Lucky For U ถ้าผมรุก พี่ต้องรัก ❤️ [New] [EP] 5 -25/08/2563
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Lucky For U ถ้าผมรุก พี่ต้องรัก ❤️ [New] [EP] 5 -25/08/2563  (อ่าน 769 ครั้ง)

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++







คำว่าซวย หลายๆคน คงคืดว่ามันคือเรื่องแย่ๆ”

ที่อาจจะเกิดขึ้น ในวันนี้ พรุ่งนี้ หรือ อนาคต

แต่ใครจะไปคิดละว่า

วันนึง ความซวยที่เราพยายาม วิ่งหนีมาทั้งชีวิต

มันจะแปรเปลี่ยนและลายเป็นสิ่ง

และกลายเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถขาดมันได้เลย


☘️☘️



 
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-08-2020 09:10:47 โดย Sassawat6523 »

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
โชคชะตา มักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวของเรา อย่างไรบ้าง”









“แต่สำหรับผมโชคชะตาแม้งโคตรเฮงซวย”









ซวยชนิดที่ว่า ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองหน้ากระจก ในทุกๆ เช้าว่าชีวิตคนๆ นึงมันสามารถซวยได้ขนาดนี้เลยเหรอ





ยกตัวอย่าง





อย่างการชาตแบตโทรศัพท์ ซึ่งผมเป็นพวกติด

โซเชียลเอามากๆ คิดเป็นสัดส่วนของเวลาในแต่ละวันก็ประมาณ 70%-30%





ผมใช้เวลาเสือกฝีดของชาวบ้านไปทั่วร่วมถึงการดูยูทูปเล่นเกม ฟังเพลง และวีดีโอคอลหาสาวๆ









พอแบตใกล้จะหมดผมก็เสียบสายชาตแล้วนอนหลับไป แต่พอตื่นเช้ามาก็ต้องหัวเสียเมื่อพบว่า ปลั๊กที่เสียบชาตแบตนั้นลืมกดเปิดสวิตซ์ ซึ่งแน่นอน โทรศัพท์ผมแบตหมดเปิดไม่ติด และนั้นมันยิ่งสร้าง ความหงุดหงิดให้ผมเป็นอย่างมาก





แต่ นี้ยังไม่ใช่เรื่องซวยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะ หลังจากที่ดึงสติตัวเองกลับมาได้ สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาปลุกที่เข็มหยุดเดินสนิท รวมถึงสายตาที่กวาดมองไปที่นาฬิกาอีกเรือนตรงฝาบ้านบอกเวลา 08.30 ...อืมม แปดโมงสามสิบบบ









ชิบหายแล้วว!!!!!





วันนี้มีสอบปลายภาค ซึ่งเวลาสอบนั้นคือ 08.00 แล้วบัดนี้ผมพึ่งจะลุกจากที่นอน โอ้วมายก็อด วอทเดอะฟัค









คิดได้ดังนั้นผมก็รีบดีดตัวเองออกจากที่นอนวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วแสงก่อนจะรีบแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียนให้ทันเวลา ไม่สิต้องเรียดว่าต้องรีบไปเพื่อไม่ให้มันสายไปมากกว่านี้.









หน้าซอย





ผมยืนโบกแท็กซี่อยู่พักใหญ่ ก็ไม่ยักจะมีคันไหนจอดสักที แต่แล้วในที่สุดก็มีพี่แท็กซี่หนึ่งคันมาจอดเทียบท่าและผมเองกำลังที่จะเปิดประตู แต่ก็มีไอ้เวรจากที่ไหนไม่รู้ วิ่งเข้ามาแทรกผ่านช่วงแขนผมเปิดประเข้าไปนั่งอย่างหน้า ตาเฉย





อีกฝ่ายจ้องผมด้วยสีหน้าราบเรียบ





แต่หู้วววว





ไอ้เหี้ยนี้มันเบ้าดีจังเลยวะเหมือนเคยเห็นใครหน้าตาแบบนี้มากจากในทีวี









แต่โทษ นะ มันใช่เวลามาโฟกัสตอนนี้รึเปล่า วะเฮ้ย









“เฮ้ยผมมาก่อนคุณมาแทรก คิวผมได้ยังไง ไอ้หน้าด้าน” แต่ไอ้ห่านั้นก็หาได้สะทกสะท้านไม่ มันยังคงนั่งหน้าสลอนหยิบแซนวิซขึ้นพร้อมกับจ้องผมแดกหน้าตาเฉย





ฟ๊าคค





ผมไม่มีเวมาเถียงอะไรกับไอนี้มาก และด้วยความรีบและไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ผมเลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งบนตักของมันแม่งซะเลย





ไม่ขยับทำหูทวนลมนัก ก็ก็นั่งแม้งบนตักมันนี้แหละ





“ลุงออกรถเลยครับ” ผมบอกลุงคนขับก่อนที่แกจะค่อยๆเคลื่อนรถออกไป





ระหว่างทางมา รถแม้งก็ติดเล่นทำเอาผมหัวเสียไปอีกละลอกหนึ่ง ไม่เท่านั้น ไอ้เวรข้างหลัง ผมมันยัง ทำเหมือนผมเป็นธาตุอากาศ หยิบโทรศัพท์เปิดเพลงใส่แอร์พอร์ต ฟังเพลงพงกหัวอย่างสบายใจเฉิบ









โอ้ยยย









ทำไมหน้ามันด้านได้ขนาดนี้วะ









แล้วนี้ผมนั่งตักมันมาได้จะเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วแม้งยังไม่ยอมขยับเลยให้ตายเถอะ จนแล้วในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายยอมแพ้

ขอสิโรราบต่อความหน้าด้านของมันเลยเป็นฝ่ายขยับมานั่งข้างๆ เองโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรกับผมเลย แม้แต่คำ เดียว ..













พอถึงที่หมายผมก็พึ่งได้รับรู้ว่า ไอ้เวรนี้มันลงที่เดียวกับผม ซึ่งที่นี้คือมหาลัย x ซึ่ง หนึ่งส่วนจากสี่ส่วนของที่นี้จะมีโรงเรียนสาธิต ตั้งอยู่ ด้วย ซึ่งนั้นหมายถึงว่าไอ้เวรนี้ มันเรียน ที่ๆ เดียวกับผม หากแต่ มันคือรุ่นพี่ ที่เรียนมหาลัย ส่วนผม ก็แค่เด็กมัธยมปลาย ใกล้ๆ กับมันนี้เอง









ระหว่างที่กำลังลงจากรถผมก็ไม่ลืมจะยื่นเงินไปจ่ายให้ลุงแท็กซี่แต่ลุงแกก็โบกมือ

















บอกว่ามีคนจ่ายให้แล้ว









ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ไอ้หมอนั้น









และเรื่องที่ผมต้องทำต่อจากนี้คือการเข้าไปสอบเพื่อให้ตัวเองได้จบๆ จากสถาบันเฮงซวยนี้สักที จึงไม่รอช้ารีบติดสปีดที่เท้าก่อนจะวิ่งจนควันฝุ่นลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ









[หลังจากนั้นหลายเดือน]





ณ ร้าน กาแฟภายในมอ





เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ตอนนี้ชีวิตผมยังคงวนลูปกับเรื่องซวยๆ อยู่เหมือนเดิม





เพิ่มเติมคือ ผมกำลังนั่งลุ้นผลสอบ อย่าง เคร่งเครียด

ด้วยสายตาอันแน่วแน่ผมจึงเพ่งสายตา ไปที่จอโน๊ตบุ๊คด้วยท่าทางจริงจัง รวมถึง “เอ” เพื่อนสนิทของผมด้วย









“มึงไม่เข้าไปสิงในจอเลยละไอ้ขาว” ไอ้เอโบกหัวผมหนึ่งทีก่อนจะยกแก้วโกโก้แคนตาลูปของมันขึ้นมาดูดเสียงดังซู้ดดดดด









“ไอ้เหี้ยก็มันลุ้นนี้หว่า แล้วอีกอย่างนะกูชื่อไวท์ เลิกเรียกกูไอ้ขาวสักที”





“กูติดปากจะเรียกแบบนี้ มึงจะทำไม แล้วอีกเรื่องนะ ผลสอบมึงจะไปลุ้นทำเหี้ยอะไรวะ เพราะยังไงแล้วที่สุดที่ๆ มึงติดก็คือมอนี้อยู่ดี” ปากเหรอนั้น





“คอยดูเถอะถ้ากูติดมอ A ขึ้น มา กูจะมาอ้วกใส่หน้ามึง” ผมพูดข่มๆ มันทั้งที่จริงๆ ก็มีลางสังหรณ์อยู่แล้วแหละว่าไม่มีทางติดมอ อันดับต้นๆ อย่างนั้นแน่นอน





“ลำพังแดกเหล้ายังไงไม่ให้เมาในสองช็อตก่อนนะค่อยคิดจะมาอ้วกใส่กู กูเอาหัวเป็นประกันเลยว่ายังไงมึงก็หนีไม่พ้นมอนี้แน่ๆ “คำพูดของมันเล่นทำเอาผมใจแป้วไป เลย ก็แหม่ ซึมซับ กับที่นี้มาตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว ผมก็อยากไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้างนี้นา





“ของกูออกละ” ไอ้เอโพร่งขึ้น





“ไหนๆ ติดรึเปล่า” ผมเสนอหน้าไปที่จอโน๊ตบุ๊คของมันก่อนจะเพ่งสายตาอ่านข้อความที่จอของมันทีละบรรทัด





“ไอ้สาด มอ x นิ มึงหลอกกูไหนบอกรักกูจะติดตามกูไปทุกที่ไง” จริงๆ มันไม่เคยพูดหลอก ผมมโนขึ้นมาเองเพื่อสำคัญตัวเอง





“เพราะกูมั่นใจไงว่ายังไงมึงก็หนีไม่พ้น มอ x สมองมีเท่าแค่ปลาซิวจะไปหวังอะไรกับมออันดับต้นๆอย่างนั้น "





หลังจากนั้นไม่ถึงสิบนาที ผลของมอแต่ละมอก็ออก และก็เป็นไปตามอย่างที่ไอ้เอพูดเอาไว้เลยครับ ผมชวดมอ a และมาติดที่มอ xแทน





“หมอดูรึจะสู้หมอเอ ไงละ ผิดจากที่กูพูดซะที่ไหน” มันยืนกอดอกเงยหน้ามองเพดานอย่างผู้ชนะ





ส่วนผมก็ได้แต่ก้มหน้ากุมขมับ ด้วยความคิดร้อยแปดที่เวียนอยู่ในหัว









[ระหว่างนั้นเองในด้านพระเอกของเรา]





“พี่ฉลามจะเมินพิม แบบนี้ไม่ได้นะคะ เรานอนด้วยกันแล้วยังไงพี่ฉลามก็ต้องรับผิดชอบเรื่องของพิม” เธอคนนี้ชื่อพิมเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ผมไม่รู้จัก แต่ที่แน่ๆ ผมจำได้ว่าเจอเธอเมื่อคืนในงานเลี้ยง และพอตื่นเข้ามา ผมก็พบว่าเธอกำลังนอนซบอยู่ที่อกผมอยู่ เธอเที่ยวบอกเพื่อนๆ ผมหรือใครต่อใครว่านอนกับผมแล้ว ซึ่งนั้นทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก แต่ผม รู้ดีและมีสติครบทุกอย่าง แล้วผมก็มั่นใจมากๆ ด้วยว่าไม่ได้ทำอะไรเธอ แน่นอน





“คุณลูกค้ารับอะไรดีคะ”





“เอาคาราเมลนมสดแก้วนึงครับ อ่อ แล้วก็ขอสตอเบอร์รี่ปั่นแก้วนึงครับให้ผู้หญิงคนนี้” เธอมองผมด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ เพราะตั้งแต่ที่ออกมาจากคอนโดของผม เธอก็เอาแต่โหวกเหวกโวยวาย เรื่องนั้นเรื่องนี้จนผมรู้สึกเวียนหัวไปหมด โดยที่ผมไม่ได้ให้ความสนใจกับเธอเลย





“พี่ฉลาม ซื้อให้ พิมหรอ รู้ได้ไงคะ ว่าพิม ชอบ” ผมแค่นยิ้มที่มุมปากก่อนจะเริ่มเอ่ยประโยคที่คิดอยู่ในหัว





“ก็พอจะดูออกนะว่าเธอน่าจะชอบ สตอ” ผมไม่ได้เติมคำว่าเบอรรี่ลงไปเพราะต้องการสื่อในแบบที่ทำให้เธอเข้าใจได้ง่ายๆ





“เอะ นี้พี่ ฉลามว่า พิม เหรอค่ะ”





“ถ้าเธอ จะคิด อย่างนั้น ก็ไม่มีใครว่านะ”





“ได้ แล้ว เราจะ ได้เห็นดีกัน “เธอยกโทรศัพท์ขึ้นมา กดจิ้มๆ ก่อนจะยื่นมาให้ผมดู





ภาพตรงหน้าคือรูปของผมที่กำลังนอนไม่ได้สติ เปลือยท่อนบนส่วนข้างๆ นั้นก็คือเธอที่กำลังนอนซบที่อกของผมอยู่





เด็กปอหนึ่งดูยังรู้เลยว่าจัดฉาก





ผมหันไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ระหว่างนั้น ผู้หญิงคนเมื่อครู่ ก็ พูดขึ้นมา





“พิมจะบอกคุณพ่อของพี่ฉลาม ว่าเรา ได้เสียกันแล้ว” คนในร้านหันมามองกันให้ควับไม่แปลกใจเลย ก็เธอดันพูดเสียงดังซะขนาดนั่น





ลำพังถ้าเรื่องมันจบที่ผมเองมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ผม ซึ่งไม่อย่างมีส่วนเกี่ยวกับ คนที่เธอพูดถึงแล้ว นั่นเลยทำให้หางคิ้วของผมถึงกับชนกัน





“นี้เธอคิดจะขู่ฉันเหรอ” ผมถามผู้หญิงตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่พร้อมจะระเบิด





“พิมไม่ได้ขู่ค่ะ แต่พิมจะทำจริงๆ” เธอแค่นยิ้มที่มุมปากอย่างที่ผมทำ



[ในด้านของนายเอกของเรานั้น]





“พี่กี้เช็คบิลโต๊ะผมด้วยครับ” ผมเดินมาที่เค้าเตอร์เพื่อให้พี่กี้เจ้าของร้านกาแฟได้คิดเงินค่าขนมและกาที่สั่งไป





“นี้เธอคิดจะขู่ฉันเหรอ”





“พิมไม่ได้ขู่ค่ะ แต่พิมจะทำจริงๆ” สายตาผมยังคงจ้องที่พี่กี้แต่ไม่รู้ทำไมหูถึงสนใจประโยคพูดคุยของคนข้างๆ นัก





“แล้วถ้าเธอรู้ว่าฉัน......” สายตาที่ผมกำลังจ้องพี่กี้ที่คิดเงินอยู่จู่ๆ มันก็เอียงไปข้างๆ ทำให้ผมได้พบกับต้นเสียงเมื่อครู่และใครสักคนที่รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกและมันก็เป็นแค่ช่วงแวปเดียวเท่านั้น





แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้สงสัยอะไร ใบหน้า ของผู้ชายคนนั้น ก็โน้มเข้ามาใกล้ จนลมหายใจของเรารดอยู่ที่หน้าของผมและในที่สุด เราสองคนก็









จุ้บ!!!!!!





“อร้ายยยยยยยยยย!”





“กรี๊ดดดดดดดดด”





ผมไม่แน่ใจว่าเสียงรอบข้างนั้นดังมากแค่ไหน หรือใครต่อใครกำลังจดจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาแบบไหน รู้แค่ว่าตอนนี้ในหัวของผมมันว่างเปล่า





เหมือนเวลาทุกวินาทีได้ถูกสั่งให้หยุด ..





หยุดโดยไม่มีอะไรมากั้น (แม่สิตางค์ไม่ต้องมานะ)





หูผมรู้สึกอื้อ ร่างกายชาดิก ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกได้คืออะไรสักอย่าง ที่กำลังขยับไปมาอยู่ในโพรงปากของตัวเอง





ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ แต่พอไปสักพักกลับรู้สึกดีซะงั้น





แต่ เดี๋ยวนะ





ไอ้สิ่งที่ว่านั้น มันคือ ลิ้น.!!





แล้วลิ้น ที่กำลังละเลงเล่นอยู่ในปากผมนี้มันเป็นของใครกัน









ผมลืมตาขึ้นด้วยความตกใจก่อนจะถอนหน้าออกมาและจ้องมองบุคคลที่อยู่ตรงหน้าอย่างนึกสงสัยปนตกใจอยู่ไม่น้อย









“ชอบแบบนี้ ....เธอยังจะกล้า เอาไปบอกพ่อฉันมั้ย”









Tbc........





ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนนะครับว่าเป็นมือใหม่สำหรับการเขียนฟิคและนิยายมากๆ ภาษาอาจจะแปลกๆ

แหม่งๆ ยังไงต้องขออภัยด้วยนะครับ พยายามเต็มที่แล้วจริงๆ





หลังจากที่ที่ได้อ่านนิยาย มาหลายๆ เรื่องก็เริ่มรู้สึกจินตนาการ ไปถึง ความรู้สึกของตัวละคร





แบบจับนู้นจับนี้มาผสมกัน จนกลายเป็นภาพวังวนอยู่ในหัว อยู่นายสองนานจนเรื่มมีความรู้สึกว่าอย่างจะลองแต่งนิยาย ดูสักเรื่อง จนเกิด มาเป็น เรื่องนี้ขึ้นมา





ทั้งนี้ ฝากให้พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนช่วยกล่าวติเตือนสั่งสอนลงหวายได้เต็มที่เลยครับ





คืออยากทราบความรู้สึกของผู้อ่านว่ารู้สึกยังไงกับนิยายเรื่องนี้บ้าง เพื่อจะได้นำไปพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปครับ









ทั้งที่ ขอกล่าวขอบคุณ ทุกๆ คนที่เข้ามาอ่านนะครับ





#คันหิม

#Summer

หรืออีกหนึ่งช่องทางในการอ่าน ได้ [ฟรี]

ผ่านลิ้ง https://www.readawrite.com/c/47669de5819c2e5ef091c2ab1013e014?preview=1

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-08-2020 14:27:04 โดย Sassawat6523 »

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

Lucky For U ❤️

 

 

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับโชคชะตาของชีวิต มนุษย์ ในบรรทัดนั้นมัน เขียนข้อความไว้ว่า

 

 

[When the time comes, the world will throw

the right people towards us]

 

 

ซึ่งแปลได้ว่า เมื่อถึงเวลาตรงนั้นจริงๆ

โลกจะเหวี่ยงคนที่ใช่ มาหาเราเอง

 

 

ผมเชื่อ แบบนั้นมาตลอด จนเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ผมพึ่งได้รับประสบการณ์อันขมขื่นมากลับตัว จนอยากจะ ตะโกนบอกกับโลกดังๆ ว่า

 

 

[What the fuck sent to me?]

 

 

หรือแปลตรงๆ ก็คือส่ง เห....อะไรมาให้กูวะเนี้ย วอทเดอะฟ๊าค

 

 

 

 

แล้วคุณๆ อย่าคิดว่า ผมจะ ยอมให้ไอ้ห่านั้นจูบฝ่ายเดียว นะ ยอมได้ที่ไหนผมเลยฉวย โอกาสตอนที่มันเผลอจุ๊บคืนไปทีนึง

 

 

 

 

จะบ้าเหรอ

 

 

ใครจะไปทำอย่างนั้นกัน

 

 

 

 

เรื่องจริงๆ ก็ คือ หลังจากที่ เกิด โศกนาฏกรรม ครั้งใหญ่ในร้านกาแฟ หญิงสาวคู่กรณี คนดังกล่าวก็วิ่งหนีเอามือป้องปากไปประหนึ่งว่า หล่อนกำลังเป็นนางเอก เรื่องสวรรค์เบี่ยงที่จับได้ว่าสามาของตัวเองกำลังแอบเล่นชู้กับกาซะลองและซองปี๊ป เอะๆ เหมือนจะคนละเรื่องแหะ

 

 

แต่ช่างมันเถอะครับ

 

 

ตอนนี้ เรื่องที่ควรโฟกัส ไม่ใช่ผู้หญิงที่เดินหนีไป รึละครที่ผมกำลังพาดพิงถึง แต่มันคือ

 

 

การแจ้งเตือนอันมหาศาล ที่กำลังเด้งรัวๆ จนโทรศัพท์ไอโฟนลูกรักของผม เครื่องแทบแฮ้ง

 

 

คุณมี 99+แจ้งเตือน [FB]

คุณมี 462+ข้อความและ [DM] จากแอปนกสีฟ้า

 

 

และสารพัดที่มีคนแท็กมาพร้อมแนบรูปและแคปชั่นที่ว่า

 

 

“มนต์รัก coffee prince”

 

 

หรือ

 

 

“เหลืองอร่ามที่ร้านกาแฟ”

 

 

หรือแม้แต่

 

 

“หนุ่มหน้านิ่ง Featuring เด็กสาธิต”

 

 

และที่แน่นอนไปกว่านั้น คือพวกแฮทแท็กบ้านี้ ส่งตรงถึงเพื่อนๆ ผมเป็นที่เรียบร้อย

 

 

 

 

สารพัดเพื่อนบรรดาญาติโยม ร้อยแปดต่างทักมาถาม ในคำถามเดียวกันว่า

 

 

เกิด อะไร ขึ้น

 

 

ซึ่งผมเองก็ทำได้แค่ยืนนิ่งอ่านข้อความ ที่เพื่อนๆ ส่งมา แต่ไม่ได้ตอบกลับไปเลย สักคนเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ตรงจุดไหนดี

 

 

ผมเลยวานให้ไอ้เอมันตามหาโซเชียลของอีกฝ่ายให้หน่อย เพื่อจะได้คุยไกล่เกลี่ยกันได้ง่ายขึ้น

 

 

และดึกๆ ของวันนั้นเอง ผมก็ ได้ ทักแชทไป หาผู้ต้องหาโดยใช้เฟสบุ๊คของตัวเองในการทักไป

 

 

[ผม] นี่ เรื่องวันนี้ มันหมายความว่ายังไง

[อ่านแล้ว]

 

 

[มัน] ....... [กำลังพิมยุกยิกๆ] แต่สุดท้ายมันก็ตอบกลับมาแค่

 

 

[มัน] ว่า “ฟ๊าคค มันได้อ่านข้อความข้างต้นที่ผมส่งไปรึเปล่าวะ

 

 

[ผม] มึงจูบกู “เบื่อที่จะสุภาพกับมันแล้ว

 

 

[มัน] ใช่ จูบไง แถวบ้าน มึงเขาเรียกเป่ากบเหรอ” ก่อนจะเป่ากบกูขอเป่าหัวมึงก่อนเลยแล้วกัน กวนส้นเท้าจริงๆ ไอเวรนี้

 

 

[ผม] แล้วมึงมาจูบกูทำไม

 

 

[มัน] อยากจูบมีไรปะ” แล้วดูมันตอบ!!!

 

 

[ผม] มึงรู้ปะว่านั้นมันเป็นมันคือครั้งแรกของกูเลย “กดส่ง แต่ข้อความที่ขึ้นมาบนหน้าจอทำเอาผมรู้สึกหัวร้อนอย่างบอกไม่ถูก

 

 

“มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น” สาดด แม้งบล็อคผมไปแล้วไงละ

 

 

หลังจากนั้นประมาณสามวัน ผม คิดว่าเรื่องของผมกับไอเวรนั้นคงจะจบกันไปแล้ว แต่ความจริงนั้น เรื่องราวอื้อฉาวในวันนั้น ยังคงเป็นที่สนใจกับคนหมู่มาก และมีการแชร์ไปยังที่ต่างๆ อีกเยอะแยะเต็มไปหมด

 

 

“เรื่องของมึงนี้ยังไงวะ” ไอ้เอมันถามขึ้นในตอนที่ผมกำลัง เลือกซื้อของ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวเก็บของย้ายเข้าหอใหม่ในอีกสองวันข้างหน้า

 

 

“เรื่องไหน” ผมถามมันโดยที่สายตาก็ยังคงเลือกของอย่างพิถีพิถัน

 

 

“ก็เรื่องเจ้าชายสุดหล่อเดือนคณะที่ขโมยจูบมึงไงกำลังดังเลย” พอได้ยินมันพูดถึงเรื่องนี้แล้ว เล่นทำเอาของที่อยู่ในมือผมร่วงลงไปหมด

 

 

“ถ้ามึงยังไม่หยุดพูดเรื่องนี้เชื่อมั้ย กูจะจับมึงใส่รถเข็นแล้วสุยไปทิ้งถังขยะ”

 

 

“What is this สุย I Don’ t Understand?”

 

 

“มึงอย่ามาแอ็บ ไม่เข้าใจเดี๋ยวกูตบกระโหลกร้าวเลยไอเวรนี้”

 

 

“หูย อะไร คือความพูดถึง แล้วต้องทำโมโหกลบ เกลื่อน หนูมีพิรุธนะลูก” ผมเสหน้าไปมองมันซึ่งแน่นอนมันกำลังทำหน้า เป็น เก้งตัวแม่ที่กำลังมองผมด้วยสายตา เว้าวอน (ส้นตีน) อย่างเห็นได้ชัด

 

 

 

 

“ถ้ามึงยังไม่หยุดพูดเรื่องนี้เชื่อมั้ย ว่ามึงจะได้กินส้นตีนแทนอาหารเย็น” และมันได้ผล ไอ้เอมันไม่พูดอะไรอีกเลย สงสัยเพราะกลัวผมประเคนฝ่าเท้าให้มันละมั้ง แต่เปล่าเลย จริงๆ มันมัวแต่ก้มหน้าเล่น อาโอวี อยู่ต่างหาก ได้สนใจผมซะที่ไหน

 

 

 

 

 

 

วันนี้เป็นวันเปิด ภาคเรียนวันแรก บอกตามตรงผมกับไอ้เอเพื่อนรักไม่ได้แสดงสีหน้าที่ดูตื่นเต้นอะไรเลย

 

 

ออกจะเบื่อหน่ายเลยด้วยซ้ำ ก็แหงละ ผมกับไอ้เอเรารู้ทุกซอกทุกมุมใน มอแห่งนี้ต่างจากคนอื่นๆ ที่ดูจะดี้ด้า ตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ๆ กันอยู่เลย

 

 

“ไอ้ขาว” เรียกกูซะเหมือนหมาเลย บอกกี่ครั้งแล้วว่า กูชื่อไวท์ แต่แม้งก็ยังไม่เลิกเรียกผมแบบนี้ซะที

 

 

“เออ” ผมตอบโดยที่ไม่ได้หันไปมองหน้าของมัน

 

 

“กูหิวข้าววะ ตั้งแต่เข้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องกูเลย”

 

 

“อ่า”

 

 

“อ่า อะไรของ มึง ที่พูดนี้คือกูจะให้มึงพาไป” เวรแล้วไงกู

 

 

“แต่อีกสิบนาทีเขาจะเรียกเขาคณะแล้วนะมึงยังจะไปอีกเหรอ” ผมพนายามหาเหตุผลมาโต้แย้งเพราะไม่อยากดูแย่ในสายตาของพวกพี่ๆ ในคณะตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเลย

 

 

“แต่กูหิวอะ” มันยังพูดต่อ

 

 

“.....” ผมเลือกที่จะเงียบเพราะเดี๋ยวอีกสักพักมันคงเลิกพูดไปเอง

 

 

“คำว่าเพื่อนอะ” แล้วผมก็คิดผิด

 

 

“เออๆ ไอสัดไปก็ไป “เบื่อชิบหายที่มันชอบอ้างคำนี้ แต่ก็เป็นผมทุกทีที่ยอมมันได้อย่างง่ายดาย

 

 

 

 

[โรงอาหารที่ไม่ใกล้ไม่ไกล]

 

 

[ณ ร้านข้าวร้านหนึ่ง]

 

 

“ป้าครับผม เอาข้าวมันไก่สองจานพิเศษหนัง แล้วก็ ขนมจีบไม้นึงครับ” เอมันดูดี้ด้ากับการสั่งอาหารมากจน ผมเริ่มจะหมั้นไส้

 

 

">https://www.readawrite.com/eafc3ba4-d3ce-4dab-a8da-13646d1d5ad1" alt="Attachment.png" />

 

 

“อ้าวทำไมหนูถึงมาอยู่ตรงนี้กันละ พวกเด็กปีหนึ่ง เขาไปรวมตัวกันแล้วไม่ใช่เหรอ” ขนาดป้ายังรู้ ผมคิดในใจแต่ทำไมเพื่อนผมมันคิดไม่ได้วะ

 

 

“ผมเด็กเส้นอะป้า ไม่มีใครกล้าทำอะไรผมหรอก”

 

 

“งั้นเหรอ” สีหน้าป้าดูไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่แต่ก็ยอมตักข้าวใส่จาน แล้วบรรจงสับไก่ที่ดูเป็นชิ้นสวยงามก่อนจะวางลงบนจานที่มีข้าวอยู่เกือบล้นจาก และส่งมาให้กับผม

 

 

“มึงสั่งมึงก็ถือสิ “ผมหันไปบอกไอ้เอ

 

 

“ก็กูจะไปซื้อน้ำ เผื่อมึงด้วยไง คำว่าเพื่อนอะ” โอ้ย กูละเบื่อคำนี้ซะจริง สุดท้ายผมก็พยักหน้ารับและเป็นฝ่ายถือจานข้าวมันไก่สองจานมาวางที่โต๊ะกลางโรงอาหารที่ตอนนี้ มีประชากรที่เป็นนักศึกษา เพียงแค่ผมกับไอ้เอแค่สองคนเท่านั้นเอง

 

 

“นี่ๆ” ด้วยความที่เล่นโทรศัพท์อยู่ผมเลยไม่ได้หันไปตอบไอ้เชี้ยเอที่กำลังสะกิดไหลผมอยู่ยิกๆ

 

 

“ไหนละน้ำที่บอกจะไปซื้อเผื่อเพื่อนสุดที่รักของมึงอะ” สักพักก็มีแก้วน้ำแดงถูกวางอยู่ข้างๆ แต่ด้วยความที่มือไม่ว่างเพราะจับโทรศัพท์อยู่ผมเลยบอกให้มันป้อนผมหน่อย

 

 

“นั่งสิ มึงจะยืนค้ำหัวกูหาพ่อมึงเหรอ”

 

 

“ปากร้ายจัง แต่ก็น่ารักดี แต่เวลานี้ ปีหนึ่งไม่ควรอยู่ตรงนี้นะ” ผมหันควับแทบจะในทันที เพราะเริ่มเอะใจว่านี้ไม่น่าจะใช่เสียงของเพื่อรผมแน่ๆ

 

 

“เหี้ย!”

 

 

“ไม่ใช่เหี้ย นี้รุ่นพี่” เอาแล้วไงเชี้ยเอมันหายไปไหนเนี่ย ผมมองสอดส่องไปรอบๆ แล้วก็เห็น ไอ้เอกำลังโบกมือลาผมและเผ่นแนบไปในที่สุด

 

 

ไอ้เพื่อนเวร

 

 

“คือผม อธิบาย ได้นะ พี่ คือจริงๆ แล้วเพื่อนผม มัน..” คือผมพยายามจะอธิบายเหตุผลของการมาที่นี้ให้พี่มันฟัง แต่พี่มันก็ส่ายหน้าเหมือนแทนคำพูดว่า อย่าแถ ต่อเลยนะเบเบ้ เดี๋ยวจะแย่เอาอะไรประมาณนั้นเลย

 

 

เมื่อพูดอะไรต่อไม่ได้ผม ก็เลือกที่จะเงียบ เพราะยิ่งพูดต่อจะกลายเป็นผมที่ดูแย่เอา

 

 

เลยลองลูกไม้เดิมที่เคยใช้กับพ่อสมัยเด็กๆ เวลาทำผิด

 

 

หมับ

 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2020 11:27:55 โดย Sassawat6523 »

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2642
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
“ผมผิดไปแล้ว  อย่าพาผมไปลงโทษเลยนะ ผมคาดหวังขอให้มันได้ผลกับผู้ชายคนนี้ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปากของผู้ชายข้างๆ ผมเลยรู้ทันทีว่ามันไม่ได้ผล เลยเป็นฝ่าย ปล่อยมือทั้งสองออกจากแขนพี่เขาอย่างรวดเร็ว


“กินข้าวสิ เย็นหมดแล้วมันจะไม่อร่อยนะ” พี่เขาพูดกับผมเหรอ ด้วยความสงสัยผมเลยเงยหน้าขึ้นไปมอง ซึ่งแน่นอน พี่เขากำลังจ้องผมอยู่


“ผมไม่หิวอะ อีกอย่างมีตั้งสองจาน ผมกินไม่หมดหรอก”
 ผมบอกไปตรงๆ เพราะเมื่อเช้ากินซีเรียลไปเกือบครึ่งกล่องแล้ว ตอนนี้เลยเริ่มรู้สึกอืดจน แทบจะระเบิดออกมา เป็นโกโก้ ครั้นซ์


“งั้นพี่ช่วย แต่เราก็ต้องกินด้วยนะรู้มั้ย” พี่เขาพูดพร้อมกับตักข้าวเข้าปากเคี้ยว หยับๆๆด้วยความอะไรไม่รู้ แต่ผม รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ดูมีพิษมีภัยอะไรเลย ยอมทำตามที่เขาบอกอย่างง่ายดายเราสองคนใช้เวลาไม่นาน ก็จัดการข้าวในจานทั้งสองจนหมด



“ผม ไวท์ครับ พี่ชื่ออะไร”“พี่ชื่อ...เอ่อ..มอส...ใช่มอส” แล้วไอ้ท่าทีตะกุกตะกักนี้มันอะไรกันนะ“อ่อครับพี่ แมมมอส”“เรียกพี่มอสเฉยๆ ก็ได้ไม่เห็นต้อง....”



“อ้าว ไอ้ คอสมอส มึงมาทำอะไรแถวนี้วะ” เสียงใครอีกคนเรียกความสนใจให้ผมกับพี่เขาหันไปมองพร้อมกันแต่เมื่อกี้เหมือนผมได้ยิน พี่คนนั้น เขาเรียกพี่คนข้างหน้า ผมว่า “คอสมอส” ที่เป็นชื่อของดอกไม้อะนะ


“เรียกพี่มอสแล้วกัน พี่ไปก่อนนะ อย่าโดด กิจกรรมอีกละ “พูดจบพี่แมมมอสเขาก็รีบวิ่งเอามือไปปิดปากเพื่อนเขาก่อนจะหันมาบ๊ายบ่าย ให้กับผมแล้วรีบเดินหนีออกจากโรงอาหารไป




“ไม่เห็นจะต้องเขิน เลย น่ารักดีออก “คอสมอส” “ผมบ่นพึมพัมกับตัวเองช่วงเย็นในวันนั้น ผม รีบ เข้าไปดู หอใหม่เพื่อทำการยกของขึ้นไปจัดหลังจากที่พ่อของไอ้เอ จ้างให้ลุงที่รู้จักขนของจากที่บ้าน มาไว้ที่หอใหม่ใกล้ๆ กับมอ“ขอบคุณนะครับลุงชาญ


” ไอ้เอหันไปคุยกับคุณลุงที่พ่อของมันส่งมา ก่อนจะยื่นแบงค์พันไปให้ลุง ห้าใบ“โห ไม่ต้องหรอกครับคุณหนู นี่ก่อนมาคุณท่านก็ให้ลุงมาแล้ว ไม่ต้องให้ลุงเพิ่มหรอกครับ” อ่อผมลืมบอกครับว่าบ้านไอ้เอมันรวยมาก รวยชนิดที่ว่า ใช้ทั้งชีวิตก็คงไม่หมดแล้วลองตัดภาพมาที่ผมนะครับจนสัดๆ



“รับไว้เถอะครับลุงชาญ อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของผมนะครับ” ลุงชาญทำท่าลังเลใจ แต่ผมก็แอบส่งซิกให้ลุงจากด้านหลังของ มันลุงแกก็เลยยอมรับเงินไปแต่โดยดี


“ถ้ามีอะไรที่อยากได้โทรบอกลุงได้ตลอดเลยนะครับคุณหนู” ลุงชาญพูดจบพวกผมก็ยกมือไหว้ก่อนที่ลุงแกจะขับรถออกไป จนลับสายตา


“ไงละมึง จากลูก คุณหนู สู่ ไอ้หนุ่มตกอับ กูบอกให้มึงไปอยู่ คอนโดที่พ่อมึงหาให้ก็ไม่เชื่อกู”


“ก็กูอยากอยู่กับมึงนี่เพื่อน ดูก็รู้ว่ามึงรักกูขนาดไหน”หลับตาฟังยังรู้เลยว่ามีนอะตอแหล



“ฮ่าๆ รักมากจ้า รักจนแทบจะแดกหัวมึงได้เลยละ ไอ้เวร เรื่องเมื่อเช้ากูยังไม่ได้เคลียร์นะ เดี๋ยว ก่อนๆ” ผมพูดคาดโทษมันไว้ก่อนเดี๋ยวหาเวลาเหมาะสมเมื่อไหร่ผมเอาคืนมันแน่ๆ



“ขาวเพื่อนรัก เย็นนี้เราจะกินอะไรกันดีวะเพื่อน” มันถามขึ้นหลังจากที่เรานอนหมดแรงอยู่กลางห้อง ในการยกของขึ้นลง กันหลายสิบรอบ



“อะไรก็ได้ แต่กูไม่ทำนะ วันนี้หาซื้อแดกเอากูเหนื่อย”เพราะปกติผมไปบ้านมันทีไรก็จะรับบทเชฟกระทะเหล็ก ประจำตัวของมันเสมอ แถมมันยังเคยบอกว่าผมทำอร่อยกว่าป้านอมแม่บ้านของมันซะอีก ถ้าป้ารู้นี้คงเสียใจแย่เลย



“งั้นมึงจะกินอะไรเดี๋ยวกูลงไปซื้อให้” มันพูดพร้อมกับยืดขายาวๆ ด้วยความสูงของมันเกือบ180 มาพาดที่อกของผม ไม่ต้องถามนะครับว่ามันยาวแค่ไหนเลยช่วงตัวผมไปเยอะเลยละ“อะไรก็ได้ของ่ายๆ แบบพร้อมทานเลยอะ”



“มาม่ามั้ย” เอมันเสนอความเห็น“นั้นก็ง่ายไป เอาแบบพอดีๆ แบบมาถึงแกะใส่จานกินได้เลยอะ” ผมพูดเพื่อให้มันคิด“ราดหน้าแล้วกันเนอะ ตอนกูเดินผ่านมา เหมือนใกล้ๆ หอเราจะมีอยู่ร้านนึง”



“ตามนั้น” หลังจากที่ไอ้เอออกไป.ซื้อของได้สักพักทั้งห้องก็ตกเข้าสู่ความเงียบ บอกตามตรงเลยว่าผมเป็นคนขี้เหงา ผมไม่ชอบการอยู่คนเดียว ผมเกลียดบรรยากาสรอบๆ ที่เงียบสงัดๆ ดูไร้ชีวิตชีวาแบบนี้และไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมไอ้เอมันมักจะชวนผมไปไหนมาไหนด้วยเสมอเพราะมันรู้ดี

 ว่าผมไม่ชอบการอยู่ตัวคนเดียว แต่เพราะวันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ จากกิจกรรมรับน้องในช่วงเช้าแถวยังต้องมาขนของขึ้นลงอีก ซึ่งนั้นมันก็กินพลังงานของผมไปจนเกือบหมดผมคิดว่าถ้าผมหลับตาลงไปความรู้สึก พวกนี้มันจะ มะลายหายไปเองแต่ผม คิดผิด



ผมหลับไม่ลง มันรู้สึกระแวง ไปหมด เหมือน รอบข้างมันเงียบเหงาจนเกินไปผมเลยลุกขึ้นมาเพื่อหากิจกรรมอะไรทำ ไม่ว่าจะปัดกวาดเช็ดถูยังไง ความรู้สึกเหงาๆ ก็ยังคงอยู่



ก๊อก ก๊อก ก๊อก.

เสียงเคาะ ประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ และเสียงนั้นมันทำเอาผมสะดุ้ง เล็กน้อยด้วยความตกใจ


“ใครครับ” ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมากนัก



“เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ใช่มั้ยครับ” เสียงใครสักคนดังมาจากหน้าประตูนั้น เหมือนเขา กำลังคุยกับผมอยู่


ก็แน่ ละเขาคงไม่เคาะประตูห้องคนอื่นแล้วคุยกับแม่ซื้อหรอกจริงมั้ย

ผมรีบวางไม้กวาดในมือก่อนจะเดินไปเปิดประตู แล้วก็ต้องตกใจเมื่อคนตรงหน้าผมในตอนนี้ คือพี่ คอสมอส ที่ผมเจอเมื่อเช้านี้เอง


“พี่มาได้ไงครับ “ถามออกไปด้วยความแปลกใจ


“พี่พักอยู่ห้องข้างๆ ของเรานี่เอง” ห้องของผมคือ 301 ส่วนห้องของพี่ คอสมอส คือห้อง 304 ที่อยู่ตรงข้ามนี้เอง


“บังเอิญจังเลยนะครับ ว่าแต่พี่ถืออะไรมาด้วยอะ” ผมถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือเรียกอีกอย่างว่า (เสือก) นั้นเอง


“อ๋อนี้ เหรอ ขนมน่ะ แม่พี่พึ่งกลับมาจากญี่ปุ่นเลยว่าจะเอามาต้อนรับสมาชิกใหม่ ของหอนี้ซะหน่อย”


“หมายถึงผม...เหรอ” ถ้าไม่ได้สำคัญตัวเกินไปคนที่พี่เขากำลังพาดพิงถึงก็น่าจะเป็นผม แหละ..มั้ง..นะ ชักไม่มั่นใจแล้วสิ


“ช่าย” และนั้นทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาแบบไม่มีสาเหตุ คนบ้าอะไรจะ อัธยาศัยดี ขนาดนี้นะ ผมได้แต่ถามตัวเองอยู่ในใจ


“อะ รับไว้สิเอาไว้กินกับเพื่อนเรา สองคน”



“ขอบคุณมากนะครับพี่คอส...เอ่อ..พี่แมมมอส” เพราะดูเขาน่าจะเขินกับชื่อคอสมอส ผมจึงขอเรียกเขาด้วยชื่อนี้แล้วกันไม่เหมือนใคร แล้วก็ดูไม่น่าจะมีใครเคยเรียกพี่เขาด้วย

“แมมมอสเลยเหรอ พี่ดูอ้วนขนาดนั้นเลยเหรอ” พี่เขาถามเก้ๆ กังๆ


“เอ่อผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะครับ คือที่ผมจะสื่อก็คือ พี่เหมือนช้างแมมมอสตัวนึงในอนิเมชั่นที่ผมเคยดูอะครับ ผมเลยเรียกไปแบบนั้น” พี่แมมมอสทำหน้างงกว่าเก่าอีก


“Ice Age อะครับ พี่รู้จักมั้ย” ผมพูดเพื่อให้พี่เขาคลายความสงสัยที่ตะสื่อจริงๆ คือช้างแมมมอสในเรื่องมันตัวใหญ่แต่ใจดีนั้นแหละสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ



“ปกติพี่ไม่ค่อยดูการ์ตูนสักเท่าไหร่ แต่เอาไว้ว่างๆ พี่จะไปหาดูนะ” พี่มอสเขายิ้มๆ ก่อนจะ ยกมือบ๊ายบ่าย เหมือนที่เขาทำเมื่อเช้า และเดินเข้าห้องของตัวเองไปและก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้ เอเดินกลับมาพอดิบพอดี




“แอะ สองรอบแล้วนะ ที่กูเห็นมึงอยู่กับ ผู้ชาย แปลกหน้า นี้วันแรกมึงก็จ้องจะหาผัวแล้วเหรอ ห้ะไอ้ขาว”


“มึงมั่วแล้ว เขาแค่ บังเอิญเห็นเราเข้ามาอยู่หอเดียวกับเขาพอดี เขาก็เลยเอาขนมมาฝากแค่นั้นเอง”



“แน่ใจ๋?”“เออ ว่าแต่มึงไปซื้ออะไรมาไปซะนานเชียว”ดูแล้วก็เกือบๆ ชั่วโมง


“ก็ตอนแรกกูกะจะไปต่อคิวซื้อราดหน้าให้มึงนั้นแหละแต่คิวยาวสัดๆ กูเลยตัดสินใจ เดินเข้า โลตัสไปซื้อผักกับหมูมาทำเองน่าจะง่ายกว่า”



“มึงทำเป็น?” ลำพังทอดไข่เจียวยังใส่เปลือกไข่ลงไปด้วยเลย แล้วประสาอะไรกับราดหน้า อย่าไปหวังกับมันเลย



“หึ กูจะให้มึงทำให้ ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว ก็ทำๆ ให้กูหน่อยเถอะนะ กูอยากแดกฝีมือมึงมากกว่าอีก



“แล้วดูมันทำหน้าส้นตีนแบบนั้น ใครจะไปปฏิเสธลงบะ เฮ้อ“เออ ทำก็ทำ..” แล้วอยู่ๆ ความคิดนึงก็ผุดขึ้นมาในหัวผมยิ้มให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะรีบเข้าไปที่ครัวเพื่อจัดแจงทำราดหน้าหม้อใหญ่ ด้วยเวลาไม่เกิน หนึ่งชั่วโมงตอนนี้ผมมายืนอยู่ที่หน้า ห้อง 304

 ซึ่งนั้นก็คือหน้าห้องของพี่มอสนั้นเองผมเคาะประตู อยู่ครู่นึงไม่นานพี่เขาก็เดินมาเปิดประตู ด้วยสภาพ ผ้าขนหนูพาดเอว อยู่ผืนเดียว




อื้อ หือ. บอกได้คำเดียว ว่ามัน ดีย์ขนาดผมเป็นผู้ชายด้วยกัน ผมยังรู้สึกเขิน ในตอนที่เห็นหุ่นและกล้ามหน้าท้องของเขาเลย

โอ้วว จะดีย์ อะไรเบอร์ นี้ละพ่อหนุ่ม



ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
“ว่าไง ครับน้องไวท์ จะมาเอาขนมอีกเหรอ รอแปปนึงนะ” ผมรีบจับที่แขนของพี่เขาเป็นเชิงห้ามปรามให้พี่เขาหยุด





“คือ..ผมทำราดหน้าหม้อใหญ่อยู่ในห้อง ถ้าพี่ยังไม่ได้กินอะไรสนใจไปกินด้วยกันมั้ยครับ”





“เอาสิ พี่กำลังหิวอยู่พอดีเลย ก็ว่าอยู่กลิ่นหอมๆ มันมาจากไหน “ผมยิ้มกับคำพูดนั้น





“แต่เดี๋ยวพี่ขอแต่งตัวแปปนะ ไว้อีก ห้านาทีเดี๋ยวพี่ตามไป “พี่มอสส่งยิ้มก่อนจะเดินจากไป









[ในห้องของผม]





“ว้าว พี่ไม่คิดว่าเราจะทำไว้เยอะขนาดนี้ “พี่มอสมองหม้อราดหน้าด้วยความแปลกใจ





“โทษไอ้นี้เลยพี่ มันซื้อมาเยอะ ผมกลัววัตถุดิบมันเหลือ แถมตู้เย็นทางหอเขาก็ยังไม่ได้เอามาให้ ผมเลย ใส่ไปจนหมดสภาพก็เลยเป็นอย่างที่เห็น





ซู๊ดดดดด [เสียงซดน้ำ]





“หือ อร่อยนะ เนี้ย พี่ว่าคงไม่น้องปรุงแล้วแหละ “พี่มอสยเดินยิ้มถือจานราดหน้าไปนั่งอยู่ที่หน้าทีหลังจากนั้นไม่ถึงศูนย์จุดสองวินาที ไอ้เชี้ยเอมันก็เขยิบเข้ามาจนแทบจะสิงผม พร้อมกับยิงคำถามรัวๆ





“อ้อร้อ นักนะมึง” ภาษาอะไรของมันอีกละเนี้ย





“ด่าอะไรกูอี๊ก กูแค่อยากตอบแทนที่เขาอุตส่าห์เอาขนมมาฝากแค่นั้นเอง “ผมพูดตามที่ใจคิด เพราะ ผมคิดแค่นี้จริงๆ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง





“แต่กูว่ามันต้องมีซัมทิงรองอะไรสักอย่างแน่ๆ เชื่อกูสิ” คิดไปนั้น





“เลิกคิดมากแล้วก็ไปหาจานมาแดกซะก่อนที่กูจะเททิ้ง” ผมพูดแค่นั้นไอ้เอก็รีบวิ่งไปหยิบจานมายื่นให้ผมตักกับข้าวให้มัน





รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแม่ครัวที่ตักอาหารให้เด็กนักเรียนในช่วงพักกลางวันยังไงก็ไม่รู้









Trrrrrrrr





เสียงโทรศัพท์สั่นๆ ดังมาจากไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ ผมเลยลองก้มๆ เงยเพื่อตามหาต้นตอของเสียง แล้วก็พบกัน โทรศัพท์เครื่องหนึ่ง คิดว่าน่าจะเป็นของไอ้เอ ผมเลยรีบตะโกนบอกมันไป





“ไอ้ เอ มีคนโทรมาหามึงอะ” ปลายสายเขียน ชื่อไว้ว่า

“Shark”





“เออรับเลยบอกว่ากูกินข้าวอยู่ “เมื่อมันว่างั้นผมเลยสนองมันด้วยการกดรับสาย





“ฮัลโหลครับ” ผมตอบรับปลายสาย





“มึงใครเนี้ย เสียงไม่คุ้นเลย”





“เอ่อผมเพื่อนเอครับ ตอนนี้เอมันกินข้าวอยู่เลยไม่ว่างรับสาย”





“เอ เอไหน? “คำถามของปลายสายทำเอาผมเริ่มรู้สึกงงๆ อยู่ไม่น้อย และคนที่ทำให้ผมหายสงสัยก็คือพี่

มอสที่มายืนอยู่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้





“ของพี่เอง” พี่เขาคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะรับโทรศัพท์ไปคุยแทน





“เออ ..กูไม่อยู่ห้อง...ห้องน้อง 301อะ “พี่เขาเอียงถ้ามาถามผมด้วยเสียงเบาๆ





“พี่พาเพื่อนมากินข้าวด้วยได้มั้ย” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ





“เออขอน้องแล้วมึงมาได้เลย แค่นี้นะ “พูดจบพี่เขาก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าไปเล่นทำเอาผมเขินเลยทีเดียว ก็แหม่ผมก็รับสายแทนนึกว่าเด็กๆ ของไอ้เอมันที่ไหนได้ของพี่ มอสซะงั้น ทำตัวไม่ถูกเลยกู





“พี่ไปกินต่อก่อนนะ “เขาบอกผมก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม





ก๊อก ก๊อก ก๊อก





ไม่นานนักเสียวประตูจากหน้าห้องก็ดังขึ้น ผมหันไปมองพี่มอสที่มองผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว





“เดี๋ยวผมไปเปิดให้ครับ พี่มอสตามสบายเลย” พี่มอสยิ้มจนตาปิดก่อนจะหันไปให้ความสนใจตรงหน้าต่อ





ก๊อก ก๊อก ก๊อก แต่จนแล้วจนเล่า เสียง เคาะประตูก็ยังดังขึ้นอยู่ต่อเนื่อง ไม่ยอมหยุด





“ครับๆ มาแล้วครับ “และในทันทีที่ผมเปิดประตูออกมาลมโกรธก็ตีขึ้นหน้าแทบจะในทันที





เพราะไอ้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้ มันคือ ไอ้เวร ที่ขโมยจูบผมเมื่อหลายวันก่อน





“มึง!”





“อ้าวไอ้เปี๊ยก มึงเองเหรอเจ้าของห้อง แล้วเพื่อนกูอยู่ไหนละ อยู่ในนั้นปะ “มันพูดพร้อมกับพยายาม เดินเข้ามาแต่ผมผลักมันออกไป





“อะไรของมึงเนี้ย กูจะเข้าไปหาเพื่อนกู “มันดึงดันจะเข้าไปให้ได้ แต่เข้าใจมั้ยว่า ผมไม่ต้อนรับมัน





“ไอ้มอส มึงอยู่ข้างในปะ” ไม่นานนักพี่มอส ก็เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ผม





“อะไรกันสองคนนี้ “พี่เขาถามเพื่อนก่อนจะหันมามองผม





“ก็ไอ้นี้มัน!” แต่อยู่ๆ ไอ้เวรนี้มันก็พูดแทรกขึ้น





“เออกูจะไปกินเหล้ากับพวกไอ้ปีเตอร์อะ มึงสนใจไปด้วยกันปะ”





“ไปกันกี่โมงอะ”





“น่าจะสองทุ่มนะ มีเวลาเตรียมตัวอยู่”





“มีใครไปบ้างนะ”





“กู มึง ปีเตอร์ แล้วก็แฟนของมัน”





“เราอะสนใจไปด้วยกันกับพี่มั้ย” พี่มอสหันมาถามผม





“คือจริงๆ แล้วผม...”





“โอ้ย มึงอย่าไปเสียเวลาชวนมันเลย ดูหน้าก็รู้แล้ว ว่าแดกแต่นม “โห ขึ้นสิครับ เจอคำพูดแบบนี้กูนี้ขึ้นเลย





“ใครบอกกันละที่ผม จะบอกพี่ คือ เตรียม มาเลยสองกลม เดี๋ยวผมจะกินให้หมามันดู” ผมพูดขึ้นลอยๆ แต่ดูเหมือนจะมีหมาร้อนตัวแทน





“มึงว่าใครหมาวะไอ้เปี๊ยก” หึหึ มันดูขึ้นเร็วใช้ได้ แสดงว่าควไม่ค่อยชอบให้ใครไปแหยมกันมันละสิ แต่ขอหน่อยเถอะเพราะ หลายๆ วันที่ผ่านมาชีวิตผมยากลำบากขึ้นก็เพราะมัน





“พูดลอยๆ จะรับก็รับไปสิ” ผมตอกกลับอย่างไม่นึกเกรงกลัว





“ตลกดีนะ สองคนนี้ เอาเป็นว่าอีกครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวกูตามไปแล้วกัน

















[ในด้านของพระเอกนั้น]





“เฮ้ยอเอลุกขึ้นเว้ย เพื่อน พวกเราจะไปแดกเหล้า ให้หมามันดูกัน “ไอ้เปี๊ยกนั้นมันก็ยังไม่หยุดจิกกัดผมอีก นี้ขนาดผมยอมเงียบไม่โต้ตอบมันแล้วนะ





“มึงกับน้องมีเรื่องอะไรกันรึเปล่าวะ ทำไมบรรยากาศมันดูแปลกๆ” ไอ้มอสเอ่ยถามผมด้วยความอยากรู้ ผมเลยสนองความอยากรู้ของมันไปด้วยการพูดความจริง





“กูจูบมัน”





“ห้ะ! มึงคิดเหี้ยอะไรอยู่เนี้ย”





“ตอนแรกก็แค่อยากจะหา ไม้กันหมาในสถานการณ์ ตอนนั้น แต่พอมาคิดๆ ดู เหมือนความคิดกูจะเริ่มเปลี่ยนแล้ววะ”





“อะไรของมึงวะ กูไม่เข้าใจ”





“มึงอยู่เฉยๆ คอยดูแล้วกัน” รับรองว่ามึงต้องชดใช้กับการที่มาเรียกคนอย่างกูว่าหมา แน่ ไอ้เปี๊ยก













TBC...









#คิมหันต์

#Summer☘️

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
น่าติดตามครับ :katai4:

ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
น่าสนุกค่ะ รอ รอ ตอนต่อไปค่ะ :hao6:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Lucky For U ❤️



“เรื่องเรียนไม่ต้องพูดถึง เธอจะเรียนจบได้ เพราะเพื่อนช่วย”นับเป็นคำตอบจากคำถามที่ผมตั้งเมื่อห้านาทีก่อนกับหมอดูข้างทาง ที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมแวะเวียนเข้ามาใช่บริการทั้งๆที่หน้าตาและการแต่งตัวของแม่หมอไม่ได้มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด

“อ่อครับ”ผมขานรับอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจในคำตอบมากนักพร้อมกับหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเตรียมหยิบเงินให้กับแม่หมอจอมปลอม แล้วลุกออกไปทันที
แต่การกระทำทุกอย่าง ก็ถูกหยุดลงเมื่อแม่หมอยื่นมามาแตะที่หลังมือของผมอีกครั้ง

“เธอเชื่อเรื่องโชคชะตามั้ย”อยู่ๆแม่หมอก็ถามขึ้นเล่นเอางงไปต่อไม่ถูกเลย

“ก็...พอฟังได้ครับแต่ก็ไม่ได้เชื่ออะไร มากมาย”ถ้าเป็นเรื่องบาปบุญคุณโทษ ก็ว่าไปอย่าง

“ตั้งแต่ที่เธอเดินเข้ามา มันเหมือนมี พลังงานและกลิ่นแปลกๆบางอย่าง บอกกับฉัน”แม่หมอพูดจบก็หลับตาพริ้มเหมือนใช้ความคิดหรืออะไรสักอย่างแต่ผมว่าเหมือนคนของเข้ามากกว่าใช้ญาณ อีกนะเอาจริงๆ



“กลิ่น? อ่อ เมื่อครู่ผมเดินผ่านร้านหมูปิ้งมาอะครับ ที่แม่หมอได้กลิ่นมันน่าจะเป็น...”แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบ เธอก็ทุบโต๊ะดังปึ๊งเล่นทำเอาคนที่อยู่ตรงหน้าแกอย่างผมถึงสะดุ้ง


หรือที่กูคิดเมื่อกี้มันถูก วะ เรื่องของเข้าอะ .... หึ่ย
แค่คิดก็อยากจะวิ่งสี่คูณร้อยแล้ว นี่ถ้าไม่ติดว่าแม่หมอแกจับข้อมือผมอยู่คงได้ถึงหน้าปากซอยไปแล้วตอนนี้

“ดวงของเธอกำลังจะถึงคาด...”อยู่ๆเธอก็พูดพร้อมกับลืมตาขึ้น เหมือนฉากยอดฮิตในหนังผี ที่ศพ มักลืมตาขึ้นมาตอนจะจบเรื่องเสมอ

“อะไรนะครับ..ดวงผม..กำลังจะถึงคาด”ผมพูดนึกอยากจะเถียงออกไปให้มันจบๆ ว่า แม่หมอโคตรไม่น่าเชื่อถือเลย แต่แล้วระหว่างที่กำลังคุณคืดเธอก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาซะก่อน

“ฉันรู้ว่ามันเชื่อยาก แต่เส้นเวลาอายุไขของเธอกำลังจะหมดลง...ทางเดียวที่จะรอด คือ สีแดง....”เธอบอกแบบนั้นและมันยิ่งสร้างความงงงวยมห้ผมขึ้นอีกเท่าตัว

“เชื่อฉันแล้วเธอจะรอด”ผมว่าแม่หมอน่าจะเพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว เลยรีบๆควักเงินแบงค์แดงจ่ายเธอไปสองใบเป็นค่าครู แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ

“เก็บเงินของเธอไว้ แล้วค่อยเอากลับมาให้ฉันในจำนวนที่มันมากกว่านี้..เชื่อเถอะว่าถึงเวลานั้น เธอต้องกลับมาหาฉันอีกแน่ๆ”เธอพูดทิ้งท้ายด้วยประโยคที่เหมือนคนเสียสติ ผมเลย จำใจต้องเก็บเงินใส่กระเป๋าดังเดิม ก่อนจะเดินออกมาจากเต็นท์ เล็กๆนั้น


เรื่องทุกอย่างจากหมอดูสุดประสาทเหมือนจะจบลงอยู่แค่นั้น แต่ไม่เลยเว้ย ระหว่างทางมาที่มอ มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

คือในระหว่างที่ผมเดินอยู่ริมฟุตบาท ก็มีรถกระบะจากที่ไหนไม่รู้พุ่งเข้ามาหวังจะปลิดชีวิต แต่ในตอนนั้นผมดันเห็นผ้าเช็ดหน้าสีแดงตกอยู่เลยก้มเก็บขึ้นมาดูว่าของใครทำตกไว้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่กระบะตีนผี เร่งเครื่องมาด้วยความเร็ว พุ่งชนเข้ากับฟุตบาท คนขับเสียชีวิตคาที่ ส่วนผมที่เห็นเหตุการต่อหน้าต่อตาก็ได้แต่ยืนช็อคทำอะไรไม่ถูก

และในตอนนั้นเองที่คำพูดของแม่หมอ ดังก้อง ขึ้นมาในหัว

“ทางเดียวที่จะรอด....คือสีแดง”ยอมรับเลยว่าทีแรกผมไม่มีความคิดที่จะเชื่อคำพูดของแม่หมอคนนั้นเลย
แต่ไอ้เหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้น เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนทำให้ผมต้องเอาคำพูดเหล่านั้นเก็บมาคิดอยู่ในหัว

พร้อมกับถามตัวเองซ้ำๆว่ามันจริง หรอ มันมีความเป็นไปได้จริงๆรึเปล่า

กับไอ้สิ่งที่แม่หมอพูด ผมรู้ว่ามันเชื่อยาก แต่ผมก็รอดชีวิตมาได้จาก ผ้าเช็ดหน้าผืนแดงนั้นจริงๆ จะไม่ให้คิดหน่อยมันก็จะยังไงอยู่

หลังจากผ่านช่วงเวลาระทึกชีวิตมา ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วเป็นเวลาสองวัน. เป็นสองวันเสาร์อาทิตย์ที่ผมขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปไหนเพราะกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีอีก


ส่วนเรื่องที่ ไอ้หน้าหล่อมันมาท้าผมไปกินเหล้าด้วยกันวันก่อน เป็นอันต้องยกเลิกไป เพราะเจ้าตัวบอกมีธุระด่วนเลยขอนัดผมใหม่ในอาทิตย์ที่จะถึงนี้แทน ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ติดขัดอะไร ออกจะดีใจด้วยซ้ำ เพราะจะได้ไม่เป็นเรื้อนให้ใครเห็นอีก โดยเฉพาะคนปากเสียแบบมัน


“นี้ไอ้ไวท์ วันหยุดทั้งทีมึงไม่คิดจะออกไปหากิจกรรมอะไรทำบ้างเหรอวะ”เป็นไอ้เอที่ถามขึ้นหลังจากที่มันบิดขี้เกียจเดินไปมาอยู่ในห้องได้พักใหญ่แล้ว

“กูก็บอกมึงแล้วนิว่าช่วงนี้ดวงกูไม่ค่อยดี ไม่อยากออกไปไหนเลย”

“นี้เพื่อนกูเป็นคนเชื่อพวกเรื่องดวงตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ”มันจะไม่มีความรู้สึกลัวนี้เลยเว้ย ถ้าคำพูดของแม่หมอในวันนั้น มันไม่เกิดขึ้นจริงๆ อะ

“แต่ที่เขาพูดมันเกิดขึ้นจริงเลยนะเว้ย ทั้งอุบัติเหตุ แล้วก็ผ้าเช็ดหน้าสีแดงนั้น”พูดพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นมามองอย่างนึกคิด


รึจริงๆแล้ว การที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่อาจเพราะเป็นสิ่งที่ผมจะต้องพบเจอหลังจากนี้กันแน่.  ......


“อืม..ดวงเธอจะได้คนที่อายุมากกว่า”ผมกลับมาสถานที่ๆเคยเรียกมันว่า หมอดูประสาทแดก อีกครั้ง และครั้งนี้ผมไม่ได้มาคนเดียว แต่ผมพ่วงไอ้เอ มาด้วยอีกคน

“จริงเหรอครับ แล้วเมื่อไหร่ ถึงจะได้คบกันละครับ”ไอ้เอถามอย่างสนอกสนใจ

“ไม่มีวันนั้น...เพราะคนที่เธอคุยอยู่..มีเจ้าของแล้ว”อ้าว หวยเกม ที่เขามีผัวแล้วด้วยเพื่อนกู จะว่าไปผมก็พอมองออกนะ เกี่ยวกับคนคุยของไอ้เอ ที่ชื่อมิลล์อะไรนั้นหน่ะ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่น่าจะโสด แถมที่เข้ามาเพียงเพราะเห็นว่าเพื่อนผมรวยเลยกะจะมาเกาะงี้สิ

“กูบอกแล้วว่าโคตรแม่น...”ผมหันไปตบบ่าให้กำลังใจเพื่อนซึ่งจริงๆมันก็รู้สึกมาสักพวกแล้วแหละว่าคนคุยของมันมีท่าทีแปลกๆเวลาที่กินข้าวอยู่ด้วยกันเธอก็มักจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จิ้มอะไรบ่อยๆ.


แต่ถ้าถามว่าผมรู้ได้ยังไงอะหรอ ก็เพราะมันลากผมไปด้วยนี้ไง

ในตอนแรกผมก็ยืนยันที่จะไม่ไปด้วยนะเพราะผมไม่อยากไปเป็น กขค ของใคร แต่แล้วก็ต้องขอบคุณตัวเองที่ไปกับมันเพราะทำให้ผมได้รู้ธาตุแท้ของผู้หญิงคนดังกล่าวได้ทันท่วงที เพราะขืนปล่อยไว้ ไม่ใช่เพื่อนผมที่จะเสียแต่เงิน แต่ผมยังกลัวเพื่อนผมจะเสียใจด้วย


“ถึงตาของเธอแล้ว”แม่หมอพูดขึ้นหลังจากที่เอมันลุกมานั่งข้างหลังแล้วเป็นจังหวะพอดีที่แกมองมาที่ผมอย่างพอดิบพอดี

“ยื่นมือมาสิ ฉันจะดูดวงชะตาของเธอให้”ไม่ต้องปล่อยให้แม่หมอยื่นมือเก้อผมรีบยื่นลายมือของผมให้เธอดูด้วยท่าทางกระตือรือร้นจนดูเกินกว่าเหตุ

“อืม...”รู้สึกเกลียดท่าทางหลับตาพริ้มพร้อมกับคำว่าอืมของเธอจัง มันดูขัดหูขัดตาผมยังไงก็ไม่รู้

“มันเป็นบุคลิก..”เธอพูดขึ้นโดยที่ไม่มีใครถามขึ้นเล่นทำเอาผมไปไม่เป็นเลยเว้ย นอกจากดูดวงแม่นแล้วยังได้ยินความคิดของผมด้วยเหรอ ...หมอดูคนนี้น่ากลัวชะมัด

“ดวงเธอใกล้ถึงคาดแล้วนะหนุ่มน้อย นี้อาจจะเป็นการพบกันของเธอและฉันครั้งสุดท้ายแล้วก็ได้”สาบานได้ตอนได้ยินคำพูดของแม่หมอ หัวใจผมหล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม แทบจะทันที

อยู่ๆก็อยากร้องไหอย่างไม่มีสาเหตุเคยเป็นมั้ยครับ รู้แค่ว่า ตอนนี้ น้ำตาของผมไหลอาบสองข้ามแก้มเป็นที่เรียบร้อย แถมหยุดไม่ได้ด้วย คือมันรู้สึกกลัวไปหมด ..เหมือนที่แม่หมอว่าจริงๆ


“แล้วมันพอจะมีทางแก้มั้ยครับ แม่หมอ”เอถามขึ้นอย่างรู้งานเพราะตอนนี้ผมไม่มีแรงแม้แต่จะเอ่ยปากพูดคุยด้วยซ้ำ

“มีสิ...”พอได้ยินดังผมนั้นผมก็หยุดสะอื้นแล้วตั้งใจฟังสิ่งที่แม่หมอ กำลังจะพูดอย่างจดจ่อ

“เขาคนนั้น...จะช่วยให้เธอพ้นจากความโชคร้ายทั้งหมด ในชีวิตเธอจะรู้สึกสุขเมื่อมีเขา เศร้าเมื่อมีเข้า และทุกข์เมื่อมีเขา  ในเวลาเดียวกัน “แกพูดจบก็ขำหึๆเหมือนคนโรคจิต ที่เห็นได้ตาม ม้วนฟิล์มหนังฆาตกรทั่วๆไป

“แต่ไอ้นี้มันไม่มีแฟนนะครับแม่หมอ แถมชอบทำหน้าส้นตีนแบบนี้ใครจะกล้ามาจีบมันกันละครับ”เจ็บกว่ารู้ชะตาก็คำพูดของมึงนี้แหละไอ้ เอ

“ฉันก็ไม่เคยบอกนิว่า เขาคนนั้นจะเข้ามาหา”พูดเสร็จเจ๊แกก็ชี้มาที่หน้าผมก่อนจะเริ่มพูดต่อ”เธอต่างหากละที่ต้องวิ่งตามหาเขาเอง....” มันเป็นคำตอบที่เหมือนเป็นคำถามที่ทำเอาคนฟังอย่างผมรู้สึกงงงวยมากขึ้นไปอีก

“ว่าแต่ พอจะบอกรูปร่างหน้าตา สัดส่วน เพศ หรือ จุดที่เป็นตำหนิได้บ้างมั้ยครับแม่หมอ “

“หึ..ได้สิ..แต่ของแบบนี้..มันบอกได้ง่ายๆที่ไหนละ มันต้อง...”

“สองหมื่นพอมั้ยครับ”เอเสนอขึ้น และนั้นทำให้คำพูดของแม่หมอหยุดชะงัก

“นี้เธอคิดว่าเงินสองหมื่นของเธอจะเค้นคำตอบจากฉันได้งั้นเหรอ..ถ้าเธอคิดแบบนั้น เธอกำลังคิด....”

“ห้าหมื่นไม่สิ แสนนึง เลย ถ้ามันช่วยชีวิตเพื่อนผมได้เท่าไหร่ผมก็พร้อมจ่าย”จู่ๆผมก็รู้สึกซึ่งน้ำใจเพื่อนขึ้นมาทันที ไม่ยักรู้มาก่อนเลย ว่าไอ้เอมันจะรักผมมากมายขนาดนี้ :(

“ฉันยอมตั้งแต่สองหมื่นแล้ว...”และนั้นทำให้ผมฉุกคิด ว่าจะพูดให้มันยืดยาวทำไมถ้าจะยอมตั้งแต่สองหมื่น หน่ะ

“ขอฉันตั้งสมาธิแปปนะ” ผมนั่งรอให้แม่หมอเพ่งกระแสจิตอยู่นานจนในที่สุด เธอก็ลืมตาขึ้นมาทำหน้าหลอนๆ ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งผมก็ยังไม่รู้สึกชินสักที

“เป็นผู้ชาย”ผมร้องห้ะแทบจะในทันที

“ผ..ผู้ชาย...เนื้อคู่ผมเป็นผู้ชายงั้นเหรอ”แน่นอนว่าแม่หมอพยักหน้า

“แต่ผู้ชายมีเป็นหมื่นเป็นแสนจะรู้ได้ยังไงละครับว่าคนไหนเนื้อคู่เพื่อนผม”เอเอ่ยถามขึ้น

“ดูไม่ยาก ยื่น หูมานี้แล้วฉันจะบอกถึงจุดสังเกตุให้ “ว่าแล้วผมก็งี่หูไปใกล้ๆเพื่อรับฟังข้อมูลที่สำคัญของแฟนในอนาคต ตัวเอง

จริงๆผมก็ไม่ได้ฟิคนะว่าจะมีแฟนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ขอแค่มีความรู้สึกดีๆให้กันอยู่ด้วยกันแล้วแฮปปี้ผมว่าแค่นี้ก็ดีเกินพอแล้ว  แต่ก็อย่างที่แม่หมอ บอก ว่าผมต้องทุกข์เพราะ เขา เศร้าเพราะเขาในเวลา  แถมบางทีอาจจะเสียเพราะเขาอีกแต่ใครจะไปสนละ ตอนนี้เรื่อง ที่ผม ควรสนคือชีวิตของตัวเองมากกว่าความรู้สึกพวกนั้นอีกนะ

แต่ถ้าต้องเลือกเนื้อคู่ผมเป็นผู้ชาย จริงๆละก็ ผมก็ขอเป็นฝ่ายกระทำเขาแล้วกันนะ เพราะนึกสภาพตัวเองในตอนที่ถูกกระทำไม่ได้จริงๆ

คิดแค่ว่ามันเป็นภาพที่ไม่น่าดูแน่ๆเลย

[คณะมุนุษย์ศาสตร์]





คำใบ้แรกที่ผมได้มาจากแม่หมอ คือ น้ำ

ซึ่งเจ๊แกจะบอกให้แคบลงกว่านี้ก็ไม่ได้ บอกแค่ว่าน้ำๆแต่ไม่ยอมบอกว่าน้ำไหน พวกผมเลยลาดตะเวนไปทั่ว ตั้งแต่คลองแสนแสบ แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงหาดบางแสน แต่ก็ไม่ยักจะมีความรู้สึกอย่างที่แม่หมอว่าเลย

“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงละครับว่าไอ้สิ่งที่เราหามันใช่สำหรับเราจริงๆ”

“ของแบบนี้ เธอจะรู้สึกมันได้เองจากตรงนี้” แล้วเธอก็ชี้ไปที่อกด้านซ้ายเพื่อแทนคำตอบ


นี้การที่เราจะรู้สึกได้คือต้องเขี่ยหัวนมหรอวะ แปลกชิบ

(ก็ถ้าจะเข้าใจแบบนั้นก็ตามสบายจ้า)


แต่ด้วยเวลาที่น้อยสำหรับนักศึกษาปีหนึ่งอย่างเราจึง เป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถตะเวนไปตามหาคนๆนั้นได้ทั้งวัน

ผมกับเอเรายังมีหน้าที่ๆต้องทำ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ซะด้วยผมเลยต้องจำใจรับชะตากรรมที่สวรรค์วางเอาไว้อย่างจำใจ

“ก็สำหรับกิจกรรมก็มีประมาณนี้เนอะส่วนน้องๆคนไหน อยากลงเล่นกีฬาประเภทไหนก็บอกพี่เอย ฝ่ายกิจกรรมได้เลยจ้า” แล้วไอ้ทอปปิคที่รุ่นพี่กำลังพูดถึงนั้นก็คือ กิจกรรมกีฬามหาลัยซึ่งจะเกิดขึ้นในปลายปี แต่ด้วยเหตุอะไรไม่รู้ทำให้กิจกรรมดังกล่าวถูกเลื่อนให้เข้ามาเร็วยิ่งกว่าเดิม แถม ยังไม่มีเวลาเตรียมตัวมากอีกด้วย

“มึงลงอะไร”..เอถามผมในตอนที่กำลังเหม่อลอยไปไกลแสนไกล

“ห้ะ..หืม...ไม่รู้วะ กูไม่อยากทำอะไรเลยสักอย่าง”แต่ก็อย่างว่าอะเนอะขึ้นชื่อว่ากิจกรรมทุกคนย่อมต้องมีส่วนร่วมเสมอ

และในจังหว่ะนั้นเอง เสียงพูดคุยของสายๆกลุ่มข้างๆก็ทำเอาผมคิดบางสิ่งขึ้นมาได้

“แกฉันว่าจะไปลงว่ายน้ำ ได้ข่าวมาว่าพวก หนุ่มวิศวะอยู่ที่นั้นกันหมดเลย”ว่ายน้ำ....

แล้วจู่ๆผมก็หันไปมองที่หน้าของไอ้เอโดยอัตโนมัติ ซึ่งมันก็แค่นยิ้มรอผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว

และผมก็รู้ขึ้นในทันทีว่าสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ในหัวนั้น ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่ไอ้เอกำลังคิดอยู่เหมือนกัน


จึงไม่ต้องรอให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ผมกับเอ จึงรีบตรงดิ่งไปที่สระว่ายน้ำของมหาลัย พร้อมกับความรู้สึกแน่นๆที่ช่วงอกด้านซ้าย นี้ใช่มั้ย ความรู้สึกที่แม่หมอพยายามบอกกับผม



คำใบที่สอง เขาอายุมากกว่าผม สองถึงสามปี




แน่นอนว่าตัดพวกเด็กผู้ชายปีหนึ่งออกไปได้เลย เพราะไอ้เอไปสืบมาให้หมดแล้วว่ารุ่นผม มีแต่เด็กที่อายุระหว่าง 18-19 เท่านั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้อยู่ในช้อย ที่แม่หมอเคยบอกไว้


เอ้าโว้ย มีแฟนทั้งที ดันเป็นรุ่นพี่ด้วยซะนิ. ผมที่ไมมีอะไรจะเสียอีกแล้วเลย ขอทุ่มหมดหน้าตักที่มีให้พี่เพียงคนเดียว ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นใครก็เถอะ


ระหว่างที่นั่งรอแบบไม่รู้จะทำอะไรไอ้เอมันก็เกิดความรู้สึกเวทนาผมเลยถ่อสังขารไปซื้อน้ำปั่นมาให้ผมดื่มแก้ร้อน

ผมดูดน้ำดังจ๊วบจ๊าบพร้อมกับสอดส่องสายตามองผู้ชายปีสามปีสี่ที่เดินไปมา เหมือนกับคนโรคจิต แต่ทำได้ไม่นานไอ้เอที่นั่งข้างๆก็ยื่นมือมาตีปาก บอกลำคานที่ผมแดกน้ำเสียงดัง

ก็แม่งอร่อยอะ ซื้อร้านไหนวะ เดี๋ยวขอมองอีกแปปจะขอตัวไปซื้ออีกแก้วนึง อร่อยชิบหาย

“อ้าวน้องไวท์ ลงว่ายน้ำเหมือนกันเหรอ”น้ำเสียงอ่อนนุ่มที่คุ้นเคยดังมาจากปากของพี่แมมมอสสุดหล่อข้างห้องของผมนี้เอง พักนี้พี่เขาหายหน้าหายตาไปซะนาน สงสังน่าจะติดเรียน

“กำลังคิดๆอยู่เลยอะครับ ว่า แต่ พี่มอสจะกลับแล้วหรอครับ “ที่ต้องถามเพราะอยากจะขอสังเกตุถึง บางสิ่งบางอย่างให้แน่ใจก่อน


คำใบ้ที่สาม. มีปานแดงที่สีข้าง

แต่ไม่รู้จะขอดูยังไงไม่ให้ผิดสังเกตุดี


แต่แล้วในจังหว่ะหนึ่งผมก็คิดแผนตื้นๆ จากละครที่พึ่งดูเมื่อคืนได้


“อุ๊นั้นมันญาญ่า”ยอมรับครับว่าโคตรสิ้นคิดแต่มันได้ผลในชีวิตจริงด้วยวะเฮ้ย

ว่าแล้วก็คว้าหมับไปที่เอวของอีกฝ่ายก่อนจะดึงเข้ามาใกล้ๆเพื่อสังเกตุดีๆ

นึกภาพตามนะครับผมกำลังนั่งอยู่ ที่สแตน ระดับต่ำที่สุดแล้ว พี่ มอสกำลังยืนอยู่ ด้วยสภาพ วาบหวิว กางเกงว่ายน้ำพร้อมผ้าคนหนูพาดบ่าบวกกับหน้าท้องอัน ...โว้ว พูดแล้วขนลุกเลยกู

ตอนนี้สภาพเลยกลายเป็นเหมือนผมกำลัง นั่งจ้องมองไอ้จ้อนของเขาเพื่อเตรียมปรนเปรออีกฝ่ายด้วยปากของตัวเอง

“ภาพที่ชวนคิดให้เข้าใจผิดนี้มันอะไรกัน”ไอ้เอพูดขึ้นหลังจากที่ละสายตาจากโทรศัพท์ในมือของมันเองแต่ก็แค่แปปเดียวเพราะมันก็เสหน้าไปมองทางอื่นแทบจะทันที

ส่วนพี่มอสหลังจากที่พึ่งรู้ดูว่าโดนเด็กอย่างผมหลอกแกก็หันกลับมาเหมือนจะยกมือขึ้นทุบ แต่แกก็ไม่ทำเอาแต่ส่งยิ้มหวานๆ ให้กับผม


อ่อยเรี่ยราดอีกแล้วไง พ่อหนุ่ม
 
และในจังหว่ะที่เขากำลังหมุนตัวเดินจากไปสายตาผมก็ดันเหลือบไปเห็นรอยแดงๆ ที่อยู่ตรงสีข้างด้านซ้าย
ร..ร..หรือว่า คนที่แม่หมอพูดถึงจะเป็นพี่เขา

ถ้าเป็นงั้นผมเฮเลยนะ ด้วยทุนเดิมคือชอบ อัธยาศัยพี่เขาอยู่แล้วด้วย แถมยังหล่อลากไส้ เฟรนรี่ ขี้เล่นแบบนี้ บอกตามตรงว่า เป๊คเลยอะ งื้อ



ละมุนอะไรขนาดนี้อ่า พอรู้ว่าเขาคือคนที่ใช่ภาพต่างๆอันชวนให้คิดไปไหลก็ลอยเข้ามาในหัวโดยอัตโนมัติ

เหอะๆ พูดละอยาก ทำ...ให้มันรู้แล้วรู้รอด


“เฮ้ยไอ้มอส ทำไม่ยังไม่ลงสระอีกวะ”ซึ่งไอ้เวรที่มาขัดนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไอ้ฉลามคนเดิมเพิ่มเติม คือมันมาในชุดว่ายน้ำ ที่แน่น! ใหญ่! และที่สำคัญ อ่อร่าแผ่กระจายมากจ้า เมื่อกี้ เห็นความหล่อ ของพี่มอส ไปมากแค่ไหน คูณสิบเข้าไปจ้า สำหรับไอ้นี้ผมยอมรับเลยว่าแม้ง โคตรจะหล่อ ติดอย่างเดียว มันกวนส้นตีน ไม่งั้นผมคงเรียกมันว่าพี่ไปอีกคนละ

“กูก็รอมึงอยู่ นึกว่าโดนสาวๆกลุ่มนั้น ลากลงไปกินซะแล้ว”ด่าว่าเหี้ยเลยจ้า ยังไงกูก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชะนีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้อง สุภาพบุรุษ หรือใช้ตรรกะ เลดี้เฟิร์ส อีกต่อไปจ้า

“ทำธุระมานิดหน่อย วะ แล้วนี้ มึง มา ยืนให้ไอ้เด็กนี้มันมองหรรมมึงทำไมกัน ไม่อายบ้างเหรอ”จบคำพูดมันนี้ผมแทบจะตะเกียกตะกายขึ้นไปตีปากมันสักที ถ้าถามว่าทำไมต้องตะเกียกตะกาย ก็ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยมันตัวสูงยังไงละครับ ประมาณ ร้อยเก้าสิบ โคตรแม้ง แดกเห็ดสารพิษเข้าไปรึไง โตมาถึงได้ตัวสูงเป็นเปตรขนาดนี้

“จะอายทำไมวะผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น จริงมั้ย น้องไวท์”ว่าจบก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้ๆ โอ้ย ใจบางเหลือเกิน.


ผมนั่งมองพี่แมมมอสของน้อน ที่กำลังจะเดินลงไปในสระ แต่การมองเห็นนั่นก็ถูกบดบังด้วยร่างกายที่แน่นเปรี้ยของใครอีกคน ซึ่งผมไม่ถูกชะตาด้วยอย่างแรง

“อะไรเนี้ย ถอยไป ผมจะมอง”ขนาดกูพูดขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมถอยอีกนะคนเรา

“เฮ้ได้ยินที่พูดมั้ยเนี่ย”ผมพยายามเบนหน้าไปทางอื่นเพื่อมองพี่มอสให้ชัดยิ่งขึ้นแต่พวกแม้งก็มายืนเบ่งกล้ามโชว์กูซะงั้น ผมเลยหันไปข้างๆเพื่อขอกำลังเสริม แต่เชี้ยเอไม่อยู่ตรงนี้แล้วครับคุณผู้ชม

แต่แล้วสิ่งๆนึงจากคนตรงหน้าก็เรียกความสนใจจากผมได้ไปจนหมด

ในจังหวะที่พี่มันกำยกแขนเอี้ยวตัวนั้น ผมก็พบเข้ากับรอยปานสีแดง ที่ซ้อนอยู่ตรงสีข้างของอีกฝ่าย แถมด้านซ้ายเหมือนกันกับพี่มอสด้วย

ซึ่งนั้นเริ่มทำเอาผมใจไม่ดีแล้ว ไม่ใช่หวั่นไหวหรืออะไรนะ แต่คือถ้า สิ่งที่ผมกำลังคิดมันเกิดขึ้นจริงนี้ชิบหายเลยนะ ....



ผมกลับมาที่ห้องในเวลาสองทุ่มกว่าๆมากับไอ้เอพร้อมกับเล่าเรื่องที่ตัวเองพึ่งพบเจอมาหมาดๆให้มันฟังอย่างหมดเปลือก


“มึงจะบอกว่า พี่มอสกับพี่ฉลามมีปานสีแดงที่สีข้างทั้งคู่ว่างั้น”ผมพยักหน้าแทนคำตอบถึงสิ่งที่มันถาม

“ข้างเดียวกัน”

“ใช่”

“โอ้ย งานหยาบแล้วมึง ลำพังจะเข้าถึงตัวพวกพี่เขายังยากเลย แถมช้อยดันมีสองคนอีก มึงคงต้องทางใดทางนึงแล้วแหละเพื่อนรัก”เอตบบ่าปุๆให้กำลังใจผมที่นั่งหน้าจ๋อยเป็นหมาแดกแฟ็บอยู่บนเตียง

”แค่คนเดียวกูก็จะตายห่าแล้วยังจะต้องมาตามหาอีกหรอว่าหนึ่งในสองคนนั้น เป็นใครกันแน่”นึกแล้วยิ่งหัวเสียจนอยากจะกระโดด ตกเตียงให้ตายไปเลยหากแต่พึ่งสำเนียกได้ว่าเตียงมันสูงห่างจากพื้นแค่ไม่กี่เซน

แล้วกูต้องโดดกี่รอบกูถึงจะตายละเนี้ย เศร้า


เช้าวันศุกร์ที่ โคตรจะไม่สดใส บวกกับหัวใจของผมที่หม่นหมอง

ผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า เวลา เจ็ดโมงหน่อยๆ ยังมีเวลาอีกเยอะพอควรก่อนที่วิชา Marin time  ในช่วงเช้าจะเริ่มขึ้น

ผมแบกสังขารของตัวเองเข้าในห้องน้ำเพื่อจัดการทำธุระส่วนตัวอยู่นานสองนาน

จนตอนนี้ผมก็เอาตัวเองมายืนอยู่ที่หน้ากระจก พร้อมกับชุดนิสิตถูกระเบียบ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตรวจสอบความเรียบร้อยของผมเพ้าอีกนิดหน่อยก่อนจะยื่นมือไปหยิบน้ำหอมกลิ่นโปรดขึ้นมาพรมฉีดไปทั่วร่าง

และในตอนที่ฉีดนั้นเอง หางตาผมก็เหมือนจะเห็นตัวเองในกระจกเหมือนเดิม


เพิ่มเติม คือไม่มีหัว แล้ว  เห้อ

ผมเริ่มชินกับการที่คิดว่าตัวเองใกล้จะลาโลกไปแล้วแหละ. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด


คิดได้ดังนั้นผมก็แบกเป้อันหนักอึ้ง เพราะ มีชีทสามวิชาทั้งของผมและของไอ้เอรวมกันก็ร้อยกว่าแผ่น

แต่ถ้าให้เทียบกับความหนักที่ผมกำลังแบกรับอยู่ในใจนี้ ไอ้พวกชีทบ้าบอนี่เทียบกันไม่ติดเลยจริงๆ


ผมมาถึงคลาสเรียนในเวลาแปดโมงนิดๆ เพื่อนๆหลายคนยังไม่มีใครมาเลยด้วยซ้ำ อาจเป็นผมที่นอนไม่หลับ และไม่อยากอยู่ห้องคนเดียวตามลำพังเลย กะว่าจะมาหาเพื่อนที่คณะให้หายเหงาสักหน่อย

แต่แล้วก็ต้องแดกแห้วเพราะ เพื่อน ทั้งคณะผม แม้งยังไม่มีใครมาเลยสักคน

.........


ช่วงพักเที่ยง ไอ้เอยังคงขยันชวนผมไปนั้นไปนี้อยู่เหมือนเคย ผมก็เดินตามมันมาอย่างปฏิเสธไม่ได้. แต่ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร ที่ผมเคยชอบ มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความกังวลใจผมลดลงไปเลยแม้แต่น้อย


“เฮ้อเพื่อนกูเป็นเอามากวะ....มื้งง อย่าเป็นงี้ดิกูจะไม่สบายใจเลยนะเว้ย”เอมันเอาหน้ามาซบไหล่ผมพร้อมกับลูบแขนผมไปมา

“ถ้ามึงรู้ว่าตัวเองกำลังจะตายในอีกไม่กี่วัน ข้างหน้ามึงยังจะแฮปปี้อยู่มั้ยละกูถามหน่อย”ผมไม่ได้ถามเพราะหงุดหงิดหรืออะไร แต่ผมแค่อยากให้มันเข้าใจถึงความรู้สึกที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ต่างหากละ

“หู้ยแกๆ สิบสองนาฬิกางานดีมากเล๊ยแก๊!!”

“ไหนๆ อู้หู พ่อของลูก ฉัน แน่ๆเลย” ผมแอบจิ๊ปาก ลำคานเสียงรบกวน จากสองสาวเด็กสาธิต ที่ตอนนี้กำลังนั่งเอามือป้องปากเม้าส์มอย ลูกค้าในร้านอย่างออกรสออกชาติ

“เอานมชมพูแก้วนึงครับ”แต่เสียงนี้มันคุ้นจังวะ

ผมไม่รอช้ารีบหันไปมองยังต้นเสียงแล้วก็พบเข้ากับ ไอ้ฉลามขี้เรื้อน ที่วันนี้มันมาในชุดเสื้อชอปสีกรม
กางเกงสแล็คมาดแมน และทรงผม แสก...ควาย ที่แลเจ้าตัวดูน่าจะภูมิใจนำเสนออยู่ไม่น้อย แต่แล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่ามัน จะถ่อมาถึงร้านกาแฟของคณะ ผมทำไม ในเมื่อของคณะตัวเองก็มี แท้ๆแถมยังแบรนด์เดียวกันด้วย. ถ้าไม่เหงาจริงๆผมคงคิดว่ามันว่างมากแหละ

“อ้าวพี่ฉลามสวัสดีครับ”ผมหันไปมองค้อนไอ้เอแทบจะทันทีก็เมื่อกี้มันไปสวัสดีใครเขาละ.

“อ้าวไอ้ เอ ดีมึง มาทำอะไรแถวนี้อะ” กูซึ่งเป็นเจ้าถิ่นควรจะถามพี่มึงมากกว่าครับว่ามาเสนอหน้าทำอะไรอยู่ที่นี้ตรงนี้มันถิ่นกูโว้ย

“พาเพื่อนมาปรับทุกข์อะพี่ เพื่อนมันเศร้า ใกล้ตายละ”แต่ใดๆความสงสัยก็คือ ทำไมสองคนนี้มันถึงดูสนิทกันจัง ไปแอบ แซ่บกันตอนไหนวะ ผมไม่เห็นรู้เรื่อง

“เออ มองหน้าก็พอรู้แล้ว มีเรื่องอะไรให้คิดเยอะวะเด็กปีหนึ่งอย่างมึงเนี้ย”แหม่คิดว่าปีสูงหน่อยแล้วจะมาข่มเด็กปีหนึ่งรึไง คิดว่ากูกลัวเหลือ เดี๋ยวโดนเด็กเตะหมอบแล้วจะหงอนะครับลุง


“มึงคิดอะไรอยู่วะ “

“เฮ้ย”ตกใจสิห่า ยื่นหน้ามาตอนไหนก็ไม่รู้ตกอกตกใจหมด

“จะคิดอะไรมันก็เรื่องของผมครับ ว่าแต่พี่เถอะ ไม่มีที่จะไปแล้วรึไงถึงได้..เสนอ...”ผมเริ่มเอะใจว่าจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดดีมั้ย เพราะลึกๆแล้วก็กลัวจะโดนพี่มันกระทืบอยู่เหมือนกันนะเออ

“เสนอ? เสนออะไร”ผมกรอกตามองบนใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มพูด

“เสนอตัวไง ใช่. เสนอตัวมาทำไมทั้งๆที่ระยะทางจากคณะวิศวะมาถึงโลจิสก็ปาไปเกือบกิโล”ไม่มีเหตุผลเลยจริงๆที่พี่มันต้องมา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
แต่ที่สงสัยหนักกว่านั้นคือ ทำไมกูต้องขึ้นอารมณ์เสียใส่พี่มันด้วยวะ มันก็แค่ถามเองไม่ใช่เหรอวะ

โอ้ย ช่างแม้งแล้ว

“นี้มึงเป็นห่วงหูหรอ”ไหงตีความกูไปแบบนั้นวะนะ

“จ้ะห่วงจ้ะ ห่วงที่สุดเลยจ้ะพ่อคุณ”ว่าจบผมก็ก้มดูดน้ำในแก้วรวดเดียวจนหมด จนไม่ทันได้เห็นว่าอีกฝ่ายแอบลอบยิ้มให้ผมโดยที่ไม่มีใครได้ทันได้สังเกตุ

“เอองั้นกูไปก่อนละ ฝากบอกเพื่อนมึงด้วย ว่ากูเป็นห่วงมันเหมือนกัน “แล้วพี่แกก็วาปหายไปด้วยความเร็วแสงแต่ก่อนไปก็ยังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้กูคิดตามอีก




[ทางด้านของพระเอกนั้น]

“มึงๆ ดูนั้น”เพื่อนผมนามว่าไอแซค ใช้ไหล่สะกิดให้ผมหันไปมองตามถึงสิ่งที่มันกำลังชี้นิ้ว อยู่

อ่อนึกว่าอะไร ที่แท้ก็หมา

ที่ต้องเรียกมันว่าหมาเพราะกิริยามันเหมือนมากครับ เวลาหมาที่บ้านผมมันเดินๆอยู่มันจะชอบก้มหน้าก้มตาเหมือนหาอะไรอยู่สักอย่าง ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็แค่กำลังจะดมหาอะไรไปเรื่อย

แล้วตัดภาพมาที่ไอ้เด็กนี้ตอนนี้สิ

ท่าทีไม่ได้ต่าง จากหมาที่บ้านผมเท่าไหร่เลย ออกจะเหมือนยังกะเป็นลูกของเจ้า คอร์กี้ หมาสุดรักสุดหวงของผมยังกับแกะ

เอ๊ะสรุปจะเหมือนหมา รึแกะ เริ่มงงๆกับตัวเองแล้ว


ดูสิ เวลาเดิน หูตกไหล่ตก คนอะไรทำไมเหมือนหมาได้ขนาดนี้วะ


“อะอ้าว...กูว่าแล้ว”ไอ้แซคพูดขึ้นพร้อมกับทำเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ

“เกิดอะไรขึ้นวะ”ผมถามหลังจากที่เห็นอาการของเพื่อน

“ก็น้องคนนั้นอะสิ เดินเหม่อจนตกทางฟุตบาทแล้วน่ะ”

แล้วผมก็หันไปมองภาพตรงหน้าก็เป็นอย่างเพื่อนว่าจริงๆ ไอ้เด็กนั้นมันเดินยังไงของมันถึงได้ตกทางฟุตบาทได้วะนะ. ไม่โง่จริงทำไม่ได้นะเนี้ย

“กูอยากไปช่วยน้องเขาจังวะ ดูท่าน่าจะมีเรื่องหนักใจอยู่ไม่น้อย”ที่เพื่อนผมมันเสนอตัวแบบนี้ไม่ต้องเดาให้ยากเลยครับ ดูก็รู้ว่าพร้อมเคลม

“แต่ลืมไปวะ นั้นเด็กมึง”

“เด็กกู?”

“เออไง ก็น้องคนนี้ไม่ใช่เหรอที่มึง ไปจูบเขาคาร้านกาแฟเมื่อหลายวันก่อนนู้นอะ”จะว่าไปผมก็เผลอลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท

“ป่าวเว้ย ไอ้หน้าจืดนั้นไม่ใช่สเป็คก็สักหน่อยมึงอะมั่วแล้ว”นึกขำกับความคิดไอ้แซคมันนะครับ คิดได้ยังไงว่าผมจะชอบไอ้เด็กนี้

“แต่มึงจูบน้องเขา”ผมเริ่มขมวดคิ้วหงุดหงิด

“จูบ..แล้วไงวะ ก็แค่จูบ”

“เฮ้ยมึงจะ คิดแบบนั้นไม่ได้ นะเพื่อน กับคนอื่นกูยังพอเข้าใจนะที่มึงจะมาทำอะไรแบบนี้ แต่กับน้องเขา มึงไม่คิดบ้างเหรอว่านั้นอาจจะเป็นจูบครั้งแรกของน้องเขาก็ได้”

“แล้วมันต่างยังไงวะ”

“มึงนี้มีดีแค่ความหล่อจริงๆนะ ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงคิดไม่ได้วะ”

“เอ้ากูผิดไรเนี้ย”

“ผิดสิ มึงอะผิดเต็มๆเลย ผิดตั้งแต่ไปจูบน้องเขาแล้ว”

“อ่อกูพอเข้าใจละที่มึงโกรธกูเป็นฟืนเป็นไฟเพราะกูไปจูบน้องเขาชะ มึงเลยรู้สึกหวงไรงี้ปะ “ไอ้แซคเกาหัวแกกๆก่อนจะเริ่มพูด

“First Kiss  กับบางคนมันสำคัญมากนะมึง ถ้านึกภาพไม่ออกมึงลองนึกภาพว่าจู่ๆ โลมาน้องสาวมึงโดนใครที่ไหนก็ไม่รู้ เดินมาจูบแล้วก็เดินหนีไป กูถามจริงมึง โอเคมั้ย”

“โอเคก็เหี้ยละ”แค่นึกภาพตามควันก็ออกหูแล้ว

“นั้นไง ความรู้สึกเดียวกันเป๊ะ เขาอาจแค่รู้สึก แต่ไม่อยากพูดเท่านั้นเอง”คำพูดของไอ้แซคเริ่มมีเหตุผลขึ้นมาทีละนิดๆจนคนฟังอย่างผมเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาทีละนิดๆ

“แล้วจะให้กูทำไงอะ ก็กูทำไปแล้วอะ ตอนนั้นคิดแค่ว่า อยากให้ พิมเลิกยุ่งกับกูก็เลยเผลอทำเรื่องแบบนั้นออกไป”

“ศักดิ์ศรีอะมีใช่มั้ย”

“ก็เออสิ”

“มึงควรทิ้งไว้ตรงนี้แล้วรีบไปขอโทษน้องเขาซะ”ทำไมจู่เรื่องนี้มันถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้วะ

“แล้วถ้ากูไม่ทำอะ”

“กูจะโทรบอกพี่แชมป์ ให้รีบมากระทืบมึงและสั่งสอนถึงสิ่งที่ลูกผู้ชายควรจะมีซะใหม่”


“เออๆ ได้ทีเอาใหญ่เลยนะมึง นี้ถ้าไม่ติดว่ากูกับพี่แชมป์ เคยมีบุญคุณต่อก้น กูไม่ทำหรอกนะรู้ไว้ซะด้วย”ไอ้แซคยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะเมื่อมันเห็นผมนั่งเป็นหมาจนตรอก


“เออ คิดได้แบบนี้กูก็ดีใจ แต่มึง ไปแค่ขอโทษเท่านั้นนะเว้ย อย่า ให้มันเกินมากกว่านั้น”

“โหมึงคิดจริงๆหรอว่าคนอย่างกูจะชอบ ไอ้เด็กนั้นน่ะ แค่คิดก็ขนลุกแล้วไอสัด”

“ใครจะไปรู้ปกติเห็นมึงจูบใครมึงก็จ้องที่จะฟันเขาอยู่แล้วนิ”

“อะๆ กูถ้าให้มึง กดบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานเอาไว้เลยอะ “

“มึงพูดเองนะ ชาร์ค “

“เออ กดมาเลย”

“อะๆ”

“ข้าพเจ้านาย ชลธี เลิศชนะบดี ขอพูดไว้ตรงนี้ว่า
ที่ข้าพเจ้าทำไมทั้งหมด เป็นเพียงการไถ่โทษ ที่ได้ไปจูบ ...เอ่อ..ไอ้เด็กนั้นชื่ออะไรนะ”

“น้องไวท์”

“เออ ที่ข้าพเจ้า ได้ไปล่วงเกิน กับ น้องไวท์  อะไรนั้น และ ข้าพเจ้า จะ ทำทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ ให้ได้ ..พอยัง”ผมหันไปถามไอ้แซคที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากดบันทึกวีดีโออยู่  ซึ่งไอ้แซคมันส่ายหน้า นั้นเลยทำให้ผมรู้ว่าเพื่อนผมยังคงไม่สบายใจอีกตามเคย


“และ ข้าพเจ้าสัญญาและสาบานว่า จะไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้นระหว่างตัวข้าพเจ้าและน้องไวท์ อย่างเด็ดขาด เพราะทุกอย่าง ที่ทำไป เพราะรู้สึกผิดล้วนๆ พระเจ้าค่า.....พอแล้วมั้งไอสัด “จบคำพูดของผมไปเหี้ยแซคก็หลุดขำออกมาก่อนจะส่งวีดีโอที่ตัวเองพึ่งถ่ายเปิดให้ผมดู

“เออดีละ ขอให้มึงทำได้อย่างที่มึงพูดก็แล้วกัน “ผมยื่นมือไปกอดไหล่ของอีกใ่ายก่อนจะเริ่มเอ่ย

“สบายใจเถอะ เพื่อน เรื่อง ระหว่างกูกับไอ้เด็กนั้น  มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เชื่อใจกูได้เลย”


TBC..........

#Summer☘️

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ระวังจะหลงจนโงหัวไม่ขึ้นน๊าาาาา :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Lucky For U ❤️

[คิดน้อย หรือคิดมากไป]


“ปลิง และ ทากดูดเลือด จัดอยู่ในไฟลัมแอนเนลิดา ลักษณะลำตัวเป็นข้อปล้องและยืดหยุ่น ชอบอยู่ในน้ำนิ่งตามหนอง และอยู่ตามพื้นที่ชื้นแฉะเช่นบริเวณป่าดงดิบเขตร้อน ดำรงชีพโดยการดูดเลือดสัตว์อื่น รวมทั้งเลือดมนุษย์เป็นอาหาร”

อาจารย์ที่สอนอยู่ด้านหน้าห้องกำลังสอนผมเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆในทะเล หรือป่าดงดิบ ที่เรามีโอกาสจะพบเจอได้ซึ่งนั้นก็รวมไปถึงปลิง

ซึ่งไม่รู้ทำไมเวลาได้ยินคำว่าปลิง ผมกลับนึกถึงหน้าของ ไอ้พี่ฉลามอะไรนั้น มาซะดื้อๆ

รึอาจเป็นเพราะช่วงนี้พบบังเอิญ เจอพี่มันบ่อยเกินไป ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ยกตัวอย่างแรกแบบตั้งใจ

คือผมแค่ต้องการไปเก็บข้อมูลเล็กๆน้อยๆอย่างที่แม่หมอบอกมา ก็เท่านั้น แต่ภาพที่เห็นคือผมกลับกลายทำตัวคล้ายสตอล์คเกอร์  มากขึ้นทุกวัน จนไอ้ เอมันเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าจริงๆ แล้ว ผมเกิดสนใจพี่มันขึ้นมาจริงๆหรือไม่ และคำตอบคือไม่นะค้าบ ผมก็แค่อยาก ดูข้อมูลให้แน่ใจว่าระหว่าง อีตาฉลาม กับพี่มอสสุดละมุน สองหนุ่มนี้จะเป็นใครกันแน่ที่มาลบล้าง ชะตาบ้าๆนี้ออกไปจากผม

และตัวอย่างที่สองคือแบบไม่ได้ตั้งใจ

เคยเป็นมั้ยครับ ที่คุณคิดว่าสถานที่ๆนึงมันจะกลายเป็นป้อมปราการลับ ที่คุณมักจะแอบไปใช้เวลาอยู่คนเดียวเหงาๆ แต่พอหันไปดูข้างๆ กับพบเจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญมานอนอ่านหนังสือการตูนวันพีชในห้องสมุด เห้อๆ ผมละขำกับโชคชะตาตัวเองชิบหายที่ เสือกได้มามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ผู้ชายที่ชื่อฉลามคนนี้

แต่เหมือน คะแนน ตอนนี้เกือบ ครึ่ง ได้เทไปให้พี่มอสเขาเกือบหมดแล้ว

ถามว่าทำไมนะหรอ ก็เพราะช่วงนี้ เขาเข้ามาอยู่ในม่านสายตาผมบ่อยเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น

การบังเอิญ เดินไม่ดูทางแล้วเผลอไปชนเข้ากับที่อกแกร่งของเขา

หรือแม้แต่การที่ผม นั่งกินข้าวอยู่ดีๆ แล้วพี่มอสเขาก็มาขอนั่งร่วมโต๊ะด้วย ท่าทีกระตือรือร้น


หรือแม้แต่การไปเดินห้างที่โคตรจะว้าเหว่ ผมก็บังเอิญเจอพี่เขาอีกตามเคย

ผมเคยบอกมั้ยว่าพี่มอสแกเป็นคนอัธยาศัยดีมากๆเลยคนนึง ผมรู้สึกดี เวลาที่ได้พูดคุยกับพี่เขา ชอบเวลาที่พี่เขายิ้มให้กับผม รึแม้ แต่การกระทำป้ำๆเป๋อๆของเขาตอนเล่นกับเด็กที่ ตามหาแม่ไม่เจอในห้างสรรพสินค้าค้า มันยังตราตรึงใจ ผมไม่หายไปไหนเลย

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่กล้าทำอะไรที่มันเกินเลย นอกจาก รักษาระยะห่างของตัวเอง เพื่อเซฟหัวใจเอาไว้ ก็อย่างที่แม่หมอบอก ผมจะสุขก็เพราะ เขา เศร้า ก็เพราะเขา และเสียใจก็เพราะเขา

ซึ่งตอนนี้หัวใจของผมเองยังคงไม่พร้อมใช้งานใน เรื่องนี้เลยต้องขอพักก่อน!

เพื่อนบอกให้ ผมพักก่อน!

“ไอ้ ขาวเพื่อนรัก วันนี้ เราจะไปกินอะไรกันดีวะเพื่อน”ไอ้เอถามขึ้นในตอนที่เรานั่งติวหนังสือกันอยู่ในห้องสมุดของมหาลัย อย่างโดดเดียวและเดียวดาย

“กูมีนัดแล้ว วันนี้มึงหาอะไรกินก่อนเลยนะไม่ต้องรอกู”แล้วทันทีที่พูดจบไอเอก็หลี่ตามองผมด้วยความสงสัยปนอยากเสือก

“แหนะ มึงไป แอบมีนัดตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ทำไมกูถึงไม่รู้”เอมันถามพร้อมกับเขย่าตัวผมไปมา

“นัดส่วนตัวไงเพื่อน เข้าใจคำว่าส่วนตัวมั้ย. “ส่วนตัวที่แปลว่าห้ามเสือกอะ

“กับใคร?”มันถามดักอย่างรู้ทัน

“กับใครอะไร ไม่มี๊!“ผมตอบอย่างบ่ายเบี่ยงไม่อยากให้แม้งรู้เพราะกลัวโดนแซว

“อย่ามา ขือไส “

“ไขสือ! “

“เออนั้นแหละ สรุป เอส หรือว่าเอ็ม”ผมทำท่าลังเลว่าจะตอบดีมั้ยจนในที่สุด...

“เอ็ม ดิวะ เอสมันจะยอมมากับกูหรอ ถามแปลกๆ”

“งู้ย”

“งู้ยอะไรของมึง”

“ฟินอะ เพื่อนใกล้จะมีผัวเป็นตัวเป็นตนแล้ว”ว่าจบก็พลางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาปลอมๆของมัน

ช่วงเย็นที่ผมรอคอย ในที่สุดวันนี้ ก็มา ถึง

ณ ร้านอาหารง่ายๆ ร้านหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากมอมากนัก

ผมมารอ พี่เอ็ม หรือพี่มอสที่ไอ้เอมันชอบเรียกแบบย่อๆซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะย่อทำไม เพราะชื่อก็มีพยางค์เดียว แต่ผมก็บ้าเรียกติดเรียกไปตามมันซะงั้น

ตามเวลานัด คือเวลาหนึ่งทุ่มตรงแต่ผมถ่อมาตั้งแต่ ห้าโมงครึ่ง คุณคิดดู ว่าผมตื่นเต้นแค่ไหน เรื่องหน้าผมคงไม่ต้องพูดถึง จัดแต่งมาอย่างดีโดย สไตลิสต์ ส่วนตัวซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ไอ้เอเพื่อนรักเพื่อนชังของผมเอง แถมมันยังสปอยผมหนักมาก เสื้อผ้า รองเท้านาฬิกาแบรนด์เนม คือขนพร็อบมาหมดบ้านเพื่อ กูคนเดียว ไอ้จะซึ่งอะมันก็ซึ่ง นะ แต่ไม่รู้ทำไมพอเวลา ยืนมองตัวเองหน้ากระจกเสื้อผ้าแบรนด์ที่ใส่ เหมือน ซื้อมาแถมคลองถมเลยวะ ดูตลาดล่างชิบหายเลยกู

18.40 แล้ว

ผมรอเวลาที่เจอพี่มอสไม่ไหวแล้วเลยแอบส่ง สติ๊กเกอร์รูปหมีมินิฮาร์ทส่งไปให้เพื่อ ย้ำเตือนอีกฝ่าย แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีการตอบกลับใดๆกลับมาจากผู้ชายข้างห้องของผมเลย เห้อ อยู่ๆก็รู้สึกไม่ดีมาซะดื้อๆ แต่ไม่เป็นไร บางที พี่เขาอาจจะกำลังเคลียร์งาน ที่คณะอยู่ก็ได้ ปีสี่กันแล้วด้วย คงไม่มีเวลาว่างมากเท่าไหร่ เพราะชะนั้น ผมจะพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับในส่วนนี้แล้วกันนะ


19.41 จากความเป็นห่วงเริ่มกระวนกระวายจนอยากจะกดเบอร์โทรไปหาอีกฝ่าย แต่แล้วในอีกความคิดหนึ่งก็สั่งให้ผมรีบวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะเหมือนเดิม เพราะ เราก็เป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกัน ยังไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความสนใจหรือถามไถ่เขาได้ขนาดนั้น


20.53 นี้เลยเวลานัดมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว แต่ผมก็ยังคงนั่งที่เดิม และพนักงานในร้านก็ยังคงขยันมาเติมน้ำในแก้วที่ผมดื่มหมดไปรอบที่สามที่สี่แล้ว ความรู้สึกจุกๆที่อก เริ่มแล่นขึ้นมาถึงสมอง

อยู่ๆก็รู้สึกนอยอย่างไม่มีเหตุผล นอย เขา แบบที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน เคยเป็นมั้ยครับ ไอ้อาการน้อยเนื้อต่ำใจกับคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันเนี้ย.

ความรู้สึกนี้ มัน เหี้ยจริงๆนะ

21.34 ผู้คนในร้านเริ่มลดน้อยลงจนตอนนี้อาหารบนโต๊ะเริ่มมีไขสีขาวๆเกาะเต็มไปหมดเกือบทั้งจานแล้ว อาจเป็นเพราะแอร์เย็นหรือเป็นเป็นเพราะผมที่ไม่ แม้แต่จะใช้อะไรเขี่ยให้พวกมัน ห่างออกจากกัน จนติดกันเป็นตังเมอยู่แบบนี้

22.00 ผมตัดสินใจเรียกพนักงานเช็คบิล พร้อมกับความรู้สึกที่แน่นอยู่เต็มอก แถมยังอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกอีกด้วย

ผมไม่ใช่คนงี้เง้าที่จะไม่ยอมฟังเหตุผล ผมไม่ใช่ คนที่จะมานอยอะไรกับเรื่องไร้สาระ ผมไม่ใช่คนที่ชอบใช้อารมณ์อยู่เหนือทุกสิ่ง

แต่ผมแค่ไม่เข้าใจว่า ทำไมป่านนี้ พี่ เขา ถึงยังไม่มา

22.21 ผมเดินมาเรื่อยๆตามทางฟุตบาท พร้อมกับหยิบกล่องของขวัญอันเล็ก ที่เอมันแอบเอาใส่มาให้ที่กระเป๋าเสื้อขึ้นมา ดู

ด้านในมีแหวนสแตนเลส สองวง คิดแล้วก็นึกขำกับมันนะ

กินข้าวด้วยกันวันแรกจะให้ผม ยื่นแหวนให้พี่เขา
งี้เหรอ โคตรจะไม่เข้าท่าเลย


คิดได้ดังนั้นผมก็ตัดสินใจโยน กล่อง แหวนนั้น ไว้ข้างทาง เพราะมันคงไม่มีความหมายอะไรหาก คนที่เราต้องการจะให้ เขาไม่ได้มีใจให้เราแม่แต่นิดเดียว






ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
[ฉลาม]

“เร็วๆเลยรีบปั่นงานเลยไอ้เหี้ย “ เป็นไอแซ็คที่กำลังยืนบ่นเป็นคุณชายในคณะที่เพื่อนๆทุกคนกำลัง ก้มตาก้มตาทำงานชิ้นสุดท้ายก่อนจะถึงเวลาส่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“บ่นจังเลยไอ้เหี้ย งานก็งาน กลุ่ม มึงคิดจะลงมาช่วยพวกกูบ้างปะ”ไอ้หนึ่งเพื่อนในกลุ่มผมอีกคนที่กำลังนั่งเหลาไม่อยู่บ่นขึ้น

“ก็กูทำส่วนของกูเสร็จแล้ว มีแต่พวกมึงอะ แม้งลีลา กูบอกให้ทำตั้งแต่เนิ่นๆก็ไม่เชื่อ เป็นไงละ ไฟลนจะถึงตูดแล้ว ถึงพึ่งมาเริ่มทำ”ยอมรับคำว่าสิ่งที่ไอ้แซคพูดมันเป็นความจริง แต่..มันจะมีน้ำใจสักนิดช่วยเพื่อนที่กำลังว้าวุ่นหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร

“เออๆ พวกกูผิดเองแหละที่ไปแดกเหล้าแล้วไม่ชวนมึง”นี้ก็ค่อสาเหตุหลักๆที่ไอ้แซคมันไม่มีน้ำใจให้พวกผม ก็เพราะเหตุนี้แหละครับ

“สำนึกไปซะพวกมึง ...เออว่าแต่ ไอ้เชี้ยมอสมันไปอยู่ที่ไหนวะ “

“เห็นว่ามันออกไปซื้อน้ำให้พวกเราอยู่อะ ไปได้สักพักนึงแล้วนะ”

“อืม มีคนส่งไลน์ มาหามัน ด้วยวะ พวกมึงรู้รหัสเครื่องมันปะ กูละอยากเสือกชิบหาย”ไอ้แซคส่งสายตาทำท่าพร้อมเสือกแบบสุดๆ

“ 614296”เสียงนี้ดังมาแต่ไกลซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเจ้าของเครื่อง นั้นแหละครับที่เป็นคนบอก

“เชรด เปิดเผยวะ มีสาวทักมาวะมึง”ไอแซคพูดขึ้นพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ให้คนตรงหน้าที่พึ่งเดินกลับมาหลังจากที่แอบไปซื้อน้ำค่อนชั่วโมง

“ไว้ก่อน พวกมึงควรรีบเอางานให้เสร็จกันก่อนมั้ย ส่วนมึงอะ รีบวางโทรศัพท์ แล้วมาช่วยพวกกู เลย”ไอ้มอสกล่าว และหลังจากที่ทำงานไปได้พักใหญ่ ชิ้นงานตอนนี้ก็เริ่มออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วละครับ

“กว่าจะเสร็จ ไอ้หนึ่งไปดูดบู่ กันปะ”มอสกล่าว

“เออไปดิปะ แล้วพวกมึงสองคนอะ ไปด้วยกันปะ”

“ไม่อะ ช่วงนี้ ระบบทางเดินหายใจไม่ค่อยดี”

“เพราะถูกเมียทิ้งอะดิ สมควรแล้วไอ้สัด กูบอกแล้วว่าอย่าคุยเยอะ “ไอ้หนึ่งยื่นมือมายีหัวเพื่อนของมันจนยุ่งไปหมด

“เอองั้นพวกกูไปนะ แปปเดียวเดี๋ยวกลับมา”

“เออ”


และในตอนที่มอสกับไอ้หนึ่งมันเดินจากไป ไอ้คนที่นั่งข้างๆผมมันก็แอบสะกิดที่ไหล่เบาๆ

“สะกิดทำเหี้ยไรเนี้ย มีอะไรก็พูดมา”

“มีคนทักไอ้มอสมาวะ”

“แล้วกูจำเป็นต้องรู้มั้ยเนี้ย”ผมถามด้วยความไม่เข้าใจก็ในเมื่อเพื่อนมันจะมีใครสักคนแล้วมันจะแปลกตรงไหน

“จำเป็นดิสัด ก็คราวนี้ไอ้มอสมันคุยกับผู้ชาย”

“ห้ะ ผู้ชาย? ไอ้มอสเนี้ยนะ “

“แถมไอ้ผู้ชายที่ว่ายังเป็น เจ้าเวรเจ้ากรรมมึงอีก”ว่าแล้วก็รีบยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์ที่มีแชทค้างไว้ขึ้นมาดู ผมใช้เวลา เลื่อนดูประวัติการคุยล่าสุดก็พบเข้ากับ ไอ้เด็กที่ชื่อไวท์ แจ้งเตือนล่าสุดคือสติ๊กเกอร์ รูปหมีรูปนึงทำมือเป็นรูปหัวใจ


แล้วพอเลื่อนขึ้นไปอ่านผมก็พบว่าจริงๆแล้ววันนี้
มอสมันมีนัดก็ไอเด็กนั้น แต่นี้ก็ปาไป
สามทุ่มสี่สิบกว่าๆแล้ว

“มึงจะไม่พูดอะไรหน่อยหรอวะ”ไอ้แซคถามหลังจากที่เห็นท่าทีผมนิ่งไป

“ก็คุยทั่วไปนั้นแหละ ไม่น่ามีอะไรหรอกมึงอะคิดมาก “แต่ในใจผมกลับคิดตรงกันข้าม

ไวกว่าความคิดผมรีบวิ่งจากคณะของตัวเองเพื่อไป สถานที่ดังกล่าวตามที่ได้อ่านในเวลาไม่ถึงสิบนาที โชคดีหน่อยที่มันใกล้ผมถึงมาได้ทัน

แต่เป็นโชคร้ายของมัน ที่ ได้แต่เดินคอตกออกมา จากร้านในเวลาสี่ทุ่มพอดี

แต่ที่สงสัยมากที่สุดคือทำไมผมถึงต้องพาตัวเองมา ในสถานที่นี้ ด้วยก็ไม่เข้าใจ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้ผมรีบมา แต่พอมมาถึงแล้วความรู้สึกนี้กลับหายไป แทนที่ด้วยความทรงสัยแทนว่าจะเอายังไงต่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ดี

..............
[ไวท์]

[เฮ้ เดทครั้งแรก เป็นยังไงบ้างพวก]เอถามผมจากปลายสายด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น

“อ๋อ อืม ก็ดีวะ แต่โคตรหิวเลย”ผมแสร้งทำเป็นเหมือนทุกอย่างมันผ่านไปด้วยดี เพียงเพราะไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เอมันอุตส่าห์ช่วยเตรียมมา พังลงไปอย่างไร้ประโยชน์

“อ้าว. ไหงเป็นงั้น เขิลจนกินไม่ลงเลยเหรอไอสัด “ ผมยิ้มมุมปากก่อนตะแกล้งตอบ

“เออสิ มีคนหล่อๆนั่งส่งยิ้มตรงข้ามแบบนั้นใครจะไปกินลง...ได้ละ”แล้วเอมันก็หายไปพักหนึ่งจนผมคิดว่ามันวางสายไปแล้ว เลยลองยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูถึงได้รู้ว่ามันยังอยู่ในสาย

“อ๋อ แล้วตอนนี้มึงกับพี่มอสทำอะไรกันอยู่วะ”

“ก็ กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอยู่ไง กูมาเข้าห้องน้ำเฉยๆ”

“ไวท์ เอาจริงๆ มึงกำลังปิดบังอะไรกูอยู่ใช่ปะ”มาถึงจุดนี้ผมไปต่อไม่ถูกเลย

สุดท้ายผมเลยตัดสินใจที่จะพูดความจริงให้เอมันฟัง

“เขาไม่ได้มา”

“.....”

“เขาไม่ได้มาตั้งแต่แรกเลย”

“......”

“เฮ้ยแต่กูโอเค...นะ ก็แค่นั่งรอเฉยๆเอง ไม่เป็นไรหรอกมึง”ปากพูดไปแบบนั้นแต่ความรู้สึกแม้งโคตรตรงกันข้าม.

และในตอนที่ผมกำลังจะเดินผ่านสถานบันเทิงร้านนึง ก็มีมือปริศนา ยื่นมาจับที่มือของผมไว้

พอหันกลับไปมองถึงได้รู้ ว่า คือ

“พี่ฉลาม”มาถึงจุดนี้ผมไม่มีอารมณ์แม้แต่จะคิดว่าควรจะทักพี่แกยังไงดีเลยขอเรียกพี่ทั้งที่เหมือนก่อนไม่คิดที่จะพูด


“มึงมาทำอะไรคนเดียวตรงนี้”

“อ๋อ กำลังจะกลับห้องอะพี่ พอดี มาทำธุระนิดหน่อย งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะ”ว่าจบก็พร้อมที่จะหันหลังหนี แต่ก็มีมือยาวๆของเขาที่ยังคงจับไว้ไม่ยอมปล่อย

“เอ่อ..กูหิวอะ มึงว่างปะพากูไปหาอะไรกินหน่อยดิ”ผมขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ

“อารมณ์ไหนของพี่เนี้ย “

“ก็แบบโมโหหิวไง อย่าพูดมากดิ๊”

“แต่ผมกินมาอิ่มแล้ว เชิญพี่ไปคนเดียวเหอะ ผมจะกลับห้อง”ผมยังยืนยันคำเดิม

“เดี๋ยวกูเลี้ยง!”แต่พอได้ยินคำนี้ก็ทำเอาความคิดเมื่อครู่ลอยหายไปในอากาศ

“พ..พูดจริงนะ”ผมถามอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก

“เออ เร็วหน่อย กูหิว” ว่าจบแค่นั้นพี่แกก็พาผม เดิน วนกลับมาทางเดิม  ก่อนจะนำข้ามถนนไปอีกฝั่ง เพื่อ มองหาอารอาหารที่ยังเปิดอยู่ในเวลาใกล้ๆห้าทุ่มแบบนี้




“เป็นหมี่เหลืองน้ำใสสองแคปหมูสอง เป็ปซี่ หนึ่งนะครับ”ผมหันไปผงกหัวให้พี่คนรับออเดอร์ก่อนที่เขาจะเดินจากไป

ร้านที่เรามาก็คือชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จริงๆก็อยากจะกินอะไรที่มันไม่ใช่เส้นแต่ทำไงได้ละร้านมันปิดหมดแล้ว แถมยัง ต้องตามใจเจ้าของ เงินเขาอีก

“มึงเป็นไงบ้างวะช่วงนี้”และคำถามแรกหลักจากที่เรานั่งเงียบกันมาพักใหญ่ก็เริ่มขึ้น โดยฝ่ายที่เริ่มก็คือ พี่แกนั้นแหละ

แต่จะให้ตอบยังไงดีวะ ก็ผมกับพี่แกไม่ได้สนิทกันถึงขนาดต้องมานั่งเล่าปรึกษาปัญหาชีวิตกันนี้หว่า

“โหลได้ยินที่ถามมั้ยเนี้ย”

“อื่อ ก็ดี แล้วพี่อะ”ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อดีผมเลยถามไอ้ประโยคเดิมที่พี่แกถามมานั้นแหละง่ายดี

“ก็หนักหน่วงอยู่ ปีสี่แล้วด้วยไง โปรเจคก็ต้องทำงานก็ต้องตามส่ง”นั้นสินะ เขาอาจจะมีสิ่งที่ต้องทำและแน่นอนมันสำคัญกว่าผม มากๆอยู่แล้ว เฮ้อ ยิ่งคิดใจก็ยิ่งแป้ว


“กูบอกว่ากูเลี้ยงไง ทำไมต้องทำหน้าเหมือนกูบังคับมาขนาดนั้นด้วย”พี่แกถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ผมแค่คิดอะไรเพลินๆอะ พี่อย่าใส่ใจเลย”

“คิดถึงเพื่อนกูเหรอ”แล้วผมก็ต้องสะดุ้งถึงสิ่งที่เขากำลังพูด ไม่รู้สิผมแค่รู้สึกว่าตอนนี้ถ้าไม่ได้ยินพี่เขามันน่าจะรู้สึกดีมากกว่านี้

“เฮ้ยๆ กุล้อเล่น ทำไมต้องทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบด้วยวะ “มันจะไม่คิดอะไรเลยเว้ยถ้าเมื่อกี้พี่ไม่พูดถึงเขาขึ้นมา

และในอีกไม่กี่นาทีต่อมา อาหารที่เราสั่งก็มาเสริฟ์ถึงที่โต๊ะ. 

ผมกับพี่เขาใช้เวลาไม่นานในการจัดการอาหารทุกอย่างจนหมดเกลี้ยง

“ไปกินเหล้ากันมั้ยพี่”ผมเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงจริงจังหลังจากที่พี่เขาพึ่งกลับมาจากการไปจ่ายเงินกับลุงเจ้าของร้าน


“ จะเปิดศึกดวลกับกูใช่ปะ พร้อมแล้วจริงๆใช้มั้ย”ผมไม่ได้เถียงอะไรกลับเพราะรู้แค่ว่าอยากเมาแล้วหลับไปก็เท่านั้น

ไม่นานนักจากร้านอาหารฟุตบาทริมถนน ก็กลายเป็นว่าผมมาโผล่อยู่คอนโดหรูแห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิตกรุงเทพมหานคร ดินแดน ซึ่งไม่เคยหลับไหล.. เหตุเพราะถ้ากลับไปที่ห้องของตัวเองในสภาพนี้รับรองว่าไอ้เอมันต้องจัดโต๊ะแถลงข่าว ตั้งคำถามผมอยู่แน่ๆ สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะตามเขามา อย่างไม่คิดอะไร


00.20 เที่ยงคืนกว่าแล้ว ผมยังคงนั่งห้อยขาจิบเบียร์ริมระเบียงกับเจ้าของห้องที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นที่ปรึกษาจำเป็นให้ผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมเล่าถึงเรื่องพี่มอสให้พี่มัน ฟังจนหมดเปลือก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ทำแบบนั้นลงไป

มันก็แค่รู้สึกสบายใจที่จะเล่าก็เท่านั้นเอง

แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่ได้พูดถึงสาเหตุจริงๆว่าผมเข้าหาพวกเขาทำไม เพราะขืนพูดไปรับรองได้โดนด่ากลับมาไม่บ้า ก็ว่าผมงมงายแน่ๆ

“ทำไมอยู่ๆถึงกล้าเล่าให้กูฟังได้วะ ไม่กลัวกูคาบข่าวไปบอกมันรึไง นี้กูเพื่อนมันนะ”พี่เขาพูดด้วยท่าทีติดเล่น และแน่นอน ผมรู้สึกไว้ใจผู้ชายคนนี้เอามากๆ และเชื่อว่าเขาไม่มีทางพูดเรื่องที่ผมเล่าให้เพื่อนเขาฟังหรอก


“ไม่รู้สิ รู้แค่ว่าอยากเล่า ซึ่งตอนนี้ ผมก็ได้เล่า แล้วมันก็สบายใจมากขึ้นแล้วด้วย ขอบคุณนะพี่ ที่อยู่ฟัง”

“ต้องการกอดปะ เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น” คนตัวสูงกว่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ผมหันไปมองแล้วเผลอหลุดขำอย่างอดไม่ได้

“อะไรของพี่เนี้ย เมาเบียร์จนเพี้ยนแล้วหรอ”จากในตอนแรกๆที่รู้สึกไม่ชอบหน้าพี่มันไม่รู้ทำไมตอนนี้ผมกลับรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับ เขาซะงั้น


“กูพูดจริง แม่กูบอกว่าตอนเราปลอบใครให้หายจากความเศร้า เราต้องกอดเขาเอาไว้ด้วย เพื่อให้เขารู้ไง ว่าโลกนี้ไม่ได้มีเขาอยู่แค่คนเดียว”

“เยด พี่แม้งโคตรเอาอะ ผมเริ่มรู้สึกชอบพี่ขึ้นมานิดๆแล้วนะรู้ตัวปะ”

“แสดงว่าตอนแรกเกลียดกู?”

“จะว่าอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกหรอก ผมแค่ รู้สึกโมโหที่พี่...”และในระหว่างที่ผมกำลังจะพูดถึงสิ่งที่คิดอยู่มนหัว พี่แกก็พูดแทรกขึ้นมา


“จะว่าไปกูก็คิดมาสักพักแล้วนะ ว่าอยากขอโทษ เรื่องวันนั้น “

“วันไหน?”

“ก็เรื่องที่กูจูบมึงที่ร้านกาแฟวันนั้นไง กูยอมรับนะเว้ยว่าคิดน้อยไป กูลืมนึกถึงใจมึง...”แล้วพี่แกก็เงียบไปจนผมต้องหันกลับไปมอง ไอ้คนตัวสูง ที่ไม่ได้มองมาที่ผมเลย สายตามันยังคงมองไปด้านหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าโฟกัส อะไรอยู่กันแน่

“ก็แค่จูบปะพี่..แค่จูบ..เอง”

“กูขอโทษนะ...”นับเป็นน้ำเสียงที่แผ่วเบาที่ถ้าไม่ตั้งใจฟังจริงๆรับรองว่าคงไม่ได้ยินแน่ๆ

“นั้นจูบแรกผมเลยนะพี่รู้ปะ”อยู่ๆก็ตัดสินใจพูดเรื่องนี้ออกไป แต่ในหัวตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรอยู่จริงๆ ไม่ได้มีความโมโหหรือโกรธอะไร รู้แค่ว่าอยากพูดก็พูด

“พูดแบบนี้ด่ากูเหอะ...”

“ผมด่าพี่ในใจไปเยอะแล้ว ให้มันจบ ที่นี่ในวันนี้เถอะ”

“แล้วถ้าวันนั้น กูไม่ได้จูบมึง จะรู้สึกดีกว่านี้ปะ”

“ไม่รู้สิพี่ เรื่องมันเกิดไปแล้วอะเนอะ กลับไปแก้ไขอะไรก็คงไม่ได้ เราแค่ต้องปรับตัวอยู่กับมันให้ได้ เดี๋ยวเรื่องต่างๆมันก็ง่ายขึ้นเอง”

“ให้กูสอนมั้ย...”

“หืม...”ผมมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจในคำถาม

“เรื่องจูบอะ”ในหัวตอนนี้มีความคิดต่างๆมากมายลอยอยู่ในหัวแต่ไม่รู้ว่ามีอะไรมาสั่งให้ผมพูดบางสิ่งออกไป

“...เอาสิ”


........แล้วภาพก็ตัดไปจนช่วงเช้า

ผมตื่นมาในสถานที่ๆดูแปลกตาไป ซึ่งแน่นอนว่าผมจำเรื่องเมื่อคืนได้ทุกอย่าง ผมรู้สึกดีมากสำหรับเมื่อคืน ทั้งเรื่องที่ปรึกษาแล้วก็เรื่องจูบ

จนตอนนี้ความรู้สึกผมมันเริ่มโอนเอนจากคนนั้นมาให้คนที่นอนอยู่ข้างๆผมตอนนี้เกินครึ่งแล้ว

และด้วยความซุกซนปนอยากรู้อยากเห็นทำให้ผมไม่สามารถ หักห้ามใจไม่ให้สัมผัส กล้ามหน้าท้องที่แน่นๆ นั้นได้เลย มันแข็งราวกับหิน แต่ตอนมือสัมผัสลงไปมันกลับรู้สึกดีจนอธิบายเป็นคำพูดออกมาไม่ถูกเลย

“จะลูบอีกนานมั้ย กูเสียว”เจ้าของร่างกายกำยำพูดขึ้นโดยที่เปลือกตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท

“ก็ลูบให้เสียว”ผมแกล้งเหย่เล่น ไม่รู้ทำไมถึงพูดงั้น ออกไป รู้แค่ว่า ทำแล้ว แฮปปี้ ก็เลยทำ

“นี้มึงอกหักวันเดียว กะจะเคลมกูแทนเพื่อนเลยหรอ”คราวนี้เจ้าของผิวสีแทนลืมตาขึ้มพร้อมกับยื่นมือมาเขกกะบาลผมไปหนึ่งที

“ลุกไปอาบน้ำไปเดี๋ยวกูไปส่งที่หอ”เจ้าตัวทำท่าจะลุกขึ้นแต่ผมเอาขามาก่ายไม่ยอมให้เขาลุกหนีไปไหน

“ขออยู่แบบนี้ก่อนได้มั้ยพี่...”

“แต่กูเปลืองตัวมากเลยนะเว้ย ถึงมึงจะสบายใจขึ้นแต่กูเสียตัวนะเว้ย”คนตัวสูงพูดติดตลก ซึ่งนั้นทำให้ผมรู้ว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูด มากนัก

“ให้จับคืนก็ได้อะ”ว่าจบก็ยื่นมือไปจับแขนของอีกฝ่ายให้มาลูบไล้บนตัวของผมบ้าง


“นมมีแค่นี้ยังกล้ามาอ่อยกูอีกเนอะ”ปากพูดไปแบบนั้นแต่ก็ยังไม่วายลูบมือไปมาประหนึ่งว่ากำลังคลำหาอะไรอยู่สักอย่าง 


แล้วในจังหวะนึง คนตัวสูงมันก็ถกเสื้อผมขึ้น และจ้องมองใต้ร่างบางของผม ซึ่งไร้สิ่งนุ่งห่มใดๆ

“ว้าว อมชมพูด้วยแหะ “มันคงหมายถึงหัวนมผมละมั้ง

“หวั่นไหวอะดิ จับได้นะถ้าอยาก “จากตอนแรกที่เกร็งๆผมเริ่มรู้สึก ชิลที่จะพูดอะไรทำนองนี้กับพี่มันแล้วซะงั้น

“ลุกไปอาบน้ำ อย่ามากวนตีนเร็วๆ กูมีธุระต้องรีบไปทำ” และในที่สุดผมก็ไม่สามารถทนกับ ท่าที ตลกของอีกฝ่ายได้เลยยอมลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่โดยดี

แต่ก็ยังมิวาย ยื่นหน้าออกมาจากห้องน้ำก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงติดเล่น

“อาบด้วยกันได้นะพี่ ผมไม่คิดมากเรื่องนี้หรอก” สุดท้ายก็โดน ด่า ว่า ฆวย ก่อนจะรีบปิดประตูแล้วมายืนอาบน้ำแล้วนึกขำอยู่คนเดียว  นี้แค่คืนเดียวที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน มันทำให้ผมบ้าได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ

และในจังหว่ะเดียวกันคำพูดของแม่หมอ ก็ลอยเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง

“ของแบบนี้ เธอจะรู้สึกมันได้เองจากตรงนี้”


ซึ่งตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกถึงมันขึ้นมาบ้างแล้ว จากการเต้นที่มันผิดจังหว่ะ ก็ทำให้ผมเริ่มแน่ใจ ว่าคน ที่ใช่ บางที อาจอยู่ใกล้แค่นิดเดียว...


สายของวัน ผมมาถึงที่มอ โดยมีราชรถ มาส่งถึงที่ แต่เนื่องด้วย ข่าวครั้งก่อนๆที่ยังถูกคนพูดถึงอยู่เป็นจำนวนมากผมเลย บอกให้ พี่แกจอดเยื้องๆกับมอแทนเพราะไม่อยากให้เป็นที่สนใจจนเกินไป และก่อนจะลงจากรถผมก็ไม่ลืมที่จะ...

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ”นับเป็นการญาติดีที่ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นระหว่างผมกับพี่แกได้เลย

“เออ เรื่อง จิ๊บจ๊อย เห็นมึงสบายใจกูก็โอเคละ “พูดจบแกก็ปัดผมไปด้านข้าง

ตู้หูว

เห็นหน้าเห็นตากันมาตั้งเกือบ ร้อยครั้ง แต่ไม่ยักจะเคยเห็นความหล่อของพี่มันเลยวะ ไหงวันนี้มันหล่อออร่ามันจับได้ขนาดนี้ฟร้ะ

ไอ้ความหล่อ ที่เคยพูดถึงอะ มันก็เคยเห็นผ่านๆนะครับแต่ไอ้อาการหล่อแล้วทำให้ใจคนมองใจสั่นนี้ ควรแก้ไขตรงไหนดี

“ม..มองอะไรขนาดนั้นหน้ากูมีอะไรติดหรอ”

“มีสิ ให้ผมช่วยเอาออกให้มั้ย “ แล้วผมก็ยื่นหน้าไปใกล้ๆใบหน้าเรียวของอีกฝ่าย

“มึงยื่นหน้ามาขนาดนี้แล้วอะเนอะ เอาเถอะ”แล้วผมก็ผลิกหน้าของอีกฝ่ายให้หันมามองกันชัดๆก่อนจะเริ่มใช้จมูกสะกิดที่ข้างแก้มของคนตัวสูงเบาๆ

แต่เอาจริงๆมั้ยอะ มันไม่มีอะไรติดที่หน้าพี่แกหรอก ผมแค่อยากแต๊ะ อั๋ง ก็เท่านั้น

“เสร็จแล้วก็ลงครับ แหม่ จะเอาให้คุ้มเลยใช่มั้ย”

“ก็โอกาสแบบนี้มันหายากนี้นา ถ้ารู้ว่าผมแกล้งแล้วทำไมถึงยังยอมให้ทำละ”

“ก็....กูสงสารไง..เด็กขาดความรักแบบมึงน่าจะต้องการแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”

“ถ้ารู้ว่าขาด แล้วสนใจอยากเติมให้มั้ยละ”

“เติมไรวะ”

“ก็ความรักไง...ถ้าสนใจบอกได้นะ..ผมรับรองว่าพี่ไม่ต้องเสียแรงวิ่งตามเลย...เพราะผมเองนี้แหละที่จะเป็นฝ่ายเข้าหาพี่เอง “

TBC........


#Summer☘️

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
น้องรุกหนักมากกกกกก :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1002
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
หนูลูก รุกขนาดนี้ อ่อยขนาดนี้ไม่ได้หมาเลยนะ

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
น้องบอก ผมอ่อยไม่เป็นครับ พี่ เน้น เรียน ทฤษฎี โดยตรงกับเจ้าตัวมากกว่า :hao7:

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Lucky For U ❤️

หลังจากวันนั้นที่ผมเล่นไปหยอด มุขกากๆให้กับพ่อหนุ่มร่างกำยำนามว่าฉลาม ตอนนี้ก็ได้ผ่านมาเกือบอาทิตย์แล้ว

และเป็นหนึ่งอาทิตย์ที่ต้องบอกว่าผมเรียนหนักเอามากๆ ซึ่งก็อยากจะถามอาจารย์ผู้สอนจริงๆว่าจะขยันอัดวิชาเข้ามาในตารางทุกวินาทีอะไรขนาดนั้น 

คือกลัวผม สร้าง เรือด้วยมือเปล่าไม่ได้เหรอ ถึงต้องสอนถึงสิ่งที่ภาควิชาผมไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ 

อาทิเช่น วิธีทอดไข่เจียวอย่างไรไม่ให้ติดกระทะ อันนี้อาจารย์แกก็ยกเข้ามาสอนในคลาสนะครับ เล่นเอานิสิตหลายร้อยชีวิตนี้นั่ง งงกันเป็นแถบ


“ขาวเพื่อนรัก สรุปเรื่องที่มึงกำลังทำอยู่นี้ไปถึงไหนแล้ววะ”

“อ๋อ ที่ให้ค้นหาการเดินเรืออะนะ กำลังทำอยู่เลยวะ..กำหนดส่งตั้งอาทิตย์หน้าทำไมมึงรีบทวงกูจังวะ”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นโว้ย ไม่เอาสาระสิ. กูหมายถึงเรื่อง
เอสกับเอ็มต่างหาก ...ไปถึงไหนแล้ววะ”

“ก็ดีนะ..เรื่อยๆอะไม่รีบ”ทั้งที่จริงๆแล้วผมอยากให้มันคืบหน้ามากกว่านี้แท้ๆ

“แล้วสรุปเรื่อง ของเอ็มวันนั้น ยังไง เขาได้พูดอะไรกับมึงบ้างปะ”มันคงหมายถึงวันที่ผมโดนพี่มอสเทสินะ

“เขามาขอโทษกูแล้ว เห็นบอกว่าว่างๆจะพาไปเลี้ยงหมูกะทะปลอบใจ “ ยังจำสีหน้าและอารมณ์ในวันนั้นได้ดีเลย ว่าเฟลแค่ไหน และสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ...  พี่มอส เขามีแฟนแล้ว ...แล้วที่พีคยิ่งกว่าคือสวยสะเด็ด ที่ขนาดมองจากดาวพูโต ยังรู้เลยว่าสวย ตอนแรกที่รู้ผม ก็อึ้ง นั่งอมขี้ฟันเป็นหมาหงอย แต่พอปรับตัวได้ ผมว่ามันก็เหมาะแล้วแหละที่เขาสองคนจะคู่กัน
 

“ได้ยินแบบนี้กูค่อยสบายใจหน่อย...แล้วฝั่งเอสละ เป็นยังไง”ฝั่งนี้เอาเข้าจริงๆตั้งแต่วันที่ผมเกริ่นๆว่าจะรุก พี่แกก็ไม่เคยมาเดินป้วนเปี้ยนแถวคณะผมอีกเลย สงสัยจะนึกกลัวผม จริงๆแล้วละมั้ง

“แล้วเลือกได้ยังว่าสรุป มึงจะเคลมใคร”

“ยังไม่ได้คิดเลยวะ ช่วงนี้กูกับมึงติดเรียน ส่วนพวกพี่เขาปีสี่แล้วก็คงวุ่นอยู่กับการฝึกงาน คงไม่ว่างมา เดินอ่อยให้กูล้วงเขาหรอก..”

“ก็แบบสมมุติ อะ แบบว่าเขาอยู่ตรงนี้ มึงอยากพูดอะไรกับพี่เขาอ่า”เอาเขาจริงๆผมก็ปากเก่งไปงั้นแหละ ถ้าเจอหน้าตอนนี้คงทำได้แค่ยิ้มให้แต่คงไม่ได้พูดอะไร แต่ด้วยความที่ไม่อยากให้เพื่อนคิดมากเรื่องผมเลยตัดสินใจพูดอีกอย่างออกไป


“ขอล้วงหน่อยครับประมาณนี้”

“สัด เอ้ย เพื่อนกู มึงแม้งโคตรจี๊ดเลยรู้ตัวปะ “

“มึงก็พูดเกินไป ความเป็นจริงแค่กูเดินไปจับไหล่เขาก็พร้อมจะหันมาต่อยกูอยู่แล้ว เรื่องนั้นยังไม่ต้องไปคิดถึงเลย”

“อ่อแสดงว่ามึงจะไม่ล้วง”

“ล้วงดิ สัด แต่ รอเวลาแล้วก็โอกาสก่อน”รอพี่มันเคลิ้มๆทำหน้าเยิ้มๆเหมือนวันนั้นก่อน รับรอง เสร็จผมแน่ๆ อิอิ

“แต่เวลาของพวกเรากับพี่เขาแม้งไม่ค่อยตรงกันเลยนะเว้ย อีกไม่กี่เดือนก็จะไปฝึกงานกันอยู่แล้ว เรื่องก็ยังไปไม่ถึงไหน ...จะมีชีวิตรอดถึงตอนเขาฝึกงานเสร็จรึเปล่าก็ไม่รู้ “ดูปากมันสิ

“กูก็พยายามอยู่ แต่มึงก็ดูสิ วันๆ เขาโผล่มาแถวคณะเราเหมือนเมื่อก่อนที่ไหน “ว่าจบผมก็เริ่มเลื้อยตัวไปบนโต๊ะอย่างหมดแรง

“โถ..เพื่อน...มัวแต่รอให้เหยื่อมาหา ชาตินี้มึงจะได้ตุ๋ยพี่เขาสักที่มั้ยละ เขาไม่มามึงก็เป็นฝ่ายไปหาเขาสิโว้ย”และนั้นก็ทำให้ผมค้นพบว่าตัวเองก็สามารถทำอย่างที่ไอ้เอมันพูดได้

“เออวะ กูลืมนึกถึงข้อนี้ไปเลย”

“รอเหี้ยอะไรอยู่ละครับเพื่อน ไปสิ รึต้องให้กูจุดธูปก่อนถึงจะไปได้”

“คือจริงๆ กูก็อยากไปนะ แต่วิชา ป้าสมศรีคาบบ่ายกูยังไม่ได้ทำเลยวะ”

“เอ้า ไอ้เวร เวลามีตั้งเยอะทำไมไม่รู้จักทำ”บ่นเหมือนแม่กูเดี๊ยเลย

“ก็ช่วงนี้มันวุ่นนี้หว่าอีกอย่าง กูก็เอาเวลาเกือบทั้งสัปดาห์ทำความเข้าใจควิซของป้าแกอยู่ จะให้กูแบ่งเวลาไหนไปอ่อยพี่เขาวะ”สาบานได้ว่าที่ผมพูดออกมาล้วนเป็นความจริงทั้งหมด หากคิดว่าผมโกหก ขอให้ไอ้เอท้องผูกเลยอะ

“งั้นหลังสอบเสร็จเป็นไง มึงไมมีแพลนไปไหนใช่ปะ”ถ้ามันกำลังหมายถึงช่วงเย็นละก็

“กูว่าง”

“เค ตามนั้น”

————————————-

ตกเย็นของวันนั้น สิ่งที่ผมคิดไว้ตั้งแต่ก่อนเดินออกจากห้องสอบ คือต้องไปตามหาใครสักคนที่คณะวิศวะ แต่ไม่รู้ว่าเดินอีท่าไหนผมถึงมาโผล่ที่ร้านแม่หมอ ในเวลายามวิกาล แบบนี้พร้อมกับไอ้เอได้


“เอ่อคือผมมีเรื่องอยากปรึกษาครับแม่หมอ คือเพื่อนผมมัน...”และยังไม่ทันที่ไอ้เอมันจะพูดจบแม่หมอก็พูดแทรกขึ้นมา

“รู้ ฉันรู้...ว่าเธอจะพูดว่าอะไร”ว่าจบเธอก็แบมือทั้งสองไว้ข้างหน้าพร้อมกับส่งสายตาประมาณว่า

ส่งมือมาสิไอ้เด็กโง่ อะไรประมาณนั้นเลย

“อืม....เรื่องยังไปไม่ถึงไหนเลยสินะ....” ก็แน่นอนแหละครับ ถ้าเรื่อง ไปได้ดีผมจะกลับมาหาแม่หมอมั้ยละ ถามแปลกๆ

“ช่างพูดนะเรา”และในจังหวะนั้นผมก็พึ่งสำเนียกได้ว่าไม่ควรมาพูดหรือคิดอะไรเสียงดังต่อหน้าคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติ นางนี้ เลยพยายาม โฟกัสความคิดในหัว ไปที่เรื่องอื่น

เช่น

ทำอย่างไรถึงจะได้ล้วงไข่พี่ มันเป็นต้น

และในทันใดนั้นแม่หมอก็ลืมตาขึ้นเหมือนผีตายโหง ซึ่งก็เป็นอย่างนี้อยู่บ่อยครั้งแต่ไม่รู้ทำไมว่าผมถึงยังไม่ชินเสียที

“เธอต้องรีบแล้วนะ...เพราะตอนนี้เป้าหมายที่เธอเล็งไว้อยู่ กำลังถูกอีกคน จ้องมองไว้ก่อนหน้าแล้ว ถ้าช้าไปกว่านี้ .......เธออาจจะ...”ไม่ต้องรอให้พูดต่อผมก็สามารถเข้าใจได้ในทันที

————————— -

09.58

ผมกำลังนั่งซึมกะทือ อยู่ที่ใต้คณะ พร้อมกับชีทกองโตที่ตอนนี้มันได้กลายมาเป็นเพื่อนคนที่สามของผมเป็นเรียบร้อยแล้ว

คือตอนนี้ในสมองผม เต็มไป ด้วย สูตรการหาค่าและการคำนวณต่างๆที่พอได้อ่านและทำความเข้าใจซักพักแล้ว มันก็ทำให้ผมเริ่มเกิดความคิดที่ว่า


กูควรสู้ต่อไปดีมั้ย หรือควรวิ่งไปฝ่ายทะเบียนเพื่อทำเรื่องดรอปดี ซึ่งความคิดในหัวผมนั้นมันโอนเอนไปทางอย่างหลังซะมากกว่า แต่จะไปที่ฝ่ายทะเบียนตอนนี้ก็เสียดายค่าเทอมที่ป๊าจ่ายไป แถมถ้าเรียนไม่จบตั้งแต่เดือนแรกๆรับรองป๊าได้กระทืบผมไส้แตกแน่ๆ

คิดได้ดังนั้น ก็หันข้างไปยกเอ็มร้อยแปดสิบขึ้นมาแดกเพื่อสลัดความคิดบ้าๆออกจากหัวก่อนจะเพ่งกระแสจิตไปที่ชีทตรงหน้า และตั้งใจอ่านทบทวนอีกครั้ง


หากแต่พอเวลาที่ผมจะตั้งใจทำอะไรมักจะมีมารผจญโผล่เข้ามากวนอยู่เสมอ และผมขอเสียงสิ่งนี้ว่า

ไอ้เชี้ยเอก็ แล้วกันครับ ชอบโทรมาขัดจังหว่ะอยู่เรื่อย


“โหล”ผมกรอกเสียงอย่างหัวเสียใส่ปลายสาย ที่ตอนนี้มันไปมุดหัวอยู่ที่ส่วนไหนของโลกก็ไม่รู้

“หงุดหงิดอะไรกูอีกละเนี้ย”มันคงงงที่อยู่ๆก็โดนผมฉุนใส่

“ก็เรื่องแคลกับสูตรคำนวนกูไม่ได้เลย”

“เอ้า แล้วไอ้ที่กูเห็นนั่งนิ่งๆตอนทำข้อสอบนั้นละ”

“กูหลับ”

“ไอ้ห่ากูก็นึกว่าทำได้ แล้วนี้ มึงไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง”

“เอาจริงๆก็ตั้งแต่เริ่มเลยอะ มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบคิด..คิดอย่างเดียวที่ชอบคือ คิดเถิง พ่าง! เงียบกริ้บ”กูไม่น่าเล่นเลยเอาจริงๆ

“พอเถอะนะเพื่อน เหนื่อยก็นอนพัก ไอ้ห่าเล่นมุข
ส้นตีนอะไรเนี้ย”

“แล้วสรุปตอนนี้มึงอยู่ไหน”

“อยู่ในใจเสมอ จุ้บ “

“กูกดวางสายละบาย”

“เย้ย ใจเย็นๆ อย่าพึ่งวางกูมีเรื่องสำคัญจะมาบอก “และนั้นทำให้นิ้วมือที่กำลังกดปุ่มวางสายของผมหยุดชะงักเพื่อรอฟังถึงสิ่งที่ไอ้เอมันกำลังจะพูด

“ว่ามา”

“คือกู...เห็นพี่ฉลามด้วยแหละเว้ย”

“หืม...เห็นอยู่ไหน”เพราะ ถ้าอยู่แถวนี้ผมก็ต้องเห็นด้วยสิ

“คณะเขาดิสาด”

“เอ้าแล้วมึงไปเห็นได้ยังไง มึงไปทำห่าอะไรแถวนั้น”เพราะระยะจากคณะผมไปคณะพี่แกนี้ไม่ได้เฉียดคำว่าใกล้เลยนะ

“มาแอ้วสาว”

“แล้วเขาทำไรอยู่อะ มีบ่นๆคิดถึงกูบ้างปะ”

“ดูท่าน่าจะไม่นะ เอออีกอย่าง กูเห็นมีผู้หญิง เดินเกาะแขนเขาอยู่ด้วย นี้ละที่กูอยากบอก “และคำพูดของไอ้เอก็เริ่มทำให้คิ้วของผมขมวดเป็นปมในทันที

“มึงว่าไงนะ”

“จะรีบทำอะไรก็รีบทำนะเพื่อนกูกลัวว่ามึงจะเหลือเวลาอีกไม่นาน “ซึ่งไม่ต้องรอให้ไอ้เอพูดซ้ำ ผมก็เลือกที่จะทิ้ง ชีทเรียนไว้ที่โต๊ะก่อน จะตรงดิ่งไปที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่อยุ่ห่างไกลจากโลกภายนอกซะเหลือเกิน

————————-

“กูอยู่หน้าคณะแล้ว มึงอยู่ไหน”ทันทีที่มาถึงผมก็รีบต่อสายหาไอ้เพื่อนตัวดี ไม่นานนักมันก็กดรับสายพร้อมกับบอกพิกัดของเป้าหมายให้ผมได้รับรู้


[โรงอาหารคณะวิศวะ]

ผมเดินดุ่มๆเข้ามาด้วยอาการประหม่านิดๆ อาจด้วยเพราะสายตาหลายคู่ที่มองมา เหมือนพร้อมเสือก ว่าไอ้เด็กหน้าตาหล่อเหลานี้มันเป็นใคร แต่ไม่กล้าเดินมาถามเลยทำได้แค่นั่งมองนิ่งๆเพื่อหยั่งเชิง

ทั้งที่ความจริงแล้วเขา อาจกำลังบูลี่เด็กคณะอื่น ผ่านทางสายตานั้นอยู่ก็เป็นได้

ตุ้บ


เพราะมัวแต่เหม่อมองด้านข้างจนลืมมองข้างหน้าผมเลยเผลอชนเข้ากับอะไรสักอย่าง

ซึ่งสิ่งที่ผมชนก็ไม่ใช่สิ่งของหรือต้นเสาใดๆหากแต่มันคืออกแกร่งของใครคนหนึ่ง


ซึ่งคนๆนั้นก็คือ พี่ฉลาม....เชี้ย. บังเอิญสัด

พี่เขาเลิ่กคิ้วมองผมด้วยความสงสัยก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้า พร้อมกับดึงผมขึ้นไปด้วยแรงจากแขนเพียงข้างเดียว

งู้ย เท่ห์จัง



“มึงมาทำอะไรที่คณะกูเนี้ย”พี่เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบเหมือนไปหงุดหงิดอะไรซักอย่างก่อนจะมาเจอผม

เอาละสิกูควรจะตอบว่ายังไงดี ไม่ได้คิดสคิปมาก่อนด้วย


“เอ่อ...มาเดินเล่นอ่าพี่”

“เดินเล่น? จากโลจิส มาถึง วิศวะเนี้ยนะ”

“ก็..ใช่..ใช่ไงมันแปลกตรงไหน..ขนาดพี่เดินไปซื้อกาแฟแถวขณะผมบ่อยยังไม่พูดเลย”

“ก็นั้นกูตั้งใจไปซื้อมั้ยละ ไม่ได้ใช้เหตุผลว่าเดินเล่นแบบมึงสักหน่อย”เออแหะจะว่าไปเหตุผลผมแม้งดูฟังไม่ค่อยจะขึ้นเลย

“เออนี้พี่กินอะไรรึยังอะ”ผมเลือกเบี่ยงประเด็นเพราะไม่อยากโดนพี่มันถามซ่อกแซ่กไปมากกว่านี้

“ยังอะว่าจะโดดเรียนมาหากินอยู่ แล้วมึงอะ” งู้ยมีถามกลับด้วยอ่า ><

“ยังเหมือนกัน”สาบานได้ว่าผมกลั้นยิ้มจนแก้มแทบแตก

“ไปแอบกินกันมั้ย” อุ้ย ถึงจุดนี้ขอฟินได้มั้ย  •///•

“..แอบ...ก..กินเลยเหรอ”

“ไม่ใช่แบบนั้นโว้ย หมายถึง แอบโดดเรียนไปกินข้าวไง มึงนี้นะ”พี่ฉลามว่าพร้อมกับยกมือขึ้น
เตรียมเบิ้ดกะโหลก

“อุตส่าห์เตรียมตัวฟินแล้วนะเนี้ย”

“ไร้สาระจริงๆเด็กอย่างมึงเนี้ย”พี่เขาว่าพร้อมกันหันซ้ายขวาเพื่อหาที่นั่งกินข้าวสำหรับเราสองคน

“ตรงนู้น มึงเห็นมั้ย”ผมมองไปตามนิ้วที่พี่เขาชี้ พร้อมกับพยักหน้า

“ไปนั่งจองที่ไว้ เดี๋ยวกูซื้อข้าวมาให้ ว่าแต่มึงอยากกินอะไร”สาบานได้ว่าผมจ้องมองที่ตัวเขาแบบตาไม่กระพริบ

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
สุดท้ายเลยโดนสมนาคุณ ด้วยฝ่ามือของพี่เขาดังป๊าปเพื่อเรียกสติ

“ก็อยากกินคนซื้ออะ”

“สาระหน่อยกูรีบนะเนี้ย”พี่เขาเบี่ยงประเด็นเหมือนคำพูดของผมเป็นดั่งลมตด

มองข้ามกันเก่ง! อุตส่าห์พูดความในใจแล้วนะเนี้ย

“สรุปจะกินไร”

“อะไรก็ได้ครับ ผมเลี้ยงง่าย “ว่าไปก็พลางเหล่สายตาไปที่เป้าของอีกฝ่าย

“เออ ทำตัวง่ายๆแบบนี้ก็ดีหน่อย”อยากจะสวนกลับจริงๆว่าไม่ได้ง่ายแค่เรื่องกินแต่กับเรื่องอื่นก็เช่น กัน แต่ด้วยความที่กลัวว่าจะไม่ทันได้แดกกันซักที ผมเลยเลือกที่จะสงบปากสงบคำ แล้วเดินไปจอง ที่ของเราสองคนอย่างที่พี่มันต้องการ


ทันทีที่มาถึงโต๊ะผมก็รีบ รายงานสถานการณ์ วันนี้ให้ไอ้เชี้ยเอมันฟังผ่านแอพพลิเคชัน สีเขียว

[Whitezz] :[สติ๊กหมีทำหน้าเคอะเขิล]

[A-Atiwat]: มีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นตอบ!!

ไม่ต้องปล่อยให้ผมรอนานเชี้ยเอมันก็ตอบผมในทันทีเลยแหะ

[Whitezz]พี่เขาชวนกูกินข้าวด้วยแหละ ><

[A-Atiwat]: คนไหนละเพื่อน เอสรึเอ็ม

[Whitezz]ให้เดา ตอบถูกเลี้ยงบิงซู

[A-Atiwat]: เยดมีสินบน ..ให้กูเดานะ เอ็มชัวร์ เพราะกูเห็นมึงมี ซัมทิงวรอง กับเขาอยู่ ช่วงแรกๆ”

[Whitezz] :ผิดนะค้าบ พี่ฉลามตะหาก เพราะชะนั้นมึงต้องเลี้ยง หมูกะทะกูเย็นนี้เคนะ

[A-Atiwat]: เดี๋ยวๆกูไปตกลงกับมึงตอนไหนกัน

[Whitezz] :กูรู้มึงพูดในใจ


“คุยกับใคร” งู้ย อยู่ๆก็มาถามเรื่องส่วนตัว เหมือนคนที่เป็นอะไรกันแล้วเลยอะ

“กับเพื่อนครับ”แต่กูก็บ้าจี้ไปตอบพี่มันเนอะ

“อ่อ”พี่มันว่าพร้อมกับวางจานข้าวลงไว้ที่โต๊ะ แถมยังขยับมานั่งใกล้กูด้วยนะเอ๊อ เอา สิ


“ตรงข้ามก็ว่างนะพี่ ไม่ไปนั่งนู้นหรอ “ผมถามเป็นเชิงแบบไม่อยากจะนั่งด้วยนะ แต่ในใจนี้ลิงโลดแล้วจ้า ได้โปรดอย่าขยับนะ พลีส!



“ก็กูจะนั่งตรงนี้มึงจะทำไมห้ะ”น้านแหละ มันต้องอย่างนี้เส้

“ก็....ถ้าไม่กลัวอึดอัดอะนะ”ผมว่าพร้อมกับ ใช้ช้อนตักหมูในจากพี่มันขึ้นมาแดก

แต่ในระหว่างที่เรากำลังใช้เวลาสวีทท่ามกลางโรงอาหาร ก็มีหญิงสาวแปลกหน้าเดินเข้ามาหาเรา แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“นี้ใครเหรอ” บุคคลที่มาใหม่ เดินตรงมาจากด้านหลังพี่ฉลาม

“รุ่นน้องอะ...แล้วมาไมเนี้ย ทำไมถึงไม่ขึ้นไปเรียน”พี่ฉลามแกหันไปพูดกับสาวสวยที่ยืนอยู่ด้านหลัง ซึ่งพอมองดีๆแล้ว ก็หืม...อะไรมันจะงานดีทั้งคณะขนาดนี้ ...แต่ก่อนที่จะสงสัยเรื่องนั้น ผมควรเอะใจก่อน ว่าเธอคนนี้เป็นใครกัน..


“สวัสดีครับ”ไม่ลืมที่กล่าวทักทายผมรีบยืนขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้พี่สาวคนสวยด้วยท่าทาง ที่เคยไปประกวด มารยาทไทยมา เมื่อช่วงมอต้น


“โอ้ย ตายๆ ไม่ต้องไหว้พี่หลอก ลูก นั่งลงๆ”พี่สาวคนสวยว่าก่อนจะเดินมากดไหล่ผมให้นั่งรถที่โต๊ะดังเดิม

“แล้วสรุปมึงไม่เรียน?”พี่ฉลามยังคงถามต่อ

“ถามตัวเองเถอะค่ะ ชลธี ว่าแต่ อิเด็ก นั้นมันไปไหนแล้ว”พี่สาวคนสวยพูดพร้อมกับหันมองซ้ายมองขวา


“กลับไปแล้วมั้ง”

“เอาจริงๆกูว่ามึงควรบอกน้องเขาไปตรงๆได้แล้วนะว่าไม่ได้ชอบหรือคิดอะไร เขาจะได้ไม่ต้องมาตามหามึงที่คณะทุกวันแบบนี้อีก เพราะมันเดือดร้อนทั้งกู ทั้งเพื่อนคนอื่นๆ แถมยังทำให้มึงอารมณ์เสียอีก มึงชอบนักเหรอ”

“กูก็บอกเขาไปแล้ว แต่ฝ่ายนั้น ฟังกูที่ไหนละ กูถึงต้องคอยให้มึงช่วยไง”แล้วพี่แกก็ทำหน้าจ๋อยเป็นหมาหงอยตอนพูดจบ

“ตัวกูอะไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกนะ แต่มึงลองคิด ว่าถ้าสักวันแผนมันแตกขึ้นมามึงจะทำยังไง”ว่าจบพี่สาวคนสวย ก็หันมาจ้องผมสลับกับพี่ฉลามไปมาอยู่หลายครั้ง

“เดี๋ยวนะ ทำไมกูรู้สึกคุ้นหน้า น้องคนนี้จัง”ว่าพลางชี้นิ้วมาที่กูด้วยจ้า

“ก็ที่กูจูบมันอยู่ร้านกาแฟหลายอาทิตย์ก่อนไง”พี่ฉลามเอ่ยแบบไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร

“จริง! คนนี้อะนะ “

“เออ”

“เออคือจริงๆแล้วเรื่องวันนั้น”ตอนแรกก็ไม่เคยกระดากอายเรื่องนี้นะ แต่พอพี่สาวคนนี้เขายกเรื่องผมขึ้นมาพูดแล้วมันรู้สึกประหม่ายังไงก็ไม่รู้

“เอาน่า ไม่ต้องพูดหรอก พี่เข้าใจ เรื่อง ของเราสองคนใช่ปะ”ผมหันไปสบตาคนข้างๆซึ่งพี่มันนิ่งมากเว้ยทุกคน เหมือนไม่ได้รู้สึกเคอะเขินอะไร กับเรื่องที่เราจูบกันเลยสักนิด

“ฉลาม กูมีแผนดีๆที่จะช่วยให้อิเด็กคนนั้นเลิกยุ่งกับมึงได้แล้วมึงสนใจอยากจะฟังปะ...”

“มาถึงจุดนี้กูคงไม่มีอะไรจะเสียแล้วนิเนอะ ว่ามา!”...


———————————-


“ห้ะ!!!”

“เออก็อย่างที่กูบอกนั้นแหละ กูกับเขาเราต้องแกล้งเป็นแฟนกัน “

“ไหงมันเร็วขนาดนี้วะ “

“พี่มันคงลำบากใจจริงๆนั้นแหละ ไม่งั้นเขาคงไม่ยอมลดตัวมาเล่นด้วยกับกูหรอก”

“แต่จะว่าไปมันก็เข้าทางมึงด้วยไม่ใช่หรอ มีแต่ได้กับได้ มึงยังกังวลใจเรื่องอะไรอักเนี้ย”เอถามผมด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเอามากๆ

“จริงๆมันก็ดีแหละ แต่อยู่ๆกูก็แค่รู้สึกว่า พอถึงเวลา เขาก็จะหาทางเขี่ยกูทิ้งเหมือนที่เขาพยายามจะทำอยู่ในตอนนี้”

“อ้าว แล้วมึงคุยกับเขายังไง”

“กูก็บอกความรู้สึกไปทั้งหมดนั้นแหละ”

“แล้วพี่มันทำไงอะปฏิเสธทันทีเลยปะ”

“เงียบไม่ยอมตอบ “

“เฮ้อ มึงต้องเข้าใจนะ ไวท์ ว่าพี่เขาเป็นผู้ชาย อยู่ๆจะให้มามารับความรู้สึก กับคนที่ ที่เป็นผู้ชายเหมือนกันมันไม่ได้หรอก ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องใช้เวลา”

“เหรอ แต่ทำไมกูถึงหยุดคิดมากเรื่องนี้ไม่ได้เลยวะ”เอเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับดึงตัวผมเข้าไปปลอบ

“เชื่อกูเถอะเพื่อน เดินหน้าให้สุด ถึงวันข้างหน้ามึงจะไม่เหลือ ใคร แต่อยากให้รู้ ไว้ว่ามึงยังมีกู”

.............

#summer☘️
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-08-2020 13:21:48 โดย Sassawat6523 »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ทำไมตัวหนังสือช่วงท้ายเป็นสีขาวอะ อ่านยากมาก

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1002
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
หลงรักกันก็คราวนี้แหละ

ออฟไลน์ Sassawat6523

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
แก้ไขสีให้เรียบร้อยแล้วครับ

ที่มันเป็นสีขาวน่าจะเกิดจาก การใส่วงเล็บ พร้อมกับ คำว่า “White” ครับ ซึ่งคำมันตรงกับโค้ดสีพอดี แต่ตอนนี้เปลี่ยนให้เรียบร้อยแล้วนะครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด