Re: Be over the moon เหนือรีแอค between 90's :ตอนที่ 2 แหล่งกบดานใหม่
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Re: Be over the moon เหนือรีแอค between 90's :ตอนที่ 2 แหล่งกบดานใหม่  (อ่าน 138 ครั้ง)

ออฟไลน์ BlackG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************




Be over the moon เหนือรีแอค between 90’s
บทนำ




Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-10-2020 15:36:43 โดย BlackG »

ออฟไลน์ BlackG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: Be over the moon เหนือรีแอค between 90's : บทนำ
«ตอบ #1 เมื่อ03-10-2020 22:25:59 »


บทนำ


ภายในห้องทำงานของผู้บริหารสูงสุด ซึ่งรายล้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์ ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามอุปนิสัยเจ้าของห้อง การตกแต่งเรียบง่ายสไตล์คลาสสิก เจือด้วยกลิ่นอายความเรียบหรูทรงอำนาจ แต่ยังคงความทันสมัยด้วยเครื่องมือ เครื่องใช้ที่เอื้อประโยชน์และอำนวยความสะดวกสูงสุดแก่การทำงาน เบื้องหลังประดับด้วยชั้นวางสูงเด่น ที่ออกแบบฟังก์ชั่นพร้อมใช้งานทั้งจัดวางและจัดเก็บทุกสิ่งที่ต้องการ หากโทนสีที่ทาทับลงไปบนเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลโทนมืด ลดทอนจุดดึงดูดทางสายตา ราวกับไม่ต้องการให้ใครมาใส่ใจกับตัวตนที่อยู่เบื้องหลังมากนัก ด้วยเหตุนี้ ทุกคนที่เข้ามาในห้องมักจะถูกดึงความสนใจให้หยุดอยู่เพียงแค่บริเวณโต๊ะทำงานเท่านั้น

ดีไซน์ห้องทำงานที่ชัดเจนในตัวตนบ่งบอกว่าหลงใหลในความคลาสสิก ความเป็นระเบียบ ดูเหมือนเจ้าของจะเปิดเผยทัศนะของตนผ่านการตกแต่งห้องโดยตรง แต่หากลองมองสำรวจให้ดีแล้ว กลับมีเมฆหมอกสีมืดปกคลุมอยู่ทั่วห้องจนมองเห็นเบื้องลึกเบื้องหลังได้ไม่ชัดเจนนัก และคนที่กึ่งจะรู้จักตัวตนผู้บริหารผู้นี้ ก็ไม่คิดที่จะล่วงรู้สิ่งใดให้ชัดแจ้งมากกว่าที่เป็นอยู่

“เตรียมตัวดีแล้วใช่ไหม อีกสามวันต้องเดินทางแล้ว” ชายผู้ครอบครองอำนาจสูงสุดในบริษัทเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้า ทั้งน้ำเสียง สีหน้าและแววตาที่สบตรงไปยังคนถูกถาม ล้วนแต่น่าเกรงขาม แต่มีหรือที่คนเด็กกว่าอย่างคณากรจะมองไม่เห็นร่องรอยความกังวลในแววตาคู่สนทนาฝั่งตรงข้าม 

“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ” คณากรตอบคำถามด้วยท่าทีสบายๆ หากแต่ก็ยังคงรักษามารยาทเหมือนอย่างเคย หากจะเริ่มทบทวนตั้งแต่วันแรกจวบจนปัจจุบันนี้ ก็นับกว่าเจ็ดปีแล้วที่รู้จักกัน ด้วยเหตุบังเอิญที่เข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิตของคณากรนับแต่ครั้งนั้น

“อย่างที่ผมบอกว่าหลังจากเรียนจบ ผมจะปรับตำแหน่งให้คุณเป็นผู้ช่วยผม ตามระยะเวลาคือสองปี หลังจากนั้น คุณจะเลือกเดินไปในทิศทางทางไหนก็ขึ้นอยู่กับแผนการในอนาคตของคุณ”

ชวพลกล่าวย้ำถึงข้อแลกเปลี่ยนเรื่องทุนการศึกษาที่เขามอบให้คณากร เด็กที่เขารับอุปถัมภ์มาแต่อายุยี่สิบเอ็ดปี ด้วยภาระที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูน้องชายและน้องสาวสองคน ทำให้คณากรเสียสละตน เลือกที่จะไม่เรียนต่อเพื่อรับจ้างหาเงินเลี้ยงน้อง

คณากรมาสมัครเป็นพนักงานขายตั๋วที่โรงภาพยนตร์ของเขา บังเอิญไปเจอกันตอนหลังเลิกงาน ในระหว่างที่คณากรกำลังใช้ธนบัตรใบสุดท้ายที่หามาได้ในเดือนนั้น แลกกับอาหารสองกล่อง เพื่อเอาไปให้น้องทั้งสองคน ชวพลเฝ้าจับตาดูมาสักพักใหญ่ จึงตัดสินใจรับอุปถัมภ์คณากร ให้ได้เข้าเรียนปริญญาตรีตอนอายุยี่สิบเอ็ดปี ต่อด้วยปริญญาโทในขณะที่ช่วยทำงานในบริษัทจนคล่องแคล่ว ชำนาญการจนชวพลไว้วางใจให้ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ทางสังคมและวัฒนธรรมที่หลากหลายมากขึ้น

และหลังจากกลับมาช่วยงานที่บริษัทตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เขาจะให้คณากรตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง หน้าที่ผู้อุปถัมภ์อย่างเขาจะจบลงในยามที่ส่งเด็กในอุปถัมภ์ของตนสู่ปลายทางเท่านั้น สุดท้ายแล้วชีวิตใครชีวิตมัน คนเราช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ หากแต่ใช้ชีวิตแทนกันไม่ได้

“ขอบคุณท่านมากนะครับ ที่ให้โอกาสผมได้ไปศึกษาต่อ หลังจากเรียนจบ ผมจะกลับมาช่วยงานท่านอย่างเต็มที่ เพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านช่วยเหลือผมกับน้องมาโดยตลอด” คณากรรับปากอย่างแข็งขัน ตามความตั้งใจที่มีมาแต่เนิ่นนาน

“อย่ามัวแต่คิดหาทางตอบแทนผมมากนักเลย คิดถึงอนาคตของตัวคุณเสียบ้าง อย่าเอาเรื่องงานมาปนกับเรื่องน้ำใจเลย” ชวพลขยับปากยกยิ้มเพียงเล็กน้อยให้กับเด็กตรงหน้า อยากให้คณากรเชื่อมั่นในความคิด ความฝันของตน มิใช่ยึดติดกับการตามแต่ใจเขา

“อย่างที่ผมเคยสอนคุณอยู่เสมอ ว่าน้ำใจเป็นสิ่งดีงาม คนรับพลอยบรรเทา คนให้พลอยสุขตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรเหลิงลืมตน ยามใดที่ยึดมั่น ถือมั่นว่าน้ำใจคือบุญคุณ เมื่อนั้นการให้ย่อมกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แบบนั้นจะมีแต่ก่อวัฏจักรความทุกข์ไม่จบสิ้น” ก่อนที่ชวพลจะกล่าวย้ำเตือนว่า

“ให้ในยามที่ใจเราอยากจะให้ ไม่ใช่ด้วยการอื่น”

“ผมจะจำเอาไว้ ขอบคุณท่านมากนะครับ ที่คอยสั่งสอนและเตือนสติผม”

คณากรเติบโตและคอยเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากชวพลมาโดยตลอด หลังจากสูญเสียพ่อกับแม่ไปด้วยอุบัติเหตุ ครั้นที่เขายังอายุเพียงสิบปีเท่านั้น เขาและน้องต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านป้าที่จังหวัดพะเยา กระทั่งเขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โชคร้ายที่ป้าของเขาอาการทรุดหนักหลังจากป่วยเรื้อรังมานานหลายปี จนวินาทีสุดท้ายท่านก็จากไปด้วยโรคร้ายที่ติดตัวดังเงากรรม

ช่วงนั้น คณากรเกือบจะไม่ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยตามที่ตั้งใจ ด้วยหนี้สินจำนวนมาก ทำให้บ้านของป้าถูกเจ้าหนี้ยึดไป โชคดีที่พ่อทิ้งบ้านเอาไว้ให้ที่เชียงใหม่ เขากับน้องจึงต้องย้ายที่พักอาศัย คณากรจึงต้องขึ้นมาทำหน้าที่เป็นเสาหลัก หางานทำเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดู ส่งเสียน้องอีกสองคน กลางวันก็ทำงานขายตั๋วในโรงภาพยนตร์ กลางคืนก็รับจ้างล้างจาน ช่วงตีสองตีสามก็รับจ้างขนผักผลไม้หรือเนื้อสัตว์ตามแต่การจ้างงานในตลาดสด

ชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนั้นมาราวๆ เกือบสามปี จนเขาได้พบกับชวพล เจ้าของโรงภาพยนตร์และห้างสรรพสินค้าที่เขาทำงานอยู่ เขาจำได้ดีในวันที่ชวพลเรียกเขาไปพบ ครั้นได้ยินว่าชวพลจะช่วยเหลือจุนเจือเขากับน้องอีกสองคน ร่างของเขาก็แทบทรุด เหมือนภาระที่พยายามจะแบกมันเอาไว้ถูกแบ่งเบา ชวพลยื่นข้อเสนอให้เขามาทำงานแลกเปลี่ยนเงินทุนที่จะให้ทั้งตัวเขาและน้องอีกสองคน ไม่ใช่แค่ค่าเล่าเรียน แต่มันรวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด

นับแต่นั้นมา ชวพลก็คอยดูแลพวกเขาเหมือนเป็นลูกของท่านเอง จริงๆ ชวพลเคยเอ่ยปากจะให้พวกเขาเข้าไปอยู่ด้วยกันที่บ้านและทำงานแลกเปลี่ยน แต่พอเขาได้เจอลูกชายคนเล็กของชวพล เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่เข้าไปพักที่บ้านหลังนั้น อาศัยการเดินทางไปกลับ ทั้งนี้ เพื่อให้น้องของเขาได้อยู่บ้านตัวเองอย่างสบายใจ ไม่ต้องอึดอัดกับคำว่ากาฝากที่เขาถูกตีตราเสมอมา ซึ่งชวพลเองก็รับรู้ปัญหาข้อนั้นดี เรื่องนี้จึงเป็นข้อยกเว้นมาโดยตลอด อีกทั้งยอมรับเงื่อนไขที่คณากรขอไม่ดึงน้องทั้งสองของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องและคณากรจะยินยอมทำทุกอย่างเพื่อใช้ทุนที่ชวพลมอบให้ 

“ผมยินดีที่ได้ยินเช่นนั้น” ชวพลทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะเอ่ยถึงอีกเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ

“ได้ยินว่าแฝดน้องต้องย้ายลงใต้หรือ”

ชวพลถามถึงน้องสาวฝาแฝดที่ขยันขันแข็งไม่แพ้พี่ชายคนโตของบ้าน ซึ่งเขาเพิ่งจะทราบมาว่ากำลังจะย้ายไปทำงานที่โรงละครภาคใต้

“ใช่ครับ เขาคงอยากไปทำตามความฝันของตัวเอง รายนั้นเขาชอบงานละคร งานโชว์ครับ วันที่ทางบริษัทโทรมาแจ้งเรื่องงาน เขาดีใจจนวิ่งรอบบ้านได้”

คำบอกเล่าที่ทำเอาคนเป็นพี่และท่านประธานถึงกับหลุดขำออกมา คลายบรรยากาศตึงเครียดลงไปบ้าง

“ให้เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบเถอะ” ชวพลว่าออกมาแบบนั้น ก่อนจะถามถึงอีกคน

“แล้วแฝดคนพี่ล่ะ ทำอะไรอยู่หรือ”

“ตอนนี้ เด็กดีกำลังดูแลร้าน Little space อยู่ครับ เป็นร้านที่เปิดให้เช่าพื้นที่เล็กๆ ให้คนที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมาเช่า” คณากรอธิบายไปตามความจริง พลันภาพน้องชายที่ดูแลร้านก็ฉายทับเข้ามาในหัวให้เผลอยิ้มตาม

“พื้นที่ส่วนตัวหรือ...เชื้อไม่ทิ้งแถวเลยนะ” ท้ายประโยคชวพลพึมพำกับตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา จนคนฟังต้องขมวดคิ้วยามได้ยินไม่ถนัดหู หากแต่ก็ปล่อยผ่านไปเพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องไม่สำคัญนัก

“แล้วเขาอยู่ดูแลร้านตามลำพังได้หรือ ทั้งพี่ชาย ทั้งน้องสาวฝาแฝดต้องเดินทางไปอยู่ไกลกันแบบนี้”

คำถามที่คณากรเองก็ลำบากใจที่จะบอกความจริง เขารู้ดีว่าน้องชายของเขาติดจะกลัวการอยู่คนเดียวพอๆ กับการเข้าสังคม อาจจะฟังดูแปลก แต่น้องชายของเขาเป็นเช่นนั้น ในเวลาที่ต้องพบปะผู้คน เขาจะคุยได้ดีกับคนแปลกหน้า จะเข้าไปทักทาย เข้าไปพูดคุยได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็มีขอบเขตของตัวเองกับการพูดคุยในระดับปกติ แต่หากคนพวกนั้นพยายามก้าวข้ามขอบเขตนั้นเข้ามา น้องชายของเขาจะถอยห่างออกมาทันที ขณะที่เวลานอน กลับกลายเป็นคนนอนหลับยาก น้องชายของเขามักจะนอนหลับสนิทในเวลาที่มีคนรู้จักอยู่ด้วยเท่านั้น เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่สูญเสียพ่อกับแม่ไป ทุกครั้งที่ต้องนอนคนเดียว น้องชายของเขามักจะเปิดไฟทิ้งไว้พร้อมกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดคลิปวิจารณ์ภาพยนตร์ รอกระทั่งใครสักคนกลับถึงบ้านและมาปิดไฟ ปิดคลิปให้ ซึ่งก็มักจะเป็นเขาหรือไม่ก็คณศร

และเพราะรู้ดีถึงปัญหาเรื่องนี้ คณากรจึงเตรียมแผนการดูแลน้องชายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

“เห็นว่าเพื่อนสนิทสองคนของเขาจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยครับ ช่วยดูแลกันไป ท่าทางก็เข้ากันได้ดีไม่น่าจะมีปัญหาครับ” และเขาก็ตอบเลี่ยงความจริงไปเช่นนั้น

ฟังดูเหมือนว่าคำตอบนั้น จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ ทว่าคนได้ฟัง...กลับนิ่งงันไป

“เพื่อนสนิท...ซิ่งฝูกับราเชนทร์น่ะหรือ”

“ใช่ครับ” คณากรตอบรับและได้แต่มองคนที่กำลังเหม่อลอยด้วยความเป็นห่วง 

“แล้ว...”

“ครับ” คณากรขานรับ ยามที่จู่ๆ อีกฝ่ายเหมือนมีเรื่องจะพูด หากกลับเงียบไปอย่างไม่แน่ในนัก ท่าทางที่คณากรมองปราดเดียวก็พอจะเดาออกว่าชวพลกำลังจะพูดเรื่องอะไร

“ลูกชายของผมเป็นอย่างไรบ้าง”
 
คำว่าลูกชาย...หากเป็นคนอื่นคงถามกลับว่าหมายถึงคนโตหรือคนเล็ก แต่กับคณากรแล้ว มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชวพลจะถามถึงเสมอ

“คงไม่ไปทำอะไรให้น้องชายคุณเดือดร้อนอีกใช่ไหม”

คำถามที่หากเป็นเมื่อก่อนคงได้สาธยายถึงวีรกรรมของลูกชายคนเล็กของท่านผู้บิรหารเป็นพัลวัน หากเดี๋ยวนี้กลับมีแต่ประโยคเดิมเท่านั้นที่เขาพยายามจะบอกกับเจ้านายของตน

“ลูกชายของท่านเขาเป็นคนดีนะครับ แม้จะเอาแต่ใจ ขี้แกล้งไปบ้าง แต่ลึกๆ เขาเป็นคนอ่อนโยนจนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคงไม่คาดคิดเช่นนั้น”
 
ยามนี้นายคณากรพูดด้วยน้ำเสียงและสื่อสารทางแววตาแบบจริงจังเท่าชีวิต กับปัญหาความสัมพันธ์ที่เขารับรู้มาตลอดและเขาเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาโดยตลอดเช่นกัน ถึงจะเป็นกาฝาก หากเขายังคงมีความรู้สึกผิดอยู่ในใจเสมอมา

“ท่านครับ ผมไม่ทราบนะครับ ว่าแท้จริงแล้วท่านคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่อย่างน้อย...หากมีโอกาส ผมว่าท่านลองกอดคุณราเชนทร์บ้างสักครั้งก็ยังดีนะครับ”

ชวพลนิ่งงันไปยามที่ได้ยินเช่นนั้น หากเป็นเรื่องของความคิดเขาก็เหมือนมีเส้นทางวกวนอยู่ในหัวเต็มไปหมด ขณะที่เรื่องของความรู้สึกมันมีแต่ความเสียใจและเขาก็ไม่รู้ว่าจะจบเรื่องนี้ลงได้อย่างไร เพราะแม้แต่ห้องนอนของราเชนทร์ ก็ยังไร้เงาของเจ้าตัวมานานนับสิบปีเห็นจะได้ หากเรื่องทุกอย่างจบสิ้น เขาก็หวังเอาไว้ว่าความรักจะยังให้โอกาสเขาอีกสักครั้ง

“ผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือเปล่านะ ไอ้เจ้าลูกชายคนเล็กของผมก็ดันไม่อยู่บ้านเสียด้วยสิ” ทั้งน้ำเสียงและแววตาเจือไปด้วยความเศร้าจนคนมองยังรู้สึกหดหู่ตาม

“แต่ก็เอาเถอะ ยังไงผมก็ดีใจนะ ที่อย่างน้อยเขาก็เข้ากับคนอื่น มีเพื่อน มีสังคมเล็กๆ ของเขาบ้าง” ชวพลยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มเต็มไปด้วยความหม่นหมองและดูเหนื่อยล้าพอๆ กับดวงตาที่มองมา

“เรื่องเด็กแฝดสองคนนั้น ผมจะคอยให้คนช่วยดูแลอยู่ห่างๆ ก็แล้วกันนะ ที่ภาคใต้ ผมก็พอจะมีคนรู้จักอยู่บ้าง”

“ขอบคุณในความกรุณาของท่านมากครับ” สุดท้ายคณากรก็ทำได้เพียงเช่นนั้น เขาสัญญา...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนพระคุณชวพลให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะกับลูกชายคนเล็กของชวพลที่เขาหวังเอาไว้ว่าสักวัน...เด็กชายขี้แยคนนั้นจะกลับมาหาพ่อของตน

ยามนี้ คณากรออกจากห้องไปแล้ว ความอ้างว้างกลับเข้ามาครอบครองพื้นที่กว้างอีกครั้ง ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดในบริษัท มีสิทธิ์ในการบริหารงานทุกอย่างในที่แห่งนี้ มีทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่เฝ้าเพียรพยายามเพิ่มพูนและรักษามาจวบจนอายุย่างเข้าหกสิบห้าปี มีลูกน้องผู้ภักดีในงานจำนวนมาก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความพรั่งพร้อมจากน้ำพักน้ำแรง บัดนี้ก็ยังไม่พบกับความสุขที่ปรารถนา


ดวงตาแสนเหนื่อยล้าดูเศร้าหมอง ยามหมุนเก้าอี้ หันหน้าเข้าสู่ชั้นวางเบื้องหลังโต๊ะทำงานและพบกับภาพถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยบาดแผลในใจของผู้ที่เก็บมันเอาไว้ อีกทั้งเรื่องราวมากมาย ทั้งสุขและทุกข์ซึ่งถาโถมเข้ามาในทุกช่วงจังหวะชีวิต
ใครจะคิดว่าครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผู้บริหารคนนี้พลั้งพลาด จนคนรักเลือกที่จะทิ้งร้างห่างกันไกล ลูกชายคนเล็กที่ไม่ยอมแม้แต่จะกลับเข้าบ้าน หรือแม้กระทั่งเด็กหนุ่มอีกสามคนบนรูปถ่าย ในกรอบรูปที่เขาตั้งมันเอาไว้บนชั้นวางตรงหน้า ที่กำลังเตือนสติเขาว่า...อย่าเอาความฝันของตนไปทำร้ายใครอีก


                     BlackG : สองมือกราบลงตรงที่ตัก คุณนักอ่านที่น่ารักทักทายกัน อยากจะขอฝากนิยายให้ทุกท่าน ติชมกันเข้า           
                                 มาอย่าละเลย // ขอฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ ติชมกันได้มากน้อยตามแต่อรรถรส ข้าเจ้ายินดียิ่งนักที่
                                 นักอ่านที่รักมาเยือน และจะยินดียิ่งแล้วหากช่วยคอยติดตามกันเน้อเจ้า
                                 ขอบคุณเจ้า  :bye2: :mew1: :ruready









ออฟไลน์ BlackG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ตอนที่ 1 เป็นเด็กดีที่ต้องเดียวดาย

ช่วงเวลาแบบนี้ มันยิ่งเสียกว่านั่งนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่เสียอีก แม้จะพยายามทำตัวร่าเริงเพียงใด ก็ไม่อาจจะลบล้างความเศร้าที่ก่อตัวขึ้นภายในใจของ คณดล ได้เลย

นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่คณดลจะต้องใช้ชีวิตตามลำพังกับความเหงา...นับแต่วันพรุ่งนี้ไปอีกสองปี เพราะทั้งพี่ชายคนโตอย่าง คณากร และน้องสาวฝาแฝดอย่าง คณศร คนหนึ่งต้องเดินทางไปเรียนต่อไกลถึงต่างประเทศ ส่วนอีกคนก็ดันมาได้งานไกลถึงภาคใต้ ทิ้งให้คนกลางอย่างเขาต้องนั่งเศร้าอยู่ที่เชียงใหม่ตามลำพัง

แต่นั่นยังไม่เท่ากับข่าวร้ายจากเด็กสองคนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้หรอก

“หนูขอโทษจริงๆ นะคะ ทางบ้านหนูกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน หนูสู้ค่าแรงที่นี่ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ”

นั่นคือเหตุผลหลักๆ ที่พนักงานจ้างของเขาทั้งสองคนมาขอลาออกจากงาน เพราะทั้งค่าที่พักและค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายประจำวันต่างๆ ไม่ใช่ราคาที่ใครจะใช้จ่ายตามสบายได้ แม้จะประหยัดเงินมากเท่าไหร่มันก็มีช่วงเวลาที่ไม่ไหวกันทั้งนั้น

“ครับ พี่เข้าใจ”

แล้วนายจ้างอย่างเขาจะทำเช่นไรได้ เขาเข้าใจดีว่าเงินค่าจ้างจากร้านของเขาไม่ได้มากมายอะไรนัก ที่จ่ายให้ทุกวันนี้ก็เกินค่าแรงตามกฎหมายมาไม่เท่าไหร่ แม้จะมีที่พักให้ฟรี อาหารฟรีทุกมื้อ แต่ทุกคนต่างก็อยากมีเงินเก็บ ไม่มีใครอยากจะหาเช้ากินค่ำไปตลอดชีวิตหรอก ยามที่มีแรงหาเงินทองได้มันอาจจะไม่หนักหนา แต่ยามที่เริ่มแก่ชราสู้แรงไม่ไหวก็ตกระกำลำบาก ครั้นจะหวังพึ่งพาใครก็ไม่ได้นัก

“นี่เป็นเงินพิเศษ พี่ให้พวกเรานะ กลับไปหางานทำที่บ้านเกิดก็อย่าลืมเก็บออมเงินด้วย”

คณดลยื่นซองสีขาวให้กับเด็กสองคนเป็นครั้งสุดท้าย เด็กทั้งสองยกมือไหว้และพากันขนข้าวของส่วนตัวออกไปจากร้าน ท่ามกลางสายตาของราเชนทร์ที่มองมาด้วยความเฉยชาและซิ่งฝูที่หน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปม ปากขยับขยุกขยิกมาตั้งแต่คณดลเริ่มเจรจากับพนักงานจ้าง จนได้ฤกษ์งามยามคู่กรณีพ้นสายตาจึงปรี่เข้ามาหาทันที

“ไม่เห็นเข้าใจ เงินที่คุณให้ประจำ มันเยอะมากเลยนะเด็กดี ทำไมพวกเขาพูดเหมือนคุณให้เงินเล็กมาก”

“ข้อแรกนะซิ่งฝู เงินที่ให้ประจำในการทำงานแบบนี้ เรียกว่าเงินเดือน...” คณดลหันไปอธิบายให้หนุ่มเชื้อชายจีนแท้ที่พูดไทยได้คล่องปาก การออกเสียงก็ชัดแจ๋วราวกับเมืองไทยคือบ้านเกิด หากก็ยังมีสับสนในคำศัพท์อยู่บ้าง ซึ่งคนฟังก็ตั้งใจดีจนต้องอธิบายต่อว่า

“ส่วนคำว่า เล็ก จะใช้ก็ต่อเมื่อต้องการบอกขนาด แต่ถ้าอยากจะบอกปริมาณต้องใช้คำว่า น้อย และนายต้องบอกว่า เงินจำนวนน้อยมาก ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กมาก”

ซิ่งฝูนิ่งงันไปเหมือนทุกครั้งที่สมองกำลังประมวลผล ตามมาด้วยการพยักหน้าที่คนมองเองก็ไม่รู้แน่ว่าเข้าใจในสิ่งที่พูดจริงๆ ไหม ก่อนใบหน้ามึนงงจะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นหน้างอคอหัก ยามสมองเบี่ยงเข้าประเด็นหลักที่กำลังพูดถึง

“ดูก็รู้ว่าหมดเงินไปกับอะไร” หากเป็นคนที่นั่งเงียบมานานเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน สีหน้าที่เรียบเฉย หากแววตาที่ดูดุดันของเจ้าป่ากลับแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน

“เอาน่าเชนทร์ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบของตนเอง มันไม่ใช่แค่เรื่องความจำเป็นเสียหน่อย มันเป็นเรื่องของความต้องการและถึงแม้ว่าเขาจะสุขหรือจะทุกข์ เราก็ไม่ควรไปตัดสินว่าเขาควรใช้ชีวิตแบบไหน”

คนฟังได้แต่สบสายตานิ่ง พลันถอนหายใจยืดยาวอย่างยอมแพ้ต่อดวงตาสุกใสของอีกฝ่าย

“นายก็เป็นเสียอย่างนี้” เขาว่าอย่างที่ในใจก็ยอมรับไปแล้วเกินครึ่งว่าตนแพ้ทางคนอย่างคณดล

“อ้อ และข้อสุดท้าย...” คณดลหันกลับไปทางซิ่งฝูที่เลิกคิ้วรอฟังคนที่กำลังเน้นย้ำเรื่องสำคัญว่า

“...เลิกเรียกเราด้วยชื่อเด็กดีได้แล้ว บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เรียกเราว่าณดลก็พอ”

“ผมเคยปฏิเสธแล้วนะ ว่าผมไม่เห็นด้วยเพราะเด็กดีแปลว่า Good boy มันเป็นชื่อที่ฟังดูน่ารักกว่าน่าโดนมากนะ”

ถึงคราวที่เจ้าของชื่อเป็นฝ่ายหน้างอบ้าง อย่างที่ราเชนทร์ได้แต่ลอบยิ้มกับบุคลิกที่ว่าความคิดเป็นผู้ใหญ่ แต่นิสัยเป็นเด็กของคณดล

“นะ-ดน ไม่ใช่ น่าโดนเสียหน่อย แล้วเราก็ไม่ชอบชื่อเด็กดีด้วย มันดูเด็กจะตายไป เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ”

“โตแต่ตัว...” ซิ่งฝูว่ากลับทันควัน ทำเอาคณดลแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง

“นายไปเอาคำพูดนั้นมาจากไหน ที่พูดออกมาเข้าใจดีแล้วหรือ”

“เข้าใจนะ! ผมเข้าใจ! ราเชนทร์บอกกับผมทุกๆ ครั้งว่าเด็กดีโตแต่ตัว”

สายตาของคณดลเบนทิศทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ให้คนที่อุตส่าห์นั่งเงียบๆ ถึงกับหุบยิ้มฉับ หากแววตายังคงหยอกล้อไม่เลิก

“นายเป็นแบบนั้นจริงๆ”

“ราเชนทร์!”

“ไม่รู้ไม่ชี้ ผมจะเรียกเด็กดีว่าเด็กดี เพราะผมชอบชื่อนี้ ชื่อน่ารัก” ซิ่งฝูสรุปเองเสร็จสรรพพร้อมยิ้มแป้นแล้น แบบที่คนงอนไม่รู้จะหาวิธีการไหนให้เขามาง้อตน

“เลิกเถียงกันเรื่องชื่อได้แล้ว ไหนบอกจะจัดเซอร์ไพรส์ไอ้...” ราเชนทร์ชะงักคำพูดไปก่อนจะรีบพูดต่อเพื่อไม่ให้ส่อพิรุธว่า “...พี่ชายนายไง”

โชคดีที่คณดลโฟกัสคำพูดตรงเรื่องการเซอร์ไพรส์มากกว่าจึงไม่ทันได้สังเกต หากหน้าตาตื่นราวกับเพิ่งจะรู้ตัวว่าตอนนี้ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามโมงแล้ว

“เฮ้ย ไปๆๆ ช้ากว่านี้พี่โปรดกับยัยรักต้องกลับมาเจอก่อนแน่” คณดลเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน สองเท้าก็วิ่งวุ่น ขณะที่สองมือก็รีบจัดการเก็บข้าวของและปิดร้าน เพื่อเร่งเดินทางไปซื้อของที่ตลาดสดทันที

จากที่บอกว่าจะไปตลาด ตอนนี้กลับกลายเป็นสามหน่อวัยเบญจเพสมาเดินเตร็ดเตร่ในห้างสรรพสินค้าแทน นั่นก็เพราะทั้งราเชนทร์ที่เห็นด้วยกับการมาเลือกซื้อของในห้างฯ ที่ครบจบในแหล่งเดียว และทั้งซิ่งฝูที่บ่นมาตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากบ้านว่าอากาศร้อนระดับเมืองไทย ควรค่าแก่การเดินซื้อของในสถานที่ที่เต็มไปด้วยเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำมากกว่า ผู้อาศัยรถ (ของราเชนทร์) อย่างคณดลจึงต้องตามใจทั้งเจ้าของรถและผู้ช่วยแบกข้าวของเครื่องใช้อย่างซิ่งฝู

“หมอนั่นหายไปไหน” ราเชนทร์เอ่ยปากถาม ขณะที่เข็นรถมาอยู่ตรงแผนกเครื่องปรุงอาหาร ครั้นกำลังเช็คข้าวของและเลือกสินค้าอยู่นั้น เงยหน้าขึ้นมาจากรายการของที่ต้องซื้ออีกหน ก็ปรากฏลางร้ายจากการหายตัวไปของซิ่งฝู

อย่าเพิ่งคิดไปไกล นี่ไม่ใช่นิยายสยองขวัญ ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ สะพรึงกลัวไปก่อนผีมาเพราะเรื่องนี้ไม่มีผี หากจะมีก็มีเพียงแค่ตัวการวุ่นวายที่มักจะนำความวอดวายมาสู่มิตรสหาย

“เห็นว่าจะไปเข้าห้องน้ำ ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย” คณดลว่าแบบนั้น ให้คนฟังหันกลับมามอง แล้วสีหน้าก็เริ่มเปลี่ยน

“คิดถูกแล้วที่ไม่พานายไปตลาด” สายตาที่มองตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำเอาคนฟังไล่สายตามองตัวเองตาม

“เราก็เป็นของเราแบบนี้”

คณดลว่าเสียงอ้อมแอ้มให้ราเชนทร์ส่ายหน้า ทั้งเอือมระอา ทั้งสงสารและอีกหลากหลายความรู้สึกที่เขาเองก็บอกไม่ถูก กับแฟชั่นชุดเก็บตัวของคณดล อันประกอบด้วยกางเกงขายาว แว่นตาไร้เลนส์ หน้ากากอนามัย (ที่ต้องใส่ทั้งป้องกันโรค กึ่งๆ จะป้องกันคนเห็นหน้า) แต่ที่โดดเด่นคือเสื้อฮู้ด (ที่มักจะเปลี่ยนตามอารมณ์ของคนสวมใส่) และวันนี้คนที่ใส่ก็เลือกสวมฮู้ดหมีสีน้ำตาล อย่างคนที่พอจะมองออกรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะฮู้ดตัวนี้เป็นการ์ตูนตัวเดียวกันกับตุ๊กตาหมีในห้องนอนของคณดล เป็นตัวที่คณดลนอนกอดทุกวันยามที่ต้องนอนคนเดียว และที่เขารู้ก็เพราะเขาเคยเป็นรูมเมทตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคณดล

“แค่กลัวนายจะเป็นลม” ราเชนทร์บอกไปตามความจริง ให้อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้างกลับมา หากก็เห็นได้ผ่านทางสายตาเท่านั้น
เพียงชั่วครู่ ก็เกิดเสียงดังราวกับของบางอย่างหล่นกระแทกพื้น เสียงของมันใกล้มากจนดึงความสนของคนทั้งคู่ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโวยวายของใครสักคนที่ทำเอาทั้งคู่ต้องรีบวิ่งไปดู

“ซิ่งฝู!” และเอ่ยเรียกประสานเสียงกัน สายตาก็ทอดมองไปยังคนที่สร้างเรื่องด้วยความตื่นตระหนก บรรดาลูกค้าและพนักงานต่างหยุดมองเป็นสายตาเดียว พร้อมส่งเสียงนินทา อย่างไม่คิดหาทางช่วย จนเวลาผ่านไปชั่วอึดใจ ก็พากันแยกย้ายเข็นรถ เดินเลี่ยงหอยแครงที่กระจายเกลื่อนพื้น

“ผมไม่ผิดนะๆ” คนก่อเรื่องโวยวายเพื่อทวงถามความยุติธรรมให้ตน ยามที่ทั้งพนักงานและเพื่อนต่างมองมาด้วยสายตาคาดโทษ

“เขาชนผมๆ หลังจากนั้น หอยตกบนพื้น” ซิ่งฝูปฏิเสธความผิดพลาดของตนเป็นพัลวัน จนคณดลต้องปลอบเพื่อนให้ใจเย็นลง

“ความผิดของผมเองครับ ผมไปชนเขาเอง” และบุรุษรูปงาม (?) นายหนึ่งก็โผล่เข้ามากลางวง เอ่ยปากขอโทษอย่างสุภาพ แล้วนั่งลงมองสำรวจผู้เคราะห์ร้ายที่ยังคงก้นหนักไม่ยอมลุก

“เจ็บตรงไหนไหมครับ”

“คุณชนผม!” ซิ่งฝูไม่วายยังกล่าวโทษคนตรงหน้า

“ผมขอโทษ” หากอีกฝ่ายก็ยังคงใจเย็นพอที่จะบอกไปเช่นนั้น

“คุณคือสาเหตุที่ทำให้ผมเขินทุกคน!”

สีหน้าคนพูดยังคงดูเจ็บแค้นเคืองโกรธโทษคนตรงหน้า อย่างไม่ได้รับรู้เลยว่าคนฟังต่างพากันชะงักไปที ไม่รู้จะขำหรือจะอะไรก่อนยามที่ได้ยินเช่นนั้น

“เขาอายคนอื่นครับ” จนคณดลได้แต่แก้ต่างไปเช่นนั้น จนคนฟังยกยิ้มด้วยความเอ็นดู บอกออกไปด้วยความใจดี

“เข้าใจแล้วครับ ผมขอโทษจริงๆ ผมจะรับผิดชอบค่าเสียหายเองนะครับ”   

“ไม่ต้อง เรื่องค่าเสียหายทั้งหมด ผมจัดการเองได้” ทว่าราเชนทร์กลับโพล่งออกมาแบบนั้น เรียกสายตาของบุรุษใจดีให้หันไปมอง ก่อนยืดตัวขึ้นเผชิญหน้ากัน

“แต่ผมเป็นต้นเหตุ”

“คุณไม่ใช่ต้นเหตุหรอก เพื่อนผมซุ่มซ่ามเอง ผมรับผิดชอบเองได้”

สองประโยคที่โพล่งออกมาถัดกันนั้นสร้างบรรยากาศตึงเครียดไม่น้อย กระทั่งต้องมีคนมาแยกมวยคู่เอกประจำวันออกจากกัน

“เรื่องค่าเสียหายจ่ายคนละครึ่งก็แล้วกันครับ ที่เหลือถ้าอยากรับผิดชอบ พวกคุณก็ช่วยเก็บหอยและทำความสะอาดพื้นที่ด้วยครับ”

พนักงานที่ทนรำคาญเต็มแก่ว่าออกมาแบบนั้น จนผู้ประสงค์จะรับผิดชอบต่อการกระทำอันซุ่มซ่ามของซิ่งฝูได้แต่ยอมทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อทำสกปรกเองก็ควรจะทำความสะอาดเองนั่นแหละ

“เดี๋ยวผมช่วยนะครับ”

ระหว่างนั้นที่บุรุษแปลกหน้าขยับเข้าไปช่วย คณดลเงยหน้าขึ้นสบตาเพียงเสี้ยวนาทีก็หลบสายตา ไม่ยอมพูดจาอะไร

“เดี๋ยวเราทำเอง” จนมนุษย์หวงเพื่อนอย่างราเชนทร์ต้องเข้ามาแทรกกลาง สั่งให้คณดลกับซิ่งฝูไปล้างมือ ระหว่างที่ตนเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าที่ไม่แปลกหน้าเท่าไหร่นัก หากราเชนทร์ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป รีบเก็บกวาดเช็ดถู จ่ายค่าเสียหายและรีบเดินหนีอย่างไม่คิดจะหันกลับมามองคนที่กำลังมองตามแผ่นหลังตน

“เด็กหัวรั้นใจอ่อนกับเด็กดื้อจนได้นะ”

เมื่อได้ของจนครบก็พากันกลับบ้านด้วยสภาพที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวจากอาหารสด จนคนที่รักความสะอาดเป็นเดิมทีถึงกับต้องรีบทำความสะอาดรถ พ่นสเปรย์กำจัดกลิ่นอย่างว่องไว ก่อนยกข้าวของที่ซื้อมาเข้าไปเก็บในห้องครัวชั้นสอง

“ผมช่วยนะ ผมช่วย!”

ซิ่งฝูร้องขึ้นมาด้วยท่าทีกระตือรือร้น แล้ววิ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างคณดลกับราเชนทร์ ที่กำลังช่วยกันัดเตรียมมื้อค่ำกันอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำเช่นนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับราเชนทร์

“ช่วยให้เละสิไม่ว่า”

“ผมทำได้ อย่าดูถูกผมนะ” ซิ่งฝูสวนกลับทันที ให้ราเชนทร์หันมาเลิกคิ้วใส่

“รู้ความหมายของคำว่าดูถูกด้วยหรือ”

“ผมรู้นะ และผมก็รู้ด้วยตอนนี้คุณกำลังดูถูกผม”

“ก็ถูกแล้วนี่ ไม่เห็นมีอะไรที่ฉันดูผิดไปเลยสักนิด เพราะขนาดแค่ใช้ให้ไปหยิบน้ำมันหอย นายยังไม่เข้าใจเลย”

“ผมเข้าใจ! จะทำน้ำมันหอย มันก็ต้องใช้น้ำมันกับหอยสิ” ซิ่งฝูยังคงใช้ความเข้าใจของตนในการเถียงกลับ โดยหารู้ไม่ว่าทุกคำพูดกำลังเฉือนเข้าเนื้อตัวเองจนจะไปถึงกระดูกอยู่รอมร่อ

“หอยกับน้ำมัน?” คณดลทบทวนคำพูดของซิ่งฝูแล้วหันกลับไปมองหน้าคนเข้าใจผิด

“สรุปที่ไปเอาหอยแครงมานี่คือไม่ได้อยากกิน แต่เพราะจะทำน้ำมันหอย!?” 

“ใช่ ก็เด็กดีบอกว่าอาหารวันนี้ ต้องมีน้ำมันหอย” คำบอกเล่าของคนหน้ามึนแบบที่สมองก็มึนตาม ทำเอาคนฟังลมแทบจับ สุดท้ายจึงได้แต่ตั้งสติแล้วอธิบายช้าๆ

“ซิ่งฝู น้ำมันหอย เป็นภาษาพูด หมายถึง ซอสหอยนางรม ซึ่งเป็นเครื่องปรุงรส ไม่ใช่เมนูอาหาร” ผมค่อยๆ อธิบายช้าๆ ให้ฟัง พร้อมกับหยิบขวดซอสหอยนางรมมายื่นให้อีกฝ่าย แบบที่ซิ่งฝูก็ได้แต่หน้านิ่วคิ้วขมวด ท่าทางเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่อยากจะยอมรับ

“ซอส...มันคือซอส ก็ควรพูดว่าซอสสิ ทำไมต้องพูดว่าน้ำมันด้วย แบบนี้ผมไม่เข้าใจหรอก”

“ยอมรับแล้วสิ ว่านายไม่เข้าใจ” ราเชนทร์ตอกย้ำซ้ำให้คนหน้างอยิ่งงอน

“ก็ผมไม่รู้ ผมผิดตรงไหน”

“ผิดตรงที่นายไปก่อเรื่องยังไงล่ะ”

“เชนทร์ พอแล้ว เดี๋ยวซิ่งฝูก็ร้องไห้ งอนนายสามวันเจ็ดวันหรอก”จนคณดลต้องเข้ามาปรามอย่างเคย แบบที่ราเชนทร์เหลือบตามองด้วยความหงุดหงิดใจไปที

“มานี่” แล้วคนฟอร์มจัดก็ว่าแบบนั้น ทั้งหันไปดึงข้อมือให้คนหน้างอเดินตามไปที่อ่างล้างจาน ก่อนจะเปิดน้ำและยื่นขวดสบู่เหลวไปตรงหน้า ให้คนที่เริ่มน้ำตาคลอต้องเหลือบตามามองอย่างไม่เข้าใจ จนต้องว่าย้ำ

“ล้างมือสิ อยากช่วยทำอาหารไม่ใช่หรือ”

คนฟังก็ยังกระพริบตามึนงงกับการกระทำเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย จนราเชนทร์ถึงกับถอนหายใจแล้วว่า

“แบมือมา” คำที่อีกฝ่ายยังงงจนต้องจัดการเอื้อมมือไปจัดการอีกฝ่ายให้หงายฝ่ามือสองข้างขึ้นมา แล้วกดสบู่เหลวลงบนฝ่ามือ ให้ซิ่งฝูยอมล้างมือโดยง่าย ท่ามกลางสายตาของคณดลที่มองสองเพื่อนที่ง้อกันด้วยวิธีตามแบบนิสัยเจ้าตัว

“เช็ดมือ แล้วไปช่วยเด็กดีทำอาหาร” พูดจบราเชนทร์ก็หันไปจัดการล้างมือตัวเองบ้าง ก่อนจะเข้าไปช่วยเพื่อนเตรียมมือค่ำต่อ





ในเวลาเกือบสองทุ่ม คณากรก็กลับถึงบ้าน หากเดินเข้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาแตะจมูก ชวนให้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า พลันสองเท้าเดินต่อก็พบน้องชายกับเพื่อน รวมถึงคณศรที่กลับมาก่อนหน้าเขาไม่นานนัก นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร

“เซอร์ไพรส์ครับพี่โปรด”

เด็กดีเอ่ยปากพร้อมกับตรงเข้าไปหาพี่ชาย จัดการเอากระเป๋าและเสื้อคลุมไปเก็บให้ ระหว่างนั้นเองที่สายตาของคนเป็นพี่จะหันไปสบเข้ากับอีกสายตาหนึ่ง เป็นราเชนทร์มองมาทางคนโปรดด้วยสายตาของคนกำลังเก็บกดความแค้นใจ ขณะที่คนโปรดเองก็อึดอัดใจกับสายตาแบบนั้นไม่ต่างกัน

“มาปาร์ตี้กันพี่โปรด เด็กดีเตรียมของกินไว้เยอะเลย” คณศรเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงร่าเริง ดึงสายตาจากพี่ชายให้หันไปมองและส่งยิ้มให้ ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆ นั่นทำให้ราเชนทร์แสร้งลุกขึ้นไปเติมเครื่องดื่มแบบที่คณากรก็พอจะมองออกว่าราเชนทร์ไม่อยากเข้าใกล้เขา

กระทั่งราเชนทร์กลับมาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มสองใบในมือ แก้วหนึ่งถูกวางลงตรงหน้าเจ้าของ ส่วนอีกแล้วถูกเลื่อนมาตรงหน้าคนโปรด

“ขอบคุณครับ” คนโปรดหันไปบอกแบบนั้น จนราเชนทร์แอบแสดงท่าทีทำตัวไม่ถูกออกมา แต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็กลับไปยกเครื่องดื่มขึ้นมาดื่มบังหน้าแทน

“พี่โปรดกินเยอะๆ เลยนะครับ” คำพูดที่น่าเอ็นดูจนคนโปรดอดลูบหัวน้องชายไม่ได้

“หัวหนูก็มีให้ลูบนะ” จนคณศรต้องเอ่ยปกแบบนั้น แถมด้วยการทำหน้าตาแกล้งงอนให้คนเป็นพี่หัวเราะ

“มานี่เลย” ก่อนจะดึงตัวแสบทั้งสองเข้ามากอดเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่เด็ก ภาพแสดงความรักของพี่น้องที่ทำเอาคนนอกยิ่งอิจฉา หากทำได้แค่กระดกแก้วเครื่องดื่ม รินน้ำอัดลมเข้าปากอย่างต้องการระบายอารมณ์

“กอดผมด้วยสิ!” จนซิ่งฝูที่สนิทกับพี่น้องครอบครัวนี้มานานโอดครวญบ้าง เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสามพี่น้อง หากคณากรจะขยับเข้ามาใกล้ ร่างของซิ่งฝูกลับโยกไปตามแรงอีกฝั่งแทน

“สำหรับนาย เรากอดให้ก็ได้” ราเชนทร์จัดการล็อกคอซิ่งฝูเสร็จสรรพ จนคนที่พยายามดิ้นให้หลุดถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดร้องโวยวายเสียงดัง จนคนที่เหลือได้แต่หัวเราะตามและมื้อค่ำก็จบลงด้วยบรรยากาศสนุกสนานแบบคนกันเอง

(มีต่อ.....)

ออฟไลน์ BlackG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ตอนที่ 1 เป็นเด็กดีที่ต้องเดียวดาย (ต่อ)


“ทำไมถึงยอมมาได้ครับ”

คนโปรดเอ่ยถามคนที่หนีออกมายืนกดมือถืออยู่ตรงระเบียงตามลำพัง ไม่คิดว่าจะได้มีช่วงเวลาที่ได้มานั่งกินข้าวกับราเชนทร์เลยสักครั้ง เพราะอย่างมากจะเจอกันทีก็แค่ผ่านๆ บางครั้งแทบไม่มองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ แต่ดูวันนี้ราเชนทร์กลับเป็นคนเอาเครื่องดื่มมาให้ มันทำให้เขาประหลาดใจและอยากรู้ว่าลึกๆ แล้วเด็กคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ 

“ต้องมีเหตุผลด้วยหรือที่ผมจะมาที่นี่”

คำพูดที่ทำให้คนโปรดหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ

“แค่เหตุผลที่ว่าคุณราเชนทร์เป็นเพื่อนของเด็กดี เท่านั้นก็พอแล้วครับ” คนโปรดบอกเช่นนั้น จนคนฟังต้องหันกลับมาสบตา แม้ว่าบนใบหน้าคนพูดจะประดับด้วยรอยยิ้ม หากแววตากลับเต็มไปด้วยความจริงจัง จนราเชนทร์ส่งเสียงในลำคออย่างนึกสมเพชตัวเองอยู่กรายๆ

“คุณคงแค้นใจที่ก่อนหน้านั้นผมคอยกลั่นแกล้งน้องชายของคุณมาตลอด”

“ผมรักน้องชายของผมมาก หากมีใครมาทำร้ายเขาไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ ผมยอมไม่ได้”

ยิ่งได้ฟังเหตุผลเช่นนั้น หัวใจของราเชนทร์ก็ยิ่งทำงานหนักพอๆ กับสมองที่กำลังประมวลทุกเหตุการณ์จนรู้สึกเหมือนอาการไมเกรนจะกำเริบขึ้นมา

“เนื้อแท้ของคุณไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร อย่าให้ความแค้นเคืองมาทำลายความดีงามในตัวคุณเลยครับ” คนโปรดพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง หากคนฟังกลับส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ราวกับประโยคเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องน่าขัน

“ความดีงามมันก็แค่สิ่งจอมปลอม ที่บางทีผมอาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อบังหน้าก็ได้” เขาว่าออกมาแบบนั้น จนคนฟังได้แต่ถอดถอนใจ

“คุณราเชนทร์ครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เด็กดีไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”

คำยืนยันของคณากรทำเอาราเชนทร์ถึงกับชะงัก เขานิ่งไปอย่างกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนจะหันกลับมาสบตาคนที่โตกว่า

“ทำไมคุณถึงไม่ยอมบอกเรื่อง...” ริมฝีปากขยับเม้มเข้าหากันอย่างคนปากหนัก จู่ๆ ความรู้สึกปวดหนึบก็เข้ามาบีบที่หัวใจจนเจ็บ ยามที่ต้องพูดคำนั้น จนเวลาผ่านเสี้ยววินาทีไป ให้เจ้าของปากถอนหายใจและพูดต่อ

“...ผมหมายถึงเรื่องที่คุณไม่ยอมบอกเรื่องผู้อุปถัมภ์ของคุณ กับทั้งเด็กดีแล้วก็ที่รัก”

“เหมือนอย่างที่ผมบอกว่าผมไม่ต้องการให้น้องของผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมต้องการให้ชีวิตของเขาเริ่มจากศูนย์ ไม่ใช่ติดลบ”

คำตอบที่ทำให้ราเชนทร์ได้แต่แค่นเสียงใส่

“การเริ่มจากศูนย์ไม่ได้แปลว่าชีวิตมันจะติดลบไม่ได้ อย่าหวังสูงให้มันมากนัก”

ยามนี้คณากรเองก็ทำได้เพียงแค่เก็บทุกความเคืองซ่อนไว้ภายในใจ และฝืนยิ้มให้กับลูกชายคนเล็กของผู้ที่มีพระคุณกับเขาเท่านั้น เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดหรือมีแผนการอะไรอยู่ ยิ่งต้องเดินทางไกลไปถึงต่างประเทศ เขายิ่งไม่สบายใจเท่าไหร่นัก

“เก็บคำพูดเอาไว้ประจบคนอุปถัมภ์ของคุณเถอะ กับผม...มันไม่จำเป็น”

ราเชนทร์เน้นย้ำถึงความคิดของตนที่ไม่เคยเปลี่ยนและก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนและทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยเหตุผลดังเช่นทุกครั้งว่า
 
“ผมไม่จำเป็นต้องรักษามิตรภาพที่คอยแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้กับตัวเองหรอก เลิกคาดหวังว่าผมจะทำดีกับคนที่ทำลายชีวิตผมกับแม่ได้แล้ว” พูดจบ คนที่เด็กกว่าก็ไม่พูดพร่ำอะไรต่อ เดินหนีกลับเข้าไปข้างในทันที ทิ้งให้คนที่โตกว่ามองตามด้วยความรู้สึกกึ่งจะกังวลใจ

เพราะเขาไม่รู้เลยว่าจุดที่แย่ที่สุดของความสัมพันธ์เช่นนี้จะจบลงตรงที่ใด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มันเลวร้ายไปมากกว่านี้เลย



 

“ไม่เอา ผมจะนอนที่นี่”

ซิ่งฝูเริ่มโวยวาย ครั้นราเชนทร์เดินกลับเข้ามาและสั่งให้กลับบ้านไปพร้อมกับตน ด้วยความอยากจะนอนกับเพื่อนจึงพาลให้ตกลงไม่ได้ พยายามหาเรื่องเถียงราเชนทร์กลับเสียยกใหญ่

“นอนค้างกันที่นี่ก็ได้นะ” คณศรเองก็ว่าออกมาแบบนั้นให้ซิ่งฝูยิ่งพยักหน้าเร็วๆ ตามอย่างต้องการจะหาพรรคพวก

“ไม่...” ราเชนทร์ปฏิเสธ พลันสายตาก็เลื่อนไปมองคนที่เพิ่งจะเดินตามเขาเข้ามา มองสบตากับคนที่โตกว่าด้วยแววตาที่ยากเกินจะคาดเดาแล้วเอ่ยปากบอกกับคณศรว่า

“เราอยากให้พวกเธอใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้เต็มที่ก่อนจะเดินทาง” 

คำพูดที่คนอื่นอาจจะฟังดูเหมือนมันไม่มีอะไร และติดจะเป็นไปในทางที่ดีด้วยซ้ำ หากไม่ใช่กับคณากรที่ได้แต่ยืนมองด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปจนไม่รู้จะจัดการยังไงกับมัน กระทั่งราเชนทร์ออกแรงลากซิ่งฝูออกไป โดยไม่ทันแม้แต่จะล่ำลาเพื่อนของตน

“ทำไมต้องรีบกลับกันด้วย” จนคณดลที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวถึงกับงงกับการรีบกลับกะทันหันของเพื่อนทั้งสอง 

“ปล่อยเขาไปเถอะ เขาคงมีเหตุผลของเขา” คณากรบอกด้วยสีหน้าท่าทางที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก กระทั่งน้องของตนหันมามอง จึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติและยิ้มให้กับคนที่กำลังจ้องมาทางเขา ด้วยสายตาเหมือนกำลังอ้อนวอนขออะไรสักอย่าง

“มองพี่แบบนั้น หมายความว่ายังไง หืม”

คณดลฉีกยิ้มกว้าง แล้วรีบเข้าไปเกาะแขนพี่ชายแล้วพูดติดกันเร็วๆ ว่า

“คืนนี้มาดูหนังส่งท้ายกันนะ”

คำขอที่ทำเอาคณากรถึงกับฉีกยิ้มกว้าง ยีหัวน้องชายไปด้วยความหมั่นเขี้ยวไปทีไม่ได้ ก่อนจะบอกให้คนขอถึงกับดีใจร้องลั่นบ้านว่า

“จะดูกี่เรื่องก็จัดมา”   





“รอที่รักอาบน้ำเสร็จก่อนนะครับ”

คณดลเอ่ยปากบอกพี่ชายที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโซฟาขนาดใหญ่ ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ในห้องดูหนังส่วนตัวของบ้าน คนเป็นพี่เหลือบตามามองคนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเครื่องฉายหนังสำหรับคืนนี้อยู่ได้สักพัก จึงขยับมานั่งที่ปลายเตียงโซฟา

“เด็กดี...”

“ครับ” คนขานรับยังคงไม่หันกลับมามอง จนคณากรต้องขยับเข้าไปใกล้แล้วบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พี่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”

น้ำเสียงกึ่งจะตึงเครียด เรียกให้น้องชายหันกลับมามอง ครั้นเห็นว่าพี่ชายกำลังมองมาด้วยแววตาเคร่งเครียด จึงหยุดทุกการกระทำแล้วลุกขึ้นไปนั่งข้างๆ

“พี่โปรดมีเรื่องอะไรหรือครับ”

“คือ...ตอนนี้ รุ่นน้องของพี่เขากำลังมีปัญหาเรื่องที่พัก เพราะว่าเขาต้องใช้ห้องถ่ายวิดีโอในตอนกลางคืน พี่เลยจะมาถามความสมัครใจของเราว่า...”

“จะแบ่งห้องให้เขาเช่าใช่ไหมครับ” เด็กดีสรุปรวบรัดตัดความ เพราะรู้ดีถึงนิสัยเกรงใจน้องของพี่ชายตน จึงพอจะเดาออกว่าคงจะมาถามความสมัครใจของเขา แน่นอนว่าถ้าเขาตอบปฏิเสธก็คงจะยอมทำตามทันที โดยไม่เซ้าซี้อะไร แล้วเก็บเรื่องนี้ไปคิดมากคนเดียวเป็นแน่

“ก็ประมาณนั้น”

“คนเดียวหรือครับ”

“ห้าคน...เขาทำงานกันเป็นทีม ที่ขอมาคือเขาขอเช่าแค่ตรงห้องสตูดิโอเล็ก เห็นว่าจะกิน นอน ทำงานในห้องนั้นด้วยกันเลย จะได้ไม่กวนเรา พี่แค่อยากรู้ว่าเราจะโอเคไหมถ้าพวกเขาจะมาอยู่ด้วย”

“ผมไม่มีปัญหาหรอกครับ” เด็กดีตอบกลับแบบไม่ต้องคิด เขาเองก็ทำธุรกิจห้องเช่ารายชั่วโมงอยู่แล้ว ที่สำคัญพื้นที่ชั้นสองก็กว้างขวาง เหลือห้องว่างอีกตั้งสี่ห้อง ยิ่งกับคนรู้จักของพี่ชายด้วยแล้วยิ่งไม่มีปัญหา

ขอแค่ว่า...อย่าข้ามเขตเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวเขาก็พอ

“แต่พี่ไม่ได้คิดค่าเช่าเขานะ ที่พี่ช่วยเขาครั้งนี้เพราะพวกเขาเคยช่วยพี่ตอนสมัยเรียน”

คนที่ยังคงยึดถือเรื่องบุญคุณยังคงความเป็นตัวเอง แบบที่น้องชายก็พอจะรู้ แบบนั้นจึงไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไร แถมยังฉีกยิ้มกว้างกลับไปให้พี่ชายสบายใจอีกต่างหาก

“เข้าใจแล้วครับ เรื่องนั้นผมแล้วแต่พี่โปรดอยู่แล้ว...” คณดลตอบยืนยันความคิดของตน

“แน่ใจนะเด็กดี ว่าเราจะอยู่กับเขาได้” หากคณากรเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ จิตใจคนเป็นพี่ไม่ได้อยากนำเรื่องไม่สบายใจมาให้น้องชายสักเท่าไหร่ นั่นทำให้คณดลนิ่งไปนิดแล้วเอ่ยปากบอกไปตามความจริง

“แน่ใจสิครับ ยังไงผมก็กะจะลงไปนอนห้องข้างล่างอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่มีพนักงานมาช่วยงานที่ร้าน ผมก็ต้องดูแลร้านคนเดียวไปก่อน ส่วนชั้นบนก็ให้รุ่นน้องของพี่โปรดเช่า ไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ”

คณดลพยายามปรับน้ำเสียงให้คนฟังเชื่อว่าตนไม่มีปัญหาอะไรกับคำร้องขอของพี่ชายจริงๆ ก่อนจะอธิบายเสริม

“...อีกอย่าง ย้ายมาอยู่กันตั้งห้าคน จะให้กินนอนในห้องสตูดิโอเล็กเสร็จสรรพ คงไม่ไหวหรอกครับ ชั้นสองเรามีห้องนอนตั้งสี่ห้อง ก็เว้นให้เขาอยู่สักสามห้องก็ได้ครับ ห้องของผมแค่ย้ายของ ทำความสะอาดไม่เท่าไหร่ แต่ห้องนอนแขกที่ไม่ได้ใช้อีกสองห้อง แค่ต้องทำความสะอาดยกใหญ่เท่านั้นเอง”

ท้ายประโยค คณดลว่าติดตลกให้คณากรเริ่มผ่อนคลายกับสถานการณ์

“ถ้าเราโอเคจริงๆ พี่ก็รบกวนเราช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วยนะ”

“ไม่มีปัญหาครับผม!”

“มาแล้วๆๆ” เสียงคณศรที่ดังมาแต่ไกล ก่อนเจ้าตัวจะกระโดดเข้ามานอนบนเตียงโซฟา พร้อมกับหมอนและผ้าห่มส่วนตัว

“สรุปว่าดูเรื่อง The sitting room ก่อนนะ!” น้องสาวหันไปบอกพี่ชายฝาแฝดของตนที่กำลังทำหน้าที่เตรียมเปิดภาพยนตร์ก่อนนอนในคืนนี้ อย่างที่คณดลก็หันมาขยิบตาให้

“แน่นอน เรื่องโปรดของพ่อกับแม่เชียวนะ”

คณดลว่าออกไปแบบนั้นก่อนจะจัดการเปิดภาพยนตร์ประจำครอบครัวที่ไม่ว่าจะกลับมาดูกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ ท่ามกลางสายตาของคณากรที่มองน้องทั้งสองของตนด้วยความเอ็นดู ยามได้ยินทั้งคู่พูดถึงพ่อกับแม่ทีไร เขาก็อดรู้สึกไหววูบในใจขึ้นมาไม่ได้ เพราะภาพเหตุการณ์สุดท้ายก่อนพ่อแม่จะจากไป มันยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเขา











ออฟไลน์ BlackG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ตอนที่ 2 แหล่งกบดานใหม่

     
เมื่อวันก่อน...
   
“เข้ามาก่อนสิ” คณากรเอ่ยบอกรุ่นน้องคนสนิทที่เขาชวนมาดูสถานที่ด้วย คนที่เด็กกว่าก็เดินตามเข้ามาด้านในโดยง่าย มองสำรวจไปรอบๆ ที่ถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ จำนวนสิบกว่าห้อง กลายๆ คล้ายห้องสำหรับร้องเพลงแบบนั้น หากแต่ต่างกันออกไปตรงที่นี่ไม่ใช่ร้านคาราโอเกะ แต่คือร้าน Little Space ที่เปิดพื้นที่ให้เช่าสำหรับคนต้องการความเป็นส่วนตัว
   
“เด็กดีล่ะ”

เสียงทักถามพนักงานดึงความสนใจของหนุ่มรุ่นน้อง มองไปยังคู่สนทนาตรงหน้า พนักงานที่ถูกถามยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบกลับว่า
   
“ออกไปทำธุระกับเพื่อนค่ะ แจ้งว่าจะกลับช่วงเย็น”
   
คำตอบที่คณากรพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แล้วหันมาหาแขกคนสำคัญ
   
“อดเจอกันเลยนะ” คณากรยิ้มพร้อมกับส่งสายตาอย่างคนรู้ทันไปให้ จนอีกฝ่ายอดหัวเราะออกมาไม่ได้
   
“พรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็ยังมีให้เจอนะครับ” แล้วตอบกลับไปเช่นนั้น
   
“ตามพี่ขึ้นไปข้างบนเถอะ จะได้ดูที่พัก เผื่อขาดเหลืออะไรจะได้จัดเตรียมไว้”
   
คณากรเดินนำรุ่นน้องไปทางด้านหลังร้าน ระหว่างนั้นก็ชี้ไปทางห้องพักพนักงาน ห้องครัวและห้องเก็บของด้านล่างให้ดูแบบไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนัก แล้วพาขึ้นบันไดไปชั้นสองของตัวบ้าน จัดแจงอธิบายแต่ละโซนห้องให้ฟังแบบง่ายๆ
   
“ฝั่งนั้นจะเป็นโซนห้องนอนทั้งหมด มีแค่สองห้องที่มีห้องน้ำในตัว ส่วนอีกสองห้องที่เป็นห้องนอนแขกจะใช้ห้องน้ำร่วมกัน”
   
“ปกติพี่โปรดกับเด็กๆ นอนห้องไหนหรือครับ” คนที่เด็กกว่าเอ่ยถามยามเห็นห้องนอนมีสี่ห้อง หากแต่เจ้าของบ้านมีแค่สามคน ซึ่งคณากรก็อธิบายไปตามความจริงว่า
   
“ห้องริมสุดเป็นของที่รัก ส่วนถัดมาเป็นห้องของพี่กับเด็กดี”
   
คำตอบที่ได้ทำเอาหนุ่มรุ่นน้องต้องหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจ
   
“พี่โปรดกับเด็กดีนอนด้วยกันหรือครับ”
   
คณากรชะงักไปเล็กน้อย หันมาสบสายตากับรุ่นน้องของตนแล้วได้แต่ลอบถอนหายใจ
   
“ก็ประมาณนั้น แต่ก็นานๆ ครั้งจะได้นอนพร้อมกันล่ะนะ พักหลังที่พี่ต้องทำงานดึก กลับมาที เด็กดีก็หลับไปก่อนแล้ว”
   
หนุ่มรุ่นน้องพยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้จะไม่ทั้งหมดและเหมือนมีอะไรอยากจะซักถามต่อ แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรออกไปเกี่ยวกับเรื่องนั้น เผื่อมันเป็นเรื่องที่รุ่นพี่ของเขาไม่อยากบอกใคร
   
“ผมขอดูห้องสตูดิโอหน่อยได้ไหมครับ”
   
“อ้อ ทางนี้”

คณากรเดินนำไปอีกโซนของชั้นสอง เปิดประตูห้องสตูดิโอเล็กที่พ่อสร้างทิ้งเอาไว้ถ่ายงานต่างๆ เปิดใช้ได้แค่ไม่กี่ปีก็จากไปเสียก่อน เขากับน้องจึงทุบกำแพงที่กั้นระหว่างห้องดูหนังและสตูดิโอออก ต่อเติมเป็นสตูดิโอเก็บเสียง ตอนนี้เลยเป็นพื้นที่กว้างที่โซนหนึ่งใช้ดูหนัง ส่วนอีกโซนสามารถนั่งเล่นพักผ่อนได้

“นี่ไม่เรียกว่าเล็กนะครับ” หนุ่มรุ่นน้องเอ่ยปากบอกยามสำรวจพื้นที่ในห้อง ที่มีอุปกรณ์ครบครันพร้อมอยู่ พร้อมทำงาน แถมยังกว้างขวางพอที่จะอยู่รวมกันหลายคนได้แบบไม่อึดอัด

“จริงๆ พวกผมเช่าแค่สตูดิโอก็ได้นะครับ จะได้ไม่เป็นการรบกวนพี่โปรดกับเด็กๆ ด้วย”

หนุ่มรุ่นน้องบอกไปตามความจริงเพราะแค่คณากรเสนอให้มาพักที่นี่ฟรีๆ ก็เกรงใจจะแย่ แถมสตูดิโอที่นี่ยังดีกว่าห้องหับที่พวกเขาเคยอยู่รวมกันอีก

“จะไม่อึดอัดกันแย่หรือ” คณากรถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเพราะคิดว่าต่อให้สนิทกันแค่ไหนก็คงต้องการพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะในเวลานอนพักผ่อนบ้าง

“ไม่หรอกครับ พวกผมอยู่กันได้แน่นอน” หากหนุ่มรุ่นน้องกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น จนคณากรเริ่มลังเลใจ สุดท้ายก็ได้ตามแต่ใจคนเช่า

“ถ้าเราอยู่กันได้ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าอยากได้ห้องเพิ่มก็บอกพี่ได้ตลอดนะ”

“ขอบคุณครับพี่โปรด”

“เออแล้วก็...มาดูนี่” ครั้นนึกบางอย่างขึ้นได้ คณากรจึงพาหนุ่มรุ่นน้องออกมาด้านนอก ก่อนจะบอกเรื่องเกี่ยวกับโซนที่เหลือ

“ตรงนี้เป็นห้องครัว มันดูโล่งๆ หน่อยนะ เพราะปกติจะมีแค่เด็กดีที่ใช้” คณากรให้หนุ่มรุ่นน้องตามมาดูโซนห้องครัวที่ถูกจัดรวมกับห้องโต๊ะกินข้าว ซึ่งมันก็โล่งจริงๆ อย่างที่คณากรบอก

“บ้านเราจะมีมุมรับแขกติดกับฝั่งระเบียงบ้าน จะใช้ทีก็ตอนกินเลี้ยงเล็กๆ กัน มันเลยไม่ค่อยกว้างเท่าไหร่”

หนุ่มรุ่นน้องพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ยามมองไปทางโต๊ะรับแขกที่ถูกจัดให้อยู่ตรงมุมสุดของพื้นที่ ถัดจากระเบียงบ้านไปเล็กน้อย
เท่านั้น คณากรชวนคุยเรื่องสัพเพเหระต่ออีกหน่อย แล้วจบลงด้วยคำถามที่คนตอบแทบไม่ต้องคิดทบทวนอะไรให้มากความว่า

“เราโอเคกับที่นี่หรือเปล่า”

“ยิ่งกว่าโอเคอีกพี่ แค่นี้ภาระของพวกผมก็เบาลงไปเยอะแล้วครับ”

ได้ยินเช่นนั้น คนฟังก็เบาใจถึงกับยิ้มออก

“พี่ยินดีนะ ที่อย่างน้อยก็ช่วยอะไรเราได้บ้าง”

“ไม่เอาน่าพี่ ใช่ว่าตอนเรียนผมจะช่วยพี่ฝ่ายเดียวเสียหน่อย ตอนนั้นผมเองก็เกเรจะตายไป ถ้าไม่มีพี่รั้งเอาไว้ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นไงบ้าง”

หนุ่มรุ่นน้องว่าติดตลกให้คณากรถึงกับหลุดขำ ยามนึกย้อนไปถึงวีรกกรมสมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ตอนนั้นคณากรอายุยี่สิบสองปี เพิ่งจะขึ้นปีสอง แต่ดันได้ลงเรียนวิชาเดียวกันกับรุ่นน้องปีหนึ่งสุดแสบ ที่ไปก่อวีรกรรมที่ไม่น่าพูดถึงเอาไว้จนเกือบจะถูกรีไทร์ตั้งแต่ปีหนึ่ง

“ตอนนั้นถ้าพี่ไม่เตือนสติผม ช่วยติวให้ผมเรียนทันเพื่อนนะ ผมคงไม่ได้มายืนคุยกับพี่ตรงนี้แน่ๆ แถมผมยังทำพี่เจ็บตัวอีก”
การเจอกันครั้งแรก ไม่ค่อยน่าอภิรมย์เสียเท่าไหร่ ยิ่งนึกถึงตอนนั้น หนุ่มรุ่นน้องยังรู้สึกผิดไม่หายที่หนีเรียนไปซิ่งมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่สาธารณะ จนไปเฉี่ยวมอเตอร์ไซค์ของคณากรเข้า ตัวเขาน่ะเจ็บเล็กน้อย แค่คนที่แขนหักน่ะคือคณากร เป็นครั้งแรกที่เขาก่อความเสียหายให้แก่ผู้อื่น มันทำให้เขาทั้งกลัวจนจำฝังใจและก็พาลให้เลิกสร้างความหวาดกลัวบนให้แก่ผู้สัญจรจนคนบนท้องถนนไปเลย

“เอาเป็นว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ พี่ช่วยผม ผมก็ช่วยพี่ เราช่วยเหลือกันก็พอนะครับ”

คำพูดที่อีกนิดจะฟังดูซึ้งใจ ถ้าหากในสมองของคณากรไม่ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

“ช่วยเหลือกันเพราะหวังผลอะไรหรือเปล่า”

หนุ่มรุ่นน้องถึงกับหัวเราะครืนยามมีคนรู้ทันเช่นนั้น

“ขอเป็นผลรักได้ไหมครับ”

“ไปขอจากเจ้าตัวเองก็แล้วกันนะ”

“แสดงว่าพี่ไฟเขียวให้ผม?” คนถามถึงกับตาโตยามได้ยินเช่นนั้น จนหนุ่มรุ่นพี่ได้แต่มองอย่างชั่งใจแล้วบอก

“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมรับข้อเสนอของพี่หรือเปล่า”

“ข้อเสนออะไรครับ”

หนุ่มรุ่นน้องสบสายตาอย่างชั่งใจ คาดเดาไม่ถูกเลยว่าข้อเสนอที่อีกฝ่ายพูดถึงจะเกี่ยวกับเรื่องอะไร กระทั่ง....

“ไปนั่งคุยกันหน่อยนะ”

คณากรว่าแบบนั้นและเชิญให้หนุ่มรุ่นน้องไปนั่งคุยเรื่องสำคัญที่มุมโต๊ะรับแขก




เครื่องดื่มถูกเสิร์ฟบนโต๊ะตรงหน้า อย่างต้องการสื่อให้แขกคนสำคัญรับรู้ถึงความสำคัญของข้อเสนอที่รอฟัง ก่อนพนักงานสาวจะลงไปชั้นล่าง ปล่อยให้เจ้าของบ้านและแขกได้คุยกันสะดวก

“เข้าเรื่องเลยก็แล้วกันนะ” คณากรเอ่ยพร้อมสบสายตากับคู่สนทนาของตน ที่กำลังตั้งใจฟังสุดๆ

“จริงๆ แล้วที่พี่จะให้เรากับเพื่อนย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็เพราะว่าอีกไม่กี่วัน พี่จะต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ส่วนน้องสาวก็ต้องย้ายไปทำงานที่ภาคใต้ ดังนั้น จะเหลือแค่เด็กดีที่อยู่ที่นี่...”

คณากรเว้นจังหวะ ปล่อยให้หนุ่มรุ่นน้องได้คิดตามสิ่งที่เขาพูด ก่อนจะต่อความเข้าประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการจะขอความช่วยเหลือจากคนตรงหน้า

“...พี่อยากจะให้เราช่วยดูแลเด็กดีในระหว่างที่พี่ไม่อยู่ พี่บอกตามตรงเลยว่าพี่...ไม่ไว้ใจเพื่อนของเด็กดี”
ท้ายประโยคทำเอาหนุ่มรุ่นน้องถึงกับชะงัก สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนยามสมองเริ่มตึงเครียดกับเงื่อนไขตรงหน้า ที่เขาพอจะรู้ว่าเพื่อนของเด็กดีที่คณากรพูดถึงคือใคร

“พี่รู้ว่าจริงเขาไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร ลึกๆ แล้วเขาไม่มีทางทำร้ายเด็กดีแน่ แต่พี่ก็ยังกลัว...กลัวว่าเขาจะพลั้งมือทำอะไรด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”

คณากรพยายามอธิบายให้หนุ่มรุ่นน้องเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของตน อย่างที่อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างเข้าใจเพราะตนก็พอจะทราบเรื่องนี้มาบ้าง

“เพราะฉะนั้นพี่เลยอยากจะขอให้เราช่วยดูแลเด็กดีแทนพี่ที”

คนร้องขอที่คนฟังต้องเงยหน้าขึ้นมามอง สบสายตาเพียงชั่วครู่ก็รับรู้ถึงความรู้สึกของคนเป็นพี่ชาย จึงพยักหน้ายอมรับคำขอนั้น

“ผมจะดูแลเด็กดีให้ดีที่สุดครับ ไม่ต้องห่วง”

คณากรรู้สึกสบายใจขึ้นยามได้ยินเช่นนั้น จนหนุ่มรุ่นน้องอดหยอกไม่ได้

“ผมยอมรับข้อเสนอแล้ว หมายความว่าพี่โปรดเปิดทางให้ผมแล้วนะครับ”

คนพูดก็ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายมองมาอย่างกำลังรอคำตอบใจจดใจจ่อ จนคณากรถึงกับหลุดขำ

“พี่เป็นพวกตามใจน้อง ถ้านายทำให้เขายอมรับในตัวนายได้ ค่อยมาคุยกับพี่อีกที”

“สมกับเป็นพี่โปรดแล้ว ไม่ขวางทางให้เหนื่อย แต่ก็ไม่ช่วยให้เสียแรง”

คณากรหัวเราะไปกับคำพูดนั้นและยกเครื่องดื่มตรงหน้าขึ้นมาจิบ นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระต่ออีกไม่นาน แขกคนสำคัญก็ขอตัวกลับ




กว่าจะกลับถึงห้องก็ปาเข้าไปดึกดื่น หลังจากไปเจรจาเรื่องที่พักใหม่มาแล้ว ผาธนาก็ต้องกลับคุยเรื่องโปรเจกต์ซีรีย์ที่กำลังจะสร้างของทางบริษัทที่เขาทำอยู่ ทั้งประชุมใหญ่ ประชุมย่อยทำเอาเขาหัวหมุนไปหมด จนกลับห้องพักมาด้วยสภาพทุลักทุเลเช่นนี้

แต่พอมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องเท่านั้น ดวงตาที่เหนื่อยล้าก็ฉายแววความเบื่อหน่ายออกมา ครั้นสายตาสบเข้ากับข้อความบนกระดาษสีขาวที่แปะอยู่ตรงหน้าประตูดังเช่นทุกวันในเชิงว่า ขอความกรุณาอย่างส่งเสียงดังรบกวนห้องอื่น เพียงแต่วันนี้มาในรูปแบบของข้อความคำหยาบที่น่ารักที่สุดตั้งแต่มีมา

ผาธนาดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาแล้วเคาะประตูห้องไปสองสามที รอสักพักก็มีเสียงดังมาจากข้างใน ก่อนที่ประตูตรงหน้าจะแง้มออกมาหน่อย ให้เขาพอเห็นใบหน้าเพียงครึ่งเดียวของคนที่มาเปิด และพอเห็นว่าเป็นหนึ่งในเจ้าของห้อง บานประตูจึงเปิดกว้างต้อนรับเขา

“องค์ชายเสด็จจจจจ” เสียงที่พยายามจะทำให้ทุ้มต่ำของสุขิตดังมาแต่ไกล ก่อนจะถูกเบรกด้วยคำสั่งของคนที่นั่งครองเก้าอี้เลื่อนเสียงดังว่า

“สามหาว! ข้าคือองค์หญิง!”

ให้คนเข็นเก้าอี้เลิกลัก จนได้สติรีบเปลี่ยนคำพูดอันเชิญว่า

“อะ...องค์หญิงเสด็จจจจจจจ”

กระทั่งเก้าอี้เลื่อนเคลื่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้า หลังจากเขาปิดประตูห้องเรียบร้อย จังหวะนั้น อุปรากรก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนประจันหน้า สบตาบ้าง หลบตาทีด้วยความเขินอาย (แบบการแสดง) แล้วจับมือผาธนาขึ้นมากุมเอาไว้ ยามที่บอกว่า

“ยินดีต้อนรับองค์ชายกลับเรือนหอของเราเพคะ”

ผาธนามองสำรวจคนที่วันนี้จัดเต็มทั้งเครื่องสำอางใบหน้า ทั้งผมปลอมที่เพิ่งไปสอยมาจากร้านค้า อีกทั้งชุดราตรีสีหวานที่เจ้าตัวสรรหามาใส่

“หยุดนะ! นางแม่มดชั่วร้าย อย่าหมายมั่นแย่งคนรักไปจากข้า”

และนางเอกของเรื่อง? ก็โผล่ออกมาจากประตูระเบียงห้องในชุดสาวงามทางเหนือ ที่จัดเต็มครบเครื่องไม่น้อยไปกว่ากัน ตรงเข้ามายื้อแย่งแขนอีกข้างของผาธนาไปควงไว้ พร้อมเอ่ยปาก

“บุรุษผู้นี้เขารักข้าแต่เพียงผู้เดียว องค์หญิงต่างถิ่นเช่นเจ้าอย่าคิดเข้ามายุ่งเกี่ยว”

นายจิรายุเอ่ยปากบอกพร้อมมองไปทางอุปรากรด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันอย่างสมบทบาท ทว่าอุปรากรกลับยิ้มเย็นพร้อมเข้ามาดึงมือของจิรายุออกไป

“คิดหรือว่าเจ้านางเช่นเจ้าจะสามารถครอบครองบุรุษรูปงามผู้นี้แต่เพียงผู้เดียวได้ อยู่เหนือด้วยกันคงเห็นกันจนเบื่อหน้า จะสู้องค์หญิงต่างถิ่นอย่างข้าที่มีทั้งความสวยและความแปลกใหม่ได้เช่นไร”

“ถ้าเจ้าจะอาจหาญกับเจ้านางอย่างข้าเช่นนี้...” จิรายุเกริ่นขึ้นมาด้วยความเคืองแค้น ก่อนหันขวับกลับมาจ้องหน้าผาธนายามกล่าวว่า “...ให้บุรุษผู้นี้ตัดสินมาเลยดีกว่าว่าท่านจะเลือกใคร”

และในขณะที่ผาธนากำลังจะเอ่ยปากนั้นเอง ประตูด้านหลังก็เปิดออกพร้อมกับคนมาใหม่ ที่ถึงกับชะงักยามเห็นสองสาวกำลังยื้อแย่งชายหนุ่มตรงหน้า ชะงักงันได้เพียงชั่วครู่ สายตาของผู้มาใหม่ก็เลื่อนลงไปมองยังมือไม้ของจิรายุที่เกาะเกี่ยวแขนข้างหนึ่งของผาธนาอยู่ เท่านั้น ก็ได้แต่เบนหน้าหนี จัดการปิดประตูและเดินเข้าห้องนอนไปโดยไม่พูดไม่จา

“รีบไปง้อเลย” ให้ผาธนาว่าออกไปแบบนั้น จนคนที่กำลังสวมบทบาท เล่นเป็นเจ้านางแสนสวยยังไม่จบตอนดีถึงกับหน้ายู่ หากสุดท้ายก็ได้แต่เดินตามคนหน้าบึ้งเข้าไปในห้องนอน ให้คนมองตามอดยิ้มไม่ได้

“ไปนั่งคุยกันเถอะ” ผาธนาหันไปบอกคนที่เหลือ ยามเห็นว่าห้องเริ่มเงียบ

“ค่ะพ่อ!” อุปรากรตอบรับเช่นนั้น ก่อนต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนั่งที่โซฟา



ทีแรกว่าจะเริ่มคุยกันทันที แต่เพราะอาหารมื้อดึกที่พิชญาสั่งเอาไว้มาส่งพอดี กอปรกับรอจิรายุกับอุปรากรเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก กว่าจะมารวมตัว รวมอาหารใส่จานกันได้ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง

 “เรื่องสตูดิโอเป็นยังไงบ้าง” อุปรากรถามถึงเรื่องธุระสำคัญที่ผาธนาไปจัดการมาเมื่อตอนกลางวัน อย่างที่คนถูกถามก็ยื่นมือถือไปให้พร้อมยังบอกอีกว่า

“ยิ่งกว่าคำว่าดีมากเสียอีก...”
   
คำบอกกล่าวที่ต่างคนต่างก็แย่งกันดูรูปถ่ายในมือถือ และต่างก็เห็นพ้องเช่นเดียวกันกับที่ผาธนาบอก
   
“ดีจนไม่กล้าเข้าไปอยู่ฟรีเลยอะ” จิรายุว่าอย่างที่คนอื่นก็เห็นด้วย

“แต่พี่บอกไปนะว่าจะช่วยจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ แล้วก็ค่าอินเตอร์เน็ตให้” ผาธนาว่าย้ำถึงข้อตกลงที่เขาคุยกับรุ่นพี่เจ้าของสตูดิโอเอาไว้ ทีแรกคณากรก็ไม่ยินยอมหรอก แต่เพราะเขาอ้างถึงว่าเขาต้องใช้ไฟฟ้า ใช้อินเตอร์เน็ตในส่วนของการทำงานด้วย คณากรจึงยอมให้เขารับผิดชอบส่วนนี้
   
“ดีแล้วพ่อ นี่ก็ยังคิดๆ กันอยู่เลยว่าให้เข้าไปอยู่ฟรี ใช้ของฟรีทุกย่างก็กะไรอยู่” อุปรากรสนับสนุนความคิดนั้น แบบที่ทุกคนก็พยักหน้าตาม ตอนนั้นเองที่ผาธนานึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงมองสำรวจสมาชิกในห้องก่อนจะว่า
   
“จริงๆ มีอีกเรื่องที่พี่ยังไม่ได้บอก...เกี่ยวกับสตูดิโอใหม่”
   
ท่าทางของผาธนาที่ดูเกรงๆ ทำเอาคนรอบข้างหันมามองตาเดียว และน้องเล็กอย่างสุขิตก็ตาโตขึ้น ยามคิดไปถึงเรื่องราวน่าสยดสยอง ยิ่งผาธนาพูดออกมาอีกว่า
   
“ที่นั่นไม่ได้มีแค่พวกเราที่เข้าไปอยู่...”
   
“มีผีหรือผี!”
   
สุขิตโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ขณะที่ทุกคนยังไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้แม้แต่คนเดียว จนจิรายุอดหันไปโบกหัวคนขี้กลัวไปทีไม่ได้ แล้วยังย้ำว่า
   
“ผีแกน่ะสิ ฟังพี่ผาพูดให้จบก่อน!”
   
จนสุขิตได้แต่ลูบหัวป้อยๆ หน้างอคอหักอย่างที่คิดไปว่าตนผิดอะไร ขณะที่ทุกคนหันไปตั้งหน้ารอฟังคำเฉลย
   
“พี่หมายถึงน้องชายของพี่โปรดเขาต่างหากล่ะ...” ผาธนาได้แต่ยิ้มให้กับสุขิตที่มองมาทางเขา แล้วก็หน้างอกว่าเดิม ให้คนเป็นพี่อธิบายเสริม

“...สตูดิโออยู่ในตัวบ้าน ชั้นสอง ส่วนชั้นแรกจะเป็นร้านของน้องชายเขา แต่ทีนี้...พี่โปรดต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ส่วนน้องสาวคนเล็กจะย้ายไปทำงานที่ภาคใต้ ก็เลยจะเหลือแค่น้องชายเขาที่อยู่”

“หมายความว่าต้องใช้พื้นที่ร่วมกันใช่ไหม” อุปรากรสรุปความ ให้ผาธนาพยักหน้าแล้วถามทุกคนกลับ

“พวกเราไม่ติดอะไรกันใช่ไหม”

และทุกคนก็ส่ายหน้าเป็นการพร้อมเพรียง ให้ซอมพอบอกย้ำความคิดของทุกคนว่า

   “ไม่มีปัญหาหรอกพี่ผา เรื่องแค่นี้สบายมาก”

   “แต่พี่ขอเขาแค่ห้องสตูดิโอเท่านั้นนะ”

   “แค่สตูดิโอก็กว้างพอที่จะอยู่กันสิบคนได้ พวกเรามีกันแค่ห้าคน แถมยังไม่ค่อยจะอยู่ติดห้องด้วย อย่าคิดมากเลยพี่”

   รามเมืองว่าออกมายาวเหยียด อย่างรู้ดีว่าแต่ละคนทำงานหามรุ่งหามค่ำกันแค่ไหน ส่วนใหญ่ถ้าไม่กลับดึก ก็กลับเช้า ไม่ก็ไปค้างที่อื่นเพราะต้องออกกองบ้าง

   “ได้ยินแบบนี้พี่ก็สบายใจ ถ้าเราโอเคกันพี่ก็จะบอกพี่โปรดว่าเราจะย้ายเข้าไปช่วงต้นเดือน”

   “จัดไปเลยค่ะพ่อ! นี่เตรียมเก็บของตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว อีกสามวันย้ายออกโลด!” จิรายุพูดด้วยน้ำเสียงติดจะโมโห เพราะเขาก็เบื่อเต็มทนที่จะต้องมาทะเลาะกับเจ้าของห้องเช่านี่แล้ว

   “อันนี้เห็นด้วย อีกอย่างน้องชายของพี่โปรดก็คงโตแล้ว...” ซอมพอชะงักคำพูดพลางหันไปมองหน้าผาธนาอย่างต้องการคำตอบ จนอีกฝ่ายพยักหน้าให้ จึงพูดต่อว่า “...อ้า! นั่นแหละ โตแล้วก็คุยกันง่าย อยู่กันแบบพี่น้องสบายมาก!”

เพราะแต่ละคนก็ต้องเข้าสังคม ร่วมงานกับคนมากหน้าหลายตามาก็ไม่ใช่น้อย กับเรื่องคนๆ เดียวคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อย่างที่ผาธนาได้แต่มองอย่างชั่งใจถึงเรื่องบางอย่างที่คนที่เหลือยังไม่รู้ หากสุดท้ายก็ได้แต่ตัดใจคิดว่าเขารู้เรื่องนี้คนเดียวจะเป็นการดีที่สุด เพราะสำหรับคณดลแล้ว เขาคนเดียวก็ดูแลได้ครบวงจรหรือจะให้ดูแลไปตลอดทั้งชีวิตก็ยังได้

“มาๆๆ ฉลองกันหน่อย ในฐานะที่จะได้ย้ายออกจากรังหนูออกไปสู่โลกกว้างกันค่ะ”

คนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ถูกฉุดออกมาด้วยเสียงของจิรายุ

“มาเร็วพ่อ!” จิรายุว่าย้ำ ให้ผาธนาหยิบข้าวเหนียวในจานตัวเองขึ้นมา

ก่อนข้าวเหนียวที่อยู่ในมือของแต่ละขนก็ถูกยกขึ้นมาชนกันกลางอากาศ ยกเว้น...รามเมือง จนเดือดร้อนให้จิรายุดึงมือของคนที่ยังไม่หายงอนดีขึ้นมาตามเพื่อน ก่อนจะต่างพากันส่งเสียงเฮลั่นห้อง และต่างคนต่างก็จ้วงเมนูยามดึกด้วยข้าวเหนียว



(มีต่อ...)







ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7692
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด