คานาเล่ชิ้นนั้น ให้ผมกินเถอะนะครับ - Canelé Story - ตอนที่ 4 รัก,เพื่อน
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: คานาเล่ชิ้นนั้น ให้ผมกินเถอะนะครับ - Canelé Story - ตอนที่ 4 รัก,เพื่อน  (อ่าน 146 ครั้ง)

ออฟไลน์ tantiya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

***

Canelé ร้อนๆหอมกรุ่นคละคลุ้งกลิ่นวนิลาและเหล้ารัม
ความกรุบกรอบและอ่อนนุ่มที่ชวนให้ลิ้มรสความหอมหวานที่โหยหา หากแต่รสขม ที่หลงเหลือปลายลิ้น
.....ยากเกินจะลืมเลือน


เนื่อหาเป็นเพียงเรื่องสมมุติ ตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น
ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน

trigger warning !!!
[/size]

สารบัญ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-05-2020 15:37:26 โดย tantiya »

ออฟไลน์ tantiya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ตอนที่ 00 intro


ถึง พี่ไวท์



ขอบคุณสำหรับชีสคัพที่พี่ซ่อนมาในกล่องหนังสือนะครับ โชคดีที่คุณกานดายังพอให้ความส่วนตัวกับผมบ้างไม่แอบดูของในกล่อง ไม่งั้นชีสคัพของพี่คงมาไม่ถึงมือผม

ผมได้กินแล้ว มันหวานละมุนและหอมกลิ่นวนิลาอย่างที่พี่บอกจริงๆ มันยอดเยี่ยมมาก แต่น่าเสียดาย โชคร้ายยังคงอยู่กับผม คุณกานดาเข้ามาเห็นตอนผมกำลังจะกินคำที่สอง และเธอก็ตรงดิ่งเข้ามาคว้าชีสคัพไปทันที แต่พี่ไม่ต้องห่วง ช้อนที่สองนั่นเข้าปากผมอย่างหวุดหวิด แล้วหลังจากนั้นผมก็ต้องฟังคุณกานดาพูดเรื่องกฎไปอีกเกือบชั่วโมง

ว่าแต่ ตัวอักษรสีแดงบนสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่หน้าถ้วยอ่านว่าอะไรเหรอครับ ผมว่ามันไม่เหมือนภาษาอังกฤษ ใช่ภาษาเยอรมันมั้ยหรือภาษารัสเซียกัน ผมพยายามออกเสียงอยู่หลายครั้ง และมันก็ดูแปลกประหลาดทุกครั้ง

พี่ ผมว่าครั้งหน้าพี่คงต้องคิดวิธีซ่อนขนมเข้ามาให้ผมด้วยวิธีอื่นแล้วแหละ

ล่าสุดคุณกานดากำลังค้นกล่องหนังสือพี่อยู่ เธอตลกมากที่แกะฟิล์มพลาสติกที่หุ้มหนังสือออกเพื่อเปิดดูให้แน่ใจว่าพี่จะไม่ซ่อนอะไรแปลกๆ ไว้ในหนังสืออีก พี่ว่ามันตลกมั้ยหละ ใครจะไปซ่อนอะไรในหนังสือเล่มหนาไม่กี่เซนได้กัน หรือว่ามันจะได้นะ? พี่ลองดูสิ ผมอยากเห็นตอนคุณกานดาตกใจที่เปิดหนังสือมาแล้วเจอเค้กหรืออะไรก็ตามอยู่ในนั้น มันคงตลกดี (ครั้งหน้าผมขอ ขนมปังนมโสด ของอาฟเตอร์ยู ได้มั้ยครับ พี่มิ้นเอารูปมาให้ผมดู มันดูนุ่มและหวานหอม พี่มิ้นยืนยันในเรื่องนั้นว่ามันอร่อยแค่ไหน ผมรู้ว่าพี่สามารถ พี่อาจซ่อนชิ้นเล็กๆมาในหนังสือสักเล่ม ผมจะรอนะฮะ)

เมื่อคืนผมอ่านเรื่อง YOU จบแล้ว ผมว่ามันแอบน่ากลัวนะพี่ ความรักนะ ผมไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง แต่คิดว่ามันก็คงไม่ต่างกับเวลาที่ผมรักคุณพ่อ คุณแม่ พี่ไบร์ทและพี่ เท่าไหร่ แต่สำหรับ โจ ความรักเขาดูแตกต่างจากที่ผมรู้จักมากเลย มันดูลุ่มหลง มัวเมา และทำให้เราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมว่าโจ อาจจะต้องการหมอมากกว่าผมด้วยซ้ำ พี่คิดเหมือนผมไหม

พี่ เดี๋ยวผมต้องไปแล้ว คุณกานดากำลังจะพาผมไปเช็คร่างกายครั้งที่ 299 เธอบอกว่าชีสคัพ นั่นอาจทำให้ผมชักได้ เห้อ ไม่รู้จะกลัวอะไรกัน แค่ชีสคัพไม่กี่คำ ใช่ว่าผมจะตายง่ายๆ สักหน่อย และถึงผมจะเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ผมว่ามันก็คุ้มนะ

ผมต้องไปจริงๆ แล้ว เธอจ้องผมเขม็งเลย พี่ก็รู้เวลาเธอโกรธเธอน่ากลัวแค่ไหน ขอบคุณสำหรับชีสคัพ และหนังสือเล่มใหม่นะครับ ผมจะตั้งใจอ่านและรอเวลาจะได้ออกไปเจอพี่นะ พี่ดูแลตัวเองด้วย

คิดถึงเสมอ, แบร์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2020 19:41:21 โดย tantiya »

ออฟไลน์ tantiya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
1

You



“เช้านี้รู้สึกยังไงบ้างคะ คุณแบร์”

“เหมือนทุกวันครับ”

ผมหันไปตอบ คุณกานดา หญิงร่างท้วม ท่าทางใจดี พยาบาลผู้ดูแลผม เธอสวมคาดิแกนสีชมพูอ่อน ขับผิวที่ขาวอยู่แล้วให้ดูขาวขึ้นไปอีก

ผมเดาถูก ว่าวันนี้เธอจะใส่สีชมพู

กลายเป็นกิจวัตรประจำวันในทุกๆเช้าไปแล้ว ที่ผมจะคาดเดากับตัวเองว่า วันนี้เธอจะสวมคาดิแกนสีอะไร บ้างครั้งก็เป็นสีเขียวตุ่นๆ ถ้าวันนั้นฝนทำท่าจะตก แต่ถ้าท้องฟ้าแจ่มใสแบบนี้ มีอยู่แค่สองสี คือชมพูหรืออาจจะเหลือง และเธอพึ่งใส่สีเหลืองไปเมื่อวาน ดังนั้นผมถึงเลือกสีชมพู ถามว่าผมเดาถูกแล้วได้อะไร มีรางวัลรึเปล่า? 

ไม่มีหรอกครับ

ผมแค่หาอะไรทำไปเรื่อย มันอาจฟังดูน่าเบื่อ แต่ถ้าคุณต้องตื่นขึ้นมาในห้องสีเหลี่ยมขนาดยี่สิบ ตารางเมตร พร้อมกลิ่นยาและน้ำยาฆ่าเชื้อในทุกๆเช้าตลอดสามเดือน อะไรเล็กๆน้อยๆอย่างการเดาสีเสื้อคุณกานดา ก็จะดูเพลิดเพลินขึ้นมาทันที

เธอเดินเข้ามายืนข้างเตียง ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ผมยื่นแขนออกไปอย่างรู้หน้าที่ คุณกานดาใช้เวลาไม่นานในการหาเส้นเลือดผม ความเย็นของแอลกอฮอล์ทาแผลสลายหายไปอย่างรวดเร็ว มองปลายเข็มแหลมที่แทงเข้ามาใต้ผิวหนัง ก่อนที่ของเหลวสีแดงจะถูกดูดเข้าไปอยู่ในกระบอกฉีดยา 

“เรียบร้อยค่ะ”

เธอพูดหลังจัดการแปะสำลีห้ามเลือด ผมมองเธอจดๆอะไรนิดหน่อยซึ่งผมคิดว่าคงเป็นเวลาและชื่อของผม ลงบนสติ๊กเกอร์ก่อนจะแปะมันที่หลอดเลือด เธอหันกลับมาส่งยิ้มกว้างให้ผม จนผมอดสงสัยไม่ได้ 

มีอะไรดีๆเกิดขึ้นงั้นเหรอ

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

“คุณแบร์ต้องดีใจแน่ๆ”

“อะไรเหรอครับ”

“วันนี้คุณพ่ออนุญาตให้คุณแบร์ ทานขนมหวานได้หนึ่งอย่างค่ะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย

“จริงเหรอครับ!”

ผมแทบไม่อยากเชื่อ คุณกานดาพยักหน้ายืนยัน

”ได้อย่างเดียวเหรอครับ แต่ผมมีลิสต์ที่อยากกินเยอะเลย แล้ว แล้วกินได้แค่ไหนครับ ชิ้นใหญ่ได้มั้ย”

ผมตื่นเต้นไปหมด แค่คิดถึงภาพขนมเค้กสีสวยเรียงรายในหัว 

“อย่างเดียวค่ะ ชิ้นใหญ่มากไม่ได้นะคะ ยังต้องระวังการกินอยู่”

นั่นสินะ ผมเงียบ และเริ่มใช้ความคิด ในเมื่อผมมีของที่อยากกินเต็มไปหมด ผมต้องคิดดีๆ ใช้เวลาไม่นานผมก็ได้คำตอบ 

“งั้นผมอยากกินชีสคัพที่พี่ไวท์ซื้อมาให้คราวที่แล้ว แต่ผมจำไม่ได้ว่ามันของร้านไหน”

ถ้าผมติดต่อพี่เองได้ก็คงดี

“ให้กานดาโทรถามคุณไวท์ให้มั้ยคะ”

“ดีเลยครับ”

“คุณแบร์อยากคุยเองมั้ย”

”ได้เหรอฮะ”

ผมถามด้วยความประหลาดใจ อีกครั้ง ทำไมวันนี้แปลกจัง “ทำไมวันนี้ใจดีจัง” ผมพูดเสียงเบาเป็นคำถามที่ถามตัวเองอย่างสงสัย และคุณกานดาก็หูดีเกินกว่าจะปล่อยให้คำถามของผมลอยหายไป 

“อะไรกัน จำวันเกิดตัวเองไม่ได้เหรอคะ”

“ห๊ะ”

อ่า นั่นสินะ ผมอยู่แต่ในนี้ จนลืมเดือนลืมตะวันไปแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ผมดูปฎิทินคงเป็นตอนหลังจากคุณพ่อเข้ามาบอกว่าผมจะต้องอยู่นี่ต่ออีกเดือน แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่ได้ไปไหน ผมเลยเลิกดูมัน เพราะการนั่งนับวันรอ โดยไม่รู้วันสิ้นสุด มันน่าเศร้า

ถ้าคุณกานดาบอกว่าวันนี้เป็นวันเกิดผมแปลว่านี่คือวันที่ 30 มีนา แล้วสินะ นานจังผมอยู่ในนี้นานเกินไปแล้ว ผมยังคงอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ตอนที่ป้าจันทร์เดินเข้ามาพร้อมรถเข็นอาหาร

“สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณแบร์”

“ขอบคุณครับ เช้านี้เมนูอะไรครับหวังว่าจะไม่ใช่ข้าวต้มนะฮะ”

ป้าจันทร์ส่งยิ้มขบขันมาให้ผม แล้วเดินมาวางชามบนโต๊ะผู้ป่วย ที่คุณกานดาลากมาสอดตรงหน้าเมื่อกี้ 

“ข้าวต้มปลาเก๋าค่ะ”

เบื่อข้าวต้มจัง มองข้าวต้มหอมกรุ่น และเนื้อปลาสีขาวนวลที่ลอยในน้ำซุปใส ไม่ใช่มันไม่อร่อยป้าจันทร์ทำอาหารอร่อยเสมอ แต่ผมกินข้าวต้มมาสามวันติดแล้วแค่เปลี่ยนเนื้อสัตว์ไปเท่านั้น และป้าจันทร์ก็คงจะเห็นหน้าเศร้าของผม แกเลยหยิบ แอปเปิ้ลเขียวที่ปอกเรียบร้อยแล้ววางเรียงกันในจานเล็กๆมาวางข้างๆชามข้าวต้ม

“อันนี้ป้าแถมค่ะ” 

“ขอบคุณครับ”

ผมกล่าวขอบคุณ ส่งยิ่มเล็กน้อย หันมองคุณกานดาเป็นคำถาม เมื่อเธอพยักหน้า ผมก็เริ่มลงมือตักข้าวเข้าปาก

“คุณแบร์ทานข้าวไปก่อนนะคะ เดี๋ยวกานดาเข้ามาอีกทีแล้วเราค่อยโทรหาคุณไวท์กัน”

“ครับ”

คุณกานดาเดินออกไปแล้วพร้อมถาดโลหะและหลอดเลือดของผม 

ผมก็ไม่รู้อะไรทำให้ผมในวัยสิบห้าปีต้องมาอยู่ในโรงบาลนานขนาดนี้ อยู่นานไม่ว่า แต่ผมกลับต้องถูกเจาะเลือดทุกเช้า และอาจช่วงเย็นบ้างบางครั้ง ถูกควบคุมการกิน และต้องคอยคุยกับจิตแพทย์อยู่เสมอ  ซึ่งก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่

ผมจำได้ว่าผมลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนี้ เพราะมีเสียงดังๆเหมือนระเบิด ปลุกผม ผมมองออกไปนอกหน้าต่างด้านข้าง มองเห็นแสงที่สว่างวาบ และแตกกระจาย โปรยปรายในความมืด เหมือนกับ ผงเวทมนตร์ มันดูสวยงาม และทอประกาย

แต่น่าเศร้าที่สเก็ตแสงวิบวับในอากาศนั่นจายหายไปอย่างรวดเร็วหลงเหลือเพียงควันจางๆ

แล้วประตูก็เปิดออกพร้อมเสียงพลุลูกใหญ่ที่ดังขึ้น ผมหันไปมองหน้าประตู มองเห็นแสงสว่างด้านนอกที่ผาดผ่านร่างเธอ จนปรากฎเงาทอดยาวทาบทับที่พื้น 

ผู้หญิงร่างท้วมท่าทางใจดีเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเตียงผม เธอบอกว่าเธอชื่อ ‘กานดา’ เธอจะมาดูแลผมหลังจากนี้ เธอบอกว่าผมป่วย และผมอยู่โรงพยาบาล 

‘พ่อผมอยู่ไหนครับ เขาเป็นหมอ’

เสียงผมฟังดูแหบแห้งจนน่ากลัว เธอส่งหลอดให้ผมดูดน้ำ ก่อนจะส่งยิ้มและบอกว่าพ่อเป็นเจ้าของไข้ผม และท่านพึ่งกลับไปก่อนผมตื่นสองสามชั่วโมง และคงแวะมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ 

เพราะผมไม่รู้ว่าผมมาอยู่โรงบาลได้ยังไง และผมป่วยเป็นอะไร



แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น หลังคุณกานดามาเจาะเลือดผม พ่อก็เดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าซูบซีดเหมือนคนอดนอนมาหลายคืน แววตาเขาดูวูบไหวตอนมองผม เข้าตรงดิ่งเข้ามาสวมกอดผม และลูบหัวอย่างปลอบโยน

ตลอดเวลาที่ผมอยู่ในอ้อมกอดนั่น ผมได้ยินพ่อพูดคำเดิมซ้ำๆ ‘ขอบคุณนะแบร์’ ด้วยเสียงสั่นเครือ

ในใจผมได้แต่ถามว่า ขอบคุณอะไรกันครับ แล้วพ่อเป็นอะไร ผมเป็นอะไร

ทำไมน้ำตาผมถึงไหลออกมา

หลังจากการกอดที่ยาวนานของพ่อจบลง พ่อก็บอกว่าผมมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำแบบเฉียบพลัน ค่าน้ำตาลผมอาจขึ้นๆลงๆ ดังนั้น ผมจะต้องระวังในเรื่องการกิน ของหวานๆทั้งหลายผมจะถูกควบคุม และกินแบบตามใจปากไม่ได้อีก พ่อย้ำว่าผมต้องเชื่อฟังที่คุณกานดาบอก และผมก็พยักหน้ารับ

‘ผมเป็นเบาหวานเหรอพ่อ’

พ่อเงียบไปพักหนึ่งก่อนพยักหน้า 

‘มันร้ายแรงมากมั้ย’

ผมถามอีก และพ่อก็บอกว่ามันจะไม่ร้ายแรงถ้าผมเชื่อฟังและระวังการกิน

‘แล้วผมจะออกจากโรงบาลได้เมื่อไหร่ ปีนี้ผมต้องเลือกสายเรียนนะฮะผมไม่อยากซ้ำชั้น’

พ่อเบิกตาโต ตอนได้ยินคำถามนั้นจากผม ก่อนดึงผมเข้าไปกอดอีกครั้ง และบอกว่าไม่เป็นไร เรื่องเรียนเอาไว้ก่อนเราจะค่อยๆแก้ปัญหากันไป เสียงพ่อสั่นเครือ จนผมอดยกมือขึ้นลูบเบาๆที่แผ่นหลังไม่ได้

พ่อผละออก บอกว่าให้ผมพักผ่อน แม่กับพี่ไบร์ทจะเข้ามาหาผมตอนเย็น แล้วพ่อก็เดินออกไป 

ผมคิด โอเคเบาหวาน ผมเป็นเบาหวานแต่เด็กเลย เอาจริง ผมไม่คุ้นสักนิดว่าในครอบครัวเรามีใครเป็นเบาหวาน ที่ผมเข้าใจโรคนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากกรรมพันธ์ การกินก็เกี่ยว แต่ถึงผมจะชอบของหวานแต่ผมก็ไม่ได้กินบ่อยๆแล้วของหวานก็ไม่น่าทำให้ผมน้ำตาลตกมันควรทำให้ผมน้ำตาลสูงสิ ไม่มีเวลาให้คิดนาน คุณกานดาก็เดินกลับเข้ามาและอธิบายถึงกฎระเบียบที่ผมต้องปฏิบัติ

ข้อหนึ่ง ผมจะถูกควบคุมการกิน ให้เป็นไปตามตารางที่วางไว้ งดขนมขบเคี้ยว เค้กและของหวานต่างๆ ในกรณีที่รู้สึกหน้ามืด หรือน้ำตาลต่ำ อนุญาติให้กินลูกอมในขวดโหลได้ และแจ้งพยาบาลทันที

ข้อสอง ผมจะเจอได้เฉพาะคนเข้าเยี่ยม ที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ในที่นี้ยกเว้นครอบครัวผมที่มาเยี่ยมได้ตลอด

‘ทำไมครับ’ ผมถาม

‘ทางครอบครับคุณแบร์แจ้งมาค่ะ’

‘ทำไมครับ’

‘มันดีสำหรับตัวคุณแบร์เอง’ เธอบอกก่อนเริ่มพูดข้อถัดไปทันที

ข้อสาม ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกใดๆ จนกว่าจะได้รับอนุญาต 

ข้อสี่ ผมสามารถออกไปเดินเล่นได้แต่บริเวณชั้นสิบนี้เท่านั้น ห้ามไปชั้นอื่นเด็ดขาด

ข้อห้า กำไลข้อมือที่ผมสวมอยู่ จะเป็นทั้งจีพีเอสและตัวส่งสัญญานฉุกเฉิน ในกรณีที่คุนแบร์ต้องการการช่วยเหลือ ให้กดปุ่ม สีแดง แล้วจะมีคนไปช่วยค่ะ

‘ผมเป็นแค่เบาหวานจริงๆเหรอครับ’

ผมถามหลังจากฟังกฎทุกข้อครบ คุณกานดาพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มใจดีให้ผม เหมือนสิ่งที่ผมถามเป็นสิ่งที่เธอคาดไว้ว่าจะเจอ

แล้วหลังจากวันนั้น ผมก็อาศัยอยู่ที่นี่ ห้อง1013 บนชั้น 10 ในโรงพยาบาลเอกชนที่คุณตาเป็นเจ้าของ และคุณพ่อเป็นผอ.



“อิ่มแล้วเหรอคะ”

คุณกานดาถามเมื่อผมลุกดันโต๊ะเลื่อนไปเก็บชิดกำแพง เธอกลับเข้ามาได้สักพักแล้ว 

“ครับ”

“งั้นเราโทรหาคุณไวท์กันเลยมั้ยคะ”

ผมพยักหน้า มองเธอหยิบโทรศัพท์เครื่องสวยขึ้นมากด พี่เขาจะรับมั้ย ผมได้แต่มองอย่างลุ้นๆ สักพัก เธอก็มองผมและยิ้มออกมา ก่อนกรอกเสียงลงไป

“สวัสดีค่ะคุณไวท์”

ผมตั้งตารอ เพราะผมไม่ได้เจอพี่หลายวันแล้ว

“ใช่ค่ะ คุณไวท์สะดวกคุยกับคุณแบร์มั้ยคะ”

“ค่ะสักครู่นะคะ”

แล้วมืออวบๆ ก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผม ผมรีบรับ ไปแนบหู มองคุนกานดาที่ถอยออกไปนั่งที่โซฟา แต่สายตายังคงจับจ้องผมอยู่

“พี่ไวท์”

[แฮปปี้เบิร์ดเดย์ นะแบร์]

“ขอบคุณครับ พี่ไวท์วันนี้คุณพ่ออนุญาตให้แบร์กินขนมได้ด้วย”

[เหรอ ดีใจเลยดิ แล้วเราอยากกินอะไร]

“อยากกินเยอะแยะไปหมดแต่คุณกานดาให้เลือกได้อย่างเดียว ผมเลยจะถามว่า ชีสคัพที่พี่ซื้อมาคราวที่แล้วของร้านไหนครับ”

[โอเคชีสคัพนะ เดี๋ยวไวท์ซื้อเข้าไปให้]

“พี่จะมาเหรอ”

[ใช่]

“แบร์จะได้เจอพี่มั้ย”

[อันนี้ต้องถามคุณกานดา แบร์ลองอ้อนดูสิถ้าแบร์พูดคุณกานดาต้องยอมอยู่แล้ว]

“ผมจะลองดูนะ”

[ไวท์จะรอนะ ส่วนปังนมโสด ขอคิดวิธีก่อนคราวชีสคัพ ไวท์โดนคุนกานดาสวดยับเลย]

“ฮ่าๆแบร์ก็โดน”

[ไวท์อ่านจดหมายแล้ว และเห็นด้วยกับแบร์นะที่ว่าโจควรหาหมอ]

“ใช่มั้ยหล่ะ ผมไม่เข้าใจเลยทำไมพ่อยังให้ผมอยู่นี่”

[วันหนึ่ง แบร์จะเข้าใจ ว่ามันดีกับแบร์]

“คร้าบ คร้าบพี่ก็พูดแบบนี้ทุกที...พี่ผมต้องไปแล้ว”

[อย่าลืมอ้อนคุนกานดาให้ไวท์นะ]

“โอเค คิดถึงพี่นะ”

[คิดถึงเหมือนกัน]

ผมกดวางสาย พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงอยู่ ส่งโทรศัพท์มือถือคืนคุณกานดา มองคนที่เดินเข้ามาใหม่ เธอยังคงดูสวยและสะอาดสะอ้านเหมือนทุกวัน เธอเดินเข้ามาพร้อมถาดโลหะ ที่ผมรู้ว่าในนั้นมีเข็มฉีดยาที่บรรจุของเหลวใส ผมเกลียดเข็ม

“มิ้นวันนี้ไม่ต้อง คุณแบร์พึ่งทานข้าวไปด้วย สักสิบเอ็ดโมงค่อยเข้ามานะ”

”อ่อโอเคค่ะ คุณกานดา” พี่มิ้นตอบคุณกานดาและหันมองผม “คุณแบร์ดูอารมณ์ดีนะคะ”

“วันนี้พี่ไวท์จะเข้ามาหาผมครับ”

“แค่เข้ามาฝากของให้ค่ะ” คุณกานดาพูด

“โธ่ ให้พี่เข้ามาหาผมเถอะครับ ผมอยากเจอพี่คุณกานดาห้ามไม่ให้พี่เข้ามาเป็นอาทิตย์แล้วนะครับ ผมคิดถึงพี่ไวท์”

ผมลุกจากเตียงเดินเข้าไปสวมกอดคุณกานดา ช้อนตามองเธอ ผมรู้วิธีทำให้คุณกานดาใจอ่อนเสมอ 

“คุณแบร์ทำแบบนี้กานดาก็แย่สิคะ”

เธอก้มมองผม ลูบศรีษะผมเบาๆพลางส่งยิ้มอย่างอ่อนใจมาให้

“นะครับ นะ”

“มิ้นว่าคุณกานดาคงต้องยอมแล้วหล่ะค่ะ เจอลูกอ้อนคุณแบร์เข้าไป”

“เฮ้อ ก็ได้ค่ะ แต่แค่ 10นาทีนะคะ”

“น้อยจัง ชั่วโมงหนึ่งนะครับ”

“30นาทีแล้วกันค่ะ คนละครึ่งทาง”

“อ่า ก็ได้ครับ ดีกว่าไม่ได้เจอ ขอบคุณนะครับ”

ผมยกยิ้ม สวมกอดคุณกานดาแน่นขึ้นอีก 

“พอแล้วค่ะ คุณแบร์”

ผมคลายอ้อมกอดออก แล้วเดินกลับไปนั่งลงบนเตียง แกว่งเท้าไปมาอย่างอารมณ์ดี คุณกานดาและพี่มิ้นเดินออกไปแล้ว ผมหันไปมองนอกหน้าต่าง บานใหญ่ ท้องฟ้าดูปลอดโปร่ง ไร้ฝุ่นควัน ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวันก็คงดี

ผมต้องเปลี่ยนแผนนิดหน่อย เพราะพี่ไวท์จะเข้ามาหาผมช่วงห้าโมงเย็น นั่นเป็นเวลาประจำที่พี่จะมา กิจกรรมวันนี้ จสกตอนแรกที่ผมจะแวะไปดูบ๊อบในช่วงเย็น ผมคงต้องไปดูมันสักหน่อยตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่แดดในช่วงเที่ยงจะร้อนระอุ

พี่ไบร์ทเป็นคนเอา ‘บ๊อบ’ มาให้ผม

ผมบอกพี่ไบร์ทในเช้าวันหนึ่ง ที่พี่แวะเข้ามาหาผม

‘พี่ผมอยากเลี้ยงแมว’

‘ไม่ได้ นี่มันโรงบาล เลี้ยงปลาแทนมั้ย’

‘ผมอยากได้แมว เลี้ยงไว้ที่สวนก็ได้พ่อต้องให้อยู่แล้ว’

‘โอเคๆพรุ่งนี้จะหามาให้’

‘แบร์รักไบร์ทที่สุด’

‘ไบร์ทก็รักแบร์’

แล้ววันรุ่งขึ้นพี่ผมก็เดินเข้ามาพร้อมลังกระดาษในมือ จากขนาดกล่องผมว่ามันต้องเป็นลูกแมวแน่ๆ ผมชอบลูกแมว

จากที่นอนอ่านหนังสืออยู่ก็รีบลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิ ด้วยความตื่นเต้น พี่ไบร์ทวางกล่องลงในมือผม 

เบาจัง

‘ถือระวังๆมันยังเล็กอยู่’

ผมพยักหน้า ขยับตัววางกล่องลงบนเตียง ขยับตัวนั่งให้สบาย แล้วเปิดฝากล่องออกด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนที่รอยยิ้มผมจะจางหายไป

ไม่ใช่แมว มันคือกระบองเพชร แต่มันหน้าตาแปลกประหลาด เหมือนมีใยสีขาวๆปกคลุมอยู่

‘พี่เก่งมั้ยพาแมวมาให้แบร์ได้ เลี้ยงในห้องได้ด้วย น่ารักปะ’

‘พี่ นี่ไม่ใช่แมว’

‘กระบองเพชรพันธ์ุขนแมวไง แมวเหมือนกัน’

‘พี่กวนอะ นี่มันไม่มีชีวิตมันไม่เหมือนกัน แบร์อยากได้แมวเป็นตัวๆอ่ะที่ร้องเมี๊ยวๆ’

‘ใครบอก มันมีชีวิตนะ มันอาจเดินไม่ได้แต่มันต้องการการดูแลเหมือนกัน ช่วยผ่อนคลายได้เหมือนกัน ถ้าแบร์ดูแลมันดีๆ แบร์อาจได้เห็นมันออกดอกสวยๆให้นะ’

‘.....’

‘ตั้งชื่อให้มันสิ’

‘มันแค่กระบองเพชร’

‘พี่บอกแล้วไง มันมีชีวิต’

พี่ไบร์ทกำลังจะทำผมเป็นบ้า ผมมองพี่พูดด้วยสีหน้าที่พยายามจะจริงจังแต่ดูยังไง พี่ก็กลั้นขำอยู่ชัดๆ

‘ก็ได้ งั้นแบร์จะเรียกมันว่า บ๊อบ”

นั่นคือที่มาของบ๊อบ พอคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ตอนนั้นทำไมผมถึงเชื่อว่าพี่ไบร์ทจะพาแมวตัวเป็นๆมาให้ผมได้กัน ในเมื่อพี่ไบร์ทไม่เคยขัดใจผม แต่พี่ก็ไม่เคยตามใจผมเช่นกัน

ถึงอย่างไรก็เถอะ สิ่งที่พี่พูดก็พอมีความจริงอยู่บ้าง

บ๊อบมีชีวิต แม้มันจะร้องเมี๊ยวไม่ได้ แต่มันก็เติบโตขึ้นทุกวันแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม หน้าแปลก วันไหนที่ผมพูดคุยกับมัน วันรุ่งขึ้นมันจะดูเปล่งประกายท่ามกลางแสงแดด เหมือนบอกขอบคุณผมที่ดูแลมัน 

ผมคงใกล้บ้าเต็มที

ผมลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้าขนาดย่อมๆ หยิบเสื้อคลุมผ้าลินินสีฟ้าครามมาสวมกันแดดร้อนที่ผมกำลังจะเผชิญ เดินออกไปจากห้อง ไปตามทางเดินสีขาวที่คุ้นเคย แวะทักทายพี่ๆพยาบาลที่ห้องกลาง ที่เตือนผมให้ระวังเรื่องความร้อน

สองเท้าก้าวเดินไปจนสุดทาง หันไปทางขวาผลักประตูสีชาออก หลังประตูบานนี้ คือโลกด้านนอกที่ผมได้รับอนุญาตให้สัมผัส ทันทีที่ประตูเปิดออก ลมร้อนปลายเดือนมีนาพัดเข้าปะทะหน้าผม ผมสูดกลิ่นใบไม้และอากาศที่ดูจริงปราศจากยาและน้ำยาฆ่าเชื้อไว้เต็มปอด ถอดรองเท้าไว้ที่หน้าประตู เดินเหยียบหินสีขาวสะอาดที่โรยเป็นทางเดินไปทั่วสวน

อุ่นจัง

ก้าวเดินไปท่ามกลางกอลิ้นมังกรที่ขึ้นสูงขนาบข้างเป็นทาง ก่อนเจอกลับหมู่มวลพรรณไม้ เดินอ้อมไปด้านหลังต้นโมก เข้าไปในเรือนกระจกเล็กๆที่มีกระบองเพชรหลากหลายต้นวางเรียงราย 

บ๊อบอยู่ตรงนั้นมันโดดเด่น และไม่เหมือนใคร มันยังดูเหมือนเดิม โตขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไร้วี่แววจะออกดอก

คงต้องให้เวลาสินะ

ผมจะรอ รออย่างมีความหวังว่ามันจะออกดอก เหมือนที่ผมรอ 

รอคอยวันที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตอีกครั้ง







~ เรื่องนี้เกิดจากช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ปกติถ้าไม่โอเคยังออกไปคาเฟ่ต่างๆได้บ้าง แต่ตอนนี้ไปก็กลัวจะติดโควิด ได้แต่นั่งๆ นอนๆ เลยลองเขียนดู

ยังไงก็ฝากไว้ด้วยนะคะ คอมเม้นท์หรือให้กำลังใจกันได้  

#อยากกินคานาเล่ชิ้นนั้นครับ

ออฟไลน์ tantiya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
2

ไอร้อนที่ลอยขึ้นจากถ้วยกาแฟ





ผมกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งหลังจากนั่งพูดคุยกับบ๊อบได้สิบนาที ก็ทนความร้อนอบอ้าวไม่ไหว 

เดินไปที่โต๊ะปลายเตียงที่มีหนังสือกองรวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ หยิบเล่มบนสุดที่พี่ไวท์ส่งมาให้ผมสองวันก่อน มันถูกแกะฟิลม์ออกแล้ว และใช่มันคือเล่มเดียวกับที่คุณกานดาพยายามเปิดดูเพราะกลัวว่าพี่จะซ่อนอะไรไว้ แค่นึกถึงวันนั้นผมก็ได้แต่นึกขำ 

หน้าปกเป็นภาพสีน้ำ มีโต๊ะกลม เก้าอี้สองตัวที่หันเข้าหากัน แต่มีเพียงแก้วกาแฟเพียงแก้วเดียวที่มีควันจางๆลอยกรุ่นขึ้นมาเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่ผมอ่านไม่ออก ข้างกันเขียนว่า ‘เพียงชั่วเวลา กาแฟยังอุ่น’ มันคือชื่อของหนังสือเล่มเล็กนี่

ข้อความบนมุมปก บอกถึงความนิยมที่หนังสือเล่มนี้ได้รับ ว่ามันถูกแปลไปแล้วมากมายแค่ไหน

ผมไม่รู้ว่ามันดีอย่างที่เขาพยายามบอกไว้มั้ย

แต่ถ้าพี่ไวท์ส่งมาให้ผมอ่าน แปลว่ามันควรค่าที่จะอ่าน ผมเปิดไปหน้าแรก ริมฝีปากยกยิ้มทันที

พี่ทำแบบนี้เสมอ 

พี่มักเขียนข้อความ หรือคำนิยามของหนังสือทุกเล่มที่ส่งมาให้ผม เขาจะเขียนไว้ด้านในหน้าแรก มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมได้เข้าใกล้พี่มากขึ้นทุกครั้งเวลาเปิดอ่าน เหมือนกับพี่ใส่ใจ และพี่เลือกจะแชร์หนังสือที่พี่อ่านแล้วให้กับผม 

ไล่สายตาอ่านข้อความไม่กี่บรรทัดที่เขียนด้วยปากกาสีดำ 

‘รู้ทั้งรู้ว่ากลับไปก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ทำไมยังอยากกลับไป แม้เพียงชั่วเวลาสั้นๆ

นั่นอาจเป็นเพราะ เราเชื่อว่า ณ ชั่วเวลานั้นมันมีความหมายบางอย่าง...ที่เราอาจพลาดไป’

พลิกหลังปก อ่านเรื่องย่อ เกี่ยวกับการย้อนเวลาสินะ

ผมนั่งลง เปิดหน้าถัดไป เริ่มทำกิจวัตรประจำวันอย่างที่สอง..อ่านหนังสือ

ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักตั้งแต่บ่าย ท้องฟ้ามืดครึ้ม จนผมต้องลุกไปเปิดไฟ เสียงฟ้าร้องและสายฝนที่ปะทะเข้าหน้าต่างเพราะแรงลม เหมือนเสียงเข็มนับร้อยที่พุ่งเข้ามา ภายในห้องที่เย็นอยู่แล้วก็ยิ่งหนาวจนผมต้องดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว 

แล้วพี่ก็เดินเข้ามา เข้ามาพร้อมรอยยิ้ม และดวงตาที่ดูดีใจมากจนผมรู้สึกได้ พี่หยุดยืนอยู่ห่างจากเตียงผมไปสองสามก้าว และผมก็มองด้วยความสงสัย

‘จำเราได้มั้ย’

พี่พูด

ผมมองสำรวจพี่ ก่อนส่ายหน้า

‘ไม่เป็นไร เราชื่อไวท์นะ’

‘พี่ไวท์เหรอ’

ทำไมผมถึงเรียกเขาว่าพี่นะเหรอ ผมก็ไม่รู้

แค่รู้สึกว่าเขาน่าจะแก่กว่าผม ไม่ใช่เขาหน้าแก่หรอกนะ แต่เขาตัวสูงใหญ่ ไหล่กว้าง และดูให้ความรู้สึกเหมือนพี่ไบร์ท เขาดูนิ่งคิด จนผมคิดว่าผมอาจพูดอะไรผิดไปรึเปล่า

‘ใช่พี่ไวท์เอง’

‘ผมรู้จักพี่เหรอ’

‘อืม แต่แบร์คงลืมเราไปแล้ว เราเป็นเพื่อนของไบร์ท ตอนเด็กๆเราเคยเล่นด้วยกันบ่อยๆ แล้วพี่ย้ายบ้านไปเลยไม่ได้เจอกันเท่าไหร่’

‘อ่อ อย่างงี้นี่เอง’

พี่เดินเข้ามานั่งลงบนเตียงข้างๆผม ส่งยิ้มบางๆมาให้ก่อนที่พี่จะเอื้อมมือเข้ามาจะลูบหัวผม

ผมผงะถอยออกจนผมเองก็ยังตกใจ

ผมไม่ได้แยากทำแบบนั้น แต่ร่างกายมันเป็นไปเอง 

พี่ทำหน้าเหวอ แววตาดูเศร้าจนผมรู้สึกเศร้าตามไปด้วย

‘ขอโทษฮะ’

ขอโทษที่ทำให้พี่รู้สึกไม่ดี

‘ไม่เป็นไร แบร์ไม่ผิด เราผิดเองขอโทษนะ’

แล้วพี่ก็ส่งยิ้มให้ผม พี่จะรู้มั้ยว่ารอยยิ้มพี่ในวันนั้น มันดีแค่ไหน ท่ามกลางความหนาวเย็นของเม็ดฝนที่เกาะตัวกันที่กระจก ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด แม้ดวงตาพี่จะปิดความเศร้าไว้ไม่มิดแค่ไหนก็ตาม 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ในตอนนั้น ณ เวลาที่ทั้งห้องมีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบ และรอยยิ้มของพี่ ผมจะบอก...บอกให้พี่ลูบหัวผมอีกครั้ง 

แล้วพี่ก็มาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น พร้อมหนังสือเล่มหนากว่าสี่ร้อยหน้า พี่ดึงมันออกมาจากถุงกระดาษ ยืนมาให้ผม 

มองหน้าปกที่มีรูปตู้ไปรษณีย์สีแดง และตัวอักษรสีแดงใหญ่ๆ 

รัก,เพื่อน

Love,Rosie 



‘ถ้าแบร์เบื่อก็ลองอ่านดู’

พี่บอก แล้วเดินไปนั่งลงที่โซฟา

ผมพลิกเปิดดูด้านใน และเห็นข้อความที่คิดว่าพี่เขียนไว้ ด้วยลายมือหวัดๆแต่น่าแปลกที่ผมกลับอ่านได้อย่างง่ายดาย เหมือนรู้สึกคุ้นเคย

‘ไม่ว่าโลกจะเหวี่ยงเราออกจากกันกี่ครั้ง แต่ในทุกครั้ง ผมจะกลับมาหาคุณเสมอ’

ผมเงยหน้าขึ้นมา มองพี่ด้วยใบหน้าเลี่ยนๆ

‘เลี่ยนชะมัดเลย’

พี่เพียงแค่ยิ้ม ดวงตายังดูเศร้าหมอง 

ทำไมกันนะ ผมไม่อยากให้พี่เศร้าเลย

และนั่นเป็นหนังสือเล่มแรกที่พี่เอามาให้ผม ซึ่งหลังจากผมอ่านไปสักพัก ผมก็รู้สึกเหมือนว่าจริงๆแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้อ่านมัน แต่ผมกลับนึกไม่ออกว่าผมเคยอ่านตอนไหน 

แล้วพี่ก็มาอีกหลังจากนั้นสองสามวัน

‘ผมเบื่อข้าวโรงบาล’

‘แล้วอยากกินอะไร’

‘เค้ก’

เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้ชอบมันขนาดนี้ แต่ตั้งแต่ของหวานทุกอย่างกลายเป็นของต้องห้าม ผมก็ดูจะโหยหามันมากกว่าเดิม 

‘ไม่ได้ กินแอปเปิ้ลมั้ย ไวท์ปอกให้’

‘ผมอยากกินเค้กช๊อคโกแลต กับคาราเมลปั่นไม่ใส่กาแฟ’

‘ก็บอกว่าไม่ได้ไง เกิดน้ำตาลขึ้นทำยังไง’

‘นิดเดียวเอง ผมสัญญาจะกินแค่นิดเดียว’

‘คุณกานดาต้องว่าแน่ๆ’

‘พี่ก็อย่าให้คุณกานดารู้สิ’

‘ถ้าเกิดแบร์เป็นอะไรขึ้นมา...’

‘ผมไม่เป็นอะไรหรอกพี่ ผมรู้ลิมิตหน่า นะครับ’

พี่มองผม สายตาดูเป็นกังวล และลังเล

‘นะครับ’

แล้วพี่ก็ถอนหายใจ พยักหน้าและลุกเดินออกไป 

พี่กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมถุงใสที่มีกล่องโฟมอยู่ มืออีกข้างถือกระติกน้ำสีน้ำเงิน ผมได้ยินเสียงแกร๊กเบาๆดังขึ้น ก่อนพี่จะเดินเข้ามาใกล้ผม หันไปลากโต๊ะเลื่อนมาสอดใต้เตียงและวางของลงตรงหน้าผม

‘คุณกานดาถามด้วยว่าไวท์ซื้ออะไรมากิน’

แล้วผมก็หยิบกล่องโฟม ออกมาเปิดออกดู และในนั้นเค้กช๊อคโลกแลตชิ้นสามเหลี่ยม เล็กๆนั่นดูเชิญชวนผมสุดๆ ข้างๆกันกลับมีของไม่เข้าพวก ก้านขึ้นฉ่าย เงยหน้ามองพี่อย่างสงสัย

‘กลัวโดนจับได้เลยไปขอร้านผัดไทมา ทั้งกล่องและขึ้นฉ่าย’

‘ฮ่าๆ ตื่นเต้นดีมั้ยครับ’

‘หัวใจจะวายเลยหล่ะ’

แล้วพี่ก็หมุนฝากระติก เปิดออก ผมมองเกล็ดน้ำแข็งสีเหลืองนวล หอมกลิ่นคาราเมลและวานิลารอยออกมา รีบคว้าแก้วขึ้นมาดูด

นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้กินมัน คิดถึงจัง

‘พอแล้ว’

พี่ดึงแก้วออกไปจากมือผม หันมองแก้วนั่นอย่างสุดแสนเสียดาย แล้วหันกลับมามองเค้กตรงหน้า หยิบช้อนตักเค้กชิ้นใหญ่ 

‘แบร์’

หันให้มันเล็กลงจากเดิมเล็กน้อย หันมองคนตัวสูงที่ยืนมองอยู่ เมื่อพี่พยักหน้า ผมก็จัดการเอาใส่ปาก มันก็คือเค้กช๊อคโกแลตแหละ มีกลิ่นวานิลาเบาบาง แต่ที่แตกต่างและผมจะไม่มีวันลืมเลยคือมันมีกลิ่นเหม็นเขียวของต้นขึ้นฉ่ายอยู่ด้วย 



ผมปิดหนังสือหลังอ่านตอน ‘คนรักจบ’ พลางหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตแล้วก็ได้แต่นึกขำ 

เสียงพลักประตูเปิดออกพร้อมป้าจันทร์ที่เดินเข้ามาพร้อมรถส่งอาหาร

“วันนี้อ่านเรื่องอะไรคะ”

“เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่นครับ”

“ชื่อเพราะจัง”

“อ่านแล้วผมอยากกินกาแฟดำเลย”

“ให้ป้าทำให้มั้ย”

“ขอเป็นคาราเมลร้อนแทนได้มั้ยครับ”

“นมร้อนแทนแล้วกันเนอะ”

“อ่า ก็ได้ฮะ”

ผมลืมกฏข้อที่หนึ่ง 

พอป้าจันทร์เดินออกไป คุณกานดาก็เข้ามาพร้อมถาดยา 

“คุณไวท์บอกวันนี้จะเข้ามาตอนห้าโมงนะคะ”

เห็นมั้ยหล่ะผมเดาผิดซะที่ไหน

พยักหน้ารับคำ แล้วเริ่มตักผัดผักเข้าปาก โดยมีคุณกานดานั่งมองอยู่ใกล้ๆ แรกๆผมก็รู้สึกแปลกๆนะที่ถูกจับจ้องตลอดเวลา แต่พอนานๆเข้า มันก็กลายเป็นความเคยชิน

จิ้มแอปเปิ้ลเขียวชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวๆกลืน รับแก้วยาที่คุณกานดาส่งมาให้ หยิบยาสามเม็ดเข้าปาก กระดกน้ำตามและกลืนลงท้องให้มันไปรวมอยู่กับอาหารที่ผมกินเข้าไป เธอยกยิ้มอ่อนโยนให้ผม ยกถาดอาหารไปวางที่โต๊ะลากข้างเตียง แล้วเดินออกไป 

*

แบร์ แบร์

ผมได้ยินเสียงเรียกผมจากที่ไกลๆ แม้ในความมืด เสียงนั่นยังทำให้ผมอุ่นใจเสมอ

ผมชอบ ชอบเสียงพี่

“แบร์ ตื่นก่อน เรามีเวลาแค่30นาทีนะ”

ผมลืมตาตื่นทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้นใกล้หู ผมเผลอหลับไปที่โต๊ะหนังสือ คงเพราะฤทธิ์ยาอีกตามเคย ยาตอนเที่ยงมักทำให้ผมหลับ ขยับตัวหันไปหาพี่ ดวงตาเบิกกว้าง

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะ”

มองชีสตัดถ้วยเล็ก แสงสีเหลืองของเปลวเทียนที่พลิ้วไหวเหมือนเต้นรำยินดีอวยพรให้ผม ผมยกยิ้มกว้างมองใบหน้าคมที่ซ้อนอยู่หลังเปลวเทียน แสงสีเหลืองนวลที่ตกกระทบบนใบหน้าคม ทำให้พี่ดูดีขึ้นไปอีกจนผมอดอิจฉาไม่ได้ 

พี่ไม่ได้ร้องเพลง แต่ผมก็ยังมีความสุขมากอยู่ดี

“อธิษฐานสิ”

ยกมือประกบกันไว้ที่อก หลับตาลง

‘ขอให้คนที่ผมรักไม่ต้องร้องไห้ ขอให้บ๊อบออกดอกสักที และสุดท้าย ได้โปรด...ให้ผมได้ออกจากที่นี่สักที’

ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เป่าเทียนที่พลิ้วไหวนั่นให้ดับลง ทันทีที่แสงสีเหลืองหายไป ภายในห้องก็ดูอ่อนแสงลง แต่รอยยิ้มที่พี่ส่งมายังคงเด่นชัดในสายตาผม

“คิดถึงพี่จัง”

นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้เจอกัน

ครั้งสุดท้ายใช่เดือนที่แล้วมั้ยนะ อยู่ๆพี่ก็โดนห้ามเยี่ยม ทำได้แค่ส่งหนังสือและคุยกันผ่านจดหมายเท่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไม่มีใครบอกผม 

“ไวท์ก็คิดถึงแบร์ คิดถึงมาก”

เราจ้องมองกัน ในความเงียบที่ดูทั้งอบอุ่นและหนาวเย็นนั้น ผมรู้ว่าพี่อยากทำอะไร เพราะผมก็อยากทำเหมือนกัน

“พี่กอดผมได้นะ”

“....”

“แค่อย่าลูบหัวผมก็น่าจะโอเค”

แล้วพี่ก็โน้มตัวลงมา ดึงผมเข้าไปกอดแนบอก กระซิบบอกรักผม ขอบคุณผม มือผมเลื่อนขึ้นกอดตอบ ลูบหลังปลอบเขา

อุ่นจัง อ้อมกอดพี่ ผมชอบเป็นที่สองรองจากรอยยิ้มของพี่เลย

ผมยังคงซุกใบหน้าอยู่ที่แนบอก รับรู้ว่าตัวเองสั่นเทาแค่ไหน แต่ผมก็ไม่ผละออกไป จนกระทั่งตัวผมถูกดึงออกจากอ้อมกอด

“โอเค แค่นี้พอ”

พี่พูดแล้วถอยตัวออกไปยืนห่างจสกผมเล็กน้อย ผมมองพี่แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องพูด เพื่อไม่ให้พี่เป็นกังวล

“วันนี้ผมอ่านเล่มนี้แล้วนะครับ”

ชูหนังสือเล่มเล็กให้พี่ดู

“ชอบมั้ย”

“พึ่งอ่านบทที่สองไปนิดเดียวเอง เผลอหลับไปซะก่อน”

“ขี้เซาจริงๆเลย”

พี่ลืมตัวเผลอยืนมือมาขยี้หัวผม และตัวผมก็ผงะถอยหนีอย่างตกใจ มือพี่ตกลงแนบตัว ใบหน้าคมดูรู้สึกผิด

ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมมีปฏิกริยากับการโดนจับเนื้อต้องตัวเสมอ โดยเฉพาะกับศรีษะ 

ร่างกายมันปฏิเสธก่อนที่สมองจะสั่งด้วยซ้ำ 

“ถ้าผมอ่านจบแล้ว ผมจะบอกพี่นะ”

ผมพูดเสียงเบาก้มหน้าลง

“ไวท์จะรอนะ”

ติ๊ด ติ๊ด

“ต้องไปแล้วสินะ”

“ผมจะได้เจอพี่อีกทีเมื่อไหร่”

“ไม่รู้สิ แต่เรายังคุยกันทางจดหมายเหมือนทุกครั้งได้”

“โอเคฮะ”

“แบร์รู้ใช่มั้ย ว่าไวท์รักแบร์มากนะ”

“วันนี้พี่พูดหลายครั้งแล้ว ผมก็รักพี่”

พี่มองมา เหมือนพี่กำลังถ่ายภาพผมอยู่ผ่านสายตาของพี่ ทำไมผมถึงคิดแบบนั้นนะเหรอ 

เพราะผมเองก็มองพี่และกดถ่ายภาพพี่ด้วยสายตาของผมเช่นกัน





ถึง พี่ไวท์

ผมอ่านจบแล้ว! ผมชอบสามตอนหลังนะ ระหว่างที่อ่านผมก็สงสัยเหมือนพี่ ทำไมเราถึงอยากย้อนเวลากลับไปอดีตกัน ทั้งที่ถึงเราย้อนกลับไปเราก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ผมว่ามันมีหลายเหตุผล บางคนรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำในอดีต บางคนรู้สึกพลาดที่จะได้ทำสิ่งดีๆร่วมกับคนที่รัก หรือบางคน ก็แค่คิดถึงคนที่จากไป

ไม่ใช่แค่สิ

ผมลืมไปความคิดถึงมันโหดร้ายกับคนที่รู้สึกคิดถึงเสมอ

ถ้าพี่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ เพียงชั่วเวลาที่กาแฟยังอุ่นและส่งกลิ่นหอม พี่จะย้อนเวลากลับไปช่วงเวลาไหนเหรอครับ และพี่คิดว่าพี่จะสามารถปล่อยอดีตนั้นแล้วดื่มกาแฟจนหมดเพื่อกลับมาปัจจุบันได้มั้ย

ถ้าเป็นผม ผมไม่อยากย้อนไปอดีต แต่ผมขอย้อนเวลาไปข้างหน้าแทนได้มั้ย

พี่วันนี้ป้าจันทร์ทำข้าวต้มปลามาให้อีกแล้ว แต่รอบนี้เป็นปลากระพง ก็ยังดีที่ป้ายังเปลี่ยนชนิดของปลามาให้ คงกลัวผมเบื่อ พี่รู้มั้ย แค่ปลาเปลี่ยนชนิด รสชาติของน้ำซุปก็แตกต่างกันนะ ผมว่าปลากระพงมีกลิ่นคาวกว่าแต่ผมจะไม่บอกป้าจันทร์หรอก เดี๋ยวแกเสียใจ พี่ก็ห้ามบอกนะ

พี่พรุ่งนี้ผมต้องเจอหมอมีน คุณกานดาพึ่งเข้ามาบอกเมื่อกี้ ผมไม่ชอบเลย เพราะทุกครั้งที่ผมเจอเธอ ผมไม่รู้ว่าเธอทำอะไรกลับผม แต่ผมเหนื่อยทุกครั้งหลังคุยกับเธอเสร็จ ครั้งก่อนที่ผมได้คุยกับเธอผมเจ็บหน้าอก ผมจำไม่ได้ว่าเราคุยอะไรกัน ไม่เคยจำมันได้เลย แต่ผมรู้สึกเจ็บและผมไม่อยากเจ็บอีก พรุ่งนี้พี่มาได้มั้ย ผมจะขอพี่ไบร์ทให้พี่มา ผมอยากให้คนที่ผมรักมาอยู่ด้วย เผื่อความเจ็บนั่นมันจะเบาบางลง พ่อแม่และพี่ไบร์ทเองก็จะมา 

ถ้าพี่มาเขาจะพาพี่ไปยืนอยู่อีกห้อง ผมจะมองไม่เห็นพี่ แต่พี่จะเห็นผม แล้วพี่ช่วยบอกผมทีว่าหมอมีนทำอะไรกับผม ครั้งต่อไปผมจะได้เตรียมตัวก่อนเจอเธอ

สุดท้าย ผมยังรอปังนมโสดอยู่นะครับ ทำไมรอบนี้พี่คิดแผนช้าจัง ผมบอกแล้วให้พี่ลองเจาะหลุมในหนังสือสักเล่มแล้วซ่อนมันคุณกานดาไม่รู้หรอก

มาให้ได้นะครับ , แบร์





ยาวมากกก อย่างที่บอกไปในตอนแรกเรื่องนี้เกิดจากช่วงกักตัว ที่อยากกินคานาเล่ บวกความจิตตกของตัวเอง เลยแต่งขึ้นมา แต่อีกหนึ่งอย่างทีาอยากใส่ลงไปเป็นการเชื่อมโยงกันของตัวละครคือการหยิบเอาหนังสือที่อ่านมาใช้ในการอธิบายความรู้สึกของตัวละครทั้งสองตัว อีกอย่างคือรู้สึกว่าเวลาอ่านนิยายแปลนักเขียนมีกมีการพูดถึงหนังสือแต่ทำไมกับนิยายไทยกับไม่มีเลยอยากลองเขียนดู ยังไงก็ฝากไวท์กับแบร์ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ ฝากเอ็นดูน้องด้วย 

ออฟไลน์ tantiya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
3

สิบเอ็ดนาทีคือเวลาที่ดี?





ผมพึ่งกลับเข้ามาในห้อง หลังจากการพูดคุยกันของผมและหมอมีนจบลง ครั้งนี้ผมไม่เจ็บ ไม่มีคราบน้ำตาที่หลงเหลือให้ผมสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมแบบครั้งที่แล้ว และผมยังคงจำทุกคำพูดที่หมอมีนถามผมได้

มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการถามสารทุกข์สุขดิบของผม และผมก็ตอบเพียงว่า

‘เหมือนเดิมครับ’

มันไม่มีอะไรดีขึ้น หรือแย่ลงสำหรับผม

เหมือนเดิม คำนี้ในความคิดของผม ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่ มันเหมือนกับผมไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร เพราะทุกอย่างมันดูปลอดภัย และถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบไว้ให้เรียบร้อย ผมทำในสิ่งที่ทุกคนบอกให้ทำ ทำเพราะทุกคนบอกว่ามันดีกับตัวผม 

อืม มันก็ดีแหละ คิดว่างั้นนะ

เดินไปที่โต๊ะหนังสือปลายเตียง หยิบกระดาษมาเขียนจดหมายถึงพี่

ผมหงุดหงิด

แต่ลึกๆ ในความหงุดหงิดนั้นมันคือความเสียใจซ่อนอยู่

พี่ไม่มา

พี่สัญญาแล้วว่าจะมา แต่สุดท้ายพี่ก็ไม่มา พี่คงไม่รู้ว่าเมื่อเช้าตอนผมได้อ่านจดหมายของพี่ ผมโล่งใจแค่ไหน แต่พอถึงเวลานั้น ที่ทุกคนเข้ามาหาผม พร้อมหมอมีน ผมไม่เห็นพี่ ผมพยายามอ้อนขอให้หมอมีนรออีกสักพัก พี่ต้องมาแน่ ผมเชื่ออย่างงั้น

เรารอพี่กันอยู่สิบนาที แล้วพี่ไบร์ทก็เริ่มหงุดหงิดมากขึ้น ผมขอให้พี่ไบร์ทโทรหาพี่ แต่พี่ไม่รับสาย พี่รู้มั้ยตอนนั้นผมเริ่มเป็นห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพี่หละ ผมบอกทุกคนว่าอาจเกิดอะไรขึ้นกับพี่ แต่ไม่มีใครฟังผม

หมอมีนบอกเธอรออีกไม่ได้แล้ว

แต่ผมไม่ยอม ผมต้องการพี่ พี่ไวท์

แล้วตอนนั้น พี่ไบร์ท์ก็เงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ เขาบอกว่าพี่ส่งข้อความมาว่าติดธุระ

อะไรกัน พี่สัญญากับผมแล้วนะ! ผมไม่สำคัญพอสำหรับพี่เลยเหรอ ผมบอกพี่แล้ว ว่าผมกลัวเวลาคุยกับหมอมีน บอกแล้ว ว่าเขาทำผมเจ็บ แต่พี่ก็ยังละเลยมัน

ทำไมเวลาที่ผมต้องการพี่ พี่ไม่เคยมาเลย ไม่เคยเลย

ขอโทษครับ

ขอโทษที่ผมงี่เง่า แต่พี่สัญญากับผมแล้ว อย่างน้อยพี่น่าจะรับสายพี่ไบร์ทสักหน่อย ถ้าพี่รับผมจะได้ขอคุยกับพี่ เพราะแค่ผมได้ยินเสียงพี่ ผมก็คงหายเป็นกังวลและรู้สึกดีขึ้น

ขอโทษที่ใส่อารมณ์กับพี่,แบร์



ผมพับจดหมายเป็นสามส่วน หยิบซองสีเหลืองอ่อน เขียนชื่อพี่ไวท์ ไว้หน้าซองและไม่ลืมเขียนกำกับว่า ‘ห้ามคนอื่นอ่าน’ 

รีบลุกเดินออกไปจากห้อง ผมต้องเอาจดหมายไปหย่อนก่อนที่ป้าจันทร์จะเดินเข้ามาพร้อมมื้อเย็น เพราะหลังจากนั้นเวลานั้น เมื่อพี่มิ้นหรือคุณกานดาเข้ามาอีกครั้ง พร้อมยา ผมคงหลับไปก่อนทีจะได้ส่งจดหมายให้พี่

ไม่ทันแล้ว 

ป้าจันทร์เข็นรถตรงมาทางนี้พร้อมพี่มิ้นที่เดินเคียงกันมา

“จะไปไหนคะคุณแบร์”

“พี่มิ้น ผมขอเอาจดหมายไปใส่กล่องให้พี่ไวท์ก่อนได้มั้ยครับ”

“ได้ค่ะ รีบไปรีบมานะคะ”

เธอส่งยิ้มหวาน ผมพยักหน้าสองท้าวก้าวฉับๆรีบไปให้ถึง เค้าท์เตอร์ประจำชั้น ทันที่ไปถึง ผมก็หยุดยืนนิ่ง หันหลังและรีบเดินหนีกลับทางเดิมทันที

ผมก็ไม่รู้ผมจะหนีเขาทำไม

ผมแค่ ไม่รู้สิ แค่ รู้สึกอ่อนไหวเกินไป 

เสียงฝีเท้าหนักๆที่ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ผมรู้ว่าเมื่อกี้ผมหลบไม่ทันและเขาเห็นผม

“แบร์”

“.....”

“เดี๋ยว แบร์”

ผมไม่เคยรู้สึกเกลียดที่ตัวเองขาสั้นเลย แต่ตอนนี้ผมไม่ชอบมัน พี่เดินเข้ามาถึงตัวผมได้อย่างรวดเร็ว เร็วเกินไปด้วยซ้ำ พี่เดินขึ้นมาดักหน้าผม

“โกรธไวท์เหรอ”

“.....”

“อย่าเงียบสิ ไบร์ทให้เวลาคุยแค่สิบเอ็ดนาทีเองนะ”

พี่ไบร์ทกวนตีน ให้มาทำไมอีกหนึ่งนาที 

“ด่าไบร์ทในใจอยู่อะดิ ไวท์ขอโทษที่วันนี้มาไม่ทัน”

“พี่สัญญาแล้ว”

“ขอโทษครับ”

ผมอยากโมโหพี่ให้ได้มากกว่านี้ แต่ผมรู้ดีว่ามันคงดูไร้เหตุผลแค่ไหน พี่ยังมีงานที่ต้องทำ มีคนรักให้ดูแล มีเพื่อนฝูงให้ต้องเจอ ชีวิตพี่ไม่ได้มีแค่ผม

ในขณะที่ผม มีแค่พี่ 

พี่ได้ใช้ชีวิต

ผมก็ได้ใช้ชีวิต แต่เป็นชีวิตที่ขนาดเท่าชั้นหนึ่งชั้นบนตึกนี้

มันน่าเศร้า ที่ผมรู้สึกอิจฉาพี่ขึ้นมา 

“แบร์ โกรธไวท์มากเลยเหรอ อย่าเงียบแบบนี้ดิ”

เขาเดินเข้ามาใกล้ผมอีกก้าว 

“ไม่แล้วครับ”

พี่ไวท์พยักหน้า สายตาคมมองสำรวจผมก่อนหยุดสายตาที่มือขวา

“นั่นของไวท์ปะ”

“ไม่ใช่ครับ!”

ผมไม่อยากให้พี่อ่านแล้ว พี่ไม่ควรเห็นด้านไม่ดีของผม

“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เข้าห้องกัน แล้วเล่าให้ฟังหน่อยว่าวันนี้กับหมอมีนเป็นไง”

“ไหนพี่บอกมีเวลาแค่สิบเอ็ดนาทีไง”

“ใช่ แต่พี่ชายแบร์ยืนคุยกับคุณพ่ออยู่ และคงอีกสักพักแหละกว่าคุณพ่อจะยอมปล่อยมา” พี่พูดและผมแอบเห็นพี่ยิ้มขำ “แบร์ก็รู้ว่าพ่อแบร์ชอบไวท์ขนาดไหน”

“ผมไม่เห็นเคยรู้เลย”

“ไปเถอะเข้าห้องกัน”

ตอนเราเดินเข้ามาในห้อง พี่มิ้นก็นั่งรอผมอยู่ที่โซฟาแล้ว เดินไปนั่งบนเตียงอย่างรู้หน้าที่ นั่งมองพี่มิ้นที่เข้ามาจัดการวัดค่าเลือดผมด้วยเครื่องเล็กๆที่จะรู้ผลทันที

“75 นะคะ ปกติดี แต่ถ้ารู้สึกอ่อนเพลียก็อมลูกอม1..”

“1-2เม็ด เข้าใจแล้วครับ” เธอมองผมพยักหน้าและยิ้มให้ยังใจดี

“คืนนี้พี่จะเข้ามาเช็คอีกครั้งนะคะ กินข้าวแล้วอย่าลืม กินยาด้วยนะคะ”

พี่มิ้นเดินออกไปแล้ว ในห้องถึงเหลือแค่ผมกับพี่ไวท์ พี่ไวท์เดินไปลากโต๊ะ ที่มีถาดอาหารวางอยู่ใาให้ผม 

“เล่าไปกินไปและกัน” ผมพยักหน้า ตักแกงจืดฟัก มาราดข้าวกล้อง 

“ก็ไม่มีอะไรฮะ หมอมีนแค่ถามเรื่องทั่วไป”

“แล้วแบร์โอเคใช่มั้ย” ผมจับน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงของพี่ได้อย่างชัดเจน ยกมือบังปากแล้วตอบพี่แม้จะยังเคี้ยวข้าวอยู่ก็ตาม

“อื้อ วันนี้โอเคมากเลย”

“ดีแล้...”

“มึงเข้ามาได้ไง” พี่ไบร์ทเดินเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง เขาก้าวเดินมายืนอยู่อีกฟากของเตียง จ้องมองพี่ไวท์นิ่ง 

“พี่ทะเลาะกันเหรอ”

“ไม่มีอะไรหรอก แบร์กินข้าวเถอะ ส่วนมึงกลับไปได้แล้วไป”

ผมมองทั้งสองคนที่มองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่พี่ไวท์จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป พี่หันมาพูดกับผม “ไปก่อนนะ จดหมายนั่นขอได้มั้ย ไวท์รู้ว่านั่นเป็นของไวท์”

ผมลังเล ถ้าพี่อ่านพี่จะคิดว่าผมเป็นเด็กไม่ดีรึเปล่า 

“แบร์จะเขียนอะไรมาไวท์ก็อยากอ่าน” พี่พูดเหมือนพี่รู้ว่าผมคิดอะไร 

“ก็ได้ครับ”หยิบซองจดหมายที่สอดอยู่ข้างตัว มาส่งให้ และพี่ก็รับไปด้วยรอยยิ้ม ผมก็ยิ้มเหมือนกัน เพราะนี้จะเป็นครั้งแรกที่จดหมายถูกส่งถึงมือผู้รับโดยตรง

ถ้าผมเขียนมันด้วยความสุขมันก็คงจะดีกว่านี้

“ขอบคุณนะ แล้วไวท์จะเขียนตอบกลับมาให้พรุ่งนี้ช่วงเย็นนะ”

“โอเคฮะ”

เราจ้องมองกัน และความเงียบแปลกๆก็เกิดขึ้น ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ผมรู้สึกถึงมันมาสองสามครั้งแล้ว มันเป็นความเงียบที่ไม่น่าอึดอัด เหมือนมีแม่เหล็กดูดเราให้เข้าหากัน และผมคิดว่าพี่ก็คงรู้สึกแบบนั้นเพราะพี่ยื่นมือออกมา หยิบอะไรบางอย่างออกไปจากข้างแก้มผม ผมมองมันที่อยู่ในมือพี่ ด้วยหัวใจที่กระตุกแปลก มองเจ้าเม็ดข้าวเม็ดเล็กนั่นที่เป็นสาเหตุ ก่อนที่เสียงโวยวายของพี่ไบร์ทจะดังขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดให้หายไป

“มากไปไอ้สัด มึงออกไปได้แล้ว”

พี่พยักหน้าเบาๆ หันหลังและเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ในขนะที่ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม ในท่าเดิมและจ้องมองแผ่นหลังพี่

“พี่ไวท์!” เสียงผมดังจนเกือบจะเป็นเสียงตะโกน พี่หยุดตรงหน้าประตูและหันมามองผมอีกครั้งด้วยความสงสัย “ผมรักพี่นะ”

มันดูหลุดออกมาจากปากผมอย่างง่ายดาย แต่คงมีแค่ผมที่รู้ รู้ว่ามันต้องใช้ความกล้าแค่ไหนในเมื่อคำ รัก ที่ผมบอกพี่ในครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งอื่นๆ

รักแบบที่ผมเริ่มไม่แน่ใจว่ามันใช่แบบเดียวกับที่ผมมีให้พี่ไบร์ทมั้ย ผมรู้แค่ ผมรักพี่ และเหมือนผมจะรักพี่มานานแล้ว

“ไวท์ก็รักแบร์” เสียงพี่ฟังดูดังก้องและกังวาลอยู่ในใจผม

ผมไม่รู้ว่าเพราะแสงไฟที่ตกกระทบใบหน้าพี่พอดี หรือเพราะอะไร แต่ผมว่าผมเห็น ผมเห็นน้ำใสๆที่เอ่อคลอสะท้อนแวววาวอยู่ในดวงตาเขา แต่ผมว่ามันไม่ใช่น้ำตาของความเศร้าหรอกนะ



*



มืดจัง

ที่นี่ที่ไหนกัน

หันมองไปรอบๆกายมีเพียงความมืดโอบกอดตัวผม และเท้าที่รู้สึกเย็นเฉียบ ก้มมองปลายเท้าที่ยืนอยู่บนพื้นที่เจิงนองไปด้วยน้ำ

‘ฮึก ฮืออ ชะ ช่วย’

เงยหน้าขึ้นมาทันทีที่เสียงร้องสะท้อนดังก้องไปทั่วบริเวณ เสียงนั้นดูดังมาจากที่ไกลแสนไกล แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่บอกผมว่ามีคนอื่นอยู่ในนี้กับผมด้วย

ทุกการก้าวเดินของผมทำให้น้ำแตกกระจาย ผมไม่รู้ว่าผมต้องไปทางไหน แต่ทุกครั้งที่ผมไม่แน่ใจเสียงนั้นจะดังขึ้นและนำทางผม ยิ่งผมก้าวเดินไปข้างหน้ามากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งเข้าใกล้เขามากขึ้น ผมเห็นแผ่นหลังบางๆที่นั่งคุดคู้อยู่ที่พื้นน้ำ 

‘ช่วยด้วย ฮึก’

ตอนนี้เขาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว และผมมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน เขาใส่เสื้อยืดสีขาว นั่งกอดเข่าตัวเองและซุกใบหน้าลงแน่น จากตรงนี้เขาดูตัวเล็ก เปราะบาง และอ่อนแอ 

ผมรู้แล้วทำไมผมถึงรู้สึกคุ้นกับเสียงของเขา

เพราะเขาคือผม

‘นี่’ ผมเรียก และเขาก็เงยหน้าขึ้นมา ผมมองใบหน้าที่คุ้นเคยและรู้จักเป็นอย่างดี เราจ้องมองกัน เขาแตกต่างกับผม ใบหน้าเขาเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา และมันดูแดงกำ ดวงตาดูบวมปูดเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทำไมหละ ทำไมเขาดูเจ็บปวดจัง

‘คุณคือผมรึเปล่า’ ผมถาม และเขาพยักหน้าตอบ

‘แล้วร้องไห้ทำไม’

‘เจ็บ’ แม้ไม่มีเสียงใดๆหลุดออกมาจากริมฝีปากเขา แต่ผมกลับได้ยินมันดังชัดเจน

‘เจ็บตรงไหน’

‘ตรงนี้’ มองมือเขาที่จิ้มลงไปที่อก 

‘ตรงนี้’ และเลื่อนไปจิ้มที่หัว ‘ตรงนี้’ ที่ริมฝีปาก และเขาก็เบิกตา มองผมคว้ามือผมไปจับแน่นจนผมรู้สึกเจ็บ เขาเริ่มกรีดร้อง ขยับถอยหนี และจ้องมองผม ‘ช่วยแบร์ ช่ะ ช่วย ใครก็ได้ฮือ ช่วยด้วย!’

ผมลืมตาตื่น รู้สึกปวดระบมที่ข้อมือ หายใจหอบถี่ แผ่นหลังเปียกชุ่ม มองรอบห้องที่มืดสนิท และเงียบจนผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัว ยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบใบหน้าที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตา 

แค่ฝันร้าย ไม่เป็นไรแบร์ มันแค่ฝันร้าย

เอื้อมมือไปคว้าลูกอมในขวดโหลข้างหัวเตียงมาแกะออกด้วยมึงที่ยังคงสั่นไม่หยุด ทันทีที่เกะมันออก ลูกอมเม็ดเล็กก็เข้ามาในปากผม

ความหวานของน้ำตาลกำลังทำหน้าที่ของมัน

ตลกดีเหมือนกันที่น้ำตาลคือสิ่งที่ผมต้องระวังในขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งที่รักษาผมเช่นกัน 

มือผมหยุดสั่นแล้วร่างกายค่อยรู้สึกดีขึ้น ทิ้งตัวลงนอนในห้องที่เงียบเหงา หันมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดสนิท

ไม่มีดาว

ไม่มีแสงไฟของตึกสูง

มีเพียงใบหน้าของผมที่สะท้อนเลือนลางให้เห็น ผมจ้องมอง มองคนที่ผมคิดว่าผมรู้จักดี แต่ตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าผมใช่ตัวผมในแบบที่รู้จักมั้ย 

ฝันร้ายนั่น มันอาจเป็นเพียงแค่ฝัน แต่เพียงเวลาที่ดูสั้นๆแต่ยาวนานนั่น ผมดูเจ็บปวด และบอบช้ำ สิ่งนั้นมันดูเป็นความจริง 





เมื่อคืนผมไม่รู้ว่าผมหลับไปอีกครั้งตอนไหน ผมรู้สึกตัวตื่นก็ตอนที่คุณกานดาในเสื้อคุมคาดิแกนสีเขียวแก่ กำลังยืนเอาเข็มแทงเข้ามาในตัวผมอย่างเคย 

ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เป็นวันน่าเบื่อเหมือนทุกวัน ผมกิน นอน ออกไปดูบ๊อบและกลับมาจบที่อ่านหนังสือสักเล่ม 

บางทีผมก็อยากหนีออกไป แค่ใกล้ๆอย่างลงไปชั้น9 หรือถ้าเป็นไปไดีก็ลงไปชั้น1แล้วเดินเข้าร้านสตาร์บัคส์ นั่งสูดกลิ่นหอมๆของเมล็ดกาแฟและฝักวานิลา ผมจำได้ว่าพี่มิ้นเคยบอกว่ามีสตาร์บัคส์ที่ชั้นหนึ่ง

แล้วทำไมผมไม่ลองทำหละ

เสียงในตัวผมร้องบอก 

นั่นสินะ ผมอาจลองทำดูในสักวันหนึ่ง ไม่สิ ผมควรลองทำวันนี้เลย และเวลานี้ด้วย บ่ายสองเป็นเวลาดีที่ผมจะทำผิดกฎข้อสี่ เพราคุณกานดาน่าจะกำลังดูแลคนอื่นอยู่ ไม่เคยมีใครเข้ามาหาผมช่วงนี้ทางสะดวก

ผมอาจใช้บันไดหนีไฟลงไปชั้นเก้าแล้วค่อยลงลิฟต์ไปชั้นหนึ่ง 

คิดแผนเรียบร้อยผมก็เดินไปเปิดตู้ หยิบเสื้อคลุมทรงกิโมโนที่มีสายรัดสีฟ้าครามมาสวมทับ มองข้อมือที่ขึ้นสีแดงด้วยความประหลาดใจ มันคือข้างเดียวกับที่ตัวผมอีกคนจับแน่นในความฝัน แล้วทำไมมันถึงขึ้นรอยแดงกัน ผมครุ่นคิดแต่แล้วผมก็ทิ้งความสงสัยไว้เมื่อเป้าหมายของผมนั้นมีเวลาเป็นตัวกำหนด รีบแต่งตัวเดินไปที่หน้าประตู

ชะโงกหน้ามองออกไปนอกห้อง และเริ่มออกเดินไปตามทางเพื่อตรงไปบันไดหนีไฟ 

“คุณแบร์จะไปสวนอีกแล้วเหรอคะ”

อ่า ผมลืมไป ก่อนจะถึงบันไดหนีไฟผมต้องผ่านหน้าเค้าท์เตอร์ก่อนและต้องผ่านสวนด้วย

“ครับ ผมลืมเอาบ๊อบเข้าโรงเรือน ฝนเหมือนจะตกด้วย”

“อ่อ งั้นเดินระวังๆนะคะ” พี่พยาบาลคนที่ทักผมเอ่ยบอกอีกครั้งอย่างใจดี ผมพยักหน้าและรีบเดินต่อไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว 

ความรู้สึกแบบนี้เองสินะ เวลาเราออกนอกลู่นอกทาง 

ประตูหนีไฟถูกเปิดออก และผมก็ก้าวเท้าออกไป หันไปปิดประตู และมองทางที่ผมเดินจากมา อยู่ๆผมก็รู้สึกตัวใหญ่ขึ้น ก้าวเท้าลงบันไดไปไม่ถึงยี่สิบขั้นผมก็ยืนอยู่หน้าประตูที่มีเลขเก้าแปะอยู่ 

ผลักออกไป มองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นใครผมก็ออกเดินไปตามทาง ผมเดินผ่านเค้าเตอร์พยาบาลชั้นนี้มาอย่างง่ายดายและไม่เป็นที่สงสัย มาหยุดยืนรอลิฟต์ ด้วยท่าทางสบายๆแม้ในใจผมจะเต้นเหมือนกลองชุด 

หน้าปัดสีเหลี่ยมบอกว่าลิฟต์กำลังขึ้นมารับผม 

5 6... 9

ติ้ง 

แล้วลิฟต์ที่ว่างเปล่าก็เปิดออก ผมก้าวเท้าเข้าไป ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ถ้ารู้ว่าการออกมาจากชั้นนั้นมันง่ายดายขนาดนี้ผมจะแอบออกมาทุกวันเลย 

ลิฟต์ค่อยๆเคลื่อนตัวลง ผมมองตัวเลขที่ค่อยๆลดลงจนถึงที่หมาย แสงไฟที่หน้าแป้นกระพริบสองสามครั้งบอกเลขชั้น หลังประตูนี้คือโลกที่ผมคิดถึง ผมจ้องมองประตูที่กำลังเปิดออก เห็นผู้คนมากมายยืนกันอยู่หน้าลิฟต์ เท้าก้าวเดินออกไป สายตากวาดมองหาสตาร์บัคส์ แต่แล้วจังหวะที่ผมเดินสวนผู้คนที่พยายามเข้าลิฟต์กันนั้น แขนผมก็ถูกจับหมับ

มองมือที่จับแขนผมไว้ ก่อนเงยหน้ามองคนที่เดินสวนกับผม เหมือนมีหินมาถ่วงขาผมไม่ให้ก้าวเดินต่อ

“แบร์”

ช่วงเวลาอิสระภาพของผมมันสั้นเกินไป

“พี่ ไวท์” ผมมองพี่ด้วยความรู้สึกผิด ผมไม่เคยเห็นแววตาที่ดูโมโหของพี่เลย แต่ตอนนี้มันดูชัดมากจนผมรู้สึกตัวหดเล็กลง

“จะไปมั้ยครับ” คนที่ยืนอยู่ในลิฟต์ชะโงกหน้าออกมาถามเรา และพี่ก็รีบดึงผมให้เดินเข้าไปทันที ผมมองปลายนิ้วพี่ที่กดเลข 10 เรายืนอยู่ข้างกันเงียบๆ พี่ปล่อยมือออกเมื่อรู้สึกว่าตัวผมเริ่มสั่น แต่ถึงอย่างนั่นพี่ก็ยังคงยืนประกบผมไว้ไม่ห่าง

ผมขยับตัวถอยให้คนแล้วคนเล่าเดินออกไป และมองคนใหม่ๆที่เดินเข้ามา จนในที่สุดผมก็กลับมา กลับมายืนที่เดิม พี่จับชายเสื้อกิโมโนของผมแล้วเริ่มออกดึงให้ผมเดินตาม เราเดินผ่านเค้าเตอร์พยาบาลและพี่ๆพยาบาลก็ทำหน้างงว่าผมเดินมาจากทางนี้ได้ยังไง ผมทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มแหย่ๆให้พี่ทุกคน เราเลี้ยวไปตามทางเดินที่นำไปสู่ห้องผม พี่พลักประตูเข้าไปอย่างแรง ปล่อยมือที่จับแขนเสื้อออก หันกลับมามองตาแข็ง

ผมเดินไปทิ้งตัวนั่งที่เตียง ก้มมองมือตัวเอง ที่จับกันแน่น อีกนิดเดียวแท้ๆ ผมไม่ได้หวังจะนั่งอยู่ในสตราบัคนานๆสักหน่อย ขอแค่สิบเอ็ดนาทีเอง เพราะนั่นคือเวลาเดียวกับที่ผมได้เจอพี่ก่อนหน้านี้ เวลาสั้นๆแต่ทำให้ผมมีความสุข 

ทั้งห้องยังคงตกอยู่ในความเงียบ ผมลอบมองพี่ ก่อนจะรีบหลุบตาลงเมื่อปะทะกับสายตาดุๆนั่น

“แบร์ก็รู้กฎดีไม่ใช่เหรอ” เสียงเรียบต่ำๆดังขึ้น

ผมไม่ตอบแต่เลือกที่จะพยักหน้า ผมรู้สิ รู้ดีด้วยก็ผมอยู่กับมันมาตั้งหลายเดือน

“แล้วลงไปทำไม จะไปไหน” 

“....”

“ตอบ”

“ผมแค่จะไปนั่งสตาร์บัคส์”

พี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเริ่มเดินไปเดินมา พี่ดูหงุดหงิด ทำไมกัน ผมทำผิดขนาดนั้นเลยเหรอ

“ทำไมพี่ต้องทำเหมือนมันผิดมากด้วย”

ผมพูดออกไปแล้ว และพี่ก็หยุดเดินและตวัดสายตามามองผม

“ก็มันผิดกฎไงวะ ถ้ามึงเดินออกไปแล้วเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง!”

ดวงตาผมเบิกกว้าง พี่ไม่เคยขึ้นเสียงกับผม

ไม่เคยขึ้นกูมึงกับผม 

“เกิดอะไรขึ้นคะ” คุณกานดาเดินเข้ามาพร้อมป้าจันทร์ มองผมที่น้ำตาเอ่อคลอ และพี่ที่ดูหัวเสีย พี่ไวท์เดินไปนั่งลงที่โซฟา เขายังคงมองผมด้วยสายตานั่น ผมปาดน้ำตาลวกๆ ขยับตัวขึ้นไปนั่งดีๆ มองอาหารที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้า 

“วันนี้ป้าทำผัดดอกกระหล่ำกุ้งสด กับแกงเลียงมาให้ค่ะ มีแอปเปิ้ลเขียวด้วย” 

ผมยิ้มขอบคุณ และเริ่มลงมือตักข้าวเข้าปาก คุณกานดาคงรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ดีเท่าไหร่ เธอถึงเลือกจะเดินออกไป ไม่อยู่เป็นเพื่อนผมเหมือนทุกที 

ผมพยายามไม่มองคนที่นั่งนิ่งที่โซฟา แม้รับรู้ว่าเขาจ้องมองผมอยู่ ความเงียบระหว่างเราเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ในแบบที่ผมชอบ

ความเงียบมีหลายแบบ

เงียบที่ทำให้ใจเต้น เงียบที่ทำให้หวาดกลัว และเงียบที่ทำให้รู้สึกเศร้าเสียใจ ผมคิดว่าความเงียบของผมกับพี่ตอนนี้มันคือสองอย่างหลัง

ผมรวบช้อน ดันโต๊ะออกแล้วเตรียมจะขยับตัวลุกลากโต๊ะไปเก็บ 

“กินผลไม้ไปด้วย” พี่พูด

ปกติผมเชื่อฟังพี่นะพี่ไวท์ แต่ไม่ใช่กับตอนนี้ ผมไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย ทั้งไอ้กฎบ้าๆ และความเป็นห่วงจนเกินไปของทุกคน ผมมองพี่อย่างท้าทาย และลุกเดินลากโต๊ะไปชิดผนัง และผมรู้ว่าทุกการกระทำของผมอยู่ในสายตาพี่

“เป็นอะไร ทำไมอยู่ๆก็ต่อต้าน”

“....”

“แบร์ ครั้งนี้แบร์ผิดนะ” ผมเดินไปหยิบหนังสือบนโต๊ะ นั่งหันหลังเปิดอ่าน ทำเหมือนว่าพี่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้กับผม ได้ยินเสียงพี่ถอนหายใจ และเสียงฝีเท้าที่มาหยุดยืนด้านหลัง “ไวท์ขอโทษที่เสียงดังใส่”

เสียงพี่ดูอ่อนลง และใจผมก็อ่อนตาม

“ทำไมผมถึงออกไปจากชั้นนี้ไม่ได้ ออกไปจากโรงบาลไม่ได้ ทำไมกันครับ”

ผมหันไปถาม ถามด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะเป็นอ้อนวอน

“มันดีกับแบร์”

ผมคาดหวังคำตอบแบบไหนกันนะ

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก ถ้าอยากกินอะไรบอกไวท์ ไวท์จะพยายามเอาเข้ามาให้”

“ครับ ขอโทษครับ”

พี่เดินไปหยิบจานที่มีแอปเปิลวางเรียนอยู่มาส่งให้ผม และผมก็รับมันมาจิ้มเข้าปากอย่างว่าง่าย 
สุดท้ายผมก็ยังคงต้องทำตามสิ่งที่ทุกคนบอกให้ผมทำอยู่ดี





ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ
#อยากกินคานาเล่ชิ้นนั้นครับ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ tantiya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
4

รัก,เพื่อน





ถึง แบร์

ไวท์จะไป แบร์ไม่ต้องห่วง ไวท์จะจับตามองเลยว่าหมอมีนทำอะไรให้แบร์เจ็บ ส่วนที่แบร์ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ไวท์จะย้อนกลับไปตอนไหน คำตอบนั้นมันชัดเจนขึ้นมาทันที แต่ไวท์คงบอกแบร์ไม่ได้ ขอให้รู้แค่ว่า ในช่วงเวลาที่ย้อนไปนั้น ไวท์จะกอดแบร์ กอดแน่นๆจนแบร์หายใจไม่ออก แล้วหลังจากนั้นมันคงยากที่จะปล่อยอดีตไป แต่ไวท์จะดื่มกาแฟแก้วนั้นก่อนที่มันจะเย็นชืด แล้วกลับมา กลับมาเพื่อบอกแบร์ ที่อยู่ตรงนี้ว่า ขอโทษนะ ขอโทษที่ไม่เชื่อและคิดน้อยเกินไป ขอโทษที่ปกป้องแบร์ไม่ได้ ขอโทษที่ทำให้แบร์ต้องเจ็บปวด

รักที่สุด ไวท์



ผมมองจดหมายที่พึ่งเขียนเสร็จ ก่อนจะขยำมันทิ้ง แล้วเริ่มลงมือเขียนใหม่อีกครั้ง ตัดความทุกข์และความเศร้าโศกของความรู้สึกผิดของผมออกไป ให้เหลือเพียง ว่าผมจะไปหาเขาแน่นอน และตอบคำถามของเขาใหม่ ว่าผมคงย้อนเวลากลับไปในช่วงที่เรายังเป็นเพื่อนบ้านกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันคือเรื่องโกหก ที่แบร์คิดไปเองและผมก็เลือกที่จะปล่อยให้เขาเชื่อแบบนั้น

“พรุ่งนี้พวกกูขึ้นไปเยี่ยมแบร์ด้วยได้มั้ย”

“ไม่ได้”

เอ่ยเสียงเรียบตอบคนที่นั่งมองผมเขียนจดหมายให้แบร์อยู่ข้างๆ พวกมันพยักหน้ารับรู้เรานั่งกันอยู่ที่หน้าลิฟต์ชั้นเก้า เมื่อเดือนก่อน ผมพลาดครั้งใหญ่

หลังเลิกเรียน ผมก็ตรงดิ่งมาที่โรงบาลเหมือนทุกครั้ง รถที่ติดยาวตั้งแต่หน้ามอ กินเวลาให้ผมอยู่บนท้องถนนนานเกือบสองชั่วโมงตอนที่ผมเข้าไปหาแบร์ ท้องฟ้าก็มืดสนิท และหมดเวลาเยี่ยมแล้วด้วยซ้ำ แต่คุณกานดาใจดีกับผมเสมอ ผมเลยได้เข้าไปหาเขา เป็นกรณีพิเศษ

เขานอนอยู่บนเตียง ดวงตาปิดสนิทลอบมองใบหน้าเรียวที่มีแก้มน่าบีบแพขนตางอนยาว และริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่ยกยิ้ม และผมก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้เขาดูน่ารักมากในสายตาผม

ผมรู้ รู้ว่าไม่ควรเข้าใกล้เขามากเกินไป รู้ว่าผมไม่ควรทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ แต่ถึงจะรู้ ผมก็ยังโน้มตัวลงไปหาเขา และจูบสัมผัสแผ่วเบาที่หน้าผากมน แค่นั้น

แต่นั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะพี่ไบร์ทเดินออกมาจากห้องน้ำและเห็นว่าผมทำอะไรหลังจากนั้น ผมก็โดนห้ามไม่ให้เข้าเยี่ยม เหลือเพียงการเขียนโต้ตอบกันทางจดหมายเท่านั้น แบร์จะเขียนเล่าเรื่องในแต่ละวันมาเสียบในกล่องให้ผม และผมจะมาตอบกลับในช่วงเย็น ผมยอมรับมันไม่ได้แย่ อย่างน้อยผมยังรับรู้เรื่องต่างๆของเขา แต่มันคงดีกว่านี้ถ้าผมได้เห็นใบหน้าและรอยยิ้มของเขาด้วย

แต่ทำไงได้ผมห้ามใจไม่ได้เอง

ผมเอาจดหมายขึ้นไปหย่อนในกล่อง พรุ่งเช้าแบร์คงได้เปิดอ่าน เดินกลับมาหาเพื่อนทั้งสองคนที่ยืนรออยู่หน้าลิฟต์

“แบร์มันเป็นไงบ้างวะ”

“พวกมึงก็อ่านในจดหมายแล้วหนิ พรุ่งนี้มันต้องเจอหมอมีน”

“แล้วมึงจะเข้าไปดูมันมั้ย”

“ไป”

ผมไปทุกครั้ง ผมอยู่ใกล้ตัวเขาเสมอ

เขาอาจไม่เห็นผม แต่ไม่ได้แปลว่าผมไม่อยู่กับเขา

มีแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว ครั้งเดียวที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

“แล้วเมื่อไหร่พวกกุจะได้เยี่ยมมันสักทีวะ”

“ไม่รู้ มึงก็เห็น กูเองก็โดนห้าม”

หันไปตอบไอ้เคนที่ขึ้นเสียงหงุดหงิดใส่ผมเองก็หงุดหงิดไม่ต่างจากมันหรอก

“ใจเย็น แล้วมันยังเรียกมึงว่าพี่อยู่อีกเหรอ” ไอ้บูมเพื่อนผมอีกคนถามขึ้น

“อืม”

ผมยังจำได้ หลังจากผ่านเทศกาลเฉลิมฉลองเข้าปีใหม่ที่โหดร้ายสำหรับผม ได้ไม่กี่วัน ผมก็ได้รับสายจากพี่ไบร์ท

‘น้องกูฟื้นมาสองวันแล้ว’

‘กูคุยกับพ่อให้แล้ว มึงมาเยี่ยมน้องกูได้’

ทันทีที่ได้ยิน ผมไม่รู้ผมพูดขอบคุณไปกี่ครั้ง แต่รู้ว่าน้ำตาผมไหลลงมาไม่หยุดด้วยความดีใจ

เขายังอยู่กับผม

‘แต่กูมีเรื่องต้องบอกมึง ก่อนมึงจะเจอน้องกู แบร์มันจำเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ได้’

‘พี่ว่าไงนะ’

‘พ่อบอกว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเอง นอกจากผลกระทบจากฤทธิ์ยา ตอนนี้มันมีอาการของdissociative amnesia แบบ localized’

‘ผมไม่เข้าใจ พี่อย่าพูดศัพท์หมอกับผมดิวะ แบร์เป็นอะไร!’

‘อย่ามาขึ้นเสียงกับกูนะ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมึงน้องกูก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก’

เหมือนมีค้อนแข็งๆทุบหัวผม

‘มันเป็นหนึ่งในอาการของ DID หรือโรคหลายบุกคลิก แต่เรายังไม่รู้ว่าตอนนี้บุกคลิกที่เปลี่ยนไปร้ายแรงแค่ไหน’

‘พี่ แบร์มัน’

‘ฟังกูให้จบก่อนสิวะสิ่งที่น้องกูเจอทำให้น้องกูไม่อยากจำ ดังนั้นตอนนี้แบร์มันคิดว่ามันอายุแค่ 15 และแบร์ในอายุ15 ยังไม่รู้จักมึง’

‘พี่’

‘กูใจดีให้มึงเจอแบร์ แต่ไม่ได้หมายความว่า กูจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น มึงเจอน้องกูได้แต่อย่าทำให้แบร์ตกใจหรือพยายามรื้อฟื้นอะไร’

‘แต่ผม’

‘มึงไม่สงสารน้องกูเหรอวะ กูไม่ได้จะให้น้องกูลืมไปตลอดยังไงเราก็จะค่อยๆรักษาแต่เราต้องให้เวลาแบร์ด้วย กูเองก็อยากได้น้องกูคนเดิมกลับมาเหมือนกัน’

ผมไม่เชื่อ ไม่อยากจะเชื่อ จนกระทั่ง

ผมเห็นสายตาว่างเปล่าที่มองผม

เห็นเขาส่ายหน้าปฏิเสธว่ารู้จักผม การถูกลืมมันเป็นแบบนี้เองสินะ

เขาเรียกผมว่าพี่ และผมก็ปล่อยให้เขาเข้าใจแบบนั้น โคตรโกรธตัวเองเมื่อเขาขยับตัวถอยหนีมือผม

ถึงพี่ไบร์ทจะบอกว่าผมห้ามทำอะไร เพื่อให้แบร์จำผมได้ ก่อนที่จะเข้ารับการรักษา แต่ผมก็ยังคงเป็นผม ดื้อด้านและเห็นแก่ตัวผมนอนคิดทั้งคืน ว่าผมควรทำยังไงดี แล้วผมก็คิดออก เราชอบอ่านหนังสือ และมักแชร์หนังสือที่อ่านด้วยกัน ถ้าผมจะทำแบบนั้นอีกครั้งกับเขาในอายุสิบห้า มันก็น่าจะดี

เขาอาจจำผมไม่ได้แต่เขาต้องจำหนังสือที่เราอ่านด้วยกันได้บ้างสิ

เล่มแรกที่ผมเลือก แน่นอนมันต้องบอกความรู้สึกผมที่ชัดเจนที่สุด ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก

Love, Rosie

ถูกมอบให้กับเขา ผมอยากให้เขารับรู้ ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาจะมีผมเป็นเพื่อน ที่รักเขาเสมอ

“ไอ้ไวท์!”

“เออ ตะโกนทำไม”

“เหม่ออะไรวะ”

“มึงควรนอนบ้างนะ ถ้ามึงล้มไปอีกคน พวกกูก็ไม่ไหวนะเว้ย”

ผมมองเพื่อนทั้งสองคน ไอ้บูมกับไอ้เคน พวกมันเองก็รู้สึกแย่กับสิ่งที่เกิดขึ้น แค่เพราะเราประมาท โง่เขลา และคิดน้อยเกินไป

“เดี๋ยวกูขับเองมึงไปนั่งข้างหลังเหอะ” ผมพยักหน้าโยนกุญแจไปให้ไอ้บูม เปิดประตูรถขึ้นไปนั่งแล้วหลับตาลงพักสายตา ก่อนเสียงไอ้คินจะดังขึ้น หลังรถเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้า

“ทำไมไอ้แบร์มันกลัวหมอมีนวะ”

“คราวที่แล้วมึงเข้าไปดูมาหนิ หมอทำไรมัน” ไอ้บูมเอ่ยถาม

“ทำจิตบำบัด”

“ยังไง”

แล้วผมก็พลันนึกถึงภาพในวันนั้น ที่ไหลย้อนกลับเข้ามาเหมือนไม่เคยหายไปจากความทรงจำผม ผมเริ่มเล่าให้เพื่อนทั้งสองคนฟัง เมื่อเดือนก่อน ครอบครัวแบร์ได้คุยกันว่าถึงเวลาที่ควรจะต้องให้เขายอมรับความจริง และกลับมาเป็นแบร์คนเดิมในวัย20ปี

การคุยกันครั้งนั้นทำให้อาทิตย์ต่อมาเขาก็ได้เจอหมอมีน และผมก็อ้อนวอนพี่ไบร์ทจนได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

ภายในห้องสีขาวสะอาดขนาดยี่สิบเอ็ดตารางเมตรมีเก้าอี้ปรับนอนที่ดูนุ่มสบายตั้งอยู่กลางห้องข้างกันมีเก้าอี้นุ่มอีกตัวที่เล็กและตั้งตรงกว่ารอบๆห้องมีตู้หนังสือที่มีหนังสือเรียงกันแน่นภาพทุ่งดอกไม้สีขาวถูกใส่ในกรอบไม้และแขวนอยู่ที่กำแพงข้างตู้หนังสือโต๊ะไม้ถูกจัดวางอยู่ไม่ห่างต้นลิ้นมังกรและมอนสเตร่าชูช่อกิ่งก้านแต่งแต้มให้ห้องนี้ดูสดชื่นและอบอุ่นชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย

หากแต่ ความอบอุ่นและเป็นมิตรนั้น ไม่ได้ช่วยให้เขาผ่อนคลายได้เลย

ทันทีที่หมอมีนเริ่มการรักษา เราไม่ได้ยินอะไรจากเขานอกจากเสียงสะอื้น

เขาไม่พูด ไม่ตอบ และเอาแต่ร้องไห้ ตัวเขาสั่นเทา ผิวที่ขาวอยู่แล้วก็ดูจะขาวซีดมากขึ้นอีก ถึงแม้อยู่ในภาวะที่ส่วนลึกที่สุดของจิตใจที่ง่ายต่อการเปิดเปลือย แต่เขาก็ยังคงปิดกั้นมัน ผมมอง และฟัง หมอมีนพยายามพูดคุยให้เขาผ่อนคลายลง ปลอบโยนบอกเขาว่าเขาปลอดภัย และเขาไม่ได้เผชิญกับมันเพียงลำพัง

ความพยายามนั้นเกิดขึ้นเกือบ30นาที แต่เมื่อแบร์ยังคงร้องไห้ และเริ่มมีอาการชักเกร็งมากขึ้นหมอมีนก็ยกมือบอกเรา ว่าการรักษาครั้งนี้คงต้องจบลงหลังจากนั้นแบร์ก็ลืมตาอีกครั้ง และใช่เขาคือแบร์ น้องชายข้างบ้านของผม

พรุ่งนี้เขาจะต้องเข้ารับการรักษาอีกครั้ง และเขาต้องการผมดังนั้นผมจะไปแน่นอน ผมไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเขาเจ็บปวดลำพัง



อีกแล้ว ผมไปไม่ทัน อีกแล้ว

กว่าผมจะออกจากมอได้ ก็เป็นเวลาที่แบร์เข้าไปในห้องหมอมีนแล้ว พี่ไบร์ทดูหัวเสียที่ผมส่งข้อความไปบอกว่าผมคงไปถึงช้ากว่าที่ตั้งใจกว่าผมจะมาถึงโรงบาลก็เลยไปหลายชั่วโมง ผมตรงดึ่งขึ้นไปที่ชั้นสิบ และเจอเข้ากับครอบครัวเขา

“มึงมาไม่ทัน” พี่ไบร์ทพูดเสียงขุ่น

“จาร์ยปล่อยช้าอะพี่ ขอโทษครับ แบร์เป็นไงบ้าง”

“ครั้งนี้หมอมีนถามเรื่องทั่วๆไป สร้างความคุ้นเคยก่อน เพราะจากที่ไวท์บอกแบร์อาจจะกลัวและยิ่งไม่ให้ความร่วมมือ” พ่อแบร์หันมาพูดกับผมด้วยท่าทางใจดี

“เขาโอเคใช่มั้ยครับ”

“อืม แต่เหมือนจะงอนๆอยู่นะ เข้าไปหาสิ”

“ไม่ได้!”

“แกจะหวงน้องทำไม น้องมันต้องการเพื่อน”

“ไบร์ทไม่ให้ มันมาช้าเอง”

“ไปเถอะ” พ่อหันมาพูดกับผม ผมมองพี่ไบร์ทอย่างลังเล ก็ผมมันคนมีความผิดติดตัว ดูแลน้องเขาไม่ดี ก็ไม่แปลกที่พี่เขาจะไม่ชอบผม ผมยังคงยืนละล้าละลัง ตอนที่หางตาเห็นคนตัวเล็กหันตัวเดินหนี ความเกรงใจผมหายไปทันที รีบสาวเท้าตามคนตัวเล็ก ได้ยินเสียงไล่หลังของพี่ไบร์ทดังตามมา

“กูให้แค่10นาทีนะเว้ย”

น้อยจัง เวลาที่กูกับมึงได้มันน้อยแบบนี้ตลอดเลยเหรอวะแบร์ งั้นกูขอเพิ่มได้มั้ย อีกแค่นาทีเดียว แค่นาทีเดียวก็ยังดี



*



“ไอ้แบร์แม่งอย่างซ่า” ไอ้เคนยิ้มขำอย่างสนุกกับเรื่องที่ผมพึ่งเล่าวีรกรรมของไอ้คนตัวเล็ก ที่ห้าวหนีออกจากชั้นแค่เพราะอยากไปนั่งสูดกลิ่นวานิลาในสตาร์บัคส์

“ไม่ตลก”

“มึงก็เครียดเกินไป กูยังคิดเลยอย่างแบร์มันจะอยู่ในกรอบเด็กดีได้นานขนาดไหนกัน คนรักอิสระแบบมันทนมาได้เป็นเดือนๆนี่ก็น่าทึ่งแล้ว” ไอ้เคนยังคงพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนที่เสียงเรียบๆของไอ้บูมจะดังขึ้น และมันก็ค่อยๆหุบยิ้มลง

“มึงกลัวมันเจอไอ้เหี้ยนั่นสินะ”

“อืม”

“แต่เรื่องที่ไอ้แบร์รักษาตัวอยู่ที่นี่ก็ไม่มีใครรู้นะเว้ย คงไม่เจอง่ายๆหรอกมั้ง”

“กูไม่ไว้ใจ จนกว่าจะจับตัวมันได้”

แล้วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ

“มึงบอกพี่ไบร์ทยัง”

“เรื่องอะไร? ที่หนีลงมาอะนะ”

“เออ”

“ยัง แค่นี้แบร์ก็แทบขยับตัวไปไหนไม่ได้แล้วถ้าพี่ไบร์ทรู้มีหวังขังอยู่แต่ในห้อง”

“ดีแล้ว/แต่กูว่ามึงต้องบอก” ผมมองมันสองคนที่คิดไม่เหมือนกัน

“ไอ้บูมม มึงจะบอกพี่ไบร์ททำส้นตีนอะไร”

“ต้องบอก ถ้าไอ้แบร์มันเกิดทำอีก หรือมีอะไรเกิดขึ้นตอนเราไม่อยู่ เราจะช่วยมันไม่ทัน”

“......” ผมนึกตามคำพูดไอ้บูม ถ้าวันนี้จารย์ไม่ยกคลาส และผมไม่เข้าไปหาเขาเร็ว ผมก็คงจะไม่รู้ว่าเขาแอบหนีลงมา และครั้งต่อไปแบร์ก็อาจจะทำอีก

“เราคงไม่โชคดีแบบนี้ทุกครั้ง มึงต้องบอก กูว่าพี่มันก็คงไม่ถึงกับขังไอ้แบร์หรอก”

“อืม กูจะลองคุยดู”

“งั้นมึงคุยเรื่องให้พวกกูเข้าเยี่ยมด้วยดิ กูคิดถึงมันน” ไอ้เคนเขย่าแขนผมไปมา

“เออๆแต่ไม่รับปากว่าจะได้มั้ยนะ”

ผมลุกเดินเข้าห้องตัวเอง ไปนั่งลงที่ปลายเตียงล้วงหยิบจดหมายที่พับในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดอ่าน ผมว่าการเขียนจดหมายของเราตอนนี้มันกลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว ถึงช่วงสองสามวันมานี้ผมจะได้เจอเขาบ่อยมากขึ้น แต่เขาก็ยังคงเขียนเล่าความรู้สึกในแต่ละวันของเขาให้ผมเสมอ ซึ่งผมชอบนะ

เพราะเขาเขียนให้แค่ผม และทุกครั้งที่อ่านผมก็รู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษ

ผมเริ่มอ่านจดหมาย ที่ขึ้นต้นว่า ถึง พี่ไวท์

ทุกครั้งที่ผมอ่าน ใจผมจะโห่ร้องว่าไม่ ไม่ใช่ กูไม่เคยเป็นพี่มึง และไม่อยากเป็นพี่ด้วย ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เขาบอกว่าเขาฝัน เขาเห็นตัวเองร้องไห้อย่างเจ็บปวด ตอนแรกเขามั่นใจว่ามันเป็นแค่ฝันร้ายทั่วๆไปที่จะจางหายไปทันทีที่ลืมตาตื่น แต่มันไม่ใช่ มันทิ้งบาดแผลไว้ที่ข้อมือเขา(พรุ่งนี้ผมจะให้คุณกานดาช่วยดูว่ารอยที่แบร์เล่ามานั่นคืออะไร)และเขาก็บอกว่ามันคงดีถ้าได้เค้กอินทาผาลัมสักชิ้นมาช่วยให้ฝันร้ายที่เขายังไม่ลืมนั่นเบาบางลง

ผมอดยิ้มไม่ได้กับข้อความที่อ่าน แบร์ก็ยังคงเป็นแบร์ มีลูกเล่นและชั้นเชิงเสมอ เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่อยากลองหนีออกไป ผมคิดว่าความรู้สึกอยากหลบหนีคงเกิดขึ้นหลังจากการเขียนจดหมายฉบับนี้

ผมอ่านข้อความลงท้ายที่ทำให้ผมอบอุ่นใจตลอด

รักพี่นะ , แบร์

“กูก็รักมึง” เสียงผมดูแหบพร่า

ผมกลายเป็นคนพูดคำว่ารักได้ชินปาก จนบางครั้งมันก็ดูหลุดออกมาง่ายดายเกินไป

แต่จะมีใครรู้

กว่าผมจะกล้าพูดออกมา ก็ตอนที่ผมไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเขาเลย

ผมพับจดหมาย เดินไปที่โต๊ะหยิบกล่องเหล็กลวดลายดอกไม้สีหวานที่ครั้งหนึ่งเคยมีคุกกี้เนยอัดแน่นเติมกล่อง เปิดฝาออก มองซองจดหมายสีเหลืองที่อัดแน่น ผมอาจต้องหากล่องใหม่มาใส่ ถ้าเรายังคุยกันผ่านจดหมายทุกวัน

วางซองล่าสุดของวันลงไปแล้วกดปิดฝาให้แน่ใจว่ามันจะไม่เด้งออกผมได้กล่องนี้มาจากแบร์ นอกจากใบนี้ก็ยังมีอีกสองสามใบที่เขาเอามาทิ้งไว้ห้องผม และเอาไปแค่คุกกี้ด้านในกล่อง

ผมกดโทรหาพี่ไบร์ท ยืนรอสายพลางคิดว่าผมควรจะพูดยังไงดี หลังจากรอสายไม่นานพี่ก็รับเสียงห้วน

[มีไร]

“พี่วันนี้ผมเจอแบร์ที่หน้าลิฟต์ชั้นหนึ่ง” ผมพูดเข้าประเด็นทันที

[ห๊ะ!แล้วไมมึงพึ่งมาบอก]

“กลัวพี่ขังมันเลยลังเล แต่พี่ไม่ต้องห่วงผมเตือนมันไปแล้ว และอยู่เฝ้าจนมันหลับ ถึงกลับออกมา”

[ใครให้มึงไปเฝ้าน้องกูแต่ช่างเหอะ ไงก็ขอบใจที่บอก]

“พี่จะไม่ทำไรมันใช่มั้ย”

[ก็คงต้องคุยกันหน่อยแต่กูไม่รุนแรงกับน้องกูอยู่แล้ว]

"ครับ"

[เออ ไอ้ไวท์ อีกสองสามวัน พ่อจะให้แบร์มันเจอหมอมีนอีก และครั้งนี้คิดว่าคงจะเริ่มบำบัด กูว่ามึงควรมา ถึงกูจะไม่ค่อยชอบมึง แต่น้องกูคงอยากให้มึงอยู่]

“วันไหนแล้วกี่โมงอะพี่”

[ยังไม่รู้รายละเอียดแน่นอน ถ้ารู้จะบอก คราวนี้มึงก็ช่วยมาให้ตรงเวลาด้วย]

“ครับขอบคุณนะพี่”

[เออ และก็กูยังเกลียดมึงอยู่ แต่พ่อบอกให้มึงเข้าไปเยี่ยมแบร์ได้ปกติ ถึงกูจะไม่อยากให้มึงเข้าใกล้น้องกูก็เหอะ]

"ผมจะไม่พลาดทำแบบนั้นอีก"

[ให้มันจริง]

"พี่เชื่อใจผมดิ ผมไม่เคยทำร้ายแบร์"

[เออ แค่นี้]

ถึงมันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ผมก็ดีใจที่ผมจะเข้าไปหาเขาในทุกวันได้เหมือนเดิมทิ้งตัวลงนอนทั้งชุดนิสิตที่ไม่เรียบร้อยนักและพยายามข่มตาให้หลับ หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีสักคืน ไม่มีเลย ที่ผมจะไม่ฝันเห็นใบหน้าที่ร้องเรียกชื่อผมทั้งน้ำตา

วันนี้ตอนผมเห็นคนตัวเล็กเดินออกมาจากลิฟต์ ยอมรับ ใจผมกระวนกระวาย หวาดระแวงและกลัวไปหมด ถ้าไอ้เหี้ยนั่นมันยังตามเขาอยู่หละ หรือถ้าเขาเกิดน้ำตาลต่ำขึ้นมา ในเสี้ยวนาทีนั้น ทุกอย่างที่เป็นเรื่องแย่ๆประดังประเดเข้ามาในหัวผม แล้วความกลัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความโมโห จนผมเผลอตวาดใส่เขา

แววตากลมโตที่สั่นไหวและเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสๆยังติดตาผมอยู่ถึงสุดท้ายทุกอย่างจะกลับมาปกติแต่ให้ตายสิ รู้สึกผิดชะมัด น่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีกว่านี้

เริ่มคิดหาวิธีที่ผมจะเอาเค้กที่เขาต้องการเข้าไปให้ยังไงดี เพื่อที่พรุ่งนี้เมื่อของไปถึงมือคนรับและเขาเปิดออก ผมจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างของเขาด้วยตาของผมเอง



*





ขอพูดถึงชื่อตอนของตอนก่อนหน้า ที่มีโผล่เข้ามาในช่วงต้นของตอนนี้ด้วย 'สิบเอ็ดนาที'เป็นชื่อหนังสือของPAULO COELHO เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของโสเภณีคนหนึ่ง ในหนังสือได้พูดไว้ประมาณว่า11นาทีก็คือช่วงเวลาที่มีเซ็กส์กันและจบไปในขณะที่ตัวเอก กลับมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวนั่นมี11นาทีเกิดขึ้นเสมอ และสำหรับเธอช่วงเวลา11นาทีนั่นมันคือ 'ความรัก'

ก็เลยเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ว่าช่วงเวลาของความสัมพันธ์ที่ดูน้อยนิดและไร้ค่าหรือธรรมดาสำหรับคนอื่น แต่กับบางคนมันมีค่าต่อจิตใจ

#อยากกินคานาเล่ชิ้นนั้นครับ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด