桃花源 | แรกวสันต์ผลิบาน ยามดอกท้อร่วงโรย [พีเรียดจีน]|บทที่10 หญิงสาวในแม่น้ำ | 4.5.2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: 桃花源 | แรกวสันต์ผลิบาน ยามดอกท้อร่วงโรย [พีเรียดจีน]|บทที่10 หญิงสาวในแม่น้ำ | 4.5.2020  (อ่าน 3283 ครั้ง)

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
ถ้าอาจารย์ไม่ตามมา เด็ก ๆ จะโดนอะไรบ้างเนี่ย

ออฟไลน์ indigomoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
第七章
การจากลา



เรื่องราวทะเลาะวิวาทที่คฤหาสน์สกุลเจิ้งนั้นลอยเข้ามาถึงสำนักตงฝางว่องไวราวกับสายลมพัด


เท้ายังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูสำนักการศึกษา ก็มีศิษย์ผู้นึงมาเชิญให้หยางเถิงแยกตัวออกไปพบผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของที่นี่ทันที ส่วนลูกศิษย์ทั้งสองนั้นแค่ให้ไปยืนรอที่หน้าเรือนอี้จิงอย่างทันทีทันใดมิทันได้เอ่ยปากไถ่ถามอันใดกันก่อน


เด็กทั้งสองถูกถ่วงเวลากักตัวเอาไว้หนึ่งชั่วก้านธูปไหม้ พอเป็นอิสระต่างฝ่ายพากันรีบร้อนก้าวล่วงให้ถึงเรือนไม้ทรงสูงโดยเร็ว หางตาเรียวเห็นว่าประตูหอตำรานั้นถูกกางกั้นปิดไว้อยู่ก็หรี่ตากลมโตลงมอง ลักษณะแบบนี้ผิดปกติวิสัยยิ่งนัก...


หรูฟู่เชิงและกงจวี้จื่อลอบสบตากันก็พอเข้าใจในความหมายในการกระทำได้ในทันที


มือขาวที่กอบกุมห่อยาไว้ในอ้อมอกอยู่นั้นส่งต่อสมุนไพรในห่อไม้จันทร์ให้ลูกศิษย์คนนึงรับเอาไปแล้วเอ่ยปากไล่คนบริเวณหอตำราอี้จิงให้ออกไปจากบริเวณนั้นให้หมด


ก่อนคนตัวขาวจะขยับตัวเอาหูไปแนบกับบานไม้ใหญ่เพื่อลอบฟังความข้างใน คุณชายสกุลกงผู้เป็นสหายเห็นท่าทางซุกซนของเพื่อนตัวเองเป็นครั้งแรกแล้วอดตกตะลึงเบิกตาเรียวไม่มีเหล่าเต็งขึ้นมาเสียจนกลมโตดั่งผลลูกท้อเอาไว้ไม่ได้


คนที่แอบฟังอยู่ดูจะยังไม่พอใจกับผลลัพท์เท่าใดนัก ลากคอเสื้อสหายตนเองให้เอาหูมาแนบประตูช่วยเขาฟังด้วยกัน


คนโดนลากลงเรือในคลองเดียวกันกระพริบตาปริบๆ พูดอะไรไม่ออกเหมือนถ้อยคำมันวนอยู่ในหัวของเขาไปมา


ไม่ยักรู้ว่าเจ้ากระเรียนตัวขาวจะอยากยุ่งเรื่องชาวบ้านถึงเพียงนี้


คนสกุลหรูไม่ใช่ม้วนผ้าไหมเรียบลื่นอย่างที่ทุกคนคาดคิด


เรื่องนี้ต้องถึงหูเง็กเซียนแน่ๆ ถึงแน่ๆ ข้าจะแจ้ง!


กงจวี้จื่อลอบสัญญาเป็นมั่นเหมาะกับฟ้าดินให้เป็นพยานแก่เขาเบาๆ ในจิตใจ


คนตัวขาวที่เกาะบานประตูไม้อยู่ขยับปากบอกเพื่อนร่วมขบวนการแบบไม่มีเสียงให้อีกฝ่ายตั้งใจฟังให้ดีๆ พลางถามไปด้วยว่าได้ยินเสียงอะไรรึไม่ หากแต่คุณชายสกุลกงนั้นเอาแต่ส่ายหน้าแทนคำตอบ


เด็กซุกซนทั้งสองไม่ได้ยินอะไรเล็ดลอดจากเรือนภายในเลยแม้แต่เสียงแมลงสักตัวเคลื่อนไหวไปมาหรือแม้แต่ผืนผ้าสะบัดพริ้วพรายตามสายลม


ที่แอบฟังอยู่หน้าประตูน่ะ เข้ามาได้” เสียงผู้อาวุโสของสำนักเอ่ยดังราวสายฟ้าฟาด


คนที่โดนเรียกสะดุ้งโหยงจนหน้าวืดหัวเกือบทิ่มลงพื้นกันทั้งคู่ ยังไม่ทันจะขยับตัวหนีไปไหนบานประตูไม้ก็ถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมกับสายตาหมื่นกระบี่เย็นเหยียบสาดซัดออกมาต้อนรับทันที


หรูฟู่เชิงมีสีหน้าราบเรียบส่งให้กับผู้อาวุโสด้านใน ประสานฝ่ามือขาวโขกศีรษะคำนับผู้เป็นอาจารย์ไปพลางไม่รู้ว่าจะแก้ตัวว่ากระไรจึงยอมรับความผิดกลายๆ ของตนที่แอบฟังผู้ใหญ่เขาคุยกัน


ยิ่งเด็กตัวขาวเห็นใบหน้าแสนเย็นชานั่นส่งสายตามองมาที่ตัวเองแล้ว ฟู่เชิงก็ยิ่งเข้าใจได้ว่าผู้เป็นอาจารย์หนุ่มคงนึกไม่ชอบกิริยาและการกระทำของเขามากขึ้นไปอีกจนมีแต่ความเฉยเมยส่งมาให้กันเช่นนี้


เหยียนหุยเหลือบตากลับมาพินิจศิษย์ของตัวเองทั้งสองพลางยกป้านชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนวางลงด้วยท่าทีนิ่งสงบไม่ต่างกับผู้ที่นั่งตรงข้ามกัน


ท่าทีผู้อาวุโสทั้งสองดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องราวอะไรดั่งมหาสมุทรไร้คลื่นลม


หากทว่าผู้ที่ร้อนทั้งกายทั้งใจกลับเป็นคุณชายตัวน้อยทั้งสองเสียมากกว่า


ซึ่งเดาจากท่าทางศิษย์เอกของสำนักตนเองแล้วนั้นดูจะมีพายุเร่งเร้าในจิตใจมากกว่าใครทั้งหมดทั้งมวลตรงนี้เสียอีก


เจ้าตัวเล่นแสดงออกชัดเจนผ่านทางสีหน้ายิ่งกว่าคนที่หมายจะโดนโทษทัณฑ์นั้นเองจนใครมองมาก็ดูรู้


ทั้งหมดก็เพราะหรูฟู่เชิงนั้นเดาอารมณ์บุรุษตรงหน้าตนเองไม่ออก ไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้าแสนเย็นชานั่นกำลังคิดอะไรอยู่


จึงทึกทักเอาเองว่าหยางเถิงกำลังจะโดนลงโทษแล้วยังทำตัวประหนึ่งว่าเป็นจอกแหนไหลตามลำน้ำ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนใจใดๆ อยู่ได้


ช่างไร้หัวใจเสียจริง!


เขายินดีรับผิดชอบผลการกระทำแทนทุกคนเอง


ถึงอย่างไรฟู่เชิงก็ปล่อยให้ผู้ที่มีบุญคุญเดือนร้อนเพราะตนเองไม่ได้เป็นอันขาด...


“มีอะไร” เหยียนฮุยเอ่ยถามเสียงนิ่ง ไม่มีอารมณ์ใดแฝงอยู่ในน้ำคำ


ศิษย์เอกสำนักตงฝางรีบกล่าวรับโทษ “ท่านอาจารย์ เรื่องนี้หากไต่สวนทวนความแล้ว ศิษย์ผิดที่ไม่รอบคอบตรวจสอบให้ดี” โขกศีรษะน้อมรับเพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายและส่งผลกระทบกับคนรอบตัวตนเอง


“ไม่! เป็นข้าที่ผิดขอรับอาจารย์ อาเป่าไม่เกี่ยว เหวินซือฝูก็ไม่เกี่ยวขอรับ” ศิษย์อีกคนร้อนรนออกรับแทน


ผู้เฒ่าชราเจ้าของสำนักผินวงหน้าเหลือบมองบุรุษร่างสูงใหญ่ข้างกายเรียบนิ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่ขยับเขยื้อนอะไรท่านเจ้าสำนักก็กระแอมในลำคอเล็กน้อย ก่อนหันมาวางสายตาไว้ที่ลูกศิษย์ทั้งสองของตัวเองอีกครั้ง


“ใช้ไม่ได้! ” เสียงดุดันเอ่ยขึ้นจนศิษย์ทั้งสองแทบก้มหน้างุดลงกับพื้นเรือนไม่กล้าสบตา


“ศิษย์ขออภัยขอรับ // ข้าขออภัยท่านอาจารย์”


ผู้เฒ่าเหยียนหุยลูบเคราในมือเพ่งพินิจร่างของศิษย์ทั้งสอง ส่ายหัวช้าๆ “ดีแต่ออกรับแทนกันไปกันมา คิดอะไรอยู่”


คำพูดของเจ้าของสำนักศึกษาดึงดวงตาสองคู่ให้เงยขึ้นมามองอย่างมีคำถาม


“เมื่อครู่อาจารย์ของพวกเจ้าก็บอกว่าตนเองเป็นคนลงมือก่อน”


“ไม่ใช่นะขอรับ!” เด็กตัวขาวร้องประท้วง


“ตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไง”


“เป็นศิษย์เองที่หุนหันรีบไปยังคฤหาสน์สกุลเจิ้งทำให้มีเรื่องเข้าใจผิดเช่นนี้ขอรับ” ฟู่เชิงแก้ไขเรื่องราวทั้งหมดแทน


กงจวี้จื่อที่นั่งอยู่ข้างกายขาวละเอียดส่งเสียงประท้วงอีกหน “ไม่จริงขอรับ ข้าเป็นคนบุกไปเองต่างหาก”


“ตกลงข้าเป็นเพียงตาแก่ถูกพวกเจ้าจูงจมูกเหรอ เจ้าเห็นข้าเป็นตัวตลกหรืออย่างไร!”


“ศิษย์ขออภัย // ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นขอรับ” ศิษย์ประจำสำนักทั้งสองก้มลงคารวะผู้เป็นอาจารย์พร้อมเพรียงกัน


“สำนึกผิดชอบชั่วดี คุณธรรมจรรยา มารยาทที่ข้าอบรมสั่งสอนพวกเจ้ามา เจ้าทิ้งไว้แต่เพียงในสำนัก ท่องจำดั่งปล่อยวาจาไหลลงแม่น้ำไปวันๆ อย่างนั้นหรอกหรือ” เหยียนหุยน้ำเสียงขุ่นข้อง ความผิดฐานเป็นวิญญูชนแล้วยังแสดงท่าทีก้าวร้าวหาเรื่องเอะอะต่อยตีดั่งพวกนักเลงกลางตลาดเป็นสิ่งที่ผู้เป็นอาจารย์อย่างตนรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง


“ข้าไม่เคยสั่งสอนลูกศิษย์ให้ไปทำตัวเยี่ยงจอมยุทธอันธพาล”


“แต่พวกนั้นโกงเราก่อนนะท่านอาจารย์” คนที่ตั้งต้นไปอาละวาดบ้านสกุลเจิ้งแทรกเสียงขึ้นมาอีกรอบ


กฏสำนักมีไว้ทำกระไร! ” ฝ่ามือเหี่ยวย่นตบโต๊ะเสียงดัง


“หากมัวแต่คิดถึงกฏเกณฑ์ต่างๆ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องทำกระไรกันแล้ว” เด็กสกุลกงยังไม่ยอมแพ้


“แล้วหน้าตาของสำนักพวกเจ้าเคยคิดถึงมันบ้างมั๊ย บนบ่าของพวกเจ้าแบกอะไรไว้อยู่ลืมไปแล้วหรือ! หน้าของศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักของพวกเจ้า หน้าอาจารย์อย่างข้าไม่มีความหมายอะไรแล้วใช่ไหม”


แต่หากถูกรังแกเราต้องนิ่งเฉยยอมรับเช่นนั้นหรือขอรับท่านอาจารย์


ประโยคคำถามจากคนที่เงียบไปนาน มักไม่หือไม่อือกล่าวขึ้นมาจนคิ้วสีขาวโพลนเลิกขึ้นอย่างตกใจ แม้กระทั่งใบหน้าคมคายดุจหยกหิมะหมื่นปีของหยางเถิงเองยังหันมาจ้องมอง


เหมือนกับเขาไม่เชื่อหูตนเองว่านั่นเป็นเสียงหวานดั่งกังสดาลของร่างบางตรงหน้า


“ศิษย์คิดน้อยไปที่เหยียบย่างไปยังคฤหาสน์สกุลเจิ้ง แต่ผู้ที่เป็นฝ่ายลงมือก่อนกลับไม่ใช่อาจื่อนะขอรับ” หรูฟู่เชิงประสานมือกันหยัดตัวขึ้นมองหน้าสบกับผู้เป็นอาจารย์ที่เปรียบดั่งบิดาคนที่สอง


ดวงตากลมโตหวานล้ำดั่งกระต่ายป่าทอดสายตามองไว้ที่วงหน้าคมคาย


ราวกับคนผู้นั้นกำลังห้ามปรามเด็กหนุ่ม ไม่ให้เขาราดน้ำมันลงบนกองเพลิงลุกโชนไปมากกว่านี้


“หัวหน้าคนงานผู้นั้นทำร้ายทั้งศิษย์และอาจื่อ อีกทั้งยังใช้ให้คนหมู่มากมารุมพวกเราจนแทบไม่มีทางสู้” ผู้เป็นศิษย์เอกของสำนักกล่าววาจาเหยียดยาวดวงตาแน่วแน่มุ่งมั่น “หากไม่ได้เหวินซือฝูมาช่วยไว้ ป่านนี้สภาพพวกศิษย์จะเป็นเช่นใดบ้าง รอยแผลบนใบหน้าของอาจื่อก็ยังเด่นชัดอยู่ หากไม่นับหนึ่งหมัดถ้วนบนใบหน้าคนงานผู้นั้นแล้ว ฝั่งศิษย์ก็แทบไม่ได้ลงมืออันใดต่อกันเลย”


“ถึงขนาดต้องชักมีดออกมาขู่ฆ่ากันเลยหรอกหรือ” ผู้อาวุโสกล่าวถาม “ท่านไม่คิดว่ามันเอิกเกริกไปหน่อยรึไง”


คำถามข้อหลังเอ่ยถึงผู้ที่สวมอาภรณ์อาจารย์ประจำสำนักตงฝาง อันหมายถึงศักดิ์และสิทธิ์ของความเป็นอาจารย์ซึ่งมีความหมายมากกว่าผืนผ้าที่ถูกทักทอสำหรับสวมใส่เพียงเท่านั้น


มันยังคือเครื่องแบบแห่งความภาคภูมิใจในฐานะครูคนนึงของเหล่าลูกศิษย์ประจำสำนักแห่งนี้อีกด้วย


ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ดั่งพระพุทธรูปหยกสลักลายส่ายไปมาเล็กน้อยราวกับไม่มีความลังเลใดในใจเมื่อคิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องสมควรแล้ว


ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหนาจนผู้เฒ่าชราต้องระบายลมจากปลายจมูกอย่างเหนื่อยใจ


“ที่เหวินซือฝูทำไปเพื่อช่วยศิษย์นะขอรับ” เด็กตัวขาวพูดแก้ตัวอย่างร้อนรน


“เจ้าไม่ต้องแก้ตัวแทนใคร..หรูฟู่เชิง”


แต่ศิษย์...


เจ้าของสำนักการศึกษายกมือขึ้นห้ามไม่ให้ลูกศิษย์ของตัวกล่าววาจาอันใดต่อไปอีก ทั้งสามสายตาเลื่อนมองสบกับร่างสูงใหญ่ตรงหน้าที่ยังคงนั่งแผ่นหลังตั้งตรงไม่มีเอนเอียง ใบหน้าคร้ามครันคมคายดวงตาเรียวฉายแววนิ่งสงบไม่รู้สึกรู้สมสะทกสะท้านกับสิ่งใดทั้งนั้น


“คหบดีสกุลเจิ้งนับว่าเป็นผู้ที่ได้รับการนับหน้าถือตาของผู้คนในเมืองกูจางคนนึง ตัวท่านคิดจะทำเช่นไรต่อไป” เหยียนหุยไต่ถามถึงหนทางแก้ปัญหากับอาจารย์หนุ่ม


ถึงเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นมาอย่างไร แต่ผลกระทบจากการกระทำของสำนักตงฝางย่อมถูกชาวบ้านต่อว่าเอาได้โดยง่าย เพราะไม่ว่าอย่างไรฝ่ายนั้นคงโหมประโคมข่าวการกระทำอุกอาจของเหล่าศิษย์สำนักของเขาให้แพร่สะพัดไปไกลเป็นแน่


ดูเอาเถอะ! ขนาดยังไม่ทันพ้นชั่วกาน้ำชาจะเย็นชืด..ข่าวยังแล่นหล้ามาเร็วเสียถึงหน้าชานเรือนอี้จิงของเขานี่เลย
ไฉนกับเรื่องซุบซิบนินทาปากตลาดของผู้คนกัน


“พวกมันไม่กล้าทำแน่ท่านอาจารย์ ไม่งั้นข้าจะเปิดโปงความชั่วของพวกมันด้วยเช่นกัน!” คุณชายสกุลกงทะลุขึ้นกลางปล้อง


หากแต่โดนสายตาห้ามปรามสองคู่ถลึงตามองเชิงตำหนิติเตียนจนเด็กหนุ่มฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดในใจต้องกลับไปนั่งเงียบๆ ตามเดิม


“แล้วอย่างไร เจ้าบุกไปถึงเรือนเขา ไปต่อยตีคนของเขา ผู้ใดจะเชื่อเด็กใช้กำลังตัดสินปัญหาก่อนสติอย่างเช่นเจ้ากันงั้นหรือกงจวี้จื่อ” คนอายุมากที่สุดตักเตือน


ผู้ที่ถูกถามจนปัญญาที่จะตอบอาจารย์ของตนเอง ได้แต่เข่นเขี้ยวเข็ญฟันในใจ


“ท่านจะรับมือเรื่องนี้อย่างไร” ชายชราเอ่ยถามคนหนุ่มตรงหน้าตนอีกครั้ง


หรูฟู่เชิงเมื่อเห็นว่าเรื่องราวทั้งหมดจะถูกโยนไปให้ร่างสูงตรงหน้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเขาจึงรับไม่ได้กับผลการตัดสินยิ่งนัก


“ท่านอาจารย์โปรดฟังศิษย์ก่อนเถิดขอรับ เหวินซือฝูไม่มีความผิดอันใดเลย”


“ความผิดของลูกเปรียบเสมือนตราบาปของบิดาฉันท์ใด ความผิดของลูกศิษย์ก็เช่นเดียวกัน ผู้เป็นอาจารย์ย่อมต้องรับผิดชอบแทน” ท่านอาจารย์ใหญ่เจ้าของสำนักเอ่ยบทสรุปตัดจบ


แววตาคมดั่งคลื่นสมุทรเพียงเคลื่อนที่มาจับจ้องยังนัยน์ตากลมโตสุกใสของหรูฟู่เชิงได้เพียงครู่ก็หันหน้าหนีไปอีกทาง


เด็กหนุ่มสกุลหรูพยายามมองสบใบหน้าไร้หัวใจของอีกฝ่ายอย่างขอร้องปนห้ามปรามความคิดของอีกฝ่ายที่กำลังกระทำ


เหมือนที่คุยกันก่อนหน้านี้ขอรับ ” เสียงทุ้มเปิดปากเป็นประโยคแรก


วงหน้าหวานที่ก้มร้องขอความเห็นใจจากผู้เป็นอาจารย์เงยหน้าขึ้นมามอง


ราวกับหัวใจของเขามันกระตุกเกร็ง!


เหยียนหุยได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้ารับ


งั้นท่านยังไม่ต้องมาสอนที่สำนักแห่งนี้ไปสักระยะก็แล้วกัน


คำพิพากษาคือการโยนบาปไปให้แพะตัวนึงรับไว้อย่างนั้นหรือ!


เพียงแค่ตัดสินใจไล่คนนึงออกไปให้พ้นสำนักเพื่อจบเรื่องราวทั้งหมด แล้วก็จบกันใช่หรือไม่...


“พวกเจ้าสองคนไปคัดตำราสำนึกผิดที่เรือนอักษรร้อยจบ ห้ามตกหล่น” คำตัดสินที่สองเอ่ยโทษทัณฑ์แก่เหล่าคุณชาย


ถึงแม้จะออกปากว่าไม่ต้องมาสอนสักระยะ แต่ที่ผ่านมาหรูฟู่เชิงไม่เคยเห็นอาจารย์ท่านใดที่ออกไปแล้วจะได้กลับมายังสำนักแห่งนี้อีกเลย นั่นไม่เท่ากับว่าผู้เป็นอาจารย์ใหญ่กำลังไล่คนผู้นี้ออกไปให้พ้นสำนักการศึกษาแห่งนี้หรอกหรือ?


ขนาดคนที่ออกแรงต่อต้านบุรุษใจทมิฬอย่างคนแซ่กงในทีแรกยังโวยวายร้องประท้วงเสียงดัง


แต่เจ้าตัวกลับนิ่งเฉยรับทุกความผิดเอาไว้ที่ตัวคนเดียวเสียอย่างนั้น..


ผู้เฒ่าชราเจ้าของสำนักเมื่อเห็นทุกอย่างตกล่องปล่องชิ้นอย่างที่ควรจะเป็นแล้วก็พยักหน้าพึงพอใจ เอ่ยปากให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ เป็นอันว่าจบเรื่องราวทั้งหมดลง


จริงๆ คือตนสามารถปิดจบคดีเรื่องนี้ได้แล้วจึงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดไปให้วุ่นวายปวดหัวอีก...


สามร่างต่างความสูงระเห็จออกมายืนอยู่ที่ริมชานเรือน ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นต่อ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวกรีดร้องพัดพาเอาความเหน็บหนาวของปลายฤดูเหมันต์มาเยี่ยมเยือน


ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงความคิดตน อยู่ในอารมณ์ที่หลากหลาย


ดวงตากลมโตดั่งเจ้ากระต่ายป่ามองแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างไม่นึกเข้าใจเหตุผล


ในใจคนที่พยายามร้องหาความยุติธรรมมันเอ่อล้นไปด้วยความขับข้องยากที่จะระบายออก


ในหัวเต็มไปด้วยสิ่งที่เด็กหนุ่มมองว่าไม่ถูกต้อง


ขนาดเขายังพยายามปกป้องคนๆ นี้อย่างสุดความสามารถ


แล้วใยผู้ชายคนนี้จึงทำตัวเฉยชาไม่สนใจอันใดเลยขนาดนี้


“เหวินซือฝู ให้ข้าไปคุยกับท่านอาจารย์อีกครั้งเถิดนะขอรับ ข้าว่าเรื่องทุกอย่างมันเข้าใจผิดกันไปหมดแล้ว” หรูฟู่เชิงเอ่ยขึ้นฝ่าลมหนาว ตั้งท่าจะพุ่งตัวเข้าไปขอร้องท่านอาจารย์ใหญ่เหยียนหุยอีกครั้ง


“ไม่ต้อง!”


ถ้อยคำตัดรอนส่งจากปากผู้พูดตรงสู่หัวใจคนฟังจนหน้าชา


“ทำไมขอรับ?” ทำไมจึงไม่ปกป้องตัวเองบ้างเลย...


นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการถามอย่างแท้จริง


หรูฟู่เชิงพูดกับแผ่นหลังแกร่งของอีกฝ่ายเพราะคนตัวโตไม่หันกลับมาสบตาเขาเพียงสักน้อย


เพราะหากหยางเถิงหันมามองคงได้พบกับแววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อแล้วก็ความไม่เข้าใจจากคนตัวขาว หยาดเพชรเม็ดใสที่คลอหน่วยอยู่ในดวงตาคู่งาม


หรูฟู่เชิงก็ไม่อยากจะร้องไห้ให้ใครเห็นง่ายๆ นักหรอก!


หากทว่ามันอัดอั้นตันใจจนไม่รู้จะระบายออกทางไหน เหมือนตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง


อยากจะตะโกนกรีดร้องโวยวายหรือแสดงออกให้มากกว่านี้แต่เขากลับทำมันไม่ได้


รู้ตัวอีกทีกระบอกตามันร้อนผ่าวเสียจนรู้สึกถึงความชื้นแฉะ เสียงกังวาลใสสั่นเครือไปด้วยแรงอารมณ์มากมาย


ท่านไม่ผิด ไยต้องยอมรับด้วย” คนที่รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมท้วงถาม หากแต่อีกฝ่ายเมินเฉยไม่พูดอันใด “หยางเก...


“พอแค่นี้แหละ”


ดั่งคำพิพากษาจากสวรรค์ลงเกาทัณฑ์รอนราญหักหาญน้ำใจ


คล้ายดั่งอีกคนกำลังบอกกลายๆ ว่าความหวังดีของเขาไม่เป็นที่ต้องการของใคร


ตนเองเพียงแต่ทำหน้าที่เกินศิษย์คนนึงจะพึงกระทำแล้ว


“ซ่านเป่า ถ้าเขาไม่รับน้ำใจเจ้า พวกเราก็ไปกันเถอะ”


ศิษย์ร่วมสำนักที่ยืนอยู่ข้างคนร่างบางเอื้อมมือมาคว้าลาดไหล่เล็กไว้ เพราะขนาดกงจวี้จื่อเองยังรู้สึกพูดไม่ออกเช่นกัน


ทั้งที่พวกเขาทำเพื่อคนผู้นี้ถึงขนาดนี้แล้วแท้ๆ ...


เกล็ดเพชรแววใสหยาดนึงร่วงหล่นลงบนชายคาหอตำราอี้จิง เพียงชั่วครู่ก็ทิ้งรอยเปื้อนสีเข้มจางๆ เอาไว้บนไม้แผ่นนั้น


เด็กตัวขาวยกฝ่ามือขึ้นเช็ดใบหน้าลวกๆ กักเก็บความน้อยใจที่เอ่อล้นออกมาไปจนมิดชิด ปั้นใบหน้าเรียบเฉยสงบนิ่งท่าทางเจียมตัว คงไว้ซึ่งความห่างเหินสมกับเป็นกระเรียนขาวผู้งามสง่าเช่นเดิมก่อนยกมือขึ้นประสานพลางค้อมตัวให้อีกฝ่ายแผ่วเบา


เช่นนั้นขอผู้อาวุโสเหวินรักษาตัวด้วย


เมื่อสองร่างหายไปจากการรับรู้ของอดีตอาจารย์หนุ่มแห่งสำนักศึกษาตงฝางแล้ว เสี้ยวใบหน้าคมก็หันกลับมามองแผ่นหลังเล็กที่ค่อยๆ ห่างไกลสายตาของเขาไปทุกที


ไออุ่นจากผิวกายที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในมวลอากาศบ่งบอกเพียงว่าครั้งนึงเคยมีคนยืนอยู่ตรงนี้


หยดน้ำตาที่ยังไม่ซึมหายไปกับพื้นไม้กระดานยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้จางๆ ไม่เลือนหายไปไหน


หยางเถิงมองตามเรือนผมดำขลับที่ผูกชายผ้าสีขาวพิศุทธิ์ยามที่ปลิวไสวต้องกับสายลมจนสุดสายตา ก่อนร่างนั้นจะลาลับหายไปหลังเรือนไม้หลังนึงราวกับไม่เคยมีอยู่จริง


ริมฝีปากหนาเหยียดตรงเม้มแน่น ก่อนตัดสินใจสะบัดหน้าเดินออกจากจุดตรงนั้นทิ้งเรื่องราวไว้แต่หนหลังไม่หันกลับมามองอีกเป็นครั้งที่สอง


..ลาก่อนเจ้ากระต่าย..



TBC

_______________________________________________________________


เอ้า ทำไมมันเศร้าเฉยเลย สงสารทั้งคู่เลย
เอาตอนใหม่มาส่งให้แล้วนะครับ ต้องขอโทษทีที่มาช้าไปหน่อย ตอนแรกว่าจะรีบมาก่อนปีใหม่ก็ไม่ทัน
ยังไงก็ขออวยพรย้อนหลังให้ผู้อ่านที่น่ารักทุกๆคนมีแต่ความสุข แข็งแรงทั้งกายทั้งใจ
ขอให้ทุกๆวันของทุกคน made your day นะครับ
ยังไงช่วยคอมเม้นท์คุยกันบ้างนะครับ
รักคนอ่านทุกๆ คนเลย
พูดคุยกันได้ที่ทวิตเตอร์นะครับ @IndigomoonXii

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
เอ้า บทจะไปก็ไปง่าย ๆ อิหยังวะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คุณชายสกุลกงก็ดีแต่ทะลุกลางปล้อง

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11

ออฟไลน์ indigomoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0


第八章

ความบังเอิญ



หลังจากเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสำนักตงฝางขึ้น ข่าวลือที่ว่าท่านอาจารย์หนุ่มคนใหม่ถูกไล่ออกจากสำนักก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองกูจาง


ชาวบ้านเล่าลือกันไปต่างๆ นาๆ ส่วนใหญ่มักใส่สีเติมไข่ เติมแต่งอรรธรสกันสนุกสนานจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมของเรื่องอยู่แม้แต่น้อย


บ้างก็ว่าคนผู้นี้เป็นจอมยุทธหลบหนีแล้วปลอมตัวมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ บ้างก็บอกว่าอีกฝ่ายเป็นแค่บัณฑิตโง่เง่าคนนึงที่บังเอิญไปมีเรื่องกับผู้มีอิทธิพลของเมืองเข้าเลยทำให้เหตุการณ์สรุปออกมาเช่นนี้


แต่ที่แน่ๆ ผู้ที่ทำตัวเป็นผู้เคราะห์ร้ายอย่างบ้านสกุลเจิ้งนั้นค้าขายดีกำไรมากขึ้นเป็นเท่าตัวจากผลกระทบของข่าวลือนี้


นับว่าเป็นช่วงเวลากอบโกยเงินทองกันเลยทีเดียว


“ข้าล่ะชังน้ำหน้าตาเฒ่างูพิษสกุลเจิ้งนั่นนัก” ฝ่ามือที่จับพู่กันอยู่ในทีแรกกระแทกด้ามไม้ลงกับโต๊ะเสียงดัง กงจวี้จื่อเอ่ยปากบ่นกับสหายตัวขาวหลังจากเล่าเรื่องราวที่ตนไปได้ยินมาจากในตลาดให้คนข้างโต๊ะได้ฟัง


หากแต่หรูฟู่เชิงกลับนั่งฟังนิ่งเฉย ไม่ตอบโต้ ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา ไม่แม้กระทั่งออกความเห็นใด เจ้าตัวเพียงแต่นั่งคัดตำราสำนึกผิดไปเงียบๆ จนคนที่โดนโทษทัณฑ์พร้อมกันยังแอบเผลอนึกว่าตนเองโดนสั่งคัดตำราและนั่งอยู่เพียงคนเดียวในหอหนังสือแห่งนี้บ่อยครั้ง


คุณชายสกุลกงลอบมองดวงตากลมโตหวานล้ำดั่งกระต่ายป่าที่บางครั้งแอบทอแสงไร้ซึ่งแววสุขสันต์ในนัยน์ตาจนคนที่เป็นทั้งศิษย์ร่วมสำนักและสหายสนิทยังอดห่วงไม่ได้


“หรูซ่านเป่า เจ้าไม่คิดจะพูดกับข้าหน่อยหรือ”


“จะก่อกำแพงเมืองต้องใช้ก้อนอิฐและแรงงานมิใช่วาจา” ฟู่เชิงตอบโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว จนคนฟังลุกขึ้นยืนเดินตึงตังมาหาคนตัวขาวที่ใบหน้าไร้รอยยิ้มประดับเอาไว้มาหลายวันพลางจับข้อมือเล็กนั่นให้หันมามองตัวเองตรงๆ


เด็กตัวสูงพูดเสียงเข้มใส่ดวงหน้าขาวว่า “จะพูดกับใครเจ้าก็ต้องหัดมองหน้าคนๆ นั้น แล้วก็ไม่ต้องอ้อมค้อมร่ายรำบทกวีใส่คนเขาไปทั่วเลยนะซ่านเป่า ใครจะไปทันคิดแล้วก็ตีความทุกคำที่เจ้าพูดได้ตลอดเวลากันหือ”


คนตัวขาวขืนตัวจากการจับกุม “เจ้าคัดเสร็จตำราเสร็จแล้วหรือไงถึงเอาแต่เล่าเรื่องของชาวบ้านให้ข้าฟัง” พูดพลางบิดข้อมือตัวเองไปมาเล็กน้อย ปัดมือศิษย์ร่วมสำนักของตัวเองออก


คนที่โดนว่าชอบยุ่งเรื่องคนอื่นยิ้มตาใสทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ใส่บุคคลหน้ามึนที่ทำเป็นไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้าน


แต่ข้าก็เห็นเจ้านั่งนิ่งตั้งใจฟังทุกครั้งมิใช่หรือ


จะลุกเดินหนีไปก็ได้ แต่เจ้าตัวเขากลับไม่ทำเองต่างหาก...



ฟู่เชิงบีบนวดเนื้อหนังภายใต้ชุดผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ของตนเอง พลางนึกสงสัยว่าวันนี้กลับไปแขนเขาคงได้มีรอยแดงเป็นปื้นแน่ๆ นับวันจวี้จื่อยิ่งแรงเยอะขึ้นชะมัด!


เด็กทะโมนยิ้มเผล่ตอบรับ เพิ่งได้ยินประโยคยาวๆ จากปากสหายของตนในรอบหลายวันมานี้ก็คราวนี้เอง “เรื่องคนอื่นที่ไหน เรื่องของเหวินซือฝูต่างหาก”


ผู้อาวุโส...เรียกเขาว่าผู้อาวุโสเถิด” คนตัวขาวแก้คำผิดให้ หลุบแก้วตาสีเปลือกไม้ลงต่ำหลบซ่อนสีหน้า ตั้งท่าจะหยิบพู่กันเพื่อคัดอักษรต่อ


“ก็นั่นแหละเหมือนๆ กัน ข้าแค่เห็นเจ้าไม่พูดอะไรกับใครเลยมาหลายวันแล้วนะ” จวี้จื่อตอบรับขมวดคิ้วทำสีหน้าเป็นกังวล


“ข้าไม่เป็นไร”


“เจ้าเป็นห่วงเหวินซือฝูอยู่ใช่มั้ย”


“เหลวไหล!” คนตัวขาวพูดเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย


ท้ายประโยคแผ่วเบาราวพูดกับลมกับฟ้าเสียมากกว่า


เขาไม่ห่วงแม้กระทั่งตัวเองด้วยซ้ำ..


ศิษย์ร่วมสำนักอย่างคุณชายแซ่กงเบ้หน้าไม่รู้จะตอบรับเพื่อนของตัวเองยังไงดี หัวคิ้วขมวดเข้มมุ่นราวกับผูกปมด้ายขดแน่นเป็นก้อนกลมเอาไว้ จนใจจะต่อกรกับความดื้อดึงของคนตัวขาวตรงหน้าตัวเอง


หากใครว่าคนสกุลหรูผู้นี้พูดน้อยเรียบร้อยหัวอ่อนล่ะก็เขาอยากจะเถียงขาดใจ


ดื้อตาใสเลยต่างหากล่ะคนๆ นี้!


“นี่ซ่านเป่า..ข้าได้ยินมาว่าตลาดในตัวเมืองน่ะมีบะหมี่เนื้อเจ้าอร่อยอยู่ด้วยนะ เจ้าอยากไปลองรึไม่เล่า” ยอดนักขายแห่งเมืองกูจางเท้าแขนบนโต๊ะอักษรของสหายตนเอง จงใจขัดขวางการเขียนพู่กันของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง พลางเสนอตัวเลือกใหม่ในการลากเด็กตัวขาวให้ออกจากเรือนอักษรนี้เสียที


นิ้วเรียวยาวใต้ผ้าคลุมคีบหนีบท่อนแขนหนาของคนที่ตั้งใจขัดขวางเขาออกส่งๆ เหลือบตามองดวงหน้าของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าอ่อนใจส่งให้คนข้างตัวตนเองเป็นการตอกตะปูปิดผนึกทับอีกรอบ “ทั่วทั้งกูจางคงมีแต่เจ้าผู้เดียวแล้วล่ะมั้งที่รู้เรื่องแม้กระทั่งเหลือบไรตามผืนผ้าชาวบ้านเขา”


ถ้อยคำปรามาสที่บ่งบอกว่าเขารู้ทุกเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องตัวเองต่างหากที่อีกฝ่ายหมายถึง


กงจวี้จื่อนึกอยากลอบเพ่นกบาลสหายร่วมสำนักตัวเองนัก ติดตรงถ้าไม่เกรงใจคนที่ตัวไม่อยู่แต่ลอบพูดเสียงเย็นสั่งกำชับลับหลังเขาเอาไว้ราวกับแผ่นป้ายประกาศิตจารึกไว้ว่า


‘ดูแลให้ดี ’


ข้าล่ะอยากดีดเจ้าให้กระเด็นออกจากเรือนอักษรเสียจริงๆ นะเจ้ากระเรียนขนร่วง!


“ก็ได้ๆ ข้ามันรู้เรื่องชาวบ้านดีที่สุด แล้วยังไง..ตกลงเจ้าจะไปรึไม่?” เด็กตัวสูงยกมือขึ้นสองข้างอย่างคนยอมพ่ายแพ้พยักหน้าหงึกหงัก


หรูฟู่เชิงวางใบหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา เอื้อมมือคล้ายจะหยิบพู่กันไปวางไว้ แต่ชั่วอึดใจเขาก็แอบเอาเจ้าขนกระต่ายที่ชุ่มไปด้วยน้ำหมึกสีดำสนิทป้ายไปบนจมูกของคนที่กำลังเผลอไผลตัว


ก่อนสองเท้าจะออกวิ่งทิ้งแผ่นหลังเล็กไว้ในลานสายตาหายจากเรือนอักษรไปรวดเร็วดั่งสายวาโยพัดพา พร้อมพูดเสียงใสดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกสองส่วนให้คนฟังได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู


“เจ้าจ่ายนะ”


คนนั่งหน้ามึนอยู่คิดตามอีกฝ่ายไม่ทัน ได้แต่เบิ่งตาเรียวเล็กดั่งเสี้ยวพระจันทร์ของตัวเองหมายจะจับเจ้ากระเรียนป่ามาถอนขนก็ช้าไปเสียแล้ว


เด็กหนุ่มลอบกัดฟันกำหมัดแน่น ทบต้นทบดอกเอาไว้ในจิตใจ


ไอ้กระเรียนเจ้าเล่ห์!



ตลาดในเมืองกูจางครึกครื้นหนาแน่นไปด้วยผู้คน เนื่องด้วยเป็นเมืองสินค้าหน้าด่านที่ติดกับเส้นทางการค้ากับกลุ่มชาวเผ่าและแว่นแคว้นทางไกล ทำให้ในตลาดมีสินค้าแปลกๆ หายากมากมาย รวมไปถึงของพื้นเมืองและเสื้อผ้าแพรพรรณมากมายให้ได้เลือกสรรกันตามชอบใจ


หากพูดถึงอาหารของเมืองกูจางแล้ว นับว่าชื่อเสียงของที่นี่เป็นหนึ่งไม่มีสองแล้วในแผ่นดินแคว้นฉินนั้น เพราะด้วยการปรุงรสที่คัดสรรวัตถุดิบรวมไปถึงการจัดจานล้วนแต่ประณีตรังสรรค์ เคยมีคำกล่าวไว้ว่าหากมาถึงกูจางแล้วไม่ได้ลิ้มรสอาหารของคนเมืองนี้ นับว่ามาไม่ถึงกันเลยทีเดียว


ตัวรสชาติจะเน้นออกไปทางหวานนำและเค็มตาม ผสานความละมุนละไมทุกเครื่องปรุงและส่วนผสมเอาไว้ได้อย่างพอเหมาะพอดี อีกทั้งยังมีเนื้อสัตว์ตั้งแต่หมู แพะ แกะ ยันไปยังวัวพันธุ์ต่าง ๆ ที่เลี้ยงกันเป็นอุตสาหกรรมภายในเมืองเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นเลิศอีกนั้น ทำให้รับรองได้แน่นอนถึงคุณภาพของอาหารในทุกจานที่คนเมืองนี้นั้นรังสรรค์ออกมา


นับว่าเมืองหน้าด่านแห่งนี้เป็นสวรรค์สำหรับคนที่ชอบร่ำสุราชมดอกท้อท้องกินอาหารตาชมวิวทิวทัศน์ไปด้วยก็ไม่ผิดแต่อย่างใดนัก


ของขึ้นชื่ออีกอย่างของเมืองก็คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากบะหมี่เนื้อน้ำใสแห่งกูจางนั่นเอง...


ศิษย์จากสำนักตงฝางสองขนาดต่างความสูงออกเดินปะปนไปกับฝูงชนคราคร่ำมากมายที่เดินขวักไขว่ไปมาในตัวเมืองแห่งนี้ เสียงพ่อค้าแม่ขายร้องเรียกตลอดทางพาให้สองคุณชายเพลินตาต้องใจเป็นยิ่งนัก


หากทว่าความสง่างามราวกับเทพเซียนตัวน้อยของหรูฟู่เชิงในชุดสีขาวละเมียดละไมของสำนักการศึกษานั้นดั่งอีกฝ่ายกำลังลอยอยู่แทนการเดินก็ไม่ปาน ทำให้เด็กตัวขาวยิ่งเป็นที่จับจ้องของผู้ที่ได้พบเห็นทุกครั้งที่ปรากฏตัวขึ้นมา


เคียงข้างกันนั้นมีเด็กหนุ่มร่างสูงในชุดแพรพรรณแบบเดียวกันแต่ต่างในความรู้สึกของคนมอง คุณชายสกุลกงรูปร่างสูงใหญ่กว่าอีกฝ่ายเล็กน้อย ใบหน้าคร้ามคมจากแสงแดดกว่าแต่ไม่ถึงขั้นกุลีใช้แรงงาน ใบหน้าหล่อเหลาแต่ไม่ได้คมคายอย่างเช่นอดีตอาจารย์หนุ่ม เบียดไปทางละมุนตาอย่างผู้มีอันจะกินเสียมากกว่า


“ตกลงร้านบะหมี่ที่เจ้าว่าคือร้านไหนกันหรือ” หรูฟู่เชิงเอ่ยทักถามเมื่อเห็นว่าสหายของตนยังเพลิดเพลินกับของในตลาดตรงหน้าไม่มีทีท่าจะพาเขาไปยังร้านจุดหมายปลายทางเสียที


แต่ท้องเขามันดันเริ่มประท้วงไม่เชื่อฟังผู้เป็นเจ้าของเสียแล้วเนี่ยสิ


ยิ่งพอมาเห็นเหล่าบรรดาอาหารมากมายนานาชนิดตรงหน้า ร้านรวงต่างๆ ตั้งแถวเรียงกันเป็นตับขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนหักห้ามจิตใจไม่ให้รู้สึกแต่ท้องมันก็ดันทรยศเสียแล้ว ไหนเลยกับกระเพาะของเด็กวัยกำลังโตแบบเขากัน ใครจะห้ามความอยากไหว


“ข้านึกก่อนนะซ่านเป่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน”


คุณชายสกุลกงไม่ได้แกล้งคนตัวขาวแต่อย่างใด แต่ความจำเขามันไม่ดีจริงๆ !


“มันควรจะอยู่ที่หัวมุมถนนเมื่อครู่นี้สิ แต่ตรงนี้มันก็มีอีกสี่ห้าร้าน แล้วมันร้านไหนกันล่ะเนี่ย” คนหลงร้านพึมพำส่ายหน้ามองหน้าความคุ้นเคยไปทั่วทิศทาง


“ไม่งั้นข้ากลับล่ะนะ” เด็กตัวขาวตั้งท่าจะหันหลังหนีไปจากตรงนี้ หากแต่เจ้ามือที่ตั้งใจพามาเลี้ยงกระโดดคว้าตัวเอาไว้ได้ก่อน


“ใจเย็นนะซ่านเป่า ใจเย็นๆ” ฝ่ามือใหญ่ตบปุๆ ลงบนอกเพื่อนตน “เอาอย่างนี้..เดี๋ยวข้าไปซื้อเจิงกั่วจ้ง (1) ที่ร้านตรงนั้นมาให้เจ้ารองท้องไปก่อนแล้วจะถามหาร้านบะหมี่มาให้ เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ประเดี๋ยวนะ”


กงจวี้จื่อร่ายยาวเป็นลำนำดับโทสะของคนโมโหหิวลง ฟู่เชิงพยักหน้ารับบอกให้เพื่อนตัวเองรีบไป


ใครโมโหหิวกันเล่า...ไม่มีทั้งนั้นแหละ!


เทพเซียนองค์น้อยยืนรอคนที่ออกไปซื้อขนมรองท้องให้ตัวเองพลางสอดส่ายสายตาไปทั่ว เห็นแผ่นหลังของเพื่อนสนิทตนเองก้าวไวๆ ตรงดิ่งไปยังแผงร้านค้าร้านนึงพลางใช้หน้าตาของตัวเองหยอกล้อกับแม่ค้าสาวแล้วก็อดส่ายหน้าอิดแหนงแคลงใจไม่ได้


คุณชายเจ้าสำราญจริงๆ เลยเพื่อนของเขา


มิรู้ว่าชาตินี้ระหว่างหิวตายกับได้กินขนม อย่างไหนจะเกิดก่อนกัน



พลันในครรลองสายตาหวานล้ำพิสุทธิ์ หรูฟู่เชิงเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หัวหน้าคนงานและเหล่าลูกน้องของบ้านสกุลเจิ้งอยู่ในลานสายตา อีกฝ่ายดูท่าคงจะเห็นเขาเข้าแล้วเช่นเดียวกัน ฝั่งโน้นหันไปกระซิบกระซาบพยักเพยิดมาที่ตนเอง


“จวี้...”


คนที่โดนหมายตาตั้งใจจะร้องเรียกเพื่อนของตนเองที่ยืนเกี้ยวแม่ค้าสาวแผงขนมอยู่นั้นก็ห้ามปากตัวเองไว้ได้ทัน ฟู่เชิงสังเกตเห็นได้ว่ากลุ่มชายฉกรรจ์นั้นคงไม่ทันเห็นศิษย์ร่วมสำนักของตนที่ยืนอยู่อีกฝั่งถนน อีกฝ่ายจับจ้องเขาเพียงคนเดียว


ดังนั้นคนที่คิดจะปกป้องเพื่อนของตนจึงหุบปากฉุบกลืนถ้อยคำลงลำคอขาวไป


อย่างไรก็ให้เจอกันไม่ได้ ด้วยนิสัยมุทะลุเลือดร้อนของคนสกุลกงเช่นนี้


คงไม่พ้นมีเรื่องต่อยตีกันกลางตลาดแห่งนี้แน่นอน



หนีก่อนค่อยคุย นี่คือคติของฟู่เชิงในตอนนั้น



ฝีเท้าไวเท่าความคิด หรูฟู่เชิงออกวิ่งจากจุดที่ยืนอยู่ทันที ร่างบางหอบหิ้วชุดยาวรุ่มร่ามของสำนักตงฝางไปประจันหน้ากับกลุ่มคนงานบ้านสกุลเจิ้งก่อนเลี้ยวตัดที่หัวมุมตลาดทันทีเพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายเดินไปจนเจอแผงขนมที่เพื่อนตัวเองยืนอยู่


นกกระเรียนขาวออกบินถลาพร้อมกับโดนกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนไล่ตามจับหมายจะถอนขน ตั้งแต่มีเรื่องไปคราวก่อนดูอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมจบจริงๆ เสียด้วยสินะ


ยิ่งเวลานี้ข้างกายไม่มีคนตัวสูงใหญ่คอยปกปักษ์เป็นปราการคุ้มครองพวกเขาอีกต่อไปแล้ว


...ท่านอยู่ที่ไหน...



ชั่วขณะนึงหรูฟู่เชิงเห็นใบหน้าแสนเย็นชาลอยเข้ามาในห้วงคำนึง


สมองคิดเท้าก็ออกวิ่งไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มต้องใช้ทั้งสมาธิและสติอย่างมากจนเส้นเลือดที่ข้างขมับกระตุกเกร็ง ร่างบางพยายามลัดเลาะตามมุมถนนบ้านเรือนไปหวังจะให้คลาดกันเพื่อสลัดอีกฝ่ายให้หลุด


หากแต่ว่ากลุ่มคนพวกนั้นก็เป็นดั่งหมาล่าเนื้อจมูกว่องไวที่ไล่ตามเหยื่ออันโอชะอยู่ก็ไม่ปาน ทำให้คนที่ตั้งใจวิ่งหนีในทีแรกสลัดอย่างไรก็ไม่หลุดพ้นเสียที


เมื่อสัตว์นักล่าเห็นเหยื่อแสนหวานอยู่ตรงหน้าเพียงผู้เดียวไร้ซึ่งการคุ้มครองใดๆ ดังนั้นพวกมันจึงกัดไม่ปล่อยกะเอาให้ตายจมคมเขี้ยวเสียเลยในวันนี้!


หรูฟู่เชิงออกวิ่งมาจนถึงหัวมุมบ้านหลังนึงก็หักหลบเลี้ยวเข้าซอกมุมทันที


ทว่านับตั้งแต่เกิดจนผ่านสิบหกฝนสิบหกหนาวนี้ เด็กหนุ่มอยากยอมรับว่าครานี้เป็นการกระทำที่โง่ที่สุดที่เขาตัดสินใจกระทำลงไป


เมื่อซอกถนนคับแคบไร้ผู้คนนั้นไม่มีทางให้ไปต่อ!


จะกลับตัวหันหลังก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อคนตัวขาวหันหน้ามาประจันกับกลุ่มคนงานที่เดินแลบลิ้นเลียริมฝีปากมาแต่ไกล


พวกมันผ่อนปรนฝีเท้าลงย่างเดินเรียบเรื่อยเชื่องช้าเข้ามาหาคนจนมุมราวกับไม่รีบร้อนเชือดคอเหยื่อของตนแต่อย่างใด


เด็กหนุ่มไร้ทางสู้หันมาจ้องหน้าอีกฝ่ายพยายามข่มสีหน้าหวาดกลัวสุดฤทธิ์แม้ในใจเขาจะอกสั่นขวัญแขวนมากขนาดไหน


“อาจารย์ของเจ้าไปไหนเสียแล้วล่ะ” ถ้อยคำคล้ายจะเย้ยหยันอยู่ในที


เจ้ากระเรียนขาวแห่งกูจางยังคงแย้มยิ้มพยายามแสดงท่าทีวางเฉยเอ่ยทักอีกฝ่ายตอบกลับไป แม้หน้าอกแบนราบจะกระเพื่อมขึ้นลงด้วยเพราะออกแรงวิ่งมาเป็นเวลานาน “พวกพี่ชายตามข้ามาด้วยเหตุอันใด”


กลุ่มชายฉกรรจ์เห็นท่าทีของลูกนกไร้ทางสู้ก็หันไประเบิดหัวเราะหยาบช้ากันในพวกของตน ก่อนหันมาจ้องมองจาบจ้วงร่างขาวโพลนดั่งหิมะแรกรุ่นเอาไว้ในลูกตา


หัวหน้าคนงานตะคอกเสียงดังใส่หรูฟู่เชิงว่า “เห็นคุณชายมาคนเดียว พวกข้าเลยอยากเดินเป็นเพื่อนด้วยก็เท่านั้น”


“พูดคุยกันใยต้องวิ่งไล่ต้อนข้าจนอับมุมเช่นนี้” ใบหน้าเนียนใสมีหยาดเหงื่อเม็ดเป้งล้อมกรอบทั่ววงหน้าขาวเอาไว้ ริ้วสีแดงแล่นไปทั่วร่างกายเพราะฟู่เชิงเป็นคนตัวขาวจัด แม้กระทั่งใบหูก็ยังแต่งแต้มไปด้วยสีชาดดั่งผลลูกท้อสุกปลั่ง


“ก็คุณชายวิ่งหนีพวกข้าก่อน”


คนที่โดนปรามาสคิดในใจ ‘ไม่หนีจะอยู่รอให้พวกเจ้าจับข้าไปตุ๋นน้ำแกงกินอย่างนั้นหรือ


“เช่นนั้นพวกพี่ชายก็ไปเจอข้าที่สำนักเถิด พวกข้ามีชาดีไว้ต้อนรับพวกท่านมากมาย”


คนฟังได้ยินดังนั้นก็เหยียดยิ้มพ่นลมหายใจฮึดฮัดส่งเสียงดังหึ ดูท่าเด็กตัวขาวคนนี้จะไม่ประสาต่อโลกเกินไปแล้ว


ร่างหนากักขฬะตรงเข้าไปจับที่ข้อแขนเล็กก่อนออกแรงกระชากเสียจนอีกฝ่ายตัวปลิวกระดูกแทบจะหักคามือ


หัวหน้าคนงานยังพูดเสียงต่ำใส่ดวงหน้าขาวดั่งหยกงามแห่งลั่วหยางขู่เข็ญอีกว่า “งั้นเชิญคุณชายไปกับพวกข้าหน่อยปะไร” ออกแรงบีบข้อมือขาวจนผิวหนังบอบบางขึ้นแถบแดงเป็นทาง


ชั่วพริบตาวัตถุบางอย่างก็แหวกอากาศเสียงดังหวือขึ้นมาปักลงตรงกลางเสาเรือนด้านข้างคนทั้งสอง!


ลูกเกาทัณฑ์แหลมคมแล่นผ่านช่องว่างระหว่างใบหน้าหยาบกร้านไปเสียจนคมของดอกธนูนั้นแฉลบผ่านสันจมูกงองุ้มผิดรูปทำให้เกิดรอยเสียดสีแสบผิวเสียจนหยาดโลหิตสีแดงเข้มไหลออกมาเล็กน้อยที่ใบหน้านั่น


ร่างของหัวหน้าคนงานแข็งเกร็ง!


เหล่าลูกน้องชายฉกรรจ์ผงะล่าถอยหันรีหันขวางมองไปรอบทิศเพื่อหาต้นตอของลูกธนูนั้น


ใครมันกล้า! ” สุ้มเสียงต่ำแผดดังหมายจะขู่ให้คนที่หลบซ่อนตัวเผยออกมา


มือหยาบกร้านที่จับกุมอยู่นั้นรีบปล่อยข้อมือเล็กออกทันที เผลอตัวถอยหลังไปเสียสองสามก้าวอย่างลองหยั่งเชิง


ยังไม่ทันจะอ้าปากพ่นคำอีกเป็นครั้งที่สอง ลูกธนูหัวเหล็กวาววับก็พุ่งแหวกม่านอากาศเสียงดังฟิ้วตรงมาปักลงที่ข้างเท้าของหัวหน้าคนงานอีกสามลูกพร้อมกันทันทีจนคนที่ยืนอยู่หงายหลังลงกับพื้น


คนที่เป็นเป้านิ่งเหลือบมองเกาทัณฑ์ทั้งหมดสี่ดอกที่ส่งออกมาจากบุคคลปริศนาก็แทบจะยืนไว้ไม่อยู่


ดูผิวเผินเหมือนดั่งกับว่าคนปล่อยลูกธนูนั้นยิงพลาดเป้าไป


หากแต่ว่าคนที่เคยเป็นทหารรับจ้างเก่าเช่นหัวหน้าคนงานสกุลเจิ้งมาก่อนนั้นรู้ว่าฝีมือการยิงลูกธนูเหล่านี้ล้วนแต่ไม่ได้คลาดเคลื่อนไปใดๆ ทั้งสิ้น!


กลับกันมันตรงเข้าเป้าหมายในทุกการปล่อยรั้งสายเลยต่างหาก...


ลูกธนูดอกแรกมองเหมือนดั่งทำไปเพื่อข่มขู่ขวัญ หากแต่แท้จริงแล้วกลับปล่อยเพื่อสร้างบาดแผลไว้บนใบหน้าเขาได้อย่างแม่นยำดั่งจับศีรษะของเขาไปวางให้ยิงทะลุเล่นคล้ายหัวของสัตว์ที่ถูกล่าจากพรานมือฉมังต่างหาก


สามนัดต่อมานั้นต่างหากที่มีจิตสังหารบรรจุอยู่อย่างเต็มเปี่ยมหมายจะเด็ดหัวเขาทิ้งหากเมื่อครู่ไม่ยอมผละมือแล้วถอยออกมา


หัวของเหล็กกล้าวาววับที่สะท้อนอยู่กับแสงอาทิตย์จนเห็นหยาดเหงื่อที่ใบหน้าหยาบกร้านตรงหน้าตอนนี้อยู่นั้นคงปักเข้าที่กลางหน้าอกของตนเองเข้าอย่างจังจนไม่อาจมีแม้แต่โอกาสร้องขอลมหายใจแม้เพียงเสี้ยวคำ


กลุ่มคนงานเมื่อเห็นท่าทีดังนั้นต่างวิ่งหนีหายไปทิ้งลูกพี่ของตนไว้กับลูกศิษย์สำนักตงฝางเพียงสองคน


ไม่ว่าใครต่างก็รักชีวิตของตัวเองกันทั้งนั้น!


ร่างกักฬะของหัวหน้าคนงานเมื่อเห็นว่าตนเองไร้ทางสู้แล้วก็สบถหยาบคายออกมา พลางลุกขึ้นจ้องวงหน้าหวานก่อนเร้นกายวิ่งหายลับไปเช่นเดียวกับพวกลูกน้องตน


คุณชายตัวขาวที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาหมาดๆ ยังคงเบิกตาโพลง ในใจเต้นระรัวดั่งแทบจะหลุดออกมานอกอก


เสียงเนื้อผ้าขยับสวบซาบดังขึ้นมาในสายลมเรียกสายตาของผู้มองให้หันตามไปอย่างระแวดระวังตัว


ร่างสูงโปร่งของบุคคลผู้นึงที่สวมชุดดำทมิฬทั้งตัวเผยกายออกมา ในมือคนผู้นั้นถือคันศรใหญ่โตเอาไว้ คนที่เพิ่งโดนช่วยชีวิตมาหยก ๆ ก็เข้าใจได้ในทันที


ฟู่เชิงที่รวบรวมสติได้ยกมือขึ้นประสานค้อมตัวลง “ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าไว้”


สายตาดำทะมึนจ้องมองร่างบางเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เป็นไรแล้วก็พยักหน้ารับรู้ ก่อนอีกฝ่ายจะคำนับยบย่อตัวให้เด็กตัวขาวตกใจเล่น


“ท่าน..คำนับข้าทำไม” เรียวมืองามหมายจะไปคว้าตัวของชายปริศนาเอาไว้ไม่ให้กระทำเช่นนั้น


หากแต่แผ่นหลังเล็กชนเข้ากับอกแกร่งที่ไม่รู้ว่ามายืนซ้อนเขาตั้งแต่เมื่อใด ฝ่ามือใหญ่โอบรอบเอวสอบบางนั้นเอาไว้ในวงแขนกว้างไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันดิ้นหนี


ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดป่ายอยู่แถวพวงแก้มใสทำให้เด็กหนุ่มเผลอหดคอหนีอย่างลืมตัว


ก่อนจมูกโด่งรั้นดั่งหยดน้ำค้างแข็งจะได้กรุ่นกลิ่นหอมประจำกายที่ไม่ได้มาจากถุงผ้าแพรภัณฑ์เครื่องหอมใด หากแต่เป็นกลิ่นของดอกเถาฮวาที่อวลอยู่รอบกายใครบางคนตลอดเวลานั่นต่างหากที่เขาได้เชยกลิ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


คล้ายกับว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของร่างเล็กในอ้อมแขนเขาไปเสียแล้ว


“หยางเกอ!”


ใบหน้าหล่อเหลาของคนที่ไม่ได้พบหน้ากันเกือบเจ็ดราตรีอยู่ใกล้เพียงแค่แพขนตากระพริบทำให้คนมองเผลอเรียกเสียงดัง


สายตาล้ำลึกเย็นชาดังผืนมหาสมุทรกว้างใหญ่ยังคงพร่างพรายดั่งมีดวงดาวนับพันล้านดวงแต่งแต้มเอาไว้เช่นเดิม


นัยน์ตาคู่นั้นมีเสน่ห์ดึงดูดชวนให้มองอย่างประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็กลับอ้างว้างดั่งภูเขาน้ำแข็งตั้งตระหง่านไร้หุบเขาเคียงคู่


ทั้งสวยงามและโดดเดี่ยวไปพร้อม ๆ กัน


ใบหน้าคร้ามครันเพียงแต่ก้มลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนรับรู้ถึงปราณที่ปลายจมูกโด่งเคลื่อนออก เจ้ากระต่ายตัวขาวที่หลงติดกับดักนายพรานหนุ่มวางล่อลวงเอาไว้ได้แต่ย่นคอหนีจนแทบมุดหายจมลงไปในอกอีกฝ่าย


สุ้มเสียงทุ้มนุ่มแผ่วเบาที่คลอเคลียปัดป่ายข้างใบหูขาวซึ่งบัดนี้ย้อมสีแดงระเรื่อจนคล้ายดั่งกลีบดอกท้อในหน้าวสันต์แรกแย้ม มิรู้ว่าเป็นเพราะด้วยสภาพอากาศแวดล้อมหรือถ้อยคำที่ร่างสูงจงใจใช้พูดอยู่กันแน่จึงทำให้คนฟังรู้สึกร้อนไปทั่วใบหน้าแบบนี้


“เป็นอะไร”


“.....”


ใจเจ้าเต้นเสียงดัง...





TBC





_____________________________________________________________________



(1) เจิงกั่วจ้ง (蒸裹粽) : ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุกคลุกน้ำตาล ห่อด้วยใบไผ่แล้วนึ่งอีกครั้ง เป็นของว่างชนิดนึงของจีน





(ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ https://www.xuehua.us)



_____________________________________________________________________



Talk : เสียงไม่ดังเลยจ๊ะ ไม่ดังเลยยยยยย~
เป็นยังไงช่วยคอมเม้นท์พูดคุยกันด้วยนะครับ
พูดคุย ทวงงาน หวีดกันได้ Twitter @IndigomoonXii

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-01-2020 01:07:07 โดย indigomoon »

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3734
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
พวกนั้นไม่รู้หรือว่าคุณหนูท่านนี้เป็นถึงบุตรชายท่านแม่ทัพ ช่างกระทำอุกอาจนัก

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11

ออฟไลน์ indigomoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
第九章

ป้านชาแห่งความหลัง



ร่างสูงใหญ่หลุบตาลงมองสำรวจดวงหน้าหวานของคนที่ไม่ได้พบพานกันนานเกือบเจ็ดทิวาราตรี ก่อนปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระจากกรงขังของเขาอย่างอ้อยอิ่งเชื่องช้า


คล้ายยังเสียดายไออุ่นที่ตกอยู่ในวงแขนเมื่อสักครู่


หยางเถิงหันไปมองชายหนุ่มด้านหลังของหรูฟู่เชิงก่อนพยักเพยิดลงเล็กน้อยแทบไม่ได้ขยับใบหน้าไปมากกว่าเสี้ยวนึงของปกติ ก่อนอีกฝ่ายจะโขกศีรษะทำความเคารพผู้เป็นนายอีกครั้ง แล้วเร้นกายหลืบหายเข้าไปในความมืดมิดของพระอาทิตย์เที่ยงวันที่สาดซัดทอดเงาลงมายังบริเวณชายเรือนด้านนึงเอาไว้


ดั่งอีกฝ่ายเป็นเพียงภาพมายาของเมฆหมอกจางเท่านั้น หาได้มีตัวตนจริงอยู่แต่แห่งหนใดไม่


เด็กตัวขาวหันไปยังไม่ทันได้เอ่ยปากขอทดแทนบุญคุณ ตรงหน้าก็มีเพียงแต่สายลมว่างเปล่าเสียแล้ว


แถมนัยน์ตาคมเมื่อครู่ที่ใช้เหลือบมองเงาทมิฬนั้นราวกับป้ายประกาศิตทองคำถ่ายทอดคำสั่งผ่านสายตาเยือกเย็นเหน็บหนาว


จนคนที่จ้องสบอยู่นั้นอดลูบแขนตัวเองภายใต้ผ้าแพรเอาไว้ไม่ได้


ก่อนชั่วขั้วบุปผาปลิวเรื่องราวทั้งหมดจะกลับมาว่างเปล่าดังเดิม ฟู่เชิงจึงตีความสรุปเอาว่าตนเองคงมองผิดไปเนื่องจากแสงมันร้อนจนแยงตาเขาเข้า


“ผู้อาวุโสบังเอิญผ่านมาหรือขอรับ” คนที่เพิ่งขืนตัวออกจากอ้อมกอดอบอุ่นหันกลับมาวางท่าทีห่างเหินเช่นเดิม


คิ้วเข้มดั่งขนอีกาเลิกขึ้นคล้ายจะหัวร่ออยู่ในทีเมื่อเห็นเจ้ากระต่ายตัวขาวขนฟูกอดอกตัวเองเสียแน่น กระเถิบถอยห่างเขาไปเสียเกือบหนึ่งฝ่าไม้กระดานไกลๆ คล้ายจะสุดมือเอื้อมถึง


ทำราวกับกลัวว่าเขาจะหลอกกินเต้าหู้เสียอย่างนั้นแหละ


“นี่เรือนของข้า” เจ้าของบ้านตอบรับ แอบเห็นท่าทีของผู้บุกรุกที่ตะลึงงันดวงตาเบิกโพลง


เสียงทุ้มเอ่ยวาจาพาเด็กตัวขาวที่บุกบ้านคนอื่นโดยพลการทำสีหน้าเหรอหรา พอลองมาจับสังเกตดูดีๆ ฟู่เชิงก็พบว่าซอกหลืบประตูที่ตนวิ่งมุดเข้ามาหลบเมื่อครู่นั้นคือแนวรั้วกำแพงทอดตัวยาวจนสุดสายตา


หลังก้อนดินสีหม่นนั้นมีเรือนไม้หลังนึงตั้งตระหง่านอยู่ ขนาดของจวนมิได้ใหญ่หรือเล็กไปกว่าจวนของท่านแม่ทัพสกุลหรูแห่งเมืองกูจางเลยแม้แต่น้อย


กลับกันมันดูแฝงไปด้วยกลิ่นไอบางอย่างแบบที่เด็กหนุ่มก็ไม่รู้จะเปรียบเปรยเป็นคำพูดว่าอะไรดีจึงจักเหมาะสม


คล้ายจะว่าน่าเกรงขามก็บอกไม่ถูก เมื่อจวนหลังนี้เป็นเพียงเรือนไม้เรียบๆ ไม่มีลวดลายประดับประดาหรือว่าใหญ่โตระโหฐานแต่ประการใด ซ้ำยังดูรกร้างไร้ผู้คน ไม่มีสาวใช้หรือข้าทาสบริวารเดินกันควั่กไขว่อย่างที่ควรจะเป็น


นับไปแล้วคฤหาสน์บ้านสกุลเจิ้งนั้นยังใหญ่โตและโอ่โถงกว่าเสียด้วยซ้ำ


“ขออภัย..ข้าน้อยมิได้ตั้งใจจะบุกรุกเรือนของท่าน” มือขาวประสานกันกางกั้นเขตแดน ท่าทางเย็นชาภายใต้ใบหน้าไร้ซึ่งห้วงอารมณ์ดั่งจิตใจถูกตัดขาดออกจากร่างกาย


ร่างสูงมองการกระทำนั้นด้วยความอึมครึมขึ้นมาหนึ่งส่วนหากแต่ปากก็ยังเอ่ยถามไม่ห่าง


“ทำไมจึงมาผู้เดียว”


เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบอะไรอดีตอาจารย์สำนักตงฝางก็พอจะเดาเรื่องราวหนหลังของอีกฝ่ายออกในทันที ชั่วอึดใจก็มีผู้เฒ่าท่านนึงโผล่ออกมาจากทางหลังเรือนทันทีดั่งเร้นกายรอคำสั่งอยู่นานแล้ว


ดูจากท่าทางหรูฟู่เชิงเดาว่าคนผู้นี้คงเป็นพ่อบ้านสกุลเหวินเป็นแน่


เด็กน้อยลอบมองสบตาผู้อาวุโสด้วยวัย รีบก้มศีรษะลงเป็นการทำความเคารพอีกฝ่ายผ่านทางอากาศ หากแต่ชั่วครู่นึงเหมือนท่านผู้เฒ่าจะผงะตัวไปเล็กน้อย ก่อนวางท่าทีนิ่งเงียบเช่นเดิม


เสียงทุ้มเอ่ยเรียบง่ายแต่ทรงอำนาจในถ้อยคำ


“ไปหาคนแซ่กงนามจวี้จื่อ..พาเขามา” จบท้ายประโยคลูกแก้วสีนิลหลุบกลับมามองคนที่ยืนลอบฟังความอยู่ข้างกายจนอีกฝ่ายหุบใบหน้าหลบแทบไม่ทัน


หลับหลังผู้เฒ่าชราคนตัวสูงก็ออกเดินไปทางด้านข้างของเรือนไม้ใหญ่ เด็กตัวขาวที่รู้สึกตัวเองว่าอยู่ผิดที่ผิดทางหมายใจจะเอ่ยคำร่ำลา ทว่าด้วยมารยาทจึงทำได้เพียงแค่เดินตามอีกฝ่ายไปเงียบๆ ไม่สบโอกาสได้บอกกล่าว ทั้งที่ในจิตใจกำลังสับสนวุ่นวาย


ฟู่เชิงยังคงไม่ลืมเลือนถ้อยคำที่อีกฝ่ายใช้บอกตนให้อย่าก้าวล้ำเส้นไปมากกว่านี้


คำพูดเหล่านั้นดุจดั่งฝักกระบี่ด้ามทื่อมนไร้ซึ่งความคมของแผ่นเหล็กกล้า แต่กลับค่อยๆ เถือเฉือนเนื้อบาดลึกลงเข้าที่จิตใจของคนฟังทีละเล็กละน้อยจนขาดแหว่งวิ่นไม่มีชิ้นดี


ครั้นจะให้เดินหนีไปเลยก็ไม่หาญกล้าราญรอนทำเช่นนั้นกับอีกฝ่ายได้ลง...


อย่างไรครั้งนึงคนตรงหน้าก็เคยช่วยเหลือกันมาก่อน



ดังนั้นคนที่หวังดีแต่โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยจึงหันมาสร้างม่านบางๆ ดั่งรังไหมพันชั้นกางกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสองขึ้นมา ดูคล้ายว่าจะห่อหุ้มปกป้องตัวเองเอาไว้


หากแต่เจ้าไหมรังน้อยนั้นกลับปิดกั้นความรู้สึก ไม่รับรู้ถึงสายตาห่วงหาที่อีกฝ่ายใช้มองมาเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว


อาจเป็นเพียงเพราะคนเด็กกว่านั้นไม่อยากโดนมองเป็นข้าวของที่ไม่ต้องการอีกแล้ว...



ผู้เป็นเจ้าของเรือนไม้หลังงามพาเด็กหนุ่มมาจนถึงมุมด้านในของตัวบ้านที่เมื่อครู่ถูกกำแพงดินกางกั้นเอาไว้ ในลานสายตาเด็กตัวขาวเห็นเหล่าพฤกษายืนต้นบานอยู่ท่ามกลางสายลมเหมันต์เหน็บหนาวที่ขาวโพลนไปทั่วบริเวณดั่งทะเลสีศุภกร


แม้จะเป็นปลายฤดูแล้วแต่เกล็ดน้ำค้างแข็งยังคงเกาะผลึกติดตรึงเจ้าไม้งามเอาไว้บนต้นราวกับไม่ยอมให้กลีบบุปผาร่วงโรยไปไหนได้โดยง่าย


ต้นเถาฮวาถูกปลูกขึ้นเรียงกันไปตลอดแนวยาวตามกำแพงดิน หากถึงหน้าวสันต์แล้ว ที่นี่คงจะแต่งแต้มสีสันเบ่งบานสะพรั่งไปด้วยสีแดงชาดเป็นแน่ ความงามเห็นจะไม่แพ้ทิวทัศน์ของศาลาชมจันทร์ที่เขาเคยนั่งร่ำสุราทางทิศประจิมของเมือง


หวนคิดคำนึงถึงเรื่องในวันวานพลางดึงสติตนเองกลับมาสู่ร่าง


“ผู้อาวุโสข้าน้อยมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะท่านหน่อย” เมื่อคิดอะไรได้ในจิตใจเสียงหวานดั่งกังสดาลใบย่อมจึงเอื้อนเอ่ยขอร้อง


อีกฝ่ายผินเสี้ยวหน้าที่เฝ้ามองกลีบดอกไม้ซึ่งยังติดค้างอยู่ในเกล็ดน้ำแข็งเหมันต์ด้วยแววตายากที่จะอ่านกลับมาฟังถ้อยคำของคนข้างตัว


“อือ”


ชั่วครู่เหมือนคนตัวสูงจะหลุดลอยจากที่ตรงนี้ไปไกลแสนไกล


“ผู้ที่สวมชุดดำผู้นั้นเป็นใครหรือขอรับ”


“ทำไม”


“ท่านพ่อสอนไว้ว่าแม้ผ่านไปนับสิบปีถึงอย่างไรหนี้บุญคุณต้องทดแทน” คนตัวขาวตอบ


“อืม..”


หยางเถิงครางรับไม่ได้ตอบกลับอะไร เอาแต่จดจ้องคนพูดนิ่งงัน เมื่อสายตาคมเห็นว่าเด็กตัวขาวลูบมือไปตามเนื้อผ้าของตนอยู่หลายคราแล้ว


คุณชายสกุลหรูผู้นี้ผิวพรรณขาวละเอียดไม่ต่างกับสีของหิมะยามเหมันตฤดูเมื่อครั้งแรกรุ่นเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเกล็ดน้ำค้างแข็งที่โรยตัวอยู่รอบบริเวณนี้ยังดูคล้ายจะกลืนไปกับสีผิวของตรงหน้าจนเขาแทบหาข้อแตกต่างอันใดได้ไม่


“ตกลงพี่ชายท่านนั้นชื่อแซ่อะไรหรือขอรับ” ถามย้ำอีกรอบเมื่อริมฝีปากหนายังอมพะนำไม่ยอมตอบ


“หากเจ้าหาเขาไม่เจอ หนี้นี้จะติดอยู่ตลอดไป แบบนั้นหรือ?” ผู้พูดดูคล้ายจะมีมวลอารมณ์บางอย่างแฝงอยู่ในบทสนทนา หากแต่ว่าร่างโปร่งไม่อาจรับรู้ได้


เพราะอีกฝ่ายซุกซ่อนสีหน้าไว้เก่งกาจเกินไป


“เป็นแบบนั้น” หรูฟู่เชิงช้อนตาขึ้นมองผู้ที่สูงกว่าเขา ตอบกลับอีกฝ่ายไปโดยไม่ทันได้ตรึกตรองอะไร


หากเพราะเขารู้ว่าผู้มีพระคุณของตนนั้นอยู่ที่ใด คงมิมารบกวนเวลาชมดอกไม้ของท่านเจ้าของเรือนอยู่แบบนี้หรอก..


ผู้เป็นนายของเงาทมิฬนั้นหันมาจ้องหน้าเด็กที่หัวคิ้วเริ่มขมวดมัดปมจนใบหน้าหวานยับยู่ยี่


ชั่วสายลมพริ้วผ่านปัดเป่าเอาความบอบบางของพันธุ์พฤกษาตกลงมายังพื้นแผ่นดินให้เชยชม


กลีบดอกของต้นเถาฮวาหลุดจากขั้วต้นร่วงหล่นลงบนศีรษะที่ถูกเกล้ามวยไว้เพียงครึ่งหัวแล้วมีผ้าผืนยาวผูกทับเอาไว้


ไม่มีถ้อยคำอื่นใดนอกจากสัมผัสแผ่วเบาราวกับกลัวเจ้าแก้วบอบบางจะแตกสลาย


เจ้าของเรือนไม้และแพรกพฤกษางามเพียงยื่นมือมาหยิบสิ่งที่แซมเรือนผมเรียบลื่นดั่งเส้นแพรไหมนั้นออกให้อย่างระมัดระวังไม่ให้กลีบดอกไม้นั้นบอบช้ำ


ในแววตาที่ทอดมองกันนั้นดูเหมือนมีกระแสน้ำไหลทวนสั่นไหวอยู่ในนัยน์ตาคม


ลมตะวันตกโชยมาแรงนัก..


อีกฝ่ายกำชับเอื้อนเอ่ยพร้อมทั้งปลดผ้าคลุมจากร่างของตัวเองก่อนยื่นให้คนที่ยืนอยู่รับไปใส่ไว้พอให้คนตัวสั่นคลายความหนาวเย็นขึ้นมาได้บ้าง


นัยน์ตาหวานล้ำดั่งเจ้ากระต่ายป่าบนดวงจันทร์เฝ้ามองแผ่นหลังกว้างของผู้ที่เดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นกรุ่นจางจากเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาที่ห่มทับตัวเขาเองอยู่


ในผืนผ้านั้นยังคงมีอุ่นไอของผู้เป็นเจ้าของหลงเหลือเอาไว้เบาบาง


มือเรียวใต้ผ้าแพรกระชับห่มผ้าให้แนบสนิทกับกายตนมากขึ้นอีกหน่อย ถ้อยคำห่วงหาที่คนตัวสูงเลือกใช้ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงอารมณ์ของเด็กหนุ่มไม่ไปไหน


ซึ่งเขาไม่สามารถสลัดออกไปจากจิตใจได้เลย...



เงาทมิฬแห่งรัตติกาลซึ่งหลบรื้นอยู่ใต้ความมืดมิดที่สะท้อนลงบนพื้นแผ่นดินยอมปรากฏกายฝ่าแสงแดดของยามอู่ (ช่วงเวลาประมาณ 11.00 – 12.59 น.) ออกมาเผชิญกับพระอาทิตย์ตรงหัวเพื่อมองสถานการณ์ข้างหน้าให้ชัดเจน


ร่างสูงโปร่งเพรียวลมอย่างผู้ช่ำชองวรยุทธซุกซ่อนจิตสังหารตนเองเอาไว้มิดชิด ทำการเร้นกายกำบังอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เฝ้าดูกลุ่มคนพวกนึงที่กำลังล้มลุกคลุกคลานจนหน้าไถลไปกับพื้นดินพยายามดิ้นรนร้องขอชีวิตตนกันเซ็งแซ่ราวกับสุนัขโดนน้ำร้อน


สภาพน่าเวทนาสังเวชใจเป็นยิ่งนักสำหรับบุคคลทั่วไปหากได้มาพบเห็น...


แต่มิใช่กับดวงตาทมิฬไร้ซึ่งแววปราณีใดที่กำลังจ้องมองไปยังภาพเบื้องหน้าอย่างไม่สบอารมณ์นัก


ชายในชุดดำทั้งตัวส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอพลางยกมือขึ้นกอดอก เอนตัวพิงกับไม้ใหญ่พลางเฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าต่อไปอย่างเงียบๆ


ดูท่าแล้วภารกิจของเขาคงจะไม่สำเร็จเป็นแน่


เพราะดันมีคนมาแย่งตัดหน้าจัดการไปก่อนเสียได้!


แต่ก็ดีเหมือนกัน..ชายหนุ่มคิด หนึ่งเพราะตนเองไม่ต้องเปลืองแรงลงไปสู้รบปรบมือกับพวกเศษสวะข้างถนนนี้ให้เสียมือคนอย่างเขา


ไหนจะอาวุธในมือที่ถูกยัดเข้ามาอย่างฉุกละหุกนี่อีก


ใหญ่โตเกินที่แบกรับเอาไว้ได้หมด...


คนที่ลอบคว้าชิ้นปลาย่างจึงขออยู่เป็นผู้ชมแถวหน้า เฝ้ามองเรื่องราวสนุกสนานที่กำลังเกิดขึ้นไปอย่างสบายอารมณ์เพราะตัวไม่ต้องเหนื่อยอะไร


แถมได้ชมมหรสพเพลิดเพลินอีกต่างหาก


น่าจะมีสุราดีๆ สักหน่อย ร่างเงาทมิฬคิดในใจ


เหล่าชายฉกรรจ์ที่ล้อมวงขู่เด็กตัวขาวอยู่ก่อนหน้านี้นั้น บัดนี้กลับกลายเป็นพวกมันบ้างที่ถูกต้อนเอามารวมกันไว้อยู่ในวงล้อมของกลุ่มคนที่ถืออาวุธแหลมคมวาววับสะท้อนกับแสงอาทิตย์เสียจนเหล่าผู้เคราะห์ร้ายอกสั่นขวัญแขวนกันไปตามๆ กัน


หน้าซีดเทาดั่งหมูที่ถูกเชือดคอเสียจนเลือดไหลหมดตัว เหลือแต่เพียงร่างไร้วิญญาณเซ่นสังเวยบูชา


กลุ่มคนที่มีอาวุธพร้อมมือเหล่านั้นพากันแหวกทางให้คนผู้นึงในชุดสีเข้มตัดกับความสว่างของยามรุ่งอรุณก้าวเดินออกมาข้างหน้าจนเห็นได้เด่นชัดในครรลองสายตาของผู้เฝ้ามอง


ผู้มาใหม่เดินเอามือไพล่หลัง ค่อยๆ ย่างกรายสุขุมเข้ามาตรงหน้าทุกผู้คน จิตสังหารที่ชายสูงวัยแผ่ซ่านออกมาคล้ายดั่งสายน้ำแห่งเมืองกูจางเย็นเหยียบจนหนาวลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ


ใบหน้าของชายชรายามต้องแสงอาทิตย์ดูเป็นเพียงคนแก่ผู้นึงไร้พิษสงใดๆ ทั้งสิ้น


หากแต่ลึกลงไปในแววตานั้นกลับแข็งแกร่งเหี้ยมเกรียมเยี่ยงขุนศึกชำนาญการที่ผ่านยุทธภูมิมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน!


“พวกข้าผิดไปแล้ว ขอนายท่านโปรดเมตตาด้วย” หนึ่งในเหล่าหมูที่กำลังจะถูกเชือดโอดครวญร้องขอชีวิต ใบหน้าก้มต่ำเรี่ยพื้นดินคลานเข่าเข้าไปแทบเท้าของผู้มีอำนาจสูงส่งตัดสินชะตาชี้เป็นชี้ตายจนแทบจูบกับรองเท้าของอีกฝ่าย


บัดนี้ศักดิ์ศรีใด ๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับการมีชีวิตรอดกลับไปอย่างมีหัวอยู่กับตัวอีกแล้ว!


“มือใดที่ผลักลูกข้า” คำถามเรียบนิ่งแต่แฝงจิตสังหารเต็มเปี่ยม


“ใต้เท้า..พวกข้าเป็นเพียงลูกน้อง ใครสั่งอะไรก็ต้องทำขัดขืนมิได้” หนึ่งในลูกน้องบ้านสกุลเจิ้งยังเอ่ยตัวสั่นเทิ้มคร่ำครวญทั้งน้ำตาพยายามพุ่งเข้ามาเกาะแขนขาของชายชราเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตาด้วยความกลัวตาย


ผู้ที่กุมชะตาชีวิตของคนเหล่านี้ไว้เชิดใบหน้าขึ้นเหยียดตามองลงต่ำ สะบัดข้อเท้าหลบฝ่ามือที่กำชายผ้าของตนออกอย่างเยือกเย็น


งั้นถ้าสั่งให้เจ้า..ตายล่ะ


สุ้มเสียงทรงอำนาจพูดจบคนทั้งหมดก็ก้มลงกราบแทบพื้นดิน น้ำตาลูกผู้ชายไหลนองอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรีใดให้หยิ่งทะนงได้อีก บางคนหวาดกลัวมากเสียจนอาจมจากทางทวารไหลออกมาเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้นดิน


สภาพน่าสมเพชยิ่งนัก!


อดีตขุนพลผู้ชาญศึกสวมอาภรณ์สีเข้มสะบัดตัวหันหลังเหลือบมองจำนวนใบหน้าที่หมอบคลานอยู่ฝ่าเท้าของตนอีกครั้ง ไต่ถามเสียงเฉียบขาด “หัวหน้าของพวกเจ้าไปไหน!!”


“มะ..มิรู้ขอรับ พวกข้าหนีออกมาก่อน”


ชายชราส่งเสียงหึในลำคอ ก่อนหันไปบอกลูกน้องทั้งหมดของตนเองที่ยืนรอรับคำอยู่เพียงผู้เป็นนายสั่งการลงมา


“จับพวกมันกร้อนผม..หักมือทิ้ง แล้วส่งออกนอกเมือง!”


“ขอรับ!”


กลุ่มคนที่ถืออาวุธประจันบานน้อมรับคำสั่งเสียงแข็งขัน หิ้วร่างของเหล่าคนงานบ้านสกุลเจิ้งออกไปทั้งหมดจากบริเวณนั้น


ชั่วอึดใจก็มีแต่เพียงเสียงร้องครวญครางดังระงมด้วยความทรมาณแสนสาหัสดังเป็นฉากหลังแผ่ซ่านไปทั่วชายป่ามืดครื้มที่ซึ่งแสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง


ไม่นานเสียงเหล่านั้นพลันเงียบเชียบไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน...


เงาดำทมิฬที่หลบซ่อนตัวอยู่แฝงกายหลีกลี้ออกมาเงียบเชียบไม่ให้ใครได้ทันจับพิรุธตน ชายหนุ่มโจนทะยานไปตามเงาพระอาทิตย์ที่บัดนี้เริ่มบ่ายคล้อยไปเสียแล้ว เร่งหมายกลับจวนของผู้เป็นนายเหนือหัวเพื่อรายงานให้ทราบถึงความเป็นไปที่เกิดขึ้น


โหดเหี้ยมดุจความกรุณาของพระโพธิสัตว์’ นั่นคือคำนิยามที่ร่างทมิฬเอ่ยขึ้นในใจ


เพราะหากว่าเป็นเขาลงมือเองแล้วล่ะก็...คนทั้งหมดนั่นคงไม่เหลือแม้เศษเถ้ากระดูกให้ลูกหลานเซ่นไหว้!


แต่ก็นะ..สมกับเสียงเล่าลือที่เขาเคยได้ยินผ่านหูมาถึงฉายาดังกระฉ่อนในอดีตของชายชราผู้นี้


ว่าหากใครที่คิดหลู่เกียรติอดีตแม่ทัพบรูพาผู้นี้แล้ว


มีหัวไว้บนบ่านับได้ว่านรกยังคงไม่อยากรับตัวไป...




ต่อรีพลายล่างนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-01-2020 07:00:49 โดย indigomoon »

ออฟไลน์ indigomoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0




ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามผู้ที่นับหน้าถือตาว่าเป็นพ่อบ้านสกุลเหวินก็กลับมาพร้อมสหายร่วมสำนักของฟู่เชิง เด็กตัวสูงทำหน้าเหรอหลาไม่ต่างกับผู้ที่มาก่อนมากนักเมื่อเท้าเหยียบย่างเข้ามาในที่พำนักของคนแซ่เหวินที่เขากราบไหว้เคารพเป็นลูกศิษย์อาจารย์กัน


“ที่นี่คือจวนของเหวินซือฝูหรือขอรับ” ผู้มาใหม่มองไปรอบชายเรือนอย่างสำรวจตรวจตรา


พ่อบ้านชรากระแอมในลำคอเปล่งเสียงสูงผิดธรรมชาติของชายทั่วไปให้แปร่งหูยามได้ยินกับคนข้างกาย “คุณชายกงโปรดรักษามารยาทด้วย”


“คะ..ขออภัยขอรับ ขออภัย” ผู้น้อยที่โดนตักเตือนยกสองมือขอโทษขอโพยอีกฝ่าย คำตำหนิของคนรับใช้ผู้นี้ขนาดฟังแล้วยังรู้สึกแปลกในใจ ใช้ถ้อยคำสุภาพทว่ากลับบาดลึกพิกล


“นายท่านรออยู่ที่เรือนรับรองนานแล้ว เชิญคุณชายทางนี้”


ผู้พูดอธิบายพลางกรีดมือไปทางด้านนึงของเรือนไม้ก่อนออกเดินนำคุณชายสกุลกงไปด้วยความรวดเร็ว สองเท้าเล็กนั่นซอยยิกเสียจนเด็กหนุ่มมองตามแทบไม่ทัน บรรยากาศรอบตัวบ้านเย็นเหยียบไม่ต่างกับผู้เป็นเจ้าของเลยแม้แต่น้อย ไหนจะพ่อบ้านผู้นี้อีก ไม่เหมือนคนรับใช้ในจวนใดที่เขาเคยประสบพบเจอมาก่อนเลย


ช่างเลือกสรรได้เหมาะเจาะทั้งลูกน้องทั้งเจ้านายจริง ๆ ’ กงจวี้จื่อลอบคิดในใจ


คนที่ถูกใช้ให้ไปตามเด็กตัวสูงมาเดินถึงเรือนรับรองกลางตัวบ้านก่อนแยกตัวหายไปในทันทีไม่ทันให้คุณชายได้กล่าวขอบคุณ คนสกุลกงหันหน้ามาอีกทางก็เห็นเพื่อนตัวเองนั่งรออยู่กับผู้เป็นอดีตอาจารย์สำนักการศึกษาอยู่ก่อนแล้ว คนทั้งคู่เพียงแต่นั่งนิ่งๆ ไม่กล่าววาจา ไม่มีบทสนทนาใดต่อกัน


นั่งเงียบเสียจนเสียงกระพือปีกของนกยังดังกว่าเลยด้วยซ้ำ


ตรงหน้านั้นมีเพียงโต๊ะน้ำชาตัวนึงคั่นกลางระหว่างคนทั้งคู่เอาไว้ แต่เหมือนนั่งอยู่ไกลกันสุดพันลี้ไม่อาจหยั่งรู้เหนือใต้ก็ไม่ปาน บรรยากาศชวนน่าอึดอัดใจพิกล


“คารวะเหวินซื...ท่านผู้อาวุโสขอรับ” กงจวี้จื่อตั้งท่าจะยอบกายกล่าวความเคารพผู้เป็นอดีตอาจารย์แห่งสำนักตงฝาง หากแต่เมื่อได้รับสายตาจากคนตัวขาวที่มองมา คุณชายกงก็รีบเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้โดยพลัน


กงจวี้จื่อลอบขออภัยหยางเถิงอยู่ในใจ เขาเองยังไม่อยากอยู่ระหว่างสงครามกลางเมืองเช่นนี้หรอกนะ


อย่างไรเจ้ากระเรียนขาวก็ยังมีภาษีดีกว่าท่านอยู่หนึ่งส่วน


“สหายของข้าน้อยมาถึงพอดี รบกวนผู้อาวุโสแล้ว” หรูฟู่เชิงกล่าวขอบคุณหมายจะพาตนออกไปจากความขุ่นมัวในใจตรงนี้เสียที


“นั่งลงดื่มชาด้วยกันก่อนสิ”


ความคิดนั้นหยุดชะงักถูกระงับไปทันทีไม่ทันได้ก้าวตัวไปไหนเมื่อผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่ปล่อยพวกเขาไปโดยง่าย หยางเถิงปรายตามองไปยังผู้มาใหม่ที่ยืนเหงื่อตกอยู่อย่างไม่รู้ว่าควรเอาบั้นท้ายตนไปวางไว้ตรงไหนของทะเลสาบน้ำแข็งแห่งนี้ดี


“เกรงใจผู้อาวุโสแล้ว แค่นี้ก็กวนเวลาท่านมามาก” คนตัวขาวเถียง


“ถามข้าหรือยัง” หยางเถิงตอบกลับ


ไม่ทันให้ใครได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมเมื่อพ่อบ้านสกุลเหวินยกกาน้ำชาที่ทำจากหยกมาตั้งรับรองแขกจวนสกุลเหวินพร้อมทั้งขนมของว่างอีกสองสามชนิดไว้ตรงหน้ากงจวี้จื่อ ก่อนยอบกายคำนับผู้เป็นนายเหนือหัวใหญ่อีกครั้งแล้วหลีกกายหลบลี้หายไปตามเดิมดั่งสายวาโยพัด


คนสกุลกงที่ได้กลิ่นหอมของใบชาก็เบิกตาเรียวดั่งเสี้ยวพระจันทร์ขึ้นโพลง ร้องบอกเสียงดัง “ชาดี!”


“ยังไม่ทันเห็นภูเขาเจ้าก็ว่าเป็นแม่น้ำไปเสียได้” หรูฟู่เชิงปรายตามองเห็นอาการตัวสั่นระริกเวลาได้เจอสิ่งมีค่าของเพื่อนตัวเองแล้วก็ต้องแอบบึนปากน้อยๆ


“ข้าก็ยังไม่เห็นเจ้าแตะชาในถ้วยเลยสักนิด ทำไมถึงรู้ว่าเป็นภูเขาล่ะ อาจจะเป็นแม่น้ำก็ได้นี่” คนที่เนื้อตัวสั่นเพราะได้ลิ้มรสของราคาแพงพยักเพยิดไปที่ป้านชาของสหายสนิทตน เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวยังไม่ได้ทันลิ้มรสเลยด้วยซ้ำ


เด็กดื้อตาใสเบะปากแต่ก็ยอมยกป้านชาหยกขึ้นมาก่อนดมกลิ่นหอมชวนให้ผ่อนคลายก่อนปลดระวางคิ้วที่ขมวดมุ่นของตนเองลงสองในสี่ส่วนแล้วลิ้มรสของที่ว่าเป็นแม่น้ำไม่ใช่ภูเขาดู


รสหวานหอมที่อวลอยู่ในปากยามได้สัมผัสนั้นเกินยากพรรรณา ไม่เย็นชื่นแต่ก็ไม่เข้มขม หอมอ่อนๆ ติดฝาดขมบางเบาที่ปลายลิ้น น้ำชาสีเหลืองทองที่ชงออกมาได้นั้นมีสีเปล่งประกายบริสุทธิ์ดั่งก้อนสุวรรณอำไพ น้ำชาละเลียดแผ่ซ่านไปทั่วปาก ลื่นคอดื่มง่าย แถมยังชุ่มคออย่างประหลาด คล้ายกับบัณฑิตผู้คงแก่เรียนที่เดินทางนับพันปี สงบเงียบและน่าลุ่มหลงเป็นยิ่งนัก


ส่วนคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกันลอบมองวงหน้าขาวนวลที่หลับตาลงจนแพขนตากระเพื่อมทำหน้าพริ้มเพราพึงพอใจในรสชาก็ยกมุมปากขึ้นน้อยๆ จนกงจวี้จื่อต้องขยี้ตามองแล้วมองอีกว่าตนไม่ได้หูตาเลอะเลือนฝ้าฟางอย่างผู้เฒ่าเหยียนหุย


ข้าเห็นพระพุทธรูปหยกยิ้มได้หรือนี่?


สายตาหมื่นกระบี่เลื่อนกลับมาจ้องเขม็งที่คุณชายกงแทน ลูกศิษย์หนุ่มสะดุ้งตัวโยนก้มหน้ารวบเอาขนมในจานเข้าปากทั้งหมดทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเศษความหวานติดคอไอโขล่กเสียงดังลูบอกลูบหลังตัวเองเป็นพัลวันพลางส่งป้านชากรอกเข้าปากดังอั่กๆ


“แค่ก ๆ คะ..ข้าไม่เป็นไร” กงจวี้จื่อโบกมือปฏิเสธเอามือลูบหน้าตนเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของเพื่อนส่งมา


หรูฟู่เชิงรีบยกมือคำนับผู้ใหญ่ในที่นี้ “ขอท่านอย่าถือสา”


“อืม” คุณชายสกุลเหวินครางรับ


กงจวี้จื่อพยายามปัดป้องมือสหายตัวเล็กของตนอย่างเอาเป็นเอาตายไม่บอกว่าทำไม ปราพร่ำแต่คำว่าตนเองสบายดีและให้ฟู่เชิงอยู่ห่างๆ เท่านั้นจึงจะปลอดภัย “เจ้าไปไกลๆ ข้าเถอะน่าซ่านเป่า หัวข้าจะขาดอยู่รอมร่อแล้ว” คุณชายกงโวยวายหน้าซีดเผือก


ใยไม่มองสายตาเหวินซือฝูบ้างเล่าเจ้ากระเรียนบื้อเอ้ย!


หรูฟู่เชิงยิ่งทำหน้าแปลกประหลาดเข้าไปอีกคำรบ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนตนพูดถึงสิ่งใดกัน


เมื่อสายตาคมที่ทอดมองอยู่นั้นแทบอยากจะพุ่งเข้าไปนั่งแทนที่คนสกุลกงเพื่อว่าตนเองจะได้รับสายตาเช่นนั้นบ้างสักครั้งคราว...


ทันทีที่เห็นช่วงเวลาว่างพ่อบ้านชราก็โผล่กายเร้นตัวออกมาจากเงามืด ยอบกายกระซิบบางอย่างกับผู้เป็นนายที่สายตาคมนั้นจ้องเขม็งวางเอาไว้ที่ร่างขาวซึ่งกำลังยื่นมือไปลูบหลังศิษย์ร่วมสำนักอยู่


ผู้อาวุโสสุดยืนขึ้นกล่าวเรียบๆ จัดเสื้อคลุมสีพิสุทธิ์ของตนให้เรียบร้อย “มีแขกมาขอพบ ขอตัวสักครู่”


ผู้พูดบอกกล่าวไม่แสดงสีหน้า แต่ถ้อยคำดั่งสั่งว่าให้พวกตนรออยู่ตรงนี้อย่าเพิ่งไปไหน


เด็กตัวขาวเห็นช่องสบโอกาสให้หนีได้ทันจึงรีบตะครุบไว้ “เกรงใจท่านแล้ว งั้นพวกข้าขอลากลับสำนักเลยดีกว่า..ไม่ต้องส่งนะขอรับ”


หรูฟู่เชิงหยัดกายลุกขึ้นพรวดพราดน้อมศีรษะลงเคารพก่อนลากแขนเสื้อกงจวี้จื่อที่ยังลิ้มรสชาราคาแพงนั่นอยู่อย่างเสียดายจนแลบลิ้นเลียริมฝีปาก


ลูกศิษย์สำนักตงฝางรีบสำรวมเก็บข้าวของที่คนสกุลกงหอบหิ้วมาใส่มือลุกจากเรือนรับรองทันทีไม่สนสีหน้าของผู้เป็นเจ้าของเรือนที่มองตามแผ่นหลังเล็กนั่นจนสุดสายตา ทว่าริมฝีปากกลับหนักอึ้งไม่เอ่ยอะไรออกมา


หลังจากหลบกายออกมาจากเรือนรับรองได้นิดหน่อย พ่อบ้านชราก็เดินตามมาส่งเด็กทั้งสองเพื่อไม่ให้ทั้งคู่เดินสะเปะสะปะออกนอกลู่ทางไปชนข้าวของหรือซุกซนภายในจวนสกุลเหวินแห่งนี้


ทว่าร่างบางที่ยังไม่ทันก้าวไปไหนก็ชนเข้ากับใครคนนึงที่เลี้ยวตรงหัวมุมเรือนไม้เข้าพอดี


“โอ๊ะ! ขออภัยขอรับ ข้าเดินไม่ดูทางเอง”


“มิเป็นไรเจ้าค่ะ”


เมื่อทั้งสองฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองกัน หรูฟู่เชิงก็พูดเสียงดังตกใจขึ้นมาว่า “แม่นางจ้าว!


จ้าวรุ่ยเสีย หญิงสาวโชคไม่ดีที่โดนทำร้ายตรงริมน้ำชานเมืองคราวที่แล้วบัดนี้กำลังยืนอยู่ในเรือนสกุลเหวิน อีกทั้งยังเดินชนกันอย่างบังเอิญอีกต่างหาก แต่พอนางเห็นว่าผู้ที่ชนตนเองนั้นเป็นคุณชายสกุลหรูบุตรชายท่านแม่ทัพแห่งกูจางก็หน้าซีดเผือกรีบก้มหน้าลงมิดชิด


“แม่นางจ้าวหายดีแล้วใช่รึไม่ มาทำอะไรที่นี่หรือ?” หรูฟู่เชิงรีบเอ่ยถามทันที


หญิงสาวตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงดีนัก “ข้าน้อยมีธุระมาพบท่านเหวินเจ้าค่ะ ขอตัว”


ร่างบางแน่งน้อยวัยสะคราญยอบกายเอ่ยคำลาแล้วรีบเดินหนีออกไปอีกทางทันที จนคุณชายทั้งสองมีสีหน้างุนงง หากแต่ว่าพ่อบ้านเหวินก็กล่าวนำเตือนสติลูกศิษย์สำนักศึกษาให้รีบเร่งกลับยังสำนักก่อนจะเย็นย่ำมืดค่ำเสียก่อน


คนทั้งสามเดินมาจนถึงหน้าจวนของอดีตอาจารย์ประจำสำนักพวกตน หรูฟู่เชิงก็หันมาพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณกับพ่อบ้านเหวิน


“ขอบใจท่านที่อุตส่าห์เดินออกมาส่งพวกข้า รบกวนผู้อาวุโสแล้วจริงๆ” กระเรียนขาวแห่งกูจางประสานมือส่งให้ผู้ชราอีกทีพร้อมกับสหายข้างตัวที่มีทีท่ายังเสียดายรสชาติที่ติดอยู่ปลายลิ้นของตน


กงจวี้จื่อแทบจะอยากขอยกกาน้ำชากลับจวนของตนเองเลยด้วยซ้ำไป!


“แม่นางผู้นั้นเป็นใครหรือ?” คุณชายเจ้าสำราญทำหน้าตาวิบวับจนโดนศอกเล็กๆ ถองเข้าไปที่ท้องจนจุก แทบขย้อนเอาน้ำชาดีออกมาเสียจนหมดไส้หมดพุง


เจ้ากระเรียนป่านี่ เป็นบ้าหรือ..เสียดายของ!


“เป็นคนที่ข้าเคยเจออยู่ตอนออกไปเที่ยวเล่นที่ศาลาชมจันทร์น่ะ นางถูกทำร้ายพอดีตอนข้าไปเจอเข้า แล้วผู้อาวุโสเหวินไปช่วยนางเอาไว้”


คนฟังร้องอ๋อครางรับขึ้นมาพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจ “นางเลยมาหาเพื่อตอบแทนน้ำใจอย่างนั้นรึ?”


“คงจะอย่างนั้นล่ะมั้ง” ผู้พูดตอบรับพลางคิดเหตุผลในใจ


“ก็มิแปลก..หน้าตานางก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเสียหน่อย”


“เจ้าคิดอะไรน่ะกงจวี้จื่อ จะฟ้องท่านอาจารย์!” หรูฟู่เชิงชี้นิ้วขู่สหายตัวโตของตน


“อย่าบ้าหน่า! ข้ายังไม่ถามเจ้าเลยมากกว่าว่าเหตุใดเจ้ากับเหวินซือฝูถึงไปอยู่ด้วยกันจนช่วยแม่นางจ้าวไว้ได้”


กงจวี้จื่อกระถดไหล่แซะร่างบางของศิษย์ร่วมสำนักตัวขาวข้างตัวจนอีกฝ่ายตัวปลิวหันมาจ้องหน้าทำตาเขียวใส่เขาแล้วเอ่ยปากปฏิเสธฉับพลัน หน้าขาวๆ นั่นมีแต่ริ้วแดงขึ้นพาดเสียจนลามไปยังใบหู


“บังเอิญทั้งนั้นแหละ บังเอิญ!” หรูฟู่เชิงตอบกลับเสียงดังจนแหลมขึ้นจมูก ทำท่าทีฟึดฟัดเดินหนีสีหน้าจับผิดที่ทำให้ใจของเขาคันยุบยิบ เรียวนิ้วขาวลูบไล้ปลายจมูกตนเองอย่างมือไม้อยู่ไม่สุข ไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ตรงไหนดี


ไม่เคยรู้สึกว่ามือตนเองมันเกะกะเช่นนี้มาก่อน


ใช่..บังเอิญเจอกันทั้งนั้นแหละ เด็กหนุ่มคิดคำนึงขึ้นมาภายในจิตใจ


บังเอิญชวนนั่งร่ำสุราเป็นเพื่อน


บังเอิญจิบเหล้าจนเมามายหลับพับคาศาลาชมจันทร์


แถมยังบังเอิญ...ให้เขาอุ้มพาส่งกลับจวนอีกต่างหาก



...เรื่องบังเอิญทั้งนั้นเลย...


“แล้วตกลงชานั่นมันดียังไงรึอาจื่อ” พอปัดเป่าความขัดเขินไปได้บ้างแล้ว คนตัวแดงก็เอ่ยถามข้อสงสัยตนทันที เอาจริงก็หมายใจเพื่อเบี่ยงประเด็นให้ห่างจากเรื่องของตนเองด้วย


“เจ้านี่มันฉลาดแต่เรื่องในคัมภีร์ตำราอักษรเรียนจริงๆ นะเจ้ากระเรียนป่า” กงจวี้จื่อกอดอกยืดกายขึ้นทำท่าภาคภูมิใจทันทีเมื่อรู้ว่ามีเรื่องที่คนฉลาดที่สุดของเมืองไม่รู้บ้างเสียที


“ข้าไม่รู้แล้วถามเจ้านี่ผิดตรงไหน?”


“ก็..ไม่ผิด”


คนตอบยิ้มแห้งก่อนโดนยัดข้าวของที่หรูฟู่เชิงถืออยู่เข้ามาในอ้อมอกแทน ร่างบางยังไม่คลายสงสัยจึงถามต่อว่า “แล้วตกลงมันดียังไงกัน เจ้าจึงทำตัวเป็นโป๊ยก่ายเห็นสตรีเช่นนั้น หากอาจารย์รู้เข้าว่าเจ้ามีกิริยาเช่นนั้นเจ้าโดนตีตาย”


“ชาเมื่อครู่มีค่ายิ่งกว่าสตรีหนึ่งร้อยนางเสียอีกนะ ข้ายอมโดนตีจนขาหักเดินไม่ได้แต่มิยอมไม่ได้ดื่มชา” ผู้พูดทำตาโตทั้งที่มันก็ไม่ได้กว้างไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่


“เยี่ยงนั้น?”


“ยิ่งกว่านั้น!”


“มันต่างจากชาเหวินซานที่ท่านอาจารย์ซื้อจากบ้านสกุลเจิ้งนั่นอย่างไรหรือ?”


“ชาของท่านอาจารย์ก็ถือว่าเป็นของดี เหมือนที่เขาพูดกันว่า ทางเหนือมีเหวินซาน ทางใต้มีตงติ้งอย่างไรเล่า” กงจวี้จื่อผู้ชื่นชอบดื่มชากล่าวอย่างดวงตาระยิบระยับพลางอธิบายต่อ “หากแต่ของเหวินซือ.. ของผู้อาวุโสเหวินน่ะ นับว่าเป็นสุดยอดชา สุดยอดของสุดยอด น้ำชาสีทองเหลืองอร่ามสำหรับส่งเข้าในวังถวายแด่องค์จักรพรรดิ หรือที่เขาเรียกกันว่าชาเชวี่ยเสอน่ะสิ!!”


เป็นคราวที่หรูฟู่เชิงเบิกดวงตาหวานล้ำนั่นใหญ่โตเท่าไข่ห่านบ้าง


หากทว่าชาที่ว่านี่ราคามากกว่าอิสตรีถึงหนึ่งร้อยนางจริง ใยบัณฑิตบ้านนอกอย่างเช่นคนสกุลเหวินผู้นี้ถึงมีในครอบครองไว้ได้!


“เจ้ารู้มั้ย..ชานี่น่ะนะแค่กล่องเล็ก ๆ ใหญ่ไม่เกินหนึ่งฝ่ามือของเจ้า ใบชาน้ำหนักน้อยเสียยิ่งกว่าถุงแป้งหอมผัดหน้าก็ราคากว่าสี่แสนตำลึงทองเชียวนะ!”


หรูฟู่เชิงแทบทำห่อขนมที่อยู่ในมือร่วง “แล้วหยางเกอมีได้อย่างไร”


“เจ้าเรียกผู้อาวุโสเหวินว่าอะไรนะ?”


คนที่ทำสติหล่นหายไว้ในป้านชารีบสั่นหน้าปฏิเสธเสียจนผมปลิว “ข้าหมายถึงผู้อาวุโสน่ะ เขาจะมีได้อย่างไร หรือว่า...”


“อย่าเพิ่งคิดไปไกล..ใช่ว่าจะหาซื้อไม่ได้ แค่มันมีราคาแพงมากจนไม่มีใครกล้าซื้อต่างหาก บางคนก็ได้รับพระราชทานมา บางคนก็ได้เป็นข้าวของสินน้ำใจจากขุนนางใหญ่โตทั้งหลายในวังก็มี สำหรับพวกชนชั้นสูงในวังน่ะ มีเสียจนให้เกลื่อน” กงจวี้จื่อรีบยกมือห้ามความคิดเจิดจรัสของสหายร่วมสำนักของตนแล้วอธิบายข้อเท็จจริง


ที่คุณชายสกุลกงรู้นั้น เพราะบิดาของเขาเป็นรองเจ้ากรมพระคลังแห่งแคว้นฉิน มีบ้างบางครั้งสมัยยังเด็กที่ผู้เป็นพ่อมาเยี่ยมเยียนมารดาของเขายังเมืองกูจางแห่งนี้พร้อมทั้งอาหารและข้าวของดีๆ มากมายที่นำมาฝาก ชาราคาแพงนี้ก็เช่นเดียวกัน ยามที่ผู้เป็นบิดาพำนักอยู่ที่เรือน เขาเลยมักมีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสหวานหอมแห่งมูลค่าของความสุขเมื่อนานมาแล้ว


พอมาวันนี้ได้มีโอกาสสูดกลิ่นความหลังเมื่อครั้งวัยเยาว์ ก็อดไม่ได้ที่จะขอดอมดมเพื่อหวนระลึกย้อนคืนถึงความทรงจำเมื่อครั้งวันวานเสียนานๆ หน่อย


คิดเช่นนั้นเด็กหนุ่มตัวสูงก็อดระบายยิ้มอย่างมีความสุขออกมาไม่ได้ เป็นยิ้มที่ปากแต่ตาเรียวกลับฉายแววเศร้าหมองแทน


จะสุขก็ไม่เต็มที่จะทุกข์ก็ไม่เต็มกลืน...


หรูฟู่เชิงเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนตนเช่นนั้นก็พอเดาเรื่องราวออกได้ในทันที คว้าห่อข้าวของของเพื่อนที่ถืออยู่ไว้เข้ามาในมือตน ยิ้มเผล่ปากกว้างเสียจนถึงรูหู พูดกับสหายที่โตด้วยกันมาตั้งแต่เล็กว่า “เช่นนั้นแล้ววันนี้ตอนท่านอาจารย์หลับ ข้าจะแอบเอาชาเหวินซานของท่านอาจารย์มาชงให้เจ้าดื่มดีรึไม่”


“เจ้าจะขโมยของของอาจารย์หรือ?” กงจวี้จื่อแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง อยากจะวิ่งโร่ไปป่าวประกาศให้คนทั้งสำนักได้รับรู้


“ข้าเปล่า.. ข้าจะจ่ายเงินคืนให้ท่านอาจารย์เหยียน เพราะชาเชวี่ยเสอที่เจ้าว่านั่นข้าคงไม่มีปัญญาหาซื้อมาให้เจ้าลองดื่มหรอกนะ”


“เจ้าจะบ้าเหรอ จะซื้อชาแพงบรรลัยนั่นมาทำไม”


เด็กตัวขาวยิ้มกว้าง หวังให้ยิ้มนี้ส่งถึงใจคนรับบ้าง “ไว้วันนึงเจ้ากับข้าต้องร่วมดื่มชาแพงบรรลัยนี้ด้วยกันนะ”


“รับปากข้าแล้วนะ..”


“อื้อ! สัญญาไม่คืนคำ”


เด็กสกุลกงคลี่ยิ้มเหมือนเจ้าคนตัวขาวที่ดูมีแต่ความสดใสเผื่อแผ่ถึงคนทั้งโลกให้ยิ้มตามได้ก็ยกมือขยี้หัวทุยนั่นไปทีอย่างหมั่นเขี้ยว เมฆหมอกที่ปกคลุมจิตใจเหมือนจะโดนปัดเป่าจนหายวับแล้วก็ลืมเลือนไปในที่สุด


กล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอยู่ในใจเงียบๆ แผ่วเบา


โชคดีนักที่ชีวิตนึงมีสหายรู้ใจเฉกเช่นนี้





TBC

_______________________________________________


TALK : อุ๊ปส์! สหายรู้ใจ...ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่กูซู นี่กูจาง 55555 คนเขียนนิยายก็แอบวนในกูซูไม่ออกไปไหนซะทีเหมือนกัน มูฟออนเป็นวงกลมกันไป

อาจื่อเรานางก็เป็นคนมีปมเหมือนกัน คนอ่านอย่าเพิ่งหมั่นไส้น้องเลย น้องแค่เป็นคุณชายเจ้าสำราญที่มุทะลุไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง ให้อภัย รักๆน้องมันหน่อย น้องมันเด็กขี้เหงา

ส่วน #ทีมคุณพ่อกร๊าวใจ นั้นแม่ทัพบรูพาผู้นี้ไม่ได้มาเล่นๆนะจ๊ะ พี่มาเพื่อฆ่า ฆ่าได้ฆ่าใครจะตายชั่งมัน555 แอบเปิดตัวละครมาใหม่หลายคนเลยทีนี้ ยังไงฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะครับ

เจอกันใหม่ตอนหน้า ติชมยังไงช่วยคอมเม้นท์บอกกันหน่อยนะครับผม

อยากอ่านเมนท์ของทุกคนมากๆ รักแล้วก็ขอบคุณทุกแรงสนับสนุนเสมอ



นิยายจะอัพทุกวันอังคารและวันเสาร์นะครับ

ยังไงเข้าไปพูดคุย ติดตามผู้เขียนได้ที่ >> Twitter @IndigomoonXii

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เอิ่ม....ไม่หิวกันแย่หรือ เลยเวลากินตั้งนานแล้ว    :z3: :z3: :z3:
ยังไม่ได้กินบะหมี่เจ้าอร่อยเลย   :เฮ้อ: :serius2:
ให้สงสัย หยางเกอ เป็นอ๋องหรือเปล่า   o22

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ indigomoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
第十章
หญิงสาวในแม่น้ำ



หรูฟู่เชิงลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกลับมายืนอยู่ในที่ที่เดิมอีกแล้ว

 

เด็กหนุ่มก้มมองก็พบว่าเขายังคงสวมชุดผ้าแพรที่ใช้ใส่นอนไว้อยู่กับตัว สองเท้าขาวที่ควรสวมรองเท้าเอาไว้ก็มีเพียงเท้าเปล่าแตะเหยียบย่างความเยือกเย็นของแผ่นดินจนแทบยืนไม่ไหว คล้ายจะรู้สึกถึงความเหน็บหนาวของสายหิมะโปรยปรายแต่ก็กลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใดราวกับได้รับเพียงคำอนุญาตให้เฝ้ามองเพียงเท่านั้น

 

ดั่งเป็นเพียงแค่ธาตุวาโยพัดพาผ่านสายนทีไหลเอื่อยไปตามห้วงเวลา

 

รอบข้างที่ควรเป็นห้องนอนในจวนสกุลหรู ที่ซึ่งเขาซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมอบอุ่นของยามราตรี บัดนี้ฟู่เชิงกลับยืนอยู่ในศาลาริมน้ำพร้อมกับเสาไม้แดงล้ำค่าหลังเดิมที่เด็กหนุ่มมักฝันเห็นอยู่บ่อยครั้ง จนหลัง ๆ มานี้เขารับรู้ได้ในห้วงคำนึงของตัวเองทันทีว่าตนกำลังฝันเรื่องอะไรอยู่โดยไม่ต้องคิดไตร่ตรองให้มากนัก

 

หากแต่ในหลายคราภาพฝันนั้นกลับเสมือนจริงเสียจนหรูฟู่เชิงรู้สึกราวกับว่าเขากำลังเป็นคนคนเดียวกันกับในฝันของตัวเองอยู่ก็ไม่ปาน...

 

เบื้องหน้าคนสกุลหรูคือภาพของเด็กน้อยต่างวัยสองคนยืนเคียงกันอยู่ท่ามกลางแมกไม้พฤกษาใหญ่ที่บานชูช่อไสวแต่งแต้มสีสันราวกับภาพวาดของจิตรกรอันล้ำค่ายากประเมินได้

 

เด็กชายผู้หนึ่งสูงส่งห้าวหาญ สง่างามและหยิ่งทะนง อีกผู้เปรียบดั่งม้วนผ้าแพรไหมที่ถูกถักทอขึ้นมา ทั้งเรียบลื่นดูนุ่มนวลตายามได้พิศยล ทั้งบอบบางเมื่อยามได้สัมผัสแตะต้อง

 

ผู้มาเยือนในภาพฝันนั้นจ้องมองสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าของเด็กทั้งสองก็แจ้งประจักษ์แก่ใจว่ามันคือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่มีลวดลายของดอกท้อประดับสลักอยู่ทั่วตัวเรือนไม้

 

“องค์ไท่จื่อนำฉินมาให้กระหม่อมทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

 

“สัญญาระหว่างเราเจ้าลืมแล้วรึ?” สุรเสียงเข้มดูท่าคล้ายว่าจะติดไม่พอใจเอ่ยทวงถาม

 

เด็กตัวขาวซีดในอาภรณ์แพรค้อมตัวเยี่ยงเสมอดินไม่กล้าสบตา เนื้อตัวบอบบางสั่นไหวดั่งกิ่งหลิวต้องลม “กระหม่อมไม่อาจเอื้อม”

 

องค์ชายสิบสี่!

 

“...”

 

“เงยหน้า”

 

“.....”

 

“เงยหน้าขึ้นมา”

 

ยามที่อีกคนเรียกชื่อเต็มของตนนั่นหมายถึงแรงอารมณ์ที่มากขึ้น ยิ่งส่งผลให้เด็กตัวขาวก้มหน้างุดมุดลงดินจนแทบหลอมรวมเข้าไปกับผืนพรมยิ่งกว่าเดิม

 

เสียงสาบผ้าดังซวบซาบพร้อมทั้งเงาตะคุ่มที่ปลายหางตายามมองเคลื่อนไหวใกล้เข้ามาจนร่างพิสุทธิ์กลืนหายไปในเงาสูงใหญ่ของผู้ที่สวมชุดสีดำทมิฬปักลายดอกมู่ตานเพียงแค่อีกฝ่ายยืนขึ้น

 

ความเคลื่อนไหวบ่งบอกถึงแรงกระทำที่อีกไม่นานคงถูกปะทะเข้ากับร่างน้อยอย่างจังยิ่งทำให้เมิ่งจิวฮวานั้นหลับตาปี๋อย่างยอมจำนนรับในชะตากรรมของตนที่พูดจาระคายหูของอีกฝ่ายเข้า

 

อา... เขาชินชากับการรองมือรองเท้ารับแรงอารมณ์ของคนที่นี่เสียแล้ว

 

“....”

 

เพียงชั่วลมตะวันตกผ่านพลิ้วพัดพาให้ผ้าแพรขาวผืนบางที่ปิดคลุมความงามของใบหน้าเสียครึ่งหนึ่งล้อเล่นกับสายลมเอื่อยล่องลอยไป

 

สัมผัสอบอุ่นทาบทับลงมาทำให้คนหมอบคลานปิดกั้นตัวเองเผลอลืมตาขึ้นมาเมื่อได้รับการกระทำที่แตกต่าง

 

ใบหน้างดงามหล่อเหลาเปรียบเสมือนดั่งพระพุทธรูปสลัก และยิ่งใหญ่ประดุจดุจดั่งพระอาทิตย์ที่ฉายแสงแรงกล้าบนฟากฟ้านั้นกำลังส่งยิ้มให้กับเมิ่งจิวฮวา

 

ยิ้มเหรอ?

 

เขากำลังได้รับรอยยิ้มอย่างนั้นเหรอ...

 

“เป็นอะไรไปหรือเจ้ากระต่าย” สุ้มเสียงทุ้มนุ่มที่ยังไม่ทันแตกหนุ่มดีเอ่ยถาม

 

หากแต่จิวฮวากลับตัวเย็นวาบ เด็กน้อยแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยินและได้ยลอยู่ในขณะนี้

 

มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ...

 

ปกติไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่เมื่อไม่พอใจก็มักจะตบตีเขาอยู่เสมอ

 

ไม่เคยมีใครยิ้มให้กับเขามาก่อน

 

ไม่มี...แม้แค่หางตามอง


 

“อะ..องค์ไท่จื่อเรียกกระหม่อมว่าอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ” สุรเสียงเล็กกระท่อนกระแท่นอ้อมแอ้มเอ่ยถามจนแทบไม่ได้ยิน

 

ผู้ที่สวมกวานสีเงินประดับสูงก้มลงมาชิดเด็กตัวขาวใกล้กว่าเดิม “ข้าถามว่าเจ้ากลัวข้าหรือ?”

 

องค์ชายสิบสี่เมื่อเห็นผู้ที่เป็นดั่งดวงอาทิตย์ลงมาใกล้ตนถึงเพียงนั้นก็ยิ่งสะดุ้งตัวถดหนีมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เด็กตัวน้อยคอยเตือนตนเองอยู่ในใจทุกครั้งว่าอย่าแม้คิดจะเหยียบย่างแค่ปลายเงาของอีกฝ่ายเลย แม้แต่เศษฝุ่นละอองที่เท้าขององค์ไท่จื่อเดินพัดผ่านไปแล้ว คนอย่างจิวฮวาก็ไม่สมควรก้าวไปตามทาบทับให้ต้องระคายแปดเปื้อนมลทิน

 

“อย่าเข้าใกล้กระหม่อมมากกว่านี้เลย”

 

“ทำไมล่ะ?” คนตัวโตกว่าถามขึ้นอย่างแปลกใจ

 

“....”

 

เจ้ากระต่าย...ตอบข้าเถอะนะ

 

...พระองค์จะโชคร้ายหากแตะตัวกระหม่อม

 

เพียงเด็กน้อยพูดจบฝ่ามือใหญ่ก็ทาบทับความอบอุ่นลงมาตอกย้ำถึงกระแสความอ่อนโยนจนคนที่ตัวสั่นเทิ้มไม่ทันได้หนีห่างไปไหน

 

องค์ไท่จื่อ!! ” เมิ่งจิวฮวาร้องเสียงหลง ดวงตาเบิกโพลง

 

“เจ้าห่วงกลัวข้าเป็นอะไรไปอย่างนั้นหรือ” เด็กหนุ่มยอบกายลงนั่งเสมอระดับเดียวกับอีกฝ่าย

 

เด็กตัวขาวพยักหน้ากึกๆ พยายามจะขดตัวหนีทำตัวเองให้ลีบแบนที่สุดราวกับว่าไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้จนใกล้จะตกจากศาลากลางน้ำนี้เต็มที

 

แม้นหากว่าถึงจนสุดทางแล้วจริงๆ เมิ่งจิวฮวาก็พร้อมโดดลงน้ำหนีให้พ้นๆ ไปเสีย!

 

ระวัง!

 

ร่างบางพิสุทธิ์คล้ายทำท่าว่าจะยอมถอยจนตัวเองตกน้ำไปแต่ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ กระถดตัวหนีจนพ้นเขตกางกั้นของพื้นแผ่นศาลา เด็กหนุ่มเอื้อมเพียงช่วงแขนก็คว้าเจ้ากระต่ายน้อยเข้ามาในระยะปลอดภัยได้สำเร็จ จนมองคล้ายกับว่าจิวฮวากำลังตกอยู่ในอ้อมกอดของแสงอาทิตย์ก็ไม่ปาน

 

“เกือบตกไปแล้วเห็นมั้ย” สุ้มเสียงเข้มเอ่ยดังขึ้นแบบที่เจ้าของไม่ทันรู้ตัวจนเจ้ากระต่ายเบะปากน้อยๆ เด็กหนุ่มมองดูท่าแล้วคล้ายว่าอีกฝ่ายใกล้จะร้องไห้เต็มทนแต่ก็ยังอุตส่าห์อดทนอดกลั้นเอาไว้เลยคว้าร่างเล็กมาลูบหัวลูบหางส่งเสียงชู่วปลอบโยนโยกตัวอีกฝ่ายไปมาเบาๆ

 

“เด็กดี” ฝ่ามือใหญ่ยังคงลูบหัวคนที่กำลังสั่นเทิ้มด้วยสัมผัสแผ่วเบาดั่งปลายปีกปักษา

 

อะ..ออก..ไป

 

“รังเกียจข้าหรือ?”

 

ศีรษะที่ถูกมัดจุกมีผ้าแพรประดับไว้เพียงครึ่งหัวส่ายไปมาเล็กๆ

 

ใครๆ ก็บอกว่าพระองค์จะโชคร้ายถ้า...

 

“ไม่ต้องกลัว...เกอจะไม่เป็นไร”

 

อย่างนั้นจริงๆ ใช่มั้ย..

 

เสียงเล็กสั่นเครือไหว ม่านน้ำตาเริ่มไหลมาปิดบังการมองเห็นเมื่อสุดท้ายไม่อาจหนีออกจากอ้อมแขนกว้างได้ เป็นทั้งความหวาดกลัวและสับสนในคราวเดียวกัน เมื่อใจหนึ่งก็กลัวโดนโทษทัณฑ์ที่จะได้รับหากคนผู้นี้ตกต้องคำสาปแห่งความโชคร้ายเป็นอะไรไป

 

หากแต่อีกใจก็ห่วงหาไม่อยากให้ความอบอุ่นตอนนี้ต้องสลายหายไปทั้งที่มันดีมากๆ จนคล้ายกับว่าตนกำลังอยู่ในห้วงฝันดั่งลูกกวาดแสนหวาน

 

ฝันที่ดีมากที่สุดของเด็กคนหนึ่งไม่เคยได้รับนับตั้งแต่เติบโตขึ้นมา

 

เกอเกอจะไม่เป็นไรใช่มั้ย” เด็กตัวน้อยยังคงไต่ถาม

 

ความบริสุทธิ์และอ่อนโยนฉายชัดในแววตากลมโตของเด็กตัวน้อยจนทำให้คนที่นั่งเช็ดน้ำหูน้ำตาเอ่ยยิ้มกว้าง พยักหน้ายืนยันคำพูดตน

 

“อื้อ”

 

เมื่อเห็นดวงหน้าเล็กๆ บู้บี้ยับย่น อีกทั้งแรงกระตุกแผ่วเบาที่ฝ่ามือน้อยนั้นจับชายผ้าของตนเองไว้ คนที่ประคองอีกฝ่ายไว้ในอ้อมอกเลยตัดสินใจเอ่ยถามขึ้น “มีอะไร?”

 

กอด..

 

“หืม?” สุ้มเสียงเล็กเอ่ยติดขัดออกจะฟังยากเมื่อมันเจือปนไปด้วยน้ำหูน้ำตาของคนพูดจนต้องใช้ชายแขนเสื้อเช็ดให้ป้อยๆ

 

ขออนุญาต...ฮึก! ..กอด... ฮึก..จะได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ

 

ร่างใหญ่เมื่อได้ฟังจบก็รู้สึกท่วมท้นวูบโหวงอยู่ภายในจิตใจทันที!

 

คล้ายราวกับว่าสิ่งที่ตนมองเห็นและรู้สึกจนชินตา เด็กคนนี้กลับไม่เคยได้รับ หรือแม้แต่จะมีสิทธิ์คิดหรือฝันเลยด้วยซ้ำ

 

วงแขนใหญ่ของเด็กวัยสิบสามกระชับร่างเล็กเข้ามาแนบชิดสนิทยิ่งขึ้นเพื่อหวังที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ตนได้รับมาตลอดชีวิตให้กับอีกฝ่ายอย่างไม่หวงแหน

 

ไม่ต้องเอ่ยคำร้องขอหรือรอรับการยินยอมจากใครทั้งสิ้น

 

หวังเพียงความอบอุ่นเพียงเศษเสี้ยวที่ได้รับจะพอหลอมชโลมจิตใจดวงน้อยๆ ให้คลายความเหน็บหนาวนี้ลงได้บ้าง

 

...เจ้ากระต่ายน้อย...

 

เฮือก!! หรูฟู่เชิงลืมตาขึ้นมาในความมืดมิด

 

เด็กหนุ่มมองเห็นเพดานที่ดูคุ้นตา เมื่อมองไปรอบๆ ก็รู้ว่าตนเองยังคงอยู่ในห้องของจวนสกุลหรู หยดน้ำใสจากหางตากลิ้งหล่นผ่านใบหน้าเนียนก่อนตกลงซึมแผ่กระจายเป็นวงกว้างบนหมอนผ้าแพรทิ้งไว้แต่ร่องรอยบ่งบอกว่าครั้งนึงมันเคยมีอยู่จริง

 

เขาร้องไห้! เด็กหนุ่มปาดหยาดน้ำใสที่ยังหลงเหลืออยู่ ความปวดหน่วงในจิตใจจากภาพฝันยังคงติดค้างในห้วงอารมณ์ดั่งทะเลกว้างสุดแท้หยั่งถึง เหมือนคลื่นหมุนวนลงไปใต้ลำน้ำลึกดำดิ่งไปราวกับหาที่สุดไม่ได้ ทุกภาพฝัน ทุกห้วงอารมณ์ คำพูด ทุกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ร้องไห้ หรือแม้แต่ความรู้สึกทั้งหมดเขารับรู้ได้

 

...เขารู้สึก

 

รู้สึกราวกับว่าเป็นคนคนเดียวกับในฝันอย่างไงอย่างงั้น!

 

ฟู่เชิงลุกขึ้นนั่งในความมืดมิด พยายามจดจำเรื่องราวหมด เรียงลำดับเหตุการณ์ขึ้นมาในหัว หากแต่เมื่อตื่นลุกขึ้นมาเต็มตาก็ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดจะกระจายหายไปกับหมอกควันของรัตติกาลเพียงชั่วเสี้ยวห้วงนาที

 

ลืมเลือนไปหมดทั้ง ดวงตา คิ้ว รูปร่างหรือแม้กระทั่งใบหน้าของพระอาทิตย์ดวงโตที่ยอมโน้มลงมาใกล้ๆ

 

แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่สามารถจดจำได้คืออ้อมกอดและรอยยิ้มที่ตรอกตรึงปักลงในจิตใจนั้น...

 

อ้อมกอดที่แผ่วเบาดุจดั่งสายลม แต่ก็อบอุ่นเหมือนกองไฟท่ามกลางลมพายุเหมันต์

 

มันทำให้รู้สึกจนเขาไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้เลย


 

.........

 

.....

 

..

 

 

 

 

เจ้ากระเรียนขาวแห่งกูจางยังคงมาถึงสำนักการศึกษาเป็นคนแรกในรอบรายปักษ์อยู่เสมอ

 

หลังจากปัดกวาดเช็ดหอตำราเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรูฟู่เชิงก็นั่งลงเตรียมตัวคัดอักษรเป็นงานอดิเรกยามว่างอย่างที่เขาชอบทำอยู่เสมอ

 

ตึงๆ !!

 

เสียงฝีเท้าหนักๆ กระเทือนลั่นดาลจนพื้นไม้แทบทะลุพังลงไปบ่งบอกถึงผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี บุคคลผู้ที่ได้ชื่อว่าชาญฉลาดที่สุดรับรู้ถึงการมาเยือนของสหายตนจึงได้แต่ทำท่านิ่งเฉย วางตัวอย่างกิ่งหลิวไม่เอนไหวไปตามลม

 

จวบจนเสียงเรียกพร้อมทั้งท่าทางหอบเหนื่อยของศิษย์ร่วมสำนักปรากฏกายที่กรอบประตูไม้ไผ่เมื่อนั้นคนตัวขาวจึงได้วางสายตาเงยหน้ากลับขึ้นมามองพลางเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่ไม่ค่อยจะสู้ดีอาบเคลือบทั่วใบหน้าสอางของสหายสนิทตน

 

“วิ่งเร็วดั่งม้าทะยานศึก เจ้าไม่กลัวท่านอาจารย์ออกมาตีข้อเท้าเจ้ารึจวี้จื่อ”

 

ซ่านเป่า! ไปกับข้า!!

 

ร่างสูงของเพื่อนร่วมสำนักศึกษาเดินโทงๆ เข้ามาคว้าข้อมือขาวจนคนที่นั่งอยู่ตกอกตกใจพยายามยื้อยุดเอาไว้ไต่ถามเหตุผล

 

“เกิดอะไรขึ้น? เจ้าเป็นอะไร”

 

ไม่มีเวลาคุยแล้ว ไปกับข้าก่อน! ” คุณชายสกุลกงพยายามถูลู่ถูกังลากร่างของหรูฟู่เชิงให้ไปกับตน

 

“มันมีอะไร เจ้าจะพาข้าไปไหน” คนตัวขาวสะบัดข้อมือตัวเองหลุดได้สำเร็จ พลางไต่ถาม เมื่อเห็นใบหน้าของคนตรงหน้ามีเหงื่อกาฬเม็ดใหญ่เท่าหยกเขียวผุดพรายตามกรอบหน้า อีกทั้งลมหายใจที่สะดุดเป็นช่วงๆ บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายวิ่งมาเป็นระยะทางไกลพอสมควร

 

เมื่อรวบลมสติเอาไว้พลางนึกลำดับคำพูด กงจวี้จื่อก็หลับตาก่อนผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ แล้วมองมาที่สหายสนิทของตนเองอีกครั้ง

 

“เจ้าฟังข้าให้ดีๆ นะซ่านเป่า”

 

“....”

 

“แม่นางจ้าว คนที่ข้ากับเจ้าเจอเมื่อวานนี้ที่จวนของเหวินซือฝูน่ะ...เจ้าจำได้ใช่มั้ย”

 

คนฟังพยักหน้ารับ

 

นาง..ตายแล้ว!

 

คล้ายกับโลกหยุดหมุนไปทันที หูสองข้างเหมือนจะอื้ออึงขึ้นมา ภายในจิตใจมีแต่ความสับสนงุนงง

 

ตายแล้ว... ตายได้อย่างไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เจ้าทำหน้าตกใจเช่นนี้?” น้ำเสียงของคนที่สงบนิ่งในทีแรกชักมีความร้อนรนอยู่ในที

 

“เมื่อรุ่งสางข้าเผอิญผ่านไปทางใกล้ๆ ตลาด ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าเจอศพหญิงสาวปริศนาถัดออกมาแถวตลาดจากทางทิศใต้ลอยอยู่ในแม่น้ำ ข้าก็เลยเดินตามเพื่อไปดูสถานที่เกิดเหตุ” กงจวี้จื่อกลืนน้ำลายก่อนเล่าต่อ “ทีแรกข้าก็ไม่รู้ว่านางเป็นใครเพราะศพสภาพไม่น่าดูนัก แต่พอข้าเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าที่นางใส่แล้วก็พอนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน..”

 

“....”

 

“ข้าจำได้ว่ามันคือชุดเดียวกับที่แม่นางจ้าวใส่ตอนที่พวกเราเจอนางที่จวนสกุลเหวิน!”

 

“แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไรกงจวี้จื่อว่านั่นคือแม่นางจ้าว” หรูฟู่เชิงสวนกลับทั้งที่คิ้วเรียวยาวนั้นขมวดจนแทบมัดเป็นปมเดียวกันอยู่แล้ว

 

“ทีแรกข้าเองก็ไม่มั่นใจนัก เพียงแต่ได้ยินมาว่ามีคนไปแจ้งกับทางการว่าหญิงรับใช้ในสกุลเจิ้งขโมยของสำคัญของฮูหยินใหญ่ไป ทางการเลยประกาศตามหานางไปทั่วเมือง แต่พอรู้อีกทีก็พบนางเป็นศพไปเสียแล้ว”

 

เด็กหนุ่มตัวขาวกลืนน้ำลายเหนียวลงลำคออย่างยากลำบาก พยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวอย่างช้าๆ “แล้วมันมีอะไรเกิดขึ้นอีก มีคนยืนยันเหตุการณ์เหล่านี้รึไม่?”

 

กงจวี้จื่อพยักหน้ารับ “มีพยานให้ความกับทางการว่าเห็นนางไปที่จวนสกุลเหวินเป็นที่สุดท้าย ก่อนที่นางจะ...” วลีที่คนพูดไม่กล้าเอ่ยต่อออกมานำพาให้เรียวคิ้วนั้นขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม

 

เจ้ากระเรียนขาวรับฟังแล้วไล่เรียงเหตุการณ์เมื่อเย็นคืนวานขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เริ่มจากเมื่อตอนเย็นวานนี้พวกเขากำลังหาช่องทางสบโอกาสเพื่อที่จะปลีกตัวออกมาจากเรือนสกุลเหวินอยู่ แต่จู่ๆ พ่อบ้านชราก็เข้ามาแจ้งแก่อีกฝ่ายก่อนที่คนคนนั้นจะขอตัวแยกออกไปเพื่อพบผู้มาเยือน

 

และหากพวกเขาไม่บังเอิญเดินชนเข้ากับแม่นางจ้าวเข้า ก็คงไม่รู้ว่า แขกที่ว่า ของคนตัวสูงนั้นเป็นใคร...

 

“แล้วตอนนี้เรื่องเป็นอย่างไรบ้าง?” เด็กหนุ่มกำลังคาดหวังให้เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่เขาคาดการณ์หรือเดาสุ่มขึ้นมาในหัว...

 

ขอเถอะ... ขออย่าเป็นอย่างที่คิดเลย

 

“ตอนนี้ทางการออกหมายจับแล้ว”

 

หรูฟู่เชิงเบิกตาโพลงกับสิ่งที่ได้ยิน “หมายจับ! หมายจับใคร!?

 

หัวใจของเด็กหนุ่มตัวขาวร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้นเรือนของหอตำรา

 

วะ...

 

...เหวินซือฝู


 

 

สองศิษย์ร่วมสำนักต่างพากันเร่งรุดมาถึงย่านใกล้ๆ กับจวนสกุลเหวินเมื่อวานนี้ ชาวบ้านร้านตลาดตลอดข้างทางที่ผ่านมานั้นต่างจับกลุ่มนินทาพูดคุยถึงเรื่องนี้กันอย่างออกรสออกชาติ สาเหตุก็เพราะในเมืองกูจางแห่งนี้เงียบสงบมานาน ไม่เคยมีเหตุการณ์ฉกชิงวิ่งราวหรือฆาตกรรมเกิดขึ้นมาก่อนกับคนในเมืองแห่งนี้เป็นเวลานับสิบๆ ปี

 

ดังนั้นเมื่อมีคนพบศพที่สันนิษฐานว่าเป็นการตายอย่างผิดธรรมชาติเกิดขึ้นในเมืองกูจางแห่งนี้ จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าโจษจันอีกทั้งยังข่มขวัญสั่นประสาท กระทบต่อความมั่นคง รวมไปถึงนับเป็นภัยร้ายต่อชาวเมืองยิ่งนักหากว่ายังจับตัวผู้ลงมือกระทำมาลงโทษไม่ได้สักที..

 

“ข้าได้ยินมานะว่าคนของบ้านนั้นน่ะไม่ยุ่งเกี่ยว พบปะผู้คน หรือออกมาซื้อของในตลาดเลยด้วยซ้ำ เก็บตัวเงียบกันอยู่แต่ในเรือน น่าสงสัยนะเจ้าว่ามั๊ย” หญิงชาวบ้านที่ยืนห่างออกไปจากหรูฟู่เชิงหนึ่งช่วงตัวพูดเปรยขึ้นมา หากแต่ทุกบทสนทนาเด็กหนุ่มกลับได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู

 

“เล่ากันว่านะว่าคนสกุลเหวินอะไรนั่นน่ะไม่ใช่คนของเมืองนี้ด้วยซ้ำ แต่จู่ๆ ก็ย้ายเข้ามาในเมืองเมื่อสามเดือนก่อนเฉยเลย” คำบอกเล่าจากปากชาวบ้านอีกคนทยอยส่งต่อข้อมูลที่ได้ยินมาซึ่งกันและกัน “แต่แปลกที่ไม่เคยเห็นคนรับใช้พ่อบ้านหรือใครเข้าออกจากบ้านเลยน่ะสิ ได้ข่าวมาว่าเป็นอันธพาลซ่องสุมนะ”

 

“ข้าได้ยินวงในเล่ากันมาว่าคนสกุลเหวินนั่นน่ะลักลอบเป็นชู้กับคนที่ตายไปแล้วด้วยนะ เอ..หรือไม่แน่นะ...ของของฮูหยินเจิ้งที่ว่าสำคัญๆ น่ะ สงสัยนางก็คงจะขโมยไปบำเรอชายชู้ของนางแน่ๆ เลย เจ้าว่ามั๊ยๆ” หญิงสาวปากตลาดอีกคนสันนิษฐานขึ้นมา

 

ชู้เหรอ! คนที่ทำตัวตรงเป๊ะเป็นท่อนไม้ขวางแม่น้ำเยี่ยงนั้นน่ะหรือจะลักลอบเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน? หรูฟู่เชิงอยากหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปาก

 

แล้วเรื่องที่บอกว่าไม่เคยเห็นคนรับใช้หรือพ่อบ้านชราอยู่ ถึงแม้จะจริงเพียงบางส่วน

 

แต่จะเป็นไปได้อย่างไร...ก็คราวที่แล้วพวกเขายังเจอพ่อบ้านสกุลเหวินอยู่เลย

 

หรูฟู่เชิงและกงจวี้จื่อสองสหายสนิทมองหน้ากันในทันที สรุปความทุกอย่างตรงกันได้ว่าเรื่องราวนี้มันขยายไปไกลเกินกว่าความจริงที่พวกตนรู้เห็นมามากแล้ว

 

คุณชายสกุลกงทำท่าจะเข้าไปแก้ไขข้อเข้าใจผิดตามประสาคนหนุ่มเลือดร้อนกับพวกชาวบ้านปากตลาด หากแต่ว่าเจ้ากระเรียนขาวรีบคว้าข้อมือเพื่อนของตนเองเอาไว้ ส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปรามก่อนออกแรงลากร่างสูงออกจากบริเวณนั้นทันที

 

คนที่โดนลากออกมาจากวงซุบซิบนินทายังไม่หายโมโหเมื่อได้ยินพวกชาวบ้านต่อว่าอดีตอาจารย์ของตนเองเป็นอันธพาลข้างถนน หนำซ้ำยังใส่ร้ายป้ายสีว่าอีกฝ่ายทำผิดทำนองคลองธรรม ทำผิดศีลด้วยการเล่นชู้กับเมียชาวบ้าน เด็กหนุ่มเลยตั้งท่าจะเข้าไปหาเรื่องคนพวกนั้นต่อ จนคนที่ยืนอยู่ด้วยกันในมุมลับตาต้องออกแรงกระชากห้ามปรามเพื่อนไว้พร้อมทั้งเอ่ยเตือนสติ

 

“ยิ่งเจ้าเข้าไปแก้ตัวหรือหาความกับคนพวกนั้น มันก็ยิ่งเหมือนเจ้ายิ่งเข้าไปเติมเชื้อไฟให้พัดแรงขึ้นนะ” หรูฟู่เชิงปรารภ ทั้งที่ความจริงแล้วในใจเขาก็คุกรุ่นไม่แพ้สหายสนิทของตนเช่นกันตามประสาเด็กหนุ่มเลือดลมดี “ห้ามอะไรเจ้าก็ห้ามได้ แต่จะห้ามคนเจ็บท้องคลอดไม่ให้คลอด ห้ามไฟที่พัดแรงไม่ให้ไหม้ มันก็เหมือนเจ้าโยนกิ่งไม้ลงในแม่น้ำให้ลอยไป”

 

เมื่อเห็นท่าทีฟึดฟัดพอจะเงียบสงบลงคนที่มีสติกว่าก็พูดต่อ “มีอยู่วิธีเดียวที่พวกเราจะช่วยผู้อาวุโสได้”

 

“วิธีอะไร?” กงจวี้จื่อเลิกคิ้วขึ้นสงสัย เมื่อเห็นใบหน้าเนียนของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าฉลาดที่สุดในเมืองก็กำลังขมวดคิ้วไม่แพ้กันราวกับว่ามีอะไรอยู่ในใจ

 

หาต้นตอของแม่น้ำ...

 

.....

 

..

 

แล้วถมหินปิดทางน้ำมันซะ!


 

 

TBC

 

______________________________________________________________________

 

พอตอนใหม่มาเสิร์ฟแล้วครับทุกคนนน

ขอโทษด้วยที่ห่างหายไปนานมากจริงๆ ยอมให้คนอ่านด่าได้เลยครับจริงๆ แต่ที่หายไปนานเพราะยุ่งๆกับภาระหน้าที่ จัดการทั้งตัวเองและความรู้สึก กว่าจะจูนกลับมาติดก็ใช้เวลาประมาณนึงเลย ต้องขอโทษคุณผู้อ่านทุกท่านไว้ตรงนี้ด้วยนะครับ

 

อีกเรื่องนึงก็คือต้องบอกว่า 'ขอบคุณ' นะครับ ขอบคุณทุกๆคอมเม้น ทุกๆกำลังใจที่ส่งมาให้จากคุณผู้อ่านทุกๆท่าน มันทำให้ผมผ่านเวลาช่วงที่ยากลำบากของตัวเองมาได้ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าแค่การมานั่งย้อนอ่านคอมเม้น อ่านข้อความให้กำลังใจจากทุกคน มันจะทำให้เรามีแรงที่จะลุกยืนแล้วก้าวต่อไปได้

มันยิ่งทำให้ผมมั่นใจเลยว่า ผมจะต้องรีบกลับมาเพื่อคุณผู้อ่านทุกๆท่าน

 

ขอบคุณนะครับ ขอบคุณจริงๆสำหรับการที่ทุกคนยังอยู่ตรงนี้

 

ผมรักคุณผู้อ่านทุกคนจริงๆจากใจจริง

 

ขอบคุณที่ยังให้โอกาสกันเสมอมา

 

ปล. ถือว่าอย่างน้อยเป็นของขวัญให้กับทุกๆคนที่ตามอ่านกันอยู่นะครับ พอดีตอนเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วเคยคิดว่าอยากมีงานโปสเตอร์สวยๆของนิยายตัวเองไว้ให้รู้สึกชื่นใจ ก็เลยลงมือวาดเองตัดเส้นระบายสีทุกอย่าง ดองไว้เป็นชาตินึงแล้ว ไหนๆคราวนี้ก็เลยขอเอามาแชร์ให้ทุกคนเห็นกันนะครับ

ขอบคุณสำหรับทุกแรงกำลังใจก้อนโตด้วย

 



 

ยังไงสามารถเข้าไปพูดคุย ติดตามผู้เขียนได้ที่ Twitter @IndigomoonXii เลยนะครับ


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด