.:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]  (อ่าน 853 ครั้ง)

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ
                                                     

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*********************************************************************

คืนหนึ่ง ‘ภาคภูมิ’ ได้รับโทรศัพท์จากแม่ว่าเพื่อนเก่าอย่าง ‘ดนตรี’ เกิดปัญหาเรื่องที่พักอาศัย เขาจึงขอมาอาศัยอยู่ที่ห้องของภาคภูมิชั่วคราว

แต่คืนวันผันเปลี่ยนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ทำให้ภาคภูมิที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกับดนตรีนั้นเปลี่ยนไปจากคนเดิมมากซะแทบจำไม่ได้ ทั้งนิสัย รสนิยม ความชอบนั้นต่างกับครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองยังอยู่ด้วยกัน

ในขณะที่ความเปลี่ยนไปของดนตรีเองก็ต้องให้พาคภูมิถึงกับตกใจ แต่นั้นมันแค่ส่วนเล็กๆเท่านั้น เพราะภาคภูมินั้นไม่ได้รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการที่ดนตรีมาขออยู่อาศัยด้วยเลยแม้แต่น้อย...

...

'ถ้าเกิดย้อนกลับไปตอนที่เรายังสนิทกันเหมือนเมื่อก่อน มึงมีเรื่องอะไรที่อยากทำบ้างม่ะ'

ติ้ง...

'มีสิ...'

'วันนั้น...'

'กูคงจะไม่บอกรักมึง'

ไรเตอร์ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านเรื่องนี้นะจ๊ะ

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-10-2020 12:42:31 โดย MarinG »

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   Page #1 พบกันอีกครั้ง




   
   

   ‘มึงกับกูจะยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้รึป่าวว่ะ’


   ‘...ทำไมมึงพูดแบบนั้นว่ะ’


   ‘มึงก็รู้อยู่ว่าที่กูพูด...มันหมายถึงอะไร’


   ‘เฮ้ย ทำไมพูดแบบนั้นว่ะ ถึงมึงจะเป็นอะไร มึงก็ยังเป็นเพื่อนกูเหมือนเดิมนั่นแหละ’


   ‘กูขอโทษ...’


   ‘ขอโทษ? ขอโทษเรื่องอะไรว่ะ?’


   ‘ขอโทษที่กูเป็นแบบนี้...’


   ‘…’


   ‘ขอโทษที่กูรักมึง’


   วันสุดท้ายของการเรียนมัธยมศึกษาปีห้า ในวันนั้นคือครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นหน้ามัน คุยกับมัน  และยังเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินเสียงของมัน...

   

   

   

   

   

   “อืม...อ่า” หญิงสาวก้มลงประกบปากกับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง แม้ทั้งคู่จะเสร็จกิจไปแล้วรอบหนึ่งก็ตาม ความร้อนแรงยังคงไม่แผ่วลงเลยแม้แต่น้อย


   Rrrrr...


   เสียงโทรศัพท์ของภาคภูมิดังขัดจังหวะทั้งสองขึ้นกลางคัน เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์จากโต๊ะที่หัวเตียง เมื่อเห็นว่าชื่อของแม่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ภาคภูมิจึงผละออกจากร่างของหญิงสาว “วันนี้เธอกลับไปก่อน...”


   “เอ๋ อะไรอ่ะ แคทยังรู้สึก...อยู่เลยนะ”


   “ฉันมีธุระ...กลับไป” เมื่อพูดดีดีแล้วอีกฝ่ายยังไม่ยอมทำตาม ภาคภูมิจึงจำเป็นต้องใช้คำพูดที่ฟังดูหยาบกระด้าง ใครฟังก็อดหงุดหงิดไม่ได้ยิ่งเป็นคนที่พึ่งร่วมรักกันเมื่อกี้แล้วอีก หญิงสาวทำเสียงฟึดฟัดไม่พอใจ จานนั้นเธอก็แต่งตัว และเดินออกจากไปโดนทิ้งเสียงปิดประตูที่ดังสนั่นไว้ให้ภาคภูมิถูกข้างห้องกรนด่าสาปแช่งเป็นของต่างหน้า


   “เห้อ...” ภาคภูมิถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย จากนั้นก็ไปหยิบกางเกงตัวหนึ่งขึ้นมาสวม เขานั่งลงที่โซฟาแล้วจึงโทรกลับหาแม่ของเขาที่เมื่อกี้ไม่ได้กดรับสาย รอไม่นานนักเธอก็รับสายของลูกชาย “สวัสดีครับแม่ มีอะไรรึป่าวครับโทรมาซะดึกเลย”


   [ภูมิสบายดีรึป่าวลูก แม่ขอโทษนะที่โทรมาซะดึกเลย ภูมินอนรึยัง ถ้าง่วงแล้วก็ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวแม่ค่อยคุยพรุ่งนี้ก็ได้]


   “ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ พูดมาเถอะผมยังไม่ง่วงครับ”


   [อย่างงั้นเหรอจ๊ะ... เออ แม่จะเริ่มพูดยังไงดีละเนี่ย... คืออย่างนี้! คอนโดลูกมันยังมีห้องว่างเหลือใช่ไหม]


   “หืม? ก็ต้องว่างสิครับ ก็ผมอยู่ห้องนี้คนเดียวนิ”
 

   [อ่า จริงด้วยเนอะ แม่นี่ขี้ลืมจริงๆ ฮ่าฮ่า แล้วถ้าเกิด...จะกลายเป็นอยู่สองคนล่ะ ภูมิจะว่าอะไรไหมจ๊ะ]


   “แม่...หมายความว่ายังไงครับ?”


   [ภูมิจำตรีได้ไหมลูก]


   ชื่อที่แม่ของภาคภูมิพูดออกมานั้นทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย เรื่องราวของดนตรีและเขาค่อยๆพรั่งพรูออกมาทีละนิด “จำได้สิครับแม่ แล้วไอ้ตรีมันอะไรเหรอครับ”


   [คือว่าแม่ของตรีเขาโทรมาขอร้องแม่น่ะ พอดีตรีเขามีปัญหาเรื่องที่พักเขาก็เลยมาอาศัยอยู่กับลูกน่ะ]


   “ที่พัก? นี่ไอ้ตรี...มันเรียนอยู่ใกล้ๆกับมหาลัยของผมเหรอครับ”


   [อยู่มหาลัยเดียวกันเลยแหละจ๊ะ] ภาคภูมิรู้ไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ นี่ขนาดอยู่ใกล้กันแค่นี้ยังไม่คิดจะติดต่อมาอีกเหรอเนี่ย


   [ลูก...ว่าไงบ้างจ๊ะ]


   “ก็ได้ครับแม่ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แล้วมันจะย้ายเข้ามาอยู่วันไหนครับ”


   [น่าจะเป็นวันมะรืนน่ะลูก งั้นเดี๋ยวแม่โทรไปบอกแม่ของตรีก่อนนะลูกว่าโทษโอเค ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ]


   “ฝันดีครับแม่” หลังจากที่แม่ของภาคภูมิวางสายไปเขาก็มองจอโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เปิดเขาไปดูรูปภาพเก่าที่ถ่ายไว้สมัยมัธยมก่อนที่ภาคภูมิจะต้องย้ายไปที่อื่นอย่างกระทันหัน รูปที่เขาถ่ายกับกลุ่มเพื่อนสนิททั้งสี่คน สองคนที่กอดคอกันยิ้มอย่างมีความสุขอยู่สุขอยู่ตรงกลางเฟรม นั้นก็คือพวกเขาทั้งสองภาคภูมิกับดนตรี “หึ ไม่ได้เจอกันตั้งแล้วนะ กูควรจะทำตัวยังไงกับมึงดีนะไอ้ตรี”

   

   

   

   

   

   

   ในที่สุดก็ถึงวันที่ดนตรีจะย้ายเข้ามาอยู่กับผมตามที่แม่บอกแล้ว ความจริงผมหลังจากที่ผมตอบตกลงไปแล้ว ผมก็ยังมานั่งคิดทีหลังเลยว่า ดีแล้วเหรอว่ะที่จะยอมให้มีคนมาอยู่เป็นรูมเมทด้วบแบบนี้  มันคงจะทำอะไรๆไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อน แต่จะให้ผมปฏิเสธไปทีหลังมันก็... ยิ่งคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทแล้วด้วย


   อย่าพึ่งเข้าใจผิดกันนะครับ ผมกับดนตรีไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนะครับ เพียงแค่ว่าตอนจบ ม.5 ผมต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอกับมันอีกเลย อาจมีช่วงแรกที่คุยกันบ้าง แต่นานวันเข้าเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย แล้วยิ่งตอนนี้อีก ผมเลยไม่มั่นใจว่าเราจะยังคุยกันสนิทกันเหมือนเมื่อก่อนรึป่าว ไม่ใช่แค่ดนตรีหรอกที่น่าจะเปลี่ยนไป เพราะขนาดตัวผมเองยังเปลี่ยนไปจากเดิมมากเลย


   ตั้งแต่ที่ผมต้องย้ายไปเรียนที่ใหม่ คงเพราะเวลาแค่หนึ่งปีมันคงไม่พอให้เรารู้จักกับใครไม่ได้มากพอ ผมเลยจบจากที่นั่นแบบไม่มีเพื่อนเลย แต่ถ้าแค่เพื่อนที่คุยกันตามปกติมันก็มีนะครับ แต่สำหรับผมมันต้องคุยแบบเปิดใจบรึกษากันได้ทุกเรื่องอะไรแบบนั้น ถึงมหาลัยจะมีเพื่อนเยอะ ทั้งเพื่อนเที่ยว เพื่อนคุย พวกผู้หญิง แต่ถ้าให้เทียบคงไม่มีใครที่เทียบดนตรีได้หรอกครับ


   “เฮ้ย! ไอ้ภาคคืนนี้ร้านเดิมป่าวว่ะ” ไอ้แจ๊คเข้ามากอดคอผมพร้อมกับชวนกันไปสังสรรค์ตั้งแต่ยังไม่เที่ยง


   “โทษทีว่ะ วันนี้กูไม่ว่าง”


   “หืม มึงเป็นห่าไรเนี่ย คนอย่างภาคภูมิแม่งเคยพลาดด้วยเหรอว่ะ” ไอ้แจ๊คบ่นออกมา


   “เออ วันนี้เพื่อนกูจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วย”


   “เพื่อน? เพื่อนหรือสาวเอาให้แน่ นี่มึงแอบไปมีตัวจริงไม่บอกกูเหรอเนี่ย”


   “ตัวจริงเหี้ยไรละ” ผมพูดพร้อมกับตบกระบาลมันไปเบาๆ “กูไปละ เดี๋ยวต้องรีบไปเก็บของทำความสะอาดห้องซักหน่อย”


   “เออๆ เอาไว้เปลี่ยนใจก็ทักมาหากูได้ตลอดนะเว้ย กูพร้อมเสมอ ฮ่าฮ่า”


   “ไอ้ขี้เหล้าเอ้ย...”


   วันนี้ผมมีเรียนแค่ช่วงเข้า ส่วนดนตรีจะย้ายของมาช่วงเย็นเพราะมีเรียนทั้งวัน ผมเลยตัดสินใจกลับห้องไปทำความสะอาดซักเล็กน้อยพอเป็นพิธี ผมได้ไลน์ของมันมาหลังในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุยกับแม่ ผมพึ่งรู้ว่ามันเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมดเลย ขนาดอยู่มหาลัยเดียวกันผมยังไม่รู้เลย แอบน้อยใจอยู่เหมือนกันนะที่มันไม่ยอมบอกอะไรผมเลย


   ผมกับดนตรีเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ เพราะเกิดก่อนมันแค่เดือนกว่าๆเท่านั้นเอง แถมบ้านก็อยู่ติดกันเลยเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เรียนมาด้วยกัน อยู่ห้องเดียวกัน คงจะเหลือแค่มีแฟนคนเดียวกันละมั้ง แต่เรื่องนั้นผมว่าอย่าเลยจะดีกว่า ว่าไปแล้วอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้เจอมันก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ


   จากที่ผมจะแค่ทำความสะอาดพอเป็นพิธี กลายเป็นว่าพิธีเล็กนี่มันก็หนักเอาการอยู่เหมือนกันนะ นี่ห้องผมรกขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย พอมองดูนาฬิกาเวลาก็ล่วงเลยมาจนจะสี่โมงแล้ว


   ติ้ง!


   เสียงไลน์จากโทรศัพท์ของผมดังขึ้น ซึ่งมันคือข้อความจากดนตรี

   

   ‘ภูมิกูเรียนเสร็จ เดี๋ยวกำลังจะไปที่ห้องมึงนะ’


   
‘โอเค กูเก็บกวาดห้องเสร็จพอดี’


   
‘แล้วของมึงเยอะป่าว ให้กูไปช่วยขนม่ะ’


   ‘ไม่เป็นไร มีไม่เยอะกูเตียมไว้หมดแล้ว’


   
‘มึงมาถูกรึป่าว ให้กูไปรับไหม’


   ‘ไปถูก เดี๋ยวอีกประมาณชั่วโมงนึงเจอกัน’


   
‘เคร เจอกัน’

   

   หลังจากนั้นผมที่รอให้ดนตรีมาถึง ก็เข้าไปจัดเตรียมข้าวของในห้องในมัน ห้องของผมเป็นของลุงที่ให้แม่ผมไว้ มันมีห้องแยกสองห้องพอดี ปกติผมจะใช้ห้องห้องเก็บของไม่ก็ห้อง... ห้องเชือดนั้นแหละ หลังจากนี้การระบายอารมณ์ของผมคงจะเปลี่ยนไปพอสมควรเลย คงต้องคิดกันใหม่อีกทีแล้วละ


   หลังจากผ่านไปประมาณชั่วโมงตามที่ดนตรีบอก ก็มีเสียงกดกริ้งที่หน้าประตูดังขึ้น ผมลุกจากโซฟาและเดินไปเปิดประตู ผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถสูงไปกว่าผม ร่างที่บางกว่า แล้วใบหน้าที่คุ้นเคย


   “เป็นไงไอ้ตรี ไม่ได้เจอกันนานเลย”


   ผมกล่าวทักทายเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันซะนาน ดนตรีเงยหน้ามองผมแล้วยิ้มกว้างให้ผมเห็นหนึ่งที แต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา จากนั้นผมก็ช่วยมันขนสัมภาระเข้ามาไว้ข้างในห้อง


   ติ้ง!


   เสียงไลน์ดังขึ้นอีกครั้ง และเมื่อผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็พบว่ามาเป็นข้อความของ...


   ...ดนตรี

   

   ‘ห้องไหนคือห้องของกูเหรอ’

   

   ผมอ่านข้อความแล้วเงยหน้าขึ้นมามองคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างงุนงง ทำไมมันยังส่งข้อความหาผมอยู่ ทั้งที่ตอนนี้มันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ในห้องของผม ตรงหน้าผม หรือมันเป็นพวกติดโทรศัพท์กัน?


   “ห้องนู้น” ผมยังไม่ได้ถามอะไรมันแล้วชี้นิ้วไปยังที่มันต้องอยู่ ดนตรีหันไปตามทางที่ผมชี้ จากนั้นมันก็เปิดประตูแล้วเอาข้าวของเข้าไปเก็บข้างใน และจากนั้นไม่นานเสียงไลน์ก็ดังขึ้นครั้ง

   

   ‘ห้องมึงสวยนะเนี่ย’


   ‘ไม่ได้เจอกันตั้งนาน แล้วต้องมาอยู่ด้วยกันแบบนี้...’


   ‘กูก็รู้สึกเขินๆว่ะ ฮ่าฮ่า’


   ‘สติ๊กเกอร์หัวเราะ’

   

   ข้อความถูกส่งเข้ามาในแชทรัวๆจนในที่สุดผมก็ทนไม่ไหวตะโกนออกไปเสียงดัง


   “เฮ้ย ไอ้ตรี!” เสียงตะโกนของผมทำให้เดินออกมาจากห้องพร้อมกับทำหน้าสงสัย “มึงจะพิมพ์ไลน์มาทำไมว่ะ อยู่ใกล้กันแค่นั้นเอง พูดกับกูด้วยปากก็ได้!”


   พอผมพูดออกไปแบบนั้นด้วยความรำคาญ หน้าดนตรีก็เศร้าลงจนเหมือนกับว่าจะร้องไห้ จากนั้นมันก็เดินเข้าไปในห้องอีกครั้ง และออกมาพร้อมกับสมุดหนึ่งเล่มกับปากกาเมจิกหนึ่งด้าม


   ดนตรีเปิดสมุดแล้วเขียนอะไรบางอย่างลงไป ผมสังเกตเห็นมือของสั่นระหว่างที่เขียนลงบนสมุด เขียนเสร็จมันก็หันสมุดมาทางผมบนกระดาษปรากฏข้อความ...

   

   ‘ขอโทษ’

   

   “ขอโทษ... ขอโทษกูเรื่องอะไร” ดนตรีหันสมุดกลับเข้าหาตัวเพื่อเขียนอีกครั้ง คราวนี้หน้ามันเหมือนกันจะร้องไห้ซะยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก ไม่นานนักมันก็หันสมุดกลับมา เป็นข้อความที่ทำให้ผมสะอึก

   

   ‘ขอโทษที่กูพูดไม่ได้...’



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-09-2020 23:42:14 โดย MarinG »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
เกิดอะไรขึ้นกับดนตรี :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
.:: I'M SAY AND YOU WRITE ::. [Drama] Page #02 ข้อความ [07/09/20]
«ตอบ #4 เมื่อ07-09-2020 19:50:13 »

Page #2 ข้อความ





‘ขอโทษที่พูดไม่ได้’


ข้อความบนกระดาษทำให้ผมเกิดความสงสัยมากมาย พูดไม่ได้... คือหมายถึงพูดกับผมไม่ได้ หรือว่า... ผมสบตากับมันอยู่นาน เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไปดี


“เออ... พูดไม่ได้ คือมึงหมายความว่าไงว่ะ คือถูกให้ห้ามพูดกับกูงี้อ่ะหรอ” ดนตรีได้ยินคำถามของผม แล้วก็ลงมือเขียนข้อความลงบนกระดาษ ความเร็วในการเขียนของมันนั้น แค่ดูก็รู้ว่าชำนาญมากขนาดไหน
‘ไม่ใช่แค่มึง กูไม่สามารถพูดกับใครได้เลย’


“มะ มึงหมายควา-” ไม่ต้องให้ผมถามจบ ดนตรีก็เขียนคำตอบเสร็จแล้ว


‘กูประสบอุบัติเหตุ’


ประโยคนั้นทำให้ผมไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้เลย ทั้งห้องเงียบลงกลางคัน เมื่อดนตรีเห็นว่าผมไม่พูดอะไรต่อ มันจึงไปนั่งทำหน้าจ๋อยอยู่ที่โซฟา เอายังไงดีว่ะเนี่ย ผมดันไปพูดอะไรไม่เข้าท่าซะแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผมแก้ยังไงก็ไม่ดีขึ้น ไอ้เรื่องปากที่ชอบพูดอะไรไปก่อนจะได้คิดเนี่ย


“อะ เออ ไอ้ตรี” ผมพูดออกมาเสียงอ่อย จากนั่งก็นั่งลงที่ข้างๆมัน “กูขอโทษนะเว้ย กูไม่พูดออกไปอย่างนั้น.. กูแค่สงสัย... เออ กูขอโทษ”


‘ไม่เป็นไรกูเข้าใจ’


‘กูก็ผิดเหมือนกันแหละ ที่ไม่ได้บอกมึงก่อน’


ดนตรีเขียนให้ผมอ่านพร้อมกับส่งยิ้ม และใช้มือตบบ่าผมเบาๆ แต่ว่าความสงสัยในใจของผมมันยังไม่หมดไป ก็เลยเผลอพูดสิ่งที่คิดอยู่ไปโดนไม่ตั้งใจ


“แล้ว...อุบัติเหตุที่ทำให้มึงเป็นแบบนี้นี่คืออะไร...” อ่า... ผมที่อยากจะตบปากตัวเองให้มันเจ็บจนพูดไม่ได้ซะจริง “อะ เออ กะ กูโทษ มึงลืมๆไปเถอะ ถือว่ากูไม่ได้ถามอะไรละกันนะ”


ในขณะที่ผมกำลังจะลุกหนีความผิดของตัวเอง แขนของผมก็ถูกมือของของดนตรีจับไว้ซะก่อน จากนั้นก็เขียนความให้ผม


‘ไม่เป็นไร กูเล่าให้ฟังได้ นั่งสิ’


ผมกลืนน้ำลายหนึ่งทีก่อนที่จะนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง รู้สึกผิดมันก็รู้สึกอยู่นะ แต่ไอ้ความอยากรู้นี่มันก็มีมากโขอยู่ แย่จริงๆเลยตัวผม


“เออ มึงจะแชทไลน์ก็ได้นะ กูไม่ว่าอะไรมึงแล้ว”


‘ไม่เป็นไร ปกติกูก็เขียนใส่กระดาษแบบนี้อยู่แล้ว’


‘กูไม่ได้มีไลน์ทุกคนหรอก’


ดนตรีใช้วิธีฉีกกระดาษที่มีข้อควาทแล้วมาวางไว้ตรงหน้าผม พอผมอ่านข้อความในแผ่นแรกจบ แผ่นต่อไปก็วางรออยู่ตรงหน้าแล้ว


‘เมื่อประมาณสามปีก่อน’


‘หลังจากที่มึงย้ายไปแล้ว’


‘กูก็โดน///// เจออุบัติเหตุทางรถยนต์’


แผ่นนี้ค่อยข้างแปลก เพราะดนตรีขีดบางตัวอักษรเข้มจนผมเดาไม่ได้ว่าเขียนอะไร แต่บางทีอาจจะแค่เขียนผิดละมั้ง


‘กูโชคดีที่ยังรอดมาได้’


‘แต่ก็ต้องเสียอะไรหลายอย่าง’


‘อย่างเสียงของกู’


‘ผลกระทบทางประสาท’


‘กับความกลัวตอนเจออุบัติเหตุ’


‘ทำให้ตอนนี้กูไม่สามารถออกเสียงได้’


นั้นคือข้อความแผ่นสุดท้าย หลังอ่านจบผมก็เงยหน้ามองดนตรี จากนั้นก็เขยิบตัวเข้าไปกอดปลอบมันเบาๆ


“แล้วนี่มันมีทางรักษารึป่าว” ดนตรีนิ่งไปครู่นึงก่อนที่จะพนักหน้ารับ “ถ้าอย่างมึงก็อย่ายอมแพ้นะเว้ย สักวันมึงต้องกลับมาพูดได้แน่นอน”


ผมพูดพร้อมกลับกุมมือของดนตรีเอาไว้ เพื่อเป็นการให้กำลัง จากนั้นรอยยิ้มของมันก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ใช่แล้วรอยยิ้มน่ะเหมาะกับมึงที่สุด


‘ขอบคุณนะ’


“ขอบคุณบ้าอะไร กูยังไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังเกือบทำมึงร้องไห้ตอนแรกด้วย กูจะชดใช้ให้มึงยังไงดี...” และแล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ไอ้ตรี มึงกินเบียร์หรือเหล้าม่ะ”


ที่ผมถามเพราะว่าเท่าที่จำได้ ผมเคยเห็นแต่มันแต่พวกค๊อกเทล ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกินได้รึป่าว ดนตรีมองหน้าผมด้วยความสงสัย จากนั้นก็เขียนข้อความตอบผม


‘ก็กินได้ มีไร?’


“งั้นรอกูแปปนึง เดี๋ยวกูมา” ผมลุกขึ้นพร้อมกับยินโทรแล้ว แล้วเดินเข้าไปในห้องของตัวเอง จากนั้นก็ต่อสายถึงไอ้แจ็ค “ฮัลโหล ไอ้แจ็ค”


[ว่าไงจ๊ะ พี่ภาคสุดหล่อ]


“คืนนี้มึงยังจะไปอยู่ม่ะ”


[นั้นไง! กูว่าแล้ว! ทำไมกูไม่ซื้อหวยให้ถูกแบบนี้ว่ะ! แม้ง กูเดาได้ตั้งแต่เห็นเบอร์มึงแล้ว]


“พล่ามเยอะจังนะมึง แล้วสรุปว่าไง ยังจะไปม่ะ”


[ไม่จ๊ะ... ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว วู้ฮู้]


“ได้ๆ เออ! เดี๋ยวก่อนไอ้แจ็ค กูมีเพื่อนไปด้วยคนนึงนะเว้ย เป็นไรป่ะ”


[เพื่อน? อ้อ รูมเมทมึงรึป่าวว่ะ]


“ใช่ รูมเมทกูนั้นแหละ”


[ได้สิว่ะ ไม่เห็นเป็นไร กูจะได้รู้จักเอาไว้ด้วย]


“เคร แต่กูมีเงื่อนไขนิดหน่อยว่ะ เดี๋ยวกูพิมพ์ส่งไปทางแชทไลน์”


[หืม เงื่อนไขอะไรว่ะ เออช่างเหอะ มึงส่งมาละกัน งั้นคืนนี้เจอกันสามทุ่มที่เดิมนะ]


“เจอกันเพื่อน”


หลังจากว่างสายไอ้แจ็ค ผมก็พิมพ์ข้อความเงื่อนไข เกี่ยวกับดนตรีลงในแชทไลน์ แล้วกดส่งให้ไอ้แจ็ค ผมเดินออกมาตากห้องแล้วไม่พบตัวดนตรี ก็เลยเดินไปถือวิสาสะเปิดประตูห้องมัน ดนตรีที่กำลังจัดข้าวของอยู่นั้น พอมีเสียงเปิดประตูเข้ามาก็หันทางผมแล้วทำหน้างุนงง


“ไอ้ตรีคืนนี้เราไปเที่ยวกัน” ดนตรีได้ยินแบบนั้นแต่ก็ยังคงทำหน้างงอยู่ “คืนนี้ไปเที่ยวผับกัน เดี๋ยวกูเลี้ยงมึงเอง แทนคำขอโทษจากู ตกลงนะ ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ”


ปัง!


ไม่ทันให้ดนตรีได้เขียนข้อความตอบใดๆ ผมก็รับชิงปิดประตูซะก่อน ใบหน้าสุดท้ายที่เห็นของมันคืองุนงงขั้นสุดเห็นแล้วตลกชะมัด


ติ้ง!


เสียงไลน์ดังขึ้น และแน่นอนมันคือของดนตรี


‘มึงเป็นเหี้ยไรเนี่ย’


“ฮ่าฮ่าฮ่า” ผมหัวเราะออกมา นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้หัวเราะสนุกสนามขนาดนี้...






ผมกับดนตรีมาถึงที่นัดหมายประมาณสามทุ่มกว่าๆ ส่วนไอ้แจ็คน่ะเหรอ มันมาเมาก่อนพวกผมได้ประมาณครึ่งแล้ว ผมพาดนตรีเดินไปยังโต๊ะของเรา พอไอ้แจ็คเห็นผมมันก็ชูเหล้าขึ้นเหนือหัวเป็นการบอกจุด


“เหอะ เมาเร็วจริงนะมึง” ผมพูดแซวเพื่อนที่อยู่ในอาการดีดเกินความจำเป็น “พวกมีงนี่รูทเมทกูดนตรี”


“สวัสดีดนตรี! ฮ่าฮ่าฮ่า” เพื่อนทั้งโต๊ะกล่าวทักด้วยความดีดเต็มที่ นี่พวกมันมาก่อนครึ่งชั่วโมงจริงรึป่าวเนี่ยชักเริ่มสงสัย


“หืม ไอ้เมฆวันนี้มึงมาด้วยเหรอว่ะ”


“นานๆทีก็ต่องสังสรรค์กันบ้าง”  ผมพาดนตรีเข้าที่นั่ง โต๊ะนี่มีอยู่เก้าคนรวมผมกับดนตรี ไอ้เมฆ ไอ้แจ็ค แล้วก็ไอ้ปาร์คที่ไอ้เมฆบอกว่าไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็สาวๆอีกสี่คนที่ผมไม่รู้จัก น่าจะเป็นคนจากคณะอื่นที่/อ้แจ็คมันชวนมา


โดนปกติเป้าหมายของสาวๆ ไม่เป็นผมก็ไอ้เมฆ ส่วนไอ้ปาร์คนั้นก็อยู่ที่ตัวมันจะใช้เทคนิคม่อสาวได้สำเร็จรึป่าว และไอ้แจ็คที่ตกรอบเสมอ


แต่คราวนี้มันต่างกันออกไป เรารู้สึกได้ว่าสายตาของพวกเธอสามในสี่จ้องไปที่ดนตรีเพียงคนเดียว อ่า เสน่ห์แรงเหมือนกันนะเนี่ยเพื่อนกู ในขณะนั้นผมก็มองเห็นคนรู้จักอยู่ห่างไปสองสามโต๊ะ เลยตั้งใจจะไปทักทายซักหน่อย


“ไอ้เดี๋ยวกูมานะ ไอ้เมฆฝากดูแลเพื่อนกูดเวยนะเว้ย” จากนั้นผมก็เดินไปทักทายตามโต๊ะต่าง แต่ที่ผับแห่งนี้มีนักศึกษาจากมหาลัยผมมากันเยอะ เพราะงั้นจากที่จะแค่ชนแก้วนิดหน่อย มันเลยต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะกลับมาที่โต๊ะของตัวเองก็หมดไปเกือบสิบนาที


พอกลับมาถึงโต๊ะผมก็พบกับไอ้ปาร์คนั่งจ๋อยอยู่คนเดียว สาวคนหนึ่งนั่งคุยกับไอ้เมฆ ไอ้แจ็คที่กำลังไปออกลวดลายที่กลางฟลอร์ แล้วที่เหลือก็กำลังรุมล้อมดนตรีอยู่ พวกเขาดูคุยกันสนุกสนามดี ไอ้ปาร์คลุกขึ้นมากระซิบข้างหูผม


“ปกติมีมึงกับไอ้เมฆก็กูแทบจะไม่ได้แดกใครอยู่แล้ว นี่ยังมีเพื่อนมาแย่งเพิ่มขึ้นอีกนะ” ผมเขกกระโหลกมันไปหนึ่งที


“อ้าว คุยอะไรกันอยู่เอ่ย ผมขอตัวดนตรีคืนหน่อยสิครับ” ผมพูดพร้อมกับใช้แขนโอบไหล่ดนตรีเอาไว้ แล้วดึงเข้ามาอยู่ใกล้ตัว


“ภาคอ่ะ! ยังคุยกับตรีสนุกอยู่เลย” พวกเธอบ่นไม่พอใจ


“ดนตรีมันไม่ค่อยได้มาที่แบบนี้บ่อยนะ เดี๋ยวมันก็ตกใจกลัวหมดหรอก” ผมพูดพร้อมกับยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม


“เชอะ! ก็ได้ งั้นเดี๋ยวพวกเราไปห้องน้ำก่อนนะตรี” พวกเธอบอกและเดินไปทางห้องน้ำ


“แหม เสน่ห์แรงเหลือเกินนะมึง” ดนตรียิ้มให้กับคำแซวของผม จากนั้นก็ถามผมกลับ


‘เดี๋ยวนี้ทุกคนเรียกมึงว่าภาคหรอ’


อ่า ตั้งแต่ขึ้นมหาลัยผมก็แนะนำกับคนอื่นว่าชื่อภาคหมดเลยนี่นะ คนที่เรียกผมว่าภูมิตอนนี้ก็คนที่แค่ครอบครัวแล้วก็ดนตรีละมั้ง


‘กูต้องเรียกมึงว่าภาคด้วยม่ะ’


“ไม่ต้องเลยมึง” ผมพูดพร้อมกับขยี้ผมของมัน เห็นมันมีความสุขขึ้นแบบนี้ผมก็สบายใจ “เอ้า! ชนแก้วกันหน่อย”


เคร้ง!


..........



“แหวะ!” เสียงอ้วกของแจ็คทำให้ทุกคนต้องเดินหลบอย่างแขยง


หลังจากที่ดื่นกันอย่างหนักในที่สุดก็ถึงเวลากลับห้องสักที ภาคภูมิถูกเมฆาหิ้วพยุงออกจากร้าน หมดสภาพไม่เหมือนกับตอนที่มาถึงเลยสักนิด


“ภาคมันเมาแอ๋แบบนี้ แล้วพวกนายจะกลับกันยังไง”
เมฆาหันไปถามดนตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ


‘ไม่เป็นไร’


‘เดี๋ยวผมขับรถเอง’


เมฆาอ่านข้อความแล้วก็สบายใจ เพราะเขาจะได้ไปจัดการพาคนเมาอีกคนไปส่งที่ห้องได้
“นายเนี่ยคอแข็งเหมือนกันนะ”


ดนตรียิ้มให้เมฆา ก่อนจะรับร่างหมดสภาพของภาคภูมิ แล้วพยุงไปที่รถ ดนตรีจัดการเอาภาคภูมิไปนั่งที่ข้างคนขับเสร็จ เขาก็อ้อมกลับมานั่งฝั่งคนขับอย่างเหน็ดเหนื่อย


“เห้อ...”


ดนตรีถอนหายใจหนึ่งทีก่อนที่จะสตาร์ทรถ แต่ก่อนที่เขาจะขับรถออกจากที่จอด เสียงของภาคภูิก็ทำให้เขาต้องหยุด


“...ไอ้ตรี”


ดนตรีหันไปทางคนที่เรียก สงสัยจะว่าจะละเมอละมั่งดนตรีคิด


“...ไอ้ตรี”


เป็นอีกครั้งที่เขาหันไปตามเสียงเรียก แต่คราวนี้ภาคภูมิกำลังลืมตา และมองมาที่เขา ด้วยตาของทั้งประสานกัน ดนตรีได้แต่หยุดนิ่งเพื่อรอว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร...


“มึง...”


.
.
.


“มึงยังรักกูอยู่รึป่าว”


ไม่ว่าภาคภูมิจะยังมีสติอยู่รึป่าวก็ตาม แต่เมื่อดนตรีได้ยินคำพูดนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนหายใจติดขัด แน่นหน้าอก เหงื่อไหล และร่างกายที่สั่นเทา สีหน้าของดนตรีเหมือนกับกำลังนึกถึงเรื่องบางอย่างอยู่
บางอย่างที่อยากลืม แต่ก็ลืมไม่ลง...


เขาเขียนข้อความบางอย่างลงกระดาษ แต่ไม่ได้ให้ภาคภูมิดู เขาเอาแต่จ้องข้อความนั้น ข้อความความที่ว่า...


‘ยังรักสิ’




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :o8:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
ยังสงสัยกับสาเหตุที่ดนตรีพูดไม่ได้ อุบัติเหตุจริงหรอ :katai1:

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
.:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #03 เผลอ [09/09/20]
«ตอบ #7 เมื่อ09-09-2020 19:25:07 »

Page #03 เผลอ




‘ภูมิๆ’


‘มีอะไรหรอตรี’


‘ถ้าเกิดเราโตขึ้นไปเราจะแต่งงานกันได้ไหม’


เด็กน้อยถามเพื่อนที่กำลังเล่นด้วยกันอยู่


‘ไม่ได้หรอก เราแต่งงานกันไม่ได้หรอกตรี’


เพื่อนตัวน้อยตอบกลับ นั้นทำให้เกิดความสงสัยในใจของเด็กน้อยดนตรีเหลือเกิน


‘ทำไมละภูมิ แม่เราบอกว่าถ้าเรารักละก็จะผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่เป็นไรหรอก’


‘เหมือนที่พ่อของตรีเป็นผู้หญิงเหมือนกับแม่ของตรีน่ะเหรอ’


‘...’ เมื่อได้ยินดังนั้นนั้นเด็กน้อยถึงกับพูดอะไรไม่ออก


‘หรือตรีเป็นกะเทยอย่างงั้นเหรอ’


‘...’

.
.
.

‘นี่มึงเป็นเกย์จริงด้วยสินะ’





“ว้ากกกกกกก!” ผมสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝัน มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสมัยเด็ก ตอนนั้นผมยังไม่ต่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่นัก พอเป็นตอนนี้เป็นอยากกลับไปตบกระบาลตัวเองให้หายปาดกเสียสักทีเหลือเกิน...


โดยเฉพาะคำพูดสุดท้าายในฝันนั้น...


ผมจำได้ดีมันคือตอนดนตรีบอกรักผม ทั้งที่ตอนนั้นผมไม่ควรจะพูดแบบนั้นออกไปแท้ พอนึกขึ้นมาได้แบบนี้แล้วมันรู้สึกผิดชะมัด
ก๊อกๆ


เสียงเคาะประตูดังขึ้น


“เข้ามาเถอะ” สิ้นเสียงของผม ดนตรีก็เปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ


‘มึงเป็นอะไรรึป่าว’


‘กูได้ยินเสียงมึงร้อง’


‘ก็เลยเข้ามาดู’


“อ่อ ไม่มีอะไรหรอก แค่ฝันร้ายน่ะ” ผมลอกปัดไป ไม่อยากจะให้ดนตรีรู้ว่าทำนึกถึงเรื่องเมื่อสมัยก่อน ดนตรีตอนนี้อยู่ในชุก
นักศึกษาแล้วสวมผ้ากันเปื้อนสีฟ้าสดใสทับ “ว่าแต่ มึง...ทำกับข้าว?”


‘อืม’


‘ทำเสร็จแล้วละ ไปอาบน้ำแล้วมากินสิ’


‘เดี๋ยวจะได้ไปเรียนทันตอนบ่าย’


ผมหันไปดูนาฬิกา ตอนนี้ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว นี่เมื่อคืนผมคงเมาหนักน่าดู ตอนนี้ยังรู้สึกปวดหัวตุ๊บๆอยู่หน่อยๆเลย


“รู้ได้ไงเนี่ยว่ากูมีเรียนตอนบ่าย”


‘เมฆไลน์มาบอก’


ไลน์... ไอ้เมฆเนี่ยนะ ขนาดเพื่อนอย่างผมมันยังไม่ให้ไลน์เลยนะ แล้วทำไมดนตรีถึงมีได้เนี่ย ยังไม่ทันได้ถามต่อดนตรีก็ปิดประตูใส่ผมซะก่อน


ผมลุกไปอาบน้ำแต่งตัวตามที่ดนตรีบอก เมื่อผมออกมาจากห้องก็เห็น กับข้าวหน้าตาน่าทานวางอยู่เต็มโต๊ะ ดนตรีนี่มันก็มีฝีมือเรื่องงานบ้านเหมือนกันนะเนี่ย ไม่เหมือนกันผมที่ห้องนี่มีครัวไว้ประดับ เพราะไปหาของกินที่ขนาดนอกตลอด ไม่เคยคิดที่จะทำอาหารเองหรอก กลัวว่าเดี๋ยวเสียเงินเข้าโรงพยาบาลอีกมันจะไม่คุ้ม


“มึงทำอะไรเยอะแยะเนี่ย กูว่ามึงกับกูกินไม่หมดหรอก” อาหารที่อยู่บนโต๊ะ มีทั้งหมดสี่อย่างแถมแต่ละอย่างนี่เต็มจานทั้งนั้น


‘กินไม่หมดก็เก็บไว้กินตอนเย็นสิ’


“ก็ปกติตอนเย็นก็ซื้อเข้ามากินนิ”


‘เออๆ ไม่กินก็เก็บเข้าตู้เย็นละกัน’


‘เดี๋ยวพรุ่งนี้กูกินเอง’


หืม พรุ่งนี้เหรอ ผมนึกว่ามันงอนผมแล้วบอกว่าจะมากินเองเย็นนี้ซะอีก ด้วยความสงสัยผมจึงถามมันไป “อ้าวแล้วมึงไม่กินเย็นนี้เหรอ ทำไมอ่ะ?”


‘เย็นนี้กูมีนัด’


อะไรว่ะ เมื่อคืนชวนไปเที่ยวหน่อยเดียวเย็นนี้มีนัดซะละ มันนี่ก็ไม่เบาเหมือนกันนะเนี่ย


“นัดสาวไว้ป่าวว่ะ กูไปด้วยได้ป่าว?” ผมพูดแซว


‘ไม่ใช่หรอก’


‘นัดไอ้หมอไว้น่ะ’


“ไอ้หมอเหรอ!”  เพื่อนกลุ่มเดียวกันกับผมและดนตรี ผมรู้ว่ามันตอนนี้เรียนแพทย์อยู่ที่มหาลัยในกรุงเทพ แล้วผมก็ไม่ได้เจอมันมานานแล้วเหมือนกัน ก็อยากเจออยู่เหมือนกัน “เฮ้ย ถ้างั้นกูไปด้วยสิ”


‘จะดีเหรอ’


“แล้วทำไมถึงจะไม่ดีละ... หรือมึงไม่อยากให้กูไป” ผมพูดเสียงอ่อย


‘ป่าว จะไปก็ได้’


‘แค่นึกว่ามึงอาจมีนัด’


‘กับแฟนอะไรแบบนั้น’


“แฟนอะไรละ กูไม่มีหรอก” ดนตรีทำท่าเหมือนอยากเขียนอะไรซักอย่าง แต่เขาขย้ำกระดาษหน้านั้นทิ้งแล้วยักใส่กระเป๋าเสื้อ


‘ถ้างั้นเดี๋ยวเย็นนี้’


‘เรียนเสร็จจะทักไป’


“โอเคเลย” จากนั้นผมกับดนตรีก็ทานข้าวแล้วเดินมาไปที่มหาลัย แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เมื่ออาจารย์ของดนตรีประกาศ
ยกคลาส


...ตอนแรกดนตรีมันบอกจะไปนั่งรอที่ห้องสมุด แต่ผมก็ไม่อยากให้มันไปนั่งรอคนเดียว สุดท้ายก็เลยจบด้วยการให้มันมานั่งเรียนในคลาสของผมด้วย โชคดีที่วิชานี้เรียนรวมห้องใหญ่ แถมอาจารย์ก็ใจดีเลยไม่ได้ว่าอะไร


“อ้าว ทำไมดนตรีมาอยู่ที่นี่ละ” ไอ้เมฆเดินส่งเสียงมาจากด้านหลัง จากนั้นมันก็แทรกตัวผ่านหน้าผม แล้วไปนั่งที่ข้างๆดนตรี ปกตินี่แม่งไม่เคยหรอกนั่งข้างๆอ่ะ ไม่นั่งด้านหน้าก็ด้านหลัง เหตุผลคือไม่อยากโดนรบกวน “ผมนั่งนี่ได้ใช่ไหม”


‘อืม ไม่มีใครนั่งหรอก’


‘พอดีอาจารย์ยกคลาสน่ะ”


‘ภูมิเลยให้มานั่งเรียนด้วย’


“อ่อ กำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย” ห๊ะ เมื่อกี้ไอ้เมฆามันพูดว่าอะไรนะ ผมได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไหร่


แล้วตลอดการเรียนนั้นผมก็เห็นไอ้เมฆานั่งก้มหน้าอยู่แต่กับโทรศัพท์ทั้งคาบ ดนตรีเองก็หัวเหราะคิกคักอยู่ในลำคอให้ได้ยินเป็นช่วง ผมก็พยายามจะแอบดูละนะว่ามันคุยอะไรกัน แต่พอดีดนตรีมันติดฟิล์มกันเสือก ผมก็เลยมองอะไรไม่เห็นสักนิดเดียว


“เหอะ จีบกันสนุกเลยนะพวกมึง” ผมเผลอพูดออกไปด้วยความหมั่นไส้ ทั้งเมฆและดนตรีก็เลยหันมามองผมเป็นตาเดียว


“มึงมีอะไร” แม่ง... สองมาตรฐานจนอยากจะลุกไปต่อย


“คุยกันกะหนุงกะหนิงจังนะพวกมึง ไอ้เมฆมึงพึ่งเจอดนตรีแค่วันเดียวมึงก็จะจีบมันแล้วเหรอว่ะ”


“ถ้ากูจะจีบแล้วมีงจะทำไม”


“นี่มึงเป็นเกย์หรอ!”


ด้วยความลืมตัวผมเลยเผลอพูดเสียงดัง จนเพื่อนที่อยู่แถวถัดไปสามสี่แถวยังหันมา นั้นทำให้ผมรีบหุบปากไม่พูดอะไรต่ออีก จากนั้นก็มีแรงสะกิดที่แขนเสื้อผมสองสามที


‘ขอโทษ’


“เออ คือ...กู...” ผมผมนั่งมองข้อความนั้นของดนตรี ทั้งที่คิดว่าควรจะพูดอะไรซักอย่าง แต่อยู่ดีๆคำพูดมันก็ผลุบหายเข้าไปลำคอ นึกแล้วก็โทษตัวเอง ไม่ว่าจะครั้งไหนผมก็พูดคำนั้นออกมาไม่ได้ แค่คำว่าขอโทษง่ายๆ ผมนี่แม่งโครตเหี้ยเลยเนอะ
เหี้ยมาตั้งแต่เมื่อสมัยก่อนแล้ว...





...เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน


วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบในภาคเรียนที่สอง หลังจากวันนี้ไปภาคภูมิจะต้องย้ายบ้านไปอยู่จังหวัดอื่นไกลจากที่นี่มาก ดนตรีอาจจะมีโอกาสได้เจอกับภาคภูมิยากขึ้น หรือถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจจะไม่ได้เจออีกเลย
ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่อัฒจรรย์ เวลานี้ไม่ค่อยมีนักเรียนอยู่แล้ว จะมีก็คงพวกเขากับพวกผู้ชายกลุ่มอื่นที่เล่นฟุตบอลอยู่ที่สนาม


“อ่า เหนื่อยชะมัดเลยแหะ” ภาคภูมิพูดพร้อมกับยกน้ำขึ้นดื่ม


“วันนี้มึงคึกอะไรเนี่ย เอ้า” ดนตรียื่นผ้าเช็ดเหงื่อให้


“ขอบใจ ก็ต้องคึกหน่อยสิว่ะ ก็...” ภาคภูมิมองไปที่รอบ ตั้งแต่วันนี้เขาก็ะไม่ได้กลับมาที่คุ้นเคยแห่งนี้อีกแล้ว “กูเหงาน่าดูเลย”


“งั้นก็อย่าไปสิ...” นั้นคำพูดหยอกที่ภาคภูมิได้ยิน แต่เขาไม่รู้หรอกว่าดนตรีภาวนาให้มันเป็นจริงขนาดไหน “ภูมิ...”


“หืม..”


“มึงจำตอนเด็ดๆได้ม่ะ ตอนนี้กูถามว่าถ้าโตไปแล้วเราจะแต่งงานไปกันได้ไหม”


“กูเลยถามมึงกลับไปว่ามึงเป็นกะเทยเหรอ”


“แล้วก็โดนกูเอาของเล่นฟาดจนร้องไห้”


“ฮ่าฮ่า/ฮ่าฮ่า”


“ตั้งแต่ตอนนั้นกูก็เข้าใจอะไรมากขึ้นหลายอย่างแล้วละ” ดนตรีพูดพร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุข พร้อมมองไปยังภาคภูมิ


“ถ้างั้นกูจะรอไปงานแต่งมึงละกันนะ”


“มึงคงไม่ได้ไปหรอก... ไอ้ภูมิ” ภาคภูมิเงียบเพราะนัยน์ตาของดนตรีที่มองมาที่เขา


“...กูรักมึง”


หลังจากคำนั้นออกมาจากปากของดนตรี ทั้งสองคนก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนทีจะมีเสียงของคนหนึ่งดังขึ้น


“นี่มึงเป็นเกย์จริงๆสินะ” ดนตรีหน้าตึงไปหมด “ไอ้ตรีมึงเป็นเกย์จริงๆด้วย กูว่าแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่า!”


เสียงของภาคภูมิดังไปทั่วสนามบอล ทำให้ผู้คนหันมาทางเขา ดนตรีหน้าเสียอายจนอยากกลั้นใจตามมันตรงนั้น คำพูดของภาคภูมิยังคงออกมาเรื่อยๆ จนหมอกับไกด์ต้องเดินมาห้าม


“ไอ้เหี้ยภูมิ! มึงเงียบปากเดี๋ยวนี้!” หมอเอามือปิดปากภาคภูมิอย่างแรง


“ตรีมึงไหวรึป่าว” ไกด์เข้าไปดูดนตรีที่ร่างสั่นเทาไปทั้งตัว “มึงกลับไปก่อไป เดี๋ยวพวกกูจัดการไอ้ภูมิเอง”


ดนตรีสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆภาคภูมิ ก่อนที่จะพูดออกมาเบาๆ


“ขอโทษ...”


จากนั้นเขาก็รีบวิ่งเพื่อออกไปจากที่ตรงนี้ ภาคูมิใช้แรงแกะปิดที่ปิดปากตัวเองเอาไว้ออก


“มึงปิดปากกูเอาไว้ทำเหี้ยไรเนี่ย!”


“มึงยังจะมีหน้ามาถามมีนะไอ้ชาติหมา มึงดู! มึงดูสิ่งที่มึงทำลงไป!” ภาคภูมิกวาดสายตาดูเหล่าผู้คนที่มองมายังตัวเอง และเมื่อกี้ดนตรีเองก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน “มึงจะประกาศให้คนอื่นเค้ารู้ทำไม! ไอ้เหี้ย!”


“กู...ไม่ได้ตั้ง ก็กูรู้สึกเขิน”


“แล้วไอ้ตรีมันเขินกับมึงไหมห๊ะ ชิบ! ไอ้เหี้ยภาคภูมิมึงจะไปไหน!” พาคภูมิอาศัยจังหวะที่หมอคลายแรง สลัดให้หลุดจากการถูกล็อค เขารีบตรงไปทางที่ดนตรีวิ่งไปทันที “ไอ้...!”


หมอหมดคำพูดที่จะด่า จะตามไปก็คงไม่ทันเพราะงั้นก็เลยทำได้แค่เก็บกระเป๋าเอาให้ ภาคภูมิวิ่งตามด้วยความเร็วที่มากกว่าของดนตรี ทำให้เขาตามได้ไม่นานนัก


“ไอ้ตรีรอกูก่อน!”


แน่นอนว่าคำพูดคงทำไม่ได้ ภาคภูมิจึงเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นจนพอที่จะคว้าแขนของดนตรีเอาไว้ได้ แรงทำให้ดนตรีเสียหลัก โชคดีที่ภาคภูมิใช้อ้อมแขนรับไว้ได้ทัน ดนตรีเงยหน้าที่คราบน้ำเปรอะตรงแก้มขึ้น เขารีบผละออกจากภาคภูมิ แล้วให้แขนเช็ดน้ำตาอย่างแรงจนใบหน้าแดงก่ำ


“ตรี คือ.. กูขะ” ยังไม่ทันทีจะได้พูดเขาก็ถูกเสียงของดนตรีแทรกขึ้นมาก่อน


“ไม่ มึงไม่ต้องขอโทษ ฮึก.. กูผิดเองแหละ”


“ดนตรี...”


“กูขอถามอะไรมึงหน่อยได้ไหม..”


“...”


“มึงกับกูจะยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้รึป่าวว่ะ’


“...ทำไมมึงพูดแบบนั้นว่ะ”


“มึงก็รู้อยู่ว่าที่กูพูด...มันหมายถึงอะไร”


“เฮ้ย ทำไมพูดแบบนั้นว่ะ ถึงมึงจะเป็นอะไร มึงก็ยังเป็นเพื่อนกูเหมือนเดิมนั่นแหละ”


“กูขอโทษ...”


“ขอโทษ? ขอโทษเรื่องอะไรว่ะ?”


“ขอโทษที่กูเป็นแบบนี้...”


“…”


“ขอโทษที่กูรักมึง” การกล่าวโทษตัวเองของดนตรียังคงดำเนินต่อไปเรื่อย “ขอโทษที่กูเป็นเกย์! ขอโทษที่กูไม่เคยว่ากับมีงแค่เพื่อน! ขอโทษ...!”


เสียงของดนตรีหายไปเมื่อริมฝีปากเขาไปอาจขยับได้อีก เพราะมันได้ถูกประกบโดยคนที่อยู่ตรงหน้า ดนตรีตกใจมากเกินกว่าที่จะตอบสนองอะไร เมื่อภาคภูมิถอนริมฝีปากออก ดนตรีก็ยังคงยืนนิ่ง


“กูนึกไม่ออกว่าทำให้มึงหยุดพูดยังไง... ทีนี้มึงจะได้ฟังกูพูดบ้าง”


“...”


“มึงเป็นเพื่อนคนสำคัญของกู กูผิดเองที่พูดออกไปแบบนั้น กูก็แค่... เออ กูเขินน่ะ ที่มึงมาพูดกับกูตรงๆแบบนั้น”


“...”


“แต่ตอนนี้กูคงตอบรับรักของมึงไม่ได้จริงๆ...”


“มึงนี่มันเหี้ยจริงๆ ฮึก มาให้ความหวังกูแล้วก็มาหักอกกันแบบนี้”


“เออ ด่ากูมาเถอะ ...!”


คราวนี้เป็นดนตรีที่ประกบปากของภาคภูมิอย่างไม่ให้เขาตั้งตัว ก่อนที่จะผละออกมา น้ำตาของดนตรียังคงไหลอแกมาอยู่เรื่อย แต่มันต่างไม่จากเมื่อกี้


“กูจะถามมึงอีกครั้ง... กูกับมึงจะยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมอยู่รึป่าว”


“เหมือนเดิมสิ” ภาคภูมิยืนยันอย่างหนักแน่นให้สมกับชื่อจองตัวเอง


“แต่เพื่อนเขาไม่จูบกันหรอกนะ”


“ถือว่าจูบให้กับมิตรภาพของเราละกันนะ”


“หึหึ แล้วกูจะตัดใจจากมึงยังไงดีละเนี่ย ไอ้บ้า”


รอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฎบนใบหน้าของดนตรีอีกครั้ง ดนตรีน่ะเหมาะกับรอยยิ้มและความสุขมากที่สุด
แต่สิ่งที่ภาคภูมิยังไม่เข้าใจนั้นก็คือจูบแรกที่เขา เผลอทำไปโดยไม่ได้คิดนั้น สรุปแล้วมันมีความหมายว่าอะไรกันแน่ มันใช่จูบเพื่อปิดปากอีกฝั้งจริงๆเหรอ...


...ใช้ความรู้สึกของเพื่อนจริงๆรึป่าว





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-09-2020 23:38:49 โดย MarinG »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #03 เผลอ [09/09/20]
«ตอบ #8 เมื่อ09-09-2020 19:38:28 »

 :katai1:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #03 เผลอ [09/09/20]
«ตอบ #9 เมื่อ10-09-2020 01:07:08 »

เอาเลยเมฆ จีบตรีเลย เราเชียร์ :hao7:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #03 เผลอ [09/09/20]
« ตอบ #9 เมื่อ: 10-09-2020 01:07:08 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #04 เพื่อน [12/09/20]
«ตอบ #10 เมื่อ12-09-2020 18:52:00 »

Page #4 เพื่อน




หลังจากที่ผมเรียนเสร็จไอ้เมฆก็ยังตามติดดนตรีไม่เลิก ผมเลิกตอนรีบหาทางดึงตัวดนตรีออกมา แต่กว่าจะทำได้ก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน นี่ไอ้เมฆมันจะจีบดนตรีแบบที่มันพูดจริงๆเหรอเนี่ย ถึงผมจะยังคาใจอยู่ก็ตามแต่ก็ไม่กล้าที่จะถามออกไป เพราะกลัวว่าจะพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าอีก


“ไปทางนี้ใช่ไหม” ผมถามขณะที่ขับรถวนหาร้านที่นัดกันเอาไว้


“ตรงไป แล้วเลี้ยวซ้ายในอีกห้าร้อยเมตร”


เสียงจากแอพนำทางในมือของดรตรีดังขึ้น ต้องขอบคุณจริงๆที่ในยุคนี้การเดินทางไปในที่ไม่รู้จักมันง่ายขึ้นเยอะ ไม่งั้นการที่ผมต้องสื่อสารกับดนตรีโดนการหันไปมองตลอดเนี่ย อาจทำให้ผมไปจูบท้ายรถชาวบ้านตั้งแต่ออกจากมหาลัยไปแล้ว
ไม่นานนักในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงที่นัดหมาย


ร้านที่นัดกันไว้วันนี้เป้นร้านนั่งชิวๆต่างกับที่ผมพาดนตรีไปเมื่อวาน ไม่ได้มาร้านแบบนี้นานกี่เดือนแล้วนะ ได้นั่งฟังเพลงสบายๆคุยไปเรื่อยๆแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน


"หึ... มึงจะมาทำห่าไรเนี่ย อี๋ ขยะแขยง"


เสียงของหมอดังขึ้นต้อนรับเมื่อพวกผมเดินมาถึงโต๊ะ พร้อมกับที่มันทำหน้าขยะแขยงสุดฤทธิ์ ไกด์ที่นั่งข้างๆพยายามกลั้นขำแต่สุดท้ายก็ปล่อยก๊ากออกมาจนได้ ไอ้พวกนี้จะทักทายกันแบบคนปกติไม่ได้เลยรึไงนะ


"อะไรว่ะ ทักทายเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานแบบนี้เหรอห๊ะ?"


"ใคร ใครเพื่อนมึง มึงคิดไปเองแล้วม้าง"


“อะไรว่ะ กูไปทำอะไรให้มึงเกลียดว่ะไอ้หมอ”


“มึงไม่ได้ทำอะไรกู”


“เอ้า! แล้วมึงจะด่ากูทำไมเนี่ย”


“แต่มึงทำไอ้ตรี...”


เหมือนไอ้หมอจะพูดอะไรต่อ แต่มันก็หยุดชะงักไปพร้อมกับรีบหุบปากลง ไอ้ไกด์เองก็เบิกตากว้างจนผมจับพิรุธมันได้ ผมจึงหันไปที่ดนตรี มันเม้นปากแน่นแถมหน้าก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด


“เฮ้ย ตรีมึงเป็นอะไรป่าวเนี่ย หน้ามึงโครตซีดเลย ไม่สบายหรอว่ะ”


ผัวะ!


ผมค่อยเอื้อมมือไปหวังที่จะแตะดูว่ามันตัวร้อน แต่แล้วมือของผมกลับโดนปัดออกอย่างแรง ตอนนั้นเองที่ไอ้ตรีเหมือนได้สติ มันจึงรีบหนิบสมุดขึ้นมาเขียน มือที่จับปากกา รวมถึงตัวหนังสือที่ยึกยือไปมา ทำให้รู้ว่ามือของมันสั่นมากขนาดไหน


‘กูขอโทษที่ปัดมือมึง’


‘กูไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษจริงๆ’


“ไม่เป็นไรเว้ย แต่มึงเป็นอะไรรึป่าวตัวสั่นเชียว”


“ไอ้ตรีมันคงกลัวไอ้หมอรื้อฟื้นเรื่องที่มันชอบมึงนั้นแหละ” ไอ้ไกด์พูดออกมาพร้อมกับพาดนตรีไปนั่งที่โต๊ะ


“เหี้ยหมอ! มึงก็อย่าขุดเรื่องของเพื่อนดิ!”


“เออ กูขอโทษ...”


ไอ้หมอพูดพร้อมก้มหน้าลงกับโต๊ะ นี่พวกแม่งกำลังปิดบังอะไรผมอยู่แน่ๆเลย แค่ดูอาการก็รู้ว่าคงไม่ใช่แค่อย่างที่ไอ้ไกด์บอกหรอก แต่มันคือเรื่องอะไรว่ะ หรือพวกแม่งจะแกล้งอะไรผมแน่ๆเลย แล้วกลัวจะจับได้แน่นอนเลย


“เป็นไงบ้างพวกมึง พวกไม่เจอกันนานเลย แล้วนี่มึงสองคนพักอยู่ด้วยกันใข่ม่ะ”


“มึงรู้ได้ไงเนี่ย” ผมถามไอ้ไกด์


“กูถามไอ้ตรีมาแล้ว”


“ยังชอบเสือกเรื่องชาวบ้านเหมือนเดิมเลยนะมึงเนี่ย”


ไอ้หมอหันมาด่าไอ้ไกด์ทีหนึ่งก่อนจะหันหน้าหนี ส่วนไอ้ไกด์ก็ได้แต่แยกเขี้ยวใส่มัน แล้วก็ดึงทึ้งเสื้อไอ้หมอแทบจะขาด ผมมองดูเพื่อนๆแล้วก็แอบยิ้มเบาๆ ไม่ต่างไปจากเมื่อก่อนเลยนะพวกมึงเนี่ย...


หมับ..


ดนตรีจับที่แขนของผม ก่อนจะยกสมุดขึ้นมาให้ผมอ่าน


‘ไอ้สองคนนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยเนอะ ดีจัง’


ผมอ่านข้อความของดนตรี แล้วยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก ในตอนที่ดนตรีลดสมุดลง มันทำให้ผมเห็นรอยยิ้มบนใบหน้ามันได้อย่างชัดเจน


มึงจะรู้ตัวรึป่าวนะดนตรี... ว่ารอยยิ้มของมึงก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เวลาที่มึงยิ้มแบบนั้นแล้วจะมีใครสักคนหลงรักมึง คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยแท้ๆ



....




“มึงดูดิไอ้ภูมิ กูอุส่าห์หนีไปเรียนตั้งไกล สุดท้ายแม่งก็ต้องเจอกับไอ้ห่านี่อยู่ดีเนี่ย!”


“อ้าว ไอ้นี่ มึงคิดว่ากูเลือกได้มั้งคณะแพทย์เนี่ย กูติดที่ไหนกูก็ต้องเอาป่าวว่ะ”


“บู้ๆ ไอ้คนปากแข็ง คิดถึงกูละสิถึงตามกูมาแบบนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า”


ตอนนี้ไอ้ไกด์เริ่มพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะมันกำลังเมาได้ที่เลยครับ แต่มันแค่กินเหล้าไปแค่แก้วเดียวเองนะ คออ่อนแล้วยังจะเสือกกระดกหมดแก้วอีก ไม่เจียมกะลาหัวเลยไอ้ไกด์เอย แต่แล้วก็เกิดเรื่องที่ผมไม่คาดคิดขึ้น...


“หมอออออ! จูบหน่อย...”


“...”


ไอ้ไกด์โน้มตัวไปกอดคอหมอเอาไว้ แล้วแม่งก็อ้อนขอจูบ แต่ที่ทำให้ผมตกใจก็คือ ไอ้หมอแม่งก็โน้มหน้าเข้าไปจูบตามที่ไกด์มันขอซะอย่างงั้น เหี้ย ไอ้สองคนนี้แม่งกำลังจูบโชว์พวกผมสองคนอยู่อย่างงั้นเหรอเนี่ย เฮ้ยๆๆ ลิ้นๆๆ เกินไปแล้วไอ้พวกเหี้ย


“ฮะ เฮ้ย!”


ผมเผลออุทานออกมาเสียดังจนต้องเอามือปิดปาก อะไรว่ะเนี่ย นี่เพื่อนผมสองคนแม่งมีความสัมพันธ์กันแบบนี้เหรอว่ะเนี่ย ทำไมผมไม่เคยรู้ตัวหรือคิดสงสัยบางเลยว่ะ


“เป็นเหี้ยไร”


“ปะ ป่าว กูก็แค่ตกใจ ไม่คิดว่าพวกมึงจะเป็น... เออ.. พวกมึงคบกันเหรอว่ะ”


“เหอะ อย่าเสือกพูดอะไรให้มันฟังละ เดี๋ยวหายเมาแม่งก็ลืมหมดแล้ว...”


“ห๊ะ คือยังไงว่ะ กูงง”


“โง่แล้วยังอยากจะเสือกอีก”


แล้วไอ้นี่แม่งจะพูดดีๆกับเพื่อนบ้างได้ไหมเนี่ย ในตอนที่ผมกำลังจะขยับปากด่ามัน ดนตรีก็กระตุกแขนเสื้อผมอีกครั้ง


‘ไอ้ไกด์มันบื้อ ไม่รู้ตัวสักทีว่าตัวเองรักไอ้หมอ’


‘หมอมันก็เลยปล่อยเลยตามเลย รอวันที่แม่งจะบอกรักสักที’


“ห๊ะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่ะ”


‘ก็ตั้งแต่ช่วง ม.ปลาย นั้นแหละ’


‘มึงไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยจริงๆหรอ?’


ห๊ะ! ตั้งแต่ตอนนั้นเลยเหรอว่ะ ทำไมผมไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลย ก็เห็นแหละว่ามันสองคนชอบสกินชิพกันมากๆ แต่แม่งก็ปกติรึป่าวว่ะ เวลาผมเล่นกันดนตรีก็ประมาณนั้น... น้อยกว่าหน่อยนึง


“กูถึงได้บอกไงว่ามึงน่ะมันโง่!”


“เอ้า! ไอ้เหี้ยใครมันจะไปตรัสรู้ทุกเรื่องละโว้ย!”


‘แต่ภูมิ... มึงโง่เรื่องแบบนี้จริงๆนะ’


แม้แต่ดนตรีแม้ก็พลอยด่าผมไปด้วยอีกคน อะไรว่ะ พวกมึงไม่รู้จักเสือภาคซะแล้ว เดี๋ยวมึงเจอกูแน่ไอ้ตรี ผมคิดในใจแล้วจึงจับหน้าของดนตรีให้เข้ามาใกล้ แล้วผมจึงโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนเหมือนกับจะจูบ ผมหวังเอาไว้ว่าจะทำให้มันเขินจนหน้าแดง...


...แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด


ดนตรีตัวแข็งทื่อเมื่อผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ มันเบิกตากว้างฉายแววของความหวาดกลัว... กลัวอะไรบางอย่างที่ผมทำ


“แฮ่ก... แฮ่ก”


“เหี้ยภูมิ!! มึงทำอะไรว่ะ!!”


ไอ้ภูมิตะโกนออกมาเสียงดัง ก่อนทีมันจะลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว เพื่อกระชากคอเสื้อให้ผมออกห่างจากดนตรี ถึงแม้ว่าผมจะถอยห่างออกมาแล้วก็ตาม แต่ดนตรีก็ยังคงตัวสั่นไม่หยุด ลมหายใจที่แรงซะจนได้ยินชัด แล้วมันก็ค่อยๆหลบสายตาของผมทีละน้อย จนไม่มองมาทีอีกผมเลย...


“มึงแม่งเหี้ยว่ะ! ที่ไอ้ตรีมันต้องเป็นแบบนี้ บางทีอาจะเพราะมึง! เพราะ...!!”


หมอรีบเอามืออุดมือไกด์ที่เมาแล้วโวยวาย แต่เมื่อกี้ไกด์มันว่ายังไงนะ ที่ดนตรีต้องเป็นแบบนี้เพราะผม... หมายความว่ายังไง ดนตรีเป็นแบบนี้เพราะอุบัติเหตุไม่ใช่เหรอ ไอ้สองคนนี้รู้เรื่องดนตรี... ในสิ่งที่ผมไม่รู้


“เอาละๆ ไอ้ไกด์เมามากแล้ว งั้นวันนี้กลับกันเถอะ เดี๋ยวกูเงินออกให้ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง น้อง! เช็คบิล!”


หมอรวบรัดตัดความเป็นรีบแบกไกด์ไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ เหลือเพียงแค่ผมกับดนตรี


“กลับ...กันเลยไหม”


ดนตรีพยักหน้าเป็นคำตอบ...


ระหว่างขับรถกลับผมไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ไม่ใช่เพราะดนตรีพูดกับผมไม่ได้ หรือขี้เกียจที่ตะต้องอ่านข้อคงามที่มันเขียน แต่เพราะตัวเองที่ไม่รู้ที่จะพูดอะไรออกไปดีในเวลานี้... ผมขับรถเข้าที่จอด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะลงจากรถแต่อย่างใด


ติ้ง!


‘ไม่ลงหรอ’


“อืม... แค่อยากคิดอะไรนิดหน่อย”


‘เรื่องอะไร’


“เรื่องของมึง...”


ผมพูดพร้อมหันหน้าไปสบตากับมัน ดนตรีดูตดใจเล็กน้อยที่ผมจ้องมองไปที่มัน ตอนนี้ผมรู้สึกหงุดหงิด หงิดหงิดที่ดนตรีไม่ยอมพูดความจริงกับผม ทั้งที่ไอ้หมอกับไอ้ไกด์ยังรู้


“ที่มึงเป็นแบบนี้เพราะกู มันหมายความว่าไง... บอกกูได้ไหม”


‘ไม่มีอะไรหรอก... ไอ้ไกด์ก็แค่เมา’


แค่เมาเหรอ... แค่นั้นเหรอ...


“โกหก!!”


ปัง!!


ผมทุบคอนโซนหน้ารถด้วยความโกรธ มันแรงซะดนตรียังสะดุ้ง ก็ไม่ได้อยากให้มันตกใจหรอก แต่ตอนนี้มันทำผมโกรธมาก


“กูเป็นมึงนะเว้ย! ถ้ากูจะเหี้ยก็ให้กูเหี้ย! มึงไม่ต้องมาปกป้องกู... ยิ่งมึงทำแบบนี้ กูยิ่งรู้สึกโกรธตัวเอง”


‘...’


“บอกกูมาเถอะ...”


ติ้ง!


‘มึงเคยอกหักรึป่าว’


‘มึงรู้ไหม... ว่าเวลาที่มีความรักเนี่ย’


‘แม่งทำให้คนเราแม่งโครตมีความสุข... แล้วแม่งก็โครตทำให้ทุกข์ได้เหมือนกัน’


“...”


‘ตอนที่มึงไม่อยู่แล้ว กูก็แค่คิดว่ากูไม่น่าบอกมึงไปเลย ไม่อย่างงั้นกูก็ยังเป็นเพื่อนกับมึงเหมือนเดิม กูไม่น่าหวังว่ามึงอาจจะชอบกูบ้าง ซักนิดก็ยังดี...’


“...”


‘แล้วในวันนั้นกูก็เดินลงไป...บนถนนที่รถยังวิ่งอยู่เต็มไปหมด’


ผมอ่านถึงตรงนี้แล้วก็ต้องมองหน้าดนตรี มือของผมเย็นและชาไปหมด หัวใจของผมมันเหมือนโดนบีบอย่างแรง ผมไม่ได้อยากที่จะคิด... แต่สมองของผมมันจินตนาการเหตุการณ์ต่อจากนั้นไปเรียบร้อยแล้ว


‘เวลารักมาก เวลาเจ็บมันก็มาก’


น้ำตาของผมมันค่อยๆไหลเอ่อออกมา ผมได้แต่กัดฟันแน่น ในตอนนั้นผมคิดแค่ดนตรีมันคงจะโอเค มันคงไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวมันก็คงมีรักใหม่เอง... ผมมันโง่อย่างที่หมอมันยอกจริงด้วยๆ ผมคิดเสมอว่ารู้สิ่งที่ดนตรีคิด แต่ความจริงแล้วผมคงแค่หลอกตัวเอง เพราะผมมันไม่ได้รู้อะไรเลย แล้วพอมาเจอกันอีกครั้งก็คิดว่าแม่งไม่กด้ต่างไปจากเดิม ทั้งที่แม่งไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลยสักอย่าง


‘ร้องไห้ทำไม’


“กูแม่งโครตโง่เลย กูเกลียดตัวเองว่ะ... ทำให้มีมึงแต่ความทุกข์แบบนี้...” ผมก้มหน้าลง น้ำตาของผมยังไหลออกมาอย่างไม่หยุด

 
“กูอยากให้มึงมีความสุขบ้าง...”


‘ตอนนี้กูก็มีความสุขอยู่ไง’


ผมอ่านข้อความของดนตรี แล้วก็ต้องเงยหน้าขึ้นมามองหน้ามัน ความสุข? มึงหมายความว่ายังไง


‘แค่ได้เป็นเพื่อนมึงตอนนี้...’


‘กูก็มีความสุขแล้ว’


แค่นั้นหรอ... แค่นั้นมึงก็มีความสุขแล้ว แล้วทำไมดวงตาถึงดูไม่มีความสุขเลยว่ะ ทำไมรอยยิ้มของมึงตอนนี้มันดูเศร้าจังเลยว่ะ มึงไม่คิดที่จะโลภมั้งเลยเหรอว่ะดนตรี...


ตัวกูสำหรับมึงแล้ว...


เป็นแค่เพื่อนมันจะทำให้มึงมีความสุขจริงๆหรอว่ะ...




     

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #04 เพื่อน [12/09/20]
«ตอบ #11 เมื่อ12-09-2020 19:00:12 »

 :hao5:

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
.:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #05 ดนตรี [14/09/20]
«ตอบ #12 เมื่อ14-09-2020 19:51:25 »


Page #5 ดนตรี


[ดนตรี]



สวัสดีครับผมดนตรี วันนี้ผมจะต้องย้ายมาอยู่ห้องเดียวกันกับเพื่อนเก่า เพื่อนสนิท คนที่ผมแอบรัก... คนที่เป็นแทบจะทุกสิ่งสำหรับผม เพราะแม่ของภาคภูมิตรงกับแม่ของผมเอาไว้แล้ว ทำให้ตอนนี้ผมมายืนอยู่ตรงหน้าหอของมัน


ผมส่งไลน์ไปบอกมันผมเรียนเสร็จแล้ว และกำลังจะไปที่ห้องของมัน แต่ความจริงแล้วผมโกหก วันนี้ไม่มีเรียนหรอกครับ ผมแค่ใช้เวลาช่วงเช้าในการเตรียมใจแค่นั้นเอง...


...เตรียมใจที่จะต้องเจอหน้ามัน


เพียงแค่คิดใจผมก็สั่น เหงื่อไหลไปทั่วทั้งตัว ความจริงผมไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะได้เจอกับมันอีก... แต่ในเมื่อมีโอกาส สมองของผมมันก็ไม่สามารถห้ามหัวใจของตัวเองได้


หลังจากที่ผมได้มาถึงห้องของมัน ในตอนที่ประตูบานนั้นเปิดออก และผมพบว่าภาคภูมิได้ยืนอยู่ตรงหน้าผมจริงๆ ผมต้องพยายามอดกลั้นไม่ให้แสดงอาการอะไรออกไป


ห้องของมันสวยดี กว้างด้วย อาจจะเป็นแบบนี้คุณเลยบอกว่าไม่จำเป็นต้องห่วง ห้องของมันใหญ่พอที่จะให้ผมมาพักด้วยสบาย แต่ในตอนที่ผมกำลังเดินสำรวจอยู่นั้นเอง ผมที่พิมพ์ไลน์หามันจนเพลิน ก็ลืมนึกไปว่ามันยังไม่รู้ว่าผมในตอนนี้นั้น...


“เฮ้ย ไอ้ตรี!!” เสียงตะโกนของมันผมให้ผมสะดุ้ง “มึงจะพิมพ์ไลน์มาทำไมว่ะ อยู่ใกล้กันแค่นั้นเอง พูดกับกูด้วยปากก็ได้!”


ก็จริงอย่างที่มันพูด เราอยู่ใกล้กันแค่นี้ แค่ใช้ปากพูดก็ได้ยิน ไม่เห็นต้องพิมพ์ไลน์ให้เมื่อยนิ้วเลย แต่กูจะขอโทษทีนะไอ้ภูมิ ถึงจะอยากที่จะพูดกับมึงมากแค่ไหนแต่ตอนนี้กูน่ะ...


‘พูดไม่ได้’


ผมเห็นสีหน้าของภาคภูมิที่ดูจะรำคาญเต็มทน แล้วจึงค่อยๆเก็บโทรศัพท์มือถือ ถึงจะไม่ได้ร้องไห้ แต่ในใจผมตอนนี้มันห่อเหี้ยวเสียเหลือเกิน ผมหยิบสมุดออกมาจากกระเป๋าแล้วบรรจงเขียนตัวอักษรลงไปที่กระดาษ ในตอนนี้ผมคงไม่สามารถเขียนอะไรได้้นอกจาก...


‘ขอโทษ’


“ขอโทษกูเรื่องอะไร” กูก็ไม่รู้เหมือนกันภูมิ กูไม่รู้ว่ากูทำอะไรผิด ไม่รู้ว่าทำไมกูต้องขอโทษ ไม่รู้ว่ามึงจะเข้าใจในสิ่งที่ต่อไปที่กูจะบอกมึงรึเปล่า


‘ขอโทษที่กูพูดไม่ได้’


ภาคภูมิอ่านข้อความของผมและก็ทำหน้างง ก็คงไม่แปลกหรอก ใครจะไปใครกันละว่าเป็นความจริง ตอนนี้มันอาจจะคิดว่าผมกำลังแกล้งเล่นอยู่ก็ได้


“เออ... พูดไม่ได้ คือมึงหมายความว่าไงว่ะ คือถูกให้ห้ามพูดกับกูงี้อ่ะหรอ” นั้นไงว่าแล้วเชียว


‘ไม่ใช่แค่มึง แต่กูไม่สามารถพูดกับใครได้เลย”


ผมอธิบายให้ภาคภูมิฟังถึงเรื่องที่ผมไม่สามารถพูดได้ เป็นเพราะ...วินาทีนั้นเองที่ผมกำลังจะเขียนมันลงไปกระดาษ ร่างกายผมก็นิ่งสนิดราวกับเวลาหยุด ก่อนที่ผมจะรีบขีดมันมันทิ้งและเขียนทับไปว่า...


‘กูก็โดน///// เจออุบัติเหตุทางรถยนต์’


โชคยังดีที่ภาคภูมิไม่ได้ถามอะไรต่อ ถ้าเกิดขึ้นถามเยอะๆขึ้นไปเรื่อยๆ บางทีตัวผมอาจจะรับไม่ไหว แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างตัวผมเองก็ไม่สามารถรู้ได้เหมือนกัน


ผมอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเป็นให้ภาคภูมิฟัง ผมประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถพูดได้นั่นคือเรื่องจริง เพียงแค่ผมไม่ได้เล่าเรื่องที่ถูกต้องทั้งหมดให้ฟังเท่านั้นเอง ผมไม่ต้องการให้ภาคภูมิรู้ว่าผมเจออะไรมา คุณหมอที่รักษาเองก็บอกเห็นด้วยกับผมในเรื่องนี้


ในวันนั้นสุดท้ายภาคภูมิก็ชวนผมออกมาสังสรรค์กับพวกเพื่อนมันด้วย พอไปถึงที่โต๊ะภาคภูมิก็แนะนำให้ผมรู้กับเพื่อนมัน แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ดูจะสนใจผมเป็นพิเศษ ก็เล่นจ้องกันตั้งแต่เดินเข้ามาเลยนี่นา ในที่มันหายไปทักทายโต๊ะนู้นโต๊ะนี้มันก็ฝากผมไว้กับเขา


“นายเป็นเพื่อนไอ้ภาคมันหรอ ไม่เคยเห็นหน้าเลย”


‘พอดีซิ่วมาปีนี้น่ะ’


“อ่อ แล้วนายชื่ออะไรเหรอ’


‘ดนตรีครับ’


“ชื่อน่ารักจัง แล้วทำไมต้องเขียนใสกระดาษด้วยละ ไม่พูดหรอก?”


‘ผมประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้พูดไม่ได้ครับ’


“หืม... ถ้างั้นขอไลน์หน่อยสิ”


เมฆไม่ได้ถามซักไซร้อะไรผมมากมาย เมฆเป็นผู้ชายที่ดูหล่อมาก ทั้งรูปร่างและหน้าตา ถ้าหากว่าในใจผมไม่ได้มีใครอยู่ก่อนแล้วละก็ ผมอาจจะตกหลุมรักเมฆตั้งแต่แรกเห็นแล้วก็ได้ ดูเป็นคนใจง่ายจังแหะตัวเรา สิ่งที่ผมได้รู้เพิ่มในวันนี้ก็คือ ทุกคนเรียนไอ้ภูมิว่าภาคกันหมดเลย


‘เดี๋ยวทุกคนเรียกมึงว่าภาคหรอ’


‘กูต้องเรียกมึงว่าภาคด้วยม่ะ’


“ไม่ต้องเลยมึงอ่ะ!” ไอ้ภูมิพูดพร้อมกับขยี้หัวผมเบาๆ สัมผัสอุ่นๆจากมือของภาคภูมิ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้รู้สึกถึงมันเลย...


สุดท้ายแล้วภาคภูมิก็เมาแอ๋ไม่ได้สติอย่างที่ผมคิด สภาพดูไม่ได้เลยไอ้บ้านี่ ก็เห็นสนใจเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กแล้วนี่นะ ควาทจริงแล้วเมฆจะอาสาไปส่งพวกผม แต่โชคยังดีที่ผมขับเป็น ส่งนเมฆเองก็ยังมีชีวิตเพื่อนต้องรับผิดชอบอยู่อีกเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้เมาด้วย ขอบคุณพระเจ้าจริงที่สร้างให้ผมเป็นคนคอแข็งแบบนี้ หลังจากที่ผมหอบไอ้ภูมิขึ้นรถได้สำเร็จ ผมก็ได้ยินมันเรียกชื่อผม


“...ไอ้ตรี”


ถึงเรียกไปกูก็ตอบมึงไม่ได้หรอก...


“มึงยังรักกูอยู่รึเปล่า”


คำพูดที่ออกมาจากปากของพาคภูมิมันทำให้ผมก็หยุดชะงัก กูไม่เห็นจะเข้าใจมึงเลยไอ้ภูมิ มึงจะอยากรู้ไปทำไมว่ากูยังรักมึงหรือเปล่า เพราะแค่ความจริงที่มึงไม่ได้รักกูแค่นั้น และกูก็ควรจะคิดตัดใจได้แล้ว ในตอนนี้กูอยู่กับมึงในฐานะเพื่อน แค่นั้นกูก็ควรที่จะมีความสุขมากพอแล้ว ทั้งที่คิดแบบนั้น... แต่มือของผมมันก็ยังคงขยับเขียนไปตามใจ


‘ยังรักสิ’


ใช่... มันคือความจริง


....



แล้ววันต่อมาหลังจากที่ผม และภาคภูมิทานข้าวเที่ยงกันเสร็จแล้ว และเดินทางไปที่มหาลัย แต่ผมก็ต้องพบควาทจริงที่ว่า อาจารย์ยกคลาส ตอนแรกผมกะว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุด แต่ภาคภูมิก็ชวนไปนั่งเรียนด้วยกัน เพราะสุดท้ายยังไงตอนเย็นก็ต้องไปด้วยกันอยู่ดี


ใช่ครับวันนี้ในช่วงเย็นผมมีนัดกับไกด์แล้วหมอ ตอนแรกเพราะผมคิดว่าไอ้ภูมิอาจจะมีนัดรึเปล่า ก็เลยไม่ได้ชวนมันไปด้วย แต่แล้วสุดท้ายมันก็ขอตามไปด้วยอยู่ดี

วันนี้ผมเข้ามานั่งเรียนกับภาคภูมิ เมฆที่เข้ามาทีหลังเลือกที่จะมานั่งข้างๆผม และในระหว่างคาบเมฆก็ชวนผมเกือบตลอดทั้งคาบ แต่ผมก็แอบเห็นแหละว่าภูมิมันเหลือบมามองทางผมบ่อยมาก


“เหอะ จีบกันสนุกเลยนะพวกมึง” แล้วในที่สุกไอ้ภูมิก็พูดออกมาจนได้ ทำให้ผมและเมฆต้องหันไปมองมัน


“มึงมีอะไร” เมฆพูดเสียงแข็ง


“คุยกันกะหนุงกะหนิงจังนะพวกมึง ไอ้เมฆมึงพึ่งเจอดนตรีแค่วันเดียวมึงก็จะจีบมันแล้วเหรอว่ะ”


“ถ้ากูจะจีบแล้วมึงจะทำไม”


“นี่มึงเป็นเกย์หรอ!”


ภาคภูมิพูดออกมาเสียงดังซะจนเพื่อนที่อยู่รอบๆหันมามองพวกเรา มึงยังไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะไอ้ภูมิ โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ใจกูรู้สึกเจ็บเนี่ย


ผมตัดสินใจเขียนคำบางคำลงบนกระดาษ ก่อนที่จะสะกิดให้มันอ่าน...


‘ขอโทษ’


ผมไม่รู้หรอกว่าตั้งแต่ที่ผมพูดไม่ได้เนี่ย ผมใช้คำนี้มากมายขนาดไหนแล้ว ความจริงแล้วผมก็ไม่อยากขอโทษหรืออพไรหรอกนะครับ เพียงแค่บางทีมันมีคำพูดมากมายที่ผมอยากจะบอก แต่... มันมากเกินกว่าที่ผมจะเขียนลงบนกระดาษใบเล็กๆนี้ได้ เพราะอย่างั้นคำสั้นๆคำนี้มันอาจจะทำให้เรื่องจบลงง่ายๆก็ได้ โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายความรู้สึกให้อีกฝ่ายได้รู้...


หลังจากนั้นภาคภูมิก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรอีกเลย ผมเองถ้าหากว่ามันไม่ชอบอะไร ผมก็จะไม่ทำ กูไม่ได้อยากให้มึงต้องทะเลาะกับเพื่อนมึงนะภูมิ ช่วยเข้าใจกูหน่อยเถอะ กูไม่เคยคิดอะไรกับคนอื่นได้หรอก...



.....



"หึ... มึงจะมาทำห่าไรเนี่ย อี๋ ขยะแขยง"


ทันทีที่ภาคภูมิเดินมาถึงโต๊ะ เสียงของหมอก็ดังขึ้นทันที ไอ้สองคนนี้เจอหน้ากันไม่ได้จริงๆ เจอกันทีไรต้องกวนตีใส่กันตลอด แต่เห็นอย่างนี้พวกมันก็สนิทกันนะครับ


"อะไรว่ะ ทักทายเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานแบบนี้เหรอห๊ะ?"


"ใคร ใครเพื่อนมึง มึงคิดไปเองแล้วม้าง"


“อะไรว่ะ กูไปทำอะไรให้มึงเกลียดว่ะไอ้หมอ”


“มึงไม่ได้ทำอะไรกู”


“เอ้า! แล้วมึงจะด่ากูทำไมเนี่ย”


“แต่มึงทำไอ้ตรี...”


อาจจะเป็นเพราะความเลินเล่อของหมอที่ได้เจอเพื่อน มันก็เลยกำลังจะเผลอพูดบางอย่างที่แทบจะทำให้ใจผมหยุดเต้น ถึงมันจะยังไม่ออกมาจากปากมัน แต่มันก็รู้สึกได้ ทั้งหมอ ทั้งไกด์ และผม เราเงียบลงอย่างพร้อมเพรียง ขอร้องเถอะครับพระเจ้า อย่าทำให้ผมเผลอแสดงอาการอะไรแปลกๆออกไปเลยนะครับ...


“เฮ้ย ตรีมึงเป็นอะไรป่าวเนี่ย หน้ามึงโครตซีดเลย ไม่สบายหรอว่ะ”


ผัวะ!


ภาคภูมิที่เห็นอาการของผมดูไม่ดี ก็คงอยากที่จะช่วยเหลือ แต่ร่างกายของผมมันกลับไวเกินไป ผมปัดมือของภูมิทิ้งอย่างรวดเร็ว นั้นทำให้มันยืนอึ้งอยู่กับที่ ผมจึงต้องรีบใช้มือที่สั่นเทานี้เขียนข้อความเพื่อแก้ต่าง


‘กูขอโทษที่ปัดมือมึง’


‘กูไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษจริงๆ’


“ไม่เป็นไรเว้ย แต่มึงเป็นอะไรรึป่าวตัวสั่นเชียว”


“ไอ้ตรีมันคงกลัวไอ้หมอรื้อฟื้นเรื่องที่มันชอบมึงนั้นแหละ” ไกด์พูดขึ้นมาเพื่อเบี่ยงประเด็น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะช่วยได้มากขนาดไหน “เหี้ยหมอ! มึงก็อย่าขุดเรื่องของเพื่อนดิ!”


“เออ กูขอโทษ...”


โชคดีของผมอีกครั้งที่ภาคภูมิไม่ได้ถามอะไรต่อ จาดนั้นพวกเราก็นั่งกินข้าว และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเพื่อนไกด์เริ่มเมา


“หมอออออ! จูบหน่อย...”


ไกด์พูดพร้อมกับโนมตัวไปโอบคอของหมอเอาไว้ ก่อนที่ทั้งสองคนจะประกบปากจูบกัน ต่อหน้าพวกผมทั้งสองคน ไอ้ภูมิดูจะตกใจเป็นพิเศษ ก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะคนที่รู้เรื่องสองคนนี้เห็นจะมีแค่ผมเพียงคนเดียวละมั้ง ไอ้สองคนนี้เริ่มมีอะไรในกอไผ่มาตั้งแต่ช่วงมัธยมแล้ว แต่ไอ้ภูมิมันไม่เคยสังเกตเรื่องของเพื่อนเอาซะเลย ส่วนไอ้ไกด์นี่ก็ไม่เคยเข้าใจสักทีว่ามันคือความรู้สึกอะไร มันก็เลยตีความสัมพันธ์ของมันสองคนเป็นเซ็กส์เฟรน เรื่องนี้ทำหมอเครียดแทบจะเป็นมายเกรน แต่มันก็เลือกที่จะปล่อยไอ้ไกด์ รอวันที่มันจะเข้าใจความสัมพันธ์ของพวกมันจริงๆสักที


“กูถึงได้บอกไงว่ามึงน่ะมันโง่!”


“เอ้า! ไอ้เหี้ยใครมันจะไปตรัสรู้ทุกเรื่องละโว้ย!”


‘แต่ภูมิ... มึงโง่เรื่องแบบนี้จริงๆนะ’


จากนั้นหมอกับผมก็พูดหยอกล่อกับภูมิปกติ แต่กลับเป็นไอ้ภูมิเองที่ทำเรื่องที่ผมคาดไม่ถึง อยู่ดีๆมันก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมอย่างไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเราแทบจะสัมผัสกัน นั้นมันทำให้ผมเกิดนึกถึงเรื่องอะไรบางอย่างขึ้น


‘กูคือไอ้ภาคภูมิสุดที่รักของมึงไง!’


ร่างกายของผมแข็งทื่อไปหมด ความหวาดกลัวจากในอดีตมันหวนคืนกลับมาในหัวของผม ในหัวผมตอนนี้คิดอะไรไม่ออกแล้ว สายตาเห็นเพียงหมอรีบลุกมากระชากคอภูมิให้ออกห่างผม แต่อาการสั่นไปทั่วร่างของผมตอนมันคงจะไม่หายง่ายๆเป็นแน่


...ต้องรีบอธิบาย จะให้ไอ้ภูมิสงสัยเรื่องนี้ไม่ได้


“มึงแม่งเหี้ยว่ะ! ที่ไอ้ตรีมันต้องเป็นแบบนี้ บางทีอาจจะเพราะมึง! เพราะ...!!”


หมออุดปากไกด์เอาไว้เพื่อไม่ให้มันพูดต่อ แต่ใจผมมันหดหายไปจนหมดแล้วในตอนนี้ หมอรีบแก้ต่างให้แล้วก็จัดการเอาไอ้ไกด์ไปเก็บทันที ทิ้งผมเอาไว้กับภาคภูมิเพียงสองคน


“กลับ...กันเลยไหม”


ผมพยักหน้าเป็นคำตอบ...


ระหว่างทางกลับภาคภูมิไม่ปริปากพูดเลยแม้แต่คำเดียว บรรยายกาศในรถมันช่างเย็นยะเยือก ตัวผมเองก็ทำได้แค่กอดสมุดและกำปากกาเอาไว้ให้แน่นเพียงแค่นั้น จนกระทั่งพวกเรากลับมาถึงที่หอ แค่ภาคภูมิก็ยังคงนั่งนิ่งจ้องมองไปที่พวงมาลัยเพียงอย่างเดียว ผมจึงตัดสินใจส่งไลน์ไปหามัน


‘ไม่ลงหรอ’


“อืม... แค่อยากคิดอะไรนิดหน่อย”


‘เรื่องอะไร’


“เรื่องของมึง...”


ไอ้ภูมิพูดพร้อมกับหันหน้ามาทางผม ดวงตาของเราสบกัน ตอนนี้ผมไม่สามารถหนีสายตาที่จริงจังของมันได้เลย


“ที่มึงเป็นแบบนี้เพราะกู มันหมายความว่าไง... บอกกูได้ไหม”


‘ไม่มีอะไรหรอก... ไอ้ไกด์ก็แค่เมา’


“โกหก!!”


ปัง!!


ภาคภูมิตะโกนออกมาด้วยความโกรธ มันใช้มือทั้งสองข้างทุบคอมโซนหน้ารถจนผมสะดุ้ง เอาจริงๆผมยังไม่เคยเห็นมันโกรธจนาดนี้มาก่อนเลย


“กูเป็นเพื่อนมึงนะเว้ย! ถ้ากูจะเหี้ยก็ให้กูเหี้ย! มึงไม่ต้องมาปกป้องกู... ยิ่งมึงทำแบบนี้ กูยิ่งรู้สึกโกรธตัวเอง” จนถึงตอนนี้ดวงตาของมันแดงก่ำเหมือนกำลังจะร้องไห้


ใช่... กูปกป้องมึง มึงเป็นคนเหี้ยอันนี้กูรู้ และถ้าคนเหี้ยแบบมึงรู้ความจริง มึงก็จะต้องโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองแน่ๆ ซึ่งกูจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น...


‘...’


“บอกกูมาเถอะ...”


ติ้ง!


‘มึงเคยอกหักรึป่าว’


‘มึงรู้ไหม... ว่าเวลาที่มีความรักเนี่ย’


‘แม่งทำให้คนเราแม่งโครตมีความสุข... แล้วแม่งก็โครตทำให้ทุกข์ได้เหมือนกัน’


“...”


‘ตอนที่มึงไม่อยู่แล้ว กูก็แค่คิดว่ากูไม่น่าบอกมึงไปเลย ไม่อย่างงั้นกูก็ยังเป็นเพื่อนกับมึงเหมือนเดิม กูไม่น่าหวังว่ามึงอาจจะชอบกูบ้าง ซักนิดก็ยังดี...’


“...”


‘แล้วในวันนั้นกูก็เดินลงไป...บนถนนที่รถยังวิ่งอยู่เต็มไปหมด’


ผมพิมพ์ข้อความหลายประโยคลงไปในไลน์ ต้องขอบคุณพระเจ้าที่สร้างผมมาให้เป็นคนที่แต่งเรื่องเก่งพอตัว สิ่งที่ผมกำลังพิมพ์บอกภาคภูมิในตอนนี้


ใช่ครับ...


ผมโกหก


‘เวลารักมาก เวลาเจ็บมันก็มาก’


‘ร้องไห้ทำไม’


“กูแม่งโครตโง่เลย กูเกลียดตัวเองว่ะ... ทำให้มีมึงแต่ความทุกข์แบบนี้...” ไอ้ภูมิร้องไห้ออกมาจนหมดมาด ไม่เหลืออีกแล้วภาคภูมิที่สาวที่มหาลัยใฝ่ฝันหา “กูอยากให้มึงมีความสุขบ้าง...”


ผมรู้สึกอึ้งกับคำนี้ของมันอยู่เหมือกันนะ มึงไม่รู้จริงเหรอว่าความสุขของกูคืออะไร...


‘ตอนนี้กูก็มีความสุขอยู่ไง’


การที่กูได้อยู่ข้างๆมึงในตอนนี้ เมื่อก่อน หรือในอนาคตถ้าเกิดมันเป็นไปได้... ไม่จำต้องในฐานะที่กูหวังอยากให้เป็น ขอแค่ให้กูได้อยู่ที่ตรงนี้จะเป็นอะไรกูไม่สนใจหรอก เพราะความสุขของกูมันมีเวลาจำกัด เพราะอย่างนั้นแค่นี้ ในตอนนี้กูพอใจแล้ว


และอีกเรื่องหนึ่งเพื่อคนเหี้ยๆแบบมึง เรื่องที่ว่ากูเป็นแบบนี้เพราะอะไร กูไม่มีทางให้มึงได้รู้หรอก เพราะถ้ามึงความจริงละก็...


...กูก็คงอยู่ข้างๆมึงต่อไปไม่ได้อีกแล้ว








ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 161
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #05 ดนตรี [14/09/20]
«ตอบ #13 เมื่อ14-09-2020 21:01:34 »

น้องโดนข่มขืนมาใช่มั้ย​  :z6: :z6: :z6: : :o12: :o12: :o12:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #05 ดนตรี [14/09/20]
«ตอบ #14 เมื่อ14-09-2020 21:43:21 »

 :katai1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #05 ดนตรี [14/09/20]
«ตอบ #15 เมื่อ17-09-2020 23:57:56 »

 :hao5:

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #06 ขอโทษ [24/09/20]
«ตอบ #16 เมื่อ24-09-2020 17:47:00 »

Page #06 ขอโทษ




[ภาคภูมิ]


ตอนนี้ผมก็อยู่ร่วมกับดนตรีมาประมาณสองอาทิตย์กว่าแล้ว เราเริ่มเข้ากันได้ดีมากขึ้น ผมก็เริ่มชินกับการใช้ชีวิตแบบคอยอ่านข้อความแล้ว เอาจริงๆบางทีผมก็เผลอจ้องหน้าจอโทรศัพท์เพลิน เพราะคิดว่าดนตรีมันจะพูดอะไรต่อ แต่เปล่าเลยมันขบบทสนทนาไปเรียบร้อยแล้ว

พออยู่ด้วยกันนานขึ้นผมก็เริ่มรู้ว่า ข้อความเนี่ยมันอธิบายความรู้สึกคนได้ยากมากเลยนะ บ้างทีอยากจะอธิบายอะไรที่มันเยอะๆยากๆ ก็ไม่รู้จะเขียนออกมายังไงดีอีก ที่ผมรู้เพราะผมเคยลองใช้วิธีการพูดคุยผ่านข้อความทั้งสันกับดนตรีมาแล้ว... และคือ ผมทนไม่ได้ รู้สึกอึดอัดมากๆเลยครับ แล้วดนตรีที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้มาตั้งหลายปีจะรู้สึกยังไงนะ

‘กูชินแล้ว’

นั้นแหละครับที่มันตอบผมมา แล้วคิดดูสิครับพอผมเข้าใจความรู้สึก แล้วไอ้ข้อความที่มันส่งมานี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ มันมีอะไรที่มากกว่าคำว่าชินแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแค่ข้อความที่สื่อออกมามันทำได้เพียงเท่านี้ ตอนนี้ผมเลยกลายเป็นคนคิดมาก จะตอบอะไรกลับไปต้องคิดแล้วคิดอีก ผมรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเองเลย... แต่ก็ไม่ได้เกลี้ยดหรอกนะครับ

วันนี้ดนตรีมีเรียนส่วนผมนั้นว่างทั้งวัน ตอนเช้าก็ตื่นสานเกือบเที่ยง การทีดนตรีอยู่ด้วยทำให้ผมลืมการตื่นเพื่อเดินไปร้านสะดวกซื้อ หรืออาหารที่ตามด้านล่างตึกซะแล้ว ผมกลิ้งไปมาบนพื้นดูคลิป เล่นเกม อ่านการ์ตูน ถ้าเกิดหิวก็เด้งตัวขึ้นมา แล้วก็เดินไปเปิดตู้เย็น หยิบอาหารที่ดนตรีทำเอาไว้ให้ไปเวฟ เปิดตู้กับข้าวก็มีขนมที่ดนตรีมันซื้อตุลเอาไว้ พร้อมกับกระดาษโน๊ตที่มันแปะเอาไว้ว่า...

‘อย่าแดกเยอะ! เดี๋ยวอ้วน!!’

“แหม เพื่อน~ กูกินนิดกินหน่อยเอง”

กินนิดกินหน่อย... แต่กินแม้งทั้งวัน ผมก็คิดแหละว่าตั้งแต่อยู่กับมันมาเนี่ย น้ำหนักของผมคงจะขึ้นมาโลสองโลแล้วละมั้ง แต่ทำไงได้ละครับ ก็กับข้าวฝีมือมันอร่อยมากเลยนิครับ ตอนช่วงวันแีกๆที่ได้กินมันก็อร่อยอยู่แล้ว แต่รู้สึกเดี๋ยวนี้มันอร่อยขึ้นมากกว่าเดิมเยอะเลย

กินเสร็จก็ไปนอนกลิ้งเกลือกต่อ เล่นเกมอีกครั้ง อ่านการ์ตูนอีกซักรอบ จากนั้นก็แปลงและแปลง แปลงแต่ขนหม้ออ้อยทุกที... ไม่ใช่ละ แต่ว่าการไม่มีดนตรีอยู่ด้วยเนี่ย มันทำผมรู้สึกเหงามากเหมือนกันนะ ผมพึ่งรู้ตัวเมื่อเห็นว่าตารางเรียนผมกับแถบไม่ตรงวันและเวลากันเลย

“เหมือนตอนเครื่องบินมันกำลังขึ้นไป~ เธอรู้ไหม~ ในใจของฉันกลัวจะตาย~”

ผมร้องเพลงออกมาเพราะความเบื่อหน่าย เห้อ อยู่คนเดียวทำอะไรดีว่ะ... ยังไม่ทันที่ความคิดจะจบ ก็มีสายเข้าจากสหายแจ๊ค

“ฮัลโหล...”

[เป็นเหี้ยอะไรเนี่ย เสียงเหมือนคนจะตาย]

“กูเบื่อ...”

[นั้นไง... นั้นไง มึงกับกูนี่คือเพื่อมแท้กันจริงๆ!!]

“เหี้ยไรอีกละ”

[คืนนี้ไปเมากัน!!]

“กูว่าแล้ว... คนอย่างมึงก็มีแต่เรื่องนี้นั้นแหละ”

[แล้วจะไปป่าวละว่ะ!]

“เออๆ เดี๋ยวกูดูก่อน”

[บ๊ะ! เดี๋ยวนี้มีมาเดี๋ยวกับเพื่อนด้วย มีเมียแล้วเหรอว่ะ ไปขออนุญาติเมียรึไง]

“เมียห่าอะไรละ เดี๋ยวกูจะไปแล้วจะบอกเอง สัด!”

ผมตะโกนใส่โทรศัพท์ไปหนึ่งดอกก่อนที่จะกดวางสาย ที่ผมตะโกนไปแบบนั้น เพราะเมื่อกี้แล้วในหัวผมคืออยากจะถามดนตรีก่อน ว่าถ้าวันนี้ผมจะไปเที่ยวเป็นอะไรรึป่าว แค่จะถามเพื่อนโว้ย มามงมาเมียอะไรว่ะ ไร้สาระ...

แต่ดนตรีมันก็แค่เพื่อนนี่นา แล้วทำไมผมถึงต้องคิดมากด้วยเนี่ย... แค่เพื่อนเท่านั้นเอง

เมื่อคิดได้แบบนั้นก็จึงส่งข้อความไปหาไอ้แจ๊ค ว่าคืนนี้เจอกันที่ไหนก็บอกมาเลย แต่พอเลื่อนมาช่องแชทของอีกคนนี่สิ...

‘คืนนี้กูไปเที่ยวนะ’

ผมพิมพ์ไปแบบนั้น แต่ไม่ได้กดส่ง... แล้วทำไมกูไม่กดส่งไปว่ะเนี่ย หรือกูคิดว่าคำนี้มันห้วนเกินไป แล้วผมควรเอายังไงดีว่ะ...

‘คืนนี้กูขอไปเที่ยวนะ’

เหี้ยยยยยยยย!! แล้วผมจะเติมคำว่าขอไปเพื่อ!! กูจะขอมึงทำไมว่ะไอ้ตรี โอ้ย! เอาไงดีว่ะ ต้องยกเลิกข้อความ... ต้องยกเลิกก่อนที่ไอ้ตรีมันจะเห็น!!

อ่านแล้ว

ยกเลิกไม่ทันแล้วโว้ย!! ผมโยนโทรศัพท์ทิ้งไปที่โซฟา แล้วเอาหัวหมุดหมอนแล้วดิ้นไปมา กูจะบ้าตาย นี่กูเป็นบ้าอะไรไปแล้วเนี่ย!! ผมโผล่หน้ามาอีกครั้งเมื่อได้เสียงแต้งเตือนไลน์ แล้วเอายืดแขนไปคว้าโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว

‘อืม’
‘ไปสิ’

เยส! ได้ไปแล้วโว้ย!

‘แล้วมึงจะมาขออนุญาติกูทำไมเนี่ย?’

...ก็นั้นน่ะสิ กูก็ยังงงตัวเองเหมือนกัน


.....…………………


เวลา 2 ทุ่มกว่า ณ ร้านนั่งเล่นแห่งหนึ่ง

วันนี้ก็ยังคงมีสมาชิกหน้าเดิมๆ ไอ้แจ็ค ไอ้ปาร์ค และสมาชิกใหม่สำหรับคราวนี้ไอ้คิม ปกติคิงมันแถบจะไม่มาร้านเหล้าเล่นนะ วันนี้ลมอะไรหอบแม้งมาว่ะ

“วันนี้มึงเป็นอะไรว่ะไอ้คิง ปกติชวนยังไงมึงก็ไม่มา”

“เมียงอนกู... กูเลยตามมาง้อ”

“ห๊ะ! มึงมีแฟนแล้วเหรอว่ะ ไหนว่ะ คนไหนว่ะ!”

ไอ้ปาร์คพูดด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับกวาดตาสอดส่องไปทั่ว ไอ้คิงมันเป็นเดือนคณะของผมครับ พวกสาวๆนี่ติดกันตรึมเลย แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไอ้เสือนี่แม่งซุ่มเงียบไม่บอกเพื่อนเลยนะ

“แฟนมึงอยู่ไหนว่ะไอ้คิง!! กูอยากเห็น”

“หึหึ ก็คงเดินอยู่แถวนี้ละมั้ง”

ไอ้ปาร์คทำหน้าเหมือนอยากเข้าไปบีบคอของไอ้คิง แล้วเค้นให้แม่งพูดความจริง แต่ถ้ามันทำจริงๆนี่คิงคงโดนไอ้คิงซัดสลบในหมัดเดียวแน่ เพราะมันเรียนมวย และพวกศิลปะป้องกันตัวมาเพียบเลยละครับ ผมเคยเห็นมันมีเรื่องครั้งหนึ่ง แม้งกระโดดเตะก้านคอทีเดียวจอด โครตโหด!

แต่แปลกที่ไอ้แจ๊คหายไปไหนก็ไม่รู้ ปกติถ้าเป็นเรื่ิงเสือกนี่ไอ้แจ๊คน่าจะมาก่อนใครแท้ๆ สงสัยไปเดินชนแก้วโต๊ะนู้นโต๊ะนี้อยู่ละมั้ง อ่อ ผมลืมแนะนำสมาชิกพิเศษอีกคนหนึ่งไป ผมไม่คิดเลยว่าตะมาเจอมันที่นี่...

“แล้วมึงเป็นอะไรว่ะ ทำหน้าเป็นตูดลิงเชียว”

“เสือก! ทำไมกูต้องเจอกับมึงอีกแล้วว่ะ”

“ฮ่าฮ่า หงุดหงิดแบบนี้ เมียไม่ยอมให้เอาเหรอจ๊ะ”

สิ่นคำพูดของผมเท่านั้นแหละ ไอ้หมอก็หันมาส่งสายตาอาฆาตใส่ผม อ้าวเหี้ย... นี่ผมเดาถูกเหรอว่ะ แค่จะแซวเล่นเฉยๆเองนะ ผมบังเอิญเจอไอ้หมอที่ร้านนี้พอดีก็เลยชวนมานั่งด้วยกัน แต่แบบนี้ก็แสดงมาโต๊ะนี้มีคนทะเลาะกับเมีย แล้วมานั่งกินเหล้าถึงสองคนเลยหรอว่ะเนี่ย...

“แล้วมึงไปทำอะไรให้ไอ้ไกด์โกรธเนี่ย ปกติกูไม่เคยเห็นโกรธใครเลยไม่ใช่หรอว่ะ”

“มากเกินไป...”

“ห๊ะ? อะไรมากเกินว่ะ”

“...เมื่อคืนกูเอามันมากเกินไป วันนี้มันก็เลยมาบ่นเจ็บตูด แล้วก็มางอนกูไม่ยอมให้กูทำอีก... แค่จะพูดด้วยยังยากเลย”

“อืม... กูเข้าใจมึงนะเพื่อน”

ห๊ะ? ไอ้คิงพูดขึ้นมาเมื่อได้ฟังเรื่องของไอ้หมอ จากนั้นมันสอนคนก็มองตาเหมือนเข้าใจกัน จากนั้นก็ชนแก้วกันแล้วก็ดื่มกันคุยกันเหมือนสนิทกันมานาน อิยั่งว่ะ! สมาคมพ่อบ้านใจกล้าเหรอว่ะ ไอ้พวกกลัวเมียเอ้ย! ผมละดีใจจริงที่ไม่คิดจะมีแฟนไม่งั้นเป็นเป็นแบบไอ้สองคนนี้แน่เลย ไม่ไหวๆ!! เป็นผู้ชายก็ต้องเป็นฝ่ายนำสิว่ะ จะมากลัวเมียแบบนี้ได้ไง

“กูกลับมาแล้ว!!”

ในที่สุดไอ้แจ๊คก็ไปวนรอบร้านครบหนึ่งรอบ มันกลับมาที่โต๊ะพร้อมแก้วสองใบ และเหล้าอีกหนึ่งขวดในมือ ตอนมึงหายไปมันมีแค่แก้วใบเดียวไปกับมึงไม่มช่หรอว่ะ แล้วทำไมเวลากลับมึงได้ของกลับหาเต็มไม้เต็มมืองี้ว่ะ

เมื่อเหล้าในแก้ว(ทั้งสองใบของมัน)หมดไอ้แจ๊คก็คงตั้งใจที่จะรินเหล้าเพิ่ม แต่แล้วในขณะที่ไอ้แจ๊คกำลังจะเกิดขวดเหล้าเพื่อเท ก็โดนไอ้คิงแย่งขวดเหล้าไปซะก่อน นั้นทำไอ้แจ๊คโวยวายยกใหญ่

“เฮ้ย! ไอ้คิง เอาเหล้าของกูมาาาาาา”

“กินเยอะไปแล้ว”

“เยอะอะไร! กูกินโต๊ะละแก้วเองนะ”

อืม... แล้วร้านนี้แม้งมีสองชั้น ชั้นละประมาณเจ็ดแปดโต๊ะ แล้วมึงเดินไปมาทั้งร้านแล้ว... อ๊ะๆๆ แต่มึงอย่าลืมนะว่าในมือมึงมีสองแก้ว แล้วอย่างนี้ไปกี่โต๊ะแล้วต้องคูณสองรึป่าวว่ะ

“ไอ้คิงมันคงกลัวมึงตับแข็งตายก่อนเรียนจบละมั้งไอ้แจ๊ค” ไอ้ปาร์คพูด

“กูไม่ตับแข็งตายหรอก!! จะตายก็เพราะ...”

ในตอนที่ไอ้แจ๊คกำลังอารมณ์ขึ้น และเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่มันก็ชะงักไปและหันไปมองหน้าไอ้คิงทีนึง ก่อนที่จะปิดปากแล้วนั่งลงด้วยสีหน้าหงุดหงิด

“เพราะอะไรว่ะ?”

“โว้ย!! ไม่รู้โว้ย ไม่ให้กูแดก กูไปหาแดกโต๊ะอื่นก็ได้!!”

จากนั้นไอ้แจ็คก็เดินงอนตุ๊บป่อง ไปขอเหล้าโต๊ะนู้นทีโต๊ะนั้นที ผมหันไปมองหน้าไอ้ปาร์ค มันก็ทำท่ายักไหล่ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมที่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งนั้น ในใจมันก็เริ่มมีคำถามบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ผมสะกิดไอ้หมอแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้หูมันเพื่อกระซิบถาม

“เฮ้ย มึง...มันใช่อย่างที่กูคิดรึป่าวว่ะ”

“ใช่อะไรของมึง”

“ก็แบบ... ไอ้คิงกับไอ้แจ๊คมันเป็น...”

“เออ ก็ฉลาดขึ้นมาบ้างแล้วนี่มึงอ่ะ”

เหี้ย! จริงหรอว่ะ พอฟังที่ไอ้หมอพูดแล้วผมก็หันไปมองหน้าไอ้คิง แม้งก็ยิ้มแบบมีเลศนัยแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม จริงเหรอว่ะเนี่ย! ไอ้แจ๊คปกติแม่งก็หม้อสาวไปทั่ว นะครับ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยได้ใครเลยก็ตาม แต่ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายมันจะได้กับไอ้คิงแบบนี้ ได้กันท่าไหนว่ะ... ท่าขาฟาดบ่า หรือท่าหมา บ้าๆไม่ใช่ท่าแบบนี้!

“เห็นม่ะ ไม่ต้องง้อมึงกูก็หาเหล้าแดกได้! หึ!”

ไอ้แจ็คมาที่โต๊ะพร้อมสองแก้วในมือที่มีน้ำสีทองเต็มแก้ว ก็จะพูดประชดแดกดันไอ้คิง แต่แบบ... พอรู้เรื่องแล้ว ผมก็รู้สึกว่าไอ้การกระทำสกมกๆของมันของแม่ง กลายเป็นดูน่ารักไปได้ยังไงว่ะเนี่ย โอ้ย ผัวเมียเขางอนกันอยู่ แบบนี้พวกผมควรหายไปจากตรงนี้ไหมเนี่ย

“เออ ไอ้ภาคเมื่อกี้กูเจอคนทรยศด้วยว่ะ”

“ใครว่ะ?”

“เหี้ยเมฆไง ทีกูชวนนะบอกไม่ว่าง แต่เสือกมานั่งจู๋จี๋กีบคนอื่นอยู่ที่ชั้นสองซะงั้น”

“อ้าว มันก็อย่กมากับกิ๊กสองต่อสองบ้างป่าวว่ะ”

“กิ๊ก? เพื่อนมึงกิ๊กกับไอ้เมฆหรอว่ะ...คนที่ชื่อดน-”

พรึ่บ!!

“หะ เฮ้ย อยู่ดีๆมึงจะยืนขึ้นทำไมว่ะ แล้วจะทำหน้าตาน่ากลัวเพื่อ?”

“อะ ปะ ป่าว กูแค่เมื่อย นั่งนานหน้าเกร็ง”

ผมพูดกลบเกลื่อนจากนั้นก็ค่อยๆนั่งลง ไม่ต้องรอให้ไอ้แจ๊คพูดชื่อดนตรีออกมา ร่างกายของผมมันก็เด้งขึ้นเองอัตโนมัติ ทำไมดนตรีถึงมากับไอ้เมฆได้ ทำไมมันถึงกล้ามากับผู้ชายที่รู้จักกันไม่นาน ทำไมมันไม่คิดที่จะบอกผมบ้างเลย ทำไม... ทำไม... ทำไม...

ซึ่งคำตอบมันก็แน่นอนว่าผมรู้อยู่แล้ว...

‘แค่เพื่อน...’

คำๆนี่นี้มันยังคงอยู่ในใจผมตั้งแต่คืนนั้น มันความสัมพันธ์ของเราตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงปัจจุบัน ผมไม่ได้เป็นเกย์ ผมรักมันไม่ได้มันก็ถูกต้องแล้ว เพราะอย่างนั้นเราเป็นได้แค่เพื่อนสนิท... สนิทที่สุด... เพื่อน...

ความรู้สึกแบบนี้นี่มันอะไรกัน ไอ้อารมณ์หงุดหงิดในใจ แล้วก็เศร้าแบบนี้เนี่ย กลัวว่าไอ้เมฆจะแย่งดนตรีไปอย่างงั้นเหรอ กลัวว่าเพื่อนของตัวเองจะกลายเป็นเพื่อนของคนอื่นอย่างงั้นเหรอ กลัวว่าตัวผมเองจะไม่ใช่ที่หนึ่งสำหรับดนตรีอีกแล้วอย่างงั้นเหรอ...

พรึ่บ!!

“อะไรอีกว่ะ”

“เดี๋ยวกูมา!!”

สุดท้ายผมก็อดกลั้นความรู้สึกของตัวเองไว้ไม่ได้ ผมรีบลุกจากโต๊ะและตรงไปที่ขั้นสองอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงผมก็กว่ดสายตาหาทั้งสองคน และพบว่าเมฆกับดนตรีนั่งอยู่ในส่วนที่ในสุด เป็นที่มันที่ดูเป็นส่วนตัวเอามากๆ มันข่างเหมาะสำหรับคนที่กำลังจีบกันซะเหลือเกิน

หมับ!!

“เหี้-”

“เงียบแล้วมานั่งตรงนี้กับกู”

ผมเหือบร้องออกมาเมื่อมีมือมาตบที่ไหล่ผมอยู่งไม่ทันตั้งตัว แต่ไอ้หมอมันก็เอามือปิดปากผมเอาไว้ได้ทัน แล้วมันก็ลากผมไปนั่งที่อยู่อับ พวกดนตรีไม่มีทางมองเห็นพวกผมอย่างแน่นอน

“มึงตามกูมาทำไม”

“มึงนั้นแหละ ขึ้นมาทำเหี้ยอะไร”

“ก็...ไม่ได้จะทำอะไร”

“เหอะ! ท่าทางตอนมึงเดินขึ้นนี่พวกเพื่อนมึงนึกว่า มึงจะไปกระทืบใคร แล้วหน้าอ่ะเช็คด้วย!”

ไอ้หมอพูดพร้อมกับเอามือผลักหน้าผากผมหนึ่งที ผมไม่รู้หรอกว่ามันเป็นจริงอย่างที่ไอ้หมอพูดหรือเปล่า ผมรู้เพียงแค่ว่าอยากจะมาที่ตรงนี้ อยากมาเห็นว่ามันอยู่ด้วยกันจริงๆ อยากรู้เวลาดนตรีอยู่กับไอ้เมฆ มันเหมือนกับตอนที่อยู่กับผมหรือเปล่า... แค่นั้น... แค่นั้นจริงๆ

“มึงดูนั้น...”

ไอ้หมอชี้ให้ผมดูดนตรีกับไอ้เมฆ พวกมันนั่งคุยกันสองคน ดูสนุกกันดีนะ ผมเห็นปากไอ้เมฆขยับไม่หยุด ส่วนมือของดนตรีเองก็เขียนกระดาษไม่หยุด มันเปลี่ยนหน้ากระดาษแล้วหน้ากระดาษอีก คงจะคุยกันสนุกมากเลยสินะ ถึงไม่ใช้กระดาษมากขนาดนั้น...

“ไอ้ตรีหัวเราะเยอะมากเลยเนอะ...”

“...”

“มึงไม่คิดบ้างเหรอว่าสองคนนั้นดูเหมาะสมกันดี”

“ทำไมกูต้องคิดด้วย...”

“กูคงพูดอะไรที่ยากไปสำหรับคนโง่แบบมึง... เอางี้ มึงไม่คิดบ้างเหรอว่า อยากให้ไอ้ตรีมันรักคนอื่นบ้างนอกจากมึง...”

“มันก็คงอยู่ที่ตัวไอ้ตรีเอง กูไม่ได้ห้ามให้มันจะไปรักคนอื่นนิ ถ้ามันมีความสุขก็ดี”

ถ้าเป็นคนอื่นนอกจากกูมึงจะมีความสุขจริงๆเหรอ มึงจะรักคนอื่นได้นอกจากกูจริงๆเหรอ ผมรู้ว่าผมไม่ควรที่จะไปตัดสินเรื่องพวกนี้แทนมัน แต่ว่า...ในใจของผมมันก็ยังคงตั้งคำถามพวกนี้ขึ้นมาอยู่ดี

“กูถามมึงจริงเถอะไอ้ภูมิ...”

“...”

“มึงเคยรักไอ้ตรีมันบ้างหรือป่าว”

“...”

“ถ้ามึงหาคำตอบไม่ได้ กูขอร้อง...ปล่อยตรีมันไปเถอะ”

“ไอ้โง่...”

ไอ้หมอตบบ่าของผมเบาๆพร้อมด่าก่อนที่จะเดินลงไปชั้นล่าง ปล่อยผมนั่งดูไอ้ตรีกับไอ้เมฆคุยกันสนุกสนาน เพราะคิดว่าไอ้ตรีมันมีแค่ผม เพราะคิดว่าตัวเองคือทั้งหมดสำหรับมัน ก็เลยไม่เคยรู้เลยว่าเวลามันอยู่กับคนอื่น ดนตรีมันก็สามารถยิ้มได้มากขนาดนี้เหมือนกัน บางทีไอ้หมอคงจะพูดถูก ผมควรจะเลิกหวงเพื่อนเกินกว่าเหตุได้แล้ว ถ้าหากเพื่อนจะมีความรักครั้งใหม่ คนเป็นเพื่อนอย่างผมก็ต้องดีใจกับมัน นั้นอาจะเป็นสิ่งที่เพื่อนจะทำให้เพื่อนได้

...เพราะผมเป็นแค่เพื่อน

……………

หลังจากที่กลับลงมาจากชั้นสอง ผมก็ขอตัวลากลับห้องมาก่อน ไม่มีอารมณ์จะดื่มต่อ ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรต่ออีกแล้ว พอกลับมาถึงห้องก็รู้ดีว่าดนตรีมันยังไม่กลับมา ไม่มีคนคอยอยู่ที่ห้อง พอกลับมาห้องก็มืดสนิทเหมือนแต่ก่อน... ก่อนที่จะมีดนตรี ผมนั่งเฉยๆอยู่โซฟาตัวเดิมอย่างนั้นไม่ขยับไปไหนเลยนานสองนาน

...เหงา

แค่ไม่กี่สัปดาห์เองนะที่มีมันอยู่ด้วย มันทำให้ผมเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เลยเหรอ ไม่หรอก... ตัวผมรู้ดี มันไม่ใช่เพราะดนตรีที่มาเปลี่ยน แต่เป็นเพราะไม่มีดนตรีอยู่ผมจึงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน เคยมีคนที่ผมคุยด้วยบอกว่า ผมเป็นคนเจ้าใจยากทั้งที่ยิ้มอยู่ ทั้งที่ใจดี แต่เขากลับไม่เข้าใจเลยว่าในใจผมจริงๆกำลังคิดอะไรอยู่ เขาไม่สามารถเข้าไปข้างในใจผมได้เลยจริงๆ

มันก็คงจริงอย่างที่เขาพูด พอมีมันอยู่ด้วยผมรู้สึกเหมือนกลับไปเหมือนก่อน เป็นผมเองที่อยู่กับมันแล้วจะไม่เหมือนกับเวลาอยู่กับคนอื่น ไม่สามารถพูดได้อย่างที่เคย  ไม่สามารถยิ้มให้กับคนอื่นได้แบบที่ให้กับมัน...

แก๊ก!

เสียงเปิดประตูห้องมันทำให้ผมมีสติกลับมาอีกครั้ง ดนตรีกลับมาแล้ว...

มันกำลังจะเปิดสวิตซ์ไฟ แต่คงหันมาเจอผมที่นั่งอยู่บนโซฟาซะก่อน แล้วก็ทำท่าสะดุ้งไปทีนึงคงคิดว่าผมเป็นผีละมั้งเล็ก ก็แน่ละนี่มันเกือบห้าทุ่มแล้วนี่นะ ดนตรีรีบเดินมานั่งข้างผมแล้วหยิบสมุดขึ้นมาเขียน มันเปิดสมุดไปที่หน้าหลังๆอย่างไม่ต้องคิด เพราะเปิดผ้าม่านเอาไว้ บวกกับคืนนี้ฟ้าเปิดแสงจากพระจันทร์ที่ส่องผ่านกระจก มันเลยทำให้ผมยังมองเห็นข้อความที่มันเขียน

‘นั่งทำอยู่ตรงนี้’

‘ทำไมยังไม่ไปนอน!’

“ไม่รู้สิ... กูรู้สึกเบื่อๆ”

กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันทำกูถึงมานั่งเหมือนคนจะตายแบบนี้ ดนตรีขมวดคิ้วน้อยๆของมัน ก่อนจะทำหน้าครุ่นคิดบางอย่าง จากนั้นมันก็ยิ้มออกมาแบะเริ่มลงมือเขียนข้อความ

‘ร้องเพลงกันม่ะ’

ดนตรีเดินไปหยิบกีตาร์โปร่งมานั่งติดกับผม อ่า ร้องเพลง... จะว่าไปเหมือนก่อนมันก็ชอบร้องเพลง แล้วก็เล่นกีตาร์นี่นะ แถมยังร้องเพราะมากซะด้วย มันเคยประกวดวงดนตรีในงานโรงเรียนชนะด้วยนะครับ แต่ตอนนี้มึงจะร้องเพลง... ยังไง

‘เมื่อก่อนตอนเบื่อๆ ก็ชอบดีดกีตาร์ร้องเพลงกันนิ’

“แต่มึง...”

‘เดี๋ยวมึงร้อง แล้วกูเล่นกีตาร์เอง’

“หึ กูร้องเพลงไม่เพราะเหมือนมึงหรอกนะ”

‘สำหรับกูมึงร้องเพราะนะ’

‘เพราะมากด้วย’

“เหอะ ยอกูจนจะบินได้แล้วเนี่ย”

ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ ห่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเลือกเพลงที่ผมชอบ แลละผมก็ไปสะดุดที่เพลงๆหนึ่งเข้า ผมจึงยื่นโทรศัทพ์ให้ดนตรีมันดู และถามว่าดนตรีมันเล่นเพลงนี้ได้รึป่าว ซึ่งมันก็พยักหน้ารับ...

ดนตรีเริ่มดีดกีตาร์ ปกติมันก็เป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้วนะ แต่พอได้จับกีตาร์แบบนี้แล้ว มันทำให้ดูเท่ดูดีเข้าไปอีกหลายเท่าเลย

*เพลง I’m sorry (สีดา) - The Rude

“วันนี้คำว่าเราก็คงไม่มีอีกแล้ว~ จะขอร้องให้เธอนั้นย้อนคืน~ ก็ไม่มีวี่แวว~”

ปากของผมนั้นร้องเพลง แต่สายตาของผมก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของดนตรี เพราะตอนนี้มันมัวแต่ก้มหน้าดีดกีตาร์ คงไม่รู้หรอกว่าผมกำลังมองมันอยู่

“คือฉันนั้นเป็นคนผิดเอง ผิดและพลั้งพลาด ไปซะจนใจเธอเริ่มทนไม่ไหว~
เมื่อวันนี้เธอมีคำบอกลา ส่วนตัวฉันก็มีคำหนึ่งคำที่ไม่เคยพูดไป
จะบอกเธอในวันนี้...”

อยากจะบอก... อยากจะบอกว่ากูขอโทษสำหรับเรืื่องที่กูเคยทำ กูมันคนที่พูดอะไรไม่ค่อยยั้งปาก คิดแบบไหนก็พูดไปแบบนั้น มันคงทำให้ต้องเสียใจอยู่บ่อยๆ
 
“...คือฉันเสียใจ~ ที่ฉันชอบทำผิดไปทุกที ความคิดไม่ตรงกับใจสักที~
ถ้าหากยังเป็นคนแบบนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะยังเข้าใจกันบ้างไหม~
ถ้าหากความผิดที่ฉันทำ มันย้ำให้เธอต้องเสียใจ~ มันย้ำให้เธอต้องร้องไห้~ ขอโทษจากหัวใจ~
...แต่จะให้ดีกว่านี้ก็คงไม่ไหวจริงๆ”
 
‘โอ้ว่าโอ้ว่าอกเอ่ยโอ้พระรามแพ้รัก
ไม่หวั่นจะรบสยบยักษ์จะหักเอากรุงลงกา
แต่ว่าความรักกลับโดยอุบายไม่เชื่อใจสีดา
วาดรูปยักษ์ดั่งแทงใจสั่งให้วายชีวา’

ท่อนนี้ผมร้องไม่ได้... แต่ดนตรีก็ยังคงเล่นกีตาร์ต่อ แล้วขยับปากของมันตามเนื้อเพลง มันเงยหน้าขึ้นสบตาผม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินเสียง แต่ใจผมสัมผัสได้ มันกำลังร้องเพลงกับผมอยู่...
 
“ผิดไปแล้วหนอใจที่ผลักไสแก้วตา”

ขอโทษที่วันนั้นกูปฏิเสธมึง...

“โปรดรับรู้แม่สีดาพี่พลาดไป~~!!”

กูคงกลับไปแก้ไขสิ่งที่กูทำพลาดไม่ได้...
 
“ฉันเสียใจที่ฉันชอบทำผิดไปทุกที”

เรื่องเหี้ยๆที่กูทำไปทั้งหมด...

“ความคิดไม่ตรงกับใจสักที”

อยากให้มึงรู้ว่าไว้ ว่ากูไม่ได้คิดอย่างที่พูดนั้นเลย...

“ถ้าหากยังเป็นคนแบบนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะยังเข้าใจกันบ้างไหม”

ไม่รู้เหมือนกันว่ามึงจะยังทนกับคนเหี้ยๆแบบกูได้นานแค่ไหน...

“ถ้าหากความผิดที่ฉันทำ~ มันย้ำให้เธอต้องเสียใจ~ มันย้ำให้เธอต้องร้องไห้~”

กูรู้ว่ามึงเสียใจ มึงต้องร้องไห้เพราะกู...

“ขอโทษจากหัวใจ~ แต่จะให้ดีกว่านี้ก็คงไม่ไหวจริงๆ”

ตอนนี้กูคงทำได้แค่... ขอโทษ ขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก...
 
‘โอ้ว่าพระรามยังแคลงใจจบศึกกรุงลงกา
พิสูจน์เจ้านางสีดาให้บุกเดินลุยไฟ
แต่ว่ารูปยักษ์ไม่ทันได้ถาม
กลับสนองดวงใจ
แค่เพียงเจ้าคิดเจ้าแค้นเจ้านาง
ไม่เคยจะคิดปันใจ
แต่กว่าจะรู้ก็ตอนเมื่อสาย
จะให้พี่ทำยังไง
ต้องให้พี่ตายเลยแกล้งตาย
ยิ่งกลับทำลายดวงใจเข้าไปใหญ่’
 
“อยากจะบอกเธอว่าฉันเสียใจจริงๆ...”
 
แปะ...

‘มึง’

ทันทีที่ร้องเพลงประประโยคสุดท้ายจบ ผมก็รู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่อยู่เต็มซะจนเอ่อล้นเบ้าตา

‘ร้องไห้ทำไม’

กูก็ไม่รู้... น้ำตามันไหลออกมาได้ยังไง กูแค่คิดเรื่องของมึงในหัว กูแค่เสียใจในสิ่งที่เคยทำ แค่อยากขอโทษมึงในทุกไปสิ่ง แค่นั้นน้ำตากูมันก็ไหลออกมาเอง...

ดนตรียื่นมือมาเช็ดน้ำตาออกให้ผม นั้นทำให้ผมเห็นใบหน้าของมันขัดเจนยิ่งขึ้น แสงจากดวงจันทร์ยามค่ำคืนส่องลงบนใบหน้าของดนตรี ดวงตาของมันประกายแสงราวกับมีมนต์สะกด ผมเอามือไปแตะใบหน้ามันเบาๆ ครั้งนี้มันไม่ได้นิ่งไปหรือสั่นกลัวเหมือนคราวก่อน แต่ใบหน้าของมันกลับมีสีแดงอ่อนๆปรากฎขึ้นมาแทน ใบหน้าของค่อยๆเลื่อนเข้าไปใกล้... ใกล้... จนริมฝีปากของเราทั้งสองสัมผัสกัน มันเป็นความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวล และหอมหวาน ก่อนที่เราสองคนจะผละออกจากกัน...

ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!

“อะ!! พะ พรุ่งนี้กูมีเรียนเช้า!! งะ งั้นกูไปนอนก่อนนะ บาย!!”

ตึกๆๆๆๆ ปัง!!

เสียงหัวใจที่เต้นรัวและแรงเป็นตัวดึงสติผมให้กลับมา เมื่อกี้ผม... ผมจูบดนตรีทำไมว่ะ ผมแค่มองตามัน แล้วตัวของผมมันก็ขยับไปเอง...

‘มึงเคยรักไอ้ตรีบ้างไหม...’

คำพูดของไอ้หมอดังขึ้นในหัวของผม หรือว่า... หรือว่ามันคือความ... ไม่ๆๆๆๆ มันอาจจะแค่อารมณ์ชัววูป หรือมันคืออะไรว่ะ! ตอนนี้หัวใจของผมมันยังคงไม่ยอมหยุดเต้นรัวๆ หยุดตื่นเต้นสักทีสิโว้ย

ภาคภูมิ... สภาพมึงตอนนี้เหมือนคนบ้าเลยว่ะ!




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-09-2020 21:24:14 โดย MarinG »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #06 ขอโทษ [24/09/20]
«ตอบ #17 เมื่อ24-09-2020 20:47:56 »

 :-[ :impress2:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #06 ขอโทษ [24/09/20]
«ตอบ #18 เมื่อ24-09-2020 22:17:28 »

 :katai5:


โถถถถพ่อคุณ

ออฟไลน์ MarinG

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
«ตอบ #19 เมื่อ05-10-2020 12:46:51 »


Page #07 เมฆ



สวัสดีครับผมวาริธร หรือชื่อเล่นที่เพื่อนๆเรียกก็คือ ‘เมฆ’ ผมพูดได้เลยว่าผมเป็นผู้ชายที่หล่อ ดูดี นิสัยก็ดี แถมนังเรียนเก่งอีก ใครๆต่างก็ต้องหลงเสน่ห์ของผม ผมไม่ได้หลงตัวเองหรอกนะครับ... ก็อาจจะมีบ้างนิดหน่อย แต่เพราะทุกคนต่างก็ทำให้ผมคิดแบบนั้น ช่วยไม่ได้ละนะ

ครอบครัวของผมประกอบไปด้วยพ่อ แม่ พี่ชายหนึ่งคน แล้วก็น้องชายอีกหนึ่ง ถึงพ่อแม่จะยุ่งจนไม่ค่อยได้กลับบ้านก็ตาม แต่คงเพราะมีกันสามพี่น้องผมก็เลยไม่ได้เหงาอะไรเลย แถมเพื่อนฝูงผมก็มีเยอะแยะ ด้วยความที่ผมเป็นที่อัธยาศัยดีก็เลยมีแต่คนอยากอยู่ใกล้กับผม ชีวิตของผมมันควรที่จะเฟอร์เฟ็ค แต่น่าเสียดายที่มันขาดไปอย่างนึง นั้นก็คือ...

...คนที่ผมรัก

“...”

ผมเดินไปที่โต๊ะแล้วหยิบปากกาด้ามหนึ่งขึ้นมา มันเป็นปากกาที่ดูสวยมาก... และราคาก็แพงมากด้วย แต่ว่ามันไม่ใช่ของผมหรอกนะครับ แล้วผมรู้ได้ยังไงนะเหรอครับ... ก็ผมเป็นคนซื้อมันเองนี่นา หึหึ จะดูกี่ทีก็ยังขำ เอากระดาษที่เขียนชื่อตัวเองมาแปะเทปแบบนี้ ทำเอาของแพงๆดูเป็นปากกาด้ามละยี่สิบไปเลยแหะ เจ้าของปากกาด้ามนี้...

...กันต์กวี

ชื่อของผู้ชายที่ผมรักอย่างสุดหัวใจ...

รัก...

...ที่เป็นเพียงอดีต

“กันต์กวี...”

ผมพูดชื่อของเขาออกมาอย่างสั่นคลอน ผมกำปากกาด้ามนั้นเอาไว้ แล้วค่อยนำมันมาแนบไว้ที่อกข้างซ้าย น้ำตาของผมมันเหมือนจะเออล้นออกมา สายตาของผมเลื่อนไปยังสมุดโน็ตเล่มหนา ที่กวีเคยใช้จดเรื่องราวต่างๆ ผมลูบมันเบาบางอย่างกับมันจะสูญสลายหายไป เมื่อเปิดไปยังหน้าสุดท้ายก็จะพบกับข้อความ...

‘กันต์กวี รัก วาริธร’

ที่แต่ก่อนนายไม่ยอมให้ฉันแตะสมุดเล่มนี้ ก็คงเป็นเพราะไม่อยากให้ฉันเห็นข้อความนี้ใช่ไหมละ แย่จังเลยนะที่ดันเห็นเข้าซะแล้ว... เห็นในวันที่เขาไม่ได้อยู่ข้างๆผมอีกแล้ว ผมมองข้อความนี้มากี่พันรอบกันแล้วนะ อยากได้ยิน... อยากได้ยินนายพูดคำนี้เหลือเกิน

‘กูรักมึง...’

อยากได้ยินเสียงนั้นอีกซักครั้ง อยากเจอ อยากที่จะสัมผัสนาย อยากให้นายมายืนอยู่ที่ข้างๆฉัน ตั้งแต่ที่นายจากไปหัวใจของฉันมันก็เหมือนไม่เต้นอีกแล้ว มันเหมือนกับว่านายได้เอามันไปด้วย...

‘มึงเลือกถูกแล้ว...’

ฉันเลือกถูกจริงๆเหรอ...

‘สักวันมึงก็จะลืมกู... ส่วนกูก็จะพยายามลืมมึง’

ทำไมเราต้องลืมเรื่องของกันและกันด้วย...

‘สักวันมึงคงจะรักคนอื่น...’

ฉันทำพยายามแล้ว...

พยายามที่จะลองรักคนอื่น แต่มันทำไม่ได้ ฉันไม่สามารถลืมนายได้เลย หรือไม่มันไม่ใครที่จะทำให้ฉันลืมนายได้เลย... หัวใจของฉันมันคิดถึงนาย ทุกๆวัน ทุกๆคืน แม้ก้อนเมฆบนท้องนภาจะแปรเปลี่ยนรูปร่างไปมากแค่ไหน แต่ความรู้สึกของฉันมันไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลย

“นายอยู่ที่ไหน...”

ผมพูดพร้อมกับมองรูปภาพท้องฟ้า ที่มีก้อนเมฆมากมายล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า มันช่างเป็นภาพที่สวยงาม แต่ในสายตาของผมท้องฟ้ามันช่างดูหมนหมองเสียเหลือเกิน ผมค่อยเลื่อนมือไปแนบภาพๆนี้ พร้อมกับใช้มือไล่ไปที่ชื่อของคนที่วาดภาพนี้ แน่นอนว่าคนคนนั้นคือ

‘กันต์กวี’

ภาพถ่ายที่มีอยู่ทั่วห้องของผม คนที่อยู่ในภาพก็คือ...

‘กันต์กวี’

ในตู้เสื้อผ้าก็ยังคงมีเสื้อของ...

‘กันต์กวี’

บนเตียงเตียงนี้ก็เคยมี...

‘กันต์กวี’

ทุกช่วงเวลาของผมยังคงมีกันต์กวีอยู่เสมอ...

ในตอนนี้ผมทำได้แค่กอดสิ่งของที่เคยเป็นของคนรัก แล้วร้องไห้ออกมาอย่างกับน้ำตาไม่มีวันที่จะเหือดแห้ง คำที่ว่าเราจะรู้ถึงความสำคัญของมัน เมื่อยามมี่มันไม่ได้อยู่กับเราแล้ว มันคือความจริงครับ...

...พอมีเขาอยู่ก็ทำเขาเสียใจ คิดว่าเพราะเขารักเราเขาเลยทนอยู่กับเรา เพราะรักเราเขาคงไม่ไปจากเรา แต่พอเขาทนไม่ไหวและเดินจากไป เราไม่คิดที่จะรั้งเขาเอาไว้ เพราะเราเขื่อว่าเขาจะต้องกลับมา เพราะทนอยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีเรา...

...แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้กลับมา แล้วมันก็เป็นผมเองที่ทนไม่ได้ ทนใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีเขาไม่ได้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่ทำอย่างนั้นกับนาย จะไม่ทำให้นายต้องร้องไห้ จะไม่ยอมให้นายต้องไปจากฉัน

...การย้อนเวลาไม่มีอยู่จริง การกลับไปแก้ไขเรื่องในอดีตมันเป็นไปไม่ได้

เพราะอย่างนั้นผมก็ต้องรับผลของที่สิ่งที่กระทำ มันเจ็บปวด ความทรมานนี้มันจะมีวันที่หายไปหรือป่าวนะ หรือผมจะต้องอยู่นี้ไปตลอดชีวิตกัน...

ก๊อกๆ

เมื่ิอมีเสียงเคาะประตู ทำให้ผมรีบเช็ดน้ำตาที่ใบหน้า แล้วเอาของของบทกวีเก็บไว้ที่เดิม ก่อนที่จะเดินไปเปิดประตู เป็นภูผาน้องชายของผมเองที่มาเคาะประตู

“เพื่อนโทรศัพท์มาอ่ะ แล้วนี่... มาร้องไห้อีกแล้วเหรอ”

“ป่าว...”

“กล้าป่าวนะ! ดูหน้ามึงเองก่อนจะตอบด้วยไอ้เมฆ!”

“กูเป็นพี่มึงนะไอ้ภู”

ภูผาน้องชายคนเล็กของบ้าน ความจริงพี่น้องบ้านผมก็แปลกๆนะครับ น้องคนเล็กกลับตัวโตที่สุด ส่วนพี่คนโตกลับตัวเล็กที่สุดซะงั้น เวลาไปไหนด้วยกันไอ้ภูผามักจะถูกทักสลับกับพี่อาทิตย์เสมอ และด้วยความที่ผมกับมันอายุห่างกันแค่ปีเดียว มันเลยเหมือนเป็นเพื่อนกับผมซะมากกว่า

“โอ้ย! สารรูปแบบนี้กูไม่นับเป็นพี่หรอกโว้ย เฮียตะวันก็อีกคน พี่กูแม่งเป็นอะไรกันหมดเนี่ย สภาพดูไม่ได้สักกะคน”

“แล้วมึงจะให้กูทำยังไง...”

“ลืมมันซะ... มึงต้องเดินต่อไปข้างหน้าได้แล้ว อย่าจมอยู่กับอดีตเลยไอ้เมฆ”

“กูลืมเขาไม่ได้จริงๆภู... กูทำไม่ได้จริงๆ”

“กูรู้... เพราะไม่ว่ากูจะพูดซักกี่ครั้ง มึงก็ไม่เคยคิดจะฟังกูเลย”

ภูผาพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนที่จะเดินจากผมไป ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงผม แต่การที่จะลืมเรื่องของกันต์กวีนั้นผมทำไม่ได้จริงๆ...

......…………

วันนี้ผมออกมาร้านเหล้ากับพวกเพื่อนที่มหาลัย ปกติผมไม่ค่อยจะมาหรอกครับ แต่นานๆทีออกมาสังสรรค์บ้างก็ดี เพื่อนที่มหาลัยไท่มีใครรู้ว่าผมตอนอยู่ที่บ้านเป็นยังไง แล้วก็ดาวน์อารมณ์ตัวเองขนาดไหน ให้ทุดคนคิดว่าผมเป็นพวกนิ่งเจ้าชู้แบบนี้แหละดีแล้ว

วันนี้ภาคภูมิพาเพื่อนของมันมาด้วย ผมไม่เคยเห็นเพื่อนของมันคนนี้มาก่อน ดนตรีดูเป็นผู้ชายตัวเล็กเพราะยืนอยู่ข้างภาคภูมิ หน้าก็ดูหวานน่ารักพวกผู้หญิงคงจะชอบกัน แล้วก็รวมถึงผู้ชายด้วยนั้นแหละ

ทำไมไม่รู้เหมือนกัน ตั้งแต่ที่พบกับดนตรี ผมรู้สึกถึงอะไรบ้างอย่างจากผู้ชายคนนี้ ผมรู้สึกว่าเหมือนเราจะมีอะไรที่คล้ายกัน มันอาจจะรวมไปถึงสายตาที่แฝงไปด้วยความเศร้านั้นก็ด้วย...

ผมได้ลองคุยกับดนตรีที่ร้านเหล้าร้านนั้น แล้วเราก็ได้แลกคอนแท็กกัน ดนตรีเป็นคนน่ารัก คุยด้วยสนุก รอยยิ้มของดนตรีนั้นช่างมีเสน่ห์ และอบอุ่นเหลือเกิน จนเกือบจะรู้สึกใจเต้นกับรอยยิ้มนั้น เพียงแต่ดนตรีนั้นมีเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้นั้นก็คือ...

...ดนตรีพูดไม่ได้

ผมไม่ได้อะไรกับเรื่องนี้หรอกนะครับ ออกจะชื่นชมเขาซะด้วยซ้ำ ดนตรีไม่ได้ทำให้ทุกคนสงสารตัวเองที่พูดไม่ได้ แต่พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเขาจะทำได้ ผมอาจจะพูดเกินไปหน่อย สำหรับคนที่พึ่งรู้จักกันแค่คืนเดียว แต่ผมรู้ว่าดนตรีเป็นคนอย่างนั้นจริง...

“กวี...หรือเมฆอาจจะเจอคนที่อาจจะรักได้แล้วกันนะ...”

ผมพูดพรางนอนมองปากกาของกันต์กวีที่อยู่ในมือ นี่มันนานมากแล้วที่ไม่ได้รู้สึกสนใจใครมากขนาดนี้ นี่อาจจะเป็นโอกาสเหมาะที่ผมจะได้ลอง... ลองดูว่าผมจะสามารถรักคนอื่นนอกจากเขาได้รึป่าว ผมหลับตาลงแล้วดึงปากกาเข้ามาจูบอย่างแผ่วเบา

“ช่วยเมฆด้วยนะกวี ขอให้เมฆทำได้ เมฆไม่อยากคิดถึง แล้วก็ร้องไห้ทุกวันอย่างนี้แล้ว...”

ผมอยากจะหลุดพ้นจากความเศร้าตรงนี้สักที แล้วดนตรีจะเป็นคนคนนั้นให้ผมได้หรือเปล่านะ หลังจากวันนั้นผมก็เริ่มคุยกับดนตรีมากขึ้นเรื่อย นั้นทำให้ผมยิ่งรู้ว่าดนตรีนั้นเป็นคนที่น่ารักมากขนาดไหน ผมเริ่มยิ้มออกมาได้เวลาที่คุยกับดนตรี ทุกอย่างมันก็เหมือนจะไปได้เรื่อยๆ ติดก็ตรงที่ไอ้ภาคภูมินี่แหละ

ในวันนั้นที่ดนตรีมานั้นเรียนกับพวกผม เพราะชั่วโมงเรียนของดนตรีอาจารย์ขอยกคลาส ผมได้โอกาสไปนั้นคุยที่ข้างๆดนตรี แต่แล้วไอ้ภาคภูมิก็แสดงอาการไม่ได้พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“แล้วถ้ากูจะจีบมึงจะทำไม”

ทันทีที่ผมพูดคำนั้นออกไป ผมมองเห็นได้ชัดเจนเลยว่าสีหน้าของมันเปลี่ยนไปแทบจะทีนที พร้อมกับพูดกลับใส่ผมอย่างเสียงดัง

“นี่มึงเป็นเกย์หรอ!”

ผมไม่เคยเห็นไอ้ภาคภูมิสีหน้าเดือดดาลขนาดนี้มาก่อน แล้วไม่เคยรู้ด้วยว่ามันอคติกับรักร่วมเพศ เห็นปกติก็ไม่ได้อะไรแท้ๆ เพื่อนที่เป็นรักร่วมเพศในมหาลัยก็มีตั้งเยอะแยะ พึ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่มันแสดงอาการออกมา ซึ่งนั้นทำให้ดนตรีสะดุ้งและรีบเขียนคำพูดบางอย่างส่งให้ภาคภูมิ

‘ขอโทษ’

คำขอโทษของดนตรีนั้นทำให้สีหน้าของมันเปลี่ยนจากโกรธ ไปเป็นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนกับว่ามันจะอะไรออกมาซักอย่าง แต่มันก็กลืนคำพูดนั้นลงคอไปก่อนที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่น นี่ทั้งสองคนเป็นแค่เพื่อนกันเหรอเนี่ย ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่าที่คิดกัน...

วันจากนั้นช่วงเวลาประมาณสัปดาห์กว่าๆ ผมก็ยังคงคุยกับดนตรีอย่างต่อเนื่อง พอเริ่มจะสนิทกันแล้ว ผมก็พบว่าดนตรีก็เป็นคนที่กวนคนหนึ่งเลยทีเดียว แถมยังดูเหมือนจะชอบพูดอีกต่างหาก แต่น่าเสียดายที่ตัวเขาตั้นพูดไม่ได้เสียนี่ ซึ่งผมก็ได้รู้เพิ่มขึ้นอีกอย่างนึงด้วยว่า ดนตรีชอบร้องเพลง ปกติแล้วจะชอบร้องเพลงแล้วก็ให้ไอ้ภาคภูมิเล่นกีต้าร์ ชอบเล่าเรื่องตอนมัธยมของตัวเองและภาคภูมิ เล่าเรื่องภาคภูมิ... ภาคภูมิ แล้วก็ภาคภูมิ

...ทุกเรื่องของดนตรีจะมีเรื่องของไอ้ภาคภูมิห้อยตามมาตลอดเสมอ

อ๊า... ผมไม่ใช่คนโง่นะครับ เพียงแค่ไม่อย่กจะตัดใจง่ายแค่นั้นเอง อย่างน้อยลองดูให้ถึงที่สุดมันก็คงจะดีกว่า เพราะอย่างั้นวันนี้ผมเลยชวนดนตรีไปที่ร้านนั่งชิวที่ผมชอบ ผมจองโต๊ะชั้นสองที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุดเอาไว้ แล้วเย็นวันนั้นผมก็นัดไว้ว่าจะไปรับดนตรีที่ตึกคณะ ผมไปถึงก่อนเวลาเลิกของดนตรีเล็กน้อย พอผมเห็นว่าดนตรีเดินลงมาจากตึกเรียนแล้ว จึงส่งไลน์ไปบอกว่ารถของผมยี่ห้ออะไรแบะจอดอยู่ตรงไหน ดนตรีคงก้มหน้าอ่านข้อความก่อนที่จะมองหารถของผม พอเห็นแล้วดนตรีก็เดินตรงมาแล้วชำเลื่องมองสองสามที ก่อนที่ผมจะเลื่อนกระจกลงแล้วส่งยิ้มให้ดนตรี ส่วนดนตรีเองพอเห็นผมแล้วก็ส่งยิ้มกลับจากนั้นก็เดินอ้อมมาที่นั่งข้างๆผม ก่อนที่จะเปิดประตูเข้ามานั้งข้างในรถ

“เป็นไง เรียนเหนื่อยไหม”

‘ก็นิดหน่อย ^^’

การตอบกลับแบบมีอีโมจิก็น่ารักดีเหมือนกันนะ

“งั้นไปกันเลยไหม”

ดนตรีพยักหน้าเป็นคำตอบ ตอนแรกผมนึกว่าการนั่งรถไปกับดนตรีจะต้องเงียบมากแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ดนตรีมีใช้แอพเลียนเสียง ทำให้ระหว่างนี้นรถไปเราสิงคนได้คุยกันเกือบตลอดทางเลย หลังจากที่มาถึงที่ร้าน ผมก็พาดนตรีไปนั่งตรงที่ผมจองเอาไว้ จากนั้นผมก็สั่งอาหารรวมถึงเดรื่องดื่มของเรา

“ดื่นไวน์ได้ใช่ไหม”

‘ดื่มได้ :)

ผมจัดแจงเครื่องดื่มแล้วส่งแก้วให้ดนตรี สักพักอาหารก็มาเซิฟ เราสองคนทานอาหารไป คุยกันไปอย่างสนุกสนาน จนผมเริ่มรู้สึกว่าคงได้เวลาแล้วละที่จะต้องถาม

“ดนตรี... นายมีแฟนแล้วรึยัง”

ดนตรีละจากอาหารตรงหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม ก่อนที่จะเริ่มเขียนสมุด

‘ยังนะ’

“ถ้าอย่างงั้น...”

‘...’

“ลองคบกับเมฆดูไหม”

ดนตรีนิ่งไปเมื่อผมถามคำถามนี้ ดนตรีกลืนน้ำลายหนึ่งที ก่อนที่จะเริ่มบรรจงปากกาเขียนข้อความลงในกระดาษ ซึ่งข้อความนั้นมันก็คือ...

‘ขอโทษนะ คงไม่ได้หรอก’

“ทำไมละ...”

‘มีคนที่รักอยู่แล้วน่ะ’

“ไอ้ภาคอย่างงั้นเหรอ”

เมื่อผมถามไปอย่างนั้น ดนตรีจึงเลือกที่จะวางสมุดและปากกาลงแล้งเงยหน้าขึ้น และมองเข้ามายังนัยน์ตาของผม ทั้งรอยิ้ม และสายตาของดนตรีนั้นก็เป็นคำตอบที่เพียงพอแล้ว ผมนี่มันบ้าจริงๆเลยทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้วแท้ๆ ก็ยังจะถามออกไปอีก

“แต่ไอ้ภาคมันไม่ได้บอกว่าดนตรีเป็นแฟนนิ”

‘ก็เรารักภูมิอยู่ฝ่ายเดียวนี่นา’

“อย่างงั้นเองหรอ...”

ความนิ่งเงียบกำลังครอบคลุมบรรยากาศ ผมไม่รู้ว่าพูดอะไรต่อดี ส่วนดนตรีก็ยังคงยิ้ม และเขียนข้อความต่อไปเรื่อยๆ

‘เมฆเองเถอะ’

‘ทำไมถึงมาขอตรีเป็นแฟน’

“ก็ดนตรีน่ารัก...”

นั้นคือสิ่งที่ผมคอบกลับไป นั้นทำให้ดนตรียิ้มออกมาน้อยๆพร้อมกับส่ายหัวไปมา และข้อความต่อไปของดนตรีก็ทำให้ผมถึงกับสะอึก

‘ทั้งที่ในใจของเมฆมีคนอื่นอยู่แล้วเนี่ยนะ’

“...”

‘ใช่มั้ยละ’

“ดนตรีรู้ได้ยังไง...”

‘แค่มองตาก็รู้แล้ว’

‘เราคล้ายกันมากนะเมฆ’

‘ที่ไม่สามารถตัดใจจากคนที่เรารักได้’

ใช่ครับที่ผมเคยบอก ผมรู้สึกว่าพวกเราคล้ายกันหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะรวมถึงเรื่องนี้ด้วย แบบนี้ก็กลายเป็นนัดของคนที่มูฟออนไม่ได้น่ะสิเนี่ย

“ถูกอย่างที่นายพูดนั้นแหละ...”

‘...’

“เมฆมีคนที่เมฆรักอยู่แล้ว แต่เขาทิ้งเมฆไปแล้ว เมฆลืมเขาไม่ได้สักที”

‘ก็เลยมาขอเราเป็นแฟน’

ผมพยักหน้า...

‘เผื่อว่าจะลืมคนคนนั้นได้?’

ผมพยักหน้าอีกครั้ง...

‘มันไปไม่ได้หรอกเมฆ’

และอีกครั้งที่ผมพยักหน้ารับ ผมรู้อยู่แล้ว... รู้อยู่แล้ว ในใจของผมเองก็คิดเหมือนกับดนตรี ว่าการรักคนอื่นเพื่อลืมอีกคนน่ะมันเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไงน้อยที่สุดยังไงเราก็ไม่มีทางลืมเขาได้

‘มีอะไรอยากระบายไหม’

‘ตรีจะรับฟังเอง’

ดนตรียกสมุดขึ้นให้ผมอ่าน พร้อมกับใช้มืออีกข้างยื่นมาแตะที่มือของผม ทั้งรอยยิ้ม สายตา และสัมผัสของดนตรีมันช่างอบอุ่นซะเหลือเกิน อบอุ่นมาซะจนที่เบ้าตาของผมมันเริ่มรู้สึกอุ่นๆขึ้นมา

“เมฆรักเขามาก... มากซะจนเขาคือชีวิตของเมฆ แต่สุดท้ายแล้วเมฆเองที่ทำเหี้ยๆใส่เขา”

‘ร้องออกมาเถอะ’

“ฮึก ในวันนั้นเมฆไม่ได้เลือดเขา... ฮึก เมฆเสียเขาไปแล้วดนตรี เขาไม่กลับมาหาเมฆอีกแล้ว แต่เมฆยังรักเขาอยู่... เมฆเลิกรักเขาไม่ได้เลยดนตรี”

‘เราเข้าใจ’

“เมฆควรทำยังไงดี... ฮึกๆ”

‘ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรนิ’

“...”

‘เมฆก็รักเขาต่อไป’

‘อย่างเราก็รักภูมิ’

‘รักมาก... รักจนรู้สึกว่า’

‘ไม่ว่าจะในฐานะไหน’

‘เราก็พอใจแล้วที่ได้รักเขา’

“แต่เขาไม่ได้อยู่ข้างๆเมฆแล้วนะดนตรี เขาไปอยู่ที่ที่ไหนแล้วเมฆก็ไม่รู้”

‘เชื่อในความรักสิ’

“...”

‘แล้วสักวันความรักจะต้องพาคนทั้งาองกลับมาพบกันแน่ๆ’

“...”

‘ฮ่าฮ่า เราก็พูดเกินไปเนอะ’

“...ไม่หรอก ขอบคุณนะ เมฆรู้สึกดีขึ้นแล้วละ”

รอบฃยยิ้มที่แสนอบอุ่นของดนตรีนั้นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น แต่ระหว่างคนที่ความหายไปจากข้างกาย และเสียใจที่รักจากไปแบบผม กับคนที่ความอยู่ข้าง แต่ก็ไม่รับความรักตอบ แบบไหนมันจะรู้สึกเจ็บมากกว่ากันนะ

วันนั้นผมขับรถไปส่งดนตรีที่หน้าหอของภาคภูมิ จากนั้นแล้วก็กลับมาที่บ้าน บ้านปิดไปหมดทุกคนคงหลับไปหมดแล้ว ผมกลับเข้ามาในห้องของตัวเอง แล้วก็ยืมมองรูปท้องฟ้าอีกครั้ง ผมกอดสมุดของกันต์กวีเอาไว้ แล้วจูบลงไปที่ลายเซ็นบรภาพวาดนั้น

“เมฆจะขอรักกวีต่อไปแบบนี้ได้ใช่มั้ย...”

ถ้าหากควาทรักจะช่วยให้เราได้พบกันอีก อย่างที่ดนตรีพูด ถ้าอย่างงั้นผมจะขอเชื่อมั่นจนกว่าจะได้ยินคำนี้ซักครั้ง...

‘กันต์กวี รัก วาริธร’



…………………… :pig4: :pig4: :pig2: up  :pig2:


Ps. สำหรับเรื่องของ กวี กับ เมฆ นั้นไรเตอร์ตั้งใจจะแต่งในเร็วนี้นะจ๊ะ
      แต่ก็กำลังคิดว่าจะอต่งใรเรื่องนี้ไปเลย หรือแยกเรื่องอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรกดี

      .:: I SAY & YOU TEARS ::.
     



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
« ตอบ #19 เมื่อ: 05-10-2020 12:46:51 »





ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
«ตอบ #20 เมื่อ05-10-2020 14:44:44 »

 :-[

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
«ตอบ #21 เมื่อ05-10-2020 22:20:29 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
«ตอบ #22 เมื่อ30-10-2020 22:55:05 »

หายไปนานเลยคับ :hao5:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
«ตอบ #23 เมื่อ31-10-2020 23:33:29 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: .:: I'M SAY & YOU WRITE ::. [Drama] Page #07 เมฆ [05/10/20]
«ตอบ #24 เมื่อ21-11-2020 10:17:15 »

คิดถึง :z1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด