐณพเอ่ยกับตัวเอง เดินเข้าบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้ามาภายในบ้านพัก พบว่าชายหนุ่มอีกคนนั่งอยู่ตรงประตูหลังบ้าน มองลำคลองที่ไหลเอื่อย ๆ ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง 

“ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เป็นหง่อย” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ แต่กระนั้นก็ทำให้อีกฝ่ายได้ยินหันมามอง ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง

“ปากคอหรือนั้น ไม่สมกับที่เป็นครูสอนเด็ก ไม่คิดบ้างหรือที่พูดนะมันทำร้ายจิตใจคนอื่น” สาโรชเองก็ไม่ลดละ ต่อปากต่อคำ

“ทำไมหรือครับ เป็นครูก็พูดได้นี้ครับ” อัฐณพตอบ พร้อมกับยืดอกขึ้นเชิดหน้ารั้นจมูกให้สูง

“ไม่ทำไม ก็ครูที่ดีไม่ควรนินทาว่าร้าย ลับหลัง” สาโรชเอ่ย อัฐณพรู้สึกมีก้อนแข็งมาจุกตรงลำคอ

“ไม่ได้ว่าร้ายใคร ก็พูดตามที่เห็น” อัฐณพเริ่มหาช่องทางหนี

“รับราชการครู ทำไมกลับมาบ้านเร็ว นี้ยังไม่เย็นเลย” สาโรชเปลี่ยนเรื่องและชะโงกหน้าออกไปดูท้องฟ้า อัฐณพเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง

“ฝนตก” อัฐณพตอบห้วน ๆ กำลังก้าวขาจะขึ้นด้านบน

“ออ ก็เลยกะว่าจะให้ตำรวจมาจับ ว่างั้น” สาโรชเอ่ยดักคอเหมือนรู้ทันอีกฝ่ายคิดอะไร อัฐณพชะงัก

“เป็นหมอดู หมอเดา หรือแอบฟังหรือไง” อัฐณพหันมาจ้องมองสาโรชเขม็ง 

“นิสัยมหาโจร นิสัยคนร้าย ที่กลับมานี้กลัวว่าจะมีของหาย กลัวจะโดนยกเค้าเลยกลับมา” อัฐณพตอบ

“แล้วไม่คิดกลัวหรือไง กลับมาคนเดียวแบบนี้” สาโรชถามต่อ อัฐณพอึ่ง ชายหนุ่มพูดถูก

“กลัวอะไร มีตำรวจมาด้วยทั้งคน” อัฐณพไม่ลดละ

“เก่งจริงตัวแค่นี้” สาโรชก้าวสามขุมมาจนประชิดตัว อัฐณพตกใจ ผงะรีบวิ่งขึ้นบนบ้าน สาโรชยิ้มกับตัวเอง


    เมื่อเข้ามาในห้องนอน จึงรีบไปเปิดกล่องไม้ข้างหัวนอนออกมา หยิบโลหะหนักขึ้นมาถือ แล้วนำมาแนบกับอก

“มาซิ จะเอาให้ตายเลย” อัฐณพเอ่ย แล้วถอนหายใจ เสียงริงโทลดังขึ้น อัฐณพรีบวางโลหะหนักกลับไว้ที่เดิม แล้วควนหาโทรศัพท์ เบอร์แปลกโทรเข้ามา

“สวัสดีครับ ครูนพพูดครับ” อัฐณพพูดกับปลายสาย

“ครับ คุณครูคนเก่ง ทำเสียงเข้ม แมนมาก ๆ” ปลายสายตอบกลับมา อัฐณพยิ้มกับตัวเอง

“นิมิต นายก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลย เราจำเสียงได้” อัฐณพเอย ใบหน้าแสดงความยินดียิ่งนัก หวนนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนมัธยมมาด้วยกัน ซึ่งมาแยกกันก็ตอนที่ต่างคนต่างได้ที่เรียนใหม่ ยังจำได้ดีว่านิมิต เป็นเพื่อนที่สนิทด้วยคนหนึ่ง ตัวหนา อย่างกับหุ่นนักกีฬาฟุตบอล สูงกว่าอัฐณพสักห้าเซนติเมตร  ใบหน้าคม ผิวเข้มตามแบบฉบับของคนใต้ เพราะพ่อของนิมิตเป็นคนใต้แล้วมาได้แม่ของนิมิต

“เอา จำได้อีก เราว่าจะเชอร์ไพร ไปหาแม่นายมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว” นิมิตอธิบายให้อีกฝ่ายทราบ

“เสียงนี้ สำเนียงนี้ใครจะจำไม่ได้” อัฐณพเอ่ยยิ้ม ๆ

“โทรมาแสดงความยินดี กับคุณครูคนใหม่” นิมิตกล่าว

“ขอบคุณมาก นายละทำอะไรตอนนี้” อัฐณพเอ่ยถามอีกฝ่าย

“เราจะไปไหนได้ ที่เดิม เพิ่มเติมคือความคิดถึง” นิมิตตอบพร้อมหยอดคำหวาน

“เดือนหน้าจะกลับบ้าน หยุดหลายวัน” อัฐณพกล่าว นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกมารดาเลย 

“กลับมาวันไหน บอกเราด้วย เราจะได้ไปรับ” นิมิตเอ่ย

“ได้เลย อยากไปไหว้พ่อแม่นิมิตด้วย ฝากกอดท่านด้วยนะ โทรคุยนานแล้วเปลืองเงิน” อัฐณพกล่าว

“ได้ ๆ จะบอกว่า ลูกสะใภ้ฝากกอดแม่กับพ่อ” นิมิตกล่าวแล้วกดว่างสาย

“บ้า” อัฐณพพูดกับโทรศัพท์ แล้วถอนหายใจ อัฐณพรู้ว่านิมิตนั้นคิดกับเขาเกินคำว่าเพื่อน ด้วยความที่ไม่อยากเสียเพื่อน จึงทำทีไม่รู้บ้างในบางครั้ง

“ช่วยด้วย” เสียงตะโกนดังมาจากเบื้องล่าง อัฐณพสะดุ้งตกใจ รีบลุกจากที่นอน

“ตาย ไอ้ดาวร์ นี้หวา” อัฐณพจำเสียงได้รีบลงไปด้านล่าง

“ช่วย....ผมด้วย” เสียงร้องขาดเป็นห้วง ๆ    อัฐณพรีบวิ่งลงจากบ้าน ออกไปด้านหลังบ้าน

“ไอ้ดาวร์ อยู่ไหน” อัฐณพร้อนใจหันซ้ายขวาแล้ววิ่งลงไปริมลำคลอง เห็นชายหนุ่มกำลังโบกมือขอความช่วยเหลือ อัฐณพสลัดรองเท้าออกแล้วกระโจนลงไป

“ช่วย....ผม...ด้วย....ผม...เป็น ....ตะคริว” สาโรชร้องเป็นคำ พร้อมกับกลิ่นน้ำเข้าไป อัฐณพเข้าถึงตัวพอดี จากนั้นพยุงให้ชายหนุ่มขึ้นด้านบน

“ผมเจ็บที่ขา” สาโรชเอ่ย อัฐณพไม่พูดอะไร รีบพยุงร่างชายหนุ่มขึ้นถึงฝั่ง ชายหนุ่มแสดงสีหน้าว่าเจ็บที่ขา อัฐณพจึงรีบบีบนวดและคลายเส้นเอ็น

 “ลงไปทำไม” คำถามแรกจากอัฐณพ สั้นห้วน ๆ สาโรชคลายอาการเจ็บลง

“ผมจะลงไปดูว่า มันลึกแค่ไหน” สาโรชตอบ

“แล้วเป็นไงละ ลึกไหม” อัฐณพเอ่ย กึ่งประชดประชัน

“อยากรู้ว่า ลูกน้องผมเป็นยังไงบ้าง” สาโรชเอ่ยออกมา อัฐณพรู้สึกโมโห


“อยากรู้ทำไม ลูกน้องนายนั้นหรอ ตายสามคน รู้ไหม ว่าทางราชการเขาเสียปลัดฝีมือดีไปคนหนึ่ง เพราะขบวนการยานรกของพวกนายที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ถ้าพวกนักเรียนที่ผมสอนกินเสพเข้าไปด้วยจะเป็นยังไงคิดถึงบ้างไหม อนาคตของชาติ” อัฐณพแทบจะตะโกนออกมา


“เออ...คือ....”สาโรชจะอธิบาย ให้อีกฝ่ายเข้าใจ แต่ก็เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้านั้นมีอาการโมโหอย่างมากจึงเงียบลง


“ไม่น่าช่วยไว้เลย” อัฐณพโพล่งออกมา เมื่อเห็นแววตาอ่อนโยน สติก็กลับเข้ามามีความรู้สึกผิด


“ขอโทษ อารมณ์มันพาไป” อัฐณพรีบเอ่ย  สาโรชพยายามจะลุกขึ้น อัฐณพจึงรีบเข้าพยุงด้วยความที่ริมตลิ่งเป็นเลนจึงทำให้อัฐณพลื่นไถลลงไปอีก สาโรชรีบคว้าแขนไว้มีผลให้ร่างของทั้งสองไถลลงไปริมน้ำอีก อัฐณพรีบยึดร่างแกร่งนั้นเป็นฐาน สาโรชจึงทับลงบนตัวทันที ริมฝีปากอิ่มแตะที่กึ่งมุมปากกึ่งแก้ม อัฐณพเบิกตากว้าง


“นะ...นาย...นาย เป็นอะไรหรือเปล่า” อัฐณพเรียกสติของอีกฝ่าย สาโรชหันมามองจังหวะพอดีกับริมฝีปากจรดกันพอดี สายตาสองคนประสานกันนิ่ง อัฐณพได้สติก่อน


“นะ...นาย...ลุกไหวไหม” อัฐณพรวบรวมสติ ค่อยดันร่างแกร่งให้ลุกออก


“นายต้องชวยพยุงด้วย” อัฐณพกล่าวอีกครั้ง พร้อมสบตากับชายหนุ่มที่คร่อมร่างและจ้องมองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ


“นาย อย่าให้แผลโดนน้ำ” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ หลบสายตา สาโรชได้สติขึ้นมาจึงได้พยายามดันร่างตัวเองให้ยกตัวขึ้น เพื่อให้อีกฝ่ายสามารถขยับเขยื้อนได้


“ขอโทษ” สาโรชเอ่ยออกมา มีน้ำเสียงแข็งและห้วน


“นายพอยืนไหวไหม” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ น้ำเสียงแสดงความห่วงใย พร้อมดันตัวเองออก แล้วนั่ง สำรวจตัวเองว่าได้แผลเพิ่มขึ้นหรือไหม สาโรชพยุงตัวลุกขึ้นแต่ก็รู้สึกเจ็บที่แผลบ้าง จึงไม่ฝืนตัวเองยอมนั่งลง


“เราต้องรีบกลับขึ้นไปทำความสะอาดแผล เกิดแผลติดเชื้อจะยุ่งกันไปใหญ่” อัฐณพอธิบาย แล้วลุกขึ้นยื่น เพื่อฉุดให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ลุกขึ้น


“เป็นห่วงผมด้วยหรอ” สาโรชเอ่ย น้ำเสียงอย่างกับคนน้อยใจ


“ถ้าไม่ห่วง จะไปลากขึ้นมาจากน้ำทำไม” อัฐณพเองเริ่มฉุนเหมือนกัน สาโรชเปลี่ยนแววตาแข็งกระด้างเป็นแววตาอ่อนโยนแทบจะทันที


“ไป ลุกขึ้น จะได้ทำความสะอาดแผล” อัฐณพเข้ารั้งรักแร้อีกฝ่าย ลากให้ลุกขึ้น


“ผมเจ็บแผล” สาโรชเอ่ยเบา ๆ


“เจ็บก็ต้องลุก....ได้แล้ว นี้ก็เย็นแล้วนะ” อัฐณพพยามยามพยุงร่างชายหนุ่มให้ลุกขึ้นยืน 


“คุณครูห่วงผมจริงหรือเปล่า” สาโรชเอ่ย ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง


“ปากดีนักนะ” อัฐณพไม่ตอบ ดันให้ชายหนุ่มเดินขึ้นตลิ่งอย่างทุลักทุเล จนกลับเข้ามาภายในบ้าน อัฐณพให้ชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงหน้าห้องน้ำ จากนั้นจึงเตรียมอุปกรณ์ล้างแผล และทำความสะอาดร่างกาย


“นายต้องอาบน้ำ” อัฐณพออกคำสั่ง ชายหนุ่มมองหน้า รับผ้าเช็ดตัวมา


“จะอาบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น” อัฐณพถามอีกครั้ง


“ยังไงก็ได้” สาโรชตอบ แล้วเข้าไปในห้องน้ำ เสียงสาดน้ำกระเซ็นสักครู่ใหญ่ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก ชายหนุ่มออกมามีเพียงผ้าเช็ดตัวพันรอบเอว


“ครูนพก็ควรอาบน้ำก่อนนะครับ ผมรอได้” สาโรชเอ่ย เพราะสภาพของอัฐณพก็ไม่ต่างกัน


“ถ้าอย่างนั้น รอสักครู่ จะออกมาดูด้วย” อัฐณพไปหยิบผ้าเช็ดตัวอีกผืนแล้วเข้าไปชำระคราบโคลนตม สาโรชไปนั่งรอที่ขั้นบันได


“ครูนพครับ ครูนพ” เสียงเรียกอยู่หน้าบ้าน สาโรชรีบลุกขึ้น เดินไปที่ช่องลมตรงบันได ครูชัชเพื่อนบ้านนั้นเอง


“ครับ ผมอาบน้ำอยู่ครับ” อัฐณพตอบออกไป ไม่รู้ว่าใครเรียก


“ผอ.ให้มาตามครับ” ครูชัชตะโกนเข้ามาอีกครั้ง


“ออ ครับ ๆ ผมอาบน้ำเสร็จจะไปครับ” อัฐณพตอบพลางเปิดประตูห้องน้ำออกมา ก็เห็นชายหนุ่มอีกคนยื่นอยู่ตรงช่องลม


“นายลงมา ทำความสะอาดแผล” อัฐณพสั่งราวกับว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นนักเรียน สาโรชกลับลงมา


“ไม่เช็ดตัวให้แห้งก่อน” สาโรชเอ่ย อัฐณพหันซ้ายหันขวาเพื่อหาผ้ามาเช็ดตัว ก็ไม่มี ครู่หนึ่งมีผ้าอีกผื่นหนึ่งยื่นมาให้ อัฐณพรับไว้ นำมาเช็ดหยดน้ำที่เกาะตามตัว


“เอ๊ะ นี้ผ้าเช็ดตัว” อัฐณพพึมพำ มองไปที่ชายหนุ่ม ยืนเป็นชีเปลือยอยู่ข้าง ๆ


“ทำไม ก็เคยเห็นอยู่แล้วไม่ใช่หรอ” สาโรชเอ่ย โดยเน้นคำว่าเคย ให้อีกฝ่ายรู้สึกอาย แล้วยื่นผ้าเช็ดตัวคืน


“อย่ามาทำตัวไร้วัฒนธรรมทีนี้” อัฐณพกล่าวจากนั้นหันไปหยิบสำลีและอุปกรณ์ต่าง ๆ มาใกล้ตัว สาโรชจึงรีบนุ่งผ้าเช็ดตัวให้เรียบร้อย มานั่งตรงบันไดอีกครั้ง


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   บ้านพักข้าราชการหลังเล็กที่อยู่ในอาณาบริเวณของอำเภอแห่งหนึ่ง ผู้ชายวัยฉกรรจ์สามคนกำลังนั่งล้อมวงกัน กำลังร่วมวงดวลสุรากันอย่างสนุกสนาน ตามด้วยเสียงเคาะขวด ปรบมือ พร้อมเสียงเพลง แก้วสุราถูกรินเวียนกันไปเรื่อย ๆ


“เอา ยกเลยครับลูกพี่” ชายร่างผอมเอ่ยพร้อมยกแก้วมาจ่อที่หน้าชายหนุ่ม

“เอ่อ ขอบใจมึงมาก” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยรับแก้วมายกขึ้นกระดก


“วัน ๆ มีแต่เรื่อง เราก็ฉลองมันซะเลย” ชายอีกคนเอ่ย 


“จะได้เรื่องไหมพี่สมศักดิ์” ชายหนุ่มร่างผอม วัยอ่อนกว่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับยกแก้วน้ำสีอำพันกระดกลงคอ


“ยังไม่รู้เหมือนกัน พวกเอ็งก็ระวังตัวด้วย ทางผู้ใหญ่กำลังเพ็งเล็ง และให้เร่งหาช่วยกัน” สมศักดิ์เอ่ย ยกแก้วน้ำสีอำพันขึ้นกระดก


“ตัวผมนะ ภาวนาให้ปลัดสาโรชปลอดภัย ปลัดฝีมือดีแบบนี้ อนาคตไกลด้วย ไม่อยากให้ท่านเป็นอะไร”ชายอีกคนพูดขึ้น


“ไอ้โม่ง มึงอย่าพูดเรื่องนี้ให้ นายอำเภอได้ยินนะมึง” ชายคนแรกเอ่ยเตือน


“ทำไมวะ ไอ้ต๊อด กูพูดจริง ทำไมนายอำเภอถึงไม่ชอบ” คนที่ชื่อโม่งเถียง


“เรื่องบางเรื่อง หลับหูหลับตาบ้าง มันก็จะผ่านไป” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยสอนลูกน้อง


“เราต้องไปตามน้ำ ไช่ไหมลูกพี่” ต๊อดกระซิบกับโม่ง ปลัดสมศักดิ์พยักหน้า


“ด้านนี้ก็ราชการ ด้านนี้ก็ลูกสาวเจ้านาย” โม่งเอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน


“กูกลัวว่าจะเป็นมึง นี้ละไอ้โม่งที่จะโดนก่อนเพื่อน” ปลัดสมศักดิ์เอ่ย เมื่อโดยลูกน้องแซว


“เอามันเลยลูกพี่” ตํอดรีบสนับสนุนทันที


“เอ้า ไอ้นี้ กินด้วยกัน อยู่ด้วยกันจะมากัดกัน” โม่งรีบสวนทันที


“เอาละ ๆ พวกมึงอย่าเถียงกัน” ปลัดสมศักดิ์ห้ามทัพ สองคนจึงหยุดแล้วหันมาผสมเครื่องดื่มกันต่อ


“แต่ก็แปลกนะ เป็นไปได้ไงที่ลูกสาวจะไม่รู้ว่าพ่อตัวเองทำอะไร” โม่งอดไม่ได้จึงโพล่งออกถาม


“บางเรื่อง ทางพ่อก็ไม่อยากให้ลูกรู้นัก” ปลัดสมศักดิ์กล่าวตอบ


“แล้วแบบนี้ ลูกพี่ยังรักอยู่หรอ ดูผุ้หญิงก็ไม่ได้สนใจลูกพี่นัก” ต๊อดเอ้ยผสมโรงไปด้วย


“เรื่องแบบนี้ ไม่แน่ใครดีใครได้” ปลัดสมศักดิ์ตอบลูกน้องพร้อมยกแก้วขึ้น เสียงหัวเราะชอบใจของลูกน้องสองคนดังขึ้น


   หญิงสาวร่างระหงเดินลัดเลาะมาจากด้านหน้าที่ว่าการอำเภอ คอยหลบสายตาผู้คนที่มาติดต่อราชการบ้าง หรือมาออกกำลังกายกันตามความชอบแต่ละคน สักพักใหญ่หญิงสาวร่างระหงเดินเข้ามาบริเวณบ้านพักหลังหนึ่ง ได้ยินเสียงเพลงร้องกล่อมกันอย่างสนุกสนาน


“พวกนี้ไม่คิดจะช่วยกันเลย เลิกงานก็มีแต่ตั้งวงท่าเดียว” หญิงสาวเองกับตัวเอง


“ถ้าไม่คิดว่าเป็นห่วงพี่โรชนะ ไม่มาแม้แต่จะเหยียบทีนี้เลย” แววมยุรายเอ่ยต่อ สาวเท้าเข้าไปในบริเวณบ้านพัก   


“ปลัดสมศักดิ์” แววมยุราตะโกนเข้าไป


“ลูกพี่ ฉันหูฟาดหรือเปล่า เหมือนมีคนมาเรียก” โม่งเอ่ย


“คุณสมศักดิ์ อยู่ไหมนั้น” แววมยุราร้องเรียกอีกครั้ง ตราวนี้ทั้งสามคนหน้าตาตื่น 


“อยู่ครับ คุณแวว” ต๊อดขายรับ หันมาขยิบตาใส่ปลัดสมศักดิ์


“ลูกพี่ สงสัยคงชอบลูกพี่จริง ๆ แล้วมั่ง” ต๊อดกระซิบเบา ๆ สมศักดิ์หันไปทางต้นเสียง


“คุณแววมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ปลัดสมศักดิ์ลุกขึ้น รีบออกมาต้อนรับหญิงสาว


“ฉันจะมาตามเรื่องพี่สาโรช ตอนนี้พวกนายดำเนินการไปถึงไหน” แววมยุราเอ่ย น้ำเสียงวางอำนาจ พลางชายตามองลูกน้องของปลัดสมศักดิ์ ที่มองส่งสายตากรุ่มกริ่ม


“พวกเราก็ตามกันอยู่ครับ พวกผมเองยิ่งร้อนใจ” โม่งตอบแทน


“ตามกันยังไง ปานนี้แล้วยังไม่ได้ข่าวคราวอะไร จะเข้าเดือนแล้วนะ” แววมยุราแผดเสียงขึ้น ด้วยอารมณ์ไม่ชอบใจ อย่างกับวิสัยคุณหนูที่ถูกตามใจนั้นเอง


“ผมว่า คุณแววกลับไปคอยฟังข่าวกับนายอำเภอที่บ้านไม่ดีกว่าหรือครับ” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยพลางรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า แววมยุราหันมาพร้อมสะบัดผม


“ทำอะไรชักช้า คนจะเป็นจะตายไม่รู้เรื่อง” แววมยุราเอ่ยน้ำเสียงประชดประชัน แต่ก็ยอมถอยกลับ


“ให้ผมไปส่งไหมครับ” ต๊อดเอ่ยยิ้ม ๆ ส่งสายตาเจ้าชู้ใส่


“ระวังตัวไว้นะแก ถ้าไม่อยากตาย” แววมยุราคาดโทษ สะบัดหน้าออกจากบ้านพักราชการ


“ลูกพี่ แน่ใจหรอว่า จะกำราบผู้หญิงคนนี้ได้” ต๊อดเอ่ยแล้วยกแก้วขึ้นกระดก


“มันก็ต้องลองกันสักตั้ง” ปลัดสมศักดิ์กล่าว สองลูกน้องโห่ส่งเสียงชอบใจ กับคำพูดของเจ้านาย

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

6. สนามอารมณ์...ตัวเอง
   ความเขียวขจีของใบไม้ หนาทึบเริ่มบดบังทิวทัศน์ บางต้นแผ่ยอดพันรอบต้นอื่นให้ตัวเองขึ้นหาแสง และรอรับความชุ่มชื่นจากเม็ดฝน สาโรชหนวดหนาครึ้ม เดินลัดเลาะตามแมกไม้ ค่อย ๆ ทะลุออกแนวชายป่า ปรากฏท้องทุ่งนาโล่ง ชาวนากำลังปักดำต้นกล้า

“ไปไหนละพ่อหนุ่ม” ชายชราที่กำลังขุดดิน ตกแต่งคันคูดินทักขึ้น สาโรชส่งยิ้มให้

“ลองสำรวจเส้นทางแถวนี้ดูครับ” สาโรชตอบ ชายชราเพ่งพินิจดู

“พ่อหนุ่มไม่ใช่คนแถวนี้” ชายชราถามกลับ

“ครับ ผมเพิ่งย้ายมาครับ ลองเดินเลาะริมคลองมาครับ” สาโรชอธิบาย พร้อมชี้นิ้วไปยังลำคลองที่ตัวเองเดินผ่านมา

“ออ จากหลังโรงเรียนตรงโน้นนั้นหรอครับ” ชายชราเอ่ย สาโรชพยักหน้าเล็กน้อย

“ระวังหน่อยนะพ่อหนุ่ม แถวนี้พวกค้ายามันเยอะ พวกมันไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น” ชายชรากล่าวแล้วก้มหน้าขุดดินแต่งคันดินต่อ สาโรชรีบเดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วนั่งลงข้าง ๆ

“มันเยอะเลยหรือครับตุณลุง” สาโรชเอ่ยเบา ๆ ชายชราแอบมองแวบหนึ่ง ดูรูปร่างลักษณะคงไม่ใช่พวกค้ายาหรือสายตำรวจแน่ ๆ

“เยอะ มากเลย ไม่รู้มันจะผลิตกันมาทำอะไร” ชายชราตอบ วางจอบลง เช็ดเหงื่อที่หยุดลงมาออกจากใบหน้า

“พ่อหนุ่มเป็นใครรึ” ชายชราถามขึ้นทันที

“ผมเป็นแฟน ครูที่สอนอยู่โรงเรียนโน้นครับ เพิ่งมาได้ไม่กี่เดือน” สาโรชปด พลางยิ้มอย่างบริสุทธิ์ใจให้กับชายชราเชื่อใจ

“ออ นึกว่าเป็นพวกสายตำรวจ” ชายชรากล่าว เดินขึ้นมาจากที่นาแล้ว พยักหน้าให้ชายหนุ่มเดินตามไปตรงห้างนา สาโรชลุกขึ้นเดินตามไป

“ออกมาเดินแบบนี้ ระวังหน่อยนะ พวกขนยามันเยอะ” ชายชรากล่าวต่อ ยกขวดน้ำขึ้นดื่ม

“วันก่อน เห็นว่ายิงกันสนั่นหวั่นไหว” ชายชรากล่าวนั่งลง หยิบยาสูบแบบพันขึ้นมามวน

“แล้วคุณลุง ไม่กลัวบ้างหรอครับ” สาโรชถาม ชายชราพันยาแล้วจุดสูบ

“ชินแล้วละ ลูกหลานในหมู่บ้านก็หลายคน” ชายชรากล่าว พ่นควันบุหรี่ออกมา

“เพิ่งย้ายมาไม่ได้สอนนักเรียนหรอ” ชายชราหันมาถามสาโรช

“ออ ผมไม่ได้เป็นครูครับ ผมลาพัก พอดีมาส่งแฟน เลยพักยาว”สาโรชกล่าวเป็นเรื่องเป็นราว

“ดี ๆ ดูแลกันดี ๆ ขอโทษนะพ่อหนุ่ม อายุเท่าไหร่แล้ว” ชายชราถาม สาโรชทำหน้าสงสัย

“ก็เห็น พ่อหนุ่มยังหนุ่มยังแน่น คิดไว้หนวดไว้เครา แบบนี้เหมือนคนแก่” ชายชราเอ่ยต่อ สาโรชหัวเราะออกมาเบา ๆ

“แฟนยังไม่มีเวลาทำให้เลยครับ” สาโรชตอบ

“ดูพ่อหนุ่มพูดเหมือนรักแฟนคนนี้มากเลย” ชายชราเอ่ย ก่อนสูบบุหรี่มวนเข้าเต็มปอด

“รักครับ คิดว่าไม่มีใครที่ดีกว่าคนนี้ไปแล้วครับ” สาโรชตอบใบหน้าแดงระเรื่อ ขับกับหนวดครึ้ม ชายชราหัวเราะเบา ๆ 

“เอา นี้ก็จะเที่ยงแล้ว กลับได้แล้ว อย่าไปมากกว่านี้เลย หรือจะมากินข้าวกับลุง” ชายชรากล่าว และเอยชวนชายหนุ่ม

“โอ้ ไม่เป็นไรครับตา  ขอบคุณมาครับ ผมจะกลับแล้วครับ เดี๋ยวคนที่บ้านกลับมาไม่เจอจะเป็นเรื่องใหญ่”  สาโรชตอบและสาธยาย ทำให้ชายชราหัวเราะออกมา

“เออ ที่บ้านอยู่กินกันยังไง มาเอาปลาช่อนที่ลุงจับได้ไปทำกินกัน” ชายชรากล่าวพร้อมลุกขึ้นไปเปิดฝาโอ่งน้ำใบเล็ก ๆ คว้าเอาปลาช่อนตัวเขื่องขึ้นมา

“ไม่เป็นไรครับคุณลุง ขอบพระคุณครับ พวกผมอยู่กันง่าย ๆ ครับ ไม่สะดวกในการทำด้วย” สาโรชรีบปฏิเสธทันที แต่ชายชราก็คะยั้นคะยอให้เอาไป

“เอาไปเถอะ แถวบ้านเรามีให้กินเยอะแยะ” ชายชรากล่าว แล้วเอาเชือกเส้นเล็ก ๆ มาร้อยเหงือก พร้อมยื่นให้ชายหนุ่ม

“ผมขอบคุณครับ ไม่รู้จะตอบแทนคุณลุงอย่างไร” สาโรชเอ่ยอย่างเกรงใจ พร้อมรับพวงปลาช่อนมาถือ

“ไม่ต้องหรอก ขอให้แฟนพ่อหนุ่มสอนนักเรียนเป็นคนดีไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นพอแล้ว” ชายชรากล่าว สาโรชทึ่งในความคิดของชายชราตรงหน้า เขาต้องกำราบพวกที่ทำผิดพวกนี้ให้ได้

“ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนนะครับ” สาโรชยกมือไหว้

“ใช้เส้นนี้นะ จะออกไปถนนใหญ่แล้วค่อยวกกลับเข้าโรงเรียน” ชายชรากล่าว และรับไหว้ชายหนุ่ม สาโรชมองตามทิศทางที่ชายชราบอก จากนั้นจึงเดินออกไปตามถนนแคบ ๆ ก็ค่อย ๆ กว้างขึ้น และเริ่มมีบ้านราษฎรปลูกเรียงราย  บ้างก็ห่างกัน พร้อมทั้งมีป่าไม้ขนาดย่อมคั้นระหว่างบ้านเรือน ภูมิทัศน์เหมาะกับการขนย้ายอะไรที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ถึงว่า สายรายงานว่าแถวนี้เหมาะสมกับการทำผิดกฎหมาย ชายหนุ่มเดินลักเลาไปตามเส้นทาง ออกสู่ถนนใหญ่ ผู้คนมากขึ้น บางคนก็มองมาที่ตัวเขาเอง แล้วยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง บางก็ขับรถผ่านเลยไป ถือว่าผู่คนมีอัธยาศัยดีมากทีเดียว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   ภายในห้องพักครู ครูหลายคนกำลังดูงานตัวเองบนโต๊ะทำงาน บ้างก็ตรวจการบ้าน เวลาตรงข้างฝากบอกไว้ สิบเอ็ดโมงสี่สิบห้าแล้ว อัฐณพรู้สึกระวนกระวายนิด ๆ จนมาลัยสังเกตเห็น

“น้องนพ เป็นอะไรหรือเปล่า” มาลัยเอ่ยขึ้น ทำหน้าสงสัย 

“ออ  ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรครับพี่มาลัย” อัฐณพรีบตอบกลับทัน

“พี่เห็นน้องนพมองนาฬิกาบ่อย ๆ” มาลัยเอ่ยต่อ อัฐณพทำหน้าเหรอ แล้วยิ้มแห้ง ๆ ให้หญิงสาว

“ไม่รู้นี้จ๊ะ นี้จะเที่ยงแล้วนัดพี่สุนีย์ไว้หรอ” มาลัยเอ่ยดักคอ 

“ปะ เปล่าครับ นพไม่ได้นัดใครไว้” อัฐณพรีบปฏิเสธทันที เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งรีบเข้ามาห้องพักครู

“นายพิชิต มีอะไรวิ่งพรวดเข้ามา” มาลัยเอ่ย ผู้มาใหม่ทำหน้าตกใจ

“ผม เอา ข้าว กล่อง มา ส่ง ครูนพ ครับ” เด็กชายติดอ่างชะงั้น อัฐณพจึง กวักมือเรียก เด็กชายจึงนำกล้องข้าวไปให้

“ขอบใจมากพิชิต” อัฐณพกล่าวกับนักเรียน เด็กชายยกมือไหว้แล้วรีบออกจากห้องพักครู

“เอ๊ะ น้องนพ วันนี้ไม่ออกไปทานด้วยกันหรอจ๊ะ ถึงได้สั่งข้าวกล่องมาทาน” มาลัยเอ่ยขึ้น 

“ไปครับพี่มาลัย” อัฐณพรีบตอบ

“แล้วนี้ของใคร ซื้อมาให้ใครละ” มาลัยชี้ไปที่กล่องข้าวในมือของอัฐณพ ซึ่งอัฐณพเองกำลังคิดหาคำตอบให้กับตัวเองกับเพื่อนครู

“มีอะไรรึมาลัย” เสียงทักตั้งแต่ประตูทางเข้าห้องพักครู อรพินเดินเข้ามาหามาลัย

“ไม่มีอะไรหรอก พี่มาลัย ป้าอรพิน แค่จะเอาไว้ทานตอนเย็น” อัฐณพรีบกลบเกลื่อน อรพินที่เข้ามาให้ทำหน้าสงสัยในเรื่องสนทนากัน มาลัยจึงรีบอธิบาย

“นักเรียนเขาเอาข้าวกล่องมาส่งน้องนพค่ะป้าอรพิน จะให้คิดว่าอย่างไรละ” มาลัยเอ่ยเบา ๆ   

“หรือว่าของแม่สุนีย์เอามาส่งให้” อรพินเอ่ยออกมา มาลัยหัวเราะคิก

“ป้าพูดซะเห็นภาพเลย” มาลัยแซว

“ไปกันหรือยัง หิวแล้วนะ หรือจะรอแม่สุนีย์อีกคน” อรพินดักคอ มาลัยหัวเราะจนเจ็บท้องเลยทีเดียว 

“นพ ไม่ได้คิดอะไรกับพี่สุนีย์นะครับ นพคิดกับพี่เขา เหมือนพี่” อัฐณพตอบพยายามอธิบายเหตุผล

“ดีแล้วที่ไม่คิด อย่าให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ” อรพินเอ่ย พยักหน้าให้ทุกคน ถือเป็นการยุติเรื่องนี้ไปโดยปริยาย หันหลังหลับออกจากห้องพักครู มาลัยจึงเดินเข้ามากระซิบกับอัฐณพ

“อย่าให้รู้นะว่าแอบคบกัน” มาลัยกระซิบเบา ๆ อัฐณพถอนหายใจ

“นพสั่งมาเอง คือว่าเย็นนี้ นพอาจจะต้องพิมพ์ข้อสอบ แล้วอยู่ดึก ก็เลยให้แม่เด็กนักเรียนที่ทำอาหารมาส่งให้ครับ” อัฐณพอธิบาย 

“จะสอบกลางภาคแล้วหรอ” มาลัยเอ่ยกึ่งเหน็บชายหนุ่ม แล้วรีบเดินออกจากห้องตามอรพินออกไปอัฐณพได้แต่ผ่อนลมหายใจ มองนาฬิกาอีกครั้ง จะเที่ยงแล้ว

“ไอ้ดาร์ดเอย รอหน่อยนะ ทนหิวไปก่อน” รีบเก็บของเข้าลิ้นชัก มองวัตถุบางอย่างที่อยู่ในลิ้นชัก

“น้องนพ วันนี้เราจะไปทานอะไรดี” เสียงสุนีย์ดังมาแต่ไกล อัฐณพรีบลุกจากเก้าอี้

“ผมมีนัดแล้วครับ” อัฐณพขานรับ

“ไปกับใคร พี่ไปด้วยได้หรือเปล่า” สุนีย์ถามต่อ

“ไปกับพี่มาลัย” อัฐณพเอ่ยยังไม่ทับจบประโยค สุนีย์แสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด 

“ถ้าอย่างนั้น นพขอตัวก่อนนะครับ” อัฐณพเอ่ย

“อะไร จะทิ้งพี่ไว้แบบนี้นะ” สุนีย์ฉุนทันที อัฐณพไม่สนใจรับออกมาจากห้องพักครูทันที ปล่อยให้สุนีย์ฟาดงวงฟาดงาไปตามเรื่องราว 

   อัฐณพออกจากห้องพักครูมาได้ รีบตามมาลัยและอรพินหน้าอาคารเรียน เสียงรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดดักหน้าพอดี

“จะไปไหนหรือน้องนพ” เสียงทุ่มเอ่ยขึ้น อัฐณพหันกลับมาตามเสียงเรียก นิติกรยังคร่อมอยู่บนจักรยานยนต์สายตรวจ ในชุดครึ่งท่อน

“โอ พี่กร มีธุระอะไรหรือเปล่าครับถึงมาที่นี่ได้” อัฐณพถามด้วยความแปลกใจ

“ไม่ได้มีอะไรหรอก มาตามหาหัวใจตัวเอง” นิติกรเอ่ยเบา ๆ เพียงได้ยินสองคน

“เอ้ ใครหนา เก็บหัวใจพี่กรไว้” อัฐณพกล่าวติดตลก

“อาจจะเป็นคนแถวนี้ก็ได้มั่ง พี่ว่า” นิติกรเอ่ยต่อ อัฐณพทำทีหัวเราะกลบเกลื่อนสิ่งที่นิติกรสื่อความหมายออกมา

“พูดแบบนี้ระวังจะมึงคนหึงนะครับ” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ ทำสีหน้าจริงจังจนอีกฝ่ายรู้สึกลังเล ความรู้สึกจากครูหนุ่มตรงหน้านี้ คงจะยากที่จะเดินต่อ หรือถ้าเดินต่อได้คงต้องใช้เวลา อย่างกับสุภาษิตที่ว่า น้ำหยดลงหินสักวันหินมันคงกร่อน 

“เออ น้องนพว่างไหมละเที่ยงนี้” นิติกรเอ่ยขึ้น เก็บความรู้สึกไว้ในใจ อัฐณพพยักหน้า พร้อมเผยยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า อย่างน้อยเขาก็รู้ความสึกที่ตนเองสื่อให้เห็น

“น้องนพไปทานข้าวด้วยกัน” นิติกรกล่าว มองสายตากรุมกริม 

“คือว่า...พอดีนัดเพื่อน ๆ ไว้แล้วครับ” อัฐณพเอ่ยตอบ 

“กีซิครับ ไปด้วยกันหลาย ๆ คน” นิติกรกล่าว อัฐณพรู้สึกลังเลนิดหนึ่ง

“ทานข้าวด้วยกัน ดูกันไปศึกษากันไป ในฐานะเพื่อนกะน” นิติกรเอย รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่เปิดใจแต่อย่างน้อยก็ค่อย ๆ ไปดังคำโบราณว่าไว้ ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม อัฐณพยิ้มบาง

“ได้ครับ แต่นพขอเอาข้าวกล่องไปเก็บที่บ้านพักก่อนนะครับ” อัฐณพเอ่ย  นิติกรทำหน้าสงสัย เพราะไม่เห็นข้าวกล่องในมือของอัฐณพเลยสักกล่อง

“คือ ข้าวกล่องอยู่ที่ห้องพักครับ พี่กรรอสักครู่นะครับ” อัฐณพกล่าว แล้วรีบวิ่งกลับไปที่ห้องพักครู่ แล้วชูถุงกล่องข้าวขึ้นให้ดู นิติกรพยักหน้า ยิ้มให้ อัฐณพกลับมาอีกครั้งหอบหน่อย ๆ

“ถ้าอย่างนั้น ขึ้นมาเลย” นิติกรกล่าวพลางตบเบาะหลัง เพื่อจะให้อัฐณพได้ซ้อนท้าย ครูหนุ่มจึงก้าวขึ้นซ้อนท้าย นิติกรรีบพาอัฐณพกลับไปที่บ้านพักครู่  ชึ่งขณะเดียวกันสาโรชเดินมาถึงซอยเข้าบ้านพักพอดี เมื่อได้ยินเสียงรถจักรยายนต์จึงแอบหลบเข้าดงหญ้าข้างทางที่ขึ้นสูง สักครู่รถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับออกมาจากซอยบ้านพักครู เมื่อรถสายตรวจออกไปจนลับสายตา สาโรชจึงออกมาแล้วรีบกลับไปที่บ้านพัก 

   ภายในบ้านกล่องข้าวถูกวางไว้ตรงบันไดบ้าน สาโรชมองนิ่งพร้อมชูปลาช่อนตัวเขื่องขึ้นมาดู

“เขาคงไม่คิดจะกินกะเราแล้วละ” สาโรชเอ่ยกับตัวเอง เดินไปหลังบ้าน มองหาที่ทำเลก่อไฟ ลำบากหน่อยเพราะบ้านพักครู่หลังนี้เป็นบ้านครูโสด เครื่องมืออุปกรณ์งานครัวจึงยังไม่ค่อยมีอะไรมากนัก

“นี้ละหนาชีวิตครูบ้านนอก ไม่มีอะไรสักอย่าง เสร็จงานนี้คงจะซื้อเครื่องครัวให้เป็นการตอบแทนซะแล้ว” สาโรชพูดกับตัวเองอีกครั้งพลาง จัดการหาทางก่อไฟ แต่ก็ไม่วายที่จะเดินไปมองกล่องข้าวอีกครั้ง ทำเป็นเมินเดินผ่านไป ต้องใช้ความรู้ลูกเสืออย่างที่อีกคนเคยบอกไว้เสียแล้ว เสียงร้องของท้องดังขึ้น หันไปมองข้าวกล่องอีกครั้ง คราวนี้ความหิวมันรุมเร้าเสียเหลือเกินจึงจัดการข้าวกล่องเสียงเรียบร้อย

“เอาไงดีละทีนี่” สาโรชเอ่ยกับตัวเอง พลางลูบท้องที่อิ่มแปร่
“ทำความสะอาดหลังบ้านด้วยละกัน” เมื่อเอ่ยกับตัวเอง ก็ลงมือเก็บกวาดจากนั้นเริ่มทำความสะอาดหลังบ้าน พร้อมก่อกองไฟไปด้วย

“อยู่ได้อย่างไร รกแบบนี้สักวันงูตัวใหญ่คงมาฉกเอา” บ่นไปตามเรื่อง ก็ยังทำไปเรื่อย ๆ จนบ่ายคล้อยเสียงเปิดประตูบ้านดังขึ้น อัฐณพเดินหิ้วกล่องข้าวสองกล่องมาว่าง  สาโรชที่กำลังนั่งเผาปลาอยู่หลังบ้านชะโงกหน้าเข้ามาดู

“กลับมาแล้วหรอครับคุณครู” เสียงทักดังขึ้น อัฐณพวางสัมภาระตรงทางขึ้นชั้นสอง

“นายกำลังทำอะไร นายดาร์ว ดูหน้าตามอมแมม” อัฐณพทักด้วยความตกใจ แล้วรีบเดินไปดูหลังบ้านที่ ตอนนี้สะอาดโล่งเตียนมากขึ้น อีกด้านของบ้านมีไม้เสียบปลาช่อนตัวเขื่องที่ยังถูกย่างไฟอยู่ 

“นายไปไหนมา” อัฐณพรับถามคำถามทันที เดินสำรวจรอบ ๆ หลังบ้าน

“เบื่อ ๆ เลยไปดูข้างนอก” สาโรชตอบหน้าตาเฉย กลับไปดูกองไฟที่สุมตวัญขึ้นมา 

“นายไม่กลัวโดนจับหรือไง นายมีคดีติดตัวอยู่นะ” อัฐณพก้าวเข้ามาประชิดตัว สาโรชส่งยิ้มหวานให้ 

“ดีใจจังมีคนห่วงด้วย” สาโรชเอ่ยเบา ๆ

“อย่างมาทำพูดดีหน่อยเลย เกิดเป็นอะไรขึ้นมาอีก มิเสียแรงตั้งแต่ต้นเลยหรอไง” อัฐณพเอ่ยกึงประชด อารมณ์เริ่มพลุกพล่าน เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ได้สะทกสะท้าน

“ก็ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ใช่หรอ พอดีกับไปเจอคุณลุงใจดีให้เจ้านี้มา” สาโรชยกไม้เสียบตัวปลาซ่อนเผาเกลือขึ้นมาคั้นระหว่างกลาง จนอัฐณพต้องถอยออก มองดูปลาช่อนตัวโตเผาเกลือ

“ถ้านายโดนจับ แล้วนายชัดทอดมาถึงที่นี่ รู้ไหมจะเกิดอะไรขึ้น” อัฐณพเริ่มฉุนขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่ทำให้ครู โดนด้วยหรอก นึกว่าจะห่วงเรา” สาโรชตอบอย่างไม่แยแส

“อย่ามาทำกิริยาแบบนี้นะ” อัฐณพสวมวิญญาณคุณครูอีกครั้ง มองคนตรงข้ามเหมือนเด็กชายที่ตัวเองสอน

“จะให้ทำอย่างไรละครู” สาโรชตอบพลางหยักไหล่ หยักคิ้ว อัฐณพแทบจะเข้าไปหยิกเนื้อ แต่ก็ต้องหยุดก่อน สติพยายามเตือนตัวเอง ว่านั้นไม่ใช่เด็กนักเรียนแต่นั้นคือโจรขนยา

“หึ ดีเหมือนกัน หายแล้วจะไปไหนก็ได้” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ สาโรชจึงยอมบอก

“ก็ไม่ได้หายไปไหน เหมือนกับคนบ้างคนที่มีหนุ่มตำรวจมารับ” สาโรชเอย อัฐณพเองปรับอารมณ์แทบจะไม่ทัน ใบหน้าปรับสีแดงกล่ำ จะอายหรือจะโมดหกันแน่ที่ถูกแอบมอง   

“นายแอบดูคนอื่น นิสัยไม่ดี” อัฐณพเอ่ยลอดไรฟัน

“เปล่า ไม่ได้แอบ ตั้งใจเลย แถมยังขับรถผ่านเราหน้าตาเฉย” สาโรชกล่าว เห็นว่าอีกฝ่ายเขินอายมากขึ้น เลยรีบพูดต่อ

“สงสัยมีความสัมพันธ์อะไรกันแน่เลย หรือว่าจะให้ตำรวจมาจับผม” สาโรชกล่าวด้วยท่าที่ยี่ยวน 

“พูดอย่างนี้ หมายความว่าอย่างไร มองฉันเป็นคนแบบนั้นหรอ ฉันให้โอกาสทุกคนเสมอ ฉันไม่ทำร้ายคนที่คิดจะกลับตัวกลับใจ ยังพอมีจิตสำนึกให้โอกาสคนเสมอ” อัฐณพกล่าวต่อ จากอารมณ์เขินอายกลายเป็นอารมณ์ฉุนนิด ๆ พลางถอยห่างออก

“จริงหรอ เราก็นึกว่าแจ้งตำรวจมาจับเรา” สาโรชพูดลอย ๆ หันกลับไปเผาปลาต่อ อัฐณพเลยกลับขึ้นบนบ้าน เพื่อเปลี่ยนชุด

“คิดได้เนาะ แจ้งตำรวจจับก็จะโดนของหาให้ที่พักพิงด้วยซิ เฮ้อ เมื่อไหร่นายจะไปเสียที” อัฐณพพูดกับตัวเอง แต่เมื่อคิดได้ก็รู้สึกขาดอะไรไปสักอย่าง แอบเดินมาชำเลืองดูตรงหน้าต่างชั้นสอง ความรู้สึกมันก่อตัวขึ้นแบบไหนกันนะ 

 “เอ้า ลืม ปืนอยู่ที่โต๊ะทำงาน ไอ้ดาร์วไป ต้องให้ปืนไปด้วย” อัฐณพเอ่ย ส่ายหัวกับความหลงลืมของตัวเอง จากนั้นจึงเปลี่ยนชุดลงไปอาบน้ำด้านล่าง

“คุณครูจะทานด้วยไหมครับ ปลาเผานี้” สาโรชยกปลาเข้ามาในบ้าน ส่งรอยยิ้มแป้นให้คนในบ้าน 

“จะกินได้หรือนั้น” อัฐณพเอ่ยถามอีกฝ่าย

“ดูถูก อย่างน้อย ๆ ก็ผ่านวิชาลูกเสือสามัญมานะครับ” สาโรชกล่าว พลางยืดอกขึ้น สูดลมเข้าเต็มปอด

“ไหนว่าไม่ได้เรียนหนังสือ จะผ่านวิชาลูกเสือสามัญได้อย่างไร” อัฐณพถามต่อ

“เรียนไม่จบก็เลี้ยงดู  นายได้ก็แล้วกันหนา” สาโรชเอ่ย แต่อัฐณพไม่ได้ยิน เดินมาถือเอาปลาซ่อนตัวโตขึ้นมาดมกลิ่น

“คิดถึงบ้านจัง อยากกินแบบนี้นานแล้ว คิดถึงฝีมือแม่” อัฐณพเอ่ย ท่าทีที่อ่อนโยนทำให้คนที่แอบมองรู้สึกทึ้งเหมือนกัน 

“ออกไปท้องทุ่งนาฝั่งโน้นมา ไปคุยกับคุณลุงที่ทำนา ตรงนั้นแล้วคุณลุงใจดีมาก ๆ ให้มา” สาโรชเอ่ย

“นึกว่า ใช้วิชาลูกเสือสามัญ หาทางเอาตัวรอด” อัฐณพกล่าว

“วิชาลูกเสือแค่เผาเกลือ” สาโรชกล่าวเสียงเข้ม อัฐณพหยุดหัวเราะแทบจะทันที

“แล้วไปหาเกลือที่ไหนมาทำ” อัฐณพถาม เปลี่ยนเรื่องทันที

“บ้านข้าง ๆ ครับ” สาโรชตอบ ทำท่าบุ้ยไปบ้านพักครูอีกหลังที่อยู่ข้าง ๆ อัฐณพตกใจเล็กน้อย

“นี้นายไม่กลัวอะไรเลยหรอไง กล้าออกไปแสดงตัว” อัฐณพเอ่ย

“ใครจะมาจำผมได้ ดูซิหน้าตาแบบนี้” สาโรชตอบ พร้อมชี้มาที่หน้าตัวเอง ที่หนวดเคราขึ้นครึ้มขึ้นอีกแล้ว 

“แล้ว เขาก็ให้มา เหมือนที่ได้ปลามา” อัฐณพเอ่ย 

“ผมเดินไปขอกับภรรยาคุณครูที่เดินผ่านหน้าบ้านประจำ” สาโรชอธิบาย อัฐณพมือเท้าเย็น

“แล้ว พี่เขาไม่ตกใจหรอ” อัฐณพรีบถาม

“ตอนแรกพี่เขาก็ตกใจ แต่ผมอธิบายว่า ผมเป็นแฟนคุณครูนพ เพิ่งมาพักด้วย เขาเลยให้มา” สาโรชกล่าว ยิ้มอวดฟันสวย

“เฮ้ย ได้ไง ไอ้ดาร์ว พูดอะไรแบบนั้น” อัฐณพแทบจะเจ้าเข้า เมื่ออีกฝ่ายประกาศให้บุคคลอื่นรู้ ทั้งอายทั้งโมโห

“เอาผมก็เห็นว่า คุณครูรู้ไส้ รู้พุงผมหมดแล้ว รู้ขนาดเท่าไหร่จนไม่มีอะไรจะอายแล้ว จะทำไมละ ครูต้องรับผิดชอบผมด้วย” สาโรชเอ่ยยิ้ม ๆ

“นาย ไอ้ดาร์ว พูดแบบนี้ ฉันเสียหายนะเว้ย มาขี้ตู่ แล้วคนอื่นเขาจะคิดยังไง” อัฐณพเริ่มฉุนอีกครั้ง

“ทำไงได้ละ พูดไปแล้ว” สาโรชเองก็ไม่ลดละ เดินไปหยิบข้าวกล่องมานั่งลงตรงกลางบ้านแทน 

“นี้ นายจะทำอะไร จะมาเอาอาชีพการงานของฉันให้มัวหมอง มีความผิดไปกับนายนะไอ้ดาร์ว” อัฐณพเริ่มขึ้นเสียง สาโรชหัวเราะเบา ๆ

“ไม่ทำให้มัวหมองหรอก หรือจะไม่รับผิดชอบผม” สาโรชกล่าวต่อ

“รับผิดชอบอะไร มีอะไรต้องรับผิดชอบ” อัฐณพสวนกลับแทบจะทันที อาการเหมือนหนูติดจั่น

“เอาผมขึ้นมารักษา มาดูแล ต้องดูแลให้ตลอด ต้องรับผิดชอบผมด้วย” สาโรชลากเสียงยาว

“นายจะมาใช้บ้านพักครูเป็นฐานขายยาบ้าไม่ได้ นะ ถ้านายหายเป็นปกติแล้ว นายควรออกไปจากบ้านพักครูได้แล้ว” อัฐณพเริ่มโมโห อีกฝ่ายไม่สนใจตักข้าวเข้าปากเคี้ยวสบายใจเฉิบ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

7. แก้เผ็ดคนใจแข็ง...แรง

   สาโรชล้มตัวลงนอนหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว อาการปวดเมื่อยมีบ้างตามแผ่นหลัง ใจอยากจะให้ครูอัฐณพช่วยนวดผ่อนคลาย แต่ก็เกรงใจเพราะเห็นกำลังดูใบงานของเด็กนักเรียน ประกอบกับอารมณ์ฉุน ๆ เมื่อตอนหัวค่ำยังกรุ่นอยู่ อัฐณพเองก็แอบแลดูอีกฝ่ายด้วยหางตา สาโรชรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นจับตามองอยู่ จึงลุกขึ้นถอดเสื้อและกางเกงออกจากตัว เปลือยกายเป็นชีเปลือยเดินมาหาอีกฝ่าย

“นายจะทำอะไร” อัฐณพร้องเสียงหลง

“ปวดหลัง ขอความกรุณานวดให้ผมหน่อยครับ” สาโรชเอ่ยเสียงอ่อย แล้วนั่งลงข้าง ๆ

“แล้วทำไมต้องถอดเสื้อผ้าแบบนี้ อายเป็นไหม” อัฐณพเอ่ยเสียงเข้ม คำว่าอายน่าจะเป็นอัฐณพเองมากกว่า ที่มีปฏิกิริยาเขินอายแทบจะแทรกแผ่นกระดานบ้านออกไปด้านนอก

“จะอายทำไม ครูเห็นหมดแล้ว จะมาทำอาย อีกอย่างผู้ชายด้วยกัน เอ๊ะหรือว่าไม่ใช่” สาโรชรีบพูดดักคอ ก่อนหลบม้วนกระดาษใบงานเด็กที่ลอยมาปะทะ

“โอ้ย เจ็บนะครู” สาโรชร้องประท้วง

“เจ็บเสียบ้างจะได้อายเป็น” อัฐณพเอ่ย หลับตาหวดม้วนกระดาษลงไม่ลืมตา จนอีกฝ่ายจับข้อมือได้แล้วกระชากเข้าหาอกกว้าง แรงกระชากทำให้อัฐณพลอยปลิวมาปะทะในอ้อมกอด สาโรชจึงประกบริมฝีปากลงมุมปากของครูอัฐณพ ดวงตาเบิกโพล่ง

“ครูนพครับ ครูนพ” เสียงครูชัชวาลดังจากหน้าบ้าน เรียกสติ อัฐณพรีบผละออกจากร่างชาสยหนุ่ม 

“ครับพี่ชัช” อัฐณพขานรับ แล้วเปิดหน้าต่างห้องนอนชะโงกหน้าออกไป

“ครู ระวังตัวด้วยนะ วันนี้ เห็นชาวบ้านเขาบอกว่า จะมีการขนของผิดกฎหมายอีก ให้ระวังตัวด้วย กลัวจะโดนลูกหลง” ครูชัชวาลตะโกนบอก

“จริงหรอครับ” อัฐณพใจหาย หันไปดูชายหนุ่มอีกคนที่นอนฟัง

“ครับ ชาวบ้านบอกว่า เห็นมีคนคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านและแถว ๆ โรงเรียนเรา” ครูชัชวาลกล่าว

“แล้ว ผมต้องทำอย่างไรบ้างครับ” อัฐณพเริ่มกลัว

“ถ้ามีอะไรก็อย่าลงมาจากบ้านนะครับ ล๊อกบ้านให้ดี” ครูชัชวาลกล่าว แล้วเดินเข้าบ้านตัวเอง สิ้นเสียงของครูชัชวาลสาโรชลุกขึ้นนั่งทันที อัฐณพเองหันมาเห็นยังตกใจ

“เป็นอะไร” อัฐณพถาม สาโรชหันมาจ้องหน้า

“ปืนอยู่ไหน” สาโรชถาม พร้อมลุกไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ 

“ไม่มี ไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วนายจะไปไหน” อัฐณพถามอีกครั้ง

“จะไปดู” สาโรชตอบ

“มันอันตรายเห็นไหม นายเปิดเผยนตัวให้ชาวบ้านเห็น สักหน่อยตำรวจก็จะมาจับนาย” อัฐณพกล่าว

“ไม่เคยกลัวสักนิด” สาโรชตอบเดินจะออกจากห้องนอน

“ไม่ได้ ห้ามไปข้องเกี่ยวกับสิ่งพวกนี้อีกนะ ถือว่าฉันขอร้องนาย” อัฐณพพยายามห้าม สาโรชไม่ฟังเปิดประตูห้องลงไปชั้นล่าง

“ล๊อกห้องด้วย บ้านไม่ต้องล๊อก กลับมาจะเคาะ” สาโรชกล่าว แล้วออกจากบ้านฝ่าความมืดออกไป

“ไอ้ดาร์วเอ้ย จะช่วยยังไงดี” อัฐณพกล่าว รีบวิ่งตามลงไปชั้นล่าง

“ตายคราวนี้ ก็สิ้นเวรสิ้นกรรมต่อกันนะไอ้ดาร์ว” อัฐณพเอ่ยกับตัวเอง มองฝ่าความมืดออกไป มือเท้าเริ่มชื้นจากเหงื่อ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   ภายในอาคารเอนกประสงค์ กำลังมีงานเลี้ยงเพื่อหารายได้ในการจัดงานบุญประจำปีของอำเภอ ซึ่งมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม เพราะทางอำเภอเป็นเจ้าภาพ บุคคลากรของโรงเรียนได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย ครูอัฐณพ ครูสุนีย์ ครูอรพิม ครูชัชวาล ครูมาลัยได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามผู้อำนวยการโรงเรียนไปด้วย เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง ถูกขับกล่อมสลับกัน ถึงงานจะไม่ได้ใหญ่นัก ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทางหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเช่นเดียวกัน

“ท่าน ผอ. ค่ะ รับเครื่องดื่มอะไรคะ” สุนีย์ที่นั่งข้าง ๆ ผู้อำนวยการเอ่ยถาม และชายตามองมายังเพื่อนครูที่มาด้วย ให้คอยฟังท่านผู้อำนวยการสั่ง

“นพ ไปดูอาหารกันดีกว่า” มาลัยกระซิบข้าง ๆ หู พลางพยักหน้าให้กับครูอรพิม ไปพร้อม ทั้งสามคนจึงลุกจากที่

“น้องนพจะไปไหนกัน” สุนีย์ถาม ใช้สายตามมองข่มมาที่เพื่อนครูต่างวัยด้วย 

“จะไปดูซุ้มอาหารครับ” อัฐณพตอบ แล้วเดินตามสองสาวไปที่ซุ้มอาหาร ทำให้สุนีย์รู้สึกขัดใจนิด ๆ ที่เป็นว่าตัวเองต้องอยู่ดูแล ผู้อำนวยการเสียงเอง ชัชวาลถือจานของขบเคี้ยวมาวางลง

“เอา น้อง ๆ ไปไหนละครูสุนีย์” ชัชวาลถาม สุนีย์ค้อนวงใหญ่

“คงไปหาเครื่องดื่มให้ตัวเองกระมั่งคะ” สุนีย์ตอบ บนเวทีมีการแสดงแสงสีเสียง ตามลำดับขั้นตอน อัฐณพเดินดูอาหารต่าง ๆ ตามร้านที่ออกจำหน่าย

“สวัสดีครับ น้องนพ” เสียงทักนุ่มจากด้านหลังทำให้ทั้งกลุ่มหันไปมองเจ้าของเสียง ชายหนุ่มในชุดครึ่งท่อน เดินมาหากลุ่ม 

“สวัสดีครับพี่กร  สวัสดีค่ะคุณตำรวจ” ทั้งหมดกล่าวพร้อมกัน

“ครับ มากันกี่คนครับ” นิติกรโค้งคำนับและถามต่อ มองดูจานอาหารในมือของอัฐณพ

“หกคนครับ นั่งอยู่ตรงโน้น” อัฐณพตอบพลางโบยหน้าไปทางฝั่งซ้ายของเวที

“แล้วคุณตำรวจกรละ มากันกี่คนค่ะ” มาลัยเอ่ยถาม

“มากันห้าคนครับ ยังไม่มีที่นั่งเลย”นิติกรตอบ สุนีย์เดินเข้ามาสมทบพอดี

“อุ้ย สวัสดีค่ะคุณตำรวจ มาด้วยหรือคะ มีที่นั่งหรือยัง ที่โต๊ะเรายังเหลือที่ให้นะคะ มาค่ะสุนีย์จะพาไป” สุนีย์รีบเสนอตัวก่อนคล้องแขนชายหนุ่มและออกแรงดึงเล็กน้อย นิติกรเลยค่อมตัวลงเล็กน้อย มาลัยและอรพิมมองหน้ากัน

“ดูซิ ทำไมทำตัวแบบนี้” อรพิมเอ่ยเบา ๆ

“นั้นซิ พี่อรพิม ดูซิเป็นเจ้ากี้เจ้าการใหญ่ อย่างกับตัวเองเป็นแม่งาน” กิ๊กกาบเอ่ย อรพิมถือว่าเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มสุดเลยได้แต่หัวเราะ

“นั้น หัวเราะทำไม หรือมาลัยพูดอะไรผิด” มาลัยค้อนให้เล็กน้อย 

 “ไม่อยากบูลี่เขาเลย” อรพิมเอ่ย ค้อนให้กับสุนีย์ที่เดินจากไปแล้ว

“ตายจริง พี่อรพิมใช้ศัพท์แสลงก็เป็น” มาลัยร้องขึ้น จนอรพิมค้อนให้วงใหญ่

“ที่โรงเรียนนี้ไม่มีใครสนใจไง เห็นไหม ตอนที่นพมาใหม่ ๆ ทำท่าทางหึงหวงน้องนพจะเป็นจะตาย” อรพิมเอ่ย อัฐณพที่ยืนฟังยังรู้สึกเขินเล็กน้อย มาลัยหัวเราะคิกอย่างชอบใจ

“อย่ามาทำเขินที่นี่นะ ไม่เห็นหรือวันก่อนวิ่งมาหาถึงห้องพักครู” มาลัยเอ่ยอย่างฉุน ๆ

“ก็ ไม่รู้จะให้พูดอะไรนี้” อัฐณ พเอ่ย

“ใครหล่อ ใครหน้ารัก พี่สุนีย์นี้ละก่อนเพื่อน” มาลัยเอ่ยอย่างสนุกปาก ค้อนไปทางโต๊ะที่ผู้อำนวยการนั่งอยู่ อัฐณพหันไปมองสุนีย์กำลังดูแลนิติกร สายตาพลันประสานกันกับชายหนุ่มจนตัวเองก็รีบหลบสายตานั้น นิติกรเองก็อยากออกมาจากตรงนั้น ออกมาช่วยคนที่แอบมองก็โดนสุนีย์รั้งไว้เหมือนเดิม

“ไปดูของตรงนั้นดีกว่า แล้วเราค่อยไปหาโต๊ะใหม่นั่ง” อรพิมกล่าว มาลัยเลยรีบตาม อัฐณพตามสองสาวและช่วยถือของให้ สักครู่ใหญ่สามคนจึงได้ที่นั่งอีกด้าน การแสดงบนเวทีกำลังสนุกสนาน สองสาวโยกไปตามเสียงเพลง

“ไม่ค่อยเห็นน้องนพ ออกสเต็ปแดนซ์เลย” อรพิมเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่ารอบข้างต่างออกลวดลายกันตามอารมณ์เพลง

“นพไม่เคยครับพี่อรพิม” อัฐณพตอบ

“พี่อรพิมถามได้ ที่โรงเรียนกำลังหาฉายาให้นพอยู่นะ” มาลัยเอ่ย พร้อมโยกตามเสียงเพลง

“ฉายาอะไรครับ” อัฐณพและอนงค์เอ่ยพร้อมกัน

“ฉายาพระเวสสันดร” มาลัยตอบพลางหัวเราะ อรพิมทำหน้างง ส่วนอัฐณพนั้นยิ้มบาง ๆ นิติกรที่แอบฟังอยู่พยายามเอียงหูสนใจในหัวสนทนามากขึ้น

“เกี่ยวอะไรกันยายมาลัย กับพระเวสสันดร” อรพิมสงสัย หันมาจ้องมองอัฐณพ

“ก็อบายมุขทุกอย่าง ไม่ยอมแตะ มาลัยละอยากรู้จริง ว่าใครจะได้เป็นแฟน ใครจะเป็นนางมัทรี” มาลัยกล่าวเชิงหยอกล้อ 

“ทำไม อยากลงแข่งกับสุนีย์หรือไง” อรพิมกะโกนแข่งกับเสียงเพลง มาลัยทำหน้าเหรอ 

“คนเยอะมากเลยนะ ขนาดว่าไม่ใช่งานใหญ่โต” นิติกรเอ่ยขึ้น พร้อมกับขยับเก้าอี้ออกมานั่งข้าง ๆ  อัฐณพยิ้มให้ มองรอบ ๆ งานเป็นจริงอย่างกับชายหนุ่มพูด

“แม่เสือสาวยอมปล่อยออกมาได้ไง” มาลัยเอ่ยขึ้น ทั้งสามคนหัวเราะเบา ๆ จนทำให้นิติกรสงสัย

“คุณตำรวจกร อย่าไปถือยายมาลัยบ้าเลยค่ะ” อรพิมกล่าว นิติกรจึงได้แต่ยิ้มบาง ๆ ให้ จากนั้นอรพิมจึงฉุดมือมาลัยและ อัฐณพออกไปด้านข้างเวที ปล่อยให้นิติกรนั่งเฝ้าโต๊ะร่วมกับทางผู้ใหญ่ของโรงเรียน

“พี่อรพิม จะทิ้งคุณตำรวจไว้แบบนั้นหรอ” มาลัยกระซิบกับอรพิม

“สักพักแม่สุนีย์คงมาดูแล” อรพิมตอบหน้าตาเฉย  แต่ไม่วายแอบชำเลืองไปที่โตะผุ้อำนวยการ

“เอ้า พามายืดเส้นยืดสาย นะน้องนพทำไมทำหน้าเซ็งแบบนั้น” อรพิมเอ่ยกับอัฐนพ ที่ยื้มเจือน ๆให้

“ไม่เคยครับ” อัฐนพตอบ

“ไม่เคยก็ต้องหัดไว้ มา ๆ” อรพิมเชิญชวน ขณะเดียวกันตำรวจในเครื่องแบบหลายหนายก้เดินเข้ามาภายในงานเช่นกัน สร้างความตกใจให้กับแขกที่อยู่ในงาน 

“งานแบบนี้คงไม่มีเรื่องราวหรอกนะครับ จนต้องใช้การรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มพิกัด” อัฐณพกล่าว เมื่อเห็นว่าตำรวจในเครื่องแบบเข้ามาภายในงาน

“ไม่แน่นะน้องนพ” อรพิมเอ่ย หลายคนเริ่มหยุดการโชว์ลีลาทยอยกันกลับไปที่โต๊ะ ทั้งสามคนก็รีบกกลับเช่นเดียวกัน เมื่มาถึงที่โต๊ะนิติกรลุกขึ้น

“ผมขอตัวสักครู่นะครับ” นิติกรเอ่ยแล้วลุกไปหากลุ่มตำรวจที่เข้ามาภายในงาน การแสดงบนเวทีต้องมีอันยุติลงก่อน เมื่อตำรวจในเครื่องแบบเข้ามาภายในงาน นายตำรวจเชิญแขกที่อยู่ในงานออกไปด้านนอก จากนั้นหลาย ๆ โต๊ะที่นั่งอยู่ก็เริ่มทยอยออกไป

“พวกเราจะกลับกันเลยไหม” ผู้อำนวยการโรงเรียนถาม

“กลับซิคะ สุนีย์กลัว” สุนีย์รีบตอบ

“งานเลยกร่อยเลย” ชัชวาลรีบพูด ขึ้น

“เอาไปดื่มต่อที่บ้านก็ได้ ครูชัช” อรพิมเอ่ยบ้าง

“ได้ไง เมียครูชัชจะได้เขกกบาลให้” สุนีย์ตอบสวนมาทันที จนครูชัชวาลเองต้องยอมปล่อยขวดเหล้า

“กลับกันเถอะ พรุ่งนี้จะไปทำบุญหยุดยาวหลายวันพวกเราไม่คิดจะกลับบ้านกันบ้างหรือไง” ผู้อำนวยการกล่าว ถือว่าเป็นคำสั่งภายในตัว ทุกคนเลยลุกเตรียมออกจากงาน

“เดี๋ยวครับ รอผมด้วย” นิติกรวิ่งมายังกลุ่ม

“คุณตำรวจคะ เกิดอะไรขึ้น สุนีย์ตกใจแทบแย่” สุนีย์เอ่ยออดอ้อนชายหนุ่มเพื่อเรียกร้องความสนใจ 

“นั้นซิเกิดอะไรขึ้น ดูน่ากลัวจัง” อรพิมเอ่ยขึ้นบ้าง

“ตำรวจเขาขยายผลจับผู้อยู่เบื้องหลัง พวกขายยานะครับ” นิติกรกล่าว ทั้งหมดเลยพยักหน้าเข้าใจ

“ตาย จริง ที่เขาเชิญไปผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งนั้นนะคะ” สุนีย์ทำท่าตกใจ

“แบบนี้จะสาวถึงตัวผู้บ่งการแน่เลย” ชัชวาลเอ่ย

“ครับ งานจึงต้องยกเลิกโดยปริยาย” นิติกรกล่าวยิ้มเจือน ๆ 

“ถ้าอย่างนั้นเราก็กลับกันได้แล้ว” ผู้อำนวยการเอ่ยอีกครั้ง ทุกคนจึงต้องเดินตาม นิติกรคว้ามืออัฐณพไว้

“พี่ไปส่ง” นิติกรกล่าว พลางฉุดดึงให้อัฐณพเดินตาม

“พี่อรพิมงานนี้ มอ คอ ปอ ดอ” มาลัยเอ่ย หัวเราะคิกใหญ่

“มันซักจะยังไงแล้วนะคู่นี้” อรพิมเอ่ย

“ตายจริง อย่าบอกนะว่าพี่อรพิมดูสายตา คุณตำรวจไม่ออก” มาลัยเอ่ยเสริม อรพิมค้อนให้วงใหญ่

“น่าสงสารแต่ แม่สุนีย์” อรพิมเอ่ยพลางถอนหายใจ เฮือกใหญ่แล้วหัวเราะตามมาลัย 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
   เงาตะคลุ่ม นั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ คอยเพ่งสายตาสอดส่องผ่านความสลัวของแสงจันทร์  เสียงกบเขียด หริ่งเรไรร้องประสานเสียงกันเบา ๆ แสงไฟจากจากแบตเตอรี่ของคนที่หากบเขียดส่องแวบวาวไปมา อยู่สุดขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก 
“วันนี้ มีแสงจันทร์มันไม่ขนกันหรือไงวะ วันก่อนเล่นกันเป็นลัง ๆ” สาโรชบ่นกับตัวเอง จากนั้นจึงค่อย ๆ ปีนลงจากต้นไม้ใหญ่ มือก็คอยระวังมัจจุราชเหล็กที่อัฐณพคืนมาให้เมื่อวันก่อน เมื่อลงมาถึงพื้นจึงเดินทางกลับ

“เอาไว้วันหน้าก่อนเถอะ กลับไปนี้จะสาวให้ถึกตัวการใหญ่เลยที่เดียว” สาโรชพูดกับตัวเอง แล้วรีบเดินทางกลับบ้านพักครู เมื่อมาถึงจึงจัดการอาบน้ำเปลี่ยนชุดเตรียมพักผ่อน ความรู้สึกคล้าย ๆ จะมีไข้ ภาวนาอย่าให้มีไข้ไม่อย่างนั้นโดนบ่นแน่ ๆ เมื่อล้มตัวลงนอน คิดอะไรเพลิน ๆ จึงลุกขึ้นนั่งมองไปที่โต๊ะอ่านหนังสือเล็ก ๆ สาโรชลุกขึ้นไปเปิดดูหนังสือบางเล่ม ก็เจอภาพถ่ายอีกภาพที่คั้นหนังสือไว้ ภาพของอัฐณพกำลังร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ สาโรชไล่ดูกิริยาของแต่ละคน มีบางคนในภาพที่จ้องมองอัฐณพ อย่างกับพออกพอใจ

“สงสัย มีรักในวัยเรียน” สาโรชพูดกับตัวเองแล้วยิ้มขบขัน วางรูปไว้ที่เดิม จากนั้นลองเปิดหน้าหนังสือใหม่ พิจารณาลายมือ ถือว่าคัดลายมือได้สวยที่เดียว เสียงรถจักรยานยนต์ดังมาแต่ไกล สาโรชจำได้เสียงรถแบบนี้ไม่ใช่อื่น และมาจอดที่หน้าบ้าน

“วันนี้บุกถึงหน้าบ้านเลยหรือวะ” สาโรชเอ่ย จากนั้นลงไปตรงช่องลมตรงบันได ชายหนุ่มมองสองหนุ่มที่ลงจากรถแล้วเดินข้ามาตรงหน้าบ้าน แสงไฟจากใต้ถุนบ้านส่องให้เห็นทั้งสองคนอย่างชัดเจน

“พอเห็นชัด ๆ หน้าตาดีเหมือนกันนี้คุณตำรวจ” สาโรงเอ่ยกับตัวเอง

“ขอบคุณพี่กรมากนะครับที่มาส่ง” อัฐณพเอยขอบคุณ นิติกรคว้ามืออัฐณพมาจับไว้และบีบเบา ๆ

“ไม่เป็นไรครับ พี่เต็มใจ สำหรับน้องนพ พี่ยินดี” นิติกรกล่าวพลางส่งสายตากรุมกริมให้กับชายหนุ่มตรงหน้า อัฐณพรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย พยายามดึงมือออกจากการกุ่มไว้

“พี่กร เออ คือว่า” อัฐณพอยายามอธิบาย

“ว่าไงครับ คนดี” นิติกรหยอดความหวานต่อ

“พี่กรปล่อยนพเถอะครับ เกิดใครมาเห็นเข้า มันจะไม่ดี” อัฐณพเอ่ยออกมา นิติกรจึงจำยอมต้องปล่อย

“น้องนพ ให้โอกาสพี่สักครั้งได้ไหม” นิติกรเอ่ยแล้วถอนหายใจออกมา เหมือนโดนกดดันอย่างไรไม่รู้ กลัวว่าผู้ชายตรงหน้าจะไม่ชอบด้วย 

“เราเป็นพี่น้องกันไม่ดีกว่าหรือครับ” อัฐณพเอ่ย พยายามรักษาน้ำใจของนายตำรวจหนุ่มด้วย

“พี่อยากเป็นมากกว่าพี่น้อง” นิติกรเอ่ย ยื่นคำขาด  พอดีกับครูชัชวาลเดินมาถึงหน้าบ้านพอดี

“มาถึงเร็วกว่าพวกเราอีกนะครับ คุณตำรวจ” ครูชัชวาลกล่าว

“ครับ จักรยานยนต์มันขับซอกแซกได้” นิติกรกล่าวตอบ

“รู้ไหมว่า น้องนพมากับตำรวจ ยายสุนีย์แทบจะกรี๊ดในรถตู้เลย” ครูชัชวาลเข้ามากระซิบกับอัฐณพ

“ขนาดนั้นเลยหรอครับ” อัฐณพกล่าว พลางขบขัน

“ไปก่อนละ เดี๋ยวเมียไม่ให้นอนบ้าน” ครูชัชวาลกล่าว พลางโบกมือให้นิติกร

“เดินดี ๆ นะครับ ระวังพวกสัตว์เลื้อยคลานด้วย” นิติกรเอ่ยตามหลัง

“ไม่เป็นไร พวกงูพวกนี้มันกลัวผม” ครูชัชวาลตอบ จากนั้นก็ร้องเพลงเบา ๆ ไปยังบ้าน

“สรุป ครูเขาเมาหรือเปล่า” นิติกรหันมาถามอัฐณพ

“ก็คงอย่างนั้นมั่งครับ” อัฐณพตอบ   

“เล่นมาจีบกันถึงบ้านเลยนะตำรวจ” สาโรชเอ่ยกับตัว ซักรู้สึกไม่คอยจะชอบสักเท่าไหร่

“เอ้ คนของเราก็เล่นตัว จะกลับเข้าบ้านก็ทำออยอิงอยู่แบบนั้น” สาโรชกล่าวต่อ พลางใช้นิ้วมือลูบหนวดบริเวณคางเบา ๆ

 “ดึกแล้วพี่กรก็ควรกลับได้แล้วนะครับ” อัฐณพบอกด้วยความห่วงใย

“พี่ว่าจะขอ....กาแฟสักแก้ว” นิติกรเอ่ย เว้นวรรคให้อีกฝ่ายนั้นตีความหมาย

“โอ้ พอดี ที่บ้านไม่มีกาแฟเลยครับ”อัฐณพออกตัว 

“หรือครับ...หว่า ว่าจะอยู่คุยเป็นเพื่อนต่ออีกคงไม่ได้” นิติกรแสดงอาการผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

“จริงครับ นพมาอยู่นี้ก็จะครบเทอม แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย” อัฐณพตอบ

“ถ้าอย่างนั้นไปบ้านพักพี่ดีไหม” นิติกรเอ่ยปากชวน

“ไม่ดีมั่งครับ นี้มันดึกมาแล้ว พรุ่งนี้ต้องทำงานอีก นพอยากพักด้วยครับ นะครับ” อัฐณพตอบสวน พร้อมอ้อนนิด ๆ นิติกรชังใจ

“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้วันหน้าพี่จะมาใหม่นะ” นิติกรกล่าว คว้ามืออัฐณพมาวางตรงหัวใจ  อัฐณพเขินอายใบหน้าแดงขึ้นมา ดีที่เป็นเวลากลางคืนจึงไม่มีใครเห็น

“ยะ อย่า ๆ ทำแบบนี้ครับ” อัฐณพเอ่ย นิติกรยิ้ม

“ทำให้รู้ว่า พี่กรคิดอย่างไรกับน้องนพ” นิติกรเอ่ยและจะโน้มตัวเข้าประทับรอยจูบ อัฐณพเห็นท่าไม่ดีจึงถอยออกมาหนึ่งก้าว

“เอาไว้  ค่อยมาใหม่นะครับ” อัฐณพเอ่ย ค่อยๆ ดึงมือกลับ นิติกรนั้นดีใจจนเนื้อเต้น คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้เปิดโอกาสให้เขาแล้ว 

“ได้ครับ” นิติกรก้าวเข้ามาแล้วโน้มตัวเข้ามาหอมแก้มแทน  อัฐณพตกใจรีบสลัดมือให้หลุด

“พี่กรครับ คือ ......” อัฐณพติดอ่าง ใจร้อนร่น ตั้งแต่เกิดมามีแค่แม่กับน้องสาวเขาเท่านั้นที่ทำกับเขาแบบนี้ อัฐณพกระพริบตาถี่ ๆ

“อะไรครับน้องนพ”นิติกรส่งสายตาหวานมาให้อีกครั้ง มีความรู้สึกพึงพอใจผู้ชายที่ยืนตรงหน้านี้มาก

“ผมว่าพี่กรเมาแล้ว    กลับบ้านพักผ่อนดีกว่าครับ” อัฐณพกล่าวตัดบท ทำให้นายตำรวจหนุ่มชะงัก

“อือ ไม่เป็นไรครับ ถือว่าพี่เร็วเกินไปน้องนพไม่พร้อม” นิติกรกล่าว และถอยออกมา คิดเอง เออเองครบ อัฐณพเงียบไม่พูดอะไรต่อ ตำรวจหนุ่มจึงต้องหันกลับไปขึ้นรถขับออกไป อัฐณพถอนหายใจออกมา รีบเดินเข้าบ้าน เปิดประตูบ้านบ้านด้วยมือสั่นเทา ร่างชายหนุ่มอีกคนยืนตระหง่านตรงบันได ไอ้ดาร์วมาตั้งแต่เมื่อไร

“ยังไม่นอนอีกหรอไง” อัฐณพเอ่ยเมื่อรวบรวมสติได้

“ยัง” สาโรชตอบ สั้นๆ ห้วน ๆ จนคนฟังรู้สึกกลัว

“ขอตัวนะ อยากอาบน้ำ พรุ่งนี้จะกลับบ้านแต่เช้า” อัฐณพเอ่ยเสียงเข้มเหมือนกัน ทำให้อีกสาโรชแปลกใจ คงนัดอะไรกันไว้แน่ คิดดังนั้นจึงขบกรามแน่

“จะไปไหนนะ แล้วให้ผมอยู่กับใคร” สาโรชถาม อัฐณพหยุดนิ่ง  จากนั้นจึงก้าวขาขึ้นบนบ้าน

“จะทิ้งผมไปหรือไง” สาโรชเริ่มพาล อัฐณพหันหลับมา

“ก็ ถ้าจะอยู่ต่อก็ได้ เฝ้าบ้าน อาหารมีพวกบะหมี่สำเร็จอยู่ในถุง ปลากระป๋อง ข้าวหุงเองนะหรืออกไปซื้อหน้าโรงเรียน แต่เท่าที่ดูแผลก็เริ่มแห้งแล้ว น่าจะไปตามทางของนายได้แล้วนายดาร์ว” อัฐณพกล่าว

“ใครดาร์ว” สาโรชสวนกลับ ทำหน้างง และจ้องหน้าอัฐณพที่อยู่บันไดขั้นสูงกว่า

“ก็นายให้ผมเป็นคนตั้งชื่อเองไม่ใช่หรือ” อัฐณพท้วงความจำ

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

8. แรงปรารถนา
   เมื่อเชื้อไฟถูกน้ำมันราดลง แรงอารมณ์ ฉุนเฉียว ขนาดการยั้งคิด อามณ์ด้านมืดจึงเข้าครอบงำจิตใจ อยู่ด้วยกันมาหลายเดือน จะมาทิ้งกันไปแบบไม่บอกไม่กล่าวเลย อีกทั้งมาออดอ้อน ฉอเลาะกันอยู่หน้าบ้านแบบนี้ เห็นอีกคนในบ้านเป็นอะไร

“ผมมีชื่อมีนาม ไม่ได้ต้องให้ใครมาตั้งให้” สาโรชเริ่มโมโห นัยน์ตาแดงกำ

“จริงของนาย แล้วนายชื่ออะไร มาอยู่นี้ก็นานแล้ว เมื่อไหร่นายจะไปเสียที” อัฐณพกล่าว ออกปากไล่ ยิ่งเป็นการจุดฉนวนความโกรธให้สาโรช

“ออกปากไล่เลยหรือ ออลืมไปมีแฟนเป็นตำรวจแล้วนี้” สาโรชเอ่ยเยาะหยัน

“มันไม่เกี่ยวกับนาย คนละเรื่อง” อัฐณพเอ่ยเลือดฉีดทั่วหน้า

“ทำไมจะไม่เกี่ยว” สาโรชก้าวเท้าขึ้นบันได อัฐณพเห็นท่าไม่ดีรีบหันหลังกลับวิ่งขึ้นไป สาโรชนั้นเร็วกว่าอยู่แล้วอัฐณพก้าวขึ้นบันไดขึ้นสุดท้าย สาโรชก็รวบตัวได้ทันที อัฐณพล้มลงสาโรชใช้แขนอีกข้างโอบให้ร่างของอัฐณพทับลงไป

“ปล่อยนะ ไอ้ดาร์ว ไอ้มหาโจร ไอ้ทำลายชา....”ยังไม่ทันหมดคำริบฝีปากหนาประทับลงฝีปากบาง อัฐณพเบิกตากว้าง สาโรชได้ทีบีบตรงขากรรไกรล่าง อัฐณพเปิดปากให้สาโรชครวญหาความหวานในอุ้มปาก อัฐณพยายามดิ้นจนสาโรชหลุด

“จะมากไปแล้วนะ ปล่อยนะ ไม่อย่างนั้นโดนหมัดนี้แน่” อัฐณพง้างหมัดเตรียมตัวป้องกันตัว สาโรชไม่กลัวรวบหมัดแล้วอุ้มอัฐณพขึ้น

“เฮ้ย มันไม่ใช่แบบนี้นะ ปล่อยนะ” อัฐณพตะกายทั้งถีบ ทั้งถ่องใส่สาโรช

“อย่าฤทธิ์เยอะ เดี๋ยวฆ่าปิดปากเสียเลย” สาโรชพูดลอดไรฟัน อัฐณพสั่นเป็นเจ้าเข้า สาโรชวางอัฐณพลงที่นอน

“อย่าทำอะไรเราเลยนะนาย เรากลัวแล้ว” อัฐณพใจสั่น สาโรชยิ้มบางยียวนอีกฝ่าย

“ช้าไปแล้วละครู” สาโรชกล่าว พร้อมรวบข้อมือด้วยมือข้างเดียวอีกมือหนึ่งบีบตรงปากให้อ้าออกก่อนประกอบริมฝีปากลงอีกครั้ง ใช้ลิ้นคว้านหาความหวาน

“อือ” อัฐณพ ประท้วงที่โดนล้วงล้ำ นานหลายนาที สาโรชจึงถอนริมฝีปากออก ยอมรับว่าเห็นภาพก่อนหน้านั้นรู้สึกไม่ดี เหมือนจะเสียของรักไป

“ห้ามกัดลิ้น ถ้ากัดจะเอาให้ตายคาเตียงนี้ละ” สาโรชกล่าว อัฐณพเบิ่งตากว้างด้วยความตกใจ

“นายปล่อยเราไปเถอะ อย่าทำอะไรเราเลย เราไม่เอาเรื่องนายหรอก” อัฐณพลองใช้ไม้อ่อนดูบ้าง แววตาเหมือนกวางน้อยที่ถูกพยัคฆ์ขย้ำ 

“ไม่มีทาง เคยลองกับผู้หญิงวันนี้จะลองกับผู้ชายดูจะเป็นไง”สาโรชกล่าวเสียงเข้ม พร้อมกับจูบลงอีกครั้ง คราวนี้ยาวนาน อัฐณพที่อยู่ด้านล่างอ่อนระทวย จากที่ขัดขื่นก็ยอมอ่อนตาม บทเพลงนี้ช่างยาวนานยิ่งนัก 

   พายุอารมณ์พัดผ่านไป สาโรชกอดอัฐณพไว้ภายในอ้อมกอด ดูอัฐณพนั้นพยายามที่จะขยับออกแต่เขาทำเสียงขู่ไว้ จึงยอมสงบแล้วหลับไปโดยดี ตั้งแต่รู้ความ จำความได้ ชีวิตผ่านมาตั้งนาน ผู้หญิงหลายคนก็เคยผ่านมา แต่กลับชายคนนี้ คนที่นอนอยู่ในอ้อมกอดเขานี้ช่างหอมหวานเหลือเกิน ไม่มีจริต จะกร้าน หนักบ้างผ่อนตามบ้าง และแปลที่ตัวเขาเอง ก็รู้สึกดีที่คนนี้อยู่ในอ้อมกอด ชายหนุ่มจูบลงที่เปลือกตา ที่ตอนนี้ยังปิดสนิท หนวดทิ่มตรงแก้ม

“ไอ้ดาร์ว ปล่อยกู ไอ้สัส ไอ้...อุ๊ป” อัฐณพ สบถ เมื่อตื่นขึ้น สาโรชเลยใช้ปากประกบริบฝีปากเก่ง อัฐณพพยายามดิ้นให้หลุด แต่ก็โดนอีกฝ่ายเกาะเกี่ยวไว้ สะบัดหน้าให้หลุดจากรสจูบนี้ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนแก่นกายของผู้เป็นต่อกำลังตื่นตัว สายตาเหลือบเห็นบาดแผลที่ตอนนี้แห้งแล้วกำลังตกสะเก็ด จึงกัดลงไปเต็มรัก

“โอ้.....เจ็บ....ซี๊ด ๆ พี่ยอม พี่ปล่อยแล้ว” สาโรชร้องออกมา เป็นผล เป็นการหยุดการกระทำได้ชะงัก สาโรช จำเป็นต้องคลายอ้อมแขนออก แต่ก็ยังไม่คลายออกหมด ยังคงประคอง ไว้อยู่ เลือดจากแผลกัดเริ่มไหล่ออกมาอีก

“เลือด” อัฐณพอุทานด้วยความตกใจ สติ สัญชาตญาณการรักษา

“กดแผลไว้นะ” อัฐณพกล่าวแล้ว รีบลุกขึ้นหาชุดทำแผล ทำความสะอาดบาดแผล ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่สนิทใจ   ลืมแม้กระทั่งตอนนี้ที่ไม่มีอะไรใส่ รีบทำความสะอาดบาดแผลและกดแผลไว้ เงยหน้ามองคนที่นอนอยู่ สายตาประสานจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว อัฐณพชะงักปล่อยมือจากการกดแผล ช้าไป เพราะอีกคนรวบตัวไว้ทันพอดี

“ไปไหน พี่ขอโทษนะ”สาโรชเอ่ยเสียงทุ่มข้างหู อัฐณพขันขืนเล็กน้อย 

“ปล่อยเถอะ” อัฐณพกล่าวเสียงเรียบ เจ็บใจตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด สาโรชเองก็รู้สึกผิดที่ทำอะไรลงไปแบบนั้น จึงเอื้อมมือไปวางตรงหัวไหล่ ส่งสายตาอ้อนวอนสำนึกผิดที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

“ถอยออกไป”  อัฐณพกล่าวเสียงเข้ม สาโรชถอนหายใจ ความใจแข็ง ความเด็ดเดี่ยวฉายออกมาจากดวงตาคู่กลม

“เราเริ่มต้นใหม่ได้” สาโรชเอ่ย

“ไม่มีวันที่จะเริ่มต้นใหม่” อัฐณฑสวนกลับ รีบคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาปกปดิร่างกาย

“ลองให้โอกาสพี่สักครั้งไหม” สาโรชทำใจดีสู้เสือ

“ไม่ต้องเข้ามา ถอยออกไป” อัฐณพเอ่ย พร้อมโยนเสื้อผ้าของสาโรชมาให้เจ้าตัว

“พี่ขอโทษ พี่ยอมรับว่า พี่หึง” สาโรชเอ่ย คำว่าหึงสร้างความรู้สึกให้หัวใจแกร่งนั้นอ่อนลงได้เยอะทีเดียว แต่ทิฐิที่เกาะอยู่ตรงหัวใจคอยกระตุ้นให้รู้ว่า ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนดีนัก

“พรุ่งนี้นายควรออกจากที่นี่ไปได้แล้ว” อัฐณพเอ่ยน้ำเสียงเรียบ

“จะไปได้อย่างไร งานพี่ยัง” สาโรชเอ่ยได้เพียงเท่านั้น อัฐณพถอยห่างออกมา กำลังจะลุกขึ้นเดินก็ต้องเจ็บตรงที่ด้านหลัง สาโรชรีบเข้าประคอง

“เจ็บมากหรอ พี่ขอโทษ” สาโรชรีบประคอง

“ไม่ต้องมาจับ” อัฐณพพยายามฝืน แต่ความเจ็บมันเริ่มแรงขึ้น

“อย่าดื้อ นอนลงตรงนี้” สาโรชเองที่ต้องออกคำสั่ง แต่อัฐณพ ก็ไม่ฟังพยายามที่จะลุกเดิน

“ถ้าหลังหักมาจะทำไง บอกให้หยุดดื้อกับพี่ได้แล้ว คิดถึงคนอื่นบ้างไม่ได้หรือไง” สาโรชเอ่ยเสียงเข้ม อัฐณพน้ำตาเอ่อออกมา ความนึกคิดถึงมารดา น้องสาว ถ้าเขาเกิดเป็นอะไรไปจะเป็นอย่างไร สาโรชมองด้วยความสงสารจึงเข้าไปกอดประโลม

“พี่ยอมทุกอย่าง พี่ขอรับผิด” สาโรชเอย

“ไม่ต้อง ออกไปจากนี้ ออกไปจากชีวิตผม” อัฐณพสวนออกมา สาโรชได้แต่ส่ายหน้า

“พูดแบบนี้ไม่ดีรู้ไหม” สาโรชพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

“ไม่ต้องมาทำดี ลบล้างความผิด นายต้องออกไปจากที่นี่” อัฐณพเอ่ยปนเสียงสะอื้น สาโรชคอยเช็ดน้ำตา

“พี่ผิด พี่ยอมรับผิด” สาโรชเอ่ย 

“นพ นอนเถอะ พี่จะไปเอง” สาโรชเอ่ยต่อ

“นายควรออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ผมจะโทรเรียกตำรวจ” อัฐณพเอ่ย หันมองสาโรชเต็มตา จากนั้นผลัดให้สาโรชล้มลง กระโดดขึ้นทับร่างสาโรชรั่วหมัดเข้าใส่ อย่างลืมตัว   

“โอ้ย จะฆ่าผัวหรอ” สาโรชเอ่ยเมื่อรวบร่างนั้นไว้ในอ้อมกอด พลางหยักคิ้วข้างหนึ่งให้อย่างเป็นต่อ

“หยุด ไอ้เวร ไอ้ห้าร้อย ไอ้ขนยา” อัฐณพ สบถออกมา เจ็บใจยิ่งนักไม่น่ารนเข้ามาหาเขาเอง

“จุ ๆ  ไม่น่าเชื่อจะได้ยินคำก่นด่าจากแม่พิมพ์ของชาติ” สาโรชเอ่ยเสียงเข้ม คำพูดนี้ยิ่งทำให้อัฐณพโมโหยิ่งขึ้น

“แกไอ้ขายยา ไอ้พวกไม่มีความเป็นคน” อัฐณพ สบถอีกครั้ง สาโรชส่ายหัวไปมา

“บอกให้หยุด ไม่งั้นตายคามือแน่” ชายหนุ่มขู่ทำให้อัฐณพหยุดนิดหนึ่ง ก่อนสัญชาตญาณเอาตัวรอดเริ่มขึ้นใช้เท้าถีบทุกอย่างที่ขวางทิศทาง

“พอๆ พี่ยอมละ อย่าเพิ่งตัดสินใครจากสิ่งที่เราไม่รู้ความจริง พี่ขอนอนพักพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” สาโรชเอย  ส่งเสียงอ่อนโยนลง ทำให้คนที่อาละวาทสงบลงนิดหนึ่ง

“จะไปไหนก็ไป” อัฐณพพยายามลุก สาโรชดึงรั้งไว้ทำให้สู้แรงสาโรชไม่ไหว

“ปล่อยจะไปนอน” อัฐณพเอ่ย กัดริมฝีปากล่างตัวเอง

“ขอนอนกอดคืนแรกและคนสุดท้ายวันนี้ได้ไหม” สาโรชต่อรอง พร้อมดึงร่างนั้นลงนอนคู่อยู่อ้อมกอดสาโรชต่อไป
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   การเดินปูพรมเพื่อค้นหาคนที่หายไปเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนกำลังดำเนินไปอย่างรีบเร่ง หลายฝ่ายประสานงานกันทำงานเป็นทีมรวมทั้งชาวบ้านและผู้มีจิตใจช่วยเหลือ วางแผนแนวทางค้นหา ถ้าไม่พบศพก็ถือว่ามีชีวิตอยู่

“วันนี้ เราจะขยายวงกว้างค้นหาขึ้นอีกหลายพื้นท้นที่ ต้องทำกันอย่างรัดกุม” ปลัดสมศักดิ์กล่าวกับลูกน้อง

“ดีนะครับ วันนี้มีคนมาเยอะ” ต๊อดเอ่ย มองดูรอบ ๆ อำเภอ

“แปลกนะนาย ทำไมนายอำเภอไม่ค่อยจะพอใจนัก” โม่งเอ่ย

“แต่ก็ยังส่งคนมาช่วยนั้นไง” ปลัดสมศักดิ์ หันไปทางลูกน้องของนายอำเภอ ซึ่งทั้งต๊อดและโม่งหันไปมอง

“ตั้งทีมคนหา เซอะคงได้เห็นหรอก ปานนี้มันเป็นอาหารปูปลาหมดแล้ว” หาญ ชายร่างสูงเอ่ยกับคนที่เดินมาด้วย

“ยังไงช่วงนี้พวกมึง เงียบๆไว้ก่อนนะ นายใหญ่สั่งมา พวกนั้นกำลังเพ่งเล็ง คนหายไปทั้งคน” หาญรีบสั่งลูกน้อง

“ครับ พี่หาญ” ลูกน้องร่างผอม น้อมรับคำ

“โดยเฉพาะมึงไอ้ยุทธ นายสำราญกำชับหนักหนา อย่าปากโป้งไปเชียวมึง” หาญหันไปกำชับทางลูกน้องที่ชื่อว่ายุทธนา 

“ไม่ต้องห่วงพี่หาญ ฉันจะรูดซิบปากเชียว” ยุทธนากล่าวให้คำมั่น ทั้งสามเดินมาสมทบกับปลัดสมศักดิ์

“นายสำราญให้มาช่วย” หาญกล่าวกับปลัดสมศักดิ์ ซึ่งปลัดสมศักดิ์กำลังโทรศัพท์รายงานความคืบหน้าไปยังปลายสายอยู่

“ท่านครับ พบโทรศัพท์ปลัดสาโรชตรงทางลงสะพานครับ แบตหมดครับ นอกนั้นยังไม่มีเบาะแสเลยครับ” ปลัดสมศักดิ์รายงานนายอำเภอสำราญ

“ให้ลูกน้องไปช่วยอีกแรง พวกเขาไปถึงหรือยัง” นายอำเภอสำราญกล่าว สมศักดิ์สบตากับหาญและพวก

“ครับท่าน มาถึงแล้วครับ” ปลัดสมศักดิ์รับคำ

“ตามเบาะแสให้ได้นะปลัด ผมเชื่อมือคุณ” นายอำเภอสำราญกำชับ ปลัดสมศักดิ์ปรับสีหน้าเข้ม แล้วกดวางสาย

“วันนี้ ตามแผนเราจะเข้าโรงเรียน” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยกับทุกคน

“ไกลไหมครับคุณปลัด” เจ้าหน้าที่ ที่อยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้น

“ถ้าเราออกตอนนี้ คงถึงบ่าย ๆ ครับ อย่างไรเราก็ต้องรีบ” ปลัดสมศักดิ์ตอบ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงรีบจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการเดินทาง 

“เราใช้เส้นทางตรงนี้ไปถึงโรงเรียนกี่กิโล” ปลัดสมศักดิ์ถาม เมื่อกางแผนที่ออกมาดู

“ประมาณ 50 กิโลเมตรครับท่านปลัด” เจ้าหน้าที่อีกคนเอ่ย

“อย่างไรก็อย่าทำให้ แตกตื่นกันละ” ปลัดสมศักดิ์กำชับลูกน้อง

 ตอนนี้โรงเรียนปิดหยุดยาว ก็จะมีแค่พวกครูครับที่ยังทำงานอยู่” เจ้าหน้าที่คนเดิมรายงาน

“ขอความอนุเคราะห์ทางพื้นหรือยัง” ปลัดสมศักดิ์หันไปหาลูกน้องตัวเอง

“เรียบร้อยครับนาย” โม่งเอ่ย

“ถ้าอย่างนั้นเราเดินทางกัน อย่างไรต้องทำให้กระจ่างโดยเร็วทางผู้ใหญ่สนใจอยู่” ปลัดสมศักดิ์กล่าว กระชับอีกครั้งจากนั้นทุกคนพร้อมเดินทาง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

    อากาศยามเช้าเย็นสบาย เสียงประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้านดังแว่วมา  แม้จะอยู่ในช่วงฤดูพระพิรุณ พระพายยังหอบเอาความชื่นมาให้ หน่อเนื้อสองหนุ่มต่างให้ไออุ่น ซึ่งกันและกัน ชายหนุ่มร่างสันทัดกว่าซุกตัวตรงอกหนา นกกระจิบร้องริมหน้าต่าง ปลุกให้อัฐณพรู้สึกตัว พอจะขยับกายก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วสรรพกาย ลืมตามองหน้าอก ความรู้สึกมื้อคืนกลับมาในห้วงความคิด

“ไอ้ดาร์ว ไอ้เลว” อัฐณพผลักให้ชายหนุ่มอีกคนออกจากร่าง ซึ่งไร้แรงตอบโต้เช่นกัน

“ตื่นขึ้นมานะ แกไอ้ ๆ.....” อัฐณพคิดหาคำสบถ แต่ก็ไร้วี่แววของอีกคน อัฐณพชักไม่แน่ใจ เลยเข้าไปขยับร่าง

“อุ้ย ตัวร้อนเลยหรือเนี้ย” อัฐณพพูดกับตัวเอง

“ไอ้ดาร์ว ๆ” อัฐณพปลุก ใช้ฝ่ามือตบที่แก้มเบา ๆ ซึ่งอีกฝ่ายยังเงียบอยู่

“เฮ้ย อย่างมาตายในนี้นะเว้ย” อัฐณพร้องขึ้น ใช้สมองครุ่นคิด แล้วรีบลงไปชั้นล่าง ในสภาพเปลือยเปล่า หาผ้าเช็ดตัว ขึ้นมาพร้อมกับกะละมังใบเล็กและน้ำธรรมดา จากนั้นจึงทำการเช็ดตัวให้อีกฝ่าย พร้อมกับสำรวจร่างกายของคนที่ยังหลับแบบพิจารณา

“พ่อเทพบุตร ทำไมต้องเป็นคนชั่ว คนเลวได้ หน้าตาก็ดี ทำผิดซ้ำไปซ้ำมา สงสารก็แต่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง” ปากบ่นไปเช็ดตัวไป จนมาถึงจุดยุทธศาสตร์ จากหนอนชาเขียวเริ่มกลายเป็นปลาชะโดตัวใหญ่ อัฐณพหน้าแดง

“อย่ามาหาเรื่อง ตายตอนนี้นะเว้ย” อัฐณพขู่ ปลาชะโดเลยต้องกลับมาเป็นหนอนชาเขียว ยอมรับกับตัวเอง รสชาติแปลกๆ ที่ได้รับ มันทำให้รู้สึกสับสนอย่างไรชอบกล หันไปมองนาฬิกาปลุกข้างหัวนอนบอกเวลาเก้าโมงเช้า พอจะลุกขึ้นอีกครั้งก็รู้สึกระบบไปทั้งตัว โดยเฉพาะช่วงล่าง ความรู้โล่ง ๆ พอได้สติก็ตัดใจลุกขึ้น ไปหาผาเช็ดตัวมาพันรอบกายมองไปดูอีกคนที่นอนอยู่ไม่ห่มผ้าปล่อยกายเปลือยเปล่า ก็รู้สึกโกรธอย่างแรง ชาตินี้อย่าได้เผาผีกันเลย ไปตายไหนก็ไปซะ  อัฐณพ ค่อย ๆ เดินผ่านร่างที่นอนนิ่ง ก็ได้ยินเสียงครางเบา ๆ

“หิวน้ำ” สาโรชออกแสนจะยากเย็น

“เซ็ง ต้องให้ดูแลกันอีกแล้ว หายคราวนี้ไล่ออกจากบ้านไปเลย” อัฐณพพูดด้วยความโมโห

“น้ำ.......หนาวๆ” สาโรชเอ่ยซ้ำ ๆ กันไป

“แน่ละซิ นอนแก้ผ้าตากลมอย่างนี้ ไม่ปอดบวมให้รู้ไป” อัฐณพจึงจำใจคลี่ผ้าห่ม ห่มให้แล้วรีบลงไปชั้นล่างถือขวดน้ำดื่มขึ้นมา

 “น้ำได้แล้วนะไอ้ดาร์ว ลุกขึ้นมากิน” อัฐณพพูดเสียงห้วน ๆ ด้วยอารมณ์โกรธยังไม่จางหาย สาโรชปรือตาขึ้น หนังตาหนักเสียเหลือเกิน อัฐณฑจ่อขวดน้ำที่ปาก สาโรชรีบดื่มจนสำลัก

“จะตายเพราะสำลักน้ำนี้ละไม่ได้ตายเพราะไข้ ไหนเอาแผลมาดูซิ” อัฐณพกล่าวพลักให้สาโรชลงนอนอีกครั้งจากนั้น จึงร่นผ้าห่มออก  ดูตรงแผลที่ตัวเองกัดมื้อคืนเริ่มบวม นี้คือสาเหตุ

“ต้องกินยาแก้อักเสบ” อัฐณพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง หันไปคว้าซองยาที่เหลืออยู่ออกมาแกะแล้วป้อนให้ตามด้วยน้ำ คนถูกป้อนคว้ากอดคนป้อนยาเอาลงไปนอนอีกครั้ง แรงกอดเริ่มแน่นเข้า

“ไอ้ดาร์ว ปล่อยหายใจไม่ออก” อัฐณพประท้วง ไร้การตอบรับ

“หนาว ขอกอดคลายหนาว” สาโรชเอย พลางแกะและดึงผ้าเช็ดตัวพันกายของอัฐณพออก อัฐณพตกใจไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะทำอะไร สาโรชรวบตัวแล้วกอดไว้อีกครั้ง อัฐณพหน้าแดงจนร้อน เมื่อร่างกายต่างสัมผัสกัน ความรู้สึกเริ่มมาอีกแล้ว จากหนอนชาเขียวปลายเป็นปลาชะโด

“ไม่เอา ตอนนี้เจ็บอยู่เลย” อัฐณพพูดอ่อนหวานทำให้อีกคนรู้ดีมากจึงรัดอ้อมกอดเข้าอีก

“พักรักษาตัวก่อน” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ สาโชเริ่มสงบลง

“ตอนนี้พี่บอกอะไรไม่ได้ เมื่อถึงเวลาพี่จะบอกเอง เชื่อพี่นะ” สาโรชเอ่ย แววตามุ่งมั่นมองมา อัฐณพหลบสายตา พยายามดิ้นแต่อีกฝ่ายก็คงกอดไว้เหมือเดิม

“จะต้องบอกอะไร ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น” อัฐณพเอ่ยออกมา ความรู้กำลังคัดค้านกันเอง

“พวกค้ายา ขนยาเสพติด ชั่วทุกคน” อัฐณพเอ่ยต่อ

“พี่ไม่ชั่วก็แล้วกัน”สาโรชกล่าว แล้วคลายอ้อมกอดออก ปล่อยให้อีกคนเป็นอีสระ จึงไปนอนที่นอนตัวเอง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
   รถยนต์กลางเก่ากลางใหม่แล่นเข้าสู่สถานีขนส่ง ชัชวาลลงจากรถ อัฐณพที่นั่งด้านหลังรีบเปิดประตูออกมา แล้วรีบมาเปิดประตูรถด้านหน้า

“ไหวไหมน้องนพ” ชัชวาลถามด้วยความห่วงใย  มองดูชายหนุ่มสองคนสลับกันไปมา ตอนแรกที่เห็นสองคนพยุงกันมาถึงหน้าอาคารเรียน ก็คิดว่าเป็นคุณตำรวจเสียอีก แต่เมื่อมาดูใกล้ ๆ ปรากฏว่าไม่ใช่เป็นชายหนุ่มอีกคน จริงอย่างที่แม่บ้านบอกไว้ว่า เพื่อนครูนพมาพักด้วย

“ไหวครับพี่ชัช ขอบคุณมากนะครับที่มาส่งพวกเรา” อัฐณพเอ่ย พลางพยุงร่างของชายหนุ่ม

“ขอบคุณมากนะครับพี่” สาโรชพยายามเอ่ย

“อือ ไม่เป็นไร รีบไปหาหมอเถอะ” ชัชวาลตอบพร้อมตบที่ต้นแขนชายหนุ่มเบา ๆ

“ลืมไป ยังไม่ได้เอากระเป๋าออกมาเลย” ครูชัชวาลกล่าวพร้อมไปเปิดประตูรถอีกด้านแล้วยกกระเป๋ามาให้

“ขอบคุณครับ” อัฐณพกล่าวขอบคุณ

“แล้วกลับมาเที่ยวบ้างนะ หนุ่ม” ครูชัชวาลกล่าว ซึ่งหมายถึง สาโรชนั้นเอง อัฐณพทำหน้าสงสัยและรู้สึกอย่างไรไม่รู้

“คงไม่มาแล้วละพี่ชัช” อัฐณพเองเป็นคนตัดสินในพูดออกไป สาโรชจึงแอบชำเลืองมอง เขาคงไม่ต้องการเราแล้วละมั่งแบบนี้ อัฐณพพยุงสาโรชไปนั่งที่ชานศาลารอรถ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่ดีขึ้น อัฐณพจึงพาไปที่คลินิกใกล้ ๆ กัน

“วัดดวงเอาละกัน” อัฐณพเอย แล้วพยุงเข้าไปภายใน 

“คนไข้ชื่ออะไรค่ะ” พนักงานคลินิกเอยถาม

“เอ่อคือ...” อัฐณพติดอ่าง

“อัฐณพครับ” คนข้าง ๆ ตอบแทน พนักงานคลินิก รีบจดรายชื่อ

“นั่งรอสักครู่นะคะ คุณหมอจะเข้ามาอีกชั่วโมงคะ” พนักงานคลินิกกล่าว

“ทำไมไม่แจ้งชื่อนาย” อัฐณพกระซิบ กับคนเจ็บที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

“จะให้พี่โดนจับหรือไง” สาโรชกล่าว อัฐณพถอนหายใจ

“ฉัน ไม่มีพี่อย่างนาย” อัฐณพเริ่มฉุน ได้ยินคำนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วรู้สึกอย่างไรไม่รู้ แต่ก่อนเรียกแต่นาย ๆ พอมามีเรื่องเกิดขึ้น กลับกลายได้พี่ได้น้องเพิ่มชะงั้น อัฐณพหันไปมองด้านนอกแทน 

“ไม่ให้เป็นพี่ เป็นอย่างอื่นก็ได้” สาโรชแอบกระซิบ อัฐณพหน้าแดง

“จะตายอยู่มาทำเป็นปากดี” อัฐณพเอ่ยสวน

“พี่เชื่อว่า เมียพี่ไม่ปล่อยให้พี่ตายแน่” สาโรชเอ่ยอย่างใจเย็น

“จะตายวันนี้ละไม่ว่า” อัฐณพเอ่ยออกไรฟัน

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
Re: ขวัญใจ...ขวัญรัก ตอนที่ 9 16/1/2564
«ตอบ #18 เมื่อ16-01-2021 13:30:44 »

ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

9. การปรากฏตัว...พร้อมเปิดใจ

    เป็นอันว่า การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ มีบุคคลติดสอยห้อยตาม โดยมีชายหนุ่มร่างใหญ่ นั่งพิงไหล่ไปตลอดทาง รถเคลื่อนออกมาเรื่อย ๆ ผ่านหมู่บ้าน ผ่านตำบล ผ่านอำเภอต่าง ๆ หวนคิดถึงเมื่อประมาณชั่วโมงที่ผ่านมา

“หมอฉีดยาแก้อักเสบให้แล้ว และทานยาตามนี้นะคะ” หมอสาวกล่าว อัฐณพหยิบซองยาขึ้นมาดู

“ระวังหน่อยนะคะ เล่นกันก็ระวังด้วย ริมฝีปากคนเราอาจจะมีเชื้ออยู่ ต้องระมัดระวัง” หมอสาวกล่าวต่อ อัฐณพทำหน้าตกใจ ทำไหมหมอถึงรู้ว่าโดนกัด หันไปดูอีกคนที่นั่งทำตาปรือ จะหลับให้ได้ หมอสาวยิ้มอย่างรู้ทัน

“คุณละจะรับยาแก้อักเสบไว้ด้วยไหม” หมอสาวเอ่ย

“โอ้ว ไม่ ไม่เป็นไรครับ แต่ผมสงสัยหมอรู้ได้ไงว่าโดยกัด” อัฐณพเอ่ยด้วยความสงสัย

“หมอดูจากบาดแผล คนเราคงก้มลงกัดตัวเองไม่ได้แน่นอน ต่อไปทำอะไรก็ต้องระวังด้วยนะคะ” หมอสาวกล่าวต่อ อัฐณพยิ้มเขิน ๆ

“แล้วทำไม เขาเป็นแบบนั้น” อัฐณพถาม หมอยิ้มให้

“พอดีหมอให้ยานอนหลับไปด้วย จะได้พักผ่อนยาว ๆ” หมอสาวอธิบาย

“ชวยเลยทีนี้” อัฐณพพูดออกมา จึงเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ ชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งหน้าใสแต่บึ่ง อีกคนหน้าครึ้มไปด้วยเคราเข้ม นอนพิงไหล่ ตลอดทาง

‘ไม่ต้องรักเท่าฟ้า แต่ของให้นักเท่าเดิม .......’  ริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้น อัฐณพรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เอาออกมาดู หมายเลขที่ปรากฎบนหน้าจอเป็นหมายเลขแปลกๆ 

“สวัสดีครับ นพพูดสายครับ” อัฐณพรีบกดรับ เพราะเสียงเริ่มรบกวนคนอื่น ๆ แล้ว

“สวัสดีครับ พี่กรเองครับ” ปลายสายตอบมาก่อน อัฐณพสะดุ้ง ได้หมายเลขโทรศัพท์ไปได้อย่างไรเนี้ย

“ครับพี่กร ว่าไงครับ ตอนนี้นพกำลังเดินทางกลับบ้านครับ”  อัฐณพกล่าวกลับไป คนข้างๆ เริ่มยุบหยิบ แถมกระแอมใส่

“พี่กรมาหาน้องนพ ตามใจเรียกร้องครับ แต่ไม่พบ” นิติกรหยอดคำหวาน เสียงปลายสายดังทำให้คนที่นอนอยู่ได้ยิน ลืมตาขึ้นมอง แล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง 

“ออครับ ....เดียว” อัฐณพยังพูดไม่ทันได้จบ มือใหญ่ก็คว้าหมับที่โทรศัพท์ ก่อนจะทิ้งลงพื้น ใช้เท้าขยี้ให้แตกละเอียด สายตาคนข้าง ๆ หันมาดูเหตุการณ์

“ไอ้ดาร์ว” อัฐณพลุกพรวดขึ้นทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อ สายตาหลายคู่หันมามอง เกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

“รบกวน คนจะหลับ” สาโรชเอ่ย เสียงเข้ม อัฐณพรู้สึกเจ็บแปลบ อารมณ์โกรธพุ่งปรี๊ด น้ำตาความอ่อนแอความพ่ายแพ้ไหลออกมา จนต้องนั่งลงนิ่งๆ หน้าเชิดขึ้นหันไปมองหน้าต่าง ปล่อยความเงียบให้ครอบงำอีกครั้ง สาโรชจึงพิงไหล่ตามเดิน อัฐณพขยับจนคนนอนหลุดไหล่ลง

รถโดยสารประจำทางเดินทางมานานแล้ว อัฐณพยังคงนั่งเชิดหน้าอยู่ริมหน้าต่าง สาโรชเห็นดังนั้น จึงเอื้อมมือรั้งให้อัฐณพหันบ้าง อัฐณพขัดขืนเล็กน้อย เวลานี้ทุกคนในรถกำลังหลับ เลยไม่อยากทำให้เกิดความรำคาญ จำต้องยอมผ่อนตาม อารมณ์โมโหยิ่งเพิ่มทวี ทำให้น้ำตาไหลออกมาอีก

“จุ อย่าทำเป็นเด็ก” สาโรชทำเสียงปราม กระซิบเบา ๆ

“ถึงบ้านเมื่อไร ตายแน่ไอ้ดาร์วซินโดม ไม่ปล่อยไว้เป็นเสี้ยนหนามสังคมหรอก” อัฐณพพูดเบา ๆ กับตัวเอง แต่ก็ยอมนอนพิงอกกว้างของชายหนุ่ม  สาโรชได้ทีจึงโอบกอดกระชับให้อัฐณพอยู่ในวงแขนให้เกิดความอบอุ่น อัฐณพรู้สึกอึดอัดจึงศอกถองเข้าสีข้างตรงแผล

“อุ๊ป” สาโรชอุทาน พยายามกลืนก้อนจุกให้ลงท้อง แล้วจึงเงียบเสียง รถโดยสารประจำทางมุ่งหน้าต่อผ่านไปหลายชั่วโมง จากที่ขัดขืน ความอ่อนแอของร่างกาย ต้องพ่ายแพ้ จึงซุกหน้าเข้าอกกว้าง อัฐณพ หลับอย่างสบาย แสงไฟจากเสาไฟข้างทาง

ทำให้เห็นใบหน้าเรียวยาวรับจมูกโด่ง ๆ บ่งบอกนิสัย ดื้อ รั้น ริมฝีปากแดงจิ้มลิ้ม คิ้วหนาดำ รับกับใบหน้าที่ขาวนวล คงนอนฝันดีแน่น อยากเก็บห้วงเวลานี้ไว้นาน ๆ สาโรชยิ้มกับตัวเอง ร่างที่หลับกอดตอบคงเพราะหนาวจากเครื่องปรับอากาศ  สาโรชจึงขโมยหอมตรงไรผม ถามใจตัวเองว่า แปลกหรือ ที่รู้สึกผูกพันกับคนที่กอดเขาอยู่ตรงนี้ ผู้หญิงหลายคนเคยทอดสะพาน ก็ไม่เคย

วอกแวก หรือจะไม่ชอบ แต่ก็เคยผ่านผู้หญิงหลายคนมาเหมือนกัน ไม่ใช่ผู้ชายบริสุทธิ์อะไร แต่ผู้หญิงเหล่านั้นก็สร้างความลำบากใจ จนไม่ต้องการมีชีวิตคู่ กลับคนนี้ ที่ยังจำได้ วินาทีที่พยายามช่วยชีวิตคนที่กำลังจะตาย ด้วยความมุ่งมั่น ไม่เคยรังเกียจว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้า อาจจะระแวงอยู่บ้างว่าเป็นพวกขายยา อืม แต่ก็ยอมมาดูแลอย่างดี ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา รู้สึกว่าห่วงตลอดเวลา กลัวจะไม่รอด เอ้หรือคิดว่า เป็นสัตว์ทดลองวะ

    ก้มมองดูอีกครั้ง ใบหน้าที่ซุกบนอกกว้างคงหลับฝันดี รอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏอยู่มุมปาก ทำให้ความรู้สึกดีอย่างมาก เฮ้อ ทำไงได้ เกินเลยมาขนาดนี้แล้ว จะลองสักตั้งวะ เป็นไงเป็นกัน

“ผู้ชายคนนี้ขอดูแลครูนพจนแก่จนเฒ่า พี่โรชให้คำมั่นสัญญานะ” สาโรชเอ่ยเบา ๆ พรางจูบเบา ๆ ที่กลางกระหม่อม 

“อะไร เจ็บแผลหรอ ระวังนะไอ้ทำลายชาติ” เสียงพูดเบาๆ ทำเอาสาโรชสะดุ้งเล็กน้อย ก้มดูใบหน้าอีกครั้ง ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นนอกเสียงจากริมฝีปากน้อย ๆ นั้น ขมุบขมิบ สาโรชอดขำ หลับ เออ ละเมอ  ขนาดนี้ยังห่วงอีก คิดว่านิสัยดีแน่ ๆ เรื่องอื่น ๆ ค่อย ๆ แก้กันไป คิดได้อดังนั้นจึงกระชับอ้อมกอด

“ว่าไงครับคุณนายของพี่ ยิ่งถ้ารู้ว่าพี่เป็นใครนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ” สาโรชเอ่ยเบาๆ ยิ้มให้กับคนที่อยู่ในอ้อมกอด คลี่ผ้าห่มมาคลุมร่างทั้งสองคนอีกครั้ง

   รถโดยสารประจำทางเข้าจอดเทียบท่า ผู้โดยสารหลายคนกำลังเก็บสัมภาระต่าง ๆ แล้วทยอยลงจากรถ คงเหลือชายหนุ่มสองคนที่กอดกันกลม พนักงานต้อนรับจึงต้องมาปลุก

“คุณครับ รถหมดระยะแล้วครับ” พนักงานต้อนรับขึ้นมาสำรวจความเรียบร้อยเอ่ย สองหนุ่มสะดุ้งสะลืมสะลือขึ้นมา อัฐณพกำลังงงกับตัวเองว่านอนหนุนอกอีกคนตั้งแต่เมื่อไหร่

 “ดาร์ว ๆ ถึงแล้ว” อัฐณพเขย่าเล็กน้อย

“อือ รู้แล้ว” สาโรชเอ่ยพลางบิดขี้เกียจ อาการเจ็บหายแล้ว แต่ก็เอามือลงลูบตรงบาดแผล หันมองคนข้าง ๆ ทำหน้าบึ้ง เหมือนโกรธมาเป็นชาติ

“จะลุกไหม” อัฐณพเอ่ยน้ำเสียงเข้ม สาโรชมองดูนาฬิกาตรงพนังหน้ารถ เวลาเก้านาฬิกากว่า   

 “ถึงแล้วหรือคุณ นาย” สาโรชพูดกึ่งหยอก แต่อัฐณพไม่ได้ยินเก็บสัมภาระลงมาจากช่องเก็บของ สาโรชจึงต้องลุกแล้วถอย อัฐณพลุกเดินลงจากรถด้านหน้า สาโรชรีบตามลงจากรถด้วย

“รอพี่ด้วย คุณ ...นาย”  สาโรชเอ่ยเบาๆ อัฐณพหันซ้ายทีขวาที วันก่อนนัดกับนิมิตไว้ ว่าจะมารอรับที่สถานี สงสัยไม่มาแน่ ๆ เนื่องจากผิดเวลานั้นเอง

“รอคนไม่สบายด้วยซิ” สาโรชประท้วง

“นายไม่มีที่จะไปแล้วหรือ นายดาร์ว” อัฐณพหันมาเอ่ย กับชายหนุ่มที่เดินตามมา จนเกือบชน

“จะช่วยก็ขอให้ไปตลอดรอดฝั่งได้ไหม” สาโรชเอ่ย ด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ขอความเห็นใจ

“นายจะตามไปบ้าน ฉันไม่ได้” อัฐณพพูดเสียงเข้ม สาโรชเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง

“ถ้าอย่างนั้น ขอให้แผลนี้หาย จะไปตามทางของตัวเอง” สาโรชเอ่ย อัฐณพรู้สึกใจหายอย่างไรชอบกล แต่ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ พยายามไล่อารมณ์ที่อยู่ลึก ๆ ออกไปจากห้วงความคิด

“ถ้าอย่างนั้น ไปนั่งรอตรงนั้น จะไปซื้อยาแก้อักเสบไว้ให้อีก” อัฐณพเอ่ย พร้อมชี้ไปที่ศาลารอรถ

“คงอยากให้ไปเร็ว ๆ มั่งแบบนี้” สาโรชเอ่ย ในใจยังรู้สึกขอบคุณ อือก็ยังเป็นห่วงอยู่ แล้วยิ้มให้คนที่กำลังเดินไปร้านยา ท่าเดินแปลกๆ ปกติจะเดินก้าวซับๆ และเร็ว คราวนี้ทำไมเดินช้า หรือว่าคงยังเจ็บอยู่ บ่อย ๆ เดี๋ยวก็หาย อดขำไม่ได้ ชายหนุ่มร่างสันทัด ผมรองทรงสูง เสื้อเข้ารูปกางเกงยีน แต่เดินคล้ายขาไม่เท่ากัน  ที่ว่าซื้อยาให้นี้ อย่าซื้อให้ตัวเองด้วยนะคุณนาย อดขำจนตัวงอไม่ได้ สาโรชมองโดยรอบ เป็นเมืองที่น่าอยู่เหมือนกันนะ ลองพิจารณาคนที่เดินจับจ่ายของ คงเป็นคนที่มีจิตใจดี เหมือนกันชายหนุ่มคนนั้นที่ไปหาซื้อยามาให้นั้นเอง มองดูอะไรอย่างเพลิดเพลิน  อัฐณพเดินเข้าไปยังร้านขายยา พร้อมบอกความต้องการ

“ยาลดไข้ และยาแก้อักเสบครับ” อัฐนพเอ่ย เมื่อเข้าไปในร้านขายยา

“ไม่สบายเป็นอะไรครับ”เภสัชกรสอบถาม

“เป็นไข้ครับ” อัฐณพตอบ ประตูร้านขายยาถูกผลัดเข้ามา ชายหนุ่มผู้มาใหม่เข้ามาพิจารณา

“นพหรือเปล่า?” เสียงทักดังขึ้น อัฐณพหันไปตามเสียง กำลังทบกวนว่าบุคคลตรงหน้าที่นี่คือใคร ชายหนุ่มตรงหน้า ผิวสีเข้ม ร่างสูง อวบนิดหนึ่ง ไม่ถึงกับอ้วน เริ่มมีเนื้อมีหนัง

“เรามิตไง” ชายหนุ่มแนะนำตัว อัฐณพยิ้มออกโผเข้ากอด ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกันได้รับการปกป้อง

“นิมิต นายจริง ๆ ด้วย นายไม่เคยทิ้งเรา” อัฐณพกระโดดกอดคอ

“โอยๆ หนักเว้ย จะทิ้งก็ตอนนี้ละ” นิมิตกล่าวพร้อมรั้นให้คนตัวเล็กกว่า ยืนให้มั่น

“อย่าพูดแบบนี้นะ เพื่อนกันแล้วไม่ทิ้งกันนะเว้ย” อัฐณพกล่าว ค้อนให้เพื่อนวงใหญ่

“ทำไม ไปทำอะไรมา ถึงกับมีเนื้อมีหนังขนาดนี้ แต่ก่อนผมกว่าเราอีก” อัฐณพกล่าว นิมิตกางแขนแล้วหมุนตัวให้ดู

“ถ้ารักกันจริงอย่าทักท้วงเรื่องนี้ เป็นเหมือนปมด้อย เลยนะเนี้ย เอาเป็นว่าพ่อแม่เลี้ยงดี” นิมิตกล่าว พลางทำท่าให้ไปดูเจ้าของร้านยา   

“ออ ลืม สักครู่นะ” อัฐณพหันไปจ่ายเงินกับเจ้าของร้านขายยา

“เป็นอะไรจึงต้องมาซื้อยา” นิมิตถามขึ้น อัฐณพชะงัก จะบอกกับเพื่อนอย่างไรดี 

“ไม่มีอะไรหรอก เราไปกันเถอะ” อัฐณพชวน นิมิตจึงออกจากร้านตามมา

“รอตั้งแต่เช้า ทำไมเพิ่งถึง  โทรไปก็ปิดเครื่อง” นิมิตกล่าวตามหลัง 

“มีปัญหานิดหน่อย” อัฐฯพตอบยิ้ม

“ปัญหาอะไร ให้เราช่วยได้ไหม” นิมิตเอ่ย พยายามข่มใจตัวเอง ตอนที่เห็นอัฐณพลงมาจากรถเขาก็รู้สึกหัวใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อมๆ แล้ว ดูว่าอัฐณพนั้นไม่ค่อยจะเปลี่ยนไปจากเดิมเลย เขาจำได้ดี สมัยเด็ก เคยเล่นกันยังไง อัฐณพก็ยังเป็นอย่างนั้น แม้ว่าชายหนุ่มนั้นจะรู้สึกดี รู้สึกเกินคำว่าเพื่อน แต่อัฐณพก็ยังคงเส้นคงวา

“นพยังเหมือนเดิม” นิมิตเอ่ยต่อ ขณะที่เดินตามหลังมา อัฐณพจึงหันมามองหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง

“เราเหมือนเดิม” อัฐณพกล่าว โผเข้ากอดชายหนุ่มตรงหน้า ท่ามกลางสายตาหลาย ๆ คู่ที่มองมา แต่ไม่เท่ากับสายตาของชายหนุ่มอีกคน สันกรามขึ้นนูนอย่างเห็นได้ชัด พายุอารมณ์เริ่มก่อตัว แต่แสดงออกทางสายตาและสีหน้า ตัดสินใจเดินข้ามฝากถนนมาหาคนทั้งคู่

   พายุอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความหึงหวง โหมเข้าสู่หัวใจ ทำไมต้องทำตัวแบบนี้ เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเขาไปได้ ขาก้าวเดินเท่าความคิด พุ่งตรงไปยังร่างทั้งคู่ที่กอดรัดกันอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะรอยยิ้มอย่างกับคนรักที่เพิ่งจะพบกันนั้นเอง

“ยิ่งกอด ยิ่งอุ่น” อัฐณพเอ่ย ยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า

“ทำอะไรกัน จะกอดกันไปถึงไหน อายคนอื่นบ้างซิ” เสียงดังมาจากบุคคลที่สาม สองหนุ่มหันไปตามเสียง นิมิตมองมาทำหน้าไม่ถูก ผู้ชายตรงหน้า สูง ผมเผ้ายาว หนวดยาวครึ้ม สายตาปานเหล็กกล้า มองมายังตัวเขาเอง ใส่เสื้อกระดุมแทบปริ กางกางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบเก่า ๆ  หันไปมองเพื่อนที่พบกันทำหน้าสงสัย

“เสร็จหรือยัง” สาโรชเอยขึ้นห้วน ๆ เหมือนจะหาเรื่อง แล้วหันไปสบตากับนิมิต อัฐณพหันหน้าประจัน ท่าทีปกป้องชายหนุ่มผู้มาใหม่ ทำให้สาโรชเจ็บนิด ๆ 

“เสร็จแล้ว กำลังจะกลับ อย่ามาทำเป็นเจ้าถิ่นที่นะ” อัฐณพตอบเสียงพูดห้วน ๆ เช่นกัน เพราะถือว่าตัวนั้นมีเพื่อนแล้ว

“ใครนพ เพื่อนหรอ” นิมิตถามเพื่อความแน่ใจ จ้องอีกฝ่ายกลับเช่นกันอย่างไม่ยอมแพ้ อัฐณพเงียบพยายามค้นหาคำที่จำกัดความที่เหมาะสมที่สุด

“ใช่ หรือมากกว่า” สาโรชตอบแทนพยายามทำให้อีกคนเข้าใจในความคิด

“อะไร คือมากกว่า อย่ามาพูดให้คนอื่นเข้าใจผิดนะ” อัฐณพกล่าวพร้อมผลักให้สาโรชถอยห่าง

“นพ พอ ๆ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ กลับกันได้แล้ว” นิมิตเข้ามาดึงอัฐฐณพไว้

“อย่ามาพูดแบบนี้นะ” อัฐณพชี้หน้าสาโรชที่จ้องมองดูปฏิกิริยาการกระทำ

“นพ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องไปหาเรื่อง” นิมิตพยายามเตือนสติ แล้วดึงให้อัฐณพห่างออกมา สาโรชยืนมองแล้วเมื่อพิจารณาผู้มาใหม่ ก็นึกออกว่าคนนี้เคยเห็นที่ไหน เป็นคนเดียวกับในภาพที่คัดหนังสือ ผิดแต่รูปร่างอวบขึ้นมามากกว่าเท่านั้น จึงรีบก้าวตามมาสองหนุ่มที่เดินลัดเลาะกันไปที่ลานจอดรถ

“จะให้บอกไหมว่าเป็นอะไรกัน” สาโรชเอ่ย อัฐณพจึงยอมหยุด นิมิตสะดุดค้าง

“นายจะมากไปแล้วนะ” อัฐณพแทบจะสวนกลับทันที จนนิมิตเองก็งงกับปฏิกิริยาที่เกิดตรงหน้า

“ตกลงเป็นเพื่อน” นิมิตเอ่ยหันมามองอัฐณพ

“ตอบไปซิ ตอบให้เพื่อนรู้จะได้สบายใจ” สาโรชเอ่ยท้าทาย

“นายไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้” อัฐณพ พยายามจะเดินเข้าหาสาโรช ซึ่งชายหนุ่มก็ตั้งท่ารอรับอยู่แล้ว

“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์” สาโรชเอ่ยต่อ

“ถ้าไม่ใช่เพื่อน เราจะตะบันหน้ามันเอง” นิมิตเข้ามาขวางพร้อมตั้งการ์ด

“พอเถอะ มิต เราอยากกลับบ้าน” อัฐณพเอ่ยเบา ๆ พร้อมรั้งแขนของนิมิต

“ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง นายคนนี้มาทำอะไรเพื่อนเรา” นิมิตยังคงถามต่อ

“เออ เรายังพูดไม่ได้ มิต” อัฐณพเอ่ย สาโรชยิ้มยี่ยวน นิมิตมองแวบแรกที่มุมปากของชายหตรงหน้าพร้อมกับหมัดตรง แต่สาโรชที่ไวกว่า ถอยทำให้พลาดหม้ดไม่ถึงเป้าหมาย

“มิต มันตลาดร้านค้านะ กลับไปคุยที่บ้าน” อัฐณพพยายามรั้งตัวนิมิตให้ถอยห่าง นิมิตพยามที่จะเข้าไปหาสาโรชอีกครั้ง ก็โดนอัฐณพดึงและดันให้ออกห่าง ส่งสายตาวิงวอนให้นิมิตเห็นใจ

“เราเข้าใจนพ คงมีเหตุผล” นิมิตกล่าว มองไปที่สาโรชที่ยิ้มอย่างพอใจ 

“ทำไม ไม่บอกไปเลย จะได้จบ ๆ” สาโรชเอ่ยเบา ๆ   

“เอา เป็นว่า มีคนติดตามเรามานะ มิต” อัฐณพเอ่ยต่อ เพราะนิมิตเริ่มสงสัยมากแล้ว อีกอย่างคนที่อยู่ข้าง ๆ นี้ก็พร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนอยู่แล้ว

“เราจะเชื่อนพ” นิมิตตอบจึงหันหลังเดินต่อ อัฐณพถอนหายใจเดินตาม

“เป็นพี่บอกไปเลยว่า”สาโรชเอ่ย อัฐณพหันควบมาจ้องหน้าสาโรชด้วยสายตาแข็งกร้าว

“อยากจะไปต่อหรือ จะหยุดแค่นี้” อัฐณพพูดลอดไรฟัน สาโรชจึงต้องสงบปากสงบคำ อัฐณพจึงเดินต่อได้สักครู่จึงหยุดเดิน ทำให้สาโรชที่เดินตามมามั่วแต่มองไปด้านอื่น ชนเข้าเต็มแรง 

“อุย หยุดยืนทำไม” สาโรชเอ่ย นิมิตจึงหันกลับมามองด้วย 

“เวลาเดิน หัดมองบ้างซิ แล้วสารรูปแบบนี้จะเข้าบ้านตอนนี้ไม่ได้” อัฐณพเอ่ย

“มีอะไรอีกหรือเปล่านพ” นิมิตกลับมาหาอัฐณพ สายตามองสาโรชไม่ค่อยไว้วางใจ

“มิตเอารถอะไรมารับเรา” อัฐณพหันถามนิมิต

“รถมอไซต์” นิมิตตอบ อัฐณพทำท่าครุ่นคิด

“ถ้าอย่างนั้น เราขอความช่วยเหลือจากนายหน่อยได้ไหม” อัฐณพเอ่ย

“ได้ซิสำหรับนพ เรายอมช่วยตลอด” นิมิตกล่าว

“หาชุดให้ผู้ชายคนนี้ที กลับบ้านแม่เพ็งกระบาลแน่” อัฐณพเอ่ย นิมิตพยักหน้าเข้าใจ

“เราจะอยู่ที่ร้านตัดผมนะ” อัฐณพเอ่ยต่อ นิมิตยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู

“ตรงหัวมุมนั้นมีร้านตัดผมนะ อีกสามสิบนาทีเจอกันที่นั้น” นิมิตกล่าวพลางชี้มือไปที่ร้าน

“เดี๋ยวมิต เราไปด้วย เอาตัวนายนี้ไปที่ร้านก่อน” อัฐณพเปลี่ยนใจ หันมาคว้ามือของสาโรชเดินนำไปที่ร้านที่นิมิตบอก ซึ่งพอดีกับทางร้านกำลังจะปิดร้าน 

“ขอโทษครับช่าง ผมขอให้ช่วงช่วยแปลงโฉมเขาให้ผมที” อัฐณพเอ่ยอย่างเกรงใจ ช่างตัดผมจึงกวักมือเรียกให้สาโรชเข้าไป

 “ทรงไหนดีครับ” ช่างตัดผมถาม สาโรชมองตัวเองในกระจก พิจารณาตัวเอง 

“เอาสั้น ๆ นะช่าง” อัฐณพเอ่ย

“จะดีหรอ ต้องตามใจเจ้าของผม” ช่างตัดผมเอ่ย

“ตามใจเขาครับช่าง เขาอยากได้อะไรก็ตามใจเขาเถอะผมยอม” สาโรชเอ่ยกึ่งประชด อัฐณพสบตาผ่านกระจก นึกมั่นไส้ยิ่งนัก

“ตัดคอเลย ช่าง อยากรู้นัก” อัฐณพประชดคืนเสียเลย

“ตายเลยนะครับนั้น” ช่างตัดผมหันมาทางอัฐณพ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เมื่อออกจากร้านตัดผม มาทั้งสองหนุ่มจึงลักเลาะไปตามร้านค้า ขายเสื้อผ้าหลายสิบร้าน พออยู่กันสองคนนิมิตจึงเอ่ยถาม

“ตกลงเขาเป็นเพื่อนหรือเปล่านพ” นิมิตถามเดินเคียงข้างและหันไปที่ร้านตัดผม

“เฮ้อ เรื่องมันยาว ตอนนี้พูดอะไรไม่ได้ เราไม่อยากทำร้ายใคร” อัฐณพตอบ

“ขนาดนั้นเชียวหรอ มีอะไรบอกเราได้นะเราจะอยู่เคียงข้างนายเสมอ” นิมิตเอ่ยอีกครั้ง อัฐณพหันมามองด้วยความรู้สึกขอบคุณ

“เมื่อถึงเวลา เราจะบอกนายเองมิต” อัฐณพเอ่ย ความรู้สึกอย่างกับเหนื่อยมาเป็นปี ๆ แล้วพิจารณารูปร่างของนิมิตอีกครั้ง

“หุ่นคงเกือบพอ ๆ กัน คงได้อยู่หรอก” อัฐณพกล่าวต่อ พร้อมเดินเข้าร้าน เลือกชุดใหม่สามชุด แบบลำลองแขนสั้น เลือกชุดมาทาบตัวนิมิต

“เอาตัวเล็กลงกว่าเพื่อนผมก็ได้ครับ” อัฐณพเอ่ยเมื่อเจ้าของร้านเลือกชุดมาให้ตามที่ชายหนุ่มต้องการ ทั้งสองลองเลือกชุดมาดู

“นิมิต จะเอาไหม เราออกให้” อัฐณพเอ่ย นิมิตรู้สึกลังเลนิดหนึ่ง

“เอาน่า เราได้ทำงานแล้ว เราซื้อให้มิต” อัฐณพกล่าว และหันไปพักหน้ากับเจ้าของร้าน

“เราเพิ่งจบ เลยไม่ค่อยจะมีตังส์” นิมิตกล่าวอย่างเกรงใจ

“ก็ใครให้ออกไปทำไร่ทำสวนก่อนละ” อัฐณพแซว นิมิตเลยได้แต่เกาศีรษะ เพราะเศรษฐกิจมันย่ำแย้ไม่มีใครมาเห็นใจนัก นิมิตจำใจต้องมาทำงานช่วยพ่อแม่ก่อน

“พ่อบังคับให้เอาเมีย” นิมิตกล่าวออกมาจนได้

“ห๊า !!!! ทำไม เราไม่รู้เรื่องเลย” อัฐณพร้องเสียงดัง นิมิตอายหน้าแดงเป็นลูกตำลึง

“สรุป  ตกลงมีลูกมีเมียหรือยัง” อัฐณพถามต่อ สนใจใคร่รู้ความเป็นไปของเพื่อน

“เราไม่เอา เหตุนพน่าจะรู้” นิมิตเอ่ยเศร้า ๆ อัฐณพเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

“สักวัน มิตจะเจอคนที่ดี” อัฐณพเอ่ยปลอบใจเพื่อน

“นพพูดแบบนี้ คืออะไร” นิมิตถามกลับแทบจะทันที อัฐณพอ่ำอึ่ง

“เกี่ยวกับนายคนนั้นหรือเปล่า” นิมิตถามต่อ อัฐณพได้แต่ส่ายหน้า

“ตอนนี้ เราไม่พร้อมสำหรับทุกเรื่อง” อัฐณพเอ่ยออกมาเบา ๆ พอดีกับเจ้าของร้านนำชุดที่ได้มาส่ง อัฐณพจ่ายเงิน จึงได้ออกจากร้าน

ออฟไลน์ dusitta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +90/-0
Re: ขวัญใจ...ขวัญรัก ตอนที่ 10 20/1/2564
«ตอบ #19 เมื่อ20-01-2021 19:26:16 »

ขวัญใจ....ขวัญรัก
โดย  ดุสิตา

10. จะเข้าถ้ำเสือ


   เมื่อทั้งสองกลับมาที่ร้านตัดผม สาโรชก็ตัดผมเสร็จพอดี ชายหนุ่มใจชื่นขึ้นมา ส่งรอยยิ้มให้ทั้งสองจะเรียกว่าทั้งสองก็ไม่น่าจะใช่ ควรจะเรียกว่ามอบให้อัฐณพคนเดียว 

“นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว” สาโรชเอ่ย ยิ้มอวดฟันขาวให้อัฐณพ นิมิตตะลึงนิดหนึ่ง แล้วมองเพื่อนสลับกับชายตรงหน้าไปมา ความ
รู้สึกใจหายเข้ามาแทนที่ มือเท้าเย็นเฉียบ

“เป็นไง ทรงนี้ถูกใจหรือยัง” สาโรชถามต่อ เหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ อัฐณพบึ้งเล็กน้อย

“เอ๊ะ ช่างครับ ทำไม ไม่ทำเหมือนที่ผมบอกละ” อัฐณพเอ่ย ช่างตัดผมหัวเราะเบา ๆ

“อะไรจะให้ฆ่ากันเลยหรอ” สาโรชบ่นเบา ๆ อัฐณพทำเป็นไม่ได้ยิน

“เอานี้ ชุดใหม่เอาไปเปลี่ยนในห้องน้ำร้านก็ได้ ขออนุญาตนะครับคุณลุง” อัฐณพเอ่ยหันไปหาเจ้าของร้านพร้อมยื่นถุงชุดใหม่ให้กับชายหนุ่ม เจ้าของร้านพยักหน้าแล้วชี้เข้าไปในร้าน

“นพ รอเราที่นี่ก่อนนะ เราจะไปเอารถยนต์กับพ่อที่ทำงานพ่อ” นิมิตตัดสินใจเอ่ย หลังจากลังเลนิดหนึ่ง

“ไม่เป็นไร มิตเรากลับพร้อมกันได้” อัฐณพรีบปฏิเสธ แต่ก็ช้าไปนิมิตรีบวิ่งกลับไปตรงที่จอรถจักรยานยนต์ไว้  อัฐนพจึงมาเคลียร์ค่าตัดผม ‘ไม่รู้จะได้คืนไหม แต่เอาเถอะ ช่วยให้ถึงที่สุด สักหน่อยคงไปอยู่ในคุก หรือไม่ก็ตายเพราะโดนยิงอีกครั้ง’ อีกด้านของร้าน ชายหนุ่มกำลังรื้อดูชุดที่อัฐณพซื้อมาให้ หยุดกางเกงในอีกสองตัวขึ้นมา

“เข้าใจเลือกให้ผัว คุณนายปลัด” สาโรชเอย แล้วอมยิ้มไป จากนั้นรีบเปลี่ยนชุดใหม่ทันที เปลี่ยนลุกซ์ไปอีกแบบจากที่เคยใส่แต่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว กลับเป็นกางเกงขาสามส่วน เสื้อแขนสั้น ปล่อยชาย สีก็ถูกใจเพราะเลือกสีอ่อนไว้ไม่เน้นฉูดฉาด มองตัวเองผ่านกระจกก็ยิ้มไป

“เหมาะกับตำแหน่ง คุณนาย จริง ๆ” สาโรชเอ่ยกับตัวเอง 

“ดาร์ว เสร็จหยัง” อัฐณพเรียกหน้าประตู

“เสร็จแล้ว” สาโรชเอ่ยพร้อมประตูถูกเปิดออก ทำให้คนที่อยู่นอกห้อง ตะลึงอย่างกับดาราหนังยุคเก้าสิบ อย่างไงอย่างนั้น

“เท่ห์ ครับ ดูดี ราศีจับเลยครับคุณ” ลุงช่างตัดผมเอ่ย ชื่นชมกับชายหนุ่มตรงหน้า อัฐณพถอยออกมาหน้าร้าน

“อาวคุณนาย ไปไหน รอพี่ด้วยซิ” สาโรชรีบหอบของตามออกมา ถึงหน้าร้าน

“ขอบคุณคุณลุงครับ” สาโรชเอ่ย แล้ววิ่งตามอัฐณพออกมา     

“นายดาร์ว นายเป็นใคร ทำไมมาขนยา” คำถามแรกที่ออกจากปากอัฐณพ พร้อมจ้องหน้า 

“เฮ้อ....ทำไม คนเราเลือกเกิดไม่ได้ รับไม่ได้ที่พี่เป็นแบบนี้หรือ” สาโรชเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ 

“เปล่า แค่แปลกใจ ว่าคนหน้าตาดี ๆ ทำไมถึงทำแต่เรื่องไม่ดี ไม่รู้จักคิดเสียก่อน” อัฐณพโพล่งออกมาทันที

“เรื่องอะไร ที่ไม่ดี” สาโรชตอบสวนกลับแทบทันทีแต่ยังคงน้ำเสียงเรียบ ๆ

“ก็......นายทำ   ร้าย    ฉัน” อัฐณพเอ่ยออกมา

“เคยทำร้ายตรงไหบ้าง” สาโรชตอบ ก้าวเดินเข้ามาประชิดตัว

“มื้อคืนก่อน นายทำอะไร”  อัฐณพกลั้นลมหายใจ เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง สาโรชรู้ว่าคนที่ยืนข้างหน้าตัวกำลังสับสน กลั่นหัวเราะไว้ในที

“จริงหรือ พี่ทำร้ายหรือ เท่าที่รู้ คุณ นายผ่อนปรนตามพี่นะ” สาโรชเอ่ยเบาๆ เกือบกระซิบข้างใบหู เน้นคำว่าคุณนาย แล้วยิ้มอย่างเป็นต่อ อัฐณพหน้าแดง อยากจะตะบันหน้าสักหมัด

“ใคร ยอมผ่อนตาม” อัฐณพขึ้นเสียงสูง พยายามกลบความอายที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า

“ตามใจ ไม่อยากพูดมาก” สาโรชเอ่ย พร้อมจะเดินออกมา

“นั้น นายจะไปไหน” อัฐณพเอ่ยถามทันที

“โน้น รถเพื่อนคุณอยู่โน้น” สาโรชเอ่ย พร้อมชี้นิ้วไปที่ลายจอดรถ สาโรชฉุดแขนอัฐณพให้เดินตามไปที่รถยนต์ที่นิมิตขับมาจอดพอดี อัฐณพแสดงอาการไม่พอใจนิด ๆ  จะสะบัดออก คนอื่นจะมองว่าจริตนิด จึงต้องเดินตาม

“ผมนึกว่า คุณเป็นดาราหนัง” นิมิตเอ่ย เมื่อทั้งสองมายืนตรงหน้า อัฐณพและสาโรชเปิดประตูรถ นิมิตตั้งสติรีบกลับขึ้นรถเช่นกัน

“รับรองผมเป็นได้มากกว่านั้น” สาโรชตอบ พลางหันชำเลือง เห็นอัฐณพนั่งมองไปด้านนอกหน้าต่างทำทีไม่สนใจ

“นิมิต ตรงนี้เราเคยมาถ่ายรูปด้วยกัน เขาปรับใหม่แล้วหรอวะ” อัฐณพไเปลี่ยนเรื่องใหม่

“อือ เจ้าของที่เขาทำเป็นสวนสนุกให้เด็ก” นิมิตตอบ มองผ่านกระจกหลัง 

“ตอนนั้น เรายังมาที่นี่บ่อย ๆ น่าเสียดายจัง บรรยากาศตรงนี้ เราชอบมาก” อัฐณพกล่าวพร้อมหลับตาหวนนึกถึงสมัยเด็กรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏ

“เราก็ชอบ” นิมิตตอบน้ำเสียงราวกับอยู่ให้ห้วงแห่งความสุข บทสนทนาปลื้มกัน สาโรชรู้สึกไม่ชอบใจอย่างไรไม่รู้ เอ๊ะใจ หันมามองคนขับรถชัด ๆ อีกครั้ง 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   ตึกทำงานขนาดใหญ่ เวรยามรักษาการณ์อย่างแน่นหนา ชายหญิงสูงวัย สองคนกำลังเดินเข้าไปภายในตัวอาคาร
“เชิญคุณหญิงนั่งครับ” ชายสูงวัยเอยพลางผายมือไปยังโซฟาตัวนุ่ม หญิงสูงวัยนั่งลงตามคำเชิญ

“ได้ข่าวตาโรชแล้วหรอยังค่ะท่าน” คุณหญิงพิมประภาเอ่ย ชายวัยกลางคนล้วงบางสิ่งจากอกเสื้อแล้วเรียกลูกน้องคนสนิท

“พิทักษ์ เอาอันนี้ไป ติดตามให้ได้นะ ตามเบอร์นี้ ความลับสุดยอด” ชายสูงวัยกำชับลูกน้อง ชายนามว่าพิทักษ์รับขึ้นมาเปิดดู

“ครับ” พิทักษ์รับคำแล้วถอยออกจากห้อง

“ตอนนี้เราได้เบาะแสเดียวคือ เบอร์มือถือ ที่จับสัญญาณได้จากการส่งข้อความออกมา” ชายสูงวัยเอ่ย

“ท่านคะ ในฐานะที่ท่านเป็นถึงหัวหน้าลูกชายดิฉัน ถามตรง ๆ นะคะ ลูกชายดิฉันจะได้กลับมาไหม” คุณหญิงพิมประภากล่าว น้ำตารื้อขึ้นมา

สาโรชเป็นลูกชายคนเดียว คนสุดท้าย อุปนิสัยนั้นชอบในความท้าทาย มุทะลุเหมือนกับผู้เป็นบิดา ต้องการเอาชนะด้วยกำลังของตัวเอง จึงเป็นจุดบอดของการทำงาน   

“ผมพยายามถึงที่สุดครับคุณหญิง สาโรชเป็นลูกน้องมือดีของผม อย่างไรเสียเขาก็เปรียบเสมือนลูกชายผม พ่อเขาก็เพื่อนผม ผมไม่มีวันทิ้งเขาได้ลงหรอกครับ เชื่อใจผม ถ้าเขาผ่านงานนี้ได้ อนาคตไกลเลยครับ ผมจะซงเรื่องไปหาทางอธิบดีให้ช่วยส่งเสริมเขา”ชายสูงวัยเอย

“ดิฉันกลัวใจเขานี้ละค่ะ ทำอย่างไรก็แก้ไม่หาย” คุณหญิงพิมประภาเอ่ย สีหน้ามีแววกังวลเช่นกัน

“ด้วยวัยของเขาด้วยครับ อีกอย่างถ้าตามสิ่งที่ผมได้รับมานี้ สาโรชยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ครับ” ผู้สูงวัยเอ่ย

“ดิฉันละกลัวจริง ๆ” คุณหญิงพิมประภาเอ่ย พลางถอนหายใจ การได้รับข่าวเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นอย่างมาก อย่างน้อยก็รู้ว่าลูกชายไม่ได้เป็นอะไร

“หาแฟนให้สักคน ผมว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นมาเอง ผมมีลูกสาวคุณหญิง คุณนายนิสียดี ๆ หลายคนจะแนะนำให้เขารู้จักไว้” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“จะดีหรือคะ คราวก่อน ทำบ้านแทบแตก” คุณหญิงพิมประภาเอ่ย นึกถึงครั้งก่อน ที่สามีเธอไปรู้สึกกับชอบพอเพื่อนแล้วจะแนะนำให้ลูก ๆได้รู้จักกันจะได้มั่นหมายกันไว้ พอสาโรชรู้ว่าจะไปดูตัวถึงกับอาละวาท จนอีกฝ่ายต้องถอยกลับ สงสารก็แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิง ที่ถูกลูกชายถอนหงอก ชายสูงวัยหัวเราะเบา ๆ เพราะเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ สงสารหลานสาวก็สงสาร เป็นแม่เหย้าแม่เรือน มาเจอฤทธิ์พายุอารมณ์ก็เหวอเหมือนกัน

“ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ คุณหญิง คราวนี้เราก็ทำแบบให้มาเจอกันโดนบังเอิญก็ได้” ชายสูงวัยแนะนำ

“ไม่เอาหรอกค่ะ ท่านจะหาให้ก็เชิญคะ ดิฉันกลัวใจลูกชายคนนี้จริง ๆ ” คุณหญิงพิมประภามีท่าทีอ่อนลง และผ่อนคลาย

“ประทานโทษครับท่าน ตรวจสอบหมายเลขเป็นของค่าย.....แบบเติมเงิน ขณะนี้สัญญาณปิดครับ ผมให้เจ้าของค่ายเช็คหมายเลขนี้มีการโทรเข้าออกย้อนหลังที่ไหนบ้าง ในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมามีการโทรเข้าหกหมายเลขที่ซ้ำ ๆ พิกัดจังหวัดชายแดน ครั้งสุดท้ายที่ใช้งานกำลังเดินทางขึ้นเหนือครับ ได้ตรวจสอบหมายเลขกับอีกหมายเลขที่โทรเข้า นี้คือเจ้าของเบอร์นี้ครับ” พิทักษ์ รายงานพร้อมยื่นกระดาษที่มีชื่อ อัฐณพ พร้อมสถานที่ ชายวัยกลางคนยิ้มออก

“ขอบใจมาก” ชายวัยกลางคนกล่าว พิทักษ์ คำนับแล้วถอยออกห่าง

“โล่งอก เท่าที่ผมได้รับข้อความที่เขาฝากไว้  งานนี้ผมว่าเราได้ตัวการแน่ ๆ ” ชายวัยกลางคนหันมาทางคุณหญิงพิมประภา รู้สึกโล่งใจขึ้นด้วยเช่นกัน

“ฉันมีลูกชายเดียว ที่จะฝากเผาผี อย่าให้คนหัวหงอกมาส่งคนหัวดำก่อนเถอะค่ะท่าน” คุณหญิงพิมประภากล่าวเบา ๆ 

 “ตอนนี้ขอให้ลูกน้องทางผมตรวจสอบ อีกครั้งก่อนคุณหญิง อย่าพึ่งตีโพยตีพายไปเลย” ชายวัยกลางคนปลอบ

“ดิฉันอดห่วงลูกชายไม่ได้ กลัวแต่ลูกจะเป็นอันตราย” คุณหญิงพิมประภากล่าว

 “คุณหญิง อย่าเพิ่งคิดมากเลยครับ คิดสิ่งดี ๆ ภาวนาให้สาโรชทำงานสำเร็จและปลอดภัย” ชายวัยกลางคนเอ่ย พร้อมกับหันไปทางพิทักษ์ที่ยืนข้าง ๆ

“แจ้งพิกัดที่ได้ไปหรือยัง” ชายวัยกลางคนกล่าว

“ส่งไปแล้วครับ ทางโน้นรอรับคำสั่งอยู่ครับ” พิทักษ์รายงาน

“ให้การช่วยเหลือ ปลัดสาโรชให้เร็วที่สุด และถ้าเขาขอความช่วยเหลือหรือต้องการอะไรก็พร้อมส่งให้เขา” ชายวัยกลางคนเน้นย้ำ พิทักษ์คำนับแล้วออกจากห้องไป

“ผมว่า สาโรช ต้องมีข้อมูลอะไรบางอย่างแล้ว เพียงแต่ต้องการให้ได้มากขึ้น  ถึงยังไม่ติดต่อเรา ส่วนทางเราต้องหาคนที่ชื่ออัฐณพให้เจอ จะรู้ว่าสาโรชเป็นอย่างไร งานนี้ผมสนับสนุนเขาเต็มที่ อนาคต นายอำเภออยู่ใกล้ ๆ ไม่แน่ ถ้าผลงานเขาดีจริง ๆ ผมว่า ผู้ว่าฯ ก็ไม่พ้นมือเขา หรือจะได้เป็นอธิบดีด้วยก็ได้” ชายวัยกลางคนหมายมาด ทำให้คุณหญิงพิมประภายิ้มออกมา มองเห็นอนาคตของลูกชายแล้วก็ใจชื้นขึ้นเยอะ พิทักษ์เดินออกมาที่ห้องสื่อสาร

“เจ้านายอนุมัติคำสั่งให้ช่วยเหลือปลัดสาโรช โดยเร็วที่สุดและรัดกุมด้วย” พิทักษ์สั่งลูกน้อง

“ต้องแจ้งสายด้วยไหมพี่” เจ้าหน้าที่อีกคนเอ่ย

“แจ้งไปเลย” พิทักษ์ตอบ

“ทางอำเภอละครับ” เจ้าหน้าที่อีกคนถาม

“ไม่ต้อง ความปลอดภัยของปลัดสาโรชคือความลับสุดยอด” พิทักษ์เอ่ย เจ้าหน้าที่ที่ถามพนักหน้ารับ พร้อมจดรหัสบางอย่างส่งออกไป
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   รถยนต์จอดตรงหน้าบ้านพอดี เงาตะคลุมบนบ้านเดินออกมาตรงชาน ดวงยี่หว่านั้นเอง สาวร่างเล็กรีบลงมาจากบ้าน

“พี่นพมาแล้ว” เสียงหวีดร้องดังขึ้น อัฐณพรีบลงจากรถ โผสวมกอดกับน้องสาว

“ไอ้หว่าคิดถึงจัง แม่ละ” อัฐณพเอ่ยถามน้องสาว

“แม่ไปจำศีลที่วัดจ๊ะ พรุ่งนี้ออกศีล” ดวงยี่หว่ากล่าว ยิ้มหวานแจกทุกคน สายตาพลันมาหยุดตรงหน้าข้างหลังพี่ชาย ทำหน้าฉงนสงสัยผู้ชายที่เดินตามหลังพี่ชายมาด้วย

“พี่นพ ใครจ๊ะ หล่อมากเลย” ดวงยี่หว่าเอ่ยเบา ๆ  พร้อมทำหน้าปลื้ม อัฐณพได้แต่สายหน้า

“ห้าม เข้าใจ รู้ไหม” อัฐณพออกเสียงเข้ม ดวงยี่หว่าเลยทำหน้าสลด นิมิตหัวเราะกับกริยาของของสาวเพื่อนรัก แล้วเข้าไปหยิบกระเป๋าออกมาให้

“มิต ขึ้นไปกินข้าวด้วยกัน” อัฐณพเอ่ยชวน

“จะดีหรอ” นิมิตถามอย่างเกรงใจ เพราะมากันเหนื่อย ๆ อยากให้พักผ่อน อยากจะเอารถไปคืนพ่อด้วย

“ทำอย่างกับไม่เคยมากินมานอนที่นี่” อัฐณพกล่าว รับกระเป๋าจากเพื่อนมาถือเอง

“ไปกันพี่มิต” ดวงยี่หว่า เอ่ยชวนอีกครั้ง ดวงยี่หว่าเดินนำหน้าตามด้วยนิมิต และอัฐณพ ส่วนสาโรชยังคงยืนที่เดิม มองดูบริเวณโดยรอบ บ้านยกพื้นสูง ใต้ถุนบ้านโล่ง ดูร่มรื่นยิ่งนัก บรรยากาศดีมากเลยที่เดียว เหมาะกับการพักผ่อน หรือท่องเที่ยวแบบครอบครัว

“พี่นพ เรียกพี่เขาขึ้นบ้านด้วยซิ” ดวงยี่หว่า เอ่ยกับพี่ชาย อัฐณพเลยหันมามองชายหนุ่มที่สอดส่องดูรอบ ๆ บ้าน

“ปล่อยเขาเถอะ” อัฐณพตอบ นิมิตเองที่เป็นคนเตือนสติ

“เขาเป็นแขก ต้องต้อนรับขับสู้” นิมิตเอ่ย

“เอา หิวไหมละนั้น มากินข้าวจะได้กินยา จะได้หายเร็ว ๆ” อัฐณพเอ่ยขึ้น สาโรชได้สติ รีบก้าวเดินขึ้นไปบนบ้าน

“รอสักครู่ได้ไหม หว่าจะทำไข่เจียวเพิ่ม ไม่คิดว่าจะมีแขกมาเพิ่ม เลยมีแค่นิดหน่อย” หญิงสาวเอ่ย

“ไปเลย พี่มิตหิวจะแยกอยู่แล้ว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย” นิมิตเอ่ยพลางลูบตรงท้องที่แบนราบ

“มีอะไรก็กิน ๆ กันได้นี้” อัฐณพเอ่ย นิมิตต้องทำหน้าเหง้าใส่ ดวงยี่หวาจึงรีบเข้าครัว แต่ก่อนเข้าก็เอ่ยกับนิมิต

“อย่าอ้วนกว่านี้นะพี่มิต สาว ๆ จะไม่ชอบ” ดวงยี่หว่าแซวก่อนวิ่งหลบมะเหงก

“ไม่ได้กลับมาหลายเดือนมากแล้ว ยังดูเหมือนเดิม” อัฐณพกล่าว พลางวางกระเป๋าไว้ตรงหน้าห้อง แล้วกลับมานั่ง ตรงชานบ้านด้านหน้า สาโรชอยากสำรวจดูตรงหลังบ้านด้วย

“ห้องน้ำตรงไหน” สาโรชถาม

“เดินเลยไปตรงนั้น ข้าง ๆ ห้องครัวโน้นละ” อัฐณพเอ่ยพร้อมชี้นิ้วไปตรงไป

“แบบนี้ต้องกลับบ้านบ่อย ๆ แล้วละ” นิมิตเอ่ย

“ช่วงทำงานใหม่ ๆ ยังไม่อยากลา จะเป็นที่ครหาได้” อัฐณพเอ่ย

“นี้ละที่ทำให้เราไม่อยากทำงานราชการ สู้มาทำไร่ทำสวนกับพ่อดีกว่า” นิมิตกล่าว ลุกขึ้นเดินไปนอกชาน

“ชีวิตคนมันต้องก้าวต่อนะมิต จะเหมือนเด็ก ๆ ไม่ได้” อัฐณพกล่าว มองดูต้นมะเฟืองหน้าบ้าน ที่มีลูกสีเหลือง สลับเขียว

“ยังจำได้ดี เมื่อก่อน เคยมานอนฟังเพลงอ่านหนังสือตรงนี้” นิมิตเอ่ย หยุดใต้ชายร่มต้นมะเฟือง สาโรชหยุดยืนฟังการสนทนาของสองหนุ่ม

“โดนไม้เรียวแม่ก็ตรงนี้” อัฐณพเอ่ยเสริม เสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองคน สาโรชยืนฟังฝากระดานบ้าน

“เล่นไม่รู้เรื่อง ต้องโดนแบบนั้นละ” นิมิตเอ่ย ยังคงหัวเราะคิดคัก คิดถึงวันเก่า ๆ ที่ทั้งสองชอบเป็นลิงทโมนจนแม่ต้องกำราบ พอดีกับดวงยี่หว่ายกสำหรับออกมา สาโรชจึงรีบเข้าช่วย

“ขอบคุณค่ะ” ดวงยี่หว่ากล่าว

“เอาไปตรงชานโน้นก็ได้ค่ะ ตรงพี่มิต กับพี่นพนั่งอยู่” ดวงยี่หว่ากล่าวต่อ สาโรชพยักหน้าแล้วนกสำหรับมาวางลง อาการเจ็บแปลบเกิดขึ้น จนตัวเองชะงัก

“นายเป็นอะไร” อัฐณพอยู่ใกล้รีบเข้าประคอง พร้อมรับสำรับมาวางลง

“รู้สึกเจ็บ” สาโรชเอ่ย

“ไปนั่งตรงนั้นซิ” อัฐณพเอ่ยพร้อมชี้นิ้วไปทางเสาบ้านที่สามารถนั่งพิงได้ สาโรชไปนั่งตามที่บอก อัฐณพเลิกชายเสื้อขึ้นดู ตรงแผลที่ถูกยิงดูเป็นปกติดี จึงเปิดขึ้นสูงอีกนิด รอยจ้ำของฟันแดงเป็นเทือก

“มันอักเสบ ต้องกินยาก่อนแล้ว มันเลยเวลา” อัฐณพเอ่ย พร้อมเดินไปเปิดกระเป๋าหยิบถุงยามายื่นให้ชายหนุ่ม การกระทำทุกอย่างอยู่ในสายตาของนิมิตทั้งหมด 

“ไปโดนอะไรมา” นิมิตอดถามไม่ได้ สาโรชสบตากับอัฐณพ

“ไม่มีอะไรหรอก” อัฐณพรีบปฏิเสธ พอดีกับดวงยี่หว่ายกหม้อข้าวออกมาพอดี

“รอนานไหม มาทานกันได้แล้วจ๊ะ” ดวงยี่หว่าเอ่ย เป็นการยุติข้อสนทนากันโดยปริยาย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   รถตู้สามคันวิ่งเข้ามาจอดตรง ลานกีฬาหน้าอำเภอ ทุกคนอยู่ในชุดพร้อมเดินทาง ทยอยลงจากรถด้วยท่าที่ที่อ่อนล้า สมศักดิ์ และลูกน้องคนสนิทมานั่งอยู่ด้านหนึ่งของตัวอาคาร

“แก้เมื่อยหน่อยไหมลูกพี่” ต๊อดเอ่ยขึ้นก่อน

“นั้นซิพี่ เมื่อยมาทั้งวัน” โม่งเอ่ย ลูบริมฝีปาก

“เออ เหนื่อยมาทั้งวัน เอาซิวะ” ปลัดสมศักดิ์สนับสนุนลูกน้อง

“ลูกพี่ ดูนั้น” โม่งโบยหน้าไปทางหน้าอำเภอ นายอำเภอสำราญ แววมยุรา ลงจากรถ ทีมของนายอำเภอสำราญที่มาช่วยปลัดสมศักดิ์ เข้ารับหน้า ส่วนแววมยุราเดินเลยมาหาปลัดสมศักดิ์

“ปลัดสมศักดิ์ ตกลงได้ข่าวพี่โรชบ้างหรือยัง” แววมยุรา เดินนวยนาดมาแต่ไกล ลูกน้องคนสนิทปลัดสมศักดิ์เลี่ยงออกมา

“โอ้ วันนี้ช่างเป็นวันดีจริง ๆ เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ต้อนรับคุณคนสวยลูกสาวท่านนายอำเภอ” ปลัดสมศักดิ์กล่าวยี่ยวนเล่นสำนวน พร้อมส่งสายตาหวาน

“อย่ามาทำอะไรแบบนี้นะ ฉันมาถามข่าวพี่โรช” แววมยุราแทบจะปรี๊ดแตก

“ถามหาแต่ไอ้สาโรช ทำไมไม่ลองถามพวกผมดูบ้าง พวกผมก็มีเลือดเนื้อเชื้อไข” ปลัดสมศักดิ์เค้นคำพูดออกมา แววมยุราเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ค้อนวงใหญ่ไม่พอใจที่ปลัดสมศักดิ์พูดแบบนี้

“คนหายทั้งคน ทั้งอำเภอไม่รู้เรื่องเลยหรือไง” แววมยุราพูดลอดไรฟัน เค้นเขี้ยวใส่ปลัดสมศักดิ์

“ห่วงแต่คนหาย คนที่ไม่หายไม่คิดห่วงบ้าง” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยต่อ ท่าทียี่ยวน

“นาย อย่ามาทำกิริยาแบบนี้ใส่ฉันนะ” แววมยุราปรี๊ดแทบแตก

“แล้วคุณ คนสวยจะให้ไอ้ปลัดคนนี้ทำอย่างไรละครับ” ปลัดสมศักดิ์เอ่ย

“นายมันคนละชั้นกับพี่โรช” แววมยุราเค้นคำพูด

“เคยลองกับไอ้สมศักดิ์ดูไหมครับ จะได้รู้ว่าใครคนละชั้นกับใคร” ปลัดศมศักดิ์เอ่ยกระซิบเบา ๆ

“อย่ามาทำตีสำนวนกับฉันนะ” แววมยุราเอ่ยเสียงเขียว กระแทกส้นรองเท้ารีบหันกลับออกไปสมทบกับผู้เป็นบิดา ลูกน้องสามคนของนายอำเภอขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว

“เป็นไงลูกพี่นางฟ้ามาหา” โม่งเอ่ยขึ้นด้วยความสนิทสนมกัน หลังจากเฝ้าดูอาการต่อต่อคำของทั้งสองฝ่าย

“ปากดี อวดดีนัก คอยดูถ้าได้ทำเมียเมื่อไร จะเอาให้อยู่หมัด ร้องหาแต่ปลัดสมศักดิ์เลยคอยดู” ปลัดสมศักดิเอ่ย ลูกน้องสองคน อดขำในท่าทางของลูกพี่

“จะรับเดนปลัดสาโรชหรือครับลูกพี่” ต๊อดเอ่ยบ้าง สมศักดิ์หันไปมองลูกน้องสองคนเชิงปรึกษา

“ไม่มีทางเสียละ” สมศักดิ์เอ่ยหมายมั่น

“ไม่แน่หนา” โม่งเอ่ยบ้าง

“ไม่แน่อะไรวะ” ปลัดสมศักดิ์หันไปหาลูกน้อง แล้วเดินนำหน้าไปที่ร้านค้าหน้าอำเภอ

“ใครจะไปรู้ละครับ ว่าคุณแวว เที่ยวไล่เที่ยวขื่อปลัดสาโรช แล้วปลัดจะไม่เอาบ้าง” โม่งออกความคิดเห็น

“ไม่มีทางหรอก สาโรชไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก อุปนิสัยไม่ชอบผู้ใหญ่เก่งกว่าและไม่ชอบผู้หญิงเรียบร้อยจนเกินไป ชอบลักษณะคนลุย ๆ เหมือนกัน” ปลัดสมศักดิ์เอ่ยให้ลูกน้องฟัง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ขวัญใจ...ขวัญรัก ตอนที่ 10 20/1/2564
« ตอบ #19 เมื่อ: 20-01-2021 19:26:16 »





 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด