[จีนโบราณ] ข้าจะขายซาลาเปา // ตอนที่ 19-21 10.07
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [จีนโบราณ] ข้าจะขายซาลาเปา // ตอนที่ 19-21 10.07  (อ่าน 1363 ครั้ง)

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
.
.

“เร็วเข้าพวกเจ้า ไยชักช้าขนาดนี้ มีอีกหลายอย่างที่ต้องเตรียมมาวางไว้ให้ข้าหยิบใช้นะ” หนิงอันชี้ไม้ชี้มือสั่งพวกบ่าวให้ขนเหล่าตะกร้ารวมทั้งไหสัตว์ทั้งหลายเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะหน้าลานการประลองแข่งขันทําอาหารอย่างแข็งขัน

ยามนี้ล่วงเข้าสู่ปลายยามเซิน (15:00-16:59น.) การประลองต่อสู้ในวันแรกสิ้นสุดไปแล้ว โดยที่หยางหลงผ่านเข้าไปใน 100 คนสุดท้ายได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเพื่อจัดการฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เวลาหลังจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาสําหรับงานเทศกาลยามเย็นและมีเวทีประลองให้ผู้เดินงามร่วมเข้าชมตามแต่ใจต้องการอีกสองอย่าง คือการดนตรีร่ายรํา และการประลองทําอาหารซึ่งมีหนิงอันและซื่อหมิงเป็นผู้แข่งขันเปิดเวที ใช้เวลาครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ก่อนที่การแข่งขันโดยผู้ทําอาหารตัวจริงมาแข่งหลังจากนั้น

“ของเยอะแยะมากมายเช่นนั้น เจ้าคิดว่ากรรมการจะเพิ่มคะแนนให้เจ้าโดยนับจากของที่ใส่หรือ” ซื่อหมิงเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ มอง กวาดสายตาไปทั่วบริเวณของอีกฝ่ายแล้วจึงยิ้มเยาะออกมา

“ครานี้พวกเราคงจะชนะโดยมิต้องเสียเหงื่อมากมายแล้วล่ะ” ซื่อหมิงหันไปหัวเราะกับพวกบ่าวรับใช้ หนิงอันที่ยืนกอดอกกํากับบ่าวอยู่จึงปรายสายตาไปมองกลับอีกฝ่ายเช่นกัน

“คนบางคนช่างกล้ามั่นอกมั่นใจ งานการในครัวมีหรือว่าจะเคยจับ แยกมีดแล่เนื้อกับมีดที่ใช้สับเนื้อชิ้นใหญ่ได้หรือเปล่ายังมิรู้ เนื้อไก่เนื้อหมูก็ยังแยกไม่ออกเลยกระมัง ผักผลไม้ชื่อเรียกว่าอะไรก็คงคร้านจะจํา หยิบใส่ปากไม่เหม็นเปรี้ยวเช่นนั้นคงพอ สูตรอาหารก็มีหรือจะคิดเองได้คงจะไปขี้โกงหามาอย่างหน้าไม่อาย ยังมีหน้ามาหัวเราะเสียงแหลมน่าเกลียดปานเสียงหมูร้องเช่นนี้อีก!”

หนิงอันกล่าวเหยียดยาวไม่แม้จะหยุดหายใจ กล่าวเสร็จแล้วถึงได้สูดอากาศเข้าหนึ่งทีแรงๆ บ่าวสนิททั้งสองต้องวิ่งถลามาพัดวีให้ด้วยกลัวอากาศแถวนั้นไม่พอให้คุณชายหายใจ และด้วยเสียงที่ดังลั่นไปทั่วบริเวณ จึงได้ยินเสียงหัวเราะของผู้คนที่มาเฝ้าดูมโหรสพ (?) นี้อย่างครื้นเครง

“เจ้า! ...ข้าฝาก…”

“ข้าฝากไว้ก่อนเถอะ! ฝากๆๆๆ ฝากมาร้อยอย่างพันอย่างจนเรือนข้ามิมีที่เก็บแล้ว ดังนั้นเงียบปากเจ้าไปแล้วแสดงน้ำยาเจ้าให้ข้าดูดีกว่าเจ้าเสียงหมู!” หนิงอันขัดก่อนที่ซื่อหมิงจะกล่าวประโยคประจําตนออกมา เสร็จแล้วก็ตวัดชายเสื้อหันหลังให้ไม่ใคร่มองใบหน้าบูดเบี้ยวน้ำลายฟูมปากของซื่อหมิงต่อ

คุณชายขอรับ ข้าน้อยขอคารวะ


ลี่หยางซิงเทียนนึกอยากปรบมือให้คุณชายของตน…



ล่วงเข้าสู่ยามโหย่ว (17:00-18:59น.) การประลองทําอาหารของสองคุณชายใหญ่จึงเริ่มขึ้น เหล่าชาวบ้านเริ่มมุงเข้ามาดูการแข่งขันนี้อย่างสนอกสนใจ ด้วยชื่อเสียงของทั้งสองฝ่ายขจรไกลมีหรือผู้คนจะไม่รู้จัก เหตุนี้บริเวณการแข่งขันจึงแน่นขนัด จนหยางหลงที่ตามมาในยามหลังต้องเบียดเสียดให้เข้าไปข้างในให้ได้

มินึกเลยว่าเมื่อมาถึงด้านหน้าแล้วจะพบเจอกับเรื่องสยดสยองสายตาถึงเพียงนี้

“กรี๊ดดดดดดดดด ท่านแม่เจ้าขา นั่นตัวอะไรเจ้าคะ!!” คุณหนูน้อยผู้หนึ่งกรีดร้องเสียงดังลั่นเมื่อลี่หยางเปิดที่ครอบไหออก ยามนั้นสัตว์ตัวเล็กสีเขียวคล้ำสี่ขาจึงกระโดดออกมา แถมมุ่งหน้ามาทางตนอย่างน่าเกรงกลัว ลี่หยางที่เห็นเช่นนั้นจึงปิดไหไว้ตามเดิมแล้วตามจับกบตัวนั้น แต่ก็มิทันการณ์ คว้าได้เพียงอากาศแล้วล้มคลุกฝุ่นลงไป ส่วนเจ้ากบก็กระโดดไปทางคนดูกลุ่มหนึ่งแล้ว

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด”

“ว๊ากกกกกกกกกกกกกก”

เสียงร้องโหยหวนของผู้คนพร้อมกลุ่มที่แตกฮือเรียกให้ผู้คนเดินผ่านไปมาต้องหยุดมอง ครั้นเห็นเด็กชายผู้หนึ่งกําลังไล่ตะครุบกบน้อยแล้วพลันขาแข็งค้าง มิเพียงเท่านั้น ยามที่อีกฝ่ายจับสัตว์ตัวน้อยได้แล้วก็จับบีบเอาไว้เสียจนเห็นตาของสัตว์ถลนเบิกกว้างน่าสยดสยองยิ่ง

“คะ คุณชายขอรับ ทําเช่นไรดีขอรับ!” ลี่หยางคล้ายอยากเป็นลม หลับตากําตัวกบตัวลื่นเมือกเต็มแรง

“เจ้าก็เอามาสับเสียสิ! เร็วเข้าด้วย จะได้มาช่วยข้าสับเป็ดนี่ด้วย” หนิงอันตะโกนเร่งบ่าว มือก็เงื้อมีดเล่มใหญ่ขึ้นสูงก่อนจะลดมีดลงเพื่อสับเป็ดต้มที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเขียง

ปึก!

“ว๊ากกกกก” หัวเป็ดลอยละลิ่วไปตกบนหัวของผู้ชมผู้หนึ่ง ผู้คนรอบข้างแตกฮือออกไปอีกรอบพลางมองผู้ดวงดี (?) ด้วยสายตาเข้าอกเข้าใจ

ทางด้านของซื่อหมิงที่จ้องมองสถานการณ์อันน่าสยองของศัตรูแล้วก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ตวัดมือสั่งให้บ่าวเปิดไหฝั่งของตนออกบ้าง

“กลิ่นนี่มัน! เหม็นอะไรเยี่ยงนี้!” ไหที่บ่าวของซื่อหมิงเปิดนั้นก็คือไหปลาเค็มหมักดองกว่าครึ่งปี กลิ่นลอยฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่เสียจนบางคนแทบอาเจียนออกมา

“กรี๊ดดดดด นั่นหนอนใช่หรือไม่เจ้าค่ะท่านแม่”

“มะ มีหนอนออกมาด้วย!!!”

ซื่อหมิงมิคิดว่ากลิ่นมันจะรุนแรงถึงขนาดนี้ หน้าตาหรือก็แปลกพิกลหนําซ้ำยังมีหนอนตัวน้อยๆ ไต่อยู่เต็มไปหมด แต่เมื่อมาถึงยามนี้แล้วจะถอยกลับก็มิได้เด็ดขาด กลั้นลมหายใจของตนเสียจนหน้าเขียว แต่ยังทําเป็นสงบไว้ท่าทีโดยการตักเอาน้ำหมักดองของปลาออกมาผสมกับไข่และนมวัวที่เตรียมเอามาทําไส้หวานสูตรพิเศษที่สืบมาจากหนิงอัน ส่วนเหล่าหนอนน้อยที่ติดมาด้วยก็สั่งให้บ่าวหยิบออกทีละตัวๆ

กลิ่นเหม็นที่ลอยฟุ้งมากับอากาศทําให้หนิงอันหรี่ตามองอีกฝ่าย

นี่เจ้าเชื่อข้าจริงๆ งั้นหรือ! เจ้าหมูโง่ไร้สมอง!

“ลี่หยาง เอาปลาไหลออกมา!” หนิงอันจําต้องแสดงให้ซื่อหมิงเห็นถึงการทําครัวที่แท้จริง สั่งให้บ่าวที่มาทําหน้าที่ผู้ช่วยเปิดอีกไหออกมา

“ขะ ขอรับ” ลี่หยางตัวเปรอะเปรื้อนด้วยดินและน้ำเมือกเหม็น กลั้นใจหลับตาหยิบเอาปลาไหลในไหออกมา

จับหัวและหางปลาไว้ด้วยสองมือ ก่อนจะวางลงบนเขียงใหญ่ที่คุณชายตั้งท่าเงื้อมีดขึ้นสูงรออยู่

“คุณชายขอรับ ระวังมือบ่าวด้วย!!” ลี่หยางคล้ายคนสิ้นหวัง กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาคล้ายสั่งเสียครั้งสุดท้าย

“จะกลัวไปไย เอาล่ะ ข้าจะสับแล้วนะ!” หนิงอันตะโกนลั่น ลดมีดใบใหญ่ลงมา ลี่หยางนึกกลัวว่าต้องพิกลพิการขาดมือไปจึงได้ปล่อยมือในชั่วเวลาที่คุณชายสับมีดลงมา

ปึก!!

“กรี๊ดดดดด ท่านแม่เจ้าขา!!!” หัวนั้นลอยไปทางหนึ่ง ส่วนหางลอยไปตกอยู่บนพื้นอีกด้าน ดีดดิ้นก่อนแน่นิ่งสงบไปตรงหน้าของคุณหนูน้อยผู้เดิมที่ถูกเจ้ากบกระโดดใส่

“แย่ละ ไปตามเก็บเร็วเข้าลี่หยาง”

“ขอรับคุณชาย”

“เสร็จแล้วก็ปล่อยกิ้งก่าออกมา ข้าจะสับมัน!”

“ขอรับ…” ลี่หยางรับคําด้วยน้ำตานองใบหน้า…



หนึ่งชั่วยามของความสยดสยองผ่านพ้นไป ทั้งสองฝ่ายจึงยกอาหารของตนมาจัดวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเหล่ากรรมการที่ผ้าเช็ดหน้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ (แน่นอนว่ามิใช่เพราะร้อน) เหล่าผู้คนที่มาเฝ้าชมการประลองส่งสายตาเห็นอกเห็นใจให้บรรดากรรมการเมื่อเห็นบรรดาอาหารหน้าตาแปลกประหลาดที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ

“นะ นี่ ซาลาเปาแน่หรือซื่อหมิง” เหลียนหลี่เซิงเอ่ยถามบุตรชายของตนด้วยสีหน้ามิใคร่มั่นใจในชื่อของอาหารนัก

“ใช่ขอรับท่านพ่อ” ซื่อหมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจ แม้กลิ่นที่ลอยออกมาจะแปลกไปบ้างแต่ก็มิได้ลดทอนความเชื่อใจในรสชาติที่ตนปรุงขึ้น

“ไยกลิ่นเหม็นเน่าเช่นนี้ เจ้าใช้เนื้อบูดหรือ” เหลียนหลี่เซิงยังมิกล้ายกขึ้นมาชิมให้คะแนน แม้เป็นบุตรชายของตนแต่ในใจนั้นไม่มีแม้แต่ความเชื่อใจสักส่วน

“ท่านพ่อลองลิ้มรสก่อนขอรับ นี่เป็นสูตรพิเศษที่ลูกได้มาเลยนะขอรับ”

“กินได้แน่หรือ” เหลียนหลี่เซิงจ้องมองก้อนแป้งสีคล้ำ รูปทรงบิดๆ เบี้ยวๆ หนาซ้ำกลิ่นเหม็นที่ลอยออกมาก็เหม็นเสียจนต้องเบือนหน้าหนี ครั้นหันมองอีกหนึ่งตะกร้าก็เห็นก้อนแป้งรูปทรงประหลาดไม่ต่างกันแต่มีสีแดงๆ แหลมๆ ทะลุออกมาจากข้างใน

นั่นพริกใช่หรือไม่?

“แน่นอนขอรับ”

หนิงอันได้ยินซื่อหมิงบอกแก่บิดาของตนแล้วจึงแค่นยิ้มหัวเราะ เจ้าแป้งสีคล้ำเช่นนั้น แลกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนเยี่ยงนี้ ยังกล้ากล่าวว่าเป็นซาลาเปาได้อีกหรือ!

“หนิงอัน…สิ่งนี้คือ…เจ้า! นี่เจ้าใส่มะนาวไปทั้งลูกเลยหรือ? ไยไม่บีบเอาน้ำของมันเฉยๆ เล่า” เสียงของหวังช่างหลิวเรียกให้หนิงอันต้องหันใบหน้ากลับมามองบิดาของตน เมื่อเห็นว่าบิดาตักเอามะนาวขึ้นมาดูจึงพยักหน้าตอบรับคําถามนั้น

“เช่นนั้นจะมีสีเขียวได้อย่างไรขอรับท่านพ่อ”

“แล้วเจ้าสิ่งนี้คือ…” ช่างหลิวทิ้งมะนาวทั้งลูกกลับลงไปในชามดังเดิม น้ำในถ้วยกระฉอกออกโดนใบหน้าบางส่วนจนได้กลิ่นพิลึกพิลั่น ตัดสินใจปาดทิ้งอย่างรวดเร็ว ก่อนคว้านตักเอาชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอีก

“นั่นคือกล้วยขอรับ คราแรกลูกนึกว่าหากต้มแล้วจะยังคงสีเหลืองเอาไว้ มินึกว่าจะออกมาสีคล้ำเช่นนี้” หนิงอันอ้อมแอ้มตอบ นึกเสียใจที่ตนมิเอาเปลือกใส่ลงไปด้วย ซุปสายรุ้งของตนจึงขาดสีสันของสีเหลืองไป

“เจ้าใส่อะไรลงไปต้มบ้างหรือ”

“มีมะนาวกับกล้วยที่ท่านพ่อหาเจอเมื่อสักครู่ แล้วก็มะละกอสุก มะเขือสุก มันสีม่วง ดอกบัวสีม่วง และก็มะเขือยาวสีม่วงขอรับ” หนิงอันตอบน้ำเสียงฉะฉาน มั่นอกมั่นใจยิ่งนัก

หวังช่างหลิวคล้ายจะเป็นลม นึกยอมแพ้จะหาส่วนผสมอื่นๆ ในซุปแปลกประหลาดของบุตรชายตนอีก จึงหันไปเปิดฝาครอบอาหารอีกจาน

!!!

“สะ สิ่งนี้คือ…” ลมหายใจของชายวัยกลางคนสะดุดลง เมื่อมองเห็นขาของสิ่งมีชีวิตบางอย่างปักอยู่บนสุดของจาน

“ผัดสารพัดสรรพสัตว์ขอรับ ลูกใส่เนื้อไก่ หมู เป็ด ปลาไหล กบ และที่ท่านพ่อเห็นอยู่นั้นคือขาของกิ้งก่า พอดีว่าลูกจับมันไว้ไม่ทัน ก็…ก็เลย ใช้เท้าเหยียบมันไว้แต่ไม่ทันการณ์ เหลือแต่ขาของมันที่หลุดออกมา เลยนํามาประดับตกแต่งจาน ส่วนเนื้อชนิดอื่นๆ ก็เอามาผัดคลุกเคล้าด้วยกัน น่าทานใช่หรือไม่ขอรับท่านพ่อ”

เหล่ากรรมการที่เฝ้ามองอยู่นึกอยากร้องไห้ขึ้นมาครามครัน





***********



มีแม่ๆ คนไหนอยากชิมอาหารของน้องมั้ยคะะะะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕



ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
นะ นี่ มัน อ๋ออออ แข่งทำอาหารพิศดารสินะ *มือตบหน้าผากหนึ่งที* จะร้องไห้แทนกรรมการ ต้องซื้อยาแก้ท้องเสียไว้ไหม 555555

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

คุณหนูตระกูลลี่ (1)



เรื่องราวหลังจากการประลองทําอาหารนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดีมิมีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เว้นเสียแต่ท่านผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ใจกล้าพอจะชิมอาหารของทั้งสองคุณชาย แต่ภายหลังจําต้องเรียกหมอประจําตระกูลไปเฝ้าไข้ดูแลตลอดทั้งคืนด้วยท้องเสียอย่างมิรู้สาเหตุ

กรรมการผู้อื่นอันประกอบไปด้วยประมุขของตระกูลเหลียนและประมุขตระกูลหวัง รวมทั้งท่านอาวุโสอีกสองท่าน ได้กล่าวปฏิเสธอาหารของทั้งสองอย่างมิไว้หน้า อย่าว่าแต่ตักขึ้นชิมเลย บางท่านนั้นไม่แม้แต่จะขอสูดดมกลิ่นเสียด้วยซ้ำ

ครั้นหนิงอันกับซื่อหมิงเอ่ยประท้วงคล้ายจะมิยอมที่ผลออกมาเช่นนี้ เตรียมออกอาการอาละวาดขอความเป็นธรรมให้แก่ตน ซื่อหลานที่เฝ้ามองการประลองมาตั้งแต่ต้นก็ถือวิสาสะออกปากออกมาว่าให้ทั้งสองเป็นผู้ชิมอาหารของอีกฝ่ายแล้วให้คะแนนกันเอง ยามนั้นเองที่สองสหายรัก (?) ได้คลายสีหน้าบูดบึ้งลงและยอมแยกย้ายกันแต่โดยดี

หากแต่ภายหลังจากนั้นได้เกิดข่าวลือเรื่องที่คุณชายหวังหนิงอันชอบทําการทารุณกรรมสัตว์และคุณชายเหลียนซื่อหมิงนิยมชมชอบอาหารกลิ่นเหม็นเค็ม แพร่หลายออกไปอีกสองข่าว ผู้คนต้องพูดถึงกันไปทั่วทั้งงาน นับว่าเป็นสีสันอีกอย่างให้งานเทศกาลในครั้งนี้มากนัก

วันที่สองของเทศกาลไม่ได้มีสิ่งน่าสนใจใดๆ ให้หนิงอันได้ออกมาไปเที่ยวชม ด้วยว่างานก็จัดคล้ายกันเสียทุกปี ชาติก่อนนั้นตนก็ออกเที่ยวเล่นจนรู้หมดทุกหนทุกแห่งแล้ว ยามนี้จึงได้มานั่งโบกพัดอยู่ในร้านของตนด้วยใบหน้าแต้มรอยยิ้มกว้างที่ซาลาเปาขายดิบขายดีถึงเพียงนี้ แต่ก็นึกแปลกใจอยู่นักที่ลูกค้าบางรายเอ่ยปากถามว่าใช้เนื้อสัตว์ชนิดใดทําไส้ ในเมื่อตนก็เขียนป้ายประกาศอยู่หน้าร้านอย่างดิบดีว่าซาลาเปาไส้หมู

สงสัยคนต่างเมืองอ่านหนังสือไม่ค่อยออกล่ะมั้ง

“พวกเจ้าว่าข้าทําอาหารมาขายในร้านเพิ่มดีหรือเปล่า ตอนนี้กําไรที่ได้มายังน้อยนิดไม่พอไปจ้างอาจารย์มาสอนข้าได้ในเร็ววันแน่” หนิงอันถามโดยมิได้เจาะจงให้ผู้ใดตอบ ลี่หยาง ซิงเทียน ซื่อหยุ่น รวมทั้งบ่าวอีกสามคนจึงได้แต่มองหน้ากันไปมา

“ฝีมือข้านับวันก็ยิ่งพัฒนา สมองก็ดีถึงขั้นคิดค้นสูตรใหม่ๆ ได้แล้ว ลองทําอย่างอื่นมาน่าจะขายดียิ่งกว่าเดิม” เจ้าของร้านยังกล่าวต่อมิได้สังเกตเห็นสีหน้ากลืนมิเข้าคลายมิออกของคนในร้านสักนิด

“ทําไมพวกเจ้าไม่ตอบ ไม่เห็นด้วยอย่างนั้นหรือ” พอเงียบงั้นไร้เสียงตอบรับนานจนเกินไป หนิงอันก็หันมาไล่เรียงสายตาจับจ้องทีละคนอย่างสงสัย เห็นบ่าวก้มหน้าก้มตากันอยู่เลยตีพัดในมือไปที่หัวของลี่หยางเบาๆ

“ตอบข้าสิ!”

ไฉนบุญมักหล่นทับที่ข้าผู้เดียวเช่นนี้เล่า

ลี่หยางโอดครวญในใจ เงยหน้ามองเจ้านายตัวน้อยๆ ของตน

“บ่าวว่าถ้าจะทําของอย่างอื่นเพิ่มก็ต้องเพิ่มทุนเข้าไปอีก เช่นนั้นกําไรที่ได้มาในช่วงนี้จะไม่หมดไปหรือขอรับคุณชาย”

“เช่นนั้นหรือ” หนิงอันหรี่ตามองผู้พูดด้วยยังไม่เชื่อในคํากล่าวนั้น

“อีกทั้งที่ทางในร้านก็ยังไม่ใหญ่พอ หากมีรายการอาหารมากขึ้นแล้วโต๊ะมิเพียงพอรองรับลูกค้า จะเกิดผลเสียได้นะขอรับ”

เมื่อเห็นว่าคนสนิทคัดค้านอย่างมีหลักการ หนิงอันจึงเก็บเขี้ยวเล็บของตนเข้าไปไม่ให้ออกมาวาดลวดลายใส่บ่าว ก่อนจะถอนหายใจอย่างนึกเบื่อหน่าย

“แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้ศึกษาตํารากันเล่า”

“ขอให้ท่านหยางหลงมาช่วยดีหรือไม่ขอรับ” ซิงเทียนเสนอแนะบ้างด้วยเห็นใจคุณชายของตน ตระกูลร่ำรวยมีเงินสูงเทียมเรือน ยังจําต้องมาทํางานหาเงินเล่าเรียนเองอีกเช่นนี้

“ท่านพี่น่ะหรือ ไม่สิ ท่านหยางหลงน่ะไม่ว่างมาสั่งสอนข้าหรอก”

“ทําไมล่ะขอรับ” ซิงเทียนมิใคร่เข้าใจ ด้วยการฝึกในโรงฝึกต่อสู้ในแต่ละวันก็มิได้กินเวลายาวนานเสียจนไม่ได้หยุดพัก ตกเย็นย่ำค่ำผู้คนในโรงฝึกก็แยกย้ายกันพักผ่อนได้แล้ว

“เดี๋ยวอีกหน่อยท่านผู้นั้นก็จะไปสอบเป็นผู้ตรวจตราเมืองแล้ว ย่อมไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่นๆ หรอก”

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไปสอบผู้ตรวจตราเมือง”

“ท่านหยางหลง” หนิงอันหันไปมองผู้มาเยือนร้านอย่างนึกตกใจ ไยชาตินี้มักโผล่มาทําให้ตนตกใจบ่อยถึงเพียงนี้

“มิเรียกท่านพี่อีกหรือ?” หยางหลงถือวิสาสะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามน้องชาย มองใบหน้าแสดงความฉงนสงสัยแล้วอดจะยกยิ้มขึ้นมามิได้

“ท่านยอมให้ข้าเรียกที่ไหนกัน”

“ช่วงนี้เจ้าชอบพูดงึมงําอยู่ในลําคอรึ?”

“ช่างข้าเถอะ ‘ท่านหยางหลง’ มีธุระอะไรที่นี่กันเล่า” หนิงอันนั่งตัวตรง จ้องสบตาอย่างไม่เกรงกลัว อีกทั้งพยายามมิสนใจรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าอีกฝ่ายให้มากไปนัก

“ ‘พี่’ เพิ่งเสร็จธุระกับท่านช่างหลิวเลยแวะมาเยี่ยมดูร้านของเจ้าเสียหน่อย พอมาถึงก็ได้ยินเจ้าเอ่ยถึงตัวเองอยู่ นึกสงสัยว่าเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไปสอบเป็นผู้ตรวจตราเมือง”

หนิงอันได้ยินคําถามที่ทําเป็นลืมไปแล้วในตอนแรกซ้ำอีกครั้งก็ขยับตัวยุกยิก

จะบอกได้เยี่ยงไรเล่าว่าข้ารู้มาจากชาติก่อนน่ะ!

“ตอนนี้ข้าเพียงคิดแผนการนั้นไว้ ยังไม่ได้เอ่ยปากกับใครเลยด้วยซ้ำ แล้วไยเจ้าถึงรู้?” สําทับไปอีกหนึ่งครา ดวงตาก็จ้องมองไปว่าผู้น้องจะตอบสิ่งใดกลับมา หากแต่คนถูกจ้องก็ยังมิเปิดปากตอบสิ่งใดกลับ ยกไม้ยกมือสั่งให้บ่าวจัดของขึ้นโต๊ะเป็นพัลวัน

“ว่าอย่างไร”

“ก็มิใช่เรื่องคาดเดาได้ยากอะไร” เมื่อหลีกเลี่ยงแลยังหาคําตอบอื่นมิได้ จึงได้แต่ตอบอย่างขอไปทีเช่นนั้น

“เจ้าคาดเดาเก่งถึงเพียงนี้?” ผู้ถามย้ำขมวดคิ้ว หรี่ตามองอีกฝ่ายที่แสดงท่าทางพิรุธเสียจนตนต้องก้มหน้าลงไปจ้องมองให้ใกล้กว่าเดิม

หนิงอันผงะกายออกห่าง ดวงตาเรียวกลอกมองไปรอบด้านเพื่อหาตัวช่วยให้ตน

นั่นไง! ลี่หยาง…เจ้าทําดีนัก กลับเรือนไปข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!

“ซะ ซาลาเปาข้าหอมใช่หรือไม่ กินเสียตอนร้อนๆ เถอะ” ด้วยรีบร้อนหาหนทางหนีจากการสอบสวน มิทันได้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อน ครั้นซาลาเปาถูกจัดวางลงแล้วเสร็จจึงหยิบมันออกมาบิครึ่งหนึ่ง แล้วรีบหยิบยัดใส่เข้าปากให้ผู้เป็นพี่ที่ก้มหน้าลงมาอยู่พอดีโดยมิได้รอให้คลายร้อนเสียก่อน

“แค่กๆๆ” ผู้ถูกป้อนไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ได้ลิ้มชิมความอร่อยเสียจนปากแลลิ้นพอง

หนิงอันตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อรู้สติว่าตนทําสิ่งใดลงไป มือเล็กจึงรีบร้อนส่งถ้วยชาไปป้อนให้ถึงปากผู้เป็นพี่

“ท่านดื่มน้ำชา…หวา!!”

!!!

ด้วยอาการลุกลนลานของผู้เสนอความช่วยเหลือ ถ้วยชาร้อนๆ ได้ร่วงหลุดมือตกลงไปบนตักกว้างของผู้พี่

…ท่ามกลางสายตาของทุกผู้ทุกคนที่เฝ้ามองอยู่

“คุณชาย!!” ลี่หยางนึกอยากแหกปากร้องออกมา ตกตะลึงที่คุณชายของตนป้อนซาลาเปาร้อนๆ ให้ท่านหยางหลงมิพอ ยังจะต้องมาเป็นพยานเห็นตอนคุณชายสาดน้ำชาร้อนๆ ใส่…เอ่อ…ถูกร่างกายของท่านหยางหลงอีก!

แล้วทําตกตรงที่อื่นมิได้หรือขอรับคุณชาย ฮืออออ

หยางหลงสะดุ้งลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่ง น้ำชาร้อนซึมลงไปถึงผิวหนังจนต้องกัดฟันข่มความร้อนที่กําลังซึมผ่านเนื้อผ้ามาลวกผิวเนื้ออ่อนของตนอยู่

“ทะ ท่าน ข้าๆๆ ข้ามิได้ตั้งใจ! ลี่หยางซิงเทียน ใครก็ได้เอาถังน้ำมาให้ข้าเร็วเข้า” หนิงอันสะดุ้งตัวขึ้นยืนตาม ปากร้องโวยวายลั่นร้าน มือไม้ก็สาละวนปัดป้องไปยังที่ตนทําน้ำชาร้อนหกใส่อย่างหลงลืมว่ามันเป็นส่วนกลางร่างกายของผู้พี่ หยางหลงจําต้องคอยจับไว้ไม่ให้มือทั้งสองของน้องซุกซน (?) ไปมากกว่านี้

หนิงอันหยุดมือของตนลงด้วยคิดได้ว่ามิควรไปยุ่มย่ามมากนัก แต่ก็ยังคงจดจ้องมองวงน้ำที่ขยายกว้างอยู่บนเสื้อของอีกฝ่าย เห็นแล้วก็นึกอยากจะร่ำไห้ แค่ตนโดนละอองน้ำชาที่กระเด็นมาใส่ตรงหลังมือก็ร้อนถึงเพียงนี้แล้ว แล้วท่านหยางหลงเล่า

จะเอ่ยปากถามไถ่อาการเสียหน่อย เสียงดังลั่นของบ่าวตัวน้อยก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“คุณชายหลบไปขอรับ!”

“ได้ถังน้ำแล้ว…”

ซ่า!!!

“ซะ ซิงเทียนน้องข้า” ไยเจ้าสาดน้ำไปทั้งถังเยี่ยงนั้นเล่า

ลี่หยางนิ่งค้างไป มิกล้าหันไปสบตาเจ้านายทั้งสองคน…



หนิงอันกับหยางหลงจําต้องไปอาบน้ำผลัดเสื้อผ้ากันที่โรงเตี๊ยมของตระกูลโดยเร็วด่วน เนื้อตัวที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำจากฝีมือของบ่าวเด็กน้อยทําให้ชาวบ้านชาวจับตามองไปตลอดทางที่ขี่ม้าผ่าน

ซิงเทียนผู้เป็นตัวการได้แต่คุกเข่าก้มหัวจรดพื้นอยู่หน้าร้าน ผู้ใดไปห้ามก็มิหยุด จนลี่หยางต้องกระซิบบอกว่าหากทําต่อชื่อเสียงของคุณชายหนิงอันจะขจรไกลไปมากกว่าเดิม ยามนั้นซิงเทียนจึงได้ลุกขึ้นเดินกลับเข้าร้านอย่างเงียบงัน

“เจ้าเข้าไปผลัดเสื้อผ้าเสียก่อนเถอะ” หยางหลงดันหลังของผู้น้องให้เข้าไปหลังฉากกั้น ส่วนตนยินยอมจะรอให้อีกฝ่ายผลัดเปลี่ยนให้เรียบร้อยก่อนแม้เสื้อผ้าของตนจะเปียกมากกว่าหลายส่วน

“ท่านนั่นแหละเข้าไปก่อน แขนเสื้อเปียกแค่นี้มิทําให้ข้าไม่สบายหรอก” หนิงอันพลิกกายหลบ มือเล็กดันไหล่ผู้พี่ให้ออกเดินไปข้างหน้า

ด้วยเพราะเป็นยามเทศกาลทําให้ห้องในโรงเตี๊ยมขาดแคลนหนัก ยามนี้จึงเหลือเพียงห้องเดียวที่ปล่อยให้ว่างไว้สําหรับเหตุเร่งด่วน แม้จําต้องสลับกันใช้อ่างอาบน้ำ แต่ก็ย่อมดีกว่าไม่มีที่ให้ใช้ ดีกว่าต้องฝ่าผู้คนมากมายกลับไปยังจวนที่ไกลกว่าที่นี่มาก

“ข้าแข็งแรงกว่า” หยางหลงยังไม่ยินยอม หันมามองน้องชายที่ใบหน้าเปียกไปเสียครึ่งแถบ เส้นผมที่แนบลู่มาตามใบหน้ายังมีน้ำหยดลงมาไม่ขาดสาย

“ถ้าท่านยังยืนขาแข็งอยู่อย่างนี้ ข้าก็จะไม่เข้าไปเปลี่ยนเช่นกัน ยืนอยู่อย่างนี้ทั้งวันก็ย่อมได้ แต่ถ้าพรุ่งนี้ท่านไม่สบายจนต้องสละสิทธิ์การแข่งประลองไปก็ถือว่าไม่ใช่ความผิดของข้าหรือบ่าวของข้าด้วย” หนิงอันกอดอกจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างคล้ายคนกําลังเกิดอาการแง่งอน ร่ายยาวจนลืมมองว่าอีกฝ่ายจ้องมองตนด้วยแววตาแบบใด

“ดื้อดึงเสียจริง” หยางหลงกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหันกายมุ่งตรงไปยังฉากกั้น ปิดซ่อนรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าตนไม่ให้อีกฝ่ายทันได้เห็น

ใช้เวลาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากันไม่นานทั้งพี่และน้องต่างสายเลือดก็ออกมาจัดการผมเผ้าให้ตนเอง บรรดาคนงานทั้งชายหญิงในโรงเตี๊ยมก็ต่างวุ่นวายกับลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามากันอยู่ ทั้งสองจึงกล่าวปฏิเสธการช่วยเหลือไปตั้งแต่ต้นแล้ว ยามนี้หนิงอันจึงงัดแงะแกะผ้าที่ผมของตนอยู่อย่างทุกลักทุเล

“หยุดมือเสียก่อนที่ผมจะร่วงหล่นหมดหัวเถอะเสี่ยวอัน” หยางหลงเดินเข้ามายืนซ้อนหลังผู้เป็นน้อง ใช้มือของตนคว้าเอามือที่กําลังสาละวนวุ่นวายอยู่ของหนิงอันให้หยุดลง ก่อนดึงปมผ้าที่รัดพันกันอยู่กับผมออกอย่างเบามือ

“ลําบากท่านแล้ว” คนกล่าววาจานั่งนิ่ง ไม่กล้าจ้องมองไปยังกระจกตรงหน้า หลับตาลงด้วยต้องการซึมซับความอบอุ่นที่ตนเคยโหยหาเมื่อครั้งอดีต

ในใจนั้นใคร่รู้กับคําถามเดิมๆ ที่วนเวียนซ้ำมาอีกคราว่าเหตุใดชาตินี้หยางหลงถึงได้ดีกับตนถึงเพียงนี้

เป็นเพราะความสงสาร? หรือความรักใคร่เอ็นดูในฐานะน้องกันเล่า?

“เจ้ายังไม่ตอบคําถามของข้า ไยถึงรู้ว่าข้าอยากเป็นผู้ตรวจตราเมือง” หยางหลงเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป จึงเริ่มต้นสนทนาด้วยก่อน

มิรู้ว่าเหตุใดถึงอยากได้ยินเสียงของหนิงอันนัก

“อย่างที่บอกท่านไปแล้ว ข้าแค่เพียงคาดเดาเท่านั้น เห็นท่านมุ่งมั่นในการต่อสู้ถึงเพียงนี้ มีหรือจะไม่อยากรับใช้แผ่นดิน” ผู้ถูกถามยุติความคิดวุ่นวายของตน ลืมตาขึ้นมาตอบคําถาม

“แล้วก็เห็นว่าท่านเองก็เหมาะสมในหน้าที่การงานเช่นนี้ด้วย” เสริมไปอีกหนึ่งเหตุผลด้วยกลัวอีกฝ่ายไม่เชื่อ แต่ครั้นไม่ได้ยินคําถามอื่นเพิ่มเติมจึงได้ลอบถอนหายใจออกมา

“อย่างนั้นหรอกรึ” ไยหยางหลงจะไม่เห็นว่าอีกฝ่ายลอบถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขัดอะไรเพียงยกยิ้มเอ็นดูให้ท่าทางของน้องชายเท่านั้น

“ไม่อย่างนี้จะเป็นอย่างไหนกัน”

“เเล้วพรุ่งนี้เจ้าจะเข้าร่วมชมการประลองหรือไม่” หยางหลงไม่ได้ถกเถียงกับประเด็นเดิม กลับเปลี่ยนเรื่องสนทนามิมีช่วงให้นิ่งเงียบอึดอัดใจ

เมื่อนั้นเองหนิงอันจึงยอมเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับผู้พี่ผ่านทางกระจก

“ข้ายังไม่แน่ใจ”

“เจ้าจะไม่ไปให้กําลังใจพี่หรือ?” ผู้ถามสบตาตอบ ก่อนใช้นิ้วเกี่ยวผมกลุ่มหนึ่งของน้องขึ้นมาพินิจดู ครั้นไม่เห็นว่ามีเส้นใดเกี่ยวพันกันแล้วก็ปล่อยให้เส้นผมตกลงไปไล้ใบหน้างามของเจ้าของตามเดิม

หนิงอันยังมิได้โต้ตอบกลับด้วยไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ยินคําถามเช่นนี้ออกมาจากปากของหยางหลงเอง ดวงตาเรียวคอยจับจ้องที่การกระทําแสนอ่อนโยนนั้นผ่านกระจกไม่วางสายตา เห็นอีกฝ่ายค่อยๆ ใช้หวีไม้สางผมให้ตนอย่างทะนุถนอมแล้วก็ได้แต่กลั้นเก็บรอยยิ้มเอาไว้

ก่อนเอ่ยหยอกเย้าที่เมื่อก่อนไม่มีโอกาสได้ทําดังเช่นตอนนี้

“ท่านเก่งกาจขนาดนี้ ยังต้องการกําลังใจอะไรอีกเล่า”

“มีย่อมดีกว่าไม่มีมิใช่รึ” หยางหลงเองก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว มิได้ชะงักหยุดการกระทําใดๆ กับคําถามเย้าแหย่ของน้อง

“อย่างนั้นหรอกรึ” ทวนคําของอีกฝ่ายที่เคยพูดกับตนเอาไว้เมื่อไม่ถึงหนึ่งเค่อก่อน

“ไม่อย่างนี้จะเป็นอย่างไหนกัน” หยางหลงใช้คําตอบเช่นเดียวกันกับที่หนิงอันเคยพูดกับตน หากแต่มิได้หยุดเพียงเท่านั้น

“วันแรกผ่านพ้นไปด้วยดีก็เพราะคําอวยพรของเจ้า”

ถ้อยคําต่อมานั้นหนักแน่นมิสั่นไหวเช่นเดียวกับดวงตาที่จ้องมองมามิวางตา

เป็นผู้พูดหยอกล้อก่อนที่ชะงักไปเสี้ยวลมหายใจ รอยยิ้มที่เคยกลั้นเก็บไว้เผยออกมาเต็มใบหน้างาม ดวงหน้าขึ้นสีแดงปลั่งจากอาการเป็นสุขล้นในใจ

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปอวยพรท่านอีก…ท่านพี่”



ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามในการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเสร็จ สองพี่น้องต่างสายเลือดจึงเดินออกมาจากห้องกันอย่างเงียบๆ ไร้ซึ่งบทสนทนาที่ส่งต่อกันไปมาอย่างเมื่อครู่ ทําเพียงเดินเคียงข้างแลทอดสายตาไปตามทางเดินเท่านั้น

หนิงอันครุ่นคิดไปตลอดทางเดิน ใจปรารถนาให้เรื่องราวเป็นไปดังเช่นในยามนี้ หยางหลงยอมเปิดใจให้ตนในฐานะคนในครอบครัวย่อมดีกว่าหมางเมินเย็นชาต่อกันเช่นอดีตชาติ อีกทั้งในตอนนี้ตนก็ตั้งหลักปักฐานอย่างมั่นคงแล้ว มีกิจการเป็นของตน มีเงินไว้ใช้จ่าย มีบ่าวผู้ภักดี ลี่หยางกับซิงเทียนก็ยังอยู่เคียงข้างดั่งครั้งเก่าก่อน

สหายเอย ครอบครัวเอย เงินทองที่จําต้องมีไว้ใช้จ่ายเอย ตนก็มีครบถ้วนแล้ว

เป็นไปอย่างเรียบง่ายและสงบสุขเช่นนี้ คือสิ่งที่ปรารถนา

เพราะตัวข้าไม่ได้หวังจะกลับมาแก้แค้นใคร…

“คุณชาย! คุณชายขอรับ!!”

เสียงดังโวยวายอันแสนคุ้นหูดังขึ้นทันทีที่หนิงอันก้าวเท้าเหยียบลงถึงพื้นชั้นล่าง ดวงตาเรียวตวัดมองผู้ที่วิ่งเข้ามาในโรงเตี๊ยมด้วยใบหน้าแตกตื่น ผู้คนในห้องโถงล่างต่างหันไปมองทางประตูกันเป็นสายตาเดียว

“ลี่หยาง” หนิงอันเรียกบ่าวคนสนิทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ตาขวาเริ่มกระตุกถี่รัว

เมื่อเช้าข้าก้าวเท้าข้างใดออกจากเรือนกัน ไยถึงตงิดใจว่าคล้ายจะเกิดเรื่องไม่ดีอันใดอีก หรือข้าควรไปหาแม่หมอในตลาดให้ดูดวงสักทีดีหรือเปล่าหนอ

“คุณชาย!” ลี่หยางหันมาเห็นคุณชายตัวน้อยของตนก็รีบถลากายเข้ามาใกล้ ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวนั้นรีบร้อนมายังที่แห่งนี้เพียงใด

“ว่ามา ข้าทําใจไว้แล้ว” แม้ไม่ใคร่อยากได้ยิน แต่จะปิดหูแล้วเดินหนีจากไปก็คงมิได้

“ที่ร้าน…ที่ร้านเกิดเรื่องแล้วขอรับ!”

“ข้ารู้แล้ว เล่ามาสิ ข้ารอฟังเจ้าอยู่”

“มะ มีเรื่อง…” ลี่หยางหยุดหอบหายใจ ด้วยตนรีบร้อนวิ่งมาจากทางร้าน มิทันจะได้สูดอากาศเข้าปอดได้ดี ยามนี้จึงยังไม่อาจเอ่ยเล่าออกมาได้จบประโยคได้

“อืม กล่าวมาเร็วๆ เถอะ”

“คุณชายต้องรีบกลับไปนะขอรับ มีเรื่องใหญ่มากๆ”

“อืม”

“คุณชาย…”

“ลี่หยาง! ถ้าเจ้ายังไม่พูดออกมาอีก ข้าจะถีบเจ้า!!” หนิงอันถลึงตาใส่บ่าวที่ยังไม่แจ้งความให้คลายสงสัยให้ตน เห็นว่ารีบร้อนมาตามแต่ก็ยังคอยท่ายื้อเวลาอยู่ได้!

“มีพวกคนเมามาทะเลาะวิวาทที่ร้านขอรับ! คุณชายซื่อหลานกําลังมีภัย! คุณหนูลี่หมิงหมิงก็กําลังเดือดร้อน! ซิงเทียนกอดซาลาเปาไว้อยู่! ซื่อหยุ่นวิ่งไปตามผู้ตรวจตราเมือง! บ่าวอีกสามคน…”

“พอ! ข้าจะไปดูเอง!” หนิงอันยกมือห้ามบ่าวของตน ลี่หยางคล้ายคนสติหลุดลอย เล่าเรื่องราวไม่ปะติดปะต่อ อีกทั้งยังมีชื่อของคนที่ไม่น่าข้องเกี่ยวโผล่มาอีก ยิ่งฟังยิ่งนึกปวดหัว

“เดี๋ยวข้าจะรีบไปเอาม้า” หยางหลงที่ฟังเรื่องราวด้วยกันอยู่ขันอาสา แต่ผู้น้องกลับส่ายหน้าพัลวันพลางรวบชายเสื้อคลุมที่ยาวรุ่มร่ามอยู่ตลอดเวลาของตนขึ้นมารวบเอาไว้

“ยามนี้ผู้คนออกมาเดินเที่ยวเล่นมากกว่าตอนเช้าเป็นแน่ ม้าของท่านจะได้ชนชาวบ้านให้ได้เสียค่าปรับตามมาอีก ข้าจะไปกับลี่หยางก่อน ส่วนท่านช่วยไปตามผู้ตรวจตราได้หรือไม่ ซื่อหยุ่นไปแจ้งเรื่องแล้วก็จริงแต่พวกนั้นอาจมิเชื่อคําเด็กเล็ก” หนิงอันกล่าวยืดยาวก่อนคว้าเอาแขนของลี่หยางที่เจ้าของแขนยังมิทันจะหายเหนื่อยดีให้ออกวิ่งไปด้วยกันอย่างเร็ว

หยางหลงกําลังจะเอ่ยคัดค้าน หากแต่ความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของหนิงอันก็ทําให้ตนได้แต่ยืนนิ่งมองตามหลังไป พร้อมเสียงของสองนายบ่าวที่ลอยมาตามสายลม

“คุณชายขอรับ บ่าวจะตายแล้วขอรับ!”

“ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าจะบีบคอให้เจ้าตายอยู่ที่นี่!”




 ********



  :mew1:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
โอ๊ยยยยสามวันดีสี่วันมีคนมาป่วน ผิดฮวงจุ้ยอะไรหรือป่าวเนี้ย ร้านพังบ่อยเกิ๊น 55555 วุ้ยยยยท่านหยางหลง ชอบมาวอแวกับหนิงอันจริง อะแนะๆ  :-[ 5555 ไปๆรีบไปหนิงอัน ก่อนร้านจะพังไปกว่านี้ 55

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

คุณหนูตระกูลลี่ (2)



หนิงอันลากเอาลี่หยางกลับมาถึงร้านของตนได้อย่างรวดเร็ว หากแต่เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุแล้วกลับต้องหยุดชะงักเท้านิ่งอยู่กับที่ กวาดสายตาเรียวมองร้านเล็กของตนที่เละเทะไม่มีชิ้นดีอย่างรู้สึกขมปร่าในลําคอ หัวใจเต้นรัวแรงด้วยอารมณ์ที่ลุกโชนขึ้นมา

“ผู้ใด…มันคือผู้ใด!” ตะโกนลั่นอย่างเดือดดาล ก่อนสืบเท้าเร็วไปยังกลุ่มคนสองกลุ่มที่อยู่หน้าร้านที่พังหมดสิ้น จึงได้เห็นว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นมีสหายของตนอยู่ด้วย

ซื่อหลานกำลังตกอยู่ในวงล้อมของกลุ่มชายฉกรรจ์ ส่วนข้างหลังนั้นมีเด็กสาวผู้หนึ่งที่หนิงอันมิเคยพบหน้าเกาะไหล่หลบอยู่

“ซื่อหลาน! มันเกิดอะไรขึ้น คนพวกนี้เป็น…”

“ไอ้คุณชายต้วนซิ่วผู้นี้โผล่หัวออกมาได้เสียที”

หนิงอันยังไม่ทันจะพูดได้จบความดี ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งก็เอื้อมมือมาผลักไหล่เล็กเสียจนเซถอยหลังเกือบล้มลง ยังดีที่ลี่หยางถลากายเข้ามาประคองเจ้านายของตนไว้ได้ท่วงทันเวลา

“เจ้า!” หนิงอันนึกตกใจนัก แต่ด้วยความทะนงยังมีอยู่เต็มเปี่ยมจึงยังคงเชิดหน้าขึ้นสูงไม่แสดงท่าทีตื่นกลัว หากสายตาก็คอยจ้องมองกลุ่มคนที่เริ่มรายล้อมเข้ามาใกล้ ยามนั้นเองจึงรับรู้ถึงแรงสั่นจากตัวของลี่หยางที่กําลังประคองตนอยู่ข้างหลัง

“หนิงอัน รีบหนีไปก่อน!” ซื่อหลานตะโกนมาจากอีกวงล้อมหนึ่ง ใบหน้าแลกระวนกระวาย มองซ้ายขวาคล้ายหาทางเข้ามาใกล้ แต่จะฝ่าคนกลุ่มนั้นออกมาก็ดูท่าจะยากเย็นเกินไป

เหล่าชาวบ้านต่างมุงดูกันอยู่ไกลๆ ไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยนึกกลัวถูกลูกหลงไปด้วย

“พวกนี้เป็นใครกัน แล้วซิงเทียน…ซิงเทียนเล่าซื่อหลาน” หัวใจดวงน้อยกระตุกด้วยกวาดสายตามองดูตั้งแต่คราวแรกก็ยังไม่เจอเด็กน้อยของตนในที่เกิดเหตุนี้

“ซิงเทียน…”

“คนที่เจ้าต้องพูดด้วยคือกับข้า ไอ้เด็กเลวนี่!”

“คุณชายระวังขอรับ!”

พลั่ก!

เสียงหมัดที่แหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามายังร่างเล็กดูเหมือนเล็งเป้าหมายไว้ที่ใบหน้าเยาว์ ลี่หยางที่แม้จะจะสั่นกลัวอยู่ก็ไม่รีรอคอยท่า รีบดึงเจ้านายตัวน้อยหลบทันทีที่เห็นคนฝั่งตรงข้ามปล่อยหมัดออกมาแล้วเอาตัวเข้าไปบังไว้

แต่ก็ไม่นึกไม่ฝันว่าคุณชายของตนจะพลิกร่างกลับไป เพื่อปกป้องตนไว้ในอ้อมแขนเล็ก

ด้วยเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ร่างของหนิงอันกับลี่หยางจึงล้มคลุกดินไปด้วยกันเพราะแรงจากหมัดปะทะเข้ากับไหล่บางของหนิงอันเต็มแรง

เสียงร้องโวยวายของชาวบ้านที่มุงดูอยู่คล้ายเงียบหายไปด้วยมิมีเสียงใดเข้ามาในโสตประสาทของผู้ถูกประทุษร้าย ความเจ็บที่แล่นริ้วไปทั่วทั้งไหล่ลามไปทั้งแขน ทําให้สติหลุดลอยไปชั่วอึดใจหนึ่ง

“หนิงอัน!!”

“คะ คุณชาย”

ซื่อหลานฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้นออกมาพร้อมกับหญิงสาวอีกคนได้ก็ตรงเข้ามาประคองสหายไว้แนบอก ลี่หยางแม้จะตกใจกลัวเช่นกันแต่ก็ไม่สนใจจะสํารวจร่างกายของตนเอง รีบเข้าไปช่วยกันประคองคุณชาย สอดส่องสายตาตรวจตราไปทั่วร่างเล็ก

“เอาตัวมาบังบ่าวไว้ทําไมขอรับคุณชาย” ลี่หยางร้องไห้อย่างไม่อายฟ้าอายดิน ตนดึงคุณชายออกมาทันแล้วแท้ๆ ตัวเจ็บยังไม่เจ็บเท่าเห็นคุณชายเจ็บเลยสักนิด

“ข้าไม่เป็นอะไรเสียหน่อย ว่าแต่พวกหมาบ้านี่ใครกัน” หนิงอันสูดปากยาวด้วยความเจ็บปวดพลางกุมไหล่ของตนด้วยมือที่สั่นระริก แรงที่ชกมานั้นหากถูกที่ใบหน้าหรือส่วนหัว ตนอาจจะสลบไปเลยก็เป็นได้

“จําพวกข้าไม่ได้อย่างนั้นรึ” จากที่เคยถูกล้อมไว้ด้วยคนสามสี่คน มายามนี้สองกลุ่มมารวมกันจึงนับด้วยสายตาแล้วมีมากถึงสิบชีวิต ย่างกายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนทําให้คนทั้งสี่ในวงล้อมต้องขยับกายเข้ามาใกล้กันยิ่งขึ้น

“เจ้าจําพวกอันธพาลที่พวกเราสั่งสอนไปเมื่อปีที่แล้วได้หรือไม่หนิงอัน” ซื่อหลานหันมากระซิบเสียงเบาที่ใบหู ส่วยมืออีกข้างก็กระชับข้อมือของญาติผู้น้อง ‘ลี่หมิงหมิง’ ดึงร่างเล็กให้เข้ามาใกล้ตน

เรื่องราวเกิดจากที่ตนพาญาติทางฝั่งตระกูลมารดาผู้นี้หลบหนีบ่าวออกมาจากจวนเพื่อออกมาเที่ยวเล่นกันโดยไม่มีผู้ติดตาม ครั้นพามาหาหนิงอันที่ร้านด้วยหวังจะแนะนําให้รู้จักกันก็เจอเข้ากับกลุ่มคนพวกนี้เสียก่อน

หนิงอันนิ่งคิดพลางมองหาช่องทางหลบหนีไปด้วย นึกตรองอยู่ไม่นานก็จําได้ว่าพวกคนเหล่านี้คือกลุ่มอันธพาลที่เคยพบเจอกันเมื่อปีก่อน ยามนั้นอีกฝ่ายเมามายไม่ได้สติ อีกทั้งยังทําตัวระรานเหล่าผู้ค้าขายที่ซุ้มร้านหน้าลานประลองไปทั่ว ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผู้ตรวจตราเมืองยังมาไม่ถึงที่ ตนกับเหล่าสหายจึงสั่งให้บรรดาบ่าวและลูกน้องที่มีอยู่มากมายให้เข้าไปหาเรื่องเล่นด้วยเล็กน้อย ดังเช่น จับตัวคนผู้หนึ่งเอาไว้แล้วเอาเชือกผูกโยงไปติดกับรถม้าลาก หลังจากนั้นก็แกล้งให้ม้าตื่นตกใจวิ่งออกไปไกลจนเกือบ 1 หลี่ (500 เมตร) หรือเอาเครื่องปรุงรสเค็มกรอกเข้าไปในปากผู้หนึ่งหมดไปหนึ่งถุงใหญ่ ยังมิรวมที่สั่งให้บ่าวหลอกล่อให้อีกฝ่ายที่เมามายไร้สติวิ่งตามจับกันไปมา ครั้นเมื่อไปถึงโรงพักม้าก็ผลักให้จมลงไปในบ่อของเสียของม้าเหล่านั้น

ความเสียหายของเหตุการณ์นั้นมิได้มากมายอันใด แค่ซุ้มร้านค้าในลานพังไปครึ่งแถบเท่านั้น แต่จัดการเจ้าคนอันธพาลเหล่านี้ได้ก็นับว่าเป็นเกียรติดีงาม (?)

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ไยเจ้าคนพวกนี้ถึงกับต้องมาพังร้านข้าเชียวล่ะ!

“ครั้งนี้พวกข้าไม่ได้ขาดสติเหมือนครั้งก่อน ดังนั้นก็จงเตรียมใจเจ็บเหมือนไอ้เด็กเฝ้าร้านของเจ้าได้เลย”

“เจ้าทําอะไรบ่าวของข้า!”

“ตามไปถามมันเองก็แล้วกัน มานี่! ไปกับพวกข้า!” จบคํากล่าวนั้น แขนใหญ่ก็ยื่นออกมารัดเอาตัวของหนิงอันออกไป ลี่หยางผวากายหมายเข้าไปคว้าเอาตัวคุณชายไว้แต่ตนก็ถูกคนอีกผู้หนึ่งกั้นทางไว้ ครั้นจะหวังพึ่งพาคุณชายซื่อหลานให้ช่วย ทางนั้นก็ดูเหมือนจะเจอเรื่องยุ่งยากไม่ต่างกัน หญิงสาวผู้เดียวที่ตกอยู่ในวงล้อมก็ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ พวกตนทั้งสี่จึงถูกจับแยกให้ออกห่างจากกันเรื่อยๆ

"คุณชาย! "

“ปล่อย! ข้าบอกให้เจ้าปล่อย!!” หนิงอันดีดดิ้นร่างกายไม่ต่างจากคนอื่นๆ แต่ด้วยไหล่ที่ยังเจ็บชาทําให้ไม่สามารถยื้อกายไว้ได้มากนัก ในใจก็ประหวัดนึกไปถึงอีกคนที่ตนไหว้วานขอให้ไปแจ้งเรื่องกับผู้ตรวจตราเมือง

เหตุใดจึงมาช้าเช่นนี้เล่าท่านพี่!

“ช่างเป็นคําพูดที่โง่…โอ๊ย! ไอ้เด็กเวรนี่” หนิงอันไม่รอให้คนที่รัดร่างกายตนเองได้มีโอกาสพูดให้จบ ปากเล็กอ้าออกกว้างก่อนฝังคมเขี้ยวแหลมไปยังแขนใหญ่อย่างสุดแรง ครั้นอีกฝ่ายปล่อยแขนออกจากร่างกายตนแล้ว หนิงอันก็ยกขาขึ้นเตะสูงไปยังส่วนกลางร่างกายอย่างเต็มแรงทันที

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก”

เมื่อเห็นว่าคนฝ่ายของตนล้มลงไปนอนดิ้นคลุกดินอยู่ พรรคพวกของอีกฝ่ายก็วิ่งปรี่เข้ามาใกล้ หนิงอันใช้ร่างกายที่เล็กกว่าอีกฝ่ายหลายส่วนวิ่งหลอกซ้ายขวาหลบหลีกการจับกุมได้ สายตาก็สอดส่องมองไปยังบ่าวของตนกับสหายที่อยู่กันคนละฝั่ง คิดคํานวณอย่างรวดเร็วว่าจะเข้าไปช่วยใครก่อนดี

ตอนนี้หากรอคอยความช่วยเหลืออย่างเดียวคงไม่ทันการณ์แน่!

“ช่วยหมิงหมิงก่อน” ซื่อหลานตะโกนสั่งในตอนที่ถูกลากออกไปจากวงล้อมของเหล่าชาวบ้าน หนิงอันเห็นว่ามีบางคนพยายามจะเข้ามาขวางกลุ่มคนที่จับทั้งลี่หยางทั้งซื่อหลานไป แต่ก็ถูกคนเหล่านั้นผลักจนกระเด็นล้มไปไกล สหายกับบ่าวของตนจึงไม่มีผู้ใดคอยช่วยได้อีก ถูกลากต่อไปเรื่อยๆ มิรู้ว่าจุดหมายคือที่ใด

“คุณชาย!” หนิงอันขยับร่างกายตั้งใจจะเข้าไปช่วยสหายกับบ่าวของตนก่อน แต่เมื่อหันไปเห็นคุณหนูที่มากับซื่อหลานถูกจับเอามือไพล่หลังไว้เสียแน่น อีกทั้งน้ำตาก็เปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าก็จําต้องตัดใจจากสหาย วิ่งตรงเข้าไปช่วยเด็กสาวก่อน

ยามนี้ไม่มีเวลาให้หยุดคิดสิ่งใดมากนักแล้ว

“ไอ้เจ้าคุณชายอวดดีนี่!” กลุ่มชายฉกรรจ์รีบตรงเข้ามาขวางร่างเล็กบางที่วิ่งตรงเข้ามาอย่างไม่ประมาณตนทันทีที่เห็นจุดหมายของอีกฝ่าย มองรูปร่างของอีกฝ่ายแล้วก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องถึงความโอ้อวดกําลังมดของเด็กน้อย

ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะคว้าเอาไม้จากเศษซากของร้านที่พวกตนพังเละเทะขึ้นมาจับไว้มั่นก่อนจะยกมือเข้าฟาดใส่พวกตนเสียเต็มแรง!

พลั่ก!!

เสียงไม้ฟาดเข้าไปเต็มๆ กลางระหว่างขาของชายผู้หนึ่งที่อ้าขากว้างเพื่อตั้งหลักขวางหนิงอันอยู่

…ทําร้ายไปเพียงแค่ผู้หนึ่ง กลับเจ็บสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณ

“หนอย!” แม้นตกตะลึงแต่อีกหลายคนก็ยังวิ่งตรงเข้ามาใกล้

“โอ๊ย!” หนิงอันพลาดท่าด้วยไหล่ที่ยังเจ็บและร่างกายที่เล็กกว่าอีกฝ่ายหลายส่วน ทําให้เมื่อโดนประชิดเข้ามาจากทางด้านหลังจึงถูกแย่งไม้ออกจากมือไปได้ง่ายๆ หนําซ้ำยังถูกผลักซ้ำที่แผลเดิมจนร้องเสียงหลงออกมา ใบหน้าเหยเกบูดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

“รนหาที่เองนะไอ้คุณชาย” ชายที่แย่งเอาไม้จากหนิงอันไปได้ยกมือขึ้นสูงหวังจะฟาดลงมาที่ส่วนเจ็บซ้ำ หนิงอันกัดริมฝีปากตนข่มความเจ็บและความกลัวของตนก่อนหลับตาอย่างจํานงต่อชะตา

“หลบไป! หลบทางพวกข้า!”

หากแต่เสียงม้าที่ห้อตะบึงเข้ามาใกล้บริเวณแลเสียงตะโกนก้องก็เรียกให้ทุกสายตาหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน หนิงอันหวังจะใช้ช่วงเวลานั้นเข้าไปช่วยเด็กสาวแต่ก็ถูกชายที่ตนใช้แข้งพิฆาตจุดสําคัญไปคนแรกวิ่งตรงพร้อมง้างหมัดเข้ามาใกล้

ร่างเล็กเบิกตากว้าง หาหนทางหนีมิทัน!

“แก! ไอ้เด็ก…อั๊ก!”

หนิงอันยืนตัวนิ่งค้างมองดูอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นทั้งที่ใบหน้ายังแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาอยู่ เบื้องหลังของคนผู้นั้นคือหยางหลงที่ยังคงยืนถือฝักกระบี่ค้างไว้กลางอากาศในท่าทางที่ดูออกได้ว่าเพิ่งจะฟาดลงไปที่คนใดสักคน สายตาเรียบนิ่งมองคนที่ล้มอยู่บนพื้นไม่วางตา

“กล้าทําร้ายเด็กเช่นนี้ ก็หวังว่าจะกล้ารับความผิดด้วยเช่นกัน” หยางหลงลดอาวุธลง ก้าวข้ามร่างที่นอนสลบอยู่บนพื้น สาวเท้าตรงมาหาหนิงอันด้วยสีหน้าร้อนรน

“เสี่ยวอัน!!”

"ท่านพี่" หนิงอันตาพร่า ด้วยทั้งความเจ็บปวดและความกลัวที่ข่มเอาไว้เสียนาน หยาดน้ำจึงเริ่มก่อตัวกันเต็มดวงตาเรียว

"เจ็บที่ใดบ้าง" หยางหลงมองสํารวจไปทั่วร่างเล็ก เห็นเสื้อผ้าที่เพิ่งเปลี่ยนมาใหม่เปรอะเปื้อนดินเต็มไปหมด ใบหน้างามซีดเผือดไร้สีเลือด

ครั้นไล่สายตาลงต่ำก็ชะงักไป

มือเล็กนั้นกอบกุมไหล่ข้างขวาอยู่ ทําให้มือใหญ่ต้องค่อยๆ จับดูอย่างเบาแรง

“ไยท่าน…ไยท่านมาช้านัก”

“ข้าขอโทษ” จบสิ้นคํานั้น หยางหลงก็คว้าร่างเล็กที่กําลังสั่นกลัวเข้ามากอดไว้แนบอก ลูบกลุ่มผมเปียกชื้นและเปื้อนเศษดินไปทั่วอย่างเบามือ สายตาคมกวาดมองไปรอบด้านที่ยามนี้เหล่าผู้ตรวจตราเมืองควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ อีกทั้งทุกคนล้วนยังปลอดภัยอยู่ก็เบาใจได้ จึงได้ลดสายตากลับมามองเด็กน้อยในอ้อมแขนของตน

“ข้านึกว่าท่านจะปล่อยให้ข้าตาย…ฮึก!” หนิงอันร้องไห้อย่างหมดสิ้นท่า ทิ้งร่างทั้งร่างเข้าไปในอ้อมกอดของผู้เป็นพี่อย่างไม่กลัวเกรงสายตาผู้ใด

“ไม่ต้องร้อง เจ้าปลอดภัยแล้วเสี่ยวอัน”

เสียงปลอบประโลมของหยางหลงฟังแล้วอบอุ่นไปทั่วทั้งกายใจ หนิงอันที่เพิ่งผ่านพ้นเรื่องราวอันแสนน่าตื่นเต้นตกใจมา จึงได้วางใจ ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนและความเจ็บปวดทางร่างกายไปในอ้อมกอดแกร่งนั่นเอง





***



คุณหนูคือไม่มีบทบาท เอามาแกงนักอ่านเล่น ๕๕๕๕๕๕๕๕๕

Fanpage : ๙พฤษภา

Twitter : 9pruksapa

#ข้าจะขายซาลาเปา




ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
คุณหนูตระกูลลี่ (จบ)



เรือนของเรางั้นรึ?

ทําไมผู้คนมากมายเช่นนี้…



“ท่านแม่จะไม่ออกไปกับลูกหรือขอรับ”

“เจ้าออกไปกับลี่หยางเถอะ แม่อยากพักผ่อนเสียหน่อย”

“เช่นนั้นท่านแม่ต้องห่มผ้านอนหนาๆ นะขอรับ ลูกจะรีบกลับมา จะเอาขนมมาฝากท่านแม่ด้วย”

“ระวังตัวแล้วก็รีบกลับเรือนก่อนเย็นเกินไปด้วยเล่าหนิงอัน”

“ขอรับท่านแม่”



ท่านแม่! ท่านแม่ยังไม่ตาย…

ไม่สิ

นั่นมันเราเอง เรากับท่านแม่



“ท่านแม่! ฮือออออออ เอาท่านแม่ข้าคืนมานะ เอาท่านแม่ข้าคืนมา! ท่านแม่ตื่นสิ ท่านแม่!!”

“เงียบเถิดหนิงอัน ท่านแม่ของเจ้าอยู่กับเจ้าอีกต่อไปไม่ได้แล้ว”

“ท่านพ่อโกหก!!! ท่านแม่แค่หลับไปเท่านั้น อย่าเอาแม่ข้าไปนะ ปล่อยแม่ข้าเดี๋ยวนี้ ฮือออออ”

“พาหนิงอันกลับเรือนเสีย หยางหลง ลี่หยาง”

“ม่ายยยยยยย!!”




หวังหนิงอัน…เจ้ามันเด็กโง่ ก็เห็นอยู่ด้วยสายตาตนเองว่าท่านแม่มิหายใจอีกต่อไปแล้ว

ช่างโง่เขลาเสียจริง



“ทําไมท่านพี่ต้องไปอยู่ที่เรือนใหญ่ด้วย! แล้วใครจะอยู่กับข้าเล่า”

“ที่เรือนยังมีลี่หยางอยู่ พี่ก็จะกลับมาที่เรือนบ่อยๆ มิต้องกลัวไป”

“แต่ท่านก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยกัน ท่านแม่ทิ้งข้าไปแล้ว ท่านก็จะทิ้งข้าไปด้วยหรือ”

“พี่ไม่ได้ทิ้งเจ้าเสี่ยวอัน แต่ท่านช่างหลิวต้องการให้พี่ไปคอยช่วยงาน พี่ไม่มีทางเลือกนัก ขอให้เจ้าเข้าใจพี่ด้วย”

“สัญญาว่าจะกลับมาหาข้าบ่อยๆ นะ”

“ข้าสัญญา”



หึ โง่เง่าอย่างไรก็อย่างนั้น หวังหนิงอัน

เชื่อคําสัญญาลอยๆ เช่นนั้นแล้วสุดท้ายเขาก็ไม่ไยดีเจ้า

ข้าหลงลืมมันไปได้อย่างไรนะ…



“ไยเจ้าไม่เล่าเรียนศึกษาเอาความรู้ดั่งเช่นคุณชายตระกูลอื่นๆ เขา!”

“ข้าไม่อยากเรียน ทุกวันทุกเช้าข้าต้องตื่นมานั่งอ่านนั่งเขียนไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้ ท่านพ่ออย่าบังคับข้าเลยนะขอรับ”

“เจ้าจะทําให้ครอบครัวอับอายชาวบ้านเขาหรือ เจ้าเป็นถึงคุณชายใหญ่ของตระกูล ไยทําตัวเถลไถลไปเรื่อยอย่างนี้เล่า”

“ให้ข้าเรียนแค่วันละชั่วยามไม่ได้หรือท่านพ่อ! ข้าเบื่อๆๆๆ”

“หยุด! กลับไปเรียนกับท่านอาจารย์เดี๋ยวนี้ หากเจ้าทําตัวดีๆ ข้าจะยอมให้ออกไปเที่ยวเล่น”

“ท่านสัญญาแล้วนะขอรับ”

“ได้”



สัญญา…นี่ก็คําสัญญาอีกแล้วหรือ



“นั่นเจ้าจะไปไหนกัน”

“ข้าเรียนเสร็จแล้ว จะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย”

“นี่ยังไม่ถึงยามเว่ย (13:00-14:59 น.) ดี จะเรียนเสร็จแล้วได้อย่างไร เจ้าโกหกข้าหรือหนิงอัน”

“ถ้าท่านจะมาที่นี่ เพียงแค่ต้องการมาบ่นว่ากัน ก็ช่างข้าเถิด ไปสนใจการงานของท่านที่มากมายนั่นจะดีกว่า!”

“หนิงอัน!”



นั่นใช่ความผิดข้าคนเดียวเสียเมื่อไหร่

ก็ท่านกล่าวว่าจะมาหากัน แต่ก็ไม่มา

ในเมื่อข้าไม่เหลือใครอยู่เคียงข้างแล้ว ข้าก็ต้องออกไปหาเอาที่อื่น



“เจ้า! ไอ้พวกต่ำช้า ออกไปจากเรือนของข้าซะ”

“ได้! ข้าออกไปแน่ แต่หลังจากฆ่าเจ้าเสียก่อน”

“คุณชาย!!”

“ซิงเทียน! ลี่หยาง!”

“อย่าแตะต้องคุณชายของ อั่ก!!”

“ซิงเทียน!!!!”

“คุณชาย…ฮึก นะ หนีไปนะขอรับ…นะ หนีไปตอนนี้”

“ลี่หยาง! ไม่ๆๆๆๆ ลี่หยาง!”



อ่า…ข้าจําได้ดี ยามที่ซิงเทียนถูกไอ้พวกคนชั่วช้าผู้หนึ่งเตะเข้าที่กลางตัวจนบ่าวเด็กน้อยกระเด็นไปชนเข้ากับเสาเรือน

ก่อนแน่นิ่งไปในชั่วอึดใจ…

และลี่หยางที่ต่อให้ถูกแทงฟันกี่สิบแผลก็ยังกอดตนไว้ ปกป้องอย่างหวงแหน

ก่อนจะสิ้นลมในอ้อมแขนของข้า

ข้าจําได้ดี



“พักผ่อนเถอะหนิงอัน ข้าจะไม่กลับเรือนอีกสักพัก มีอะไรหรือต้องการสิ่งไหนก็ถามหาจากบ่าวคนใหม่เสีย”

“ท่านพี่จะไปไหนหรือ”

“ธุระเรื่องเล็กน้อย”

“หากเล็กน้อยจริง ไยต้องไปในยามที่ข้ายังเจ็บอยู่เล่า”

“…”

“ท่านพี่…”

“รักษาตัวด้วย หนิงอัน”



รักษาตัวหรือ

ท่านคงเห็นแล้วใช่หรือไม่หยางหลง

ตอนที่ท่านกลับมา ข้าไม่ได้อยู่เกะกะสายตาท่านอีกแล้วใช่หรือเปล่า

.

.

“เจ็บมากหรือ ตื่นขึ้นมากินข้าวกินยาเสียหน่อย ค่อยพักต่อนะเสี่ยวอัน”

“ท่าน…” หนิงอันเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ หลังภาพสุดท้ายของเมื่อชาติก่อนเลือนหายไป

เป็นภาพที่ตนกรีดมีดลงที่ข้อมือของตน และค่อยๆ หมดสิ้นลมหายใจตายไป

ครั้นกะพริบตาถี่มองไปรอบกายถึงได้เห็นว่าในห้องมีเพียงหยางหลงที่กําลังนั่งอยู่บนเตียงกับตนเท่านั้น

“ซิงเทียนกับลี่หยางเล่า แล้วซื่อหลานเป็นอย่างไรบ้าง”

“ทุกคนปลอดภัยดี ไม่ต้องกังวล” ยามตอบกลับ น้ำเสียงของหยางหลงอ่อนโยนกว่าเมื่อก่อนอยู่หลายส่วน ด้วยเห็นว่าคนที่เพิ่งฟื้นนั้นห่วงคนอื่นๆ ไปเสียทั่ว

“แล้วซิงเทียนอยู่ที่ใด ท่านพาข้าไปหาได้หรือไม่” หนิงอันถอนหายใจด้วยโล่งอก เตรียมลุกออกจากเตียง ยามนั้นจึงได้สังเกตเห็นว่าแขนข้างขวาของตนถูกพันผ้าคล้องกับคอของตนไว้อยู่

“เจ้ากระดูกร้าว ท่านหมอให้พันผ้าไว้เช่นนี้ก่อน” หยางหลงแจ้งแถลงความเมื่อเห็นว่าผู้เป็นน้องมองที่แขนของตัวเองอย่างนิ่งงัน เห็นอีกฝ่ายเพียงพยักหน้าเข้าใจไม่ได้โวยวายอันใดออกมาก็กล่าวความต่อ

“กินข้าวกินยาเสียก่อน ซิงเทียนก็พักผ่อนอยู่ อย่าเพิ่งไปกวนตอนนี้เลย”

“ไหนท่านบอกว่าไม่มีใครเป็นอะไร” หนิงอันถามกลับอย่างรวดเร็ว ดวงตาเรียวตวัดมองอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง

หยางหลงนิ่งเงียบ คล้ายกําลังไล่เรียงคําพูด

“เล่าเหตุการณ์หลังจากข้าสลบไปให้ข้าฟังได้หรือไม่” น้ำเสียงที่ใช้เอ่ยถามแข็งกร้าวอยู่ในที

มิรู้ทําไม ยามมองหน้าพี่ชายนอกสายเลือดของตนในตอนนี้แล้วรู้สึกขมปร่าในลําคอเหลือเกิน

อาจเป็นเพราะฝัน…ฝันที่เป็นเรื่องราวในอดีตของตนจนเอามาทับซ้อนกับคนตรงหน้าก็เป็นได้

“ซิงเทียนสลบไปเพราะตื่นตกใจเท่านั้น หลังจากนั้นคุณชายซื่อหลานก็ให้บ่าวที่เหลือของเจ้าแยกย้ายกันไปแจ้งเรื่องให้จวนตระกูลตง กับอีกส่วนหนึ่งกลับมาที่จวนของเรา ส่วนพวกคนอันธพาลเหล่านั้นถูกจับและโดนยึดป้ายผ่านเมืองหลิ่งฉีไป 5 ปี คุณชายตงซื่อหลานกับญาติของเขามีเพียงแผลถลอกเล็กน้อย ลี่หยางก็ไม่ได้บาดเจ็บที่ไหนมีเพียงแผลฟกช้ำ มีเจ้าเพียงคนเดียวที่เจ็บหนักกว่าคนอื่น” หยางหลงร่ายยาวอย่างมิหยุดพักด้วยเห็นคิ้วที่ขมวดของหนิงอันแล้วรู้สึกหนาวเย็นที่หลังชอบกล หากแต่เมื่อแถลงความสงสัยใคร่รู้จบหมดแล้ว สายตาที่หรี่เล็กก็ยังมิคลายให้กลับเป็นเช่นปกติ

“แล้วการประลองของท่านเล่า”

“ปีหน้ายังมี” หยางหลงกล่าวจบเพียงเท่านั้นแล้วไม่ได้ขยายความใดๆ เพิ่มอีก หนิงอันจึงเปลี่ยนสีหน้าจากขุ่นเคืองเป็นอาการตื่นตกใจเมื่อคิดขึ้นได้ว่าคํากล่าวนั้นหมายความว่าเช่นไร

“ได้อย่างไรกัน! ท่านจะล้มเลิกตอนนี้หรือ? ไปลงแข่งตอนนี้มิทันรึ!!”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร”

“จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตได้อย่างไร นั่นนับเป็นเกียรติเป็นประวัติ เป็นการดีต่อภายภาคหน้าของท่านได้ ท่านก็รู้ดีมิใช่รึ!”

“เจ้าสําคัญกว่าเกียรติประวัติเหล่านั้น” หยางหลงหยุดทุกคํากล่าวของหนิงอัน และได้ผลยิ่งนักเมื่อครานี้หนิงอันเงียบเสียงลงเสียสนิท

“ข้ากล่าวครบถ้วนแล้ว อ้อ! ข้าลืมไปอีกอย่าง รู้หรือไม่ว่าซิงเทียนบ่าวตัวน้อยของเจ้าสลบไปพร้อมกับกอดซาลาเปาไว้อยู่ด้วย คนอื่นๆ ช่วยกันดึงออกอย่างไรก็ไม่สําเร็จ จนเจ้าตัวฟื้นมาถึงได้เอาซาลาเปาพวกนั้นไปทิ้งได้”

“เช่นนั้นหรือ” หนิงอันยอมพ่ายแพ้ไม่กล่าวถึงเรื่องการแข่งขันอีก ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟังเรื่องราวของบ่าว ส่ายศีรษะเล็กเสียจนเส้นผมปลิวตามแรงลมเมื่อนึกภาพบ่าวตัวน้อยของตนกอดซาลาเปาแล้วสลบไปเช่นนั้น

“ทุกคนต่างปวดหัว วุ่นวายกันไปหมด”

“ซิงเทียนก็เป็นเด็กเช่นนี้ ข้าถึงอยากเฝ้ามองให้เขาเติบโตมาได้ดี”

“เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งกังวลให้มากหรือลุกเดินไปมาแผลถลอกก็เต็มไปเสียทุกส่วนของร่างกายเช่นนี้ เจ้ามิอยากได้ยามาดื่มเพิ่มใช่หรือไม่”

“เพราะท่านมาช้า” …ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติก่อน

“อย่าขุ่นเคืองข้าเลย ผู้คนในเมืองเดินกันอยู่เต็มทุกหนทาง ข้าเร่งม้าเท่าที่จะเร่งมันได้แล้ว” คนกล่าวขอลุแก่โทษเอื้อมมือไปช่วยปัดผมที่ปรกลงมาบนใบหน้าเยาว์ออก จ้องมองดวงตาที่บังเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาอีกของผู้เป็นน้องอย่างสํานึกตนว่าผิด

“ก็ยังดีกว่าไม่มา”

หนิงอันตอบเพียงเท่านั้นก่อนหลบสายตาพร้อมเบี่ยงตัวหนีเล็กน้อยไม่ให้ดูออกว่าต้องการหลบหลีก ปากเล็กก็เอ่ยถามไถ่ถึงอาหารของตน ไม่ได้หันกลับไปมองว่าผู้ร่วมห้องอีกคนนั้นส่งกระแสอารมณ์ใดผ่านทางสายตามาให้

หนิงอันพักผ่อนให้แผลฟกช้ำหายดีอีกเพียงแค่สองวัน ในช่วงเวลานั้นต่างก็มีผู้คนมากมายแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมที่เรือนหลังเล็กของตน

ตอนที่บิดามาเยี่ยมเยียน หนิงอันจึงได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายโกรธแค้นพวกคนอันธพาลเหล่านั้นเป็นฟืนเป็นไฟเท่าใด ท่านพ่อเอ่ยร่ายยาวถึงคดีความที่ยื่นต่อสํานักผู้ตรวจตราเขตเมืองให้จัดการอย่างเด็ดขาด จนถึงขั้นริบป้ายผ่านเมืองอย่างที่หยางหลงกล่าวให้ฟังจนได้ ส่วนเรื่องที่ร้านค้าพังเสียหายไปนั้น ด้วยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลางานเทศกาลเมือง และเมื่อสืบสาวเท้าความต่างๆ แล้วก็สรุปได้ว่าฝ่ายของหนิงอันมิใช่ผู้ผิด ทางเขตเมืองจึงจ่ายค่าทําร้านให้หนิงอันใหม่ทั้งหมดให้ แต่จะดําเนินการเบิกเงินได้แล้วเสร็จก็ไม่ต่ำกว่า 7 วัน ท่านพ่อจึงออกเงินซ่อมแซมไปก่อนหน้าแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะแล้วเสร็จพร้อมกลับไปขายได้

น้องสาวน้องชายต่างตบเท้าเข้ามาเยี่ยมมิขาดสาย บางคราก็อยู่นานเป็นสองสามชั่วยาม ปรนนิบัติพี่ใหญ่ทุกสิ่งทุกอย่างจนบ่าวในเรือนไม่ต้องได้ทําหน้าที่อันใด แม้แต่หนิงฮวาที่นับตั้งแต่ฟื้นตื่นขึ้นมาในชาตินี้จะไม่เคยได้สนทนากันฉันพี่น้อง ก็ยังตั้งอกตั้งใจทําซุปสมุนไพรมาให้ดื่มกินทุกเวลาอาหาร

เว้นแต่สหายที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวของตนอย่างซื่อหลานที่ไม่สามารถมาเยี่ยมหาได้ด้วยตนเอง เนื่องจากทางตระกูลอยากให้พักผ่อนดูอาการด้วยเช่นกัน ทางนั้นจึงทําได้แต่ส่งจดหมายมาถามไถ่อาการและบอกว่าจะมาหาในยามหลัง หนิงอันเองก็แสดงความห่วงใยกลับไปได้แค่ทางจดหมายเช่นกัน

หากแต่มีอีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่ทําให้ทุกคนในจวนตระกูลหวังต่างนิ่งอึ้งไปเมื่อได้รับจดหมายฉบับหนึ่งมา

จดหมายจากตระกูลของคุณหนูลี่หมิงหมิงส่งตรงมายังเรือนใหญ่ในวันที่สองหลังจากเกิดเรื่อง

ในจดหมายมีข้อความยาวที่เขียนพรรณนาความรู้สึกขอบคุณในคุณงามความดีของหวังหนิงอันที่ช่วยเหลือบุตรสาวของตนอย่างสุดกําลัง พร้อมของกํานัลมากมายที่จัดส่งมากับคณะเดินทางใหญ่ ดูแล้วเอิกเกริกใหญ่โตให้ชาวบ้านได้เอ่ยถึงไปทั่วเขตแคว้นอีกครา

หากแต่เมื่อข้อความเหล่านั้นจบสิ้น ก็มีถ้อยคําที่เขียนลงท้ายที่กล่าวว่า

อยากสานสัมพันธ์ไมตรีระหว่างคุณหนูลี่หมิงหมิงกับ ‘ท่านหยางหลง’

เช่นนี้ก็ได้หรือ?

“คุณชายขอรับ” ลี่หยางวางมือลงบนเข่าคุณชายน้อยของตนเมื่อได้ยินข่าวคราวมาจากบ่าวคนอื่นในเวลาพร้อมกัน

“คุณหนูลี่หมิงหมิงงั้นหรือ” หนิงอันทอดสายตามองไปไกลอย่างไร้ซึ่งจุดหมาย

“ก็ดูจะเหมาะสมกันดีมิใช่รึ”

“แต่คุณชายกับท่านหยางหลง…”

“ข้ากับท่านหยางหลงทําไมรึ? หากเจ้าจะกล่าวว่าข้ากับท่านพี่จะหมั้นหมายกัน เจ้าก็พูดผิดแล้วลี่หยาง แท้จริงแล้วชื่อของคนที่เจ้าต้องกล่าวถึงนั้นมีแค่ชื่อของข้าเพียงผู้เดียว เป็นข้า…”

ลี่หยางเงยหน้ามองคุณชายด้วยสีหน้ามิสู้ดี มิต่างจากสีหน้าหมองเศร้าของคุณชาย

“เป็นข้าที่ต้องยอมรับทุกสิ่งอย่าง ข้าคงไม่อาจบังคับจิตใจของท่านหยางหลงได้อีกแล้ว”

…ข้าจะไม่บังคับฝืนใจท่านพี่ดังเช่นชาติก่อนอีก กลับมาครานี้ข้ามุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงตน เรื่องความรักนั้นคงต้องปล่อยไปตามแต่ฟ้าจะลิขิต

คิดได้เช่นนั้นแล้วจึงเผยรอยยิ้มออกมา แม้จะดูเศร้าสร้อยไปบ้าง แต่ก็ทรนงแข็งแกร่งเช่นกัน

“เจ้ามิต้องทําหน้าโศกเศร้าเช่นนั้นลี่หยาง จากนี้ต่อไป ข้าก็แค่อยู่กับพวกเจ้า ตั้งใจขายเจ้าก้อนแป้งแล้วก็ศึกษาเล่าเรียนไปตามเรื่องตามราว เช่นนั้นไม่ดีรึ”

“ขอรับ”

เช่นนี้ดีแล้ว…





****



สู้เขานะลูกแม่

ฮือออออออ




ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
อื้ออหนิงอันท่านหยางหลงตอนนี้ก็หวั่นไหวใจให้กับท่านแล้วนะ เอะอะก็มาวอแวตลอด  ดูสิถึงกับไม่ไปประลองเพื่อมาช่วยเจ้า ก็อย่างว่าละ ก็ไม่รู้หนิเนอะว่าเขาจะคิดยังไงกับเรา ลองปล่อยให้เขาไปรักกับคุณหนูลี่หมิงสิ คนจะเป็นเดือนเป็นร้อนคงไม่ใช่หนิงอัน แต่เป็นเจ้าตัวนั่นละ 55555

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
เห็นความภักดีของบ่าวหนิงอันแล้ว ก็เข้าใจนะที่กลับมาแล้วจะตอบแทนคืน ขนาดโดนรุมทำร้ายซิงเทียนยังกอดซาลาเปาไว้แน่น น่าเอ็นดูจริงๆๆๆ

ออฟไลน์ Psycho

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 399
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
ต้มน้ำมั้ย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

หมั้นหมาย (1)



“พวกเจ้าเร่งมือเร็วเข้า หากไปไม่ตรงเวลาเจ้าสหายพวกนั้นต้องบ่นว่าข้าอีกแน่”

“คุณชายขอรับ ท่านอาจารย์อี่เหวินฝูส่งตํารามาให้แล้ว ให้บ่าวนําไปใส่เกวียนเลยหรือเปล่าขอรับ” ลี่หยางเข้าไปรายงานคุณชายของตนที่กําลังยืนกํากับบ่าวในเรือนคนอื่นๆ ให้ขนของที่ตนจัดเตรียมไว้ เอาไปขึ้นเกวียนขนของที่จอดรออยู่หน้าเรือน

หนิงอันหันกลับมามองบ่าวคนสนิทของตน พยักหน้าตอบรับ ดวงหน้าเยาว์เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปีก่อนหลายส่วน ใบหน้าที่เมื่อก่อนมีแก้มกลมๆ ประดับไว้ทั้งสองข้าง ยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นเรียวเล็กมีเค้าโครงของความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รับกับดวงตาสวยที่ประดับไปด้วยแพขนตาหนา รูปร่างแม้จะไม่ใหญ่โตมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็มีเนื้อมีหนังดูแล้วไม่ผอมบาง รวมทั้งส่วนสูงที่เพิ่มมากขึ้นก็ทําให้รูปร่างดูดีสมส่วนสมวัย

ลี่หยางจดจ้องใบหน้าคุณชายของตนด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความสุข

ระยะเวลาเพียงปีครึ่งมานี้ ไม่นับว่าเร็วนัก แต่คุณชายช่างเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างงดงามเหลือเกิน

“ท่านอาจารย์ลุงส่งมาแล้วงั้นหรือ ดีเลย เจ้าพวกเด็กทโมนเริ่มเบื่อตําราเก่ากันแล้ว เอาไปใส่เกวียนได้เลย อีกหนึ่งเค่อก็บอกให้พวกนั้นเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ส่วนเจ้าก็รีบไปดูร้านช่วยซิงเทียนด้วย ข้าจะไปที่สํานักอบรมก่อนเข้าไปที่ร้านช่วงยามเซิน (15:00-16:59น.) ” หนิงอันยกยิ้มยินดีที่อาจารย์ของตนช่วยเหลือในเรื่องของหนังสือตํารา ตนเคยกล่าวกับอีกฝ่ายไว้ว่าอยากเอาไปไว้ใช้สอนเด็กๆ จึงไม่อยากได้ตําราที่ดูยากอ่านยากมากเกินไป ไม่นึกว่าท่านอาจารย์ที่มีศักดิ์เป็นลุงของตนที่หน้านิ่วคิ้วขมวดยามมาสอนตนอยู่เสมอจะยอมจัดหามาให้

“คุณชายไม่ให้บ่าวเรียกรถลากหรือขอรับ”

“ข้าจะเดินไป ตั้งใจจะแวะซื้อขนมไปให้เด็กๆ กินด้วย”

“ขอรับ”

ลี่หยางรับฟังความเสร็จก็หมุนตัวเตรียมไปจัดการงาน แต่เมื่อเดินพ้นประตูเรือนส่วนในแล้วก็พบกับคนผู้หนึ่งกําลังยืนมองบ่าวคนอื่นๆ ในเรือนขนของกันอยู่

“ท่านหยางหลงมาพบคุณชายหรือขอรับ” ค้อมคํานับเรียบร้อยดีแล้วจึงเอ่ยถาม แม้จะรู้สึกว่านั้นเป็นคําถามที่โง่งมเสียเหลือเกิน

ท่านหยางหลงมาที่นี่ก็มีแต่จะมาหาคุณชายของตนเท่านั้นล่ะหนอ

“ใช่ แต่ไม่ต้องไปตามหรอก ข้าจะรออยู่ที่นี่” หยางหลงพยักหน้าให้บ่าวคนสนิทของผู้น้องไปจัดการงานให้เสร็จ หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเค่อดีก็มองเห็นร่างโปร่งของเจ้าของเรือนเดินออกมาจากในเรือน

“ท่านหยางหลง” หนิงอันเอ่ยเรียกผู้มาเยือน สีหน้าแลน้ำเสียงไม่ได้แสดงอาการแปลกประหลาดใจ ด้วยช่วงหลังมานี้ พี่ชายนอกสายเลือดผู้นี้มักแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยครั้ง จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วที่จะไปมาหาสู่กันโดยไม่ต้องแจ้งความจํานงอะไรให้มากเรื่อง

“วันนี้เจ้ามิเข้าไปดูร้านหรือ”

“ข้าให้ลี่หยางซิงเทียนคอยดูอยู่ที่ร้านแล้ว วันนี้เลยจะรีบไปหาพวกเด็กๆ หน่อย พวกนั้นเริ่มเบื่อตํารากันแล้ว ข้าเลยหาเรื่องไปให้เจ้าพวกนั้นทํากัน” หนิงอันเดินเข้ามายืนเคียง ไม่ได้ไกลนัก แต่ก็ไม่ใกล้ชิดไป

“เหมือนเจ้าเมื่อก่อน” หยางหลงเอ่ยเย้า ก่อนยกมือขึ้นปัดเศษใบไม้ออกให้ผู้น้อง หนิงอันค้อมศีรษะขอบคุณ ไม่ได้เอ่ยคัดค้านคํากล่าวหานั้นเพียงยิ้มรับน้อยๆ ก่อนออกเดินไปทางประตูเรือนพร้อมกัน

“แล้วท่านมีอันใด วันนี้มิต้องเข้าไปฝึกที่สํานักหรอกหรือ” หนิงอันเอ่ยถามอีกฝ่ายบ้าง ด้วยยามนี้หยางหลงได้เข้ารับการฝึกในสํานักผู้ตรวจตราเมืองแล้ว หลังจากประลองการต่อสู้ได้ที่หนึ่งในช่วงเทศกาลเมืองปีนี้ ก็นับว่าคุณสมบัติเหมาะสมพร้อมจะเข้าสอบ แต่จําต้องผ่านการฝึกอันแสนทรหดให้ได้เสียก่อน ซึ่งก็มิมีผู้ใดบอกได้ว่าการฝึกฝนจะจบสิ้นเมื่อใด เมื่อไม่เคยมีประกาศระยะเวลามาอย่างแน่ชัด

ยามถามก็เอ่ยจ้องมองอีกฝ่ายไปด้วย หยางหลงเองก็เติบใหญ่มากกว่าปีก่อนอย่างเห็นได้แจ้งชัด ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูงหรือความกํายําน่าเกรงขามของร่างกาย แลใบหน้าดูคมคายสมเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของบุรุษเพศอย่างเต็มตัว ทําให้คุณหนูน้อยใหญ่ทั่วเขตเมืองมักจะแอบลอบมองยามเห็นอีกฝ่าย

“วันนี้ทางสํานักให้ทุกคนได้พักผ่อนกัน” หยางหลงไม่ได้ขยายความ ด้วยมาถึงประตูเรือนกันแล้ว

ข้างหน้านั้นมีบ่าวผู้หนึ่งคอยจับจูงม้าสีดําที่หนิงอันคุ้นเคยดีอยู่ด้วย

“ท่านจะไปส่งข้าหรือ แต่ข้าจะแวะไปซื้อขนมก่อนนะ”

“ย่อมได้” ผู้ตอบรับรับเชือกจูงมาจากบ่าว ก่อนกระโดดขึ้นหลังม้าเป็นคนแรกแล้วจึงส่งมือมาให้คนน้องที่ยืนรออยู่ข้างๆ

หนิงอันส่งมือให้อีกฝ่ายอย่างไม่อิดออด ด้วยทําเช่นนี้เป็นร้อยครั้งได้แล้ว ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกดึงให้ไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหน้าได้อย่างง่ายดายดังเช่นทุกครั้ง

“เย็นนี้พี่มาร่วมสํารับด้วยได้หรือเปล่า” หยางหลงกระตุกเชือกช้าๆ เจ้าม้าสีนิลประจํากายก็ค่อยๆ เยื้องย่างกายอย่างคุ้นชินว่าหากมีเจ้านายสองคน มันต้องค่อยๆ เดิน มิจําเป็นต้องห้อตะบึงอย่างเร่งรีบ

“เย็นนี้ข้ามีนัดกับสหายแล้ว ขออภัยท่านด้วย” หนิงอันหันมาส่ายหน้าปฏิเสธอย่างช้าๆ ในแววตาไม่ได้ปรากฏความเสียดายอันใด เพียงแค่ขอลุแก่โทษเท่านั้น

“ไม่เป็นไร อยู่กับสหายเถอะ ครั้งหน้ายังมี” หยางหลงยกยิ้มอย่างเข้าใจ ตนมิได้นัดหมายไว้ก่อน ไม่แปลกที่ผู้น้องจะมีธุระปะปังมากมายในยามนี้

“แล้วคุณหนูลี่หมิงหมิงเล่า เห็นว่าจะเดินทางมาเมืองเราได้สองวันแล้ว ท่านไม่ลองเอ่ยชวนหรอกหรือ”

“พี่ยังไม่รู้เลยว่าคุณหนูลี่เดินทางมา”

“ใจร้ายเหลือเกิน” หนิงอันเย้าแหย่บ้าง มือเล็กก็ยกปัดเส้นผมที่ตกลงปรกใบหน้าอีกฝ่ายด้วย

“จําเป็นต้องใจดีหรือ” หยางหลงเลิกคิ้วถาม เห็นคนน้องส่ายหน้าไม่ตอบอะไรกลับมาก็เงียบเสียงลง ตั้งอกตั้งใจควบคุมม้าให้ไปตามทาง

หากจะกล่าวว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมีเพียงร่างกายที่เติบใหญ่ก็จะเป็นเรื่องผิดไปมาก ยามนี้นิสัยใจคอก็สุขุมมากขึ้น รู้จักยั้งคิดก่อนกระทํา กิจการงานค้าขายซาลาเปาก็เป็นไปด้วยดี ผู้คนรอบข้างยอมรับนับถือ ได้ขยับขยายร้านให้กว้างขวางขึ้น คิดค้นสูตรใหม่ๆ เพิ่มมาขายอยู่ตลอด อีกทั้งยังริเริ่มทําสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย ดั่งเช่นการเปิดสํานักอบรมเล็กๆ จัดหาครูอาจารย์ทั้งพี่เลี้ยงมาสอนเด็กที่พ่อแม่มิว่างดูแลสอนสั่ง เติมเต็มเวลาของเด็กเหล่านั้นให้มีคุณค่าไม่ให้ว่างเปล่าโดดเดี่ยวเช่นที่ตนเคยเผชิญ

หนิงอันยินดีที่ชีวิตเป็นไปในทางเช่นนี้ เอาความสุขตั้งไว้กับตนเอง จึงไม่ต้องมองหาจากผู้อื่น มิตรสหายที่หวังดีต่อกันจริงก็มี คนรอบข้างที่จะคอยพยุงหนุนกันดังเช่น ลี่หยางกับซิงเทียนก็มี

เรื่องความสัมพันธ์กับหยางหลงผู้เป็นพี่ชายต่างสายเลือดก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย แม้จะไม่คล้ายว่าเปลี่ยนดีนัก แลจะกล่าวว่ากลับไปเป็นเช่นเดิมเหมือนตอนยังเด็กก็ไม่ใช่ทั้งหมด เหมือนจะกระจ่างชัดแต่ก็มีควันขมุกขมัวอยู่รอบๆ กายคนทั้งคู่ ด้วยในเวลานี้หนิงอันกับหยางหลงคบหากันในฐานะผู้ที่มีมิตรไมตรีต่อกัน มิได้ถอยห่างแต่ก็ไม่ได้ขยับเข้าใกล้ชิดขึ้น

ความรู้สึกของตนที่มีต่ออีกฝ่ายนั้น แม้จะยังมีความรักให้แต่ไม่ได้โหยหาอยากครอบครอง หนําซ้ำหากอีกฝ่ายได้ตบแต่งกับหญิงสาวดีๆ ผู้เพียบพร้อมสักคน แม้อาจจะเจ็บอยู่บ้างแต่ตนจะกล่าวยินดีจากใจจริง

แต่นั่นคงจะเป็นเรื่องในภายภาคหน้าอีกยาวไกล ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมานี้ แม้คุณหนูลี่หมิงหมิงจะพยายามเฝ้าเขียนกลอนผ่านจดหมายส่งมาให้ หรือมีโอกาสได้ติดตามบิดามารดามายังเมืองนี้แล้วขอมาพบปะกับหยางหลงอยู่สองสามครั้งแล้ว ตนก็ไม่เห็นว่าพี่ชายนอกสายเลือดจะมีท่าทีใดๆ

นับว่าคําที่เคยเอ่ยอ้างปฏิเสธกับตนเมื่อปีสองปีก่อนว่ายังไม่ใคร่สนใจเรื่องความรัก ขอมุ่งเน้นฝึกฝนตนในด้านวรยุทธ์การต่อสู้นั้นจะไม่ใช่เรื่องหลอกลวง



“ไยพวกเจ้ามากันไวนัก” แวะเวียนร้านขนมตามทางมาเรื่อยๆ จนพออกพอใจแล้ว หนิงอันก็มาถึงหลังเวลานัดหมายไปเกือบสองเค่อ หยางหลงเมื่อมาส่งถึงประตูแล้วก็ไม่ได้เข้ามาเขตสํานักอบรมเด็กด้วย เอ่ยขอตัวกลับไปพักผ่อนที่เรือนก่อน หนิงอันจึงได้เข้ามาผู้เดียว เมื่อมองเห็นสหายยืนตรวจตราดูของอยู่ก็เอ่ยทักถาม

“เจ้านั่นแหละไปเถลไถลอยู่ที่ใด” เสียงพร่าแปร่งหูดังขึ้นมาก่อนผู้พูดจะปรากฏกาย หนิงอันตวัดสายตาเรียวมองอีกฝ่าย ทําเป็นถอนหายใจเสียงดังอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนทําเมินไม่สนใจ เดินเข้าไปช่วยซื่อหลานตรวจดูรายการข้าวของ

“นี่เจ้าเมินข้าหรือ!” ซื่อหมิงขึ้นเสียงดังอย่างคนมีอารมณ์คุกรุ่น สาวเท้าตรงมายังที่ๆ สองสหายยืนอยู่ด้วยใบหน้าหมายเอาเรื่องเอาราว หนิงอันจึงหันมาหยุดอีกฝ่ายด้วยด้ามพัดที่ตีเข้ากับหน้าผากดังลั่นบริเวณ

“เจ้า! ทําร้ายข้าอีกแล้ว!!”

“เงียบเสียงแหบเป็นเป็ดของเจ้าก่อนที่ข้าจะเอาตัวเจ้าไปขึ้นเขียงสับเป็นอาหารกลางวันให้เด็กพวกนี้กินซะ” หนิงอันกล่าวเสียงเหี้ยม ท่าทางคุกคามเหนือชั้นกว่าซื่อหมิงทําให้คนหาเรื่องก่อนต้องเดินอ้อมไปทางสหายอีกผู้หนึ่งที่ยืนหัวเราะอยู่

“เจ้าสู้อะไรหนิงอันไม่ได้ก็ยังไม่เจียมตัว หาเรื่องหาราวตีกันเหมือนเด็กอยู่นั่น” ซื่อหลานเย้าแหย่ให้อีกฝ่ายยิ่งหน้าบึ้งใหญ่ ครั้นหันไปมองหนิงอันก็เห็นใบหน้างามกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่

“เจ้าก็เลิกเอาพัดตีหัวซื่อหมิงเสียที สมองที่น้อยอยู่แล้วจะยิ่งเล็กน้อยลงไปใหญ่” ผู้พูดกล่าวด้วยรอยยิ้มละมุนละไมประดับอยู่บนใบหน้า คนถูกกล่าวหาเลยลังเลว่านั่นคือคําช่วยเหลือหรือก้าวซ้ำเติมกันแน่

“จริงเช่นเจ้าว่า” หนิงอันทําหน้าทําตาล้อเลียนซื่อหมิงที่ยืนงงอยู่ก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังเมื่ออีกฝ่ายหันมา รีบหันหน้ากลับมาทํางานทําการเช่นเดิม

“พวกเจ้าใจร้ายกับข้านัก” ซื่อหมิงหน้าบูดบึ้งแต่ก็เข้ามาร่วมวงคัดแยกสิ่งของ

หนิงอันและสหาย (?) ทั้งสอง ซื่อหลานกับซื่อหมิงร่วมกันจัดตั้งสํานักอบรมแห่งนี้ขึ้นมาเมื่อ 6 เดือนก่อน เป็นช่วงที่หนิงอันอายุครบ 14 ปีและเอ่ยขอของขวัญเป็นผืนดินอีกที่จากผู้เป็นพ่อ ด้วยเวลาเกือบขวบปีที่ผ่านมาหนิงอันได้ทําให้หวังช่างหลิวเห็นว่ามีความมุมานะอดทนเพียงใด เริ่มเล่าเรียนศึกษาตํารารวมทั้งดูแลกิจการไปด้วยอย่างไม่เคยปริปากบ่นหรือท้อถอย จึงได้ตบรางวัลตามที่ลูกเอ่ยขออย่างไม่คัดค้าน ไม่คาดคิดว่าบุตรชายคนโตกับสหายจะร่วมมือทําสิ่งดีๆ ถึงเพียงนี้

ส่วนที่ว่าเหลียนซื่อหมิงมาเข้าร่วมด้วยได้อย่างไรก็จําต้องย้อนกลับไปในเรื่องของคุณหนูลี่หมิงหมิง เหลียนซื่อหมิงมาพบญาติผู้น้องของซื่อหลานเข้าโดยบังเอิญและบังเกิดความชมชอบ จึงได้มุมานะพยายามเอาตัวเข้ามามีส่วนร่วมกับสิ่งที่ซื่อหลานทําอยู่เสียทุกอย่าง จึงได้เกาะติดกันเป็นกลุ่มก้อน 3 คน 3 สหายกันมาตั้งแต่ยามนั้นอย่างงงๆ งวยๆ

“ท่านลุงของเจ้าให้ตํารามาเสียเยอะเลย” ซื่อหลานหยิบสมุดขึ้นมาอ่านดูปก ก่อนจะเปิดดูเนื้อหาด้านใน เห็นว่าบทความเหล่านี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้นก็พยักหน้าขึ้นลงอย่างพออกพอใจ

“ใช่ ปากก็บ่นว่าข้าใช้งานคนแก่ แต่พอถึงเวลาก็ขนมาให้ตั้งสองสามหีบ เรียนไปอีกสองปีก็มิหมด” หนิงอันกล่าวถึงอาจารย์ลุงของตนเสร็จแล้วก็หันไปเปิดหีบข้างๆ

“แล้วนี่เจ้าขนผ้ามาเยอะขนาดนี้ พ่อเจ้าไม่ทุบหัวเจ้าเอาหรอกรึ” หนิงอันหยิบผ้าเนื้อหยาบขึ้นมาดู เห็นว่ามีเป็นสิบๆ หีบก็อดจะถามผู้ขนนํามาอย่างซื่อหมิงไม่ได้

“ข้าจ่ายเงินให้ท่านพ่อไปแค่ห้าหีบ แต่ท่านสมทบให้อีกเท่าตัวหนึ่ง เห็นว่าผ้าเหล่านี้ไม่ได้หายากขาดแคลนอะไร แจกจ่ายบ้างก็ไม่ได้ทุนหายกําไรหด”

สหายทั้งสองพยักหน้า ช่วยกันหยิบๆ วางๆ ของจัดแจงให้เป็นสัดส่วนก่อนจะสั่งให้พี่เลี้ยงในสํานักมายกไปเก็บไว้ในตัวเรือน

“แล้วเจ้าจะให้พวกเด็กๆ ทําถุงเครื่องหอมกันเยอะขนาดไหนกัน” ซื่อหลานหันมาถามผู้ริเริ่มความคิด ด้วยช่วงนี้เด็กๆ มักบ่นออกมาว่าไม่อยากนั่งคัดตัวอักษรกันหลังเลิกเรียนแล้ว หนิงอันจึงได้เสนอให้ทุกคนได้ทําถุงหอมเอาไว้ใช้กันเองและเอาจะได้เอาไปฝากขายที่โรงเตี๊ยมของตนด้วย วันนี้จึงยกเลิกช่วงเวลาคัดอักษรหลังข้าวเที่ยงไป

“ทําได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ต้องให้พวกพี่เลี้ยงจับตาดูดีๆ ด้วย มีของแหลมคมเช่นเข็มเช่นมีดเยอะไม่น้อย”

“มีดที่ข้านํามาตัดขาดได้แค่พวกด้ายเท่านั้น อย่ากังวลให้มาก” ซื่อหมิงสําทับ ก่อนจะออกเดินไปทางห้องพักรับรองที่จัดทําไว้ให้อาจารย์และพวกพี่เลี้ยงได้มานั่งพักผ่อนดื่มชา รวมทั้งกินข้าวอยู่ที่นี่

“เที่ยงนี้มีอะไรกินหรือ” ด้วยใช้พลังกายไปกว่าสองชั่วยามแล้ว มายามนี้ก็ชักหิวขึ้นมา

“อาหารทั่วไป แต่ข้าเตรียมซาลาเปากับขนมอื่นๆ มาไว้ให้เด็กๆ กินระหว่างทําถุงเครื่องหอมด้วย พวกเจ้าจะเอาซาลาเปาข้าไปกินรองท้องก่อนหรือไม่ล่ะ”

หลังหนิงอันกล่าวจบ สหายทั้งสองก็ร้องเรียกบ่าวของตนให้มารับรายการอาหารที่ตนอยากกินแล้วให้ไปหาจัดซื้อมาให้ มิได้สนใจใบหน้ากระตุกถี่ของผู้เสนอซาลาเปาให้กินเลยแม้แต่น้อย

พวกเจ้า…เห็นซาลาเปาข้าเป็นอะไรกัน ไยเมินเฉยมันตลอดเวลา!!



ล่วงเข้าสู่ยามเซิน (15:00-16:59 น.) สามสหายที่อยู่เฝ้าดูการทําถุงเครื่องหอมของเด็กๆ ก็เอ่ยขอตัวกับบรรดาอาจารย์และพี่เลี้ยง ด้วยถึงเวลาเก็บร้านของหนิงอันแล้ว เจ้าตัวจึงต้องเดินทางไปตรวจตราความเรียบร้อยเสียหน่อย ก่อนจะรับลี่หยางกับซิงเทียนให้ไปร่วมสํารับเย็นด้วยกัน

ร้านของหนิงอันในตอนนี้ไม่ได้มีซาลาเปาเพียงสองไส้เท่านั้น แต่ด้วยเรื่องราวงานประลองปีที่แล้วทําให้หนิงอันมีความคิดแปลกใหม่ที่จะปรับเปลี่ยนไส้ของซาลาเปา ยามนี้จึงมีเพิ่มขึ้นมาอีกสองอย่าง คือไส้หมูสับเผ็ด กับไส้หมูสับไข่เค็ม (ผู้ใดเป็นต้นคิดไส้นี้ตั้งแต่เริ่มแรกต้องขออภัยที่ขโมยมาให้น้องหนิงอันนะคะ ๕๕๕๕) อย่างแรกคือนําพริกมาสับละเอียดผสมกับหมูสับในสัดส่วนที่พอดีพอเหมาะไม่ให้เผ็ดมากจนเกินไป กับอย่างที่สองคือนําไข่เป็ดต้มสุกไปดองในน้ำเค็ม แล้วเอาส่วนไข่ขาวมาผสมรวมกับเนื้อหมู เก็บไข่แดงไว้ยัดเป็นไส้ข้างในด้วยกัน ทําให้เกิดรสชาติเค็มๆ มันๆ ลูกค้าทั่วทุกสารทิศต่างติดอกติดใจทั้งสองรสนี้ จนต้องหาคนงานมาช่วยปั้นก้อนแป้งให้มากขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังขัดอกขัดใจหนิงอันอยู่ก็คือสหายทั้งสองยังไม่ยอมกินซาลาเปาของตน!!

“พวกเจ้าเป็นสหายที่แย่ยิ่งนัก” คิดแล้วก็โมโห โมโหแล้วก็เอ่ยปากบ่นว่าสหาย บ่นว่าเสร็จก็เดินย่ำเท้าเสียงดัง เร่งฝีเท้าเดินหนีตรงไปยังร้านของตัวเองให้เร็วขึ้นโดยทิ้งสหายทั้งสองที่ต่างงุนงงว่าเกิดอันใดขึ้นกับหนิงอันไว้เบื้องหลัง

เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าร้านใกล้เคียงมาจนถึงร้านของตน นึกไปถึงรายการอาหารเย็นที่ตนนัดแนะกับเหล่าสหายว่าจะไปกินด้วยกันด้วยต้องการให้จิตใจสงบ ไม่นึกเลยว่าเมื่อมาถึงเขตร้านของตนแล้วจะมองเห็นผู้คนมากมายยืนมุงกันอยู่เต็มร้าน

ยามนั้นใบหน้าหวานจึงได้กระตุกถี่ยิกไปเสียทุกส่วน

นี่…ความรู้สึกเช่นนี้มันห่างหายไปนานมากนักแล้วมิใช่หรือ

“คุณชาย!” ลี่หยางกับซิงเทียนหันมาเห็นเจ้านายของตนก็ร้องเรียกเสียงดังด้วยใบหน้าคล้ายจะร้องไห้ สองพี่น้องวิ่งตรงมาหาหนิงอันที่ยืนขาแข็งขยับไม่ได้อย่างเร็วรี่

“พวกเจ้า…เมื่อเช้าได้จุดธูปไหว้ท่านเทพเมืองหรือเปล่า” หนิงอันเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาคล้ายคนหมดแรง ยิ่งเห็นสายตาของบรรดาชาวบ้านมุงแล้วเหงื่อก็หยดไหลลงมามิขาดสาย

“เราไม่ไหว้ท่านเทพเมืองมานานแล้วนะขอรับ แต่ว่าคุณชาย ยามนี้…”

“ซิงเทียนรีบไปจุดธูปเร็วเข้า!” หนิงอันไม่รอฟังให้จบ เอ่ยสั่งการบ่าวเด็กน้อยของตน แต่เมื่อซิงเทียนกําลังขยับตัว ซื่อหลานก็เข้ามาดักหน้าหยุดเอาไว้เสียก่อน

“เจ้าจะจุดยามนี้ก็ไม่ทันเสียแล้วหนิงอัน” ซื่อหลานเอ่ยเช่นนั้นแลซื่อหมิงก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

“คุณชาย” เสียงของลี่หยางอ่อนแรงไม่ต่างจากคุณชายของตน ถลากายเข้ามาเกาะแขนด้วยสีหน้าซีดเซียว

“เจ้าจะบอกข้าเองหรือให้ข้าไปฟัง…”

“มาแล้วหรือ เจ้าคนขี้โกง!!”

นั่นปะไร!

ท่านเทพบนสวรรค์รังเกียจอะไรข้านักหรือ!

ให้ข้าอยู่ดีๆ ไปสักสองสามปีไม่ได้รึอย่างไรกัน!!





*******



มาช่วยให้น้องขายซาลาเปาได้อย่างมิมีอุปสรรคกันเนาะ

รักกกกก



 :mew1:

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
หมั้นหมาย (2)



แม้จะสงสัยกับท่าทีคุกคามของผู้ตะโกนว่าแต่หนิงอันก็เพียงแค่ก้าวเท้าออกไปยืนข้างหน้าร้านของตนพร้อมด้วยสหายและบ่าวอย่างสงบ ดวงหน้าเชิดขึ้นมองตรงแต่ยังคงเหลือบมองท่าทีของผู้คนที่มามุงดูบ้างเป็นครั้งคราว ท่าทีที่หันไปป้องปากคุยกันเสียงเบาอย่างนี้มันหายไปนานเสียจนหนิงอันแทบจะลืมไปแล้ว

นี่ข้าก็อยู่อย่างสงบสุขมาตั้งปีกว่าแล้วหนอ ศัตรูคู่แค้นที่เคยมีก็คิดว่าชะล้างหมดสิ้นความแค้นกันไปหมดแล้ว แล้วที่ยืนถมึงทึงจ้องหน้าข้าอยู่สองสามคนที่คือใครกัน?

“ชักช้าอยู่นั่น รีบมารับผิดชอบของๆ ร้านเจ้าเสีย” ชายคนที่ตะโกนร้องเรียกหนิงอันตั้งแต่แรกปาถุงกระดาษแบบอย่างเดียวกับที่ร้านของตนใช้ลงมาที่พื้นข้างหน้าตน ก่อนที่เจ้าก้อนแป้งสีขาวสองสามก้อนจะกระเด็นออกมาจากถุง หนิงอันก้าวถอยหลังออกไปให้พ้นจากวิถีที่ถุงตกลงมา ก่อนจ้องมองซาลาเปาด้วยสีหน้าเจ็บปวด

เกิดเรื่องอันใดขึ้น ซาลาเปาของข้ามีอันต้องได้แน่นิ่งอยู่บนพื้นทุกที

“นี่คล้ายกับซาลาเปาในร้านของข้านัก แต่ท่านช่วยแจ้งแถลงไขให้ข้าได้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น” หนิงอันกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก พยายามข่มอารมณ์ของตนอย่างยิ่งยวดไม่ให้ทําการไม่ดีออกไป

แม้จะรู้สึกหวั่นใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพราะว่าข้างหลังของตนยังมีบ่าวสนิททั้งสองกับคนอื่นๆ ในร้านยืนอยู่ ส่วนสหายทั้งสองคนก็ก้าวเข้ามายืนเคียงข้าง แสดงเจตจํานงจะยืนอยู่ด้วยแม้ไม่ใช่เรื่องของตน สิ่งนี้ทําให้หนิงอันมีแรงใจจะเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

“อย่ามาทําพูดจาดีทั้งที่ใจเจ้าคดโกง ซาลาเปาพวกนี้ข้าซื้อมาจากร้านของเจ้า พอบิออกมาดูกลับเห็นมีเศษกระดาษปะปนอยู่ด้วย นี่หรือร้านโด่งดังของเมือง ผู้ใดหลงเชื่อซื้อไปกินก็โง่เกินไปแล้ว” ชายผู้เดิมกล่าวด้วยน้ำเสียงดัง ท่าทางดุดันน่ากลัว แต่นั่นไม่ได้ทําให้หนิงอันตกใจกลัวเท่ากับเนื้อความที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา

“ท่าน…คงจะมีเหตุเข้าใจผิดเกิดขึ้นแล้ว ร้านของข้าไม่เคยนําสิ่งใดที่กินไม่ได้เข้าไปผสมใส่ด้วย…”

“แล้วกระดาษมันมาจากที่ใด!! เจ้าหาว่าข้าพูดจาเหลวไหลไปเองงั้นหรือ!”

เมื่อเห็นว่าหนิงอันยังคงมีท่าทีสงบ ผู้กล่าวหาจึงได้เพิ่มระดับเสียงไปอีกขั้น ผู้คนก็เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ครานี้ไม่ได้ป้องปากพูดกันเป็นกลุ่มเท่านั้น หลายๆ คนเริ่มกล่าวถึงเรื่องที่ได้ยินเสียงดังออกรสออกชาติ

“ข้ายังไม่ได้กล่าวอันใดนอกเหนือจากเรื่องที่เกิดขึ้น เพียงแค่ชี้แจงเรื่องที่ท่านกล่าวหาเท่านั้น”

“ได้! หากเจ้ายังยืนยันเช่นนั้น ข้าจะทําให้เจ้าดูว่าคําที่ข้าพูดไม่ใช่เป็นเพียงคํากล่าวหา” กล่าวกับหนิงด้วยใบหน้าถมึงทึงจบแล้วก็หันไปรอบกายเอ่ยขอกระบอกน้ำจากคนอื่นๆ ครั้นได้มาแล้วก็เดินเข้ามาใกล้หนิงอันที่บ่าวๆ พากันดึงให้ถอยห่างออกมา หากแต่คนผู้นั้นเพียงต้องการหยิบซาลาเปาที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นไป

“ทุกคนดูให้ดีๆ เจ้าคุณชายผู้นี้นอกจากจะเป็นต้วนซิ่วแล้วนิสัยก็ยังชอบปดจิตใจก็คดโกงอีกด้วย!”

กล่าวว่าจาเสียดสีจบสิ้นก็จัดการแยกก้อนแป้งออก ข้างในเป็นไส้หมูสับปกติไม่มีสิ่งใดแปลกไป แต่เมื่อชายคนนั้นเทน้ำราดไปที่ก้อนแป้งแล้วขยี้ถูด้วยสองมือเสร็จสิ้นแล้ว ในมือกลับปรากฏเศษชิ้นเล็กๆ สีขาวขุ่นที่แลดูแล้วไม่คล้ายแป้งที่เปียกน้ำ

ผู้คนต่างพูดต่อๆ กันไปเมื่อเห็นว่าในมือชายคนนั้นมีเศษกระดาษอยู่จริง

“เจ้ามาดูด้วยตาตัวเอง นี่ไม่ใช่เศษกระดาษหรือ หรือเพราะว่าเจ้ากับคนอื่นๆ ในเรือนกินกระดาษกันเป็นอาหารอยู่แล้วจึงไม่คิดว่ามันแปลก!” คําพูดที่กล่าวออกมาหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนความทําให้หนิงอันเงยหน้าขึ้นจดจ้องผู้ที่ใช้นิ้วชี้หน้าตนอยู่อย่างโกรธเกรี้ยว วาจาที่บ่งบอกว่าผู้พูดเกลียดชังตนแถมลามไปทั่วถึงคนในเรือนย่อมทําให้หนิงอันไม่อาจอยู่เฉยได้

“ท่าน! จะกล่าวสิ่งใดโปรดให้อยู่ในขอบเขตเสียหน่อยเถิด หรือแท้จริงแล้วท่านต้องการมาพูดจาไม่ดีต่อกันเพียงเท่านั้น ซาลาเปานี้ซื้อมาจากร้านของข้าจริงหรือไม่ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้!” หนิงอันโต้ตอบกลับไปเสียงดัง ใบหน้าหวานขมวดเกร็งแน่นทุกสัดส่วนด้วยเจ้าของกําลังอดทนอดกลั้นอย่างมาก

“ข้าเห็นด้วยกับคํากล่าวนี้ จู่ๆ เจ้าก็มาโวยวายเสียงดังให้ชาวบ้านได้ยินได้เอาไปพูด คําพูดก็มีแต่เสียดสีเหยียดหยามผู้อื่น คล้ายไม่ได้ตั้งใจมาอุทธรณ์สิ่งที่ตนพบเจอ เช่นนี้จะไม่เป็นการกระทําเพื่อหวังให้สหายของข้าเสียหน้าเฉยๆ หรือเปล่า” ซื่อหลานมิอาจอดทน ที่อีกฝ่ายมาชี้หน้าพูดจาไม่ดีใส่สหายของตน

“ทําผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิด เมืองนี้มีใครขายซาลาเปาแบบร้านเจ้าบ้าง”

“แล้วมีแค่คนในเรือนข้าหรืออย่างไรที่ทําเป็น มิใช่ท่านทําเองรึ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ลองเอาที่ยังอยู่ในหม้อนึ่งออกมาทําอย่างที่ข้าทําดู!”

“ย่อมได้!!”

เสียงของทั้งคู่ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์ที่ร้อนกรุ่น เสียงของผู้คนรอบข้างเองก็เริ่มแตกฝ่ายเช่นกัน ด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่มีร้านอยู่ใกล้เคียงกับหนิงอันก็เอ็นดูคุณชายผู้นี้อยู่มาก อีกทั้งสองปีมานี้ก็ไม่เห็นลูกค้าผู้ใดจะมาประท้วงแจ้งความอะไร อยู่สุขสงบมาตั้งแต่คราวงานเทศกาลปีก่อนหน้านั้น ส่วนชาวบ้านทั่วไปที่เคยเป็นลูกค้า บางคนก็เชื่อคํากล่าวอ้าง ส่วนบางฝ่ายก็ยังรอการพิสูจน์อยู่

“ลี่หยางไปหยิบเอาซาลาเปา ‘ของเรา’ มา” หนิงอันเน้นย้ำเสียงคําว่าของเราให้ได้ยินกันทั่ว ด้วยใจไม่นึกยอมรับซาลาเปาที่อีกคนเอามา

“ขอรับ” ลี่หยางที่จดจ้องชายคนนั้นด้วยสายตาขุ่นเคืองไม่ต่างจากคนอื่นๆ รับคําเสียงดัง แต่ครั้นหมุนกายเพื่อไปตระเตรียมเอาของ ก็ได้ยินคํากล่าวต่อไปของอีกฝ่ายตามมาเสียก่อน

“หากเจ้าพูดปดจริง เจ้าจะต้องจ่ายคําเสียหายให้ข้าด้วยล่ะ เจ้าคุณชายต้วนซิ่ว” น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเหยียดหยามและสีหน้าที่ยกยิ้มอย่างชั่วร้ายทําเอาฝ่ายหนิงอันทุกคนต้องเม้มปากแน่นอย่างแค้นเคือง ปากเล็กเตรียมจะกล่าวคําโต้ตอบก็พอดีกับเสียงคุ้นเคยของคนๆ หนึ่งดังขึ้นเสียก่อน

“และหากว่าพิสูจน์ได้จริงแล้วว่าน้องข้าไม่ผิด ท่านก็ควรจ่ายค่าทําขวัญที่กล่าววาจาเช่นคนไร้การศึกษาให้น้องของข้าระคายหูด้วยเช่นกัน”

หยางหลงฝ่าฝูงชนเข้ามายืนอยู่ด้านหลังคนพูดจาว่าร้าย น้ำเสียงหนักแน่นกดต่ำรวมถึงแววตาที่จ้องมองอย่างไม่หวั่นเกรงทําให้ชายผู้นั้นก้าวถอยหลังหนีไปด้วยสีหน้าตกใจ

ผู้มาใหม่ไม่ได้รอให้อีกคนโต้ตอบคําของตน สืบเท้าเดินมาใกล้กลุ่มของหนิงอันก่อนจะเอื้อมมือหยิบเอาซาลาเปาในมือของลี่หยางมาถือไว้เอง

“ท่านพี่” หนิงอันแสดงสีหน้าเป็นกังวล จิตใจพะว้าพะวังกลัวแม้จะมั่นใจว่าของในร้านของตนไม่ใช่อย่างที่คนผู้นั้นกล่าวหา

“เจ้าเป็นคนเทน้ำลงมา” หยางหลงจ้องมองใบหน้าบึ้งตึงของน้องชายต่างสายเลือด แววตาที่เคยดื้อรั้นยามนี้เต็มไปด้วยกระแสขุ่นมัวด้วยความโกรธเคืองรวมทั้งกังวลตระหนกกับเหตุการณ์ แต่เมื่อตนพยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างแสดงความเชื่อมั่น ใบหน้าเยาว์ก็พยักหน้าตอบกลับมา

ซื่อหลานกับซื่อหมิงแตะบ่าสหายคนละทีเบาๆ อย่างให้กําลังใจ อย่างไรเสียสหายของตนก็มิใช่คนอย่างที่ชายคนนั้นกล่าวหา

เจ้าของร้านค่อยๆ เทน้ำจากกระถังลงบนซาลาเปาที่อยู่ในมือใหญ่ของหยางหลง หัวใจที่เต้นรัวด้วยความโกรธสงบลงไปมากตั้งแต่เห็นอีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้

แต่เมื่อมือใหญ่เริ่มต้นบิก้อนซาลาเปาออก ใช้นิ้วมือขยี้ส่วนแป้งให้กระจายออกจากกันเรื่อยๆ แป้งที่เคยนิ่มก็เปื่อยอ่อนกลายเป็นเศษชิ้นเล็กๆ ร่วงหล่นจากมือใหญ่ไป แต่มีบางส่วนที่มองดูดีๆ แล้วกลับไม่เหมือนเป็นแป้งเท่าใดนัก

“หนิงอัน…” สหายทั้งสองต่างกลั้นลมหายใจพร้อมกันเมื่อเห็นภาพตรงหน้า หันใบหน้าไปมองสหายของตนด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

บ่าวแลคนงานทั้งหมดที่เห็นสิ่งเดียวกันก็นิ่งค้างไป ไม่กล้าหันมองหน้ากัน

“มะ ไม่จริง” หนิงอันทิ้งกระถังน้ำลงกับพื้น ยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาปิดปากตนไว้เมื่อเห็นว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่บนมือของหยางหลงนั้นไม่ใช่เศษแป้งที่เปียกน้ำ

แต่มันคือเศษกระดาษสีขาวขุ่น…

“นั่นไงเล่า! เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือไม่!”

เสียงผู้คนดังขึ้นทั่วบริเวณทันทีที่เศษกระดาษปรากฏ มีคนไม่น้อยที่ตะโกนใช้ถ้อยคําหยาบคายถึงหนิงอันที่ยังคงยื่นนิ่งค้างอยู่

หยางหลงกําของในมือของตนแน่น ปกปิดมันจากสายตาของผู้เป็นน้อง ก่อนจะดึงร่างเล็กกว่าตนเข้ามาใกล้

“หนิงอัน…เจ้าได้ยินพี่หรือเปล่า”

“ข้าไม่ได้ทํานะ” หนิงอันกล่าวเสียงสั่น ดวงตาเรียวก็เหลือบสายตาไปมองผู้คนที่บ้างก็แสดงสีหน้าผิดหวัง บ้างก็โกรธเกรี้ยว

“พี่รู้ หันมาทางนี้ก่อน ใจเย็นๆ” หยางหลงปาเศษกระดาษทิ้ง เช็ดไม้เช็ดมือตนเสร็จก็ใช้มือทั้งสองข้างจับใบหน้าของน้องไว้ พยายามเรียกให้หนิงอันสนใจตนก่อน

ยามนั้นเองที่เสียงฝีเท้าของใครหลายคนดังขึ้นมา เสียงตะโกนโวยวายให้ผู้คนหลบหลีกทางดังมาเรื่อยๆ จนกลุ่มคนในชุดสีกรมเข้มปรากฏต่อหน้าของทุกคน

“คุณชายหวังหนิงอัน ทางศาลเมืองได้รับแจ้งว่าสํานักอบรมของคุณชายรับซื้อของหลีกเลี่ยงภาษีเมือง จึงมีคําสั่งให้ปิดสํานักอบรมเป็นการชั่วคราวนับตั้งแต่เวลานี้จนกว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ และหมายศาลจะส่งไปหาที่ตระกูลในอีกสามวันข้างหน้า ขอให้คุณชายเตรียมหลักฐานพิสูจน์ตนให้พร้อม”



หนิงอันจําต้องปิดทั้งสํานักอบรมและร้านซาลาเปาพร้อมกันด้วยจิตใจที่ไม่สู้ดีทั้งของตนและผู้คนที่เกี่ยวข้อง เมื่อวานหลังจากที่ได้รับแจ้งสารจากเจ้าหน้าที่ศาลเมืองแล้ว กลุ่มชายสามคนก็ร้องเรียนเรื่องที่ซาลาเปาในร้านของหนิงอันใส่กระดาษเข้าไปผสมปนด้วย กล่าวได้ว่าโดนต่อยยังไม่หายเจ็บชาก็ถูกกระทืบซ้ำลงมาอย่างเต็มแรงอีก

เจ้าหน้าที่จึงไต่สวนเท้าความกันอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม ก่อนเอ่ยปากให้จัดการหาหลักฐานมาให้พร้อมกันเลย ส่วนกลุ่มคนที่มาร้องเรียนเหล่านั้นก็ต้องขึ้นศาลไปกับตนด้วยในอีกสามวันข้างหน้า

แม้จะโล่งใจที่สหายทั้งสองไม่ถูกตั้งข้อหาจากศาลไปด้วย แต่ทุกคนกลับมีข้อสงสัยในเรื่องเดียวกันว่าทําไมจึงมีแค่หนิงอันผู้เดียวที่ถูกกล่าวหาในเรื่องรับซื้อของเลี่ยงภาษีเมือง ทั้งๆ ที่ข้าวของส่วนใหญ่ก็ต่างจัดซื้อมาในนามของสํานักอบรมที่มีชื่อของกลุ่มพวกตนทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมกัน ครั้นเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ผู้มาส่งหมายเรียกจากศาลที่เรือนก็ได้คําตอบว่าผู้แจ้งเอาความผิดนั้นมีหลักฐานที่บ่งบอกถึงตัวของหนิงอันเท่านั้น คุณชายตงกับคุณชายเหลียนจึงรอดพ้นไป แต่อย่างไรก็ต้องขึ้นศาลไปฟังความด้วยเช่นกัน

เย็นวานนั้นหนิงอันกลับเรือนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว แล้วก็ขังตนไว้ในห้องไม่พบปะพูดคุยกับใครแม้แต่ท่านพ่อที่มาหาถึงเรือน หรือหยางหลงผู้มาส่งจนถึงห้องหลังจากเกิดเรื่องราว ตนก็เอ่ยปากบอกไปตรงๆ มิอ้อมค้อมว่ายังไม่อยากสนทนาด้วย คิดถึงเรื่องราวมากมายจนหลับไปยามใดก็ไม่ทราบ

เช้าวันนี้ตื่นมาก็ได้แต่ออกมานั่งนิ่งอยู่ที่ชานเรือน

สิ่งที่หนิงอันซื้อแยกโดยใช้เงินส่วนตัวนั้นมีเพียงพวกอุปกรณ์ในการทําถุงเครื่องหอมที่ตนอาสาเป็นคนจัดหาไปเองด้วยเป็นคนต้นคิดในเรื่องนี้ แต่ก็สั่งให้คนในเรือนไปซื้อในร้านที่เปิดขายอยู่ปกติ อีกทั้งยังเป็นร้านที่สํานักอบรมของตนไปสั่งซื้อของมาไว้ใช้อยู่เป็นประจํา หากรายการข้าวของที่ตนซื้อแยกเองเป็นของเลี่ยงภาษีเมืองจริงแล้ว สินค้าอื่นๆ จะไม่ใช่ไปด้วยหรือ?

เหตุใดชาติก่อนไม่เห็นจะมีเรื่องราวปวดหัวเยี่ยงนี้กัน

หนิงอันนั่งมองบ่อน้ำเล็กๆ ที่สวนด้านหลังของเรือนตนด้วยสายตาเลื่อนลอย แต่ในหัวต่างคิดไปถึงเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาภายในวันเดียวซ้ำๆ วนๆ ไปอยู่อย่างนั้นอย่างไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร และจะหาหลักฐานใดไปชี้แจ้งต่อศาลในอีกสองวันข้างหน้าดี สมองตื้อทึบไปหมด

สี่วันก่อนหนิงอันสั่งให้บ่าวชายผู้หนึ่งที่พอจะเข้าใจหนังสือไปซื้อของตามรายการที่ตนจัดให้ ตามร้านที่เคยเห็นผ่านหน้าผ่านตาในตัวเมืองเพียงสองสามร้าน ถ้าตนพาบ่าวคนนั้นไปที่ร้านเหล่านั้นและจ้างผู้สังเกตการณ์ (ผู้สังเกตการณ์ในเรื่องคือคนที่เป็น ‘พยานและทนายความ’ ทํางานให้กับศาลเมือง ออกไปกับผู้มีกรณีร้องเรียนหรือฝ่ายถูกร้องเรียน ไปฟังความ สังเกตการณ์และจดบันทึกไว้ให้ใช้ในศาลได้) ให้ออกไปด้วยกัน และขอรายการบันทึกการซื้อสิ่งของส่วนอื่นๆ จากสํานักมาคัดลอกว่าผู้ใดซื้ออะไรมาบ้าง เท่านี้ศาลก็จะพบว่าตนซื้อของนอกเหนือจากบันทึกในสํานักแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น

แต่หากซื้อร้านเดิมอยู่เป็นนิจ แล้วทําไมสิ่งของเอื่นๆ ไม่ถูกรับแจ้งว่าเป็นของเลี่ยงภาษี?

คิดไปคิดมาก็วนอยู่ที่เรื่องเดิม…

“หนิงอัน! ก่อนตายเมื่อชาติก่อนเจ้าขอพรกับเซียนองค์ใดให้กลับมาร่างเดิมกัน! ทําไมไม่ไปเกิดใหม่เสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป” อดจะต่อว่าตนเองไม่ได้ ถ้าตายแล้วไปเกิดใหม่เสีย ป่านนี้ก็คงจะได้คลานเล่นไปทั่วไม่มีเรื่องปวดหัวอย่างที่เผชิญอยู่แล้ว

เอาล่ะ…ต้องค่อยๆ คิดไปทีละขั้น เริ่มจาก หาตัวผู้ที่ไปซื้อของมาก่อน

“ลี่หยาง!” หนิงอันตะโกนเรียกคนสนิทที่รออยู่ส่วนนอกให้เข้ามาหา ใบหน้าเยาว์ที่ดูซีดเซียวเริ่มมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาส่วนหนึ่ง

ลี่หยางเดินเข้ามาหาคุณชายของตนอย่างรวดเร็ว ตนกับบ่าวคนอื่นๆ นั้นนั่งไม่ติดพื้นเพราะห่วงแสนห่วงว่าคุณชายจะคิดมาก ตั้งแต่ตื่นเช้ามาก็ไม่เรียกหาบ่าวคนไหน จนเลยเวลาอาหารเช้าไปเกือบชั่วยามแล้วก็ยังไม่พูดจาสั่งการอะไร

“จําได้หรือไม่ว่าเมื่อหลายวันก่อนข้าสั่งให้ใครไปซื้อของที่จะนํามาทําถุงเครื่องหอม”

“ขอรับ”

“ใช่คนเก่าแก่ในเรือนเราหรือเปล่า”

“ใช่ขอรับคุณชาย” ลี่หยางพยักหน้ายืนยัน ตนพอจะเข้าใจว่าเจ้านายต้องการสิ่งใด

“เช่นนั้นก็ไปเรียกมาหาข้า แล้วใช้ให้คนไปแจ้งที่ศาลว่าต้องการจ้างผู้สังเกตการณ์ด้วย อย่าลืมเตรียมรถม้าลากด้วยเล่า” หนิงอันสั่งการยาวเหยียด ก่อนลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้ามุ่งมั่น สบตากับบ่าวคนสนิทของตนที่ยังไม่ขยับกายไปไหนอย่างฉงน ครั้นเห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่ไม่สู้ดีนักจึงได้คลายคิ้วที่ขมวดอยู่ของตนลง

“ลี่หยาง”

“ขอรับคุณชาย” ลี่หยางรับคํา คอยท่าว่าเจ้านายของตนจะสั่งงานอะไรอีก

“ให้ข้าปวดหัวคนเดียวก็พอแล้ว ส่วนเจ้าไม่ต้องกังวล ขอแค่คอยอยู่กับข้าเช่นทุกครั้ง นั่นก็มีความหมายกับข้ามากมายแล้ว”

ลี่หยางรับฟังคําด้วยหัวใจที่เต็มตื้น บีบมือกับคุณชายที่เอื้อมมือออกมาคอยรับไว้ด้วยสองมือของตนแน่น ก่อนจะผละกายออกไปทําตามคําสั่ง สวนทางกับซิงเทียนที่ยกข้าวต้มมาพอดี

“เกอเกอจะออกไปไหนหรือ”

“ข้าออกไปทําธุระให้คุณชายสักเดี๋ยว ที่นี่ก็ฝากเจ้าดูแลด้วยเล่า อย่าให้คุณชายอยู่คนเดียวด้วย”

“ขอรับ” ซิงเทียนรับคําเป็นมั่นเหมาะ ก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทางทําหน้าที่ของตนให้ดี



เข้ายามอู่ (11:00-12:59 น.) ทุกคนทุกฝ่ายก็มากันพร้อม ไม่ว่าจะเป็นสหายทั้งสอง ซื่อหลาน ซื่อหมิงที่ยินดีพร้อมใจจะติดตามการสืบหาหลักฐานครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ขาดก็แต่หยางหลงที่ตนเอ่ยห้ามไม่ให้เจ้าตัวขาดการฝึกซ้อมที่สํานักผู้ตรวจตราเมืองมาหา รวมทั้งน้องๆ ของตนทุกคนที่เตรียมยกขบวนกันตามไปด้วย

ถึงผู้คนจะพร้อมแล้ว แต่เรื่องที่ทําให้หนิงอันคิดไม่ตกแลได้กลิ่นแปลกๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่หาตัวผู้ซื้อของมาไม่ได้

“บ่าวเห็นว่าอีกฝ่ายกล่าวว่าจะออกไปซื้อของอื่นๆ ที่คุณชายสั่งอยู่พอดี ก็เลยวางใจให้ใบรายการของไปขอรับ” บ่าวเก่าแก่ในเรือนกล่าวเช่นนั้น ยามที่เจ้าตัวแจ้งว่าเมื่อครั้งที่หนิงอันใช้งาน มีบ่าวผู้ชายอีกคนหนึ่งเอ่ยปากอาสาไปให้ด้วยเหตุผลที่เพิ่งกล่าวไปสักครู่

“เมื่อสี่วันก่อนข้าไม่ได้ใช้ให้ผู้ใดไปซื้อของให้ ยกเว้นเจ้าคนเดียว” หนิงอันไม่ได้ตําหนิติเตียน แต่เพราะไม่เข้าใจว่าบ่าวอีกคนนั้นโผล่มาเป็นตัวแปรสําคัญได้อย่างไร

“เจ้าไม่คุ้นหน้าคุ้นตาแล้วยอมให้อีกฝ่ายไปแทนตนได้อย่างไร คุณชายไว้วางใจเจ้าแท้ๆ” เป็นลี่หยางที่ติเตียนบ่าวผู้นั้นแทนคุณชาย เริ่มรู้สึกเช่นกันว่ากลิ่นแปลกๆ ที่โชยออกมานี้จะมีต้นตออยู่ในเรือนนี่เอง

“ช่างเถอะลี่หยาง ช่วงปีหลังมานี้เรือนเรารับบ่าวและคนงานมาเพิ่มขึ้นเป็นสิบยี่สิบคน เยอะเสียจนแม้แต่ข้าก็จดจําหน้าคนใหม่ๆ ไม่ค่อยได้แล้ว” หนิงอันไม่ถือสาหาความต่อ เพียงแค่พยักหน้าให้ผู้สังเกตการณ์จดบันทึกเรื่องนี้ลงไปด้วย เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีเหตุการณ์แปลกๆ ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในเรือนของตนเช่นกัน

“เช่นนี้จะทําอย่างไรขอรับ” ซิงเทียนเริ่มกังวลหนักขึ้น มองคุณชายทีสลับกับสหายของคุณชายที สลับกับเกอเกอที

“เช่นนั้นลองเขียนรายการสิ่งของที่เจ้าใช้ให้บ่าวไปซื้อขึ้นมาใหม่แล้วนําไปถามร้านต่างๆ ดีหรือไม่ว่ามีคนจากเรือนของนี้ไปถามซื้อบ้างหรือเปล่า” ซื่อหลานตีพัดในมือของตนไปบนฝ่ามืออีกข้างอย่างใช้ความคิด ก่อนแนะให้สหายที่ทําหน้าเครียดขึงทําเรื่องเบื้องต้นที่สมควรทําก่อน

“อย่าลืมตามหาตัวบ่าวคนนั้นด้วย หากเรื่องในสํานักอบรมเกิดขึ้นเพราะคนผู้นั้น เรื่องในร้านของเจ้าก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้ามาสลับปรับเปลี่ยนแป้งที่เจ้าทําเช่นกัน” ซื่อหมิงกล่าวขึ้นมาบ้าง ด้วยไม่เชื่อในเหตุบังเอิญเช่นนี้ ผู้ใดบ้างจะถูกปัญหาโถมซัดมาในคราวนี้หลายเรื่องพร้อมกันเช่นนี้กัน

“ถ้าข้าคัดรายการของที่ซื้อมาเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาใหม่ จะถือว่าเป็นหลักฐานได้หรือไม่”

“หากรายการของที่คุณชายเขียนขึ้นมาใหม่ตรงกับรายการของที่ถูกแจ้งเรื่อง ย่อมนํามาพิจารณาให้เป็นหลักฐานในการขอตัวพ้นผิดได้ แต่ทางศาลเมืองจะไม่เปิดเผยว่ารายการใดบ้างที่ถูกแจ้งเรื่องเข้ามา”

หนิงอันพยักหน้ารับฟัง เข้าใจในระบบระเบียบอยู่บ้าง แต่ก็อึดอัดใจไม่น้อย ในเมื่อไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นสร้างหลักฐานไม่จริงขึ้นมาหรือเปล่า หากตนส่งรายการบันทึกของที่ซื้อไปแล้วไม่ตรงกับที่ทางศาลเมืองมี จะเกิดเรื่องอันใดขึ้น

“เช่นนั้นข้าวานเจ้าไปตรวจสอบดูบันทึกรายการของที่สํานักอบรมของพวกเราซื้อมากับของที่มีอยู่ได้หรือไม่ ส่วนข้ากับซื่อหมิงจะลองตระเวน,ทะเวน,ตะเวนตามร้านที่พวกเราเคยไป น่าจะได้เรื่องได้ราวมาบ้าง”

“ไม่มีปัญหา” ซื่อหลานกับซื่อหมิงพยักหน้ารับคําพร้อมกัน หนิงอันมองไปยังสหายแล้วก็อารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วน นับวันยิ่งเหมือนกันมากขึ้น ทั้งชื่อต้นที่เหมือนกันทั้งท่าทางหยิ่งยโสมั่นอกมั่นใจนั่น

หนิงอันลืมเลือนไปแล้วว่าตนก็มีท่าทางไม่ต่างกันกับสหายเท่าใดนัก

หลังจากซื่อหลานกับผู้สังเกตการณ์คนใหม่ที่ตนไปทําเรื่องจ้างมาเดินทางไปยังสํานักอบรม หนิงอัน ซื่อหมิง และผู้สังเกตการณ์อีกคนก็ตระเวนไปตามร้านขายของตามรายการที่หนิงอันเขียนขึ้นมาใหม่

ด้วยเพราะรายการของมีอยู่เพียงแค่ 4 รายการคือผ้าทอเนื้อหยาบ ด้าย เชือกสาน และดอกไม้อบแห้งชนิดต่างๆ จึงไม่ต้องเดินทางไปหลายที่มาก แต่ละที่ก็ใช้เวลาเพียงไม่นาน เพียงแค่เข้าไปสอบถามพร้อมให้เจ้าของร้านหรือผู้ดูแลประทับรอยนิ้วมือไว้ในบันทึกที่ผู้สังเกตการณ์เขียนเป็นหลักฐานเท่านั้น อีกทั้งแต่ละร้านยังมีจดบันทึกรายการที่เคยขายออกไปไว้อยู่ด้วย หนิงอันจึงขออนุญาตคัดลอกในส่วนที่สํานักอบรมของตนเคยมาซื้อไปด้วย ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็ไปครบหมดทุกที่

“ทําไมไม่มีรายการของที่เจ้าใช้ให้คนมาซื้อ” ซื่อหมิงชะโงกหน้ามาอ่านบันทึกคําพร้อมกับสหายตน คิ้วของทั้งสองขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน

“แต่เรื่องนี้ไม่ได้คาดเดายากอะไร ในเมื่อหาตัวบ่าวคนที่อาสามาซื้อของไม่เจอ นั่นก็หมายความว่าคนผู้นั้นหลบหนีออกจากเรือนท่านไปแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่าคนผู้นั้นไม่ใช่คนที่มีใจเป็นฝักฝ่ายเดียวกันกับคุณชายแน่” ท่านผู้สังเกตการณ์หลี่จื้อกล่าวออกมาเมื่อเห็นคุณชายทั้งสองเอาศีรษะชนกันด้วยใบหน้ามู่ทู่น่าขัน ตนรับการว่าจ้างนี้เพราะเห็นใจคุณชายตระกูลหวังไม่น้อย เรื่องสํานักอบรมนั่นตนก็เคยนึกชมชอบอยู่ว่าคิดกระทําเรื่องดี ซาลาเปาร้านเล็กก็เคยซื้อกินอยู่หลายครั้งหลายคราว ตอนได้ยินข่าวครั้งแรกยังอดรู้สึกตกใจไม่ได้

อีกทั้งตนเองก็รู้จักกับท่านหวังช่างหลิวดี ฝ่ายนั้นมีบุญคุณกับตนอยู่ มาครานี้จึงไม่เกี่ยงงอนที่จะช่วยเหลือ

“ท่านเซียนหลี่จื้อกล่าวมีเหตุมีผล เช่นนั้นก็ไม่ใช่พิสูจน์ได้แล้วหรือว่าข้าไม่ใช่ผู้ผิด”

“เรื่องนี้ข้าเอ่ยชี้ชัดไม่ได้ ต้องรอให้ทางศาลเมืองพิจารณาจากหลักฐาน แต่ข้าเองก็จะช่วยท่านสุดฝีมือเท่าที่จะทําได้”

“ลําบากท่านแล้ว” หนิงอันคารวะให้ผู้อาวุโสกว่าอย่างนอบน้อม เหตุการณ์ครั้งนี้ตนรู้สึกมืดไปทุกด้านจริงๆ

“มิต้องเกรงใจไป วันนี้ขอให้คุณชายพักผ่อนให้เต็มที่ ส่วนเรื่องในร้านซาลาเปา ข้าเองก็จะกลับไปเขียนบันทึกให้พร้อมกัน พรุ่งนี้ค่อยมาตามสอบถามลูกค้าที่ซื้อไปเป็นประจํา ส่วนนี้อาจช่วยท่านได้มาก”



สองวันแห่งการสืบสาวหาความผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความคิดของหนิงอัน วันนี้กว่าที่ตนจะกลับถึงจวน ก็เลยเวลาขึ้นสํารับไปแล้ว และด้วยวันนี้เป็นวันที่ทุกเรือนจะร่วมสํารับเย็นด้วยกันเป็นปกติ หนิงอันก็ลังเลไม่กล้าไปร่วมตามหลัง แต่ด้วยท่านพ่อกล่าวให้ทุกคนรอหนิงอันกลับมาร่วมกินข้าวด้วยกัน หนิงอันจึงไม่ต้องกินข้าวเย็นคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว

ทุกคนในครอบครัวต่างเอ่ยถามเรื่องราวรวมทั้งเสนอการช่วยเหลือในเรื่องครั้งนี้อย่างเต็มอกเต็มใจ แต่หนิงอันเองที่ปฏิเสธทุกคนไปด้วยมั่นใจว่าตนต้องพ้นผิดจากหลักฐานที่มีอยู่ แต่ถึงกระนั้นท่านพ่อก็เป็นคนเอ่ยปากจะออกค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างผู้สังเกตการณ์และค่าจิปาถะอื่นๆ เอง แลพร้อมจะขึ้นศาลเมืองด้วยกันในวันพรุ่งนี้พร้อมกับหยางหลงและหนิงจินที่ไม่ยอมนิ่งดูดายอีกแล้วไม่ว่าจะห้ามเพียงไรก็ตาม

“จะลําบากไปทําไมกัน ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร” แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่สีหน้าอิดโรยก็แสดงออกมาให้เห็นบนใบหน้าเยาว์

“ไยท่านพี่ใหญ่กล่าวอย่างนั้น ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยข้าก็อยากจะอยู่กับท่านยามมีปัญหา หรือท่านไม่เห็นน้องๆ อยู่ในสายตาแลเห็นเป็นเพียงภาระขอรับ” หนิงจินแสดงอาการน้อยอกน้อยใจ คําพูดคําจาจึงใหญ่โตมากความไปด้วย

พี่ใหญ่ของตนกีดกันน้องร่วมบิดาออกจากเรื่องนี้กันหมด ยามนี้จะมาเอ่ยคัดค้านไม่ให้ร่วมขึ้นศาลเมืองด้วย เช่นนี้ก็เกินไปแล้ว!

“อย่าพูดจาไม่ดีต่อพี่ใหญ่ของเจ้าเช่นนั้นหนิงจิน” อนุไป๋อวี้กดเสียงลงต่ำยามเอ่ยสอนบุตรชายของตน หนิงฮวาเองก็เหลือบสายตามองน้องชายที่กล่าวความเกินควรอย่างคาดโทษ

“ให้อภัยข้าด้วยขอรับ” หนิงจินเพิ่งรู้สึกตน จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตามองถ้วยข้าว แต่เมื่อเห็นว่ามีมือของคนผู้หนึ่งกําลังคีบอาหารมาวางไว้ในถ้วยของตนจึงได้เงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางนั้น

“ขอบใจเจ้ามากที่ห่วงใย เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ก็ช่วยไปให้กําลังใจพี่ด้วยนะเสี่ยวจิน” หนิงอันยิ้มบางให้น้องชาย ในดวงตาเรียวมีน้ำเอ่อคลอแม้จะพยายามหักห้ามตนไม่ให้แสดงความหวั่นไหวออกมา ข่มกลั้นอยู่นานโดยไม่มีผู้ใดกล่าวต่อว่าที่นิ่งเงียบไป

หยางหลงมองใบหน้าอมทุกข์โศกของน้องก่อนเอื้อมมือใหญ่ไปบีบมือของอีกฝ่ายที่วางไว้บนตักเบาๆ หนึ่งที แม้ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่ก็เรียกรอยยิ้มจากดวงหน้างามได้



เช้าวันนี้ท้องฟ้าแลดูไม่เป็นใจ หนิงอันลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากข่มตาหลับได้เพียงแค่ชั่วยามเดียวเท่านั้น ยามลี่หยางกับซิงเทียนเข้ามาช่วยแต่งกายเพื่อจะเดินทางไปรับพิจารณาความจากศาล หัวใจก็เต้นหนักเสียจนปวดร้าวลามไปทั่วทั้งตัว มือบางเย็นเฉียบ ใบหน้าดูขาดสีเลือดขาวเผือดคล้ายคนจับไข้หนัก

บ่าวคนสนิททั้งสองก็ปิดปากเงียบไม่รู้จะกล่าวอันใด

เรื่องราวครั้งนี้ใหญ่โตเกินกว่าจะคิดหาทางออกช่วยเหลือคุณชายของตนเหลือเกิน ได้แต่ข่มกลั้นความอึดอัดที่มีอยู่ในใจ พยายามไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาให้คุณชายของตนต้องมาพะวงห่วงไปอีกเรื่อง

ช่างเป็นงานที่ยากเย็นเหลือเกิน

“พวกเจ้ารออยู่ที่เรือนกันนี่แหละ คนจากเรือนใหญ่ไปกันเยอะแล้ว มันจะดูเอิกเกริกมากไป”

“แต่คุณชาย…” ซิงเทียนอยากจะเอ่ยแย้ง แม้ไม่เคยทํามาก่อน แต่ลี่หยางเกอเกอส่ายหน้าไปมาช้าๆ ห้ามไม่ให้ตนพูดสิ่งใดต่อ

“คุณชายอยากให้บ่าวกอดส่งหรือไม่ขอรับ” พยายามเอ่ยเย้าแหย่เจ้านาย แต่เมื่อเห็นว่าหนิงอันพยักหน้าให้ก็รีบโผกายเข้าไปสวมกอด พร้อมดึงเอาร่างเล็กของซิงเทียนเข้ามาด้วย

“พวกบ่าวจะเตรียมสํารับตอนเที่ยงไว้นะขอรับ ขอให้คุณชายเดินทางไปกลับอย่างปลอดภัย” ลี่หยางลูบมือไปตามไหล่บางของคุณชายตนก่อนจะผละออกมาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยตามเดิม

“ข้าอยากกินซาลาเปาของพวกเราด้วย”

“ย่อมได้ขอรับ”


ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
.
.

การพิจารณาความที่ศาลเมืองจะเริ่มต้นในยามเฉิน (7:00-8:59 น.) คณะจากตระกูลหวังเดินทางไปถึงก่อนเวลาจริงเกือบครึ่งชั่วยาม ผู้สังเกตการณ์เซียนหลี่จื้อเข้ามาคารวะประมุขของตระกูลหวัง เอ่ยปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพยายามให้วันนี้สําเร็จไปด้วยดี ก่อนจะพูดคุยถึงปัญหาแลเรื่องที่ได้รับแจ้งเป็น การทบทวนกันอีกครั้ง จัดเรียงบันทึกของหลักฐานที่ได้มาตามลําดับที่จะกล่าวถึง รวมทั้งจัดลําดับของพยานที่จะเข้าฟังความด้วยทั้งสี่คน นั่นก็คือซื่อหลานจะเป็นผู้กล่าวคนแรก ตามด้วยซื่อหมิง ท่านอาจารย์ใหญ่ในสํานักอบรม และท่านป้าเจ้าของร้านแป้งที่ร้านของหนิงอันสั่งซื้อมาตลอดสองปี

จากหัวใจที่เต้นหนักหน่วงรุนแรง พอมาถึงคราวจริงกลับสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ มองไปรอบกายด้านหนึ่งก็มีครอบครัวอยู่ด้วย อีกด้านหนึ่งก็คือสหายที่พร้อมจะช่วยเหลือ ผู้ที่คอยส่งแรงใจอยู่ที่เรือนก็มี หนิงอันจึงได้นั่งรอเวลาอย่างลดความกังวลลงไปได้มาก

แต่ผู้ใดเลยจะล่วงรู้ว่าการพิจารณาความมีบรรยากาศที่เครียดขึงถึงเพียงนี้

เจ้าหน้าที่สูงสุดของศาลเมืองทั้งสามคนตรวจดูบันทึกทุกคําไม่เว้น เอ่ยปากไล่ถามเรื่องราวตั้งแต่เริ่มจัดตั้งสํานักอบรม ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่จัดตั้งขึ้น ประโยชน์ที่ตนคิดว่าจะได้รับ สั่งสอนสิ่งใดในสํานักบ้าง อาจารย์เป็นใครมาจากที่ใด จัดหาคนงานมาได้อย่างไร สั่งซื้อของมาในครั้งแรกด้วยเรื่องอะไร บันทึกรายการสิ่งของมีผู้ตรวจตราบ่อยหรือไม่ และวันเวลาล่าสุดที่ตรวจตราดูสิ่งของในสํานัก

ทุกคําถามนั้นหนิงอันใช้เวลานึกคิดไม่นาน แต่ด้วยน้ำเสียงและจังหวะในการใช้ถ้อยคําของเจ้าหน้าที่กดดันเน้นหนักอยู่ตลอดเวลา ทําให้หนิงอันรู้สึกว่าร่างกายกําลังถูกบีบอัด อารมณ์ตึงเครียดส่งผลให้ร่างกายเกร็งไปเสียทุกส่วน บริเวณท้องปวดมวนขึ้นมาคล้ายมีลมพายุพัดอยู่ภายใน มือสองข้างจึงต้องกําแน่นอยู่ตลอดเวลา แลการหายใจก็ติดขัดจนบางครั้งก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วลงหรือสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้

จากเรื่องของสํานักอบรมมาสู่เรื่องร้าน คําถามนั้นเป็นไปในทํานองเดียวกัน เพียงเพิ่มเติมมาว่าจําหน้าค่าตาของลูกค้าที่ร้องเรียนทั้งสามได้หรือไม่ นอกเหนือจากร้านที่เคยซื้อเป็นประจําเคยไปที่อื่นอีกบ้างหรือเปล่า ตบท้ายด้วยการอ่านบันทึกความจากลูกค้าที่หนิงอันและผู้สังเกตการณ์ไปตามหาเพื่อสอบถามเรื่องซาลาเปาของตนมา

เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยาม หนิงอันจึงได้ทิ้งกายนั่งลงหลังจากยืนเกร็งร่างจนปวดเมื่อยไปหมด

ร่างบางผ่อนลมหายใจอย่างช้าๆ ก่อนค่อยๆ หันหลังกลับไปมองท่านพ่อ ท่านหยางหลง แลหนิงจินที่นั่งอยู่เบื้องหลัง ทั้งสามพยักหน้าให้ตนอย่างพร้อมเพรียง หนิงอันจึงพยักหน้ากลับไปให้ พยายามบังคับไม่ให้รอยยิ้มของตนสั่นจนจับสังเกตได้

เจ้าหน้าที่ทั้งสามหารือกันหนึ่งเค่อไม่ขาดไม่เกิน ก่อนผู้หนึ่งจะแจ้งการพิจารณาความออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทุ้มต่ำ

หนิงอันเกร็งร่างกายรอรับฟัง หลับตาภาวนาให้เรื่องราวผ่านพ้นไปเสียที

“จากการพิจารณาร่วมกันของเจ้าหน้าที่สูงสุดทั้งสาม เห็นต้องกันว่า แม้คุณชายหวังหนิงอันจะมีบันทึกหลักฐานรวมทั้งพยานทั้งสี่ที่กล่าวไปในทิศทางเดียวกันก็ตาม หากแต่ไม่สามารถชี้ชัดตัวบุคคลที่เอ่ยอ้างถึงว่าเป็นบ่าวรับใช้ในเรือนของตนเป็นผู้จัดการซื้อของจากที่เลี่ยงภาษีเมืองได้ จึงไม่สามารถพ้นผิดได้อย่างสมบูรณ์ มีคําสั่งให้หยุดพักสํานักอบรมชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งเดือนแลให้ดําเนินการกับทางสํานักผู้ตรวจตรา ยื่นจํานงในการหาผู้กระทําผิดที่แท้จริง”

สายฟ้าเส้นแรกฟาดผ่าลงมากลางร่างกาย หนิงอันเนื้อตัวสั่นอย่างไม่สามารถจะควบคุม

“เรื่องที่สองที่ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับกิจการค้าขายซาลาเปา ว่าด้วยการโกหกหลอกลวงลูกค้า นําสิ่งอื่นที่มิใช่ของกินผสมเจือปนลงไปด้วย เมื่อตรวจสอบจากบันทึกของผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดแล้ว ยังไม่สามารถตัดสินได้แน่ชัดเนื่องด้วย ประการที่หนึ่ง อาจเพิ่งกระทําเป็นครั้งแรก หรือประการที่สองอาจด้วยไม่มีลูกค้าคนใดล่วงรู้สิ่งผิดปกติมาก่อน รวมทั้งหลักฐานจากผู้ร้องเรียนและของกลางที่เป็นซาลาเปาในร้านมีการผสมกระดาษลงไปจริง จึงมีคําสั่งจากทางศาลเมือง…”

หนิงอันรับฟังความด้วยสติเลื่อนลอย ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันแน่นจนรับรู้รสชาติของเลือดที่อบอวลอยู่ในปากของตนได้

“ให้ปิดกิจการ…จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า ได้รับการใส่ความจากผู้อื่น หรือมีการสับเปลี่ยนของอย่างที่กล่าวอ้าง รวมทั้งหาผู้กระทําผิดมาแจ้งต่อศาลเมืองได้!!!”

หนิงอันทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดสิ้นแรง

น้ำตาที่เคยกักเก็บไว้ไหลรินออกมาอย่างหมดสิ้นท่าที…



หนิงอันกลับมายังเรือนของตนและกักเก็บตนอยู่ในห้องนอนกว่าสามชั่วยามแล้ว

ไม่ยอมรับสิ่งใดเข้าปากแม้บ่าวสนิททั้งสองจะกล่าวอ้อนวอนเพียงไร

บิดาแลน้องๆ ต่างถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปเจอหน้าจนต้องแยกย้ายกันไปอย่างไม่เต็มใจเมื่อเจ้าตัวเอ่ยแน่ชัดว่ายังไม่พร้อมจะออกมาเจอหน้าหรือสนทนาสิ่งใดกับใครทั้งสิ้น

เสียงสะอื้นที่ดังเล็ดลอดออกมาจากในห้องทําให้ลี่หยาง ซิงเทียนและบ่าวคนอื่นๆ นั่งกอดกันร้องไห้ตามไปด้วยอย่างไร้สิ้นหนทางจะช่วยเหลือ

ท้องฟ้าที่ขุ่นมัวตั้งแต่ยามเช้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ก่อนที่ลมพายุจะก่อตัวขึ้นรุนแรงพัดปลิดใบไม้ดอกไม้ที่อ่อนแอต้านกระแสไม่ไหวปลิวลอยหายไปไกลแสนไกล สายฝนเริ่มตกกระทบหลังคาเรือนเสียงดังเปาะแปะก่อนไหลรินลงสู่พื้นดินเพียงเบาๆ แล้วไม่นานก็กระหน่ำซัดลงมาจนผู้คนไม่สามารถสัญจรแลยืนอยู่นอกตัวเรือนได้ ต่างวิ่งวุ่นหาที่หลบกันวุ่นวาย

ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นหนิงอันไม่ได้รับรู้ว่ามันเกิดขึ้น ดวงหน้าเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลรินไม่หยุด ดวงตาพร่าเลือนและลําคอที่แห้งผากด้วยไม่อาจกลั้นเสียงครวญของตนได้

ผ่านไปกี่ชั่วยามไม่รับรู้ รู้เพียงเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตนไม่ใช่ผู้ก่อ

คิดทบทวนถึงสิ่งที่ตนพลาดไปหลายต่อหลายร้อยครั้ง

หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนปิดกั้นภาพรอบกาย

ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดใบหู ไม่อยากได้ยินเสียงใดๆ

ก่อนทิ้งสติลงไปในภวังค์ลึก หวังให้เรื่องราวในวันนี้เป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น





********



สัญญาว่าตอนหน้าจะดีขึ้น

อยู่กับน้องไปจนพ้นเรื่องราวเลวร้ายนะคะ แงงงง

ปล. อย่างเดียวอย่างเดิมที่อยากขอ กำลังใจน้อยๆ จากทุกคนจะต่อลมหายใจได้ดีเลยนะค้าาา

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

หมั้นหมาย (3)



หนิงอันลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดร้าวไปทั่วกระบอกตา หัวปวดหนักคล้ายถูกคนใช้ไม้ท่อนใหญ่ตีลงมา ก่อนจะค่อยๆ รับรู้ได้ว่าตนหลับไปพร้อมกับความเจ็บปวดและน้ำตา

ยามนี้ข้างนอกยังมืดสนิทมีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันส่องลอดเข้ามาในห้องเพียงหนึ่งดวง หูแว่วได้ยินเสียงของเหล่าสรรพสัตว์ตัวเล็กที่ออกมาร้องเล่นกันยามหลังฝนพายุหยุด ดูท่าแล้วมันคงกําลังสนุกสนานรื่นรมย์กันอยู่ ช่างแตกต่างกับเจ้าของร่างตัวเล็กที่สมองยังคงมึนเบลอกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ยามนี้คงดึกมากแล้วหรือไม่ก็คงจะใกล้รุ่งเข้ามาทุกชั่วขณะ

ตนทอดทิ้งทุกคนไว้ข้างนอกนั้นแล้วขังตัวเองไว้กับความเสียใจเพียงผู้เดียว

ลืมคิดไปเสียสนิทว่าผู้คนที่คอยอยู่เคียงข้างจะรู้สึกอย่างไรเมื่อตนปฏิเสธอ้อมกอดการปลอบโยนที่พวกเขาตั้งใจหยิบยื่นให้

หนิงอันเป็นเด็กนิสัยแย่…

ทําให้คนที่รักตัวเองเสียใจคราแล้วคราเล่า

“ป่านนี้คงหลับกันไปหมดแล้ว” พึมพํากับตนเองด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง รู้สึกเจ็บคอยามเอ่ยพูดจนต้องมองซ้ายแลขวาหากาน้ำชา แต่ก็เพิ่งคิดขึ้นได้ว่าตั้งแต่ตอนเช้าของวันก็ยังไม่อนุญาตให้บ่าวคนใดเข้ามาในบริเวณห้องสักคน ผู้ใดเลยจะเอาน้ำชาเข้ามาเตรียมไว้ให้ได้เช่นทุกครั้ง

เมื่อไม่มีมีน้ำชาจิบแก้กระหาย จึงหยิบเอาโถน้ำธรรมดาข้างเตียงมารินใส่ถ้วยใบเล็กดื่ม แม้จะฝืดเฝื่อนคอไปบ้างแต่ก็ย่อมดีกว่าไม่มีสิ่งใดมาช่วยบรรเทาความแห้งผากของลําคอ

ค่อยๆ วาดขาลงจากเตียงนอน สับเท้าตรงไปยังประตูเพื่อไปหาอะไรกินในส่วนครัว เพราะยามนี้ท้องของตนรู้สึกปวดแสบไปหมดด้วยทั้งวันมีเพียงข้าวแค่สองสามช้อนที่ตกลงถึงท้อง มือเรียวคว้าเอาตะเกียงน้ำมันข้างประตูมาจุดเพิ่มแสงสว่างกันไม่ให้ตนเดินชนข้าวของในเรือนเพราะคงอาศัยเพียงแสงจากตะเกียงไฟข้างนอกแลแสงจันทร์คงไม่เพียงพอจะสว่างไปถึงส่วนห้องครัวได้

เอื้อมมือไปปลดไม้จากบานประตูเบาๆ เผื่อว่าจะมีบ่าวนอนเฝ้าอยู่ข้างนอก เพราะตอนนี้ยังไม่ต้องการให้ใครตื่นมาเจอให้วิ่งวุ่นกันตระเตรียมของกินมาให้ตน

ก้าวขาออกมาข้างนอกช้าๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่เห็นผู้ใดนอนเฝ้าอยู่…

“หนิงอัน”

“ท่านพี่!!”

เจ้าของชื่อแทบสิ้นสติปาตะเกียงในมือทิ้งไปทางต้นเสียง แต่อีกฝ่ายรู้ทันความนึกคิดของตนจึงได้ขยับกายเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็วพร้อมประคองของในมือไว้ไม่ให้ตนขว้างโดน

ผู้ถูกจู่โจมเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยดวงตาเบิกกว้างตกใจก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลงอย่างช้าๆ เมื่อสติกลับเข้าร่างมาตามเดิม

“ทะ ทําไมท่านมาอยู่ที่นี่ได้ หรือว่า…หรือว่าท่านยังไม่ได้กลับเรือนใหญ่ไป ไม่สิ…ท่านเพิ่งมาหรืออย่างไร” พูดจาอย่างคนยังไม่รู้ความดี ยามนี้สมองจะประมวลผลก็ยาก ยังจะมาพบเจอคนที่ไม่ควรพบเจอในยามดึกสงัดเช่นนี้อีก

“พี่นั่งอยู่หน้าห้องของเจ้าตั้งแต่เมื่อบ่ายที่กลับมาถึงเรือนกัน” หยางหลงไขความข้องใจ แต่นั่นยิ่งทําให้คนสับสนอยู่ยิ่งมึนงงไปใหญ่

“เดี๋ยวสิ! เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านยังไม่ได้นอนเลยหรือ!”

“นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เจ้าขยับเข้ามาใกล้พี่หน่อย อย่าเพิ่งขืนตัวออกเช่นนั้น” หยางหลงพยายามดึงร่างเล็กกว่าให้เข้ามาใกล้เพื่อมองใบหน้าให้ชัด แต่เหมือนผู้น้องอยากจะหลบหน้ากันถึงได้ขยับกายห่างปัดป้องมือตนออกไม่ยินยอมให้ได้เข้าใกล้ยิ่งขึ้น

“มะ ไม่ได้ ท่านจะมาทําอะไรอย่างนี้ที่หน้าห้องข้าได้อย่างไรกันเล่า” หนิงอันต่อว่าด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง กลืนน้ำลายลงคอกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วเสียงก็ยังคงไม่กลับมาตามเดิม

“พี่เพียงอยากตรวจดูเท่านั้นว่าเจ้าจับไข้หรือเปล่า” หยางหลงกล่าวเสียงอ่อน พยายามคว้าตัวน้องเข้ามาใกล้

“คุณชายขอรับ”

ในยามที่สองคนสี่มือไล่จับและปัดป้องกันไปมาอยู่ เสียงของบ่าวคนสนิทก็ดังอยู่เบื้องหลัง หนิงอันชะงักมือค้างก่อนหันหลังกลับไปเจอกับลี่หยางและซิงเทียนที่ถือถาดบางสิ่งอยู่

ใบหน้าของทั้งสองดูซีดเซียว แถมทั้งดวงตาก็ปูดบวม แต่ริมฝีปากกลับเผยรอยยิ้มกว้างมาให้ตนอยู่

“คุณชายยอมออกมาแล้ว บ่าวทั้งสองรีบไปเตรียมอุ่นอาหารให้ตั้งแต่ได้ยินเสียงในห้อง…”

เพล้ง!

“คุณชาย!!”

ลี่หยางกับซิงเทียนปล่อยให้ถ้วยจานในถาดตกลงพื้นอย่างไม่ได้ตั้งใจแลตั้งตัว เมื่อร่างเล็กของเจ้านายตนพุ่งตรงเข้ามาคว้าเอาร่างของตนทั้งสองเข้าไปกอดไว้แน่น มือทั้งสองข้างเกาะเกี่ยวอยู่ที่รอบคอของบ่าวข้างละคน ก่อนที่ทั้งสามจะทรุดตัวลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้นด้วยกัน

ไม่มีคําพูดใดกล่าวออกมา

มีเพียงเสียงสะอื้นจากการกลั้นน้ำตาของสามนายบ่าวล่องลอยไปตามสายลมในยามค่ำคืนนี้

ผ่านไปชั่วครู่ หนิงอันจึงผละใบหน้าออกก่อนสูดน้ำมูกใสกลับเข้าไปที่เดิมด้วยเสียงอันดัง ไม่เหลือท่าทีใดๆ ของคุณชายตระกูลใหญ่

“ข้าอยากกินซาลาเปา” กล่าวเสร็จแล้วก็เบะริมฝีปากร้องไห้ออกมาอีกรอบ ครานี้ไม่มีการเก็บกลั้นเสียงเอาไว้ สองบ่าวจึงกอดรัดแขนแน่นขึ้นดังเดิมแล้วส่งเสียงร้องไห้แข่งกันเสียดังลั่นบริเวณ

ก่อนที่ทั้งสามจะขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน ก็ถูกอ้อมแขนที่ใหญ่กว่าเข้ามาโอบกอดคนทั้งสามไว้อย่างปลอบประโลม

“ร้องกันเสร็จแล้วก็อย่าลืมเก็บกวาดข้าวของเล่า”

ซุปกับนมร้อนที่ถูกยกมาให้เจ้านายดับชีวิตไปแล้วที่พื้นเรือน ลี่หยางจึงนําซาลาเปาที่คุณชายสั่งให้ทําไว้ตั้งแต่เช้าไปอุ่นออกมาให้ ส่วนซิงเทียนก็จัดการหาน้ำชามาให้คนที่เสียงแหบแห้ง ยามนี้ไม่อาจจะเปล่งเสียงออกมาได้แม้สักคํา

ข้างๆ ร่างของคุณชายตนนั้นมีคุณชายหยางหลงอยู่ คนทั้งสองไม่ได้นั่งเคียงใกล้ชิดกันแต่สองมือที่เกาะกุมกันอยู่บนโต๊ะนั้นก็ทําให้บ่าวเด็กน้อยได้แต่ทําตาหลุกหลิกไปมา มิรู้ตัวว่าควรจะจ้องมองสิ่งใดดี

แม้ว่าบทสนทนา (ที่ท่านหยางหลงเป็นผู้พูดอยู่ฝ่ายเดียว) จะเคร่งเครียดมากก็ตาม

ท่านหยางหลงไม่ได้เอ่ยเล่ายืดยาว เพียงแค่แจ้งข่าวว่านายท่านช่างหลิวจ้างคนให้ตามหาบ่าวผู้นั้นอยู่ ด้วยรูปวาดที่หนิงอันกับคนอื่นๆ ในเรือนบอกกับช่างฝีมือให้วาดขึ้นมาเท่าที่พอจดจําได้

อีกทั้งยังดําเนินการแจ้งเรื่องกับสํานักผู้ตรวจตราเมืองเสร็จสรรพ เหลือแค่รอเวลาให้ทางสํานึกจัดเจ้าหน้าที่ออกเร่งหาช่วยกัน รวมกับเหล่าคนที่ท่านช่างหลิวจ้างมาแล้วก็มีไม่ต่ำกว่าร้อยชีวิตที่จะออกตระเวนไปทั่วมุมเมืองตามล่าคนกระทําผิดตัวจริงมาลงโทษ

หยางหลงอยู่พูดคุยกับเจ้าของเรือนจวบจนท้องฟ้าเริ่มทอประกายสีทอง ทั้งเสียงนกขับร้องยามโผบินออกจากรัง เมื่อนั้นเองที่หนิงอันเอ่ยปากให้อีกฝ่ายไปพักผ่อนเสียหน่อย ส่วนตนก็จะเตรียมตัวปรึกษาหารือกับสหายที่นัดแนะกันไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่าจะเข้ามาที่เรือนเล็กของตน

ผู้เป็นพี่พยักหน้ายินยอม ด้วยตลอดเวลาที่พูดคุยกันใบหน้าของหนิงอันดูผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเมื่อวาน มีสติไล่เรียงเหตุการณ์ได้ดีตนจึงได้วางใจได้ แต่ก็ยังอดกล่าวกําชับไม่ได้ว่าให้พักผ่อนเพิ่มเสียหน่อย

“ลี่หยาง เจ้าจําความเป็นมาของคนผู้นั้นได้หรือเปล่า” หลังจากส่งหยางหลงกลับเรือนใหญ่ไปแล้ว หนิงอันก็เรียกลี่หยางกับซิงเทียนให้เข้ามาคุยกันที่ชานเรือน พร้อมกับบันทึกที่ตนใช้ขึ้นศาลไปเมื่อวาน

“ชายคนนั้นเข้ามาขอทํางานในช่วงที่คุณชายกําลังขยายร้านขอรับ”

“นั่นข้าพอจําได้อยู่ แต่เรื่องอย่างอื่นข้าไม่เคยใส่ใจ จนถึงตอนนี้คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าคนผู้นั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร”

“บ่าวเคยได้ยินว่าคนอื่นๆ เรียกกันว่า ไป่เหอขอรับ” ซิงเทียนทําท่านึกอยู่สักครู่

“สนิทสนมกับบ่าวคนไหนบ้างหรือเปล่า” หนิงอันถามต่อ มือเรียวก็พลิกหน้ากระดาษบันทึกไปด้วย

“บ่าวสอบถามทุกคนในเรือนแล้วขอรับ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ค่อยพูด ยามกินข้าวเย็นก็แยกตัวออกไปกินคนเดียวนอกวง แถมบางคืนหลังเตรียมแป้งเสร็จแล้วก็ยังไม่เข้าไปที่เรือนนอนขอรับ”

เรือนนอนของบ่าวส่วนมากจะเป็นโถงใหญ่ที่นอนอยู่ด้วยกันแยกชายหญิง ยกเว้นลี่หยางกับซิงเทียนที่มีห้องส่วนตัวในเรือนส่วนในที่เดียวกับหนิงอัน ดังนั้นไม่แปลกที่ลี่หยางกับซิงเทียนเองอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกับบ่าวคนนั้นเช่นกัน

ระบบระเบียบบ่าวในเรือนของหนิงอันหมดสิ้นไปตั้งแต่ท่านแม่เสีย จากที่เคยมีท่านพ่อบ้านใหญ่คอยจัดแจงงานก็ไม่มี บ่าวในเรือนถูกเรียกหาให้ไปช่วยเรือนอื่นกันหมด เหลืออยู่ไม่ถึงสิบชีวิต ต่างคนจึงต่างแจกจ่ายงานกันเองไม่มีผู้คอยสั่ง อยู่กันเยี่ยงครอบครัวเล็กๆ ธรรมดามาโดยตลอด จนกระทั่งได้รับบ่าวจากเรือนใหญ่ที่ท่านพ่อส่งมาให้และรับจากภายนอกอีกจํานวนหนึ่ง แต่ด้วยหนิงอันเองก็มีเรื่องมากมายต้องทําเลยไม่คิดจะวุ่นวายกับระบบในเรือนนัก ส่วนมากบ่าวที่หามาใหม่ก็มาช่วยทําซาลาเปาส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็ดูแลกวาดถูเรือน งานอื่นๆ ที่ใกล้ชิดแลรับคําสั่งโดยตรงกับหนิงอันมากกว่าก็จะเป็นกลุ่มคนเก่าแก่

หนิงอันรู้ว่าตนคิดน้อยไปก็ยามนี้ รับคนเข้าเรือนไยไม่ตรวจสอบให้ดีกันนะ

“เช่นนั้นวันนี้ให้ทุกคนหยุดงานทุกอย่าง มารวมตัวกันที่หน้าเรือน ช่วยกันนึกถึงคําพูดหรือการกระทําใดๆ ก็ตามของคนผู้นั้นให้ได้มากที่สุด แล้วบันทึกไว้ให้ข้าทุกถ้อยคํา เสร็จจากพูดคุยกับซื่อหลานซื่อหมิงแล้วข้าจะกลับมาดู”

“ขอรับคุณชาย”



“แต่ทางศาลก็สมควรจะแจ้งเรื่องแก่เจ้าว่าผู้ใดเป็นคนหาเรื่อง ไยปิดปากเสียเงียบ” ทักทายจิบน้ำชากันได้ไม่นาน ซื่อหมิงก็เป็นคนเข้าเรื่องก่อน ท่าทางที่กําลังครุ่นคิดบางอย่างดูไม่ค่อยเข้ากับอีกฝ่ายนัก แต่ยามนี้หนิงอันจะปล่อยผ่านไปก่อน หากเอ่ยเย้าแหย่จะไม่เสร็จงานการเอาได้

“เรื่องนี้ข้าก็ว่ามีลับลมคมใน พ่อของเจ้าเอะใจบ้างหรือเปล่า” ซื่อหลานกางใบพัดออกก่อนโบกพัดไปมาช้าๆ สีหน้าท่าทางดูครุ่นคิดไม่ต่างกับสหายอีกผู้หนึ่ง

“ท่านหยางหลงกล่าวว่าเรื่องนี้ท่านพ่อส่งเรื่องไปทางศาลแคว้นแล้ว” หนิงอันกล่าวเสียงเบาลง ด้วยเป็นข้อมูลที่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้

“จริงหรือ” สองสหายตาเบิกกว้าง รีบถลากายเข้ามาใกล้หนิงอันลืมไว้ท่าทางความเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ไปหมด

“มีเบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆ ใช่หรือไม่”

“คงจะเป็นเช่นนั้น”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงมิใช่ว่าเรื่องราวมันจะใหญ่โตมากกว่าที่เราคิดกันหรือ อาจจะเป็นเรื่องของพวกรุ่นพ่อเราก็เป็นได้”

“เจ้าจะหาว่า 8 ตระกูลใหญ่เมืองเราเริ่มขัดแข้งขากันเองหรือ” ซื่อหมิงเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม หากเมื่อหันไปหาเจ้าของเรือนขอความคิดเห็น อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยกับคํากล่าวของซื่อหลาน

“ข้าว่าคงไม่ใช่ตระกูลหลัก สงสัยว่าจะเป็นกลุ่มตระกูลสายรองเสียมากกว่า” (กลุ่มตระกูลสายรองคือกลุ่มที่เป็นญาติห่างๆ ของ 8 ตระกูลใหญ่ แตกแขนงกันไปหลายสกุล แม้มีหน้าตาในสังคมแต่ไม่ถือว่าเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลนัก)

“พวกนั้นจะกล้างัดข้อกับตระกูลเจ้าเชียวรึ”

“แล้วมีเหตุผลอันใดให้ 8 ตระกูลของพวกเราหั่นขากันเองด้วยเล่า หรือเจ้าคิดว่าท่านพ่อของเจ้าอิจฉาท่านพ่อของข้าหรือ” หนิงอันเอ่ยถามซื่อหมิงกลับ

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ตระกูลข้าขายผ้าแพร ลูกค้าก็อยู่คนละสายกัน”

“ตระกูลที่เหลือก็มีหน้าที่ มีกิจการแตกต่างกันไป เช่นนั้นเราถึงได้กล่าวได้ว่ากลุ่มตระกูลของพวกเรานั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในเมือง การบริหารเราก็ผูกขาด การเงินเราก็ผูกขาด หากจะมาทะเลาะเบาะแว้งกันเองก็ดูโง่เขลาไปเสียหน่อยกระมัง”

“เช่นนั้น…เจ้าหน้าที่ศาลคนใดอยู่ตระกูลสายรองหรือไม่”

“ย่อมมีแน่นอน”

เรื่องราวที่หารือกันมีหัวข้อบานปลายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนกินเวลากว่าสามชั่วยาม พูดคุยกันเสร็จก็เกือบจะได้เวลาข้าวเย็นพอดี สหายทั้งสองจึงต้องขอตัวกลับเรือนกันไปก่อน

หนิงอันรู้สึกเหมือนตนเป็นเพียงคนโชคไม่ดีที่เคราะห์กรรมครั้งนี้มาตกอยู่กับตนผู้เดียว ไยลูกหลานของตระกูลอื่นไม่เห็นเกิดอันใดขึ้นกัน จะมีก็มีแต่ซื่อหลานกับซื่อหมิงที่โดนหางเลขเป็นขี้ปากให้ชาวบ้านพูดถึงไปด้วยกับตนก็เท่านั้น

“ถือตะเกียงเข้าไปในสวนงั้นรึ” หนิงอันทวนคําในบันทึกที่ลี่หยางส่งให้อ่าน รู้สึกสะดุดกับสิ่งนี้ที่สุด

“คนในเรือนเราบอกว่าพอกลับมาก็มักจะเข้าไปล้างตัวอีกรอบขอรับ” ยิ่งฟังลี่หยางขยายความ หนิงอันก็ยิ่งใคร่รู้มากขึ้น

“พวกเจ้าคิดว่ามีสิ่งใดอยู่ในนั้น”

“นัดแนะกับคน?” ลี่หยางทําท่าเดียวกันกับเจ้านาย

คือทําปากยื่นปากยาวออกมาพร้อมใช้นิ้วมือกับนิ้วโป้งดันอยู่ใต้คาง

“ซ่อนสิ่งของเอาไว้?” ซิงเทียนทําท่าทางเดียวกัน

“อืม…คืนนี้ให้คนเฝ้าสวนเราไว้ หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น พรุ่งนี้ค่อยเข้าไปตรวจค้นดู เผื่อจะมีอะไรหลงเหลือไว้อยู่”



เช้าวันรุ่งขึ้นหยางหลงเข้ามาเยี่ยมหาก่อนเข้าไปรายงานตัวที่สํานักผู้ตรวจตรา แล้วกําชับกับเจ้าของเรือนว่าอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวใดๆ ให้มาก เพราะตอนนี้ท่านพ่อเหมือนจะตามหาได้แล้วว่าคนผู้นั้นไปหลบซ่อนอยู่ที่ใด ยามนี้เพียงต้องรอเวลาอีกหน่อย ด้วยไม่สามารถเข้าไปจับโดยไม่มีหลักฐานใดๆ ได้ อีกทั้งเรื่องที่หนิงอันพูดคุยกับสหายเมื่อวานก็เหมือนจะมีเค้ามูลที่เป็นจริง

“ท่านพ่อรู้หรือยังว่าใครเป็นผู้บงการ”

“สืบทราบแค่เพียงเจ้าหน้าที่ศาลเมืองมาจากตระกูลใด แต่ก็ยังปักใจลงไปหมดไม่ได้ว่าตระกูลนั้นลงมือทําจริงๆ อาจมีเบื้องลึกลงไปมากกว่านั้น ทางสํานักตรวจตราเมืองเองก็เหมือนแบ่งฝ่ายกันอยู่ เรื่องของเจ้าเป็นเรื่องใหญ่มากเสี่ยวอัน อีกทั้งอาจจะเป็นเพียงเรื่องเริ่มต้นที่ทําให้ผู้คนระแคะระคายในตระกูลหลักทั้ง 8 เรื่องการรับซื้อของเลี่ยงภาษีเมืองนี้ หากคนในตระกูลหลักทําได้ มีหรือเรื่องอื่นๆ จะทําไม่ได้ ผู้คนจับตาดูเรื่องนี้กันทั่วเขตเมือง”

“แล้วเรื่องร้านข้าก็เหมือนยิ่งสุมไฟเรื่องไม่เห็นหัวชาวบ้านทั่วไป หลอกลวงได้อย่างไม่เกรงกลัว”

“ใช่”

“ประจวบเหมาะกันดีเสียจริง แต่เรื่องติดสินบนหรือรับความที่เป็นเท็จเป็นเรื่องใหญ่มากนัก ตระกูลสายรองกล้าทําขนาดนี้ได้อย่างไรกัน”

“ก็อาจจะเพราะว่ามีคนจากตระกูลหลักสนับสนุนอยู่อย่างไรเล่า” จบคํานั้นหนิงอันนึกสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามตนไว้ไม่อยู่

หากมีคนจากตระกูลหลักจริงๆ ความตั้งใจนั้นคือจะขัดแข้งขากันเองหรือเพียงต้องการกดตระกูลของตนให้ต่ำลงเพียงตระกูลเดียว?

เฮ้อ…ข้าต้องการเพียงขายซาลาเปาเท่านั้น ไยเรื่องราวมันวุ่นวายเช่นนี้ได้เล่า

เวลาล่วงเลยผ่านอย่างไม่มีความคืบหน้าใดๆ มาสามวันแล้วนับตั้งแต่วันที่พูดคุยกับสหาย เจ้าของเรือนเองก็ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ขบคิดถึงปัญหา มีบ้างที่เอาตําราขึ้นมาทบทวน ว่างมากหน่อยก็จับเอาธนูที่หยางหลงไปจัดหามาให้ออกมาซ้อมยิงที่สวนหลังบ้าน เพื่อให้คลายความหงุดหงิดในใจ

หนิงอันรอแล้วรอเล่าว่าคนผู้นั้นจะออกตัวทําอะไรหรือไม่แต่ก็คงจะเร็วเกินไปที่อีกฝ่ายจะเคลื่อนไหว ในเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นมายังไม่ครบ 10 วันดีด้วยซ้ำ

คืนนั้นคุณชายใหญ่เจ้าของเรือนนั่งจิบชาหลังข้าวเย็นไม่นาน ก็บอกให้ทุกคนในเรือนแยกย้ายกันได้ ด้วยช่วงนี้งานการใดๆ ไม่มีให้ทํามาก เสร็จสิ้นทุกอย่างตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดดี เลยอยู่กันอย่างเงียบเหงากันทั้งเรือน

โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าค่ำคืนนี้จะเกิดเรื่องใดขึ้น…



ฟุ่บ!

ร่างของคนผู้หนึ่งค่อยๆ หย่อนกายลงจากกําแพงสูงในบริเวณของสวน

กวาดสายตามองซ้ายขวาเมื่อพบว่าในเรือนไม่มีการเฝ้ายามเข้มงวดเช่นสองสามวันที่ผ่านมา จึงค่อยๆ ขยับกายสืบเท้าเข้าไปด้านในของสวนโดยอาศัยเพียงแสงจากดวงจันทร์และความคุ้นชินเพียงเท่านั้น

เมื่อไปถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งจึงได้ยกเอาหินแต่งสวนก้อนไม่เล็กนักขึ้นมา เพื่อย้ายออกให้พ้นจากพื้นที่ที่ตนต้องการจะขุดเอาสิ่งของ

ใช้มีดเล่มเล็กที่พกติดมาด้วยขุดใต้โคนไม้ไม่ลึกนักก็พบกับหีบใบที่ตนเอามาฝังไว้ ตรวจดูร่องรอยการงัดแงะแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงได้ยกขึ้นมา ปัดเศษดินออกจากตัวหีบอย่างเร็วด้วยเร่งทําเวลา

คราแรกเหมือนจะต้องการเปิดดูตรวจตราว่าของที่ตนต้องการยังอยู่หรือไม่ แต่ก็เปลี่ยนใจเก็บมีดเข้าที่เดิมและมองซ้ายขวาเตรียมจะเร้นกายหนีหายไปในความมืด

ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไม่ให้เกิดเสียงใดแม้จะเป็นเพียงเสียงเหยียบเศษใบไม้ก็ตาม

เมื่อถึงจุดที่ตนหย่อนกายลงแล้วจึงควานหาเอาเชือกที่เตรียมไว้แต่แรกเพื่อจะใช้ดึงร่างตนเองขึ้นไปเหนือกําแพงได้

แต่ควานหาเท่าใดก็หาไม่เจอ…

พรึ่บ!!!

แสงสว่างถูกจุดขึ้นทั่วบริเวณข้างกําแพงเรือน!

ผู้บุกรุกสะดุ้งกายตัวโยนเตรียมจะวิ่งหนีไปทางประตูแต่นั่นก็ช้าไปเมื่อมีคนเข้ามาประชิดกายอย่างรวดเร็วพร้อมบิดทั้งสองมือของตนไพล่ไปข้างหลังก่อนเตะที่เข่าจากทางด้านหลังให้เสียหลักล้มลงหน้าแนบลงกับพื้นดิน

หมดสิ้นทางหนีโดยสมบูรณ์!!!!

“เจ้ามาเพื่อเอาสิ่งนี้กลับไปใช่หรือไม่” เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือหัว พร้อมกับเท้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้นในครรลองสายตา

ผู้บุกรุกค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาเจ้าของเท้าคู่ที่ตนเห็น

ตุ้บ!

หนิงอันโยนตราป้ายประจําตระกูลที่ทําไว้ให้พวกบ่าวในจวนยามต้องแสดงตนว่ามาจากตระกูลใดลงกับพื้น แลนอกเหนือจากป้ายใหญ่แล้วสิ่งที่ห้อยติดอยู่ด้วยกันอีกป้าย ก็คือตราของเจ้านายแต่ละคนที่อยู่ในจวน กล่าวได้ว่าในจวนๆ หนึ่งจะมีตราประจําเจ้านายมากน้อยต่างกันไปแล้วแต่จํานวนเจ้านายของตระกูลนั้นๆ

และตราประจําตัวที่ห้อยติดอยู่กับตราป้ายของตระกูลก็ชี้ชัดได้ว่าคนผู้นี้มาจากเรือนใด!

ใบหน้าเชิดขึ้นสูงยามกดสายตาลงต่ำมองไปยังร่างที่ถูกหยางหลงกดไว้กับพื้นด้วยสายตาเย็นเยียบ

“ว่าอย่างไร…เจ้าหมาจากเรือนอนุไป๋อวี้!!!”





*********************



ใครแทงเบอร์คุณหนูลี่ไปบ้างคะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕

สงสารยิ่งนัก บทพูดไม่มีไม่พอ ยังถูกมองเป็นตัวร้ายอีก ๕๕๕๕


ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
โอ๊ยหนอเส้นผมบังภูเขา จุดใต้ตำตอ ไอ้เราก็คิดไปโน้นเลย คู่แค้นหนิงอันชาติที่แล้ว กับคุณหนูลี่ 5555555 จะทำการใหญ่ไม่ง่ายเลยจริงๆเสี่ยวอัน หยางหลงตามแคร์ดูแลปกป้องน้องพี่ไม่ห่างเลย ห่วงเขามาก  :-[ :o8: เอาละจะชำระความยังไงรับโทษได้บ้าง ร้านจะได้กลับมาเปิดสักที  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

หมั้นหมาย (จบ) 



แท้จริงแล้วหนิงอันและทุกคนต่างรู้ว่าใครเป็นผู้บงการตั้งแต่เช้าวันที่บ่าวในเรือนช่วยกันไปค้นหาในสวนแล้ว ว่าคนผู้นั้นนําสิ่งใดมาซ่อนไว้อยู่ในนี้

ยามที่ขุดเจอหีบและช่วยกันเปิดออกมาแล้วหนิงอันก็พบสิ่งของที่ทําให้ตนถึงกับสั่นสะท้านไป

ตราป้ายประจําตระกูลของตนเองและตราป้ายประจําเรือนของอนุไป๋

หนิงอันแค่นหัวเราะยามจ้องมองของ ทั่วทั้งกายสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่ก่อเกิดขึ้น

หากพอมาไตร่ตรองดูแล้ว ถึงได้บังเกิดความเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นในยามนี้

ลืมไปเสียสนิทเลยว่าชาติก่อนตนนั้นทําอะไรไว้กับหนิงฮวาบุตรสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของอนุไป๋ หากชาตินี้สิ่งที่เคยกระทําไว้จะคืนสนองก็คงมิแปลก

แปลกตรงที่ชาตินี้ตนยังไม่ได้ทําอะไรเลยด้วยซ้ำ ไฉนยังต้องพบเจอกับเรื่องเช่นนี้อีกหนอ

“ท่านพ่อจะทําเช่นไรขอรับ” เรื่องราวดักจับคนร้ายนั้นเพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่ถึงข้ามวัน เช้าวันนี้ผู้ตรวจตราเมืองมาเชิญอนุไป๋อวี้ออกไปสอบสวนเป็นคณะใหญ่ ชาวบ้านชาวเมืองโจษจัณกันไปทั่วเขตทั่วแคว้นตามเคย ท่านพ่อเองก็ดูทุกข์ตรมไม่น้อย ไม่นึกไม่ฝันว่าภรรยาที่ตนดูแลฟูมฟักมากว่า 10 ปีแล้วจะทรยศหักหลัง ลอบเป็นชู้กับคนตระกูลสายรอง วางแผนร่วมมือกันเพื่อผลักตระกูลหวังให้ตกต่ำลงไป

เหตุผลนั้นมีเพียงอย่างเดียว…

ท่านพ่อผิดคําสัญญาว่าจะให้หนิงจินเป็นประมุขตระกูลคนต่อไปและจะให้หนิงฮวาหมั้นหมายกับหยางหลงที่เริ่มมีหน้ามีตาเหมาะสมดีงามกับลูกสาวของตนที่เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปีก่อนหลังจากที่หนิงอันเปิดเผยตนว่าเป็นต้วนซิ่วและหลงรักพี่ชายบุญธรรมของตนเอง

เหอะ!

อนุไป๋นี่ช่างโง่เขลาไม่ต่างจากตนเสียจริง

ชาติที่แล้วเหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนี้แต่ก็คล้ายคลึงกันบางส่วน หนิงฮวาเมื่อชาติก่อนนั้นตกหลุมรักหยางหลงไม่ต่างจากตน อีกทั้งยังกล้าบอกกับท่านพ่อหลังจากตนประกาศไปแล้วว่าอยากหมั้นหมายกับหยางหลง หนิงอันที่เกลียดชังน้องสาวจากก้นบึ้งของหัวใจจึงได้สร้างแผนการลอบกลั่นแกล้งหลายครั้งหลายครา

หนักสุดนั้นก็คือทําให้น้องสาวที่น่าเกลียดชังของตนตกลงไปยังบ่อน้ำลึก เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์พิษร้ายที่ตนให้คนนํามาปล่อยเอาไว้ สุดท้ายหนิงฮวาเกือบได้จบสิ้นชีวิตหากไม่มีผู้พบเห็นมาช่วยไว้ได้ทันท่วงที

น้องสาวของตนถูกพิษจากงูชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังสําลักน้ำเข้าไป อาการหนักหนาสาหัสจนนอนนิ่งอยู่บนเตียงถึงสองเดือน ผู้คนต่างควานหาคนร้ายกันไปทั่วเมืองแต่ในใจนั้นก็ปักใจเชื่อไปแล้วว่าต้องเป็นฝีมือของหนิงอันผู้คอยตามระรานหญิงสาวที่เข้ามาพูดคุยกับหยางหลงอยู่เสมอ

หลังจากนั้นท่านพ่อก็ทําโทษตนโดยการริบบ่าวไปอีกจนเหลือแค่ 5 คน แล้วตัดขาดกับเรือนของหนิงอันโดยสิ้นเชิง ตนจึงจําต้องแยกออกจากเรือนในจวนหลังแต่งงานกับหยางหลงเพราะไม่อาจทนอยู่กับความเย็นชาเช่นนี้ได้อีกต่อไป

เฮ้อ…กรรมหนอกรรม

“ข้า…” ท่านพ่อดูแก่ขึ้นอีกเป็นสิบปีเพราะเรื่องนี้ ดูแล้วก็น่าเห็นใจไม่น้อยที่เกิดเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ในตระกูลในช่วงเวลาของตน แต่หนิงอันก็มิได้ใจอารีถึงขั้นจะเอ่ยปากว่าอย่าได้ลงโทษใดๆ อนุไป๋เลย

“ข้าคงจะส่งนางกลับไปยังตระกูลเดิม ตัดขาดกันนับแต่นี้ ส่วนเรื่องที่ทําความเสียหายให้แก่เจ้าและสหายนั้น คงต้องแล้วแต่เจ้าแลศาลของแคว้นแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลเมืองผู้นั้นก็ถูกนําตัวไปรับโทษก่อนตั้งแต่เช้านี้ เจ้าเห็นว่าเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือไม่”

“น้องทั้งสองเล่า” หนิงอันไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายนัก หากผู้ผิดได้รับโทษเช่นที่ตนก็ได้รับกรรมก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อแล้ว ตอนนี้ใจพะวงแค่เรื่องของหนิงฮวากับหนิงจินก็เท่านั้น

“ข้าจะส่งกลับไปตระกูลของมารดาพวกเขาเช่นกัน” หวังช่างหลิวไม่แม้แต่จะเอ่ยนามของอนุไป๋

หนิงอันถอนหายใจน้อยๆ ไม่นึกอยากให้ความสัมพันธ์ของตนกับน้องๆ จบลงเพียงเท่านี้

หนิงฮวานั้นไม่รู้เห็นถึงเรื่องราวคําสัญญาของบิดามารดา หนิงจินยิ่งแล้วใหญ่ เสียอกเสียใจจนหลั่งน้ำตาที่มารดาทรยศหักหลังตระกูลและพี่ใหญ่ของตนอย่างไม่ยั้งคิดแม้แต่น้อย เพียงเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงเพียงเท่านั้น

“เช่นนั้นลูกขออะไรจากท่านพ่อสักสองสามอย่างได้หรือไม่”

ช่างหลิวพยักหน้าให้บุตรชายคนโตของตน ในดวงหน้ายังคงปรากฏความเศร้าและความรู้สึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

“ขอให้หนิงฮวาแลหนิงจินอยู่ในตระกูลของเราต่อ ให้น้องทั้งสองมาคอยดูแลกิจการให้ลูกชั่วคราวสักปีสองปีได้หรือไม่ขอรับ” ครั้นกล่าวจบ นัยน์ตาของบิดาบังเกิดความสั่นไหวมาชั่วเสี้ยวลมหายใจ หนิงอันจดจ้องดวงตากับบิดาไม่หลบหนี ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวต่ออย่างหนักแน่น

“ลูกจะเดินทางไปเยี่ยมตระกูลท่านแม่ แลขอพักผ่อนให้จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งปวงนี้สักพัก ขอท่านพ่อกรุณาอนุญาตลูกด้วยขอรับ”

“หนิงอัน…”

“ลูกจะกลับมาแน่ขอรับ แต่อาจจะสักปีหรือสองปีมิอาจให้คําสัญญาได้”

“เจ้าไม่ต้องทําถึงเพียงนี้ ข้าจะลบล้างทุกข้อกล่าวหาให้ จะไม่มีผู้ใดพูดจาไม่ดีต่อเจ้าได้อีกแล้ว”

จบคําของบิดา หนิงอันยกยิ้มพร้อมส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะกล่าวถึงเหตุที่แท้จริงในการเดินทางไปไกลในครั้งนี้

“มิใช่เพราะเรื่องนี้เรื่องเดียวหรอกขอรับท่านพ่อ” หยุดพักชั่วครู่ เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของหยางหลงเดินตรงเข้ามาหา แต่ด้วยมิได้ต้องการจะปิดบังเรื่องนี้จึงกล่าวต่อทันทีที่ผู้มาใหม่เดินเข้ามาถึงแล้ว

“ลูกพิสูจน์ตนเองว่าเป็นคุณชายที่เหมาะสมดีพร้อมสําหรับตระกูลแล้ว สู้อุตสาหะทําร้าน และศึกษาตํารา ไม่ข้องเกี่ยวกับสหายไม่ดี ทําคุณประโยชน์ให้กับเมืองที่เกิดและเติบโตมาจนหมดสิ้น ทั้งหมดนั้นเป็นการตอบแทนบุญคุณให้ท่านพ่อทั้งหมด ลูกมิขอเอาความดีเข้าตัวเลยสักอย่างเดียว”

“แต่หากท่านพ่อยังมิลืม ว่าครั้งหนึ่งนั้นลูกโดดเดี่ยวถึงเพียงไร ช่วงเวลาที่ลูกขาดมารดาก็เหมือนกับขาดสิ้นบิดาไปด้วยทั้งๆ ที่ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ หากลูกจะขอเอาสิ่งนี้มาทวงขอคําขอโทษจากท่านบ้าง จะด่าแลเกลียดชังลูกหรือไม่ขอรับ”

หวังช่างหลิวกล่าวอันใดไม่ออกอยู่นาน จ้องมองดวงตาเรียวที่แสนหนักแน่นของบุตรชายตนแล้วจึงได้ตระหนักรู้ว่า แม้ตนจะไม่ยินยอม หนิงอันก็คงไม่อยู่ต่อไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

“เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว พ่อจําต้องไถ่โทษแก่ลูกจริงๆ”

“ขออภัยท่านพ่อด้วยขอรับ” หนิงอันค้อมตัวลงคํานับบิดา ตนรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นัก แต่ตนก็เตรียมการมานานแล้วที่จะพักผ่อนเสียบ้าง ประจวบเหมาะกับเรื่องดีพอดิบพอดี

"ข้าจะส่งจดหมายไปทางตระกูลท่านแม่ของเจ้าให้"

"ลูกเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วขอรับ หีบของก็เก็บหมดแล้ว เกวียนม้าลากก็จัดหาแล้ว ท่านพ่อวางใจได้"

หวังช่างหลิวใจหายขึ้นมาอีกครา ลูกของตนนั้นเตรียมการพร้อมเช่นนี้เลยหรือ

"คิดจะออกเดินทางเมื่อไหร่เล่า"

"สามสี่วันนี้ขอรับ"

บิดาพยักหน้ารับคำ แลก่อนที่จะแยกย้ายกันก็เอ่ยถามบางอย่างกับบุตรชายของตน

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าไม่มีบิดาคนใดไม่รักลูก”

“ลูกรู้ดี เพราะลูกก็รู้สึกเช่นกัน”



เช้าวันนี้หนิงอันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งที่ไม่ได้สัมผัสมานานเหลือเกินในความรู้สึก ยิ่งนึกไปถึงวันเดินทางที่งวดเข้ามาแล้วยิ่งเป็นสุข อีกเพียงแค่ 3 วัน ตนก็จะได้พักผ่อนเสียที

เมื่อวานหลังจากเอ่ยปากกับบิดาไปหมดสิ้นแล้ว หยางหลงที่ได้มารับรู้เรื่องราวด้วยกันก็คล้ายกับจะมีเรื่องพูดคุยด้วย แต่ด้วยความเหนื่อยล้าหนิงอันจึงได้กล่าวปฏิเสธไป ไม่นึกว่าเช้านี้อีกฝ่ายจะรีบเร่งมาหาก่อนเวลาที่จะต้องเดินทางไปยังศาลเมืองเพื่อฟังความเรื่องอนุไป๋ บ่าวผู้ที่ลักลอบเข้ามา และเจ้าหน้าที่ศาลเมืองที่กระทําผิด

“ท่านคับข้องใจมากหรือเรื่องที่ข้าเอ่ยกับท่านพ่อเมื่อวาน”

“ทําไมเจ้าต้องไปนานถึงเพียงนั้น” หยางหลงไม่เอ่ยอ้อมค้อมด้วยไม่ใช่นิสัยของตน เอ่ยถามถึงข้อสงสัยที่เกิดภายในจิตใจตั้งแต่เมื่อได้ยิน

“ใจหนึ่งหวังอยากพักผ่อนก็จริง แต่อีกใจก็ต้องการเรียนรู้ศึกษางานจากตระกูลท่านแม่ด้วย หากได้เรียนรู้มากพอก็อาจจะนํามาสร้างผลประโยชน์ได้อีกมาก” หนิงอันกล่าวอย่างช้าๆ พร้อมคีบอาหารใส่ถ้วยข้าวของอีกฝ่ายด้วย

หยางหลงยังมิตอบสิ่งใด เพียงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเริ่มต้นลงมือกินข้าวกันก่อนจะเสียเวลาไปมากกว่าที่ควร หากแต่ในใจนั้นมีเรื่องให้ขบคิดมากมายเกินกว่าที่แสดงออกไปนัก

“ข้าเองไม่ได้อยากทําแค่ซาลาเปาแล้วด้วย” หนิงอันเห็นพี่ชายของตนเงียบไปก็เอ่ยปากเล่าต่อ หยางหลงพยักหน้ารับเอ่ยตามเดิมก่อนคีบอาหารให้เจ้าของเรือนบ้าง

“หากคิดเช่นนั้นก็เป็นประโยชน์แก่เจ้าแล้ว”

“ข้าจะเดินทางไกล แล้วท่าน…” ผู้เริ่มต้นคล้ายลําบากใจจะกล่าวให้จบ ด้วยก็ไม่รู้แน่ชัดว่าตนต้องการสิ่งใดกันแน่

“พี่แจ้งเรื่องแก่สํานักแล้ว เตรียมหีบของแล้วเสร็จ แลจัดหาคนอีกจํานวนหนึ่งสมทบไปกับที่ท่านช่างหลิวว่าจ้างมา”

“เช่นนั้นก็หมายความว่า…” หนิงอันช้อนดวงตาเรียวขึ้นมองผู้พี่ที่จ้องมองมาทางตนอยู่ก่อนแล้วอย่างลังเลใจที่จะเอ่ยถาม หากแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รอให้จบสิ้นคําถามดีก่อน ชิงกล่าวขึ้นมาเสียก่อนให้ได้แจ้งชัดกันทุกฝ่าย

“พี่จะไปส่งเจ้า”



อีกครึ่งชั่วยามต่อมาคณะของตระกูลหวังก็เดินทางมาถึงศาลเมืองเพื่อฟังคําพิจารณาโทษของอนุไป๋ แม้ท่านพ่อจะแจ้งแก่ทางศาลแล้วว่าต้องการส่งนางกลับไปยังตระกูลเดิมแต่อย่างไรก็จําต้องรับโทษจากเขตเมืองหลิ่งฉีเสียก่อน และหากจะไถ่ถอนตัวออกไปก็ไม่ขัดข้องตามความประสงค์ของประมุขตระกูลหวัง

หนิงอันไม่ได้เจ็บแค้นเคืองใจที่ท่านพ่อยังให้การช่วยเหลืออนุไป๋ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นภรรยาที่ตบแต่งและอยู่กินด้วยกันมาร่วม 10 ปีแล้ว อีกทั้งยังกําเนิดบุตรชายหญิงให้ตระกูลถึงสองคน ความผูกพันฉันสามีภรรยาย่อมมีไม่ต่างจากคนผู้อื่น

ห่วงก็แต่น้องๆ ของตน ที่วันนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตามมาด้วย เนื่องจากท่านพ่อประกาศกร้าวอย่างชัดเจนไปแล้วว่านับจากนี้หนิงฮวาและหนิงจินจะอยู่ในความปกครองดูแลของตน ให้ตัดขาดกับอนุไป๋นับจากนี้ชั่วชีวิต หนิงอันไม่เห็นด้วยที่ท่านพ่อกระทําเช่นนี้ แต่จะคัดค้านก็คงไม่ควร ระเบียบประเพณีของที่แห่งนี้เป็นดังนี้มาเนิ่นนาน ภรรยาแลบุตรเป็นสมบัติของประมุขตระกูล จะเลี้ยงดูจะทิ้งขว้างก็สุดแล้วแต่ใจ หากจะบอกว่าไม่ผิด ย่อมไม่ใช่ แต่ใครเล่าจะกล้าพูดว่าผิด?

ขนาดตนที่เป็นถึงคุณชายใหญ่ยังถูกทอดทิ้งได้ จึงนับได้ว่าเรื่องครานี้ท่านพ่อปราณีมากแล้วสําหรับผู้ทรยศตระกูลเช่นนี้

“หากมีเรื่องอันใดที่ข้าพอช่วยเหลือได้ ท่านอย่าได้ลังเลใจที่จะเอ่ยออกมาเล่า” เหลียนหลี่เซิง บิดาของซื่อหมิงเข้ามาพูดคุยกับท่านพ่อก่อนที่การพิจารณาความจะเริ่ม ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นเจ้าหน้าที่ทําผิดเอง ประมุขของตระกูลทั้ง 8 จึงได้รับเทียบเชิญให้มาฟังพิจารณาความด้วยกันทั้งหมด

ถังไป๋อวี้ถูกซักถามถึงแผนการต่อหน้าทุกผู้ทุกคน นางกล่าวว่าหลังจากสามีผิดคําสัญญากับนางเรื่องบุตรทั้งสองแล้ว ก็เกิดความคับแค้นใจที่สามีไม่ทําตามที่กล่าวไว้ ประจวบเหมาะกับที่ได้พบกับเจ้าหน้าที่ศาลเมืองในช่วงงานเทศกาลและลักลอบส่งจดหมายพูดคุยกันต่อเนื่องมานับแต่นั้น จนบังเกิดความรักแลความไว้เนื้อเชื่อใจกันด้วยระยะเวลาเพียงไม่นาน นางได้เขียนระบายความคับแค้นในใจจนอีกฝ่ายเสนอความคิดแผนการการทําลายชื่อเสียงแก่ตระกูลหวังกับตน หลังจากนั้นไม่ถึงสองเดือน อนุไป๋ก็ทําเริ่มลงมือสั่งให้บ่าวคนสนิทไปจัดหาคนผู้หนึ่งมาแล้วส่งเข้ามาอยู่ในเรือนของหนิงอัน โดยไม่ให้บอกว่าผู้ใดเป็นผู้ว่าจ้าง

บงการให้คนผู้นั้นคอยสลับสับเปลี่ยนแป้งซาลาเปาของจริงกับแป้งซาลาเปาที่ผสมกับกระดาษที่บ่าวของตนทําขึ้นและนําไปส่งให้ในยามวิกาล รวมทั้งหาโอกาสสร้างเหตุการณ์มาทําลายสํานักอบรมของหนิงอันด้วย จึงลงท้ายด้วยการได้ของเลี่ยงภาษีที่เจ้าหน้าที่ศาลเป็นคนจัดหามาให้

แต่ไม่ทราบว่ากรรมใดที่เคยกระทําเอาไว้ บ่าวคนสนิทกับชายผู้นั้นได้มีสัมพันธ์ทางใจและกายต่อกัน คนของตนจึงได้มอบตราป้ายประจําตระกูลและเรือนเอาไว้ให้ฝ่ายนั้นมาใช้ข่มขู่ตนเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น และจะได้ไถ่ตัวตนเองซึ่งเป็นบ่าวคนสนิทของอนุไป๋ออกไปอยู่กินด้วยกันข้างนอกได้

ถังไป๋อวี้ถูกพิจารณาความผิดถึงสามประการ หนึ่งคือเป็นผู้บงการการแจ้งความเท็จแก่ศาลเมือง สองคือติดสินบนเจ้าหน้าที่ และประการสุดท้ายคือทําให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง รวมทั้งสูญเสียเงินทองจากกิจการที่จําต้องปิดจากการถูกใส่ความ

เจ้าหน้าที่ศาลเมืองผู้เป็นชู้กับอนุไป๋ถูกเนรเทศออกจากแคว้น 3 ชั่วอายุคน ริบสมบัติครึ่งหนึ่งเข้าเมือง อีกครึ่งหนึ่งตกเป็นของสํานักอบรมของสามสหาย แต่ด้วยเคยทําคุณงามความดีเอาไว้จึงได้รับที่ดินพอปลูกเรือนได้หนึ่งที่

ไป่เหอบ่าวผู้ถูกว่าจ้างถูกจําคุก 10 ปี และเมื่อออกมาแล้วต้องเข้ามาเป็นบ่าวในจวนของตระกูลหวังอีก 10 ปีหรือจะถูกส่งต่อไปยังจวนอื่นย่อมแล้วแต่พิจารณาของหวังช่างหลิว

ส่วนถังไป๋อวี้ผู้เป็นอนุภรรยาของหวังช่างหลิว ถูกขับออกจากตระกูลหวัง รวมทั้งริบทรัพย์สินสมรสทั้งหมด ห้ามเข้ามายังเขตเมืองหลิ่งฉีอีก 40 ปี รวมทั้งห้ามติดต่อกับบุคคลใดๆ ในเมืองนี้ด้วยระยะเวลาเท่ากัน

หนิงอันทอดถอนใจอย่างอดสู ได้รับฟังคําตัดสินแล้วก็อดเห็นใจอนุไป๋ไม่ได้ นี่ไม่นับว่าต้องตัดขาดกันไปตลอดชีวิตเลยหรือ?

เมื่อการพิจารณาโทษจบลงยังเหลือพิธีประทับตราของประมุขทั้ง 8 อยู่ หนิงอันที่ไม่ใคร่อยู่ต่อด้วยความหดหู่ใจจึงได้ขอตัวท่านอาวุโสทั้งหลายออกมาเดินรับลมอยู่ข้างนอก โดยมีบ่าวทั้งสองติดตามมาอย่างเงียบๆ หวนคิดถึงความผิดพลาดของอนุไป๋แล้วก็นึกดีใจเหลือเกินที่ตนยังโชคดีมีลี่หยางกับซิงเทียนที่คอยอยู่เคียงข้างไม่คิดทรยศหักหลังกัน

“ท่านหนิงอัน” เสียงเล็กของสตรีดังขึ้นทางเบื้องหลัง หนิงอันที่กําลังเหม่อลอยจึงได้หยุดเท้าลงก่อนหันกลับมามองผู้เรียก เห็นเป็นร่างสะโอดสะองของคุณหนูผู้หนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี

“คุณหนูลี่หมิงหมิง” หนิงอันค้อมศีรษะทักทายอีกฝ่ายด้วยกริยาสง่างาม ตบด้วยยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

“ท่านพอมีเวลาสักครู่หรือไม่”

“หากต้องการพูดคุย เชิญที่ร้านน้ำชาดีหรือไม่”

“ไม่ต้องลําบากถึงเพียงนั้น ข้าเพียงต้องการมาแจ้งเจตนาเท่านั้น” คุณหนูลี่หมิงหมิงไม่ได้ยิ้มส่งมาให้เช่นเคย ดวงหน้างามเคร่งขรึมคล้ายกําลังพูดเรื่องสําคัญ

หนิงอันเห็นท่าทีอีกฝ่ายแล้วจึงพยักหน้าให้บ่าวทั้งสองหลบออกไปก่อน ดูแล้วคงจะเป็นเรื่องเคร่งเครียดไม่เบา ญาติผู้น้องของซื่อหลานถึงได้จ้องมองตนอย่างมุ่งมั่นถึงเพียงนั้น

“ท่าน…ท่านล้มเลิกความตั้งใจที่จะหมั้นหมายกับท่านหยางหลงเถอะ”

“ไยคุณหนูกล่าวเช่นนั้น” หนิงอันแค่นหัวเราะเบาๆ เรื่องที่ได้รับฟังไม่ต่างจากที่ตนคิดไว้แม้แต่น้อย

“ท่านไม่คิดหรือว่าสิ่งที่ท่านทํา มันทําให้เกียรติประวัติของท่านหยางหลงเสื่อมเสีย”

“ข้าทําสิ่งใดหรือ” ครานี้หนิงอันเลิกคิ้วถามกลับอย่างตั้งใจกวนโทสะ คุณหนูลี่เห็นดังนั้นก็บังเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมา เสียงที่เปล่งออกมาจึงแข็งกร้าวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“ทําสิ่งใดน่ะหรือ! ก็เรื่องที่เป็นต้วนซิ่ว เรื่องบังคับท่านหยางหลงให้คอยตามดูแล เรื่องที่ท่านคอยทะเลาะวิวาทอยู่เรื่อยไป ไหนจะตระกูลของท่านที่มีข่าวเสียหายนี่อีก มิคิดหรือว่านั่นไม่ใช่การดีแก่ท่านหยางหลงสักนิด!”

“อ้อ! แล้วข้าควรทําอย่างไรกับท่านหยางหลงของคุณหนูเล่า”

“อย่าทําเป็นไขสืออีกเลย มิใช่ท่านหรือที่ไม่ยอมให้ท่านหยางหลงเขียนจดหมายตอบข้า! กีดกันข้าไม่ให้พบปะกัน และไม่ยอมให้ท่านหยางหลงมาขอหมั้นหมายกับข้าเสียที!”

หนิงอันนิ่งฟังความที่ถูกกล่าวหาแล้วนึกอยากเสียมารยาทยกนิ้วขึ้นมาแคะที่หูเหลือเกิน ใครกันหนอคาบข่าวไปบอกคุณหนูลี่ว่าตนเป็นคนกีดกันอีกฝ่ายกับท่านพี่ของตน ช่างเป็นคุณหนูที่มีจินตนาการสูงส่งเหลือเกินจริงเชียว

“ถ้าเช่นนั้นเอ่ยถามท่านหยางหลงดีหรือไม่ ว่าต้องการจะหมั้นหมายกับใคร” หนิงอันพยักพเยิดหน้าไปทางด้านหลังของหญิงสาว คุณหนูลี่ที่ไม่กักเก็บอารมณ์เมื่อครู่จึงได้สะดุ้งกายหันหลังไปมองทางทิศทางที่หนิงอันว่าถึง ดวงตากลมโตจึงได้เบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าผู้ใดกําลังยืนฟังตนอยู่เช่นกัน

“ท่านหยางหลง!!”

หยางหลงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบ สาวเท้าพาร่างกํายําของตนเข้ามาใกล้คนทั้งคู่ สายตาจับจ้องแค่เพียงร่างของน้องชายต่างสายเลือดเท่านั้น

“พี่มาตามเจ้ากลับเรือน” ไม่เอ่ยทักทายไม่พอ ยังทําเหมือนหญิงสาวหนึ่งเดียวไม่มีตัวตน ณ ที่แห่งนี้ด้วยซ้ำ

“ท่านจะเสียมารยาทมากไปแล้วท่านพี่ มิเอ่ยตอบคําถามของคุณหนูหน่อยหรือ” หนิงอันยิ้มหวานส่งให้ ทําทีเป็นลอบมองคุณหนูลี่ที่ยืนกํามือแน่นอยู่ไม่ไกล

“ข้าเคยกล่าวไว้แล้ว ว่าตอนนี้ยังไม่คิดจะหมั้นหมายกับผู้ใด” หยางหลงกล่าวเสียงเรียบ ไม่แม้จะหันไปมองทางอื่นนอกจากใบหน้าเยาว์ของหนิงอัน

“เช่นนั้นรึ” หนิงอันแสร้งทําท่าตกอกตกใจ ก่อนจะหันไปค้อมศีรษะให้อีกคน

“คุณหนูลี่คงได้ยินชัดเจนแล้ว เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน” กล่าวเสร็จจึงยิ้มหวานปานน้ำผึ้งให้อีกครา ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างกับหยางหลงไปในทิศทางที่เดินจากมา ทิ้งให้คุณหนูผู้น่าสงสารสะอื้นไห้อย่างโดดเดี่ยว



หนิงอันขึ้นอาชาสีดําประจํากายของหยางหลงกลับเรือนมาพร้อมเจ้าของม้า ด้วยอยากกลับถึงเรือนโดยเร็วเต็มที ใจนึกอยากเข้าไปหาน้องทั้งสองแต่หยางหลงก็เอ่ยห้ามไว้เสียก่อน คิดเห็นว่าควรให้ท่านช่างหลิวเข้าไปพูดคุยก่อนจะเป็นการเหมาะสมมากกว่า

“ท่านหยางหลง” หนิงอันเรียกท่านพี่ของตนไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะขอตัวกลับเรือนใหญ่ไป ดวงหน้าเยาว์เงยหน้าขึ้นสบตาผู้พี่ที่กลับขึ้นไปบนหลังม้าตามเดิมแล้ว

“ว่าอย่างไร” เสียงถามกลับนั้นทุ้มต่ำแต่ยังคงอ่อนโยนอยู่เช่นเคย

“ท่านกล่าวจริงหรือ” หนิงอันไม่ได้ถามต่อจนจบความ แต่รู้ดีว่าหยางหลงนั้นพอจะเข้าใจคําถามที่ตนต้องการรู้คําตอบ

“หากสงสัยนัก พี่จะขยายความ” กล่าวพร้อมยื่นมือมาสัมผัสดวงหน้าเจ้าของเรือน ค่อยๆ ไล้นิ้วมือจากพวงแก้มลงมายังปลายคางมนอย่างแผ่วเบาแลทะนุถนอม

“พี่จะรอเจ้า”

“รอข้าทําไม” หัวใจของหนิงอันไม่ได้เต้นหนักอย่างที่เคยเป็นเมื่อชาติก่อน แต่ความอุ่นซ่านที่บังเกิดขึ้นในหัวใจดวงน้อยนี้ก็ให้ความรู้สึกดีเช่นกัน หรืออาจจะมากกว่าที่เคยเป็นเสียด้วยซ้ำ

“เจ้าเป็นผู้กล่าวก่อนว่าจะหมั้นกับพี่”

“มิใช่เพราะบุญคุณของท่านแม่ใช่หรือไม่”

“สองปีมานี้เจ้าเห็นว่าเช่นไร”

“ตอบข้าให้แน่ชัดเสียที” หนิงอันถลึงตาใส่ผู้พี่ เหตุการณ์มาถึงขนาดนี้แล้วยังจะมัวพิรี้พิไรอยู่อีก

“อย่าสงสัยในหัวใจของพี่เลย” ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะอย่างที่ไม่ค่อยได้ทํา จนหนิงอันที่รอรับฟังอยู่ไม่รู้ว่าจะแยกเขี้ยวใส่อีกฝ่ายต่อไปหรือเปลี่ยนมาเป็นหลบตาหนีอย่างเขินอายดี

“ชาติก่อนท่านเป็นปลาไหลรึอย่างไร” …แม้จะรู้ว่ามิใช่ก็เถอะ

“พี่จะรอเจ้า และจะรอเพราะหัวใจสั่งให้รอ” หยางหลงกล่าวหนักแน่น จดจ้องสายตากับคนน้องที่ขบกัดริมฝีปากของตนแน่นเสียจนน่ากลัวว่าจะได้เลือด

หนิงอันทําทีเป็นถอนหายใจเสียงดัง อยากจะพูดให้ชัดแจ้งทุกอย่างแต่เสียงอึกทึกของกลุ่มคณะที่เพิ่งเดินทางกลับถึงจวนก็เร่งให้จบการสนทนาอันน่าขัดเขินนี่โดยเร็วเสีย

แต่ก่อนที่หยางหลงจะได้เร่งม้าออกไป หนิงอันก็คว้าเอามือของอีกฝ่ายมากอบกุมไว้ เงยหน้าสบตา ก่อนค่อยๆ ดึงผ้ารัดผมของตนออกมา

“ข้าใช้สิ่งนี้ผูกมัดท่านไว้ก่อน หากไม่ต้องการรอแล้วขอให้ท่านทิ้งมันไปเสีย” หนิงอันผูกผ้าสีขาวเข้ากับข้อมือของผู้เป็นพี่ สีขาวบริสุทธิ์ช่างตัดกันกับสีเสื้อของอีกฝ่าย แต่ยามหนิงอันจ้องมองดูแล้วกลับดูเข้ากันอย่างน่าประหลาด หยางหลงเองก็จ้องมองไปยังที่เดียวกันด้วยสายตายินดีกับสิ่งที่หนิงอันกระทํา

“ถือว่าเป็นของหมั้นหมายจากข้าแล้วกัน ท่านพี่”



สามวันต่อมา คณะเดินทางมุ่งตรงสู่แคว้นฝูของหนิงอันก็พร้อมเดินทางไกล การเดินทางครั้งนี้มีผู้ติดตามไปด้วยร่วม 20 ชีวิต เป็นหน่วยอารักขากว่า 10 ชีวิต รวมบ่าวอีกจํานวนหนึ่งด้วย และอีกสองคนที่หนิงอันไม่คาดคิดว่าจะมาขอร่วมขบวนไปด้วยในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนกําหนดการ นั่นคือหนิงจินและซื่อหลาน

เอ่ยปฏิเสธอย่างไรทั้งสองก็ยืนยันอย่างขันแข็งว่าจะติดตามไปด้วย ลําบากเพียงไรก็ไม่หวั่น หนิงอันที่ไม่รู้ว่าจะคัดค้านเช่นไรจึงได้ขอคํายืนยันจากสหายของตนว่าท่านพ่อของอีกฝ่ายเอ่ยอนุญาตแล้วจริงหรือเปล่า ส่วนหนิงจินนั้นท่านพ่อเป็นคนมาส่งด้วยตนเองเลยด้วยซ้ำ

ซื่อหมิงและพวกบ่าวในเรือน รวมทั้งคนงานในร้านซาลาเปาต่างมาร่วมส่งหนิงอันในครานี้ด้วยเช่นกัน แม้แต่แม่ใหญ่กุ้ยเจิน สองสาวนางฟ้าที่กอดคอตนร้องไห้ไม่หยุด และหนิงฮวาที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็ต่างพร้อมใจกันมากล่าวอวยพร หนิงอันจ้องมองใบหน้าของทุกผู้ทุกคนแล้วจึงได้ส่งยิ้มให้จากก้นบึ้งในหัวใจ ค้อมตัวลงขอบคุณทุกคนโดยไม่แบ่งแยกฐานะ ก่อนจะสวมกอดกับท่านพ่อเอ่ยขอให้ท่านรักษาสุขภาพ

ก้าวเดินขึ้นไปบนเกวียนม้าลากด้วยจิตใจวูบโหวง รู้ดีว่าไม่ได้ไปแล้วไปลับ แต่ก็อดใจหายไม่ได้

“พี่ฝากของไว้ที่เจ้าก่อน” ยามที่น้ำตาคล้ายจะไหลริน ห่อผ้าห่อหนึ่งก็ถูกยื่นตรงมายังหน้าของตนจากหยางหลงที่ยืนอยู่นอกเกวียน

“นี่มันซาลาเปาที่ข้าทําให้ท่านมิใช่หรือ” หนิงอันหลงลืมอาการสั่นไหวไปชั่วขณะ จ้องมองห่อผ้าอย่างฉงนสงสัย

“หากพี่เหนื่อยแล้วจะขึ้นมานั่งกินด้วย ฝากเจ้าไว้ก่อน”

สิ้นคํากล่าวนั้น เสียงกระแอมกระไอก็ดังมาจากซื่อหลานที่เตรียมตัวจะขึ้นมานั่งด้วยกันกับหนิงอัน หยางหลงจึงต้องขยับกายออกให้สหายของน้องชายตนขึ้นไป รวมทั้งหนิงจินและบ่าวทั้งสองของหนิงอันด้วย

ข้าจะเก็บไว้ให้

หนิงอันพูดอย่างไร้เสียงให้หยางหลงที่ยืนรออยู่ได้เห็น กักกอดห่อผ้าที่ยังคงอุ่นอยู่ไว้แน่น ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายที่กําลังปลดผ้าคลุมประตูลง

ไม่นานเกวียนก็ถูกลากออกไปจากหน้าประตูจวน มุ่งตรงไปข้างหน้า ไปสู่ที่ๆ ใหม่ที่เฝ้ารอคุณชายน้อยอยู่





***************



เฮ้อออออ 

กรรมใดใครก่อก็ต้องรับไปเนาะ



ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

เดินทาง (1)



การเดินทางสู่แคว้นฝูนั้นกินเวลาสิบกว่าวัน แต่ด้วยหนิงอันไม่ต้องการให้บรรดาผู้ติดตามหรือม้ากับวัวเหนื่อยล้าจนเกินไป จึงวางแผนที่จะหยุดพักที่สองเมือง เมืองละสองคืนเพื่อเติมพลังกันหน่อย ด้วยเส้นทางที่ใช้ส่วนใหญ่แล้วเป็นทางสัญจรของเหล่าผู้เดินทาง จึงเป็นป่าเขาไปเสียครึ่งหนึ่ง

วันนี้นับเป็นวันที่สามแล้วที่ออกเดินทางกันมา และอีกสามวันคณะเดินทางของตนถึงจะไปถึงเมืองแรกที่จะหยุดพัก ผู้คนในขบวนไม่ได้แสดงอาการเหนื่อยล้าอะไรกันมาก ด้วยแม้จะมีแดดแต่ก็ไม่แรงอีกทั้งลมยังพัดผ่านอยู่เสมอ

หนิงอันไม่ได้กังวลเรื่องความเหนื่อยล้านัก เพราะสิ่งที่ควรคิดนั้นอยู่ตรงหน้าของหนิงอันนี่เอง

หนิงจินที่พูดด้วยเสียยิ่งกว่าน้อย…

ความเป็นพี่ใหญ่ที่มีมากกว่าชาติก่อนทําให้หนิงอันไม่สบายใจที่เรื่องราวเป็นเช่นนี้ หนิงจินนั้นรักอนุไป๋เพียงใดตนไยจะไม่รู้ แต่อีกฝ่ายก็ยังเด็กเกินไปที่จะเอ่ยประท้วงบิดาเมื่อได้คําสั่งเด็ดขาดมาว่าห้ามติดต่อกับมารดาตนอีก จําต้องยอมรับข้อลงโทษนั้นแม้ว่าจะตนจะไม่ได้ก่อขึ้นก็ตาม มายามนี้ถึงจะสมัครใจติดตามตนมาด้วยแต่ก็เอาแต่หลบหน้าหลบตา ไม่ค่อยพูดคุยเช่นแต่ก่อน ยามกินก็แยกไปกิน ยามนอนก็ไปนอนเสียไกล ทุกผู้ทุกคนต่างอึดอัดกระอักกระอ่วนกันไปหมด

เหนือความรู้สึกอึดอัดนั้นก็คงเป็นความห่วงใยจากหนิงอัน นั่งคิดนอนคิดถึงวิธีการที่จะผูกมิตรกับน้องชายของตนเช่นเคยมาสองวันแล้วก็คิดไม่ตกว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดี

“เด็กน้อย เจ้าถดท้อแล้วหรือ” ในช่วงเวลาที่กําลังคิดหาหนทางอยู่นั้น เสียงของสหายที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดังขึ้น หนิงอันหันไปมองว่าผู้พูดเอ่ยถึงใครกันแน่ ก็เห็นว่าสายตาของซื่อหลานนั้นจ้องมองน้องชายของตนอยู่

“ข้าหรือ” หนิงจินที่ฉงนไม่ต่างกันถามย้ำเพื่อเพิ่มความแน่ใจ เมื่อซื่อหลานพยักหน้าพร้อมคลี่พัดในมือออกมาพัด ใบหน้าของหนิงจินก็แสดงความกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที

เด็กน้อยงั้นหรือ?

“ไยท่านถามข้าเช่นนั้น” หนิงจินรู้สึกเสียหน้า เพราะถ้าหากกล่าวกันตามตรงแล้ว ซิงเทียนเด็กกว่าตนอยู่ตั้งเป็นปี

“เจ้าเอาแต่ทําหน้าคล้ายวัว มู่ๆ ทู่ๆ กินก็กินน้อยแถมเชื่องช้าเหมือนสัตว์เคี้ยวเอื้อง จะนอนก็นอนขดเป็นตุ่นหลบหนาวในโพรงหญ้า เวลาพูดจาทีก็เบาคล้ายเสียงจิ้งหรีดร้อง ข้าถึงได้สงสัยอย่างไรเล่าว่าเจ้าเหนื่อยท้อกับการเดินทางแล้วหรือ”

จบสิ้นคํากล่าว ทุกคนที่อยู่ในเกวียนต่างอ้าปากค้างไปตามๆ กัน หนิงอันกําลังจะแยกเขี้ยวถลึงตาใส่สหายที่เปรียบเทียบน้องของตนไปต่างๆ นานา ก็พอดีกับที่หางตามองเห็นว่าหน้าหนิงจินนั้นแดงก่ำขึ้นมาด้วยความโกรธ ตนจึงเงียบเสียงลงไปตามเดิม

“ท่าน!” หนิงจินกล่าวได้แค่นั้น แต่ใบหน้าแสดงถึงคําพูดออกมามดสิ้นแล้วว่าต้องการเข้ามาบีบคอผู้พูด

“แค่กๆ คุณชายหนิงจินโปรดระงับความโกรธเถิดขอรับ” ลี่หยางยกมือขึ้นมาเกาะแขนของคุณชายหนิงจินไว้ข้างหนึ่ง ส่วนข้างหนึ่งก็เป็นซิงเทียนที่จับไว้อยู่

“เจ้าก็หยุดพูดจาเช่นนั้นกับน้องของข้าเดี๋ยวนี้ซื่อหลาน เปรียบเทียบกับอะไรไม่เปรียบ ไยเจ้าหาว่าน้องข้าเป็นวัว เป็นตัวตุ่น!”

ลี่หยางซิงเทียนพร้อมใจกันกลอกตาไปมา

นั่นมิใช่ประเด็นนะขอรับคุณชาย

“ก็ข้าเห็นน้องเจ้าวันๆ ไม่พูดจา เอาตัวออกห่างเหมือนไม่เต็มใจจะมาด้วย หรือว่าจะรังเกียจเจ้าไปแล้ว” ซื่อหลานกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แสนชั่วร้ายในสายตาของหนิงอัน มือสวยนั้นโบกพัดในมือไปมาด้วยท่าทางที่ชวนให้คนเข้าไปหักมันทิ้งเสีย!

“ไม่…”

“ไม่ใช่นะขอรับพี่ใหญ่!” หนิงจินรีบเอ่ยแย้งด้วยเสียงดังกัมปนาท ดังเสียจนคนขับเกวียนสะดุ้งหยุดเกวียนอย่างตกใจ บ่าวชายกับเหล่าอารักขาวิ่งเข้ามาล้อมรอบกันเป็นกลุ่มใหญ่ เสียงฝีเท้าของม้าก็เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับใครคนหนึ่งกระชากผ้าคลุมหน้าต่างออกกว้าง

“คุณชาย!!!”

หนิงอันสะดุ้งกับเสียงของน้องชายไปแล้วคราหนึ่งก็สะดุ้งกับเสียงของเหล่าผู้คนรอบเกวียนอีกคราหนึ่ง ใบหน้าของคนในเกวียนมองซ้ายขวากันอย่างงุนงง คนนอกเกวียนก็มองเข้ามาอย่างงุนงง สรุปแล้วก็งุนงงกันทุกฝ่ายอย่างงงๆ

“เกิดอะไรขึ้นหรือหนิงอัน” หยางหลงกระโดดลงจากอาชาดําเดินอาดเข้ามาใกล้ ใบหน้านั้นขมวดยุ่ง ส่วนมือก็จับอยู่ที่ฝักดาบแลด้ามจับ เตรียมพร้อมต่อสู้ทันที

“แค่กๆๆ พวกท่านตื่นตระหนกมากไปแล้ว พวกข้าเพียงเล่นอะไรกันเล็กน้อย ไม่นึกว่าเสียงจะดังจนรบกวนการเดินทาง” หนิงอันปาดเหงื่อออกจากดวงหน้างาม ถลึงตาใส่ผู้เป็นสหายที่เป็นต้นเรื่อง ซื่อหลานที่ใช้พัดปิดบังใบหน้าครึ่งล่างอยู่นั้นก็ถลึงตากลับเช่นเดียว

เสียงของน้องเจ้าไม่ใช่หรือที่เป็นต้นเหตุ ไยมองข้าเช่นนั้น!

หยางหลงกับเหล่าอารักขาจ้องมองรอบข้างอย่างไม่ไว้ใจอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามจุดเช่นเดิม หยางหลงทิ้งท้ายไว้ให้ระวังตนซึ่งคนในเกวียนมิรู้ว่าต้องระวังสิ่งใดแต่ก็พยักหน้ารับคํา ก่อนที่ร่างใหญ่กํายําจะกลับขึ้นหลังม้าไป

“สะ เสียงคุณชายหนิงจันดังกังวานดีนะขอรับ” ลี่หยางยกผ้ามาเช็ดเหงื่อของตน เมื่อครู่นี้ตนตกใจเสียจนเกือบตกลงไป ดีที่รีบกอดแขนคุณชายหนิงจินให้แน่นกว่าเดิมไว้ได้ก่อน

“ขออภัยท่านด้วยพี่ใหญ่” หนิงจินหลุบสายตาลงต่ำ เมื่อครู่นี้ตนเป็นสาเหตุวุ่นวายใหญ่โตเพราะไม่สงวนท่าทีเอาไว้ ซื่อหลานเห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วก็กลอกตาอยู่สามรอบ

คนที่เจ้าควรขอโทษนั้นเป็นข้ามิใช่หรือ?

หนิงอันที่เพิ่งหายตกอกตกใจยิ้มให้น้องชาย ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าใช้สองมือประคองใบหน้าเล็กของอีกฝ่ายไว้ ท่าทีบังคับให้สบสายตากันทําให้หนิงจินไม่สามารถหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป

“เรื่องเล็กเช่นนี้ไม่ต้องกล่าวขอโทษด้วยท่าทางรู้สึกผิดขนาดนั้น แล้วก็ขอให้เจ้ารู้ไว้ ว่าต่อให้เป็นเรื่องใหญ่โตมากกว่านี้ หากเจ้ามิได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น พี่ก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองเจ้าแม้แต่น้อย” หนิงอันตั้งใจสื่อสารความนัยให้น้องรับรู้ สบตาอยู่เนิ่นนานก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฎอยู่บนหน้าของหนิงจิน หากแต่ดวงตากลับเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย

“ข้า…ข้าเข้าใจแล้วขอรับพี่ใหญ่ เข้าใจทุกอย่างแล้ว” เสียงพูดเจือปนเสียงสะอื้น หนิงอันจึงกอดรั้งร่างกายของน้องชายเข้ามากอดไว้ทั้งตัว

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

“เท่านี้ก็สิ้นเรื่องสิ้นราว” เสียงของซื่อหลานดังขึ้นมาเบาๆ ขัดจังหวะเวลาอันดีงามของสองพี่น้องให้ได้โดนถลึงตาใส่จากคนทั้งคู่พร้อมกัน



เดินกันจนถึงยามโหย่ว (17:00-18:59 น.) ท้องฟ้าก็มืดครึ้มเสียจนไม่อาจเดินทางกันต่อได้ ขบวนเดินทางจึงได้หยุดอยู่กลางป่าไม่ทึบไม่โล่งที่หนึ่ง เบี่ยงออกจากเส้นทางสัญจรปกติเล็กน้อยด้วยเห็นพ้องกันว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางกันสายหน่อย จะได้ไม่เป็นการกีดขวางผู้อื่นที่อาจใช้เส้นทางเดียวกัน

พวกบ่าวคนรับใช้แยกย้ายกันไปหุงหาอาหารที่เตรียมมา ตอนนี้เสบียงที่จัดเตรียมไว้เริ่มร่อยหรอลงแต่ไม่น่าเป็นห่วงนักเมื่ออีกไม่กี่วันก็จะเดินทางถึงเมืองจูอันเป็นแหล่งที่พักที่แรกแล้ว การกินอยู่จึงไม่ได้ลําบากอะไรมาก อีกทั้งทางตระกูลของซื่อหลานก็ส่งเสบียงมาเพิ่มให้ตั้งแต่วันที่เริ่มออกเดินทางแล้ว

คนหุงหาอาหารก็ทําไป คนที่ต้องออกไปชําระล้างกายก็แบ่งกลุ่มกันไป จุดที่ตั้งกระโจมพักอยู่ใกล้ๆ กับเส้นทางน้ำสายเล็กๆ สายหนึ่ง พอได้ดื่มกินและล้างเนื้อล้างตัวได้ ยามหนิงอันกับทุกคนกลับมาถึงที่พัก กลิ่นของไก่ย่างก็ตลบอบอวลทั่วบริเวณเรียกเสียงจากท้องที่ขาดเนื้อปรุงสุกสดๆ มาตลอดการเดินได้ดียิ่ง

“ข้ากับกลุ่มท่านฝูฮ่าวเข้าไปหาไก่ป่ามาได้สามสี่ตัว รีบกินเสียตอนยังร้อนๆ อยู่จะได้รสชาติดี” หยางหลงยื่นจานกระดาษส่งให้ผู้เป็นน้องแล้วจึงทิ้งกายลงนั่งข้างๆ คนอื่นๆ ที่มองเห็นว่าข้างกายหนิงอันนั้นถูกจับจองไปแล้วก็พากันเดินไปนั่งกันอีกทาง ปล่อยให้ทั้งสองนั่งอยู่เคียงกันในมุมส่วนตัวบ้าง

“แล้วของท่านเล่า” หนิงอันมองหาส่วนของผู้พี่ แต่มองจนทั่วแล้วก็เห็นเพียงข้าวผัดหน้าตาจืดชืดเท่านั้น

“ข้าวจานนี้ก็เพียงพอแล้ว” หยางหลงพูดไปมือก็เอื้อมมาฉีกเนื้อไก่ออกจากกระดูกให้คนน้อง ควันที่ลอยกรุ่นออกมาทําให้หนิงอันรู้ว่าของในมือนั้นร้อนเพียงใด จึงได้เบี่ยงมือหลบตอนที่หยางหลงกําลังจะฉีกชิ้นที่สามออกมา

“มันร้อนขนาดนี้ มือท่านไม่พองแล้วหรือ” หนิงอันวางของในมือลง ยกมือของผู้เป็นพี่ขึ้นมาเพ่งดูใกล้ๆ ด้วยคบไฟกับตะเกียงนั้นมีจํานวนน้อย กองไฟนั้นก็อยู่ไกลออกไป จึงไม่ค่อยมีแสงไฟเพียงพอนัก

“ข้าว่าแล้ว นิ้วพองปานนี้ยังจะทําหน้านิ่งเฉยอยู่ได้” คนพูดตวัดสายตาใส่อีกฝ่ายก่อนจะใช้ผ้าเช็ดมือของหยางหลงให้สะอาดแล้วก้มหน้าลงจรดกับมือใหญ่ ปากเรียวเล็กก็เริ่มเป่าลมออกมาหวังให้นิ้วของผู้เป็นพี่หายแสบร้อน

หยางหลงจ้องมองการกระทําของหนิงอันอย่างเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยค้านหรือแจ้งความจริงว่าแท้จริงแล้วตนสะเพร่าจับไม้จากกองไฟที่ยังร้อนอยู่เอาเสียเต็มมือ กลับเอาแต่จ้องมองดวงหน้าเยาว์ ไล่สายตาไปตามกรอบหน้าเล็ก ละไปมองยังแพขนตากับดวงตาเรียวที่หลุบต่ำมองมือของตน แก้มนวลที่กลมพองขึ้นเพราะกักเก็บลมเอาไว้ก่อนเป่าออกมา

มองเพลินเสียจนไม่รู้ว่าหนิงอันละสายตาจากมือเงยหน้าขึ้นมาสบตากับตนแล้ว

“ข้ามิใช่ไก่ย่างชิ้นนั้นนะท่าน” หนิงอันผละกายออกห่าง เพิ่งจะรู้ตัวว่าตนนั้นเอนตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากถึงเพียงนี้ ดวงตาเรียวหลุกหลิกมองไปทั่วบริเวณเมื่อไม่เห็นผู้ใดจ้องมองมาก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะหยิบไก่ที่วางไว้ข้างๆ ขึ้นมากิน

หยางหลงไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงยกยิ้มเล็กน้อยที่เห็นอีกฝ่ายดูร้อนรนกับท่าทางของตนทั้งคู่เมื่อครู่นี้ ครั้นพอหนิงอันวางไก่ลงมาในจานข้าวของตนโดยไม่พูดจาอะไร ตนก็ตักข้าวแบ่งไปให้อีกฝ่ายอย่างเงียบๆ เช่นกัน

นั่งเคียงกันกินข้าวกินน้ำจนอิ่มท้องดีแล้วหยางหลงก็เดินไปส่งหนิงอันที่กระโจมนอน กระโจมที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ นั้นมีเพียงสามหลังเล็กๆ สําหรับพี่น้องตระกูลหวังกับบ่าวทั้งสอง ส่วนซื่อหลานก็พักกับบ่าวอีกคนของตนที่พามาด้วยอีกกระโจมหนึ่ง อีกหลังนั้นให้บ่าวกับผู้อารักษ์สลับเปลี่ยนกันเข้าไปพักหลังจบสิ้นเวรเฝ้ายาม ส่วนหยางหลงมักจะพักอยู่ข้างนอกเพื่อเฝ้าดูเวรยามทุกคืน

หลังอยู่พูดคุยกันสักครู่หนึ่ง ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าพักผ่อนตามกระโจมของตน หนิงอันให้ลี่หยางซิงเทียนเอาผ้าขนแกะมาด้วยเพื่อใช้ปูนอน จึงไม่ค่อยรู้สึกปวดเมื่อยเท่าไหร่ในยามตื่นขึ้นมา



ค่ำคืนที่ดึกสงัดหลังทุกคนเข้านอนกันได้กว่าชั่วยาม หยางหลงที่กําลังสั่งการกับเหล่าอารักษ์เพื่อจะแยกตัวไปพักผ่อนบ้างก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างเสียก่อน

กลุ่มคนกว่าสิบชีวิตเงียบเสียงลงพร้อมกันทันทีที่รับรู้ถึงความผิดปกตินั้น ก่อนจะขยับกายออกห่างกันเล็กน้อยแล้วพูดคุยกันต่อเหมือนไม่ได้รับรู้สิ่งใด หากแต่ประเด็นที่สนทนากันนั้ไม่ใช่การทบทวนจุดเฝ้ายามของแต่ละคน หากแต่เปลี่ยนเป็นแจกแจงหน้าที่คุ้มกันคนในขบวนเดินทางแทน ด้วยใบหน้าที่ยังคงไม่เปลี่ยนเป็นตระหนกตกใจ หยางหลงเหลือบสายตามองกระโจมของหนิงอันด้วยหัวใจเต้นหนักหน่วงขึ้น ทุกคนในนั้นล้วนไม่มีใครมีวรยุทธ์หรือรู้การต่อสู้อื่นๆ เลยสักน้อย เท้าจึงขยับเปลี่ยนทิศเตรียมมุ่งหน้าไปยังกระโจมนั้นอย่างไม่ลังเล

“ส่งคนไปประกบคุณชายเหลียนสองคน อีกสี่คนมากับข้าคอยคุ้มกันคนในกระโจมของหนิงอัน ส่วนที่เหลือดูแลเสบียงและคนอื่นๆ ด้วย” หยางหลงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแม้ในใจจะร้อนรน เสียงที่ได้ยินนั้นดูเหมือนว่าจะขยับใกล้พร้อมจู่โจมเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว

หลังจากพูดคุยกันจบ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่ร้อนรน พยายามแสดงทีท่าว่าไม่ได้ล่วงรู้ถึงการมาของกลุ่มคนที่คาดไว้ว่าจะมีกว่ายี่สิบชีวิต

หยางหลงสืบเท้าอย่างหนักแลมั่นคงตรงไปยังกระโจมของหนิงอัน ครั้นพอเข้าใกล้แล้วก็ได้ยินเสียงคนจากในกระโจมกําลังพูดคุยกันอย่างกระซิบกระซาบเสียงเบาอยู่

“ตื่นกันแล้วใช่หรือไม่” หยางหลงหยุดอยู่หน้ากระโจม ไม่ได้เปิดเข้าไปด้วยเพราะกําลังสอดส่ายสายตาหาทิศทางของเสียงกลุ่มคนพวกนั้นอยู่

“ท่านพี่…” หนิงอันเสียงสั่นพร่า เอ่ยเรียกผู้พี่ที่อยู่ข้างนอกด้วยความหวาดกลัว

พวกตนตื่นขึ้นมาเพราะผู้อารักขานายหนึ่งที่เฝ้าอยู่หน้ากระโจมเคาะไม้เรียกสี่ที อันเป็นสัญญาณที่รู้โดยทั่วกันว่าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นแล้ว เมื่อตื่นขึ้นมาจนหมดแล้วก็ยังไม่ได้จุดตะเกียงไฟ เฝ้ารออย่างเงียบๆ ด้วยความหวาดหวั่นกันในกระโจม

หนิงอันรู้สึกมึนงงไม่น้อย เมื่อชาติก่อนนั้นมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก็จริง แต่นั่นเป็นช่วงอายุ 16 ปีที่ตนเดินทางไปเยี่ยมตากับยาย นับนิ้วดูแล้วก็น่าจะอีกตั้งปีกว่า รีบเดินทางมาก่อนเวลาขนาดนี้แล้ว ไยยังจะเกิดซ้ำซ้อนอีกคราเล่า?

เมื่อชาติก่อนนั้นตนเดินทางมากับหยางหลงและบ่าวทั้งสอง พร้อมผู้อารักขาเพียงสามนายเท่านั้น โจรป่าที่คอยท่าดักปล้นข้าวของมาโจมตีพวกตนก็จริง แต่ด้วยความเก่งกาจของหยางหลงและผู้ติดตาม พวกนั้นจึงพากันหนีกลับไปในความมืดไม่ได้สิ่งใดไปสักสิ่ง

แต่คราวนี้เห็นทีจะไม่ง่าย ในเมื่อกลุ่มคนมากฝีมือมีเป็นสิบชีวิต เช่นนี้พวกกลุ่มโจรจะไม่เก่งกาจขึ้นไปอีกเท่าอย่างที่เคยเจอมาในเหตุการณ์อื่นๆ หรือ!!

“คุณชายขอรับ!” เสียงของลี่หยางดังขึ้นมาในความมืดด้วยความตกใจ เมื่อนั้นเองที่หนิงอันได้สติกลับมายังปัจจุบันที่ไม่เงียบสงัดอีกต่อไปแล้ว

“หนิงอัน” เสียงของซื่อหลานดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวและบ่าวอีกคนที่ติดตามมาด้วย เมื่อคนทั้งคู่ถูกคุ้มกันมาที่นี่ คราที่เปิดกระโจมของตนเข้ามา ความกว้างของผ้าตรงประตูนั้นทําให้หนิงอันเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้น อีกทั้งเสียงดาบ เสียงการต่อสู้ และเสียงม้าร้องที่ดังไปทั่วบริเวณทําให้ร่างกายเล็กนั้นสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครา

“พี่ใหญ่”

ทุกคนร้องเรียกหนิงอันด้วยเพราะเห็นเจ้าของชื่อนิ่งงันไปเสียนาน

คนทั้ง 6 ขยับกายเข้ามาหากันอยู่ตรงกลางกระโจมตามที่เคยพูดคุยกันไว้ คอยฟังว่าคนข้างนอกจะสั่งให้ทําเช่นไรพร้อมหยิบมีดพกแลดาบที่มีไว้ป้องกันตัวเมื่อเหตุร้ายประชิดใกล้

หนิงจินนั้นพอจะได้เรียนรู้การฟันดาบมาบ้าง แต่จะให้เหาะตีลังกาเหมือนที่หยางหลงทําคงจะยากเกินไปสําหรับเด็กอายุ 9 ปีอย่างตน ส่วนคนอื่นๆ นั้นมิต้องกล่าวถึง หนิงอันกับบ่าวนั้นวันๆ ปั้นแต่แป้ง ซื่อหลานก็เรียนดนตรีกับเชี่ยวชาญเรื่องโบกพัด ไฉนเลยจะรู้วิธีการต่อสู้!

“หนิงอัน! เจ้าหลบออกไปก่อน!!” เสียงของหยางหลงที่ตะโกนเข้ามานั้นร้อนรนเป็นอย่างมาก หนิงอันผวากายขึ้นยืนเพราะความตระหนก หากหยางหลงที่เก่งกาจถึงเพียงนั้น และเหล่าผู้อารักขารับจ้างยังไม่สามารถต้านทานได้แล้วเช่นนี้จะไม่แย่เอาหรอกหรือ

“คะ คุณชายขอรับ รีบออกไปทางด้านหลังเถอะขอรับ” ลี่หยางรั้งกายคุณชายของตนให้ออกห่างจากตรงทางเข้ากระโจม ผู้อารักขาสามนายกรีดผ้าเข้ามาจากทางด้านหลังรอคุ้มกันพวกตนให้หนีออกไปอีกทางอยู่

แต่หนิงอันกลับก้าวเท้าไม่ออก สายตาเอาแต่สอดส่องออกไปข้างนอกแม้จะมองเห็นเพียงแสงไฟ และได้ยินเพียงเสียงดาบที่กระทบกันเท่านั้นอย่างเป็นห่วงคนข้างนอก หนิงจินกับซื่อหลานต้องเข้ามาช่วยดึงร่างเล็กอีกแรง แม้หนิงอันอยากจะขัดขืนแต่ก็ไม่อาจสู้แรงคนทั้งสามได้

ซิงเทียนกับบ่าวอีกคนนําออกไปออก ข้างนอกนั้นมีม้าห้าตัวที่หนิงอันจําได้ว่าสีดําตัวหนึ่งนั้นเป็นของหยางหลง ใจยิ่งนึกตื่นกลัวว่าหากตนใช้ม้าตัวนี้หนีออกไปแล้ว แล้วหยางหลงเล่า?

“ไยเอาม้าตัวนี้มา!” หนิงอันตะโกนถามผู้อารักขาอย่างโกรธเคือง ไม่ยอมขึ้นไปบนหลังม้าแม้ว่าจะถูกผลักดันเท่าใดก็ตาม

“ท่านหยางหลงแจ้งเอาไว้ตั้งแต่ออกเดินทางแล้วขอรับ คุณชายรีบขึ้นไปก่อนถามเรื่องอื่นเถิด”

“คุณชายขอรับ” เสียงของซิงเทียนสั่นพร่าด้วยความกลัว เมื่อนั้นหนิงอันจึงได้มองไปรอบกายว่าทั้งสหาย บ่าวของตน และน้องชายนั้นตื่นตระหนกกลัวกันเพียงไร

หนิงอันมองซื่อหลานกับบ่าวที่อยู่บนม้าตัวหนึ่ง หนิงจินกับลี่หยางนั่งอยู่ด้วยกัน และสุดท้ายคือซิงเทียนที่รอตนอยู่บนหลังม้าแล้ว

“เร็วเข้าหนิงอัน!” ซื่อหลานตะโกนเร่งสหายที่ยังลังเลอยู่ หนิงอันได้แต่กัดฟันแน่นข่มความกลัวและความห่วงหาถึงใครอีกคนก่อนจะยอมขึ้นม้าไปกับซิงเทียน

ม้าทั้งห้าห้อตะบึงไปตามแนวป่า ไกลจากเสียงการต่อสู้มากขึ้น ม้าที่ได้รับการฝึกฝนมานั้นไม่ต้องสั่งการสิ่งใดก็รู้ความดีว่าต้องวิ่งตามตัวผู้นําของพวกมันไป

หนิงอันจับบังเหียนไว้แน่นด้วยมืออีกข้างส่วนอีกข้างนั้นจับมือของซิงเทียนที่เกาะเกี่ยวเอวของตนอยู่

ยังไม่ทันจะได้พ้นแนวลําธารดี เสียงม้าอีกกลุ่มก็ดังขึ้นตามหลังมา ผู้อารักขาทั้งสามนายตะโกนสั่งการกันเสียงดัง ก่อนที่ม้าตัวแรกจะเร่งความเร็วขึ้นตามด้วยตัวอื่นๆ ที่เริ่มเร่งความเร็วตามไปเช่นกัน

เสียงตะโกนดังก้องไปทั่วแนวป่าอีกทั้งเสียงฝีเท้าของม้ายังไม่อาจกลบเสียงหัวใจที่เต้นสั่นรัวของหนิงอันได้ ลมที่เข้าปะทะหน้านั้นแรงเสียจนไม่อาจลืมตาขึ้นมองหนทาง แต่ยิ่งม้าวิ่งไปมากเท่าใดก็ดูเหมือนไม่อาจสลัดกลุ่มคนข้างหลังได้

หนิงอันพยายามหันกลับไปมองด้านหลังหวังว่าจะเห็นว่ากลุ่มที่ตามมานั้นมีจํานวนมากน้อยเท่าไหร่ แต่ก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นสิ่งหนึ่งพุ่งแหวกอากาศตรงมายังพวกตน!

หนิงอันกระชากบังเหียนม้าอย่างแรงเพื่อหลบวิถีของธนู แต่ด้วยเพราะหยุดชะงักอย่างรวดเร็วนั้นทําให้อาชาตัวสีดําร้องลั่นทั่วป่าด้วยความเจ็บจากการถูกกระชาก ก่อนร่างของหนิงอันกับซิงเทียนที่ไม่สามารถยึดเกาะร่างของม้าไว้ได้จะตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง!!

“อึ่ก!” หนิงอันคว้าเอาตัวของซิงเทียนมากอดเอาไว้ ชั่วเวลานั้นแม้จะได้ยินเสียงร้องเรียกจากหลายๆ คนแต่ก็ไม่อาจส่งเสียงกลับไปได้ ด้วยความเจ็บปวดที่ศีรษะนั้นแล่นลิ้วขึ้นมา พร้อมของเหลวเหนียวข้นที่ไหลลงมาตามกรอบหน้างาม

“คุณชาย!!” ใบหน้าของซิงเทียนเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ร่างกายของตนนั้นไม่มีส่วนใดเจ็บปวดแม้แต่น้อย แต่คุณชายที่เอาตัวกันแรงกระแทกให้ตนไว้นั้นกลับศีรษะแตกจนเลือดไหลเยอะถึงเพียงนี้!

หนิงอันส่ายหน้าตอบซิงเทียนไม่ให้อีกฝ่ายเสียใจ สายตาที่เริ่มพร่าเลือนมองเห็นว่าร่างคุ้นตาของคนที่ตนห่วงหานั้นควบขี่ม้าเข้ามาใกล้และกําลังต่อสู้กับพวกโจรที่ติดตามพวกตนมา ร่างของคนแล้วคนเล่าตกลงสู่พื้นดินนั้นทําให้ใจยิ่งเริ่มสั่นกลัวว่าคนต่อไปนั้นอาจเป็นหยางหลง

แม้จะไม่หลงเหลือสติมากนัก แต่ก็พยายามเพ่งสายตามองตามร่างของผู้เป็นพี่ ลี่หยางกับหนิงจินที่วกกลับมาถึงตัวของหนิงอันก่อนช่วยกันประคองร่างที่กําลังเจ็บอยู่ขึ้นนั่ง คนเจ็บที่แม้จะให้ความร่วมมือดีแต่สายตาก็ยังไม่ละไปจากร่างสูงใหญ่บนหลังม้าที่ตวัดคมดาบไปมาอยู่ไม่ไกล

คําภาวนาที่สวดอยู่ในใจนั้นคล้ายจะเริ่มเกิดผล เมื่อกลุ่มโจรต่างล้มลงไปกันเกือบหมด เพียงแต่เมื่อหยางหลงเตรียมคุมม้าให้วิ่งมาหาพวกตน ธนูลูกหนึ่งก็ผ่าอากาศแหวกพุ่งไปยังทิศทางของหยางหลงอย่างรวดเร็ว!

“ท่านพี่!”



******



ขุ่นพี่!!!!




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

เดินทาง (จบ)



“หนิงอัน ตื่นมาคุยกับแม่เสียหน่อยเถิด” เสียงหวานสะเนาะคุ้นหูเรียกให้ดวงตาค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ

“ท่านแม่” เด็กน้อยร้องเรียกอย่างดีใจ หวังวิ่งเข้าไปหาท่านแม่ของตนที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำ

แต่ออกวิ่งไปเท่าใดก็ไปไม่ถึงริมฝั่งเสียที

“เจ้าข้ามมาฝั่งนี้ไม่ได้” เสียงของท่านแม่เศร้าสร้อย เป็นน้ำเสียงที่หนิงอันได้ยินมาตลอด

“แต่ลูกอยากกอดท่าน” ร่างเล็กเริ่มต้นสะอื้น อยู่ห่างกันเพียงนี้แม้แต่หน้าของท่านแม่ ตนก็ไม่อาจมองให้ชัดเต็มสายตาได้

ทรมานเหลือเกิน

“แม่ขอโทษ”

“ไม่ๆ ลูกไม่โกรธเคืองอะไร ท่านแม่อย่าร้องสิขอรับ” หนิงอันชะงักเท้าของตน รีบตะโกนบอกหญิงสาวผู้เป็นที่รักที่ยืนอยู่ไกลลิบอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ

“เจ้าลําบากมามากใช่หรือเปล่า”

“ลูกน่ะหรือ?”

“เพราะแม่”

“ท่านแม่ไม่ได้ทําอะไรผิดนะขอรับ”

“เจ้าเพียงไม่รู้” ท่านแม่กล่าวแค่นั้นแล้วเงียบไป หนิงอันนึกกลัวว่าอาจจะไม่ได้พูดคุยกันต่อจึงเริ่มร้อนรน รีบออกตัววิ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง หากแต่แสงสีขาวที่สว่างจ้าขึ้นมาท่ามกลางรอบข้างที่มืดสนิททําให้ร่างเล็กต้องหยุดขาใช้สองมือสองแขนปกป้องดวงตาจากความแสบตาเอาไว้



‘นายหญิงโปรดหยุดรับยานี้เถอะเจ้าค่ะ ถ้า…ถ้านายหญิงเป็นอะไรไป แล้วคุณชายจะอยู่กับใครเจ้าคะ’

‘ข้าจะมีหน้าอยู่อย่างสุขสบายได้อย่างไร ในเมื่อข้าเป็นต้นเหตุให้คุณชายหนิงเฟิ่งต้องตาย’

‘แต่นายหญิง ฮึก! นายหญิงมิได้ตั้งใจนี่เจ้าค่ะ!!’

‘จะร้องไห้ไปไย ข้ายังอยู่ได้อีกนาน’



ครั้นลืมตาขึ้นมาอีกครา ภาพตรงหน้านั้นก็ปรากฏร่างของท่านแม่พร้อมบ่าวที่หนิงอันคุ้นหน้าคุ้นตาดี ร่างของท่านแม่นั้นนอนอยู่บนเตียงอันเป็นภาพที่ชินตาของหนิงอันในยามเป็นเด็ก หากแต่บทสนทนาที่ผิดแปลกนั้นสะกิดความสงสัยในจิตใจของผู้เฝ้ามองอยู่มากนัก

“นั่นเป็นยาพิษอ่อนที่แม่ต้มกินตั้งแต่พี่ชายใหญ่ของเจ้าจากไป” มีเพียงเสียงที่ลอยมาตามสายลม แต่ไม่ว่าหนิงอันจะหันมองรอบกายสักกี่ครั้งก็ไม่อาจมองเห็นร่างของท่านแม่ได้

“ท่านแม่กินยาพิษทําไมขอรับ” ใจนั้นสั่นระรัวไม่ต่างจากร่างกายโปร่งเบาที่สั่นสะท้านขึ้นมาเช่นกัน

“ชดใช้ให้ท่านพ่อของเจ้าและฮูหยินกุ้ยเจินเช่นไรเล่า”

“แต่นั่นมันหมายความว่าท่านแม่เลือกจะทอดทิ้งลูก!!!” หนิงอันตะโกนโต้ตอบกลับทั้งน้ำตา ท่านแม่รู้สึกผิดกับคนอื่นจนยอมทนทรมานจนตัวตาย แล้วตนเล่า? ตนที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวนับจากนั้นเล่า?

“แม่จึงได้ทําเช่นนี้”

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” หนิงอันทรุดกายลงนั่งกอดเข่าของตนด้วยความอ่อนล้า ไม่ต้องการมองภาพที่ท่านแม่ดื่มกินยาพิษที่ตนเข้าใจว่าเป็นยารักษาความเจ็บป่วยมาตลอดนับตั้งแต่จําความได้ แลเห็นท่านแม่ดื่มกินมันอยู่ทุกวัน

ที่แท้มันคือสิ่งที่พรากชีวิตของท่านแม่ไป…แลยิ่งไปกว่านั้น มันก็เป็นเพราะน้ำมือของท่านแม่เอง

“คราก่อนนั้นแม่ไม่มีโอกาสได้บอกเจ้า”

“ท่านแม่ต้องการบอกอะไรลูกหรือ” คําถามมากมายบังเกิดขึ้น

ทําไมตนกลับไปเกิดในร่างเดิม

ทําไมถึงยังหลงเหลือความทรงจําจากชาติเก่า

ทําไมถึงกลับไปเกิดตอนอายุ 13

ทําไมท่านแม่มาปรากฏตัวที่นี่

ทําไม...



“เจ้าจําที่เราสองคนพูดคุยกันไม่ได้ใช่หรือไม่”

“พูดคุยกันหรือ?” หนิงอันเงยหน้าขึ้นพูดกับอากาศ ด้วยเพราะไม่รู้ว่าท่านแม่อยู่ที่ใด หากแต่แสงสว่างจ้าที่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งก็ทําให้ต้องก้มหน้าลงไปซุกกับเข่าของตนเช่นเคย



‘…หนิงอัน ลูกแม่ ไยเจ้าต้องทําร้ายตนอย่างนี้ ไยเจ้าต้องมาตายเพราะเหตุนี้…’

‘ท่านแม่ อย่าร้องเลย อย่าเสียน้ำตาให้บุตรเลวผู้นี้…’

‘เป็นเพราะแม่ใช่หรือไม่ที่ทําให้ชีวิตเจ้าเป็นเช่นนี้ แม่ขอโทษเจ้าด้วย’

‘ไม่ใช่นะขอรับ มันเป็นความผิดของลูกเอง ผิดที่ลูกมาตั้งแต่ต้น’

‘หากเจ้ารู้เรื่องราวทั้งหมด เจ้าจะเข้าใจว่าไยแม่ต้องขอโทษเจ้าเช่นนี้’



ภาพตรงหน้าหลังเปิดเปลือกตาขึ้นมานั้น เป็นภาพร่างโปร่งแสงของตนในตอนอายุ 18 กําลังพูดคุยกับร่างที่โปร่งบางไม่ต่างกันของท่านแม่

ส่วนสถานที่นั้นก็คือหลังเรือนหอหลังน้อย…ริมบ่อน้ำ

ที่ๆ ตนจบชีวิตของตนอย่างโดดเดี่ยวเมื่อชาติก่อน

“แม่ยอมแลกชีวิตของแม่กับเจ้า เพียงหวังว่าชีวิตใหม่ของเจ้าจะไม่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเช่นนั้น”

“หมายความว่าอย่างไรขอรับ”

“ครึ่งหนึ่งนั้นเพราะแรงอธิษฐานของแม่ อีกครึ่งหนึ่งนั้นเพราะความปรารถนาของสามีเจ้า”

“!!!”



‘หนิงอัน!! หนิงอัน…ไยทําเช่นนี้!!!!’



เสียงหนึ่งดังขัดความสงสัยของระคนตกใจของตน เมื่อหันกลับไปมองยังริมบ่อน้ำอีกครั้ง ยามนั้นจึงได้เห็นว่าร่างไร้ซึ่งวิญญาณของตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของชายผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามี



‘ลืมตาขึ้นมาเถิด’ ร่างแกร่งนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของบาดแผล ใบหน้าคมคายปรากฏความเศร้าโศกอย่างที่หนิงอันไม่เคยได้เห็นมาก่อน

‘นะ นายท่านหยางหลงขอรับ คุณชายหนิงอัน…’

‘ข้าบอกให้เจ้าดูแลหนิงอันให้ดี!!!’ หยางหลงเงยหน้าขึ้นจ้องมองบ่าวคนใหม่ทุกคนที่ตนจ้างมาด้วยดวงตาแข็งกร้าว แขนทั้งสองข้างยังกอดรัดร่างของหนิงอันไว้แน่น

‘หนิงอัน หากเจ้ารอข้าอีกเพียงสักนิด…’

หยาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลรินลงมาจากดวงตาโศกทําให้ดวงหน้าคมคายนั้นดูทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบส่วน ใบหน้าผู้พูดแนบลงกับลําคอระหงหวังรับรู้ถึงสัญญาณการมีชีวิตอยู่ มือแกร่งที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดช้อนข้อมือบางที่ถูกกรีดด้วยมีดจนเลือดไหลออกหมดเสียซีดขาวขึ้นมาจ้องมองด้วยใบหน้ารวดร้าว

‘พี่ขอโทษ เสี่ยวอัน…พี่ขอโทษ’

จุมพิตลงที่ใบหน้านวล รวมทั้งบาดแผลที่พรากชีวิตของร่างในอ้อมกอด

‘ขอให้เจ้าไปสู่ภพภูมิที่ดี ที่ๆ เหมาะสม ที่ๆ ดีต่อเจ้า และไม่มีคนใจร้ายอย่างข้าอยู่…’



หนิงอันเบือนหน้าหนีภาพนั้น หัวใจปวดปร่าขึ้นมาด้วยรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของสามีได้ มิเคยคาดคิดมาก่อนชั่วชีวิต ว่าหยางหลงจะดูทุกข์ทรมานกับการจากไปของตนถึงเพียงนี้

…แต่ในใจก็ยังเกิดความสงสัยที่ยังไม่ได้รับการไขให้กระจ่างเสียที

สักนิดหรือ? อีกสักนิดทําไมหรือ?

หนิงอันนึกอยากตะโกนถามออกไป แต่รู้ว่าอย่างไรเสียงนี้ก็ไปไม่ถึง

“ลูกก็จะได้รู้…ว่าหยางหลงไปตามล้างแค้นให้ลูก” เมื่อร่างแกร่งเอาแต่กอดร่างไร้วิญญาณของตนอยู่เยี่ยงนั้น ท่านแม่จึงเป็นผู้ตอบความสงสัยให้ตนกระจ่าง

“ล้างแค้น?”

“โจรพวกนั้น…” ท่านแม่กล่าวเพียงเท่านั้น ร่างที่กําลังไร้เรี่ยวแรงก็รับรู้ได้ทันทีว่าหมายความว่าเช่นไร

“ไม่จริง”

ไยเรื่องราวบ้าๆ เช่นนี้มักเกิดกับข้าเสมอกันนะ

“นั่นเป็นคําตอบให้ลูกได้แล้วใช่หรือไม่ ว่าลูกกลับไปเกิดได้อย่างไร”

“ฮึก…”

“ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขเถิดลูกแม่ แม่ขอมอบชีวิตที่ควรมีในชาติหน้าของแม่ให้เจ้าเป็นการขอโทษที่ทอดทิ้งเจ้าไป ที่ทําผิดเอาความคิดของตนเป็นใหญ่จนเจ้าต้องลําบาก หากรับคําขอโทษนี้ ก็ขอให้ใช้ชีวิตด้วยความสุข แลอย่าลืมทําคําอธิษฐานของสามีเจ้าให้เป็นจริงด้วยเล่า”

ร่างของท่านแม่ไม่โปร่งแสงเช่นเดิม ใบหน้างามที่เคยเลือนรางทั้งตอนนี้และในความทรงจําของหนิงอันปรากฏชัดขึ้น พร้อมสองมือที่เอื้อมออกมากักกอดร่างของตนไว้แน่น

หนิงอันยกยิ้มกว้างทั้งน้ำตา…



‘ขอให้เจ้าไปสู่ภพภูมิที่ดี ที่ๆ เหมาะสม ที่ๆ ดีต่อเจ้า และไม่มีคนใจร้ายอย่างข้าอยู่…’



สุดท้ายข้าก็กลับไปหาท่านมิใช่หรือ?

เช่นนั้นท่านก็ไม่ใช่คนใจร้ายหรอก…สามีข้า



******************



ชั่วชีวิตไม่เคยคิดว่า ‘ชาติก่อน’ นั้นมีจริง จนกระทั่งได้รับรู้บางอย่าง



“ทําไมท่านพี่ต้องไปอยู่ที่เรือนใหญ่ด้วย! แล้วใครจะอยู่กับข้าเล่า”

“ที่เรือนยังมีลี่หยางอยู่ พี่ก็จะกลับมาที่เรือนบ่อยๆ มิต้องกลัวไป”

“แต่ท่านก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยกัน ท่านแม่ทิ้งข้าไปแล้ว ท่านก็จะทิ้งข้าไปด้วยหรือ”

“พี่ไม่ได้ทิ้งเจ้าเสี่ยวอัน แต่ท่านช่างหลิวต้องการให้พี่ไปคอยช่วยงาน พี่ไม่มีทางเลือกนัก ขอให้เจ้าเข้าใจพี่ด้วย”

“สัญญาว่าจะกลับมาหาข้าบ่อยๆ นะ”

“ข้าสัญญา”



ตนสัญญาไว้เช่นนั้นกับน้องชายตัวน้อยจริงๆ

แต่ข้าจะขัดคําสั่งท่านช่างหลิวได้หรือ? ข้าจะเอ่ยปฏิเสธนายหญิงกุ้ยเจินเช่นไร?



“นั่นไง ลูกบ่าวที่ได้ดิบได้ดี คนใหญ่โตอุ้มชูไว้ มันถึงได้กล้าเผยอหน้าเช่นนั้น”

“ว่าก็ว่าเถอะ ท่าทางคุณชายต้วนซิ่วนั่นคงอยากจะได้ผู้ชายจนตัวสั่น หาเอาใครไม่ได้ก็คว้าคนข้างๆ มา”

“เช่นนี้เจ้านั่นก็ไม่ต่างจากพวกในหอโคมแดงหรอก”

“ไม่ต่างจริงๆ”



คนพวกนี้ ไยจิตใจสกปรกดํามืดได้เช่นนี้



“เจ้าผ่านเป็นผู้ตรวจตราได้ ไม่ใช่เพราะคนรักต้วนซิ่วของเจ้าเอาเงินค่าน้ำชามามอบให้ท่านผู้คุมหรอกหรือ”

“หากรู้ไม่จริง สู้เงียบปากไปเสีย ไม่ดีกว่ารึ”

“เขาก็พูดกันไปทั่วเขตเมือง”

“ท่านก็ร่วมวงปราศัยด้วยเช่นนั้นล่ะสิ”

“เหอะ อย่ามาทําโอหัง อวดดี! เจ้ามันก็แค่พวกคนใช้ พวกอุ่นเตียงให้ต้วนซิ่ว! ดูท่าทางแล้วจะเด็ดดวงไม่น้อยสิท่า คุณชายผู้นั้นถึงได้ติดอกติดใจรักจนถวายหัวถึงเพียงนี้!”



หากอยากกล่าว ก็กล่าวถึงเพียงข้า 'หยางหลง' ผู้นี้คนเดียว เพราะน้องของข้า…ไยข้าจะไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร



“ผู้ตรวจตราเมืองหยางหลงใช้อํานาจในทางที่ผิด ใช้เงินจ่ายให้เจ้าหน้าที่เพื่อให้ภรรยาของตนพ้นผิดขอรับ!!”

“โทษที่ได้รับมันสมควรแล้วหรือ ภรรยาข้าได้จ่ายค่าทําขวัญแก่แม่ค้าผู้นั้นไปแล้ว ไยต้องถูกจําคุกถึงเจ็ดวัน”

“จะอย่างไรก็เป็นคําตัดสินสูงสุดของเจ้าหน้าที่ หัวหน้าขอรับ! โปรดพิจารณาความผิดนี้ด้วยขอรับ!”

“แต่นั่นไม่ใช่บทลงโทษที่สมควร! ท่านเพียงรู้สึกเสียหน้าใช่หรือไม่ที่ภรรยาของข้าปฏิเสธที่จะคบหาฉันมิตรด้วย”

“เจ้า!!”

“อย่ากล่าวให้มากความ!! ผู้ตรวจตราหยางหลงถือว่ามีความผิดจริง เป็นเจ้าหน้าที่เมืองแต่กลับทําการติดสินบนผู้อื่นเสียเอง ดังนั้นจะถูกริบเงินสามเดือน เรียกคืนลูกน้องในหน่วยคืนทั้งหมด ได้เวรออกตระเวนตามแนวป่ารอบเมืองหลิ่งฉีสามเดือน และไม่อนุญาตให้ใช้ป้ายประจําตําแหน่งว่าจ้างหน่วยอารักขาสามเดือนเช่นกัน!”



เช่นนั้นใครจะดูแลคนในเรือนของข้า? หนิงอันจะอยู่อย่างไร? หากเกิดเหตุไม่ดีขึ้นเล่า?



“พักผ่อนเถอะหนิงอัน ข้าจะไม่กลับเรือนอีกสักพัก มีอะไรหรือต้องการสิ่งไหนก็ถามหาจากบ่าวคนใหม่เสีย”

“ท่านพี่จะไปไหนหรือ”

“ธุระเรื่องเล็กน้อย”

“หากเล็กน้อยจริง ไยต้องไปในยามที่ข้ายังเจ็บอยู่เล่า”

“…”

“ท่านพี่…”

“รักษาตัวด้วย หนิงอัน”



ข้าขอให้เจ้ารักษาตัว ไยเจ้า…



“หนิงอัน!! หนิงอัน…ไยทําเช่นนี้!!!”

“ลืมตาขึ้นมาเถิด”

“นะ นายท่านหยางหลงขอรับ คุณชายหนิงอัน…”

“ข้าบอกให้เจ้าดูแลหนิงอันให้ดี!!!”

“หนิงอัน หากเจ้ารอข้าอีกเพียงสักนิด…”

“พี่ขอโทษ เสี่ยวอัน…พี่ขอโทษ”

“ขอให้เจ้าไปสู่ภพภูมิที่ดี ที่ๆ เหมาะสม ที่ๆ ดีต่อเจ้า และไม่มีคนใจร้ายอย่างข้าอยู่…”



ช่วงเวลากว่าสองปี เป็นสองปีที่หยางหลงได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นผ่านความฝัน ยามฝันคราแรก คิดไปเพียงว่ามันคือเรื่องราวในอดีตที่ตนยังคงเก็บฝังไว้ในส่วนลึกสุดของใจ เพราะความรู้สึกผิดที่เคยทิ้งน้องไว้ให้อยู่เรือนเพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้ใดจะล่วงรู้ได้ว่า เมื่อผ่านพ้นไปคืนแล้วคืนเล่า เหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอะเจอกลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งถึงได้รับรู้และเข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดแล้วขึ้นจริง

หากแต่ไม่ใช่ในภพชาตินี้

หยางหลงฝันถึงอดีตชาติของตนกับหนิงอัน

.

.

“ตื่นขึ้นมาคุยกับคนใจร้ายของเจ้าหน่อยเป็นไร เจ้าหลับนานไปแล้ว” มือใหญ่กร้านกอบกุมมือของผู้เป็นน้องที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงขาวไว้นับตั้งแต่ที่ตนหายเจ็บแผลแลเริ่มขยับตัวได้

เวลาผ่านไปเกือบวันแล้ว แต่หนิงอันยังคงหลับลึกอยู่เช่นนี้ แม้ท่านหมอจะกล่าวว่าไม่มีส่วนใดแตกหัก หรือได้รับความบอบช้ำมากนัก

“พี่ให้ลี่หยางไปซื้อซาลาเปาของเมืองนี้มาลองกินดูเสียหน่อย ไม่อร่อยเท่าเจ้าทําสักนิด เจ้าต้องลองตื่นขึ้นมากินเอง” แม้จะพูดจาชวนให้ขบขัน แต่ใบหน้าคมคายยังดูซีดเซียวยามจ้องมองดวงหน้าเยาว์ที่ยังคงไม่รับรู้สิ่งใด

“หนิงอัน” หยางหลงก้มหน้าซบลงกับมือเรียวบาง ปากพร่ำร้องเรียกชื่อให้อีกคนรู้ตัวตื่นเสียที

“…”

“หนิงอัน…เสี่ยวอัน”

เสียงเอ่ยเรียกชื่อยังคงดังไปตลอดทั้งคืน...





***********************



เรียนรู้จากอดีตและแก้ไขให้มันดีกว่าเดิม

ชีวิตจริงมีอย่างนี้บ้างก็ดีนะคะ จะได้ย้อนกลับไปแก้อะไรหลายๆ อย่างได้




ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
เติบใหญ่ (1)



ถึง ท่านพ่อ

ลูกได้ข่าวมาจากหนิงจินว่าฤดูหนาวที่แล้วท่านพ่อล้มป่วยหนัก ไยจดหมายฉบับก่อนถึงไม่บอกเล่าอะไรลูกเลยขอรับ ถึงตัวลูกจะไม่ได้อยู่ที่นั่นแต่อย่างไรก็ยังห่วงหาอยู่เสมอ หวังว่าท่านพ่อจะรักษาเนื้อรักษาตัว ไม่หักโหมทำงานจนเกินไปนะขอรับ

กล่าวถึงเรื่องของขวัญที่ส่งมาให้ลูกนั้น ลูกชอบมาก ขอบคุณมากนะขอรับ

แลอนุภรรยาคนใหม่ ลูกไม่ได้มีประการใดต้องการจะคัดค้าน หากท่านพ่ออยากตบแต่งนางเข้ามาลูกย่อมยินดีด้วยจากใจจริง เพียงแต่เรือนของลูก ขอให้เก็บไว้เป็นของๆ ลูก อย่ายกมันให้ผู้ใดนะขอรับ

ประการต่อไปเรื่องของหนิงอ้ายกับหนิงเหมย ลูกไม่คัดค้านการผูกสกุลกับตระกูลเหลียนแลตระกูลตงขอรับ เพียงแต่น้องทั้งสองเพิ่ง 9 ขวบปีเท่านั้น หวังว่าท่านพ่อจะปล่อยให้น้องสาวทั้งสองของลูกได้เที่ยวเล่นมีความสุขดังเช่นเด็กสาวผู้อื่นก่อน อย่าเพิ่งเอาเรื่องออกเรือนมากล่าวกับน้องๆ ในวัยที่ยังมิใกล้ปักปิ่นเลยขอรับ

อีกประการหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของหนิงฮวากับสหายของข้า ‘เหลียนซื่อหมิงนั้น’ ลูกขอให้ท่านพ่อรอลูกกลับไปชําระความกับสหายก่อนได้หรือไม่ มิเช่นนั้นลูกไม่อาจวางใจให้หนิงฮวาหมั้นหมายแลตบแต่งออกไปในภายภาคหน้าได้ แม้จะรู้จักสนิทสนมกันดีกับสหายผู้นี้แล้ว แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ต้องไขกระจ่างให้ชัดเจนเสียก่อน

ในประการสุดท้ายนี้ เกี่ยวกับเรื่องการเดินทางกลับ ท่านพ่อโปรดวางใจ ท่านตาและท่านยายเตรียมคนไว้มากมายเพื่อคอยดูแลอารักขา อีกทั้งตัวลูกเองนั้นสองปีกว่ามานี้ก็เก่งกาจขึ้นมากนัก ดังนั้นย่อมไม่มีโจรหน้าไหนทําร้ายลูกได้ดั่งตอนมาแน่นอนขอรับ

ปล. เรื่องที่ดินที่ลูกขอไว้นั้น หากท่านพ่อต้องการทราบจุดประสงค์ที่แท้จริง ลูกจะเดินทางไปแจ้งแถลงไขด้วยตนเองขอรับ

ด้วยความเคารพ

ห่าวหนิงอัน

.

.

“คุณชายขอรับ หีบจดหมายนี้จะนํากลับไปด้วยหรือไม่ขอรับ”

“นั่นหีบจดหมายของท่านหยางหลงใช่หรือเปล่า”

“ขอรับ”

“ข้าควรจะเปิดอ่านสักหน่อยดีหรือไม่”

“…”

คําถามนั้นไม่ได้รับคําตอบจากบ่าวคนสนิท หนิงอันจึงได้แต่จ้องมองหีบหนึ่งที่เต็มไปด้วยจดหมายที่ยังไม่ได้รับการเปิดผนึกใส่ไว้เสียเต็มแน่นอยู่

หวนคิดไปถึงเรื่องราวเมื่อครั้งเดินทางมาแล้วจึงได้ตัดสินใจพยักหน้าให้ลี่หยางนําหีบจดหมายเข้ามาใกล้ นิ้วเรียวงามหากดูออกได้ชัดเจนว่าเจ้าของมือนี้มีวิชาการต่อสู้ติดตัวอยู่หยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาก่อนเปิดผนึกออก กวาดสายตาเพื่ออ่านเนื้อความในจดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าที่ไม่เคยเปิดอ่านเลยแม้แต่คําเดียวนับตั้งแต่มาใช้ชีวิตอยู่ที่จวนสกุล ‘ห่าว’



ท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านพี่

ยามนี้ข้าเติบใหญ่แล้ว

ข้าเก่งกาจเรื่องค้าขายด้วยได้เล่าเรียนศึกษามากขึ้น และข้านั้นยิงธนูได้ดียิ่งกว่าใครในเมืองนี้ ข้าเป็นที่รักของคนในตระกูลตายาย ผู้คนในเมืองนี้รักใคร่เอ็นดู ข้ามีความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้

แต่ข้ารู้ว่าที่แห่งนี้มิใช่ที่ของข้าที่แท้จริง

ข้าจะกลับไป

กลับไปเพื่อบอกว่าข้าก้าวผ่านความเจ็บปวดนั้นมาได้อย่างสง่างามแล้ว



ย้อนกลับไปช่วงเวลาสองปีก่อน



“ยามที่ท่านหยางหลงกําลังจะเพลี่ยงพล้ำ เหล่าผู้ตรวจตรานอกเมืองจูก็เดินทางผ่านมาเจอเข้าพอดี สืบเสาะจากกลุ่มคนของเราที่ยังเหลืออยู่ตรงที่ตั้งกระโจมพัก แล้วจึงตามมาเจอ แลมาช่วยไว้ได้ทัน กลุ่มโจรกว่าครึ่งถูกจับ ส่วนที่เหลือก็ตายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว” ซื่อหลานเข้ามาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้ป่วยอยู่บนเตียงฟัง หนิงอันเพิ่งตื่นขึ้นมาในยามเช้าของวันที่สองหลังจากเกิดเหตุการณ์โจรป่าบุกปล้น

หยางหลงที่เฝ้ามาตลอดสองวันจึงถูกท่านหมอคะยั้นคะยอให้ไปพักผ่อนเสียก่อน ส่วนหนิงจินแลบ่าวทั้งสองของหนิงอันนั้นกำลังออกไปหาที่พักสําหรับคืนนี้ ด้วยหนิงอันก็ฟื้นดีแล้ว อาการบาดเจ็บจากศีรษะที่แตกก็มิมีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก จําเป็นต้องออกจากโรงหมอเพื่อเก็บเตียงว่างไว้ให้คนไข้รายอื่น

นอกจากหยางหลงแลหนิงอันแล้ว ไม่มีผู้ใดในคณะเดินทางล้มหมอนนอนเสื่อกันสักคน เหล่าผู้อารักขาส่วนหนึ่งมีบาดเจ็บกันบ้าง แต่เมื่อได้รับยาแลการพักผ่อนแล้วจึงหายดีเป็นปกติกันทุกคน ยามนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว บ่าวรับใช้ที่ถูกพาไปอีกทางก็ปลอดภัยดีกันหมด ซื่อหลานจึงได้แจกจ่ายหน้าที่ให้ไปซื้อของที่จําเป็นต้องใช้ในการเดินทางต่อ

ซื่อหลานมีบาดแผลถลอกเล็กน้อย นอนพักไม่ถึงสองชั่วยามก็ออกมาเดินสั่งการทุกคนทุกฝ่ายได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนซิงเทียนบ่าวเด็กน้อยที่ตกลงมาจากม้าด้วยกันกับหนิงอันมีรอยช้ำที่บริเวณแขนเท่านั้น นอกนั้นถือว่ายังอยู่ครบถ้วนดีทุกประการ

“เจ้าเองก็เถอะ ตื่นมาก็ไม่พูดไม่จากับท่านพี่ของเจ้าเลย เป็นอะไรไปเสียล่ะ” ไม่รู้ว่าผู้พูดนั้นไปหาซื้อพัดมาจากที่แห่งใด ยามกล่าววาจาก็คลี่พักในมือออกเสียงดัง ฉับ! แล้วโบกพัดไปมาอย่างสบายอารมณ์

“ไม่รู้ ข้ามิค่อยมีอารมณ์จะสนทนาเท่าใด”

“มิมีอารมณ์จะสนทนา? แล้วเจ้าจะมีอารมณ์เล่าให้สหายรักอย่างข้าฟังได้หรือ” ซื่อหลานหรี่ตาจ้องมองสหาย เห็นหนิงอันทำตาหลุกหลิกไปมาอยู่ไม่นานแล้วจึงถอนหายใจเสียดังคล้ายกับไม่อาจหลีกหนีสายตาจิ้งจอกของซื่อหลานไปได้

“หากเมื่ออดีตคนที่เจ้าเคยปักใจรักเอาแต่คอยหนีหน้ามิสนใจ ยามนี้จึงได้คิดว่าควรตัดใจออกห่างไปเสียแต่ก็ยังวนเวียนกลับไปเป็นเช่นเดิมไม่จบสิ้น เจ้าจะทําเช่นไร” หลังกล่าวคําถามจบจึงก้มหน้าต่ำจ้องมองมือขาวซีดของตนที่กำไว้แน่นบนตัก มิอาจเงยหน้ามองหน้าสหายที่จ้องมองมาทางตนอยู่

ซื่อหลานจ้องมองอยู่เสียนานแล้วจึงถอนหายใจคราหนึ่ง “เจ้ามาถามชายหนุ่มที่อายุยังไม่ถึง 16 ปีดีอย่างข้านี่น่ะรึ”

“อย่างน้อยเจ้าก็อายุมากกว่าข้าตั้งหนึ่งปี หรือจะให้ข้าไปถามหนิงจินเล่า!”

“ใครสอนให้เจ้ามาถลึงตาใส่คนที่เจ้าต้องการปรึกษาด้วยเช่นนี้ อย่ายื่นมือมาบีบคอข้าด้วย!” ซื่อหลานใช้พัดในมือของตนตีมือสหายที่ทำท่าจะลุกขึ้นมาทำร้ายกันก่อนจะตีหน้ายักษ์กลับไปให้คนเจ็บกลับไปนั่งตามเดิมเสีย

“ตอบข้ามาเสียที” ผู้ถูกดุกล่าวกำชับเสียงเบา ที่มือยังหลงเหลือความเจ็บจากด้ามพัดมิน้อย

“ที่เจ้ากล่าวมานั้นคือเจ้ากับท่านหยางหลงใช่หรือไม่”

“…”

“ข้ามิอาจกล่าวสอนอะไรได้มากนัก หากแต่ที่ข้ายึดถือไว้เป็นคำสอนให้แก่ตนนั้นคือ ‘หากเจ้าทำได้ ผู้อื่นก็ย่อมทำได้’ ”

หนิงอันมิแน่ใจนักว่าสหายต้องการกล่าวสิ่งใด แต่ก็มิได้เอ่ยวาจาคัดค้านเพียงแต่รอฟังอย่างสงบนิ่งเท่านั้น

“เจ้าเคยเห็นแก่ตัวหรือไม่ เจ้าเคยนึกอยากตัดขาดกับคนที่ทําไม่ดีต่อเจ้าหรือไม่ เจ้าเคยอยากคบหากับคนที่มาทําดีกับเจ้าหรือไม่ เจ้าเคยเกลียดคนที่เคยรักหรือไม่ เจ้าเคยรักคนที่เคยเกลียดหรือไม่” กล่าวเสร็จสิ้นดี ซื่อหลานก็ยกน้ำชามาจิบเสียอึกใหญ่

“ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็ย่อมมีบ้าง แต่แล้วสิ่งเหล่านี้หมายความว่าเช่นใดเล่า”

“ชีวิตคนเรานั้นผันผ่านกาลเวลาแลย่อมมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป แต่หากเจ้าอยากจะใช้ชีวิตแบบอย่างเดิม ใครหรือจะว่าเจ้าได้ หรือหากเจ้าอยากจะเปลี่ยนตนเองตามกาลเวลาที่ผ่าน ใครหรือจะมาห้าม ข้าเองก็นึกแปลกใจว่าไยเจ้ามาถามเช่นนี้ในยามนี้ สองปีที่ผ่านมานี้ข้าเห็นว่าเจ้าเอาความสุขตั้งไว้ที่ตนมาโดยตลอด ทำสิ่งใดแล้วมีความสุขข้าก็เห็นเจ้าทำอย่างมิย่อท้อ แล้วหากจะทำเช่นเดิมต่อไปจะเป็นอะไรไปเล่า”

“เช่นนั้นหรือ”

“เรื่องของหัวใจก็เช่นกัน เจ้าจะรักใครสักคนก็รักเพราะเจ้ามีความสุขมิใช่รึ หากจะกล่าวว่าเมื่ออดีตเขาทําเจ้าเจ็บ แล้วยามนี้เล่า? เขายังทำให้เจ้าเจ็บปวดอยู่หรือไม่ จะใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรื่องอดีตรึ ในเมื่อเจ้าเปลี่ยนแปลงตนตามกาลเวลาได้แล้วผู้อื่นอยากจะเปลี่ยนแปลงตนมิได้หรืออย่างไร? เขาเคยมิสนใจไยดี แล้วไยเขาจะเปลี่ยนมาชมชอบไม่ได้ เจ้ามีสิทธิ์คิดใหม่ทําใหม่ได้ผู้เดียวหรือไรหวังหนิงอัน” กล่าวจบแล้วซื่อหลานก็ซดน้ำชาไปอีกสามถ้วย หนิงอันมองตามแล้วนึกปวดเบาแทน เห็นใจอีกฝ่ายอยู่มิน้อยที่ต้องมานั่งสั่งสอนตนเสียยืดยาว

หากแต่ผู้สงสัยก็ยังไม่จบสิ้นความทุกข์ใจ แม้จะเห็นใจสหายแต่ก็ต้องการกระจ่างแจ้งในข้อสงสัยของตน

“ข้ามีความสุขแล้วก็จริงแต่ยามคิดถึงเรื่องเก่าก็เจ็บปวดขึ้นมาอีกทุกครั้ง เพราะยามนั้นข้าไม่ใช่คนดีใช่หรือไม่ เขาถึงมิเคยสนใจกัน”

“ใครจะอยากอยู่กับคนไม่ดีเล่า สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดารึ? หรือเจ้าอยากกลับไปเป็นเช่นตอนที่พวกเราออกเที่ยวเล่นกลั่นแกล้งชาวบ้าน เจ้าคิดว่าทำเช่นนั้นมันดีแล้วรึ”

“ข้าไม่อยากกลับไปทำเช่นนั้นแล้ว” หนิงอันส่ายใบหน้างามช้าๆ คิดถึงอดีตที่ตนเองเถลไถลเกเรแล้วก็ไม่ใคร่ชอบเท่าใดนัก แม้นจะมาจากเหตุที่คนรอบตัวหล่อหลอมตนให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม

“เจ้าเป็นคนดีเช่นนี้ มิแปลกหรอกที่ท่านหยางหลงจะเอ็นดูชมชอบ” ซื่อหลานเอื้อมมือไปลูบศีรษะของสหายอย่างแผ่วเบาๆ ดูๆ ไปแล้วแม้นหนิงอันจะคล้ายคนที่เข้มแข็งหากแต่ก็เป็นเพียงเด็กชายผู้หนึ่งที่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ยามนี้จะนึกสงสัยในตัวผู้คนรอบข้างก็มิแปลกอะไร

“การที่พูดคุยกับท่านหยางหลงหรือผู้คนอื่นๆ รอบกายได้อย่างปกตินั้น ย่อมเป็นหลักฐานว่าเจ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วเช่นไรเล่า เพราะต่อให้ยังเจ็บปวดแต่เจ้าก็ผ่านมันมาแล้ว คนเหล่านั้นจะคิดเห็นเช่นไรก็เรื่องของเขาไป เจ้ามีความสุขจึงได้สนทนาด้วย แต่ถ้ามิอยากคบค้าเจ้าก็ไม่ได้สนใจ เช่นสหายเก่าของเราอีกสองคนนั้น ก็มิเห็นว่าจะเอามาใส่ใจอะไร เช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าเจ้าเก่งรึ”

“ข้าแข็งแกร่งหรือ?”

“หรือยามที่คิดถึงตอนท่านแม่ของเจ้าสิ้นลม เจ้าจะยิ้มแย้มมีความสุขได้ล่ะหึ? หรือหากกลับไปคิดถึงเรื่องที่ท่านพ่อทอดทิ้งไม่ดูแล เจ้าจะยินดีกับสิ่งที่ท่านทําเช่นนั้นรึ ผู้ใดเขาบอกกันว่าเวลาผ่านความเจ็บปวดจะจางหาย มันก็ยังอยู่ที่เดิมเท่าเดิมมิเปลี่ยน เพียงแต่เรามิได้อยู่ที่ตรงนั้นแล้ว พวกเราเติบใหญ่และได้เดินจากมันมาแล้ว”

หนิงอันนิ่งงันยามคิดถึงคำพูดของสหาย แม้จะมีบางสิ่งที่ไม่เข้าใจแจ่มชัด แต่ก็มิได้ปล่อยให้ถ้อยคำใดตกหล่นไป

“เจ้าโกรธท่านหยางหลงมากหรือ” ท้ายสุดแล้วซื่อหลานที่สั่งสอนไปเสียยาวจึงได้เอ่ยถามสหายถึงข้อสงสัยในใจของตนบ้าง

“มันมิใช่ความโกรธแต่ข้าไม่เข้าใจ ข้าเฝ้าคิดมาตลอดว่าควรเลือกทางเดินใดดี จะตัดใจเสียก็ทุกข์ จะทําเช่นเดิมก็ยังมีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ ข้า…สับสน”

“เช่นนั้นก็คิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เจ้ายังเหลือเวลาให้ไตร่ตรองอีกมาก ทำในสิ่งที่เจ้ามีความสุข หากท่านหยางหลงรอมิได้ก็ปล่อยเขาไปซะ”

“แต่ข้าว่าท่านผู้นั้นของเจ้าคงมีเวลารอเจ้าไปทั้งชีวิตนั่นแหละ” ลูบศีรษะของสหายอีกครา ก่อนรั้งกายเล็กกว่าเข้ามาโอบกอดไว้เพื่อส่งแรงใจให้

หนิงอันคล้ายกลับไปเป็นเด็กเล็กอีกคราแล้วหนอ





********************



fanpage ๙พฤษภา

twitter 9pruksapa

เข้าไปพูดคุยกันได้นะคะ  :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

เติบใหญ่ (จบ)



“คุณชายจะออกจากโรงหมอตอนนี้เลยไหมขอรับ บ่าวจะได้ไปแจ้งกับผู้ช่วย เพราะท่านหมอออกไปข้างนอกแล้วขอรับ”

สองสหายพูดคุยกับอยู่ครึ่งชั่วยาม หนิงจินก็พาสองบ่าวคนสนิทกลับมา แจ้งแก่ทั้งสองว่าได้ห้องในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งไม่ไกลจากนี้พร้อมของกินมากมายในมือทั้งสามที่ทําเอาหนิงอันหนังตากระตุกถี่มองเขม็งไปยังน้องชายกับสองพี่น้องบ่าว

“ท่านหยางหลงได้พักผ่อนพอแล้วหรือ” ตัดใจไม่เอ่ยขอชิม ด้วยเห็นว่าแก้มป่องๆ ของซิงเทียนนั้นดูน่าใคร่ชมเอ็นดูเกินจะแย่งของกินมาได้

“พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องกังวล” ผู้ที่ถูกเอ่ยถึงก้าวเท้าออกมาจากหลังฉากกั้น คนถามจึงได้รีบหันหน้าไปทางคนสนิทของตน พยักหน้าตอบรับคําถามก่อนหน้าโดยไม่ต่อบทสนทนาใดๆ กับผู้พี่อีก

รอบข้างคล้ายบังเกิดอากาศสีดําขึ้นมาปกคลุมไปทั่ว จนซิงเทียนที่รู้สึกหนาวยะเยือกไปทั่วแผ่นหลังต้องขยับกายเข้าไปชิดใกล้คุณชายหนิงจิน ที่ยืนจ้องพี่ชายใหญ่ของตนกับท่านหยางหลงไปมาหลายชั่วอึดใจแล้ว

“ชะ เช่นนั้นบ่าวออกไปแจ้งแก่ผู้ช่วยเลยนะขอรับ” มีหรือที่บรรยากาศเช่นนี้ลี่หยางจะไม่รู้สึก เจ้าตัวถึงได้รีบกลืนซาลาเปา (ที่หยางหลงบอกว่าไม่อร่อย) เข้าไปเต็มปาก ก่อนเดินค้อมกายเสียต่ำยามเดินผ่านหยางหลงไป

“เอาล่ะ! เจ้าก็ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ” ซื่อหลานแตะเข้าที่ไหล่บางของสหายก่อนจะช่วยดันแผ่นหลังอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง

หยางหลงที่เตรียมจะขยับกายเข้าไปช่วยก็จําต้องหยุดเท้าของตนไว้เมื่อเสียงของผู้ป่วยดังขึ้นมาหยุดการกระทําของตนเอาไว้เสียก่อน

“ซิงเทียนเข้ามาช่วยข้าสางผมหน่อย พันกันยุ่งเหยิงไปหมดเช่นนี้เชียว”

คะ คุณชายขอรับ มือซิงเทียนเปื้อนอยู่นะขอรับ ฮึก…



ด้วยกําหนดการที่เปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หนิงอันจึงปรึกษาหารือกับทุกคนว่าควรอยู่พักกันที่เมืองจูกันต่ออีก 3 วัน ซึ่งผู้ร่วมคณะทุกคนก็ต่างเห็นพร้อมด้วย หนิงจินนั้นเขียนจดหมายส่งกลับไปยังจวน ส่วนหนิงอันก็เป็นผู้เขียนแจ้งไปทางตระกูลท่านตาท่านยาย

ตลอดเวลาที่พักผ่อนอยู่ที่เมืองจู หนิงอันไม่ได้พูดคุยกับพี่ชายบุญธรรมของตนเลยแม้สักคําเดียว ใช้เวลาที่มีเกินพอครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้พูดคุยกับท่านแม่ และเรื่องที่ได้รับรู้ว่าหยางหลงนั้นอธิษฐานต่อเทพยาฟ้าดินเรื่องของตนอย่างไร อีกทั้งคําพูดของซื่อหลานที่บางประการตนก็เห็นด้วย แลอีกหลายประการที่ยังไม่เข้าใจดี

วันเวลาล่วงเลยจากสาม เป็นห้า จากห้าเป็นสิบ จากเมืองจูสู่เมืองที่สองของการหยุดพัก แลจนถึงแคว้นฝู เขตเมืองหลวง ทั้งสองคนก็ไม่เคยได้สนทนาอะไรกันเลยสักคํา แม้หยางหลงจะเพียรพยายามหาช่วงพักเข้ามาพูดคุย แต่หนิงอันก็เอาแต่บ่ายหน้าเบี่ยงทิศทางหนีไปเสียทุกครั้ง ไม่ว่าจะพยายามทําเช่นนั้นตั้งแต่วันแรกที่หนิงอันฟื้นจนวันที่เดินทางมาถึงแคว้นฝู ก็ไม่เคยประสบกับความสําเร็จเลยสักครั้ง

สุดท้ายแล้วในคืนก่อนวันเดินทางกลับของผู้เดินทางมาส่งหนิงอันจึงได้ยอมพูดคุยกับผู้ที่เฝ้ารออยู่ตามคํายุยงของสหายและบ่าวทั้งสอง

“ท่านติดตามดูแลข้าเช่นนี้เพราะอะไรหรือ” ดวงหน้าเยาว์ไม่ได้หันกลับไปมองผู้จ้องมองตนอยู่ ด้วยเมื่อเห็นใบหน้าคมคายนั้นเมื่อใด ความสับสนก็มักบังเกิดขึ้นในจิตใจตนทุกครั้ง

“พี่เคยบอกเจ้าไปแล้ว”

“หากข้ามิคิดเปลี่ยนแปลงตน ท่านก็จะไม่แลเหลียวใช่หรือไม่”

“...”

“แต่นั่นก็มิผิด ผู้ใดบ้างจะอยากคบหากับคนนิสัยแย่ ถ้าข้าเป็นท่าน ข้าก็อาจจะทําไม่ต่างกัน”

หยางหลงยืนฟังผู้พูดอย่างสงบ มิได้เอ่ยขัดแต่อย่างใด หากแต่ดวงตามิเคยหันไปมองทางอื่นใด

หนิงอันเห็นสายตาของผู้เป็นพี่ต่างสายเลือดแล้วใจย่อมสะท้าน แต่ก็จำต้องเอ่ยถ้อยคำต่อไป เมื่อต้องการพิสูจน์จิตใจของอีกฝ่ายบ้าง

“ยามนี้ข้าเปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้นแล้ว แต่ท่านกลับยังมิมีสิ่งใดเหมาะสมคู่ควร เช่นนี้แล้วข้าเองก็ไม่อยากคบหาด้วย”

“พี่ต้องทำเช่นไร” ดวงใจแกร่งกระตุกหนัก หวังเพียงน้องจะไม่ตัดรอนยามนี้

“ทำตามทางของท่าน กลับเมืองของเรา ฝึกฝนตนตามแนวทาง เพียงแต่...ขอให้มั่นคงอย่าเพิ่งเปลี่ยนใจแม้ข้าอาจเย็นชาต่อท่านไปบ้าง” มิได้ต้องการแก้แค้น เพียงต้องการให้เวลากับทั้งตนเองแลอีกฝ่าย

ยามนี้มิใช้เวลาที่เหมาะสมแก่การปล่อยวางเรื่องทุกข์ใจหรอกหรือ?

“แล้วผ้าผูกผมของข้า ข้าขอคืนได้หรือไม่” หนิงอันจ้องสบสายตาผู้พี่ ในแววตาไม่มีร่องรอยความลังเลใจในยามที่เอ่ยออกมาเช่นนั้น เป็นหยางหลงเสียเองที่สะท้อนเจ็บเสียดอยู่ในอก

“แต่เจ้ามอบมันให้พี่แล้ว”

หนิงอันมองไหล่แกร่งที่ตกลู่ลงแล้วก็เจ็บเสียดมิต่างกัน หากแต่ก็กลั้นใจเอ่ยย้ำถ้อยคำก่อนหน้า

“หากท่านเหมาะสมคู่ควร ข้าจะมอบมันกลับคืนให้ อย่าได้กังวลเลยขอรับ...ท่านพี่”

มือเรียวบางยื่นออกมาข้างหน้า จ้องสบตากับผู้เป็นพี่อย่างแน่วแน่ไม่หมายเปลี่ยนคําพูด หยางหลงนิ่งงันอยู่เสียนาน สุดท้ายแล้วจึงทอดถอนหายใจออกมา

น้องมิได้ตัดรอน เพียงต้องการให้ตนกลับไปทำสิ่งที่สมควรทำเท่านั้น

คิดได้เช่นนั้นแล้วจึงหยิบผ้าผูกผมสีขาวที่น้องเคยใช้หมั้นหมายตนออกมาจากเสื้อตัวข้างใน

เก็บไว้ใกล้ตัว แลใกล้หัวใจตลอดมานับตั้งแต่รู้แจ้งแก่ตนว่าได้มอบหัวใจให้คนตรงหน้าไปหมดแล้ว

“พี่จะเอามันกลับคืนมาให้ได้ในสักวัน”

“แล้วข้าจะรอผูกมันคืนให้ท่าน”

สองสายตาสบกันเนิ่นนาน รอยยิ้มเจือจางที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของทั้งคู่นั้นมิได้ทุกข์ตรม หากแต่รู้ดีว่ามิใช่รอยยิ้มแห่งความสุขเช่นกัน

.

.

“ท่านพ่อของเจ้าทอดทิ้งเจ้าถึงเพียงนี้เลยหรือ!” เสียงของท่านยายนั้นดังเสียจนซิงเทียนที่ถูกจับมาแกะสลักผลไม้อยู่กับบ่าวสาวในเรือนถึงกับสะดุ้งโหยง มือไม้อ่อนจนของในมือกระเด็นตกกันไปคนละทาง พวกพี่สาวได้แต่หัวเราะเมื่อเห็นอาการท่าทางเช่นนั้น ก่อนที่บ่าวที่อาวุโสสุดจะส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลงดังเดิม

“ใช่ขอรับท่านยาย” แม้จะอายุเกือบ 15 ปีแล้ว แลนับว่าเข้าสู่ช่วงอายุของความเป็นบุรุษเพศอย่างเต็มตัว แต่หนิงอันก็ยังเขยิบกายเข้าไปกอดเอวของผู้เป็นยายเสียแน่น ใช้ใบหน้างามซุกซบไปในอ้อมกอดของท่านยาย ดัดน้ำเสียงอ่อนหวานดูคล้ายเด็กกําลังออดอ้อนผู้ใหญ่

ท่านยายเห็นเช่นนี้มีหรือจะไม่ตกหลุมพรางของเด็กเจ้าเล่ห์ ลูบไม้ลูบมือเป็นการปลอบประโลมเสียยกใหญ่

“ให้ข้าทําเช่นไรดี เจ้ามาอยู่ที่นี่กับตายายดีหรือไม่ มิเห็นต้องทนอยู่เช่นนั้น” ท่านตาเอ่ยสําทับขึ้นมาอีก หนิงอันแสร้งทําตาโตอย่างตกอกตกใจ

“จะอย่างไรหลานก็เป็นคนของตระกูลหวัง จะอยู่ที่นี่ไปตลอดก็คงจะไม่ได้นะขอรับท่านตา”

“เช่นนั้นเจ้าก็เปลี่ยนสกุลมาอยู่กับพวกเราเสีย!” ท่านลุงตบโต๊ะเสียงดังยามผสมโรง ครานี้ซิงเทียนเผลอโยนลูกผลไม้ในมือขึ้นเสียสูงด้วยตื่นตกใจ ดีที่ลี่หยางถลากายไถลลงไปกับพื้นรับมันได้เสียก่อนจะเกิดเสียงรบกวนการพูดคุยของเจ้านายขึ้น

“แค่กๆๆๆ อย่าถึงกระนั้นเลยขอรับท่านลุง หลานเพียงแต่อยากจะขออะไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง”

“เจ้าอยากได้อะไร เรือนใหม่? ที่ดิน? บ่าวสัก 20 คนดีหรือไม่ หรือต้องการเปิดร้านขายซาลาเปาที่นี่?” ท่านยายเอ่ยปากให้เสียหลายอย่าง หนิงอันจึงได้ซุกใบหน้ากลับลงไปตามเดิมอีกครา

“หลานอยากเรียนรู้กิจการค้าขายของที่นี่ หวังจะกลับไปเปิดร้านใหญ่ที่แคว้นฉินขอรับ แต่ถ้าท่านตาท่านยายไม่อยากให้สูตรของตระกูลเรา…”

“ย่อมได้!! ข้าจะสอนให้เจ้าทั้งหมด!”

หนิงอันยิ้มหวานประจบท่านยาย

“แล้วก็หลานอยากเล่าเรียนเพิ่มเติมอีก ช่วงที่หลานค้าขายอยู่ที่นั่น ยุ่งวุ่นวายเสียจนลืมตําราไปเยอะแล้วขอรับ แต่ถ้าสิ้นเปลืองเงินทอง…”

“ย่อมได้!! ข้าจะจ้างวานอาจารย์ทั่วทั้งเมืองมาทั้งหมด!”

หนิงอันยิ้มหวานประจบท่านตา

“ประการสุดท้าย หลานอ่อนแอไม่มีฝีมือการต่อสู้ หรือรู้วรยุทธ์ใดๆ เลยสักนิด แต่คิดว่าหากหัดเรียนยิงธนูกับเพลงดาบไว้บ้างคงจะไม่ยากเกินความสามารถ แต่ถ้าผู้คนรังเกียจต้วนซิ่วไม่อยากสอน…”

“ย่อมได้!! ข้าจะพาเจ้าไปฝากตัวที่สํานักต่อสู้ที่ดีที่สุดในเมืองหลวงแคว้นฝู!”

หนิงอันยิ้มหวานประจบท่านลุง

หลังจากนั้นไม่นาน หนิงอันก็ได้ไปแจกจ่ายยิ้มหวานแก่ทุกคนรอบเขตเมืองหลวงของแคว้นฝู…



“คุณชายขอรับ ท่านหยางหลงส่งจดหมายมาขอรับ”

“ข้ายุ่งอยู่มิเห็นหรือลี่หยาง เจ้าเปิดอ่านให้ข้าเสียสิ” หนิงอันก้มหน้าก้มตาจัดเรียงจานอาหารของตนให้ออกมาสวยงาม ท่านยายกล่าวว่าศิลปะบนจานอาหารนั้นช่วยส่งเสริมให้ออกมาน่าลิ้มชิมมากยิ่งขึ้น หนิงอันจึงฝักใฝ่ในด้านนี้มากกว่าจะเอาดีเรื่องการปรุงรส เพราะทําออกมาอย่างไรก็ไม่ตรงตามรสชาติดั้งเดิมเสียที จนมือไม้พุพองไปหมด ท่านยายที่เห็นแล้วปวดใจนักจึงหันมาสอนสั่งด้านนี้แทน

“บ่าวไม่กล้าหรอกขอรับ” ลี่หยางสั่นสะท้านขึ้นมา หากเป็นจดหมายรักขึ้นมา อ่านออกเสียงในห้องที่คนมากมายเช่นนี้มิได้ขัดเขินกันไปหมดหรือ

“ซิงเทียนล่ะ”

“บ่าวต้องไปเตรียมตัวเรียนขอรับ” ซิงเทียนรีบเอ่ยตอบทันทีที่ถูกถาม เห็นคุณชายของตนหรี่ตามองก็ส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้

“เช่นนั้นไปหาหีบเปล่ามาเก็บไว้ก่อน มีเวลาเมื่อใดก็ค่อยอ่านเมื่อนั้น” สั่งการเช่นนั้นแล้วก็ไม่ได้สนใจอันใดอีก

สองเดือนต่อมา จดหมายที่ดูหนายิ่งกว่าฉบับแรกก็ถูกส่งมายังจวนตระกูล ‘ห่าว’ อีกครา

“คุณชายขอรับ ท่านหยางหลงส่งจดหมายมาขอรับ”

“เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้ากําลังจะออกไปล่าสัตว์กับพวกท่านน้า!”

“เห็นขอรับ”

“เอาไปเก็บไว้ที่หีบเดิม มีเวลาเมื่อใดก็ค่อยอ่านเมื่อนั้น”

อีกสองเดือนถัดมาเข้าสู่หน้าหนาว ในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 15 ปีของหนิงอันนั้น ลี่หยางที่เพิ่งออกไปรับของที่หน้าประตูจวนก็เดินเข้าไปยืนเคียงคุณชายของตน

“คุณชายขอรับ ท่านหยางหลงส่งจดหมายมาขอรับ”

“เจ้ามิเห็นหรือว่ายังไม่จบงานดี เดี๋ยวข้าก็ถูกท่านยายตีเอา” หนิงอันถลึงตาใส่บ่าวที่ดูตัวใหญ่โตขึ้นหลังจากถูกคนนั้นคนนี้เรียกใช้งานในเรือนจนไม่ค่อยมีเวลากินเช่นเดิม

“เช่นนั้นบ่าวเอาไปเก็บนะขอรับ”

“อืม…มีเวลาเมื่อใด…”

“คุณชายไม่มีเวลามาครึ่งปีแล้วนะขอรับ”

“เดี๋ยวเถอะ!” หนิงอันเอื้อมมือออกไปหวังบีบคอคนพูด ลี่หยางจึงได้รีบเผ่นกายหนีเงื้อมมือคุณชายตนอย่างไว



“ข้าจะให้เจ้าเปลี่ยนมาใช้สกุลห่าวของเรา” 

อยู่จวนตระกูลท่านแม่ได้ไม่ถึงขวบปี วันหนึ่งท่านตาก็ประกาศกร้าวไปทั่วเรือนใหญ่ แม้หนิงอันจะใคร่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ก็มิได้แปลกใจมากนัก

“ทําไมหรือขอรับท่านตา”

“พ่อของเจ้าโอหังอวดดี ส่งจดหมายมาหาข้าให้คืนเจ้ากลับไปตระกูลเสียที! ข้าหรือจะยอมให้มันมาหยามได้”

“ท่านพ่อขอรับ น้องเขยเพียงส่งมาถามไถ่ว่าหลานเป็นเช่นไร” ท่านลุงหรี่ตายามเอ่ยแย้ง แต่พอครั้นเห็นท่านยายถลึงตาใส่จึงได้เงียบเสียงลง

“เช่นนั้นก็ได้ขอรับ แต่หลานอยู่ที่นี่ตลอดไม่ได้นะขอรับ”

“เช่นนั้นก็เป็นคนของตระกูลห่าว แต่อยู่แคว้นฉิน มิใช่เรื่องยากเย็น จะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ง่ายดายมิต้องขอป้ายเดินทางให้วุ่นวาย” ท่านตากล่าวสรุปความ ดูง่ายดายยิ่งนัก

“ขอรับ”

ง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ

ลี่หยางยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อของตนอย่างอ่อนใจ



ครึ่งปีหลังเปลี่ยนเป็นคนสกุลห่าว หนิงอันในวัย 16 ปีนั้นเติบโตขึ้นมาได้อย่างสง่างามเพียบพร้อม ร่างกายเปลี่ยนไปมากจากเด็กน้อยสู่วัยเด็กหนุ่มอย่างเต็มตัว แม้นไม่กํายําแต่สูงโปร่งมีน้ำมีนวล หากแต่ใบหน้าที่ออกเค้าโครงคล้ายมารดาไปเกือบเสียทุกส่วนนั้นงามเกินสตรีใดในเมือง งามหยดเสียจนเดินผ่านไปทางใดผู้คนก็เหลียวมอง แต่ท่าทางกริยามิได้อ่อนช้อยแม้เป็นต้วนซิ่ว เสียงเลื่องลือชื่นชมความงามจึงดังไปทั่วเมืองหลวง ทั้งความเฉลียวฉลาดในการค้าขาย ซึ่งช่วยตระกูลฝั่งมารดาดูแลร้านอาหารให้ยิ่งเฟื่องฟูจนโด่งดังเข้าไปถึงในเขตวังหลวง รวมทั้งความเก่งกาจในเรื่องการยิงธนูที่ประลองได้ที่ 1 ตบของรางวัลจากเจ้าขุนมูลนายไปได้เต็มเกวียน ยิ่งเพิ่มพูนถึงเสียงเล่าลือเล่าอ้างในตัวของหนิงอันยิ่งขึ้น

“คุณชายขอรับ ท่านหยางหลงส่งจดหมายมาขอรับ”

“ข้ากําลังออกไปหาซื้อของกับซิงเทียน ไยเอามาแจ้งยามนี้!!”

แจ้งยามใดคุณชายก็ไม่เคยอ่านมิใช่หรือขอรับ

ลี่หยางน้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบงัน คุณชายของตนเติบโตมาได้อย่างงามและร้ายกาจขึ้นมากเหลือเกิน…

ว่าแต่ ไปซื้อของไม่ชวนบ่าวสักนิดเลยหรือขอรับคุณชาย



อีกด้านหนึ่งนั้น

ผู้เฝ้ารอการตอบกลับของจดหมายมาสองปียังคงไม่ย่อท้อ ตวัดพู่กันไปมาเพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของตนให้หนิงอันได้รับรู้ถึงความเป็นไป

หยางหลงในวัย 20 ปี ได้รับตราผู้ตรวจตรามาเป็นของตนสมความปรารถนา กว่าสองปีที่เคี่ยวกรําการฝึกฝนในสํานักผู้ตรวจตรานั้นบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ไปหนึ่งอย่าง หากแต่อีกสิ่งหนึ่งที่ปรารถนาไม่ต่างกันนั้นกลับยังไม่มีวี่แววว่าจะได้มันมา

กว่าสองปีที่ห่าง ไม่ได้พบหน้า ไม่ได้เฝ้ามอง

จากที่ไม่รู้สึกว่าอีกคนนั้นอยู่ห่างไกลออกไปก็รู้สึกได้ แลเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน จากที่เคยรับรู้ได้เบาบางถึงความในใจตนก็มากขึ้นจนไม่อยากกักเก็บมันไว้ แต่ถึงตนจะเคยลาหยุดการฝึกฝน ดั้นด้นไปที่แคว้นฝูแล้วครั้งหนึ่งก็กลับไม่กล้าเข้าไปพบหน้า

ทําได้แค่เพียงเฝ้ามองกําแพงจวนอยู่เช่นนั้นแล้วกลับมาอดทนรอยังที่ของตน

แม้จดหมายที่ตนเพียรส่งไปนั้นไม่ได้รับการตอบรับ แต่อย่างน้อยก็ยังรู้ความเป็นไปผ่านจดหมายที่หนิงอันส่งมาให้ที่เรือนใหญ่ และเขียนมาให้แก่น้องๆ ทุกคน รวมทั้งชื่อเสียงที่เล่าลือผ่านหูเข้ามายามที่ตนแอบไปหาหนิงอันถึงจวนสกุลห่าว

หยางหลงม้วนเก็บจดหมายกว่าสามหน้ากระดาษไว้อย่างเรียบร้อย ปิดผนึกด้วยตราผู้ตรวจตรา ด้วยหวังว่าแม้หนิงอันไม่ได้เปิดอ่านแต่ยังได้รู้ผ่านตรานี้ว่าตนได้ทําสิ่งที่ใฝ่ฝันเป็นจริงแล้ว

ก่อนจะออกไปไหว้วานให้บ่าวนําไปส่งที่สํานักจดหมาย มือกร้านที่ตวัดพู่กันเก่งกาจไม่แพ้ดาบก็หยิบเอาสิ่งหนึ่งขึ้นมาจดจ้องดูก่อน

เศษผ้าผูกผมของหนิงอันที่แอบตัดออกมานั้นยังคงอยู่กับตัว ไม่เคยวางทิ้ง ไม่เคยลืมหาย เป็นสิ่งสร้างขวัญกําลังใจให้ตนตลอดมา

ขอให้ไม่เจอคนใจร้ายอย่างเจ้าอีกงั้นหรือหยางหลง...

เจ้ามันโง่เขลานัก

นับจากนี้ไป หนิงอันต้องไม่เจ็บปวดอีกต่อไป เพราะข้า 'คนนี้' จะไม่ยอมให้น้องเสียน้ำตาเช่นเดิม

เจ้ายังไม่ยอมให้อภัยกับสิ่งที่พี่ทําก็ไม่เป็นไร

พี่มีเวลาทั้งชีวิต…





****** 



อย่าเพิ่งเบื่อน้องนะคะ น้องอยากให้แยกย้ายไปทําสิ่งที่แต่ละคนอยากจะทําให้สําเร็จก่อน

น้องที่ผ่านวัยเด็กมาอย่างไม่ได้เที่ยวเล่นหรือศึกษาตําราอะไรก็อยากจะทําบ้าง

ส่วนตาพี่ก็ให้กลับไปอัพสกิลก่อน ไม่งั้นมีเรื่องมา วิชาการต่อสู้ง่อยๆ คนที่จะตายจะคือน้องนะคะ ๕๕๕





ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3408
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
รักแท้ต้องพิสูจน์กาลเวลาเปลี่ยนไป ใจของท่านหยางหลงก็ยังคงเฝ้ารอเสี่ยวอันคนเดียว วุ้ยย  :o8: “พี่จะรอเจ้า และจะรอเพราะหัวใจสั่งให้รอ” โคตรเสี่ยวอ่ะ 555 ห่างกันเพื่อค้นหาตัวเองเพื่อเติบโต  o13

ออฟไลน์ tawanna

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
รักแท้บางคนอาจจะแพ้และคัน แต่ถ้าผ่านไปได้ย่อมได้รับความงดงามกลับมาแน่นอน สู้เขานะพี่ชาย :hao5:

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2384
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-6

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด