[จีนโบราณ] ข้าจะขายซาลาเปา // ตอนที่ 19-21 10.07
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [จีนโบราณ] ข้าจะขายซาลาเปา // ตอนที่ 19-21 10.07  (อ่าน 1359 ครั้ง)

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม






********************************



warning ⚠️⚠️⚠️

นิยายเรื่องนี้แม้จะเป็นนิยายตลก (ยังไงซิ?) แต่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในครอบครัว โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพนะคะ

หากขัดใจกับบทตัวละครและอินมากโปรดใจเย็นๆ ในการแสดงความคิดเห็นด้วยน้าาาา คนเขียนขวัญอ่อน ๕๕๕   

 

'หนิงอัน'

ชีวิตก่อนทําตนต่ำช้า เป็นคุณชายมิจับงานการคบค้าสหายเลว

ชอบกลั่นแกล้งชาวบ้านไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

หนําซ้ำยังบังคับชายผู้เพียบพร้อมอย่าง 'หยางหลง' พี่ชายบุญธรรมมาตบแต่งเป็นสามี

ยามมีภัยร้ายทุกคนจึงปิดหูปิดตาไม่ช่วยเหลือ

ชีวิตไร้ที่พึ่งทั้งทางใจและกาย จนจบชีวิตของตนเองในวัยเพียง 18 เท่านั้น

กลับมาครานี้ ชีวิตใหม่ในร่างเดิม ปฏิญาณไว้แล้วว่าต้องไม่เป็นเช่นคราก่อน

บอกเลย ข้าจะมุ่งขายซาลาเปา!

 

 

ฝากให้กําลังใจพ่อค้าซาลาเปาของเราด้วยนะคะ


#ข้าจะขายซาลาเปา


มีแท็กด้วยนะคะ ไปกันๆ (เงียบเหงาสุดๆ ๕๕๕)



สวัสดีค่ะ มาอีกเรื่องแล้ว~~

จริงๆ เรื่องนี้ลงอีกสองเว็บจนจบแล้วแต่เก้าก็ปิดตอนเพื่อทําการรีไรท์ไปกว่าครึ่งเรื่อง

จึงได้เอามาลงที่เล้าด้วย จะค่อยๆ ทยอยลงจนจบเรื่องพร้อมๆ กับที่เปิดตอนในอีกสองเว็บนะคะ

จริงๆ เรื่องนี้เปิดพรีไปสักพักแล้ว

แต่เก้าจะดําเนินการทําเรื่องซื้อขายกับทางเล้าให้เสร็จสรรพก่อนถึงจะเปิดให้ผู้ที่สนใจเก็บเล่มทางนี้สั่งซื้อกันนะคะ

ไม่ได้มีเจตนาจะขายอย่างเดียว แต่เก้าเองก็อยากได้คอมเม้นท์จากหลายๆ ทาง เพราะถือเป็นเรื่องจีนโบราณเรื่องแรก

ขอความกรุณาด้วยนะคะ~~

 :mew1:



********************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2020 18:26:10 โดย ๙พฤษภา »

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

เริ่มกระบวนการการทําซาลาเปา (1)



…หนิงอัน ลูกแม่

ไยเจ้าต้องทําร้ายตนอย่างนี้

ไยเจ้าต้องมาตายเพราะเหตุนี้…

“ท่านแม่ อย่าร้องเลย อย่าเสียน้ำตาให้บุตรเลวผู้นี้…”




“คุณชายตื่นเถอะขอรับ คุณชาย”

ยามที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ‘หวังหนิงอัน’ คิดว่าตนต้องได้กล่าวทักทายท่านเจ้าแห่งปรโลกเสียแล้ว ด้วยก่อนที่จะหมดลมหายใจลาจากโลกใบนี้ไป มือข้างซ้ายของตนยังคงกําด้ามมีดที่เปรอะเปื้อนด้วยสีแดงฉานของเลือดไว้แน่น ความเจ็บปวดที่แล่นริ้วจากบาดแผลที่ข้อมือยังคงรู้สึกได้แม้ในยามนี้ หากแต่เมื่อมองเห็นผ้าม่านปลิวไสวอยู่ไม่ไกลจากสายตา แถมทั้งร่างกายก็นอนทอดอยู่บนเตียงนุ่มต่างจากสถานที่ที่ตนใช้ปลิดชีวิตของตน เช่นนั้นจึงได้แต่ทอดถอนหายใจออกมา

“มีคนไปช่วยข้าทันรึนี่” หนิงอันนึกอดสูใจ ด้วยใจจริงนั้นหวังจะตามบ่าวคนสนิทที่ตายไปแล้วทั้งสองคนและอาจจะได้พานพบกันอีกคราที่ทางหวงเฉวียนก็เป็นได้ (ทางหวงเฉวียน *เส้นทางเดินของวิญญาณไปยังสะพานไน่เหอ) ใครหนอหยิบยื่นน้ำใจมาช่วยคนจิตใจหยาบช้าให้ยังคงหายใจอยู่ได้

“คุณชายกล่าวอันใดนะขอรับ” ด้วยว่าเพิ่งจะลืมตาตื่นขึ้นมา สมองยังไม่ได้ทํางานได้เต็มที่นัก ครั้นได้ยินเสียงคุ้นหูจึงรีบหันใบหน้าไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงพร้อมหัวใจที่เต้นระรัว

เสียงนี้!

“ละ ลี่หยาง!!” ตะโกนเสียงดังลั่นเสียจนคนที่นั่งอยู่สะดุ้งสุดตัวตาม ส่วนคนที่เพิ่งจะแหกปากร้องเรียกชื่อบ่าวคนสนิทนั้นกลิ้งตกลงไปที่พื้นอีกฝั่งของเตียงแล้วเรียบร้อย ลี่หยางจ้องมองเจ้านายของตนที่ตะเกียกตะกายร่างหนีไปจนสุดผนังห้องอีกด้านแล้วก็ได้แต่ตาตื่นตกใจตาม มองซ้ายขวาหน้าหลังหาถึงสาเหตุที่ทําคุณชายน้อยของตนตาเหลือกปากสั่นได้ถึงเพียงนั้นด้วยใจสั่นระรัว

“คะ คุณชายขอรับ” ลี่หยางชักใจคอไม่ดี มิใช่คุณชายมองเห็นท่านอนุเหม่ยจูที่เป็นท่านแม่ของตัวเองอยู่ตรงหน้าประตูหรอกหรือ ถึงได้ตกใจตาตื่นเช่นนั้น หากเป็นตามนั้นจริงก็คงต้องถึงคราวของตนตะโกนร้องแหกปากบ้างแล้วเช่นกัน

ก็ในเมื่อท่านแม่ของคุณชายหวังหนิงอันเดินทางไปข้ามสะพานไน่เห่อได้นับ 7 ปีแล้ว!

“เจ้ายังไม่ตาย!” หนิงอันตาเบิกกว้างมองบ่าวที่ตายไปต่อหน้าต่อตาของตนอย่างตื่นกลัว แม้นว่าสภาพของอีกฝ่ายจะไม่เหมือนยามสิ้นใจไปแต่หนิงอันก็มั่นใจว่านั่นคือลี่หยางไม่ผิดเพี้ยนเป็นแน่

ลี่หยางบ่าวรับใช้คนสนิทคนนี้ตายไปแล้วในอ้อมอกของเขาอย่างแน่นอน!

“ไยคุณชายกล่าวเช่นนั้นเล่าขอรับ บ่าวยังอยู่ดี อีกทั้งมิมีโรคภัยไข้เจ็บ จะตายได้อย่างไรขอรับ” ลี่หยางชะงักเท้าที่เตรียมวิ่งหนีของตน มองคุณชายด้วยสายตาดํามืดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

ไฉนคุณชายถึงได้แช่งชักหักกระดูกตนให้รีบตายเสียได้

“จะ เจ้า!” คล้ายมีบางอย่างจุกอยู่ที่คอ มือที่ชี้ไปยังบ่าวรับใช้สั่นรัวดั่งแผ่นดินไหว

หากลี่หยางตายไปแล้วนี่ก็ไม่เท่ากับตนมองเห็นวิญญาณรึ!!

หากเมื่อเพ่งพินิจสายตามองมือน้อยๆ ของตนแล้วทุกอย่างก็คล้ายกับหยุดชะงักลง แม้แต่ลมหายใจก็ถูกเก็บกลั้นไว้ด้วยความตกตะลึง

ทําไมไม่มีแผลที่ข้าใช้มีดกรีด!

แล้วทําไมมือของข้าถึงเล็กเพียงนี้เล่า!

มองมือซ้ายแล้วก็มองไปอีกด้าน เพ่งสายตามองหาบาดแผลที่ตนเป็นผู้ลงมือทําเพื่อปลิดชีพตนเอง เมื่อไม่เห็นสิ่งใดปรากฏอยู่จึงคลํามือทั้งสองไปตามใบหน้าและร่างกายของตนอย่างรวดเร็ว ลูบขึ้นๆ ลงๆ ท่ามกลางสายตาฉงนสงสัยของบ่าวสนิทอยู่ 3 รอบถ้วน จึงตระหนักได้ว่าร่างกายนี้ดูเหมือนลีบเล็กลงไม่คล้ายดั่งคนอายุ 18 เลยสักตารางเดียว!

“ให้บ่าวตามหมอหรือไม่ขอรับคุณชาย” ลี่หยางกลืนน้ำลายลงคอก่อนเอ่ยถาม ด้วยรู้แจ้งแก่ใจว่าคุณชายของตนนั้นอารมณ์ร้ายเพียงใด หากกล่าวไม่ถูกใจเพียงนิดอาจเจ็บตัวกลับมาก็เป็นได้

“ไม่ต้อง” หนิงอันลูบใบหน้าของตนเป็นครั้งสุดท้าย มองบ่าวของตนที่ดูเด็กลงไปเยอะด้วยจิตใจสับสนว้าวุ่น คิดไปถึงสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะถึงแม้ในยามนี้คล้ายตื่นคล้ายไม่ตื่นดี แต่ร่างกายของตนที่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยบาดเจ็บใดๆ สักหนแห่ง และร่างที่ยังคงมีวิญญาณของบ่าวก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว แม้นไม่อยากจะเชื่อแต่จําเป็นต้องพิสูจน์ให้กระจ่างชัดแจ้ง

“ลี่หยางเจ้าบอกข้าทีว่ายามนี้ข้าอายุเท่าใด”

“คุณชาย…” ลี่หยางทอดสายตาเห็นอกเห็นใจแก่คุณชายของตน ในใจก็สรุปไปแล้วว่าคุณชายคงจะฝันร้ายเสียจนแยกความจริงไม่ออกจากความฝัน

“ตอบข้า!” หนิงอันร้อนรน จ้องเขม็งไปยังคนสนิทด้วยสายตาคาดคั้น

“คุณชายเพิ่งครบ 13 ปีไปเมื่อฤดูหนาวที่แล้วขอรับ” ลี่หยางละล่ำละลักตอบอย่างกริ่งเกรง พร้อมทั้งหลับตาเกร็งร่างรอรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาจปลิวมากระทบร่างได้ แต่ผ่านไปเสียจนเกือบ 1 เค่อแล้วก็มิมีอันใดลอยปลิวมา จึงได้ลืมตาขึ้นมองคุณชายของตนอย่างสับสนอีกครา

ครั้นเห็นว่าคุณชายกําลังนั่งหมดเรี่ยวแรงอีกทั้งยังตัวสั่นงันงกอยู่กับพื้นราวกับเปลือกกล้วยที่ถูกโยนทิ้ง บ่าวรับใช้จึงถลากายเข้าไปช่วยพยุงให้เจ้านายของตนลุกขึ้นยืน ประคับประคองมายังเตียงที่ข้าวของกระจัดกระจายแลผ้าปูยับย่นไปเสียทุกส่วน

อุหวา ต้องแจ้งแก่นายท่าน ‘หวังช่างหลิว’ ให้ตามหมอมาดูอาการเสียแล้ว

“ข้า…ข้าเพิ่งจะ 13 ปีเอง…หรือ?” เสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบาเสียจนหากไม่อยู่ใกล้เพียงนี้อาจไม่ได้ยิน

“บ่าวจะไปแจ้งเรือนใหญ่ให้ตามท่านหมอมาดูอาการนะขอรับ” เห็นอาการของคุณชายแล้วลี่หยางก็นึกหวั่นวิตก หน้าซีดเผือดปานนี้ ตัวก็สั่นราวจับไข้หนัก หากไม่รีบแจ้งแก่เรือนใหญ่ให้ตามหมอ อาจจะช้าเกินรักษาก็เป็นได้

“ไม่ต้อง ลี่หยาง ข้า ข้า…” หนิงอันคว้ามือของลี่หยางที่ไม่ได้ใหญ่ไปกว่ามือของตนไว้แน่น ครั้นอีกฝ่ายหันกลับมายอบกายลงนั่งที่พื้นข้างหน้าตนดีแล้ว สายตาเรียวจึงได้ไล่มองตั้งแต่ศีรษะไปทั่วตามร่างกาย ก่อนวกกลับขึ้นมามองทั่วใบหน้าอีกครา ผ่านไปชั่วครู่ก็ขยับกายไปช้อนคางอีกฝ่ายขึ้น มองหาแม้กระทั่งไฝเล็กข้างใบหูบ่าว มิได้สังเกตเลยว่าคนที่ตนสํารวจตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างนึกกลัว

ลี่หยางเองก็ดูตัวลีบเล็กลง บาดแผลที่ถูกทําร้ายก็ไม่มีแม้สักแผลเดียว

“คุณชาย บ่าวไม่มีส่วนใดเหมือนท่าน ‘หยางหลง’ นะขอรับ” …เพราะฉะนั้นปล่อยบ่าวไปเถิด

จบคําของบ่าว ดวงหน้าเยาว์ก็นิ่งค้างไป ด้วยเพราะชื่อของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘สามี’ นั้นไปกระตุ้นความทรงจําก่อนตายของตน

นั่นสินะ…ข้าตบแต่งกับ ‘สามี’ ท่านพี่หยางหลงตอนอายุ 17 แลนับจากนั้นไม่ทันครบขวบปีดีก็ตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเอง

นั่นก็มิใช่เพราะว่าหยางหลงสามีที่ตนแสนรักแสนห่วงหานั้นจะใจมิสนใจไยดีความเป็นอยู่ของตนแม้กระทั่งจะจ้างหาบ่าวรับใช้มาคอยเฝ้าดูแลเรือนที่อาศัยหลับนอนแม้เพียงสักคน จนโจรชั่วบุกเข้ามาในเรือนปล้นเอาทรัพย์สินแลทําร้ายตนจนบ่าวสนิททั้งสองที่เข้าเอาตัวมาปกป้องช่วยเหลือต้องตายตกไปอย่างทรมานหรอกหรือ?

แต่ก็เอาเถอะ จะโทษแต่เพียงหยางหลงก็มิได้ แม้นอีกฝ่ายจะเป็นผู้ที่เป็นศัตรูกับโจรชั่วเหล่านั้น แต่หนิงอันก็รู้เช่นเห็นชาติดีว่าในยามนั้นนิสัยของตัวเองร้ายกาจน่ารังเกียจเสียจนชาวบ้านมิอยากยุ่ง ครอบครัวก็ไม่อยากจะช่วยเหลืออันใด จนเมื่อเกิดเหตุร้ายก็มิมีผู้ใดยื่นมือเข้าช่วย

อดจะทอดถอนหายใจออกมาอีกคราไม่ได้

ยามนั้นตนเหมือนปีศาจร้าย ใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสาร งานการของตระกูลมิเคยแลเหลียว การเรียนก็เกียจคร้านจนไร้ซึ่งความรู้ ศิลป์หรือศาสตร์ใดๆ ก็มิเคยเอาใจใส่ วันๆ คอยแต่จะออกจากเรือนไปเที่ยวเล่นกับสหายเลวเพื่อรังแกกลั่นแกล้งชาวบ้านที่ชอบพูดร้ายใส่ตน หรือคอยส่งพวกบ่าวไปทําร้ายหญิงสาวคนใดก็ตามที่เข้ามาพูดคุยทอดสะพานให้สามีของตัวเอง นับว่าสร้างศัตรูไปทั่วทุกสารทิศ

ชีวิตต้องพบเจอกับเรื่องร้ายแรงอันเนื่องมาจากกรรมที่ตนกระทําไว้ เมื่อตบแต่งกับหยางหลงก็ย้ายไปยังเรือนของสามีที่อยู่นอกเขตตัวเมืองเพราะเรือนของตนในจวนตระกูลหวังนั้นรกร้างผู้คนเกินไป และเมื่อวันหนึ่งเกิดเรื่องที่ผู้เป็นสามีต้องเดินทางออกจากเมืองไปปักหลักทํางานอยู่รอบนอกในยามกลางคืนเสียส่วนใหญ่ หนิงอันก็ถูกชาวบ้านรอบเรือนเอาคืนด้วยการกลั่นแกล้งไม่ต่างจากที่ตนเคยทําเอาไว้

ตอนเกิดเรื่องเกิดราวเอาคืนของชาวบ้าน ก็ไม่มีแม้แต่สหายคนใดจะเข้ามาช่วยเหลือหรือแม้กระทั่งปลอบโยนให้กําลังใจ ส่วนท่านพ่อนั้นก็ตัดหางปล่อยวัดตนตั้งแต่ครั้นที่หนิงอันกลั่นแกล้งน้องสาวร่วมสกุลด้วยเพราะคิดว่าอีกฝ่ายก็สนใจในตัวของหยางหลงเช่นกัน หนิงอันกลั่นแกล้งเสียจนน้องสาวล้มป่วยหนัก นับจากนั้นท่านพ่อก็มิเคยกล่าวสนทนาใดๆ กับตนอีก จึงอย่าได้หวังว่าจะช่วยส่งบ่าวรับใช้มาคอยดูแลคุ้มกันเรือนให้

ยังดีที่การแก้แค้นคืนเล็กๆ น้อยๆ จากชาวบ้านทั่วไปนั้นมิได้ทําให้บาดเจ็บสักเท่าใด อย่างดีก็มีเพียงแผลฟกช้ำยามถูกแกล้งให้เดินสะดุดหรือวิ่งเข้ามาชนจนล้มคลุกฝุ่นคลุกดินบ้างเท่านั้น หนิงอันเองก็เอาคืนได้บ้างมิได้บ้างเพราะไม่มีเงาของสามีมาคุ้มกะลาหัวในยามนั้น

แต่เมื่อถึงเวลาฟ้าลิขิต คืนอันเงียบสงัด ผู้คนต่างเข้าเรือนหลับนอนกันหมด ท่านพี่เองก็ต้องออกไปลาดตระเวนรอบนอกเมือง พวกโจรเลวต่ำช้าที่หยางหลงเคยจับไปลงโทษก็บุกเข้ามาในเรือน หวังปล้นเอาทรัพย์สินและหมายจะทําร้ายหนิงอันผู้ซึ่งไร้วรยุทธ์การต่อสู้ใดๆ หากไม่ใช่เพราะลี่หยางกับ ‘ซิงเทียน’ เอาตัวเข้าปกป้องเสียจนบาดเจ็บสาหัส ท้ายที่สุดก็สิ้นลมขาดใจไปเพราะทนพิษบาดแผลมิได้

ตนก็คงต้องเป็นฝ่ายได้ไปปรโลกในครานั้นเสียเอง

หากแต่นับจากนั้นไม่นาน เมื่อไร้ที่พึ่งพิงทั้งกายและใจแล้ว สามีก็ไม่มาแลเหลียวในตอนที่ตนเจ็บหนัก ครอบครัวก็มิอยากมายุ่งเกี่ยว บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิดก็สิ้นใจตายไปแล้ว หนิงอันจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเองอย่างโดดเดี่ยวและน่าอดสูในวัยเพียง 18 เท่านั้น

ทั้งหมดทั้งสิ้นก็เพราะทําตัวเองทั้งนั้น

มีหรือที่คนดีๆ ที่ไหนจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัวหรือเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงกัน

“เฮ้อ” คิดย้อนถึงอดีตแล้วจึงถอนหายใจอีกครา

การที่ตื่นมาในร่างตัวเองตอนอายุ 13 เช่นนี้ออกจากน่าเหลือเชื่อไปมากนัก แต่ในเมื่อก็เกิดขึ้นแล้ว ตนจะไปเอ่ยแย่งอะไรกับใครได้เล่า

ลี่หยางเห็นใบหน้างามของคุณชายหมองลงแล้วจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะที่หัวเข่า ลูบไปมาอย่างแผ่วเบาคล้ายต้องการปลอบโยนแม้หลังจากนี้จะถูกด่าทอเตะตีแต่ตนก็จะยอมรับทั้งหมด

“ลี่หยาง” หนิงอันเรียกบ่าวคนสนิทที่ตอนนี้ยังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่

สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติให้มั่น ด้วยตัดสินใจได้แล้วว่าในเมื่อได้ฝืนลิขิตย้อนเวลาหรือจะเพราะได้โชคจากสวรรค์กลับมาเกิดใหม่ หรือจะเป็นอะไรก็ตามแต่ที่ชะตากําหนดมาให้ เมื่อได้รับโอกาสอันดีเช่นนี้แล้ว ตนจะต้องเปลี่ยนแปลงหนทางชีวิตใหม่เสียตั้งแต่ตอนนี้

แม้ว่าเหตุการณ์ตอนวันเกิดครบรอบ 13 ขวบปีจะเกิดขึ้นแล้ว และตนจําได้ดีว่าได้เอ่ยปากบอกกับบิดาไปแล้ว เรื่องที่ตนนั้นรักใคร่ชอบพอในตัวพี่ชายบุญธรรมถึงขั้นอยากหมั้นหมายให้ได้มาเป็นคู่ชีวิต จนถูกบิดาด่าทอจนเสียผู้เสียคน ช่วงเวลาหลังจากนี้ไปชีวิตของหนิงอันคนเดิมจะแหลกเหลวเสียยิ่งกว่าที่เคยเป็น จนนําพาจุดจบอันน่าอดสูมาแก่ชีวิต

แต่มาครานี้ หลังจากได้รับบทเรียนมามากเกินพอแล้ว ตนรู้แจ้งเห็นชัดแล้วว่าในกาลอดีตไม่อาจมองเห็นสิ่งดีอันได้ในการกระทําของตน จึงต้องเริ่มกระทําตนเสียใหม่ เป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่าเกิดมาไม่เสียเปล่า ต้องพึ่งพาตนได้แม้ในยามคับขัน และจะต้องไม่ตายอย่างโดดเดี่ยวเช่นเดิม

หนิงอันผู้นี้จะไม่ตายอย่างอดสูเช่นหนิงอันผู้นั้น วิญญาณของท่านแม่จะได้ไม่ร่ำไห้อีกต่อไป

“ลี่หยาง…จดจําคําของข้าไว้”

บ่าวรับใช้ไม่กล่าวอันใดเพียงใจจดจ่อรอฟังคําจากเจ้านาย

“ข้าจะเป็นคนใหม่นับจากยามนี้ไป!”



******



พาน้องหนิงอันและผองเพื่อนมาโลดแล่นที่เล้าแล้วววววว

fan page : ๙พฤษภา
twitter : 9 pruksapa



ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 589
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-2
ดีใจที่มานะคะ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สนุกและน่าติดตาม

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
รอติดตามจ้า

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

เริ่มกระบวนการการทําซาลาเปา (2)




“อย่างเจ้าน่ะหรือ ต้องการจะศึกษาตํารา ไยตอนข้าสู้อุตสาหะหาอาจารย์มา ให้ เจ้ากลับหนีออกไปเที่ยวเล่นไม่สนคําพูดจาสั่งสอนเล่า หรือคิดเล่ห์กลอันใดมาทําให้สกุลเสื่อมเสียชื่อเสียงอีกกัน” ‘หวังช่างหลิว’ ก้มหน้ามองบุตรชายคนโตของสกุลที่ยามนี้กําลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าก้มตาเอ่ยร้องขอคําประสงค์กับตนด้วยแววตาเย็นชา

หวังหนิงอันนั้นเคยเป็นบุตรชายคนรองของสกุล หากแต่เรื่องเศร้าในอดีตเมื่อ 8 ปีก่อน ทําให้สกุลหวังต้องสูญเสียบุตรคนโตจากภรรยาเอกไป ยามนั้นหนิงอันที่ถือกําเนิดจากอนุคนแรก ‘เหม่ยจู’ ก็อายุครบ 2 ขวบปีพอดี แต่หลังจากนั้นเพียง 4 ปี มารดาของ หนิงอันก็ลาลับจากโลกไปเพราะเจ็บป่วยได้ไข้อยู่ตลอด แลการกดดันกระหน่ำซ้ำจากภรรยาเอก ‘กุ้ยเจิน’ ที่ปักใจจงเกลียดจงชังว่าเหม่ยจูเป็นสาเหตุของการถึงแก่กรรมของ ‘หวังหนิงเฟิ่ง’ ผู้เป็นบุตรชายของตน

แม้เรื่องนั้นจะเป็นเพียงอุบัติเหตุก็ตาม แต่ผู้เป็นต้นเหตุก็คือเหม่ยจูเอง

หวังช่างหลิวยุติความคิดคะนึงหาผู้เป็นที่รักที่ล่วงลับไปแล้วทั้งสองคน ก่อนผินใบหน้าลงเพื่อจ้องมองบุตรชายอีกครา

ยามนี้หนิงอันอายุครบ 13 ปีแล้ว หากแต่ขาดการอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนจากมารดาตั้งแต่อายุ 6 ปี ครั้นจะฝากฝังให้ภรรยาเอกช่วยเป็นหูเป็นตาให้ อีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงด้วยไม่อยากข้องแวะกับสายเลือดของอนุเหม่ย พอเอ่ยปากขอกับอนุคนที่สอง ‘ไป๋อวี้’ ในตอนนั้นก็เพิ่งจะคลอดบุตรชาย หนําซ้ำธิดาคนโต ‘หนิงฮวา’ ก็เพิ่งครบ 2 ขวบปี ต่างฝ่ายต่างหันหน้าหนีไม่สนใจ ข้างกายหนิงอันจึงมีเพียง ‘ลี่หยาง’ บ่าววัยใกล้เคียงกันดูแลฟูมฟักมาเท่านั้น

แต่แท้ที่จริงแล้วคนที่คอยดูแลสารทุกข์ของหนิงอันยังมีอีกผู้หนึ่ง ‘หยางหลง’ พี่ชายบุญธรรมที่หนิงอันเอ่ยปากบอกกับทุกคนว่าปักใจรักไปแล้ว และต้องการแต่งงานอยู่กินกันอย่างคู่สามีภรรยา เป็นเรื่องตลกขบขันให้ชาวบ้านทั่วทุกหนแห่งได้กล่าวล้อเลียนเสียดสีสกุลหวังให้เสียเกียรติไปทั้งเขตเมือง!

“ท่านพ่อ ลูกสนใจศึกษาเล่าเรียนจริงๆ มิได้ต้องการเล่นตลกอันใดนะขอรับ” หนิงอันก้มตัวลงต่ำยิ่งกว่าเดิม ศีรษะจรดยังพื้นเรือนด้วยท่าค้อมคํานับด้วยต้องการแสดงถึงความจริงใจของตนอย่างเปี่ยมล้น

“ข้าจะเชื่อเจ้าได้จริงๆ หรือ ยามเจ้าอายุเพียง 11 ปี ก็ออกเที่ยวเล่นกับเหล่าสหายไม่รักดี เลยเถิดถึงขั้นเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม ต่อมาไม่นานก็มีเรื่องราวชกต่อยกับบุตรชายของสกุลเหลียนเสียจนอีกฝ่ายเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ร่วม 10 วัน ไม่นับที่ออกหาเรื่องชาวบ้านละแวกใกล้เคียงเรือนชานจนมีแต่คนเหม็นน้ำหน้าคนในสกุล พอเจ้าเอ่ยปากว่าทําไปเพราะมิใคร่สนใจในเรื่องตํารา ข้าหรือก็พาไปช่วยกิจการ คอยดูแลโรงเตี๊ยมของตระกูล มิคิดเลยว่าจะหาเรื่องเหล่าลูกค้าเสียจนเสียตําลึงทองเป็นค่าปรับเสียหลายตําลึง หนําซ้ำยังมีคดีความอีกเป็นพะเรอเกวียน จะให้ข้าถ่ายทอดให้เจ้าฟังให้หมดหรือไม่!”

บิดาข้า…นับว่าปอดของท่านยังแข็งแรงดีอยู่

หนิงอันเงยหน้ามาอ้าปากค้างมองบิดาร่ายยาวถึงวีรกรรมอันโชกโชนของตน ใบหน้าที่ขึ้นเส้นเลือดชัดเจนนั้นบ่งบอกได้ดีว่าบิดาขุ่นเคืองกับการกระทําของตนเพียงใด ครั้นจะออกปากแก้ตัวก็เหมือนจะสรรหาคําใดมากล่าวแย้งไม่ได้ในเมื่อทุกสิ่งทุกเหตุการณ์นั้นเป็นจริงดั่งคําบิดาว่า

ช่างหลิวถอนหายใจแรงอย่างอดกลั้น คิดจะเดินหนีไปเสียจากตรงนี้หากแต่แรงกระตุกที่ชายเสื้อทําให้ต้องหยุดชะงักเท้าไว้ พอเห็นใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็นลูก ก็อดจะคิดเห็นใจขึ้นมาไม่ได้

“ลูก…ลูกขออภัยกับทุกสิ่งที่เคยกระทําไว้ครั้งอดีต ยามนี้ลูกได้ไตร่ตรองคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าการกระทําของตนนั้นเลวร้ายเพียงใด จึงได้บากหน้ามาหาท่านพ่อหวังให้เมตตาลูกคนนี้อีกสักครั้ง ให้พิสูจน์ด้วยสิ่งใดหรือต้องใช้เวลานานเท่าใดก็จะไม่ย่อท้อ ขอเพียงท่านพ่อเชื่อใจลูก” หนิงอันสบสายตากับบิดาด้วยใจตั้งมั่น พยายามส่งกระแสเว้าวอนอย่างที่มิเคยทํามาก่อน หวังว่าบิดาจะรับรู้ถึงจิตใจอันแรงกล้าในครั้งนี้

“นะขอรับท่านพ่อ”

“บอกข้าทีว่าเจ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อใครกันหนิงอัน” ช่างหลิวเอ่ยถามบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่เห็นได้ชัดว่าอ่อนโยนลงมาก ในใจนั้นเอนเอียงไปแล้วมากกว่าสองในสี่ส่วน

“เพื่อท่านแม่ขอรับ” หนิงอันกลืนน้ำลายฝืดเฝื่อนลงลําคอระหง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง

“เพื่อให้วิญญาณท่านแม่ไปสู่สุคติและเพื่อเหล่าคนที่รักลูกด้วย หากลูกเริ่มเปลี่ยนแปลงตนตอนนี้ พวกเขาก็จะได้ไม่เสียใจในภายภาคหน้าขอรับ”

ช่างหลิวมองแววตาเด็ดเดี่ยวนั้นของบุตรชาย ก่อนถอนหายใจออกมา เหม่อมองไปยังพื้นท้องฟ้าครามด้วยต้องการตัดสินใจอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นไม่นานก็หันกายกลับมาหาบุตรชายตัวน้อยที่ยังนั่งอยู่ท่าเดิมตั้งแต่ต้น

“ข้าไม่รู้ว่าที่เจ้าพูดมาจะจริงแน้แท้กี่ส่วน แต่ถ้าหากมีใจมุ่งมั่นจริงก็ขอให้ทําดั่งที่ว่าไว้ให้สําเร็จ นั่นไม่ใช่เพื่อข้าหรือเพื่อแม่ของเจ้า หรือจะเพื่อใครก็ตามที่เจ้าคิด แต่ให้ทําเพื่อตัวเจ้าเอง เข้าใจหรือไม่หวังหนิงอัน”

ช่างหลิวจึงยื่นเงื่อนไขให้บุตรชายคนโตว่า หากต้องการศึกษาเล่าเรียนใหม่ตั้งแต่ต้นย่อมได้ แต่ค่าเล่าเรียนนั้นหนิงอันต้องเป็นผู้หามาด้วยตนเอง ครั้นหนิงอันเอ่ยปากขอเข้าทํางานที่โรงเตี๊ยมของสกุล ท่านพ่อก็ส่ายหน้าปฏิเสธ กล่าวว่าไม่อนุญาตให้ย่างกรายเข้าไปข้างในนั้น ยิ่งโรงฝึกต่อสู้ที่เป็นกิจการใหญ่ของสกุลอีกอย่างแล้วยิ่งห้ามเข้าไปในเขตแดนนั้นโดยเด็ดขาด เนื่องด้วยหยางหลงเป็นหนึ่งในผู้ดูแลอยู่ในขณะนี้ ผู้เป็นบิดาย่อมไม่ต้องการให้ทั้งสองอยู่ใกล้กัน!

“เช่นนั้นข้าก็ไร้สิ้นหนทางแล้วท่านพ่อ” หนิงอันหน้าบิดเบี้ยว คล้ายจะร้องแต่ก็ร้องไม่ออก

“ข้าจะมอบผืนดินใกล้ๆ ตลาดให้เจ้าที่หนึ่ง คงจะเพียงพอต่อการตั้งกิจการเล็กๆ ได้ หากภายในฤดูร้อนนี้เจ้าสามารถเก็บเกี่ยวตําลึงเงินตําลึงทองจากผืนดินนี้ได้ พ่อจะให้เจ้าจ่ายค่าเล่าเรียนเองเพียงช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นจะออกเงินส่งเสียให้ตามเดิม เจ้าคิดว่าเจ้าทําได้หรือเปล่าหนิงอัน”

หนิงอันตอบตกลงตามนั้น แล้วจึงเดินกลับเรือนหลังเงียบเหงาของตนอย่างใช้ความคิดไปด้วยตลอดทั้งทาง มองดูบ่าวรับใช้ในเรือนที่มีเพียง 5-6 คน ไม่รวมลี่หยางแล้วยิ่งคิดไม่ตก หากต้องการเริ่มกิจการค้าขายของหรือทํากิจการอื่นๆ ย่อมต้องมีลูกจ้างในร้าน หากว่าบ่าวในเรือนมีมากก็คงจะกะเกณฑ์ไปได้โดยไม่ต้องเสียเบี้ยจ้างมากนัก แต่เมื่อมองไปทั่วเรือนยามนี้แล้วเห็นทีจะเจียดใครไปช่วยงานนั้นของตนมิได้

“ไฉนบ่าวในเรือนท่านแม่ใหญ่กับอนุไป๋อวี้ถึงมีบ่าวนับสิบยี่สิบคน กลับกันบ่าวในเรือนข้าหายากเสียยิ่งกว่างมหาเข็มในมหาสมุทรเสียอีก” หนิงอันทอดถอนใจ แต่เกรงว่าจะต้องถอนจนหมดลมสิ้นใจตายเสียก่อนจะแก้ปัญหานี้ได้

จริงสิข้ายังมี ‘ซิงเทียน’ นี่!

หากจํามิผิดแล้ว หลังจากช่วงเวลานี้ไปไม่นานตนจะออกไปเที่ยวเล่นกับสหายทั้งหลายจนไปโผล่อยู่ที่ตรอกคนไร้บ้าน จึงได้เจอกับซิงเทียนเด็กน้อยวัย 6 ขวบที่ไร้ญาติขาดมิตรกําลังถูกชายหนุ่มผู้หนึ่งทําร้ายอยู่ ครานั้นหนิงอันยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยความสงสารที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจก่อนจะพากลับมาเป็นเด็กรับใช้ในเรือนอีกคน

“ลี่หยาง”

“ขอรับคุณชาย”

“ท่านพ่อมอบผืนดินเล็กๆ ให้ข้าที่หนึ่ง คิดไตร่ตรองดูแล้วตัวข้าไม่มีความรู้ในด้านใดเลยสักเพียงนิด แต่ยามที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ ข้าจําได้เลือนรางว่าเคยได้กิน ‘ซาลาเปา’ ที่เป็นสูตรมาจากตระกูลเดิมของท่านแม่ เจ้าพอจะจําได้หรือเปล่า ว่าสูตรนั้นต้องตักตวงเครื่องปรุงเท่าใด”

“บ่าวก็จําได้เพียงรางๆ เท่านั้นขอรับ แต่คิดว่าในหีบข้าวของคงจะมีบันทึกไว้”

“ไปหาให้ข้าที ข้าจะออกไปทําธุระที่หนึ่งก่อน คิดว่าจะกลับมาไม่เกินยามเซิน (15:00-16:59น.) แล้วบอกบ่าวในครัวให้เตรียมอาหารเพิ่มขึ้นอีกหน่อยด้วย”

“คุณชายจะออกไปกับสหายหรือขอรับ” ลี่หยางแอบขมวดคิ้วเมื่อฟังคําสั่งจบ คิดถึงสหายสองสามคนที่คุณชายมีแล้วนึกหวั่นว่าจะพากันไปเที่ยวเตร่นําความเสียหายมาให้ตระกูลอีกครา

“เจ้าอย่าได้กลัว ข้าเพียงแค่ออกไปหาดูคนงานก็เท่านั้น บ่าวในเรือนเรามีน้อยเพียงนี้ จะให้ไปช่วยงานก็ดูจะหนักหนาเกินไป อยากจะได้คนงานอีกสองสามคน เช่นนี้แล้วจะวางใจให้ข้าออกไปข้างนอกได้หรือเปล่า” หนิงอันเลิกคิ้วถามคนสนิท เห็นอีกฝ่ายทําท่ากระอักกระอ่วนใจอยู่นานสองนาน ก่อนคิ้วที่ขมวดนั้นจะคลายปมออกแล้วกล่าวอวยพรให้ตนเดินทางโดยปลอดภัย

หนิงอันเรียกบ่าวอีกคนให้ออกจากเรือนไปด้วยกัน แลด้วยระยะทางจากประตูเรือนทางทิศตะวันออกนั้นอยู่ใกล้กับตลาดและตรอกคนไร้บ้านมากกว่า คํานวณแล้วเดินเท้าไปไม่ถึงสองเค่อ (1 เค่อ = 15 นาที) เท่านั้นจึงเอ่ยปฏิเสธรถม้ารับจ้างไป

“นั่นเจ้าจะไปที่ใดหนิงอัน”

หากแต่ยังมิทันก้าวพ้นตัวเรือนดี เสียงคุ้นหูก็ดังมาจากด้านหลัง หนิงอันตัวแข็งค้างเพราะจําได้ดีว่าเสียงนี้คือเสียงของผู้ใด

“ท่านพะ…ท่านหยางหลง” หนิงอันกลืนคําเรียกขานอีกฝ่ายแบบเดิมดังชาติที่แล้วไว้ในลําคอ เหลือบสายตามองชายในดวงใจด้วยความสั่นไหวในอก

แม้ผ่านพ้นมาหนึ่งชาติและปฏิญาณตนไว้ก่อนปลิดชีพเมื่อคราก่อนว่าจะไม่รักใคร่ในตัวอีกฝ่ายอีกต่อไป แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญหน้ากันจิตใจก็สั่นไหวรุนแรงทั้งด้วยแรงรักและแรงชังที่ฝังลึกอยู่ข้างใน ด้วยเพราะสองสามวันที่เพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมามีเรื่องให้ต้องขบคิดมากมาย จึงพอแสร้งว่าลืมเลือนบุคคลอันเป็นต้นเหตุให้ตนทําตัวแหลกเหลวประชดประชันด้วยวิธีต่ำช้าไปแล้ว

แต่นั่นผิดไปทั้งหมด

ถึงตัวหนิงอันจะอยากหนีจากไปเพียงใด จิตใจก็เหมือนจะยังเฝ้ารออยู่ที่เดิมเสมอ

“ข้าถามว่าเจ้าจะไปที่ใด ทําไมไม่ขึ้นรถรับจ้างไปเล่า” หยางหลงได้ยินข่าวคราวว่าช่วงสองสามวันมานี้หนิงอันคล้ายคนผิดปกติไป ทําตัวดีขึ้นเหมือนพลิกจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ หนําซ้ำยังไปคุกเข่าขอท่านช่างหลิวศึกษาตําราขั้นต้นทั้งหมดอีกรอบ แม้ไม่เชื่อในคําเล่าลือของบ่าวในเรือนนักแต่ก็ต้องการพิสูจน์อยู่ไม่น้อย ยามนี้ได้เวลาเลิกฝึกซ้อมจึงเดินทางจากโรงฝึกอ้อมมาเข้าจวนสกุลทางเรือนเล็กของหนิงอัน จึงได้พบว่าเจ้าของเรือนกําลังเตรียมตัวออกไปข้างนอกอยู่พอดี

“ข้า…” หนิงอันอึกอักคล้ายคนน้ำท่วมปาก ใบหน้าเดี๋ยวซีดเซียวไร้สีเดี๋ยวแดงฝาดขึ้นมาสลับไปมาอยู่อย่างนั้นคล้ายไม่ใช่ใบหน้าของคนที่สามารถเปลี่ยนสีไปมาได้รวดเร็วอย่างนี้

“เจ้าจะออกไปเที่ยวเล่นกับสหายพวกนั้นอีกหรือ?” หยางหลงมิได้รอคําตอบ ใบหน้าคมคายฉายชัดถึงความเย็นชาไร้ซึ่งความอ่อนโยนเอ็นดูให้แก่คนตรงหน้า

หนิงอันได้แต่สะท้อนในอก ไม่ว่าชาติไหนบุรุษผู้นี้ก็เย็นชาต่อตนอยู่ทุกชั่วลมหายใจ

ช่างเจ็บปวดเสียจริง

“ไม่ใช่! ข้าเพียงแต่มีธุระแถวนี้เท่านั้น ไม่คิดจะออกไปเที่ยวเล่นที่ใด” หนิงอันยิ้มเยาะตนในใจก่อนปั้นหน้าเย็นชาไม่ต่างกับอีกฝ่าย เชิดหน้าขึ้นตอบอย่างทีท่าที ดวงตาเรียวมองตรงไปอย่างต้องการปกป้องตนเองจากข้อกล่าวหาที่ออกมาจากปากของพี่ชายบุญธรรม

อันที่จริงแล้วจะกล่าวว่าเป็นพี่ชายบุญธรรมก็คงไม่จริงไปทั้งหมด แท้ที่จริงนั้น ‘หยางหลง’ เป็นลูกชายของบ่าวรับใช้คนสนิทท่านแม่เหม่ยจู ยามนั้นบ่าวผู้นั้นตั้งท้องโดยไม่ยอมเอ่ยปากบอกว่าผู้ใดคือพ่อของเด็ก เมื่อคลอดหยางหลงออกมาก็ตกเลือดเสียจนขาดใจหลังจากนั้นไม่นาน ท่านแม่จึงรับเลี้ยงดูไว้เป็นอย่างดีเพราะบ่าวผู้นั้นเปรียบเสมือนพี่สาวร่วมอุทรกับตน

หลังจากนั้นถึงจะตบแต่งกับท่านพ่อเข้าตระกูลหวังมา ท่านแม่ก็นําเด็กน้อยวัยสองขวบมายังจวนแห่งนี้ด้วย ด้วยหมายมั่นจะเลี้ยงให้เสมือนเป็นบุตรคนหนึ่ง และอีกสองปีต่อมาจึงได้คลอดตนออกมา

หยางหลงอายุมากกว่าหนิงอัน 3-4 ปี เมื่อสิ้นท่านแม่ ท่านพ่อช่างหลิวแลเห็นว่าพี่ชายคนนี้ของตนโตพอดูแลงานการได้ จึงให้หยางหลงแยกตัวไปอยู่บนเรือนใหญ่คอยศึกษางานในโรงฝึกต่อสู้ ถึงกระนั้นหยางหลงก็มักกลับมาดูแลหนิงอันอยู่ไม่ขาด แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นหน้าที่การงานก็มากขึ้น ท่านแม่ใหญ่กุ้ยเจินก็ดึงตัวไว้ช่วยงานบนเรือนใหญ่อีก จึงห่างหายไม่ค่อยมีเวลามาหา ตอนนั้นเองที่หนิงอันเริ่มคบสหายและออกเที่ยวเล่นไม่สนใจฟังคําสั่งสอนของผู้ใด ผู้คนในตระกูลต่างส่ายหน้าอ่อนอกอ่อนใจกับหนิงอัน คิดว่าคงจะปล่อยเลยตามเลยไม่สนใจดูดําดูดีอีก

ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าในวันเกิดครบรอบ 13 ปีของเจ้าตัว จะเอ่ยปากขอร้องท่านพ่อให้ตนกับพี่ชายบุญธรรมได้หมั้นหมายกัน ฝ่ายหยางหลงเองก็นิ่งงันไปอย่างตกใจ จะออกปากปฏิเสธไปก็ยังมีบุญคุณจากอนุเหม่ยจูค้ำศีรษะอยู่ จึงได้เอ่ยปฏิเสธไปตรงๆ ว่า ยามนี้ยังไม่คิดเรื่องรักใคร่ ยังอยากศึกษาเรื่องวิทยายุทธ์การต่อสู้ให้ได้มากกว่านี้ไม่ต้องการให้สิ่งใดหรือผู้ใดนําพาความสับสนมาให้เกิดในจิตใจ

“เช่นนั้นข้าจะไปกับเจ้า” หยางหลงกดใบหน้าลงต่ำ เอ่ยเสียงราบเรียบทว่าแฝงความดุดันไว้ในที

หนิงอันก้าวถอยหลังอย่างตื่นตระหนก

หยางหลงผู้นี้น่ะหรือต้องการเดินทางร่วมกับตนด้วย! ชาติที่แล้วทั้งชาติไม่เคยจะเดินทางร่วมเคียงกันหากไม่มีเหตุการณ์ใดมาบังคับอีกฝ่าย

เห็นทีต้องให้ลี่หยางตามหมอมาตรวจคนบางคนแถวนี้จริงๆ เสียแล้ว

“ข้า…” หนิงอันปากคอสั่น ใจหนึ่งไม่ต้องการผู้ร่วมทางแต่อีกส่วนหนึ่งก็คิดว่าคงอุ่นใจไม่น้อยถ้ามีอีกคนไปด้วย ขอเพียงตนไม่รุ่มร่ามทํานิสัยเหมือนชาติก่อนก็คงจะไม่ถูกชาวบ้านที่พบเห็นนําไปพูดอะไรเสียๆ หายๆ ให้เข้าหูท่านพ่อหรอกกระมัง

“เจ้านําไป” หยางหลงไม่รอให้ผู้ใดปฏิเสธ สืบเท้าเดินเข้าไปใกล้ก่อนพยักหน้าให้เริ่มออกเดินทาง ในใจเพียงต้องการจะพิสูจน์ว่าน้องของตนโกหกหรือไม่เท่านั้น

หนิงอันพร้อมด้วยบ่าวติดตามและหยางหลงเดินออกจากจวนมาอย่างเงียบเชียบ ชาวบ้านที่หันมาเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันก็ตาโตจับกลุ่มกันป้องปากทําท่าทีมีพิรุธกันตลอดทาง หนิงอันต้องข่มใจทําเป็นไม่เห็นท่าทางเหล่านั้น เร่งฝีเท้าไปให้ถึงจุดหมายที่ตนหมายมั่นไว้ ไม่ถึงสองเค่อดีก็มาถึงยังตรอกคนไร้บ้าน

แม้นหยางหลงจะสงสัยว่าอีกฝ่ายมาที่แห่งนี้เพื่อการอันใด แต่ก็พิสูจน์ไปได้แล้วครึ่งหนึ่งว่าไม่ได้ไปพบสหายเพื่อเที่ยวเล่นจริงๆ แต่ก็ยังคงมิมั่นใจว่าจะไม่ได้มากลั่นแกล้งผู้ใด

“เจ้ามิได้มาหาเรื่องผู้ใดแน่นะ” หยางหลงกล่าวเสียงเย็น หนิงอันที่เดินนําหน้าอยู่จึงหยุดฝีเท้าแล้วหันมาหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจนัก

“ข้ากล่าวว่ามิได้ออกมาเที่ยวเหลวไหล ท่านก็ไม่เชื่อ มายามนี้ก็เพิ่มข้อกล่าวหาข้าอีก ท่านต้องการให้ข้าทําเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่เล่า” หนิงอันตวัดเสียงลงท้ายอย่างห้วนสั้นด้วยอารมณ์ที่เริ่มมีโทสะ แต่เพราะจิตใจที่ยังรักใคร่อีกฝ่ายอยู่จึงยังข่มอารมณ์ตนลงได้

ไยหยางหลงจะไม่รู้ว่าหนิงอันเพียงกล่าวประชดประชัน ใจขอลุแก่โทษไปบ้างแล้วแต่ก็มิได้กล่าวคําใดออกมา ผู้ที่หันหน้ามาคล้ายจะหาเรื่องกันก็สะบัดหน้ากลับไปทางเดิมอย่างแรงเสียจนเส้นผมปลิวกระจาย

หนิงอันเม้มปากแน่นด้วยขัดใจ แต่ด้วยต้องการลุแก่เป้าหมายจึงเดินหน้าต่อ เข้ามาในตรอกเล็กๆ ที่มีเพียงเพิงไม้ผุๆ พังๆ อยู่ตามสองข้างทาง ข้าวของวางไม่เป็นที่ทาง บางช่วงมีคนปูผ้านอนอยู่กับพื้นดิน ดูไม่น่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยได้ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่เคยทําความเดือดร้อนให้ใคร รับจ้างทํางานทั่วไปแล้วก็กลับมาหาหลับนอนแถวนี้เพียงเท่านั้น

ตาเรียวสอดส่ายมองหาบุคคลที่ตนต้องการจะพบ หากแต่ใกล้สุดทางเดินเข้าไปทุกที หนิงอันก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของซิงเทียน

‘หรือว่าต้องรออีกสักสองสามวัน?’

ในยามที่จับปลายคางตัวเองอย่างครุ่นคิด เสียงอึกทึกก็ดังมาจากท้ายซอย หนิงอันจึงเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปลึกมากขึ้น แต่ดูจะช้ากว่าอีกคนที่เดินตามหลังตนมาตลอด บัดนี้เร่งนําหน้าไปหลายฝีก้าวอย่างรวดเร็วแล้ว หนิงอันอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความกล้าหาญของหยางหลง แต่เมื่อได้สติดีจึงจําเป็นต้องสนใจเหตุการณ์ตรงหน้าของตนก่อน

“นั่นซิงเทียนนี่” พึมพําเสียงเบาเมื่อเห็นว่าเด็กที่ตนตามหากำลังอยู่ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มชายวัยกลางคนแล้วนึกแปลกใจอยู่มาก ด้วยเมื่อชาติที่แล้วนั้นมีเพียงคนเดียวที่กําลังวิวาทอยู่กับซิงเทียน ไยชาตินี้จึงมาเป็นกลุ่มก้อนคล้ายฝูงหมาป่าที่กําลังไล่ต้อนกระต่ายน้อยเยี่ยงนี้เล่า?

ครั้นเหลือบสายตาเห็นหยางหลงที่เอาตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมพร้อมออกฝีมือวิชาต่อสู้ เพียงแค่หยิบคว้าเอาไม้แถวนั้นมาไว้ป้องกันตัว บางครั้งก็ตวัดเหวี่ยงออกไปตีตามข้อมือข้อเท้าของกลุ่มอันธพาล ใช้เวลาแค่ชั่วอึดใจเท่านั้นกลุ่มหมาป่าก็กลายเป็นเพียงเหล่าเม่นแคระวิ่งหนีตายไปคนละทิศละทางอย่างอุตลุดคลุกดินคลุกฝุ่นดูน่าหัวเราะใส่เสียจริง

อ้อ นี่สินะสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของเหล่าคนร้าย

เมื่ออดีตชาติคนที่มาพบซิงเทียนคือตนกับสหายอีกสองสามคนเท่านั้น วิชาการต่อสู้ใดๆ ก็ไม่มี จึงทําเพียงโยนเศษเงินให้อันธพาลผู้นั้นไปก็จบเรื่องจบราวดี คนร้ายคนเดียวถือว่าสมน้ำสมเนื้อดีแล้ว

หนิงอันก้าวเข้าไปยื่นมือส่งให้เด็กน้อยที่นั่งคุดคู้อยู่กับที่ ยามนี้ซิงเทียนอายุประมาณ 6-7 ขวบแล้ว แต่ยังคงตัวเล็กด้วยขาดอาหารการกินและการเป็นอยู่ที่ดี แต่หลังจากนี้ไปก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีมากขึ้นเท่าใดนัก ด้วยหนิงอันคนก่อนเพียงให้ที่ซุกหัวนอนกับอาหารเล็กน้อย แลกกับการทํางานในเรือน เพราะเหตุนี้ยามที่ถูกพวกโจรชั่วทําร้ายจึงไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้ และจากไปด้วยวัยที่ยังไม่ถึง 12 ปีดีด้วยซ้ำ

มาครานี้ข้าจะให้เจ้าได้เติบใหญ่อย่างสมบูรณ์พร้อมและสามารถปกป้องตนเองให้ได้

“มากับข้าเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทําซาลาเปาขายกัน”



*******


ภาษาอาจไม่จีนโบราณจ๋ามาก เก้าอยากให้อ่านกันอย่างสบายๆ นะคะ

ขอกําลังใจเล็กๆ น้อยๆ ด้วยน้าาาา

หรือพูดคุยกันได้ที่แท็ก #ข้าจะขายซาลาเปา

เจอกันตอนต่อไปค่าาา


ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

เริ่มกระบวนการการทําซาลาเปา (จบ)



“มากับข้าเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทําซาลาเปาขายกัน”

หลังจากกล่าวประโยคนั้นจบ ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นก็นิ่งงันไป บ่าวที่ติดตามมาด้วยถึงกับอ้าปากค้าง ร่มที่ถือไว้อยู่ก็ร่วงลงพื้นอย่างไม่คิดก้มเก็บ แม้แต่ซิงเทียนก็นั่งนิ่งใบหน้าคล้ายงุนงงประมวลเหตุการณ์ยังมิได้เท่าใด

คุณชายท่านนี้เป็นใครกัน? สมองปกติดีหรือไม่?

“แค่ก! ข้าชวนเจ้า เจ้าก็กระตือรือร้นเสียหน่อยเถิด จะปล่อยให้ข้ายื่นมือรอเก้ออีกนานเท่าใดกัน” หนิงอันยื่นมือค้างเสียจนเมื่อย แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบรับจากเด็กน้อยข้างหน้า จนแล้วจนรอดจึงจําต้องเอ่ยปากออกมา

“เด็กอาจจะบาดเจ็บ” หยางหลงเข้ามาแตะบ่าเล็กเบาๆ ก่อนออกแรงดันให้

หนิงอันหลีกทางออกไปก่อนที่จะก้มลงยื่นท่อนแขนให้เด็กน้อยได้จับเกาะได้

ทีข้าล่ะไม่ยอมจับ เจ้าเด็กนี่!

เป็นจริงดังคําของหยางหลงว่า ซิงเทียนนิ่วหน้าคล้ายเจ็บปวดที่ใดที่หนึ่งของร่างกายยามเกาะเกี่ยวแขนของหยางหลงลุกยืนขึ้นมา หนิงอันหันไปถลึงตาใส่บ่าวที่ยังคงอ้าปากเสียจนแมลงบินวนตอมไปมาก็มิยอมหุบ บ่าวรับใช้จึงได้สติดี ก้มลงหยิบของแล้วกุลีกุจอเข้ามาช่วยจับพยุงเด็กน้อยแทน

หยางหลงส่งเด็กน้อยให้แก่บ่าวก่อนหันมามองหนิงอันที่ยืนกอดอกทําหน้าทำตาบึ้งตึงอยู่

“เจ้าพูดว่าจะขาย…เอาเถอะ กลับเรือนค่อยสืบสาวความกัน เจ้าจะไปทําธุระต่อหรือเปล่าเล่า” หยางหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างมาก ท่าทีที่หนิงอันยื่นมือเข้าหวังช่วยเหลือเด็กอย่างอ่อนโยนนุ่มนวลนั้นยังคงแจ่มชัด เสียก็แต่ประโยคกล่าวชวนแปลกประหลาดนั่นที่ทําเอาผู้นึกถึงต้องแสดงสีหน้าพิลึกพิลั่นออกมา

“ข้าเสร็จสิ้นธุระทั้งหมดแล้ว” หนิงอันตอบเสียงตวัดท้าย เมื่อรวมเข้ากับใบหน้ามู่ทู่แล้วช่างเหมือนสัตว์หน้าขนตัวขนอย่างพวกแมวพยศในสายตาของหยางหลงเสียเหลือเกิน

“ธุระเจ้าคือสิ่งนี้?” อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ วันนี้ทั้งวันตนแสดงสีหน้ามากกว่าสามสี่อารมณ์ไปแล้วเพราะน้องชายผู้นี้

“ใช่” หนิงอันตอบพลางพยักหน้าก่อนหลบสายตาไปมองทางซิงเทียนกับบ่าวที่มองตนอยู่เช่นกันด้วยไม่ใคร่ต่อบทสนทนากับพี่ชายนอกสายเลือดของตนอีก

ยิ่งมองยิ่งคันยุบยิบไปทั่วทั้งใจเสียจนหงุดหงิด

“เจ้าเดินไหวรึเปล่า เรือนข้าอยู่ไม่ไกลมากนัก หรืออยากขึ้นรถม้าไป”

“ข้าเดินไหว แต่…แต่ท่านจะพาข้าไปทําไมหรือ” เด็กน้อยมีท่าทีลังเลเอ่ยถามข้อสงสัยของตน

“ตอนนี้เรือนของข้าต้องการคนช่วยงาน หากเจ้ามิมีที่ไปแล้ว ข้าจะพาไปอยู่ด้วย ไปทํางานกับข้า มีข้าวปลาอาหารให้กินในยามที่เจ้าอยาก มีที่นอนให้นอนอย่างสบาย แต่เรื่องทํางานอะไรนั้น ค่อยไปว่ากันที่เรือนแล้วกัน” หนิงอันอธิบายให้เด็กน้อยที่มีท่าทีสับสนได้แจ้งชัดกับเจตนาของตน ซิงเทียนเองก็ตั้งอกตั้งใจฟัง สีหน้าแววตาแสดงว่ากําลังครุ่นคิดอยู่

“ไปกับข้าเถอะ ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี” เห็นผู้ที่เด็กกว่ายังคงมีท่าทีลังเล น้ำเสียงที่ใช้จึงอ่อนลงกว่าเดิมมาก พลางยกยิ้มส่งให้อย่างจริงใจ

“ขอรับ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” หนิงอันพยักหน้าให้บ่าวเดินตามพอ ครั้นกำลังจะเดินผ่านหยางหลงก็ชะงักเท้าไป เชิดหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ก่อนสะบัดหนีอย่างขุ่นเคือง ไม่สงวนท่าทีใดๆ

หยางหลงจ้องมองแผ่นหลังเล็กที่ก้าวนําไปก่อนอย่างช้าๆ แม้จะเดินอยู่หน้าขบวนแต่สายตาเรียวก็ลอบมองบ่าวและคนเจ็บอยู่บ่อยครั้ง ท่าทีเช่นนั้นทําให้ผู้มองตามเกิดคําถามขึ้นมากมาย

เหตุใดหนิงอันจึงมาที่นี่ ทําไมจึงเจาะจงจะรับเด็กน้อยผู้นั้นกลับเรือน แล้วเรื่องซาลาเปานั่นเล่า?

“ท่านจะไม่กลับเรือนกับข้าหรือ” หนิงอันเอี้ยวตัวหันมาสอบถามเมื่อเห็นว่าร่างสูงโปร่งของหยางหลงยังคงไม่ขยับเขยื้อน ผู้ถูกเตือนสติจึงได้สืบเท้าตามมาอย่างเงียบเชียบไม่ต่างจากยามมาเท่าใด

ครั้นกลับถึงเรือนแล้วก็ต้องมาคอยตอบคําถามกับใครบางคนอยู่นานสองนาน

“คุณชายไม่บาดเจ็บที่ใดแน่นะขอรับ” ลี่หยางเข้ามาสํารวจคุณชายหลังจากฟังวีรกรรมเข้าช่วยเหลือเด็กน้อยผู้ตกยากของคุณชายของตนอยู่สามสี่รอบ สอดส่ายสายตามองขึ้นมองลง อีกทั้งหมุนกายเล็กกลับหน้ากลับหลังเสียจนหนิงอันเวียนหัว

“พอได้แล้วลี่หยาง ข้ารู้สึกคล้ายอยากอาเจียน” หนิงอันยกมือขึ้นห้ามการตรวจร่างกายในรอบที่ห้า ลี่หยางถึงได้ผละออกไปมองหยางหลงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าเรือน แล้วจึงเหลือบสายตากลับมามองนายของตน แล้วก็วกกลับไปที่หยางหลงอีกครา ทําอยู่เช่นนั้นวนเวียนหลายรอบ

ซิงเทียนที่เฝ้ามองอยู่นึกเสียใจกับการตัดสินใจของตนอยู่เล็กน้อย ดูท่าแล้วผู้คนในเรือนนี้อาจจะไม่ค่อยปกติเท่าใดกระมัง

ทั้งนายทั้งบ่าวดูแปลกพอกัน…ข้าจะได้รับเชื้อหรือไม่?

“เจ้าจะจดๆ จ้องๆ อีกนานหรือเปล่าลี่หยาง หรือเส้นเอ็นที่คอเจ้ามันใช้การไม่ได้แล้วถึงได้หมุนซ้ายหมุนขวาอยู่นั่น! ทําไมไม่รีบไปเตรียมน้ำชามา” หนิงอันถลึงตาใส่บ่าวของตนไปที เมื่อนั้นเองที่ลี่หยางได้สติเตรียมหมุนกายไปทําตามคําสั่งของคุณชาย

ไม่วายลอบลูบหลังคอของตน นวดคลึงเบาๆ

เส้นเอ็นคอของบ่าวยังปกติดีอยู่นะขอรับ

“ไม่ต้องหรอก ข้าแค่เพียงเดินมาส่งเจ้าเท่านั้น” คํากล่าวของหยางหลงทําเอาเจ้าของเรือนและบ่าวในเรือนทั้งหมดเบิกตากว้างขึ้นมาอย่างตกตะลึง นานแล้วเหลือเกินที่ท่านหยางหลงไม่ได้มาเยี่ยมเยียนที่เรือนเล็กนี้ นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายก็เกือบ 3 ปีได้แล้ว

แต่มาเยือนครั้งนี้เหตุเพียงเพราะต้องการเดินมาส่งเจ้าของเรือน!

“แต่อีกไม่นานข้าจะมาหาเจ้าอีก มีหลายคําถามที่ข้าใคร่รู้ ยามนั้นหวังว่าจะต้อนรับกัน” หยางหลงทิ้งท้ายไว้ก่อนหมุนกายเดินออกห่างจากเรือน หนิงอันยืนส่งพี่ชายบุญธรรมของตนจนลับสายตา ก่อนหันหน้ามามองลี่หยางอย่างช้าๆ

“เจ้าได้ยินเหมือนข้าหรือไม่ลี่หยาง”

“ขอรับ บ่าวได้ยินเช่นเดียวกันมิผิด”

หนิงอันรู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาอย่างมิมีสาเหตุ ชาติก่อนนั้นเรียกร้องความสนใจแทบเป็นแทบตายแต่อีกฝ่ายไม่เคยจะกลับมาเยี่ยมเยียนที่เรือนแห่งนี้ มายามนี้กลับเอ่ยปากออกมาเองว่าจะกลับมาเยือนอีกครั้ง นี่มันผิดปกติเกินไปเสียแล้ว

“แล้วเด็กผู้นี้เล่าขอรับ” ลี่หยางกล่าวถึงซิงเทียนที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่หน้าเรือน เจ้าของเรือนจึงหันหน้ากลับมามองทางเด็กน้อยพร้อมเอ่ยสั่งงานกับลี่หยาง

“ให้เขาอยู่บนเรือนส่วนในกับเราสองคน จัดหาเสื้อผ้าใหม่มาให้ด้วยสักสิบชุด ดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยด้วย ซิง…แค่ก! เจ้าชื่อแซ่ว่าอะไร แนะนําตัวกับพวกข้าเสียหน่อยสิ” …เกือบหลุดปากเรียกชื่อไปแล้วหนอ

“ข้าแซ่ลู่มีนามว่าซิงเทียนขอรับ พ่อแม่นั้นเสียหมดแล้ว ส่วนญาติก็ไม่เคยได้พึ่งพิงกันสักเท่าใด จึงนับได้ว่าตัวเปล่าคนเดียว อาศัยอยู่ที่ตรอกคนไร้บ้านมาเป็นปีแล้วขอรับ” เด็กน้อยเปิดปากเล่าประวัติหมดจดครบถ้วนซึ่งก็ตรงตามเมื่อชาติก่อนไม่ผิดเพี้ยน หนิงอันจึงพยักหน้าให้เป็นอันว่าเข้าใจ ในแววตามีกระแสอาดูรอยู่ไม่น้อย

ไม่ว่าชาติใดๆ เจ้าก็ต้องเสียบิดามารดาไป ไม่ต่างกับตัวข้าที่ไร้มารดาเช่นกัน

บางคราโชคชะตาก็ไม่สามารถแตะต้องเปลี่ยนแปลงได้หมดทุกส่วน

แล้วเช่นนี้ ข้าจะมีจุดจบเหมือนเดิมหรือไม่?



ผ่านล่วงเลยเข้าสู่วันที่สามที่ซิงเทียนเข้ามาอาศัยอยู่ในเรือน หนิงอันจึงสั่งให้บ่าวในเรือนออกไปซื้อของตามรายการที่จดไว้ในสมุดบันทึกของท่านแม่ ในนั้นมีสูตรอาหารแลของทานเล่นยามว่างอีกหลายอย่าง แต่หนิงอันไม่ได้ใส่ใจมากนักด้วยบางรายการนั้นต้องตระเตรียมหลายขั้นตอน แตกต่างจากซาลาเปาที่มีเพียงแป้งสําเร็จที่โม่มาแล้วเรียบร้อยเหลือเพียงนํามานวดเท่านั้น กับเนื้อหมูและผักอีกสองสามรายการเท่านั้น ไม่ยุ่งยากปวดหัวและสามารถทําในเขตพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจํากัดได้

เมื่อได้ส่วนผสมมาครบเสร็จสรรพ ลี่หยางคิดว่าคุณชายของตนจะเพียงต้องการกํากับให้บ่าวในเรือนช่วยกันทําเท่านั้น เพราะไม่มีผู้ใดอ่านหนังสือได้นอกจากคุณชายกับตน ใครเลยจะรู้ว่าตนจะได้รับคําสั่งให้เตรียมชุดใส่ง่ายแลไม่ต้องใส่เสื้อคลุมให้มากความเพื่อลงมานวดแป้งด้วยกันในครัว

“คุณชายคอยสั่งพวกบ่าวก็ได้นะขอรับ” บ่าวชายผู้หนึ่งรีบเอ่ยปากแย้งเมื่อเห็นนายของตนถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมนั่งลงบนตั่งหน้าแท่นหินเพื่อนวดแป้ง หนิงอันได้ฟังแล้วจึงส่ายหน้าช้าๆ ก่อนมองไปทั่วโรงครัวเล็กๆ ของตน

“ในเรือนมีคนไม่ถึงสิบคนดี หากต้องมานั่งนวดแป้ง ทั้งยังต้องทําไส้กันหมด

มิต้องได้ซักผ้าผ่อนกวาดถูเรือนชานกันพอดี ถึงข้าจะยังทําไม่เป็นเท่าใดแต่นี่ก็ใช้เพียงแค่แรง จะให้ไปกวาดถูบ้านก็คงไม่ไหว” หนิงอันมีบทเรียนมาจากชาติก่อนมากพอแล้ว หากยังทําตัวเลวร้ายเช่นเดิมคงไม่มีบ่าวคนใดสมัครปักใจช่วยอย่างแข็งขันเป็นแน่ อีกทั้งชาตินี้ตนคงไม่ต้องย้ายตามหยางหลงเพราะได้แต่งงานกันแล้วไปอยู่เรือนใหม่หลังจากฝ่ายนั้นได้เป็นผู้ตรวจตราของเมืองแน่ๆ มิสู้ซื้อใจบ่าวที่มีอยู่น้อยนิดของตนไว้ดีกว่าหรือ

บ่าวที่อยู่ในครัวมิได้ตอบอันใดกลับไป หากแต่สีหน้าของทุกคนกลับปรากฏรอยยิ้มอาทรออกมา จริงอยู่ที่นายเรือนนี้เหลือเพียงหนิงอันเพียงผู้เดียวแล้ว แต่เมื่อก่อนก็เคยได้รับใช้ชิดใกล้อนุเหม่ยจูมาตั้งแต่ตบแต่งเข้ามาที่สกุลหวัง ฉะนั้นย่อมเห็นคุณชายน้อยมาตั้งแต่ในครรภ์ แม้จะเติบใหญ่มาแล้วเกเรไปบ้าง แต่มายามนี้ดูตั้งอกตั้งใจเปลี่ยนแปลงตน ทุกคนในเรือนก็ยินดีไม่น้อย

ลี่หยางที่กําลังเตรียมในส่วนของไส้นั้นยิ้มกว้างเสียจนซิงเทียนมองอย่างงุนงงด้วยไม่เคยรู้สถานการณ์ก่อนหน้านี้ ตนนั้นสมัครใจเป็นบ่าวรับใช้ให้หนิงอันอย่างถวายชีวิตแล้วในยามนี้ เพราะท้องที่ไม่เคยอิ่มก็ได้กินครบสามเวลา ยามนอนที่ได้แต่ซุกตัวนอนกับพื้นดินก็ได้เปลี่ยนเป็นฟูกหอมๆ เสื้อผ้าที่ขาดหลุดลุ่ยก็ได้ผลัดผ่อนเปลี่ยนใหม่ เหมือนได้ชุบชีวิตใหม่อีกคราเพราะคุณชายของตน

กลับกันกับลี่หยางผู้เคยประสบพบเจออารมณ์และนิสัยหลากหลายรูปแบบของนายน้อยของตน ลี่หยางนั้นเกิดก่อนคุณชายเพียงปีเดียว อยู่เป็นเพื่อนเล่นมานับตั้งแต่ลืมตาเกิด เมื่อยังเป็นเด็กนั้นคุณชายของตนแสนน่ารักน่าเอ็นดู ชักชวนกันวิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อเสียอนุเหม่ยจูไป คุณชายน้อยก็เริ่มเศร้าซึมลงทุกปี จนกระทั่งได้พบเจอกับสหายที่เป็นคุณชายจากจวนใกล้เคียงกัน จึงเริ่มออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ่อยกว่าเข้าศึกษาตํารา นานวันเข้าก็ละทิ้งการเรียนลอยชายไปลอยชายมา ยามตนเอ่ยปากกล่าวเตือนด้วยความหวังดีก็ได้เจ็บตัวกลับมาเป็นการตอบแทนเสียทุกครั้ง

ไม่รู้เนื่องด้วยเหตุอันใด เมื่อรุ่งเช้าหลายวันก่อนหน้านี้ ตนเข้าไปปลุกคุณชายตามปกติ คุณชายที่ยังหลับอยู่ส่งเสียงพึมพําเรียกชื่อท่านแม่ขึ้นมา ก่อนจะตื่นขึ้นมาทําท่าตกอกตกใจพูดจาแปลกเพี้ยนคล้ายหลงลืมเรื่องราวบางอย่าง แลนับจากนั้นก็เปลี่ยนไปคล้ายเป็นคนละคน แม้ลี่หยางจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเฝ้ามองการกระทําหลายๆ อย่างของคุณชายก็ได้ข้อสรุปกับตนในใจว่าคุณชายย่อมอยากเปลี่ยนแปลงตนเป็นแน่ จึงอยากช่วยสนับสนุนทุกหนทางที่คุณชายต้องการจะทํา

“ทําไมต้องใส่เห็ดลงไปด้วยเล่าเกอเกอ” เด็กน้อยเงยหน้ามอง ‘เกอเกอ’ ของตน หลังจากแนะนําชื่อแซ่กันแล้ว ลี่หยางก็อนุญาตให้ตนเอ่ยเรียกว่าเกอเกอได้

“เห็ดชนิดนี้มีกลิ่นหอมมาก หากนํามาคลุกผสมกับเนื้อหมูยิ่งช่วยกลบกลิ่นคาวออกไปได้ เมื่อนึ่งสุกแล้วค่อยขอคุณชายลองชิมสักลูก แล้วเจ้าจะลืมรสชาติซาลาเปาจากที่อื่นอย่างแน่นอน” ลี่หยางกล่าวพลางตวงน้ำปรุงรสที่หมักไว้ มีทั้งรสชาติหวานและเค็มอย่างละถ้วยเทใส่ลงไปผสมกับเนื้อหมูตามสูตรในบันทึก

“ข้าไม่เคยกินซาลาเปาสักครั้ง” ซิงเทียนเพียงบอกเล่า ไม่ได้หวังให้ผู้ใดนึกเวททนา แต่มืออุ่นของใครบางคนก็ลูบที่ศีรษะของตนอย่างอ่อนโยน เมื่อหันไปมองแล้วจึงเห็นคุณชายยืนอยู่ด้านหลังจ้องมองตนอยู่

“ยามนึ่งเสร็จแล้ว เจ้าอยากกินสักกี่สิบลูกข้าจะไม่เอ่ยห้าม” แม้จะรู้ว่าเด็กน้อยตรงหน้าไม่ใช่คนตะกละตะกลามแต่ตนก็เต็มใจกล่าวเช่นนั้นอยู่ดี ชาติก่อนนั้นตนรับมาเลี้ยงไว้อย่างทิ้งขว้างแต่อีกฝ่ายก็ปกป้องช่วยเหลือตนจนตัวตาย มาตอนนี้มีโอกาสได้แก้ไขย่อมอยากตอบแทน แน่นอนว่ากับลี่หยางเองก็เช่นกัน

“ขอบคุณขอรับ” ซิงเทียนยิ้มกว้างอย่างดีใจ อดจินตนาการไปถึงรสชาติไม่ได้ เมื่อก่อนเคยได้แต่สูดดมกลิ่มหอม ด้วยเพราะราคานั้นสูงเสียจนครอบครัวของตนไม่สามารถซื้อกินได้

“ผสมกันเสร็จแล้วก็พักทิ้งไว้สักครึ่งชั่วยาม ไปล้างมือมาช่วยข้าปั้นก้อนแป้งเสียก่อนที่มันจะแข็งตัวเถอะ” ว่าแล้วหนิงอันก็ผละกายกลับไปยังตั่งนั่งของตน เมื่อครู่ต้องการลุกขึ้นยืนเหยียดกายไล่ความเมื่อยล้าเท่านั้น พอเดินมาตรวจตราความเรียบร้อยของเนื้อหมักก็ทันได้ยินสองพี่น้องสนทนากันพอดี

“คุณชายขอรับ ท่านหยางหลงมาที่เรือน ตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับรองขอรับ บ่าวเตรียมน้ำชารับรองเรียบร้อยขอรับ” ครั้นลงมือทําต่อได้ไม่นาน บ่าวผู้หนึ่งก็เข้ามาแจ้งเรื่องเสียก่อน หนิงอันลืมไปเสียสนิทว่าอีกฝ่ายกล่าวไว้ว่าจะมาเยี่ยมเยือนถามไถ่ความเป็นไปช่วงนี้ จึงลุกขึ้นเตรียมล้างทําความสะอาดมืออีกรอบ ลี่หยางเองก็เตรียมผละตนไปช่วยเจ้านายเปลี่ยนชุด

“เจ้าไม่ต้องไปหรอก ท่านหยางหลงกับข้าหาใช่คนอื่นไกล ออกไปพบชุดนี้ก็คงไม่ถือสืออะไร เจ้าอยู่ช่วยในครัวดีแล้ว มีเจ้าคนเดียวที่รู้ขั้นตอนดี หากเสร็จแล้วก็อย่าลืมนําไปขึ้นโต๊ะเสียตั้งแต่ยังร้อนๆ ให้ข้าด้วย” สั่งความเสร็จมือและแขนก็สะอาดเรียบร้อยดี หากแต่บนใบหน้างามนั้นยังคงเหลือร่องรอยของฝุ่นแป้งอยู่หลายจุด บ่าวทั้งหลายที่เตรียมจะเอ่ยเรียกก็เห็นผู้เป็นเจ้าของเรือนสาวเท้าเดินออกไปไกลซะแล้ว

ลี่หยางอ้าปากแล้วหุบลงอยู่สามรอบ เห็นทีว่าจะวิ่งตามไปช่วยเช็ดทําความสะอาดก็คงจะไม่ทันแล้ว



“ขออภัยที่ออกมาต้อนรับช้าขอรับ” หนิงอันนั่งลงพลางรินน้ำชาให้ตนอย่างคล่องแคล่ว ด้วยว่าบ่าวในเรือนมีน้อย ยามนี้เป็นเวลาดูแลเรือน อีกครึ่งหนึ่งก็ยังง่วนอยู่ในครัว จึงไม่ได้ให้คนใดคอยอยู่รับรอง

หยางหลงเลิกคิ้วมองเจ้าของเรือนอย่างฉงนใจว่าเจ้าตัวไปทําสิ่งใดมา ผมเผ้าหลุดลุ่ยไล้ลงตามกรอบดวงหน้างามไม่สมเป็นคุณชาย หนําซ้ำเสื้อที่มีเพียงชุดลําลองข้างในไร้เสื้อคลุมก็ถูกเจ้าของดึงแขนเสื้อขึ้นมัดสูงเสียจนอวดเรียวแขนเล็กใบหน้านั้นเปรอะสีขาวเป็นย่อมๆ แม้กระทั่งขนตางอนยาวยังแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวไปข้างหนึ่ง

“ท่านมาเยือนเรือนเล็กเช่นนี้เพราะต้องการสนทนากับข้าเรื่องที่ดินที่ท่านพ่อมอบให้ใช่หรือไม่” หนิงอันหาได้รับรู้ถึงสายตาที่สอดส่องไปทั่วของหยางหลงไม่ ด้วยกําลังวุ่นวายอยู่กับการแกะเชือกที่นํามาผูกแขนเสื้อของตน

“มีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่ข้าต้องการพูดคุยด้วย รบกวนเวลาของเจ้าหรือเปล่า เสี่ยวอัน” ผู้ถูกเรียกขานว่า ‘เสี่ยวอัน’ ชะงักงันไปอย่างตกตะลึง เนื่องด้วยไม่มีผู้ใดเรียกตนด้วยนามนี้มานานมากแล้วเหลือเกิน ซึ่งคนที่เคยเรียกขานอยู่บ่อยๆ อย่าง

หยางหลงเองก็ไม่ได้เอ่ยเรียกเช่นนี้มาหลายปีมากแล้ว หากนับชาติที่แล้วไปด้วยก็คงเกินสิบปีแล้วด้วยซ้ำ

หนิงอันตกลงในภวังค์ ดวงตาเรียวจ้องใบหน้าของหยางหลงค้างอยู่เช่นนั้น มือทั้งสองกําแน่นอยู่บนตัก ไม่กล้าขยับเขยื้อนหรือแม้กระทั่งกะพริบตาก็ดูจะเป็นไปได้ยากเย็นในยามนี้ หรือหากเผลอหายใจภาพที่อยู่เบื้องหน้าอาจหายไปไม่เหลือใครอยู่เลยก็เป็นได้

หยางหลงเห็นสายตาเช่นนั้นของอีกฝ่ายก็คลายยิ้มออกมา รู้ดีว่าตนได้เฉยชาต่อน้องชายผู้นี้มานานแล้ว ด้วยเพราะหน้าที่ และความรู้สึกที่ตนก็พอมองออกว่า

หนิงอันรู้สึกอย่างไรกับตนทําให้ต้องพาตัวออกห่าง มายามนี้คิดว่าคงไม่เสียหายอะไรหากจะมาพูดคุยสนทนาตามประสาพี่น้องบ้าง ดูๆ แล้วหนิงอันก็หาได้มองตนด้วยสายตารักใคร่แบบอย่างอื่นมากมายเท่าเมื่อก่อน

“ข้า…ข้ากำลังทําซาลาเปาอยู่กับพวกบ่าว แต่เหลืออีกแค่ไม่กี่ขั้นตอนแล้ว ฝากฝังให้ลี่หยางดูแลอยู่ในครัว ยามนี้จึงถือว่าไม่ต้องทําสิ่งใดแล้ว” คล้ายกับกําลังล่องลอยอยู่เหนืออากาศ เอ่ยปากตอบอย่างไม่รู้สติดีนัก

“มิน่าเล่า” กล่าวแค่นั้นก่อนที่มือกร้านด้วยเพราะจับดาบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจะเอื้อมมาเช็ดรอยเปรอะเปื้อนให้ผู้เป็นน้อง หนิงอันไม่ได้ขยับกายหนีเพราะยังคงนิ่งค้างอยู่จาก ‘เสี่ยวอัน’ เมื่อไม่กี่เวลาก่อนหน้า

“ขออภัยขอรับคุณชายหนิงอัน คุณชายหนิงจินกําลังรออยู่หน้าเรือนเพื่อเข้าพบขอรับ”

ก่อนจะได้เอ่ยขอบคุณ เสียงของบ่าวผู้หนึ่งก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

อ่า…วันนี้พี่น้องของข้าช่างเป็นห่วงเป็นใยต้องการมาเยี่ยมเยียนกันมากมายเสียเหลือเกิน





**********



มาแล้วววววววค่าาาา

 :mew1:


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
เออ!!สนุกดี เอาใจช่วยหนิงอันให้ทำซาลาเปาอร่อยๆขายดีๆเทน้ำเทท่าเลยนะ ควรจะสนับสนุนคนที่กลับตัวกลับใจได้ดีแบบนี้ซิ!! o13 รอตอนหน้าเลยจ้า  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

อันว่าการค้าขายนั้นช่างยากเย็นเข็ญใจ (1)



“เข้ามานั่งด้วยกันสิเสี่ยวจิน”

“ขอรับพี่ใหญ่” แม้หนิงจินจะแปลกใจกับคําเรียกขานตน แต่ก็มิได้แสดงสีหน้าอันใดออกมา เอ่ยตอบรับเรียบๆ ก่อนนั่งลงอย่างสํารวม

แม้จะเพิ่ง 8 ขวบปีกลับวางตนได้ดีนัก อนุไป๋ช่างเคร่งครัดไม่ต่างจากชาติเดิมเลยสักนิด

‘หวังหนิงจิน’ เป็นน้องชายร่วมบิดา ที่กําเนิดจากอนุไป๋อวี้ อายุห่างจากพี่สาวร่วมมารดา ‘หวังหนิงฮวา’ เพียงปีเดียว แม้จะเป็นพี่น้องร่วมบิดากันแต่เมื่อชาติก่อนนั้นหนิงอันกับหนิงฮวาแลหนิงจินก็ไม่สนิทสนมรักใคร่กัน ด้วยอีกฝ่ายเป็นลูกที่ดีเชื่อฟังบิดามารดา ทําให้อนุไป๋ไม่ชอบใจนักหากบุตรธิดาจะมายุ่งเกี่ยวกับคนเสเพลชอบเที่ยวเล่นอย่างหนิงอัน จึงสอนสั่งให้เคารพตนในฐานะพี่เท่านั้น

อันที่จริงผู้มีศักดิ์เป็นพี่ใหญ่ก็มิเคยสนใจไยดีน้องชายผู้นี้หรือแม้แต่กับน้องร่วมบิดาคนอื่นๆ เช่นกัน เนื่องด้วยอายุที่ห่างกันไม่น้อย หนําซ้ำทางฝั่งมารดาของแต่ละคนก็ไม่ใคร่เอ็นดูตนเท่าใดนัก หนิงอันคนก่อนจึงไม่ได้ใส่ใจจะผูกไมตรีฉันพี่น้องด้วย เพียงเจอหน้ากันแล้วน้องๆ ยังเคารพในฐานะพี่ใหญ่นั้นก็พอแล้ว

ส่วนที่หนิงจินมาเรือนของตนในวันนี้นั้น คาดการณ์ว่าไม่ใช่ต้องการมาเยี่ยมเยียนตนเป็นแน่ หากแต่เป็นเพราะ ‘ท่านหยางหลง’ ที่น้องๆ ในจวนต่างชื่นชมยินดี เชื่อฟังคําสอนอย่างว่าง่ายเสมอ มาเยือนเรือนของหนิงอันเป็นรอบที่สองในเวลาห่างกันไม่ถึง 10 วัน น้องๆ คงสงสัยใคร่รู้ถึงกับต้องส่งตัวแทนมาก็เป็นได้

และถ้าจะกล่าวถึงเรื่องในอดีตชาติอีกสักเล็กน้อย สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทําให้หนิงอันตัดสินใจย้ายออกจากจวนใหญ่เช่นนี้ออกไปอยู่ในเรือนหลังเล็กที่หยางหลงซื้อไว้ เพราะเมื่อบังคับหยางหลงมาหมั้นหมายด้วยกันได้ น้องๆ ทุกคนก็ต่างใช้สายตาหยามเหยียดรังเกียจมองมาเสมอ อีกทั้งยังพูดจากระทบกระทั่งอยู่เป็นประจํา จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์น่าขายขี้หน้า โจษจันกันไปทั่วเขตเมืองที่พี่น้องร่วมบิดาทําร้ายกันเพราะบุรุษผู้หนึ่ง ท่านพ่อจึงสั่งลงโทษอย่างเด็ดขาด ริบสมบัติเงินทองของหนิงอันไปเสียครึ่ง ทั้งบ่าวรับใช้ก็เรียกกลับเรือนใหญ่เหลือเพียงแต่ลี่หยางกับ

ซิงเทียนข้างกาย

“นานทีปีหนจะได้เห็นน้องมาเยี่ยม พอดีกับที่พี่ทําซาลาเปาไว้ หวังว่าเจ้าจะยอมรับน้ำใจนํากลับเรือนไปด้วย” เมื่ออยู่พูดคุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บทสนทนาที่ไม่ได้ราบรื่นแต่ก็ไม่กระอักกระอ่วนนักก็ถึงคราวต้องจบลง หนิงจินที่ยังไม่ได้ข้อมูลใดๆ ของท่านพี่ใหญ่ ‘คนนี้’ มากนักก็ขอตัวกลับเรือนเนื่องด้วยยังมีตําราที่ต้องกลับไปท่องจําอีก

“ย่อมยินดีขอรับพี่ใหญ่” หนิงจินโค้งคํานับกล่าวลาท่านพี่ทั้งสอง สายตาที่เคยมองพี่ใหญ่เปลี่ยนไปมาก ด้วยก่อนหน้านี้ตนไม่ใคร่ชอบพี่ใหญ่นัก ด้วยเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างเคร่งครัด ยามได้ยินว่าพี่ผู้นี้ไม่เอาการเอางานแถมทั้งยังยอมรับต่อใครๆ อย่างเปิดเผยว่าเป็นชายที่ชมชอบในบุรุษเพศเดียวกัน ก็คิดดูแคลนทั้งเจ็บใจว่าเหตุใดตนถึงถูกสอนสั่งระเบียบมากมายแต่พี่ใหญ่กลับได้เที่ยวเล่น ได้กระทําตนตามใจ มายามนี้เห็นอีกฝ่ายอยู่เรือน ดูมุ่งมั่นหาวิธีการค้าขายเพื่อพิสูจน์ตนให้ท่านพ่อเห็นถึงความตั้งใจ รวมทั้งยังไม่แสดงกริยาน่าอายแม้จะอยู่ใกล้กับท่านหยางหลงที่อีกฝ่ายเอ่ยปากว่าชมชอบ ในใจตนนั้นก็เกิดความเลื่อมใสจากใจจริงให้แก่พี่ชายของตน

“หากร้านของข้าสร้างเสร็จแล้ว จะไปขออนุญาตอนุไป๋พาเจ้ากับพี่น้องคนอื่นๆ ไปเยี่ยมชมด้วย” หนิงอันกล่าวกับน้องชายก่อนอีกฝ่ายลากลับ หนิงจินยิ้มกว้างเสียจนแก้มพองกลมก่อนจะพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดี

แน่นอนว่าหนิงอันทําไปเพื่อซื้อใจน้องชายร่วมบิดา และต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จะเกิดในอนาคตนับจากนี้ด้วย

“แล้วข้าเล่า” เมื่อหนิงจินก้าวพ้นเรือนไปแล้ว หยางหลงที่เดินตามออกมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบก็กล่าวอยู่เบื้องหลัง เจ้าของเรือนสะดุ้งเสียจนตัวโยนก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง

“ท่านทําไมหรือ” ลอบลูบอกตนไปทีเพื่อเรียกขวัญกลับมา ก่อนส่งสายตาฉงนไปให้อีกฝ่าย

“เจ้ากล่าวว่าจะพาหนิงจินกับพี่น้องคนอื่นๆ ไปเยี่ยมชมร้าน แล้วข้าเล่า?” หยางหลงขยายความ พร้อมเลิกคิ้วขึ้นประกอบคําพูด

“มิใช่ว่าท่านพ่อมอบหมายให้ท่านดูแลโรงฝึกหรอกหรือ จะมีเวลาไปกับข้าได้อย่างไร” หนิงอันหลบสายตา รีบก้าวนํากลับเข้าห้องรับรอง

“คนดูแลมีอยู่มากมาย หรือเจ้าไม่ยินดีให้ข้าไป”

“เช่นนั้น…ก็ขอเชิญท่านอีกคนด้วย” ในใจนั้นแม้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่อสู้กันวุ่นวาย หากแต่ปากก็เชิญชวนไปแล้ว พอจะหนีห่างอีกฝ่ายก็เอาตัวเข้ามาอยู่ใกล้ทําเอาจิตใจสับสนวุ่นวายเสียเหลือเกิน นี่ข้าทําผิดพลาดส่วนไหนหรือ?



สามวันต่อมาห้องร้านไม่เล็กไม่ใหญ่ก็สร้างแล้วเสร็จ ประมุขของตระกูลจึงเรียกตัวหนิงอันไปส่งมอบผืนดินและร้านให้เป็นสมบัติส่วนตัว ยามนั้นหนิงอันจึงเอ่ยปากขออนุญาตชวนน้องๆ ไปดูร้านของตนด้วยกัน ท่านพ่อยกยิ้มใจดีอนุญาตให้ตามคำขอ นึกยินดีอย่างยิ่งที่บุตรชายคนโตทําตนสมเป็นพี่ใหญ่มากขึ้นทุกวัน เริ่มผูกไมตรีกับน้องๆ มากขึ้น ส่วนฮูหยินใหญ่กับอนุไป๋อวี้แม้นไม่เห็นด้วยนักแต่ก็ไม่อาจกล่าวขัดได้ ดังนั้นหนิงอันพร้อมด้วยน้องชายน้องสาวขาดแต่เพียงหนิงฮวาที่กล่าวอ้างว่ารู้สึกอ่อนเพลียจึงขอพักผ่อนอยู่ที่เรือน และหยางหลงที่มีหน้าที่การงานในเรือนกล่าวว่าจะตามไปในภายหลัง นอกนั้นเมื่อมิมีคนใดติดขัดจึงออกเดินทางไปยังร้านของพี่ใหญ่พร้อมด้วยบ่าวรับใช้อีกมากมายเป็นคณะเดินทางที่เอิกเกริกนัก

และด้วยระยะทางจากจวนไปยังร้านนั้นไม่ไกลกันมาก ทุกคนจึงเห็นพร้อมต้องกันว่าสามารถเดินเท้าไปได้อย่างไม่ลําบาก อีกทั้งบ่าวรับใช้ก็ไปกันไม่น้อยมีคนคอยกางร่มเช็ดเหงื่อพัดวีไม่ขาดสาย

“ท่านพี่ใหญ่เจ้าคะ” เสียงเล็กๆ พร้อมแรงกระตุกจากเสื้อคลุมทําให้หนิงอันต้องละสายตาจากข้างทางลดต่ำลงไปมอง

เด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ ตนนั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แต่เป็นสองคนที่หน้าตาเหมือนกันเสียจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ทั้งสองคือบุตรสาวฝาแฝดของท่านแม่ใหญ่กุ้ยเจิน ‘หวังหนิงอ้าย’ และ ‘หวังหนิงเหมย’

“ว่าอย่างไรนางฟ้าน้อยของพี่ใหญ่” หนิงอันหยุดเท้าก่อนย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาเท่ากับน้องสาวทั้งสองคน ‘นางฟ้าน้อย’ มองหน้ากันไปมาก่อนใบหน้าจะขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างยินดีในคําเรียกขาน แก้มกลมๆ นั้นร้องเรียกให้หนิงอันเอื้อมมือไปหยิกให้สมใจอยาก

“ท่านแม่บอกข้าว่าท่านพี่ใหญ่ต้องการเปิดร้านเพื่อหาเรื่องออกนอกเรือนเฉยๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางฟ้าน้อยตนที่หนึ่งเอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อยถาม หนิงอันเลิกคิ้วมองไปด้านหลังที่บ่าวพี่เลี้ยงของฝาแฝดน้อยหน้าจืดเจื่อนแลยืนกระสับกระส่ายอยู่ นึกสงสัยว่านั่นเป็นคํากล่าวของท่านแม่ใหญ่จริงหรือไม่ เพราะตนรู้ดีว่าท่านแม่ใหญ่นั้นวางตัวเหมาะสม แม้ไม่เอ็นดูตนแต่มิเคยกล่าวสิ่งไม่ดีต่อหน้าธิดาน้อยทั้งสอง

“นั่นเป็นคํากล่าวของท่านแม่จริงหรือ” เอื้อมมือไปลูบศีรษะน้องน้อย พลางส่งสายตาเย็นเยียบไปทางบ่าวด้านหลังให้แต่ละคนหลบสายตาวุ่นวายกันไปทั้งแถบ

เด็กน้อยปิดปากเงียบไม่กล่าวอันใด หนิงอันจึงแจ้งแก่ใจว่าไม่ใช่ท่านแม่ใหญ่กล่าวแน่ๆ เห็นทีกลับไปถึงเรือนต้องแจ้งไปทางเรือนใหญ่เสียแล้วว่าบ่าวรับใช้พูดจาไม่ดีว่าร้ายคุณชายใหญ่ให้น้องๆ ได้ยิน

หนิงอันมิใช่หมูในอวยที่จะรอให้ใครมากินได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ก็ตาม เช่นนั้นแล้วเรื่องนี้ต้องมีผู้ได้รับกรรมในสิ่งที่ตนก่อเป็นแน่

“เอาเถอะ พี่ใหญ่ไม่สืบสาวว่าใครกล่าวแล้ว ส่วนคํากล่าวนั้นย่อมไม่เป็นจริงแน่นอน พี่ใหญ่ตั้งใจจริงในกิจการของตน หวังได้กําไรมาคอยซื้อขนมให้พวกเจ้าอย่างไรเล่า” เด็กน้อยได้รับคําตอบจึงยิ้มกว้าง โผกายเข้าหอมแก้มพี่ใหญ่คนละข้างแล้วผละออกมาเดินตามหลังอย่างเช่นเคย ส่วนหนิงอันผู้ได้รับจุมพิตจากน้องสาวก็พลันยิ้มกว้าง นึกอยากเขกหัวตนสักร้อยครั้งที่ชาติก่อนตีตนออกห่างจากนางฟ้าน้อยๆ ทั้งสองตน

ชาตินี้พี่จะอยู่ในจวนคอยดูแลไม่ให้แมลงใดเข้ามาไต่ตอมน้องอย่างแน่นอน!

“คุณชายยิ้มกว้างไปแล้วขอรับ” ลี่หยางเดินขึ้นมากระซิบบอกคุณชาย หนิงอันจึงกระแอมไอสองสามครั้งแล้วออกเดินทางต่อ ไม่นานก็มาถึงหน้าร้าน แม้ไม่ใหญ่โตโอ่อ่ามาก แต่ก็สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันสมฐานะคุณชายใหญ่ของตระกูล แถมทั้งป้ายประดับก็สวยงามไม่น้อยหน้าร้านรวงข้างๆ

ผู้คนที่จดๆ จ้องๆ ก็ได้แจ้งชัดยามนั้นว่าร้านแห่งนี้มีผู้ใดเป็นเจ้าของ แต่ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปีของคุณชายใหญ่ตระกูลหวังก็ทําให้หลายคนต้องเดินหนีห่างไม่อยากเข้าใกล้กันไปเสียหมด

ประมุขตระกูลหวังช่างใจใหญ่! ยอมเสียผืนดินให้บุตรชายเกเรมาผลาญเล่น

ดูท่าแล้วข่าวลือคงสะพัดไปอีกไม่น้อย ความเด่นดังของหนิงอันคงจะช่วยให้กิจการเติบโตอยู่บ้างกระมัง (?)

“เหตุใดคนงานในร้านถึงมีแค่สามคนเองขอรับ” หนิงจินวนเวียนดูรอบๆ ก่อนหันมาถามเจ้าของร้านที่ยืนถลึงตาไล่แขกมิได้รับเชิญที่รายล้อมจดจ้องมองมาอยู่

ทําเช่นนั้นจะขายของได้หรือท่านพี่?

หนิงจินลอบปาดเหงื่อไปหนึ่งที

“เงินตรานั้นหายาก ยามนี้ร้านของข้าก็ไม่ได้ใหญ่โต เห็นว่าคนงานแค่นี้ก็พอทํากันไหว รอขยายกิจการก่อนค่อยหาใหม่ก็ไม่สาย” หนิงอันคลี่พัดออกมาพัดอย่างช้าๆ วางท่าเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลให้น้องๆ ได้เลื่อมใสศรัทธาตน

“น้องก็จะมาช่วยท่านพี่ใหญ่ด้วย”

“น้องด้วยเจ้าค่ะ” สาวน้อยทั้งสองเอ่ยปากอาสา พี่ใหญ่ที่ได้รับความรักจากน้องๆ มาอย่างเต็มเปี่ยมจึงยินดียิ่งนัก รีบสั่งให้ซิงเทียนนําซาลาเปาร้อนๆ ขึ้นโต๊ะมาให้น้องๆ ได้ชิม

หนิงจินนั้นได้ชิมไปหลายลูกแล้วแต่ยังติดใจในรสชาติอยู่มาก เมื่อล้างมือสะอาดดีแล้วก็หยิบคว้ามาลูกหนึ่ง บิแป้งที่ยังมีควันกรุ่นอยู่แยกออกจากกันเป็นสองส่วน ความหอมจากไส้ในนั้นมาจากเห็ดหอมและหมูปรุงรสลอยกรุ่นไปทั่วร้านเล็ก อีกทั้งน้ำฉ่ำของไส้ในก็ร้องเรียกให้คนที่จดจ้องอยู่ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่สงวนท่าที เมื่อคนอื่นๆ เห็นหนิงจินกัดกลืนเคี้ยวลงคออย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็ไม่รอช้า บ่าวพี่เลี้ยงของน้องสาวทั้งสองรีบเอื้อมมือมาหยิบไป ก่อนบิแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เจ้านายของตนได้ทานกัน

“เป็นอย่างไรบ้าง” หนิงอันลูบหัวน้องสาวทั้งสองคน เห็นแก้มกลมๆ พองออกมาเพราะปิดปากเคี้ยวกันอยู่ก็สุขล้นในใจ

“อร่อยมากเจ้าค่ะท่านพี่ น้องอยากกินทุกวันเลย” หนิงเหมยเป็นผู้แรกที่เอ่ยตอบ ส่วนหนิงจินนั้นกําลังเริ่มลงมือจัดการลูกที่สอง

ครานี้เจ้าตัวเลือกไส้หวานออกมาทาน ไส้นี้กวนมาจากส่วนผสมสามสี่อย่างอันได้แก่ ไข่ไก่ นมวัว และเครื่องปรุงรสหวาน รสเค็ม พร้อมผสมแป้งลงไปเล็กน้อยให้เหนียวข้น กวนไฟอ่อนเกือบครึ่งชั่วยามให้ส่วนผสมเข้ากันดีและติดกลิ่นควันจากเตาถ่าน แล้วเสร็จสรรพจะได้เนื้อครีมไม่ข้นไม่เหลวสีนวลน่ากิน ทั้งกลิ่นหอมหวานที่แตกต่างจากไส้หมูนั้นยังคงทําให้ผู้เฝ้ามองลอบกลืนน้ำลายอีกคราเช่นเคย

ลี่หยางกับซิงเทียนยกยิ้มให้กันสองคน ด้วยได้ล่วงรู้จากบันทึกว่าสูตรอาหารตระกูลท่านแม่ของคุณชายนั้นเป็นที่เลื่องลือในแคว้นฝู แต่ด้วยเพราะแคว้นฝูและฉินอยู่ห่างไกลกันถึงขนาดที่ต้องเดินทางด้วยรถม้าร่วมสิบกว่าวัน ผู้คนในแคว้นนี้จึงไม่เคยได้ลิ้มรส และถึงแม้โรงเตี๊ยมของตระกูลหวังจะใหญ่โตแลมีชื่อเสียงมาก แต่อาหารทานเล่นอย่างซาลาเปาก็ไม่เคยถูกนําใส่เข้าในรายการอาหารเพราะเห็นว่าเป็นอาหารที่ผู้คนไม่นิยมกัน นับว่าคุณชายมองเห็นประโยชน์จากจุดนี้ได้ขาด จึงได้เลือกทําซาลาเปาแม้จะมีอาหารอื่นๆ ที่อยู่ในบันทึกนั้น

เหล่าน้องๆ อยู่เล่นที่ร้านกันถึงช่วงสายของยามเฉิน (7:00-8:59น.) จึงได้เตรียมตัวกลับจวนกัน ครานี้ผู้เป็นพี่เรียกรถลากรับจ้างมารับน้องๆ ด้วยเกรงว่าจะจุกกันเสียก่อน ก่อนกลับนั้นยังให้ซาลาเปากลับเรือนกันไปคนละหลายลูกด้วย

หลังจากนั้นลี่หยางกับซิงเทียนก็เก็บกวาดข้าวของในร้าน หนิงอันสั่งให้บ่าวอีกคนนําซาลาเปาลงนึ่งอีกชุดเพื่อเตรียมตัวเปิดร้านในยามซื่อ มาดหมายในใจว่าอย่างไรวันนี้ต้องขายได้กําไรเป็นกอบเป็นกําแน่แท้!

“พวกเจ้าเตรียมตัวเตรียมใจทํางานหนักกันได้เลย!” หนิงอันกล่าวกับบ่าวของตนอย่างมุ่งมั่น



หากแต่ล่วงเลยเข้ายามอู่ (11:00-12:59น.) ไปแล้วกลับไม่มีใครมาซื้อแม้แต่สักคน ทั้งเจ้านายแลบ่าวต่างนั่งสัปหงกบ้าง ไล่ตบแมลงบ้างจนท้อใจ หนิงอันหน้ามืดคล้ำไปเสียส่วนหนึ่งทอดถอนใจอย่างหดหู่กับชะตาของตน

“ท่าทางข่าวลือนั้นจะเป็นจริงดั่งชาวบ้านว่า” น้ำเสียงที่ติดแววความดูแคลนดังมาจากหน้าร้าน คราแรกหนิงอันแทบกระโดดลุกขึ้นยืนด้วยเพราะนึกว่าลูกค้าสนใจซื้อเจ้าก้อนแป้งของตน หากแต่เมื่อเพ่งมองกลุ่มคนที่มายืนอยู่หน้าร้านแล้วรอยยิ้มก็พลันเหือดหายไป แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าเหี้ยมเกรียมพร้อมตบตี (?) กับอีกฝ่ายอย่างทันที

“เจ้ามีธุระอะไรที่นี่!” หนิงอันชักสีหน้ากล่าววาจาไร้ไมตรีให้ผู้มาเยือนอย่างไม่ไว้หน้า

‘เหลียนซื่อหมิง’ ยกยิ้มเย็นให้ศัตรูคู่แค้นของตนก่อนส่งสายตามองไปทั่วร้านที่เงียบเหงาของอีกฝ่ายอย่างจงใจดูถูกดูแคลน

เมื่อสามเดือนก่อน หนิงอันกับสหายช่างทํากับตนไว้อย่างแสบทรวงนัก นึกแค้นอยู่ทุกวัน หวังหาทางเอาคืนให้สาสม ไม่คาดคิดว่าโอกาสอันดีงามจะมาถึงมืออย่างรวดเร็วเช่นนี้

“ข่าวลือลอยมาหนาหูว่าท่านประมุขตระกูลหวังเตรียมเฉดหัวคุณชายใหญ่

ผู้เป็นต้วนซิ่วออกจากตระกูลนั้นดูท่าว่าจะจริง ไม่อย่างนั้นคนจับจดเช่นเจ้าคงไม่มาเปิดร้านค้าขายธรรมดาอย่างนี้ คิดหาลู่ทางอย่างอื่นไม่ออกแล้วหรือไรกัน?” เสียงที่กล่าวไม่เบานักทําให้ชาวบ้านเริ่มเข้ามามุงดูเป็นกลุ่มใหญ่ ผู้คนต่างรู้ดีว่าคุณชายจากทั้งสองตระกูลนั้นชังน้ำหน้ากันอย่างกับอะไรดี เจอหน้ากันเป็นได้ทะเลาะถึงขั้นลงไม้ลงมือกันบ่อยครั้ง

“นั่นแล้วแต่เจ้าจะตีความ อย่างไรข้าก็ไม่สนใจจะแก้ตัวกับใคร”

“หึ” เหลียนซื่อหมิงยังคงเหยียดยิ้ม แค่นหัวเราะออกมาหนึ่งที

“ออกไปจากร้านข้าเดี๋ยวนี้” หนิงอันก้าวมาเผชิญหน้า ด้วยความสูงที่ต่างกันเล็กน้อยทําให้ตนต้องเงยหน้าขึ้นมอง แต่ท่าทางเช่นนั้นทําให้คนมองเห็นเหมือนอีกฝ่ายแสดงท่าทียโสโอหังอยู่

“เจ้าจะรีบไล่ข้าทําไม ในเมื่อมิมีผู้ใดสนใจเข้ามาซื้อของๆ เจ้า” ซื่อหมิงไขว้แขนไว้ด้านหลัง ทําทีออกเดินสํารวจตรวจตราร้าน

หนิงอันนั้นมองตามทุกย่างก้าวของอีกฝ่ายด้วยสายตาเกลียดชังเหลือคณานับ ใจก็นึกหาวิธีขับไล่อีกฝ่ายให้ออกไปจากร้านของตน

เมื่อซื่อหมิงก้าวเท้าถึงหม้อนึ่งไม่เล็กไม่ใหญ่ก็หยุดเท้าลง ใช้สายตาเหลือบมองเจ้าของร้านที่ยืนหน้าบึ้งตึงใส่ตนอยู่อย่างท้าทายอารมณ์อีกฝ่าย

“ขอข้าดูได้หรือไม่”

“อย่าแตะต้องของในร้านข้า!”

เคร้ง!

คํากล่าวห้ามนั้นช้าไปเสียแล้ว เหลียนซื่อหมิงเอื้อมมือออกไปเปิดหม้อนึ่งอย่างจาบจ้วงพร้อมทั้งโยนฝาทิ้งกับพื้นร้านด้วยท่าทางกวนโทสะ หนำซ้ำยังหยิบซาลาเปาออกมาบิดู ทําท่าสูดดมกลิ่นแล้วแสดงสีหน้าออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ใคร่พึงพอใจในกลิ่นนัก ก่อนโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี

ยามแรกนั้นหนิงอันได้แต่ยืนนิ่งด้วยตกตะลึงในการกระทําอันหยาบช้าของอีกคน หากแต่เมื่อเห็นว่าซาลาเปาที่ตนกับบ่าวลงมือลงแรงทํากันอย่างเหน็ดเหนื่อยลงไปอยู่บนพื้นก็โกรธเสียจนห้ามตัวเองไม่อยู่

“หยอดน้ำข้าวต้มเมื่อครานั้นน้อยไปใช่หรือไม่ เหลียนซื่อหมิง!!” สืบเท้าเข้าใกล้ ไฟที่ปะทุออกจากดวงตานั้นลุกโชนเสียจนบ่าวอย่างลี่หยางมิกล้าเอ่ยปากห้าม

“เจ้า…” เหลียนซื่อหมิงกล่าวได้คําเดียวก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าหนิงอันกําลังกระทําการใด

“คุณชาย อย่านะขอรับ!”

โครม!!!

“คุณชายเหลียน!!”

อนิจจา ซาลาเปาทั้งสองหม้อนึ่งลอยละลิ่วด้วยน้ำมือเจ้าของร้านไปยังทิศทางของผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว ผู้ใดก็หลบหลีกไม่พ้นแล้วในยามนี้

ผู้คนแตกฮือกันไปคนละทิศละทาง ก่อนข่าวใหม่จะกระพือไปทั่วเขตเมือง…



*************



ซาลาเปาบินไปแหล่วค่าาา

 :heaven

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3
สนุกน่าสนใจค่ะ :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2618
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-7

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
โอ๊ยยยยยยยยยยย *กุมขมับ* จะรอดไหมเนี้ยยยย 55555 เพิ่งเริ่มต้น อะรอดูกันต่อไปจะแก้ปัญหาการค้ายังไงดี หยางหลงยังไม่ได้มาดูร้านเลย พังซะแล้ว 555 ไอ้คุณชายเหลียนนี่ น่า  :z6: มากอะ บรรดาน้องๆน่ารักมาก ติดพี่ใหญ่กันแล้ว แล้วที่หลิงอันบอกว่าทำไรผิดพลาดไปหรือเปล่ากับหยางหลงที่พอจะถอยห่างอีกคนก็เข้าใกล้ จะบอกว่าไม่ผิดหรอก ทำเถอะ ทำเป็นเมินให้เขาอยากเข้าใกล้บ้างก็ได้ ไหนขอดูหน้าคนไม่มีใจให้กันซิ 555555 สนุกดี  o13 :pig4: :pig4: รอตอนหน้าจ้า

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3408
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

ขอบคุณสําหรับทุกการตอบรับนะคะ

อยากให้ติดตามน้องกับผองเพื่อนต่อไปเรื่อยๆ น้าาาา

เรื่องนี้อาจจะไม่เน้นเรื่องความรักเท่าไหร่ (มีบ้างประปราย)

แต่อยากให้ช่วยให้กําลังใจน้องให้ผ่านเรื่องราวแย่ๆ ที่เคยเกิดเมื่อชาติก่อนไปให้ได้เนาะ

 :mew1:






อันว่าการค้าขายนั้นช่างยากเย็นเข็ญใจ (จบ)



กว่าหนิงอันจะสํานึกได้ว่าทําลายของในร้านตนเองก็ตอนที่ซาลาเปาควันลอยกรุ่นๆ หนึ่งลูกแปะอยู่บนหน้าของเหลียนซื่อหมิงนั่นเอง

อีกฝ่ายแหกปากร้องลั่นอย่างไม่ไว้ท่าที พวกบ่าวรับใช้ก็รีบเร่งหาน้ำมาล้างหน้าช่วยคลายความร้อนให้ ยามนั้นเองที่ซิงเทียนเด็กน้อยคนซื่อส่งถังน้ำใบหนึ่งให้ ครั้นอีกฝ่ายล้างเสร็จแล้วลี่หยางถึงได้อ้อมแอ้มบอกไปว่านั่นเป็นถังน้ำล้างมือที่พวกตนเพิ่งใช้ล้างมือไปไม่นาน อีกทั้งยังมิได้เปลี่ยนน้ำในนั้นด้วย

บ่าวฝั่งนั้นหน้าดํามืดไปครึ่งแถบ ทิ้งถังน้ำที่ใช้ไปเสียหมดแล้วลงพื้นอย่างมือไม้อ่อน หันมองเจ้านายของตนที่ยืนนิ่งค้างกํามือแน่นแล้วก็ผวารีบเข้าไปเช็ดหน้าเช็ดตาให้มือเป็นระวิง

หนิงอันข่มเสียงหัวเราะเอาไว้ เพราะส่วนหนึ่งในใจก็เจ็บปวดไม่น้อยเมื่อเห็นซาลาเปาตกเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นร้าน

ลาก่อนซาลาเปาของข้า หวังว่าเจ้าจะไม่คิดแค้นเคืองกัน

ของก็ขายมิได้หนําซ้ำยังต้องมาเก็บกวาดสิ่งที่ต้องทําอีก จะเรียกร้องสิ่งใดจากผู้บุกรุกก็ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายนั้นหน้าแดงไปเสียครึ่งหนึ่งเพราะเจอพิษความร้อนของซาลาเปา

“เจ้า…เจ้า! ข้าจะมิลืมแค้นนี้โดยเด็ดขาด!!!!” เหลียนซื่อหมิงตะโกนลั่นบริเวณในขณะที่มือสองข้างยังคงกุมใบหน้าครึ่งหนึ่งของตนอยู่ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินหนีออกจากร้านไปอย่างรีบเร่ง

หนิงอันฟังประโยคนี้เสียจนท่องจําได้ขึ้นใจแล้ว ด้วยทุกครั้งก่อนลาจากกันอีกฝ่ายมักตะโกนฝากฝังความแค้นไว้เสมอ

เป็นอันว่าต้องเก็บร้านกลับจวนมือเปล่า มิหนําซ้ำข่าวก็มาถึงท่านพ่อแล้ว ถึงรวดเร็วเสียยิ่งกว่าบุคคลในเหตุการณ์เสียอีก

“ยังมิทันจะได้ครบสองชั่วยามดี เจ้าก็หาข่าวมาให้เข้าหูข้าแล้ว” ช่างหลิวเหลือบตามองบุตรชายคนโตที่นั่งนิ่งไม่พูดจานับตั้งแต่กลับถึงจวน ใบหน้าเยาว์ที่มีเค้าโครงคล้ายมารดาไปเสียเจ็ดส่วนนั้นย่อมพูดได้เต็มปากคําว่างามนัก แต่ยามนี้ดูบูดเบี้ยวด้วยเจ้าตัวกําลังเม้มปากแน่น หัวคิ้วนั้นขมวดมุ่นเป็นปม ผู้ใดมองก็รู้ว่ามีความอัดอั้นอยู่ในอก

“เจ้าไม่รู้จักคําว่ายับยั้งชั่งใจบ้างเลยหรือหนิงอัน” เมื่อเห็นบุตรไม่ตอบอันใดกลับมา ช่างหลิวก็เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้า กดเสียงต่ำกดดันให้อีกฝ่ายพูดออกมาบ้าง

“แล้วทําไมลูกต้องยอมให้คนผู้นั้นมาทําลายวันดีๆ ของลูกด้วยล่ะท่านพ่อ” หนิงอันเสียงกระด้างขึ้นสองส่วน เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อยามคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานกับตน

“เจ้าก็เลยชิงลงมือทําลายเสียเองเสียเลย?”

“ลูกไม่ได้ทําสิ่งใดผิดนะขอรับท่านพ่อ ครานี้ลูกอยู่อย่างสงบเรียบร้อย เป็นคนตระกูลเหลียนผู้นั้นที่มาหาเรื่องลูกก่อน” หนิงอันได้ยินเสียงที่เริ่มกดต่ำมากยิ่งขึ้นของผู้เป็นพ่อก็พลันลดน้ำเสียงของตนลง ยิ่งกระวนกระวายในใจ ปากก็พร่ำร้องเรียกหาความยุติธรรมให้ตน

หน้าห้องโถงเรือนใหญ่นั้นมีผู้อยู่ชมเรื่องราวไม่น้อย แม้แต่ลี่หยางกับซิงเทียนก็ได้รับอนุญาตให้รออยู่ภายในเขตเรือนใหญ่ด้วย ยามได้ยินเสียงของนายท่านที่ดังเล็ดลอดออกมาก็ลุกลี้ลุกลน อยากจะเข้าไปข้างในเอ่ยปากแย้งช่วยคุณชายของตนบ้าง

“หากฝ่ายนั้นลงมือก่อน ทําไมเจ้าไม่ยั้งคิดสักนิดก่อนจะโต้ตอบ ไม่ยับยั้งความโกรธของตน ทําตามใจตนจนท้ายที่สุดก็พังพินาศไปหมด ชาวบ้านทั่วเขตแดนพูดไปถึงไหนต่อไหนว่าเจ้าไปทําร้ายคุณชายตระกูลเหลียนอยู่เรื่อย เจ้าไม่เห็นใจคนในตระกูลเราบ้างเลยรึหนิงอัน”

“ท่านพ่อสนใจแต่ผู้คนรอบข้างหรือ” เมื่ออารมณ์คุกรุ่นมีมากกว่าเหตุและผล สองพ่อลูกก็คล้ายจะพูดคุยกันไปคนละเรื่อง

“แล้วจะไม่ให้ข้าสนได้หรือ ที่ผ่านมาเจ้าทําสิ่งใดเอาไว้บ้างย่อมรู้ตัวดี มาครั้งนี้มิใช่เจ้าหรือรับปากกับข้าอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตน หากทําเช่นนี้แล้วจะต่างจากเมื่อก่อนอย่างไร ข้าเองยังไม่เห็นว่าเจ้าจะได้ลงมือทําสิ่งใดอย่างจริงจังด้วยซ้ำ มิหนําซ้ำยังมีเรื่องมีราวกลับจวนมาอีก”

หนิงอันฟังท่านพ่อกล่าวแล้วก็พลันจุกแน่นอยู่ในอก

“ข้าจะยังเชื่อใจไว้ใจให้เจ้าเอ่ยขออะไรต่อมิอะไรที่เจ้าอยากได้ได้อีกหรือ?”

“ท่านพ่อ…” หนิงอันสบตาพ่อของตนนิ่ง คําพูดของท่านนั้นช่างบาดลึกลงมาในใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจปะทุขึ้นมาอย่างยากจะกักเก็บ

“ไยท่านต้องเอ่ยวาจารุนแรงกับข้าขนาดนี้ด้วยเล่า ข้าหรือจะไม่ตั้งใจจริงทําสิ่งนี้ ข้าหรือจะไม่อยากปรับเปลี่ยนตน หากแม้แต่ท่านก็ยังไม่อยากไว้ใจข้า ข้าก็มิรู้จะทําแบบนี้ไปเพื่อผู้ใดอีกแล้ว!” หยาดน้ำที่ก่อกลุ่มก่อนหน้าแปรเปลี่ยนน้ำตา หนิงอันลุกขึ้นยืนพร้อมปาดมันออกจากดวงหน้าเยาว์อย่างขอไปที

“ขอตัวขอรับ” หนิงอันก้าวเท้ายาวออกจากห้องโถงเรือนใหญ่ ครั้นพอพ้นมุมห้องจึงเห็นว่ามีบ่าวรับใช้นั่งจับจองพื้นที่กันเต็ม ไหนจะท่านแม่ใหญ่ที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ หนิงอันจึงกล่าวลาสั้นๆ แล้วเดินออกจากเรือน

“คุณชายขอรับ” ลี่หยางกับซิงเทียนไม่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าไม่ใช่การสนทนาที่ราบรื่นเป็นไปด้วยดีเป็นแน่เมื่อเห็นใบหน้าของคุณชายเต็มไปด้วยน้ำตานองออกมา บ่าวทั้งสองก็ได้แต่สบตากันแล้วเดินตามหลังเจ้านายกลับเรือนเล็กไปเงียบๆ มิรู้ว่าควรจะเอ่ยปากปลอบใจอย่างไร

“เสี่ยวอัน” เดินไปได้เพียงครึ่งทาง หยางหลงที่มารอคอยท่าอยู่ก็ปรากฏในครรลองสายตา หนิงอันเบือนหน้าออกหนีเพื่อซับน้ำตาให้หมด ก่อนจะหันกลับมามองผู้เรียก

“ท่านจะมาตําหนิข้าอีกคนหรือเปล่า” เสียงเอ่ยถามแผ่วเบาคล้ายกําลังเศร้าสร้อย หยางหลงจึงพอจะคาดเดาได้ว่าเรื่องราวในห้องของสองพ่อลูกนั้นเป็นอย่างไร

“กลับเรือนกันก่อนเถอะ” แม้นน้ำเสียงมิได้อ่อนโยนมากนัก แต่หนิงอันก็นึกขอบคุณที่อีกฝ่ายไม่ได้กล่าวตําหนิอะไรตนในยามนี้ ยอมสืบเท้าเข้าไปเดินเคียงมุ่งตรงสู่เรือนหลังเล็กของตน

เมื่อกลับมาถึงเรือนลี่หยางกับซิงเทียนจึงขอตัวไปตระเตรียมสํารับตอนเย็น ปล่อยให้หยางหลงทําหน้าที่ปลอบโยนคุณชายตัวน้อยของพวกตนไปก่อน เพราะยามนี้หนิงอันทําเพียงแค่นั่งเหม่อมองชาในถ้วยไม่พูดไม่จาอันใด

“ดื่มเสียตอนยังร้อนดีกว่า” หยางหลงกดสายตาลงมองชาในถ้วยของเจ้าของเรือน ส่วนตนก็ยกน้ำชาขึ้นจิบนําก่อน หนิงอันจึงได้ยกตามอย่างเสียมิได้

“ผ่านมากว่าสามเดือนแล้วที่เจ้าเอ่ยปากขอหมั้นหมายกับข้า” หยางหลงไม่รอให้หนิงอันเตรียมใจก่อนที่จะกล่าวเช่นนั้นออกมา เจ้าของเรือนที่กําลังครุ่นคิดถึงคําติเตียนของบิดาจึงได้หลุดออกจากภวังค์ไม่นึกไม่ฝันว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยเรื่องนี้ออกมาในยามนี้

“ข้า…ข้า” กล่าวได้เพียงคําเดียวก็หยุดเพื่อลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ดวงตาเรียวเหลือบมองใบหน้าผู้พูดก่อนกลับมามองถ้วยชาในมือของตนอย่างรวดเร็ว

แต่นั่นยังอยู่ในสายตาของผู้เฝ้ามองท่าทีเจ้าของเรือนอยู่

“ที่ข้าพูดเรื่องนี้แค่เพียงต้องการถามบางสิ่งให้แน่ชัดเท่านั้น” เมื่อเห็นว่าเจ้าของเรือนมิได้ต้องการพูดอะไร หยางหลงจึงเอ่ยต่อโดยทันที

“เจ้าพยายามทําสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ข้ายอมรับการหมั้นหมายของเรารึเปล่าเสี่ยวอัน”

“ไม่ใช่! …ไม่สิ คือข้า…” เมื่อได้ยินคําถามจากปากของคนที่ตนยังมีใจรักก็สับสนไม่น้อย หนิงอันตระหนักคิดอยู่เสมอว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตนเพื่อคนที่รัก แต่หนึ่งในนั้นตนได้นับรวมหยางหลงไปด้วยหรือไม่?

“ว่าอย่างไร” หยางหลงไม่ได้ใช้สีหน้าหรือน้ำเสียงกดดัน เพียงกล่าวอย่างเรียบนิ่งคล้ายว่ากําลังเอ่ยถามเรื่องราวทั่วไป

“หากข้ากล่าวว่าใช่แค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นล่ะ” หนิงอันตอบเสียงเบา ท่าทีสงบเงียบแตกต่างจากภายในที่สับสนวุ่นวายอยู่

หยางหลงคอยท่าให้อีกฝ่ายกล่าวเพิ่มเติม

“เมื่อหลายวันก่อนข้าฝันถึงท่านแม่กําลังร้องไห้” หนิงอันตัดสินใจบิดเบือนความจริงเล็กน้อย เพราะอย่างไรวันหนึ่งก็ต้องมีผู้เอ่ยถามถึงสาเหตุที่ตนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเป็นแน่

“อันที่จริงข้าจํารายละเอียดทั้งหมดมิได้ รู้เพียงแต่ท่านแม่มาตักเตือนให้ข้าปรับปรุงทําตัวให้ดี อนาคตจะได้มิลําบาก รอบๆ กายจะมีแต่คนรักเอ็นดู ทั้งยามเกิดเหตุภัยจะได้ไม่สูญเสียคนรอบข้างไป” หนิงอันลอบกรอกสายตาไปมา แม้จะเอ่ยออกจากปากตนเองก็ยังคิดได้ว่าช่างเป็นเหตุผลที่โง่เขลาเสียจริง

“แล้วเจ้าก็เชื่อเพราะเรื่องเช่นนั้นจริงๆ หรือ” หยางหลงเลิกคิ้วท่าทางฉงน หนิงอันนั้นเริ่มเถลไถลออกเที่ยวเล่นเป็นที่น่าหนักใจแก่คนในเรือนตั้งแต่ช่วงเริ่มรู้ความ ไม่นึกว่าเพียงความฝันจะทําให้สํานึกตนได้รวดเร็วเช่นนี้

“เมื่อมาคิดถึงการกระทําของตนแล้วข้าก็สํานึกได้บ้างไม่น้อยเช่นกัน ข้านึกกลัวว่าหากเกิดขึ้นจริงคงจะไม่เหลือใคร เพราะผู้คนที่รักข้านั้นยามนี้มีน้อยเสียเหลือเกิน” หนิงอันเงียบเสียงลงอีกคราเมื่อนึกถึงการพูดคุยของตนกับบิดาก่อนหน้านี้ได้

ท่านพ่อกล่าวว่าไม่อาจเชื่อใจตนได้อีก…คงจะสาสมกับเวรกรรมที่เคยก่อไว้แล้ว

“ท่านช่างหลิวย่อมรักเจ้าด้วยใจจริง”

“ข้าไม่แน่ใจนัก ที่ผ่านมาข้า…”

“หากคิดเปลี่ยนแปลงตน เจ้าต้องหนักแน่นและอดทน ภายภาคหน้าหากเกิดเรื่องอันใดย่อมยืนหยัดต่อสู้ได้รวมทั้งปกป้องคนที่เจ้ารักได้เช่นกัน”

“ข้ารู้ ข้าจึงพยายามอยู่อย่างไรเล่า” ว่าแล้วจึงถอนใจอีกทีหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถึงเรื่องที่หยางหลงสอบถามตั้งแต่คราแรก

“แล้วเรื่องหมั้นหมายที่ข้าเคยกล่าวขอไป หากท่านมิอยากตอบรับท่านก็บอกกับข้ามาตรงๆ เลยก็ได้ อย่าหาข้ออ้างอันใดมาปฏิเสธอีกเลย” กล่าวเสร็จก็เหลือบสายตามองผู้เป็นพี่ชายนอกสายเลือด ลอบมองท่าทีอีกฝ่ายว่าจะแสดงออกมาในทางใด

หยางหลงเฝ้าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มานานแรมเดือนนับตั้งแต่อีกฝ่ายเอ่ยปากขอร้องผู้เป็นบิดาแล้ว คราแรกตั้งใจว่าแล้วว่าอย่างไรก็คงไม่แต่งเป็นแน่ ด้วยมิได้นึกรักสมัครใจในตัวอีกฝ่าย มองเป็นเพียงน้องชายเท่านั้น มายามนี้เห็นอีกฝ่ายตั้งใจเปลี่ยนแปลงตนก็นึกสงสัยไม่น้อยว่าอาจเป็นเพียงกลอุบาย แต่เมื่อรับรู้ว่าหนิงอันตั้งใจจริงก็ไม่อยากตัดรอนกําลังใจ

“ข้าไม่ได้มีนางในใจ และก็มิได้รังเกียจอะไรเจ้า แต่ตอนนี้ย่อมต้องการเล่าเรียนวิชาการต่อสู้กอย่างที่เคยบอกไปแล้ว ถ้าเราสองคนสู้เป็นกําลังใจให้กันและกันไปก่อนดีหรือไม่ เผื่อเวลาหน้าเจ้าอาจเจอคนที่ใจเจ้าต้องการจริงๆ อาจจะเป็นหญิงงามจากเมืองใดสักคนก็เป็นได้” นับว่าเป็นคํากล่าวที่ยาวที่สุดของหยางหลงแล้วนับตั้งแต่รู้จักกันมา หนิงอันคราแรกได้ยินก็ยิ้มรับก่อนเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงเมื่อได้ยินส่วนท้าย

“ข้าเป็นต้วนซิ่ว (ชายรักชาย) จะเปลี่ยนแปลงไปชอบคุณหนูที่ไหนได้เล่า” หนิงอันแทบจะถลึงตาใส่ผู้เป็นพี่

“เอาเถอะ เอาเป็นว่าข้ารับน้ำใจของเจ้า แต่ในฐานะคนมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกันก่อน” หยางหลงยกยิ้มบาง ลูบศีรษะผู้ที่ทําหน้าเง้างอน

“ส่วนเรื่องที่ตลาดเจ้าเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังได้หรือเปล่า” พอได้ยินคําถาม หนิงอันก็หน้าบูดยับย่นไปเพิ่มอีกสามส่วน เอ่ยปากเล่าไปก็กระดกน้ำชาไปด้วย ท่าทางคล้ายนักเลงในวงน้ำเมาเสียเหลือเกิน

“เช่นนั้นผู้ผิดส่วนหนึ่งก็ย่อมเป็นเจ้าจริงๆ” หยางหลงได้ฟังเรื่องราวก็สรุปเช่นเดียวกับประมุขของตระกูล

“เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า” หนิงอันแทบลุกขึ้นยืนตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ดีที่ยังสํานึกได้ว่าตนเองก็มีส่วนผิดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นแน่

“ฟังข้าก่อน ข้ายังไม่ได้กล่าวหาว่าเจ้าผิดทั้งหมด ผู้ที่ต้องรับผิดด้วยกันแต่แรกคือคุณชายเหลียนไม่ผิดแน่ ถ้าเรื่องราวเป็นจริงดังที่เจ้าว่า ฝ่ายนั้นมาหาเรื่องหาราวก่อนซ้ำยังทําลายของค้าขายในร้าน แต่ถ้าหากเจ้าใจเย็นกว่านี้สักนิด เรียกให้คนที่จวนเราไปหาเพื่อช่วยแก้ปัญหา หรือเป็นหูเป็นตาเป็นพยานให้ ไม่รีบทําตนบุ่มบ่ามทําลายของในร้านตนหรือทําร้ายอีกฝ่ายก่อน เท่านี้เจ้าก็สามารถเรียกร้องเอาความผิดให้อีกฝ่ายได้แล้ว”

“แต่ถ้าข้ามัวชักช้าอยู่เจ้านั่นจะไม่ทําร้านข้าพังไปมากกว่านี้หรือ!” เจ้าของเรือนยังไม่อยากยอมรับดีนัก น้ำเสียงที่ใช้จึงดูดุดันขึงขันมากขึ้นตามอารมณ์ของตน

“แล้วที่เจ้าทําไม่เรียกว่า ‘ทําร้านพัง’ หรอกหรือ” หยางหลงค่อยๆ ถามไถ่อย่างใจเย็น

ผู้ได้รับฟังนิ่งงันไป ตรองดูแล้วผู้ที่ทําร้านเสียหายมากกว่าก็เป็นตนเอง

“ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธ อารมณ์ร้อน ไม่พอใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายทํา แต่พอเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปแล้วแทนที่จะเป็นคดีความก่อเรื่องวุ่นวายเสียหายให้เจ้าก็เปลี่ยนเป็นทะเลาะวิวาทไปแล้ว ผู้ผิดก็เปลี่ยนไปเป็นเจ้าแทน มีใครหรือจะเป็นพยานให้เจ้าได้ว่าอีกฝ่ายโยนซาลาเปาเจ้าทิ้งก่อน คนจากจวนเราก็ไม่มีใครไปยืนยันปกป้องเจ้าได้ เพราะท้ายสุดแล้วในร้านก็เละเทะเกลื่อนกลาดไปหมดมิเหลือเค้าเดิมตั้งแต่ต้นอยู่”

“แต่มีผู้คนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ไม่น้อย คนพวกนั้นสามารถยืนยันให้ข้าได้” หนิงอันกอดอก แม้นจะยอมรับว่าเป็นความเขลาของตนส่วนหนึ่งจริงๆ ก็ยังคงอยากไว้ท่าอยู่

“แล้วผู้คนที่ว่าจะยอมเข้าข้างเจ้าหรือเปล่าเล่า? เรื่องของเจ้ากับคุณชายเหลียนมีชาวบ้านผู้ใดไม่รู้บ้าง ถึงอีกฝ่ายจะมิใช่คนดีแต่ก็มีกรณีให้พูดถึงน้อยกว่าเจ้า อีกทั้งคนโดนกระทําจนบาดเจ็บก็เป็นเขาไปเสียสองครั้งสองคราแล้ว”

จบสิ้นคําถาม หนิงอันคล้ายหน้าหมองคล้ำลงไปแปดส่วน

เป็นจริงอย่างที่หยางหลงกล่าว ถึงอีกฝ่ายจะเป็นคุณชายลอยชายไปมาเช่นกัน แต่ไม่เคยออกกลั่นแกล้งชาวบ้านหนักหนาเท่าตนกับสหาย หนําซ้ำที่มีเรื่องราวกันคราวก่อนก็เป็นฝ่ายถูกพวกตนรุมทําร้ายอีกด้วย

ยามนี้ชาวบ้านย่อมเข้าข้างอีกฝ่ายเป็นแน่

“แต่ถึงคนจากจวนเราจะไปก็อาจจะไม่มีใครเข้าข้างข้าอยู่ดี” หนิงอันพึมพําเสียงเบา คําพูดที่ท่านพ่อกล่าวกับตนนั้นยังติดอยู่ในใจมาจนถึงยามนี้

“หากเจ้ายืนยันหนักแน่น มีหรือว่าจะไม่มีใครเชื่อ ร้ายดีอย่างไรก็คนในครอบครัว”

“แต่ท่านพ่อก็ดุด่าข้า เหมือนว่าข้าเป็นฝ่ายผิดผู้เดียว!”

“ข้าไม่อาจแก้ตัวให้ท่านช่างหลิวได้” หยางหลงทอดถอนใจ ไม่คิดแก้ตัวให้ดังคําที่ว่า

“แต่เรื่องนี้ข้าไม่ผิดจริงๆ นี่!”

“ต้องกล่าวว่าเจ้าไม่ผิดเสียทั้งหมด แต่ก็ไปทําให้เรื่องราวมันใหญ่ขึ้นด้วยตัวเอง” หนิงอันคิดตามที่พี่ชายบุญธรรมของตนกล่าว น้ำเสียงที่ทอดนิ่งไม่ได้ดุด่าเพียงตั้งใจบอกให้รับรู้ในข้อความเป็นจริงอย่างใจเย็น เช่นนี้แล้วหนิงอันจึงเริ่มสงบจิตใจลง ลดน้ำเสียงให้ไม่แข็งกระด้างเช่นคราแรก

“ข้า…ข้ายอมรับผิดของตนก็ได้แต่เพียงส่วนเดียวเท่านั้นนะ” เมื่อจํานนต่อทุกข้อกล่าวหา หนิงอันจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ไหล่บางลู่ตกลงเสียจนน่าสงสารไม่น้อย

“เช่นนั้นท่านช่างหลิวก็กล่าวไม่ผิดใช่หรือเปล่า”

“แต่ท่านพ่อก็กล่าวหาข้าทั้งหมด ท่านพ่อก็ผิด!”

“รอให้ท่านช่างหลิวใจเย็นๆ กว่านี้แล้วไปอธิบายอีกทีดีหรือไม่ อย่างไรท่านก็เป็นบิดา ยามโกรธอาจพูดจาให้เจ้าเจ็บ แต่หากท่านคิดได้ก็คงจะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย”

“ก็ได้” หนิงอันรับคําอย่างเสียไม่ได้

อย่างไรก็เป็นบิดาอย่างที่ท่านหยางหลงกล่าว

“ต้องไปขอโทษคุณชายเหลียนด้วย” หยางหลงเสริมไปอีกผู้หนึ่ง

“ทําไมข้าต้องไปเล่า” ครานี้หนิงอันคล้ายจะไม่ยอม แววตาแข็งกระด้างขึ้น ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเสียจนหยางหลงนึกทึ่ง

“ครั้งที่แล้วเจ้าก็ให้ท่านพ่อของเจ้าแบกหน้าไปผู้เดียว มาคราวนี้จะทําเช่นนั้นอีกหรือ?”

“แต่ข้า…”

“เจ้าทําผิดต่อคุณชายเหลียนจริงๆ อย่างไรก็ต้องไปขอโทษเขาเสียหน่อย จะได้จบเรื่องจบราว หากอีกฝ่ายยอมรับแล้วจะได้ไม่มาหาเรื่องกันอีก เช่นนั้นไม่ดีหรือ”

“แต่ข้าไม่อยากไปเพียงคนเดียว” หนิงอันกุมมือทั้งสองข้างของตนแน่น คําที่เอ่ยก็ไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย

“ ‘พี่’ จะไปด้วย แต่จะไม่ออกปากขอโทษแทน เช่นนั้นดีหรือเปล่า” หยางหลงเสนอตนเอง

จริงอยู่ที่หนิงอันเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูล แต่ความจริงแล้วตรงหน้าตนนั้นก็ยังเป็นเพียงเด็กวัย 13 หนาว อาจจะเติบใหญ่พอทํางานทำการช่วยครอบครัวได้ไม่ต่างจากลูกชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แต่หนิงอันเติบโตมาอย่างไร้คนคอยสั่งสอน ไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องนับหลายปี หากจะออกนอกลู่นอกทางไปบ้างก็ไม่น่าแปลกใจเท่าใด แต่นึกกลับตัวกลับใจได้ในตอนนี้ก็ไม่นับว่าสายนัก ภายภาคหน้ายังอีกยาวไกล มีเวลาให้หนิงอันพิสูจน์ตนเองอยู่อีกมาก

แท้จริงแล้วหยางหลงนึกโทษตนเองเช่นกันที่ปล่อยปละน้องผู้นี้ไปนานนัก แถมมีใจนึกอยากตีตนออกห่างอีกด้วย จึงหมายมาดไว้ในใจว่าจะกลับมาเอาใจใส่ช่วยดูแลเหมือนคราที่ท่านเหม่ยจูยังมีชีวิตอยู่

หากจะทําให้เจ้าได้เติบโตอย่างดีงาม ข้าก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ

สํารับเรือนเล็กของหนิงอันถูกยกรวมไปที่เรือนใหญ่ด้วยคําสั่งของนายท่าน เพราะเมื่อพูดคุยกับหยางหลงจบแล้ว หนิงอันก็ตระเตรียมคําไว้มากมายเพื่อไปกล่าวกับบิดาของตน ผู้ใดเลยจะรู้ว่าเมื่อยามเห็นหน้าบุตรชายคนโตที่แลดูหม่นหมองเดินสงบเรียบร้อยมาตามทาง ประมุขของตระกูลก็ยิ้มกว้างอย่างมิสงวนท่าที เอ่ยรับคําขอโทษไว้ แล้วยังชวนให้อนุแลลูกๆ รวมทั้งหยางหลงอยู่ร่วมสํารับด้วยกัน

“นับตั้งแต่วันเกิดเจ้าเมื่อฤดูหนาวที่แล้วก็ไม่ได้ร่วมสำรับด้วยกันอีกเลยนะหนิงอัน”

“ขอรับอนุไป๋” หนิงอันตอบรับด้วยรอยยิ้ม รู้สึกมีความสุขเสียเต็มอิ่ม จนแทบจะไม่คีบสิ่งใดเข้าปาก

“พี่ใหญ่ทานเนื้อผัดจานนี้ดูขอรับ พ่อครัวเรือนข้าทำอร่อยมาก” หนิงจินคีบเนื้อให้พี่ของตนเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ดูแลนางฟ้าทั้งสอง

ประมุขของบ้านนึกยินดีไม่น้อยไปกว่าหนิงอัน คิดย้อนไปเมื่อเกือบสองชั่วยามก่อน หลังดุว่าบุตรชายคนโตของตนแล้ว ฮูหยินใหญ่ก็ได้เข้ามาพูดคุยด้วย นางเอ่ยชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของตนที่มีอยู่หลายประการเช่นกัน ยามนั้นจึงรู้แจ้งว่าตนเอาแต่ดุว่าไม่อธิบายให้ลูกได้รู้ว่าสิ่งใดที่ผิดและควรแก้ไขอย่างไร แม้จะเป็นบุตรคนโตแต่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตมากนัก ก็ได้แต่นึกวิตกในใจอยู่นานสองนานจนเมื่อเห็นหนิงอันเดินกลับมาที่เรือนใหญ่ ไม่รอให้บุตรได้กล่าวขออภัยยืดยาว ตนเองก็เอ่ยปากขอโทษไปเช่นกันที่ไม่รู้วิธีพูดให้ดีกว่าการดุด่าอย่างเดียว

เมื่อปรับความเข้าใจกันเสร็จเรียบร้อย จึงตกลงกันว่าตนจะเป็นคนส่งจดหมายไปแจ้งแก่จวนตระกูลเหลียน เรื่องที่หนิงอันจะขอเข้าไปพูดคุยด้วยให้ แล้วมอบข้าวของให้หนิงอันนําไปให้อีกฝ่ายเป็นค่าทําขวัญ

ยามนี้จึงได้ร่วมสํารับด้วยกันอย่างราบรื่น ดูแล้วพี่น้องก็รักใคร่กันดีเป็นที่น่ายินดีนัก อีกทั้งภรรยาทั้งสองของตนก็ไม่ได้มีท่าทีเหินห่างกับหนิงอัน

ยามนี้ก็เหลือแต่ท่าทางของบุตรสาวคนโตที่คล้ายจะยังมิยอมรับพี่ชายใหญ่นัก อีกทั้งเรื่องราวของหนิงอันกับหยางหลงที่พอมองดูแล้วก็เห็นท่าทีที่มีให้กันและกันของทั้งสองคน ดูแล้วท่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีเสียจนต้องครุ่นคิดถึงคําขอในงานเลี้ยงวันเกิดของบุตรชายคนโตเมื่อ 3 เดือนก่อนใหม่เสียแล้ว

อืม…เห็นทีท่านพ่ออย่างข้าก็จําต้องลงมือกระทําสิ่งใดบ้างแล้ว





********

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
ท่านพ่อจะทำอะไรคะ แห่ขันหมากไหมคะ 5555 หนิงอันต้องเรียนรู้การอยู่เป็นกับหยางหลงนะ ที่พูดมาก็ถูกแล้ว ดีที่ต่างฝ่ายปรับความเข้าใจกันได้ ส่วนเรื่องรักๆใคร่ๆอยู่ใกล้ๆกันก็หวั่นไหวไปเองละ ไม่นานหรอกหยางหลงต้องหึงหนิงอัน 5555 รอตอนหน้าจ้า จะรอซื้อซาลาเปา 55  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
ขอบคุณสําหรับคอมเม้นท์มากเลยนะคะ~~
ได้อ่านแล้วใจฟูๆ มากเลยยยย




คิดการใหญ่ใจต้องใหญ่ตาม (1)



สองวันต่อมาหนิงอันก็เดินทางไปยังจวนตระกูลเหลียน คณะเดินทางที่ไม่เล็กนักทําให้ชาวบ้านต่างชะโงกหน้ามาสอดส่องกันตลอดทาง พอเห็นว่าเป็นกลุ่มของหวังหนิงอันคุณชายใหญ่จากตระกูลหวัง ก็หันไปจับกลุ่มกันกระซิบกระซาบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน ผู้ถูกกล่าวถึงก็คอยเงี่ยหูฟัง บางช่วงนึกอยากจะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นเพราะบางเรื่องนั้นช่างใส่ไข่ไปมากกว่าที่เป็นจริงไปหลายฟอง (ใครกันที่จะมีวรยุทธ์ถึงขั้นเสกไฟมาใส่เจ้าคุณชายเหลียนนั่นได้เล่า! ข้าแค่โยนซาลาเปาใส่แค่นั้นเองนะ) คุณชายใหญ่ที่ยังโตไม่เต็มวัยดีนักเลยได้แต่เชิดหน้าทําทีว่าไม่สนใจแต่ใบหูนั้นเปิดกว้างคอยฟังเรื่องของตนไปตลอดทั้งทาง

ที่เมืองหลิ่งฉี เมืองทางตอนเหนือของแคว้นฉิน มีตระกูลใหญ่และมากด้วยอิทธิพลอยู่ 8 ตระกูล เป็นทั้งกลุ่มตระกูลที่เป็นฝ่ายปกครองเมืองบ้างหรือกลุ่มตระกูลมหาเศรษฐีบ้าง ตระกูลหวังนั้นเป็น 1 ในกลุ่มตระกูลมหาเศรษฐีของเมือง ถึงแม้ไม่ได้เป็นกลุ่มปกครองแต่ก็มีอิทธิพลต่อเมืองเล็กๆ นี้มาก หากมีการจัดงานใหญ่ เช่นเทศกาลประจําเมืองก็จำเป็นต้องเข้าไปประชุมร่วมกับตระกูลอื่นๆ เช่นกันกับตระกูลเหลียนที่เปิดค้าผ้าแพรส่งไปทั่วมุมเมืองต่างๆ มีชื่อเสียงไปถึงแคว้นอื่นๆ จึงถือว่าเป็นสกุลที่อยู่ในระดับเดียวกัน

ปกติแล้วลูกหลานของกลุ่มตระกูลเหล่านี้มักจับกลุ่มคบหากันฉันมิตร มาแปลกแตกแยกก็หนิงอันกับซื่อหมิงที่เจอหน้ากันยามไหนก็ตีกันยามนั้น เป็นเรื่องสนุกขบขันให้ชาวบ้านชาวเมืองได้กล่าวถึงอยู่ตลอด กลับกันกับประมุขของตระกูลที่มักจะพบปะพูดคุยกันอย่างถูกคออยู่เป็นประจํา ยามเกิดเรื่องคราวก่อน เหลียนหลี่เซิงบิดาของเหลียนซื่อหมิงก็มิได้เรียกร้องเอาค่าเสียหายอะไร กลับเป็นหวังช่างหลิวที่ประเคนของทําขวัญไปเต็มเกวียนพร้อมเดินทางมาขอโทษด้วยตนเอง

ครั้งนี้ประมุขใหญ่ไม่ได้เป็นผู้นําคณะเดินทางมา แต่ในจดหมายนั้นแจ้งความประสงค์แน่ชัดแล้วว่าต้องการให้บุตรชายใหญ่ของตนนั้นรู้จักคิดรู้จักขอโทษผู้อื่นให้เป็น เหลียนหลี่เซิงเองก็เข้าใจ ต้อนรับขับสู้บุตรชายคนโตของสหายเป็นอย่างดี

ทางซื่อหมิงที่ไม่รู้เรื่องจดหมายนัดนั้นตกใจแทบร้องตะโกนยามเห็นศัตรูคู่แค้นของตนมาปรากฎกายที่เรือน แถมยังกล่าวอ้อมแอ้มขอโทษเสียงเบา คราแรกตั้งใจจะเชิดหน้าใส่ไม่รับคําขอโทษแต่ท่านแม่ก็ลอบหยิกขาของตนเสียจนช้ำเขียวช้ำม่วง จึงได้แต่กัดฟันพยักหน้ายอมรับอย่างไว้ท่าที กล่าวว่าครั้งนี้ (?) จะไม่ถือสาหาความ เรื่องราวระหว่างสองคุณชายใหญ่จึงจบลงด้วยดี (ในยามนี้)

วันต่อมาหนิงอันจึงได้ฤกษ์งามยามดีเปิดร้านอีกครั้ง หมายมั่นปั้นมือไว้ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องขายได้รับกําไรกลับเรือนเป็นกอบเป็นกํา

“พวกเจ้าเตรียมตัวเตรียมใจทํางานหนักกันได้เลย!” หนิงอันกล่าวกับบ่าวของตนอย่างมุ่งมั่น (อีกครั้ง)

ลี่หยางกับซิงเทียนลอบช่วยกันจุดธูปเทียนขอพรจากฟ้าดิน ยามนี้อย่าให้มีศัตรูคนใดของคุณชายโผล่มาอีกเลย คราก่อนปั้นแป้งเสียจนไหล่ทรุด แต่กลับขายไม่ได้สักลูก!

เหมือนฟ้าดินต้องการกลั่นแกล้ง คําขอของสองบ่าวผู้จงรักภักดีนั้นไปไม่ถึงแม้แต่ชั้นก้อนเมฆ ช่วงปลายยามซื่อ (9:00-10:59น.) จึงปรากฏร่างของบุคคลกลุ่มหนึ่งมายืนโบกพัดงามในมืออยู่หน้าร้าน

“คะ คุณชายซื่อหลาน คุณชายหวังจิ้ง คุณชายหลี่ซาน!” ลี่หยางไล่ชื่อทุกผู้ทุกคนจนครบแล้วพลันหน้ามืดอยากจะเป็นลมเสียเดี๋ยวนี้ บ่าวอีกคนจึงต้องเข้ามาช่วยพยุงเอาไว้พร้อมพัดวีช่วยเหลือด้วยใบหน้าออกจะเห็นอกเห็นใจไม่น้อย

ท่าทางของลี่หยางนั้นไม่ต่างจากคุณชายของตน หนิงอันยืนหน้าซีดตัวเซียวอยู่ภายในร้าน ขาแข็งเกร็งจนก้าวขยับไปไหนมิได้ ปากเรียวบางนั้นก็อ้าๆ หุบๆ อยู่หลายรอบ อุทานหยาบคายในใจอยู่หลายคํากับความโชคดี (?) ของตน

“เปิดร้านทั้งที ไม่เห็นเจ้าจะเชิญพวกข้ามาร่วมยินดีบ้างเลยหนิงอัน” ซื่อหลานโบกพัดในมือช้าๆ อย่างสง่างาม สมเป็นลูกหลานตระกูลตงที่ค้าขายเครื่องดนตรีอีกทั้งยังมีโรงเรียนสอนการดนตรีรวมทั้งการร่ายรํามาหลายชั่วอายุคนแล้ว นับว่าเป็นอีกหนึ่งตระกูลใหญ่ในเมืองหลิ่งฉีนี้ ส่วนอีกสองคนนั้นคือหวังจิ้งและหลี่ซาน คุณชายจากตระกูลสายรองในเมืองที่มีหน้ามีตาไม่ต่างกัน

ทั้งสามย่อมเป็นสหายของหนิงอันทั้งในชาติก่อนและในชาตินี้ แต่หนิงอันยังจําความขมขื่นได้ดีว่าเมื่อตนตกที่นั่งลําบาก สหายทั้งสามของตนก็ไม่เคยเหลียวแลกันเลยสักนิด

อันที่จริงแล้วหนิงอันมิได้ลืมเลือนเรื่องราวของสหายทั้งสาม แต่คํานวณคิดไว้ในใจแล้วว่าคนเหล่านี้มีแต่ฉุดให้ตนตกต่ำไปเรื่อย แถมทั้งยังไม่สามารถช่วยเหลือยามตนลําบากได้ จึงไม่คิดคบค้าออกเที่ยวเล่นด้วยอีกนับตั้งแต่ลืมตาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ใครเลยจะรู้ว่าสหายจะยังคงคิดถึงกันอยู่ถึงกับมาเยี่ยมที่ร้านเล็กๆ ของตนเช่นนี้

หนิงอันมองไปที่หม้อนึ่งซาลาเปาของตนอย่างเจ็บปวดแลขอลุแก่โทษเจ้าก้อนแป้งในใจด้วยความรวดร้าว ก่อนปาดเหงื่อหนึ่งครั้งแล้วบังคับให้ตนเองยกยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะทําได้ สืบเท้าออกไปเผชิญหน้ากับสหายทั้งสาม ยามนั้นหน้าร้านก็มีกลุ่มคนมาเมียงมองดูเหตุการณ์ไม่ต่างจากเมื่อวันก่อน

ทีไม่มีใครมาทําไมพวกเจ้าไม่คิดจะไยดีร้านซาลาเปาของข้าบ้าง!

“ข้า…พอดีมีแต่เรื่องให้ต้องจัดการ วุ่นวายปวดหัวมากนัก พวกเจ้าคงไม่นึกโกรธกันหรอกนะ” หนิงอันยิ้มเสียจนเหงือกแห้งยามเอ่ยคําโกหก ดวงตาขวาก็กระตุกถี่จนนึกอกสั่นขวัญแขวนว่าจะเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้นอีกหรือไม่

“ข้าย่อมเข้าใจ ว่าแต่ข้าได้ยินข่าวว่าเจ้าจัดการซื่อหมิงเสียจนหมอบด้วยตัวคนเดียว เป็นจริงเช่นนั้นหรือเปล่า” หวังจิ้งก้าวเท้าเข้ามาในร้าน ก่อนนั่งลงพร้อมยกขาขึ้นไขว้ไว้อย่างมีท่า สายตาเหลือบมองรอบๆ ร้านเล็กอย่างประเมิน

“ใช่แล้ว แต่หลังจากนั้นข้าคิดอยากจบเรื่องจบราวจึงเอาของทําขวัญไปส่งให้ที่จวนตระกูลเหลียนยามนี้จึงไม่มีสิ่งใดติดค้างกันแล้ว” หนิงอันกล่าวพลางหลีกทางให้เพื่อนอีกสองคนเข้ามาในร้าน หันมองลี่หยางก็เห็นว่าบ่าวของตนแข้งขามือไม้อ่อนอยู่ จึงหันไปสั่งให้ซิงเทียนเตรียมน้ำชามาต้อนรับแทน

“เจ้ายอมความง่ายดายเกินไปหรือเปล่าหนิงอัน เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ลงมือกระทําก่อนนี่” ซื่อหลานเลิกคิ้วถาม ปากก็ยกยิ้มน้อยๆ แลดูเจ้าเล่ห์สมกับนิสัยของสหายผู้นี้มากนัก

ในหมู่สหายทั้งสามคน ตงซื่อหลานเป็นคนที่หนิงอันรู้ว่ารับมือได้ยากเย็นที่สุด อีกฝ่ายเป็นผู้ที่ยิ้มแต่คล้ายไม่ยิ้ม เป็นมิตรแต่ก็ไม่น่าอยู่ใกล้ คําพูดจาเหมือนไม่คิดสิ่งใดมากแต่ก็แฝงการลองเชิงไว้เสมอ คล้ายเป็นจิ้งจอกแสนเจ้าเล่ห์แฝงตนมาอยู่ในหมู่หมูน้อยไร้มันสมองอย่างพวกตน ย่อมเป็นผู้ต่อกรได้ยากอย่างแท้จริง

เป็นเช่นนี้แล้วต่อให้พลิกแพลงคําพูดอะไรไปคนผู้นี้ย่อมรู้เจตนาของตนที่อยากตีตนออกห่างเป็นแน่ ในสมองจึงคิดหาวิถีทางที่ดีที่สุด และเพื่อป้องกันการเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันในอนาคตด้วย

เมื่อตัดสินใจดีแล้วจึงจิบชาหนึ่งครั้งอย่างปลุกปั่นกําลังใจ

“ข้าใช้เวลาครุ่นคิดถึงเรื่องราวมิตรภาพของพวกเราอยู่สามวันสามคืน ไตร่ตรองดูแล้วว่าเวลาที่ผ่านมานั้นพวกเราสหายทั้งสี่ต่างเที่ยวเล่นหาความสําราญกันมากเกินไปจนหลงลืมเรื่องที่จําเป็นต้องทํา หนําซ้ำยังทำตระกูลเสื่อมเสียไปไม่น้อยที่กลายเป็นต้วนซิ่ว ตอนนี้ข้าคิดจะเปลี่ยนแปลงตนเพื่อให้ท่านพ่อและผู้อื่นในตระกูลเชื่อมั่นในตัวข้า จึงตัดสินใจยุติการเที่ยวเล่นแล้วหันมาใส่ใจกับการงานและศึกษาตํารา พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไรกับความคิดนี้” หนิงอันกล่าวรวดเดียวครบจบทุกอย่างก่อนจะยกน้ำชาที่เติมเสียล้นขึ้นมาซดอีกครั้ง สายตาก็จ้องมองสหายทั้งสามของตนเองที่มีสีหน้าแตกต่างกันไป

หวังจิ้งกับหลี่หานนั้นคล้ายตกใจอีกทั้งในแววตานั้นปรากฏถึงความไม่เชื่ออย่างมาก ฝ่ายซื่อหลานนั้นยกพัดมาปิดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้จึงไม่สามารถมองความรู้สึกได้อย่างแน่ชัด แต่ในนัยน์ตานั้นฉายแววเจ้าเล่ห์ซุกซนเช่นยามที่พวกตนหาเรื่องสนุกทําดั่งปกติ

เรื่องที่หนิงอันเป็นต้วนซิ่วนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ให้สหายทั้งสามตกใจ ด้วยรู้ตั้งแต่ครั้งแอบลักลอบเข้าไปในหอนางโลมด้วยความคึกคะนองเมื่อสองสามปีก่อนแล้ว ยามนั้นพวกตนไปแอบอยู่ในห้องว่างห้องหนึ่ง รอจนดึกดื่นจึงได้เห็นนางผู้หนึ่งพาลูกค้าเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ในห้องส่วนตัว สหายทั้งสามต่างตื่นตาตื่นใจกับภาพเหตุการณ์ พูดคุยถกเถียงถึงเรือนร่างหญิงสาวผู้นั้นอย่างออกรสออกชาติ มีเพียงหนิงอันเท่านั้นที่มิได้รู้สึกอันใดกับรูปร่างสะโอดสะองของหญิงสาว เมื่อเอ่ยบอกกับสหายเช่นนั้น ทุกคนจึงได้ความสรุปว่าหนิงอันอาจไม่สนใจในสตรีเพศ หลังจากนั้นก็เริ่มชัดแจ้งมากยิ่งขึ้นเมื่อหนิงอันมีจิตใจรักใคร่ในตัวพี่ชายบุญธรรมของตนเอง

มิใช่เรื่องแปลกอันใดในยุคสมัยนี้ที่คนใหญ่คนโตจะมีอนุหรือบ่าวอุ่นเตียงเป็นชาย แต่ส่วนมากนั้นก็เพื่อหาความสําราญอันแปลกใหม่เท่านั้น แต่ที่ตกใจและไม่นึกอยากเชื่อนั้นป็นเรื่องที่สหายผู้นี้หวังเปลี่ยนแปลงตนให้อยู่ในกรอบอันดีที่ได้โยนทิ้งไปนานมากแล้ว

“สมองเจ้ายังปกติดีหรือไม่” หลี่หานเป็นผู้เอ่ยขึ้นมาก่อน สายตาเหลือบมองสหายอีกสองคนอย่างขอความคิดเห็น

หนิงอันคล้ายได้ยินคําถามเช่นนี้มามากกว่าร้อยครั้งแล้วนับตั้งแต่กลับมาอยู่ในวัยนี้

“ย่อมปกติดี” ตอบแล้วจึงยกชาขึ้นมาซดอีกครั้ง

ซิงเทียนนึกกลัวว่าคุณชายของตนจะนึกอยากปลดเบาก่อนจะสนทนากับสหายเสร็จสิ้นดี

“เช่นนั้นข้าก็ขอให้เจ้าประสบความสําเร็จอย่างที่เจ้าอยากแล้วกัน อวยพรเช่นนี้ได้หรือเปล่า” ซื่อหลานหุบเก็บพัดของตนก่อนส่งยิ้มให้หนิงอัน สหายทั้งสองเห็นว่าซื่อหลานไม่ได้ตกใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงได้แต่พยักพเยิดหน้าตาม

“ขอบคุณพวกเจ้ามาก เช่นนั้นแล้วสนใจลองซาลาเปาของข้ารึเปล่า เป็นสูตรดั้งเดิมจากตระกูลท่านแม่ของข้ามีชื่อเสียงโด่งดังที่เมืองฝูเชียวนะ” หนิงอันกระตือรือร้นชักชวน ด้วยการเจรจาของตนเป็นไปด้วยดี เตรียมเรียกหาให้ลี่หยางมาจัดเตรียมซาลาเปาขึ้นโต๊ะ

“ต้องขออภัยเจ้าด้วย ข้ามีธุระต้องรีบไปจัดการให้เสร็จก่อน ครั้งหน้าหากมีโอกาสจะมาช่วยอุดหนุนเจ้าแล้วกัน”

“ข้าก็ต้องรีบกลับเรือนแล้วเช่นกัน วันหน้าค่อยพบปะกันใหม่” หวังจิ้งกับหลี่หานเพียงยกน้ำชาขึ้นจิบก่อนเอ่ยขอตัว เมื่อไม่มีเรื่องสนุกให้ทําก็ไม่นึกอยากจะอยู่สนทนาให้นานมากกว่านี้

เจ้าของร้านตัวน้อยได้ยินเช่นนั้นก็หน้าหมองลงไปหลายส่วน ลุกขึ้นยืนส่งสหายทั้งสองที่จากไปพร้อมคนติดตามแล้วก็รู้สึกเศร้าใจไม่น้อย รู้ดีว่าชาติก่อนนั้นก็ไม่ได้รักใคร่กันดั่งเช่นปากว่า แต่ด้วยหนิงอันนั้นมีเพียงสหายกลุ่มนี้เท่านั้นที่คอยอยู่เที่ยวเล่นด้วยกันมาตลอด แม้จะเตรียมใจเลิกยุ่งเกี่ยวกันแล้วแต่ก็อดวูบโหวงในอกไม่น้อย

“ข้ายังอยู่ที่นี่กับเจ้า ทําไมทําหน้าเหมือนโลกนี้ไม่เหลือใครอย่างนั้นเล่าหนิงอัน”

“ใครทําหน้าอย่างกัน ข้าแค่ขบคิดอะไรเล็กน้อยเท่านั้น” หนิงอันแย้งสหายก่อนทรุดกายลงนั่งตามเดิม ยามนั้นลี่หยางก็ยกซาลาเปาหอมๆ กรุ่นด้วยควันร้อนมาวางไว้ให้ ซื่อหลานจึงได้เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกประหลาดใจอีกครา

“บ่าวในเรือนเจ้ามีฝีมือในการทําอาหารมากขนาดนี้เชียวหรือ”

“มิใช่แค่บ่าวในเรือน แต่ข้าเองก็ลงมือลงแรงทําด้วยเช่นกัน”

ตุ้บ!

ก้อนแป้งในมือของซื่อหลานหล่นลงยังพื้นทันทีที่หนิงอันกล่าวจบ

“ไยเจ้าทําร้ายจิตใจข้าอย่างนี้ ซื่อหลาน!” หนิงอันเกือบจะกรีดร้องออกมาเมื่อเห็นว่าซาลาเปาที่ตนเฝ้าทะนุถนอมดูแลตกลงไปยังพื้น ยามนี้นับไม่ได้แล้วว่ากี่ลูกกันที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปโลดแล่นในกระเพาะของผู้คน แล้วต้องสังเวยชีวิตอยู่ที่พื้นร้านนี้

“ขออภัยเจ้าด้วย ข้า…ข้าเพิ่งเสร็จจากเรียนดีดกู่เจิง (เครื่องดนตรีของประเทศจีน มีลักษณะคล้ายกีตาร์แต่วางราบกับพื้นใช้นิ้วดีดสายให้เกิดเสียง) มือจึงล้าไปมาก ขอสหายโปรดเข้าใจ”

หนิงอันถลึงตาใส่สหายด้วยรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงคําแก้ตัว มีหรือที่คนผู้นี้จะตื่นเสียเช้าเพื่อเล่าเรียนก่อนออกจากเรือนมาเที่ยวเล่น

“แค่กๆ อย่าทําหน้าตาเช่นนั้นเลย แลดูแล้วคล้ายปลาในบ่อในเรือนข้าจนน่าขัน เอาล่ะ เพื่อเป็นการไถ่โทษ ข้าจะช่วยงานในร้านของเจ้าก็แล้วกัน” ซื่อหลานกระแอมไออย่างหมดท่าที ก่อนจะลุกขึ้นเดินสํารวจร้าน ยกมือชี้ถามถึงสิ่งของในร้านคล้ายว่าสนใจเป็นอย่างมาก

หนิงอันมิใคร่อยากเอาความในยามนี้จึงได้แต่ทดความแค้นนี้ไว้ภายในใจ

ซื่อหลานอยู่พูดคุยกับหนิงอันจบครบชั่วยามจนปากคอแห้งก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าร้านจะได้ต้อนรับลูกค้าคนใด ใบหน้าเจ้าของร้านนั้นดํามืดขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าเวทนา จนซื่อหลานนึกเห็นใจ

“อาจจะเพราะว่าเจ้าไม่ได้ออกไปป่าวประกาศโฆษณาเชิญชวนลูกค้ารึเปล่า ผู้คนจึงไม่รู้ว่าในร้านนี้มีอะไรขาย”

“เป็นเช่นนั้นหรือ” หนิงอันเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง ท้อใจเสียจนจะยกขาทั้งสองขึ้นมากอดแน่นไว้แนบอก

“การค้าขายก็ย่อมต้องมีกลยุทธ์ เช่นว่า ในชั่วยามนี้ซื้อหนึ่งลูกแถมหนึ่งลูก ซื้อเยอะก็มีส่วนลดเยอะ เช่นนี้ย่อมดึงดูดผู้คนมากกว่ามานั่งปัดแมลงรอคอยลูกค้าอย่างที่เจ้าทํา” ซื่อหลานคีบเส้นหมี่ผัดเข้าปาก นั่งเฝ้าร้านช่วยสหายเสียจนเสียเงินไปให้ร้านรวงรอบข้างหลายอีแปะ (หน่วยเงินของจีนสมัยก่อน)

ทําเอาสหายผู้เป็นเจ้าของร้านต้องเหล่สายตามองเหล่าบรรดาอาหารที่เต็มโต๊ะแต่ไร้ซึ่งซาลาเปาของตนด้วยแววตาเลื่อนลอย

เจ้ากล่าวว่าไม่หิวมิใช่หรือซื่อหลาน…สหายที่รักของข้า

“ทําไมท่านพ่อข้าถึงไม่สั่งสอนข้าเช่นนี้บ้าง” หนิงอันยกตะเกียบขึ้นมากัดอย่างขุ่นเคือง ลี่หยางกับซิงเทียนจึงได้แต่ช่วยลูบหลังปลอบโยนคุณชายของตนให้ใจเย็นลงอีกนิด

“เจ้ากล่าวว่าต้องการพิสูจน์ตน พ่อของเจ้าอาจจะอยากให้เจ้าเรียนรู้ขวนขวายด้วยตนเองก็เป็นได้ ใครใช้ให้เจ้าเอาแต่เที่ยวเล่นไม่สนใจงานของตระกูลตนเองเล่า” ได้ยินซื่อหลานกล่าวเช่นนั้น หนิงอันก็นึกอยากเตรียมมีดมาแล่ปากคอเลาะร้ายของสหายเหลือเกิน

มิใช่เพราะพวกเจ้าหรอกหรือที่ชวนข้าออกเที่ยวเล่นเถลไถลน่ะ

“เช่นนั้นข้าจะให้ลี่หยางเขียนป้ายประกาศตอนนี้เลย”

“ใช่ว่าทุกคนจะอ่านออกเขียนได้ ผู้คนในเมืองเราไม่ได้เล่าเรียนตําราไปเสียเกือบครึ่ง แล้วเจ้าจะขายให้ผู้คนไม่รู้หนังสืออย่างไร” หนิงอันครุ่นคิดตามคําของสหาย ใบหน้าเยาว์ยามขบคิดนั้นดูน่าชังเสียจนซื่อหลานอยากยกมือไปบิดแก้มกลม

“มีคนคอยป่าวประกาศอยู่หน้าร้านดีหรือไม่ ข้าจะลองปรึกษาท่านพ่อเรื่องจ้างคนงานในร้านสักคน”

“เช่นนั้นก็ดี”

“วันนี้ข้าก็คงจะขายไม่ได้อีกแล้ว” หนิงอันเศร้าสร้อย มองซาลาเปาที่อุ่นแล้วอุ่นอีกอย่างเจ็บปวดในใจ

“เอาไปแจกจ่ายดีหรือไม่ คิดเสียว่าเป็นการเชิญชวนลูกค้าอีกหนทางหนึ่ง ซาลาเปาเพียงสองหม้อนึ่งมิทําให้เงินในถุงของเจ้าลดลงมากนักหรอก”

ลี่หยางได้ยินสหายคุณชายของตนกล่าวก็คันปากอยากค้านว่าเพียงสองหม้อเสียเมื่อไหร่ นับรวมๆ ดูแล้วซาลาเปาที่เสียหายไปทั้งหมดน่าจะเก็บไว้กินได้เกือบเดือน แต่ก็ยับยั้งใจสงบปากสงบคําไว้ได้ทัน

หนิงอันพยักหน้าอย่างเห็นชอบกับความคิดของซื่อหลาน ในใจนั้นครุ่นคิดว่าควรนําไปแจกจ่ายให้กับผู้ใดถึงจะเป็นการทําประโยชน์ให้ตนอย่างสูงสุดดี

“ข้ามีคนที่อยากจะให้พวกเขาได้กินซาลาเปาของข้าอยู่เยอะเชียวล่ะ”

เฮ้อ เช่นนี้แล้ว วันนี้ข้าก็คงจะขายซาลาเปาไม่ได้อีกตามเคยสินะ





*****





น้องจะได้ขายซาลาเปาไหมน้อออ


ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
เออจะได้ขายซาลาเปาอร๊อยอร่อยกันดีๆสักทีไหมละเนี้ยหนิงอัน มันช่างอุปสรรคเยอะดีแท้ 5555 แต่ก็นะมันแค่เริ่มต้นเอง ค่อยๆเรียนรู้การตลาดไป  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3408
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0

คิดการใหญ่ใจต้องใหญ่ตาม (จบ)



“นั่นเจ้าปิดร้านกันแล้วหรือ” ไม่ต้องหันไปมอง หนิงอันก็รู้ได้ว่าผู้ใดคือเจ้าของเสียงคําถาม อดคิดไม่ได้ว่าหยางหลงอาจมีญาณทิพย์คอยสอดส่องตนอยู่ก็เป็นได้ เพราะช่างมาได้ถูกเวลาอยู่ร่ำไป

แต่ข้าไม่ได้จะไปทําเรื่องไม่ดีนะ!

หยางหลงสืบเท้าเข้ามาใกล้ทั้งสอง ซื่อหลานก้มหัวทักทายด้วยความเคารพอีกฝ่าย หยางหลงเองก็พยักหน้าตอบรับอย่างให้เกียรติอีกฝ่ายเพราะแม้จะอายุน้อยกว่าแต่ก็เป็นถึงคุณชายใหญ่ของอีกตระกูล

“วันนี้ข้าเฝ้ารอลูกค้าจนซาลาเปาจะเปื่อยหมดแล้ว เห็นว่าอย่างไรวันนี้ก็คงขายไม่ได้เลยเตรียมจะเอาพวกนี้ไปแจกจ่าย” หนิงอันชี้ไปทางตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยก้อนแป้งสีขาวที่ยังคงมีควันลอยกรุ่นอยู่เต็มทั้งสองตะกร้าใหญ่ หยางหลงมองตามทิศทางของนิ้วแล้วจึงได้หันกลับมามองหน้าของผู้พูด แม้นจะดูปกติดีแต่ยังคงมองเห็นกระแสของความผิดหวังอยู่ไม่น้อย

“เช่นนั้นข้าก็มาเสียเที่ยวแล้ว” หยางหลงแสร้งถอนหายใจดัง สื่อให้เจ้าของร้านทราบว่าตนต้องการมาเป็นหนึ่งในลูกค้าของวันนี้

หนิงอันตาโตลุกวาวขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้พูดมีเจตนาจะมาอุดหนุนซาลาเปาของตน แต่เมื่อคิดว่ายามนี้ตั้งใจจะนําไปแจกจ่ายแล้วจึงได้แสดงสีหน้าลําบากใจออกมา คิดไม่ตกว่าต้องเอ่ยปฏิเสธอย่างไรไม่ให้เสียน้ำใจ

“แต่เดี๋ยวข้าค่อยซื้อของวันพรุ่งนี้ก็ได้ วันนี้เจ้าอยากนําไปแจกจ่ายก็ทําตามประสงค์ของตนเองก่อนเถอะ แลกกับให้ข้าติดตามไปด้วยในวันนี้” ใจจริงนั้นหยางหลงเพียงต้องการมาสอดส่องดูร้านของน้องชายเพียงเท่านั้น แต่เมื่อยามนี้สหายที่หายหน้าหายตาไปนานของหนิงอันกลับมา ในใจก็มีความวิตกอยู่ไม่น้อย เกรงกลัวว่าจะชักชวนกันไปทําเรื่องชวนปวดหัวให้ได้ตามเก็บเช็ดกันอีก

“ท่านเสร็จงานจากโรงฝึกแล้วหรือ” หนิงอันเอียงคอถามอย่างฉงน ปกติแล้วต้องเลยยามเว่ย (13:00-14:59น.) ไปแล้วเหล่าคนที่โรงฝึกถึงจะได้แยกย้ายกัน

“วันนี้ท่านช่างหลิวต้องการปรับหน้าดินให้เรียบ จึงมีซ้อมแค่เพียงครึ่งวันเท่านั้น” หยางหลงตอบเพียงสั้นๆ พลางก้าวเข้ามาหยิบเอาตะกร้าที่ซิงเทียนถืออยู่ คราแรกซิงเทียนไม่ยอมปล่อยให้ผู้เป็นนายได้ไปแต่เมื่อหนิงอันพยักหน้าอนุญาตจึงยอมจํานนต่อเรี่ยวแรงของผู้ใหญ่

“เจ้านําไป” เมื่อผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มเอ่ยปาก ผู้เป็นเจ้าของร้านจึงพยักหน้าให้ผู้คนในคณะของตนออกเดิน

หนิงอันนั้นไม่ได้แจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าร้านรวงใกล้ๆ รวมทั้งในละแวกตลาดนั้น แต่ขาเรียวเล็กยังคงซอกแซกไปตามหนทางในตลาดอย่างผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกหนแห่งในละแวกนี้ ตาเรียวก็คอยสอดส่องซ้ายทีขวาทีคล้ายกับกําลังมองหาใครสักคนอยู่

ผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของต่างมองมายังกลุ่มคณะของหนิงอัน แต่เพราะชินเสียแล้วกับการที่คุณชายใหญ่ตระกูลหวังจะออกเที่ยวเล่นกับสหายจึงไม่ได้ให้ความสนใจในตัวของเด็กทั้งสองมากนัก ที่แปลกก็คือหยางหลงที่ติดตามมาด้วย เรียกสายตาชาวบ้านให้มองตามเสียจนคอเคล็ด หญิงสาวคนใดที่ถึงวัยปักปิ่นแล้ว (วัยที่สมควรแก่การออกเรือนได้ อายุ 15 ปี) ต่างใช้สายตาเมียงมองมาอย่างขวยเขิน แต่หยางหลงมิได้ให้ความสนใจผู้คนรอบข้างเท่าใดนัก

“เจ้า! เดี๋ยว…หยุดก่อน ข้าไม่ได้จะทําร้ายเจ้า! เดี๋ยว…โถ่!” ออกเดินซอกแซกตามทางได้ไม่นาน หนิงอันก็ตะโกนร้องเรียกคนผู้หนึ่งเสียดังจนทุกสายตาต้องหันไปมองหาตามทิศทางสายตาเจ้าของเสียง แต่ก็มิทันได้เห็นหน้าดีด้วยอีกฝ่ายนั้นวิ่งหนีออกไปไกลอย่างรวดเร็วประหนึ่งกําลังหนีสัตว์ประหลาดอยู่

“ตามเด็กคนนั้นไป เร็ว!” หนิงอันคว้าเอาชายเสื้อคลุมที่ยาวรุ่มร่ามเกินจะออกลวดลายได้มาหนีบเอาไว้ ก่อนจะสาวเท้าออกวิ่งตามไปอย่างเร็ว ลี่หยางกับซิงเทียนที่มัวแต่ตะลึงอยู่เห็นเพียงแค่หลังของคุณชายของตนอยู่ไกลลิบๆ ตามติดด้วยท่านหยางหลงและท่านซื่อหลาน ถึงจะได้สติออกวิ่งตามไปด้วย

ด้วยเพราะในตลาดยามนี้มีผู้คนออกมาเดินอยู่มาก ทําให้การวิ่งติดตามนั้นเป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่หนิงอันก็ไม่คิดย่อท้อวิ่งตามอีกฝ่ายจนเห็นแผ่นหลังเล็กอยู่ข้างหน้าไม่ไกล

“หยุดก่อน! เจ้าเด็กคนนั้นน่ะ” หนิงอันพยายามข่มใจตัวเองเป็นอย่างมากไม่ให้ขว้างปาสิ่งใดไปเพื่อหยุดอีกฝ่าย นึกเสียใจที่ไม่เคยออกแรงขาเสียบ้าง มายามนี้วิ่งได้เพียงไม่นานก็แทบหมดแรงล้มแล้ว

ยามนั้นเองที่หยางหลงยัดเอาตะกร้าใส่อ้อมแขนของหนิงอันก่อนจะใช้วิชายุทธ์กระโดดตีลังกาไปหยุดอยู่ต่อหน้าของเด็ก เมื่อถูกตัดหน้าเท้าจึงจําต้องหยุดลงอย่างกะทันหันเสียจนหกล้มลงคลุกฝุ่น ผู้คนรอบข้างแตกกันเป็นวงกว้างแล้วจึงตีกรอบล้อมรอบเข้ามามุงคอยดูท่าสถานการณ์

คุณชายขอรับ เช่นนี้ชาวบ้านจะไม่เอาไปกล่าวหาในทางที่ผิดหรอกหรือ?

ลี่หยางนึกอยากเอ่ยถามเจ้านายน้อยของตน แต่ทําได้เพียงแค่ยืนหอบกอดตะกร้าซาลาเปาไว้แน่นโดยมีซิงเทียนโบกพัดด้วยมือให้อยู่ข้างๆ

“เจ้า…” หยางหลงนึกอยากเอ่ยถามเด็กน้อยว่าทําไมถึงต้องวิ่งหนีพวกตน แต่เมื่อคิดดูดีแล้วๆ กลับต้องเงยหน้ามองหนิงอันที่ยืนหอบอยู่ไม่ไกลว่าไยเจ้าต้องวิ่งตามเด็กน้อยผู้นี้!

แล้วตนจะวิ่งตามมาด้วยด้วยเหตุอันใด?

ยิ่งนึกคิดยิ่งสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ช่วยเหลือให้เด็กน้อยที่นั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้นยืนพร้อมตรวจดูว่าได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่

“เจ้า…ข้าบอกว่าอย่าวิ่ง แค่กๆ ข้าแค่ต้องการเอาซาลาเปามาให้” หนิงอันกล่าวไปหอบไป รู้สึกเหมือนใช้กําลังกายที่สะสมมาทั้งปีหมดไปแล้วในยามนี้

????

ชาวบ้านรอบข้างต่างฉงนสงสัยกับคํากล่าวนั้น ครั้นเมื่อเพ่งมองดูดีๆ จึงเห็นว่าผู้ที่กําลังมีเรื่องมีราวกับคุณชายหนิงอันอยู่คือ ‘ซื่อหยุ่น’ เด็กน้อยที่แสนคุ้นตาของชาวตลาด เป็นลูกของชายขี้เมาผู้หนึ่ง ไม่ทําการทํางานคอยแต่ไล่ให้เด็กน้อยออกมาขอทานอยู่ในละแวกนี้ ผู้คนมักเห็นเด็กน้อยในชุดเก่าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเปรอะเปื้อนดินแลดูมอมแมม บางคนนั้นก็นึกเวทนาสงสารหยิบยื่นอาหารไว้ให้กินบ้าง แต่ก็มีไม่น้อยที่รังเกียจเดียดฉันท์คอยไล่ให้ไปไกลจากสายตา

คราแรกนั้นหนิงอันหลงลืมอีกฝ่ายไปแล้ว แต่เมื่อนึกถึงกลุ่มคนที่ตนต้องแวะเวียนไปขอโทษได้ ชื่อของคนแรกนั้นก็คือเด็กน้อยขอทานซื่อหยุ่นที่ตนกับพวกพ้องเคยลงมือกลั่นแกล้ง เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้นในชาตินี้ จึงไม่นึกแปลกใจที่เด็กน้อยจะวิ่งหนีคนที่ตะโกนเรียกตนเสียเสียงดังอย่างหวาดกลัวเช่นนี้ แต่อันที่จริงแล้วหากเหตุการณ์เช่นอดีตเกิดขึ้นแล้ว เด็กน้อยก็คงจะหวาดกลัวตนกับซื่อหลานไม่ต่างกันกับตอนนี้ หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

ชาติที่แล้วหนิงอันกับสหายมาเดินเที่ยวเล่นที่ตลาดในเวลาเดียวกับที่เด็กน้อยออกมาจากเรือนเพื่อนั่งขอทานพอดี เด็กน้อยที่หิวโหยเดินโซซัดโซเซออกมาจากตรอกมิทันได้ระวังก็ชนเข้ากับกลุ่มของหนิงอันเสียจนเสื้อผ้าของแต่ละคนเปรอะเปื้อน ด้วยความโมโหหนิงอันจึงคว้าเอาผลไม้จากร้านแถวนั้นปาใส่เด็กน้อยไปหลายลูกเสียจนอีกฝ่ายคุกเข่าก้มหน้าร้องขอโทษอย่างน่าเวทนา หากแต่พวกตนมิได้สนใจเสียงร้องนั้น คว้าหยิบเอาสิ่งของในร้านละแวกนั้นปาใส่เด็กน้อยอยู่นานจนพึงพอใจแล้วจึงเดินจากไปอย่างมิไยดี

เมื่อกลับไปแก้ไขอดีตชาติไม่ได้ หนิงอันจึงอยากไถ่โทษคืนในชาตินี้

“เจ้ารู้จักกับเด็กน้อยคนนี้หรือ” ซื่อหลานที่เพิ่งจะหายใจได้ทั่วท้องขมวดคิ้วนึกไม่ตกว่าพวกตนเคยพบเจอกับเด็กน้อยผู้นี้ที่ใด หนิงอันจึงส่ายหน้าแล้วเอ่ยตอบ

“ข้าเคยเห็นผ่านสายตาเท่านั้น เอ้า! เจ้าน่ะ นี่เป็นซาลาเปาที่ข้าทําเอง เอากลับไปกินซะ แล้ววันนี้ก็ไม่ต้องออกไปขอทานแล้ว” หนิงอันกล่าวไปหยิบซาลาเปาไส้ละสองลูกในลงในถุงกระดาษไป ก่อนจะยื่นให้เด็กน้อยที่มองตามมือของหนิงอันอย่างไม่กะพริบตาอยู่ เมื่อเห็นว่าคุณชายผู้นี้ยื่นถุงให้ตนก็เบิกตากว้างอย่างยินดี คว้าเอาถุงเข้าไปกอดแนบอกอย่างหวงแหน

“ยามนี้ข้าต้องการคนงานที่ร้านเพิ่ม ข้าจะมีเบี้ยจ้างให้วันละ 30 อีแปะ อาหาร 1 มื้อกับซาลาเปาวันละสองลูก หากเจ้าอยากไปทําล่ะก็ให้มาเจอข้ายามเฉินพรุ่งนี้ที่ฝั่งตะวันตกของโรงเตี๊ยมตระกูลหวัง ข้าจะเตรียมชุดใหม่ไว้ให้เจ้าเปลี่ยนด้วย” หนิงอันกล่าวช้าๆ ให้เด็กน้อยซื่อหยุ่นที่วัยประมาณซิงเทียนเข้าใจ ก่อนจะตบหัวเด็กน้อยเบาๆ ให้ได้สติขึ้นมา

“เจ้าเป็นใบ้หรือ ตอบตกลงข้าเสียที”

“ข้าจะไป ท่านอย่าโกหกข้านะ!” ซื่อหยุ่นลูบหัวที่โดนประทุษร้ายของตนก่อนจะยกยิ้มกว้าง แล้วออกวิ่งกลับไปทางเรือนเล็กของตนอย่างรวดเร็ว ในอ้อมอกนั้นอุ่นด้วยซาลาเปาหอมๆ หอมเสียจนใจเต้นแรง

โชคดีเหลือเกินที่มาเจอคุณชายผู้นี้

“ไปเร็ว ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ต้องการซาลาเปาของข้า” หนิงอันเชิดหน้าขึ้นใส่เหล่าบรรดาชาวบ้านที่เตรียมหาเรื่องไปพูดคุย เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ต่างพลิกกลับไปหมดก็แยกย้ายกันไปมิใคร่สนใจอีก

หนิงอันออกเดินตามหาผู้คนที่ตนเคยกลั่นแกล้งเมื่อชาติที่แล้วอย่างมุ่งมั่น บางคนบางเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำไปแล้ว แต่หนิงอันกับซื่อหลานที่พอจะเข้าใจในการกระทําของสหายและคิดว่าไม่เสียหายอันใดก็กล่าวขอโทษอย่างใจจริงพร้อมมอบของทําขวัญเป็นซาลาเปาที่ตนทําเองให้แก่คนเหล่านั้น บางคนเป็นพ่อค้าแม่ค้า บางคนก็เป็นคนงานในร้านอาหารหรือโรงเตี๊ยม บางคนก็เป็นขอทาน หรือแม้กระทั่งคนไร้บ้าน มีเยอะมากมายจนนับไม่ถ้วน หนิงอันเองยังลอบปาดเหงื่อเมื่อนับนิ้วดูแล้วมีผู้คนที่ตนต้องตามหามากกว่า 20 ราย

แต่ด้วยชาติก่อนไม่มีโอกาสได้ขอโทษยามนี้จึงมุ่งมั่นตามหาผู้คนเหล่านั้นอย่างไม่ย่อท้อ

“ทําเช่นนี้แล้วจะถือว่าเป็นการโฆษณาร้านของเจ้าอย่างไร” แม้คําถามของซื่อหลานจะดูคล้ายผู้พูดไม่พอใจนัก แต่แววตาที่ฉายแววสนุกกับปากที่ยกยิ้มกว้างก็บ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวนั้นนึกนิยมชมชอบความคิดนี้

“ย่อมเป็นการโฆษณาได้แน่แท้ ผู้คนเหล่านี้มากกว่าครึ่งทํางานในร้านค้าขายหรือในโรงเตี๊ยมทั่วมุมตลาด หากว่าได้ลิ้มรสซาลาเปาของข้าไปแล้วย่อมติดใจ ต้องเล่าให้เพื่อนฝูงหรือลูกค้าของตนฟังบ้างเป็นแน่ เมื่อพูดกันปากต่อปากไปแล้ว มีหรือผู้คนจะไม่สนใจมาซื้อไปลองกินกัน” หนิงอันพยักหน้าให้กับความคิดของตน ก่อนจะออกเดินตามหากลุ่มคนสุดท้ายที่ตนตั้งใจจะไปหา ไม่ถึงครึ่งชั่วยามตะกร้าทั้งสองก็ว่างเปล่า เช่นเดียวกันกับจิตใจที่เคยหนักอึ้งพลันเบาบางลงไม่น้อย

อาจจะดูน้อยไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่ตนเองก่อเอาไว้ แต่อย่างน้อยยามนี้ก็ได้ทําเรื่องดีๆ บ้างแล้ว

หยางหลงเฝ้ามองทุกการกระทําของน้องชายต่างสายเลือดผู้นี้อยู่ตลอดเวลา จากจิตใจที่เคยคลางแคลงสงสัยในวันนั้น ยามนี้ไม่เหลือแม้แต่ข้อครหาหรือมลทินใดๆ ในใจ จริงอยู่ที่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อีกฝ่ายนั้นทําไปเพื่อซื้อใจผู้คน แต่เมื่อมองแววตากับรอยยิ้มยามเจ้าตัวดีใจเมื่อเห็นผู้คนยอมรับคําขอโทษนั้นตนย่อมมองออกว่านั่นไม่ใช่การแสดงเสแสร้ง

เมื่อเฝ้ามองไปเฝ้ามองมา รู้สติตนอีกทีก็ตอนที่ยืนส่งอีกฝ่ายเข้าเรือนไปแล้ว




เช้าวันต่อมาหนิงอันก็เดินทางมายังร้านของตนเร็วกว่าปกติเพื่อรอรับซื่อหยุ่น สั่งให้ลี่หยางพาเด็กน้อยไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงเตี๊ยมของตระกูลที่อยู่ไม่ไกลแล้วจึงแจกแจงงานในร้านวันนี้ให้กับทุกคน

ลี่หยางต้องเป็นผู้ออกไปถือป้ายพร้อมป่าวประกาศ ซิงเทียนกับบ่าวอีกผู้หนึ่งคอยรับรายการจากลูกค้า ส่วนซื่อหยุ่นคอยดูแลลูกค้าที่นั่งกินในร้านที่มีโต๊ะรับรองสองตัว นั่งได้โต๊ะละสองถึงสามที่นั่ง ซึ่งลูกค้าในร้านนั้นจะได้รับน้ำชาดื่มโดยไม่เสียเงิน

เมื่อวานหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว หนิงอันก็ไปหาท่านพ่อของตน เอ่ยเล่ากลยุทธ์ที่จะใช้ค้าขายสองสามข้อ ต้องการความเห็นจากบิดาว่าวิธีใดจะเชิญชวนลูกค้าได้ดียิ่งที่สุด ไม่คิดว่าท่านพ่อจะบอกให้กําหนดวันในการใช้กลยุทธ์คนละอย่างไป นับว่าเป็นการชี้แนะเป็นครั้งแรกจากบิดา เมื่อกลับถึงเรือนตนจึงสั่งให้บ่าวในเรือนส่วนหนึ่งช่วยกันทําป้ายประกาศ อีกส่วนให้ทําซาลาเปาไว้เพิ่ม กว่าจะได้นอนก็ล่วงเข้าสู่ยามจื่อกันแล้ว (23:00-00:59น.) แต่หนิงอันก็ตื่นเช้ามาด้วยจิตใจแจ่มใส กระตือรือร้นลากพวกบ่าวๆ ของตนมาที่ร้านก่อนเวลาจริงเป็นชั่วยาม เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยก็นั่งโบกพัดในมืออย่างอารมณ์ดี

“เจ้าว่าวันนี้พวกเราจะได้เก็บของกลับเรือนกันยามใด” หนิงอันเอ่ยถามพวกบ่าวกับลูกจ้างของร้าน

“บ่าวว่าไม่เกินยามอู่ขอรับ (11:00-12:59 น.) ” ลี่หยางรีบถลากายเข้ามาตอบ เห็นคุณชายของตนอารมณ์ดี ตนย่อมอารมณ์ดีด้วย

“บ่าวไม่รู้ขอรับ” ซิงเทียนยังคงเป็นเด็กน้อยคนซื่อ ไม่รู้จักกล่าวเอาอกเอาใจคุณชายของตน แต่หนิงอันก็ไม่ได้ถือสาหาความรู้ดีว่าซิงเทียนเป็นคนอย่างไร

เมื่อถึงยามเปิดร้าน ลี่หยางก็ออกไปประจําที่ของตน เอ่ยร้องตะโกนเรียกลูกค้าเสียงดังอยู่หน้าร้าน ผู้คนผ่านไปมาย่อมคุ้นเคยกับร้านใหม่ของคุณชายหนิงอันกันแล้ว จากที่เคยเพียงจดๆ จ้องๆ เท่านั้น บางคนก็กล้าที่จะเดินเข้ามาถามไถ่ราคาบ้างแต่ก็ยังมิมีผู้ใดควักถุงเงินซื้อไป

ลี่หยางร้องป่าวประกาศอยู่ครึ่งชั่วยาม ก็ยังไม่มีทีท่าว่าเจ้าก้อนแป้งจะถูกผู้ใดนําพามันกลับเรือน

สีหน้าของผู้ต้องถือแผ่นป้ายแลใช้เสียงมิได้ท้อถอย หากแต่เป็นผู้ที่เฝ้ามองอยู่อย่างหนิงอันที่จิตใจเริ่มอ่อนล้าไปทุกชั่วลมหายใจ หัวใจคล้ายมีสีดํากล้ำกลายเข้ามาปกคลุม

ครั้นกําลังจะเอ่ยถามซิงเทียนว่าเมื่อเช้าตนก้าวขาข้างใดออกจากเรือน ไยถึงได้โชคไม่ดีเอาเสียเลย เสียงหนึ่งก็หยุดความคิดของตนได้ก่อน

“คุณชายขอรับ! เรายังมีเวลาทั้งวัน บ่าวเองก็ยังไม่เหนื่อยเลยขอรับ” ลี่หยางตะโกนเข้ามาในร้านด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ซิงเทียน ซื่อหยุ่นและบ่าวอีกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคํากล่าวนั้น หนิงอันมองใบหน้าของทุกคนในร้านแล้วก็พยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย

ข้าจะไม่ยอมแพ้!

ข้าจะขายซาลาเปาให้ได้!

เนื่องด้วยวันนี้หนิงอันนับให้เป็นวันเปิดร้านวันแรก (?) จึงแถมซาลาเปาให้กับลูกค้าทุกคนที่ซื้อสองลูกขึ้นไป เมื่อได้ยินเสียงป่าวประกาศนั้นเรื่อยๆ ผู้คนก็มุงเข้ามามากยิ่งขึ้น อีกทั้งเมื่อวานหลังจากหนิงอันไล่แจกซาลาเปาให้กับผู้คนไปทั่ว คนเหล่านั้นก็กล่าวชื่นชมรสชาติให้ได้ยินกันปากต่อปากจนมีคนจํานวนไม่น้อยที่อยากจะลิ้มลองเองบ้าง

“ข้าเอาไส้ละลูก”

เสียงที่รอคอยตลอดชั่วยามดังขึ้นที่หน้าร้าน หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งหยุดยืนอยู่หน้าร้านพร้อมจ้องมองซาลาเปาร้อนๆ ในหม้อนึ่ง ซิงเทียนหยุดนิ่งไปหลายอึดใจก่อนจะกุลีกุจอหยิบใส่ถุงกระดาษส่งให้ลูกค้าด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะผายมือให้ลูกค้าส่งเงินให้คุณชายของตนที่รีบก้าวมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ

ยามนี้หนิงอันจ้องมองเงิน 30 อีแปะแรกที่ได้จากการขายซาลาเปาสองลูกของตนด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำ จ้องมองเสียจนลี่หยางที่หันมาเห็นภาพนั้นนึกอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยเช่นกัน

นี่เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตนและบ่าวในเรือนทุกคนเป็นครั้งแรกทั้งในชาตินี้และชาติก่อน จํานวนเงินนั้นแม้ไม่มากแต่ความภาคภูมิใจที่ตีตื้นขึ้นมาในอกนั้นเป็นข้อพิสูจน์ความสําเร็จขั้นแรกได้ดียิ่ง หนิงอันจ้องมองเสียนานจนในที่สุดก็สูดน้ำมูกพร้อมเงยหน้าขึ้นอย่างอดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลลงมา หยิบเอาเงินที่อยู่ในมือใส่ไว้ที่ถุงผ้าที่เย็บมาจากเสื้อของท่านแม่ที่ตนพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ตบมือไปที่ถุงนั้นเบาๆ อย่างต้องการพิสูจน์ว่านี่มิใช่เพียงความฝัน

ก่อนจะคลี่พัดในมือ โบกพัดไปมาอย่างช้าๆ พร้อมออกเดินไปทักทายลูกค้ากลุ่มแรกที่ตบเท้าเข้ามายืนรอสั่งของที่หน้าร้านด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มงาม

ขอให้วันนี้เป็นวันดี และดียิ่งขึ้นในวันต่อๆ ไป






*************




ฉลองงงงงงงงงงงง

 :mc4: :mc4:



ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
พรุ่งนี้เราจะซื้อซาลาเปาหมูสับกิน! อ่านไปก็อยากกินด้วย 5555 หยางหลงรีบมานะ ขายดีเดี๋ยวหมดก่อน หนิงอันกลับมาชาตินี้ ดีจริง แผนการตลาดเยี่ยมมาก เอาใจช่วยเด้อ ขายดีๆ  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 144
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อ่านแล้วหิวเลย รอติดตามนะคะ o13

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3408
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
 
ทุกคนต้องซื้อซาลาเปามากินน้าาาา ถถถถถถถถถ



งานเทศกาลและการประลองทําอาหาร (1)

 

“เร่งมือเร็วเข้า เดี๋ยวของหายร้อน คนงานพวกนั้นจะหาว่าซาลาเปาของข้ามันแย่เอาได้”

“ขอรับคุณชาย”

หนิงอันมองบ่าวในเรือนที่เดินอยู่กันเต็มลานหน้าเรือนแล้วนึกสุขใจยิ่ง หลังจากวันที่ขายซาลาเปาได้เป็นวันแรกและหมดลงอย่างรวดเร็วแล้ว ท่านพ่อก็อนุญาตให้นําบ่าวจากเรือนใหญ่มาคอยช่วยงานเพิ่มอีก 5 คน ถือเป็นรางวัลแรกหลังจากที่กิจการค้าขายสําเร็จไปหนึ่งขั้น นอกจากนั้นหนิงอันยังเอ่ยขอให้ท่านพ่อจ้างบิดาของซื่อหยุ่นเข้ามาช่วยงานที่เรือนแบบเช้ามาเย็นกลับอีกด้วย ดังนั้นในยามนี้ หนิงอันจึงมีบ่าวคอยเรียกใช้งานได้คล่องมือมากขึ้น และด้วยจํานวนคนที่เพิ่มมากขึ้น บ่าวกลุ่มเก่าแก่จึงได้มีช่วงเวลาหายใจหายคอได้โล่งกว่าเดิม

7 วันล่วงเลย ชื่อเสียงของร้านก็ขยายกว้างไปทั่วเขตเมือง ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างตบเท้าเข้ามาลิ้มลองรสชาติจนหนิงอันต้องคอยรับเงินทอนเงินมือเป็นระวิง อีกทั้งเรือนเล็กของหนิงอันก็มักจะสว่างจนถึงปลายยามจื่อ (23:00-00:59น.) เกือบทุกคืนเพราะต้องเตรียมแป้งและไส้ให้มากขึ้น พอรุ่งเช้ามาทั้งเจ้านายทั้งบ่าวก็วิ่งวุ่นเตรียมของเปิดร้านกันวุ่นวาย แต่แปลกที่ไม่มีผู้ใดบ่นออกมาสักเพียงคําเดียว

และในยามนี้งานเทศกาลใหญ่ของเมืองหลิ่งฉีใกล้งวดเข้ามา ผู้คนในเมืองส่วนหนึ่งจึงร่วมมือกันทําซุ้มหน้าประตูเมืองแลพวกซุ้มขายของหน้าลานประลองซึ่งเป็นจุดสําคัญที่ผู้คนจะไปรวมตัวกันอยู่ งานที่ว่านี้เป็นงานเทศกาลเฉลิมฉลองประจําปีที่กินเวลาถึง 3 วัน 3 คืน ด้วยจะมีการประลองหลากหลายรายการเพื่อชิงของรางวัล ดังเช่น การต่อสู้ การต่อบทกวี รวมทั้งการทําอาหารด้วย

ในทุกปีนั้นผู้คนทั่วแคว้นฉินรวมทั้งผู้คนต่างแคว้นจะเดินทางมาร่วมงานจํานวนไม่น้อย บ้างมาจากเมืองใกล้เคียง บ้างมาจากเขตเมืองไกลออกไป ผู้คนจําพวกหลังก็มักจะพักในโรงเตี๊ยมในเมืองหรือเขตเมืองใกล้ๆ

ยามนี้จึงนับได้ว่างานของตระกูลมากมายล้นมือบิดาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทั้งงานที่โรงเตี๊ยม และงานที่ลานประลอง เนื่องด้วยประมุขจากทั้ง 8 ตระกูลต้องร่วมประชุมแบ่งงานกันดูแล สลับหมุนเวียนเปลี่ยนงานกันไปทุกปี ปีนี้ท่านพ่อหวังช่างหลิวต้องเป็นผู้ดูแลร้านค้าหน้าลานประลอง ยามนี้จึงคอยคุมคนงานสร้างซุ้มกันอยู่อย่างขันแข็ง หนิงอันจึงเสนอบิดาไปว่าตนจะทําซาลาเปาร้อนๆ ไปแจกให้เหล่าคนงาน เป็นเหตุให้หลังจากปิดร้านแล้วต้องเร่งรีบกลับเรือนมานึ่งซาลาเปาที่ทําเตรียมไว้ แล้วขนย้ายไปให้กลุ่มคนงานก่อนจะเย็นย่ำไปมากกว่าที่ควร

“เสร็จแล้วก็กลับไปเก็บกวาดเรือนแล้วก็แยกย้ายกันได้ ข้าจะหาอะไรกินอยู่ข้างนอกเลย พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเตรียมสํารับกันอีก” เนื่องด้วยพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของร้าน หนิงอันจึงอนุญาตให้เหล่าบ่าวในเรือนพักกันได้เร็วขึ้น ส่วนตนจะติดตามเกวียนขนของไปยังลานประลองด้วย

“รถม้ามาแล้วครับคุณชาย” เมื่อซิงเทียนเดินกลับเข้ามาแจ้งข้อความ หนิงอันก็มุ่งหน้าเดินไปยังประตูออกจากจวน แต่กลับไม่พบรถม้าใดๆ ที่ตนสั่งให้ซิงเทียนเรียกมา มีเพียงเกวียนขนของ กับลี่หยางที่ยืนทําหน้ากระอักกระอ่วนรออยู่เท่านั้น

“รถม้าล่ะลี่หยาง” หนิงอันขมวดคิ้วมองบ่าวคนสนิทของตน พลางกวาดสายตาเรียวมองรอบข้าง ยามนั้นถึงได้สะดุ้งจนเซถอยหลังไปชนกับลี่หยาง

และด้วยเหตุที่ตัวของบ่าวนั้นก็ไม่ได้โตไปมากกว่ากัน จึงเสียหลักไปชนกับเด็กน้อยซิงเทียนผู้ยืนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่


“หยางหลง!”

“เจ้าไม่นับถือข้าเป็นพี่แล้วหรือ” เจ้าของชื่อนั่งหลังตรงดูท่าทางสง่าอยู่หลังม้าสีดําสนิทดูกลืนเข้ากับสีชุดที่อีกฝ่ายใส่อยู่เสียจนมองคราแรกแล้วเห็นเป็นกลุ่มสีดําทะมึนดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิต เป็นเหตุให้หนิงอันสะดุ้งเสียหลักไป

“ทะ ท่าน! ไยไม่ให้สุ้มให้เสียงก่อนเล่า” หนิงอันแทบกรีดร้อง ดวงหน้าเยาว์ซีดเซียวไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยของบ่าวทั้งสอง

“เพราะท่านผู้เดียว พวกข้าถึงได้ล้มทับกันอย่างนี้”

“ไม่ใช่เพราะเจ้าถอยหลังไปชนพวกเขาเองหรอกหรือ” หยางหลงเลิกคิ้ว และหากไม่ได้คิดไปเอง หนิงอันคิดว่าได้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของอีกฝ่ายอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

“พวกบ่าวไม่เป็นอะไรขอรับ” ลี่หยางกับซิงเทียนละล่ำละลักบอก หนิงอันที่สํารวจตรวจตราบ่าวทั้งสองจนแน่ชัดแล้วจึงพยักหน้าชักชวนสองบ่าวให้ออกเดิน

ไม่มีรถม้าก็ไปรถเกวียนนี่แหละ!

“ลี่หยาง ซิงเทียน”

“ขอรับ!” สองบ่าวต่างวัยหันหลังกลับอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อ ส่วนหนิงอันก็รีบหันกลับมามองเจ้าของเสียงพลางหรี่ตามองอย่างสงสัยใคร่รู้ในการมาปรากฏตัวที่นี่ของอีกฝ่าย หนําซ้ำยังมาขัดขวางการเดินทางของตนอีก

“มาช่วยพยุงคุณชายของเจ้าขึ้นม้ามา” จบสิ้นคํา ขาของทั้งสามก็แข็งค้าง ซิงเทียนกับลี่หยางค่อยๆ หันใบหน้าไปมองคุณชายของตนที่เบิกตากว้างอย่างตกใจอยู่

“อย่าชักช้านัก แป้งจะเย็นซะก่อน” ว่าจบแล้วก็กระตุกเชือกให้อาชาสีดําเข้าไปใกล้ทั้งสาม มองเห็นใบหน้าแข็งค้างของผู้เป็นน้องแล้วก็อดนึกขันในใจไม่ได้

หนิงอันที่คงจะเอ่ยปฏิเสธมิได้จึงได้เดินตัวตรงหลังตรงคอตรงใบหน้าตั้งฉากตรงไปใกล้ม้า ก่อนที่ลี่หยางกับซิงเทียนจะเดินตัวแข็งเช่นกันเข้ามาช่วยคุณชายของตน

หยางหลงช่วยจัดท่าทางให้หนิงอันนั่งพาดหลังม้าอยู่ข้างหน้าตน ก่อนจะตวัดมือไปดึงบังเหียนขึ้นมา ดูท่าทางแล้วคล้ายโอบกอดคนน้องนัก

ส่วนหนิงอันยังคงตัวแข็งทื่อ แต่ภายในใจนั้นสั่นระรัวเสียจนกลัวว่าหัวใจตนจะกระเด็นออกมา ด้วยนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดกับหยางหลงถึงเพียงนี้ แม้แต่วันร่วมหอกันเมื่อชาติที่แล้วยังได้ใกล้แค่เพียงนั่งร่วมรถม้าลากด้วยกันเท่านั้น

ลี่หยางมองตามหลังนายท่านทั้งสองด้วยสายตาที่อ่านได้ยากยิ่งนัก

“แค่กๆ ท่านหยางหลงขอรับ คุณชายหนิงอันเพิ่งจะ 13 นะขอรับ”

“คุณชายทั้งสองไปไกลแล้วนะเกอเกอ” ซิงเทียนงุงงง ไยเกอเกอไม่กล่าวต่อหน้าเล่า…

 

 

“นึกว่าท่านต้องคอยดูแลโรงฝึกเสียอีก” หนิงอันกล่าวถามเสียงเบา ใบหน้าหวานก้มต่ำด้วยไม่กล้ามองรอบข้างนัก ด้วยรู้ดีว่าท่วงท่าการนั่งเช่นนี้อาจทําให้ผู้พบเห็นนําไปพูดกล่าวกันจนเข้าหูท่านพ่ออีกเป็นได้

“ท่านอาจารย์ก็อยู่ที่นั่น ข้าเองไม่ได้มีส่วนช่วยมากนัก สู้ไปช่วยงานท่านช่างหลิวจะมีประโยชน์เสียกว่า ผู้คนจะได้ไม่กล่าวว่าตระกูลหวังเลี้ยงข้ามาเสียข้าวสุกเปล่า”

“จะฟังคําคนพวกนั้นไปไยเล่า! ท่านทําแต่เรื่องดีมีประโยชน์ ดียิ่งกว่าข้าที่เป็นบุตรแท้ๆ ของท่านพ่อเสียอีก” ครานี้เสียงที่เคยแผ่วเบากลับดังขึ้นลั่นบริเวณ ใบหน้างามหันตวัดมาจ้องผู้บังคับม้าอยู่อย่างต้องการสื่อถึงความจริงใจในคําที่กล่าว

“ถึงแม้ท่านจะเย็นชาไปบ้าง ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการต่อสู้ไปบ้าง แต่ข้าและคนอื่นๆ ในเรือนต่างรู้ดีว่าท่านตั้งใจจริงและไม่เคยคิดทําให้ตระกูลเสื่อมเสีย” ยามพูดก็จดจ้องสายตาของผู้พี่ มิได้รู้เลยว่ายามนี้ตนเดินทางมาถึงจุดหมายแล้ว หนําซ้ำผู้คนรอบด้านต่างจดจ้องมายังตนทั้งสอง หยุดมือหยุดเท้านิ่งอยู่กับที่

“ต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยให้กําลังใจ” หยางหลงยกยิ้มตอบ แต่ไม่ได้กว่าวสิ่งใดต่อ ก่อนจะตวัดขาส่งตัวลงยืนตรงที่พื้นด้านล่าง ยามนั้นเองหนิงอันจึงได้สติคืนมา เหลือบเหล่สายตามองรอบข้างที่ผู้คนต่างมองมาแล้วก็รู้สึกคันยุบยิบที่ใบหน้ายิ่งนัก

จ้องมองกันเสียขนาดนี้ มิเดินเข้ามานั่งดูเลยเล่า


“ข้า…”

“ลงมาเร็วเข้า อาหารก็มาถึงแล้ว เจ้าจะได้แจกจ่ายคนงานด้วยตนเองได้” ผู้พูดยื่นสองมือไปรอรับร่างเล็ก ผู้เป็นน้องเห็นเช่นนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจว่าจะลงด้วยตนเองดีหรือยื่นมือออกไปจับมือของอีกฝ่ายดี

!!

หากแต่ไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วนดี ผู้พี่ที่เฝ้ารออยู่ก็เป็นฝ่ายดึงมือของหนิงอันมากอบกุมไว้ กระตุกร่างเล็กให้ตกลงมาในอ้อมแขนก่อนจะค่อยๆ พยุงให้ยืนด้วยสองขาให้ดี แล้วผละตัวเดินออกไปไม่ได้อยู่กล่าวอันใดอีก

หนิงอันลอบลูบมือของตนที่ยังคงเหลืออุ่นไอจากฝ่ามือของผู้เดินจากไปแล้วจึงเผยรอยยิ้มออกมา ครั้นรู้สึกตัวว่ายังอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายก็เก็บรอยยิ้มเสีย แล้วเชิดหน้าไขว้หลังเดินเข้าไปในซุ้มอาหารอย่างไว้ท่าทีของคุณชายใหญ่

“ท่านพ่อ เหนื่อยหรือไม่ขอรับ” หนิงอันค้อมศีรษะให้ผู้อาวุโสรอบซุ้มก่อนกล่าวทักทายบิดาของตน รู้สึกหวั่นใจไม่น้อยว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่อาจทําให้ท่านพ่อไม่พอใจได้ แต่เมื่อมองไม่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็ใจชื้นไม่น้อย เอ่ยชักชวนท่านอาวุโสทุกท่านให้ร่วมทานของว่างที่ตนนํามา

นอกเหนือจากซาลาเปาแล้ว ทางโรงเตี๊ยมก็ส่งอาหารทานเล่นมาอีกสองสามรายการ นําจัดขึ้นโต๊ะให้ท่านอาวุโสแล้วเสร็จ หนิงอันก็ขอตัวไปช่วยลี่หยางกับซิงเทียนแจกจ่ายให้กับเหล่าคนงาน ก่อนไปนั้นก็ได้รับคําชมมากมายทําเอาโค้งคํานับรับมิหวาดมิไหว

“เหอะ ซาลาเปาแจกฟรี ขายไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว”

หนิงอันหยุดชะงักเท้าก่อนถึงซุ้มแจกอาหารเมื่อได้ยินเสียงสหายรัก (?) ดังขึ้น ข่มอารมณ์ของตนไว้ก่อนยกยิ้มพร้อมแค่นหัวเราะให้อีกฝ่ายได้ยินเป็นการทักทาย

“หน้าเจ้าหายแสบร้อนแล้วหรือ”

“เหอะ อย่ามาปากดีใส่ข้า!” ซื่อหมิงกัดฟันกล่าวเสียงลอดไรฟันออกมา เมื่อเห็นท่าทางของหนิงอันที่ยังคงเชิดคอเชิดหน้าอยู่ก็ยิ่งนึกแค้น คราวที่อีกฝ่ายเดินทางมายังจวนของตน หากไม่ใช่เพราะท่านแม่ส่งกระแสบังคับมา ตนก็ไม่มีทางจะให้อภัยอีกฝ่ายเป็นแน่

กี่ครั้งกี่คราวแล้วที่ตนต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้!

“ข้าหรือปากดี หากเจ้าไม่เข้ามากล่าวทักทายข้าเช่นนั้น มีหรือข้าจะโต้ตอบ ดังนั้นก็ย่อมกล่าวได้ว่าข้าเป็นผู้ถูก ‘ปากดี” ใส่ก่อนอย่างแท้แน่นอน” หนิงอันกล่าวด้วยรอยยิ้ม มองใบหน้าบูดเบี้ยวของอีกฝ่ายแล้วนึกพึงพอใจไม่น้อย

“จะ เจ้า…”

“นั่นหน้าเจ้าเป็นอะไร อ้อ ขออภัยด้วย ข้าลืมไปว่าใครบางคนเอาหน้ามารับซาลาปาร้อนๆ ของข้าไปที หน้าจึงได้บิดเบี้ยวถึงเพียงนี้”

“หนิงอัน! เจ้า!” อีกฝ่ายหาคํากล่าวโต้ตอบไม่ได้ก็ได้แต่ชี้มือชี้ไม้กระโดดโหยงเหยงไปมาด้วยอารมณ์ขัดใจ

“ข้าคิด 1 เหรียญทองแดงต่อการเรียกชื่อข้า 1 ครั้งก็พอ อย่าลืมไปจ่ายไว้ที่บ่าวของข้าล่ะ ข้าไม่อยากหยิบของจากมือเจ้า” กล่าวแล้วจึงเตรียมตัวเดินต่อ ถ้ามิมีคํากล่าวเสียดสีจากอีกคนเสียก่อน

“ทําท่าทีรังเกียจข้า มิใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องกลัวพวกต้วนซิ่วอย่างเจ้า” ซื่อหมิงยกยิ้มเหยียด ทําทีเป็นมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะเดินถอยหลังออกไปสองสามก้าว

“เห็นทีต้องอยู่ห่างจากเจ้าเสียหน่อย”

“เจ้าคงจะหมดหนทางแล้วสินะ ถึงได้หยิบยกเรื่องนี้มากล่าว” แม้นเจ็บปวดแต่สีหน้านั้นยังฉายแววหยิ่งทะนง เรื่องตนเป็นต้วนซิ่วไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร คนจะกล่าวอันใดก็ตามแต่ใจผู้นั้น ขอเพียงมิสร้างความเดือดร้อนใจให้ท่านพ่อของตนก็เพียงพอ

“ข้าหรือจะหมดหนทาง สิ่งที่เจ้าเคยกระทําไว้กับข้าหรือผู้อื่นๆ ยังมีมาให้ได้กล่าวอีกเป็นกระบุง”

“แล้วเจ้าล่ะดีนักหรือ”

“ย่อมใช่” ซื่อหมิงเชิดหน้าสูง สายตาเหลือบต่ำมองอีกฝ่าย

ผู้ใดก็ได้ช่วยหยิบกระจกมาให้เจ้าคนตระกูลเหลียนผู้นี้ส่องทีเถอะ

“กล่าวถกเถียงกันไปมาเช่นนี้ดูเหมือนเป็นเด็กนัก ตัวข้านั้นโตมากพอจนมีเรื่องการงานให้ขบคิดแล้ว หากไม่ใคร่จะสนทนาต่อหวังว่าเจ้าจะไม่โกรธเคือง” หนิงอันคิดคํานวณว่าอีกไม่นาน ตนต้องหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาประทุษร้ายอีกฝ่ายเพื่อดับอารมณ์ขุ่นเคืองเป็นแน่ สู้รีบจบบทสนทนาดีกว่า

ช่างน่าปวดหัวเสียจริง

“เจ้าจะหนีล่ะสิ”

“ไปหาคําอย่างอื่นมากล่าวท้าข้าเถอะ ข้าไม่ใช่เด็กน้อยอมมือ”

“งั้นลงประลองกับข้าเป็นไร ดูเป็นหนทางของผู้ใหญ่ดีหรือไม่”

ข้อสรุปของสองสหายรักคือการแข่งประลองต่อสู้ หากเมื่อนําความประสงค์ไปแจ้งแก่ท่านอาวุธโสทั้งหลายก็ได้เสียงหัวเราะขบขันกลับมา ก่อนที่หวังช่างหลิวจะเสนอแนะให้เปลี่ยนเป็นการประลองทําอาหารเปิดเวทีเป็นคู่แรกก็พอ ถือเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาชม ไม่ต้องเอาจริงถือจังนัก ซึ่งก็ได้รับการเห็นดีเห็นงามด้วยจากทุกท่าน

แต่ด้วยหนิงอันแลซื่อหมิงยืนกรานอย่างหนักแน่น จึงมีผู้หนึ่งเสนอให้จัดตั้งกรรมการเพื่อให้คะแนนทั้งสองโดยเฉพาะอย่างจริงจัง ยามนั้นคุณชายใหญ่จากสองตระกูลจึงได้ใจเย็นลงบ้าง แต่เมื่อเห็นต่างฝ่ายต่างมองจ้องตากันอย่างลองเชิงแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ได้แต่หวั่นวิตก หวังในใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะมิเกิดเรื่องเลวร้ายอันใดขึ้น

แค่เพียงทําอาหารเท่านั้น คงมิเป็นไร หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ยกมีดมาแทงกันหรอกนะ

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวในใจอย่างเงียบงัน

 

 

 

******

 

 

โฮะๆๆ

โฮะๆๆๆๆ

โฮะๆๆๆๆๆๆ


 :hao7:

 



ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
เออแข่งทำอาหารเข้าท่าดีเว้ย เมื่อชนะอีกฝ่ายต้องยอมรับฝีมือเขานะ ซื่อหมิงเหมือนแมงวี่แมงวันจริง 5555 มากวนตีนหนิงอันบ่อยๆนี่ แถมยังรังเกียจเขาอีก จริงๆแล้วแอบชอบหนิงอันรึป่าวว่ะ แต่ไม่รักไง กลัวเสียหน้า หาเรื่องตลอด 555 หยางหลงงงง แหมๆ ช่วงนี้ขยันมาทำให้เขาหวั่นไหวได้ทุกวันเลยเว้ย  :o8: :-[ 555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอเชียร์หนิงอันชนะให้ได้นะ ระวังเขาโกงด้วย ชื่อซื่ออาจจะไม่ซื่อ ร้ายมาร้ายกลับไม่โกงอะหนิงอันเวอร์ชั่นนี้ 555  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2783
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
สนุกค่า รอพรีเลย กำตังค์แน่น !

ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
ไหนคะ เห็นแว้บๆ ว่ามีคนตั้งท่าจะลงเรือซื่อหมิงหนิงอันรือออ ๕๕๕



งานเทศกาลและการประลองทําอาหาร (2)



“คะ คุณชายจะลงประลองแข่งทําอาหารหรือขอรับ!!” ลี่หยางทวนคําบอกเล่าของคุณชายตัวน้อยของตนด้วยสีหน้าตื่นตกใจ ตนหรือก็นึกสงสัยว่าคุณชายหายไปไหนเสียนาน ได้ความว่าพบกับคุณชายเหลียนซื่อหมิงแล้วปะทะคารมกันจนถึงขั้นท้าแข่งประลองกันแล้ว ก็รู้สึกคล้ายเลือดลมเดินไม่ค่อยดี หวิวๆ ในอกคล้ายจะเป็นลม จนต้องเอนตัวไปพิงกับซิงเทียนที่โผกายเข้ามารับไว้ได้ทันท่วงที

“เจ้าะตกใจไปทําไม หรือคิดว่าข้าจะแพ้ให้กับเจ้าซื่อหมิงผู้นั้น” หนิงอันเหล่สายตาที่กระตุกถี่มองบ่าวที่ทําท่าทางซวนเซซ้ายขวาอย่างนึกขัดใจกับท่าทาง

“มิใช่ขอรับ เพียงแต่…เพียงแต่…” ลี่หยางกรอกสายตาลอกแล่กไปมา มิรู้จะเรียกหาผู้ใดมาช่วยได้ ซิงเทียนเองก็คงมิกล้าจะต่อกรกับคุณชายเช่นกัน ยามนี้จึงนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาอันตรายยิ่งนัก

“เพียงแต่บ่าวของเจ้าไม่คิดว่าเจ้าจะไปทําอาหารแข่งกับผู้ใดเขาได้น่ะสิ” เสียงสวรรค์ผู้มาช่วย (?) ลี่หยางดังขัดขึ้นก่อนที่หนิงอันจะตรงเข้าไปบีบคอบ่าวของตนอย่างทันเวลา

สายตาเรียวตวัดมองสหายที่คลี่พัดโบกไปมาอยู่อย่างขุ่นเคือง และโดยที่ไม่ได้กล่าวเชิญ ซื่อหลานก็พากายตนลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเสียแล้วโดยมิได้นึกรังเกียจว่าบ่าวของสหายจะนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยเช่นกัน

ไยเจ้าพวกนี้ถึงทําท่าแลพูดจาดูแคลนข้านักเล่า!

หลังจากถกเถียงประเด็นประลองกันแล้วเสร็จ ทางซุ้มอาหารก็แจกจ่ายแก่คนงานหมดแล้วเช่นกัน หนิงอันจึงกล่าวลาผู้อาวุโสและรีบลากลี่หยางกับซิงเทียนออกมาหาของกินเพื่อดับอารมณ์กรุ่นโกรธของตนอย่างทันที มิคิดว่ายามที่สนทนาพูดคุยอยู่กับบ่าวคนสนิททั้งสองจะเจอสหายออกมาเดินเล่นยามเย็นเช่นนี้

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าทําอาหารไม่ได้น่ะซื่อหลาน ซาลาเปาที่ร้าน ข้าก็ร่วมลงมือลงแรงทําเช่นกัน แล้วเจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าชื่อเสียงก็ออกจะไปในทางที่ดี มีแต่คนชมชอบ” หนิงอันวางตะเกียบลง แล้วกอดอกพร้อมกล่าวถึงคุณงามความดีของซาลาเปาตน ยามพูดก็กวาดสายตามองทุกผู้ทุกคนไปด้วย

“เช่นนั้นเจ้าคิดหรือยังว่าจะทําอะไร การประลองแข่งขันย่อมมีเวลาจํากัด หรือเจ้าจะทําซาลาเปาที่ผู้คนทั่วเมืองรู้ดีว่าเจ้าก็เปิดร้านขายอยู่ จะไม่เป็นการรังแกเจ้าคนตระกูลเหลียนผู้นั้นเกินไปหน่อยหรือ”

“เจ้าเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาต่อผู้คนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” หนิงอันคิดปลงตก หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเอาเนื้อผัดเข้าปากเคี้ยวด้วยท่าทางราวกับเจ้าป่ากําลังฉีกเนื้อสัตว์เล็กกินเป็นอาหาร ท่าทางไม่สํารวมผิดจากที่เคยทํายิ่งนัก

“ข้าดีมาตั้งแต่ต้น แต่เจ้าตอบคําถามมาก่อน หากเจ้าจะลงแข่งขันจริงรายการอาหารที่เจ้าจะทําคือสิ่งใด” ซื่อหลานฉวยเอาตะเกียบที่สหายวางลงมาพร้อมกับถ้วยข้าวพร้อมคีบอาหารกินอย่างสบายอารมณ์ หนิงอันจะประท้วงเสียหน่อยก็มิทันการ เตรียมจะเข้าไปบีบคออีกฝ่าย ซิงเทียนเด็กน้อยคนดีจึงต้องเอ่ยเรียกพ่อค้าให้นําข้าวมาให้คุณชายของตนใหม่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ ขึ้น

ลี่หยางที่ขยับกายช้ากว่าเด็กน้อยจึงยกมือขึ้นลูบหัวซิงเทียนด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

เจ้าช่างเรียนรู้ได้ไวดีนักน้องข้า

“ของเช่นนี้จะเอ่ยปากในที่ผู้คนมากมายได้อย่างไร ข้าจะเก็บไว้เป็นความลับเสียก่อน เจ้าจะได้เห็นในวันงานเทศกาลเอง มิต้องกังวล”

"ช่างพิรี้พิไรเสียจริง"

ซื่อหลานอยากบอกสหายเหลือเกินว่าตนมิได้กังวล ตนเพียงแต่หวาดวิตกแทนกรรมการตัดสินเท่านั้น…




สองวันต่อมาหนิงอันก็เปิดร้านดั่งเช่นปกติ แม้ไม่ได้ขายดิบขายดีของหมดภายในหนึ่งชั่วยามเช่นวันแรกแต่ก็ไม่มีวันใดที่ซาลาเปาจะมีเหลือทิ้ง อีกทั้งร้านก็ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้คนรอบข้างมากนัก ด้วยพ่อค้าแม่ค้าร้านรวงข้างๆ นึกใคร่เอ็นดูเด็กน้อยในร้านของหนิงอันทั้งสองคนยิ่ง ดังนั้นซิงเทียนกับซื่อหยุ่นจึงมีของกินมากมายช่วยแบ่งปันให้กับบ่าวผู้อื่นๆ เสมอ

บ่าวคนสนิทหรือกระทั่งผู้คนที่ตนเคยรู้จักเมื่ออดีตชาติ ทุกผู้ทุกคนจึงได้อิ่มหนำสำราญต่างจากชาติก่อนเกินจะเทียบได้ นับว่าการตัดสินใจค้าขายในชาตินี้เป็นไปด้วยดีไม่มีสิ่งใดติดขัดนัก

“ท่านพี่ขา” ช่วงปลายยามอู่ (11:00:12:59น.) เสียงใสของน้องสาวฝาแฝดก็ดังขึ้นก่อนที่ทั้งสองจะปรากฏกายอยู่หน้าร้านพร้อมรอยยิ้มหวาน หนิงอันรีบลุกออกไปรับนางฟ้าทั้งสองเข้าสู่อ้อมแขนก่อนมอบจุมพิตบนแก้มกลมๆ ทั้งสองข้าง

“พวกเจ้ามากับบ่าวพี่เลี้ยงหรือ” ผู้เป็นพี่ปาดเหงื่อออกจากใบหน้าเล็กให้น้องสาวทั้งสองก่อนจะลุกขึ้นยืนมองหาผู้ติดตาม จึงได้เห็นว่ายังมีอีกผู้หนึ่งที่ยืนรอให้ตนหันมามองอยู่

“ท่านแม่ใหญ่กุ้ยเจิน” หนิงอันรีบค้อมกายทักทาย ก่อนเอ่ยเชิญชวนให้เข้ามาข้างในร้าน ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่แม่ใหญ่มาเยือนที่แห่งนี้

“ได้ยินเสียงเล่าลือมาว่าซาลาเปาของเจ้าขายดิบดีเสียทุกวัน เห็นท่าว่าจะจริงไม่น้อย” เมื่อเห็นว่าในหม้อนึ่งเหลือซาลาเปาแค่เพียงไม่กี่ลูก หวังฮูหยิน (ภรรยาตระกูลหวัง) ก็เอ่ยชมพร้อมยกยิ้มให้คุณชายใหญ่ของตระกูล

หนิงอันค้อมศีรษะรับคําชมก่อนจะรินน้ำชาให้ภรรยาเอกของท่านพ่ออย่างนอบน้อมท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปคล้ายมิใช่คนเดิมของหนิงอันนั้น กุ้ยเจินสังเกตเห็นมาโดยตลอด จะหักห้ามใจไม่ให้นึกชื่นชมก็คงจะยากยิ่ง ด้วยมองไปที่หนิงอันยามนี้แล้วก็ได้แต่เฝ้าคิดถึงบุตรชายของตนที่ต้องจากไปก่อนวัยอันสมควร

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ‘หนิงเฟิ่ง’ เพิ่งจะมีอายุเพียง 3 ขวบ และเด็กชายตรงหน้าตนนั้นก็มีอายุไล่เลี่ยกันมาต่างกันเพียง 1 ปีเท่านั้น ด้วยมารดาของหนิงอันเป็นหญิงสาวผู้ที่หวังช่างหลิวรักอย่างหมดหัวใจได้เอ่ยขอให้สามีพาไปเดินทางท่องเที่ยวสู่ภาคใต้ของแคว้นเนื่องด้วยฤดูฝนปีนั้นช่างน่าเบื่อสําหรับนางเกินไป และทางภาคใต้ก็มีเทศกาลดอกไม้จัดขึ้นในทุกปี หวังช่างหลิวจึงตัดสินใจพาทั้งฮูหยินเอกและอนุเหม่ยจูพร้อมบุตรชายทั้งสองไปด้วยกันทั้งหมด ถึงแม้กุ้ยเจินจะปฏิเสธด้วยนึกรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไรก็ไม่เป็นผล

ใครเลยจะล่วงรู้ว่าหนทางที่ต้องผ่านนั้นเป็นทางเลียบภูเขา สายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายพร้อมลมที่พัดกรรโชกรุนแรงจนทําให้ดินถล่มลงมายามเดียวกับที่รถม้าลากของตระกูลหวังไปถึงที่นั่น เป็นเหตุให้ถูกดินถล่มทับเป็นโศกนาฏกรรมของตระกูลที่ไม่มีผู้ใดคิดฝันว่าจะเกิดขึ้น

หนิงเฟิ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้นเอง นับจากนั้นมากุ้ยเจินก็ไม่ข้องแวะกับเรือนของอนุเหม่ยจูอีก เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ที่เรือนใหญ่ด้วยหัวใจที่ทุกข์ระทม ทางฝ่ายเหม่ยจูที่เป็นต้นเหตุให้ครอบครัวต้องเดินทางในยามเสี่ยงอันตราย จนท้ายที่สุดก็เกิดเรื่องราวร้ายแรงขึ้น หลังจากนั้นเหม่ยจูก็ล้มป่วยหนักด้วยสภาพจิตใจที่ไม่เข้มแข็งนัก จากนั้นเพียงแค่ 4 ปีก็ลาจากโลกนี้ไปเช่นกัน

"ท่านแม่ใหญ่มีธุระอันใดกับลูกหรือเปล่าขอรับ" หนิงอันรอจนผู้มาเยือนยกน้ำชาขึ้นจิบเรียบร้อย ค่อยเปิดปากเอ่ยถาม

“ข้าเพียงออกมาซื้อของเล็กน้อย ผ่านมาทางนี้พอดี นางฟ้าของเจ้าก็ร้องงอแงจะมาหาเจ้าให้ได้" กุ้ยเจินว่าพลางหันไปมองบุตรสาวตัวน้อยทั้งสองที่กำลังกินซาลาเปาด้วยสีหน้าแสดงถึงความพึงพอใจ แก้มกลมนั้นก็ขยับยกยามเคี้ยวก้อนแป้งไปมา ดูน่าเอ็นดูมากนัก

"ลำบากท่านแม่ใหญ่แล้ว"

"แต่คงอยู่ต่อนานไม่ได้ สักครู่คงจะต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว เย็นนี้ท่านช่างหลิวเอ่ยปากบอกให้ชวนเจ้ามาร่วมโต๊ะด้วย อย่างไรก็อย่าลืมเสียล่ะ”

“ขอรับท่านแม่ใหญ่”

“ลูกอยู่ที่นี่กับท่านพี่ได้ไหมเจ้าคะ”

“ลูกด้วยๆ” สองฝาแฝดแย่งกันส่งเสียงร้องขอ หนิงอันยิ้มเจื่อนมองใบหน้าของแม่ใหญ่ที่ไม่ได้แสดงสีหน้าอันใดมากนัก แต่เมื่อเห็นว่ามิได้พอใจคําที่บุตรสาวร้องขอก็รู้สึกโล่งในอก

“เจ้าบอกว่าอยากจะทําอาหารให้พี่ใหญ่ของเจ้า ถ้าหากอยู่ที่นี่ต่อจะได้ทําหรือ”

“จริงด้วย!” สองสาวน้อยอุทานพร้อมกันก่อนจะหันกลับมาหาพี่ใหญ่ รีบแย่งกันเอ่ยเชิญชวนให้มากินอาหารของตน เรียกรอยยิ้มกว้างจากพี่ชายได้ อีกทั้งเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานของพี่น้องทั้งสามยังเป็นสีสันให้ร้านเล็กๆ นี้ไม่เงียบเหงาตลอดยามบ่ายของวันได้ดีนัก

ก่อนลากลับจวน หนิงอ้ายและหนิงเหมยยังคงกล่าวย้ำเรื่องอาหารที่ตนจะเป็นผู้ลงมือทำเองอยู่อีกครั้ง นึกสงสัยว่าพี่ชายใหญ่ใคร่อยากกินหรือเปล่า

"พี่ย่อมอยากกินอาหารของนางฟ้าทั้งสองแน่นอน ดังนั้นยามนี้รีบกลับเรือนไปเตรียมทําอาหารให้พี่ดีหรือไม่"

"เจ้าค่ะ!!"

เมื่อร้านกลับมาเงียบลงเช่นดังเดิม หนิงอันจึงเดินไปมองดูซาลาเปาที่ยังเหลืออยู่อีกเล็กน้อย นึกคํานวณเวลาแล้วตนก็อาจจะได้เก็บร้านเร็วกว่าปกติกว่าเกือบครึ่งชั่วยาม เมื่อนั้นเองที่มีลูกค้าเดินเข้ามาเมียงมองอยู่หน้าร้าน หนิงอันที่ยืนอยู่ข้างหน้าจึงกล่าวทักทายพร้อมเตรียมหยิบของใส่ถุงกระดาษเอง

“เอ่อ…ข้าขอเหมาทั้งหมดนี่เลย” ลูกค้าทั้งสองคนเป็นชายที่หน้าตาแลดูแล้วคุ้นไม่น้อย อีกทั้งท่าทางที่ดูลุกลี้ลุกลนนั้นก็ทําให้หนิงอันต้องขมวดคิ้วหรี่ตามองอย่างใช้ความนึกคิด หากแต่ยังไม่ได้กล่าวอันใดออกไป หนึ่งในสองก็เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักออกมา

“ขะ ของร้านท่านมีชื่อเสียงไม่น้อย…ไม่ทราบว่า ได้…ได้รับสูตรมาจากที่ใดหรือ”

ยิ่งได้ฟังคําถาม ยิ่งน่าสงสัยขึ้นทบทวี หากแต่ใบหน้าก็ปรับเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานละมุนส่งให้ลูกค้าทั้งสอง ท่วงท่าที่หยิบเอาซาลาเปาใส่ถุงก็ดูงดงาม ประณีตอย่างล้นเหลือ

“ท่านลูกค้าต้องการสอบถามไปเพื่อการใดหรือ” ใส่ซาลาเปาลงไป 1 ลูกถ้วน ก็เงยหน้าขึ้นมาถามอีกฝ่าย

“แค่กๆ ไม่มีเหตุผลอันใดมากมาย เพียงต้องการรู้เท่านั้น” ทั้งสองยิ่งเหงื่อตกยิ่งขึ้น ลี่หยางที่เห็นท่าไม่ดีเตรียมก้าวเท้ามายืนเคียงคุณชายของตน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ดูงดงามเหลือเกินประดับอยู่บนในหน้าของเจ้านายน้อยก็พลันชะงักเท้า เส้นขนทั้งสรรพางค์กายลุกชันขึ้นมาพร้อมกันโดยพลัน

นะ นั่น มันรอยยิ้มมายา!

“เช่นนั้นก็ย่อมตอบได้ สูตรนี้เป็นต้นตํารับของตระกูลข้าเอง อันที่จริงแล้วยังมีอีกสองสูตรที่ข้ายังไม่ได้ลองทําเนื่องจากวิธียุ่งยาก อีกทั้งข้าก็เกรงกลัวว่าจะทําออกมาได้ไม่ดีนัก” หนิงอันกล่าวเนิบช้าพร้อมหยิบซาลาเปาลูกที่ 2 และ 3 ลงถุง แสนเชื่องช้าเสียจนลูกค้าที่ยืนรออยู่ได้แต่ขาสั่นเหงื่อตกอยู่หน้าร้าน

ส่วนคนงานทั้งหมดในร้านนั้นได้แต่เหลือบสายตามองกัน

…ในบันทึกยังมีอีกสองสูตรหรือ?

“ในเมื่อสองสูตรนั้นข้าไม่จําเป็นต้องเก็บไว้แล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าบอกท่านทั้งสองดีหรือไม่”

“ดี! แค่กๆ ไม่ใช่สิ พวกข้าหมายถึงว่า…เช่นนั้นจะดีหรือ”

“ย่อมดีแท้แน่นอน” หนิงอันเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานอีกครา ก่อนจะเปิดปากเล่าถึงสูตรที่กล่าวอ้าง

“สูตรหนึ่งนั้นท่านต้องเติมพริกลงไปในไส้หมูสับ แต่มิใช่พริกแบบที่ป่นละเอียดแล้ว ต้องเป็นพริกสดๆ ใส่ทั้งเม็ดลงไปประมาณ 3 หรือ 4 เม็ดเพื่อเพิ่มความหอมและความเผ็ดร้อนยามนึ่งสุก ส่วนอีกสูตรนั้น ท่านต้องมีปลาเค็มหมักดอง นํามาตวงเอาน้ำพร้อมสับตัวปลาใส่ไส้หวานกวนไปพร้อมกัน จะมีรสหวานมันเค็ม เป็นสูตรที่โด่งดังในแคว้นอื่นยิ่งนัก หากผู้ใดสามารถปรุงออกมาได้อร่อยแล้วล่ะก็ ย่อมมัดใจผู้ได้ลิ้มลองเป็นแน่” เมื่อเล่าเสร็จซาลาเปาทุกลูกก็อยู่ในถุงเรียบร้อย หนิงอันส่งของให้อีกฝ่ายพร้อมรับเงินมา มิลืมที่จะยิ้มหวานเป็นการส่งท้าย

หากโบกไม้โบกมือลาได้ หนิงอันต้องทําด้วยเป็นแน่…

กับเจ้าคนไร้มันสมองไม่ต่างจากหมูน้อยบางคน วิธีการเช่นนี้ย่อมทำได้ไม่ยากเย็นนัก มีหรือที่คนไร้ความคิดเช่นอีกฝ่ายจะนึกแคลงใจ...ง่ายดายขนาดนี้ก็มิต้องเสียแรงอันใดแล้ว

ดีจริงๆ

“สองคนนั้นหน้าตาดูแล้วคุ้นเหลือเกินนะขอรับคุณชาย” ซิงเทียนเอียงศีรษะอย่างกําลังนึกคิดขณะมองตามลูกค้าทั้งสองที่จากไป แลดูคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเจอกันมาก่อน อีกทั้งคุณชายยังพูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม มิได้วางตัววางท่าใส่

“หึ” หนิงอันแค่นหัวเราะเป็นคําตอบให้ซิงเทียน

“คุณชายขอรับ สูตรเหล่านั้น…” เมื่อลี่หยางเห็นว่าคุณชายของตนไม่ได้ตอบอะไรซิงเทียนเพิ่มเติม จึงเลียบๆ เคียงๆ เข้ามาถามบ้าง

“หึ”

และหนิงอันก็แค่นหัวเราะให้อีกหนึ่งคราเป็นคําตอบแก่บ่าวของตน




“เจ้าจะไม่บอกข้าจริงหรือว่าจะทําสิ่งใด” หนิงอันได้ต้อนรับสหายอีกคราที่ร้านของตนในยามที่บ่าวกับคนงานกําลังช่วยกันเก็บกวาดร้าน ซื่อหลานยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่าท้องอิ่มมาแล้ว จึงยังไม่พร้อมกินซาลาเปาของตนที่ยังคงมีเหลืออยู่ แต่ปากบางยังคงเคี้ยวขนมที่สั่งให้ลี่หยางไปซื้อมาให้อยู่มิขาดสาย

"เจ้าไม่มีสิ่งใดทําแล้วหรือ ถึงได้ออกมาเที่ยวเล่นหาข้าได้ทุกวัน" หนิงอันไม่ใคร่อยากตอบ จึงหาเรื่องอื่นมาชวนพูดคุย

"เจ้าอย่ามาแกล้งเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าจะทําอาหารอะไร" ซื่อหลานนึกอยากจับคอสหายมาเขย่านัก ติดอยู่ที่ว่าตัวก็ไม่ต่างกันนัก หนําซ้ำที่ตรงนี้ยังมีบ่าวของอีกฝ่ายมากมาย ดูท่าแล้วตนคงเสียเปรียบเป็นแน่ จึงยุติความคิดนั้นเสีย

“ข้าบอกแล้วเจ้าจะทําอะไร รอดูวันจริงมิดีกว่าหรือ” หนิงอันรับรู้สีหน้าของสหาย แต่ยังคงเก็บงัมไว้อยู่

“แค่เพียงอยากสอบถาม ทําไมเจ้าบอกสหายรักอย่างข้าไม่ได้เล่า อีกทั้งงานก็เริ่มในอีกสามวันแล้ว จ้าจะเก็บเงียบไปอีกถึงเมื่อไหร่กัน” ซื่อหลานหรี่ตามองสหาย ด้วยความที่อีกฝ่ายไม่บอกอันใดยิ่งน่าสยองถึงผลลัพธ์ยิ่งนัก ผู้ใดที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการรอบของหนิงอันกับซื่อหมิงคงต้องไปขอพรกับท่านเทพเมืองก่อน

“ว่าอย่างไรเล่า” เมื่อไม่ได้ยินคําตอบ ซื่อหลานจึงเอ่ยถามย้ำอีก จะอย่างไรวันนี้ต้องรู้ให้ได้!

“ข้ากําลังคิดชื่อที่เหมาะสมให้กับอาหารจานนี้ของข้าอยู่”

“มันไม่มีชื่อที่คนทั่วไปเขาเรียกขานกันหรือ” ยิ่งพูดคุยซื่อหลานยิ่งปวดหัว ไม่นึกว่าสหายของตนจะเป็นคนมากเล่ห์มากกลได้ถึงเพียงนี้

“ไม่ นี่เป็นอาหารที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเอง ย่อมพิเศษและต้องได้รับชื่อขนานนามที่เหมาะสม จะกล่าวว่าเป็นอาหารทั่วไปไม่ได้” หนิงอันเชิดหน้ายิ้มมุมปากอย่างไว้ท่า หากแต่ซื่อหลานนิ่งค้างไปเสียแล้ว

“แค่ก! จะ เจ้า …สูตรอาหารใหม่เช่นนั้นหรือ? เจ้าคิดค้นเองเช่นนั้นหรือ" ซื่อหลานร้องลั่น นึกอยากกลับเรือนไปสวดภาวนาให้กับผู้คนที่ต้องชิมอาหารของสหายในวันนั้น

“เจ้าอย่าตื่นตกใจไป หากวันนั้นทําเสร็จแล้ว ข้าย่อมแบ่งให้เจ้าได้ลิ้มลอง”

“ลําบากสหายแล้ว” …แต่อย่าเลย ข้ายังมิอยากตาย...




อีกด้านหนึ่งของเขตเมือง


“เจ้าว่าอย่างไรนะ? ต้องใส่น้ำกับเนื้อของปลาเค็มหมักดองเช่นนั้นหรือ!! เจ้าแน่ใจหรือว่านั่นเป็นสูตรซาลาเปาที่แท้จริง ฟังแล้วไยแปลกประหลาดเช่นนี้!" ซื่อหมิงกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อบ่าวกลับมารายงานถึงสิ่งที่ตนให้ไปสืบพร้อมซาลาเปากว่า 10 ลูกที่ได้มาจากร้านของหนิงอัน

"จริงขอรับคุณชาย สิ่งนี้ออกจากปากของคุณชายหวังเองเลยนะขอรับ สีหน้าท่าทางก็ดูมิมีพิษภัย คงไม่ทันได้คิดว่าคุณชายจะส่งพวกบ่าวไป"

"หากเป็นเช่นนั้นก็ดี ข้าจะทำตามสูตรนี้แหละ แต่จะไปหาของเหล่านี้ที่ใดได้ในยามนี้ อีกเพียง 3 วันงานเทศกาลก็จะเริ่มแล้ว”

“คาดว่าที่ตลาดน่าจะพอมีขายอยู่ขอรับ”

“งั้นเจ้าก็รีบไปซื้อมาให้ข้า! เอามาให้หมดอย่าได้เหลือให้เจ้าหนิงอันได้ไป พริกสดก็ด้วย ไปเสาะหามาได้เยอะเท่าไหร่ยิ่งดี! แล้วอย่าให้ผู้ใดรู้ว่าข้าเป็นคนสั่งล่ะ”

“ขอรับคุณชาย”

“หึ หวังหนิงอัน…แค่ซาลาเปา ทําไมข้าจะทําไม่ได้ ของพรรค์นี้มิคณามือข้าสักนิด!”

ว่าพลางกัดซาลาเปาเข้าปากไปหนึ่งคําให้สาแก่ใจตน…



ยามดึกคืนนั้นหลังจากหนิงอันกลับมาจากเรือนใหญ่แล้ว ด้วยความสงสัยใคร่รู้ อีกทั้งตนต้องไปเป็นผู้ช่วยในการแข่งขันด้วย ลี่หยางจึงได้ส่งซิงเทียนเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ ถามคุณชายของตนอีกครา

“ย่อมถามได้ถูกเวลา ข้าเพิ่งคิดชื่อที่เหมาะสมกับอาหารสูตรใหม่ของข้าได้”

“…ขอรับ” บ่าวทั้งสองรอฟังอย่างตั้งใจ

“อย่างแรกคือซุปสายรุ้ง ข้าจะใส่ผักผลไม้ทั้งหมด 7 สีลงไปเคี่ยวด้วยกัน คงจะหอมหวานมิน้อย ส่วนอีกอย่างคือ ผัดสารพัดสรรพสัตว์ มีทั้งหมูเป็ดไก่แลพวกแมลงที่ข้าเคยเห็นชาวบ้านในตลาดจับมาทอดขายกัน ย่อมได้รสชาติหลากหลายดูน่าลิ้มลอง เป็นอย่างไร…เจ้าว่าดีหรือไม่”

กล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจในความคิดของตนเสร็จจึงหันมามองหน้าบ่าวทั้งสอง

ลี่หยางกับซิงเทียนพลันนิ่งค้างไป ดวงตามืดบอดไปตลอดทั้งคืน…





*******



โฮะๆๆๆๆ



อย่าลืมให้กําลังใจน้องในการแข่งขันทําอาหารกันนะคะ

(ขอกําลังใจให้นักเขียนด้วยยิ่งดีน้าาาาาา)

ขอบคุณสําหรับเม้นท์จากนักอ่านทุกท่านเลยค่ะ อ่านแล้วมีความสุขมากกก ฮืออออ




ออฟไลน์ ๙พฤษภา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
 :hao7:

งานเทศกาลและการประลองทําอาหาร (จบ)



“คุณชายขอรับ ท่านหยางหลงมารอนานแล้วนะขอรับ”

“เจ้าก็เอาแต่บ่นเสียจริง มิใช่เจ้ารึไงที่เข้ามาปลุกข้าสายป่านนี้”

“แต่เดี๋ยวนี้คุณชายตื่นได้เองนี่ขอรับ”

“แล้ววันนี้มันใช่เวลาปกติที่ข้าตื่นหรือ”

“คุณชายกับเกอเกอหยุดทะเลาะกันก่อนเถอะขอรับ ท่านหยางหลงจะเข้ามาตามเองแล้วนะขอรับ!”

เช้าวันนี้เรือนหลังเล็กของหนิงอันวุ่นวายกันตั้งแต่ช่วงปลายยามอิ๋น (3:00-4:59น.) ด้วยวันนี้เป็นวันแรกของงานเทศกาลประจําเมือง อีกทั้งวันนี้ยังมีพิธีเปิดงานเทศกาลตั้งแต่ช่วงปลายยามเหม่า (5:00-6:59น.) ที่ลานประลองการต่อสู้ ผู้นําของตระกูลใหญ่ทั้ง 8 คนรวมถึงคนในตระกูลจําต้องเข้าร่วมด้วยเป็นปกติในทุกปี แม้ว่าปีก่อนหน้านี้หนิงอันจะสร้างชื่อเสียงไว้ให้ชาวบ้านได้กล่าวขานกันไปทั่วเขตทั่วแคว้น แต่อย่างไรปีนี้ก็ยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมในฐานะประมุขรุ่นต่อไปของตระกูล

หลังพิธีเปิดแล้วเสร็จการประลองในรอบแรกจะเริ่มต้นขึ้นในทันที วันแรกจะมีการคัดเลือกเหล่าบรรดาผู้มาสมัครกว่าพันชีวิตไปตลอดทั้งวัน จนสามารถหาผู้เข้ารอบสุดท้ายเพียง 5 คนเพื่อที่จะชิงรางวัลกันในวันสุดท้ายของงานเทศกาล ดังนั้นตลอดทั้งวันหนิงอันจึงจําเป็นต้องอยู่ที่ลานประลองจนถึงยามเซิน (15:00-16:59น.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดการประลองในวันนี้ ทางร้านขายซาลาเปาของตนจึงต้องให้บ่าวในเรือนมาช่วยกันดูแล

ในส่วนของตระกูลหวัง ได้ส่งหยางหลงกับศิษย์ในโรงฝึกของตระกูลเข้าร่วมการประลองกันร่วมสิบชีวิต นับว่าเป็นจํานวนที่น้อยมากหากเทียบกับตระกูลอื่นอีก 2 ตระกูลของเมืองหลิ่งฉีที่มีโรงฝึกต่อสู้เช่นกัน

ด้วยตระกูลหวังนั้นมุ่งเน้นเรื่องกิจการโรงเตี๊ยมมาเนิ่นนาน ไม่ใคร่สนใจในเรื่องการฝึกวรยุทธ์ต่อสู้นัก แต่เมื่อหวังช่างหลิวขึ้นมาเป็นผู้นําของตระกูลก็เริ่มกว้านหาซื้อที่ดินใกล้จวน สร้างสํานักโรงฝึก ทั้งสู้อุตสาหะเสาะหาอาจารย์มาให้เหล่าลูกศิษย์ท่ามกลางเสียงคัดค้านของรุ่นก่อน แต่ถึงกระนั้นโรงฝึกของตระกูลหวังก็ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน แม้ไม่ใช่โรงฝึกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแคว้นแต่ก็นับได้ว่าเหล่าบรรดาผู้มีศาสตร์วรยุทธ์ที่นี่ไม่ด้อยไปกว่าที่อื่น เพียงแค่มีจํานวนผู้คนน้อยกว่าเท่านั้น

อีกทั้งปีที่แล้วหยางหลงกับศิษย์อีกคนหนึ่งก็เข้าไปถึงรอบ 20 คนได้ แม้ในยามนั้นหยางหลงจะมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับเหล่าบรรดาผู้แข่งขันที่ผ่านเข้ารอบท้ายๆ คนอื่นๆ แล้วถือว่ายังเด็กไม่น้อย

“ท่านหยางหลง ขออภัยที่ให้รอนานขอรับ” หนิงอันสาวฝีเท้าเร็วรี่มายังห้องโถงรับรองในเรือน เมื่อเห็นว่าผู้เป็นพี่นั่งมองมาทางประตูด้วยสีหน้าเรียบนิ่งคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ จําต้องกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงอ่อน รู้ตนดีว่าผิดเวลาไปไม่น้อย

กับคนอย่างหยางหลงแล้วเรื่องวินัยและเวลาเป็นเรื่องสําคัญนัก หนิงอันรู้แจ้งชัดดีมาตลอด

“คราวหน้าอย่าผิดเวลาอีก” หยางหลงพยักหน้ารับก่อนเอ่ยคําตักเตือน

“ขอรับ”

“ท่านช่างหลิวกับคนอื่นๆ เดินทางไปกันก่อนแล้ว พวกเราก็รีบกันเถอะ” หยางหลงลุกขึ้นยืน ก่อนสืบเท้าเข้ามาใกล้ ชุดสีดําสนิทของอีกฝ่ายนั้นช่างดูเหมาะสมดีงามกับรูปร่างสูงโปร่งยิ่งนัก

หนิงอันเผลอตัวมองตามทุกย่างก้าวก่อนคืนสติดีเมื่ออีกฝ่ายก้าวมาหยุดลงตรงหน้าของตนแล้ว

ไฉนชาตินี้ท่านพาตนมาวนเวียนกับตัวข้าใจข้านักเล่า

“แค่กๆ ลานประลองไม่ไกลมากนัก มิใช่ว่าเรายังมีเวลาจะเดินทางไปหรอกหรือ ทําไมท่านพ่อถึงรีบไปนัก” หนิงอันหมุนกายเล็กหนีพี่ชายบุญธรรมของตน ก่อนเร่งฝีเท้าเดินออกจากเรือน ทําทีเป็นรีบร้อนกลบเกลื่อนเหตุการณ์ที่ตนจ้องมองอีกฝ่ายไม่กะพริบตาเมื่อครู่

“ท่านพ่อเจ้าจะไปกินข้าวกันที่โรงเตี๊ยมก่อน เจ้าจะเข้าไปที่นั่นหรือไม่” หยางหลงก้าวเท้าตาม ก้มหน้ามองเจ้าของเรือนที่เดินเร็วรี่เสียจนเกือบจะสืบเท้าตามไม่ทัน บนใบหน้าประดับรอยยิ้มเล็กน้อยก่อนจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อรู้สึกได้ว่าตนกําลังยิ้มเอ็นดูให้กับท่าทางของน้องชายผู้นี้อยู่

“เช่นนั้นก็ดี ข้านึกอยากกินข้าวต้มไม่น้อย” เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูเรือน กลับไม่พบรถม้าที่สมควรจะรอรับตนอยู่ ครั้นหันกลับหลังไปมองสองบ่าวคนสนิทจึงได้เห็นว่าสองพี่น้องนั้นก้มหน้าก้มตาหลบหน้าเป็นพัลวัน

“เจ้าไปกับข้า” หยางหลงจับจูงม้าออกมา ด้วยตัวที่ดําสนิททําให้หนิงอันไม่ได้สังเกตเห็นคราแรก

“แล้วบ่าวของข้าเล่า” หนิงอันไม่ได้อยากทิ้งทั้งสองไปกับหยางหลงเพียงสองคน จะอย่างไรก็เป็นคนของตน

“รถลากนั่นไงเล่า” หยางหลงพยักพเยิดหน้าไปอีกทาง เมื่อเห็นคนลากรถรับจ้างแล้วก็นึกอยากถลึงตาใส่ผู้ตอบคําถามเหลือเกิน

หากจะจ้างรถลากมา มิสู้จ้างรถม้าเลยเล่า!


“เร็วเข้า” เมื่อหยางหลงยื่นมือส่งมาให้ หนิงอันก็จ้องมองมือใหญ่นิ่งค้าง คิดถึงเมื่ออดีตชาติที่เคยได้จับจูงกันแค่เพียงตอนเป็นเด็กเท่านั้นแล้วดวงใจก็ปวดปร่า ดวงตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องกะพริบตาถี่ไม่ให้แสดงอาการผิดปกติอันใดออกมา

“หนิงอัน เป็นอันใดไป” ผู้เฝ้ารอเอ่ยถามอย่างนึกฉงนเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ขยับเขยื้อนกาย

“ท่าน…” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ ก่อนดวงตาที่จ้องมองที่มือจะไล่ระดับไปจดจ้องสายตากัน

“ว่าอย่างไร”

ท่านจะหยิบยื่นมือให้ข้าจับอย่างนี้ ในทุกครั้งไปหรือไม่…

“ไม่มีอะไร ขออภัยท่านด้วย…ลี่หยาง มาช่วยข้าที”

“ขอรับ” ลี่หยางที่เฝ้ามองดูอยู่รีบขยับเท้าเข้าใกล้คุณชายของตน ประคองร่างเล็กกว่าขึ้นนั่งบนม้าที่ท่านหยางหลงจับจูงไว้ สายตาก็เหลือบมองผู้ที่ยื่นมือค้างอยู่กลางอากาศอย่างเห็นอกเห็นใจไม่น้อย

มิรู้ว่าคุณชายของตนคิดสิ่งใดอยู่ แต่ก็นับว่าผิดแปลกจากคํากล่าวที่เคยเอ่ยออกมาจากปากเองว่ารักชอบผู้เป็นพี่ชายของตนมากนัก

“ท่านหยางหลง ท่านไม่รีบหรือ”

หนิงอันเอ่ยเรียกเจ้าของม้าโดยไม่ได้หันมอง ทําท่าทีเป็นว่ายุ่งกับการจัดที่นั่งเล็กๆ ของตนให้ดี มิได้รับรู้ถึงสายตางุนงงเจือความสับสนของผู้ที่กําลังพาตัวขึ้นบนหลังม้าตามมา

“คุณชายของพวกเราโตขึ้นมากเหลือเกินซิงเทียน”

“ถึงข้าจะไม่รู้เรื่องมากนัก แต่ข้าเห็นชอบกับคําของเกอเกอขอรับ”

สองบ่าวต่างอายุมองตามหลังเจ้านายของตนไปพร้อมรําพึงรําพัน




งานประลองรอบแรกนั้นไม่มีสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก (หนิงอันเผลอทํากริยาไม่งามด้วยการหาวไปไม่น้อยกว่าสิบรอบ) ด้วยหากผู้มีฝีมือมากหน่อยก็มักจะชนะไปได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้งผู้เก่งกล้าก็ไม่ใคร่นึกอยากแสดงฝีมือในรอบแรกนี้ จึงนับได้ว่าเป็นช่วงพบปะของเหล่าคนใหญ่คนโตของแคว้นเพียงเท่านั้น ด้วยมีผู้นําจากตระกูลที่มาจากเมืองอื่นและเจ้าสํานักวรยุทธ์รวมทั้งตระกูลขุนนางมาร่วมพิธีเปิดวันแรกไม่น้อย

เมื่อมีช่วงเวลาพักเก็บลานประลองแลให้ผู้เข้าร่วมชมทั้งหลายหาข้าวปลากิน หนิงอันจึงได้ลากบ่าวทั้งสองรวมทั้งซื่อหลานและหนิงจินที่เอ่ยปากขอติดตามมาด้วย ออกมาจากลานประลองทันที ด้วยมิใคร่อยากร่วมสํารับกับบิดาและผู้อาวุโสผู้อื่นๆ

“แล้วเจ้าจะไปหาร้านที่ไหนกิน คนเยอะเช่นนี้มิต้องรอจนงานช่วงบ่ายเริ่มหรือ” ซื่อหลานกวาดสายตามองรอบด้าน ผู้คนต่างทยอยออกจากลานประลองมายืนจับจ่ายซื้อของกินที่ซุ้มด้านนอก บางกลุ่มก็ออกเดินไปยังตลาดที่มีร้านรวงเปิดขายของอยู่มากมาย

“หากเจ้ามิอยากรอนานนัก ไปกินซาลา…”

“ข้ามีร้านที่อยากลอง ไปกันเถอะ” ซื่อหลานไม่รอให้สหายกล่าวจบ ลากเอาผู้ที่ยังอ้าปากค้างอยู่ออกเดินไปตามทางที่ตนอยากไป โดยมีผู้ติดตามมาอีกเป็นคณะเล็กๆ

“นี่มีร้านอยู่แถวนี้ด้วยหรือ” หนิงอันเอ่ยถามสหายอย่างไม่ไว้วางใจ เมื่อส่วนที่เดินมาถึงมีเพียงบ้านเรือนหลังเล็กๆ เรียงรายกันอยู่เท่านั้น

"บ่าวในเรือนของข้าเคยกล่าวถึง พูดกันว่ารสชาติอาหารร้านนี้ดียิ่งนัก"

“แถวนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของบ่าวด้วยขอรับ มีร้านเล็กๆ ของผู้คนที่อาศัยอยู่ไม่น้อย” ซิงเทียนเอ่ยบอกคุณชายของตน นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่บิดามารดายังอยู่แล้วก็อดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา

“หากเจ้ามีเรือนอยู่ไยต้องไปอาศัยที่ตรอกคนไร้บ้านเล่า” หนิงจินนึกใคร่สนใจบ่าวคนนี้ของพี่ชายตนไม่น้อย ด้วยยังเด็กแต่ดูรู้ความ อีกทั้งนิสัยยังสงบนิ่ง สุขุมต่างจากเด็กวัยเดียวกัน

“หลังพ่อแม่เสียไป ญาติๆ ของข้าก็มายึดเอาที่ดินผืนนั้นไปขอรับ” สิ้นคํากล่าวของเด็กน้อย หนิงอันก็หยุดชะงักเท้าทันท่วงที มิเคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วซิงเทียนก็เคยมีบ้านมีเรือนอยู่ ด้วยชาติที่แล้วตนมิได้สนใจไยดีความเป็นมาของเด็กน้อยนัก ชาตินี้ก็ไม่ได้นึกถึงปูมความหลังของซิงเทียนให้ถี่ถ้วน

เช่นนั้นแล้วดวงหน้าหวานก็เศร้าหมองขึ้นมา นึกเอ่ยโทษตัวเองที่ไม่ละเอียดอ่อนให้มากกว่านี้

“หากเจ้าอยากได้เรือนคืน ข้าจะไปเอามาให้ ว่าอย่างไรซิงเทียน” หนิงอันถามด้วยใบหน้าจริงจัง อยากนําความยุติธรรมมาให้บ่าวของตน

“บ่าวอยากอยู่กับคุณชายมากกว่าขอรับ” ซิงเทียนส่ายหน้ารัวก่อนส่งรอยยิ้มให้คุณชาย เห็นดังนั้นแล้วหนิงอันจึงยื่นมือบางเล็กไปลูบหัวเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน

“เช่นนั้นก็ดี ไปกันต่อเถอะซื่อหลาน” หนิงอันไม่ได้เซ้าซี้ให้มากความด้วยมั่นใจนักว่าตนต้องเลี้ยงดูซิงเทียนได้ดีกว่าญาติเหล่านั้นเป็นแท้แน่นอน จึงพยักหน้าให้สหายเดินนําไปต่อ

มิรู้เลยว่าน้องชายของตนที่รั้งรอเดินรั้งท้ายนั้นกําลังจ้องมองบ่าวเด็กน้อยของตนมิคลาดสายตา…

ร้านที่ซื่อหลานพามาเป็นเพิงที่ต่อเติมมาจากเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง ขายอาหารทั่วไปรวมทั้งอาหารแปลกใหม่ที่หนิงอันไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนไม่ว่าจะทั้งชาตินี้หรือชาติก่อน แต่รสชาติถือว่าเทียบเท่ากับโรงเตี๊ยมหรือร้านใหญ่ๆ ที่ขายอยู่ในตัวเมืองได้ดียิ่ง หนิงอันที่ไม่ค่อยนึกอยากกินยังนึกติดอกติดใจอาหารหน้าตาแปลกประหลาดแต่รสชาติถูกปาก จนต้องสั่งมาอีกหลายรายการด้วยอยากรู้อยากลองไปเสียหมด อีกทั้งด้วยเย็นนี้ตนต้องแข่งทําอาหารกับซื่อหมิงแล้ว จึงสนใจใคร่รู้ในสูตรอาหารยิ่งนัก

“ท่านแม่ครัว ข้าใคร่อยากรู้สูตรของผัดหมี่จานนี้ได้หรือไม่” หนิงอันเอ่ยถามเจ้าของร้านทั้งที่กําลังเคี้ยวอาหารแก้มป่องออกมา หนิงจินเห็นพี่ใหญ่ไม่สนใจจะรักษากิริยาท่าทางให้ดีได้แต่ส่ายหัวอย่างนึกปลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเอาเศษเนื้อออกจากข้างริมฝีปากให้

“ต้องขออภัยคุณชายด้วยเจ้าค่ะ แม้นร้านข้าจะไม่ใหญ่โตมากนัก แต่สูตรนี้ก็ใช้ต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มิสามารถบอกแจ้งแก่ผู้อื่นได้เจ้าค่ะ”

หนิงอันได้ยินดังนั้นก็โบกไม้โบกมือไม่ได้ถือสาหาความ

“ถ้าอย่างนั้นท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าจานนี้ใช้เนื้อสัตว์ชนิดใดทํา ยามเคี้ยวแล้วกรุบกรอบแปลกจากอาหารทั่วไปนัก”

“ร้านนี้ทํามาจากเนื้อสัตว์เล็กครึ่งบกครึ่งน้ำรวมกับสัตว์เลื้อยคลานเล็กชนืดหนึ่งเจ้าค่ะ”

“สัตว์ชนิดใดกัน” หนิงอันขมวดคิ้วงุนงง ขณะที่ผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นถือตะเกียบนิ่งค้างไปอย่างนึกขนลุกขนพอง ซื่อหลานถึงกับต้องยกน้ำชาขึ้นกลั้วปากเมื่อตนนั้นคีบกินอาหารจานนี้ไปเสียครึ่งจานแล้ว

“กบเจ้าค่ะ ส่วนสัตว์เลื้อยคลานคือกิ้งก่าเจ้าค่ะ เนื้อน้อยแต่กระดูกเปราะอ่อนปรุงสุกแล้วเคี้ยวกลืนได้ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ”

“มิเคยรู้ว่าสัตว์เหล่านี้นํามาปรุงอาหารได้ด้วย” หนิงจินที่ใบหน้าขาดสีเลือดกลืนน้ำลายลงคอในขณะที่เอ่ยถาม ส่วนซื่อหลานกับลี่หยางตัวแข็งค้างไปเสียแล้วตอนนี้

“กินได้เจ้าค่ะคุณชาย เพียงแต่เนื้อน้อย กว่าจะปรุงได้สักจานจําต้องใช้จํานวนเยอะหน่อย อีกทั้งวิธีการทําก็หลายขั้นตอนไม่น้อย จึงไม่นิยมกันแพร่หลายเจ้าค่ะ”

“ดีๆๆ แม้จะชื่อแปลกยิ่งนัก แต่ถ้าข้าขอซื้อเนื้อเหล่านี้ต่อจากเจ้าได้หรือไม่ คืนนี้ข้าต้องขึ้นประลองทําอาหาร นึกอยากนําไปใส่ในรายการอาหารของข้ามากนัก”

!!!!

ทั้งบ่าวทั้งสหายและทั้งน้องชายร่วมสายเลือดต่างนิ่งเงียบไปตลอดมื้ออาหาร จวบจนเวลาแข่งขันของหนิงอันเริ่มต้นขึ้นก็ยังมิมีผู้ใดกล้ากล่าวอันใดออกมา…



เจ้าของร้านไม่อาจขายเนื้อที่ตากแห้งแล้วให้หนิงอันได้เนื่องด้วยในร้านนั้นมีเหลือเพียงพอแค่ขายวันต่อวันเท่านั้น แต่ก็ยังใจดีถึงขั้นขายสัตว์เหล่านี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ให้โดยคิดราคาถูกแสนถูก ดังนั้นในอ้อมกอดของลี่หยางจึงมีไหใบเล็กที่ใส่กบมา 3 ตัว หนิงจินอุ้มอีกใบที่มีปลาไหลอีก 2 ตัว และซิงเทียนที่หิ้วถุงไม้สานในนั้นเป็นกิ้งก่าชนิดกินได้อีก 3 ตัว เดินออกจากตรอกเล็กนั้น โดยมีหนิงอันเดินเอามือไขว้หลังมองสัตว์ทั้งสามชนิดด้วยแววตาเป็นประกายสุขใจอย่างยิ่งยวด

“เจ้าถือได้แน่นะซิงเทียน” หนิงอันถามไถ่เด็กน้อยที่ถือหิ้วถุงไม้สานอยู่ แม้จะดูไม่หนักแต่ก็นึกห่วงบ่าวเด็กของตน

“ไม่หนักเลยสักนิดขอรับ ให้บ่าวถือไหปลาไหลก็ย่อมได้” ซิงเทียนนึกเกรงใจคุณชายหนิงจินยิ่งนัก อยากจะโอดครวญว่าไยคุณชายหนิงอันถึงมิส่งไหใบนั้นให้ตน

“หนิงจินโตกว่าเจ้า แถมตัวก็ใหญ่กว่า ถือไหใบนั้นให้พี่ชายแค่นี้มิเป็นไรหรอก ใช่หรือไม่เสี่ยวจิน” หนิงอันกล่าวกับเด็กน้อยก่อนหันไปถามความจากเห็นน้องชายของตน หนิงจินคราแรกที่จ้องมองสองนายบ่าวพูดคุยกันอยู่ด้วยดวงตานิ่งเรียบ พลันเห็นพี่ใหญ่หันมาจ้องมองตนก็ชะงักเท้าไปนิด ก่อนจะสืบเท้าเดินต่อไม่แสดงท่าทีผิดแปลกออกมา

“ขอรับพี่ใหญ่ ไหมิได้ใหญ่มากมาย ถือได้สบายนัก” หนิงจินตอบเพียงเท่านั้นก่อนสาวเท้าให้เดินเร็วขึ้น ผู้พี่เอียงคอมองตามหลังน้องชายของตนอย่างฉงนสงสัย

ไยแสดงท่าทางคล้ายไม่พึงพอใจเช่นนั้น? ข้าใช้งานน้องมากไปหรือ?

“เจ้ามันคนซื่อบื้อ” ซื่อหลานเดินมาเคียงข้าง พัดในมือถูกยกมาปิดใบหน้าครึ่งล่างในยามที่เจ้าตัวกําลังส่งเสียงหัวเราะในลําคอ ก่อนจะเดินผ่านหนิงอันไปอีกคน

“ข้าทําสิ่งใดผิดหรือลี่หยาง ซิงเทียน”

“บ่าวก็ไม่รู้ขอรับ”



งานประลองช่วงหลังของวันเริ่มไปกว่าเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว (ครึ่งชั่วยาม = 1 ชั่วโมง) หนิงอันกับคณะเพิ่งจะกลับมาถึงที่นั่งชมเนื่องด้วยแวะไปเก็บข้าวของที่ซื้อมาที่ร้านซาลาเปาก่อน ครั้นมาถึงแล้วก็เห็นว่าหยางหลงกําลังเตรียมตัวลงประลองรอบก่อนสุดท้ายของวัน คัดเอาผู้แข่งขันให้เหลือเพียง 100 ชีวิตไปประลองกันในรอบต่อไปในวันสุดท้าย

“ไยมาช้านักเล่า” หวังช่างหลิวเอ่ยถามบุตรชายทั้งสองเมื่อนั่งลงตรงที่นั่งตามลําดับเรียบร้อยแล้ว

“ผู้คนไปกินอาหารตามร้านแถวนี้เยอะนักท่านพ่อ ลูกกับทุกคนจึงเดินไปหาร้านกินกันไกลเล็กน้อย”

“เช่นนั้นก็ดี ข้านึกห่วงพวกเจ้าจะเกิดเรื่องอันใด ผู้คนจากต่างเมืองต่างแคว้นมาเยอะนัก เจ้าต้องระวังตนให้ดีเล่าหนิงอัน” …เพราะปีก่อนนั้นเจ้าทําซุ้มอาหารพังไปเสียครึ่งลาน…

“ขอรับท่านพ่อ ลูกจะระวังตน ขอให้ท่านพ่อวางใจ” ช่างหลิวพยักหน้ารับคําบุตรชาย ก่อนหันกลับไปมองทางด้านลานประลอง ครั้นเห็นว่าหยางหลงกําลังเดินตรงมายังที่นั่งของพวกตน จึงได้เอ่ยปากถามอย่างสงสัย

“เจ้ามิต้องเตรียมตัวแข่งในอีกไม่นานหรือ”

“ขอรับ” หยางหลงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยตอบ แม้ตนจะก้มหน้าต่ำอยู่แต่หนิงอันรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกําลังเหลือบสายตามองมาที่ตน

หนิงอันขยับกายไปมาบนที่นั่งอย่างนึกแสบคันไปทั่วร่าง มิรู้ว่าหยางหลงต้องการสิ่งใดถึงได้แอบลอบมองตนเช่นนี้

“ท่านมีอะไรจะพูดกับข้าหรือไม่” หนิงอันกระซิบถามเสียงเบา ไม่กล้าหันไปมองทางบิดาด้วยกลัวเจอกับสายตาตําหนิที่ตนพูดคุยกับหยางหลงเช่นนี้

“ข้า…เจ้า…” หยางหลงคล้ายคนพูดไม่เป็น ยามจ้องมองน้องชายต่างสายเลือดของตนผู้นี้แล้วก็สับสนวุ่นวายไปเสียหมด มิรู้ตนว่ากําลังทําสิ่งใดอยู่

“ไม่มีอะไร ข้าจะไปเตรียมตัวแล้ว” หยางหลงลอบถอนหายใจ ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังพื้นที่สําหรับผู้ลงแข่งขัน

“ท่าน!” หนิงอันคล้ายไม่รู้สึกตัว เมื่อเห็นอีกฝ่ายกําลังจะเดินไปจึงรีบคว้าเอามืออีกฝ่ายไว้ด้วยมือของตนทั้งสองข้าง

“ขอให้ท่านเข้ารอบได้อย่างปลอดภัย” แม้เสียงจะแผ่วเบา แม้ผู้คนรอบข้างจะโห่ร้องป้องปากตะโกนเชียร์การแข่งขันเพียงใด หากแต่หยางหลงกลับได้ยินเสียงอวยพรนี้ได้อย่างชัดเจน

“ขอบใจเจ้ามาก” ผู้พี่วางมือบนศีรษะเล็ก ก่อนเดินจากไปในทิศทางของลานประลองด้วยท่าทีองอาจ

ทุกการกระทํานั้นตกอยู่ในสายตาของผู้เป็นพ่อ และน้องชาย รวมทั้งบ่าวทั้งสองที่ติดตามมา…




 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด