Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [14/09/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [14/09/2020]  (อ่าน 173 ครั้ง)

ออฟไลน์ Willhammin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-09-2020 18:55:32 โดย Willhammin »

ออฟไลน์ Willhammin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [11/09/2020]
«ตอบ #1 เมื่อ11-09-2020 17:32:30 »



Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล






เรื่องย่อ

‘วินเซ็นท์ สเพนเนอร์’ นักสืบคดีอาชญากรรมแห่งกรมตำรวจแอลเอ ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับ Ghost Eye ทำให้เขาสามารถมองเห็นวิญญาณและยมทูต แม้ว่าเขาจะมองเห็นแต่กลับไม่สามารถได้ยินหรือสื่อสารกับวิญญาณโดยตรงได้ ทว่าความสามารถนั้น กลับช่วยให้เขาคลี่คลายคดีฆาตกรรมได้หลายต่อหลายคดี แม้จะเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานแต่เขาก็กลายเป็นที่ยอมรับในวงการตำรวจอเมริกันอย่างรวดเร็ว

วันหนึ่งเขาได้พบกับ ‘ออสติน เฉิน’ นายแพทย์นิติเวชรูปงาม ผู้มีเสน่ห์น่าดึงดูด ที่เข้ามาช่วยเขาสืบหาเบาะแสของคนร้าย แต่หลังจากจบคดีนั้น เขากลับไม่สามารถลืมภาพของนายแพทย์ได้เลย ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่เคยนิยมชมชอบผู้ชายมาก่อน แต่จู่ๆกลับรู้สึกหลงรักแบบหัวปักหัวปำ น่าเสียดายที่อีกฝ่ายดูท่าจะไม่มีใจตรงกับเขา เอาแต่หลีกหนีถอยห่าง พร้อมกับที่เขาเพิ่งค้นพบว่านอกจากวิญญาณคนตายกับยมทูต สิ่งที่เขาสามารถมองเห็นได้อีกอย่างก็คือสัตว์นรกที่เริ่มตามรังควานเขาอย่างไม่ชอบมาพากล
ไม่ว่าจะเป็นคำสาปจากสวรรค์ หรือการลงทัณฑ์จากนรก จะติดตามทรมานยมทูต ผู้บังอาจหลงรักมนุษย์ให้ต้องทุกข์ทรมานนานนับพันปี และการลงทัณฑ์ครั้งใหม่ได้เริ่มต้นอีกครั้ง ณ บัดนี้!



ผลงานในเล้าเป็ด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-09-2020 17:42:40 โดย Willhammin »

ออฟไลน์ Willhammin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [11/09/2020]
«ตอบ #2 เมื่อ11-09-2020 17:44:49 »

ปฐมบท


You may hold my hand for a while, but you hold my heart forever.
ถึงคุณจะกุมมือผมแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่คุณจะกุมหัวใจของผมตลอดไป
 

มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน
มีนาคม ปี 1990


ราวเที่ยงคืน ในซอยเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองลั่วหยาง มีร่างในชุดผ้าคลุมสีดำยาวจรดพื้น ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่า ร่างนั้นสูงราวสองเมตร ซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะ ที่มีหมอกหนาทึบสีดำปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าร่างนั้นคือบุรุษหรือสตรี มือขาวซีดไร้สีเลือดที่ยื่นออกมาจากผ้าคลุมข้างหนึ่ง ปรากฏเคียวอันใหญ่สูงเลยศีรษะ ส่วนมีคมเป็นสีเงินวาววับแลดูน่าเกรงขาม ยิ่งประกอบกับมือที่มีเล็บยาวแหลมคมสีดำนั่นอีกที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหวาดผวา ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถมองเห็นร่างนั้นได้

ยามที่เยื้องย่างไปบนถนนสายแคบราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ ชายผ้าคลุมที่สวมใส่สะบัดพลิ้วไหวไปตามสายลมฤดูหนาวตลอดเวลา จุดมุ่งหมายของร่างนั้นคือเรือนสี่ประสานหลังกลางเก่ากลางใหม่ที่อยู่ท้ายซอย เจ้าร่างนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ประตูอย่างมนุษย์ มันลอยทะลุผ่านกำแพงอิฐก่อนจะปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในห้องนอนอันอบอุ่นของเจ้าบ้าน

ในห้องนอนนั้น มีชายชรากำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงของตนเอง ร่างสูงผอมดูแก่ชรามากแล้ว เห็นได้จากเคราและเส้นผมที่เป็นสีขาว เขาป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมาหลายสิบปี แต่อย่าได้เวทนาสงสารเลย เพราะชายคนนี้มีชีวิตอยู่บนโลกมาถึง 84 ปีแล้ว เขาได้มองดูลูกหลานเติบใหญ่ ใช้ชีวิตบั้นปลายที่สงบสุขอยู่ท่ามกลางครอบครัวที่รัก

ความกดดัน กลิ่นอายแห่งความสิ้นหวัง หวาดกลัวและความตาย ได้ปลุกให้ชายชราลืมตาตื่น สิ่งแรกที่เขามองเห็นคือร่างในชุดคลุมสีดำพร้อมกับเคียวยาววาบวับที่อยู่ในมือ หากแต่เขาไม่ได้มีความหวาดกลัวเลย ราวกับว่าตัวเขาได้รอคอยร่างนั้นมานานแสนนาน รอคอยให้ใครคนหนึ่งมารับเมื่อถึงเวลาอันสมควร ชายชรารู้ดีว่าตอนนี้ตนเองได้ใช้ชีวิตมาอย่างคุ้มค่าแล้ว เขาพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง แม้จะไม่รู้ว่าการเดินทางในครั้งนี้จะไปจบลงที่ไหน หรือจะใช้เวลายาวนานเพียงใด ขอเพียงมีเพื่อนร่วมทางคอยกุมมือเอาไว้ เขาก็ไม่หวาดกลัวสิ่งใดอีกแล้ว

มือผอมเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ยื่นออกไปหาร่างในชุดผ้าคลุมอย่างเชื่องช้า เจ้าร่างนั้นเอื้อมมือขาวซีดอีกข้างหนึ่งมารับมือของชายชราเอาไว้อย่างแผ่วเบา การกระทำนั้นทั้งนุ่มนวลและอ่อนโยนเกินกว่าสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายแบบนี้จะกระทำได้

“ไปกันเถอะ”

เสียงแหบแห้งของชายชราดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมรอยยิ้มอ่อนละโหยโรยแรง เจ้าตัวรู้สึกถึงพละกำลังและเรี่ยวแรงที่ถูกถ่ายทอดมาจากฝ่ามือเย็นเฉียบ ราวกับว่าเขาได้กลับไปสู่ช่วงวัยหนุ่มอีกครั้ง ชายชรามีเรี่ยวแรงลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าไปหาร่างนั้นอย่างไร้ความอาวรณ์ต่อสิ่งใดในโลก และทุกสิ่งทุกอย่างก็ตกอยู่ในห้วงความมืดมิด ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย แต่ชรากลับรู้ดีว่าตอนนี้เขาได้ก้าวเขาสู่ห้วงมิติอื่นที่มิใช่โลกมนุษย์อย่างในกาลก่อนแล้ว

“ถึงเวลาต้องออกเดินทางอีกครั้ง”

เสียงทุ้มต่ำของบุรุษที่เจือกระแสเยือกเย็นดังขึ้นในความว่างเปล่า คล้ายมาจากที่ไกลแสนไกล แต่ชายชรารู้ดีว่าผู้ที่เอ่ยปากพูดคือคนที่จับมือของเขาอยู่ในขณะนี้ เขาก้าวขาไปเรื่อยๆพร้อมกับร่างนั้น ไม่ได้ถามถึงจุดหมายปลายทาง รู้เพียงว่าต้องการให้เวลาในตอนนี้หยุดลงตลอดกาล แต่คำว่าตลอดกาลนั้นไม่มีจริง หนทางที่เดินมาอย่างยาวนานได้สิ้นสุดลงตรงหน้าประตูบานหนึ่ง ที่มีแสงสว่างลอดผ่านออกมาให้เห็น

“เข้าไป”

เสียงของร่างในชุดคลุมดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับบานประตูที่ถูกเปิดออก ชายชรามองเห็นเพียงแสงสว่างเจิดจ้า และความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น

“อยู่กับผมได้ไหม?”

ชายชราเอ่ยถาม แต่ร่างนั้นกลับปล่อยมือจากเขา ชายชรายืนรอคำตอบเงียบๆครู่หนึ่ง คาดว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากเสวนากับวิญญาณเช่นเขาแล้ว จึงก้าวขาเชื่องช้าเข้าไปในประตูบานนั้น แต่ก่อนที่บานประตูจะปิดลง เขาได้ยินเสียงกระซิบข้างๆใบหู แม้จะแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นราวขุนเขา ราวกับคำสัญญาที่จะประทับลงในใจมิเสื่อมคลาย

“ตลอดกาล”


รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมษายน ปี 1995

ราวเที่ยงคืนในเมืองท่องเที่ยวที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอเมริกา มีหญิงสาวชาวจีนที่โดดวีซ่าเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย เธอกำลังอุ้มเด็กทารกเพศชายในไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของเธออาบด้วยน้ำตา ดวงตาสีดำกำลังสั่นระริกฉายให้เห็นถึงความสับสนและเจ็บปวด

หญิงสาวคนนี้ถูกสามีชาวจีนที่โดดวีซ่ามาด้วยกันทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี ลำพังตัวคนเดียว เธอไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกคนนี้ได้ เพราะแค่ตัวเธอเองยังเอาตัวไม่รอด ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร หากจะอยู่ที่อเมริกาต่อก็เกรงว่ายามนี้จะไม่มีแม้แต่ที่ให้ซุกหัวนอน จะกลับบ้านเกิดก็ไม่ทราบว่าจะกลับอย่างไร

ความเจ็บปวดจากการตัดสินใจผิดพลาด หนีตามผู้ชาย ทอดทิ้งครอบครัวอันเป็นที่รัก ทำให้เธออ่อนล้าทั้งกายใจ เธอก้มหน้ามองทารกที่กำลังหลับสนิทอีกครั้ง แล้วตัดสินใจวางร่างน้อยไว้บนม้านั่งในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง หวังเพียงว่าเมื่อตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า จะมีใครสักคน ใจดีรับลูกน้อยของเธอไปเลี้ยงดู แม้เมืองแห่งนี้จะก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศยามค่ำคืนช่วงต้นเดือนเมษายน กลับมีลมพัดแรงเหลือเกิน เธอตรวจดูห่อผ้าของทารกอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าอบอุ่นพอแล้วจึงค่อยเดินจากมา

หญิงสาวหยุดยืนบนหน้าผาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ด้านล่างเป็นทะเลลึกสีดำสนิท ยามนี้เกลียวคลื่นได้สาดซัดกระทบโขดหินอย่างรุนแรง ราวกับธรรมชาติต้องการจะแสดงให้เห็นถึงความพิโรธต่อสิ่งที่เธอได้กระทำลงไป รอยยิ้มอ่อนล้าขยับแต้มที่มุมปาก มือสองข้างกุมประสานกันไว้บนหน้าอก ก่อนจะร้องขอต่อฟ้าเบื้องบน ตลอดชีวิตของเธอไม่เคยเชื่อเรื่องบาปบุญหรือนรกสวรรค์ หากแต่ยามนี้เห็นได้ชัดว่าสิ้นหวังเพียงใดจึงได้อธิษฐาน

…หากพระผู้เป็นเจ้ามีจริง โปรดคุ้มครองชีวิตลูกน้อยของข้าพเจ้า ให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง ขอให้เขาเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง และเป็นที่รักต่อผู้พบเห็น อย่าได้เศร้าเสียใจต่อการจากไปของบิดามารดาที่ไร้สามารถเลย…

คำอธิษฐานนั้นสิ้นสุดลง พร้อมกับร่างที่กระโดดลงสู่ความมืดมิดใต้ท้องทะเลเบื้องล่าง…หญิงสาวได้จากไปแล้ว อย่างไม่มีวันหวนกลับ!

ขณะเดียวกันนั้น ทารกเพศชายที่อยู่ในสวนสาธารณะยังคงนอนหลับอย่างเป็นสุขอยู่ในห่อผ้าเช่นเดิม เจ้าตัวน้อยไม่ได้รับรู้ถึงการมาของบางสิ่งเลย แม้กระทั่งมือเรียวยาวขาวซีดของสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายในขุมนรก ได้ยื่นออกมาโอบประคองเขาไว้ในอ้อมกอดแล้วก็ตาม ร่างในผ้าคลุมสีดำพร้อมกับทารกน้อย หายวับไปในความมืดก่อนจะปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างเงียบเชียบตรงประตูหน้าบ้านหลังหนึ่งในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์

เจ้าของบ้านคือนายและนางสเพนเนอร์ สองสามีภรรยาวัยกลางคนที่ปรารถนาจะมีบุตรเป็นของตัวเอง ด้วยฐานะทางการเงินที่นับได้ว่ามั่งคั่ง ทำให้พวกเขาพยายามสรรหาหนทางในการให้กำเนิดบุตร ทว่ากลับล้มเหลวทุกครั้งไป ยามนี้ฝ่ายภรรยาเศร้าเสียใจมาก นางสเพนเนอร์ตั้งใจว่าจะล้มเลิกความพยายามในการตั้งครรภ์เสียทีเพราะไม่สามารถเผชิญหน้ากับความผิดหวังได้อีกแล้ว แต่ใครเล่าจะรู้ว่าผู้ที่รับฟังคำสวดอ้อนวอนของสองสามีภรรยามานานหลายสิบปี ได้ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับของขวัญล้ำค่าในมือแล้ว

ไอหมอกหนาทึบที่ลอยอบอวนอยู่บริเวณใบหน้าของร่างในชุดคลุมสีดำ เริ่มเบาบางลงกระทั่งสามารถมองเห็นใบหน้าขาวซีดเย็นชาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะได้อย่างชัดเจน ใบหน้าดวงนั้นทั้งงดงามและมีเสน่ห์เกินกว่าจะเป็นของมนุษย์ธรรมดา ทว่ากระแสของความร้ายกาจและชั่วร้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีทองเจิดจ้า กลับยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดให้ร่างนั้นดูน่าค้นหายิ่งขึ้นไปอีก ริมฝีปากบางได้รูปสีแดงสดราวกับสีเลือดแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะโน้มลงประทับจุมพิตบนหน้าผากของทารกในอ้อมแขน พร้อมคำอวยพรสุดท้ายจากยมทูตสีดำ

“ขอให้เจ้าเติบโตอย่างมีความสุข”





TBC.


:3123:




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [11/09/2020]
«ตอบ #3 เมื่อ11-09-2020 17:48:46 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ Willhammin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [12/09/2020]
«ตอบ #4 เมื่อ12-09-2020 12:23:27 »

บทที่ 1

คดีฆาตกรรมนักมวยปล้ำ



รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
กันยายน ปี 2022

เสียงของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำลายความเงียบสงบในยามราตรี วินเซ็นท์ลืมตาตื่นทันที สำหรับคนที่ทำอาชีพตำรวจนั้น แน่นอนว่ามักว่องไวต่อเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ทุกประเภท เพราะคุณไม่อาจรู้ได้เลยว่า ‘หน้าที่’ จะเข้ามาให้คุณรับผิดชอบเมื่อไร

‘เจฟฟี่ โบลดี้’

ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คือคู่หูหรือเพื่อนร่วมงานคนสนิทของวินเซ็นท์ เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจทุกครั้งเมื่อเห็นชื่อของคนๆนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสาเหตุอื่นของการโทรมา นอกเหนือไปจากสองสาเหตุ หนึ่งคือโทรเรียกให้เขาไปรับที่บาร์เพราะเมาอย่างหนัก และสองคือโทรเรียกให้เขาไปทำคดี ซึ่งเขาได้แต่ภาวนาว่าคราวนี้คงจะไม่ใช่เรื่องนี้สองหรอกนะ

“ไง ฉันหวังว่านายจะไม่ได้โทรมาบอกข่าวร้ายหรอกนะ”

วินเซ็นท์กดรับแล้วกรอกเสียงลงไปในสายสนทนา อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆในลำคอ ระหว่างนั้นเขาได้ยินเสียงของรถที่แล่นอยู่บนถนน ก็พอจะเดาได้แล้วว่าต้องเป็นเรื่องที่สองแน่นอน

“อา ขอฉันคิดก่อนนะคู่หู โอเค นายจะเป็นต้องสะบัดก้นลงจากเตียง แล้วมาทำคดีฆ่าคนตายกับฉันเดี๋ยวนี้เลย เป็นไงแบบนี้เรียกว่าข่าวดีได้หรือยัง?”

“ไม่!”
วินเซ็นท์ตอบเสียงขุ่น เขาเหลือบมองนาฬิกาปลุกแบบดิจิตอลบนโต๊ะข้างเตียง ซึ่งกำลังบอกเวลาตีสามสี่สิบห้านาทีก็ได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ บ้าเอ๊ย รู้สึกว่าช่วงนี้จะมีคดีฆ่าคนตายแวะมาทักทายเขาในช่วงกลางดึกแบบนี้บ่อยไปแล้ว คนพวกนี้เก็บกดอะไรกันวะ!

“งั้นหรือ แต่ฉันคิดว่านายกำลังจะได้แสดงความสามารถ อวดผลงานอีกแล้วนะคู่หู”

“ฉันเกลียดนาย เจฟฟี่!”

วินเซ็นท์พาร่างกายที่กำลังงัวเงียเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เขาคว้าเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำมาสวมอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นก็เอ่ยปากถามถึงที่เกิดเหตุ

“เหตุเกิดที่ไหน?”

“หนึ่งร้อยไมล์ทางตะวันตกของแม่น้ำลอสแอนเจลิส ที่เกิดเหตุเป็นอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง ฉันส่งโลเคชั่นไปให้นายแล้ว”

“โอเค อีกยี่สิบนาทีเจอกัน”

วินเซ็นต์กดวางสายแล้วยัดโทรศัพท์มือถือใส่ลงในกระเป๋ากางเกง เขาหยิบตรานักสืบประจำกรมตำรวจลอสแอนเจลิสมาติดไว้บนเข็มขัดหนังสีดำ ผูกเนคไทสีเดียวกันบนคอเสื้อแล้วหยิบเสื้อสูททางการมาสวมเป็นอันเรียบร้อย

รถยนต์สีขาวสัญชาติญี่ปุ่น เปิดไซเรนมาตลอดทางจนถึงที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในย่านซบเซา คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้มีสองจำพวก หนึ่งคือพวกคนจนที่มีรายได้ไม่ถึงหกหมื่นดอนลาร์ต่อปี และสองคือคนเร่ร่อนที่ไม่มีแม้แต่บ้านให้อยู่อาศัย วินเซ็นท์เลือกจอดรถไว้ริมถนนตรงหน้าอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง บริเวณที่เกิดเหตุเงียบมาก เงียบกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้เสียอีก ข้างถนนตรงหน้าอพาร์ทเมนท์ที่เกิดเหตุ มีแถบกั้นห้ามเข้าสีเหลืองของตำรวจล้อมไว้ลวกๆ มีคนเร่ร่อนจำนวนหนึ่งมองดูจากที่ไกลๆ พรางพูดคุยกันเสียงเบา ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะมีความผิดฐานรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อากาศยามค่ำคืนในเดือนกันยายนค่อนข้างร้อนอบอ้าว วินเซ็นท์ยกมือขึ้นขยับเนคไทบนลำคอให้คลายออกเล็กน้อย ความรู้สึกอึดอัดและแรงกดดันที่เกิดขึ้นรอบๆทำให้เขารู้สึกผิดปกติ เขาใช้ดวงตาสีดำเหลือบมองท้องฟ้าที่มืดสนิท ไม่มีแม้กระทั่งแสงของดวงดาว ดวงตาคู่นั้นกะพริบหนึ่งครั้งก่อนจะกลายเป็นสีทองทอประกายวาววับราวกับสัตว์นักล่า แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถมองเห็นได้

วินเซ็นต์เกิดมาพร้อมกับ Ghost Eye หรือความสามารถในการมองเห็นโลกของคนตาย ในตอนที่เขายังเด็ก เขาไม่สามารถควบคุมพลังพิเศษนี้ได้ จึงต้องทนมองวิญญาณเร่ร่อนหลายร้อยตนเดินทะลุผ่านร่างของเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาได้เรียนรู้ที่จะใช้ Ghost Eye เมื่อไรก็ได้ตามที่ต้องการ เมื่อดวงตาของเขาเป็นสีดำจะมองเห็นแต่สิ่งที่มนุษย์ปกติควรจะเห็น แต่เมื่อดวงตาของเขากลายเป็นสีทองส่องสว่าง เขาจะสามารถมองเห็นวิญญาณและยมทูตได้

เสียงร้องแหลมของนกที่ดังขึ้นพร้อมกับสายลมหอบใหญ่ที่พัดปะทะใบหน้า ทำให้วินเซ็นท์ตื่นตัว มือขวาเลื่อนไปแตะซองปืนที่เหน็บอยู่บนเข็มขัด เขารู้ดีว่าวิญญาณในโลกของคนตายไม่เคยทำร้ายมนุษย์ แต่การแตะอาวุธคู่กายก็ช่วยให้อุ่นใจมากกว่า เขาไม่เคยดูถูกเซ้นส์ของตัวเอง เพราะมันทำให้เขารอดตายมานับครั้งไม่ถ้วน

นายตำรวจหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ น่าแปลกที่ยามนี้เขามองไม่เห็นวิญญาณสักตน ที่จริงแล้ว สถานที่ทุกแห่งล้วนมีคนตาย เมื่อมีคนตายก็ย่อมมีวิญญาณ ส่วนวิญญาณเร่ร่อนจะหนีหายก็เฉพาะตอนที่ยมทูตปรากฏการขึ้นเท่านั้น…ยมทูต!

วินเซ็นท์หันมองไปรอบๆอีกครั้งก่อนจะผงะถอยหลังด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าที่ห่างไกลออกไปเบื้องหลังของกลุ่มคนที่กำลังมุ่งดูเหตุการณ์ มีร่างในชุดคลุมสีดำของยมทูตนับสิบตนยืนอยู่ในความมืด ยมทูตพวกนั้นถือเคียวที่มีความสูงเลยศีรษะไว้ในมือขวา ใบหน้าปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำ วินเซ็นท์ไม่เคยพบเห็นยมทูตพร้อมกันมากมายแบบนี้มาก่อน เสียงร้องแหลมของนกชนิดหนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง เสียงแหลมสูงที่ดังสนั่นได้เรียกสติของชายหนุ่มให้เงยหน้ามองไปด้านบน ก่อนจะพบว่ามีอีกานับร้อยตัวกำลังเกาะอยู่บนสายไฟและต้นไม้อย่างหนาแน่น ราวกับว่าพวกมันได้อพยพมาจากที่ใดที่หนึ่ง มองแล้วให้ความรู้สึกน่าหวาดผวาไม่น้อยเลย

“วินเซ็นท์!”
นักสืบหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นในระยะประชิด เขาหมุนตัวกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือเจฟฟี่ โบลดี้ คู่หูในแผนกอาชญากรรมก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“โอ้ ให้ตายเถอะ!” วินเซ็นท์ยกมือกุมหน้าอกแล้วหายใจเข้าลึกๆ ประสาทสัมผัสที่รับรู้สิ่งเหนือธรรมชาติ ทำให้เขารู้สึกหวาดระแวงอยู่บ่อยๆ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เขายังไม่ได้มีอาการทางจิตหรือว่าประสาทหลอนไปก่อน

“มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้”
เจฟฟี่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นคู่หูยืนมองซ้ายมองขวาอยู่หลายนาที แทนที่จะรีบเดินเข้าไปในที่เกิดเหตุ หรือว่าหมอนี่ยังไม่ตื่นเต็มตากันแน่ล่ะ

“อีกาน่ะ ทำฉันประสาทเสีย” วินเซ็นท์ชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน ซึ่งคู่หูของเขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆก่อนจะเหลือบตามามองเขาแล้วขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งยากใจ

“ไหน?”
วินเซ็นท์ยิ้มค้าง เขาเหลือบตามองด้านบนอีกครั้งและเห็นว่าอีกาหลายร้อยตัวยังคงเกาะอยู่บนสายไฟและต้นไม้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดิม ไม่มีทางที่คู่หูของเขาจะมองไม่เห็น เว้นแต่มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งบนโลกมนุษย์

“ช่างเถอะ”

“ตามฉันมาสิ” เจฟฟี่เดินนำเข้าไปในอพาร์ทเมนท์ ก่อนจะแนะนำให้วินเซ็นท์รู้จักกับนายตำรวจคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม 

“เฮ้เพื่อน นี่คือสายตรวจดอว์สัน เขาได้รับแจ้งเหตุและมาถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรก”

“นักสืบสเพนเนอร์” วินเซ็นท์ส่งมือให้อีกฝ่ายที่ยื่นมาเขย่าตามมารยาท สายตรวจดอว์สันเป็นตำรวจท้องที่ อายุราวสามสิบปี เป็นคนหนุ่มที่บุคลิกดี หน้าตาดีและท่าทางเป็นมิตร

“ยินดีที่ได้พบ ผมฟังเรื่องของคุณมาเยอะเลย คุณคือโคนันเวอร์ชั่นอเมริกา อ๋อ แต่ที่จริงผมคิดว่าคุณก็คล้ายๆโคนันในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน”

วินเซ็นท์ยิ้มค้าง หมอนี่ไม่ใช่คนแรกที่บอกว่าเขาเหมือนโคนันในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะรูปลักษณ์ของเขาที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงสายเลือดของชาวเอเชีย ทั้งเส้นผมสีดำขลับสีเดียวกับดวงตา รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่แคบต่างจากผู้ชายชาวตะวันตก และผิวขาวสะอาดที่ไม่ตกกระ

ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาเป็นเด็กที่ครอบครัวสเพนเนอร์รับมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ดังนั้นการที่เขาใช้สัญชาติอเมริกันและเชื้อชาติอเมริกัน ไม่ได้หมายความว่าเขาคืออเมริกันจริงๆ แต่เป็นเพราะพ่อกับแม่บุญธรรมเองก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นคนเชื้อสายใด บางคนคิดว่าเขาเป็นชาวญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน หรืออาจจะฮ่องกง แต่เขาไม่เคยใส่ใจอยากจะรู้คำตอบ เขามีพ่อกับแม่ที่รักเขาและเขาก็รักพวกท่าน นั่นเพียงพอแล้ว เขาไม่มีความจำเป็นต้องค้นหาตัวตนของพ่อแม่ที่แท้จริงซึ่งตัดสินใจทอดทิ้งเขาไปตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก

“สถานการณ์เป็นอย่างไร มีเบาะแสบ้างไหม?” วินเซ็นท์เอ่ยถามระหว่างเดินขึ้นบันไดสกปรกไปสู่ชั้นสอง อพาร์ทเมนท์แห่งนี้มีทั้งหมดสี่ชั้น ไม่มีลิฟต์ มีคนพักอาศัยเต็มทุกห้องเพราะค่าเช่าถูก

“ไม่ครับ” สายตรวจดอว์สันตอบ เขาไม่พบเบาะแสที่สามารถสาวไปถึงตัวคนร้ายได้ จึงได้ขอให้นักสืบแผนกอาชญากรรมลงพื้นที่ ถ้าเขาสามารถสืบหาเองได้คงไม่มาเป็นสายตรวจหรอกน่า

“คนแจ้งเหตุคือเพื่อนบ้าน เวลาประมาณตีสามยี่สิบนาที เพื่อนบ้านที่อยู่ชั้นสองตรงกับห้องของผู้ตาย พบหยดเลือดไหลซึมออกมาจากเพดานฝ้า จึงโทรแจ้งตำรวจ พอผมมาถึงที่เกิดเหตุก็พบว่าคนๆนั้นเสียชีวิตแล้วในห้องของตัวเอง ผมขอให้เพื่อนบ้านชี้ตัวผู้ตาย เราจึงรู้ว่าเขาคือ จอห์น โฮดาร์ฟ อายุ 42 ปี เป็นนักมวยปล้ำตกอับ เขาค้างค่าเช่ามา 2 เดือนแล้ว มีคนแวะเวียนมาทวงหนี้บ่อยๆ ชื่อเสียงไม่ค่อยดี เขาไม่ค่อยเสวนากับเพื่อนบ้าน อาศัยอยู่บนชั้นสามของตึกซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ”

“ผมอยากพบเพื่อนบ้านคนนั้น” วินเซ็นท์เอ่ย ซึ่งสายตรวจดอว์สันก็ช่วยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยการนำทางเขาไปที่ห้องเล็กๆห้องหนึ่ง

“ทางนี้ครับ”

ภายในห้องพักโกโรโกโสมีทางเดินที่นำไปสู่ห้องรับแขก ชุดโซฟาบุนวมสีแดงตัวเก่าตั้งอยู่ริมหน้าต่างตรงข้ามกับทีวีตกรุ่นที่วินเซ็นท์ไม่ได้เห็นมานานแล้ว บนพื้นพรมสีน้ำตาลลายดอกทิวลิปมีกองเลือดหนึ่งกอง ป้ายสีขาวอันเล็กติดหมายเลขหนึ่งวางอยู่ข้างๆ สำหรับให้เจ้าหน้าที่เทคนิคเก็บข้อมูล วินเซ็นท์เงยหน้ามองไปบนเพดานฝ้า ก็เห็นว่ามีเลือดไหลซึมออกมาจริงๆ นอกจากห้องรับแขกแล้ว ทางด้านซ้ายยังมีเคาน์เตอร์ที่ถูกกั้นไว้สำหรับใช้เป็นห้องครัว ส่วนด้านขวามีประตูสองบานที่คาดว่าจะนำไปสู่ห้องนอน

“นักสืบสเพนเนอร์”

เสียงของสายตรวจดอว์สันดังขึ้นมาจากด้านหลัง เรียกให้วินเซ็นท์หันไปมอง เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าถมึงทึงของชายร่างยักษ์ที่มีส่วนสูงราวหกฟุตสองนิ้ว ศีรษะโล้นเป็นเงาวับ ดวงตาแข็งทื่อไร้ชีวิต เกือบหนึ่งนาทีเต็มๆ กว่าวินเซ็นท์จะรู้ตัวว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นวิญญาณ

“เขาคือแดน สมิธ เจ้าของห้องนี้และคนที่โทรแจ้งเหตุครับ”

สายตรวจดอว์สันแนะนำคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของวินเซ็นท์  ชายคนนี้อายุราวสามสิบห้าถึงสี่สิบปี สูงห้าฟุตเก้านิ้ว  รูปร่างค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับชายอเมริกันทั่วไป เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นคนๆนี้ตั้งแต่แรก แต่กลับมองเลยไปยังวิญญาณที่อยู่ด้านหลัง

“สวัสดีครับคุณนักสืบ”

สมิธเอ่ยทักพร้อมกับยื่นมือขวาออกมาตรงหน้า วินเซ็นท์เขย่ามือนั้นพรางเหลือบมองไปทางวิญญาณของชายร่างยักษ์ที่ดูโกรธเกรี้ยว คนๆนั้นตะคอกบางอย่างใส่สมิธ แต่น่าเสียดายที่พรสวรรค์ในการมองเห็นวิญญาณ ไม่ได้ส่งผลถึงการมีหูพิเศษ ดังนั้นเขาจึงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับตอนดูภาพยนตร์ที่ถูกปิดเสียง ชายหนุ่มพยายามอ่านปากของวิญญาณดวงนั้น แต่กลับจับใจความอะไรไม่ได้เลย



ออฟไลน์ Willhammin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [11/09/2020]
«ตอบ #5 เมื่อ12-09-2020 12:26:32 »


“มีอะไรหรือเปล่าครับ” สมิธเหล่มองข้ามไหล่ของตัวเอง ก่อนจะหันกลับมามองนักสืบหนุ่มชาวเอเชียที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ไม่ครับ”
วินเซ็นท์ตัดสินใจว่าควรเลิกสนใจวิญญาณดวงนั้น เขาคาดว่าชายร่างยักษ์อาจจะเพิ่งตาย หรือไม่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว จึงยังพยายามที่จะสื่อสารกับคนเป็น ต่างจากวิญญาณเร่ร่อนที่เขาเคยเห็น ดวงวิญญาณพวกนั้นจะลอยไปเรื่อยๆ หรืออาจจะลอยกลับไปกลับมาตรงที่ที่ยังยึดติดอยู่ แต่จะไม่พยายามสื่อสารกับคนเป็นอย่างเปล่าประโยชน์แบบนี้

“คุณอาศัยอยู่ที่นี่กับใครครับ” วินเซ็นท์เอ่ยถาม ขณะหยิบสมุดบันทึกของตำรวจออกมาเตรียมจดข้อมูลจากผู้แจ้งเหตุ

“จูลี่ ภรรยาของผมกับลูกสาววัยหกขวบ เธอตกใจมากที่เห็นเลือดกับคนแปลกหน้า จูลี่ปลอบเธออยู่ในห้อง แต่ถ้าคุณต้องการจะคุยละก็…”

สมิธว่าอย่างเข้าอกเข้าใจในสถานการณ์ ต่างจากผู้แจ้งเหตุบางรายที่พยายามมีส่วนรู้เห็นให้น้อยที่สุดเพราะกังวลถึงผลเสียที่อาจจะตามมา บางรายถึงขั้นหวาดกลัวว่าฆาตกรอาจจะตรงเข้ามาฆ่าปิดปากตนเอง

“ไม่ต้องครับ ไม่เป็นไร”

วินเซ็นท์ปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วเริ่มจดบันทึกคำบอกเล่าลงในสมุดระหว่างเริ่มสอบปากคำเบื้องต้น เพราะหลังจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกสืบสวนคดีอาชญากรรม จะต้องดำเนินการขอหมายเชิญตัวเหล่าพยานไปสอบปากคำอย่างเป็นทางการอีกครั้งที่สำนักงาน ซึ่งอาจทำให้คดีเกิดความล่าช้า

“คุณสังเกตเห็นรอยเลือดตั้งแต่เมื่อไรครับ”

“ตีสามกว่าๆ ผมโทรแจ้งตำรวจทันที ไม่แน่ใจเรื่องเวลาครับ”

สมิธมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ทั้งคำตอบก็ราบรื่นสมเหตุสมผล แต่ที่ทำให้วินเซ็นท์ติดใจสงสัยดูท่าจะเป็นการให้ความร่วมมืออย่างดีโดยไม่มีอาการหวาดกลัว ท่าทางของเขาบ่งบอกว่าฉันเป็นผู้บริสุทธิ์นะ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ฉันยินดีร่วมมือกับตำรวจซึ่งดูเจตนาเกินไป

“คุณเห็นคนเดียว หรือเห็นพร้อมกับภรรยาครับ” วินเซ็นท์หมายถึงรอยเลือดบนเพดานฝ้า

“เห็นพร้อมกับภรรยาครับ”

“ไม่ทราบว่าตอนนั้นคุณกำลังทำอะไรอยู่ ก่อนที่จะเห็นรอยเลือดนั่น”

รอยเลือดบนเพดานอยู่ในห้องรับแขก แล้วช่วงเวลาประมาณตีสาม ก็ไม่ใช่เวลาปกติที่สองสามีภรรยาส่วนใหญ่จะพากันเดินออกมาจากห้องนอนแล้วพบรอยเลือดโดยบังเอิญ

“ผมมีปากเสียงกับภรรยา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อเธอโมโหมากเกินไป เธอมักจะเดินหนีผมเพื่อสงบสติอารมณ์ ภรรยาของ

ผมเธอป่วยเป็นโรคหัวใจ เธอไม่ค่อยแข็งแรง”

“คุณมีปากเสียงกับภรรยาที่ไหนครับ”
 
“ในห้องนอนของเรา…ทางซ้ายมือครับ”

วินเซ็นท์มองไปที่ประตูทางซ้ายมือ และตัดสินใจว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายเทคนิคในการเก็บข้อมูลสถานที่

“แล้วภรรยาของคุณก็เดินออกมาจากห้องนอนหรือครับ”

“ใช่ครับ แล้วผมก็เดินตามเธอมา พยายามง้อเธอ”

“แล้วคุณก็สังเกตเห็นเลือดในตอนนั้นหรือครับ” วินเซ็นท์ถาม

“ใช่ครับ เพราะมันหยดลงมาบนหน้าของจูลี่”

“จากนั้นคุณก็โทรแจ้งตำรวจทันทีเลยใช่มั้ยครับ”

“ใช่ครับ”

“ทำไมคุณถึงโทรแจ้งตำรวจครับ” สมิธชะงัก เขามีสีหน้าประหลาดใจ ราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำถามนี้ แต่ทางด้านนักสืบเจ้าของคดีกลับไม่มีวี่แววว่าจะล้อเล่นเลย ฝ่ายนั้นยังยืนนิ่งรอคอยคำตอบอย่างสงบ เกือบหนึ่งนาทีต่อมา สมิธจึงเริ่มเปิดปากพูดอีกครั้งด้วยท่าทางลังเล

“ก็ผมเห็นเลือด การที่ใครคนหนึ่งเห็นเลือดไม่ได้แปลว่าให้รีบโทรหาตำรวจหรือครับ”

บางคนอาจจะอยากโทรหารถฉุกเฉินหรือไปเคาะประตูตะโกนถามสักหน่อยละมั้ง…วินเซ็นท์คิดก่อนจะเอ่ยขอบคุณและขอตัวไปดูที่เกิดเหตุบนชั้นสาม

“นายคิดว่าไงบ้าง” เจฟฟี่เอ่ยถามคู่หูระหว่างที่คนทั้งสองกำลังก้าวเท้าขึ้นบันได

“บอกฉันทีว่าจอห์น โฮดาร์ฟไม่ใช่ผู้ชายหัวโล้น ที่สูงหกฟุตสองนิ้ว”

คำถามจากวินเซ็นท์ทำให้เจฟฟี่หยุดฝีเท้า เอื้อมมือไปดึงต้นแขนของเพื่อนร่วมงานด้วยท่าทางตื่นเต้น เขาทำงานร่วมกับวินเซ็นท์มาเกือบห้าปีแล้ว ความพิเศษในการสืบคดีรวมถึงการสันนิษฐานที่ไร้หลักการ แต่กลับปิดคดีได้อย่างรวดเร็วทำให้เขาเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า คู่หูของเขามีญาณวิเศษแบบพวกหมอดู ซึ่งแน่นอนว่าวินเซ็นท์ไม่เคยยอมรับ แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่คิดจะบอกใคร ก็มันน่าตื่นเต้นจะตายที่คู่หูของคุณมีความลับที่คุณเป็นผู้ล่วงรู้เพียงคนเดียว

“บังเอิญว่าใช่ นายรู้ได้ไง? ตาทิพย์ทำงานอีกแล้วหรือ?”

“ดูเหมือนจะใช่”

“งั้นคราวนี้ใครเป็นคนร้าย?” เจฟฟี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกว้าง

“หมอนั่น”

เจฟฟี่เดาว่าวินเซ็นท์หมายถึง แดน สมิธ

“นายใช้เซ้นส์อีกแล้วล่ะซิ แต่โทษทีนะเพื่อน เราต้องการหลักฐาน”

เจฟฟี่เอ่ยกลั้วหัวเราะ กว่าร้อยคดีที่ผ่านมือวินเซ็นท์ ไม่เคยจับคนร้ายผิดพลาดมาก่อน เอาล่ะ ครั้งนี้เขาจะรอดูอย่างใจจดใจจ่อเลยว่า คนร้ายที่ว่าจะใช่แดน สมิธหรือไม่?

“ขอฉันหาก่อนละกัน อยู่แถวนี้แหละ” วินเซ็นท์ตอบส่งๆ ก่อนจะก้าวขาเดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสาม

“พรุ่งนี้ออกหมายเรียกคนที่เกี่ยวข้องไปสอบปากคำที่สำนักงานด้วย ครอบครัว แฟน เพื่อน เจ้านาย อ๋อ เจ้าของที่นี่ด้วย แล้วก็สองสามีภรรยาสมิธ”

“ได้”

“อีกอย่าง ฉันอยากได้ไฟล์เสียงตอนที่สมิธโทรแจ้งตำรวจ”

เจฟฟี่พยักหน้า แต่เขาไม่คิดว่าวินเซ็นท์จะหาหลักฐานอะไรได้จากไฟล์เสียง

“โอเค”

วินเซ็นท์หยุดยืนตรงหน้าห้องพักของจอห์น โฮดาร์ฟ ประตูห้องเปิดค้างอยู่ มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคสามคนเดินเข้าเดินออกกำลังเก็บหลักฐานต่างๆ วินเซ็นท์สังเกตเห็นว่าโถงทางเดินหน้าประตูมืดสนิท แต่ภายในห้องกลับเปิดไฟจนสว่าง
“เฮ้ แองจี้” วินเซ็นท์เอ่ยเรียกเจ้าหน้าที่หญิงฝ่ายเทคนิคในชุดหมีสีน้ำเงิน เธอมีชื่อว่าแองเจลิน่า แคมป์เบล อายุสามสิบปี เป็นหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา เธอเริ่มต้นทำงานที่แผนกอาชญากรรมแห่งกรมตำรวจแอลเอมาตั้งแต่เรียนจบ นับเป็นเจ้าหน้าที่ฝีมือดีที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์

“ไฟดวงนี้มันปิดตั้งแต่แรกเลยหรือ?”

“ใช่ ตอนที่พวกเรามาถึงมีแค่ห้องรับแขกที่เปิดไฟอยู่” แองจี้ตอบ เธอไม่ได้เปิดไฟดวงนั้นเพราะคิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับคดี จึงเก็บหลักฐานทั้งๆที่ปิดไฟ

“ดอว์สัน ตอนที่คุณมาถึงล่ะ ไฟดวงนี้มันปิดหรือว่าเปิดอยู่” วินเซ็นท์หันไปถามสายตรวจดอว์สัน ที่ยืนรออยู่หน้าห้องพักของโฮดาร์ฟ คอยกันเพื่อนบ้านที่สอดรู้สอดเห็นไม่ให้เข้ามาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ 

“ปิดครับ ผมแน่ใจ เพราะผมไม่ได้แตะต้องอะไรในที่เกิดเหตุเลย” สายตรวจดอว์สันตอบอย่างหนักแน่น

“ขอถุงมือให้ฉัน”

วินเซ็นท์รับถุงมือยางสีขาวมาจากแองจี้ ก่อนจะสวมมันให้กับตัวเอง เขาลองกดสวิชต์ไฟที่อยู่ข้างประตู ปรากฏว่าไฟเปิดติดทันที ไม่ได้เสียอย่างที่คิด เมื่อแสงไฟสว่างทั่วทั้งห้อง เขาจึงสังเกตเห็นรอยฝ่ามือเปื้อนเลือดบนผนังด้านหนึ่ง ลากเป็นทางยาวไปจนเกือบถึงห้องรับแขก บนพื้นมีหยดเลือดเล็กน้อยตามการก้าวเดิน บ่งบอกว่าที่เกิดเหตุจริงๆอยู่ที่หน้าประตู ก่อนที่จะมีการต่อสู้กันในห้องรับแขก ในห้องมีร่องรอยการถูกรื้อค้น ซึ่งทางตำรวจต้องตรวจสอบอีกครั้งว่ามีทรัพย์สินใดบ้างที่หายไป

พิมพ์เขียวของห้องนี้ เหมือนกับห้องของสมิธทุกประการ ประตูตรงกับประตู และห้องรับแขกในที่เกิดเหตุก็ตรงกับห้องรับแขกของบ้านสมิธ บนพื้นโถงทางเดินไล่ยาวไปจนถึงห้องรับแขกถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคปูพลาสติกใสเอาไว้

วินเซ็นท์เดินเข้าไปในห้องรับแขกที่มีศพของโฮดาร์ฟนอนหงายอยู่ในสภาพน่าสยดสยอง บริเวณรอบๆเต็มไปด้วยรอยเลือดที่สาดกระเซ็นและเลือดที่ไหลนองพื้น ปริมาณของเลือนค่อนข้างมากเนื่องจากบาดแผลสาหัสบริเวณศีรษะ ลำคอและท้องที่ถูกแทงจนลำไส้ไหลออกมา ดวงตาของผู้เคราะห์ร้ายเบิกกว้าง ราวกับต้องการบอกว่าเขาตายอย่างไม่เป็นธรรม

“สยองใช่มั้ยล่ะ คราวนี้ฆาตกรต้องเป็นพวกโรคจิตหรือไม่ก็ซาดิสม์แน่ๆเลย” เจฟฟี่ที่เดินมาหยุดยืนข้างๆเอ่ยอย่างหดหู่ใจ

“คนเดี๋ยวนี้บ้ากันไปใหญ่แล้ว” แองจี้ส่ายศีรษะช้าๆ เธอเคยพบเจอคดีฆาตกรรมมามาก แต่ไม่เคยเจอคดีใดที่ฆาตกรลงมือได้โหดเหี้ยมแบบนี้มาก่อน

“เดลลี่อยู่ไหนล่ะ” วินเซ็นท์ยืนไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามถึงแพทย์นิติเวชประจำกรมตำรวจแอลเอ ซึ่งควรจะโผล่หัวมาชันสูตรสาเหตุการตายเบื้องต้นก่อนทำการเคลื่อนย้ายร่างของผู้เสียชีวิต

“อา หมอนั่นนอนให้น้ำเกลืออยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ท้องเสียเพราะกินหอยขมน่ะ” เจฟฟี่ตอบ

“ให้ตายสิ แล้วโรซ่า โอ ไม่ ไม่ เธอลาคลอดนี่หว่า แล้วตอนนี้เหลือใครที่พอจะทำงานนี้ได้บ้าง”

วินเซ็นท์ยกมือกุมขมับ เขาควรรีบเก็บกวาดพื้นที่เกิดเหตุให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่มารอแพทย์ชันสูตรศพที่ไม่รู้ว่าจะโผล่มาเมื่อไรแบบนี้ ในทีมแพทย์นิติเวชของกรมตำรวจมีแพทย์หลายคนก็จริง แต่คนที่ทำงานได้แบบมืออาชีพนับว่าไม่มาก แพทย์ฝึกหัดหรือเด็กฝึกงานจะไม่สามารถลงสนามเกิดเหตุจริงได้ คนที่เป็นเสาหลักของทีมเลยก็คือโรซ่า ซึ่งเธอลาคลอด อีกหนึ่งหรือสองเดือนกว่าจะกลับมาทำงานได้ ซึ่งเขารู้สึกคิดถึงคนเก่งที่ทำงานได้รวดเร็วอย่างเธอเหลือเกิน

“ไม่ต้องกังวลน่า ฉันโทรไปที่แผนกนิติเวชแล้ว ทางนั้นจะส่งออสติน เฉินมาให้เรา”

แองจี้เอ่ยปลอบโยน แพทย์ประจำในทีมของพวกเธอคือ เดลลี่ ลักซ์และโรซ่า บาเกอร์ที่จะต้องพลัดเวรกันลงพื้นที่เกิดเหตุ แต่เมื่อโรซ่าลาคลอด ทางทีมของเธอก็ได้ยื่นเรื่องขอยืมตัวแพทย์จากทีมอื่นเอาไว้เป็นการชั่วคราว แต่เป็นโชคดีที่มีแพทย์คนใหม่ย้ายเข้ามา ทำให้บุคลากรที่จำเป็นเพิ่มมากขึ้นและเพียงพอต่อคดีต่างๆที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งปี

“ใครน่ะ?” วินเซ็นท์ถาม เขาแน่ใจว่ารู้จักแพทย์ทุกคนในกรมตำรวจ

“หมอใหม่ เพิ่งย้ายมาจากชิคาโก้เมื่อสัปดาห์ก่อน” แองจี้ตอบ

“อา ฉันเกลียดหมอใหม่” วินเซ็นท์พึมพำ

“เอาน่า ฉันไม่คิดว่าเขาแย่นักหรอก เขามีประสบการณ์ทำงานมาหลายปีแล้ว อีกอย่างนะ เขาหล่อเหลือเชื่อเลยล่ะคู่หู คราวนี้นายมีคู่แข่งซะแล้วล่ะ” เจฟฟี่เอ่ยด้วยรอยยิ้มยั่วเย้า เพราะรู้ดีว่าวินเซ็นท์พอใจกับการเป็นดาวเด่นประจำกรมตำรวจมากแค่ไหน

“ไม่มีทางน่า ในกรมตำรวจแอลเอฉันหล่อที่สุดอยู่แล้ว”

วินเซ็นท์ยักไหล่อย่างไม่แยแส ข้อดีของการเป็นคนเชื้อสายเอเชียหนึ่งเดียวในกรมตำรวจแอลเอ ทำให้ใบหน้าของคุณดูโดดเด่นเสมอท่ามกลางกลุ่มคนเชื้อสายอเมริกัน วินเซ็นท์เป็นหนุ่มหล่อหน้าตาสะอาดสะอ้าด ท่าทางเป็นมิตรน่าคบหา มุมปากมักเจือรอยยิ้มถือดีและมั่นอกมั่นใจในตัวเองเสมอ เสน่ห์ของเขาอยู่ที่ความขี้เล่นและเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดี ส่วนเวลาทำงานก็จริงจังและตั้งใจ ทำให้สาวๆในกรมต่างเทใจยกให้เขาเป็นหนุ่มหล่ออันดับหนึ่งแห่งกรมตำรวจแอลเอ

“แพทย์นิติเวชยังไม่มาอีกหรือ”
วินเซ็นท์ยืนจ้องนาฬิกาในห้องรับแขกของโฮดาร์ฟอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาเอ่ยถามด้วยความไม่สบอารมณ์ ยิ่งเข็มวินาทีเคลื่อนที่ไปไกลเท่าไร ใบหน้าหล่อเหลาก็ยิ่งบูดบึ้งเท่านั้น

“เขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเรา ให้เวลาเขาเดินทางหน่อยสิ” เจฟฟี่เอ่ยอย่างใจเย็น

“ช้า!”

สาเหตุที่วินเซ็นท์เกลียดหมอใหม่ เริ่มมาจากตอนที่เดลลี่ ลักซ์ ได้ลงพื้นที่เป็นครั้งแรก ตอนนั้นเขาได้รับแจ้งให้มาทำคดีปล้นฆ่าเจ้าของบ้านหลังหนึ่งใน Calabasas ผู้เคราะห์ร้ายเป็นชายโสดอายุราวสี่สิบปี ฐานะดี หน้าที่การงานก็เยี่ยม เขาถูกคนร้ายที่บุกรุกเข้ามาในยามวิกาล ใช้ของแข็งฟาดศีรษะหลายครั้ง ก่อนจะรื้นค้นทรัพย์สินมีค่าแล้วหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าเขาตายแล้ว ซึ่งเดลลี่ผู้ใสซื่อก็เชื่อตามนั้นว่าผู้เคราะห์ร้ายได้เสียชีวิตแล้ว

หลังจากที่วินเซ็นท์พอใจกับการเก็บหลังฐานในที่เกิดเหตุ ก็แจ้งให้รถตำรวจมารับศพของผู้เคราะห์ร้ายกลับสำนักงานเพื่อผ่าพิสูจน์สาเหตุการตาย แต่ในตอนที่เคลื่อนย้ายร่าง จู่ๆผู้เคราะห์ร้ายก็ครางออกมา ปรากฏว่าเขายังไม่ตาย เพียงแต่อยู่ในสภาพตายหลอกเท่านั้น เมื่อสังเกตใกล้ๆอาจจะไม่เห็นว่ายังหายใจอยู่ แต่ทางแพทย์นิติเวชก็ควรใช้มือกระตุ้นนัยน์ตาหรือตรวจดูว่ามีรอยเขียวจ้ำหรือไม่ เพราะรอยเขียวจ้ำคือหลักฐานอ้างอิงสำคัญว่าผู้เคราะห์ร้ายได้ตายไปแล้วจริงๆ

ความผิดพลาดของเดลลี่ ลักซ์ในครั้งนี้ทำให้เขาถูกสอบ เขาถูกลงโทษทางวินัยและหักเงินเดือน เพราะความผิดเล็กๆ อาจทำให้ผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตเพราะนำตัวส่งโรงพยาบาลช้าเกินไปก็ได้ แต่เป็นโชคดีที่หลังจากนั้นคดีก็ถูกปิดลงด้วยการที่ทางตำรวจจับคนร้ายได้ ส่วนผู้เคราะห์ร้ายเพียงแค่บาดเจ็บสาหัส ซึ่งไม่นานจะสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้

“เพิ่งสิบนาทีเอง”

แองจี้แย้ง แล้วส่ายหน้าด้วยความปลงตกในความใจร้อนของหัวหน้าทีม วินเซ็นท์เป็นคนไฟแรง เขาทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงไม่ชอบการรอคอยคนอื่น และยิ่งไม่ชอบเอามากๆที่ใครบางคนทำให้งานของเขาล่าช้าอย่างไม่มีกำหนด

“เขาจะมาชาตินี้หรือว่าชาติหน้ากันล่ะ?” วินเซ็นท์ว่าด้วยความหัวเสีย นึกอยากเข้าไปตรวจสภาพศพด้วยตัวเองเสียเดี๋ยวนี้ แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยโต้แย้ง เสียงนุ่มใสกังวานที่ไม่คุ้นหูก็ดังขึ้นตรงหน้าประตูเสียก่อน

“ขอโทษที่มาช้า”



TBC.



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [12/09/2020]
«ตอบ #6 เมื่อ12-09-2020 22:53:30 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Willhammin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [12/09/2020]
«ตอบ #7 เมื่อ14-09-2020 18:51:46 »

บทที่ 2

แรกพบ



วินเซ็นท์หมุนตัวกลับไปมองที่มาของเสียงก่อนจะตะลึงตาค้าง สาเหตุหลักเป็นเพราะเขาไม่คิดว่าจะมีมนุษย์คนใดในโลกสามารถมีใบหน้างดงามได้เท่านี้ ผู้มาใหม่เป็นชายวัยยี่สิบปลายๆที่สูงราวหกฟุตสองนิ้ว สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสแล็กสีดำ บุคลิกเรียบร้อยนุ่มนวลแฝงไว้ซึ่งความสง่างาม เขามีผมสีดำตัดสั้นละต้นคอ ผิวขาวเนียนคล้ายกับคนเอเชีย แต่รูปร่างกลับสูงใหญ่แบบชาวอเมริกันทั่วไป ดวงตาของเขาเป็นสีเทาเข้มเปล่งประกายราวกับแสงของดวงดาวนับหมื่นนับแสนดวง ใบหน้าถูกผสมผสานระหว่างเชื้อสายตะวันออกและตะวันตกไว้ได้อย่างลงตัว รอยยิ้มสุภาพที่เจือแววขออภัยให้ความรู้สึกน่าทะนุถนอมราวสตรีคนงาม แต่ประกายบางอย่างในดวงตาที่คมกริบและเด็ดขาดกลับให้ความรู้สึกแข็งแกร่งราวหินผา

วินเซ็นท์โยนความโมโหก่อนหน้านี้ทิ้งไปเกือบจะทันที หัวใจสั่นสะท้านอย่างไม่อาจบรรยายความรู้สึกทั้งหมดออกมาได้ รสชาติแปลกประหลาดแผ่กระจายออกมาที่โคนลิ้น ลึกๆแล้วในความทรงจำเสี้ยวหนึ่ง ราวกับมีคนๆนี้ยืนอยู่ แต่ไม่ว่าจะทบทวนเท่าไร เขาก็จำไม่ได้ว่าเคยพบอีกฝ่ายที่ไหน คนที่ออกจะรูปงามขนาดนี้ ไม่มีทางที่วินเซ็นท์จะลืมเลือนได้แน่นอน

ผ่านไปเกือบหนึ่งนาที วินเซ็นท์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเท้าเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าของแพทย์นิติเวชคนใหม่

“สวัสดี ฉันคือนักสืบวินเซ็นท์ สเพนเนอร์” วินเซ็นท์แนะนำตัวพร้อมกับยื่นมือไปให้นายแพทย์ด้วยท่าทางเป็นมิตร ผิดกับท่าทางหัวเสียเมื่อครู่ลิบลับ

“ออสติน เฉิน” คนงามยื่นมือมาเขย่ากับเขา
ความรู้สึกแรกเมื่อวินเซ็นท์ได้สัมผัสกับฝ่ามือเรียวยาวนั้น คือความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างประหลาด เขาไม่เคยรู้สึกว่าฝ่ามือของใครคนหนึ่งจะน่าเกาะกุมแบบนี้มาก่อนเลย ดวงตาสีเทาคู่สวยที่กำลังสะท้อนเงาของเขาลึกล้ำราวกับหลุมดำที่ไร้จุดสิ้นสุด เมื่อตกลงไปแล้วย่อมหาทางออกไม่เจอ เพียงแต่มีวินาทีหนึ่งที่เขารู้สึกถึงความท้าทายที่ชวนให้อยากเข้าไปค้นหา วินเซ็นท์เผลอกุมมือของออสตินแน่นขึ้นแล้วใช้ปลายนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือขาวๆที่เรียบลื่นโดยไม่รู้ตัว การกระทำดังกล่าวไม่สามารถหลุดพ้นไปจากสายตาเพื่อนร่วมงานผู้รอบครอบได้เลย บางคนเริ่มยิ้มแปลกๆ บางคนกรอกตามองบน แต่บางคนกลับสำลักได้แม้กระทั่งน้ำลายของตัวเอง

“อะแฮ่ม! แค่กๆ” เจฟฟี่กระแอมก่อนจะไอติดๆกันออกมา เขารู้ว่านายแพทย์เฉินหน้าตาดีเหลือเชื่อ ถ้าเป็นเดลลี่ ลักซ์ที่เป็นเกย์หนุ่ม คงจะรีบแล่นเข้าไปบริหารเสน่ห์ทันที เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่า แรงดึงดูดนั้นจะมีผลต่อวินเซ็นท์ คนตายด้านด้านความรักอีกด้วย

“ฉันจำได้ว่านายกำลังรีบ” เจฟฟี่เดินเข้าไปกระซิบข้างหูของเพื่อนสนิทเพราะทนมองสายตาที่กำลังเป็นประกายระริกระรี้ไม่ไหว

“แน่นอน ฉันรีบ” วินเซ็นท์พยักหน้าด้วยท่าทางโง่งมก่อนจะรีบปล่อยมือขาวผ่องราวกับต้องของร้อน

“ฉันนักสืบโบลดี้ ยินดีต้อนรับสู่ทีมของเรา” เจฟฟี่กล่าวต้อนรับก่อนจะเขย่ามือกับออสติน เฉิน

“แคมป์เบลค่ะ เราเคยโทรคุยกันก่อนหน้านี้” แองจี้เดินเข้ามาทักทายพร้อมกับยัดถุงมือยางสีขาวให้อีกฝ่ายแทนการเขย่ามือแบบมีพิธีรีตอง

“ยินดีที่ได้พบ คุณแคมป์เบล” เมื่อเห็นว่านายแพทย์คนใหม่สวมถุงมือยางสีขาวอย่างว่าง่าย แองจี้ก็ขยิบตาให้เขาด้วยท่าทางเจ้าเสน่ห์

“เรียกฉันว่าแองจี้เถอะค่ะ”

หลังจบการทักทายสั้นๆกับทุกคนในทีม ออสตินก็ทรุดตัวลงข้างๆศพของโฮดาร์ฟแล้วเปิดกระเป๋าเครื่องมือที่ทีมพิสูจน์หลักฐานเตรียมไว้ให้ ท่าทางคล่องแคล่วของเขาทำให้วินเซ็นท์วางใจ เขาย่อตัวลงมานั่งบนปลายเท้าข้างๆคนงาม เฝ้ามองท่าทางการชันสูตรศพเบื้องต้นอย่างเพลิดเพลิน แต่ไม่นานมือเรียวยาวที่สวมถุงมือสีขาวก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงคล้ำ วินเซ็นท์เห็นแล้วรู้สึกปวดใจยิ่งนัก มันเป็นภาพที่ราวกับว่าเขาได้ทำผิดต่อพระเจ้าด้วยการทำให้มือสวยๆนั้นสัมผัสกับสิ่งสกปรก แม้ว่าที่จริงแล้วเขาจะไม่เชื่อในพระเจ้าเลยก็ตาม

“ข้อต่อศพยังไม่แข็งตัว แก้วตายังใสอยู่ สันนิษฐานว่าน่าจะเสียชีวิตได้ไม่นาน”
ออสตินหยิบปรอทวัดอุณหภูมิออกมาจากกระเป๋าเครื่องมือ แล้วใช้มันวัดอุณหภูมิลำไส้ใหญ่ที่ทะลักออกมาเพื่อคำนวณเวลาเสียชีวิต

“เสียชีวิตราวตีสามของวันนี้”

เมื่อได้ข้อสรุป แองจี้ก็รีบจดเวลาในการเสียชีวิตลงในบันทึกการชันสูตรเบื้องต้นของนิติเวช

“กะโหลกศีรษะน่าจะแตกยับเยิน” ออสตินเอ่ยขึ้นระหว่างที่เขาใช้มือแตะกะโหลกศีรษะของโฮดาร์ฟ ทำให้ได้ยินเสียงเสียดสีกันของกระดูก

“ที่คอมีบาดแผลขนาดใหญ่ หลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงข้างลำคอ กับหลอดลมถูกตัดขาด อาวุธที่ใช้เป็นของมีคมจำพวกมีด”

“เราพบมีดเปื้อนเลือดถูกโยนทิ้งไว้ในห้องเก็บของ คาดว่าเป็นอาวุธที่ใช้สังหาร” แองจี้เสริมขึ้น

“มีใครขยับศพของผู้ตายหรือเปล่า” ออสตินถามเมื่อเขาเริ่มตรวจดูบาดแผลบริเวณท้องของโฮดาร์ฟ

“ไม่ค่ะ” แองจี้ส่ายหน้า

“ฉันต้องให้เขานอนคว่ำ”

ออสตินเงยหน้าขึ้นมาพูดกับวินเซ็นท์ เมื่อเขาได้ยินคนงามบอกว่าต้องจับชายนักมวยปล้ำร่างยักษ์พลิกคว่ำ ก็เริ่มเป็นห่วงว่ามือเรียวยาวคู่นั้นจะรับภาระหนักอึ้งไม่ไหวจึงได้รีบขันอาสา

“ได้ ฉันทำเอง”

วินเซ็นท์ขยับตัวลุกขึ้น ท่าทางกระฉับกระเฉง ใช้มือสองข้างจับแขนข้างหนึ่งของโฮดาร์ฟแล้วออกแรงดึง หวังจะให้ศพพลิกตัวนอนคว่ำ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะประเมินแรงของตัวเองผิดพลาด หรือดูถูกน้ำหนักของนักมวยปล้ำมากเกินไปกันแน่ วินเซ็นท์จึงไม่สามารถทำให้เจ้าของร่างนั้นขยับเขยื้อนได้เลย แขนสองข้างเริ่มสั่นระริกและมีแววว่าจะได้เสียหน้าไม่มากก็น้อย

อ๊ากกกก! คนหรือท่อนซุงยักษ์กันวะ หนักชะมัดเลย ให้ตายสิ!

ในใจของวินเซ็นท์อยากร้องเรียกคู่หูให้มาช่วยแทบตาย แต่เมื่อเหลือบตาไปเห็นว่าคนงามกำลังขมวดคิ้วน้อยๆมองมาก็รีบฉีกยิ้มสบายๆทันที

“ค่อนข้างหนัก แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับฉันเลย”

วินเซ็นท์กัดฟันพูด สำหรับเขาแล้ว หน้าตาเป็นเรื่องสำคัญมากพอๆกับศักดิ์ศรีลูกผู้ชายที่จะเสียไปไม่ได้ โดยเฉพาะต่อหน้าคนๆนี้ ไม่ได้เด็ดขาดเลย!

แองจี้มองภาพตรงหน้า รู้สึกปวดศีรษะเหลือทน ตั้งใจจะเอ่ยปากเรียกให้เจฟฟี่เข้าไปช่วย แต่เสียงนุ่มใสกลับดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ให้ฉันช่วย”

ออสตินดูเหมือนจะทนดูท่าทางเก้ๆกังๆต่อไปไม่ไหว จึงได้อาสาช่วยเหลือ แต่วินเซ็นท์กลับปฎิเสธเสียงหนักแน่นแล้วออกแรงดึงมากกว่าเดิมจนเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก

“ไม่ต้อง!”

ออสตินไม่ได้สนใจประโยคนั้นแต่ใช้สองมือฉุดแขนขนาดใหญ่ของโฮดาร์ฟแล้วจับพลิกคว่ำแทบจะทันที วินเซ็นท์หน้าตาเหลอหลา รู้สึกราวกับว่าเมื่อครู่ยังไม่ทันได้ออกแรง ก็ถูกอีกฝ่ายจับร่างใหญ่โตพลิกคว่ำอย่างง่ายดายราวกับพลิกแผ่นแป้งบนกระทะ
“ศีรษะของผู้ตายถูกตีด้วยของแข็งไม่มีคมหลายครั้ง อาวุธเป็นคนละชนิดกับมีดที่ใช้ปาดคอผู้ตาย” ออสตินพูดขณะลงมือแหวกกลุ่มผมของโฮดาร์ฟเพื่อสำรวจบาดแผล

วินเซ็นท์เลิกคิ้วขณะที่ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมอง เขาจับฝ่ามือสองข้างของโฮดาร์ฟขึ้นมาดู ฝ่ามือข้างขวาค่อนข้างสะอาด แต่ฝ่ามือข้างซ้ายกลับอาบย้อมไปด้วยโลหิต

“ฉันเห็นรอยฝ่ามือเปื้อนเลือดบนผนัง คาดว่าเป็นของโฮดาร์ฟ แสดงว่าที่เกิดเหตุจริงๆอยู่ตรงหน้าประตู เป็นไปได้ว่าฆาตกรรู้ตัวดีว่าสู้กันซึ่งๆหน้าไม่ได้ จึงลอบตีหัวเขาจากด้านหลัง” วินเซ็นท์วิเคราะห์ตามรูปการณ์ เขาลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบห้อง แล้วเริ่มจำลองเหตุการณ์ฆาตกรรมในสมองของตัวเอง

“เขาโดนตีกี่ที” วินเซ็นท์ถาม สายตามองตรงไปยังรอยกระเซ็นของเลือดบนผนังด้านหนึ่งในห้องรับแขก

“บอกได้แค่ว่าหลายที” ออสตินตอบ

“โฮดาร์ฟใช้มือซ้ายแตะแผลบนหัวที่โดนตีตรงหน้าประตู ก่อนจะใช้มือยันกำแพงเพื่อพยุงตัวเองหนีเข้ามาในห้องรับแขก แล้วเขาก็ถูกฟาดอีกครั้งจนล้มลงตรงนี้”

วินเซ็นท์ก้มตัวลงมาดูบาดแผลบนศีรษะของโฮดาร์ฟ และคาดเดาร่วมกับทิศทางการกระเซ็นของเลือด ทำให้เขาทราบว่าโฮดาร์ฟถูกตีและล้มลงในจุดที่เขาเสียชีวิต

“ดูจากบาดแผลแล้วฆาตกรเป็นคนถนัดขวา แต่จากสิ่งที่ฉันพูดไป คิดว่าบางทีเขาควรจะนอนคว่ำ” โฮดาร์ฟถูกตีจากด้านหลังและล้มลงทันที จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมานอนหงายตาเหลือกอย่างในตอนที่เข้ามาพบศพ

“เดี๋ยวนะ!” เจฟฟี่ร้องขึ้น เรียกให้ทุกคนหันไปสนใจ “ไม่มีใครคิดบ้างเหรอว่าฆาตกรแอบอยู่ในห้องรอโฮดาร์ฟ พอเขาเปิดประตูเข้ามาก็ลอบใช้มีดปาดคอเขาจากด้านหลัง โฮดาร์ฟใช้มือซ้ายกุมบาดแผลหนีเข้าไปในห้องรับแขกแล้วก็โดนแทงที่ท้องควักไส้ออกมา เขาร้องโหยหวน ฆาตกรหนวกหูจึงหาอะไรสักอย่างมาทุบให้เขาสลบไป ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเตะอย่างสาแก่ใจ แค่นี้เขาก็เลยนอนหงายได้แล้ว”

เจฟฟี่รู้สึกภูมิใจเพราะนานๆทีจะได้โชว์การวิเคราะห์ฉลาดๆออกมาบ้าง

“ถ้าปาดคอเขาก่อนแล้วทำไมยังจะต้องทุบหัวเขาอีกล่ะ” แองจี้แย้ง เจฟฟี่ร้องครางในลำคอเสียงหนึ่งแต่ไม่ยอมแพ้

“ก็ถ้าทุบหัวจนตายแล้วทำไมต้องบาดคอควักไส้ด้วยเล่า”

“ดูรอยแผลตรงนี้” ออสตินเอ่ย เรียกให้ทุกคนก้มลงมาดูบาดแผลที่เกิดจากการถูกของมีคมบาดบนลำคอหลายครั้ง “เป็นการใช้มีดปาดจากขวาไปซ้าย หรือพูดง่ายๆก็คือฆาตกรลงมือซึ่งๆหน้า โดยที่ผู้ตายไม่ได้มีการดิ้นรนขัดขืน เป็นไปได้ว่าฆาตกรตีหัวเขาจนสลบก่อนจะจับเขาพลิกหงายแล้วค่อยใช้มีดปาดคอและผ่าท้อง”

วินเซ็นท์ยกมือลูบปลายคางโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ออสตินพูดมา น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แต่ที่น่าแปลกคือการลงมือที่เข้าขั้นโรคจิตของฆาตกร ซึ่งดูๆไปแล้วสมิธก็ไม่เหมือนพวกชมชอบการทารุณคนอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะฆ่าให้ตายเลย

“นายรู้สาเหตุการตายของเขาหรือยัง” วินเซ็นท์ถาม

“บาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตายมีหลายแห่ง ต้องผ่าพิสูจน์ก่อนฉันถึงจะยืนยันได้”

วินเซ็นท์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับทีมพิสูจน์หลักฐาน

“งั้นก็เอาศพกลับไปศูนย์แล้วชันสูตรขั้นต่อไปได้เลย”

หลังจากมีรถมารับศพไปส่งที่ศูนย์แพทย์นิติเวชวิทยาแล้ว เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้านไปพักผ่อน ห้องของโฮดาร์ฟซึ่งเป็นที่เกิดเหตุยังคงถูกปิดกั้น ห้ามคนเข้าออกก่อนได้รับอนุญาต เพื่อรักษาสภาพที่เกิดเหตุไว้ดังเดิมจนกว่าจะจับกุมฆาตกรได้

“นายมายังไง” วินเซ็นท์ถามออสติน เมื่อพวกเขาเดินออกมาจากอพาร์ทเมนท์โกโรโกโส

“ขับรถมา”

“ดี” วินเซ็นท์พยักหน้าอย่างพอใจ เขาหยิบกุญแจรถญี่ปุ่นออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วโยนส่งๆไปให้เพื่อนร่วมงานที่เกือบรับไว้ไม่ทัน

“ฉันให้ยืม”

แองจี้ถลึงตามองวินเซ็นท์แล้วเอ่ยเสียงลอดไรฟัน

“ฉันไม่ได้ขอ”



ออฟไลน์ Willhammin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: Goodnight Kiss จุมพิตรัตติกาล P.1 [12/09/2020]
«ตอบ #8 เมื่อ14-09-2020 18:55:01 »


เธอมาถึงที่เกิดเหตุโดยรถตู้ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน แล้วจู่ๆทำไมเธอจะต้องทำตัวเป็นสารถีเก็บรถให้เจ้าบ้าคนหนึ่งที่ริอาจอยากจีบหนุ่มด้วยล่ะ
 
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอบใจ” วินเซ็นท์หัวเราะฮี่ๆแล้ววิ่งตามออสตินไป คิดเพียงแค่อยากรีบทำความรู้จักกับคนที่เขาถูกชะตา จะได้มีเพื่อนใหม่แสนเฉลียวฉลาดเพิ่มมาอีกคน แต่เจ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าคนอื่นต่างมองว่าเขาอยากลากคนงามขึ้นเตียงใจจะขาดแล้ว

“ฉันไปด้วย” วินเซ็นท์ตามติดออสตินมาจนถึงฟอร์ดเอสเคปสีดำเงางามที่จอดอยู่ริมถนน

“ไม่จำเป็น” คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหมุนตัวกลับมาปฎิเสธเสียงเรียบ “หลังผ่าพิสูจน์แล้ว ฉันต้องเขียนรายงานส่งให้นายแน่นอน”

“นี่เป็นคดีแรกของนายในแอลเอสินะ” วินเซ็นท์ยกมือกอดอก ท่าทางเป็นการเป็นงาน ส่วนสูงของพวกเขาใกล้เคียงกันมากจึง
ทำให้วินเซ็นท์มองสบตากับออสตินได้พอดิบพอดี

“ใช่” ออสตินตอบ ดวงตาคู่นั้นไม่สะท้อนอารมณ์ใดๆ เสาไฟเก่าแก่ข้างถนนส่องแสงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ใบหน้างดงามครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เงามืด แลดูเย็นชาอย่างน่าประหลาด

“ฉันอยากให้นายรู้ว่าฉันจริงจังกับงานของฉันมาก” วินเซ็นท์บอก

“ฉันก็ด้วย”

“ดี งั้นเราไปด้วยกัน”

ออสตินหลุบตาลง แพขนตายาวทอดเงาสลัวบนใบหน้างามล้ำราวกับหยกเนื้อดี วินเซ็นท์เห็นแล้วรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ จึงรีบพูดต่อ

“ไม่เอาน่า ตอนนี้พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้วนะ ไหนๆก็ต้องไปทางเดียวกัน ให้ฉันติดรถไปด้วยไม่ได้เชียวหรือ” ออสตินไม่ตอบ เขาปลดล็อครถแล้วขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย ไม่ต้องรอให้ใครเชื้อเชิญ วินเซ็นท์ก็รีบเชิญตัวเองขึ้นไปนั่งบนเบาะข้างคนขับแล้วดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดเองเป็นอันเรียบร้อย

วินเซ็นท์เก่งด้านการสืบคดีพอๆกับที่เก่งด้านการหาเรื่องใส่ตัว ยิ่งการหาความสำราญใจยิ่งถนัดเป็นพิเศษ

“ออสติน”
เจ้าของชื่อนิ่งเฉยไม่ไหวติง ตั้งใจขับรถต่อไปอย่างระมัดระวัง วินเซ็นท์มองคนงามอย่างครุ่นคิด ออสตินมีท่าทางสุภาพเรียบร้อย ฉลาดและที่สำคัญไม่พูดพล่ามไร้สาระอย่างเจฟฟี่หรือเดลลี่ ช่างเป็นคนที่ทำให้วินเซ็นท์ถูกอกถูกใจมาก แต่เขาคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนเย็นชาและมีโลกส่วนตัวสูง คนแบบนี้เข้าหายาก แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาหรอก เขาอยากได้มาเป็นเพื่อนซะอย่าง ยังไงก็ต้องได้

“ออสติน เฉิน”

วินเซ็นท์เรียกซ้ำ แต่คนถูกเรียกกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน

“เฉิน” วินเซ็นท์เรียกอีก

“เฉิน” วินเซ็นท์คลี่ยิ้มแล้วเรียกอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ ในที่สุดคนงามก็ส่งเสียงตอบเขาแล้ว

“มีอะไรก็พูดมา”

“นายรำคาญฉันมากเลยหรือ”

วินเซ็นท์ถาม แองจี้เคยบอกว่าเขาพูดมากน่ารำคาญเหมือนเจฟฟี่ไม่มีผิด แต่เรื่องนี้เขาไม่เห็นด้วย เขาพูดมากนั้นยอมรับ แต่เขาทั้งหล่อเหลาและมีสาระ อีกทั้งยังเก่งกว่าเจฟฟี่ตั้งเยอะ จะบอกว่าเขากับเจ้าบ้านั่นเหมือนกันได้อย่างไร

“เงียบอีกแล้ว” เมื่อไม่ได้คำตอบ วินเซ็นท์ก็ไม่ได้โมโห เขายื่นมือไปตบไหล่ออสตินป้าบใหญ่

“รู้มั้ย ถึงใครๆจะบอกว่าฉันเป็นตัวยุ่ง แต่จริงๆแล้วพวกเขาก็ชอบฉันกันทั้งนั้น ถ้าพวกเราทำงานด้วยกันต่อไปอีกนิด รับรองว่านายต้องอยากเป็นเพื่อนกับฉันแน่”

วินเซ็นท์เป็นคนมั่นใจในตัวเอง และชอบที่สุดที่จะได้เป็นจุดสนใจของคนในกรมตำรวจ การถูกเมินเฉยใส่แบบนี้จึงทำให้โรคชอบก่อกวนกำเริบขึ้นมาดื้อๆ ถ้าเขาเล่นสนุกกับสิ่งรอบตัวไม่ได้ เขาก็ทำได้เพียงแค่หันมา ‘เล่น’ ออสติน เฉินเท่านั้นเอง
วินเซ็นท์ก่อกวนออสตินมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงศูนย์แพทย์นิติเวชแห่งกรมตำรวจแอลเอ วินเซ็นท์รู้สึกนับถือในความอดทนและความใจเย็นของคนงาม เพราะไม่ว่าเขาจะพล่ามไร้สาระมากแค่ไหน ก็ไม่เห็นว่าออสตินจะชักสีหน้าหรือไล่ตะเพิดเขาลงจากรถ

“ฉันจะเข้าไปด้วย”

วินเซ็นท์เอ่ยขึ้นเมื่อมาถึงห้องผ่าศพ เขาแอบจับสังเกตความรู้สึกบนใบหน้าของนายแพทย์ เห็นฝ่ายนั้นก้มหน้าเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยปิดสนิท แลดูเหมือนคนที่กำลังอดทนข่มกลั้นต่อสิ่งชั่วร้าย วินเซ็นท์เห็นดังนั้นก็ไม่ได้รู้สึกสลดกลับหัวเราะฮ่าๆแล้วถาม

“นายโมโหแล้วเหรอ”

ออสตินไม่ตอบ ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปรื้นค้นบางอย่างในตู้ทรงสูง วินเซ็นท์กวาดตามองไปรอบห้อง ผนังด้านหนึ่งถูกแทนที่ด้วยกระจกใสและประตูที่นำไปสู่ห้องผ่า เขามองผ่านกระจกเข้าไปและเห็นว่าตรงกลางห้องมีเตียงติดล้อที่มีร่างของโฮดาร์ฟนอนอยู่ ร่างกายของเขาเปลือยเปล่า ท่อนล่างมีผ้าสีขาวผืนหนึ่งคุมเอาไว้ ข้างๆเตียงมีเครื่องมือและอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการผ่า วางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนถาดเงิน

“ใส่นี่ซะ เข้ามาแล้วห้ามแตะต้องอะไรซี้ซั้ว”

วินเซ็นท์หันกลับไปหาออสตินที่ยัดบางอย่างเข้ามาในมือ เขาก้มมองผ้าสีเขียวซึ่งเป็นชุดคลุมทับสำหรับผ่าชันสูตรศพ ผ้าปิดปาก หมวกคลุมผมและถุงมือยาง วินเซ็นท์ยิ้มรับแล้วเอ่ยอย่างมาดมั่น

“รับทราบ”

สาเหตุการตายที่แพทย์นิติเวชจะสรุปออกมา แบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ สาเหตุการตายโดยตรง สาเหตุการตายหลัก สาเหตุการตายรอง และสาเหตุการตายโดยรวม

สาเหตุการตายโดยรวม หมายถึง การมีหลายสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต โดยไม่สามารถตัดสินได้ว่าอันไหนเกิดก่อนหรือหลัง และไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตเพราะบาดแผลใด ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์สาเหตุการตายเป็นสองกรณี เรียกว่า ‘สาเหตุการตายโดยรวม’

ในคดีนี้ ‘จอห์น โฮดาร์ฟ’ ถูกของแข็งไม่มีคมตีที่ศีรษะหลายครั้ง ทำให้เกิดเลือดออกใต้ผิวหนังและรอยแตกเจ็ดแผลกระจายอยู่ทั่วศีรษะ มีกระดูกหลายแห่งใต้บาดแผลแตกละเอียด มีเลือดออกในกะโหลก สมองถูกกระทบกระเทือน อาการบาดเจ็บดังกล่าวรุนแรงจนสามารถทำให้โฮดาร์ฟเสียชีวิตได้ ส่วนบาดแผลตรงลำคอเห็นได้ชัดว่ามีเลือดออกมาก เป็นปฏิกิริยาตอนมีชีวิต จึงสันนิษฐานได้ว่าเขาถูกปาดคอก่อนจะเสียชีวิต ซึ่งบาดแผลบริเวณนี้ก็มีเลือดออกมากเป็นเหตุให้โฮดาร์ฟเสียชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นออสตินจึงสรุปสาเหตุการตายว่าเป็นสาเหตุโดยรวม ส่วนบาดแผลจากการผ่าท้องเป็นการกระทำหลังจากที่โฮดาร์ฟเสียชีวิตไปแล้วเพราะเลือดเริ่มแข็งตัว

“นายคิดยังไง”

วินเซ็นท์เลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำถามจากออสติน เขาก้มหน้ามองบาดแผลบนลำคอของศพอีกครั้งแล้วเริ่มคิดอย่างจริงจัง “รอยพวกนี้มักพบได้ในคดีฆ่าตัวตาย อย่างการทดลองกรีดบนข้อมือของตัวเองหลายๆครั้ง แต่ในคดีนี้เป็นการฆาตกรรมแน่นอน บางทีเจตนาของฆาตกรอาจเป็นการตัดหัวของโฮดาร์ฟ แต่เป็นเพราะมีดที่ใช้เป็นแค่มีดทำครัว และจุดรับแรงคือลำคอด้านหน้าที่มีลักษณะโค้ง ทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่และเศษเนื้อหลุดติดออกมาแต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้คอของเขาขาด”

ออสตินพูดต่อ “บาดแผลที่ศีรษะของโฮดาร์ฟกระจายอยู่หลายแห่ง เห็นได้ชัดว่ามีการขัดขืน แต่บาดแผลที่ลำคอกลับรวมกันอยู่ที่เดียว เป็นการลงมีดซ้ำๆ แล้วเลือดก็ไหลจากด้านหน้าไปด้านหลัง”

“นายกำลังจะบอกว่าโฮดาร์ฟสูญเสียความสามารถในการขัดขืน บาดแผลที่หัวก็สาหัสพอจะทำให้เขาเสียชีวิตได้ แล้วทำไมฆาตกรจะต้องปาดคอคนที่หมดทางสู้ใช่มั้ย”

“ใช่”
วินเซ็นท์พยักหน้า ไม่ใช่ว่าไม่สงสัย แต่เขาลืมสงสัยในจุดนี้ต่างหาก นั่นเป็นเพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าฆาตกรเป็นใคร เหลือก็แต่การหาหลักฐานในการเอาผิดเท่านั้น

“ถ้าฉันเป็นฆาตกรฉันจะทำแบบนี้เพราะฉันไม่มั่นใจว่าเขาจะตาย เพราะงั้นฆาตกรจะต้องรู้จักกับเหยื่อ”

วินเซ็นท์แสร้งสันนิษฐานไปอย่างนั้น แน่นอนว่าโฮดาร์ฟต้องรู้จักกับเพื่อนบ้าน สมิธอยู่แล้ว

“อีกเรื่อง…” ออสตินเอ่ย “ฆาตกรที่ใช้อาวุธมากกว่าหนึ่งชนิดมักเป็นพวกโรคจิตที่สนุกกับการทรมานเหยื่อ หรือไม่ก็…”

ประโยคนั้นราวกับแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในสมองของวินเซ็นท์ ดวงตาคู่สีดำเป็นประกายวาววับขณะโพล่งขึ้นมา

“ฆาตกรไม่ได้มีคนเดียว”

นายมันโง่จริงๆ!

วินเซ็นท์สบถหยาบคายในใจอีกหลายประโยค แล้วเริ่มเดินกลับไปกลับมาเหมือนหนูติดจั่น เป็นเพราะความสามารถพิเศษในการมองเห็นวิญญาณทำให้เขาปักใจเชื่อว่า ‘แดน สมิธ’ คือฆาตกรเพียงหนึ่งเดียว โดยที่ไม่ได้คิดให้รอบคอบจนอาจมองข้ามสิ่งสำคัญบางอย่างไป

นายกำลังมองข้ามอะไรไปบ้าง…คิดดีๆสิ!

“เราเจอมีดทำครัวที่ใช้ปาดคอโฮดาร์ฟแล้ว แต่ฉันต้องให้คนตรวจสอบดูว่ามันเป็นของเขาหรือของที่ฆาตกรนำมันมา แต่ของแข็งที่ใช้ตีหัว เรายังหาไม่เจอ”

วินเซ็นท์พึมพำ รู้สึกไม่สบอารมณ์เมื่อคิดว่าคดีในครั้งนี้ไม่ง่ายเลย ต่อให้รู้ว่าหนึ่งในฆาตกรเป็นใคร แต่เขากลับไม่มีหลักฐานในการจับกุมและยังไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แล้วแรงจูงใจล่ะ คืออะไร?

“บางทีอาจเป็นของคนร้าย แล้วเขาก็นำมันกลับไปด้วย”

ฆาตกรที่ไม่ทิ้งอาวุธไว้ในที่เกิดเหตุ แต่เสี่ยงที่จะนำมันกลับไปด้วย ย่อมมีความกังวลว่าตำรวจจะสืบสาวไปถึงตัวเองได้

“อาจเป็นประแจ” ออสตินบอก

“นายรู้ได้ยังไง” วินเซ็นท์หันไปถามด้วยท่าทางตื่นเต้น

“ตรงนี้มีรอยรูปตัวยูคว่ำ ขนาดก็พอจะเป็นไปได้” ออสตินตอบ

วินเซ็นท์ก้มมองรอยดังกล่าวที่อยู่ด้านหลังศีรษะของศพ เนื่องจากโฮดาร์ฟถูกตีหลายครั้ง รอยรูปตัวยูคว่ำจึงซ้อนทับกัน รวมถึงรอยช้ำเลือดที่ทำให้มองเห็นยากขึ้น แต่นั่นก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากสายตาอันแหลมคมของออสติน

“เฉิน มีใครเคยบอกนายมั้ยว่า…” วินเซ็นท์เริ่ม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยกขึ้นที่มุมปาก ออสตินเหลือบตาคู่สวยมามองเขาเป็นเชิงถาม

“นายสวยมากเลย”

น้ำเสียงหยอกเย้าทำให้ดวงตาสีเทาเข้มวาววับขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่มีหรือที่วินเซ็นท์จะสลด กลับหัวเราะอย่างร่าเริง คนงามก็คือคนงาม ต่อให้ไม่พอใจก็ยังน่ามองอยู่ดี

“ล้อเล่นน่า นายเยี่ยมมากต่างหาก”

วินเซ็นท์กล่าวจากใจจริง ถ้าเป็นเดลลี่อาจจะไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งพวกนี้ เจ้านั่นคิดว่าตัวเองแค่ทำหน้าที่สันนิษฐานเวลาตายและสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันจบ ที่เหลือขอยกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวน ทั้งฝีมือการวิเคราะห์และความสุขุมเรียกได้ว่าต่างกับออสตินแบบคนละชั้น วินเซ็นท์ชักจะชมชอบออสตินมากขึ้นแล้ว การได้ทำงานกับคนแบบนี้ย่อมทำให้เขาสบายใจมากกว่า

“ปีนี้นายอายุเท่าไร” วินเซ็นท์ถาม ถ้าดูจากภาพลักษณ์ ออสตินเหมือนหนุ่มน้อยวัยยี่สิบปี แต่ถ้าดูจากความสุขุมและความคล่องตัวในการทำงาน เขาเดาว่าอาจจะเกือบสามสิบแล้ว

“ไม่อยากตอบหรือ?” วินเซ็นท์ถามอีก เขายกมือลูบปลายคางแล้วมองออสตินที่กำลังจัดการเย็บศพให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ถ้าเขาถามออสตินว่ามีเคล็ดลับในการดูแลตัวเองยังไงถึงได้ดูเด็กแบบนี้ อีกฝ่ายก็คงจะไม่ตอบเช่นกัน…น่าเสียดาย

“ก็ได้ งั้นนายทำงานมานานแค่ไหนแล้ว นายดูมีประสบการณ์โชกโชนมากเลยนะ ตอนที่อยู่ชิคาโก้ก็ทำงานให้ตำรวจแล้วเหรอ” วินเซ็นท์ถามต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ ตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งออสตินเย็บศพของโฮดาร์ฟเสร็จ ก็ไม่ได้ตอบคำถามของวินเซ็นท์เลย

“นี่ก็สายแล้ว” วินเซ็นท์พูดขึ้นในตอนที่ออกมาจากห้องเก็บศพ เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือที่กำลังบอกเวลา 8.15 A.M. “พวกเราไปหามื้อเช้ากินกันมั้ย ฉันรู้จักร้านอาหารดีๆแถวนี้ทั้งหมดเลย นายชอบกินมื้อเช้าแบบไหนล่ะ”

ออสตินไม่ได้ชายตาแลเขาอีก เมื่อหยิบกระเป๋าของตัวเองได้ก็ก้าวเท้าไปตามโถงทางเดินเงียบๆ วินเซ็นท์หัวคิ้วกระตุก เขาเชื่อมั่นเสมอว่าตัวเองสามารถเข้ากับคนได้ทุกรูปแบบ แต่ดูเหมือนว่ารูปแบบนี้จะยังไม่เคยเข้าล่ะนะ

วินเซ็นท์มองตามแผ่นหลังกว้างได้รูปที่เดินนำอยู่ด้านหน้าแล้วตัดสินใจวิ่งตามมาจนทัน ออสตินเหลือบตามามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะก้าวต่อไปอย่างเฉยชา

หมอนี่!

“เฉิน” วินเซ็นท์เรียกอีกแม้จะไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย นายเงียบได้ก็เงียบไป ฉันจะเรียกซะอย่าง

“เฉิน”

วินเซ็นท์เรียกอีกครั้งเมื่อพวกเขามาถึงหน้าประตูศูนย์แพทย์นิติเวช ตอนนี้ท้องฟ้าสว่างแล้ว และเริ่มมีเจ้าหน้าที่หลายคนทยอยกันเข้ามาทำงาน ส่วนท้องถนนเบื้องหน้านั้น คลาคล่ำไปด้วยฝูงชนที่เร่งรีบไปทำงาน

“เฉิน” วินเซ็นท์เรียกต่อไป ซึ่งคราวนี้เขาได้รับคำตอบกลับจากคนข้างๆแล้ว

“เลือกร้านที่นายชอบ”

วินเซ็นท์ยิ้ม

“ย่อมได้”




TBC. ใครชอบช่วยคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ

:L2:





 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด