#กลชลธาร (ย้อนอดีต/จีนโบราณ) บทที่ 5 กลับมา(27/6/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: #กลชลธาร (ย้อนอดีต/จีนโบราณ) บทที่ 5 กลับมา(27/6/63)  (อ่าน 537 ครั้ง)

ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

                         ----------------------------------------------------------------------------------------------
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-06-2020 23:16:23 โดย leGGyDan »

ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
Intro

"ช่วย... ด้วย..."

ฟองอากาศผุดพรายเป็นสายออกมาจากปากยามพยายามเรียกร้องหาความช่วยเหลือ มือเรียวไขว่คว้าไปตรงหน้าแต่จับมาได้เพียงความเย็นของสายน้ำที่ไหลผ่านนิ้วมือ

แสงสว่างบนผิวน้ำไกลห่างออกไปทุกที เฉกเช่นความหวังที่จะว่ายพ้นห้วงธารานี้ขึ้นไป เมื่อลำคอถูกผูกยึดด้วยเชือกป่านเส้นหนาที่ถ่วงไว้กับท่อนเหล็กดึงร่างให้จมลึกลงสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำไม่ว่าสองขาจะดิ้นรนถีบตัวขึ้นไปสักเท่าไร

วันนี้คงเป็นวันตายของเขาเป็นแน่แท้ ไม่โชคดีเหมือนวันนั้น

สติสัมปะชัญญะสุดท้ายค่อยๆ หลุดลอยออกไปพร้อมฟองอากาศที่ผุดพรายออกจากปาก หากภาพหนึ่งในวันเวลาอันไกลโพ้นราวกับอยู่อีกฟากของมหานทีสีทันดรปรากฏชัดขึ้นในห้วงความคิด

.

.

.

บุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามีนัยน์ตาคมกริบสีอำพันผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป รูปร่างปราดเปรียวสูงใหญ่ ผมสีเงินยาวถึงเอวถูกรวบครึ่งศีรษะประดับด้วยกวานรูปมังกร อาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลที่คลุมกายเปื้อนเลือดบริเวณช่วงอกและท้องเป็นวงกว้าง เขายกดาบเล่มยาวที่กำไว้ในมือทั้งสองข้างสูงขึ้นเหนือหัวแล้วฟันฉับลงมา เลือดสดสาดกระเซ็นราวกับสายฝนร่วงหล่น

ความเจ็บปวดไหลอาบไปทั่วร่างเมื่อหัวใจถูกควักสดๆ ออกจากอกทั้งที่ยังมีลมหายใจ และถูกบุรุษในอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลนั้นกัดกินต่อหน้า

เขาเพ่งมองไปยังนัยน์ตาสีอำพันคมกล้า และตั้งจิตมั่นส่งให้แรงอธิษฐานนี้ติดตามไปทุกชาติภพ

...ข้าขอสาบาน ให้แม่น้ำฮวงโหเป็นพยาน ตราบใดที่น้ำในแม่น้ำหยดสุดท้ายยังไม่แห้งเหือด ข้าจะไม่มีวันลืมดวงตาคู่นี้เป็นอันขาด...


ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
ความทรงจำที่ 1 ชายในฝัน

นัยน์ตาคมกริบสีอำพันผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไปของบุรุษตรงหน้าจ้องเขม็งมายังเขา รูปร่างปราดเปรียวสูงใหญ่น่าเกรงขามอย่างสามขุมเข้าหา ผมสีเงินยาวถึงเอวถูกรวบครึ่งศีรษะประดับด้วยกวานรูปมังกรสะบัดไปด้านหลังตามแรงโทสะที่กระทืบไปบนพื้นเช่นเดียวกับอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลซึ่งเปื้อนเลือดบริเวณช่วงอกและท้องเป็นวงกว้าง

“จงตายไปซะ นังผู้หญิงแพศยา!”

เขาตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ กระบี่เล่มยาวที่กำไว้ในมือทั้งสองข้างถูกยกสูงขึ้นเหนือหัวแล้วฟันฉับลงมา

เลือดสดสาดกระเซ็นเต็มหน้าราวกับสายฝนร่วงหล่น

ความเจ็บปวดไหลอาบไปทั่วร่างเมื่อหัวใจถูกควักสดๆ ออกจากอกทั้งที่ยังมีลมหายใจ และถูกบุรุษในอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลนั้นกัดกินต่อหน้า



“อย่า!” ‘อี้ฟาน’ นอนลืมตาโพลง เหงื่อกาฬแตกเต็มหน้าด้วยความหวาดกลัว

“เป็นอะไร” คนที่กำลังติดกระดุมเสื้อนักเรียนหันมาถามจากหน้ากระจกที่อยู่อีกฟากของห้องเรียกสติอี้ฟานจากห้วงฝันกลับมาสู่ความจริง

อี้ฟานกวาดตามองไปรอบๆ ตอนนี้เขาอยู่บนเตียงในห้องนอนของตัวเองที่แชร์อยู่กับหมิงหยวนคนละครึ่ง ร่างโปร่งค่อยยันกายลุกขึ้นนั่งพลางยกมือขึ้นกุมหน้าอก หัวใจเต้นรัวถี่ ความเจ็บปวดที่โดนควักหัวใจออกไปยังแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของร่างกายราวกับมันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเซลล์ทุกเซลล์ เส้นประสาททุกเส้นรวมไปถึงจิตวิญญาณของเขา

“ลุกไปเรียนไหวไหม ถ้าไม่เป็นอะไรมากก็ไปเช็กชื่อก่อนชั่วโมงโฮมรูมแล้วค่อยแวบไปนอนห้องพยาบาลเอา” ‘หมิงหยวน’ เดินมาตบหลังถาม

“ไม่มีอะไร แค่ฝันร้ายน่ะ”

อี้ฟานตอบแล้วลุกขึ้นแต่งตัว ในขณะที่หมิงหยวนเดินแยกตัวไปเรียกลูกๆ ทั้งสามของเขามากินข้าวเช้า

พอเสียงก๊อกแก๊กของอาหารเม็ดร่วงกระทบชามสแตนเลสดังขึ้น แมวเปอร์เซียสีขาวตัวอ้วนกลมขนฟูเห็นแต่ดวงตากลมวาวราวลูกปัดสีทองกับยอดจมูกสีชมพูก็วิ่งออกจากที่ซ่อนกระโจนเข้าใส่ท่อนขาหมิงหยวนแล้วเริ่มตะกุยตะกายขึ้นไปบนตัวเขา

“เจ้าอี้อย่าเล่นสิ พ่อกำลังเทอาหารอยู่ หกหมดแล้วเนี่ย! เจ้าเอ้อนั่นมันชามน้องมากินชามตัวเองนี่! เจ้าซานลุกมาเร็ว! เจ้าอี้กับเจ้าเอ้อจะแย่งกินหมดแล้วนะ”

เจ้าก้อนขนสีขาวทั้งสามนั้นเหมือนกันราวกับใช้โปรแกรมคัดลอกแล้ววางเรียงๆ กัน ไม่มีใครแยกออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหนยกเว้นหมิงหยวนที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกเพราะแม่ของพวกมันตายจากไปหลังจากคลอดเมื่อสามปีก่อน แล้วพวกมันก็ติดหมิงหยวนแจราวกับว่าเป็นพ่อแมวจริงๆ

อี้ฟานหัวเราะกับเสียงเมี้ยวม้าวของคุณพ่อกับลูกทั้งสามที่ทะเลาะกันทุกวันจนชินแล้วหันไปคว้าเครื่องแบบนักเรียนมาสวม ระหว่างที่กำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ตเขาก็หยุดมองตัวเองในกระจก

ภาพที่สะท้อนกลับมาเป็นเด็กหนุ่มชั้นมัธยมปลายปีสอง อายุ17ปี สูง178 เซนติเมตร แขนขายาวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวยสมส่วนเพราะเป็นนักกีฬาวิ่งแข่งตัวแทนโรงเรียน ผมสีดำสนิทตัดสั้น หากคนที่เขาเห็นในฝันสะท้อนผ่านคมกระบี่ยาวเล่มนั้นเป็นผู้ที่มีใบหน้าอ่อนหวานงดงามยิ่งกว่าหญิงสาวที่เคยพานพบแม้แต่คนที่ขึ้นประกวดตามเวทีนางงามก็ยังสวยได้ไม่ถึงครึ่งและเป็นความงามแท้จริงโดยธรรมชาติปรุงแต่งไม่ใช่ศัลยกรรมตามสมัยนิยมในตอนนี้ เธอมีใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวนวลเนียนราวกับพระจันทร์ข้างขึ้น นัยน์ตากลมอมโศกรับกับแพขนตางอนยาวพริ้มเพรายามกะพริบมองทำให้ยิ่งมีเสน่ห์จนผู้ที่ได้สบแม้จะเพียงครั้งเดียวก็ยากจะลืมลง เรือนผมยาวพ้นเอวที่คอดกิ่วมีสีดำสนิทราวกับหมึกและเงางามดุจแพรไหมชั้นดี รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งนัก จนเขากล้ากล่าวได้ว่าเธอป็นหญิงงามล่มเมืองที่หาหญิงใดในสามโลกมาเทียบเคียงได้ยาก

แล้วเธอเป็นใครกัน ทำไมเขาถึงฝันเห็นเรื่องราวและรับรู้ความเจ็บปวดของเธอราวกับว่าคมกระบี่นั้นฟาดฟันลงมาบนอกของเขาเอง จะบอกว่านั่นเป็นตัวเขาในชาติภพก่อน ภาพในกระจกที่สะท้อนมาให้เห็นถึงจะพอมีส่วนคล้ายอย่างรูปหน้าหน้ากับดวงตาแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหมือนจนคิดได้ว่าเป็นคนเดียวกัน ซ้ำยังคนละเพศ

แล้วผู้ชายในชุดฟ้าคนนั้นล่ะ มีเหตุเคียดแค้นอันใดถึงได้กล่าวคำด่าทอร้ายกาจและลงมือฆ่าหญิงสาวที่ไร้หนทางสู้ได้อย่างเลือดเย็นปานนั้น แถมยังควักหัวใจเอามากินต่อหน้าช่างเป็นคนที่อำมหิตเกินมนุษย์เสียจริง

ระหว่างที่อี้ฟานเดินคู่กับหมิงหยวนไปยังโรงเรียนที่อยู่ห่างจากบ้านไปแค่เดินยี่สิบนาทีเขาก็ยังไม่หยุดครุ่นคิดถึงเรื่องในฝัน เขาเริ่มฝันเห็นภาพนี้ซ้ำๆ หลังรอดตายอย่างปาฏิหาริย์จากอุบัติเหตุทางน้ำ ตอนอายุสิบขวบเขาเดินทางไปธุระกับที่บ้านทางเรือ พอตกกลางคืนขณะที่เรือแล่นอยู่กลางแม่น้ำฮวงโหที่มองไปไม่เห็นฝั่ง พายุใหญ่ก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า พัดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นซัดเรืออับปางลง ครอบครัวของเขาและผู้โดยสารคนอื่นๆ ตายหมด ยกเว้นตัวเขาที่มาฟื้นขึ้นอีกทีในโรงพยาบาลโดยที่จำอะไรไม่ได้เลย ทั้งที่ไม่มีเสื้อชูชีพและตัวเขาก็ว่ายน้ำไม่เป็น มีแต่คำเล่าอ้างจากพยาบาลว่ามีคนไปเจอเขาหมดสติอยู่ริมแม่น้ำและเรียกคนมาช่วยเท่านั้น

แต่จะว่าไปเขาก็ไม่ได้ฝันถึงชายคนนี้บ่อยนัก อย่างมากก็ปีละครั้งสองครั้งในช่วงวันเกิดเท่านั้น เพิ่งจะมีช่วงนี้แหละที่เขาฝันเห็นแทบจะทุกวัน และทุกครั้งที่ผ่านมาภาพฝันจะหยุดลงแค่โดนฟันแล้วเขาตกใจตื่น แต่วันนี้เขากลับเห็นเหตุการณ์ต่อจากนั้นด้วยคือการควักหัวใจออกมากัดกิน

คิดแล้วก็รู้สึกหวิวในอกจนตีองยกมือขึ้นทาบสัมผัสแรงเต้นของหัวใจให้แน่ใจว่ามันยังคงอยู่ดีตรงนั้น

พอเท้าก้าวเข้าประตูโรงเรียนมัธยมชื่อดังประจำจังหวัดใครคนหนึ่งก็เดินมาตัดหน้า อี้ฟานที่ใจลอยและไม่ได้สนใจระวังนักเซจนเกือบล้ม โชคดีที่ได้หมิงหยวนคว้าตัวไว้ทัน

“เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ!”

นัยน์ตากลมรีที่หรี่มองอย่างขุ่นแค้นก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปของเขาทำเอาอี้ฟานขนลุก ทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากันแท้ๆ ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงทำราวกับว่าเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน

“นายรู้จักหมอนั่นไหม” อี้ฟานถาม นัยน์ตายังมองตามหลังร่างเล็กที่เดินขึ้นอาคารเรียนไปด้วยความติดใจสงสัยเพราะแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

หมิงหยวนกอดอกพร้อมจุ๊ปาก "แหม~ แหม~ แหม~ ถามอย่างกับไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ฉายา 'หมิงรู้โลกรู้' ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะเว้ย~”

“ใช่สิ ก็นายมันขาเสือกและขาเม้าท์ประจำโรงเรียนชนิดเจ๊เป่าเปาเจ้าของแผงหนังสือข้างโรงอาหารยังเขม่นด้วยความหมั่นไส้ เพราะรู้ดีสู้นายไม่ได้ แถมเม้าท์ตามนายก็ไม่ทัน”

“นั่นล่ะฉันเอง” หมิงหยวนยืดอดรับคำชมนั้นด้วยความภาคภูมิใจ “นายรู้ไหมว่าการเสือกเป็นกิจกรรมสันทนาการที่ให้ความบันเทิงแต่ลงทุนน้อยที่สุดและช่วยให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับคนในสังคมได้ง่ายที่สุดด้วย”

“ตกลงหมอนั่นเป็นใคร ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”

“เขาชื่อฟานชิงอยู่ชั้นปีเดียวกับเราเพิ่งย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ เมื่ออาทิตย์ก่อน พ่อของเขาเป็นเจ้าของธุรกิจขายเหล้าหมักที่เพิ่งขยายสาขามาเปิดฐานการผลิตใหม่ที่เมืองเราเพราะต้องการน้ำที่มีคุณภาพชั้นดี นายเห็น BMW สีแดงเลขทะเบียนตองสี่ที่เพิ่งขับออกไปไหม นั่นแหละรถของบ้านหมอนั่น ทั้งที่บ้านอยู่ห่างโรงเรียนแค่ห้าร้อยเมตรแต่เดินมาไม่ได้ นั่งรถเมล์ก็ไม่เป็น”

“หมอนั่นเป็นง่อยเหรอ แต่เมื่อกี้ก็เพิ่งจะเดินชนฉันไปนี่นา”

“ง่อยบ้านเตี่ยแกสิ! ฉันจะสื่อว่าหมอนั่นรวยมาก เป็นลูกคุณหนูผู้ดีต้นแดงที่เอาแต่ใจสุดๆ ไปไหนก็ต้องมีคนคอยตามรองมือรองเท้า เอาเป็นว่านายลืมเรื่องที่ชนกันเมื่อกี้ไปซะแล้วอยู่ห่างๆ หมอนั่นไว้ดีกว่า”

อี้ฟานพยักหน้าแล้วแยกตัวไปห้องชมรมวิ่งเพื่อเปลี่ยนชุดเตรียมซ้อมเช้า ในขณะที่หมิงหยวนไปให้อาหารกระต่ายที่โรงเลี้ยงของชมรมคนรักสัตว์ที่เขาเป็นสมาชิกอยู่

อี้ฟานกระตุกเชือกรองเท้าจนแน่นแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมในจุดสตาร์ตบนลู่วิ่ง

เขาหลับตาตั้งสมาธิก่อนจะลืมตาขึ้น นัยน์ตากลมหรี่ลงจนคล้ายนัยน์ตาเหยี่ยวจับจ้องไปยังเส้นชัยที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตรข้างหน้า นับถอยหลังในใจแล้วถีบตัวออกวิ่งเต็มฝีเท้า

ยามที่เท้าก้าวสับไปข้างหน้าท่วงท่าของเขาพลิ้วไหวสง่างามราวกับพญานกกำลังโบยบินประกอบกับหน้าตาที่หล่อเหลาเพราะเหตุนี้อี้ฟานจึงเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องซึ่งมักจะมาเกาะขอบรั้วเหล็กรอบสนามวิ่งร้องเชียร์เขาอย่างออกนอกหน้าและตั้งเป็นกลุ่มแฟนคลับชื่อ 'คนรักอี้ฟาน' พวกเธอมักจะเรียกแทนตัวเองว่า 'คุณแม่' เพราะคนก่อตั้งเป็นกลุ่มรุ่นพี่ที่เอ็นดูอี้ฟานเหมือนลูกหรือน้องชายตัวเล็กๆ ที่อยากดูแล ทั้งตามไปเชียร์และเอาขนมนมเนยมาให้จนเป็นที่หมั่นไส้ของรุ่นพี่ชมรมบางคนที่ฝีเท้าด้อยกว่า

อันที่จริงอี้ฟานไม่ได้เก่งมาแต่เกิด สิบเจ็ดปีก่อนเขาเกิดมาพร้อมกับร่างกายอ่อนแออมโรค ต้องกักตัวเองอยู่ในห้องนอนแคบๆ แทบไม่เคยออกไปเห็นแสงเดือนแสงตะวัน ในวันที่เกิดเหตุเรือล่มพ่อกับแม่กำลังพาเขาเดินทางไปหาหมอที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดาที่ต่างเมือง แต่เขาก็ไม่เคยไปถึงและไม่รู้ว่าหมอคนนั้นมีอยู่จริงไหม

หลังจากออกจากโรงพยาบาลอี้ฟานถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก่อนจะถูกส่งต่อไปตามบ้านญาติแต่ก็ไม่มีบ้านไหนอยากแบกรับภาระเลี้ยงดูเด็กอีกคนอีกแล้ว เขาถูกโยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบ้านแม่ของหมิงหยวนซึ่งเป็นญาติห่างๆ จนแทบจะนับศักดิ์กันไม่ถูก และไม่เคยติดต่อกันมาก่อนเพราะย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอี้ฟาน อันที่จริงเขายังรู้สึกว่าแม่น้ำฮวงโหซึ่งไหลผ่านบ้านเดิมของเขามายังใจกลางหมู่บ้านนี้ยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองครอบครัวไว้มากกว่าสายเลือดเสียอีก

แต่อี้ฟานไม่มีทางเลือกอีกแล้ว นี่เป็นบ้านญาติคนสุดท้ายของเขา หากเขาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะชิงหนีไปเสียก่อนที่จะถูกขับไล่เหมือนหมูเหมือนหมาให้เจ็บช้ำใจอย่างที่แล้วมา เขาขอไปตายเอาดาบหน้าเสียยังจะดีกว่า

พอแม่ของหมิงหยวนหันหลังให้ อี้ฟานตัวผอมกระหร่องก็เดินออกจากบ้านหลังนั้นอย่างรวดเร็ว พอหันไปเห็นว่ามีคนตามมาก็ออกวิ่ง... วิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดแรงล้มลง เขาหอบจนตัวโยน รู้สึกว่าปอดและหัวใจถูกบีบจนเจ็บไปหมด คิดว่าตัวเองคงขาดใจตายเสียตรงนั้นแล้ว แต่เขาก็ไม่ตายเพียงแค่เหนื่อยและหิวมากๆ จากการเดินทางอันยาวนานเท่านั้น

หมิงหยวนเป็นคนตามหาเขาเจอ และแบกเขาที่เท้าพองจนเดินไม่ได้กลับไปบ้านที่ยินดีต้อนรับเขาเป็นครั้งแรก

“ฉันเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง ดีใจมากเลยที่นายมาอยู่ด้วย นับจากนี้ฉันเป็นพี่นายเป็นน้อง ถ้านายโดนใครรังแกก็วิ่งมาหลบหลังฉันได้เลยนะ ฉันจะดูแลและปกป้องนายเองเสี่ยวฟาน”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมาเจ็ดปี อี้ฟานยังจดจำความแข็งแรงของสองมือที่จับเขาเหวี่ยงขึ้นหลังกับแผ่นหลังกว้างอบอุ่นที่ให้เขาพักร้องไห้ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่พ่อแม่จากไปและรู้ตัวว่าต้องอยู่คนเดียว

นับตั้งแต่นั้นมา แม้ครอบครัวของหมิงหยวนจะเมตตาและเอ็นดูเขามากเลี้ยงดูเขาเหมือนเป็นลูกชายอีกคน หากอี้ฟานก็ตั้งปณิธานแน่วแน่แล้วว่าเขาจะไม่ยอมเป็นภาระให้ใคร โชคดีที่บ้านอี้ฟานเป็นสำนักมวยเขาจึงเริ่มฝึกฝนร่างกายไปพร้อมๆ กับหมิงหยวน กินทุกอย่างตามที่ศิษย์ในสำนักกิน และตั้งใจอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ

จนมาถึงวันนี้จากเด็กผอมแห้งเป็นไม้เสียบผีที่แค่หายใจยังเหนื่อยกลายมาเป็นนักกีฬาวิ่งตัวแทนโรงเรียนและเป็นหัวโจกประจำโรงเรียนที่มีเรื่องชกต่อยกับชาวบ้านเขาไปทั่ว แต่ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอี้ฟานเป็นคนรักความยุติธรรมทนเห็นใครถูกรังแกเป็นไม่ได้ต้องขอเข้าไปเสนอหน้าช่วยเหลือแม้จะไม่มีใครร้องขอ ในขณะเดียวกันเรื่องเรียนเขาก็ไม่น้อยหน้าใครถึงจะไม่ใช่ที่หนึ่งแต่ก็ไม่เคยหลุดจากท๊อปห้าของรุ่นและได้ทุนเรียนดีมาตลอดจนแทบไม่ต้องพึ่งเงินจากบ้านของหมิงหยวนเลย

ในขณะที่เส้นชัยอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อม เสียงร้องเชียร์จากสาวๆ ขอบสนามดังสนั่นหวั่นไหว อี้ฟานกระหยิ่มในใจคิดว่าวันนี้ต้องทำสถิติใหม่ได้แน่ๆ ทันใดนั้นร่างของเขาก็เสียจังหวะล้มกลิ้งไปบนพื้นหน้าเส้นชัยนั่นเอง

เสียงเชียร์ข้างสนามแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องระงมด้วยความตกใจก่อนจะค่อยๆ พากันถอนหายใจกันอย่างโล่งอกเมื่อนักกีฬาขวัญใจของพวกเธอค่อยๆ พลิกตัวกลับมานอนหงายแล้วลุกขึ้นนั่ง

อี้ฟานจ้องมองไปยังรองเท้าของตัวเองด้วยความตกตะลึง เชือกผูกรองเท้าข้างขวาของเขาขาดเป็นรอยเรียบกริบคล้ายถูกของมีคมตัด

ในขณะเดียวกันบนชั้นสองของอาคารที่อยู่ติดสนาม ฟานชิงยืนมองนักกีฬาตัวแทนโรงเรียนล้มกลิ้งไม่เป็นท่าแล้วหยักยิ้มมุมปากก่อนจะเชิดหน้ากลับเข้าไปในห้อง

“เป็นอะไรหรือเปล่า” ‘เฟย’ ประธานชมรมวิ่งรีบเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงพลางฉุดมือดึงให้ลุกขึ้นแล้วช่วยปัดฝุ่นตามตัวจัดเสื้อผ้าให้จนเรียบร้อย นั่นยิ่งเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับสาววายข้างสนามไปได้อีก

เฟยอยู่ปีสาม เป็นหนุ่มหน้าหวานตัวเล็กปราดเปรียวสูงแค่ไหล่ของอี้ฟาน เจ้าของฉายาสิงห์สนาม เเละกวาดเหรียญทองในการแข่งขันมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่มีรายการไหนที่ลงสนามแล้วไม่ชนะ เฟยเป็นคนที่เห็นแววการวิ่งของอี้ฟานตอนเห็นเขาวิ่งไล่ต่อยกับพวกที่มาหาเรื่องตอนอยู่ปีหนึ่งจึงไปดึงตัวมาเข้าชมรมและปลุกปล้ำ… ตอนแรกอี้ฟานนั้นไม่สนใจการวิ่งสักนิด เขาเลือกอยู่ชมรมคหกรรมเพราะต้องการทำอาหารบำรุงร่างกายที่ขี้โรคของตัวเองให้แข็งแรง แต่เฟยก็ไม่ยอมแพ้ตามวอแวเขาเช้าเย็นเป็นเดือนหากเขาก็ไม่ใจอ่อนง่ายๆ เฟยจึงใช้ไพ่ใบสุดท้ายนั่นคือท้าเขาวิ่งแข่ง ถ้าเขาแพ้ต้องยอมเป็นสมาชิก แต่ถ้าชนะก็แล้วแต่เขา

แน่นอนว่าอี้ฟานต้องแพ้ ใครมันจะไปชนะเอสชมรมวิ่งได้ล่ะ แต่ว่า… การแพ้ในครั้งนั้นก็เป็นการแพ้แบบฉิวเฉียดจนทำให้คนที่ไม่ยอมแพ้และตัดใจอะไรง่ายๆ อย่างเขายอมเป็นสมาชิกแต่โดยดีเพื่อสักวันจะมาขอแก้มือโค่นเฟยให้ได้ ซึ่งเฟยก็ฝึกฝนให้อี้ฟานเป็นอย่างดีจนในชมรมตอนนี้ฝีเท้าเป็นรองแค่เฟยคนเดียว และหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้อี้ฟานรับมอบตำแหน่งประธานชมรมคนต่อไปด้วย

“เข่าถลอกนิดหน่อยครับ เดี๋ยวผมไปล้างแผลที่ก๊อกแล้วมาซ้อมต่อนะครับ” อี้ฟานบอกสบายๆ แต่พอเขาเริ่มก้าวเท้าเท่านั้นแหละความเจ็บปวดก็แล่นปร๊าดขึ้นมาจากข้อเท้าขวาจนน้ำตาเล็ด “โอ๊ย!”

“ไปห้องพยาบาลเดี๋ยวนี้!” เฟยโบกมือไล่รวดเร็ว

“แต่ผม...”

“ไม่มีแต่!” เฟยเปลี่ยนท่าทีกะทันหันจากอ่อนโยนมาเป็นกอดอกดุเสียงดังเสียจนสาวๆ ข้างสนามยังสะดุ้ง “สำหรับชมรมวิ่งของเรา ขาของนายมีค่ายิ่งกว่าทองเสียอีก ดังนั้นนายไปตรวจให้ละเอียด กินยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัดแล้วมารายงานอาการกับฉันทุกวันจนกว่าจะหายดี เข้าใจ๊!”

อี้ฟานหน้ามุ่ยในขณะที่ข้างสนามครื้นเครงกันสุดๆ กับโมเมนต์สดๆ ร้อนๆ ที่ประธานชมรมประทานให้

“แอร๊ยยย พี่เฟยสายเอสเท่ที่สุด~”

“เสี่ยวฟานคนดี อย่าดื้อฟังพี่เขานะลูก"

อี้ฟานจึงต้องจำใจเดินโขยกเขยกไปห้องพยาบาลทั้งที่อยากซ้อมวิ่งต่อใจจะขาด

“เป็นไงบ้างอี้ฟานเพื่อนรัก พวกแม่ๆ ของนายลือกันให้แซ่ดว่านายขาหักเหรอ” หมิงหยวนวิ่งมากอดคอเขาตอนเดินมาถึงหน้าห้องพยาบาลพอดี

“หักกะผีอะดิ ปากหมาจริงๆ มาแช่งกันได้ลงคอ ขาฉันแค่พลิกเว้ยยังไม่หัก!”

“แหมๆ แซวเล่นขำๆ แค่นี้ มาๆ เดี๋ยวหมิงหยวนเพื่อนรักของนายคนนี้จะรีบพาไปหาหมอนะครับ” หมิงหยวนตบมือลงบนหน้าอกแล้วรีบดึงแขนเขาไปคล้องไว้รอบคอและผลักประตูเข้าไปพร้อมกับร้องบอกด้วยน้ำเสียงสดใส “อาจารย์ครับผมพาคนเจ็บมาส่ง อาจารย์ช่วยดูให้หน่อยสิครับ”

ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อกาวน์ยาวของ ‘เสวี่ยเทียน’ อาจารย์ประจำห้องพยาบาลลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานมาดูอี้ฟานที่โดนหมิงหยวนจับโยนไว้บนเตียงเสร็จแล้วเจ้าตัวก็รีบปราดไปยืนยิ้มเผล่ข้างเสวี่ยเทียน

ตามปกติแล้วห้องพยาบาลของโรงเรียนอื่นๆ จะมีกลิ่นแปลกๆ เหมือนกลิ่นตามโรงพยาบาลที่คนทั่วไปไม่ค่อยชอบ แต่ห้องพยาบาลที่นี่มีกลิ่นหอมจางของดอกเหมยอวลอยู่ในอากาศราวกับต้นนั้นผลิดอกอยู่ข้างนอกหน้าต่าง หากพอมองออกไปก็ไม่เห็น บางคนก็ว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมของอาจารย์เสวี่ยเทียน หรือไม่ก็กลิ่นกำยานที่จุด ก็มีคนพยายามพิสูจน์มาหลายครั้งหากก็ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้ จนประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องลี้ลับอีกเรื่องของห้องพยาบาลนอกจากเรื่องโครงกระดูกในตู้ซึ่งเป็นสื่อการสอนวิชาสุขศึกษาที่มักจะออกมาเต้นรำในยามราตรีซึ่งเล่าต่อๆ กันมา

“ล้มตอนซ้อมวิ่งน่ะครับ อาจารย์ก็รู้ว่าเพื่อนผมคนนี้มันซุ่มซ่าม ไม่ค่อยระวัง ได้แผลถลอกที่หัวเข่ากับข้อเท้าพลิกมาครับ” หมิงหยวนรีบรายงานราวกับอยู่ในเหตุการณ์แต่สายตานั้นไม่ได้สนใจเพื่อนรักสักนิดกลับจับจ้องไปยังอาจารย์หนุ่มหน้าสวยที่ยืนอยู่ข้างกันพลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่พยายามพิสูจน์กลิ่นดอกเหมยจากตัวอาจารย์มาตลอด

“รู้สึกว่าคุณจะมีธุระกับที่นี่บ่อยเหลือเกินนะหมิงหยวน” เสวี่ยเทียนกล่าวพลางเดินไปหยิบม้วนผ้ายืดและอุปกรณ์ทำแผลมา

“วันก่อนก็ปวดท้องมาขอยา เมื่อวานก็ปวดหัวมาขอนอนพัก วันนี้เพื่อนก็เจ็บขามาให้ทำแผลแต่เช้า”

“แหมมม~ ก็ที่นี่มันน่ามานี่ครับ” หมิงหยวนพึมพำอายๆ “แค่เห็นหน้าอาจารย์ก็อยากป่วยจะแย่แล้ว”

“หน้าผมมันแย่ขนาดคุณเห็นแล้วป่วยเลยเหรอ”

หมิงหยวนส่ายหน้า “หน้าอาจารย์ไม่แย่ครับ แต่ว่าน่ารักแถมยัง... น่าจับ เอ๊ย! จีบอีกด้วย”

เสวี่ยเทียนไม่ว่าอะไรเพียงแค่เหลือบมองด้วยหางตา แล้วห้านาทีหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ถูกไล่ตะเพิดออกมาจากห้อง

อี้ฟานเหลือบตามองคนที่ยิ้มร่าอย่างไม่มีท่าทีสลด “นายนี่เก่งเรื่องกวนประสาทอาจารย์ดีว่ะ”

“กวนประสาทอะไรวะ ฉันจีบจริงหวังฟันขนาดนี้”

“ปากนายก็เป็นซะแบบนี้” อี้ฟานหัวเราะในลำคอ

อันที่จริงหมิงหยวนก็เข้าขั้นหน้าตาดี เป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั้งรูปร่างที่สูงใหญ่ถึง 195 เซนติเมตร ไหล่กว้าง ตัวหนา หน้าตาคมสัน คิ้วเข้มเป็นแผงดูเหมือนจะดุหากนัยน์ตานั้นเป็นประกายมีความความขี้เล่นและจริงจังผสมกันอยู่ ส่วนหนึ่งที่เขาถูกแฟนคลับเรียกว่าลูกก็เพราะอยู่กับหมิงหยวนตลอดเวลานี่แหละ ยืนข้างๆ หมอนี่ผู้ชายตัวโตสูง178 อย่างเขาก็กลายเป็น 'น้องตะเร้กของพี่หมิง' ไปโดยปริยายสำหรับแฟนคลับสาย Bromance ทั้งหลาย

กับคนทั่วไปแค่หมิงหยวนเอ่ยปากขอเป็นเป็นแฟนคงไม่มีใครไม่รีบตอบตกลง แต่กับเสวี่ยเทียนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่ายี่สิบห้าปีแถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันย่อมต้องคิดว่าอีกฝ่ายมาเล่นๆ ไม่แม้แต่จะชายตามองให้เสียเวลาอยู่แล้ว ทั้งที่หมิงหยวนตามเฝ้าหน้าห้องพยาบาลมาตั้งแต่ขึ้นม.ปลายปีหนึ่ง

“ว่าแต่นายเถอะเป็นอะไรหรือเปล่า เหม่อๆ แปลกๆ ตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนมาถึงก็ชนกับฟานชิงจนเกือบมีเรื่อง แล้วนี่ก็มาล้มอีกตอนวิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอีก อาจารย์เสวี่ยเทียนบอกว่าอาการไม่ได้หนักมากแต่ก็ต้องพักเป็นอาทิตย์ไม่งั้นจะมีผลต่อการวิ่งในอนาคต พี่เฟยรู้ได้ฆ่านายแน่” หมิงหยวนว่าพลางเหลือบตาลงมองข้อเท้าที่มีผ้ายืดพันไว้หนากับถุงยานวดยาแก้ปวดในมืออี้ฟาน

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่ไม่ระวังเอง” อี้ฟานบอกปัด เขาไม่เคยเล่าเรื่องผู้ชายในฝันที่รบกวนจิตใจมาตลอดหลายปีให้ใครรู้แม้แต่หมิงหยวนที่เป็นทั้งพี่ชายและเพื่อนสนิท และเรื่องที่เชือกรองเท้าถูกตัดนั่นยิ่งบอกใครไม่ได้ใหญ่ “มาเถอะออดเริ่มวิชาโฮมรูมจะดังแล้ว”

พอทั้งสองออกเดินไปตามทาง ประตูห้องพยาบาลก็ค่อยแง้มเปิดออก เสวี่ยเทียนเอนหลังพิงประตูพลางยกแขนขึ้นกอดอก นัยน์ตาจับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่ของลูกศิษย์จอมกวนที่มาป่วนห้องพยาบาลอันเงียบสงบของเขาได้ทุกวันก่อนจะมองผ่านไปยังชายหนุ่มอีกคนที่เดินเคียงคู่ไปด้วยกันแล้วหรี่ตาลงคล้ายกับไม่ชอบใจก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง

###########

เรื่องนี้ตัวละครเยอะมากกกกก~ ค่อยๆ เปิด ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ จำกันหร้อยนะคะ ทุกตัวที่มีชื่อโผล่มา(แม้แต่เจ้าก้อนขนทั้ง3) ก็มีบทบาทหมดค่ะ และตัวละครแต่ละตัวจะมี2ชื่อ คือชื่อในพาร์ทปัจจุบันและพาร์ทอดีต และการเล่าจะเป็นการตัดสลับกันระหว่าง2พาร์ทเหมือนตอนเล่าเรื่องพี่วินทร์ แต่เราจะพยายามตัดฉากโดยการเปลี่ยนบทนะคะจะได้ไม่งงกัน

นี่เป็นพีเรียดจีนเรื่องแรกของเราเลย มีอะไรติชมกันเข้ามาได้เลยนะคะ ทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์

ฝากติดตามลูกชายคนเล็กของเราด้วยนะคะ เรื่องนี้ดราม่าไม่หนักค่ะ นอกจากอดีตของอี้ฟานแล้วที่เหลือก็ดูเบาไปเลย(แล้วน้องก็ไม่เคยเก็บมาคิดด้วยเพร่ะลืมไปแล้ว) มีแค่เรื่องชิงดีชิงเด่นในวังหลังกับการล้มบัลลังค์ฮ่องเต้เท่านั้นค่ะ

ส่วนใครเป็นพระเอกนั้น? ยังไม่บอกดีกว่าเพราะมีเรือหลายลำให้ลงค่ะ555 งานดีนิสัยดีทุกคนด้วย

อ่านจบแล้วฝากคอมเมนต์ กดหัวใจ ส่งสติ๊กเกอร์ หรือโดเนทเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะคะ






ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ TanyaWikit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ฟานชิงเป็นใครในอดีตรึเปล่า ถึงได้ตามมาทำร้ายกัน
น่าสนุกมากค่ะ ติดตาม ติดตาม ถ้าคนเขียนนึกอยากรัว ก็รัวมาเลยนะคะ :katai4: :katai4: :katai4:

ออฟไลน์ KhunYingJung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
จะตามอ่านนะ

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
รอต่อเรือจ้า

ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
ความทรงจำที่ 2 อาจารย์สอนวิชาประวิตศาสตร์คนใหม่

หลังหมดชั่วโมงโฮมรูมก็เริ่มต้นวันด้วยวิชาประวัติศาตร์อันน่าเบื่อหน่าย ถึงจะเป็นเด็กนักเรียนหัวกะทิแต่อี้ฟานก็ยอมรับว่าเขาอดจะหลับในคาบนี้ไม่ได้จริงๆ ยิ่งตอนที่อาจารย์ซานซือวัยหกสิบปีพูดด้วยเสียงเนิบๆ เย็นๆ นั่งลูบเครายาวสีเงินของแกไปพลางเล่าเรื่องที่ฟังดูราวกับนิทานก่อนนอนไปเรื่อยๆ แล้วใครถ่างตาไหวก็ไปก่อนเลย เขาขอหลับสบายๆ อยู่ตรงนี้แหละ

เช่นเคย… พอออดเริ่มคาบดัง อี้ฟานที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างก็เท้าคางเหม่อมองออกไปยังแม่น้ำฮวงโหที่ทอดตัวผ่านกลางเมืองเป็นดังท่อน้ำเลี้ยงชีวิตให้ผู้คนที่นี่มานานนับพันปี แสงอาทิตย์ตกกระทบผิวน้ำเป็นประกายวิบวับให้เห็นไกลๆ เหมือนใครเอาอัญมณีไปโรยไว้บนถนนสีฟ้าดูเพลินตายิ่ง อี้ฟานมองเพลินๆ ก็เคลิ้มหลับไปพลันเสียงทุ้มก็ดังแหวกอากาศขึ้นราวกับใครโยนหินก้อนใหญ่ลงแม่น้ำ

“คุณอี้ฟานลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!”

“ครับ” อี้ฟานตกใจลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ไปกระแทกโต๊ะคนข้างหลังจนเอียงกระเท่เร่ เขารีบหันไปขอโทษขอโพยช่วยจัดโต๊ะ แล้วก็ต้องตกใจอีกรอบเมื่อหันมาเห็นผู้ที่ยืนอยู่หน้าห้อง

ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าน้ำทะเลยืนพิงโต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งถือไอแพดที่กำลังฉายสไลด์เรื่องที่เขากำลังสอนบนจอโปรเจคเตอร์ ในขณะที่มืออีกข้างโบกพัดไม้แบบโบราณที่วาดลวดลายเป็นรูปเกลียวคลื่น มันช่างเป็นสองวัฒนธรรมที่ดูขัดแย้งกันชอบกลหากเมื่อมาผสมอยู่บนร่างสูงตรงหน้าแล้วกลับลงตัวและดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ

เขาดูสุขุมนุ่มลึกเยือกเย็นราวกับสายน้ำบนลายพัด หากนัยน์ตาคมดุจนัยน์ตาสัตว์ที่มองมานั้นทำให้รู้ว่าชายผู้นี้ไม่ใช่แม่น้ำสายเล็กๆ หากเป็นแม่น้ำฮวงโหที่อี้ฟานเพิ่งละสายตามา ดังสำนวน ‘น้ำนิ่งไหลลึก’ และหากพิโรธขึ้นมาก็พร้อมจะพัดพาทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากองสมกับฉายา ‘แม่น้ำวิปโยค’

“กล้าดียังไงหลับในวิชาของผม”

อี้ฟานขยับปากราวกับปลาทองขาดน้ำ เขาเพิ่งเคยเห็นหน้าอาจารย์คนนี้เป็นครั้งแรก หมิงหยวนที่นั่งข้างกันเอายางลบปาใส่เขาพลางป้องปากกระซิบกระซาบ

“เขาชื่อเจียงหลง เป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์คนใหม่มาแทนอาจารย์ซานซือที่ป่วยเข้าโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้”

อี้ฟานถลึงตา ทำไมเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

“ง่วงนักก็ยืนอ่านตรงนี้ให้เพื่อนๆ ฟังสิ”

อี้ฟานมองตามเลเซอร์สีแดงที่ชี้ไปบนหน้าจอโปรเจคเตอร์ซึ่งแสดงข้อความพร้อมภาพประกอบแผนผังราชวงศ์โบราณอย่างทึ่งจัด จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่วิธีการสอนแบบใหม่แต่เขาแน่ใจว่าทุกคนในโรงเรียนคุ้นชินกับวิธีอ่านจากในตำราเล่มเก่าคร่ำคร่าของอาจารย์ซานซือ นี่จึงนับว่าเป็นการบุกเบิกการสอนสมัยใหม่ในวิชาประวัติศาตร์แถมคนสอนก็หล่อขนาดนี้ ถึงว่าสิ! ทุกคนดูตื่นเต้นไม่มีใครหลับเลยสักคนยกเว้นเขาที่เผลอหลับไปตั้งแต่อาจารย์ยังไม่เข้าห้อง

อี้ฟานกระแอมในลำคอแล้วอ่านออกเสียง

“ราชวงศ์ซางหรือราชวงศ์อินเป็นราชวงศ์เก่าแก่ที่สุดของจีนที่มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ เป็นราชวงศ์ที่ปกครองดินแดนแถบแม่น้ำเหลืองหรือแม่น้ำฮวงโหเมื่อประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตกาล มีฮ่องเต้ปกครองทั้งสิ้น 30 องค์

ฮ่องเต้องค์สุดท้ายนามฮ่องเต้อินโจวหรือติวอ๋องเป็นคนโหดร้ายทารุณ นิยมสงครามและลุ่มหลงในอิสตรี ไม่สนใจปกครองบ้านเมือง ชาวบ้านอยู่กันอย่างแร้นแค้นและอดอยาก เขามีสนมเอกชื่อต๋าจีหรือขันกีซึ่งเป็นคนวิปริตผิดมนุษย์เช่นกันคอยยุยงให้ฮ่องเต้อินโจวสร้างสระเหล้าดงเนื้อขึ้นเพื่อสนองความสำราญของตน ยุคนี้เป็นยุคแห่งไสยศาสตร์โดยแท้ จากหลักฐานที่ขุดได้พบแผ่นจารึกอักษรโบราณที่ประกอบด้วยมนตร์คาถาและกระดองเต่าแกะสลักสำหรับเสี่ยงทาย อีกทั้งฮ่องเต้อินโจวยังเลื่อมใสในนักพรตมนตร์ดำและสัตว์เทพอสูรประจำทิศทั้งสี่คือชิงหลง จูเชว่ ไป๋หูและเสวียนอู่เพราะเชื่อว่ามีอำนาจบรรดาลฟ้าฝนเงินทองมาให้ และถือว่าฮ่องเต้ซึ่งเป็นโอรสสวรรค์นั้นเป็นศูนย์กลางของสัตว์เทพอสูรทั้งสี่ในร่างมนุษย์คือหวงหลงหรือมังกรทองนั่นเอง

ทุกปีฮ่องเต้อินโจวจะส่งเครื่องเซ่นและคัดเลือกหญิงสาวสวยในตระกูลนักพรตไปสังเวยเทพทั้งสี่ทิศ หากมาถึงปีหนึ่งท้องฟ้าวิปริตแปรปรวน ฤดูหนาวยาวนานถึงครึ่งปี พอเข้าหน้าร้อนอากาศก็แห้งแล้ง ฝนไม่ตกติดต่อกันหลายเดือน แม้แต่น้ำในแม่น้ำฮวงโหยังแห้งผาก ข้าวปลูกไม่ขึ้น นักพรตประจำสำนักทูลว่าเป็นเพราะเครื่องเซ่นไม่เป็นที่ถูกใจเทพอสูรทั้งสี่จึงได้มีการเซ่นคัดเลือกหญิงสาวคนใหม่นาม ‘เฟิ่งหวง’ เธอคนนี้นอกจากหน้าตาสะสวยเป็นที่กล่าวขวัญแล้วเธอยังมีพลังในการรักษาอันน่าเหลือเชื่อ เลือดของเธอเป็นยาบำรุงชั้นดี และเธอยังสามารถฟื้นฟูพลังให้คนป่วยใกล้ตายให้หายดีได้ด้วยการสัมผัสของเหลวในร่างกาย”

อ่านถึงตรงนี้อี้ฟานก็ถึงกับตะลึงงันเพราะภาพวาดหญิงสาวที่ฉายอยู่บนหน้าจอโปรเจคเตอร์นั้นคือคนที่เขาฝันเห็นไม่ผิดแน่นอน

อากัปกิริยาของอี้ฟานนั้นผิดปกติไปแค่ชั่วครู่จนแม้แต้หมิงหยวนยังไม่ทันสังเกต แต่ไม่อาจหลุดรอดสายตาของเจียงหลงที่เฝ้ามองอยู่ตลอดนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องได้

“เฟิ่งหวงต้องหมุนเวียนไปอยู่กับเทพอสูรทั้งสี่ที่ละหนึ่งเดือน…”

พัดไม้ฟาดลงมาบนกลางศีรษะของอี้ฟานเบาๆ ก่อนจะถูกดึงกลับไปเคาะไอแพดในมือ “พอแล้ว วันหลังอย่าหลับอีกนะ”

“ครับ” อี้ฟานรับคำพลางสบนัยน์ตาคมกล้ารู้สึกเสียวสันหลังระคนคุ้นเคยแปลกๆ โดยเฉพาะยามที่พัดไม้กระทบลงมาบนศีรษะเมื่อครู่… ว่าแต่ บนหัวเขาไม่ได้มีปุ่มหยุดสักหน่อย บอกกันดีๆ ก็ได้ เดี๋ยวคืนนี้เขาฉี่รดที่นอนละน่าดู

“หน้าผมมีอะไรติดอยู่เหรอคุณอี้ฟาน จ้องตาแทบถลนแล้ว”

“ปะ… เปล่าครับ”

“แต่หน้าคุณมีนะ” อาจารย์หนุ่มหยักยิ้มมุมปากพลางเอาพัดไม้มาแตะที่ข้างแก้มเขา “เช็ดน้ำลายซะด้วย… น่าเกลียด”

อี้ฟานลนลานใช้หลังมือเช็ดปากในขณะที่เพื่อนๆ พากันหัวเราะลั่น โดยเฉพาะหมิงหยวนที่ถึงกับฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เขาเอื้อมมือไปหยิกแขนล่ำๆ นั่นครั้งหนึ่ง หมิงหยวนหันมาจะเอาคืนก็พอดีกับที่นัยน์ตาคมกริบของอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์คนใหม่จ้องมองมาทั้งห้องจึงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

พอออดหมดเวลาดังขึ้น อี้ฟานที่คิดว่าไม่มีอะไรแล้วก็ถูกเรียกไปหน้าชั้น

“คัดประวัติราชวงศ์ชางหนึ่งร้อยจบ” อี้ฟานอ้าปากค้างกับบทลงโทษที่นั่งหลับในห้องเรียนในขณะที่หมิงหยวนกลั้นขำจนตัวสั่น “แต่…”

“เย็นนี้มาเริ่มคัดที่ห้องทำงานผม”

“แต่ผมมีซ้อมวิ่ง...”

“ขาเป็นแบบนั้นอย่าว่าแต่วิ่งเลย ไปเป็นเด็กเสิร์ฟน้ำยังเกะกะคนอื่น... เวลาเลิกเรียนคือสี่โมงเย็น ผมให้เวลาคุณเดินสิบห้านาที ดังนั้นสี่โมงสิบห้าเจอกันที่ห้องพักครู อย่าเลทล่ะไม่งั้นผมจะมาลากตัวคุณถึงที่นี่” เจียงหลงตัดบทแล้วเก็บไอแพดใส่กระเป๋าเดินออกไป

ทุกคนในห้องเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันถึงความหล่อของอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์คนใหม่ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ดูจะหลงใหลได้ปลื้มเขานักหนา

“ถ้าอาจารย์จะฮอทขนาดนี้ต่อให้ต้องกินตำราเข้าไปทั้งเล่มก็ยอม”

“นี่ๆ เย็นนี้พวกเราไปให้อาจารย์ติวเสริมกันดีไหม”

“จะดีเหรอ รุกเร็วไปไหม ว่าแต่จะไปกี่โมงดีล่ะ”

อี้ฟานกุมขมับ เขายอมฉีกตำรากินซะยังจะดีกว่าไปคัดตำรากับอาจารย์คนนี้สองต่อสอง “หมอนี่ต้องเกลียดฉันแน่ๆ แค่หลับในห้องถึงกับต้องลงโทษคัดเป็นร้อยจบแถมไปคัดที่ห้องพักครูด้วยนะ”

“เพราะเขารู้ทันไงว่านายอาจจะเอาไปให้พวกแม่ๆ ของนายช่วยคัด ทำใจซะเถอะ นายแค่ซวยเพราะหลับไม่เลือกเวลาต่างหาก”

“แล้วทำไมนายไม่ปลุกฉัน”

“ก็อยากปลุกเหมือนกันแต่ฉันก็เพิ่งสะดุ้งตื่นตอนเขาเรียกนายน่ะแหละ”

หลังเลิกเรียนอี้ฟานก็แยกกับหมิงหยวนที่ไปให้อาหารกระต่ายที่ชมรม ส่วนตัวเขาก็มาให้เจียงหลงลงโทษ

ในห้องพักครูที่ปกติจะมีครูวิชาอื่นๆ นั่งอยู่บ้างประปรายแต่วันนี้กลับมีแค่เจียงหลงนั่งอยู่คนเดียวตรงโต๊ะริมหน้าต่าง

ตามที่หมิงหยวนบอกมา เขารู้เพียงแค่อาจารย์หนุ่มคนนี้อายุ 25 ปี จบเอกโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ยังโสด ชอบสีฟ้าและความเร็ว พาหนะคู่ใจคือรถมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์รุ่น BMW S1000RR สีฟ้าที่มีชื่อเล่นในวงการนักบิดว่า ‘ฉลาม’ เท่านั้น

…*มังกรขี่ฉลาม? พิลึกพิลั่นชะมัด… อี้ฟานนินทาในใจ

“คุณมาสายไปสองนาที” เจียงหลงเอ่ยเสียงเข้ม

“วันนี้คาบสุดท้ายเป็นวิชาภาษาอังกฤษให้เข้ากลุ่มเลยเลิกช้า แล้วขาผมก็เจ็บขนาดนี้อาจารย์ก็เห็น” อี้ฟานแสร้งทำเป็นทิ้งตัวเดินกะเผลกทั้งที่ไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้นและค่อยๆ เดินลากขาไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน “ผมต้องคัดอะไรบ้างครับ”

เจียงหลงพยักเพยิดไปยังหนังสือเล่มใหญ่ที่สีของกระดาษซึ่งผ่านวันเวลามายาวนานจนกลายเป็นสีน้ำตาล อี้ฟานค่อยๆ ใช้เล็บเขี่ยหน้าปกพลิกเปิดออกไปที่หน้าแรกเพราะกลัวว่าถ้าจับแรงๆ มันจะสลายกลายเป็นฝุ่นไปต่อหน้าต่อตา

“ผมต้องคัดแค่ไหน”

“ทั้งเล่ม”

“ทั้งเล่ม!” อี้ฟานร้องเสียงดัง “ตำรานี่หนาเป็นร้อยๆ หน้าแล้วอาจารย์ให้ผมคัดตั้งร้อยจบ บ้าไปแล้ว ต้องบ้าแน่ๆ”

เจียงหลงตวัดสายตาคมกริบของเขาขึ้นมองแล้วกล่าวเสียงเรีบ “ผมอ่านรายงานของอาจารย์ซานซือแล้ว ดูคุณไม่ได้ให้ความสนใจในวิชานี้เท่าไหร่ เวลาเรียนก็หลับทุกคาบถึงผลสอบออกมาจะผ่านตลอดก็เถอะ”

“ผมสอบผ่านแล้วยังมีปัญหาอะไรอีกล่ะครับ” อี้ฟานเถียง “ก็มันเป็นวิชาท่องจำ อ่านเอาเองก็ได้ แล้วผมก็ไม่เห็นว่าการมาเรียนเรื่องเก่าๆ พวกนี้มันจะดีตรงไหน ถึงจะบอกว่าเป็นการเรียนรู้จากอดีตเพื่อนำไปพัฒนาปัจจุบัน แต่ส่วนใหญ่มันเป็นนิทานปรัมปรา พวกคุณไสยฯ เทพ สัตว์อสูร มันไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบันสักนิดแถมยังโบราณคร่ำครึอีกด้วย”

“เกี่ยวสิ” เจียงหลงจ้องตาเขา และไม่รู้ทำไมอี้ฟานถึงรู้สึกว่ามันน่ากลัวเหลือเกินแล้วตอนนั้นเองที่เขาคิดว่ามันเหมือนกับดวงตาของชายในชุดฟ้าที่มาวนเวียนอยู่ในฝันของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ถ้าหากคุณยังอยากอยู่ในกลุ่มท๊อปและได้ทุนเรียนดีต่อไป”

“หมายความว่าไงครับ”

“เทอมที่แล้วคุณได้เกรดบีในวิชาประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเกรดที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับวิชาอื่นๆ ที่ได้เอและบีบวก”

“แล้วยังไงล่ะครับ คนเรามันก็ต้องมีเก่งบ้างไม่เก่งบ้าง คะแนนก็ถัวๆ กันไป ขอแค่ได้มากกว่า 3.5 ก็พอแล้ว”

“แล้วถ้าผมให้คุณตกล่ะ”

อี้ฟานตาเหลือก กฏข้อแรกของการได้ทุนคือต้องไม่สอบตกสักวิชาถึงแม้จะได้เกรดเฉลี่ยรวมมากกว่า 3.5 แต่ถ้ามีวิชาที่สอบตกก็ถือว่าหมดสิทธิ์ได้รับทุนทันที “อาจารย์ไม่สิทธิ์ทำแบบนั้น!”

“มีสิ เพราะผมเป็นคนออกข้อสอบและให้คะแนน” เจียงหลงหยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาส่งให้ “นับจากวันนี้มาคัดประวัติราชวงศ์ซางจากหนังสือเล่มนี้ส่งผมทุกวันจนกว่าจะครบร้อยจบ”

อี้ฟานกำหมัดแน่น ทำไมเขาต้องโดนลงโทษอย่างไม่มีเหตุผลเอาซะเลย แถมยังโดนเอาเรื่องคะแนน เรื่องทุนมาต่อรองอีก เขาคว้าสมุดกับปากกามาอย่างเสียไม่ได้

“ถ้าไม่พอใจจะใช้สมุดกับปากกาของผมคุณจะใช้อย่างอื่นก็ได้นะ”

“ผมลายมือไม่สวยขอพิมพ์ในคอมพิวเตอร์นะครับ”

“ผมหมายถึงพู่กันจีน ไม่ก็การใช้ลิ่มสลักลงบนหินหรือกระดองเต่าน่ะ” เจียงหลงยิ้มร้ายพลางหยิบพู่กันจีนกับแท่นฝนหมึกและลิ่มอันเล็กจากในลิ้นชักขึ้นมาวางเรียงบนโต๊ะ “ก็วิชาประวัติศาสตร์มันโบราณคร่ำครึนี่นา”

เครื่องหน้าของอี้ฟานแทบจะขมวดมารวมกันตรงจมูก เขารู้สึกว่าอาจารย์คนนี้กำลังสนุกสนานกับการแกล้งเขา พอเจียงหลงหันไปทางอื่นอี้ฟานก็แยกเขี้ยวใส่เอาคืน เขาเปิดสมุดเสียงดังแล้วกระแทกกดปากกาจนเป็นรอยให้รู้ว่าไม่พอใจ แต่อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสร์หนุ่มกลับลุกไปชงชาแล้วเดินกลับมานั่งจิบชาโบกพัดของเขาไปพลางอ่านอีบุ๊คในไอแพดอย่างสบายอารมณ์

เวลาผ่านไปได้ราวหนึ่งชั่วโมง อี้ฟานที่คัดจนเริ่มปวดมือก็เริ่มหาวิธีอู้โดยการขอไปพักเข้าห้องน้ำบ้าง กินน้ำบ้างแล้วกะจะเผ่น แต่เจียงหลงที่รู้ทันก็ไม่ยอมให้ไปซ้ำยังเอากระโถนส่งให้เขาแล้วชี้นิ้วให้ไปปลดทุกข์มุมห้องหน้าตาเฉยอีกต่างหาก

“ตามสบายเลย ผมไม่มีรสนิยมแอบดูหรอก”

อี้ฟานกอดกระโถนหน้ามุ่ย และเริ่มงอแงไม่อยากคัดต่อ

“เป็นอะไร” เจียงถามโดยไม่เงยหน้าจากไอแพด

“ผมไม่ชอบยัยเฟิ่งหวงนี่เลย” อี้ฟานจิ้มปลายปากกาไปบนหน้าหญิงสาวบนหน้าหนังสืออย่างไม่สบอารมณ์

“ทำไมล่ะ ตามบันทึกเธอเป็นนักพรตที่มีความสามารถเทียบเคียงหมอยาเทวดา ซ้ำสิ่งที่เธอทำยังเกือบๆ จะเป็นวีรสตรีเลยนะ”

“เป็นวีรสตรีโดยการนอนกับชาวบ้านไปทั่วเนี่ยนะครับ” อี้ฟานเบะปาก “ผมล่ะอยากเห็นหน้าตาเฒ่าที่ทำการบันทึกเรื่องพวกนี้จัง romanticize เรื่องโสเภณีกับการข่มขืนเก่งชะมัด”

เจียงหลงละสายตาจากไอแพดเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่ม “เฟิ่งหวงไม่ได้เป็นโสเภณีแล้วเธอก็ไม่ได้โดนใครข่มขืนด้วย”

“ช่างเถอะครับ ผมคัดต่อล่ะ เถียงไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี เขาบอกว่าประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ แล้วตาเฒ่านี่ก็คงเป็นคนของฮ่องเต้อินโจว ก็ไม่แปลกที่จะเขียนออกมาแบบนี้ ถ้าเป็นคนเมืองอื่นเขียนก็คงคิดแบบผมนี่แหละ”

“ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะอี้ฟาน ประวัติศาสตร์น่ะไม่ได้ถูกบันทึกโดยผู้ชนะหรือว่าผู้แพ้หรอก มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเล่าให้เราฟังต่างหาก” เจียงหลงบอก “เปิดใจให้กว้างหน่อยสิ การเสียสละมันมีหลายรูปแบบนะ”

สายตาของเจียงหลงไม่ได้แสดงความโกรธเคืองหากผสมผสานไปด้วยความเสียใจและอ้อนวอนมากกว่า จนอี้ฟานเริ่มรู้สึกผิดที่ต่อว่าเธอ แล้วก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าอาจารย์เจียงหลงคนนี้จะอะไรกับยัยคนนี้นักหนา ก็แค่คนที่ตายไปเป็นพันปีแล้ว

ตอนนั้นเองประตูห้องพักครูก็เปิดออกแล้วเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งของเขาก็เยี่ยมหน้าเข้ามาด้วยท่าทางอายๆ

“อาจารย์คะ จะเป็นการรบกวนไหมถ้าพวกหนูอยากให้อาจารย์สอนตรงนี้หน่อยค่ะ”

เจียงหลงวางไอแพดลงและผายมือเชื้อเชิญด้วยท่าทางเป็นมิตรผิดกับตอนอยู่กับอี้ฟานสองคน

แต่ว่า... เธอไม่ได้มาคนเดียวหรือแค่คนสองคน หากพวกเธอมากันสิบกว่าคนและพอได้ยินคำอนุญาตก็รีบแย่งกันเข้ามาเพื่อให้ได้อยู่แถวหน้าใกล้อาจารย์หนุ่มสุดหล่อมากที่สุด

อี้ฟานสบโอกาสหนี เขาอาศัยช่วงชุลมุนตอนที่สาวๆ กรูกันเข้ามาในห้องคว้ากระเป๋าแล้วแผ่นแน่บแบบไม่เหลียวหลัง ไม่สนว่าเจียงหลงจะเรียกเสียงดังเช่นไร พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันต่อละกัน วันนี้ขอหนีกลับไปกินข้าวเย็นก่อนหิวจนแสบไส้แล้วเนี่ย

“อี้ฟาน! กลับมาก่อน” เจียงหลงพุ่งไปที่ประตู แต่นักกีฬาวิ่งตัวแทนโรงเรียนก็ยังไวเป็นลิงแม้ขาจะเจ็บ เขาหันกลับไปมองนาฬิกาที่บอกเวลาอีกสิบห้านาทีจะหกโมงเย็นแล้วกำหมัดแน่น

ขณะที่กำลังเดินเลียบแม่น้ำฮวงโหระหว่างทางกลับบ้านนั้น อี้ฟานไล่สายตามองไปบนผิวน้ำที่สะท้อนแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์คล้ายกับมีไฟลุกท่วม มันช่างดูสวยงามและน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน

“อย่าเข้ามานะ!”

อี้ฟานหันมองไปตามเสียง ถัดออกไปไม่ไกลนัก ฟานชิงกำลังถูกห้อมล้อมด้วยแก๊งอันธพาลโรงเรียนข้างๆ ดูเหมือนว่าเจ้าลูกคุณหนูผู้ดีตีนแดงคนนั้นกำลังถูกรุมรีดไถ

…อย่าไปยุ่งกับหมอนั่น…

เสียงเล็กๆ ที่ฟังดูคล้ายเสียงหมิงหยวนดังขึ้นในหัว แต่เขาจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วเดินผ่านไปได้ยังไงในเมื่อนี่เป็นทางเส้นเดียวที่จะตรงกลับบ้านได้ อีกทั้งการปล่อยให้คนอ่อนแอกว่าโดนรังแกซ้ำยังเป็นหมาหมู่ก็ไม่ใช่วิสัยของเขา

“นี่พวกแกน่ะ ถอยออกไปให้พ้นหมอนั่นเดี๋ยวนี้นะ!”

“มึงอยากตายแทนมันหรือไงอี้ฟาน” คนตัวใหญ่ที่คล้ายจะเป็นหัวหน้าของพวกนั้นตะโกนถาม นอกจากเรื่องการวิ่งแล้วชื่อเสียงการต่อยตีของเขาก็กระฉ่อนไม่แพ้กัน “วันนี้ไอ้ผัวยักษ์ของแกไม่มาด้วยคิดเหรอว่าคนเดียวจะเอาชนะพวกเราที่มีอยู่ห้าคนได้”

อี้ฟานไม่ตอบ เขาขยับคอยืดเส้นพร้อมกับหักข้อนิ้วเตรียมตัวลุย

เพราะขาที่บาดเจ็บและโดนรุมทำให้อี้ฟานสู้พวกมันไม่ได้อย่างใจคิด เขาพลาดท่าถูกต่อยคว่ำล้มลงกับพื้น ในปากเจ็บระบมได้กลิ่นคาวเลือด เขากัดฟันเก็บเสียงร้องน่าขายหน้าของตนเอง

อี้ฟานพยายามจะยันกายลุกขึ้นเมื่อฝ่าเท้าข้างหนึ่งกระทืบลงมาข้างศีรษะกดให้นอนลงไปอีกครั้ง

แสงอาทิตย์สุดท้ายลับไปตรงโพ้นน้ำพอดี ความมืดมิดจึงเข้ามาแทนที่ แล้วตอนนั้นเองจู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสก็มืดครึ้มแล้วฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

อี้ฟานพยายามเขม่นมองผ่านม่านเม็ดฝนไปยังความมืดเบื้องหน้า เขาพยายามลุกขึ้นอีกครั้งแต่ก็โดนเตะอัดเข้าที่ท้องจนจุกไปหมด หูแว่วได้ยินเสียงอันน่าสะอิดสะเอียนของพวกมันหัวเราะแล้วเสี้ยวนาทีต่อมาเชือกป่านเส้นหนาก็ถูกเหวี่ยงลงคล้องรอบคอ

มือหยาบจิกเข้าที่กลางศีรษะแล้วกระชากเขาให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะถูกถีบเข้าที่กลางหลังให้หัวทิ่มลงไปในแม่น้ำฮวงโห

ตูม!

เสียงท่อนเหล็กที่ผูกเข้ากับปลายอีกด้านของเชือกป่านถูกโยนตามลงมา

“เฮ้ย! เล่นแรงไปหรือเปล่าวะ”

“เหล็กนั่นท่อนแค่เท่าแขนแถมก็ไม่ได้หนักมากมายซะหน่อย แล้วนั่นมันก็ไอ้อี้ฟานที่เขาลือกันไปทั่วคุ้งแม่น้ำฮวงโหว่าเก่งนักเก่งหนาไม่ใช่เรอะ แค่นี้ตายก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”

จริงอยู่ที่เชือกมันไม่ได้ผูกแน่น และท่อนเหล็กก็ไม่ได้หนักขนาดนั้นอย่างที่พวกมันว่า ถ้าเป็นหมิงหยวนคงกระโจนขึ้นฝั่งแล้วหักท่อนเหล็กด้วยมือเปล่าเป็นสองท่อนเอามาควงเป็นกระบองฟาดสั่งสอนพวกมันไปแล้ว

แต่อี้ฟานไม่ใช่! เขาว่ายน้ำไม่เป็นและเป็นโรคกลัวน้ำอย่างหนักนับจากเหตุการณ์เรือล่มตอนอายุสิบขวบ

เขากำเชือกรอบคอแน่น สองขาถีบอย่างไร้ทิศและสำลักน้ำเข้าไปอึกใหญ่

“ช่วย... ด้วย...”

ฟองอากาศผุดพรายเป็นสายออกมาจากปากยามพยายามเรียกร้องหาความช่วยเหลือ มือเรียวไขว่คว้าไปตรงหน้าแต่จับมาได้เพียงความเย็นของสายน้ำที่ไหลผ่านนิ้วมือ

แสงสว่างบนผิวน้ำไกลห่างออกไปทุกที เฉกเช่นความหวังที่จะว่ายพ้นห้วงธารานี้ขึ้นไป เมื่อท่อนเหล็กที่ถูกไว้กับปลายเชือกป่านอีกด้านดึงร่างให้จมลึกลงสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำไม่ว่าสองขาจะดิ้นรนถีบตัวขึ้นไปสักเท่าไร

วันนี้คงเป็นวันตายของเขาเป็นแน่แท้ ไม่โชคดีเหมือนวันนั้นเมื่อเจ็ดปีก่อน

สติสัมปะชัญญะค่อยๆ หลุดลอยออกไปพร้อมฟองอากาศเฮือกสุดท้ายที่ผุดพรายออกจากปาก

เขากำลังจะตาย…

********************************

*เจียง(น้ำ) หลง(มังกร) ก็เลยเป็นที่มาที่อี้ฟานแซวอาจารย์ซึ่งชอบขี่บิ๊กไบค์ว่า 'มังกรขี่ฉลาม' ค่ะ

ตอนหน้าเราจะพาวาร์ปไปพาร์ทอดีตแล้วนะคะ

เกร็ดประวัติศาสตร์

ราชวงศ์ชางหรือราชวงศ์อินมีอยู่จริงตามบันทึกของประวัติศาสตร์จีนค่ะ แต่ด้วยความเก่าแก่ทำให้มีบันทึกของราชวงศ์นี้น้อยมากๆ เราก็เลยหยิบยกตรงนี้มาต่อยอด ใส่จินตนาการเพิ่มเข้าไปในส่วนที่ไม่มีในบันทึกค่ะ แต่ประวัติศาสตร์ในภาพรวมนั้นยังคงเดิม เช่นเรื่องชื่นชอบไสยศาสตร์ เราก็เพิ่มการบูชาเทพสัตว์อสูรทั้งสี่เข้าไปและเป็นยุคที่คนกับอสูรเหล่านี้ยังอาศัยอยู่ร่วมกัน เพียงแต่ไม่ค่อยยุ่งกันเท่านั้น

ฮ่องเต้อินโจวและพระสนมต๋ากีมีตัวตนอยู่จริง และเป็นคนที่ร้ายมากๆ ทั้งการสร้างสระเหล้าดงเนื้อเพื่อสนองความสำราญของตนนั้น และไม่สนใจปกครองบ้านเมือง จนตอนหลังถูก 'โจวอู่หวัง' ผู้ครองแคว้นทางตะวันตกมาปราบลงได้และตั้งต้นเป็นฮ่องเต้แทน

สัตว์เทพอสูรทั้งสี่ ได้แก่...

ไป๋หู = พยัฆค์ขาว

ชิงหลง = มังกรฟ้า

จูเชวี่ย = หงส์แดง

เสวี่ยอู = เต่าดำที่มีงูพันรอบกาย



ในตอนต่อๆ ไปนั้นทั้ง4 จะค่อยๆ มีบทออกมาค่ะ (นี่เปิดไปสองคนล่ะ) พระเอกของเราเป็นหนึ่งในนี้ ส่วนที่เหลือ ถ้าเป็นภาษาโบราณก็พี่น้องค่ะ แต่ถ้าเป็นภาษาปัจจุบันก็คงเรียกว่ากิ๊กหรือฮาเร็มของน้องอี้ฟานค่ะ (ไม่หลายp นะคะ เรื่องนี้ 2pเท่านั้น)

พระเอกค่าตัวแพงค่ะ ช่วงนี้จะออกน้อยหน่อย



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
อาจารย์คนใหม่เป็นมังกรฟ้าสินะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
ความทรงจำที่ 3 ข้าละเกลียดตัวเองชะมัด

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

อี้ฟานพยายามร้องตะโกนสุดเสียงแล้วมือข้างหนึ่งก็เอื้อมผ่านสายน้ำลงมาคว้าคอเสื้อเขาดึงขึ้นไปสู่แสงสว่างด้านบน

“ท่านนักพรตจมน้ำ ใครก็ได้มาช่วยกันหน่อย!”

อี้ฟานกอดกายหนาวสั่นอยู่บนพื้น พอได้สติเต็มที่ก็เหลียวมองไปรอบตัว นอกจากผู้คนรอบกายจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาแล้วพวกเขายังแต่งตัวด้วยชุดแปลกตา ไม่ใช่เสื้อผ้าในยุคปัจจุบันแต่ชุดแบบโบราณที่อี้ฟานเห็นในสไลด์สอนของอาจารย์เจียงหลง ไม่มีฟานชิงและแก๊งอันธพาลโรงเรียนข้างๆ แต่เมื่อดูจากลักษณะคุ้งแม่น้ำที่คุ้นตาแล้วตรงนี้คือจุดที่เขาถูกจับโยนลงไปไม่ผิดแน่

“เกิดอะไรขึ้นทำไม ‘เครื่องสังเวย’ ถึงตกลงไปในแม่น้ำได้” ชายหนุ่มในชุดเกราะเหล็กถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ คนอื่นๆ ในบริเวณนั้นพากันหมอบต่ำด้วยความเกรงกลัวว่าหัวจะขาดที่ทำของสำคัญบุบสลาย

“ข้าก้าวพลาดตกลงไปเองอย่าไปโทษคนอื่นเลย”

ตอบออกไปแล้วอี้ฟานก็นึกแปลกใจไม่น้อย นั่นไม่ใช่คำพูดของเขา แต่เขากลับรู้ว่าต้องตอบเช่นนี้ซ้ำยังต้องเชิดหน้านิดๆ อย่างหยิ่งทระนงเสียด้วย

“ข้าแค่พยายามจะช่วยเจ้าปลาน้อยตัวนี้น่ะ… ท่านอย่าหงุดหงิดไปเลยนะ” บอกพลางขยับเรียวแขนให้ดูสัตว์น้ำลำตัวยาวราวหนึ่งฟุตที่นอนขดอยู่ในอ้อมแขน ท่อนหลังของมันกว่าครึ่งไหม้เกรียมเป็นสีดำ หน้าตาของมันดูคล้ายปลาไหลผิดแต่ว่ามีสีฟ้าอมเขียวเท่านั้น

ชายในชุดเกราะเหลือบตาลงมองอย่างดูแคลน “พลังของเจ้าไม่ได้มีไว้ช่วยสัตว์ชั้นต่ำพวกนั้น จงสำเหนียกไว้ตลอดเวลาว่าไม่ว่าจะร่างกาย เลือดเนื้อหรือแม้แต่กระดูกก็เป็นของฮ่องเต้ อย่าได้ริอ่านเอาไปใช้ทำอย่างอื่น”

“เรื่องนั้นข้ากระจ่างแก่ใจดี”

“ไปเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย เราจะได้ออกเดินทางต่อ” พูดจบเขาก็จากไป

หนุ่มน้อยในชุดนักพรตสีขาวล้วนอันเป็นสัญลักษณ์ของนักพรตระดับล่างสุดคนที่ช่วยเขาขึ้นจากน้ำเข้ามาช่วยประคองอี้ฟานให้ลุกขึ้น กะด้วยสายตาที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นคาดว่าคงอายุราวสิบสามสิบสี่ปีไม่เกินนี้ เขาพาอี้ฟานเข้าไปยังกระโจมที่ตั้งเป็นที่พักชั่วคราวก่อนจะประสานมือขึ้นตรงหน้าและค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อมก่อนจะกลับออกไป

“ท่านนักพรตขาดเหลืออะไรได้โปรดเรียกใช้ข้า”

พอเหลืออยู่ตัวคนเดียวอี้ฟานก็รีบกวาดตามองไปรอบๆ กระโจมชั่วคราวนั้นด้วยความสับสนเมื่อจู่ๆ ก็มีอีกความทรงจำหลั่งไหลเข้ามาในหัว มาถาโถมเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากตอนที่เขากำลังจมลงสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำฮวงโห เรื่องทุกอย่างที่ซึมซับเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวนั้นสุดแสนเหลือเชื่อแต่น่าแปลกนักที่อี้ฟานกลับเชื่อมันจนหมดใจ

พอความทรงจำในหัวผสมผสานจนเริ่มเข้าที่เข้าทางและตกตะกอนดีแล้ว อี้ฟานก็หันไปมองกระจกที่ทำจากแผ่นทองเหลืองขัดมันซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ

ภาพที่สะท้อนในกระจกไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีอีกต่อไป แต่ตอนนี้เขาคือหญิงสาวในฝันคนนั้น เขาคือ ‘เฟิ่งหวง’ นักพรตสาวที่อยู่ในตำราวิชาประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเรียนกับเจียงหลง

อี้ฟานเชิดหน้าสูดลมหายใจเข้าจนสุดขั้วปอดอยากตะโกนดังๆ หรือไปกระโดดน้ำตายเสียอีกรอบให้รู้แล้วรู้รอด คนในประวัติศาสตร์มีเป็นหมื่นเป็นแสนทำไมเขาต้องซวยซ้ำซวยซ้อนเป็นยัยผู้หญิงแพศยาคนนี้ด้วย ต่อให้ชาติที่แล้วตัวเองเป็นฮ่องเต้อินโจวผู้แสนเหี้ยมโหดที่วันๆ เอาแต่ติดหญิง งานการไม่ทำเขายังรู้สึกดีซะกว่า อย่างน้อยก่อนตายก็ยังได้เสพสมกับสาวงามสามพันคนไม่ใช่ยัยผู้หญิงงามเมืองที่ถูกจับขึ้นเกี้ยวส่งไปเป็นเครื่องสังเวยให้สัตว์อสูรแบบนี้

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!”

อี้ฟานกุมขมับแน่น คิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี เขาลองเอาหัวโขกกำแพงดูแล้วก็เจ็บชะมัด นี่ไม่ใช่ฝันแน่ๆ จะให้ไปโดดแม่น้ำฮวงโหอีกรอบ ก็ไม่เอาแล้ว เขากลัวน้ำยิ่งกว่าสุนัขที่ไม่ได้ฉีดยากันพิษสุนัขบ้าอีก แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้หนาวจังขอเปลี่ยนชุดก่อนละกัน

อี้ฟานลุกขึ้นเดินไปหลังฉากที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดนักพรตที่เฟิ่งหวงสวมใส่ประจำไม่ได้มีแบบให้เลือกมากนักเป็นแค่สีดำล้วนตรงกลางหลังปักดิ้นทองรูปมังกรอันเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ซึ่งเป็นแสดงถึงความเป็นนักพรตระดับสูงเท่านั้น

เฟิ่งหวงนั้นมีชาติกำเนิดไม่แน่ชัด ทุกคนรู้แค่เพียงว่าสืบทอดสายเลือดจากนักพรตระดับสูงคนหนึ่งในอารามหลวงเท่านั้น เขาหลับตาลงพยายามนึกไปให้มากกว่านั้นแต่คล้ายกับมีหมอกดำมาปิดกั้นไว้ไม่ให้เห็นความทรงจำในส่วนนั้นว่าพ่อแม่มีหน้าตาเช่นไร เขารู้เพียงแต่ช่วงชีวิตที่เติบโตมาสิบเจ็ดปีนั้นทุกวันหมดไปกับการอ่านตำรา ศึกษาการพยากรณ์อนาคตและวิชาเวทย์ พลังเวทย์ของเฟิ่งหวงกล้าแกร่งไม่เป็นสองรองใครในสำนัก เลือดทุกหยดในกายของเขาเป็นของล้ำค่า ถือเป็นสมบัติของโอรสสวรรค์นั่นก็คือฮ่องเต้ที่จะชี้นิ้วให้ไปทำอะไรก็ต้องทำ ตามที่ชายในชุดเกราะหรือหัวหน้าองครักษ์ที่ทำหน้าที่ส่งเครื่องสังเวยคนนั้นพูดมา แต่เฟิ่งหวงนั้นมีความลับสองอย่างที่บอกใครไม่ได้

ข้อแรกคือเรื่องเลือดที่ถือเป็นโอสถทิพย์และความเชื่อที่ว่าถ้าสัมผัสของเหลวในร่างกายของเขาแล้วช่วยรักษาบาดแผลได้นั้น ความจริงแล้วนั่นคืออาคมลับที่ไม่มีบันทึกในคัมภีร์หรือตำราเวทย์เล่มใด อาคมนี้จะถูกถ่ายทอดโดยการท่องจำผ่านปากต่อปากของผู้ที่ได้รับคัดเลือกในแต่ละรุ่นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นก่อนที่จะตาย อาคมนี้มีชื่อว่า ‘มนตร์โลหิตสมานวิญญาณ’ อาคมนี้ต้องใช้พลังเวทย์เป็นจำนวนมากและผู้ใช้ต้องร่ายมนตร์ต่อเนื่อง ต่อให้มีใครกรีดเอาเลือดของเขาไปสักเท่าใดตราบที่เขาไม่ปริปากร่ายคาถานี้ออกไปการรักษาก็ไม่เป็นผล

อี้ฟานยกข้อมือขึ้นดูรอยกรีดซ้ำๆ ตรงข้อมือราวสิบรอยอันแสดงถึงจำนวนครั้งที่มนตร์นี้ถูกใช้ไป ความเจ็บปวดในการใช้งานแต่ละครั้งนั้นเขาไม่เคยลืม เพราะธรรมชาติย่อมมีกฏเกณฑ์ของมัน ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต สิบแผลบนร่างที่บอบช้ำแลกกับหนึ่งแผลบนกายเขา เฟิ่งหวงเกลียดอาคมบทนี้เป็นที่สุด แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธชะตาที่ถูกเลือกมาแล้วนี้ได้เช่นกัน

อี้ฟานปลดเสื้อคลุมสีดำที่เปียกน้ำออกจากตัวลงไปกองที่ข้อเท้าแล้วหันไปมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง และนี่ก็คือความลับข้อที่สอง เฟิ่งหวงไม่ใช่หญิงสาวตามที่ประวัติศาสตร์จารึก เขาเป็นผู้ชายทั้งแท่งที่โดนจับแต่งเป็นผู้หญิงส่วนสาเหตุนั้นเขานึกไม่ออกเลยแต่คิดว่าคงต้องเกี่ยวพันกับชาติกำเนิดอันแสนคลุมเครือของเขาแน่ๆ ดูท่าชีวิตของเขานี่ช่างรันทดและมีแต่เรื่องน่าปวดหัวเต็มไปหมด

แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน เพราะสิ่งที่อี้ฟานเป็นกังวลมากที่สุดตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาเพิ่งตายหรือเรื่องที่เขาย้อนเวลากลับมาในอดีตชาติ หากคือการที่เขากำลังถูกส่งไป ‘เวียนเทียน’ ให้สัตว์เทพอสูรทั้งสี่ และสัตว์อสูรตัวแรกที่กำลังมาเป็นสามีของเขาก็คือ ไป๋หูหรือเสือขาว… แค่คนก็แย่แล้วไหม! นี่สัตว์อสูรเลยนะเว้ย! แถมยังมีตั้งสี่ตัว โอ๊ยยยย~ ฉันละเกลียดหล่อนจริงๆ ยัยเฟิ่งหวง ยัยหญิงคณิกาชั้นสูง!

เอาไงดี… ฆ่าตัวตายตอนนี้เลยดีไหม ไหนๆ ก็เพิ่งตกน้ำตายมา จะตายอีกสักรอบจะเป็นอะไรไป เรื่องอะไรใครจะยอมไปนอนหันตูดให้เสือเสียบกันเล่า ไม่มีทาง!!!

อี้ฟานเหลียวมองผ่านหน้าต่างออกไปยังแม่น้ำฮวงโหที่ไหลเอื่อยแล้วก็ถอนหายใจแรง... โอเค! เขามันป๊อด ลองไปคุยกับสัตว์อสูรดูก่อนก็ได้แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะยอมเป็นเมียหรือโดดน้ำตายดีกว่า

แต่งตัวเรียบร้อยอี้ฟานหรือตอนนี้คือเฟิ่งหวงก็มานั่งแปรงผมที่หน้ากระจก ผมสีดำยาวสลวยที่เห็นในฝันนี่ไม่ได้มาง่ายๆ สินะ ยิ่งตอนเปียกน้ำพันกันนี่อย่าให้พูดเลย ติดแน่นเป็นสังกะตังสางไม่ออกแถมยังฟูเป็นหัวสิงโตอีก... ฮรึก! ไดร์เป่าผมก็ไม่มีจะตัดก็ไม่ได้ไม่มีกรรไกร

“ข้าน้อยขออนุญาตเข้าไปนะขอรับ”

เสียงนักพรตน้อยดังขึ้นที่น่าประตู อี้ฟานเชื้อเชิญให้เข้ามาพลางพยายามนึกว่านักพรตน้อยคนนี้ชื่ออะไรแล้วนึกไม่ออก ไม่ใช่สิ! ต้องบอกว่าไม่รู้มากกว่า ยัยเฟิ่งหวงคนนี้นี่มนุษยสัมพันธ์ต่ำเสียจริงน่าส่งไปเรียนเรื่องการสันทนาการชีวิตชาวบ้านกับหมิงหยวน

“ข้าน้อยเอาปลาไหลที่ท่านจับได้ไปใส่ขวดโหลมาให้” นักพรตน้อยแง้มประตูเข้ามาวางโหลแก้วไว้ตรงประตูกระโจมแล้วทำท่าจะกลับออกไปอี้ฟานก็เรียกไว้

“อย่าเพิ่งไปมาคุยกันก่อน”

“คุยกับข้าน้อยเหรอ” นักพรตน้อยทำหน้าตาเลิ่กลั่ก ในรุ่นเดียวกันเขาถือว่าอ่อนหัดที่สุด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ถูกส่งมาดูแลท่านเฟิ่งหวง แค่นี้ก็เกร็งจะแย่แล้ว นี่ท่านยังให้ความกรุณามาคุยด้วยอีก

“นาย...” อี้ฟานพยายามไม่กัดลิ้นตัวเอง “ไม่สิ! เจ้าชื่ออะไรนะ”

“ใครๆ ก็เรียกข้าว่าอาฮุย” นักพรตน้อยตอบอย่างนอบน้อมพลางแอบมองสำรวจเฟิ่งหวงด้วยความชื่นชม ใครๆ ล้วนกล่าวขานว่าท่านมีใบหน้างามหมดจดกว่าหญิงใดในใต้หล้า เขาคิดว่าคำเยินยอนั้นน้อยไปด้วยซ้ำต้องบอกว่างามสุดในสามโลกถึงจะถูก โชคดีที่ท่านเกิดในวรรณะนักพรตมิเช่นนั้นคงถูกฮ่องเต้อินโจวส่งเกี้ยวมาเชิญตัวเข้าวังแทนที่จะส่งไปเป็นเครื่องสังเวยแน่ๆ แต่ไม่ว่าจะทางใดชะตาของท่านนั้นก็ช่างน่ารันทดไม่แตกต่างกันเสียเลย ช่างน่าสงสารท่านเสียจริง

พอได้ยินชื่ออี้ฟานรู้สึกถูกชะตากับนักพรตน้อยขึ้นมาทันที บางทีอาจเป็นเพราะฮุยแปลว่าสดใส ซึ่งมีความหมายพ้องกับว่าฟานในชื่ออี้ฟานของเขาละมั้ง

เขาหยิบขวดโหลใส่เจ้าปลาไหลน้อยที่เขาช่วยชีวิตขึ้นมาส่องดูใกล้ๆ มันนอนสงบนิ่งอยู่ก้นขวดโหลไม่ไหวติงราวกับเข้าสู่ภาวะจำศีลเพื่อรักษตัวเอง แผลเหวอะหวะที่หลังของมันช่างน่ากลัวเสียเกินดูแล้วไม่น่าเกินจากอวนของมนุษย์ น่าจะเป็นสัตว์ด้วยกันทำร้ายและสัตว์นั้นคงมีพิษร้ายแรงไม่น้อย

“เจ้ารู้ไหมว่าพอมียาอะไรรักษาแผลให้เจ้านี่ได้บ้าง

อาฮุยทำหน้าฉงน ระดับท่านเฟิ่งหวงไม่น่าถามคำถามนี้กับเขา เพียงใช้โลหิตสักครึ่งหยดหรือสะบัดมือร่ายเวทย์ไม่กี่ทีก็น่าจะรักษาแผลให้เจ้าปลาตัวนี้ได้แล้วนี่นา หรือว่าท่านต้องการลองปัญญาเขาแน่ๆ คิดได้ดังนั้นอาฮุยก็รีบทบทวนวิชาสมุนไพรที่ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ในหัวแล้วยืดอกตอบเสียงดังฟังชัด “ข้าน้อยคิดว่าเราควรลองใช้จิเสวี่ยเฉ่าตำผสมกับน้ำผึ้งลองพอกดู”

อี้ฟานพยักหน้า พออาฮุยเอ่ยขึ้นมาแล้วข้อมูลที่ถูกเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบในหัวก็พร่างพรูออกมา “จิเสวี่ยเฉ่าหรือใบบัวบกเป็นสมุนไพรที่เสมือนมีหิมะสะสมตัวอยู่ มีฤทธิ์เย็นสามารถขับพิษร้อน บรรเทาการอักเสบ ลดบวมและทำให้เลือดหยุดไหลได้ น้ำผึ้งก็มีฤทธิ์ทางยาเช่นเดียวกันอีกทั้งยังเป็นกระสายยาคือช่วยให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้นด้วย... เจ้านี่ฉลาดไม่เบาเลยนะอาฮุย”

อาฮุยหน้าแดงรีบค้อมศรีษะคำนับ “มิได้ท่านเฟิ่งหวง ข้าน้อยแค่บังเอิญนึกขึ้นได้แล้วก็พูดไปตามที่อาจารย์สอนเท่านั้น อันที่จริงสรรพคุณที่ท่านพูดมาข้าน้อยจำแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

ได้ฟังดังนั้นอี้ฟานก็หลุดหัวเราะลั่น อาฮุยนี่ช่างเป็นคนซื่อๆ น่ารักเสียจริง รับความดีความชอบไปเฉยๆ ก็พอแล้ว จะมาปล่อยไก่ให้ตัวเองขายหน้าทำไม “เอาเป็นว่าเจ้าช่วยไปหาใบจิเสวี่ยเฉ่าสักหนึ่งกำมือกับน้ำผึ้งสักขวดมาให้ข้าทีนะ ข้าจะปรุงยาสมานแผลให้เสี่ยวหลง”

“เสี่ยวหลงหรือขอรับ?” อาฮุยถามย้ำอย่างฉงน เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคนตั้งชื่อให้ปลาไหลแถมยังตั้งว่า ‘มังกรน้อย’ แต่ท่านเฟิ่งหวงเป็นคนแปลกนี่นะ งั้นก็คงไม่แปลกหรอก

อี้ฟานชูขวดโหลในมือให้ดูพร้อมกับยิ้มร่า “ใดๆ ในโลกล้วนเกิดมาพร้อมชื่อ การจะไปเรียกห้วนๆ ว่ามันหรือชื่ออื่นอย่างเครื่องสังเวยทั้งที่ผู้นั้นมีชื่ออยู่นับว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกันเสียเลย”

“ขอรับ” อาฮุยคำนับอย่างเลื่อมใส

หารู้ไม่ว่าอี้ฟานแอบหลอกด่านายองครักษ์หน้าตึงที่มายืนแอบฟังพวกเขาคุยกันอยู่หน้ากระโจม เจ้าคนไร้มารยาท! ... จะว่าไปยัยเฟิ่งหวงนี่ก็ไม่เลวแฮะ ฉลาดเป็นกรด สมกับที่เป็นเราเมื่อชาติที่แล้วจริงๆ เสียดายที่มนุษยสัมพันธ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปหน่อยแถมเป็นพวกรักสันโดษวันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องอ่านตำราเป็นตั้งๆ ถ้าเป็นเขาในตอนนี้ละก็ คงแล่นออกไปท่องยุทธภพแล้ว ดูสิ! คนอะไรทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้ มองตัวเองแล้วเสียดายของชะมัด

พอออกมานอกกระโจมอาฮุยก็มาคิดใคร่ครวญดู รู้สึกว่าวันนี้ท่านเฟิ่งหวงดูแปลกไปไม่น้อย ปกติท่านเป็นคนว่ายน้ำเก่งมาก แต่จู่ๆ กลับจมน้ำร้องเรียกให้คนช่วย แล้วก็ชวนเขาคุยเป็นครั้งแรกทั้งที่เขาเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักราวครึ่งปีแล้วแม้แต่หางตาก็ไม่เคยแล นี่อุตส่าห์สละเวลามาสอนเรื่องสมุนไพรให้เขาแถมยังวางใจเรียกใช้งาน อีกทั้งคำพูดคำจาก็ฟังเป็นกันเองแล้วก็ท่านั่งขัดสมาธิอย่างไม่สำรวมกิริยาและปล่อยผมสยายยาวไม่รวบตึงให้เรียบร้อยผิดไปจากปกตินั่นอีก ถึงจะดูไม่สง่างามราวกับพญาหงส์เหมือนที่เขาเคยเห็นมาตลอด แต่ท่านเฟิ่งหวงในยามนี้ช่างดูมีสเน่ห์และน่าคบหากว่าแต่ก่อนยิ่งนัก

นักพรตน้อยกำหมัดทั้งสองข้างในอากาศ เขาจะต้องตั้งใจหาตัวยาให้ดี ท่านเฟิ่งหวงจะได้เอ็นดูในอนาคตเขาอาจจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์เอกก็ได้ใครจะไปรู้ล่ะ

ภายในกระโจมที่พัก หลังจากอาฮุยกลับออกไปอี้ฟานก็วางโหลใส่เสี่ยวหลงของเขาลง ก่อนจะหมอบตัวราบลงเอาคางวางบนโต๊ะให้สายตาเสมอกันแล้วจุ่มนิ้วลงไปในขวดโหลลูบหัวเจ้าปลาไหลของเขาอย่างทะนุถนอม ยังนึกไม่ออกว่าทำไมตัวเองในชาติที่แล้วถึงต้องกระโจนลงน้ำไปช่วยมันไว้ด้วย บางทีอาจจะเป็นความใจดีเห็นใครบาดเจ็บก็อยากรักษาเหมือนอย่างที่เขาไม่ชอบเห็นใครโดนรังแกต้องเสนอหน้าเข้าไปช่วยจนซวยตายตกมาอยู่ที่นี่ละมั้ง หรือบางทีนี่จะเป็นโอกาสที่ฟ้าประทานมาให้เขาเพราะว่าทำความดีช่วยเหลือคนอื่น แทนที่จะตายก็เลยได้กลับมาเกิดใหม่ในอดีตงั้นเหรอ

ช่างเถอะ! คิดไปก็ปวดหัว เอาเป็นว่าตอนนี้แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปเป็นวันๆ ละกัน เฮ้อ~ คิดถึงหมิงหยวนชะมัดป่านนี้จะรู้หรือยังนะว่าเพื่อนคนนี้นอนตายอยู่ก้นแม่น้ำฮวงโหแล้ววิญญาณก็หลงมาอยู่ในอดีตเมื่อ 1600 ปีก่อนคริสตกาลเนี่ย

ถ้ารู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้รู้งี้เขาตั้งใจเรียนวิชาประวัติศาสตร์ให้มากกว่านี้ก็ดีหรอก รู้สึกผิดต่ออาจารย์ชานซือชะมัด ส่วนเจียงหลงน่ะเหรอ เฮอะ! ใครจะไปคิดถึงหมอนั่นกัน ไอ้คนประหลาดที่เจอหน้ากันวันแรกก็แกล้งเขาแบบนั้นน่ะนะ

“ใครจะไปคิดถึงหมอนั่นเนอะเสี่ยวหลง”

อี้ฟานพูดกับเจ้าปลาไหลน้อยที่นอนอย่างสงบนิ่งอยู่ก้นขวดโหล

อี้ฟานวิเคราะห์ถูกแล้วมันพลาดท่าถูกสัตว์ประหลาดที่อาศัยอยู่ก้นแม่น้ำฮวงโหทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ล่องลอยตามกระน้ำอย่างไม่รู้ทิศมาสามวันสามคืน ลมหายใจรวยรินและกำลังจะตายในไม่ช้าถ้าเฟิ่งหวงไม่ช่วยเก็บมันมารักษา บุญคุณที่ให้นำหนึ่งแก้วยังเทียบเท่าแม่น้ำทั้งสาย ดังนั้นบุญคุณที่ช่วยชีวิตนี้ย่อมต้องทดแทนด้วยชีวิตแต่ตอนนี้มันต้องรักษาชีวิตให้รอดไปเสียก่อน

#################

วาร์ปแล้วๆ

เราจะไม่ใช้สำนวนแบบนิยายจีนโบราณจ๋าเนอะ เพราะนายเอกมาจากยุคปัจจุบันและค่อนข้างทำตัวเป็นขบถทางประวัติศาสตร์ด้วย555 อ่านเจอตัวเอกย้อนเวลาเทพๆ กันมาเยอะแล้ว เราขอแต่งให้ตัวเอกกากๆ จำอดีตได้บ้างไม่ได้บ้างแถมยังโง่ประวัติศาสตร์หน่อย

ตอนหน้าจะได้เจอพี่เสือขาวแล้วค่ะ มาลุ้นกันนะคะว่าจะหล่อกระชากใจจนอี้ฟานยอมเป็นเมียเสือ หรือโหดสัดหน้าตาอัปลักษณ์จนอี้ฟานยอมกระโดดแม่น้ำฮวงโหตายอีกรอบดีกว่า



ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 804
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
ความทรงจำที่ 4 เป็นเมียเสือขาวก็ไม่ได้แย่นี่นา 

เฟิ่งหวงนั้นขึ้นชื่อมากเรื่องรักสันโดษและไม่ชอบสุงสิงกับใคร พูดน้อยราวกับกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปากจนอี้ฟานเองยังตกใจแต่พอเขามาทบทวนตัวเองในชาติที่แล้วดูดีๆ ก็พบว่าเฟิ่งหวงไม่ได้หยิ่งหรอกแต่เพราะใช้ชีวิตอยู่แต่ในกรอบมาตลอดก็เลยคบหาใครไม่เป็น แล้วการที่ข่าวลือเรื่องโลหิตเป็นโอสถทิพย์ของเขาแพร่ออกไปคนก็ยิ่งยกย่องและตีตนออกห่างเพราะไม่กล้ายุ่งกับของของฮ่องเต้ เฟิ่งหวงจึงเลือกอยู่คนเดียวสบายใจกว่า

แต่อี้ฟานไม่ใช่เฟิ่งหวง แทนที่จะนั่งเกี้ยวไปเงียบๆ เขาจึงลงมาเดินเท้าไปกับคนอื่น ยามว่างก็สอนอาฮุยเรื่องสมุนไพรกับอาคมง่ายๆ ที่นักพรตเด็กพึงฝึกหัดและอาฮุยก็เล่าเรื่องนอกรั้วอารามหลวงที่เฟิ่งหวงไม่เคยพานพบให้ฟัง พอคนอื่นเห็นเขาปฏิบัติกับอาฮุยเช่นนั้นคนอื่นๆ ก็เริ่มกล้าที่เข้ามาคุยด้วยยกเว้นหัวหน้าองครักษ์คนดียวที่ยังทำปั้นปึ่งใส่เขา จนกระทั่งถึงตอนกลางวันอาฮุยยกอาหารมาให้เป็นข้าวต้มกับผักลวกเช่นเดียวกับมื้อเช้าอี้ฟานก็เบะปาก

เฟิ่งหวงกับอี้ฟานเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นคนเรื่องมากในการกิน แต่เฟิ่งหวงนั้นเรื่องมากในแบบที่กินเพียงอาหารรสจืดไม่ต้องปรุงแต่งมากนักและชอบกินผัก ส่วนอี้ฟานที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดจนมาถึงจุดเปลี่ยนที่ได้มาอยู่ในสำนักมวยกับพ่อของหมิงหยวนเขาก็เริ่มทานโปรตีนมากขึ้นจนเปลี่ยนมาเป็นสายเนื้อเต็มตัว ทั้งยังหัดทำอาหารกินเองเพื่อให้แน่ใจว่าจะครบห้าหมู่และมีรสชาติอร่อย เพราะให้เขากินอกไก่กับไข่ขาวปั่นใส่เวย์โปรตีนตามคนในสำนักเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเขาก็พานจะอ้วกเหมือนกัน

ตอนเขาเดินเข้าครัวไปขอทำอาหารเอง พ่อครัวประจำคณะเดินทางก็โยนมีดบังตอลงบนขียงดังฉับด้วยความหงุดหงิดที่เขาไปแย่งหน้าที่ แต่ครั้นผัดผักรวมกับปลาแม่น้ำเผาเกลือร้อนๆ ถูกจัดใส่จานส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ทุกคนก็พากันถือตะเกียบมาต่อคิวขอชิมและพากันชมเปราะว่าอร่อยเหาะ แม้แต่ตัวพ่อครัวที่แทบจะเอาบังตอฟันหัวเขาเเบะยังคารวะขอเป็นศิษย์ ส่วนหัวหน้าองครักษ์ถึงจะไม่พูดอะไรแต่อาฮุยก็มารายงานว่าแอบเห็นเขาเติมข้าวถึงสามชาม ตอนนี้นอกจากตำแหน่งเครื่องสังเวยแล้วอี้ฟานเลยได้ตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องพ่วงมาด้วยซึ่งเขาก็ไม่ขัดอยู่แล้วเพราะเดิมก็ทำให้คนในสำนักมวยกินประจำ และนั่นก็ทำให้การเดินทางในวันต่อๆ มาไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

แผลที่หลังของเสี่ยวหลงก็ดีขึ้นมากแล้ว เพื่อเป็นการบำรุงให้มันยิ่งหายไวๆ อี้ฟานจึงลงทุนไปขุดหาไส้เดือนและให้อาฮุยลุยน้ำลงไปจับลูกปูลูกปลามาให้เพราะรู้มาว่าปลาไหลเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่มันก็ขดตัวทำเมินไส้เดือนบดปรุงรสสูตรพิเศษของเขาจนเขาต้องขู่ว่าถ้าตายจะจับทำปลาไหลเผาเกลือกินเป็นอาหารมื้อถัดไปนั่นล่ะมันถึงยอมผงกหัวขึ้นมากินจนหมด

ล่วงเข้าวันที่สามนับจากออกเดินทาง คณะส่งเครื่องสังเวยก็มาหยุดลงตรงเชิงเขาทางทิศตะวันตกของเมืองอิน และนับจากตรงนี้ไปอี้ฟานต้องเดินเท้าเข้าไปเองเพราะคนธรรมดาไม่อาจผ่านไปได้

“ระหว่างที่ข้าไม่อยู่อย่าดื้อกับอาฮุยล่ะ” อี้ฟานสั่งลากับเจ้าปลาไหลสีฟ้าอมเขียว ต่อไปนี้เวลากลางคืนคงจะเหงานิดหน่อยเพราะด้วยระเบียบและคนอื่นก็คิดว่าเขาเป็นผู้หญิง พอฟ้ามืดเขาก็ต้องอยู่ในกระโจมคนเดียว ราตรีอันยาวนานที่นอนไม่หลับคิดถึงบ้าน คิดถึงหมิงหยวน คิดถึงโรงเรียน คิดถึงพี่เฟยและการวิ่งนั้นก็ได้เสี่ยวหลงนี่แหละคอยอยู่เป็นเพื่อนถึงแม้มันจะแค่นอนขดตัวโง่ๆ อยู่ในขวดโหลก็เถอะ แต่เขาก็รู้สึกว่ามันกำลังฟังที่เขาบ่นอยู่

“ท่านเฟิ่งหวงดูแลตัวเองดีๆ นะ” อาฮุยบอกลาด้วยน้ำรื้นขอบตาด้วยล่วงรู้ในชะตากรรมของเครื่องสังเวยดี… ไม่ตายก็ตกเป็นเมีย ไม่มีทางเลือกที่ดีเลยสักทาง คนอื่นๆ ก็พลอยเศร้าไปด้วยเพราะตอนนี้อี้ฟานเป็นที่รักของคณะเดินทางไปแล้ว ขนาดหัวหน้าองครักษ์หน้านิ่งยังตาแดงๆ ด้วยความสงสารเลย “พวกข้าจะไปพักที่หมู่บ้านใกล้ๆ พอครบกำหนดหนึ่งเดือนจะกลับมารับนะขอรับ”

อี้ฟานตบบ่าอาฮุยครั้งหนึ่งแล้วบ่ายหน้าไปยังบันไดหินลาดชันที่ขึ้นไปสู่ยอดเขา ตรงสุดปลายทางนั้นมีเสาหินสองต้นลงอาคมตั้งคู่กันอยู่ เบื้องหลังเป็นที่ราบเวิ้งว้างว่างเปล่า

ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาเดินผ่านจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะมีม่านคาถาพรางตาบังไว้ แต่เฟิ่งหวงนั้นมีอาคมแก่กล้าพอเขาเดินผ่านเสาสองต้นนั้นมาก็พบว่าตนเองได้หลุดจากป่าในแดนมนุษย์ออกมาอยู่ในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง

ทุ่งกว้างสีเขียวชะอุ่มสุดลูกหูลูกตาปรากฏขึ้นตรงหน้า ตำหนักหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมเชิงผาก่อขึ้นไปเป็นชั้นๆ เป็นขั้นบันไดจนถึงยอดนับได้เจ็ดชั้น ชั้นบนสุดนั้นเป็นที่พำนักของ ‘ไป๋หู’ ประมุขของสัตว์เทพอสูรเผ่าเสือขาวที่ดูแลฤดูใบไม้ร่วง ส่วนชั้นรองลงมาเป็นที่อาศัยของวงศาคณาญาติสกุลลดหลั่นลงมา

อี้ฟานหลับตาลงนึกถึงความทรงจำของเฟิ่งหวงในเผ่าเสือขาวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ

ภาพตัวเขาที่เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยในท่าคลานสี่ขาปรากฏขึ้นในความคิด ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่ทำให้แข้งขาสั่นเมื่อเสือโคร่งสีขาวตัวใหญ่จ้วงโจนเข้าใส่อย่างไม่ปราณีแม้จะรู้ว่าเขาเป็นผู้ชาย คืนแล้วคืนเล่าจนครบสามสิบวัน ดูท่าไป๋หูจะร่วมรักกับเขาอย่างถึงอกถึงใจจนเผลอฝากรอยกรงเล็บลากยาวเป็นแถวห้าแถวไว้บนหัวไหล่ขวา พอเห็นว่าเขาเลือดไหลก็ใช่ว่าจะหยุดกระแทกกระทั้นกลับเป็นการกระตุ้นให้ลงแรงหนักขึ้นและใช้ลิ้นใหญ่สากๆ ของมันเลียกินเลือดที่ไหลอาบแผ่นหลังของเขาจนหมดเท่านั้น

อี้ฟานลืมตาขึ้น มือยกขึ้นกุมไหล่ขวา เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวแล้วตั้งปณิธานแน่วแน่ เฟิ่งหวงจะยอมพลีกายเพื่อช่วยชาติมันก็เรื่องของเธอ แต่ความอัปยศนี้มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับเขาเด็ดขาด

ชายร่างกำยำหน้าตาดุดันสองคนปรากฏตัวขึ้นข้างกาย ดวงตาของเขามีสีอำพันเหมือนนัยน์ตาสัตว์ ผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกรวบตึงอย่างเรียบร้อยไว้ที่ท้ายทอยและแลเห็นคมเขี้ยววาววับยาวพ้นริมฝีปากบนมาเล็กน้อย จากการทบทวนความทรงจำของเฟิ่งหวง ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นเผ่าเสือขาวแต่สัตว์เทพอสูรทุกตัวไม่ได้มีขนสีขาวยังคงมีร่างเป็นเสือโคร่งสีน้ำตาล เฉพาะคนในสกุลระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นจึงมีสีขาว และถ้าสัตว์เทพอสูรเหล่านี้บำเพ็ญเพียรจนมีพลังแก่กล้าพอก็จะสามารถแปรงร่างเป็นคนได้ ดังนั้นสองคนนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นองครักษ์ของเผ่าเสือขาว แต่คงไม่ใช่ระดับสูงนักเพราะยังเหลือเขี้ยวและลวดลายเสือโคร่งลางๆ บนใบหน้าไว้ให้เห็น

อี้ฟานสะบัดผมยาวสยายไปด้านหลัง จัดชายเสื้อคลุมผ้าไหมดำให้ดูมีสกุลสมฐานะนักพรตชั้นสูงแล้วเชิดหน้ายืดอกเดินตามหลังทั้งสองไป จะเกิดอะไรไม่รู้ล่ะ ยังไงความประทับใจแรกพบขอดูดีไว้ก่อนละกัน

เมื่อไปถึงด้านหน้าตำหนักชั้นล่างสุดอี้ฟานก็พบคณะต้อนรับของเผ่าเสือขาว… ไม่สิ! จะพูดให้ถูกก็คือพวกที่มามุงดูเครื่องสังเวยคนใหม่ที่พวกมนุษย์ส่งมามากกว่า

ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งอี้ฟานลอบกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่นเพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มีร่างกายกำยำล่ำสันท่าทางดุดันน่าเกรงขามไม่เว้นแม้แต่เพศหญิง

บุรุษรูปงามคนหนึ่งก้าวลงบันไดมาหาด้วยท่วงท่าองอาจ เขามีผมสีขาวและคลุมกายด้วยอาภรณ์สีขาวประดับด้วยหนังเสือสีขาวบนไหล่ ดวงตาสีอำพันคมกล้าจนแวบหนึ่งที่อี้ฟานเผลอหยุดหายใจเพราะคิดว่าคือชายในฝันที่ควักหัวใจเขาไปกิน แต่พอลองมองดูอีกครั้งก็พบว่าเป็นคนละคนกันแน่นอน นอกจากดวงตาและสีผมสีเดียวกันแล้วไม่มีอะไรเหมือนกันสักนิด

“นี่น่ะเหรอท่านเฟิ่งหวงที่เขาร่ำลือกันว่าสวยนักหนา” เสียงของเขากังวาลไปทั่วและทรงอำนาจ เสียงพูดคุยซุบซิบในหมู่บริวารนั้นเงียบไปด้วยความกริ่งเกรงในตัวท่านฮุ่ยหลิง

ตามธรรมเนียมแล้วหญิงสาวที่ถูกส่งมาจะต้องโดนฆ่าตัดคอทั้งที่ยังสติในคมดาบเดียว เพื่อให้ได้เลือดและเนื้อที่สดใหม่เป็นเครื่องเซ่นสังเวย แต่ในกรณีของเฟิ่งหวงนั้นพิเศษ เขาถูกส่งมาเพื่อใช้พลังพิเศษเชื่อมสันถวไมตรีให้สัตว์เทพอสูรอารมณ์ดี บันดาลฝนฟ้าตามที่ควรจะเป็น แต่ถ้าจะพูดให้ง่ายเข้า ก็ถูกส่งมาเป็นเป็นเมียปรนเปรอท่านไป๋หูจนกว่าจะพอใจ

ฮุ่ยหลิงจับเข้าที่ปลายคางอี้ฟานแล้วกระชากอย่างไม่เบามือให้เชิดหน้าขึ้นเพื่อดูให้ชัดๆ “หน้าตาไม่เลว ผิดกับคนก่อนๆ ที่ถูกส่งมา แต่ดูแล้วบอบบางเหลือเกินไม่รู้จะทนมือทนเท้าข้าได้สักกี่น้ำ ให้เต็มที่สองคืนก็คงเบื่อใครใคร่จะลองต่อก็ตกลงกันเอาเองแต่ยังไงก็เพลาๆ มือหน่อยนะเดี๋ยวพวกหางแดงที่ได้ไปต่อจากเรามันจะโวยวายเอา”

พวกหางแดงที่พูดถึงคือจูเชวี่ยหรือหงส์แดงนั่นเอง

อี้ฟานขนลุกด้วยความสะอิดสะเอียนเมื่อเผ่าเสือขวคนอื่นๆ พากันหัวเราะลั่นและพูดคุยเรื่องการต่อคิวร่วมหลับนอนกับเขา พอฮุ่ยหลิงก้มหน้าลงมาหมายจะจูบภาพที่โดนเสือโคร่งยักษ์ข่มเหงก็ปรากฏขึ้นมาในหัว เขาจึงขัดขืนด้วยการถ่มน้ำลายใส่กลางแสกหน้า

อี้ฟานรู้ดีว่านั่นเป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลยแต่จะให้ชะโงกตัวไปเลียน้ำลายก้อนนั้นคืนก็ไม่ทันเสียแล้ว

ดวงตาสีอำพันวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ฮุ่ยหลิงปัดร่างของอี้ฟานล้มกลิ้งลงบนพื้นก่อนจะสั่งการเสียงดังลั่น “เอาตัวนังนี่ไปขังในคุกเขี้ยวอสรพิษโทษฐานที่ลบหลู่ข้า ไม่ต้องให้ข้าวให้น้ำและถ้าไม่มีคำสั่งจากข้าก็ห้ามไอ้หน้าไหนปล่อยมันออกมา!”

เสียงตบเท้ารับคำสั่งดังสนั่น แล้วองครักษ์สองคนก็มาจับแขนอี้ฟานคนละข้างลากถลงไปชั้นใต้ดินยังที่คุมขังนักโทษที่ขึ้นชื่อว่าน่ากลัวที่สุดในการลงโทษที่นี่

มันเป็นกรงไม้แคบๆ ที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาหิน อี้ฟานถูกจับผูกโซ่เส้นใหญ่เข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างแล้วรั้งขึ้นไปแขวนไว้กับซี่กรงด้านบนก่อนที่พวกมันจะปิดประตูใส่แล้วรีบร้อนกลับออกไปด้วยความหวาดกลัว พอประตูที่เข้ามาถูกปิดภายในคุกเขี้ยวอสรพิษก็มืดสนิท อี้ฟานถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเพราะมันดูไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแต่เขายังไม่ทันจะได้ผ่อนลมหายใจออกจนสุด แสงไฟสีเหลืองคู่หนึ่งก็กะพริบขึ้นในความมืด อี้ฟานขนลุกซู่รู้ทันทีด้วยสัญชาติญาณว่านั่นคือสัตว์ร้ายไม่ผิดแน่ และความน่ากลัวก็ไม่ได้หมดแค่นั้นเมื่อแสงสีเหลืองเป็นคู่ๆ ค่อยๆ กะพริบขึ้นตกนั้นตรงนี้เต็มไปหมด พวกมันคืองูพิษนับร้อยชนิดที่ถูกจับมาใส่ไว้ในคุกแห่งเพื่อฆ่าให้นักโทษตายอย่างทรมาน

เสียงขู่ฟ่อดังมาจากรอบทิศ อี้ฟานอยากจะหนีก็ทำไม่ได้เพราะสองแขนถูกโซ่ตรึงไว้ยิ่งขยับยิ่งเกิดเสียงก๊อกแก๊กให้สัตว์ร้ายนั้นรู้ว่ามีเหยื่อรอให้พวกมันไปกิน เขาลองร่ายคาถาป้องกันเท่าที่นึกออกในหัวคลุมตัวไว้แต่สัตว์ร้ายพวกนั้นไม่ได้มีแค่งูพิษธรรมดาอย่างงูเห่าหรืองูองอาง แต่ยังมีงูปาเสอที่เป็นสัตว์อสูรประเภทหนึ่ง มันเจาะคาถาป้องกันของอี้ฟานเข้ามาได้อย่างง่ายดายและเลื้อยกายขึ้นพันรัดร่างของเขาแน่นเพื่อหักกระดูกเหยื่อให้แหลกเหลวก่อนกลืนลงท้องจะได้ย่อยง่าย ลิ้นสองแฉกตวัดเลียใบหน้าชิมรสเรียกน้ำย่อยสักเล็กน้อยก่อนที่มันจะอ้าปากและปลดขากรรไกรล่างออกเตรียมกินอาหารมื้อพิเศษ

อี้ฟานหลับตาแน่นตายแบบนี้อย่างน้อยก็ยังดีกว่าโดนเสือขืนใจ

แต่ดูเหมือนเบื้องบนจะไม่ยอมให้อี้ฟานเปลี่ยนชะตาลิขิตง่ายๆ ประตูคุกเปิดผางออก แสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้ามาพร้อมกับที่กรงเล็บขนาดมหึมาฟาดลงมา เกิดเสียงคล้ายฟ้าผ่าดังลั่นพร้อมๆ กับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของงูปาเสอ มันปล่อยตัวอี้ฟานแล้วเลื้อยตัวหนีไปขดอยู่ในรังหลังซอกหินของมันตามเดิมงูตัวอื่นๆ ก็เช่นกัน

กรงเล็บฟันฉับลงมาอีกครั้งแล้วโซ่ที่รัดสองแขนของอี้ฟานก็ขาดสะบั้น ขาที่อ่อนแรงของเขาไม่อาจรับน้ำหนักตัวได้ไหวจึงทรุดกายล้มลงแต่แทนที่กระแทกลงบนพื้นคุกหินเย็นเยียบกลับเป็นอกกว้างอบอุ่นของใครคนหนึ่ง

อา... ใครกันนะที่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของไป๋หูมาช่วยชีวิตเขา

แล้วคำตอบก็ปรากฏขึ้น เมื่อสองเสียงทุ่มเถียงกันดังลั่นคุกแคบๆ นั่น

“ฮุ่ยหลิงเจ้ากล้าดียังไงแตะต้องของของข้าก่อนที่จะได้รับอนุญาต!”

“ข้ามิกล้ายุ่งกับของท่านหรอกท่านพี่ฮุ่ยชิว แต่เครื่องสังเวยนี้มันบังอาจถ่มน้ำลายใส่หน้าข้าต่อหน้าบริวาร ข้าก็เลยต้องสั่งสอนให้มันสำนึกว่ามนุษย์โง่ๆ ต้อยต่ำอย่าริอ่านมาลบหลู่เผ่าเสือขาวของเรา”

อี้ฟานเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของอกแกร่งที่เขายืนพิงอยู่ด้วยดวงตาปริบปรือ ถึงแม้จะมีแค่แสงสว่างส่องผ่านมาให้เห็นเพียงเล็กน้อยแต่ร่างของชาวเผ่าเสือขาวผู้นี้ก็สว่างจนความมืดไม่อาจทำอะไรได้ แวบแรกนั้นอี้ฟานนึกถึงดอกเบญจมาศขาว เขาไม่ได้แค่ดูดีแต่ยังมีความสง่างามและอ่อนโยน นัยน์ตาสีอำพันไม่ได้ดูดุดันแต่นุ่มนวลเหมือนเกสรสีเหลืองที่ประดับอยู่ตรงกลางดอก และเขาก็มีใบหน้าที่อี้ฟานคุ้นเคยยิ่งนัก

“พี่เฟย!” ด้วยสติอันเลือนรางและความดีใจจนลืมตัวคิดว่าเจอคนรู้จักอี้ฟานจึงโผเข้ากอดเขาเต็มวงแขน

“ดูสิท่านพี่ มุษย์หน้าโง่นี่ทำรุ่มร่ามกับท่านแล้วยังเรียกท่านด้วยชื่อื่นอีก!” ฮุ่ยหลิงคำรามลั่น

อี้ฟานได้สติรีบผละออกเล็กน้อย และพบว่าชายที่ชื่อฮุ่ยชิวนี้ถึงจะมีหน้าตาเหมือนพี่เฟยประธานชมรมวิ่งของเขาแต่ก็มีรูปร่างสูงใหญ่ต่างกันนัก และเมื่อกวาดตามองไปด้านนอกคุกเห็นพวกทหารยืนค้อมศีรษะอยู่ประกอบกับบทสนทนาที่เพิ่งได้ยิน เขาก็รู้ว่าจริงๆ แล้วฮุ่ยหลิงนั้นไม่ใช่ไป๋หูประมุขของเผ่าเสือขาวอย่างที่เขาเข้าใจในทีแรก แต่คือฮุ่ยชิวผู้นี้ต่างหาก

ฮุ่ยชิวหลุบตาลงมองนักพรตสาวที่กอดเขาไว้แน่น อย่าว่าแต่มนุษย์เลยไม่เคยมีหญิงสาวชาวเผ่าเสือคนใดทำกับเขาแบบนี้มาก่อน

อี้ฟานประเมินสถานการณ์ใหม่ได้ความว่าห้าวไปไม่เกิดผลดี และเมื่อฮุ่ยชิวคนนี้ยังกรุณามาช่วยเขาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดเขาก็ต้องอาศัยจังหวะนี้หาที่พึ่งพิงไว้ก่อน เขานึกถึงมารยาหญิงของพวกแม่ๆ แฟนคลับบางคนที่หาเรื่องแกล้งมาอ่อยเดินชนหาเรื่องคุยด้วย อี้ฟานรีบทำเป็นแข้งขาอ่อนแรงทิ้งตัวลงซบอกแล้วทำเสียงหวานใส่ “ข้าขอโทษท่านพี่ ข้าแค่เสียพลังจากการถูกอสรพิษทำร้ายในคุกจึงยืนไม่ไหว มิได้มีเจตนาทำรุ่มร่ามกับท่าน”

พูดจบแล้วก็นึกอยากหยิกปากกับความตอแหลของตัวเองพิกล อี้ฟานได้ยินเสียงฮุ่ยชิวถอนหายใจเสียงดังก่อนจะพูดอย่างเหนื่อยหน่าย “พานางไปยังที่พัก”

อี้ฟานเหลือบตามององครักษ์ที่พุ่งเข้ามาเพื่อดึงตัวเขาไป เห็นเป็นคนเดียวกับที่จับเขามาโยนไว้ในคุกก็แกล้งทำท่าจะเป็นลมอีกรอบเกาะเสื้อฮุ่ยชิวแน่น แล้วตอนนั้นเองที่จมูกได้กลิ่นสมุนไพร มันไม่ได้แรงมากนักแต่เขามั่นใจมากเพราะสามวันมานี้นั่งตำอยู่ทุกวันเพื่อพอกแผลเหวอะหวะที่หลังให้เจ้าเสี่ยวหลง

อี้ฟานตวัดสายตามองหาที่มาของกลิ่นรวดเร็วแล้วเขาก็พบว่ามันมาจากตัวคนที่เขาพิงไว้นี่แหละ และเมื่อประเมินจากท่ายืนที่ดูผิดแผกไปจากคนอื่นๆ แล้วอี้ฟานก็กระซิบผ่านริมฝีปากที่แทบไม่ขยับให้ได้ยินกันแค่สองคน “ท่านขาเจ็บอยู่นี่นา”

ฮุ่ยชิวหลุบตาลงมองอี้ฟานที่ยิ้มมุมปากให้อย่างเจ้าเล่ห์ เห็นดังนั้นแทนที่ฮุ่ยชิวจะผลักไสอี้ฟานออกไปให้องครักษ์เขาจึงตวัดวงแขนขึ้นโอบรอบไหล่อี้ฟานแล้วกึ่งประคองให้เดินออกไปด้วยกัน “มากับข้า”

“ขอบคุณท่านพี่ที่กรุณา” อี้ฟานกระซิบเสียงหวาน ตอนที่กำลังเดินผ่านฮุ่ยหลิงออกไปยังด้านนอกคุกเขาสังเกตเห็นดวงตาสีอำพันมุ่งร้ายกับท่าทีฉุนเฉียวของอีกฝ่ายแล้วก็อดจะยิ้มเยาะเบาๆ อย่างผู้ชนะให้สักครั้งไม่ได้ พอฮุ่ยหลิงถลึงตาใส่และทำท่าคล้ายจะยกกรงเล็บขึ้นเขาก็รีบซบหน้าลงกับอกของฮุ่ยชิวตามเดิม ฮุ่ยหลิงจึงทำได้แค่ลดกรงเล็บลงแล้วขยี้เท้าไปบนพื้นด้วยความเจ็บใจ

“แล้วนี่ท่านพี่ไปไหนถึงได้กลับมาเพลานี้” ฮุ่ยหลิงที่เดินตามหลังมาถามอย่างจับผิด

“ไม่ใช่ธุระกงการอันใดของเจ้า” ฮุ่ยชิวตอบเสียงเรียบ

“ข้าก็แค่ลองถามดูเฉยๆ เพราะพรุ่งนี้ก็จะถึงวันประลองแล้ว ถ้าท่านเกิดบาดเจ็บจนลงแข่งกับข้าไม่ได้หรือแพ้ไปข้าคงผิดหวังน่าดู”

“ร้อยปีที่ผ่านมา ข้าเคยแพ้เจ้าสักครั้งด้วยรึ”

“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” ฮุ่ยหลิงหยักยิ้มมุมปากแล้วแยกตัวเดินกลับตำหนักของตนไป

อี้ฟานเกาะแขนฮุ่ยชิวตามกลับไปยังตำหนักของไป๋หูซึ่งอยู่ชั้นบนสุด บรรดาคนรับใช้ที่รออยู่ด้านหน้าค้อมคำนับอย่างนอบน้อมและทำท่าจะเข้ามาช่วยประคองนักพรตสาว แต่ฮุ่ยชิวกลับโบกมือไล่พวกเธอออกไปก่อนจะปิดประตูใส่

ทันทีที่ประตูปิดลงคนที่เงียบมาตลอดก็เหลือบตาลงมอง “เลิกสำออยหลอกคนอื่นได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้บาดเจ็บหนักขนาดนั้น”

อี้ฟานยิ้มเขินที่โดนรู้ทัน

ฮุ่ยชิวสะบัดแขนออก ที่เขายอมพานักพรตผู้นี้กลับมาห้องเพราะนางดันล่วงรู้ความลับเรื่องที่บาดเจ็บทั้งที่เขาสามารถปกปิดคนอื่นได้มาร่วมเดือน เขาเดินไปนั่งลงบนตั่งที่ยกสูงแล้วรินน้ำชาขึ้นจิบอย่างไม่สบอารมณ์นัยน์ตาสีอำพันมองตามนักพรตสาวที่ถือวิสาสะเดินสองมือไพล่หลังสำรวจห้องของเขาอย่างสนอกสนใจ

“เรามาเริ่มเลยไหม”

อี้ฟานที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับพรมที่ทำจากหนังเสือโคร่งทั้งตัวหันควับ “เริ่ม... อะไร...”

“ก็เจ้ามาเพื่อทำอะไรล่ะ” ฮุ่ยชิวใช้มือเพียงข้างเดียวกระชากเสื้อคลุมตัวนอกออกเหลือแต่เสื้อทับใน

“ใจเย็นนนนน~” อี้ฟานร้องเสียงหลงแล้วรีบกระโจนไปคว้าเสื้อคลุมบนพื้นขึ้นมาตวัดคลุมไหล่ให้ตามเดิมก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง เขาหันไปสบตาคมดุวาววับที่จ้องจะเขมือบเขา ภาพในห้วงความทรงจำเก่าที่โดนข่มเหงปรากฏขึ้นมา อี้ฟานยิ้มแห้งก่อนจะถัดตัวเองลงมานั่งบนพื้นที่ไกลออกมาอีกนิดให้รู้สึกว่าปลอดภัยขึ้นมาหน่อย “ข้ามีความลับจะสารภาพกับท่านล่ะ”

“อะไร”

“ที่เขาลือกันว่า ถ้าหลับนอนกับข้าแล้วจะฟื้นฟูพลังน่ะ จริงๆ แล้วมันคือมนตร์โลหิตสมานวิญญาณ เป็นการย้ายแผลจากตัวท่านมาให้ข้า”

“งั้นก็ทำสิ เจ้าก็รู้แล้วนี่ว่าข้าต้องการอะไร” พูดจบฮุ่ยชิวก็ถกขากางเกงข้างขวาขึ้นสูงเผยให้เห็นรอยดำบนขาตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นไปถึงหัวเข่า

อี้ฟานกลืนน้ำลายแผลนี้น่ากลัวกว่าแผลของเสี่ยวหลงอีก เขารีบกุมข้อมือที่เต็มไปรอยกรีดแน่นด้วยความเสียว “ขาท่านไปโดนอะไรมาเนี่ย”

“เจ้าเป็นถึงนักพรตชั้นสูงแผลแค่นี้ดูไม่ออกหรือไง”

“ปกติรักษาแต่คนไม่ได้รักษาสัตว์” อี้ฟานเหลือบไปเห็นเขี้ยวที่ทำท่าจะเฉาะลงมาบนหัวเขาจึงรีบยิ้มยิงฟันขาวแล้วเติมประโยคให้สมบูรณ์ “ข้าหมายถึงสัตว์เทพอสูรอย่างท่านน่ะ”

“หน้าร้อนข้าแปลงกายเป็นเสือลงไปเดินเที่ยวในป่าแดนมนุษย์แต่กลับถูกลอบทำร้าย” ฮุ่ยชิวเริ่มต้นเล่า “ทีแรกข้าก็คิดว่ามันเป็นธนูของพวกล่าสัตว์ธรรมดาแต่ที่ไหนได้มันกลับฉาบยาพิษที่ข้าไม่รู้จัก”

“ข้าดูแล้วแผลนี้น่ะไม่ได้เกิดจากพิษอย่างเดียว แต่เหมือนจะมีคำสาปผสมอยู่ด้วย” อี้ฟานวิเคราะห์

“ข้าพยายามเดินลมปราณขับพิษมันช่วยให้ดีขึ้นได้ระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่หายดี”

อี้ฟานตบตักฉาดทันที “ขนาดท่านรักษาตัวเองมาตั้งเดือนนึงยังดีขึ้นได้แค่นี้ ดังนั้นมนตร์นั่นก็ใช่ไม่ค่อยได้ผลหรอก ว่าง่ายๆ คือยังไงท่านก็ไม่หายในวันสองวันนี้แน่ๆ อย่ามาเสียเวลานอนกับข้าเลยนะ”

“แผลไม่หายก็ไม่เห็นเป็นไร ถือว่าเปิดประสบการณ์ใหม่ก็ได้นี่นา”

“หืมมมมม” อี้ฟานกระชับคอเสื้อแน่นพร้อมกับกระเถิบตัวหนี

“ข้าพูดไปงั้นแหละ พรุ่งนี้มีงานประลองข้าไม่มีอารมณ์ทำอะไรทั้งนั้นแหละ” ฮุ่ยชิวโบกมือไล่อย่างหัวเสีย

อี้ฟานตาโต นึกจะรอดก็รอดง่ายๆ ปานนั้นเลยเหรอ ฮุ่ยชิวก็ดูคุยง่ายดีนี่นาแล้วทำไมเฟิ่งหวงถึงยอมนอนกับเขาง่ายๆ ล่ะ อี้ฟานมองไป๋หูที่มีท่าทางกลัดกลุ้มอย่างหนักกับขาที่บาดเจ็บหนักแล้วก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “งานประลองที่ท่านพูดถึงน่ะ มันงานอะไรเหรอ”

“ก็แค่งานประจำปีน่าเบื่อน่ะ” ฮุ่ยชิวบอกอย่างเหนื่อยหน่าย “พอเข้าเดือนเก้าดอกเบญมาศจะเริ่มผลิบานเป็นสัญลักษณ์ว่าฤดูใบไม้ผลิเริ่มมาเยือน ทุกปีจึงมีงานเฉลิมฉลองหรือเรียกง่ายๆ ก็งานชมดอกไม้น่ะแหละ แต่ทีนี้นั่งชมดอกไม้เฉยๆ มันน่าเบื่อเกินไปพันปีก่อนก็เลยมีคนคิดเรื่องท้าประลองกันขึ้นมาระหว่างเครือญาติน่ะ”

“แล้วการประลองที่ว่านั่นคือ...”

“วิ่งข้ามเขาจากฝั่งนู้นกลับมาที่ตำหนักน่ะ ใครมาถึงก่อนก็ชนะแค่นั้นแหละ แล้วร้อยปีมานี้นับจากเข้ารับตำแหน่งคู่แข่งของข้าก็มีแค่คนเดียวก็คือฮุ่ยหลิงที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า”

“แล้วการประลองนี้เดิมพันด้วยอะไร”

“ก็แค่ประลองกันสนุกๆ ของรางวัลก็แล้วแต่จะสรรหา อย่างปีนี้ก็เป็นเหล้าดอกเบญมาศที่บ่มมาพันปีเท่านั้น”

“ถ้าแค่นั้นท่านก็ยอมแพ้ไปสิ”

“ศักดิ์ศรีน่ะรู้จักไหม” ฮุ่ยชิวตอบเสียงห้วน

อี้ฟานนึกถึงท่าทางที่สองพี่น้องฟาดฟันใส่กันด้วยคำพูดและเริ่มปะติดปะต่อเรื่อง “ข้าเดาว่าท่านคงสงสัยว่าฮุ่ยหลิงคนนั้นเป็นคนลงมือทำร้ายท่านเพื่อให้พ่ายแพ้ในการแข่งขันนี้และเป็นที่อับอายต่อคนอื่นๆ ในเผ่าใช่หรือไม่”

“ไม่ผิด”

“และนี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านหงุดหงิดจนพาลทำให้อากาศแปรปรวนอยู่ตอนนี้ใช่หรือไม่”

“โทษข้าคนเดียวก็ไม่ถูกในเมื่อเจ้าเต่าเสวียนอู่นั่นทำหิมะตกมาตั้งครึ่งค่อนปี”

อี้ฟานมองขาที่โดนพิษผสมคำสาบซึ่งดูยังไงก็ไม่เห็นโอกาศคว้าชัยชนะในการแข่งพรุ่งนี้เลย ด้วยนิสัยไม่ชอบความอยุติธรรมที่เห็นคนโดนแกล้งประกอบกับความปลอดภัยของตน และความสงบสุขของชาวบ้านอีกนิดหน่อยเพราะถ้าฮุ่ยชิวแพ้เขาคงอาละวาดไม่ยอมบันดาลลมฤดูใบไม้ผลิทำให้อากาศแปรปรวนไปอีกสักพักแน่ๆ อี้ฟานจึงเค้นสมองคิดแผนการขึ้นมาได้แผนหนึ่ง

“ท่านฮุ่ยชิว ข้าน้อยเฟิ่งหวงเป็นเครื่องสังเวยที่ฮ่องเต้ส่งมา ในเมื่อข้าไม่อาจรักษาแผลของท่านให้หายดีได้ในวันพรุ่ง ดังนั้นข้าจึงขอยื่นข้อเสนออื่นเพื่อช่วยท่าน” พูดจบก็รอดูท่าทีของอีกฝ่าย เห็นไม่ขัดและมองมาอย่างสนใจจึงกล่าวต่อ “ท่านจะอนุญาตให้ข้าลงแข่งแทนท่านได้หรือไม่”

“เจ้าจะบ้าหรือไง ถึงเจ้าจะเป็นนักพรตชั้นสูงแต่ก็เป็นมนุษย์จะมาลงประลองวิ่งแข่งกับเสือขาวที่เป็นเจ้าแห่งการวิ่งเนี่ยนะ”

อี้ฟานพยักหน้า “เพราะข้าเป็นมนุษย์นี่แหละถึงได้ดี ท่านลองคิดดูนะ ถ้าลูกพี่ลูกน้องของท่านแพ้ข้าที่เป็นมนุษย์ก็ต้องหน้าแหกหมอไม่รับเย็บอยู่แล้ว เขาไม่มีหน้ากล้าท้าท่านแข่งต่อแน่นอน แต่ว่าถ้าเขาชนะข้า ท่านก็รีบชิงทำเป็นฮึดฮัดหัวเสียลงโทษข้าซะแล้วตบรางวัลเพิ่มให้เขาไป ถ้าเขาไม่พอใจยังจะขอท้าท่านแข่งอีก ท่านก็อ้างไปว่าเกรงเขาจะเหนื่อยจากการวิ่งแข่งกับข้ากลัวจะแพ้น่าเกลียด ให้เวลาพักสักสามสี่วันก็ว่าไปเป็นการถ่วงเวลาให้ข้าได้รักษาขาท่านดีขึ้นจนพร้อมลงแข่งกับเขา ท่านว่าแผนข้าแบบนี้ดีไหม”

“เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะ”

“ด้วยไม่เคยเห็นฝีเท้าคู่ต่อสู้ข้าไม่กล้าให้คำตอบ แต่ข้ากล้าโอ้อวดฝีเท้าตัวเองว่าเป็นรองแค่เพียงผู้เดียวคืออาจารย์ของข้า”

ฮุ่ยชิวจับคางครุ่นคิด เจ้ามนุษย์ผู้นี้ช่างไม่ธรรมดา “เจ้าอยากได้อะไรเป็นของตอบแทน”

อี้ฟานเหยียดยิ้ม ท่านฮุ่ยชิวนี่สมกับเป็นไป๋หูช่างเข้าใจอะไรง่ายเสียจริง เขารีบประสานมือค้อมคำนับ “ความคุ้มครองตลอดหนึ่งเดือนที่อยู่ที่นี่”

“แค่นั้น?”

อี้ฟานพยักหน้า

ฮุ่ยชิวครุ่นคิดอยู่อีกอึดใจและพบว่าตนไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว “น่าสนุกดี ตกลงตามนั้น”

(ต่อข้างล่างค่ะ)

 

ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
(ต่อตรงนี้ค่ะ)

วันรุ่งขึ้นลานตรงหน้าตำหนักก็ถูกจัดตั้งที่นั่งไว้เป็นซุ้มๆ มีชาวเผ่าเสือขาวในร่างแปลงมาร่วมชมงานกันหลายร้อยชีวิต ภาพนักพรตสาวที่เดินปิดปากหาวหวอดๆ อย่างไม่สำรวมเคียงคู่มากับท่านฮุ่ยชิวเป็นที่จับตามองของทุกคนโดยเฉพาะฮุ่ยหลิงที่จ้องมือเรียวซึ่งเกาะเกี่ยวลำแขนแกร่งนั้นไว้แน่น

“เจ้าไหวแน่นะ” ฮุ่ยชิวกระซิบถามอย่างไม่มั่นใจนัก

อี้ฟานพยักหน้า “เมื่อคืนข้าแทบไม่ได้นอนเลย ก็คนของพวกท่านน่ะแหละ ไปเคาะประตูห้องเรียกข้า บ้างก็แอบมาเมียงๆ มองๆ ทางหน้าตา บรื๊อ~ พูดแล้วขนลุก แบบนั้นใครจะไปหลับลงกันเล่า”

“ไม่ว่าใครก็อยากเห็นสาวงามเมืองอินกันทั้งนั้นแหละ” ฮุ่ยชิวพยักเพยิดไปรอบกายที่ผู้คนต่างพากันจ้องมองมาและป้องปากซุบซิบ บ้างก็นินทาว่าเมื่อคืนคงเล่นรักอยู่กับท่านไป๋หูทั้งคืนจนไม่ได้หลับได้นอนแต่พอสาวใช้หน้าห้องยืนยันว่าท่านไป๋หูอยู่ห้องของตนก็สลับมาพูดว่ามนุษย์ผู้นี้ช่างน่าไม่อายอ้อร้อเกาะแขนผู้ชายกลางวันแสกๆ ขนาดคนเผ่าเสือที่เป็นสัตว์เทพอสูรยังไม่ทำกันเลยแล้วก็ไม่เคยเห็นเผ่าอื่นๆ ทำกันด้วย

อี้ฟานหันไปมองแล้วนึกขึ้นได้ เขารีบสะบัดศีรษะตั้งสติแล้วปัดชายเสื้อให้เรียบร้อยยืนในท่าที่สำรวมขึ้นแต่ก็ยังเกาะแขนฮุ่ยชิวไว้ข้างหนึ่ง

ฮุ่ยชิวหัวเราะในลำคอกับท่าทางตลกๆ ของชาวมนุษย์ก่อนจะประกาศเรื่องสำคัญให้ทุกคนทราบว่าเขาจะให้เฟิ่งหวงลงวิ่งแข่งแทน ซึ่งก็ไม่ได้มีใครคัดค้านเพราะแต่เดิมก็เป็นการประลองสนุกๆ อยู่แล้ว จะมีก็แต่ฮุ่ยหลิงเท่านั้นที่ดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

แต่อี้ฟานไม่ได้สนใจนัก เขากำลังมองไปยังต้นไทรที่เห็นอยู่ไกลออกไปพลางวางแผนการวิ่งในหัว ปกติแล้วเขาถนัดวิ่งระยะสั้นแต่พี่เฟยก็เคยฝึกให้วิ่งระยะไกลมาบ้าง ฮุ่ยชิวบอกเขาว่าระยะทางประมาณสิบลี้นั่นก็แค่ห้ากิโลเมตร เป็นระยะทางที่เขาวิ่งวอร์มทุกวันอยู่แล้ว ปัญหาคือเรื่องเส้นทางมากกว่า ถึงจะเป็นทางตรงแต่ก็เป็นเนินดินสลับกับทุ่งหญ้าและก็เป็นเส้นทางที่เขาไม่เคยซ้อมมาก่อนเลย อีกทั้งเขาก็ไม่เคยซ้อมวิ่งในร่างนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไหวหรือเปล่าแต่ก็ต้องลองกันสักตั้งแหละ

“เจ้าจะวิ่งทั้งอย่างนั้นน่ะรึ”

อี้ฟานหลุบตาลงมาปลายนิ้วของฮุ่ยชิวที่ชี้มายังเรือนผมยาวพ้นเอวซึ่งปล่อยสยายไปตามลม “ข้าไม่มีเชือกผูกผม”

ได้ยินดังนั้นฮุ่ยชิวก็ดึงเชือกที่เป็นเครื่องประดับบนชุดส่งให้เส้นหนึ่ง

อี้ฟานหลุบตาลงมองอีกครั้งก่อนจะพูดอ้อนๆ “คือข้าผูกผมไม่เป็นน่ะ... พยายามแล้วแต่มันก็หลุดตลอดเลยไม่ผูก”

ฮุ่ยชิวถอนหายใจเสียงดังแล้วกวักมือให้เข้ามาใกล้ อี้ฟานยิ้มกว้างและรีบเข้าไปหา พอเขาไปยืนตรงหน้าฮุ่ยชิวก็แผ่กรงเล็บวาววับออกมา อี้ฟานใจหายวาบนึกว่าจะโดนฟันหัวแบะโทษฐานกวนประสาทซะแล้วแต่ฮุ่ยชิวกลับใช้กรงเล็บนั้นสางต่างหวีค่อยๆ รวบผมให้เขาเป็นหางม้าแล้วจัดการรัดให้เรียบร้อย

อี้ฟานมองคนตรงหน้ายิ่งอยู่ด้วยเขายิ่งคิดถึงพี่เฟย คนที่ชอบบ่นชอบดุเขาแต่ก็ตามใจเขายิ่งกว่าใครๆ

“ยิ้มอะไร” ฮุ่ยชิวถามคนที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนตาเป็นสระอิ

“ยิ้มเพราะรู้สึกว่าท่านนี่ใจดีจังเลยนะ” อี้ฟานบอก “ท่านรอข้าที่เส้นชัยนะ ข้าจะเอาชัยชนะมาฝากท่านให้ได้เลย”

ฮุ่ยชิวยิ้มขัน อะไรมันดลใจให้เขาหลงเชื่อและฝากความความหวังไว้กับมนุษย์ผู้นี้กันนะทั้งที่บางทีนี่อาจจะเป็นกลอุบายหลอกวิ่งหนีลงจากเขาก็ได้ ฮุ่ยชิวหลุบตาลงมองวงแขนที่เกาะแขนขวาของเขาไว้แน่น จริงๆ แล้วนักพรตคนนี้ไม่ได้อยากจะออเซาะอะไรเขาหรอก ที่ทำแบบนี้ก็เพราะอยากจะช่วยปกปิดเรื่องที่เขาขาเจ็บจนเดินไม่ปกติเหมือนคนอื่นต่างหาก แล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยพูดขอด้วย พอคิดถึงตรงนี้แล้วเงยหน้าขึ้นมาเห็นรอยยิ้มที่ดูไม่มีพิษไม่มีภัยนั้นแล้วเขาก็รู้สึกเอ็นดูจนต้องลูบหัวอวยพรให้ “ระวังตัวด้วยนะ”

กิริยานั้นยิ่งทำให้คนอื่นๆ ในเผ่าตกตะลึง สำหรับเสือกรงเล็บนั้นคืออาวุธคู่กาย การที่ฮุ่ยชิวใช้อุ้งมือลูบศีรษะคนอื่นซ้ำยังเป็นมนุษย์นั้นแสดงให้เห็นถึงความเมตตาอย่างที่สุดซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มนุษย์สาวผู้นี้มีอะไรดีอะไรเด็ดถึงได้กลายเป็นที่โปรดปรานในชั่วเวลาเพียงข้ามคืน และดูเหมือนคนที่ไม่ชอบใจมากกว่าใครก็คือฮุ่ยหลิงที่ยืนกำหมัดแน่น

อี้ฟานพยักหน้า ฮุ่ยชิวไม่ได้หมายความถึงแค่เส้นทางแต่ยังรวมไปถึงคู่แข่งอย่างฮุ่ยหลิงที่ไม่รู้ว่าวางแผนร้ายอะไรไว้ด้วย

ทหารคนหนึ่งเข้ามาคำนับและขออนุญาตพาอี้ฟานกับฮุ่ยหลิงหายตัวไปยังต้นไทรซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ฮุ่ยชิวเดินไปนั่งลงตรงซุ้มใหญ่ในตำแหน่งของเขาและเฝ้ารอดูการแข่งขัน

พอฝูงนกพิราบโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เป็นสัญญาณเริ่มต้น

เพียงแค่เริ่มออกตัวอี้ฟานก็รู้แล้วว่าตนไม่มีทางชนะ นักวิ่งที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกเจ้าของกินเนสเวิร์ดเรคคอร์ด ยูเซน โบลต์ชาวจาไมก้านั้นสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 44.2กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่เสือโคร่งนั้นวิ่งได้เร็วเฉลี่ย 49-65 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วนี่เป็นสัตว์เทพอสูร เขาจะไปเอาชนะได้ยังไง ช่างเป็นการท้าประลองที่ช่างไม่เจียมกะลาหัวและหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ

แต่เรื่องอะไรเขาจะไปยอมแพ้ง่ายๆ กันล่ะ อย่างน้อยถ้าจะแพ้ก็ขอแพ้แบบสมศักดิ์ศรีหน่อย

พอคิดได้ดังนั้นอี้ฟานก็เพ่งสมาธิแล้วก้าวขาสับไปข้างหน้าเพื่อตามให้ทันฮุ่ยหลิงที่นำไปแบบไม่เห็นฝุ่น

แต่ว่า... ดูท่าช่วงนี้นอกจากท่านเทพแห่งชัยชนะจะไม่เข้าข้างอี้ฟานแล้วยังสาบส่งอีกต่างหาก เขาก้าวพลาดตกลงมาในซอกเขา ถึงจะไม่บาดเจ็บอะไรนอกจากได้แผลถลอกนิดหน่อย แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปยังด้านบนที่เห็นท้องฟ้าอยู่ไกลออกไปลิบๆ แล้วก็ให้ท้อชะมัด

 อี้ฟานถอนหายใจแรง กว่าจะปีนขึ้นไปด้านบนได้ฟ้าก็มือพอดีล่ะมั้ง เรื่องแข่งขันยิ่งไม่ต้องพูดถึงป่านนี้เจ้าฮุ่ยหลิงนั่นคงไปยืนหัวเราะร่าคุยโม้หน้าเส้นชัยว่าเอาชนะเขาแบบไม่เห็นฝุ่นแล้วแน่ๆ

“อยู่นี่เอง”

เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะ อี้ฟานเงยหน้าขึ้นมองสู้แสงแดดที่แยงตาลงมา พอเห็นว่าเป็นใครก็ร้องลั่น “อย่าเข้ามานะ!”

ฮุ่ยหลิงกระโดดพรวดลงมายืนตรงหน้าพร้อมกับย่างสามขุมเข้าหา อี้ฟานก้าวถอยจนหลังติดผนังหินคิดว่าอีกฝ่ายต้องแอบมาฆ่าเขาปิดปากแน่ๆ เขาพยายามนึกหาคาถาป้องกันตัววุ่นวายแต่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นร่ายมนตร์ ร่างสูงใหญ่นั้นหันหลังให้พร้อมกับย่อตัวลงคุกเข่าพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ขึ้นมาเร็ว จะได้รีบไปแข่งกันต่อ”

“ท่าน... มาช่วยข้าเหรอ”

ฮุ่ยหลิงลุกพรวดขึ้นแล้วหันมาตวาดเสียงดัง “ก็ใช่น่ะสิ!”

“ท่านไม่ได้ไม่ชอบข้า แล้วก็อยากเห็นท่านฮุ่ยชิวแพ้หรอกเหรอ”

“ไม่ผิด” ฮุ่ยหลิงคำรามในลำคอ “ข้าอยากเห็นท่านพี่แพ้ แต่ต้องเป็นการพ่ายแพ้ขาอย่างสมศักดิ์ศรี แล้วข้าก็ไม่ชอบขี้หน้าเจ้าที่มาเกาะท่านพี่แจแต่การที่ข้าชนะเพราะเจ้าติดแหงกอยู่แบบนี้มันก็ไม่สนุกแล้วข้าไม่รู้สึกภูมิใจด้วย”

“อย่างน้อยท่านก็จะได้เอาไปเยาะเย้ยพี่ชายท่านไงว่าตัวแทนของเขาไม่ได้เรื่อง”

“ข้าแค่อยากชนะแต่ไม่ได้อยากให้เขาขายหน้าเสียหน่อย”

“แล้วท่านท้าเขาประลองทำไม ท่านฮุ่ยชิวบอกข้าว่าท่านตั้งตารอเวลานี้ทุกปีเลยนะ”

“ท่านพี่รู้ว่าข้าตั้งตารอแล้วก็ยังส่งเจ้ามาแข่งกับข้าเนี่ยนะ” ฮุ่ยหลิงคำรามในลำคอ “เขากลายเป็นคนใจร้ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

“เขาไม่ได้ใจร้าย... เพียงแต่มันเป็นข้อตกลงระหว่างข้ากับเขาน่ะ” อี้ฟานรีบบอก แล้วก็นึกแปลกใจว่าทำไมยิ่งฟังฮุ่ยหลิงพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่ได้โกรธเกลียดฮุ่ยชิวเลยสักนิดออกจะเหมือนน้องที่หวงพี่มากกว่า และเขามั่นใจเพราะมันเป็นอาการเดียวกับตัวเขาเวลาหมิงหยวนไปสนิทกับคนอื่นมากๆ จนลืมสนใจเขา “ว่าแต่ทำไมท่านถึงอยากวิ่งกับเขาเหรอ”

“มันเป็นคำสัญญาสมัยเด็กน่ะ” ฮุ่ยหลิงเล่า “ข้ากับท่านพี่ถูกเลี้ยงมาด้วยกัน ตอนเด็กน่ะข้าเป็นคนไม่เอาถ่าน ขี้เกียจไม่ชอบฝึกฝนวิชาเอาแต่หนีไปวิ่งเล่น ผิดกับกับท่านพี่ที่เป็นศิษย์รักของอาจารย์ตั้งอกตั้งใจเรียน ใครๆ ก็พากันระอาข้า มาวันหนึ่งท่านพี่ก็มาขอท้าประลองกับข้า บอกว่าถ้าข้าชนะจะช่วยไปบอกกับทุกๆ คนให้ว่าข้าเก่งแล้วไม่ต้องฝึกฝนก็ได้ แต่ถ้าเขาชนะ ข้าต้องกลับไปตั้งใจเรียน เขาให้ข้าเลือกวิธีแข่งเอง ข้าก็เลยเลือกวิ่งเพราะลำพองตนคิดว่าตัวเองเก่งมาก แต่สุดท้ายก็แพ้เขาราบคาบ หลังจากนั้นข้าก็เลยต้องไปเรียน แล้วก็ตั้งใจฝึกฝนเพื่อหวังว่าสักวันจะมาโค่นเขาให้ได้ แต่พอท่านพี่เข้ารับตำแหน่งไป๋หูเมื่อร้อยปีก่อนก็ไม่สนใจจะมาแข่งกับข้าอีกเลย สุดท้ายข้าก็เลยเหลือแค่ข้ออ้างในงานท้าประลองประจำปีนี้วิ่งแข่งกับเขาเท่านั้น”

“มันเป็นความรู้สึกที่อยากจะวิ่งกับคนที่เราชื่นชมสินะ” อี้ฟานรำพึงพลางนึกถึงเวลาที่ตัวเองไปท้าพี่เฟยแข่งแล้วก็พ่ายแพ้กลับมาตลอด “ไม่ชนะก็ไม่เป็นไร ก็แค่อยากวิ่งด้วยกันอีกครั้ง และก็อีกครั้งไปเรื่อยๆ”

“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว”

“ข้าเข้าใจความรู้สึกท่าน เพราะเหตุนี้ตัวข้าก็เลยฝึกวิ่งกับอาจารย์ของข้าทุกวันเพื่อที่สักวันจะโค่นเขาให้ได้นี่แหละ” อี้ฟานบอก “ในเมื่อเราต่างก็มีเป้าหมายที่คล้ายกัน เพราะงั้นเรามาตัดสินกันเถอะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ออมมือให้ท่านแล้วนะ”

ฮุ่ยหลิงหัวเราะลั่นจนเสียงก้องไปทั่วซอกเขาแคบๆ แล้วหันหลังให้อีกครั้ง“นั่นควรจะเป็นคำพูดของข้ามากกว่ามั้ง”

อี้ฟานกระโดดขึ้นหลังฮุ่ยหลิง

“เกาะแน่นๆ ล่ะ” คนเผ่าเสือขาวย่อตัวลงและเพียงแค่กระโดดครั้งเดียวเขาก็พาตัวเองที่มีอี้ฟานเกาะอยู่บนหลังขึ้นมายืนอยู่บนขอบผา

อี้ฟานไต่ลงจากหลังฮุ่ยหลิงแล้วหันไปขอบคุณตอนนั้นเองที่ฮุ่ยหลิงเริ่มทำการกดจุดลงบนร่างกาย “ท่านทำแบบนั้นทำไม”

“ก็เจ้าวิ่งกับข้าโดยไม่ใช้พลังเวทย์ของนักพรต ข้าก็เลยสะกดพลังตัวเองไว้จะได้เท่าเทียมแล้วแบบนี้ก็สนุกกว่ากการที่ข้าวิ่งชนะเจ้าแบบขาดลอยด้วยใช่ไหมล่ะ”

อี้ฟานรีบประสานมือค้อมศีรษะคำนับจากใจ “ข้าน้อยขอคำชี้แนะจากท่านด้วย”

ฮุ่ยหลิงผายมือไปทางเส้นชัย “เชิญ”

ทั้งสองออกวิ่งพร้อมกันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้อี้ฟานวิ่งสู้ได้อย่างสูสี พวกผลัดกันตามและผลัดกันนำด้วยความต่างแค่หนึ่งช่วงตัว แต่ด้วยความเหนื่อยล้าจะการวิ่งระยะไกลเกือบห้ากิโลเมตรเต็มฝีเท้าอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนทำให้อี้ฟานรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจจนฝีเท้าแผ่วลงปล่อยให้ฮุ่ยหลิงเริ่มทิ้งห่าง เขากำลังจะตัดใจยอมแพ้แล้ว ทว่าพอเห็นเงาของใครคนหนึ่งในชุดขาวที่รีบร้อนลุกออกจากซุ้มมายืนรอที่หน้าเส้นชัย อี้ฟานก็กัดฟันเร่งสปีดขึ้นอีกครั้ง

เขาถีบตัวเต็มแรงเอาหัวพุ่งทะยานไปข้างหน้า รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังบินไปในอากาศ ก่อนจะค่อยๆ ลดความเร็วลงอย่างอ่อนแรงเมื่อผ่านเส้นชัยมาแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่บนพื้น กลิ่นหอมหญ้าผสมกลิ่นเหงื่อของตนทำให้รู้สึกดีสุดๆ ถ้าเป็นสนามแข่งในโลกปัจจุบัน พวกแม่ๆ แฟนคลับของเขาต้องกรี๊ดลั่นสนามแน่ๆ หมิงหยวนคงกระโดดตัวลอยก่อนจะโม้เสียงดังว่าเป็นเพื่อนสนิทเขา และพี่เฟยจะต้องพุ่งเข้ามากอดเขาก่อนใครๆ เพราะด้วยสัญชาติญาณของนักวิ่งอี้ฟานรู้ว่านี่ต้องเป็นสถิติที่ดีที่สุดที่เขาเคยวิ่งมาโดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาจับเวลาเลย

แต่ที่นี่ไม่ใช่โลกปัจจุบัน ไม่มีแฟนคลับ ไม่มีหมิงหยวน ไม่มีพี่เฟย ชนะไปจะมีใครร่วมยินดีหรือเปล่า

แล้วตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งทาบทับขึ้นเหนือหัว ถึงจะมองย้อนแสงแต่ก็เห็นรอยยิ้มที่ฉายชัดบนเรียวปาก ฮุ่ยชิวส่งมือให้เขาข้างหนึ่ง “เก่งมากเฟิ่งหวง”

อี้ฟานยันกายลุกขึ้นแล้วโผเข้ากอดฮุ่ยชิวแน่น “ข้าทำสำเร็จแล้ว! ข้าชนะแล้ว ข้ารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับท่านได้” 

“รู้แล้วๆ” ฮุ่ยชิวกอดตอบตอนนี้เขาเริ่มคุ้นชินกับการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวนี้แล้ว 

อี้ฟานปล่อยฮุ่ยชิวออกจากวงแขนแล้วหันหน้ากลับมามองฮุ่ยหลิงก่อนจะค้อมศีรษะคำนับ “ท่านฮุ่ยชิว ข้ามีเรื่องสำคัญต้องบอกท่าน”

“เรื่องอะไรหรือ”

“ระหว่างการแข่งขันด้วยความประมาทของข้าทำให้ก้าวพลาดตกลงไปในซอกเขาและท่านฮุ่ยหลิงย้อนกลับมาช่วยข้าทั้งที่จะถือโอกาสนี้เอาชนะไปเลยก็ได้แท้ๆ น้ำใจนี้น่านับถือนัก”

“เป็นความจริงอย่างนั้นรึ”

อี้ฟานพยักหน้าและเล่าต่อ “อีกทั้งท่านก็คงได้เห็นแล้วว่าท่านฮุ่ยหลิงสะกดพลังปราณของเสือขาวไว้และประลองกับข้าในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียม ด้วยเหตุผลทั้งสองข้อนี้ข้าเฟิ่งหวงจึงไม่อาจกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่ามีชัยชนะเหนือกว่า”

“เจ้าจะถ่อมตัวไปใย ชนะก็คือชนะ ฝีเท้าข้าสู้เจ้าไม่ได้” ฮุ่ยหลิงว่า

“ขอบคุณที่ออมมือให้ข้า” อี้ฟานคำนับอีกครั้ง

“ว่าแต่ข้าเองก็มีเรื่องสงสัยอยากจะถามเจ้าเช่นกัน ซอกเขานั้นอยู่นอกเส้นทางไม่ใช่หรือเหตุใดเจ้าจึงเลี้ยวออกไปทางนั้น” ฮุ่ยหลิงกล่าว

อี้ฟานล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมและหยิบต้นไม้ต้นหนึ่งออกมา ใบของมันมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมเรียวแหลมขอบหยักและมีดอกเล็กๆ เป็นช่อสีฟ้าอมม่วง “เพราะข้าต้องการเก็บต้นเฮียงเกหลั้งหรือหญ้าสาบเสือซึ่งเป็นสมุนไพรหายาก สรรพคุณทางยารักษาแผลและถอนพิษของมันนั้นมากกว่าต้นจิเสวี่ยเฉ่าหลายเท่าตัวนัก อีกทั้งยังเข้ากับเลือดของคนในเผ่าเสือขาวได้ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ ด้วย”

“แล้วเจ้าจะเก็บมันมาทำไมหรือว่ามีเสือขาวคนใดบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ...” ฮุ่ยหลิงถามก่อนจะหันไปมองฮุ่ยชิวที่มีสีหน้าอึดอัดขึ้นมาทันที “หรือว่าท่านพี่บาดเจ็บตรงไหนอย่างนั้นหรือ”

อี้ฟานเงยสบตาพวกเขาทีละคนก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านฮุ่ยชิว ข้าขออนุญาต”

ฮุ่ยชิวพยักหน้าให้พูดได้

“แผลที่ขาของท่าน ท่านฮุ่ยหลิงไม่ได้เป็นคนทำ”

“แผลอะไรกัน!” ฮุ่ยหลิงโวยวายเสียงดังทันทีที่รู้ว่าโดนใส่ความ

อี้ฟานทำมือเป็นสัญญาณให้ลดเสียงลงก่อนจะพูดต่อ “นี่คือเหตุผลที่ท่านฮุ่ยชิวไม่สามารถลงวิ่งแข่งกับท่านได้ ข้าจึงอาสาแข่งแทนดังนั้นขอท่านฮุ่ยหลิงอย่าได้โกรธเคืองท่านฮุ่ยชิวเลย”

ฮุ่ยหลิงรีบค้อมศีรษะ “หากเป็นเช่นนั้นข้าก็อภัยด้วย และขอให้ท่านพี่หายโดยเร็ว”

“ท่านฮุ่ยชิวคิดว่าเป็นฝีมือท่านที่ถูกทำให้เหมือนฝีมือมนุษย์ แต่ตอนนี้ข้ากลับคิดว่าเป็นฝีมือมนุษย์ที่ทำให้เหมือนฝีมือท่านฮุ่ยหลิงมากกว่า” อี้ฟานเล่าความคิดของตนต่อ

“ทำไมเจ้าจึงคิดเช่นนั้น” ฮุ่ยชิวถาม

“ตอนติดอยู่ในซอกเขา ข้าได้คุยกับท่านฮุ่ยหลิงแล้ว เขาเพียงแค่อยากให้ท่านรักษาสัญญาในวัยเยาว์ที่ว่าจะวิ่งแข่งกับเขาเท่านั้น ไม่ได้คิดอยากจะทำให้ท่านเสียหน้าต่อหน้าผู้คนและบริวารเลยสักนิด แล้วท่านก็คงเห็นท่าทางของเขาแล้วว่าเขาก็ดูตกใจไม่น้อยตอนที่รู้ว่าท่านบาดเจ็บ”

“เป็นเช่นนั้นรึ” ฮุ่ยชิวหันไปถาม

ฮุ่ยหลิงค้อมศีรษะให้อีกครั้ง “ถึงน้องคนนี้จะทำตัวห่ามไปบ้างแต่ก็ไม่เคยคิดร้าย ถ้าหากความเอาแต่ใจของข้าทำให้ท่านพี่เข้าใจผิดข้าขออภัยด้วย”

ฮุ่ยชิวพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นข้าก็ต้องขอให้เจ้าอภัยให้ข้าด้วยเช่นกันที่ตีตราเจ้าไปก่อนโดยที่ไม่ทันได้ถามให้กระจ่าง”

“ว่าแต่ใครกันที่มันวางแผนทำร้ายท่านพี่ แล้วมันจะทำเช่นนั้นไปทำไม” ฮุ่ยหลิงถามกลับ

“เรื่องนั้นข้าไม่ทราบแต่คิดว่าคงเกี่ยวกับที่ฤดูกาลผิดเพี้ยนไป คงมีคนวางแผนชั่วนี้ขึ้นและฉวยประโยชน์จากเรื่องนี้อยู่แน่ๆ” อี้ฟานบอก “ดังนั้น ในเมื่อท่านทั้งสองเข้าใจเข้าใจกันดีแล้ว ท่านฮุ่ยชิวก็อย่าให้พวกที่คิดร้ายลำพองว่าแผนตนสำเร็จ รีบเรียกลมฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ฤดูกาลกลับมาเป็นปกติด้วยเถอะ”

ฮุ่ยชิวพยักหน้า เขาชูมือขึ้นในอากาศและดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นรอบกายเขาก็สว่างเรืองขึ้นเล็กน้อยแล้วเสือขาวตัวหนึ่งก็กระโจนออกมาจากร่างของเขาก่อนจะวิ่งไปรอบๆ ท้องทุ่งสีเขียวอย่างสง่างามราวกับกำลังโบยบิน และทุกๆ ย่างก้าวที่เสือขาวย่ำเท้าลงไปก็พลันปรากฏดอกเบญจมาศสีสันต่างๆ เบ่งบานขึ้นมา ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเนินสีเขียวสุดลูกหูลูกตานั้นก็กลายเป็นทุ่งดอกไม้สีสันสวยงามราวกับอยู่ในแดนสวรรค์

เสือขาววิ่งกลับมายืนตรงหน้าฮุ่ยชิว เขายกมือขึ้นลูบศีรษะแล้วร่างของมันก็ค่อยจางหายกลายเป็นละอองแสงลอยกลับมาในตัวของเขาอีกครั้ง

“ขอต้อนรับสู่งานชมดอกเบญมาศ ขออภัยที่ปีนี้มาช้าไปสักหน่อย” ฮุ่ยชิวกล่าวด้วยด้วยกังวาลของเขา

ผู้คนในเผ่าเสือขาวตบมือกู่ร้องเสียงดัง เสียงเพลงบรรเลงขับขานไปทั่วท้องทุ่ง นักเต้นร่างอรชรในชุดหลากสีสันออกมาวาดลวดลายพลิ้วไหวราวกับสายลมที่พัดเอื่อย บรรดาคนรับใช้เริ่มยกเหล้าและกับแกล้มออกมาเสิร์ฟให้ทุกคนได้ดื่มกินอย่างไม่อั้น แล้วพิธีชมดอกเบญมาศก็เริ่มต้นขึ้นอย่างครื้นเครง

สาวใช้คนหนึ่งนำถาดใส่ขวดเหล้าดอกเบญมาศบ่มพันปีซึ่งเป็นของรางวัลในการประลองมาให้ยื่นให้ ฮุ่ยชิวหันไปหยิบส่งให้เฟิ่งหวง “ยินดีด้วยกับชัยชนะของเจ้า”

อี้ฟานรับมาและรินใส่แก้วสามใบก่อนจะผายมือเชื้อเชิญทุกคนในร่วมดื่มด้วยกัน

ฮุ่ยหลิงรับส่วนของตนมา “เจ้าเก่งมากข้ายอมรับในฝีมือ” กล่าวจบก็หันไปหาอุ่ยชิว “หวังว่าปีหน้าท่านพี่จะลงแข่งกับข้าได้ ข้าจะไปฝึกฝนอย่างหนักเพื่อรอวันล้างตากับท่าน”

ฮุ่ยชิวหยิบแก้วเหล้ามาชูขึ้นตรงหน้า “ถึงเวลานั้นข้าไม่ออมมือให้เจ้าแน่ๆ”

“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น”

อี้ฟานมองสองพี่น้องที่ปรับความเข้าใจกันได้แล้วกวาดตามองไปรอบท้องทุ่งที่ดอกไม้บานสะพรั่ง ลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาพาให้กลิ่นหอมดอกเบศมาศกำจายอยู่ในจมูกรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก เขาก้มลงมองน้ำชาสีอ่อนในแก้วของตนเห็นกลีบดอกสีขาวลอยวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งขึ้น ศาสตร์การทำนายด้วยใบชากล่าวว่านี่เป็นสัญญาณว่าต่อไปนี้จะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น เขายกแก้วขึ้นตรงหน้าก่อนจะยกขึ้นดื่มหมดจอกพร้อมกับทุกคน สุรานั้นเลิศรสจนถึงกับยิ้มออกมา

อืม... ลอง (เล่นละคร)เป็นเมียเสือขาวสักเดือนก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นี่นา

*********************************************************


เกร็ดความรู้

ดอกเบญมาศ(จวี๋ฮวา)เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วง ชาวจีนมีความเชื่อว่าเบญมาศคือความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนและความงามนิรันดร์ เพราะเมื่อลมหนาวมาดอกอื่นๆ ร่วงโรยยังคงมีดอกเบญมาศที่เบ่งบาน  งานชมดอกเบญมาศนั้นจะถูกจัดขึ้นในเดือนเก้าเป็นงานเฉลิมฉลองเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง และสีของดอกเบญมาศที่ถือว่าเป็นมงคลที่สุดคือสีเหลือง ส่วนเบญมาศสีขาวนั้นภาษาดอกไม้ แปลว่าความซื่อสัตย์และภักดี ซึ่งเหมาะกับคาร์แรคเตอร์ของฮุ่ยชิวพอดีเราก็เลยดึงจุดเด่นนี้มาเปรียบเทียบในตอนที่อี้ฟานชม


*หลักการจำชื่อ : ฮุ่ย(ความกรุณา) ชิว(ฤดูใบไม้ร่วง) และในอนาคตตัวละครตัวนี้จะเป็นคนที่โอ๋อี้ฟานแบบสุดๆ

ตอนหน้าอยู่เป็นเมียเสือขาวต่ออีกตอนแล้วจะวาร์ปกลับไปปัจจุบันแล้วค่ะ

ช่วยเป็นกำลังใจให้อี้ฟานเปลี่ยนอดีตที่เปลี่ยนไม่ได้กันด้วยนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-06-2020 10:57:29 โดย leGGyDan »

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
อา จะเป็นยังไงต่อละเนี้ย ตัวละครเยอะจริง ชื่อจีนด้วย นั่งท่องชื่อแต่ละคนอยู่ ถ้าเป็นแบบอ่านซับคือมองไม่ทันแน่ 55555 เออๆสนุกดี รอตอนต่อไปจ้า  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
ความทรงจำที่ 5 กลับมา

“สวัสดีคนสวย”

“ทำอะไรอยู่หรือขอคุยด้วยหน่อยสิ”

เสียงกระซิบกระซาบที่ดังมาจากทั้งหน้าประตูและหน้าต่างในยามราตรีสร้างความรำคาญใจให้อี้ฟานยิ่งนัก โดยเฉพาะวันนี้มีงานชมดอกเบญมาศพวกเสือขาวขี้เมายิ่งมาเยอะแถมยังเลอะเทอะกว่าคืนก่อนเสียอีก คิดว่าจะมีแต่มนุษย์ที่ทำตัวเมาเรื้อน ที่ไหนได้เสือขาวก็เป็นเรอะ

อี้ฟานนอนคลุมโปงแน่น เก็บชายผ้ามิดชิดมองเห็นเป็นก้อนหมั่นโถวกลมๆ บนเตียงแต่จนแล้วจนรอดเสียงร้องเรียกก็ดังแทรกผ่านมากระทบหูได้อยู่ดี

“ก๊อก~ ก๊อก~ ก๊อก~ ออกมาเต้นรำชมจันทร์กันเถอะยาหยีจะมัวซ่อนตัวเงียบเหงาอยู่ในห้องคนเดียวทำไมเล่าจ๊ะ มามะคนดี พี่เสือคนนี้จะพาไปสวรรค์ชั้นเจ็ด”

…เจ็ดพ่อง! ไอ้เสือขี้เมาเอ๊ย แบบนี้ต้องเจอกันหน่อยแล้ว…

อี้ฟานหทดความอดทนแล้ว เขาสะบัดผ้าห่มออก กระโดดลงจากเตียงก้าวพรวดไปเปิดประตูยืนประจัญหน้ากับบรรดาเสือขาวที่รีบเข้ามามุงดูสาวงามลีลาเด็ดแห่งเมืองอินตามคำร่ำลือ

“หูย~ สวยจริงๆ ด้วย”

เผ่าเสือคนหนึ่งคว้ามือเขาไปลูบแล้วเอาไปทาบที่ที่ข้างแก้ม “แก้มก็ขาว มือก็นิ้มนิ่มอยากรู้จังว่าอย่างอื่นจะขาวจะนิ่มแบบนี้ไหม”

อี้ฟานคิ้วกระตุก เขารีบชักมือหนี “เสียใจด้วยที่ต้องทำให้ทุกท่านผิดหวัง เพราะว่าข้าเป็นสายเขียว!”

เขาตะโกนเสียงดังพร้อมกับล้วงสองมือเข้าในเสื้อคลุมก่อนจะโยนอาวุธลับที่เตรียมไว้ขึ้นในอากาศ

ชาวเผ่าเสือขาวตาลุกวาวเงยหน้าขึ้นมองลูกบอลลูกเล็กสิบลูกที่ลอยคว้างด้วยความสนใจ พลันลูกบอลเหล่านั้นก็ระเบิดออกปลดปล่อยผงสีเขียวปลิวล่องลอยในอากาศ

“น้องสาวเล่นปาหี่อะไรให้พวกพี่ดูเหรอจ๊ะ… เอ๋! เงี้ยวววว~”

เกิดเสียงดังป๊อบเบาๆ ติดๆ กันเมื่อชาวเผ่าเสือขาวที่สูดดมผงสีเขียวนั่นเข้าไปเริ่มกลายร่างกลับเป็นเสือโคร่งตัวใหญ่เดินตาลอยมองดาวบนฟ้าก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแผ่หงายท้องด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน บางตัวก็ลิ้นห้อยน้ำลายย้อยมุมปาก

“ฮะฮะฮ่า ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร”

อี้ฟานเท้าเอวหัวเราะร่วนด้วยความสะใจที่เอาคืนได้ เขาหยิบเอาต้นไม้ต้นหนึ่งออกจากเสื้อคลุมมาตวัดเล่นไปมา “เป็นไงล่ะ แค่นี้ก็สิ้นฤทธิ์กันแล้วเหรอ คิดเหรอว่าข้าคนนี้จะยอมเสี่ยงชีวิตปีนผาลงไปเก็บต้นสาบเสือ จริงๆ แล้วข้าลงไปเก็บต้นกัญชาแมวนี้มาต่างหาก ต้นสาบเสือน่ะมันก็แค่ผลพลอยได้เท่านั้นแหละ หึหึ”

เขานั่งยองลงแล้วเอาต้นไม้ในมือไปแกว่งไปมาที่ปลายจมูกเสือโคร่งตัวที่นอนอยู่ใกล้ที่สุดแล้วแกล้งทำเป็นดัดเสียงแหลม “บอกน้องมาสิคะท่านพี่ว่าอยากให้น้องทำอะไรให้”

เสือโคร่งตัวใหญ่ดุร้ายที่ตอนนี้สิ้นลายสภาพไม่ต่างจากเจ้าสามแสบตัวอ้วนของหมิงหยวนบิดตัวไปมาบนพื้น เอาอุ้งเท้ากลมๆ ปุกปุยตะกุยตะกายไขว่คว้าใบไม้ในมืออี้ฟานที่สะบัดหนีไปมา ก่อนจะหงายท้องเอาขาชี้ฟ้าโด่เด่เมื่ออี้ฟานเอื้อมมือไปเกาพุงเกาคางให้

“ม้าวววววว~”

“เสือมันก็แค่แมวตัวโตดีๆ นี่ล่ะนะ” อี้ฟานกระหยิ่มยิ้มย่องกับความสำเร็จของตน แล้วตอนนั้นเองที่เงาดำทาบทับขึ้นด้านหลัง

“มาเป็นของข้าเถอะน้องสาววววว~”

อี้ฟานเบี่ยงตัวหลบเสือโคร่งตัวใหญ่ที่กระโจนเข้าใส่ได้อย่างฉิวเฉียด มันก้าวข้ามเพื่อนของมันที่นอนสิ้นท่าไปแบบเป๋ๆ ก่อนจะสะบัดหัวสะบัดหางหันกลับมาใหม่พร้อมกับย่อขาหน้าลงโก่งบั้นท้ายขึ้นส่ายสะโพกดุ๊กดิ๊ก

“มามะๆ มาเป็นเมียพี่เสือซะดีๆ เถอะ”

“ตายห่าล่ะ แมวบางตัวก็ไม่ได้เมาหลับแต่กลับคึกหนักกว่าเดิมนี่หว่า อี้ฟานนะอี้ฟานแกลืมจุดนี้ไปได้ไงวะ” อี้ฟานเอากำปั้นเคาะหัว เขาพยายามใช้ทั้งสมองของตัวเองและเฟิ่งหวงคิดหาทางออกแต่ในตอนที่เสือโคร่งตัวยักษ์เมากัญชาแมวกำลังกระโจนใส่นั้นแผนการที่ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นวิ่งเท่านั้น!

ตึง!

เสียงโครมครามดังสนั่นจนตำหนักสะเทือนเมื่อเจ้าเสือโคร่งตัวนั้นเอาหัวโหม่งประตูที่อี้ฟานดึงปิดได้ทันแบบปลายเล็บเกี่ยวชายเสื้อขาดติดมือไปด้วยหน่อยนึง อี้ฟานรีบลงกลอนประตูดึงโต๊ะแล้วข้าวของใกล้มือมาวางขวางแล้วกระโดดขึ้นเตียงไปนอนคลุมโปงแน่นตามเดิม

“เอาไงดีเนี่ย!”

เสียงโครมครามด้านนอกดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเสือโคร่งตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้หลับเริ่มกระโจนใส่ประตูตามตัวแรก ประตูลั่นเอี๊ยดอ๊าดอีกไม่นานต้องพังราบคาบลงแน่ๆ

“ตกลงเราต้องกลายเป็นเมียเสือตามที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้จริงๆ เหรอเนี่ย ไม่มีทางไหนจะเปลี่ยนได้เลยเหรอ”

ด้านนอกประตูร่างสูงใหญ่ของฮุ่ยชิวก้าวข้ามเสือโคร่งที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น ก่อนจะย่อตัวลงเอาปลายนิ้วแตะผงสีเขียวที่ฟุ้งกระจายอยู่ตามตัวพวกมันขึ้นมาขยี้แล้วยกขึ้นดมพลันมุมปากก็ยกยิ้มขึ้น

“กัญชาแมวงั้นเรอะ มนุษย์คนนี้ช่างมีอะไรให้ข้าแปลกใจได้ตลอดชักถูกใจขึ้นเรื่อยๆ ซะแล้วสิ” ฮุ่ยชิวหันไปมองเสือโคร่งอีกกลุ่มที่กำลังพยายามจะพังประตูเข้าไปแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดัง

“ถอยไป”

เพียงครั้งเดียวแล้วความอึกทึกครึกโครมทั้งหมดก็พลันสงบลงในบัดดล

อี้ฟานที่นอนขดอยู่บนเตียงแง้มชายผ้าห่มขึ้นมาดูเล็กน้อยทันใดนั้นประตูตำหนักก็ดีดเปิดผางออก

อี้ฟานตาเบิกโพลงเมื่อเห็นฮุ่ยชิวก้าวเท้าผ่านกรอบประตูเข้ามาก่อนจะสะบัดมือครั้งหนึ่งแล้วประตูก็เหวี่ยงปิดตามเดิมพร้อมกับลงกลอนเสร็จสรรพ

“ท่านมาทำอะไรที่นี่!” อี้ฟานกวาดตามองคนในชุดนอนผ้าแพรสีขาวเรียบลื่นเลิ่กลั่ก มันแนบไปกับผิวเนื้อจนเห็นกล้ามเนื้อมัดสวยที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ จริงๆ ไม่ต้องถามก็พอจะรู้อยู่ว่าเขามาที่นี่ทำไม

“มาให้ความคุ้มครองตามที่ให้สัญญาไง” ฮุ่ยชิวบอกเสียงนุ่มพลางดึงชายผ้าห่มขึ้นด้านหนึ่งแล้วมุดตัวขึ้นมานอนด้วยกันหน้าตาเฉย

อี้ฟานกลิ้งตัวหนีลงไปอีกฝั่งแล้วเกาะขอบเตียงโผล่แต่ส่วนเหนือจมูกขึ้นไปมาคุยด้วย “ท่านทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”

“เจ้าเป็นของข้าแล้วใครจะกล้ามายุ่งกับเจ้าอีก” ฮุ่ยชิวนอนหันข้างเอามือค้ำศีรษะไว้พลางตบเตียงเรียกให้ขึ้นมานอนด้วยกัน “อย่าให้ต้องใช้กำลังเลยน่า… ขึ้นมาเร็ว หรือจะต้องให้ข้าไป๋หู่คนนี้ลงไปอุ้มเจ้าขึ้นมา”

“ให้ตายข้าก็ไม่ขึ้นไปหรอก!” อี้ฟานคลานหนีไปบนพื้นเมื่อถูกกรงเล็บแข็งแรงคว้าเข้าที่คอเสื้อแล้วหิ้วกลับขึ้นไปนอนบนเตียงข้างฮุ่ยชิวที่ส่งยิ้มหวานมาให้

เขาล้วงมือเข้าในเสื้อคลุมหยิบลูกบอลกัญชาแมวลูกสุดท้ายขนาดใหญ่พิเศษที่เก็บเอาไว้เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินออกมาปาอัดใส่หน้าฮุ่ยชิว

“ฮะฮะ เป็นไง หลับไหมล่ะ” อี้ฟานหัวเราะร่าแต่แล้วก็หุบปากแทบไม่ทันเมื่อฮุ่ยชิวโบกมือแค่ครั้งเดียวผงกัญชาแมวของเขาก็หายวับไป

“คิดว่าของแค่นี้จะทำอะไรไป๋หู่ได้หรอ” ฮุ่ยชิวโบกมืออีกครั้ง แล้วเสื้อคลุมนักพรตตัวนอกก็หายวับไปอีก

ตอนนี้อี้ฟานจึงเหลือเพียงเสื้อทับในสีขาวบางเบาคลุมไว้ตัวเดียว เขารีบยกสองมือขึ้นปิดหน้าอกแน่น “ท่านจะรังแกข้าแบบนี้ไม่ได้นะ”

“รังแกอะไร ข้าจะพาเจ้าไปชมความงามที่แท้จริงของฤดูใบไม้ผลิต่างหาก” ฮุ่ยชิวพลิกตัวกลับขึ้นมาคร่อมร่างอี้ฟานไว้แล้วก้มหน้าลงต่ำ ปลายจมูกอุ่นพ่นลมหายใจหอมกลิ่นเหล้าเบญจมาศใส่ข้างแก้มเนียน

อี้ฟานสบนัยน์ตาสีอำพันที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้ามันช่างดูชวนฝันราวกับมีมนตร์สะกดให้หลงใหล เสียงเพลงบรรเลงหวานจากงานเลี้ยงข้างนอกยังดังขับกล่อมมาให้ได้ยิน ฝ่ามือใหญ่ค่อยๆ ไล้อย่างนุ่มนวลที่ข้างแก้มผ่านลงมาถึงลำคอระหง อี้ฟานเผลอไผลเคลิบเคลิ้มไปชั่วครู่ราวกับตัวเขาเองก็โดนพิษของกัญชาแมวนั้นไปด้วย

ริมฝีปากหยักลึกค่อยขยับเข้ามาใกล้หมายจะพิชิตกลีบปากบางสีแดงสดที่ปิดสนิทราวกลีบดอกเบญจมาศที่ไม่ยอมผลิบาน ฮุ่ยชิวไม่ได้รีบเร่ง เขาแตะลงมาผะแผ่วเหมือนลมใบไม้ร่วงที่พัดหยอกเย้า แล้วกลีบปากหวานฉ่ำก็ค่อยๆ อ้าออก

“ช้าก่อน!” อี้ฟานได้สติรีบยกมือขึ้นดันหน้าอกฮุ่ยชิวไว้ได้ทันเวลาพอดี “ความคุ้มครองของข้าที่ขอไว้นั่นหมายรวมถึงท่านด้วยมิใช่หรือ”

“นั่นมันก็… ฟังดูขี้โกงไปสักหน่อยแต่จะว่าไปก็ไม่ผิด” ฮุ่ยชิวเริ่มมีท่าทางลังเล

“ขอท่านฮุ่ยชิวรักษาสัญญาด้วย” อี้ฟานยิ้มกริ่มเพราะสัตว์เทพอสูรนั้นถือสัจจะที่ลั่นไปเยี่ยงชีวิต

ฮุ่ยชิวกลอกตาแล้วทิ้งตัวลงนอนด้วยอาการเซ็งจัดพร้อมกับเอามือล็อกคออี้ฟานให้ล้มลงนอนไปด้วยกัน

“นั่นท่านจะทำอะไรน่ะ ข้าบอกแล้วไงว่า…”

“ก็แค่นอนเฉยๆ” ฮุ่ยชิวตอบเจ้าเล่ห์ “ทำให้ตัวเจ้ามีกลิ่นตัวข้าติดเจ้าพวกนั้นจะได้ไม่มายุ่ง เจ้าเองไหนๆ ก็เล่นละครเก่งปานนี้แล้วก็ช่วยๆ กันหน่อย ข้าเองก็ไม่ได้อยากโดนนินทาว่าบุกมาห้องสาวแล้วได้แค่นอนกอดเฉยๆ หรอกนะ”

อี้ฟานชะโงกมองข้ามไหล่ฮุ่ยชิวไปเห็นเงาร่างของพวกสาวใช้ที่แอบมาด้อมๆ มองๆ หาเรื่องซุบซิบแล้วเขาก็นึกถึงคำพูดของอาจารย์เจียงหลงขึ้นมา

“ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะอี้ฟาน ประวัติศาสตร์น่ะไม่ได้ถูกบันทึกโดยผู้ชนะหรือว่าผู้แพ้หรอก มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเล่าให้เราฟังต่างหาก”

อี้ฟานเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว เขายกยิ้มมุมปากแล้วป้องปากส่งเสียงครางเล่นละครฉากใหญ่ “เบาๆ หน่อยสิท่านพี่ กรงเล็บอันแข็งแกร่งของท่านทำผิวข้าเป็นรอยหมดแล้ว โอ๊ยยย~” แล้วหันมาฟาดผัวะใส่มือใหญ่ที่กำลังยุ่มย่ามอยู่แถวสะโพกของตนก่อนจะพูดลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากเมื่อครู่ “ถอยไป!”

“เมียคนนี้นี่ดุจัง” ฮุ่ยชิวหัวเราะชอบใจและเขยิบให้มีที่ว่างบนหมอนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เขาคว้าไหล่ร่างบางให้ล้มตัวลงนอนอีกครั้งแล้วโอบไว้ด้วยลำแขนข้างหนึ่งก่อนจะปิดตาลงนอน “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปเจ้าเก็บของไปนอนที่ตำหนักใหญ่กับข้า เตียงที่นี่มันเล็กข้านอนไม่ถนัด”

“ข้าไม่ไปหรอก” อี้ฟานตอบเสียงแข็ง

ทว่า เช้าวันรุ่งขึ้นบรรดาสาวใช้ที่เข้ามาเตรียมชุดให้ก็ต้องรีบปิดประตูกลับออกไปด้วยอาการเขินอายหน้าแดงเมื่อเห็นท่านไป๋หู่ของตนนอนกกกอดหญิงสาวชาวมนุษย์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วข่าวลือนี้ก็แพร่สะพัดไปได้เร็วกว่าลมใบไม้ผลิที่ฮุ่ยชิวเรียกมาเสียอีก

พออี้ฟานลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนสายๆ ข้าวของทั้งหมดของตนก็ถูกขนไปไว้ที่ห้องฮุ่ยชิวเรียบร้อยแล้ว

“เมื่อคืนหลับสบายไหมคะนายหญิง” สาวใช้ถามพลางหัวเราะคิกคักในขณะที่ช่วยแปรงผมให้เขา

อี้ฟานย่นปากกับตำแหน่งนายหญิงที่ได้มาแบบงงๆ แต่พอคิดถึงความสงบสุขตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่เหลือกับภาพของเจ้าเสือขาวตัวยักษ์ที่นอนขดเป็นลูกแมวให้เขาหนุนพุงอุ่นๆ แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ฮุ่ยชิวถึงจะเป็นไป๋หู่แต่แมวก็เป็นแมววันยังค่ำ โดนปาอัดหน้าไปขนาดนั้นก็ต้องมีผลอะไรบ้างล่ะ

“เพิ่งได้นอนเมื่อตอนใกล้รุ่งนี่เอง แถมยังเมื่อเนื้อเมื่อยตัวไปหมดเลยเนี่ย” อี้ฟานตอบพลางยกมือบิดขี้เกียจแล้วทุบมือลงบนหัวไหล่ อี้ฟานไม่ได้โกหกเลยสักนิดเพราะฮุ่ยชิวเล่นเอาหัวมาดุนๆ อ้อนให้เขาเกาคางให้ทั้งคืนเลยแล้วเขาก็ดันใจอ่อนบ้าจี้เกาให้ด้วยนะ

“ตายแล้วววว”

อี้ฟานขยิบตาด้วยจริตคนมันสวยช่วยไม่ได้ให้ครั้งหนึ่งทำเอาสาวใช้ปิดปากกรี๊ดก่อนจะหันไปซุบซิบกันใหญ่

แต่งตัวเสร็จอี้ฟานก็ลุกเข้าครัวไปปรุงยาจากต้นสาบเสือที่เก็บมาให้ฮุ่ยชิว ทำเสร็จท้องก็เริ่มหิวจึงมองหาของกินเห็นสำรับอาหารวางอยู่จึงเอ่ยถามกับนางในห้องเครื่องที่ยืนอยู่ตรงนั้น

“อันนี้ข้ากินได้ไหม”

นางในห้องเครื่องสองคนลอบมองหน้ากันแล้วยกสำรับหนี “นี่ของท่านไป๋หู่ ไม่ใช่ของที่มนุษย์อย่างเจ้าจะกินได้”

อี้ฟานย่นคิ้ว เขาก็กินอาหารร่วมโต๊ะกับฮุ่ยชิวในฐานะเครื่องสังเวยทุกมื้อไม่เคยมีปัญหาพอได้เลื่อนขั้นเป็นนายหญิงวันแรกก็โดนรับน้องเลยเหรอ

“แล้วของข้าคือสำรับไหน”

“ไม่มี” นางในห้องเครื่องตอบเสียงห้วน

“อยากกินก็เชิญแม่นางหาทำเอง” อีกคนเสริม

“ก็ได้” เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของอี้ฟานอยู่แล้ว “แล้วข้าจะเอาวัตถุดิบได้ที่ไหน”

นางในห้องเครื่องสองคนนั้นมองหน้ากันพร้อมกับยิ้มมุมปากแล้วพยักเพยิดไปทางของที่เหลือจากงานชมดอกไม้เมื่อคืน

“มีเท่านั้นแหละ”

“กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน”

แล้วสองสาวก็หัวเราะร่วน อี้ฟานไม่ได้สนใจต่อล้อต่อเถียง เขาพิจารณาอาหารที่เหลือ ถึงจะเย็นชืดเหลือติดก้นหม้อดูไม่น่าทานแต่วัตถุดิบนั้นก็เป็นของชั้นดี ยกขึ้นดมดูก็ยังไม่เสีย เขาครุ่นคิดอยู่อึดใจก่อนคว้ามีดขึ้นมาแล้วเลือกเอาเนื้อหมูกับไก่ชิ้นใหญ่ๆ จากในหม้อขึ้นมา

“นั่นเจ้าทำอะไรน่ะ” นางในห้องเครื่องคว้าข้อมืออี้ฟานที่กำลังเริ่มต้นตัดแต่งเนื้อหมูเสียใหม่

“ก็ทำให้มันกินได้ไง”

“แต่เจ้า...”

“ของพวกนี้เป็นของเหลือที่พวกเจ้ายกให้ข้ากินแล้วนี่ เพราะฉะนั้นข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้าสิ!” อี้ฟานเริ่มมีน้ำโห ปกติเขาไม่หาเรื่องผู้หญิงและเป็นคนคิดบวก แต่ถ้าผู้หญิงคิดจะมีเรื่องเขาก็พร้อมจะบวกกลับเหมือนกัน

อี้ฟานดึงแขนกลับแต่นางในคนนั้นก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ ในจังหวะที่กำลังยื้อแย่งกันเขาจึงโยนมีดควงสว่านขึ้นในอากาศ คมมีดปลิวเฉียดปลายจมูกนางในคนหนึ่งไปฉิวเฉียดก่อนจะตกลงมาปักฉึกบนพื้นตรงตำแหน่งเท้าของนางในอีกคนที่ชักหลบได้ทันเวลาพอดี

“กรี๊ด!”

“ขอโทษทีพอดีมือข้ามันลื่นน่ะ” อี้ฟานดึงมีดขึ้นมาควงด้วยปลายนิ้วอย่างพลิ้วไหว “ระหว่างที่ข้าทำอาหารพวกเจ้าช่วยถอยไปไกลๆ หน่อย ไม่งั้นอาจจะเป็นอันตรายได้”

นางในห้องเครื่องทั้งสองคนสบตากัน รู้แล้วว่ามนุษย์ผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะให้รังแกได้ง่ายๆ จึงยอมรามือถอยไปยืนดูห่างๆ “แค่นี้พอไหม”

“ห่างไปให้ถึงชาติหน้าเลยได้ยิ่งดี” อี้ฟานหันกลับมาจัดการหั่นเนื้อหมูกับไก่ที่เตรียมไว้ต่อจนเสร็จก่อนจะโยนลงกระทะที่เตรียมไว้ โรยเกลือหนึ่งหยิบมือตามด้วยพริกไทย หันไปเห็นใบมะกรูดเหลืออยู่นิดหน่อยก็ขยี้ให้พอช้ำเอาน้ำมันหอมระเหยออกมาโรยลงไปแล้วคั่วให้เข้ากัน เพียงอึดใจอาหารของเขาก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว

“นั่นเจ้าทำอะไรน่ะ” ฮุ่ยหลิงที่เดินตามกลิ่นมาถึงเป็นคนแรกมองอาหารในจานอย่างสนอกสนใจทั้งที่กินมื้อเช้าไปเรียบร้อยแล้ว

“หมูกับไก่คั่วเกลือ ท่านลองชิมดูสิ” อี้ฟานหยิบไก่ป้อนให้ชิ้นหนึ่ง

ฮุ่ยหลิงกัดเข้าไปคำแรกก็ถึงกับอุทาน “อาหย่อยยย~”

“อร่อยก็ไม่ให้แล้วนะ เดี๋ยวหมด” อี้ฟานรีบดึงจานหลบเมื่อเห็นฮุ่ยหลิงยื่นมือมาจะคว้าไปอีกชิ้น

“ขี้งก!” ฮุ่ยหลิงว่า “ไม่กินไก่แล้วก็ได้ขอชิมหมูหน่อย”

“หมูก็ไม่ได้”

“แค่ชิ้นเดียวเอง… ครึ่งชิ้นก็ได้อะ”

ทั้งสองหยอกล้อหัวเราะกันสนุกสนานโดยหารู้ไม่ว่ามีใครอีกคนที่เดินตามกลิ่นหอมมาเช่นกันและกำลังยืนดูอยู่ด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก

“ฮุ่ยหลิงข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งกับของๆ ข้า!” ฮุ่ยชิวเดินเข้ามาแทรกกลางกระแทกอกฮุ่ยหลิงที่อยู่ใกล้เฟิ่งหวงจนแทบจะกอดให้ถอยห่างออกไป

“นี่ก็ขี้งกพอกัน” ฮุ่ยหลิงบ่นพลางยัดหมูคั่วเกลือที่แอบฉกมาได้ใส่ปากเคี้ยวหยับๆ

“เจ้าทำะไรน่ะขอข้าชิมบ้างสิ” ฮุ่ยชิวว่า

นางในห้องเครื่องสองคนนั้นมองหน้ากันเลิ่กลั่กจะพูดก็ไม่กล้าอี้ฟานรีบฉวยโอกาสนี้ฟ้องเสียก่อน

“ท่านไป๋หู่อย่าทานเลย อาหารที่ข้าทำนี้นำวัตถุจากของเหลือจากงานเมื่อคืนซึ่งจืดชืดไม่อร่อยแล้วมาปรุงใหม่ ท่านทานของที่คนของห้องเครื่องทำให้อย่างหรูหรานั่นดีกว่า”

“แต่ข้าอยากกินฝีมือเจ้านี่นา ทีฮุ่ยหลิงยังได้กินเลย”

“บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิเดี๋ยวท่านไป๋หู่ท้องเสียขึ้นมาข้าคนนี้รับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”

ฮุ่ยชิวหน้ายู่ ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจไป๋หู่ ฮุ่ยหลิงปิดปากหัวเราะคิกคักอยู่ข้างหลัง เขารีบกระแอมคอให้โล่งแล้วพูดเสียงดังให้คนทั้งห้องเครื่องได้ยิน “ข้าให้เจ้าเลือกว่าจะให้ข้ากินไก่ในมือเจ้าหรือจะให้ข้ากินเจ้าเหมือนเมื่อคืน”

“อุ้ย!” อี้ฟานที่กำลังจะยกน่องไก่ขึ้นแทะย่นปาก แล้วส่งน่องไก่ในมือให้ “เชิญท่านพี่ชิมดู”

“ให้มันได้อย่างงี้สิ” ฮุ่ยชิวรับน่องไก่มาลอยหน้าลอยตาแทะอย่างอารมณ์ดี

“ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงต้องเอาของเหลือมาทำด้วยล่ะ วัตถุดิบในห้องเครื่องก็มีเหลือเฟือนี่นา แล้วข้าก็สั่งคนตั้งสำรับของเจ้าไว้ในห้องข้าเรียบร้อยแล้ว” ฮุ่ยชิวถามพลางหยิบหมูขึ้นมากินอีกชิ้น ฮุ่ยหลิงได้ทีรีบหยิบไปกินด้วย

อี้ฟานมองเสือขาวสองคนที่แย่งกันกินอาหารของตนหนุบหนับแล้วเหลือบตามองนางในห้องเครื่องที่ยืนก้มหน้าซีด “ข้าเห็นอาหารเหลือมากมายแล้วเสียดายน่ะ ของยังไม่ได้บูดเน่า แล้วข้าเองก็พอมีความรู้เรื่องการทำครัวอยู่นิดหน่อยก็เลยลองทำดูเท่านั้นเอง อาหารง่ายๆ ของมนุษย์แบบนี้ถ้าท่านพี่ถูกใจวันหลังข้าจะทำให้ทานอีก”

“ดีๆ งั้นเราไปกินพลางคุยกันพลางต่อที่ห้องนะ ข้ามีเรื่องจะปรึกษาเจ้า” ฮุ่ยชิวคว้าจานอาหารมาถือเสียเองแล้วดึงมืออี้ฟานเดินกลับห้องไปด้วยกัน

นางในห้องเครื่องที่คิดจะแกล้งอี้ฟานรีบค้อมศีรษะทำความเคารพส่งทั้งสามพลางถอนหายใจอย่างโล่งอกที่มนุษย์ผู้นั้นไม่ฟ้องเรื่องที่พวกเธอกลั่นแกล้ง

ธุระที่ฮุ่ยชิวพูดถึงคือการทำแผลที่ขา เขานั่งลงบนตั่งแล้วถกขากางเกงขึ้น รอยแผลไหม้ดำบนขานั้นยังดูแย่พอๆ เดิมและตอนนี้เขาก็ฝากความหวังที่จะหายไว้กับนักพรตสาวคนนี้ ระหว่างที่เฟิ่งหวงกำลังเตรียมยาเขาก็เอ่ยถาม

“ทำไมไม่ฟ้องข้าล่ะว่าโดนสองคนนั่นแกล้ง ข้าจะได้สั่งลงโทษให้”

“ข้าขี้เกียจมีเรื่องกับพวกนาง ก็แค่อยากอยู่อย่างสงบๆ เท่านั้น… จะใส่ยาแล้วอาจจะเจ็บหน่อยนะ” อี้ฟานเทยาที่ทำจากหญ้าสาบเสือออกจากขวดแล้วพอกลงบนแผล ตัวยาซึมเข้าแผลอย่างรวดเร็วแล้วรอยไหม้สีดำก็ค่อยๆ จางลงถึงจะยังไม่หายทันทีแต่เมื่อเทียบกับอาการที่มีแต่ทรงกับทรุดมาตลอดหนึ่งเดือนก็นับว่าน่าอัฒจรรย์นัก อี้ฟานพอใจกับผลลัพท์นี้มากเพราะนั่นหมายถึงเขาไม่ต้องกรีดแขนหลั่งเลือดแล้ว

ในขณะที่ฮุ่ยชิวนั้นปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด เขามองนักพรตชาวมนุษย์ด้วยความรู้สึกชื่นชมและนับถือในความความสามารถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาสมุนไพร การวิ่งและการทำอาหาร “เจ้าแปลกกว่ามนุษย์ทุกคนที่ข้าเคยเจอ ถ้าพวกนั้นไม่พินอบพิเทาจนน่ารำคาญก็หวาดกลัวจนน่าเบื่อ”

“ต้องมาเป็นอาหารเป็นเมียให้ท่านใครๆ ก็ต้องทำแบบนั้นอยู่แล้ว”

“แล้วทำไมเจ้าไม่เป็นแบบนั้น”

“เพราะข้ามันพวกคนแปลกอย่างที่ท่านว่าจริงๆ น่ะแหละ”

ฮุ่ยชิวคว้ามืออี้ฟานขึ้นมาแล้วก็ต้องสะดุดตากับรอยกรีดบนข้อมือข้างซ้าย “นี่คือผลจากการใช้วิชาที่เจ้าว่ารึ”

อี้ฟานพยักหน้า

“คงเจ็บมากสินะ”

อี้ฟานหลับตาลง ภาพในอดีตของเฟิ่งหวงที่นอนซมเจียนตายร่วมเดือนทุกครั้งที่ใช้ยังบาดลึกอยู่ในความรู้สึกสมชื่อมนตร์โลหิตสมานวิญญาณที่ย้ายความเจ็บปวดของคนอื่นมาผูกมัดไว้กับวิญญาณของตนโดยที่เขาก็ไม่เคยรู้เลยว่าทำไปเพื่อช่วยใคร… ก็แค่ทำตามคำสั่งของฮ่องเต้เท่านั้น

“ขอบคุณท่านมากที่ฟังคำขอของข้า ข้าจะตั้งใจรักษาแผลนี้ให้ท่านอย่างดีที่สุด” อี้ฟานบอก

ฮุ่ยชิวลูบปลายนิ้วแกร่งไปตามรอยกรีดนั่นด้วยความสงสารก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเบาๆ ปลอบขวัญ ยิ่งอยู่ด้วยกันนับวันยิ่งรู้สึกถูกชะตามากเหลือเกิน “ต่อไปนี้ข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง”

“แน่นอนสิ ก็ท่านสัญญาไว้แล้วนี่นา”

“ไม่ใช่อย่านั้น ต่อไปนี้เจ้าเป็นน้องข้า เรื่องในวังกับกิจของนักพรตข้าคงไม่อาจก้าวก่าย แต่นอกเหนือจากนั้นไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าใครรังแกให้เอ่ยชื่อข้า เข้าใจไหม” ฮุ่ยชิวเอื้อมมือไปจับผ้าผูกผมที่ทำจากเครื่องประดับจากชุดของเขาซึ่งให้ไปตอนวิ่งแข่งและเจ้าตัวยังนำมาใช้ต่อ “เก็บมันไว้ให้ดี ของทุกชิ้นของข้าจะมีกลิ่นอายและอาคมของข้าอยู่ วันใดที่ต้องการข้าเพียงแค่กำมันไว้และนึกถึงข้า ข้าจะไปหาเจ้าทันที”

“ขอบคุณท่านพี่”

(ต่อข้างล่างค่ะ)

ออฟไลน์ leGGyDan

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 361
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3

(ต่อตรงนี้ค่ะ)

หลังจากวันนั้นไม่ว่าฮุ่ยชิวจะขยับไปทางไหนก็จะเห็นนักพรตสาวติดสอยห้อยตามไปด้วยจนกลายเป็นที่ชินตาของคนในเผ่า และทุกคนก็เข้าใจว่าฮุ่ยชิวหลงมนุษย์คนนี้มากแต่จะว่าไปข่าวลือนั้นก็ไม่ผิดนัก เพราะถ้าตัดเรื่องหลับนอนด้วยกันออกไป เฟิ่งหวงก็ถูกคอถูกใจเขาไปเสียทุกอย่าง ตอนเช้าทำยารักษาแผลมาพอกขาให้ กลางวันทำอาหารให้กิน บ่ายๆ นั่งจิบชาชมดอกเบญจมาศคุยเรื่องสมุนไพร ตกเย็นก็ไปวิ่งออกกำลังกับฮุ่ยหลิง พอค่ำลงก็นอนด้วยกัน บางวันเขาทำงานเหนื่อยมากจนกลายร่างกลับเป็นเสือขาว เฟิ่งหวงก็ไม่กลัวแถมยังคอยหวีขนเกาพุงให้หลับสบายอีก จะว่าไปนี่ก็เมียในฝันชัดๆ เพราะทำได้แค่ฝันว่าได้เอามาทำเมียก็เลยทำได้แค่สาบานเป็นพี่น้อง

พอครบกำหนดหนึ่งเดือนต้องจากลาฮุ่ยชิวก็จัดงานเล็กๆ เลี้ยงส่งในสวนนานถึงสามวันสามคืนให้

“ท่านพี่ข้าไม่อยากไปจากที่นี่เลย” อี้ฟานกอดแขนฮุ่ยชิวแน่นในระหว่างที่เดินดูดอกไม้ไปด้วยกันจนกระทั่งมาหยุดลงกลางสะพานข้ามสระน้ำเล็กๆ ในสวน

“แต่เจ้าต้องไปไม่งั้นเจ้าจะมีความผิด”

“ข้าไม่อยากเป็นเมียหงส์แดงนี่นา ท่านพี่ช่วยข้าได้ไหมท่านสัญญาแล้วนี่นาว่าจะคุ้มครองข้าตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่”

ฮุ่ยชิวหน้าเครียดขึ้นทันที “เจ้าพูดเช่นนั้นออกมารู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“ท่านจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับข้าไง” อี้ฟานตอบเสียงใส

“แต่การที่ข้าทำเช่นนั้นอาจจะหมายถึงการที่ข้าต้องเป็นศัตรูกับจูเชวี่ย เสวียนอู่ ชิงหลงและอาจจะรวมถึงฮ่องเต้ของเจ้าด้วย”

อี้ฟานหน้าเศร้า เขาไม่ได้อยากให้เกิดสงคราม เขาแค่ไม่อยากต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจก็เท่านั้น

เห็นอีกฝ่ายสีหน้าไม่สู้ดีฮุ่ยชิวจึงรีบพูดต่อ “ฟังนะเฟิ่งหวง ข้ายินดีทำทุกอย่างเพื่อเจ้ายกเว้นเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวที่ข้าช่วยเจ้าไม่ได้”

อี้ฟานปล่อยแขนฮุ่ยชิวพร้อมกับพยักหน้าอย่างยอมจำนนกับชะตากรรม “ข้าเข้าใจท่านพี่ ข้าไม่ได้จะต่อว่าท่านแค่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีเท่านั้น”

“แต่ข้าจะไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้า”

“ท่านหมายความว่ายังไง” อี้ฟานถามงงๆ แล้วฮุ่ยชิวก็ตอบคำถามด้วยการผลักเขาหงายหลังตกลงไปยังบ่อน้ำเบื้องหน้า

ตูม!

“ท่านพี่ช่วยด้วย! ข้าว่ายน้ำไม่เป็น!”

“นั่นท่านทำอะไรน่ะ” ฮุ่ยหลิงที่เดินตามหลังมาทำท่าจะกระโจนลงไปช่วยแต่ก็โดนฮุ่ยชิวห้ามไว้

“ไม่ต้องช่วยนาง”

“แต่ท่านก็ได้ยินว่านางบอกว่านางว่ายน้ำไม่เป็น”

นัยน์ตาสีอำพันจับจ้องไปยังร่างที่กำลังตีมืออย่างสุดชีวิตเพื่อหาทางขึ้นจากน้ำก่อนจะหมดแรงค่อยๆ จมลึกลงไปทุกที

“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!!”

“ท่านพี่นางกำลังจะตายนะ!” ฮุ่ยหลิงถามอย่างร้อนรนในขณะที่อีกฝ่ายใจเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ

“เฟิ่งหวงว่ายน้ำเป็น” ฮุ่ยชิวกระซิบเสียงเบาเมื่อร่างนักพรตสาวจมมิดไป แล้วทันใดนั้นเองผืนน้ำที่สงบนิ่งก็แปรปรวนจากจุดที่จมลงไป เกิดการกระเพื่อมเป็นวงกว้างซัดเข้าเข้ามาฝั่งก่อนที่ร่างหนึ่งจะทะลึ่งพรวดขึ้นมา

ฮุ่ยหลิงรีบลุยน้ำลงไปคว้าตัวนักพรตสาว “เฟิ่งหวงเจ้าไม่เป็นอะไรนะท่านพี่แค่แกล้งเจ้าเล่นน่ะ อย่าถือสาเลยนะ”

เฟิ่งหวงไม่โต้ตอบเพียงแต่ดันตัวออกห่างจากฮุ่ยหลิงแล้วว่ายขึ้นมายืนบนฝั่งอย่างมั่นคงด้วยขาของตนเอง เรือนผมดำยาวสยายเปียกน้ำลู่ลงปรกหน้า นัยน์ตาสีดำสนิทที่เคยสดใสกลับดำด้านราวกับคืนเดือนมืดที่แสนเย็นชา

ฮุ่ยชิวมองสบนัยน์ตานั้นเพียงเสี้ยววินาทีแล้วกลับหลังหันก่อนจะประกาศสั่งการกับสาวใช้ด้วยเสียงอันดัง “พานางไปเปลี่ยนชุดเตรียมส่งนางกลับลงไปตีนเขา!”

“ท่านพี่!” ฮุ่ยหลิงเรียกเสียงดังแต่ฮุ่ยชิวก็ยังคงทำหมางเมินใส่และเดินหนีไปราวกับไม่เคยรู้จักกัน แม้แต่เฟิ่งหวงเองก็เดินแยกตัวกลับไปเปลี่ยนชุดโดยไม่พูดอะไรสักคำทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทียังหยอกล้อเล่นกันอยู่เลย

“ท่านพี่ข้าไม่เข้าใจ! ทำไมท่านถึงไม่ยอมช่วยนาง ท่านใจร้ายเกินไปแล้วนะ” ฮุ่ยหลิงที่ส่งเฟิ่งหวงลงเขาไปแล้วเดินตามมาต่อว่า เขาผลักเข้าที่หัวไหล่ไป๋หู่ครั้งหนึ่งด้วยแรงโทสะแต่เจ้าแห่งเสือขาวกลับไม่ตอบโต้ ซ้ำยังเซนิดๆ ทั้งที่เขาไม่ได้ออกแรงมากมายอะไร “เกิดอะไรขึ้นท่านพี่ ท่านบาดเจ็บตรงไหน ขาท่านนางก็รักษาดีจนหายเป็นปกติแล้วไม่ใช่หรือ” แล้วฮุ่ยหลิงก็พูดอะไรต่อไม่ออกเมื่อเห็นหยดเลือดไหลซึมที่มุมปากอีกฝ่าย

ฮุ่ยชิวรีบใช้หลังมือเช็ดเลือดออกก่อนที่คนอื่นจะเห็น นัยน์ตาสีอำพันจับจ้องไปยังผิวน้ำในสวนที่กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง บ่อน้ำนี้ถึงจะเล็กแต่ก็ข้างใต้นั้นเชื่อมต่อกับแม่น้ำฮวงโหที่ไหลผ่านใจกลางเมืองอิน เขาแบมือออกดูร่องรอยของคาถาต้องห้ามที่ไหม้ดำเป็นอักขระโบราณจากการซัดพลังทั้งหมดที่มีใส่เข้าไปเต็มที่ในตอนที่ผลักนักพรตสาวตกลงไป

นอกจากเรียกลมใบไม้ผลิแล้วความสามารถพิเศษอีกอย่างของไป๋หู่คือการอ่านอดีตและย้อนเวลา ตั้งแต่พบกันครั้งแรกในคุกใต้ดินเขาก็มองเห็นภาพความทรงจำหลายๆ อย่างของเฟิ่งหวง ซึ่งบางส่วนเขาก็เข้าไม่ถึงเพราะถูกมนตร์ดำบังตา และยังมีอีกส่วนที่เกินขอบเขตพลังของเขาจะมองเห็นซึ่งตรงนี้เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร เพียงแต่รู้ว่าเธอจมน้ำทั้งที่สามารถว่ายน้ำได้เหมือนปลา

…ขอโทษที่ต้องใช้วิธีรุนแรง แต่ข้าทำได้เพียงเท่านี้เพื่อปกป้องเจ้า ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาจากไหนแต่ในเมื่อการพบกันของเราเป็นเพราะสายน้ำลิขิต ข้าก็ทำได้เพียงใช้พลังทั้งหมดที่มีส่งเจ้ากลับไปยังจุดที่เริ่มต้นเท่านั้น…


“ช่วยด้วยท่านพี่! ช่วยข้าด้วย!”

อี้ฟานร้องเสียงดังพร้อมกับยื่นสองมือออกไปไขว่คว้าหาคนช่วย เขาพยายามสูดหายใจหากก็ได้มาแต่น้ำ แต่แล้วจู่ๆ มวลน้ำที่ไหลผ่านปากและจมูกเข้ามาในปอดก็กลับกลายเป็นอากาศบริสุทธิ์

“อี้ฟานนายฟื้นแล้วเป็นยังไงบ้าง!”

อี้ฟานหอบใจจนตัวโยน หัวใจเต้นรัวถี่ เขาหันมองไปรอบๆ และพบว่าที่นี่ไม่ใช่ดินแดนเสือขาวริมเชิงผาที่มีตำหนักเจ็ดชั้นแต่ที่นี่คือห้องพยาบาลที่โรงเรียนของเขา และคนที่กำลังลูบหลังให้เขาอยู่ก็คือ…

“หมิงหยวน!” อี้ฟานแทบไม่เชื่อสายตา เขาโผเข้ากอดคนตัวโตกว่าแน่น

“ก็ใช่น่ะสิฉันเอง” หมิงหยวนกอดตอบ

“พวกเราเป็นห่วงนายแทบแย่นะรู้ไหม”

“พี่เฟย” อี้ฟานผละจากหมิงหยวนโผเข้ากอดรุ่นพี่ชมรมวิ่ง ที่เขารอดชีวิตกลับมาโผล่ที่นี่ได้ก็เพราะฮุ่ยชิวช่วยเขาไว้ เพราะเขาขอร้องว่าไม่อยากถูกส่งไปเวียนเทียนให้พวกสัตว์เทพอสูรตัวอื่นๆ “ขอบคุณท่านพี่ที่ช่วยข้า”

“ฉันไม่ได้ช่วยนายหรอกอี้ฟานก็แค่ได้ยินข่าวแล้วมานั่งเฝ้าเฉยๆ” เฟยตอบพลางลูบหัวลูบหลังอี้ฟาน “ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วนะ แล้วทำไมนายใช้คำพูดแปลกๆ แบบนั้นล่ะสมองกระทบกระเทือนอะไรหรือเปล่าเนี่ย”

“คงเบลอเพราะโดนอาจารย์เจียงหลงสั่งคัดประวัติศาสตร์ตั้งร้อยจบน่ะครับ” หมิงหยวนตบบ่าเขา อี้ฟานเพิ่งสังเกตเห็นว่าดวงตาทั้งสองข้างของหมิงหยวนนั้นแดงก่ำ “แต่เรื่องนี้นายต้องขอบคุณเขานะ ถ้าไม่ใช่เขาดำน้ำลงไปลากนายขึ้นมานายคงไม่อยู่กับฉันแล้วแน่ๆ เลย”

“เขาน่ะนะช่วยฉัน!” อี้ฟานค่อยๆ ตั้งสติทบทวนเหตุการณ์ก่อนที่จะย้อนไปในอดีต เขามีเรื่องกับอันธพาลโรงเรียนข้างๆ แล้วก็โดนพวกมันจับโยนลงแม่น้ำ

“ก็ใช่น่ะสิ” หมิงหยวนว่า “ฝนตกแม่น้ำไหลเชี่ยวขนาดนั้นต่อให้เป็นฉันยังไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าลงไปเลยแต่เขากระโดดลงไปช่วยนายแบบไม่คิดชีวิตเลยนะ”

คำบอกเล่านั้นยิ่งทำให้อี้ฟานตกตะลึง “แล้วตอนนี้เขาไปไหนล่ะ”

“ไปเปลี่ยนชุดน่ะ” หมิงหยวนว่า “เขาก็เฝ้านายอยู่ด้วยกันนี่แหละ เพิ่งจะโดนอาจารย์เสวี่ยเทียนไล่ออกไปเปลี่ยนชุดห้องข้างๆ เพราะทำพื้นห้องพยาบาลเปียกไปหมด”

“งั้นฉันไปขอบคุณเขาก่อนนะ”

“มา ฉันพาไป”

“ไม่ต้อง” อี้ฟานพยักเพยิดไปทางอาจารย์เสวี่ยเทียนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานแล้วขยิบตาให้ครั้งหนึ่ง “นายกับพี่เฟยรออยู่ที่นี่แหละ”

อี้ฟานลงจากเตียง รู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อยที่ขาข้างขวา เป็นสัญญาณอีกอย่างที่บอกว่าเขากลับมาปัจจุบันแล้วจริงๆ ขนาดข้อเท้าที่พลิกตอนซ้อมวิ่งยังเจ็บอยู่เลย

เขากำลังจะเปิดประตูห้องเปลี่ยนชุดเมื่อได้ยินเสียงคนคุยกันดังลอดออกมา

“ขอบคุณอาจารย์มากๆ เลยนะครับที่ช่วยผมไว้ ถ้าไม่ได้อาจารย์ผมต้องแย่แน่ๆ”

อี้ฟานมองเข้าไปตรงรอยต่อประตูเห็นฟานชิงกำลังคุยอยู่กับอาจารย์เจียงหลง

“ผมไม่ได้ช่วยคุณสักหน่อย คนที่ช่วยคุณคืออี้ฟานไม่ใช่เหรอ นั่นต่างหากคือคนที่คุณต้องขอบคุณ”

“แต่ถ้าอาจารย์ไม่มายังไงพวกนั้นคงไม่ยอมหยุดรังแกผม เอาเป็นว่าอาจารย์อยากให้ผมช่วยอะไรอาจารย์บอกผมได้เลยนะครับจะบุกน้ำลุยไฟหรือว่าต่อให้อาจารย์อยากได้ดาวกับเดือนผมก็จะหามาให้ ไม่ต้องห่วงนะครับพ่อผมรวยมาก”

“ไม่เป็นไรบ้านผมก็พอมีฐานะอยู่บ้างไม่ต้องลำบากให้คุณช่วยหรอก”

“ถ้างั้นผมจะให้พ่อบอกผอ.โรงเรียนกับนายกเทศมนตรีดีไหมครับแล้วก็พวกนักข่าวด้วย ความดีของอาจารย์สมควรได้รับการป่าวประกาศและยกย่องนะครับ” ฟานชิงยังไม่เลิกตื๋อ

“ผมไม่ชอบความวุ่นวาย” เจียงหลงตัดบท “เอาเป็นว่าผมขอรับแค่คำขอบคุณของคุณก็พอ ไม่ต้องป่าวประกาศให้โลกรู้รวมทั้งพ่อของคุณและโซเชียลมีเดียต่างๆ ด้วย”

“ถ้างั้นก็ขอบคุณนะครับ” ฟานชิงคว้ามือเจียงหลงไปกุมแล้วค้อมศีรษะให้ก่อนจะเดินมาที่ประตูทำเอาอี้ฟานกระโดดหาที่แอบแทบไม่ทัน

อี้ฟานถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ดูเหมือนฟานชิงจะไม่เห็นเขา เขาแอบมองเข้าไปในห้องและลังเลว่าควรจะเข้าไปดีไหมเสียงเจียงหลงก็ดังออกมา

“ทำลับๆ ล่อๆ อะไรอยู่ตรงนั้นมีธุระอะไรจะคุยกับผมก็เข้ามา”

อี้ฟานแง้มประตูเปิดออกและเดินเข้าไปในห้อง “ไม่มีครับ”

“ไม่คิดจะขอบคุณที่ผมช่วยคุณไว้หน่อยเหรอ”

อี้ฟานก้มหน้าแทบไม่ทันเมื่อจู่ๆ อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ก็ถอดเสื้อที่เปียกโชกออกโยนไว้ที่เก้าอี้ อวดแผงอกและหน้าท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อมัดสวย อยู่กับฟานชิงตั้งนานไม่ถอดจะมาถอดอะไรเอาตอนที่เขาเข้ามา แล้วตัวเขาก็เป็นอะไรเนี่ยเห็นผู้ชายแก้ผ้ามาก็เยอะ ทำไมจู่ๆ ถึงมาตกใจที่เห็นอาจารย์ผู้ชายถอดเสื้อ อ้อ… ต้องเพราะว่าเป็นอาจารย์น่ะแหละต้องใช่แน่ๆ

“ขอบคุณครับ”

“จริงใจจัง” เสียงของเจียงหลงฟังดูผิดหวัง

“แล้วอาจารย์จะเอายังไงล่ะครับ เมื่อกี้ฟานชิงจะให้โน่นให้นี่อาจารย์ยังไม่เห็นเอาอะไรสักอย่าง” อี้ฟานไม่ได้ประชดเขารูสึกแบบนั้นจริงๆ

“ก็ผมไม่อยากได้อะไรจากเขาผมอยากได้จากคุณนี่นา”

“ผมก็ขอบคุณแล้วไง”

“คำขอบคุณมันกินไม่ได้สักหน่อย”

“แล้วตกลงอาจารย์จะให้ผมทำอะไรครับ” อี้ฟานเงยหน้าขึ้นมามองอาจารย์ช่างเอาแต่ใจ และแอบดีใจลึกๆ ว่าเขาแต่งตัวเสร็จสักที

“ช่วงนี้แม่บ้านผมป่วยลายาวเลยน่ะ กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับขนมปังมาหลายวันแล้ว คุณทำข้าวกล่องมาให้ผมกินตอนเที่ยงหน่อยสิ”

“ผมทำกับข้าวไม่เป็น”

“ผมรู้มาว่าคุณอยู่ชมรมคหกรรมก่อนที่จะถูกเฟยดึงตัวไปอยู่ชมรมวิ่ง”

อี้ฟานกลอกตา ทำไมอาจารย์คนนี้ถึงรู้เรื่องของเขาไปเสียหมดทุกอย่างเลยนะ “คือ… แค่พอทำได้ อร่อยไหมก็ไม่รู้ อาจารย์กล้ากินเหรอครับ”

“คุณทำอะไรมาผมก็กินได้ทั้งนั้นแหละ”

อี้ฟานยิ่งงงไปกันใหญ่แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าขอเขาก็กล้าทำ แล้วเขาก็ติดต้องตอบแทนบุญคุณที่ช่วยไว้อยู่แล้ว “ก็ได้ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมเอาไปให้ที่ห้องพักครู”

เจียงหลงยิ้มกว้าง “แล้วเจอกันนะ”

อี้ฟานเกาหัว ย้อนไปอดีตก็เจอเสือขี้อ้อนพอกลับมาก็เจอมังกรเอาแต่ใจ จากนี้ไปเขาต้องเจออะไรอีกนะ

********************************

วาร์ปมาปัจจุบันแล้วค่าาา มาลุ้นกันว่าตอนหน้าอี้ฟานจะเจออะไรอีก



ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
สนุกมากกกกก ชอบคาแรคเตอร์พี่เสือขาว แบบอยากจกพุง

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
จะเป็นยังไงต่อละเนี้ย  :really2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด