ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5  (อ่าน 5514 ครั้ง)

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


6 โมงเช้า…



“อ้าว! พี่สิง พี่เดช ไอ้พล ลงมารวมตัวกันเช้าเชียว” ธันวาร้องถามเจื้อยแจ้ว เมื่อเห็นรุ่นพี่และเพื่อนคนสนิท นั่งกินอาหารเช้ากันอยู่ในแคนทีน “ลุงเพชรครับ ขอเหมือนเดิมเซ็ทหนึ่ง” แล้วก็หันไปอ้อนขอของตัวเองกินบ้าง



“ไม่เช้าแล้วไอ้เตี้ย นายท่านจะออกแปดโมง ไม่ให้พวกกูมากินตอนนี้จะให้ไปกินตอนไหน? ” พลตอบขึ้นขณะเคี้ยวไส้กรอกในปากตุ้ยๆ



“หืม? นายท่านจะไปไหนอ่ะ คุณดินไปด้วยหรือเปล่า? เออๆ สงสัยกูต้องเตรียมตัวด้วยแล้ว” ได้ยินแบบนั้นธันวาก็กระตือรือร้น เพราะคิดว่านายใหญ่อาจพาว่าที่หงส์ไปเรียนรู้อะไรอีก



“คุณดินไม่ได้ไปด้วยหรอก นายท่านต้องไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่ของท่านเควิ่นกับท่านบารอสที่เนวาด้าน่ะ” สิงหารุ่นพี่ใหญ่ช่วยออกปากตอบให้



“อ๋อ ขอบคุณฮะพี่สิง นายท่านนี่งานยุ่งตลอดเลยจริงๆ …โอ๊ะ ขอบใจนะจ๊ะมิเชล” ธันวาเปรย ก่อนส่งยิ้มหวานให้สาวใช้วัยละอ่อนคนหนึ่งที่ยกชุดอาหารเช้าพร้อมกาแฟถ้วยโปรดมาให้



สาวน้อยยิ้มเขินอายที่ถูกเต๊าะแต่เช้า ก่อนจะตกใจเพราะเสียงร้องโหยหวนของธันวาที่จู่ๆ ก็แหกปากร้องขึ้น



“โอ้ยยยยย เย็นนนนน!!!!! ”



ไม่ร้องเปล่าลุกขึ้นมาเต้นเป็นลิงโดนเจ้าเข้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจของเพื่อนรัก



“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สมน้ำหน้า กล้าซ่ามาม่อน้องมิเชลกูดีนัก! ”



“ไอ้สัตว์เอก! ซี้ดด เอาน้ำแข็งใส่หลังกูไอ้เวร! ” ธันวาก่นด่าพร้อมหาทางเอาน้ำแข็งด้านหลังออก แต่ดันติดกับเสื้อไหมพรมที่ใส่อยู่



“มามา กูเอาออกให้ เล่นเป็นเด็กเลยนะพวกมึงเนี่ย” วิเชียรเดินเข้ามาทันเห็นเหตุการณ์พอดีจึงรีบออกตัวไปช่วยเพื่อน



สภาพความวุ่นวายอุตลุดนั้นคล้ายเป็นความปกติธรรมดาไปแล้วสำหรับคนอื่นๆ เพราะพวกรุ่นพี่รู้ดีว่าพวกบอดี้การ์ดรุ่นเด็กอย่างธันวากับเอกนั้นก็มีนิสัยซุกซนตามประสาวัยหนุ่ม จะมีพลที่นิ่งหน่อยกับวิเชียรที่ดูจะมีความคิดความอ่านโตสุดในรุ่น ส่วนธันวากับเอกนั้นก็อย่างที่เห็น



“โอ้ยยย ซี้ดดดด รีบเอาออกเลยไอ้เชียร กูเย็นหลังไปหมดแล้วเนี่ย! ฝากไว้ก่อนนะไอ้เอก เดี๋ยวมึงเจอกูแน่!! ” หันหลังให้เพื่อนอีกคนพลางคาดโทษเพื่อนอีกคนไปด้วย



เสื้อสูทถูกเปิดขึ้น ก่อนที่เสื้อไหมพรมตัวหนา มือใหญ่ล้วงเข้าไปควานหาให้แล้วพบว่าน้ำแข็งก้อนนั้นมันอยู่ในเสื้อเชิ้ตอีกชั้น จึงใช้อีกมือดึงชายเสื้อเชิ้ตบางออกจากกางเกงให้แล้วล้วงเข้าไปอีกครั้ง



“โหอยู่ในเสื้อเชิ้ตเลยเหรอวะ? หืมมม ไอ้เอก! ” ธันวาคาดโทษเอกที่ยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ตรงหน้า มืออุ่นนั้นทำเอาธันวาสะดุ้งเล็กน้อย เพราะแตะโดนผิวเนื้อโดยตรง



บรรยากาศในห้องเงียบกริบ ทุกคนหันมามองที่บอดี้การ์ดร่างจ้อยเป็นตาเดียว ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ทันสังเกต



น้ำแข็งถูกนำออกจากแผ่นหลังในที่สุด ธันวาจึงหันไปขอบอกขอบใจเพื่อนรักในทันที



“โหย ขอบใจมากเลยไอ้…เชียร……………..”



ธันวานิ่งค้างเมื่อเห็นว่าเพื่อนที่ตนกำลังเอ่ยปากขอบใจอยู่นั้นยืนห่างออกไปพอสมควร และคนที่เพิ่งเอาน้ำแข็งออกจากแผ่นหลังให้เมื่อครู่นั้นคือ…



“….พี่…นพ? ” ธันวาเผลอครางชื่ออีกฝ่ายออกมา ด้วยอาการอึ้ง



มานพยังคงหน้านิ่งขณะหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาแล้วอ้อมไปซับตรงหลังให้ในท่าทางคล้ายโอบกอด



“……….!!!!!!!!?????????????? ...........” เงียบอึ้งกันไปทั้งห้องกับภาพตรงหน้า ที่พี่ชายร่างใหญ่โตอย่างมานพดึงน้องชายร่างจ้อยอย่างธันวาเข้าสู่อ้อมแขนในท่าเผชิญหน้ากันแล้วเอื้อมมือไปเปิดเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นเพื่อสอดมือที่ถือผ้าเช็ดหน้าของตนเข้าไปซับเช็ดคราบน้ำแข็งให้อย่างอ่อนโยน



ไม่ใช่เพียงทุกคนในห้องนั้นที่อึ้ง



เพราะธันวาเองยิ่งอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้มากกว่า อึ้งเสียจนไม่สามารถบังคับร่างกายให้ขยับหนีจากอ้อมกอดนี้ได้เลย







“อ๊ะ! ” ในที่สุดสติก็กลับคืนสู่ธันวา ร่างเล็กรีบใช้สองมือผลักอกมานพออกห่างเบาๆ พลางบอก "ไม่เป็นไร"



ผลักผู้กระทำออกไปได้ ตัวเล็กก็ได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาคนตรงหน้า และแน่นอนว่าในสภาพใบหน้าแดงเห่อไปหมดนี้ก็ไม่อาจหาญกล้าสบตาใครคนอื่นในห้องนี้ได้เช่นกัน ธันวาจึงตัดสินใจเดินจ้ำอ้าวหนีออกไปจากห้อง โดยมีเชียรวิ่งตามไป



ในห้องยังคงเงียบอึ้ง แม้ธันวาจะวิ่งห้อหนีไปแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าขยับกันเพราะรอดูอาการของมานพที่ยังคงยืนนิ่งมองไปทางประตูอยู่ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่นั้นจะเดินมาสั่งอาหารเช้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น



“เหมือนเดิมครับลุงเพชร”



แล้วก็นั่งกินกาแฟดำกับขนมปังปิ้ง ทำราวไม่รู้ร้อนหนาวกับสายตาอยากรู้อยากเห็นจากรอบด้าน







“มันอะไรยังไงวะไอ้ธัน มึงบอกกูมาดิ? ”



วิ่งตามมาทันได้วิเชียรก็รีบคาดคั้นเพื่อนรักทันที



“ไม่มีอะไร” ธันวาตอบอิดออด ไม่ยอมสบตาเพื่อนที่จ้องเขม็ง



“อย่ามาลีลา พี่นพทำแบบนั้นกับมึงไม่ใช่เรื่องปกติ” วิเชียรยังไม่ยินยอม



“……………………..” แต่ธันวาใช้มุขเงียบ มองลมมองฟ้า ชมนกชมไม้ พลางพูดนอกเรื่องไปเรื่อย “เออ วันนี้ฟ้าใสดีเนอะ หิมะคงไม่ตก”



“อย่ามาเฉไฉไอ้นี่! เกิดอะไรขึ้นระหว่างมึงกับพี่นพกันแน่วะ? คราวที่แล้วที่พี่เขาวิ่งตามมึงออกไปพวกกูคิดว่าเขาจะไปหาเรื่องมึง แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ใช่ไหม? มึงมีความลับอะไรไม่บอกกูหะ? ” วิเชียรเค้นคอเพื่อน



“โอ้ย ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ มึงยืนดีๆ เลยเดี๋ยวนายท่านจะลงมากินข้าวแล้ว” แต่ธันวาก็ยังคงปากแข็ง



รู้สึกผิดกับวิเชียรไม่น้อย แต่เขาก็ไม่อาจปริปากเรื่องความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนนั้นให้ใครฟังได้ เขาไม่ได้กลัวอับอาย แต่กลัวเหลือเกินว่าจะไปทำให้มานพเสียหาย



ไม่อยากเป็นรอยด่างพร้อยในชีวิตของอีกฝ่าย…





และเพียงครู่เดียวก็เหมือนโชคจะเข้าข้างธันวาอยู่บ้าง เพราะดนัยกับบดินทร์ลงมาทานข้าวเช้าพอดี จึงหมดเวลาคุยนอกเรื่องของเหล่าบอดี้การ์ดในที่สุด



ธันวาเพื่อนรักหนีไปยืนใกล้เพื่อให้บริการหงส์ของพรรคอย่างบดินทร์ จึงทำให้วิเชียรทำได้เพียงมองเพื่อนด้วยความฉงนสงสัยเท่านั้น เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างมานพกับธันวากันแน่ เรื่องอะไรที่สามารถทำให้คนแค้นฝังหุ่นอย่างมานพยอมอ่อนลงได้ถึงขนาดนั้นกัน?



คิดถึงเรื่องของเพื่อนพาลสายตาเหลือบเห็นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารของนายเหนือทั้งสอง ดนัยและบดินทร์ที่เมื่อก่อนบนโต๊ะใหญ่นี้ต้องจัดอหารถึงสองชุดแยกกันเพราะหงส์นั้นไม่ยอมนั่งใกล้มังกรเด็ดขาด ครั้นเวลาผันผ่าน ความสัมพันธ์ของคนเราก็เปลี่ยนไป ในที่สุดหงส์คนนี้ก็ยินยอมอ่อนลงให้มังกรจนยอมนั่งข้างกันในยามเช้าบนโต๊ะอาหารนี้



และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็คงเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขาด้วยเช่นกันสินะ



ประเด็นคือ…



ความเปลี่ยนแปลงนั้นมันเกิดจากอะไรกันล่ะ?







เวลาเกือบแปดโมง ดนัยร่ำลาหงส์ของตนเพื่อออกไปทำงานสำคัญ ฝากฝังให้ธันวา วิเชียรและเอก เป็นคนอยู่ดูแลพร้อมสมุนคนอื่นอีกหลายร้อยชีวิต ให้จับตาดูแลหงส์คนใหม่ให้ดี เพราะช่วงนี้ยังคงอันตราย



ทุกคนรับคำ จากนั้นเดินออกไปน้อมส่งมังกรของพรรค บดินทร์ช่วยจัดชุดสูทให้ดนัยก่อนเดินทาง พลางหยิบเสื้อโค้ทตัวหนาจากสาวใช้เดินตามไปส่งดนัยถึงในรถ ระหว่างนั้นวิเชียรก็สังเกตเห็นว่ามานพนั้นยืนจ้องธันวาเพื่อนเขาไม่วางตา แถมยังจ้องในเชิงที่ไม่ใช่ความโกรธเกลียดเคียดแค้นอย่างที่เคยเห็นมาตลอด แต่เป็นสายตาร้อนแรงเสียจนคนถูกมองอย่างธันวายังรู้สึกตัว แล้วก็ก้มงุดหลบสายตานั้นไปไม่กล้าสบตาตอบ



อกวิเชียรในตอนนี้แทบระเบิดออกมา



‘มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะไอ้ธัน!? ’







คาราวานรถกันกระสุนรอบคันของมังกรพรรคเคลื่อนพลออกไปเพื่อไปขึ้นเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่สนามบินใกล้เคียง บดินทร์ยืนมองจนลับสายตาแล้วหันมาถามวิเชียร



“งานเปิดสาขาของเควิ่นกับบารอสนี่…มังกรพรรคจ้าวอย่างจ้าวซินก็ต้องไปด้วยอยู่แล้วใช่ไหม? ”



“ครับคุณดิน รู้สึกท่านจ้าวจะบินนำไปก่อนตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ” วิเชียรตอบตามตรง



บดินทร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปหาลูกน้องคนสนิทที่ยังยืนหน้าแดงเห่อเหม่อลอยหน่อยๆ อยู่







“ธัน พาฉันไปหาหงส์ของพรรคจ้าวหน่อย”



.

.

.

.

.





*****************************************************************************




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
เงาหงส์…หลงเงา
PART 2



รถยนต์โตโยต้ายาริสที่เพิ่งเช่ามาสดๆ ร้อนๆ 2 คัน ขับตรงข้ามสะพานแมนฮัตตันมุงสู่ฝั่งบรูคลินโดยในรถคันแรกคือบอดี้การ์ดมือดีนอกเครื่องแบบ 3 คน ส่วนคันที่ขับตามมามีวิเชียร เอก และธันวาเป็นหน่วยอารักขาคนสำคัญที่สุดอย่างบดินทร์เต็มที่



‘ธัน พาฉันไปหาหงส์ของพรรคจ้าวหน่อย’



คือคำขาดที่หงส์คนสำคัญเอ่ยขึ้นเมื่อนายเหนือพ้นจากสายตาไป คำเอ่ยธรรมดาที่เล่นเอาบรรดาลูกน้องขนหัวลุกกันไปหมด แถมยังบอกให้ธันวาติดต่อไปที่หวางมู่ให้เตรียมการรอ และทางพวกตนจะต้องปลอมตัวเข้าไปด้วย



‘หงส์จะหาเรื่องอีกแล้ว!? ’ คือสิ่งที่เหล่าบอดี้การ์ดคิด พลางช่วยกะนห้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยเฉพาะธันวาที่คัดค้านหัวชนฝา



“แต่ฉันมีเรื่องต้องให้เขาสอนเรื่องเป็นหงส์”



“รอให้นายท่านเป็นคนพาไปดีกว่าไหมครับ? ”



“ไปวันนี้แหละ แค่ไปหารั่วหลินเอง พรรคพี่พรรคน้องกันจะกลัวอะไร คราวก่อนที่ได้คุยกันฉันสนิทกับเข้าแล้ว”



“แต่…”



“ไม่มีแต่! ถ้าไม่สบายใจกลัวไม่ปลอดภัยเดี๋ยวปลอมตัวไปก็ได้”



“โถ่ คุณดินครับ”



“ห้ามบอกดนัยเชียว”



แล้วสุดท้ายก็ไม่มีใครต้านทานเอาไว้ได้ ว่าที่หงส์ของพรรคจึงได้ทานั่งยิ้มร่าอยู่ในบ้านของพรรคตระกูลจ้าวตรงหน้าของจื้อหลินที่นั่งทำหน้าตาบอกไม่ถูก เพราะจู่ๆ ก็ถูกบุกมาถึงที่ แถมยังมาในชุดแปลกตาจนแทบจำไม่ได้อีกต่างหาก



จื้อหลินในชุดกี่เพ้าแขนยาวสีขาวกระโปรงจีบรอบสีน้ำเงินกรมพร้อมผ้าแพรคลุมไหล่สีเดียวกับกระโปรงได้แต่นั่งทำหน้าฉงนมองภาพลักษณ์ที่เกือบจำไม่ได้ของบดินทร์ หนุ่มหล่อเหลาในชุดสูทดูดีในความทรงจำตอนนี้กลายเป็นหนุ่มเซอร์ในเสื้อฮูดสีเทาเข้มตัวใหญ่กางเกงยีนส์ตัวหนาและรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ แถมยัง…



“ไม่เจอไม่กี่วันทำไมหนวดยาวจัง? ” จื้อหลินกระซิบถาม “แล้วทำไมต้องทำสีผมแปลกๆ กับ เอ่อ ใส่คอนเทคเลนส์ด้วย? ”



บดินทร์ยิ้มจนตาหยี “ก็เจ้าพวกบอดี้การ์ดไม่ยอมให้ออกมาเพราะกลัวเป็นอันตราย เลยปลอมตัวออกมาเสียเลย”



“ก็อันตรายจริงๆ นี่ คุณควรอยู่ในพรรคไม่ใช่ออกมาเพ่นพ่านแบบนี้” จื้อหลินบ่น “ครั้งก่อนที่เกิดเรื่องไปไม่ได้ทำให้เข็ดหรือสำนึกบ้างเลยหรือครับ? ”



จื้อหลินบ่นหน้านิ่ง แต่เพราะใบหน้าหวานหยดย้อยชวนมองต่อให้อยู่ในอารมณ์ไม่พอใจก็ยังน่ามอง



“ก็ฉันอยากเป็นเพื่อนนาย ถ้าไม่ฉวยโอกาสตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเมื่อไหร่อีก” บดินทร์รีบแก้ตัว แล้วก็ถูกใบหน้างดงามตรงหน้านั้นขมวดคิ้วใส่เอาอีกรอบ



“…แค่นั้นเองเหรอที่คุณต้องการ? ” จื้อหลินถอนหายใจบาง “แค่การเป็นเพื่อนกับผม? ”



บดินทร์ยิ้ม “ใช่…การที่ฉันต้องการเป็นเพื่อนกับนายย่อมหมายถึงต้องการความเก่งของนายคอยซัพพอร์ต ต้องการให้พรรคของเรามั่นคงไปด้วยกัน” เอ่ยทุกความตั้งใจจริงให้กับจื้อหลินได้รู้ จริงอย่างที่สุดคือเขาต้องการใช้ประโยชน์จากอีกฝ่าย และเพื่อการนั้นเขาจำเป็นต้องพูดความจริง “เพราะฉันคนเดียวทำไม่ได้แน่ จึงหวังพึ่งพานายไง”



จื้อหลินนิ่งมองบดินทร์ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขากำลังสับสนกับการรุกเข้าหาอย่างดื้อรั้นหัวชนฝาของหงส์แห่งวิษธรคนนี้



คนของดนัยไว้ใจไม่ได้…



แต่สำหรับคนที่ไม่มีประวัติเกี่ยวโยงกับโลกมาเฟียแล้วยังดูไร้เล่ห์เหลี่ยมเสียจนน่าสงสารแบบนี้ ก็ออกจะดูตรงไปตรงมาเกินไป



“เพื่อของแบบนั้นไม่เห็นต้องเป็นเพื่อน” จื้อหลินตัดสินใจพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผมเป็นหนี้ชีวิตของท่านแดนนี่ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะต้องการอะไรผมย่อมไม่ปฏิเสธ เช่นกันกับคุณที่เป็นหงส์ของท่าน หากคุณต้องการอะไรผมก็ย่อมไม่ปฏิเสธโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนมาคลุกคลีกับผมให้เสียเวลา”



“ทำไมดื้ออย่างนี้นะ? ดนัยว่านายหัวอ่อนไม่เห็นจริงสักนิด” บดินทร์บ่นขึ้นทันทีที่จื้อหลินเอ่ยปฏิเสธคำขอเป็นเพื่อนแบบเสียงแข็ง



จื้อหลินถอนหายใจอีกรอบ “ผมแค่ไม่เข้าใจว่าคุณกำลังต้องการอะไรเท่านั้น”



“ก็เพิ่งจะบอกไปเมื่อกี้ว่าอยากเป็นเพื่อน นี่ยังไม่ชัดอีกหรือไง? ” บดินทร์เกาคอมุ่ยหน้าด้วยทีท่าเหมือนกำลังง้อสาว ท่าทางที่เขาไม่ได้ทำมานานตั้งแต่เลิกเป็นนักแสดงมา “แล้วที่มาวันนี้ก็เพื่อจะพานายไปเที่ยวกระชับมิตรกัน”



“คุณดิน? ” จื้อหลินขึ้นเสียง “ยังคิดทำเรื่องพิเรนทร์อย่างนั้นอีกเหรอ? หรือต่อให้ผมอยากไปด้วยมันก็เป็นไปไม่ได้หรอกนะ”



ดวงตาของบดินทร์วาววับขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของจื้อหลิน “ไปได้สิ”



พลางรีบลุกไปหยุ่นตัวนั่งข้างจื้อหลินอย่างเอาแต่ใจ เล่นเอาเจ้าบ้านถึงกับผงะ เพราะยังไม่คุ้นชินกับการอยู่ใกล้ผู้อื่นเท่าไหร่นัก



และบดินทร์ก็ใช้จังหวะนั้นในการบังคับจับจื้อหลินปลอมตัว “ไม่ลองสักครั้งจะรู้ได้ไงว่าทำไม่ได้”



จื้อหลินตาโตเมื่อบดินทร์รุกประชิด หัวใจดวงน้อยกำลังเต้นแรงเพราะเริ่มโอนเอียงไปกับคำโอ้โลมของอีกฝ่าย กระนั้นก็ยังคงรู้สึกลำบากใจ “…ท…ท่านจ้าวเล่นงานผมอ่วมแน่”



“ก็อย่าให้รู้สิ” บดินทร์ไหวไหล่



“มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกนะ” จื้อหลินถอนหายใจ แล้วหลุบสายลงเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะสบสายตากับบดินทร์ตรงๆ อีก



“ทำไมล่ะ ฉันรู้ว่านายมีแผนการที่ดีแน่” บดินทร์พยายามตื้อ ทั้งที่ในใจก็ยังไม่แน่ใจว่าจะถูกจับได้หรือเปล่า ไม่แน่ว่าป่านนี้ดนัยอาจรู้แล้วก็ได้ว่าเขามาโผล่ที่นี่



“คุณดิน…” จื้อหลินเอ่ยทั้งที่ยังคงก้มหน้า “ท่านจ้าวไม่เหมือนท่านแดนนี่หรอกนะครับ”



“………………..”



“ต่อให้คุณจะทำอะไร ท่านแดนนี่ก็คงตามใจ แล้วถ้าคุณเป็นอันตรายท่านแดนนี่ก็คงรีบไปช่วย…” จื้อหลินกล่าวเสียงเบา



“……………………” และมันเป็นอย่างที่อีกฝ่ายว่า บดินทร์จึงไม่คิดจะเถียง เพราะถึงแม้มังกรของเขาจะไม่ได้มีใจให้ แต่คำสัญญาว่าจะปกป้องตลอดไปและความเอาใจใส่จากฝ่ายนั้นมันก็มากพอให้เขาเอาแต่ใจได้จริงอย่างที่จื้อหลินว่ามา



“แต่สำหรับท่านจ้าว…” จื้อหลินเสียงพร่าขึ้นเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับบดินทร์ด้วยสีหน้าหมองเศร้า “เขาจะต้องลงโทษผมจนอยากไปเกิดใหม่แน่”



หัวใจของบดินทร์กระตุกวูบเมื่อได้ยินคำเฉลยนั้น “แต่นายเป็นหงส์ของเขา…”



“ผมเป็นแค่หงส์เงาคุณดิน ไม่ใช่หงส์ตัวจริง ผมไม่ได้มีสิทธิ์ทัดทานท่าน…” ใบหน้าหวานเศร้าสร้อยขึ้นเรื่อยๆ “แค่ทำให้ท่านไม่พอใจ…ผมก็อาจโดนซ้อมปางตายในห้องลงทัณฑ์ได้”



บดินทร์แทบพูดไม่ออก เพราะคิดว่าคนโหดร้ายอย่างจ้าวซินทำเรื่องแบบนั้นได้สบายมากแน่ๆ แค่ไม่คิดว่าจะกล้าลงมือกับหงส์ของตนก็เท่านั้น



“เรื่องแบบนั้น…มัน…” โหดร้ายเหลือเกิน แต่บดินทร์กลับพูดไม่ออก ใบหน้าหล่อเหลาหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ความสดชื่นที่จะมาชวนเที่ยวในตอนแรกมลายหายสิ้นไปจนหมด



‘ไอ้จ้าวซิน ไอ้อำมหิต! ’ วูบหนึ่งใจของบดินทร์พาลคิดไปว่าหากวันหนึ่งเขาสามารถช่วยให้บดินทร์ขึ้นเป็นใหญ่กว่าจ้าวซินได้ก็คงดี เขาจะได้หาทางช่วยจื้อหลินจากขุมนรกนี่…



ความหม่นเศร้าของบดินทร์ทำให้จื้อหลินชำเลืองมามอง



เพราะหลุบตามองพื้นอยู่ด้วยความสะเทือนใจจากเรื่องที่ได้ฟังจากจื้อหลินอยู่เขาจึงไม่ทันได้เห็นสายตาที่มองมาของจื้อหลิน



…ดวงตาหวานล้ำสีดำสนิทนั้นมันไม่อาจคาดเดาความหมายได้เลย



“คุณอยากพาผมไปไหนล่ะ? ”



“เอ๊ะ? ” จู่ๆ ก็ถูกถามขึ้นแบบนั้น บดินทร์ก็ได้แต่หันกลับไปมองที่จื้อหลินด้วยความสงสัย



“ผมมีแผนแล้วว่าจะหลบออกจากที่นี่ไปยังไง” เห็นบดินทร์สับสน จื้อหลินก็ยิ่งพูดประหนึ่งไม่เคยปฏิเสธอีกฝ่ายมาก่อน



“เดี๋ยวนะ? แล้วถ้าเกิด…” บดินทร์ได้แต่สับสนจนเรียบเรียงเรื่องที่จะพูดไม่ถูก นี่เขาชักจะเดาอารมณ์จื้อหลินไม่ออกเสียแล้ว คนในโลกมาเฟียนี่ช่างน่ากลัวไม่เว้นเลยจริงๆ



“…ถ้าเกิดโดนจับได้…” บดินทร์อึกอัก



จื้อหลินยิ้มบาง “คุณบอกว่าเชื่อใจผมไม่ใช่เหรอ? ”



“คือ…เอาจริงๆ นะ ถ้าโดนดนัยจับได้ฉันก็ไม่กลัวหรอก แต่…ฉันไม่อยากให้จ้าว…เอ่อ…ท่านจ้าวทำอะไรนาย” บดินทร์อธิบายพลางถอนหายใจเครียด



อาการแบบนั้นยิ่งส่งผลให้จื้อหลินรู้สึกอยากแกล้ง หงส์เงาลอบแย้มยิ้ม แล้วพูดในสิ่งที่น่กลัวยิ่งกว่านั้นออกไป



“ไม่เป็นไรหรอก ผมโดนท่านจ้าวลงโทษจนชินแล้ว” แกล้งบดินทร์ด้วยการพูดเรื่องน่ากลัว



ทั้งยัง…เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงอีกด้วย



“ชิน? ชินกับการโดนซ้อมเนี่ยนะ? ” บดินทร์แทบตะโกนออกมา ดวงตาโตเบิกมองร่างกายบอบบางไม่ต่างสตรีของจื้อหลินพลันสะดุดวาบในหัวใจถึงความโหดร้ายเกินมนุษย์ของคนที่เขาชักจะเริ่มเกลียดเข้ากระดูกขึ้นทุกที



สายตาแบบนั้นของคู่สนทนายิ่งทำให้จื้อหลินอมยิ้มกว้างขึ้น





“อย่าลืมสิ...ผมเป็นผู้ชายนะ”





“................”





“แต่อย่ากังวลไปเลย ผมไม่ยอมให้โดนจับได้ง่ายๆ หรอก”



แต่ก็ไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับการลงโทษของจ้าวซินเพิ่มเติม แต่กลับพูดไปถึงเรื่องที่ต้องระวังอย่างอื่นมากกว่า



ทั้งยังเอ่ยพร้อมรอยยิ้มหวาน “ท่านจ้าวคงไม่ลงโทษผมถึงตายหรอก เพราะยังต้องใช้ประโยชน์อยู่…กลัวศัตรูข้างนอกพรรคของเราดีกว่า อันนั้นน่ะตายจริงแน่”



ที่เล่นเอาบดินทร์ขนลุกไปทั้งแผ่นหลังจนถึงท้ายทอย…





“………………….” บดินทร์ได้แต่เงียบอึ้ง พูดอะไรไม่ออกอีกแล้วเพราะเรื่องที่จื้อหลินเอ่ยออกมาทั้งหมดนั้นล้วนเรื่องจริงที่เขาเคยมองข้าม



นั่นสินะ…เขาไม่ได้เป็นแค่คนธรรมดา หรือแม้ตอนเป็นดาราจะเคยปลอมตัวเนียนไปกับฝูงชนอยู่บ้างตอนที่อยากได้เวลาส่วนตัว แต่แฟนคลับไม่มีทางฆ่าเขาตายต่อให้โป๊ะแตก



บดินทร์ได้แต่ทุบอกตัวเอง ‘ว้าโว้ย! ดันลืมคิดเรื่องสำคัญขนาดนี้ๆ ไปเสียได้ เมื่อไหร่จะชินกับโลกนี้เสียทีนะเรา’



“มาสิ จะปลอมตัวให้ผมไม่ใช่เหรอ? ”



“…….?? ” ระหว่างกำลังสติแตก จู่ๆ จื้อหลินก็ชวนไปเตรียมตัว



“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ จะไม่พาผมไปเที่ยวแล้วเหรอ? ”



“เอ่อ…”



“ไม่ไว้ใจแผนผมเหรอ? ”



“คือ…ไม่ไว้ใจตัวเองมากกว่าน่ะ…กลัวจะเป็นคนทำแผนแตกเสียเอง…”



“ไหนคุณบอกว่าคุณเตรียมตัวมาอย่างดีแล้วไง? ”



“…อ่า…”



“กลัวขึ้นมาแล้วหรือครับ? ”



“กลัวสิ”



“ทำไม? ”



“กลัวจะ…พานายไปตายด้วย”



จื้อหลินอึ้งไปนิดกับคำพูดนั้น ก่อนจะยิ้มบางออกมา



“คุณดิน…ถ้าผมได้ตายในชื่อของจื้อหลิน ผมว่ามันก็คุ้มค่านะ”





คำพูดนั้นราวกับบีบหัวใจของบดินทร์จนเจ็บ ‘ตายในชื่อของจื้อหลิน’ ตายในชื่อของตัวเอง ดีกว่าต้องสูญเสียตัวตนเพื่ออยู่ในคราบของคนอีกคนอย่างที่เป็นอยู่นี้ หงส์แห่งวิษธรกำหมัดแน่นลอบขบเม้มริมฝีปากอย่างไม่ตั้งใจ คิดมาตลอดว่าชีวิตของตัวเองบัดซบกว่าใคร มาเจอความจริงตอนนี้รู้แล้วว่าที่จริงแล้วความโชคดียังโอบอุ้มชีวิตเขาอยู่อย่างมหาศาล





ความชั่วช้าสามานย์ในชีวิตทั้งหมดล้วนเป็นผู้กระทำด้วยมือของตัวเองทั้งสิ้น กระนั้นเขาคนนี้ก็ยังเอาแต่โทษคนอื่น...ช่างน่าสมเพชจนแทบไม่กล้าสบตากับจื้อหลิน ตัวเขาที่คิดว่าครอบครัวเย็นชา แต่ถึงเวลาเข้าตาจนก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ทั้งก่อนหน้านั้นยังยอมให้เอาแต่ใจสารพัด เทียบไม่ได้เลยกับครอบครัวของจื้อหลินที่ไม่ยอมแม้แต่ให้โอกาสในการเป็นตัวของตัวเองของลูกชาย





ตัวเขาที่คิดว่าการต้องมาอยู่เป็นเบี้ยล่างของดนัยเป็นอะไรที่โหดร้าย มันก็เทียบไม่ได้เช่นกันกับการที่จื้อหลินต้องอยู่ในคราบของคนที่ตายไปแล้ว ต้องอยู่อย่างไร้ตัวตน ถึงอย่างไรตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาดนัยก็ไม่เคยทำร้ายร่างกายเขา...แต่กับจื้อหลินที่ต้องรองรับความโหดร้ายของจ้าวซินอยู่ตลอดนั้น…





เทียบกันแล้ว บดินทร์คนนี้ช่างโชคดีที่สุดในโลกแล้วจริงๆ





จากตอนแรกที่แค่อยากตีสนิท อยากลองเชิง อยากใช้ประโยชน์ พอได้รู้จักลึกขึ้นก็เปลี่ยนเป็นอยากเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้จื้อหลินคนนี้แทน





“นั่นสินะ งั้นเราไปเที่ยวกันเถอะ” ตัดสินใจได้บดินทร์ก็ลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วยื่นมือไปหาเจ้าของดวงหน้าหวานล้ำราวตุ๊กตาตรงหน้าแล้วยิ้มพราวให้กับอีกฝ่าย





“วันนี้ฉันจะทำให้นายได้กลับไปเป็นจื้อหลินหนึ่งวัน”





.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


รถยนต์แตกต่างกัน 5 คันแล่นออกจากอีกฟากของเพ้นท์เฮ้าส์กลางเมืองของพรรคตระกูลจ้าว รถเล็กอย่างคนปกติใช้งานกันไม่เตะตา ขับเกาะกลุ่มกันไปแบบเว้นระยะห่างแค่พอไม่ผิดสังเกตแต่ก็ไม่คลาดสายตา ไม่มีใครรู้ว่าหงส์ของสองพรรคใหญ่อยู่รถคันไหนกันแน่เพราะทุกครั้งที่จอดจะมีการสลับรถตลอด อีกทั้งเทคนิคการเนียนเข้าฝูงชนของบดินทร์และจื้อหลินก็ถือว่าเป็นธรรมชาติไม่มีตรงไหนที่สะดุดตาจนเป็นที่สังเกต





ความโชคดีอีกอย่างคือตอนนี้ยังอยู่ในดูหนาว จึงสามารถแต่งกายมิดชิดโดยไม่รู้สึกแปลกตา





บอดี้การ์ดประกบติดบดินทร์คือ ธันวา วิเชียรและเอก ที่ทำตัวประหนึ่งแก็งค์เพื่อนธรรมดา ส่วนผู้ประกบตามจื้อหลินมีหวางมู่และหลี่ซู่เหลย พร้อมบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ของทั้งสองพรรคที่กระจายตัวปะปนกับฝูงชนคอยดูแลหงส์ของพรรคตนไม่คลาดสายตา ซึ่งแต่ละคนปลอมตัวเป็นคนในอาชีพต่างๆ กันไป





ส่วนหงส์ทั้งสองคนก็แต่งตัวมาแบบกลมกลืนกับคนทั่วไปได้อย่างแนบเนียน บดินทร์ในเสื้อฮูดหนาสีเทาเข้ม กางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีดำ สวมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตสีดำอีกชั้น และสวมหมวกแก็ปกับแว่นตากันแดดไว้ พร้อมติดหนวดเคราที่ทำเอาเซอร์เสียจนจำภาพเดิมไม่ได้





ส่วนจื้อหลินที่ถูกบดินทร์จับแปลงกายก็ใช่ย่อย จากภาพลักษณ์ของหงส์สาวรูปร่างบอบบางในชุดกี่เพ้าจีนที่เห็นจนชินตา กลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบางแต่ไม่อ้อนแอ้น ใส่เสื้อแจ็คเก็ตฮูดตัวหนาสีดำสวมทับเสื้อไหมพรม มีผ้าพันคอผืนหนาพันปิดช่วงคอไว้เพิ่มความอบอุ่น สวมกางเกงวอร์มสีเทาเข้มเนื้อผ้าหนานุ่มเข้าคู่กับรองเท้าผ้าใบธรรมดาสีดำแถบขาว ผมสั้นสีน้ำตาลอมแดงมะฮอกกานี สวมแว่นตาเลนส์ใส และคาดแมสผ้าปิดปากสีดำ ที่ดูอย่างไรก็เป็นแค่ผู้ชายรูปร่างเก้งก้าง ไม่มีทางเป็นหงส์ของพรรคใหญ่















สิบเอ็ดโมงโดยประมาณทั้งคณะก็เดินทางมาถึง Battery Park ซึ่งเป็นท่าเรือในการล่องเรือท่องแม่น้ำฮัดสัน ชมวิวชายฝั่งนิวยอร์กและฝั่งนิวเจอร์ซีย์ อีกทั้งยังได้ลงไปยลโฉมเทพีเสรีภาพสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิดเต็มตาด้วย พอเดินเข้าด้านในแล้วเห็นร้านรวงที่กำลังเปิดขายอาหารนาๆ ท้องของบดินทร์ก็ร้องขึ้นมาเบาๆ



“จะเที่ยงแล้วรองท้องก่อนสิ” บดินทร์เอ่ยพลางยื่นขนมปังฮอตดอกที่เพิ่งให้ธันวาไปหาซื้อมาให้คนที่ยืนข้างกัน



“.................” จื้อหลินไม่ได้พูดอะไร รับห่อขนมปังนั้นไปแล้วมองของในมืออย่างพินิจพิจารณา



“อย่าบอกนะว่าไม่เคยกิน? ” เห็นท่าทีแบบนั้นของจื้อหลินเข้า บดินทร์ก็เดาได้แค่อีกฝ่ายไม่เคยกินของข้างทางอย่างขนมปังฮอตดอก แถมยังจริงอย่างที่คาดเมื่อจื้อหลินพยักหน้าหงึกๆ



“ลองกินดู อร่อยนะ” บดินทร์เชื้อชวน พลางกินขนมปังฮอตดอกในมือตัวเองให้อีกฝ่ายดูเป็นตัวอย่าง “อื้ม อร่อย” แล้วทำหน้าฟินอวดจื้อหลิน ฮอตดอกรสชิลีชีสหอมพริกและชีสจนต้องออกปากชม



จื้อหลินลังเลอยู่ครู่ก่อนลองกินตาม กัดคำแรกเข้าไปเต็มคำแล้วเงียบไป



“....................”



“...เป็นไง? ไม่ถูกปากเหรอ? ” เห็นอีกฝ่ายนิ่งอึ้งไปบดินทร์ที่อุตส่าห์เล่นใหญ่ไว้ว่าอร่อยมากจึงเริ่มหน้าเสีย คิดในใจว่าเพื่อนใหม่คนนี้เป็นชาวจีนอาจไม่ชอบรสชาติของอเมริกา แต่เพียงครู่ใบหน้าของจื้อหลินก็เริ่มประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ



“อร่อยดี ไม่เคยกินของพวกนี้เลย พี่รั่วเอาแต่บอกว่ามันไม่มีประโยชน์”



“หึหึ ไม่เคยได้ยินเหรอที่เขาว่ากันว่าของไม่มีประโยชน์อ่ะโคตรอร่อย” เห็นจื้อหลินชอบบดินทร์ก็เบาใจ จากนั้นก็พาเดอะแก็งค์เดินต่อไปยังท่าเรือเพื่อล่องเรือ



เมื่อลอบสังเกตเห็นเพื่อนร่วมเดินทางดูตื่นเต้นไปกับการขึ้นเรือเที่ยวบดินทร์ก็แอบกระหยิ่มในใจ รู้สึกประสบความสำเร็จยังไงก็รู้แค่เพียงรู้ว่าจื้อหลินกำลังสนุกไปกับทริปของตน ขึ้นเรือได้บดินทร์ก็ลากจื้อหลินขึ้นไปยังดาดฟ้าเรือเพื่อจะได้ชมวิวแบบ 360 องศา แล้วรอเรือออกจากท่าด้วยความตื่นเต้นในใจไม่ต่างกัน



สายลมฤดูหนาวกับความเร็วของเรือทำเอาบดินทร์แสบหน้าแสบจมูกไปหมดกระนั้นคนข้างกายของเขาที่ตัวบางปานนั้นกลับยืนเกาะราวจับบนดาดฟ้าเรือแน่นด้วยความตื่นตาตื่นใจ Skyline แห่งมหานครนิวยอร์ก ตึกระฟ้าซ้อนกันเป็นชั้นๆ ราวกับกำลังลอยอยู่บนแม่น้ำอย่างที่เคยเห็นไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ในหนังสือหรือจอทีวี ในสายตาของจื้อหลินนั้น ภาพจริงตรงหน้าช่างงดงามและตราตรึง





ประมาณ 7 นาทีเรือก็แล่นเข้าเทียบจุดถ่ายรูปของเทพีเสรีภาพ วนจากด้านซ้ายไปขวาก่อนเทียบท่าจอด ใจบดินทร์คิดไปว่าไม่ได้ใหญ่โตเหมือนที่จินตนาการ แต่พอเห็นจื้อหลินดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษจนเอาแต่จ้องรูปปั้นเทพีเสรีภาพใกล้ไม่หยุดก็คิดว่าคงใหญ่โตในสายตาของเพื่อนคนนี้สินะ บดินทร์หันซ้ายแลขวาเห็นแต่นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันไม่หยุด ก็พาลคิดถึงตัวเองที่ไม่มีแม้แต่มือถือ เพราะเครื่องที่ดนัยให้ไว้เขาไม่อาจพกมาด้วยได้เนื่องจากมีเครื่องติดตามตัว





"................" อยากออกปากชวนเดินเที่ยวร้านรวงบนเกาะเสียหน่อย แต่พอจะอ้าปากแล้วเห็นว่าจื้อหลินกำลังจ้องมองรูปปั้นเทพีเสรีภาพนั้นราวกับตกอยู่ในภวังค์ บดินทร์จึงไม่อยากรบกวน หงส์หนุ่มแห่งวิษธรหันไปส่งสัญญาณกับหวางมู่และหลี่ซู่เหลยที่อยู่ไม่ห่างกันให้คอยดูแลจื้อหลินไว้ ส่วนตนก็เดินดุ่มๆ ไปจุดขายของที่ระลึก โดยมีธันวากับวิเชียรเดินตามไปติดๆ



"คุณดินอยากได้ของที่ระลึกเหรอครับ? " ธันวาเข้ามากระซิบถามเมื่อเห็นเจ้านายตนเข้าไปยืนจดๆ จ้องๆ ของที่ระลึกมากมายหลายแบบ





"อืม แต่ไม่ได้จะซื้อให้ตัวเองหรอก" ตอบพลางเพ่งหาของถูกใจต่อ





"เอ่อ ผมว่าของเล็กๆ ก็พอนะครับ คุณจื้อหลินจะได้เก็บซ่อนไม่ลำบาก..." ธันวาเสนอความคิดเห็นด้วยความปากไวทันที แล้วก็ต้องหน้าเจื่อนเมื่อถูกบดินทร์หันไปจ้องเขม็งในเชิงติติงว่าจะรู้ดีเกินไปแล้ว





"เออ ถ้าไม่เตือนนี่ก็เกือบลืมไปแล้วว่ายังมีไอ้หมอนั่นอยู่" ก่อนจะบ่นออกมาแล้วถอนหายใจด้วยความขัดเคือง





แล้วพลันเหลือบมองไปเห็นหมวกแก็ปสีดำใบหนึ่ง ลายปักรูปเทพีเสรีภาพสีเงินไม่ได้เด่นมาก หยิบขึ้นมาพิจารณา ‘เอาวะ จะทิ้งก็ไม่เสียดายหรอก’ แล้วจึงตัดสินใจซื้อหมวกใบนั้นพร้อมแบบอื่นๆ อีก 7 ใบ ซื้อเสร็จก็หยิบเฉพาะใบสีดำไว้กับตัว นอกนั้นโยนให้ธันวาถือ





“เอาไป ฉันซื้อให้คนละใบ”





“ขอบคุณครับคุณดิน” ธันวาหน้าเหวออยู่ครูก่อนรีบขอบคุณน้ำใจของเจ้านายที่อุตส่าห์คิดถึงลิ่วล้ออย่างพวกตนด้วย ซาบซึ้งในหัวใจจนแทบหุบยิ้มไม่ได้



.

.

.

.

.





บดินทร์เดินกลับไปที่จื้อหลินคนที่ยังเอาแต่ยืนเหม่อมองทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ แล้วเอาหมวกในมือที่ตั้งใจซื้อมาให้อีกฝ่ายสวมลงบนศีรษะเล็กนั้น ร่างโปร่งหันมาด้วยความตกใจพอเห็นว่าเป็นใครก็ลอบถอนหายใจออกมาบางๆ





“ตกใจหมด” จื้อหลินบ่น พลางถอดหมวกออกมาดู “นี่อะไร? ”





“ของที่ระลึกไง” บดินทร์ไหวไหล่ “ซื้อให้ เก็บไว้เป็นความทรงจำ” แล้วกระซิบบอกว่าซ่อนให้ดีล่ะ





“...............” จื้อหลินนิ่งไปไม่ได้ตอบโต้บดินทร์กลับ ชายหนุ่มทำเพียงจ้องหมวกใบน้อยในมือ หมวกเท่ๆ อย่างที่ผู้ชายทั่วไปสวมใส่กัน หมวกที่ได้รับมาในฐานะของจื้อหลิน





รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ทว่าเพราะใส่แมสไว้จึงไม่อาจมีใครเห็นว่าตอนนี้จื้อหลินกำลังมีรอยยิ้มที่หวานล้ำที่สุด “ขอบคุณครับ”





“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เราเป็นเพื่อนกันแล้ว” บดินทร์ตอบกลับด้วยทีท่าขัดเขินเล็กน้อย คำขอบคุณที่ส่งมาพร้อมความประทับใจเล่นเอาทำตัวไม่ถูก หงส์แห่งวิษธรแก้เขินด้วยการเกาคอตัวเองเบาๆ นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้





...ความรู้สึกเหมือนกำลังกินขนมปุยฝ้าย





“นายชอบเทพีเสรีภาพเหรอ เห็นยืนมองไม่ไปไหนเลย” บดินทร์ถามขึ้นขณะมองไปทางเดียวกันกับสายตาของจื้อหลิน มองไปยังรูปปั้นสำริดรูปสตรีห่มเสื้อคลุม มือขวาชูคบเพลิง มือซ้ายถือแผ่นจารึกคำประกาศอิสรภาพของหสรัฐอเมริกา



“ครับ” จื้อหลินตอบ



“ทำไม? ”



“เพราะเธอคือสัญลักษณ์ของอิสรภาพไง” จื้อหลินตอบทั้งที่สายตายังมองตรงไปยังรูปปั้นใต้ท้องฟ้าหม่น แล้วตั้งคำถามกับบดินทร์บ้าง “คุณดินทราบประวัติของเทพีเสรีภาพไหม? ”



“ไม่อ่ะ รู้แค่เป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสให้มาตอนอเมริกาฉลองวันชาติ” บดินทร์ตอบเท่าที่รู้โดยไม่ได้แคร์ว่าจะดูไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนในสายตาของคนตรงหน้า



จื้อหลินยิ้ม “ใช่ครับ รูปปั้นนี้ฝรั่งเศสเป็นคนยกให้อเมริกาเพื่อเป็นของแทนคำชื่นชมที่ชาวอเมริกันหาญกล้าลุกฮือขึ้นสู้กับสหราชอาณาจักรได้สำเร็จ จนสามารถปลดแอกตัวเองประกาศอิสรภาพเป็นเอกราชในที่สุด โดยรูปปั้นนี้ฝรั่งเศสมอบให้ในวันฉลองวันชาติครบ 100 ปีพอดี แต่ผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่ามันตรงกับวันไหน ต้องไปอ่านเอาอีกที”



“โห” ได้ยินอีกฝ่ายอธิบายชัด บดินทร์ก็รู้สึกทึ่ง แล้วยืนนิ่งฟังจื้อหลินเล่าถึงประวัติของเทพีเสรีภาพต่อ



เห็นบดินทร์ให้ความสนใจ จื้อหลินก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เขาเป็นหนอนหนังสือตัวยง ทว่าไม่เคยได้พูดคุยความรู้แน่นหัวนี้กับใครเลย คงจะมีบดินทร์คนแรกนี่แหละที่คุยเรื่องแบบนี้กับเขาได้ จึงเริ่มเล่าต่ออีกนิด “ชาวฝรั่งเศสน่ะเรี่ยไรเงินบริจาคจากประชาชนทั่วประเทศเลยนะเพื่อที่จะสร้างรูปปั้นโลหะสำริดที่สูงตั้ง 46.32 เมตร แล้วมอบหมายให้ประติมากรที่ชื่อเฟรเดริก ออกุสต์บาร์โธลดี เป็นคนออกแบบให้มีความหมายที่ทรงพลัง โดยให้ปั้นเป็นรูปสตรีแต่งชุดของชาวโรมัน สวมมงกุฎรูปเดือยแหลม 7 แฉกที่สื่อความหมายถึง 7 ทวีป 7 คาบมหาสมุทร ยืนชูคบเพลิงด้วยมือขวาเพื่อให้แสงสว่างแก่เสรีภาพ มือซ้ายถือแผ่นจารึกประกาศอิสรภาพ ส่วนเท้าข้างหนึ่งมีโซ่ตรวนขาดสะบั้นที่สื่อถึงความหลุดพ้นจากการเป็นทาส”



“ลงทุนกันมาก ฝรั่งเศสนี่ถูกใจอเมริกามากจริงๆ ” บดินทร์พยักหน้า เพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่าของคนที่เล่าไป ดวงตาเป็นประกายไป



“อ่า แต่ส่วนของฐานน่ะ อเมริกาเป็นคนระดมทุนสร้างเองนะ ฝรั่งเศสให้มาแต่ส่วนของรูปปั้น” จื้อหลินรีบเล่าต่อ “วันที่อเมริกาทำพิธีเปิดเทพีเสรีภาพอันถือเป็นอนุสาวรีย์แด่อิสรภาพของอเมริกันนั้นเราเรียกกันว่า ‘วันที่เสรีภาพส่องแสงสว่างแก่ชาวโลก’ (LIBERTY ENLIGHTENING THE WORLD) ”



“..........................” บดินทร์นิ่งฟัง รอจนจบประโยคแล้วปรบมือเบาๆ ให้จื้อหลินที่เพลิดเพลินกับการเล่าขานเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังไม่ต่างกับมืออาชีพ ก่อนปากชมจากใจ “ความรู้แน่นมาก เป็นไกด์ได้สบายเลย”



“........................” คำชมเล่นเอาจื้อหลินอึ้งไปนิด ผิวแก้มที่โผล่พ้นแมสปิดปากที่มองเห็นผ่านแว่นตาใสเริ่มขึ้นซับสีระเรื่อ ด้วยรู้สึกขวยเขินไปกับคำชมที่ไม่ได้ยินมานาน พลางรีบปฏิเสธคำชมนั้นเสียงเบา “...ม...ไม่หรอก ผมมันก็แค่พวกหนอนหนังสือ แค่ชอบอ่านเรื่องพวกนี้น่ะ”



“ไม่คิดว่านั่นคือความพิเศษหรือไง? รอบรู้แบบนั้นฉันว่ามันเจ๋งดีออก” บดินทร์ค้าน ก่อนออกข้อเสนอ “เอางี้ วันนี้ฉันพานายเที่ยวที่ต่างๆ และนายต้องตอบแทนฉันด้วยการให้ความรู้ฉันเกี่ยวกับที่ที่เราไปกัน โอเคไหม? ”



“ก็แค่...ความรู้ทั่วไป...” จื้อหลินปฏิเสธว่ามันแค่ความสามารถดาดดื่นที่ไม่ควรได้รับคำชื่นชมใดๆ ไม่จำเป็นต้องให้ค่า



แต่แม้ปากจะพยายามปฏิเสธออกไปว่าอย่างนั้น หัวใจของจื้อหลินกลับเต้นแรงด้วยความเต็มตื้นเพราะสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ส่งออกมาจากดวงตาใสกระจ่างตรงหน้า หงส์ของวิษธรคนนี้ช่างบริสุทธิ์เกินไปในโลกมาเฟียนี้ เพราะในดวงตาคู่นั้นมันแสดงออกมาแต่ความจริงใจ หนักแน่น และไม่มีเรื่องใดซ่อนเร้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรดาคนมากประดามีที่อยู่รายรอบกายในโลกแห่งอำนาจและการแก่งแย่งชิงดีนี้



สองสายตาสบประสานครู่หนึ่ง แล้วจื้อหลินก็ถอนหายใจบางออกมา พลันชำเลืองไปเห็นเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจกบานใหญ่ของร้านขายของฝากที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย



...ผู้ชายคนนั้นใครกันนะ จื้อหลินเกือบจำตัวเองไม่ได้อยู่ครู่หนึ่ง



สองปีแล้วสินะ ที่ไม่ได้เห็นตัวเองในรูปลักษณ์ของผู้ชาย



สองปีแล้วสินะ ที่ไม่ได้อยู่ในตัวตนของจื้อหลิน



เพราะเนิ่นนานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพลักษณ์แบบนี้ของตน จื้อหลินจึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงทักออกไปเบาๆ



‘ไม่เจอกันนานเลยนะ...จื้อหลิน นายสบายดีใช่ไหม? ’



เสียงนั้นเบาจนแม้กระทั่งบดินทร์ที่อยู่ข้างกันยังไม่ได้ยิน อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายกำลังสนใจฟังประกาศให้ไปขึ้นเรือต่ออยู่ และเพียงครู่ต่อมาหงส์ของวิษธรก็หันมาชวนเดินทางต่อ เพราะเรือกำลังจะออกจากท่าเพื่อไปยังที่อื่นๆ ต่อ เมื่ได้เวลาทั้งหมดก็พากันกลับลงเรือ แล้วล่องแม่น้ำฮัดสันกันต่อ



วันนี้บดินทร์พาจื้อหลินเที่ยวไม่ไกลมาก เป็นเพียงทริปเล็กๆ แบบ One Day Tour จบจากการล่องเรือก็พาแวะกินอาหารกลางวันกันที่ร้านพิซซ่าเจ้าดังในเมือง แล้วพาไปเที่ยวตามแลนด์มาร์กที่ไม่ไกลกันมากต่อ



แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้จื้อหลินที่ไม่ได้ย่างเท้าไปไหนเลยร่วม 5 ปีตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยออกมาทำอะไรตามใจแบบนี้มาก่อน ได้กินจังค์ฟู้ดที่ไม่เคยกิน ได้ขึ้นเรือล่องแม่น้ำ กินอาหารข้างทาง ขนมไร้สาระ และทั้งที่ตัวเขาเองก็อาศัยอยู่บนตึกสูงเสียดฟ้า ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อบดินทร์พาเขาขึ้นไปยังตึกเอ็มไพร์สเตต ตึกที่เขาเคยอ่านเจอมาว่าครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลก แต่ถึงจะเป็นแค่อดีตตึกสูง อย่างน้อยๆ วิวเมืองแมนฮัตตันแบบ 360 องศาบนชั้น 86 นี้ก็ถือได้ว่าสวยงามที่สุด



“แปลกเนอะ วิวก็ไม่ต่างจากที่เราอยู่ แต่ดันสวยสุดๆ ” บดินทร์เปรยขึ้นขณะเดินเข้ามาใกล้จื้อหลินที่กำลังดื่มด่ำกับวิวเมืองบนตึกสูงอยู่



“อืม...สวยมากจริงๆ ” หงส์เงาตอบเพียงเท่านั้น



ยอมรับว่าในช่วงแรกๆ นั้นเขายังเกร็งกับบดินทร์อยู่มาก แต่พอได้เที่ยวด้วยกันเกือบ 5 ชั่วโมง ได้กินนั่นกินนี่ด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้เห็นแววตาที่เป็นมิตร และรอยยิ้มที่จริงใจ ถึงแม้จะรู้สึกแปลกไปบ้างแต่ตอนนี้ในที่สุดจื้อหลินก็รู้สึกผ่อนคลายกับบดินทร์มากขึ้น



...เพื่อนเหรอ?



เขากับหงส์ของวิษธรคนนี้จะสามารถเป็นเพื่อนกันได้จริงๆ หรือเปล่านะ...



อยากลองมีเพื่อนจัง...



หากเอื้อมมือออกไปคว้าเอาไว้แล้ว ในวันข้างหน้าจะถูกสลัดมือ และถูกทิ้งไว้ลำพังข้างหลังอีกหรือเปล่านะ...



จะลองดูสักตั้ง...ดีไหมนะ?



จื้อหลินครุ่นคิดตลอดทางที่ได้เดินเที่ยวกันอย่างที่บดินทร์คอยกรอกหูอยู่ตลอดทางว่า ‘เที่ยวกันตามประสาเพื่อน’ ยอมรับเลยว่าเขากำลังรู้สึกประทับใจในตัวของหงส์ต่างพรรคคนนี้อยู่มาก เป็นครั้งแรกเลยที่จื้อหลินประทับใจในการมีเพื่อนสักคน และถ้าหากเขาจะยอมลองเปิดใจดูสักครั้ง บดินทร์คนนี้ก็จะเป็นเพื่อนคนแรกในชีวิตเขา





เวลาล่วงเลยจนเกือบ 5 โมงเย็นในไม่ช้า ในที่สุดบดินทร์ก็พาเพื่อนใหม่มาถึงที่เที่ยวสุดท้ายในแพลนที่วางไว้ สะพานบรูคลิน สะพานเก่าแก่ที่ทอดตัวผ่านแม่น้ำฮัดสันเชื่อมระหว่างฝั่งบรูคลินกับแมนฮัตตัน ที่เหมาะกับการชมวิวแสงไฟริมแม่น้ำของเมืองใหญ่ยามค่ำคืนอย่างยิ่ง



“มาเร็ว ฟ้ากำลังสวยเลย เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน” บดินทร์เร่งจื้อหลินที่เดินตามอย่างเชื่องช้าขณะเดินขึ้นสะพานที่ยังมีกองหิมะกองอยู่ตรงขอบทางเดิน



จื้อหลินพยักหน้าแล้วพยายามเร่งฝีเท้า เขาสนุกกับทุกที่ที่ผู้นำเที่ยวพาไป ทว่าการต้องเดินและยืนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ทำให้ขาด้านที่สวมขาเทียมอยู่เริ่มมีอาการปวดระบม การเดินจึงเชื่องช้าลงจากปกติไปมาก และสภาพนั้นบดินทร์เพิ่งสังเกตเห็น



“เจ็บขาเหรอ? ” บดินทร์เดินย้อนกลับมาหาจื้อหลินและตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วง



“นิดหน่อยครับ” จื้อหลินตอบพลางก้มลงไปนวดตรงเข่าเหนือจุดเชื่อมต่อกับขาเทียมที่กำลังปวดระบม “คงเพราะเดินเยอะไป ตรงที่เสียดสีกับขาเทียมเลยเริ่มเจ็บครับ”



“ขาเทียม? ” หัวใจของหงส์หนุ่มกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำอธิบาย เขาลืมไปเลยว่าจื้อหลินได้รับบาดเจ็บขาซ้ายตั้งแต่ด้านล่างเข่าลงไปขาดจากอุบัติเหตุเดียวกันกับที่สูญเสียพี่สาว บดินทร์ทุบหัวตัวเองไปหนึ่งครั้งโทษฐานที่ลืมเรื่องสำคัญแล้วดันพาจื้อหลินตระเวนเดินไปทั่วเมือง



“ขอโทษจริงๆ ฉันลืมไปว่านาย…เอ่อ…”



คำขอโทษเรียกรอยยิ้มน้อยๆ ให้บังเกิดขึ้นใต้ผ้าปิดปาก “ไม่เป็นไรหรอกครับ ขาผมจะได้ชินกับการใช้งานบ้าง เพราะปกติอยู่แต่ในบ้านแทบไม่ได้ขยับไปไหนเท่าไหร่เลย”



“กลับกันดีกว่าไหม นายจะได้พัก แล้วคราวหน้าฉันค่อยหาทางพามาใหม่” ด้วยความเป็นห่วง บดินทร์จึงตั้งใจจะจบทริปและรีบพาจื้อหลินกลับไปส่งบ้าน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะยิ่งปวดขามากขึ้น



“ไม่เป็นไรครับ ผมยังเดินไหว อยากเห็นวิวสะพาน” แต่จื้อหลินปฏิเสธ แล้วยืดตัวขึ้น ขยับขาเพื่อยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก่อนออกเดินนำหน้าบดินทร์ไป “เขาว่ากันว่าวิวตรงกลางๆ สะพานหน่อยจะสวยกว่านะ”



บดินทร์ไม่ได้ทัดทาน เขาเพียงหยุดยืนมองแผ่นหลังของจื้อหลินที่กำลังก้าวไปข้างหน้า ถอนหายใจบางแล้วเดินตามหลังไปช้าๆ รักษาระยะให้เสมอกันจนกระทั่งถึงกลางสะพาน



หงส์ทั้งสองพรรคยืนชมวิวเมืองที่สะพานบรูคลินเป็นการปิดท้ายทริปหนีเที่ยวที่ถือว่าสวยงามสมบูรณ์แบบ ฤดูหนาวเมฆมากมืดเร็ว ทำให้ออกเดินได้เพียงนิดเดียวฟ้าก็มืดตั้งแต่ยังไม่ห้าโมงครึ่ง แต่นั่นก็ทำให้เมื่อเดินมาถึงกลางสะพาน วิวไฟเมืองก็เจิดจ้าระยิบระยับวับวามแล้ว ทว่าการยืนอยู่บนสะพานในฤดูหนาวมันเป็นอะไรที่บ้ามาก เพราะมันหนาวกว่าตอนกลางวันหลายเท่านัก ทั้งยังลมแรงขึ้น



“บอกผมหน่อยได้หรือเปล่า ว่าคุณอยากเป็นเพื่อนผมเพราะต้องการอะไร? ” จื้อหลินถามดินตรงๆ ว่าต้องการอะไรจากตนหรือเปล่าถึงได้ทำดีด้วยขนาดนี้ คำถามเดิมจากที่เคยถาม แต่ในเมื่ออยู่ในอารมณ์ที่แตกต่างก็อาจทำให้คำตอบนั้นออกจากใจมากขึ้น



ได้ยินคำถามของจื้อหลิน บดินทร์ก็แค่ยิ้มแล้วบอกออกไปตามความจริง “ใช่แล้วล่ะ ตอนแรกฉันตั้งใจจะหาประโยชน์จากนายเหมือนที่ดนัยทำ อย่างที่เคยบอกแหละว่าฉันอยากได้ความเก่งของนายมาเป็นแบบอย่าง และหากยิ่งเราสนิทกันงานบางอย่างก็อาจฝากฝังนายได้”



“ก็อย่างที่ผมเคยบอกว่าเรื่องแบบนั้นแค่คุณสั่งผมก็ทำให้แล้ว” จื้อหลินค้าน



“ก็ทำด้วยใจมันได้ประโยชน์กว่านี่ แถมยังไม่ต้องกลัวว่าจะโดนนายวางยาด้วย เพราะเราเป็นเพื่อนกัน” บดินทร์ตอบพลางกอดอกด้วยว่าลมหนาวนั้นเริ่มทำให้ทรมาน



จื้อหลินได้แต่บ่น “เรื่องแบบนั้นมันเสียเวลาเปล่าแท้ๆ ”



แล้วบดินทร์ก็หัวเราะคิกขึ้นมา ก่อนอธิบายในสิ่งที่สำคัญกว่านั้นต่อ “ใช่ ถ้าอยากเป็นเพื่อนเพื่อแค่ใช้งานมันเสียเวลาเปล่าจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเป็นเพื่อนกันแล้วมันจะไม่เสียเวลาหรอก”



จื้อหลินได้แต่จ้องมองดินด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยเจอคนแบบดินมาก่อนในโลกมาเฟียนี้ จึงลองตั้งคำถามลองใจอีกฝ่ายดู “ถ้าเรารู้จักกันในฐานะอื่น ถ้าผมไม่ใช่หงส์เงาของตระกูลจ้าว...คุณจะยังอยากเป็นเพื่อนกับผมไหม? ”



บดินทร์ยิ้มแล้วตอบ “ถ้าเป็นแบบนั้นได้มันคงดีกว่านี้” พลางยื่นมือไปเกี่ยวแมสของจื้อหลินแล้วดึงลงมาจนถึงปลายคาง “ถ้านายกับฉันไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งนี้ เราคงไม่ต้องปกปิดตัวตน ฉันคือบดินทร์และนายคือจื้อหลิน เป็นเพื่อนกันโดยไม่ต้องคลางแคลงใจ”



“นั่นสินะ” คำตอบของบดินทร์ จื้อหลินเห็นด้วยอย่างที่สุดกับสิ่งที่บดินทร์เอ่ยมา นั่นสินะถ้าไม่ต้องอยู่ในฐานะนี้...



“ถึงตอนแรกฉันจะอยากเป็นเพื่อนกับนายเพราะตำแหน่งหงส์ แต่ตอนนี้ฉันอยากเป็นเพื่อนกับนายที่เป็นจื้อหลินมากกว่า” บดินทร์เอ่ยพลางตบไหล่จื้อหลินเบาๆ สองครั้ง ก่อนรีบหดมือกลับไปกอดตัวเองไว้ใหม่เพราะหนาวจนหายใจเป็นควันโขมง แล้วหันกลับไปถามจื้อหลินที่ตัวเล็กกว่าแต่ดูไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวสักเท่าไหร่ “นายไม่หนาวมั่งหรือไง? ”



“...อ๋อ ผมใส่ฮีตเทคมาสองชั้นน่ะ” คนตัวเล็กกว่ากล่าวด้วยสีหน้าเป็นต่อว่าตัวเองนั้นเตรียมตัวมาดี



“โห ขี้โกงนี่หว่าคนพื้นที่เตรียมตัวดีเชียว ไอ้เราใส่แค่เสื้อมาแค่สองชั้นหนาวจะแย่แล้วเนี่ย เสื้อกันกระสุนก็ไม่เห็นจะช่วยกันหนาวได้สักนิด” เห็นแบบนั้นบดินทร์ก็ได้แต่บ่นอุบ



เสียงขบขันเบาๆ สองเสียงดังขึ้นบนสะพานแห่งประวัติศาสตร์ การได้โต้เถียงกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม้เพียงสองสามคำก็รู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ในเชิงบวกเริ่มเพิ่มขึ้นทีละนิด กำแพงหัวใจและความเคลือบแคลงสงสัยค่อยๆ ทลายลงไปทีละเล็กละน้อย



บดินทร์รู้สึกทำสำเร็จที่กำลังจะได้เพื่อนใหม่มาหนึ่งคน และอาจเป็นคนแรกเลยตั้งแต่ที่เขาลงมือทำร้ายเพื่อนรักคนหนึ่งไปจนไม่มีใครอยากคบค้าด้วย ฝ่ายจื้อหลินก็รู้สึกเต็มตื้นในอกไม่น้อย ที่กำลังจะมีบดินทร์เป็นเพื่อนคนแรก...



...เพื่อนคนแรกที่เห็นตัวตนของเขา เพื่อนที่เห็นว่าเขาคือจื้อหลิน



“นี่ ผมรู้นะว่าการที่คุณมาอยู่กับผมที่นี่ คุณกำลังฝ่าฝืนคำสั่งของท่านแดนนี่อยู่” หลังจากขบขันกันได้สักพัก จื้อหลินก็แกล้งถามขึ้น



“รู้ได้ไง? ดนัยไม่ได้ห้ามอะไรฉันเสียหน่อย แถมบอกด้วยซ้ำว่านายเป็นคนของเขา” บดินทร์ปฏิเสธ ทำหน้าอย่างทองไม่รู้ร้อน



“หึหึ ผิดแล้วล่ะท่านแดนนี่น่ะไม่เคยไว้ใจผม เขาย่อมต้องเตือนคุณไม่ให้เข้าใกล้ผมสองต่อสองอยู่แล้ว” และจื้อหลินก็ค้านคำนั้นขึ้นมาทันที แถมยังตรงกับความเป็นจริงเป๊ะอีกต่างหาก “คุณเองนั่นแหละ ไม่คิดจะกลัวบ้างเลยหรือ? ว่าการเอาตัวมาใกล้ผมอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนการขึ้นเป็นหงส์อย่างนี้น่ะ ทำตัวแบบนี้มันเสี่ยงมากเลยนะไม่รู้เลยหรือไง”



โดยตอกย้ำหัวตะปูแบบชุดใหญ่เข้าไปขนาดนั้นบดินทร์ก็พูดอะไรไม่ออกอีก จื้อหลินคนนี้เห็นตอนแรกว่าเหนียมๆ อายๆ พูดอะไรไม่มาก เอาเข้าจริงจิกกัดเจ็บชะมัด เมื่อจนคำแก้ตัวหงส์หนุ่มแห่งวิษธรก็ได้แต่เอ่ยออกมาเบาๆ อย่างคนเถียงเก่งทั้งที่ความผิดติดตัวจนเต็มไปหมด



“ก็อยากได้ลูกเสือนี่นา...ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือสิ อีกอย่างนะครั้งนี้ฉันระวังตัวยิ่งกว่าตอนปลอมตัวเข้าถิ่นของยัยฮัวเสียอีก ลูกน้องก็ขนมาเป็นโขยง...” แก้ตัวรัวๆ ด้วยเสียงที่เบาลงเรื่อยๆ “บางเรื่องถ้าไม่เสี่ยงเลยมันก็คว้าได้แต่ลมสิ”



“อีกอย่างตอนนี้เราก็ได้เป็นเพื่อนกันแล้ว” พูดพลางยิ้มให้จื้อหลินจนตาหยี ทว่าสุดท้ายก็ถูกตอกกลับจนหน้าชาอยู่ดี



“รอเอาตัวรอดได้มากกว่านี้แล้วค่อยพูดเถอะนะประโยคนั้นน่ะ” จื้อหลินบ่นต่อไม่จริงจังนักพลางถอนหายใจเอื่อย เริ่มรู้สึกสงสารดนัยขึ้นมานิดหน่อยที่ต้องคอยตามดูแลแบบไม่คลาดสายตากับหงส์ที่เอาแต่หาเรื่องใส่ตัวแบบนี้ แต่ช่างเถอะถึงยังไงตอนนี้เขาก็ไม่ได้ตั้งใจคิดร้ายหรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับการขึ้นเป็นหงส์ของบดินทร์เท่าไหร่อยู่แล้ว



อีกทั้ง...ถ้าได้เพื่อนใหม่เป็นคนอย่างบดินทร์ที่ไม่มีนอกมีในสักคน อาจเป็นเรื่องที่ดีต่อเขาก็เป็นได้



นั่นสินะ...เป็นเพื่อนกันแล้วนี่



จบคำนั้นบดินทร์ก็เอาแต่ยืนหัวเราะชอบใจ ฝ่ายจื้อหลินก็ไม่ตอบอะไรอีกนอกจากยืนหัวเราะเบาๆ อยู่ข้างกันเท่านั้น จากนั้นก็ยืนชมวิวดวงไฟเมืองที่สะท้อนระยิบระยับบนแม่น้ำสีดำกันเงียบๆ ทั้งสองคน

.
.
.
.
.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ

ผ่านไปครู่ใหญ่ๆ บดินทร์ก็ไม่อาจทนหนาวได้และพอดูเวลาเห็นว่าเกือบจะทุ่มแล้วจึงชวนจื้อหลินกลับ เพราะที่ชวนกันเถลไถลกันมาทั้งวันนี้ก็น่าจะควรแก่เวลาที่จะส่งคนที่เพิ่งออกสู่โลกกว้างครั้งแรกได้กลับบ้านเสียที



ชายหนุ่มในชุดธรรมดาสองคนเดินกลับไปที่ตีนสะพานเรื่อยๆ ท่ามกลางหมู่คนอื่นๆ ที่เดินร่วมทางกันมา บดินทร์จงใจเดินเชื่องช้าเพื่อให้ไม่จื้อหลินไม่ต้องพยายามเดินเร็วจะได้ไม่เป็นภาระกับที่ขา สองหนุ่มเดินตรงไปเรื่อยๆ จื้อหลินลอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าที่สูงกว่าตนอยู่หน่อยแล้วลอบอมยิ้มเพียงลำพังเพราะรู้สึกอุ่นซ่านในอกไปกับความใส่ใจที่บดินทร์มอบให้



...วันนี้รู้สึกว่าจื้อหลินจะโชคดีกว่าทุกวัน ทั้งได้เที่ยว ทั้งได้เพื่อนใหม่ที่ใส่ใจและเห็นค่า โชคดีเสียจนแอบคิดอยู่ลึกๆ ว่ายังไม่อยากกลับไปสู่คราบของรั่วหลิน หงส์แห่งพรรคจ้าวตอนนี้เลย



...อยากยืดเวลาออกไปอีกหน่อย



“ยังไม่อยากกลับไปเป็นพี่รั่วเลย”



จื้อหลินเผลอพูดออกมากับตัวเองเบาๆ แต่มันก็พอให้บดินทร์ได้ยินเสียงร่ำร้องนั้น หงส์แห่งวิษธรหันมามองคนเดินข้างกันที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา แล้วพาลคิดไปถึงตัวเอง



“จื้อหลิน ทำไมนายถึงยอมเป็นหงส์เงาให้จ้าวซินเหรอ? ” บดินทร์โน้มหน้าลงกระซิบถามข้างหูของจื้อหลิน เพราะไม่อยากให้คนที่เดินสวนกันไปมาได้ยิน



ผู้ถูกถามหันมามองเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเบา “ตอนนั้นผมมีทางเลือกแค่สองทางน่ะ คือเป็นหงส์สวมรอยพี่รั่ว กับตาย”



“นาย...เคยคิดจะหนีบ้างไหม? ”



คล้ายมีเสียงหัวเราะเบาๆ ออกจากใบหน้าของจื้อหลิน ก่อนอีกฝ่ายจพตอบออกมา “คุณดิน...คุณเองก็รู้ว่าผมรักท่านจ้าวและยินยอมมอบทั้งชีวิตให้เขา แล้วจะให้ผมหนีไปไหนล่ะ? เอาจริงๆ ต่อให้เขาออกปากไล่ผมยังไม่คิดจะไปเลย”



"......................."



"น่าสมเพชมากเลยใช่ไหม" จื้อหลินถามกลับมาพร้อมแววตาที่เจือความเจ็บปวด "ที่ยอมทิ้งชีวิตแค่เพื่อรักโง่ๆ "



บดินทร์นิ่งไปครู่ก่อนยกมือขึ้นตบไหล่จื้อหลินเบาๆ "รักน่ะมันยิ่งใหญ่นะ ไม่มีคำว่าโง่หรือฉลาดหรือน่าสมเพชหรอก"



หงส์แห่งวิษธรถอนหายใจบาง หันไปสบตาจื้อหลินแล้วพูดถึงตัวเองบ้าง



"เพราะถ้าอย่างนายน่าสมเพช คนที่เคยเป็นลิ่วล้อของผู้หญิงชั่วช้าแล้วทำแต่เรื่องเลวทรามสารพัดเพียงเพราะรักตัวกลัวตายและกลัวลำบากอย่างฉัน...มันน่าสมเพชกว่าเยอะ" พูดไปพลางลอบขบกรามเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดที่ยังคงทิ้งริ้วรอยบาดลึกก่อนหันกลับไปมองทางเดินเบื้องหน้าตามเดิม แล้วเก็บซ่อนรอยแผลนั้นไว้ในอกต่อไป



"ไม่หรอกคุณดิน" จื้อหลินเอ่ย



"ฮะฮะ ไม่ต้องปลอบหรอก ยังไงซะตอนนี้มันก็เป็นแค่อดีตไปแล้วล่ะนะ" บดินทร์รีบห้าม พลางหัวเราะกลบเกลื่อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ



แต่จื้อหลินรั้นที่จะพูดต่อ เพราะรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำ "คุณไม่ได้กลัวผู้หญิงคนนั้นเสียหน่อย แต่เพราะถูกเจ้าพ่อที่เป็นเพื่อนหล่อนข่มขู่โดยเอาอาชีพการงาน คนรอบข้างและครอบครัวของคุณมาเป็นตัวประกันต่างหาก อีกอย่างครั้งหนึ่งคุณก็ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องคนเหล่านั้น มันไม่ได้น่าสมเพชเลยสักนิด"



บดินทร์นิ่งมองมาทางจื้อหลินด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ ไม่เคยมีใครมองเห็นในจุดนี้ จุดที่เขาต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน ทุกคนล้วนมองว่ามันก็แค่เป็นผลกรรมที่เขาควรได้รับอย่างสาสม...แต่ก็นั่นแหละ เพราะเขาเองก็คิดว่ามันควรเป็นผลกรรมของเขาจริงๆ และไม่ควรกล่าวโทษใคร



...ขอบใจนะจื้อหลิน



บดินทร์ยิ้มให้คนข้างกายด้วยดวงตาที่มีหยาดน้ำรื้นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วเอื้อยเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อย่าอวยกันขนาดนั้นเลยจื้อหลิน ที่ฉันฆ่าตัวตายก็แค่หนีความผิดของตัวเองเท่านั้นแหละ เหตุผลมันไม่ได้เท่ขนาดนั้นหรอก"



"...................." จื้อหลินอยากจะอ้าปากพูดต่อ แต่ก็ติดอยู่ตรงคอเพราะไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาปลอบประโลมคนข้างกายดี และระหว่างที่คิดอยู่นั้นพวกเขาก็เดินลงมาถึงที่หมายเสียแล้ว



ธันวาเดินเข้ามารับบดินทร์พร้อมของบางสิ่งในมือ



"จัดการเรียบร้อยไหม? " บดินทร์ถามงานลูกน้องขณะยื่นมือออกไปรับของ



"เรียบร้อยครับ...แต่เอ่อ...แบบนี้มันจะดีหรือครับคุณดิน? " บอดี้การ์ดหนุ่มน้อยลอบกระซิบเบา



"ดีแล้ว นายก็รู้ฉันต้องมีเขา" บดินทร์พยักหน้าพลางสำทับ "วิธีนี้แหละเวิร์กสุดแล้ว" ก่อนหันไปยื่นของบางอย่างให้จื้อหลิน



"นี่มัน? " คนรับหน้าฉงน



"เอาไว้ติดต่อกัน แล้วอย่าให้ใครรู้ล่ะ" บดินทร์รีบอธิบาย แม้ใบหน้าของจื้อหลินจะยังมึนงงอยู่ก็ตาม "ฉันให้นาย รับไปเถอะ เรามีกันคนละเครื่องมีเบอร์ของกันแล้ว มีอะไรก็ติดต่อฉันได้ตลอด โอเคนะ"







ภาพตรงหน้าเล่นเอาธันวาเกือบร้องไห้ออกมา 'คุณดินนะคุณดิน ทีมือถือที่นายท่านซื้อให้ไม่ยักพก แล้วดู๊ดูดันมาซื้อมือถือคู่กับหงส์ของพรรคจ้าวเฉย นายท่านรู้เข้าต้องระเบิดลงแน่ เฮ้อออออ'



ท้ายที่สุดด้วยคำอธิบายแกมบังคับของบดินทร์ก็ทำให้จื้อหลินต้องรับโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นไปแบบงงๆ จากนั้นหงส์ของทั้งสองพรรคก็แยกย้ายกันกลับทางใครทางมัน โดยบดินทร์ให้เอกขับรถตามไปส่งคาราวานของจื้อหลินจนเกือบถึงที่หมายแล้วจึงย้อนกลับบ้าน



ในที่สุดวันนี้บดินทร์ก็ทำภารกิจสำเร็จ ออกไปเที่ยวเล่นและกลับถึงที่พักอย่างปลอดภัยไม่โดนพรรคศัตรูที่ไหนสอยไประหว่างทาง ซึ่งนั่นในฐานะของบอดี้การ์ดที่ติดสอยห้อยตามกันไปทุกคนถือว่าประสบความสำเร็จแบบโชคช่วยถึงขนาดต้องแก้บน โดยเฉพาะกับธันวา วิเชียรและเอกที่เป็นระดับหัวหน้าที่ต้องบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกข้อว่านอกจากจะให้หงส์ของพวกตนปลอดภัยแล้ว ก็ขอให้เรื่องนี้ไม่ถึงหูนายใหญ่ด้วย...สาธุ!!



กลับถึงบ้านประมาณเกือบสามทุ่ม บดินทร์ก็รีบขึ้นไปจัดการกับสารรูปตัวเองที่ปลอมตัวออกไปแบบจัดหนัก และเพราะพิซซ่าที่จัดหนักไปเมื่อช่วงเย็นยังแน่นตื้ออยู่ในท้อง หงส์หนุ่มจึงไม่อยากอาหารมื้อค่ำแล้วถึงบ้านได้ก็จัดการชำระร่างกายและเตรียมตัวทำกิจวัตรประจำวัน



ถึงวันนี้การได้ออกไปชิลเอ้าท์ข้างนอกปะปนกับคนทั่วไปแต่เมื่อกลับถึงรังก็ยังมีสิ่งที่บดินทร์ต้องทำในฐานะคนที่กำลังจะขึ้นรับตำแหน่งในอีกไม่กี่วันนี้



เกือบห้าทุ่มแล้ว บดินทร์ยังคงนั่งศึกษาเอกสารต่างๆ ที่ดนัยวางไว้ให้ รู้สึกปวดตาจนอยากขอพักสายตาสักครู่สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องมือถือที่เขาตั้งไว้บนโต๊ะ



'เกือบลืมแน่ะ ต้องเอากล่องไปซ่อนก่อน' หงส์หนุ่มจัดการเก็บซ่อนของสำคัญ ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเครื่องดู



...ว่างเปล่า...ไม่ได้มีการติดต่อจากคู่ของมัน



'ต้องเริ่มก่อนสินะ' บดินทร์กดเปิดแอปพลิเคชันที่ใช้ในการแชทหนึ่งขึ้นมา ตรวจสอบเรียบร้อยว่ามีข้อมูลผู้ติดต่อที่ต้องการก็คิดจะส่งข้อความหาจื้อหลินสักประโยค แต่ก็หยุดยืนคิดอยู่พักหนึ่งว่าจะทักไปว่าอะไรดี ก่อนตัดสินใจพิมพ์ข้อความส่งไปสั้นๆ



[วันนี้สนุกมากเลย ขอบใจที่ยอมออกมาเป็นเพื่อนกันนะ]



[ฝันดี]



เพียงครู่เดียวเท่านั้นแถบข้อความก็แสดงสถานะว่า 'อ่าน' บดินทร์แอบตกใจเล็กๆ เพราะไม่นึกว่าจื้อหลินจะเปิดมือถือไว้...แถมยังอ่านเร็ว



หงส์หนุ่มอมยิ้มกับตัวเอง เพราะถึงแม้ฝ่ายนั้นจะอ่านแล้วไม่ยอมตอบเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังไม่อยากเร่งรัดเพราะรู้ว่าจื้อหลินคงยังไม่คุ้น



แต่ก่อนที่บดินทร์จะเตรียมตัวนอน กลับมีเสียงข้อความเข้าซึ่งไม่ต้องเดาว่าจากใครนอกจากจื้อหลินที่ในที่สุดก็พิมพ์ตอบกลับมา เล่นเอาหงส์แห่งวิษธรรีบคว้ามือถือมาดูด้วยความตื่นเต้นว่าข้อความแรกของฝ่ายนั้นจะเป็นแบบไหนกันนะ?



[ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นโลกในมุมที่ผมไม่เคยเห็น ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นว่าแท้จริงโลกก็สวยงามอยู่เหมือนกัน]



ประโยคเดียวไม่มากไม่น้อยแต่ก็เรียกรอยยิ้มบางๆ จากบดินทร์ได้ เขาส่งอิโมจิกลับไปแต่จื้อหลินไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับมาอีก ซึ่งบดินทร์รู้ดีว่าเท่าที่ฝ่ายนั้นตอบมาก็ถือว่าพัฒนามากแล้ว









คืนนั้นบดินทร์นอนอยู่ลำพังบนเตียงกว้างอย่างทุกที ได้แต่นอนครุ่นคิดว่าการขึ้นเป็นหงส์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริงอยู่ แต่หากเขามีดนัยหนุนหลัง มีฮัวคอยเป็นเงาและมีเพื่อนที่น่าจะให้คำแนะนำในเชิงลึกได้บ้างอย่างจื้อหลิน ก็น่าจะพอไหวหรือเปล่านะ…หงส์หนุ่มนอนคิดนั่นคิดนี่จนผล็อยหลับไปในราตรีที่ยาวนานนั้น

.

.

.

.

.



ข้างกายคนหลับสนิทยวบลงตามน้ำหนักของคนที่หย่อนตัวลงไปนอนแนบข้าง ปลายนิ้วเย็นเกลี่ยไล้ผิวแก้มเนียนเบามือก่อนมอบสัมผัสอุ่นชื้นจากริมฝีปากประทับลงตรงขมับขาว



“อืมม...กลับมาแล้วเหรอ? ” รอยจุมพิตนั้นทำให้บดินทร์รู้สึกตัวตื่น เอื้อมมือไปโอบกอดคนที่เพิ่งขโมยจูบเขาไปเมื่อครู่



“ผมกลับมาแล้ว” ดนัยกระซิบเบาที่ข้างแก้มของคนที่กำลังงัวเงียอ้อน ความรู้สึกเมื่อกลับมาแล้วคนสำคัญยังอยู่ปลอดภัย ได้สัมผัสว่าในห้องที่เคยว่างเปล่ามีคนนอนรออยู่มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นอยู่ในอก



“เหนื่อยไหม? ” เสียงงัวเงียถามขึ้นเบาๆ ด้วยเจ้าของเสียงนั้นยังอยู่ในสภาพสะลึมสะลือ



“หายเหนื่อยแล้ว” ดนัยกระซิบตอบพร้อมถามกลับบ้าง “แล้วคุณล่ะวันนี้เป็นเด็กดีหรือเปล่า”



"หึหึ ก็พยายามจะเป็นหงส์ที่ดีให้ได้ของคุณอยู่" บดินทร์ตอบกลั้วหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะยังหลับตาพริ้มอยู่ เขาง่วงเกินกว่าจะแยกออกด้วยซ้ำว่าตอนนี้กำลังฝันหรือเรื่องจริง ทั้งพอพูดจบก็หลับทิ้งไปดื้อๆ



ดนัยยิ้มให้กับคำตอบนั้นของคนที่หลับทิ้งกันไป สวมกอดเข้าแนบอกแล้วเอ่ยขอบคุณเบาๆ



พอได้กอดได้หอมได้จับต้องเจ้าของร่างกายอุ่นหอม มังกรหนุ่มก็ครุ่นคิดในใจ การเข้ารับตำแหน่งของบดินทร์งวดเข้ามาทุกที ถึงเขาจะเตรียมพร้อมรับมือทุกอันตรายแล้วก็อดกังวลไม่ได้



ดนัยก้มมองคนในอ้อมกอดที่ยังคงหลับใหล ถึงก่อนหน้านั้นถึงเขาจะรู้สึกสนุกกับการได้ไล่ต้อนบดินทร์ สนุกที่ได้เห็นใบหน้าจำยอมของฝ่ายนั้น แต่ตอนนี้ที่ได้เห็นใบหน้าที่ไว้วางใจเขาอย่างหมดใจแล้วมังกรหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ ยิ่งเป็นแบบนี้ยิ่งไม่ต้องการให้บดินทร์ขึ้นรับตำแหน่ง ไม่ต้องการให้ใครได้เห็น ไม่อยากให้ต้องตกเป็นเป้าโจมตีจนเป็นอันตราย



แต่...มันไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว



ดนัยสูดลมหายใจสาบานกับตัวเองแน่วแน่ว่าจะปกป้องหงส์คนนี้ด้วยชีวิต

.

.

.

.

.

TBC.









************************************************************



สวัสดีอีกครั้งค่ะทุกท่าน ในที่สุดก็ลงจนถึงตอนล่าสุดให้เรียบร้อยแล้วนะคะ
ขอโทษที่หายไปนานค่ะ (พับเพียบก้มกราบแบบเบญจาคประดิษฐ์)

นิยายเรื่องผมคือตัวร้ายนี้ถ้าจะกล่าวถึงก็เสมือนว่าเลยครึ่งทางมาแล้ว
ส่วนไคลแมกซ์ของเรื่องจะอยู่ท้ายเรื่องเลยค่ะ ซึ่งเท่าที่พยายามร่างทรีตเม้นต์ไว้จะเหลืออีกราวๆ 17 ตอน
(แต่หากบทของตอนไหนยืดเยื้อไปก็อาจมีตอนงอกใหม่) ความเข้มข้นกำลังจะตามมาในไม่ช้านี้

ย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นมาแล้วรู้สึกได้ว่าช่างเป็นนิยายที่ไม่มีฉากหวานๆ เลยนะ เฮ้อ
ช่วงหลังจากนี้ไปก็จะมีฉากหวานอมขมกลืนอยู่บ้าง ตามแบบฉบับนิยายน้ำเน่าน้ำหนองดั่งคลองแสนแสบ อิอิ
แต่บทสรุปสุดท้ายได้แฮปปี้แอนดิ้งอย่างแน่นอน (ถึงหลายท่านจะบอกว่าดูทรงไม่ออกเลยว่าจะไปจบแฮปปี้ได้ยังไง (นั่นสินะ) )แต่อนาคีจะพยายามนะคะ 55555

ขอขอบคุณที่คอยเป็นกำลังใจและติดตามกันมาตลอดเลยนะคะ
รักเสมอ จุ๊บๆๆๆ
อนาคี99





ปล. คิดว่าคนทั้งหมดในเรื่องนี้ ดินสามารถเชื่อใจได้กี่คน





ปลล. ตัดอินังดนัยทิ้งไปได้เลย 555555




ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-5
เรารอไม่ไหว อ่านอีกที่นึง แล้วคร้าบ

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
รับตำแหน่ง [PART 1]







ในห้อง VIP ของร้านอาหารสุดหรู มีกลุ่มนักธุรกิจชั้นผู้ใหญ่ 3 คนกำลังนั่งสนทนาประเด็นลับกันอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด





“ท่านตั้งใจจะทำยังไงต่อ? ปล่อยมันแต่งตั้งหงส์ที่เป็นคนของมันได้แบบนี้ ไม่เท่ากับยกอำนาจเบ็ดเสร็จให้มันไปเลยหรอกหรือ? ” ชายจีนรูปร่างสันทัด ดวงตาโตจนคล้ายจะปูดโปนออกจากเบ้า อยู่ในสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ยังคงเพิกเฉยกับเรื่องของศัตรูตัวฉกาจ





“ยังก่อน ไม่ต้องรีบร้อนหรอกมิสเตอร์ ให้มันย่ามใจแล้วเหลิงในอำนาจของมันไปก่อนค่อยกระชากลงมาทีหลังก็ไม่สาย อีกอย่างหงส์ของมันก็แค่พวกไม่เอาไหน แถมยังเป็นผู้ชายที่ผลิตทายาทไม่ได้ หึหึ ไอ้แดนนี่มันคงไม่รู้ว่าความวิปริตของมันกำลังจะชักพาหายนะมาให้” ชายเจ้าของผมสีดอกเลาเอ่ยท่าทางสบายขณะคลึงแก้วไวน์ในมือไปมา





“แต่ถึงหงส์มันจะไม่ได้เรื่องแต่ตัวไอ้แดนนี่มันก็ร้ายใช่เล่นอยู่นะท่าน ตั้งแต่มันรับตำแหน่งมังกรมาก็ขัดแข้งขัดขาธุรกิจของเรามาตลอดน่ารำคาญเสียยิ่งกว่าไอ้จ้าวซินอีก ที่มันกำจัดฮัวที่เป็นคนของคุณทิ้งก็เพื่อให้ไอ้หงส์นั่นขึ้นมาบังหน้าแล้วตัวมันเองนั่นแหละที่ชักใยทุกอย่าง แบบนี้เรายิ่งเคลื่อนไหวลำบากนะ” ชายจีนยังคงไม่เห็นด้วยกับการปล่อยเวลาให้ศัตรูได้อยู่ในอำนาจนานนัก “อะไรที่ทำได้ผมว่าเราเร่งมือจะดีกว่านะ โครงการใหญ่ของเราจะได้ดำเนินการต่อเสียที ติดไอ้แดนนี่กับไอ้จ้าวซินอยู่แค่นั้น”





ชายหน้าคมผมสีดอกเลาตามวัยถอนหายใจเล็กน้อย วางแก้วไวน์ลงตรงหน้าแล้วหันไปบอกชายจีนที่นั่งตรงข้ามกัน “ผมรู้ว่าคุณรีบมิสเตอร์ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เราจะลงมือเพราะหัวหน้าสมาคมต่างๆ ที่อยู่ในการปกครองของวิษธรและตระกูลจ้าวยังคงศรัทธาในมังกรเลือดใหม่ทั้งสองอยู่มาก ขืนบุ่มบ่ามทำอะไรไปจะกลายเป็นผลร้ายกับเรามากกว่า”





“แล้วผมต้องรออีกนานแค่ไหน? ลูกค้าของเราเริ่มทวงถามกันมาแล้ว ถ้าตอนน้ำขึ้นนี้ไม่รีบตักแบบนี้แล้วจะให้ไปเริ่มตอนไหนกัน? ” ชายจีนทุบโต๊ะโครมใหญ่ด้วยเริ่มไม่สบอารมณ์เพราะดูเหมือนการใหญ่ที่คิดไว้จะไม่มีทีท่าได้เริ่มต้นเสียที





ทำให้คู่สนทนาอีกฝั่งโต๊ะต้องเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ที่กำปั้นนั้นแล้วให้คำมั่น “วางใจเถอะมิสเตอร์อีกไม่นานนี้แหละ รอทางผมเตรียมการอีกนิดรับรองว่าการใหญ่ของเราสำเร็จลุล่วงแน่นอน” เอ่ยพลางเหยียดยิ้มเย็นอย่างผู้ผ่านประสบการณ์โชกโชน “วันที่พวกมันสิ้นชื่อคงอีกไม่ช้านี้หรอก โดยเฉพาะไอ้แดนนี่ที่จะได้ตามไปอยู่กับพ่อแม่มันในไม่ช้า”





ได้ยินคู่ค้าให้คำมั่นชายจีนก็อารมณ์เย็นลง “เฮ้อ ถ้าท่านยืนยันหนักแน่นแบบนี้ผมก็ค่อยเบาใจ แต่เรื่องงานรับตำแหน่งหงส์วันพรุ่งนี้ของพวกมันยังไงผมก็ไม่อยู่เฉยหรอกนะ” คนพูดขบกรามกรอดๆ “คราวก่อนไอ้แดนนี่มันเล่นงานผมเสียอ่วม เล่นเอาสินค้าผมเสียหายไปทั้งล็อต ถ้าไม่ได้เอาคืนมันบ้างผมนอนไม่หลับแน่! ”





คู่สนทนายิ้ม “ก็แล้วแต่ทางมิสเตอร์เห็นสมควรเถอะ แค่อย่าให้สาวถึงผมได้ก็พอ ผมยังต้องสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจกับพวกหัวหน้าสมาคมอยู่”





“ผมรู้น่า ท่านวางใจเถอะ ก็แค่ส่งคำทักทายไม่ถึงตายหรอก” ชายจีนเหยียดยิ้มร้าย “แค่อยากให้มันรู้ว่าการที่มันกล้ามากระตุกหนวดเสือ ชีวิตมันก็จะหาความสงบไม่ได้เช่นกัน”





จากนั้นเสียงหัวเราะจากคนทั้งสองก็ดังขึ้น โดยอีกคนหนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยทำเพียงนั่งนิ่งฟังเพราะยังไม่ถึงบทของตนที่จะต้องเสนอความคิดเห็น





จากนั้นเสียงหัวเราะจากคนทั้งสองก็ดังขึ้น โดยอีกคนหนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยทำเพียงนั่งนิ่งฟังเพราะยังไม่ถึงบทของตนที่จะต้องเสนอความคิดเห็น





“แล้วมิสเตอร์คิดจะส่งคำทักทายแบบไหนให้มันเหรอ? ” ชายผมสีดอกเลาถามขึ้นด้วยความใคร่รู้





“ทักทายแค่เบาๆ ท่าน แต่เสียงดังฟังชัดแน่” ชายจีนยิ้มมีเลศนัย ก่อนปริปากเล่าแผนการให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ฟัง แล้วจากนั้นเสียงหัวเราะชอบใจของทั้งสองคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง





“ต่อให้มันเก่งมาจากไหนก็ต้องมีอกสั่นขวัญแขวนกันบ้างแหละวะ” ชายจีนตบเข่าฉาด แล้วยกไวน์ขึ้นกระดกรวดเดียวหมด





เห็นอีกฝ่ายอารมณ์ดีแล้ว เจ้าของผมสีดอกเลาหันไปคุยกับคนที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่เริ่ม เพื่อฝากฝังสองสามคำ “จับตาดูพวกมันไว้ให้ดี รอสัญญาณจากฉัน อีกไม่นานหรอก”





ฝ่ายนั้นก้มหน้ารับคำด้วยความนอบน้อม พร้อมตอบรับคำสั่ง “ครับท่าน”





สองเฒ่าโฉดมองคนที่นั่งนิ่งอยู่นี้ด้วยสายตาที่สื่อชัดว่าต้องการฝากฝังงานสำคัญ เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับปากแบบประหยัดถ้อยคำตามบุคลิก ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนอกจากหันมาหัวเราะร่าให้กันเพราะงานสำคัญกำลังจะได้เริ่ม

.

.

.

.

.





ภัยร้ายกำลังใกล้ตัวมาทุกขณะ การขึ้นตำแหน่งหงส์ก็งวดเข้ามาจนบดินทร์เริ่มนั่งไม่ติด แม้มีดนัย ฮัวและจื้อหลินคอยช่วยไม่ห่างแต่มันก็ยังน่าหวาดประหวั่นไม่น้อยกับมือใหม่อย่างบดินทร์อยู่ดี ยิ่งไม่ใช่คนมีความมั่นใจในเรื่องแบบนี้เสียด้วย





จนในที่สุด วันแห่งโชคชะตาก็มาถึง...วันที่บดินทร์จะต้องก้าวข้ามให้ได้





และไม่อาจย้อนกลับได้อีกแล้ว







เช้าตรู่ของวันที่ 8 มีนาคม อากาศยังคงเหน็บหนาวด้วยว่ายังคงอยู่ปลายฤดูหนาวอันยาวนานที่กำลังจะผ่านพ้นเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นขึ้น





บดินทร์ถูกดนัยพานั่งรถออกจากรังที่แสนปลอดภัย เดินทางไปยังสมาคมใหญ่เพื่อจุดมุ่งหมายคือการเข้ารับตำแหน่งหงส์อย่างเป็นทางการของบดินทร์ The Rolls-Royce Phantom VIII กันกระสุนรอบคันรถประจำตำแหน่งอีกคันของเจ้าพ่อดนัยจากกรุหรูร่วมสิบคันที่จะใช้เมื่อมีโอกาสสำคัญเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการใช้เป็นราชรถพาหงส์ของตนไปรับตำแหน่ง ที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับการใช้รถที่มีระดับและสมเกียรติ ขบวนรถสีดำหุ้มเกราะทุกคันทะยานผ่านถนนกว้างก่อนเบี่ยงออกไปทางเลียบแม่น้ำมุ่งตรงสู่อาคารของสมาคมพรรคอันเป็นที่หมาย





ในรถนั้นเงียบเชียบ ว่าที่หงส์นั่งนิ่งอยู่ข้างมังกรด้วยสีหน้าเจือความกังวล มือเรียวเย็นจัดแม้ถูกกอบกุมไว้ด้วยมือแกร่งของอีกฝ่าย ดนัยไม่ได้มีคำปลอบใจใดๆ เพียงแค่นั่งข้างกันไปเท่านั้นเพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้บดินทร์กำลังใช้สมาธิในการตั้งสติ





ประมาณ 40 นาทีขบวนรถทั้งหมดก็มาถึงที่หมาย รถแล่นเข้าสู่อาคารอิฐสีแดงส้มซ่อนตัวอยู่ในพุ่มป่าริมแม่น้ำฮัดสัน ที่ตัวอาคารถูกสร้างให้สอดรับกับภูมิทัศน์และแนวถนน กำแพงรั้วกว้างใหญ่กั้นอาณาเขตชัดเจน





บดินทร์มองภาพตรงหน้าเต็มตาด้วยหัวใจที่เต้นระทึก เพราะอีกไม่กี่อึดใจเบื้องหน้านี้เขากำลังจะได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญท่ามกลางสักขีพยานผู้เป็นหัวหน้าสมาคมและพรรคน้อยใหญ่ที่มาร่วมแสดงความยินดีในงาน เขาต้องยืนอยู่ตรงหน้าคนเหล่านั้นและแสดงให้ทุกคนประจักษ์ว่าเขาก็ไม่ใช่แค่หงส์กเฬวรากอย่างที่ใครหลายๆ คนเคยปรามาสไว้





ดนัยพาบดินทร์ไปถึงก่อนเวลาพอสมควรเพื่อต้องการให้ว่าที่หงส์ได้ฝึกซ้อมและชินกับสถานที่ โชคดีหนักหนาแล้วที่ครั้งนี้หงส์ของวิษธรไปต้องเข้ารับการทดสอบเพราะผ่านการรับรองด้วยเสียงสองในสาม ดังนั้นวันนี้แค่บดินทร์ผ่านพิธีขึ้นรับตำแหน่งต่อหน้าทุกคนได้โดยไม่แสดงอาการประหม่าก็ถือว่าผ่านฉลุย แต่ถึงต่อให้ใครจะคิดต่อต้านดนัยก็คงไม่ปล่อยโอกาสให้ใครได้วิพากษ์วิจารณ์





“เดี๋ยวผมต้องไปรับหน้าพวกหัวหน้าสมาคมที่จะมาร่วมงาน คุณอยู่ในนี้ทำสมาธิดีๆ แล้วพอถึงเวลาผมจะมาเรียกนะ” ดนัยเอ่ยขณะพาบดินทร์มาไว้ที่ห้องหนึ่งที่การตกแต่งคล้ายห้องทำงานที่พอมีชุดโซฟาให้พักผ่อนได้





“..................” บดินทร์เดินเข้าไปในห้องนั้นตามคำแนะนำของดนัยโดยไม่ได้เอ่ยอะไร





ใบหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดนั้นทำให้ดนัยลอบถอนหายใจบาง แล้วจึงเอื้อมมือไปจับไหล่ทั้งสองข้างของคนที่เอาแต่อยู่ในภวังค์ให้หันมาสบตากัน





“กลัวเหรอ? ” มังกรหนุ่มถามไถ่ขึ้นพร้อมกับใช้หลังนิ้วชี้เกลี่ยไล้ตรงข้างแก้มเนียนนิ่มของเจ้าของดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นที่กำลังเจือไปด้วยความกังวลเหลือแสน





“อืม” บดินทร์ตอบไม่อ้อมค้อม เขาหลุบสายตาหลบเลี่ยงสายตาคมกล้าที่จ้องมองมาอย่างห่วงใย ไม่อยากให้ดนัยเห็นความอ่อนแอของตนตอนนี้เลย





ดนัยยิ้มบางแล้วให้คำมั่น “อย่ากังวลไปเลยนะดิน ผมไม่ให้ใครทำอะไรคุณได้แน่”





“ผมรู้” บดินทร์รีบส่ายหน้า “แต่ผมกลัวว่าจะทำให้คุณขายหน้า กลัวทำเสียเรื่องจนคนอื่นๆ ดูถูกคนไปด้วย” แล้วอธิบายสิ่งที่ติดค้างจนหนักอกอยู่ตอนนี้ให้คนตรงหน้าได้ฟัง





เขากังวลจริงๆ ว่าจะกลายเป็นตัวถ่วง กลัวเหลือเกินว่าจะทำให้ดนัยเสื่อมเกียรติ





แค่ได้ยินแบบนั้นในหัวใจของดนัยก็อุ่นซ่าน มังกรหนุ่มดึงตัวหงส์เข้ามากอดแนบอกแล้วปลอบประโลมไม่ให้เสียขวัญ "ผมเชื่อว่าคุณต้องทำได้ดิน และผมก็เชื่อว่าทุกคนต้องรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึก คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก เพราะผมจะยืนอยู่ข้างๆ คุณตลอด"



แล้วก้มลงกระซิบที่ข้างหู "ไม่ว่าใครจะว่ายังไง แต่ผมภูมิใจในตัวคุณที่สุดเลย ขอบคุณที่ทำเพื่อผมนะ"



บดินทร์หลับตาลงเพื่อสดับรับฟังสิ่งที่ดนัยกล่าวมาทั้งหมดแล้วซึมซับความอ่อนโยนจากอ้อมอกอุ่นนั้นอย่างเต็มที่



‘นั่นสินะ...แค่ดนัยพอใจก็พอแล้ว เขายังจะต้องแคร์คนอื่นทำไม’



ความกลัวไม่ได้หายไป แต่ใจของบดินทร์ก็แกร่งขึ้นแล้ว
.
.
.
.
.


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-03-2020 19:27:32 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ

ดนัยออกจากห้องไปหลังจากช่วยให้กำลังใจบดินทร์เสร็จสรรพ เพื่อให้เวลาหงส์หนุ่มได้อยู่กับตัวเองและทำสมาธิต่อตามลำพัง โดยสั่งการให้ธันวา วิเชียร เอกและพลเป็นคนเฝ้าประตูดูแลไว้



เมื่อได้อยู่คนเดียวในห้องเงียบเชียบ บดินทร์ก็ถอดเสื้อสูทตัวนอกออกเหลือไว้เพียงเสื้อกั๊กแล้วขยับเนคไทน์ให้หลวมขึ้นหน่อยเพื่อให้หายใจหายคอสะดวกขึ้น แล้วนั่งลงเอนกายไปบนชุดโซฟาสุดหรูนุ่มสบาย เหม่อมองไปรอบๆ ห้องเพื่อดึงเอาความรู้สึกออกจากความตื่นเต้นและเครียดขึง



อาคารสมาคมเก่าแก่รูปลักษณ์ภายนอกเป็นแบบผสมผสาน ภายในตกแต่งแบบกลิ่นอายไทยๆ พอลองกวาดตามองทั่วห้องก็ไปพบกับรูปใหญ่ที่ประดับอยู่อีกฝั่งสองรูปชายหญิง ที่หากบดินทร์เดาไม่ผิดคงเป็นหงส์และมังกรรุ่นก่อน หรือก็คือพ่อแม่ของดนัย





หงส์หนุ่มรีบลุกขึ้นเดินไปที่รูปนั้น จ้องมองรูปอดีตมังกรผู้ล่วงลับความเคร่งขรึมสมกับความเป็นผู้นำนั้นให้ความรู้สึกไม่ต่างจากดนัยผู้เป็นลูกชายเลยสักนิด บดินทร์คิดในใจว่าดนัยคงได้พ่อมาไม่ผิดเพี้ยน แล้วจึงหันไปมองอีกรูปข้างกัน ใบหน้าของหงส์ผู้เป็นมารดา ใบหน้าหวานล้ำดูใจดีแต่ก็คงมีความเข้มงวดไม่หละหลวมต่อผู้ใต้บังคับบัญชาแน่ และท่านคงไม่ต้องมานั่งประหม่าอย่างเขาแน่ๆ





บดินทร์จ้องมองรูปตรงหน้าเงียบๆ พลางภาวนาในใจ ‘ขอให้ผมผ่านมันไปได้ด้วยดีด้วยเถอะนะครับ’ คิดในใจแบบนั้นพลันเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกกรอบรูป ภาพไม่ชัดเจนนักแต่ก็พอให้ได้เห็นสายตาของตน ใบหน้าคุ้นตาอย่างเช่นที่เคยเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน



เขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ สินะ สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความหมองหม่นถึงได้ดูมั่นใจและแกร่งกล้าขึ้น







ก๊อก ก๊อก…







เสียงเคาะประตูดังขึ้นปลุกบดินทร์ออกจากภวังค์ คิดไปว่าอาจเป็นธันวาหรือคนในพรรคที่มาแจ้งเรื่องให้เตรียมตัว แต่ปรากฏว่าคนที่เปิดประตูเข้ามานั้นกลับเป็นคนที่คาดไม่ถึง





“เป็นไงบ้างคุณดิน? ”





“จื้อหลิน? ”





เห็นคนที่โผล่พ้นประตูเข้ามาบดินทร์ก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ พร้อมรีบเดินเข้าไปหาจื้อหลินที่ยืนเรียบร้อยรออยู่ตรงหน้าประตูนั้น





“เข้ามาก่อนเลย” บดินทร์รีบดึงร่างบางบอบบางในชุดกี่เพ้าสีแดงสวยเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูทันที “โห...วันนี้สวยมากอ่ะ” แล้วพอหันมาเห็นอีกฝ่ายแบบเต็มสองตาก็อดออกปากชมไม่ได้





รูปร่างบอบบาง ผิวขาวสะอาดสวมชุดกี่เพ้าสีขาวปักลายทองแขนกุดเข้ารูปแต่ปล่อยชายกระโปรงบานเป็นทรงหางปลาลากพื้นเล็กน้อย คลุมทับด้วยขนเฟอร์หรูหรา เกล้าผมและแต่งหน้างดงามราวนางฟ้าไม่เสียศักดิ์ศรีของหงส์แห่งตระกูลจ้าวเลยแม้แต่นิด โดยเฉพาะกับรูปทรงสูงระหงนั้นยิ่งทำให้ดูงามสง่า หน้าอกและสะโพกแบบผู้ชายถูกเสริมเติมแต่งขึ้นมาจนแยกไม่ออกว่าเคยเป็นชาย





“คุณเองก็หล่อมากเหมือนกัน” จื้อหลินออกปากชมกลับด้วยรอยยิ้ม และคำยกยอนั้นก็ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด บดินทร์มีรูปร่างสูงโปร่งอย่างนายแบบ ใบหน้าคมคายสมชายแต่ก็เจือไปด้วยความน่ารักยามแย้มยิ้ม ผิวกายเองก็ขาวสะอาดผุดผาด ยิ่งพอแต่งสูทสีขาวยิ่งขับให้ความงามล้ำนั้นโดดเด่นน่ามองขึ้นไปอีก





“...ชมกันเองแบบนี้ ชวนขนลุกดีแฮะ” พอโดนชมกลับมาบ้างบดินทร์ก็ยิ้มเขินพลางหาเรื่องกลบเกลื่อน





จื้อหลินนิ่งมองก่อนเอ่ยทัก “หัวเราะได้แบบนี้แสดงว่าไม่ได้เครียดเท่าไหร่ใช่ไหม? ”





“ที่ไหนล่ะ เครียดจนปวดท้องไปหมดแล้วเนี่ย” บดินทร์บ่นพลางทำหน้าแหย แล้วถามกลับ “ว่าแต่นายเถอะ เข้ามานี่ได้ไง? มังกรของนายไม่ว่าเอาเหรอ? ”





“ท่านจ้าวรับรองแขกสำคัญอยู่กับท่านแดนนี่ครับ” จื้อหลินตอบเสียงเบา “ท่านจ้าวไม่ให้ผมออกพบคนอื่นๆ อยู่แล้วครับ ผมเลยมีเวลาเดินมาหาคุณไง"





คำตอบด้วยรอยยิ้มเศร้าทำให้บดินทร์รู้สึกลืมเรื่องเครียดของตัวเองไปได้วูบหนึ่งเพราะรู้สึกสงสารอีกฝ่ายมากกว่า ถึงการเป็นหงส์ของวิษธรจะยาก แต่เขาก็ได้เป็นตัวของตัวเองและเป็นที่ยอมรับในชื่อของบดินทร์





บดินทร์ยิ้มบางเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กตรงหน้าเบาๆ “ดีแล้ว ออกไปพบคนนั้นคนนี้นายก็ต้องเหนื่อยปลอมตัวเป็นพี่นายอยู่ดี อยู่ตรงนี้กับฉันแล้วเป็นตัวของตัวเองดีกว่า” พูดจบก็ยิ้มกว้างจนตาหยีเพื่อปลอบโยนเพื่อน





“หึหึ นั่นสินะ” โดนปลอบแบบนั้นจื้อหลินก็ยิ้มตอบและเห็นด้วยกับคำพูดของบดินทร์





พวกเขาเป็นเพื่อนกันแล้วหลังจากที่ได้แอบทำเรื่องไม่ดีโดยการหนีออกเที่ยวกันหนึ่งครั้ง และยังได้แอบใช้โทรศัพท์คุยกันทุกวัน ถึงจะยังเรียกว่าเพื่อนได้ไม่เต็มปากนัก แต่ก็เรียกได้ว่าสนิทกันมากขึ้นและสนิทกว่าทุกคนที่อยู่รอบกายในตอนนี้





จื้อหลินคือคนที่บดินทร์ยอมเผยตัวตนในแบบที่เคยเป็นเมื่อครั้งอยู่กับสดายุ





ส่วนบดินทร์ก็คือคนที่จื้อหลินยอมเปิดใจและกล้าเป็นตัวของตัวเองต่อหน้าอีกฝ่าย





เมื่อช่องว่างของความรู้สึกถูกเติมเต็มจึงไม่แปลกเลยที่หงส์ทั้งสองจะสนิทสนมกันจนเริ่มถึงเนื้อถึงตัวกันได้ คุยกันตามประสาอยู่ครู่ก็เดินไปนั่งกันตรงโซฟานุ่ม โดยนั่งหันหลังให้ทางประตู





“ตื่นเต้นจะตายแล้วเนี่ย” บดินทร์บ่น





“อย่าไปจดจ่อกับมันสิ ปล่อยใจให้สบายแล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้” จื้อหลินปลอบ “เดินออกไปบนพรมสีแดงด้วยความมั่นใจ ขึ้นไปรับการคล้องผ้าประจำตำแหน่งจากมังกรพรรค ดื่มเหล้าสาบานตนกับมังกร ท่านจ้าว ผม ซื่อหม่าอี้ พงศธรและหัวหน้าสมาคมทั้งห้า จากนั้นก็แค่เอ่ยคำปฏิญาณตัวก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว ซ้อมแล้วซ้อมอีกไม่ใช่เหรอ ทำไมยังกลัวอีกล่ะ? ”





“เออ ลำดับพิธีการน่ะจำได้แหละ แค่ตื่นเต้น ตอนนายไม่ตื่นเต้นเลยหรือไง? ” บดินทร์โอดครวญ





“...คุณดิน” จื้อหลินนิ่งไปครู่หนึ่ง “ผมไม่เคยเข้าพิธี”





“....................” หัวใจบดินทร์สะดุดวาบ รู้ตัวทันทีที่จื้อหลินทักขึ้น จนอยากตบปากตัวเองแรงๆ เสียทีในตอนนี้





...เผลอทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายไปเสียแล้ว





“...ขอโทษนะ...คือฉัน…” บดินทร์รีบเอ่ยคำขอโทษด้วยรู้สึกผิดเหลือประมาณ





แบบนั้นยิ่งทำให้จื้อหลินต้องรีบปลอบโยนอีกฝ่าย





“จะขอโทษผมทำไมกัน? ” จื้อหลินรีบส่ายหน้า ใช้สองมือจับแขนทั้งสองของบดินทร์ที่กำลังทำหน้ารู้สึกผิดไว้ แล้วรีบแกล้งพูดแหย่เล่นให้ไม่ต้องรู้สึกกดดันมาก “ทำหน้าแบบนั้นเดี๋ยวผมก็โดนท่านแดนนี่เล่นงานแย่ โทษฐานทำให้หงส์ของท่านหน้าหมอง”





“ชิ หมองอะไรกันหล่อขนาดนี้” บดินทร์หยอกกลับ ก่อนถอนหายใจออกมา เอนตัวลงพิงโซฟาแล้วเปิดปากปรึกษากับจื้อหลินแบบจริงจัง “นี่...โหดๆ กันทั้งนั้นเลยใช่ไหมพวกคนข้างนอกนั่นน่ะ”





จื้อหลินยิ้มให้ “คุณกลัวเหรอ? ”





บดินทร์พยักหน้ารับ “อืม”





“คุณไม่จำเป็นต้องกลัวหรอก เพราะคุณกำลังจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าเหนือคนเหล่านั้นอยู่อีกอึดใจนี้แล้ว” จื้อหลินเอ่ยพลางเอื้อมมือไปแตะมือของบดินทร์ที่วางไว้บนเข่าของอีกฝ่ายเบาๆ แทนการให้กำลังใจ





“ฉันรู้” บดินทร์ถอนหายใจ แล้วระบายความอัดอั้นออกมาให้คนข้างๆ ได้ฟัง “ฉันแค่ยังทำใจให้ชินกับคนพวกนั้นไม่ได้น่ะ ก็อย่างที่นายรู้…ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยตกเป็นเครื่องมือทำเรื่องชั่วร้ายของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขามีอำนาจเหนือฉัน ตอนนั้นฉันกลัวมากเลย ให้ทำอะไรก็ทำทั้งนั้น ทั้งที่มีวิธีตลบหลังยัยนั่นไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แต่ฉันก็ไม่กล้าทำเพราะดันติดหนี้เจ้าพ่อบ่อนคนที่หนุนหลังมันอยู่ จำนวนหนี้สินถ้าพูดกันจริงๆ ก็ไม่ได้เยอะมาก แต่มันก็มากพอให้คนอย่างฉันหมดปัญญาขัดขืน กับยัยนั่นฉันไม่ได้กลัว แต่กับเจ้าพ่อที่อยู่หลังมันทำให้ฉันไม่กล้าขัด เพราะนอกจากชีวิตของฉันแล้ว…ครอบครัวฉันก็อยู่ในมือพวกมัน หากวันหนึ่งฉันใจกล้าทรยศชิดจันทร์อย่างไม่กลัวตาย ก็เป็นไปได้ว่าครอบครัวที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ของฉันจะพังพินาศไปด้วย”



บดินทร์เล่าทุกอย่างออกมาจากความรู้สึกแท้จริง จื้อหลิน



“ผมรู้ ที่คุณไม่สู้เพราะไม่ต้องการให้ครอบครัวของคุณต้องเสี่ยง คุณไม่แลกกับความปลอดภัยของพวกเขา ซึ่งในตอนนั้นไอ้เจ้าพ่อพวกนั้นมันมีอำนาจเหนือคุณ” จื้อหลินกระชับมือของบดินทร์แน่นขึ้น “เพราะงั้นจากนี้ไปก็จะถึงเวลาเอาคืนแล้วนะ”



“เอาคืน? ” บดินทร์หันมองจื้อหลินด้วยสีหน้าฉงน



“ใช่ จากนี้ไปคุณสามารถใช้อำนาจที่คุณมีจัดการพวกนั้นได้แล้วโดยไม่ต้องไปเกรงกลัว”



“แต่ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับไอ้พวกข้างนอกนั่นเสียหน่อย”



“ก็ถ้าเกิดมีขึ้นมา…คุณก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วไง เพราะอำนาจของคุณเหนือกว่าพวกนั้น”



จื้อหลินเอ่ยพลางใช้สองมือช่วยประคองมือของบดินทร์ไว้เพื่อเพิ่มความหนักแน่นในคำพูดตน บดินทร์ยิ้มแล้วพยักหน้าคำพูดนั้น



“นั่นสินะ จะกลัวไปทำไม ในเมื่อคนพวกนั้นต่างหากที่ต้องกลัวฉัน” บดินทร์เอ่ยหนักแน่น



“ใช่ ไม่มีอะไรต้องกลัว” และจื้อหลินก็ช่วยสำทับ



หงส์ทั้งสองมองหน้าแล้วต่างมอบรอยยิ้มให้กันฉันมิตร ต่างก็เข้าอกเข้าใจกันเพราะอยู่ในสถานะที่ไม่แตกต่างกันนัก ต่างคนต่างก็มีเบื้องหลังดำมืดที่ไม่อาจหลุดพ้นอยู่ บดินทร์ถอนหายใจพรู พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหันมายื่นมือไปตรงหน้าของจื้อหลิน



จื้อหลินมองที่มือนั้นครั้งหนึ่งก่อนจะยื่นมือตนเข้าไปจับมือตรงหน้าแล้วลุกขึ้นยืนตามบดินทร์



“ขอกอดหน่อยสิ”



“หืม? ” จู่ๆ ก็ถูกขอในเรื่องไม่คุ้นเคย จื้อหลินก็ถึงกับงงและเขินอายไปพร้อมกัน ก่อนจะปฏิเสธอ้อมแอ้ม “เรื่องแบบนี้…คุณก็ไปขอท่านแดนนี่สิ”



“เขากอดปลอบฉันไปแล้ว” บดินทร์ไหวไหล่พร้อมยิ้ม





ฝ่ายจื้อหลินได้แต่แอบกลอกตา ก่อนแขวะออกมาเล็กๆ อย่างอดไม่ไหว “ช่างเป็นหงส์ที่น่าอิจฉาเสียจริง”



บดินทร์ไม่ยี่หระต่อคำค่อนแคะ เอาแต่ยิ้มพลางกางแขนออกกว้างเป็นการเชิญชวน



จื้อหลินนิ่วหน้าให้กับท่าทางแบบนั้นของอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มหวานออกมา แล้วเดินเข้าไปหาอ้อมกอดนั้นอย่างเคอะๆ เขินๆ



ยอมสวมกอดและยอมให้กอดแบบไร้ข้อโต้แย้งใดๆ อีก



จื้อหลินหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นของอ้อมกอดนั้น นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้โอบกอดใครและโดนใครโอบกอดแบบนี้



…มันอบอุ่นอย่างนี้นี่เอง ราวกับกำลังลิ้มลองขนมหวาน



“ขอบใจนะ” บดินทร์กระซิบคำขอบคุณแผ่วเบา ก่อนแกล้งสัพยอกออกไปเล็กน้อย “เดี๋ยวฉันบอกแดนนี่ของนายให้ว่านายทำงานได้ดีมาก”



แล้วมันก็สามารถเรียกเสียงขบขันจากจื้อหลินได้ทันที เสียงรับมุกว่า ‘ดีมาก’ ออกจากคนที่แต่เดิมเคยเรียบร้อย ก่อนที่เสียงหัวเราะของหงส์ทั้งสองจะดังขึ้นทั้งที่ยังกอดกันกลม



ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนก่อตัวขึ้น งอกงาม และค่อยๆ ถักทอเรียงร้อยเป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นหนาขึ้น
.
.
.
.
.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ในยามนั้นบดินทร์และจื้อหลินต่างเห็นเพียงกันและกันในสายตาจนไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครอีกคนยืนมองผ่านบานประตูที่ถูกแง้มไว้



จ้าวซินยืนกอดอกมองภาพตรงหน้าเงียบๆ ดวงตาเย็นชาลึกล้ำไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ มองตรงไปยังหงส์สองคนที่ยังคงกอดกันแน่นทั้งยังหัวเราะกันเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ โดยเฉพาะหงส์เงาของตน



ใบหน้าหวานล้ำที่ในยามปกติเอาแต่ก้มต่ำทำหน้าเศร้ายามอยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้กลับประดับประดาด้วยรอยยิ้มมีความสุข ริมฝีปากที่เอาแต่อมพะนำยามพูดคุยกับเขาตอนนี้ก็เอาแต่ฉอเลาะเสียงหวานกับคนที่เขาเกลียดขี้หน้ามากที่สุด



“ให้เรียกเลยไหมครับท่าน? ” บอดี้การ์ดคนสนิทกระซิบถามเมื่อเห็นเจ้านายยังคงยืนนิ่ง



“ไม่ต้อง” จ้าวซินตอบเพียงแค่นั้นแล้วหมุนร่างเดินจากไป ปล่อยให้หงส์ทั้งสองคนพลอดรักกันต่อไป



เพราะเห็นว่าจู่ๆ หงส์เงาของตนก็หายตัวไปจากที่ที่สั่งกำชับให้นั่งรออยู่นิ่งๆ เพราะจื้อหลินไม่เคยขัดคำสั่งเขามาก่อนจ้าวซินจึงร้อนใจออกตามหาด้วยกลัวว่าจะเกิดปัญหาหรืออันตรายขึ้น แต่พอมาเห็นภาพแบบนั้นเข้าจ้าวซินก็บังเกิดความรู้สึกบางอย่างวาบขึ้นในอก ทว่าเขากลับยังไม่คิดจะยอมรับมัน



มังกรแห่งตระกูลจ้าวขบกรามแน่น ใบหน้าเย็นชานั้นเพิ่มความเหี้ยมโหด ดวงตาสีดาวสนิทวาวโรจน์ขึ้นด้วยอย่างไม่อาจห้าม



.

.

.

.

.





เวลาประมาณ 8:00 ขบวนรถหรูของเจ้าพ่อ มาเฟียสาขาต่างๆ เริ่มทยอยกันมาหนาตาขึ้น แต่ก่อนผ่านกำแพงสมาคมเข้าด้านในรถทุกคันจะต้องผ่านการตรวจอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมด้วยอาวุธร้ายแรงอย่างเช่นระเบิด ทั้งยังมีการตรวจค้นร่างกายของผู้ร่วมงานทุกคนให้ปลอดอาวุธด้วย





เมื่อเข้าภายในงานได้เหล่าผู้มีอำนาจใหญ่น้อยทั้งหลายก็ได้จับกลุ่มพบปะกันตามอัธยาศัยด้วยว่าเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกันหรือเอื้อกันจึงไม่ได้มีการปะทะบาดหมางกันมากนัก แต่หัวข้อสนทนาสำคัญวันนี้นอกเหนือจากเรื่องธุรกิจกับสุขภาพส่วนบุคคลแล้วยังเป็นเรื่องของการแต่งตั้งหงส์คนใหม่ของนายใหญ่อย่างวิษธร หัวหน้าของสมาคมใหญ่ในนิวยอร์กอย่างดนัย การแต่งตั้งหงส์ที่เป็นผู้ชายแท้จริงแล้วมันเป็นอะไรที่รับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง ทว่าที่ไม่อาจลุกฮือต่อต้านเพราะทางจ้าวซินและพงศธรต่างลงนามอนุมัติ หรือแม้แต่ซื่อหม่าอี้ก็ไม่ได้มีทีท่าปฏิเสธ เพราะแบบนั้นเองจึงทำให้พวกหัวหน้าสาขาหรือคนในวงการต่างก็ตะขิดตะขวงใจในการตัดสินใจแบบนั้นของผู้เป็นหัวหน้าทุกคน





‘หงส์คนนี้ต้องมีอะไรดี ไม่อย่างนั้นดนัยย่อมไม่เลือกขึ้นมา’





คือหนึ่งเหตุผลที่ทุกคนคิดเห็นร่วมกัน เลือดใหม่ของวิษธรที่ในตอนแรกก็ไม่ต่างจากเด็กอมมือ เด็กที่พวกหัวหน้าฝ่ายวัยดึกอย่างพวกตนต่างก็เคยมองว่าไร้ฝีมือ ไม่ได้เก่งกาจเทียบเคียงผู้เป็นบิดาที่เคยยิ่งใหญ่ และคิดไว้ว่าอีกไม่นานคงถูกอำนาจเดิมอย่างพงศธรที่รักษาตำแหน่งมังกรแทนอยู่กลืนกินจนสิ้นแน่ ทว่าผ่านไปเพียงไม่นานฝ่ายที่ถูกกลืนกินจนแทบสิ้นอำนาจกลับเป็นพงศธรและพวกอำนาจเก่าเสียเอง ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มนั้นเคลือบแฝงด้วยพิษสงร้ายกาจที่ถ้าเกิดเผลอวางใจก็จะถูกเขมือบกินในทันที ตั้งแต่ที่มังกรคนนี้ดำรงตำแหน่งใครที่ทำธุรกิจแตกแถวก็ถูกกำจัดจนสิ้น ประกาศให้รู้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยว่าหากใครกล้าท้าทายอำนาจก็จะเป็นอันหายไปจากวงการอย่างไร้ร่องรอย



คนที่มีความคิดแยบยลจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วอย่างดนัยย่อมมีเหตุผลในการเลือกหงส์ โดยเฉพาะหงส์ผู้ชายคนนี้ ในเมื่อตำแหน่งหงส์นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก ดนัยต้องมีเหตุผลแน่ในการเลือกหงส์ชาย ซึ่งพวกเขาจะต้องคอยจับตา



.

.

.



เวลา 9:00 ถึงเวลาตามกำหนดการ เสียงประกาศเรียกผู้มีเกียรติเข้ารวมกันที่ปะรำพิธีจึงดังขึ้น



ธันวาเข้าไปเรียกบดินทร์ที่นั่งทำสมาธิเงียบๆ อยู่ในห้องให้เตรียมพร้อม แล้วพาหงส์ของตนเดินออกสู่ปะรำพิธีที่มีคนระดับหัวหน้าสาขาและคนสำคัญทั้งหลายยืนรอกันอยู่



จากห้องพักเดินมายังหน้าปะรำไม่ได้ไกลมาก แต่ละก้าวที่เดินไปหัวใจของบดินทร์เต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกจากอกให้ได้ แต่ด้วยความคิดแน่วแน่และจิตวิญญาณของนักแสดงอาการประหม่าเหล่านั้นจึงไม่ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของบดินทร์เลยแม้แต่นิด กลับมีเพียงความสง่างามน่าเกรงขามเท่านั้นที่เจ้าตัวพยายามแสดงออกมาจนขนาดลิ่วล้ออย่างธันวายังอดกระหยิ่มในใจถึงความดูดีมีราศีของนายเหนือของตนไม่ได้



ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสามชิ้นสีขาวบริสุทธิ์ก้าวย่างอย่างสง่างามจากโถงทางเดินสู่หน้าปะรำพิธีที่มีพรมแดงปูทางไว้ สองฝั่งเป็นเหล้าผู้มีอิทธิพลจากสาขาต่างๆ ของวิษธรและตระกูลจ้าวจากทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อเป็นสักขีพยานการขึ้นรับตำแหน่งในครั้งนี้ ความงดงามของบดินทร์นั้นเป็นที่กล่าวขวัญเพราะทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามาก็บังเกิดเสียงอื้ออึงถึงภาพลักษณ์อันหมดจดนั้นเซ็งแซ่



บดินทร์เดินตรงไปบนพรมนั้นอย่างแน่วแน่ สุดทางคือบันไดที่มีดนัยยืนรออยู่ เขาไม่สนใจอื่นใดอีกนอกจากเดินตรงไปที่ตรงนั้น ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยจิตใจแน่วแน่ สายตามองตรงไปที่ดนัยที่ยืนรออยู่ ณ จุดนั้น ระยะไม่ได้ไกลแต่เหมือนตอนนี้เขากำลังไต่บันไดดวงดาว ไม่คิดฝันว่าในชีวิตนี้จะมาถึงจุดนี้ได้ พลิกผันจากหน้าเท้าเป็นหลังมือ จากดาราจนตรอกกลายเป็นหงส์ข้างมังกรผู้มีอิทธิพลเหนือคนนับแสน จากผู้อยู่เบื้องหน้าแสงไฟกลายเป็นผู้อยู่ในเงามืด อำนาจมากล้นที่จู่ๆ ก็ถูกบังคับยัดใส่มือมาแบบไม่ได้ตั้งใจรับ แต่ในเมื่อไม่อาจขัดก็จำต้องโอบกอดไว้ให้แน่นแล้วเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้มแข็ง



จะต้องทำให้ได้ ในเมื่อบดินทร์คนเก่าที่อ่อนแอเป็นหนอนนั้นมันตายได้ไปตั้งแต่ที่มันเลือกที่จะเชือดข้อมือตัวเองแล้ว จากนี้เป็นต้นไปเขาคือบดินทร์คนใหม่ที่จะใช้ชีวิตในตำแหน่งหงส์นี้ให้คุ้มค่าที่สุด



อำนาจที่ดนัยมอบมาให้คือสิ่งที่เขาต้องใช้ชีวิตแลกมา ถ้ายังอยากมีลมหายใจก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้



ขึ้นหลังเสืออย่างสมบูรณ์แล้วจะตกร่วงลงมาไม่ได้อย่างเด็ดขาด!





บดินทร์หยุดยืนตรงหน้าของดนัยที่ตอนนี้ฝ่ายนั้นช่างดูภูมิฐานและน่าเกรงขามสมกับตำแหน่งมังกร ผู้ถืออำนาจใหญ่เหนือใครทุกคนในห้องโถงนี้ และมอบอำนาจมากล้นให้แก่เขาคนนี้อย่างไม่คิดฝัน ในหัวของบดินทร์พาลคิดไปถึงวันที่ได้เจอกันครั้งแรก



ดนัยคนนี้พาเขามาไกลเหลือเกิน...



ว่าที่หงส์ค้อมกายลงเล็กน้อยเพื่อให้มังกรคล้องผ้าประจำตำแหน่ง ผ้าไหมสีดำวาวปักลายหงส์สีทองอร่ามงดงามถูกบรรจงสวมลงตรงคอของบดินทร์อย่างอ่อนโยน ผืนผ้าหนานุ่มขนาดกว้างเท่าฝ่ามือยาวเพียงหน้าขาไม่ได้มีน้ำหนักมากมายทว่าความหมายของตัวมันต่างหากที่หนักอึ้งเสียจนบดินทร์แทบยืดตัวตรงไม่ไหว อำนาจสีดำอย่างเนื้อผ้าถูกมอบหมายมาไว้ในมือนี้แล้ว



บดินทร์ยืดตัวตรงสบตากับดนัยหนึ่งครั้งก่อนหันไปรับจอกเหล้าโลหะสีทองสลักลวดลายหงส์เหินขึ้นมาถือไว้ในมือ ค้อมกายลงเล็กน้อยอีกครั้ง ก่อนยืดตัวขึ้นมาดื่มเหล้าขาวหลายดีกรีในจอกนั้นแบบรวดเดียวหมดเบื้องหน้าของมังกรพรรคที่ดื่มเหล้าอีกจอกหนึ่งเช่นกัน แล้วจึงคืนจอกนั้นให้กับผู้อัญเชิญเหล้าไป บดินทร์สบตาดนัยอีกครั้งหนึ่ง มังกรหนุ่มพยักหน้าให้น้อยๆ เพื่อมอบกำลังใจให้ ก่อนที่บดินทร์จะเดินขยับไปทางขวามือตนสองก้าว หยุดยืนตรงหน้าคนที่เกลียดขี้หน้าเขาที่สุด...จ้าวซิน



บดินทร์ค้อมกายลงเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพต่อมังกรของพรรคจ้าว หัวใจบีบรัดพอสมควรเมื่อรับรู้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรที่จ้องเขม็งมา แต่แล้วมันยังไงล่ะเขากำลังจะกลายเป็นถึงหงส์ของวิษธรต่อให้อำนาจของจ้าวซินจะเหนือกว่า แต่ก็ไม่ถึงขนาดจะต้องกลัวหัวหดเสียหน่อย มือสวยเอื้อมไปหยิบจอกเหล้าขึ้นพร้อมกับอีกฝ่ายแล้วยกดื่มพร้อมกัน เมื่อวางจอกเหล้าลงแล้วบดินทร์จึงสบตากับจ้าวซินตรงๆ มองด้วยสายตาที่ประกาศกร้าวชัดเจนว่าไม่ได้กริ่งกลัวต่ออีกฝ่ายแต่อย่างใด ก่อนจะหลุบตาลงต่ำเพื่อแสดงความเคารพอย่างที่ควรจะเป็น เพราะคิดได้ว่าอย่างน้อยๆ ในวันสำคัญนี้เขาก็ไม่ควรแสดงกิริยาอันไม่เหมาะสม โดยเฉพาะต่อหน้าธารกำนัลทั้งหลายเบื้องล่างนั้น





จากนั้นว่าที่หงส์ก็เดินไปหยุดตรงหน้าแท่นที่นั่งบนปะรำของตนซึ่งข้างกันนั้นมีจื้อหลินผู้เป็นหงส์เงาของตระกูลจ้าวในฐานะรั่วหลินยืนอยู่ จอกเหล้าน้อยๆ สองจอกถูกส่งมาให้หงส์ทั้งสอง บดินทร์หยิบจอกเหล้าขึ้นมาพร้อมๆ กับอีกฝ่ายลอบสบตากันเล็กน้อยก่อนคำนับกันแล้วดื่มเหล้าจอกนั้นจนหมด แล้วจึงกลับมายืนตรงหน้าที่นั่งประจำตำแหน่ง โดยคราวนี้เขาได้หันหน้ามาเผชิญกับทุกคนด้านหน้า พิธีกรในงานประกาศเชิญพงศธร ซื่อหม่าอี้และหัวหน้าสมาคมสาขาทั้งห้าให้มายืนเรียงหน้ากันต่อหน้าหงส์คนใหม่เพื่อร่วมดื่มเหล้าสาบาน





จอกเหล้าถูกแจกจ่ายให้แต่ละคน ผู้อาวุโสและหัวหน้าสาขาทั้ง 7 ยกจอกเหล้าขึ้นตรงหน้า ค้อมตัวลงต่ำเพื่อทำความเคารพ บดินทร์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อตอบรับจากนั้นทั้งหมดก็ดื่มเหล้าจอกน้อยในมือจนหมด เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของหงส์คนใหม่แห่งวิษธรอย่างสมบูรณ์





เมื่อพิธีสาบานตนผ่านพ้น สิ่งสุดท้ายที่หงส์คนใหม่ยังต้องทำคือกล่าวปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บดินทร์ยืนตัวตรงสายตาแน่วแน่กวาดตามองทุกคนเบื้องหน้าแล้วกล่าวคำปฏิญาณเป็นภาษาอังกฤษด้วยเสียงดังก้องทรงพลัง



“ข้าพเจ้า บดินทร์ ในนามของหงส์แห่งวิษธรอันเกรียงไกรนี้ ขอให้คำมั่นปฏิญาณด้วยเลือดเนื้อ ชีวิต และจิตวิญญาณเพื่อมอบคำสาบานแก่บรรพชนแห่งตระกูลว่าจะซื่อสัตย์จงรักภักดีแก่มังกรและพรรควิษธรเพียงหนึ่งเดียว” กล่าวจบพลางกรีดเลือดหนึ่งหยดจรดลงบนหนังสือปฏิญาณที่ทำจากผ้าไหมปักดิ้นทอง เพื่อประกอบคำสัตย์สาบาน



จบคำกล่าวนั้นเหล้าคนเบื้องล่างก็พากันปรบมือเสียงดังเพื่อรับขวัญหงส์คนใหม่ตามประเพณี แต่แน่นอนว่าในใจของทุกคนก็ยังคงติดใจสงสัยในความสามารถของหงส์คนใหม่อยู่ดี



...ประวัติแย่เพียงนั้น แล้วจะเป็นหงส์ที่สามารถทำการใหญ่คุมคนเรือนพันเรือนหมื่นได้อย่างไร? หลายคนคิดเช่นนั้น และรอคอยที่จะได้เห็นวันหายนะของหงส์คนนี้มากกว่าจะยินดีกับความสำเร็จเสียด้วย



จบคำปฏิญาณก็เท่ากับพิธีการได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เหล่าผู้ร่วมงานจึงเริ่มหันไปพูดคุยกันอื้ออึง แม้บดินทร์จะไม่ได้ยินแต่ก็พอเดาได้ว่าในตอนนี้ทุกคนกำลังคิดเห็นต่อตนอย่างไร เพราะเท่าที่ลองกวาดตาดู สายตาของคนพวกนั้นไม่ได้เชื่อมั่นในตัวของเขาคนนี้เลยแม้แต่นิด



จะทำยังไงดีล่ะ? เขาควรทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้ดี?



บดินทร์ชำเลืองไปมองทางดนัยที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ไม่รู้ทำไมแต่พอเห็นว่าสายตาคู่นั้นของดนัยเองก็จ้องมองมาก็ราวกับได้รับพลังมาส่วนหนึ่ง



มังกรหนุ่มพยักหน้ามาให้แม้ไร้ถ้อยคำแต่เสมือนว่าบดินทร์จะสามารถรับรู้ได้ด้วยหัวใจว่าฝ่ายนั้นกำลังพูดกับเขาว่า ‘เชื่อมั่นในตัวหงส์คนนี้’



เพียงแค่นั้นก็ราวกับพลังใจในร่างของบดินทร์พุ่งสูงขึ้น ใช่...ตอนนี้เขาคงไม่อาจทำอะไรให้พวกนั้นเห็นหัวหรือเห็นค่าได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถ้าไม่ทำเสียตอนนี้ ก็อาจหาโอกาสไม่ได้อีก



เอาวะ! ยังลงมือปฏิบัติไม่ได้ก็ขอข่มเอาไว้ก่อนแล้วกัน





“ผมรู้ว่าทุกคนคิดว่าผมไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้”



จู่ๆ บดินทร์ก็เอ่ยขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ และเพียงจบคำประโยคแรกก็ทำเอาเงียบกริบไปทั้งฮอล์ บดินทร์เว้นจังหวะเล็กน้อยเพราะหัวใจที่เต้นส่ำ จึงกลัวว่าเสียงที่เอ่ยออกไปนั้นจะสั่นจนมีคนจับได้จึงลอบสูดหายใจยาวๆ ตามทริคลดความตื่นเต้นยามเป็นพิธีกรงานสำคัญ แล้วเอ่ยประโยคต่อไป



“แต่มันย่อมมีเหตุผลที่มังกรของพวกคุณเลือกผมมายืนในจุดนี้แน่ ไม่ต้องศรัทธาในผมแต่โปรดศรัทธาในการตัดสินใจของท่าน และวางใจเถิด ผมจะดูแลทุกอย่างโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องให้ไม่ต่างจากใครก็ตามที่พวกคุณคิดว่าเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากกว่าผมเลย หรือหากว่าใครมีเรื่องกังวลสงสัย ไม่เป็นไรครับ สามารถติดต่อพูดคุยกับผมได้ทุกเมื่อ เพราะเราคือพวกเดียวกัน”



กล่าวจบพร้อมรอยยิ้มมุมปากบางๆ สายตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ดูไม่ได้กริ่งเกรงใดๆ ของหงส์ใหม่ชวนให้หลายๆ คนรู้สึกฮึกเหิมไปด้วย พลังในการดึงดูดด้วยทักษะของพิธีกรเจนเวทีหลายปีดีดักช่วยบดินทร์ไว้ในคราวนี้มาก หงส์ใหม่ถึงได้สามารถดึงดูดสายตาของทุกคนและสามารถโน้มน้าวให้รู้สึกเชื่อไปอึดใจว่าหงส์คนนี้คือตัวจริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวหลอกที่ดนัยแต่งตั้งขึ้นมาให้เป็นเพียงไม้ประดับ ถึงแม้ว่ากิริยาแบบนั้นมันจะดูกร่างไปหน่อย แต่ก็ไม่มีใครกล้าตำหนิเพราะอำนาจใหม่ในมือของหงส์นั้นมันเหนือกว่าพวกตน





รอดูไปก่อนดีกว่า





.

.

.



TBC.




**************************************************************



ฮั่นแน่ะ เดากันอยู่ล่ะสิว่าคนที่อยู่ฝ่ายตัวร้ายมีใครบ้าง 3 คนเองเดาง่ายๆ ไม่ยากเลยค่ะ อิอิ

2 เฒ่าเดาไม่ยาก แต่อีกคนเป็นใครกันนะ?

น้องดินเราสนิทกับเพื่อนใหม่อย่างจื้อหลินขึ้นมาก ความสัมพันธ์ของคนหัวอกเดียวกันพัฒนาเร็วจี๋ ได้แต่งโมเม้นที่หงส์ทั้งสองพรรคได้พูดคุยกันแล้วก็เริ่มรู้สึกจั๊กจี้ไม่หยอก หรือเอ๊ะๆๆ จะให้สองคนนี้กลายเป็นพระเอกนายเอกเลยดีนะ 5555

PART รับตำแหน่งนี้บอกตรงๆเลยว่ายาวพอสมควรเลยค่ะ เลยต้องแบ่งหลายขยักหน่อย PART ต่อไปจะพยายามมาให้ได้ภายในวันเสาร์-อาทิตย์หน้านี้นะคะ

ช่วงนี้อนาคีติดภารกิจต่างจังหวัดค่ะจึงทำให้หายหัวยาวหน่อย ต้องขออภัยจริงๆ นะคะ

อีกนิด...สถานการณ์แพร่ระบาดของ โควิด-19 ยังถือว่าอันตรายในประเทศเรา ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านดูแลตัวเองดีๆนะคะ พยายามใส่แมส และล้างมือบ่อยๆ ทานอาหารปรุงสุกร้อนๆ ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงสู้ไวรัสกันนะคะ

ขอให้ท่านผู้อ่านที่น่ารักของอนาคีทุกคนปลอดภัยจากไวรัสร้ายใดๆนะคะ



รักเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
หวงเหรอจ้าวซิน  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ aommyga40

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ locrawa123

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
โอ้ยยยย ใจจิขาด :katai1: :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ sosi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 :fire: หายไปไหน คิดถึงมาเรื่องนี้

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
รับตำแหน่ง

Part 2





พิธีรับตำแหน่งจบลงอย่างราบรื่น งานเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการจึงได้เริ่มขึ้น โต๊ะอาหารสุดหรูถูกจัดสรรอย่างมีสไตล์ อาหารชั้นเลิศถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะไม่ขาดสาย โดยเฉพาะแอลกอฮอล์เลิศรสที่คัดสรรเฉพาะที่รสละมุนลิ้นและราคาแพงระยับถูกเปิดแจกจ่ายแด่เหล่าแขกคนสำคัญ บดินทร์ในฐานะเจ้าภาพได้รับหน้าที่รินเชมเปญบนแก้วทาวเวอร์ทรงพีระมิดเจ็ดชั้นอันเป็นมงคลเพื่อเปิดงาน จากนั้นดนัยก็ได้พาหงส์ใหม่ของตนลงไปทักทายแขกด้านล่าง แนะนำให้กับทางคู่ค้าคนสำคัญและเหล่าผู้นำสาขาต่างๆ ให้บดินทร์ได้รู้จักหน้าเอาไว้ ซึ่งบดินทร์ก็ทำได้ดี





"You look cool" เควิ่นทักขึ้นพร้อมยื่นมือเข้ามาหาหงส์คนใหม่เมื่อดนัยพาเดินเข้าไปหาโต๊ะวีไอพีที่มี เควิ่น บารอส และคนสำคัญอีกสองสามคนอยู่





"Thanks" บดินทร์ตอบพร้อมยื่นมือไปจับตอบแทนการทักทายอย่างสุภาพ





"มือเย็นเชียว ไม่ต้องกลัวนะ" แต่ก็โดนอีกฝ่ายแหย่กลับมาจนได้ตามประสาของคนตลกร้าย ซึ่งบดินทร์ก็ยิ้มรับพลางไหวไหล่เล็กน้อย ไม่ปฏิเสธที่โดนแขวะเพราะมันคือเรื่องจริง แต่การที่เขาทำแบบนั้นกลับแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าหงส์คนนี้ไม่ได้หวาดหวั่นใดๆ อีกแล้ว





เห็นแบบนั้นเควิ่นก็รีบออกปากชมกับดนัย "แดนนี่ หงส์ของนายเอาอยู่แน่" แล้วยกนิ้วโป้งให้ด้วยว่าเยี่ยม ส่วนคนอื่นๆ บนโต๊ะนั้นก็ไม่ต่างกัน





รอยยิ้มแสนมั่นใจที่บดินทร์ส่งออกมาตลอดเวลานั้นเรียกคำชมจากผู้ใกล้ชิดและแขกคนสำคัญไม่ขาดปาก ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ในอกหงส์หนุ่มจะลุ่มๆ ดอนๆ ขนาดไหน เพราะเบื้องหน้าที่แสดงออกไปล้วนคือความแข็งแกร่งและหนักแน่น





"คุณดิน"





ในระหว่างที่บดินทร์กำลังรับแขกพร้อมเกร็งหน้ายิ้มจนตะคริวจะกินแก้มอยู่นั้น เสียงเรียกหนึ่งที่เหมือนจะอยู่ในความทรงจำก็ดังมาจากด้านหลัง พลันเบิกตาโตด้วยไม่คิดว่าจะได้พบกับคนคนนี้อีก





“มา...มาซามิ? ” บดินทร์เอ่ยเสียงเบาอย่างไม่มั่นใจในตัวเองนัก



มาซามิยิ้มพราวพร้อมสืบเท้าเข้ามาหาบดินทร์อย่างเป็นมิตรและคิดถึง บดินทร์ยิ้มรับทันทีที่ฝ่ายนั้นเดินเข้ามากอบกุมมือกันไว้ ใบหน้าสะอาดหมดจดยังคงแจ่มชัดในความทรงจำไม่ต่างจากวันแรกที่ได้เจอ



“คุณทำได้แล้วนะดิน” มาซามิเอ่ยเสียงใส “คุณเจิดจรัสมากในวันนี้ จนผมเกือบจำไม่ได้แน่ะ”



“ไม่ขนาดนั้นหรอก” บดินทร์ถ่อมตัวพลางหัวเราะกลบเกลื่อนความเคอะเขิน “ก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นเอง...”





มาซามิยิ้มกับกิริยาของคู่สนทนา จึงโน้มตัวเข้ากระซิบกับคนตัวสูงกว่าตรงหน้า “อย่างที่ผมเคยบอกคุณไง ถ้าคุณไม่ยอมแพ้คุณจะชนะทุกอย่าง”





บดินทร์ยิ้มบางๆ ให้กับประโยคนั้นของมาซามิ แล้วกระซิบกลับ ทัดทานสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมา





“ไม่ใช่หรอก เพราะผมแพ้แล้วต่างหาก ถึงต้องมายืนอยู่ตรงนี้”





...เขาแพ้ให้กับดนัยชนิดหมอบราบคาบแก้ว ทั้งตัวและหัวใจ





รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาที่เจือความเจ็บร้าวเล็กๆ ทำให้มาซามิถอนหายใจออกมา บีบมือสวยของคนตรงหน้าแน่น แล้วยืนยันหนักแน่นในความรู้สึกของตน “ดิน...คุณอาจรู้สึกว่าพ่ายแพ้ แต่คุณไม่คิดเหรอว่ามันเป็นความพ่ายแพ้ที่คุ้มค่ากับอำนาจที่คุณได้มาไว้ในมือ ผมรู้ว่าคุณไม่ได้ต้องการ แต่เชื่อเถอะว่าอำนาจที่แดนนี่ให้คุณไว้มันจะนำพาคุณประโยชน์นับอนันต์มาให้คุณอย่างแน่นอน”





“ขอบใจนะมาซามิ” โดนพูดถึงขนาดนั้นหัวใจของบดินทร์ก็พองฟูขึ้น นั่นสินะ เขาจะยังต้องกลัวหรือรู้สึกพ่ายแพ้ไปทำไม ในเมื่อการที่เขามายืนอยู่จุดนี้ได้ น่าจะถือว่าได้ชัยชนะเสียมากกว่า





“สักวันผมจะเก่งให้ได้อย่างคุณ” บดินทร์ยิ้ม ความหมองเศร้าได้จางหายไปแล้ว





“คุณทำได้แน่ ผมเชื่อ” เห็นแบบนั้นมาซามิก็วางใจ ในโลกมาเฟียไม่ควรวางใจใคร แต่ไม่รู้ทำไมมาซามิถึงได้รู้สึกเอ็นดูเพื่อนคนนี้เป็นพิเศษ คงไม่ใช่ดนัยหรอกที่หลงเสน่ห์ของบดินทร์จนยอมยกทุกอย่างให้ มาซามิคนนี้ก็เผลอให้ความวางใจจนยกให้เป็นมิตรสหายคนหนึ่งไปด้วยแล้วเช่นกัน





.

.

.

.

.





งานปาร์ตี้ฉลองตำแหน่งหงส์ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บดินทร์โล่งใจขึ้นเปลาะหนึ่งเพราะงานวันนี้กำลังจะผ่านพ้นไปด้วยดี





ตูมมมมมม!!!





จู่ๆ เสียงดังสนั่น 3 ครั้ง ก็ดังขึ้นบริเวณด้านหน้าของตึก ขณะที่เจ้าของงานกำลังเดินออกมาส่งแขก เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น พร้อมกับที่ทุกคนพร้อมกันหมอบลงด้วยความกลัว บดินทร์ถูกดนัยดึงมาซ่อนไว้ในอ้อมแขน ขณะที่เหล่าบอดี้การ์ดกระโจนกันออกมากันตัวนายเหนือทั้งสองของตนไว้





ระเบิดอานุภาพไม่ได้หมายถึงชีวิตแต่เป็นการก่อกวนชนิดกระตุกหนวดเสือ เพื่อดิสเครดิตและสั่นคลอนความเชื่อมั่นในฐานอำนาจของวิษธรว่าอ่อนด้อยลงจนมีคนที่ไม่คิดกริ่งกลัว





“ลากตัวมันมาให้ได้” คือคำสั่งที่ดนัยเอ่ยและบรรดาองครักษ์ฝีมือดีก็กระจายกำลังออกล่าตัวของผู้ก่อเหตุทันที

ระเบิดแบบรีโมทคอนโทรล คนทำต้องอยู่ในรัศมีและรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นอย่างดี





การตรวจค้นเริ่มขึ้นแทบจะทันทีที่ตรวจเช็คพื้นที่เรียบร้อยแล้วว่าไม่เหลือวัตถุระเบิดหลงเหลือ ฝ่ายเจ้าของงานอย่างพงศธรรีบออกมาขอโทษแขกเหรื่อที่เกิดเรื่องน่าตกใจนี้แทนที่นายใหญ่ของตนตามหน้าที่ เสียงฮือฮาของความโกลาหลจึงค่อยๆ เบาบางลง





“คุณเป็นไงบ้าง” ดนัยกระซิบถามคนในอ้อมกอด





“ผ...ผมโอเค” บดินทร์ตอบตะกุกตะกักเพราะยังตกใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วจึงรีบถามออกไป “ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม? ”





“ไม่หรอก พวกมันแค่ขู่เราน่ะ” มังกรตอบเสียงเย็นขณะช่วยพยุงหงส์ของตนให้ลุกขึ้น





ดนัยลอบขบกรามจนข้างแก้มขึ้นรอยนูนเป็นสัน แม้เขาจะคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นเพื่อเป็นการท้าทายอำนาจของเขา แต่การที่พวกมันกล้ากดระเบิดในจุดที่ใกล้บดินทร์ขนาดนั้น แม้ไม่ได้หมายเอาชีวิต แต่ถ้าเกิดพลาดพลั้งจนได้รับอันตรายขึ้นมา…





ถึงอย่างไร เขาจะไม่ปล่อยพวกมันไว้แน่





สายตาราวเหยี่ยวเหลือบชำเลืองไปยังพงศธรที่กำลังขอโทษแขกเหรื่ออยู่ครู่หนึ่งเป็นไปได้มากที่จะเป็นฝีมือของไอ้เฒ่าอสรพิษนี่ แต่การลงมือที่อุกอาจนั้นมันกลับไม่ใช่วิสัยของพงศธรและการทำแบบนี้มันก็จะยิ่งเพิ่มความคลอนแคลนระหว่างเขากับฝ่ายนั้นเพราะพื้นที่จัดงานและความปลอดภัยอยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของพงศธร ดนัยจึงไม่เห็นความคุ้มของราคาที่ฝ่ายนั้นต้องจ่ายในการเถือหนังตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นดนัยก็ไม่คิดเลิกหมายหัวพงศธรแต่อย่างใด



ระเบิดก่อกวนในครั้งนี้ เท่าที่พอจะคิดออกก็คงเป็นคนคนนั้น ในบรรดาศัตรูรอบข้างก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าพอจะเหยียบปลายจมูกมังกรแห่งวิษธรคนนี้และคิดว่าคงไม่นานมันคงจะประกาศตัวออกมาแน่ เพราะต้องการที่จะสร้างผลงานและเพิ่มความน่าเกรงขามให้กับตนว่าไม่ได้กริ่งกลัวการโดนเอาคืนอย่างสาสมจากทางนี้



ซึ่งมันจะต้องได้รับการทักทายกลับคืนไปอย่างสาสมแน่นอน!!





เพียงไม่นานที่ถ่ายทอดคำสั่ง ในที่สุดก็จับผู้ต้องสงสัยที่แฝงตัวมาในรูปแบบของผู้ติดตามแขกที่มางานได้ 1 คน แขกคนนั้นปฏิเสธพัลวันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และคนที่ติดตามตนมานั้นก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนพลางรีบขอโทษที่ตัวเองหละหลวมไม่ยอมตรวจสอบคนของตัวเองให้ดีจนเกิดเรื่องน่าอับอายแบบนี้ขึ้น



“ใครใช้มึงมา?” ดนัยถามด้วยสุ้มเสียงเย็นชา ผู้ก่อเหตุหน้าซีดสลด แต่ยังคงปากแข็งไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้สักคำ



“ใจเด็ดดีนี่” ดนัยยิ้มเหี้ยม ก่อนหันไปประกาศต่อหน้าทุกคน “ต้องขออภัยท่านผู้มีเกียรติที่อุตส่าห์มาร่วมงานของเราจริงๆ ทำให้ทุกท่านตกใจเสียแล้ว” พูดพลางปรับสีหน้าและรอยยิ้มดังเทพบุตร “และผมคงปวดใจมากเลยหากต้องให้พวกคุณต้องเห็นภาพไม่น่าดู อย่างไรทางวิษธรขอเสียมารยาทเชิญท่านผู้มีเกียรติทุกท่านกลับออกไปก่อนด้วยครับ”



จบคำของเจ้าของงานทุกคนก็ทยอยกลับกันอย่างเร่งรีบไม่เว้นแม้แต่แขกคนสำคัญอย่างสองพี่น้องเควิ่นและบารอส เนื่องด้วยไม่อยากเอาตัวเข้ามาผูกกับเรื่องยุ่งยาก เพราะหากโดนโยงเข้าไปเกี่ยวด้วยคงไม่สนุกแน่ถึงแม้อยากจะเห็นด้วยตาว่าสุดท้ายแล้ววิษธรจะเค้นคอคนร้ายออกมาด้วยวิธีไหนก็เถอะ



ผู้ร้ายถูกจับกุมตัว แขกเหรื่อกลับกันไปจนหมด แม้แต่พงศธรก็โดนไล่กลับไปด้วย



“ให้ลุงช่วยเถอะ อย่างน้อยก็ให้ลุงได้แสดงความรับผิดชอบในความสะเพร่านี้” พงศธรอ้อยอิ่ง พยายามเสนอตัวช่วยเพราะไม่ไว้ใจว่าเจ้าคนร้ายนี้จะเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือไม่



“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณลุง เรื่องนี้ทางผมจะจัดการเอง” แต่ดนัยไม่เปิดโอกาส มังกรหนุ่มขับไล่ทุกคนที่ไม่ใช่คนของตนออกไปจากพื้นที่ ทั้งสั่งย้ำให้วางกำลังเข้มงวด ห้ามใครก็ตามที่ไม่ใช่คนสนิทเข้ามาในบริเวณสอบสวนเด็ดขาด



พงศธรจำใจหันหลังจากไปอย่างไม่เต็มใจนัก ดนัยจึงหันกลับมาที่บดินทร์ที่กำลังยืนนิ่งอึ้งอยู่





“!!? .......” พอแขกเหรื่อเริ่มทยอยกันกลับ มือของบดินทร์ก็ถูกของบางอย่างยัดใส่เข้ามา โดยที่ไม่ต้องมองก็รู้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร





“ยิงมัน” เสียงเย็นกระซิบแถวริมขมับเล่นเอาสันหลังของบดินทร์เย็นวาบ ยิง? หมายความว่ายังไง?





“อย่ากลัว ชีวิตมันไม่ได้มีค่าอะไร คุณต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่าคุณไม่กลัว นี่คือโอกาสเดียว” ดนัยกระซิบย้ำ ใช้มือหนึ่งบีบไหล่ที่สั่นระริกของบดินทร์ไว้ “ตอนนี้แหละ ยิง! ”





เปรี้ยงงงง!!





เสียงปืนที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นทำเอาบรรดาแขกและผู้ติดตามที่กำลังทยอยกลับถึงกับสะดุ้งตกใจกันเป็นทิวแถว โดยเฉพาะเมื่อหันมาเจอว่าคนที่ลั่นไกคือหงส์คนใหม่ของวิษธร





‘ไม่ทันไรก็สังหารทิ้งเลยหรือ? ’ หลายคนคิดแบบนั้นจนกระทั่งเหลือบมองไปเห็นว่าผู้ร้ายยังคงหายใจ เพียงโดนยิ่งเข้าตรงหัวไหล่ข้างหนึ่งเท่านั้น





‘ยิงพลาด? ’ ปรามาสว่าแบบนั้นกระทั่งได้ยินที่หงส์ใหม่พูด





“นี่คือค่าที่มึงทำงานของกูพัง”





กระแสเสียงนั้นสั่นสะท้านน้อยๆ แต่ไม่อาจแยกออกว่าสั่นเพราะกลัวหรือเพราะโกรธกันแน่ แต่เท่าที่ทุกคนได้เห็นเต็มตาก็พอรู้ว่าจะประมาทหงส์ใหม่คนนี้ไม่ได้



‘ใจเด็ดเหมือนกันนี่หว่า’ แต่กระนั้นการที่บดินทร์ไม่ยอมสังหารให้ถึงตายก็ยังเป็นจุดที่ทำให้กังขาถึงความใจกล้าของหงส์ใหม่



แม้จะยังตกใจไม่หายจากการที่ตัวเองเพิ่งลั่นไกทำร้ายคน ทว่าบดินทร์ไม่อาจถอยหลังหรือแสดงอาการว่าประหม่ากลัวได้ ณ วินาทีนี้เขายืนอยู่บนหลังเสือเต็มตัวแล้วและเบื้องล่างก็ล้วนเต็มไปด้วยไฮยีน่าฝูงใหญ่นี่ยังไม่รวมอสรพิษรอบด้าน นี่คือวินาทีตัดสินว่าฐานะของเขาในสายตาของคนเบื้องล่างนั้นจะเป็นอะไร ระหว่างผู้ล่าหรือ...เหยื่อ



เจ็บเจียนตายกระนั้นผู้ร้ายปากแข็งก็ยังไม่ยอมปริปาก ‘ฆ่ามัน’ คือกระซิบมรณะจากดนัยที่ยืนข้างกัน แต่ในตอนนี้บดินทร์ยังไม่พร้อม เขาไม่อาจปลงใจปลิดชีพใคร ทั้งร่างสั่นไปยันขา หัวใจเต้นรัวจนลมหายใจหอบกระชั้นกระนั้นเขาก็ยังเก็บซ่อนทุกอย่างเอาไว้ภายใต้หน้ากากเย็นชา พลันในวินาทีนั้นอะไรบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว



กระบอกปืนถูกลดระดับลง ไม่ได้จ่อไปยังผู้ถึงฆาตท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่เฝ้าดูอยู่ว่าหงส์คนนี้จะทำยังไงต่อไป



ท่ามกลางดงอสรพิษนั้น บดินทร์เอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัดโดยเจตนา



ขอให้วิธีนี้ได้ผลทีเถิด!



“มานพ ลากตัวมันไปสอบสวน” บดินทร์ออกคำสั่งเสียงเรียบ “เค้นออกมาให้ได้ว่าใครเป็นคนสั่งมัน”



“ครับคุณดิน” มานพรับคำ



“จะง้างปากมันด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่ห้ามมันตายเด็ดขาด ถ้ามันจะทรมานจนจะขาดใจตายก็ให้ยื้อมันไว้จนกว่าฉันจะได้ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับหัวหน้ามัน” บดินทร์หันไปสำทับกับมานพครั้งหนึ่งก่อนหันไปออกคำสั่งอีกอย่างกับวิเชียร “ไปเอาตัวคนสำคัญของมันมาให้ฉัน ต่อให้ต้องไปขุดจากหลุมไหนก็ต้องลากมาให้ได้”



“ครับคุณดิน” วิเชียรรับคำเช่นกัน



ทุกประโยคที่กล่าวออกไปทั้งหมดนั้นเป็นถ้อยคำของผู้ร้ายสายโหดที่ควรจะเป็นตามบทบาทสมมติที่บดินทร์สร้างขึ้นจากจินตนาการว่ากำลังรับบทมาเฟียอยู่ แม้สีหน้ายังคงเยือกเย็นแต่ในหัวใจนั้นได้แต่อ้อนวอนภาวนา ‘ขอให้สมบทบาททีเถิด ขอให้ทุกคนยอมรับการตัดสินใจนี้ ขอให้ยังคงอยู่บนหลังเสือได้อย่างปลอดภัย’



ในจังหวะที่กำลังสติแตกอยู่นั้นสัมผัสตรงเอวเล่นเอาสะดุ้ง เป็นดนัยที่ใช้ท่อนแขนแกร่งโอบกอดเอวเขาไว้ แล้วค่อยๆ พาเขาหันหลังเดินออกจากตรงที่เกิดเหตุนั้น



‘เก่งมาก’ คำชมลอยอยู่ข้างขมับ พร้อมถูกลูบไล้เบาๆ ตรงเอวแทนการปลอบขวัญ ปลุกปลอบให้หัวใจที่เต้นระส่ำของบดินทร์ผ่อนคลายลง





งานเลี้ยงเลิกรา ความวุ่นวายถูกทิ้งไว้ด้านหลัง การขึ้นรับตำแหน่งของหงส์ใหม่แห่งวิษธรไม่ได้ราบรื่นนัก แต่ก็ถือว่าผู้ก่อการร้ายนั้นให้คุณแก่ทางวิษธรอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยสร้างสถานการณ์ให้หงส์ใหม่ได้แสดงอำนาจที่พึงมีออกไปให้เหล่าผู้กังขาได้เห็น แต่แม้ดนัยจะพึงใจในจุดนั้นในอกก็ยังกรุ่นโกรธไม่หายกับคนที่กล้าหยามกันถึงถิ่นอยู่ดี



เสร็จสิ้นทุกอย่างแล้วมังกรก็พาหงส์กลับรังรวมถึงลากตัวคนวางระเบิดนั้นกลับไปสอบสวนเหมือนอย่างที่บดินทร์ออกคำสั่งเอาไว้ด้วย

*
*
*
*
*

ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ทันทีที่ถึงรัง ดนัยก็พาบดินทร์ไปพักที่ห้องก่อนกำชับให้ธันวาคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะรู้ว่าหงส์ใหม่ของตนยังคงเสียขวัญส่วนตัวเองก็รีบลงไปสืบสวนผู้ร้ายนั้นด้วยตนเอง เพราะต้องการสาวไส้ผู้บงการโดยเร็ว บดินทร์ที่ถูกทิ้งให้อยู่กับตัวเองลำพังแม้จะเข้าใจทุกอย่างที่ดนัยต้องทำ แต่ในตอนนี้เขาต้องการใครสักคนเคียงข้าง ธันวาแม้เป็นคนสนิทที่ช่วยได้แต่เขาต้องการคนที่สามารถให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ได้ดีกว่านั้น



ฮัวเหรอ...หล่อนถูกดนัยนำไปอยู่ที่เซฟเฮ้าส์นอกเมืองกับหลิวลี่เฉิงแล้วจะติดต่อตอนนี้ก็รู้สึกไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ สุดท้ายก็มีเพียงคนเดียวที่นึกขึ้นมาได้จึงรีบควานหาโทรศัพท์มือถือที่ซ่อนเอาไว้ออกมากดโทรหาคนที่น่าจะเป็นที่พึ่งพาในยามนี้ได้ดีที่สุด



เสียงรอสายดังขึ้นพร้อมหัวใจที่เต้นระทึกของคนรอ



[เป็นไงบ้างคุณดิน?]



“จื้อหลิน! ดีใจมากเลยที่นายรับสายได้” ทันทีที่ได้ยินเสียงจากอีกฝั่งบดินทร์ก็แทบกระโดด “นายคุยได้ใช่ไหม? มังกรของนายไม่ได้อยู่ด้วย? ”



[ออกจากงานพวกเราก็แยกกันกลับน่ะ ท่านจ้าวไม่เคยกลับพร้อมผมอยู่แล้ว] จื้อหลินกล่าวเสียงหม่นหมอง แต่ก็รีบปรับเสียงเปลี่ยนเรื่องมาคุยเรื่องที่น่าจะสำคัญกว่า [ว่าแต่คุณเถอะ เป็นยังไงบ้าง? เจ้ามือระเบิดนั่นเปิดปากพูดอะไรบ้างหรือยัง?]



“ดนัยลงไปสอบสวนเองน่ะ ฉันเองก็ยังไม่รู้ผลเหมือนกัน”



[ครั้งนี้มันแค่ตั้งใจมาป่วนงาน ไม่ได้ต้องการถึงชีวิต แต่มันก็สามารถทำให้วิษธรเสียหน้าได้ว่าการดูแลความปลอดภัยหละหลวม หรือที่มากกว่านั้นคือในวิษธรมีเกลือเป็นหนอน เน่าอยู่ข้างในโดยที่ท่านแดนนี่ไม่เคยรู้ ไม่ว่าจะเหตุผลไหนก็ดิสเครดิตวิษธรทั้งนั้น]



จื้อหลินให้ความเห็นซึ่งมันก็ตรงใจกับบดินทร์อยู่ไม่น้อย แต่มีบางอย่างที่บดินทร์ยังนึกสงสัย “ทำกันโจ่งแจ้งแบบนี้... ตัดพงศธรทิ้งไปเลยได้ใช่ไหม? คงไม่ยอมให้ตัวเองตกเป็นเป้าชัดขนาดนั้นหรอก”



[อย่าเพิ่งด่วนตัดสินเลยคุณดิน เพราะไม่คิดว่าคนร้ายจะยอมตกเป็นเป้าที่มองปราดเดียวก็เจอ คนจึงมองข้ามกัน]



“...นั่นสินะ” คำพูดของจื้อหลินมีเหตุผลจนบดินทร์คล้อยตาม “นายนี่พึ่งพาได้จริงๆ ”



[ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ช่วยอะไรได้ผมก็ยินดี ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่] จื้อหลินปลอบขวัญ ก่อนที่ทั้งสองจะต่างฝ่ายต่างเงียบไปครู่ใหญ่



“.................”



[……………]



“ที่ฉันทำวันนี้มันโอเคไหม? ”



จนในที่สุดบดินทร์ก็ถามขึ้น



“ที่ฉันไม่ยอมฆ่าหมอนั่นอย่างที่ควรจะทำ...มันทำให้ฉันดูขี้ขลาดหรือเปล่า? ”



[...ว่ากันตามจริง ก็คงมีคนคิดแบบนั้นอยู่แหละ] และจื้อหลินก็ตามตามความจริง



“ดนัยจับมือฉันเล็งไปที่หัวใจหมอนั่น...แต่ฉันกลับไม่กล้าพอ เลยยิงที่หัวไหล่มันแทน...” บดินทร์สารภาพตามความจริง



[ไม่เป็นไรคุณดินไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นยังไง แต่วันนี้คุณแก้สถานการณ์ได้เยี่ยมมากแล้ว คุณไว้ชีวิตเพื่อสืบสาวเอาต้นตอนั่นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่นิด ถ้าคุณจะเครียดแค่เรื่องนี้ล่ะก็แนะนำว่าคุณสบายใจได้เลย]



“..................” บดินทร์นิ่งฟัง ไม่ใคร่รู้สึกภูมิใจต่อคำชมนั้นมากนัก เพราะในหัวใจเขายังมีสิ่งที่หนักอึ้งกว่า



และจื้อหลินก็เป็นคนเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจของเขาออกมาจนหมดเปลือก



[คุณดิน] จื้อหลินเอ่ยด้วยเสียงเครียด [ผมรู้ว่าคุณเครียด แต่คุณจะต้องหนักแน่นเข้าไว้นะ ในโลกสีดำนี้ความใจอ่อนจะลากคุณลงเหว ดังนั้นคุณจะต้องแกร่งขึ้นให้ได้ และการลงทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปที่นี่ คุณจะต้องเด็ดขาดให้เหมือนอย่างที่ท่านแดนนี่ลงมือสังหารฮัวจนเป็นที่โจษจันไปทั่วว่าน่าเสียดายความสามารถ แต่ต่อให้หล่อนจะเก่งแค่ไหน ถ้าเลี้ยงไว้แล้วเป็นได้แค่หอกข้างแคร่ อย่างไรเสียก็ต้องกำจัดทิ้ง เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นต่อไป ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะคุมใครไม่ได้เลย]



“...นั่นสินะ” บดินทร์ตอบรับ เขาตระหนักดีอยู่แล้วว่าในโลกของมาเฟียนี้หากใครไม่ยอมปรับตัวก็อาจถูกไล่ล่า ใครที่ฝืนกระแสก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างไม่ไยดี หากจะอยู่รอดให้ได้ก็ต้องแกร่งจนไม่มีใครโค่นได้เท่านั้น ซึ่งทุกคำพูดของจื้อหลินยิ่งช่วยสนับสนุนความคิดนี้ของเขาเป็นอย่างดี





[แต่วันนี้คุณก็กล้าหาญมากแล้วกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป] เห็นว่าบดินทร์เงียบไป จื้อหลินจึงปรับเรื่องคุยให้ได้ผ่อนคลายขึ้นโดยเริ่มจากการเอ่ยปากชื่นชม



“ก็แค่การแสดงแหละ” บดินทร์หัวเราะในคอเบาๆ ไปกับคำชมนั้น



[แสดงแล้วไง? ในเมื่อทำให้ทุกคนเชื่อได้ ก็ถือว่าเยี่ยมทั้งนั้นแหละ]



“...ขอบใจมากนะจื้อหลิน ไม่มีนายฉันคงแย่ ไม่รู้เลยว่าจะปรึกษาใครดี” บดินทร์เอ่ยปากขอบคุณจื้อหลินด้วยความจริงใจ คำพูดของเขาสัจจริงทุกอย่างซึ่งนั่นก็ทำให้จื้อหลินเองก็รู้สึกได้



“...ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่” จื้อหลินตอบเพียงแค่นั้น



แต่แค่นี้หัวใจของทั้งคู่ก็เหมือนได้ถูกเติมเต็ม ความรู้สึกที่ในอกอุ่นซ่านนี้







สองคนคุยกันอีกครู่หนึ่งจึงวางสาย บดินทร์ถอนหายใจ ถึงจะได้รับกำลังใจจากจื้อหลินมามากแค่ไหนหัวใจดวงน้อยนี้ก็ยังคงหนักอึ้ง พลางล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ขดตัวเข้าหากันแล้วกอดตัวเองไว้แน่น

.

.

.

.

.





จื้อหลินถอนหายใจพรูหลังวางสาย เขารู้ว่าเหตุการณ์ที่บดินทร์ได้ประสบพบเจอวันนี้มันคงรุนแรงต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่พอสมควร จากคนที่ไม่มีพื้นฐานในโลกของมาเฟียเลยอย่างหงส์ใหม่คนนี้คงไม่แปลกที่จะรู้สึกกลัวในทุกวินาทีว่าจะไม่สามารถรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองเอาไว้ได้



ในความเป็นห่วงนั้นซุกซ่อนร่องรอยริษยาเบาบาง…



แม้เสี่ยงภัยเพียงไหน อย่างน้อยบดินทร์ก็ยังมีดนัยคอยเคียงข้าง



ผิดกับจื้อหลินคนนี้…







“สนิทสนมกันดีเหลือเกินนะ”



“!!!!!?? ”



สุ้มเสียงไม่ได้ดังมากแต่เมื่อมันปรากฏขึ้นทันทีที่เบื้องหลังอย่างกะทันหันทำให้จื้อหลินอดขนลุกซุ่ไปทั้งแผ่นหลังไม่ได้ สองมือรีบกอบกุมโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบที่อก ในหัวคิดวิธีสารพัดเพื่อหาทางซุกซ่อน หัวใจเต้นโครมครามจนเผลอหอบหายใจออกมาอย่างสุดกลั้น ความกริ่งเกรงผุดพรายจากส่วนลึก



นี่คือสิ่งที่เขาแตกต่างจากบดินทร์แม้อยู่ในฐานะที่ไม่แตกต่าง



ฝ่ายนั้นไม่ว่าจะพลาดพลั้งสักกี่ครั้งก็ยังมีมังกรของตนคอยปกปักรักษา ทว่าเขาคนนี้หากเผลอทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด คนที่จะเชือดคอเขาก็คือมังกรของเขาเอง!



จื้อหลินข่มใจกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ก่อนค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับคนที่เบื้องหลัง โดยพยายามซุกซ่อนมือถือไว้ด้านหลังของตน



“ท่านจ้าว…ไม่ทราบว่าท่านจะมา จื้อหลินขออภัยที่ต้อนรับบกพร่อง” คำทักทายเบาหวิวเฉกเช่นทุกครั้ง



“ทำไม? ฉันจะกลับบ้านของฉันจำเป็นต้องรายงานแกด้วยเหรอ? ” จ้าวซินเอ่ยพลางขยับเข้าใกล้คนมีพิรุธขึ้นเรื่อยๆ



“จื้อหลินไม่กล้า” คนถูกคุกคามรีบปฏิเสธเลิ่กลั่ก พลันรีบถอยห่างออกไปอย่างลืมตัว



“………....” จ้าวซินไม่ได้กล่าวอะไรเพียงหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นกิริยาท่าทางของอีกฝ่าย ไม่รู้ทำไม แต่เพราะท่าทีดื้อดึงของจื้อหลินวันนี้ดูน่าสนใจกว่าที่ผ่านมาขึ้นเป็นกองในสายตาของเขา



ทว่าความน่าสนใจก็ไม่เท่ากับความหงุดหงิด เพราะเข้าใจดีว่าคนที่ทำให้จื้อหลินใจกล้าขึ้นแบบนี้ล้วนมาจากการเสี้ยมสอนของหงส์ใหม่แห่งวิษธรคนนั้นแน่!



“…ท…ท่านจ้าว? ” เห็นเจ้านายทำเพียงสืบเท้าเข้าหาทว่าไร้ซึ่งข้อสนทนา จื้อหลินจึงอดทักท้วงออกไปไม่ได้



“ใครเป็นคนจัดการเรื่องมือถือให้? ” จ้าวซินเข้าประเด็น



ทั้งที่ทำใจเอาไว้แล้วแต่พอโดนถามตรงๆ ก็ทำเอาหัวใจเต้นผิดจังหวะไปเช่นกัน “…จื้อหลินไม่เข้าใจคำถาม…” แสร้งทำไม่รู้พลางถอยหลังเรื่อยไปจนถึงขอบเตียงที่มีผ้านวมระพื้นกรุยกรายอยู่



“เหอะ! ” จ้าวซินเริ่มรู้สึกขัดใจที่เห็นว่าจื้อหลินดื้อแพ่ง น่าสนใจก็จริงแต่พอรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังทำเพื่อปกป้องคนอื่นความรู้สึกไม่พอใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมา



“!!? ” ไม่มีพูดพร่ำ พริบตานั้นจ้าวซินกระโจนเข้าใส่จื้อหลินแบบก้าวเดียวถึงแล้วรวบทั้งตัวของคนที่เอาแต่หนีไว้ในกรงแขน ร่างบอบบางนั้นดิ้นขลุกขลักอยู่ครู่ก่อนจะแข็งทื่อไปด้วยอาการตื่นตระหนก สองมือที่ไพล่ซ่อนไว้ด้านหลังถูกมือแกร่งคว้าจับแล้วดึงออกมาตรงหน้าเพื่อพิสูจน์ความน่าสงสัย



ทว่าในมือนั้นกลับว่างเปล่า ในเวลาเพียงครู่เดียวจื้อหลินได้เก็บซ่อนมือถือเครื่องนั้นได้ทันอย่างหวุดหวิด จ้าวซินขมวดคิ้วมุ่นทันทีแต่เมื่อเห็นว่าสองมือขาวเนียนตรงหน้าสั่นระริกด้วยความกลัวเต็มแก่แล้ว มังกรแห่งตระกูลจ้าวก็ผ่อนลมหายใจแล้วยอมปล่อยมือให้นักโทษของตนได้รับอิสรภาพชั่วคราว แต่ยังคงกักเอาไว้ด้วยสายตาตรึงคนตรงหน้าเอาไว้ไม่ให้ขยับหนีไปไหน





จื้อหลินยังคงหุบปากนิ่งเจือสีหน้าอมทุกข์เฉกเช่นยามปกติที่ต้องเผชิญหน้ากับนายเหนือ เขาทำแบบนี้ทุกครั้งเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าของจ้าวซินคล้ายเป็นระบบการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อทำแบบนี้จ้าวซินจะไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับตน และยอมปล่อยตัวไปเพื่อตัดความรำคาญทุกครั้ง ทว่าในคราวนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร กลายเป็นว่าสภาพนี้ของเขากลับยิ่งยั่วยุให้จ้าวซินไล่ต้อนกันเสียได้



“อึก! ” ปลายคางมนถูกมือแกร่งตะปบไม่เบานัก จื้อหลินตื่นตระหนกด้วยไม่คิดว่าวันนี้เขาจะถูกคุกคามถึงเพียงนี้ แค่เพราะเขาคุยโทรศัพท์กับบดินทร์? หรือเพราะเขาแอบมีโทรศัพท์มือถือโดยไม่ได้แจ้งให้อีกฝ่ายทราบก่อน? จื้อหลินคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ทว่าพอได้ฟังคำพูดต่อมาของจ้าวซิน สมองของเขาก็พลันงุนงงไปหมด



“หึ อยู่ต่อหน้าฉันทำเหมือนจะตาย แต่พอกับคนอื่นหัวร่อต่อกระซิกเก่งนัก คิดมาตลอดว่าเป็นคนซื่อที่แท้ก็แพศยา! ”



ถ้อยคำผรุสวาทด่าทอออกมาอย่างไม่ไว้หน้าพาลเอาจื้อหลินสับสนไปหมด เขาไม่ได้ตกใจที่ถูกจ้าวซินต่อว่าเพราะชินชามาทั้งชีวิต แต่ไม่เข้าใจว่าเขาไปหัวร่อต่อกระซิกกับคนอื่นจนโดนต่อว่าเมื่อไหร่?



หรือว่า...



ความทรงจำบางอย่างวาบเข้ามาในหัว คนเดียวเท่านั้นที่เขาสนทนาด้วยในวันนี้คือบดินทร์ คนที่เขาสามารถเปิดใจพูดคุยได้อย่างอิสระและหัวเราะได้อย่างเปิดเผย



ทั้งยัง...สวมกอดด้วยความสมัครใจ



หัวใจของจื้อหลินวูบโหวง ความเป็นเพื่อนลับๆ ระหว่างเขากับบดินทร์...ถูกจ้าวซินเห็นเข้าเสียแล้ว!





เพราะกลัวจนตัวสั่นไปหมด จื้อหลินจึงไม่อาจกล่าวคำใดออกมา น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาอย่างน่าสงสาร รู้ดีว่าหากยิ่งร้องไห้ก็จะยิ่งถูกรังเกียจแต่ความอ่อนแอในใจที่ไม่อาจเอาชนะมันได้ทำให้ในที่สุดน้ำตาหยดหนึ่งก็กลิ้งลงมาจากหางตาโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะรีบหลับตาแน่นเพื่อรอรับการสั่งสอนที่อาจหมายถึงการถูกทำร้ายร่างกายอย่างที่เคยโดนเมื่อครั้งเพิ่งเสียพี่รั่วหลินไป



แต่สิ่งที่ได้รับมาในฉับพลันนั้นกลับเป็นแค่สัมผัสเบาบางที่กำลังปาดเช็ดหยาดน้ำตาหยดนั้นให้





จื้อหลินงุนงงกับท่าทีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของนายเหนือ ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยน้ำตาคลอหน่วยจึงค่อยๆ ลืมขึ้นมองไปยังอีกฝ่ายที่อยู่ใกล้กันเพียงแค่คืบ ดวงหน้าหล่อล้ำยังคงนิ่งขึงราวกับรูปปั้น แต่ก็ดีหนักหนาแล้วสำหรับจื้อหลินที่ฝ่ายนั้นไม่ได้อยู่ในอารมณ์ขึ้งโกรธอย่างที่เขานึกกลัวไว้ตอนแรก



พอได้เห็นน้ำตาจ้าวซินก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยแล้ว และแน่นอนว่าจื้อหลินไม่อาจคาดเดาความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้หรอกว่ากำลังพึงพอใจแค่ไหนกับหยาดน้ำตาหยดนั้น เพราะมันทำให้จ้าวซินรู้สึกว่าเขาได้จื้อหลินของเขาในวันวานคืนมา ไม่ใช่ตุ๊กตาตายซากที่เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์อย่างเช่นทุกวันนี้แล้วกลับไประริกระรี้กับคนอื่น



อันที่จริงจ้าวซินเองก็ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกของตัวเองนัก แค่รู้สึกไม่พอใจที่คนของตนไปไยดีกับคนอื่นมากกว่าตน



“...ท...ท่านจ้าว? ” เสียงเครือสั่นเอ่ยทัดทานเมื่อเรียวนิ้วแกร่งเกลี่ยไล้เรื่อยไปทั้งพวงแก้มจนถึงลำคอขาวผ่องจนจื้อหลินต้องรีบหดคอหนี เขาขัดเขินจนต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาไม่อาจคาดเดาความหมายที่จ้าวซินใช้จ้องมองเขาราวกับจะให้ทะลุ หัวใจดวงน้อยสั่นไหว ปฏิสัมพันธ์ทางกายที่ห่างหายมาเนิ่นนานทำให้รู้สึกไม่ชินกับสัมผัสของอีกฝ่ายเอาเสียเลย



“ไม่ต้องกลัว” จ้าวซินเอ่ยพลางก้มลงกระซิบข้างใบหูแดงจัดของจื้อหลิน “ถ้าไม่อยากโดนฉันทำให้ร้องไห้อีก ก็แค่อย่าไปสุงสิงกับไอ้หงส์ใหม่นั่นมากนัก นายเองก็รู้อยู่แล้วว่าฉันไม่ชอบมัน”



จ้าวซินยื่นคำขาดก่อนออกจากรังไป ทิ้งจื้อหลินไว้กับห้วงความคิดหนึ่งเพียงลำพัง



คล้อยหลังนายเหนือ ร่างที่สั่นสะท้านก็เริ่มสงบลง จื้อหลินก้มหยิบโทรศัพท์มือถือที่เขาแกล้งโยนลงบนผ้านวมก่อนใช้ส้นเท้าเตะเข้าไปซ่อนไว้ใต้ผ้าปูเตียงเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงกว้าง มือที่ยังสั่นน้อยๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาจดจ้อง คำสั่งชัดเจนว่าห้ามยุ่งกับบดินทร์อีก ในฐานะหงส์เงาเขาคงต้องยอมทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายเหมือนที่ผ่านมาทั้งชีวิต...



แต่...ความคิดหนึ่งที่ผุดพรายขึ้นมากลับสั่งให้จื้อหลินกดเบอร์โทรหาบดินทร์อีกครั้ง



[ฮัลโหล...จื้อหลินว่าไง?]



“คุณดิน...วันเสาร์นี้มาหาผมหน่อยได้ไหม? ”



[ได้สิ หึหึ อยากปลอบใจฉันเหรอ?]



“...ครับ ผมอยากให้คุณคลายเครียด เลยว่าจะให้คุณพาเที่ยวนอกเมืองหน่อย”



[นายไม่กลัวจ้าวซินรู้แล้วเหรอ?]



“คราวก่อนยังไม่มีปัญหาเลย ผมไม่กลัวแล้ว”



[หืม...นายเป็นใครเนี่ย หึหึ นี่ฉันทำให้จื้อหลินคนนั้นกลายเป็นเด็กนิสัยไม่ดีที่คิดแต่จะหนีเที่ยวแล้วเหรอ?]



“...ผมแค่ไม่อยากให้คุณอุดอู้อยู่แต่ในพรรค”



[อยากเที่ยวเองก็บอกมาเถอะ]



“...............”



[แต่ก็ขอบใจนายมากนะ ได้สิเดี๋ยววันเสาร์เราไปเที่ยวกัน]



“...เอ่อ...แล้วท่านแดนนี่...? ”



[ไม่ต้องห่วง เขาไม่อยู่หรอก ต้องออกไปกับบารอสน่ะ]



“ค่อยยังชั่ว”



[อย่าคิดมาก ต่อให้เขาอยู่ฉันก็น่าจะขอออกไปหานายได้อยู่แล้ว]



“...ผมว่า...อย่าให้ท่านแดนนี่รู้เรื่องนี้น่าจะดีกว่านะครับคุณดิน”



[...ทำไม?]



“ในวงการนี้...การที่หงส์สองคนสนิทกันเกินไป ถึงจะเป็นผู้ชายทั้งคู่...ก็ไม่น่าใช่เรื่องดีนักหรอกครับ”



[อา...นั่นสินะ โอเคเดี๋ยวฉันลองหาทางออกไปโดยไม่ให้ดนัยเขารู้แล้วกัน]



“ครับ...แล้วเจอกันวันเสาร์นี้นะครับ”



[อืม โอเค แล้วเจอกัน]





เมื่อสามารถต่อรองได้สมดังตั้งใจจื้อหลินจึงกดวางสายแล้วปล่อยตัวเองอยู่ในภวังค์ จ้าวซินกลับไปแล้วทิ้งเขาไว้ในกรงขังนี้เหมือนเช่นทุกวัน ร่างบอบบางนั่งนิ่งเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่างกระจกบานเขื่องของยอดหอคอยงาช้าง ข้างนอกยังคงสว่างไสวด้วยแสงแดดยามบ่าย แสงทองอบอุ่นสาดส่องเข้ามาในห้องราวกับจะช่วยปลอบประโลมคนที่กำลังหนาวเหน็บ ปลายลมเหมันต์กำลังจะผ่านพ้นความเขียวขจีและสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิกำลังมาเยือน หิมะสุดท้ายล่วงผ่านไปแล้ว กระนั้นรอบกายของจื้อหลินก็ยังคงเยียบเย็น แม้แต่ในหัวใจดวงน้อยก็คล้ายจะกลายเป็นน้ำแข็งไปเสียทั้งดวงแล้ว...

.

.

.

.

.





ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
บดินทร์กดวางสาย แปลกใจเล็กน้อยกับสายของจื้อหลินเมื่อครู่ที่จู่ๆ คนที่เคร่งครัดในกฎปานนั้นกลับเป็นฝ่ายมาชวนตนเที่ยวเล่น แต่เพราะยังอ่อนประสบการณ์เขาจึงไว้ใจในตัวอีกฝ่ายถึงแปดในสิบส่วน คิดไปว่าคงเป็นเพราะจื้อหลินเพิ่งมีเขาเป็นเพื่อนคนแรก เห็นว่าวันนี้เขาเพิ่งผ่านประสบการณ์เลวร้ายจึงคงอยากช่วยปลอบประโลมกระมัง



หงส์ใหม่ถอนหายใจแล้วกลับสู่โลกแห่งความจริง เขายังมีสิ่งที่ต้องเผชิญโดยไม่อาจหันหลังหลบหนี ในตอนนี้บดินทร์คนนี้ไม่ใช่ไอ้บดินทร์ ไอ้ตัวสถุลจอมขี้ขลาดคนเดิมที่พอเจอปัญหาอะไรก็เอาแต่หนีคนนั้นอีกแล้ว จากนี้ไปไม่ว่าจะต้องพบเจอกับอะไรเขาก็จะต้องกัดฟันเผชิญหน้ากับมันและผ่านมันไปให้จงได้ พลางนึกขึ้นได้ว่าขณะนี้ดนัยกำลังสืบสวนมือวางระเบิดอยู่ บดินทร์จึงพยายามกลบฝังทุกความกลัวของตัวเองสู่ส่วนลึกแล้วรีบตามลงไปเพื่อดูการสืบสวนนั้นด้วยตัวเอง



‘สู้เว้ย! ไม่เริ่มตอนนี้เมื่อไหร่จะแกร่ง เอาวะ!! ’





“คุณดินจะไปไหนครับ? ” ทันทีที่ออกจากห้องมาก็เจอธันวายืนรอรับใช้อยู่ตรงหน้าประตู



“พอดีเลย ดนัยสอบสวนอยู่ที่ไหน? นายพาฉันไปหน่อยสิ” บดินทร์ออกคำสั่ง



“เอ่อ นายท่านสั่งเอาไว้ว่าให้คุณดินพักผ่อนนะครับ เรื่องสอบสวนเดี๋ยวนายท่านจัดการเอง” ธันวารีบทัดทาน



บดินทร์เดาะลิ้นขัดใจนิดหน่อย ก่อนออกคำสั่งแกมบังคับกับลูกน้องคนสนิทอีกครั้ง “พาไปเหอะนา อย่าลีลา”



“ต...แต่คุณดินครับ? ...” พูดไม่ทันจบก็โดนหงส์ใหม่ชี้หน้าคาดโทษ เล่นเอาธันวาทำตัวไม่ถูก ได้แต่ลอบถอนหายใจแล้วยินยอมทำตามในที่สุด “ครับๆ ตามผมมาทางนี้เลย”





บดินทร์พยักหน้าพอใจเมื่อธันวายอมตกปากรับคำ แล้วจึงเดินตามลูกน้องคนสนิทไปยังจุดมุ่งหมาย เมื่อลงลิฟท์ไปจนถึงชั้นใต้ดิน เส้นทางในความทรงจำก็ปรากฏขึ้น ห้องสอบสวนที่ว่านั้นเป็นห้องเดียวกันกับตอนที่สอบสวนฮัว แต่พอบดินทร์จะเดินเข้าไปมานพก็เข้ามาขวางไว้



“อย่าเพิ่งเข้าไปเลยคุณดิน นายท่านคงไม่อยากให้คุณเห็นภาพน่ากลัว” มานพเอ่ยเสียงเรียบ





ในตอนนั้นทุกคนแอบคิดว่าถึงจะถูกห้ามบดินทร์ก็ต้องยังดึงดันเข้าไปแน่ แต่ผิดคาดหงส์ใหม่กลับพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย





“อืม งั้นฉันจะรออยู่ตรงนี้แล้วกัน” และบดินทร์ก็ยืนปักหลักรอตรงนั้นจริงๆ อย่างที่ลั่นไว้ แบบนั้นจึงไม่ได้มีใครทัดทานอะไรอีก นอกจากธันวาที่คะยั้นคะยอให้นายตัวเองไปนั่งพักรออีกที่หนึ่งใกล้ๆ นี้ก่อนเพราะเกรงจะเมื่อย แต่สุดท้ายก็โดนบดินทร์ปฏิเสธอยู่ดี





บดินทร์ยืนรออยู่เงียบๆ คล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด บรรดาลิ่วล้อรอบข้างจึงทำเพียงยืนกันเงียบๆ ตาม ไม่มีใครติดปัญหากับการที่หงส์ใหม่ยืนเฝ้าอยู่ตรงนี้ จะมีก็เพียงคนเดียวที่ยืนไม่ติดนั่นก็คือธันวา เพราะตั้งแต่เดินตามหลังหงส์ใหม่เข้ามาก็ถูกสายตาของมานพจับจ้องอยู่ตลอด ไม่เว้นแม้แต่ตอนนี้





บรรยากาศอิหลักอิเหลื่อชวนอึดอัดเสียจนธันวาอยากจะพุ่งออกจากตรงนี้ใจจะขาด ติดตรงเจ้านายที่เคารพยิ่งชีพดันไม่ยอมเห็นใจกันบ้าง นี่ขนาดเขาก้มหน้าหลบเลี่ยงเพียงนี้ยังรู้สึกได้เลยว่าสายตาของมานพกำลังจะแทงทะลุร่างเขาในไม่ช้า





...ไอ้ธันจะหายใจไม่ออกตายตรงนี้แล้ว!





ในขณะที่บดินทร์กำลังยืนเคร่งเครียด ธันวากำลังจะขาดใจตาย ในที่สุดประตูห้องลงทัณฑ์ก็ถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของนายเหนือที่ยังคงอยู่ในสภาพสีหน้าเย็นชาคุกรุ่น แต่ทันทีที่เหลือบมาเห็นว่าบดินทร์ยืนอยู่ตรงนั้นสีหน้าและแววตาของมังกรหนุ่มก็เปลี่ยนไป





“ดิน? ”



“เป็นยังไงบ้าง? ” เห็นดนัยออกจากห้องมาบดินทร์ก็รีบปรี่เข้าไปทัก “มันยอมบอกไหมว่าใครบงการ? ”





ดนัยหน้าเครียดทันทีที่สิ้นคำถาม คิ้วสวยขมวดมุ่นเมื่อต้องเอ่ยถึงผลการสืบสาวที่น่าผิดหวัง “มันตายแล้ว”





“หะ? คุณ...ฆ่ามันแล้วเหรอ? ”





“มันซ่อนไซยาไนด์ไว้ในฟันปลอม มันยอมตายแต่ไม่ยอมบอกว่าใครเป็นนายมัน” ดนัยอธิบายด้วยสีหน้าเจือความเคืองขุ่น





ได้ยินแบบนั้นบดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจผิดหวัง “ซื่อสัตย์เหลือเกินนะ”





ดนัยส่ายศีรษะ “ไม่ใช่”





“?? ”





“เพราะคนบงการมันมีครอบครัวของมันเป็นตัวประกันอยู่ มันเลยยอมตาย” ดนัยเอ่ยเสียงต่ำ





คำอธิบายทำให้บดินทร์พูดอะไรไม่ออก จิตใจหมองหม่นดำดิ่ง รู้สึกเข้าอกเข้าใจผู้ร้ายที่ตายไปแล้วคนนั้นในทันที เพราะเลือกเกิดไม่ได้จึงไม่อาจมีทางเลือกที่ดีกว่า ยิ่งหากมีคนเบื้องหลังที่ต้องปกป้องรักษาจึงได้เลือกความตายเป็นทางออกสุดท้าย





ประตูห้องยังคงเปิดไว้ บดินทร์จึงได้ชำเลืองเข้าไปดูสภาพของคนในห้องนั้น ร่างไร้ลมหายใจของคนร้ายนอนคว่ำอยู่ที่กลางห้อง เขาจึงไม่อาจเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย โดยมีบอดี้การ์ดของดนัย 3 คนกำลังช่วยกันยกร่างนั้นขึ้น ภาพนั้นอเนจอนาถจนถึงขั้นสะเทือนใจโดยเฉพาะกับบดินทร์ที่เพิ่งจะเคยประสบพบพานเรื่องแบบนี้





บดินทร์จดจ้องด้วยหัวใจไหวสะท้านก่อนที่ภาพตรงหน้าจะมืดไปเพราะถูกมือใหญ่ของดนัยเอื้อมมาปิดดวงตาเขาไว้ พร้อมเสียงทุ้มที่กระซิบติดริมหู





“กลับขึ้นข้างบนกันเถอะ”





จบคำแล้วมังกรพรรคก็เดินโอบไหล่ของบดินทร์พาหงส์กลับขึ้นรังบนหอคอยด้วยตัวเอง





.

.

.

.

.







ดนัยยังคงงานรัดตัวโดยเฉพาะวันนี้ที่เป็นวันรับตำแหน่งของบดินทร์แต่ดันเกิดเรื่องวุ่นวาย มังกรหนุ่มออกโรงสืบสาวเรื่องราวนี้เองด้วยความโกรธขึ้ง และเพราะบดินทร์ยังใหม่มังกรหนุ่มจึงยังไม่ต้องการให้หงส์หมาดๆ ของตนต้องลงมาเกี่ยวข้อง ทันทีที่เอาตัวบดินทร์กลับมาไว้ที่ห้องได้ก็รีบให้คนสนิทไปรับตัวฮัวมาอยู่เป็นเพื่อนหงส์ของตนเพื่อเป็นการดึงความสนใจของบดินทร์ออกจากคดีระเบิดนี้ด้วย





“คุณต้องออกไปข้างนอกอีกแล้วเหรอ? ” บดินทร์ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าดนัยกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกึ่งทางการอีกครั้ง





ดนัยยิ้มบางพลางสืบเท้าเข้าหาเจ้าของคำถามที่กำลังทำหน้าเศร้า





“ผมมีธุระต้องไปทำนิดหน่อย ไม่นานหรอก เดี๋ยวเย็นนี้ผมกลับมาทานข้าวด้วย” ดนัยเอ่ยพอดีกับที่เดินมาถึงตัวอีกฝ่าย พอเห็นใบหน้าหมดจดเจือแววหมองเศร้าราวเด็กขี้เหงาก็พาลให้อดใจไม่ไหวจึงก้มลงหอมแก้มใสเบาๆ แทนการปลอบประโลม





“.........” บดินทร์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงหลับตาลงมอบพวงแก้มให้อีกฝ่ายหอมอย่างเต็มใจ





แบบนั้นจึงทำให้โดนจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากไปด้วยเป็นของแถม ร่างโปร่งถูกสวมกอดแน่น





ดนัยกระซิบแผ่วเบาบนไหล่ของบดินทร์ “ขอโทษนะดิน วันสำคัญของคุณทั้งทีผมดันเผลอเรอจนไอ้เลวนั่นมาทำมันพัง”





คำขอโทษพร้อมอ้อมกอดที่แน่นขึ้นทำเอาหัวใจของบดินทร์ไหวยวบ





“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย แค่ไม่มีใครเป็นไรผมก็ดีใจแล้ว” พูดพลางกอดตอบดนัยแน่นเช่นกัน





“ไม่ต้องห่วง ผมจะลากคอพวกมันออกมาให้ได้” ดนัยให้คำมั่น





“...ขอบคุณ” บดินทร์ตอบเพียงเท่านั้นแม้ในใจจะมีเป็นหมื่นถ้อยคำที่อยากพูดมากกว่าก็ตาม ‘อย่าเสี่ยงเพื่อผมเลย อย่าเป็นอะไรไปเด็ดขาดนะ’





จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก คือคำมั่นสุดท้ายที่ดนัยให้ไว้ก่อนออกจากห้องไป และเพียงไม่นานหลังจากนั้นฮัวก็มาถึง









“ไง พังเละไม่เป็นท่าเลยสิ”





แค่คำทักทายแรกที่เจอหน้าก็ทำเอาบดินทร์ถึงกับกลอกตามองบน ช่างเป็นผู้หญิงที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมอย่างแท้จริง! หงส์หนุ่มถอนหายใจเหนื่อยหน่ายก่อนเดินไปหย่อนตัวนั่งตรงโซฟาหัวโต๊ะข้างกันกับหญิงสาวที่นั่งรออยู่ก่อนในท่าทางสบายๆ คล้ายจะเอนตัวนอนจมลงไปในพนักโซฟานุ่ม





“ไม่เจอไม่กี่วันอ้วนขึ้นจมหูเลยนะ” เพราะท่าทางน่าหมั่นไส้แบบนั้นบดินทร์จึงอดไม่ได้ที่จะแกล้งทักทายกลับด้วยประโยคที่ผู้หญิงทั่วไปแทบกรี๊ด แม้ในความเป็นจริงแล้วฮัวไม่ได้อ้วนขึ้นเลยแม้แต่นิด ยังคงสะโอดสะองดูสวยสง่าเช่นเดิม เพียงแต่ภาพจำยามปกติจะเป็นเจ้าแม่ที่อยู่ในชุดกี่เพ้ารัดรูปตลอดเวลา พอเห็นอีกฝ่ายสวมเพียงเดรสกระโปรงยาวสีขาวขากุดสบายๆ จึงอดแปลกตาไปไม่ได้

คำทักทายนั้นเป็นหญิงงามทั่วไปคงมีเคืองขุ่นบ้าง แต่กับฮัวมันคนละชั้น หล่อนเพียงแค่เหยียดยิ้ม เอนกายนั่งสบายๆ บนโซฟานุ่มแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ





“ก็ฉันท้อง มันก็ต้องมีน้ำมีนวลกันบ้างอยู่แล้ว”





“หะ? ท้อง!? ” คำตอบนั้นเล่นเอาคนฟังถึงกับอึ้ง





“ทำหน้าแบบนั้นทำไม? หึหึ ฉันไม่ท้องกับแดนนี่ของนายเสียหน่อย” ฮัวหัวเราะขึ้นจมูก ขบขันในท่าทางของบดินทร์ “จะบอกให้ว่ามังกรของนายไม่ให้ฉันปีนเตียงมาหลายปีแล้ว”





“ม..ไม่ได้คิดแบบนั้นเสียหน่อย! แค่ตกใจที่ไม่คิดว่าคนอย่างเธอจะเป็นแม่คนแล้ว...” บดินทร์แก้ต่าง ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “ท้องขึ้นมาแบบนี้แล้วเธอกับลี่เฉิงจะทำยังไงต่อไป? ”





คำถามของบดินทร์จริงจังเกินกว่าจะมามัวล้อเล่นกัน ฮัวจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดในสิ่งที่หล่อนคิดไว้ “ตอนนี้ก็คงยังต้องพึ่งวิษธรไปก่อนและนะ ตราบเท่าที่แดนนี่ยังให้ที่คุ้มภัยฉันกับครอบครัวก็ยังคงอยู่ได้” ฮัวเอ่ยพลางลูบตรงท้องน้อยของตัวเองเบาๆ “และสิ่งที่ต้องทำก่อนที่เด็กคนนี้จะลืมตาดูโลก คือช่วยมังกรของนายกำจัดพงศธรให้เร็วที่สุด นั่นเป็นทางเดียวที่พวกฉันจะรอด”





เพราะจริงอย่างที่ฮัวพูดบดินทร์จึงได้แต่พยักหน้ารับ





“กำจัดพงศธรคงไม่ง่ายเลยสินะ...คนคนนั้นสั่งสมอำนาจบารมีไว้ตั้งแต่ขึ้นเป็นผู้ดูแลพรรคแทนมังกรเก่าตั้งนาน แถมยังมีคอนเนคชั่นกับพวกสาขาและคู่ค้าเหนียวแน่นอีก ตราบที่ยังหาหลักฐานมัดตัวแบบคาหนังคาเขาไม่ได้ ทำอะไรไปตอนนี้ก็เท่ากับมังกรเลือดใหม่ล้มล้างญาติผู้ใหญ่ตัวเอง” บดินทร์บ่นไปเรื่อยตามความคิดและสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังมา



“ใช่ ไอ้เฒ่านั่นมันเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าจิ้งจอกเสียอีก จะลากมันลงมาทุบคงไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก แต่ในร้อยหนทางมันก็ต้องมีสักทางที่เป็นไปได้ ฉันเชื่ออย่างนั้น” หญิงสาวเสริม



“เป็นไปได้มากกว่าเหตุระเบิดในงานเมื่อเช้าจะเป็นฝีมือของพงศธร แบบนั้นถ้าสืบสาวออกมาได้ก็น่าจะพอเลื่อยขาเก้าอี้ได้อยู่” บดินทร์ลองวิเคราะห์



ฮัวถอนหายใจ โน้มกายเข้าหาบดินทร์ที่เอาแต่หน้าเครียด “เหตุระเบิดเมื่อเช้าไม่น่าจะใช่พงศธร”



“...?? ” ได้ยินแบบนั้นคิ้วของบดินทร์ยิ่งขมวดมุ่น “ทำไม? ”



“ในงานพิธี ไอ้เฒ่านั่นรับหน้าที่ดูแลด้านสถานที่และความปลอดภัย ไม่น่าหาเรื่องเข้าตัวเองแบบนั้น ดูดิสเครดิตตัวเองเกินไป แถมดูจะชี้เป้าง่ายเกินไปหน่อย” ฮัวอธิบาย



“...เพราะชี้เป้าง่าย คนเลยไม่คิดว่าจะเป็นเขาหรือเปล่า? ”



“มันไม่ใช้แผนตื้นๆ แบบนั้นหรอก”



“หรือฝากคนอื่นทำแล้วพลาด? ”



“...............”



“พงศธรดูแลพื้นที่ในงาน ระเบิดหลุดเข้ามาได้ย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง ระเบิดไม่ได้ร้ายแรงเหมือนไม่ได้ต้องการให้ใครล้มตาย แค่ต้องการขู่ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้กลัวดนัยที่เป็นมังกรเลย ดิสเครดิตให้มังกรของวิษธรลดความน่าเกรงขามลง” บดินทร์ยังคงวิเคราะห์ตามที่ตัวเองเข้าใจ



“ก็ถูก เหตุระเบิดน่ะผลที่คนร้ายต้องการก็คือทำลายความน่ายำเกรงของแดนนี่จริง แต่ก็ไม่ใช่หลักฐานโจมตีพงศธรอยู่ดี อย่างมากก็ได้แค่ต่อว่าที่สะเพร่าจนคนร้ายเข้ามาได้เท่านั้น ตีงูด้วยไม้ที่เล็กเท่าปลายนิ้วก้อย มันไม่ตายหรอกนะ” แต่ฮัวยังคงโต้แย้ง “ไม่อย่างนั้นแดนนี่คงไม่วิ่งรอกสืบสาวด้วยตัวเองจนหัวหมุนอยู่อย่างนี้หรอก”



บดินทร์นิ่งฟังด้วยความเคร่งขรึม สองคิ้วมุ่นขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็นปมได้ เขายังมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้น้อยมาก อาศัยจากที่ฟังและไถ่ถามเอาจากดนัยและพวกลิ่วล้อแล้วเอามาปะติดปะต่อเองจึงยังไม่ได้ลึกซึ้งหรือเข้าใจจนกระจ่างอย่างคนที่อยู่มานาน



นิ่งไปครู่หนึ่ง บดินทร์จึงหันไปถามฮัวสั้นๆ “ฉันทำอะไรได้บ้าง? ”



หญิงสาวถอนหายใจ โน้มกายเข้าหาคนถามพลางเอ่ยแบบชัดถ้อยชัดคำ “ขั้นแรก ควบคุมคาสิโนให้อยู่ในมือให้ได้ก่อน นั่นเป็นหน้าที่ของนายที่ต้องทำให้ดีที่สุด”



ได้ยินดังนั้นบดินทร์ก็ยื่นหน้าเข้าหาฮัวเช่นกันพลางปรึกษาด้วยสุ้มเสียงที่เบาลงจากปกติกึ่งหนึ่ง “เรื่องนั้นเธอจะช่วยเป็นเจ้าแม่เงาให้ฉันได้ใช่ไหม? ”



“หึ” ฮัวแค่นเสียงขึ้นจมูก “ฉันช่วยได้ไม่ตลอดไปหรอกนะ เรื่องแบบนี้บารมีต้องสร้างเอง”



“รู้แล้ว รู้แล้ว” พอโดนบ่นบดินทร์ก็ดีดตัวออกจากตรงหน้าหญิงสาว “ขอแค่ช่วงแรกนี่เอง ช่วยทำให้ฉันดูทำงานเป็น ดูน่าเชื่อถือหน่อย ลูกน้องเธอจะได้ไม่เหยียดหงส์กัน...มีอีกอย่างที่ฉันอยากให้เธอช่วย”



“อะไร? ”



“ฉันอยากรู้ว่าใครเป็นคนของใคร จะเอาเป็นพวกได้ไหม ถ้าไม่ได้จะกำจัดทิ้งยังไง ตรงนี้สำคัญที่สุด...ฉันไม่อยากเลี้ยงงูไว้ข้างที่นอน”



“ปุบปับก็ขอเรื่องยากเลยนะ” ฮัวบ่น



“ทำไมล่ะ? ข้อมูลพวกนี้เธอไม่ได้มีอยู่แล้วหรอกเหรอ? ” บดินทร์เริ่มหน้าเสียเมื่อได้ยินคำตอบ



ฮัวส่ายหน้า “เฮ้อ ถ้าเป็นสายแล้วโดนรู้ตัวง่ายขนาดนั้นเขาจะส่งมาเป็นสายทำไมล่ะ บอกตรงๆ ตอนที่ฉันเป็นคนดูแลในคาสิโนอยู่ต่อให้รู้ว่าใครเป็นพวกฉันบ้าง แต่คนอื่นๆ ฉันก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าใช่วิษธรแท้หรือเปล่า”



บดินทร์พยักหน้ารับคำของฮัวด้วยใบหน้าเครียดขึงกว่าเดิม คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าชีวิตมันคงไม่ง่ายขนาดนั้นพลางลองคิดหาวิธีรับมือ ใบหน้าหล่อเหลาก้มต่ำ วางสองแขนเบาเข่าสองมือประสานกอบกุมกันไว้แน่น เขาก้าวขาแรกเข้ามาแล้วโดยการยอมรับตำแหน่งหงส์ และเห็นได้ชัดว่าทางที่จากมาที่เบื้องหลังมันมืดมนอนธการจนไม่อาจย้อนกลับ ต้องเดินตรงไปข้างหน้าและอยู่ต่อไปให้ได้ นั่นคือหนทางเดียวที่เหลืออยู่





ฮัวตบไหล่บดินทร์สองครั้ง พลางเอ่ย “เจนิเฟอร์ ซินดี้และร็อดดี้ เป็นคนของฉัน”



“...............”



“เป็นคนที่ฉันปั้นขึ้นมาเอง พงศธรเองก็ไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวฉันจะให้ข้อมูลของ 3 คนนี้ให้ พวกมันถือว่าซื่อสัตย์และทำงานได้ดีอยู่”



“...พวกเขาจะยอมฟังฉันที่ขึ้นมาแทนเธอเหรอ? ”



ฮัวไหวไหล่ “มันก็ขึ้นอยู่กับนายแล้วล่ะ”



บดินทร์ถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อย “งั้นว่ามา ข้อมูลของ 3 คนนั้นน่ะ”



แม้สีหน้าจะยังขมขื่นแต่แววตาก็ดูเอาจริงเอาจังขึ้นแล้ว เห็นแบบนั้นฮัวก็ลอบยิ้มมุมปาก ก่อนเริ่มการสาธยายรายบุคคลให้บดินทร์ได้ฟัง เรื่องบางอย่างสอนไม่ได้เพราะมันต้องใช้ประสบการณ์สั่งสมเอาเอง แต่กระนั้นหล่อนก็คิดว่ายังพอมอบไอเทมเสริมเพื่อประดับบารมีให้อีกฝ่ายได้บ้าง



ในสายตาของฮัวนั้น บดินทร์ไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์อย่างหล่อนหรือดนัยและยิ่งไม่ใช่คนซับซ้อนอ่านยาก ทั้งยังใจอ่อนขี้สงสาร รนหาที่เก่ง ปากกล้า ทว่าเต็มไปด้วยความขี้ขลาดพอรวมกับความอ่อนประสบการณ์ด้วยแล้วตำแหน่งหงส์ที่ฝ่ายนั้นมีอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับไม้หลักปักเลน หาได้มีความมั่นคงเลยสักสิ่ง เจอคนเจ้าเล่ห์เพทุบายหลอกใช้คงไม่แคล้วได้เอาอำนาจหงส์เอื้อประโยชน์ให้คนพาล ด้วยความไม่ประสีประสาก็อาจหาเรื่องใส่ตัวเอาง่ายๆ ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไปรีบร้อนไปจะพาลพัง คิดถึงตรงนี้ฮัวก็ได้แต่ถอนหายใจ ก็เข้าใจที่ดนัยเร่งรีบพาบดินทร์ขึ้นที่สูง แต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้จริงๆ ที่มังกรช่างบุ่มบ่าม





แม้แรกเริ่มจะไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย แต่ตอนนี้ฮัวกลับคิดว่าบดินทร์เองก็ไม่ได้เลวร้าย ทั้งยังสามารถคบหาเป็นมิตรสหายได้อย่างไม่ยากเย็น หล่อนจึงไม่คิดปิดบังเคล็ดวิชาต่างๆ ที่หล่อนมี ตั้งแต่ที่หล่อนเริ่มเข้ามาบริหารคาสิโน คงเพราะความไม่ซับซ้อนของหงส์ใหม่คนนี้นี่แหละทำให้หล่อนรู้ว่าการที่ฝ่ายนั้นช่วยขอชีวิตหล่อนกับหลิวลี่เฉิงไว้นอกเหนือจากการอยากใช้งานแล้วก็คือความเห็นใจกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ บดินทร์ทนเห็นหล่อนกับหลิวลี่เฉิงตายไม่ได้ ถึงได้คิดอุบายที่จะช่วยให้ได้ขึ้นมา แม้ฮัวจะไม่ได้เอ่ยออกไปแต่ลึกๆ ในหัวใจนั้นหล่อนรู้สึกซาบซึ้งในส่วนนี้ของบดินทร์เป็นที่สุด แม้ภายนอกจะดูเย็นชาปากร้ายแต่ภายในความรู้สึกจริงนั้นหล่อนพร้อมให้ความช่วยเหลือหงส์คนนี้ทุกอย่าง ไม่มียกเว้นเลย





“ดิน นายรู้ใช่ไหมว่านอกจากคาสิโนแล้ววิษธรยังมีธุรกิจอะไรอีก? ” เมื่อการบรรยายการรับมือลูกน้องในคาสิโนแบบรายบุคคลสิ้นสุดลง ฮัวก็ถามบดินทร์ขึ้นแบบไม่ยินยอมให้มีเวลาพัก



“นอกจากคาสิโนกับโรงแรมและร้านอาหารหลายสาขาแล้วก็ยังมี...ค้าอาวุธกับบารอส...” บดินทร์ตอบตามความเข้าใจ



“ใช่ พรรควิษธรกับพรรคตระกูลจ้าวเป็นพรรคพี่น้องเป็นพญามังกรสองเศียรที่ดำเนินธุรกิจหลักร่วมกันคือโรงแรมและคาสิโน ที่เปิดเผยถูกกฎหมายและเป็นไปตามหลักการ แต่ก็นะ ขึ้นชื่อว่ามาเฟียมันไม่มีทางขาวสะอาด ทั้งสองพรรคยังมีธุรกิจสีเทาอยู่ในมืออีกเช่น หลักๆ ของพรรคตระกูลจ้าวคือค้าของเก่า ของโบราณโดยเฉพาะของล้ำค่าหายากที่อยู่ในสุสานของจีน”



“โจรขุดสุสาน? ” บดินทร์โพล่งขึ้น



“หึ อย่าไปพูดแบบนั้นต่อหน้าจ้าวซินเชียว โดนหักคอตายแน่” ฮัวขู่ “เขาเรียกว่านักล่าสมบัติต่างหาก จ้าวซินมีนักล่าสมบัติมือพระกาฬในมือเป็นโขยง อีกอย่างตระกูลจ้าวรวยพอที่จะซื้อเจ้าหน้าที่ในสุสานนั้นได้เป็นฝูง”



บดินทร์พยักหน้ารับ ถึงยังไงก็ยังดูไกลตัวเขาอยู่ แล้วเงียบฟังฮัวเล่าต่ออย่างตั้งใจ



“ส่วนวิษธรของแดนนี่ ก็อย่างที่รู้เขาค้าอาวุธทั้งที่ถูกและผิด แม้ธุรกิจคาสิโนจะทำเงินให้วิษธรอย่างเหลือเฟือ แต่ธุรกิจค้าอาวุธนั้นกลับยิ่งทำรายได้มหาศาลอย่างคาดไม่ถึงและสร้างบารมีให้แดนนี่จนก้าวขึ้นมาอยู่ระดับแนวหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจเป็นเจ้าของเส้นทางเพียงลำพัง แดนนี่จึงรวบรวมเหล่าคนที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันเข้าร่วมเป็นสมาคม ส่วนหนึ่งได้มาจากสายสัมพันธ์อันดีตั้งแต่รุ่นของมังกรคนก่อน แต่ก็อีกไม่น้อยที่ยอมมาร่วมสมาคมด้วยเพราะแดนนี่...และเพราะแบบนี้แหละไอ้เฒ่าพงศธรถึงได้เกลียดหลานนอกไส้คนนี้นัก” ฮัวเข้าประเด็นสำคัญ





“เพราะการที่ดนัยพาคนเข้าสมาคมด้วยตนเอง โดยเฉพาะที่คนเหล่านั้นเข้ามาเพราะมั่นใจในตัวของมังกรพรรค จึงยิ่งทำให้ฐานอำนาจของแดนนี่แผ่ขยายออกไปมากขึ้นจนเริ่มกลืนกินอำนาจของพงศธรใช่ไหม? ” บดินทร์วิเคราะห์





“ถูกต้อง เก่งขึ้นแล้วนี่” ฮัวออกปากชมพลางยื่นมือไปแกล้งลูบศีรษะของบดินทร์ราวกับกำลังชมเด็กน้อย เล่นเอาอีกฝ่ายเสียอาการจนโวยวายกลับมาว่าไม่ใช่เด็กเสียหน่อย





“อีกอย่างที่พงศธรแตกหักกับแดนนี่ก็เพราะแดนนี่ไปขัดขวางธุรกิจของฝ่ายนั้นเข้าด้วย” ฮัวกล่าวต่อ น้ำเสียงดูเบิกบานขึ้นหลังได้แกล้งหงส์ใหม่จนพอใจ





“ธุรกิจ? ธุรกิจอะไร? มีแยกทำอาชีพส่วนตัวด้วยเหรอ? ”





“ยาเสพติด”





“หะ? ” คำตอบของฮัวน่าตกใจไม่น้อยสำหรับบดินทร์ แต่ที่มากกว่าตกใจคือค่อนข้างสับสน ยาเสพติดเป็นอะไรที่เลวร้ายแต่ในโลกมาเฟียนี้เขากลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่จะมีการทำธุรกิจเกี่ยวกับมันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หรือแม้กระทั่งหากดนัยจะทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งนั้น...ถึงจะรู้สึกปวดร้าว แต่ก็อาจไม่ได้ผิดจากที่จินตนาการนัก





ในระหว่างที่บดินทร์กำลังพรั่นพรึงเรื่องที่ดนัยขัดผลประโยชน์กับพงศธรเกี่ยวกับธุรกิจยาเสพติด ฮัวก็เฉลยให้ได้ฟัง





“วิษธรไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและมันไม่เคยมีจนกระทั่งพงศธรไปร่วมมือกับมิสเตอร์จาง ทั้งผลิตทั้งค้าครบวงจรเลยทีเดียว พอเรื่องรู้ถึงหูของแดนนี่เข้า เขาจึงลงดาบพงศธรและกวาดล้างพวกที่เกี่ยวข้องออกไปจนหมด แต่เพราะยังไว้หน้าญาติผู้ใหญ่จึงยังคงเก็บไอ้เฒ่านั่นเอาไว้ แต่จิ้งจอกยังไงก็เป็นจิ้งจอก ไอ้เฒ่านั่นไม่สิ้นฤทธิ์ง่ายๆ เพราะถึงไงมันก็ยังมีกลุ่มอำนาจเก่าหนุนหลัง ถึงได้ยังอยู่และมีเรื่องปะทะกันกับแดนนี่เรื่อยๆ อย่างตอนนี้ไง” ฮัวอธิบายยาวเหยียด พร้อมสีหน้าที่เครียดเคร่งขึ้นเรื่อยๆ ของบดินทร์





“...หมายความว่าดนัยจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จได้คือต้องล้มล้างไอ้พวกกลุ่มอำนาจเก่านั่นให้หมดสินะ” บดินทร์พูดพลางขมวดคิ้วแน่น ฮัวพยักหน้ารับคำนั้นแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกมา





หลังจากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมในห้อง ฮัวไม่เอ่ยสิ่งใดอีกเพราะต้องการให้บดินทร์ได้ใช้ความคิด เช่นเดียวกับบดินทร์ที่ไม่ต้องการเอ่ยอะไร เพราะต้องการตกผลึกทุกสิ่งที่ฮัวเล่ามา





หงส์หนุ่มขมวดคิ้วเป็นปม เขาเป็นหงส์ของวิษธรเต็มตัวแล้วเมื่อเช้านี้ แต่กลับรู้เรื่องของพรรคได้ไม่ถึงครึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของปัญหาที่มังกรพรรคกำลังประสบ ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเพราะเขายังอ่อนประสบการณ์ดนัยจึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องราวเหล่านี้ แต่ไหนๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้วเขาก็อยากช่วยจ้ำพายให้ถึงที่สุดมากกว่าการเป็นแค่ผู้โดยสาร





แต่...เขาควรจะเริ่มจากอะไรดีล่ะ?





“ดิน” ฮัวเรียก ก่อนเอ่ยเตือนด้วยความจริงจัง แม้แต่สรรพนามก็แตกต่างจากปกติ “ในเมื่อคุณได้เป็นหงส์ก็จงตระหนักถึงความสำคัญของตัวเองให้มาก อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของใครโดยเด็ดขาด”





บดินทร์พยักหน้ารับ เงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยบางสิ่ง









“ฮัว...ช่วยอะไรฉันอย่างสิ”








**************************TBC**************************************









ตอนหน้าจะมีอะไรน่อ…






มาแล้วจ้า ขอโทษที่หายไปนานนะคะ โควิดทำชีวิตงานประจำเป๋พอสมควรเลย

จึงทำให้งานนิยายไม่ได้กระเตื้องไปด้วย ภาวนาขอให้สถานการณ์คลี่คลายในเร็ววัน...สาธุ

คิดถึงนะคะมิตรรักทุกท่าน คิดถึงมากเหลือเกิน

หวังว่าทุกคนคงสบายดีปลอดภัยจากโควิดกันทุกคนนะคะ









รักและคิดถึงเสมอ

อนาคี99
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2020 09:14:26 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1910
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-5
คิดถึงน้องดินมากมาย กอดปลอบ

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2116
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
ดินเริ่มเก่งขึ้นแล้วนะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
รอยสักและความทรงจำ
PART 1



เมื่อเรื่องวุ่นวายในการรับตำแหน่งของบดินทร์สิ้นสุดลง คลื่นความวุ่นวายระลอกใหม่ก็ซัดโถม การคุมงานที่คาสิโนของหงส์ใหม่นั้นเป็นอะไรที่ตึงขมับสำหรับบดินทร์พอสมควร ต่อให้เขามีฮัวคอยเป็นแรงงานเงากระนั้นก็ยังใหม่เกินกว่าจะรับมือกับข้อมูลมหาศาลในแต่ละวันที่หลั่งไหลมา แต่เพราะรู้ความสามารถของตัวเองดี ในการทำงานช่วงแรกนี้เขาจึงแอบเอาฮัวเข้าไปที่คาสิโนโดยไม่ให้ใครรู้ด้วย แล้วให้อีกฝ่ายสังกัดอยู่ห้องสังเกตการณ์เพื่อคอยสอดส่องและให้ความช่วยเหลือเมื่อมีเหตุจำเป็น โดยทั้งคู่ใส่อุปกรณ์ไวร์เลสสำหรับติดต่อขนาดเล็กไว้ตลอดเวลา



คงเพราะบดินทร์ไหวตัวทัน ไม่คิดกร่างในความสามารถของตนว่าเก่งกล้า การรู้จักประเมินสถานการณ์ที่จะประมาณตนจึงทำให้ไม่เกิดข้อผิดพลาดนอกหน้ามากนัก โดยเฉพาะเมื่อมีฮัวคอยช่วยชักใยอยู่เบื้องหลังด้วย ทำให้ในสายตาของผู้เฝ้ามองแล้วเรื่องที่ควรจะใหญ่หงส์ใหม่ก็สามารถจัดการได้อยู่หมัดอย่างคาดไม่ถึง หลายคนถึงกับกล่าวชมเชยว่าสามารถทำงานได้คล่องแคล่วและดูแลเรื่องราวต่างๆ ได้ดีไม่ต่างจากสมัยของฮัวเลยแม้แต่นิด



แบบนั้นจึงยังพอมีพื้นที่ให้บดินทร์พอจะหายใจหายคอได้บ้าง



และเพราะการเริ่มต้นการทำงานที่ค่อนข้างราบรื่นไปได้สวย ทำให้พวกที่รอดูความล่มจมของหงส์ใหม่ก็พาลผิดหวังกันไปเป็นทิวแถว แล้วก็เริ่มคิดกันขึ้นได้ว่าเพราะดนัยมีหงส์ที่เก่งพอฟัดพอเหวี่ยงแล้วนี่เองถึงได้ตัดใจฆ่าฮัวทิ้งแบบไม่ไยดี จากนั้นก็เริ่มคิดไปถึงสิ่งที่พวกตนรับรู้มาเกี่ยวกับปูมหลังของหงส์ใหม่คนนี้ เรื่องที่ว่าเป็นแค่ดาราขาลงที่ทำตัวเละเทะ เป็นผีพนันจนสิ้นเนื้อประดาตัวพัวพันกับเรื่องสกปรกจนมาเจอกับดนัยแล้วโดนช่วยเหลือไว้ เพราะได้ยินมาแบบนั้นจึงปรามาสไว้เสียมาก พอมาเจอว่าแท้จริงแล้วความสามารถไม่ใช่ด้อยทั้งยังไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวเหมือนข่าว ก็ลงความเห็นกันว่าคงเป็นเรื่องที่ดนัยตั้งใจปล่อยออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้โดนศัตรูสอยลมหายใจของว่าที่หงส์ใหม่ไปก่อนที่จะได้รับตำแหน่ง



เพราะถ้าไม่น่ากลัวดูไร้ซึ่งพิษสงใดๆ คนอื่นๆ ก็จะไม่ต้องระวังและยอมปล่อยผ่าน



...ซึ่งคนเหล่านั้นคงพลาดไปเสียแล้ว



เสียงลือเสียงเล่าอ้างภายนอกถึงการทำงานที่เก่งกาจเกินคาดของหงส์ใหม่อย่างบดินทร์สร้างความพออกพอใจให้ดนัยไม่น้อย เรื่องนี้เขาต้องยกความดีความชอบให้ฮัวที่คอยเกาะหงส์ใหม่แจและให้ความช่วยเหลือแบบทันท่วงทีในทุกเรื่อง ทำให้ภาพลักษณ์ของบดินทร์ดูเก่งกาจและน่าเชื่อถือในสายตาคนนอก



และถึงแม้ในตอนนี้บดินทร์จะยังถือว่าเพิ่งหัดเดิน แต่เพราะความจำดีและได้ครูดีในอนาคตภายภาคหน้าจึงถือได้ว่าเป็นหงส์ที่มีฝีมือฉกาจไม่แพ้ใคร แต่นั่นคือเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตอนนี้จึงยังต้องหัดเดินหัดคลานให้คล่องแคล่วไปก่อน



ช่วงแรกของการขึ้นเป็นหงส์ค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับบดินทร์ที่ต้องคอยบริหารจัดการงานภายใต้คำแนะนำของฮัวทั้งยังต้องถูกดนัยพาไปแนะนำตัวต่อลูกค้ามากหน้าหลายตากว่าที่จะได้รับอนุญาตให้หยุดพักได้หนึ่งวันบดินทร์ก็แทบสิ้นเรี่ยวแรง



‘เข้าใจแล้วว่าทำไมดนัยถึงไม่ค่อยอยู่บ้าน’ บดินทร์รำพึงในใจ เพราะขนาดเขาเป็นมือใหม่ยังแทบไม่มีเวลาได้พัก เป็นมาเฟียนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ ...

.

.

.

.

.





“ขอโทษทีนะผิดนัดนายมาเป็นอาทิตย์เลย”



“ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ผมรู้ว่าหงส์ใหม่งานยุ่งแค่ไหน นี่แค่คุณอุตส่าห์เจียดเวลามาให้ผมก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว”



บดินทร์ยิ้มพลางลูบศีรษะเพื่อนตัวน้อยเบาๆ หลังจากวันที่ได้ทำนัดหมายกันไว้ในที่สุด หนึ่งสัปดาห์ให้หลังบดินทร์จึงพอจะมีเวลาว่างทำตามที่เคยให้สัญญากับจื้อหลินไว้นั่นคือการแอบพาอีกฝ่ายออกไปท่องเที่ยวรอบเมือง โดยคราวนี้บดินทร์ถือโอกาสตอนที่ดนัยออกไปค้างคืนที่ต่างเมืองเพื่อจัดการธุรกิจค้าอาวุธกับสองพี่น้องบารอสและเควิ่น พาหงส์เงาต่างพรรคออกมาสูดอากาศต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งประจวบเหมาะพอดีกับที่ธุรกิจค้าของครั้งนี้มีจ้าวซินร่วมด้วย มังกรของทั้งสองพรรคจึงไปร่วมงานนี้ด้วยกัน จึงทำให้การหนีเที่ยวของหงส์ทั้งสองนั้น...



...ทางสะดวกโยธิน



และเพราะทางโล่งการเที่ยวครั้งนี้จึงออกไกลบ้านกว่าครั้งก่อน น้ำตกไนแองการ่าคือที่หมายแม้จะไกลจากนิวยอร์กมาก ต้องใช้เวลาขับรถไปถึง 6 ชั่วโมง แต่ในเมื่อหงส์ทั้งสองเห็นวันพวกตนมีเวลาเหลือเฟือบรรดาผู้ติดตามก็ไม่อาจทัดทาน โดยการออกมาครั้งนี้ก็มีจื้อหลินช่วยออกอุบายอย่างรัดกุมเช่นเดิม ผิดแต่เพียงว่าวันนี้ต่างก็เอาคนคุ้มกันไปเพียงแค่สามคน โดยจื้อหลินออกความเห็นว่าคนน้อยเคลื่อนไหวง่ายและไม่สะดุดตา เพราะอย่างนั้นบดินทร์จึงเอาธันวาติดมาแค่คนเดียว ฝ่ายจื้อหลินเองก็มีเพียงหวางมู่และหลี่ซู่เหลยติดตามมาด้วยเท่านั้น



ในขณะที่หงส์ทั้งสองพูดคุยกันอย่างออกรสอยู่ด้านหลัง ธันวาก็นั่งเหงื่อแตกอยู่ข้างๆ กับหวางมู่ที่เป็นคนขับ วันนี้พวกเขาเช่ารถเอสยูวีแบบ 7 ที่นั่งมาเพื่อที่จะได้กว้างขวางพอสำหรับผู้ชาย 5 คน หวางมู่ขับ ธันวานั่งข้างคนขับ บดินทร์และจื้อหลินอยู่แถวสอง ส่วนหลี่ซู่เหลยที่ตัวใหญ่สุดนั่งคุมอยู่แถวหลังสุดเพียงคนเดียว การพรางตัวของแต่ละคนไม่แตกต่างจากคราวที่ผ่านมา เพียงแต่บดินทร์ที่ต้องติดหนวดให้หนาและรกครึ้มขึ้นเพราะได้เผยโฉมหน้าสู่สาธารณะไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งแบบนั้นก็ช่วยให้ไม่สะดุดตาแล้ว



เพราะมังกรทั้งสองออกบินไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง บรรดาหงส์ก็เริ่มออกจากรังกันตั้งแต่แปดโมงครึ่งเพื่อที่จะได้ไปถึงที่หมายช่วงบ่ายคล้อย มีแผนพักค้างแรมหนึ่งคืนและรีบกลับตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อที่จะได้ถึงบ้านก่อนไฟลท์บินของเหล่ามังกรที่จะมาถึงในคืนของวันต่อไป เวลาเหลือเฟือก็จริงแต่ในความรู้สึกของบอดี้การ์ดติดตามทั้งสามคนนั้นมันไม่ได้สนุกไปด้วยเลยแม้แต่น้อย เพราะยิ่งอยู่นอกบ้านนานเท่าไหร่หงส์ของพวกตนก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น นี่ยังไม่รวมถึงความเป็นไปได้ว่าหากโดนมังกรจับได้ขึ้นมาพวกตนจะเละเป็นโจ๊กกันขนาดไหน



หวางมู่กับหลี่ซูเหลยถึงกับนั่งปั้นหน้าเครียด ส่วนธันวานั้นเริ่มออกอาการเหม่อลอยลอบสะอื้นฮั่กอยู่ในใจ ผิดกับสองคนกลางรถที่ราวกับอยู่ในทุ่งดอกไม้บาน



หลังจากแวะซื้ออาหารเช้าทานกัน ทั้งห้าก็ออกเดินทาง เส้นทางจากนิวยอร์กตลอดทางเป็นทางด่วนจึงสามารถย่นระยะเวลาได้ส่วนหนึ่ง คืนนี้เพราะบดินทร์ตั้งใจจะพาจื้อหลินไปดูน้ำตกไนแองการ่ายามค่ำคืนที่มีการเปิดไฟเป็นสีสันสวยงามด้วยทั้งหมดจึงจำเป็นต้องพักใกล้ๆ น้ำตกนั้น



ราวบ่ายสองโมงทั้งหมดก็เดินทางมาถึงที่หมาย สมเป็นสถานที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางของผู้แสวงหาความสวยงามเพราะแม้อากาศจะยังหนาวเย็นแต่นักท่องเที่ยวก็ถือว่าหนาตา บดินทร์กับจื้อหลินที่ได้เห็นความงดงามอลังการของน้ำตกไนแองการ่าเป็นครั้งแรกก็ถึงกับเก็บอาการตื่นเต้นและความประทับใจเอาไว้ไม่อยู่



“หิมะยังหนาอยู่เลย” บดินทร์เอ่ย “แต่โคตรสวย”



“กว่าจะละลายคงเกือบเดือนพฤษภาคมนู่นแหละ หิมะละลายแล้วก็จะล่องเรือข้างล่างนั่นได้” จื้อหลินอธิบาย ถึงไม่เคยได้ออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหนแต่ความรู้เรื่องสถานที่ต่างๆ วางใจได้ จื้อหลินรู้ดีทุกที่



บดินทร์และจื้อหลินในที่สุดก็ได้มายืนตรงกลางสะพาน เพื่อชมวิวมุมกว้างตรงกลางน้ำตกที่สวยงามที่สุด ความตระการตานั้นทำเอาต่างก็ไร้ซึ่งคำพูดระหว่างกัน ทั้งคู่ทำเพียงยืนนิ่งมองวิวตรงหน้าแล้วใช้เวลาดื่มด่ำกับมันกันเงียบๆ



“ขอบคุณนะคุณดิน” จื้อหลินเอ่ยขึ้นเมื่อปล่อยเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง



“หะ? ว่าไงนะ? ” แต่เพราะเสียงน้ำตกที่ดังกว่าจึงทำให้บดินทร์ได้ยินไม่ถนัดนัก หงส์แห่งวิษธรจึงโน้มตัวลงใกล้เพื่อเงี่ยหูฟังให้ชัดเจนขึ้น



จื้อหลินยิ้มน้อยๆ ชะโงกใบหน้าเข้าใกล้ใบหูของอีกฝ่ายแล้วเอ่ย “ขอบคุณที่อุตส่าห์พาผมมา ที่นี่สวยมากเหมือนที่ผมจินตนาการไว้เลย”



ได้ยินแบบนั้นบดินทร์ก็หันมามองหน้าจื้อหลินแล้วยิ้มหวานให้ ‘ยินดีครับ’ คือคำที่บดินทร์สัพยอกอีกฝ่ายกลับ ก่อนที่จะพากันหัวเราะชอบใจกันอยู่สองคน ซึ่งภาพความใกล้ชิดจนชวนจั๊กจี้หัวใจของหงส์ทั้งสองนั้นอยู่ในสายตาของเหล่าผู้เฝ้าระวังภัยทั้งสาม โดยเฉพาะกับธันวาที่กำลังทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก



“ไม่ดีแน่ แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ ” อดไม่ได้จนต้องบ่นออกมาเบาๆ



“ทำไม? เขาสนิทกันไม่ดีหรือไง” หวางมู่ที่ยืนข้างกันจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย



“โถ่พี่มู่” ธันวารีบโอดครวญ “ขืนนายท่านมาเห็นเข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าไอ้ธันจะเละขนาดไหน” บ่นพลางปาดน้ำตา ก่อนวกกลับไปถามอีกฝ่าย “อย่าบอกว่าถึงท่านจ้าวมาเห็นแบบนี้ก็จะไม่หงุดหงิดน่ะ”



“ลามปามแล้วไอ้นี่” หวางมู่ตบท้ายทอยของธันวาเบาๆ “แต่ก็จริงอย่างมึงว่า ถ้านายท่านกูมาได้เป็นอาหารปลากันในน้ำตกนี่แหละ เฮ้อ”



จบคำของหวางมู่ทั้งสามต่างก็ถอนหายใจพรู ขนาดว่าหลี่ซู่เหลยไม่สันทัดภาษาไทยนักยังเข้าใจอาการของหวางมู่และธันวาอย่างแจ่มแจ้ง ในเมื่อเป็นผู้น้อยก็ขัดใจผู้มีอำนาจเหนือกว่าลำบากชะตากรรมของทั้งสามในวันนี้ถึงได้ต้องมายืนเป็นสักขีพยานรักของหงส์ทั้งสองอยู่ที่นี่



หวางมู่และหลี่ซู่เหลยค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นว่าจื้อหลินดูจะออดอ้อนกับบดินทร์เป็นพิเศษ เพราะแท้จริงแล้วหงส์เงาคนนี้เป็นคนเย็นชาจนยากแท้หยั่งถึง นอกจากจ้าวซินผู้เป็นนายเหนือแล้วก็ไม่เห็นเคยอนาทรต่อผู้ใดเลยแท้ๆ แต่ทำไมกับหงส์ใหม่ของวิษธรคนนี้ถึงสามารถเปิดใจที่ตายไปแล้วของจื้อหลินได้ถึงขนาดที่ทำให้อีกฝ่ายยอมอ้อนเป็นแมวแบบนี้ได้กัน?



บอดี้การ์ดทั้งสองก็ได้แต่คิด ‘จ้าวซินมาเห็นแบบนี้เข้าก็คงไม่สบอารมณ์จริงๆ นั่นแหละ ถึงนายใหญ่จะไม่ได้ชอบหงส์เงาสักเท่าไหร่ก็เถอะ’



ระหว่างที่หงส์ทั้งสองเดินชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย เวลาก็ล่วงเลยไปจนบ่ายคล้อยทุกอย่างยังคงราบรื่นดี หูตาของนักสู้ย่อมว่องไวเมื่อเห็นอะไรผิดปกติก็สามารถป้องกันได้ทันท่วงที แต่วันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะอากาศยังคงหนาวจัด เพียงสองชั่วโมงก็ทำให้บดินทร์กับจื้อหลินเดินต่อกันไม่ไหว หวางมู่จึงเสนอให้ไปเช็คอินที่โรงแรมก่อนเพื่อที่จะได้พักทานอะไรในที่อุ่นๆ ก่อนที่จะออกไปชมไฟยามค่ำคืนที่น้ำตกอีกครั้ง ทุกคนเห็นพ้องต้องกันหวางมู่จึงนำทัพทั้งห้ามุ่งสู่โรงแรมที่จัดการจองเอาไว้



อาคารสูงตระหง่านตั้งเด่นในจุดที่สามารถมองวิวน้ำตกได้สวยงามที่สุดคือสถานที่ที่หวางมู่พาไป โรงแรมระดับห้าดาวที่มีทั้งห้องพักและบ่อนคาสิโน หรูหราเสียจนบดินทร์อดถามออกไปไม่ได้



“พักกันหรูขนาดนี้ความจะไม่แตกเอาเหรอ? ”



เห็นเพื่อนกังวลจื้อหลินก็ช่วยแถลงไข “ไม่เป็นไรหรอกหวางมู่เขาจัดการได้ อีกอย่างพักโรงแรมแบบนี้ปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอกนะ”



“ก็จริง” บดินทร์พยักหน้าเห็นด้วย



ด้วยความไว้ใจในฝีมือทุกอย่างของวันนี้บดินทร์จึงยกให้จื้อหลินช่วยจัดการให้ตามคำขอของอีกฝ่าย ด้วยเหตุผลว่าอยากตอบแทนที่ครั้งก่อนบดินทร์ช่วยจัดการทุกอย่างให้และเพื่อเป็นการช่วยปลอบใจจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันวันขึ้นรับตำแหน่ง แน่นอนว่าในตอนนี้บดินทร์ย่อมไว้ใจจื้อหลินเกือบทั้งใจเพราะเห็นว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ตกอยู่ในสถานะที่ไม่แตกต่างกัน



จนกระทั่ง...



“โห ห้องสวยมาก” ทันทีที่เข้าไปเห็นห้องพักบดินทร์ก็ออกอาการตื่นเต้น ห้องมุมที่สามารถมองเห็นน้ำตกทั้งสายผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่กินเนื้อที่ไปเกือบครึ่งห้อง หรูหราสวยงามจนอดออกปากชมไม่ได้



บดินทร์กับจื้อหลินพักห้องเดียวกันส่วนบอดี้การ์ดอีก 3 คนก็กระจายกันพักห้องตรงข้ามและห้องข้างๆ เพื่อที่จะได้คอยสอดส่องความปลอดภัยของหงส์ทั้งสองได้อย่างเนียนๆ



“นี่แค่ห้องแกรนด์ดีลักซ์นะถ้าเป็นห้องสวีทคงสวยกว่านี้มาก” จื้อหลินเอ่ย “แต่จะจองห้องระดับนั้นคงใช้ชื่อคนธรรมดาไม่ได้แน่”



“แค่นี้ก็หรูพอแล้ว ใจจริงฉันอยากตั้งแคมป์ไฟมากกว่า ฮ่าฮ่า” บดินทร์ตอบพลางล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียงนุ่ม



“...อยากลองตั้งแคมป์บ้างจัง” ได้ยินแบบนั้นจื้อหลินก็ได้แต่พูดเสียงอ่อย การตั้งแคมป์ก็เป็นอีกกิจกรรมที่หงส์เงาคนนี้อยากลองทำดูสักครั้ง



...แต่มันคงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้นเอง



น้ำเสียงกับสีหน้าราวกับเด็กน้อยที่กำลังเสียดายไอศกรีมที่เผลอทำตกพื้นของจื้อหลินเรียกความรู้สึกเอ็นดูจากบดินทร์ได้ชะงัด ร่างสูงจึงเปลี่ยนท่าจากที่นอนแผ่เป็นตะแคงมาหาคนที่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ใช้มือเท้าศีรษะเอาไว้พลางส่งยิ้มหวานผ่านหนวดฟูๆ ส่งให้



“อยากลองตั้งแคมป์ดูไหมล่ะ? ” บดินทร์ลองไถ่ถามพลางลองคิดหาวิธีที่พอจะเป็นไปได้ ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้อยากตามใจเพื่อนคนนี้ทุกอย่างเลยก็ไม่รู้



ได้ยินแบบนั้นจื้อหลินก็ได้แต่ทำตาโต มองใบหน้าหนวดเฟิ้มที่กำลังเปื้อนยิ้มส่งมาให้แบบไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วตอบกลับ “มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกคุณดิน”



แต่ก็โดนบดินทร์ที่กำลังทำหน้าไม่สนโลกตอบกลับ “ไม่ลองก็ไม่รู้จริงไหม? ”



จื้อหลินได้แต่ส่ายศีรษะขำๆ ไม่ได้ต่อความใดอีก



จากนั้นก็เปลี่ยนไปชมวิวทิวทัศน์และคุยสัพเพเหระเรื่องต่างๆ ห้องเป็นเตียงแฝดแต่บดินทร์ก็ลากจื้อหลินลงมานอนคุยเล่นกันที่เตียงของตัวเองเพื่อกระชับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนขึ้นอีกขั้น ทว่าคุยกันไปได้ไม่เท่าไหร่ความง่วงงุ่นและอุ่นสบายของห้องพักก็ทำให้บดินทร์ผล็อยหลับไปทั้งๆ อย่างนั้น



พอคนที่เอาแต่ชวนคุยไม่หยุดชิงหลับไปจื้อหลินก็ได้แต่นอนหันมองคนที่นอนอยู่ข้างกันด้วยความสงสัย ‘ทำไมคนคนนี้ถึงไม่รู้จักระวังตัวเอาเสียเลยนะ ทั้งที่ก็เจอเรื่องราวมามากมาย…ทำไมถึงกล้าไว้ใจ…เขาคนนี้’



จื้อหลินค่อยๆ พลิกตัวหันไปหาคนที่หลับไปแล้วและจ้องมองฝ่ายนั้นเงียบๆ หัวใจที่เปิดกว้างของบดินทร์กำลังค่อยๆ เปิดประตูหัวใจของจื้อหลินเข้ามาเรื่อยๆ ในตอนแรกที่บดินทร์พยายามเข้ามาในชีวิตจื้อหลินเพียงยอมตามน้ำเพียงเพื่ออยากเรียนรู้ว่าหงส์ใหม่ของวิษธรคนที่ดนัยยกย่องหนักหนานี้เป็นคนอย่างไร ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหงส์คนนี้อ่อนต่อโลกของมาเฟียเหลือเกิน เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่ได้ซับซ้อน ประตูหัวใจเปิดกว้างไม่มีสิ่งใดแอบแฝงยอมให้คนอย่างเขาเข้าไปในนั้นโดยไม่กีดกัน



จื้อหลินค่อยๆ ขยับตัวเข้าหาคนที่หลับลึกไปแล้ว ใช้ศอกยันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดขึ้น หัวใจเต้นรัวเรียกร้องให้ใช้ปลายนิ้วลองเกลี่ยไล้ข้างแก้มที่โผล่พ้นไรหนวดปลอมของบดินทร์เบาๆ แล้วช่วยปัดปอยผมปรกหน้าผากออกเล็กน้อยเผยแพขนตาหนาที่ยังคงปิดสนิท



“…ดิน รอบตัวคุณล้วนมีแต่ปีศาจ การที่คุณยอมยกหัวใจดวงนี้ให้คนอื่นง่ายๆ มันเป็นภัยกับตัวคุณมากเลยนะ…”



เสียงกระซิบบางเบาเอ่ยอยู่เหนือใบหน้าที่ยังคงหลับสนิท



“…เพราะคุณไม่ยอมระวังตัวเอง อย่าโทษผมเลยนะ”



.

.

.

.

.

.

.

.
 

 
ต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 23:44:29 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
.
.
.
.
.


ย่ำค่ำฟ้ามืดสนิท คนจำนวนมากไปรวมตัวกันที่ริมฝั่งน้ำตกโดยรอบทั้งฝั่งอเมริกาและแคนนาดาเพื่อรอดูความสวยงามของแสงไฟยามค่ำคืนที่เปิดส่องสะท้อนกับน้ำตกเป็นสีสันต่างๆ บดินทร์จื้อหลินและเหล่าบอดี้การ์ดก็อยู่ในฝูงชนนั้น สองคนยืนอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยเหล่าผู้คุ้มกัน หลี่ซู่เหลยตัวโตสุดยืนกันหลังขนาบด้วยหวางมู่ยืนคุมฝั่งจื้อหลินและธันวาที่ตัวเล็กสุดแต่สายตาว่องไวยืนคุมอยู่ฝั่งบดินทร์





เวลาสามทุ่มโดยประมาณทั้งหมดก็ได้เวลากลับเข้าที่พักตามที่หวางมู่วางตารางไว้ ทุกอย่างดูคล้ายราบรื่นไปหมดจนทุกคนเผลอวางใจ



จนกระทั่ง…



“!!!?? ”



จื้อหลินสะดุ้งสุดตัวเมื่อแขนขวาของตนถูกคว้าไว้ขณะเดินกลับมาที่ห้องพัก หันไปมองด้วยความสงสัยปนตระหนกก็พบเข้ากับใบหน้าถมึงทึงของเจ้าของมือนั้น



“กล้าดีนักนะ! ” จ้าวซินคำรามต่ำในลำคอขณะกระชากร่างของจื้อหลินเข้าหาตน สายตาของจื้อหลินราวถูกสะกดให้มองแต่นายเหนือของตนโดยไม่ทันได้สังเกตว่าคนอื่นๆ ได้ถูกคุมตัวไว้หมดแล้ว



โดยเฉพาะบดินทร์ที่ตอนนี้อยู่ในกสนควบคุมของดนัย



“ผมว่าวันนี่คุณคงสนุกกันพอแล้ว” ดนัยเอ่ยเสียงเรียบข้างหูของบดินทร์ที่กำลังอยู่ในอาการตกใจ



ในหัวของบดินทร์ตอนนี้ตีพันกันจนยุ่ง พวกตนถูกจับได้? ได้ยังไง? ในเมื่อดนัยกับจ้าวซินติดงานอยู่อีกเมืองที่ไกลจากที่นี่มาก??



“คนในพรรคจ้าวส่งข่าวบอกจ้าวซินว่าพวกคุณหนีออกจากพรรค” แล้วคำถามในหัวนั้นก็ได้รับคำตอบ เพราะดนัยคงเดาได้ถึงความฉงนสงสัยของบดินทร์



ดนัยโน้มลงมากระซิบข้างหูบดินทร์อีกครั้ง “รู้ตัวไหมว่าทำให้พวกผมหัวหมุนแค่ไหน”



ในน้ำคำคล้ายไม่ถือสาแต่บดินทร์สัมผัสได้ว่าในกระแสเสียงนั้นมีความกรุ่นโกรธ จะพูดว่าไม่มีเจตนาร้ายก็พูดอะไรไม่ออก หัวใจเต้นรัวกับสถานการณ์ในตอนนี้จนแทบจะหลุดจากอก ชำเลืองไปเห็นธันวาโดนควบคุมตัวไว้โดยมานพ และตรงหน้าที่ไม่ไกลกันนักเป็นจื้อหลินที่กำลังจะโดนจ้าวซินกลืนกินไปทั้งตัวด้วยความโกรธเกรี้ยว ทันใดนั้นร่างเล็กของจื้อหลินก็ถูกกระชากลากถูกไปต่อหน้า



“อย่าทำเขา!! ” บดินทร์จึงรีบร้องห้าม



“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ! ” จ้าวซินหันมาตวาด



“ฉันบังคับเขามาเอง เขาไม่ผิดนะ!! ” ด้วยความเป็นห่วงว่าจื้อหลินจะโดนโทษหนัก บดินทร์จึงพยายามหาทางปกป้อง ถ้าไม่ติดว่าตัวเขาเองก็ยังอยู่ในมือของดนัยก็คงรีบวิ่งไปดึงจื้อหลินออกมาแล้ว



จ้าวซินเพียงหันมาจ้องบดินทร์อย่างคาดโทษ ก่อนลากจื้อหลินเดินจากไป ขณะที่บดินทร์จะพุ่งตามแต่ถูกดนัยกักเอาไว้ในอ้อมแขน



“เดี๋ยวก่อน! อย่าทำร้ายเขานะ!! ” บดินทร์ตะโกนตามหลัง สายตาจ้องมองจื้อหลินที่ถูกจ้าวซินโอบไหล่ลากตัวออกไป



คำพูดของจื้อหลินแล่นวาบเข้ามาในหัว หากโดนจ้าวซินจับได้จะต้องโดนลงทัณฑ์ปางตาย หัวใจของบดินทร์เจ็บแปลบเมื่อคิดไปว่าจื้อหลินอาจถูกทำร้าย ไม่ว่ายังไงจะต้องหาทางช่วยให้ได้



ขณะขบคิดหัวแทบแตก ในเสี้ยววินาทีนั้นสายตาของบดินทร์ก็ได้มองเห็นบางอย่างเข้า



“!!!?? ”



‘…อ…อะไร…น่ะ? ’





ภาพนั้นทำให้บดินทร์ตัวแข็งทื่อ จนสามารถถูกดนัยพาตัวเดินเข้าห้องอย่างไม่มีสติ









ห้องที่ถูกพาขึ้นมาคือห้องสวีทของโรงแรม ดนัยพาคนที่สติล่องลอยเข้ามายืนนิ่งที่กลางห้องก่อนหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องที่เหลือ



“ไอ้ธัน มึงรู้ตัวอยู่ใช่ไหมว่าจะโดนอะไร? ” น้ำเสียงของดนัยไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เพียงถามออกมาเสียงเรียบเท่านั้น



ซึ่งมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ธันวาอกสั่นขวัญแขวน “ครับนาย ผมสำนึกผิดแล้ว”



“กูอุตส่าห์ให้มึงดูแลคนดิน แต่มึงกลับพานายมึงออกมาเที่ยวเล่นในที่อันตราย มึงว่ากูควรลงโทษมึงไหม? ” ดนัยยังคงถามเสียงเรียบ



ธันวารีบลงไปนั่งคุกเข่ารับทราบความผิดของตน “ผมผิดเองครับนาย ผมเองที่ไม่ยอมห้ามคุณดินแถมยังพาออกมาทั้งที่รู้ว่าอันตราย ธันยอมรับผิดทั้งหมด ขอนายท่านลงโทษเถอะครับ”



คำพูดของธันวาในที่สุดก็ทำให้บดินทร์มีสติอยู่กับปัจจุบัน จึงรีบหันไปบอกกับดนัยที่ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง สีหน้านั้นที่ลูกน้องทุกคนรู้ดีว่านายเหนือของตนกำลังจะกลายร่างเป็นพายุลูกโต



“ด…ดนัย ผมเป็นคนบังคับเจ้าธันมันเอง” บดินทร์พยายามช่วยเหลือลูกน้องของตน



“นพ เอาไอ้ธันไป มัดมันไว้กับเก้าอี้ไม่ต้องให้มันนอน แล้วไม่ต้องให้กินอะไรเลยแม้แต่น้ำ 24 ชั่วโมง” แต่ดนัยไม่ยอมฟังกลับออกคำสั่งแก่มานพให้จัดการลงโทษธันวาตามที่สมควร



“เดี๋ยว! ก็บอกแล้วไงว่าผมเป็นคนบังคับไอ้ธันมันเอง มันห้ามผมแล้วแต่ผมไม่ยอมฟัง!! ถ้าใครควรโดนลงโทษควรเป็นผมสิ! ” บดินทร์รีบออกปากปกป้องธันวาเต็มที่ ไม่ได้อยากโดนลงโทษหรือเก่งกาจจนไม่เกรงกลัวมาจากไหน เพียงแค่ไม่อาจทนเห็นลูกน้องต้องโดนลงโทษเพราะตนเป็นต้นเหตุ



บดินทร์รีบใช้สองมือเกาะแขนดนัยไว้ แล้วอ้อนวอน “ลงโทษผมแทนเถอะนะ” ใจหวังว่าคงสำเร็จผลได้เพราะโดยปกติดนัยจะอ่อนโยนและตามใจกันเสมอ



…ทว่าความอ่อนโยนยามปกติของดนัยตอนนี้หายไปสิ้นแล้ว สีหน้าเรียบเฉยหันมามองที่บดินทร์เพียงแวบเดียว ก่อนหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องต่อ



“ไอ้นพทำตามที่กูบอก! ส่วนพวกมึงไสหัวออกไปกันได้แล้ว”



“ครับนาย”



ทุกคนรับคำแข็งขันก่อนทยอยออกจากห้องกันไป โดยมีมานพหิ้วคอธันวาตามหลังออกไปด้วย ในตอนนี้ไม่มีใครสนใจหรือหยุดฟังบดินทร์ที่ตะโกนร้องเรียกเย้วๆ นั่นอีก เพราะเมื่อเทียบอำนาจทุกอย่างย่อมชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ว่าคำสั่งของมังกรพรรคย่อมศักดิ์สิทธิ์กว่าหงส์



“ผมบอกแล้วไงว่าไอ้ธันไม่ผิดน่ะ อ๊ะ!! ” บดินทร์ยังคงไม่ยอมความแม้ธันวาจะโดนลากออกจากห้องไปแล้วโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทำโทษ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบก็โดนสองมือของดนัยดึงทึ้งวิกผมและหนวดเคราปลอมออกจากใบหน้าเสียก่อน



“เจ็บ! ” ความเจ็บที่เกิดจากการถูกดึงทึ้งจนผิวหนังได้รับความระคายเคืองจากกาวยึดทำให้บดินทร์เผลอร้องออกมา



“ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ต้องรับโทษหรอกดิน คุณเองก็ต้องโดน” ดนัยพูดพลางจับบดินทร์ถอดเสื้อผ้าที่สุดจะขัดตานี้ออก “คุณจะได้รู้ตัวเสียทีว่าที่ทำอยู่นี่มันเสี่ยงขนาดไหน!! ”



ดนัยตะคอกต่ำ น้ำเสียงบ่งบอกอารมณ์กรุ่นโกรธชัดเจน โกรธที่ไม่เหมือนกับที่โกรธคนอื่นใดที่ทำอะไรขัดใจจึงโกรธ แต่โกรธเพราะความห่วงใยล้วนๆ ตอนที่รู้ข่าวว่าบดินทร์ทำตัวพิเรนทร์ก็ตกใจจะแย่ ยิ่งพอรู้ว่าออกมากับจื้อหลินเขายิ่งกระวนกระวาย



“ผมเคยบอกคุณแล้วว่าอย่าอยู่กับจื้อหลินตามลำพัง ทำไมคุณถึงไม่ยอมฟังกันบ้าง? ” ดนัยจับไหล่ของบดินทร์ไว้มั่นประจันหน้ากันตรงๆ พร้อมตั้งคำถามตัดพ้อ ดวงตาคมกล้ายามปกติแดงก่ำแม้แต่รอยยิ้มที่เคยมีประดับบนใบหน้าอยู่ตลอดก็จางหายไปจนหมด หัวใจของบดินทร์ยามได้เห็นสีหน้านี้ของดนัยก็เกิดความเจ็บร้าวไม่ต่างกัน



“…ผมแค่ เห็นเขาเป็นเพื่อน” คำตอบตรงไปตรงมา ที่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นการทำร้ายน้ำใจของคนฟัง



“เพื่อน? ทั้งที่ผมบอกคุณไปแล้วว่าอย่าไว้ใจจื้อหลินเด็ดขาดงั้นเหรอ? ” ดนัยเค้นเสียง “ทั้งที่จริงแล้วคุณไม่ได้รู้จักตัวตนของจื้อหลินเลยแต่กลับไว้ใจจนยอมเอาตัวเองไปผูกอยู่กับเขา? ”



“……………”



“คุณกล้าพูดได้เต็มปากไหมว่าคุณเข้าใจและรู้ทุกอย่างที่หมอนั่นคิด? ” ดนัยแกล้งถามด้วยคำถามที่รู้แน่แก่ใจว่าบดินทร์ไม่มีทางตอบได้ สองมือจิกลึกลงบนไหล่ของอีกฝ่ายเรื่อยๆ ด้วยแรงอารมณ์



บดินทร์ตาแดงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันจากคำถามนั้น เขาก้มหน้าหลบสายตาคาดคั้นของดนัย ในหัวพาลคิดไปถึงภาพที่เพิ่งเห็นมาเมื่อครู่



ในขณะที่เขากำลังเป็นห่วงแทบเป็นแทบตาย เขากลับเห็นว่าใบหน้าก้มต่ำของจื้อหลินที่ถูกจ้าวซินโอบไหล่เดินผ่านตรงหน้าไปนั้นกำลังยิ้มอยู่ เพียงแค่อึดใจเดียวที่ฝ่ายนั้นผ่านหน้าเขาไป แต่มันกลับประทับตราตรึงอยู่ในอก ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาในความคิด ณ ห้วงขณะนั้นอย่างแจ่มแจ้งว่า…



‘เขาเพียงเครื่องมือที่อีกฝ่ายใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจของจ้าวซิน’



หัวใจที่เคยเต็มตื้นอยู่ไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้าเหมือนจะภินท์พังลงไปในพริบตานั้น รู้สึกเหมือนกลายเป็นไอ้โง่ดักดานที่คิดไปว่าจะสามารถเฟ้นหาความไว้เนื้อเชื่อใจได้ที่นี่ ทั้งที่ใครต่างก็เตือนแล้วแต่เขาก็ยังโง่งมงาย…ในโลกของมาเฟียนี้อย่าได้เชื่อใจใครเด็ดขาด



“ผมไม่รู้…” บดินทร์ตอบเสียงเครือ ความรู้สึกของเขาตอนนี้ทั้งผิดหวัง เจ็บปวด และรู้สึกผิด



“ไม่รู้? แต่ก็เลือกที่จะไว้ใจหมอนั่น” ดนัยแค่นเสียง ในหัวอกมังกรหนุ่มหนักอึ้งด้วยกองไฟลุกโชน



บดินทร์เจ็บปวด และความเจ็บปวดนั้นก็กลั่นเป็นบางถ้อยคำออกมา



“ใช่…ผมไม่ได้เข้าใจหรือรู้จักจื้อหลินเลย เท่าๆ กับที่ไม่รู้จักคุณ…”



“…………”



คำตอบนั้นทำเอาดนัยนิ่งอึ้ง และเพราะบดินทร์เอาแต่ก้มหน้าเขาจึงไม่อาจเห็นว่าตอนนี้เจ้าของคำพูดนั้นกำลังมีแววตาแบบไหน



บดินทร์เอ่ยต่อทั้งที่ยังไม่ยอมเงยขึ้นมา “ผมไม่ได้รู้จักพวกคุณเลย จะรู้จักก็แค่ในส่วนที่พวกคุณต้องการให้รู้จัก เห็นแค่ในส่วนที่พวกคุณต้องการให้เห็น ผมแค่อยากจะเชื่อและไว้ใจใครสักคน…คนที่สามารถเข้าใจได้ว่าผมกำลังประสบพบเจอกับอะไรอยู่ คนที่…น่าจะอยู่ในสถานะเดียวกันก็เท่านั้นเอง…”



“…ดิน” ดนัยครางชื่อของอีกฝ่ายเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดไม่ต่างกับบดินทร์



“ขนาดกับคุณเองผมก็ยังยอมยกทั้งชีวิตนี้ให้…ทั้งที่ไม่ได้รู้จักตัวตนของคุณมากไปกว่าจื้อหลินเลยแม้สักนิด” บดินทร์เอ่ยพลางเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดนัยช้าๆ ดวงตาที่เคยใสกระจ่างตอนนี้แดงช้ำคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความผิดหวังและน้อยเนื้อต่ำใจ ริมฝีปากสั่นระริกยังคงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำทิ่มแทง “ผมผิดเหรอ? ที่อยากจะเชื่อในตัวพวกคุณ”



“…………”



“คุณบอกให้ผมระวังตัว ห้ามเชื่อใจจื้อหลิน แล้วผมเชื่อใจคุณได้ใช่ไหม? แม้จื้อหลินจะทำร้ายผมแต่คุณจะไม่ทำเหมือนกันใช่ไหม? ดนัย? ”



เสียงสั่นเครือยังคงเอื้อนเอ่ยความอัดอั้นตันใจที่สะสมมายาวนาน ความปวดร้าวกลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำตาหลั่งรดออกจากดวงตาที่เคยแน่วแน่ ความเจ็บปวดอัดอั้นทำให้บดินทร์พูดไม่ค่อยออกนัก แต่น้ำเสียงสั่นเครือเจือก้อนสะอื้นนั้นก็ยังคงชัดเจน



“ในโลกนี้ผมไม่เหลือใครแล้วนอกจากคุณ…คนที่ผมรู้จักแค่เพียงผิวเผิน ต่อให้คุณเคยร้ายกับผมแค่ไหนผมก็ยังเลือกที่จะเชื่อคุณ ในฉากสุดท้ายหากคุณจะทำร้ายกันเหมือนที่คนอื่นๆ หมายจะทำ ผมก็หวังแค่ว่าคุณจะปรานีผมบ้าง โปรดช่วยให้ผมตายอย่างไม่ทรมาน อย่าให้ต้องเจ็บให้ต้องรู้สึกอะไร ผมขอเพียงเท่านี้คงได้ใช่ไหม? ”



ไม่มีคำพูดใดออกจากปากของดนัยในตอนนั้น มังกรหนุ่มทำเพียงคว้าร่างที่กำลังสะอื้นจนตัวโยนของบดินทร์เข้ามากอดแน่น รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นตรงบ่าที่บดินทร์ซบหน้าไว้อยู่



มังกรหนุ่มขบเม้มริมฝีปากแน่น คิ้วสวยขมวดมุ่น หัวใจของดนัยปวดร้าวราวกับเป็นแผลฉกรรจ์ บดินทร์พูดถูกทุกอย่างซึ่งเขาไม่อาจโต้เถียง สิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาพอจะให้คำมั่นกับอีกฝ่าย



“ผมจะไม่มีวันยอมให้คุณเป็นอันตราย ไม่มีวันเด็ดขาด”



.

.

.

.

.
 
************************************************************************

 
สวัสดีจ้า เอา PART แรกไปก่อนนะจ๊ะ PART ต่อไปถ้าวันอาทิตย์หน้าแต่งทันจะรีบมาต่อจ้า
พล็อตเรื่องมีเป็นภูเขา แต่มันดันเท่ากับความขี้เกียจ ฮรืออออ
ทำงาน 5 วัน พอเสาร์-อาทิตย์ก็เอาแต่นอนอืด ต้องขออภัยจริงๆเจ้าค่า TT^TT
ต่อไปจะขยันให้มากขึ้นอีกนิดนะเจ้าคะ
 
ลุ้นกันต่อไปว่าจื้อหลินจะรอดตายไหม?
แล้วธันวาที่โดนมานพคุมตัวจะเป็นอย่างไร
 
ชื่อตอนว่ารอยสัก เอ๊ะ จะเป็นรอยสักของใคร
ติดตามกันต่อในพาร์ทหน้านะจ๊ะทูนหัวทั้งหลาย
 
รักเสมอ
อนาคี99


ปล. หลายคนคงอยากจะด่าจื้อหลิน เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน หนอยๆๆ  555
จื้อหลินจะเป็นแค่คนที่คลั่งรักหรือมีอะไรมากกว่านั้น อันนี้อนาคีก็ไม่รู้เหมือนกันจ้า อิอิ
เรามาลุ้นไปด้วยกันเนอะ 555

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-05-2020 09:39:00 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1910
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2116
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
ชำเลืองไปเห็นมานพโดนควบคุมตัวไว้โดยมานพ //ต้องเป็น ธันวา โดนควบคุมตัวไว้โดยมานพ

โดนลงโทษแน่ๆ

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ชำเลืองไปเห็นมานพโดนควบคุมตัวไว้โดยมานพ //ต้องเป็น ธันวา โดนควบคุมตัวไว้โดยมานพ

โดนลงโทษแน่ๆ

แก้ไขเรียบร้อยแล้วจ้า ขอบคุณมากนะคะ

ออฟไลน์ sosi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
รอยสักและความทรงจำ

PART 2



**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจนตนาการของผู้เขียนทั้งหมด ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในหลักความจริงใดๆ ได้นะจ๊ะ**

----------------------------------------------------------------------------------





จากน้ำตกไอแองการา หงส์เงาถูกพาตัวกลับรังทันทีด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว ตลอดระยะทางจื้อหลินถูกควบคุมตัวไว้ให้นั่งข้างกันกับจ้าวซิน ทว่ากลับไร้ซึ่งถ้อยคำระหว่างกัน บรรยากาศรอบตัวของมังกรแห่งตระกูลจ้าวแผ่รังสีมาคุอยู่ตลอดเวลา ผิดกับหงส์เงาที่เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบดูเยือกเย็นราวกับธารน้ำแข็ง



บรรดาลิ่วล้อที่ถูกเลือกให้อยู่ในเหตุการณ์เพราะรู้ถึงตัวตนของจื้อหลินนั้นก็ต่างนั่งนิ่งไม่กล้าไหวติงใด ๆ จ้าวซินร้อนเป็นไฟอารมณ์ขึ้นลงปรวนแปร แต่จื้อหลินนั้นยิ่งไม่อาจคาดเดายิ่งกว่าเพราะไม่มีใครสามารถล่วงรู้เลยว่าภายใต้ใบหน้าเย็นชาและในดวงตาคู่โศกนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะพวกเขาเคยเห็นแล้วว่าจิตใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่ดูเหมือนไม่สู้คนนั้นแท้จริงแล้วมันเหี้ยมหินแค่ไหน



เฮลิคอปเตอร์ร่อนลงจอดบนยอดหอคอยของพรรคตระกูลจ้าว รังที่ปกติมีเพียงหงส์ที่อาศัยในรังนี้ตามลำพัง



ทันทีที่วิ่งหลบออกจากรัศมีของลมแรงจากใบพัดได้ จ้าวซินก็หันมาคว้าแขนของจื้อหลินลากตัวไปที่ลิฟท์ดาดฟ้าด้วยกัน มังกรไม่เอ่ยอะไรเพียงก้าวขายาวๆ ลากคนที่ขาสั้นกว่าให้ต้องรีบสับขาตามหัวแทบขวิด



ลากเข้าไปจนถึงห้องนอนด้านในสุด นั่นแหละถึงจะยอมปล่อยให้หงส์เงาเป็นอิสระในสุด เมื่อต่างฝ่ายต่างอิสระซึ่งกันและกัน จื้อหลินก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาหลบเลี่ยงสายตาของจ้าวซินเหมือนเช่นที่เคยทำมา



“!!!?? ” แล้วทันใดนั้นปลายคางก็ถูกตะปบเข้าอย่างแรงและถูกช้อนให้เงยหน้าขึ้นเผชิญหน้า



สายตาดุดันทิ่มแทงมาทันทีที่ได้สบ



“แกกล้าขัดคำสั่งฉัน” จ้าวซินเอ่ยเสียงต่ำ “ทั้งที่ฉันบอกแกชัดเจนแล้วว่าอย่าได้สาระแนไปยุ่งกับไอ้หงส์ของวิษธรคนนั้น แต่แกกลับเพิกเฉยต่อคำสั่งฉันอย่างนั้นเหรอ? กล้าดียังไง!? ”



“………” จื้อหลินไม่ได้ตอบสิ่งใด ในใจเขาคิดเพียงหนึ่ง



ท่านจ้าว…มองมาที่เราแล้ว ในสายตาของคนคนนี้มองมาที่เราแล้ว



คำผรุสวาทใดๆ ที่จ้าวซินพ่นใส่หน้ามา จื้อหลินก็รับมันอย่างเย็นชาหาได้สะทกสะท้าน เพราะในหัวกำลังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถทำให้นายเหนือหันมาสนใจกันได้



จื้อหลินจมดิ่งสู่ห้วงภวังค์ลึก



อยากอยู่ในสายตาอีกสักครั้ง ไม่ว่าจะในสถานะไหนก็ตาม…



*

*

*



จื้อหลิน ลูกชายคนเดียวของบ้านที่เฒ่าแก่หานเห่อหนักหนา ลูกแฝดชายหญิงที่จะนำพาความรุ่งเรืองสู่วงศ์ตระกูลให้ไม่น้อยหน้าใคร ผู้นำตระกูลตั้งความหวังสูงส่งกับบุตรทั้งสองโดยเฉพาะบุตรชาย เลี้ยงดูด้วยรัก และคอยตามใจในทุกเรื่อง ทว่าเมื่อเติบใหญ่ขึ้น เด็กชายที่ควรห้าวหาญกลับเป็นเด็กอ่อนหวาน แทนที่จะชอบกีฬา การต่อสู้ หรือการบริหารเช่นผู้ชายทั่วไป จื้อหลินคนนี้กลับชอบของสวยงามและงานศิลปะ ผิดกับพี่สาวที่ห้าวหาญเก่งกาจจนสามารถเป็นหน้าเป็นตาแทนได้



ในวัยที่ยังไม่ทันเต็มเจ็ดขวบ เด็กน้อยที่ควรแก่นซนตามวัย บุตรชายคนเดียวของบ้านกลับเรียบร้อยนุ่มนิ่มจนเฒ่าแก่หานไม่อาจทนฝืน เขาโทษไปที่ภรรยาที่เลี้ยงบุตรชายออกมาไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย กลับกระเดียดไปทางผู้หญิงจนขัดลูกนัยน์ตา ในตอนนั้นจื้อหลินยังมีมารดาคอยปกป้อง แต่ไม่นานจากนั้นมารดาเพียงคนเดียวที่เข้าข้างกันกลับจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุต่อหน้าต่อตาเด็กน้อย สีแดงฉานของเลือดที่ไหลท่วมร่างของมารดาในวันนั้นมันจิกจำอยู่ในก้นบึ้งของจื้อหลิน จากไปโดยไม่ทันได้ร่ำลาทิ้งให้เด็กน้อย ในวัยแปดขวบเผชิญกับโลกกว้างนี้ตามลำพัง



นานวันเข้าเฒ่าแก่หานก็หมดใจกับลูกชายคนนี้ เมื่อแน่ชัดว่าไม่อาจใช้การได้อย่างใจปรารถนาก็เลิกให้ความสำคัญ กักเก็บบุตรคนนี้ไว้ในส่วนที่ลึกล้ำที่สุดของบ้านเพื่อซ่อนเร้นจากผู้คนที่เฝ้าคอยแต่จะสอดรู้สอดเห็น เพราะความผิดหวังเฒ่าแก่หานจึงยิ่งปักใจเกลียดชังบุตรชายคนนี้เข้าไส้ เป็นความหวังให้ไม่ได้ ยังสร้างแต่ความอับอายน่าอัปยศ ความหวังของผู้เป็นพ่อที่ทะเยอทะยานและหยิ่งทะนงต้องป่นปี้ลงแทบเท้าของลูกชายลักเพศ เฒ่าแก่หานจึงไม่อาจทานทนไหว ท้ายที่สุดจึงทำเพียงทิ้งขว้างเอาไว้ในกรงขังอันมืดมิดแล้วเชิดชูรั่วหลินผู้เป็นพี่สาวให้มีหน้ามีตาต่อธารกำนัลแทน



จื้อหลินในวัยเยาว์ผู้ที่ชอบตุ๊กตาบาร์บี้มากกว่าปืนผาหน้าไม้ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบิดาที่เคยรักตนมากมายถึงได้เปลี่ยนไปเป็นเย็นชา ญาติที่เคยพะเน้าพะนอก็หายหน้าไม่เสวนาด้วยอีก เพราะยังเยาว์จึงไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่บรรดาผู้ใหญ่กระทำเลยสักนิด แต่ก็พอรู้ว่าการที่ตนสนใจในสิ่งสวยงามหรือศิลปะอันเป็นที่รักเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เด็กน้อยจึงไม่แตะต้องสิ่งเหล่านั้นอีก



แต่ทุกอย่างก็เหมือนจะสายเกินไป เด็กน้อยถูกทิ้งให้ตริตรองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพียงลำพังเพราะการเป็นลูกที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังนั้นทำให้ไม่มีความสนใจไยดีใดจากคนในครอบครัวตกมาถึงเขาอีก



คงมีเพียงพี่สาวฝาแฝดอย่างรั่วหลินเท่านั้นที่ยังยอมให้น้องชายตัวน้อยอย่างจื้อหลินคนนี้ได้หลบอยู่เบื้องหลัง



‘จะสนวิธีการไปทำไม สนผลลัพธ์ที่นายจะได้ดีกว่า’ คือคำที่รั่วหลินคอยพร่ำบอกอยู่เสมอ และดูเหมือนจะเป็นความเชื่อของผู้เป็นพ่อด้วย จื้อหลินจึงประทับในความทรงจำว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องมาตลอด ในชีวิตน้อยๆ ของจื้อหลินคนนี้พบเจอคนไม่กี่มากน้อย โดยส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงคนในครอบครัวที่ทำประหนึ่งเขาไร้ตัวตน



จากวัยเยาว์จนเติบใหญ่สิ่งที่ฝังลึกอยู่ก้นบึ้งของจิตใจคือการเป็นคนอ่อนโยนก็ไม่ต่างจากคนอ่อนแอ สิ่งที่จะทำให้สามารถหยัดยืนบนโลกนี้ได้คือความเด็ดขาดและโหดเหี้ยม น้ำตาคือสิ่งผิดบาปที่เปิดเผยด้านที่น่าสมเพชของตัวตนออกมา จงเก็บซ่อนมันไว้และแสดงเพียงสีหน้าที่เรียบนิ่งอย่าให้ใครสามารถคาดเดาความรู้สึกได้ เด็กหนุ่มพยายามอย่างสุดความสามารถตามคำแนะนำของพี่สาว แต่ถึงอย่างนั้นบิดาก็ไม่เคยเห็นว่าจื้อหลินคนนี้ใช้การได้ คำปรามาสถากถางที่ยังคงมอบให้ลูกชายไม่ขาดคือ เป็นแค่คนไม่เอาไหน ใจอ่อน เชื่อคนง่าย และโง่ จากนั้นก็เก็บงำไว้ในบ้านที่ไม่ต่างจากกรงขังเช่นเดิม



จื้อหลินวิ่งตามพี่สาวอย่างสุดกำลังเพียงเพื่อจะได้ออกสู่โลกกว้างได้อย่างที่รั่วหลินเป็น เรียนรู้ทุกอย่างที่พี่สาวทำ ลอกเลียนทุกอย่างตามแบบพี่สาว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากเงาที่กว้างใหญ่ไพศาลของพี่สาวคนนั้น ตัวตนของจื้อหลินถูกลืมเลือนไปตั้งแต่อายุยังไม่เต็มสิบขวบดี โลกกว้างที่เด็กน้อยรู้จักมีเพียงในโทรทัศน์และหนังสือกับนอกหน้าต่าง...



...โลกของจื้อหลินจึงเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส...



กัดฟันพยายามเป็นไปตามโยงใยที่ชักนำจนเติบใหญ่ แต่จนแล้วจนรอดจื้อหลินก็ยังคงเป็นเพียงคนที่ไร้ตัวตน ยิ่งนานวันผันผ่านเขาก็ลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว



ลืมไปแล้วว่าจะมีตัวตนไปเพื่ออะไร?



ลืมไปแล้วว่าความรักคืออะไร?



ลืมไปแล้วว่ามิตรภาพที่ดีคืออะไร?



ลืมไปแล้วว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากคนในพรรคและจ้าวซินต้องทำอย่างไร?



และอีกนิดก็คงลืมไปแล้วว่า ‘จื้อหลิน’ คือใคร?



ความสุขในวัยเยาว์เลือนรางจนไม่อาจจำความได้ จึงไม่รู้เลยว่าชีวิตในแต่ละวันที่เป็นอยู่นั้นมีความสุขหรือไม่ รู้เพียงหากสามารถคว้าสิ่งที่ต้องการมาไว้ในมือไม่ว่าต้องใช้วิธีใดมันคือการเติมเต็มช่องว่างในอกกลวงโบ๋นี้ จึงวางแผนทำทุกเรื่องตามอำเภอใจของตนเงียบๆ เพื่อผลลัพธ์ที่สมปรารถนา ไม่สนว่าวิธีการเหล่านั้นจะต่ำช้าเพียงใด



ทำเหมือนอย่างที่เคยถูกสอนให้ทำ



‘จะสนวิธีการไปทำไม สนผลลัพธ์ที่จะได้ดีกว่า’



เพราะจ้าวซินเป็นคนแรกที่มอบตัวตนให้และเป็นคนแรกที่จื้อหลินรู้สึกว่านี่คือความรัก ฝังใจอย่างแน่วแน่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมันเป็นเพราะเขารักจ้าวซินจนหมดหัวใจ จึงยินยอมทำทุกวิถีทางเพื่อคว้าคนคนนั้นมาไว้ข้างกายโดยไม่สนใจว่าจะผิดบาปชั่วช้า



ได้มอบร่างกายให้คนที่รัก ได้ครอบครองเพียงลำพัง ใครหน้าไหนจะมาแย่งที่ตรงนั้นมันต้องหายไป!



เพราะอย่างนั้นคู่นอนทุกคนของจ้าวซินจึงถูกกำจัดทิ้งไปในนามของรั่วหลิน



และแม้กระทั่ง ‘รั่วหลิน’ คนที่เป็นเจ้าของดวงใจของมังกรคนนั้น ในที่สุดก็หายไปตลอดกาล ตำแหน่งหงส์เคียงคู่มังกรสุดท้ายก็ได้กลายเป็นของจื้อหลิน คนที่รู้ส่วนหนึ่งกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของน้องชายผู้ทะเยอทะยาน แต่ก็มีบางส่วนที่ออกความเห็นเหยียดหยันกว่านั้นว่าคนอย่างจื้อหลินคงไม่มีปัญญาวางแผน เป็นเพียงรั่วหลินที่โชคร้ายไปเอง และจื้อหลินก็แค่ได้ขึ้นเป็นหงส์เงาเพียงเพราะตกกระไดพลอยโจนที่เป็นฝาแฝดเท่านั้น



เรื่องจริงไม่มีใครสามารถล่วงรู้แม้แต่พระเจ้า นอกจากเจ้าของข้อครหาอย่างจื้อหลินคนนี้เท่านั้น



…ผลลัพธ์ได้อย่างใจโดยไม่ต้องสนวิธีการ



และเรื่องล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ก็ล้วนเป็นแผนการชั่วช้าที่จื้อหลินสร้างขึ้นมาเช่นกัน เพราะไร้ตัวตนในสายตาของผู้เป็นเจ้าชีวิตมาเนิ่นนานเหลือเกิน เมื่อมองเห็นโอกาสที่จะได้กลับมายืนอยู่เบื้องหน้าคนคนนี้อีกครั้งเขาจึงลงมือวางแผนโดยไม่สนวิธีการว่าจะส่งผลกระทบถึงใครบ้าง ในเมื่อสารกระตุ้นที่ได้ผลต่อจ้าวซินมากที่สุดคือบดินทร์ เขาจึงตัดสินใจใช้สิ่งนั้นอย่างไม่ลังเล



แต่แปลก ทั้งที่ผลลัพธ์เป็นอย่างที่ต้องการ จื้อหลินกลับไม่อาจเติมเต็มช่องว่างกลางอกนี้ได้



มันรู้สึก…สูญเสีย มากกว่า ได้รับชัย







“อย่าได้บังอาจทำให้ชื่อของรั่วหลินต้องแปดเปื้อน”



เสียงตะคอกปลุกจื้อหลินออกจากภวังค์ ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกสะบัดและผลักอย่างแรงจนร่วงลงไปกองบนพื้นโครมใหญ่เพราะไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ จ้าวซินโกรธที่โดนขัดคำสั่งและแน่นอนว่าจื้อหลินย่อมรู้ดีถึงผลข้างเคียงจากผลลัพธ์ที่เขาจะได้รับอยู่แก่ใจแล้ว ครั้งเดียวที่เคยถูกจ้าวซินซ้อมปางตายก็คือวันที่รั่วหลินจากไป จากนั้นมาแม้ว่าเขาจะถูกทารุณกรรมอีกไม่น้อย แต่จื้อหลินก็ไม่ได้รู้สึกว่าหนักหนา คิดเสียอีกว่าตนถูกกระทำตามที่สมควรโดน



“ถ้าแกกล้าก้าวเท้าออกจากบ้านนี้ ถ้าแกกล้าขัดคำสั่งฉันอีกครั้ง เราจะได้เห็นดีกัน! ” จ้าวซินขู่อาฆาต ต่อให้ครั้งก่อนเขาจะรู้สึกกลับมาสนใจในตัวของหงส์เงาคนนี้ขึ้นมาบ้าง แต่สิ่งที่อีกฝ่ายกระทำตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกโมโหมากกว่า การถูกขัดคำสั่งเป็นอะไรที่จ้าวซินเกลียดที่สุด



จ้าวซินเกลียดการถูกทรยศ รับไม่ได้อย่างยิ่งที่คนของตนจะไปเป็นคนของคนอื่น ต่อให้ชังน้ำหน้าของคนตรงหน้านี้แค่ไหน แต่หากคนคนนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนของเขาแล้ว ต่อให้ตายก็ต้องเป็นผีของเขาไม่มีวันยอมปล่อยมืออย่างเด็ดขาด



มังกรหนุ่มมองร่างของชายผอมบางที่กำลังพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นเนิบช้า รู้ดีว่าจื้อหลินจะไม่มีทางปริปากพูดใดๆ ออกมาแน่นอกจากการยืนก้มหน้าฟังเขาประทุษร้ายทางวาจานิ่งๆอย่างเช่นทุกครั้งที่เป็นมา หางตาขวากระตุกยิกเมื่อเห็นอีกฝ่ายกลับขึ้นมายืนตัวตรงแต่ยังคงก้มหน้าหมองเศร้า



ใบหน้าหมองเศร้า ทว่าแววตานั้นกลับเย็นชาราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาที่ร้างไร้ความรู้สึก



แค่เห็นใบหน้าแบบนั้นจ้าวซินก็รู้สึกอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว หากจื้อหลินคนนี้ไม่ได้มีประโยชน์ในฐานะหงส์เงาของพรรคแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าเขาคงบีบคออีกฝ่ายตายคามือไปนานแล้ว



หากไม่เป็นเพราะพรรค มังกรคนนี้จะไม่ยอมทนเห็นคนทรยศที่พรากลมหายใจของหงส์ของตนยังมีชีวิตลอยนวลอยู่ได้



หากไม่เป็นเพราะพรรค เขาจะไม่ยอมทนมองมันทำทีท่าน่าขยะแขยงแบบนี้เด็ดขาด



เกลียดคนคนนี้ที่กล้าทรยศต่อความไว้วางใจของเขา และเกลียดที่มันหน้าด้านหน้าทนอยู่ในตำแหน่งหงส์เงาแทนรั่วหลินได้อย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน แถมยังทำตัวได้ใจขึ้นทุกวัน!



“หึ! น่ารังเกียจชะมัด” จ้าวซินสบถเมื่อได้มองเห็นเต็มสองตาถึงสภาพของจื้อหลินที่ยังอยู่ในชุดของผู้ชาย



เพราะความอดทนต่อสิ่งสะอิดสะเอียนไม่ได้สูงนัก จ้าวซินจึงไม่อาจทนมองสารรูปของจื้อหลินตอนนี้ได้ ชุดที่บดินทร์จัดการตบแต่งให้ มันน่ารำคาญลูกนัยน์ตาจนเกินทน มังกรหนุ่มตั้งใจออกคำสั่งให้จื้อหลินไปเปลี่ยนชุดกลับไปเป็นผู้หญิง แล้วเตรียมสั่งการลูกน้องให้ขังคนขัดคำสั่งไว้ในห้องลงทัณฑ์เป็นเวลาสามวันสามคืนเพื่อลงโทษ



ทว่าจื้อหลินกลับพูดบางอย่างขึ้นเสียก่อน





“รังเกียจผม…ที่หน้าเหมือนพี่รั่วหลินราวกับพิมพ์เดียวถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ? ”



คำถามถูกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าใบหน้ากลับเจือรอยยิ้มเย็นเป็นนัยๆ การถูกเอ่ยถึงคนรักราวกับจะยั่วยุกันนั้นทำให้เส้นความอดทนของจ้าวซินขาดผึง มังกรหนุ่มกระชากคอเสื้อของคนตัวเล็กกว่าเข้ามาเผชิญหน้า ดวงตาวาวโรจน์จ้องมองคนใจกล้าราวกับจะฉีกเนื้อเถือหนัง ยิ่งเห็นรอยยิ้มเหยียดหยันไม่ปิดบังใกล้ตามังกรหนุ่มก็หวังจะสั่งสอนปากดีที่กล้าตั้งคำถามนี้ให้ได้เลือด



“หึ! ปากดีนักนะ! ” จ้าวซินคำรามเสียงต่ำ “รู้เอาไว้ซะว่าแกโชคดีแค่ไหน เพราะถ้าแกไม่ได้หน้าเหมือนเธอ ป่านนี้แกได้ตายเป็นผีไปแล้ว! ”



“ผมรู้” จื้อหลินตอบเสียงเบา จ้องใบหน้าถมึงทึงของผู้เป็นเจ้าชีวิตด้วยหัวใจที่โหยหา “ผมรู้ว่าเพราะใบหน้านี้ผมจึงยังมีชีวิตอยู่ รู้ว่าเพราะใบหน้านี้ถึงได้สามารถอยู่ข้างกายท่าน...”



เสียงหวานแหบพร่าลงในท้ายประโยค “และเพราะใบหน้านี้...ท่านถึงยอมมีความสัมพันธ์ด้วย...”





โครม!!





พูดไม่ทันจบคำจื้อหลินก็ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับโต๊ะทำงานอย่างแรง จนร่างบอบบางนั้นทรุดลงกับพื้นด้วยความเจ็บร้าว หงส์เงาหูอื้อไปเล็กน้อยจากแรงกระแทกก่อนที่จมูกร้อนผ่าวจะกลั่นบางสิ่งออกมา



".............." 



ที่หยดเผาะแผะอยู่บ่นพื้นตรงหน้าคือเลือดกำเดา ที่ไล่ลงมาจากหางคิ้วคือเลือดจากแผลแตกจากคมกระจกบนโต๊ะไม้หรูที่หัวเขาเข้าไปปะทะอย่างแรงเมื่อครู่ สีแดงฉานตรงหน้าทำเอาสติขาดหาย ชีวิตนี้ยืมมือลูกน้องสังหารคนมามากมาย ไม่รู้ทำไมยังไม่วายกลัวเลือดถึงเพียงนี้



สีของเลือดที่จิกลึกในความทรงจำว่ามันได้พรากแม่ของเขาไป



กลัว...จนตัวสั่นเทิ้มไปหมด



จ้าวซินยืนมองร่างที่ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นด้วยสายตาเย็นชา แม้แผ่นหลังเล็กนั่นจะสั่นสะท้านอย่างน่าสงสารก็ไม่คิดเห็นใจเพราะกำลังเดือดดาลกับสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาจึงได้ตั้งใจระบายโทสะใส่คนตรงหน้านี้ด้วยความโหดเหี้ยม แม้ในอดีตเขาจะเคยให้ความเมตตาและอ่อนโยนต่อมันเท่าไหร่ วันนี้เขาก็เกลียดมันมากเท่านั้น ยิ่งคิดถึงถ้อยคำที่ไอ้คนไม่เจียมกะลาหัวตรงหน้านี้เอ่ยออกมาเขายิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียน



ใช่...เขาเคยใช้มันแทนรั่วหลินทุกอย่าง เคยระบายทุกความปรารถนาลงบนเรือนร่างนั้น แต่ก็ตอบแทนด้วยน้ำใจไมตรีไม่เคยมีบกพร่อง แม้ไม่ได้ยกย่องออกหน้าแต่ก็ไม่เคยให้ใครอื่นมารังแกได้ และคิดที่จะดูแลไว้ข้างกายแบบนี้ไปตลอดชีวิตแท้ๆ ที่ไหนได้ คนที่เขาคิดมาตลอดว่าไร้เดียงสาน่าสงสาร กลับเป็นมารที่ชั่วร้ายที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยประสบมา



เพราะรู้ว่ารั่วหลินต้องการอะไรเขาจึงไม่เคยบังคับให้อีกฝ่ายอยู่ข้างกาย เพียงแค่ผูกมัดหล่อนเอาไว้ด้วยการแต่งงานเพื่อครอบครองความสัมพันธ์อันคลุมเครือนั้นไว้ แล้วใช้ฐานะอำนาจที่มอบให้ในการปกป้องรั่วหลินที่เขารักอย่างสุดหัวใจให้ปลอดภัยจากภยันตรายและเหล่าคนที่จ้องรังแกทั้งปวง ทำใจเอาไว้แล้วว่าคงไม่ได้ครอบครองหัวใจดวงนั้นแต่แล้วในวันครบรอบแต่งงานปีที่ 3 รั่วหลินก็ติดต่อมาว่าต้องการกลับมาอยู่เคียงคู่กันในฐานะหงส์เคียงคู่มังกร ยอมอยู่ในรังเดียวกันและสัญญาว่าจะมีทายาทให้ จ้าวซินดีใจราวกับได้พรจากฟ้า ตั้งใจไว้ว่าหากรั่วหลินกลับมาเขาจะเลิกกับคู่ขาทุกคนแล้วร่วมเรียงเคียงหมอนเพียงหล่อนเท่านั้น โดยเฉพาะกับจื้อหลินที่เขาตั้งใจจะคุยกับอีกฝ่ายว่าจะขอยุติความสัมพันธ์แต่จะยังรับผิดชอบดูแลอย่างดีเช่นเดิม



แต่แล้วเมื่อวันแห่งความสุขมาถึง...รั่วหลินก็กลับมาไม่ถึงรัง สิ่งที่จ้าวซินวาดหวังจึงได้ภินท์พังลงตรงหน้าไม่เหลือชิ้นดี



ในวันนั้นน้องชายสารเลวของหล่อนดันสร้างเรื่องจนถูกพรรคศัตรูจับตัวไปจนหล่อนต้องไปช่วย แล้วถูกไอ้พวกชั่วนั่นไล่ล่าจนรถตกเขาเสียชีวิต แรงระเบิดและไฟที่ลุกโหมแผดเผาหล่อนจนเหลือเพียงเถ้ากระดูก แต่คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดกลับรอดชีวิตโดยที่ไม่มีเลยแม้รอยขีดข่วน



ในวันนั้นจ้าวซินยืนมองซากรถที่มอดไหม้ในกองเพลิงด้วยหัวใจที่แตกสลาย ความแค้นสุมแน่นในอกจนแทบระเบิดออกมา ไม่ว่าใครก็ตามที่พรากหัวใจของเขาไปเขาสาบานว่าจะพร่าผลาญมันให้สิ้น และในจังหวะนั้นเขาก็หันไปเห็นจื้อหลินที่ยืนมองไปที่ก้นหุบเขาเช่นเดียวกัน



แต่สีหน้าของมันกลับชืดชาราวกับไม่ได้ยี่หระต่อการตายของพี่สาวเลยแม้แต่นิด และพริบตาต่อมาใบหน้าที่น่ารังเกียจของมันก็แสยะยิ้มบางๆ คล้ายกำลังสะใจกับภาพที่ได้เห็น วินาทีนั้นเขากระโจนใส่มัน ตั้งใจฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ ฆ่ามันให้ตายตกตามรั่วหลินไป หากวันนั้นไม่ได้ดนัยเข้ามาห้ามเอาไว้ แล้วหลอกล่อให้เขาเชื่อว่ามันยังมีประโยชน์ต่อพรรค มันไม่มีทางรอดมานั่งทำให้เขาต้องเลือดขึ้นหน้าอยู่ตอนนี้



แต่อย่าได้คิดว่าเขาจะยอมปล่อยให้มันรอดได้ง่ายๆ ในเมื่อชีวิตแลกด้วยชีวิตไม่ได้ มันก็ต้องสังเวยด้วยสิ่งที่มีค่าในตัวมัน!



เสียงปืนกัมปนาทขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ควันจากปากกระบอกปืนคลุ้งไปทั่วพร้อมกลิ่นดินปืนและคาวเลือดที่ตลบอบอวล หลังจากที่ทุกคนหายแตกตื่นสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือจื้อหลินที่นอนจมกองเลือดอยู่ โดยเฉพาะที่ขาเหนือข้อเท้าขึ้นมาที่ถูกคมกระสุนระดมยิงจนแหลกเละ เพราะพิษบาดแผลสาหัสทำให้ผู้ถูกกระทำสลบไปทันที



และผู้ที่ลงมือได้อย่างเหี้ยมเกรียมก็ได้แต่ยืนมองสภาพของเหยื่อกระสุนนั้นด้วยความเกลียดชังจนเข้ากระดูกดำ ทั้งที่เพิ่งไม่นานนี้เองที่ยังรู้สึกเมตตาเอ็นดูอีกฝ่าย แม้ไม่ได้ให้ความสำคัญมากมายแต่ก็ไม่ได้นึกเดียดฉันท์ เพราะอย่างน้อยก็ร่วมหลับนอนด้วยกันมากว่าสองปี แต่ในตอนนี้ความรู้สึกนั้นมันได้สิ้นสุดลงแล้ว เหลือเพียงความชิงชังรังเกียจเท่านั้นที่จะมอบให้



เพราะบาดแผลสาหัสเกินกว่าจะทำการรักษาให้กลับสู่ปกติ ในท้ายที่สุดแล้วจื้อหลินก็ต้องสูญเสียขาซ้ายตั้งแต่ใต้เข่าลงไปเพื่อสังเวยความพิโรธอันโหดร้ายของจ้าวซินผู้เป็นดังเจ้าชีวิต ถูกพรากขาซ้ายไป กลายเป็นคนพิกลพิการทั้งที่ไม่มีโอกาสได้แก้ต่างแม้สักคำ และถึงแม้หลังจากนั้นมังกรแห่งวิษธรจะออกหน้าสอบถามหรือช่วยสืบสาวเรื่องราวใด จื้อหลินก็ไม่ปริปากอธิบายหรือแก้ต่างข้อกล่าวหาเหล่านั้นแม้เพียงเศษคำ



ขาซ้ายถูกแทนที่ด้วยขาเทียมโลหะ หน้าตาถูกผ่าตัดศัลยกรรมให้คล้ายคลึงกับพี่สาวมากยิ่งขึ้นตามข้อเสนอให้มีชีวิตต่อไปแลกกับการขึ้นเป็นหงส์เงาแทนรั่วหลิน ซึ่งจื้อหลินไม่มีทีท่าอิดออดยอมรับทุกเงื่อนไขที่ดนัยนำเสนอโดยดุษฎีทุกอย่าง แบบนั้นยิ่งทำให้คนที่รู้เรื่องการตายของรั่วหลินสงสัยในตัวของจื้อหลินเข้าไปใหญ่ว่าเป็นตัวการในการสังหารพี่สาวเพื่อฮุบอำนาจ



ในตอนนั้นแม้แต่จ้าวซินเองก็ปักใจเชื่ออย่างไม่คิดกังขา ทำให้ในช่วงแรกที่ต้องกลับมาอาศัยอยู่ด้วยกัน จื้อหลินก็แทบจะตายคามือของจ้าวซินให้ได้วันละหลายครั้ง หงส์เงาเข้าออกห้องลงทัณฑ์ไม่ต่างจากห้องนอนของตัวเอง



ถึงอย่างนั้นจื้อหลินก็ไม่เคยโอดครวญ ต่อให้ถูกจ้าวซินทารุณกรรมขนาดไหนก็ไม่เคยปริปากบ่นหรืออ้อนวอนขอความเมตตา ราวกับว่ายอมรับในทุกข้อกล่าวหาอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ร่างกายบอบช้ำผ่ายผอมลงทุกวัน รอยยิ้มที่เคยมีอยู่บ้างจางหายไปจนสิ้น ส่วนหัวใจพิกลพิการดวงนั้นก็คล้ายว่าจะหล่นหายไปจากอกตั้งแต่วันที่ถูกจ้าวซินตัดขาดความสัมพันธ์แล้ว



จื้อหลินในตอนนั้นหากไม่ได้ดนัยช่วยเหลือไว้แล้วส่งหว่างมู่กับหลี่ซู่เหลยมาไว้ข้างกายแล้วล่ะก็ ป่านนี้อาจสิ้นชื่อไปแล้วด้วยน้ำมือของคนที่จื้อหลินรักจนหมดใจ ดนัยเคยแปลกใจกับความสงบนิ่งและยอมรับโทษทัณฑ์ไปทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ของจื้อหลินจนเคยเอ่ยปากถามหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบที่มากไปกว่าคำว่า ‘มันเป็นสิ่งที่ควรได้รับ’



ไม่มีใครสามารถเข้าใจว่าทำไม แต่จื้อหลินถูกบิดาและครอบครัวสั่งสอนมาให้เป็นคนที่ผิดอยู่เสมอตั้งแต่เยาว์วัย เพราะผิดแผกจึงเป็นคนที่ผิด เพราะแปลกแยกจึงไม่เป็นที่ยอมรับ สิ่งที่ฝังอยู่ในจิตสำนึกจึงมีเพียงการที่เขาโดนโทษทัณฑ์นั้นคือเรื่องที่ช่วยไม่ได้ และเขาชินชากับมันเสียแล้วจึงไม่คิดว่าจำเป็นจะต้องโอดครวญหรืออ้อนวอนขอความเห็นใจจากใคร



เป็นจื้อหลินที่ชินชาต่อความเจ็บปวดอยู่เสมอ



เป็นจื้อหลินที่มีสีหน้าเรียบเฉยอยู่เสมอ



เป็นจื้อหลินที่ไร้น้ำตาอยู่เสมอ



และเป็นจื้อหลินที่ถูกลืมเลือนอยู่เสมอ



สามปีแล้วที่รั่วหลินในชีวิตจริงจากไป และก็เป็นสามปีแล้วที่จื้อหลินหายไปจากโลกใบนี้เช่นกัน มันอาจเป็นเรื่องน่าเศร้าแต่เขาดันไม่ติดใจอะไร



‘แกมันไร้ค่า! ’



‘ไอ้ลูกทรพี! ’



‘แกไม่มีวันมีความสุขหรอก เพราะไม่มีใครเขาต้องการคนห่วยแตกอย่างแกไง! ’



ถ้อยคำของบิดาจิกอยู่ในความทรงจำ การถูกดูแคลนมาทั้งชีวิตทำให้รู้สึกชินชาจนแม้กระทั่งน้ำตาและการร้องไห้เขาเองยังไม่รู้จัก ร้องไห้ต้องทำอย่างไร เขาลืมวิธีการนั้นไปตั้งนานแล้ว…



*

*

*

*

*



…เปาะแปะ



…เผาะแผะ



จื้อหลินจ้องมองกองเลือดของตนที่เริ่มแผ่วงกว้างขึ้นจากเลือดกำเดาและเลือดจากแผลแตกตรงหางคิ้วที่หยดเปาะแปะลงบนพื้น ความทรงจำวันเก่าแล่นวาบเข้ามาในหัวราวกับจะช่วยตอกย้ำความเป็นจริงที่กำลังเผชิญ



…นี่…คือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ น่ะหรือ?



…ลงทุนใช้บดินทร์เป็นเครื่องมือเรียกร้องให้จ้าวซินสนใจเพียงเพื่อจะถูกอีกฝ่ายลากมาลงทัณฑ์ทารุณเหมือนที่ผ่านมาน่ะหรือ?



…นี่คือผลลัพธ์ที่สู้อุตส่าห์วางแผนหรือ?



…ใช่



…เขาทำไปทั้งหมดเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากจ้าวซินจริงๆ เพราะสัมผัสได้ว่าครั้งก่อนจ้าวซินมีอาการต่อเขาแปลกๆ เมื่อเห็นเขาอยู่กับบดินทร์ ความสนใจใคร่รู้ของอีกฝ่ายทำให้เขาตัดสินใจลงมือทันที อยากอยู่ในสายตาอีกครั้ง อยากมีตัวตนในความรู้สึกของอีกฝ่ายอีกครั้งไม่ว่าจะในสถานะไหน



…ไม่ใช่



…ไม่ได้ต้องการแค่สถานะอะไรก็ได้ แต่ต้องการให้จ้าวซินจดจำและสนใจเขาในฐานะของ จื้อหลิน คนที่มังกรแห่งตระกูลจ้าวชิงชังเข้ากระดูกดำ แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากให้สนใจในฐานะของจื้อหลิน ไม่ใช่หงส์เงาของใคร



เพราะบดินทร์สอนให้เขาเข้าใจได้แจ่มแจ้งแล้วว่าการได้มีตัวตนในสายตาของใครสักคนนั้นมันมีค่าแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องรักหรือญาติดีกันแต่ได้โปรดช่วยจดจำว่าเขาคนนี้คือใครก็พอแล้ว



…ช่วยจดจำว่าคนคนนี้ชื่อ จื้อหลิน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-06-2020 16:51:40 โดย อนาคี99 »

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


จ้าวซินยืนนิ่งมองร่างที่นั่งหันหลังให้กันอยู่ พอเห็นว่าจื้อหลินเอาแต่ฟุบนั่งอยู่บนพื้นอารมณ์ที่คล้ายจะระเบิดอยู่เมื่อครู่ก็ผ่อนเบาลงไปหน่อย ในช่วงแรกที่รับคนคนนี้เข้ามาเป็นหงส์เงาอย่างไม่เต็มใจ จำได้ว่าเขาหาเรื่องทรมานอีกฝ่ายปางตายทุกครั้ง โดยที่หงส์เงาคนนี้ไม่เคยโออครวญโวยวายหรือร้องขอชีวิตแม้สักแอะ เงียบเป็นผีตายซากยอมรับทุกโทษทัณฑ์แม้ไร้ความผิดบกพร่อง พอนานวันเข้ามังกรก็หมดสนุกกับการทรมานอีกฝ่าย สุดท้ายเลยเขาเลยย้ายออกไปจากรังนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพบเจอให้ต้องรู้สึกขุ่นเคือง



ไม่ได้เพราะนึกสงสารมัน แต่เขาแค่อยากปลดพันธนาการตัวเอง และคงเป็นเรื่องดีสำหรับจื้อหลินด้วยเพราะการที่มังกรไม่อยู่ หงส์เงาก็หลุดพ้นจากการโดนลงทัณฑ์อย่างอยุติธรรม ยิ่งทุกครั้งที่พอได้กลับมาแล้วเห็นว่าหงส์เงาคนนี้แต่งกายเป็นรั่วหลินคนที่เขารักสุดหัวใจด้วยแล้ว จ้าวซินก็ยิ่งตัดใจทำร้ายร่างกายนั้นไม่ลง



เหมือนมากเหลือเกิน เหมือนกันจนบางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิด เขารักรั่วหลิน แต่ก็เกลียดคนที่กำลังเป็นเงาของหล่อน เพราะไม่ต้องการแตะต้องจื้อหลินในฐานะหงส์เงา ดังนั้นพออีกฝ่ายแต่งกายเป็นชายแปลกหน้าจึงไม่ลังเลเลยที่จะลงมือ



แต่ถึงจะเกลียดให้ตายจ้าวซินก็ปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมปล่อยจื้อหลินไปเด็ดขาด จะกักขังมันเอาไว้ที่นี่ ถ้ามันจะต้องตาย ก็ให้มันตายด้วยน้ำมือของเขา ถ้ามันจะเป็นผีก็ต้องเป็นผีของตระกูลจ้าว ไม่ยอมให้หลุดพ้นไปไหน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงทนไม่ได้ที่เห็นว่าจื้อหลินสนิทกับบดินทร์ มังกรของวิษธรคนที่เขาก็ชังน้ำหน้าไม่ต่างกัน





“แกไม่มีทางเทียบเธอได้” จ้าวซินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชาชืด “ในชั่วชีวิตนี้แกไม่มีทางดีพอที่จะเทียบรั่วหลินได้ ต่อให้ใบหน้าของแกจะเหมือนกับเธอแค่ไหนก็ตาม”



“...................”



“เพราะงั้นอย่าได้ขัดคำสั่งฉันอีก ถ้าแกยังกล้าไปเกี่ยวข้องกับไอ้หงส์ใหม่นั่น ครั้งต่อไปฉันจะไม่ใจดีกับแกแบบนี้อีก!” จ้าวซินขู่สำทับ



“..........ไม่ได้หรอกครับ” เสียงของจื้อหลินสั่นพร่าเบาจนแทบจับใจความไม่ได้



“นี่แก? ” แต่จ้าวซินรู้ว่าตนฟังไม่ผิด



“ผมเป็นแค่จื้อหลิน...หาน จื้อ หลิน คนไร้ค่า ไม่หาญกล้าไปเทียบกับพี่รั่วหลินหรอกครับ”



“................” คำตัดพ้อคล้ายประชดคล้ายไม่ใช่ดูแตกต่างไปจากปกติจึงทำให้จ้าวซินยังไม่พูดขัดเพราะต้องการฟังให้จบว่าคนตรงหน้านั้นต้องการจะสื่ออะไร





“จื้อหลิน…ชื่อที่ทั้งท่านและใครๆ ต่างพากันรังเกียจ บางคนบอกให้ผมโยนชื่อนี้ทิ้งแล้วมีชีวิตอยู่ในฐานะของหงส์เงาของพี่รั่วหลินอย่างคนไร้ตัวตน ไม่มีใครยอมรับในตัวตนของผมยกเว้นเพียงเขา…คุณดินยอมรับที่ผมเป็นผม คุณดินไม่ได้แคร์ว่าผมจะเป็นอะไร ไม่เคยเห็นว่าผมเป็นใครที่ไม่ใช่ผม เขายอมรับในตัวตนของผมในฐานะของ…หาน…จื้อหลิน”



เมื่อไม่ได้ถูกขัดขวางจื้อหลินจึงพูดเรื่อยแม้ปลายเสียงจะแผ่วเบาลงทุกทีก็ตาม



“เพราะงั้น…ตราบใดที่…คุณดินไม่หมางเมินต่อผม…ผมก็จะไม่มีทาง…ปฏิเสธเขา…เช่นกัน…”



ฟึ่บ!





พูดจบไหล่ขวาก็ถูกคว้าให้หันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของสายตาวาวโรจน์ จื้อหลินไม่ได้ยินแล้วว่าฝ่ายนั้นพูดอะไร สติเขาตอนนี้พร่าเลือนเต็มที ดังนั้นทันทีที่ถูกกระชากสติสุดท้ายที่เหลืออยู่จึงสั่งให้เขาพูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจมานานออกมา เพราะนี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เอ่ยมัน โดยไม่สนใจแล้วว่าสภาพของตัวเองในตอนนี้จะเป็นอย่างไร



“ท่านจ้าว...ยังจำ...จื้อหลินของท่าน...ได้หรือ...เปล่า...”



“จื้อหลิน…เป็นของท่าน…เสมอมา…”



“ใจของจื้อหลิน…ไม่เคยเป็นอื่น…”



“แต่หากวันไหน…ที่…จื้อหลิน…ไร้ประโยชน์…ต่อท่านแล้ว…”



“ขอจื้อหลิน…ไปอยู่กับ…คุณ…ดิน………………….…...! ”



พูดไม่ทันจบสติของจื้อหลินก็ล่องลอยไปก่อนที่จะได้ทันเห็นว่าตนนั้นได้ตกลงสู่อ้อมแขนของคนที่รอคอย หรือได้เห็นสีหน้าของฝ่ายนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ตนพูดไปนั้นจะส่งผลอย่างไรในวันรุ่งขึ้น เพราะแทบไม่เหลือสติไตร่ตรองใดๆ จึงเลือกที่จะทิ้งไพ่ใบสุดท้ายพร้อมวางเดิมพันแบบหมดหน้าตัก ไม่ได้คาดหวังสิ่งสวยงามว่าจ้าวซินจะกลับมามอบความเมตตาให้เหมือนดังเก่าก่อน เพราะรู้ดีว่าเรื่องแบบนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้แล้วในชาตินี้ หวังเพียงแค่ได้กลับไปอยู่ในสายตา ได้เป็นที่สนใจไม่ใช่ไร้ตัวตนอย่างที่ผ่านมา หากสำเร็จสมดังที่หมาย แม้ต้องแลกด้วยความรวดร้าวทางร่างกายมากแค่ไหน หรือถูกบีบคั้นทางจิตใจมากเพียงใด เขาก็พร้อมจะน้อมรับทุกอย่าง



แค่อยากยืนยันตัวตนต่อหน้าคนผู้นี้เขาถึงกับยอมวางเดิมพันก้อนโต เพราะจู่ๆ ก็เห็นว่าจ้าวซินมีปฏิกิริยากับการที่เขาสนิทสนมกับบดินทร์ จึงเนื้อเต้นไปเพราะคิดว่าอาจมีโอกาส ไม่รู้ว่านี่จะเรียกว่าความสำเร็จได้หรือเปล่ากับการที่เขาลงทุนทำไปทุกอย่างเพื่อแลกกับแค่การได้คุยกับจ้าวซินเพียงไม่กี่คำด้วยเลือดนองหน้า จื้อหลินยิ้มเยาะตัวเองอยู่ในใจ เรื่องนี้ต้องโทษบดินทร์ ถ้าคนคนนั้นไม่ให้ท้ายเขา ไม่ทำให้เขารู้สึกอยากมีตัวตน วันนี้ก็คงเป็นอีกวันที่คงนั่งหายใจทิ้งแล้วเอาแต่เหม่อมองท้องฟ้าหม่นหมองที่นอกหน้าต่างกว้างใบเดิม ไม่ต้องลุกขึ้นมาหาเรื่องใส่ตัวเรียกร้องให้ท่านจ้าวที่โกรธเกลียดเขาเป็นทุนเล่นงานกันจนได้เลือดแบบนี้ โชคดีแค่ไหนที่ไม่โดนลากเข้าไปที่ห้องลงทัณฑ์ไม่งั้นคงขำไม่ออก



หมายจะคว้าพระจันทร์ในน้ำ…เขาจะจมน้ำตายเสียก่อนหรือเปล่านะ



จะได้ไม่คุ้มเสียหรือเปล่านะ…



แต่ช่างเถิด…เพราะแค่ได้มังกรคนนี้กลับมา ก็ถือว่าเป็นของรางวัลที่หวานล้ำมากแล้ว



.

.

.



ในห้วงความคิดสุดท้ายขนาดจื้อหลินเองยังนึกขัน หัวใจของเขามันบิดเบี้ยวถึงเพียงนี้แล้ว…



.

.

.



จ้าวซินคว้าตัวจื้อหลินเอาได้ทันก่อนที่ฝ่ายนั้นจะร่วงฟุบลงไปบนพื้น ทั้งที่กำลังคิดว่าจะเล่นงานซ้ำให้ยับเยินที่กล้าอวดดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่กลับยื่นมือไปช่วยรับไว้ตามสัญชาตญาณ และเมื่อเห็นสีเลือดบนใบหน้านั้นหัวใจชาชืดของของเขากลับอ่อนยวบลงเสียได้ เขาลงมือรุนแรงแต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดเพราะก่อนหน้านั้นยิ่งกว่านี้เขาก็เคยทำ คนทรยศอย่างมันไม่ควรได้รับความเมตตา



ทั้งที่เป็นอย่างนั้น ทุกคำพูดของจื้อหลินกลับกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างของเขาขึ้นมา บางอย่างที่มังกรคนนี้เคยซุกซ่อนเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ แล้วถมทับมันเอาไว้ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง



จ้าวซินอุ้มร่างสลบไสลของจื้อหลินไปวางที่เตียงนอน แล้วกดโฟนสั่งลูกน้องไปตามหมอคนสนิทของพรรค



“ไปตามหมอหยางมา เดี๋ยวนี้! ”



สั่งการเสร็จมังกรหนุ่มก็หย่อนตัวลงนั่งบนเตียงเคียงข้างร่างที่ไม่ได้สติของจื้อหลินแล้วจ้องมองใบหน้าที่เปื้อนเลือดไปกว่าครึ่งของฝ่ายนั้นนิ่ง กำเดาหยุดไหลไปแล้วแต่แผลแตกที่หางคิ้วยังมีเลือดอยู่ เขาจึงล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่อกเสื้อมากดซับไว้ให้ ในหัวมีคำพูดของจื้อหลินไหลวนซ้ำไปซ้ำมา



‘จื้อหลินเป็นของท่านเสมอมา ใจของจื้อหลินไม่เคยเป็นอื่น แต่หากวันไหนที่จื้อหลินไร้ประโยชน์ต่อท่านแล้ว ขอจื้อหลินไปอยู่กับคุณดิน’



ยิ่งคิดสันกรามก็ถูกบดเข้าหากันด้วยความขุ่นข้อง จ้าวซินคำรามเบาๆ ใส่คนที่ยังคงไม่ได้สติ



“ฝันไปเถอะ! แกต้องอยู่กับฉันไปจนลมหายใจสุดท้ายนั่นแหละ! ”







******************************************************************







คำสั่งลงโทษที่ถือว่าละหุโทษที่สุดเท่าที่เคยมีมา ธันวาดีใจจนน้ำตาแทบไหลถ้าไม่ติดที่ว่าคนที่เจ้านายสั่งให้มาเฝ้าตนไว้คือมานพ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีที่ได้ยินแต่ก็ไม่อาจทัดทานคำสั่งนั้น ได้แต่ก้มหน้าก้มตายอมรับ น้ำตาที่จะไหลต่อจากนี้คงไม่ใช่เพราะดีใจที่โดนโทษเบาเสียแล้ว



เป็นเมื่อก่อนคงดีใจที่จะได้อยู่กันสองต่อสองกับคนคนนี้ แต่ตอนนี้หัวใจเขากลับไม่พร้อม ธันวาได้แต่ลอบสะอื้นแล้วเดินไปข้างหน้าตามแรงผลักเบาๆ ที่ด้านหลังจากผู้คุมตัวใหญ่



“นพ ถ้าไงกูเฝ้ามันให้แทนก็ได้นะ” สิงหาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ามานพกำลังจะพาธันวาไปยังห้องที่เปิดเอาไว้สำหรับใช้เป็นสถานที่กักกันตัวผู้ร้ายอย่างธันวาโดยเฉพาะ



ด้วยความห่วงใยเพราะรู้ว่ารุ่นน้องทั้งสองคนไม่ค่อยลงรอยกัน จึงอยากเสนอตัวเข้าช่วยเหลือ อย่างแรกคือช่วยไม่ให้มานพต้องอึดอัดที่จะต้องอยู่กับคนปากไม่ดีอย่างธันวา และอีกอย่างคือช่วยธันวาไม่ให้โดนมานพกระทืบตายเพราะปากพล่อย



ธันวารีบหันมามองสิงหาอย่างมีความหวัง พี่ใหญ่คนนี้แม้จะดุและขี้บ่นไปบ้างแต่ก็ถือว่าใจดีมีเมตตาแก่เขาอย่างที่สุด ค่ำคืนนี้คงรอดพ้นไปด้วยดีแน่หากเปลี่ยนคนเฝ้าเป็นสิงหา ทว่าความหวังนั้นก็ภินท์พังลงตรงหน้าในทันที



“ไม่เป็นไรพี่สิง ผมดูแลเอง” เพราะมานพดันปฏิเสธเสียงแข็ง แล้วใช้มือใหญ่คว้าเข้าที่ต้นแขนของธันวาเพื่อลากลิ่วไปยังห้องกักกันที่จะเหลือกันเพียงสองต่อสอง



หัวใจของธันวาเต้นแรงจนแทบกระดอนออกจากอก คิดในใจว่าจะต้องโดนมานพเล่นงานเอาจนอ่วมแน่ ถูกเกลียดขนาดนั้นอย่างไรก็คงไม่รอด คิดไปแล้วก็เจ็บร้าว...รักให้ตายก็เป็นได้แค่คนที่เขาเกลียด



ห่างไกลออกจากเพื่อนฝูงไปเรื่อยๆ มือใหญ่ยังคงจับต้นแขนไว้แล้วพอเดินไปที่โถงลิฟท์ พาออกไปจนลับสายตาจากคนที่ธันวาจะพอขอความช่วยเหลือได้ ลิฟท์พาคนสองคงดำดิ่งสู่ชั้น 3 และถูกพาตัวต่อไปยังห้องที่อยู่ตรงหัวมุมในสุด หัวใจระทึกขึ้นทุกก้าวที่ดำเนินไป แม้แต่เสียงเบาๆ จากสัญญาณคีย์การ์ดยังสามารถทำให้ธันวาสะดุ้งได้



ประตูห้องถูกเปิดออกกับที่ถูกดันเข้าไปในห้องนั้น ห้องเตียงเดี่ยว ที่มีเพียงไฟสลัวเพราะม่านหน้าต่างถูกปิดเอาไว้จนมืดทึบ ยังไม่ทันได้ทำใจบอดี้การ์ดร่างเล็กก็ถูกผู้คุมพาไปนั่งตรงเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง สองแขนของธันวาโดนจับมาไพล่หลังแล้วใส่กุญแจมือให้ตามหน้าที่ ผิดปกติหน่อยก็ตรงที่ทุกการกระทำของมานพนั้นดูจะเบามือเข้าขั้นอ่อนโยนเกินกว่าที่ควรจะเป็น



แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการลงทัณฑ์นั้นจะได้รับการยกเว้น ตามปกติเป็นคนอื่นหากต้องถูกควบคุมตัว ก็อาจจะถูกซ้อมบ้างกระทืบบ้างซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นพวกเดียวกันถูกควบคุมเช่นนี้หากไม่ได้มีความผิดร้ายแรงก็คงช่วยกันหลบหูหลบตานายใหญ่ได้ สำหรับธันวาแล้วหากคนที่ควบคุมตัวเขาเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่มานพ ชีวิตนักโทษเขาคงจะผาสุขกว่านี้



ถูกจับวางไว้กลางห้องด้วยหัวใจที่เต้นระทึก ธันวาได้แต่นั่งเม้มปาก บรรยากาศอึดอัดไปหมดจนหายใจหายคอไม่ออกจึงได้แต่นั่งก้มหน้านับเส้นด้ายบนพรมไปเรื่อยๆ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงเนื้อเต้นที่จะได้หาเรื่องคุยกับมานพ เรียกร้องความสนใจจนกว่าฝ่ายนั้นจะลงไม้ลงมือกันสักหน่อยให้ได้กระชุ่มกระชวย อาจดูเหมือนเขาจะเป็นมาโซฯ หน่อยๆ ที่ชอบถูกทำร้ายรุนแรง แต่เปล่าหรอกธันวาคนนี้แค่อยากอยู่ในสายตาของคนที่ตนรักสุดใจก็แค่นั้น แต่ตอนนี้เขากลับพูดอะไรไม่ออก ไม่มีแม้อาการลิงโลดใดๆ เหมือนเช่นที่ผ่านมา



...มัน เจ็บปวด



หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นทุกครั้งที่ต้องอยู่ต่อหน้าคนคนนั้นมันช่างเจ็บปวด ทั้งที่มีความสุขแทบตายแต่ไม่รู้ทำไมถึงได้เจ็บปวดเจียนตายยิ่งกว่า



‘เสียตัวแล้วยังต้องมานั่งเสียใจ บ้าแท้ๆ เลยกู’



ธันวาได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจ พลางคิดไปถึงเรื่องเจ้านายอย่างบดินทร์ที่ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง คิดไปถึงเรื่องวันพรุ่งนี้เพราะเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะสู้หน้านายใหญ่ดนัยอย่างไรดี แถมยัง…ไม่รู้ว่าจะผ่านคืนนี้ที่มีคนคุมเป็นมานพไปได้ยังไง



…โครก



‘หิวชะมัด รู้งี้เมื่อเย็นกินข้าวกับคุณดินไปเลยก็ดี นายอุตส่าห์ชวนแล้วแท้ๆ ไม่น่าเชื่อพี่หวางมู่ว่าให้ทำงานก่อนเลย…อยากกินพิซซ่าจัง’



คิดเรื่องถูกลงโทษไม่เท่าไหร่ พอท้องร้องขึ้นมาสมองธันวาก็คิดถึงแต่เรื่องกิน เหม่อลอยอยู่ครู่ก็เห็นมานพเดินไปเดินมาอยู่ในคลองสายตาเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่างก่อนหายเข้าไปในห้องเล็กที่คล้ายจะเป็นห้องครัว



‘นั่น…อย่าบอกนะว่าจะทำอะไรกิน!? หนอยยยยย!! ’



แค่เห็นธันวาก็แทบควันออกหู เขาถูกลงโทษให้อดข้าวน้ำชัดเจน แต่การที่ผู้คุมมาทำอาหารกินเองยั่วกันแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? เคยคิดว่ามานพเกลียดเขามาก ตอนนี้ธันวากระจ่างแล้วว่าฝ่ายนั้นเกลียดตนได้มากกว่าที่คิดอีก



‘ถ้าจะกินยั่วกันล่ะก็ ฆ่ากูเถ๊อะ! ’



แต่ในเมื่อไม่อาจทำอะไร หรืออ้าปากทัดทานอะไรออกมาธันวาได้แต่นั่งน้ำตาตกใน ถึงปากจะไม่ได้โดนปิดไว้แต่มันก็หนักราวกับโดนถ่วงอยู่ด้วยตะกั่วสักกิโลอยู่ดี



‘เออ! มันเป็นเวรเป็นกรรมของไอ้ธันเอง ฮือออออ!! ’



สุดท้ายธันวาก็ได้แต่นั่งเหม่อลอย หน้าม่อยคอตก ยอมรับในชะตากรรมอาภัพของตัวเองไปตามลำพัง เอาเถอะ แค่พี่มานพไม่มองเขาด้วยสายตารังเกียจก็ดีเท่าไหร่แล้ว แค่ได้นั่งแอบมองฝ่ายนั้นเงียบๆ ก็ถือว่ากำไรแล้ว…



เหม่อมองพื้นอยู่พักใหญ่ๆ เพลิดเพลินกับการฟังเสียงท้องตัวเองร้องโครกคราก จู่ๆ โต๊ะตัวเล็กก็ถูกเลื่อนเข้ามาตรงหน้าพร้อมมักกะโรนีผัดซอสหอมฉุย พร้อมกับผู้คุมตัวใหญ่ที่ลากเก้าอี้เข้ามานั่งตรงข้ามกัน



“.....? ” ธันวาได้แต่นิ่งอึ้ง คิดตามไม่ถูกว่าจะเกิดอะไรต่อไป



วิธีทรมานแบบใหม่เหรอ? คิดแบบนั้นแต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนตรงข้าม ไม่รู้เป็นอะไรตั้งแต่คืนนั้นความหน้าด้านหน้าทนต่ออีกฝ่ายของธันวาดูเหมือนจะอันตรธานไปจนเกลี้ยง จากนั้นจึงคอยหลบเลี่ยงอย่างสุดกำลังเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้แต่ตอนนี้ที่อยากจะถามออกไปใจจะขาดถึงอาหารตรงหน้า แต่ปากก็ยังคงหนักราวกับกำลังอมตะกั่ว





“.......” มานพเองก็เงียบขณะใช้ช้อนตักมักกะโรนีขึ้นมา





“?? ” ธันวายิ่งอึ้งกว่าเมื่อปลายช้อนนั้นจู่ๆ ก็จ่อมาถึงปากตน แบบนั้นเลยอดถามออกไปไม่ได้ “...อะไร? ”





“ได้ยินจากหวางว่านายยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่ช่วงบ่าย” มานพตอบหน้าตาย ขณะยังถือช้อนเตรียมป้อนมักกะโรนี





“แล้ว? เอ่อ...แต่นายท่านสั่งให้ผมงดข้าว 24 ชั่วโมง…” งงในงง ธันวาได้แต่ถามออกไปอึกอัก มองมักกะโรนีในช้อนตรงหน้าสลับกับหน้าตายของคนป้อนด้วยความมึงงง





“รู้แล้ว” แต่มานพดันตอบอย่างสะทกสะท้าน แล้วดันช้อนเข้าไปจนเกือบถึงปากของธันวาที่ยังคงทำหน้าตาเหลอหลา





“รู้แล้วทำไมพี่ถึง…? เดี๋ยวๆ ทำแบบนี้ถ้านายท่านรู้เข้าพี่จะทำยังไง? ” ธันวาขมวดคิ้วมุ่นไปกับคำตอบของมานพ พลันเบือนหน้าหลบปลายช้อนที่จะยัดเข้าปากเขาให้ได้ไปพลาง





“ก็รับผิด” มานพยังคงตอบคำถามหน้าตาย





“เฮ้ย พี่นพ? พี่จะบ้าเหรอ? ” ธันวาใกล้สติแตก ถ้าเป็นคนอื่นเข้าจะไม่สงสัยเลย แต่นี่ดันเป็นมานพคนที่เคร่งครัดในคำสั่งเจ้านายคนนั้นแล้วจะไม่ให้ธันวางงได้อย่างไร? นี่หรือในมักกะโรนีผสมยาพิษไว้? ไม่อย่างนั้นคนอย่างมานพคงไม่คะยั้นคะยอ



...คิดลบไว้ก่อน เพื่อหักห้ามไม่ให้หัวใจดวงน้อยนี้คิดเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป



“กินซะ”



“ไม่” ผมไม่อยากให้พี่ต้องโดนนายว่า



“หิวไม่ใช่รึไง กูได้ยินเสียงท้องมึงร้อง”



“ช่างหัวท้องร้องเถอะ! ไม่กิน!! ” โง้ยยย หยุดเซ้าซี้ผมเสียที!!



เคร้ง!





เพราะถูกคะยั้นคะยอจนถึงปากธันวาจึงขยับหน้าหนี แต่คงเพราะดิ้นรนปฏิเสธหนักข้อไปหน่อยจึงทำให้ช้อนที่เต็มไปด้วยมักกะโรนีหลุดออกมากมือของมานพแล้วร่วงลงบนพื้นต่อหน้าต่อตาคนทั้งคู่





การยื้อยุดนั้นในที่สุดก็ทำให้ปากจนถึงแก้มของธันวาเละซอสมักกะโรนีไปด้วย ธันวาเงยขึ้นมาสบตามานพอย่างจริงจังก็คราวนี้ แววตานักโทษวาวโรจน์ แต่แววตาผู้คุมนั้นกลับชาชืด ดูไม่ยี่หระกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สักเท่าไหร่



“ร่วงหมดแล้ว” มานพเอ่ยเสียงเรียบ คล้ายต้องการยั่วยุให้ธันวายิ่งหงุดหงิด ซึ่งเขาคงไม่ทำเรื่องงี่เง่าพรรค์นี้แน่ถ้าธันวาไม่เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา ไม่ว่าเมื่อก่อนเขาจะยินดีตีตัวออกห่างกับคนคนนี้มากแค่ไหน แต่ตอนนี้หากธันวาจะมาทำเมินกัน เขารับไม่ได้!



“นี่ก็เลอะหมดแล้วเหมือนกัน! ” ธันวาตวาด คิ้วสวยขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดกับลูกตื้อประหลาดของมานพ ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกเหมือนกับว่าอีกฝ่ายกำลังเพลิดเพลินกับการยั่วโมโหเขาอยู่





เมื่อสองมือโดนล็อกไว้ที่ด้านหลังธันวาก็ได้แต่นั่งหงุดหงิดกับคราบเปื้อนตรงแก้ม โดยมีมานพนั่งจ้องผลงานของตัวเองอยู่ไม่ห่าง พริบตาหนึ่งบอดี้การ์ดร่างใหญ่ยกยิ้มพึงใจก่อนปรับสีหน้าเป็นปกติ แล้วหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดให้คนตรงหน้าอย่างเบามือ



ธันวาผงะไปครู่กับความอ่อนโยนที่ได้รับอย่างกะทันหันสีหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นเจือความสับสน

มานพแปลกไป คือสิ่งที่ธันวารู้สึกได้



...ไม่...เขาจะไม่ขอคิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้ว



เพราะเคยคิดเข้าข้างตัวเองว่าคงไม่มีใครสำคัญกับมานพไปมากกว่าตน แล้วยังไงเล่า วันหนึ่งมานพก็เปิดตัวเมียคนสวยแล้วความสัมพันธ์อันดีกับเขาก็พังครืนลงอย่างไม่เป็นท่า ไม่เหลืออะไรเลย



คราวนั้นเจ็บเจียนตายแค่ไหน ไอ้ธันจำได้ไม่เคยลืม และมันจะไม่ขอกลับไปเจ็บซ้ำอีก



“พอแล้ว! ” ธันวาสะบัดหน้าหนีความช่วยเหลือจากมานพอีกครั้ง แล้วอดไม่ได้ที่จะถามอีกฝ่ายไปตรงๆ “จู่ๆ พี่จะทำแบบนี้ไปทำไมวะ? ”



“ทำอะไร? ” มานพถามกลับ คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยแสร้งทำเป็นไม่รู้ความหมายที่ธันวาต้องการจะสื่อ



“ก็! ...” ธันวาคล้ายจะหลุดปากพูดบางอย่าง แต่กลืนมันลงท้องไปก่อน แล้วตั้งคำถามที่ไม่ได้อยากรู้คำตอบนักออกไปแทน “ปกติเกลียดผมอย่างกับอะไรดีไม่ใช่เหรอ? จู่ๆ มาดีด้วยแบบนี้มันน่าขนลุกไม่รู้หรือไง? ”



“แล้วทำไม? ก็ยากทำ” มานพเป็นคนประหยัดคำพูด พูดเท่าที่จำเป็น ดังนั้นการตอบคำถามจึงห้วนจนธันวาแทบสติแตก



‘อะไรวะ!? ’ ธันวาขบกรามแน่น ดวงตากลมคุโชนไปด้วยไฟแห่งความเคืองขุ่น ไฟที่ธันวาแสร้งจุดขึ้นเพื่อปิดบังบางอย่างที่เดือดพล่านในหัวใจมากกว่า ‘ขอล่ะพี่นพ อย่าทำให้ผมหวั่นไหวไปมากกว่านี้เลย...ใจจะขาดอยู่แล้ว’



เมื่อคิดไม่ตก จึงเปิดปากหมาใส่ให้รู้แล้วรู้รอด



“เหอะ! ได้กันครั้งเดียวดูแลเป็นเมียเชียวนะ...”



หลุดปากพูดไปแล้วพลันคิดขึ้นได้ว่าไม่ควร ครั้นจะหยุดปากก็ไม่ทัน ใบหน้าที่ควรแสดงความสะใจจึงกลายเป็นเจื่อนสี นี่มันเรียกว่าปลาหมอตายเพราะปากโดยแท้!





มานพพ่นลมหายใจคล้ายรำคาญ “ชิ”



“!!?? ” สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำเอาธันวาตกใจจนหัวใจดวงน้อยกระเด้งกระดอนหายไปจากอก





เสียง ‘จุ๊บ’ ดังขึ้นเบาๆ เมื่อริมฝีปากของมานพผละจาก ในขณะที่ธันวายังคงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ





“พูดให้มันน้อยๆ หน่อย”













------------------------------------ตัดจบฉึ่บ!! --------------------------------------




มุมนักเขียน Talk!!




** ชื่อตอนรอยสักและความทรงจำ จนป่านนี้ PART 2 เข้าไปแล้ว ยังไม่เห็นรอยสักใครสักรอย 555 **





บดินทร์คู่ดนัย

ธันวาคู่มานพ

แต่มั่นใจได้อย่างไรว่าจื้อหลินกับจ้าวซินคือคู่กัน หุหุหุ



เดายากขึ้นทุกทีแล้วใช่ไหมคะว่าแท้จริงจื้อหลินเป็นคนยังไงกันแน่ แล้วการตายของรั่วหลินนั้นเกี่ยวข้องกับน้องชายฝาแฝดคนนี้จริงๆ หรือเปล่า บอกตรงๆ อนาคีก็เดาไม่ถูกเหมือนกันค่ะ 555 เป็นจื้อหลินไม่ง่าย...เป็นคนแต่งจื้อหลินก็ไม่ง่ายเหมือนกัน (โอ้ยยยยยยยย ปวดเฮด!) จื้อหลินเป็นคนซับซ้อนค่ะ เพราะเป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูให้อยู่ในกรงทองมาตลอดตั้งแต่เกิด คนที่จื้อหลินรู้จักในชีวิตก็มีแต่พวกประหลาด ชอบกดขี่ข่มเหง ชอบยัดเยียดความคิดแปลกๆ มาให้ ทำให้จื้อหลินมองโลกไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง

ที่จริงน้องน่าสงสารมากนะคะ น่าสงสารตรงที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองน่าสงสารนี่แหละ เพราะน้องคิดว่าสิ่งที่ตัวเองได้รับหรือเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติอันสมควร แถมยังไม่สามารถตัดสินผิดชอบชั่วดีได้ด้วยตัวเองอีกต่างหาก สปอยว่าจื้อหลินคือคนที่อนาคีวางไว้ที่ด้านมืดอย่างสมบูรณ์เลยค่ะ เรามาหาทางพาน้องออกจากด้านมืดนี้ไปด้วยกันนะคะ (กราบ)



เนื่องจากชีวิตอนาคีตุปัดตุเป๋พอสมควรเพราะคนช่วยหาเงินดันตกงานมาได้หลายเดือนแล้ว จึงทำให้อนาคีอาจไม่เหลือเวลามากพอที่จะปั่นนิยายให้จบเร็วๆ ได้ต้องขอโทษมากๆ จริงๆ นะคะ แต่จะรีบปั่นเท่าที่ทำได้เลยค่ะ TT^TT





ต้องขออภัยที่ไม่สามารถมาลงให้จบพาร์ทได้อีกแล้ว เลยต้องขอต่อ PART 3 ซึ่งกำลังปั่นอย่างสุดกำลัง





ขออภัยจริงๆ ที่ล่าช้าม๊ากกกกกกก นะคะ





รักเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด