โคอ่อนชอบกินหญ้าแก่ บทที่ 8 (27.05.63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: โคอ่อนชอบกินหญ้าแก่ บทที่ 8 (27.05.63)  (อ่าน 1016 ครั้ง)

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่
1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

ฺBY Kaitodmalewja

ติดตามและพูดคุยกับนักเขียนได้ที่

FB : Kaitodmalewja
Twitter : @kaitodmalewja


โคอ่อนชอบกินหญ้าแก่


“ทำไมเย็นชากับผม ไม่สงสารผมเหรอที่ตามตื้อโมโม่มาตั้งแต่ผมเป็นออวุลแล้วอะครับ”                         
 “ออวุลเหรอ? กูก็พึ่งรู้นะว่าแม่มึงเป็นดอกไม้.....”     
สวัสดีครับ ผมภูดินันท์ เรียกสั้นๆว่าภู
มีพี่ชาย (?) แท้ๆชื่อว่า พีรนันท์ หรือพี่พี
'โมโม่' คือคนที่ผมรัก โมโม่เป็นคนแรกของผมในหลายๆเรื่อง ตั้งแต่....
"ผมเริ่มหัดเดินครั้งแรก
 พูดได้คำแรก
 กินข้าวได้เองครั้งแรก
 อาบน้ำเองครั้งเเรก
อึได้เองโดยไม่มีคนบิ้วครั้งแรก
 ไปโรงเรียนครั้งแรก
 มีเพื่อนคนแรก"
 และรักครั้งแรก.... จนตอนนี้ผ่านมา 19 ปีโมโม่ก็ยังเป็นความรักของผม ถึงแม้ว่าตอนนี้โมโม่จะยังไม่ใจอ่อน แต่ผมรอได้ครับ
คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง ถึงวันนี้ไม่รักแต่อนาคตก็ไม่แน่หรอกครับ ต่อให้โมโม่เกษียณ แก่จนหนังเหี่ยว ความจำเสื่อมหรือติดเตียง ผมก็พร้อมจะดูแลและรักโมโม่ในทุกช่วงเวลา เพราะชีวิตของผมเกิดมาคือไ้ด้รักครับ

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2020 11:39:28 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
โคอ่อนชอบกินหญ้าแก่
“ผมมั่นใจว่าความรักที่ผมมีให้โมโม่มันเริ่มตั้งแต่ผมหัดตั้งไข่จนตอนนี้ผมไข่ตั้งได้แล้วครับ....”

บทอะไร อ่อ! บทนำ
ใครว่าอายุห่างกันจะรักกันไม่ได้ เรื่องนี้ผมขอเถียงสุดใจ เพราะกระผมนายภูดินันท์ หลงรักผู้ชายคนหนึ่งที่ผมมักจะเรียกเขาว่า โมโม่ หรือรังสิรัต ผู้ชายที่อายุห่างกับผมถึงสิบห้าปี เรียกได้ว่าถ้าโมโม่ทำผู้หญิงท้องตอนอายุสิบห้าผมก็รุ่นลูกของโมโม่แล้วแหละครับ ผมจำได้ว่าผมเริ่มจีบโมโม่ตั้งแต่จำความได้ แรกๆ โมโม่ก็น่าจะเอ็นดูผมอยู่นะ แต่นานๆ ไปผมเริ่มอยากจะดูเอ็นโมโม่สะแล้วล่ะครับ ใครว่าโคแก่ชอบกินหญ้าอ่อนอย่างเดียวล่ะ ผมนี่แหละจะเป็นโคอ่อนที่กินหญ้าแก่แทน

“โมโม่!” เป้าหมายผมมาแล้วครับ

“ไร”

“ทำไมเย็นชากับผม ไม่สงสารผมเหรอที่ตามตื๊อโมโม่มาตั้งแต่ผมเป็นออวุลแล้วอะครับ” ผมรีบวิ่งไปดักหน้าโมโม่ที่ถือตะกร้าผ้าลงมาจากคอนโด

“ออวุลเหรอ? กูก็พึ่งรู้นะว่าแม่มึงเป็นดอกไม้ หลบไปเกะกะกู” ความใจร้ายของโมโม่ไม่ได้มีแค่นี้หรอกครับ เพราะนอกจากด่าผมว่าแม่เป็นดอกไม้แล้ว โมโม่ยังเอาตะกร้าผ้าของเขาดันตัวผมให้หลบ

“เจ็บนะครับ”

“สม” โมโม่หยิบผ้าในตะกร้ายัดลงในเครื่องซักหยอดเหรียญจัดแจงใส่ผงซักฟอกน้ำยาปรับผ้านุ่มก่อนจะควักกระเป๋าเอาเหรียญออกมา แต่ดูเหมือนว่าโมโม่จะไม่มีเหรียญ... เสร็จไอ้ภูแหละทีนี้

“อะแฮ่มๆ”

“ส้นตีนติดคอเหรอ?” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดโมโม่กลับสวนออกมาก่อน

“ส้นตีนอะไม่ติดคอ แต่หัวใจผมอะติดโมโม่คนเดียวน้า” ผมขยับเข้าไปหาโมโม่ใกล้ๆ พร้อมกับส่งสายตาหวานๆ ไปให้ “น้ำผึ้งเดือนห้าที่ว่าหวาน ก็ยังไม่เท่าความหวานที่ผมมีให้หรอกนะครับ”

“กูจะฟ้องพ่อมึง” พ่อที่โมโม่ชอบพูดถึงก็คือพี่ชายของผมที่ชอบทำตัวเหมือนพ่อทุกอย่าง

“แหม! หาเรื่องพบพี่สะใภ้ก็บอก อ่ะ! ผมมีเหรียญ” หลังจากที่ส่งมอบความรักพอหอมปากหอมคอ ผมก็หยิบเหรียญสิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะยื่นให้โมโม่ที่ยืนทำหน้าอมขี้อยู่ตรงหน้าผม

“มึงเอาเหรียญไปทำอะไรมารึเปล่า?” โมโม่ทำท่าลังเลเหมือนไม่อยากจะหยิบเหรียญจากมือผม

“มองโลกในแง่ร้ายไปได้ ผมจะเอาเหรียญไปทำอะไรล่ะครับนอกจากอม แฮร่! หยอกๆ ครับ เอาไหมถ้าไม่เอาผมเอาไปให้ขอทานนะ พอดีไอ้ภูคนนี้หล่อแล้วก็ใจดีโคตรป๋าเห็นคนตกทุกข์ได้ยากเมื่อไหร่มักจะชอบช่วยเหลือ” พูดถึงเรื่องทำบุญอยู่ๆ หน้าผมก็เชิดขึ้นเหมือนมีออร่าความดีบางอย่างสะท้อนออกมา นอกจากหล่อแล้วยังใจบุญอีก แรร์ไอเทมแบบผมหายากนะครับ

“ใจดีตั้งแต่เมื่อไหร่วะ กูเห็นมึงยังขอเงินพ่อมึงอยู่เลย”

“ตั้งแต่เป็นเอ็มบริโออะครับ” อย่างน้อยเอ็มบริโอ้ก็น่าจะใกล้เคียงมากกว่าออวุล

“มึงมีกี่เหรียญเอามาให้กูแลก” โมโม่ถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะหยิบกระเป๋าตังค์ของเขาออกมาเพื่อจะแลกกับเหรียญของผม

“สำหรับโมโม่แล้ว แค่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวหน้าคอนโดก็พอ”

“แผนสูงนะมึง”

“แล้วอนุมัติไหมอะครับ”

“เออ!” และแล้วแผนที่วางไว้ของผมก็สำเร็จ โมโม่หยิบเหรียญในมือของผมก่อนที่เขาจะเอาไปหยอดที่เครื่องซักผ้า ส่วนผมก็นั่งกระดิกเท้ารอด้วยความสุขที่เปี่ยมล้น

“ผมสั่งพิเศษเลยนะ”

“เรื่องของมึง” ระหว่างที่โมโม่ยืนดูเครื่องซักผ้าด้วยความที่ผมเหงาปากอยากโดนด่าก็เลยพูดออกไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าจะถูกตอบกลับมาแบบนี้

หลังจากที่โมโม่ยืนดูเครื่องซักผ้าทำงานเป็นที่พอใจ อยู่ๆ เขาก็เดินออกไปจากห้องซักรีดโดยที่ไม่ได้พูดกับผมสักคำ แต่ด้วยความที่รู้ใจอยู่แล้วผมจึงเดินตามโมโม่ออกมาติดๆ ถ้าติดอีกนิดก็ฝาแฝดอินจันแล้วอะครับ

“เอาอะไรครับผมจะไปสั่งให้” หลังจากที่มาถึงร้านผมก็ทำหน้าที่เป็นบ๋อยประจำตัวของโมโม่ทันที “หรือจะเอาเหมือนเดิมครับ?”

“เอาเหมือนเดิมก็ได้”

“หมายถึงเอาผมอะนะ”

“......” โมโม่ไม่ตอบพร้อมกับเบนความสนใจไปที่โทรศัพท์ของเขาแทน โมโม่จะเป็นแบบนี้ทุกทีเวลาที่เขาเริ่มรำคาญผมมากๆ วิธีที่ดีที่สุดของโมโม่ก็คือการเงียบใส่ซึ่งมันจะได้ผลทุกครั้ง ส่วนผมก็รับชะตากรรมที่ตัวเองก่อไปโดยไม่โต้เถียงอะไร และเดินไปสั่งก๋วยเตี๋ยวก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะ

“โมโม่ผมเรียนจบมอหกแล้วนะ”

“กูไม่ได้ถาม”

“ผมอยากบอกไง เผื่อโมโม่สนใจชวนผมไปไหนต่อไหนวันธรรมดาเพราะผมไม่ได้เรียนพิเศษแล้ว”

“มึงฝันรึไงไอ้ภู”

“ถ้าฝันแล้วเป็นจริงก็ฝันนะ”

“มึงนี่นะ ไม่ได้สาระอะไรเลย” โมโม่ส่ายหน้าให้กับความเพ้อเจ้อของผม “แล้วจะสอบเข้าที่ไหนมึงคิดไว้รึยัง”

“ว่าจะเข้าที่มหาลัยXXXอะครับ ผมยื่นเข้าวารสารฯ ไป”

“อันนี้พูดจริงหรือกวนตีน” คิ้วของโมโม่ขมวดขึ้นทันทีที่ได้ยินสิ่งที่ผมบอกไป

“จริงๆ ไม่เชื่อเอาหลักฐานมาให้ดูเลย คำนวณคะแนนแล้วอย่างไงก็ติดถ้าปีนี้คะแนนไม่เฟ้อนะ” ยิ่งกว่าขมวดคิ้วก็สีหน้าเป็นกังวลนี่แหละครับ เพราะ...

“เข้าเพราะอยากเรียนหรือเพราะกู?”

“โห่! เห็นผมตามโมโม่ขนาดนี้ผมก็ไม่ได้จะหลงขนาดตามไปแบบนั้นหรอกนะ”

“คนอย่างมึงมันก็ไม่แน่นอนหรอก”

“ผมไม่เอ็นเข้าคณะที่โมโม่สอนก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ผมหยิบน้ำขึ้นมาดูดแก้คอแห้งระหว่างที่โมโม่เอาแต่จำผิดผม

“ถ้าเจอกูก็ไม่ต้องแหกปากเรียกกูว่าโมโม่ล่ะ”

“ผมรู้หรอกหนา ผมไม่ใช่เด็กนะโมโม่ นี่อายุสิบเก้าแล้ว”

“แต่สมองมึงอะสองขวบ”

“แรงนะ แต่ให้อภัย” และแล้วการพูดคุยระหว่างผมกับโมโม่ก็ถูกแทรกด้วยก๋วยเตี๋ยวสองชามที่ผมสั่งเอาไว้ โมโม่มองของผมสลับกับของตัวเองก่อนที่คิ้วสองข้างจะขมวดเป็นปมอีกครั้ง

“มึงนี่นะ”

“แค่บังเอิญว่าผมชอบกินเหมือนโมโม่ ไม่ได้ตั้งใจจะสั่งตามหรอกนะ”

“คนอย่างมึง คำว่าบังเอิญมันใช้ไม่ได้ กินๆ เข้าไป”

“อ่ะ อย่างน้อยลูกชิ้นในชามของผมก็ไม่เท่ากับชามของโมโม่แล้ว” ผมใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นของตัวเองใส่เข้าไปในชามของโมโม่

“มึงกินไปจะได้โตๆ หมายถึงสมอง” โมโม่คีบลูกชิ้นที่ผมให้กลับเข้ามาใส่ในชามของผม

“ขอบคุณนะครับสำหรับลูกชิ้น” ผมรีบคีบลูกชิ้นเข้าปากทันที

“ไอ้ภู นั่นของมึง”

“แค่โมโม่คีบให้ผมก็รู้สึกซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ผมจะกินจนไม่ให้มันย่อยออกมาแล้วขับถ่ายเป็นอุจจาระเลยนะครับ” ผมรีบคีบลูกชิ้นกินก่อนเป็นอันดับแรก

“คุยกับมึงมากๆ ประสาทจะแดก”

“ประสาทอ่ะแดก แต่ถ้าเป็นรักแรกก็โมโม่เลยนะครับ”

“.......” ถึงแม้ว่าจะได้ความเงียบตอบรับ แต่ไอ้ภูคนนี้ก็ไม่ยอมแพ้หรอกครับ ผมจีบของผมมาตั้งแต่เริ่มคลานยังไม่ทันที่จะตั้งไข่เดิน ใครหน้าไหนก็มาแย่งโมโม่ของผมไปไม่ได้หรอกครับ อย่างไงสักวันหนึ่งโมโม่ต้องตอบรับความรู้สึกของผม แม้ว่าวันนั้นโมโม่จะติดเตียงหรือหายใจเองไม่ได้ก็ตาม ไอ้ภูคนนี้ไม่มีวันทอดทิ้งหรอกครับ!

โคอ่อนอย่างผมจะกินหญ้าแก่อย่างโมโม่ให้ดู แม้ว่ารากของหญ้ามันจะยึดแค่ไหนแต่ก็สู้แรงวัวหนุ่มอย่างผมไม่ได้หรอก!!

เตรียมตัวไว้เลยโมโม่ อย่างไงก็หนีไอ้ภูคนนี้ไม่พ้น! ถ้าพ้นก็รอดตัวไป พ่าม!!!

ปล. ชอบบทนำกันไหมจ๊ะ ชอบบอกเราหน่อยน้าา

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 1.1
ความจริงที่ถูกเปิดเผย

Poo’ s talk

สวัสดีครับผมนายภูดินันท์ชื่อเล่นชื่อภูครับ ตอนนี้ผมอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์และเรียนจบมอหกเป็นที่เรียบร้อยด้วยเกรดเฉลี่ยต่ำเตี้ยเพราะความไม่ตั้งใจเรียน แต่อย่างน้อยคะแนนเก็ทแพทโอเน็ตของผมก็สูงจนสามารถยื่นมหาวิทยาลัยดังๆ ได้หลายทีเลยนะครับ ไม่อยากจะโม้แต่ก็ขอโม้หน่อยเถอะ โม้ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เดี๋ยวโดนเขาจะหมั่นไส้เอา

มาเข้าเรื่องดราม่ากันเถอะ ผมเกิดโดยที่ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของผมเป็นใคร รู้ตัวอีกทีก็มีพี่ชายอย่าง ‘พีรนันท์’ หรือพี่พี ที่อายุมากกว่าผมสิบเจ็ดปีเลี้ยงผมมาตั้งแต่จำความได้ ตอนเด็กๆ เคยมีข่าวลือว่าจริงๆ แล้วผมอะเป็นลูกของพี่พีเพราะพี่พีทำผู้หญิงท้องตอนเรียนมอห้า ผมเคยไปถามพี่พีมันนะว่าตกลงแล้วพี่พีมันเป็นพ่อของผมจริงๆ หรือเปล่าแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ

‘กูเก็บมึงมาจากถังขยะ’

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็เลิกถามเรื่องนั้นอีก ชีวิตผมก็ไม่ได้ลำบากอะไรนะออกจะดีเลยด้วยซ้ำ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากได้อะไรก็ได้ถ้าพี่พีอนุมัติ แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยก็คือทำงานบ้านครับ ทั้งล้างจาน ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ถ้าวันไหนผมเลี่ยงได้ผมก็เลี่ยง แต่วันนี้ผมเลี่ยงไม่ได้....

“ไอ้ภูล้างดีๆ จานกูจะแตกหมดแล้ว”

“แตกก็ซื้อใหม่ดิพี่ ได้ข่าวว่ารวย”

“ได้ กูจะเอาเงินค่าเทอมมึงซื้อ แล้วมึงก็ไม่ต้องเรียน ดีไหม?” ผมเลิกสนใจพี่พีที่เข้ามาด่าผมแล้วก็ออกไป ทิ้งให้ผมล้างจานอยู่คนเดียว อ่อ! ผมลืมแนะนำไปเลย ไอ้พี่พีตอนนี้พี่มันอายุสามสิบหกทำงานเป็นสถาปนิกพวกรับออกแบบบ้านออกแบบอาคารอะไรนี่แหละ ตอนแรกก็ทำงานบริษัท แต่พอมาตอนนี้ห้าวลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง ส่วนผมก็อาศัยใบบุญของพี่มันใช้อยู่อย่างทุกวันนี้แหละครับ

“พี่พี ผมขอถามอะไรหน่อยดิพี่” หลังจากที่ล้างจานเสร็จผมออกมานั่งที่พื้นข้างๆ พี่พีที่ตอนนี้พี่มันกำลังนั่งตัดเล็บขบอยู่

“อะไร”

“พี่ว่าเมื่อไหร่โมโม่จะชอบผมอะ ผมจีบโมโม่มาตั้งแต่เด็กแล้ว”

“อันนี้มึงคิดดีรึยังที่ถามกู? มึงจะเป็นอะไรกูไม่ว่านะไอ้ภูจะเป็นตุ๊ดเป็นเกย์เป็นกะเทย แต่เรื่องไอ้โม่มึงฝันอยู่รึเปล่า?” พี่พีหยุดแคะเล็บขบก่อนจะหันหน้ามามองผมด้วยสายตาเอือมระอา

“นี่ผมลงทุนแอดเข้ามหาลัยที่โมโม่สอนเลยนะ”

“ให้ติดก่อน”

“ถ้าติดพี่จะให้อะไรผม?”

“ไม่ให้ มึงได้ไปเยอะแล้วไอ้ภู”

“เดี๋ยวนี้ติดหญิงแล้วลืมน้อง”

“ตัดพ้อจริงหรือกวนตีน?”

“กวนตีน ผมไม่กล้าตัดพ้อกับพี่หรอกครับเพราะผมรู้ว่าผมสำคัญกับพี่เป็นอันดับหนึ่ง”

“ปากดีนะมึง”

“พี่พี” ระหว่างนั้นผมก็คิดอะไรได้บางอย่าง “ผมขอยืมชื่อพี่ไปอ้างอะไรบางอย่างได้หรือไม่?”

“อ้างอะไร”

“มีเรื่องเดียวแหละที่ผมจะอ้าง”

“ไอ้โม่? มึงจะไปหลอกมันมาที่ห้องด้วยเหตุผลอะไรอีก ไม่ต้องบอกว่ากูตาย ขี้แตก หรือไฟไหม้ห้องแบบคราวก่อนนะไอ้ภู” พี่พีพูดดักก่อน แต่พี่พีก็พูดเกินไปครับไอ้เรื่องที่ผมอ้างว่าพี่พีตายผมแค่บอกว่าพี่พีหลับมาสามวันแล้วเท่านั้นเอง “ไอ้โม่มันก็จริงๆ เลย รู้ว่าไอ้เด็กนี่หลอกก็ยังจะเชื่อ”

“เขาเรียกว่าเต็มใจให้หลอกต่างหาก”

“เออ จะไปไหนก็ไป” พี่พีโบกมือไล่ผมด้วยความรำคาญ ส่วนผมเองก็ขี้เกียจต่อปากต่อคำกับพี่พี สู้เอาเวลานี้ไปตามหาหัวใจของผมดีกว่า

ผมออกจากห้องก่อนจะตรงเข้าไปหาโมโม่ที่อยู่ห้องข้างๆ ผมบอกไปหรือยังครับว่าโมโม่เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่โคตรสนิทกับพี่พี นั่นแหละครับโมโม่เป็นเพื่อนคนเดียวที่พี่พีคบมาตั้งแต่ผมจำความได้ จริงๆ พี่พีก็มีเพื่อนบ้างประปรายนะแต่โมโม่นี่สนิทที่สุด

“โมโม่” ผมกดกริ่งหน้าห้องโมโม่พร้อมกับยื่นหน้าไปที่จอ

“โมโม่พี่พีให้มาเรียกครับ” ในเมื่อไม่เปิดก็อ้างพี่พีไปเลยครับ เชื่อสิครับว่าอีกไม่ถึงสามวิโมโม่จะเปิดประตูให้ผม หนึ่ง สอง สะ.....

“ไร” เห็นไหมผมพูดถูก เพราะประตูห้องของโมโม่เปิดออกมาทันทีพร้อมกับหน้าตาหงุดหงิด

“สวัสดีครับความรักมาหา” ผมยื่นหน้าออกไปพร้อมกับทำปากจู่ให้ดูน่ารัก แต่เหมือนผมจะคิดผิดเพราะคนตรงหน้าไม่ตอบอะไรผมกลับมานอกจากเสียงถอนหายใจหนักๆ ผมเลยยื่นหน้ากลับมาตามเดิมพร้อมกับเปลี่ยนคำถามใหม่ “ทำไรอยู่เหรอ”

“เรื่องของกู”

“พี่พีให้มาเรียกบอกว่าจะคุยไรนี่แหละที่โคตรจะเครียดเลยให้เอาเบียร์ไปด้วย” ด้วยความที่คิดข้ออ้างไม่ทันบวกกับในหัวสมองตอนนี้ของผมมันอยากดื่มเบียร์เลยสั่งการให้ปากของผมพูดออกไปแบบนั้น

ไอ้ภู โคตรจะไม่เนียนเลยครับผม!

“เบียร์?”

“เห็นพี่พีว่ามางี้ ผมไปรอที่ห้องนะ” ถ้าอยู่ต่อพิรุธผมออกแน่ รีบกลับไปนั่งรอหล่อๆ ที่ห้องดีกว่า

เมื่อเดินกลับเข้ามาที่ห้องอีกที ผมก็ยังเห็นว่าพี่พียังนั่งอยู่ที่เดิมเพิ่มเติมคือนั่งแคะเล็บขบ...อุบาทดีจริงๆ พี่ชายผม

“โดนไล่กลับมาเหรอมึง” พี่พีหรี่ตามองผมพร้อมกับยกที่แคะเล็บขึ้นมาดม

“โมโม่บอกว่าเดี๋ยวมาที่ห้องพร้อมกับเบียร์”

“เบียร์? อันนี้มึงตอแหลละ ไอ้ภูมึงไปหลอกอะไรมัน” รู้ดีสมกับเป็นพี่ชายของผมจริงๆ

“บอกว่าพี่พีเรียกพร้อมกับให้เอาเบียร์มาด้วยเพราะพีเครียดหนักมาก” ผมทำกวาดมือเป็นวงกลมกลางอากาศเพื่อให้ดูใหญ่เหมือนที่ผมบอก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าผมทำไปทำไม

“กูว่าแล้ว!” พี่พีปาหมอนใส่หน้าผมเต็มๆ “เด็กเลี้ยงแกะนะมึง!”

“ไหนแกะครับพี่ชาย ตอนนี้เห็นแต่ชายแก่อิอิ”

“มานี่ มาดูๆ” พี่พีกวักมือเรียกผมเข้าไปหาใกล้ๆ ส่วนผมด้วยความที่อยากรู้ก็เข้าไปตามที่พี่พีบอก “นี่ไง แกะ!”

ตุบ!

ผมถูกพี่พีทีบจนกระเด็นตกโซฟาไปนอนจูบอยู่ที่พื้น.....วันนี้ผมไม่ได้ดูดฝุ่นถูบ้านด้วย ซวยเต็มๆ ขี้ตีนกูทั้งนั้น!!

“แกะเต็มหน้าผมเลยครับพี่ชาย!” แกะที่มีห้านิ้วทิ่มเข้ามาที่หน้าผมเต็มๆ “นี่น้องนะถีบมาได้ อื้อหือกลิ่นเล็บขบ แคะบ่อยๆ บ้างนะครับพี่ชาย”

“แค่เล็บตีนกูยังทนไม่ได้เก็บข้าวเก็บของมึงออกจากห้องกูไปเลย!” พอเถียงไม่ได้พี่พีก็จะเป็นแบบนี้ทุกทีครับ ชอบไล่ผมออกจากบ้าน แต่ด้วยความที่หน้าของผมหนากว่าถนนคอนกรีตทำให้ผมยังคงอยู่และเกาะพี่มันต่อไป

“ถ้าหนีออกจากบ้านแล้วมีเงินใช้ผมออกไปแล้ว” แต่จะยอมรับเฉยๆ มันก็ไม่ใช่ไอ้ภูสิครับ

“เชิญเลยครับ เชิญเลย” นั่นแหละครับผมไม่มีทางเลือกก็ต้องก้มหน้าก้มตาให้พี่พีโคกสับอยู่แบบนี้ตลอดไปจนกว่าผมจะโตเป็นนกที่โบยบินได้อย่างสมบูรณ์!

ติ้งหน่อง!

“ผมไปเปิดนะ พี่พีไปเตรียมแก้วมา” เสียงกริ่งหน้าห้องเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสงครามน้ำลายระหว่างผมกับพี่พีต้องจบลง ตอนนี้ผมต้องออกไปต้อนรับพระสวามีในอนาคตของผม

“สั่งใหญ่เลยนะมึง”

“แล้วพี่กินไหมครับ”

“กิน”

“ครับ เรียนเชิญ” และพี่พีก็ลุกขึ้นไปเตรียมแก้วและกับแกล้มเพื่อมากินกับเบียร์ที่โมโม่เตรียมมา

“party!!” ผมเดินดี้ด้าออกไปเปิดประตูห้องให้กับโมโม่ที่หอบเบียร์มาพร้อมกับโน้ตบุ๊ค สงสัยจะทำงานอยู่แน่ๆ ผมเลยอาสาช่วยถือของ

“ผมช่วย”

“วุ่นวายนะมึง” ผมแย่งเบียร์ในมือของโมโม่เข้ามาถือเอาไว้ก่อนจะเอาไปวางไว้ที่โต๊ะซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่พีเอาแก้วออกมาจากในครัวพร้อมกับแก้ม

“สรุปคือพี่มึงเรียกกู หรือมึงเรียก? แล้วพี่มึงเครียดไรวะ” โมโม่ทิ้งตัวลงนั่งที่พื้นพรมพร้อมกับหันไปมองพี่พีที่ถือของออกมาจากห้องครัว

“ผมเอง แฮร่ๆ ... อย่าพึ่งด่านะ ถ้าผมไม่อ้างโมโม่ก็ไม่มา อีกอย่างผมเห็นโมโม่กับพี่พีเครียดเลยจะชวนมาปลดปล่อย และที่สำคัญผมเรียนจบแบบเป็นทางการก็ต้องฉลองหน่อย อยากกินแอลกอฮอล์ต่อหน้าผู้ปกครองเต็มที่แล้วครับ!”

“แสดงว่ามึงแอบกิน?” พี่พีนี่หูดีจริงๆ พอผมพูดจบปุ๊บสวนปั๊บเลยครับ

“ครับพี่ มีบ้าง ผมเป็นผู้ชายนะต้องเข้าสังคม ถ้าไม่กินก็คุยกับเพื่อนๆ ไม่รู้เรื่อง ผู้ชายกับแอลกอฮอล์มันเป็นของคู่กัน ผู้ชายไม่กินเหล้าเท่ากับงูไม่มีพิษพี่ไม่เคยได้ยินหรอครับ”

“สังคมพ่อมึงซิ!” นั่นแหละครับด่าพ่อผมไม่โกรธเพราะผมไม่มีพ่อ อีกอย่างพ่อผมก็พ่อของพี่พีเหมือนกัน “อายุแค่นี้หัดแดกเหล้าแดกเบียร์ ถ้าเมาแล้วไปก่อเรื่องจะทำไง! มึงรับผิดชอบไหวรึไงไอ้ภู แล้วผู้ชายไม่กินเหล้าเท่ากับงูไม่มีพิษมึงไปเอามาจากไหน!!”

“นี่แหละผมถึงไม่อยากบอกไง ผมเลยต้องแอบ อีกอย่างผมก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรเลยพี่ ผมกินแล้วรับผิดชอบต่อส่วนรวม เมาไม่ขับหลับข้างทาง พ่าม!”

“ปากดีฉิบหาย! มาให้กูแตะสักที!” ผมกระโจนเข้าไปหลบหลังโมโม่ทันทีที่เห็นว่าพี่พีเริ่มขยับเตรียมพุ่งเข้ามาหาผมพร้อมกับอาวุธตีนในตำนาน

“โมโม่ช่วยผมด้วย!” นี่แหละโอกาสที่จะได้สูดดมโมโม่ใกล้ๆ แต่ยังไม่ทันที่จมูกของผมจะแตะไปโดนตัวโมโม่กลับลุกขึ้นทำให้หน้าผมทิ่มอีกครั้ง!!

“ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนนะพี่”

“เออ” และแล้วโมโม่ก็จากผมไป.....

“สม!”

“พี่อย่าว่าผมต่อหน้าโมโม่ดิ มันเสียศักดิ์ศรีนะพี่ ผมอุตส่าห์ทำตัวเป็นเด็กดี” ผมเคยบอกพี่พีหลายรอบแล้ว แต่พี่พีก็ไม่ค่อยจะฟัง แต่นั่นแหละผมโดนด่าแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้วและก็มีโมโม่เป็นพยานแบบนี้ทุกที

“เด็กดี? ถามจริงมึงอายไหมที่พูด”

“ไม่อายหรอกครับ หนาผมหนากว่าพื้นคอนกรีตอีก งั้นวันนี้ผมขออนุญาตดื่มเบียร์นะครับ” จงหาความเชื่อมโยงของประโยคที่ผมพูดไปถ้าหาได้...เก่งครับผมจะชื่นชม

“เออ!!” ผมไม่รีรอรีบรินเบียร์ลงแก้วทันทีพร้อมกับดูดฟองที่กำลังจะไหลออกจากแก้ว และใช้ลิ้นเลียที่แก้วเมื่อฟองมันไหลลง “มึงแดกได้แย่มาก” โชคดีที่โมโม่พึ่งออกจากห้องน้ำ จึงมาไม่ทันเห็นผมในร่างที่ใช้ลิ้นตวัดฟองเบียร์ เพราะถ้าเห็นผมคงรู้สึกเขินและอายมา

ต่อหน้าผู้ชายที่ชอบผมก็ต้องคีพลุคเอาไว้

“คนกันเอง” ผมดื่มจนหมดแก้วก่อนจะรินใหม่ “ผมต้องรินให้พี่ป่ะ”

“ถ้ามีมารยาทก็ควร”

“งั้นริน” ผมรินใส่แก้วให้พี่พีกับโมโม่ก่อนที่จะเตรียมเปิดเพลง แต่แล้วโทรศัพท์ของผมก็ถูกพี่พียึดไป “อะไรอะพี่ ผมจะเปิดเพลงสร้างบรรยากาศ”

“กินแบบผู้ใหญ่เขาไม่ค่อยฟังเพลงกัน พูดคุยแลกเปลี่ยน นี่เข้าสังคมอยากเข้านักก็นั่งกินไปแบบเงียบๆ”

“มันต้องมีเปิดเพลงคลอๆ ด้วยนะพี่”

“มึงไปเอาหูฟังมาใส่” ตามนั้น ผมถูกพี่พีบังคับใส่หูฟังหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินว่าพี่พีพูดกับโมโม่ว่าอะไรบ้าง และผมก็ถูกตัดออกจากวงสนทนาโดยปริยาย “ฟังแล้วก็เงียบๆ อยากเมาก็เมา เอาให้สุดมึงจะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไง”

“เอาแบบนี้จริงดิ?” ผมไม่ได้ยินหรอกว่าโมโม่พูดอะไรกับพี่พีเพราะความดังของเสียงที่พี่พีควบคุมมันทำให้ผมไม่ได้ยินอะไร ได้แต่อ่านปากพวกพี่ๆ และเดาไปมั่วๆ

“มันจะได้รู้ เดี๋ยวไปอยู่มหาลัยมันจะได้ไม่อยากลอง”

“ท่าทางจะแสบใช่ย่อย” โมโม่หันมามองผมพร้อมกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย มองกันตรงๆ แบบนี้หวั่นไหวนะขอบอกถึงไม่รู้ว่าคุยอะไร แต่จินตนาการเข้าข้างตัวเองว่า...

‘ต่อจากนี้ผมขอดูแลภูเอง...’

กูนี่ขี้มโนเก่งจริงๆ

“ถ้ามันเอนติดมหาลัยเดียวกับที่มึงสอน กูก็ฝากๆ ดูมันหน่อย”

“แต่คงไม่ค่อยได้เจอหรอก” ผมขี้เกียจพยายามอ่านปากแล้ว แดกแม่งเลยครับ ผมจะโชว์ให้พี่พีรู้ว่าผมอะคอทองแดง

“บอกตามตรงกูยังหวั่นๆ อยู่เลย กลัวว่ามันจะตายก่อนจบ ปากแม่งดีเป็นที่หนึ่ง” พีรนันท์เองก็กังวลถึงอนาคตของน้องชายที่จะเริ่มก้าวขึ้นไปสู่อีกขั้นหนึ่งของชีวิต สำหรับเขา เขาผ่านเรื่องต่างๆ มามากแต่สำหรับภูดินันท์นั้นยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขาเจอ และการเข้ามหาวิทยาลัยถ้าควบคุมตัวเองไม่ได้ก็มีแต่เสียกับเสีย

“แต่ก็เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว คงจะพูดยากเรื่องนี้ อีกอย่างที่ผมสังเกตมันก็เป็นแบบนี้แค่ต่อหน้าพี่” รังสิรัตเสนอความเห็นเพราะเขาเองก็คลุกคลีกับภูดินันท์มาไม่ต่างจากพีรนันท์เลย ในสายตาของคนนอกอย่างเขามองว่าภูดินันท์มักจะเก่งเฉพาะต่อหน้าพี่ชาย แต่พอออกไปข้างนอกหรืออยู่กับเขาภูดินันท์ก็ไม่ได้เถียงหรือปากดีแบบนี้

“มึงก็เคยเห็นว่ากูทั้งสอน ทั้งด่า ทั้งตีแต่มันก็ยังมึนอยู่แต่ก็ความผิดของกูด้วยที่เลี้ยงมันมาแบบเพื่อน และอีกเรื่องที่ห่วงก็กลัวมันจะพาเด็กคนอื่นเขาเสีย เพราะตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” พีรนันท์มองหน้าน้องชายก่อนจะส่ายหัวไปมาด้วยความระอา จะโทษภูอย่างเดียวก็ไม่ได้ ก็คงต้องโทษที่เขาปล่อยจนเคยตัว ปากบอกจะไม่ตามใจแต่ก็ตามใจทุกที

“แต่มันก็ไม่เคยก่อเรื่องนิหนา หรือเปล่าวะผมไม่แน่ใจ?”

“มึงจำไม่ได้เหรอตอนมอสามที่มันเป็นตัววางแผนพาเพื่อนทั้งห้องโดดเรียนเพราะไม่อยากเรียนวิชาคณิต มึงคิดดูเด็กมอสามวางแผนได้ขนาดนี้ แล้วตอนมอห้าก็ไปต่อยปากเพื่อนอีกพ่อแม่เขาเอาเรื่องเกือบจะให้มันออก แต่ไอ้เด็กนี้มันก็แก้ตัวโง่ๆ ว่าเป็นลมบ้าหมูควบคุมตัวเองไม่ได้”

“เรื่องต่อยปากเพื่อนผมไม่รู้มาก่อน” รังสิรัตพยายามคิดแต่ก็คิดไม่ออก อาจจะเป็นช่วงที่เขามัวแต่ปั่นวิจัยจนไม่ได้ออกมาเจอผู้คนเกือบเดือนซึ่งเป็นช่วงที่ภูอยู่มอห้าพอดี

“มันโดนเพื่อนล้อว่าลูกไม่มีพ่อแม่มั้ง ทะเลาะไรกันนี่แหละ”

“พี่ควรบอกภูมันได้แล้ว ผมว่ามันโตพอที่จะรู้”

“ถ้ามันช็อกตายล่ะ”

“ผมช่วยเป็นเจ้าภาพหนึ่งคืน”

“สุดยอด อยู่กับไอ้ภูมากจริงๆ”

ปล.ขออภัยในความเกรียนและความเถียงของน้องภูด้วยนะคะ เด็กอายุ 19 วัยกำลังฉอเลาะ

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-6

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 1.2

ความจริงที่ถูกเปิดเผย



“สุดยอด อยู่กับไอ้ภูมากจริงๆ” ผมมองพี่พีกับโมโม่ยกแก้วขึ้นมาชนพร้อมกับหัวเราะชอบใจ ด้วยความที่ไม่รู้เรื่องบวกกับเหงาที่ถูกตัดออกจากโลกภายนอก ผมเลยยื่นแก้วของตัวเองชนด้วย



“ขอชนด้วยพี่!!!!”



“มึงจะตะโกนทำไม”



“ห้ะ?? ไม่มีตะโก้ ไม่อยากกิน” อะไรของพี่พีวะ อยู่ๆ ก็อยากมากินตะโก้ตอนนี้ แต่ถ้าผมไม่อยากกินด้วยพี่พีจะเสียใจป่าววะ



“เอาตะโก้แห้วก็ได้พี่!!!”



“ตะโก้แห้วพ่อมึงซิ!” คราวนี้พี่พีปิดเพลงทำให้ผมกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติโดยที่มีโมโม่แอบขำ แอบขำแสดงว่ามีใจผมรู้หรอก



“อยากกินตะโก้ตอนนี้ไม่มีขายนะพี่” ผมถอดหูฟังออกเพราะดูจากสีหน้าของพี่พีตอนนี้เหมือนจะด่าผมมากกว่าจะถามถึงตะโก้



“เงียบแล้วแดกของมึงไป ถ้าไม่สั่งให้พูดก็ไม่ต้องพูด ไม่งั้นกูจะให้มึงซักผ้ายกตู้!” เท่านั้นแหละครับผมเงียบทันทีเพราะเสื้อผ้าพี่พีแม่งมีเป็นแสนตัว ซักชาตินี้ก็ไม่หมด



“ผมอะตัดได้แล้ว” อยู่ๆ โมโม่ก็ยื่นมือมาจับที่ผมของผมเบาๆ ด้วยสีหน้าและสายตาที่เอ็นดู? ตอนนี้ผมไม่ได้ตาฝาดอยู่ใช่ไหมวะ?



“เป็นห่วงผมเหรอ?” ผมหันไปยิ้มตาหวานให้กับโมโม่



ในรอบหลายปีมานี้โมโม่เคยถูกเนื้อต้องตัวของผมเลย แค่ผมจะเข้าใกล้โมโม่ก็ขยับนี้ถ้าเป็นคนอื่นเขาก็คงจะเลิกชอบไปแล้ว แต่โชคดีนะที่โมโม่มาเจอผมเพราะผมไม่ใช่คนที่จะเลิกชอบหรือรักอะไรง่ายๆ



“ไม่ตอบแสดงว่าเป็นห่วง....ถึงไม่เป็นห่วงผมก็เป็นห่วงผมของผมก็ยังดี” ผมแกล้งพูดแหย่โมโม่ออกไป “ผมจะตัดตรงที่โมโม่จับไปเลี้ยมใส่กรอบแล้วคล้องคอเลย”



“กินไป” โมโม่จับแก้วของผมขึ้นมาจ่อที่ปาก เอาดีๆ ถ้าขอป้อนผมก็ให้อะไม่เห็นต้องมาทำเหมือนแกล้งๆ แบบนี้เลย อย่างนี้แหละครับพวกผู้ใหญ่ปากไม่ตรงกับใจ



“มึงอย่าไปทำแบบนั้น เดี๋ยวไอ้นี่มันคิดจริง” พี่พีแทรกขึ้นมา ผมเกือบลืมไปเลยว่าพี่พีก็นั่งอยู่ตรงนี้ เพราะสายตาของผมมีแต่โมโม่คนเดียว



“คิดจริงอยู่แล้ว ผมเอาจริงอะ พี่พีเตรียมเงินไว้เลยนะผมเรียนจบแล้วแต่งเลย ส่วนสินสอดโมโม่ไม่ต้องให้หรอกแค่ไม่ทิ้งผมก็พอ”



“เพ้อเจ้อ” โมโม่ส่ายหัวแก้เขิน เขินไม่เขินไม่รู้แต่ผมมโนไปก่อนว่าโมโม่เขิน “พี่พีเดี๋ยวผมขอกรอกคะแนนเด็กก่อนนะ พี่กินกันไปเลย” โมโม่เอาโน้ตบุ๊คขึ้นมาวางไว้ที่ตักก่อนที่จะพิมพ์งานของเขาลงไป ส่วนผมก็กินสิครับพี่พีอนุญาตแล้ว ไม่เมาไม่เลิก จนกระทั่ง.....



ผมจะแกล้งเมา....เสร็จผมแน่โมโม่ ผมขออนุญาตลวนลามนะครับ (คำเตือน! อย่าไปลวนลามใครแบบนี้นะครับ ให้ผมทำได้แค่คนเดียวเพราะอาจจะโดนฝ่ามือหรือฝ่าเท้ากลับมาได้)



“โมโม่ครับ เหนื่อยไหมที่มาวิ่งอยู่ในหัวใจผม” ผมขยับเข้าไปใกล้ๆ โมโม่ก่อนจะเกยคางของตัวเองไว้บนไหล่ของโมโม่ที่กำลังนั่งพิมพ์คอมอยู่



“พี่พีไอ้ภูเมา” โมโม่ตะโกนบอกโดยที่สายตาของเขายังคงจดจ่ออยู่ที่คอม “ไอ้ภูกูเตะคว่ำเลยนะ”



“ผมเมาหรอก ถ้าไม่เมาไม่กล้าทำแบบนี้ แต่ถ้าจะเมาผมว่าผมเมารักแหละ เอิ๊ก!” แกล้งเรอไปหนึ่งยกเพื่อความสมจริง ส่วนตาผมก็แอบเหล่มองปฏิกิริยาของโมโม่ไปด้วย



“เมาก็ไปนอน กูจะทำงาน”



“ถามจริงไม่หวั่นไหวกับผมบ้างเหรอ ผมว่าผมหยอดเก่งนะ” เลเวลการหยอดของผมมันแปรผันไปตามกาลเวลา ถ้ามีมุกใหม่ๆ มาโมโม่จะเป็นคนแรกที่ผมจะเล่นด้วย เผื่อเคลิ้มครับ



“ไม่”



“คิดก่อนค่อยตอบก็ได้นะครับ” เมื่อคางเกยที่ไหล่แล้วโมโม่ไม่ว่าผมก็เลยใช้มือแอบจิ้มที่หลังมือของโมโม่ที่กำลังพิมพ์คอม



“ไอ้ภูอย่ากวนกู” คิ้วทั้งสองข้างของโมโม่เริ่มขมวดพร้อมกับน้ำเสียงที่เริ่มดุ



“ผมเมา อย่าว่าผม”



“พึ่งเคยรู้ว่าคนเมารู้ตัวว่าเมาด้วย”



“ผมรู้ไงว่าผมเมาไม่เมาเหล้าแต่เมารักครับ”



“มึงเล่นไปแล้ว”



“แหม จำได้ด้วย” ผมยังคงเกยคางไว้บนไหล่ของโมโม่ไว้เรื่อยๆ ถ้าไม่ว่าก็ไม่เอาออกจนกระทั่ง...



หมับ!!



“โอ๊ย!!! พี่พีจิกหัวผมทำไมวะเนี่ย” ไม่ใช่แค่คางที่หลุดออกจากโมโม่นะแต่ตอนนี้ผมของผมก็กำลังจะหลุดออกจากหัวเพราะอยู่ๆ พี่พีที่มาจากไหนก็ไม่รู้เดินมากระชากผมออกห่างจากโมโม่



“อย่าไปกวน มันทำงาน”



“ผมกำลังจีบ”



“มึงกำลังกวนไอ้ภู”



“โมโม่ครับ...ความรักของเรามันย่อมมีอุปสรรคเสมอ ไม่เป็นไรนะครับผมจะนั่งดื่มเบียร์เป็นกำลังใจให้โมโม่ตรงนี้ ถ้าต้องการกำลังใจก็เงยหน้าขึ้นมา” ผมถูกลากออกไปนั่งที่มุมห้องซึ่งห่างจากโมโม่หลายวา เพราะพี่พีมารขัดขวางความรักของผมคนเดียวแท้ๆ



“ใส่หูฟังแล้วแดกไปเงียบๆ” พี่พีตามเอาหูฟังมาให้ผม...นี่แหละครับพี่ชายที่แสนดีของผม!!



“เมาทุกขวดเจ็บปวดทุกเพลง อยู่ดีดีน้ำตาก็ไหลมาเองได้ ยิ่งดื่มยิ่งเหงายิ่งฟังยิ่งเศร้า คิดถึงคนที่เขาทิ้งเราไป เมาทุกขวดเจ็บปวดทั้งคืน คนเข้ามาทักทายก็ได้แต่ฝืนยิ้มให้ ยิ่งเพลงมันช้ำมันก็ยิ่งซ้ำเติมเข้าไป ก็ยิ่งทำใจไม่ได้....” เพราะไหมไม่รู้แต่อินเนอร์ผมได้



“.........”



“ถ้าไม่ไหว กลับไปทำงานที่ห้องมึงก็ได้นะเว้ย” พีรนันท์เดินมาตบไหล่รังสิรัตเบาๆ พร้อมกับมองไปที่ภูดินันท์ที่นั่งกระดกเบียร์พร้อมกับโยกตัวไปมา



“สบายพี่” รังสิรัตนั่งทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหางตาของเขาเหลือบไปเห็นภูดินันท์ที่นั่งอยู่มุมห้องมีสภาพเปลี่ยนไป



“ผมว่าไอ้ภูมันไปแล้ว” โมโม่หรือรังสิรัตชี้ไปที่ภูที่นั่งยิ้มอยู่คนเดียวโดยที่ในมือกอดขวดเบียร์เอาไว้



“ไม่รู้เลยว่าเวลามันเมาจะเป็นอย่างไง กูรอรับความฉิบหายไว้เลย” พีรนันท์เดาว่าถ้าคนอย่างภูดินันท์เมาแล้วคงจะไม่หลับเหมือนคนอื่นๆ “มึงตั้งกล้องเลย กูจะอัดให้แม่งมันดูว่าเวลาเมามันเป็นอย่างไง จะได้ไม่ไปซ่าที่อื่น”



“ได้พี่” รังสิรัตลุกขึ้นตั้งกล้องจากโทรศัพท์มือถือของเขาพร้อมกับหามุมที่มองได้รอบๆ “ตรงนี้นะพี่”



“เออ ตรงนั้นก็ได้กดอัดเลย”



“เคๆ” รังสิรัตเตรียมที่จะกดอัดวิดีโอแต่อยู่ๆ เขาถูกจู่โจมจากทางข้างหลังโดยภูที่ตรงเข้ามากอดคอของเขาเอาไว้พร้อมกับทำปากจู๋เตรียมพุ่งเข้ามาที่แก้มของเขา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนทั้งสองตั้งตัวไม่ทัน



“ไอ้ภู!!!”



“โมโม่จุมพิตผมที ผมเป็นกบ อ๊บ อ๊บ อ๊บ! เจ้าหญิงกบงับบบ แบบเจ้าหญิงรอเจ้าชายมาจูบ” รังสิรัตพยายามที่จะดันตัวของภูให้ออกห่างจากเขาแต่จุดที่จู่โจมคือด้านหลังทำให้ยากที่จะดันออก



“ไอ้ภูปล่อย มึงตั้งสติ!” พีรนันท์ที่รวบรวมสติได้แล้วลุกขึ้นมาดึงตัวของภูดินันท์ให้ออกจากรังสิรัต



“อย่าจับผมนะพี่พี! ไม่งั้นผมพ่นพิษใส่แน่ ผมเป็นกบ!!”



“กบพ่อมึงซิ! ไอ้ภู!!!” ทั้งสามฉุดกระชากลากดึงกันอยู่สักพักใหญ่ๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ แถมตอนนี้แก้มของรังสิรัตก็ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไปเพราะแก้มทั้งสองข้างของเขาเคลือบไปด้วยยางของเจ้ากบที่เกาะหลังของเขาอยู่



“อ๊บ อ๊บ อ๊บ”



“กูไหว้แหละไอ้ภู มึงเลิกเป็นกบเถอะ กูเหนื่อย!” พีรนันท์ยอมแพ้เป็นคนแรก ก่อนจะออกมายืนหอบอยู่สักพักเพราะฤทธิ์ของกบตัวนี้แรงไม่เบา



“ไม่!! ผมเป็นกบ ถ้าโมโม่ไม่จูบผม ผมก็จะไม่แปลงร่างเป็นคน!!” ภูดินันท์ยื่นปากเข้ามาจูบที่แก้มของรังสิรัตเป็นครั้งที่ร้อย แต่ครั้งนี้ต่างออกไปเพราะภูดินันท์ดันดูดแก้มของรังสิรัตเข้าไปด้วย



“ไอ้ภู!!! น้ำลาย!! พี่! มึงมาเอามันออกไป”



“ไอ้ภู มึงออกมา!!” หลังจากที่พักเหนื่อยจนได้ที่ พีเข้ามาช่วยดึงร่างของภูอีกครั้ง



“ไม่!! ผมเป็นกบ พ่อผมอาจจะเป็นกบ!!”



“ไอ้ภู!”



“พ่อผมเป็นกบแน่ๆ พี่พีพ่อเราเป็นกบ อ๊บ อ๊บ อ๊บ!!”



“ไม่ใช่! พ่อมึงไม่ใช่กบ!” พีรนันท์ตะโกนแข่งกับภูดินันท์สุดเสียง



“พี่จะไปรู้ได้ไง กบมันอาจจะอยู่ในสายเลือดเรา เราอาจจะเป็นกบภูเขาหรือกบเคโระ! ก็ได้พี่”



“กูรู้!”



“งั้นพี่ก็บอกเซ่! ว่าพ่อเราเป็นใคร....” คราวนี้ภูหันมามองหน้าพีแต่มือยังคงเกาะคอของรังสิรัตไม่ยอมปล่อยแถมรัดแน่นกว่าเดิม “ถ้าไม่บอก ก็สรุปแว่ เย้ย!! สรุปวู้ เย้ย! สรุปว่า เย้ย! ถูกแล้ว สรุปว่าพ่อเราเป็นกบทะเล!!!”



“ไอ้ภูพ่อมึงไม่ใช่กบ!” พีรนันท์พยายามที่จะพูดออกมา แต่เหมือนมีก้อนบางอย่างที่ขัดเขาเอาไว้ แต่เมื่อสถานการณ์มันบังคับเขาจึงปิดบังมันไว้ไม่ได้อีกต่อไป... “กูคือพ่อมึง!!!!”



“เอ๋?????”



“เออ!! กูคือพ่อมึงเองไอ้ภู!!!”



“กูคือพ่อมึง!!!!”

“กูคือพ่อมึง!!!!”

“กูคือพ่อมึง!!!!”



“อ่าว? สรุปแล้วกูก็มีพ่อนิหว่า....ตุบ!!!”



“เฮ้อ!! ไอ้ภู!!!” ภูปล่อยมือออกจากคอของรังสิรัตทันทีทำให้เขาหงายท้องล่วงลงมาที่พื้น “ฉิบหายของจริง!”



“พี่!! เลือด!!!!”



“ไอ้ภูลูกพ่อ!!!!!”





ปล. ทำไมนะทำไม!!! ทำไมไม่จุมพิตเจ้าหญิงกบกัน!!

ออฟไลน์ ninknpk

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :m20:ภูเอ้ยยย

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
ตลกอ่าาาาาาาาา​ 555​ สู้ๆนะคะนักเขียน​ เป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 2.1

เรื่องทั้งหมดมันมีอยู่ว่า....

Poo’ s talk



ผมลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นว่าพี่พีและโมโม่ยืนมองผมด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป พี่พีอาจจะมีแวบๆ ที่เป็นห่วงผมอยู่บ้างแต่กลับโมโม่ที่มองผมตอนนี้มีแววตาที่บ่งบอกว่าสมน้ำหน้าและสะใจ! แต่เอ๊ะ? ประโยคแรกที่ผมควรพูดคือ ที่นี่ที่ไหน? หรือ สรุปแล้วใครคือพ่อของผม ถึงจะเมาผมก็พอจะจำได้ว่าพี่พีพูดอะไรกับผมก่อนหน้านั้นเพราะมันค่อนข้างที่จะสะเทือนอารมณ์ผมเหลือเกิน



“เป็นไงมึง?” พี่พีเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาหลังจากที่ผมฟื้น



“ผมหัวแตกเหรอ?” ผมจับบริเวณศีรษะที่รู้สึกตึงๆ ก่อนจะพบว่าบริเวณที่ผมจับมีผ้าก็อตแปะอยู่



“เออ”



“นี่เขาเรียกว่าตายแล้วฟื้นรึเปล่า? แต่ทำไมผมไม่เห็นได้ไปนรกหรือสวรรค์เลย แล้วผมจะมีญาณวิเศษติดตัวไหมเนี่ย” ผมอ่านเรื่องลี้ลับบ่อยแต่พอมาเกิดกับตัวเองทำไมผมไม่ได้ไปทัวร์เหมือนอย่างคนอื่นๆ เลย



“ไอ้ภู มึงไม่ได้ตาย มึงแค่สลบครับ” พี่พีถอนหายใจออกมาเหนื่อยๆ “ตื่นมาก็ไร้สาระฉิบหาย”



“ตกลงแล้ว....” ผมค้างคำพูดเอาไว้แค่นี้ก่อนที่จะเงียบปากสงบคำรอให้พี่พีหรือโมโม่พูดอะไรสักอย่าง นอกจากเรื่องตายแล้วฟื้นที่ผมพูดไป



“.......”



“.......”



“.......”



และแล้วก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไงดี และผมก็คิดว่าพี่พีก็น่าจะคิดแบบเดียวกับผม จริงๆ ผมก็แอบดีใจนะถ้าเรื่องที่พี่พีพูดเป็นเรื่องจริง อย่างน้อยจะได้มั่นใจว่าผมไม่ใช่เด็กไม่มีพ่อ แต่อยู่ๆ มารู้ว่าพี่ที่คิดว่าเป็นพี่ชายมาตลอดแต่จริงๆ แล้วคือพ่อ



“พี่พี”



“ว่า” พี่พีตอบผมกลับมาในทันทีเหมือนจะรอให้ผมเรียกอยู่แล้ว



“ตกลงแล้วผมเกิดมาจากอสุจิของพี่ใช่ไหม?” ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งดีๆ ก่อนจะมองไปที่ใบหน้าของพี่พี ผมคิดมาตลอดว่าเราเป็นพี่น้องหน้าตาเราก็เหมือนกันเป็นเรื่องปกติ แต่ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีเพราะเคยได้ยินคนพูดว่าถ้าเป็นผู้ชายเกิดมาหน้าตาเหมือนพ่อจะอาภัพเรื่องความรัก



“เออ!!”



“โมโหทำไมเนี่ย ผมต้องโมโหไม่ใช่เหรอที่พี่ปิดบังความจริง! ถึงว่าตอนที่ผมต่อยหน้าเพื่อนพี่ถึงไม่ด่าอะไรสักคำ แค่รู้สึกผิดที่ปิดบังผมมาตลอดว่างั้น?” ผมเคยมีเรื่องชกต่อยจนถึงขั้นเรียกพบผู้ปกครองเพราะผมต่อยหน้าเพื่อนที่มันล้อว่าผมเป็นลูกไม่มีพ่อแม่ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ดราม่าหรอกครับเพราะความจริงอีกด้านก็คือผมดันไปล้อชื่อพ่อกับแม่ของมันก่อน แต่มันล้อผมกลับไม่ได้เลยด่าผมแทน ด้วยความที่ยอมไม่ได้เลยต่อยมันไปจนคิ้วแตก ตอนแรกก็คิดว่าพี่พีมันจะด่าแต่กลับไม่พูดอะไร ไม่ด่าไม่ว่าไม่ทำโทษแถมยังพาผมไปซื้อหนังสือการ์ตูนอีกเป็นสิบเล่ม



“แล้วมึงรู้ความจริงแล้วมันจะทำไม อะไรมันจะเปลี่ยนแปลงไปรึไง!” เอ้า! ขึ้นเฉย



“ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็แค่อยากรู้ว่าอย่างน้อยผมก็มีพ่อ ถึงปกติพี่จะทำตัวไม่ต่างจากพ่อก็เถอะ แค่เอาให้มันชัวร์ๆ ไปเลย ใครล้อผมทีนี้ผมก็จะได้ไม่ไปต่อยเขาอีก จะได้เป็นเด็กไม่มีปมเรื่องครอบครัว”



“ใจเย็นๆ พี่ ค่อยๆ อธิบาย” ผมว่าแล้วว่าโมโม่ต้องรู้อะไรมาบ้าง แต่ที่แน่ๆ เขารู้มาตลอดว่าพี่พีเป็นพ่อผม ถึงได้ชอบด่าถึงพ่อของผมจัง



“แล้วแม่ผมเป็นใคร พอจะบอกได้ไหม”



“ถ้ามึงรู้มึงจะไปหาแม่มึงรึไง” แสดงว่าคนที่มีปมไม่ใช่ผมแต่น่าจะเป็นพี่พีมากกว่าถึงได้โมโหตอนที่ผมถามถึงแม่



“ไม่ไป แม่ไม่ได้เลี้ยงผมมา ผมจะบอกอะไรพี่อีกอย่างนะ ถึงพี่ไม่บอกผมว่าพ่อผมเป็นใครหรือแม่ผมเป็นใคร ผมก็ไม่ได้รู้สึกขาดความอบอุ่น พี่ทำหน้าที่พวกนี้อย่างสมบูรณ์ทุกอย่างถึงจะชอบด่าผมก็เถอะ” เป็นไงคำพูดของผมโคตรหล่อเลย



“ถ้าสมบูรณ์มึงจะมีสภาพแบบนี้เหรอไอ้ภู!”



“อย่างน้อยผมก็ไม่ได้เกเรขนาดนั้น ผมไม่ติดบุหรี่แต่ยอมรับว่าเคยลอง ไม่ได้ติดเหล้าแต่ก็เคยแอบไปกินนั่นแหละ ไม่มั่วหนุ่มสาว ไม่ติดยาเสพติดอันนี้ไม่เคยลองและไม่คิดจะลองเพราะมันแพง พ่าม! ล้อเล่น ผมไม่เคยขโมยของ อย่างน้อยศีลข้อห้าผมก็รักษาได้สองข้อก็แล้วกัน ถ้าพี่ไม่สมบูรณ์จริงป่านนี้ผมใจแตกไปแล้ว” ว่าแต่ศีลห้าข้อมันมีอะไรบ้างวะ แต่เอาเถอะพูดๆ ไปก่อน



“กูปวดหัว!” คนที่อาการหนักผมว่าไม่ใช่ผมหรอกครับแต่น่าจะเป็นพี่พีมากกว่า เพราะตอนนี้หน้าพี่พียู่กว่าสุนัขพันธุ์ปักอีกครับ



“เอายาไหม?”



“กวนตีน! นี่ไงไม่สมบูรณ์! มึงชอบเถียงชอบย้อนกู ถ้ากูเลี้ยงมึงดีอย่างที่มึงพูดมึงต้องไม่รู้จักเถียงและกวนตีนกูแบบนี้” ผมถอนหายใจก่อนจะกอดอกและมองหน้าพี่พีนิ่งๆ



“ขนาดอริสโตเติลยังบอกว่าโลกที่สมบูรณ์มันมีแต่โลกแห่งแบบ พี่จะมาเอาอะไรมากกับคนอย่างผม อย่างน้อยในโลกของผมที่มีพี่เลี้ยงมามันก็สมบูรณ์ที่สุดแล้ว!”



“กูรู้ว่ามึงอยากจะเท่เอาปรัชญามาเถียงนะไอ้ภู พี่พีผมขอแทรก แต่โลกแห่งแบบนั้นของเพลโต!” โมโม่ที่เงียบมานานพูดแทรกขึ้นมา เอาจริงผมอยากจะเท่สักหน่อย โมโม่นะโมโม่!



นอกจากหัวแตกตอนนี้หน้าผมแตกไปเป็นที่เรียบร้อย ไม่รักไม่ว่าแต่มาหักหน้าผมเสียใจ



“เหมือนกันแหละครับโมโม่ อย่างน้อยอริสโตเติลก็เป็นลูกศิษย์ของเพลโต!!”



“ไปพัก มึงอะไปพัก!” พี่พียกมือขึ้นมานวดขมับของเขาอีกรอบพร้อมกับโบกมืออีกข้างไล่ผมให้เข้าห้องของตัวเอง



“ยังคุยไม่รู้เรื่องเลย ตกลงแม่ผมคือใคร? แค่บอกตัวย่อก็ได้จะไปคิดเอาเอง” อย่างน้อยขอแค่รู้ตัวย่อก็ยังดีผมจะได้เอาไปบอกเพื่อนว่าแม่ผมขึ้นต้นด้วยตัวอะไรเผื่อพวกมันจะช่วยคิด



“พี่บอกมันไปเถอะ”



“เอาจริงเหรอวะ?”



“ไอ้ภูมันจะได้เลิกถาม” คิดว่าโมโม่จะช่วยที่ไหนได้รำคาญผมนี่เอง แต่เอาเถอะอย่างน้อยได้รู้ความจริงให้ชัดๆ ก็พอ “มึงนั่งแล้วทำหน้าดีๆ” โมโม่หันมาบอกผม



“ครับ”



“ที่กูไม่ให้มึงกินเหล้ากินเบียร์ตอนนี้ก็เพราะว่ากูไม่อยากให้มึงเป็นเหมือนกู” ผมนั่งฟังสิ่งที่พี่พีกำลังพูด อย่าบอกนะว่าผมเกิดมาจากน้ำเมา?



“ผมเกิดมาจากน้ำเมาหรอพี่พี?”



“ไอ้ภู” เป็นโมโม่ที่ดุผมหลังจากที่ผมขัดพี่พีขณะเล่าถึงต้นกำเนิดของผม



“อย่าขัดกูตอนกูสิบหกสิบเจ็ดเป็นช่วงวัยรุ่นกูอยากรู้อยากลองทุกอย่าง เห็นใครทำอะไรก็เท่ไปหมด สูบบุหรี่เอย กินเหล้าเอย ลามไปถึงสิ่งที่มันไม่ดี วันนั้นกูไปกินเหล้าบ้านรุ่นพี่ที่โรงเรียนกูเมาจนจำอะไรไม่ได้ตื่นเช้ามาอีกทีกูนอนอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกูไม่เคยรู้จักมาก่อน ตอนแรกก็ตกลงกันว่าจะไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรเพราะเราเมากันทั้งคู่แต่ที่กูจำได้ก็คือกูคืนนั้นกูมีอะไรกับเธอจริงๆ หลังจากวันนั้นกูก็ไม่เจอกันอีกเลยจนกระทั่งห้าหกเดือนผ่านไป ตอนนั้นกูสอบติดนายร้อยพ่อกับแม่ดีใจมากๆ ซึ่งกูเองก็ดีใจเพราะมันเป็นความฝันของกู แต่อยู่ๆ เธอคนนั้นก็กลับมาพร้อมกับบอกกูว่าท้อง.....” ผมสังเกตเห็นแววตาของพี่พีดูเศร้าลง ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่พีอยากเป็นนายร้อยถ้าป่านนี้ไม่มีผมพี่พีก็อยากจะทำตามความฝันสำเร็จ..



สรุปคือกูไม่น่าเกิดมาเหรอวะ?



“ตอนนั้นกูมืดไปหมดทำอะไรไม่ถูกไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนเพราะมันเป็นครั้งแรกที่กูทำผู้หญิงท้อง พ่อกับแม่กูก็เข้มงวดพวกเขาคงรับไม่ได้ กูเลยบอกให้เธอไปทำแท้ง....” เชี้ย!! กูเกือบไม่ได้จริงๆ พี่พีแม่งคือสุดยอด! แต่ผมจะลองตั้งใจฟังก่อนที่จะตัดสิน



“กูพาเธอไปคลินิกแล้วแต่อยู่ๆ ก็ก็พากลับเพราะกูทำใจฆ่ามึงไม่ได้ อย่างน้อยถ้ามึงเป็นลูกกูจริงๆ กูก็ควรจะทำอะไรมากกว่านั้นกับสิ่งที่กูทำลงไป กูตัดสินใจไปบอกพ่อเรื่องที่กูทำผู้หญิงท้องมึงเชื่อไหมว่ากูไม่เคยเห็นพ่อร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน พ่อโกรธกูมาก โกรธจนไล่กูออกจากบ้าน ด้วยความที่มีความคิดแบบเด็กๆ กูเลยพาเธอไปอยู่ที่อื่นทั้งๆ ที่เงินติดตัวกูมีไม่กี่พัน จนกระทั่งพอมึงคลอด...เธอก็หายไป กูก็เลี้ยงมึงพร้อมกับทำงานไปด้วย กูไม่ได้เรียนเกือบสองปีเพราะมัวแต่เก็บเงิน ตอนนั้นกูลำบากมาก แล้วก็มาเจอโมโม่ของมึงก็มาช่วยเอาไว้ กูกับมันรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กแต่พอเริ่มโตขึ้นกูก็ไม่ได้เจอมันเท่าไหร่ จนมาบังเอิญเจอกันนี่แหละ กูถึงได้กลับไปเรียนส่วนมึงก็ได้โตจนเถียงกูได้ทุกวันนี้” ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้



“โถ่ โมโม่....ถ้าไม่ได้โมโม่ผมคงไม่มีวันนี้” ผมเตรียมที่จะพุ่งตัวไปกอดโมโม่แต่พี่พีดันมือไวจิกหัวของผมเอาไว้ก่อน



“แล้วกูคือหมาว่างั้น?”



“ผมก็แค่ซึ้งใจหรอก แล้วทำไมพี่ต้องให้ผมเรียกพี่ด้วยทำไมไม่ให้ผมเรียกพ่อ?”



“ก็มึงนั่นแหละปากดีตั้งแต่เด็ก กูสอนให้เรียกพ่อแต่เสือกเรียกพี่ กูก็ปล่อยเลยตามเลยจนไม่ได้บอกมึง” แสดงว่านิสัยแบบนี้ผมเป็นมาตั้งแต่เด็กสินะ



“ตกลงคือผมผิดที่ดันเรียกแบบนั้น? แล้วพี่ก็ปล่อยผมสะนานเลยนะ”



“เออ!”



“กลุ้มใจว่ะพี่” แต่ผมดันคิดถึงเรื่องบางเรื่องได้ เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญสำหรับผม “ถ้าพี่เป็นพ่อผมแสดงว่าโมโม่ก็เพื่อนพ่อ มันจะเป็นอุปสรรคต่อความรักของเราไหมอะโมโม่” คราวนี้ผมหันไปออเซาะโมโม่แทน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเสียงถอนหายใจ ถ้ามีแฟนพันธุ์แท้โมโม่นะผมสามารถแยกออกเลยว่าอันไหนคือเสียงถอนหายใจของโมโม่



“มึงตื่นไอ้ภู เลิกคิดเรื่องของกูได้แล้ว” โมโม่ดีดนิ้วตรงหน้าผมพร้อมกับยกมือขึ้นห้าม



“สองมือยกขึ้นห้ามผมแบบนี้ นี่มันปรางห้ามรักนี่หนา พ่อครับไอ้ภูปวดใจ” ผมเอนตัวลงไปซบอกของพี่พี “นี่ซินะที่เรียกว่าซบอกพ่อ”



“มึงนี่มันเด็กเหี้ยจริงๆ” ถึงแม้ว่าปากของพี่พีจะด่าแต่มือของพี่พีก็ลูบศีรษะของผมด้วยความอ่อนโยนประหนึ่งว่าหัวผมคือจุดซ่อนเร้น “รู้ความจริงแล้วสบายใจมึงรึยัง”



“ก็สบาย อีกอย่างนะถ้าผมได้รู้ว่าแม่ผมเป็นใครผมจะทุบให้หลังแอ่นเลยที่บังอาจมาทิ้งพ่อผม”



“นั่นแม่มึงนะ”



“ไม่นับอ่ะ โกรธ ผมมีแค่พ่อคนเดียวก็พอแล้ว เออ! แล้วจะให้ผมเรียกว่าอะไรพี่หรือพ่อ” ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่พี



“แล้วแต่มึงสะดวกปากที่จะเรียก” งั้นก็แล้วแต่อารมณ์ของผมก็แล้วกัน แต่ที่หนักใจไม่หายก็คือผมจะจีบเพื่อนพ่อจริงๆ เหรอวะ? ผมเล่นรุ่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ? ไอ้ภูมันจะเกินตัวมึงไปรึเปล่า?



แต่อีกเสียงที่เถียงมาก็ว่า มึงพึ่งจะรู้เหรอไหนว่าจีบมาตั้งแต่เริ่มคลานไง? แค่นี้มันจิ๊บๆ ให้เขาเอามึงก่อนค่อยมากลุ้มใจ



นั่นมันก็จริงครับ แต่อย่างไงหัวใจของผมมันก็มีแต่โมโม่คนเดียว โมโม่คือสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงคำว่ารักแบบไม่มีเงื่อนไข รักทั้งๆ ที่เป็นไปไม่ได้และรักแบบไม่ใช่เจ้าของ แต่สักวันผมเชื่อว่าเจ้าของโมโม่ก็คือผม บอกแล้วไงผมสามารถเป็นแฟนโมโม่ได้ในช่วงบั้นปลายของชีวิตโมโม่ผมก็โอเค



“โมโม่ถ้าโมโม่ติดเตียงผมเปลี่ยนแพมเพิสให้ได้นะ ถ้าโมโม่ต้องให้อาหารทางสายยางผมอาสาจะคอยจับสายยางนั้นให้เอง แล้วก็....”



“พอๆ มึงเลิกเพ้อเจ้อ พี่พีดูแลลูกมึงด้วย กูกลับไปกรอกคะแนนนักศึกษากูก่อนจะถึงวันส่งเกรดแล้ว” โมโม่ลุกขึ้นพร้อมกับยกโน้ตบุ๊คของตัวเองกลับไปด้วย



“ผมไปส่ง” ผมรีบลุกทันทีแต่ก็ถูกโมโม่ดันหัวเอาไว้



“กูเดินกลับไปเองได้ มึงอยู่กับพ่อมึงไป”



“เบื่อแล้วมีพ่อ อยากมีผ.....” แต่ก็ต้องรีบเอามือปิดปากเอาไว้ก่อนเพราะสายตาดุๆ ของโมโม่ที่ส่งมา “ฝันดีครับ ขอให้ฝันถึงผม”



“เป็นสิ่งที่กูกลัวที่สุดเลย ไปก่อนนะพี่”



“เออ” และโมโม่ก็เดินออกไปจากห้อง....ห่อเหี่ยวเลยครับหัวใจของผม “ทำหน้าเหมือนจะตาย”



“ผมจริงจังนะเรื่องโมโม่อะ” ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พี่พีเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมพยายามทำหน้าจริงจังที่สุด “พี่อาจจะคิดว่าผมเล่นๆ แต่แบบผมไม่เคยรู้สึกกับใครเท่ากับโมโม่เลย โดยเฉพาะเวลาที่ผมโดนโมโม่ด่าเวลานั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองสำคัญโคตรๆ อะพี่ มันแบบยิ่งกว่าผีเสื้อบินวนอยู่ในท้อง ถ้าจะให้เปรียบเทียบมันเหมือน ฝูงเหยี่ยวภูเขาบินอพยกจากซีกโลกเหนือ”



“ไปใหญ่แล้วสมงสมอง”



“เสียใจไหมพี่ที่ผมชอบผู้ชาย?” คราวนี้ผมถามพี่พีด้วยสีหน้าจริงจังอีกเช่นเคย “อันนี้ผมพูดจริงๆ นะ ผมไม่เคยหวั่นไหวกับผู้หญิงคนไหน ผมไม่เคยหวั่นไหวกับผู้ชาย ผมไม่เคยหวั่นไหวกับใครนอกจากโมโม่ เรื่องนี้มันชัดเจนตอนที่ฮอร์โมนของผมอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ครั้งแรกที่ผมหัดใช้มือสิ่งที่ผมคิดก็มีแต่หน้าโมโม่...”



“ใจเย็นไอ้ภู” พี่พีจับไหล่ของผมทั้งสองข้างเอาไว้ “ถ้ามึงบอกว่าชอบผู้ชายจริงๆ มึงก็ต้องเคยหวั่นไหวกับคนอื่นบ้างที่ไม่ใช่โมโม่ของมึง เพราะอย่างน้อยรอบตัวมึงก็มีแต่ผู้ชายอย่าลืมว่ามึงเรียนชายล้วนมาตั้งแต่ประถม บางทีตอนมหาลัยมึงอาจจะหวั่นไหวกับผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่น และการที่มึงชอบไอ้โม่คนเดียวมันอาจจะแค่ผูกพันจนมึงแยกความรู้สึกไม่ออก”



“พี่พูดแบบนี้แสดงว่าพี่ไม่โอเคที่ผมชอบผู้ชาย?”



“กูไม่ได้ไม่โอเคแต่กูกำลังอธิบายให้มึงเข้าใจ เพราะรอบตัวมึงมีแต่ผู้ชาย ถ้ามึงลองคลุกคลีกับผู้หญิงจริงๆ มึงอาจจะหวั่นไหว แต่ถ้าไม่หวั่นไหวกูก็ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับรสนิยมของมึง ขออย่างเดียวเรียนให้จบพอ”



“ปกติพ่อแม่คนอื่นจะบอกว่าขอให้เป็นคนดี แต่พี่บอกให้ผมเรียนให้จบพอ”



“เพราะกูรู้ว่ามึงไม่ใช่คนดี ถึงขอไปก็เหมือนกูขอลูกจากต้นมะขามอะ อีกอย่างที่สำคัญคือกูเสียดายเงินที่กูส่งมึงเรียน อย่างน้อยเอาปริญญามาติดฝาห้องก็ยังดี” แววตาของพี่พีดูหมดหวังกับผมจริงๆ



“ถึงไม่เคยทำได้แต่ก็จะพยายาม ผมจะเอาเกียรตินิยมมาฝากพี่คอยดู!”



“มึงไม่ได้หรอก”



“อย่าดูถูกผม”



“เอาแค่ได้เอสักตัวกูก็ดีใจแล้ว”



“หวังน้อยจังพ่อผม”



“กูประเมินจากตัวมึงนั่นแหละ” เอาเถอะครับตอนแรกว่าจะบวชทดแทนบุญคุณ แต่พอได้ฟังแบบนี้ต้องพับเก็บเรื่องบวชเอาไว้ก่อน ตอนนี้ต้องตั้งใจเรียนและเอาเอมาให้ได้! แม้ว่าคณะที่ผมจะแอดเข้านั้นมันจะคะแนนสูงก็ตาม



“ไปนอนไปมึง แล้วก็กินยาแก้ปวดเอาไว้เพื่อกลางคืนปวดหัว”



“เป็นห่วงผมเหรอ”



“กูพ่อมึงนะ” เท่านั้นแหละครับผมรีบวิ่งเข้าห้องพร้อมกับกินยาทันที อย่างน้อยวันนี้ผมก็ได้รู้ความจริงเรื่องที่ผมอยากรู้มาตลอดชีวิต จะว่าอย่างไงดีถึงไม่รู้ว่าพี่พีคือพ่อแท้ๆ ของผม ผมก็รู้สึกว่าพี่พีเหมือนพ่อมาตลอด ผมจึงรู้สึกไม่ขาดความรักเลย ดีสะอีกมีพ่อที่อายุห่างกันไม่มากทำให้เขาเข้าใจเรื่องที่ผมเป็น ไม่ตีกรอบและไม่คาดหวังขอแค่ให้ผมทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ก็พอ



วันนี้ผมมีความสุขจริงๆ ครับ





ปล. ไรท์เพลียกับภูดินันท์จังเลยครับ

ถ้ารักภูเม้นต์นะครับผม ถ้าไม่รักก็เม้นต์นะครับ ด่าได้แรงก็ได้ ผมไหว

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-6

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 2.2

ความจริงที่ถูกเผิดเผย



หลายวันผ่านไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม ส่วนผมที่ตอนนี้อยู่ในช่วงปิดเทอมรอมหาลัยเปิดก็ออกมาทำงานพาร์ทไทม์เล่นๆ ขำแทนที่จะอยู่ห้องให้เปลืองค่าไฟ แล้วงานผมก็ไม่ได้ไกลจากคอนโดเลย คือทำงานประจำห้องซักรีดของคอนโด คอยแลกเหรียญและคอยเอาผ้าใส่เครื่องสำหรับลูกค้าที่เร่งรีบ



“พี่ฝากด้วยนะน้องภู นี่เงินจ้ะใส่ตามนี้เลยเดี๋ยวพี่มารับ”



“ครับพี่” ผมรับเงินจากพี่ที่พักอยู่คอนโดเดียวกับผมซึ่งมักจะเอาผ้ามาให้ผมใส่เครื่องให้เพราะพี่เขาค่อนข้างเร่งรีบกับอะไรสักอย่าง กลับมาอีกทีผ้าเกือบเน่าอะครับถ้าจ้างผมขึ้นไปตากให้ได้ก็คงจ้างไปแล้ว



ผมจดเลขเครื่องซักผ้าที่ตอนนี้ทำงานเต็มทุกเครื่องผมจึงจดเอาไว้ว่าใครมาก่อนจะได้เอาผ้าไปซักให้เพื่อไม่ให้เกิดการแซงคิว ระบบนี้ผมเป็นคนคิดขึ้นมาเองโคตรจะเท่อะครับ



“โมโม่!” ระหว่างที่ผมเช็คเครื่องซักผ้าสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นโมโม่ที่เดินหาวหอบตะกร้าผ้าเข้ามาในห้องซักผ้า ทันทีที่เห็นผมโมโม่ก็ทำหน้าแปลกใจ



“มึงมาขโมยอะไรในนี้”



“ผมมาทำงานพาร์ทไทม์ต่างหาก ได้วันละสี่ร้อยไม่รวมทริป”



“พ่อมึงรู้ไหมเนี่ย”



“รู้ว่าทำพาร์ทไทม์แต่ไม่รู้ว่าทำอะไร แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ”



“ประโยคไหนที่กูบอกว่าเป็นห่วงวะ?”



“ไม่รู้อะ ผมชอบคิดเข้าข้างตัวเอง โมโม่ทิ้งตังค์ไว้ก็ได้นะพอถึงคิวผมซักให้ถ้าเสร็จแล้วเดี๋ยวผมโทรหา” เพราะดูจากคิวแล้วน่าจะมีหลายชั่วโมง



“เดี๋ยวมึงขโมย”



“โถ่ ไม่ขโมยหรอกเสื้อผ้า ผมอะขโมยแต่หัวจัย!” จัยจัยแบบวัยรุ่นชอบ



“ได้ข่าวว่าพ่อมึงไปดูงานต่างจังหวัดเหรอ” โมโม่ทิ้งตัวนั่งข้างๆ ผม



“ใช่ เห็นว่าได้งานใหญ่ออกแบบรีสอร์ตอะไรสักอย่างแถวๆ กระบี่มั้ง” นี่ก็ไปสามสี่วันแล้วยังไม่กลับมาเลย ไม่ได้คิดถึงนะ ผมอะโคตรสบาย บ้านไม่ต้องถู จานไม่ต้องล้าง ผ้าไม่ต้องรีด ไม่มีคนจิกหัวใช้



“แล้วใครหาข้าวหาปลาให้มึงกิน”



“หาเองครับ มีเงินใช้รายวัน วันละสี่ร้อย ผมกินไม่ถึงร้อยส่วนมากพี่ๆ ที่คอนโดก็เอาขนมมาฝากเห็นว่าผมน่ารักน่าเอ็นดู” พอเริ่มคุ้นชินพี่ๆ เขาก็เอาขนมมาให้ผมบ้าง บางทีก็เอาอาหารมาให้ เหมือนผมเป็นสารกันบูดอะครับ กินไม่หมดก็เอามาให้ผม



“ดูเหมือนมึงจะชอบ”



“ชอบครับ ได้รู้จักคนใหม่ๆ หลายคนเลย ผมก็พึ่งรู้ว่าที่คอนโดเรามีคนน่ารักอยู่เต็มไปหมด อย่าพึ่งหึงนะหมายถึงนิสัยน่ารัก” ผมรีบอธิบายก่อนที่โมโม่จะหึง “แล้วนี่โมโม่ไม่มีงานทำเหรอถึงมานั่งเฝ้าเครื่องซักผ้า? ผมดูให้ได้นะ”



“เดี๋ยวกูไปเอาโน้ตบุ๊คมาทำงาน กูไม่ไว้ใจมึง” และแล้วโมโม่ก็จากผมไปก่อนจะกลับมาพร้อมกับโน้ตบุ๊คและหนังสืออีกสองสามเล่ม ผมลืมบอกไปว่าที่ห้องซักรีดมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งรอผ้าแต่ส่วนมากไม่ค่อยมีใครมานั่งรอ ตั้งแต่ผมทำงานมาก็โมโม่คนแรก



จริงๆ แล้วผมรู้หรอกว่าโมโม่อะเป็นห่วงผมเลยอยากมานั่งเป็นเพื่อน



“ให้ผมช่วยไรไหม?” ผมนั่งเท้าคางมองโมโม่ที่ตอนนี้หยิบแว่นตาขึ้นมาสวม ผมไม่เคยเห็นโมโม่ในลุคหนุ่มแว่นเลย จะว่าไปก็เซ็กซี่แปลกๆ เห็นแล้วแอบเกิดอารมณ์เบาๆ เลยครับ



“ช่วยอยู่เฉยๆ จะดีมาก” คนอะไรขนาดรัวแป้นพิมพ์ยังหล่อขนาดนี้ หล่อยันนิ้วมือ ผมชอบมองเส้นเลือดที่มือของโมโม่อะครับ มันดูแข็งแกร่งดีเห็นแล้วอยากถูกปกป้อง แต่จริงๆ แล้วไอ้เส้นเลือดพวกนี้ผมก็มีไม่ต่างกันแต่มันคนละความรู้สึก



จึก!



“ทำอะไรของมึง?” ด้วยความที่เส้นเลือดของโมโม่มันยั่วใจไอ้ภูคนนี้มากๆ ผมเลยเผลอตัวเอานิ้วมือไปจิ้มบนหลังฝ่ามือของโมโม่เบาๆ พร้อมกับลูบไล้เส้นเลือดของโมโม่ไปด้วย



“ทำไมเซ็กซี่จังครับ?”



“มึงเป็นอะไรของมึงไอ้ภู?” โมโม่สะบัดมือออกจากผมด้วยความรำคาญ ก่อนจะกลับมานั่งทำงานเหมือนเดิม ส่วนผมตอนนี้ก็นั่งเท้าคางมองโมโม่ด้วยรอยยิ้ม ผมรักโมโม่จังครับ รักมากเลย รักจนไม่รู้จะรักอย่างไงแล้ว



“โมโม่ทำอะไรเหรอครับ” หลังจากที่เงียบได้ไม่นานผมก็ชวนโมโม่คุย



“ทำแผนการสอนกับสไลด์ของเทอมหน้า”



“โมโม่สอนวิชาปีหนึ่งไหม”



“ถามทำไม?” จากสายตาที่จ้องอยู่ที่หน้าจอคอมตอนนี้หันมาจ้องหน้าผมแทนพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเป็นปม



“ก็ถามเฉยๆ หรือโมโม่สอนแต่วิชาเฉพาะ”



“มึงถามแปลก”



“ไม่แปลกอะไรเลย ถามธรรมดาเนี่ย” หน้าตาผมดูมีพิรุธขนาดนั้นเลยเหรอ ผมไม่ได้มีพิรุธเลยนะ จริงจริ้งง



“นั่งเงียบๆ ทำงานของมึงไป” ผมยังคงเท้าคางมองโมโม่ที่กำลังทำงานไปเรื่อยๆ คนบ้าอะไรมองมาเป็นสิบกว่าปีไม่เคยมีวันไหนที่ไม่เบื่อเลย



“ขอถามอะไรหน่อยดิโมโม่”



“ว่า?”



“ทำไมถึงช่วยพี่พีเหรอ?” มือของโมโม่หยุดพิมพ์ทันทีก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองผม “บอกหน่อยได้ไหม ผมอยากรู้ ผมอยากรู้อีกอย่างว่าโมโม่กับพี่พีรู้จักกันได้ไง”



“กูกับพี่พีรู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ เพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน พ่อกูกับพ่อของพี่พีก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน ตอนเด็กๆ สนิทกันนะแต่พอวัยรุ่นต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตของตัวเอง ตอนนั้นที่กูรู้ข่าวก็ตอนที่แม่กูมาบอกว่าพี่พีถูกไล่ออกจากบ้านเพราะทำผู้หญิงท้อง กูก็พยายามติดต่อพี่พีแต่ก็ติดต่อไม่ได้จนไปบังเอิญเจอนี่แหละ สภาพตอนนั้นโคตรน่าสงสาร กูเลยช่วยเท่าที่กูช่วยได้จนพี่พีกลับมาเรียนก็พร้อมกับกู มึงต้องรักพี่พีให้มากๆ นะไอ้ภู เพราะเขาทำเพื่อมึงทุกอย่าง เขาเลี้ยงมึงมาตั้งแต่เกิดคนเดียว เด็กอายุสิบเจ็ดต้องมารับผิดชอบอีกชีวิตเพียงลำพัง” ฟังแล้วก็น้ำตาจะไหลเลยครับ พี่พีเลี้ยงผมมาได้อย่างไงจนถึงทุกวันนี้ ถ้าลองเป็นผมซิผมคงอุ้มลูกไปปล่อยวัดไม่ก็พาไปขอทาน



“ทำไมปู่ใจร้ายจัง...” และอีกคนที่ผมไม่เข้าใจก็คือพ่อของพี่พีหรือปู่ของผม ถึงลูกจะทำผิดแต่ก็ไม่ควรจะไล่และตัดหางปล่อยวัดขนาดนี้



“เขาก็คงมีเหตุผลของเขา”



“เหตุผลอะไรผมไม่ฟังหรอก ผมไม่อยากเจออยากรู้จักด้วย ผมโกรธแทนพี่พี ผมโกรธมาก!” ถ้าเจอนะผมคงไม่กล้าทุบให้หลังแอ่นเหมือนแม่หรอกเพราะท่านน่าจะแก่แล้ว แต่ผมจะแอบเจาะยางรถเข็นถ้าปู่ผมเดินไม่ได้ “แสดงว่าพี่ก็เคยเจออะดิ”



“ก็ต้องเจอไหม”



“ปู่เขาไม่อยากจะเจอหน้าผมบ้างหรอ ผมก็หลานเขานะ”



“ก็คงอยากแต่พ่อมึงคงไม่อยากให้เจอ พ่อมึงก็นิสัยเหมือนมึงแหละ”



“แล้วย่าล่ะ ย่าต้องอยากเจอ”



“บางทีมึงอาจจะเคยเจอแล้วแต่ไม่รู้ก็ได้”



“แหม! พูดให้อยากรู้ แต่ช่างเถอะผมไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว อย่างน้อยมีพี่พีมีโมโม่ชีวิตนี้ผมก็ไม่ต้องการอะไร” อันนี้ผมพูดจริง ผมเป็นคนมักน้อยผมไม่อยากได้อะไรที่เกินตัว แต่โมโม่....คงจะไม่เกินตัวผมหรอกมั้ง



“กูเกี่ยวอะไรด้วย”



“ก็โมโม่คือคนสำคัญของชีวิตผมคนหนึ่ง ถึงโมโม่จะไม่รักผมอย่างที่ผมรัก ผมก็ไม่โกรธนะแต่ผมอะจะรักโมโม่แบบนี้ตลอดไป แต่ขออย่างเดียวอย่าห้ามไม่ให้ผมรักได้ไหม?” คราวนี้ผมพูดจริงจังที่สุดเท่าที่ผมเคยพูดมา เพราะปกติมจะเอาแต่หยอดมุกไร้สาระ “เวลาที่ผมมองโมโม่นะมันเหมือนมีกำลังใจแปลกๆ อะ ความรักที่โมโม่อาจจะมองว่าไร้สาระแต่สำหรับผมมันคือสิ่งที่ขับเคลื่อนผมอยู่ทุกวันนะ”



“ถ้าสิ่งที่มึงพูดเป็นเรื่องจริง กูก็จะไม่ห้าม แต่ขออย่างเดียวอย่าล้ำเส้น มึงเข้าใจใช่ไหม?”



“เข้าใจครับ” เข้าใจของผมเท่ากับไม่เข้าใจ แต่ก็พอจะเข้าใจ คนอย่างผมถ้าไม่เล่นด้วยก็ไม่ล้ำเส้นครับ แต่ถ้าโมโม่เผลอเหยียบเส้นผมเมื่อไหร่ผมพร้อมจะล้ำแน่ “แสดงว่าผมรู้จักกับโมโม่มาตั้งแต่เกิดอะดิ ผมเคยเห็นรูปผมตอนเด็กๆ นะโคตรจะน่ารัก ทำไมผมถึงไม่บังคับให้โมโม่สัญญาว่าจะแต่งงานกับผมกันนะ จะได้เหมือนละครเรื่องอื่นๆ ผมว่าโรแมนติกโคตร”



“กูว่าไร้สาระโคตร” โมโม่ส่ายหน้าก่อนจะหันมาทำงานเหมือนเดิม



“โมโม่เคยเห็นหน้าแม่ผมไหม ผมอยากรู้ว่าแม่ผมหน้าตาเป็นไง” เพราะเมื่อคืนพี่พีไม่บอกอะไรผมเลย นอกจากบอกว่าแม่ทิ้งผมไป



“ไม่เคยเห็นและไม่รู้จัก กูเจอกับพี่พีก็ตอนที่มึงเกิดมาแล้ว”



“โมโม่น่าจะมาเจอไวกว่านี้นะ”



“ความผิดกูเหรอวะ?” โมโม่ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเจอ “อีกอย่างมึงก็ไม่เคยจะถามถึงแม่มึงเลย ทำไมถึงอยากมารู้เอาตอนนี้”



“ผมเคยเขียนเรียงความถึงแม่ตอนมอต้น แต่ไม่เคยให้ อยากให้แม่อ่าน” ผมนึกแล้วก็ตลกตัวเองครับ ตอนนั้นน่าจะช่วงมอสอง คุณครูภาษาไทยให้เขียนเรียงความเรื่องพระคุณแม่ ผมจำได้ว่าผมเป็นคนเดียวในห้องที่ครูให้กลับเอาไปเขียนใหม่



‘ภูดินันท์ เอาไปเขียนมาใหม่’



‘มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับครู’ ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นผมไม่พอใจอย่างมากที่ครูให้ผมกลับมาแต่งใหม่ ทั้งๆ ที่ผมแต่งออกมาจากใจของผม ‘ก็ครูบอกให้แต่งมาจากใจไม่ใช่เหรอครับ’



‘แต่หัวข้อคือพระคุณแม่ แต่เธอแต่งออกมาได้เคียดแค้นมาก’



‘เหรอครับ’



พระคุณแม่คืออะไรผมไม่รู้ ไม่ใช่ครูหรือผู้ให้อะไรทั้งนั้น

ลืมตามาไม่เคยเห็นมีสักวัน ที่แม่นั้นจะมาเลี้ยงดูเลย

น้ำนมแม่คืออะไรผมไม่รู้ ผมไม่สู้ตามหาให้เสียขวัญ

สายใยผูกความรักคือไรกัน จากรักนั้นไม่เคยมีและไม่มี



ผมยอมรับว่าผมเป็นเด็กที่แย่ แต่แล้วไงครับผมไม่ได้แย่กับทุกคนผมแย่กับแค่บางคนเท่านั้น และสิ่งที่น่าแปลกคือเมื่อก่อนผมไม่รู้ว่าพ่อผมคือพี่พีแต่ผมก็ไม่เคยโทษหรือโกรธพ่อเลย แต่กลับแม่มันตรงกันข้ามทุกอย่าง คงเป็นเซ้นของเด็กแหละมั้งครับ



“เจ้าคิดเจ้าแค้นตั้งแต่เด็กเลยเหรอ?” โมโม่ยื่นโทรศัพท์กลับมาให้ผมหลังจากที่ผมให้ดูรูปกลอนที่ผมเคยถ่ายเอาไว้



“ประมาณนั้นอะโมโม่ บอกแล้วว่าถ้าเจอผมจะทุบให้หลังแอ่นเลย โกรธแทนพ่อมาก ดีนะที่ตอนเด็กผมไม่เคยแต่งกลอนด่าพอ” โมโม่ยักไหล่อย่างไม่สนใจก่อนจะกลับมาสนใจทำงานต่อ ระหว่างนั้นผมก็ปล่อยให้โมโม่ทำงานไปเงียบๆ จนกระทั่ง...



“ผลแอดออกเมื่อไหร่”



“อีกอาทิตย์มั้งครับ”



“ถ้าไม่ติดจะทำไง”



“อย่างน้อยก็มีอีกสามอันดับให้ลุ้น แต่ถ้าไม่ติดเลยก็คงเรียนเอกชน สมัยนี้เอกชนก็ไม่ต่างจากมหาลัยรัฐเท่าไหร่หรอกครับ อาจารย์ก็เก่งๆ เหมือนกัน” เพราะเพื่อนผมหลายคนก็ไปต่อเอกชน แต่ส่วนมากจะเป็นสายมีเดียมันบอกว่าเครื่องครบกว่าและคอนเน็กชั่นก็เยอะกว่าด้วย แต่สำหรับผมมหาลัยไหนที่ค่าเทอมน้อยผมมักจะคว้าไว้ก่อนผมไม่อยากให้พี่พีเสียเงินไปกับค่าเทอมและเก็บเงินส่วนนี้ไว้สำหรับค่าสังสรรค์



“ก็ตั้งใจเรียน เงินมันหายาก”



“ผมว่าผมประหยัดนะแทบจะไม่ได้ใช้เงินไปกับของฟุ่มเฟือยเลย อย่างมากก็แค่รองเท้าไม่กี่คู่....”



“ไม่กี่คู่ของมึงคือเกือบจะโดนพ่อมึงกระทืบอะนะ?”



“พี่พีเขาทำเกินกว่าเหตุ ตังค์ก็ตังค์เก็บผมทั้งนั้นนะโมโม่ อีกอย่างก็เป็นเงินที่ผมทำงานด้วย” งานที่ผมทำเป็นงานออนไลน์ครับ ส่วนมากจะเป็นดีเจอะไรพวกนี้เพราะคารมบวกหน้าตา แต่ตอนนี้ผมเลิกแล้วเพราะขี้เกียจโดนแซวครับพอดีมันหล่อเกิน จนตอนนี้ก็มาจบที่งานพาร์ทไทม์ห้องซักผ้าของคอนโด



“มีเงินก็หัดออมบ้าง อนาคตไม่แน่นอน”



“แต่หัวใจผมแน่นอนนะครับ” ผมยิ้มให้พร้อมกับวิ้งคึแบบไอดอลเกาหลี จะว่าไปผมก็น่าตาเหมือนแจฮยอน วงNCT เหมือนกัน ใบหน้าผมอะแจฮยอนแต่คารมผมอะแจ็คสัน หวัง



“.......” ตอนแรกก็มั่นใจว่าหยอดสำเร็จแต่พอเห็นปฏิกิริยาของโมโม่ผมก็เลยสรุปว่า ที่ผ่านมาผมคิดไปเอง ฮื่อออออ!!!! ไม่เป็นไรผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ จะอีกกี่สิบปีผมก็รอได้เสมอ!!





ปล.ความมั่นหน้าของภูนี้ มีขายที่ไหนบ้าง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 3.1

แอดตามหัวใจ



ตอนนี้ผมนั่งลุ้นอยู่หน้าคอมเพื่อรอผลประกาศในรอบแอดมิดชั่นที่กำลังจะมาถึง โดยมีเพื่อนๆ นั่งคอลเป็นเพื่อนและรอลุ้นกับผม เพราะไอ้เพื่อนๆ ของผมมันสอบติดตั้งแต่รอบรับตรงกันไปหมดแล้ว



(ถ้ามึงสอบพร้อมกับกูก็ไม่ต้องมานั่งลุ้นแบบนี้หรอก) เสียงที่ทุกคนได้ยินคือเสียงของไอ้ ‘พระเอก’ จริงๆ มันชื่อเอกแต่เสือกอยากมีสองพยางค์เลยเติมพระเข้าไป ล้อเล่นครับมันชื่อพระเอกมาตั้งแต่เกิดเพราะแม่ของมันเป็นดารา



“กูชอบลุ้น กูอยากตื่นเต้น” ผมตอบกลับพวกมันไป



(มาลุ้นที่ตีนกูนิ) และคนต่อมาที่พูดจาสุภาพคือ ‘ดาวฤกษ์’ เพราะตอนที่มันเกิดดาวพฤหัสโคจรเข้ามาใกล้โลกในรอบสามสิบปี ตอนแรกก็จะตั้งดาวพฤหัสแต่ยาวไปเลยเหลือแค่ดาวฤกษ์



“ปากดีไอ้ฤกษ์!”



(ถ้าไม่ติดสักคณะละวะ) คราวนี้เพื่อนคนสุดท้ายของผมคือไอ้ ‘ต้นไทร’ เรียกสั้นๆ ก็ไอ้ไทร มันเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อกับแม่มันมีลูกยากเลยไปบนขอทุกที่จนมาขอที่ต้นไทรข้างถนนไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปหนึ่งเดือนมันก็มาเกิด ด้วยความซึ้งใจพ่อกับแม่มันเลยตั้งชื่อตามที่มา ทุกคนล้วนมีชื่อเล่นสองพยางค์หมดมีแต่ผมที่มีพยางค์เดียว ชื่อภูเฉยๆ มันไม่ค่อยเท่ ถ้าอยู่มหาลัยผมจะสถาปนาตัวเองว่า...ภูชี้ฟ้า เอาให้มันสามพยางค์ไปเลยครับ ส่วนที่มาที่ไปไม่มีครับแค่มันยาวและเด่นก็เท่านั้น



“แช่งกูอีกแล้วนะมึง!”



(บอกให้มาเรียนวิดวะกับพวกกู)



“มันเชยอะเพื่อน กูไม่อยากเรียน กูแอนตี้วิชาที่มีคำนวณ! สมองกูมันแอดว้านกว่านั้น” รู้ครับว่ามั่น แต่เกิดมาก็ต้องมั่นให้สุด



(เอาจริงๆ คือมึงโง่) ไอ้ฤกษ์พูด



“โทษครับเพื่อนฤกษ์ อย่างน้อยกูก็ฉลาดภาษาไทยแหละวะ” นี่ตัวท็อปตอนขับเสภาเลยครับไม่อยากจะโม้ เคยแข่งขับเสภาวันภาษาไทยบอกให้พี่พีไปดู พี่มันก็ไม่ยอมไปไม่รู้จะอายอะไรที่มีน้องนุ้ง ไม่สิ มีลูกมากความสามารถขนาดนี้อย่างน้อยก็น่าจะไปชื่นชม



(แล้วจะประกาศตอนไหนวะไอ้ภู พวกกูรอกับมึงมาทั้งวันแล้วเนี่ย ไม่ได้ทำเหี้ยไรเลย) ไอ้พระเอกพูดเสริม (ภาระฉิบหาย)



“หยาบคายมากเพิ่ลๆ”



(แล้ววันนี้พี่มึงไม่อยู่เหรอ) ไอ้ต้นไทรถามพร้อมกับทำหน้าตาขี้เสือกออกมาจากจอ



“ถ้าพี่กูอยู่พวกมึงโดนด่าไปแล้ว” ไอ้พวกนี้มันรู้จักพี่ผมกันทุกคน จะพูดอย่างไงดีคือผมกับไอ้สามตัวนี้คบกันมาตั้งแต่เรียนประถมจนจบมัธยม เรียกได้ว่าเพื่อนตายถึงตายก็เจอกันอยู่ดีในนรก



(พี่หรือพ่อวะ) ไอ้พระเอกถาม จริงๆ ก็พ่อแหละแต่ผมไม่ได้บอกพวกมันเกี่ยวกับเรื่องที่ผมรู้ว่าพี่พีเป็นพ่อ ไม่ใช่จะปิดบังอะไรนะแต่ผมขี้เกียจตอบคำถามพวกมัน ไอ้พวกนี้ถามทีเหมือนจะเอาข้อมูลไปทำวิจัยอะครับ ถามมากถามลึกถามไม่จบไม่สิ้น



“มึงๆๆๆ มาแล้วๆ” อยู่ๆ หน้าจอคอมของผมก็ขยับเหมือนกำลังจะเข้าสู่หน้าประกาศผล ตอนนี้หัวใจของผมลุ้นแทบบ้าถ้าไม่ติดเลยสักอันดับอายพวกมันแน่ๆ แต่คณะที่ผมจะเข้าคะแนนมันก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น คะแนนอย่างผมเข้าได้สบายๆ



(เป็นไงมึง!) ไอ้พระเอกตะโกนถาม ฟังจากน้ำเสียงเพื่อนผมก็ดูลุ้นอยู่เหมือนกันนะ



“กูไม่กล้าดู!”



(อย่าปัญญาอ่อนไอ้ภู) ไอ้ต้นไทรมันด่าผมเพราะหงุดหงิดที่ผมไม่ยอมดูอะครับ



“โถ่เพื่อนไทร กูตื่นเต้น แบบหัวใจเต้นจนจะระเบิดออกมาแล้วเนี่ย!” ผมนี่นั่งไม่ติดเลยครับ แบบว่าลุ้นโคตรๆ แต่ไอ้เว็บนี้ก็นะยังคงหมุนติ้วๆ อยู่เลย



(ถ้ามึงตื่นเต้นจริงมึงจะไม่เป็นแบบนี้) ไอ้พระเอกตะโกนเสริมเข้ามา



“แต่มันช้ามากอะเพื่อน!!” ผมดึงผมตัวเองด้วยความลุ้นระทึก “เน็ตเหี้ยมาก!! กูคอแห้งว่ะพวกมึงมาเป็นเพื่อนกูดิ” ผมหยิบเอาโทรศัพท์ที่มีหน้าเพื่อนๆ อยู่ไปยังตู้เย็นก่อนจะวางเอาไว้ด้านในเพราะตอนนี้กำลังเลือกอยู่ว่าจะเลือกกินน้ำอะไรเพื่อให้หายตื่นเต้น



“พวกมึงตอนนี้กูมีเบียร์ ไวท์ นม น้ำเปล่า น้ำจิ้ม น้ำตาล น้ำปลา น้ำ...”



(พอๆ มึงโง่หรือกวนตีนกู) คราวนี้ไอ้ฤกษ์ที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น



“มันต้องเลือกดิวะ ระดับกูแค่น้ำเปล่ามันไม่น่าเพียงพอ”



(ถ้าอยู่ใกล้ๆ กูจะจระเข้ฟาดหางมึงเลย) ไอ้ต้นไทรพูด



“พระเอกเพื่อนรักกูจะกินน้ำอะไรดี”



(ไม่ต้องแดกจบครับ) งั้นผมไม่กินก็ได้ ผมปิดตู้เย็นก่อนจะกลับไปที่โต๊ะเหมือนเดิม และหน้าจอคอมฯ ยังคงหมุนอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าได้สักที



“ทำไมเงียบแปลกๆ วะ” เหมือนผมขาดอะไรไป แต่ก็คิดไม่ออก



“ไอ้เว็บนี่ก็เข้ายากจริงๆ บักห่า!” จากที่ตื่นเต้นอยู่ในตอนแรกผมเริ่มชักจะโมโหแล้วแหละครับ!! ถ้ามันจะช้าขนาดนี้ก็อย่าให้ผมเรียนเลยเถอะ!!



ติ๊ดดด



เสียงสแกนประตูดังขึ้นผมรีบลุกออกไปยืนต้อนรับการกลับมาของผู้ให้กำเนิดผมอย่างพี่พี เอาจริงๆ ก็ไม่ได้จะออกมาต้อนรับอะไรหรอกครับ ผมหวังของฝากจากภูเก็ตต่างหาก



“ยินดีต้อนรับสู่อ้อมกอดของลูกชายครับ” ทันทีที่ประตูเปิดออกผมรีบมอบรอยยิ้มกว้างให้เป็นกำลังใจกับคุณพ่อก่อนจะกวาดสายตามองไปยังถุงที่อยู่ในมือ “ผมช่วยนะครับพ่อ”



“มึงเป็นบ้าอะไรไอ้ภู?”



“คิดถึงพ่ออะครับ”



“อาการหนักนะมึง” พี่พีเดินไปทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟา ส่วนผมก็เอาถุงที่ถือมากองๆ ไว้ที่พื้นห้อง “ของมึงถุงขาว อีกถุงนั่นเอาไปให้โมโม่ของมึง”



“ผมเอาไปให้โมโม่เลยนะพี่พี”



“เออ” ผมรีบวิ่งออกไปนอกห้องก่อนจะตรงไปที่ห้องของโมโม่ทันทีโดยที่ผมลืมการประกาศผลไปเสียสนิท



ผมกดกริ่งหน้าห้องของโมโม่อยู่สักก่อนที่โมโม่จะเปิดประตูออกมาพร้อมกับใบหน้ายุ่งๆ เหมือนพึ่งตื่น ซึ่งเป็นภาพที่ผมประทับใจจนอยากจะเก็บเอาไว้ในความทรงจำในไฟล์ของโมโม่ที่อยู่ในสมองของผม



“มีไร” โมโม่มองผมด้วยสายตาหงุดหงิด



“พี่พีให้เอาของฝากมาให้” ผมยื่นถุงของฝากไปตรงหน้าโมโม่



“พี่พีกลับมานานรึยัง” โมโม่ยื่นมือมารับถุงจากมือไป



“พึ่งกลับครับ”



“ฝากบอกพี่พีว่าเดี๋ยวกูไปหา”



“มีอะไรเหรอครับโมโม่”



“เรื่องของผู้ใหญ่”



“เหมือนโดนด่าว่าเสือกทางอ้อมเลย” ผมเกาหัวแก้เก้อก่อนจะเดินกลับมาที่ห้อง ซึ่งตอนนี้พี่พียังคงนั่งอยู่ที่โซฟาพร้อมกับหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า



“พี่พี โมโม่บอกว่าเดี๋ยวมาหาเห็นว่ามีเรื่องจะคุยด้วย”



“เรื่องไรวะ”



“เรื่องของผู้ใหญ่”



“.....ไอ้ภู” พี่พีลืมตาขึ้นมาทันทีที่ผมพูดออกมาแบบนั้น ผมผิดตรงไหนวะ? ก็โมโม่บอกผมแบบนี้ “ไปไหนก็ไปเลยมึง”



ด้วยความที่ผมสงสารไม่อยากจะเถียงให้มากความเพราะวันนี้พี่พีน่าจะเหนื่อยผมจึงหนีเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นว่าคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ผมจึงคิดได้ว่า...



“ประกาศผลนี่หว่า!!!” ผมรีบพุ่งไปที่คอมทันทีก่อนจะพบว่าหน้าเว็บที่โหลดอยู่ในตอนแรกตอนนี้มันขึ้นเป็นหน้าประกาศผลเป็นที่เรียบร้อย แต่ด้วยความที่อยากลุ้นผมเลยเอามือปิดตาตัวเองเอาไว้ก่อนที่จะเห็น



“กูขอเถอะ!” ผมค่อยๆ เลื่อนมือที่ปิดตาตัวเองอยู่ออกอย่างช้าๆ ....ช้าๆ ....และช้าๆ จนกระทั่งสายตาผมปะทะเข้ากับ



คุณมีสิทธิ์เข้าศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหกรรม



“หะ....เหี้ย..” ผมอุทานเหี้ยแบบเบาๆ เพราะไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าผมจะติดอันดับที่สองที่ผมแอดเล่นๆ แบบไม่จริงจังทั้งๆ ที่คะแนนปีที่แล้วโคตรจะสูง ส่วนคณะที่ผมอยากจะเข้าที่ปีที่แล้วคะแนนไม่สูงมากกลับ..ไม่ติด ปีนี้เป็นปีที่ผมคาดเดาอะไรไม่ได้เลย!!



“กูไม่อยากเรียนวิดวะ!!!” ผมสะตั้นไปกับความเป็นจริงที่ว่าผมติดคณะวิศวะฯ ทุกอย่างเหมือนเล่นตลกกับชีวิตผม และผมเองก็เล่นตลกกับชีวิตของตัวเองที่ทะลึ่งไปเลือกแบบนั้น



“ไม่จริง!!!!!!!!!!” อย่างน้อยผมก็จะตะโกนออกมาเพื่อระบายอารมณ์ในตอนนี้ “ไม่จริง ฮื่อออออออ!!” ผมอยากระเบิดตัวเองแทนระเบิดอารมณ์ตอนนี้มากๆ



ปึงๆๆ



“ไอ้ภู! มึงเป็นอะไร!!!” เสียงพี่พีทุบประตูห้องผมแรงๆ หลังจากที่ได้ยินเสียงตะโกนของผม



“พี่พีฮื่ออออ” ผมไม่ได้เปิดประตูให้พี่พีเพียงแต่ตะโกนผ่านประตูเพื่อพูดคุยแทน ตอนนี้ผมไม่อยากให้พี่พีเห็นสภาพตอนผมเป็นประสาทแบบนี้



(ประกาศผลแล้วเหรอพี่??!)



“ทำไมผมได้ยินเสียงไอ้พระเอก!” หรือผมจะเป็นบ้าจนได้ยินเสียงของไอ้พระเอกเพื่อนผมดังอยู่ด้านนอกห้อง



“ก็มึงไปทิ้งพวกมันอยู่ในตู้เย็น!” ในตู้เย็น?? ไอ้ฉิบหาย! ก็ว่าอยู่ว่าผมลืมอะไร ผมลืมพวกมันไว้ในตู้เย็นนิหว่า แต่ที่แปลกก็คือทำไมพวกมันไม่วางสายไป คงไม่ได้ไปคุยกับของในตู้เย็นผมหรอกนะ พวกมันยิ่งไม่ปกติกันอยู่รวมถึงผมด้วย เพราะคนปกติเขาไม่มาคบกับพวกผมหรอก



“แล้วทำไมพวกมึงไม่วางสายกู!”



(พวกกูเป็นห่วงมึง ไอ้ไทรเลยโทรหาพี่พีให้มาเอาพวกกูออกจากตู้เย็นแล้วมาหามึง) ไอ้ฤกษ์อธิบาย ผมเลยเปิดประตูออกมาก่อนจะแบะปากให้กับพวกมัน



“พวกมึง ฮื่ออออออออออ” ถ้าพวกมันอยู่ตรงหน้าผมจะพุ่งเข้ากอดพวกมันแรงๆ



“เป็นอะไร?” พี่พีถามเมื่อเห็นว่าผมร้องไห้ออกมาเสียงดัง แม้ว่าจะไม่มีน้ำตาแต่อินเนอร์ผมได้ “มึงเป็นอะไร”



“ผมยังไม่พร้อมจะคุยกับพี่ตอนนี้อะครับพี่พี แต่ไม่ต้องห่วงนะตอนนี้ผมยังไม่เป็นอะไร พวกมึงมาคุยกับกูก่อน!” ผมแย่งโทรศัพท์กลับมาก่อนจะปิดประตูและล็อกกลอนโดยไม่ได้สนใจเสียงของพี่พีที่ตะโกนตามา



(มึงเป็นไรวะ?! บอกกูไอ้ภู!!) ทันทีที่เข้ามาในห้องไอ้ไทรก็ตะโกนถาม



“ไอ้ไทรเพื่อน กู กู....”



(มึงพูดไอ้ภู!) ผมรู้ว่าเพื่อนๆ เป็นห่วงแต่ผม..ผม ผมทำตัวไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าผมควรจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันต่างจากสิ่งที่ผมคิดเอาไว้อยู่มาก



(ถ้ามึงไม่พูดพวกกูก็ไม่รู้นะเว้ย!)



“ไอ้ไทร ไอ้พระเอก ไอ้ฤกษ์กู....กูติดวิดวะว่ะ”



(ห้ะ!!!!!!) พวกมันประสานเสียงห้ะพร้อมกันเสียงดังจนผมต้องรีบกดเบาเสียง (มึงติดวิดวะเหรอ ไหนว่าไม่ได้เลือกคณะนี้ไง ไอ้ไทรมึงเป็นคนจ่ายตังค์ให้มันนิ จริงป่าววะยืนยันที!)



(เออ ไอ้ภูมันเลือกวิดวะไว้อันดับสอง ไอ้เหี้ย! เป็นไปได้ไงวะ!!) เออ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นไปได้ไงวะ คนอย่างผมจะเรียนวิชายากๆ อะไรแบบนี้ได้เหรอ ถึงผมจะเรียนสายวิทย์ฯ เหมือนพวกมันมา แต่ก็ใช่ว่าผมจะผ่านได้ด้วยตัวเองที่ผมเรียนจบได้ก็เพราะพวกมันนี่แหละ เรียกได้ว่าเพื่อนดันถึงได้จบ



“ไอ้ภู! มึงเป็นอะไร ไหนมาคุยกับกูก่อน” ผมคิดว่าพี่พีไปแล้วแต่ที่ไหนได้เสียงยังดังอยู่ด้านนอก



“เดี๋ยวผมพร้อมแล้วจะออกไปคุยนะพี่ ตอนนี้ผมยังไม่พร้อม” ผมตะโกนกลับไป “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมยังโอเคพี่” ตอนนี้ผมขอคิดก่อนว่าจะเรียนอย่างไรให้พ้นเอฟ



“พวกมึง กูจะเรียนผ่านไปได้อย่างไงวะ พวกมึงก็รู้......ถ้าให้เทียบความโง่กูนี่เกินจะเยียวยา ถ้าบวกลบเลขธรรมดากูอะทำได้แต่ถ้าหลักร้อยกูอะไม่แม่นเลย แม่สูตรคูณกูท่องได้แค่ถึงแม่ห้าเอง” ผมทิ้งตัวนอนลงบนเตียงพร้อมกับเบะปากใส่พวกมัน



(เอาหนา อย่างน้อยก็มีพวกกู อีกแค่สี่ปีพวกกูดันมึงได้ไอ้ภู) ไอ้ฤกษ์พูดปลอบใจ แต่ทำไมผมไม่รู้สึกดีเลยวะ



(เออ ไม่ต้องห่วงพวกกูไม่ทิ้งมึงหรอกเพื่อน เราจะได้ครบทีมกัน) ไอ้พระเอกเสริม



(ถ้าดันไม่ไหวพวกกูถีบมึงจนจบแน่) ขอบคุณมากครับเพื่อนต้นไทร ผมมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย ถุ้ย!



ตอนนี้ผมไม่อยากคิดอะไรนอกจากนอน..... ผมขอนอนก่อน ถ้ามีแรงเมื่อไหร่ผมจะไปคุยกับพี่พีถึงเรื่องนี้ พี่พีคือคนเดียวที่สามารถให้คำปรึกษาผมได้



“ขอบคุณพวกมึงมากเพื่อน กูขอพักผ่อนกายใจก่อน”





ตัดมาอีกด้าน พีรนันท์ยืนหน้าเครียดอยู่หน้าห้องของภูดินันท์ เขาไม่รู้ว่าด้านในภูดินันท์คุยอะไรกับเพื่อนแต่ที่เขาจับใจความได้น่าจะเป็นเรื่องประกาศผลสอบ ถ้าให้เขาเดาภูอาจจะไม่ได้คณะที่หวัง



“เป็นไรพี่?” รังสิรัตที่เข้ามาในห้องเห็นพีรนันท์ยืนอยู่หน้าห้องของภูดินันท์ด้วยใบหน้าเครียดๆ “ไอ้ภูมันทำอะไรทำไมพี่ทำหน้าเครียดขนาดนั้นวะ”



“เหมือนจะประกาศผลแอดแล้ว แต่กูไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร ปกติมันก็ไม่ปกติอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งไม่ปกติเข้าไปใหญ่”



“เรียกออกมาคุยดิพี่” รังสิรัตพลานเครียดไปด้วยเพราะสำหรับเขาภูเองเปรียบเสมือนน้องชายของเขาอีกคน เป็นธรรมดาที่รังสิรัตจะเป็นห่วงแม้ว่าปกติจะออกไปทำรำคาญมากกว่า



“มันบอกว่าเดี๋ยวมันพร้อมจะออกมาคุยเอง แล้วมึงมีไรวะ” พีรนันท์พักเรื่องของภูดินันท์เอาไว้ก่อนจะหันมาคุยกับรังสิรัตแทน



“อ๋อ เพื่อนผมมันจะปรึกษาเรื่องบ้าน เหมือนมันจะสร้างบ้านใหม่ผมเลยแนะนำพี่ไป”



“ไปคุยข้างนอกกัน มึงบอกรายละเอียดคร่าวๆ มา” รังสิรัตและพีพากันออกไปคุยด้านนอก ทิ้งให้ภูอยู่ในห้องคนเดียวเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าภูพร้อมก็คงจะออกมาคุยกับเขาเอง ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้เซ้าซี้ให้มากความเพราะถือว่าตอนนี้ภูโตพอที่มีวุฒิภาวะทางความคิดแล้ว ถ้าตัดสินใจไม่ได้เดี๋ยวก็ออกมาปรึกษาเขาเอง





Poo’ s talk



เวลาผ่านไปเกือบๆ สองชั่วโมงผมตื่นขึ้นมาในช่วงเกือบๆ สี่ทุ่มหลังจากที่ผมพักสายตาไปชั่วขณะ



“กูจะไหวจริงๆ เหรอวะ?” ตอนนี้ผมนั่งทบทวนกับตัวเองถึงเรื่องเรียน ถ้าผมจะลองลุยสักตั้งจะไหวไหม แต่ถ้าไม่ไหวจะทำอย่างไง? ณ เวลานี้คนที่ช่วยผมได้มีแค่คนเดียวเท่านั้น คือคนที่ส่งเสียผมเรียนอย่างพี่พี



“พี่พี นอนยัง?” ผมเดินมาเคาะประตูห้องพี่พีในเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ



“ยัง เข้ามา” ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องของพี่พีทันทีที่ได้ยินเสียงอนุญาต พี่พีนั่งอยู่ที่พื้นห้องกำลังวาดแปลนอะไรสักอย่าง “มีไร”



“ผมจะปรึกษาเรื่องเรียน”



“เรื่องที่มึงเป็นบ้าเมื่อหัวค่ำอะนะ” พี่พีเงยหน้าขึ้นมามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปทำงานเหมือนเดิม



“ใช่พี่ คือตอนแรกผมจะเข้าวารสารฯ แต่...ผมเสือกทะลึ่งไปใส่วิดวะฯ อันดับสองเพราะคิดว่าอย่างไงแม่งก็เข้าไม่ได้ แต่ปีนี้คะแนนวิดวะฯ เสือกน้อยแต่คะแนนวารสารเสือกเฟ้อผมเลยหลุดอันดับหนึ่งมาติดอันดับสอง...” ระหว่างที่อธิบายผมรอบมองปฏิกิริยาของพี่พีเพื่อรอดูว่าพี่พีจะด่าผมไหม “ผมพลาดที่ไม่ได้ใส่พวกวารสารฯ กับนิเทศน์ฯ ของมหาลัยอื่นๆ ไว้ ผมเสือกเลือกมหาลัยเดียวกันหมด เพราะอย่างน้อยก็เจอเพื่อน”



“แล้วปัญหามึงอยู่ตรงไหน”



“ตรงที่ผมไม่เก่งเลขเลย...” ทำเสียงอ่อนไว้ก่อนเผื่อพี่พีจะเห็นใจ “อีกอย่างถ้าให้เรียนเอกชนผมก็ไม่มีปัญหาแต่ผมไม่อยากเรียนเพราะค่าเทอมมันแพง..”



“ตอแหลมากครับ ถ้ากูไม่รู้นิสัยมึงกูคงคิดว่ามึงเห็นใจคนส่งเสียอย่างกู แต่พอดีว่ากูดันรู้ทันเลยรู้ว่าคนอย่างมึงถ้าไม่มีเพื่อนมึงก็ไม่เรียน ลองให้เพื่อนมึงไปเรียนกับมึงสักคนสิเอกชนแพงแค่ไหนมึงก็จะเข้า” พี่พีพูดด้วยท่าทางรู้ทัน



“พี่ทำให้ผมดูแย่”



“มึงแย่อยู่แล้วครับ”



“ผมมาปรึกษาพี่นะเนี่ย”



“ถ้าถามกู กูก็คงถามมึงกลับว่ามึงอยากเรียนไหม เรียนไหวรึเปล่าเพราะคนที่เรียนคือมึงไม่ใช่กู แต่ถ้าถามความคิดเห็นกู กูไม่มีปัญหาถ้ามึงจะลอง ถ้าไม่ใช่ก็ซิ่ว” ผลปรากฏว่าคำตอบของพี่พีชิวกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก ผมคิดว่าพี่พีจะบังคับให้ผมเรียนคณะนี้สะอีก



“พี่ใจกว้างขนาดนั้นเลยเหรอ ไหนบอกว่าซีเรียสเรื่องเรียนไง”



“เอ้า! ไอ้นี่ กูซีเรียสคือให้มึงเรียนให้จบ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่ชอบจะซิ่วไม่ได้ เพราะถ้ามึงดันทุลังไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี เรียนในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวของมึงดีที่สุด ส่วนเพื่อนกูรู้ว่าสำคัญก็จริงแต่อย่าลืมว่ามึงไม่ได้อยู่กับเพื่อนตลอดชีวิตนะไอ้ภู พอถึงช่วงเวลาหนึ่งพวกมึงก็ต้องแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเอง”



“พี่พูดแบบนี้คือหมายความว่าให้ผมลองเข้าไปเรียนก่อน ถ้าชอบก็เรียนต่อถ้าไม่ชอบก็ซิ่วแบบนี้หรอ”



“เออ กูให้คำปรึกษามึงได้เท่านี้แหละไอ้ภู เพราะสิ่งที่จะตัดสินได้ดีที่สุดคือตัวของมึงเอง ไปลองก็ไม่เสียหายเสียเวลาอีกปีสองปีก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยมึงก็ได้ประสบการณ์”



“พี่เป็นคนคิดบวกตั้งแต่เมื่อไหร่”



“......”



“อะหยอกๆ งั้นผมจะไปสอบสัมภาษณ์นะพี่ พี่พาผมไปด้วย” หลังจากวันนี้ผมก็คงต้องไปเตรียมตัวเรื่องสอบสัมภาษณ์รวมถึงเรื่องเอกสารต่างๆ ที่จะต้องใช้



“มึงลองไปปรึกษาโมโม่ของมึงสิเผื่อมันจะแนะนำได้”



“ไปให้โดนด่าอะดิ เดี๋ยวก็หาว่าผมแอดตามหัวใจอีก ถ้าแอดตามหัวใจป่านนี้ผมไม่มานั่งเครียดแบบนี้หรอกพี่ อีกอย่างนะผมก็ไม่อยากเจอโมโม่ในฐานะอาจารย์อีก เพราะอะไรรู้ไหมเพราะอาจารย์กับนักศึกษารักกันไม่ได้ มันดูไม่ดี”



“มึงเอาเรื่องนี้ก่อนอย่าพึ่งเพ้อเจ้อ”



“ถ้าพี่พูดแบบนี้ผมก็ตามนั้นอะครับ ผมจะลองดูสักตั้งเผื่อผมอาจจะชอบก็ได้”



“มึงลองไปคุยกับไอ้โม่ดู” พี่พียังคงไล่ให้ไปปรึกษาโมโม่ทั้งๆ ที่ผมไม่อยากไป บอกแล้วไงครับถ้าไปปรึกษาได้โดนตราหน้าว่าแอดตามหัวใจจริงๆ เพราะโมโม่เชื่อว่าเรื่องบังเอิญสำหรับคนอย่างผมมันไม่มีอยู่จริง



“ไม่ไปหรอกพี่”



“ปกติเห็นอยากไป”



“ก็เวลาที่โมโม่แปลงร่างเป็นอาจารย์นะดุฉิบหาย ผมเคยเห็นตอนโมโม่คุยกับนักศึกษา ไม่เอาอะไม่ไปคุย แต่ผมแน่ใจว่าอย่างน้อยผมก็อาจจะไม่เจอโมโม่แน่นอนเพราะโมโม่สอนตัวสูง อีกอย่างก็คนละสาขากับผมแหละมั้ง”



“ถ้าเจอมันนะกูจะขำให้ฟันร่วงเลย”



“ห้ามบอกโมโม่ด้วยนะพี่”



“เออ ไปนอนได้แล้วไป”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ Tassanee

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 81
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกจังค่ะ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 3.2

แอดตามหาหัวใจ



“เออ ไปนอนได้แล้วไป”



“มีอะไรให้ผมช่วยไหม” เท่านั้นแหละครับสายตาของพี่พีมองผมอย่างมีความหวังทันที เหมือนรอให้ผมพูดคำนี้มาตลอดชีวิต



“กูอยากจะอัดเสียงไว้เลย มึงเอาอันนี้ไปตัด” พี่พีชี้ไปที่กองโมเดลอะไรสักอย่าง



“พี่เป็นเจ้าของต้องมานั่งทำโมอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ”



“อันนี้งานละเอียด”



“งานผู้หญิงอะดิ”



“รู้ดีนะมึง กูกำลังจะหาแม่ให้มึงอยู่ไอ้ภู”



“เขาจะรับได้เรอะ ลูกติดอายุขนาดนั้น เดี๋ยวเขาก็หาว่าพี่แรดแต่เด็กหรอก”



“ปากดีนะมึง” หลังจากนั้นผมก็นั่งตัดโมให้พี่พีจนเกือบเช้าโดยที่เราสองคนพูดคุยเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีทะเลาะกันบ้างด่ากันบ้างให้เป็นสีสัน แต่ส่วนมากผมมักจะทำตัวให้โดนด่ามากกว่า เพราะผมอยากให้พี่พีระบายออกมาแม้ว่าจะเป็นคำพูดก็เถอะ



มีไม่กี่คนหรอกที่ผมยอมเป็นโถส้วมให้ระบาย



“คนอื่นคงจะอิจฉาที่พี่มีลูกประเสริฐอย่างผมอะครับ” ผมพูดขึ้นมาอีกทีในเวลาตีห้าหลังจากที่โดนด่าไปหนึ่งแมตตอนตีสามครึ่ง



“มึงละเมอรึไงไอ้ภู”



“ผมพูดจริงนะ ผมอะเป็นทุกอย่างให้พี่แล้วพี่พี เป็นทั้งไม้กวาด ไม่ถูพื้น ผ้าขี้ริ้ว อ่างล้างจาน เครื่องซักผ้า เตารีด ไหนจะเป็นเพื่อนตอนพี่เหงา เป็นโถส้วมให้พี่ระบาย เป็นลูกให้พี่เลี้ยงดู”



“คำพูดคำจามึงอะเนอะ”



“แต่ผมเต็มใจนะพี่ เพราะผมรักพี่ไง”



“ดีนะที่ท้องกูว่าง”



“ทำไมครับทำไมครับ” ผมรีบชงมุกทันทีที่พี่พีพูดขึ้น



“กูจะอ้วก”



“พ่าม!” ได้หนึ่งมุกในช่วงเช้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีวันนี้จะได้เป็นวันที่ดีอารมณ์ดี



“วันนี้ไม่ทำงานหรอวะ”



“ทำพี่”



“แล้วมึงไม่นอนรึไง ไปนอนไป”



“ผมแอบนอนที่ห้องซักผ้าได้ วันธรรมดาคนซักน้อย”



“สุดยอดไปเลย”



“ขอบคุณครับ ผมมันสุดยอดอยู่แล้ว”



“กูประชดครับ”



“......” หลังจากนั้นผมก็โดนไล่ให้ไปนอนก่อนจะตื่นอีกทีช่วงแปดโมงครึ่งเพราะต้องเข้างานในช่วงเก้าโมง แต่ผมมีแผลนในหัวเอาไว้แล้วว่าวันนี้ผมจะทำอะไรบ้าง อย่างแรกก็น่าจะศึกษาข้อมูลเรื่องสอบสัมภาษณ์ก่อน ก็อาจจะถามพวกเพื่อนๆ ของผมที่พวกมันไปสัมฯ กันมาก่อนแล้วในรอบรับตรง สองก็อาจจะหาข้อมูลของคณะเพื่อจะโดนถามว่าทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้ และก็ข้อมูลของสาขาที่เรียน ถ้าขยันก็อาจจะหาหนังสือมอปลายมาเปิดดูเพื่อทบทวน



“กูซื้อโจ๊กไว้ในตู้เย็นไปอุ่นเอา” พี่พีตะโกนออกมาจากห้อง



“ขอบคุณครับ” ผมเดินไปกินโจ๊กก่อนที่จะลงไปทำงานเหมือนอย่างปกติ พร้อมกับหนังสือและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์



“ภูพี่ฝากดูด้วยนะ” ผมเงยหน้าขึ้นจากเคาท์เตอร์ก่อนจะเจอกับพี่ ‘ฮยอนบิน’ หนุ่มลูกครึ่งไทยเกาหลีที่ผมบังเอิญรู้จักในช่วงที่ผมทำพาร์ทไทม์ พี่ฮยอนบินเขาพักอยู่ชั้นสามสิบห้องสามศูนย์สองสี่ ผมเจอเขาบ่อยครับเพราะพี่เขาชอบเอาผ้ามาซัก



“ครับ ผมไปค้นหาข้อมูลมาว่าถ้าผมจะเรียกพี่ชายในภาษาเกาหลีผมต้องเรียกว่าฮยองใช่ไหมพี่”



“ชาราเนโย” พี่ฮยอนบินทำมือเป็นเครื่องหมายถูกต้องก่อนจะวิ้งคึให้ผมหนึ่งที



“พี่รักผมเหรอ?”



“นั่นมันซารางเฮโย”



“ฮ่าๆ งั้นผมเรียกพี่ว่าฮยองนะ อยากสายเกาบ้าง หน้าตาผมก็ได้อยู่นะวันก่อนยังมีคนทักผมผิดว่าเป็นแจฮยอนอยู่เลย”



“อ่า.....ได้เลย ว่าแต่ภูอ่านอะไรอยู่หรอ พี่เห็นเราอ่านตั้งแต่พี่เข้ามา” ฮยอนบินฮยองเดินเข้ามาเท้าแขนที่เคาท์เตอร์พร้อมกับสำรวจดูหนังสือที่ผมอ่านอยู่



“หนังสือฟิสิกส์อะพี่ พอดีผมติดวิดวะเลยอยากรื้อฟื้นความรู้หน่อย”



“แทบัก! พี่ก็อยู่คณะนี้ถามพี่ได้นะ”



“อย่าบอกนะว่าพี่อยู่มหาลัยXXX”



“ชินจ๊ะ?!! อย่าบอกนะว่าเราก็เข้าที่นี่ อ่า แทบัก!”



“แทบัก!! ใช่แล้วครับ” ผมไม่รู้หรอกว่าไอ้แทบักนี่แปลว่าอะไร แต่เห็นฮยอนบินฮยองพูดผมก็เลยอยากจะพูดตาม “ดีใจอะ เจอซอนแบ” ซอนแบเป็นว่ารุ่นพี่ผมค้นเจอจากในกูลเกิล



“ถ้าว่างๆ ก็ไปที่ห้องพี่ได้นะ ไว้ไม่เข้าใจตรงไหนก็ไปถาม”



“พี่เอ็นดูผมป่ะเนี่ย?” ก็พอจะเข้าใจอยู่ว่าไอ้ภูคนนี้เป็นน่ารัก แต่แค่แปลกใจนิดหน่อยที่จะมีคนเอ็นดูถึงขั้นชวนไปที่ห้อง



“เราตลกดีนะพี่ชอบ”



“เฮ้ย! ผมมีคนในใจแล้ว” ผมรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมก่อน ไม่อยากจะให้ความหวังกับฮยอนบินฮยองเก็บไว้ในฐานะพี่ชายที่แสนดีน่าจะดีกว่า “ที่ในหัวใจผมเต็มแล้ว ขอโทษนะครับ”



“ฮ่าๆ พาโบยา ไม่ได้หมายถึงชอบแบบนั้น พี่ไปเรียนก่อนนะฝากผ้าด้วย ถ้าสนิทกว่านี้จ้างไปตากที่ห้องแล้วนะ”



“เฮ้ย! ฮยอง! ผมไปได้นะ อย่างไงก็ทิ้งคีย์การ์ดให้ผมดิ”



“จริงจังปะนิ พี่ทิ้งให้เราจริงนะ” หน้าตาของฮยอนบินฮยองดูมีความหวังขึ้นมาจริงๆ ครั้งแรกเลยนะที่ผมให้ความหวังคนอื่นๆ รู้สึกมีคุณค่าจริงๆ



“จริงๆ งั้นแลกเบอร์กันเลย แต่ถ้าพี่กลับห้องไม่เกินหกโมงผมก็ยังอยู่ที่นี่”



“งั้นพี่แลกเบอร์ไว้ก่อนแล้วกัน ถ้ากลับมาทันจะมาเอาที่นี่นะ แต่ถ้าไม่ทันเดี๋ยวพี่โทรหา”



“ครับพี่ นี่เบอร์ผม” ผมทำการแลกเบอร์กับฮยอนบินฮยองเป็นที่เรียบร้อยโดยที่ผมได้คีย์การ์ดห้องของฮยอนบินมาเหมือนกัน นี่รู้จักกันไม่นานนะเพราะถูกชะตาล้วนๆ ผมถึงไปตากให้ถึงห้อง



“โคมาวอ ขอบใจนะภู เดี๋ยวตอนเย็นพี่ซื้อขนมมาฝาก”



“ไม่เป็นไรครับฮยอง เรื่องเล็กน้อย พี่ไปเรียนเถอะเดี๋ยวสาย”



“พี่ไปแล้วนะ อันยอง” ฮยอนบินฮยองโบกมือบ้ายบายก่อนจะออกจากห้องซักรีดไป ผมเองก็พึ่งสังเกตดีๆ ว่าฮยอนบินฮยองสวมเสื้อช้อปวิศวะฯ และมีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยอยู่ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้นะ



หลังจากนั้นผมก็เอาผ้าของฮยอนบินฮยองไปซักก่อนจะกลับมาอ่านหนังสือต่อ แต่อ่านไปอ่านมาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี หรือผมต้องไปขอให้โมโม่ช่วยนะ แต่ผมก็ไม่พร้อมที่จะโดนด่าตอนนี้แต่เอาเถอะไว้ค่อยขอให้ฮยอนบินฮยองสอนน่าจะดีกว่า



ผ่านไปเกือบๆ สองชั่วโมงผมเดินไปเอาเสื้อผ้าของฮยอนบินฮยองออกจากเครื่องก่อนจะหอบขึ้นขึ้นลิฟต์ไปเพื่อจะไปตาก



“อ่าว....”



“......” ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกมาผมกับเจอกับโมโม่ที่แต่งตัวอยู่ในชุดเตรียมไปทำงาน โมโม่มองผมตั้งหัวจรดเท้าก่อนที่จะหยุดสายตาที่ตะกร้าซักผ้าที่ผมหอบอยู่



“ไปทำงานหรอครับ”



“ของใคร?” ผมกับโมโม่พูดขึ้นมาพร้อมกัน



“อ่อ! ของพี่ที่รู้จัก ผมอาสาไปตากให้เขาพอดีพี่เขารีบไปเรียนอะครับ”



“รู้จักดีแล้วเหรอ?” คิ้วของโมโม่ขมวดเข้าหากัน



“ไม่มีอะไรหรอกครับ รู้ว่าเป็นห่วงผมก็ดีใจแล้ว” ผมเดินเข้าไปในลิฟต์ส่วนโมโม่ก็ก้าวออกจากลิฟท์เช่นกัน “ตั้งใจทำงานนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้ หรืออยากได้กอดก็บอกนะครับ”



“มึงไว้ใจเขาได้แน่นะไอ้ภู” ก่อนที่ลิฟต์จะปิดโมโม่ยังคงถามย้ำอีกครั้งโดยที่ไม่สนใจคำพูดของผมก่อนหน้านี้เลย



“น่าจะแน่ ไม่มีอะไรหรอกครับโมโม่ สบายใจได้” ประโยคที่ผมพูดจบลงพร้อมกับประตูลิฟต์จะปิดลงเช่นกัน ถ้าผมมองไม่ผิดผมแอบเห็นแววตาที่แสดงถึงความไม่พอใจที่โมโม่ส่งมาให้ผม



อาการแบบนี้หึงแน่ๆ ไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะแต่หลักฐานมันคาตาจริงๆ



“แทบัก โคตรแทบักเลย!” ผมไปค้นมาระหว่างที่รอผ้าซักครับ แทบักแปลว่าสุดยอด! เรียนรู้เร็วจริงๆ ไอ้ภูเอ๊ย





หลังจากวันนั้นผมก็เริ่มสนิทกับฮยอนบินฮยองมากขึ้น มากถึงขนาดที่ผมขึ้นไปนั่งเล่นที่ห้องของฮยอนบินฮยองได้โดยสนิทใจ ฮยอนบินเองก็ช่วยเทรนผมได้ดีมากโดยเฉพาะการทำแฟ้มผลงานหรือพอตฟอริโอ้



“มันเคยมีไหมอะฮยองที่แบบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน” ตอนนี้ผมนั่งขัดสามธิ์อยู่ที่พื้นห้องของฮยอนบินฮยอง



“ไม่มีนะ ที่สัมภาษณ์ก็น่าจะเรียกดูทัศนคติไรงี้”



“แล้วเขาถามโหดไหมอะ ผมกลัวว่าจะไปโชว์โง่ให้อาจารย์เขาดูอะดิ นี่ก็พรุ่งนี้แล้ว” พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ผมลางานหนึ่งวันเพื่อไปสอบสัมภาษณ์



“ไม่ขนาดนั้นหรอก อาจารย์คณะเราไม่โหด อะพี่ดูให้แล้วนะไม่น่าจะต้องแก้อะไรแล้ว” ฮยอนบินฮยองยื่นพอตฟอริโอ้คืนผม



“งั้นผมกลับห้องก่อนนะฮยอง เดี๋ยวไปเตรียมตัวก่อน”



“โชคดีๆ”



“ขอบคุณครับ” ผมก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันนะที่สนิทใจกับคนที่พึ่งรู้จักไวขนาดนี้ แต่เอาเถอะอย่างน้อยจากที่สัมผัสคร่าวๆ ฮยอนบินฮยองไม่น่าจะใช่คนไม่ดี



ผมหอบของกลับห้องในเวลาสองทุ่มกว่าๆ ป่านนี้พี่พีน่าจะกลับมาแล้ว และเป็นอย่างที่ผมเดาไว้ไม่มีผิดเพราะทันทีที่เปิดประตูเข้าไปก็พบกับพี่พีและโมโม่ที่นั่งคุยกันอยู่ที่โซฟา



“มึงไปไหนมาไอ้ภูกลับเอาป่านนี้” ทันทีที่เปิดประตูพี่พีก็ถามขึ้นมา



“ผมไปห้องซอนแบมา อ่อ! ซอนแบแปลว่ารุ่นพี่ ช่วงนี้ผมก็จะเกาหลีๆ หน่อยไม่ต้องแปลกใจนะครับ” ผมทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ พี่พี ก่อนจะกวาดสายตาไปมองโมโม่ที่มองหน้าผมอยู่นิ่งๆ โดยที่ไม่ได้พูดอะไร “โมโม่มองหน้าผมแบบนี้ก็เขินนะ”



“มึงรู้จักเขาดีแล้วเหรอไอ้ภู” อยู่ๆ โมโม่ก็พูดขึ้นมาทำให้พี่พีที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมถึงกับขมวดคิ้วสงสัยว่าโมโม่พูดถึงเรื่องอะไร



“ผมว่าน่าจะดี เพราะฮยองเขาใจดีกับผม เขาบอกว่าชอบผมด้วย แบบผมน่าเอ็นดูอะอีกอย่างตอนนี้ก็สนิทกันแล้ว”



“มึงไว้ใจคนง่ายไปรึเปล่า” แต่โมโม่ก็ยังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อแถมยังดูไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่กับคำตอบของผม “พ่อมึงรู้รึเปล่าว่ามึงขึ้นไปตากผ้าให้เขาถึงห้องทั้งๆ ที่พึ่งรู้จักกัน”



“จริงหรอไอ้ภู?” เท่านั้นแหละครับพี่พีหันหน้ามามองผมทันที



“โมโม่ขี้ฟ้อง” โมโม่ยักไหล่อย่างไม่สนใจแถมยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้



“มึงตอบกูมา” น้ำเสียงของพี่พีดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกผู้ใหญ่ต้องซีเรียสขนาดนี้ด้วย



“ก็พี่เขารีบไปเรียนผมเลยอาสาไปตากให้ อีกอย่างก็ไม่ได้เหนือบากกว่าแรงเลย เป็นคนไทยต้องช่วยเหลือกันพี่สอนผมอยู่บ่อยๆ นะ”



“มึงอย่าพึ่งปากดีไอ้ภู” ผมหุบปากเงียบทันทีที่พี่พีพูดออกมาแบบนั้น ตอนนี้รู้สึกเหมือนกำลังจะโดนเทศนาชุดใหญ่เลย “กูสอนให้มึงไปตากผ้าให้คนอื่นรึไง ขนาดของตัวเองมึงยังไม่อยากจะตากเลย ถ้ามึงเข้าไปในห้องแล้วของเขาหาย เขาไม่โทษมึงเหรอวะ”



“แต่ของมันไม่ได้หายนะพี่พี ไม่ต้องซีเรียสหรอกครับ” ผมพยายามที่จะพูดอธิบาย แต่ดูเหมือนคำอธิบายของผมพี่พีจะตีความไปว่าผมกำลังเถียงเขาอยู่



“มึงอย่าเถียงสักเรื่องได้ไหม กูพูดก็ให้ฟังบ้าง” ผมเงียบปากทันทีที่พี่พีเริ่มเข้าสู่โหมตจริงจัง ผมไม่ชอบตอนที่พี่พีดุผมแบบนี้เลย



“แต่....”



“กูไม่ได้ไม่ให้มึงคุยกับใครหรือรู้จักใคร แต่การที่มึงเข้าไปห้องคนอื่นทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักเขาดีมันไม่ใช่เรื่องที่มึงควรทำเลย อย่ามาทำหน้าไม่พอใจใส่กู”



“พี่อย่าดุผมดิ”



“ไม่ให้กูดุ แล้วดูมึงทำตัว? กูไม่เคยสอนให้มึงไม่มีมารยาทแบบนี้นะไอ้ภู” และอีกเรื่องที่พี่พีย้ำและสอนผมเสมอคือเรื่องมารยาทขั้นพื้นฐาน แต่ดูเหมือนว่าการขึ้นไปตากผ้าให้กับคนที่พึ่งรู้จักจะเป็นการกระทำที่ขัดกับมารยาทขั้นพื้นฐานที่พี่พีพร่ำสอนผมมา



“ผมขอโทษ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ....” ถึงแม้ในใจอยากจะพูดออกมาเป็นร้อยล้านคำ แต่สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือขอโทษ เพราะผมเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ผมผิดที่ทำแบบนั้นไป ผมไม่ทันได้คิดให้รอบคอบเพราะถ้าของห้องฮยอนบินหายขึ้นมาคนที่จะซวยคือผมและคนที่เดือดร้อนคนต่อมาคือพี่พี



“ก็ให้มันขอโทษจริงๆ อย่างที่ปากมึงพูดก็แล้วกัน แล้วเวลากูสอนก็ไม่ต้องชักสีหน้าใส ให้มันเบาๆ บ้างเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ให้กูพูดทุกครั้ง มึงโตแล้วนะไม่ใช่เด็กแล้ว” อย่างนี้ทุกทีพอขอโทษก็ชอบหาว่าผมขอโทษส่งๆ ทั้งๆ ที่ผมก็รู้ว่าเรื่องนี้ผมผิด และเรื่องที่ผมชักสีหน้าใส่ก็เพราะผมเป็นคนที่แสดงออกทางสีหน้าตามความรู้สึก มันจึงยากที่จะควบคุมโดยเฉพาะเวลาที่ผมไม่พอใจ



“ครับ” ผมลุกเดินหนีเข้าไปในห้องครัวพยายามที่จะเดินให้เบาที่สุดแม้ว่าตอนนี้เท้าของผมมันคันอยากจะเดินกระแทกแรงๆ แต่ถ้าผมเดินกระแทกแรงๆ แบบประชดเชื่อไหมครับว่าเรื่องมันไม่จบแค่การสอนแน่ๆ ทำให้ผมต้องระวังและระงับเท้าของผมให้ได้



เมื่อมาถึงห้องครัวแล้วผมมองหาช็อกโกแลตกิน เพื่อจะได้กระตุ้นสารอะดินนาลีนสักหน่อย อย่างน้อยจะได้กลับมาอารมณ์ดีเร็วๆ ผมเองก็ไม่ชอบตัวเองตอนหงุดหงิดเหมือนกันครับ มันดูเป็นเด็กไม่ดี



“หงอยเลยดิ?” เสียงของโมโม่ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะเห็นว่าโมโม่ยืนอยู่ตรงประตูห้องครัวพร้อมกับกระตุกยิ้มมุมปาก ถ้าผมไม่ได้ชอบโมโม่นะผมคงจะถามว่าเป็นเหี้ยอะไรมากปะ แต่พอดีผมชอบผมเลยต้องเก็บความหยาบคายเอาไว้ให้ลึกที่สุด



“แล้วโมโม่ฟ้องทำไมวะ” เพราะช็อกโกแลตที่กินเข้าไปยังไม่ทันหลั่งสารออกมาทำให้ผมเผลอพูดจาไม่ดีออกไป



“มึงวะกับใคร”



“แล้วผมพูดกับใครก็คนนั้นแหละ” เหมือนอย่างตอนนี้ถึงผมจะเก็บซ้อนความหยาบคายเอาไว้ มันก็ยังหลุดออกมาอยู่ดี



“ไอ้ภูเรื่องนี้มึงผิด”



“ถ้าจะมาซ้ำเติมผมก็อย่าพึ่งเลย ตอนนี้แผลผมสดมาก ผมเจ็บ” ถึงจะหงุดหงิดและเสียใจที่โดนว่าแต่ไอ้คำพูดคำจาของผมมันก็ยังคงเป็นผม พูดออกมาได้ไงแผลสด ผมยังไม่เข้าใจตัวเองเลย



“พี่พีเขาเป็นห่วงมึง” โมโม่เดินเข้ามาในห้องครัวก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมกับยื่นมือของเขามาจับที่ไหล่ทั้งสองข้างของผมไว้



“ก็รู้ครับ แต่พูดดีๆ ก็ได้ ไอ้ที่ผมขอโทษก็พูดเหมือนไม่เชื่อว่าผมขอโทษจริงๆ หรือจะต้องให้ผมร้องเพลงคนไม่เอาถ่านขอโทษล่ะถึงจะพอใจ”



“มึงนี่นะ” ไม่น่าเชื่อว่าอยู่ๆ โมโม่จะยื่นมือมายีผมของผมเบาๆ .... “มึงก็ลองไปร้องดิ เผื่อพ่อมึงจะเชื่อว่ามึงขอโทษจริงๆ”



ตึกตักตึกตัก..



หัวใจของผมมันกำลังจะระเบิดออกมาเพราะสัมผัสของโมโม่



“อันนี้ผมว่าโมโม่อยากเห็นผมโดนด่าอีกรอบแล้วแหละ” ถ้าไปร้องจริงๆ จากแค่ว่าธรรมดาผมอาจจะได้กินลูกถีบของพี่พีแทนอาหารค่ำแน่ๆ “แต่ไม่น่าเชื่อนะผมกินช็อกโกแลตจนหมดบาร์ก็ยังอารมณ์ไม่ดีเท่ากับสัมผัสของโมโม่เลย”



“......”



“อย่าพึ่งเอาออกดิ ผมอยากซึมซับความรู้สึก รู้หรอกว่าจะมาง้อที่โมโม่ฟ้องพี่พีให้ผมโดนด่าอะ”



“มโนเก่งนะมึง”



“ใช่ไหมล่ะ ผมรู้หรอก”



“ไปคุยกับพ่อมึงดีๆ ไป กูจะกลับห้องแล้ว” โมโม่ปล่อยมือออกจากศีรษะของผม.... ถึงแม้จะน่าเสียดายแต่อย่างน้อยก็อุ่นใจ



“ผมเดินไปส่งไหม อยากได้คนกล่อมนอนรึเปล่าครับ” เสนอไปก่อนเผื่อฟลุ๊ค



“ตลกล่ะ” หลังจากนั้นโมโม่ก็เดินออกจากห้องครัวไปลาพี่พีก่อนจะออกจากห้องของผมไป ทำให้ตอนนี้เหลือผมกับพี่พีสองคน



ผมกับพี่พีถ้าเราทะเลาะกันเราจะไม่ทะเลาะกันข้ามคืน เพราะผมไม่ชอบบรรยากาศอึดอัด อีกอย่างถ้าทะเลาะกันนานผมก็จะไม่ได้ตังค์ แต่ตอนนี้ติดอยู่อย่างเดียวคือผมจะง้อพี่พีอย่างไงให้สถานการณ์กลับมาปกติที่สุด



“อะไรของมึง” ผมเดินมายืนอยู่ตรงหน้าพี่พีพร้อมกับก้มหน้ามองพื้น



“......”



“ไอ้ภู?”



“เธอเหนื่อยไหม ที่ยังทนกับคนไม่เอาถ่าน เธอเบื่อไหม ที่ยังยอมให้คนไม่ได้ความ.....” ทำไมยิ่งร้องก็ยิ่งตรงกับผมแปลกๆ วะ



“.....??”



“ขอโทษ จริงจริง ที่ฉันทำให้เหนื่อยใจ โน โน” พี่พีต้องซึ้งใจเพราะผมแถมโนโนให้ “ฉันยอมรับ ฉันไม่ใช่คนดีสักเท่าไรและฉันพอรู้ ที่ทำดีให้เธอยังน้อยไป แต่เธอยังทนอยู่ ยังเหมือนเดิมไม่ไปไหน....”



“มึงหยุดเลย..ขอร้อง” ผมหยุดไม่ได้เพราะกำลังจะเข้าสู่ท่อนฮุก



“ขอบคุณจริงจริงที่เธอยังรัก ไม่เคยเปลี่ยน ถึงฉันจะดีจะเลวขนาดไหน และคนอย่างฉันก็คงจะขอ รักเธอตลอดไป ให้คุ้มที่เธอนั้นไว้ใจ ตอบแทนวันนี้ที่ฉันมีเธอ.....” หลังจากที่โซโล่ท่อนฮุกไปก็ดูเหมือนพี่พีจะปวดหัวหนักกว่าเดิม แต่ผมรู้หรอกว่าในใจลึกๆ ของพี่ๆ ต้องดีใจที่ผมร้องเพลงให้แบบนี้ ถ้าพ้นจากผมไปต้องแอบไปร้องไห้แน่ๆ ภูมิใจในตัวเองจริงๆ



“กูปวดหัวกว่าเดิม มึงไปเอาพารามาให้กูกินสองเม็ด”



“โถ่พี่ ผมขอโทษจริงๆ นะ” ผมทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ พี่พี “ผมขอโทษจากใจเลย จะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว แต่ผมจะบอกว่าผมกับฮยอนบินฮยองเรารู้จักกันดีแล้ว เขาอยู่คณะเดียวกับผมนะ เขาช่วยผมทำพอตด้วยอีกอย่างก็เทรนการสัมภาษณ์ให้ผม วันก่อนก็ซื้อขนมมาให้ เขาบอกว่าเขาเอ็นดูผมเหมือนน้องชายแท้ๆ ของเขาเลย เหลืออีกขั้นก็กรีดเลือดสาบานอะ”



“เกินไปนะมึง เด็กอย่างมึงอะนะมีคนเอ็นดูด้วย”



“อย่างน้อยก็มีพี่พี”



“กูจำใจ!” อย่างนี้แหละครับปากพ่อผมไม่ค่อยตรงกับใจสักเท่าไหร่ “แล้วพรุ่งนี้นัดสัมภาษณ์กี่โมง”



“เก้าโมงเริ่มครับ”



“งั้นออกจากที่นี่สักเจ็ดโมงครึ่งเผื่อรถติด”



“จัดไปครับ งั้นผมไปนอนก่อนนะพี่ แล้วพรุ่งนี้ให้ปลุกไหม”



“ถ้ามึงเสร็จแล้วกูยังไม่ออกมาก็ไปเคาะปะตู” ผมทำท่าตะเบ๊ะเป็นการตอบรับก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง



อาบน้ำนอนก่อนจะชิทแชทกับเพื่อนๆ สี่สหายของผม



หวังว่าพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ถ้าผิดพลาดก็ขอให้พลาดน้อยที่สุด





ปล. ใดใดก็คือเกลียดการร้องเพลงมาก

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 4.1

นายภูดินันท์ ขยันนะครับ!



เช้าวันต่อมา



จะบอกว่าตื่นเต้นก็ไม่ผิดครับเพราะตอนนี้ผมนั่งมือเย็นอยู่บนรถขณะที่พี่พีขับพาผมไปยังมหาวิทยาลัย ก่อนจะออกจากห้องผมก็เช็คทุกอย่างให้เรียบร้อยว่าลืมอะไรไหมจนแน่ใจผมจึงออกจากคอนโด



“พี่ผมตื่นเต้นจนปวดอึอะครับ” ระหว่างทางผมยังคงตื่นเต้นเอามากๆ มือเย็น ใจสั่น และปวดท้องตุ่ยๆ คล้ายๆ กับปวดอึอะครับ



“หายใจเข้าลึกๆ”



“แล้วหายใจออกอะ?”



“กวนตีนกูแล้วนะมึง” ผมเอื้อมมือไปเปิดเพลงฟังเพื่อลดบรรยากาศที่แสนจะตื่นเต้นนี้ให้เบาลงแต่ดูเหมือนผมจะเครียดหนักกว่าเดิมเพราะข่าว...



‘นักเรียนมอหกเครียดตกสัมภาษณ์วิ่งแก้ผ้าประชดหน้าบ้าน’



‘เด็กเครียดหนักหลังจากแอดไม่ติด แอบแม่กินปลากระป๋องจนเข้าโรงพยาบาล!’



‘ด่วน! นักศึกษาเครียดหนักหลังจากพบว่าคะแนนสอบไม่เป็นตามที่หวัง ขุดดินบ้านลึกสามเมตร!’



“แต่ละข่าว ผมปิดดีกว่า” หวังว่าผมจะไม่ต้องไปประชดวิ่งแก้ผ้าหรอกนะ ไหนฮยอนบินฮยองบอกว่าอย่างไงรอบสัมภาษณ์ก็ผ่านไง



“นอนหลับไป พักสมงสมอง” ผมเอนเบาะตามที่พี่พีบอกก่อนหลับตาเพื่อพักสมอง...จนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย



บรรยากาศในตอนนี้เต็มไปด้วยผู้ปกครองและเหล่าบรรดานักเรียนจากหลากหลายโรงเรียนทั่วประเทศ มันน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ



“มึงไปเซ็นชื่อดิ” พี่พีชี้ไปยังจุดลงทะเบียนที่มีพี่ๆ นักศึกษานั่งอยู่



“ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิพี่ ผมไม่อยากไปคนเดียว”



“มึงโตเป็นความยแล้วนะไอ้ภู!” พี่พีพยายามจะลดเสียงให้เบาที่สุดเมื่อเห็นว่าคนเริ่มเข้ามาเยอะขึ้น “กูนั่งรอตรงนี้ สอบสัมภาษณ์เสร็จก็ลงมา”



“อย่าไปไหนนะพี่” ผมถามย้ำอีกครั้งเพราะกลัวว่าลงมาแล้วจะไม่เจอพี่พี



“เออ”



“จริงๆ นะพี่”



“ไอ้ภู!”



“อวยพรก่อน” ผมรีบเดินไปดักหน้าพี่พีเอาไว้ก่อนจะพนมมือและก้มศีรษะลง



“ขอให้มึงสอบสัมภาษณ์ผ่าน อย่าไปโชว์เกรียนใส่อาจารย์เข้า แค่นี้และไป” พี่พีแตะที่ศีรษะของผมเบาๆ พร้อมกับอวยพรที่นานๆ ทีจะได้ยิน



“ขอบคุณครับ” ผมเดินไปต่อแถวเพื่อเซ็นชื่อลงทะเบียนก่อนจะเดินไปยังจุดนั่งรอที่มีพี่ๆ ใส่ชุดนักศึกษาคอยบอกทางและแนะนำ



ระหว่างที่ผมกำลังเช็คเอกสารอีกรอบ อยู่ๆ ก็มีเสียงฮือฮาของเพื่อนๆ ที่นั่งรออยู่ด้วย ด้วยความที่อยากรู้ผมจึงละสายตาจากเอกสารไปมองยังสาเหตุของเสียงฮือฮานั้น



“เชี้ย!!!” ผมรีบยกมือปิดปากตัวเองทันทีเพราะสิ่งที่ผมเห็นคือ….



“ใครชื่อภูวะ?”



“โคตรน่าอาย” ใช่แล้วแหละครับ สิ่งที่เป็นต้นเหตุของเสียงฮือฮาคือสามสหายของผมมันบ้าบอทำป้ายกระดาษมาเชียร์พร้อมกับข้อความเกรียนๆ ผมจึงรีบยกมือปิดชื่อตรงอกของตัวเองแต่ลืมไปว่าที่เสื้อนักเรียนผมไม่ได้ปักชื่อเอาไว้ ทำให้ตอนนี้ผมโคตรมีพิรุธเลย



ไอ้พระเอกมันชูป้าย ‘ภูเพื่อนรักต้องสอบสัมภาษณ์ให้ได้นะจ๊ะ’



ไอ้ดาวฤกษ์ชูป้าย ‘ภูนายเก่งที่สุดแหละ!’ อันนี้กูขนลุกครับ



ตามมาด้วยไอ้ต้นไทร ‘สอบได้เป็นเรื่องตลกสอบตกเป็นเรื่องธรรมชาติ อย่าวอรี่โบร!’ โบรที่หน้าพวกมันสิ! แต่แล้วเหตุการณ์ก็สงบลงหลังจากที่ผมเห็นพี่พีออกไปลากพวกมันออกจากคณะ



“ถ้ามีเพื่อนแบบนี้กูเลิกคบอะ” อยู่ๆ หูผมก็ดันไปได้ยินสิ่งที่ไม่พึงประสงค์จากคนที่นั่งถัดออกไป “ปัญญาอ่อนฉิบหาย!” ผมก็คิดเหมือนมันนะ แต่ไม่ได้! ไอ้นี่มันจะมาด่าเพื่อนผมไม่ได้



“นายไม่เคยมีเพื่อนหรอ ฮ่าๆ” ผมแกล้งพูดออกมาลอยๆ พร้อมกับหัวเราะไปด้วย เขาบอกว่าถ้าท้ายประโยคมีฮ่าๆ หรืออิอิจะทำให้ประโยคนั้นดูซอฟลง



“มึงว่าใคร?” ได้กลิ่นเหมือนวันนี้จะหมี่เหลือง พ่าม! มีเรื่อง



“ไม่รู้หรอก อิอิ” ผมก็ยังคงลอยหน้าลอยตาตอบไปแบบนั้น เรียกได้ว่าตอนนี้ผมกำลังเรียกตีนเข้าหาตัวเองอยู่ก็ว่าได้



“ไอ้เหี้ยนี่กวนส้นตีนกูแล้วไง มึงเอ๋อเหรอ?”



“เอ๋อพ่อมึงซิ อิอิ” ร่างกายผมอยากจะปะทะเต็มที่แต่แล้วก็ต้องหยุดลงเพราะแถวของผมต้องลุกขึ้นไปสัมภาษณ์ที่ชั้นสองของคณะ ทำให้สงครามน้ำลายเป็นอันต้องจบลง ถ้าอยู่นานกว่านี้ผมว่าเลือดผมได้ออกปากแน่ๆ



หลังจากนั้นผมก็เดินตามรุ่นพี่ไปเงียบๆ พยายามทำตัวให้ดูเรียบร้อยที่สุดแม้ว่าจะพึ่งปะทะวาจากับคนที่พึ่งรู้จักมาก็ตาม แต่ถ้าเรื่องนี้พี่พีรู้ผมโดนด่ายับแน่ๆ



“นายตื่นเต้นไหม?” ผมพยายามผูกมิตรกับคนข้างๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่อยากผูกมิตรกับผมสักเท่าไหร่ ผมจึงไม่ถามเขาต่อจนกระทั่ง....



“ภูดินันทร์ค่ะ” ผมรีบลุกขึ้นก่อนจะเดินไปรอหน้าห้อง



“อาจารย์โหดไหมครับพี่” ผมถามพี่นักศึกษาที่เป็นคนคอยเรียกชื่อเพราะจังหวะนี้ต้องการคำปลอบโยน โดยเฉพาะกับพี่ๆ ที่เรียนคณะนี้ก่อนผม



“น้องได้อาจารย์...อ๋อ ไม่โหดหรอกค่ะ ไม่โหดน้อย ฮ่าๆ” ตอนแรกที่ได้ยินก็ยิ้มแหละครับ แต่พอมาฟังประโยคหลังผมอยากยกพอตฟอริโอ้ทุ่มใส่พี่จริงๆ เพราะคำตอบที่ได้ช่วยกูได้เยอะมากเลยครับ จากที่ตื่นเต้นอยู่แล้วตอนนี้กลัวหนักกว่าเดิม



“โถ่ คุณพี่ครับ ผมกลัวจริงนะ”



“ไม่ต้องกลัวค่ะ อาจารย์โหดแค่เรื่องเรียนแต่สัมภาษณ์น่าจะชิวๆ นะ น้องก็ตอบตามที่อาจารย์ถามค่ะ ถ้าไม่รู้ก็บอกไม่รู้อย่าแถ” แถคือจุดแข็งของผมเลยนะ ถ้าไม่แถผมก็คงไม่รู้จะพูดอะไร



“โหดไหมนาย?” จังหวะนั้นประตูถูกเปิดออกพร้อมกับคนที่พึ่งสัมภาษณ์เสร็จ เขายิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนจะทำท่าเอามือจิ้มที่คอของตัวเอง “นายคันคอเหรอ?”



“.......”



“เข้าไปได้แล้วค่ะ” ผมถูกพี่คนสวยดันหลังเข้ามาในห้องโดยที่ผมยังไม่ทันได้เตรียมใจ ผมไม่กล้าแม้จะกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง ไม่แม้แต่จะมองอาจารย์ที่สัมภาษณ์ สิ่งที่ผมมองตอนนี้คือพื้นและรองเท้าที่ไม่ได้ขัดของผม



“เชิญนั่งครับ....”



“.......!!!!!”



“.........”



“เชี้ย อุ๊บ!!!” ผมรีบยกมือขึ้นปิดปากทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองอาจารย์ที่เอ่ยทักทายผมก่อน และดูเหมือนอาจารย์เองก็ไม่ทันที่จะสังเกตผมเหมือนกัน แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นผมอาจารย์ก็ดูจะชะงักไปทันที จังหวะนั้นเองที่สายตาผมเหลือบไปเห็นป้ายชื่อด้านหน้าที่เขียนอยู่ทนโท่ว่า ผศ.รังสิรัต อะไรมันจะบังเอิญหรือซวยขนาดนี้วะ!! และทางเลือกตอนนี้ของผมมีอยู่สองทางคือลาออกตอนนี้ไปหามหาลัยใหม่ และนั่งร้องไห้ออกมาให้โมโม่สงสาร แต่ดูเหมือนทางเลือกของผมจะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่



“เชิญนั่งครับ” ผมค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้มานั่งพร้อมกับยื่นฟอตฟอริโอ้ไปตรงหน้าโมโม่ ผมพยายามบังคับไม่ให้มือผมสั่น ทำให้ผมต้องใช้สองมือดันพอตฟอริโอ้ออกไป



ภายในห้องเกิดความเงียบชั่วขณะทั้งผมและโมโม่ ไม่สิครับผมต้องพูดว่า ทั้งผมและอาจารย์รังสิรัต ถ้าอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยก็ไม่น่าจะใช่โมโม่ของผม



“แนะนำตัวครับ” ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆ โมโม่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบและแววตาดุๆ ที่พร้อมจะฆ่าผมได้ทุกเมื่อ



“สวัสดีครับผมนายภูดินันท์ครับ จบจากโรงเรียนเซนต์.....ครับ” ฮยอนบินฮยองเทรนมาว่าให้ตอบแค่ข้อมูลเนื้อๆ พอ



“ทำไมถึงอยากเรียนคณะนี้ครับ” โมโม่ก้มลงมองคะแนนแอดมิดชั่นของผมก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องผมนิ่งๆ ความรู้สึก ณ ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิม มันให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนโมโม่คนเดิมที่เคยรู้จักเลย ผมไม่ชินกับโมโม่ในลุคของอาจารย์เลย



“เอ่อ...ถ้าตอบว่าผมฟลุ๊คแอดติดได้ไหมครับ แต่...แต่ผมก็จะตั้งใจให้อย่างเต็มที่ครับ ไม่เล่นแน่นอน” ความตั้งใจที่ซ้อมพูดมาเมื่อคืนเป็นอันต้องจบลงเพราะสมองของผมมันสั่งให้พูดความจริงออกไป



“คณะนี้มีอัตราการซิ่วสูงนะ ถ้าเรียนไม่ไหวผมแนะนำว่าให้เปลี่ยนใจได้ตอนนี้ก็ยังไม่สาย” ผมอยากรู้ว่าโมโม่พูดแบบนี้กับทุกคนที่เข้ามาสัมภาษณ์ไหม แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ยอมให้โมโม่มาตัดสินตั้งแต่ผมยังไม่ทันเริ่ม แม้ว่าโมโม่อาจจะพูดถูกก็ตาม แต่อย่างน้อยผมก็ขอได้ลองก่อน



“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าอนาคตของผมจะซิ่วหรือเรียนคณะนี้ต่อ แต่ผมขอพยายามก่อน ถ้าพยายามแล้วมันไม่ใช่ผมก็คงไม่อยู่ต่อ แต่ถ้าเรียนแล้วผมชอบผมก็จะเรียนต่อให้สุด ผมขออย่างเดียวคือโอกาสในการพิสูจน์ครับ” ประโยคหลังผมอยากจะอัดเอาไปให้เพื่อนๆ ผมฟังจัง โคตรจะโคตรหล่อ อันนี้คิดเองสดๆ เลยนะไม่มีใครไกด์ให้เลยสักคน แต่ยอมรับก็ได้ว่าเอาส่วนหนึ่งมาจากที่พี่พีเคยบอก



“มั่นใจดีนะครับ ผมก็ขอให้คุณทำได้อย่างที่พูดกับผมในวันนี้ เพราะหลังจากที่คุณเข้าไปเรียนจริงๆ ตัวคุณก็จะรู้เอง ถ้ามาเรียนๆ เล่นๆ ผมแนะนำ คณะนี้อาจะไม่เหมาะกับคุณ” ประโยคหลังที่โมโม่พูดเล่นเอาผมกลืนน้ำลายเลย



“ผมไม่เล่นครับ”



“คิดดีรึยังครับที่พูดออกมา?” น้ำเสียงของโมโม่ดูเข้มขึ้นพร้อมกับสายตาที่เพ่งมาที่ผมอย่างคาดคั้น “ในฐานะอาจารย์ผมใจดีกับคุณแบบวันนี้ไม่ได้นะ”



“ใจดีแล้วเหรอวะ?” ผมแอบบ่นเบาๆ ก่อนจะฉีกยิ้มออกมา “ครับ ผมภูดินันท์จะขยันนะครับ! จะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังที่ให้โอกาสผม” ผมพูดเสียงดังฟังชัดเพื่อให้โมโม่เห็นว่าผมไม่ได้มาเล่นๆ อย่างน้อยผมก็จะทำให้เต็มที่



“ผมบอกเหรอครับว่าจะให้โอกาส?” และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่รอยยิ้มของผมหุบลง



“ผม.....” โมโม่เลื่อนมาเปิดพอตฟอริโอ้ที่ผมเตรียมไปเรื่อยๆ ผมโคตรลุ้นเลยว่าโมโม่จะถามอะไรต่อไป จนกระทั่งเจอรูปผมที่กำลังเล่นบอลอยู่พร้อมกับคำบรรยายที่กล่าวเกินจริงว่า



‘เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งบอลระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย’ ขอเตือนนะครับว่าอย่าไปทำตามแบบผม เพราะถ้าใส่ข้อมูลเกินจริงถ้าอาจารย์ถามกลับมาเราจะบ้งเอา



“คุณชอบเล่นบอลเหรอครับ?” โมโม่เงยหน้าขึ้นมามองนิ่งๆ



“ครับ ก็ชอบครับ...” ผมพยายามฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย “แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอกครับ”



“ถ้าอย่างนั้นคุณเห็นสนามด้านหน้าตึกไหม คุณเป็นนักกีฬาเนี่ย ถ้าให้คุณไปวิ่งคุณจะใช้เวลาเท่าไรแล้วคิดเป็นความถี่ได้เท่าไรครับ?”



“..........” คำถามที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน ถึงคิดมาก่อนผมก็ไม่สามารถตอบได้ นอกจาก.... “ถ้าจะเอาแบบเป๊ะๆ ก็ต้องมีข้อมูลเป็นตัวเลขที่ละเอียดกว่านี้ครับ” ผมตอแหลครับ! ผมยอมรับ ถึงมีตัวเลขมาให้ผมก็ตอบไม่ได้อยู่ดี



“ข้อสุดท้ายนะครับ ทำไมผมต้องเลือกคุณเข้าเรียนที่นี่” โมโม่พยักหน้าให้กับคำตอบของผมก่อนที่จะก้มลงไปขีดๆ เขียนๆ อะไรบางอย่างในกระดาษ



“อย่างแรกเลยนะครับ ผมไม่ใช่คนเก่งแต่ผมมั่นใจว่าผมจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจากวันนี้ อย่างที่สองผมพร้อมที่จะเปิดรับความรู้ต่างๆ ที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน และอย่างสุดท้ายถึงแม้ว่าผมจะต้องซิ่วจากคณะนี้แต่อย่างน้อยก็ขอให้ผมได้ลองเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน ให้โอกาสเด็กอย่างผมเถอะนะครับอาจารย์.....” สมเพชตัวเองครับ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ามองพื้น



“........”



“.......”



“งั้น วันนี้ผมคงไม่มีอะไรแล้วแหละครับ หวังว่าจะเจอกันอีกครั้ง” โมโม่พูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปสักพัก “นี่..ข้อมูลโดยละเอียด ผมหวังว่าถ้าเจอกันอีกคุณคงจะตอบคำถามของผมได้” ก่อนจะออกจากห้องโมโม่เลื่อนกระดาษที่เขียนความกว้างความยาวของสนามมาให้ผม



“ขอบคุณครับ” ผมลุกขึ้นก่อนจะยกหยิบกระดาษนั้นพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้โมโม่และเดินออกจากห้องไป เมื่อพ้นสายตาอันตรายของโมโม่ผมรีบใส่เกียร์หมาวิ่งลงบันไดจากชั้นสี่ลงมายังชั้นล่างสุดและตรงไปหาพี่พีทันที



“เสร็จ...” พี่พียังไม่ทันที่จะอ้าปากพูดขึ้นมาผมรีบตะโกนแทรกเข้าไปก่อน



“พี่พี!!!!” ผมแทรกพี่พีขึ้นทันทีก่อนจะจับแขนพี่พีแน่นและเขย่าแรงๆ “รู้ไหมใครสัมภาษณ์ผม!!”



“กูจะรู้เหรอ”



“โมโม่! ....” ผมรีบยกมือปิดปากทันทีเพราะกลัวว่าคนแถวนี้จะได้ยินและเปลี่ยนมาพูดเสียงเบาๆ แทน “โมโม่สัมภาษณ์ผม เล่นเอาเข่าอ่อนเลยไม่ใช่ว่าระทวยนะแต่กลัว คนบ้าอะไรจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักได้เนียนขนาดนี้! แล้วโมโม่อะโคตรดูถูกผมเลยพี่พี อย่างโมโหอะ! เนี่ย! ให้ผมมาคำนวณสนามด้วย ผมอยากจะบ้า ลาออกตอนนี้ทันไหมพี่พี ผมไม่ไหววะ” เรื่องจริงน่าจะมีสามสิบเปอร์เซ็นต์และที่เหลือเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์คือการใส่อินเนอร์เพิ่มความดุเดือดเผื่อพี่พีจะเห็นใจให้ผมลาออกละไปเรียนที่อื่น



“มันพูดอะไร”



“โมโม่บอกว่าผมมั่นใจดีนะ”



“แล้วเสร็จยัง”



“เสร็จแล้ว ก็รอประกาศอีกทีพี่ก็จ่ายเงินได้เลยครับ แต่พี่จะไม่ให้ผมลาออกจริงๆ เหรอ”



“ลาออกอะไรของมึง ให้เขารับมึงก่อนเถอะ” พี่พียื่นมือมาผลักศีรษะผมแรงๆ ถ้าอยู่ที่ห้องผมจะแกล้งกระเด็นไปไกลๆ พร้อมกับแหกปากเสียงดัง แต่เวลานี้อยู่นอกสถานที่ผมทำได้แต่กัดฟันสู้ “อ่อ! แล้วเพื่อนๆ ผมอะ” อยู่ๆ ผมก็นึกถึงไอ้พวกนั้นจำได้ว่าพี่พีลากพวกมันออกไป



“เอาพวกมันไปปล่อยไว้ที่เคเอฟซี กูบอกว่าเดี๋ยวพามึงตามไป มึงช่างเลือกคบเพื่อนนะเหมือนมีมึงอีกสามคน กูจะบ้าตาย” ดูจากสีหน้าของพี่พีก็น่าจะบ้าตายจริงๆ ครับ และหลังจากนั้นพี่พีก็พาผมไปส่งกับเพื่อนๆ พร้อมกับเลี้ยงเคเอฟซีชุดใหญ่จุกๆ จนพวกมันต้องห่อกลับบ้านไปคนละบักเก็ต



“มึงได้อาจารย์ไรวะ” ไอ้พระเอกถามขณะที่อยู่บนรถ เพราะทางกลับบ้านเราทางเดียวกันส่วนไอ้พวกที่เหลืออีกสองตัวพี่พีแวะจอดที่บีทีเอส



“รังสิรัต” ผมตอบกลับไป



“คนเดียวกับไอ้ไทรนี่ว่า”



“จริงดิ มันไม่เห็นบอก แต่เอ๊ะ? คุ้นๆ เหมือนมันเคยบอกว่าคนที่ดุเหมือนหมาอะนะ” ตอนที่พวกมันไปสัมภาษณ์กันผมจำได้คร่าวๆ ว่าไอ้ไทรเคยมาบ่นกับพวกผมเรื่องที่อาจารย์ที่สัมภาษณ์มันโหดมาก



“เออ คนนั้นแหละ” ผมลืมบอกไปว่าเพื่อนๆ ผมอีกสามคนไม่รู้จักโมโม่ “แต่แอบได้ยินรุ่นพี่บอกว่าอาจารย์คนนี้โหดแต่สอนดีนะ”



“เหรอวะ” ผมคิดภาพตอนที่ตัวเองไปนั่งเรียนในวิชาที่โมโม่สอนเลย



“อาจารย์ไม่ดุพวกมึงก็ไม่กลัว” พี่พีเสริมขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเล็กๆ เหมือนสะใจ



“โถ่พี่ แต่บางทีก็ดุไป ขนาดยังไม่ทันได้สอนนะ” ผมคิดเหมือนไอ้พระเอกเลยครับ ขนาดยังไม่สอนยังวางมาดเข้มขนาดนี้ถ้าสอนจะขนาดไหน



ผมกับไอ้พระเอกคุยกันจนกระทั่งถึงบ้าน ทำให้ตอนนี้ผมกับพี่พีกำลังวางแผนจะไปข้างนอกก่อนจะเข้าบ้าน แต่อยู่ๆ โมโม่ก็โทรหาพี่พีในระหว่างที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต





ปล. สงสารน้องนะแต่ก็แอบสมน้ำหน้า 55555555555555 น้องใจไม่รักคณิตศาสตร์เลยอะ

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 4.2

นายภูดินันท์ ขยันนะครับ!


ผมกับไอ้พระเอกคุยกันจนกระทั่งถึงบ้าน ทำให้ตอนนี้ผมกับพี่พีกำลังวางแผนจะไปข้างนอกก่อนจะเข้าบ้าน แต่อยู่ๆ โมโม่ก็โทรหาพี่พีในระหว่างที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต



“ไอ้โม่บอกกินข้าวกัน” หลังจากที่คุยกันเสร็จพี่พีก็บอกจุดประสงค์ของการโทรมาของโมโม่ “มึงไปไหม”



“ไป” แต่ผมทำตัวไม่ถูกแน่ๆ



“มึงจะเอาอะไรก็ไปเลือก อีกสักครึ่งชั่วโมงน่าจะถึง”



“รับทราบครับ” ผมจัดการเข็นรถไปที่โซนขนมทันที สิ่งที่ผมโปรดปรานที่สุดก็ทุเรียนกวน มะม่วงกวน สับปะรดกวน แต่ก็ชอบโดนพี่พีว่าทุกครั้งที่เอาทุเรียนกวนไปกินในห้อง ทำผมหยิบไปอย่างละนิดก่อนจะเข็นไปยังล็อกของใช้ ส่วนมากของใช้พี่พีมักจะเป็นคนเลือก ผมมีหน้าที่แค่เลือกครีมและโฟมล้างหน้าของตัวเอง เมื่อเลือกของเสร็จเป็นที่เรียบร้อยผมก็มารอจ่ายเงิน



“เอาแค่นี้ใช่ไหม?”



“ครับ แค่นี้แหละ” ผมมองของในรถเข็นพี่พี ของส่วนมากก็เป็นของใช้กับถั่วหลากหลายชนิด ที่ห้องผมสิ่งที่ไม่เคยขาดก็คือเหล้าเบียร์และกับแกล้ม



“งั้นเอาเงินไปจ่ายกูไปเข้าห้องน้ำก่อน”



“โอเค” ผมรับเงินจำนวนหนึ่งของพี่พีมาก่อนจะทำหน้าที่หยิบของวางเพื่อให้พนักงานคิดเงิน แต่ผมก็ต้องสะดุดกับบางสิ่งบางอย่างที่พี่พีหยิบมา



“เรืองแสงด้วยพี่กู ถึงว่าให้กูจ่าย” รสนิยมของพี่ผมนี่น่าชื่นชมจริงๆ



พนักงานอมยิ้มเล็กๆ ช่วงที่หยิบกล่องถุงยางขึ้นมาคิดเงิน เขาต้องมองว่าเป็นของผมแน่นอน แต่เอาเถอะหน้าผมหล่อ คนหล่อทำอะไรก็ไม่ผิด ถึงแม้ว่าจะซื้อถุงยางเรืองแสงก็ตาม



“สามพันเจ็ดร้อยห้าสิบบาทค่ะ” ผมยื่นแบงก์พันให้สี่ใบก่อนจะหยิบของใส่ถุงผ้าที่เตรียมมา เมื่อจ่ายเงินเสร็จแล้วผมก็เดินไปหาพี่พีที่ยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ



“แหม ทิ้งระเบิดให้น้อง”



“ระเบิดไรมึง”



“เรืองแสง...”



“ก็ปกติเปล่าวะ พูดมากนะมึง” พี่พีตัดบทก่อนจะเดินนำผมไปที่ร้านอาหาร ทันทีที่เข้ามาในร้านผมเห็นทันทีว่าโมโม่นั่งอยู่ตรงไหนเพราะผมจำชุดได้อย่างแม่นยำ.....ทำให้ผมชะงักอยู่หน้าร้าน



“เดินเข้าไปดิ มึงจะหยุดทำไม” พี่พีหันมาถามหลังจากที่เห็นว่าผมไม่เดินตามเข้าไป



“ไม่พร้อมจะเผชิญหน้าจริงๆ ทำใจไม่ได้ แค่คิดก็เจ็บปวด ลูกศิษย์กับอาจารย์” จริงๆ คือผมอายมากกว่า ผมโชว์โง่เยอะไปสมควร



“ไอ้ภูอย่าเพ้อเจ้อ!” ผมโดนพี่พีดึงหูเข้ามาในร้านก่อนจะดันผมไปนั่งข้างๆ โมโม่..... ไอ้เชี้ยเอ๊ย! ไม่เคยเกร็งขนาดนี้ ปกติผมต้องดีใจดิวะที่นั่งข้างๆ โมโม่อะแต่ตอนนี้กลับรู้สึกตรงข้ามทุกอย่าง



“ผมสั่งไปสองสามอย่างแล้ว พี่เอาอะไรสั่งเพิ่มเลย” โมโม่ยื่นเมนูไปให้พี่พีตรงหน้าก่อนจะหันกลับมามองผม “มึงเป็นไรไอ้ภู”



“เกร็ง”



“เกร็งไร?” โมโม่พูดเหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอผมเพราะดูโมโม่จะปกติทุกอย่าง



“โมโม่ทำได้ไงวะ แบบเมื่อกี้ยังนั่งหน้าบูดเป็นตูดลิงกังอยู่เลย พอมาตอนนี้ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมปรับตัวไม่ถูกนะครับ”



“มึงจะปรับตัวทำไม ก็ทำเหมือนอย่างปกติไป แค่รู้จักแยกแยะพอว่าตอนไหนควรทำตัวอย่างไง” เหมือนโดนด่าอีกแล้ว ทำไมช่วงนี้ผมโดนด่าบ่อยจังวะ



“งั้นผมก็รักโมโม่ได้เหมือนเดิมอะดิ?”



“......”



“เอาต้มไหมไอ้ภู” พี่พีพูดขัดขึ้นมาได้ตรงจังหวะ ทำให้คำหวานๆ ที่ผมหยอดไปเป็นอันต้องจบลงเพราะ ‘เอาต้มไหม’



“เอาไข่เจียว”



“ไปกินที่บ้านไหม” พี่พีปิดหน้าเมนูทันทีที่ผมตอบว่าไข่เจียว ก็คนมันชอบกินไข่เจียวนิหว่า



“น้องหยอกเย้า เอาต้มยำก็ได้พี่ พี่พีเอาโค้กด้วย” พี่พีพยักหน้าก่อนจะทำการเรียกพนักงานเพื่อสั่งอาหาร ส่วนผมตอนนี้ที่ว่างก็เอาโทรศัพท์ออกมาเล่นพร้อมกับตอบข้อความของฮยอนบินฮยองที่ทักมาถามเรื่องสัมภาษณ์ ไอ้ผมจะนินทาก็ไม่ได้เพราะอาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย



“ไหนบอกจะเข้าวารสารฯ” อยู่ๆ โมโม่ก็พูดขึ้นมา “มึงโกหกกูเหรอ?”



“ไม่ได้โกหก แต่แอดไม่ติด....” ผมละสายตาจากโทรศัพท์ขึ้นมามองโมโม่ที่หันมาถาม “ผมอะคิดว่าคะแนนผมถึง อย่างที่บอกไปเพราะผมเทียบกับคะแนนปีที่แล้ว ด้วยความที่มั่นใจมากๆ ผมเลยเลือกอันดับสองสามสี่แบบมั่วๆ ไป ผลก็มาตกที่คณะวิดวะฯ อย่างที่โมโม่เห็นอะ”



“แล้วไป” โมโม่พูดเหมือนโล่งอกที่ผมไม่ได้แอดเข้าวิศวฯ เพราะตามโมโม่ เอาจริงๆ นะเป้าหมายผมนอกจากโมโม่ผมก็มีอย่างอื่นเหมือนกัน แต่เอาเถอะครับอย่างไงเรื่องของโมโม่ก็สำคัญที่สุดสำหรับผมอยู่แล้ว



“แหม คิดว่าผมแอดตามหัวใจรึไง เรื่องนั้นตัดทิ้งไปเลย ถึงผมจะชอบและรักโมโม่ขนาดไหนนะ แต่ผมก็ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงกับดงตัวเลขแบบนั้นหรอก แค่คิดถึงก็ขนลุกจะแย่ ไหนจะที่โมโม่ให้โจทย์ผมกลับมาอีก...ขนลุกเลย”



“ไหนใครบอกจะพยายาม”



“ก็ผมไง หมายถึงถ้าเริ่มเรียนแล้วจะพยายาม ตอนนี้ขอขนลุกก่อน เออ โมโม่สอนปรับพื้นฐานหน่อยได้ไหมอะครับ”



“ไม่” ก็รู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็ขอไปเผื่อฟลุ๊คอีกเช่นเคย “พยายามด้วยตัวเองก่อน ค่อยขอความช่วยเหลือจากคนอื่น”



“ถ้าโง่เกินจะเยียวยากูส่งไปเรียนพิเศษ” หลังจากที่เงียบไปนานพี่พีก็พูดขึ้น พูดแต่ละทีก็เจ็บแสบไปถึงทรวง ณ ตอนนี้เหมือนไอ้ภูอยู่ในดงแร้งอะครับทึ้งได้ทึ้งดี ทึ้งจนตัวผมจะผลุนหมดแล้ว



“เก็บเงินไว้แต่งสาวเถอะครับ ผมเอาอยู่” เอาอยู่ไม่อยู่ก็ขอโม้ไว้ก่อน พี่พีบอกถ้าไม่ใช่ก็ซิ่วได้แต่ขอเป็นตัวเลือกสุดท้าย



“ปากดี” โชคดีที่อาหารมาก่อนทำให้พี่พีหันไปโฟกัสกับอาหาร ส่วนผมก็ทำหน้าที่ตักข้าวให้กับพี่ๆ ทั้งสองก่อนจะลงมือรับประทานอาหาร



“ไอ้ภูกูไม่ได้จะว่าอะไรนะ แต่เวลาไปกินกับคนอื่นที่ไม่ใช่พวกกูมึงก็หัดใช้ช้อนกลาง เวลามีคนตักอาหารอยู่ก็อย่าไปตักสวน เดี๋ยวเขาจะหาว่าพ่อแม่ไม่สอน” มือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากชะงักค้างทันที



“ผมรู้ พี่สอนผมมาตั้งแต่จำความได้แล้ว เวลาไปกินข้างนอกผมก็ใช้ช้อนกลางตลอดแหละ ในสี่สหายผมมีมารยาทสุดแล้ว ใช้ช้อนกลางเคี้ยวข้าวไม่ดังแจ๊บๆ”



“กูแค่พูดให้ฟัง”



“รับฟังเสมอครับ” ผมแอบได้ยินเสียงของโมโม่หัวเราะเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจอย่างอื่น แหม! เอ็นดูผมก็บอก เบื่อจริงๆ ผู้ชายปากแข็ง



“พี่ๆ เอาของหวานไหม” หลังจากที่กินของคาวเสร็จผมก็ไม่รีรอที่จะสั่งของหวาน



“ไม่ กูอิ่ม” พี่พีตอบ



“โมโม่เอาไหม”



“ไม่เอา อ้วน” พูดคำว่าอ้วนแล้วสะเทือนใจ ถ้าอย่างโมโม่อ้วนผมก็คงเป็นโอ่งราชบุรีแล้ว



“งั้นผมไม่กินดีกว่าเดี๋ยวอ้วน...” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบเสียงโทรศัพท์ของพี่พีก็แทรกขึ้นมา ผมเลยหุบปากให้พี่พีคุยโทรศัพท์



“ครับ ตอนนี้หรอ..ว่างอยู่ครับพีพึ่งกินข้าวเสร็จ ได้ๆ ครับเดี๋ยวพีเข้าไป เน่เอาอะไรไหม? ไม่เอาหรอครับ เจอกันครับ” ถ้าให้เดาแฟนชัวร์ๆ



“ผมกำลังจะถูกทิ้งสินะ” ผมพูดขึ้นหลังจากที่พี่พีวางสาย



“กูรู้มึงชอบ”



“รู้ใจผมตลอด” เพราะถ้าพี่พีไป...ผมก็ได้กลับกับโมโม่ โคตรสวรรค์อะครับ!!



“ไอ้โม่ กูฝากไอ้เด็กนี่กลับไปด้วยนะ กูไปหาเน่ก่อน” พี่พีหยิบกระเป๋าเงินออกมา



“ผมจ่ายเองพี่ ผมชวนพี่มา”



“เอาหนา”



“พี่รีบไปเถอะ”



“เออๆ งั้นฝากด้วย” และแล้วมื้อนี้ก็จบลงที่โมโม่เป็นคนเลี้ยง ส่วนผมก็นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ



“จะกินไหมของหวาน พ่อมึงกลับไปแล้ว” โมโม่หันมาถาม



“ผมอยากกินข้าวเหนียวทุเรียน...” ผมเห็นเป็นเมนูแนะนำของช่วงนี้ จะสั่งมากินก็เกรงใจพี่พีเพราะพี่พีไม่ชอบกลิ่นทุเรียน แต่กินทุเรียนทอด งงไหมครับ



“สั่งดิ”



“รอผมนะ”



“เออ” ผมจัดการสั่งข้าวเหนียวทุเรียนก่อนจะสั่งข้าวเหนียวเปียกลำไยมาอีกหนึ่งที่ “มึงกินให้หมดสั่งมาสองถ้วย”



“ผมให้โมโม่หรอก ผมรู้โมโม่ชอบ”



“รู้ดี”



“ไม่มีใครรู้ใจโมโม่เท่าผมแล้ว” อย่างที่เคยบอก ตั้งแต่เกิดมาผมก็รู้จักเพียงแค่พี่พีกับโมโม่ ทุกครั้งที่พี่พีไม่ว่างก็มีโมโม่แหละครับที่เลี้ยงผม และผมก็จำได้ว่าผมติดโมโม่เอามากๆ จนกระทั่งโมโม่ไปเรียนต่อที่อเมริกา ช่วงนั้นผมก็ไม่ได้เจอโมโม่เกือบสี่ปี จนกระทั่งโมโม่กลับมาก็ย้ายมาอยู่ที่คอนโดเดียวกับผมและพี่พีทำให้เราสองคนใกล้ชิดกันเหมือนเดิม



สำหรับผมโมโม่คือส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว



“กินดีๆ ไม่ต้องรีบ” ผมอดใจกับข้าวเหนียวทุเรียนไม่ได้เลยสักครั้ง ถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะกินที่ละนิดๆ เพราะกลัวหมดแต่สำหรับผมขอขำใหญ่ๆ ไปเลยทีเดียวจะได้ลิ้มรสเต็มปากเต็มคำ “ชอบขนาดนั้นเลยเหรอ”



“ครับ จำไม่ได้เหรอว่าโมโม่เคยซื้อทุเรียนให้ผมตอนวันเกิด โคตรประทับใจ”



“จำไม่ได้”



“รู้หรอกว่าจำได้” โมโม่ก็ปากแข็งแบบนี้ทุกที ผมรู้ว่าในใจลึกๆ โมโม่ก็จำได้ “ไปไหนต่อไหมครับ”



“กลับเลย”



“โอเค ผมเสร็จแล้ว” หลังจากนั้นผมกับโมโม่เราสองคนก็ตรงกลับคอนโด ระหว่างนั้นผมก็หยิบเอาคีย์การ์ดขึ้นมาเตรียมสแกนเข้าห้อง แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจนโมโม่ที่อยู่ห้องข้างๆ หันมาถาม



“ทำไมไม่เข้าไป”



“เหมือนผมจะลืมเอาคีย์การ์ดลงมาจากรถพี่พี....” ยิ้มแห้งใส่ไปหนึ่งที อันนี้ไม่ใช่แผนนะครับแต่ลืมจริงๆ



“อย่าให้รู้ว่าตั้งใจ” โมโม่ชี้หน้าคาดโทษก่อนจะเปิดประตูเข้าไปหลังจากสแกนคีย์การ์ดเสร็จ “เข้ามา” ผมรีบวิ่งเข้าไปในห้องของโมโม่ทันที ตั้งแต่โมโม่ย้ายมาอยู่ข้างห้องผมก็แทบจะไม่เคยเข้าไปในห้องของโมโม่เลย เหมือนยิ่งโตโมโม่ก็ยิ่งขีดเส้นกั้นไว้ ถามว่าท้อไหม ผมบอกได้คำเดียว ‘ท้อมีไว้ให้ลิงถือเท่านั้น’



“ผมขอนั่งรอที่โซฟานะ”



“ตามสบาย หิวก็ไปหาของกินในตู้เย็น”



“ขอบคุณครับ” โมโม่วางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะทำงานก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง ส่วนผมก็ได้แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น



‘คืนนี้กูไม่กลับห้องนะ อย่าลืมปิดไฟ’



ถือว่าโชคเข้าข้างไอ้ภูแล้วครับ เพราะผมได้รับข้อความจากพี่พี สงสัยถุงยางเรืองแสงจะพร้อมใช้งานแล้วแหละครับ ผมไม่ลืมที่จะอวยพรพี่พีกลับไป



‘ขอให้คืนนี้พี่เฉิดฉายอย่างเต็มที่นะครับ จากลูกภู’



เป็นไปตามที่คิดเพราะทันทีที่ผมส่งข้อความกลับไปผมก็โดนพี่พีด่ากลับมาในทันที เมื่อพูดแฟนของพี่พี ตั้งแต่คบกันผมก็ไม่เคยเจอเธอเลยสักทีครับ พี่พีไม่เคยพาผมไปเจอเลยและก็ไม่พาพี่เน่มาหาผมเหมือนกัน แต่เท่าที่รู้ทั้งคู่ก็คบกันมานานแล้ว นานพอที่จะแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมพี่พีถึงยังไม่ขอเธอแต่งงาน



“พี่พีมาตอนไหน” โมโม่เดินเช็ดผมออกมาจากห้องก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผม



“โมโม่มาในเวสลุค ผมใจคอไม่ดีเลย” ไรน้ำที่เกาะตามกรอบหน้า เส้นผมที่เปียกๆ โอโห! เป็นภาพที่หายากจริงๆ “ผมอันตรายนะครับ ระวังโมโม่จะไม่ปลอดภัย”



“เหรอ” โมโม่ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อทำให้ผมพุ่งตัวเข้าไปหาโมโม่พร้อมกับใช้มือของผมยันไว้กับโซฟา ทำให้ตอนนี้เหมือนโมโม่อยู่ภายใต้อ้อมกอดของผม



“อันตรายพอไหมครับ?” ผมยกมุมปากขึ้นหนึ่งข้างแบบเท่ๆ ก่อนจะยักคิ้วข้างเดียวแบบพระเอกแบดบอยในละคร



“ถ้ายังไม่ออกไปมึงจะได้เจอสิ่งที่อันตรายกว่าแน่” โมโม่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ซึ่งแฝงไปด้วยการเอาจริง



“อย่าทำอะไรผมนะ ผมกลัว” ผมรีบผลักออกจากโมโม่มานั่งที่เดิมก่อนจะทำท่าปิดอกเหมือนสาวๆ ที่กำลังจะถกเปิดบริสุทธิ์อะครับ



“ไร้สาระ” โมโม่ส่ายหน้าก่อนจะหันกลับไปโดยไม่สนใจท่าทางที่น่ารักของผม



“ไม่เล่นกับผมเลย” ในที่สุดผมก็ยอมแพ้.... วันนี้ไม่ใช่ พรุ่งนี้อาจจะใช่ก็ได้



“แล้วพี่พีจะมาตอนไหน”



“พี่พีพึ่งส่งข้อความมาบอกว่าคืนนี้ไม่กลับห้อง..น่าจะอยู่กับพี่เน่ผมเลยไม่ได้บอกว่าลืมเอาคีย์การ์ดมา ไม่อยากขัดจังหวะสวีท” เพราะถ้าพี่พีรู้ว่าผมลืมพี่พีก็คงจะต้องกลับมานอนที่ห้อง ผมก็อดนอนกับโมโม่.... นี่ผมเห็นใจพี่พีจริงๆ นะ



“จะนอนห้องกูว่างั้น?”



“ถ้าไม่ได้ผมก็คงต้องไปนอนข้างถนน”



“พูดได้ดี”



“ใจคอจะทิ้งผมจริงๆ ดิ”



“มึงพูดเองนะ”



“ผมพูดให้โมโม่เห็นใจผมหรอก”



“เออ ก็นอนนี่แหละ แต่นอนล่างนะ อีกห้องแอร์เสียยังไม่ได้ซ่อม”



“ได้เสมอครับ” ใครจะไปคิดว่าจะได้นอนห้องเดียวกันกับโมโม่ โชคหล่นทับสองสามชั้นเลยครับผม คืนนี้นอนหลับฝันดีแน่ๆ ไอ้ภูเอ๊ย!



“อาบน้ำไหม”



“อาบครับ”



“เดี๋ยวเอาชุดให้ เข้าไปรอในห้อง” ผมเดินเข้าไปในห้องของโมโม่ทันทีก่อนจะถอดเสื้อนักเรียนออกทำให้ตอนนี้ผมสวมแค่กางเกงนักเรียน ส่วนโมโม่ที่ตามเข้ามาก็ขมวดคิ้ว



“ช่างกล้านะมึง”



“ก็มั่นใจว่ามีของดี ก็ต้องโชว์สักหน่อย” ถึงจะไม่มีกล้ามแต่ก็ไม่มีพุงอะครับ หุ่นแบบนี้คือสุดยอดแล้ว “โมโม่มีขนรักแร้เยอะไหม ทำไมของผมมันยาวแปลกๆ” ผมเตรียมจะปลิ้นด้านในของรักแร้ที่เป็นที่อยู่ของขนออกมา แต่โมโม่กลับยกมือขึ้นห้ามก่อน



“พอๆ ไปอาบน้ำไป” โมโม่โยนผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนมาให้ผมก่อนจะโบกมือให้ผมรีบเข้าไปอาบน้ำ



อาบน้ำห้องโมโม่ครั้งล่าสุดตอนไหนนะ...



อยู่ๆ ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในช่วงที่ผมกำลังอาบน้ำ จะว่าไปตอนเด็กผมเคยอาบน้ำกับโมโม่ก็ออกจะบ่อย แต่พอโตมาโมโม่ไม่ยอมให้ผมอาบน้ำด้วยอีกเลย ทั้งๆ ที่ผมก็บริสุทธิ์ใจจริงๆ นะ...



ผมออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับที่โมโม่กำลังปูที่นอนให้ผมอยู่ที่พื้น โมโม่ทำอย่างที่พูดจริงๆ ด้วย โอกาสที่ผมจะได้นอนร่วมเตียงเดียวกันอีกครั้งก็คงจะไม่มี ไอ้ภูเซ็งครับมากครับอุตส่าห์ได้นอนห้องเดียวกันแท้ๆ แต่ดันได้นอนล่าง แต่ผมก็เข้าใจโมโม่นะถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นที่บริสุทธิ์ใจกับโมโม่ โมโม่ก็คงให้นอนเตียงเดียวกัน แต่สำหรับผมคนไม่บริสุทธิ์ใจก็ต้องนอนด้านล่างถูกแล้ว เพราะถ้าผมละเมอทำมิดีมิร้ายโมโม่ขึ้นมาจะยุ่งกันหมด โดยเฉพาะพี่พีต้องเตรียทสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอโมโม่ เอ๊ะ? หรือผมจะขอนอนบนเตียงแล้วแอบทำมิดีมิร้ายโมโม่ดี



เมื่อคิดได้ดังนั้นผมเลยลองขอโมโม่ดู แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง



“เอาจริงๆ เรานอนเตียงเดียวกันก็ได้นะโมโม่ อย่างไงเราก็ผู้ชายเหมือนกัน ไม่เสียหายหรอกหนา”



“หรอ? หรือจะไปนอนข้างนอกดี” นอกจากจะไม่ได้เป็นอย่างที่หวังแล้ว ยังแย่กว่าที่คิดอีกครับ คืนนี้นอนล่างก็นอนล่างวะ



“นอนล่างก็น่าจะดีเหมือนกันนะ ผมไม่ค่อยชอบนอนเตียงนุ่มๆ เท่าไหร่” ผมพุ่งตัวลงไปนอนบนผ้าที่โมโม่ปูทันที พื้นห้องของโมโม่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะครับ “โมโม่ครับ”



“ว่า” หลังจากที่ปูผ้าให้ผมเสร็จ โมโม่ขึ้นมานั่งบนเตียงพร้อมกับอ่านเอกสารบางอย่าง ถ้าให้เดาน่าจะเป็นเอกสารเตรียมสอน



“โมโม่ว่าผมจะเรียนไหวไหม?”



“คิดว่าไหวไหมล่ะ”



“ผมโคตรไม่ชอบอะไรที่เป็นตัวเลขเลย ผมไม่ชอบอะไรที่ต้องทำความเข้าใจ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงอยากจะเรียนให้รอด ถ้าให้พูดตามความรู้สึกก็คงอยากจะเอาชนะสิ่งที่โมโม่พูดกับผมตอนสัมภาษณ์มั้ง” ยิ่งคิดถึงคำพูดของโมโม่ผมก็ยิ่งมีแรง “ถ้าถามว่าชอบไหม ตอนนี้ผมก็ยังตอบไม่ได้เลย”



“......”



“พี่พีบอกว่าให้ผมลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ใช่ก็ซิ่วแต่ถ้าใช่ก็ทำให้เต็มที่ผมยังมีเวลาให้เรียนรู้อีกเยอะ เอาจริงๆ นะผมไม่เคยคิดถึงเป้าหมายเลย จนกระทั่งวันนี้” ตอนเด็กคุณครูมักจะถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เพื่อนๆ คนอื่นต่างมีสิ่งที่อยากเป็นกันทั้งนั้น แต่ผมกลับคิดไม่ออกว่าผมอยากเป็นอะไร ตอนมอสามที่ต้องเลือกสายเพื่อเรียนต่อผมก็ไม่รู้ว่าผมอยากเรียนสายไหนหรือชอบเรียนวิชาอะไร เพราะทุกครั้งที่เรียนผมขอให้ผ่านพอผมเลยไม่รู้ว่าผมชอบหรือถนัดอะไร และนั่นทำให้ผมเลือกเรียนตามเพื่อนๆ ของผมที่มีเป้าหมายชัดกันทุกคน จนกระทั่งมอหกผมก็ยังไม่รู้ว่าผมจะเข้าคณะไหนจบมาจะทำงานอะไร ผมเลยเลือกคณะที่ไม่ต้องเรียนเกี่ยวกับสิ่งที่ผมไม่ชอบ จนสุดท้ายผมก็มาจบลงที่คณะวิศวะฯ แม่งโคตรตลกเลยครับ ยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ



“แล้วเป้าหมายคืออะไร เท่าที่กูจำได้ตอนเด็กๆ มึงบอกว่าอยากเป็นหมอ” อื้ม! ตอนเด็กๆ ผมก็ช่างกล้าที่อยากจะเป็นหมอโดยที่ไม่ได้ดูสมองของตัวเองเลย จำได้ว่าโมโม่เคยซื้อชุดของเล่นที่เป็นหมอมาให้ผม



“ตอนนี้แค่หมายังเป็นไม่ได้เลยครับ ขนาดโจทย์ที่โมโม่ให้มาผมยังทำไม่ได้เลย” ผมยอมรับออกไปตามตรง เพราะตอนนี้โมโม่คือโมโม่ไม่ใช่อาจารย์รังสิรัตคนเมื่อกลางวัน “คือตอนนี้ผมพยายามหาว่าผมเหมาะกับอะไร มันอาจจะฟังดูตลกนะที่ผมพึ่งมาคิดเอาตอนนี้ทั้งๆ ที่คนอื่นเขามีเป้าหมายมาตั้งแต่มัธยม บางคนก็มีตั้งแต่เด็กแต่เรื่องที่ผมบอกว่าอยากเป็นหมอคือไปพักก่อนเพราะมันไม่ใช่ความฝันหรือเป้าหมายจริงๆ ผมพูดเพราะจำมาจากโฆษณาและเห็นว่ามันเท่ดี พอเวลามีใครๆ ถามผมก็ตอบว่าอยากเป็นหมอ พอผมเริ่มโตขึ้นผมเลยมองย้อนกลับไปว่าตอนนั้นผมมัวทำอะไรอยู่วะ? ทำไมถึงไม่จริงจังกับชีวิต” ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยจริงจังกับชีวิตเลย เพราะคิดว่าอย่างไงพี่พีก็ไม่ปล่อยให้ผมอดตาย ผมเคยมีความคิดที่ไม่อยากเรียนต่อ อยากนอนอยู่ห้องทำอะไรที่ชอบ แต่พอกลับมาถามตัวเอง แล้วอะไรคือสิ่งที่ผมชอบ?



“มึงจะเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่นทำไม? มึงใช้ชีวิตตามช่วงวัยของมึงได้เต็มที่แล้วไอ้ภู”



“ผมเนี่ยนะใช้ชีวิตเต็มที่?”



“มันอาจจะฟังดูแปลกๆ นะ แต่ในสายตากูที่เห็นมึงมาตั้งแต่เกิด กูบอกได้เลยว่ามึงใช้ชีวิตได้เหมาะสมกับช่วงวัยของมึงแล้ว จะคิดช้าหรือคิดเร็วปลายทางมันก็เหมือนกัน มึงลองคิดดูนะกับเด็กคนหนึ่งที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าในอนาคตอยากเป็นอะไรหรืออยากทำอะไร เขามกหมุ่นเกี่ยวกับเรื่องนั้นตั้งแต่เด็ก โดยที่ไม่สนใจเลยว่าชีวิตวัยเด็กของเขาจะหายไป ทั้งวันก็เอาแต่เรียนและเรียนพอเลิกเรียนก็มาเรียนพิเศษต่อ แต่มึงมันไม่ใช่มึงใช้เวลาส่วนมากอยู่กับภายนอกห้องเรียน มึงเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองมาตลอด สิ่งที่มึงเรียนรู้มันไม่ใช่แค่วิชาการแต่มันคือทักษะการใช้ชีวิต จากมุมที่กูเห็นมึงมาทุกช่วง” ผมนั่งคิดในสิ่งที่โมโม่พูด มันก็จริงผมยอมรับเลยว่าผมไม่โคตรไม่แคร์เรื่องเรียนอะไรเลยเอาแค่ผ่านพอ ความชอบของผมมันจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย ทำให้ผมได้สัมผัสกับอะไรหลายๆ อย่างโดยมีพี่พีที่คอยซัปพอร์ตผมเสมอ ถ้าเรื่องไหนที่ผมทำผิดหรือคิดเองไม่ได้พี่พีก็จะบอกและสอน สอนจากความผิดพลาดของผม



“พี่พีเขาจะภูมิใจในตัวผมไหมโมโม่ ผมไม่เคยทำอะไรเพื่อเขาเลย” มีแต่พี่พีที่ทำเพื่อผมทุกอย่าง ผมอยากให้พี่พีมีความสุข “หรือว่าที่พี่พีไม่ยอมแต่งงานก็เพราะผม”



“เรื่องนี้กูให้คำตอบมึงไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าพี่พีจะภูมิใจไหม กูว่าเขาภูมิใจที่มึงเกิดมา พี่พีรักมึงมากนะไอ้ภู” ผมรับรู้ถึงความรักของพี่พีมาตลอดถึงแม้ว่าจะคำพูดของพี่พีจะโคตรสวนทางกับการกระทำก็ตาม



“แล้วเมื่อไหร่ที่โมโม่จะรักผม”



“หาเรื่องโดนด่าอีกแล้ว”



“ก็หยอดไปก่อนไงโมโม่ น้ำหยดลงหินทุกวัน....”



“ก็หยดต่อไป หินกูใหญ่ไม่กร่อนให้หยดน้ำแบบมึงหรอก” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบโมโม่ก็ตัดบทเอาสะก่อน “ถ้าไม่มีอะไรทำก็นอนไป”



“หูยย แรงนะ ว่าแต่ว่าหินโมโม่ใหญ่จริงเปล่าครับ?” ผมรีบหุบปากทันทีที่เห็นสายตาดุๆ ของโมโม่ส่งมาให้ “แล้วโมโม่จะทำอะไรเหรอครับ”



“ทำคอร์สเอาท์ไลน์”



“ผมมีโอกาสที่จะได้เรียนกับโมโม่ไหม”



“ทำไม”



“ก็ได้ข่าวว่าโมโม่เป็นอาจารย์ที่โหดและดุแต่นั่นก็บทบาทของอาจารย์รังสิรัต แต่ถ้าเป็นโมโม่ของผมใจดีที่สุด”



“กูเคยใจดีกับมึงด้วยเหรอวะ”



“ก็ใจดีแบบฉบับของโมโม่อะครับ” ปากร้ายแต่ก็ใจดี ถึงจะห้ามแต่ก็ตามใจ โมโม่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ใจดีแบบนี้ผมถึงได้ไม่ไปไหน



“ถ้ายังไม่นอนกูจะได้ใจร้ายกับมึง”



“ฝันดีครับ” ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายก่อนจะหลับตาและจินตนาการว่าผมนอนอยู่ข้างๆ โมโม่ จินตนาการว่ามีมือของโมโม่มาลูบผมเบาๆ จนผมหลับไป...



“หลับง่ายเหมือนเดิม”



ในสายตาของรังสิรัตภูก็ยังคงเป็นเด็กเสมอ เด็กที่คอยวิ่งตามเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เด็กที่บอกรักเขาอยู่ทุกวัน และจะเป็นเด็กในสายตาของเขาตลอดไป...



“กูคงให้ในสิ่งที่มึงต้องการไม่ได้หรอกภู....”



“ผมจะขยัน! ครอก!!” รังสิรัตตกใจที่อยู่ๆ ภูดินันท์ก็พูดออกมาเสียงดังก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงกรน



“.........”





ปล.หินโมโม่ใหญ่ไหมครับ?

ออฟไลน์ Tassanee

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 81
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนแรกแอบคิดว่าพี่พี กะโมโม่ กิ๊กกัน  พอพี่พีมีแฟนก้อสบายใจไปเปราะนึง แต่ทำไมโมโม่พูดงี้อ่ะ  เสียจัย...สงสารน้องภูจุงเบยยย

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 5.1

ภูดินันท์ในรั้วมหาลัย



“ผมหล่อยังพี่” ตอนนี้ผมกำลังสวมไทด์ก่อนจะหันไปถามพี่พีที่นั่งตัดเล็บเท้าอยู่ที่พื้น อ่อ! ลืมบอกไปเลยครับว่าวันนี้เป็นวันปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่ของทุกคณะ และเป็นวันแรกที่ผมจะได้เข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งของคณะวิศวฯ



“น้อยกว่ากู”



“ถ้าบอกว่าผมหล่อนี่จะบอกว่าได้พ่อมาเต็มๆ เลยนะครับ” ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พี่พีก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่หน้าหล่อๆ ของตัวเอง “วันนี้พี่จะไปส่งผมเหรอ”



“เออ”



“อยากเห็นผมเดินเข้ามหาลัยก็บอก โคตรคุณพ่ออะครับ”



“งั้นนั่งรถเมล์ไป”



“ไปวันแรกขอนั่งรถหล่อๆ ไปก่อนดีกว่าครับอาบอจี” ผมพยายามจะพูดเกาหลีให้เข้ากับทรงผมของผมในตอนนี้ ลุงเป็ดร้านตัดผมแถวคอนโดบอกว่ากำลังฮิตบอกว่าวัยรุ่นชอบตัด จากตอนแรกที่ผมหน้าตาคล้ายแจฮยอนพอเปลี่ยนทรงผมจากที่คล้ายก็เหมือนเลยครับ



หลังจากที่ต่อปากต่อคำกันเป็นที่พอใจ พี่พีก็ขับรถมาส่งผมที่หน้าคณะก่อนจะย้ำกับผมเป็นรอบที่ล้านว่าอย่าก่อเรื่องเพราะคนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้มีแค่ผมเพียงคนเดียว แต่เอาเถอะคนอย่างผมไม่เคยหาเรื่องใครอยู่แล้วมีแต่เรื่องที่ชอบมาหาผม



“แล้วมึงไม่ลงไป”



“พี่ลืมอะไรรึเปล่าเอ่ย?” พี่พีมองหน้าผมงงๆ เหมือนไม่รู้ว่าลืมให้อะไรผม



“ให้กูหอมแก้มมึงก่อนไปเรียนกูถีบมึงจริงๆ นะ” พี่พีพูดด้วยท่าทางระแวงพร้อมกับสายตาที่ไม่ไว้ใจผม



“นั่นก็เป็นความคิดที่ดี แต่ก็ยังไม่ใช่ครับ”



“แล้วอะไร”



“ผมยังไม่ได้เงินเลยจ้า การเรียนก็ต้องใช้เงินนะรู้เปล่า” ไหนจะค่าข้าวค่าน้ำค่าของกินเล่นค่าชีทเรียนและค่าจิปาถะอีกเยอะแยะ



“กูโอนเข้าเอทีเอ็มมึงแล้ว ใช้ให้ได้ถึงเดือน” ถ้าตอนมัธยมผมจะได้เป็นรายอาทิตย์ เอาจริงๆ ถ้าอาทิตย์ไหนไปเดินห้างบ่อยๆ ก็ไม่เหลือถึงวันศุกร์อะครับ แต่โชคดีที่พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างเลยไม่ค่อยได้ขอพี่พีเท่าไหร่ นอกจากจะมีกิจกรรมจริงๆ ผมถึงขอ



“โอเค งั้นหอมแก้มผมหน่อยพี่ ผมอยากได้ความรักจากอาบอจี”



“ไอ้ภู”



“กอดก็ได้ กอดหน่อยๆ กอดลูกหน่อยครับ” ผมอ้ามือออกเตรียมรับกอดจากพี่พี แต่ดูเหมือนว่าพี่พีของผมจะเขินจนสรรหาคำด่าออกมาไม่ทัน “แค่กอดลูกเอง ที่กอดผู้หญิงไม่เห็นต้องคิดมากเลยพอ”



“มาๆ รำคาญ” และแล้วผมก็ได้สัมผัสอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ... ซึ้งใจว่ะครับ “มึงร้องไห้ทำไม?”



“มันซึ้งอะพี่ ผมไปเรียนนะ สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้พี่พีก่อนจะเปิดประตูรถออกมา วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเข้ามาคณะในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งทำไมผมรู้สึกภูใจแปลกๆ วะ



“ไอ้ภูทางนี้ๆ” ผมเดินมายังสถานที่นัดของเพื่อนๆ ผมที่มาถึงก่อนหน้า



“ไอ้พระเอกทรงผมมึง” ผมส่ายหัวให้กับทรงผมของไอ้พระเอกที่เปลี่ยนทรงใหม่มันคงคิดว่าเบ้าของมันดีจนจะทำทรงไหนก็รอด



“พัคแซรอย ยูโนว์?”



“ถ้ามึงพัคแซรอยกูก็คงสหายผู้กองแล้วแหละ” ผมทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ไอ้พระเอก “เพื่อนๆ ไปไหนกันวะ ทำไมมีแต่กระเป๋า” ผมเห็นกระเป๋าของไอ้ต้นไทรกับไอ้ดาวฤกษ์



“ไปดูลาดเลา”



“พูดเหมือนจะไปปล้น”



“ใช่พวกกูวางแผนจะมาปล้น แต่ปล้นใจนะ ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงคณะนี้จะสวย เข้ามาสิบแม่งสวยสิบคนเลยว่ะ มึงต้องเห็นไอ้ภู”



“ไม่มองหญิงครับ”



“อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”



“หัวใจกูรับใครไม่ได้อีกแล้ว” ผมยกมือขึ้นจับหัวใจพร้อมกับคลึงมันเบาๆ เพราะถ้าคลึงแรงโมโม่ที่อยู่ในใจของผมจะเจ็บเอาครับ



“มึงบี้หัวนมตัวเองทำไม.... แล้วใครวะ? กูเห็นมึงพูดมาตั้งแต่ปอหนึ่ง”



“บี้หัวนมหน้ามึงสิ นี่กูกำลังวัดอัตราการเต้นของหัวใจอยู่” ผมรีบเอามือที่จับหัวใจอยู่ออกทันที “และกูก็ไม่บอกว่าเป็นใคร ถ้าถึงเวลาเดี๋ยวมึงก็รู้เอง แต่อาจจะนานหน่อยกูรอได้ งานแต่งของกูพวกมึงก็น่าจะเกษียณพอดี” โมโม่ยังคงเป็นเรื่องเดียวในชีวิตของผมที่สามารถรอได้ทั้งชีวิต อย่างน้อยข้อดีของสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ก็คือการฝึกความอดทนของผม



“กูจะมีชีวิตอยู่เพื่องานแต่งมึงนะเพื่อน” ไอ้พระเอกตบบ่าผมพร้อมกับส่ายหน้าอย่างระอา



“เฮ้ย!! พวก! มาแล้วเหรอวะ!” ไอ้ต้นไทรเข้ามากอดผมก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ “กูไปดูจุดลงทะเบียนมาคนเริ่มมาเยอะแล้ว เราไปกันเลยไหม”



“เอาดิ” ผมเตรียมสะพายกระเป๋าและลุกขึ้นตามพวกมันเข้าไปที่จุดลงทะเบียน แต่โชคไม่ดีที่พวกผมต้องนั่งแยกกันตามรายชื่อ พวกมันไม่น่าจะมีปัญหาหรอกครับมีแต่ผมนี่แหละที่โคตรมีปัญหากับการเข้าสังคม ไม่ใช่ว่าผมหาเรื่องใครนะแต่หน้าตาผมกวนตีนทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะเป็นเพื่อนกับผมสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะน้ำเสียงและท่าทางของผม



“นายๆ ชื่อไรเหรอ” ผมสะกิดแขนคนข้างๆ เบาๆ



“มึงไม่มีตามองรึไง? ป้ายชื่อก็มี แล้วชื่อมึงโคตรประหลาด ภูชี้ฟา” ไอ้คนข้างๆ มองป้ายชื่อผมด้วยสายตาขบขัน ไม่เห็นจะน่าขำเลยภูชี้ฟ้าเท่จะตาย ทำให้ผมเหล่ไปที่ป้ายชื่อของมัน



“ตาอะมีแต่กูอยากถามไง ถ้าอ่านแค่ป้ายกูจะได้คุยกับมึงเหรอ?” สรรพนามผมเปลี่ยนไปทันทีเพราะไอ้คนข้างๆ นี่เริ่มก่อน “แล้วมึงชื่อดอย? ดอยไหนวะ ดอยหมึง ดอยหมู ดอยหมอ หรือดอยนี้มีแต่หมอ เอาสักดอยซิจ๊ะ”



“เพื่อนเล่นมึงเหรอ?”



“แล้วเห็นว่ากูเล่นกับมึงอยู่รึไง กูก็แค่ถามทำความรู้จักเห็นว่าเรานั่งข้างๆ กัน”



“กูไม่ได้อยากรู้จักมึง”



“โอเคกูจะไม่คุยกับมึงอีกไอ้ดอยหมู” ผมหันหน้าไปอีกทางเตรียมที่จะทำความรู้จักกับเพื่อนอีกข้างแต่ลืมไปว่าผมนั่งริมทำให้มีแต่ทางเดินที่เป็นเพื่อนผมอยู่ในตอนนี้



“มึงชื่ออะไร กูภูนะ ยินดีที่ได้รู้จักไอ้กำแพง ไอ้ผนัง ไอ้ลำโพง” อย่างน้อยตอนนี้ก็มีเพื่อนอยู่สามคนแม้ว่าพวกมันจะไม่ตอบผมก็ตามแต่ก็ถือว่าดีกว่าไอ้ดอยหมูที่นั่งอมขี้อยู่ข้างๆ ผม



ตลอดการปฐมนิเทศในช่วงเช้าก็ผ่านไปด้วยความน่าเบื่อเพราะเป็นการแนะนำคณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลนักศึกษาของคณะ และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็มีโมโม่ของผมอยู่ด้วยเหมือนกัน ผมพยายามจะยิ้มให้โมโม่เผื่อว่าโมโม่จะเห็นผมบ้าง แต่ไม่ครับโมโม่ไม่แม้จะเปรยตามามองทางผมเลยสักนิด



และแล้วเวลาน่าอึดอัดก็จบลงหลังจากถึงเวลาพักเที่ยง ผมรีบวิ่งเข้าไปหาไอ้ต้นไทรทันทีเพราะไม่อยากอยู่กับไอ้เหี้ยดอยหมูที่ไม่คุยอะไรกับผมเลยสักคำ



“โคตรเซ็ง”



“เป็นไรวะเพื่อน” ผมบ่นกับไอ้ต้นไทรขณะที่ต่อแถวรับข้าวกล่องของคณะ



“คนที่นั่งข้างๆ กูแม่งโคตรไม่เป็นมิตรเลย มึงคิดดูนะขนาดน้ำตาลยังเป็นมิตรอะ มิตรผล.."



“.......”



“ไม่ตลกเหรอวะ?” เมื่อเห็นว่าไอ้ต้นไทรมันนิ่งให้กับมุขน้ำตาลมิตรผลของผม ผมเลยเปลี่ยนมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้มันฟังแทน



“ถ้ากูเป็นไอ้ดอยนั่นนะกูต่อยมึงปากแตกแล้ว รู้จักก็ไม่รู้จักเสือกไปเรียกเขาว่าดอยหมู ดอยหมึงอะไรของมึง” และผมก็เล่าเรื่องให้ไอ้ต้นไทรฟัง หลังจากที่มันฟังจบไอ้เวรต้นไทรก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามอง ก่อนจะซ้ำเติมผม



“กูก็ถามแม่งดีๆ แต่เสือกตอบกวนตีนนี่หว่า ถ้าต่อยมากูก็ต่อยกลับแบบไม่โกงอะเพื่อน ร่างกายของเสือภูพร้อมปะทะเสมอ”



“ใครเขาบอกมึงเสือวะ”



“กูเอง กูแต่งของกูเอง” ไม่นานเพื่อนอีกสองคนของผมก็หอบข้าวกล่องมานั่งรวมกับผมและไอ้ต้นไทร โดยที่ไอ้ต้นไทรมันทำการจัดแจงเล่าให้ไอ้สองตัวนั้นฟัง



“ชื่อดอยเหรอวะ” ไอ้พระเอกทำท่าคิดเหมือนมันนึกอะไรได้ “คุ้นๆ”



“กูก็คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยิน” ไอ้ดาวฤกษ์เสริม คงจะมีแต่ผมกับไอ้ต้นไทรแหละมั้งครับที่ไม่คุ้นชื่อของไอ้ดอยหมู แต่ช่างเถอะ ผมจะไม่สนใจอะไรมันแล้วเพราะมันหยิ่ง ผมเกลียดคนหยิ่ง



ขณะที่พวกผมกำลังคุยกัน อยู่ๆ ไอ้เจ้าของชื่อก็ถือข้าวกล่องเดินผ่านไปด้วยท่าทางกวนตีน… เดินผ่านเงียบๆ เขาเรียกว่ากวนตีนไหมอะครับ?



“ไงดอยหมู”



“ไอ้เหี้ยภู!” ไอ้พระเอกที่นั่งใกล้ผมที่สุดรีบพุ่งเข้ามาปิดปากผมทันทีที่ผมทักไอ้ดอยหมูที่เดินผ่าน ส่วนไอ้ดอยหมูที่ได้ยินมองผมด้วยสายตานิ่งๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ



“มึงมีปัญหาอะไรกับกู?” ไอ้ดอยหมูนั่งย่อตัวอยู่ตรงหน้าผม



“ขอโทษแทนไอ้ภูด้วย เพื่อนกูมันปากหมาไปหน่อย” ไอ้พระเอกที่ปิดปากผมอยู่รีบพูดขอโทษ “มึงอย่าถือสามันเลย”



“อ่อยอู!” ผมพยายามที่แกะมือของไอ้พระเอกออกแต่ไอ้สองตัวดันมาช่วยสมทบจนผมไม่สามารถที่จะแกะได้



“งั้นบอกเพื่อนมึงด้วยว่าอย่ามายุ่งกับกู” พูดจบไอ้ดอยหมูก็เดินออกไป เมื่อเห็นว่าไอ้ดอยหมูไปไกลแล้วไอ้พระเอกก็ปล่อยออกทันที



“มึงไปขอโทษมันทำไมวะไอ้พระเอก”



“ก็มึงไปเริ่มก่อนทำไมไอ้ภู” ไอ้พระเอกมันว่า “อยู่มหาลัยก็อย่าหัดปากดี หมาในปากมึงก็เก็บไว้บ้าง ถ้าพวกกูไม่อยู่มึงจะทำไง”



“ก็คงไม่เก่งแบบนี้ ไอ้พระเอก มึงก็รู้ว่าเพื่อนมึงเก่งแต่กับตอนมีเพื่อน” ไอ้ต้นไทรพูดเสริมขึ้นมา “ครั้งนี้กูเห็นด้วยกับไอ้พระเอกมันนะ อันนี้มึงผิดเต็มๆ อยู่มหาลัยไม่ใช่ว่ามึงจะโชว์เกรียนโชว์เก๋า ที่นี่ไม่ใช่มัธยมนะมึง ถ้าเขาเอาจริงขึ้นมาคือเอาจริงไม่ใช่แค่ขู่”



“ไอ้ฤกษ์เหลือมึง” ผมหันไปขอความเห็นใจจากดาวฤกษ์เพื่อนรัก



“สามต่อหนึ่ง ครั้งนี้มึงแพ้ว่ะเพื่อน” ไอ้ดาวฤกษ์สรุปให้เสร็จสับ พวกผมสี่คนมักจะมีกติกาที่ทำกันมาตั้งแต่เด็กในเรื่องที่ขัดแย้งกันหรือเรื่องที่หาข้อสรุปไม่ได้ เมื่อโหวตกันแล้วก็ต้องยอมรับเสียงข้างมาก และตอนนี้ผมก็ดันเป็นเสียงข้างน้อย ถึงแม้จะไม่พอใจอยู่บ้างแต่ผมก็เลือกที่จะนิ่ง



“พวกมึงคอยดู....” คนแพ้อย่างผมมีสิทธิ์พูดได้แค่คอยดูก็เท่านั้น



“ไม่คอยดูอะไรทั้งนั้น ที่กูพูดก็หัดฟังบ้าง เก่งกับพวกกูได้แต่อย่าไปเก่งกับคนอื่น” ไอ้ต้นไทรตบไหล่ผมแรงๆ หนึ่งทีพร้อมกับพูดย้ำ



“และที่มึงเป็นแบบนี้ก็เพราะมึงทำตัวไม่ถูก แต่ก็ช่วยรู้ด้วยว่าการทำตัวไม่ถูกของมึงจะหาเรื่องมาใส่ตัว” ผมก้มหน้ารับผิดอีกครั้งหลังจากที่ไอ้ดาวฤกษ์พูดต่อ



“ครับ...ภูดินันท์จะไม่ทำอีกแล้ว ภูขอโทษครับเพื่อนๆ” ถึงฟังดูเหมือนประชดแต่ผมไม่ได้ประชดนะ ผมขอโทษจริงๆ เพราะบางการกระทำของผมมันก็ไม่ถูกและไม่ควร ถ้าไม่ได้พวกมันคอยเตือนผมก็ไม่รู้ว่าผมจะอยู่ได้ถึงทุกวันนี้หรือเปล่า



“ไอ้ภูกูคิดออกแล้ว!” อยู่ๆ ไอ้พระเอกก็พูดขึ้นมาเสียงดัง “ไอ้ดอยนั่นมันเป็นลูกของอธิการบดีฯ กูคุ้นๆ ตอนที่กูมาสัมภาษณ์!!!”



“อธิการบดีแล้วไงวะ.....” ผมรีบยกมือขึ้นปิดปากทันทีที่เผลอพูดแบบนั้นออกมาทั้งๆ ที่ก่อนหน้าผมสำนึกผิดแล้ว ผมเชื่อแล้วครับว่าในปากของผมต้องมีสุนัขอาศัยอยู่แน่ๆ



“จะเล่นกับใครก็ดูแบคบ้างนะเพื่อน” ไอ้ต้นไทรพูด



"แบคอะไร แบคฮยอนหรอ?" ขำเถอะนะเพื่อนๆ ช่วยกู้มุขน้ำตาลมิตรผลของผมก็ยังดี แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือเสียงถอนหายใจของพวกมัน



"มุขหรือเปลือกหอย" ไอ้พระเอกถาม



"ก็มุขดิวะ ถ้าเปลือกหอยก็ต้องอยู่ทะเล ถ้าอยากจะเท่ก็ต้องภูดินันท์....." ผมว่าผมไม่เล่นแล้วดีกว่า ระหว่างนั้นผมก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวกล่องของตัวเอง จนกระทั่งไอ้พระเอกพูดขึ้นมา



“เอ้อ! พ่อมันเหมือนจะเป็นผู้กำกับเลยว่ะเพื่อน...” ไอ้พระเอกพูด



“กำกับเรื่องอะไรวะ?”



“ไอ้ภู! กับหนังหน้ามึงมั้ง!” และแล้วผมก็โดนพวกมันสามคนทำร้ายร่างกาย โดยมีไอ้พระเอกที่ใช้เท้าแตะ ไอ้ต้นไทรตบหัว และไอ้ดาวฤกษ์ที่บิดหัวนม



“โอ๊ยเจ็บๆๆ !!! เออๆ กูไม่ยุ่งแล้ว อยู่กับพวกมึงสบายใจกว่าไม่มีเรื่องด้วย” หลังจากที่โดนพวกมันเล่นงานผมเลยยอมแพ้ไม่พูดอะไรที่กวนโมโหพวกมันออกไป จริงๆ ก็เข้าใจตั้งแต่ที่พวกมันพูดครั้งแรกแล้ว แต่ด้วยความที่ชอบยั่วให้พวกมันด่าผมเลยพูดแบบนั้นออกไป และอีกอย่างก็คือผมไม่อยากขึ้นโรงพักเป็นรอบที่สองแล้วดังนั้นสบายใจได้ว่าผมจะไม่ไปล้อไอ้ดอยหมู..เอ่อ ไอ้ดอยแบบนั้นอีกแล้ว



หลังจากที่กินข้าวกลางวันเสร็จพวกพี่ๆ ก็เรียกรวมโดยที่เข้าแถวเหมือนเมื่อเช้าทำให้ผมต้องกลับมานั่งใกล้กับไอ้ดอยลูกผู้กำกับ



“ดอยครับ” ผมพยายามพูดให้เพราะและน้ำเสียงน่าฟังที่สุด “เมื่อเช้าเราขอโทษนะที่พูดกับนายไม่ดี พอดีว่าเราอารมณ์ร้อนตามอากาศเลยควบคุมปากไม่ได้”



“........”



“ดอยครับ?”



“........”



“ดอยอย่าฟ้องพ่อนะครับ...” ท้ายที่สุดแล้วผมก็ใจกากพูดแบบนั้นออกไป อย่างน้อยมันก็เป็นเครื่องการันตีว่าผมจะไม่มีปัญหาในอนาคต



“พ่อกูเกี่ยวอะไร?” และแล้วไอ้ดอยก็ยอมพูดกับผมสักทีหลังจากที่พยายามง้ออยู่นาน ไม่ถึงสองนาทีเขาเรียกนานรึเปล่าวะ?



“ก็พ่อดอยครับเป็นผู้กำกับไม่ใช่เหรอ?”



“แล้วเกี่ยวอะไรกับมึง” ไอ้ดอยยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะขอโทษ



“ก็เมื่อเช้าเราพูดกับดอยครับไม่ดี เราพูดล้อชื่อของดอยว่าดอยหมึง ดอยหมู อะไรแบบนี้ ดอยครับอย่าไปฟ้องพ่อเลยนะ” ผมพยายามที่จะทำหน้าตาให้ดูน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้



“มึงคิดว่ากูจะปัญญาอ่อนเอาเรื่องแบบนี้ไปฟ้องพ่อกูเหรอ? มึงปัญญาอ่อนปะเนี่ย ถามจริงมึงเต็มป่าววะ?”



“......” ยอมรับว่าผมเอ๋อไปทันทีที่ไอ้ดอยมันถามผมว่าผมปัญญาอ่อนหรือเต็มไหม เพราะสีหน้าของมันที่ถามผมคือโคตรจะจริงจัง และที่สำคัญเหมือนผมถูกไอ้ดอยต่อยหน้าเต็มๆ กับคำพูดที่มันถามว่าผมเต็มรึเปล่า คือกูก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่ากูเต็มหรือล้น



“เราแค่อยากเป็นเพื่อนกับดอยครับ”



“กูไม่อยากมีเพื่อน”



“สักคนก็ไม่อยากมีเหรอ?”



“ไอ้เหี้ยนี่ฟังไม่รู้เรื่องเหรอวะ? มึงนั่งเงียบๆ แล้วอย่ามายุ่งกับกู” จากตอนแรกที่ผมรู้สึกไม่ชอบหน้าแต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกถูกชะตากับไอ้ดอยลูกผู้กำกับอย่างไงก็ไม่รู้ บอกตามตรงว่าอยากมีเพื่อนแบบนี้มากๆ



“ดอยครับ พูดแบบนี้เหมือนห้ามฝนไม่ให้ตก ห้ามฟ้าไม่ให้ร้องเลย ดอยจะห้ามอะไรก็ห้ามได้แต่ดอยอย่าห้ามไม่ให้เราเป็นเพื่อนกับดอยเลยนะ เราอะเก่งแค่ปากแต่อย่างอื่นเราไม่เก่งหรอก แต่ถ้าดอยมีเราเป็นเพื่อนนะ ดอยอยากให้เราไปด่าใครก็ได้ถ้าดอยไม่พอใจเพราะเราอะ.....” ยังไม่ทันที่ผมพูดจบไอ้ดอยก็ยกมือขึ้นมา ทำให้ตอนนี้ทุกคนที่กำลังทำกิจกรรมกันอยู่หันมาถามผมและไอ้ดอยทันที



ก็ไม่อยากเป็นเซนเตอร์หรอกนะครับ แต่สถานการณ์มันบีบบังคับให้เป็น



พรึบ!



“ขอโทษนะครับพอดีไอ้คนนี้มันบอกว่าปวดท้องเหมือนไส้ติ่งแตก พี่ช่วยพามันไปโรงพยาบาลหน่อยครับ” ผมเอ๋อรับประทานอีกครั้งทันทีที่ไอ้ดอยหมูมันตะโกนบอกทุกคนแบบนั้น ไม่นานก็มีพี่ๆ ฝ่ายพยาบาลเข้ามาหามผมอยู่สามสี่คนเหมือนจะเอาผมไปบูชายัญ



“ดะ..เดี๋ยวๆ ผมไม่ได้ปวดท้องครับ!”



“น้องไม่เป็นไรนะ ทำใจดีๆ !”



“พะ..พี่ครับ” ไอ้เหี้ย!!! ไม่มีใครฟังเสียงกูเลย ไอ้ดอยหมู! ไอ้...ไอ้!! ไอ้บ้าเอ๊ย!!





ปล. อะไรเอ่ยตายเพราะปาก

ตอบ ภูดินันท์!

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Tassanee

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 81
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
5555555 น้องภู

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 5.2

ภูดินันท์ในรั้วมหาลัย



“ขอโทษนะครับพอดีไอ้คนนี้มันบอกว่าปวดท้องเหมือนไส้ติ่งแตก พี่ช่วยพามันไปโรงพยาบาลหน่อยครับ” ผมเอ๋อรับประทานอีกครั้งทันทีที่ไอ้ดอยหมูมันตะโกนบอกทุกคนแบบนั้น ไม่นานก็มีพี่ๆ ฝ่ายพยาบาลเข้ามาหามผมอยู่สามสี่คนเหมือนจะเอาผมไปบูชายัน



“ดะ..เดี๋ยวๆ ผมไม่ได้ปวดท้องครับ!”



“น้องไม่เป็นไรนะ ทำใจดีๆ !”



“พะ..พี่ครับ” ไอ้เหี้ย!!! ไม่มีใครฟังเสียงกูเลย ไอ้ดอยหมู! ไอ้...ไอ้!! ไอ้บ้าเอ๊ย!!



“น้อง!!! อดทนหน่อยนะบอกไส้ติ่งอย่าพึ่งแตก ไอ้นนไปตามอาจารย์มาบอกว่ารุ่นน้องไส้ติ่งจะแตก!!” ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนจัดเตรียมเอาไว้ ผมถูกหามขึ้นรถฉุกเฉินก่อนจะถูกปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาโดยมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่สแตนด์บายอยู่บนรถจัดแจงตรวจร่างกายของผมทันที



“น้องเจ็บไหม”



“เอ่อ....” ผมเตรียมที่จะอธิบายว่าผมไม่เป็นอะไร แต่ดูเหมือนจังหวะที่ผมจะพูดกลายเป็นจังหวะนรกไปหมด



“พี่กดตรงนี้เจ็บไหม น้องได้สติไหม!” ไอ้รุ่นพี่ของคณะที่กระโดดขึ้นรถมาด้วยตบที่หน้าผมเหมือนพยายามจะเรียกสติ แต่ไอ้คุณพี่มึงจะรู้ไหมว่าตบกูแรงจนหน้าสั่นไปหมดแล้ว



“พะ..พี่ครับ ผมมะ..” ยังไม่ทันที่ผมจะปฏิเสธอีกครั้ง อยู่ๆ ประตูรถก็ถูกเปิดออกหลังจากที่รถพยาบาลเข้ามาเทียบท่าที่ห้องฉุกเฉินโดยที่มีเวรเปลมารอรับอยู่แล้ว ทำให้ตอนนี้ผมถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันทีโดยที่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอะไรออกมา



“บอกคุณหมอเคสด่วน ไส้ติ่งแตก!! เตรียมห้องผ่าตัด!!” หลังจากที่ผมได้ยินว่าต้องเข้าห้องผ่าตัด อยู่ๆ หน้าผมก็มืดขึ้นมาทันที.. คือกูต้องผ่าไส้ติ่งจริงๆ เหรอวะ!!



“หมอครับ!! น้องหน้าซีด!! คุณหมอช่วยมาดูน้องผมที!!” ผมพยายามจะสะกิดที่มือของรุ่นพี่ให้หันมาฟังผมก่อน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรุ่นพี่บีบมือผมแน่นด้วยสายตาเป็นห่วงพร้อมกับพูดว่า “น้องต้องไม่เป็นอะไร พระเจ้าจะคุ้มครองน้องให้ผ่านพ้นการผ่าตัดในครั้งนี้ด้วยดี พี่ขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่อยู่แห่งหลนี้ขอให้น้องปลอดภัย”



“พะพี่..ผม”



“เข็นไปห้องผ่าตัดด้วย บอกวิสัญญีแพทย์ให้เตรียมวางยา!”



ไอ้เหี้ย!!! เรื่องใหญ่กว่าที่คิด อยู่ๆ ผมก็ถูกเข็นเข้าไปที่ห้องผ่าตัดพร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกสองสามคนซึ่งหนึ่งในนั้นคือคุณหมอประจำห้องฉุกเฉิน เมื่อเข้ามาถึงห้องผ่าตัดผมรู้สึกหน้ามืดทันที ทั้งกลัว ทั้งตกใจ สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือร้องไห้ออกมา มันเป็นสิ่งที่ผมสามารถระบายออกมาได้ดีที่สุด



“เดี๋ยววางยาก็ไม่เจ็บแล้วค่ะ” พี่พยายามที่เห็นว่าผมร้องไห้ก็เข้ามาปลอบทันที



“คือผมไม่ได้ปวด...”



“เตรียมตัวครับ!”



เฮือก!



ภูดินันท์เป็นลมทันทีที่เมื่อถูกเข็มแทงเข้าที่บริเวณข้อมือเพื่อเจาะน้ำเกลือโดยที่เขายังไม่ทันได้เตรียมใจหรือบอกความจริงว่าเขาไม่ได้ปวดท้อง แต่ทุกอย่างมันก็ไม่เป็นไปตามที่เขาหวัง ด้วยความที่กลัวตกใจจึงทำให้เกิดความกดดันก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเครียดทำให้ภูหมดสติไปทันที...



ระหว่างนั้นหมอผ่าตัดเดินเข้ามาด้านในเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าไส้ติ่งครั้งนี้ มันไม่ใช่เคสยากแต่คุณหมอต้องการทำตรวจเช็คอีกครั้ง



คุณหมอวางมือที่บริเวณท้องน้อยด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของไส้ติ่ง ระหว่างนั้นเองหมอดมยาหรือวิสัญญีแพทย์ทำการวางยาสลบในการผ่าตัดผ่านน้ำเกลือเป็นที่เรียบร้อย



“มีอะไรรึเปล่าคะคุณหมอ” พยาบาลผู้ช่วยถามขึ้นทันทีที่เห็นคิ้วของคุณหมอขมวดระหว่างที่ตรวจบริเวณท้องของคนไข้



“เคสไส้ติ่งใช่ไหมครับ?”



“ค่ะ หมอห้องฉุกเฉินแจ้งมาแบบนี้”



“ผมว่าไม่ใช่แล้วแหละครับ ได้มีการสักประวัติคนไข้ไหมครับ? แล้วเขาปวดมากี่ชั่วโมงแล้ว??” คุณหมอรีบสักประวัติกับพยาบาลทันที



“เอ่อ....เคสฉุกเฉินค่ะ”



“คงจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันแล้วแหละครับ!” คุณหมอรีบออกจากห้องผ่าตัดทันทีก่อนจะตรงไปที่ห้องฉุกเฉินพร้อมกับซักประวัติจากรุ่นพี่ที่ตามมา แต่รุ่นพี่ไม่ได้รู้ละเอียดลึกเพราะถูกสั่งมาอีกที เมื่อซักกันไปมาจึงได้ข้อสรุปว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเมื่อรุ่นพี่กลับมาตามตัวต้นเหตุของเรื่อง



ในส่วนของรังสิรัตที่ได้รับแจ้งจากนักศึกษาว่ามีปีหนึ่งปวดท้องเฉียบพลันสันนิษฐานว่าเป็นไส้ติ่ง เขาจึงรีบตรงมาที่โรงพยาบาลทันทีโดยที่ไม่รู้ว่านักศึกษาคนดังกว่าคือภูดินันท์ ในช่วงที่เขามาถึงทุกอย่างเริ่มวุ่นวายไปหมดทั้งหมอ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ประจำรถฉุกเฉิน จนเขาที่เป็นอาจารย์ต้องเข้าไปไกล่เกลี่ย



“เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ..” ดอยหรือนฤดิษอธิบายเรื่องทุกอย่างให้อาจารย์และคุณหมอเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่เป็นเหตุของความวุ่นวายนี้



“แล้วตอนนี้นักศึกษาเป็นอย่างไงบ้างครับ” รังสิรัตรอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันไปถามคุณหมอ



“โชคดีที่ผมยังไม่ทันได้เริ่มผ่าครับ แต่ให้ยาสลบไปน่าจะอีกหนึ่งถึงสองชั่วโมงถึงจะตื่นครับ ตอนนี้อยู่ที่ห้องพักแล้ว”



“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับและก็ขอโทษคุณหมอด้วยที่ทำให้เสียเวลา” รังสิรัตกล่าวขอโทษพร้อมกับให้นฤดิษกล่าวขอโทษคุณหมอที่ทำให้เดือดร้อนก่อนที่จะสั่งให้รุ่นพี่พานฤดิษกลับไปทำกิจกรรมต่อ ส่วนเขาก็ตรงไปที่ห้องพักรวมทันที



รังสิรัตมึนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันแรก ตั้งแต่เขาเป็นอาจารย์มายังไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เลยสักครั้ง รุ่นนี้ถือว่าเปิดตัวได้ดีและต้อนรับเขาในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาหลังจากที่เขาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของรุ่นปีสี่ที่พึ่งจบไป รังสิรัตคงต้องกลับไปเตรียมตัวรับมือกับเด็กรุ่นนี้มากกว่ารุ่นอื่นๆ



“เตียงนี้ค่ะ” พยาบาลที่เดินนำมาถึงเตียงของลูกศิษย์ผายมือไปตรงหน้าก่อนจะขอตัวออกไป ทำให้รังสิรัตเดินไปเปิดผ้าม่านออกเพื่อเข้าไปดูนักศึกษาของเขาที่ยังนอนไม่ได้สติ โดยที่ในใจของรังสิรัตแอบภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิด แต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจ เพราะทันทีที่รังสิรัตเปิดผ้าม่านออกคนตรงหน้าที่นอนไม่ได้สติอยู่กลับกลายเป็นคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี



“ไอ้ภู!” รังสิรัตเข่าอ่อนทันทีที่เห็นคนตรงหน้า ไม่ใช่ว่าเขาเป็นห่วงแต่กลับกันตอนนี้เขาอยากจับภูดินันท์เขย่าแรงๆ ก่อนจะโยนทิ้งลงแม่น้ำ



เมื่อตั้งสติได้เขาจึงรีบต่อสายหาผู้ปกครองของภูดินันท์ทันทีตามกระบวนการของคณะ



(มีไรวะ)



“ว่างอยู่ไหมพี่”



(กำลังจะประชุม แต่ตอนนี้คุยได้อยู่ มึงมีอะไร....) ปลายสายเงียบไปสักพักก่อนที่จะพูดขึ้นมาเบาๆ (หรือไอ้ภูมันไปก่อเรื่อง?)



“อืม ตอนนี้อยู่โรงพยาล”



(ห้ะ!!!! ไอ้ภูเป็นอะไร!!)



“ใจเย็นพี่ ไอ้ภูไม่ได้เป็นอะไรพี่ไม่ต้องมาหรอก ผมจะถามว่าให้ผมเอามันกลับหรือพี่จะเอามันกลับไป แต่เดี๋ยวผมเอามันกลับไปก็ได้พี่ประชุมไปก่อน” เมื่อเห็นว่าปลายสายมีประชุมรังสิรัตเลยอาสาจัดการกับภาระตรงหน้าแทน คำว่าภาระตอนนี้เหมาะสมกับภูดินันท์ที่สุดแล้ว



(แล้วมันเป็นอะไรไหมวะ) พีรนันท์พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล



“ไม่เป็นอะไรแล้วพี่ เดี๋ยวผมดูมันให้” เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยตอนนี้รังสิรัตก็ทำการเฝ้าภูดินันท์อยู่ข้างๆ พร้อมกับคิดว่าเขาจะลงโทษอะไรภูดินันท์ดีหลังจากที่ตื่นขึ้นมา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะคิดหายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มเพื่อนๆ ของภูดินันท์ต่างวิ่งมาทางเขาด้วยสีหน้าตกใจ



“อาจารย์.....”





Poo’ s talk



ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ ...ก่อนที่จะรู้สึกคันๆ ที่หน้าและจมูกเหมือนมีอะไรคลุมผมอยู่



“ใครเอาผ้ามาคลุมกูวะ?” ผมปัดผ้าที่ปิดหน้าของผมออกทันทีที่ได้สติ ก่อนหน้านี้? ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นวะ? ใช่!! ผมกำลังจะถูกผ่าตัดไส้ติ่งนี่หว่า



ไส้ติ่งลูกพ่อ! ตอนนี้เอ็งอยู่ดีไหมลูก



ผมพยายามจะจับที่ท้องเพื่อสำรวจแผล อย่างน้อยการผ่าตัดต้องทิ้งแผลและความเจ็บปวดเอาไว้บ้าง แต่ทำไมผมกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย โอโห! ไอ้ภูมึงนี่เก่งจริงๆ แผลแค่นี้ทำอะไรมึงไม่ได้หร๊อก!



“ฮึก...ไอ้พระเอก มันเรื่องจริงเหรอวะ?” ทำไมผมได้ยินเสียงเหมือนไอ้ต้นไทร หรือไอ้ต้นไทรมันร้องไห้เพราะเป็นห่วงผม ผมละสายตาจากการสำรวจไส้ติ่งขึ้นมามองรอบๆ ก่อนจะเห็นว่าเพื่อนๆ ทั้งสามของตอนนี้ร้องไห้ออกมาเหมือนมีใครตาย



“เพื่อนไม่ต้องร้องกูไม่เป็นอะไร พวกมึงร้องเหมือนกูตายอย่างนั้นแหละ” ผมหัวเราะออกมาเล็กน้อยให้กับความเป็นห่วงที่เวอร์เกินของเพื่อนๆ



“ไอ้ภูฮึก..ไอ้ภูมึงจากไปเร็วจังวะเพื่อน” ไอ้พระเอกยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาของมันลวกๆ แต่สายตาของมันตอนนี้กลับไม่ได้มองมาที่ผมเลย ผมมองตามสายตาของมันที่โฟกัสอยู่ทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้ไอ้พระเอกมันมองที่หมอน...



“ไอ้พระเอกกูยังไม่ตาย!” จากที่ขำในตอนแรกตอนนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยขำแล้วว่ะ



“ไอ้ภูเพื่อน...อายุมึงก็น้อยแท้ๆ เมียไม่มีผัวไม่มีเสียดายแทนมันวะ ฮึก” ผมเริ่มเชื่อเข้าไปใหญ่เพราะไอ้ดาวฤกษ์คนที่มีสติและไม่น่าจะเล่นกับเรื่องแบบนี้พูดขึ้น ผมจะตายตอนอายุสิบเก้าไม่ได้นะเว้ย! ยังไม่ได้บวชให้พี่พีเลย



“มึงอย่าอำกู!” ผมตะโกนใส่หน้าพวกมันเสียงดังตอนนี้ใจผมเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วครับ หรือว่าผมจะตายจริงๆ วะเนี่ย! ไม่!! ผมยังตายไม่ได้ “กูยังไม่ได้บวชเลย!”



“ไอ้ภูเพื่อนไม่ต้องมาเข้าฝันกูนะ กูกลัว ฮึก แต่ถ้าอยากกินอะไรดลใจกูก็แล้วกัน” ไอ้พระเอกนี่กูเพื่อนมึงนะ! ถ้าผมพิสูจน์ว่าผมตายจริง ผมจะไปหามันคนแรกเลยคอยดู ผมจะหลอกให้มันหลอนเลย



“ไอ้พระเอกไอ้หน้าส้นตีน!”



“ไอ้ภูพวกกูจะบวชให้มึงเองเพื่อน เกาะชายผ้าเหลืองกูลงนรกนะ เฮ้ย! ขึ้นสวรรค์” ไอ้ต้นไทรพูดพร้อมกับร้องไห้หนักกว่าเดิม



“แต่ไอ้ภูมันไม่เคยทำบุญเลยนะมึง มันจะขึ้นสวรรค์ได้ไง กูว่านรกยังเข้ายากเลย อายุแค่นี้แต่ทำไม่ดีเป็นร้อยอย่าง” ขอบคุณมากเพื่อนฤกษ์ที่แก้ให้กู แต่ตอนนี้กูอยากจะทุบมึงให้ฟันหักเลยเพื่อน



“เพื่อน!! กูตายจริงอะ!! หรือกูฝันไปวะ!!” ผมตบเข้าที่หน้าของตัวเองแรงๆ จนเสียงดัง แต่ดูเหมือนไอ้พวกสามตัวนี้ก็ยังไม่เห็นและไม่ได้ยินผม ตอนนี้ผมใจไม่ดีจริงๆ แล้วนะ



“กู..กู กูยังไม่ตายใช่ไหม?” อยู่ๆ น้ำตาของผมก็ไหลออกมา ผมอายุแค่นี้เองผมจะตายได้อย่างไง ผมยังไม่ทันได้เป็นแฟนกับโมโม่เลย ถ้าผมจะตายจริงๆ ผมเข้าฝันโมโม่ได้รึเปล่าวะ ห้องโมโม่มีพระไหมผมจะได้แอบเข้าไปดูโมโม่อาบน้ำ ไม่!! ไอ้ภูตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น มึงอย่าพึ่งเข้าเรื่องความรัก



“พี่พีมายังวะ ฮึก ตัวไอ้ภูเริ่มเหม็นแล้ว” ตัวกูเหม็นเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? กูถามจริง! ไหนๆ ผมก็จะตายแล้วผมขอสารภาพบาปกับพวกมันก็แล้วกัน



“ไอ้พระเอกตอนปอสี่กูเองที่ทำนมแตกใส่กระเป๋ามึงจนหนอนขึ้น และกูเองที่แกล้งปล่อยข่าวว่ามึงเป็นเหาที่หำ..ขอโทษนะเพื่อน” ผมหันไปพูดกับไอ้พระเอกที่ยังคงร้องไห้อยู่แต่ดูเหมือนมันชะงักไปเล็กน้อยหรือว่ามันรับรู้ได้ว่าผมอยู่ตรงนี้



“ไอ้ไทร..มึงจำตอนที่มึงจีบนุ่นได้ไหมตอนมอสาม กูแกล้งไปบอกนุ่นว่ามึงไข่เหม็น นุ่นเลยไม่คบกับมึง กูขอโทษนะเพื่อน” ไอ้ไทรนิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนที่มันจะหันหน้าไปทางอื่นพรางสูดน้ำมูกแรงๆ



“ไอ้ฤกษ์...ตอนเข้าค่ายรด.กูเองที่ขโมยกางเกงในมึงไปซ่อน กูขอโทษนะเพื่อน...” ตอนนั้นจำได้ว่าไอ้ฤกษ์มันไม่ได้ใส่กางเกงในไปสามวันจนกระทั่งกลับบ้าน มันเลยเป็นสังคังครั้งแรก



“ไอ้พระเอก ไอ้ต้นไทร ไอ้ฤกษ์ กูขอโทษ......” ถ้าเป็นวิญญาณจริงผมต้องกอดมันแล้วต้องทะลุ แต่ทำไม..ผมถึงสัมผัสพวกมันได้วะ?? ผมจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองพวกมันที่ตอนนี้ไม่ร้องไห้กันแล้ว



“หรือว่ากูจะเป็นวิญญาณที่แข็งแกร่งกัน โห่ ขนาดเป็นผีกูยังเท่ขนาดนี้เลย” อย่างนี้ผมก็คงหายตัวได้อะดิ ผมยืนขึ้นบนเตียงทันทีพร้อมกับทำท่าจะกระโดดเหมือนอย่างในหนัง



“กูจะวาปไปแล้วน้า!” ผมยิ้มร้าก่อนที่จะอ้าแขนออกและเตรียมที่จะกระโดดเพื่อวาปไปที่อื่น แต่แล้วอยู่ๆ ผมก็หยุดชะงักทันที



“คนไข้ทำอะไรครับ!” ผมหันไปมองเสียงของคุณหมอที่ชี้มาทางผมด้วยแววตาและน้ำเสียงดุๆ อย่าบอกนะว่า...



“คุณหมอเห็นผมด้วยเหรอครับ?” ผมชี้ตัวเองก่อนที่จะเอียงคอถามคุณหมอ แต่อยู่ๆ ผมกลับได้ยินเสียงไอ้พวกเวรสามตัวหัวเราะเบาๆ เหมือนพยายามกลั้นขำ



“เห็นครับ”



“คุณหมอมีญาณทิพย์เหรอครับ? สามารถสื่อสารกับวิญญาณที่พึ่งตายอย่างผมได้” ผมถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสีหน้าระอาของคุณหมอ



“ถ้ายังไม่นั่งลงหมอจับมัดแล้วส่งไปที่แผนกจิตเวชนะครับ” ผมรีบนั่งทันทีก่อนจะสตั๊นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อรวบรวมสติได้ผมจึงหันไปมองหน้าพวกมันทีละคน



“ไอ้เพื่อนเหี้ย!”



“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” และแล้วไอ้พวกเวรนี้ก็ระเบิดหัวเราะออกมาทันที



เสียรู้พวกมันแล้วไอ้ภูเอ๊ย!!!





“เพื่อนภูพวกกูขอโทษ ไม่ต้องทำหน้าเป็นส้นตีนก็ได้” ตอนนี้ผมเปลี่ยนกลับมาเป็นชุดนักศึกษาเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะออกมานั่งอยู่ข้างนอกโดยที่มีสายตาของคนที่เห็นเหตุการณ์มองมาที่ผมด้วยสายตาขบขัน จริงๆ ก็รู้ตัวว้าเป็นคนตลกแต่ไม่คิดว่าจะตลกขนาดนี้



“พวกกูเลี้ยงเคเอฟซีเลย” ไอ้ดาวฤกษ์พูด



“กูซื้อรองเท้าให้มึงเลย ไนส์กี้จีดราก้อนที่มึงอยากได้ไงเพื่อน” ผมนิ่งคิดข้อเสนอของไอ้ต้นไทร ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ดี



“โอเคเพื่อนไทร ข้อเสนอมึงเข้าท่าที่สุด กูไม่โกรธมึงเลย” ผมกอดคอไอ้ต้นไทรทันที ทำให้ตอนนี้ผมถูกไอ้พระเอกกับไอ้ดาวฤกษ์ฟาดมือมาที่ศีรษะของผมแรงๆ คนละที



“แย่มาก! เคเอฟซีกูไม่มีความหมายเท่ารองเท้าสินะ”



“รู้ตัวก็ดี จังไรแกล้งกูก่อน” ผมหันไปมองไอ้พระเอก



“แต่มึงก็เหี้ยอยู่นะเรื่องที่สารภาพกับพวกกู” ไอ้ดาวฤกษ์ไม่น่าทักขึ้นมาเลยเพราะผมก็ลืมไปสนิทว่าสารภาพบาปกับพวกมันไป “กูก็ว่ากางเกงในกูหายไปไหน มึงรู้ไหมกว่ากูจะรักษาสังคังได้มันนานแค่ไหน กูต้องอายหมออายแม่”



“กูว่าร้องเท้ามึงไม่ต้องเอาหรอก คิดๆ ดูแล้วเรื่องนุ่นมึงก็แย่มาก” แย่ตรงไหนแค่บอกความจริงให้นุ่นรับรู้ว่าไอ้ต้นไทรมันไข่เหม็นจริงๆ “ไข่กูไม่ได้เหม็นขนาดนั้น แค่อับนิดหน่อยแต่ตอนนี้หอมสดชื่น ไม่เชื่อมึงมาดม” ไอ้ต้นไทรไม่รอช้ามันใช้จังหวะทีเผลอกดหัวของผมซุกกับไข่ที่แสนจะเหม็นของมัน



“ไอ้ไทร! ไอ้ส้นตีน!” ขมคอมากครับตอนนี้ นุ่นคิดถูกแล้วที่ไม่คบกับมันเพราะเรื่องที่ผมพูดเป็นเรื่องจริงและได้รับการพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อยจากผมเอง



“มึง....”



“อาจารย์เรียบร้อยแล้วเหรอครับ?” ผมหันไปมองทางด้านหลังทันทีที่ไอ้พระเอกร้องทัก และแล้วเรื่องที่น่ากลัวที่สุดก็มาเยือนอยู่ตรงหน้า...



“พวกคุณกลับไปก่อน”



“แล้วไอ้ภู...” ผมขยับเข้าไปหาไอ้ต้นไทรที่มันกำลังจะอ้าปากพูด ผมเลยสะกิดแขนมันเบาๆ ไอ้ต้นไทรช่วยกูด้วยเพื่อน



“ผมคงต้องอยู่เคลียร์กับเพื่อนของพวกคุณก่อน พวกคุณกลับกันเลยครับ” ผมหันไปส่ายหน้าให้พวกมัน พยายามที่จะรั้งแล้วก็ไม่เป็นผล



คนจะไป รั้งแค่ไหนก็ไปอยู่ดี... วันนี้ผมพึ่งเข้าใจและรู้ซึ้งกับคำนี้



“เจอกันเพื่อน สวัสดีครับอาจารย์” พวกมันเดินจากผมไปแล้วอย่างไม่ใยดี ทำให้ตอนนี้ผมอยู่กับโมโม่เพียงลำพัง



“อาจารย์ครับผมสามรถอธิบายได้นะครับ..” ผมลุกขึ้นพูดทันที



“ยังไม่ใช่ตอนนี้”



“แต่ผม...”



“ผมไม่พูดซ้ำนะครับ”



“.....” ผมก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเองทันทีก่อนจะเดินตามหลังโมโม่ไปเงียบๆ ถ้าผมไม่ไปกวนตีนไอ้ดอยก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ แต่ไอ้ดอยมันก็ทำเกินกว่าเหตุจริงๆ คิดแล้วเปรี้ยวตีนอยากเตะคนจริงๆ



“ขึ้นรถ”



“ครับ” ผมเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถอย่างคุ้นเคยก่อนจะออกแรงปิดประตูให้เบามือที่สุด ตอนนี้ทำอะไรก็ได้เพื่อไม่ให้โมโม่โมโห



“โมโม่.....”



“ผมเป็นอาจารย์”



“อาจารย์ครับ ช่วยฟังในสิ่งที่ผมกำลังจะอธิบายได้ไหมครับ?” ผมยังคงไม่ยอมแพ้ที่จะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้โมโม่ฟัง แต่ดูเหมือนคำอธิบายของผมจะไม่เป็นผล



“รู้ไหมว่าผมไม่ชอบอะไรมากที่สุด...” โมโม่เหลือบตามามองผมเล็กน้อย



“........”



“ผมไม่ชอบคนที่พูดไม่รู้เรื่อง และตอนนี้คุณก็กำลังพูดไม่รู้เรื่อง” ถ้าไม่โง่จนเกินไป ผมตีความตามคำพูดของโมโม่ตอนนี้ได้ว่า โมโม่กำลังจะไม่ชอบผม



“ก็ไม่เคยชอบผมอยู่แล้วนิครับ....” ผมพูดขึ้นมาเบาๆ ไม่รู้หรอกว่าโมโม่จะได้ยินไหม แต่ถ้าได้ยินก็ดีครับเพราะผมกำลังดราม่าเรียกร้องความสนใจอยู่ ถึงผมจะรู้ว่าคำว่าไม่ชอบที่โมโม่หมายถึงมันคนละความหมายกับสิ่งที่ผมคิดก็ตาม





ตลกแต่ไม่ตลอดเป็นคนน่ากอดต้องภูดินันท์

ออฟไลน์ mister

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • https://www.facebook.com/JJSonkFanclub
ขออนุญาตเกลียจ การเรียกร้องความสนใจนี้ :ruready

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 6.1

ลงโทษขนาดนี้อย่าให้ผมได้เกิดอีกเลยครับ!



ผมดึงดราม่าได้ไม่นานหรอกครับ ก่อนจะกลับมาเป็นร่างภูดินันท์คนดีคนเดิม ระหว่างนั้นผมก็ยังไม่เข็ดที่พยายามจะหาทางอธิบายอีกครั้งแต่ก็ไม่มีจังหวะให้ผมได้อธิบาย ผมเลยพยายามสังเกตอาการของโมโม่ตอนนี้อยู่เงียบๆ ผมเองก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าโมโม่กำลังคิดอะไรอยู่ หรือตอนนี้อยู่ในบทบาทไหนระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาหรือผู้ชายที่แสนดีของผม แต่ไม่น่าใช่ประโยคหลังหรอกครับ



“เอ่อ...”



“ผมสั่งให้คุณพูดเหรอ?” เท่านั้นแหละครับตอนนี้ผมรู้แล้วว่าตัวเองอยู่ในบทบาทไหน จนกระทั่งรถของโมโม่เลี้ยงเข้ามาที่คณะ



“ไม่ได้จะพาผมกลับบ้านหรอกหรอครับ”



“ผมเคยบอกแบบนั้นเหรอ” เท่านั้นแหละครับผมค่อยๆ เปิดประตูรถลงด้วยความเงียบและเดินตามโมโม่เข้าไปในคณะจนกระทั่งเจอกับตัวต้นเหตุที่นั่งรออยู่ด้านในพร้อมกับพี่คณะอีกสองสามคนที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรม ไม่คิดมาก่อนว่าเรื่องมันจะใหญ่และบานปลายขนาดนี้เพียงเพราะปากที่แสนดีของผมซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สุนัขชั้นเยี่ยม.....



“เชิญนั่งครับ” ผมทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ไอ้ดอยที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว มันเปรยสายตามามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปเหมือนเดิม คือมึงจะไม่ขอโทษกูสักคำเลยว่างั้น?



“เรื่องมันเป็นอย่างไงครับ” ผมนั่งรอให้ไอ้ดอยมันเริ่มก่อนแต่ดูเหมือนผมจะคิดผิดเพราะโมโม่หันมาทางผม “เริ่มสิครับภูดินันท์ ผมฟังจากนฤดิษแล้ว”



“แล้วอาจารย์จะรู้ได้ไงครับว่าไอ้นี่มันจะไม่พูดโกหก”



“เรื่องนั้นผมจะพิจารณาเอง ตอนนี้คือคุณต้องอธิบายมา” โมโม่กอดอกมองหน้าผมนิ่งๆ โดยที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ



“คือ...ผมเริ่มก่อนครับ ผมล้อมันว่าดอยหมู ดอยหมึงอะไรแบบนี้ในตอนเช้า พอตอนกลางวันผมก็ไปขอโทษมัน แต่ดูเหมือนว่าการขอโทษของผมจะทำให้มันรำคาญเลยยกมือบอกพี่ๆ เขาไปแบบนั้น” อย่างน้อยไอ้ภูก็พูดความจริงแหละครับ ถึงจะไม่หมดในบางส่วนเพราะผมเองก็อยากรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองเอาไว้บ้าง ถ้าบอกไปว่าผมขอโทษเพราะกลัวบารมีของพ่อไอ้ดอยมันน่าอายโคตรๆ อะครับ



“พวกคุณรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า” เมื่อฟังสิ่งที่ผมอธิบายจบโมโม่ก็ถามพวกผม



“ไม่ครับ” ไอ้ดอยตอบทันทีโดยที่ไม่คิด



“ผมก็พึ่งรู้จักวันแรกครับ.....” ถ้าโกหกไปว่ารู้จักกันมันก็ไม่น่าจะให้ความร่วมมือผมสักเท่าไหร่ ยอมรับความจริงให้มันจบๆ ไปครับ



“ไม่รู้จักแล้วคุณไปพูดแบบนั้นกับเขาได้อย่างไง? นี่คุณอยู่ปีหนึ่งแล้วนะไม่ใช่เด็กอนุบาลที่มาล้อกันเล่นแบบนี้ แล้วเรื่องที่คุณทำมันก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อนหลายคน อย่าเอาแต่สนุกปากอยู่คนเดียว” หน้าชาไปเลยดิไอ้ภู แต่ดูเหมือนผมจะไม่ได้หน้าชาแค่คนเดียวเพราะมีไอ้ดอยที่หน้าเริ่มจะชาไปด้วยเพราะประโยคหลังที่โมโม่พูดคือของไอ้ดอยเต็มๆ “นฤดิษคุณก็ด้วยที่บอกรุ่นพี่ของพวกคุณไปแบบนั้น ถ้ารำคาญหรือไม่พอใจมันก็มีหลายวิธีที่สามารถจัดการได้ไม่ใช่เหรอครับ?”



“ผมขอโทษครับอาจารย์” ไอ้ดอยยกมือขอโทษโมโม่ทันทีหลังจากที่โมโม่พูดจบ คือไอ้ดอยมันรู้จังหวะได้อย่างไงว่าต้องขอโทษหรือพูดอะไรตอนไหน โดยที่ไม่โดนมองว่าไม่มีมารยาทเหมือนอย่างผม...



“ขะ....” นั่นแหละครับ จังหวะนรกของผม ยังไม่ทันที่จะขอโทษก็ดูเหมือนว่าผมกำลังพูดแทรกโมโม่ขณะที่โมโม่กำลังพูด ทำให้ผมจำเป็นต้องนั่งเงียบๆ ก่อน



“ส่วนพวกคุณก็ไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน เป็นรุ่นพี่ต้องมีวุฒิภาวะรวมถึงความรอบคอบ ไม่ใช่รุ่นน้องบอกอะไรมาก็เชื่อแบบนั้น” หลังจากนั้นโมโม่ก็หันไปตำหนิรุ่นพี่ต่อ



“ผมขอโทษครับอาจารย์” พวกรุ่นพี่เองก็ยกมือขอโทษเช่นกัน คงมีแต่ผมที่ไม่มีจังหวะขอโทษ ทำไมจังหวะของผมมันต้องนรกตลอดแบบนี้วะ



“ครั้งนี้ผมจะตักเตือนพวกคุณก่อน แต่ถ้ามีครั้งต่อไปผมคงไม่ทำแค่พูดอย่างเดียว” ทั้งห้องตอนนี้สลดเหมือนปลาหมึกโดนลวก เพราะน้ำเสียงนิ่งๆ บวกกับสายตาที่เอาจริงของโมโม่ที่ส่งผ่านมาที่พวกผมทั้งหมด



“ครับ ผมจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ขอโทษอาจารย์อีกครั้งนะครับที่ทำให้เดือดร้อน” รุ่นพี่เป็นคนกล่าวปิดก่อนจะพาผมกับไอ้ดอยหมูออกจากห้องของโมโม่



“พี่ครับ ผมขอโทษนะครับ” ผมสะกิดบอกพี่ๆ หลังจากที่ออกมาจากห้อง



“ทีหลังก็อย่าเล่นอะไรแบบนี้ อาจารย์รังสิรัตไม่ใช่คนที่พวกเราจะมาเล่นแบบนี้พี่ขอเตือนเอาไว้ก่อน รวมถึงอาจารย์คนอื่นๆ ด้วย นี่มหาลัยไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เจ็บเลยครับผม มหาลัยไม่ใช่สนามเด็กเล่น แต่จะว่าไปก็คุ้นๆ คำพูดนี้อยู่เหมือนกัน



“ไอ้ดอยหมูมึงไม่ขอโทษพวกพี่ๆ เขาหน่อยเหรอวะ” ผมสะกิดไอ้คนข้างๆ ที่ทำหน้าเบื่อโลกหลังจากที่ออกมาจากห้อง



“ขอโทษอาจารย์ไปแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผมกลับเลยนะครับ” ยังไม่ทันที่รุ่นพี่จะอนุญาตไอ้ดอยก็เดินออกไปเลย ทำให้ผมรีบวิ่งตามมันไป



“ทำไมมึงพูดแบบนั้นวะ มึงทำให้รุ่นพี่เดือดร้อนนะเว้ย” อย่างน้อยแค่ขอโทษพวกรุ่นพี่ก็ยังดี



“ช่วยไม่ได้อยากเชื่อกูเอง” แต่คำตอบของไอ้ดอยกลับทำให้ผมอึ้ง



“ทำไมมึงเหี้ยแบบนี้วะ”



“อย่างน้อยกูก็ไม่ได้เหี้ยคนเดียว” ไอ้ดอยพูดพร้อมกับยกมุมปากขึ้น ประโยคนี้มันเหมือนจะด่าผมอย่างไงก็ไม่รู้ อารมณ์เหมือนมีผมเหี้ยไปพร้อมๆ กับมัน



“มึงด่ากูด้วยปะเนี่ย”



“โง่จริง”



“อ่าว ไอ้เหี้ยนี่” ผมเดินไปล็อกคอของไอ้ดอยทันที ตอนแรกมันก็ขัดขืนนะครับแต่พอมันรู้ว่าขัดขืนคนอย่างผมไม่ได้มันก็ปล่อยเลยตามเลย



“แล้วสรุปมึงได้ผ่าตัดไหมวะ” ไอ้ดอยถามขณะที่เราสองคนเดินออกมาจากคณะ



“ไม่ ดีนะหมอแม่งฉลาด ไม่งั้นกูได้นอนอยู่โรงพยาบาลแล้ว มึงแม่งก็เล่นไม่รู้เรื่องไอ้ฉิบหาย”



“มึงเสือกมากวนกูก่อนเอง รำคาญไง”



“ก็มึงเสือกหยิ่งเอง เห็นแล้วหมั่นไส้”



“เหรอ? มึง แล้วมาขอโทษกูทำไม”



“กูกลัวพ่อมึงหรอก ไม่งั้นกูก็ไม่ขอโทษมึง” จะว่าไปผมกับไอ้ดอยก็คุยกันเหมือนคนปกติสักที “เอาแบบเปิดใจเลยนะ มึงมาเป็นเพื่อนกูไหม กูเห็นมึงกินข้าวคนเดียวไม่มีเพื่อนคนอื่นเหรอ”



“ไม่มี”



“อ่าว แล้วเพื่อนมัธยมล่ะ”



“ส่วนมากไปเรียนต่างประเทศ”



“อีลีทนี่หว่า”



“ประมาณนั้น” แทนที่มันจะปฏิเสธแต่กลับยอมรับหน้าตาเฉย โอเคครับผมจะจำเอาไว้ว่าไอ้ดอยมีสถานะทางบ้านที่ค่อนข้างรวย



“แล้วทำไมมึงมาเรียนที่นี่วะ”



“เสือกไรอะ”



“ไหนว่าเป็นเพื่อนกันแล้วไง”



“กูบอกตอนไหน”



“โถ่ ดอยเพื่อนรัก” ระหว่างนั้นเองอยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นพร้อมกับไอ้ดอยที่ขอแยกตัวออกไป ทันทีที่เห็นชื่อคนโทรมาผมก็ยิ้มทันที



“ครับโมโม่”



(ไปรอที่ลานจอดรถอาจารย์)



“ทำไมอะครับ”



(จะกลับไหมบ้าน)



“จะให้ผมกลับด้วยเหรอ..ตู้ดดดด” อยู่ๆ โมโม่ก็ตัดสายของผมทันที ทำให้ตอนนี้ผมใส่เกียร์หมาวิ่งไปที่ลาดจอดรถทันที



ผมยืนรอโมโม่อยู่สักพักโมโม่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋า ด้วยความที่เป็นเด็กดีผมเลยรีบวิ่งไปช่วยถือ



“ไม่ต้องมาทำดีหนีความผิดเลยมึง”



“ไม่ใช่ว่าเคลียร์จบไปแล้วเหรอ?”



“มึงคิดว่าจบแล้วเหรอ” เท่านั้นแหละผมกลายเป็นหมาหงอยทันที ตอนนี้คงจะโดนด่าในฐานะอื่นสินะแต่คงไม่คิดเข้าข้างตัวเองหรอกว่าเป็นฐานะคนรักเพราะโมโม่เขาไม่ได้รักผมแบบที่ผมรัก ดราม่าเฉยเลยไอ้ภูเอ๊ย!



“โมโม่ต้องเข้าใจวัยรุ่นนะครับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่บังเอิญเรื่องนี้มันกับบานปลายไปวงกว้างแบบนั้น” ทันทีที่ขึ้นรถมาผมก็รีบอธิบายทันที



“กูเข้าใจวัยรุ่นเพราะเคยผ่านมา....”



“ใช่ไหมล่ะ”



“แต่ไม่ใช่กับมึง เพราะมึงเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วไอ้ภู เลิกเถอะไอ้เรื่องปากไม่ดีนี่ คนอื่นเขาไม่ทนมึงเหมือนอย่างกูกับพี่พีหรอกนะ ถ้ามึงไปปากดีข้างนอกเขาคงไม่จบแค่นี้ ตัวมึงเองจะเป็นอันตราย มึงชอบเหรอให้พ่อมึงเป็นห่วง ให้พ่อมึงเดือดร้อน กูเคยคิดนะว่าถ้ามึงโตขึ้นแล้วมึงจะคิดได้ แต่ดูเหมือนมึงจะคิดไม่ได้ว่ะ” ผมว่าฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขของผมต้องเริ่มปิดกิจการแล้วแหละครับ โดนว่าขนาดนี้....ผมไม่มีหน้าไปเปิดหรอก



“......”



“บอกตามตรงว่ากูผิดหวัง” จึก! เลย.....ประโยคนี้ ตลกไม่ออกแล้วแหละครับ



“.......”



“มึงควรเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วไอ้ภู มึงไม่ใช่เด็กแล้วตอนนี้”



ไอ้เชี้ยเอ๊ย! บอกผมทีว่าไอ้ที่ไหลออกมาไม่ใช่น้ำตาของผม ลูกผู้ชายเขาร้องไห้ที่ไหนกัน แค่ได้ยินว่าโมโม่พูดกับผมว่าผิดหวังผมก็โคตรจะสะเทือนใจเลย ตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้คือหันหน้าไปทางอื่นพยายามที่ใช้ลิ้นเลียน้ำตาที่ไหลออกมา วัยรุ่นเขาไม่ร้องไห้กับเรื่องแค่นี้หรอก แต่จะว่าไปน้ำตาผมก็เค็มเหมือนกันนะ



“เข้าใจที่กูพูดไหม”



“......” อยากตอบรับแต่กลัวสะอึกอะครับ



“ไอ้ภู?”



“คะ..ครับ” ผมตอบกลับไปก่อนจะเอียงศีรษะพิงกับกระจก ถ้าเปิดเพลงดราม่ามันจะเข้ากับผมมากๆ เลยในตอนนี้ แต่สาเหตุไม่ได้มาจากอกหักนะครับแต่มาจากฟาร์มสุนัขในปากผม



“มึงร้องไห้เหรอ?”



“เปล่าครับ”



“.......”



"ไม่ได้ร้องครับ....แค่ฝุ่นมันเข้าตาแบบเพลงของอะตอม"



"......."



“ร้องก็ได้ครับ” เมื่อเห็นว่าโมโม่ไม่พูดอะไรต่อผมเลยยอมรับออกมา “ที่ร้องเพราะผมทำให้โมโม่ผิดหวัง ไม่อยากได้ยินคำว่าผิดหวังออกมาจากปากของโมโม่..และก็พี่พีด้วย” ขออ้างพี่พีเอาไว้ก่อนเพราะถ้าบอกว่าโมโม่คนเดียวก็คงจะแปลกไปหน่อย



“รู้ตัวก็ดี”



“อย่าซ้ำเติมผมดิ ผมสำนึกแล้ว”



“แค่วันนี้แหละมึง” อาจจะอาทิตย์หนึ่งก็ได้...แต่เอาเถอะครับตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์มาเถียงโมโม่อีกแล้ว ความเข้มแข็งของผมมันได้พังถลายลงเพราะคำว่า ‘กูผิดหวัง’ ไม่อยากจะคิดเลยถ้าพี่พีพูดคำนี้ออกมาผมคงไม่มาเป็นแบบนี้หรอก อย่างมากก็แค่เถียงนิดๆ หน่อยๆ และจบลงที่ร้องเพลงขอโทษเหมือนเดิม



“ดูถูกผมไปแล้ว นักศึกษาวิชาทหารพูดคำไหนก็คำนั้นครับ”



“เหรอ?”



“ผมสำนึกจริงๆ ถ้าไม่สำนึกจะร้องไห้เหรอครับ?” ผมพยายามจะแก้ต่างให้กับคำสบประมาทของโมโม่ “โมโม่พูดแรงอยู่นะ”



“ก็เคยพูดดีๆ แล้วฟังที่ไหน”



“แต่ผมฟังนะ”



“ฟังอะไร?”



“ฟังหัวใจตัวเอง......” ผมเว้นจังหวะเพื่อดูปฏิกิริยาของโมโม่



“สงสัยมีคนอยากร้องไห้อีกรอบ”



“ฟังหัวใจตัวเองว่าต้องสำนึกผิดและเลิกนิสัยปากไม่ดีครับ ผมสำนึกแล้วจริงๆ สำนึกสุดๆ เลยครับ....” และผมก็รีบแก้ตัวทันที ผมไม่อยากร้องไห้ไปมากกว่านี้แล้วครับ มันเสียศักดิ์ศรีนักวิชาทหารที่ไปอยู่เขาชนไก่มาเป็นอาทิตย์





ปล.ภูดินันท์ นายสำนึกผิดจริงๆรึเปล่า

ออฟไลน์ Tassanee

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 81
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ภูเอ้ยยยยย

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 6.2

ลงโทษขนาดนี้อย่าให้ผมได้เกิดอีกเลยครับ!



“พ่อมึงไม่สั่งสอนรึไงวะ”



“ก็.....”



“กูบอกแล้วว่าอย่าก่อเรื่อง เอาจนได้นะมึง เข้าไปห้องผ่าตัดดีเท่าไหร่แล้วที่หมอเขาไม่ผ่ามึง กูไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามึงแล้วเนี่ย ไอ้ภูเอ๊ย!”



“ผมผิดไปแล้ว มีแต่คนซ้ำเติมผมเนี่ย ไม่มีใครเข้าใจผมเลย” ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารโดยมีโมโม่และพี่พีนั่งอยู่ตรงข้าม โมโม่ที่ทำการเทศนาผมมาแล้วระหว่างอยู่บนรถตอนนี้เลยไม่พูดอะไรออกมาและปล่อยให้เป็นหน้าที่พี่พี ส่วนผมก็ต้องรับชะตากรรมที่ก่อเอาไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ “ไม่เห็นมีใครด่าไอ้ดอยเลย มันต่างหากที่ทำให้ผมถูกเข้าใจผิด”



“แล้วใครเริ่ม มึงลองคิดถึงต้นเหตุจริงๆ ไอ้ภู”



“ก็ผม....แต่พี่พีครับโปรดเห็นใจผม”



“มึงจะเอาไง? ให้กูเห็นใจอะไรมึง”



“กอดปลอบใจผมที่เสียขวัญ” คราวนี้พี่พีถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะหลับตาและตั้งสติเพื่อไม่ให้โมโหไปมากกว่านี้



“ไอ้โม่กูฝากจัดการเด็กเหี้ยนี่ที มึงจะทำอะไรมันก็ได้ กูขอไปกินยาพาราสักกระปุก!” พูดจบพี่พีก็เดินออกไปจากห้องครัว ทิ้งให้ผมอยู่กับโมโม่สองคน



“ผมรู้ว่าโมโม่ไม่ลงโทษผมหรอก เพราะผมสำนึกแล้ว....” หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือ...



“กูบอกตอนไหน”



“แค่เห็นหน้าผมก็รู้ได้ด้วยตัวเอง โมโม่คงจะรู้สึกผิดที่ทำให้ผมร้องไห้ตอนอยู่บนรถใช่ไหมครับ” โปรดตอบว่าใช่ผมจะได้รอดจากการทำโทษนี้



“เก่งนะมึง ไอ้น้ำตาจระเข้เนี่ยกูไม่รู้สึกอะไรเลย” น้ำตาที่ผมเสียไปมันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว



“อย่าบอกว่าจะลงโทษผม....โมโม่เป็นอาจารย์คงจะไม่ใช้ไม้เรียวหรือกำลังลงโทษผมหรอก ผมรู้” ผมรีบพูดดักทางเอาไว้ก่อน อีกอย่างโมโม่เป็นอาจารย์ยุคใหม่คงไม่ใช้กำลังแก้ไขปัญหาเหมือนอย่างอาจารย์ในยุคก่อนๆ หรอก



“เคยได้ยินไหมรักวัวให้ผูก...”



“ถ้าโมโม่รักผมก็ตีเลยครับ ตีแรงๆ ตามความรักที่มี” ผมแทรกขึ้นมาก่อนที่โมโม่จะพูดจบ อย่างน้อยตีด้วยความรักผมก็ยอม



“กูไม่ใช้กำลังหรอก แต่ครั้งนี้สิ่งที่ทำให้มึงก่อเรื่องคือปากของมึง...ตอนนี้หกโมงเย็นแล้ว กูขอสั่งให้มึงห้ามพูดจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้หกโมงเย็น นับจากนี้เป็นต้นไป”



“แต่....”



“ถ้ามึงพูดออกมาแม้แต่คำเดียว กูจะไม่ยุ่งกับมึงอีกเลย มึงจะเป็นอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของกู” เท่านั้นแหละครับปากของไอ้ภูคนนี้หุบทันที



เอาจริงๆ นะการห้ามผมไม่ให้พูดก็เหมือนกับห้ามน้ำไม่ให้ไหลอะครับ การห้ามพูดเป็นสิ่งที่ทรมานผมที่สุด แต่เอาเถอะผมจะยอมสักครั้ง บางทีการที่ผมไม่พูดอะไรมันอาจจะทำให้ผมอยู่กับตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ผมอาจจะเริ่มคิดได้เหมือนคนอื่นๆ



“เพื่อไม่ให้เป็นการทรมานเดี๋ยวมึงไปอยู่ที่ห้องกู จนกว่าจะถึงหกโมงเย็นของพรุ่งนี้” นับว่าความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง “นั่งรออยู่นี่เดี๋ยวกูไปบอกพ่อมึงก่อน”



“......” ผมพยักหน้าให้กับโมโม่





“ไอ้โม่มึงแน่ใจเหรอวะ” พีรนันท์ถามย้ำอีกครั้งเมื่อเขาได้ยินบทลงโทษจากรุ่นน้องคนสนิท



“พี่ก็รู้ว่าการห้ามพูดเป็นทางเดียวที่จะทำให้ไอ้ภูทรมาน” รังสิรัตอธิบาย “บางทีมันอาจจะคิดได้ ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น”



“ไม่ๆ กูหมายถึงมึงเอามันไปอยู่ด้วยแบบนั้น นรกของมึงเลยนะ” พีรนันท์ไม่ได้เป็นห่วงลูกชายของเขาเลยสักนิดเพราะสิ่งที่เขาเป็นห่วงมากกว่าคือรังสิรัต



“แต่ถ้าห้ามมันพูดก็คงไม่มีปัญหาอะไร”



“ถ้ามึงแน่ใจก็ตามนั้น เออ ถ้าอย่างนั้นกูฝากดูมันด้วยกูลืมไปว่าต้องไปภูเก็ตอีกอาทิตย์” พีรนันท์ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท “เอาเงินนี่ไป แต่จริงๆ อยู่ที่ไอ้ภูก็มี” พีรนันท์เตรียมหยิบเงินออกจากกระเป๋าแต่รังสิรัตร้องห้ามเอาไว้ก่อน



“ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินหรอกพี่”



“กูเกรงใจ”



“ผมเต็มใจ งั้นผมเข้าไปเอาของห้องไอ้ภูมันเลยนะพี่ ไว้เจอกัน” รังสิรัตเดินออกจากห้องของพีรนันท์ตรงมาที่ห้องของภูดินันท์ที่อยู่ติดกัน ก่อนจะเก็บข้าวของที่จำเป็นระหว่างนั้นเองภูดินันท์ก็เดินเข้ามาด้านในห้อง



“เอาตัวไหนไปบ้างเลือกเอา”



“.......” ภูดินันท์ทำมือเป็นรูปโอเคก่อนจะเดินไปเลือกเสื้อผ้าในตู้ที่มีสภาพไม่ต่างจากกองขยะเพราะเขามักจะไม่ค่อยพับมีอะไรก็โยนเข้าไปในนั้น ทำให้คนที่เข้ามาเห็นอย่างรังสิรัตส่ายหน้าด้วยความระอา นอกจากเป็นเด็กดื้อแล้วยังเป็นเด็กไม่เรียบร้อยอีก



“พับด้วย”



“......” สีหน้าตอนนี้ของภูดินันท์คือไม่โอเคแต่ก็พูดออกมาไม่ได้ ยิ่งเห็นแบบนั้นรังสิรัตก็ค่อนข้างพอใจ



“พับดีๆ ไม่ดีกูรื้อให้มึงผับใหม่นะ” ภูดินันท์ถอนหายใจออกมา อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกนิดเดียวเขาอยากจะตะโกนออกมาด้วยความอึดอัด



เป็นแบบนี้อยู่พักใหญ่ที่ภูดินันท์พับรังสิรัตรื้อเพราะซื้อผ้าที่ภูดินันท์พับไม่ผ่านเกณฑ์ที่เขากำหนด ทำให้ทั้งคู่เสียเวลาไปกับการพับผ้าและรื้อผ้าอยู่อย่างนั้น



“รู้ว่าด่ากูในใจ”



“......” ภูดินันท์พยักหน้ายอมรับด้วยสีหน้าและสายตาที่พร้อมจะบวก



“ถ้ามึงตั้งใจพับตั้งแต่แรกก็คงไม่รื้อออกมาแบบนี้หรอก” รังสิรัตยกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจเมื่อเห็นว่าวิธีที่เขาคิดสามารถทรมานคนอย่างภูดินันท์ได้



“......”



“พับไป แยกสีด้วย ชักสีหน้ากูรื้อยกตู้นะ” บางทีการทำตัวเป็นผู้ใหญ่ไร้เหตุผลแบบนี้ก็คลายเครียดดีเหมือนกัน ยิ่งเห็นสีหน้าทรมานเขาก็ยิ่งมีความสุข ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของภูดินันท์ที่ชอบยั่วให้เขาด่าแล้วแหละ อารมณ์มันเป็นอย่างนี้นี่เอง





Poo’ s talk



ตอนนี้ผมอยากจะสบถมากๆ เลยครับ คำหยาบผุดนี่ขึ้นมาเต็มสมอง แต่ผมก็ทำได้แต่แอบด่าในใจ ยอมรับเลยว่าวิธีนี้ของโมโม่ทำให้ผมแทบกระอักเลือด ห้ามอะไรห้ามได้แต่ห้ามผมพูดแบบนี้โคตรทรมานเลยครับ ทรมานเหี้ยๆ เลย ไอ้ภูคนนี้อยากหนีไปให้ไกล



“ไม่ชอบเหรอ? เห็นทุกทีชอบเข้าห้องกูไม่ใช่รึไง” แต่ตอนนี้เป็นข้อยกเว้น ผมอยากออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไอ้ฟินมันก็ฟินแหละแต่มันคนละส่วนกัน



“กินอะไร อ่อ! ลืมไปว่าพูดไม่ได้ งั้นกูสั่งให้แล้วกัน” ผมแอบเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของโมโม่ที่มองมาที่ผม “มึงไม่เลือกกินนี่หนา”



“......”



“งั้นมึงอ่านหนังสือไป เดี๋ยวกูลงไปซื้อ” หลังจากนั้นโมโม่ก็เดินไปหยิบกระเป๋าเงินก่อนจะเดินออกจากห้องไป เวลานี้แหละที่ทำให้ผม..



“อะ.....”



“ไปกับกูดีกว่า” ยังไม่ทันที่ผมจะเปล่งเสียงออกมา อยู่ๆ โมโม่ก็เปิดประตูเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับชะโงกหน้ามามองผมด้วยสายตายิ้มๆ ....บอกตามตรงว่าเป็นรอยยิ้มที่ผมโคตรหมั่นไส้เลยครับ



“......”



“ลุกมา อย่าให้พูดเยอะ”



“......” ผมจำใจลุกเดินออกไปนอกห้องตามคำสั่งของโมโม่ ระหว่างนั้นด้วยความที่พูดไม่ได้สิ่งที่ทำให้ผมระบายได้อย่างเดียวคือเดินกระแทกส้นเท้าแม่งเลยครับ ใครจะมองว่าไม่มีมารยาทก็ช่าง ตอนนี้ไอ้ภูเก็บกดโคตร!!



“กระแทกไปนะอย่าหยุด” โมโม่หยุดเดินก่อนจะหันมาชี้ผมที่เดินตามหลัง “เอาให้หักเลย อย่าหยุด”



“......” ไอ้ภูอยากจะบ้าตาย!!!!!!!





หลังจากที่มาถึงร้านอาหารโมโม่จัดการสั่งอาหารทุกอย่างทันที ส่วนผมก็ได้แต่จิ้มสิ่งที่อยากกินให้โมโม่รับรู้แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมทำนั้นโมโม่จะแกล้งทำเป็นไม่เห็น



“......” อีกนิดไอ้ภู! อีกนิดกูจะระเบิดแล้ว อดทนหน่ออดทน



“......”



“......”



“อาหารมาแล้ว กินสิกินเลย” อาหารตรงหน้าถูกยกมาเสิร์ฟสามอย่างทั้งเมนูต้มผัดและทอดซึ่งเป็นอาหารรสชาติจืดๆ ซึ่งเป็นรสชาติโปรดของผม



“กินเลย” ผมใช้ซ่อมจิ้มไปที่ทอดมันอะไรสักอย่าง ดูจากภายนอกน่าจะเป็นทอดมันปลากราย ด้วยความที่พูดหรือถามไม่ได้ผมจึงยัดมันเข้าไปในปากคำเดียวเต็มๆ



“เหี้ย!!!” ผมรีบหยิบน้ำขึ้นมาดื่มทันทีที่รู้สึกแสบร้อนภายในปาก ทอดมันเหี้ยอะไรเผ็ดขนาดนี้ ทอดให้มนุษย์พริกกินกันรึไงวะ



“มึงพูดเหรอไอ้ภู?”



“ไม่ไหวแล้วครับ เผ็ดฉิบหายเลย ผมไม่กินเผ็ดโมโม่ก็รู้!” ผมแลบลิ้นออกมาอย่างไม่อายเพื่อให้น้ำลายไหลหยดลงมา วิธีนี้ผมเคยเห็นในอินเทอร์เน็ตถึงภาพมันจะไม่ค่อยน่ารับชมก็เถอะ



“สกปรกนะมึง” โมโม่ยื่นทิชชูมาเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมาจากปากของผม...คือตอนแรกผมว่าผมจะระบายความอัดอั้นและแสดงความไม่พอใจที่ถูกห้ามพูดออกมา แต่พอโมโม่ยื่นมือมาเช็ดน้ำลายให้ผมแบบนี้ คำพูดทุกอย่างถูกกลืนลงคอไปเลย ไม่อยากจะเชื่อว่าโมโม่จะกล้าเช็ดน้ำลายให้ผม.... ประทับใจมากครับ!



“ขอโทษนะ ผมทำตามที่พี่บอกไม่ได้จริงๆ” หลังจากที่หายเผ็ดผมจึงเอ่ยขอโทษโมโม่ออกมา “แต่ตอนนี้ผมคิดได้แล้ว มันอาจจะฟังดูแถนะแต่ผมคิดได้ว่าผมควรทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ อะไรที่เล่นๆ ผมก็จะงด งดแปลว่าทำได้อยู่ พ่าม! หยอกครับ ผมจะพยายามเลี่ยงไม่ทำนะ แบบเขาเรียกว่าอะไรนะโมโม่ กาลเทศะน่ะ แล้วไอ้วิธีนี้ไม่เอาแล้วนะผมไม่โอเคอย่าห้ามผมพูดเลย มันไม่ไหว” ผมรีบอธิบายทันทีก่อนที่จะโดนชุดใหญ่



“คิดได้จริงๆ ก็ดี”



“แต่ผมอะเสียขวัญจริงๆ นะโมโม่ ตอนที่พยาบาลเข็นผมเข้าห้องผ่าตัด เอาจริงๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเข้าโรงพยาบาลลึกขนาดนั้นเลย ผมเกือบไม่รอดมาเห็นหน้าโมโม่แล้วนะ”



“มึงมันเวอร์”



“ผมพูดจริงๆ ในใจนี่ภาวนาอยู่สองอย่างคือถ้ากลับออกไปได้จะบวชให้พี่พีหลังเรียนจบและกลับออกมาเห็นหน้าโมโม่อีกครั้ง”



“กูว่าทอดมันก็ไม่ได้เผ็ดขนาดนั้นนะหรือว่ามึงเวอร์วะ”



“โถ่ ผมพูดตั้งยาวโมโม่ไม่ได้ฟังเลยดิ นี่พูดออกมาจากใจเลยนะนั่น” โมโม่ตอนนี้เอาแต่กินทอดมันจนเกือบจะหมดจาน



“ไอ้ภู กูได้ยินมึงพูดแบบนี้มาตั้งแต่มึงเด็กแล้วนะ”



“ผมจริงจังกับคำพูดของผมทุกช่วงอายุนะโมโม่ มีแต่โมโม่แหละที่เอาแต่บ่ายเบี่ยง”



“กูไม่ได้บ่ายเบี่ยง”



“แล้วทำไม...”



“แค่กูไม่ได้รู้สึกเหมือนมึง”



“.....จุกแดกไปเลยครับ แต่ทนไหว บอกแล้วไงถ้าโมโม่จะรักผมตอนเกษียณก็ไม่ผิด ผมรอได้เสมอ” ถ้าถามว่าเจ็บไหมก็มีคันๆ อยู่นะ แต่มันชินแล้วแหละครับชินมาตั้งแต่ผมเริ่มหัดพูดแล้ว ผมจำได้เลยตอนที่พี่พีบอกผมว่าคำที่ผมพูดได้คำแรกไม่ใช่คำว่าพี่หรือพี แต่เป็นคำว่า ‘รักโม่’ เด็กเชี้ยไรจะแก่แดดขนาดนี้วะ



“ไร้สาระ กินๆ ไป”



“ครับ” ผมตั้งหน้าตั้งตากินอาหารตรงหน้าจนหมด หมดชนิดที่ว่าไม่เหลือแม้แต่เศษอาหาร เพราะทั้งวันตั้งแต่เกิดเรื่องผมกินแต่ข้าวเที่ยงเท่านั้น อาหารว่างอะไรก็ไม่ได้กิน ปกติผมเป็นคนกินเยอะอยู่แล้วถ้าเจอถูกใจก็เคยกินข้าวจนหมดหม้อ



“เอาอีกไหม”



“ถ้าเอาอีกก็อ้วกแล้วครับ”



“งั้นออกไปรอข้างนอก จะกินอะไรก็ไปซื้อ” โมโม่ยื่นเงินให้ผมจำนวนหนึ่งก่อนจะเดินไปจ่ายเงิน ส่วนผมที่ออกมารอข้างนอกก็กวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อดูว่าจะกินอะไรเป็นของหวานดี



ตุบ!



“เฮ้ย! คุณยายเป็นอะไรไหมครับ” ระหว่างที่ผมกำลังมองหาอะไรกินอยู่นั้นอยู่ๆ ก็มีพวกวัยรุ่นวิ่งมาชนคุณยายจนเกือบล้มดีที่ผมอยู่ใกล้เลยเข้าไปประคองคุณยายเอาไว้ก่อน “เจ็บตรงไหนไหมครับ เฮ้ย! ไอ้เด็กเวร! มึงกลับมาขอโทษคุณยายเลย!!” ผมตะโกนไล่หลังไอ้พวกนั้นแต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่ฟังและยังวิ่งต่อไป ใจจริงผมอยากถอดรองเท้าปาใส่พวกมันนะ แต่ก้มลงมองรองเท้าที่ใส่มาราคามันค่อนข้างเอาเรื่องเลยครับบวกกับเงินที่ใช้ซื้อเป็นเงินผมเองผมเลยไม่กล้าปามันออกไป



“ไม่เป็นอะไรหรอกจ้ะ ขอบใจนะ” คุณยายมองผมด้วยสายตายิ้มๆ ก่อนที่จะกลับไปยืนทรงตัวได้เหมือนเดิม



“ไม่เป็นอะไรแน่นะครับ”



“จ่ะ ขอบใจหนูมากนะ”



“ไม่เป็นไรครับ ผมหล่อทั้งกายและใจ”



“......” คุณยายยิ้มให้ผมเล็กๆ ก่อนจะเดินออกไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่โมโม่เดินออกมาจากร้านพอดี ถ้าโมโม่ออกมาเร็วกว่านี้คงจะได้เห็นว่าผมอะเท่แค่ไหน



“แถวนี้มีกล้องวงจรไหมอะโมโม่”



“ทำไม มึงจะมาขโมยอะไร”



“โถ่ มองผมในแง่ดีบ้างก็ได้ คือเมื่อกี้มีพวกเด็กวัยรุ่นต้นๆ น่าจะอ่อนกว่าผมอยู่แหละวิ่งมาชนคุณยายเกือบล้มแต่ดีที่ผมประคองคุณยายเอาไว้ก่อน จังหวะนั้นนะโมโม่ผมอะโคตรจะเท่ อยากจะเอาภาพจากกล้องวงจรไปเปิดให้พี่พีดีเพื่อจะภูมิใจบ้าง”



“ปิดทองหลังพระบ้างก็ได้”



“ไม่อะ ผมอยากให้คนอื่นเห็นบ้างนอกจากพระ ผมทำดีผมหวังผลเสมอ แต่ผลที่ผมหวังแค่ให้คนรอบข้างผมภูมิใจก็พอ โอโห้! คมกว่านี้ก็มีดแล่ปลาของเชฟชาวญี่ปุ่นแล้วแหละครับ” พูดเองชงเองเรื่องนี้ไอ้ภูถนัดมากครับผม



“น่าจะห้ามมึงพูดอีกสามสี่ชั่วโมง”



“แค่นี้น้ำลายผมก็บูดหมดแล้วครับ”



“ถึงว่าอะไรเหม็นๆ”



“........”



อย่างน้อยการลงโทษห้ามผมพูดก็ถือว่าแก้ปัญหาถูกจุดเลยทีเดียว ถึงมันเป็นเพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่สำหรับคนช่างพูดแบบผมโคตรจะทรมานเลยครับ แต่ดูเหมือนโมโม่จะมีความสุขผมก็พอใจ ผมยอมทำได้ทุกอย่างขอแค่โมโม่มีความสุขก็พอ พระเอกกว่านี้ก็ไม่มีแล้วแหละครับ





ปล. อิมเมจของนายภูดินันท์คือเด็กซนอายุสิบเก้าที่ยังไม่มีวุฒิภาวะที่ควรสักเท่าไหร่ เป็นช่วงวัยที่เหลือบระหว่างมัธยมกับมหาลัย แต่น้องจะค่อยโตขึ้นเรื่อยๆ โปรดติดตามนะคะ อิอิ

ปล. ถ้ารักน้องติเตือนน้องได้ทางคอมเม้นต์เน้อ น้องอ่านและรับฟังเสมอค่ะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 7.1

ภูดินันท์เด็กดื้อ



Rangsirat’ s talk



เด็กอย่างไงก็เป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ ถึงแม้มันจะพยายามสรรหาคำพูดแบบผู้ใหญ่ออกมาก็ตาม ไอ้เด็กที่อยู่ตรงหน้าผมก็เหมือนกัน....



“ไอ้ภู ถ้ามึงไม่อาบน้ำกูไม่ให้มึงนอนด้วยนะ” ผมใช้เท้าเขี่ยไอ้ภูที่ตอนนี้นอนอยู่ที่พื้นกำลังเล่นเกมในโทรศัพท์อยู่อย่างเมามันโดยไม่สนใจว่าตอนนี้จะกี่โมงแล้ว ผมไม่รู้นะว่าพี่พีเคยว่ามันไหมแต่สำหรับผมตอนนี้ผมว่าจนไม่รู้จะว่ามันอย่างไงแล้ว ไอ้ภูมันก็ยังทำมึน



“แปบครับ โมโม่ไปอาบน้ำก่อนเลย” เห็นไหมครับมันก็ยังมึนไม่ยอมไปอาบน้ำสักทีแถมยังโบ้ยให้ผมไปอาบน้ำอีก มันคงไม่สังเกตว่าตอนนี้ผมอยู่ในชุดนอน



“กูอาบแล้ว”



“อาบใหม่ก็ได้” มันตอบโดยไม่หันมามองผมเลยสักนิด และสิ่งที่หลุดออกมาจากปากของมันแต่ละคำก็ช่างเหลือเกินจริงๆ ผมทำได้แค่ส่ายหน้าไปมาให้กับความดื้อรั้นนี้



“งั้นมึงนอนนอกไป”



“......เชี้ย! เกือบโดนจับได้” ดูสิครับมันฟังผมสะที่ไหนกัน ไอ้ภูมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้ามันชอบอะไรมันจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งสิ่งนั้นจนกว่ามันจะพอใจ ซึ่งผมก็อาจจะเป็นสิ่งที่มันหมกมุ่นมาตั้งแต่เด็ก ผมรอให้มันโตขึ้นเพื่อที่จะได้เลิกคิดกับผมแบบนั้นแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะผมรอมาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว ตอนแรกผมคิดว่าระยะห่างช่วงที่ผมไปเรียนต่ออาจจะทำให้ไอ้ภูมันเลิกหมกมุ่นกับผมได้ แต่เปล่าครับพอผมกลับมามันก็เกาะติดผมเหมือนเดิมซึ่งเป็นช่วงที่ผมเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ทำให้ต้องย้ายมาอยู่ที่คอนโดเดียวกับมัน และตอนนี้มันยังตามมาเรียนที่คณะผมด้วยแล้ว อาการหมกมุ่นนี้ของมันก็น่าจะไม่หายง่ายๆ หรอกครับ แต่จะโทษมันอย่างเดียวไม่ได้ก็คงต้องโทษที่ผมไม่พูดให้ชัดเจนกับมันสักที



“เมื่อไหร่มึงจะโตวะ” ผมเองก็แปลกที่นั่งมองมันเล่นเกมอยู่แบบนี้ ทั้งๆ ที่งานของผมก็ยังรออยู่



“จะแต่งงานกับผมเหรอ” ดูความคิดมันสิครับ ผมปล่อยช่องว่างให้มันไม่ได้จริงๆ



“ฝันอยู่รึไง”



“ถ้าฝันแล้วได้แต่งงานกับโมโม่ก็อยากฝันนะ เชี้ย! ไอ้ไทรแม่งใครสอนให้เล่นงี้วะ คุ้มกันกู!” สายตาผมเหลือบไปเห็นเกมที่ไอ้ภูเล่นอยู่ มันคล้ายๆ บอร์ดเกมอะครับแต่เปลี่ยนมาเล่นในโทรศัพท์แทน “เชี้ย! กูบอกว่ากูหยั่ง มึงก็ปั่นกูเป็นหมาจัง ไอ้พระเอกมันเป็นหมา! หาว่ากูตอแหลอีก ชุบกูเลยใครชุบกู!”



“คุยกับเพื่อนอยู่เหรอ?”



“เปล่าครับผมบ่นกับตัวเอง ถ้าคุยกับพวกมันเดี๋ยวก็รู้ดิว่าผมอยู่กับโมโม่”



“เพื่อนไม่รู้เหรอ?”



“ไม่อะ ผมไม่ได้บอก ไม่อยากให้ใครมองโมโม่ไม่ดีเผื่อว่าผมไปก่อเรื่องเข้าอีกในอนาคต” อย่างน้อยไอ้เด็กนี่มันก็คิดได้อยู่เหมือนกัน



“แต่มึงก่อเรื่องตั้งแต่วันแรกเลยนะ”



“อดีตไม่พูดถึงครับ”



“กูไปทำงานละ ถ้าไม่อาบน้ำไม่ต้องเข้าไปนอนในห้อง” ผมเดินหนีเข้ามาในห้องทำงานของตัวเอง ปล่อยให้ไอ้ภูมันเล่นเกมของมันไป



ผมเคยบอกรึยังว่ามันเคยน่ารัก ย้ำนะครับว่าเคย เพราะไอ้การช่างพูดช่างเจรจาเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มันน่ารักในตอนเด็ก แต่พอโตมาไอ้การช่างพูดมันก็เป็นข้อเสียที่ทำให้มันเดือดร้อนอยู่บ่อยๆ เหมือนอย่างวันนี้ ถ้าไม่เจอกับตัวมันไม่มีวันเข้าใจหรอกครับ





Poo’ s talk



“คราวนี้แหละกูจะฆ่าพวกมึงให้หมดทุกคนเลย” ไม่รู้ว่าผมเล่นไปกี่เกมแล้วรู้ตัวอีกทีผมก็หยุดไม่ได้เพราะไฟแค้นที่ไอ้เพื่อนเวรของผมมันก่อขึ้น เมื่อตาก่อนๆ ผมถูกฆ่าเป็นคนแรกๆ เพราะการปั่นของพวกมัน พอมาคราวนี้สิ่งที่ผมรอคอยก็มาถึง ผมกลายเป็นหมาป่าครับ หมาจ่าฝูงด้วย!



“ฮ่าๆ บายเพื่อนไทร!” ไอ้ต้นไทรเป็นคนแรกที่ผมจัดการ ไอ้เวรนี่ไลน์มาด่าผมใหญ่เลยเพราะก่อนหน้าผมก็ไลน์ไปก่อกวนมันเหมือนกันตอนที่มันฆ่าผม



การที่พวกเราเป็นเพื่อนกันได้แน่นอนว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกันไม่อย่างนั้นคงคบกันไม่ได้หรอกครับ เพื่อนที่สนิทผมก็มีแค่ที่ทุกคนเห็น ผมไม่เน้นปริมาณผมเน้นที่คุณภาพ ถ้าเอาความจริงคือไม่มีใครคบ



“ยอดเยี่ยม” หลังจากที่จบเกมพวกผมก็ตกลงกันเอาไว้ว่าจะเลิกเล่น ผมถึงได้รู้ว่าเวลาตอนนี้เกือบๆ ตีหนึ่งแล้ว และผมยังไม่อาบน้ำเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นผมเลยเข้าไปในห้องนอนของโมโม่เพื่อเอาเสื้อผ้าไปอาบน้ำและเตรียมตัวนอน แต่ปรากฏว่าในห้องนอนไม่มีร่างของเจ้าของห้องอยู่



“ไปไหนวะ” ผมยืนคิดอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าโมโม่บอกจะไปทำงาน ผมเลิกสนใจก่อนจะเข้าไปอาบน้ำระหว่างอาบน้ำผมก็บรรเลงบทเพลงที่แสนหวานไปด้วย นั่นก็คือ...



“ฝากตัวรับใช้โมโม่ เป่าหัวผู้ขวางทางเดินโมโม่ ส่งไปสู่ความตาย ชื่อเสียงของฉันเลื่องลือ ศพแรกผ่านไป ศพสองศพสามค่อยค่อยผ่านไป หลงผิดคิดภาคภูมิใจ ก่อนเดินมาถึงวันนี้...เพราะขนาดนี้เป็นราชาเพลงเพื่อชีวิตได้เลยกู”



รังสิรัตที่พึ่งเข้ามาในห้องได้ยินเสียงโหยหวนดังมาจากห้องน้ำ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเหมือนอย่างเคย



“เด็กน้อย”



“อ่าว มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย” ผมเดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำก่อนจะเห็นว่าโมโม่นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงเหมือนพระเอกนิยายคนอื่นๆ โมโม่ของผมนี่ไม่ฉีกเลยอะครับ



“ตั้งแต่มึงร้องโหยหวนอยู่ในห้องน้ำ”



“เสียงผมออกจะเพราะ โมโม่ครับคืนนี้ผมนอนล่างเหมือนเดิมใช่หรือไม่” จริงๆ ก็รู้คำตอบอยู่แล้วแต่ถามออกไปเผื่อได้นอนร่วมเตียงอีกครั้ง



“ใช่”



“ว่าแล้วเชียว ผมขอนั่งเช็ดผมก่อนนะครับ ผมเช็ดผมนะโมโม่... โมโม่ผมเช็ดผมนะ โมโม่ผม...”



“มึงต้องการอะไร” โมโม่ปิดหนังสือที่อ่านอยู่เสียงดังก่อนจะหันมามองผม



“เปล่าครับ”



“จะให้เช็ดผมให้? มึงฝันอยู่เหรอ รอมึงแขนหักนู้นกูถึงจะเช็ดให้”



“ระเบียงห้องเปิดอยู่หรือเปล่า ผมจะกระโดดลงไป”



“เอาดิ เอาเลย” แทนที่จะห้ามแต่โมโม่ดันส่งเสริมให้ผมกระโดดลงไป ทำไมโมโม่ไม่อ่อนโยนกับผมเลย คิดแล้วจะร้องไห้



ผมนั่งเช็ดผมอยู่เงียบๆ โดยที่มีสายตาของโมโม่มองอยู่ไม่ห่าง จริงๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าผมมีเสน่ห์ตอนผมเปียกๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีเสน่ห์จนโมโม่มองผมไม่วางตาแบบนี้ ผมปล่อยให้โมโม่มองผมอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้ทักอะไรออกมา เพราะถ้าผมทักโมโม่ขึ้นมาเดี๋ยวสายตานั้นจะหายไป โมโม่ของผมอะครับขี้เขินแซวมากไม่ได้เดี๋ยวจะเสียอาการ



“ยังไม่แห้งเลย ทำไมผมแห้งช้าจังน้า”



“.......”



“หรือต้องมีคนช่วยเช็ด...อ่าว?” ถึงว่าทำไมอยู่ๆ เงียบไปที่แท้หลับนี่เอง แล้วเมื่อสักครู่ที่ผมเห็นว่ามองผมอยู่นี่ผมคิดไปเองสินะ ไอ้ภูเอ๊ย! โมโม่ของมึงเขาหลับไปตั้งนานแล้ว



ด้วยความที่เกรงใจผมเลยลุกขึ้นไปปิดไฟก่อนจะออกไปนั่งเช็ดผมข้างนอกพรางเล่นโทรศัพท์ไปด้วย แต่ระหว่างนั้นผมเห็นเฟสของไอ้ดอยขึ้นมาแนะนำ ผมเลยกดแอดไปทันที



เชื่อดิมันไม่รับผมหรอก



“อ่าว รับไวกว่าที่คิด ไหนแกล้งๆ ทักมันไปดีกว่า” ผมกดเข้าไปหน้าเฟสของมันเพื่อส่งข้อความ แต่ผมมาคิดดูดีๆ แล้วส่งข้อความมันน่าจะไม่ตอบ ผมเลยกดวิดีโอคอลไป..



(คอลมาทำส้นตีนไร) ไอ้ดอยหมูกดรับวิดีโอของผมพร้อมกับสีหน้ายุ่งๆ อย่างน้อยมันก็ยอมรับถือว่ามันไม่ได้รำคาญผมแล้ว



“กูมาแสดงความยินดีที่เราเป็นเพื่อนในเฟสกันนาทีแรก”



(มึงไม่เต็มจริงๆ ใช่ไหมวะ)



“กูนอนไม่หลับ”



(บอกกูทำไม)



“มึงเคยเล่นแวร์วูฟไหม ที่เป็นบอร์ดเกมอะ”



(เคย ทำไม?)



“มันมีเป็นแอฟในโทรศัพท์เว้ย มึงโหลดมาเล่นกับกูที เหงาเชี้ยๆ”



(แล้วเพื่อนมึงไปไหนหมด)



“นอนไปหมดแล้ว”



(ภาระฉิบหาย)



“ถ้าเล่นกับกู กูจะเลิกเรียกมึงว่าดอยหมู”



(ตอแหล)



“จริง”



(เออ) หลังจากที่ผมหลอกล่อไอ้ดอยมาเล่นเกมกับผมได้ ดูเหมือนว่าเราสองคนจะสนิทกันมากขึ้นกว่าเดิม ผมว่าผมละลายพฤติกรรมของไอ้ดอยได้สำเร็จ



“มึงอยู่ภาคไหนวะ” ระหว่างที่เล่นเกมผมก็คอลกับมันไปด้วย



(อุตฯ)



“กูถามจริง! ภาคเดียวกับกูเลย เพื่อนกูแม่งไปโยธาฯ หมดเลย ว่าแต่มึงเรียนเก่งป่าววะ” เมื่อละลายพฤติกรรมมันไปบางส่วนผมเลยหลอกถามถึงเรื่องเรียนเพราะถ้ามันเรียนเก่งผมก็จะเกาะและอาศัยใบบุญของมัน



(ไม่ แค่ได้แพทสามเกือบเต็ม)



“โถ่! ไม่เก่งเลยจ้า!” ถึงแม้จะหมั่นไส้อยู่บ้าง แต่เพื่อความอยู่รอดของผมในรั้วมหาวิทยาลัยผมจะต้องเกาะมันเอาไว้ “กูขอพูดตรงๆ อย่างไม่อายเลยนะ มึงช่วยส่งเสริมกูเรื่องเรียนบ้างดิ แบบบางครั้งที่ต้องเรียนวิชาเฉพาะอะ”



(ส่งเสริมไงวะ)



“ก็...เดี๋ยวถึงเวลามึงก็ช่วยกูได้เอง แค่อย่าทิ้งกูพอเพื่อน”



(เพื่อน?)



“เออ มึงเพื่อนกู นี่กูเป็นหมานะตานี้แต่กูไม่ฆ่ามึงทั้งๆ ที่กูฆ่ามึงได้เพราะมิตรภาพของเราเลยนะเว้ย!” ขนาดไอ้เพื่อนเวรผมสามตัวนั้นผมไม่สนว่ามันจะเป็นอะไรถ้าฆ่าได้ผมชิงฆ่ามันก่อนที่พวกแม่งจะฆ่าผม



(ขอบใจ) ผมแอบยิ้มอยู่คนเดียวเมื่อได้ยินไอ้ดอยหมูมันพูดแต่อยู่ๆ รอยยิ้มของผมก็หายไปเพราะ....



11 หมา...



ใช่ครับผม 11 และผมก็เป็นหมา... ไอ้ดอย! อย่าหวังว่ากูจะเลิกเรียกมึงว่าดอยหมูเลย



“ครอก.....” รังสิรัตที่เดินออกมาดื่มน้ำตอนดึกเห็นว่าไฟยังคงเปิดอยู่ที่ห้องรับแขกก่อนจะคิดได้ว่าคืนนี้ภูดินันท์มานอนกับเขาด้วย รังสิรัตเปลี่ยนเส้นทางจากตอนแรกจะตรงไปห้องครัวตอนนี้กลับเดินมาที่ภูดินันท์นอนราบไปกับพื้น



“โซฟาดีๆ มีก็ไม่นอน” รังสิรัตถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายก่อนจะยื่นมือมาสะกิดให้ภูดินันท์ตื่นเพื่อที่จะได้เดินเข้าไปนอนในห้อง เพราะถ้าให้เขาอุ้มเข้าไปเหมือนตอนเด็กๆ หลังของเขาได้เสียก่อนแก่แน่ๆ



“ภู ตื่น”



“.....ครอก ฟี่”



“ภู? !”



“ครอกก แจ๊บๆ” ภูดินันท์ทำเหมือนจะรู้สึกตัวก่อนจะเปลี่ยนเป็นผลิกตัวอีกด้านแทนพร้อมกับขยับปากทำเสียงแจ๊บๆ จนรังสิรัตอ่อนใจ



รังสิรัตปล่อยภูดินันท์เอาไว้อย่างนั้นก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปกินน้ำและเดินกลับมาที่เดิม รังสิรัตย่อตัวลงและสังเกตเห็นว่าที่แขนของภูดินันท์มีรอยยุงกัดอยู่หลายตุ่ม ตอนแรกเขาคิดเอาไว้ว่าจะเดินกลับไปเอาผ้าห่มในห้องมาห่มให้ภูดินันท์นอนตรงนี้ แต่พอเห็นรอยยุงกัดแล้วเขาจึงตัดสินใจอุ้มภูดินันท์ขึ้นมาในท่าเจ้าสาว...



“อื้ม!” รังสิรัตรีบอุ้มภูดินันท์เขาไปในห้องด้วยความเร็ว แต่ระหว่างนั้นภูดินันท์ที่เริ่มรู้สึกตัวและคิดว่าตัวเองฝันอยู่ และเป็นฝันที่ค่อนข้างดีด้วย ทำให้ภูดินันท์ทำปากจู๋ก่อนจะยื่นมาสัมผัสบริเวณแก้มซึ่งเฉียดกับมุมปากของรังสิรัตเล็กน้อยหนึ่งทีพร้อมกับรอยยิ้มและหลับไป ส่วนรังสิรัตที่พึ่งถูกขโมยหอมแก้มกลับทำอะไรไม่ถูกทำให้เขาอุ้มภูดินันท์ค้างไว้อยู่อย่างนั้น พอตั้งสติเขาจึงค่อยๆ ว่าร่างของภูดินันท์ลงบนที่นอนข้างๆ เตียง



“ถ้าละเมอไม่จริงมึงจะโดน” รังสิรัตเตรียมกลับขึ้นไปนอนแต่เขาคิดได้ว่าภูดินันท์โดนยุงกัด เขาจึงเอาแซมบั๊คมาทาตุ่มที่โดนยุงกัดตามแขนของภูดินันท์เบาๆ เพราะกลัวว่าภูดินันท์จะตื่นขึ้นมา และถ้าตื่นขึ้นมาตอนนี้เขาว่าเขาน่าจะไม่ได้นอนแน่ๆ อีกอย่างก็คือเขาไม่อยากทำอะไรที่มันดูอ่อนโยนต่อหน้าภูดินันท์เพราะการกระทำเหล่านั้นมันไม่ต่างจากการให้ความหวัง แม้ว่าหลายๆ ครั้งเขาจะเผลอตัวทำไปก็ตาม



“..........”





ปล.อีกนิดก็ปากแล้ว ภูดินันท์นายเล็งไม่ดีเลยง่า

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-3
บทที่ 7.2

ภูดินันท์เด็กดื้อ
เช้าวันต่อมา....



“ไอ้ภู”



“......”



“ไอ้ภู!”



“.....ครอก”



“ถ้าไม่ตื่นกูเอาน้ำสาดนะ”



“......”



“ไอ้ภู!!!!!”



“เฮือก! โมโม่ผมไม่เคยนอกใจโมโม่เลยนะ! ผมกับไอ้ดอยเป็นเพื่อนกัน....” ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน ความฝันที่โคตรแปลก



“ดอย? ใคร? ฝันอะไรของมึง”



“เปล่าครับ เป็นแค่ฝันก็ดี” เพราะไอ้ความฝันของผมแม่งโคตรตลกเลย ผมฝันว่าไอ้ดอยมันมาแย่งผมจากโมโม่ไปกลายเป็นรักสามเส้าเราสามคน แต่บทสุดท้ายโมโม่ก็แย่งผมมาได้ ผมจำได้ว่าผมให้รางวัลโมโม่เป็นจุ๊บที่แสนหวาน ด้วยความที่ยังเพ้ออยู่กับฝันทำให้ผมเผลอยกมือขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของตัวเองเบาๆ “เมื่อคืนเราได้จูบกันไหมอะครับ ทำไมผมรู้สึกดีแปลกๆ”



“เพ้อเจ้ออะไรแต่เช้าวะ” โมโม่ส่ายหน้าเหมือนไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ผมพูดสักเท่าไหร่แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าสายตาของมโม่แปลกๆ วะเหมือนว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นโดยที่ผมไม่รู้ตัว “แล้วอย่าบอกว่ากูไปอยู่ในฝันมึงด้วย?”



“อยู่ในทุกที่อะครับ แต่อย่ารู้เลยว่าที่ไหนบ้างเดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติด” เพราะบางครั้งโมโม่ก็อยู่กับผมในห้องน้ำ



ผมลุกออกจากเตียงเดินตามโมโม่ออกมาจากห้อง ระหว่างนั้นผมก็เดินไปหยิบขนมในตู้เย็นโมโม่ออกมากิน



“ไอ้ภู ฟันไม่แปลง” ผมทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ โมโม่ “ลืมตามาก็กินเลยนะ”



“เขาเรียกว่าเด็กกำลังโต”



“เถียงให้ไอ้ตลอด” โมโม่บ่นงึมงำอยู่สักพักก่อนจะหันมามองผม “วันนี้กูมีงานมึงจะอยู่ห้องกูหรือกลับไปที่ห้องมึง” ผมลืมบอกไปว่าเดือนนี้ผมเลิกทำงานพาร์ทไทม์แล้วเพราะว่าใกล้จะเปิดเทอมพี่พีเลยบอกให้มาเตรียมตัว ทำให้วันนี้ผมว่างทั้งวัน



“อยู่ห้องโมโม่จนกว่าพี่พีจะกลับ อยู่คนเดียวแล้วมันเหงา” ผมใช้จังหวะที่โมโม่เผลอเอนศีรษะเตรียมจะพิงไหล่ของโมโม่ แต่อยู่ๆ โมโม่กลับลุกขึ้นกะทันหันทำให้ผมล้มลงไปนอนบนโซฟาแถมขนมที่อยู่ในมือก็หกกระเด็นเต็มหน้า...เหนียวหน้าแต่เช้าเลย!



“ไอ้ภู ถ้ามดขึ้นโซฟานะ” โมโม่มองผมด้วยสายตาดุๆ ส่วนผมก็รีบลุกขึ้นเก็บขนมที่หกใส่ซอง



“จะเก็บอย่างดีไม่ให้เหลือแม้แต่ผงเลยครับ” โมโม่ยืนมองผมเก็บขนมอยู่อย่างนั้นก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของเขา และไม่นานก็เดินออกมาพร้อมกับทิชชูเปียก



“เอาไปเช็ดหน้า”



“หน้าใครอะ” ผมเงยหน้าขึ้นมองโมโม่ที่ยื่นทิชชูมาตรงหน้าผม



“หน้ากูมั้ง” ผมรับทิชชูมาก่อนจะลุกขึ้นเตรียมที่จะเช็ดหน้าให้โมโม่ แต่ยังไม่ทันทื่อของผมจะสัมผัสใบหน้าของโมโม่ มือผมก็ถูกรวบเอาไว้ก่อน “จะทำอะไร?”



“เช็ดหน้าให้โมโม่ไง”



“ถ้ายังกวนอีก คราวนี้กูจะเมินมึง”



“เอามาเช็ดหน้าตัวเองแหละ แค่อ้อมไกลไปหน่อย” ผมรีบบิดมือของตัวเองออกก่อนจะเอาทิชชูเปียกมาเช็ดหน้าของตัวเองทันทีโดยที่โมโม่ไม่ต้องพูดซ้ำ



“อ่อ! โมโม่ไปดูหนังไหม วันนี้หนังที่ผมอยากดูเข้าวันแรก” ผมพูดขึ้นหลังจากที่เก็บกวาดเศษขนมที่โซฟาเสร็จ เพราะผมคิดขึ้นได้ว่าหนังเรื่องที่ผมอยากดูเข้าฉายวันนี้เป็นวันแรก แต่คำตอบที่ได้กลับมานั้นเหมือนอย่างที่ผมคิดเอาไว้ไม่มีผิด



“ไม่”



“ไม่ลองคิดๆ หน่อยเหรอ”



“ไม่ไป ไม่ชอบดู” โมโม่ยังคงปฏิเสธเหมือนเดิม แถมยังเพิ่มเลเวลจากน้ำเสียงราบเรียบเป็นน้ำเสียงติดรำคาญเหมือนที่ชอบพูดกับผม



“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าเรื่องอะไร” ผมยังคงไม่ยอมแพ้ตื๊อโมโม่ต่อ “โมโม่ไม่ชอบดูหนังในโรงเหรอ?”



“ไม่ชอบดู...” โมโม่เว้นจังหวะพูดเล็กน้อยก่อนจะหันมามองหน้าผมตรงๆ พร้อมกับพูดว่า... “ไม่ชอบดูหนังกับมึง”



“.......” จุกแดกไปเลยครับ



จุกครั้งนี้จุกนานกว่าปกติสักเล็กน้อยเพราะเล่นเอาผมไปไม่เป็นเลย เมื่อเห็นว่าผมเงียบไปโมโม่เลยพูดขึ้นมา



“อย่าไปก่อเรื่องที่ไหน ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ล็อกประตู นี่คีย์การ์ดเอาไป” ผมรับคีย์การ์ดจากมือของโมโม่ที่ยื่นมาตรงหน้า “มีเงินติดตัวไหม”



“มีที่พี่พีโอนมาเดี๋ยวผมไปกดเอาครับ”



“เอาติดไว้ก่อนไหมล่ะเผื่อใช้” โมโม่หยิบกระเป๋าเงินออกมากจากกระเป๋ากางเกงของเขาก่อนจะหยิบแบงก์ห้าร้อยออกมายื่นให้ผมตรงหน้า



“อย่าใจดีแบบนี้เลยโมโม่ แค่นี้ผมก็หลงจนหาทางกลับไม่เจอแล้วครับ” จากตอนแรกที่จุกตอนนี้หายจุกแล้วครับ เพราะแบงก์สีม่วงมันช่วยให้ผมหายจุกไปเลย



“ไร้สาระ กูไปแล้วนะ” จากนั้นโมโม่ก็เดินไปใส่รองเท้าเตรียมจะออกไปข้างนอก



“ผมต้องหอมแก้มโมโม่ก่อนไปทำงานรึเปล่า” ผมส่งยิ้มระยะไกลจากโซฟาไปให้โมโม่ที่ยืนอยู่ตรงตู้รองเท้าข้างๆ ประตู



“หอมที่ตีนกูนิ” เท่านั้นแหละครับอารมณ์อยากหอมหายไปทันที ถึงจะรักและหลงมากแค่ไหน แต่ผมก็คงไม่บ้าจี้ไปหอมที่ตีนของโมโม่หรอกครับ



“บายครับจะเป็นเด็กดีไม่ดื้อน้า” ผมบีบเสียงให้ดูน่ารักแต่ดูเหมือนโมโม่จะไม่สนใจทำเมินผมออกจากห้องไปทันที ส่วนผมที่อยู่ในห้องคนเดียวก็ไม่มีอะไรทำเพราะพึ่งตื่นแต่ถ้าให้อยู่ห้องว่างๆ ผมก็เกรงว่าจะเบื่อจนเผลอไลน์ไปกวนโมโม่ขณะทำงาน ผมเลยไลน์ไปหาฮยอนบินฮยองที่อยู่คอนโดเดียวกันแทน



ภูอะไรหล่อที่สุด ตอบภูดินันท์ : ออดิย่า?

Hyun_Bin : จิบิจี ㅋㅋㅋ

ภูอะไรหล่อที่สุด ตอบภูดินันท์ : รู้เลยครับว่าเล่นติ๊กตอก 555555

อันยองฮยอง วันนี้อยู่ห้องรึเปล่าครับ

Hyun_Bin : ว่าจะออกไปคณะ ไปด้วยกันไหม?

ภูอะไรหล่อที่สุด ตอบภูดินันท์ : ผมไปได้เหรอครับ

Hyun_Bin : เจอกันข้างล่างอีกยี่สิบนาที



เท่านั้นแหละครับผมรีบวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัวทันทีโดยที่ไม่ลืมปิดสวิตไฟในห้อง เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยผมเลยรีบลงมาด้านล่างทันที ผมใช้เวลาอาบน้ำ ไม่สิ ผมใช้เวลาวิ่งผ่านน้ำไม่ถึงสิบนาทีแต่ที่ช้าคือเซตทรงผมเพราะห้องของโมโม่มีอุปกรณ์ไม่พร้อมทำให้ผมต้องใช้เวลานานกว่าปกติ



“ทำไมผมเราแข็งขนาดนั้นอะภู?” คำแรกที่ฮยอนบินฮยองทักหลังจากที่เจอหน้าผม



“แข็งมากเลยเหรอครับ?” ผมรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาส่องดูผมของตัวเอง “ยี่ห้อนี้ไม่เคยใช้เลยไม่รู้ว่าต้องกดเยอะแค่ไหนอะครับ” ตอนส่องกระจกที่ห้องผมว่าโอเคเลยนะ แต่พอผมลงมาเท่านั้นแหละผมของผมได้กลายสภาพเป็นอยู่ทรงแข็งโป๊กเลย



“ไม่เป็นไรหรอก ไม่แย่”



“ไม่แย่แล้วฮยองกลั้นขำทำไมอะ?” ผมมองหน้าฮยอนบินฮยองด้วยสายตาไม่พอใจเพราะตอนนี้ฮยอนบินฮยองทำหน้าเหมือนกำลังกลั้นขำเต็มที่ เวลาที่สายตาของฮยองมองมาที่ผมของผมปากของฮยอนบินฮยองก็ขยับเล็กน้อย



“เอ็นดู”



“เอ็นดู? ฮยองบ้าไปแล้ว” ผมพยายามเลิกสนใจทรงผมของตัวเองส่วนฮยอนบินที่ตอนนี้เริ่มชินกับทรงผมของผมแล้วเลยไม่หัวเราะหรือกลั้นขำเหมือนตอนแรก



ตลอดทั้งวันผมเกาะติดฮยอนบินฮยองตลอดทั้งวันเพราะผมไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไงกับรุ่นพี่คนอื่นๆ ส่วนฮยอนบินฮยองแนะนำผมกับเพื่อนๆ ของเขาว่าผมเป็นน้องแม้จะไม่ได้ขยายความมากมายทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่าผมเป็นญาติของฮยอนบินฮยอง



‘หน้ามึงโคตรเกาหลี ทำไมน้องมึงหน้าลาบจังวะ’



ผมโดนบุลลี่จากเพื่อนๆ ของฮยอนบินเกือบตลอดทั้งวัน เอาจริงๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าหน้าลาบมันหมายความว่าอย่างไง แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรไปว่าใครแบบนั้นโดยเฉพาะคนที่พึ่งรู้จัก....เอ๊ะ?? เหมือนผมจะเคยทำแบบนี้เลย ใช่แล้ว! ผมเคยบุลลี่ชื่อของไอ้ดอยไปเมื่อวานจนมีเรื่อง ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วแหละครับว่าเราไม่ควรไปพูดจาไม่ดีกับใคร คนล้อหรือบุลลี่อาจจะสนุกปากแต่คนที่โดนมันไม่สนุกจริงๆ นะครับ



“น้อง น้องใช้คนที่ไส้ติ่งแตกเมื่อวานรึเปล่า” ระหว่างที่ผมช่วยฮยอนบินยกโต๊ะมาจัดสถานที่อยู่ๆ ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นเพื่อนของฮยอนบินเดินเข้ามาถามผม



“ครับ”



“ชินจา? เมื่อวานเราเป็นอะไรเหรอภู” ฮยอนบินที่อยู่ตรงข้ามทำหน้าตกใจทันที



“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดครับพี่ แต่ก็เข้าใจผิดไปใหญ่เลย” ผมอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฮยอนบินฮยองฟัง พอฟังเสร็จรีแอคชั่นของฮยองบินฮยองคือ....



“ฮ่าๆ .... พาโบย่า..... กัมนล.... แทบัก!” ฮยอนบินฮยองหัวเราะจนน้ำตาเล็ดพร้อมกับสบถคำพูดภาษาเกาหลีที่ผมเองก็แปลไม่ออกว่าแปลว่าอะไรนอกจาก แทบัก โดยเฉพาะตอนที่เพื่อนๆ มันแกล้งทำเหมือนว่าผมตาย คิดแล้วก็แค้นพวกมันครับ โคตรแย่เลย!



“แต่น้องแม่งโคตรสุด เป็นพวกพี่นี่ไม่กล้าเลยนะ โดยเฉพาะกับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างอาจารย์รังสิรัต ดุฉิบหาย แต่น่าแปลกพวกปีสองบอกว่าเมื่ออาจารย์องค์ไม่ลงมาก” เพื่อนของฮยอนบินพูดเสริมหลังจากที่ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง



“ปกติอาจารย์เขาเป็นคนอย่างไงเหรอครับ” ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมแอบถามข้อมูลของโมโม่จากเพื่อนๆ ของฮยอนบินฮยองดีกว่า



“โหดมาก โดยเฉพาะถ้าอาจารย์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วด้วย เหมือนรุ่นพี่ที่พึ่งจบไปอาจารย์เคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานะเห็นว่าก่อเรื่องอะไรสักอย่างเล่นเอารุ่นพี่คนนั้นหงอเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องเรียนอาจารย์สอนโคตรดีแต่ข้อสอบยากจัดเลย แต่ถ้าน้องมีอะไรก็ถามไอ้บินมันได้นะมันเคยท็อปของอาจารย์” ผมมองหน้าฮยอนบินฮยองทันที อย่าบอกนะว่าฮยอนบินรู้จักกับโมโม่ แต่ทำไมตอนนั้นเหมือนไม่รู้จักกัน เอ๋? แต่ว่าผมไม่ได้บอกกับโมโม่ว่ารุ่นพี่ที่ผมไปตากผ้าให้คือใครนี่หนา ถ้าบอกชื่อโมโม่ก็อาจจะไม่ว่าอะไร



“เดี๋ยวพี่เอาชีทให้นะ แต่ไม่แน่ใจว่าของตัวพื้นฐานอย่างปีหนึ่งจะมีอยู่ไหม”



“ครับ ขอบคุณครับฮยอง” ถ้าโมโม่พูดกับผมเพราะๆ เหมือนอย่างที่ฮยอนบินฮยองพูดก็คงดี ผมจำได้ว่าโมโม่เริ่มพูดกูมึงกับผมช่วงที่โมโม่กลับมาจากต่างประเทศ ตอนแรกก็ไม่ชินหรอกครับแต่พอนานไปมันก็เริ่มชินและชอบไปเอง ผมรู้ว่าโมโม่พยายามจะทำตัวห่างเหินกับผม แต่ขอโทษ ไอ้ภูคนนี้ไม่แคร์ครับ ผมก็จะทำตัวเหมือนเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด



หลังจากนั้นผมก็ได้ฉายาจากพวกพี่ๆ ว่าน้องติ่งแตก ฉายาโคตรเหี้ยเลยครับ แต่ถ้าพี่ๆ เขาเอ็นดูผมก็ไม่ว่าอะไร ผมต้องทำตัวน่ารักๆ เอาไว้เผื่ออนาคตการเรียนในคณะนี้สำหรับคนที่โคตรโง่อย่างผม



“ฮยองอย่าลืมชีทผมนะ” ระหว่างทางกลับคอนโดผมไม่ลืมที่จะเตือนฮยอนบินฮยองเรื่องชีทเรียนที่ฮยองบอกว่าจะให้ผม



“อารัดซอ” ฮยอนบินฮยองพยักหน้ายิ้มๆ “แล้วเราไม่รอขอพี่รหัสเราเหรอ”



“ผมขอฮยองชัวร์กว่า นะๆ ตอบแทนที่ผมเคยตากผ้าให้” เรื่องบุญคุณผมไม่เคยลืม



“ได้ดิ ฮ่าๆ เรานี่ตลกนะ” แค่ผมขอชีทในสายตาของฮยอนบินฮยองก็มองว่าผมตลกไปแล้วเหรอวะ? แต่เอาเถอะผมจะเป็นน้องที่แสนดีในสายตาของฮยองเพื่อที่อาจจะได้รับความเมตตาในเรื่องของการเรียนบ้าง ผมอะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ผมเรียนจบให้ได้!!



“ฮยองผมมีเรื่องสงสัย ทำไมเวลาอยู่กับเพื่อนฮยองถึงไม่ค่อยพูดไทยคำเกาหลีคำเหมือนอย่างที่พูดกับผมอะครับ” เพราะเท่าที่ผมสังเกตมาตลอดทั้งวันฮยอนบินฮยองแทบจะไม่พูดเกาหลีกับเพื่อนเลย แต่พอพูดกับผมก็จะหลุดพูดออกมาบ้าง



“มลลา” ฮยอนบินฮยองทำท่ายักไหล่ก่อนจะพูดเป็นภาษาไทย “ไม่รู้ มันสบายใจที่จะพูดมั้ง แบบพูดไม่รู้ตัว”



“หรือหน้าผมเหมือนแจฮยอน?” ผมหันซ้ายหันขวาเพื่อส่องกระจกดูใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับแจฮยอนเอนซีที “แต่บางคนก็ทักผมว่าเหมือนอี๋ป้อ”



“มีชย่อซ่อ? ฮ่าๆ” และผมก็ไม่สามารถแปลได้ว่าฮยอนบินฮยองพูดว่าอะไร ถึงหน้าผมจะโคตรโคเรียนก็เถอะ แต่ถ้าคำไหนที่มันแปลกไปผมก็แปลไม่ออกเหมือนอย่างคำนี้



“แปลว่าอะไรเหรอฮยอง?”



“แปลว่าตามนั้นมั้ง ฮ่าๆ” ผมว่าไม่น่าจะใช่แน่ๆ ด้วยความที่โคตรอยากรู้ทำให้ผมค้นหาในกูลเกิลแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเรื่องย่อของละคร....



ใครว่ากูลเกิลเก่งทุกเรื่องคือไม่จริงครับ!!





ปล.ขอโทษที่หายไปสองวันนะ มาแล้วจ้าาาาาาาาาาาา

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด