My Happiness is you รักเลวร้าย ตอนที่ 11 องศาเดียว
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: My Happiness is you รักเลวร้าย ตอนที่ 11 องศาเดียว  (อ่าน 735 ครั้ง)

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17





Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-07-2020 08:49:12 โดย jackkiesiii »

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: My Happiness is you รักเลวร้าย ตอนที่1
«ตอบ #1 เมื่อ20-06-2020 15:31:18 »

นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ชื่อบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ต่าง เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เรื่องความรุนแรงหรือเหตุการณ์ไม่ควรกระทำ ควรอยู่ดุลยพินิจของผู้อ่าน

Chapter 1 ก็ผมเป็นแบบนี้




      “นี่ผมพึ่งเรียนจบ… ทำไมต้องรีบให้ผมทำงานด้วย”ผมโวยวายใส่พ่อของผมอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ
“เพราะแกมันเที่ยวเล่นมาเยอะมากเกินไปแล้วไง” ก็ผมวัยรุ่นป่ะวะพ่อ “… ชั้นมีเวลาให้เเกเตรียมตัว 2 วัน วันจันทร์ตอน 7 โมง ชั้นต้องเห็นแกมาพร้อมที่ห้องอาหาร และถ้าตุกติก ชั้นจะอายัดเงินในบัญชีของแกทุกบัญชี รวมถึงบัตรเครดิตทุกใบ”
“แต่พ่อครับ”ผมต้องเถียงสู้ดิ
“หุบปาก… แล้วกินซะ” พ่อผมจ้องหน้าสวนมาอย่างเร็ว ทำไมมันเป็นมื้อค่ำที่ไม่มีความอร่อยเอาซะเลย เป็นเพราะเชฟประจำที่บ้านผมฝีมือตกหรือไง
   “อิ่มแล้วครับ” ผมจัดการเช็ดปากก่อนที่จะพาตัวเองลุกขึ้น
“เดี๋ยวสิลูก” แม่จะมาห้ามอะไรผมได้ ตอนนี้ผมบอกเลยโคตรหงุดหงิด “วันนี้ เชฟโอลิวิเย่ อุตส่าห์มาทำขนมหวานของโปรดลูกนะ อยู่ทานก่อนนะลูก” ทำไมแม่ชอบทำให้ผมต้องเสียหน้าต่อพ่อจอมโหดของผมอยู่เรื่อย “บอกเชฟจัดเสิร์ฟได้เลย จ่ะนอม”
LE CHOCOLAT TENDANCE    นี่มันเป็นของโปรด 1 ใน 3 ที่ทุกคนรู้ แปลว่า ทุกคนเตรียมการกันมาไว้เป็นอย่างดี… แต่ทำไมผมต้องมายอมแพ้เพราะแค่ขนมหวานด้วย… ไม่เข้าใจ
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
ครืด~~~~~~~
ใครเข้ามาเปิดม่านในห้องของผมแต่เช้า นี่มันรบกวนความเป็นส่วนตัวของผมมากเกินไปแล้ว และแถมยังละเมิดคำสั่งของผมอีก
“วันนี้แม่นัดช่างทำชุดของบ้านเรามาตัดชุดทำงานชุดเเรกให้ลูก ตอนนี้เขามาถึงละ รีบไปล้างหน้าล้างตาซะ” แม่เองหรอ
“แต่นี่มันวันอาทิตย์นะแม่” แม่ทำผมหงุดหงิดแต่เช้าเลย แต่ คงไม่น่าหงุดหงิดเท่าที่แม่ของผมลืมกฎระเบียบก่อนที่จะเข้ามาในห้องนอนของผม…. แรปรองเท้า “ผมรู้แล้วครับแม่…. แต่ตอนนี้แม่ออกจากห้องผมไปก่อนเลย และตามป้านอมมาถูห้องแล้วก็สตรีมไอน้ำฆ่าเชื่อโรคให้ผมด้วย…. อย่างด่วน” ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่น่าโมโหกว่าแม่เข้ามาปลุกผมซะอีก
การอาบน้ำชำระล้างกายของผม ใช้เวลา 1.30 ชม ถือว่าเป็นเวลาอย่างต่ำ หรือรวดเร็วที่สุดอย่างที่พวกคุณพูดกัน และการสวมใส่เสื้อผ้าจะมีป้านอม เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะรู้ว่าผมต้องใส่อะไร สีอะไร แบบไหน วันอะไร และต้องใส่คู่กับนาฬิกา ถุงเท้า กางเกงชั้นใน รองเท้าคู่ไหน รวมถึง  accesserry ที่ผมชอบด้วย
“ตอนนี้คุณผู้หญิงรอคุณจอสอยู่ที่ห้องรับแขกนะคะ เห็นว่ามีแขกด้วย ป้าว่า คุณจอสรีบแต่งตัวเเล้วรีบลงไปเถอะค่ะ”
“เดี๋ยวผมฝากป้าโทรบอกลุงจักรให้เตรียมรถให้ผมด้วย ผมจะออกไปทานข้าวแล้วก็ซื้อเสื้อผ้าข้างนอก แล้วก็แบบเดิมนะครับ ชุดไหนที่ผมใส่เกิน 3 ครั้งแล้ว ป้าเก็บออกเตรียมเอาไปบริจาคได้เลย ยกเว้นตู้ส่วนตัวของผมเหมือนเดิม” แต่ผมรู้ว่าป้านอมไม่เคยโกรธหรือโมโหอะไรผมเวลาที่ป้าแกพูดอะไรแล้วผมไม่ฟัง “อ่อ… อีกอย่างนะครับ… เปลี่ยนรหัสประตูห้องผมให้ด้วย แล้วใช้เลขอะไร ไลน์มาบอกผมด้วยแล้วกันนะครับ” ผมไม่ชอบให้ใครเข้ามาวุ่นวายในห้องส่วนตัวของผม ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ไม่เว้นแม้แต่ พ่อกับแม่ของผมเอง
หลังจากแต่งตัวจนจบครบสมบูรณ์ พอผมเดินลงมาด้านล่าง ช่างตัดเสื้ออาวุโสของแม่ผมคงจะกลับไปเป็นที่เรียบร้อย “ป้านอมคงมาส่งสารให้แม่เรียบร้อยแล้วนะครับ… เดี๋ยวยังไง ผมขอยืมตัวลุงจักรไปขับรถให้ผมก่อน… ไม่น่าเกินค่ำ… ไปนะครับ” เห็นมั้ยครับ แม่ผมท่านใจดี ไม่ต่อว่าอะไรผมสักคำ และสำหรับผม การเตรียมพร้อมเป็นอะไรที่ผมชอบมากที่สุด และป้านอมก็ไม่เคยทำให้ผมต้องผิดหวัง
“นี่แกจะไปไหนเนี้ย” เสียงของพี่ชายสุดที่รักของผมเอง พี่โจ
“มอนิ่งพี่โจ ว่าจะออกไปทานข้าวแล้วก็ซื้อเสื้อผ้าเตรียมทำงานวันจันทร์”
“ซื้อเสื้อผ้า!?”ทำไมต้องตกใจด้วย “แล้วแกมามอนิ่งพี่ตอนเที่ยงเนี้ยนะ”
“ใช่…. ก็เที่ยงของพี่ เช้าของผมนี่ครับ” ผมยึดถือตัวเองเสมอ ก่อนที่จะเดินขึ้นรถไปตามระเบียบ
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
   ห้างสรรพสินค้าประจำบ้านผมก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านสักเท่าไหร่ แล้วมันก็เป็นเรื่องดี เพราะผมเกียจการเผชิญรถติดใน กรุงเทพมากที่สุด จนเมื่อผมมาถึง คุณ รชต ผู้บริหารฝ่ายการตลาด ประจำห้าง ก็จะลงมาต้อนรับผมเสมอ และเป็นคนพาเดินชม เสื้อผ้า รองเท้า ตามแบรนด์ต่างๆ แต่ผมแค่จะบอกว่าระดับผม ต้องเป็น Hi-end เท่านั้น จะมีบ้าง ที่หันมาใช้ Hi-street และทั้งหมดทั้งมวล ผมมีหน้าที่เดียวในการช้อปปิ้งเสื้อผ้าเหล่านี้คือ การชี้นิ้วว่าจะเอาตัวไหน ชิ้นไหน พร้อมกับยื่นบัตรเครดิตที่เป็นระดับ infinite เท่านั้น คงสงสัยกันใช่มั้ยล่ะครับว่าทำไม คนเอาแต่เที่ยวเล่นอย่างผม ยังคงเหลือบัตรเครดิตระดับนี้ใช้ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ก็แค่เหล่าบรรดาเสื้อผ้าที่ผมไม่ได้ใช้จะถูกลำเลียงไปแจกเป็นของขวัญให้กับเหล่าพนักงาน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ใครจะหาว่าเป็นของมือสองผมก็ไม่ขัด เพราะมันคือความจริง แต่ก็เป็นของที่มีราคาสูงเกินกว่าเหล่าบรรดาพนักงานของพ่อผมจะซื้อมาใส่ให้เปรอะเปื้อนในราคามือหนึ่ง แต่ถึงทุกคนจะทราบกันดี แต่ก็ไม่เคยมีใครปฏิเสธเสื้อผ้า หรือกระเป๋าพวกนั้นเลยสักคน
   กว่าจะคัดสรรเสื้อผ้าจนเป็นที่พอใจของผม ก็แทบจะหมดเวลาเเล้ว กลายเป็นว่า อาหารมื้อเช้าในเวลาเที่ยงวันของผม ก็เลือนหายไปเงียบๆ


°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°



   “เป็นไงบ้างคะวันนี้… เหนื่อยมั้ย”นี่ล่ะ แม่คนที่ 2 ของผม
“ไม่เหนื่อยครับ แต่หิวมากกว่า จัดโต๊ะให้ผมด้วยนะครับ”  ผมรีบเดินเข้าบ้านก่อนเพื่อนเลย
“แต่ตอนนี้คุณโจกำลังนั่งทานอาหารอยู่ คุณจอสจะไปนั่งทานด้วยมั้ยคะ”
“ตามนั้น” ผมรีบเดินขึ้นมาบนห้องเพื่อเปลี่ยนจากชุดลำลองแบบเต็มสูตร มาเป็น casual ให้เหมาะกับการทานอาหารมื้อค่ำกับครอบครัวสักหน่อย
   พอลงมาถึงห้องอาหารก็เห็นป้านอมกับแม่บ้านอีกสองคนกำลังจัดวางอุปกรณ์ทานอาหารให้กับผม “ทำไมวันนี้พี่มีนั่งอยู่คนเดียว… พ่อล่ะแม่ล่ะครับ” ป้านอมวางผ้ากันเปื้อนตามหน้าที่แสนประจำที่ขาดไม่ได้
“ออกไปงานเลี้ยงข้างนอก… แต่ไม่รู้นะว่าที่ไหน”
“แล้วพี่อรินทร์ล่ะครับ” พี่โจ มองหน้าจ้องผม… อาการแบบนี้ไม่พ้นเรื่องเดิม “ขอข้าวเพิ่มอีกครึ่ง” ถือว่ารวบสองมื้อไปเลยแล้วกัน “ถ้าเสร็จแล้วผมขอส่วนตัวกับพี่โจสองคน ปิดประตูห้องอาหารให้ด้วย” รวดเร็วทันใจครับ แม่บ้านบ้านนี้ “ผมเคยบอกกับพี่แล้วว่าให้เลิก พี่จะมาทนเจ็บกับผู้หญิงใจแตกแบบนั้นอยู่ทำไม”
“แกอยากได้ยินคำตอบแบบไหนล่ะ แบบถูกใจ หรือไม่ถูกใจ”
“งั้นพี่ไม่ต้องตอบ… เพราะถ้ามันเหมือนเดิม ผมก็ไม่อยากฟัง…” ความสุภาพบุรุษของพี่ชายผมมันล้นเอ่อจนบางทีอยากจะทุบให้ต่อมนี้มันแตกให้รู้แล้วรู้รอดไป “แล้วน้องโรสล่ะ ขึ้นห้องไปแล้วหรอ” อาหารคำแรกของวันพึ่งได้เข้าปาก
“ใช่” เห็นว่ามีการบ้านวาดรูป เลยรีบทานรีบขึ้นไป”  ทำไมผมต้องมาเห็นสภาพพี่ชายของผมเป็นแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ กับอีแค่ผู้หญิงที่พ่อแม่หามาให้ ถ้ามันเลวมันชั่วมากก็เลิกๆไปไม่เห็นมีอะไรยาก  แค่ลูกสาวคนเดียวครอบครัวผมเลี้ยงได้สบายอยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมจะต้องมานั่งโกหกพ่อแม่ว่ายังรักกันดี เป็นครอบครัวสุขสันต์ เวลาได้ฟังแล้วแทบจะอ้วก บางทีผมก็อยากให้พี่ชายตัวเองปลดปล่อยความเลวทรามออกมาบ้างจะได้เอาไว้กำหราบผู้หญิงที่แรดไม่เลือก
“พี่อิ่มละ… เดี๋ยวพี่ขึ้นไปดูโรสก่อน” ผมหวังว่าสักวันพี่ผมจะกลับไปยิ้ม หัวเราะได้เหมือนเมื่อก่อนไวๆ ส่วนตัวผมเอง พรุ่งนี้เป็นวันแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกให้เหมาะสมกับการเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่และประกอบเครื่องบิน และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย…

พาร์ทของโจ
วันนี้ก็เหมือนอีกหลายๆวันที่รินทร์ไม่เคยอยู่บ้านดูแลลูกเหมือนเคย สำหรับผมมันกลายเป็นเรื่องคุ้นชินไปซะแล้ว ซึ่งกลับกันที่ว่าวันไหนผมเห็นรินทร์อยู่ดูแลลูก มันกลายเป็นเรื่องที่น่าเซอร์ไพร์สอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้โรสอายุ 6 ขวบ แล้ว แต่ความนึกคิดของเธอทำให้ผมไว้วางใจที่จะให้เธอทำอะไรด้วยตัวคนเดียวได้โดยไม่ต้องห่วงหรือมีคนคอยติดตามดูแล
“ไหนให้คุณพ่อดูรูปที่โรสวาดหน่อยสิคะ”หวังว่าผมจะไม่ทำให้เธอต้องตกใจ
“ยังไม่เสร็จเลยค่ะคุณพ่อ… เหลือระบายสีต้นไม้กับแม่น้ำ” แต่ผมรู้สึกแปลกกับรูปที่ลูกสาวของผมวาดนิดหน่อย
“โรสคะ… คนนี้โรส… คนนี้พ่อ… แล้วคนนี้เป็นใครล่ะคะ” รูปที่ผมได้เห็นเป็นรูปของโรสที่ยืนอยู่ตรงกลาง และมีผมที่ยืนอยู่ทางซ้าย แต่คนทางขวากับไม่ใช่รูปผู้หญิง หรือรินทร์แม่ของเขา
“คนนี้คือน้าจอสคะ”
“น้าจอส…. แล้วคุณแม่ล่ะคะ” เธอชี้ไปตรงมุมของภาพซึ่งมีรูปผู้หญิงคนหนึ่งกำลังขับรถอยู่
“ก็คุณแม่ชอบขับรถออกจากบ้านไปบ่อยๆ ไม่เห็นอยู่กับโรสกับคุณพ่อเลยนี่คะ โรสก็เลยวาดให้คุณแม่ขับรถไปเที่ยวซะเลย” ผมควรตอบกับลูกของผมว่ายังไง ควรมั้ย ที่จะบอกความจริงกับเขาตั้งแต่เขายังเด็กแบบนี้
“แล้วโรสคิดถึงคุณแม่มั้ยคะ”
“ไม่ค่ะ… โรสชอบอยู่กับคุณพ่อ น้าจอส คุณปู่คุณย่า”ผมควรดีใจกับคำตอบแบบนี้ใช่มั้ย
“งั้นเดี๋ยวโรสรีบทำให้เสร็จแล้วเดี๋ยวไปอาบน้ำกัน… แล้ววันนี้… สระผมให้พ่อด้วยนะคะ”
“โอเคค่ะ” รอยยิ้มของเขามันทำให้ผมมีเเรงที่จะพยายามรักษาครอบครัวของเราเอาไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะถึงแม้ ความเป็นจริงมันจะไม่ใช่เลยก็ตาม
   หลังจากที่ผมเข้าไปตรวจดูการบ้านของโรสจนเสร็จเรียบร้อยผมก็กลับมายังห้องนอนของผมที่อยู่ถัดจากห้องของโรส
“ไงคะ ลูกทำการบ้านเสร็จแล้วรึยัง” ผมไม่น่าเดินกลับเข้ามาเลย “เดี๋ยวพรุ่งนี้รินทร์จะออกไปพบลูกค้าที่ระยอง อาจจะกลับค่ำๆ ไม่ก็เช้าอีกวันนึง… คุณคงไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยคะ”รินทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดของบริษัทพ่อผม เธอมีตำแหน่งเป็น AE แต่เธอก็ถูกตำหนิติเตียนจากพ่อของผมบ่อยครั้งจากความที่ไม่เอาใจใส่ และควบคุมงานให้เป็นไปตามแบบแผนที่ควรจะเป็น “คุณได้ยินรินทร์มั้ยคะ”
“ก็… เดินทางดีๆแล้วกัน” ผมหันเหความสนใจตัวเองโดยหันมาเตรียมเครื่องแบบที่จะต้องใส่ไปทำงานวันพรุ่งนี้
“ส่วนเรื่องลูก”
“คุณไม่ต้องห่วง… ผมรู้หน้าที่ของผมดีแล้วว่าผมต้องแบ่งเวลายังไง”ผมรีบสวนกลับไปทันที “เหมือนคุณไง”
“โจ…”เธอขึ้นเสียงใส่ผม “คุณจะไม่หยุดพูดเรื่องนี้ใช่มั้ย”
“แล้วคุณหยุดที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้มั้ยล่ะ”ผมเดินเข้าไปหาเธอ “คุณเห็นผมเป็นผัวแบบไหน ผัวที่แบบปล่อยให้เมียตัวเองไปนอนอ้าขาให้คนอื่นเขาเสียบเขาแทงโดยที่ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรแบบนี้น่ะหรอ” ผมไม่ควรเก็บมันไว้อีก “ ไอ้ที่ผ่านมาที่ผมหลับหูหลับตาไม่พูดอะไร ผมก็ถือว่าให้โอกาสคุณมากแค่ไหนแล้ว ที่ผมพยายามประคับประคองคำว่าครอบครัวของเราอยู่คนเดียวแบบนี้ผมเหนื่อย… ทำไมผมต้องเป็นคนมาคอยให้คำตอบกับลูกว่าแม่ของมันไปไหน… ต้องมาคอยโกหก ทั้งๆที่แม่ของมันออกไปแรดอยู่กับผู้ชายคนอื่นไม่เว้นแต่ละวัน
~~~เพี้ยะ~~~
“คุณคิดว่าผมจะเจ็บหรอ… ผมไม่รู้สึกเจ็บเลยตั้งแต่ที่รู้ว่าคุณไปนอนกับไอ้ศร เพื่อนของผมแล้วล่ะ”
“คุณพูดอะไรของคุณ”
“คุณพ่อคะ… โรสทำการบ้านเสร็จแล้วค่ะ… คุณแม่”
“ตอนนี้คุณแม่ตัวสกปรก” ผมรีบห้ามโรสเอาไว้ “เดี๋ยวโรสไปรอคุณพ่อที่ห้องอาบน้ำนะคะ เดี๋ยวพ่อเดินตามไป” เธอรับฟังและเดินออกไปอย่างไม่มีคำถามอะไร ส่วนผม ก็แค่หยิบชุดคลุมอาบน้ำเดินตามออกไปเท่านั้นเอง
ผมกับโรสเราอาบน้ำด้วยกันมาตั้งแต่โรสอายุได้ 3ขวบ หลังจากกลับจากสำนักงาน ผมก็ใช้ชีวิตอยู่กับเธอไม่ค่อยได้ออกไปไหน นอกจากเธอจะเรียกร้องให้พาไปเอง เวลาของผมกับเธอมันมีค่ามาก ผมพยายามสอนเธอในสิ่งที่เธอควรรู้ อาจจะเป็นเเค่เรื่องเล็กๆน้อยๆก็เถอะ มีคนเคยถามผมว่าทำไมยังอาบน้ำกับลูกอยู่อีก แถมเป็นลูกสาวแบบนี้ อาจจะได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น แต่สำหรับผม ผมเชื่อว่าลูกสาวของผมเข้าใจและเรียนรู้ว่าอะไรควรถามหรือไม่ควรถาม ผมอาจจะเป็นพ่อยุคใหม่ที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับธรรมเนียมเก่าๆ เพราะผมสนแค่เพียงช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเพียงเท่านั้น และการสระผม เป็นสิ่งที่เธอมักจะทำให้ผมทุกครั้งเวลาอาบน้ำด้วยกัน ถึงแม้ว่าผมของผมมันจะมีแค่นิดหน่อยก็เถอะ
“เดี๋ยวพรุ่งนี้คุณพ่อไปส่งที่โรงเรียนเช้าหน่อยนะคะ… พ่อมีประชุมตอนเช้า” ผมบอกพลางเช็ดผมให้กับลูกสาวเงือกน้อยของผม
“โอเคค่ะ” เธอรีบกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียง ที่รายล้อมไปด้วยตุ๊กตาหมีมากมายไปหมด “พรุ่งนี้คุณพ่อถักเปียให้โรสด้วยนะคะ” ผมก็ได้แต่เพียงพยักหน้าและอมยิ้มออกไป
“ฝันดีนะคะ”ผมจูบลงไปที่หน้าฝากน้อยๆของเธอ ก่อนที่จะหรี่ไฟลงเหลือเพียงความสว่างเล็กน้อย เธอคือ 1 ในความสุขที่ผมคงขาดไม่ได้ ถ้าหากวันนึง ครอบครัวที่พ่อแม่ของผมสร้างให้มันจะต้องพังทลายลง โรสจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้ผมยืนหยัดต่อได้
“หลานหลับแล้วหรอ”
“อืม เมื่อกี้นี้เอง” ผมปิดประตู “เดี๋ยววันนี้พี่ไปนอนห้องนอนแขก ถ้ามีอะไรก็ไปหาที่นั้นแล้วกัน”
“ถ้าผมจะมี คงไม่ใช่กับพี่หรอก”
“แค่ไม่อยากให้โรสได้ยินหรือรับรู้อะไรที่มันไม่ดีต่อเขา… และถ้าแกคิดเหมือนกัน… ก็อย่าทำ” ผมเดินปลีกตัวออกมาจากน้องชายผมที่ยืนอยู่ที่หน้าห้องของโรส ผมว่านี่แหละสิ่งที่ยากและลำบากที่สุดในการใช้ชีวิต มันไม่ใช่เรื่องงาน เรื่องเงิน แต่มันเป็นเรื่องของการประคับประคองสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้กับคนที่เรารักมากที่สุด แค่นั้นเอง



อ่านจบแล้วอย่าลืมติชม คอมเม้นท์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
     
Chapter 2 ความวุ่นวาย



     วันเริ่มต้นชีวิตในการเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ก็ได้มาถึง วันนี้ผมตื่นเตรียมตัวตั้งแต่ ตีสี่  การเปิดตัววันแรกในบริษัทต้องไม่มีอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เอาจริง ไม่เคยมีใครได้เห็นหน้าผมเดินในบริษัทของพ่อมาก่อน เพราะมันเป็นที่ที่ไม่เจริญหูเจริญตาผมเอาซะเลย แต่เอาเถอะ มันเป็นสถานที่ที่สร้างให้ผมมีความสุขและสะดวกสบายมาตลอดชีวิต สูทที่ผมใส่วันนี้เป็นสูทที่ผมสั่งตัดมาได้เกือบปี แต่ยังไม่มีโอกาสจะได้ใส่ แต่วันนี้คงถึงเวลาแล้ว เป็นชุดสูทจาก  Alexander Amosu Vanquish II Bespoke ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากขนของ vicuna ที่เป็นสัตว์หายาก ถึงคนอื่นจะดูไม่ออกว่ามันมีคุณค่าหรือแตกต่างจากชุดสูทแบบอื่นยังไง แต่สำหรับผม ศิลปะความสวยงามคือชีวิต ส่วนเรื่องราคาถือว่าเป็นเรื่องราวของความสมบูรณ์แบบก็แล้วกัน
“ผมขอ นาร์ซิสซัส กับสโคนแยมบลูเบอร์รี่กับคอจเตสชีส 2 ชิ้น” 
“ถือว่าทำเวลาเปิดตัวได้ดี” นี่คือคำชมของพ่อผมใช่มั้ย “เดี๋ยวแกรอเข้าบริษัทพร้อมชั้น พนักงานจะได้รู้จักหน้าคาดตาแกเอาไว้บ้าง”
“ไม่ล่ะครับ… ผมอยากเป็นประธานคนใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักบ้าง…ปาร์ตี้สวมหน้ากากสำหรับผมมันเอ้าท์แล้วน่ะครับ”ยิ้มมุมปากแบบนี้หมายความว่าไงครับพ่อ
พอพูดคุยกันได้ไม่นานพี่โจกับน้องโรสหลานสาวสุดสวยของผมก็เดินลงมา…. แต่เดี๋ยวนะ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณปู่ คุณย่า แล้วก็น้าจอส”
“ใครถักเปียให้หนูคะ ทำไมมันยุ่งเหยิงแบบนั้น”
“คุณพ่อค่ะ”
“พ่อโจเนี้ยนะถักเปียให้”
“ใช่ค่ะ… ” พี่ชายผมมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย นี่แหละครับ ยามเช้าบ้านผม มันมักจะรื่นเริงกว่ามื้อค่ำเล็กน้อย ก็อย่างว่า พึ่งตื่นนอนกันมานี่ครับ จะให้หงุดหงิดอะไร หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันจนเรียบร้อย ทุกคนก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง และหน้าที่ของวันนี้คือการขับรถเองไปยังบริษัท ซึ่งปกติผมจะนั่งรถของครอบครัวโดยมีลุงจักรเป็นคนขับให้ แต่วันนี้มันเป็นรถของผมเอง ที่ก็ห้ามใครขับ นอกจากผม
“ไม่อวยพรน้องหน่อยหรอพี่ชาย”ผมเปิดกระจกแซว แต่เขาก็ได้แค่ยิ้ม พร้อมกับหลานสาวที่กำลังโบกมือบ๊ายบายอย่างเหมือนจะจากกันไกล
จากบ้านผมมาบริษัทใช้เวลาเพียงไม่นาน ในวันที่รถไม่ติด แต่นี่มันคือกรุงเทพ ที่หาคำว่ารถไม่เจอ กว่าจะฝ่าสงครามบนถนนมาได้ แทบหมดอารมณ์อยากเป็นประธานคนใหม่เลย
 พอจอดรถเสร็จเรียบร้อย ความตื่นเต้นแบบที่ไม่เคยรู้จัก มันแสดงพลังออกมา จนผมทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งสงบนิ่งอยู่กับตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเปิดประตูลงมา
“น้อง… นั้นมันที่จอดรถผู้บริหาร พี่ว่าน้องจอดผิดที่นะ” ชายวัยกลางคนที่หน้าตาดูไม่เป็นมิตรเอาซะเลย พูดบอกผม แต่… ผมไม่สนใจ
“น้อง”เสียงกระชากและจับไหล่ผมให้หันแบบนี้…. ผมไม่ชอบให้ใครมาแตะน้องต้องตัวผม ถ้าไม่สนิท… และ… เขาทำสูทผมมีรอยยับ
“อย่าเอามือสกปรกมาแตะสูทผม” ถือว่าบอกให้รู้ตัวแล้วนะ ผมเร่งฝีเท้า เดินตรงไปยังลิฟต์ที่เห็นอยู่ด้านหน้า และดูเหมือนจะเป็นลิฟต์ที่พ่อผมอาจจะใช้เป็นประจำ
“น้อง… นี่มันลิฟ……… ต์” ผู้ชายคนนี้น่ารำคาญชะมัด ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นมายังชั้น 40 ที่พ่อผมนั่งประจำการ ซึ่งทั้งชั้นเป็น penthouse ที่มีแต่ห้องทำงานของพ่อผมห้องเดียว และถ้าจำไม่ผิด
“สวัสดีค่ะ คุณกฤตรินทร์” จำไม่ผิดจริงๆ “เดี๋ยวเชิญนั่งรอที่โซฟาก่อนค่ะ” คุณอิงลดา ผู้ซึ่งเป็นเลขาที่พ่อผมเคยชมให้ฟังอยู่บ่อยครั้งในเรื่องการทำงานที่หาข้อผิดพลาดได้น้อยมาก แถมอายุก็ยังรุ่นๆเดียวกับผม
“ท่านประธานให้ดิฉันนำข้อมูลบางส่วนมาให้คุณกฤตรินทร์อ่านก่อนน่ะค่ะ พร้อมกับคำปราสัยที่จะใช้พูดกับหัวหน้าทุกฝ่ายตอนเข้าประชุม หลังจากการแนะนำตัวน่ะค่ะ” ถือว่าพ่อผมเตรียมการได้ดี…. แต่คนอย่างผมไม่พึ่งคำปราสัยหรอก… ความรู้สึกหน้างานล้วนๆ มันเรียลดี
ผมมาถึงได้ไม่นานพ่อผมก็มาถึงตามๆกัน นิสัยพ่อผมเป็นคนเตรียมพร้อมก่อนจะทำอะไร รวมถึงการประชุมที่จะเปลี่ยนแปลงประธานคนใหม่ครั้งนี้ก็ด้วย
“อิงลดาให้แกอ่านหมดแล้วใช่มั้ยว่าควรพูดอะไรบ้างต่อหน้าที่ประชุม”เสียงเข้มเชียวท่านชาย
“ครับ”ตอบรับให้สบายใจจะได้ไร้เสียงบ่น
ไม่นาน วาระการประชุมที่แสนสำคัญของพ่อผมก็มาถึง พ่อให้ผมรออยู่ที่ห้องทำงาน พอใกล้ถึงเวลาท่านจะเรียกไป แต่ขอโทษครับ คนอย่างผมเคยพูดแล้วว่าจะไม่ให้ใครเห็นตัวของผม คนอย่างผมชอบการเซอร์ไพร์ส
“คุณกฤตรินทร์ค่ะ ท่านประธานให้มาเชิญไปยังห้องประชุมค่ะ” เธอมากล่าวเพียงสั้นๆก่อนจะเดินออกไป
“เดี๋ยวครับ… คุณอิงลดา” ความต้องการของผม มันต้องเป็นที่ 1


พาร์ทของคุณกฤตฤทธิ์
“ท่านประธานคะคือว่า” ไอ้ลูกชายคนนี้นี่มันเรื่องเยอะซะจริง มันเห็นว่าการทำงานเล่นเรื่องเล่นขายของรึไง แต่พ่ออย่างผมก็ได้แค่โมโหนิดๆหน่อยๆเท่านั้นล่ะ เพราะคิดเอาไว้อยู่แล้ว ว่าความคิดคนรุ่นเก่าอย่างผม มันไม่ซับซ้อนเท่าเด็ก gen ใหม่ๆนักหรอก
“เดี๋ยวผมจะให้ทุกท่านได้พูดคุยกับประธานบริหารคนใหม่… แต่ผมไม่แน่ใจนะว่า ประธานใหม่คนนี้ มันจะง่ายแบบผมรึเปล่า” ที่ผมกล้าให้ลูกชายผมทำอะไรแบบนี้ เพราะบริษัทนี้ มีผมคนเดียวที่ครอบครองหุ้นทั้ง 100% ส่วนผู้บริหารฝ่ายอื่นจะได้รับเป็นเงินตอบแทนจากผลกำไรในแต่ละไตรมาสแทนการถือหุ้นไว้ในมือ
“สวัสดีคณะกรรมการผู้บริหารทุกท่านนะครับ ทุกคนคงทราบกันดีแล้วว่า พ่อของผมจะขอวางมือจากการเป็นประธานบริหาร แล้วส่งต่อไม้ให้กับลูกชายอย่างผม ผมไม่มีอะไรมากครับ แค่คำเตือนสติง่ายๆ ทำงานดี บริษัทดี พวกคุณดี งานไม่ดี บริษัทแย่ พวกคุณแย่ ถึงบริษัทนี้จะเป็นของครอบครัวผม แต่ถ้าขาดแรงกำลังที่ช่วยกันผลักดัน มันก็คงไม่รอด ผมเป็นคนง่ายๆครับไม่ต้องคิดมาก ไม่ซับซ้อน….” มันก็มีความคิดใช้ได้ไอ้ลูกคนนี้ นึกว่าจะเก่งแต่ใช้เงินไปวันๆ “เอาล่ะครับ เรื่องสุดท้ายที่ผมจากฝากกับกรรมการและพนักงานทุกท่านนะครับ  A job isn’t a job it’s who you are” ลูกผมมันตัดการสนทนาออกไปดื้อๆ เหลือทิ้งไว้แต่คำถามมากมายจากเหล่ากรรมการ… เฮ้อ… ผมคิดถูกมั้ยที่ยื่นไม้ต่อให้กับไอ้ลูกคนนี้
°°°°°°°°°°°°°°
พาร์ทของจอส
ผมหวังว่ากรรมการทุกท่านและพนักงานทุกคนจะรู้จักตัวตนของผมมากขึ้นอีกนิด แต่ตอนนี้ ผมคงต้องนั่งตอบคำถามของพ่อผมก่อนเริ่มงานอย่างอื่นก่อนซะละมั้ง
“ไงครับพ่อ….วิธีเปิดตัวประธานคนใหม่…เซอร์ไพร์สสุดๆเลย” ก็ผมเบื่อความจำเจ… แต่แปลก… ที่คราวนี้พ่อผมกลับเงียบไม่พูดอะไร “พ่อครับ”
“จอส….” เสียงเข้มขนาดนี้ “พ่อจะไม่พูดว่าสิ่งที่แกทำมันถูกมั้ย มันดีรึเปล่า ในเมื่อมันถูกกลั่นออกมาจากสมองของแกที่พ่อลงทุนไปไว้ให้ พ่อจะรอดู ถ้าความเป็นเด็กรุ่นใหม่ มีความคิดใหม่ๆ แล้วถ้าเขาเห็นสิ่งที่เกิดกับบริษัทเรามันเป็นสิ่งที่ดี มีผลบวก มันจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแก กับพ่อแม่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ ที่การเป็นเด็กรุ่นใหม่ มีความคิดใหม่ๆ แล้วพาคนอื่นล้มลงเจ็บตัวไม่เป็นท่า ก็แปลว่าแกมันก็แค่เด็กที่ไม่รู้จักโต ที่พ่อแม่ไม่เคยสั่งสอนในสิ่งที่ดีๆให้ แกคิดเอาแล้วกัน ว่าแกอยากให้คนอื่นพูดถึงแก กับครอบครัวว่าเป็นยังไง เพราะสิ่งที่พ่อให้มันไม่ใช่อาชีพ แต่มันเป็นสิ่งที่พวกเราเป็น A job isn’t a job it’s who you are” เป็นการย้อนกลับของพ่อผมที่เจ็บปวดมากกว่าคำหยาบคายซะอีก
“Things do not happen. Things are made to happen.  เชื่อผมครับพ่อ ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่พ่อสร้างให้ผมมาทำให้พ่อเห็นว่าผมมีความสามารถแค่ไหน”
 หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม พ่อผมก็เดินทางออกจากบริษัททันที ปล่อยให้ผมลงสนามอย่างไร้ความรู้กับคุณอิงลดาผู้คร่ำหวอดในบริษัทนี้
งานชิ้นแรกที่ผมได้รับคือการเซ็นรับทราบเอกสารต่างๆว่าผมเห็นชอบที่จะให้โปรเจ็กเหล่านั้นผ่านหรือไม่ผ่าน รวมถึงงบต่างๆที่ผมต้องรับรู้ และแถมผมยังต้องเป็นคนให้คำตอบในหลายๆเรื่องที่ตัวผมเองยังไม่ได้เรียนรู้จากที่นี่เลย พ่อผมรับน้องประธานใหม่ได้โหดสมค่ำร่ำลือจากพี่ชายและแม่ของผมบอกไว้จริงๆ
“อาหารเที่ยงวันนี้ท่านประธานจะให้ดิฉันสั่งอะไรมาไว้ให้คะ” เที่ยงแล้วหรอ เวลาเดินไวใช่เล่น
“เดี๋ยววันนี้ผมออกไปหาทางเอง… แต่… ผมมีเรื่องเรื่องต้องบอกกับคุณเลขานิดหน่อย”
“ค่ะ”
“1.ในทุกวันจันทร์ตอนสายคุณต้องโทรแจ้งทางร้านอาหารเจ้าประจำของผม เรื่องคิดเมนูแต่ละสัปดาห์  ปกติเขาจะรู้อยู่แล้วว่าควรมีอะไรบ้าง
2.อุปกรณ์ทานอาหารทุกชนิดไม่ว่า จาน ช้อน แก้ว ต้องสตรีมไอน้ำฆ่าเชื้อโรคเป็นเวลา 1 นาที และนำมาเตรียมให้ผมในขณะที่อุปกรณ์เหล่านั้นยังคงความอุ่นอยู่ในอุณหภูมิไม่เกิน 30 องศา หรือไม่เกิน 30 วินาทีก่อนลงมือทาน
3. ผ้าเช็ดปากของผม  ต้องเป็น cotton 100% และสีขาวเท่านั้น ทางแม่บ้านผมจะสูญญากาศมาให้ทุกผืน หากถุงไหนมองแล้วสภาพไม่เป็นตามที่ผมบอก ทิ้งทันที ส่วนเรื่องรูปแบบผมไม่จำกัด จะมาแบบพับธรรมดามาก็ได้
4. ช่วงอาหารว่าง   ผมจะลิสต์รายชื่อขนมให้คุณกับเบอร์โทรร้าน คุณต้องสั่งแบบนี้ทุกอาทิตย์ ส่วนจำนวนผมจะระบุไปให้  และทุกครั้งที่สั่ง ผมอนุญาติให้คุณ เพิ่มในส่วนของคุณได้ทุกเมนู โดยหักจากบัญชีผม รวมถึงอาหารด้วยนะ ส่วนเครื่องดื่ม ผมดื่มแค่ชาร้อนเท่านั้น ส่วนประเภทของชา ผมจะใส่คู่กับชื่อขนมไปให้”
5.เรื่องนี้สำคัญ ก่อนพนักงานคนไหนจะเข้ามาหาผม ให้เขาแรปรองเท้าด้วยพลาสติกก่อนทุกครั้ง ห้ามใครฝ่าฝืน รวมถึงคุณและผม ถ้าต้องเดินกลับมาจากข้างนอก และเรื่องทำความสะอาด ต้องให้แม่บ้านสตรีมไอน้ำให้ผมทุกครั้ง ไม่ว่าจะที่พรม เบาะ โซฟา หรือที่ไหนก็แล้วแต่ ที่สามารถเป็นที่อยู่ของสิ่งสกปรก รวมถึงห้องน้ำด้วย
เรื่องสุดท้าย ลิฟต์ผู้บริหารและกรรมการ ผมให้คุณตัดสินใจว่าลิฟต์ไหนควรเป็นของผม หลังตัดสินใจแล้วห้ามคนอื่นขึ้นลิฟต์ตัวนั้นเป็นอันขาด และต้องทำความสะอาดลิฟต์ทุกครั้งก่อนที่ผมจะใช้ และหลังใช้
นี่ล่ะคือสิ่งที่ผมจะบอก ส่วนอุปกรณ์ทุกอย่างที่ผมต้องใช้ ทางบ้านผมจะจัดส่งมาให้ตอนบ่ายนี้ ฝากคุณดูแลเรื่องติดตั้งด้วย และทั้งหมด คุณไม่ต้องเป็นคนทำ เพราะผมจะจ้างแม่บ้านส่วนตัวให้ แค่คุณเทรนตามที่ผมบอกไปทั้งหมดแค่นั้นเอง หวังว่าคงไม่มากเกินไป… อ่อผมลืม… แม่บ้านต้องเปลี่ยนถุงมือหลังจากจับอะไรมาก็แล้วแต่ ทุกครั้ง หรือถ้าคุณกลัวเปลืองทรัพยากร ก็หาวิธีมาบอกผมด้วยแล้วกัน ”
“ค…. ค่ะ” นี่แค่ส่วนย่อยจากทั้งหมดที่แม่บ้านของผมต้องทำ ดูท่าทางคุณเลขาจะยังคงมึนกับสิ่งที่ผมได้บอกออกไป แต่เอาเถอะ เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา
ผมจัดการพาตัวเองออกมาถึงยัง lobby ของบริษัท เนื่องจากบริษัทพ่อผมอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งไม่จำเป็นต้องขับรถออกไปให้เหนื่อยกับการจราจร แต่สำหรับผม ตอนนี้เรื่องที่ใหญ่กว่าการจราจรคือแสงแดดที่มันปล่อยรังสีแบบไม่เกรงอกเกรงใจกันบ้างเลย
ผลสุดท้าย ผมก็ต้องขับรถออกไปหาร้านอาหารทานอยู่ดี การใช้ชีวิตแบบง่ายๆเหมือนคนธรรมดาทั่วไปสำหรับผมมันยังคงอีกยาวไกล และสำหรับผม ความเรียบง่ายคือความสบายที่ผมจะได้รับ อะไรที่ลำบาก ผมจะไม่ก้าวเท้าเข้าไปหามันเด็ดขาด ขอบาย
ตลอดครึ่งวันบ่าย คุณเลขาสอนงานผมอีกเยอะจนหัวผมแทบจำไม่หมด แต่ผมก็ต้องพยายาม เพราะนี่มันคือความจริงจังครั้งแรกของผมที่ต้องประคองคนอื่นให้รอดพ้นจากความล้มเหลวไปด้วยกัน
หันมาดูนาฬิกาอีกทีก็หกโมงกว่าแล้ว ผมพึ่งเข้าใจการทำงานแบบลืมเดือนลืมตะวันก็ครั้งนี้นี่เอง  ผมเดินตัวเบาออกจากห้องทำงาน ลงมายังลานจอดรถ แต่ก็เหมือนพรหมลิขิต ที่มำให้ผมต้องเจอกับชายคนนั้นที่ริอาจมาแตะต้องตัวผม
“กูถามมึงหน่อย มึงเป็นใคร กูบอกอะไรแล้วทำหูทวนลม” กู…. มึง? แล้วผมจำเป็นต้องสนทนากับคนประเภทนี้ด้วย “เฮ้ย… ว่าไง…. หรือว่ามึงเป็นเด็กเส้นท่านประธานเลยอวดเบ่ง” เขาแตะไหล่และทำสูทผมยับรอบสอง
“ตรงนี้มีกล้องวงจรปิดอยู่ 2 ตัว แต่เสียดายที่มันบันทึกเสียงไม่ได้”
“ทำไม… มึงคิดว่าเด็กเส้นแล้วจะกวนตีนคนอื่นได้ว่างั้น” กระชากคอเสื้อคนอื่นแบบนี้ คนแบบนี้ต้องถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน
“คุณชื่ออะไรครับ” ทำไมผมโคตรใจเย็นเลย
“กูไม่ตอบ แล้วจะเป็นเหี้ยอะไรมั้ย”
“อยู่ตำแหน่งอะไรครับ”
“แล้วเป็นเหี้ยอะไร”
“รปภ.” ผมตะโกนเรียก แต่เหมือนจะไม่ได้ยิน เขารีบปล่อยคอเสื้อผม ก่อนที่จะรีบเดินไป “รปภ.” นึกว่าจะไม่ได้ยินอีก
“ครับ”
“พี่คนนั้นเขาชื่ออะไรพี่พอรู้มั้ย”
“ครับ ชื่อพี่ตุ้ม เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดครับ” หัวหน้าการตลาด “ขอบคุณมาก” ผมเดินตรงไปยังรถก่อนที่จะเปิดประตู…. ผมควรจะจัดการเรื่องนี้ “คุณเลขา คุณยังทำงานอยู่มั้ย ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วย”
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
คุณตุ้มคนนี้ไม่น่าให้อภัยเลยเอาจริง ทำให้ผมต้องกลับบ้านช้า แถมสูทตัวโปรดผมก็มีรอยยับเพราะมือของเขาอีก
/////// ปัง////////
เสียงแบบนี้ ผมไม่ค่อยคุ้นหู แต่รู้สึกว่ารถผมส่าย…. ยางแตก…. วันอะไรของผมเนี้ย
“ลุงจักร รถผมยางแตก อยู่ก่อนถึงหมู่บ้านประมาณ 5 กิโล”ผมรีบกลับเข้ามานั่งในรถ และรีบโทรหาลุงคนขับผู้แสนสนิท


/////ก๊อกๆๆ//////
ใครผมไม่คุ้นหน้า

“ใช่คุณจอสรึเปล่าครับ”  ท่าทางน่าจะเป็นช่างจากศูนย์รถ
“ใช่…. ทางศูนย์ส่งนายมาหรอ”
“เดี๋ยวผมคงต้องให้คุณลงจากรถก่อน”
“คุณจะขับรถผม?”
“ก็ใช่สิครับ… หรือว่าคุณจะขับ ผมก็ไม่ว่า”
“เดี๋ยวผมขับขึ้นไปเอง” ตัวเลอะน้ำมันขนาดนี้ ขืนให้ขับรถผมก็เปรอะพอดี ไม่เอาด้วย ผมขยับรถไปตามราง ไฮโดรลิก จนเข้าที่เรียบร้อย
“ลงมาสิครับคุณ ผมจะได้ยก ไฮโดรลิกขึ้น” พูดอะไรบ้าๆ
“ให้ผมลง… แล้วจะให้ผมไปนั่งตรงไหน”
“ถ้าตาไม่บอดก็คงเห็นที่นั่งข้างคนขับ…. ตกลงจะลงหรือไม่ลง… ครับ” ผมไม่อยากได้ยินอะไรจากนายคนนี้ การปิดกระจกแล้วเปิดเพลงดังๆน่าจะทำให้ผมดีขึ้น แล้วจริงๆเขาไม่ควรมาแสดงอาการไม่พอใจใส่ผมแบบนี้ เขาทำงานบริการ ลูกค้าต้องถูกเสมอดิ
“ลุงจักร… ลุงจักรตามช่างที่ไหนมา… เหมือนไม่ได้มาจากศูนย์เลย”
“ขอโทษครับคุณหนู พอดี ผมโทรไปที่ศูนย์แล้ว มันเป็นเวลาเลิกงานแล้วน่ะครับ แต่นี่เป็นร้านช่างฝีมือดีที่นายท่านชอบไปใช้บริการบ่อยๆนะครับ รับรองเรื่องมาตราฐานครับคุณหนู” แต่ไม่รับรองมารยาทพนักงาน แต่ทำไงได้ ผมไม่มีหรอกเบอร์ที่จะติดต่ออะไรใครนอกจากคนในบ้าน แล้วก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ด้วย
°°°°°°°°
นี่มันอู่แถวบ้านผมนี่

“สวัสดีครับคุณจอส… เดี๋ยวผมรบกวนคุณจอสเข้าไปนั่งรอในห้องรับแขกก่อนนะครับ ส่วนเรื่องยางผมจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย” เขารู้จักผมด้วย
“แต่ผมไม่อนุญาติให้คุณขึ้นไปขับรถผมแบบนี้”
“เรื่องมากชิบหาย” คุณพูดเบาผมก็ได้ยินนะ จะเรื่องมากมันก็สิทธิผม
“ไอ้ไม้…. หุบปากไปเลยมึง” ผมว่าน้อยไปนะ “งั้นเดี๋ยวผมให้ภรรยาผมออกมาขับก็ได้ครับ เชิญคุณจอสเลยครับ…. ส่วนมึง ไปหาดูยาง รันแฟลต 245/45rf20 ดิว่าในคลังมีมั้ย”ผมไม่ชอบบรรยากาศเลย เหม็นน้ำมัน แถมสกปรก แต่ยังดีที่ห้องรับรองแขกพอที่จะสะอาดเข้าไปนั่งได้
ตลอดระยะเวลาที่เขาทำงาน ผมนั่งมองอย่างไม่คลาดสายตา เพราะรถคันนี้ผมรักมาก ซื้อมาผมแทบจะไม่ค่อยได้ขับมันเลยด้วยซ้ำ
“คุณจอสครับ รบกวนคุณจอสมาตรวจเช็คงานให้ผมหน่อยครับ”
“ผมดูไม่เป็นหรอกครับ ถ้าใช้ได้แล้วก็ถือว่าเป็นพอ”ก็ผมดูไม่เป็นจริงๆ
“ไปตรวจงานตรวจความเรียบร้อยก็ได้ครับ… จะได้สบายใจทั้งคุณจอสทั้งผม…นะครับ” ผมไม่ชอบความยุ่งยากเอาซะเลย แต่พอเดินออกไปดู ก็ดูทุกอย่างเรียยร้อยดี ไม่สกปรกไม่เปื้อน ผมก็ดูเป็นเท่านี้ละ
“ผมขับกลับได้เลยใช่มั้ยครับ”
“ครับผม”

//////แผละ//////


รองเท้าผม.!!!!!


ไอ้คราบน้ำมันสกปรก!!!!!

“เดี๋ย…. เดี๋ยวผมเช็ดให้ครับ”
“ไม่ต้องครับ… ไม่ต้อง” ผมรีบถอยเท้าหนี แล้วเขาก็มีความเป็นคนเท่ากันกับผม ผมรีบเปิดประตูรถก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง และพยายามถอดรองเท้าคัทชูคู่นั้นออกทันที ผมรีบคว้าทิชชู่ และหันมาหยิบรองเท้าขึ้นให้กับเขา “เดี๋ยวยังไงผมฝากทิ้งด้วยนะครับ”
“แต่มันแพงมากนะครับคุณจอส… ยี่ห้อนี้อ่ะ”
“ผมซื้อได้ครับไม่เป็นไร” ก็จริงนี่ครับ ว่าผมซื้อได้ “อ่อ… ผมลืม… นี่ครับ” ผมยื่นบัตรเครดิตให้กับเขา แต่กลับเป็นลูกจ้างคนนั้นมารับไป จากลักษณะเหมือนจะเป็นอันธพาล ไม่มีความน่าเป็นมิตรเเม้แต่นิดเดียว
ไม่นานนายไม้คนนั้นก็เอาสลิปกับบัตรมาคืนผม แค่เซ็นต์ก็หมดหน้าที่ของผมแล้ว
“ไม่คิดจะตรวจสอบจำนวนเงินมั่งไง” พูดเรื่องเงินกับใคร “ถ้ามีคนโกง เป็นชาติก็คงไม่รู้”
“ก็ถ้านายไม่มีจรรยาบรรณในการเป็นผู้ค้าที่ดี หวังแต่จะโกง นายก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอกจริงมั้ย… และถึงจะรู้ว่าถูกโกง… ก็คิดซะว่าทำบุญ… ผมกับที่บ้านไถ่ชีวิตสัตว์ใหญ่บ่อย… ไม่ซีเรียส” ผมปิดกระจกก่อนที่จะรีบถอยรถกลับออกมา นี่แค่วันแรกกับการเผชิญชีวิตในฐานะมนุษย์เงินเดือนคนนึง ความวุ่นวาย ความรุนแรง มันเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย แต่ก็เจอเอาๆ สงสัยคงต้องรีบปรับตัวให้ชินซะแล้ว


อ่านจบแล้วอย่าลืมติชม คอมเม้นท์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ออฟไลน์ Jackkiesatg

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
วันนี้ผมนึกว่าจะได้ไปรับลูกสาวหลังเลิกงาน แต่ดันมีคดีความที่เจ้าความไม่ยอมไกล่เกลี่ยมาให้แก้ พาลเอาผมกลับบ้านดึกเลย และตอนนี้ท้องของผมมันกำลังประท้วงถึงความไม่ตรงเวลาในการทานอาหารของผม


ร้านก๋วยเตี๋ยวนี่แหละที่พึ่งยามดึกของผม

เป็นร้านเล็กๆระหว่างทางกลับบ้าน ที่มีร้านค้ามากมายยาวเป็นแถว แถมมีของกินเต็มไปหมด และเกาเหลาผักเยอะของผมนี่แหละ จะช่วยให้กระเพาะผมหยุดประท้วงได้


///////โครม! //////


แต่ถ้าจะยากแล้วล่ะ

“เป็นอะไรมั้ยคุณ” ตามสันชาตญาณน่ะครับ มอเตอร์ไซค์พึ่งเข้ามาชนหน้ารถผมอย่างเต็มเเรง ไม่เว้นแม้แต่ตัวคนขี่เอง
“ม…. ไม่เป็นไรครับ” ผมรีบพยุงเขาลุกขึ้น ยังดูวัยรุ่นอยู่ซะด้วย แต่ดูท่าทางแล้วจะเป็นอุบัติเหตุจริงๆ เพราะล้อหลังยังคงหมุนอยู่ไม่หยุด “ผมขอโทษนะครับ… พอดีพยายามเบรกแล้วแต่มันเบรกไม่ได้”
“ช่างมันก่อนเหอะ… ตัวนายเป็นไงบ้าง เห็นมีแผลที่ขาด้วย”?
“เขารีบหันขาตัวเองมาดูพบว่ามีแผลอย่างที่ผมบอกจริงๆ แต่ในตอนนั้นผมก็โทรเรียกประกันให้มาจัดการกับเรื่องนี้เเล้ว และก็คงได้แต่รอ
“เดี๋ยวผมพาไปทำแผลก่อน… ปล่อยไว้คงไม่ดีเท่าไหร่”
“ไม่เป็นไรครับ… แต่… ค่าซ่อมจะแพงมากมั้ยครับ…. ”
“ผมก็ไม่แน่ใจ” ผมก็พอเข้าใจเขานะ “เอางี้ เดี๋ยวผมพาคุณไปทำแผลก่อน เรื่องค่าใช้จ่าย เดี๋ยวค่อยว่ากัน”ผมพยายามพยุงตัวเขา
“เดี๋ยวผมทำเองก็ได้ครับ” เขาสวนขึ้น “… ไปโรง’บาลมันแพงอ่ะครับ… แถมแผลแค่นี้ไม่กี่วันก็หาย”
“แน่ใจ!?” ผมเป็นคนไม่ชอบเซ้าซี้ และท่าทางของเขาก็ดูจะยืนยันคำพูดเดิม ในเวลานั้นประกันฝ่ายผมก็มาถึงพอดี ประกันเดี๋ยวนี้ทำงานรวดเร็วดีนะครับ  คุ้มกับค่าเงินที่เสียไป ไม่นานพนักงานฝ่ายประกันก็แจ้งรายละเอียดให้ทราบ ก่อนจะทำเรื่องแยกย้ายกันไป
“เดี๋ยวผมขอเบอร์ติดต่อคุณไว้หน่อย ถ้าเรื่องค่าใช้จ่ายมายังไงผมจะได้โทรบอกคุณ” เขาก็ดูไม่ได้อิดออดอะไร ผมก็เลยยื่นโทรศัพท์ให้เขากดเบอร์ “แล้วคุณชื่ออะไร”
“ผมชื่อลุค ครับ” ลูกครึ่งซะด้วย
“แล้วนี่รถนายจะเอายังไง จะให้ผมเอารถที่ สน.มาช่วยยกกลับไปให้มั้ย”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมโทรให้เพื่อนผมมาช่วย” ก็ถ้ายืนยันตามนั้น ผมก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยืนอยู่ต่อไป ผมสตาร์ทรถ ถอยออกอย่างไม่รอเวลา แต่คู่กรณีอีกฝ่ายยังยืนเก้ๆกังๆเหมือนจะยังทำอะไรไม่ถูก… แต่ก็ทำไงได้ เขาไม่ได้อยากรับความช่วยเหลือจากผม
หลังจากกลับมาถึงที่บ้าน มันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด ลุงจักร สารถีบ้านผมตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก รีบเข้ามาดูมาตรวจสอบผมกับรถ อย่างกับเจออุบัติเหตุร้ายแรง  แต่ผมก็เข้าใจแกนะ แกเห็นพวกผมมาตั้งแต่เด็ก แล้วลุงแกก็เป็นเหมือนคนในครอบครัวผมคนนึงเหมือนกัน คนในครอบครัวผมไม่มีใครถือตัวกับแกเลยสักคน
และตอนนั้นลูกสาวตัวน้อยของผมก็วิ่งออกมารับผมเหมือนทุกๆครั้งที่ผมกลับมา แต่วันนี้เธอดูไม่มีความสุขเอาซะเลย
“เป็นอะไรล่ะคะ หน้าไม่สดใสเลย… ถูกคุณปู่คุณย่าดุมาหรอ”ผมนั่งลงคุยกับเธอ และเธอก็เอาแต่ส่ายหน้า “แล้วเป็นอะไรล่ะคะ” เธอรีบจูงมือผมเดินขึ้นไปบนห้อง แล้วมาหยุดที่โต๊ะเขียนหนังสือของเธอ สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าคือรูปที่เธอวาดเมื่อวานมันถูกฉีกขาดออกจากกัน
“ใครเป็นคนทำ… เพื่อนคนไหน… แล้วคุณครูทราบมั้ยคะ” ถามว่าผมโกรธแทนลูกผมมั้ยก็แค่ในระดับที่ผมแค่รู้สึกว่าลูกผมถูกทำร้ายทางความรู้สึกก็แค่นั้น แต่เธอก็เอาแต่ส่ายหน้า และน้ำตาก็ไหลออกมา “แล้วทำไมโรสไม่บอกคุณครูล่ะครับ เพื่อนเราทำผิด ก็ต้องได้รับการลงโทษ…”
“คุณ… แม่… เป็น.. คนฉีก.. รูปวาดของหนู” เธอสะอึกสะอื้น อย่างใจสลาย “เเม่บอกว่าใครสอนให้โรสวาดรูปแบบนี้… พอโรสบอก คุณแม่ก็ฉีกรูปของโรสทิ้ง”  มันเป็นคำตอบที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยิน แล้วทำไม ผมถึงตัวสั่นแบบนี้
“เดี๋ยวลูกรอพ่ออยู่ที่ห้องนี้ก่อนนะคะ…เดี๋ยวพ่อกลับมาหา…” ผมเดินออกมาจากห้องตรงไปยังห้องนอนของผมทันที สิ่งที่ผมได้ยิน เธอกำลังคุยอย่างสนุกสนานอยู่กับใครสักคนอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ผมคว้าโทรศัพท์ของเธอมา

///นิพนธ์///


///คนที่เท่าไหร่แล้ว///


///ทำไมถึงไม่รู้จักพอซะที///

“ยังมีหน้ามานั่งคุย ทำกับลูกแบบนั้นได้ยังไง”ผมตะโกนใส่เธอและปาโทรศัพท์ในมือลงพื้นอย่างแรง “ถ้าคิดว่าเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ก็หย่ากับผมไปเลย… ผมทนกับความสกปรกของคุณ…. ไม่.. ไหว… แล้ว” แม่งโคตรอึดอัด
“หย่าหรอ… ทำไมชั้นต้องหย่า…. คุณมันเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่องตะหาก ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แล้วจะมาเรียกร้องอะไร”
“ไม่ใส่ใจ…”ผมเถียงใจขาด “จะให้ผมไปใส่ใจอะไร ตั้งแต่ที่ผมรู้ว่าคุณไปนอนกับคนอื่น มีอะไรกับมัน… พอดี… ตระกูลผมไม่เคยขายคน เลยไม่รู้หรอก ว่าเวลามีโสเภณีอยู่ในฐานะภรรยาตามกฏหมายในบ้านมันต้องทำยังไง


////เพี้ยะ/////

“มันจะมากไปแล้วโจ”
“มันน้อยไปตะหาก เพราะถ้าความเป็นแม่มันไม่ได้สอนให้คุณรู้จักรักลูกรักครอบครัว คำว่าแม่… มันก็ไม่มีค่ากับผู้หญิงอย่างคุณ

/////พี่โจเกิดอะไรขึ้น…พี่โจ… พี่โจ/////

“หรือคุณคิดอยากปอกลอกครอบครัวผม กับผมไปเรื่อยๆ เงินก็ได้ ที่อยู่ก็มี แถมยังมีชื่อเสียงหน้าตาออกไปหาไอ้พวกชอบผิดลูกผิดเมีย จ่ายมันครั้งละเท่าไหร่ล่ะ มันถึงยอมก้มหัวให้ของเหม็นเน่าแบบคุณ”
“เกิดอะไรขึ้นพี่… เสียงดังออกไปถึงห้องผมเลย”
“พูดมาสิว่าที่ผมพูดมันไม่จริง… จะให้ผมบอกมั้ย ว่าผู้ชายที่คุณไปนอนให้มันเอา ชื่ออะไร มีลูกมีเมียอยู่ที่ไหน”ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเธอ “ผมเป็นตำรวจ เรื่องตามสืบอะไรแบบนี้มันขี้หมูขี้หมามาก… ผมไม่อยากจะบอกเลย… แต่ถือว่าช่วยให้ตาสว่าง”
“อะ… อะไร”
สุชาติ ผัวคนที่7 ของคุณ มันติดเชื้อ hiv…. ผมรู้ได้ยังไงน่ะหรอ…. ก็สายผมมาบอกว่า มันไปเอาผู้หญิงมั่วไม่เลือกเหมือนคุณไง ถ้าไม่เชื่อ คุณลองไปถามผัวคุณอีก 5 คนดูนะ ว่ามีใครติดเชื้อ จากแหล่งโสมมจากคุณแล้วบ้าง แล้ว หัดไปตรวจเลือดบ้างนะ จะได้หายแรดซะที”
“คุณพูดบ้าอะไรโจ พูดบ้าอะไร” เขาทุบผมเหมือนคนบ้า
“พี่รินทร์หยุดก่อนพี่รินทร์ พี่รินทร์”
“ปล่อยเขาจอส… คนมันกำลังจะเป็นบ้า” ผมไม่สนอะไรอีกแล้ว “อยากจะเก็บเสื้อผ้าออกไปใช้ชีวิตกับมันผมก็ไม่ว่านะ ส่วนเรื่องหย่า ผมจะฟ้อง แล้วอย่าหวัง ว่าจะได้อะไรจากผมและครอบครัวอีก… แค่ที่ได้ไปมันก็มากเกินพอแล้ว”ผมคงไม่ต้องมีอะไรต้องพูดให้ผู้หญิงไม่รู้จักพอคนนี้ฟังอีกแล้ว
“ทำไรอะไรอยู่คะ”ผมหวังว่าน้ำเสียงของผมจะไม่ทำให้ลูกของผมรู้นะว่าผมพึ่งผ่านอะไรมา “หนูวาดรูปแผ่นใหม่ค่ะ… คราวนี้ให้คุณแม่อยู่กับคุณพ่อ แล้วก็หนู คุณแม่จะได้ไม่โกรธแบบวันนี้อีก” มันรู้สึกน่าอายยังไงไม่รู้ ที่เด็กคนนึงคิดหาทางแก้ปัญหาได้ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างผมที่บรรลุนิติภาวะแล้วซะอีก
“แต่เดี๋ยวคุณแม่เขาต้องไปทำงานในที่ที่ไกลมากเลยนะลูก ลูกจะต้องอยู่กับพ่อแค่ 2 คน  ลูกจะเสียใจมั้ยลูก”
“ไม่ค่ะ… เพราะคุณแม่ต้องออกไปทำงานไกลทุกวัน โรสชินแล้ว แล้ววันไหนคุณแม่หยุด คุณแม่ก็จะกลับมาบ้าน และก็จะมาหาโรสเองค่ะ” ผมอาจจะเป็นพ่อที่ไม่ดี ที่มานั่งโกหกลูกเพื่อให้มันผ่านไปวันๆ ถ้าการพูดความจริงแล้วผมต้องเห็นน้ำตาของเขา ผมยอมที่จะเป็นคนเลวที่โกหกแล้วทำให้ลูกของผมมีความสุข
“คุณพ่อคะ… คุณพ่อกับคุณแม่จะหย่ากัน หมายความว่าอะไรหรอคะ”

เขาได้ยิน

แล้วผมควรจะตอบยังไง


“ใช่ที่คุณพ่อบอกว่าคุณแม่จะต้องออกไปทำงานไกลๆหรือเปล่าคะ… เพราะ กันดั้ม เพื่อนของโรส ก็บอกว่าพ่อออกไปทำงานในที่ที่ไกลมาก และก็ยังไม่กลับมาบ้านเลย คุณแม่ก็จะเป็นแบบพ่อของ กั้นดั้ม ใช่มั้ยคะ”  เขาหันมามองหน้าผม ผมได้แต่เพียงยิ้มแก้ขัดในตอบคำที่ผมเองก็ยังไม่กล้าที่จะตอบมันออกมา
“ค่ะ…” ผมตอบมันออกไปแล้ว แววตาที่ใสซื่อคู่นั้นมันกำลังบอกผมว่าไม่เป็นไร

///น่าตลกชะมัด///

///ผมกำลังหลอกตัวเอง///


ผมคว้าตัวลูกผมเข้ามากอด ผมมันเป็นพ่อที่ไม่เข้มแข็งเอาซะเลย “พ่อขอโทษนะลูก ที่พ่อรักษาครอบครัวของเราไว้ไม่ได้
“แต่คุณแม่ยังเป็นแม่ของโรสอยู่ใช่มั้ยคะ” ผมคลายอ้อมกอด และพยักหน้าเป็นคำตอบให้กับเธอ
“พี่โจ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อย”
“เดี๋ยวไปอาบน้ำซะนะคะ เดี๋ยวพ่อเข้ามาเป่าผมให้” ผมลุกขึ้นเดินตามจอสที่กำลังยืนรออยู่หน้าประตู
“ปิดประตูก่อนพี่” ผมก็ทำตามอย่างว่าง่าย “ผมว่าพี่ควรคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ได้แล้ว ผมไม่ได้อยากยุ่งนะ แต่เสียงที่พี่ทะเลาะกันเมื่อกี้ มันคงไม่ได้เบาจนพ่อกับแม่ไม่ได้ยิน”
“พี่ไม่มีอะไรจะคุย พี่เป็นคนยอมรับปมปัญหานี้มาเอง พี่จะจัดการมันเอง”จอสจ้องหน้าผม แต่สายตาที่จ้องผมรู้ว่ามันห่วงผมแค่ไหน
“อย่าทรมานตัวเองอีกเลยพี่โจ”มันเอามือแตะบ่าผม ก่อนจะหันหลังเดินกลับห้องไป
ในคืนนั้น หลังจากที่ผมนั่งเป่าผมให้กับโรสเสร็จ ไม่รู้ว่าผมนึกคิดอะไร เก็บรูปภาพที่ถูกฉีกทิ้งกลับขึ้นมา ก่อนที่จะเอามันมาประกอบกลับให้เป็นเหมือนเดิม ถึงมันจะมีร่องรอย แต่มันคือรูปที่รูปผมตั้งใจวาดมันตั้งแต่ทีเเรก ผมเชื่อ ว่ามันคือความรู้สึกที่บริสุทธิ์ที่สุดของลูกผม ผมคงทิ้งมันไปแบบนี้ไม่ได้

พาร์ทของจอส
   วันที่ 2 ของการทำงาน ทำไมวันนี้ผมรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก อาหารเช้าที่ดูออกจะน่าเบื่อกลับอร่อยขึ้นมาเป็นพิเศษ…. สงสัย…  คงชอบการใช้ชีวิตแบบนี้แล้วล่ะมั้ง
ผมมาถึงที่ทำงานโดยปราศจากพวกอันธพาลในแบบที่ผมเจอเมื่อวาน อาจจะเพราะผมมาถึงเร็ว และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดี มากขึ้นไปอีก  คือคุณเลขาแบ่งแยกการใช้ลิฟต์ให้กับผมเป็นที่เรียบร้อย… แถมความสะอาด ยังถูกใจผมอีก… สงสัย ผมคงต้องพิจารณาเธอเป็นพิเศษซะแล้ว
“อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านประธาน” คำนี้มันจักกะจี๋ผมยังไงไม่รู้
“ตอน 9.00 น.มีประชุมสรุปยอดไตรมาสนะคะ ยังไงวันนี้ท่านประธานคงต้องลงประชุมด้วยตัวเอง คงไม่สะดวกที่จะให้ทำ video conferrence” เป็นการแจ้งงานที่ครบทั้งบอกกล่าว และตักเตือน “และส่วนเอกสารต่างๆที่ท่านประธานให้ดิฉันจัดการ ครบเรียบร้อยค่ะ”
“ก็เหลือเวลา อีก 20 นาที… ถูกมั้ย”
“ค่ะ”
“งั้นเรียกทุกฝ่ายเข้าประชุมตอนนี้… พอดี… ผมไม่ชอบรอ” ผมลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปยังห้องประชุม “8.50 น.ผมจะต้องเจอทุกคนที่ห้องประชุม…ฝากด้วยนะครับ… คุณเลขา” ผมไม่ได้อยากจะกลั่นแกล้ง แต่แค่อยากรู้ถึงความเตรียมพร้อมการเข้าประชุมกันมากแค่ไหน
เมื่อผมลงมาถึงห้องประชุม ไม่น่าเชื่อว่าคุณเลขาสามารถจัดการตามคำสั่งได้รวดเร็วขนาดนี้  เก้าอี้ทุกตัวเกือบจะครบหมดแล้ว
“เหลืออีก 30 วิ” ผมไม่ได้ใจดีมากขนาดนั้น
“20 วิ” จะได้รู้ว่าผมก็จริงจังกับเรื่องงาน
“10 วิ” จะได้ไม่มีใครกล้ามาสบประมาทผม”
“ปิดประตูห้องประชุม และจะไม่มีใครเข้าหลังจากนี้… เด็ดขาด” ทุกคนดูตกใจกับการกระทำของผม “เริ่มประชุมได้”
หลังจากที่การประชุมเริ่มต้นขึ้น ทุกคนก็ต่างดูตั้งใจกับการประชุมครั้งนี้ รวมถึงตัวผมเอง ผ่านไปเกือบ 2 ชม. และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่า กว่าจะได้เงินเข้าบริษัทแต่ละบาท  มันยากใช่เล่นเหมือนกัน และมันก็ทำให้ผมได้รู้ ว่าแต่ละคนมีประสิทธิภาพในการจัดการและมอบงานให้กับลูกน้องได้ดีแค่ไหน ลงมือทำด้วยตัวเองมากแค่ไหน
“เดี๋ยวนะ… ใครคือหัวหน้าฝ่ายการตลาด” แต่ทุกคนในที่ประชุมกลับเงียบ “คนที่นั่งประจำตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาดยืนขึ้นสิครับ” ดูท่าทางเขาจะกลัวผมเอามาก “ คุณอิงลดา หัวหน้าฝ่ายการตลาดชื่ออะไร”
“ชื่อคุณ วรพงษ์  จิตรประสงค์ ค่ะ”
“แล้วคุณใช่คุณ วรพงษ์ อย่างที่เลขาผมบอกรึเปล่า!?”
“ม… ไม่ใช่.. ครับ”
“แล้วคุณชื่ออะไร และขอเหตุผลที่คุณต้องมาทำหน้าที่แทนหัวหน้าของคุณด้วย”
“ผมชื่อ ศุภวัฒน์ครับ  ผมทำหน้าที่สรุปผลงานในฝ่ายให้กับหัวหน้าครับ พอดีหัวหน้า มาเข้าประชุมไม่ทันน่ะครับ”
“บริษัทเรามีหน้าที่นี้ด้วยหรอครับคุณอิงลดา”
“ไม่มีค่ะ จากฐานข้อมูลประวัติ คุณศุภวัฒน์ อยู่ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการค่ะ”
“โอเคครับ….จากผลงานเมื่อกี้แปลว่าคุณคงทำแบบนี้มาหลายครั้ง…. ผมชอบนะครับ คนตั้งใจทำงาน ถึงแม้จะถูกคนอื่นสั่งให้ทำ ทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่ คุณก็ยังตั้งใจ…” ผมพอที่จะเข้าใจคนที่โดนกดขี่ดี “คุณศุภวัฒน์… ผมขอแต่งตั้งให้คุณเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาด แทนคุณวรพงษ์ จิตรประสงค์ มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ตอนนี้ เวลานี้ ส่วนท่านใดที่สนิทกับคุณ วรพงษ์ ผมฝากแจ้งด้วยนะครับ ว่าเขาสิ้นสุดจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาดตั้งแต่วันนี้ ตอนนี้ ผมไม่ชอบอะไรที่ไม่เป็นทางการ เดี๋ยวจะมีหนังสือแจ้งให้กับทุกท่านทราบ… และขอจบการประชุมเพียงเท่านี้ครับ… หวังว่าจะไม่มีใครข้องใจอะไร” ผมลุกขึ้นก่อนจะเดินตรงไปยังประตูห้องประชุม “ผมลืมบอก… ทำงานกับผมลิ้นใช้ไม่ได้ผลนะครับ พอดีผมชอบคนขยัน”  หลังจากก้าวพ้นประตู ใครจะนินทาหรือต่อว่าผม ผมไม่สนใจ ถ้าหากการกระทำของคนแบบนี้ยังอยู่ในบริษัทของพ่อผม และรู้สึกโชคดีอีกอย่างที่หนังสือสั่งลดตำแหน่งที่ผมให้คุณเลขาทำ ได้ใช้ในโอกาสที่เหมาะสม ไม่งั้นผมคงเสียดายกระดาษเป็นแน่
 ในเที่ยงของวันนี้ก็เป็นไปตามที่ผมได้สั่งการกับคุณเลขาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียม เมนูอาหาร แม้กระทั่งการทำความสะอาด เขาสามารถทำในสิ่งที่ผมขอไว้ได้อย่างไม่มีที่ติ รวมถึงแม่บ้านผู้รับคำสั่งด้วย
“เดี๋ยวผมขอไปทำธุระส่วนตัวสักครู่ ไม่น่าเกิน 20 นาที” ผมเดินออกจากห้องลงมายังชั้นของฝ่ายการตลาด จากที่ผมมองเห็น พนักงานทุกคนก็ดูต่างตั้งใจทำงานดี อาจจะนั่งคุยนั่งเล่นกันบ้าง ผมไม่ถือ แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกต้องถือ คือนายวรพงษ์ กำลังมีปากเสียงกับนายศุภวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดคนใหม่
“มีอะไรอยากให้ผมช่วยมั้ยครับ” ผมถือว่ามีมารยาทแล้วนะ
“เสือกเหี้ยไรกับมึง” ดุดันจิงแฮะ ผู้ชายคนนี้ “แล้วมึงเดินเข้ามาในแผนกกูได้ยังไง… ออกไป!” กล้าที่จะผลักอกผม
“ทำไมคุณชอบทำให้เสื้อผมมีรอยยับ ผมไม่เข้าใจ”เสียเวลาผมต้องจัดทรงสูทใหม่ซะอีก
“เป็นเหี้ยอะไรของมึงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว กูไม่สนหรอกนะพวกเด็กเส้นเด็กสาย ไอ้เด็กเหี้ยพวกนี้กูเขี่ยทิ้งมาหมดแล้ว”  แสบร้อนดีจัง สงสัยอาหารที่พี่เขาทานมันจะรสจัดมากไปหน่อย
สงสัยผมต้องให้อิงลดา เลขาสุดสวยของผมลงมาช่วยซะแล้ว
“มาพบผมที่ฝ่ายการตลาดที พร้อมกับแฟ้มเอกสารที่ผมให้คุณเตรียมไว้” ผมไม่อยากให้เวลาเสียไปเปล่าๆ “คุณวรพงษ์ จิตรประสงค์ อายุ 41 ปี ทำงานอยู่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาดมา 12 ปี 4 เดือน ถูกท่านประธานกฤษฤทธิ์ ผลักดันให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเพราะมีผลงานการทำงานดี น่าชื่นชม แต่วันนี้ ผม นายกฤษรินทร์ ประธานคนใหม่ของคุณ ประสงค์ขอเลิกจ้างงานคุณ เนื่องด้วยสาเหตุ ทุจริตและทำมิชอบต่อองค์กร และ ทำเสื้อสูทผมยับ 2  รอบ ทั้งที่ลานจอดรถ และในแผนกการตลาด ผลของคำสั่งมีผลตั้งแต่วันนี้” ขอเช็คเวลาเพื่อความแน่ใจซะหน่อย “เวลา 13.49 นาที
“นี่ค่ะท่านประธาน เอกสารที่ท่านประทานให้ดิฉันเอามา” ทำไมอิงลดารู้ใจผมแบบนี้ เปิดมาหน้าที่ผมต้องเซ็นต์พอดี
“ผมคงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเพิ่ม ผมเซ็นต์ให้คุณสวยเลยนะ… แล้วผมก็มีของแถมให้กับอดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาดอย่างคุณด้วย… คุณวรพงษ์ด้วย”
“ท่านประธานครับ คือผมขอ……” เคารพผมด้วย รู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก
“รายชื่อของคุณจะถูกขึ้นบัญชีดำกับทุกบริษัทที่เป็นเครือข่ายและลูกข่ายของบริษัทผม…คงต้อง ตั้งใจหางานหน่อยนะ… มัน… หายาก” หมดเวลากับคนไร้ศีลธรรมสักที “อ่อ… ส่วนเรื่องทุนการศึกษาที่คุณขอกับทางบริษัทให้ส่งลูกของคุณถึงปริญญาตรี… ผมจะยังช่วยเหมือนเดิม… แต่… ตามความเหมาะสม” หน้าที่ของผมที่ฝ่ายการตลาดหมดลงเป็นที่เรียบร้อย  ไม่รู้จะคุ้มค่าแค่ไหนที่เสื้อสูทผมต้องยับ ผมไม่ชอบเลยซะจริง พวกที่ไม่เห็นความสวยงามของศิลปะ
หลังจากความวุ่นวายจบลง กลายเป็นว่า ประธานคนใหม่อย่างผมถูกตราหน้าว่าเป็นเจ้านายจอมโหด ไม่รู้ว่าจะภูมิใจกับฉายานี้ดีมั้ย และตลอดช่วงบ่าย งานของผมก็มีเข้ามาเรื่อยๆไม่หยุด จนผมรู้สึกแทบไม่อยากมองตัวอักษรอะไรพวกนี้อีกเลย ความสุนทรีของ tea break ยามบ่าย ก็ช่วยอะไรผมไม่ได้ ผมอยากกลับบ้่นไปนอนแช่น้ำซะแล้วสิ… เฮ้อ


อ่านจบแล้วอย่าลืมติชม คอมเม้นท์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +190/-19

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
จอสนี่คือพระเอกหรือนายเอก(อยากให้เป็นนายเอก55) แล้วจะได้คู่กับใคร :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของโจ
   หลังจากเคลียร์งานช่วงบ่ายเสร็จ วันนี้จะเป็นวันที่ทางศูนย์จะมารับรถของผมเขาไปจัดการซ่อมและปรับปรุงสภาพให้กลับมาใหม่เหมือนเดิม และผมก็ได้โทรนัดกับคู่กรณีของผมที่ร้านกาแฟทีนึงที่ไม่ไกล จากสน.ที่ผมอยู่นัก เพราะถ้าผมจะแจ้งเรื่องค่าเสียหานทางโทรศัพท์กับเขา ผมว่ามันคงจะจบลงได้ยากอย่างแน่นอน
   “ขอโทษนะครับที่มาถึงช้า ผมพึ่งเลิกเรียนน่ะครับ” ก็ตามนั้น
   “ไม่เป็นไร พอดีผมเลิกเวรแล้วเลยไม่ได้รีบ… เชิญนั่งครับ” ดูมีมารยาทมากกว่าวัยรุ่นทั่วไป ถือว่าใช้ได้ “ผมไม่อ้อมค้อมแล้วกัน วันนี้ทางศูนย์สรุปค่าใช้จ่ายกลับมาให้ผมแล้ว  รวมทั้งหมดแล้วก็ 109,760 บาท”
   “แสนกว่าเลยหรอครับ” ผมเข้าใจดี ถ้าเป็นผมก็คงไม่ต่างอะไรกับน้องคนนี้ในตอนนี้ “คือ… ผม… ผมไม่มีเงินให้พี่มากขนาดนั้นหรอกครับ… แล้ว… ถ้าผมจะขอผ่อนให้พี่… จะพอได้มั้ยครับ”
   “ถามว่าได้มั้ย ถ้าโดยตรงมันก็คงไม่ได้ เพราะเขาก็เรียกเก็บเต็มจำนวน… แต่ถ้าน้องอยากจะผ่อน ก็ต้องเป็นพี่ที่ต้องรูดจ่ายให้ก่อน… แล้วถ้าพี่ทำแบบนั้น… พี่จะเชื่อใจเราได้ยังไงว่าเราจะผ่อนจ่ายให้พี่จนครบ” ใครก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา ถึงเรื่องเงินจะไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับผมก็ตาม
   “ผมไม่หนีหรอกครับ แค่ทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ก็แย่อยู่แล้ว ผมไม่สร้างปัญหาเพิ่มหรอก” หวังว่าผมจะเชื่อใจเขาได้นะ “งั้นผมขอเวลาพี่ 3 เดือน ผมจะจ่ายให้พี่เดือนละ 37,000 หรือมากกว่านั้นถ้าผมทำได้ มันจะได้หมดไวๆ”
   “แน่ใจนะว่าจะตกลงแบบนี้”
   “ครับ” ชัดถ้อยชัดคำดี
   “โอเค… ผมจะเชื่อคุณ” ผมนั่งมองหน้าเขา แต่ก็พอดูออกว่าเขามีกังวลกับเรื่องนี้อยู่บ้าง ๆ “ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณเท่านี้แหละ… แต่ถ้าคุณมีปัญหาอะไรคุณโทรบอกผมแล้วกัน… โชคดี” ผมชอบความมุ่งมั่นของเขานะ แต่ดูจากภายนอกแล้วครอบครัวเขาคงจะมีเงินพอสมควร ไม่งั้นคงไม่กล้ารับปากผมแบบนี้หรอก
   “เดี๋ยวครับพี่” เขารีบวิ่งมาหาผม “… พี่ชื่ออะไรครับ”
   “โจ”
   “ครับ…” หวังว่าคงไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปกว่าการหย่ากับภรรยาแล้วก็รถชนอีกนะ
   

เพราะตัวผมเอง


ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าใครนักหรอก




เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นพ่อกับแม่ของผมกำลังตัดแต่งต้นไม้อยู่ในสวน นี่อาจจะเป็นเวลาดีที่ผมจะได้กลับไปเป็นลูกที่อ้อนขออ้อมกดจากพ่อและแม่ของผมอีกครั้ง

///แต่///

///ผมไม่กล้า///

“ทำไมวันนี้กลับมาเร็ว…” คำทักทายแสนหวานจากพ่อผม
“พอดีลาครึ่งวันน่ะครับ ทำธุระนิดหน่อย”
“ใช่เรื่องหย่ากับเมียแกรึเปล่า” ผมคงหนีเรื่องนี้ไม่พ้น
“เปล่าหรอกครับ… แต่ก็คงอีกไม่นาน” ผมนั่งลงข้างๆแม่ของผม
“นี่คือทางสุดท้ายที่แกเลือกแล้วใช่มั้ย” คงจะเป็นแบบนั้น “แกคงรู้แล้วว่าแค่ความรักมันประคองให้ครอบครัวเป็นครอบครัวจริงๆน่ะยาก เพราะมันมากกว่าแค่ความรัก” ท่านพูดอย่างใจเย็น ในแบบที่ผมไม่เคยเห็นพ่อผมเป็นแบบนี้มาก่อน “ไอ้เรื่องระยำตำบอนที่เมียแกไปก่อไว้ ใช่ว่าพ่อกับแม่จะไม่รู้ แต่ถ้าแกไม่รู้เห็นเอง แกอาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเขาเห็นมาก็ได้”
“พ่อรู้มานานแล้วหรอครับ”
“ก็นานพอกับเวลาที่แกมีหลานให้พวกชั้นดูนั้นล่ะ” ทำไมผมมันโง่แบบนี้ “เมียแกน่ะ มันรักสนุก รักความตื่นเต้น จนบางทีมันลืมทำให้ฉุกคิดไปว่า… เป็นแม่คนแล้ว”ท่านวางมือก่อนจะเดินมานั่งข้างๆผม “คิดจะทำอะไรรักษาน้ำใจลูกแกไว้ให้ดีๆ เพราะความทรงจำในอดีต มันเป็นตัวแปรความสดใสในอนาคตเสมอ… แต่ถ้าทางที่แกเลือกมันลำบาก แกก็อย่าลืมว่ายังมีครอบครัวอยู่กับแก…” ผมไม่รู้จะตอบอะไรพวกท่านกลับไปดี ได้แต่นั่งคิดอะไรอยู่ในหัวจนปั่นป่วนไปหมด แต่ท่านก็คงจะพอมองผมออก แต่แค่ไม่ถามอะไรผมต่อเท่านั้นเอง
ผมปลีกตัวเองขึ้นมาอยู่บนห้อง เปลี่ยนพร้อมกับหาอะไรอ่านฆ่าเวลา

/// กริ๊งง—งง////

สันติ… เพื่อนผมที่ สน.

“ว่าไง… มีอะไรจะให้กูช่วยอีก”
“แหมไอ้โจ มึงก็พูดซะ” ก็ผมได้รับสายมันทีไรมีแต่เรื่องปวดหัวทุกที “วันนี้ไอ้กานต์มันให้กูมาชวนมึงออกไปแดกเหล้ากัน พอดีมันพึ่งได้เลื่อนยศ เงินมันกำลังร้อน” ก็ดี… ผมอยากปลดปล่อยเหมือนกัน
“แล้วนัดกันที่ไหน… กี่โมง
“มันแชร์โลมาแล้ว เดี๋ยวกูส่งให้ เพราะกูก็ไม่เคยไปที่นี่เหมือนกัน มันบอกอยู่แถว rca มันนัดเจอที่ร้านตอน 4 ทุ่มนะมึง”
“เออๆ” ไม่นานมันก็แชร์โลเคชั่นมาให้ผม พอเปิดดูก็ชื่อร้าน แคสโทร บาร์ ชื่อไม่คุ้นหูเลย แต่ก็เอาเถอะ ผมตอบตกลงไปแล้วนี่
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
ผมเตรียมตัวออกเดินทาง แต่วันนี้ รถประจำตัวผมกลับไม่อยู่ เลยต้องยืมคันสำรองของเจ้าจอสไป แต่กว่าจะยืมได้ก็เสียเวลาไปไม่น้อย
“ถึงไหนแล้วมึง ทำไมมาช้าจังวะ” ไอ้กานต์โทรมาเร่งผมด้วยตัวเอง
“เดี๋ยวเลี้ยวแยกหน้าก็ถึงแล้ว”
“เออๆ เดี๋ยวกูออกไปรอ… แค่นี้แหละ” ทำเหมือนวัยรุ่นหัดเที่ยวไปได้เพื่อนผม ไม่นานผมก็ขับมาถึงร้าน และก็เห็นไอ้กานต์ยืนรอผมอยู่หน้าร้าน ท่าทางอารมณ์ดีเชียวล่ะ
“มึงออกรถใหม่หรอวะ โคตรสวยเลย”
“เปล่า รถน้องกู รถกูเขาศูนย์”แค่ผมก้าวลงจากรถ มันก็รีบคว้าคอผมเดินเข้าร้านทันที พอเข้ามาด้านใน บรรยากาศมันไม่ค่อยเหมือนร้านที่ผมเคยๆไป แต่ก็เอาเถอะ เพราะยังไงพวกเราก็ต้องนั่งอยู่ในห้องคาราโอเกะอยู่ดี จากที่พวกมันบอกผม
ภายในห้องคาราโอเกะมันพร้อมไปด้วยเครื่องดื่มเต็มไปหมด ผมไม่เข้าใจว่ามันลืมรึเปล่าว่าพรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอยู่
“เดี๋ยววันนี่แดกให้หนัก กูเป็นเจ้ามือทั้งทีไม่ต้องห่วง” แต่ผมว่าแค่มันพูดก็น่าห่วงแล้ว “แล้วอีกอย่าง วันนี้กูขอมีน้องมาเอนเตอร์เทนกูส่วนตัวนะเว้ย พวกมึงอย่าว่ากัน น้องคนนี้เป็นตัวท็อปของร้านเลยนะเว้ย แม่งอย่างแพง กว่าจะแย่งจากคนอื่นมาได้โคตรยาก” แต่แปลกที่ไอ้พวกที่เหลือกลับเงียบไม่มีปากเสียงเหมือนเวลาไปร้านอื่นๆ  ไม่เกิน 5 นาที ก็มีน้องพนักงานเสิร์ฟผู้ชายเดินเข้ามา เสิร์ฟอาหารเพิ่ม พร้อมกับน้องผู้ชายอีกคนนึงที่ผมรู้สึกคุ้นหน้า เขาเดินตรงไปยังไอ้กานต์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผม
“ขอโทษนะครับที่ผมมาช้า พอดีผมติดลูกค้าอยู่ด้านนอก”


////นีมัน////


///ลุค///

“มึงจะตกใจอะไรวะ”ไอ้ชาติกระซิบผม “ไอ้กานต์มันเปลี่ยนรสนิยมมากินเพศเดียวกันนานแล้วเว้ย… มึงหายหัวไปอยู่ไหนมา… หรือว่ามึง anti เพศที่ 3 วะ”
“เปล่า”… ทำไมผมรู้สึกพูดอะไรไม่ออก
“แล้วที่นี่พอมีสาวๆบ้างมั้ย พอดีเพื่อนพี่ยังกินนมกินหอยกันอยู่น่ะ” ผมไม่เข้าใจทำไมผมถึงเห็นเขาอยู่ที่นี่
“ไม่มีหรอกครับ…” และทำไมเขาต้องทำเหมือนไม่รู้จักผม “เดี๋ยวพี่กานต์รอแปปนึงนะครับ เดี๋ยวผมไปเอาเครื่องดื่มแบบพิเศษมาให้”  ถ้าเขาต้องมาทำงานแบบนี้เพราะต้องหาเงินมาจ่ายค่าเสียหายให้ผมผมไม่โอเค
“เดี๋ยวกูขอไปเข้าห้องน้ำแปป” ผมรีบเดินตามน้องคนนั้นออกไปทันที
“เดี๋ยว” ผมรีบคว้าเเขน เพื่อดึงการสนทนา “ทำไมมาทำอะไรแบบนี้”
“อะไรแบบนี้ของพี่ คืออะไรครับ”
“ก็… ทำงานบริการแบบนี้”
“แล้วที่ไหนไม่ต้องมีพนักงานบริการบ้างล่ะครับ ผมจะได้ไปทำ” เขามองหน้าผม “เห็นมั้ยครับ ที่ไหนก็ต้องมีงานบริการ แล้วผมก็แค่มาบริการเพื่อนพี่ ตามที่เพื่อนพี่ต้องการ”เขาแกะมือผมออก “ผมขอตัวก่อนนะครับ พี่เขารอนานแล้ว”  ถึงเขาจะอธิบายยังไง ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ไม่นาน ลุค ก็เดินถือเเก้วเครื่องดื่มเดินกลับเข้าไปในห้อง พร้อมกับไปนั่งลงข้างๆไอ้กานต์ที่กำลังเริ่มกรึ่มๆ
“น้องลุค… ถ้าพี่เหมาน้องทั้งคืนน้องคิดเท่าไหร่… บอกมาเลย… พี่จ่ายไม่อั้น
“ก็ตามเรทที่พี่ได้รู้มานั้นล่ะครับ”
“35,000… เอาเลขบัญชีมาเลย พี่จะโอนให้”
“พี่ให้ 100,000 นึง”ผมพูดสวนขึ้นไปทันที ไม่รู้อะไรที่ทำให้ผมพูดไปแบบนั้น
“เฮ้ยไอ้โจ… มึงเกทับกูแบบนี้กูก็แย่ดิวะ… กูไม่ได้รวยเหมือนมึงนะเว้ย
“นี่มึงเปลี่ยนแนวตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ไอ้สันติรีบถามผม
“ว่าไง… 100,000 นึง ตกลงมั้ย” ลุคมองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำ
“ครับ”
“งั้นไปกันเลย” ผมรีบลุกไปดึงมือของลุคและพาเดินออกไปน้องห้องคาราโอเกะทันที เพื่อนผมก็คงงงกับการกระทำของผม ไม่ต่างจากตัวผมเองหรอก
“ขึ้นรถ”ผมปล่อยมือเขา และเขาก็ไม่ขัดขืนอะไรคำสั่งผม
“จะไปที่ไหนครับครับ โรงแรม บ้านคุณ หรือในรถ” เขาถามขึ้นอีกครั้งเมื่อผมเข้ามานั่งในรถ
“เรื่องของผม” ผมรีบเหยียบคันเร่งออกมาจากบริเวณนั้นทันที
บนท้องถนนในเวลานั้น ในความรู้สึกของผมทำไมมันเงียบงันไปหมด ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรรอบๆตัวเองเลย จนมารู้สึกตัวอีกที ก็มาจอดอยู่ใต้สะพานแขวนที่นึง
“เสียเงินให้ผมเป็นแสน จะให้ผมมานั่งเฉยๆใต้สะพานเนี้ยหรอ” ทำไมผมรู้สึกเจ็บ “ อยากให้ผมทำอะไรก็บอก จะให้อม ให้ชัก ผมทำได้ทั้งนั้น หรือถ้าคุณอยากนอกสถานที่ตรงนี้ ผมก็ทำให้ได้
“คุณกับภรรยาผมมันต่างกันตรงไหน คุณไม่รู้สึกเจ็บบ้างหรอ ที่ต้องเห็นคนที่รักคุณ มานั่งเจ็บปวดเพราะการกระทำอะไรแบบนี้”
“ทำไมผมต้องเจ็บปวด”น้ำเสียงเย็นชาแบบนี้  “เพราะสิ่งที่ผมทำ ก็ทำเพื่อคนที่ผมรักเหมือนกัน… และที่คุณถาม ว่าผมกับภรรยาของคุณต่างกันตรงไหน ก็คงต่างตรงที่ผมทำเพราะความจำเป็น แต่ภรรยาคุณ.. อาจจะทำเพราะความไม่รู้จักพอ”
“แล้วคุณรู้จักมั้ยล่ะ… คำว่าพอ”
“ผมไม่รู้จัก… แล้วก็ไม่คิดจะรู้จักมันด้วย”
“แปลว่าเงินมันสำคัญกว่าศักดิ์ศรีความเป็นคนของคุณสินะ”
“ใช่… เพราะเงินมันตอบสนองความต้องการผมได้มากกว่าคำว่าศักดิ์ศรีที่คุณพูดถึง” ผมเอื้อมมือหยิบสมุดเช็คในลิ้นชักรถของจอสออกมา และก็ทำตามที่ผมได้พูดไว้
“100,000 ตามที่ผมพูดไว้…”ผมยื่นให้กับเขา “ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายผมเรื่องรถคุณไม่ต้องเอาอะไรมาคืนผมทั้งนั้น ถ้าเงินพวกนั้นแลกมาด้วยความเจ็บปวดของตัวคุณ รวมถึงเช็คใบนี่ด้วย…” เขามองหน้าผม “ เพราะถ้าคุณยอมเเลกศักดิ์ศรีกับเงินพวกนี้ผมจะยอมเชื่อว่าคุณทำเพื่อคนที่คุณรักจริง และที่คุณบอกว่าภรรยาผมเป็นคนไม่รู้จักพอ ผมหวังว่าวันนึงคุณจะรู้จักพอเพื่อคนที่คุณรัก เพราะถ้าเขาคนนั้นรู้ เขาจะเจ็บปวดเหมือนผม” ผมสตาร์ทรถอีกครั้ง พร้อมกับสติของผมที่กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมขับรถพาเขากลับมายังร้านที่ผมพาเขาออกมา ลุคลงจากรถผม

“ผมก็เป็นอีกคนที่จะรอวันนั้นของคุณ” ผมเอื้อมมือคว้าประตูรถปิดเข้ามา ก่อนจะรีบเหยียบออกจากพื้นที่ความทรงจำนี้

พาร์ทของจอส
ตั้งแต่ผมใช้ชีวิตเพื่อการทำงาน ผมก็รู้สึกสนุกมากขึ้น อาจจะมีความกดดันบ้าง แต่คนอย่างไอ้จอส ผ่านไปได้สบายๆอยู่แล้ว และตลอดครึ่งวันเช้า ก็มีรายงานมาให้ผมอ่านเยอะไปหมด จนผมเริ่มรู้สึกเห็นใจอาจารย์ที่เคยสอนผมซะแล้วสิ… คงปวดหัวน่าดู
“เดี๋ยวเที่ยงนี้ผมจะออกไปทานข้าวข้างนอก  อาจจะเข้ามาช้าหน่อย”  จะว่าไปคุณเลขาเริ่มเหมือนแม่ของผมเข้าไปทุกที ไปไหนมาไหนต้องบอกตลอด
ไม่รู้ว่าผมคิดผิดมั้ยที่ออกมาทานอาหารข้างนอก เพราะตอนนี้รถติดแบบที่ว่า ผมสามารถดูหนังจบได้เป็นเรื่องๆ
 แต่แล้วสาเหตุจริงที่ทำให้รถติดแบบบ้าคลั่งขนาดนี้ เพราะมีกลุ่มนักศึกษากำลังมีเรื่องกันอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ในบริเวณนั้น กำลังชุลมุนวุ่นวายไปหมด รวมถึงมีผู้บาดเจ็บที่เป็นทั้งลูกหลง และตัวกลุ่มนักศึกษาเอง

แต่ว่า

นั้นมัน

นายไม้ ช่างที่เคยซ่อมรถให้ผม

นายคนนี้นักเลงหัวไม้ไม่เบา

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของผม สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี่คืออาหารมื้อกลางวันที่แสนอร่อย ที่กำลังรอคอยผมอยู่ๆ
………………….
กว่าจะได้ทานอาหาร กว่าจะทานเสร็จ ก็พาลยาวนานจนแทบจะหมดเวลาการทำงานของผมซะแล้ว  แต่ไปช้าก็ดีกว่าไม่ไป  แถมขากลับรถยังวิ่งฉิว ย่นระยะเวลาการขับรถของผมไปได้เยอะเลย แต่พอกลับมาถึง ก็มีเอกสารรออนุมัติจากผมมากมายไปหมด แล้วถ้าผมอุตริไม่อนุมัติสักรายการนี่มันจะเป็นยังไงกัน เพราะบางอย่าง ผมมองว่ามันไม่สำคัญด้วยซ้ำ
อ่อ! แล้วผมลืมบอก ว่าตอนนี้ผมเป็นคนสกรีนคนเข้าทำงานด้วยตัวเอง โดยเป็นด่านสุดท้ายที่ผู้สมัครจะต้องเข้ามาพบผม  พูดคุยกับผม และจะรู้ผลทันทีโดยไม่ต้องรอทางบริษัทแจ้งกลับ
…………………………….
นั่งก้มหน้ามองแต่เอกสารจนลืมมองเวลา จนเเม่เลขาสมองไว ต้องเอ่ยปากเตือนผมให้กลับบ้านได้แล้ว ผมพอที่จะเข้าใจพ่อตัวเองเข้าไปอีกขั้น ว่าทำไมบางวันถึงกลับถึงบ้านมืดค่ำขนาดนั้น
แต่ถึงตะวันจะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่การจราจรในเมืองกรุงนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่เอาเถอะ ผมอยากขับรถเอง ก็ต้องยอมรับชะตากรรม แต่ไม่รู้ทำไม… เรื่องของนายไม้คนนั้นก็แวบเข้ามาในหัว สงสัยต้องเอาเรื่องนี้ไป ตีแผ่ซะหน่อยแล้ว

ปิ๊นๆ ปิ๊นๆ

รวดเร็วทันใจ

“มีอะไรให้ผมรับใช้ครับคุณจอส” ไม่ต้องนอบน้อมกับผมขนาดนั้นก็ได้ช่าง
“พอดีวันนี้ผมเห็นลูกน้องช่าง ไปยกกลุ่มมีเรื่องแถวๆบริษัทผม ช่างทราบรึเปล่า”
“อ่อ ผมรู้เรื่องแต่เย็นแล้วครับ… แต่ปล่อยมันไป  ย่ามันฝากให้มันทำงานกับผม มันก็เอาแต่สร้างเรื่อง ส่งให้เรียนแต่อยากทำตัวเป็นนักเลง พอดีพ่อแม่มันตายตั้งแต่มันยังเด็ก เลยไม่ค่อยได้รับการอบรมน่ะครับ” พ่อแม่เสียตั้งแต่เด็ก “ผมก็เลยปล่อยให้มันนอนคุกสักคืนสองคืน มันจะได้จำบ้าง”
“นอนคุก!?”
“ใช่ครับ ความอยากเป็นนักเลงมันจะได้น้อยลง”
ผมรีบปิดกระจก และออกรถทันที

///แต่ทำไม///


ผมถึงถอยรถกลับมาที่หน้าอู่ของช่าง

“ขอโทษนะ… เขาถูกจับอยู่ สน.ไหน”

……………………………..

   “ผมมาประกันตัวนาย ศิรศักดิ์ครับ”
   “นึกว่าจะไม่มีคนมาประกันตัว เหลืออยู่คนเดียว… เชิญนั่งก่อนครับ” จ่าที่ดูแลเดินหายไปสักพักก่อนจะเดินออกมาพร้อมนายไม้ คนนั้น
   “ค่าประกันตัว นายศิรศักดิ์ จำนวนเงิน 15,000 บาท
   “โหจ่า ทำไมแพงจังเลยอ่ะ”
   “รับบัตรเครดิต หรือเช็คหรือเปล่าครับ”
   “ไม่มีนโยบายครับ”ไม่มีความทันสมัยเอาซะเลย “มีตู้ เอทีเอ็ม อยู่หน้า สน.ครับ”
   “ระดับคุณเขาไม่มีหรอกครับ atm พกแต่บัตรเครดิต” มันน่ามาช่วยประกันตัวมั้ยเนี้ย
   “งั้นรอแปปนึงครับ” ผมคงต้องพึ่งพี่ชายผมซะแล้วล่ะ ระดับพี่โจคงไม่ยากต่อการเจรจา  และมันก็เป็นผลสำเร็จอย่างง่ายดาย
   “แล้วนี่แกไปมีเรื่องอะไรถึงต้องประกันตัว”
   “แค่อยากช่วยคนน่ะพี่… ไม่มีอะไรหรอก”เสร็จสิ้นภารกิจ ก็หมดหน้าที่ผม
   “แล้วคุณมาประกันตัวผมทำไม”
   “ไม่รู้เหมือนกัน… อยากทำบุญมั้ง” ถามมากน่ารำคาญ แต่ไม่รู้อะไรที่ทำให้นายคนนั้นเดินตรงมาที่รถผม และทำท่าเหมือนจะ

   ///เปิดรถ///

   “ใครจะให้นั่งไปด้วยไม่ทราบ” นายคนนั้นกลับยืนนิ่งไป “สกปรกอย่างนายอย่าได้หวังจะขึ้นมานั่งบนรถ… ลำพังที่เก็บของท้ายรถ ยังขอคิดดูก่อนเลย” เสียเวลาผมมานั่งสนใจ แค่นี้ก็เปลืองเวลาส่วนตัวผมมากพอแล้ว
   หลังจากวนรถเตรียมออกจาก สน. ผมก็เห็นเขายืนรอรถเมล์อยู่ใกล้ๆ
   “เรื่องเงินนายไม่ต้องคิดมาคืนนะ… ชั้นให้”ผมเปิดกระจกบอกเรื่องที่เป็นข่าวดีสำหรับเขา  เผื่อได้เงินมาจะได้ไปหาที่อยู่ใหม่ได้ เผื่อช่างเจ้าของเขาไล่ออกมา
…………………..
   “ป้านอมครับ จัดโต๊ะให้ผมด่วนเลย” ความหิวมันกำลังจะโจมตีผมหนักขึ้น  และในตอนนี้นี้ผมไม่พร้อมเปลี่ยนชุดหรือกระทำการใดๆทั้งนั้น ห้องอาหารคือที่ที่ควรไปมากที่สุด
   “แกบอกได้รึยังว่าไปทำอะไรที่โรงพัก… และประกันตัวใคร” เดินเข้ามาตอนไหน ทำตัวเป็นผีไปได้
   “ก็ผมบอกแล้วไง ว่าแค่อยากทำบุญ”
   “เขาเป็นใคร” พี่ผมนี่พูดไม่รู้เรื่อง และไม่รู้จะรีบสวนขึ้นมาทำไม “คนอย่างแกไม่คิดจะช่วยใครง่ายๆ อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นิสัย… พูดมา” เกียจการรู้ทันของพี่ชายตัวเองจริง
   “งั้นผมขอเวลา 15 นาทีในการทานข้าวแล้วผมจะเล่าให้ฟัง”
   “ไม่… ต้องเดี๋ยวนี่” สงสัยต้องงัดการสักตั้งแล้ว
   “เออ… เล่าก็เล่า” ผมก็สาธยายตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับพี่ชายผู้แสนสงสัยได้ฟัง แถมยังจะหาผมว่าโกหกอีก… ขอโทษครับพี่… ระดับผมพูดความจริงอย่างเดียว “และผมก็แค่สงสาร อีกอย่าง… เขาก็ไม่มีพ่อมีแม่ ถ้าหวังจะพึ่งเเต่ช่างเจ้าของคนเดียวคงลำบาก… ผมก็เลยคิดซะว่าไปทำบุญไถ่ชีวิต”
   “จอส!?”
   “ก็ผมคิดแบบนี้จริงๆ”
   “แต่เขาเป็นคน… เหมือนแก…” ก็ไม่เห็นเป็นไร “ แล้วถ้าวันนึงพ่อกับแม่พูดกับแกว่าที่ให้เงินแกใช้ก็เหมือนเอาเงินไปไถ่ชีวิตสัตว์… แกจะโอเคใช่ป่ะ” จุกแบบบอกไม่ถูกเลย “อย่าเอาความรู้สึกคนมาทำเหมือนเขาเป็นสิ่งของหรือสัตว์เลี้ยง เพราะไม่ใช่แต่ตัวแกที่มีความรู้สึก จำเอาไว้”
   “ผมทานข้าวได้แล้วใช่ป่ะ”
   “อยากลองกินหญ้าบ้างมั้ยล่ะ เผื่อจะได้รู้ซึ้ง”
   “พี่โจ”
   “พี่จำชื่อตัวเองได้… ไม่ต้องเรียก” แล้วเดินหนีไปง่ายๆเนี้ยนะ…..

//// อ๊ากกกกกกกกกก////


/////….. หงุดหงิด/////

………………………………

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของไม้
   ตั้งแต่ถูกประกันตัวกลับมา เฮียเม้งด่าผมยังไม่หยุดเลย ด่าตั้งแต่หลับยันตื่น แม้แต่ผมเข้าส้วมก็ยังไม่เว้น ดีที่วันนี้ผมมีเรียน ไม่งั้นคงต้องหาอะไรมาอุดหูแน่
   “ผมไปเรียนก่อนนะเฮีย”
   “ไปเรียน… ไม่ใช่ไปเสือกมีเรื่องอีกนะมึง…” เอาอีกแล้ว “ ถ้ามึงโดนจับอีกวันนี้กูจะปล่อยให้มึงตายคาคุกเป็นศพไม่มีญาติเลย”
   “เฮียจะบ่นอะไรนักหนาเนี้ย” รีบหนีออกมาก่อนน่าจะดีกว่า ใครๆก็เป็นนะผมว่าที่เราต้องปกป้องเพื่อนหรือช่วยเพื่อนเวลามีปัญหา แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ได้ไปหาเรื่องใคร มีแต่เพื่อนผมที่โดนหาเรื่อง และผมก็ต้องปกป้องศักดิ์ศรีเพื่อนผมสถาบันผมดิ จะให้ใครมาดูถูกง่ายๆได้ยังไง
   ตอนผมมาถึงวิท’ลัย เพื่อนของผมหลายหยุดนอนเป็นซากศพอยู่บ้าน เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนที่มารวมตัวกันได้ แถมยังโดนอบรมอีกยาว
   3 ชม.ที่ผมนั่งโดนอาจารย์ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้มาอบรม จนหูผมมันหยุดการทำงานไปแบบดื้อๆ กว่าจะได้ออกมาจากห้องดำ หูแทบดับ
   “ไอ้ไม้ แล้วนี่มึงได้ที่ฝึกงานยังวะ กูยื่นไป 4 5 ที่แล้ว แม่งยังไม่มีใครตอบกลับมาเลย” แล้วมึงกับกูต่างกันมากนักไง
   “กูยื่นไป 2 ที่ นาวมันแนะนำ มันบอกว่าถ้ากูเข้าได้ อนาคตกูสดใสแน่”
   “มึงห่วงเรื่องอนาคตสดใสด้วย… โลกสวยเกิน”
   “กูก็ต้องทำมาหาแดกเลี้ยงตัวเองป่ะวะ ใครจะไปช่วยพวกมึงมีเรื่องได้ทุกวัน…. มีสมองอ่ะคิดหน่อย” เสียงโห่แบบนี้น่าเอาเท้าเตะปากพวกแม่งชะมัด
   “ไม้!... ไม้!” เสียงตะโกนเรียก ที่หลับตาฟังยังรู้เลยว่าใคร “อาจารย์สุดาบอกว่า ทางบริษัทที่เราสมัครไปเขาจะเรียกไปสัมภาษณ์บ่ายนี้… ดีใจจังเลย” เธอกระโดดกอดผมตัวโยน
   “ปล่อยก่อนนาวปล่อยก่อน” นาวเป็นเพื่อนที่ผมมารู้จักตอนเรียนวิท’ลัยนี่แหละ มันห้าว ใจกล้า และที่สำคัญ แม่งโคตรสวยเลย คนตามจีบมันตรึม แต่มันไม่เอาใครสักคน จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่า มันเป็นทอมแอ๊บหญิงรึเปล่า “กูจะไปได้ไงวะ… ดูหน้ากูดิ” มีรอยเขียวช้ำตาแตกขนาดนี้

   /////โอ้ย/////

   มันตบหัวผม!

   “มึงลืมไปแล้วไงว่ากูเป็นใคร” อะไรของมึงวะ “กูเป็นผู้หญิง… กูมีเครื่องสำอางค์”
   “ผู้หญิงห่าไรอย่างกับม้าดีด” บางทีมันเซี้ยวกว่าพวกผมอีกจะบอกให้
   “มึงจัดการแต่งตัวให้เรียบร้อย เดี๋ยวเรื่องรอยช้ำกูจัดการเอง… ไปปปปป” มันเป็นเพื่อนหรือเป็นแม่ผมว่ะเนี้ย
   แล้วที่มันบอกให้ผมมาแต่งตัว จะให้ผมแต่งอะไร ก็แค่เสื้อยืด ชอป กางเกงยีนส์ แถมชอปผมก็มีรอยเลือดเปื้อนติดอยู่ด้วย… ช่างแม่ง… ไปแบบนี้แหละ
   “ถอดต่างหู… กับจิวคิ้วออกด้วย”กูนึกว่าจะจบแล้วนะ
   “ถอดทำไม”แม่งเริ่มเรื่องมากและ
   “จะมีใครเข้าไปสัมภาษณ์งานสภาพแบบมึงวะ… ถอดออก” แม่งเอ้ย “ถ้ามึงไม่ถอดกูถอดเอง”
   “เออๆๆๆๆ” ถ้าไม่กลัวเรื่องไม่มีงานทำนี่อย่าหวังเลย
   “แล้วก็อย่าเสือกขยับอ่ะ” และนาวก็จัดการ แต่งหน้าให้กับผม ผมนี่แทบไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่าจะต้องมีผู้หญิงมานั่งแต่งหน้าให้ แม่ง… น่าอายชิบเลย  “เอ้า… เสร็จละ… ดู.. ซะ”
   “โคตรเร็วเลยว่ะ” มันยื่นกระจกมาให้ผม “แทบจะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง รอยช้ำตรงตากับตรงมุมปากผม มันหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย “เจ๋งสัส”
   “คราวนี้ก็เหลือแค่ตัวมึงแล้วแหละ….” ก็จริง
   “แล้วนี่บริษัทเขาอยู่ตรงไหนวะ”
   “พูดจริง!?”
   “พูดจริงอะไร”อะไรของนาวมันวะ
   “นี่มึงไม่รู้จริงอ่ะ ว่าบริษัทเขาอยู่ที่ไหน”
   “เออดิ ก็มึงเป็นคนยื่นประวัติให้กู เขียนให้กู ส่งให้กู กูจะรู้มั้ย” ก็ผมไม่รู้จริงๆ
   “แบบนี้กูต้องเทรนมึงยาวแน่เลย” นาวจัดการพาผมเดินไปขึ้นรถเมล์หน้าวิท’ลัย  โชคดีที่ช่วงเวลานี้รถเมล์ว่างเลยทำให้เราได้นั่งกันทั้งคู่ นาวเริ่มบอกว่าผมควรรู้อะไรบ้าง อย่าง เจ้าของบริษัทชื่ออะไร ทำเกี่ยวกับอะไร  ความตั้งใจเป็นยังไง และอีกสารพัดที่มันจะนึกออกแล้วบอกให้ผมฟัง ถามว่าผมจำได้มั้ย… ไม่เลย… อะไรที่เป็นสาระมักจะแทรกซึมเข้าไปในความจำผมยากมาก
   เกือบ ชม. กว่าจะมาถึงที่ตัดสินชะตาชีวิตผมที่แรก และอาจจะเป็นที่เดียว แต่บริษัทดูโคตรยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือเลย  แสงแห่งความหวังที่ผมมองเห็น ผมรู้สึกว่าแม่งเริ่มริบหรี่เต็มที
   “พร้อมยัง” ไอ้นาวมันจับมือผมเดินเข้าไปยังด้านในตึก โชคดีตรงที่ เลยช่วงบ่ายมาแล้ว เลยไม่ต้องนั่งรอให้เสียเวลา “มานัดสัมภาษณ์ฝึกงานน่ะค่ะ” ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่นี่ก็สวยใช่เล่น
   “เชิญชั้น 30 นะคะ ออกลิฟต์ เลี้ยวขวา ฝ่ายบุคคลจะอยู่ซ้ายมือ” เสียงเพราะซะด้วย
   “ขอบคุณค่ะ…. ไปมึง” อาหารตาสวยขนาดนี้จะรีบลากรีบเดินไปทำไมวะ “มึงนี่เห็นสาวสวยไม่ได้เลยนะ”
   “ก็ถูกแล้วป่ะวะ จะให้กูมองผู้ชายหล่อๆแล้วเคลิ้มรึไง” ไม่นานลิฟต์ก็ลงมาถึงผม  จะว่าไป ถ้าผมได้ทำงานที่นี่คงจะเจริญหู เจริญตาน่าดู มีอะไรให้มองได้เพลินๆทั้งวัน
   “เตรียมตัวนะมึง” นาวเดินนำผมไปยังฝ่ายบุคคลที่อยู่ด้านหน้า “สวัสดีค่ะ มานัดสัมภาษณ์งาน นักศึกษาฝึกงานน่ะค่ะ”   พี่พนักงานคนนั้นเดินหายเข้าไปสักพัก ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมเชิญเราทั้งคู่เข้าไปด้านใน
   “สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ”
   “สวัสดีครับ พี่ชื่อ พี่ศิวะนะครับ เป็น หัวหน้าฝ่ายบุคคล เดี๋ยวพี่ถามเพิ่มเติมนิดนึง ตำแหน่งที่พวกน้องมาสมัครคือ ฝ่ายไอที ใช่มั้ย…” พี่เขาดูใจดีเหมือนกัน “คือถ้าเอาตามคุณสมบัติที่ที่นี่ตั้งเอาไว้ รู้สึกว่าน้องผู้หญิงจะผ่านคนเดียวนะ” ซวยแล้วกู “แต่ตอนนี้ท่านประธานเขาเปลี่ยนกฏเกณฑ์ใหม่นิดหน่อย น้องผู้ชายอาจจะต้อง active ตัวเองให้มากขึ้นตอนสัมภาษณ์อีกที”
   “ไม่ใช่พี่ที่เป็นคนสัมภาษณ์หรอครับ” ถ้าไม่ใช่นี่ซวยของซวยเลยนะ
   “ไม่ใช่พี่คนเดียว ยังมีท่านประธานอีกคน”
   “ท่านประธาน” มึงกับกูใจตรงกันเลยไอ้นาว
   “ใช่ ”จะรอดมั้ยเนี้ยกู “งั้น เดี๋ยวพี่จะพาไปส่งที่ห้อง… ไป” ทำไมมันดูเป็นการสัมภาษณ์งานที่โหดแบบนี้วะ ต้องไปนั่งตอบคำถามคนที่เป็นถึงประธานบริษัท แบบนี้ รู้คำตอบตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลย
   พี่ศิวะพาเราทั้งคู่ขึ้นลิฟต์ ไปยังชั้น 40 เมื่อถึง อากาศในชั้นนี้ทำไมมันดูเย็นยะเยือกผิดปกติไม่รู้ พี่ศิวะให้เรา ทั้งสองรออยู่หน้าห้อง ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน ไม่ถึง 5 นาที พี่เขาก็เดินออกมา  พร้อมกับมาบอกกล่าวอะไรกับพวกเราอีกเล็กน้อย
   “ฟังนะครับ ท่านประธานเป็นคนรักสะอาดมาก เมื่อถึงเวลาพี่เลขาด้านในจะเดินออกมาตาม ให้พวกเราแรปรองเท้าตรงเครื่องที่วางอยู่หน้าห้อง แล้วค่อยเดินเข้าไป เข้าใจตรงกันนะ… หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกัน” ยิ่งพี่เขาเปิดมาแบบนี้ยิ่งทำให้ผมใจสั่น
   “จริงๆกูกลับก็ได้นะเว้ย มึงสัมภาษณ์คนเดียว… มึงก็รู้ ว่าเรื่องแบบนี้ก็โคตรห่วยเลย”
   “ขอเชิญคุณศิรศักดิ์ค่ะ” จังหวะนรกชัดๆ
   “ไม่ทันแล้วล่ะมึง”เออดิ “สู้ๆ” ผมรีบลุกขึ้น ก่อนที่พี่เลขาจะให้ผมแรปรองเท้า อย่างที่พี่ศิวะได้บอกเอาไว้ พอเดินเข้ามาด้านใน มันยิ่งทำให้ผมตื่นเต้น ยิ่งกว่าไปช่วยเพื่อนกระทืบคนซะอีก
   “เชิญนั่งรอสักครู่ค่ะ” พี่เลขาให้ผมนั่งตรงหน้าโต๊ะทำงาน แม่งกดดันแบบบอกไม่ถูก
   “สวัสดีครับ… คุณ… ศิรศักดิ์” ประธานคนนี้นี่มัน….  “ตกใจหรอ… ชิลล์ๆครับ อย่าไปซีเรียสอะไรมาก” เขานั่งลงตรงหน้าผม “ตอนที่คุณศิวะเอาเอกสารมาให้ผมเมื่อกี้ พอผมเห็นชื่อ ผมยังนึกเลยว่าใช่คุณหรือเปล่า” ถ้าใช่… แล้วไง “งั้นเรามาเริ่มกันเลยก็แล้วกัน” เอาวะ เพื่ออนาคต ท่องเอาไว้ เพื่ออนาคต “จากเอกสารที่ผมได้มา คุณจะขอเข้ารับฝึกงาน แผนกสารสนเทศและไอที เกรดที่คุณใส่มาให้ผม ถ้าให้ผมบอกตรงๆ ผมไม่โอเคกับมันเท่าไหร่” ใช้เกรดทำงานรึไงวะ “ แต่จริงๆแล้วตัวผมก็ไม่ได้มีความรู้ที่จะมาตัดสินตัวคุณได้เหมือนกัน ว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง แต่สิ่งที่ผมต้องการจากคนที่เป็นพนักงานของผม คือความใส่ใจ ความขยัน และไม่เอาเปรียบคนอื่น นี่คือข้อหลักๆที่ผมเน้นย้ำตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่ง… คุณช่วยบอกผมที… ว่าตัวคุณมีคุณสมบัติอะไรที่ผมต้องรับคุณไว้ทำงาน” ทำไมดูเป็นคนละคนกับตอนแรกเจอขนาดนี้
   “ถ้าให้ผมตอบ ผมไม่ได้มีคุณสมบัติอะไรเหนือคนอื่นหรอกครับ แต่ผมมีสิ่งที่ท่านต้องการ เพราะผมรู้ว่า การเป็นภาระของคนอื่น มันแย่แค่ไหน และผมคงไม่อยากเป็นภาระของท่านในวันที่ผมจะได้เข้ามาทำงาน ท่านให้เงิน ผมให้งาน และผมไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์ได้นอกจากความตั้งใจครับ” นายขี้เก๊กคนนี้มองหน้าผมไม่ละสายตา
   “คุณอิงลดา เชิญท่านต่อไปเลยครับ” เขายังคงมองหน้าผมไม่เลิก “เชิญครับ” ผมยกมือไหว้ก่อนที่จะเดินกลับออกมา ตอนที่เดินสวนกับนาว เธอส่งยิ้มให้กับผมเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมออกมานั่งรอเธอด้านนอก สักพักใหญ่กว่าเธอจะก้าวพ้นออกมา
   “เขาว่าไงมั่ง” ผมก็อยากรู้เป็นเหมือนกัน
   “ยังไม่รู้เลย เขาบอกให้ออกมารอข้างนอกก่อน เดี๋ยวจะเชิญกลับเข้าไปใหม่อีกที”นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยที่ผมมาสมัครงานแล้วเจอความกดดันแบบนี้  “เขาสัมภาษณ์เราโหดมาก ถามถึงองค์ประกอบ ถามถึงการแก้ไขปัญหา แถมยังมีปัญหาให้เราลองแก้ไขด้วยแม่งโคตรตื่นเต้นจนเกือบตอบไม่ได้… แล้วแกอ่ะเป็นไงมั่ง” ผมจะตอบนาวยังไงดี ทำไมการสัมภาษณ์ระหว่างผมกับเธอมันถึงแตกต่างกันขนาดนี้
   “ขอเชิญคุณทั้งสองด้านในค่ะ” นี่คือเวลาแห่งความจริงแล้วสินะ เขาคงมองผมออกว่าผมไม่มีคุณสมบัติในการทำงานบริษัทยักใหญ่ของเขา… มันก็ทำให้ผมเข้าใจอะไรง่ายดี
   “จากที่ผมสัมภาษณ์คุณทั้งสอง เริ่มจากคุณจริญญา ผมชอบนะ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของคุณ ไหวพริบดี สติดี ดูมีระบบระเบียบในการแก้ไข ตำแหน่งงานฝ่ายไอทีที่คุณขอเอาไว้ ผมอนุมัติ” ก็สมควรแล้วที่นาวจะได้รับตามคำขอ “เดี๋ยวคุณตามคุณอิงลดาลงไปที่ฝ่ายบุคคล เเล้วเดี๋ยวเขาจะพาคุณไปยังแผนกไอที เชิญ” ผมรู้ว่านาวกำลังจะอยากถามอะไรบางอย่าง ผมก็ได้แต่พยักหน้าให้เธอ ผมโอเค “ส่วนคุณ”เขาพูดต่อหลังจากที่นาวเดินออกไป “ผมเชื่อว่าคุณก็มีความสามารถไม่ต่างจากเพื่อนคุณ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ… เพราะชีวิตจริงไม่ได้ใช้ทฤษฎีตามแบบที่เรียนมานักหรอก มันต้องใช้ประสบการณ์ และผมหวังว่า คุณจะไม่ทำให้ผมต้องผิดหวัง”
   “ผ… ผม… ด… ได้งานหรอครับ” เขายักคิ้วเป็นคำตอบให้ผม
   “เดี๋ยวคุณ ไปรอผมที่ชั้น 33 เดี๋ยวผมตามลงไป” ผมรีบถอยตัวเองออกจากห้อง และลงไปตามที่นายขี้เก๊กคนนั้นบอก  ผมมายืนรออยู่หน้าห้องอะไรไม่รู้ เพียงไม่นานเขาก็เดินตามหลังผมมาติดๆ “ตามผมมา” จากที่ผมเดินตาม ทุกคนในแผนกที่นั่งทำงานอยู่ต่างยกมือให้ความเคารพแบบไม่ต้องให้บอก นี่ล่ะนะ ชีวิตที่ผมไม่น่าจะได้มี
   “นี่คุณณัฐ หัวหน้าแผนกไอที” ผมรีบยกมือไหว้เลยครับ ดูๆแล้วน่าจะเนี้ยบไม่เบา “คุณณัฐ ผมต้องการให้คุณหาห้องทำงานให้กับนักศึกษาคนนี้ เอาให้อยู่ในแผนก ส่วนการทำงาน  ผมอยากให้คุณเป็นคนเทรนให้กับเขาตัวต่อตัว รวมถึง นักศึกษาที่มาก่อนหน้าด้วย ผมหวังว่า 840 ชม.ที่เขาอยู่บริษัทเรา จะมีผลงานมากกว่าไร้ผลงาน ส่วนงานอื่นที่นอกเหนือจากคำสั่งที่ผมบอก ผมจะเป็นคนจัดการเอง” มาดอย่างโหด “อ่อ อีกอย่าง นักศึกษาฝึกงานไม่ใช่เบี้ยล่างที่จะใช้ให้ชงกาแฟ เดินเอกสาร หรือใช้ซื้อของ หวังว่าพวกคุณจะไม่พิการตอนได้เด็กฝึกงานมาเพิ่ม… เข้าใจตรงกันนะครับ” keep look ได้โคตรโหด “วันนี้คุณกับคุณจริญญากลับได้ และกลับมาเริ่มงานอีกทีวันจันทร์ ห้ามเลท ห้ามสาย ฝากบอกเพื่อนคุณด้วย” เอาจริงๆผมดีใจนะที่ได้ที่ฝึกงาน แต่มันก็น่ากลัวเพราะนายคนนี้ทำเหมือนผมเป็นเด็กเส้นเด็กฝาก แถมยังให้ผมมีห้องทำงานแยกอีก บันเทิงแน่ล่ะคราวนี้
   ผมนั่งรอนาวอยู่ตรง ประชาสัมพันธ์อยู่เกือบครึ่ง ชม. เธอดูดีใจไม่ต่างจากผม แต่เธอยังไม่รู้ว่าผมได้ทำงานหรือเปล่า
   “ขอโทษที่ลงมาช้า พอดี พี่เขาพาไปดูฝ่ายไอทีมา โคตรน่าทำงาน” ท่าจะดีใจมาก “เออ…แล้วแกอ่ะว่าไง ตกลงเขาให้แกทำงานป่ะ” มันจ้องหน้าผมยิ่งกว่าดูผลคะแนนสอบอีก… แต่ก็นะ… ผมไม่อยากแกล้งมัน
   “ได้” มันร้องกรี๊ดกระโดดกอดผม จนมันคงลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่วิท’ลัย มันได้แต่ก้มหัวขอโทษพนักงานบริเวณนั้นไปทั่ว และเราทั้งคู่ก็พากันออกมา
   หลังจากเสร็จภาระกิจ ผมกับไอ้นาวก็แยกย่ายต่างคนต่างกลับ  เพราะผมขี้เกียจฟังเฮียเม้งสุดที่รักบ่น
   “วันนี้มาถึงบ้านแต่หัววัน ร้านกูจะคนเยอะขึ้นมั้ยเนี้ย”
   “นิดหน่อยก็เอาผมนะเฮีย” ถ้าไม่ใช่ผู้มีพระคุณนี่ ผมจัดการไปละ
   “วันนี้ 5 โมง ลุงจักรเขาจะเอารถมาให้ล้าง 3 คัน เดี๋ยวมึงจัดการกันให้เรียบร้อยด้วย เดี๋ยวเฮียกับเจ้จะไปเอาอะไหล่ที่ศูนย์” หลังจากทิ้งงานไว้ให้พวกผมเฮียแกก็รีบออกไปทันที  ส่วนผม… ก็เข้าไปนั่งพักในห้องสำนักงานเย็น ๆ เล่นมือถือชิลล์ ๆรอเวลา
   ตามเวลานัด ลุงจักร ก็นำรถ 3 คน มายังอู่ของเฮียเม้ง ตั้งแต่ผมจำความได้ ลุงจักรแกก็เอารถมาล้างที่ร้านเป็นประจำ อาทิตย์ละ 2ครั้ง  มาเมื่อไหร่ ผมก็ได้ค่าขนมเมื่อนั้น แต่ใช่ว่าจะเสร็จง่ายๆ ทั้งล้าง ดูดฝุ่น ทำความสะอาดเบาะ ขัดสี และอีกสารพัดการดูแล จนแทบไม่มีคิวล้างให้คันอื่นเลย ผมกับลูกน้องที่เหลือเลยไม่รอช้า รีบลงมือจัดการทันที
   ผ่านไปเกือบ 4 ชม. ผมกับลูกน้องพึ่งล้างได้แค่ 2 คัน คือตอนนี้งดรับลูกค้าเพิ่มถาวรเลยครับ “เดี๋ยวออกไปซื้อน้ำแปป” แค่รู้สึกว่าตอนนี้ร่างกายมันต้องการเครื่องดื่มเสริมกำลังซะหน่อยแล้ว ส่วนร้านที่ผมเดินมาซื้อก็อยู่ไม่ไกลจากอู่เฮียเม้งมากนัก

//ปิ๊น ปิ๊น//

กูเดินชิดขอบถนนขนาดนี้ยังบีบไล่กูอีก แม่งโคตรกวน….. แต่ถ้าผมจำไม่ผิดนี่มันรถของ

“สงสัยต้องให้เลี้ยงข้าวขอบคุณซะแล้วมั้ง… ค่ารับเข้าทำงาน” นี่แค่หยอกหรือว่ากวนตีนผมชักไม่แน่ใจ
“ไม่มีปัญญาเลี้ยง… จน” ผมยื่นหน้าเข้าไปพูดตรงกระจก ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา แต่ก็ดันขับตามมา เหมือนจะกวนประสาทผม
“ถ้าไม่มีปัญญา… ก็ต้องทำตามคำสั่งชั้นข้อนึง” ถ้ารู้ว่าแม่งรับเข้าทำงานแล้วปัญหาเยอะ แบบนี้ไม่เอาตั้งแต่แรกน่าจะดี “ห้ามมีเรื่องทั้งนอกและในบริษัท” ว่าไงนะ “หวังว่าคงไม่ยาก…มีความสามารถแล้วก็ควรมีสมองควบคู่ไปด้วย… เข้าใจ!.?”  ผมได้แต่มองใบหน้ารูปนั้นที่เหมือนกำลังกวนประสาทผม ก่อนที่เขาจะเยียบคันเร่งพุ่งตัวออกไป ชีวิตผมจะสงบได้ตอนไหนวะเนี้ย บ้านก็เฮียเม้ง วิท’ลัยก็เพื่อน แถมที่ทำงานจะยังไอ้ขี้เก๊กนี่อีก เจ้ากรรมนายเวรผมนี่โคตรเยอะเลย

……………………..

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของลุค


ถึงเวลาที่ผมต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเหมือนลูกคนอื่นเขาบ้างแล้ว กว่าจะจัดการพาแม่ทานข้าวเข้านอนได้ ก็ทำเอาผมเหนื่อยไม่ใช่น้อย เพราะแม่ผมไม่ยอมที่จะทำตามคำสั่งหมอตามที่เคยให้ไว้ เอาแต่พูดว่าอยากตายๆเอาท่าเดียว

กริ๊ง กริ๊ง

เป็นเสียงโทรศัพท์ที่ผมเดาไม่ได้เลยว่าจะเข้ามาหาผมในกรณีอะไร

“นี่น้องลุคใช่มั้ย”
“ครับ”
“วันนี้พี่อยากให้น้องมาช่วยให้ความสุขกับพี่หน่อย พี่ให้ 50,000”
“วันนี้ผมมีนัดแล้ว ขอโทษด้วยนะครับ”
“ตอนเช้าตอนสายแทนก็ได้ พี่ได้หมด”
“ผมรับงานหลังสองทุ่มเท่านั้นครับ ไม่มีเวลาอื่น”  มันคงไม่ง่ายนี่ผมจะเลิกทำอาชีพนี้เพื่อหาเงิน เพราะมันเป็นทางเดียวที่ผมจะได้เงินมากพอที่จะยื้อเวลาให้แม่อยู่กับผมไปจนกว่าผมจะพร้อม… ซึ่งมันคงไม่มีวันนั้น  และอีกอย่าง ผมอาศัยอยู่คอนโดกับแม่ 2 คน ซึ่งเป็นคอนโดเพียงห้องเดียวที่แม่ผมซื้อเอาไว้ตอนที่ยังทำงาน ส่วนบ้าน… มันเป็นของพ่อผมตั้งแต่แรก และแม่ยอมที่จะย้ายออกมาตั้งแต่วันที่แม่รู้ว่า พ่อไปทำผู้หญิงท้อง อีก 2 คน

กริ๊งๆๆ

“พี่มาถึงแล้ว”
“ครับ” หน้าที่ผมคือต้องลงไปรับลูกค้าทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ส่วนที่ว่าทำไมผมถึงกล้าทำอะไรแบบนี้ที่ห้อง เพราะคอนโดที่แม่ผมซื้อ มี 2ห้องนอน และมีห้องน้ำอยู่ในตัว ผมเลยไม่ค่อยกังวลในเรื่องนั้น
“พี่อยากอาบน้ำก่อนมั้ยครับ” หลังจากปิดประตูเขาก็ไม่รอช้าที่จะรุกไซร้ผมแบบไม่รอเวลา “ผมทำงานมาทั้งวัน ผมไปอาบน้ำก่อนได้มั้ยครับ”
“งั้นพี่อาบด้วย” ใครว่าอาชีพเด็กไซด์ไลน์แบบผมมีอิสระ…. เปล่าเลย มันมีแต่ต้องตามใจ เอาใจ ทำตามความต้องการ จะเจ็บ จะเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องอดทน ทำหน้ามีความสุขอยู่ตลอดเวลา ก็ผมอยากได้เงินนี่ครับ ถึงจะต้องสกปรกแค่ไหน ผมก็ทนได้
“พี่ขอสดนะ”เสียงกระเสร่าที่กระซิบข้างหูผม และมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมจะได้ยินลูกค้าคนนี้พูด
“ผมบอกไปแล้วไงครับ”ผมรีบผละเขาออกจากตัวของผม
“แค่ครั้งเดียวเอง… นะ” เขาพยายามกลับมารุกล้ำผมหนักกว่าเดิม และพยายามจะสอดใส่เข้ามาให้ได้
“ถ้าพี่ทำไม่ได้… ผมก็ให้ไม่ได้…”ผมพาตัวเองเดินออกมาจากห้องน้ำ แต่… เงื่อนไขก็ยังต้องเป็นเงื่อนไข
ตลอดทั้งคืน เขาใช้บริการผมคุ้มกับค่าเงินที่เขาเสียมา จนตอนนี้ผมเจ็บท้อง และแทบหมดแรงกับสิ่งที่ผมต้องกระทำต่อไป ผมต้องรีบฟื้นตัวเองขึ้นมาเตรียมอาหาร เตรียมยา และเช็ดตัวให้แม่ผม ผมถึงจะออกไปเรียนได้ กว่าจะเสร็จภาระกิจทุกอย่าง มันก็พาลแทบไม่อยากจะไปเรียนต่อเลย
พอมาถึงมหาลัย ก็เกือบที่จะเข้าเรียนไม่ทัน แถมร่างกายผมก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการวิ่งสักเท่าไหร่
“ทำไมวันนี้มาช้าว่ะ ลืมไงว่าวิชานี้ใครสอน” มิ่งเพื่อนสนิทผม แทบจะคนเดียวพูดต้อนรับจนทำให้ผมซึ้งใจจนบอกไม่ถูก แต่จะบอกออกไปก็คงพูดยาก
“มึงก็รู้ว่ากูต้องดูแม่…” คำตอบประกาศิตของผม แต่มันก็เป็นเรื่องจริง
ตลอดเวลาเรียน 3 ชม.ร่างกายผมมันปั่นป่วนจนทำให้ผมไม่มีสมาธิ ทั้งหิว ทั้งเพลีย มันแทบจะทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ กว่าจะฝ่าวิกฤตตรงนั้นได้ แทบโดนหม่อมแม่ประจำวิชาที่ทุกคนเรียกขานเล่นงานซะก่อน
“มึงไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน กูโคตรอยากกินเลย” กินแต่ละอย่างถูกๆทั้งนั้น
“ไม่อ่ะ… มันแพง มึงก็รู้ว่ากูต้องเก็บเงิน”
“โธ่” ยังจะมา “เพื่อนคนเดียวกูเลี้ยงได้…. ไป” มันรีบกอดคอลากผมไป
“แต่มึง… กู……”
“ไปเหอะน่า… กูหิว” ผมจะปฏิเสธมันชนะสักครั้งมั้ย
มันพาผมมาห้างใกล้ๆมหาลัย แถมเป็นช่วงที่นักศึกษาออกพักพร้อมกัน ผมแทบไม่อยากรอคิวร้านอาหารเลย
“มึง… ต่อคิวให้กูก่อนนะ กูไปห้องน้ำแปป” ตามนั้นเลยครับคุณเพื่อน แต่เอาจริงแล้ว ระหว่างการกินกับการนอนตอนนี้ ผมอยากเลือกการนอนมากกว่า เพราะเหมือนตอนนี้ตาผมจะปิดเอาให้ได้
“ง่วงนอนแล้วจะยังมายืนต่อคิวอีก” ใคร? แต่แค่ผมหันๆไปตามเสียง

///โจ///

///ผู้ชายคนนั้น///

“ถ้าไม่รังเกียจจะมานั่งร่วมโต๊ะกับผมก็ได้นะ ผมมากับเพื่อนแค่ 2คน”
“ไม่เป็นไรครับ” ผมรีบปฏิเสธ “เพราะผมก็มากับเพื่อนเหมือนกัน แล้วก็อีกแค่ 4 คิว คงไม่นาน” เขาพยักหน้าใส่ผม ตกลงเข้าใจแล้วหรือว่ายังไง
“มีอะไรป่ะวะ ลุค” มึงมาก็ดีแล้ว
“คือพี่เขา…..
“น้องครับ” อยู่ดีๆเขาก็เรียกพนักงานเสียงดัง “เพื่อนร่วมโต๊ะพี่มาอีก 2 คน ช่วยเพิ่มให้ด้วยนะครับ” บ้าอะไรของเขา “ไป… เดินเข้าไปข้างในกัน… เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง” เขาต้องเป็นอะไรกับผมแน่ๆ เจอเขาทีไรมีแต่เรื่องทุกที
“เอ้า… รีบเดินมาดิ” อะไรของมึงวะไอ้มิ่ง “รีบไป..”มันรีบมาคว้ารอผมที่ยืนนิ่ง  “ไม่ต้องรอคิว มีโต๊ะนั่งเร็ว แถมกินฟรีอีก… ใครจะพลาดวะ” ผมพึ่งรู้ว่าคนมีเงินอย่างมันก็ชอบของฟรีกับเขาซะด้วย
“เชิญนั่ง” มากับสาวสวยขนาดนี้ คงเป็นเมียที่พูดถึงสินะ
“สวัสดีครับ”
 “พอดีผมเจอรุ่นน้องที่รู้จัก  เลยชวนมานั่งด้วย… ไม่เป็นไรใช่มั้ย” มัดมือชกผู้หญิงซะอย่างงั้น
“ไม่ๆ  มีเด็กหนุ่มมานั่งทานด้วย เจริญอาหารขึ้นเยอะเลย”เป็นงั้นไปซะอีก “สั่งอาหารเลยจ้ะ ปกติพี่โจเขาไม่ค่อยเลี้ยงใครหรอก… ขี้เหนียว”

///นายตำรวจคนนี้เนี้ยนะขี้เหนียว///

ตอนนี้ผมไม่รู้จะทำตัวยังไง ผมไม่ได้อยากเจอเขา แต่มิ่งเพื่อนผมกลับเรียกพนักงานสั่งอาหารเป็นว่าเล่น รวมถึงรู้ดีสั่งเมนูมาเผื่อผมอีก

////กริ๊งๆๆๆ////

ผมจะรับสายตอนนี้ไม่ได้ เเละเขาคนนั้นกำลังนั่งมองหน้าผมอยู่
“ไม่รับสายวะ…เผื่อใครเขามีธุระ” เพื่อนผมมันกระซิบบอก
“ไม่เป็นไรหรอก กูยังไม่อยากคุย” ผมรีบตัดสายทิ้งไป แต่เบอร์นั้นก็ดันโทรมาซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 2  พอผมกดวาง เบอร์นั้นกลับโทรซ้ำมาเรื่อยๆ จนผมตัดสินใจจะปิดเครื่อง
“เอามานี่… กูรับให้” ไอ้มิ่ง… มึง”
“สวัสดีครับ” วันนี้มันวันอะไรของผมวะเนี้ย “ครับ รอแปปนึงนะครับ” มันรีบยื่นโทรศัพท์ให้ผม “เขาบอกว่าเป็นเพื่อนในคอนโดมึง” เพื่อนผม!? ผมรับสายทั้งมองหน้าไอ้มิ่งแบบงงๆ
“สวัสดีครับ”
“หนูเป็นลูกป้าลักษณ์ใช่มั้ยลูก”ทำไมเขารู้จักผมกับแม่ ผมไม่เคยไปทำความรู้จักกับใคร
“ใช่ครับ… แล้วป้าเป็นใครครับ” ยิ่งคุยผมยิ่งสงสัย
“ร้านขายข้าวที่หนูมาซื้ิอให้แม่หนูบ่อยๆไง… ป้าแว่นน่ะ”แล้วเขามีเบอร์ผมได้ยังไง… ผมงงไปหมด “อย่าพึ่งถามป้าเยอะ… ตอนนี้แม่หนูกำลังจะกระโดดจากคอนโดลงมา ตอนนี้พวกกู้ภัยมาเต็มเลย” สติผมตอนนั้น บอกผมแค่ว่าผมต้องรีบไปหาแม่ให้เร็วที่สุด ผมรีบวางสาย และวิ่งออกมาแบบไม่ได้บอกลาใคร ผมพยายามโทรหาแม่ แต่ท่านไม่รับสายผมเลย
“เดี๋ยว… นายมีอะไรรึเปล่า” เขารั้งแขนผม เขาตามผมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ “ผมช่วยคุณได้นะ” ผมไม่มีทางแล้ว
“แม่ผม… ท่านกำลังจะกระโดดตึก” ผมกำลังจะห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้
“ตามผมมา” เขารีบจับมือผมให้วิ่งตามเขาไป ในตอนนี้ให้ผมทำอะไรก็ได้ ให้ผมไปถึงคอนโดได้เร็วที่สุด “รีบขึ้นรถ… และบอกทางผมมา” ผมรีบทำตามอย่างว่าง่าย
   ตลอดทางผมพยายามโทรหาแม่ของผม แต่ท่านก็ยังคงไม่รับสาย ผมมันผิดเอง ที่ไม่ยอมรีบกลับบ้าน ไม่ยอมรีบกลับไปดูแลท่าน ผมปล่อยให้ท่านต้องอยู่คนเดียว
“เลี้ยวแยกข้างหน้าก็ถึงแล้ว… ผมว่าคุณรีบลงไปก่อน ถ้านั่งรอผมว่าไม่ทันแน่” ผมได้แต่พยักหน้าออกไป ผมพูดอะไรไม่ออก “ ผมจะรีบตามไป… ระวังตัวด้วย” ผมรีบเปิดประตูและวิ่งไปยังคอนโดทันที  เพียงไม่กี่อึดใจผมก็มาถึง หน้าคอนโดตอนนี้มีแต่คนมายืนรุมดูแม่ผมเต็มไปหมด ผมตรงรีบวิ่งขึ้นไป

////ตุ๊บ////

///มันไม่จริงใช่มั้ย///

ผมไม่กล้าแม้แต่จะหันไปดู… แต่เวลานี้…

“แม่ !!!!!! ” ผมพยายามแทรกตัวรีบวิ่งไปหาร่างของแม่ผมที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น น้ำตาของผมมันไหลแบบที่ผมเองไม่รู้ตัว “แม่…. แม่ฟื้นสิแม่… แม่…. “ผมตะโกนเรียกอยู่แบบนั้น “ทำไมแม่ทำกับลุคแบบนี้ล่ะแม่…. แม่ตื่นขึ้นมาคุยกับลุคก่อน”ผมต้องทำให้แม่ผมลืมตาขึ้นมาคุยกับผมให้ได้
“คุณ… คุณช่วยเรียกแม่ผมหน่อยสิ… ช่วยผมเรียกหน่อย” ผมร้องบอกกับเขาคนนั้นที่มานั่งลงตรงหน้าผม “ผมยอมหมดทุกอย่าง… คุณช่วยเรียกแม่ผมที”
“คุณลุกขึ้นก่อน… ไปกับผม”เขาพยายามประคองจะให้ผมลุกจากแม่ไป แต่ผมทำมันไม่ได้ ถึงผมจะรู้ว่าแม่ของผม… ได้หมดลมหายใจไปแล้วก็ตาม “คุณอยากให้แม่คุณเห็นน้ำตาของคุณมากกว่านี้หรอ” ทำไมผมถึงนิ่งไปกับคำพูดนี้ ขาของผมมันเหมือนมีใครมาช่วยขยับให้มันลุกขึ้น หน่วยกู้ชีพนำผ้ามาห่อร่างแม่ของผม และยกขึ้นไปยังบนรถที่จอดรถไว้
รอยคราบเลือดของแม่ผมซึมไปตามเสื้อผ้าของผมเต็มไปหมด ทำไมเหตุการณ์ร้ายๆต้องมาเกิดขึ้นกับผมแบบนี้
“ผมขอโทษที่ทำให้รถของคุณต้องมาเปรอะเปื้อนเพราะผมอีก” ไม่รู้อะไรที่ทำให้ผมพูดแบบนั้นออกไป แต่เขากลับนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มอ่อนกลับมา ความนิ่งเงียบในรถ มันทำให้ผมมีสติขึ้น แต่ถึงแม้ผมจะรู้สติ แต่น้ำตา… มันก็หยุดไหลออกมาไม่ได้สักที
หลังจากที่ผมนั่งรถจนมาถึงโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จัดการทำร่างกายของแม่ผมให้เป็นเหมือนปกติมากที่สุด จัดการเช็ดคราบเลือดที่เปรอะเปื้อน ผ้าก๊อตที่พันศรีษะยังคงมีเลือดไหลออกมา และรอยคราบน้ำตา ที่ทำให้ผมรู้ว่า ก่อนทำแม่ทุกข์ทรมานแค่ไหน
“ผมบอกกับทางโรงพยาบาลไปแล้วว่าคุณจะมารับศพออกไป วันพรุ่งนี้” ผมพยักหน้าตอบรับ “เดี๋ยวผมจะพาคุณไปติดต่อเรื่องวัด… แล้ว… คุณอยากโทรบอกญาติก่อนมั้ย เผื่อเขาอยากจะนำศพแม่คุณไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด”
“ผมกับแม่ไม่มีญาติที่ไหน” มันเป็นแบบนี้มานานมากแล้ว “ไปกันเถอะครับ” แม่ผมคนเดียว ผมยอมทำได้ทุกอย่าง ผมยอมเหนื่อย ถึงแม้ความเหนื่อยของผมจะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียก็ตาม
คุณโจพาผมขับรถมาที่วัดๆหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดผมมากนัก และนี่… ก็เป็นครั้งแรกที่ผมต้องมาติดต่อ มันเลยทำให้ผมทำอะไรติดๆขัดไปบ้าง และปากของผมมันก็แทบไม่ขยับในเวลาที่ต้องบอกว่า ศพนั้น เป็นอะไรกับผม
หลังจากการพูดคุย ผมจัดการสวดพระอภิธรรมศพแม่ผม เป็นเวลา 3 คืน โดยที่มีนายตำรวจคนนี้เป็นที่ปรึกษา เขาทั้งพาผมไปจัดการเรื่องดอกไม้ โลงศพ รวมถึงอะไรต่างๆอีกมากมายที่ตัวผมเองยังไม่เคยรู้มาก่อน เงินเก็บที่ผมสะสมมาเพื่อจะมารักษาแม่ และให้แม่ใช้มันให้มีความสุข กลับต้องเอามาใช้ในวันที่แม่ผมหมดลมหายใจ
“คุณหิวอะไรรึเปล่า ผมจะได้แวะร้านอาหารให้” ถ้าเสียงที่ถามเป็นเสียงแม่ของผมก็คงดี เขาเห็นผมเงียบ เขาก็คงไม่อยากถามอะไรผมต่อ ไม่นาน เขาก็พาผมกลับมาส่งที่คอนโด ในตลอดช่วงเย็นที่ผ่านมา มีเพียงเขาคนเดียวที่ช่วยเหลือผม อยู่ข้างๆผม
“ถ้าคุณมีอะไรให้ผมช่วย โทรหาผมได้ตลอด… ถ้าคุณยังเก็บเบอร์ผมไว้น่ะนะ”  ผมมองหน้าเขา ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินจากไป
“อยู่เป็นเพื่อนผมได้มั้ย”ผมรีบคว้ามือเขา “ผมอยู่ไม่ได้” เหตุการณ์ที่ผ่านมา มันยิ่งทำให้ผมกลัวการจากลา ผมปล่อยมือจากเขา “ผมขอโทษ”
“เดินนำผมไปสิ… ผมไม่รู้สักหน่อยว่าคุณพักห้องไหน”
ผมเดินนำเขามาอย่างช้าๆก่อนจะพาเขามาถึงห้องของผมที่อยู่ที่ชั้น 30 พอเปิดเข้าไป ทำไมห้องผมดูเงียบเหงาจนน่ากลัวแบบนี้ เสียงต้อนรับที่ผมเคยได้ยิน หลังจากนี้มันจะกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ ผมจัดการเปิดไฟให้ทั่วบริเวณ ก่อนจะขอเวลาส่วนตัวเพื่อมาอยู่กับตัวเอง
สายน้ำที่ไหลแรงกระทบตัวผม มันยังไม่เท่าน้ำตาที่มันไหลอยู่ข้างในใจผมตอนนี้ มันช้ำจนแทบจะทนไม่ไหว น้ำตาที่ไหลแล้ว มันก็ไหลออกมาอีก จนผมเหมือนคนไร้การควบคุม
……………….
“นี่ชุดของคุณ… ถ้าไม่รังเกียจ” เขายื่นมือมารับโดยไว
“ผมนึกว่าคุณเป็นอะไรไปซะอีก เห็นหายไปนาน” ผมก็ได้แต่เพียงยิ้ม เขาก็ไม่รีรอเวลาที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำ ผมว่า เขาก็คงอึดอัดกับการแต่งกายของเขาไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

////ก๊อกๆๆ////

//วันนี้ผมมีนัด//

“ขอโทษที่มาถึงเร็ว พี่คิดถึงน่ะ”
“ขอโทษนะพี่ พอดีแม่ผมเสีย ผมคงบริการพี่ตอนนี้ไม่ได้”
“ทำไมล่ะ ก็แค่ไม่กี่ชม. เอง” เขาพยายามดันตัวผมเข้ามาในห้อง

///ปัง////


“ไม่ได้จริงๆครับ… งั้นเดี๋ยวผมโอนเงินคืนให้พี่เลยก็ได้”
“ไม่ได้หรอกครับที่รัก”เขาบีบแก้ม “มาถึงห้องขนาดนี้แล้วใครจะอดใจไหว ปากหวานๆ ก้นแน่นๆแบบนี้”เขาหยาบคายกับผมมากเกินไปแล้ว “เเล้วลุคก็รู้ใช่มั้ย ว่าถ้าพี่ติดใคร คนนั้นห้ามขัดใจพี่”  เขาเอามือปิดปากผม และรีบดันผมเข้าห้องนอนทันที
“ผมบอกให้หยุดไงพี่”

///พลั่ก///

“เงียบไปากไปเลยมึง… อย่าให้กูต้องใช้กำลังมากกว่านี้” เขากระแทกเข่าเข้าท้องผม ก่อนจะผลักผมลงไปกับพื้น ผมไม่อายที่จะยกมือไหว้ขอโอกาสครั้งนี้ให้กับตัวผมเอง แต่ความดำมืด… มันคงทำให้เขามองไม่เห็น  เขาเตะเข้าที่ตัวผม ก่อนจะจับผมพลิกตัว เขารีบดึงกางเกงผมลงและขึ้นคร่อมผมทันที

///โจจจจจจจจจจ////

////พลั่ก////

“มึงรีบออกไปเลย… ไป” ผมรีบดึงกางเกงขึ้น
“นี่ใช่มั้ย… เหตุผลที่มึงปฏิเสธกู… กูจะบอกลูกค้าของมึงให้หมดเลยว่ามึงเหี้ยแค่ไหน” เขารีบคว้าเสื้อสูทเเล้วเดินหนีออกไปทันที
“เป็นอะไรมากมั้ย”เขารีบพยุงผมขึ้น ก่อนจะพาผมไปนั่งบนที่นอน
“ก็เจ็บ… แต่เดี๋ยวคงดีขึ้น…”แต่จากการแต่งตัว… ถ้าเป็นผม ผมก็เข้าใจผิด นุ่งผ้าขนหนูออกมาผืนเดียวแบบนี้ “คุณรีบไปแต่งตัวเถอะ”
“ขอโทษๆ” เหมือนเจ้าตัวจะลืมตัวเหมือนกัน ว่าอยู่ห้องคนอื่น… แต่เหตุการณ์ที่เกิด ผมก็ต้องรับผิดชอบ ผมพยุงตัวเองเดินไปเอามือถือที่วางอยู่ที่โซฟา ก่อนจะกดโอนเงินคืนให้กับลูกค้ารายนั้นไป
“เงินไม่ใช่น้อยเลยนะ”ก่อนเขาจะเดินมานั่งข้าง
“เขาไม่ได้… ผมก็ไม่ได้” แบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว “ผมขอโทษด้วยนะ ที่ต้องพาให้คุณเสื่อมเสีย เพราะไซด์ไลน์แบบผม”
“ความเสื่อมเสียที่คุณว่า… มันคืออะไร… แล้วใครเป็นคนพูดมันให้คุณได้ยินล่ะ”  เขาอยากได้ยินอะไรจากผม แล้วมาจ้องหน้าผมแบบนี้ มันหมายความว่าอะไร “ถ้าคุณยังหาคำตอบไม่ได้ทั้งสองข้อ… คุณก็ไม่ต้องขอโทษผม” นายคนนี้แปลกคน… “คุณรู้เอาไว้ ไม่ว่าคุณหรือผมมีความเป็นคนเหมือนกัน และไม่มีใครเสื่อมเสียเพราะคำพูดของคนอื่นได้หรอก มีแต่เสื่อมเสียเพราะตัวเองทั้งนั้น” มันก็คงจะจริงอย่างที่เขาพูด เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันอาจจะมาจากผมทั้งหมดเลยก็ได้

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1005
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
น่าติดตาม​มากๆเลยค่ะ​ เหมือนมาเติมเต็ม​ให้กันทั้ง2คู่​เลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของโจ
วันนี้ผมรู้สึกแปลกตาตัวเองชอบกล ที่ตื่นมาแล้วพบว่าคนที่นอนข้างๆผม เป็นผู้ชายที่ผมพึ่งรู้จักได้ไม่นาน ในสายตาของผม เขามีแต่ความอ่อนแอที่ปกคลุมตัวเขาอยู่เต็มไปหมด รอยคราบน้ำตาบนใบหน้ายิ่งเป็นคำตอบได้ดีว่า เขาทุกข์ทรมานมากแค่ไหน และนี่… อาจจะทำให้ผมเข้าใจถึงเหตุผลในการกระทำเรื่องราวไม่ดีแบบนี้ได้ดีขึ้น… เพราะเราทุกคน… เกิดมาต่างกัน
7.30น. นี่ถือว่าสายสำหรับผมในวันทำงาน แต่ไม่รู้ทำไม ผมถึงไม่อยากให้เขา… ต้องอยู่คนเดียว
“พี่เอนก วันนี้ผมลางานวันนึงนะพี่… พอดี ติดธุระเรื่องงานศพน่ะครับ… เดี๋ยวไปทำเรื่องเขียนใบลาให้ทีหลัง” ผมทำเขาตื่น “ขอบคุณมากนะพี่”
“คุณไม่จำเป็นต้องลางาน…แค่นี้ผมก็เกรงใจมากแล้ว” เขานอนพูดกับผมอย่างคนที่ยังไม่ตื่นดี
“ก็คุณอยู่คนเดียวไม่ได้นี่นา” ผมผลักผ้าห่มออกก่อนจะลุกขึ้นไปล้างหน้า

////แต่เดี๋ยว////

////ผมไม่มีแปรงสีฟันนี่หว่า////

“คุณจะล้างหน้าแต่ไม่แปรงฟันรึไง” ยังจะมาหาวใส่ผมอีก “ผมมีสำรองอยู่อันนึง… คุณใช้ไปก่อนแล้วกัน” ผมยื่นมือไปรับ และเขาก็หันกลับเดินออกไป ผมเลยรีบจัดการธุระส่วนตัว พอเดินกลับมาห้องนอนอีกที เขาก็จัดการทำความสะอาดไปเรียบร้อยหมดแล้ว
“ถ้าขืนแม่ผมรู้ว่าผมพาคนอื่นมานอน ท่านคงเสียใจ” ผมไม่รู้ว่าควรจะต้องพูดยังไงออกไป “ยิ่งถ้ารู้ว่าขายตัว…”
“คุณก็เริ่มต้นใหม่สิ” ผมแซงพูดออกไป “ใช่ว่าแม่คุณจะจากคุณไปซะหน่อย… ท่านแค่ไปอยู่ในที่ที่ท่านคิดว่ามันเหมาะสม… แม่คุณยังมองคุณอยู่”ผมรู้ว่าเขาเสียใจ แต่ถ้าความเสียใจมันเป็นแรงผลักดันที่จะให้เขาอยากเปลี่ยนตัวเอง ผมว่ามันก็คุ้มค่าที่แม่ของเขาต้องจากไป “ผมหิวแล้ว… ไปหาข้าวทานกันเถอะ” การเปลี่ยนเรื่อง… บางทีมันก็ดีกว่าจะจมอยู่กับเรื่องเดิมๆ
ลุคพาผมออกมาทานโจ๊ก ร้านที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโด และตั้งแต่ผมอยู่มา มันทำให้ผมรู้อย่างนึงว่า คำพูดของคนนี่แหละ… ที่ทำร้ายกัน ถ้าผมไม่เจอมันกับตัว
∷∷ น่าเสียดายเนอะ หน้าตาก็ดีไม่น่าขายตัว∷∷
∷∷ สงสัยเเม่รู้ว่าลูกขายตัว ก็เลยฆ่าตัวตาย∷∷
และอีกสารพัดคำพูดที่คนเหมือนกันดูถูกกันเหมือนไม่ใช่คน แต่ผมก็ยอมในความนิ่งของลุคเขาเหมือนกัน ที่เขาสามารถทำเหมือนไม่ได้ยินหรือมีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับผม… ผมทำไมได้
“คิดจะพูดอะไร ให้เกียรติคนๆนั้นบ้างก็ดีนะครับ  ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาขายตัวแล้วทำครอบครัวคุณเดือดร้อน ค่อยออกมาพูด แต่นี่ดูพวกคุณจะเดือดร้อนเอามากในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง… ผมว่า… พวกคุณเก็บปากของพวกคุณเอาไว้ เพราะปากของพวกคุณนี่แหละ ทำคนอื่นและสังคมเดือดร้อน  หรือถ้ามันคันปากมากนัก ก็หยิบเอาเรื่องในบ้านของตัวเองมาพูด ผมว่ามันก็เน่าไม่ต่างจากที่เอาเรื่องของคนอื่นมานินทานักหรอก”
“แล้วพ่อหนุ่มรู้ได้ยังไง ว่าพวกป้าพูดถึงเพื่อนของพ่อหนุ่ม” นี่แหละที่ทำให้สังคมน่ารังเกียจ
“แล้วป้ารู้ได้ยังไงล่ะครับ ว่าผมพูดถึงป้า”ยังจะกล้ามาตอบโต้ผม “มีอายุไว้ให้เด็กมันเคารพน่าจะดีกว่านะครับ” หมดอารมณ์ที่จะกิน “ไปเถอะลุค” ผมรีบจัดการเดินไปจ่ายเงิน แล้วเดินออกจากร้านทันที “คุณควรตอบโต้พวกขยะสังคมพวกนั้นบ้าง ไม่ใช่ให้เขามาพูดทำร้ายคุณแบบนี้”
“ก็คุณบอกผมเองไม่ใช่หรอ ว่าไม่มีความคิดหรือคำพูดใครเท่าร้ายเราเท่ากับความคิดหรือคำพูดของเราเอง” เป็นการโต้ตอบที่นิ่งเรียบแต่เจ็บมากสำหรับผม “แต่ผมขอบคุณนะ ที่คุณปกป้องผม”
“ผมบอกหรอว่าผมทำเพื่อคุณอ่ะ” เขินไรวะ
“คุณไม่ได้บอก… แต่คุณทำให้ผมเห็น”

////ไอ้เด็กคนนี้มันร้ายนัก////

°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
หลังจากอาหารมื้อเช้าที่แสนจะอร่อยเป็นพิเศษจบลง  ผมก็พาเขาออกมายัง ร้านขายของชำร่วยที่เพื่อนของผมแนะนำ แต่เขากลับให้ผมพาไปร้านหนังสือแทน
“แม่ของผมชอบอ่านเล่มนี้” The 5 Element of Effective Thinking “แต่มันก็ทำให้แม่ผมหลุดพ้นออกมาไม่ได้”
“แต่คุณทำให้แม่ของคุณหลุดพ้นได้”

////กริ๊งๆๆ/////

โรส

“ว่าไงค่ะ… โทรหาพ่อมีอะไรรึเปล่าลูก” ลูกผมสอบสวนใหญ่ที่เมื่อคืนผมไม่ยอมกลับบ้าน แต่ฟังจากเสียงแล้วเธอไม่ได้งอนหรือน้อยใจอะไรผมหรอก แค่เธออาจจะไม่ชิน “งั้นเดี๋ยววันนี้คุณพ่อจะพาหนูไปทานข้าวนอกบ้านแล้วกันนะคะ… เป็นการไถ่โทษ… ดีมั้ย” ลูกผมเป็นคนว่าง่ายครับ แต่หลังจากวางสาย ผมรู้เลยว่า คนข้างหน้ากำลังจะพูดอะไร “ไม่ต้องขอโทษอะไรผมทั้งนั้น” ผมว่าผมคิดไม่ผิด “ ผมเป็นคนยอมอยู่กับคุณเอง คุณไม่ได้บังคับ…”
“เปล่าซะหน่อย ผมแค่จะบอกว่า ถ้าซื้อเล่มนี้ ร้านคงมีไม่พอแน่” ทำไมหน้าผมรู้สึกร้อนวูบขึ้นมาแปลกๆ แถมผมรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงไปเยอะเลย
“ขำอะไรคุณ” จัดการยังไงดีที่ทำให้ผมหน้าแตกขนาดนี้
“คุณจะรู้จักตัวผมมากเกินไปแล้วนะ… คุณตำรวจ”  แล้วเขาก็ยกตั้งหนังสือเล่มนั้นเดินหนีผมไปที่เคาท์เตอร์คิดเงินดื้อๆ…. เด็กมันดักทางผมเป็นแล้วซะงั้น
เราทั้งคู่ช่วยกันเดินหาหนังสือที่อยู่ในหมวดของการให้กำลังใจอยู่หลายเล่ม ซึ่งเอาจริงๆผมไม่สามารถสรุปเนื้อหาภายในได้หมดหรอกว่ามันดีแค่ไหน แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสือให้กำลังใจ ยังไงมันก็ต้องดีสำหรับบางคนอยู่แล้ว
“ผมว่าน่าจะพอแล้ว”
“30 เล่มเองนะคุณ” ถ้าผมนับไม่ผิด
“คุณคิดว่าจะมีคนมางานแม่ผมหรอ” เขารีบก้มยกหนังสือที่เหลือเดินตามออกไป หลังจากจัดการค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าจัดส่งเรียบร้อย ก็ถึงคราวเรื่องอาหาร เด็กคนนี้ก็จัดการเป็นชุดขนมปังจากร้านอาหารแบรนด์หนึ่ง และดูเหมือนจำนวนจะน้อยกว่าหนังสือเมื่อกี้ซะด้วยซ้ำ “ไปรับแม่ผมกันเถอะ”
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
จากโรงพยาบาลมาถึงวัด เขานั่งกอดรูปแม่ของเขาและแอบร้องไห้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามเบือนหน้าหนี แต่ผมก็พอที่จะดูออก ถ้าเป็นผม ก็คงไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาเหมือนกัน
พอใกล้เวลารดน้ำศพ มันก็เป็นไปตามอย่างที่ลุคเขาบอกไว้ ไม่มีใครแม้สักคน ที่จะมาไว้อาลัยให้กับแม่ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย มีเพียงผม เขา และเพื่อนๆของเขาที่ทราบข่าวจากคนชื่อมิ่งในวันนั้น  ส่วนตัวผมเองก็ไม่อยากให้ตัวของลุคเขาต้องอมทุกข์แบบนี้
ใกล้เวลานำศพเข้าโลง ผมก็ให้เพื่อนๆของผมที่สามารถมาร่วมงานได้ ช่วยกันเป็นแรงยกโลงศพขึ้นตั้ง เหล่าบรรดาคนจัดดอกไม้ก็ตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่ รวมถึง ลุงจักรและแม่บ้านในบ้านของผมที่ผมขอให้เขาช่วยมาร่วมงาน
เสียงพระสวดดังขึ้น… ทุกคนก็ต่างตั้งใจฟัง ถึงแม้ว่าช่วงเวลาจะผ่านมานานเพียงใด แต่เขาก็ยังคงนั่งน้ำตาซึม ตัวผมเป็นแค่คนนอก ทำได้ก็แค่เพียงช่วยเหลือในสิ่งที่ผมทำได้ก็แค่นั้น
เพียงไม่นาน การสวดพระอภิธรรมศพในคืนนี้ก็จบลง ทุกคนต่างช่วยกันเก็บสถานที่ รวมถึงของว่างที่ยังคงเหลืออยู่เป็นจำนวนไม่น้อย  ผมมองหาไปยังเจ้าของงานในคืนนี้ ก็เห็นว่าเขากำลังเอาของว่างไปแจกจ่ายให้กับเด็กๆและคนในบริเวณนั้น เขาอ่อนโยนเกินกว่าจะรับความทุกข์นั้นไว้เพียงคนเดียว
“เหลืออีกแค่ไม่กี่กล่อง… เดี๋ยวผมช่วย”ผมถือกล่องขนมเดินมาหาเขาในปริมาณที่ผมถือมาได้ และยังโชคดีที่ยังมีเด็กๆที่น่าจะอาศัยอยู่แถวนี้กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ เพียงไม่ถึง 5นาที ขนมที่อยู่ในมือของผมก็อยู่แจกจ่ายไปจนหมด “ผมว่าคุณควรไปลาแม่คุณได้แล้ว ส่วนเรื่องคนเฝ้า คุณลุงที่เขาอยู่ที่นี่เขาอาสาจะเฝ้าให้ คุณจะได้ไม่ต้องห่วง”
และแล้วภารกิจของวันนี้ก็จบลง ทุกคนต่างพากันแยกย้ายกลับ รวมถึงตัวผมและลุคด้วย
“ผมขอบคุณมากนะ ที่คอยช่วยเหลือผมหลายๆเรื่อง วันนี้คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ… ลูกคุณคงคิดถึงแย่เเล้ว” ทำไมผมละสายตาจากเด็กคนนี้ไม่ได้ “ผมไปก่อนนะครับ”
“เดี๋ยว! ! ! !” ผมเอื้อมไปคว้ามือของเขาเอาไว้ “ผมไม่อยากให้คุณอยู่คนเดียว” เขามองหน้าผม
“แต่ผมต้องทำตัวให้ชินกับการอยู่คนเดียว”
“แต่ไม่ใช่วันนี้” ผมรีบสวนกลับไป ผมอธิบายความรู้สึกตอนนี้ไม่ถูก มันทั้งเป็นห่วง ทั้งเห็นใจ และอีกหลายความรู้สึกที่มันผสมปนเปเต็มไปหมด “คุณขึ้นรถมากับผม” ผมเดินจูงมือเขามาที่รถ เปิดประตูให้เขา ก่อนที่ผมจะรีบขึ้นรถตามไป
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมควรพูดอะไรออกไปบ้างหรือเปล่า แต่ที่ผมรู้สึก มันเป็นเรื่องที่หนักมากสำหรับคนๆนึงที่ไม่เหลือใครให้ปรึกษาหรือเป็นกำลังใจ และผม ก็ไม่อยากให้เขาเป็นอย่างที่ผมคิดเลยสักข้อ
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
“คุณจะพาผมไปไหน”
“บ้านผม” เขาดูตกใจเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่ก็ไม่พูดอะไร

“คุณไม่ควรพาคนอย่างผมเข้าบ้าน” เขาพูดขึ้นหลังจากล้อหยุดนิ่งเพียงไม่กี่วินาที ผมเปิดประตูก้าวลงมา และเดินมาอีกฝั่งเพื่อเปิดให้เขา “แต่ผมไม่คิดแบบนั้น” ผมมองหน้าเขา ไม่นานเขาก็ตัดสินใจก้าวลงมา “ตามผมมา” ผมรีบเดินเข้าไปยังด้านใน
“ต้อนรับกลับบ้านค่ะคุณโจ” เสียงนี้ถ้าไม่ได้ยินคงรู้สึกแปลกๆ
“ขอบคุณครับป้านอม… เดี๋ยว… ผมรบกวนป้านอมจัดโต๊ะให้ผม 2 ที่นะครับ”  พอสิ้นคำสั่ง ป้าแกก็รีบจัดการตามที่ผมร้องขอไว้ ส่วนเวลาที่เหลือ ผมก็พาแขกคนแรกขึ้นไปดูห้องนอนที่เขาจะต้องพักอาศัยในคืนนี้ “ส่วนเรื่องเสื้อผ้า เดี๋ยวผมเอามาให้”
“คุณพ่อค่ะ” เสียงตะโกนเรียกดังมาแต่ไกล เธอรีบวิ่งมาหาผมอย่างกับไม่ได้เจอมานานเป็นเดือน
“นี่เพื่อนคุณพ่อค่ะ ชื่อน้าลุค” เธอยกมือไหว้อย่างยิ้มแย้ม ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ต่างกัน “เดี๋ยวคุณพ่อจะลงไปทานข้าวก่อน ทานเสร็จแล้วจะขึ้นมาตรวจการบ้านและเป่าผมให้นะคะ ส่วนเรื่องพาไปทานข้าวไว้วันอื่นเนอะ” ดูจากท่าทางน่าจะติดพันเรื่องการบ้านอยู่ถึงรีบวิ่งกลับเข้าไปขนาดนี้
ผมกับลุคเดินตรงมายังห้องอาหาร… แต่ทำไมวันนี้อาหารดูเยอะเป็นพิเศษ “นี่อาหารมื้อค่ำทั้งหมดเลยหรอครับ”
“ค่ะ พอดีคุณจอส เธอสั่งให้เชฟทำให้ทาน  ทางเชฟก็คิดว่าจะทานทุกคน เลยออกมาแบบนี้ล่ะค่ะ” ไอ้น้องตัวดีผมนี่มันแก้ไม่หายจริงๆ  “เชิญนั่งคุณ” ผมลงมือทานอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่รอเวลา ส่วนอีกคน ก็คงหิวไม่ต่างจากผม
“จัดโต๊ะเพิ่มให้อีกที่นะคะป้านอม” กลับบ้านเป็นด้วย
“ผมไม่สะดวกจะนั่งร่วมโต๊ะ…” ยิ่งเจอหน้ามันยิ่งกระตุ้นความรู้สึกผม
“แต่รินทร์เป็นเมียคุณนะ”
ผมคงไม่จำเป็นต้องตอบอะไร แถมชอบทำให้อาหารผมรสชาติแย่ทุกที แต่ตอนนี้ผมหิว คงพอจะอนุโลมได้ “อีก 15 นาที ป้าค่อยจัดโต๊ะให้เขาแล้วกันนะครับ… แต่ถ้ารอไม่ไหว เคาท์เตอร์บาร์ในห้องครัวมี” ฟังจากเสียงที่พยายามเก็บเงียบเอาไว้ คงจะอึดอัดไม่ใช่น้อย “แล้วถ้าเป็นไปได้… รบกวนป้าแยกชุดอาหารของรินทร์ออกจากครอบครัวผมด้วย… กันเอาไว้”
“มันจะเกินไปแล้วนะโจ… พูดอะไรให้เกียรติรินทร์บ้าง”
“ผมให้คุณไปเยอะเลย… เรื่องเกียจ” คงไม่ต้องเเสร้งทำดีต่อหน้าใครอีกแล้ว “ผมขอข้าวเพิ่มด้วยครับ” ผมว่าวันนี้ผมพูดเบามากๆแล้ว ไม่อยากให้เพื่อนใหม่ผมต้องตกใจ
ผ่านพ้นเวลาโต๊ะอาหาร ผมก็พาลุคเดินกลับขึ้นไปบนห้อง “ข้าวของทุกอย่างในห้องนี้คุณใช่ได้หมด และไม่แน่ ผมอาจจะต้องมานอนกับคุณ”
“คุณก็นอนกับภรรยาคุณสิ”
“แค่อดีตภรรยา… พอดีผมไม่ชอบใช้ของร่วมกับคนอื่น… มันสกปรก” เขาพยักหน้าอะไร
“………. ผมเข้าใจดี… ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ”
“นี่… ผมไม่ได้หมายถึงคุณ” ปากพล่อยจริงๆเลยผม
“ใช่ คุณไม่ได้หมายถึงผม แต่แค่รวมถึงผม”

/////แกร๊ก/////

ผมแทบไม่อยากจะเชื่อตัวเอง ที่ต้องคอยมาเอาใจเด็กคนนึงที่ผมแทบจะไม่รู้จักอะไรเขาเลยจริงๆสักอย่าง แต่ทำไมผมถึงกลัวเขาเสียใจ ไม่อยากเห็นเขาร้องไห้ แม้กระทั่ง ใบหน้าที่อมทุกข์ของเขา ผมก็แทบไม่อยากเห็น ซึ่งต่างกับอีกคน ผมทั้งอยากให้เสียใจ อยากให้เขาร้องไห้ อยากให้เขาทุกข์ทรมาน

////ผมไม่เข้าใจตัวเองเลย////

////จริงๆ////

°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
พาร์ทของไม้
///กริ๊งๆ///
///กริ๊งๆ////
///กริ๊งๆ///

ไอ้เพื่อนห่าคนไหนมันขยันโทรมาแต่เช้าวะ

หงุดหงิด! ! !

กูจะนอน! ! !

“กว่าจะรับสายได้นะไอ้ไม้… นี่มึงอยู่ไหนเนี้ย” เสียงคุ้นๆวะ “มึงรีบตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย… เราต้องไปทำงาน” ไอ้นาวนี่เอง
“งานอะไร… วันนี้กูมีเรียนบ่าย” ละเมอวันรึไงวะมัน
“พี่ศิวะเขาโทรมาตามให้เราไปทำงานวันนี้” ว่าไงนะ “เขาโทรมาบอกตอน 8 โมง เขาบอกว่าท่านประธานเปลี่ยนใจให้เริ่มงานเลย ตื่นเลยเร็วๆเลยมึง”ไหนเขาบอกว่าเริ่มวันจันทร์ นี่มันวันอะไรเอง “อีก 15 นาที เจอกันบ้านมึง… แค่นี้นะ”

///ตู๊ดดดดดดๆๆ///

ไอ้คุณชายคนนี้เป็นคนยังไง อยากเปลี่ยนใจอะไรก็เปลี่ยนว่างั้น กำลังฝันหวานอยู่เลย 8.10 น. เวลาอีก ถมเถ
……
…..
….

..
.
“ไอ้ไม้ออกมาเร็ว! ! !” นี่มึงบุกเข้ามาทุบประตูห้องน้ำกูเลยหรอวะ  “เร็ว! ! !”
“กูขี้อยู่มึงจะมาเร่งอะไรเนี้ย” ขี้หดตดหายหมด
“เขาบอกห้ามเกิน 9 โมง นี่มัน 8.45 แล้วมึง” Here แล้วไง
“แล้วมึงทำไมพึ่งมาบอกตอนนี้” ผมรีบฉีดตูดอย่างไว ใส่กางเกงในทั้งที่ตูดเปียกๆเนี้ยล่ะ

///…. มันน่านัก… ไอ้คุณชาย///

ผมรีบให้พี่มอเตอร์ไซค์วินเจ้าประจำบิดไปแบบสุดปลอก ทรงผมที่เซ็ทไว้ แม่งหายไปกับแรงลมอันมหาศาลหมด… หึ้ยยยยยยยย คิดแล้วยิ่งโมโห
“ไวเลยมึง”ไอ้นาวมันรีบดึงมอพาผมวิ่งเข้าบริษัท สภาพตอนนี้แทบจะไม่เหมือนคนมาทำงานเลย “อีก 5 นาที มึง” กูมาเเข่งเกมส์เอาเงินล้านป่ะวะเนี้ย
“8.59.25 วินาที” ไอ้คุณชายบ้าอำนาจยกนาฬิกาบอกเวลากับผม 2 คน “ถือว่าทำเวลาได้ไม่เลว” แต่มึงนี่แหละ…. แม่ง….. “พอดีผมคิดว่า ให้คุณเริ่มงานเลยน่าจะดีกว่า เพราะผมอยากรู้ถึงฝีมือของคุณทั้ง 2 แล้ว” ถ้าไม่ติดว่าเป็นเจ้านายนี่ตั้นหน้าหักไปแล้ว “เดี๋ยวผมรบกวนคุณศิวะ พาไปถ่ายรูปทำบัตร ให้เรียบร้อยด้วยนะครับ ส่วนเรื่องระเบียบการทำงาน ผมขอแบบเป๊ะๆ จะได้เข้าใจตรงกันทุกคน” เห็นหน้าแล้วหงุดหงิดไม่เลิก “อ่อ”จะหันหลังกลับมาทำไมอีก “เซ็ทผมก่อนถ่ายรูปสักนิดก็ดีนะ… พอดีไม่เคยเห็นทาร์ซานเข้ามาทำงานในเมือง” ตลกมากมากมั้ง
พอไอ้คุณชายนั้นเดินห่างออกไป พี่ศิวะก็ให้เราสองคนต่างไปเตรียมตัว ปรับปรุงบุคลิกภาพใหม่อีกรอบ ก่อนจะพาเรามาถ่ายรูปทำบัตรในบริเวณ ห้องข้างๆของห้องพี่ศิวะ
ไม่ถึง 15 นาที ผมกลับนาวก็กลายเป็นพนักงานบริษัท KRIT CONTROL INTERNATIONAL บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ใหญ่ระดับเอเชีย
หลังจากได้บัตรพนักงาน และเซ็นเอกสารเข้าทำงานเรียบร้อย พี่ศิวะก็พาเราเดินไปยังฝ่ายที่เราต้องนั่งทำงานไปอีก 3 เดือน และคนที่รับช่วงต่อ คือพี่ณัฐ คนที่ไอ้คุณชายแนะนำให้ผมรู้จักในตอนแรก
“นี่ห้องทำงานของเธอ 2 คน ที่ ท่านประธานเตรียมไว้ให้…”ดูพี่เขาจะไม่โหดอย่างที่ผมคิดไว้ตอนแรก “เดี๋ยวพี่จะอธิบายแผนงานแล้วก็โครงสร้างของที่นี่ให้ฟังก่อนว่า ต้องเริ่มต้นและต่อเนื่องยังไง…และ เนื่องจากเราเป็นบริษัทแม่ข่าย เครือข่ายของเราอยู่ในอีก 22 ประเทศ ทั่วโลก เพราะฉะนั้น ระบบที่นี่จะมีความซับซ้อน และอาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ตลอด 24 ชม. ฝ่ายของเราจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาเข้างาน คือ 8 โมง บ่าย2 และ4 ทุ่ม… งั้นเดี๋ยวเรามาเริ่มเรื่องเเรกกันเลย” แค่จากฟังที่พี่เขาเกริ่นมา ดูท่าทางจะไม่ง่ายอย่างที่ผมคิดเอาไว้ ยิ่งมารู้ว่า มีเครือข่ายอีก 22 ประเทศทั่วโลก มันคงไม่ใช่โครงข่ายแบบธรรมดา ระดับนี้มันต้อง big data เท่านั้น
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-06-2020 13:18:11 โดย jackkiesiii »

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
~~~ตึ่ง ตึง ตึง ตึ๊ง~~~
เสียงสัญญาณบ่งบอกว่าเป็นเวลาเที่ยงแล้ว ตามที่พี่ศิวะได้บอกไว้ เวลาเกือบ 3 ชม.ที่ผ่านมา ไอ้คนสมองขี้เลื่อยแบบผมแทบกระอักเลือด เพราะจากข้อมูลที่พี่ณัฐชี้แจงให้เราฟัง มันช่างยากกกกกกกกกกกกกกก จนผมเองเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะไปรอดมั้ย แต่จากที่พี่ณัฐบอก พวกผมอาจจะได้ทำแค่งานเบื้องต้น อาจจะคอยควบคุมอุปกรณ์ หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดภายในบริษัทหรือแผนกต่างๆ ฟังแล้วก็โล่งใจขึ้นมาบ้าง ถ้าจะให้ไอ้พวกนักเลงหัวขี้เลื่อยแบบผมไปทำงานใหญ่ล่ะก็มีแต่พังกับพัง
“ห้องอาหารของบริษัทอยู่ชั้น 6 พี่ศิวะบอกแล้วใช่มั้ย”
“ใช่ครับ/ค่ะ”
“มีเวลา แค่ 1 ชม… รีบไปซะ”  นี่คือการทำงานวันแรกแบบที่อยู่ในบริษัทจริงๆ มันให้ความรู้สึกแปลกใหม่กับผมแบบที่ไม่เคยได้มาก่อน
พอลงมาถึงห้องอาหาร มันทำให้ผมนึกถึง  foodcourt ตามห้างหรูๆ มันดูดีไปซะหมด ผมกับนาวเลยเดินสำรวจถึงร้านต่างๆว่ามีอะไรบ้าง จนมาเจอกับร้านข้าวแกงที่มีคนยืนต่อคิวไม่ใช่น้อย
“แกไปหาโต๊ะนั่งไป… เดี๋ยวต่อคิวให้”ไอ้นาวมันก็ว่าง่าย ส่วนเรื่องกับข้าว ยิ่งง่ายยยยยยย แต่เดี๋ยว…. ทำไมทุกคนถึงเดินถอยออกไป
“มาทำตามคำพูดเมื่อวาน”หึ้ยยยยยยย โผล่มาแบบนี้ เผลอต่อยหน้าแหกนี่ซวยเลย
“คำพูดอะไร” ถ้าจะเพ้อ
“ก็….”ก็อะไรก็พูดดิวะ “แค่อยากจะลองลงมากินที่ห้องอาหารเหมือนคนอื่นดูบ้าง”
“งั้นก็ลองต่อคิวเหมือนคนอื่นดูบ้าง” ท่าจะบ้า ชอบมากวนประสาทผม
“ใจเย็นๆน้อง… นี่ประธานบริษัทเรา” พี่ผู้หญิงคนหนึ่งกระซิบกระซาบบอกผม
“หรือไม่จริงพี่ จะอยู่สูงสุดหรืออยู่ต่ำสุด ก็ต้องมีมารยาทสังคมทั้งนั้น จริงมั้ยครับ… ท่านประธาน” ยิ้มมีเลศนัยแบบนี้ มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่
“พวกก่อกวนสังคมน่าจะได้ยินคำนี้จากปากนายบ้างก็ดี แบบ… พวกที่ยกพวกตีกัน” นั้นไง… คิดไว้ไม่มีผิด “ฝากบอกด้วยนะ”  ใจเย็นๆไอ้ไม้… มึงต้องใจเย็น อาหารเที่ยงมื้อนี่ผมจะกินมันลงได้แค่ไหน
………..
“แกซื้ออะไรมาเนี้ยไอ้ไม้”โวยวายอะไรของมึงวะนาว “
“หมูทอด ไก่ทอด…. ทำไม”
“ฝืดคอตายพอดี”
“ก็แดกน้ำเข้าไปเยอะๆดิ” ยากตรงไหนวะ
“ใช้อะไรนี่ไม่เคยได้เรื่องเลยนะแกเนี้ย” แน่ะ
“แล้วจะลุกไปไหนอีกอ่ะ” ทำอะไรปึงปัง
“ซื้อน้ำ.. ยังไม่อยากกินข้าวแล้วติดคอตาย” เอ้า! ! เอาเข้าไป ผมเองแม่งก็งี่เง่า… ลาออกตอนนี้จะทันมั้ยวะเนี้ย
กลายเป็นว่ามื้อกลางวันของผมแม่งไม่อร่อยเอาซะเลย  จะไปหาอะไรกินเพิ่มก็เสียดายตัง แต่ไอ้นาว น่าจะอร่อยกับข้าวหมูทอดไก่ทอดที่มันพึ่งบ่นผมเมื่อกี้ รวมถึงเกาเหลาที่มันซดกินแบบไม่เหลือความเป็นผู้หญิงเลย
“เดี๋ยวกูขอขึ้นไปก่อนนะ ง่วงนอนว่ะ”จะหาว่าผมทิ้งก็เอาเหอะ พออารมณ์ไม่ดีผมก็ต้องหาวิธีผ่อนคลาย
“เฮ้ย… เดี๋ยวดิ” ถือว่าผมไม่ได้ยินแล้วกัน เหลือเวลาอีกเกือบ 40นาที แต่ผมไม่รู้จะไปอยู่ไหน ผมเดินไปทางนั้นทะลุทางนี่ จนตอนนี้ออกมาอยู่ที่ลานจอดรถ แถมมีแต่รถราคาแพงๆทั้งนั้น ขนาดป้อมยามตามชั้น ยังมีแอร์ทุกป้อมเลย ไม่น่า ทำไมมีแต่คนอยากเข้ามาทำงานที่นี่กันจัง


////นี่มันรถไอ้คุณชายมันนี่หว่า…. ////

////แต่เดี๋ยว////

////ระวังตัวเอาไว้ให้ดี… ไอ้สัส////


ใครแม่งใจโคตรกล้ามาเขียนไว้ ส่วน รปภ.แม่งก็โคตรสัพเพร่าเลย ขืนไอ้คุณชายเดินมาเห็นมีหวังวีนแตกแน่ แต่…. มันก็ไม่ใช่เรื่องของผม ยังไงแล้ว… ก่อนทำงาน… ขอสักมวนแล้วกัน


////คนอย่างไอ้คุณชายมันจะไปมีศัตรูที่ไหนได้วะ////


////แล้วคนแบบนี้จะไปสู้อะไรใครเขาได้////

ไม่รู้ทำไมผมถึงเดินมาที่รถของไอ้คุณชายนั้น แถมยังใช้เสื้อตัวเองเช็ดคราบปากกาพวกนั้นออก สงสัยทำงานจนชิน เห็นรถสกปรกไม่ค่อยได้

ตลอดครึ่งวันบ่าย พี่ณัฐกับรุ่นพี่อีกสองคนก็มาช่วยสอนผมกับนาว แต่ดูแล้วใช่ว่าทุกคนจะถูกชะตากับผม หน้าตากวนตีน แถมยังถูกมองว่าเป็นเด็กเส้นอีก มันจะสงบสุขได้นานแค่ไหนกัน และพี่ณัฐก็ลองให้ผมกับนาวลองตรวจสอบข้อมูลระบบพื้นฐานดู เหมือนเช็คว่าผมเข้าใจมั้ยนั้นแหละ… แต่ ก็ไม่มีอะไรยากไปสำหรับผม

“ถือว่ามึงเก่งใช้ได้ไอ้น้อง… ไม่เสียแรงที่ประธานลงมาฝากกับพี่ณัฐด้วยตัวเอง” หมายความว่าไง
“ที่ว่าฝากเนี้ย ฝากแบบไหนวะพี่… จากที่ฟัง เขาแค่บอกว่าหน้าที่เด็กฝึกงานก็คืออะไร ต้องทำอะไร ผมว่าพี่คงฟังอะไรผิด” ผมว่าผมพูดชัดละนะ
“มึงนี่แม่งโคตรปากดี”
“สุดๆ” ผมไม่สนใครหน้าไหนอยู่แล้ว “สอนงานผมต่อเหอะพี่ณัฐ… ผมมาทำงาน” นาวมันจะเขย่าแขนผมทำไม
“มึงอยากลองดีกับกูไงไอ้สัส”
“พอๆๆ ไอ้ปีย์… กูให้มึงมาสอนงาน ไม่ได้ให้มามีเรื่อง… มึงเคยบอกเองว่าที่นี่เข้ามายาก อยากรีบออกมากว่างั้น” แม่งติดว่าแม่งเจ๋งมากไงวะ “ส่วนเรา ครั้งนี้พี่จะอนุโลมให้ แต่ถ้ามีครั้งหน้า เตรียมหาที่ฝึกงานใหม่ได้เลย”
“แม่งไม่โดนไล่ออกง่ายๆหรอก ถ้ามันใช้ปากเก่งขนาดนี้”มึงจะยังไม่จบกับกูใช่มั้ย
“มึงหมายความว่าไงวะไอ้สัส”
“พี่บอกให้จบไง! !”  ผมแม่งไม่อยากจะเชื่อว่าต้องมาเจอคนแบบนี้ “ เธอ 2 คนไปพักเบรก 15 นาที” อยากต่อยหน้าแม่งชิบหาย “ส่วนแกไอ้ปีย์… พี่ให้แกเลิกงานก่อนเวลา”
“อะไรวะพี่…. ต้องเป็นมันมากกว่าผมป่ะวะ” ไอ้สัสนี่ไม่จบ
“หรือแกอยากโดนไล่ออก…”
“ออกไปก่อนเถอะไม้” ไอ้นาวมันจะรีบดันผมออกไปทำไมก็ไม่รู้ อยากรู้แม่งจะโดนไล่ออกแทนไล่กลับบ้านมั้ย “ใจเย็นๆหน่อยดิวะ”พ้นประตูห้องก็ใส่เลยนะมึง “มึงไม่อยากมีที่ฝึกงานรึไง… ระงับอารมณ์ตัวเองหน่อย”
“ถ้าเป็นมึง มึงห้ามตัวเองได้ว่างั้น” ผมสวนกลับหมดตอนนี้ “กูมาทำงาน มาหาความรู้ ไม่ได้มาโดนพวกเหี้ยแบบนี้ดูถูก… ถ้าแม่งไม่เต็มใจสอนก็ไม่ต้องมาสอน” ผมระงับอารมณ์ไม่ได้ว่ะ พูดจริง
“ไอ้ไม้” อะไรอีกวะ “บอสมา” ผมหันไปดูตามสายตาไอ้นาว ใครแม่งปากไวโทรไปรายงานวะ
“ตามมา” วันเหี้ยอะไรของกูวะเนี้ย 


“ขอเชิญคุณปิยะพงษ์ค่ะ” นางสนองพระโอษฐ์เริ่ม

“คุณมีปัญหาเกี่ยวกับการสอนนักศึกษาฝึกงานรึเปล่า”

“เปล่าครับ”

“คุณมีอะไรไม่พอใจในตัวนักศึกษาฝึกงานรึเปล่า”

“เปล่าครับ”
“หรือว่าคุณมีอะไรไม่พอใจในตัวผม”

“ป….. เปล่าครับ”

“แล้วคุณคิดอยากจะมีปัญหากับผมถูกมั้ย”

“ไม่ใช่นะครับ… ผมแค่”

“คุณมีเรื่องกับใครในที่ทำงานถือว่าคุณก็มีเรื่องกับผม เพราะที่นี่คนของผม… รวมถึงคุณ”ไอ้คุณชายแม่งสายโหด “และไอ้คำว่าเด็กเส้นเด็กฝาก ผมรังเกียจ จากประวัติของคุณ คุณเข้าทำงานที่นี่ปี 2550 โดยมีคุณ จิราวัฒน์ ยางพลกูร เป็นรองกรรมการที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนผลักดันคุณเข้ามา และจากที่ผมเช็คผลการเรียนของคุณ คุณก็ไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะได้รับการเข้าทำงานที่นี่ แม้สักตำแหน่ง แต่เนื่องจากคุณเป็นหลานของคุณจิราวัฒน์ ท่านเลยฝากคุณกับพ่อของผม… ถูกต้องมั้ย”

“ค… ครับ… ถ… ถูกครับ”

“แล้วที่คุณมาว่านักศึกษาฝึกงานว่าเป็นเด็กเส้น… ไม่รู้สึกอายบ้างหรอ” กูขอยอมแพ้ดาเมจพิฆาตแบบนี้ “ผมไม่ได้มาประจารคุณ แค่มาเตือนสติ… ให้รู้ว่าคุณก็ไม่ได้ต่างจากพวกที่อยากเข้าทำงานแต่ไม่มีความสามารถเป็นของตัวเอง และผมคงไม่ต้องไปขุดนะ ว่าอาของคุณจ้างใครมาเทรนให้ เพื่อให้คุณได้มาอยู่ในแผนกที่สบายและอิสระมากที่สุด….  ผมจะฑัณบนณ์คุณ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในบริษัทอีกเมื่อไหร่ คุณจะถูกเลิกจ้างงานทันที และไม่ได้รับเงินตอบแทน รวมถึง สิ่งที่คุณทำจะถูกระบุอยู่ในประวัติการทำงานของบริษัท และมันจะถูกส่งไปยังบริษัทที่เราเป็นพันธมิตรทั้งหมด… รับทราบ”

“ค… ครับ”

“ส่วนนาย" อะไรกับกูอีกวะ "พูดอะไรไว้เมื่อตอนบ่าย… คงจำได้… และหวังว่าจะไม่ใช่แค่จำ… ทำซะด้วย” แล้วทำไมผมต้องตอบให้เสียเชิง เพราะในเมื่อตอนนี้ผมเหนือกว่าไอ้คนที่โชว์ pow ว่าเหนือผม

หลังจากที่ไอ้คุณชายเดินกลับออกไป ก็มีคนหน้าแหกที่กำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน

“พี่ไปห้องน้ำ… เดี๋ยวกลับมา” บ๊ายบายครับหัวหน้า… น่าสงสาร… ที่คนถือหางกลับทำตัวไม่สนใจ

“กู… มันยิ่งกว่าเด็กเส้น… ไอ้ขี้ครอก”มันแบกเป้เดินผ่านผม แล้วทำไมคิ้วผมต้องมากระตุกตอนนี้ด้วย มันดูจงใจไปหน่อย… ฝึกให้ความสงสารอยู่นะเนี้ย “นาว สงสัยเราต้องตั้งใจกันหน่อยแล้ว เผื่อได้เลื่อนขั้น… ใช่มั้ยครับพี่ปีย์” การนั่งมองคนที่เดินออกไปแบบสู้ไม่ได้มันสะใจนะ แต่ไม่สุดว่ะ
หลังจากที่พี่ณัฐกลับมา พี่เขาก็ได้มอบหมายงานให้พวกเราทำ คือการขึ้นไปแก้ไขปัญหาขัดข้องของคอมพิวเตอร์ที่แผนกบัญชี… แต่จะว่าไป การขึ้นมาที่นี่มีแต่ได้กับได้ ได้มองสาวหน้าสวยๆ และได้มองคนสวยๆตัวขาวๆ… แต่มันก็ยังมีเรื่องที่ทำให้ผมขัดใจอีกอยู่ดี เพราะไอ้เรื่องที่มันพึ่งเกิดมาไม่ถึงครึ่ง ชม. มันกระจายมาไกลขนาดนี้แล้ว อีกประมาณ 10 นาที ก็คงทั่วบริษัท
°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
“กลับบ้านๆดีล่ะมึง… แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเจอกัน ผมร่ำลากับไอ้นาวหน้าบริษัท จริงๆนี่ก็มืดแล้ว ผมสมควรที่จะไปส่งเธอ มากกว่าให้เธอต้องเดินกลับคนเดียว แต่ไม่รู้ดิ ผมไม่เคยทำแบบนั้น และผมก็สงสารมันอยู่เหมือนกันที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ ถึงมันจะเป็นเพื่อนกับกลุ่มผม แต่เวลามีเรื่อง พวกผมไม่เคยให้มันได้มาเห็นแบบเต็มๆตาเลยสักครั้ง….
ผมขึ้นรถเมล์มาลงที่ปากซอยทางเข้าบ้านผม แต่ครั้งนี้ผมกลับรู้สึกแปลกตาที่ซอยผมมันดูเงียบๆ แปลกๆ ทั้งๆที่ก็เป็นเวลาเดิมๆ ที่ผมเดินออกมาหาอะไรกิน แต่ก็ชอบนะ ที่มันไม่มีเสียงดังรบกวนเวลานอน

/////พลั่ก/////

ผมไม่สามารถทรงตัวให้มั่นคงได้อีกต่อไป หัวผมมันมึนงง และสายตาผมมันก็พล่ามัวลงเรื่อยๆ
“มึงมันก็ไร้น้ำยา… ไอ้ขี้ครอก มันกระชากหัวผมขึ้นมา เสียงนี้ คำพูดนี้ มันทำให้ผมรู้เลยว่าเป็นใคร แต่ผมกลับพูดอะไรไม่ออก “นี่ไม่ใช่การสั่งสอน แต่กูทำเพราะหมั่นไส้ ทั้งมึง แล้วก็นายมึง” มันผลักหัวผมลง “ไปเว้ย… เดี๋ยวกูเลี้ยงเหล้า” พวกมันมากันกี่คน ทำผมถึงมองไม่เห็น ผมพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ผมทำไมได้ หัวผมตอนนี้มันหนักไปหมด

///ผม… ต้อง… พยายาม///

///ผม… จะ… อยู่… ตรงนี้… ไม่ได้”

“เป็นอะไรรึเปล่าคุณ” เขาเป็นใคร
“เป็นอะไรมากมั้ย” ขอบคุณ “ ไม้! ! !” เขาเป็นใคร “มาคุณ… เดี๋ยวผมอุ้มเอง… คุณเปิดประตูหลังให้ผมที”
“คุณโจ ในรถคุณมีน้ำรึเปล่า” พี่โจ
“มีอยู่ข้างหลังเลย รบกวนคุณจัดการที”
“ผมขอนั่งพักแปปนึงนะพี่” ผมต้องการแค่นั้นจริงๆ
“นายต้องไปหาหมอ… หัวนายเลือดออก”
“ไม่พี่ไม่…” ผมต้องรีบห้าม “ขอแค่ผมพัก… เดี๋ยวผมก็ดีขึ้น” พี่ผู้ชายอีกคนเอาผ้าเปียกมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้กับผม “พี่โจอย่าบอกเฮียนะครับ” ผมมองหน้าเขา “แต่ผมยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องยกพวกตีกันแบบที่พี่เคยรู้”
“แล้วเราจะเข้าบ้านสภาพนี้หรอ”
“ใช่พี่… ตอนนี้เฮียเม้งออกไปข้างนอก ผมน่าจะกลับไปทันก่อนที่เฮียจะมา… ถ้าพี่ช่วย” ผมรู้ว่าผมกำลังทำให้พี่โจลำบากใจ
“ขึ้นรถเถอะคุณ” ถึงแม้สายตาผมจะยังพล่า แต่มันก็ดีขึ้นกว่าตอนแรกหลายเท่า ไม่เกิน 10 นาที พี่โจก็ขับรถมาเทียบที่หน้าบ้านผม “ดูท่าทางแล้วเฮียนายน่าจะยังไม่กลับมาจริงๆ”ผมรีบดันตัวเองให้ลุกขึ้น โดยมีพี่อีกคนคอยช่วย”
“ขอบคุณมากนะครับพี่… อย่าลืมที่ผมขอนะครับ” พี่ทั้งสองรีบมาพยุงตัวผมเดินเข้าบ้าน
“นายเคลียร์กับลูกน้องเฮียเอาแล้วกัน” ผมยกมือไหว้พี่เขาอีกครั้งก่อนที่เขาทั้งคู่จะเดินจากไป
“หุบปากกันไว้อ่ะ ห้ามบอกอะไรเฮียเม้งทั้งนั้น ไม่อย่างงั้น กินเหล้าอาทิตย์นี้อด” ผมรีบพาตัวเองเดินเข้าห้องที่ประจำอยู่ชั้น 2 ทันที
ผมเห็นสภาพตัวเองในกระจกตอนนี้ มันยิ่งทำให้ผมรับไม่ได้

“ไอ้หรั่ง… กูคิดถึงมึง”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-06-2020 13:29:25 โดย jackkiesiii »

ออฟไลน์ Khaikhemjiww

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
อ่านแล้วดูมีมิติดีครับ ที่เข้ามาอ่านเพราะรู้สึกชื่อนิยายภาษาไทยกับภาษาอังกฤษมันขัดแย้งกัน แต่พอได้อ่านมันสนุกดีครับ นิสัยตัวละครมันดูจริงดี แถมดูท่าทางจะดราม่าหนักยังไงไม่รู้ จะติดตามอ่านต่อไปเรื่อย สู้ๆครับไรท์

ออฟไลน์ Jackkiesatg

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
พาร์ทของลุค
แม่… วันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ที่ลุคจะได้อยู่กับแม่ ไม่น่าเชื่อว่าเวลา 3 วันมันจะผ่านไปได้รวดเร็วขนาดนี้ ผมยังจำวันที่แม่กระโดลงมาได้อย่างไม่ลืม และมันก็เหมือนพึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งเวลาที่ผมลืมตา และอีกเพียงไม่นาน ร่างกายของแม่ ก็จะถูกเผาไหม้เหลือเเต่เพียงเศษเถ้ากระดูกไว้เพียงดูต่างหน้า และนี่… คงจะเป็นการได้พบหน้าของแม่ผม เป็นครั้งสุดท้าย หลังเพียงสัปเหร่อยกฝาโลงขึ้น แม่ของผมที่นอนนิ่งอยู่ในชุดที่แม่ชอบมากที่สุด ผมพยายามอดกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาต่อหน้าแม่ผม และเเขกที่มีแค่เพียงไม่กี่คน         พอได้เวลา ผมกับคนอื่นๆรวมถึงคุณโจ ก็ช่วยกันยกโรงที่มีร่างที่ไร้วิญญาณความรู้สึก เข้าสู่เตาเผา เสียงออดที่ดังกึกก้อง มันเหมือนมีดที่ปักลงมาทำให้ใจผมแทบขาด แม่คือสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสู้มาจนถึงทุกวันนี้ ผมยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อทำให้แม่ได้สุขสบายมากที่สุด… สักวันนึง ลุคจะตามไปหาแม่นะ
ผมรีบเดินลงจากเมรุ โดยที่ไม่สนคนที่อยู่ข้างหลัง หยดน้ำตาที่อดกลั้นมาจนขีดสุด มันเอ่อล้นจนผมห้ามตัวเองไม่ได้ และหลังจากวันนี้ ผมคงไม่ต้องพึ่งพาใครอีกแล้ว
“เดี๋ยว” คุณเลิกรั้งผมไว้สักที “นายจะไปไหน”
“ไปตามทางของผม… และผมหวังว่า ทางของผมที่เลือกเดินจะไม่ต้องพบเจอคุณอีก”
“ทำไม” คุณไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผล “ ผมคืนให้”ผมล้วงเอาเช็คใบนั้นออกมาจากกระเป๋า
“ผมไม่รับคืน….”อย่าทำร้ายผมอีกเลย “ทำไมอ่ะลุค ผมพยายามช่วยคุณออกมาจากเส้นทางที่ทำให้คุณไม่มีอิสระ ต้องถูกกดขี่จากคนที่มาหาคุณ… แบบวันนั้น ในเมื่อคุณมีทางเลือกที่ดีกว่าทำไมคุณไม่รับมันไว้”
“ทางเลือกที่ผมต้องรับเงินคุณ อยู่กับคุณ แบบนี้น่ะหรอ มันก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนักหรอก… ผมว่าคุณกลับไปอยู่ในที่ที่เดิมที่คุณอยู่จะดีกว่า เพราะผม… ก็จะกลับไปอยู่ในที่ๆผมเคยอยู่เหมือนกัน”ผมแกะมือเขาออก
“งั้นผมจะซื้อคุณ ด้วยเช็คใบเดิมที่คุณคืนผมมา และถ้าคุณยอม ผมจะเพิ่มให้คุณ อีก 100000”
“ซื้อผม… เพื่อให้ผมไม่ต้องกลับห้องแค่นี้น่ะหรอ… เสียเวลาป่า……… ว”

////เขาจูบปากผม////

“ผมซื้อ.. ก็คือผมซื้อ”เขาเป็นอะไร “ขึ้นรถ” เขาเดินไปขึ้นรถโดยที่ผมยังไม่ให้คำตอบด้วยซ้ำว่าผมจะไปกับเขามั้ย “ถ้าขึ้น ผมจะเพิ่มให้อีก ตามที่คุณต้องการ” เสียงที่ลอดผ่านกระจกที่เปิดลง ความเย็นชาที่ไม่ได้ออกมาเพียงแต่เสียงอย่างเดียว ใบหน้าของเขาตอนนี้ มันไม่เหมือนคุณโจคนเดิม อย่างที่ผมเคยรู้จัก แต่ถึงผมจะคิดแบบนั้น ผมก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง ว่าทำไมถึงต้องยอมทำทุกอย่างในสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ต้องการ ทั้งที่ผมก็รู้จักเขาได้ไม่นาน
ตลอดทางเขานิ่งเงียบไม่ชวนผมคุยเหมือนวันก่อนๆ เขาดูไม่มีความสุข… และทั้งหมด มันก็มาจากผม
พอเลี้ยวรถเข้ามาจอดด้านใน ผมก็เห็นน้องโรสลูกสาวของคุณโจวิ่งมา ก่อนจะรีบเปิดประตูรถของพ่อเธอทันที
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ… สวัสดีค่ะน้าลุค” 
“สวัสดีครับ”
“โรสคะ วันนี้คุณพ่อไม่สะดวกพาหนูเข้านอนนะ พอดีพ่อมีเรื่องต้องเคลียร์นิดหน่อย” ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ “เดินกลับไปกับป้า” ผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาคิดอะไร “ส่วนคุณ… ตามผมมา” ตอนนี้ผมมีทางเลือกอะไรที่จะทำให้เขากลับมาเป็น นายโจ คนเดิม
ผมเดินตามเขาเข้าไปยังห้องนอน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ห้องที่เขาให้ผมเคยอยู่ โจยืนมองหน้าผม… อยู่แบบนั้น “ผมพร้อมแล้ว” ผมมองหน้าเขาซ้ำ เพราะผมอยากให้เขารู้ว่า เขากำลังจะทำในสิ่งที่มันผิด แต่มันคง… ไม่มีความหมาย
กระดุมเสื้อที่ผมกำลังปลดออกอย่างช้าๆ บนร่างกายที่ผมแทบจะไม่ได้เจอจากลูกค้าของผมคนไหน กล้ามอกที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ หน้าท้องที่เป็นลูกจากการแค่เพียงสัมผัส ก่อนที่กระดุมเม็ดสุดท้ายจะคลายออก เหลือเพียงแต่เสื้อยืดสีขาวสะอาดตาที่แทบจะปกปิดร่างกายของเขาไว้ไม่ได้เลย… แต่ผมก็ต้องถอดมันออก
“เดี๋ยว” เขาเอ่ยขึ้นเพียงผมสัมผัสไปที่หัวเข็มขัด… แต่ผมพอจะเข้าใจ… เพราะมันไม่ใช่ทางของเขาอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่พูดอะไรต่อ… ผมจึงลงมือทำหน้าที่ต่อ  และเมื่อเข็มขัดถูกปลด กางเกงสีกากีของเขาถูกดึงลง พร้อมกับกางเกงชั้นในสีดำเพียงตัวเดียว ที่ปกปิดความเป็นชายของเขาเอาไว้… เขาเหลือเพียงแค่ร่างกายที่เปลือยเปล่า
“อยากอาบน้ำก่อนมั้ยครับ” ผมมองหน้าเขาอีกครั้ง
“อาบก่อน” ตามคำสั่ง ผมจัดการถอดชุดของตัวเองออก ไม่เว้นแม้แต่กางเกงชั้นใน ตอนนี้ผมกับเขามีเพียงร่างกายที่เปลือยเปล่าไม่ต่างกัน
“คุณอยากแช่น้ำรึเปล่าครับ” ผมถามเพราะมองเห็นอ่างอาบน่ำขนาดใหญ่ภายในห้อง
“ไม่… ผมอยากอาบธรรมดา” rain shower ที่อยู่เหนือหัวพรั่งพรมสายน้ำลงมาดั่งสายฝน ผมทำหน้าที่ผู้ให้บริการที่ดีกับเขาอย่างที่เขาต้องการ ทั้งสระผม และไล้ลูบฟองครีมที่หอมสดชื่นลงบนตัวของเขา… รวมถึง… องคชาต
เพียงไม่ถึง 10 นาที หน้าที่แรกของผมก็จบลง ผมค่อยๆเช็ดผมของเขาอย่างเบามือจนแห้งหมาด
ก่อนที่ผมจะเดินตรงไปยังที่นอนที่ดูใหญ่นุ่ม ก่อนล้มตัวลงนอน
“หน้าที่ของนายหมดแค่นี้งั้นหรอ” เขาขึ้นคร่อมบนตัวผมอย่างไม่ลังเล
“ครับ… เพราะหลังจากนี้… มันเป็นหน้าที่คุณ” คุณโจจ้องหน้าผมอย่างไม่ละสายตา พร้อมกับมือที่ค่อยๆปลดชุดคลุมอาบน้ำออก “คุณตัดสินใจใหม่ได้นะ” คุณโจโน้มตัวก้มลงพร้อมกับริมฝีปากที่กำลังจะจูบลงที่หน้าอกของผม แต่นี้คงเป็นสิ่งที่เขาคิดดีแล้ว ความนิ่มนวลจากริมฝีปากพร้อมไออุ่นที่ผมได้รับ มันกำลัง บุกรุกร่างกายของผมไปทั่ว ไรหนวดอ่อนๆที่มันกำลังกระตุ้นอารมณ์ที่ฝังลึกในตัวผมให้ตื่นขึ้นมา
“นายห้ามหนีชั้นไปไหน” ก่อนที่เขาจะประทับจูบลงที่ริมฝีปากของผม ความร้อนแรงแต่นุ่มนวลเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้รู้สึก ผมไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมผมถึงมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเขาแตกต่างจากคนอื่น


////ผมเริ่มจะหยุดตัวเองไม่ได้////

////โจก็เหมือนกัน////

เขารุกไล้ผมเหมือนกับเสือที่กำลังหิวกระหาย กล้ามแขนของเขาที่มือผมได้สัมผัส หยดเหงื่อที่ไหลลงบนตัว และสายตาที่เขาจ้องมอง มันทำให้ผมละทุกสิ่งทุกอย่างจากเขาไม่ได้

 ผมขึ้นจัดการบรรเลงตามที่ผมถนัด ความผิดถูกในหัวผมตอนนี้มันพาลหายไปหมด เหลือเพียงแค่ความรู้สึก

///ว่าผมกำลังจะขาดเขาไม่ได้///

ร่างกายกำยำที่นอนแผ่อยู่เบื้องล่าง พร้อมกับสะโพกที่กำลังทำงานดั่งเครื่องจักร ผมโน้มตัวก้มลงจูบเขา ลิ้นของเราทั้งคู่สอดประสานกันจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียว

///เขาถอนจูบ///

“ผ… ผม… จะเสร็จ… แล้ว”
“ค… ครับ”  ผมก้มลงจูบเขาอีกครั้ง

“อ… อ้าาสสสส” ผมรู้สึกถึงแรงกระตุกจากแก่นกายของเขา และ ความอุ่น

///ผมกับเขา///

///เราไม่ได้ป้องกัน///

คุณโจแผ่ร่างกายนอนนิ่ง ไร้กำลัง ก่อนที่ผมจะค่อยๆลุกขึ้นและล้มนอนลงด้วยอาการที่ไม่ต่างจากเขาในตอนนี้

///คุณ 2 คน ทำอะไร... ///

เสียงโวยวาย จากคนที่ผมเริ่มรู้สึกคุ้นเคย แต่ไม่คุ้นชิน และผม… ไม่ควรนอนอยู่ตรงนี้ แต่เขากลับกอดตัวผมเอาไว้ ที่เห็นผมตกใจและกำลังจะลุกขึ้น
“ก็พึ่งมีอะไรกันเสร็จ คุณก็เห็นไม่ใช่หรอ” เสียงที่เย็นชาขนาดนี้
“แต่นี่มันห้องนอนของเรานะโจ” เธอเดินเข้ามากระชากผมออกจากเตียง แต่เขาคงสู้เเรงของโจที่กอดผมไว้ไม่ไหว
“นี่ห้องนอนผมตะหาก …… ” เขากำลังจะทำอะไร “ส่วนเรื่องที่คุณเห็นผมกำลังมีอะไรกับเขา ผมถือว่าเป็นกำไรที่ได้เห็นผมแสดงหนังสด หลังจากที่คุณอดกินมันมาหลายปี ทัังที่พยายาม”
“ลุก… ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้” เธอกระชากผมไม่หยุด
“เกิดอะไรขึ้นพี่โ……… จ” โจลุกขึ้นผลักผู้หญิงคนนั้นจนล้มลงและมันกำลังลุกลามไปใหญ่แล้ว
“แกมาก็ดีแล้ว จะบอกให้รู้ไว้เลย”
“บอกอะไรพี่” เขาค่อยๆปิดประตู
“นี่เมียใหม่พี่… ชื่อลุค” เมียใหม่ เขาคิดจะทำอะไร “หวังว่าแกคงจะต้อนรับเขาดีกว่าอดีตเมียแต่งเอาสมบัติของพี่…” ผมต้องหยุดเขา “ คนนี้ดีกว่าเยอะ… ทั้งนิสัย… ทั้งลีลา”
“คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้… ไม่ได้โจ… คุณจะมาหยามชั้นแบบนี้ไม่ได้”  เธออาละวาดใหญ่แล้ว
“เดี๋ยวแกช่วยลากผู้หญิงคนนี้ออกไปให้ด้วย… พอดี… ยังต้องฉลองกันอีกหลายยก”นี่มันเรื่องบ้าอะไร ทำไมผมต้องมารับรู้อะไรแบบนี้  แต่ไม่นานก็มีลุงคนขับรถมาช่วยพาเมียของคุณโจออกไป
“สิ่งที่พี่กำลังทำ… พี่คิดดีแล้วใช่มั้ย” ใช่… คุณคิดมันดีแล้วใช่มั้ย
“ใช่… พี่คิดดีแล้ว แล้วเดี๋ยวพี่จะบอกเรื่องนี่กับพ่อแม่เอง” บอกพ่อกับแม่ “และหวังว่า แกจะไม่ทำให้ว่าที่เมียใหม่ของพี่ต้องอึดอัด… พี่หวังไว้แบบนั้น” น้องชายเขายืนมองหน้าโจอย่างคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“พี่จะได้อย่างที่หวังไว้… แบบนั้น” เเละเขาก็เดินออกไป แต่เมื่อผมหันมา เขากลับนอนเฉยเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณใช้ผมเป็นเครื่องมือแก้แค้นหรอ”
“เปล่า… ผมคิดแบบนั้นจริงๆ” แต่การกระทำมันตรงกันข้าม “ ผมชอบคุณ ชอบความอ่อนโยนของคุณ ชอบความมีน้ำใจ ชอบความเอาใจใส่ และซื่อตรงของคุณ” เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร “ผมเป็นคนขาดความรัก คนที่เคยขึ้นชื่อว่าเมีย มันก็นอกใจผมไปมีอะไรกับคนอื่น จนผมรู้สึกรังเกียจ ขนาดคุณเป็นไซด์ไลน์ คุณยังมีจิตสำนึกมากกว่าเลย ถ้าการที่ผมต้องมีเมียและทำตัวเป็นไซด์ไลน์เพราะแค่รักสนุก ผมยอมมีเมียเป็นไซด์ไลน์จริงๆ ที่ไม่ได้เห็นเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องสนุกดีกว่า”
“ผมอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”
“แต่ผมเชื่อในสิ่งที่ผมคิด”เขารีบสวนขึ้น “คุณอยู่กับผมนะ”เขาจับมือผม “ผมเชื่อ… ว่าคุณไม่เคยมองความรักเป็นของเล่น คุณถึงกล้ายอมทำอะไรขนาดนี้” เขาเชื่อมั่นในตัวผมมากเกินไป
“ความรักมันไม่ได้ง่าย คุณก็รู้มันเจ็บปวด” เขาเงียบไม่ตอบอะไรผม ทั้งๆที่ผมควรได้รับคำอธิบายจากเขามากกว่านี้ “คุณไม่ใช่เกย์ แล้วมันก็ไม่ง่ายที่ผู้ชายจะมารักเกย์”
“แต่มันก็ไม่ยากที่จะขอโอกาส...ถ้าความรักที่ดีเกิดขึ้นกับคนที่ดี...เพศอะไรก็คงไม่สำคัญ” ผมจะเถียงเขาชนะบ้างมั้ย “คุณให้โอกาสผมนะ” เอาจริงๆ ผมอ่านใจเขาไม่ออกเลยสักข้อ ผมไม่รู้ว่าในตอนนี้มันเป็นแค่เรื่องเล่นๆที่เขาทำเพราะอยากให้แฟนของเขาเจ็บปวดหรือแค่อยากหาที่ระบายอารมณ์ ผมมันก็เป็นแค่เด็กขาย เลยไม่รู้ว่า ความรักจริงๆมันเป็นยังไง
ในตลอดคืนนั้น เราเป็นของกันและกันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ผมไม่รู้ว่าที่ผมทำเพราะผมรู้สึก หรือแค่อยากตอบแทน หรือแค่เพราะเงินที่เขาให้ผมมา ผมบอกไงว่า เขาเชื่อมันในตัวผมมากเกินไป


พาร์ทของไม้

 เช้าวันนี้ผมแทบจะไม่อยากลุกขึ้นจากที่นอนเลยแม้แต่นิดเดียว ร่างกายผมมันเหมือนถูกรถทับแล้วเหยียบซ้ำไปมา ยิ่งที่หัวเหมือนมันจะระเบิดออกมาเลย แต่ผมเป็นนักศึกษาฝึกงาน แถมไอ้คุณชายยังหมายหัวเรื่องชกตีกับผมไว้ มันยิ่งทำให้ผมต้องไปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
กว่าจะปรับสภาพตัวเองให้กลับมาเป็นปกติสุขได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย แถมไอ้นาวก็ซักถามจนทำเอาผมแทบจะกำหมัดตะบันหน้ามันไปหลายที
“สวัสดีครับ/ค่ะ พี่ณัฐ” ผมต้องทำตัวให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่งั้นถ้าไอ้ชาติหมาปีย์มันเห็น ผมจะได้ไม่เสียศักดิ์ศรี
“เดี๋ยววันนี้จะมีอัพเดทระบบประจำเดือน แต่จะมีสองฝ่ายที่ต้องคอยขึ้นไปคุมด้วยตัวเอง ก็คือฝ่ายบัญชี แล้วก็ ฝ่ายพัสดุ เดี๋ยวพี่จะให้เรา 2 คนไป ตกลงกันเอาว่าใครจะไปไหน”
“พี่ณัฐ...ไหงให้เด็กฝึกงานขึ้นไปทำ ทุกทีมันหน้าที่ผม” เอาอีกแล้ว มันนี่ปัญหาเยอะตลอด
“ลองไปถามคุณจอสดู...” พี่ณัฐนี่ก็เป็นงานใช่ย่อย สงสัยจะอยู่เป็น แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่สงสัยว่าผมทำไมถึงดูปกติได้ขนาดนี้ ผมน่ะนักแสดงตัวพ่อ เพราะเรื่องศักดิ์ศรีสำหรับผมน่ะเรื่องใหญ่ เจ็บให้ตายผมก็ต้องยิ้มให้ได้
ในช่วงสาย ผมก็ถูกส่งขึ้นไปยังฝ่าย พัสดุ  และประจำอยู่ที่เครื่องหัวหน้าแผนก เพราะเครื่องนี้จะมีปัญหาเรื่องข้อมูลหายอยู่บ่อยครั้ง แต่ในเมื่อเขาให้ผมมาแก้ปัญหา มันจะต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะต้องขึ้นมาแบบนี้
ในเวลาเกือบ 2 ชม.ที่ผมนั่งแก้ปัญหา เสียงซุบซิบนินทาเรื่องเมื่อวานมันก็ยังคงกรุ่นอยู่ตลอด เดี๋ยวได้ยินคนนั้นพูดที คนนี้พูดที เหมือนเป็นเรื่องโจ๊กเล่าส่งต่อกัน แต่ผมก็ไม่อยากจะต้องมานั่งแก้ตัว เพราะมันไม่จำเป็น แต่แค่เวลาได้ยินมันน่ารำคาญ มันพาลมือเท้าผมจะอยู่ไม่สุข
“นี่น้องไม้ หัวน้องไปโดนอะไรมาทำไมมีคราบเลือดด้วยอ่ะ” ยังอุตส่าห์จะมองเห็นอีก
“เมื่อวานชั้นมันตกใส่หัวน่ะพี่ หัวก็เลยแตก” หวังว่าจะไม่ถามมากอีกนะครับ คุณหัวหน้า พัสดุ “ระบบไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วนะครับ แต่ถ้ามีข้อมูลส่วนไหนหายไป พี่โทรไปหาผมที่แผนกได้เลย เดี๋ยวผมขึ้นมาจัดการให้...ขอตัวนะครับ” แผนกที่มีแต่ผู้หญิง สำหรับผมแม่งคือสวรรค์เลยนะ แต่เสียอย่างเดียว แม่งนั่งนินทากันไม่เลิก

หลังจากที่ผมลงมา ในแผนกก็ยังคงดูวุ่นวายอยู่ไม่หยุด พี่ณัฐนี่เดินหัวหมุนเรื่องข้อมูลของบางแผนกที่มีการสูญหายเกิดขึ้น ส่วนลูกน้องอย่างไอ้อัปรีย์ กลับนั่งกระดิกเท้าสบายใจ ...สันดาน
“มีอะไรให้ผมช่วยป่ะพี่” ขืนอยู่เฉยๆคงได้มีเรื่องกับไอ้สวะประจำแผนกแน่
“เดี๋ยวไม้คอยดู back up ตรงนี้ให้หน่อย พี่จะขึ้นไปดูเครื่อง”
“เข้าขากันดีจริงว่ะ...” ไอ้เหี้ยนี่แม่ง “ก็อย่างว่า เด็กใหม่มันขยัน...พี่ก็ต้องปลื้มเป็นธรรมดาใช่มั้ยพี่ณัฐ” ดูเหมือนว่าพี่ณัฐจะดูออกว่าผมกำลังจะฟิวส์ขาด แกรีบจับแขนผมเอาไว้เป็นนัยๆ ...ผมต้องพยายามสินะ
“ถ้าเสร็จ...แล้วคีย์ข้อมูลให้พี่ตามนี้...ก็เรียบร้อยแล้ว”แล้วแกก็เดินออกไป ผมก็เลยถือวิสาสะนั่งลงตรงเก้าอี้พี่แกนั้นล่ะ
“เฮ้ย!!!!! พวกมึงมาดูอะไรนี่ดิ...ไม่รู้นักศึกษาที่ไหนแม่งโดนรุมกระทืบ...จมตีนเลย”

////ชุดแม่งคุ้นๆวะ...แต่กูนึกไม่ออก////

////แม่งก็ปกติป่ะวะ...นักศึกษาเดี๋ยวนี้แม่งเลือดร้อน นิดหน่อยแม่งก็จะฆ่ากันแล้ว////

ผมต้องทำหูทวนลมหรือว่ายังไง จริงๆผมก็มีสำนึกที่ไม่อยากให้พี่ณัฐต้องเดือดร้อนนะ แต่บางทีเวลาเจอพวกอ้อนตีนมากๆ มันก็ทำให้เราหมดความอดทนได้ง่ายๆ แต่นี่ยังดี ที่ผมเป็นพวกที่พอจะเก็บอารมณ์ความฉุนเฉียวไว้ได้บ้าง ถึงจะนานๆครั้งก็เถอะ
ตลอดทั้งวัน ผมนั่งฟังแม่งนั่งพล่ามเรื่องบ้าบอไม่หยุด ขนาดไอ้คุณชายยื่นคำขาดอะไรไว้ ดูท่าทางมันจะไม่ทำให้ไอ้อัปรีย์นี่กลัวเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่รู้ว่าพี่ณัฐทนกับลูกน้องสันดานแบบนี้ได้ยังไง

 โคตรใจเย็น

   พอถึงเวลาเลิกงาน ก็เป็นมันคนแรกที่รีบลุกออกจากเก้าอี้ สแกนนิ้ว และก็เดินออกไป ผมยังไม่แน่ใจเลยว่างานที่มันทำไว้เสร็จรึยัง...หรือว่า...ทั้งวันที่ผ่านมามันไม่มีงานอะไรทำเลยสักชิ้น
“แกนี่ใจเย็นขึ้นเยอะเลยนะไม้...ไม่โมโหง่าย ไม่มีเรื่องง่าย” นาวชมผมเปราะ
“ก็....ตามนั้น” ไม่อยากตอบอะไรให้มากความ และดี ที่ทั้งวันๆนี้มันไม่เห็นรอยแผลรอยเลือดผม ไม่งั้นผมโดนซักจนเปื่อยแน่ “ยังไงวันนี้มึงก็กลับบ้านดีๆ ถ้าเป็นไปได้อ่ะ มึงหาเพื่อนร่วมทางกลับบ้านไว้บ้างก็ดีนะ...เดี๋ยวนี้แม่งอันตราย” หวังว่ามันจะเข้าใจ และก็เหมือนเดิมผมก็มาส่งมันขึ้นรถเมล์ที่หน้าบริษัท ก่อนที่จะแยกตัวเองมาตามทาง
................................................................

“เป็นไงวะมึง...สบายดีป่ะวะ” ได้กลับมาเจอเพื่อนรักทั้งที โคตรดีใจ
“คนอย่างกูสบายอยู่แล้ว ยิ่งมีอะไรทำ กูยิ่งโคตรสบาย” มันเดินกอดคอผมเข้าไปในบ้าน “มึงรู้ป่ะ กว่าจะจับแม่งมาได้ ทำเอาเพื่อนกูเหนื่อยแทบแย่”

/////ไอ้สัส!!! มึงปล่อยกู//////

“นี่กูไม่ทำอะไรเลยนะ...รอเพื่อนรักอย่างมึงมาเปิดงาน” สภาพไอ้อัปรีย์ที่โดนมัดเอาไว้ มันยิ่งกระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนผมให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง “กูโคตรเสียดาย...ที่ไอ้ซุงมันไม่อยู่...ไม่งั้น แม่งคงได้แดกตูดของชอบ” ทำไมผมได้ยินเสียงมันแหกปากแล้วผมรู้สึกสบายหูกว่าได้ยินเสียงมันในที่ทำงาน


////////พลั่ก//////////

ขาผมดันกระตุกเตะเข้าไปที่ท้องของมันเฉย
“ขอโทษว่ะเพื่อน...ตีนกูมันหิว...สงสัยมันจะชอบมึง” มึงเงียบปากง่ายเกินไป ไอ้อัปรีย์ “ไอ้หนู...มึงแก้เชือกมันออก กูไม่อยากทำร้ายคนที่หมดทางสู้” ผมโยนกระเป๋าทิ้งไม่สนใจ สนใจแค่มือตีนผมพร้อมก็พอ แต่มันกลับไม่ลุกขึ้นมาสู้ผม

////พลั่ก////

“กูถือว่ามึงกับกูเท่ากันละ” ทำไมล้มตัวลงนอนเร็วจังวะเพื่อน ต้องจิกหัวเรียกสติซะหน่อย “...เมื่อวาน มึงทั้งกระทืบกู เอาไม้ฟาดกู ถ่ายคลิปกู...ส่วนวันนี้ กูจะไม่กระทืบมึง กูจะไม่เอาไม้ฟาดมึง แต่กูจะเป็นคนถ่ายคลิปมึง” วันนี้ผมอยากเป็นแค่คนดู ชอบสัส บัตร vip แบบนี้ “เพื่อนหรั่ง...ขอแบบหนักๆ รุ่นพี่ปรีย์จะได้อิ่มๆ” ผมเตรียมแบตเตอร์รี่มาพร้อม การแสดงสดไม่ใช้สตั้นท์ ที่ไม่ค่อยได้เห็นในโรงภาพยนตร์ กำลังจะออกสู่สายตาคนชอบความป่าเถื่อน เสียงร้องโอดโดยสำหรับผมตอนนี้ มันเพราะยิ่งกว่าเพลง alternative ที่ผมชอบฟังซะอีก สายตาวิงวอนที่ส่งมา มันยิ่งทำให้คลิปดูดราม่ามากขึ้นหลายเท่าแลย

“พอเว้ย...จะกระอักเลือดตายห่าล่ะ” ควรจะสงสารหรือซ้ำเติมเพิ่มเข้าไปอีกดี “มึงจำหน้าคนอย่างกูเอาไว้ให้ดี...ยมบาลประจำตัวมึง...กูไม่อยากจัดการมึงเอง...เดี๋ยวเลือดชั่วมันจะเปื้อนพื้นรองเท้ากู”มันพยายามจะยกหัวตัวเองขึ้นมา “กูพึ่งบอกไปเมื่อกี้...มึงก็ทำรองเท้ากูเปื้อนจนได้...กูมีรองเท้าใส่ทำงานคู่เดียวซะด้วยดิ” ผมค่อยขยับเท้าเข้าไปใกล้ๆหน้ามัน “เลียเลือดมึงออก...มันสกปรก” กลับทำเฉยซะงั้น

//// พลั่ก /////

“ขอโทษว่ะ ..ตีนกูชอบลั่น..” วันนี้คงต้องขอบคุณหลานคณะกรรมการถือหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำความสะอาดรองเท้าทั้งสองข้างให้จนเกลี้ยง “จับมันขึ้นรถ...แล้วไปทิ้งไว้ข้างทาง...เก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าจะมีลายนิ้วมือติด... ส่วนลายนิ้วตีน เก็บเอาไว้ให้มันเป็นที่ระลึก” ผมก้มลงมาหามันอีกครั้ง “หวังว่าเรื่องนี้...จะรู้เพียงแต่เรานะครับรุ่นพี่ปรีย์ แต่ถ้ามีคนอื่นรู้....มึงจะไม่ได้รับรู้อะไรอีกเลย”  หมดหน้าที่สั่งสอนคนไม่รู้จักจำเป็นที่เรียบร้อย หวังว่า บทตีนราคาแพงจะทำให้ นึกคิดอะไรดีๆขึ้นมาได้บ้าง...ไม่เข้าใจ...ทำไมชอบให้เหนื่อยอยู่เรื่อย

แต่ใช่ว่างานมันจะจบง่ายๆ
 “ถีบมันลงตรงนี้แหละ” ไอ้หรั่งเพื่อนผมพูดขึ้น มันขับมาอยู่ในซอยๆหนึ่งที่มีบ้านคนไม่มากเท่าไหร่
“เดี๋ยวมึงไปจอดรถรวมกับกลุ่มรถข้างหน้า...กูอยากจะรู้ว่าใครจะมาช่วยมัน”ไอ้หรั่งบอกว่าที่นี่คือที่ที่มันจับตัวไอ้อัปรีย์ไป

////ปรีย์…. ปรีย์ตื่นสิปรีย์//// คงจะเป็นญาติไอ้ชั่วนั่นสินะ ////ช่วยด้วย////
“ พวกมึงกลับได้เลย ส่วนเรื่องเหล้า… กูจะจัดการให้” ผมค่อยๆแฝงตัวลงจากรถให้ลับตาคนมากที่สุด จริงๆผมควรเดินไปสมน้ำหน้ามันซ้ำ
แต่สายตาผม กลับเจอคนคุ้นเคยที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเขา

////พี่ณัฐ////

////ทำไมเป็นพี่////

“ไม้…. ไม้ช่วยพี่ด้วย” ผมไม่เข้าใจว่าพี่ณัฐจะไปช่วยคนแบบนี้ทำไม “ช่วยพยุงปรีย์ขึ้นหลังพี่ที”
“แต่ผม…..”
“ถ้าไม่เห็นกับปรีย์ก็เห็นกับพี่” ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยวะ ถ้าทำแบบนี้ผมแม่งก็เหี้ยสมบูรณ์แบบแล้ว
“ผมทำไม่ได้พี่” ผมควรรีบเดินออกจากตรงนี้
“ถือว่าช่วยแฟนพี่เถอะนะไม้”

///อ… อะไรนะ///

////ถือว่าช่วยแฟนพี่เถอะนะไม้////

“ว… ว่าไงนะพี่” ผมได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย
“ปรีย์เป็นแฟนพี่… ไม้ช่วยเขาด้วย” นี่มันโลกกลมหรือว่าบุพเพวะ ทำไมทุกอย่างมันดูใกล้ตัวไปหมด
“ผมจะช่วยแค่พยุงมันขึ้นหลังพี่… หวังว่าพี่คงจะเข้าใจ” และผมก็ทำตามที่พูด ก่อนจะรีบปลีกตัวเดินห่างออกมา ผมไม่เคยหันหลังกลับไปมองในสิ่งที่ผมพึ่งทำมันเอาไว้ แต่คราวนี้ผมทำมันไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร และทำไมผมถึงรู้สึกเจ็บปวดกับการที่ได้เห็นภาพแบบนั้น

////พี่ณัฐ…. เดี๋ยวผมช่วย////

ผมไม่เข้าใจตัวเองจริงๆว่ากำลังทำอะไร พึ่งจะสะใจกับการเห็นคนที่เกียจโดนกระทืบตรงหน้า แต่ตอนนี้กลับมาช่วยเหลือมันเพราะแค่เห็นคนข้างกายมันเจ็บปวด ความนักเลงของผมมันหายไปไหนหมด
“ผมกลับแล้วนะพี่” ผมทนความอัปยศของตัวเองไม่ได้จริงๆ
“เดี๋ยวสิไม้” ผมไม่อยากรู้สึกเป็นคนเหี้ยมากกว่านี้แล้วว่ะพี่ “พี่อยากขอโทษทุกอย่างแทนปรีย์ พี่อยากให้ไม้ยกโทษให้กับคนขี้อิจฉา” ทำไมต้องเป็นผมที่ยืนอยู่ตรงนี้ “พี่พยายามเป็นทุกอย่างให้กับเขาในทุกสิ่งที่เขาต้องการ… แม้กระทั่งคนแพ้ที่ต้องเสียศักดิ์ศรี”
“แล้วพี่จะไปยอมให้คนเหี้ยๆแบบนี้ทำไมวะพี่ พี่จะรักใครมันต้องส่งเสริมช่วยเหลือกันป่ะวะ นี่แม่งสร้างแต่ปัญหา” ผมไม่สนใจแล้วว่าตอนนี้เราจะอยู่ในฐานะอะไรกัน “แล้วอีกอย่าง… ถ้าพี่ต้องมายอมเสียศักดิ์ศรีเพราะการกระทำทรามๆของไอเหี้ยเนี้ย พี่หาแฟนใหม่ผมว่าเวิร์คกว่า” ทำไมพี่เฉยได้ขนาดนี้วะ
“เพราะพี่รักเขาไปแล้ว”พอพี่ณัฐพูด เสียงวุ่นวายที่อยู่รอบตัวผมพลันเงียบหายไปเหมือนบนโลกนี้มีผมเพียงคนเดียว รอบตัวผมมีแต่ความว่างเปล่า ทำไมผมถึงมีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมา
“ผมว่าผมไม่ควรอยู่ตรงนี้ต่อแล้ว” ผมไม่ควรจะต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ “ผมจะไม่ขอโทษคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนพี่...แต่ผมจะขอโทษพี่ ถ้าสิ่งที่ผมพูดมันแทงใจดำ” ผมเป็นคนที่เคารพคนไม่ต่างจากคนอื่นเหมือนกัน กับการแค่ยกมือไหว้ขอโทษคนที่มีพระคุณกับผม “ผมขอตัว”
“ถ้าวันนึงนายมีความรัก...นายจะเข้าใจถึงสิ่งที่พี่พูดกับนาย” คำพูดที่ทำให้ผมต้องหยุดนิ่งอีกครั้ง
“ผมเข้าใจในสิ่งที่พี่พูด แต่ผมจะไม่ยอมเป็นเหมือนในสิ่งที่พี่พูด” หมดหน้าที่คนเลวอย่างผมจริงๆซะที
ตลอดทางที่ผมนั่งรถกลับมา คำพูดต่างๆที่พี่ณัฐพูดกับผม มันฝังลงไปอยู่ในสมองกลวงๆแบบตัดออกไม่ได้ ผมมันเป็นพวกไม่เคยคิดถึงเรื่องความรัก

เพราะพ่อแม่ผมไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่ามันมีอยู่จริง

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เงียบจังเลยกระทู้ผม ไม่บูมเหมือนตอนเขียนเรื่องอรกเลย สงสัยหายไปนาน

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของโจ

หลังจากวันพิพากษาที่ผมตัดสินใจเรื่องหย่ากับรินทร์ มันก็ทำให้ผมรู้สึกเป็นอิสระจากพันธะความรู้สึกที่ผูกมัดผมมาหลายสิบปี ตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้จักกับรินทร์มา ไม่มีวันไหนเลยที่ผมเป็นผู้ชนะ เพราะตั้งแต่วันที่รินทร์ท้อง ผมถือครองอันดับผู้แพ้มาตลอด
ผมกับรินทร์เรารู้จักกันผ่านเพื่อนของผม วันนั้นเป็นวันฉลองสมรสของเพื่อนในกรมกอง และเผอิญเราทั้งคู่เป็นพวกไม่ค่อยมีสังคม เลยแยกตัวออกมาหาความสงบ ตั้งแต่วันนั้น ผมกับรินทร์เราก็คุยกันเรื่อยมา ทางโทรศัพท์บ้าง ทางไลน์บ้างแล้วแต่โอกาสที่ผมจะสามารถหาได้ในเวลานั้น ถ้าถามว่าผมรู้สึกดีกับรินทร์แค่ไหน ผมก็ตอบได้เต็มปากเลยว่ามากกว่าผู้หญิงทุกคนที่ผมคุยมา เธอมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่หลบซ่อนความเป็นตัวตน และเปิดเผยกับผมในทุกๆเรื่อง มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีพิษภัยอะไรผมจึงตัดสินใจแต่งงานกับเธอ

 และ...การคิดไปเองมักเป็นหลุมพรางของความเสียใจเสมอ

หลังจากที่เราแต่งงาน ความสุขที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมันเปี่ยมล้นความรู้สึกของผมแบบที่ผมเองก็ยังคาดไม่ถึง ทุกอย่างมันดีไปหมด มองอะไรทำอะไรก็คือความสุข จนระยะเวลาผ่านไป 2 เดือน รินทร์ก็ได้มาบอกข่าวดีกับผมว่าเธอกำลังตั้งท้อง ผมดีใจกระโดดสุดตัว รวมถึงพ่อกับแม่ผม ผมจัดการจัดเตรียมห้องนอนของลูกผมอย่างตั้งใจ จ้าง creative design ที่ว่าเก่งที่สุดมาช่วยตกแต่งห้องนอนของลูกผมให้ดีที่สุด ของอะไรที่ใครว่าดี ผมลงทุนจ่ายมาไม่อั้นเพื่อวันที่ลูกผมเกิดมา มันจะได้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เราทั้งสองครอบครัวต่างพากันรอลุ้นถึงเพศของลูกเราว่าจะเป็นชายหรือหญิง จนวันแห่งความสุขของผมก็มาถึงอีกครั้ง รินทร์ให้กำเนิดลูกสาวที่สุดแสนวิเศษให้กับว่าที่พ่อใหม่แบบผม ผมดีใจจนไม่สามารถที่จะกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ได้
เราทั้งคู่ช่วยกันเลี้ยง น้องโรส ลูกสาวตัวน้อยของเราอย่างเต็มกำลัง ผมให้รินทร์ลาออกจากที่ทำงานเพื่อออกมาดูแลลูกของเราอย่างเต็มตัว ทุกวันที่ผมไปทำงาน ผมมักจะเผลอนั่งมองนาฬิกาตลอดว่าเมื่อไหร่ที่จะถึงเวลาเลิกงานของผมสักที จนเพื่อนๆของผมต่างพากันแซวถึงความเป็นพ่อมือใหม่ที่เห่อลูกจนไม่เอาการเอางาน
ตลอดระยะเวลา 4 ปี ผมกับรินทร์พยายามทำหน้าที่ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง พยายามสอนในสิ่งที่ลูกของผมต้องเรียนรู้ ให้เวลาเขาได้เสริมสร้างพัฒนาการเตรียมพร้อมไปสู่สังคมที่กว้างใหญ่ขึ้น ไม่นานผมก็ตัดสินใจ พาลูกสาวคนเดียวของผมไปเข้าเรียนเตรียมอนุบาลที่ผมคิดว่าดีที่สุด ในวันที่ผมไปส่งเธอเข้าเรียน เธอดูยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่าเด็กคนอื่นๆอีกหลายคนที่ยังดูไม่พร้อมกับการเผชิญโลกกว้าง แต่น่าเสียดาย ที่รินทร์ไม่สามารถไปส่งลูกเข้าเรียนในวันแรกพร้อมผมได้ เพราะเธอได้เข้าทำงานที่บริษัทของพ่อผม และเป็นวันที่ต้องไปเจอลูกค้ารายใหญ่เพื่อเซ็นต์สัญญาการซื้อระหว่างบริษัท
ตลอดทั้งวันผมนั่งดูการเรียนการสอนของลูกสาวผมอยู่แบบห่างๆ เอาจริงๆผมก็ยังไม่วางใจที่จะปล่อยให้ลูกอยู่ร่วมกับคนอื่นที่พึ่งรู้จักกันได้แค่ไม่กี่ชม.  แต่การกระทำและพฤติกรรมของเธอแทบจะทำให้ผมไม่ต้องเป็นห่วงเธออีกเลย… สงสัยเลือดผมมันจะแรง
ในเย็นวันนั้นผมตั้งใจไปรับรินทร์ที่บริษัทพ่อผม แต่ผมกลับไม่ได้บอกเธอเอาไว้ล่วงหน้า ก็เลยทำให้การเซอร์ไพร์สนี้เป็นหมันไปโดยปริยาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีครั้งหน้า
“โจคะ วันนี้รินทร์ไปออกไปกับรุ่นน้องในแผนกนะ อาจจะกลับมืดหน่อย ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ” แปลว่าเธอยังอยู่ในบริษัทตอนนี้ ผมรีบขับรถออกจากลานจอด
“ให้ผมไปส่งมั้ย” ผมเห็นเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีรินทร์ไปกับรุ่นน้องผู้หญิงหลายคน ไม่สะดวกเปล่าๆ” อยู่กับผู้ชายที่ผมไม่คุ้นหน้า 2 ต่อสอง
“แล้วจะไปทานที่ไหนกันล่ะ ให้ผมไปรอรับกลับมั้ย” ผมเชื่อสายตาตัวเองได้ใช่มั้ย
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวน้องไนท์จะเป็นคนไปส่งรินทร์ที่บ้านเอง”
“ครับ…งั้น เดินทางดีๆนะ”  ผมตัดสินใจขับรถตามคันที่เธอขึ้นไปนั่งอย่างห่างๆ ทิ้งระยะให้เกิดความปลอดภัยให้มากที่สุด ในความรู้สึกผมตอนนี้ มันเคว้งแบบบอกไม่ถูก เหมือนความรู้สึกที่ผมมีให้มันกำลังจะแตกสลายลง

รถคันนั้นเลี้ยวเข้าโรงเเรม

ผมควรจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องงานเท่านั้นใช่มั้ย ผมรีบจอดรถในแถวบริเวณนั้น และรีบเดินตามเขาทั้งคู่เข้าไป เขาทั้งจับมือกัน โอบเอวกัน และเขา… ก็หอมแก้มกัน

 ////ผมกำลังถูกภรรยาตัวเองนอกใจ////

 ผมยืนมองทั้งคู่ทำกิจกรรมพวกนั้นอยู่ตรงหน้า lobby ผมไม่รู้ว่านี่เป็นแค่เรื่องสนุกที่รินทร์อยากทำ หรือมันเป็นเพราะเขาเริ่มเบื่อผมแล้ว
ไม่นานเขาทั้งคู่ก็เดินเข้าลิฟต์ก่อนที่จะหายขึ้นไป
“ขอโทษนะครับ… ผมอยากทราบว่าคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงเมื่อสักครู่ เข้าพักที่ชั้นไหนห้องไหนครับ พอดี ผมจะเอาชุดที่ทั้งสองสั่งไว้มาให้ลองน่ะครับ”  ไม่นาน พนักงานสาวก็บอกรายละเอียดห้องและชั้นมาให้กับผม
“ต้องการให้พนักงานนำทางขึ้นไปด้วยมั้ยคะ”
“ไม่ต้องหรอกครับ” ผมคงไม่จำเป็นต้องตามขึ้นไป เพราะแค่นี้ที่ผมเห็น มันก็ทรมานมากพอแล้ว
ในคืนนั้น เธอกลับมาราวๆจะเกือบเที่ยงคืน ไฟในห้องที่ผมปิดจนมืด เธอยังไม่กล้าแม้แต่จะเปิด…  เธอล้มตัวลงนอนหลังจากเดินเข้าห้องมาได้ไม่นาน แต่ผมกลับได้กลิ่นตัวเธอที่เหมือนพึ่งอาบน้ำเสร็จ รวมถึงกลิ่นแชมพูและครีมอาบน้ำที่ไม่ใช่กลิ่นที่เขาใช้ประจำ ผมพยายามโอบกอดร่างกายของเขา แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบใจเอาซะดื้อๆ
“เดี๋ยวรินทร์ขอนอนก่อนนะ ง่วงมากเลย” เธอพลิกตัวหันหลังให้กับผม ความรื่นรมณ์ที่เราเคยมี… ตอนนี้มันหายไปไหนหมด ผมนอนมองเธอจากด้านหลังอยู่แบบนั้น ความเย็นชาที่ผมรู้สึกได้แม้เพียงแค่เธอไม่เหมือนเดิม ผมไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะหลับตาลงเหมือนกับทุกคืนได้ยังไง ผมตัดสินใจเดินออกไปยังห้องนอนของลูกผม อาจจะมีเพียงเขาคนเดียวในครอบครัวของผมที่ยังคงเป็นเหมือนเดิม ผมคว้าตุ๊กตาหมีข้างเตียงของลูกมาหนุนนอนแทนหมอนนุ่มๆที่ผมเคยชอบ ผมไม่อยากทำให้ลูกผมต้องตื่น เพียงแค่มีเขาอยู่ข้างๆ ถึงพื้นมันจะเย็น หรือแข็งแค่ไหน มันก็คงไม่เลวร้ายเท่ากับรู้ว่าภรรยาที่ตัวเองรักมากที่สุด กำลังนอกใจ
……….
“คุณพ่อคะ… คุณพ่อตื่น” เสียงแรกที่ผมได้ยินเข้ามาในโสตประสาท “ทำไมคุณพ่อมานอนในห้องของหนูล่ะคะ” ผมควรจะบอกลูกผมยังไงดี
“พ่อแค่อยากมานอนด้วย… ไม่ได้หรอคะ”
“ได้สิคะ… แต่ครั้งหน้าคุณพ่อขึ้นมานอนบนที่นอนกับโรสนะคะ” ผมได้แต่เพียงยิ้มกับเด็กน้อยที่ลงมานั่งอยู่ข้างๆผม
“งั้นเราไปอาบน้ำกันดีกว่า เดี๋ยวคุณพ่อสระผมให้”
“ค่ะ”
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมกับลูกสาวอาบน้ำด้วยกัน ผมไม่รู้ว่าหลังจากนี้ผมจะประคับประครองครอบครัวผมไปได้ไกลแค่ไหน แต่ยังไงผมก็เชื่อ ว่าลูกของผมจะไม่ทำให้ผมต้องเสียใจ
หลังจากเราทั้งคู่แต่งตัวเสร็จ ก็พากันลงมาทานอาหารตามปกติ โดยที่มีรินทร์นั่งทานอยู่ก่อนหน้าแล้ว
“เป็นยังไงกันบ้างพ่อลูก แต่งตัวซะนานเชียวนะ” ยังไงเขาก็คือภรรยาผม

///ฟอด///

“วันนี้มีงานข้างนอกรึเปล่า ถ้าไม่มีตอนเย็นผมจะได้ไปรับ”
“รินทร์ยังไม่แน่ใจเลยค่ะโจ ต้องไปดูตารางที่ออฟฟิศอีกที ถ้าไม่มียังไงเดี๋ยวรินทร์โทรบอกนะคะ”
“รินทร์ ถ้างานยุ่งมาก แบ่งไปให้พนักงานทำบ้างก็ได้ พ่อเห็นเรากลับดึกเกือบทุกคืน เดี๋ยวลูกผัวมันจะคิดถึงเอา”
“ไม่หรอกค่ะคุณพ่อ… ให้คนอื่นทำบางทีไม่ได้ดั่งใจเท่าเราทำเองน่ะค่ะ” เธอหันมายิ้มตอบให้กับผม ผมก็คงต้องยิ้มตอบเธอกลับสินะ” ในตอนนี้ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาผม ผมคงต้องให้เวลาตัวเองทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อที่ครอบครัวของผมจะได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม “โจ เดี๋ยววันนี้ไปส่งรินทร์ทีนะ เมื่อคืนรินทร์ไม่ได้ขับรถกลับมา” ผมก็ตอบรับไปไม่รู้จะสร้างข้อแม้กับตัวเองยังไงเหมือนกัน
เราทั้งคู่ขับรถไปส่งโรสที่โรงเรียน ก่อนที่ผมจะขับรถมาส่งเธอที่ทำงานอีกที แต่ตลอดทาง รินทร์กลับนั่งแชทจนอาจจะลืมไปแล้วว่ามีผมอยู่ข้างๆ
“โจ… ช่วงนี้รินทร์อาจจะกลับดึกหน่อยนะ”อยู่ดีๆเธอก็พูดขึ้น “ไม่งอนรินทร์นะ” เธอเอื้อมเอามือมาบีบคางผมเบาๆ
“ถ้ารินทร์ไม่ไหวก็เอากลับมาทำที่บ้านก็ได้ ยังไงคุณพ่อก็ไม่น่ามีปัญหา”
“ได้ก็ดีน่ะสิ… โจอย่าลืมนะ ว่างานนี้รินทร์ไม่ได้ทำคนเดียว รินทร์ยังต้องโคงานร่วมกับคนอื่นอีก…”
“แต่จริงๆแล้วรินทร์ให้เลขาทำให้ก็ได้ เพราะปกติแล้วรินทร์แค่เซ็นต์เอกสารอย่างเดียว”
“เอาน่าโจ… แค่ไม่กี่วันเอง” ต่อให้ผมหาเหตุผลอีกร้อยข้อ ผมก็เชื่อว่าเธอก็คงมีเหตุผลมาตอบผมได้ทั้ง 100 ข้อเหมือนกัน

แต่หลังจากวันนั้น ก็เหมือนว่ามันจะไม่มีอะไรดีขึ้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 เดือน  รินทร์ไปกับผู้ชายทั้งหมด 6 คน รวมถึงคนแรกที่ผมเคยเจอ ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรให้เขาไม่มีความสุข เขาอยากไปเที่ยวที่ไหนผมก็พาไป อยากได้อะไรผมก็ไม่เคยขัด แม้เขาอยากมีเซ็กกับผมในผมที่ผมอ่อนเพลียที่สุด ผมก็ทำ  และตั้งแต่วันที่เธอคลอดโรสออกมา จนถึงปัจจุบัน เธอยอมมีเซ็กส์กับผมแค่ 3 ครั้ง และทุกครั้งเธอจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มเองเสมอ และสิ่งที่ทำให้ผมเจ็บมากกว่าเดิมหลายร้อยเท่า คือคนที่เป็นชู้ของเธอ คือคนที่ผมพาเธอไปรู้จัก รวมถึงเพื่อนที่สนิทที่สุดของผม ผมพยายามปิดตาข้างนึง เพื่อให้มองเห็นแต่ข้อดีเวลาเธออยู่แต่กับผม  ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บลึกเข้าไปทุกวัน ทุกวัน
จนวันนึง ผมไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนของโรส ซึ่งมันเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมแทบหมดสิ้นทุกอย่างในชีวิต ถ้าวันที่ลูกสาวผมเอาเอกสารไปให้ แล้วผมไม่ยินยอม ตอนนี้ผมคงจะยิ้มได้กว้างมากกว่านี้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดจนตัวผมเองก็แทบจะยอมรับมันไว้ไม่ไหว แต่ผมเชื่อ… เชื่อว่าวันนึงผมจะยอมรับมันได้ และมันจะไม่กลับมามีอิทธิพลอะไรกับตัวผมอีก และความลับเรื่องนี้จะไม่มีวันได้เอาไปถูกเผยแพร่ที่ไหน มันจะตายไปกับความทรงจำวินาทีสุดท้ายของผม และจนวันนี้ ความเจ็บปวดเรื่องนั้น กลายเป็นเพียงเศษฝุ่นในใจผมไปแล้ว
……
วันแรก… ที่ผมตื่นมาพร้อมกับผู้ชายคนที่ผมพึ่งตกลงจะซื้อเขามาเมื่อวาน ผมยังไม่รู้ใจตัวเองเลยว่า มันคือความรัก ความหลง… หรือแค่ผมอยากจะ


///แก้แค้น///

“ตื่นได้แล้วคุณ…” ผมแตะลงเบาๆบนร่างกายที่นอนเปลือยเปล่า ร่องรอยความรู้สึกของผมเมื่อคืน ซึ่งเป็นคืนที่ 2 ของผมปรากฏอยู่บนร่างกายของเขาเต็มไปหมด  “คุณ” ดูเหมือนเขาคงจะเพลียกับการใช้ร่างกายร่วมกับผมเมื่อวาน คงเพราะผมอดกลั้นความกำหนัดมานาน เลยรุนแรงกับเขามากไป “วันนี้คุณต้องไปเก็บกระดูกแม่คุณ…. รีบอาบน้ำเถอะ” คงพอได้ยินที่ผมพูดบ้างแล้ว
“ผมเหนื่อย… แล้วก็เจ็บ…” เขาดูอ่อนเพลียอย่างที่เขาพูดจริงๆ
“คุณเจ็บ… ผมดูได้มั้ย”
“คุณเป็นหมอรึไง”ที่แบบนี้น่ะมีแรง
“เอาเถอะน่ะ”ผมเปิดผ้าห่มที่คลุมตัวของเขาออก ก็เห็นว่ามีรอยเลือดหยดเป็นจุดๆ ผมคงไม่ต้องไปหาว่าต้นตอมาจากตรงไหนและจากใคร เพราะยังคงมีรอยเลือดติดอยู่จางๆที่ก้นของเขา และการที่ผมอยู่แบบร่างกายเปลือยเปล่ากับเขา กลับไม่รู้สึกเขินอายอะไรเลยสักนิด… “คุณอยากไปหาหมอมั้ยเดี๋ยวผมพาไป”
“ไม่อ่ะ” ทำไมงั้น “ขืนหมอถามว่าทำอะไรมา คงได้มุดแทรกดินหนีกันพอดี”
“แล้วทำไมอ่ะ… ผัวเมียมีอะไรกันแปลกด้วยหรอ.. ”
“คงจะขำเอามากกว่า ที่เอากันมาราธอนจนเลือดตกยางออกขนาดนี้” เอ่อ… คือ “คุณรีบลุกไปอาบน้ำเถอะ… เดี๋ยวผมตามไป” ขืนเป็นแบบนี้คงไม่ได้ไปตามเวลาที่นัดไว้แน่ “จะทำอะไรคุณ” เขาตะโกนร้องขึ้นด้วยความตกใจที่ผมช้อนตัวของเขาขึ้นมาอุ้ม “คุณทำบ้าอะไร… ผมไม่ใช่ผู้หญิงของคุณนะ”
“ไม่ใช่ผู้หญิงของผม… แต่คุณเป็นเมียของผม” บางทีการกระทำมันมักจะบ่งบอกความรู้สึกเราได้มากกว่าคำพูด แต่ถ้าเราไม่พูดคิดแต่จะทำ ใช่ว่ามันจะบอกความรู้สึกเราได้ทั้งหมดเสมอไป กับรินทร์… ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรมากเกินไปหรือน้อยเกินไป แต่ผมเชื่อแค่ว่า การเริ่มต้นครั้งใหม่ มันจะทำให้เราเอาเรื่องราวเก่าๆมาใช้เป็นตัวดำเนินชีวิตได้ดีกว่าอดีตที่ผ่านมา เดินหน้าบ้าง หยุดบ้าง ก้าวถอยหลังบ้าง มันคงไม่เสียเวลาชีวิตของเรา เพื่อที่จะต้องมาเรียนรู้ถึงความเจ็บปวดใหม่ๆ เพื่อความสุขที่เราถวิลหาแค่คำเดียวตั้งแต่แรก
ผมไม่รู้ว่าผมจะเชื่อใจตัวผมเองได้แค่ไหนกับสิ่งที่ผมพูดกับลุคออกไป แล้วผมก็รู้ว่าลุคเขาก็คงไม่ได้เชื่อใจผมง่ายขนาดนั้นด้วยเหมือนกัน กับคำว่า “สามีภรรยา”
“ทำไมวันนี้ถึงลงมาสาย ปกติพ่อเห็นแกออกจากบ้านแต่เช้าทุกวัน” คำทักทายยามเช้าตามสไตล์พ่อผม พร้อมกับรับไหว้ คนที่เดินมาข้างๆผมด้วยเช่นกัน
“วันนี้ผมจะพาลุคไปเก็บกระดูกแม่เขาที่วัดน่ะครับ”
ผมพาลุคเดินตรงเข้าไปนั่งที่ห้องอาหารพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ตามความเคยชินที่ผมมักจะทำมันบ่อยๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพ่อกับแม่ของผมท่านผิดสังเกตุอะไรผมมั้ย แต่ถ้ามันทำให้พ่อกับแม่ผมเข้าใจได้โดยที่ผมไม่ต้องพูด มันก็อาจจะดีกับผมซะมากกว่า… แต่คงยาก
“หลังจากนี้แกก็กลับมาใช้ชีวิตปกติได้แล้วสิ” พ่อผมหมายถึงอะไร
“ชีวิตผมก็ปกติดีอยู่แล้วครับ อะไรที่มันบอกพ่อว่าผมไม่ปกติล่ะครับ”
“แกมีลูก มีภรรยา มีครอบครัว แกอย่าลืม”
“ครับ… ผมมีลูก มีครอบครัว มีภรรยา และผมมีพ่อ… เป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตครอบครัวของผม ผมใจเย็นอย่างที่พ่อทำ มีเหตุผลอย่างที่พ่อมี และผมก็อยากมีภรรยาที่ในแบบที่แม่เป็นให้พ่อ… พ่อเคยเห็นมันในครอบครัวผมบ้างมั้ยล่ะครับ”
“ม… ไม่เคย”
“ครับ ขนาดพ่อยังไม่เคย ผมคงไม่ต้องตอบคำถามพ่ออีกนะครับ… ว่าทำไม… คนเรามักจะเห็นแก่ตัวที่อยากจะมีแต่ความสุข และถ้าการเห็นแก่ตัวของผม มีใครสักคนที่ยอมรับความเห็นแก่ตัวข้อนั้นของผมได้ ผมก็ไม่สนใจหรอกครับว่าเขาคนนั้นจะเป็นยังไง…  ถ้าตราบใดที่ปลายทางของเขาและผมไม่ต่างกัน”
“และถ้าความเห็นแก่ตัวของแก มันจะทำร้ายอนาคตคนใกล้ตัวของแกล่ะ”
“มันทำร้ายอนาคตใครไม่ได้หรอกครับ ถ้าคนๆนั้นมีความเข้าใจ ในคำว่าความสุขของคนรอบตัวมากพอ และผม คงไม่ได้อยู่เห็นแก่ตัวนานจนทำให้ใครต้องเดือดร้อน รวมถึงคนที่พ่อกำลังพูดถึงด้วย เพราะเขารู้ว่าผมรักเขามากขนาดไหน” พอโกโก้มันเย็น มันก็เริ่มไม่อร่อยเสียแล้ว “งั้นผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ…และหวังว่าพ่อคงจะเห็นความสุขที่มันอยู่ในตัวผมด้วยเหมือนกัน” ผมลุกขึ้นยืนก่อนที่จะพาลุคเดินออกไปพร้อมกัน
“ผมว่าคุณหยุดเถอะ มันไม่ยากที่คุณจะกลับไปมีครอบครัวที่ปกติ… เหมือนคนอื่นเขา”
“ขึ้นรถเถอะ… ขืนให้สัปเหร่อเขารอนาน เดี๋ยวเขาจะเอาเถ้ากระดูกแม่คุณไปทำเรื่องไม่ดี” เขาคงจะพอดูออก เลยเปิดประตูรถเข้ามานั่งง่ายๆ
“เดี๋ยวผมคาดเอง”

////จุ๊บ////

“เลิกฉวยโอกาส เลิกแสดงละครสักที” กว่าล้อรถจะเคลื่อนตัวออกมาได้ ผมต้องมานั่งอธิบายความรู้สึกตัวเองอยู่หลายนาที… ถ้าคนเราเข้าใจอะไรง่ายๆ ชีวิตผมก็คงไม่ได้มาผูกพันธ์กับเขา… คนที่ชื่อลุค คนนี้หรอก

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของจอส
วัน 2วันที่ผ่านมามีเเต่เรื่องให้ผมปวดหัว ทำไมคนรอบตัวชอบทำให้หน้าผมแก่ก่อนวัยอันควร ไม่เข้าใจเลยจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องพี่โจ มันเป็นอะไรที่ผมไม่อยากรับรู้เลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งภาพที่ผมได้เห็นวันนั้น มันยังติดตาผมอยู่เลย
“คุณเลขา ผมเห็นอีเมลจากบริษัทร่วมของเราบอกว่า เขาไม่สามารถเชื่อต่อเข้ากับระบบเราได้ เดี๋ยวคุณช่วยแจ้งให้คุณณัฐรีบจัดการที”
“ค่ะ” ผมเป็นคนชอบตรวจเช็คข้อมูลจากบริษัทต่างๆที่ส่งมาด้วยตัวเองในอีเมลกลางของบริษัท มันทำให้ผมรู้ข้อมูลอะไรมากขึ้น และมากกว่าการรายงานจากแผนกนั้นๆด้วย “ท่านประธานคะ วันนี้คุณณัฐกับคุณปรีย์ ลางานค่ะ”ลาถูกวันถูกเวลาซะด้วย
ลาทั้งหัวหน้ารองหัวหน้าขนาดนี้ เจริญแล้วบริษัทผม ผมรีบลงลิฟต์มายังแผนกไอทีอย่างเร่งด่วนโดยไม่ต้องสงสัย
“ใครดูแลงานแทนหัวหน้าทั้ง 2 ของคุณ”
“ผมครับ” ใครสักคนที่ผมไม่รู้จัก
“แล้วคุณรู้ใช่มั้ยว่า server ของเรามีปัญหา”
“ครับ ตอนนี้กำลังรีบูตระบบใหม่ครับ อาจต้องใช้เวลาสัก 50 นาที และเราแจ้งกลับไปยังบริษัทต้นทางเรื่องเหตุขัดข้องนี้แล้วครับ” ถือว่ายังรู้งาน
“แล้วหัวหน้าคุณลางานพร้อมกันแบบนี้เขารู้ใช่มั้ยว่ามันผิดกฏ”
“คือ พี่ปรีย์ถูกรุมทำร้ายครับ ตอนนี้ยังไม่ฟื้น”รุมทำร้าย “ส่วนพี่ณัฐ ก็กำลังเฝ้าพี่ปรีย์อยู่ที่ รพ. ครับ”
“ทำไมต้องเฝ้า” ทำไมทุกคนถึงต้องมองหน้ากัน แล้วทำไมคำถามของผม ถึงไม่มีคำตอบจากใครเลย “ว่าไง”
“ก็ทั้งสองคนเขาเป็นแฟนกัน คอยดูแลกันก็ไม่แปลกนี่ครับ” แฟนกัน… แล้วทำไมนายถึงรู้… ไม้
“คุณตามผมมา”ผมรีบเดินเข้าในห้องทำงานของเขา
“อยากรู้ขนาดรีบชวนผมเข้าห้องเลยหรอ”
“ไม่ใช่ฝีมือนายใช่มั้ย” ผมไม่ตลกด้วย “เพราะจากที่รู้ เขากำลังมีปัญหากับนาย” ผมไม่อยากให้เขาเงียบแบบนี้ “ตอบ”
“ถ้าใช่…แล้วคุณจะทำไม” เขาไม่เคยรับฟังผมเลย
“ ผมเคยบอกคุณแล้วใช่มั้ยว่าอย่ามามีเรื่องในบริษัทผม…” ผมกำลังจะระงับตัวเองไม่อยู่ “คุณไม่ฟังแม้แต่กับคนที่หวังดีกับคุณ… ให้โอกาสคุณ… อย่าเอาความสามารถที่มีมาถูกทำลายเพราะการกระทำต่ำๆที่คุณมีอยู่ ผมเชื่อนะ… ว่าการศึกษาและการเลี้ยงดูที่ดีมันจะสามารถยกระดับชีวิตคุณให้สูงกว่านี้ได้”
“งั้นผมขอลาออก”
“ผมไม่ให้คุณออก” ผมไม่ยอมใครในเรื่องที่มันไร้เหตุผล “ผมไม่ใช่พวกที่เห็นคนผิดเเล้วจะเอาแต่ไล่ออก…” ผมต้องใจเย็นกว่านี้ “ ไปขอโทษเขาซะ”
“ไม่” ว… ว่าไงนะ
“ผมบอกให้คุณไปขอโทษเขาซะ”
“ก็ผมบอกว่าไม่ไง” คิดบ้างดิ
“คุณอย่ามาตะโกนเสียงดังใส่ผม”
“คุณจำไว้นะคุณประธาน… คนต่ำๆอย่างผมไม่เคยหาเรื่องใครก่อน ผมลูกผู้ชายพอที่กล้าทำแล้วกล้ารับ แต่ถ้าจะให้ผมไปขอโทษไอ้คนเหี้ยๆพรรนั้น… เสียศักดิ์ศรีผม”
“แล้วศักดิ์ศรีของนายมันทำให้นายไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกได้อย่างสุขสบายว่างั้น… สมองของนายมันควรจะพัฒนามาเป็นคนมีการศึกษาได้แล้ว อย่าทำตัวให้น่าอายกว่าคนที่เขามีดีแต่ไม่มีการศึกษา”
“งั้นผมฝากคุณไปบอกไอ้เหี้ยนั้นด้วยแล้วกัน มันจะได้ทำให้บริษัทของคุณดูสูงขึ้น” เขาจะเดินหนีผมออกไปแบบนี้ไม่ได้
“หยุด” ผมรีบเดินตาม “ผมบอกให้หยุด” ผมรีบดึงเเขนของเขาเอาไว้ “อย่ามาทำตัวไร้มารยาทกับผม”
“คนต่ำแบบผมมันไม่มีมารยาทมาให้ใช้กับคุณอยู่แล้ว… ปล่อย” อย่ามาขึ้นเสียงกับผม “กูบอกให้ปล่อยไงวะ”

////พลั่ก///


“ไม้… หยุดก่อนไม้” เขากล้าชกหน้าผมต่อหน้าคนอื่น “หนูขอโทษแทนเพื่อนหนูด้วยนะคะ….”เธอกับคนที่ผมไม่รู้จักกำลังพยุงผมขึ้น “เดี๋ยวหนูไปตามเขากลับมาก่อนนะคะ”
“ไม่ต้อง” ไม่จำเป็นต่อบริษัทผมขนาดนั้น “คุณไปจัดการงานของคุณให้เรียบร้อย” ผมไม่มีอะไรจะพูดตอนนี้ เขาเป็นคนแรกที่ต่อยผมปากแตก จนเลือดไหลมาเปรอะชุดสูทราคาแพงของผม ทำไมเขากล้าดีได้มากขนาดนี้ ผมไปช่วยคนที่ไร้จิตสำนึกแบบนี้ไว้ทำไม ผมคงต้องทิ้งเขาไว้ข้างหลังเหมือนสูทของผมที่มันหมดคุณค่าสำหรับผมเพราะแค่รอยเปื้อนเพียงนิดเดียว
“ท่านประธานคะ… ขออนุญาตค่ะ” เธอคนนั้น
“ผมบอกให้คุณจัดการงานของคุณให้เรียบร้อยไง”
“แต่ไม้เป็นเพื่อนของนาว และเขาก็ทำท่านประธานต้องเจ็บ นาวไม่อยากให้ท่านประธานมองว่าพวกเราเป็นคนไม่ดี… จากภายนอก” ใจกล้าดี
“เลิกเรียกผมว่าท่านประธานได้แล้ว ได้ยินซ้ำๆแล้วอยากจะอ้วก…ผมชื่อจอส” แล้วทำไมผมต้องบอกชื่อเล่นกับเธอคนนี้ “ตามผมมา” ผมพาเธอเดินเข้ามายังห้องประชุมเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากแผนก IT  “ผมไม่เคยว่าใครไม่ดีถ้าผมยังไม่ได้สัมผัสมากับตัว…”
“แต่ความจริงมันอาจจะดีกว่าที่เห็นก็ได้นี่คะ… คนเราเวลาโมโห ก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่ไม้ทำลงไปในตอนนั้น”
“ต่างสิ… ถ้าเขามีสติที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นมากพอ”ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรงกับสิ่งที่นาวพูดออกมา “เพราะถ้าการโมโหใครแล้วต้องเอาแต่ลงมือ มนุษย์เราก็คงไม่ต่างจากสัตว์ที่ไม่ได้ถูกฝึกให้เรียนรู้ เอาแต่ไล่ฆ่าตัวที่อ่อนแอเพื่อที่จะขึ้นเป็นใหญ่” ก็ดูเธอนิ่งไปในสิ่งที่ผมพูด มันอาจจะไม่ถูกใจ แต่การใช้กำลังสำหรับมันแทบจะไม่มีอยู่ในพจนานุกรมชีวิตผมเลยด้วยซ้ำ “คุณช่วยทำให้เขากลับมาเป็นคนใหม่ได้ และหวังว่าคุณจะไม่ทำให้โอกาสที่ผมให้ มันไร้ค่า”
“ถ้าอย่างนั้น นาวขอเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลยแล้วกันนะคะ” เธอเดินตรงเข้ามาหา “นาวถูกสอนมาให้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน…” เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา พร้อมกับเบตาดีนที่ผมไม่รู้ว่าเธอไปเอามาจากไหน
“คุณศิวะคงเคยบอกคุณแล้ว… ขอโทษที่ต้องบอกว่าผมไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่น”
“แต่ท่านประธานไม่ควรเดินออกไปแบบนี้”
“แต่เบตาดีนที่คุณมีก็คงไม่ได้ทำให้ผมหายเป็นแผลในชั่วพริบตาได้เหมือนกัน… ขอบคุณสำหรับความหวังดี” ผมไม่ควรใช้เวลาอยู่ตรงนี้นาน ไม่งั้นได้กลายเป็นขี้ปากให้พนักงานตัวเองนินทาได้อีก

°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
รอยแผลที่มุมปาก กับรอยเลือดที่เริ่มแห้งลง มันทำให้หน้าผมดูแปลกจากที่เคยเป็น ผมควรจะตอบกับคนที่ถามถึงรอยแผลนี้ว่ายังไง หรือผมมันก็เหมือนแค่อันธพาลคนนึง ที่แค่มีเงินคอยสั่งให้คนนั้นคนนี้ทำในสิ่งที่ผมต้องการ จริงๆแล้ว ผมอาจจะไม่ต่างจาก คนที่เขาพึ่งต่อยหน้าผมเลยก็ได้
“หมอที่นัดไว้มาถึงแล้วค่ะท่านประธาน” เสียงเลขาที่ดังผ่านประตูห้องน้ำเข้ามา
“เดี๋ยวผมออกไป”  ครั้งแรกที่ผมต้องนัดหมอมาเพื่อแค่ทำแผลที่โดนต่อย…. น่าอายชะมัด
“ว่าไง… ไอ้ประธานขี้เก๊ก” ปากดีตั้งแต่นาทีแรกเลย กานต์เพื่อนผม “เรียกมาแบบนี้มันต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่นอน
“แบบนี้… พิเศษพอมั้ยสำหรับหมอคิวทองแบบมึง”
“ใครมันกล้ามาทำคุณชายสุดเนี้ยบของกูแบบนี้วะ”
“ถ้าไม่เลิกปากดีกูให้หมอคนอื่นมาทำแทนได้นะ… ”
“โห.. ใจเย็นดิวะ… ใครจะยอมปล่อยให้ครอบครัวนี้หลุดรอดเงื้อมมือไปได้”กว่าจะหยิบเครื่องมือออกมาได้นี่ปากดีไปหลายดอกเหมือนกันนะเพื่อนผม “แล้วนี่มึงปล่อยให้ใครมาต่อยหน้ามึงได้วะ… จริงๆมึงเรียกร้องค่าเสียหายจากมันได้เลยนะเว้ย” มันเป็นแพทย์คนเดียวในบรรดาเพื่อนผมที่ผมเชื่อใจมันมากที่สุด “มึงทำประกันหน้ามึงไว้ตั้งหลายล้าน ทำไมไม่เอามาใช้วะ จะเรียกหมอสูตฯอย่างกูมาทำแผลให้ทำเพื่อ”
“อย่าพูดมากได้ป่ะวะ” ทำไมอาการหงุดหงิดผมมันไม่หายไปสักที ยิ่งเพื่อนผมคนนี้มาพูดสะกิดเรื่อยๆ มันยิ่งทำให้ผมเลิกโมโหไม่ได้
ไม่นานแผลที่เคยมีเเต่รอยเลือดกลับเรียบร้อยหลือเพียงร่องรอยเพียงเล็กน้อยเอาไว้ “แล้วนี่จะกลับโรงพยาบาลเลยหรือว่าไปไหนต่อ” ผมพูดพลางถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวออกจากตัว เพราะผมคงใส่เสื้อที่มีรอยเปรอะเปื้อนแบบนี้ไม่ได้
“คงไปกินข้าวก่อนอ่ะ… เพราะวันนี้กูมีคิวเข้าตรวจตอนเย็น”
“งั้นมึงลงไปรอกูที่รถ เดี๋ยวกูตามลงไป”มันเห็นร่างกายผมจนชินตาแล้ว “… เดี๋ยว… ลิฟต์ฝั่งซ้ายเป็นลิฟต์ส่วนตัว… ส่วนมึง… ใช้ลิฟต์ขวา”
“น่าปล่อยให้อยู่กับเชื้อโรคซะให้เข็ด” มันก็ได้แค่บ่นผมเเค่นี้แหละ
ผมตรวจตราเช็คเสื้อผ้าตัวเองอีกครั้ง จริงๆแล้วแม่บ้านผมยังไม่สามารถประคองเสื้อผ้าผมมาแบบไร้รอยยับได้ การมีรอยยับเพียงนิดเดียวบนเสื้อที่ยังไม่ได้ใส่ มันแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจขั้นสุด… สำหรับผม
ผมเดินถือเสื้อตัวเองลงมาลานจอดรถ ก่อนจะทิ้งลงถังขยะที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าลิฟต์
“ไอ้จอส… ทำไมรถมึงมันสกปรกแบบนี้วะ”
“ไม่รู้ดิ เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว  แต่นี่ก็ให้ พนักงานที่ศูนย์มาจัดการทำความสะอาดให้ทุกเย็น”ผมก็ยังหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน
ผมกับกานต์ขับรถออกมาทานอาหารที่ร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศมากนัก
“ทำไมต้องเป็นร้านนี้วะ” ผมไม่ชอบทานอาหารอีสานเลย ไม่ใช่ว่าเหยียดนะ แต่ตั้งแต่เกิดมา ผมก็ได้ทานแต่อาหารฝรั่ง
“กูมาทำแผลให้มึงฟรีๆ…เพราะฉะนั้นกูต้องเป็นคนตัดสินใจเลือกร้านอาหาร”
“งั้นกูโอนเงินให้มึงเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่เอา” สวนมาซะไว “… มึงอย่าเรื่องมาก”
“มึงก็รู้ว่ากูกินไม่เป็น กินเผ็ดไม่ได้ แถมร้านก็ไม่มีแอร์อีก” แต่มันกลับดึงแขนลากผมเข้าไป “ กูไม่กิน”
“ไม่งั้นกูจะบอกพ่อแม่มึงเรื่องที่มึง…...”
“เออๆๆๆๆ” ผมโคตรเกลียดมันเลยที่ชอบเอาความลับผมมาขู่แบบนี้ มีอะไรที่ผมต้องจำใจมากกว่านี้อีกมั้ย
“เดี๋ยวจัดการสั่งให้ รับรองมึงจะติดใจ”
“เรื่องของมึงเหอะ” ผมไม่รู้นะว่าคนอื่นเป็นยังไงเวลาต้องมานั่งทานข้าวเวลาอากาศร้อนๆแบบนี้ สำหรับผมมันไม่ได้ทำให้เจริญอาหารเลย แถมเสื้อผ้าก็ยังต้องเหม็นเพราะกลิ่นควันไฟที่ลอยอยู่เต็มอากาศไปหมด
ไม่นาน เหล่าบรรดาอาหารที่ไอ้กานต์โปรดปรานก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ ถามว่ารู้จักมั้ย… ก็บางอย่าง แต่ที่สำคัญมากกว่าความรู้จัก คือกลิ่นอะไรไม่รู้ มันไม่เป็นมิตรต่อจมูกผมเลย แถมมันมากับจานที่เรียกว่าส้มตำอีกตะหาก
“นี่นะมึง ของเด็ดเมืองไทย… เป็นคนไทยยังไงวะ กินปลาร้ากินอาหารอีสานไม่เป็น” มันกะจะแกล้งผมจริงๆใช่มั้ย

///ส้มตำไทใส่พริก 1 เม็ดจ้า///

“นี่แหละที่กูสั่งให้มึง รับรอง เปรี้ยวเค็มหวาน เผ็ดนิดๆ”
“ไม่เอาอ่ะ กูบอกแล้วไงว่ากูไม่กิน” อะไรที่ผมไม่เคยกิน แล้วทำไมผมต้องลอง มันพยายามทุกวิถีทาง แต่มันรู้จักคนอย่างผมน้อยเกินไป จนในที่สุด ทุกอย่างที่มันสั่งมา กลายเป็นมันคนเดียวที่จัดการเข้าท้องไปแบบไม่เหลือ
“ลืมบอก แผลที่มุมปากมันอาจจะคล้ำขึ้นนะ แต่เดี๋ยวมันจะหายไปเอง” บอกเหมือนผมเป็นเด็กไปได้ หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ สำหรับมันคนเดียว ผมก็ขับรถไปส่งมันที่โรงพยาบาลที่อยู่ห่างจากบริษัทของผมระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามาทำงานตามเดิม แต่ก็แทบจะหมดเวลางานอยู่แล้ว ผมจัดการเคลียร์เอกสารที่เหลือก่อนที่จะพาตัวเองออกจากห้องทำงานเหมือนกัน
และวันนี้ก็คงจะต้องพึ่งพาคอนโดของผมที่นานๆจะไปสักครั้ง ขืนกลับไปสภาพนี้แม่ผมคงซักผมไม่เลิก
แต่พอลงมาถึงลานจอดรถ สภาพรถผมที่มันแย่อยู่แล้วมันกลับแย่ลงกว่าเดิมด้วยการขีดเขียนอะไรก็ไม่รู้เต็มกระจกรถผมไปหมด กล้องวงจรปิดก็ช่วยอะไรไม่ได้ ขนาด รปภ.ที่อยู่ประจำจุด ผมยังพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย  ผมก็ไม่เข้าใจว่าผมจะจ้างให้เสียเงินเปล่าทำไม
“ลุงจักรครับ ลุงมาเอารถผมกลับไปล้างที เดี๋ยวผมจะฝากกุญแจไว้ที่ประชาสัมพันธ์ด้านล่าง” ลุงจักรนี่แหละที่ผมไว้ใจสุดแล้ว
หลังจากที่ผมฝากกุญแจเสร็จ วันนี้เป็นวันแรกที่ผมจะต้องเดินทางด้วยขนส่งมวลชน ที่ผมไม่เคยคิดอะไรจะใช้บริการแม้สักครั้งเดียว แต่แล้วความคิดในแบบที่ผมไม่เคยคิด  มันก็แวบเข้ามาในหัวผม

/////ผมเดินไปก็ได้นี่นา/////

“คุณกำลังจะเดินไปไหน” แถวนี้มีใครรู้จักผมด้วยงั้นหรอ

///ไอ้… นายไม้///

 “ผมถามว่า… คุณกำลังจะเดินไปไหน”
“มันก็เรื่องของผม” เห็นหน้าแล้วอยากจะเอาคืนบ้าง และทำไมผมต้องไปตอบคนอารมณ์ร้อนแบบนั้น… เวลานี้กลับคอนโดผมสำคัญกว่า
“ทำไมคุณทำตัวไม่มีมารยาทสังคมที่ดีเลย” เขาคว้าแขนผม จนผมต้องหันหลังกลับมา เกลียดสายตากวนประสาทของไอ้หมอนี่ที่สุด
“จะกลับคอนโด”
“เดินกลับ!? ”
“เห็นว่าขับรถมั้ยล่ะ”
“แล้วรถไปไหน” จะมาแข่ง speech กับผมรึไง “แล้วคอนโดอยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่ขึ้นรถ” ทำไมเขาต้องมายุ่งเรื่องของผมด้วย “ผมถามไม่ได้ยินรึไง คอนโดอยู่ที่ไหน”
“ไอคอน”
“แล้วจะเดินไปเนี้ยนะ… บ้าป่ะคุณ” นี่เขาจะมาวุ่นวายอะไรกับผมนักหนา “งั้นเดี๋ยวผมเรียกรถให้”
“ไม่ต้อง! ! !” ทำหน้างงอะไร ทำไมเป็นพวกขี้สงสัยอะไรขนาดนี้
“ตามผมมา” ผมไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ เมื่อเช้าเขายังต่อยผมอยู่เลย แล้วนี่มาคุยกับผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และถ้าเขามาทำแบบนี้เพื่อที่จะให้ผมยกโทษเรื่องตอนเช้าล่ะก็ ผมบอกเลยไม่มีทาง “เดี๋ยวคุณรอผมตรงนี้” ผมเดินตามเขาขึ้นมาบนบีทีเอสตั้งแต่เมื่อไหร่
“นี่คุณ”ผมรีบยื่นบัตรเครดิตให้เขา แต่เขากลับไม่สนใจผม… ตามใจ
“นี่บัตรคุณ…”  เขายื่นบัตรมาให้กับผมก่อนตัวเขาจะเดินห่างผมไป… แต่เอาเถอะ ตัวอย่างคนข้างหน้าก็มีตั้งมาก แค่นี้… สบาย
พอผ่านพ้นประตูเข้าชานชาลา ผมก็ได้แต่เดินตามไอ้นายปัญหามากคนนั้น สถานีนี้คนรอขึ้นขบวนเยอะพอสมควร และมันก็เป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย แต่เขาดันจับเเขนก่อนจะลากผมเดินเข้าไปในขบวน แต่… ขบวนนี้กลับโล่งกว่าที่ผมคิดเอาไว้
“ขึ้นรถสาธารณะไม่เป็นล่ะสิคุณอ่ะ” เป็นหมอดูแทนท่าจะรุ่ง “แต่ตอนนี้คุณก็ขึ้นเป็นแล้วนิ”อยากหัวเราะผมก็ไม่ว่าอะไร….


แต่


เขากลับยืนเฉยๆ ไม่เห็นจะหัวเราอะไรผม

นายคนนี้น่าเป็นเป็นไบโพล่า

ตลอดเส้นทางมีคนเข้าออกมากขึ้นเรื่อยๆ จนผมไม่สามารถที่จะหาที่ยืนให้ตัวเองพ้นจากการสัมผัสของคนที่อยู่รอบๆตัวได้ จะจับห่วงก็ไม่กล้า จะจับเสาก็กลัวจะสกปรก ผมว่าผมคิดถูกแล้วที่ขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง

////สถานีต่อไป….. สยาม////

////สยาม////

นายคนนี้เดินออกไปโดยไม่รอผมเลย แถมคนข้างนอกก็เบียดดันผม จนตัวผมเองหาทางแทรกออกไปไม่ได้ จนผมรับรู้ถึงแรงสัมผัสที่กำลังดึงมือผมออกไป จนแทบทำให้ผมหญิงคนที่สวนเข้ามาเกือบล้มลง
“หัดเอาเปรียบคนอื่นเขามั่ง” พูดบ้าอะไรของเขา อยู่ดีๆก็มาบอกให้ผมเอาเปรียบ “เดี๋ยวรอขึ้นอีกขบวน” ว่าไงนะ
“ทำไมต้องขึ้นอีกอ่ะ แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงไม่นั่งไปเลย”
“ถ้าคุณไม่ได้อยากกลับบ้าน… ก็ได้… แต่ผมกำลังจะพาคุณกลับบ้าน… คุณหนู” ผมเริ่มเบื่อกับการแดกดันเต็มที
เมื่อขบวนที่ว่าเทียบชานชาลา คนที่ยืนรอกันเหมือนมีของมาแจกฟรี มันก็เหมือนหนังซ้ำที่วนกลับมาฉายใหม่ ที่ทุกคนต่างแย่งกันเข้าเหมือนเป็นขบวนสุดท้าย รวมถึงผมที่ถูกนายคนนั้นลากเข้าไป
เขาพาผมมายืนตรงช่องว่างเล็กๆตรงหัวขบวน แต่ทำไม


เขาต้องมายืนประกบข้างหน้าผม

แบบนี้

ไม่ทันที่ขบวนจะออกตัว ผมก็ได้ยินเสียงคนรอบตัว ที่กำลังพูดถึงผมกับวีรบุรุษหัวไม้คนนี้

เดี๋ยวนี้ไม่ต้องง้อชะนีแบบพวกเราแล้ว… เศร้าใจ
เสียดายอ่าาาาาาา…. หล่อทั้งคู่ ทั้งเซอร์ ทั้งลูกคุณหนู
แกคิดว่า ใครเคะใคเมะอ่ะ
และอีกสารพัดคำพูดที่ผมชักจะไม่โลกสวยกับคนพวกนี้แล้ว
“ใครอยากพูดอะไรก็ปล่อยแม่งไป… ขืนมานั่งคิดทุกคำที่ได้ยิน… ได้เป็นบ้าแน่”
“ยังจะกล้ามาสอน?” ไม่ดูตัวเองซะเลย “ทำเองให้ได้ซะก่อนเหอะ


จุ๊บ

เขาทำบ้าอะไร แล้วทำไมเขาถึงไม่ถอนจูบออกจากปากของผม
“ข… ขอโทษ” ขอโทษแล้วมันลบล้างได้รึไง…. โอยยยยย “ผมไม่ได้ตั้งใจ ขบวนมันออกตัวพอดี” ผมพยายามดันตัวเขาออกไปให้ห่างจากผมมากที่สุด… แต่มันก็แทบจะไม่ขยับไปไหนเลย… ก็คนแน่นขนาดนี้

//ผมจะไม่มาขึ้น bts อีกตลอดชีวิต//

ตอนนี้ผมไม่รู้แล้วว่าผ่านมากี่สถานี แต่ที่อยากรู้คือเมื่อไหร่มันจะถึง ผมไม่อยากอยู่ในสถานการณ์อึดอัดแบบนี้

///สะพานตากสิน///

“ลงได้แล้วคุณ” เขาถอยห่างจากตัวผมไปยืนรออยู่ตรงหน้าประตู เพียงประตูเปิด เขาก็ก้าวนำไปเหมือนไม่ได้พาผมมาด้วย…. แต่ก็ดี ขืนอยู่ใกล้นายคนนี้อีก แล้วต้องเจอเรื่องบังเอิญแบบเมื่อกี้อีกละก็… ขอตายซะดีกว่า
เมื่อลงจากสถานี เขาก็พาผมเดินไปตรงบริเวณทางเล็กๆ ก่อนที่จะมาโผล่ที่ท่าเรือริมน้ำ
“เดี๋ยวคุณรอ shuttle boat เอาละกัน เขาจะวนมาเรื่อยๆ”
“แล้วนายจะไปไหน”
“กลับบ้านดิ ก็ส่งคุณถึงบ้านแล้ว”
“ยัง… บ้านผมอยู่ริมนู้น… เพราะฉะนั้นคุณต้องรอเป็นเพื่อนผม”
“พามาส่งนี่ก็ดีแค่ไหนและ ยังจะมาเรียกร้องอีก” อย่ามาอวดเบ่งใส่ผม
“เรื่องของคุณ” ผมไม่ชอบง้อใครผมเดินขึ้นมาจากจุดเดิม และมองเห็นเรือที่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าใช่ลำที่ผมต้องขึ้นหรือเปล่า… แต่จากป้าย ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมาอีก ผมจะถือว่านายคนนี้… เป็นตัวซวย
ในที่สุด เรือที่ผมรอก็มาเทียบที่ท่า
“เดินลงดีๆนะคุณ… น้ำมันแรง” ผมนึกว่าเขากลับไปแล้ว… แต่ทำไมผมต้องสนใจเขา อยู่ดีๆเขาจับเเขนผม ที่ตอนผมกำลังก้าวขึ้นเรือ
“สำนึกผิดหรือไงถึงกลับมา”ไม่รู้จะกัดยังไงให้คนแบบนายคนนี้เจ็บปวด
“ใช่…” ผมได้ยินผิดรึเปล่า “ผมพาคุณมาลำบาก… ผมก็ควรพาคุณไปให้พ้นจากความลำบากเหมือนกัน” ถ้าจะดูซี่รี่เยอะ…
เขาก้าวลงเรือมายืนข้างๆผม แต่คราวนี้ ท่าทีของเขามันดูเปลี่ยนไป จากที่กวนประสาทผมมาตลอดทาง กลับยืนนิ่ง แถมทำหน้าตาเหมือนคนอมทุกข์ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องเอ่ยปากถามออกไป
หลังจากเรือเเล่นออกจากฝั่ง บรรยากาศที่ดูแออัดก็พลันเบาบางลง ความเย็นของสายลมที่พัดมาเหนือน้ำ มันก็ทำให้เรานั่งคิดอะไรเพลินๆได้เหมือนกัน และอีกไม่นาน ก็คงเทียบท่าให้ผมได้กลับบ้านสักที
“ผมอยากขอโทษ… ที่ชกหน้าคุณ”

///เดินขึ้นระวังช่องว่างระหว่างเรือด้วยนะครับ”

“ขึ้นท่าก่อนเถอะ… เขาคงไม่ให้เรายืนคุยในเรือนี้หรอก” ผมก้าวขึ้นอย่างเต็มเท้า พร้อมกับเขาที่ก้าวเดินตามขึ้นมา ตอนนี้ผมอยากจะอยู่ในที่เงียบๆมากกว่าจะได้ยินเสียงคนที่เหมือนแมลงตัวเล็กๆบินเต็มไปหมด ผมพาเขาเดินเข้าบริเวณสวนของคอนโดผม
“นายขอโทษผมทำไม… เพราะในเมื่อผมเชื่อว่านายเป็นคนทำร้ายนายปรีย์นั่น”
“เพราะผมไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว”
“แต่นายทำเหมือนคนเห็นแก่ตัว… ผมไม่รู้หรอก… ระหว่างคุณกับเขา มีเรื่องอะไรที่ต้องถึงขั้นลงมือต่อยตี แต่ทำไมนายไม่ใช้สติเล่นงานคนแบบนั้น ทำไมชอบเอาตัวเองลงไปอยู่ในที่ที่มันมีแต่ความสกปรก… ผมไม่เข้าใจ” ผมมองหน้าเขาที่กำลังมองไปยังแม่น้ำสายกว้างตรงหน้า
“เพราะความสกปรกที่คุณว่า… มันทำให้ผมอยู่บนสังคมนี้ได้โดยที่ไม่ถูกคนอื่นเอาเปรียบ ถ้าการเป็นคนดี แล้วต้องถูกข่มเหงจากคนเห็นแก่ตัวตลอดเวลา คุณจะคงความเป็นคนดีไว้ได้นานแค่ไหน และการให้ผลตอบกลับเหมือนกฏเเห่งกรรมกับคนที่ทำร้ายคนอื่น ผมควรต้องถูกยกย่องชื่นชมมากกว่…… า”
“แต่คุณไม่ใช่จ้าวชีวิตที่จะตัดสินชีวิตใครได้ว่าเขาจะต้องอยู่หรือตาย” ผมไม่ไหวกับสิ่งที่เขาคิดออกมา ถึงจะเพียงน้อยนิดก็เถอะ “เพราะถ้าคุณยังเชื่อถึงกฏแห่งกรรม คุณเชื่อเถอะ เขาจะได้รับมันในเวลาที่เหมาะสม โดยที่คุณมีหน้าที่แค่นั่งรอดู หรือใช้ชีวิตไปอย่างปกติ… คุณไม่เหนื่อยบ้างหรอไม้… ที่วันๆคุณจะต้องมานั่งคิดว่า จะทำร้ายมันยังไง หรือจะเอาคืนมันตอนไหน… คุณไม่อยากมีความสุขหรอ”
“ความสุข… ผมไม่รู้จักหรอก” ทำไมผมถึงจุกไปที่หน้าอกตอนได้ยินคำนี้จากปากของเขา “มันต้องมาจากอะไร… จากใคร… หรือว่าที่ไหน” ผมตัดสินใจเอื้อมมือตัวเอง วางทาบลงตรงหน้าอกข้างซ้ายของเขา
“จากตรงนี้ไง… ที่เดียว”ไม้ก้มลงมองมือผม ก่อนจะจับและค่อยๆปล่อยลงอย่างเบามือ
“มันเป็นไปไม่ได้หรอกคุณ… เพราะผม… ลองแล้ว”
“ก็ลองดูอีกที… ลองไปเรื่อยๆ… ตราบใดที่คุณยังหายใจ… ไม่มีอะไรที่จะไม่เกิดขึ้น… ถ้าเราพยายาม” ผมไม่รู้ว่า จะดีใจหรือเสียใจ ที่ต้องมาเปิดเผยด้านที่ผมปกปิดไม่เคยให้ใครได้เห็นมัน… แม้แต่… พ่อแม่ของผม
“ผมกลับละ… มายืนให้คุณเพ้อเจ้อใส่ผมนานเกินไปละ” เขาหันหลังกลับโดยง่าย เหมือนคนไร้ความรู้สึก
“คุณไม่อยากรู้จักผมบ้างหรอ” แต่เขากลับยกมือขึ้นส่ายไปมา ไม่หันมาตอบอะไรผมสักคำ “แต่ผมอยากรู้จักคุณ”
.
.
.
เขาหยุดเดิน
.
.
.

“คุณก็รู้จักผมแล้ว”
“แต่ผมอยากรู้จักคุณมากกว่านี้”ทำไมผมต้องพูดอะไรน้ำเน่าแบบนี้…  แต่คำพูดผมก็รั้งคนแบบเขาไว้ไม่ได้อยู่ดี… และตอนนี้มันก็คงหมดเวลาของผมแล้วเหมือนกัน ผมจัดการพาตัวเองเดินเข้าคอนโด และพุ่งตรงไปยังชั้น 35 ทันที
ผมว่า… ผมพอเข้าใจความรู้สึกของนายไม้ในตอนนี้… ว่าการอยู่คนเดียวในที่ที่เรียกว่าบ้าน… มันเจ็บหัวใจแค่ไหน ถึงแม้เราจะเปิดไฟทุกๆดวงที่เรามี หรือจะคลอเสียงเพลงไว้ดังแค่ไหน มันก็ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความรู้สึกที่แท้จริงของเราไปไม่ได้ ผมจัดการค่อยๆเปลื้องผ้าตัวเองท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเขามาในห้องของผม ร่างกายของผมที่เปลือยเปล่า มันยิ่งทำให้ผมรู้ว่า เมื่อเราทุกคนไม่มีอะไรห่อหุ้มร่างกาย เราก็แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว
ไออุ่นจากน้ำที่ไรการเคลื่อนไหวทำให้ร่างกายผมที่นอนแช่อยู่รู้สึกถึงความผ่อนคลายจากสิ่งที่ได้เผชิญมาทั้งวัน ตึกที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นบรรยากาศที่ชวนมองมากกว่าเวลาอยู่ในออฟฟิศของตัวเองซะอีก ยิ่งเคล้ารวมกับเเสงนีออนที่ส่องสว่างอยู่ทั่วพื้นที่แล้ว…มันยิ่งกว่าอยู่บนสวรรค์

กริ๊งๆๆๆ

ใครกล้ามารบกวนเวลาส่วนตัวผมแบบนี้
“ทำไมวันนี้กลับบ้านดึกจังลูก” เสด็จแม่ของผม ถือว่าละเว้นได้
“พอดีผมอยากเปลี่ยนบรรยากาศมานอนคอนโดดูวิวสวยๆบ้างน่ะครับ” หลังพูดจบท่านก็บ่นผมอีกยกใหญ่ที่ทำให้ท่านเป็นห่วง แต่ผมก็ไม่เคยโกรธนะ  เพราะเเม่ผมเวลาท่านโกรธ ท่านจะดุน้อยกว่าเวลาปกติซะอีก… แปลกมั้ยล่ะ และที่แปลกสำหรับตัวผมเอง คือเวลาที่คุยโทรศัพท์กับคนในบ้าน จับเวลาคุยได้ไม่เคยเกิน2 นาทีสักที

 กริ๊งๆๆๆ

อะไรของแม่ผมอีก

“มีอะไรอีกป่ะแม่ จอสจะนอนแช่น้ำ” ขัดอารมณ์สุนทรีย์ลูกหมด
“นี่เบอร์ผมเอง” ผมรีบคว้าโทรขึ้นมาดูทันทีว่าใคร “เผื่อคุณยังจะอยากรู้จักผมเพิ่มอยู่” รู้แล้ว
“ถ้าเปลี่ยนใจตอนนี้… ผมหวังว่าจะทัน”
“ทัน” หรือว่าผมควรเปลี่ยนใจ “ทันที่ผมจะไปหาคุณเพื่อไม่ให้เปลี่ยนใจ” เอาซะผมไปต่อไม่ถูกเลย
“พรุ่งนี้ผมไม่อยากนั่งเรือต่อบีทีเอสเเล้ว… คุณขับรถมารับผมที”
“หวังว่าคุณจะรู้… ว่าผม… ”
“เดี๋ยวลุงจักรจะเอารถผมไปให้คุณตอนหกโมงเช้า แล้วคุณก็มารับผม… ที่คอนโด”
“ผมว่าคุณคงเพี้ยนที่จะให้ผมนั่งรถคุณ”
“คุณต้องมาให้ทันก่อน 7.30 ไม่ฉะนั้นจะถือว่า... ภารกิจ… ล้มเหลว” ผมรีบกดวางสายโดยที่ไม่รู้อีกฝ่ายจะกำลังด่าผมอยู่รึเปล่า… แต่ผมมักจะทำแบบนี้กับเพื่อนของผม

ทุกคน

ผมรีบโทรหาลุงจักรแจ้งเรื่องที่ผมได้คุยกับนายไม้คนนั้นเอาไว้… สงสัย พรุ่งนี้ผมคงจะมีอะไรสนุกๆทำ
…………….
“ตอนนี้ผมกำลังจะลงไป lobby ผมหวังว่าคุณจะมาถึงแล้ว” ผมรีบกดวางสายก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดต้อนรับผม
เมื่อลิฟต์หยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกับประตูที่ค่อยๆเปิดออก ผมก็พบกับเขาที่ยืนรออยู่ตรงหน้า lobby
“มารอผมก่อนแบบนี้… ถือว่าผ่าน” คำทักทายยามเช้าของผม ก่อนที่จะเดินตามเขามายังรถที่จอดอยู่ตรงทางเข้า คอนโด เขากลับรีบวิ่งมาเปิดประตูรถด้านหลังให้กับผม อันนี้ไม่รู้ว่าคิดจริงหรืออยากแกล้งเล่น “การบริการ… ถือว่าผ่าน” ผมผลักประตูปิดเข้าไป “คุณกับผมเราไม่ได้มีอะไรต่างกัน… เพราะฉะนั้น… ผมจะนั่งด้านหน้ากับคุณ”

“ คุณคนขับ”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของลุค

นับตั้งแต่วันที่แม่ผมเสียไป นี่ก็ร่วมจะ 2 อาทิตย์แล้ว ถามว่าตัวผมเข้าที่กับการอยู่คนเดียวมากแค่ไหน มันก็ไม่ได้ 100%  หลังจากวันที่โจพาผมไปลอยอังคารกระดูกของแม่ ผมก็นั่งคุยกับเขาอย่างเป็นจริงเป็นจังเรื่องความสัทพันธ์ที่เขากำลังพยายามจะบอกใครต่อใครในบ้านว่าเราเป็นอะไรกัน เพราะผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่า ผู้ชายคนนึงที่เคยมีภรรยา จะสามารถหันมารักผู้ชาย แถมเป็นเด็กไซด์ไลน์แบบผม มันดูรวดเร็ว จงใจ เหมือนกับเป็นเรื่องสนุกที่เขาพึ่งเคยพบเจอ แต่ถ้าถามผม ว่าความรักแบบที่ผมกำลังเจอมันมีจริงมั้ย ผมก็ตอบจากความรู้สึกของผมตรงๆว่าไม่เคย มันถึงทำให้ผมรู้สึกกลัวว่ากว่าจะดีใจที่มีใครคนนึงมารักเราจริงๆ
“ลุค งานที่เราไปสมัครไว้เขาตอบรับมาทางพี่แล้วนะ  เขาโอเคที่จะให้ลุคไปเริ่มงานเลย” พี่ตุ๊กติ๊กเป็นรุ่นพี่ในคณะผม และเขาก็เป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านเบเกอรี่ที่ผมไปสมัครงานไว้ “แต่เพื่อนพี่เขาขออย่างนึงนะว่า อย่าให้มีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นในร้าน เพราะมันเคยมีกรณีแบบนี้ แล้วร้านของพี่เขาเสียหายหมด”
“ไม่หรอกพี่ ผมไม่มีแฟน รับรองเรื่องนี้ได้” บางทีการเริ่มต้นชีวิตใหม่ มันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผมก็ได้
ตลอดเวลาทั้งวัน การเรียนของผมมันเริ่มหนักหน่วงเขาไปทุกที อาจจะเป็นเพราะผมอยู่ปี 4 แล้ว แถมก็ต้องเตรียมหาที่ฝึกงานอีก ทำให้เวลาว่างสำหรับผมที่จะไปเจอ… กับ… โจ มันลดน้อยลง… ซึ่งมันอาจจะเป็นผลดีกับตัวของเขา แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้สึกดีกับเขานะ
…………………..

ร้านเบเกอรี่ที่ผมมาทำงาน ก็อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยของผมมาก เดินมาเพียงไม่ไกลก็ถึงร้านแล้ว
“สวัสดีครับพี่นนท์” พี่เจ้าของร้านที่ผมมาสัมภาษณ์งานกับเขา
“มาแบบนี้นี่พร้อมเริ่มงานแล้วใช่ป่ะ” พี่เขาอายุมากกว่าผม 4 ปี แถมเป็นเจ้าของร้านตั้งแต่อายุ 22 การพูดคุยระหว่างเขากับผมเลยไม่ค่อยจะเป็นทางการสักเท่าไหร่
“พร้อมครับ”  พี่เขายื่นผ้ากันเปื้อนที่วางอยู่ใต้เคาท์เตอร์มาให้กับผม
“ทำงานที่นี่ไม่มีอะไรมากหรอก ส่วนใหญ่ก็แค่งานบริการ พี่ว่า… เราน่าจะเคยทำมาบ้างแหละ” ถ้าพี่เขารู้ว่าผมเคยทำอาชีพอะไรมา… ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไง
พอเริ่มงาน พี่เขาก็สอนหลักการเล็กๆน้อยๆสำหรับการทำงานในร้านของพี่เขา ไม่ว่าจะเป็นการรับออร์เดอร์ หรือแม้กระทั่งการจัดจานอาหาร และทั้งร้านก็มีเพียงพี่เจ้าของและผมเพียงแค่ 2 คน ผมจะถือว่ามันเป็นความโชคดีของผมแล้วกัน
การทำงานตลอด 5 ชม. ของผม มันคือความแปลกใหม่ครั้งแรกในชีวิต ที่เคยได้ทำงานในแบบที่จะไม่มีใครมาดูถูกผม
หลังจากเดินออกมาจากร้าน โทรศัพท์ที่อยู่ในเป้ของผมก็สั่นไม่หยุด พอล้วงขึ้นมา มีสายที่โทรเข้ามาหาผม45 สาย… จากเขาคนนั้น แต่ทำไมผมกลับไม่มีเหตุผลที่จะโทรกลับหาเขา ไม่รู้ว่าเป็นผมหรือเขากันแน่ที่กำลังหลอกปั่นหัวเพื่อที่จะใช้ใครอีกคนเพื่อลืมอดีต
ระยะทางจากร้านมาถึงคอนโดผมใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที  การใช้ชีวิตตตอนกลางคืนมันดูมีอิสระมากกว่าอยากออกไปทำอะไรพร้อมใครตอนกลางวัน… คิดว่างั้นมั้ย
“ลุค”เสียงที่ผมได้ยินพร้อมแรงที่จับเข้ามาที่แขนผม “ผมโทรหาคุณ ทำไมคุณไม่รับสายผม” ใบหน้าของเขาแสดงอารมณ์ที่ทำให้ผมมองออกว่าเขากำลังคิดอะไร “ผมคิดว่าคุณจะมีความสุขเวลาอยู่กับผม”

เฮ้อ! ! !

“ผมมี… แต่คุณลองใช้เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้… ลองคิดก่อนมั้ย ว่าสิ่งที่คุณกำลังเป็นและทำมันอยู่ มันคือความรู้สึกคุณจริงๆ” ความจริงผมมันก็แค่คนอ่อนแอ “การบอกรักคนที่อยู่ตรงหน้ามันไม่ยากที่จะพูดหรอก แต่มันยากตรงที่คุณจะรักเขาเหมือนกับครั้งแรกที่คุณพูดมั้ย… คุณเป็นผู้ชาย.. คุณไม่ใช่เกย์ ไม่ใช่ไบ กับแค่วันเดียวที่คุณมีเซ็กส์กับผม คุณคิดว่าคุณรักผมจริงๆแล้วหรอ กับภรรยาคุณ คุณอยู่กับเขามานานกว่าผม คุณยังบอกว่าคุณไม่รักเขาได้เลย แล้วกับผม แค่เจอกันไม่กี่วัน ” ผมอยากให้เขาเข้าใจ
“แล้วอะไรที่คุณจะมั่นใจว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นคือความจริง”
“ก็ตัวคุณไง ถ้าคุณตอบคำถามที่คุณถามผมมาเมื่อกี้ได้เมื่อไหร่ ผมว่าคุณก็จะรู้มันไปพร้อมกับผมเหมือนกัน” เขาดูใจเย็นขึ้น ตอนนี้ผมก็อยากทำตามความรู้สึกของผมเหมือนกัน แค่ได้จับมือ ผมก็มีความสุขแล้ว “ผมจะรอจนกว่าคุณจะหาคำตอบที่ตรงกับใจคุณได้จริงๆ”
“แต่ผมอยากอยู่กับคุณ”
“ลูกคุณก็อยากอยู่กับคุณเหมือนกัน”
“ผมเคยบอกกับคุณแล้วว่าผมจะหย่า…”ผมพยักหน้าตอบรับ “วันพรุ่งนี้… อรินทร์ยอมรับข้อเสนอจากทนาย เธอไม่อยากให้ผมฟ้องร้องเธอ”
“แล้วลูกของคุณ” ผมเป็นห่วงเด็กสาวตัวน้อยๆคนนั้นจริงๆ เพราะผมเข้าใจดี ว่ามันเจ็บปวดมากแค่ไหน
“โรสเธอรับได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น อรินทร์ยังคงเป็นแม่ของเธอ มาหาเธอได้ตามที่เธอต้องการ เธอแค่ขาดจากการเป็นภรรยาของผมเท่านั้น” ผมหวังว่าเธอจะรับได้อย่าที่พ่อของเธอกำลังเข้าใจจริงๆ “พรุ่งนี้… คุณไปกับผมนะ” ผมควรจะตอบกลับคำถามนี้ของเขายังไง และผมก็กำลังแพ้น้ำเสียงออดอ้อนของเขาแบบนี้ “ผมรู้ว่าพรุ่งนี้คุณไม่มีเรียน” มันคงจะยาก ที่จะหาคำปฏิเสธให้กับเขาในตอนนี้ ผมพยักหน้า  “งั้นพรุ่งนี้ผมมารับตอน 9.30น. …..โอเคนะ” เขาค่อยๆปล่อยมือ ก่อนที่จะเดินกลับไปที่รถของเขาที่จอดอยู่ด้านนอกคอนโด และโชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน เพราะถ้าเป็นกลางวัน สิ่งที่เขาทำจะเป็นที่พูดถึง และเขาก็จะเป็นคนที่เสียหาย         ผมเดินตามมาดูเพื่อแน่ใจว่าเขาจะขับรถกลับจริงๆ “รับสายผมด้วยนะ” จริงๆผมควรดีใจที่มีผู้ชายคนนึงยอมทุ่มเทเพื่อที่จะคบกับผมเป็นแฟน แต่… ผมก็กลัวความเสียใจ… เพราะอะไรๆ มันก็ไม่มีความแน่นอน
……………..
เช้าวันต่อมาก็มาถึงเวลาที่โจนัดจะมารับผม เพื่อไปในสถานที่ที่ผมเองรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ของผม แต่ผมเองทำไมถึงไม่ยอมปฎิเสธกับโจไปตั้งแต่เมื่อวานที่เขาเอ่ยปากชวน และตอนนี้… เขาก็มารอผมอยู่ที่ล็อบบี้ของคอนโดแล้ว
“ขอโทษมาช้า พอดีไปเคลียร์งานที่สำนักงานมา” แต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องต่อว่าอะไรเขาสักหน่อย
“โจ...ผมเปลี่ยนใจไม่ไปได้มั้ย” ผมควรพูดมัน “มันไม่ใช่ที่ที่ผมจะต้องไปอยู่ มันเป็นวันที่เขาต้องเสียใจ” ผมรู้สึกสงสารเธอฝ่ายนั้นอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าผมจะรู้จักเธอผ่านการเล่าของโจก็ตาม
“แต่มันเป็นวันที่ผมจะดีใจ และผมก็อยากดีใจไปพร้อมกับคุณ”
“นี่คือโจคนเดิมที่ผมรู้จักใช่มั้ย”
“ใช่...ผมเป็นคนเดิมสำหรับคุณ...แต่สำหรับคนอื่น...ไม่” ผมไม่อยากให้เขากลายเป็นคนเคียดแค้น “รีบไปกันเถอะ...เดี๋ยวทนายผมเขาจะรอนาน” เขาพาผมออกมายังรถที่จอดอยู่ทางด้านนอก ทำไม...หัวใจผมมันเต้นไม่เป็นจังหวะ เหมือนมันกำลังจะหลุดออกมาจากตัว แอร์ในรถที่เปิดจนแทบหนาว กลับทำให้ผมมีเหงื่อซึมออกมาได้
 “ผมไม่ทำร้ายใครหรอก ผมแค่อยากได้ชีวิตของผมคืน”
...........................................................................
โจพาผมมาที่เขตบางนา เมื่อผมก้าวลงจากรถ ก็เห็นเธอคนนั้นกำลังยืนรอโจอยู่ตรงหน้าทางขึ้นเขต พร้อมกับผู้ชายที่ดูภูมิฐานคนหนึ่ง  ผมได้แต่เพียงยกมือไหว้เธอตามมารยาทที่ผมสามารถจะทำได้เท่านั้น
“รีบจัดการให้เสร็จ ผมมีงานที่ต้องทำรออยู่” นี่คือคำพูดที่เขาพูดตอนเดินผ่านเธอ น้ำเสียงมันช่างดูแข็งกร้าวเป็นคนละคน
“เชิญนั่งครับ” เสียงที่ดูท่าทางจะเป็นทนายของโจ
“สวัสดีครับ” ทั้งสองต่างยกมือไหว้ คนที่กำลังจะเป็นคนกลางจดทะเบียนหย่าให้กับเขา “พวกคุณอยากลองกลับไปคิดอยู่อีกสักครั้งมั้ยครับ เผื่อว่าอะไรๆมันจะดีขึ้น”
“ผมเตรียมเอกสารต่างๆพร้อมหนังสือยินยอมมาเรียบร้อยแล้วครับ” คงเปลี่ยนใจได้ยาก “ส่วนข้อตกลงระหว่างผมกับภรรยา ผมระบุไว้ในเอกสารเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ทั้งเรื่องทรัพย์สิน และเรื่องลูก”
“ในหนังสือระบุว่า คุณอรินทร์จะไม่เรียกร้องสินสมรสใดๆจากกฤตภณ นอกเหนือจากรถที่คุณอรินทร์ใช้อยู่ และบ้านที่ทั้งสองร่วมกันซื้อในนามของคุณกฤตภณที่บางนา...ถูกต้องมั้ยครับ”
“ค่ะ/ครับ”
“ส่วนเรื่องการเลี้ยงดูบุตร คุณอรินทร์ยินยอมให้คุณกฤตภณเป็นผู้รับเลี้ยงดูบุตรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคุณอรินทร์สามารถเข้ามาพบกับลูกของคุณอรินทร์ได้ตามเวลาที่เหมาะสม....ข้อตกลงนี้ก็ถูกต้องนะครับ”
“ค...ค่ะ”
“และพยานที่มาร่วมในวันนี้”
“ครับ...มีทนายของผม และก็เพื่อนคนสนิทของผมครับ” ดีที่ยังพูดมันออกมาแบบนี้  หลังจากนั้นนายทะเบียนก็ชี้แจงผลของการหย่าให้กับทั้งคู่ฟัง พร้อมกับยื่นเอกสารให้กับทั้งคู่เซ็นต์ ไม่นาน ใบสำคัญการหย่าทั้งคู่ก็มาถึงมือ และดูท่าทางโจจะไม่ได้สนใจกับเอกสารแผ่นนั้นสักเท่าไหร่ “ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วผมขอตัวนะครับ…ขอบคุณครับ… ไปเถอะลุค” เขาดึงจูงมือผมเดินออกมาโดยที่ไม่แคร์สายตาใคร
“เดี๋ยว” เธอร้องเรียก “ฉันขอคุยกับเด็กคนนั้นหน่อย” คุยกับผม?
“อยากคุยอะไร” เขาน่ากลัวเอามาก “พูดต่อหน้าผมนี่แหละ”
“อดีตภรรยาอย่างชั้นอยากคุยส่วนตัวกับว่าที่ภรรยาใหม่… ไม่ได้หรอ” เขาดูน่าสงสารกว่าที่ผมคิด
“คุณ….”
“ไม่เป็นไรคุณ”ผมปรามโจเท่าที่ผมทำได้ “เชิญครับ”ผมเดินนำเธอออกมานอกบริเวณสำนักงาน “มันคงทำให้คุณพูดกับผมสะดวกใจขึ้น
“ไม่รู้ว่า ชั้นควรดีใจหรือเสียใจกับสิ่งที่โจทำลงไปดี แต่ในฐานะอดีตภรรยาไร้ความสามารถอย่างชั้น ก็มีบางเรื่องที่อยากจะบอกกับเธอเอาไว้ เผื่อจะเป็นแนวทางให้เธอทำหน้าที่ของเธอได้ถูกที่ถูกทาง” เขาเดินก้าวเข้ามาใกล้ผม ผมกระซิบบอกบางอย่างที่เธอไม่อยากพูดให้ใครได้ยิน


รวมถึงผม


“ลองคิดดูให้ดี…ที่พี่บอก เพราะพี่หวังดี”
“ผมชอบความหวังดีของพี่จัง มันดูจริง… มันดูเรียล… เหมือนอย่างที่โจบอก” ผมคงไม่มีอะไรต้องเสวนากับเธออีก “โจคงรอผมนานแล้ว สามีคุณก็คงรอคุณอยู่เหมือนกัน… เดินทางปลอดภัยนะครับ” บางทีคนเราก็ไม่สามารถจะดูเขาได้แค่ภายนอกอย่างเดียว อาจจะมีเพียงน้อยคนจริงๆ ที่ทั้งข้างนอกข้างในเน่าเหม็นไม่ต่างกัน

พาร์ทของไม้
วันนี้ ผมรู้สึกมีความสุขแบบที่อธิบายออกมาไม่ถูก ผมเคยคิดนะ ว่าความสุขของผมคือการไปกินเหล้า ช่วยเพื่อนเวลาโดนรุม หรือแม้กระทั่งจีบหญิง แต่บางทีการที่เจอคนที่กวนประสาทเราแบบไม่ต้องใช้ความรุนแรง มันก็ทำให้ผม ขำออกมาได้ในแบบที่ผมไม่เคยเป็น
“วันนี้เป็นอะไร ดูอารมณ์ดีผิดหูผิดตา”
“ขี้สงสัยจังวะนาว” กวนตีนคนนี้อีกคนที่สนุก “พอดีเมื่อเช้าขี้ออกมาเยอะ เลยสบายตัว”
“สกปรก” ท่าทางขนลุกของไอ้เพื่อนสาวห้าวคนนี้ดูกี่ทีๆก็ขำ “เอาจริงๆ อยากรู้”
“เรื่องเสือกๆนี่ผู้หญิงไม่เคยพลาดจริงๆนะ”
‘เล่า” เอ๊ะยังไงของมัน ขนาดพูดไปขนาดนี้
“ขยับมา” รีบเลื่อนเก้าอี้มาเชียวนะมึง “เรื่องของกูอย่าเสือก” หน้าบูดเชียวนะมึงไอ้นาว “รีบทำงานเหอะมึง ขืนไม่เรียบร้อยขึ้นมาพี่ณัฐกลับมาด่าเอา”
“ไม้” ไอ้คุณชาย “ผมมีเรื่องจะให้คุณช่วย.. ตามผมมา” แทนที่จะรอกันสักนิดไม่มี
“ไม่ใช่เขาเรียกแกไปเฉ่งนะเว้ย… เรื่องเมื่อวานอ่ะ”
“อย่าเสือก” ผมขำใส่มันจนเหมือนมันจะเริ่มโกรธผมจริงๆ “ไม่หรอก ถ้าจะโดน คงโดนไปนานแล้ว… ไปก่อนนะเว้ย”
“งั้นเดี๋ยวเรารอกินข้าวเที่ยงนะ” มันรีบตะโกนบอกผมจนเสียงดัง  เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นแฟนผมพอดี
“มีอะไรจะให้ผมทำ” เดินมาซะไกลเลยไอ้คุณชาย… เหนื่อย
“ตามมา”  เขาเดินนำผมไปแบบไม่บอกอะไรผมเลยสักคำ จนมาถึงโถงลิฟต์ฝั่งลานจอดรถ

ติ๊ง~~~~~~

เขาเดินเข้าลิฟต์ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองห้ามคนอื่นขึ้นเนี้ยนะ
“เดี๋ยวผมรอลิฟต์อีกตัวเเล้วเดี๋ยวตามลงไป” ให้มาช่วยแต่ยังเรื่องมากไม่เลิก
“รอทำไม… ขึ้นมาด้วยกัน” อะไรของเขาว่ะ อยู่ดีๆให้ผมขึ้นลิฟต์ที่แสนจะหวงแหนขนาดนี้

////น้องๆๆๆนั้นมันลิฟต์ผู้บริหาร น้องขึ้นไม่ได้////

“คุณกำลังทำให้ผมอยู่ยาก”
“ไม่ยากหรอก ในที่นี้ไม่มีใครอยู่ยาก” เรื่องกวนตีนนี่ยังคงเส้นคงวา

 ติ๊ง~~~~~~~~~

“แล้วนี่บอกผมได้รึยังว่าจะให้มาช่วยอะไร”
“ขึ้นรถ” กวนประสาทระดับ10
“ตอบมา” ออกตัวรถทีนี่หลังติดเบาะสุดตีน
“ให้ช่วยออกมากินข้าวเป็นเพื่อนหน่อย”
“เห้ย… เดี๋ยว” เหมือนจะฟังแต่แม่งไม่เลย เหยียบเหมือนถนนในกรุงเทพมีรถเขาแค่คันเดียว
“ทำไมไม่บอกก่อน… เพื่อนผมเขารอผมทานข้าว”
“ก็โทรไปบอกดิ… ก็ผมชวนคุณก่อน”  เคยสนใจใครบ้างมั้ย ตลอดทาง เขาขับรถแบบไม่พูดไม่จาอะไรกับผม แถมเพลงที่เปิดก็มีแต่เพลงเศร้าๆ ต่างจากตอนเช้าที่ผมขับมา ตอนนั้นเขาดูร่าเริงกว่าตอนนี้มาก
ไม่นานก็มาถึงห้างๆนึงแถวที่ทำงาน…. เดี๋ยว…. ถ้างี้เดินมาก็ได้ป่ะวะ และผมก็ไม่อยากจะคิดเลย ว่าอาหารมื้อนี้มันจะเลี่ยนปากแค่ไหน
“เอาจริง… คุณเดินมายังไม่ถึง 15 นาทีเลย”
“ร้อน” ผมยอมใจนายคนนี้จริงๆ เอาเป็นว่าผมควรอยู่ในส่วนของผมเงียบๆ พอลงจากรถเขาก็ไม่พูดพล่ำทำเพลง เอาแต่เดินอย่างเดียว…. ตกลงนี่เขาจะชวนผมมาทำไม
เขาพาผมเดินเขาร้านอาหารร้านหนึ่ง ดูใหญ่และน่าจะแพงเอาเรื่อง
“อยากทานอะไรสั่งเลยนะ”
“ไม่ดีกว่า คุณพาผมมา คุณก็สั่งแล้วกัน” ผมขอบายดีกว่า ขืนเมนูเป็นภาษาอังกฤษนี่ผมหน้าแหกได้เลย
“เอาสลัดเนื้อผา ไข่เจียวเนื้อกรรเชียงปู ปูม้าผัดผงกะหรี่ ต้มยำกุ้งแม่น้ำ ข้าวเปล่า 2 จานแล้วก็น้ำดื่ม แล้วผมเอาเนื้อผา ข้าวเหนียวกลับบ้าน 2 ที่”จากที่ฟังก็เมนูตามร้านอาหารทั่วไป ยกเว้น ไอ้เนื้อผาอะไรนั้น หวังว่าคงไม่ใช่เนื้อเลียงผานะ…. ผมยังไม่อยากติดคุก
“คุณเป็นอะไรรึเปล่า… เห็นดูเงียบๆตั้งแต่อยู่ในรถแล้ว” ในเมื่อเปิดใจคุยไปแล้ว ถามไถ่สักหน่อยน่าจะทำให้ผ่อนคลายขึ้น แต่เขาก็กลับเงียบไม่ตอบอะไร “ถ้าคุณไม่พูดงั้นผมกลับ” ผมเกลียดความอึดอัด
“ก็… ไม่มีอะไร” เชื่อชิบเลย “พอดีเครียดเรื่องงานนิดหน่อย… นายไม่ต้องสนใจหรอก”

////ขออนุญาตค่ะ////

ไม่นานอาหารที่เขาสั่งก็มาวางเสิร์ฟที่โต๊ะ หน้าตาอาหารดูดีกว่าร้านข้างทางที่ผมเคยไปกินกับเฮียอีก แถมกุ้งเป็นกุ้ง เนื้อปูเป็นเนื้อปู ไม่ใช่วิญญาณแบบร้านที่ผมเคยไปกิน
ที่เขาบอกเวลาแห่งความสุขผ่านไปรวดเร็วผมคอนเฟิร์มว่าจริง ตั้งแต่เริ่มทานยันเก็บเงินเหมือนผ่านไปไม่ถึง 5 นาที
“เท่าไหร่อ่ะคุณ… เดี๋ยวผมช่วยจ่าย” ผมไม่เคยกินของใครฟรี
“ไม่เป็นไรหรอก ผมเลี้ยงขอบคุณที่นายมาทานเป็นเพื่อนผม ส่วนอันนี้” เขายื่นถุงมาให้ผม 2 ถุง “ฝากให้เพื่อนนาย ที่ผมทำให้นายผิดนัดไปทานข้าวกับเขา” โกรธกูเรื่องนี้ชัวร์ คอนเฟิร์ม หลังจากเซ็นต์บัตรเครดิตเขาก็เดินออกไปแบบไม่รอผมอีกตามเคย
“ขอโทษนะครับ ผมขอใบเสร็จได้มั้ยครับ” อยากรู้มันจะเท่าไหร่กันเชียว ถามแล้วมาทำเป็นเงียบ

เหี้ย! ! ! ! ! !

6,950

นี่แม่งกุ้งปูทองคำหรือไงวะ…..แพงเหี้ยๆ
“เดี๋ยวคุณ....” แม่งหูตึงไงวะ “จอส… รอด้วยดิ” หยุดเว้ยเห้ย กินอิ่มแล้วยังต้องมาวิ่งตามอีก “ทำไมต้องพามากินร้านแพงขนาดนี้ ดีไม่พาเฮียมาก่อนงั้นโดนถีบช้ำในแน่”
“แล้วทำไมต้องพาเฮียมา… อยากมาก็ชวนผมดิ” เดินหนีอีก
“เอางี้ 2 ถุงนี้ไม่ต้องเอาไปให้ไอ้นาวแล้ว เดี๋ยวคุณกับผมเอาไว้กินตอนเย็น”
“ไม่เอา… ของเพื่อนคุณก็คือของเพื่อนคุณ”
“แต่มันเป็นเงินคุณ และมันก็อยู่ในมือผม”
“ผมไม่กินข้าวเหนียว” มันต้องมีอะไรมาผูกต่อให้ยาวไปอีก
“เดี๋ยวผมสอน” ผมก็ใช่ว่าจะยอมง่ายๆ “แล้วนี่ จะกลับออฟฟิศได้ยัง”
“ยัง” ยังจะมีต่ออีกหรอวะ “ผมจะพาคุณไปเยี่ยมนายปรีย์… แค่คุณเข้าไปเยี่ยม… ไม่ต้องพูดหรือขอโทษอะไร”
“ผมว่าเราคุยเรื่องนี้กันเข้าใจแล้วนะ”
“เข้าใจ…”
“แต่ผมไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับมันอีก”
“คุณยังใช่ไม้ คนที่คุยกับผมเมื่อคืนอยู่หรือเปล่า” ทำไมผมต้องรู้สึกจุกกับประโยคนี้ “ผมชอบนายไม้คนเมื่อคืน… และผมรู้ว่านั้นคือตัวตนของคุณจริงๆ” ทำไมผมไม่เถียงกลับไป…. เถียงดิ “ผมอยากเห็นคุณเป็นแบบนั้นมากกว่าคนอารมณ์ร้อนชกต่อยคนอื่นไปทั่ว” ผมกำลังจะแพ้เขา… ไม่ได้ “ถ้าคุณยังเห็นว่าผมเป็น… เป็นเพื่อนที่ดีของคุณ… ช่วยเอาไม้คนนั้นกลับมาอยู่กับผมได้รึเปล่า”
“ทำไมผมต้องมายอมใจอ่อนเพราะคนอย่างคุณด้วยวะ” เขากำลังจะรู้จักตัวตนผมมากเกินไปแล้ว “อยากจะพาผมไปไหนก็เชิญ” และก็ตามนั้น เขาพาผมไปซื้อกระเช้าผลไม้ ซึ่งสันดานอย่างไอ้ปรีย์ ควรได้กระเช้าต้มตีนไก่มากกว่า “ผมจะบอกคุณไว้ก่อน นี่จะเป็นครั้งแรกแล้วครั้งเดียวที่ผมจะไปพบกับมันเเบบสงบที่สุด” ตะกร้านี่แม่งก็หนักจังวะ หลังจากสมใจไอ้คุณชาย กว่าจะกลับมาที่รถได้แขนผมแทบหลุด
หลังจากขับรถออกมา ทำไมรอบนี้เขาดูอารมณ์ดีมากกว่าตอนขามาอีก นี่ถ้าผมไม่รู้จัก แล้วนั่งรถมาด้วย ผมคงคิดว่าน่าจะเป็นบ้าไปแล้ว
กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลก็โคตรจะนาน แถมผมยังต้องหิ้วตระกร้าที่จะต้องเอาไปเยี่ยมไอ้อัปรีย์อีก เอาตีนไถๆไปให้แม่งได้มั้ย
“ว่าไงมันอยู่ชั้นไหน” เขายื่นกระดาษแผ่นนึงที่เขียรชั้นและเลขที้ห้องมาให้กับผม… ก็ไปสิครับ “ผมว่าจริงๆกระเช้านี่คุณควรเป็นคนถือ… ไม่ใช่ผม เพราะผมไม่อยากมาเยี่ยมมัน
“แต่คุณเป็นลูกน้องผม… โอเคนะ” ตอกกลับแบบนี้ อย่ามาขำนะเว้ยไอ้คุณชาย หลังจากลิฟต์เปิด ก็เดินไปตามทางอีกหน่อยก็ถึงห้องไอ้อัปรีย์นั้นละ

ก๊อกๆๆ

“สวัสดีครับท่านประธาน… ไม้” พี่ณัฐที่ยังอยู่สุขุม ไม่เปลี่ยนแปลง
“ผมขอโทษที่มาเยี่ยมช้า… ผมเอากระเช้าผลไม้มาเยี่ยมจากพวกเราพนักงานทุกคน”
“ขอบคุณมากนะครับ” ผมรู้สึกไม่กล้าที่จะสู้หน้าพี่ณัฐเท่าไหร่
“คุณเป็นยังไงบ้าง… ดูจากภาพรวมน่าจะดีขึ้นมากแล้ว”
“ครับ… ก็เหลือแค่รอยฟกช้ำนิดหน่อย… ขอบคุณมากนะครับที่มาเยี่ยมผม”มีมารยาทขึ้นมาเลยนะมึง
“ถ้าผมจะขอพูดอะไรสักหน่อย จะได้มั้ยครับ”
“ครับ/ครับ”
“ผมอยากพูดกับคุณในฐานะเพื่อนร่วมงานคนนึง…  ว่าสิ่งที่คุณทำ หรือใครก็แล้วแต่ทำ ใช่ว่าจะไม่มีคนเห็น มันอยู่ที่ว่า คนพวกนั้นเขาต้องการแสดงความเป็นมนุษย์ธรรมต่อสังคมมากแค่ไหน ถ้าพวกเขามีมาก พวกที่เป็นคนทำ ผมไม่เห็นมีใครรอดจากกฏหมายสักคน แต่สำหรับคุณ ผมถือว่าคุณได้รับผลจากสิ่งที่คุณทำไว้กับคนๆนั้นแล้ว  หวังว่า ประสบการณ์ครั้งนี้มันจะทำให้คุณมีความคิดหรือสติมากขึ้น คุณอย่าลืมนะครับ ว่าคุณมีคนข้างหลังที่เขายังเป็นห่วงคุณอยู่… คุณทำร้ายคนอื่น คนที่อยู่ข้างหลังคุณเขาก็เจ็บปวดไปด้วยเหมือนกัน” ทำไมคำพูดของเขามันเสียดแทงใจผม  “ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย เดี๋ยวผมจะช่วยเหลือตามที่เห็นสมควร ขอให้หายๆไวนะครับ”
“ขอบคุณมาก” ผมคงไม่มีอะไรที่ต้องอายเวลาอยู่กับเขา
“มันก็แค่ช่วงเวลานึงที่คุณต้องผ่านมันไปให้ได้” ถ้าผมจะบอกว่าส่วนนึง… มันก็มาจากเขาด้วยเหมือนกัน “เดี๋ยวคุณขับรถกลับให้ผมด้วยนะ… เมื่อยล่ะ” กว่าจะเสร็จสิ่งที่นายคนนี้ต้องการก็แทบจะหมดเวลางานประจำวันของผมแล้ว แถมการจราจรที่ติดเหมือนกับรถทุกคันบนท้องถนนเสียพร้อมกันในเวลาเดียว ถ้าไปถึงทุกคนคงกลับบ้านกันหมดแล้ว
มาถึงบริษัทเกือบจะ2 ทุ่ม แทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่ารถติดหนักแค่ไหน ผมขึ้นลิฟต์มาที่แผนกที่ผมอยู่ และวันนี้ก็มีพี่ตุ้ย พี่ออม อยู่เวร
“ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่อง”พี่ตุ้ยคนนี้ผมไม่ค่อยได้เจอ ได้ข่าวว่าแกเป็นตัวโจ๊กของแผนกเลย
“ไปทำงานนอกมาน่ะพี่” ผมก็ไม่อยากตอบว่าออกไปกับไอ้คุณชายมา เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องพูดไปทั่วออฟฟิศอีก
“มาแล้วพี่ กาแฟกับแซนวิชร้อนๆ” ไอ้นาว
“ทำไมแกยังไม่กลับบ้านอีก 2 ทุ่มกว่าแล้วนะเว้ย” ผิดวิสัยคนอย่างไอ้นาว แต่ก็เอาเถอะ ผมยังเบื่อที่จะกลับบ้านเลย “งั้นผมไปก่อนนะพี่… สวัสดีครับ… ไปแล้วนะเว้ยนาว” ข้าวเหนียวที่ไอ้คุณชายซื้อยังอยู่กับผมอยู่เลย
“ไม้เรากลับด้วย” อะไรของมัน “วันนี้หายไปไหนมา เรารอแกกินข้าวตั้งนาน” ดีนะลิฟต์ยังไม่มา
“ ชั้นผิดนัดแกออกจะบ่อย ทำมาเป็นไม่ชินไปได้” ผมละอันดับหนึ่งการผัดนัดของเพื่อนในแก๊งค์เลยล่ะ พอลิฟต์เปิด ผมกับมันก็ลงไปพร้อมกัน
“แล้วนี่… ซื้ออะไรมากิน… อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่กลางวัน”
“กินมาแล้ว… นี่แค่ของติดมือ”ใกล้ชั้น 1 แล้ว “เดี๋ยวแกลงก่อนเลย พอดีชั้นต้องไปทำธุระ… ขอโทษที่ไม่ได้ไปส่งนะเว้ย”
“อ…. อือ” 
หลังจากไอ้นาวลงไป ผมก็ลงมาลานจอดชั้น B0 ที่เป็นลานจอดของคณะผู้บริหาร

/////ไอ้คุณชายยังไม่มา/////

ผมก็เลยมานั่งรออยู่ตรงชั้นลอยที่เป็นที่พักให้คนสูบบุหรี่ ผมนั่งรออยู่เกือบ ชม.กว่าไอ้คุณชายมันจะลงมา
“ทำไมยังไม่กลับอีก… นี่จะ 4 ทุ่มแล้วนะ” ทำไมต้องดูตกใจขนาดนั้น
“ก็… ไม่รู้ดิ…” ผมเลยยกถุงข้าวเหนียวเนื้อ 2 ถุงนั้นขึ้นมา”
“ผมบอกให้เอาไปให้เพื่อนคุณ”
“ผมบอกแล้วว่าเราจะเอามากินด้วยกันไง” เขามองหน้าผมอย่างคนที่ไม่รู้จะเถียงอะไรออกมา
“ขึ้นรถ” ผมกลับทำตามอย่างว่าง่ายเหมือนเด็กที่กำลังนั่งรอพ่อแม่มารับจากโรงเรียน “ผมบอกเเล้วว่าผมกินไม่เป็น”
“ก็ผมก็บอกแล้วว่าผมจะสอน” ขำอะไรของเขา
“คุณนี่ก็รั้นใช่ย่อยเหมือนกันนะ”
“แล้วมันต่างกับคุณมั้ยล่ะ” และในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ผมจนได้
“แล้วมันจะกินได้ยังไง ช้อนส้อมผมไม่มีติดรถหรอกนะ”
“ทำไมต้องใช้… ใช้นี่” ผมรีบชูมือขึ้นมา ดูเขาจะตกใจกับอาวุธประจำมื้อนี้พอสมควร “ หยิบมันขึ้นมา พร้อมกับเนื้อ… แล้วก็กิน” ยังจะมามองหน้าผมอีก “ทำเร็วๆลองดู” เขาดูกล้าๆกลัวกับสิ่งที่ผมให้ทำ “ให้เชื้อโรคเข้าไปในร่างกายมั่ง จะได้แข็งแรงกวนตีนได้นานๆเหมือนผม”
“ขอยกเลิกได้มั้ยถ้างั้นอ่ะ”
“เร็วๆ” กว่าจะหยิบได้ แอร์เป่าลมข้าวเหนียวแห้งหมด “เอาเข้าปากเลย” ผมรีบดันมือของเขาให้เอาเข้าไป “ไง อร่อยอ่ะ”
“มันแข็งอ่ะ”
“แข็งบ้าอะไร นี่ถือว่านิ่มกว่าข้าวเหนียวปกติแล้ว” คงจะเริ่มอร่อยแล้วล่ะสิ “มีอีกวิธี หยิบข้าวเหนียวขึ้นมา แล้วก็ใช้มือขย้ำให้มันเป็นก้อนๆ หรือคุณจะบีบให้เป็นแท่งก็ได้นะ… แล้วก็หยิบเนื้อใส่ปาก ตามด้วยข้าวเหนียว… เป็นตาแซ่บ… ทำเร็ว… ลองดู”มันขัดหูขัดตาผมเหลือเกิน ไอ้ท่าทางของเขา “ขย้ำเลย มีขี้มือเราติดไปนี่แหละ อร่อย” ใช้ว่าคนเราจะไม่ล้างมือก่อนกินข้าวซะหน่อย ผมก็พูดเพิ่มอรรถรสไปงั้น “เป็นไง”
“ก็เหมือนเดิม… อร่อยกว่าเดิมตรงไหน แถมเปรอะมืออีกตะหาก”
“เอาเหอะน่ะ สมัยก่อนเขายังใช้มือกินข้าวแทนช้อน ไม่เห็นจะเป็นไรเลย” แต่ก็ดูเขาจะไม่ได้ดูมีปัญหาอะไรมากขนาดนั้น… ก็อย่างว่า…. ลูกคุณหนู จะมีใครสอนให้ใช้มือตักข้าวแทนช้อน
 แต่อยู่ๆเขาก็ยื่นมาตรงขาผม ทำเอาตกใจหมด “ให้ผมหยิบให้ก็ได้นะ” เขาเอื้อมมาเปิดลิ้นชักเอาทิชชู่เปียก “เดี๋ยวยังไงผมกลับก่อน คุณก็ขับรถกลับบ้านดีๆ” หมดหน้าที่ครูสอนจกข้างเหนียวแล้วตอนนี้
“คุณไม่ต้องลงหรอก… ผมอยากขับรถไปส่ง” เขากดล็อคประตูอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนรถออกไป
ตลอดทางผมได้แต่นั่งนิ่ง ไม่รู้จะสนทนาอะไรกับไอ้คุณชายนั้นเลย แถม ยังมีโทรศัพท์ไทรเข้าหาผมไม่หยุดตั้งแต่ออกเดินทางมาแล้ว ผมไม่อยากรับสาย ผมไม่อยากทำให้เขาต้องหงุดหงิด ผมชอบที่เห็นเขาเป็นแบบนี้
.
.
.
ผมเริ่มไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
.
.
.
ไม่ถึง 30นาทีเขาก็ขับรถกลับมาถึงบ้านเฮียของผม
“ขอบคุณมากที่ขับรถมาส่ง… ขับเข้าบ้านดีๆ” โทรศัพท์ของผมก็ยังสั่นไม่หยุด
“โทรศัพท์นายสั่นนานแล้ว… รีบรับสายซะ” เขาวนรถ ก่อนที่จะขับมุ่งหน้าออกจากซอยไป

นาว

“มีอะไรวะ โทรมาเยอะขนาดนี้”
“ไม้เป็นแฟนกับเรานะ”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ jackkiesiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พาร์ทของไม้

////แกว่าอะไรนะ////
ผมคิดว่าผมคงฟังผิด ที่ได้ยินไอ้นาวเพื่อนผมพูดออกมาแบบนั้น
“แกเป็นแฟนกับเรานะ”

ตื้ดๆๆๆๆๆ

ทำไมผมต้องได้ยินคำพูดนี้จากปากมัน… ตอนนี้ แล้วผมควร… จะทำยังไงกับมันต่อไป
ตลอดทั้งคืน คำพูดที่นาวบอกกับผมมันวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมออกไปไหน และมันก็ยังโทรหาผมไม่หยุด ตั้งแต่ที่ผมวางสายมันไป นาวเป็นผู้หญิงแทบจะคนเดียวที่รู้เรื่องเกี่ยวกับผมแทบจะทุกอย่าง และรับได้ในแทบจะทุกเรื่อง และด้วยความสนิท… มันกลับทำให้ผมมองข้ามความสัมพันธ์ที่มันเกินเพื่อน หรือแทบจะไม่เคยคิดมันเลยด้วยซ้ำ
สายโทรเข้าที่ยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง มันยิ่งทำให้ผม… หาคำตอบให้กับเรื่องนี้ไม่ได้
“เราไม่พร้อมจะคุยเรื่องนี้”มันหนักไปสำหรับผม
“เราอยู่หน้าบ้านไม้แล้ว” ผมรีบวิ่งไปดูตรงหน้าต่าง แล้วเธอก็ยืนอยู่ข้างหน้าแล้วจริงๆ “นาวมาทำไม ยิ่งทำแบบนี้เรายิ่งรู้สึกแย่เว้ย”
“แต่ถ้าเป็นจอส ไม้จะไม่รู้สึกแย่… ใช่มั้ย”
“พูดบ้าอะไร” มันเป็นอะไรของมัน ผมไม่เข้าใจ “รีบกลับไปก่อนเหอะ ”
“แต่ฉันยังคุยกับแกไม่จ…… บ”
“ถ้าไม่กลับ… จะไม่ใช่แค่คุยไม่จบ… คิดว่าแกคงจะรู้” ผมเกลียดการเอาชนะแบบไร้เหตุผล “ถ้าคิดจะรักใคร อย่าบังคับให้เขาต้องมารัก เพราะสุดท้าย… เขาก็ไม่ได้รักจริงๆอยู่ดี” ผมตัดสายและยืนมองนาวมันอยู่แบบนั้น ผมแทบไม่เคยจะคิด ว่าตัวเองจะได้มาอยู่ในช่วงอารมณ์แบบนี้ ไม่นานเกินความอดทน นาวมันก็หันหลังเดินกลับไป

1.15 น.

“ฮัลโหล”

หวังว่าคง

“ผมขอไปหาได้มั้ย” ผมทำแบบนี้ถูกต้องแล้วใช่มั้ย… แต่เขากลับเงียบ… ไม่พูดอะไร
“คุณรออยู่ที่นั้น… เดี๋ยวผมไปรับ”
ผมยอมรับว่าถ้าเป็นแต่ก่อนตอนที่ผมรู้จักกับนาวใหม่ๆ ถ้านาวบอกกับผมแบบนี้ ผมจะรีบต้องตกลงพาเธอเข้าเรือนหอ แต่ตอนนี้ สำหรับผมมันสนิทจนผมไม่สามารถเอาสถานะใหม่มอบให้กับเธอได้ จะให้หาวิธีไหนตอนนี้ผมก็ทำไม่ได้

°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°

 กริ๊งๆ~~~~~~~

“ผมมาถึงแล้ว”
“เดี๋ยวผมลงไป” ในตอนนี้เหมือนผมจะมีที่พึ่งในเรื่องนี้เพียงคนเดียวก็คือนายคุณชายนี่ ถ้าหวังว่าเพื่อนผมจะให้คำตอบในเรื่องพวกนี้ได้ล่ะก็ ผมคงหัวแตกตายก่อน
“มั่นใจว่าจะไปคอนโดผม”
“หรือคุณอยากให้ผมไปหาเพื่อนผมล่ะ” ไม่ทันสิ้นเสียงเขาก็เหยียบคันเร่งจนผมคาดเบลล์แทบไม่ทัน “เห้ยใจเย็น”
“มีอะไรถึงจะไปห้องผม” เปิดประเด็นตรงดี และผมก็ไม่ชอบอะไรอ้อมค้อม
“นาวโทรมาขอผมเป็นแฟน แล้วก็บุกมาหาถึงบ้าน”
“แล้วไม่ชอบหรือไงที่มีสาวมาขอเป็นแฟน แถมมาเสนอตัวให้ถึงที่”
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะใช่… แต่ตอนนี้… มันไม่ใช่”
“ก็ถ้านายมีใครในใจหรือชอบใครก็บอกกับนาวเขาไปตรงๆ ดีกว่ามาหนีอยู่แบบนี้” มันก็…..  “แต่ก็อย่างว่า ผมไม่ได้เป็นคุณ ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบคุณ ผมคงไม่เข้าใจความรู้สึกของคุณตอนนี้ว่ามันเป็นยังไง” ขอบคุณที่ไม่ซ้ำเติมผม “แล้วพรุ่งนี้คุณจะกล้าไปเจอหน้าเพื่อนคุณหรอ…

“ยังไม่รู้เหมือนกัน” 

……………………….

“ตื่นได้แล้วคุณ” ผมเผลอหลับไปได้ยังไงวะ…เสียฟอร์มหมด….แต่เดี๋ยว…

ที่นี่มัน…

ทะเล

“มาที่ไหนเนี้ยคุณ”
“ถามแปลก เห็นทะเลอยู่ตรงหน้า พามาภูเขามั้ง” กวน แบบกวนได้อีกเห้ย
“แต่พรุ่งนี้วันทำงาน… ผมหยุดไม่ได้” ซวยแล้วไงกู
“คุณลืมรึไงว่าผมเป็นใคร” กูล่ะยอมใจเลย “ถือว่าผมพามาฉลองการรู้จักของเราแล้วกัน… พอกลับไป.. คุณจะได้มีความคิดว่าคุณจะทำยังไงต่อไปกับเรื่องของเพื่อนคุณ”
“แล้วที่นี่ที่ไหน”
“หัวหิน”   ผมหลับลึกขนาดนั้นได้ไงวะ “วิ่งรถตอนกลางคืนแปปเดียวก็ถึง… ไม่เห็นต้องตกใจ” ตกใจดิ ต้องเหยียบมาขนาดไหน ถึงมาหัวหินได้ไวขนาดนี้ “ผมหิว… เราจะไปหาไรกินที่ไหน”
“ก็ 7 ไง”
“ผมไม่เคยเข้า 7”
“ก็เคยซะ” ผมรีบเปิดประตูลงมา และไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมีคนพูดว่าไม่เคยเข้า 7…. แต่เดี๋ยว… กระเป๋าตังผม
“ทริปนี้ผมเป็นเจ้ามือ… งบไม่อั้น” มากระซิบข้างหูเหมือนรู้ว่าคิดอะไร…. ขนลุก แต่พอเดินเข้ามา สภาพของนายคนนี้ต่างจากตอนที่อยู่ที่บริษัทมาก ทั้งทรงผม การแต่งกาย รวมถึงผิวพรรณที่ขาวอมชมพูซะจนผู้หญิงบางคนยังต้องอาย จะว่าไป… ถ้านายคนนี้เป็นผู้หญิง คงจะสวยระดับนางฟ้าได้เลย
“ว่าไง… ได้อะไรกิน” ดูจากในมือแล้ว มีแค่น้ำแร่ นม แล้วก็ ขนมปัง “ไหนบอกว่าหิวไง… ทำไมไม่กินข้าวอ่ะ”
“ผมไม่ทานอาหารแช่แข็ง”
“แล้วแค่นี้จะอิ่มรึไง”
“ก็รองท้องไปก่อน” ผมไม่อยากเถียงกับไอ้คุณชายนี่ แต่สำหรับผม แค่รองท้องมันไม่พอ เพราะยิ่งผมคิดมาก ผมก็ยิ่งหิว

สรุป

เข้า 7 หมดไป 500 กว่าบาท แถมจ่ายด้วยบัตรเครดิตอีกตะหาก ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนรวยรึเปล่า ที่ไม่นิยมพกเงินสด แต่พกบัตรเต็มกระเป๋าไปหมด
และอีกอย่าง ผมก็ลืมว่า 7 เขาไม่แจกถุงแล้ว ความหิวโหยของผม มันกลับสร้างความลำบากให้กับผมเองซะแล้วตอนนี้
“ใครบอกให้คุณซื้อมาขนาดนี้” ผมขอโทษ มันลืมตัว เวลามีเจ้ามือเป็นอย่างนี้ทุกที เขาเดินนำผมออกมาและตรงไปยังรถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม
ปิ๊ปๆ
โชคดีที่เขายังถือกุญเเจรถไว้ได้ ถ้าให้ผมมาล้วงตอนนี้คงลำบากกันไปใหญ่ เขาวางทุกอย่างลงในรถ แต่แปลก ที่เขาไม่บ่นอะไรผมสักคำ แถมหยิบแค่ขนมปังของตัวเองขึ้นมากินเท่านั้น
“คุณกินเยอะ… แต่ทำไมดูไม่อ้วน” หืมมม
“ผมคงใช้เเรงเยอะมั้งคุณ แล้วอีกอย่าง ผมชอบเล่นบอล ตั้งแต่เข้าทำงานยังไม่มีเวลากลับไปเล่นเลย… แล้วคุณล่ะ เล่นกีฬาอะไรบ้าง”
“ว่ายน้ำ แล้วก็เล่นบาส” ในเกมส์กีฬานายคนนี้คงเท่ห์น่าดู
“บาสผมก็เล่น เพราะเขาบอกว่ามันช่วยทำให้สูง” มีเรื่องคุยกันได้ยาว
“แต่ตอนนี้ผมเกลียดเเล้ว เกลียดทั้งกีฬาแล้วก็นักกีฬา” งงไปสิครับผม… แถมพูดมาแบบนี้ผมก็อยากรู้อ่ะดิ
“เกลียด…. ทำไมอ่ะ… อยากรู้” จนได้นะผม
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้อดีตผมมากขนาดนั้น… แค่ตอนนี้คุณรู้ว่าผมเกลียด… ก็พอ” อารมณ์เปลี่ยนอย่างไว และแบบนี้ใครจะกล้าถามอะไรต่อ
“เขาแย่งแฟนคุณไปหรอ” ไอ้เชี้ย… ผมไม่น่าไปด่าไอ้นาวไว้เลย.. แถมสายตาที่มองมา มันยิ่งทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่ควรถามมันออกไป ขืนโดนไล่ลงตอนนี้ผมตายแน่

“ใช่”

หน้าของเขาดูเศร้า
“ผมขอโทษที่ถาม… มันผ่านไปแล้วคุณ…” ไม่น่าหาเรื่องเลยกู “ให้ผมขับรถให้มั้ย คุณจะได้นั่งพักบ้าง เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว” ผมเต็มใจที่จะทำจริงๆ
“ไม่เป็นไร ผมเป็นคนพาคุณมา ผมก็ต้องดูแลคุณ”
“อยากไปเดินริมทะเลมั้ย”
“ผมไม่มีรองเท้า” โอย เสียอารมณ์ชิบ
“ก็เดินเท้าเปล่าไง” ผมลงเลยดีกว่า ขืนนั่งพูดไปพูดมา ไม่ได้ลงแน่ “ลงมาคุณ” ผมรีบเปิดประตูรถฝั่งเขาทันที แต่ดูจากท่าทางแล้ว… คงจะต้องเหนื่อยผมอีก “ถ้าคุณยอมใช้ชีวิตแบบที่คนปกติเขาเป็นบ้าง ผมว่าคุณจะมีความสุขมากกว่านี้” ผมก็คิดได้ดีเท่านี้แหละ
“ไหนว่าไม่รู้จักความสุขไง”
“ก็คุณไง… ที่ทำให้ผมรู้จัก ”



ผมกับเขาเราเดินตรงไปยังริมชายหาด ที่มีแต่เเสงไฟที่ตามเอาไว้เป็นระยะๆ สายลมริมทะเลที่มีกลิ่นอ่อนๆ มันยิ่งทำให้ได้บรรยากาศที่หาไม่ได้จากที่ไหน
“ไงคุณ… เดินเท้าเปล่าบนพื้นทราย… ผ่อนคลายดีป่ะ”
“ดี…แล้วก็ เหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก… เด็กที่ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรให้ปวดหัว” มันก็จริง “ไม่ต้องสนว่าจะทำอะไรผิด ร้องไห้ได้กับทุกเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจ”
“แต่ใช้ว่าร้องแล้วจะได้ดั่งใจไปทุกเรื่อง” เหมือนผม… แต่พอได้มาเดิน ก็ทำให้หัวมันโล่งแบบโล่งไปเลย ไม่รู้สึกว่ามีเรื่องหนักใจอะไรที่คิดอยู่ “ผมจะไปขอโทษนาว แล้วคุยกับมันดีๆ… เพราะยังไง… มันก็เป็นเพื่อนผม”
“ก็ตามนั้น” แค่ผมลดความรู้สึกตัวเองลง มันก็ทำให้ผมคิดอะไรง่ายขึ้น “ไปหาอะไรร้อนๆทานกันดีกว่า…ใกล้เช้าแล้ว…”
เขาเดินนำผมกลับไปที่รถ พอเปิดรถได้ เขารีบนั่งลงเเละค้นหาอะไรบางอย่าง
“ไม่ต้องใช้หรอกคุณ” ผมนั่งลงตรงหน้าเขา… และจับเท้าเขาขื้นมา “พ่อผมใช้มือปัดเศษทรายที่ติดเท้าออกแบบนี้” เขามองหน้าผม “ผมรู้… ว่าคุณไม่เคยต้องมาเปรอะเปื้อนกับผืนทรายแบบนี้หรอก”ผมลูบเท้าของเขาทั้งสองข้างอีกครั้ง ก่อนที่จะเอารองเท้ามาสวมให้เหมือนเดิม “คุณคือเจ้าชาย….ส่วนผม…ก็เป็นองครักษ์” ผมปิดประตูรถให้เขา ก่อนจะเดินมาทำความสะอาดเท้าตัวเองก่อนจะก้าวขึ้นรถเหมือนกัน “พร้อมแล้วคุณ”
“คุณไม่ใช่องครักษ์”เขาเอาผ้าเปียกมาเช็ดมือให้กับผม “แต่คุณคือเจ้าชายตัวจริงมากกว่า” ทำไมมือของเขานิ่มแบบนี้ “เพราะมันมาจากข้างในของคุณ” เขาอ่อนโยนจนผมรู้สึก….


รู้สึก…

“คุณอยากทานร้านไหนก็บอกผมแล้วกัน”  ผมเป็นอะไร… ทำไมผมใจเต้นแบบนี้ ทำไมผมต้องรู้สึกอายที่มีผู้ชายด้วยกันจับมือ… ผมเป็นไรวะ
ผมพยายามสงบสติตัวเองมาตลอดทาง จนมาถึงตลาดที่นึงผมเลยทักให้เขารีบจอด
“ผมจะกินน้ำเต้าหู้… คุณสนใจมั้ย” กว่าจะสงบลงมาได้
“คุณไปทานเลย ผมไม่อยากลงไปเดิน” พอจะเข้าใจนิสัยของไอ้คุณชายน่ะนะ… แต่ไม่ได้… 
“ลงมาด้วยกันดิ… มาก็มาด้วยกัน กินก็ต้องกินด้วยกัน” ผมเป็นคนแบบนี้ “ถ้าคุณไม่ลง ผมก็ไม่กิน” เอาซะหน่อย “คุณจะทำร้ายคนอยากกินน้ำเต้าหู้ได้ลงคอหรอ” กวนตีนซะงั้นผม
“ทำไมคุณชอบกวนตีนผมอยู่เรื่อย” หยาบคายเป็นด้วย ชอบๆ
“มา… ลงมา” สำเร็จ การกวนตีนไอ้คุณชายนี่ได้ผลเสมอ แต่ใช่ว่าผมจะไม่รู้นิสัยส่วนตัวเขานะ แต่ผมแค่อยากให้เขาใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น ไม่ต้องมาคิดว่าอันนั้นสกปรกกมั้ย อันนี้ถูกสุขอนามัยหรือเปล่า
“ป้า เอาน้ำเต้าหู้ใส่เครื่อง 2 ถ้วย ไม่ต้องหวานมาก แล้วก็ปา 10 บาท”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาทำสะอาด” เอ้า… พูดงี้เดี๋ยวกระบวยลอยหรอก
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเชฟส่วนตัวคุณทำสะอาด” จริงมั้ยล่ะ “ไม่มีใครกล้าเอาของสกปรกมาให้ลูกค้ากินหรอก… แล้วคุณดู ถ้าเขาทำไม่ดี สกปรก เขาจะมีลูกค้ามาต่อคิวเยอะแบบนี้รึเปล่า” หวังว่าจะเข้าใจ “ผมรู้นะ ว่าคุณอยู่ในบ้านที่มีคนคอยทำความสะอาดตามคำสั่งคุณตลอดเวลา… แต่คุณไม่คิดหรอ ถ้าวันนึงคุณมีครอบครัว คุณรักกับคนที่มีฐานะต่ำกว่า เขาคนนั้นจะลำบากใจมั้ยถ้าเขาทำอะไรให้คุณทานแล้วคุณต้องมานั่งกังวลว่า สะอาดรึเปล่า… คุณคิดว่ามันจะทำร้ายใจแฟนคุณมากแค่ไหน”

“มาแล้วจ้า…. แล้วนี่ ปา 10 บาท
“ผมรู้ว่าคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมบอก และผมรู้… ว่าคุณสามารถทำเพื่อคนที่คุณรักได้ทุกอย่าง” เพียงผมพูดจบ เข้าก็ตักน้ำเต้าหู้เข้าปาก “เดี๋ยวผมฉีกปาให้” ผมใช้มือผมนี่แหละทำให้เขา และก็เหมือนไม่มีปัญหาอะไร “อร่อยมั้ยคุณ”
“อร่อยดี” ผมหวังว่าจะละลายพฤติกรรมเขาเรื่องนี้ได้ “ผมขอไอ้ที่คุณฉีกอีกอันได้มั้ย” เยี่ยมยอด
 
“ใครแม่งมาจอดรถตรงนี้วะ แม่งไม่รู้รึไงว่านี่ที่จอดประจำกู” เสียงคนโวยวายดังมาจากที่ใกล้ๆ “แม่งได้ยินป่ะวะ… มาขยับรถออก”
“เดี๋ยวผมไปขยับออกให้ เอากุญแจมา”เรื่องแบบนี้ต้องถึงผม
“ไม่เป็นไร… เดี๋ยวผมไปขยับเอง” แต่เรื่องอะไรที่ผมจะปล่อยให้เขาไปคนเดียว
“มึงหรอวะไอ้หน้าหวาน… มึงไม่รู้รึไงว่านี่ที่จอดประจำกู”
“เดี๋ยวผมจะขยับออกให้”
“กูรู้กูก็จะจอด”ผมโคตรเกลียดพวกอวดเบ่ง เรื่องอะไรผมจะต้องยอม “นี่แม่งที่สาธารณะป่ะวะ มึงจะมาบอกว่านี่ที่ประจำมึง… ไหน… ป้ายชื่อหลุมมึง”

พลั่ก! ! !

“ปากดีนักไอ้สัส”ไอ้เหี้ยนี่ล้วงคองูเห่าอย่างกู เรื่องอะไรผมจะปล่อยให้มันต่อยผมฝ่ายเดียว มือตีนผมก็มี ศักดิ์ศรีผมจะให้ใครมาเหยียบแบบนี้ไม่ได้ แล้วผมก็ต้องปกป้องไอ้คุณชายนี่

พลั่ก! ! !

ไอ้คุณชาย

“กูเริ่มหมดความอดทนกับสวะแบบมึงแล้ว”หมัดแม่งอย่างเจ๋ง “มึงมา… กับกู… ตัวตัว” มีมุมแบบนี้ด้วยหรอวะ “กูไม่เข้าใจ ว่าคนแบบมึงทำไมคนอื่นต้องกลัว ไม่ได้มีเหี้ยอะไรให้กลัวเลยสักนิด” หลบดิจิตอลสัส ต่อด้วยฮุกท้อง ล็อค จับทุ่ม โหดเหี้ย “คุณตำรวจครับ”เอาตีนเหยียบคอแบบนี้ถือว่าจบเกมส์ “มีคนมาอาละวาดหาเรื่องชกต่อยเเถวตลาดโต้รุ่ง ตอนนี้จับตัวไว้แล้ว รีบมาด้วยนะครับ… ทำไมชอบให้ใช้กำลัง… รองเท้าเปื้อนหมด” สุด… สุดจริงๆ แถม ลูกน้องของไอ้หัวโจ๋ไม่กล้าแม้แต่จะเข้ามาช่วย หลังจากนั้น คนดูแลตลาดก็มาคุมตัวโจ๋กวนเมืองคนนั้นไว้  ผมกับไอ้คุณชายเลยได้กลับมานั่งได้เหมือนคนปกติ “เย็นหมดเลย… ป้าครับ เอาแบบนี้ 2 ถุง  ปาด้วยนะครับ” สงสัยจะติดใจ
“แล้วคุณเจ็บมากมั้ย”น้ำเสียงดูอ่อนหวานจังวะ “เดี๋ยวถึงโรงเเรมแล้วจะทำแผลให้ จะได้ไม่ติดเชื้อ”
“ชินแล้วคุณ แค่นี้เล็กน้อย” พอได้น้ำเต้าหู้พร้อมจ่ายเงินเสร็จสรรพ เราทั้งคู่ก็ออกเดินทางกันต่อ แต่แค่ไม่กี่อึดใจ คือตดไม่ทันหายเหม็นเลย ก็ถึงโรงแรมที่คุณชายจะพาผมมาพัก… โคตรหรู
หลังจากจอดรถ เขาก็เดินนำผมเข้าไปยัง lobby ของโรงแรม
“ผมอยากได้ห้องพักที่เข้าพักได้เลยตอนนี้ พอจะมีมั้ยครับ”
“เดี๋ยวดิฉันตรวจสอบให้นะคะ” พนักงานที่นี่สวยๆทั้งๆนั้น แต่ทำไมผมไม่ตื่นเต้นเลยวะ “ตอนนี้มีว่าง 1 ห้องค่ะ เป็นห้องเอ็กเซ็กคิวทีฟจูเนียร์สวีทเตียงคิงไซส์ค่ะ”
“ครับ” ง่ายจังวะ ไม่ถามราคาสักหน่อยไง “ ผมพัก 2 คืน”
“งั้นเดี๋ยวดิฉันทำเรื่องให้นะคะ” เมื่อการสนทนาจบลง เอาจริงๆไม่ถึง 5 นาที ก็มีพนักงานพาเราทั้งคู่ขึ้นไปยังห้องพัก เพียงแค่ก้าวไปแล้วมองเห็นบรรยากาศรอบๆตัว ก็รู้สึกง่วงขึ้นมาซะดื้อๆ
“ผมอยากได้อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ยังไงรบกวนหน่อยนะครับ” เอาจริงๆ ผมไม่เคยได้มาพักโรงแรมหรูแบบนี้ มาเที่ยวกับเพื่อน เต็มที่ก็แค่บังกะโลคืนละ 500 600 บรรยากาศสวยๆแบบนี้แทบจะไม่มีให้มอง รวมถึงที่นอน ห้องน้ำ นี่ถือว่าเป็นบุญของผมเลยนะเนี้ย
พักใหญ่ๆ พนักงานก็เดินเอาอุปกรณ์ทำแผลที่ไอ้คุณชายขอเอาไว้ขึ้นมาให้
“มานั่งนี่” เสียงเรียกผมให้ไปนั่งบนที่นอน “เดี๋ยวเช็ดคราบเลือดกับสิ่งสกปรกออกก่อน ส่วนเรื่องอาบน้ำ เดี๋ยวถ้าได้เสื้อผ้าใหม่แล้วค่อยว่ากัน” ความเป็นจริงที่ผ่านมา ผมแค่เอาน้ำเปล่ามาถูๆหน้าผมก็จบแล้ว “รอยแตกมันใหญ่เหมือนกันนะ”ทำไมเขาต้องเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ผม “แต่โชคดีที่เลือดมันหยุดแล้ว… แต่น่าจะทานข้าวลำบาก” เหมือนหัวใจผมมันจะหลุดออกมา “ไม่เจ็บใช่ป่ะ” ทำไมผมของไอ้คุณชายมันถึงหอมแบบนี้ “เสร็จแล้ว” ทำไมเป็นแบบนี้วะ “คุณจะไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะ… เดี๋ยวเรื่องที่เหลือผมจัดการให้”
“ม… ไม่เป็นไร… ผมอยากนั่งพักก่อน” ใจเต้นแรงทำไมผมต้องรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้
“แล้วแต่” ผมต้องคุยกับตัวเองให้รู้เรื่อง “คุณอิงลดา ผมจะไม่เข้า ออฟฟิศ 3 วันนะ ถ้ามีงานอะไรเร่งด่วนส่งเข้ามาอีเมลผมได้เลย” แม่งโคตรมีความเป็นผู้นำเลย “แล้วก็ฝากบอกคุณศิวะด้วยว่า ผมให้คุณศิรศักดิ์ ออกมาช่วยงานข้างนอก ส่วนเรื่องเวลางานเดี๋ยวผมจะเซ็นอนุมัติให้ทีหลัง” มันง่ายแบบนี้เลยหรอวะ “และช่วยต่อสายหาคุณ รชต หัวหน้าฝ่ายการตลาดห้างประจำของผมให้หน่อย ตอนนี้เลย” อภิสิทธิ์ต้องเยอะแค่ไหนกันถึงจะต่อสายหาคนระดับนี้ได้ “คุณ รชต ตอนนี้ผมอยู่หัวหิน ผมอยากได้เสื้อผ้าสัก 10 ชุด ที่เหมาะกับการมาพักผ่อน ผมอยากให้คุณช่วยจัดการให้ผมหน่อย  แล้วให้ร้านส่งเสื้อผ้ามาที่ โรงแรมฮิลตันหัวหิน แล้วแจ้งชื่อผม”เยดดดดดดด ขนาดเสื้อผ้ายังสั่งได้ดั่งใจขนาดนี้ “ขอบคุณมากนะครับ” อำนาจกับเงินนี่มันบันดาลให้เราได้ทุกอย่างจริงๆ “เดี๋ยวผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ”ไม่รู้ว่านี่เป็นความโชคดีของผมหรือเปล่า ที่ได้มารู้จักคนที่รวยล้นฟ้าขนาดนี้  ถ้าเป็นคนอื่น คงจะดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่ได้ แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องยากที่จะปรับตัว เพราะทั้งเพื่อน ทั้งสังคมรอบข้าง คงจะมองว่าผม แค่คนที่จะมาทำความรู้จักเพราะแค่…เขารวย
หลังจากผมอาบน้ำเสร็จ ก็เห็นไอ้คุณชายนั่งง่วนอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ แถมหน้าตาก็ดูเคร่งเครียด
“มีอะไรรึเปล่าคุณ”
พอดีชิ้นส่วนที่ส่งไปอเมริกามีปัญหา สาขาทางนู้นกำลังตรวจสอบถึงความเสียหาย” ใช่ว่าจะมีแต่ความสุขเนอะ
ตลอด 1ชม. ผมเห็นคุณชายแม่งนั่งอยู่กับความเคร่งเครียด ทำอะไรก็ลำบาก ยิ่งได้ฟังถึงค่าเงินที่จะต้องสูญเสียไประดับร้อยล้าน ถ้าเป็นผมคงตื้อไปแล้ว แต่นี่ ดูมีไหวพริบในการแก้ปัญหา แถม ท่าทางจะไปได้ด้วยดีซะด้วย
“ไหวมั้ยคุณ”
“ปวดหัวนิดหน่อย…”ผมแม่งโคตรเข้าใจโมเม้นท์แบบนี้เลย

ก๊อกๆๆ

“เดี๋ยวผมไปเปิดเอง” เป็นพนักงานที่เข็นราวเสื้อขึ้นมา
“ทางคุณ รชต ให้กระผมนำเสื้อผ้ามาส่งให้กับคุณ กฤตรินทร์น่ะครับ”
“เอาเข้ามาเลย” ซื้อปุป ซักปั้ป นี่ถ้าเป็นผมนี่ ถ้าเห่อมากๆไม่ซักหรอก ใส่เลย
หลังจากที่ส่งเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย คราวนี้ก็ถึงทีไอ้คุณชายแล้วสินะ
“ 5 ชุดนี้ของคุณ” แม่งอย่างหรู “แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเลือกมาแบบละ 2 ชุด” เสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นเสื้อเชิ้ตลำลอง กับกางเกง 5 ส่วน พร้อมกับรองเท้า หมวก และ อุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งไม่มีทางได้เงินผมแน่นอน “เดี๋ยวเปลี่ยนชุดซะ เราจะได้ออกไปทานข้าวกัน 
ตลอดทั้งวัน ไอ้คุณชายพาผมไปกินอาหารที่ผมไม่เคยกิน พาไปที่ที่ผมไม่เคยไป จนผมรู้สึกผิดที่เคยทำเรื่องแย่ๆไว้กับเขา แต่มารู้สึกตอนนี้มันก็คงจะช้าไป
“เดี๋ยวผมเป็นคนขับให้ คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” มันเป็นห่วงยังไงไม่รู้
“อืม” เราทั้งคู่ต่างแยกกันขึ้นรถ

“จอส”

เสียงใครเรียก
“รีบขึ้นรถเถอะ”

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด