ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5  (อ่าน 5512 ครั้ง)

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“ไปเที่ยวสวนสนุกกันเถอะ”





“ห๊ะ?”





“มานี่เร็ว เดี๋ยวผมแปลงโฉมให้”





“เอ๊ะ?”





จู่ๆ ก็ถูกลากขึ้นจากเตียงในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ด้วยคำชวนว่าไปเที่ยวกันยิ่งทำเอาสับสน ‘ชวนเที่ยวสวนสนุกเนี่ยนะ?’ แล้วคือให้นอนสยองขวัญว่าจะโดนจับกดจนเอวเคล็ดอยู่ทำไมตั้งนานสองนาน หรือว่านี่คือการแก้แค้นคืนของดนัย? บดินทร์ได้แต่สับสนในใจโดยที่ยังไม่ทันได้รู้สึกโกรธหรือเอาเรื่องกับอีกฝ่ายก็ถูกโยนเสื้อยืด เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ และอื่นๆ ในแบบที่ธรรมดาจนไม่คิดว่าระดับนายเหนือแห่งวิษธรจะมีใช้มาให้



“ทนแต่งตัวโทรมๆ หน่อยไหวไหม? ขอโทษด้วยนะศัตรูผมเยอะไปหน่อยถ้าไม่ปลอมตัวกันบ้างน่าจะทำอะไรลำบาก แต่งแบบนี้จะดูกลมกลืนกับชาวเมืองมากกว่า” ดนัยหันไปอธิบายเมื่อเห็นว่าบดินทร์ยังทำหน้างงงันกับชุดที่เขาส่งให้





“ผมไม่ได้มีปัญหากับชุดหรอก แค่สงสัยว่านึกยังไงจะพาไปเที่ยวสวนสนุกกับผู้ชายอายุปูนนี้? แค่คิดก็ไม่สนุกแล้ว แถมยังหนาวอีก” บดินทร์บ่น





“ก็ผมเพิ่งคิดได้ว่าตั้งแต่มาเนี่ยยังไม่ได้พาคุณไปเที่ยวที่ไหนเลย กลัวคุณจะเบื่อไง” ดนัยให้เหตุผลขณะจัดการแต่งตัวในชุดลำลองแสนธรรมดาไปพลาง





“พาผมเที่ยว? ถามก่อนไหมว่าผมอยากไปไหน” กระนั้นบดินทร์ก็ยังมีปัญหา เขาไม่ชอบสวนสนุกทำไมจะต้องไป?





“แล้วคุณอยากไปไหนล่ะ?” เห็นบดินทร์ออกอาการต่อต้าน ดนัยจึงเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้เลือกสถานที่





“ไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ ผมอยากพัก คุณอยากไปไหนก็ไปคนเดียวเถอะ” ว่าที่หงส์ปฏิเสธชัด ส่งชุดคืนดนัยไปเพราะเขาไม่ต้องการออกไปไหนทั้งนั้น เขาเป็นคนขี้หนาวแล้วอากาศปลายเดือนกุมภาพันธ์นี่ก็ไม่เห็นจะเป็นใจให้ออกเที่ยวตรงไหน ฟ้าหม่นทั้งวันแถมยังหิมะอีก สู้นอนอยู่ในห้องอุ่นๆ แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือไง





ดนัยถอนหายใจ คำตอบของบดินทร์เป็นไปตามคาด ช่างเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวจนเกือบลืมไปเลยว่าเคยเป็นดาราดังมาก่อน ขนาดพาไปปล่อยไว้ที่ญี่ปุ่นคนเดียวเป็นเดือนเจ้าตัวยังไม่กระดิกตัวออกจากห้อง และคงไม่ออกไปไหนเลยแน่ถ้าไม่มีเรื่องของสดายุเข้ามา...









พอนึกถึงสดายุ นึกถึงความรักที่บดินทร์มีให้คนคนนั้นดนัยก็เม้มริมฝีปากแน่น ทีนี้พอบดินทร์ตั้งท่าจะเดินหนีก็รีบคว้าตัวไว้แล้วบังคับจับใส่เสื้อไหมพรมตัวหนาโดยไม่สนใจคำทัดทานหรือการดิ้นรนของบดินทร์เลย ไหนๆ อีกฝ่ายก็มักจะค่อนแคะเขาเป็นประจำอยู่แล้วว่าเป็นคนบ้าอำนาจไร้ความปรานีและไม่เคยให้โอกาสใครได้ต่อรอง ก็นี่แหละจะทำตัวให้เป็นไปตามคำพูดเสียเลย



แล้วผลสรุปของเหตุการณ์ทั้งหมดคือ บดินทร์ถูกดนัยลากตัวออกไปเล่นเสก็ตน้ำแข็งที่สวนเซ็นทรัลปาร์คแทนการไปสวนสนุก ที่ถึงแม้บดินทร์จะคัดค้านหัวชนฝาสุดท้ายก็ถูกพามายืนหนาวอยู่ข้างลานเสก็ตกลางแจ้งอย่างโวลแมน ริงค์จนได้





‘คนเป็นล้าน บ้าไปแล้ว!’ บดินทร์ยังคงบ่นในใจ หนาวจนใจจะขาดแม้จะถูกดนัยจับแต่งตัวหนาเป็นหมีเขาก็ยังคงหนาว ‘นี่จะพามาเที่ยวหรือทรมานกันแน่?’





“คุณดินหนาวเหรอครับ?” ธันวาเดินเข้ามาถามใกล้ๆ เมื่อเห็นว่านายหงส์ของตนยืนสูดน้ำมูกจนจมูกแดงระหว่างรอนายใหญ่ไปเลือกรองเท้าสเก็ตให้





“เออ มังกรของพวกนายเป็นบ้าอะไรขึ้นมาหือ? ถึงได้ลากกันออกมาถึงนี่ หนาวจะตายชัก” บดินทร์ยังคงบ่นกระปอดกระแปด





“นายคงอยากให้คุณดินได้เปิดหูเปิดตาบ้าง ไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว” ธันวาให้เหตุผลแต่บดินทร์มองว่ามันเป็นแค่เพียงการออกหน้าแทนนาย





“บังคับล่ะสิไม่ว่า”





ธันวาไม่ได้ต่อปากต่อคำในทันทีปล่อยให้บดินทร์บ่นต่อไป เพราะบอดี้การ์ดหนุ่มตัวเล็กกำลังรอจังหวะสำคัญ แล้วทันทีที่บดินทร์เงียบเสียงลง ธันวาจึงรีบใช้โอกาสนั้นในการกลายร่างเป็นคิวปิดยิงศรรัก





"ตั้งแต่อยู่กับนายท่านมา ผมไม่เคยเห็นท่านอารมณ์ดีแบบนี้มาก่อนเลยนะครับ" ธันวาเริ่มปูทาง "ต่อให้นายจะเคยมีคนอยู่ข้างกายบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยเห็นนายท่านดีกับใครคนไหนเท่าคุณดิน...."





"นายเคยบอกฉันแล้ว ไม่ต้องมาพูดซ้ำ เลิกอวยเจ้านายตัวเองเสียที" บดินทร์แขวะใส่เพราะรู้ทันว่าธันวากำลังออกความเห็นเพื่อช่วยเหลือนายของตัวเอง





" ผมพูดจริงนะคุณดิน นายท่านไม่เคยดีกับใครแบบนี้มาก่อนเลย ท่านไม่เคยมีความสุขหรือยิ้มขนาดนี้กับใครมาก่อน ดูอย่างวันนี้ ปกติแล้วนายท่านจะไม่ยอมพาใครไปไหนด้วยเลยในเวลาส่วนตัวของท่าน เพราะนอกจากจะป้องกันอันตรายจากศัตรูที่ลอบทำร้ายแล้ว ท่านยังรำคาญคนเหล่านั้นเกินกว่าจะพาไปไหนมาไหนด้วย...ยกเว้นคุณ"





"......."





" คุณดินครับ...นายท่าน...รักคุณจริงๆ นะ"





"เลิกเพ้อเสียทีธันวา เจ้านายของนายแค่สนุกกับการได้แกล้งฉันเท่านั้นเอง จำเอาไว้ระหว่างฉันกับหมอนั่น มันไม่ใช่คำว่ารักหรอก" บดินทร์รีบค้าน กลัวเหลือเกินว่าหัวใจจะเต้นแรงไปกว่านี้จากคำพูดของธันวา





"เฮ้อ… ทำไมถึงใจแข็งนักนะคุณดิน" ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด ทำไมศิลาที่ชื่อว่าบดินทร์ถึงได้กะเทาะยากขนาดนี้





"ฉันเหรอที่ใจแข็ง หึหึ" บดินทร์ทวนคำของธันวาพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมาพูดกับธันวาตรงๆ





"ตั้งแต่ที่ฉันมาอยู่ด้วย หมอนั่นก็เอาแต่พร่ำบอกฉันว่า...ฉันคือคนของเขาและเขาคือเจ้าชีวิตของฉัน ทุกอย่างที่ทำให้คือพันธะผูกพันเพื่อที่จะผูกมัดให้ฉันขึ้นเป็นหงส์ เป็นไม้ประดับ เพื่อเพิ่มพูนอำนาจของมังกรอย่างเขา ธัน…นายคิดว่าในการกระทำที่มีเงื่อนไขมากมายอย่างนั้น…มันคือความรักเหรอ? ฉันไม่เห็นว่ามันใช่หรอกนะ"





ธันวานิ่งเงียบ รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของบดินทร์ เพราะตกเป็นเหยื่อมาก่อนจึงไม่กล้าคิด ว่าในวันหนึ่งจะได้รับความรักหรือหัวใจของใคร ทั้งเขาเองก็ไม่ได้เก่งกาจเรื่องความรักจึงไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าแท้จริงแล้วระหว่างบดินทร์และดนัยนั้นมันคือความรักจริงหรือเปล่า ในตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงแค่พูดในสิ่งที่เขาเห็นเท่านั้น ซึ่งเขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดนัยนั้นรักบดินทร์มากแค่ไหน





รัก...ในแบบที่ไม่รู้ว่ารัก





เพราะแบบนี้เขาจึงทำได้แค่อ้อนวอน ขอให้บดินทร์ลองเปิดใจดูบ้าง เผื่อไม่แน่ว่าในวันข้างหน้าเจ้านายของเขาจะสมหวัง





"คุณดินครับ นายท่านรักคุณจริงๆ นะ เพียงแต่ท่านไม่รู้ตัวเท่านั้น" ธันวาเอ่ยเสียงเบา ไม่ได้ไม่แน่ใจในสิ่งที่พูด แต่เพราะตอนนี้เจ้านายของเขากำลังเดินเข้ามาใกล้แล้ว เขาจึงต้องรีบพูดโดยไม่ให้นายท่านรู้ตัว อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย บางครั้งการที่ลูกน้องแส่เรื่องเจ้านายมากไป แม้จะอ้างว่าเป็นความหวังดีก็อาจหัวขาดได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน…รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นธันวา





"นายท่านไม่เคยรักใครมาก่อนเลย คุณดินคือคนแรก"





"ก็หมอนั่นมันไร้หัวใจนี่ จะไปรักใครเป็น" บดินทร์รีบสวน





"เพราะนายท่านไร้เดียงสาต่างหากครับ ท่านเลยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำกับคุณมันคือความรัก"





"ไร้เดียงสา? หึหึ" บดินทร์ขบขันกับคำศัพท์ที่ธันวาใช้นิยายตัวตนของดนัย... ไม่เห็นจะเข้าเลยสักนิด "อย่าคิดแทนเจ้านายสิ ทั้งที่ก็เห็นอยู่ว่าเจ้านายของนายร้ายกาจจะแย่"





"โธ่คุณดิน เชื่อผมสักครั้งเถอะครับ ลองเปิดใจให้เจ้านายหน่อย เดี๋ยวคุณก็เห็นเองว่าเจ้านายรักคุณจริงๆ " ธันวารีบขอโอกาสแบบแทบจะก้มกราบ บอดี้การ์ดตัวเล็กอ่อนใจเหลือเกินกับความใจแข็งของหงส์คนนี้





"มึงนินทาอะไรกูไอ้ธัน"





"!!!? ...."





เสียงกระซิบตรงท้ายทอยทำเอาธันวาสะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว ยิ่งพอหันไปเห็นว่าคือนายเหนือผู้กำลังเป็นหัวข้อสนทนายิ่งทำให้ธันวาตัวหดลงจนเหลือสองนิ้ว





"...ป...เปล่าครับนาย…" บอดี้การ์ดตัวเล็กปฏิเสธเสียงสั่น ค้อมตัวลงจนแทบจะถึงพื้น





"สาระแนให้มันน้อยลงหน่อยจะดีกับตัวมึงมากกว่านะ" ดนัยเตือนยิ้มๆ ไม่ได้คิดเอาความกับลูกน้องคนสนิทเพราะวันนี้เขาอารมณ์ดีเกินกว่าจะลงโทษใคร แต่แค่คำขู่นี้ธันวาก็แทบจะลมจับแล้ว บอดี้การ์ดตัวจ้อยจึงรีบถอยห่างไปทางด้านหลังอย่างเร็วไว เอาตัวรอดไว้ก่อนเป็นยอดดี





ในระหว่างที่เจ้านายกับลูกน้องกำลังว่าความกันอยู่นั้นไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ติ่งหูของบดินทร์กำลังขึ้นสีแดงก่ำ ไม่มีใครทันได้สังเกตเลยว่าหัวใจที่ใครต่อใครมองว่าแกร่งดังศิลาตอนนี้กำลังหลอมละลายลงช้าๆ เพียงแค่ถูกชี้ให้เห็นว่าตนกำลังได้รับความรักจากดนัย





"ไปเล่นสเก็ตกันครับดิน" ดนัยเอ่ยพลางยื่นมือออกมาจับข้อมือของบดินทร์ไว้





"ผมเล่นไม่เป็น" บดินทร์ปฏิเสธ สายตาหลุบต่ำเพราะยังไม่กล้ามองหน้าดนัยตรงๆ ในตอนนี้





"มาเถอะเดี๋ยวผมสอนให้ ง่ายนิดเดียว" แต่สุดท้ายก็โดนดนัยลากออกไปจนได้





"เฮ้ยคุณ!! " บดินทร์โวยวายเมื่อถูกดนัยจับใส่รองเท้าสเก็ต





"รองเท้าคู่นี้ดีนะสำหรับคนเพิ่งหัดใหม่คุณจะได้ไม่เจ็บเท้า ซัพพอร์ตข้อเท้าได้ดีด้วย" ดนัยอวดอ้างสรรพคุณสารพัดโดยไม่สนใจคำทัดทานของบดินทร์เลยแม้แต่น้อย จนบดินทร์อดคิดไม่ได้ว่าเอาแต่ใจอย่างนี้น่ะหรือที่เรียกว่ารักกัน? ธันวามโนไปเองแท้ๆ





"ผมบอกว่าเล่นไม่เป็นไง! ปล่อยผมเดี๋ยวนี้เลยนะ!! " บดินทร์โวยวายหนักแต่ก็ไม่กล้าดิ้นรนมากเพราะกลัวตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่น ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่อาจต้านทานดนัยได้ สุดท้ายก็ต้องกอดฝ่ายนั้นกลมเพราะกลัวล้มและไหลตามที่ถูกนำไป





"กอดแน่นอย่างนั้นผมเขินนะดิน ปล่อยมือหน่อยเถอะเดี๋ยวผมสอนให้" ดนัยสัพยอกเล็กน้อยก่อนออกปากช่วยสอน





"บอกว่าไม่อยากเล่นไงจะบังคับไปถึงไหนเนี่ย!? " บดินทร์โวยวายขณะที่ยังเกาะตัวของดนัยแน่นเพราะกลัวล้มตามสัญชาตญาณ ดนัยหัวเราะร่าขณะช่วยประคับประคองให้บดินทร์ไถลตามกันไปเรื่อยๆ พึงใจมากที่ได้เห็นบดินทร์กลัวล้มจนต้องเกาะเขาไว้แน่น  ในแบบที่ปกติคงหาได้ยาก…สุขใจเหลือเกิน





เพราะคนพลุกพล่านและกำลังสนุกกับการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง จึงไม่ได้มีใครสนใจผู้ชาย 2 คนที่กำลังกอดกันกลมอยู่กลางลานสเก็ต คนหนึ่งกำลังเริงร่าส่วนอีกคนก็หน้าบูดมาก หกล้มหกลุกกันอยู่พักใหญ่ๆ สุดท้ายใบหน้าที่บูดบึ้งนั้นก็เหมือนจะมีรอยยิ้มผลิแย้มขึ้นมา





เมื่อล้มลุกไปด้วยกันหลายรอบเข้า ความขุ่นเคืองในใจของบดินทร์ก็เบาบางจางลง ความเหน็ดเหนื่อยจากการล้มลุกคลุกคลานแต่ก็สนุกที่ได้ดนัยช่วยสอนให้สเก็ตจนเป็น ถึงตอนแรกจะไม่ชอบนักแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะติดใจไปเสียแล้ว





วนสนามกันได้ครบรอบบดินทร์ก็ร่วงล้มลงอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้หงุดหงิดอีกแล้ว เสียงหัวเราะร่าดังขึ้น ทั้งสนุกทั้งเหนื่อย ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความร่าเริงสดใสด้วยความลืมตัวว่ายังมีใครอีกคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้างกันจนลืมเก็กขรึมเลยเผลอปล่อยรอยยิ้มเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก



ดนัยมองสีหน้าของคนตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่เคยเห็นสีหน้าของบดินทร์ที่กำบังหัวเราะอย่างสนุกสนานเช่นนี้มาก่อน





มัวกรหนุ่มยิ้มบางให้กับเสียงหัวเราะที่น่าฟังและรอยยิ้มน่าหลงใหล แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปให้บดินทร์ขุ่นข้องจนไม่เหลือรอยยิ้มให้กันอีก ร่างสูงประคองคนที่ยังล้มอยู่ให้ลุกขึ้นยืน บดินทร์ยังคงมีรอยยิ้มแม้ในตอนที่ขอให้ดนัยช่วยพาไปพัก





"คุณเอาคืนผมเรื่องเมื่อเช้าใช่ไหม? " บดินทร์ถามขึ้นตอนที่ดนัยพาเข้ามาพักตรงริมสนาม





"น้อยไปไหม? เมื่อเช้าคุณเล่นผมไว้เยอะเลยนะ" ดนัยท้วงก่อนก้มลงกระซิบที่ข้างหูของคู่สนทนา "ของจริงนะมันคืนนี้ต่างหาก" สัพยอกไปตามประสาคนขี้แกล้งที่แก้ไม่หาย





บดินทร์หน้าแดงซ่านเมื่อได้ยินคำขู่ ใบหน้าแย้มยิ้มกลับไปบูดบึ้งดังเดิมแต่ก็ไม่ได้โวยวายออกมา พอทำใจได้แล้วกับการที่ต้องเสียตัวให้ดนัยครั้งแล้วครั้งเล่า...ช่างเถอะ เดี๋ยวก็ถูกเบื่อไปเอง





"ผมอยากกลับแล้ว" บดินทร์เอ่ยขอเพื่อให้ดนัยช่วยประคองกลับไปที่จุดที่บรรดาลิ่วล้อรออยู่





"มานี่สิ ผมช่วยเปลี่ยนรองเท้าให้" ดนัยพาบดินทร์ไปนั่งลงที่ม้านั่งข้างสนาม แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าของอีกฝ่ายเพื่อเปลี่ยนรองเท้าให้ ทำในสิ่งที่แม้แต่เหล่าลูกน้องยังตกตะลึง เพราะปกติแล้วนายเหนือคนนี้ไม่เคยเอาใจใครขนาดนี้มาก่อน





ปุยหิมะค่อยๆ ร่วงหล่นจากฟ้า แม้เพิ่งจะบ่ายแต่ก็ไร้ซึ่งแสงตะวัน ฟ้าหม่นเพราะเมฆหิมะปกคลุมครึ้มไปทั่วเมือง กระนั้นเสียงหัวเราะของผู้คนก็ยังคงเจื้อยแจ้ว ดนัยคุกเข่าลงเปลี่ยนรองเท้าให้บดินทร์อย่างไม่ถือตัว ค่อยๆ ซื้อใจของคนใจแข็งไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน บดินทร์หลุบตาลงมองคนที่กำลังปรนนิบัติพัดวีตนเองอยู่ เรื่องราวต่างๆ ทั้งดีและร้ายก็ไหลวนอยู่ในหัว ดนัยต้องการอะไรจากเขากันแน่ยังคงเป็นคำถามที่หยั่งรากลึกอยู่ในใจมาเสมอ ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกดนัยขืนใจอย่างเลือดเย็น แล้วพอหลังจากนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายโดยไม่เต็มใจมาตลอด ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รับความช่วยเหลืออย่างมากมายทั้งที่ก็ไม่ได้เป็นคนที่ญาติดีกัน แล้วในที่สุดก็คิดว่าพอจะเข้าใจอีกฝ่ายได้ เข้าใจแล้วว่าที่มาญาติดีกันอีกฝ่ายจะได้อะไร...ดนัยต้องการหงส์ และเขาคือคนคนเดียวที่เหมาะจะเป็นหงส์ล่อเป้าของอีกฝ่ายที่สุด



ทั้งที่กัดฟันทนยอมรับชะตากรรมแบบนั้นมาตลอด แล้วมาวันนี้กลับมีคนมาบอกว่าที่ดนัยทำดีด้วยมาทั้งหมดนั้นมันเกิดจากที่อีกฝ่ายรักเขาแต่ไม่รู้ตัว



มันเป็นเรื่องที่บ้าชัดๆ



บ้าตรงที่เขาดันรู้สึกดีไปตามคำพูดนั้นเสียได้...



บดินทร์ก้มมองดนัยที่กำลังเปลี่ยนรองเท้าให้เงียบๆ บนตัวของอีกฝ่ายเริ่มมีปุยหิมะเกาะขาวไม่ต่างจากเขา อึดใจต่อมาธันวากับมานพก็เอาร่มมากางให้พวกเขาทั้งคู่ รองเท้าถูกเปลี่ยนให้อย่างอ่อนโยนไม่ต่างจากเจ้าชาย ที่ถูกดูแลอย่างดี แบบนี้เป็นใครก็ต้องเคลิ้มตามเขาเองก็ปุถุชนคนธรรมดาที่พอมีใครให้ความห่วงใยดูแลเอาใจใส่หัวใจของเขาก็ต้องโอนอ่อนอยู่แล้ว



"เสร็จแล้ว เราไปหาอะไรกินกันเถอะดิน เล่นเหนื่อยจนท้องผมร้องหมดแล้ว" ดนัยเอ่ยชวนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พลางยื่นมือมาช่วยฉุดมือของบดินทร์ให้ยืนขึ้นเคียงคู่กันแล้วถามไถ่ "คุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม? "



บดินทร์ไม่ได้ตอบในทันที เขายืนเต็มความสูงตรงหน้าของดนัย แล้วยื่นมือออกไปช่วยปัดปุยหิมะที่ติดอยู่บนผมและคิ้วของอีกฝ่ายให้ ใบหน้าของดนัยเหมือนจะยิ้มค้าง สายตาคล้ายหยุดหายใจเพราะคาดไม่ถึงกับสิ่งที่บดินทร์ทำให้



"พิซซ่า" บดินทร์ตอบแล้วออกเดินนำไปที่รถ ธันวาที่ตะลึงตามเจ้านายไปด้วยเมื่อครู่ต้องรีบดึงสติรีบแจ้นตามกางร่มให้บดินทร์ทันควันพลางคิดในใจไปว่า 'หรือศรรักของคิวปิดธันวานั้นจะแสดงผลแล้ว!? '





“ไอ้เชียร มึงรีบโทรไปสั่งพิซซ่าชุดใหญ่ให้ไปส่งที่บ้าน นพเดี๋ยวตรงกลับบ้านกันเลย” ดนัยสั่ง รีบจ้ำตามบดินทร์ไปติดๆ มานพกับวิเชียรทำได้เพียงชำเลืองมองตากันแม้ไร้ซึ่งคำพูดแต่ต่างก็เข้าใจตรงกัน





‘เจ้านายดูโคตรกระดี้กระด้าเลย’





.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ค่ำคืนหลังจากมื้อเย็นเป็นพิซซ่าถาดใหญ่แล้วก็เริ่มต้นด้วยการที่ดนัยได้แก้เผ็ดบดินทร์อย่างอ่อนโยน ถึงจะมีอะไรกันมาหลายครั้งแต่ร่างกายของบดินทร์ก็ยังถือว่าไม่คุ้นชินเท่าไหร่ หากดนัยเผลอทำรุนแรงโดยไม่ได้เตรียมพร้อมให้ดีบางทีก็มีสร้างบาดแผลให้บดินทร์อยู่บ้าง ซึ่งหากอีกฝ่ายไม่ได้พยศนักดนัยก็จะพยายามไม่สร้างภาระให้ร่างกายของบดินทร์เท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างค่ำคืนนี้ที่บดินทร์ดูจะยอมตามใจดนัยไปทุกอย่าง ไม่อิดออดขัดขืน ตอบสนองทุกการเรียกร้องของดนัยอย่างเร่าร้อน ไม่ว่าจะเป็นจูบดูดดื่มหรือช่องทางรักที่ดูดดึงเขาไว้ไม่ยอมปล่อยจนพาเขาเสร็จสมในร่างนั้นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง



ราวกับว่าตอนนี้ดนัยได้กลายร่างเป็นปีศาจราคะไปเสียแล้ว เพราะกลิ่นกายหวานปานน้ำผึ้งของบดินทร์กระตุ้นความต้องการของเขาไม่หยุดหย่อน แม้จะเพิ่งเสร็จสมไปหมาดๆ ปีศาจตนนี้ก็ยังคงสามารถขยับโยกคลึงสะโพกบดเบียดย่ำยีคนใต้ร่างได้ใหม่จนผู้ถูกกระทำร้องครางจนเสียงแห้ง แต่ต่อให้อ้อนวอนขอจนแทบสิ้นแรงดนัยก็ยังคงกลืนกินบดินทร์ไปทั้งตัวอยู่ดี



ถูกดนัยดูดกลืนพลังชีวิตเสียจนบดินทร์ไม่แน่ใจเลยว่าในรุ่งเช้าถัดไปเขาจะยังลุกจากที่นอนไหวหรือเปล่า ส่วนดนัยนั้นไม่อยากให้รุ่งเช้ามาถึงเลย เพราะยังไม่อยากจากไปไหนไกล อยากกกกอดบดินทร์อยู่แบบนี้





ล่วงเข้าตีสองของวันใหม่ ความเร่าร้อนช่วงตอนหัวค่ำจางลงบ้างแล้วเหลือเพียงไออุ่นที่ยังมอบแก่กัน สองร่างใต้ผ้าห่มหนานอนแนบชิดโดยหันหน้าเข้าหากัน บดินทร์นั้นผล็อยหลับไปแล้วจากความเหนื่อยอ่อนที่ถูกกอดไม่พักต่อเนื่องหลายชั่วโมง ฝ่ายดนัยที่ได้เสพสุขจนอิ่มเอมเต็มที่ก็นอนตะแคงเท้าแขนกับศีรษะจ้องมองคนหลับใหลไปพลางใช้อีกมือที่ว่างอยู่ลูบไล้หัวไหล่มนไปด้วยอย่างรู้สึกเสน่หา





ดนัยจ้องมองใบหน้านั้นไม่วางตาพลางรู้สึกหัวใจพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับคนที่เอาแต่ยิ้มเรี่ยราดไปวันๆ แต่หัวใจชาชืดอย่างเขามันไม่เคยมีสักครั้งที่จะรู้สึกหัวใจพองโตกับใคร มังกรหนุ่มไพล่คิดไปถึงช่วงแรกๆ ที่ได้พบกับบดินทร์ เอาเข้าจริงในตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกพิศวาสอะไรอีกฝ่าย นอกเหนือจากความรู้สึกหมั่นไส้ในความผยองจนอยากกดให้จมก็เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าหลังจากได้แตะต้องบดินทร์ไปเพียงครั้ง ร่างกายของเขากลับโหยหาอีกฝ่ายในเชิงอยากครอบครองจนแทบบ้า ยิ่งเห็นฝ่ายนั้นหลบหนี ยิ่งเห็นว่าถึงขั้นยอมปลิดชีพตัวเองเพื่อไปพ้นหน้ากัน หัวใจของเขายิ่งทรมานกับการที่ไม่อาจคว้าไว้ในมือได้





ก็เลยดิ้นรนสารพัดเพื่อให้อีกฝ่ายตกอยู่ในกำมือ ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ให้ความช่วยเหลือ สร้างหนี้บุญคุณที่ไม่อาจชดใช้ได้โดยง่าย กำจัดคนที่มีอิทธิพลต่อบดินทร์ทุกคนออกไปให้พ้นทาง แล้วจัดการบังคับพามาอยู่ด้วยกันไกลถึงที่แห่งนี้เพื่อให้บดินทร์ได้ตัดขาดจากทุกคนแม้กระทั่งครอบครัวแล้วเหลือแค่เขาคนนี้ที่จะเป็นเพียงที่พึ่งหนึ่งเดียวในโลกที่บดินทร์จะเรียกหา



ซึ่งตอนนี้เขาทำมันสำเร็จแล้ว บดินทร์ไม่เหลือใครในชีวิตอีกนอกจากเขา ยามมีภัยก็เรียกหาแต่เขาพึ่งพาเพียงเขา ยินยอมพร้อมพลีร่างกายให้เพื่อแลกกับการคุ้มครองของเขา ทว่า...



หัวใจของฝ่ายนั้นเขากลับไม่เคยได้มา ขนาดว่าเขาคนนี้ยอมลงให้ทุกอย่างตามใจสารพัดชนิดที่ว่าถ้าเป็นคนอื่นคงติดเขาแจ แต่กับบดินทร์กลับไม่เคยเป็นอย่างนั้น เย็นชาเสียจนน่าโมโห กระทั่งเขามอบอำนาจให้เป็นถึงหงส์ผู้มีบารมีเหนือใครโดยเขาให้คำสัตย์ว่าจะปกป้องด้วยชีวิต ถึงขนาดนี้ก็ยังดูเหมือนจะไม่ได้อะไร



มาถึงตรงนี้ดนัยก็ได้แต่หวนคิด 'นี่เขากำลังอยากได้หัวใจของอีกฝ่ายใช่หรือไม่? ' พลางจ้องหน้าบดินทร์เพื่อค้นหาคำตอบ





'อยากครอบครอง' เขายอมรับแต่ไม่ได้คิดว่านั่นคือ 'ความรัก' เพราะเรื่องของความรักนั้นมันช่างห่างไกลกับชีวิตของคนที่ชื่อดนัยมากมายเหลือเกิน มังกรกับหงส์ไม่จำเป็นต้องรักกัน พ่อกับแม่ของเขาจึงไม่ได้ใช้ชีวิตคู่เพื่อรักกันแต่เพื่อให้กำเนิดทายาท...มีเขา เพียงเพื่อสืบทอดทายาทแห่งวิษธร ท่านทั้งคู่ไม่ได้รักกัน และแม้แต่ทางตระกูลนายทหารใหญ่ที่รับเลี้ยงเขาไว้ด้วยความจำยอมเพราะพ่อเคยให้ความช่วยเหลือมาก่อนก็ไม่เคยมีความรักให้เขานอกจากแค่เลี้ยงไปตามหน้าที่ ไม่เคยให้คำสั่งสอนนอกจากตามใจให้ทำได้ทุกอย่างที่ในวัยเด็กเขาคิดว่านั่นคือความรัก แต่พอโตมาจึงรู้ว่ามันไม่ใช่ หรือแม้แต่ตอนนี้ที่ข้างๆ กายเขา คนเหล่านั้นก็ล้วนทำด้วยหน้าที่

ดีกับเขาก็เพื่ออำนาจ...



ความรักเดียวที่เขาเคยเห็นคงจะมีแค่กฤตเมธกับสดายุ รักกันจนน่าอิจฉาจนอยากจะเจริญรอยตามบ้าง ติดอยู่ตรงที่เขาไม่รู้เลยว่าไอ้ความรู้สึกว่ารักนั้นมันคืออะไร



เพราะรักจึงอยากครอบครองหรือ? แต่สำหรับเขาต่อให้ไม่ได้รัก ถ้าต้องการมาไว้ในมือเสียอย่างเขาก็จะคว้ามันมาจนได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้สึกอะไร ดนัยถอนหายใจ แล้วความรู้สึกที่เขามีให้กับบดินทร์นั้นมันคืออะไรกันแน่? เขารู้เพียงอยากครอบครองทุกอย่างของบดินทร์ ร่างกาย หัวใจ ความโหยหา ความจงรักภักดี สิ่งหนึ่งที่เป็นดั่งเข็มแหลมทิ่มแทงใจเขามาตลอดคือสายตาเว้าวอนที่บดินทร์มักใช้มองสดายุอยู่เสมอ...เขาอยากได้บ้าง อยากให้บดินทร์ใช้สายตาแบบนั้นกับตนบ้าง



สุดท้ายจนเวลาล่วงไปจนเกือบตี 3 ดนัยก็รู้ตัวว่าเขาเริ่มเพ้อเจ้อไปไกลแล้ว จึงได้กลับมาตั้งสติแล้วคิดได้ว่าที่หัวใจเขาพองโตจนคับอกตอนนี้ก็สืบเนื่องมาจากการที่บดินทร์ยินยอมเปิดใจให้เขามากกว่าตอนแรก ทั้งแกล้งกัน ทั้งยิ้ม หัวเราะ ทั้งใจดีด้วย เขาคงตื่นเต้นที่กำลังจะได้บดินทร์มาครอบครองแบบทั้งหมด มือแกร่งลูบไล้ใบหน้าของคนที่ยังหลับใหลแล้วก้มลงจูบเบาๆ ตรงขมับขาวอย่างอ้อยอิ่ง จากนั้นจึงเตรียมตัวลุกจากเตียงเพื่อไปตระเตรียมงานที่ยังคั่งค้างก่อนการเดินทาง



แต่แค่ขยับตัวก็ถูกคนที่ยังหลับอยู่เมื่อครู่คว้าแขนเอาไว้





“จะไปแล้วเหรอ?” บดินทร์ทักขึ้นด้วยน้ำเสียงงัวเงีย





“ทำไมครับดิน? เหงาเหรอ?” ถึงจะแปลกใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะแซวออกไป





“.............”





“ผมต้องไปเตรียมงาน...”





“ไม่เห็นเคยนอนด้วยกัน”





“......??” ดนัยอึ้งไปอีกครั้งกับคำพูดกึ่งละเมอของบดินทร์ แต่ยังไม่ทันจะได้ทวนคำ บดินทร์ก็เพ้อออกมาต่อ





“นอนเป็นเพื่อนก่อนสิ ผมไม่อยากนอนคนเดียว”





“...นี่คุณละเมอใช่ไหมดิน รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังคุยอยู่กับใคร” ดนัยกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ หัวใจเต้นแรงลุ้นไปกับคำตอบ เกรงว่าถ้าบดินทร์กำลังละเมออยู่จริงคำตอบที่ออกมาคงหนีไม่พ้นชื่อของสดายุ





“แดนนี่”



คำตอบนั้นทำเอาดนัยรีบก้มลงจูบปิดปากของบดินทร์ไว้ด้วยใจเต้นระทึก ปิดโอกาสไม่ให้อีกฝ่ายได้กล่าวคำใดอีกด้วยกลัวว่าคำตอบจะเปลี่ยนไป ให้ตายเถอะวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับบดินทร์กันแน่นะ ทำไมจู่ๆ ถึงได้ทำตัวน่ารักน่าใคร่ได้ขนาดนี้กัน?



“อื้อ…อะไรของคุณน่ะ?” บดินทร์ผละหลบพลางบ่น



“คุณนั่นแหละเกิดอะไรขึ้นกัน จู่ๆ ก็มาอ้อนผมแบบนี้ รู้ไหมว่าทำผมใจสั่นน่ะ” ดนัยขยับตัวขึ้นคร่อมร่างของบดินทร์ไว้แล้วไต่ถามถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย ใจคอจะไม่ยอมให้ออกเดินทางวันพรุ่งนี้จริงๆ เสียแล้ว



“แล้วไม่ชอบหรือไง?” บดินทร์ถามกลับเสียงเบา



“ชอบ” ดนัยตอบพร้อมยิ้มบาง ไล้ปลายนิ้วอ่อนโยนไปกับแก้มนวล “เป็นแบบนี้ตลอดไปเลยก็ดีสิ”



“ตราบเท่าที่คุณยังให้ค่าผม ให้ผมทำแบบนี้อีกเท่าไหร่ก็ได้” บดินทร์ตอบด้วยสีหน้าชาชืด ทุกอย่างที่เอ่ยออกมาล้วนเป็นความจริงแต่นั่นก็ไม่ได้ออกจากจิตสำนึกโดยแท้สักเท่าไหร่ มันยังมีบางอย่างที่เขาเก็บงำซ่อนเอาไว้



“ทีเมื่อก่อนไม่เห็นคิดได้แบบนี้” ดนัยประชด ความหวานที่ราวกับน้ำเชื่อมเมื่อครู่หายวับไปทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถคว้าไขว่หัวใจตรงหน้านี้





“มดยังรู้จักเดินหลบแอ่งน้ำ แล้วทำไมผมต้องเดินลุยไปให้จมน้ำตายเอาเปล่าๆ ด้วยล่ะ” บดินทร์เอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง พลางใช้ปลายนิ้วไล้ไปบนปลายคางของคนบนร่าง



ดนัยยิ้ม นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ควรเร่งรัด เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ถือว่าบดินทร์พัฒนามากแล้ว “รับมือยากจังนะ หงส์ของผมเนี่ย”



“หึหึ ยากอะไรกัน คุณน่ะเลือกคนเป็นหงส์ผิดแล้วรู้ไหม ไม่มีใครเขาให้ค่าคนอย่างผมหรอก” บดินทร์เยาะแต่นั่นไม่ได้หมายความถึงดนัย เขาเยาะตัวเขาเองที่ไม่ได้ความ “หงส์คือไม้ประดับของมังกร คุณควรเลือกคนที่เหมาะสมกว่าผมนะ การที่คุณจะเอาดอกไม้ไร้ชื่อไปประดับในแจกันหยกลายมังกรเนื้อดีแบบนี้…มันจะรังทำให้แจกันหมองเสียเปล่าๆ”





ดนัยเงียบไปหลังจากได้ฟังเหตุผลของบดินทร์ จริงอย่างที่ฝ่ายนั้นบอกทุกคำ แจกันเนื้อดีต้องคู่ดอกไม้สูงราคา แล้วใครบอกเล่าว่าบดินทร์ไม่คู่ควรกับแจกันของเขา





"ดิน ไม่ว่าใครจะมองคุณว่าเป็นอะไร แต่สำหรับผมคุณคือดอกไม้ที่สวยงามที่สุดที่ผมตัดมาใส่แจกันใบที่ล้ำค่าที่สุดที่ผมรู้ว่ามีแค่คุณเท่านั้นที่คู่ควร" มังกรหนุ่มพูดพลางมองนัยน์ตาของบดินทร์ลึกซึ้ง เพื่อยืนยันแน่นหนักว่าไม่ได้โป้ปดแม้เสี้ยวคำในประโยคนั้น



บดินทร์เงียบฟัง ยอมรับจากใจจริงเลยว่าคำพูดของดนัยน่าฟังเสมอ โน้มน้าวเก่งสมกับที่เป็นเจ้าคนนายคน บดินทร์ตระหนักอยู่เสมอว่าเจ้านายคนนี้ยามดีนั้นก็ดีใจหายในยามร้ายก็สุดขั้ว ซึ่งเขาเองก็เคยสัมผัสความโหดร้ายนั้นมาแล้ว มันแสนสาหัสแค่ไหนเขาจดจำได้ดีไม่มีลืม



แต่...จะให้ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อตอนนี้ชีวิตเขาตกเป็นของเจ้านายคนนี้ไปแล้ว



บดินทร์สบตาของดนัยรับรู้ถึงความนัยที่อีกฝ่ายส่งผ่านมาให้ บนโลกใบนี้นอกจากครอบครัวที่เขาทอดทิ้งมา ก็คงเหลือเพียงดนัยคนเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่เคียงข้างกัน นิ้วที่ใช้ไล้ปลายคางของอีกฝ่ายอยู่เมื่อครู่จึงเลื่อนมาแตะข้างแก้มอุ่น แล้วลองร้องขอถึงสิ่งที่ในก่อนหน้านี้เขาคงต้องกระอักเลือดแน่ๆ ถ้าจะต้องพูดมัน



“ดอกไม้นั้นในวันหนึ่งมันย่อมต้องเหี่ยวเฉา จนต้องทิ้งทำลาย…” บดินทร์เอ่ย “หากวันนั้นมาถึง อย่าร้ายกับผมนักนะ ได้โปรดเมตตาผมด้วย”



ดนัยคว้าบดินทร์ขึ้นมากอดไว้แนบอก บรรจงจูบที่หน้าผากและแก้มของอีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน แล้วกระซิบแผ่วเบา



“แจกันใบนี้จะมีดอกไม้แค่เพียงดอกเดียวเท่านั้น ผมให้สัญญา”



บดินทร์หลับตาลงซึมซับคำมั่นนั้นไว้ในใจ แล้วเอ่ยคำสัญญากับดนัยบ้าง



“ถ้าอย่างนั้น…ผมก็จะเป็นดอกไม้ที่คู่ควรกับแจกันให้ได้เช่นกัน”



.

.

.

.

.

.



ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังพระอาทิตย์ทอแสง บดินทร์ก็ช่วยดนัยเตรียมตัวเดินทางตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น เพียงแต่เขาไม่เคยคิดทำมาก่อนก็เท่านั้น การลงไปส่งนายเหนือถึงรถในครั้งนี้ ทำเอาเหล่าลิ่วล้อถึงกับต้องแอบมองหน้ากัน นี่หรือว่าความสัมพันธ์ของนายเหนือทั้งสองได้เปลี่ยนไปเป็นหวานชื่น ไม่ขมขื่นเหมือนก่อนแล้ว



“ผมไป 2 อาทิตย์ เสร็จงานที่นั่นจะรีบกลับมา ตอนผมไม่อยู่คุณอย่าออกไปเกเรที่ไหนแล้วกันนะ” ดนัยกำชับ ลูบมือไปบนแก้มของบดินทร์อย่างอาลัยอาวรณ์ ไม่อยากจากไปไหนเลยจริงๆ เพราะเพิ่งจะได้ลงเอยกันด้วยดีกันไปไม่เท่าไหร่



“จะไปไหนได้ล่ะ” บดินทร์ตอบยิ้มๆ ไม่ได้หลบเลี่ยงมือซุกซนที่เริ่มลวนลามเรื่อยไปจนซอกคอที่ซ่อนอยู่ในปกเสื้อ



จากนั้นดนัยก็ก้มลงจูบลาหงส์ของตนแบบไม่เกรงใจลูกน้อง ก่อนขึ้นรถหรูออกจากบ้านไปด้วยอาการเบิกบานใจ



จนขบวนรถของดนัยลับสายตาไป บดินทร์ก็กลับขึ้นห้องพักของตนโดยมีธันวาคอยตามรับใช้ บดินทร์นั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานเปิดซองที่ดนัยทิ้งไว้ให้ดูสิ่งที่ดนัยบอกไว้ว่ามันคือ ‘ทางลัด’ เพื่อเตรียมการขึ้นเป็นหงส์ ในซองนั้นล้วนเป็นเอกสารสำคัญ อย่างเช่นประวัติในเชิงลึกของคนที่มีอำนาจในพรรค ไม่เว้นแม้แต่จ้าวซิน มีแม้กระทั่งข้อมูลลับและจุดอ่อน



3 คนสำคัญที่ถ้าเขาสามารถได้รับการยอมรับก็จะสามารถเป็นหงส์ได้อย่างฉลุยคือ จ้าวซิน ซื่อหม่าอี้ และพงศธร แค่เห็นชื่อบดินทร์ก็รู้สึกปวดหัว ซื่อหม่าอี้กับพงศธรเขาไม่รู้จักเลย แถมคนที่รู้จักเพียงคนเดียวอย่างจ้าวซิน ก็ไม่มีทางญาติดีกับเขาแน่ แบบนี้มันยากเกินไปแล้ว แค่ข้อมูลพวกนี้ไม่ทำให้เขามั่นใจจะขึ้นเป็นหงส์ได้หรอก



บดินทร์เค้นสมองคิด ใครพอจะสามารถช่วยเขาได้บ้างนะ



“ธันวา”



“ครับคุณดิน”



“นายช่วยหาทางให้ฉันเข้าไปทำงานที่คาสิโนของพรรคเราหน่อยสิ”



“อะไรนะครับ?”



“ตามนั้น”



“คุณดิน!!?”





หาเรื่องตายให้ไอ้ธันวาแล้วไหมล่ะ!!



**********************************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ยุทธการแหวกพงหนาม
Part 1







“ธันวา”



“ครับคุณดิน”



“นายช่วยหาทางให้ฉันเข้าไปทำงานที่คาสิโนของพรรคเราหน่อยสิ”



“อะไรนะครับ?”



“ตามนั้น”



“คุณดิน!!?” หาเรื่องตายให้ไอ้ธันวาแล้วไหมล่ะ!!





“อย่าเซ้าซี้น่า รีบไปหาทางมา” บดินทร์ออกคำสั่งขณะพยายามอ่านรายละเอียดเอกสารที่ดนัยทิ้งไว้ให้





“โห คุณดินครับ ขืนผมทำแบบนั้นนายท่านเล่นผมถึงตายแน่” ธันวาโอดครวญ แต่ก็ไม่ได้เกินจริงเลยกับสิ่งที่เขาพูด เพราะถ้าเรื่องนี้ ล่วงรู้ถึงหูของดนัย เขาที่ได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่นอน





"หรือนายจะให้ฉันหาทางเอง แบบนั้นฉันก็ไม่เกี่ยงหรอกนะ" บดินทร์ข่มขู่ เพราะรู้ดีว่าธันวาไม่มีทางปฏิเสธได้





"ใครจะกล้าล่ะครับคุณดิน เข้าใจแล้วครับเดี๋ยวผมจะรีบหาทางจัดการให้" ธันวารับคำเสียงอ่อย รับรู้ถึงชะตากรรมของตนแล้วและก็ไม่อาจขวางได้ๆ





" ให้เวลา 3 วันไม่อย่างนั้นฉันจะไปเอง" บดินทร์ขู่สำทับ ที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายธันวาหรอก เพียงแต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งพาใครได้อีกก็เท่านั้น





“เข้าใจแล้วครับ” ธันวาตอบอย่างปลงตก “ที่จริงก็พอมีคนรู้จักทำงานอยู่ในนั้นบ้างครับ อยู่แผนกดีลเลอร์โต๊ะไพ่แบล็คแจ็ค [คนแจกไพ่] เอาเป็นว่าผมจะไปถามเขาดูวันนี้นะครับ”





“อืม งั้นฝากนายช่วยติดต่อหาช่างแต่งหน้าเอฟเฟคให้ด้วยนะ งานนี้คงต้องแปลงโฉมกันหน่อย แบกหน้าเดิมเข้าไปคงไม่รอดออกมา” เห็นว่าเริ่มได้ความขึ้นมาบ้าง บดินทร์จึงไหว้วานเพิ่ม





“เอ่อ...คุณดินครับ ที่จริงคุณสามารถเข้าไปที่นั่นได้โดยฐานะอยู่แล้ว ทำไมต้องปลอมตัวด้วยล่ะครับ?” ได้ยินคำสั่งของนายใหม่ธันวาก็นึกขึ้นได้ว่าที่จริงแล้วบดินทร์นั้นสามารถใช้ความเป็นหงส์คนใหม่เข้าไปจัดการงานที่คาสิโนในฐานะหงส์ได้เลยโดยไม่ต้องให้เขาหาทางหางานให้ พอได้ยินว่าจะมีการปลอมตัวเข้าไปเลยยิ่งสงสัย





“จะให้ฉันแบกหน้านี้เข้าไปให้ เจ๊ฮัวกรอกยาพิษจนตายหรือไงล่ะ” บดินทร์ย้อนขำๆ





“แต่คุณดินเป็นหงส์ คุณฮัวคงไม่กล้าลงมือหรอกครับ ผมว่าปลอมตัวเข้าไปแบบนั้นมันอันตรายกว่าอีก ถ้านายท่านรู้คงไม่ยอมให้คุณดินไปเสี่ยงแน่”





“ก็อย่าให้รู้สิ ฉันแค่อยากเข้าไปทำความเคยชินน่า ไม่กี่วันหรอก”





“บ้าบิ่นเกินไปแล้วนะครับ” ธันวาเผลอพูดความในใจ เพราะไม่เห็นด้วยเลยกับสิ่งที่บดินทร์คิดจะทำ

ความเป็นห่วงเป็นใยจากลูกน้องผู้ภักดีอย่างธันวานั้นส่งผ่านมาถึงบดินทร์จนรู้สึกได้ ‘บ้าบิ่น’ นั่นสินะ เป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่มีทางทำ ขออยู่ในเซฟโซน อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยดีกว่า





“ธัน...” บดินทร์เอ่ย เงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารสบตาธันวาแน่วแน่แล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เมื่อก่อนฉันเป็นคนขี้ขลาดมากนะ เป็นแค่ไอ้เศษสวะใจปลาซิว กลัวเจ็บ กลัวตาย ถ้าไม่เข้าตาจนฉันจะไม่ยอมเสี่ยงทำอะไรเด็ดขาด...ฉัน...ขายเพื่อนได้เพื่อความอยู่รอด หลบอยู่ใต้ชายกระโปรงผู้หญิงเพื่อที่จะไม่ต้องเจ็บตัว ไม่เคยกล้าเผชิญหน้าความจริงใดๆ แล้วถ้ามันจนตรอกจนหนีไม่ได้ฉันก็เลือกที่จะเชือดข้อมือตัวเองเพื่อหนีทุกปัญหาอย่างหน้าด้าน นั่นแหละฉัน...”





“...คุณดิน”





“ในวันนี้ที่ฉันได้รับโอกาสใหม่ ฉันเลยอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ฉันไม่อยากไร้ค่า ไม่อยากถูกตราหน้าว่าไอ้ขี้ขลาดอีกแล้ว" บดินทร์กลั่นกรองทุกถ้อยคำออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจในจุดที่เก็บซ่อนไว้ลึกที่สุด





ความเจ็บปวดในดวงตาแจ่มชัดจนคนฟังอย่างธันวายังรู้สึกหดหู่ตาม ชีวิตมนุษย์เรามีบททดสอบมากมายให้ก้าวข้าม ยากง่ายไม่เท่ากัน แต่ต่างก็เคยฝ่าฟันกับความเจ็บปวด แม้แต่บดินทร์เองก็เหมือนกันสินะ





ไม่ว่าใครก็ไม่ได้รับการละเว้นสินะ





ธันวาลอบถอนใจ "ไม่จริงหรอกครับคุณดิน คุณแข็งแกร่งมากนะครับ ผมไม่เห็นว่าคุณจะกลัวใครเลย ดูอย่างเจ้านายสิ ดุขนาดนั้นยังปราบคุณดินไม่ลง" พูดติดตลกให้โดนด่าหน่อย เผื่อว่าความหดหู่ของบดินทร์จะลดลงบ้าง





ลูกน้องที่ดีต้องเป็นที่ระบายแก่เจ้านายให้ได้





"กับดนัยน่ะเหรอ...ที่ฉันกล้าเพราะฉันรู้ว่าเขาให้ค่าฉัน และคงไม่ฆ่าฉันในตอนนี้แน่ๆ ยังไงล่ะ" บดินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้ม หลุบตามองต่ำลง สมเพชตัวเองที่เป็นได้แค่เท่านี้





"นายท่านไม่มีทางทำร้ายคุณดินหรอกครับ ไม่อย่างนั้นท่านไม่มีทางยกตำแหน่งหงส์ให้คุณ..."





"เพราะงั้นฉันจึงต้องรักษามันไว้ให้ได้ไงธัน"





"......."





"ถ้าฉันไม่ลงมือทำอะไรเลยตอนนี้ ในวันที่ดนัยหมดความสนใจในตัวฉันแล้ว อย่างน้อยฉันก็ยังกอดตำแหน่งหงส์นี้ไว้ได้จริงไหม? " บดินทร์ตอบหนักแน่น





"........." ธันวาอยากบอกเหลือเกินว่านายเหนือของเขาจะไม่มีวันหมดรัก แต่ในเมื่อเขาเองก็ไม่อาจเดาใจนายท่าน ทั้งยังไม่อาจหยั่งรู้อนาคตที่ยากจะพยากรณ์ เขาจึงทำได้เพียงเงียบไว้อย่างรู้สึกเจ็บใจตัวเอง





บดินทร์เงียบมองธันวาที่เอาแต่ยืนก้มหน้าคิ้วขมวด เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสิ่งที่เขาพูดและสิ่งที่เขากำลังจะทำ บดินทร์ยิ้มน้อยๆ กับภาพตรงหน้า เด็กคนนี้เป็นเด็กดี เป็นบอดี้การ์ด เป็นผู้ดูแลที่เขาวางใจ เป็นคนที่เขาสามารถพูดคุยด้วยได้อย่างไม่รู้สึกขัดเขิน…





'ขอบใจนะธัน ขอโทษด้วยที่ทำให้ลำบากใจ แต่ช่วยหน่อยนะ ฉันเหลือแค่นายแล้วจริงๆ '





“นี่ ถ้าจะเครียดขนาดนั้นก็ปลอมตัวเข้าไปด้วยกันกับฉันเลยสิ” บดินทร์หยอก





“ของมันแน่อยู่แล้วล่ะครับคุณดิน ให้ตายผมก็ไม่มีทางให้คุณไปที่นั่นคนเดียวเด็ดขาด” ธันวารีบโพล่งขึ้น บดินทร์หัวเราะคิกออกมา





“ถ้างั้นก็รีบไปจัดการที่สั่งให้เร็วเลย ไม่งั้นฉันไม่ให้ตามไปแน่”





“ไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!!” โดนขู่เข้าไปแบบนั้นธันวาก็รีบรับปากเลิ่กลั่ก แล้วรีบออกไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมาย





ลับร่างบอดี้การ์ดตัวจ้อย บดินทร์ก็ได้แต่ลอบถอนใจ ทำเป็นเก่งไปงั้นต่อหน้าลูกน้อง แท้จริงแล้วกำลังใจเต้นโครมครามจากการตัดสินใจบ้าบิ่นของตนเองอยู่ สมองใคร่ครวญสะระตะถึงความตั้งใจตน อยากลงมือทำอะไรด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ดนัยต้องออกปาก อยากทำตัวให้มีประโยชน์โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ไม่รู้เหมือนกันว่าการคิดทำอะไรบุ่มบ่ามในตอนนี้จะยิ่งพังไปกันใหญ่หรือเปล่า ในชีวิตใช้สมองแต่ในทางชั่วมาตลอด พอจะต้องมาใช้ทางสร้างสรรค์แบบนี้มันช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย





ก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งขว้างไปอีกสองสามครั้ง แล้วกลับมาตั้งสมาธิกับข้อมูลในมืออีกครั้ง ข้อมูลแรกที่หยิบขึ้นมาได้เป็นของชายมีอายุคนหนึ่ง จีนแท้ หน้าตาภูมิฐาน รูปร่างเล็ก ผมสีดอกเลาทั้งหัว อายุน่าจะประมาณห้าสิบตอนปลายถึงหกสิบตอนต้น ใต้รูปถ่ายนั้นเขียนชื่อเอาไว้ว่า ‘ซื่อหม่าอี้’ บดินทร์ก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านทุกตัวอักษรในเอกสารนั้นด้วยความตั้งใจ





ซื่อหม่าอี้ ผู้ดูแลตระกูลจ้าว มีอำนาจรองจากจ้าวซินที่เป็นมังกรและรั่วหลินที่เป็นหงส์ มีอำนาจเบ็ดเสร็จควบคุมกิจการในเขตซานฟรานซิสโกของพรรค เป็นที่เกรงใจแก่คนในพรรคและพรรคต่างๆ มาก บางครั้งก็ถือเป็นโฆษกของพรรคที่คอยประกาศเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของพรรคและเป็นหน้าเป็นตาน่ายำเกรงไม่ต่างจากจ้าวซินและรั่วหลิน เพราะซื่อหม่าอี้คนนี้มีอิทธิพลและเป็นผู้อาวุโสของพรรค





คนต่อมาก็เป็นผู้ชายวัยไล่เลี่ยกันกับคนแรก รูปร่างสูงใหญ่ใส่แว่นที่สายตาใต้แว่นนั้นดูร้ายกาจพอสมควร ใต้รูปถ่ายเขียนเอาไว้ว่าชื่อ ‘พงศธร’ คนไทยที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลที่สุดในพรรคของตระกูลวิษธร ญาติผู้พี่ของประมุขคนเก่าที่เป็นพ่อของดนัย ถึงแม้จะไม่ได้สืบทอดตำแหน่งเพราะเลือดไม่ข้นเท่าลูกชายแท้ๆ อย่างดนัย แต่ช่วงที่รักษาการแทนมังกรเก่าที่ถูกลอบสังหารก็ถือว่ามีอำนาจสูงสุดในพรรค และคนคนนี้คือคนที่คาดว่าน่าจะเป็นคนที่เกลียดดนัยที่สุด เพราะหลังจากดนัยกลับมารับตำแหน่ง พงศธรก็ถูกยึดอำนาจไปหลายส่วน



พงศธรคือคนของวิษธรที่เป็นไปได้ว่าจะขัดขวางการมีตัวตนของหงส์อย่างบดินทร์มากที่สุด และฮัวก็คือคนของพงศธรที่ทางนั้นเลี้ยงไว้เพื่อให้ขึ้นเป็นหงส์ของดนัย (แต่ดันมีเขามาขัดลาภเสียก่อน)



รูปสุดท้ายคือจ้าวซิน แค่เห็นรูปบดินทร์ก็นิ่วหน้าเหม็นเบื่อ ไม่ต้องอ่านรายละเอียดอะไรก็รู้ว่าคนคนนี้เกลียดเขาแค่ไหน ถึงปากจะบอกว่าจะให้ความช่วยเหลือดนัยทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่การลงมติยอมรับหงส์อย่างเขา แต่ใครจะไปรู้ไม่แน่ว่าหลังจากเขาขึ้นเป็นหงส์ปุ๊บ ทางนั้นอาจส่งคนมาเก็บเขาทันทีเลยก็ได้



บดินทร์ถอนหายใจพรู เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เท้าคางแล้วเหม่อมองออกไปนอกกระจกบานใส ทิวทัศน์ของตึกสูงในยามฟ้าหม่นช่างเหมือนเขาตอนนี้ที่เหมือนนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ที่เบื้องล่างมีแต่ขวากหนามสารพัด ดวงตาคู่สวยสะท้อนเพียงความว่างเปล่า ชีวิตในเส้นทางนี้มันยากเย็นเข้าขั้นโหดหิน ของฟรีไม่มีในโลกสินะ การให้ความช่วยเหลือของดนัยจึงมาพร้อมข้อแลกเปลี่ยนมากมายขนาดนี้



ตอนอยู่ในวงการต่อให้โดนด่าโดนดูถูกแค่ไหน มันก็แค่เรื่องทำให้รำคาญใจ ตราบใดที่ยังมีงานป้อนจะเอาแต่ใจจะเลวแค่ไหนก็ไม่มีใครว่าได้ แต่ที่นี่ไม่เหมือนกัน อำนาจมากล้นพ้นมือ มีลูกน้องมีคนเกรงขาม และมีผู้หมายชีวิต



ในวงการแค่หน้าด้านก็รอด แต่ที่นี่เขาควรทำยังไงให้รอดดีล่ะ



“ใช่ว่าอ่านประวัติของไอ้สามคนนี้แล้วชีวิตกูจะรอดเสียหน่อย เฮ้อ ไอ้ดินเอ้ย นอกจากเวรกรรมจะตามมึงทันแล้ว ยังเอาคืนอย่างสาสมเลยทีเดียว หนีหนี้บ่อน มาเป็น ‘เมีย’ เจ้าของบ่อน เหอะ” คำว่า ‘เมีย’ เขาใส่เอาไว้ในเชิงเหยียดหยันตัวเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดกับมันเท่าไหร่นัก ความจริงย่อมเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ บดินทร์พ่นลมหายใจพลางนวดหัวคิ้วที่ผูกกันเป็นปมจนเมื่อยตา แล้วหันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาอ่านข้อมูลตรงหน้าต่อ



‘เอาวะ กำขี้ดีกว่ากำตด บางทีคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งอาจจะใช้ได้ผลจริงๆ ก็ได้นะ’



.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


เย็นวันนั้น ในที่สุดธันวาที่หายออกไปจัดการธุระที่บดินทร์มอบหมายก็กลับมาพร้อมข่าวที่บดินทร์ตั้งตารอมาทั้งวัน



“เรื่องเข้าทำงานที่บ่อนผมติดต่อให้แล้วนะครับคุณดิน เดี๋ยวยังไงพรุ่งนี้ช่วงเย็นๆ ผมจะพาไปแนะนำตัวกับคนที่ผมรู้จัก ให้พาเราสองคนเข้าไป” ธันวารีบรายงานผล



“ดีมาก งั้นนายนัดช่างแต่งหน้าเอฟเฟคมาพรุ่งนี้เช้าเลยนะ ฉันอยากให้เขาหล่อหน้าให้ใหม่มันต้องใช้เวลา”



“ผมนัดให้เรียบร้อยแล้วครับ”



“อืมดี” บดินทร์เบาใจเมื่อเห็นว่าลูกน้องจัดการทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย แต่ครู่หนึ่งก็ฉุกใจคิดบางอย่างขึ้นได้



“เดี๋ยวนะ ถ้าพรุ่งนี้นายจะพาฉันไปเจอคนรู้จักนาย แล้วนายจะเข้าไปทำงานที่นั่นด้วยกันยังไง? อย่าบอกนะว่านายบอกทุกอย่างกับคนนั้นไปแล้ว?”



“เปล่าครับคุณดิน ผมแค่บอกเขาว่าจะส่งคนไปหาเขา ไม่ได้บอกว่าจะไปเอง”



“แล้วเขาจะจำนายไม่ได้หรือไง?”



“ถ้าปลอมตัวไปดีๆ คงไม่มีปัญหาครับ อีกอย่างคนที่จะมาดูแลงานของเราจะเป็นคนอื่น เขาแค่ช่วยฝากให้”



“อืม งั้นคงไม่มีปัญหา” บดินทร์ถอนหายใจก่อนออกปากไล่ลูกน้องคนสนิทให้ไปพัก แล้วตัวเองก็หันมาง่วนกับการจดจำแนกสิ่งที่ควรรู้ต่างๆ ที่ดนัยทิ้งไว้ให้ ราวกับกำลังเก็งข้อสอบ “นายไปพักก่อนเถอะ ฉันยังไม่ต้องการอะไร ขอจัดการงานตรงนี้ก่อน มีอะไรเดี๋ยวฉันเรียกอีกที”



คนโดนไล่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ความสงสัยที่ค้างคาใจอยู่ตั้งแต่เมื่อเช้ามันขยายตัวขึ้นจนแน่นอก จะถามก็กลัวโดนว่า แต่ถ้าไม่ถามเขาก็ไม่รู้ว่าจะหาทางช่วยรับมืออย่างไร



เอาวะ!



“เอ่อ…คุณดินครับ ว่าแต่ว่า คุณจะปลอมตัวเข้าไปทำงานที่บ่อนทำไมเหรอครับ?” และสุดท้ายความอยากรู้ก็ชนะทุกสิ่ง ธันวาลั่นถามออกมาในที่สุด



บดินทร์ละสายตาจากเอกสารทันทีที่ได้ยินคำถาม ตาคู่สวยตวัดมองมาที่ลูกน้องตัวจ้อยที่ยืนกุมมือสงบเสงี่ยมอยู่ข้างโต๊ะ



“ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าแม่ที่นั่นหมายหัวฉันไว้ว่ายังไง ฉันก็ต้องเขาไปสืบหาทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อนสิ” บดินทร์ยักไหล่บอกไปตามความจริง



“แต่เดี๋ยวพอคุณดินรับตำแหน่ง อำนาจของคุณก็เหนือกว่าคุณฮัวอยู่แล้วนี่ครับ เธอไม่กล้าทำอะไรคุณหรอก อีกทั้งคุณฮัวเองก็ไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์คัดค้านอะไรในการเลือกหงส์ของนายท่านด้วย” ธันวาค้าน เพราะไม่เห็นถึงความจำเป็นที่บดินทร์ต้องเอาตัวลงไปเสี่ยงขนาดนั้น



บดินทร์ยิ้มให้กับความเห็นของธันวา “อย่าดูถูกอำนาจของผู้หญิงนะธัน ก่อนนี้ฉันเคยพังพินาศล่มจมเพราะผู้หญิงมาแล้วรู้ไหม”



“…………”



“ความริษยาของผู้หญิงน่ะ มีอำนาจทำลายล้างน่ากลัวมากนะรู้เปล่า”



“…ทราบแล้วครับ” ธันวาหมดข้อโต้เถียงในที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับหรอกนะ แต่ถ้านายท่านต้องการความมั่นใจในการรับตำแหน่งหงส์จึงลงทุนลงแรงไปที่บ่อนด้วยตัวเองแบบนี้ เขาเองก็จะพยายามสนับสนุนงานนี้ของเจ้านายอย่างเต็มที่เช่นกัน



เมื่อหมดข้อสงสัย บทสนทนาก็จบลง ธันวาค้อมตัวลาเจ้านายเพื่อไปจัดการงานอื่นๆ รอเวลานายเรียกใช้อีกครั้งตามคำสั่ง งานนี้มีเพียงบดินทร์และเขาเท่านั้นที่รู้ แม้ฝ่ายนั้นจะไม่ได้กำชับอะไร เขาก็พอรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรปากยื่นปากยาวพูดมากไปทั่วแม้แต่ในรังวิษธรด้วยกันเองแห่งนี้ก็ตาม









ทว่าดูเหมือนการสนทนาระหว่างนายบ่าวที่คิดว่าน่าจะเป็นส่วนตัวนั้น กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว









“มึงกับนายมึงคิดจะทำอะไร?”



“…พี่นพ!!!?”



ทันทีที่ปิดประตูห้องนาย ธันวาก็ถูกดักเอาไว้ที่หน้าประตูนั้นโดยบอดี้การ์ดร่างใหญ่ที่เขาคิดว่าฝ่ายนั้นได้ตามนายเหนือไปแมกซิโกตั้งแต่เมื่อตอนเช้า



“ท…ทำไมอยู่ที่นี่? แล้วนายท่าน…” ธันวาถามอึกอัก



“นายให้กูมาคอยเฝ้าพวกมึงไว้ไง เพราะนายท่านรู้ว่าพวกมึงต้องไม่อยู่สุขแน่ แล้วก็เป็นจริงเสียด้วย” มานพเอ่ยเสียงต่ำ สืบเท้าเข้าใกล้ธันวาขึ้นเรื่อยๆ “บอกมา ว่ามึงกับนายมึงตั้งใจจะทำอะไร?” พร้อมข่มขวัญเค้นคอผู้กระทำความผิดในความคิดตน



“มันไม่ใช่เรื่องของมึง” ธันวาตัดบท แล้วรีบเดินเลี่ยงไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยหากจะมีเรื่องกันก็จะได้ไม่รบกวนเจ้านายอย่างบดินทร์



แต่ยังไม่ทันถึงไหนก็โดนคว้าตัวเอาไว้ได้ทันควัน คนตัวเล็กอย่างธันวาแม้ว่าจะว่องไวก็ไม่อาจสู้กำลังของคนร่างใหญ่ผู้เจนจัดการต่อสู้อย่างมานพได้ เพียงกระตุกแขนครั้งเดียวก็สามารถรวบทั้งตัวของธันวากดลงตรงผนังหนาได้อย่างไม่ยากเย็น



“ถ้าไม่ใช่หน้าที่กูก็คงไม่เสือกหรอก” มานพขู่เสียงต่ำพร้อมยื่นหน้าเข้าใกล้ กดสองมือของธันวาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว “บอกมามึงกับนายมึงจะปลอมตัวไปไหนกัน?”



“กูไม่บอก!!” ธันวาขัดขืนไม่ยอมแพ้ ทั้งที่จริงก็อยากบอกใครสักคนใจจะขาดว่าให้ช่วยกันห้ามบดินทร์ด้วยกันที แต่หากต้องขอร้องกับมานพที่เกลียดทั้งเขาและเจ้านายของเขาเข้าไส้แล้วล่ะก็ เขาขอหุบปากเงียบไว้จะดีกว่า



“หึ…งั้นมาดูกันว่าคอมึงจะแข็งเหมือนปากไหม” มานพคำรามต่ำ มือข้างที่ว่างคว้าเข้าที่คอของธันวาอย่างแรง แม้ไม่ได้ตั้งใจบีบเค้นให้ถึงตาย แต่ก็มากพอจะทำให้อึดอัด ธันวาตัวเล็กและผอมบางที่สุดในบรรดาบอดี้การ์ดด้วยกันทำให้แค่มือเดียวของมานพนั้นก็เกือบกำรอบคอของอีกฝ่ายได้แล้ว แต่ถึงขนาดนี้แล้วธันวายังไม่ยอมปริปาก มานพขบกรามแน่นออกแรงบีบเค้นลงไปที่คอของอีกฝ่ายเพิ่ม



“พอแค่นั้นแหละ!”





ในจังหวะพอดีก่อนที่มานพจะทันได้หักคอใคร เสียงของผู้เป็นใหญ่ในตอนนี้ก็ดังขึ้น พร้อมใบหน้าถมึงทึงของนายเหนือคนนั้น





“ปล่อยคนของกูเดี๋ยวนี้ กล้าดียังไงมาแตะต้องมัน” บดินทร์คำราม พลางเดินเข้าไปกระชากตัวธันวาออกจากกรงเล็บของมานพ ก่อนจะผลักลูกน้องร่างเล็กที่เอาแต่ไอโขลกๆ ไปไว้ด้านหลังแล้วเอาตัวเองมากันไว้ “ไม่ว่าเมื่อก่อนมันจะเป็นใคร แต่ตอนนี้มันเป็นคนของกู หน้าไหนก็ห้ามแตะต้องมันทั้งนั้น!”





มานพไม่ได้ตอบโต้ บอดี้การ์ดร่างใหญ่ทำเพียงยืนเฉยปล่อยให้บดินทร์ต่อว่าโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ แต่แบบนั้นกลับเข้าทางของบดินทร์





“แย่หน่อยนะ ที่คนที่มึงเคยตราหน้าว่าใช้มารยาปีนขึ้นเตียงนายแล้วไม่นานก็คงโดนเฉดหัวนั้น มันดันได้รับตำแหน่งหงส์เสียได้ หึหึ ทีนี้คงไม่ก้มหัวให้กันไม่ได้แล้วสินะ ใช่ไหม? " บดินทร์หยันออกไปอย่างได้ที เขารู้ดีว่ามานพเกลียดขี้หน้าตนแค่ไหน ครั้งหนึ่งเขาเคยโดนฝ่ายนั้นดูแคลนมาอย่างไร และเขารอโอกาสที่จะเอาคืนแบบนี้มานานแล้ว





มานพขบกรามแน่นเจ็บใจกับคำปรามาส แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรหรือแตะต้องบดินทร์ได้อีกแล้วเพราะอีกฝ่ายได้ตำแหน่งใหม่เป็นถึงหงส์ ผู้ซึ่งมีอำนาจเปรียบเสมือนเจ้านายอีกคนของเขา ดังนั้นหน้าที่ที่เขามีต่ออีกฝ่ายจึงไม่ใช่การจ้องจับผิด แต่เป็นเชื่อฟังและปกป้อง แม้จะขัดต่อความรู้สึกมากแค่ไหนก็ตาม





“จากนี้ผมจะระวังครับ...คุณดิน” มานพตัดสินใจตอบโต้เพียงแค่นั้นแล้วเลือกที่จะเงียบเฉยไป





ทางบดินทร์เองที่ยังคงยืนใช้ตัวบังธันวาไว้ก็ได้แต่ยืนหยั่งเชิงมานพเงียบๆ เช่นกัน ต่างฝ่ายต่างเงียบอยู่อย่างนั้นร่วมหลายนาที ‘จู่ๆอะไรของมันวะ? แม่ง...ทำตัวอย่างกับเป็นหุ่นยนต์’ บดินทร์ได้แต่คิดในใจ





“เออ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แยกย้าย แล้วอย่ามายุ่งกับไอ้ธันอีก จำไว้มันเป็นคนของกู ห้ามแตะ” บดินทร์ทิ้งท้ายแค่นั้น ก่อนจะหันหลังลากธันวาออกไปจากตรงนั้น





ไม่รู้ว่ามานพจะรู้สึกอย่างไร แต่ในใจของธันวานั้นกำลังตื้นตันกับสิ่งที่บดินทร์ทำให้





เจ้านายปกป้องเขา...





“เกรงว่ามันจะเสี่ยงไปหน่อยนะครับ ถ้าคุณจะปลอมตัวเข้าไปที่คาสิโน” มานพเอ่ยขึ้น รั้งบดินทร์ให้หยุดฟังด้วยการพูดเตือนอย่างตรงไปตรงมา





บดินทร์กับธันวาชะงักไปทันทีที่ได้ยินว่ามานพนั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว เจ้านายหันไปขึงตาใส่ลูกน้องในเชิงเค้นถามว่าได้ปากโป้งหรือไม่ แล้วคำตอบที่ได้กลับมาก็คือธันวาส่ายหน้ารัวๆ





‘รู้อยู่แล้วจะมาเค้นคอกันทำไมวะ?’ ธันวาได้แต่คิดในใจแล้วหันไปจ้องมานพด้วยความเคืองขุ่น





“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับมึง อย่าเที่ยวมาสอด” บดินทร์รีบตัดบท





“ไม่เสือกคงไม่ได้หรอกครับคุณดิน เพราะนายท่านสั่งให้ผมจับตาดูคุณไว้ ให้คุณปลอดภัยอยู่แต่ที่นี่ไม่เพ่นพ่านไปไหน” มานพย้ำคำหน้านิ่งตึง “อีกอย่าง การปลอมตัวเข้าไปของคุณมันก็ไม่ต่างจากการเอาตัวเองใส่พานไปให้ฮัวปาดคอทิ้งเอาได้ง่ายๆ การฆ่าคุณในฐานะหงส์น่ะยาก แต่การฆ่าคุณที่ปลอมเป็นคนอื่นโดยอ้างว่าไม่รู้น่ะ มันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก”





แน่นอนว่าเหตุผลของมานพฟังขึ้นและชัดเจนจนบดินทร์เถียงไม่ได้ แม้แต่ธันวาเองก็คล้อยตามเหตุผลนั้นถึงขั้นส่งสายตาอ้อนวอนเจ้านายให้เลิกล้มความคิด





“งั้นหน้าที่เดียวของมึงก็คือปกป้องกู ห้ามให้กูตายเด็ดขาด” บดินทร์เอ่ยพลางยกยิ้มน้อยๆ ไพล่นึกไปถึงเจ้าของหมาที่ส่งมันมาอารักขาเขา รู้เต็มอกว่าดนัยเป็นห่วงแต่หากเขาไม่ได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง มันจะยิ่งทำให้เขารู้สึกค้างคาในการขึ้นเป็นหงส์





“แล้วก็อย่ามาขวางล่ะ” บดินทร์เอ่ยเพียงเท่านั้น ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆ อีก โดยเฉพาะจากมานพที่กำลังชังน้ำหน้ากัน





น่าแปลกที่การตัดสินใจของบดินทร์ในครั้งนี้ คนที่ดูจะกังวลสุดกลับเป็นธันวาที่อยากห้ามนายตัวเองใจจะขาด ฝ่ายมานพที่เหมือนจะเข้ามาขวางในทีแรกนั้นกลับไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงใดๆ เพราะมานพดันรู้สึกว่าดีเสียอีกที่บดินทร์ดึงดันจะเสี่ยง บอดี้การ์ดร่างใหญ่ลอบยิ้มขณะมองแผ่นหลังของนายบ่าวเดินหายเข้าห้องไป





อยากเห็นเหมือนกันว่าหงส์คนนี้จะเก่งเหมือนที่ปากพ่นไหม





.

.

.

.

.





ผลสุดท้ายก็ได้ปลอมตัวกันเข้าไปที่บ่อนทั้งสามคน งานนี้คงมีแค่ธันวาที่หวาดประหวั่น เพราะดูท่าแล้วทั้งบดินทร์และมานพจะดูสนุกกับงานนี้อยู่ไม่น้อย ทั้งสามปลอมตัวเข้าไปทำงานในตำแหน่งของพนักงานทั่วไป บดินทร์และธันวาเป็นพนักงานทำความสะอาด ส่วนมานพได้เป็นการ์ดยืนคุมในบ่อนเพราะหน่วยก้านดูน่าเกรงขามสุด การปลอมตัวเข้าทำงานในบ่อนง่ายดายเพราะใช้เส้นสายจึงไม่จำเป็นต้องตรวจประวัติอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งนี่คงเป็นงานแรกๆ เลยที่บดินทร์ตั้งใจว่าจะต้องสะสางหลังเข้ามาทำงานเป็นหงส์เต็มตัว พรรคใหญ่เสียเปล่าปล่อยศัตรูแฝงตัวเข้ามาง่ายเกินไปแล้ว



"ลื้อสามคนพักห้องนี้นะ ทนเบียดๆ เอาหน่อย ทำงานดีๆ เดี๋ยวก็น่าจะได้ขยับขยาย" เสียงหวานพยายามพูดไทยด้วยสำเนียงที่ไม่ชัดนักแต่ก็พอฟังได้จากอาหมวยทรงโตที่เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นกิ๊กเก่าที่ยังคงมีความสัมพันธ์อันนี้ของธันวา





'ร้ายใช่เล่นนี่หว่าไอ้เสือ' บดินทร์สรรเสริญลูกน้องตัวดีอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาหรือแสดงอาการนอกหน้า ตื่นเต้นไม่หยอกกับการเริ่มงานวันแรกที่สุ่มเสี่ยงถึงเพียงนี้ การได้ลองทำอะไรที่บ้าบิ่นนอกเหนือจากการทำชั่วตามคำสั่งใครนี่ก็ให้ความรู้สึกดีใช่ย่อย



คืนแรกนี้พวกเขายังไม่ต้องเริ่มงานจึงเป็นฤกษ์ดีในการตกลงแผนการกันอีกครั้ง





"แผนคือทำยังไงก็ได้ให้รู้ว่าจุดอ่อนของยัยฮัวคืออะไร” บดินทร์สำทับคำสั่ง เมื่อได้อยู่ตามลำพังในห้องพักกับสองบอดี้การ์ดลูกน้องตน





“ทำไมถึงยึดติดกับหล่อนนัก ฮัวก็แค่หมากตัวหนึ่งบนกระดานไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดที่คุณจะต้องเอาตัวมาเสี่ยงเองแบบนี้ ไปโฟกัสที่จุดใหญ่กว่าไม่ดีกว่าหรือไง?” มานพค้าน ถึงจะตกร่องปล่องชิ้นตามมาด้วย ก็ใช่ว่าเขาจะเห็นด้วยกับความคิดของบดินทร์





“เพราะฉันยังไม่มีปัญญาจะเข้าถึงเจ้าของกระดานไง ถึงต้องเล็งเอาของที่พอคว้าได้ก่อน แล้วนายมั่นใจได้ยังไงว่าฮัวเป็นแค่หมากในเกมที่ไร้ประโยชน์" บดินทร์ให้เหตุผล "ไม่แน่ยัยนั่นอาจเป็นหมากสำคัญก็ได้นะ"





“...ก็แล้วแต่ท่านจะสั่งเอาแล้วกัน” มานพไม่ได้ต่อความ เขารับคำสั่งอย่างลูกน้องที่ควรจะเป็น ก่อนจะขอตัวออกไปเดินสำรวจด้านนอก หน้าที่เขาแค่ปกป้องไม่จำเป็นต้องออกความคิดเห็นมากมาย รอสนุกกับสิ่งที่บดินทร์จะทำดีกว่า





“คุณดินนอนเตียงด้านนั้นแล้วกันครับ ส่วนผมกับมานพจะนอนด้านนี้เอง” พออีกคนออกไป ธันวาก็เริ่มจัดการที่หลับที่นอนให้เจ้านาย



ห้องเล็กทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวลึกที่เปิดประตูเข้ามาก็จะเจอประตูห้องน้ำที่ไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าคงมีเพียงแค่โถชักโครกกับฝักบัวและซิงค์ล้างหน้า ส่วนฝั่งตรงข้ามห้องน้ำที่กันด้วยทางเดินที่เดินได้เพียงทีละคนคือซิงค์ล้างจาน ถัดมาเป็นตู้ล็อกเกอร์ฝั่งละสองตู้และเตียงสองชั้นฝั่งละเตียง เล็กไม่ต่างจากรังหนูจนธันวาอดกังวลความเป็นอยู่ของเจ้านายย่างบดินทร์ไม่ได้



“ไม่ต้องกังวลหรอก ฉันอยู่ได้” บดินทร์แตะไหล่ธันวาเมื่อเห็นว่าผู้ดูแลมีสีหน้ากังวลเกินเหตุ พลางโยนกระเป๋าเป้ใบย่อมของตนลงบนที่นอนชั้นล่าง เตรียมตัวจะมุดเข้าไปนอน



"...ตอนนี้ยังเปลี่ยนใจทันนะครับ" ธันวายังคงแสดงความกังวล ต่อให้วันนี้พวกเขาจะปลอมตัวเปลี่ยนโฉมหน้ากันมาได้อย่างแนบเนียนแล้ว ถ้าลำพังเป็นพวกตนที่มีทักษะการเอาตัวรอดนั้นคงไม่น่าวิตก แต่กับเจ้านายที่แม้แต่ศิลปะการต่อสู้ง่ายๆ ยังได้แค่มวยข้างถนนนั้นมันทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้เลย

“ธัน ถ้าฉันไม่เริ่มวันนี้ พรุ่งนี้ฉันอาจตายก็ได้นะ” บดินทร์มองธันวาแน่วแน่ “ที่จริงแล้ว...ฉันอยู่ในจุดที่กลับตัวไม่ได้มาสักพักหนึ่งแล้วล่ะ” บดินทร์ทิ้งท้ายเพียงว่าขอให้โชคเข้าข้างพวกตนให้สามารถหาสิ่งที่ต้องการพบแล้วจะรีบชิ่งทันที ก่อนจะมุดตัวเข้าไปนอนที่เตียงเล็กแคบไม่สนใจใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของลูกน้องคนสนิทอีก





จุดที่ไม่อาจกลับตัวได้...บดินทร์นอนนิ่งคิดถึงเพียงคำคำนี้



เกิดมาหน้าตาดี เป็นลูกนายทหารที่พอจะมียศ แต่ดันเป็นคนลอยชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ใช้ความหน้าตาดีหาประโยชน์เข้าตัวแบบเลวๆ ไปวันๆ ทั้งที่โดนพ่อเข้มงวดแต่เล็กแต่ก็ไม่เคยได้อย่างใจ แทนที่จะแข็งแรงเก่งกล้า เนื้อแท้กลับขี้ขลาดตาขาวไม่สมกับเป็นลูกผู้ชาย จนพ่อแท้ๆ ยังอยากตัดหางปล่อยวัด



ไม่ได้เก่งกาจ ทางเลือกชีวิตมีไม่มาก แต่ถือว่าโชคยังดีที่หน้าตาหล่อเหลาเข้ามาแมวมองจนได้เป็นดารานายแบบ เล่นแข็งเป็นท่อนไม้แต่ก็พอได้ใจแม่ยก ไต่เต้าเอาตัวเข้าแลกกับผู้ใหญ่คนนั้นทีคนนี้ที ไม่มีสังกัดตายตัวก็ลอยชายไปเรื่อย สุดท้ายมาได้เจอกับสดายุจึงได้ผู้ใหญ่ใจดีอย่างเสน่ห์จันทร์จัดสรรปันแต่งานดีๆให้ทั้งยังได้ไปอยู่กับซอลย่า ผู้จัดการดาราที่นิสัยดีที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก



ชีวิตเหมือนจะดี แต่สุดท้ายแล้วคนนิสัยไม่ดีก็ต้องล่มจมลงด้วยน้ำมือของตนอยู่วันยันค่ำ



เพราะไม่เคยลิ้มรสชาติของการประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเลยสักครั้ง วันหนึ่งพอมีคนหยิบยื่นโอกาสมาตรงหน้าจึงรีบกระโจนใส่ไขว่คว้า ไม่สนว่าจะทำร้ายหรือเหยียบหัวใครทั้งนั้น แม้กระทั่งกับเพื่อนตัวเองก็สามารถหักหาญได้อย่างเลือดเย็นเพียงเพื่อความอยู่รอด ผลักดันตัวเองไปสู่ทางอบายมุข ตั้งหน้าตั้งตาสร้างหนี้สินตามอำเภอใจเพราะคิดว่าตัวเองแน่ รับไม่กี่งานก็ใช้เงินไม่หวาดไม่ไหว ชื่อเสียงดำดิ่งลงทุกวัน พร้อมกับงานที่ค่อยๆ หดหาย สวนทางกับหนี้สินที่เพิ่มพูนพอกขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจรับมือได้ กระนั้นยังคิดว่าตัวเองแน่ ถึงได้ดิ้นรนหาเงินในบ่อนอย่างหน้ามืดตามัว ได้ไม่เคยคุ้มเสีย จนสุดท้ายก็ล่มจมไร้ทางฝืน ต้อนตัวเองจนสุดทางอยู่ตรงขอบหุบเหวที่เบื้องล่างมืดดำไร้ทางหนี



ตกเป็นเบี้ยล่าง รับใช้ให้ทำอะไรก็ต้องทำเพื่อชีวิตรอด ต้อนตัวเองให้มุ่งเข้าปากเหวอย่างช้าๆ โทษแต่คนอื่น อิจฉาแม้กระทั่งชีวิตของเพื่อนที่ตนเคยหักหลัง พร่ำเปรียบเทียบตัวเองกับสดายุอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมคนคนนั้นถึงได้ไม่เคยแปดเปื้อน ทำไมถึงยังยืนหยัดมั่นคง ยังคงสง่างามแม้ยืนอยู่ในบ่อโคลน แตกต่างจากเขาคนนี้...พยายามเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสดายุมาทั้งชีวิต จนสุดท้ายถึงได้รู้ว่าไม่อาจเทียบได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว มาวันนี้รู้ตัวแล้วว่าไม่ควรเอาตัวไปเปรียบเทียบกับใครตั้งแต่แรก ไอ้บดินทร์คนกระจอกคนนั้นมันได้ตายไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน หุบเหวที่ตกลงมามันช่างลึกชันทว่าเมื่อมองให้ดีมันกลับยังเหลือพื้นที่ให้เขาได้หายใจมากกว่าแต่ก่อน



ถ้ากลับไม่ได้ ก็แค่ไปให้ถึง





บดินทร์หลับตาลง เขาไม่เคยแน่วแน่ในตัวเองขนาดนี้มาก่อน เอาวะ ในขณะที่ใจยังกล้าบิ่น ก็ควรจะต้องลองกันสักตั้ง





**********************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ยุทธการแหวกพงหนาม
Part 2


“นี่! อย่ามัวแต่ยืนอู้ รีบมาทำความสะอาดตรงนี้เร็วเข้า”





“เฮ้ นายน่ะ! ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลย”





ทำงานมาได้สามวันแบบความลับยังอยู่ดี แต่บดินทร์ก็ถูกโขกสับใช้ไม่เหลือดีเช่นกัน คงเพราะสภาพที่เขาใช้ในการปลอมตัวคือไอ้หนุ่มหน้าบากตัวดำมอซอ ผมเผ้ารุงรังปิดหน้า แม้จะหน่วยก้านดี แต่ก็ไม่ได้นำพาให้อยากเสวนาพาทีด้วย บดินทร์ได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์หลากหลายไว้ข้างใน เพราะกระทั่งเย็นของวันที่สองเขาก็ยังไม่ได้ข่าวอะไรจากคนที่อยากค้นหา ฮัวอยู่สูงเกินไปจนเขาที่ถูกหมกเก็บไว้ที่ก้นครัวนี้ไม่อาจเข้าถึงได้ หรือแม้แต่ธันวากับมานพเองก็ยังไม่ได้โอกาสเหมาะเลยเช่นกัน





“อ้าวเสร็จแล้วก็เอาขยะไปทิ้งด้วยสิ!”





ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกให้หอบถุงขยะใบใหญ่ไปทิ้งอีก พนักงานในที่นี้มีหลายสัญชาติแต่ดูเหมือนทุกคนจะมีทิศทางเดียวกันคือ ข่มเด็กใหม่ บดินทร์ได้แต่นึกระอา พร้อมทั้งอาฆาตไว้ในใจว่าหากถึงเวลาที่เขาต้องมาเป็นคนคุมที่นี่เมื่อไหร่ จะจัดการเอาคืนให้เข็ดเลยทีเดียว





“สืบมาสามวัน ว่างเปล่าสิ้นดี เฮ้อ...” บ่นไปพลางโยนขยะถุงเขื่องลงถัง





“หนาวชะมัด” บ่นพลางลองหันซ้ายหันขวาไม่เห็นว่ามีใคร จึงลองเดินเลียบไปทางกำแพงด้านหลังที่เป็นซอยแคบๆ ความมืดช่วยอำพรางให้การเคลื่อนตัวของเขาไม่เด่นนัก พอเดินไปถึงมุมลับตาได้ จึงล้วงบุหรี่ที่พกไว้ในเสื้อกันหนาวขนเป็ดฟูฟ่องออกมาสูบแก้เครียด ไม่ถึงขั้นเสพติดแต่ความขมเฝื่อนและความเย็นของมันก็พอช่วยให้หัวโล่งขึ้นได้





แอบสูบบุหรี่อยู่ครู่หนึ่ง ก็มีรถตู้สีดำดูราคาแพงคันหนึ่งเข้ามาเทียบจอดใกล้ๆ ในคราแรกบดินทร์ไม่ได้สนใจ เพราะนึกว่าคงจะเป็นลูกค้าในคาสิโน แต่พอเห็นคนที่อยู่ในรถ บุหรี่ในมือก็ร่วงผล็อยลงพื้น



ในที่สุดคนที่เฝ้ารอมาตลอดก็โผล่มาให้เห็นเสียที!



“ที่แท้ยัยเจ๊ฮัวเข้าทางหลังนี่เอง มานพที่เฝ้าหน้าร้านถึงไม่เคยเห็น” บดินทร์รีบจดจำทะเบียนรถเพื่อที่จะได้ง่ายต่อการติดตาม ในกรณีที่หาข้อมูลภายในสำเร็จแล้วก็จะตามออกไปเพื่อหาข้อมูลด้านนอกต่อด้วย





แต่บางครั้งโชคก็ไม่ได้มาแค่ชั้นเดียว





“......!!!!??” ภาพที่บอดี้การ์ดเปิดประตูรถแล้ว แต่แม่สาวฮัวยังคงจูบอ้อยอิ่งอยู่กับใครสักคนในนั้นทำเอาหัวใจของบดินทร์ลิงโลด มองจากในมุมที่มืดที่สุดขนาดนี้ยังรู้เลยว่าสายตาที่หญิงสาวใช้มองคนในอ้อมกอดนั้นมันลึกซึ้งแค่ไหน...บดินทร์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง





“เฮ้ย เฮ้ย มันจะฟลุ้คเกินไปแล้วเปล่าวะ?”





ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเสื้อโค้ทหนาราคาแพงนวยนาดลงจากรถไปพร้อมบริวารที่ตามอารักขา รถตู้ค่อยๆ เคลื่อนช้าๆ ออกจากซอยแคบผ่านหน้าของบดินทร์ไป ในจังหวะนี้มีเพียงสองทางให้บดินทร์ตัดสินใจ ตามฮัว หรือจะตามรถตู้ไป





และหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ กับปณิธานที่ตั้งใจมา ทางเลือกจึงเหลือเพียงหนึ่ง





บดินทร์รีบวิ่งทะลุปากซอยไปโบกแท็กซี่ บอกคนขับเพียงให้ตามรถตู้คันหน้าไป เพราะหิมะที่ตกต่อเนื่องทั้งวันจนระบบละลายหิมะบนถนนไม่สามารถทำงานได้ทัน จึงทำให้มีหิมะหนาเกาะอยู่บนผิวจราจรจนทำให้รถต้องเคลื่อนตัวเชื่องช้า ซึ่งเข้าทางบดินทร์พอดีอย่างกับพระเจ้าปั้นแต่ง ชายหนุ่มเดาะลิ้น บทจะมีโชคก็เกือบได้แจ็คพอตกันเลยทีเดียว





รถเคลื่อนไหวเชื่องช้าตามกันไป บดินทร์ขอร้องให้แท็กซี่รักษาระยะห่างไว้ ภาวนาให้ฝ่ายนั้นไม่สังเกตเห็น ไกลจากคาสิโนออกมาเรื่อยๆ ลัดเลาะผ่านย่านเริงรมย์ออกมาสักพัก ในที่สุดรถตู้คนนั้นก็ค่อยๆ เลี้ยวเข้าไปที่โรงแรมขนาดใหญ่ตึกหนึ่งในย่านที่อยู่อาศัย





บดินทร์รีบให้รถแท็กซี่จอดส่งตรงมุมลับตา แล้วรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินเนียนเข้าไปในตึกใกล้ๆ กับรถตู้คันนั้น ซุ่มดูเห็นคนที่ลงจากรถพร้อมบอดี้การ์ดก็ถึงกับขมวดคิ้ว 'ตาบอด? ' ในหัวตอนแรกคิดว่าอาจผิดคัน แต่พอไตร่ตรองดูแล้วมันไม่น่าเป็นไปได้เพราะเขาจ้องโดยไม่กะพริบตามาตั้งแต่บนแท็กซี่





‘ไม่ผิดแน่’ บดินทร์แน่ใจ เพราะเขาเห็นแขนเสื้อของคนที่จูบกับฮัวบนรถตู้แล้ว แขนเสื้อนั้นเป็นแบบเดียวกันกับชายตาบอดคนนี้ เมื่อลอบสังเกตเห็นว่ามีผู้ติดตามเพียงคนเดียว บดินทร์จึงตัดสินใจที่จะตามเข้าไปด้านใน





พอตามเข้ามาได้บดินทร์ก็ถอดเสื้อกันหนาวพาดแขนไว้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแลคสีดำของชุดพนักงาน แต่พอไม่มีเสื้อกั๊กสีดำกับหูกระต่ายก็ไม่ต่างจากชุดสุภาพธรรมดา ด้วยหัวใจเต้นรัวเขาเดินไปยืนตีเนียนอยู่ข้างหลังชายตาบอดกับคนดูแลเพื่อขึ้นลิฟท์ไปด้วย น่าแปลกที่คอนโดแห่งนี้ไม่ได้ใช้ลิฟท์ระบบคีย์การ์ด คนของฮัวควรอยู่ในที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงกว่านี้หน่อยสิ หรือที่จริงแล้วหล่อนไม่ได้เกรงกลัว หรือไม่ได้คิดว่ามีใครสนใจ?



“คุณหวังส่งผมแค่นี้ก็พอครับ”



“ครับคุณหลิว”



ชายตาบอดคนนั้นพูดกับผู้ดูแลเป็นภาษาจีนที่บดินทร์ฟังไม่ออก แต่พอเห็นผู้ดูแลโค้งตัวนิดหน่อยก่อนเดินกลับออกไป บดินทร์ก็เดาไปว่าอาจให้ไปธุระให้หรือไม่ก็ไล่ให้กลับไปได้แล้ว จังหวะลิฟท์มาถึงพอดีจึงไม่เหลือเวลาให้ได้คิดอะไรมากกว่าการเดินตามชายตาบอดเข้าไปในลิฟท์ จากการเฝ้าสังเกตเห็นได้ว่าชายคนนี้คุ้นชินกับที่นี่เป็นอย่างดี เพราะแม้มองไม่เห็นก็ยังสามารถกดปุ่มลิฟท์ได้อย่างแม่นยำ



เพียงอึดใจที่อยู่ในลิฟท์ด้วยกัน บดินทร์รีบคว้ามือถือที่ธันวาให้ติดตัวไว้ใช้ในยามฉุกเฉินขึ้นมากดถ่ายรูปชายตาบอดไว้ได้สองสามรูปก็พอดีกับที่กล่องเหล็กก็พาเขาทั้งคู่มาถึงชั้นที่ 48 ชายคนนั้นเดินออกไป บดินทร์แอบกดลิฟท์ให้เปิดค้างไว้ แล้วชะโงกคอออกไปดูว่าคนที่เขาติดตามอยู่นี้อยู่ที่ห้องเลขอะไร



ห้องที่สามซ้ายมือ



เมื่อได้ข้อมูลและสุดทางที่จะตามแล้วบดินทร์ก็กดลิฟท์กลับลงมาที่ชั้นล็อบบี้ คิดหาทางต่อว่าจะทำอย่างไร จะรออยู่ที่โรงแรมนี้เพื่อรอว่าฮัวจะมาที่นี่หรือเปล่า หรือจะกลับไปปรึกษาหารือกับธันวาและมานพก่อนดี อย่างน้อยๆ สองคนนั้นก็น่าจะเก่งกว่าเขา แต่หากเขายังนั่งรออยู่ที่นี่มันอาจดูผิดสังเกตจนโดนจับได้ สุดท้ายแล้วเพื่อความปลอดภัยบดินทร์จึงถอยออกมารอดูที่ร้านเบอร์เกอร์ฝั่งตรงข้ามที่เปิด 24 ชั่วโมงแทน ตั้งใจรอดูเงียบๆ อยู่ตรงนี้ว่าฮัวจะกลับมาหรือเปล่า



ล่วงไปจนเกือบเที่ยงคืน รถตู้คันเดิมกลับมาจอดที่หน้าโรงแรมอีกครั้ง

‘ใช่แน่ๆ’ บดินทร์แน่ใจว่าจำไม่ผิด เขารีบออกจากร้านเบอร์เกอร์แล้ววิ่งข้ามฝั่งหลบเร้นในความมืดข้างกำแพงเพื่อจะดูว่าใครกันที่จะลงจากรถตู้คันนั้น



ทว่า!



“!!!!???” บดินทร์ตกใจสุดขีดเมื่อทั้งร่างถูกรวบเอาไว้ พร้อมกับมือใหญ่ที่ล็อคใบหน้ากับอุดปากเขาจนแทบหายใจไม่ออก



นี่อย่าบอกนะว่าเขาโดนฮัวจับได้แล้ว!?



ไม่มีพูดพร่ำทำเพลงบดินทร์ก็ถูกคนที่ล็อคตัวไว้ยกอุ้มไปที่รถตู้ที่จอดอยู่ด้านหลัง คนคนนี้ทั้งแรงเยอะทั้งมีทักษะจนเขาไม่สามารถดิ้นหลุด สุดท้ายก็ถูกจับยัดเข้าไปในรถตู้อย่างไร้ทางฝืน รถตู้บึ่งรถออกจากตรงนั้นทันที คนถูกจับคิดว่าคงไม่มีทางรอดแล้ว…



“คุณดินเป็นยังไงบ้างครับ!?”



เสียงคุ้นหูทำหัวใจของบดินทร์กลับมาลิงโลด ในรถตู้นั้นมืดเกินไปจนไม่สามารถเห็นคนข้างๆ แต่รูปร่างของคนที่กำลังขับรถอยู่กับคำถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยนั้นเขาจำได้อย่างดี



“ธัน? นายเองเหรอ?”



“จู่ๆ คุณก็หายไป พวกผมตกใจแทบแย่” ธันวาตัดพ้อ



“ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้ไง นายท่านถึงได้ห่วงนัก อยู่เฉยๆ ไม่เป็น” มานพเอ่ยขึ้นบ้าง คราวนี้บดินทร์รู้ชัดแล้วว่าใครกันที่ลงไปลากตัวเขาขึ้นรถมาด้วยความทารุณ



‘ไอ้หมาบ้านี่เอง การช่วยเหลือเมื่อกี้นี้มันต้องมีความแค้นส่วนตัวแฝงอยู่ด้วยแน่ๆ’



“แล้วพวกนายรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่?” บดินทร์ถามความสงสัย



“เครื่องติดตามตัวในมือถือครับ มันจะเตือนเมื่อคุณออกนอกระยะที่เราตั้งไว้” ธันวาอธิบาย



“คงไม่คิดว่าเราจะปล่อยให้คุณออกมาเดินท่อมๆ อยู่ในดงของฮัวโดยไม่ติดเครื่องคิดตามไว้หรอกจริงไหม?” มานพเสริมด้วยคำค่อนขอด



บดินทร์ได้แต่หันไปค้อนมานพที่ไม่ได้มองมาทางเขาเลยแม้แต่นิด หมาบ้ายังคงเป็นหมาบ้า เลี้ยงไม่เคยเชื่อง!



“พวกนายมาก็ดีแล้วฉันมีอะไรอยากให้ทำหน่อย” ตัดความหมั่นไส้ทิ้งไปแล้วหันไปสั่งการลูกน้องต่อ เพราะตอนนี้เขามีเรื่องตื่นเต้นกว่าอยากรีบหาทางสืบเสาะ



“เรื่องอะไรเหรอครับ?” ธันวารอรับคำสั่ง ขณะขับรถเลี้ยวเข้าที่จอดรถใต้ตึกแห่งหนึ่ง



สภาพตึกนั้นเป็นเพียงตึกเช่าเพื่อจอดรถจึงไม่มีคนพลุกพล่านนักเหมาะแก่การซ่อนตัว ทั้งสามคนบนรถจึงมีโอกาสได้ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่บดินทร์ต้องการจะทำ



“ธันนายช่วยสืบให้หน่อยว่าโรงแรมนั้นมีห้องรายวันหรือสัญญาชั่วคราวหรือเปล่า ฉันอยากเข้าพักที่ชั้น 48” บดินทร์ออกคำสั่ง



“ทำไมครับ คุณไปเจอใครที่นั่นมา?” ธันวาย้อนถาม



“คนนี้” บดินทร์เปิดรูปที่เขาแอบถ่ายไว้ในมือถือให้ธันวากับมานพดู



“เขาคือใครครับ?”



“ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่หมอนี่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฮัว ฉันเห็นเขาจูบกัน”



“จ…จูบกัน? แต่ฮัวยังถือเป็นคนของนายท่าน การไปมีคนอื่นแบบนั้นมัน…” ธันวาตื่นตระหนกเล็กน้อย



“ถึงได้อยากรู้ไง ว่าหมอนี่เป็นใครกันแน่”



“แล้วนี่คุณดินถ่ายรูปเขาชัดขนาดนี้มาได้ยังไงกันครับ ระยะแค่นี้เขาไม่รู้ตัวเหรอ?”



“เขาตาบอดน่ะ”



คำตอบของบดินทร์ยิ่งทำให้ธันวาต้องขอดูรูปใหม่อีกครั้ง “ใส่แว่นตาดำเพราะตาบอดนี่เอง”



“ยัยฮัวคั่วคนตาบอดทำไม? มันน่าสงสัยจะตายว่าคนคนนี้เป็นใคร” บดินทร์เปรย เพื่อโน้มน้าวให้ธันวาเห็นด้วย “เพราะงั้น ช่วยเอาฉันเข้าไปพักที่โรงแรมนั้นให้ได้ที ขอเป็นห้องชั้น 48 ด้วยนะ”



โดนคำสั่งจู่โจมแบบนั้น ธันวาก็ถึงกับอึกอัก “เอ่อ” เขาเป็นห่วงบดินทร์เกินกว่าจะยินยอมให้อีกฝ่ายทำเรื่องเสี่ยงแบบนั้นได้ง่ายๆ



“แค่สืบเรื่องผู้ชายคนนี้ไม่ต้องถึงมือคุณก็ได้” มานพขัดขึ้น



“แต่ฉันอยากเห็นด้วยตา” บดินทร์ค้านกลับ



“ถ้าคุณอยู่เฉยๆ ได้จะเป็นประโยชน์กับพวกผมมากกว่านะ” แต่มานพไม่เปิดโอกาส “กลับไปรอข่าวที่บ้านซะ ที่เหลือเดี๋ยวพวกเราจัดการเอง”



“แต่…”



“ธันกลับไปที่คาสิโน ทำเรื่องลาออกของเราสามคนให้เรียบร้อย”



“เฮ้ย! ใครบอกว่าฉันจะออกจากคาสิโน?”



“ส่วนคุณ ว่าที่หงส์ของพรรค หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว!” มานพตัดจบทันควัน พลันลงจากรถไปแล้วแล้วขึ้นไปเบียดธันวาจากฝั่งที่นั่งคนขับ



“เฮ้ย เดี๋ยว!?” ธันวาได้แต่อุทานขณะถูกดันให้ขยับตัวไปฝั่งที่นั่งข้างคนขับด้วยความลำบาก ทั้งยังไม่ทันจะได้จัดท่านั่งให้ถนัดมานพก็กระชากรถออกไปทันทีจนสองคนที่เหลือถึงกับต้องหาที่จับกันจ้าละหวั่น



“นายจะพาพวกเราไปไหน!?” บดินทร์ถามอย่างขุ่นเคือง



“กลับบ้าน” มานพตอบแค่นั้น



และไม่ว่าบดินทร์จะยินยอมหรือไม่ หรือจะพูดอะไรมากกว่านั้นมานพก็ไม่ยอมฟังอีก



.

.

.

.

.

.







หลังจากนั้นก็ราวกับถูกคุมเข้มทุกฝีก้าว บดินทร์ราวถูกคุมขังอยู่บนหอคอยงาช้างอีกครั้งโดยมีมานพเป็นผู้คุม ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยแล้วธันวาเองก็สนับสนุนให้บดินทร์อยู่แต่ในรังวิษธรมากกว่าการเอาตัวออกไปเสี่ยง



ซึ่งธันวาเองก็รู้ดีว่าความสบายใจนั้นมันก็ต้องแลกกับการต้องมาทนอยู่กับอารมณ์บูดสนิทของเจ้านายคนสำคัญ



“คุณดินครับ อย่ากังวลไปเลยนะ ในเร็วๆ นี้พี่มานพต้องหาข้อมูลที่คุณอยากรู้มาให้ได้อย่างแน่นอน” ธันวาพยายามปลอบ ขณะเสิร์ฟชาร้อนกับขนมให้เจ้านายยามบ่าย



“ไอ้หมาบ้านั่นต้องการล้มแผนของฉันแต่แรก แต่ที่ยอมตามใจเพราะแค่อยากเห็นฉันลำบาก กวนประสาทชิบ!” บดินทร์บ่นแล้วบ่นอีก ขณะหยิบขนมที่ธันวาเอามาให้เข้าปากเพื่อคลายความหงุดหงิด “ฉันยอมอยู่เฉยมาสองวันแล้ว ถ้าภายในวันนี้มันยังหาข้อมูลมาให้ไม่ได้ ฉันจะไปจัดการเอง!”



“ค…คุณดิน” ธันวาได้แต่ปวดหัว



แต่ในขณะที่กำลังจะหาเหตุผลฉุดรั้งบดินทร์ให้ยอมอยู่ในที่ปลอดภัยไม่เอาตัวไปเสี่ยง ก็พอดีกับที่มีรายงานเข้ามาทางวิทยุที่เสียบอยู่ที่หูตลอดเวลาว่ามานพกลับมาพร้อมข้อมูลแล้ว ธันวายินดีกับข่าวที่ได้ แต่พอเหลือบไปมองเจ้านายที่นั่งจิบชาด้วยอาการเบื่อหน่ายแล้ว ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าข่าวที่มานพนำกลับมาอาจทำให้หงส์คนสำคัญคนนี้คิดทำอะไรห่ามๆ จนต้องมาคอยเป็นห่วงกันอีก



กันไว้ดีกว่าแก้



“ผมขอตัวลงไปจัดการงานข้างล่างสักครู่นะครับคุณดิน” ธันวาขอตัวกับบดินทร์ด้วยทีท่าไม่ส่อพิรุธใดๆ



“ไปทำงานนายเถอะ ไม่ต้องมาคอยเฝ้าฉันหรอก” บดินทร์โบกมือไล่



ออกจากห้องของหงส์ได้ ธันวาก็รีบจ้ำลงไปหามานพทันทีเพื่อจะได้รับฟังข้อมูลก่อน หากเห็นว่าสุ่มเสี่ยง จะได้เลี่ยงที่จะรายงาน

















ลงลิฟท์รวดเดียวไปถึงชั้นที่เชื่อมกับลานจอดรถ พอลิฟท์เปิดก็ได้เห็นผู้ที่ยืนรออยู่



พอได้ยืนประจันหน้ากับมานพอีกครั้ง ธันวาก็ได้แต่ประหม่า ตั้งแต่เกิดเรื่องระหว่างกันไม่เคยมีครั้งไหนที่สามารถสบตากันได้อย่างสนิทใจ ไม่ใครก็ใครต้องหาเรื่องอีกคนขึ้นมา และจบด้วยการที่ธันวาโดนมานพเล่นงานจนไม่เหลือชิ้นดีทุกครั้ง จนนายใหญ่อย่างดนัยถึงกับต้องออกคำสั่งให้พวกเขาแยกออกจากกัน ให้มานพเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดประจำตัวเช่นเดิม และให้ธันวาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลพรรคผู้ช่วยของพ่อบ้านเพชรอีกที



แยกกันได้ก็ดีอยู่ ทำให้พวกเขาไม่ต้องเจอหรือปะทะกันบ่อยนัก กระทั่งมีบดินทร์เข้ามาให้ธันวาได้ดูแลเป็นพิเศษเขาจึงได้กลับมาเจอกับมานพบ่อยขึ้น



และ…



ถูกทำร้ายจนเจียนตายทั้งร่างกายและจิตใจ…บ่อยขึ้น



จนธันวาหมดความอดทน ตั้งใจว่าจะพยายามปรับความเข้าใจให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่เคยสำเร็จ มาตอนนี้ต้องมาร่วมมือกันทำภารกิจให้หงส์อย่างบดินทร์ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ในรอบสองปี แบบนี้ยิ่งทำให้ธันวาทำตัวไม่ถูก



แต่ภารกิจคือภารกิจ เรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัว ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน



“ขอดูข้อมูลหน่อย” ธันวาเอ่ยปากขอซองข้อมูลในมือของมานพตรงๆ



“รักนายใหม่จริงนะ อุตส่าห์ลงมาดูข้อมูลก่อน เพราะไม่อยากให้นายใหม่ต้องไปเสี่ยง” มานพเอ่ยขึ้นโดยยังไม่ยอมยื่นซองข้อมูลในมือให้



“แล้วยังไง? ปกป้องเจ้านายเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว มันแปลกตรงไหนหรือไง? เอาซองข้อมูลมาดีๆ เถอะ” ธันวาถามกลับ พร้อมยื่นมือออกไปขอซองเอกสารจากอีกฝ่าย



แต่มานพก็ยังไม่ยอมมอบให้ กลับสืบเท้าเข้ามาใกล้ธันวาแทน แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าในระยะที่ห่างกันแค่คืบ



แล้วเอ่ย “น่าแปลกนะ”



“…………..”



“ถึงกูจะไม่ชอบหงส์คนนี้ของนายท่านเอาเสียเลย แต่การที่เขาสามารถทำให้เด็กเหลวไหลอย่างมึงเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ มันก็น่าประทับใจไม่น้อยอยู่นะ”



นั่นคือคำชมหรือเปล่า? ธันวาได้แต่ซ่อนหัวใจที่เต้นแรงไว้ในอก



“หัดรับผิดชอบเป็น หึหึ อิจฉาหงส์คนนี้เสียจริง” มานพแสยะยิ้มน้อยๆ ราวกับกำลังเยาะหยันบางสิ่ง



“ม…หมายความว่าไง?” ธันวาตั้งคำถามถึงความหมายที่มานพต้องการจะสื่อ แต่ฝ่ายนั้นกลับเงียบ มีเพียงจ้องหน้าธันวานิ่งด้วยสายตาที่ราวกับกำลังซุกซ่อนบางอย่างเอาไว้



บางอย่างที่ธันวาไม่อาจรู้



บางอย่างที่มานพไม่มีทางบอกให้ธันวารู้ ว่าตนกำลัง…ซุกซ่อนความน้อยใจเอาไว้



ระหว่างเขาทั้งคู่มันสายเกินกว่าจะกลับไปแก้ไข สายสัมพันธ์พี่น้องร่วมสาบานมันขาดสะบั้นไปหมดจนไม่สามารถสานต่อกันได้อีกแล้ว



“เอาข้อมูลไปรายงานเจ้านายของมึงซะ” มานพยื่นซองในมือให้ในที่สุด



ธันวารับเอามาทั้งที่ยังคาใจในคำตอบของมานพที่ไม่ยอมตอบคำถามของตน



“ชายตาบอดแซ่หลิว ชื่อลี่เฉิง” มานพเปลี่ยนเรื่อง “หลิวลี่เฉิง ถึงจะตาบอดแต่เป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนภาษาจีน ชายคนนี้ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกมืด ไม่เคยเกี่ยวพันกับธุรกิจที่ไม่ดี เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ตนแต่งงานด้วยคือเจ้าแม่บ่อนคาสิโน…”



“ว่ายังไงนะ!? แต่งงาน? กับฮัวน่ะเหรอ?” ถึงจะคาใจกับคำพูดของมานพ แต่ข้อมูลที่อีกฝ่ายกำลังเล่านั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน



“ใช่ ฮัวแต่งงานกับชายคนนี้ ในฐานะของฮัวอิง ลักลอบแต่งงานและเปลี่ยนแซ่ตัวเองจาก แซ่ลี่ เป็นแซ่หลิวตามฝ่ายชาย ถึงชื่อในวงการจะยังใช้ ลี่เหมยฮัว แต่ในอีกโลกหล่อนใช้ชื่อว่า หลิวฮัวอิง” มานพอธิบายเพิ่ม



“คนอย่างฮัวจะมีรักได้เหรอ นางโหดอย่างกับอะไร นึกภาพไม่ออกเลย หรือจริงๆ อาจมีเงื่อนงำมากกว่านี้กัน?” ธันวาไม่อาจทำใจเชื่อ



“จากที่สืบมา หลิวลี่เฉิงเป็นคนดีมาก เป็นผู้ชายอบอุ่น ดูบริสุทธิ์เสียจนใครอยู่ใกล้ก็คงหลงใหล คงเป็นอีกด้านของนางมารร้ายละมั้ง ถึงได้ตกหลุมรักผู้ชายที่บริสุทธิ์แบบนั้น”



“แล้ว…หลิวลี่เฉิงคนนี้เขารู้หรือเปล่าว่า…หลิวฮัวอิงภรรยาของเขาทำอาชีพอะไร?”



“ผู้จัดการโรงแรม”



“หา?”



“ที่จริงแล้ว หลิวลี่เฉิงมีบ้านพักอยู่ชานเมือง แต่เพราะฮัวทำงานในเมือง เขาเลยต้องมาพักที่โรงแรมย่านนี้บ่อยๆ”



“อ๋อ งั้นที่พักโรงแรมธรรมดาที่ไม่ได้มีระบบความปลอดภัยมากมายเป็นเพราะฮัวกลัวความลับจะแตกสินะ” ธันวาวิเคราะห์



“รู้แล้วก็รีบไปรายงานนายมึงซะ แล้วบอกด้วยว่าไม่ต้องตามสืบบ้าบออะไรอีกแล้ว อย่าหาเรื่อง อยากรู้อะไรเพิ่มก็ให้บอก จะส่งคนไปสืบให้เอง” มานพตัดบท แล้วหันหลังเดินจากไป หน้าที่ดูแลความปลอดภัยของหงส์เป็นของเขาก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องคอยอยู่เอาอกเอาใจ



ธันวาได้แต่มองแผ่นหลังของผู้เดินจากไปด้วยหัวใจที่ยอกแปลบ นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบสองปีเลยมั้งที่เขากับมานพคุยกันดีๆ โดยไม่ตีกันเสียก่อน



…ควรดีใจ สินะ…



.

.

.

.

.





ตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่ธันวายังไม่รู้



นั่นคือบทสนทนาทั้งหมดระหว่างเขากับมานพนั้น บดินทร์ที่ยืนแอบฟังอยู่ได้ยินครบทุกคำ



แต่ในส่วนของคำเตือนที่ว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวนั้น…







มันไม่ได้เข้าหูเขาเลยแม้แต่น้อย



**********************************************



ลางสังหรณ์ว่าน้องดินกำลังจะหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว

ไม่รู้เอาความใจกล้ามาจากไหน 555

ผู้คุ้มกันอย่างดนัยไม่อยู่เสียด้วย น้องจะโดนแม่ฮัวปาดคอเอาไหมน่ออออ

ลุ้นกันตอนต่อไปนะจ๊าาาาา


ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ยุทธการจับอสรพิษ
PART 1



ธันวาเล่าทุกอย่างที่ควรเล่าให้บดินทร์ฟังพร้อมรูปถ่ายประกอบตามที่มานพให้มา รายละเอียดของหลิวลี่เฉิงครบครั้น ทั้งที่อยู่ ครอบครัว เพื่อนสนิท มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งที่ที่ไปบ่อยๆ แค่เห็นข้อมูลเหล่านั้นบดินทร์ก็ตระหนักได้เลยว่าฝีมือการสืบข้อมูลของมืออาชีพนั้นถูกต้องแม่นยำเพียงใด แน่นอนว่าย่อมดีกว่าเขาไปสืบเองเสียอีก



แต่…ยังมีบางอย่างที่ติดค้างในใจ



เช้าตรู่ของอีกวันบดินทร์จึงหายออกจากรังวิษธรอย่างไร้ร่องรอย โดยอาศัยจังหวะเปลี่ยนกะของเหล่าบอดี้การ์ดลอบออกไปโดยลำพัง ไม่เอาติดไปแม้แต่โทรศัพท์มือถือที่ธันวาเคยให้ไว้ เพราะเกรงว่าจะถูกธันวากับมานพตามออกไปลากตัวกลับมาเสียก่อนที่จะทันได้ทำอะไร



วันที่มีสอน หลิวลี่เฉิงจะออกไปมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้าแล้วแวะกินขนมปังที่ร้านหนึ่งตรงหน้ามหาวิทยาลัยก่อน วันนี้เป็นวันศุกร์ ตามตารางสอนที่บดินทร์มีไว้ในมือแล้ว คาบแรกของศาสตราจารย์หลิวคือตอน 9 โมง ดังนั้น ไม่เกิน 8 โมงเช้าเขาต้องมาที่ร้านขนมปังนี้แน่ บดินทร์จึงใช้โอกาสนี้นั่งดักรออีกฝ่ายอยู่ที่ร้านขนมปังอย่างใจเย็น



ลุ้นให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของอีกฝ่ายให้ได้โดยเร็ว



แปดโมงตรงตามเวลาที่ระบุเอาไว้ในรายงาน บดินทร์ใจระทึกนั่งรอ วันนี้เขาแต่งกายด้วยเสื้อกันหนาวราคาถูกตัวหนาสีดำสวมทับกับเสื้อมีฮู้ดสีเทาด้านใน ใส่หมวกแก็ป แว่นตาสีชา และมาร์คปิดปากสีดำ ทั้งนี้ภายใต้มาร์คคาดปากนั้นเขายังอำพรางตัวด้วยแผลเป็นปลอมบากยาวตั้งแต่แก้มถึงคาง ดวงตาที่ใส่คอนแท็กเลนส์สีน้ำตาลอมเขียวให้ดูอ่อนลงแต่ธรรมชาติ และรอยสักปลอมตั้งแต่แขนจนถึงหลังมือขวา เพราะหากจะมีใครสังเกตเห็นเขา อย่างน้อยจุดเด่นตรงรอยสักนี้จะเป็นที่จดจำ และไม่อาจสืบสาวถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้



กริ๊ง…



เสียงกระดิ่งเล็กๆ ของร้านขนมปังดังขึ้นในที่สุด ซึ่งมีคือสัญญาณของการมีลูกค้าอีกคนเข้าร้าน



“ตรงเวลาชะมัด” บดินทร์อุทานขึ้นเบาๆ



หลิวลี่เฉิงเข้าร้านมาพร้อมรอยยิ้มแม้จะมองไม่เห็นพนักงานในร้าน แต่ชายหนุ่มก็เอ่ยทักทายออกมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงที่สดใส และทุกคนหน้าเคาน์เตอร์ก็เอ่ยทักเขากลับด้วยความเป็นเป็นมิตรและคุ้นชิน



ที่นั่งประจำ โต๊ะตัวที่สองถัดจากหน้าประตู ริมหน้าต่างบานใหญ่หน้าร้าน หลิวลี่เฉิงเดินเตาะแตะพร้อมไม้นำทางไปนั่งที่ประจำอย่างที่ในรายงานว่าไว้ เพียงครู่ขนมปังครัวซองอัลมอนด์พร้อมอเมริกาโน่ร้อนก็ถูกเสิร์ฟถึงโต๊ะ



บดินทร์ที่นั่งอยู่ตรงโต้ะเยื้องกันในจุดที่สามารถลอบมองเป้าหมายได้อย่างถนัดแต่ไม่ผิดสังเกต



หลิวลี่เฉิงเป็นคนตาบอดที่เรียกว่าบอดตาใส ดวงตาเขาเหมือนปกติเพียงแค่มองไม่เห็น ตอนไปสอนชายหนุ่มเพียงสวมแว่นตาใสๆ ธรรมดาเพื่อไม่ให้ดูผิดแปลก บุคลิกสมกับเป็นเหล่าซือที่ดูอ่อนโยนน่าคบหา เสื้อผ้าเรียบร้อย รอยยิ้มเป็นมิตรและมีลักยิ้มสวย เป็นคนที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อเพราะเหมือนจะมีบรรยากาศรอบตัวที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตาอยู่ตลอด



บดินทร์คิดในใจว่าขนาดเขายังรู้สึกดี ก็คงไม่แปลกเลยที่คนอย่างฮัวจะรักสินะ จากนั้นก็นั่งลอบมองหลิวลี่เฉิงอยู่แบบนั้นจนอีกฝ่ายออกจากร้านจึงตามออกไปด้วยแบบเนียนๆ วันนี้บดินทร์ตั้งใจเพียงสังเกตการณ์ไม่ได้ต้องการทำอะไรมากไปกว่านั้น ท้ายที่สุดแล้วจึงหยุดยืนมองชายตาบอดเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัยไปอย่างปลอดภัย



หมดภารกิจในเช้าวันนี้ พรุ่งนี้ตั้งใจจะลองมาใหม่ หงส์หนุ่มเดินหันหลังกลับมาหยุดที่ป้ายรถประจำทางหน้ามหาวิทยาลัย ไม่ขึ้นแท็กซี่เพราะต้องการอำพรางตัวในฝูงชน



ปึ่ก…



…???



ยืนปะปนกับคนทั่วไปได้เพียงครู่ บดินทร์ก็ถูกใครคนหนึ่งเข้าประชิดตัวแล้วชนไหล่เขาเบาๆ



"มาไกลจังนะครับคุณดิน"



ตกใจในทีแรก แต่เสียงกระซิบคุ้นหูก็ทำให้โล่งอก



"เดินตามผมมาทางนี้ครับ กลับบ้านกัน" ลูกน้องคนสนิทกระซิบจากด้านหลัง แล้วเบี่ยงตัวเดินนำออกไปก่อน บดินทร์รอจังหวะครู่หนึ่งแล้วเดินตามชายร่างเล็กในชุดกันหนาวสีดำตัวฟูไป



ไกลจากหน้ามหาวิทยาลัยไปประมาณสองตรอก ผ่านซอกซอยเข้าไปมีตรอกที่ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยรถจอดนิ่งอยู่ทั้งสองฝั่ง บดินทร์เดินตามธันวาไปขึ้นรถเก๋งสีดำที่จอดอยู่ตรงริมฟุตบาตเป็นคันที่สาม เข้ารถได้ ก็ออกจากที่จอดไปอย่างช้าๆ ทะลุตรอกออกถนนใหญ่ พอขึ้นโทลเวย์เห็นว่าปลอดภัยไม่มีอะไรผิดปกติหรือคนตามแล้ว ธันวาก็รีบหันไปคุยกับเจ้านายที่นั่งเงียบอยู่ข้างคนขับ



"คุณดินทำไมหนีออกมาคนเดียวเงียบๆ แบบนี้ล่ะครับ!? มือถือก็ไม่ยอมเอามา ตอนผมเอาอาหารเช้าไปให้ที่ห้องแล้วไม่เจอคุณ หัวใจผมเกือบวายตายเลยนะครับรู้ไหม!? " ผู้ดูแลโวยวายคล้ายจะร้องไห้ออกมาได้



"อ้าวแล้วนายตามฉันมาถูกได้ยังไง? " บดินทร์ถามเสียงเรียบราวกับไม่รู้สึกผิด ทั้งที่ใจจริงก็แอบสงสารธันวาอยู่ไม่น้อย



"เดาไม่ยากหรอกครับ ในเมื่อคุณให้สืบเรื่องหลิวลี่เฉิง คุณต้องตามมาดูด้วยตาถึงที่แน่" ธันวาให้คำตอบ



"นั่นไง นายก็รู้นี่ว่าฉันจะไปไหน แล้วจะตื่นเต้นทำไม? ฉันจะไปไหนเดี๋ยวนายก็ตามเจอ" บดินทร์ย้อนกวนๆ



"โถ่ คุณดินครับ ถ้าจะทำแบบนี้อีกก็ฆ่าผมก่อนเถอะ" โดนเจ้านายว่าแบบนั้นธันวาก็แทบร้องไห้ออกมา สงสารตัวเองเป็นที่สุด



"อย่าเพิ่งรีบตายเลย พรุ่งนี้ฉันก็จะไปอีก ในเมื่อนายรู้แล้วก็พาฉันไปส่งด้วยแล้วกัน" นายเหนือตอบชิล พร้อมกับลูกน้องที่ได้แต่ถอนหายใจทั้งน้ำตา



บดินทร์ปล่อยให้ลูกน้องได้นั่งทุกข์ทรมานไปอย่างอิสระ เขาเอนตัวลงบนเบาะนุ่มเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ วันนี้ฟ้าใสจนสามารถเห็นท้องฟ้าสวยได้ในรอบหลายวัน เวลา 9 โมงเช้า ดวงอาทิตย์ทำมุมพอดีกับยอดตึกสูงเมื่อรถเริ่มแล่นเข้าสู่เงาของเมืองใหญ่ บดินทร์หรี่ตามองที่แสงเจิดจ้านั้น…



ดนัย…ไม่อยู่เกือบสัปดาห์แล้ว



ความคิดถึงใครบางคนวาบเข้ามาในหัวโดยไม่ตั้งใจในจังหวะที่บดินทร์กำลังปลดปล่อยความรู้สึกไปกับวิวริมทาง



แต่ถึงขนาดรู้ตัวว่ากำลังคิดถึงใคร หงส์หนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องสลัดความคิดนี้ทิ้ง เพราะทุกความนึกคิดตอนนี้คือเรื่องจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธหรือหลอกตัวเองได้ ถึงตลอดระยะเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมันจะไม่อาจเรียกได้ว่ามีความสุข แต่ตอนฝ่ายนั้นไม่อยู่มันกลับเหงายิ่งกว่า… บดินทร์ดำดิ่งลงไปกับความรู้สึกนี้ แล้วหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความง่วงงุนเข้าครอบงำแล้วหลับไป



.

.

.

.

.



“เอ้ออออ ลุงเพชร ลุงช่วยผมทีสิ ผมจะทำยังไงให้คุณดินเขาไม่ออกไปเพ่นพ่านข้างนอกดีอ่ะ ดูสิเมื่อเช้าจู่ๆ ก็หนีออกไปไม่บอกกล่าว หัวใจไอ้ธันวาจะวายตายแล้วเนี่ย ฮืออออ”



หลังจากเสร็จภารกิจพานายเหนือกลับขึ้นห้องทำงานและจัดเวรยามการ์ดดูแลจับตาแล้ว ธันวาก็เดินอ่อนแรงลงมานั่งปรับทุกข์ให้กับพ่อบ้านเพชรได้ฟังถึงความเจ็บปวดรวดร้าวในอาชีพการงาน ที่อยู่ดีๆ เปิดประตูห้องเข้าไปแล้วนายหาย ระดมหากันทั้งตึกก็ไม่เจอ แถมโทรศัพท์มือถือที่ติดเครื่องติดตามตัวก็ไม่ยอมพก โชคยังดีที่เดาได้ไม่ยากว่านายไปไหน แต่การออกไปเดี่ยวแบบนั้น หากถูกศัตรูที่ไม่ทันระวังทำอะไรระหว่างทางเข้า ธันวาคนนี้ได้ใจขาดจริงๆ แถมยังหัวขาดกระเด็นด้วย!



“หัวหมุนเลยสินะเอ็ง” พ่อบ้านเพชรเอ่ย ขณะเช็ดแก้วใสบนโต๊ะเคาน์เตอร์



“เป็นลูกข่างเลยเนี่ย คือลุงเข้าใจผมไหมอ่ะ จะขัดคำสั่งก็ไม่ได้ แต่จะให้ทำตามก็ไม่ได้อ่า โอ้ยอยากจะร้องไห้” รำพันไปพลางเอาหัวโขกโต๊ะเบาๆ สองสามครั้งด้วยความละเหี่ยใจ "ผมอยากดูแลคุณดินให้ดีที่สุดอ่ะ แต่บางทีก็ไม่รู้เลยว่าคุณเขาคิดอะไรอยู่"



พ่อบ้านเพชรยืนฟังธันวาบ่นเงียบๆ ยิ้มพึงใจกับความร้อนรนของอีกฝ่าย "ตอนแรกข้าก็ไม่อะไรกับหงส์คนนี้หรอกนะ แต่พอเห็นสภาพเอ็งตอนนี้แล้วข้าว่าข้าชักจะเริ่มชอบเขาขึ้นมาแล้วว่ะ"



“เห็นอย่างนั้น แต่คุณดินเป็นคนดีมากเลยนะลุง อีกหน่อยลุงต้องชอบเขามากแน่นอน” ธันวาพูดขึ้นทั้งที่ยังทิ่มหน้าอยู่กับโต๊ะ



“อืม ข้าชอบเขามากเลยที่ทำให้เอ็งดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้แบบนี้ ฮ่า ฮ่า” พ่อบ้านเพชรพูดพลางหัวเราะร่า เห็นไอ้ลูกลิงที่เมื่อก่อนเกเรเกตุงไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมจนคุมไม่อยู่ ตอนนี้กลับต้องมานั่งร้องไห้กับการคุมคนไม่อยู่เสียเอง ช่างเป็นเวรกรรมตามทันที่สงสารไม่ลงเลยทีเดียว



“โถ่ลุง...อย่าด่าผมนักสิ มันเจ็บกระดองใจนะ”



“เฮอะ นี่ข้าชมนะ ใครว่าด่าล่ะ หึหึ”



“ลุงง่า...” ธันวางอแงกับลุงเพชรหรือพ่อบ้านเพชรนั้นเป็นผู้อาวุโสที่ดูแลธันวามาตั้งแต่เริ่มเข้ามาฝึกเป็นบอดี้การ์ดของดนัย



เพราะมัวแต่นั่งกึ่งนอนเอาหน้าซุกอยู่กับเคาน์เตอร์บาร์ และเจ็บปวดไปกับเสียงหัวเราะเยาะของพ่อบ้านเพชรจึงทำให้ธันวาไม่ทันได้รู้สึกตัวว่ามีอีกคนเข้ามายืนฟังบทสนทนาไร้สาระระหว่างเขากับพ่อบ้านเพชรอยู่อีกคน



ผู้อาวุโสหันไปเห็นผู้มาใหม่ จึงพยักหน้าให้เป็นสัญญาณทักทาย และฝ่ายนั้นเพียงพยักหน้าอย่างสุภาพในเชิงว่าขอรบกวนด้วย ก่อนที่พ่อบ้านเพชรจะหันไปจัดการกลั่นกาแฟสดเพื่อให้เจ้าของออร์เดอร์ได้จิบยามเช้าอย่างรู้ใจ แม้จะไม่ใช่หน้าที่ตน



ผู้มาใหม่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลบาร์ข้างกันกับคนที่ยังคงเอาแต่หมอบ และธันวาก็สะดุ้งขึ้นมองทันทีที่รู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามานั่งใกล้



‘พี่นพ?’



ธันวาตกใจกับการที่อีกฝ่ายมานั่งใกล้ แต่มานพกลับไม่ได้แสดงอาการอะไร เขาเพียงแค่รับกาแฟจากพ่อบ้านเพชรมาดื่มไปเงียบๆ เท่านั้น



‘ก…เกิดอะไรขึ้นวะ?’ ธันวาได้แต่นิ่งอึ้ง หัวใจเต้นโครมครามไปด้วยความสงสัยในทีท่าของอีกฝ่าย ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องราวแตกหักก็ร่วมสองปีมาแล้ว จำได้ว่ามานพจะไม่มีวันเข้าใกล้เขาแบบนี้เด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น หรือต่อให้เข้าหาก็หมายความว่าเขาจะต้องเจ็บตัวจากการโดนอีกฝ่ายซ้อม…



แล้วนี่…มานั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ แบบนี้ คงไม่ได้จะเอากาแฟร้อนๆ นั่นมาราดหัวเขาหรอกนะ! ?



ธันวาร้อนรนอยู่ในใจ แอบขยับตัวตั้งท่าจะกระโดดหลบหากจู่ๆ มานพจะสาดกาแฟแก้วนั้นมา เพราะถึงเขาจะยังไม่ได้ทำผิดอะไร ก็ใช่ว่าฝ่ายนั้นจะหาเรื่องเขาไม่ได้เสียหน่อย



“เป็นอะไรของเอ็งไอ้ธัน? ทำท่าอย่างกับลูกแมวเจอหมา ปกติเอ็งชอบกวนตีนไอ้นพมันไม่ใช่เรอะ?” พ่อบ้านเพชรหันไปแซว เมื่อเห็นสภาพตั้งการ์ดเต็มที่ของธันวาเข้า



“ผมเปล่าเสียหน่อย” ธันวารีบปฏิเสธเสียงต่ำ พยายามไม่ทำตัวมีพิรุธใดๆ เขากับมานพต่างคนต่างอยู่มาร่วมสองปีแล้วใครๆ ต่างก็รู้ แถมในสองปีที่ผ่านมาเขาทำตัวกร่างใส่ฝ่ายนั้นเพื่อปกปิดความรู้สึกของตัวเองจะแย่ กวนจนขนาดโดนซ้อมปางตายอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมสองสามวันมานี้ มานพถึงได้มีปฏิกิริยากับเขาผิดแผกไปจากเดิมนัก จนเขาเองก็เกือบเก็บอาการหวั่นไหวไม่อยู่



“เออ เอาเถอะๆ นานๆ ทีเห็นเอ็งสองคนนั่งอยู่ข้างกันโดยไม่ตีกันได้ ข้าก็สบายใจแล้ว” พ่อบ้านเพชรตัดบท ไม่ต้องการไล่ต้อนคนที่หลังชนฝาแล้วอย่างธันวามากนักเพราะความเอ็นดู เพียงครู่ผู้อาวุโสก็ขอตัวเดินออกไปจากจุดนั้นเพราะยังมีงานที่อื่นต้องดูแลต่อ



ทิ้งให้หมาใหญ่กับแมวจรได้นั่งอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง







‘เอาไงดี ถ้าลุกออกไปตอนนี้จะดูเสียหมาไปไหมวะ’ ธันวาคิดอย่างกระวนกระวายในขณะนั่งข้างมานพที่ยังคงนั่งจิบกาแฟเงียบเชียบ



‘คง…ไม่มีอะไรหรอกมั้ง นั่งวางมาดอีกสักแปบค่อยลุกแล้วกันเรา’ ธันวาคิดเข้าข้างตัวเองไปแบบนั้น แล้วหันกลับไปดื่มกาแฟของตัวเองที่เริ่มชืดไปแล้วบ้าง ‘รีบดื่มให้หมดแล้วค่อยไปก็แล้วกัน’



แต่ในจังหวะที่กำลังจะยกแก้วดื่มนั่นเอง จู่ๆ มานพก็ลุกขึ้นแล้วโน้มตัวเข้าหาธันวาอย่างกะทันหัน เล่นเอาธันวาสะดุ้งเสียจนแก้วกาแฟเกือบหลุดจากมือ ในใจคิดว่าคงโดนเล่นงานอะไรอีกแน่ แต่ในความเป็นจริงแล้วฝ่ายนั้นทำเพียงแค่เอื้อมมือมาหยิบกระดาษทิชชู่ที่ตั้งอยู่อีกด้านของธันวาเท่านั้น ‘หัวใจเกือบวายตาย!!!!’



แต่…เหมือนการหยิบทิชชู่จะใช้เวลานานเกินไปหน่อยแล้ว ในระยะแนบชิดนี้ธันวารู้สึกเห็นลางหายนะเริ่มเข้าใกล้จึงรีบวางแก้วลงทันใดแล้วตั้งใจกระเด้งตัวออกจากเก้าอี้เพื่อหนี แต่ก็ไม่ทันกับมานพที่จ้องจับเอาไว้ก่อนแล้ว คนจะหนีจึงถูกคว้าข้อมือไว้ได้ทันท่วงที



เดาเอาไว้ไม่มีผิด!!



ธันวาอยากจะทุบหัวตัวเองที่ไม่ไหวตัวหนีให้เร็วกว่านี้ มัวแต่นั่งบื้อใบ้อยู่ข้างกายอีกฝ่ายด้วยการหลอกตัวเองว่าทำเพื่อศักดิ์ศรี ไม่หนีเพราะกลัวเสียหน้า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วแค่อยากตักตวงเวลาที่จะได้อยู่ใกล้กันอย่างสงบเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น



ข้อมือถูกจับไว้แน่นหนายากสะบัด ร่างถูกหมุนไปพร้อมเก้าอี้สตูลบาร์จนหลังกระแทกเคาน์เตอร์บาร์โดยมีร่างสูงใหญ่ของมานพคร่อมทับไว้ในท่าประจันหน้ากัน มือข้างหนึ่งจับมือธันวาไว้ ส่วนอีกด้านก็ใช้เท้าไว้กับเคาน์เตอร์ปิดกั้นทุกช่องทางการหนีอย่างสมบูรณ์



ธันวาที่ถูกกดไว้กับเก้าอี้สตูลบาร์เงยหน้าสบตากับมานพทันทีที่ถูกล็อคตัวไว้ เรื่องระหว่างเขาอีกฝ่ายไม่ได้มากมาย เพราะหากไม่ได้มีเรื่องที่ต้องสะสางหัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างมานพไม่มีทางเข้าใกล้คนที่เกลียดแสนเกลียดอย่างเขาเป็นแน่ ดังนั้นการที่จู่ๆ ถูกกักตัวเอาไว้แบบนี้ไม่แคล้วเพราะเรื่องที่หงส์หนีออกจากบ้านไปเฝ้าหลิวลี่เฉิงเมื่อเช้าเป็นแน่ มานพนั้นมีหูตาเป็นสับปะรด เรื่องใหญ่ขนาดนี้จึงไม่มีทางรอดหูรอดตาอีกฝ่ายไปได้



แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งที่ถูกกดเอาไว้ได้แล้วแท้ๆ มานพกลับยังไม่ยอมเอ่ยอะไรนอกจากเอาแต่จ้องหน้าธันวานิ่งอยู่อย่างนั้น



‘ไหนว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่เข้าใกล้กันเด็ดขาดไง…แล้วทำไมถึง…’ ธันวาได้แต่ลอบกลืนน้ำลายด้วยความไม่เข้าใจ ก้อนเนื้อในอกคล้ายจะระเบิดออกมาเต้นข้างนอกอยู่แล้ว ถ้ายังจ้องกันอย่างนี้ไม่เลิกเขาต้องเผลอแสดงอาการแปลกๆ ออกไปแน่ๆ และแปลกสุดตอนนี้เลยคือการที่เขาไม่สามารถตอบโต้อะไรอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่การขืนตัวออกจากสายตานี้



สถานการณ์อันตรายเกินไปจนธันวาทำตัวไม่ถูก ได้เพียงแค่นั่งก้มหน้าหลบสายตาที่จ้องราวกับจะทะลุของมานพจนหูคอแดงไปหมด ‘สถานการณ์แบบนี้มันอะไรวะเนี่ย!! ?’ ธันวาสติแตก ใบหน้าร้อนผ่าวจนตัวเองยังรู้สึกได้ แย่แล้ว แบบนี้มันแย่เกินไป เวลาผ่านไปไม่กี่นาทีแต่ธันวาก็แทบจะหมดแรงแล้ว ‘มาจ้องกันเงียบๆ แบบนี้ สู้ตีเข้าให้ตายเหมือนอย่างปกติยังจะดีเสียกว่า!’



บอดี้การ์ดตัวเล็กพยายามดึงมือออกจากการเกาะกุม แต่มานพมือกาวเกินไปจนไม่สามารถขยับ ร่างที่ใกล้ ลมหายใจที่เป่ารดอยู่ตรงหน้า ทำเอาธันวาเขินจนทำตัวไม่ถูก สุดท้ายเมื่อลองพยายามแล้วแต่ไม่อาจขัดขืนแรงของมานพได้ ธันวาก็ทำได้เพียงหลับตาแน่น และเกร็งไปหมดทั้งตัวอย่างผิดวิสัย ‘จะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว!’



มานพนิ่งมองคนในกรงแขน ทุกอย่างกระจ่างชัดในสายตาทั้งต้นคอที่แดงเห่อและใบหูที่แดงก่ำราวถูกของร้อนนาบ ปฏิกิริยาไร้เดียงสาที่แสดงออกมาต่อหน้าคนที่ผ่านโลกมามากกว่าเป็นรอบแบบนั้น ย่อมไม่ต้องมามัวนั่งตีความ



‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’ คือคำถามที่คาใจ แต่มานพกลับไม่ต้องการที่จะไต่ถามอีกฝ่าย กลัวว่าคำตอบที่ได้จะทำให้ต่างฝ่ายยิ่งเจ็บปวด เขาไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยถึงสายตาที่ธันวาใช้มองมากระทั่งเมื่อไม่นานนี้ที่ได้เห็นความเจ็บปวดรวดร้าวในดวงตานั้น ได้ยินคำพูดนั้น...

‘พี่ต่างหากที่ไม่เคยรู้อะไรเลย’ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามองธันวาต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย



จากเดิมที่เคยเป็นน้องน้อยให้ต้องดูแลปกป้องสอนสั่ง



จากเดิมที่เคยเป็นคนเลี้ยงไม่เชื่องที่ทำให้เขาเจ็บเจียนตายจนไม่อาจกลับไปญาติดีด้วยได้



จากเดิมที่เคยเกลียดแสนเกลียด...



แต่เสียงหัวใจกับใบหูแดงก่ำเต็มไปด้วยความประหม่าของธันวายังติดอยู่ในความทรงจำที่ไม่อาจสลัดออกจากหัวได้ ทั้งที่พยายามตัดออกจากความรู้สึกมาหลายครั้งต่อหลายครั้ง มานพรู้ดีที่สุดว่าเขาไม่มีทางเข้าใจผิดไปเองอย่างแน่นอน เพราะถึงอย่างไรธันวาคนนี้ก็คือเด็กที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เยาว์วัย พวกเขาทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันไม่ต่างจากพี่น้องร่วมอุธรณ์ที่ผูกพันแน่นแฟ้น ดังนั้นความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างของธันวานั้น เพียงมองปราดเดียวเขาก็เข้าใจแล้ว



แล้วยิ่งความรู้สึกของอีกฝ่ายที่ยิ่งนานวันยิ่งแจ่มชัดแบบนี้



มันยิ่งทำให้เขารู้สึก...แย่



มานพจ้องแขนเล็กในมือที่กำลังสั่นระริก เอาเข้าจริงตอนนี้คนในกรงแขนนั้นเกร็งจนสั่นเป็นลูกนกไปทั้งตัวด้วยความที่ไม่อาจหลีกหนีจากเงื้อมมือของหัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างเขาได้ ถึงจะแข็งแรงแต่ธันวาก็ถือว่าเป็นผู้ชายตัวเล็ก ส่วนเขาก็ตัวสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปจึงไม่ยากเลยที่จะกักกันคนตรงหน้าไว้ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต่างจากทุกครั้งที่เขาซ้อมธันวาปางตายตลอดหากต้องปะทะกัน



แต่วันนี้เขากลับ...ไม่ได้รู้สึกอยากทำให้เจ็บ



"ถ้าพรุ่งนี้นายมึงจะไปหาหลิวลี่เฉิงอีก มึงจงเอาพวกไอ้เอกกับทศสักสี่ห้าคนไปคอยเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย"



มานพเอ่ยขึ้นในที่สุด เพื่อเบี่ยงเบนเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในหัวใจ ได้ยินแบบนั้นธันวาก็เริ่มหายเกร็ง ร่างแดงเป็นกุ้งต้มที่เอาแต่ก้มงุดเริ่มแสดงอาการที่ดูปกติวิสัยขึ้น



"จำไว้ ถ้ามึงทำให้นายมึงฟังมึงไม่ได้ มึงก็ต้องหาทางปกป้องนายมึงให้ได้แทน" มานพสอน นี่คงเป็นคำสอนในฐานะรุ่นพี่บอดี้การ์ดครั้งแรกในรอบสองปี ที่มานพยอมเอ่ยปากสอนธันวาดีๆ โดยไม่ต้องมีคำสั่งของดนัยบังคับ



"สามวันนี้กูจะไม่อยู่เพราะนายท่านสั่งงานมาให้กูไปตามสืบเรื่องพงศธร เพราะดูเหมือนพรรคใหญ่กำลังมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ เพราะงั้นมึงต้องตั้งสติดูแลนายมึงให้ดี อย่าเผลอปล่อยให้ออกไปเดินท่อมๆ ข้างนอกคนเดียวเหมือนอย่างวันนี้อีก" มานพสั่งยาว ในขณะที่คนฟังอย่างธันวายังคงนั่งก้มหน้าเงียบ



"!!!!?? " ธันวาสะดุ้งเมื่อถูกมานพใช้มือใหญ่ช้อนปลายคางขึ้นโดยไม่ตั้งตัว



"ตอบมา มึงเข้าใจที่กูบอกใช่ไหม? " มานพกดเสียงต่ำลงเพื่อถามแกมข่มขู่



"อือ อือ! " ธันวารีบตอบพร้อมสะบัดหน้าหนีออกจากมือของอีกฝ่าย แน่นอนว่าหน้าของเขาตอนนี้ยังคงแดงจัดลงไปถึงคอ จึงต้องรีบชักสีหน้าแสร้งว่าไม่พอใจ แล้วรีบหลบให้พ้นจากสายตาของมานพโดยเร็ว



ได้คำตอบแล้วก็จริง แต่มานพก็ยังอ้อยอิ่งไม่ยอมปล่อยมือหรือออกห่างจากธันวาโดยง่าย ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวคือกำลังยืนยันความจริงกับตัวเองถึงความรู้สึกของธันวา



ซึ่งมันชัดเจนแล้ว…



มานพลอบสูดหายใจแล้วหลับตาแน่น ในหัวใจชายหนุ่มตอนนี้มันหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าธันวาหักหลังลอบเป็นชู้กับเมียเขาเสียอีก มานพได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ



…ขอล่ะ อย่าให้ธันวารู้สึกต่อเขามากไปกว่านี้เลย



บอดี้การ์ดร่างใหญ่ยอมปล่อยตัวของธันวาในที่สุด ต่างฝ่ายต่างหมดหัวข้อสนทนา มานพเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงธันวาที่ยังคงนั่งเสมองไปทางอื่น



ลับร่างอีกฝ่ายธันวาระบายลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วหลับตาแน่น ในหัวใจชายหนุ่มตอนนี้มันหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าตอนที่ถูกมานพเกลียดจนไม่เผาผีเสียอีก ธันวาได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ



…ขอล่ะ ขออย่าให้มานพรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาเลย



.

.

.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


บ่ายวันเดียวกันนั้น บดินทร์ได้รับการฝึกศิลปะการต่อสู้เพิ่มเติมจากธันวาตามตารางที่ดนัยมอบหมายไว้ให้ แม้ตัวจะไม่อยู่แต่มังกรของพรรคก็ให้ตารางเรียนแก่ว่าที่หงส์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าหงส์คนนี้จะโดดไปทำเรื่องอื่นๆ ตามใจอยากเสียหลายวันก็ตาม



การเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวเหล่านี้ก็ไม่ต่างกับที่บดินทร์เคยเรียนสมัยที่ต้องเล่นละครที่มีคิวบู้ เพียงแต่ตอนนั้นสามารถใช้สตั้นแมนได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างคือของจริง



“วันนี้ดีขึ้นเยอะเลยนะครับคุณดิน แบบนี้คงพอจะเอาตัวรอดได้บ้างแล้ว” ธันวาเอ่ยชมเจ้านายที่เริ่มมีทักษะมากกว่ามวยข้างถนนอย่างช่วงแรกแล้ว



“ก็นายจับฉันฝึกเข้มข้นมาสามวันติดแล้วนี่ จะไม่ให้ดีขึ้นบ้างได้ยังไง?” บดินทร์บ่นขณะนั่งพักเหนื่อย จิบเกลือแร่ไปพลาง



ธันวาเพียงยิ้มบางให้กับการบ่นของเจ้านายพลางคิดในใจ ‘จะไม่ให้ฝึกเข้มได้ไงล่ะครับ คุณดินเล่นไม่กลัวอันตรายอะไรเลย ออกไปข้างนอกคนเดียวทั้งที่ตัวเปล่าเล่าเปลือยไม่มีทักษะต่อสู้ ไม่มีอาวุธแบบนั้น ผมนี่แหละที่จะหัวใจวายตายแทนแล้วคร้าบ’



“วันนี้หมดแค่นี้แล้วใช่ไหม ฉันจะได้ไปพักก่อน คืนนี้ยังต้องดูเอกสารที่เจ้านายของพวกนายให้ไว้กองพะเนินอ่านไม่หวาดไม่ไหวอีก”



“ครับคุณดิน เดี๋ยวผมไปจัดการเรื่องมื้อเย็นให้นะครับ”



“อืม”



เมื่อตกลงกันได้ นายบ่าวก็ตั้งท่าจะแยกย้าย โดยบดินทร์ตั้งใจกลับขึ้นไปที่ห้องเพื่ออาบน้ำชำระเหงื่อไคลก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยจัดการเรื่องที่ดนัยสั่งเอาไว้ต่อ



“เอ่อ…โทรศัพท์มือถืออยู่ไหนครับคุณดิน” ธันวาถามขึ้นขณะเดินกลับมาส่งบดินทร์ที่ห้อง



“ไม่รู้สิ บนโต๊ะทำงานล่ะมั้ง ฉันไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่น่ะ” บดินทร์ไหวไหล่ไม่รับรู้



“เอ่อคุณดิน…คืออันที่จริงแล้ว…” ธันวาอึกอัก “มือถือเครื่องนั้นนายท่านให้ผมนำมาให้คุณดินพกเอาไว้ครับ โดยกำชับเอาไว้ว่าห้ามบอกคุณ…” ก่อนเฉลยบางอย่างให้หงส์ของตนได้รับรู้



“…ทำไมต้องกำชับไม่ให้รู้?” บดินทร์ฉงน พอถามกลับไปแล้วเจอทีท่าอึกอักของธันวาเข้าจึงเริ่มรู้ตัว “อย่าบอกนะว่าเครื่องติดตามตัวในมือถือนั่น คือดนัยให้ใส่เอาไว้เพื่อที่เขาจะได้เช็กได้ว่าฉันอยู่ที่ไหนใช่ไหม?”



ธันวาเงียบกริบไร้การตอบโต้ แบบนี้ยิ่งเดาได้ไม่ยากเลยว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้อง



“เขารู้แล้วใช่ไหมว่าฉันไปอยู่คาสิโนมา” บดินทร์ถามอย่างตรงไปตรงมา



“………….” แต่ธันวากลับไม่ยอมตอบ



แบบนั้นยิ่งทำให้บดินทร์ต้องข่มขู่ “บอกความจริงมาก่อนที่ฉันจะโกรธ ธัน”



“…เอ่อ….ครับคุณดิน นายท่านทราบแล้วที่คุณดินไปคาสิโน…” แล้วธันวาก็ต้องยอมตอบ



“……………” และคำตอบของธันวาก็เรียกอารมณ์ขุ่นข้องให้บดินทร์พอสมควรทีเดียว “งั้นก็กองเอาไว้ที่เดิมนั่นแหละ ฉันไม่มีทางพกมันอีกเด็ดขาด! ”



“คุณดินครับ…”



“เงียบไปเลย! ฉันจะกลับห้องไม่ต้องตามมา! ”



โดนบดินทร์โกรธจริงจังแบบนั้นเข้าไปเล่นเอาธันวาทำตัวไม่ถูก อยากตบปากตัวเองสักร้อยทีที่ดันปากรั่วปากสว่าง ทั้งที่นายท่านก็สั่งเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าห้ามบอกแต่เขาก็ยังปากพล่อยเพราะดันนึกว่าบดินทร์จะดีใจที่เห็นว่านายเหนืออย่างดนัยเป็นห่วง



ผิดแผนไปหมดแล้ว!

.

.

.







กลับขึ้นมาบนห้องได้ บดินทร์ก็รีบควานหาไอ้มือถือเครื่องสวยเจ้าปัญหาด้วยความหงุดหงิด อุตส่าห์ตั้งใจจะโชว์ผลงานว่าไม่ใช่แค่คนไม่เอาไหน แต่สามารถทำได้ถึงขนาดปลอมตัวเข้าไปสืบข่าวถึงรังของศัตรูได้ อยากมีผลงานไว้เซอร์ไพรซ์ให้คนอยู่ไกลได้แปลกใจ



ที่ไหนได้ ฝ่ายนั้นดันรู้ความเคลื่อนไหวของเขาทุกอย่าง จนรู้สึกราวกับว่าตัวเขาเองเป็นแค่เด็กน้อยเล่นขายของก็ไม่ปาน



หงุดหงิด…



แต่ก็แค่นั้น เพราะในท้ายที่สุดก็เข้าใจดีว่าที่ดนัยทำแบบนั้นก็คงเพราะความเป็นห่วงหงส์เพียงคนเดียวของพรรคอย่างเขาอยู่แล้ว แต่ถึงรู้อย่างนั้นก็ยังอดหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดี



“ขนาดไม่อยู่ตั้ง 2 อาทิตย์ก็ยังอุตส่าห์กวนใจกันได้นะ” บดินทร์บ่นพลางมองโทรศัพท์มือถือในมือ



RRRRRRRRRR….



“!!! ???”



จู่ๆ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น บดินทร์ตกใจเล็กน้อยเพราะหลายเดือนที่ผ่านมาเขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีความรู้สึกว่าต้องรับสายใครมานาน บดินทร์ได้แต่จ้องหน้าจอด้วยความฉงน มีเสียงเรียกเข้าแต่หน้าจอกลับไม่มีเบอร์โชว์ หงส์หนุ่มคาดการณ์คนหนึ่งเอาไว้ในใจ คนที่กล้าโทรหาเขาในเวลาแบบนี้ได้ น่าจะเดาไม่ยาก



“ฮัลโหล?” บดินทร์กรอกเสียงลงไป



“ไงครับดิน คิดถึงผมอยู่หรือเปล่า?” แล้วปลายสายที่ตอบกลับมาก็เป็นไปอย่างที่คาดเดา กวนได้แบบนี้มีเพียงหนี่งเดียว ‘ดนัย’



“ไม่” บดินทร์ตอบห้วน



“ใจร้ายจัง ไม่เจอกันตั้งอาทิตย์คุณไม่คิดถึงผมสักหน่อยเลยเหรอ?” แต่ดนัยก็ยังอ้อนได้ต่อ



“ไม่” บดินทร์ย้ำคำเสียงแข็ง



ปลายสายเงียบไปครู่ แล้วเสียงหัวเราะบางๆ กับคำสารภาพก็ตามมา “โกรธผมเหรอ...ขอโทษนะ”



“ขอโทษผมเรื่องอะไร?” บดินทร์แกล้งถาม



“ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบ ผมอาจเอาแต่ใจที่ไม่บอกคุณ แต่คุณย่อมรู้ดีที่สุดว่าผมทำไปเพื่อใคร”



ใช่...บดินทร์รู้ดีอย่างที่ดนัยพูด เขายังอ่อนด้อยในโลกฝั่งนี้ ไม่แปลกที่ฝ่ายนั้นจะห่วง สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าโกรธอีกฝ่ายหรอก แค่เคืองที่ถูกคุมราวกับเด็กๆ แต่พอถูกขอโทษแบบนี้บดินทร์ก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจอะไรอีก



“...ผมก็แค่อยากลงมือทำอะไรบ้าง อย่างน้อยตอนรับตำแหน่งจะได้ไม่ดูไร้พิษสงนัก” บดินทร์ตอบเสียงเบา แต่ไม่ได้พูดอีกอย่างที่เป็นต้นเหตุของอาการบ้าบิ่นทั้งหมด



‘เขาอยากทำให้ดนัยเห็น แล้วรู้สึกภูมิใจในตัวของเขาบ้าง...’



“ดิน…ผมภูมิใจในตัวคุณจัง”



แต่แล้วจู่ๆ ดนัยกลับพูดสิ่งที่เขาอุตส่าห์เก็บงำซ่อนเอาไว้ออกมา



“ไม่ว่าใครจะว่ายังไง หรือคุณจะรู้สึกว่าตัวคุณเป็นแบบไหน แต่ในสายตาของผมคุณคือคนที่มีความกล้าเกินกว่าที่ใครจะนึกถึง” น้ำเสียงชื่นชมที่ไหลเรื่อยมาจตามสาย ทำเอาบดินทร์พูดอะไรไม่ออก ทำไมนะ…เจ้าพ่อดนัยคนนี้ถึงได้มีทักษะในการโอ้โลมเก่งนัก มิน่าเล่าเหล่าลูกน้องถึกทึนทั้งหลายของมังกรคนนี้ถึงได้จงรักภักดีนัก เพราะขนาดเขาเองยังรู้สึกว่าไม่อาจต้านทานคำหวานของดนัยได้นานนัก



“เลิกอวยน่า ผมรู้แล้วว่าธันวาเลียนแบบคำพูดน้ำเน่าแบบนี้จากใคร” บดินทร์รีบตัดบทก่อนที่เขาจะไขว้เขวไปกับคำชมของอีกฝ่าย



“หึหึ น้ำเน่าที่ไหนกัน ผมไม่โกหกคุณหรอก” ดนัยหัวเราะชอบใจ



“หึ ก็โกหกมาตลอดนี่ เชื่อไม่ได้หรอก” แต่แล้วก็ถูกบดินทร์แขวะกัดเอาจนได้ ระหว่างคนทั้งคู่นี้หวานได้ไม่นานจริงๆ เพราะพอสิ้นคำต่อว่าปลายสายก็เงียบไป



“ก็ผมเป็นโจร คำพูดโจรก็เชื่อได้แค่สิบในร้อย” ดนัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “คุณที่เป็นเมียโจร ก็ควรรู้ทักษะนี้ไว้นะ…คุณจะได้รู้ว่าอันไหนคือสิบที่เชื่อได้”



“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แค่นี้นะ ผมอยากพักผ่อน” บดินทร์ตัดบท ถึงจะรู้ดีว่าเป็นเขาเองที่ไปยั่วโมโหอีกฝ่ายก่อน แต่พอเป็นฝ่ายโดนว่าบ้างก็ไม่อยากเสวนาต่อแล้ว



“ผมเป็นห่วงคุณนะดิน” แต่ดนัยยังไม่ยอมวาง แล้วเริ่มเข้าเรื่องจริงจัง “ผมอยากให้คุณปล่อยมือจากเรื่องของฮัวเสีย”



“ทำไม? เพราะหล่อนเป็นแค่ตัวเบี้ยบนกระดาน?” บดินทร์คาดเดาความหมายของคำพูดของดนัยว่าอย่างนั้น เพราะใครต่อใครต่างก็พูดกับเขาแบบนี้ไม่ต่างกัน…พูดว่าการที่เขาเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับเรื่องของฮัวคือเรื่องไร้สาระ



“เพราะหล่อนอันตรายต่างหาก” แต่เหมือนบดินทร์จะเดาผิด “ฮัวเป็นคนเลือดเย็น และไม่เคยสนใจกฎเกณฑ์ใดๆ มือหล่อนเปื้อนเลือดจนไม่มีทางล้างออก…”



“และผมไม่จำเป็นต้องยุ่งกับเธอ เพราะไม่ได้มีส่วนสำคัญในการขึ้นเป็นหงส์ด้วย ซึ่งอันนั้นผมรู้แล้ว…”



“ไม่ใช่ไม่ให้ยุ่งเพราะหล่อนไม่สำคัญ แต่เพราะกลัวจะเกิดอันตรายที่ผมควบคุมไม่ได้กับคุณต่างหาก”



“……???”



“ฮัวเป็นคนของพงศธรที่ถือว่าเป็นรองประมุขของพรรควิษธร เกิดอะไรขึ้นกับคุณแน่นอนว่าเขาต้องรับผิดชอบ แต่คงไม่มากพอให้ได้ชีวิตคุณคืนแน่ แล้วถ้ายิ่งเขาตัดฮัวออกจากพรรคเป็นการลงโทษ ต่อให้ฆ่าหล่อนทิ้งได้ก็ทำอะไรพงศธรไม่ได้อยู่ดี คุณเข้าใจความอันตรายนี้ไหม?”



ดนัยย้ำคำหนักแน่น



“เพราะฮัวคือเบี้ยของพงศธร ถ้าคุณอยากจะเป็นหมากบนกระดานเดียวกัน ก็อย่าเพิ่งเอาตัวไปใกล้ให้ต้องโดนกินกันง่ายๆ เลย”



บดินทร์เงียบฟังพร้อมหัวใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะ เห็นจริงอย่างที่ดนัยพูดทุกอย่าง เขาคิดตื้นเกินไปถึงได้เอาตัวเข้าไปในรังของศัตรูราวกับเอาคอพาดเขียง มองตรงไปตรงหน้าอย่างเดียวจึงไม่เห็นว่าหากก้าวพลาดบนเส้นเชือกที่เลือกนี้จะร่วงตกลงไปลึกแค่ไหน ไม่ได้มองออกไปว่ารอบข้างอันตรายเพียงใด



“ดิน ถือว่าผมขอร้อง อย่าเอาตัวไปเสี่ยงตอนผมไม่อยู่แบบนี้อีกเลยนะ” ดนัยเอ่ยปากขอร้องตรงไปตรงมา ถึงบดินทร์ไม่ได้พูดอะไร แต่การที่อีกฝ่ายไม่ได้โต้เถียงอะไรออกมาแบบนี้ก็เป็นนิมิตหมายในทางดีว่าบดินทร์นั้นฟังทุกอย่างที่เขาพูด



“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม้แต่นิดเดียว…ผมคงไม่ให้อภัยตัวเอง”



และในประโยคเหล่านั้น บดินทร์รู้ดีว่ามันคงเป็นสิบที่เชื่อถือได้ เพราะความห่วงใยชัดเจนมันสามารถส่งผ่านมาถึงหัวใจผู้รับฟังได้อย่างอบอุ่น 7 วันแล้วที่ไม่ได้เจอกัน ถึงใจหนึ่งบดินทร์จะรู้สึกอิสระ แต่นานวันเข้าอีกใจกลับมีอิทธิพลมากกว่า…



“งั้นก็รีบกลับมาสิ…”



เพราะใจคิดดัง ปากเลยเผลอพูดออกมาอย่างเผลอไผล



“ดิน…?”



แต่ถึงจะรู้ตัวแล้ว บดินทร์ก็ไม่คิดจะกลับคำ



“รีบกลับมาปกป้องผม”



คำพูดของบดินทร์ชัดเจนทุกคำ ไม่ใช่คำสวยหรูที่ปั้นแต่ง ไม่ใช่แค่ต้องการแกล้งอ้อนเพราะเขาไม่มีวันยอมทำ ทุกคำกลั่นออกจากความรู้สึกว่าอยากให้กลับมาหากันจริงๆ ในเมื่อในโลกใบนี้เขาเหลือแค่ดนัยคนเดียวที่เป็นที่พึ่งดังนั้นในยามคับขันเช่นนี้ก็คงไม่ผิดที่เขาจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายมาอยู่ข้างกายกัน



ซึ่งในความคิดของบดินทร์เป็นแบบนั้น ทว่าในความรู้สึกของคนที่ได้ยิน มันเป็นอะไรที่พิเศษกว่า



‘คิดถึง’ คืออีกหนึ่งความหมายแฝงที่ดนัยสัมผัสได้



แล้วคำสัญญาระหว่างกันก่อนวางสายคือ จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด กับจะดูแลตัวเองให้ดี ระหว่างคนสองคนบดินทร์และดนัยที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม แม้ว่าจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรักแต่ความผูกพันก็เริ่มถักทอสายใยเข้าด้วยกันจนแบบแน่น ไม่ว่าจะในฐานะของเจ้าหนี้ลูกหนี้ เจ้านายลูกน้อง มังกรหงส์ ซึ่งในความสัมพันธ์เหล่านั้นความรู้สึกหนึ่งที่เป็นเงื่อนผู้คนทั้งคู่ไว้



ความเหงา…



ความรู้สึกนี้ที่ทั้งคู่ยังไม่เคยรู้ตัวเลยว่า หากตัดทุกเงื่อนไขทิ้งไป เขาทั้งคู่ก็ไม่ต่างจากคนเหงาที่มีหลุมกลวงกลางอกมาคอยรักษาแผลใจให้กันและกัน และนั่นทำให้ไม่อาจขาดจากกันได้เลย



.

.

.

.

.





“ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะยืนอยู่ตรงร้านหนังสือนั่น ส่วนคนอื่นๆ ก็จะอยู่ไม่ไกลนักครับ” ธันวาชี้จุดให้บดินทร์ดูทางหนีทีไล่ ไม่ได้สบายใจนักหรอกที่จะปล่อยให้นายเหนือเดินท่อมๆไปบนถนนคนเดียวแบบนั้น แต่เพราะเป็นความต้องการของอีกฝ่ายธันวาก็ไม่อาจขัดได้ นอกเสียจากหาทางปกป้องให้ดีที่สุดเท่านั้น อีกอย่างแค่วันนี้หงส์ของเขายอมพกมือถือกับปืนออกมาด้วยเขาก็ดีใจเป็นหนักหนาแล้ว!



“รู้แล้วๆ” บดินทร์ตอบแค่นั้นก่อนลงจากรถเพื่อเดินเนียนกับฝูงชนไปยังเป้าหมาย



จริงอยู่ว่าเมื่อคืนนั้นบดินทร์เพิ่งรับปากกับดนัยไปว่าจะไม่ทำเรื่องเสี่ยง จะดูแลตัวเองอย่างดี ก็แค่เรื่องตามดูคนตาบอดไม่ได้ทำเรื่องเสี่ยงอะไรที่ไหนจึงไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขแต่อย่างใด อีกอย่างเขาให้บอดี้การ์ดอีกทีมไปคอยเฝ้าทางฮัวเอาไว้แล้วด้วย หากมีความเคลื่อนไหวที่ไม่ชอบมาพากลจะได้เอาตัวรอดได้ทัน



รอบคอบขนาดนี้ ไม่มีทางเสี่ยงภัยอย่างแน่นอน



…บดินทร์รู้ดีว่าที่ทำอยู่ตอนนี้มันอันตราย แต่ไม่รู้ทำไมถึงติดใจเรื่องของฮัวกับหลิวลี่เฉิงจนไม่อาจปล่อยมือได้ ไม่ว่ายังไงเขาต้องลองคุยกับหลิวลี่เฉิงคนนี้ดูสักครั้ง ที่ว่าฮัวเป็นภัยก็ไม่แน่ว่าเขาอาจเจอวิธีจัดการหล่อนก็เป็นได้



วิธีจัดการเหรอ?



พอใช้สมองคิดใคร่ครวญ สองขาบดินทร์ก็หยุดชะงัก เรื่องชั่วบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ในเมื่อเขาไม่ได้มีเวลามากมายแล้วทำไมถึงต้องไปนั่งเฝ้าเฉยๆ อย่างไร้จุดหมายแบบนี้ด้วย…



คิดวิธีขึ้นได้ก็รีบเอามือถือขึ้นมาโทรหาธันวา แล้วจากนั้นไม่นานเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับอาจารย์ตาบอด



Help!!!



เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของผู้เห็นเหตุการณ์ดังขึ้น พร้อมกับที่มีรถชายคนหนึ่งกำลังถูกกลุ่มคนลากตัวขึ้นบนรถตู้



‘ทำงานกันเร็วชะมัด!’ บดินทร์อุทานในใจ เพราะเพิ่งจะวางสายคนของเขาก็มาจัดการสร้างสถานการณ์ลากหลิวลี่เฉิงขึ้นรถเพื่อลักพาตัวอย่างรวดเร็ว



เมื่อลูกน้องทำงานไว บดินทร์ก็รีบสวมบทพลเมืองดีตามแผน วิ่งปรี่เข้าไปงัดกับพวกโจรโพกหน้าเพื่อช่วยเหลือคนตาบอด ทว่าดูเหมือนลูกน้องพวกนี้จะเข้าถึงบทกันเกินไปหน่อยถึงได้ลงไม้ลงมือกันหนักนัก ทั้งยังดูไม่ค่อยคุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูก



‘หืม ไอ้ธันมันจ้างฝรั่งที่ไหนมาเนี่ย? ’



Shit!! โจรคนหนึ่งสบถขึ้นแล้วล้วงปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอวขึ้นมาจ่อหัวบดินทร์ที่ตอนนี้สามารถดึงหลิวลี่เฉิงเข้ามาในอ้อมแขนของตัวเองได้แล้ว



‘เฮ้ย! เล่นปืนเลยเหรอ? จะสมจริงเกินไปแล้ว!!’



บดินทร์ตกตะลึงในความเล่นใหญ่ของลูกน้องไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีกลุ่มคนอีกพวกเข้ามาช่วยเขาไว้ พร้อมกับมีใครสักคนตะโกนว่าตำรวจมา แล้วพวกโจรปลอมจึงถอยร่อนกันไปอย่างรวดเร็ว



อย่างกับฉากในหนัง ช่างสมจริงอย่างที่บดินทร์ตั้งใจ ‘ไอ้เจ้าบอดี้การ์ดพวกนี้นี่ ตีบทแตกกระจุยขนาดนี้ไปเล่นเป็นบทโจรในหนังได้สบายเลยนะ’



“ข…ขอบคุณมากนะครับ” ชายในอ้อมแขนรีบเอ่ยขอบคุณเป็นภาษาอังกฤษเมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว “ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าไม่ได้คุณช่วยผมคงแย่แน่”



“ไม่เป็นไรครับ” บดินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มบาง



‘จับเหยื่อได้แล้ว’



***************************************




Hello everyone!! 55555 อนาคีไปเนียนเป็นอเมริกันมุงมาค่ะ หุหุ น้องดินในบทฮีโร่สุดเท่เป็นยังไงบ้างคะ

เพิ่งจะคุยกับหลัวไปว่าจะทำตัวดีๆ ยังไม่ครบ 24 ชั่วโมงเช้ามาวางแผนก็เล่นบทพลเมืองดีเสียแล้ว 5555

เพราะอย่างนี้ไง ดนัยเลยต้องติดเครื่องติดตามตัวไว้



ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ทนอ่านมาถึงตอนนี้ อิอิ

รักเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ยุทธการจับอสรพิษ
PART 2



หลังจากความชุลมุนวุ่นวายผ่านไปได้เพียงครู่ บดินทร์ก็ได้พาหลิวลี่เฉิงเข้าไปหาที่พักในร้านกาแฟร้านเดิม เพราะไม่ได้มีบาดแผลตรงไหนเลยไม่ได้ไปโรงพยาบาล อีกทั้งหลิวลี่เฉิงเองก็ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะไปแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งก็เข้าทางของบดินทร์ที่ไม่อยากเกี่ยวข้องกับฝ่ายกฎหมายของเมืองอยู่พอดี ‘ตอนวางแผนทำดันลืมคิดเรื่องตำรวจไปเสียสนิท’



แต่ในระหว่างที่คนอื่นๆ กำลังดูแลชายตาบอดผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่นั้น ธันวารีบเข้ามาคุยกับบดินทร์



“รีบออกจากที่นี่กันก่อนเถอะครับคุณดิน” ธันวาบอกกล่าวด้วยความรีบร้อน



“ได้ไง? ฉันอุตส่าห์ได้ตัวหลิวลี่เฉิงมาแล้ว…” แต่บดินทร์ไม่คิดสนใจ



บอดี้การ์ดตัวเล็กลอบกระซิบเบา “โจรนั่นไม่ใช่พวกผม”



“หา?” เล่นเอาบดินทร์ถึงกับหน้าเสีย เพราะเพิ่งรู้ตัวว่ากลุ่มคนที่เขาเพิ่งไปบู๊ด้วยเมื่อครู่นั้นเป็นโจรจริง ปืนที่จ่อหัวเขาก็คือของจริง เฉียดตายของจริง!



“ผมว่าสถานการณ์มันแปลกๆ เราไม่ควรอยู่ที่นี่ กลับกันเถอะครับ” เห็นนายยังยืนนิ่งธันวาจึงรีบกระซิบต่อพลางดึงแขนนายเหนือ ในจังหวะที่คนยังอลหม่านเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะหายตัวออกไป



“คุณดินครับ เร็วเข้าเถอะ” พูดแล้วบดินทร์ยังยืนเฉยทำทีท่าลังเล ธันวาจึงเริ่มออกแรงดึง เข้าใจว่าเจ้านายคงยังติดใจแต่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัยแบบนี้เข้าไม่อาจปล่อยอีกฝ่ายไว้ได้ แต่ในจังหวะที่จะออกจากร้านก็ถูกคนในนั้นดักไว้เพราะต้องการกล่าวสรรเสริญในความกล้าหาญของบดินทร์พอดี โดยหลิวลี่เฉิงเองก็รีบเดินเข้ามาหาเพื่อทำการกล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตัน



“ขอบคุณมากจริงๆ นะครับ หากไม่ได้คุณผมต้องแย่มากแน่ๆ เลย” หลิวลี่เฉิงกล่าว



“ไม่เป็นไร แต่คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าจะไม่ไปหาตำรวจ นั่นไม่ใช่แค่ปล้นแล้วนะ” พอรู้ว่าโจรบนรถตู้นั่นไม่ใช่แผนของตน บดินทร์ก็อดห่วงไม่ได้ ด้วยว่าชายตรงหน้านี้ก็แค่คนตาบอด แม้จะเป็นสามีของคนที่มีอำนาจอย่างฮัว แต่นั่นถือว่ายิ่งอันตรายต่อชีวิตของอีกฝ่ายหรือเปล่าหากมีคนไม่ประสงค์ดีรู้ความลับนี้เข้า…



ขนาดเขายังสืบเจอได้ง่ายๆ แล้วคนที่มีอำนาจกว้างขวางกว่ามีหรือจะไม่ทำไม่ได้



“ผมไม่สะดวก” หลิวลี่เฉิงตอบ แต่ความอึกอักลังเลที่ส่งผ่านออกมาเล็กน้อยนั้นบดินทร์สามารถสัมผัสถึง มันให้ความรู้สึกคล้ายกับว่าหลิวลี่เฉิงกลัวที่จะต้องยุ่งเกี่ยวกับตำรวจไม่ว่าด้วยเหตุผลใด แต่ด้วยความที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันอุกอาจพอสมควรท้ายที่สุดจึงมีคนแจ้งตำรวจไป แล้วกลายเป็นว่าบดินทร์นั้นต้องไปเป็นพยานในเหตุการณ์ด้วย

ตำรวจสามคันมาจอดเรียงกันที่หน้าร้าน เพื่อกันคนร้ายก่อเหตุซ้ำและคุ้มกันผู้เสียหายกับพยาน บดินทร์และธันวามองหน้ากันเลิ่กลั่ก นี่มันอยู่เหนือกว่าที่ตั้งใจเอาไว้ กับตำรวจถ้าไม่ให้ความร่วมมือคงไม่ดีนัก แต่ก็ยิ่งไม่อาจเผยตัว



แต่ในจังหวะที่ตำรวจยังเข้ามาไม่ถึงตัว ก็พอดีมีอเมริกันมุงอีกกลุ่มเดินเข้ามากลุ้มรุมปิดทางเข้าเอาไว้ เสียงกระซิบข้างหลังบอกบดินทร์ว่านั่นคือพรรคพวกที่เตรียมเอาไว้ช่วย แล้วก็มาได้ทันเวลาแบบเฉียดฉิว สองนายบ่าวเร่งเดินเข้าไปเนียนกับกลุ่มใหญ่ แต่บดินทร์กลับถูกหลิวลี่เฉิงคว้าตัวเอาไว้



“อ...เอ่อ จะไปแล้วเหรอครับ?” ชายตาบอดถาม



“ผมไม่อยากยุ่งกับตำรวจ” และบดินทร์ตอบตามความจริง



“ผมอยากขอโอกาสได้ตอบแทนคุณ” หลิวลี่เฉิงรั้งไว้



ซึ่งจริงๆ แล้วทางบดินทร์เองก็อยากหาเวลาสนทนาพูดคุยกับอีกฝ่ายต่อ ยังมีคำถามคาใจอีกมากมายที่อยากลองสอบถาม แต่ในเวลาเร่งด่วนแบบนี้บดินทร์จึงก้มไปกระซิบเบอร์โทรศัพท์มือถือที่เขาเพิ่งท่องจนขึ้นใจได้เมื่อคืนให้อีกฝ่ายได้ฟัง



หลิวลี่เฉิงจะจำได้ ไม่ได้ไม่รู้ล่ะ หลังจากนี้เขาค่อยหาวิธีเข้าหาอีกฝ่ายใหม่ก็ได้



สุดท้ายบดินทร์กับธันวาก็หนีรอดออกจากจุดเกิดเหตุจนได้ แต่กระนั้นตลอดเวลาที่กลับพรรคบดินทร์ก็โดนธันวาทั้งบ่นทั้งร้องไห้ใส่เป็นวรรคเป็นเวรจนหูชาว่าเขาทำตัวเสี่ยงภัยเกินไป ได้โปรดอย่าทำอีก และจากนี้จนกว่าดนัยจะกลับมาขอให้เขาอยู่แต่ในพรรค อย่าออกไปไหนอีกแล้ว



ซึ่งแน่นอนว่า…เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา



ธันวาที่อยู่ในโลกมาเฟียมานานเกือบทั้งชีวิตย่อมรู้ดีว่าสถานะของหงส์ของตนนั้นมันอันตรายแค่ไหน ทว่าบดินทร์ที่เคยแต่ใช้ชีวิตในอีกโลก ถึงจะเคยเจอเรื่องโหดร้าย แต่เขาก็ไม่อาจคาดได้ถึงว่าสถานะของตนตอนนี้มันอันตรายเพียงใด และยิ่งคาดไม่ถึงเข้าไปใหญ่ว่าในโลกมาเฟียนี้จะสามารถทรมานเขายิ่งกว่าตายได้



พอผ่านเหตุการณ์ระทึกมาได้ บดินทร์ก็ถูกคุมเข้มทั้งจากมานพและธันวา โดยคำสั่งเด็ดขาดของดนัยที่ลงดาบมาจากแม็กซิโก แม้ไม่สามารถทำอะไรบดินทร์ได้ แต่บรรดาลิ่วล้อก็แทบโดนสังคายนาระเบียบและวิธีการรับมือเจ้านายกันใหม่จนแทบกระอัก แถมยังถูกคาดโทษกันไว้ถ้วนหน้าอีกหลายกระทง รอนายใหญ่กลับมาก็คงพากันอ่วม



แต่แล้วในเช้าที่สองหลังเหตุการณ์นั้น มือถือของบดินทร์ก็มีเสียงเรียกเข้าที่ไม่ใช่สายของดนัย บดินทร์รับสายด้วยความลังเลในคราวแรก แต่พอได้ยินว่าปลายสายคือใคร หัวใจของหงส์หนุ่มก็เต้นถี่



[สวัสดีครับ…เอ่อ ผมคือคนตาบอดที่คุณเคยช่วยไว้…] ปลายสายอึกอัก ราวกับไม่แน่ใจว่าโทรมาถูกหรือไม่



“ใช่ครับ ผมเอง” บดินทร์ตอบ น้ำเสียงของเขาตอนนี้คงดูยินดีมาก “คุณโอเคใช่ไหม? แล้วทางตำรวจหาคนร้ายเจอหรือเปล่า?”



[ตำรวจให้ผมลงบันทึกเอาไว้ แล้วจะเร่งหาคนร้ายให้ครับ พยานในเหตุการณ์วันนั้นช่วยได้มาก ทุกคนช่วยกันให้เบาะแสกันอย่างเต็มที่ครับ]



“…ขอโทษนะ ที่ผมให้ความร่วมมือไม่ได้ คือผมยัง…ไม่มีบัตรน่ะ” บดินทร์สรรหาเหตุผล ซึ่งแบบนี้น่าจะเข้าใจง่าย และห่างไกลความเป็นตัวเองสุด



[…อา…ผมพอเข้าใจแล้วครับ ถึงว่าสำเนียงคุณถึงแปร่งไปจากคนท้องถิ่น]



“ครับ ผมเพิ่งมาหางานที่นี่ทำ”



[…เอ่อ จะเป็นอะไรไหมครับถ้าผมอยากเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยผมไว้] คุยกันไปได้อีกหน่อย หลิวลี่เฉิงก็เข้าประเด็น



และบดินทร์เองก็กำลังรอโอกาสนี้อยู่



“ไม่เป็นไรก็ได้ครับ เกรงใจคุณจัง” แสร้งปฏิเสธให้ไม่ดูจงใจอยากเข้าใกล้อีกฝ่ายจนเกินไป



[ได้โปรดอย่าเกรงใจเลยครับ ผมต่างหากที่ติดหนี้บุญคุณของคุณ นะครับ ให้ผมได้ตอบแทน] หลิวลี่เฉิงขอร้อง



“…เอ่อ ก็ได้ครับ งั้นเรานัดกันที่ไหนดี” ตอบรับในเวลาที่เหมาะสมที่สุด



[ตรงร้าน XXX ใกล้ที่เดิมที่เราเจอกันดีไหมครับ?]



“อันตรายเกินไปหรือเปล่า เดี๋ยวถ้าพวกโจรนั่นผ่านมาเห็นเข้า…”



[จริงด้วยสิ…งั้นเอาไงดี เอ่อ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ คือตัวผมเองก็ไม่ค่อยได้ไปที่ไหนเลยนอกจากบ้านกับที่ทำงาน…ผมเลยไม่รู้ว่าเราควรเจอกันที่ไหนดี]



“ผมเอง…นอกจากบ้านญาติที่มาอยู่ด้วย ก็ไม่เคยไปไหนเหมือนกัน…” วันนี้โอกาสช่างเข้าข้างบดินทร์ หงส์หนุ่มลอบยิ้มขณะเสนอแนวทาง “เอาอย่างนี้ไหมครับ คุณเลี้ยงผมแถวบ้านเป็นไง ผมตาดีผมไปหาได้ คุณเองก็จะได้ไม่ต้องลำบาก”



[จะดีเหรอครับ เกรงใจคุณจัง]



“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี”



[จริงสิ ลืมแนะนำตัวไปเลย ผมเป็นคนแผ่นดินใหญ่ครับ แซ่หลิว ชื่อลี่เฉิง เรียกผมลี่เฉิงเฉยๆ ก็ได้] ปลายสายแนะนำตัว ซึ่งอันที่จริงบดินทร์ลืมไปแล้วว่าเขาทั้งคู่ยังไม่ได้รู้จักชื่อกัน เพราะเขาดันรู้จักชื่อของอีกฝ่ายไปก่อนแล้ว



“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหลิว ผมชื่อ…เจ เรียกผมว่าเจเฉยๆ ได้เลย”



.

.

.

.

.



“รนหาเรื่องตายชัดๆ!!” มานพคำรามเมื่อได้ทราบว่าบดินทร์ตั้งใจจะทำอะไร



“คุณดิน ไปไม่ได้นะครับ มันอันตรายเกินไป” ธันวาอ้อนวอน



แต่จนแล้วจนรอดบอดี้การ์ดทั้งสองก็ได้แต่ขับรถพาเจ้านายไปส่งยังบ้านของหลิวลี่เฉิงตามคำสั่งและคำขู่ของบดินทร์ที่ว่าหากพวกเขาไม่มาส่งสุดท้ายก็จะหาทางหนีมาเองจนได้ คำขู่นั้นไม่ได้ผลกับมานพเพราะเขาคงสามารถไล่จับหงส์คนนี้ได้ง่ายดาย ทว่ามันกลับได้ผลกับธันวาผู้ซึ่งเคยเผลอปล่อยให้บดินทร์หนีออกไปได้ครั้งหนึ่ง



ตอนนี้นอกจากบดินทร์ที่อารมณ์ดีแล้ว ก็คงมีมานพที่กำลังอยากจับใครสักคนหักคอ โดยเฉพาะไอ้คนไม่ได้เรื่องอย่างธันวา ที่ไม่สามารถคุมเจ้านายได้ แต่ต่อให้ด่าออกมาก็จะโดนไอ้ลูกหมาเถียงกลับมาอยู่ดีว่าที่เขาเองก็ไม่อาจขัดคำสั่งของดนัยได้เช่นกัน



บดินทร์ออกไปหาหลิวลี่เฉิง โดยมีบอดี้การ์ด 2 คนติดตามไปด้วยโดยไม่แสดงตัว ที่นัดเจอในวันนี้ไม่ใช่ที่บ้านชานเมืองแต่เป็นโรงแรมที่หลิวลี่เฉิงมาพักประจำเมื่อมีนัดกับภรรยาของตน



เย็นวันนั้นหลิวลี่เฉิงแค่เพียงเลี้ยงอาหารตอบแทนแก่บดินทร์ แต่แค่นั้นสำหรับบดินทร์แล้วก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะได้เข้าไปดูสภาพแวดล้อมในรังลับของฮัวเสียหน่อย สามีที่อุตส่าห์เก็บงำซ่อนไว้ แถมยังกล้าที่จะเพิกเฉยต่ออำนาจของคนหนุนหลังเพื่อคนคนนี้ มันจะต้องมีอะไรน่าสนใจที่จะสามารถใช้ต่อรองกับหล่อนตอนเขาขึ้นเป็นหงส์ได้แน่ๆ



พอได้เข้ามาในห้องของอีกฝ่ายเมื่อได้รับการเชื้อเชิญ บดินทร์ก็รีบสังเกตทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ ในห้องนั้นดูอบอุ่นสมกับเจ้าของห้องอย่างหลิวลี่เฉิง โทนสีในห้องนั้นไม่ได้สว่างนัก ออกจะเป็นโทนสีน้ำตาลอบอุ่น แม้แต่ไฟเองก็เป็นสีเหลืองนวล เอาเข้าจริงบดินทร์ก็พอเข้าใจได้ว่าตอนอยู่คนเดียวหลิวลี่เฉิงเองก็คงแทบไม่ได้เปิดไฟ เพราะถึงอย่างไรชายหนุ่มก็มองไม่เห็น



ภาพสะดุดตาเดียวในห้องที่แทบไม่มีอะไรเด่นเลยนี้คือรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งที่ติดอยู่ตรงกำแพง รูปใหญ่จนแทบเป็นวอลเปเปอร์ ชายในรูปคือหลิวลี่เฉิงที่อยู่ในชุดเจ้าบ่าวสีขาว ทรงผมเสียเปิดหน้าผากกำลังดีกับแว่นใสเหมาะกับรูปหน้าที่กำลังประทับไว้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น อีกคนในรูปคือหญิงสาวแสนสวยในชุดเจ้าสาวสีขาวราวนางฟ้า ใบหน้าเมคอัพไว้เพียงบางเบา ดวงหน้าจิ้มลิ้มพวงแก้มสีชมพูเปล่งปลั่งอย่างคนที่กำลังมีความสุขเหลือจะเอ่ย ดวงตาดั่งนางพญาในความทรงจำไม่หลงเหลืออยู่เลยในรูปใบนั้น เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่กำลังมีความรักและมีความสุขมากที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตคู่กับผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกใบนี้



‘อีกด้านของนางมารร้ายงั้นสิ’ บดินทร์ได้แต่คิด



“เชิญทางนี้เลยครับเจ น่าอายจังเลยห้องผมอาจไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่นัก” หลิวลี่เฉิงเชื้อเชิญไปที่โต๊ะอาหาร “ที่จริงภรรยาผมก็อยากจะมาด้วย แต่เธอดันติดงานพอดี เลยฝากผมมาขอบคุณคุณด้วยครับ”



คำว่าภรรยา เล่นเอาบดินทร์ชะงัก ไม่แปลกใจที่ฮัวจะรู้เรื่องนี้เพราะถึงอย่างไรทั้งสองคนก็เป็นสามีภรรยากัน แล้ววันนี้เขาก็อุตส่าห์สืบไว้อย่างดีแล้วว่าฮัวมีนัดรับรองลูกค้าคนสำคัญที่คาสิโนไม่สามารถออกมารบกวนพวกเขาได้ เขาถึงตั้งใจนัดหลิวลี่เฉิงวันนี้



“ภรรยาคุณ สวยมากเลยนะครับ” บดินทร์ทักขึ้น



“อ๋อ เห็นรูปที่กำแพงแล้วสินะครับ” หลิวลี่เฉิงยิ้ม “ใครๆ ก็ว่าแบบนั้น ที่จริงแล้วผมไม่เคยเห็นใบหน้าจริงของเธอหรอกครับ แต่จากที่ผมสัมผัสได้ในความรู้สึกของผมแล้วเธอสวยมากจริงๆ …อ…เอ่อ ขอโทษทีครับ ผมเผลอชมภรรยาตัวเองออกไปเสียเยอะเลย น่าอายจัง”



“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมว่าน่ารักดี” บดินทร์ชื่นชมจากใจ “ครอบครัวคุณดูอบอุ่นดีนะ”



“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ภรรยาผมเธอเองก็มีงานเยอะ เธอทำงานหนักเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว…ที่จริงผมก็แอบน้อยใจนะที่ไม่สามารถเป็นหลักให้เธอยึดได้ ผมมัน…ไม่เอาไหน” หลิวลี่เฉิงเผลอพูดความในใจออกมา “เอ่อ ขอโทษครับ ผมเผลอพูดอะไรเรื่อยเปื่อยออกมาอีกแล้ว”



“ไม่เป็นไรครับ ผมชอบฟัง” บดินทร์ปลอบ พลางมองไปยังเจ้าของห้องที่เอาแต่พูดไม่หยุด ทั้งที่ดูขี้อายขนาดนั้น ความน่ารักแบบนี้หรือเปล่านะที่ทำให้ฮัวหลงรักจนทิ้งมาดนางพญาแบบปกติลงได้



“แฮะ แฮะ แต่จะให้ผมเอาแต่คุยเรื่องตัวเองคงไม่สนุกนักหรอกเนอะ” หลิวลี่เฉิงแก้เขิน “ผมไม่แน่ใจว่าอาหารจะถูกปากคุณไหม ผมเองก็ทำอาหารไม่เก่งเลยให้คนมาส่งให้”



หลิวลี่เฉิงอธิบายถึงที่มาของอาหารบนโต๊ะไปพลางด้วยความขวยเขิน ช่างเป็นคนที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไปทั้งกายใจถึงได้ซื่อใสกับคนแปลกหน้าอย่างบดินทร์ได้ถึงเพียงนี้ คิดแล้วบดินทร์ก็ได้นึกสงสัย ฮัวปล่อยคนคนนี้ไว้คนเดียวได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีพิษภัยแม้แต่จะปกป้องตัวเองได้ขนาดนี้ แถมยังยอมให้ศัตรูเข้ามาอยู่ในรังอย่างไม่คิดสงสัย เพียงเพราะเขาให้ความช่วยเหลือไว้เพียงครั้งเดียว



“โห นี่ก็ดีมากแล้วครับ” บดินทร์เอ่ยปากชม “หรูหรากว่าปกติที่ผมกินเยอะเลย” ก่อนจะพูดต่อให้ชวนคิดว่าเขาคือคนหลบหนีเข้าเมืองมาทำงานเถื่อนจริงๆ



“แบบนั้นผมก็ดีใจครับ” หลิวลี่เฉิงยิ้มรับพลางเชิญให้บดินทร์ทานอาหารแบบไม่ต้องเกรงใจ



“งั้นขอรบกวนหน่อยนะครับ”



จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งลงทานอาหารหลากหลายพร้อมสนทนาเรื่องต่างๆ อย่างเป็นมิตร บดินทร์ที่แทนตัวเองว่าชื่อเจ เล่าให้ฟังเพียงเรื่องที่กุขึ้นมาหยาบๆ ว่ามาจากประเทศที่ยังด้อยพัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ยากจน เลยมาอาศัยอยู่กับญาติที่นี่เพื่อหมายจะขุดทองและมีชีวิตที่ดีขึ้น ตัวตนนั้นยังโสดไม่มีพันธะหรือคู่ครอง ตั้งใจมาหาเอาที่อเมริกานี้เพื่อที่จะได้วีซ่าคู่ครอง



ส่วนหลิวลี่เฉิงก็เล่าของตนบ้างว่าตอนแรกก็เป็นเพียงครูภาษาจีนในกลุ่มอาสา จนได้มาเจอกับภรรยาที่เป็นคนจีนเหมือนกันในกลุ่มอาสาจนได้คบหา และได้ทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐในเวลาต่อมา



ฟังชีวิตรักของหลิวลี่เฉิงแล้วบดินทร์ก็ได้แต่ประหลาดใจ ฮัวในความทรงจำของเขากับฮัวที่เป็นภรรยาของหลิวลี่เฉิงนั้นช่างแตกต่างกันราวกับคนละคน ผู้หญิงที่เขาเจออย่างกับนางพญาร้ายกาจ ลูกน้องเป็นฝูงแถมยังไม่สนผิดชอบชั่วดี ร้ายเสียจนแค่เพียงเอ่ยชื่อก็เหมือนจะตายได้ทันที แต่ภรรยาของหลิวลี่เฉิงนั้นช่างอ่อนหวาน นุ่มนวล ใจดีแถมยังขี้อายจนเขาเองยังไม่อาจจินตนาการเป็นใบหน้าของฮัวยามปกติได้



คนเรามันมีสองด้านจริงๆ ด้วย แล้วสำหรับฮัว…ด้านไหนกันนะที่เป็นของจริง



ผ่านไปร่วมสองชั่วโมง อาหารขอบคุณมื้อนั้นก็จบลง พร้อมกับที่บดินทร์ได้รู้เรื่องต่างในอีกด้านของฮัวขึ้นมาอีกหน่อย แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า เอาจริงแค่เขารู้จักสมบัติล้ำค่าที่เจ้าหล่อนพยายามซ่อนเอาไว้แบบนี้ก็อาจถือว่าเป็นข้อต่อรองที่สมเหตุสมผลแล้วหรือเปล่านะ?



“ขอบคุณสำหรับหารแสนอร่อยนะครับคุณหลิว” บดินทร์เอ่ยขอบคุณ เมื่อเห็นว่าควรแก่เวลาที่ต้องกลับ เพราะหากอยู่นานไปกว่านี้ฮัวอาจกลับมาถึงก่อน



“จะกลับแล้วหรือครับคุณเจ เวลาช่างผ่านไปเร็วจริง” หลิวลี่เฉิงเอ่ยปากเสียดาย ชายตาบอดรู้สึกว่าเขากับชายที่ชื่อเจคนนี้สามารถคุยเข้าขากันได้อย่างดีจนไม่รู้สึกเคอะเขิน แม้จะสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีเรื่องที่ซ่อนเร้นไว้ แต่ก็คิดไปว่าคงไม่ได้เกี่ยวพันกับตน ยิ่งเจคนนี้บอกว่าต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะยังไม่ได้มีการ์ดพลเมือง จึงพาลคิดไปว่าเรื่องที่อีกฝ่ายปิดบังคงจะเป็นเรื่องนี้ที่ไม่อยากพูดให้ใครได้ฟัง



“ขอโทษจริงๆ ผมเองก็อยากอยู่รบกวนอีกหน่อย แต่พอดีผมมีงานต้องไปทำต่อน่ะครับ เกรงใจคุณหลิวด้วย”



“อ…เอ่อ ไม่ได้คิดจะรั้งไว้หรอกนะครับ” พอได้ยินคำขอโทษจากสหายใหม่ หลิวลี่เฉิงก็รีบปฏิเสธพัลวัน ใบหน้าขาวนวลซับสีแดงระเรื่อ “คงเพราะผมไม่มีเพื่อนมานั่งคุยเล่นกันแบบนี้นานแล้ว เลยเผลอลืมเวลาไปหน่อย ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ”



“ไม่เป็นไรครับคุณหลิว คุณเองก็มีเบอร์ผม อยากเจอกันอีกเมื่อไหร่โทรนัดผมได้ตลอดเลย ถ้าผมว่างผมจะมาหา” บดินทร์ให้คำมั่น แบบนั้นยิ่งทำให้ชายตาบอดแสดงใบหน้าปลื้มปริ่มยินดี



“เอ่อ…จังรังเกียจไหมครับ ถามผมจะขอเป็นเพื่อนคุณ…” หลิวลี่เฉิงเอ่ยปากขอ



“ได้อยู่แล้วครับ นั่นนับเป็นเกียรติกับผมมากกว่า” บดินทร์ตกปากรับคำทันทีด้วยความยินดี ต่อให้ไม่นับรวมถึงเรื่องของฮัว ชายคนนี้ก็นิสัยดีในความรู้สึกของเขาจนอยากจะเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายจริงๆ



“ขอบคุณมากครับเจ ไม่เจอใครคุยได้สนุกแบบเจมานานแล้ว” หลิวลี่เฉิงหัวเราะร่าด้วยความยินดี



“ยินดีเหมือนกันลี่เฉิง คุณเองก็คุยสนุกมากเหมือนกัน คราวหน้าเราต้องนัดเจอกันทั้งวันเสียแล้วล่ะ น่าจะยังมีเรื่องคุยกันอีกเป็นกระบุงแน่เลย” บดินทร์หัวเราะตาม



“ยินดีเลยเจ ผมจะรอวันนั้นนะ!”



สองสหายใหม่เสวนากันต่ออีกเพียงครู่ บดินทร์ก็ขอตัวกลับอย่างจริงจัง ขากลับแม้หลิวลี่เฉิงจะอยากลงไปส่งเพื่อนใหม่แค่ไหนแต่บดินทร์ก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายต้องลงไปลำบาก ร่ำลากันอยู่เพียงครู่บดินทร์ก็ออกจากห้องของหลิวลี่เฉิงมาเพียงลำพัง



โดยที่ไม่คาดคิดว่าหงส์ของวิษธรในคราบของแรงงานเถื่อนนั้นจะถูกหมายตาเอาไว้แล้ว



.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“อืม เรียบร้อยแล้ว เจอกันข้างล่างเลย”



บดินทร์โทรหาธันวาเพื่อแจ้งข่าว เพื่อจะได้ลงไปเจอกันที่นัดหมาย เขาลงจากชั้น 48 ไปเพื่อเจอกับมานพและธันวาที่ชั้น 45 ทว่าในลิฟท์ที่บดินทร์ลงมาเพียงลำพังนั้นระหว่างทางกลับจอดก่อนที่ชั้น 47 พร้อมกับมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา 4 คน



ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี! และต่อให้บดินทร์ไม่ได้มีทักษะยังดูออกว่าคนพวกนี้เข้ามาเพื่อจับตัวเขาเป็นแน่!



เห็นท่าไม่ดีบดินทร์จึงรีบวิ่งออกจากลิฟท์ แต่เหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากกว่าเพราะข้างนอกนั่นยังมีคนอีกเป็นโขยง เห็นก็รู้ว่าหนียังไงก็ไม่มีทางพ้น



“พวกมึงเป็นใคร!?” บดินทร์ตวาดถามออกไปทั้งภาษาไทยและอังกฤษ แต่กลับไม่มีใครตอบ ชายฉกรรจ์ในชุดดำร่วมสิบคนล้อมรอบเขาไว้แผ่รังสีอำมหิตออกมาชัดเจน



‘พวกนี้เป็นใครวะ!? ทำยังไงดีเนี่ย? จะติดต่อธันวากับมานพยังไงดี แบบนี้เราแย่แน่!?’









“แหม แหม จะรีบร้อนไปไหนเหรอ? อยู่คุยเป็นเพื่อนกันก่อนสิ”



น้ำเสียงหวานล้ำที่ติดอยู่ในความทรงจำทำเอาบดินทร์ขนลุกวาบไปทั้งแผ่นหลัง ชายชุดดำกลุ่มนั้นแหวกทางเดินออกพร้อมร่างสะโอดสะองของหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา เสื้อโค้ทขนสัตว์สีดำพร้อมเฟอร์หนาเข้ากันดีกับใบหน้าสวยหวานแต่ดวงตาคมดุ ใบหน้าหมดจดที่บดินทร์ไม่เคยลืม



“ฮัว?”



“ยังจำกันได้อยู่สินะ มิสเตอร์ดิน”



“สวยตรึงใจขนาดนี้ใครจะไปลืมลง” บดินทร์แสร้งใจดีสู้เสือ “ว่าแต่คุณเองก็เก่งนะ ผมปลอมตัวขนาดนี้ยังจำได้”



จบคำของบดินทร์ หญิงสาวก็หัวเราะออกมาเบาๆ สืบเท้าเข้าหาคนจนตรอกจนใกล้แล้วใช้มือแกะแผลปลอมบนใบหน้าหล่อเหลานั้นออก



“คิดว่าตัวเองเป็นใคร หืม?” ฮัวพูดเสียงเบาราวกระซิบหวาน ใช้ปลายนิ้วสวยในถุงมือหนังสีดำสนิทลูบไล้ไปที่แก้มขาวของบดินทร์ “รู้หรือเปล่า? วงการนี้ตามที่เห็นแม้มันจะกว้างราวกับมหาสมุทร แต่แท้จริงแล้วมันเล็กยิ่งกว่าโหลปลาทองเสียอีก แค่กระดิกตัวเพียงนิดเดียวก็รู้กันทั่ว แต่ละพรรคมีหูตาเป็นสับปะรด มีคนของตนแทรกซึมอยู่ในทุกหย่อมหญ้า ทุกพรรคน่ะแม้แต่คนในพรรคตัวเองก็ไว้ใจไม่ได้นะรู้หรือเปล่า เพราะบางทีความลับมันก็ไม่ได้เป็นความลับ หึหึ โดยเฉพาะกับว่าที่หงส์คนสำคัญของพรรคใหญ่อย่างวิษธรที่มังกรของพรรคไม่ได้อยู่คุ้มครองแบบนี้ด้วยแล้ว การที่นายเที่ยวเตร่ไปเตร่มาคิดว่าจะไม่มีคนรู้เห็นหรือไง?”



ฮัวหัวเราะคิกด้วยสีหน้าหยามหยัน





“คิดว่าที่นายเข้ามาทำงานที่คาสิโนอยู่ช่วงหนึ่งน่ะ ฉันคนนี้จะไม่รู้หรือไง?”



“แล้วทำไมถึงยังปล่อยให้ฉันลอยนวลอยู่ได้ตั้งนานกันล่ะ? แถมยัง…ให้รู้จักหลิวลี่เฉิงคนสำคัญอีก” เห็นว่าฮัวรู้ความเคลื่อนไหวของเขาทุกอย่างขนาดนั้น ก็พอเดาได้ว่าเรื่องของหลิวลี่เฉิงก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้



“ถ้าอยากได้ตัวคนสำคัญ ก็ต้องเอาคนสำคัญมาล่อเช่นกันจริงไหม?”



ความจริงจากปากของฮัว ทำเอาบดินทร์ชาวาบไปทั้งตัว เสียท่านางมารร้ายเข้าเสียแล้ว



“ยังอ่อนหัดเหมือนเดิมเลยนะ” ฮัวกระซิบปรามาสอีกครั้ง ก่อนออกคำสั่งลูกน้องให้ลากตัวบดินทร์ไปยังแดนสังหาร “เอาตัวมันไป”







บดินทร์ถูกคลุมหัวแล้วลากตัวไปที่ลานจอดรถเพื่อเอาตัวไปลงทัณฑ์ยังรังของนางมาร แต่ในขณะนั้นเองก็มีมานพเข้ามาช่วยเอาไว้ บดินทร์ไม่อาจมองเห็นแต่เท่าที่ได้ยินก็พอจับใจความได้ว่าเป็นมานพที่มาช่วยเพียงลำพัง น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายเฝ้าระวังอยู่ใกล้ๆ นี่พอดีสินะ อีกเดี๋ยวธันวากับพวกที่เหลือก็คงตามมาช่วยไว้ได้ทันแน่ๆ



“จับมันไปด้วย!” ทว่าเพียงครู่ต่อมาบดินทร์ก็ได้ยินเสียงของฮัวออกคำสั่งเป็นภาษาจีนที่เขาฟังไม่ออก แต่พอเข้าใจได้ว่ามานพนั้นเพลี่ยงพล้ำให้กับคนพวกนี้เข้าเสียแล้ว สิบรุมหนึ่งเป็นใครก็คงไม่อาจต้านทานไหว



‘รนหาเรื่องตายชัดๆ’ เสียงของมานพที่เพิ่งได้ยินเมื่อเช้าดังก้องในหัวของบดินทร์ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง



ขอโทษนะมานพ…



เพียงไม่นานหลังจากนั้นบดินทร์และมานพก็ถูกพาไปที่แห่งหนึ่ง พอถูกเอาถุงกระสอบที่คลุมหัวออกบดินทร์ก็มองเห็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมโล่งกว้างเก่าคร่ำคร่า มีโคมไฟสลัวห้อยอยู่ตรงกลางเพียงหลอดเดียว ทุกอย่างเป็นเงาสลัวจนปวดตาไปหมด ศัตรูทั้งหมดยังคงอยู่ครบ แค่นั้นก็กดดันมากพออยู่แล้ว พอหันไปเจอสภาพของมานพที่ถูกซ้อมจนยับเยินนอนสลบเหมือดอยู่ไม่ไกลกันนักหัวใจของบดินทร์ยิ่งหดเกร็งเข้าไปใหญ่ ยิ่งเหลือบเห็นเลือดจากแผลแตกที่หัวของมานพด้วยแล้วทั้งร่างของบดินทร์ก็สั่นเทิ้มอย่างสุดห้าม



“กลัวเหรอ?” ฮัวถามขึ้นเมื่อเห็นว่าบดินทร์กำลังหน้าซีดตัวสั่น “ทำไมเงียบนักล่ะ ไม่เห็นเก่งเหมือนวันนั้นเลย”





"ถ้าเธอกล้าแตะฉัน ดนัยไม่เอาเธอไว้แน่!! " บดินทร์ฝืนปากกล้าทั้งที่ยังไม่อาจบังคับร่างกายให้หยุดสั่นได้ ชีวิตที่ผ่านมาตอนเป็นหนี้บ่อนก็เอาแต่ซุกอยู่ใต้กระโปรงของชิดจันทร์มาโดยตลอดเลยรอดพ้นจากการโดนซ้อมปางตาย มาครั้งนี้ก็วาดหวังว่าบารมีของดนัยจะยังพอกันภัยได้



แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด



"นี่...แดนนี่จะเอาหลักฐานอะไรมาเอาผิดฉันเหรอ ในเมื่อคนที่ฉันฆ่าไม่ใช่มิสเตอร์ดินที่เป็นหงส์ของเขาเสียหน่อย" ฮัวหัวเราะร้าย "คนที่ตายน่ะ คือเจ แรงงานเถื่อนหลบหนีเข้าเมืองต่างหากล่ะ! "



คำพูดของฮัวที่ทำให้บดินทร์รู้ว่าการตัดสินใจลองของของเขาในครั้งนี้มันผิดมหันต์และมันได้มอบทุกขเวทนาอันอนันต์ให้เขาเสียแล้ว หัวใจดวงเท่ากำปั้นยอกแปลบ ในหัวหมุนคว้างจนทั้งร่างสั่นสั่นสะท้านยิ่งกว่าเก่า ความรักตัวกลัวตายตีตื้นจนเขาเกือบจะสะอื้นออกมา



“ฉันไม่มีสิทธิ์ฆ่านายก็จริง แต่สำหรับนายในร่างของคนไม่มีตัวตน...ฉันจะทำให้หายไปเมื่อไหร่ก็ได้ จริงไหม?”



สิ้นคำของฮัว บดินทร์ขบกรามแน่น คำพูดของมานพแล่นวาบเข้ามาในหัว ‘การปลอมตัวเข้าไปของคุณมันก็ไม่ต่างจากการเอาตัวเองใส่พานไปให้ฮัวปาดคอทิ้งเอาได้ง่ายๆ การฆ่าคุณในฐานะหงส์น่ะยาก แต่การฆ่าคุณที่ปลอมเป็นคนอื่นโดยอ้างว่าไม่รู้น่ะ มันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก’



บดินทร์คุกเข่าตัวสั่นงันงกอย่างคนสิ้นราศีอยู่ตรงหน้าของฮัว กลัวตายไม่เท่ากับรู้สึกผิดที่ไม่ยอมรับฟังใครจนพาตัวเองและมานพมาพบจุดจบเช่นนี้ หัวใจบีบรัดร่ำร้อง ‘ดนัย ช่วยผมด้วย!’



ถ้อยคำห่วงใยของดนัยยังคงก้องอยู่ในหัว



‘ฮัวเป็นคนของพงศธรที่ถือว่าเป็นรองประมุขของพรรควิษธร เกิดอะไรขึ้นกับคุณแน่นอนว่าเขาต้องรับผิดชอบ แต่คงไม่มากพอให้ได้ชีวิตคุณคืนแน่ แล้วถ้ายิ่งเขาตัดฮัวออกจากพรรคเป็นการลงโทษ ต่อให้ฆ่าหล่อนทิ้งได้ก็ทำอะไรพงศธรไม่ได้อยู่ดี คุณเข้าใจความอันตรายนี้ไหม?’



‘เพราะฮัวคือเบี้ยของพงศธร ถ้าคุณอยากจะเป็นหมากบนกระดานเดียวกัน ก็อย่าเพิ่งเอาตัวไปใกล้ให้ต้องโดนกินกันง่ายๆ เลย’



‘ดิน ถือว่าผมขอร้อง อย่าเอาตัวไปเสี่ยงตอนผมไม่อยู่แบบนี้อีกเลยนะ’



‘ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม้แต่นิดเดียว…ผมคงไม่ให้อภัยตัวเอง’





“ไงล่ะ ถึงกับพูดไม่ออกเลยสินะ มีอะไรจะสั่งเสียไหมล่ะ? หึหึ ฉันใจดีพอจะรอได้อยู่แล้ว” ยิ่งเห็นบดินทร์จนตรอกฮัวก็ยิ่งเยาะเย้ย เจ้าหล่อนค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งตรงหน้าเหยื่อ ใช้ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังลูบไล้ปลายคางของบดินทร์ราวกับกำลังเอ็นดูเป็นครั้งสุดท้าย



เพราะไม่ได้โดนมัด บดินทร์จึงอาศัยจังหวะนั้นคว้ามือของฮัวไว้อย่างรวดเร็วแล้วดึงตัวหล่อนเข้ามาใกล้



“ต่อให้เธอฆ่าฉัน ดนัยก็ไม่มีวันแต่งตั้งเธอเป็นหงส์...” เสียงแหบสั่นพยายามเค้นทุกคำออกมา เพราะกำลังกลัวจนประหม่าทำให้บดินทร์สื่อสารสิ่งที่ต้องการเพี้ยนไป ใจเขาตอนนี้เพียงต้องการต่อรองกับฮัว แต่ดันขึ้นต้นประโยคด้วยการดูแคลนอีกฝ่ายไปเสียได้



พอได้ยินแบบนั้น ยังไม่ทันที่บดินทร์จะได้พูดจบประโยคก็ถูกฮัวผลักจนหงายหลังไปอย่างแรง



"อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะต้องตัวฉัน! " แล้วหันไปตวาดลูกน้องเป็นภาษาจีนที่บดินทร์ฟังไม่ออก แต่พอเห็นลิ่วล้อพวกนั้นหยิบกุญแจมือมาร่างโปร่งก็พยายามกระถดตัวหนี



แต่ก็ไปไม่พ้นมือพ้นเท้าของไอ้พวกใจโหด โดนเตะเข้าชายโครงครั้งเดียวการดิ้นรนทุกอย่างของบดินทร์ก็จบลงพร้อมลงไปนอนกองคาเท้าของบรรดาลิ่วล้อร่างยักษ์ของนางมารฮัว โดนเตะซ้ำที่ช่องท้องไปอีกสามสี่ครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าสิ้นฤทธิ์ ก่อนจะถูกจับมือไพล่หลังแล้วคล้องกุญแจมือไว้อย่างไร้ทางเอาตัวรอด มวยแมวมวยข้างถนนหรือแม้แต่ศิลปะป้องกันตัวที่อุตส่าห์ฝึกซ้อมกับธันวามา พอเข้าตาจนดันงัดออกมาใช้ไม่ได้



สิ้นศักดิ์ศรีอย่างหมดรูป



“ใช่...ฉันรู้อยู่แล้วล่ะว่าต่อให้แกตาย แดนนี่มันก็จะพยายามหาคนมาเป็นหงส์แทนแกจนได้ แต่ฉันขอบอกแกไว้ก่อนเลยนะ...” ฮัวพูดพลางใช้เท้าที่สวมรองเท้าคัทชูปลายแหลมเชยปลายคางของบดินทร์ที่นอนสิ้นแรงอยู่ให้ได้หันหน้าเงยขึ้นมาสบตากัน "ถ้าฉันขึ้นเป็นหงส์ของวิษธรไม่ได้...มังกรก็ไม่มีความจำเป็น! "





"ทำไมถึงภักดีกับพงศธรขนาดนั้น ในเมื่ออีกฝ่ายก็เห็นเธอเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง ไม่รู้ตัวเลยหรือไง? " บดินทร์ถามออกไปทั้งที่แทบจะกระอักก้อนเลือดออกมาอยู่รอมร่อ ความกระหายในอำนาจของฮัวทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงยังยอมอยู่ภายใต้คำสั่งของใคร



"หึหึ ใช่...ในสายตาพวกแกแล้ว ฉันมันก็แค่ตัวหมากตัวเบี้ย..." ฮัวตอบคำถามเยียบเย็น สายตาชืดชาเสียยิ่งกว่าธารน้ำแข็ง

"ผู้หญิงอย่างฉันมันก็เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งที่จะให้มันมีชีวิตแบบไหนก็ได้เพียงเพื่อให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของเจ้าของกระดาน พวกแกเห็นฉันเป็นได้แค่นั้น พงศธรเลี้ยงฉันให้โตขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการล่าอำนาจ ให้ฉันใช้ร่างกายเพื่อเป็นสะพานในการทำธุรกิจ ส่วนแดนนี่ก็ใช้ฉันเพื่อต่อรองกับพงศธร ยอมนอนกับฉันเพื่อรักษาฐานะของตัวเอง พอเริ่มมีความมั่นคงก็หาหนทางกำจัดฉันให้พ้นทาง ทำเป็นให้ดูแลคาสิโนสาขาหลักให้ดูเหมือนว่าให้ความสำคัญ…แต่ไม่ยอมให้ตำแหน่งหงส์”



พูดจบก็หันมาถามบดินทร์ที่อยู่แทบเท้าต่อ “พวกผู้ชายนี่เย็นชาจังเลยนะ...ว่าไหม?”





“...หึหึ...หึ...” บดินทร์หัวเราะออกมา “...พูดอย่างกับเกลียดผู้ชายทั้งโลกนี้ แล้วหลิวลี่เฉิงล่ะ? ..อั่ก!!!” ไม่ทับจบประโยคดี ก็ถูกฮัวเตะเสยปลายคางด้วยรองเท้าหัวแหลมโทษฐานปากดี



“อาเฉิงไม่ได้เลวทรามเหมือนพวกแก!! อย่าดึงเขาลงมาเกลือกกลั้วนะไอ้เศษสวะ!” ฮัวตะคอกเสียงสั่น



“...............” ลูกเตะของฮัวได้ผล เพราะบดินทร์ไม่อาจตอบโต้ได้อีกนอกจากนอนหอบหายใจด้วยความเจ็บปวดตรงใบหน้าบริเวณที่ถูกเตะ



ฮัวก้มมองดูผลงานตัวเองพร้อมยิ้มหยัน ความเจ็บปวดบางอย่างสะท้อนออกมาทางสายตาของหล่อนโดยไม่มีใครมีโอกาสได้เห็น “หึ! แกมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากพวกมันที่ต้องการจะหลอกใช้ฉัน แต่แกเลวกว่า เพราะแกกล้าเข้าใกล้อาเฉิงด้วยวิธีสกปรก!!”



พูดจบก็สะบัดตัวออกจากบดินทร์ราวกับเห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงสิ่งที่น่าขยะแขยง



“หึ หึหึ...หึ...” บดินทร์หัวเราะในจังหวะนั้นโดยที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าเอาความกล้าแบบนี้มาจากไหน หรือเพราะความตายมันชัดเจนอยู่ตรงหน้าจนไม่มีทางหนีได้แล้วจึงทำให้ไม่คิดสนใจว่าจะถูกทำอะไรอีก



“เธอก็สกปรกเหมือนกัน...ไม่เห็นต่าง” บดินทร์เอ่ยเสียงเบาเพราะยังทรมานจากพิษบาดแผล



ฮัวเงียบไปครู่เมื่อได้ยินที่บดินทร์พูด ก่อนจะหันกลับมายิ้มเย็น



“ใช่...สกปรกไม่ต่าง ต่างก็แค่...เกมนี้ฉันเป็นเจ้าของกระดานไง!”





ฮัวเอ่ยอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า แล้วหันไปสั่งลูกน้องให้ลงมือทำเรื่องที่แสนโหดเหี้ยม



“จัดการซะ!”



คำสั่งเป็นภาษาจีนบดินทร์ไม่อาจตีความ แต่จู่ๆ ทั้งเขาและมานพก็ถูกฉีดยาบางอย่างเข้าร่างกาย เข็มที่ประทุษร้ายร่างกายของพวกเขานั้นเล็กเพียงนิดเดียว แต่บดินทร์สัมผัสได้ว่ามันคือสิ่งที่จะนำพาความหายนะมาสู่เขาแน่ๆ



‘อะไรน่ะ!? ไซยาไนด์!!?’





"มิสเตอร์ดินคะ คุณเคยบอกว่าท่านแดนนี่เลือกคุณขึ้นเป็นหงส์ของเขาเพราะความรักใช่ไหม? " ฮัวยืนกอดอกดูท่าทางร้อนรนของบดินทร์พร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย "งั้นคุณว่าถ้าเขารู้ว่าคุณกับลูกน้องแสนรักของเขาสมสู่กัน...ท่านแดนนี่จะยังรักคุณอยู่หรือเปล่า? "





"ว...ว่าไงนะ! หมายความว่ายังไง!!? " บดินทร์ถามเสียงสั่น เนื้อตัวเริ่มมีอาการประหลาดเกิดขึ้น เสียงสั่นพร่าตะเบ็งถาม "แกฉีดอะไรให้ฉัน!!!? "





"GHB* คงคุ้นหูอยู่บ้างใช่ไหมคะมิสเตอร์" ฮัวตอบเสียงหวาน "ปริมาณที่ฉีดเข้าไป คงทำให้ทั้งคู่สนุกกันได้ทั้งคืนแน่"





"สารเลว!!!?? " บดินทร์คำราม หัวใจดวงน้อยเต้นรัวด้วยความกลัวถึงขีดสุด





"ฮ่า ฮ่า ฮ่า นั่นฉันจะถือว่าเป็นคำชมนะ" ฮัวหัวเราะร่าในชัยชนะ หล่อนหันหลังไปสั่งลูกน้องให้เอาน้ำมาสาดใส่มานพให้ฟื้นคืนสติ แล้วให้ออกไปเฝ้าข้างนอกประตูไว้อย่าให้มีแม้แต่แมลงเล็ดลอดออกไปได้





ก่อนจะหันมาเหยียดมองที่บดินทร์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยความสมเพช

.

.

.

.

.





"ขอให้สนุกนะคะมิสเตอร์"





************************************************




**GHB = ยาเสียสาว





สวัสดีค่ะ มิตรรักแฟนน้องดินทุกท่าน

วันนี้เอาน้องดินมาลงให้หายคิดถึงกันแล้วนะคะ ตอน:ยุทธการจับอสรพิษนี้ ยาวมากค่ะ จึงจำเป็นต้องตัดเป็น 3 Part ลุ้นให้ดินรอดจากฮัวให้ได้นะคะ (ขั้นแรกต้องรอดจากมานพให้ได้ก่อน)

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ยุทธการจับอสรพิษ
PART 3




ดวงตาเบิกโพลง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ร่างกายร้อนผ่าวไปหมดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เนื้อตัวสั่นระริกไปเพราะความหวาดกลัวที่ร่างกายเริ่มไวสัมผัสขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำหูตาก็พลันพร่ามัวทั้งที่พยายามรั้งสติอยู่อย่างสุดกำลัง





จะจบแค่ตรงนี้หรือ!?





“เฮ้! อดทนไว้สิ แค่นี้ก็จะแพ้แล้วเหรอ? ”





เสียงพร่าทว่าขึงขังจากด้านหลังเรียกสติของบดินทร์ให้ฟื้นคืน หันไปมองเห็นมานพจ้องมองตรงมาด้วยสายตาจริงจังเหมือนเช่นที่เคยรู้จัก หัวใจของบดินทร์ก็คลายบีบรัดลง...ดีใจที่ฝ่ายนั้นยังมีสติ





อ้าปากจะถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกฝ่ายก็ย้ำสถานการณ์กลับมาให้ต่อ





“เป็นถึงหงส์ ถ้าแค่นี้ยังรอดไม่ได้อนาคตก็แย่แล้ว” มานพปรามาส “แผนนี้คุณเลือกที่จะทำโดยไม่สนใจคำค้านของใครอยู่แล้วนี่ มีศักดิ์ศรีก็ต้องสู้ให้รอดสิ! ”





“ชิ...จะด่าว่าโง่ก็พูดมาตรงๆ เหอะ” บดินทร์ต่อคำ โดนปรามาสตรงๆ ก็เล่นเอาหน้าม้านไปบ้าง แต่เพราะเป็นเรื่องจริงอย่างที่มานพพูดทุกอย่างจึงได้แต่ช่วยสนับสนุนพูดนั้นโดยการช่วยทับถมตัวเองเพิ่ม ครั้งนี้เขาทำอะไรโดยไม่รู้จักใคร่ครวญให้ดีจริงอย่างที่ฝ่ายนั้นว่า แต่แทนที่จะเจ็บใจที่โดนต่อว่าบดินทร์กลับรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด ถึงร่างกายจะเริ่มสุดฝืนแต่พอเห็นว่ามานพยังคงมีสติแถมยังดูพึ่งพาได้ ชายหนุ่มก็ใจชื้นขึ้น แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรออกปากขอโทษที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังลงไป “ขอโทษที่พามาซวยไปด้วย”







ได้ยินคำขอโทษที่ไม่คาดฝันจากคนที่ไม่เคยถูกชะตาด้วยเข้าบอดี้การ์ดร่างใหญ่ก็ชะงักไปเล็กน้อย ภาพจำว่าหงส์คนนี้ทั้งจองหองแถมเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อก็เหมือนเริ่มจะดีขึ้นนิดหน่อย...ก็แค่นิดหน่อยเท่านั้นจริงๆ



มานพไม่ได้พูดอะไรต่อ ชายหนุ่มนิ่งคิดหาวิธีเอาตัวรอด แม้จะโดนยาแรงไปไม่ต่างกับบดินทร์แต่ร่างกายของเขาทนทานกว่าเพราะผ่านการฝึกฝนมานานจนแข็งแกร่ง ความอดทนต่อยาบางชนิดจึงมีมากกว่าคนทั่วไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ายาจะไม่มีผล เพียงแต่เขายังพอจะทนได้อีกหน่อย...ซึ่งมันก็เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว



“ยิงปืนเป็นไหม?” จู่ๆ มานพก็ถามขึ้น



“...พอได้” ในความหมายของบดินทร์เขาเคยแต่ฝึกยิงปืนเพื่อเข้าบทตอนเล่นหนังเล่นละคร แต่ไม่เคยยิงต่อสู้ในสถานการณ์จริงมาก่อน จู่ๆ ถูกถามขึ้นมาในสถานการณ์แบบนี้หงส์หนุ่มจึงออกอาการงงเล็กน้อย



“ดี งั้นลุย! ” มานพเอ่ยพร้อมโยนปืนพก Glock 26 กระบอกย่อมที่ซ่อนเอาไว้มาให้





“ห้ะ?? ” บดินทร์รับไว้ด้วยความตระหนก “จะลุยออกไปทั้งๆ อย่างนี้เนี่ยนะ!? ” ถึงกับร้องถามเสียงหลง เพราะเขาคนนี้ไม่ใช่แค่ไม่เคยต่อสู้จริง แต่ในสภาวะที่ร่างกายก็ไม่พร้อมแถมข้างนอกนั่นศัตรูเป็นโขยง คิดไม่ออกเลยว่าจะใช้ปืนเล็กเท่าฝ่ามือนี้ลุยออกไปท่าไหน!?



“จะอยู่เฉยๆ หรือลุยกับมันก็ตายเหมือนกันไหมล่ะ?” ระหว่างที่บดินทร์กำลังลนลาน มานพกลับเอ่ยหน้าตาย



ซึ่งมันก็จริงตามที่ฝ่ายนั้นว่าจนบดินทร์ไม่อาจทัดทาน ถ้าไม่ดิ้นรนทำอะไรเลยมีหรือจะรอดพ้นได้ บดินทร์กัดฟันอดทนฝืนร่างที่เริ่มออกอาการรวดร้าวจนสั่นสะท้านเดินเข้าไปอยู่ข้างหลังของมานพด้วยความยากลำบาก



“นำเลย ต่อไปนี้ฉันจะเชื่อนาย” บดินทร์เอ่ยเสียงพร่า หัวใจเต้นแรงราวกับจะพุ่งออกจากอก แต่ยังพอรักษาสติเอาไว้ได้คงเพราะร่างกายยังอยากที่จะอยู่รอด



“ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว” มานพย้อนขณะลอบออกไปยืนเล็งที่ประตูบานเก่า มองลอดผ่านรูกุญแจพังๆ ว่าข้างนอกนั้นเขาต้องออกแรงมากน้อยแค่ไหน



“ถ้าฉันถ่วงก็ทิ้งได้เลยนะ” บดินทร์กระซิบอยู่เบื้องหลัง ด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเต็มที



“จะทำแบบนั้นได้ไงล่ะ ทิ้งคุณไว้ที่นี่เจ้านายก็ฆ่าผมทิ้งอยู่ดี”



“ฮะฮะ งั้นอย่าให้ฉันตายล่ะ”







โครม!!!





“!!!!??? ”





ในอึดใจก่อนหน้าที่มานพกับบดินทร์จะได้ทำอะไร กลุ่มคนชุดดำอีกกลุ่มก็บุกเข้ามาตะลุมบอนกับคนของฮัว





“ระวัง!! ” มานพตะครุบตัวของบดินทร์กระโดดหลบออกจากประตูที่จู่ๆ ก็ถูกพังเข้ามาโครมใหญ่





คนที่พังเข้ามาคือคนของฮัวที่ตั้งใจจะเข้ามาจับตัวของบดินทร์เป็นตัวประกันจากคนกลุ่มใหม่ ทว่าเรี่ยวแรงของบดินทร์สิ้นแล้วในตอนนั้น ร่างกายร้อนผ่าวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก้อนสมองที่คอยสั่งการแยกแยะสัมปชัญญะก็เหมือนจะหลอมละลายไปเพราะความร้อนร่านนี้ เพียงแค่ถูกแตะต้องไม่ว่าส่วนไหนร่างกายก็พาลระริกระรี้ไปหมดจนน้ำตาแทบไหล ส่วนกลางร่างกายปวดร้าวราวกับจะระเบิด





แว่วเสียงตุบตับ ภาพเลือนรางคือมานพกำลังต่อสู้กับคนเหล่านั้นเพื่อปกป้องเขา





ศัตรูมีเพียงสองคนถูกมานพต่อยร่วงไปหนึ่ง อีกคนกำลังต่อสู้





ภาพไม่ชัดเจน แต่ที่บดินทร์เห็นคือคนที่เพิ่งถูกต่อยร่วงไปนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นย่องไปด้านหลังของมานพพร้อมมีดพก





บดินทร์กัดฟันฝืน มือไม้สั่นระริกเอื้อมคว้าปืนพกที่ร่วงอยู่ข้างตัวขึ้นมาสไลด์ขึ้นลำ เล็งเป้าหมายตรงหน้าด้วยสองมือที่สั่นระริก ไม่ได้อยากจะแช่งชักแต่บดินทร์ภาวนาสุดใจว่าขอให้กระสุนที่เขาจะปล่อยออกไปนี้ถูกจุด โดนโจรไม่ใช่โดนมานพ





ปัง ปัง!!





เสียงปืนดังขึ้นสองนัดพร้อมกับร่างคนคนหนึ่งร่วงลงไป





มานพใช้จังหวะนั้นจัดการอีกคนที่ติดพันกันอยู่ให้ร่วงไปตามกันทันที





“ยิงแม่นนี่” บอดี้การ์ดหนุ่มเอ่ยปากชม ก่อนจะหมดแรงทรุดลงไปคุกเข้าบนพื้นตรงหน้าของมือปืนสมัครเล่นที่ร่วงลงไปกองทันทีที่ปล่อยลูกกระสุน





“ฉัน...ยิงโดน...นายเหรอ!? ” บดินทร์เอ่ยถามเสียงขาดห้วง





“...ยามัน...เริ่มมีผลกับฉันแล้ว” มานพอธิบาย เอาออกแรงมากไป หัวใจเต้นเร็วทำให้เลือดสูบฉีด ผลคือยิ่งกระตุ้นให้ตัวยามีฤทธิ์ทวีขึ้น แต่เขาจะยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้ “รีบหาทางหนีกันก่อน”





มานพเข้าไปประคองบดินทร์ที่นอนฟุบอยู่กับพื้นไว้ในอ้อมแขน เอะใจที่เสียงโครมครามและห่ากระสุนเงียบไปพร้อมกับเงาวูบไหวที่หน้าประตู





ขอให้เป็นอย่างที่คิดทีเถอะ!!













“คุณดิน!!”













เสียงของธันวาแว่วมาในขณะที่สติของบดินทร์รางเลือนเต็มทีจนชายหนุ่มคิดไปว่าอาจแค่หูฝาด ภาพตรงหน้าพร่าเบลอด้วยฤทธิ์ยาที่กำลังเล่นงานกันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ บดินทร์มองไม่เห็นสิ่งใดอีกมีเพียงร่างกายร้อนผ่าวที่กำลังบิดไปมาแม้ไร้เรี่ยวแรงอยู่ในอ้อมแขนของมานพ ลมหายใจหอบสะท้านคล้ายคนขาดอากาศ รู้สึกราวกับว่าทั้งร่างถูกฉีกกระชากออกจากกันเป็นเสี่ยงแล้วถูกบดอัดจนแหลกเหลว





‘ร้อน...อยากปลดปล่อย...ใครก็ได้ช่วยด้วย...’









‘...ดนัย...ช่วยด้วย...’





.

.

.

.

.

.

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“ดิน”



“!!!??” เสียงเรียกชื่อของตนตรงหน้า ทำให้สติของบดินทร์กลับมาชั่วครู่



‘ไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม? ...’



“...ด..ดนัย? ...” เสียงแหบพร่าพยายามเปล่งออกมาจากลำคอแห้งผาก บดินทร์ไม่อาจมองเห็นว่าคนข้างหน้าเขาคือใครในความพร่าเบลอนี้ แต่ก็อดยื่นมือออกไปตรงหน้าไม่ได้ หัวใจของชายหนุ่มบีบรัด คนคนเดียวเท่านั้นที่คะนึงหา ที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต...



“ผมอยู่นี่”





เสียงคุ้นเคยที่กระซิบตอบรับ ด้วยสติที่ไม่สมประดีนักบดินทร์รีบยื่นมือสั่นระริกออกไปหาเจ้าของเสียงทันที หัวใจที่หดเกร็งอยู่เมื่อครู่ไหวยวบอย่างห้ามไม่อยู่





“...ใน..ในที่สุด...คุณ...ก็มา...” บดินทร์เอ่ยเสียงพร่าพลางโอบกอดร่างตรงหน้าแน่นด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ ซุกใบหน้ากับแผ่นอกอุ่นพร้อมน้ำตาคลอหน่วย ทิ้งร่างให้ฝ่ายนั้นดูแลพร้อมสติที่หลุดลอย



















บดินทร์คล้ายหมดสติไปในอ้อมแขนของดนัย กระนั้นร่างกายกลับยังมีปฏิกิริยาอย่างน่าสงสาร เจ้าพ่อหนุ่มโอบกอดร่างนั้นไว้แนบอก แต่หลังจากถอนสายตาออกจากคนในอ้อมกอดแล้วใบหน้านั้นก็กลับสู่ความเย็นชาเข้าขั้นเหี้ยมโหด แววตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย





“ลากพวกมันไปที่พรรค ฉันจะพิพากษาพวกมันเอง”





“ครับนาย! ” ลูกน้องรับคำพร้อมเพรียงแล้วเร่งดำเนินการตามคำสั่งนายเหนือ





เรื่องราว ณ โกดังร้างนี้เสร็จสิ้น ดนัยอุ้มบดินทร์ขึ้นแนบอกแล้วเดินออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเข้มขรึม โดยมีวิเชียรและเอกช่วยกันพยุงมานพตามนายใหญ่ออกไปพร้อมกันด้วย





ขบวนรถวากอนสีดำวาว 5 คันทะยานฝ่าปรอยหิมะออกจากโกดังร้างชานเมืองมุ่งตรงสู่รังวิษธร ในรถของนายใหญ่อย่างดนัยเงียบกริบ มีวิเชียรเป็นคนขับและธันวานั่งคู่กันมา ดนัยยังคงกอดบดินทร์ไว้ในอ้อมแขนแน่น ใบหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่าในแววตานั้นราวกับกำลังสุมด้วยเพลิงสีน้ำเงิน ยิ่งเห็นคนที่ยังไม่ได้สติบิดกายด้วยความทรมาน หัวคิ้วของผู้เป็นใหญ่ก็ยิ่งผูกกันเป็นปม สองแขนโอบกอดบดินทร์แน่นขึ้น ก่อนเอ่ยบางอย่างออกมา





“ดิน...ผมน่ะไม่เคยคิดว่าตัวเองทำเรื่องผิดพลาดอะไรเลย ผมไม่เคยรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผมตัดสินใจทำ ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจ ผมคิดว่ามันถูกต้องสมควรที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะต้องลงทัณฑ์ หรือทำลายใคร ผมก็ลงมือทำด้วยความโหดเหี้ยมได้เสมอ”



“ผมมันไร้หัวใจ ใครๆ ก็บอกแบบนั้น ซึ่งผมไม่เคยแคร์ เพราะไม่เห็นจำเป็นต้องใส่ใจอะไรพวกนั้น ผมลงโทษทุกคนที่ผมเห็นว่าสมควรโดนโดยไม่เคยนึกเสียใจทีหลัง เพราะไม่เคยมีใครทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นได้...”



“...ยกเว้นคุณ”



“อย่างที่คุณเคยบอก...ผมเลือดเย็นมากตอนที่ลงมือกับคุณ แล้วตอนนั้นคุณก็ทำให้ผมรู้สึกผิดแทบตายแน่ะ”





ดนัยพูดไปเรื่อยพลางใช้นิ้วโป้งลูบคลึงไปกับหัวไหล่มนของบดินทร์ช้าๆ ราวกับกำลังปลอบเด็กทั้งที่อีกฝ่ายยังหมดสติอยู่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ไม่อาจเข้าใจความหมายออกมา





“และตอนนี้คุณก็ทำให้ผมรู้สึกผิดแทบบ้า...”





“ขอโทษด้วยนะ”







คำขอโทษของเจ้าของอ้อมกอดอุ่นนั้นคล้ายลอยฟ่องอยู่ในหัวของบดินทร์ แต่ด้วยสมองที่กำลังถูกแผดเผาจึงไม่อาจประมวลผลได้ว่ามันหมายความถึงอะไร ความทรงจำขาดห้วงราวกับภาพฝัน ร่างกายร้อนผ่าวราวกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างนั้นคือลาวาภูเขาไฟ



“ถึงบ้านเราแล้ว คุณปลอดภัยแล้วนะ” แว่วเสียงกระซิบที่ริมหู รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้ยินคำว่าบ้าน และคำว่าปลอดภัย แต่ร่างกายที่ยังปั่นป่วนกลับยังบิดวนประท้วงขอความช่วยเหลือ



“ด…ดนัย? ” บดินทร์เรียกหาคนที่ยังจำได้ว่าอยู่เคียงข้างกันเมื่อครู่



“ผมอยู่นี่” และก็ได้รับคำตอบ



“อือ…ช่วย…ช่วยที” เมื่อพอจะรับรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร บดินทร์ก็ครางเครือเว้าวอนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เอื้อมมือไขว่คว้าคนที่เห็นเลือนรางอยู่ตรงหน้าปรารถนาให้มาช่วยปลดปล่อยความร้อนนี้



เพียงอึดใจที่ร้องขอริมฝีปากร้อนผ่าวก็ถูกประทับลงมา เพียงสัมผัสแรกบดินทร์ก็รีบสอดปลายลิ้นเข้าไปในโพรงปากของคนตรงหน้าราวกับกำลังหิวกระหายมอบจูบอย่างเร่าร้อนดูดดื่ม สองมือโอบรัดต้นคอของฝ่ายนั้นดึงรั้งให้บดขยี้ลงมามากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี



“อื้อ…อึก” เหมือนฝ่ายนั้นจะยอมให้บดินทร์รุกรานแค่เพียงไม่นาน ครู่ต่อมาลิ้นอวบหนาจึงโจมตีเข้ามาบดขยี้โพรงปากของเขาบ้างยังความสุขสมจนเนื้อเต้นระริกที่ทำเอาแทบน้ำตาไหล



สมองถูกแผดเผาจนไม่อาบยับยั้งเสียงครางหวานยามที่มือหนาสอดเข้ามาใต้เสื้อเชิ้ตตัวบางลูบผ่านผิวไวสัมผัสมายังยอดอกตูมเต่ง เพียงถูกนวดคลึงช้าๆ ทั้งร่างก็แอ่นหยัดอย่างว่าง่าย เสื้อขาวค่อยๆ ถูกถอดออกในขณะที่ยอดอกกำลังถูกปลอบประโลมนั้นทั้งกางเกงและชั้นในก็ถูกถอดออกจากสะโพกไปตอนไหนก็ไม่รู้



“อา…อื้ออ” บดินทร์ครางแผ่วเมื่อยอดอกถูกละทิ้ง ริมฝีปากร้อนระอุเริ่มเคลื่อนที่จากแผ่นอกเรื่อยลงมายังหน้าท้องเรียบลื่น พอถูกปลายลิ้นหนาเลียชิมตรงแอ่งสะดืออย่างอ้อยอิ่งบดินทร์ก็แทบจะขาดใจ แต่หัวใจก็เรียกร้องอย่างบ้าคลั่งว่าอย่าหยุด



“อ๊า! ” หงส์หนุ่มส่งเสียงอย่าไม่อาจห้ามเมื่อส่วนกลางร่างกายไหวระริกถูกดนัยรวบเข้าปากราวกับจะกลืนลงคอ “อื้อ…อ๊ะ…” เขาครางไม่เป็นภาษาเพราะแก่นกายถูกรูดรั้งด้วยริมฝีปากหนาจนสุดความยาว ลำพังโพรงปากร้อนระอุทั้งยังชุ่มชื้นเสียดสีกับส่วนกลางร่างกายบดินทร์ก็แทบจะถึงสวรรค์ พอถูกลิ้นอุ่นเลียไปรอบๆ เขาก็ยิ่งส่งเสียงร้องราวคนใกล้ขาดใจ





เสียงเปียกชื้นบาดหูที่ดังมาไม่ขาดระยะ ถูกกระตุ้นจนลมหายใจขาดห้วง ส่วนกลางถูกครอบครองพร้อมกับบั้นท้ายที่กำลังถูกบีบเคล้นราวกับหน้าอกของหญิงสาว การปลดปล่อยคล้ายจะมาถึงในไม่ช้า บดินทร์ครางเสียงสูง สะโพกกระตุกวูบเมื่อส่วนยอดถูกเลียหนักๆ ยามที่ถูกดูดดุนอีกครั้งการปลดปล่อยอย่างรุนแรงก็มาถึง ร่างกายกระตุกไหวจนสั่นระริกไปหมดเมื่อถูกกลืนกินสิ่งที่หลั่งรดออกมาจากร่างราวกับจะรีดเร้นออกมาให้เหือดแห้ง



“ดีไหม? ” เสียงกระซิบข้างหูนุ่มนวลราวกับทูตสวรรค์



“ดี…อึก…ดี…” บดินทร์ครางตอบ สมองพร่าเบลอไปหมดจนจดจำไม่ได้แล้วว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่กระนั้นสองมืออ่อนแรงก็ยังพยายามปะป่ายดึงเสื้อของคนตรงหน้าออก



ยังไม่พอ…แม้ปลดปล่อยไปแล้วก็รู้สึกว่ายังไม่พอ



“อยากให้ผมทำอะไรอีก หืม? ” เสียงนุ่มนวลกระซิบข้างหูอีกครั้งราวกับกำลังล่อลวงให้ทำสิ่งผิดบาปอันหอมหวาน ที่หากเป็นปกติบดินทร์คงปฏิเสธ แต่ในตอนนี้เขายินดีนักที่จะทำตามที่ใจของตัวเองปรารถนา



มากกว่านี้…เขาต้องการมากกว่านี้ แค่ปลดปล่อยยังไม่เพียงพอ…อยากถูกเติมเต็ม





อยากถูกดนัยครอบครองอย่างรุนแรง...



หงส์หนุ่มโอบกอดรอบคอคนตรงหน้า โน้มลงมาแล้วกระซิบถ้อยคำน่าอายที่ข้างหูของฝ่ายนั้นด้วยเสียงหอบสะท้าน “อย…อยากเป็นหนึ่งเดียวกับคุณ…”



“เด็กดี” คือคำสุดท้ายที่บดินทร์ได้ยินก่อนถูกพลิกร่างจัดแจงให้อยู่ในท่านคลานเข่าที่ถ้าเป็นปกติเขาคงอายจนแทบบ้า แต่ตอนนี้ต่อให้ต้องทำอะไรที่น่าอายยิ่งกว่าจนไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ เขาก็จะยอมทั้งสิ้น



ได้ยินคำขอแบบนั้นเข้าไปเลือดในการของมังกรหนุ่มก็ฉีดพล่าน ร่างหนาของขึ้นคร่อมหงส์ของตนจากด้านหลัง แยกสะโพกสองข้างของคนใต้ร่างออกจากกันแล้วจัดแจงคว้าเจลหล่อลื่นมาบีบใส่จนชุ่ม คล้ายกับจะเห็นว่าร่างของบดินทร์สะดุ้งไหวทันทีที่ความเย็นของเจลสัมผัสเข้ากับจุดที่กำลังร้อนระอุ ดนัยแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากของตนขณะใช้นิ้วอวบหนาสร้างความคุ้นเคยให้กับหงส์ของตนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น



แต่ก็ทำได้เพียงไม่นานเพราะทันทีที่คนใต้ร่างร้องเร่งเร้าเอาอีกครั้ง มังกรหนุ่มก็สูญสิ้นความอดทน ดนัยเร่งร้อนให้ในสิ่งที่บดินทร์ต้องการทันที แต่เพียงแค่ชำแรกส่วนหัวเข้าไปเจ้าพ่อหนุ่มก็ถึงกับลมหายใจสะดุด ร่างกายของคนตรงหน้านั้นราวกับจะดูดกลืนทั้งร่างเขาเข้าไปจนสิ้น



อารมณ์ที่พุ่งสูงอย่างฉับพลันทำให้มังกรหนุ่มรู้สึกหมิ่นเหม่จนเกือบหลั่งออกมาให้เสียหน้า ดนัยรีบสูดลมหายใจเพื่อระงับ ขบกรามแน่นแล้วดันสะโพกเข้าไปรวดเดียวจนสุด



“อ๊า! ” ทันทีที่ส่วนแข็งขืนดันพรวดเข้ามาบดินทร์ก็ร้องลั่น ร่างกายสั่นเทิ้มไปหมดเพราะความกระสันที่พุ่งสูง ทั้งที่รู้สึกเจ็บจนแสบไปทั้งช่องทางรักจนน้ำตารื้น แต่เหมือนความเจ็บนั้นจะยิ่งไปกระตุ้นต่อมสุขกระสันต์ให้ขับเคลื่อน และแม้ว่าจะเพิ่งเสร็จสมไปไม่กี่อึดใจก็คล้ายว่าจะสามารถทะลักทลายออกมาได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน



“อืม…ดิน” ดนัยครางชื่อของหงส์ของตนอย่างเผลอไผล ในร่างของอีกฝ่ายร้อนผ่าวจนมังกรหนุ่มถึงกับต้องขบริมฝีปากแน่นเพื่ออดกลั้นไม่ให้เสร็จสมไปเร็วนัก



บดินทร์ฝังใบหน้าของตนลงบนที่นอนปิดกั้นเสียงร้องไม่ให้เล็ดลอด สองมือจิกทึ้งจนผ้าปูยับย่นเพื่อระบายความเสียดเสียวจากส่วนที่เชื่อมโยงกันแน่น หงส์หนุ่มส่ายสะโพกเข้าหาดนัยโดยไม่รอช้า เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างกายถูกเติมเต็มจนแน่นไปทั้งท้องก็เคลิบเคลิ้มยิ่งกว่าเดิม อยากได้อีก ต้องการอีก ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ต้องการดนัยจนทนไม่ไหว…



ดนัยยึดสะโพกของคนใต้ร่างแน่น กระทั้นสะโพกเคลื่อนไหวหนักหน่วงโจนจ้วงเข้าสู่ร่างกายนั้นอย่างไม่ปรานี แก่นกายยาวใหญ่โจนจ้วงเข้าไปยังส่วนลึก มังกรหนุ่มสูดลมหายใจเปรมปรีกับสิ่งที่ได้รับ ร่างกายของบดินทร์ช่างอัศจรรย์เพียงแค่ขยับไม่กี่ครั้งก็คล้ายกับจะปลดปล่อยออกมาราวกับตนเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มที่เพิ่งมีประสบการณ์ครั้งแรก



บดินทร์ลมหายใจขาดห้วงน้ำตาแห่งความซาบซึ้งที่ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับดนัยไหลหยดเป็นสาย ร่างกายสั่นสะท้านไปกับการเคลื่อนไหวของคนด้านหลัง ถูกโยกคลอนรุนแรงชนิดไม่เว้นจังหวะจนสายตาพร่าเบลอไปหมด ช่องทางรักคล้ายจะละลายมอดไหม้ให้กับความร้อนแรงนี้ แผดเผาจนก้อนสมองในหัวนั้นกลายเป็นของเหลว ลืมสิ้นในทุกสิ่งที่เพิ่งเผชิญมา ลืมสิ้นทุกความหวาดกลัว



“…อา…ดิน…คุณคือของผมคนเดียว…ของผมเท่านั้น…” ดนัยก้มลงกระซิบพร่าข้างใบหูของบดินทร์



“…อึก….คนเดียว……ของคุณ….อ๊ะ…คนเดียว…” บดินทร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงขาดห้วง เขาเสร็จสมไปอีกครั้งในมือของเจ้าชีวิต เสียงหอบสะท้านดังก้อง ร่างกายสิ้นเรี่ยวแรงราวกับจะกลายเป็นของเหลวที่ไม่ว่าจะถูกดนัยทำอะไรก็พร้อมยินยอมทั้งสิ้น



ทั้งร่างถูกจับพลิกให้หันกลับมาเผชิญหน้า ขาสองข้างแยกกว้างถูกจับพาดไหล่หนาเอาไว้แก่นกายใหญ่โจมตีเข้ามาอีกครั้งราวกับไม่ยินยอมให้ได้พัก บดินทร์ร้องขณะที่ดนัยโน้มร่างลงมาหาพร้อมขยับกายเร่าร้อน ริมฝีปากแห้งผากถูกจุมพิตร้อนแรง สองแขนขาวเอื้อมไปโอบกอดแผ่นหลังกว้าง สองขาที่ไหลตกลงจากบ่ากว้างถูกจัดให้ไปเกี่ยวรัดสะโพกกำยำของอีกฝ่ายไว้ บั้นท้ายหนั่นแน่นถูกฟอนเฟ้นเคล้นคลึงจนแทบจะแหลกเหลวคามือฝ่ายนั้น แต่ตอนนี้บดินทร์ไม่ได้สนใจอะไรอีกต่อไป เขาจูบ เขากอดดนัยไว้ แล้วปล่อยร่างกายให้เป็นไปตามที่อีกฝ่ายชักนำ



ค่ำคืนนี้เขาต้องการเพียงดนัย ชีวิตนี้เขายอมวางไว้ในมือของอีกฝ่าย ยอมตกเป็นของชายคนนี้อย่างสมบูรณ์…



ในช่องท้องร้อนวูบ รับรู้ได้ถึงสิ่งที่ถูกหลั่งเข้ามา บดินทร์ลมหายใจขาดห้วง พลันปลดปล่อยตามออกมาอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงพร้อมหยาดน้ำตา



.

.

.

.

.




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


เช้าตรู่ในห้องนอนอุ่น แสงแดดนอกหน้าต่างกระจกใสส่องสะท้อนผ่านผ้าม่านขาวบางเข้ามายังด้านในปลุกให้คนที่เพิ่งผ่านคืนอันโหดร้ายได้ลืมตาตื่น



บดินทร์รู้สึกตัวขึ้นบนเตียงอุ่น กะพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่าง เขายังไม่สามารถลุกขึ้นได้ในทันทีรู้สึกได้ว่าร่างกายยังรวดร้าวทั้งจากที่โดนซ้อมจากพวกของฮัวและฤทธิ์ของยาพิษที่คล้ายจะยังตกค้าง ระบมไปทั้งร่างขนาดหลุดเสียงครางเครือออกมาทุกครั้งที่ขยับตัว พอลุกขึ้นมานั่งสำรวจตัวเองได้ก็เป็นไปตามที่คาด ฟกช้ำดำเขียวไปทั่วไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าพาลให้คิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ



ไม่รู้โชคดีหรือเปล่าที่จำเรื่องหลังจากยาออกฤทธิ์ไปแล้วไม่ค่อยได้ แต่นั่นก็ทำให้สมองดันจดจ่อแต่กับเรื่องเลวร้ายกว่านั้นเสียแทน...เพียงแค่นึกถึง ภาพความทรงจำก็หลั่งล้นเข้ามาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า น่ากลัวเหลือเกินแค่คิดร่างกายก็สั่นสะท้านไปหมด หากไม่ได้ดนัยไปช่วยเอาไว้เดาไม่ยากเลยว่าตอนนี้ร่างของเขาจะไปจบที่ตรงไหน คงถูกถ่วงศพไว้ใต้ตอม่อสะพานแมนฮัตตั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย...



เรื่องมาตรงนี้บดินทร์ก็ได้แต่นั่งกอดตัวเองไว้แน่นแล้วนิ่งคิด ตรึกตรองถึงเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดในชีวิต ตัวตนของเขาคนนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน...ตัวตนของบดินทร์คนนี้ที่ไม่มีดีเลยแม้สักอย่างเดียว



เรียนเกือบไม่จบ





ขายเพื่อน





ติดการพนัน





เป็นหนี้บ่อน





ยอมเป็นลิ่วล้อเจ้าแม่ ทำเรื่องเลวระยำหมามากมายเพียงเพื่อให้ได้หายใจรอดพ้นไปวันๆ





ดาราหยิ่งๆ





ขี้ขลาดตาขาว





แถมยัง...



โง่



ใช่...เขามันโง่ ก้อนสมองในกะโหลก ที่ไม่ต่างจากกะโหลกกะลาไร้ค่า ในนั้นมันมีเพียงความคิดโง่ๆ ตรรกะเพี้ยนๆ อยากดีอยากเด่น อยากเก่งกล้าเลียนแบบเพื่อนที่เลิศเลออย่างสดายุ อยากเป็นที่ยอมรับจนตัดสินใจลงมือทำทุกอย่างโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ผลที่ออกมาจึงมีแต่พัง พัง และพัง เพราะไอ้บดินทร์คนนี้มันไม่ได้เก่ง ไม่ได้กล้า แถมไม่มีหัวคิด ผลสุดท้ายจึงลากชีวิตตัวเองจมลงไปเรื่อยๆ ขนาดได้มาเป็นหงส์ ยังเกือบลากลูกน้องไปตายด้วย เพราะความไม่รู้จักคิดที่แม้แต่เรื่องง่ายๆ ที่เห็นอยู่ว่าอันตรายยังเอาตัวเข้าไปเสี่ยงแบบโง่ๆ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าไม่มีทางรอดก็ยังอุตส่าห์คิดว่าตัวเองแน่



บดินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่



ครั้งนี้รอดมาได้แล้วมันยังไง? เขารู้ตัวในตอนนี้แล้วว่าเขาไม่เหมาะที่จะเป็นหงส์ของดนัยเลย เขาไม่อาจต่อกรกับใครได้เลย แม้กระทั่งแค่ผู้หญิงที่เป็นเพียงลูกน้องอย่างฮัว แค่เพียงขยับตัวก็คล้ายกับว่าจะกลายเป็นแค่เหยื่อของคนในโลกนี้



คิดไปพลางกอดร่างที่ยังฟกช้ำของตัวเองแน่น น้ำตาแห่งความเจ็บใจถั่งไหลออกมาเป็นสาย



ต่อไปนี้...ในตำแหน่งหงส์ เขาควรจะทำอย่างไรดี?















“ตื่นแล้วเหรอดิน?”





เสียงทุ้มจากด้านหลังถามขึ้นด้วยความอ่อนโยน แต่นั่นก็ทำให้บดินทร์ถึงกับสะดุ้งจนต้องรีบปาดน้ำตาพัลวัน ไม่ต้องการให้ดนัยเห็นความอ่อนแอนี้ แต่มันก็ไม่ได้ทันการนัก มือใหญ่จึงเข้ามาประคองข้างแก้มเขาให้หันไปสบตากับเจ้าของเสียงเมื่อครู่





“…………...”





“.................”





ดนัยมองหน้าบดินทร์นิ่งแม้อีกฝ่ายจะพยายามหลบตาเพื่อซ่อนดวงตาแดงก่ำ แต่ก็ไม่อาจซ่อนรอยแดงช้ำจากการร้องไห้ได้ ความหวาดกลัวจากเรื่องที่เพิ่งผ่านพ้นยังคงฉายชัดในสายตา ดวงหน้าขาวกระจ่างมีร่องรอยฟกช้ำเด่นชัด ทั้งหางคิ้ว ข้างแก้ม มุมปาก กระทั่งปลายคาง ส่วนร่างกายนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะจากที่เขาสำรวจตรวจตราแล้วนั้นก็แทบไม่มีส่วนไหนที่ไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้าย





“เจ็บมากไหม? ” ดนัยเอ่ยปากถามอีกคำ พลางสำรวจร่างเปลือยเปล่าของบดินทร์ไปด้วย





และเพราะสายตานั้นทำให้บดินทร์รู้ตัวว่าตัวเองกำลังล่อนจ้อนอยู่ ถึงจะรู้สึกกระดากอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เขินอายขนาดต้องรีบหาอะไรมาปกปิดโดยเฉพาะต่อหน้าของดนัย คนที่เมื่อคืนเขาเพิ่งเรียกร้องให้อีกฝ่ายช่วยละลายพิษร้ายของ GHB ให้จนเกือบรุ่งสาง ถ้าจะต้องมาอายเรื่องเนื้อตัวล่อนจ้อนนี่ล่ะก็ ควรอายเรื่องเมื่อคืนนี้มากกว่า ขนาดความทรงจำแทบไม่มีเหลือ ยังคลับคล้ายคลับคลาเลยว่าตัวเขานั้นกอดรัดดนัยไว้แน่นแค่ไหน…





“ผมไม่เป็นไร” บดินทร์ตอบเสียงแห้ง หลุบตามองต่ำ เห็นดนัยหย่อนตัวลงนั่งตรงหน้าก็ยังไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย





เขาก่อเรื่องไว้มากมายเลยจริงๆ ในคราวนี้…





“ขอโทษนะ ที่ปล่อยคุณไว้คนเดียวจนเกิดเรื่องแบบนี้…” ดนัยเอ่ยพลางใช่มืออุ่นลูบไล้ข้างแก้มที่กำลังตุ่ยหน่อยๆ เพราะบาดเจ็บมาของบดินทร์แผ่วเบา





แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอให้หัวใจของบดินทร์อุ่นขึ้น บดินทร์นิ่งอยู่ครู่ก่อนค่อยๆ เอนตัวไปข้างหน้าช้าๆ แล้วซบศีรษะหนักๆ ของตนลงบนไหล่กว้างของคนตรงหน้า





อาการออดอ้อนผิดวิสัยทำเอาดนัยแปลกใจเล็กน้อย หากเป็นเมื่อคืนที่บดินทร์ทรมานอยู่กับฤทธิ์ยาเขาคงไม่นึกสงสัย แต่อาการตอนนี้ของอีกฝ่ายมันทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวไม่น้อย





“ยังกลัวอยู่เหรอ? ” ดนัยปลอบประโลมโดยการโอบกอดร่างตรงหน้าแนบแน่น





“คุณกลับมาทันได้ยังไง?” บดินทร์ถามถึงข้อสงสัยที่เพิ่งนึกขึ้นได้กับการปรากฏตัวราวกับนัดกันไว้ของดนัยคนที่เขารู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในอีกประเทศที่ห่างออกไปร่วม 5 ชั่วโมง ดนัยนิ่งไปครู่ก่อนตอบว่าธุระเสร็จเร็วเลยรีบกลับ แล้วพอดีกับที่ได้รับรายงานจากธันวาว่าเกิดเรื่องขึ้นจึงได้ไปช่วยเอาไว้ได้ทัน





สัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในคำตอบนั้นแต่บดินทร์ก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ ตอนนี้เขาขอซึมซับความอุ่นจากอ้อมกอดแกร่งของอีกฝ่ายเพื่อความสบายใจก่อน พยายามทำใจปล่อยวางว่าในโลกใบนี้ต่างจากที่ที่เคยจากมา แม้จะเป็นเรื่องโกหกบางครั้งเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปฟื้นฝอย ตราบใดที่ดนัยยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะปกป้องเขา แค่นั้นก็คงเพียงพอแล้ว





“ขอโทษนะ...ทั้งที่คุณเตือนแล้ว แต่ผมก็ยัง…” เมื่อหัวใจได้รับการเยียวยา คำบางคำที่ยังติดค้างจึงได้เอ่ยออกไปต่อหน้าอีกฝ่าย





“ดิน…” ดนัยกระชับอ้อมแขน “ตอนที่ผมเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ผมก็ตัดสินใจพลาดพลั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเหมือนกันนะ”





“..............”





“มันคือประสบการณ์ ว่าคุณจะไม่พลาดจุดนั้นอีก...จากนี้ไปคุณจะไม่หลงกลใครง่ายๆ อีก”





“........อืม…” บดินทร์เข้าใจในสิ่งที่ดนัยบอก ทว่าเขาเองก็ยังคงหนักใจ ใจที่มันฝ่อไปแล้วไม่รู้ว่าจะกู้คืนมาได้อย่างไร เกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้มาตลอด เกลียดยิ่งกว่าที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้เสียที





“แล้วกับฮัว…” นึกขึ้นได้บดินทร์จึงถามขึ้น เพราะเมื่อคืนนอกจากความทรงจำว่าดนัยมาช่วยเขาไว้แล้ว เรื่องอื่นๆ เลือนรางยิ่งกว่าภาพฝัน บดินทร์จึงไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นบ้าง พวกศัตรูเป็นอย่างไร หนีไปได้หรือดนัยได้มาไว้ในมือ? แล้วถ้าได้ตัวมาดนัยจะทำอย่างไรต่อในเมื่อฮัวนั้นเป็นถึงคนของผู้ที่มีศักดิ์เป็นลุง?



ทว่าคำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบ ดนัยเพียงยิ้มพลางลูบข้างแก้มของบดินทร์ด้วยความอ่อนโยน กับคำตอบที่หมายความว่าไม่ต้องการให้บดินทร์ซักไซ้ต่อ



“ไม่ต้องห่วง ผมจัดการเอง” พูดพลางก้มลงจูบที่เปลือกตาของบดินทร์แผ่วเบา “วันนี้คุณพักเถอะนะ เดี๋ยวสายๆ ผมจะกลับมา”



ดนัยจากไปหลังคำตอบนั้น หากเป็นก่อนหน้านี้บดินทร์คงรั้นที่จะเอาคำตอบจนถึงที่สุดด้วยอ้างถึงสิทธิ์ที่เขาควรรู้ แต่เพราะเพิ่งก่อเรื่องจนไม่อาจให้อภัยจึงเกิดความละอายที่จะมีปากเสียง เลี่ยงไม่ได้เลยได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่บนเตียงอย่างเดิมพร้อมกอดข้อกังขาเหล่านั้นไว้







…บางทีการรู้มากไปก็อาจเป็นภัยหรือเปล่านะ...

แต่ถ้ารู้เขารู้เรา อย่างน้อยก็จะยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง…





เจ้าธันวาจะรู้ไหมนะ…





จริงสิ!





นึกขึ้นได้บดินทร์ก็รีบแบกร่างรวดร้าวไปจัดการตัวเองในห้องน้ำอย่างรีบร้อนเพื่อไปหาลูกน้องคนสำคัญ ให้สืบเสาะเรื่องราวที่ต้องการรู้มาให้ น่าแปลกที่วันนี้เขายังไม่เห็นอีกฝ่าย แต่นั่นอาจเป็นเพราะดนัยสั่งให้ทุกคนปล่อยให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็เป็นได้



ดูเหมือนวันนี้จะแปลกไปหมด เพราะพอออกมาคนต้นห้องดันเป็นวิเชียรไม่ใช่ธันวา ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบเข้ามารับคำสั่งหงส์ทันที



“ธันวาไปไหน?” บดินทร์ถามผู้รักษาการแทน



“ไม่สบายครับ ผมเลยมาดูแลคุณดินแทน” วิเชียรตอบสุภาพ



“มันเป็นอะไร!? หรือเมื่อคืนมันบาดเจ็บ” แบบนั้นบดินทร์ยิ่งเป็นห่วง



“แค่ไม่สบายครับ พรุ่งนี้จะมาทำงานตามปกติ” คำตอบของวิเชียรค่อยทำให้บดินทร์โล่งใจ เมื่อผ่อนคลายเรื่องของลูกน้องคนสนิทไปได้ เขาจึงลองถามไถ่เรื่องที่อยากรู้กับวิเชียรดู แต่ก็ไม่คาดหวังในคำตอบของอีกฝ่ายนัก



คนของดนัยย่อมไม่ปากพล่อยกับใครง่ายๆ แต่ถ้าในฐานะหงส์ของดนัยอย่างเขา…เจ้าพวกนี้จะยอมปริปากไหมนะ?



“ฮัวอยู่ที่นี่หรือเปล่า? ”



“ครับ”



เมื่อลองถามแล้ววิเชียรยอมตอบ บดินทร์จึงลองถามเพิ่ม



“แล้วตอนนี้อยู่ไหน? ”



“ห้องควบคุมครับ”



“…ฉันคงเป็นข้อห้ามใช่ไหม? ” เห็นวิเชียรประหยัดคำพูดขนาดนั้น บดินทร์ก็พอเดาออกว่าดนัยต้องสั่งเอาไว้ว่าไม่ให้เขายุ่งด้วยเป็นแน่



“ครับ” และคำตอบที่ได้ก็เป็นเช่นที่คิด



“งั้นฉันขอไปเยี่ยมธันวาหน่อย” ในเมื่อไม่ได้รับอนุญาตให้ยุ่งเกี่ยวเรื่องของฮัว บดินทร์จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นธันวาแทน วิเชียรเป็นคนของดนัยเขาย่อมไม่อาจควบคุม แต่กับธันวาอาจพอให้ความกระจ่างแก่เขาได้ และเขาเองก็ได้ถือโอกาสไปเยี่ยมไข้อีกฝ่ายด้วย



“ไม่เป็นการดีมั้งครับ คุณจะติดไข้เอาได้” แต่ดูเหมือนลูกน้องดนัยคนนี้จะขัดแข้งขัดขาเขาไปเสียทุกอย่าง





บดินทร์ถอนหายใจ หันไปยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วถามคำถามสุดท้าย



“ห้องธันอยู่ไหน? ”



ได้ยินแบบนั้นเข้าวิเชียรก็ได้แต่ลอบส่ายหน้าในใจ ความดื้อรั้นของหงส์คนนี้เป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าลิ่วล้ออยู่พอสมควร ไม่แปลกใจเท่าไหร่เลยที่มักเอาตัวไปเสี่ยงภัยในที่ร้ายๆ เพราะห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟังคำทัดทานของหน้าไหน อย่างในครั้งนี้วิเชียรก็ตระหนักอยู่ว่าเขาเองก็คงไม่อาจขัดขวางอีกฝ่าย แต่เอาเถิดการไปเยี่ยมธันวาก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรกับการที่เจ้านายจะเป็นห่วงลูกน้อง เพราะอันที่จริงแล้วนายใหญ่ของพรรคก็มักแวะเวียนเยี่ยมเยียนลูกน้องที่ป่วยไข้อยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังไม่เป็นการขัดคำสั่งดนัยว่าห้ามหงส์คนนี้ยุ่มย่ามเรื่องการพิพากษาฮัวอย่างเด็ดขาดแต่อย่างใดด้วย วิเชียรใคร่ครวญอยู่ครู่จึงยินยอมเดินนำทางพาบดินทร์ไปเยี่ยมธันวาถึงห้องด้วยตัวเอง





.

.

.

.

.

.

.


ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ





“…ค…คุณดิน? ”





ธันวาเลิ่กลั่กเมื่อเห็นผู้เป็นนายเข้ามาในห้อง



“นายเป็นไงบ้างธัน? นายไม่สบายเพราะเรื่องเมื่อวานหรือเปล่า?” บดินทร์ถามไถ่พลาง เดินเข้าไปนั่งข้างเตียงของธันวาพลางห้ามไม่ให้อีกฝ่ายต้องลำบากลุกขึ้นมา แต่สุดท้ายฝ่ายนั้นก็ดั้นด้นลุกขึ้นมานั่งห่อตัวน่าสงสารอยู่ตรงหน้าเขาอยู่ดี



“เปล่าครับคุณดิน ผมแค่มีไข้เลยไม่อยากให้ไปติดคุณเข้า” ธันวารีบปฏิเสธ พลางควานหาผ้าห่มขึ้นมาห่อตัวไว้จนถึงคอ



“ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว” บดินทร์โล่งใจ หงส์หนุ่มนิ่งไปครู่ก่อนหันไปออกปากไล่วิเชียร “วิเชียรนายไปทำงานของนายเถอะ เดี๋ยวฉันกลับเอง”



“งานของผมคือดูแลคุณดิน ผมต้องอยู่ที่นี่ครับ” ชัดเจนเถรตรงเสมอกับบอดี้การ์ดนามว่าวิเชียร แต่คำตอบตรงไปตรงมาของเขาดันเรียกเสียงกับสายตาไม่พอใจนักของนายใหม่เสียได้



“ไม่ต้องเฝ้า ฉันอึดอัด” บดินทร์สั่ง “ไปหาอย่างอื่นทำเถอะ ฉันไม่วุ่นวายหรอก”



ถูกพูดถึงขนาดนั้นวิเชียรก็ไม่อาจทำเป็นไม่รู้ร้อนหนาว ชายหนุ่มชำเลืองไปมองเพื่อนสนิทอย่างธันวาที่ส่งสายตามาว่ารับมือคนเดียวได้ แล้วจึงพยักหน้ารับคำสั่งของหงส์แล้วยอมออกไปแต่โดยดี



สุดท้ายเมื่อได้อยู่กันสองต่อสองธันวาจึงลุกขึ้นนั่งแล้วถามเจ้านายของตนตรงๆ



“คุณดินอยากรู้เรื่องของฮัวใช่ไหมครับ? ”



ลูกน้องที่รู้ทันทำบดินทร์ถอนหายใจพรวดๆ





“ทำไม ฉันแค่จะมาเยี่ยมนายไม่ได้หรือไง?” ว่าแล้วก็แกล้งแขวะลูกน้องออกไปให้ได้เลิ่กลั่ก





“อ๊ะ...ผ...ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ธันวารีบแก้คำพัลวัน





“แต่ก็จริงของนายนั่นแหละ”





“เอ๊ะ? ”





“เออน่า มาเยี่ยมนายก็เป็นจุดประสงค์หลักแหละ ส่วนเรื่องของยัยนั่นถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากรู้” ในที่สุดบดินทร์ก็เผยไต๋ “เฮ้อ…ฉันก็ไม่ได้จะใยดียัยคนนั้นหรอกนะว่าจะโดนดนัยทำอะไร แต่เพราะยัยคนนั้นเป็นคนของพงศธร มันทำให้ฉันอดห่วงไม่ได้ ว่ามันอาจสร้างปัญหาให้ดนัยเอา” บดินทร์เปิดเผยความในใจให้ลูกน้องคนสนิทได้ฟัง





ธันวาลอบถอนหายใจ นี่แหละนะเจ้านายของเขา แล้วเริ่มเล่าในสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของตนให้เจ้านายได้ฟัง

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณดิน นายท่านคิดแผนเผื่อเอาไว้นานแล้วในกรณีที่ฮัวทรยศ”





“ยังไง? ”





“เอ่อ ผมเองก็ไม่แน่ใจครับ…รู้แค่ว่า เมื่อเช้าท่านพงศธรติดต่อมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยการไม่ออกตัวปกป้องฮัวครับ” ธันวาชี้แจงถึงเรื่องที่เขาพอจะรู้มาบ้าง





“เหอะ…ตัดหางปล่อยวัดกันเลยเหรอ? ” บดินทร์เผลอเยาะออกมา “แล้วแบบนี้ยัยฮัวไม่พ่นความชั่วของฝ่ายนั้นออกมาหมดหรือไง? ในเมื่อก็ร่วมทำความชั่วกันมา” บดินทร์วิเคราะห์





“เรื่องที่ฮัวทำมันชัดเจนเกินไปว่าหล่อนตั้งใจทรยศ ทุกสายตาจับจ้องไม่ว่ายังไงท่านพงศธรก็คงไม่กล้าปกป้องหรอกครับ ไม่อย่างนั้นได้ติดร่างแหจนถูกมองว่าเป็นกบฏต่อพรรคไปด้วยแน่ แล้วที่ฮัวเองไม่อาจปูดเรื่องต่างๆ ของทางนั้นออกมาได้ ก็อาจเป็นหนี้บุญคุณเก่าก่อนที่เคยติดค้างกันมา หรือไม่ก็เพราะท่านพงศธรมีสิ่งสำคัญกว่าชีวิตของหล่อนเอาไว้ในมือ” ธันวาอธิบายออกรส สมกับเป็นคนที่ซิปปากรั่ว “แต่นายท่านก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าแค่เรื่องที่ฮัวทำในครั้งนี้คงจัดการไปถึงท่านพงศธรไม่ได้ แต่ก็พอให้กำจัดกำลังสำคัญของฝ่ายนั้นไปได้หนึ่ง”





“สิ่งที่สำคัญกว่าชีวิต...หลิวลี่เฉิง? ”





“ผมก็ไม่แน่ใจครับ เพราะเท่าที่รู้มาเรื่องของหลิวลี่เฉิงฮัวเก็บไว้เป็นความลับแม้แต่กับท่านพงศธร”





“ความลับยังไง? ขนาดคนอย่างฉันยังรู้เลย...” พูดไปก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้





“นั่นเป็นเพราะฮัวตั้งใจให้เรารู้ครับ...”





ใช่แล้ว เขารู้เพราะฮัวตั้งใจ “...ใช้ของรักเป็นเหยื่อล่อฉันสินะ” บดินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พวกคนทางนี้นี่...เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแล้วจะใช้ชีวิตใครเป็นข้อต่อรองก็ได้งั้นสิ”





ธันวาไม่ได้ตอบอะไรกับความเห็นของนาย เพราะมันจริงทุกอย่างที่บดินทร์กล่าวมาอยู่แล้ว ในโลกของมาเฟียชีวิตคนก็ไม่ต่างจากผักปลา





“ธัน” เห็นลูกน้องก้มหน้าเงียบบดินทร์จึงลองเรียก





“ครับ? ”





“มังกรของนายเองก็ใช้ฉันเป็นเหยื่อเพื่อล่อจับฮัวเหมือนกันใช่ไหม? ” แล้วถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจออกมา





“ค...คุณดิน?? ” แล้วคำพูดของบดินทร์ก็ทำเอาธันวาถึงกับเลิ่กลั่กหน้าถอดสี “ทำไม่คิดแบบนั้นล่ะครับ นายท่านไม่มีทางทำแบบนั้นกับคุณดินได้หรอกครับ! ” พลางคัดค้านความคิดของเจ้านายหัวชนฝา





“...เหรอ? ” บดินทร์จ้องหน้าธันวานิ่ง เด็กหนุ่มตรงหน้าดูไม่ได้โกหกอะไรก็จริง แต่บางสิ่งทำให้เขารู้ว่าเหตุการณ์ที่เขาถูกฮัวจับไปพร้อมมานพนั้นไม่น่าใช่เพียงแผนของฝ่ายฮัวเท่านั้น มันประจวบเหมาะเกินไปกับการที่จู่ๆ ดนัยก็มาช่วยกันอย่างได้จังหวะ การที่มานพยอมทำตามใจกันทั้งที่ปกติคงไม่มีทางยอมให้กระดิกตัวไปไหนถ้ามีคำสั่งกำชับของดนัย และแม้จะไม่มีสติมากนักแต่คำขอโทษของดนัยก็ยังคงชัดเจนในความทรงจำ ความรู้สึกที่แฝงเร้นมากับคำคำนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องต่างๆ ที่ผ่านพ้น แต่มันเกี่ยวเนื่องถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นด้วย





บดินทร์เม้มปากนิดๆ รู้สึกเจ็บใจเล็กๆ ที่เพิ่งจะมาหูตาสว่างเอาหลังจากเกิดเรื่องแล้วว่าแท้จริงเขาเองก็ไม่ต่างจากหมากบนกระดานหนึ่งตัวของดนัยเท่านั้น...เจ็บใจทว่าไม่ได้เสียใจ เพราะก็พอจะรู้อยู่แล้วถึงชะตากรรมที่ต้องแบกรับ แต่อย่างน้อยถ้าได้รู้ก่อนสักหน่อยเขาก็อยากจะเป็นหมากที่มีราคากว่านี้





ก็ไม่ได้มั่นใจนักหรอกว่าพล็อตเรื่องจะมาในทิศทางนี้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี อย่างน้อย...เขาควรอย่างน้อยๆ เขาควรมีสิทธิ์ได้รู้สถานะของตนเอง





“เอ่อ คุณดิน...คิดอะไรอยู่เหรอครับ? ” ธันวาถามขึ้นเมื่อเห็นว่าบดินทร์เงียบงันไป ใจของบอดี้การ์ดตัวจ้อยอดเป็นห่วงความรู้สึกของผู้เป็นนายไม่ได้ “นายท่าน...ไม่มีทางปล่อยให้คุณดินเป็นอันตรายหรอกครับ”





คำปลอบโยนอย่างไรก็แค่คำปลอบโยนบดินทร์รับมันไว้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้าย ก่อนจะสัพยอกลูกน้องออกมาเบาๆ ด้วยถ้อยคำตลกร้าย





“อืม ก็ถือว่าปลอดภัยดีอยู่นะถึงจะโดนอัดจนอ่วมไปหน่อย หึหึ ว่าแต่เรื่องที่คิดจะกำจัดฉันนี่…แค่ฮัวหรือพงศธรด้วยกันแน่นะ? ” แล้วก็ถามขึ้นมาลอยๆ ทั้งที่ก็พอจะรู้ตอบอยู่แล้ว





“ต้องระวังตัวให้มากแล้วนะครับคุณดิน” ได้ยินแบบนั้นธันวาก็ได้แต่สะอึก ก่อนจะเตือนออกไปเสียงอ่อน จะบอกว่ามังกรของพรรคต้องปกปักหงส์คนเดียวได้แน่ก็เริ่มพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะรอยฟกช้ำบนใบหน้าของบดินทร์นั้นก็ชัดเจนอยู่ว่าคำพูดของเขานั้นมันยังไร้น้ำหนักอยู่





“อืม รู้แล้วล่ะ อยู่เป็นหมากเฉยๆ ดีกว่า ฉันมันยังไก่อ่อนเกินกว่าจะเดินเอง จะพาลโดนกินเรียบทั้งกระดานเอา” บดินทร์รับคำเสียงอ่อนไม่ต่าง เพราะเขารู้ดีว่าเหตุการณ์บานปลายนี้ล้วนแต่เกิดจากตนเอง และสิ่งที่เขาพอจะทำได้ต่อไปนี้คือพยายามสร้างเรื่องให้น้อยที่สุด





“คุณดิน...” ธันวาอึกอัก เขาไม่อยากให้เจ้านายดูถูกตัวเองอยู่แบบนี้ แต่ก็จนปัญญาจะปลอบเพราะไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาทำให้บดินทร์หลุดพ้นจากความรู้สึกหดหู่นี้ดี ครั้นพอจะอ้าปากพูดก็ถูกทักขึ้นเสียก่อน





“นี่รอยอะไร? ” ไม่พูดเปล่า บดินทร์เอื้อมมือไปลูบรอยแดงรอบคอของธันวาด้วยความสงสัย สะดุดตามาตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องแล้วกับรอยแดงเป็นจ้ำห้อเลือดหลายจุด





…รอยที่ชวนให้คิดลึก





ธันวาผงะออกจากมือของเจ้านายราวกับโดนของร้อนลวก กลืนเรื่องที่ตั้งใจจะปลอบนายตอนแรกลงคอไปจนสิ้น เหลือแต่ความตะลีตะลานรีบปฏิเสธพัลวันเสียงหลงอย่างมีพิรุธ “ม...ม...ไม่มีอะไรครับคุณดิน!! ”





“ใครทำอะไรนาย? ” เห็นทีท่าแบบนั้นเข้าบดินทร์จึงเค้นหนัก เพราะอาการของธันวานั้นชัดเจนเสียจนไม่อาจคิดเป็นอื่น





“ไม่...ไม่มีใครทำครับ” ธันวายังคงยืนกรานปฏิเสธ





“ธัน! ” บดินทร์ตั้งใจคาดคั้นด้วยความเป็นห่วง





“คุณดินครับ! ” แต่ธันวาไม่ยอมให้เรื่องบานปลายออกไป ไม่อยากให้เจ้านายต้องเป็นห่วง “มันเกิดเพราะความต้องการของผมเอง ไม่มีใครฝืนใจทั้งนั้นครับ” บอดี้การ์ดร่างเล็กก้มหน้าก้มตาอธิบาย



“...............”





“...............”





การยืนกรานเสียงแข็งของธันวาทำให้บดินทร์ไม่คิดคาดคั้นต่อ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากบอกบางอย่างกับลูกน้องคนนี้





“ธัน...ฉันถูกพามาอยู่ในที่ไม่คุ้นเคยนี้แบบหัวเดียวกระเทียมลีบ นายเป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าอย่างน้อยฉันยังมีเพื่อน …” บดินทร์เอ่ยกับธันวาด้วยใบหน้าและน้ำเสียงจริงจัง





“...คุณดิน” ได้ยินคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้รับในชีวิตนี้เข้าไป ธันวาก็ถึงกับน้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอหน่วย





เห็นธันวาทำท่าจะร้องมิร้องแหล่ บดินทร์ก็ได้แต่ยิ้มบาง แล้วใช้มือขวาลูบที่แก้มของธันวาเบาๆ





“นายคือคนที่ฉันไว้ใจที่สุดนะ จำเอาไว้” หงส์หนุ่มกล่าวทิ้งท้าย “เพราะงั้นในสักวันฉันเองก็อยากเป็นคนที่นายเชื่อใจเหมือนกัน”





ธันวากลั้นก้อนสะอื้นเล็กน้อย ใช้สองมือจับมือของนายเหนือไว้แล้วเอามาแนบกับหน้าผาก ชีวิตนี้...ไอ้ธันวามันก็เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เขาเอามาทิ้งวัด แต่ข้าวก้นบาตรกับศาสนากลับไม่ได้ช่วยให้จิตใจใฝ่ดีเท่าไหร่ สุดท้ายเพราะอยากท้าทายจึงได้ออกมาสู่โลกภายนอกตั้งแต่เสียงยังไม่แตกหนุ่ม รักสนุก อยากรู้ อยากลอง อยากเจ๋ง กว่าจะกระจ่างว่าโลกข้างนอกนั้นมีแต่ความหลอกลวงและผลประโยชน์ ชีวิตเขาก็เข้าไปพัวพันในวงจรอันตรายจนไม่อาจกลับหลัง จากนักเลงท้ายแถว มือปืนรับจ้าง จนกลายมาเป็นบอดี้การ์ดเจ้าพ่อ ชีวิตเขามีเพียงเส้นทางเดียวคือต้องสู้และทนให้ได้เพื่อจะยังได้ใช้ชีวิตต่อไปแม้ในโลกอันแสนอันตรายนี้ ชีวิตเขาจึงไม่เคยคาดหวังเรื่องสวยงามใดๆ ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าการได้ยินกับหูว่าได้รับความเชื่อใจ ได้รับไมตรีจากผู้เป็นเจ้านายแบบนี้มันจะสามารถทำให้หัวใจดวงน้อยอุ่นซ่านได้ถึงเพียงนี้





...มันช่างดีเหลือเกิน





“รีบหายเร็วๆ เข้าล่ะ ฉันอยากได้คนดูแลคืนจะแย่แล้ว ไอ้พวกตัวแทนคนอื่นๆ อย่างกับหุ่นยนต์ คุยแม่งไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่” บดินทร์บ่นเรื่อยเปื่อย





“ขอบคุณครับคุณดิน” ธันวาเอ่ยขอบคุณเจ้านายเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนกำลังจะเขื่อนแตก





บดินทร์ยิ้ม ลูบหัวคนป่วยด้วยความเอ็นดูก่อนออกคำสั่งให้ธันวาพักผ่อนเยอะๆ ถึงจะคาใจมากมายกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับบอดี้การ์ดของตน แต่หากอีกฝ่ายไม่สะดวกใจเขาก็จะเก็บเอาไว้ในใจ





เห็นว่าสมควรแก่เวลาให้ธันวาได้พักผ่อนแล้ว บดินทร์จึงออกปากให้ลูกน้องนอนพัก ธันวาพยักหน้ารับคำแต่ก่อนที่เจ้านายจะได้เดินไปจนถึงประตูห้อง ธันวาก็ตัดสินใจบอกบางสิ่งกับอีกฝ่าย





เรื่องที่เขาถูกกำชับให้หุบปากให้เงียบ





“คุณดินครับ เอ่อ...ได้ยินมาว่าท่านพงศธรจะเอาตัวหลิวลี่เฉิงมาให้นายท่านเย็นนี้เพื่อยืนยันว่าเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับเราครับ”





“ห๊ะ? ไหนว่าพงศธรไม่รู้เรื่องหลิวลี่เฉิงไง? ” บดินทร์ขมวดคิ้ว ตกใจกับเรื่องที่ได้ยินพอสมควร





“ดูเหมือนว่า การเคลื่อนไหวของคุณดินทำให้ท่านพงศธรรู้เรื่องเข้าครับ” ธันวาอธิบายเพิ่มเติม “รถตู้ที่พยายามจับตัวหลิวลี่เฉิงวันนั้น...แท้จริงเป็นคนของทางนั้นครับ”





บดินทร์ฟังแล้วก็ได้แต่ขนลุก ทันทีที่เขาเคลื่อนไหว ศัตรูรอบกายก็ขยับตัวตาม ทั้งที่คิดว่าทุกการกระทำแนบเนียน แต่กลับไม่อาจซ่อนเร้นจากสายตาที่มองมาจากมุมมืด หงส์หนุ่มกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ เขาใช้บุญในชาตินี้หมดไปแล้วหรือยังนะกับการที่รอดชีวิตมาได้ในครั้งนี้





เห็นเจ้านายเงียบไปธันวาก็รีบอธิบายต่อ “ยิ่งพอเห็นว่านายท่านช่วยคุณดินไว้ได้ ฝ่ายนั้นเลยรีบไปควานหาตัวของหลิวลี่เฉิงมาให้ทันทีเพื่อแสดงจุดยืนครับ”





“แบบนั้นไม่โดนฮัวซัดทอดแล้วแหกตับไตไส้พุงเรื่องชั่วช้าที่ทำมาด้วยกันหรือไง? ” บดินทร์สงสัย





“ถ้าท่านพงศธรออกตัวออกตัวขนาดนี้ คำพูดของฮัวก็ไม่มีความหมายหรอกครับ ถ้าไม่ได้มีหลักฐานคาหนังคาเขา นายท่านก็ยังไม่อาจทำอะไรท่านพงศธรได้ แถมฮัวยังมีเรื่องของหลิวลี่เฉิงอีก ถึงจะเปิดโปงอะไรออกมาก็ต้องโดนป้ายสีกลับอยู่ดี”





“ชะตากรรมของคนตกจากหลังเสือสินะ” บดินทร์เปรยเมื่อคิดถึงเรื่องที่ฮัวกำลังเผชิญ ขึ้นขี่หลังเสือแล้วหากจับไว้ไม่มั่น ยามที่ร่วงหล่นลงมาก็คงเหลือแค่ทางเดียวคือยอมรับความตาย





บดินทร์ถอนหายใจแล้วหันกลับไปแขวะลูกน้องเล็กน้อย “เรื่องสำคัญขนาดนี้ ทำไมไม่รีบพูดให้เร็วกว่านี้วะไอ้ตัวแสบ”





“ค คือผมเองก็เพิ่งรู้เรื่องจากไอ้เชียรเมื่อเช้า ข่าวไม่ได้กรองผมเลยไม่กล้าพูด....” ธันวารีบแก้ตัวเลิ่กลั่ก แล้วรีบพูดสำทับ “คุณดิน ครั้งนี้อย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเลยนะครับ คุณยังไม่ได้ขึ้นรับตำแหน่ง มันอันตรายมาก...”





“อืม รู้แล้ว ฉันจะเจียมตัวอย่างที่สุดเลย สัญญา” บดินทร์ให้คำมั่น ใช้ให้ลูกน้องพักผ่อนโดยไม่ต้องเป็นห่วงตัวเขา แล้วทิ้งออกจากห้องมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่สุมอยู่ในอกและความคิดบางอย่างที่แล่นอยู่ในหัว





.

.

.





“จะไปไหนต่อหรือครับ? ”





แต่ทันทีที่ออกมาก็ดันเจอวิเชียรยืนขวางเอาไว้ บดินทร์ถอนหายใจออกมาทันที ‘นึกว่าไปแล้วเสียอีก ทำไมถึงยังมาเฝ้าอยู่ได้!? ’



“จะรับอาหารเช้าที่ห้องอาหารเลยไหมครับ พ่อบ้านเพชรจัดไว้ให้แล้ว” วิเชียรเอ่ยถามหน้าซื่อ



วิเชียรเป็นบอดี้การ์ดฝีมือดีอีกคนของดนัย เป็นคนเงียบขรึมแต่ก็ไม่ได้มีนิสัยร้ายกาจเหมือนมานพออกจะเรียกว่าเป็นคนอ่อนโยนเลยเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับบดินทร์แล้วก็ถือว่าพอคบหาได้ แต่การที่วิเชียรคนนี้เป็นคนเถรตรงและรักษาคำสั่งเจ้านายยิ่งชีพมันจึงเป็นเรื่องที่ทำให้บดินทร์รู้สึกอึดอัดไม่น้อย



‘อยากได้มาเป็นพวกต้องทำยังไงนะ’ บดินทร์ครุ่นคิด ‘หมอนี่ไม่ได้กะล่อนเหมือนธันวา เล่นด้วยยากจัง’



“มังกรของนายอยู่ไหน? ” บดินทร์ถามขึ้น “ฉันอยากกินข้าวกับเขา”



“ห้องทำงานครับ” วิเชียรตอบทันที



“หืม? ไม่ได้อยู่ห้องควบคุมกับฮัวหรอกเหรอ? ” บดินทร์แสร้งร้องเสียงสูงด้วยความสงสัย พยายามจับผิดว่าวิเชียรโกหกตนหรือไม่



“นายท่านไปดูฮัวมาแล้วเมื่อช่วงเช้า ตอนนี้ท่านทำงานอยู่ที่ห้องทำงานครับ”



“อ๋อเหรอ...งั้นถ้าฉันจะไปหานายท่านหน่อยได้ไหม? ”



“ครับ” วิเชียรตอบเพียงแค่นั้นแล้วถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเปิดทางให้บดินทร์เดินนำหน้าไป



‘อยู่กับหมอนี่สักสองวัน กูได้ประสาทกินหัวแน่’ บดินทร์เดินผ่านวิเชียรพลางคิดในใจ



หงส์หนุ่มพร้อมบอดี้การ์ดขึ้นลิฟท์รวดเดียวถึงชั้นห้องทำงานของมังกรพรรค เคาะประตูบานใหญ่สองครั้งแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องกว้างขวางที่มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งอยู่หน้ากระจกกันกระสุนบานเขื่องโดยมีมังกรของพรรคผู้เป็นเจ้าของห้องนั่งทำงานอยู่ในอิริยาบถที่บดินทร์คุ้นตา ข้างกายนั้นมีบอดี้การ์ดร่างใหญ่ที่เพิ่งร่วมเป็นร่วมตายกับบดินทร์มาเมื่อคืนยืนอยู่ด้วย



พอเห็นว่าเป็นบดินทร์เดินเข้ามา ดนัยก็ละจากงานตรงหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ “ไงครับดิน? ”



“มาหาคนกินข้าวเช้าด้วยน่ะ” บดินทร์ทักทายพลางสืบเท้าเข้าใกล้โต๊ะทำงานของดนัยยิ่งขึ้น ในหัวประมวลผลอย่างรวดเร็ว อาชีพเก่าที่เคยใช้ไต่เต้าให้ได้งานคงต้องขุดมาใช้อีกครั้ง โดยปกติแล้วเขาคงนั่งตรงเก้าอี้หน้าโต๊ะ หรือไม่ก็เป็นตรงชุดโซฟาที่มุมห้อง ทว่าด้วยจุดประสงค์ในการมาของเขาวันนี้ ที่ที่เขาจะนั่งจึงต้องเป็นที่พิเศษหน่อย



บดินทร์สูดหายใจ จำได้ว่าเคยมีคนพูดกับเขาไว้ว่าในขณะที่ดนัยยังหลงใหลในตัวเขาคนนี้ ก็ควรใช้ความรู้สึกนั้นให้เป็นประโยชน์ เพราะคิดอย่างนั้นหงส์หนุ่มจึงเดินอ้อมโต๊ะตัวใหญ่มาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของดนัย ในตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะนั่งบนขอบโต๊ะ แต่ในจังหวะนั้นคนตรงหน้ากลับยื่นมือออกมาเสียก่อนด้วยท่าทีที่เป็นที่รู้กัน บดินทร์จึงยอมหย่อนตัวลงไปนั่งบนตักของดนัยตามที่อีกฝ่ายเชื้อเชิญ



‘น่าอายเป็นบ้า’ บดินทร์ได้แต่คิดทั้งที่ยังปั้นหน้านิ่ง แต่เพราะร่างกายเขาสูงใหญ่ไม่ต่างกับเจ้าของตักมากนักการต้องนั่งซ้อนกันแบบนี้จึงทำให้การทรงตัวค่อนข้างลำบาก สองแขนของหงส์หนุ่มจึงต้องพยุงตัวเองไว้โดยข้างหนึ่งจับพนักเก้าอี้กว้าง และอีกข้างจับที่รองแขน อึดอัดพอสมควรกับการต้องนั่งท่านี้



ดนัยยิ้มกริ่ม ท่าทางเก้งก้างของคนบนตักทำให้เขารู้สึกเอ็นดู แขนแกร่งข้างหนึ่งจึงโอบเอวของบดินทร์ไว้รั้งร่างโปร่งเข้าหาตัวเพื่อช่วยประคองให้หงส์หนุ่มได้นั่งบนตักแกร่งได้สบายมากขึ้น



ความใกล้ชิดนี้ช่วยให้บดินทร์ได้สบตากับดนัยนานขึ้น





ตลอดเวลาที่เคยอยู่ร่วมกับดนัยมาบดินทร์ไม่เคยใช้ไม้อ่อนกับอีกฝ่ายขนาดนี้ ไม่เคยเห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน เห็นเพียงเป็นเจ้าหนี้ที่เขาดันไปเป็นหนี้ชีวิตเข้าก็แค่นั้น เรื่องที่จะญาติดีหรือยอมเชื่อฟังคำสั่งของอีกฝ่ายนั้นก็ล้วนเป็นไปตามหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ในการครอบครองก็เท่านั้น เพิ่งจะมาคิดได้เอาตอนนี้ว่าเมื่อก่อนเขานั้นช่างแสนโง่งม ศักดิ์ศรีกินไม่ได้โดยเฉพาะกับดนัย แล้วทำไมเขาจึงยังขัดขืนเล่า ทั้งที่แค่ยอมโอนอ่อนลงอีกหน่อยชีวิตก็จะง่ายขึ้นแล้วแท้ๆ





เหมือนอย่างตอนนี้ที่ดนัยคล้ายจะยอมฟังเขาทุกอย่าง





“คุณอยากได้อะไรครับ” ดนัยถามพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ แต่หวานล้ำ บ่งบอกทางสายตาอย่างชัดเจนว่าพึงใจในกิริยาท่าทางของหงส์ของตนตอนนี้แค่ไหน รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วว่าที่บดินทร์ยอมทำขนาดนี้ก็เพราะมีเรื่องต้องการร้องขอ โดยการใช้ตัวเองแทนสิ่งแลกเปลี่ยน แต่แค่นี้ดนัยยอมพร้อมให้ได้ทุกอย่าง







“ขอฮัวให้ผมได้ไหม” บดินทร์อ้อนเสียงอ่อน เอ่ยปากขอออกไปตามตรงโดยไม่อ้อมค้อม







ดนัยเลิกคิ้วน้อยๆ ทันทีที่ได้ยินคำขอ “นึกว่าคุณไม่อยากเห็นหน้ามันแล้วเสียอีก หรือคุณนึกเป็นห่วง? ” สรรพนามที่ดนัยใช้เรียกขานอีกฝ่ายบ่งบอกสถานภาพชัดเจนว่าฮัวคงเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ของมังกรคนนี้จริงๆ โทษเดียวคงเป็นประหารอย่างไม่ต้องสงสัย หัวใจของบดินทร์ยอกแปลบเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงฮัวหรอก แค่กลัวไปว่าสักวันหนึ่งเขาเองก็อาจตกอยู่ในสภาพเดียวกัน





บดินทร์ยิ้มบาง หลุบตามองไปที่มือของดนัยพลางเอื้อมมือของตนไปกอบกุมไว้แล้วใช้หัวแม่มือคลึงปลายนิ้วของฝ่ายนั้นแผ่วเบา “ก็แค่อยากเห็นสภาพของคนจนตรอกหน่อยน่ะ ผมไม่ได้ใจดีขนาดจะนึกสงสารคนที่เพิ่งเล่นงานผมเกือบตายอยู่เมื่อคืนได้ลงคอหรอก”





ได้ยินคำตอบแบบนั้น ดนัยก็อมยิ้มบาง “นึกว่าเห็นเป็นคนสวยหน่อย คุณจะยอมเสียแล้ว”



“หึ ร้ายแบบนั้นไม่ใจดีด้วยหรอก” บดินทร์ตอบ “ฮัวมักเตือนให้ผมระวังร่วงจากตำแหน่งหงส์ ผมก็เลยอยากไปเห็นกับตาหน่อยว่าคนที่ร่วงลงก่อนมันเจ็บแค่ไหน โอกาสแบบนี้มีไม่มากให้ผมได้แก้แค้นหน่อยเถอะนะครับ”



คำพูดของบดินทร์แฝงนัยซึ่งดนัยรับรู้ได้ มังกรหนุ่มจับมือของคนบนตักขึ้นมามอบจูบแผ่วเบา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน “ผมไม่อยากให้มือคุณแปดเปื้อนเลย”



“หึหึ ไม่เอาน่า คุณทำอย่างกับกลัวฮัวจะพูดอะไรกับผมอย่างนั้นแหละ อีกอย่างนะผมก็ทำอะไรได้ไม่มากหรอก” บดินทร์พูดพลางยิ้มพราวให้เจ้าของตักที่เขานั่งอยู่



เหมือนไม่มีอะไร แต่คำพูดของบดินทร์คล้ายกำลังจี้ให้ดนัยไม่มีทางเลือก มังกรหนุ่มยิ้มบางแขนข้างหนึ่งโอบเอวของคนบนตักเข้ามากอดแน่นขึ้น รู้ดีว่ากิริยาท่าทางแบบนี้อีกฝ่ายกำลังฝืนแค่ไหน



...เพื่อแลกกับความไว้ใจ ครั้งนี้เขาคงต้องยอม



“แล้วผมจะได้รางวัลอะไรถ้ายอมพาคุณไปพบฮัว” ดนัยแสร้งต่อรอง



บดินทร์ยิ้ม ซุกใบหน้าลงกับไหล่กว้าง สองแขนโอบคล้องเข้ากับคอหนาของดนัยเกาะกอดออดอ้อนด้วยร่างกาย แล้วก้มลงกระซิบที่ข้างหู “ทุกอย่าง...อยู่ในมือคุณแล้ว”

.

.

.

.

.



TBC.




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ยุทธการจับอสรพิษ
PART 4





ห้องสีเทารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดไม่เกิน 3 ตารางเมตร มีโคมไฟสีนวลส่องสว่างอยู่ตรงกลาง ผนังด้านหนึ่งติดกระจกไว้ซึ่งเป็นกระจกที่คนข้างนอกสามารถมองเห็นคนข้างในได้ฝ่ายเดียว บดินทร์หยุดยืนอยู่ที่หน้ากระจกเคียงคู่กับดนัย มองไปยังคนที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ไว้ตรงกลางห้องนั้น









คนคุ้นตาในชุดกี่เพ้าสีแดงราคาแพง แขนขาเรียวขาวมีร่องรอยฟกช้ำปรากฏให้เห็นบ้าง ผมยาวสลวยดูยุ่งเหยิงถูกปล่อยลงมาปกปิดใบหน้าที่กำลังก้มต่ำ ไม่เหลือเค้าของเจ้าแม่คาสิโนใหญ่อีกต่อไปแล้ว









บดินทร์มองเข้าไปในห้องนั้นนิ่งความสะใจที่คิดว่ามีจนล้นอกไม่รู้ว่ามันเหือดแห้งไปไหน ไม่ได้รู้สึกสงสารเพราะความร้ายกาจของหญิงสาวยังคงติดตรึงในหัว แต่ที่ตอนนี้ไม่สามารถรู้สึกสาแก่ใจที่ได้เห็นอีกฝ่ายรับเคราะห์กรรมได้คงเพราะดันเห็นเป็นภาพซ้อนของตัวเองขึ้นมา ครั้งหนึ่งดนัยก็เคยเหี้ยมโหดกับเขาเข้าขั้นทารุณเช่นกัน และไม่มีอะไรสามารถการันตีได้เลยว่าในภายภาคหน้าเขาจะไม่ต้องนั่งทับที่ของฮัวบนเก้าอี้ตัวนั้น









แม้ภายนอกยังคงสงบนิ่ง แต่แท้จริงหัวใจของบดินทร์กลับเต้นรัวเป็นกลองรบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นและสัมผัสบรรยากาศของศาลเตี้ยของโลกแห่งมาเฟีย แค่เห็นก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวจนขนลุก ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากสถานะของเขาตอนนี้คือนักโทษ จะสามารถทนรับกับความโหดเหี้ยมนี้ได้มากน้อยแค่ไหน









"เข้าข้างในกัน"









บดินทร์สะดุ้งเล็กๆ เมื่อดนัยเรียก เพราะมัวแต่ยืนเหม่อไปกับความน่ากลัวของห้องควบคุม พอรู้สึกตัวบดินทร์จึงรีบเดินตามหลังคนเรียกไปติดๆ









เพียงแค่เห็นนายใหญ่พยักหน้าเพียงครั้ง คนเฝ้าประตูก็จัดแจงเปิดให้โดยไม่มีคำถาม บดินทร์เดินตามหลังดนัยเข้าไปเชื่องช้า บรรยากาศในห้องทำเอาอึดอัด กระนั้นหญิงสาวตรงหน้าก็ไม่ได้มีทีท่าจะขยับ หล่อนยังคงนั่งก้มหน้านิ่ง









“ผมขอคุยกับฮัวสักครู่ได้ไหม?” บดินทร์กระซิบถามผู้อยู่เบื้องหน้า ดนัยเพียงยิ้มแล้วพยักหน้ารับแล้วยืนมองส่งบดินทร์ที่สืบเท้าเข้าไปหาหญิงสาวบนเก้าอี้เนิบช้า









ปลายเท้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าของฮัวพอดิบพอดี หงส์หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ขณะใช้มือขวาที่กำลังสั่นน้อยๆ ช้อนปลายคางของฮัวให้แหงนเงยขึ้นมาสบตา









อย่างที่คาดสายตาของหญิงสาวมุ่งร้ายต่อเขาอย่างชัดเจน ไม่ทันให้ได้ตั้งตัวพริบตาต่อมาหล่อนก็ตวัดหน้าอ้าปากกว้างเข้าหามือของบดินทร์หมายใจจะกัดให้จมเขี้ยว









!!!??









ทว่าพลาดไปอย่างหวุดหวิดเพราะดนัยเข้ามาช่วยคว้ามือของบดินทร์ไว้ได้ทัน









“หึหึ จุ๊จุ๊ เสียดายจัง เกือบได้กินเนื้อหงส์อยู่แล้วเชียว” ฮัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าที่มีรอยแดงเป็นปื้นที่ข้างแก้มแสยะยิ้มจ้องมองบดินทร์ด้วยความเหยียดหยัน









“ยังเก่งได้อีกนะ” ดนัยเข่นเขี้ยว ใบหน้าคล้ายประดับรอยยิ้มบาง ทว่าสายตาวาวโรจน์ราวกับจะพร่าผลาญคนตรงหน้าให้มอดไหม้ แต่ฮัวไม่ได้สนใจ





“หึหึ ปกป้องกันดีเหลือเกินนะ คงผยองมากล่ะสิที่มีคนคอยดูแลอย่างดีแบบนี้” ฮัวยังคงเจาะจงเยาะเย้ยมาทางบดินทร์ “คิดว่าตัวเองฉลาดนักแล้วหรือยังไง ฮะฮะ นี่คงไม่รู้ตัวเลยสินะว่าถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ”





จบคำฮัวก็หัวเราะร่าราวกับคนบ้า สะใจกับหน้าที่ซีดเผือดไปของบดินทร์ และยิ่งสะใจเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยไฟพิโรธของผู้ยิ่งใหญ่กว่าอย่างดนัย





บดินทร์ตัวสั่นการถูกฮัวพูดตอกย้ำไม่ได้ทำให้เขาตกใจกลัว แต่ปฏิกิริยาราวสัตว์ป่าของเจ้าหล่อนต่างหากที่ทำให้หัวใจเขาร่วงลงตาตุ่ม อสรพิษร้ายแม้ถูกคุมขังอยู่ในกรงก็ยังคงไม่สิ้นฤทธิ์ แต่ในตอนนั้นเองบดินทร์กลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ความกดดันที่ฮัวส่งมานั้นมันก็ไม่ต่างจากบททดสอบอีกบทหนึ่ง หากเขาไม่อาจก้าวพ้นอสรพิษที่ถูกกุมขังแบบนี้ได้ แล้ววันที่ต้องเผชิญหน้ากับบอสที่ตัวใหญ่กว่านี้เขาจะก้าวข้ามไปได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำให้ได้คือเลิกกลัวผู้หญิงที่ชื่อฮัวคนนี้ให้ได้!









จงเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้า เปลี่ยนคำดูแคลนของหล่อนให้เป็นความโกรธเพื่อผลักดันให้เลิกกลัวเลิกประหม่าเสียที คิดได้แบบนั้นร่างของหงส์หนุ่มก็เริ่มหยุดสั่น เขาขบกรามแน่นเพื่อเรียกความกล้า ทว่าขณะนั้นเองปืนในมือของดนัยก็ถูกจ่อเข้าที่หัวของหญิงสาว









"!!!? "





“ก็ว่าจะลองให้โอกาสสักครั้ง” ดนัยเอ่ยเสียงเยียบเย็น









บดินทร์ตกใจไม่น้อยกับภาพตรงหน้า 'นี่ตั้งใจจะพิพากษาประหารกันตรงนี้เลยหรือ!!? '





“เอาเลยสิ รออะไร?” แต่แทนที่จะกลัวฮัวกลับยิ้มท้าทาย แม้ความตายอยู่เบื้องหน้าหล่อนก็ไม่คิดยี่หระ “ต่อให้ต้องตาย ฉันก็ไม่กลัวคนสารเลวอย่างแกหรอก!”





แต่แม้ภายนอกหญิงสาวจะดูไม่ระคายต่อความตายที่กำลังมาทักทายอยู่ตรงหน้า แท้จริงแล้วหัวใจของหล่อนนั้นกำลังเต้นรัวด้วยความวิตกกังวลถึงชีวิตของอีกคนที่อยู่เบื้องหลัง หล่อนไม่อาจทำอะไรได้ในตอนนี้นอกจากแต่เชื่อมั่นในลูกน้องลับที่หล่อนฝากฝังไว้ ทันทีที่หล่อนถูกจับหลิวลี่เฉิงจะถูกส่งตัวไปไว้ที่ปลอดภัย ขอแค่ชายคนนั้นปลอดภัยหล่อนยินดีแลกกับความตายเพื่อปกปิดตัวตนของหลิวลี่เฉิงไปตลอดกาล





ภาวนาให้คนพวกนี้รีบฆ่าหล่อนทิ้งเสีย จะได้ไม่ติดใจตามหาคนรักของหล่อนอีก





“นี่มิสเตอร์ดิน ฉันขอเตือนเอาไว้เลยนะ ไอ้สารเลวคนนี้มันไม่เคยมีหัวใจ ต่อให้วันนี้มันจะดีกับแกแค่ไหน อีกไม่นานพอแกหมดประโยชน์จากการเป็นหงส์หุ่นเชิดโง่ๆ ชะตากรรมของแกก็ไม่ต่างจากฉันหรอก จำใส่กะลาหัวเอาไว้!!” ฮัวยิ่งยั่วโมโหของดนัยมากขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายลงมือปลิดชีพตนตามตั้งใจ









และมันคงเป็นไปตามที่หล่อนตั้งใจ...





ปัง!!





เสียงปืนดังขึ้นทันทีที่จบประโยค เสียงนั้นดังจนแก้วหูของฮัวได้ยินเสียงวิ้ง ทว่าหล่อนกลับไม่รู้สึกเจ็บ เพราะวิถีกระสุนนั้นถูกเบี่ยงออกไปได้ทันด้วยน้ำมือของบดินทร์





“คุณทำอะไร?” ดนัยถามขึ้นเพราะสงสัยที่จู่ๆ บดินทร์ก็ให้ความช่วยเหลือฮัว แต่บดินทร์ที่กำลังตัวสั่นน้อยๆ ไม่ได้ตอบอะไร มือสั่นระริกที่จับข้อมือของเขาเพื่อเบี่ยงวิถีกระสุนเมื่อครู่ค่อยๆ คลายออก คนข้างกายสูดหายใจลึกคล้ายเรียกสติตัวเองแล้วจ้องมองไปยังนักโทษนิ่ง





“เธอบอกว่าฉันโง่ที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเหยื่อล่องั้นเหรอ?” หงส์หนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ติดจะสั่นอยู่เล็กน้อย





“………….”





“………….”





“ไม่คิดบ้างหรือไงว่าที่เธอจับฉันได้ง่ายๆ ก็เพราะว่าฉันรู้ตัว” แล้วแกล้งพูดในสิ่งที่ทำให้ทั้งฮัวและดนัยนิ่งอึ้งไป “แล้วเธอเองที่ต้องมานั่งถูกจับแบบโง่ๆ อยู่ตรงนี้ ก็ไม่ใช่เพราะหลงกลเหยื่อที่เธอคิดว่าไร้สมองคนนี้หรือไง”





“…แก…” ฮัวกัดฟันกรอด





“ถึงตรงนี้ยังไม่ชัดอีกเหรอ ว่าใครกันแน่ที่หน้าโง่” บดินทร์เย้ยเจ็บแสบพลางหัวเราะร่า ทั้งที่ทั้งร่างสั่นไปหมดเพราะบทบาทสมมติที่ตนกำลังเล่นละคร





ดนัยหน้านิ่งกับสิ่งที่บดินทร์พูด จับจ้องไปยังบดินทร์ พลันในจังหวะเดียวกันนั้นบดินทร์ก็หันมาขอร้องบางสิ่ง





“นายท่าน ผมขออยู่กับแม่นี่สองต่อสองได้ไหม?”





คำขอที่ทำให้ทั้งฮัวและดนัยยิ่งฉงน





“คุณจะเป็นอันตราย”





“ไม่หรอก ผมรู้ว่าคุณจะไม่มีทางละสายตา” บดินทร์ยืนกราน “นะครับ แค่ไม่นาน ผมมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องขอสะสางกับเธอหน่อย”









ดนัยเงียบไปครู่หนึ่งจดจ้องใบหน้าจริงจังของบดินทร์ก่อนจะตอบตกลง





“ระวังตัวด้วย” น่าแปลกที่มังกรหนุ่มกลับยินยอมง่ายดายกว่าที่บดินทร์คิดไว้





มังกรหนุ่มหันหลังเดินออกมา เขารู้ว่าบดินทร์ตั้งจะทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นเขาจึงยอมให้อีกฝ่ายได้ลองลงมือทำ เพราะเขาเองก็ต้องการรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“แกต้องการอะไร?” ฮัวถามขึ้นเมื่อได้อยู่กันตามลำพัง









ฝ่ายบดินทร์เมื่อเห็นว่าประตูปิดสนิทดี ดนัยออกไปด้านนอกตามคำขอแล้ว ก็หันมาเผชิญหน้ากับฮัวตรงๆ









“เธอคิดว่าห้องนี้จะมีเครื่องดักฟังไหม?” ชายหนุ่มโพล่งถามในสิ่งที่เหมือนจะไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่เลยแม้แต่นิด









“เป็นบ้าอะไร? เมื่อคืนโดนกระทืบมากไปหน่อย สมองฟั่นเฟือนไปแล้วรึไง?” เห็นทีท่าแบบนั้นของบดินทร์เข้า ฮัวก็ได้แต่ระแวดระวังตัว ในตอนนี้หล่อนไม่อาจรู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังจะมาไม้ไหน









“แล้วปกติมันมีไหมล่ะ? ตอบมาดีๆ มันจะตายหรือไง?” บดินทร์แขวะ กอดอกยืนจังก้าต่อหน้าหญิงสาว









"ฮึ! มีกล้องวงจรปิดอยู่ทั้ง 4 มุม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเครื่องบันทึกเสียงไหม" ฮัวตอบออกไปทั้งที่ยังสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน หล่อนรู้สึกเหมือนถูกชักนำให้ตอบ “ถ้าจะมีก็บนตัวแกนั่นแหละ”









คำตอบของฮัวทำให้บดินทร์ลองคลำหาบนตัวแบบลวกๆ สองสามครั้ง เขาไม่เจอสิ่งใดและช่างมันเถิดต่อให้ดนัยจะได้ยินสิ่งที่เขาจะพูดกับฮัวมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก ดีเสียอีกจบจากตรงนี้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย









"อยากอยู่กับฉันสองต่อสองมีอะไร? อยากโชว์ออฟอะไรให้ไอ้เลวนั่นเห็นความดีความชอบงั้นเหรอ? " ฮัวถามขึ้นมาอีกครั้ง









"แล้วมีอะไรที่ให้ฉันโชว์ได้ไหมล่ะ? แนะนำมาสิ" บดินทร์ไหสไหล่ตอบ ทำท่าทางสบายๆ ทั้งที่เหงื่อกำลังซึมออกไรผม









"ถ้าจะให้เตือนฉันมิตรก็คงอยากบอกให้อยู่เป็นหงส์เสวยสุขสบายๆ ไปเถอะ อย่ามาเที่ยวสาระแนเอาตัวมาวุ่นวายในงานของพรรคให้คนอื่นๆ เขาต้องเดือดร้อนเลย ทำเป็นอวดฉลาดน่ะมันน่าเวทนากับคนที่ต้องมาคอยมาตามล้างตามเช็ดรู้หรือเปล่า"









แค่ประโยคแรกของฮัวก็เล่นเอาบดินทร์เจ็บจี๊ด ด่าเจ็บเสียจนเขาแทบกระอักเลือดออกมา









"แต่ในฐานะศัตรู...การที่แกรนหาเรื่องใส่ตัวไม่หยุดหย่อนเป็นแมลงไร้หัวแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว มันสร้างหายนะได้เยอะดี หึหึ"









สองประโยคเจ็บแสบที่ฮัวพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นปกติบดินทร์คงโกรธควันออกหู ซึ่งแท้จริงตอนนี้เขาก็โกรธอยู่ถ้าไม่บังเอิญว่าเขามีเรื่องที่สำคัญกว่า หงส์หนุ่มจึงยอมนิ่งเงียบปล่อยให้หญิงสาวก่นด่าพร้อมหัวเราะเยาะเย้ยได้อย่างเต็มที่ แล้วรอจังหวะสำคัญในการแบไพ่เด็ดใบเดียวในมือออกมา









"หลิวลี่เฉิงถูกพงศธรจับตัวได้แล้ว"









"!!!?? ........."









เสียงหัวร่อขาดหายไปทันทีที่บดินทร์เอ่ยเรื่องสำคัญ ชายหนุ่มลอบสังเกตดวงหน้าหญิงสาว แม้ใบหน้านั้นจะไม่ได้มีปฏิกิริยามากนัก แต่แววตาไหวระริกก็พอให้เขาจับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้









"และจะส่งตัวมาให้ดนัยเย็นนี้" บดินทร์รีบพูดต่อ









"แล้วแกมาบอกฉันทำไม? " แต่ฮัวกลับยังนิ่ง ไม่มีทีท่ากระวนกระวายใดๆ









"พงศธรนี่ก็แปลกนะ ทั้งที่เธอเป็นคนของเขา ทำงานให้สารพัด จงรักภักดียิ่งกว่าใคร พอพลาดท่าแทนที่จะให้ความช่วยเหลือเขากลับถีบหัวส่งแถมยัง...ช่วยจับหลิวลี่เฉิงมาให้อีก" เห็นว่าไฟมันติดช้า บดินทร์จึงรีบเติมเชื้อให้









"ก็ดูไว้เป็นตัวอย่างแล้วกัน" ฮัวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงติดสั่นเล็กๆ น่าแปลกที่ไม่ใช่คำผรุสวาทด่าทออย่างปกติ "พวกสารเลวนั่น ยามเราหมดค่า มันก็ทำกับเราราวกับขยะ ในระหว่างที่ยังมีโอกาสแกก็รีบหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองเอาไว้เสียบ้างเถอะ อย่าเที่ยวหาเรื่องให้ตายเร็วนัก"









"มาเป็นพวกฉันสิ" แล้วจู่ๆ บดินทร์ก็เอ่ยเรื่องไม่คาดฝันขึ้น หงส์หนุ่มฉวยจังหวะที่น่าจะเป็นจังหวะนรกที่สุดในการเอ่ยชวนฮัวเข้ามาเป็นพวกแบบดื้อๆ









ฮัวตวัดสายตามองด้วยความแปลกใจปนโกรธเกรี้ยว "แกอย่ามาตลก! อย่าเห็นว่าฉันจนตรอกแล้วจะมาพูดพล่อยๆ นะ! "









"ถ้าฉันบอกว่าฉันสามารถทำให้เธอกับหลิวลี่เฉิงหายออกไปจากสาระบบได้โดยที่เธอกับเขาจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปล่ะ เธอจะยอมเป็นพวกฉันไหม? " หงส์หนุ่มยังคงพยายามหว่านล้อม แน่นอนว่าข้อเสนอทุกอย่างที่เขาพูดมานั้นโดยส่วนตัวแล้วเขาทำมันไม่ได้หรอก แต่เขามั่นใจว่าดนัยทำได้แน่





ฮัวเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากได้ยินข้อเสนอนั้น คล้ายกำลังตกตะกอนความคิด บดินทร์จึงรีบใช้โอกาสนี้ในการหว่านล้อมต่อ





“ฉันมอบทางเลือกให้เธอทั้งคู่ได้นะ แค่เธอตอบตกลง…” แต่ไม่ทันจะพูดจบฮัวก็ตั้งคำถามขึ้น





“ทำไม?”





“??”





“ทั้งที่ฉันตั้งใจกำจัดแก ทำถึงยังกล้าให้โอกาสฉันเป็นพวกเดียวกัน ไว้ใจคนง่ายๆ แบบนั้นมันไม่อ่อนหัดเกินไปหรอกเหรอ?”





“ใช่ไง ฉันมันอ่อนหัด” บดินทร์ยอมรับดื้อๆ “ถึงได้ต้องการอาจารย์เก่งๆ อย่างเธอมาเป็นที่ปรึกษาไง” พลางคิดในใจว่าหากไม่เห็นคุ้มค่าเขาจะไม่ขอเสี่ยงภัยกับผู้หญิงอย่างเจ้าหล่อนเด็ดขาด





“หึหึ อยู่ดีไม่ว่าดีจริงๆ นะ เอาศัตรูเป็นที่ปรึกษาอยากลองใช้ชีวิตแบบชาวนากับงูเห่าหรือไง” หล่อนกล่าวพร้อมหัวเราะหยันในความคิดของตื้นๆ ของบดินทร์ ถึงเสี้ยวเล็กๆ ในหัวใจจะเริ่มคล้อยตามบ้างแล้วก็เถอะ





“ในเมื่อเธอเองก็ไม่สามารถเป็นหงส์ได้ แถมยังมีคดีติดตัวจนไม่มีที่ไป ไม่มีทางรอด แล้วทำไมถึงไม่ยอมใช้ฉันให้เป็นประโยชน์ล่ะ?”





“…………………” ฮัวเงียบไปอีกครั้งกับการหว่านล้อมของบดินทร์





หงส์หนุ่มโน้มตัวลงหาฮัวแล้วเอ่ยด้วยโทนเสียงที่ดูใจเย็นขึ้น เขาไม่รู้ว่าควรเอาอะไรมาแลกนอกจากตัวเอง เพราะเขาลองมาคิดดูแล้วการที่จะสามารถยืนหยัดอยู่ในโลกมาเฟียนี้ได้ นอกจากคนคุ้มหัวที่พึ่งพาได้อย่างดนัยแล้ว เขาก็ควรมีพิษสงพอในการดูแลตัวเองเช่นกัน และสิ่งที่เขามองหามันก็ดันรวมอยู่ในตัวของนางงูเห่าอย่างฮัวทั้งหมด แล้วจะให้ทำอย่างไรได้เล่า นอกจากลองกล่อมให้หล่อนลองเป็นพวกด้วย





“ก่อนงูเห่าจะฆ่าชาวนา จะไม่ลองหาประโยชน์ดูหน่อยเหรอ?”





“…แล้วนอกจากที่คุ้มหัวใหม่ ฉันจะได้อะไร?” ฮัวต่อรอง ข้อเสนอเริ่มน่าสนใจจนหล่อนเริ่มคล้อยตาม





“พงศธรทำกับเธอขนาดนั้น ไม่แค้นบ้างหรือไง?”





“แค้นสิ…แต่กับแดนนี่ฉันก็แค้นไม่ต่างกัน”





“งั้นก็ใช้ฉันเป็นเครื่องมือสิ” บดินทร์เสนอ





“อะไรนะ?”





“ใช้ความรู้ความสามารถของเธอชักใยฉัน ให้ฉันเป็นหงส์หุ่นเชิดเพื่อทำลายทุกคนที่เธอเกลียด เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพรรค ติดแค่เป็นหญิงที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นหงส์ ทุกคนเลยดูแคลนเธอ หนทางมันจึงยากลำบาก แต่ถ้าเธอใช้ฉันที่มีตำแหน่งหงส์อยู่ในมือมันจะไม่ง่ายกว่าเหรอกับการก้าวไปอยู่ในจุดที่ยิ่งใหญ่กว่านี้”





“ในเมื่อฉันเป็นได้แค่เงาแล้วจะเอาความยิ่งใหญ่มาได้ยังไง?”





“ก็แค่ทำให้วิษธรกลายเป็นพรรคใหญ่ที่มีดนัยเป็นมังกรผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียว กำจัดคนที่คิดล้มล้าง คิดว่าตำแหน่งที่ปรึกษาคนสำคัญของพรรค จะยิ่งใหญ่พอสำหรับเธอไหม?”





“…ตำแหน่งที่ปรึกษาอย่างนั้นเหรอ?”





“ใช่ ตำแหน่งเดียวกับพงศธร แค่เธอกำจัดเขาและทุกคนที่คอยขัดขวางได้ ตำแหน่งนั้นมันจะไปไหนเสีย”





บดินทร์พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าไปเรื่อยเพื่อโอ้โลมให้ฮัวยอมรับฟัง จะทำได้ขนาดไหนหรือจะเป็นไปได้หรือไม่นั้นเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ เพียงแต่ที่พยายามกล่อมอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นี้ก็เพียงเพราะอยากได้ข้อมูลและความสามารถของฮัวคนนี้ก็แค่นั้น





บดินทร์สบตาฮัวอย่างจริงจัง พยายามปิดบังหัวใจที่กำลังเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกจากทรวงอกให้ได้ ละครด้นสดฉากนี้ทั้งยาวนานและระทึกขวัญที่สุดในอาชีพนักแสดงของเขาเลยทีเดียว





และในตอนสุดท้าย ในที่สุดหญิงสาวก็เผยรอยยิ้มที่นอกเหนือจากการเยาะเย้ยหรืออาฆาตมาดร้ายมาให้เขาเสียที





แถมยังเป็นรอยยิ้มที่มาพร้อมคำถามชวนปวดกะโหลกอีกต่างหาก!





“คิดว่าฉันพอใจแค่ตำแหน่งที่ปรึกษาหรือไง?” ฮัวลองแสร้งถาม เพื่อดูปฏิกิริยาของบดินทร์





เอาวะ!!





“ถึงตอนนั้นงูเห่าจะฆ่าชาวนาเมื่อไหร่ก็ได้นี่…”





เวร…ปากลั่นไม่คิดหน้าคิดหลังอีกแล้วกู! บดินทร์อยากจะตบปากตัวเองเหลือเกินแต่สถานการณ์ก็ดันพาไหลตามน้ำมาไกลจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว หงส์หนุ่มได้แต่ภาวนาว่าในอนาคตเขาจะสามารถหาทางแก้ไขเรื่องนี้ได้ อย่างน้อยในตอนนี้ขอแค่ฮัวยอมให้ความร่วมมือก่อน









“จุ๊ๆๆ เจรจาเก่งเหมือนกันนี่มิสเตอร์ดิน” ฮัวเอ่ยปากชม “สมแล้วที่งานในวงการไม่เคยขาดทั้งที่ไม่มีฝีมือ...ฝีปากเยี่ยมแบบนี้นี่เอง”









โดนชมซึ่งหน้าแบบนั้นเข้าบดินทร์ก็ได้แต่เหยียดยิ้ม ‘แม่ง...นังงูพิษ!!’





การเจรจาคล้ายว่าจะจบลงแล้ว ฮัวยืดตัวตรงเอนหลังลงไปพิงพนักเก้าอี้ในท่าที่ดูสง่างามแม้จะอยู่ในคราบของนักโทษ แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยแผลแต่รอยยิ้มบนใบหน้านั้นกลับดูงดงามกระจ่าง





“เพิ่งเคยได้ยินข้อแลกเปลี่ยนที่ทุ่มเทขนาดนี้เป็นครั้งแรก” ฮัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ พร้อมพูดคุยต่อกับบดินทร์ด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไป “ขาดทุนย่อยยับขนาดนี้แล้วจะไปเหลืออะไรคะมิสเตอร์ดิน?”





“ฉันก็แค่อยากอยู่รอด ไม่มีใครมารังแกได้อีก” บดินทร์ตอบตามความจริง เขาต้องการเพียงแค่นั้น





“แค่นั้นจริงเหรอ? แต่ในเงื่อนไขที่คุณยื่นมาคือการปูทางให้แดนนี่ได้ขึ้นไปครอบครองอำนาจอยู่บนจุดสูงสุดของพรรค โดยการใช้ชีวิตของตัวเองเป็นหลักประกัน เอ๊ะ? หรือว่านี่คือ…ความรัก?” ฮัวแสร้งถาม สายตาลอบสังเกตอาการของชายหนุ่มตรงหน้าไม่วางตา





“ไม่ใช่เสียหน่อย…” บดินทร์รีบปฏิเสธ “ระหว่างเราสองคนมันไม่มีคำนั้นหรอก!”





“หืมมมม? ไม่รักแต่ยกชีวิตให้ได้? แถมแดนนี่เองยังทั้งหวงทั้งห่วงปกป้องคุณราวกับไข่ในหิน…”





“ใช่ที่ไหนเล่า! ก็เขายังใช้ฉันเป็นเครื่องมือล่อจับเธออยู่เลย! ...”





“นั่นเพราะเขารู้ว่าเขาจะช่วยคุณได้ทันก่อนที่จะได้รับอันตรายร้ายแรง เหมือนอย่างที่ฉันมั่นใจว่าคุณจะไม่ทำอันตรายลี่เฉิงไง” ฮัวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา และมันก็ดันตรงใจของบดินทร์จนชายหนุ่มแทบพูดไม่ออก





“แล้วคุณที่ยอมเอาชีวิตมาแลกกับความช่วยเหลือของฉันเพื่อความยิ่งใหญ่ของเขาล่ะ มันคือยังไงกัน หืม?”





นังงูเห่านี่ปั่นหัวเก่งชะมัด!! บดินทร์ได้แต่ลอบสบถในใจเมื่อถูกฮัวต้อนจนมุมได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ





แต่สุดท้ายเขาก็ยอมตอบคำถามของหล่อนด้วยความเหนื่อยใจ





“ฉันติดหนี้ชีวิตเขาไว้น่ะ…” บดินทร์เอ่ย “อีกอย่าง…ทั้งชีวิตและครอบครัวของฉันอยู่ในมือเขา” และนั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกตอบ ในเมื่อไม่อาจกลั่นกรองความคลุมเครือในหัวใจออกมาเป็นคำพูดได้ เหตุผลแบบนี้คงสมเหตุสมผลที่สุด





ฮัวนิ่งเงียบ พอจะรับรู้ได้ว่าคำตอบนั้นคงไม่ใช่ทั้งหมด แต่หล่อนก็คร้านจะควานหาความหมายอื่นใดในความคลุมเครือที่เคลือบแฝงตัวตนของอีกฝ่าย เอาเถิด เพราะแค่คำตอบนี้ก็ถือว่าทัชใจหล่อนอยู่ไม่น้อย





“มันน่าเจ็บใจนะ ที่เราไม่อาจอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารได้” หล่อนเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทว่านัยยะของประโยคนั้นมันกลับอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นแน่นอก สายตาหลุบต่ำเหม่อมองที่บนพื้นเสมือนกำลังจับจ้องตัวตนที่อ่อนแอของตัวเอง





หญิงสาวถอนหายใจบาง หันมาสบตากับบดินทร์อีกครั้ง “มิสเตอร์ดิน ฉันจะทำให้คุณกลายเป็นหงส์ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะงั้น…ช่วยทำให้ฉันกับลี่เฉิงหายไปอยู่ในเงามืดของวิษธรที”





สำเร็จแล้ว…





บดินทร์สูดหายใจเข้าลึกจนสุดปอด หลับตาแน่นเพื่อตั้งสมาธิบังคับให้หัวใจไม่เต้นรัวจนเกินไป





ขอให้ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทีเถอะ!





.

.

.

.

.





เมื่อการเจรจาบรรลุเป้าหมาย บดินทร์ก็ออกจากห้องคุมขังเพื่อมาเผชิญหน้ากับดนัยที่ยืนรออยู่ตรงหน้าประตู รอยยิ้มบางที่ประดับอยู่บนหน้ามังกรของพรรคทำให้บดินทร์มั่นใจว่าทุกเรื่องที่เขาคุยกับฮัวในห้องนั้น ไม่มีอะไรเลยที่ดนัยไม่ได้ยิน หงส์หนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อเรียกกำลังใจ ก่อนสบตากับดนัยแล้วถามออกไปตรงๆ





“ผมคงไม่ต้องเล่าใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้นบ้าง” แม้พยายามระงับลมหายใจแล้ว ถึงอย่างนั้นหางเสียงก็ยังสั่นน้อยๆ อยู่ดี





ดนัยยิ้มให้เพื่อหวังให้บดินทร์ได้ผ่อนคลายลง มือหนายกขึ้นโอบรอบท้ายทอยของอีกฝ่ายดึงเข้ามาใกล้แล้วสวมกอดไว้ เครื่องดักฟังถูกดึงเบาๆ ออกจากใต้ปกเสื้อเชิ้ตอย่างจงใจให้บดินทร์ได้รู้สึกตัวด้วย





‘มีเครื่องดักฟังติดอยู่จริงๆ ’ บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่นขณะใบหน้าซบอยู่กับไหล่กว้าง แม้จะรู้อยู่แล้วว่าต้องมี แต่ก็อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ วางใจอะไรไม่ได้เลยสินะ









“ขอโทษนะ ที่ผมไม่สามารถปล่อยคุณไว้กับมันตามลำพังโดยไม่หาวิธีป้องกันได้…” ดนัยอธิบาย “ผมกลัวคุณจะไม่ปลอดภัย ไม่อยากให้มันทำอะไรคุณได้อีก”









ได้ยินคำอธิบายอาการเกร็งของบดินทร์ก็คลายลง นั่นสินะ คนอย่างเขาพอต้องอยู่กับคนที่พิษสงรอบกายอย่างฮัว ใครจะรับประกันได้ว่าจะปลอดภัย ดนัยหาทางป้องกันไว้มันก็ดีอยู่แล้วนี่…









เมื่อคิดตกหงส์หนุ่มก็ยอมวางศีรษะตนลงบนไหล่ของเจ้าของอ้อมแขน พลางเอ่ยถามราวเด็กน้อย









“ผมทำดีแล้วใช่ไหม?” กลัวทำพัง กล้วความคิดตื้นๆ ของตนจะสร้างปัญหาอีก แค่อยากมีตัวตน แค่อยากเป็นหงส์ที่เอาตัวรอดได้...





ดนัยใช้มือลูบแผ่นหลังของคนในอ้อมกอดแผ่วเบา แล้วกระซิบคำตอบที่น่าจะทำให้บดินทร์รู้สึกดีขึ้นออกมา “เก่งมากครับดิน หงส์ของผมต่อรองได้เยี่ยมมาก”





“จริงเหรอ?”





“จริงสิ เรื่องเอาฮัวมาเป็นพวกแบบลับๆนี่ผมก็เคยคิดจะทำนะ แต่ไม่สำเร็จเพราะนังงูพิษนั่นดันเกลียดผมจนเข้าไส้” ดนัยยิ้มบาง 'คิดว่าจะตัดใจฆ่าทิ้งให้พ้นๆไปอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนความบ้าบิ่นของบดินทร์ในคราวนี้จะช่วยเจ้าหล่อนเอาไว้ได้ทัน แถมยังส่งผลดีกับเขามากกว่าเสียด้วย...เพราะถึงอย่างไรความรู้ความสามารถและทักษะของหล่อนก็ยังถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อวิษธรอยู่มาก' มังกรหนุ่มจูบขมับคนในอ้อมแขนแทนรางวัล พลางเอ่ยชื่นชมเสียงหวาน “ในที่สุดหงส์ของผมก็จับอสรพิษคนสำคัญมาให้จนได้”



“โล่งอกไปที” คำพูดของดนัยทำให้บดินทร์ผ่อนคลายขึ้น ถึงจะเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของอีกฝ่าย แต่บดินทร์ก็ตั้งใจจะทำงานอย่างเต็มที่ งานดี เขาจะได้เลี้ยงเอาไว้นานๆ อย่างน้อยๆ ในตอนนี้บนหลังเสืออย่างดนัยก็คงเป็นที่เดียวที่พอจะปลอดภัยหายใจได้สำหรับเขา



"แต่สัญญากับผมอย่างได้ไหมว่าจะไม่เอาตัวไปเสี่ยงแบบนี้อีก อยากทำอะไรก็บอกผม แล้วจะช่วยเป็นลูกมือให้" ดนัยเน้นย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยที่บดินทร์ควรคำนึงถึงให้มากที่สุด



"...อืม" หงส์หนุ่มพยักหน้ารับ



“เรามาหาวิธีต้อนรับคุณลุงของผมกันดีกว่า” เมื่อทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดี ดนัยก็ชวนหงส์คนเก่งร่วมหาวิธีตบตาพงศธรที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้านี้ ทำอย่างไรก็ได้ให้อีกฝ่ายได้เห็นกับตาว่าฮัวและหลิวลี่เฉิงตายต่อหน้าต่อตา และต้องทำให้เชื่อให้ได้ว่าตายจริง









“อืม” บดินทร์รีบรับคำ พลางคิดตกว่าถึงเขาจะไม่ได้มีค่ามากมาย แต่หากได้กลายเป็นหมากตัวสำคัญมันก็น่ายินดีอยู่ไม่น้อย จะไม่ยอมกลับไปเป็นไอ้ตัวไร้ค่าอย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว!





คนสองคนแสร้งสนใจเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า โดยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงบางสิ่งที่ยังคงค้างคาในความรู้สึก









คุณใช้ผมเป็นเหยื่อล่อใช่ไหม?









คือคำถามที่บดินทร์เลือกที่จะกลืนลงท้องแล้วลืมมันไป เช่นเดียวกับดนัยที่ไม่ยอมพูดถึงมัน









*************************************************************************














คำเตือน!









นิยายเรื่องนี้ไม่มีคำว่ารัก!!!

ไม่รู้จะให้รักกันยังไง ก็อยู่กันไปแบบพึ่งพาอาศัยกันในระบบไร้หัวใจแต่ไม่มีวันไร้เธอก็แล้วกัน ฮ่าฮ่าฮ่า









ขอโทษที่หายไปนานนะจ๊ะ งานนักเขียนยุ่งราวกับอยู่ในนรก TT^TT

คนอื่นๆ เขาแต่งนิยายปีละ 5 เรื่อง ข้าพเจ้าเรื่องละ 5 ปี สะเทือนใจเหลือจะเอ่ย

ต้องขอโทษอย่างสุดซึ้งนะเจ้าคะ









ด้วยรักและเคารพอย่างสูง

อนาคี99

ออฟไลน์ Blislife

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ผมคือ...ตัวร้าย
ติ่งพิเศษ เบาๆ



ในงานปาร์ตี้เล็กๆ ในพรรค ที่ดนัยจัดให้เหล่าลูกน้องได้สังสรรค์กันสนุกๆ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนเบาๆ

ในงานมีเหล้ายาสารพัดกับแกล้มอีกทั้งคาราโอเกะให้ลูกน้องหลายร้อยชีวิตในรังวิษธรได้ปลดปล่อย



ธันวาและวิเชียร ถือเป็นเซียนร้อง ทั้งสองครองไมค์ไว้ประดุจเจ้าของค่ายเพลง นานๆ ครั้งจะมีลุงเพชรขึ้นร้องเพลงคันทรี่เก่าๆ ด้วยเสียงทุ้มละมุนไม่ต่างเจ้าของเพลง เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวจากแฟนบอยทั้งโขยงของพ่อบ้านเพชรได้ชะงัด



งานนี้ใครร้องดีนายเหนืออย่างดนัยก็มีตกรางวัลงามๆ ให้ ไอ้คนเมาไมค์เลยต้องมีจัดประกวดแข่งขัน ดุเด็ดเผ็ดมันส์เพื่อแย่งเงินรางวัลก้อนใหญ่



ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก บดินทร์ที่นั่งอยู่ข้างกันกับดนัยก็สนุกสนานไปด้วยไม่น้อย นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้มีงานสังสรรค์แบบนี้ ผ่านเรื่องราวเครียดขึงมามากมาย พอได้ผ่อนคลายก็เลยมีความสุขมากกว่าปกติ หงส์หนุ่มจิบเหล้าไปพลางฮัมเพลงตามคาราโอเกะไปเบาๆ



ธันวาที่เริ่มกึ่มได้ที่ในตอนนั้น ใช้ความสนิทสนมในฐานะลูกน้องคนสนิทเข้าไปอ้อนขอให้บดินทร์เดี่ยวไมค์สักเพลง เพราะจำได้ว่านายเหนือของตนนั้นมีความสามารถในการร้องเพลงอยู่ไม่น้อย



งานนี้ไอ้ธันเมาแล้วไม่กลัวตาย!!



“คุณดินครับ พงษ์สิทธิ์สักเพลงไหมครับ” เจ้าลูกน้องตัวดีคลานเข่าเอาไมค์มาส่งให้เจ้านายถึงที่



“ทำไมกูต้องร้อง? แล้วทำไมต้องพงษ์สิทธิ์?” บดินทร์ยียวนลูกน้องกลับ ยังคงนั่งไขว่ห้างจิบเหล้าไม่ยี่หระต่อไอ้คนที่นั่งพับเพียบเกาะแข้งเกาะขาอยู่



“หูยยย ก็คุณดินร้องเพราะอ่ะค้าบ พวกผมอยากฟังอีก นะครับคุณดิน ร้องให้พวกผมฟังหน่อยยยย” ธันวาอ้อนหนัก ใช้มารยาสาไถยของความเป็นคนตัวเล็กมุ้งมิ้งสุดพลัง



และดูเหมือนลุคน้องน้อยเริ่มได้ผล บดินทร์ออกอาการลังเล



แต่พอจะเอื้อมมือไปคว้าไมค์ ก็ถูกดนัยดักไว้เสียก่อน



“มึงรู้ได้ไงไอ้ธัน ว่าดินร้องเพลงเพราะ?” นายใหญ่ถามเสียงห้วนด้วยความสงสัย



เสียงทรงพลังกับหน้าที่นิ่งเป็นศิลาปั้นหล่อเหลานั้นทำเอาอึ้งกันไปทั้งห้อง ต่างคิดไปว่าไอ้ธันวาน่าจะไม่รอด คงได้ตายรอบสอง



“ว่าไงได้ลูกหมา มึงตอบกูมาสิว่ามึงรู้ได้ยังไง?” นายใหญ่คำรามต่ำ ถามย้ำคนที่ได้แต่นั่งยิ้มตาเหลือก



“ง่า…คือ...” ไอ้ลูกหมาครางหงิง “คือ...ตอนที่เจ้านายไปแมกซิโกคราวนู้น คุณดินเคยเล่นกีตาร์กับร้องเพลงให้พวกเราฟังครับ…” อธิบายเสียงแผ่ว



“พวกมึง? ใครบ้าง?”



คำถามเหมือนสายฟ้าฟาดกลางหัวไอ้ธันจนสร่าง คล้ายกับว่าคำตอบต่อไปนี้ของเขาคือลูกปืนประหารชีวิตเพื่อนร่วมวงแบบลากกันลงหลุมรายตัว



“อะไรของคุณ? จะไปขู่มันทำไม ไอ้ธันมันกลัวจนฉี่จะราดแล้วน่ะ” บดินทร์หันไปปราม เมื่อเห็นดนัยเล่นเกินเบอร์ เพราะรู้ดีว่าแท้จริงแล้วคนข้างกายก็แค่แกล้งหยอกลูกน้อยตัวดีเล่นก็เท่านั้น



แต่ถ้ามากไปเดี๋ยวจะหมดสนุกเอาน่ะสิ



“ตั้งแต่อยู่กันมา คุณยังไม่เคยร้องเพลงให้ผมฟังเลย” ดนัยเอ่ยเสียงต่ำ ทำหน้าแกล้งงอนใส่คนรัก “ไอ้ตัวไหนมันกล้าฟังคุณร้องเพลงตัดหน้าผม มันก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่”



“เกินไปแล้ว เวอร์ๆ” บดินทร์หัวเราะพลางส่ายหน้าไปกับตรรกะป่วยๆ ของนายเหนือ



ทว่าลูกน้องดันไม่ขำด้วยนี่สิ ไอ้ธันวากลัวจนหางจุกตูด



“บอกมาไอ้ธัน พวกมึงมีใครบ้าง ลากออกมาให้กูกระทืบเดี๋ยวนี้” ดนัยหันไปขู่ลูกน้องต่อ



“ฮืออออ คุณท่านครับ ผ….ผมไม่กล้าแล้ว” ธันวาไหว้ปะหลกๆ ตัวเล็กตัวลีบ



“ไม่บอก หรือมึงอยากโดนกระทืบคนเดียว หืม?” คำข่มขวัญพร้อมยิ้มร้ายมักได้ผลเสมอ



“มีผม ไอ้เชียร ไอ้เอก ไอ้ทศ 4 คนครับ!!” เมื่อถึงที่สุดแล้ว ธันวาก็ก้มหน้าก้มตาร่ายชื่อเพื่อนร่วมวงทั้งหมดออกมา



ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน ครบ… ตอบคำถามนายพร้อมตายหมู่



ธันวาได้แต่ก้มหมอบ ส่วนคนที่ถูกเอ่ยชื่อก็เข่าอ่อนไปตามๆ กัน



‘เพื่อนเอ้ย กูขอโทษ’



‘ไอ้ธัน ไอ้ห่า กูจะตามไปฆ่ามึงในนรก!!’ เพื่อนทั้งสามที่ถูกเอ่ยนาม พร้อมใจกันสาปแช่ง



“ดี เรียงหน้ากันออกมาเลย” ดนัยตะโกนเรียก พวกที่ยืนหน้าซีดหน้าเซียวในงานให้คลานเข้ามาหาใกล้ๆ



ธัน เชียร เอก ทศ ทั้งสี่นั่งร้องไห้หมดอาลัยตายอยาก ต่างคนต่างซัดทอดเพื่อนเลวในใจ ‘กินเหล้าในงานเลี้ยงอยู่ๆ ตายฟรีซะงั้น เพราะไอ้ธันไอ้ปากมากตัวเดียวเลย สาระแนไปขอให้คุณดินร้องเพลงอยู่ได้ ตายหมู่เลยไหมล่ะมึง!!!’



“กูจะทำโทษอะไรพวกมึงดี?” ดนัยใคร่ครวญ



“ฮรือออ….นายค้าบ สงสารพวกผมเถอะ” ทั้งสี่อ้อนวอน ต่างยกมือไหว้นายปลกๆ



“พอเถอะคุณ” บดินทร์ห้ามไว้ ก่อนละครฉากใหญ่จะเลยเถิดเพราะเริ่มสงสารบริวารตาดำๆ กันแล้ว “ถ้าจะลงโทษพวกมัน ก็ลงโทษผมแทนแล้วกัน”



“ทำไมต้องรับหน้าแทนพวกมัน?” นายใหญ่ชักเคือง



“พวกมันไม่ได้ผิดอะไร แค่วันนั้นผมเหงาเลยเข้าไปร้องเพลงแล้วบังคับพวกมันฟังเท่านั้นเอง ถ้าจะหาคนผิดก็ผมแหละ” บดินทร์ยอมรับแต่โดยดี



“รักพวกมันจังนะ” ดนัยตัดพ้อ



“ก็รักเท่าคุณนั่นแหละ” บดินทร์ตอบพลางใช้ปลายนิ้วลูบสันกรามของคนแกล้งงอนเบาๆ แล้วยื่นข้อเสนอ “เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมร้องให้คุณฟังด้วย จะได้หายกันดีไหม?”



เสียงนุ่มเอ่ยถ้อยคำหวาน เพื่อดับอาการงอแงของนายใหญ่ที่กำลังจะทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องบานปลาย 'แค่จะแกล้งแหย่ลูกน้องเล่น ไม่รู้ทำไมถึงรัชดาลัยนัก'



ดนัยไม่ได้พูดอะไรอีก แต่แสดงออกถึงการสมยอมในที จับมือที่ลูบอยู่ข้างแก้มขึ้นมาจูบเบาๆ ด้วยความพึงใจ



บดินทร์ยิ้มกับภาพนั้น แล้วถอนหายใจส่ายหน้า 'ถ้าจะถกกันถึงเรื่องความเอาแต่ใจบนโลกใบนี้ เขาขอยกให้ดนัยเป็นที่หนึ่งคนเดียวเลย'



เมื่อตกลงแล้วว่าจะร้องสักเพลง บดินทร์จึงเลือกร้องเพลงของพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ตามที่ลูกน้องรีเควส แต่เลือกเพลงหวานหน่อยเพื่อเอาใจดนัยด้วย



[พักสายตาเถิดนะคนดี

หลับลงตรงนี้ ที่ที่มีแต่เราสองคน

ผ่านเรื่องราว ผ่านงานผ่านคน

สับสนหลายความ

บางเวลาต้องการสักคน

ไว้คอยปลอบใจ เข้าใจ พูดคุย…]



เสียงทุ้มนุ่มร้องออกมาได้อย่างน่าฟัง สะกดคนทั้งร้อยให้ตั้งใจฟังด้วยความเคลิบเคลิ้ม



ดนัยยิ้มฟังอย่างพึงใจ โดยเฉพาะในส่วนของท่อนฮุกที่บดินทร์เดินเข้ามาหาแล้วโน้มตัวลงมาโอบคอเขาที่นั่งอยู่ไว้ในวงแขน



กลิ่นหอมละมุนชวนรัก อ่อนโยนต่อความรู้สึกจนเผลอโอบเอวคนตรงหน้าให้ลงมานั่งอยู่บนท่อนขาแกร่ง



[ความรักเอยงดงามอย่างนี้

จนชั่วชีวี โหยหาความรักไม่เคยพอ

อยากให้เธอเคียงข้างอย่างนี้

บอกรักอีกที อยู่ใกล้กันตลอดเวลา

พัก กาย พัก ใจ หลับตา ฝันดี

รัก เอย รัก ที่ เข้าใจถึงกัน….]



บดินทร์เขินในทีแรกที่ถูกทำแบบนั้น เพราะเขายังไม่ชินต่อการถูกแสดงความรักแบบนี้ท่ามกลางลูกน้องทั้งพรรค



"ปล่อยเลยคุณ ไม่อายไอ้พวกนี้บ้างหรือไง? " บดินทร์กระซิบปรามคนที่ยังกอดเขาไว้บนตักแน่น



แต่แทนที่ดนัยจะสะทกสะท้าน มังกรหนุ่มกลับตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงแสนยินดีปรีดา



"ใครกล้ามอง กูจะควักลูกตาทิ้ง! "



คำเดียวหันหลังก้มหน้ากันทั้งฮอลล์



แล้วปล่อยให้เจ้านายทั้งสองคนได้มอบจุมพิตแสนหวานแก่กันโดยไม่มีใครกล้าขัดจังหวะอีก



*********************************************




ตอนพิเศษนี้น่าจะเป็นทามไลน์หลังเขารักกันแล้วอ่ะค่ะ 55555 เกิดกิเลสอยากเขียนค่ะ พล็อตมาต้องรีบ เดี๋ยวลืม 55555

เพิ่งประกาศว่าระหว่างดนัยกับบดินทร์คงไม่มีคำว่ารัก แต่ตอนพิเศษดันหวานกันซะงั้น 555

ถือเสียว่าเอาหวานมาดับความขมขื่นของเรื่องหลักหน่อยนะคะ อิอิ



See you!

รักเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
แผนลวง





ชายชุดดำร่างกายกำยำล่ำสันเดินดุ่มๆ เข้าไปรายงานนายเหนือของตนที่กำลังยืนกอดอกมองปลามังกรแดงตัวเขื่องที่ว่ายน้ำวนไปมาอยู่ในตู้ปลาใบยักษ์ที่ตั้งอยู่ในห้องทำงาน





“ท่านครับเมื่อตอนสิบเอ็ดโมงที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวในห้องคุมขังเล็กน้อย หลังจากดนัยพาหงส์ของพรรคเข้าไปพูดคุยกับฮัว ก็ดูคล้ายว่าเวรยามจะหนาแน่นขึ้น ได้ยินมาว่าโทษเดียวของฮัวคือประหารครับ”





“อืม” นายใหญ่เจ้าของผมสีดอกเลาตอบรับ





“ท่านครับ ถ้าเราเอาหลิวลี่เฉิงไปให้ดนัยอย่างนี้ แล้วฮัวมันจะไม่ปากเปราะเรื่องของเราจนหมดเหรอครับ? ”





“มันจะเอาอะไรไปบอกได้ล่ะ” ชายแก่แต่ยังภูมิฐานตอบกลับเสียงเรียบ “ตั้งแต่ฉันให้มันไปเป็นว่าที่หงส์ของดนัย นอกจากให้คอยดูความเคลื่อนไหวของทางนั้นแล้ว ก็ย้ำให้ทำงานช่วยเหลือดนัยให้เต็มที่ มีตรงไหนที่จะให้ปากสว่างได้หรือไง? ”





“แต่นังนั่นมันฉลาดอยู่นะครับ หากว่ามันจะ...”





“ฉลาดแต่ไม่มีปัญญาหาหลักฐานมันก็แค่นั้นแหละ มันรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าต่อให้จะพูดอะไรออกมาก็ทำอะไรฉันไม่ได้ และฉันก็ไม่ได้แคร์ด้วยว่าไอ้ดนัยมันจะคิดยังไง ถ้าไม่ติดว่าเรื่องที่ฮัวทรยศมันดันเป็นที่จับตามองกับพวกลุ่มพันธมิตรแล้วล่ะก็ ฉันก็คงปล่อยให้มันสืบสาวกันเอาเองไปแล้ว”





“ท่าน...ตั้งใจจะปล่อยฮัวตายจริงๆ เหรอครับ? ” ลูกน้องคนสนิทเข้าใจในสิ่งที่เจ้านายบอก แต่ก็ยังมีเรื่องติดค้าง “หล่อนทำงานให้เรามานาน...”





ผู้เป็นนายถอนหายใจบาง แววตาวาวโรจน์เมื่อคิดถึงเรื่องของหญิงสาวผู้เคยเป็นถึงมือขวาคนสนิท “ตอนที่ส่งไปอยู่กับไอ้ดนัย ฉันก็ตั้งใจจะให้มันดูแลการใหญ่ให้ แต่สุดท้ายมันก็กลับหักหลังความเชื่อใจของฉันโดยการแอบไปคบกับไอ้จีนนั่น...คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่ามันหาเรื่องหักหลังฉันตั้งแต่ที่มันได้ขึ้นดูแลคาสิโน แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าถ้ามันได้ขึ้นรับตำแหน่งหงส์ คนที่มันจะจัดการคนแรกก็คือฉัน ดีกับเราแล้วที่มันดันพลาดเองวันนี้ เลือดมันจะได้ไม่ต้องมาเปื้อนมือฉัน หึหึ แต่เอาเถอะคนเลี้ยงไม่เชื่องอย่างมัน อย่างน้อยก็พอเหลือประโยชน์ก่อนตายให้ฉันได้บ้าง” พูดพลางยิ้มเหี้ยมออกคำสั่ง





“เตรียมรถ ฉันจะลากไอ้จีนนั่นไปหาไอ้ดนัย”





ลูกน้องค้อมตัวรับทราบคำสั่งทั้งที่เพิ่งจะเที่ยง พงศธรเป็นแบบนี้เสมอ แม้จะแจ้งเวลานัดไว้ช่วงเย็น แต่เขาก็ชอบที่จะไปถึงก่อนเวลาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้มีเวลาเตรียมตัวนัก พยัคฆ์เฒ่าคนนี้ไม่มีทางไว้ใจมังกรเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างดนัยเด็ดขาด เขี้ยวมังกรแข็งแรงขึ้นทุกวันจนน่าหงุดหงิด ต่อหน้าเขาดนัยมักทำตัวเป็นหลานที่ว่าง่ายแต่เขาย่อมรู้ดีว่าเด็กคนนี้ร้ายกาจไม่ต่างจากผู้เป็นบิดา





มังกรคนเก่า ที่เขาแสนชิงชัง!





และแน่นอนว่าตัวลูกของมันเขาก็เกลียดแสนเกลียด!!





ไอ้หนามยอกอก!!





.

.

.

.

.





“โอ้ย…” ริมฝีปากบางขบเม้มเข้าหากันเพื่อกันเสียงไม่ให้หลุดออกมา



“...อึก..” ทว่าความรวดร้าวก็ทำเอาทนไม่ไหว สองขาก้าวย่างติดขัด แค่ขยับตัวนิดก็เจ็บยอกไปหมด แต่ละก้าวย่างผ่านไปด้วยสองขาที่สั่นระริก ดีที่ตรงแถวห้องพักนี้ไม่มีใคร ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าแสดงความอ่อนแอขนาดนี้ออกมา



ธันวากัดฟันขยับกายต่อ พิษไข้ยังไม่ทุเลาแต่ด้วยความเป็นห่วงเจ้านายอย่างบดินทร์จึงทำให้บอดี้การ์ดร่างเล็กทนนอนดูดายต่อไปได้ เพราะการเผชิญหน้าครั้งแรกกับพงศธรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงนายเหนือจะพยายามเก็บซ่อนว่าที่หงส์คนนี้ไว้อย่างไร พงศธรก็คงหาทางเจอตัววันนี้จนได้ แถมยังมีฮัวที่ร้ายกาจปานนั้นแม้จะถูกจับกุมตัวอยู่อีก ดังนั้นต่อให้แทบไม่เหลือแรงเดินแล้ว เขาก็จะต้องถ่อไปอยู่เคียงข้างคุณดินของเขาให้ได้



"จะบ่ายแล้ว ต้องรีบ" ธันวาพึมพำเมื่อสามารถเดินถึงหน้าลิฟท์ในที่สุด ขั้นแรกต้องไปหาบดินทร์ที่ห้องก่อน



ติ้ง!



ทว่ายังไม่ทันจะได้กดปุ่มใด ประตูลิฟท์ก็เปิดออกต่อหน้า แถมคนที่เดินออกมายังทำเอาธันวานิ่งอึ้ง



‘พี่นพ? ’



“................”



“...............”



เผลอสบตาฝ่ายนั้นไปวูบหนึ่ง ก่อนรีบหลุบตาต่ำแล้วเบี่ยงตัวหลบไปอีกฝั่งเพื่อไม่ให้ไปขวางทางออกของคนในลิฟท์เข้า หัวใจเต้นรัวเป็นกลองศึก ทำตัวไม่ถูกนักแม้จะพยายามตั้งสติเพียงใด



“!!? ” ทว่าในขณะที่จะแทรกสวนเข้าลิฟท์ไป กลับถูกมือใหญ่คว้าต้นแขนเอาไว้



หัวใจของธันวาแทบกระดอนออกมานอกอก



“จะไปไหน? ” มานพถามขึ้นเสียงเรียบ หลุบตามองคนตัวเล็กในกำมือที่ยังเอาแต่หลบหน้าหลบตา



“...ห้องคุณดิน” ธันวาตอบอึกอัก ไม่ได้ดิ้นรนให้หลุดจากการมือของอีกฝ่าย เพราะได้แต่ยืนแข็งทื่อทำตัวไม่ถูก



“คุณดินอยู่ห้องทำงานกับนายท่าน” มานพบอกกล่าว



“งั้นไปห้องนายท่าน…” กำลังจะอ้าปากบอกจุดหมายใหม่เพื่อหาทางเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัด



“มึงไม่สบาย ถ่อไปก็ไม่ได้มีประโยชน์” แต่ก็ดันโดนมานพดักคอขึ้นเสียก่อน



ธันวาถอนหายใจแรง ดึงแขนออกจากมือของมานพ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยอมปล่อยมือโดยง่าย บอดี้การ์ดร่างจ้อยก้มหน้าก้มตาอธิบายความจำเป็นทั้งที่ปกติถ้าถูกห้ามแบบนี้เขาก็คงดื้อไม่ฟัง แถมยังไม่เสียเวลาแจกแจงเหตุผล แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นมานพ...ธันวาจึงไม่อาจขัดขืน



โดยเฉพาะในสถานการณ์นี้



“แต่ท่านพงศธรกำลังจะมา คุณดินจำเป็นต้องมีกองหนุน” ธันวาเอ่ยพลางหันตัวไปกดลิฟท์อีกครั้ง ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งสบตา ภาพความทรงจำที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนที่ผ่านมายิ่งแจ่มชัดจนธันวาไม่อาจทนอยู่ต่อหน้าของมานพได้นานนัก บอดี้การ์ดร่างเล็กจึงรีบกดลิฟท์รัวเพื่อหนีไปจากตรงหน้าของอีกฝ่ายโดยเร็ว



“หึ เดินยังไม่มีแรง มึงจะเอาปัญญาอะไรไปเป็นกองหนุนเขา” มานพเยาะหยัน



‘ก็เพราะใครล่ะ!!? ’ ธันวาได้แค่ก่นด่าในใจ ‘ลิฟท์แม่งช้าจังวะ!? ’ แล้วพาลไปถึงลิฟท์ที่ยังไม่มีทีท่าจะมาถึงเสียที



ติ้ง!!



‘มาแล้ว! ’ ธันวาแทบกระโดดเมื่อในที่สุดลิฟท์เจ้ากรรมก็มาถึง เมื่อประตูเปิดจึงรีบใช้มือข้างหนึ่งเกาะขอบประตูเพื่อพยุงตัวเข้าไปทันทีที่ทำได้



“เฮ้ย!!!?? ” แต่ทันใดนั้นก็ราวโลกทั้งใบกลายเป็นกลับหัวกลับหางจนธันวาหลุดร้องจนเสียงหลง ถูกจับพาดขึ้นบ่าทั้งๆ อย่างนั้นโดยไม่ทันตั้งตัว “จะทำอะไรน่ะ!? ปล่อยยยยนะ!! ”



ธันวาโวยวายกระนั้นมานพก็ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ เพียงแค่แบกร่างจ้อยของธันวาไว้บนบ่าแล้วเดินดุ่มๆ กลับไปทางห้องพักราวกับแบกหมอน ไม่ระคายแม้เพียงนิดถึงคนบนบ่าจะดิ้นรนเตะถีบสารพัด



และยิ่งน่าตกตะลึงพรึงเพริดกว่านั้นก็ตรงที่มานพดันมีคีย์การ์ดเข้าห้องของธันวาไว้ในมือด้วย ซึ่งเจ้าของห้องจำได้ว่าเขาให้กับวิเชียรเพื่อนรักไว้เพียงคนเดียว นี่หรือว่า…



“!!!?? ” ยังไม่ทันจะคิดอะไรก็ถูกวางลงบนเตียงอย่างเบามือ แต่ทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสพื้น ธันวาก็กระเด้งตัวลุกขึ้น ก่อนจะถูกมานพกดลงบนเตียงด้วยเพียงมือเดียว มือข้างหนึ่งมานพเท้ากับเตียงไว้ข้างตัวของธันวา ส่วนอีกข้างก็ใช้กดไหล่ซ้ายของชายหนุ่มไว้ ในสถานการณ์ที่ตัวเองตกอยู่ในสภาพกึ่งถูกคร่อมเช่นนี้ทำเอาธันวาได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างไร้คำพูด



ในขณะที่ธันวาคล้ายทำปากหาย มานพก็ได้ถือโอกาสนั้นจ้องมองคนใต้ร่างชัดๆ คงเพราะตัวเล็กจึงทำให้ใบหน้าของธันวาขนาดไม่เกินฝ่ามือของเขา ไหล่นั่นก็เล็ก เอวนั่นก็บาง แขนขาเรียวยาวไปหมด แถมสะโพกก็…



มานพลอบสะดุ้งเบาๆ เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังคิดอะไรไม่เป็นเรื่องอยู่ บอดี้การ์ดร่างยักษ์เผลอกระแอมออกมาเพื่อเรียกสติตัวเองเบาๆ แล้วจึงลุกออกจากร่างของธันวา พลางเอ่ยอึกอัก แต่ก็สามารถปรับเสียงให้เป็นปกติได้ในที่สุด “นาย…นอนพักเฉยๆ ไปเถอะ อย่ามัวแต่ออกไปรนหาเรื่อง”



“……..แต่…”



“ไม่ต้องห่วง เรื่องนายมึงไอ้เชียรดูแลได้”



ธันวาเม้มริมฝีปาก อยากเถียงใจแทบขาดว่าเขารู้ว่าวิเชียรดูแลได้ แต่กระนั้นย่อมไม่ดีเท่าที่เขาดูแลเอง ใครเล่าจะรู้ใจบดินทร์ได้ดีเท่าลูกน้องคนสนิทอย่างเขากัน เจ้านายต้องลำบากแน่ๆ พลางคิดวางแผนในใจว่าเมื่อไหร่ที่มานพออกจากห้องไป เขาก็จะรีบไปหาเจ้านายของเขาให้เร็วที่สุด



“อย่าคิดมีแผนตุกติก” ทว่าความในใจกลับโดนมานพพูดออกมาราวกับมีหูทิพย์ ธันวาได้แต่นอนสะดุ้งตาโต แล้วก็ต้องยิ่งขัดใจกับประโยคต่อไปของอีกฝ่าย “คิดว่ากูรู้จักมึงมานานแค่ไหนแล้ว ความคิดมึงกูรู้หมดแหละ”



คำพูดของผู้เป็นรุ่นพี่ที่เคยเคารพรักเล่นเอาคนตัวน้อยพูดไม่ออก มากกว่าสำนึกคือจุก



“คนอย่างมึงแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว” มานพสำทับ



“อย่ามาพูดดีไปหน่อยเลย!! ” ธันวาตะคอกขึ้นในที่สุด



“……………….”



“อย่าทำเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไร ทั้งที่พี่ไม่เคยรู้อะไรเลยเสียที! ” ตะคอกห้วนก่อนพลิกตัวไปอีกด้านเพื่อหลบเร้นหยาดน้ำตาที่กำลังเอ่อท่วมขึ้นมาอย่างสุดฝืน เจ็บใจตัวเองเหลือเกินที่ดันมาอ่อนแอเอาง่ายๆ แบบนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนคงเสแสร้งแกล้งทำว่าไม่ยี่หระคนตรงหน้าได้ดีกว่านี้แท้ๆ



มานพได้แต่นิ่งเงียบหลังถูกรุ่นน้องตำหนิ คงใช่อย่างที่โดนธันวาต่อว่า เพราะก่อนหน้านั้นเขามันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ แต่ก็ใช่ว่าตอนนี้จะไม่รู้เสียหน่อย ติดอยู่ตรงที่เขาก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร



หวนคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนแล้วยิ่งรู้สึกเจ็บยอกอยู่กลางอก ทั้งที่ตั้งใจจะปล่อยผ่านอย่างคำแนะนำที่ธันวาให้ไว้ก่อนแยกย้าย ‘ลืมมันไปซะ คิดเสียว่าผมชดใช้ให้พี่…เราได้ไม่ต้องมีอะไรติดค้างกัน’ แต่กระนั้นเขากลับไม่อาจหักใจ ยิ่งพอได้ยินจากปากของวิเชียรว่าฝ่ายนั้นป่วยนอนซม เขาก็ยิ่งปล่อยผ่านไม่ได้จนต้องบังคับเอาคีย์การ์ดจากรุ่นน้องเพื่อนสนิทของธันวามาแล้วบุกมาดูอาการอีกฝ่ายด้วยตาถึงที่นี่



…เฮ้ย เฮ้ย…นี่มันจะแย่เกินไปแล้วนะ มานพได้แต่ลอบถอนหายใจ ใช้มือขวาหยาบกร้านนวดหัวคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า



จะให้กูทำอย่างไรกับมึงต่อไปดีวะ…ไอ้ธัน

.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ซ่าาาาา….



“อืมม อึก ฮ้า…”



เสียงน้ำจากฝักบัวเคล้าไปด้วยเสียงครางเครือด้วยความกระสันซ่านอย่างไม่อาจห้ามที่หลุดออกจากริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความทรมาน ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทหลุดลุ่ยนั่งคุดคู้อยู่ใต้ฝักบัวสายฝน มานพปรับอุณหภูมิน้ำให้เย็นจัดเพื่อชะล้างความร้อนจนจะกลายเป็นไฟเผาร่างของเขาอยู่ตอนนี้



เข็มขัดถูกปลด ซิปกางเกงรูดลงจนสุด มือแกร่งกอบกำอาวุธร้อนระอุของตนแน่น ขยับข้อมือรวดเร็วเพื่อเร่งการปลดปล่อย อย่างน้อยหากได้ระบายออกไปบ้างก็คงพอได้ผ่อนคลายความอึดอัดลง



“อึก...อือออ…” มานพส่งเสียงครางเบาๆ มือใหญ่เร่งเร้าตัวเองให้รีบไปถึงจุด



พรึ่บ!!



“!!!?? ” จู่ๆ ไฟก็ถูกดับ มานพตั้งรับการจู่โจมเต็มที่ด้วยโหมดต่อสู้เต็มอัตราศึก ทว่าเสียงของผู้มาเยือนกลับทำหัวใจเต้นแรงมากกว่า



“พี่นพ”



“...ไอ้...ธัน? ”



“อืม...ผมเอง” ผู้มาเยือนตอบถ้อยอยู่ในความมืด



“มึงจะทำอะไร” มานพเค้นถามอย่างไม่วางใจนัก บอดี้การ์ดร่างใหญ่หวาดระแวงมากเพราะในตอนนี้เขาแทบไม่เหลือพลังในการต่อสู้ ฤทธิ์ของ GHB ที่ยังวิ่งพล่านในร่างกายทำเอาตาพร่าเต็มที



“ผมมาช่วยพี่”



“ช่วยเหี้ยอะไร....!? ” ไม่ทันจบคำมานพก็ถูกผู้มาเยือนจู่โจมด้วยการผลักจนเสียหลักหงายหลัง กลายเป็นถูกคร่อมทับด้วยร่างที่เล็กกว่าของธันวาอย่างง่ายดาย ในจังหวะที่จะผลักอีกฝ่ายออกก็ถูกกระซิบเข้าที่ข้างหู



“ให้ผมช่วยพี่นะ” พร้อมกับมือเล็กที่ลูบไล้ตั้งแต่แผงอกลงไปถึงหน้าท้องแกร่ง



“…ไอ้! ...” มานพคิดจะด่าสารพัด แต่พอถูกอีกฝ่ายรวบรัดด้วยการกอบกุมเข้าตรงส่วนที่กำลังแข็งชันแล้วช่วยปลอบประโลมมันอย่างช้าๆ บอดี้การ์ดผู้ไม่เกรงความตายก็ถึงกับตาพร่า ยิ่งร่างเล็กไล่เลื้อยลงไปเบื้องต่ำ มานพก็ได้แต่กัดฟันกรอด ไม่ว่าสมองจะปฏิเสธอย่างไร แต่ร่างกายกลับต้องการถูกสัมผัสอย่างโหยหาบ้าคลั่ง



ยิ่งถูกปากเล็กนั่นครอบครอง ถูกปลายลิ้นน้อยๆ ตวัดเล็มเลียตรงส่วนปลายหยอกเย้าร่างหนาก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกๆ กระตุกไหวไปกับการชักนำของธันวาอย่างมิอาจห้าม



…อยากปลดปล่อยคือสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในก้อนสมอง



“!!!!!!! ” เสี้ยวนาทีต่อมาความสุขสมก็แล่นปราดไปทั่วร่างราวกับสายฟ้าฟาด สะโพกหนากระตุกถี่ปลดปล่อยทุกหยาดหยดสู่โพรงปากอุ่นอย่างไม่เกรงใจ มานพหอบถี่เริ่มมีสติเพ่งมองตรงกลางร่างกายที่ยังมีผู้ปรนนิบัติขดตัวอยู่ตรงหว่างขา ความมืดและม่านน้ำจากฝักบัวทำให้ไม่อาจมองเห็น มีเพียงแสงส่องจากซอกประตูที่พาดผ่านเสี้ยวหน้านั้น ทำให้พอมองเห็นสิ่งที่เย้ายวนชวนปั่นป่วนยิ่งกว่าเดิม



…ดวงตาหลุบต่ำ ใบหน้าและเส้นผมเปียกฉ่ำ ปากสีแดงเจ่อเผยอน้อยๆ มีรอยเปื้อนบางๆ



“แม่งงง!!! ” มานพคำราม ลุกพรวดขึ้นจับร่างของธันวาพลิกกดลงพื้น กระชากเสื้อผ้าของฝ่ายนั้นออกจากร่าง ฉีกทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่ชั้นใน ความอยากกระหายเข้าครอบงำเขาอีกครั้ง น่าแปลกที่ไม่ยอมหมดแรงทั้งที่ปลดปล่อยไปแล้วครั้งหนึ่ง



ธันวาไม่ได้ขัดขืนใดซ้ำยังอำนวยความสะดวกให้อีกฝ่ายจัดการเปลื้องผ้าของตนจนสิ้น



เพราะห้องมืด…เขาจึงไม่จำเป็นต้องปกปิดสิ่งใด



เพราะห้องมืด…มานพจึงไม่มีทางเห็นใบหน้าของเขา



เพราะห้องมืด…ถึงสามารถตกเป็นของอีกฝ่ายได้อย่างที่ใจปรารถนา โดยที่ไม่ถูกผลักไสอย่างปกติ



เพราะห้องมืด…นี่จึงเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวที่ธันวาเลือกที่จะคว้าเอาไว้



“มึงรนหาที่เองนะ” มานพคำรามเสียงพร่า ก้มลงซุกไซร้กัดกินซอกคอและแผ่นอกของคนใต้ร่างอย่างกักขฬะ เขาไม่จำเป็นต้องอ่อนโยน และไม่มีสติพอจะให้อ่อนข้อ ต้องการสัมผัส ต้องการสอดใส่ ต้องการปลดปล่อย คือจุดหมายปลายทางเดียวที่สมองโปรแกรมเอาไว้ หัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ สายน้ำซัดวสาดใส่แผ่นหลังขณะจับอาวุธขนาดเขื่องดุนดันเข้าไปในช่องทางอ่อนนุ่มที่รอคอยอยู่



“อึก! ” ธันวาเกือบหลุดสะอื้นแค่ส่วนปลายผลุบเข้ามา ทั้งที่เขาเองก็เคยเห็นเครื่องเพศของมานพจนจำติดตา ทั้งที่คิดว่าเตรียมตัวมาพร้อมจนช่องทางอ่อนนุ่มไปหมดแล้วแท้ๆ แต่อาวุธของอีกฝ่ายในอารมณ์นี้กลับเกินกว่าที่เขาคาดทั้งขนาดและส่วนหยัก แม้ว่าเขาจะโปะชโลมเจลหล่อลื่นมามากแค่ไหนก็ยังฝืดไปสำหรับการนี้ และคงเป็นเพราะสายน้ำจากฝักบัวชะล้างออกไปอีกส่วนด้วยจึงยิ่งทำให้ฝืดฝืน



มานพส่งเสียงครางด้วยความขัดใจเป็นระยะเมื่อไม่สามารถสอดใส่ได้คล่องนัก ความคับแน่นของธันวาหอมหวานจนอยากรีบฝังตัวเข้าไปจนสุดให้ได้เร็วที่สุด ธันวาขบกรามแน่นพยายามผ่อนลมหายใจเพื่ออำนวยความสะดวกให้อีกฝ่ายแต่กลับทำอะไรได้ไม่มากนัก มันยากเย็นเหลือเกิน



อึดใจต่อมามานพก็สามารถทำได้สำเร็จ แทรกตัวเข้าไปจนสุด เขาหยัดตัวขึ้น จับต้นขาเล็กของคนใต้ร่างแยกกว้างแล้วพับลงไปจนมุมของช่องทางนั้นพอดีกับการสอดเสยแล้วจึงเริ่มขยับสะโพกทันทีโดยไม่ปรานีผู้ถูกกระทำที่เริ่มหายใจตามไม่ทัน



“อ๊ะ! อื้อ! ” ธันวากัดฟันแน่นกระนั้นก็ยังมิอาจห้ามเสียงเล็ดลอด ร่างกายถูกกระทำรุนแรง ถูกโจนจ้วงไม่เว้นพัก ทุกครั้งที่ฝ่ายนั้นขยับก็ราวกับจะเอาอวัยวะภายในของเขาติดออกมาด้วย ปากทางถูกกระทำจนเจ็บแสบ ความเจ็บระดับนี้คงฉีกขาดไปแล้วไม่ผิดแน่เพราะความร้อนชื้นต่างจากน้ำในส่วนนั้นเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นเลือดของเขาเอง กระนั้นธันวาก็ไม่เหลือเวลาให้อิดออด ถูกสอดลึกเข้ามาซ้ำๆ จนรู้สึกเจ็บมวนไปทั้งท้อง ในช่วงแรกแทบหายใจหายคอไม่ออกแต่เพียงชั่วอึดใจต่อมาความกระสันซ่านก็เริ่มเข้ามาแทรก



ร่างกายเล็กถูกโยกคลอนไปตามแรงที่มานพกระแทกมา เจ็บร้าวแต่กลับเต็มแน่นไปทั้งอก ในความเจ็บปวดมีความสุข แต่ในความสุขก็แฝงเร้นไปด้วยความโศกเศร้า เชื่อมโยงกันเพียงร่างกาย แต่หัวใจนั้นกลับไม่เคยได้ใกล้ชิด สายสัมพันธ์ที่เคยขาดสะบั้นไม่อาจถักทอขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะจากวินาทีนี้ไปที่ไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนดังเดิมได้อีก



มานพกัดฟันกรอด ชายหนุ่มหลับหูหลับตาเชื่อมร่างรุนแรงด้วยฤทธิ์ยาที่ไม่อาจฝืน สมองตกอยู่ภายใต้อำนาจของร่างกาย กระนั้นก็ใช่ว่าหัวใจของเขาจะไม่เจ็บร้าว ยิ่งโหมแรง ยิ่งบ้าคลั่ง น้ำตาบางๆ ก็หลั่งรินออกมาผสมปนเปไปกับสายน้ำ ริมฝีปากถูกขบแน่นจนปลายลิ้นรับรสได้ถึงรสแปร่งปร่าของโลหิต



ธันวาใช้สองแขนขึ้นพาดบนใบหน้าเพื่อปิดดวงตาและริมฝีปากที่จะเผลอเผยอร้องออกมาทุกครั้งที่ถูกแตะต้องในส่วนที่อ่อนไหวที่สุดภายใน ไม่อยากให้มานพได้ยินเสียงครางน่าเกลียดของผู้ชายจนเสียอารมณ์ เพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้มันต้องกลายเป็นความทรงจำอันเลวร้ายของอีกฝ่ายแน่ๆ จึงไม่ต้องการให้เสียงแหบห้าวนี้ตามไปหลอกหลอนมานพไปด้วย อย่างน้อยๆ อาจพอช่วยกลบเกลื่อนให้คิดไปว่ากำลังมีสัมพันธ์กับผู้หญิง หรือใครสักคนที่ไม่ใช่เขา…น้ำตาหลั่งรินภายใต้ดวงตาปิดสนิท ฟันขาวกัดแขนตัวเองเอาไว้เพื่อปิดกั้นไม่ให้ก้อนสะอื้นที่พร้อมจะหลุดออกมากับเสียงครางได้ทุกเมื่อนั้นเล็ดลอดออกมา





ขบกัดริมฝีปากของตนเองไว้จนเลือดซิบ เพียงหวังไม่ให้มีเศษเสียงใดๆ เล็ดลอด แตกต่างกับหัวใจที่พร่ำตะโกนก้องไม่หยุด...



…พี่นพ…ผมรักพี่…



“!!!! ” ธันวาสะท้านเยือกไปทั้งร่างเมื่อรับรู้ถึงความร้อนระอุที่พุ่งทะลักเข้ามาภายในร่าง ถูกหลั่งรดภายในประหนึ่งถูกเติมเต็มความปรารถนาของเขาจนล้นปรี่ออกมาเป็นหยาดน้ำตาที่ไหลนองในความมืด ชีวิตนี้ธันวาไม่ขออะไรอีกแล้ว…



เสียงหอบหายใจอยู่ใกล้แค่เบื้องหน้า



สองแขนถูกมือใหญ่ดึงออกจากกัน แสงสลัวที่ลอดผ่านช่องประตูมาไม่ได้ทำให้มองเห็นอะไรชัด แต่ก็พอมองเห็นเศษส่วนหนึ่งของสายตากันและกันที่ฉายชัดเพียงความรวดร้าว



…กลับไปไม่ได้แล้ว



.

.

.

.

.







ความทรงจำเมื่อคืนแจ่มชัดในความรู้สึกของมานพเสมอ เพราะธันวาดื้อดึงต้องการมีความสัมพันธ์กับเขาให้ได้ เขาจึงเอาแต่ใจกับอีกฝ่ายจนเกือบรุ่งสาง จึงไม่แปลกเลยที่ธันวาจะล้มหมอนนอนเสื่อ เมื่อคืนนั้นหลังได้รับการปลดปล่อยต่อเนื่อง ร่างกายก็ผ่อนคลายจนเขาเผลอหลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่เห็นเงาของธันวาในห้องแล้ว ทุกอย่างถูกเก็บกวาดจนสิ้นแม้กระทั่งในห้องน้ำ เหลือเพียงหยดเลือดเล็กน้อยที่ยังติดผ้าปูเตียงอยู่



‘ลืมมันเสียนะพี่…ขอโทษที่ผมเอาแต่ใจ’



คือคำสุดท้ายที่อีกฝ่ายเอ่ยกับเขาก่อนออกจากห้องไป แม้ว่าเขาจะยังหลับตาแต่ก็ได้ยินทุกอย่างแจ่มชัด เมื่อตื่นมาก็ตั้งใจว่าจะลืมทุกอย่างและไม่รื้อฟื้นสิ่งใดตามความตั้งใจของธันวา ตั้งใจจะทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิมเหมือนตอนที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอได้ยินจากวิเชียรว่าธันวาล้มป่วย เขากลับกระวนกระวายจนทนอยู่เฉยไม่ได้



ขนาดงานวันนี้ที่ตั้งใจจะอยู่เคียงข้างนายท่าน เขายังยอมหยุดพักตามคำสั่งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพียงเพราะอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าธันวาเป็นอย่างไรบ้าง และแม้แต่ตอนนี้ที่สามารถจัดการให้อีกฝ่ายนอนพักผ่อนจนหลับไปได้แล้ว เขาก็ยังไม่อยากออกจากห้องไปอย่างคนหมดหน้าที่ ยังอยากอยู่ดูแลจนกว่าจะหายดี



…นี่คงเป็นความรู้สึกผิดใช่หรือไม่นะ?





มานพในตอนนี้ทำได้เพียงถอนหายใจ แล้วนั่งมองคนป่วยที่หลับลึกไปแล้วอยู่อย่างนั้น





ตกตะกอนความรู้สึกของตัวเองทีละนิด





ทีละนิด...





.

.

.

.

.

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“ตายให้สมจริงหน่อยล่ะ” บดินทร์เอ่ยขึ้น ขณะกำลังติดเอฟเฟคเลือดและระเบิดเล็กๆ สองสามจุดบนตัวของฮัว





"หึ กลัวจะตายจริงเพราะฝีมือคุณนี่แหละ” ฮัวเหยียดยิ้ม “ไม่ยักรู้ว่าทำพวกนี้เป็น”





“เรียนตอนอยู่กองถ่ายสมัยเป็นนักแสดงน่ะ” บดินทร์ไหวไหล่ตอบ ขณะแปะชิ้นส่วนสุดท้ายลงไปบนตัวของหญิงสาว





“...ไว้ใจได้ใช่ไหม? ” ฮัวเริ่มแคลงใจ แต่ก็ไม่สามารถขัดขืนหรือฝืนไม่รับไม่ทำ จึงได้แต่ฝากชีวิตไว้บนมือของคนที่หล่อนไม่เชื่อถือที่สุดในโลกเท่านั้น





“คนที่สอนบอกว่าเป็นศิษย์เอกมือวางอันดับหนึ่งอยู่ แล้วก็เคยลองวิชาใช้งานจริงในหนังหลายเรื่อง ก็ไม่เห็นมีใครตายนะ” หงส์หนุ่มแสยะยิ้มตอบ “แต่ก็...ห่างมานานแล้วเหมือนกัน น่าจะใช้ได้แหละมั้ง” แล้วก็ปล่อยระเบิดทิ้งไว้ให้พอเสียวไส้เบาๆ





ได้ผล เขาโดนฮัวค้อนใส่สมใจ





“เสร็จแล้ว ถึงเวลาก็เล่นตามบทแล้วกัน” บดินทร์เก็บเครื่องไม้เครื่องมือ เมื่อเห็นว่าผลงานของตนออกมาเรียบร้อยดี





“นี่” แต่โดนฮัวรั้งไว้ “แล้วลี่เฉิงล่ะ จะพรางตัวเขายังไง? พงศธรไม่ปล่อยให้พวกคุณมีเวลาเตรียมการมากนักหรอกนะ พิรุธนิดเดียวมันก็จับได้แล้ว”





“ไว้ใจน่า ดนัยไปจัดการให้อยู่” บดินทร์ตอบพร้อมแตะที่ไหล่ของฮัวเบาๆ เพื่อให้ความมั่นใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วหัวใจบางๆ ของหงส์คนนี้มันไม่ได้มั่นใจอะไรเลยแม้แต่นิด





“ถ้าเขาเป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว สัญญาเราโมฆะทันที” ฮัวขู่ ด้วยหัวใจที่ยังพะว้าพะวังกับจุดยืนที่ไม่มีความมั่นคงเลยของตัวเองตอนนี้





บดินทร์มองหน้าหญิงสาวนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา





“ก็มีหัวใจเหมือนกันนี่ รักแทบตายถึงเอาตัวเข้าแลกเหมือนกัน แล้วจะแกล้งทำเย็นชาว่าไม่ใยดีความรักเพื่อ? ”





ฮัวชำเลืองมองบดินทร์นิ่ง เป็นปกติคงแซะกันไปมาสนุกปากโดยเฉพาะเมื่อโดนอีกฝ่ายแขวะมาขนาดนี้ แต่ตอนนี้ฮัวกลับอยากเปิดเผยความรู้สึกบางอย่างให้อีกฝ่ายฟังมากกว่าที่จะปะทะคารมเพื่อความสะใจต่อ ไม่รู้สินะในความรู้สึกของหล่อนตอนนี้คือบดินทร์ยังบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาต่อโลกสีดำนี้เสียจนน่าสงสาร ความไม่มีพิษภัยชัดเจนนั้นมันกระตุ้นให้ฮัวอยากลองเปิดเผยสิ่งที่หล่อนแบกเอาไว้ในอกมันหนักหนาออกไปดู





อยากลองคุยกันฉันคนปกติธรรมดาที่ไม่ต้องคอยระแวดระวังตัวจากคำพูดหรือเล่ห์เหลี่ยมร้ายของคนในวงการเดียวกัน





“ปากเก่งจริง ทำอย่างกับมีประสบการณ์รักมาโชกโชน” กระนั้นหล่อนก็ยังอดแขวะกลับไปไม่ได้





“อย่างน้อยก็เคยมีแล้วกัน” บดินทร์ไหวไหล่ไม่เจ็บไม่ปวด





“ไม่อยากจะเชื่อ” ฮัวเบะปาก





“แต่ก็หักหลังคนที่รักแทบตายอย่างไม่น่าให้อภัยมาแล้วแหละนะ ถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ไง” บดินทร์ยิ้มจาง แววตาหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด





ฮัวมองคนยิ้มเศร้าด้วยสายตาหลากอารมณ์ สับสนในตัวเองนิดหน่อยว่าตอนนี้ตนกำลังรู้สึกแบบไหนกับบดินทร์อยู่กันแน่ แต่เอาเถิดแค่ไม่ใช่ความรู้สึกที่เลวร้ายอย่างในตอนแรกก็ถือว่าดีแล้ว





ตกผลึกความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่ง ฮัวก็เอ่ยออกมา “ความรักน่ะมันก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระ ฉันไม่เคยมีความรัก ตั้งแต่จำความได้ก็กำพร้าพ่อแม่ พงศธรเก็บฉันมาเลี้ยงจนเติบใหญ่ ตอนยังเล็กฉันคิดว่าเขาคือคุณพ่อที่ใจร้ายมากคนหนึ่ง แต่พอโตขึ้นถึงได้รู้ว่าเขามองฉันไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง เหมือนที่เขาเลี้ยงเด็กคนอื่นๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงาน มันถือตนเองว่าเป็นนายเหนือผู้เป็นดั่งเจ้าชีวิต เรื่องเดียวเท่านั้นที่มันยกให้เป็นหน้าที่ชั่วชีวิตของฉัน คือการขึ้นเป็นหงส์ ปกครองอำนาจเบ็ดเสร็จของรังวิษธร”



ฮัวเล่าเรื่อยด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาหลุบต่ำมองไปยังพื้นเบื้องหน้า



“ฉันไม่สนหรอกว่าความรักคืออะไร ฉันถูกพงศธรเลี้ยงมาให้มองเห็นเพียงผลลัพธ์ที่ต้องได้ และวิธีการที่จะได้มา โดยไม่ต้องสนใจหรือเห็นใจใครทั้งนั้น ร่างกายนี้มันก็แค่เครื่องมือหนึ่งที่ฉันใช้เป็นวิธีไต่เต้าไปสู่อำนาจ ฉันไม่เคยแคร์ต่อให้ต้องร่วมหลับนอนกับคนที่น่าสะอิดสะเอียนแค่ไหน หรือแม้แต่กับคนที่น่าสมเพชแบบคุณ ถ้ามันเป็นหน้าที่ ถ้ามันมีประโยชน์ฉันก็นอนกับคุณได้”



ถ้อยคำเย็นชาที่ออกมาจากริมฝีปากอิ่มสวยช่างไม่เข้ากันเสียเลย โดยเฉพาะปูมหลังแสนโหดร้ายสำหรับชีวิตลูกผู้หญิงคนหนึ่ง จนบดินทร์รู้สึกยอกในใจ



“แล้วกับหลิวลี่เฉิงล่ะ? ” เขาถามขึ้น “เธอแต่งงานกับเขา เก็บซ่อนเขาไว้เพราะไม่อยากให้เป็นอันตราย ปิดบังตัวตนของตัวเองเพราะไม่อยากให้เขากลัว นั่นมัน...ไม่ได้หมายความว่าเธอรักหลิวลี่เฉิงมากหรอกเหรอ? ” คนที่คิดว่าตัวเองคงไร้หัวใจ อย่างน้อยก็ยังยอมให้ใครสักคนอยู่เคียงข้าง



“…ไม่รู้สิ” ฮัวเงียบไปครู่ก่อนตอบ



“…………”



“ฉันเจอเขาเมื่อสองปีก่อน…ตอนที่แดนนี่เพิ่งให้ฉันคุมบ่อนคาสิโนใหม่ๆ ” ฮัวตัดสินใจเล่าบางเรื่องให้บดินทร์ได้ฟัง ไม่รู้สิ หล่อนไม่ได้ชอบบดินทร์ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ไม่รู้ทำไมในใจกลับบอกว่าหล่อนสามารถพูดเรื่องนี้กับคนคนนี้ได้



“อำนาจนั้นยิ่งใหญ่ อำนาจที่ฉันถูกใส่หัวมาต้องแต่เด็กว่าต้องคว้าไว้ให้ได้ แต่พอได้มันมาฉันกลับไม่ได้มีความสุข เพราะฉันรู้ตัวดี...ว่านอกจากพงศธรแล้ว ฉันยังกลายเป็นหมากอีกตัวของแดนนี่ด้วย หึหึ คงเป็นเคราะห์กรรมของฉันเองที่ผู้ชายในชีวิตทุกคนคาดหวังเพียงแต่จะใช้ประโยชน์จากฉันโดยที่ไม่เคยเห็นตัวตนของฉันเลย…” ฮัวยังคงเล่าไปเรื่อยๆ ด้วยใบหน้าที่เรียบสนิท ความงดงามนั้นราวกับฉาบไปด้วยน้ำแข็ง



“จนกระทั่ง…ได้เจอกับลี่เฉิง”



ถึงตรงนี้บดินทร์สังเกตได้ถึงความวูบไหวในแววตาของหล่อน



“เขาตาบอด แต่กลับมองเห็นตัวตนของฉันได้ชัดเจนเสียยิ่งกว่าตัวฉันเอง ทั้งที่เขาเป็นแค่คนธรรมดา เป็นเพียงอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ตาบอด แต่ลี่เฉิงกลับสามารถให้ในสิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน” ยิ่งเล่า สายตาของฮัวก็เปลี่ยนไปเป็นอ่อนโยนมากขึ้น ริมฝีปากรูปกระจับของหล่อนแย้มยิ้มบางอย่างมีความสุข



“เขามักจะดุฉัน หาว่าฉันเป็นคนดื้อ เอ็ดฉันราวกับฉันเป็นเด็กๆ คอยเป็นห่วงเป็นใยแม้เพียงแค่ฉันเผลอจามเบาๆ คอยโทรถามว่าฉันเหนื่อยหรือไม่ ได้หลับบ้างหรือเปล่า เขาไม่เคยบอกให้ฉันสู้…บอกแค่ว่าถ้าเหนื่อยให้กลับไปหาเขา กลับบ้านของเรา เขาจะทำน้ำแกงอุ่นๆ อร่อยๆ ไว้ให้ฉันกินแก้เหนื่อย...”



“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าความรู้สึกนี้มันเรียกว่ารักหรือเปล่า เพราะสำหรับฉันลี่เฉิงคือทั้งชีวิต และฉันไม่ต้องการให้มีคำคำไหนมาจำกัดความเป็นตัวตนของเขา” ฮัวกล่าวหนักแน่น แล้วหันมาทางบดินทร์แน่วแน่



“ฉันไม่รู้เหตุผลที่แดนนี่เลือกคุณมาเป็นหงส์หรอกนะ แต่การที่เขาเลือกที่จะทิ้งหลายๆ อย่างเพื่อปกป้องคุณอย่างสุดกำลัง นั่นคงหมายความว่าคุณเองก็เป็นสิ่งที่แดนนี่ค้นหามาทั้งชีวิตเหมือนกัน ฉันและเขาต่างก็มีคนต้องปกป้อง”





ประโยคสุดท้ายของฮัวทำเอาคิ้วสวยของบดินทร์ขมวดมุ่น ‘คนที่ต้องปกป้อง...คนที่ค้นหามาทั้งชีวิต’ หงส์หนุ่มเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเปรยกับตัวเองเบาๆ





“ก็เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ”





ไม่ทันให้สองหนุ่มสาวได้ทำอะไรมากไปกว่าการสนทนาเรื่อยเปื่อย เอกลูกน้องคนสนิทอีกคนของดนัยก็รีบปรี่เข้ามาที่ห้องกักกันที่มีบดินทร์กับฮัวอยู่ พร้อมแจ้งข่าวด่วน





"ท่านพงศธรมาถึงแล้วครับคุณดิน! "





"!!!!?? " บดินทร์ตกใจกับข่าวที่ได้ยินไม่น้อย หงส์หนุ่มรีบดูนาฬิกาข้อมือ "เดี๋ยวนะ นี่เพิ่งจะบ่ายโมง? ไหนว่าจะมาหกโมงเย็น? "





"นี่แหละเวลาเผด็จศึกของมัน" ฮัวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเครียดเข้ม "บอกแล้วไง พงศธรมันไม่ยอมให้ศัตรูมีเวลาเตรียมตัวนักหรอก มันทำแบบนี้เสมอ"





"โลกมาเฟียนี่มีใครเชื่อได้บ้างไหมเนี่ย? " บดินทร์บ่นพลางรีบเตรียมตัวรับศึก





"อย่าลืมที่บอกล่ะ" ฮัวรีบเตือนบดินทร์ครั้งสุดท้าย "อย่าทำตัวฉลาดนักต่อหน้าพงศธร ให้มันเข้าใจว่าคุณเป็นหงส์ที่ไม่ได้เรื่องและจูงจมูกง่ายๆ "





"รู้แล้วๆ " บดินทร์รับคำ แล้วเดินตามลูกน้องออกไป





หัวใจของคนสองคนระทึกไม่ต่างกัน พวกเขาจะสามารถผ่านวันนี้ไปได้หรือเปล่านะ…





'ระวังตัวด้วยนะ'





คือถ้อยคำในใจของฮัวกับบดินทร์ที่ไม่ได้มอบให้กัน





:

:

:

:

:

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ห้องโถงรับแขกสุดหรูของรังวิษธรที่เป็นสาขาหลัก ที่พำนักกลางเมืองปัจจุบันของดนัยและว่าที่หงส์ของเขา หลังจากเงียบเหงามาพักใหญ่เพราะเจ้าของบ้านไม่ค่อยรับแขก ในเวลานี้กลับถูกเปิดใช้รับรองผู้มาเยือนที่แม้ศักดินาน้อยกว่าทว่าความน่าเกรงขามนั้นไม่ด้อยกว่ากันเลยแม้แต่นิด





บดินทร์ในชุดสูทสไตล์อังกฤษสีขาว เชิ้ตดำยืนตรงจนตัวเกร็งอยู่เบื้องหลังของดนัยผู้ยังสามารถยืนยิ้มพิมพ์ใจอยู่ได้ราวกับไม่รับรู้ทุกข์ร้อนของใคร





"ไม่ต้องเกร็งนะดิน ผมรับหน้าเขาเอง" ดนัยหันมาเอ่ยกับหงส์ที่กำลังยืนเหงื่อตกอยู่ข้างหลัง พลางเอื้อมมือไปกอบกุมมือของบดินทร์ไว้เพื่อส่งกำลังใจ





"คนคนนี้...เกี่ยวกับตำแหน่งหงส์ของผมด้วยใช่ไหม? " บดินทร์ไต่ถาม กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเกรงกลัวพงศธรยิ่งกว่าจ้าวซินเสียอีก "ผมไม่อยากทำพัง"





"คุณไม่ทำพังหรอก" ดนัยกล่าวพร้อมยกมือขึ้นลูบข้างแก้มใสของคนที่เอาแต่กังวล แล้วเอ่ยให้กำลังใจอีกประโยค "หายใจเข้าลึกๆ ผมรู้คุณทำได้ดี"





บดินทร์สูดหายใจลึกตามที่ดนัยแนะนำ พยายามข่มใจที่เต้นรัวแทบทะลุอก และปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งได้ในที่สุด





"เอ๊ะ? แล้วเรื่องหลิวลี่เฉิง? " พอใจสงบลงได้หน่อยก็นึกขึ้นได้ถึงชายอีกคนที่พวกตนต้องยื่นมือเข้าช่วย จึงรีบถามดนัยขึ้น แต่ดูเหมือนจะช้าไป





"สวัสดีครับคุณลุง"





ดนัยเอ่ยทักออกไปทันทีที่เห็นผู้มาเยือน ที่ทำเอาบดินทร์ถึงกับหันขวับไปมองด้วยหัวใจเต้นระทึก





คนที่เดินผ่านประตูเข้ามาคือชายผมสีดอกเลาหวีเสยเรียบง่ายแต่กลับยิ่งขับให้ดูน่ายำเกรงอยู่ในชุดสูทสามชิ้นอย่างดีสีเทาเข้มที่ผ่านการตัดเย็บด้วยความประณีต ชายคนนั้นเดินนำลูกน้องร่างยักษ์ชาวต่างชาติเข้ามาด้านในด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง





"ไงดนัยหลานลุง สบายดีใช่ไหม? " ผู้มาเยือนทักทายเจ้าของบ้านกลับอย่างสนิทสนม ทั้งๆ ที่บรรยากาศแวดล้อมไม่เห็นจะดูเป็นมิตรเลยสักนิด "ที่แมกซิโกกับบารอสเรียบร้อยดีใช่ไหม? "





“เรียบร้อยดีครับ” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม





“อืม สมกับเป็นมังกรคนเก่ง ลุงภูมิใจในตัวหลานมากจริงๆ พ่อของหลานบนสวรรค์ก็คงภูมิใจไม่น้อย” พงศธรยกยอด้วยรอยยิ้มไม่ต่าง ใช้มือข้างหนึ่งตบไหล่ดนัยเบาๆ เพื่อแสดงความจริงใจ



การสนทนาดำเนินต่อเนื่องไปอีกครู่ ในขณะที่บดินทร์ได้แต่ยืนลอบสังเกตการณ์เงียบๆ ถ้าจำไม่ผิดคนคนนี้คือคนที่คาดว่ามีความตั้งใจจะทำลายดนัยแล้วขึ้นสวมตำแหน่งแทนเพราะดนัยไม่มีทายาท ถึงตอนนี้พงศธรจะรั้งเพียงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของพรรค แต่ก่อนหน้าที่ดนัยจะกลับมารับตำแหน่งก็เคยได้รับบทบาทสูงสุดในการดูแลพรรคและกิจการของพรรคทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จ เรืองอำนาจทันทีหลังจากมังกรพรรคคนเก่าถูกลอบสังหาร และพยายามใช้ศักดิ์อาวุโสกดอำนาจของมังกรเลือดใหม่ของวิษธรไว้ตั้งแต่ดนัยขึ้นรับตำแหน่ง



อย่างที่ฮัวเคยบอก ตราบใดพงศธรยังอยู่อำนาจในมือของดนัยก็จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าดนัยอยู่ในตำแหน่งต่อไปและสร้างผลงานน่าเกรงขามขึ้นเรื่อยๆ ได้อำนาจของพงศธรก็จะถูกลิดรอนลงไป



เพื่อคงอำนาจในมือไว้ให้เสถียรที่สุดพงศธรจึงส่งฮัวมาเป็นว่าที่หงส์ของดนัยในการจำกัดอำนาจฝ่ายในให้ยังอยู่ที่ฝ่ายตน บดินทร์ใคร่ครวญ ทุกหมากที่พงศธรวางไว้กำลังจะไปได้สวย มาผิดแผนก็ตอนที่ดนัยดันเปิดตัวว่าที่หงส์คนใหม่อย่างเขานี่แหละ



“นี่สินะว่าที่หงส์ของหลาน? ”



จู่ๆ พงศธรก็ทักขึ้น เล่นเอาบดินทร์สะท้านเยือกไปทั้งหลัง สมองประมวลผลด่วนจี๋ถึงสิ่งที่ฮัวให้คำแนะนำมา



‘ถึงพวกอาวุโสส่วนใหญ่ในพรรคจะไม่เห็นด้วยเรื่องคุณ เพราะต้องการให้พรรควิษธรมีทายาทสืบเนื่อง’



‘หงส์น่ะเป็นอำนาจภายในที่ทุกคนต่างอยากมีไว้ในครอบครองจึงพยายามนำเสนอคนของตนมาให้แดนนี่ไม่ขาด การที่เขาเลือกคนนอกเข้ามารับตำแหน่งแทนแบบนี้ย่อมเป็นที่ไม่พอใจ’



‘หงส์ผู้ชายที่มีทายาทไม่ได้ ทั้งยังไร้ซึ่งประสบการณ์ ผู้ที่จงรักภักดีต่อพรรคย่อมคัดค้านหัวชนฝา’



‘แต่สำหรับคนที่กระหายในอำนาจมันก็พอมีวิธีให้คุณมีที่ยืนอยู่นะ’



‘พยายามทำตัวให้ดูเหมือนชักจูงง่ายเข้าไว้ ให้เห็นว่าหงส์ใหม่ไม่ได้มีพิษสง’



‘ยิ่งไม่มีทายาท อำนาจในมือของดนัยในท้ายที่สุดก็จบจบสิ้น แบบนั้นยิ่งเข้าทางพวกโลภ’



‘แล้วก็ไม่ต้องกลัวหรอกนะว่าจะทำตัวไม่ถูกต่อหน้าพงศธรน่ะ เพราะฉันเคยเล่าให้มันฟังไปหมดแล้วว่าหงส์ของแดนนี่ไร้สมองยังไงบ้าง’



คำสุดท้ายของฮัวในความทรงจำทำเอาบดินทร์เจ็บจี้ดจนสามารถดึงสติกลับมาในปัจจุบันที่กำลังเผชิญหน้ากับรอยยิ้มจอมปลอมของพงศธรอยู่



“ใช่ครับ” ดนัยตอบพลางเบี่ยงตัวเล็กน้อยในเชิงเปิดทางให้บดินทร์ได้แสดงตัว “เขาเป็นหงส์ของผมเอง เพราะยังไม่พร้อมผมจึงยังไม่ได้พาไปแนะนำตัว ขอโทษลุงด้วยนะครับ”



เจ้าของผมสีดอกเลาถอนหายใจ “เฮ้อ ไม่ต้องขอโทษลุงหรอกดนัย ลุงเข้าใจดีว่าหลานยังต้องเตรียมการหลานอย่าง” ก่อนจะหันไปสบตากับบดินทร์แล้วทักทาย “ยินดีที่ได้พบนะคุณ.....? ”



“ดินครับ” บดินทร์แนะนำตัวตามหน้าที่ “ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน”



หงส์หนุ่มนอบน้อมไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรต่อจากนั้น สงบปากสงบคำ ดวงตาหลุบต่ำไหวระริกอยู่ตลอดเวลาไม่ต่างจากลูกกวางน้อยต่อหน้าพญาราชสีห์



...สัตว์กินพืชในฝูงไฮยีน่าเหรอ? พงศธรมองตรงไปยังหงส์ของหลานชายด้วยสายตาที่ไม่อาจอ่านความหมาย ก่อนยกยิ้มพึงใจเพราะข้อมูลที่ฮัวเคยให้ไว้ไม่ผิดเลยแม้แต่นิด ใจของพงศธรรู้ดีว่าที่ดนัยเลือกคนคนนี้ขึ้นมาเป็นหงส์ก็เพียงแค่ตัดปัญหาตำแหน่งว่างข้างกายที่ถูกคะยั้นคะยอจากบรรดาผู้คนทั้งในและนอกพรรคมานานปี และชายสูงวัยคนนี้ก็รู้ดีด้วยว่าดนัยนั้นฉลาดและเจ้าเล่ห์เพทุบายแค่ไหน จึงไม่อาจลงความเห็นว่าอีกฝ่ายตัดสินใจเลือกหงส์ผิดพลาด เพราะเขายังไม่รู้ถึงเหตุผลที่มังกรคนนี้ซ่อนไว้ จึงไม่อาจวางใจจนไม่ระวังหงส์อย่างบดินทร์ได้



อย่างไรก็ยังต้องจับตาดูไปก่อน



“ในที่แรกลุงก็ตั้งใจจะคัดค้านหลานอยู่หรอกนะที่ตัดสินใจเลือกหงส์ที่เป็นผู้ชาย เพราะเห็นจะมีแต่ข้อเสียมากว่าได้” พงศธรเอ่ยขึ้นกับดนัย ละสายตาออกจากบดินทร์ได้ในที่สุด “แต่เพราะคนของลุงดันก่อเรื่องเข้า ลุงก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากอีก”



“ผมรู้ครับว่าลุงไม่ได้เกี่ยวข้อง” ดนัยเอ่ยพร้อมใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง สายตาคมกล้ามองตรงไปยังคนที่มีศักดิ์เป็นลุงนิ่ง นัยน์ตาไม่แสดงอารมณ์ใด ยิ่งทำให้อีกฝ่ายอ่านความคิดของดนัยไม่ออก



“แต่เรื่องนี้ลุงก็ควรรับผิดชอบ” พงศธรเอ่ยพลางพยักหน้าให้ลูกน้องนำร่างของบรรณาการที่มีชีวิตเข้ามา



หลิวลี่เฉิงถูกหิ้วปีกเข้ามาโดยลูกน้องร่างยักษ์สองคนของพงศธร ชายตาบอดสลบไสลไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ว่ากำลังจะถูกหมายเอาชีวิต



“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลุงเลยเอาตัวของหมอนี่มาให้หลานได้จัดการสำเร็จโทษตามนังนั่นไปด้วย” พงศธรเอ่ยขึ้น “มารู้เอาตอนนี้มันน่าเจ็บใจจริงๆ ลุงจะไม่ว่าอะไรทั้งนั้น หลานจัดการมันสองคนตามใจหลานเลย”



ก่อนจะหันมาทางบดินทร์แล้วเอ่ยขอโทษที่ชวนขนลุกไม่น้อย



“ต้องขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยนะ”



ชายสูงวัยเอ่ยพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่าในแววตานั้นกลับแฝงไปด้วยความดำมืดน่ากริ่งเกรง บดินทร์ตอบรับคำขอโทษนั้นเพียงเบาๆ สันหลังเย็นวาบไปหมดเพียงแค่สบตาฝ่ายนั้นไม่กี่วินาที



“ขอบคุณครับคุณลุง” ดนัยตอบพลางสั่งลูกน้องของตนให้รับตัวหลิวลี่เฉิงเข้าไปในห้องลงทัณฑ์ ที่มีฮัวรออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว



จากนั้นทั้งหมดก็ตามลงไปเพื่อดูศาลเตี้ยแห่งโลกมืด แม้ดนัยจะเปรยออกไปว่าจะรีบจัดการด้วยตัวเอง แต่พงศธรก็ยังอยากเห็นด้วยตา เจ้าบ้านจึงไม่ได้คัดค้านพาลงไปให้เห็นเป็นประจักษ์



















ห้องสีเทารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่มีโคมไฟสีนวลส่องสว่างอยู่ตรงกลางห้องเดิม ทุกคนหยุดยืนอยู่ตรงหน้ากระจกแล้วมองไปยังร่างของหญิงสาวที่ถูกมัดติดไว้บนเก้าตรงกลางห้องนั้น คนคุ้นตาในชุดกี่เพ้าสีแดงราคาแพงที่ถูกกระทำจนยับเยิน ผิวที่เคยขาวผ่อง ทรงผมที่เคยเนี้ยบกลายสภาพเป็นยุ่งเหยิงอย่างที่ไม่เคยเห็น ไม่เหลือเค้าของเจ้าแม่คาสิโนใหญ่คนที่เคยเป็นคู่ควงใกล้ชิดกับเจ้าพ่อดนัย มังกรพรรควิษธรอีก



พงศธรยืนมองภาพตรงหน้านิ่ง แม้บดินทร์จะลอบสังเกตอาการของอีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่อาจเห็นว่าชายสูงวัยผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่ คนของตัวกำลังจะโดนเชือดแท้ๆ ทำไมถึงยังลงมาดูด้วยตัวเองหน้าตาเฉย หรือว่ามาเฟียพวกนี้จะไม่มีหัวใจจริงๆ



บดินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก อยากมีธันวาอยู่ข้างกายตอนนี้มากอย่างน้อยก็อาจเป็นเพื่อนช่วยให้คำปรึกษาหรืออาจมีคำพูดให้กำลังใจเขาได้บ้าง เพราะตอนนี้ดนัยต้องยืนขนาบอยู่ข้างๆ กับพงศธรช่างไม่สะดวกจะเข้าไปหาเอาเสียเลย แล้วอย่างนี้เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าหลิวลี่เฉิงจะสามารถรอดได้หรือไม่ แล้วจะใช้วิธีการใดตบตาพงศธร? ครั้นจะหันไปถามวิเชียรที่ยืนหน้าตายอยู่ข้างหลังก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่น่าได้คำตอบใด



“ลุงน่ารู้ดีมานานแล้วถึงพฤติกรรมของฮัวที่ผ่านๆ มา” ดนัยเอ่ยขึ้น “การหายตัวไปของทุกคนข้างกายผมก็ล้วนเป็นฝีมือของเธอ”



“ลุงรู้” ชายสูงวัยตอบพลางตบไหล่หนาของผู้มีศักดิ์เป็นหลาน แม้ตำแหน่งจะสูงกว่าตน “ตอนนั้นที่ลุงเพิกเฉยช่างน่าอายจริงๆ เห็นว่าหลานไม่ได้ว่าอะไรลุงจึงไม่ได้ดำเนินการอะไรกับฮัว มาถึงตอนนี้ลุงรู้แล้วว่าไม่ควรปล่อยไว้ตั้งแต่แรก ขอโทษจริงๆ นะ ยกโทษให้ลุงได้ไหม? ”



ดนัยยิ้มรับคำพูดของผู้สูงวัยกว่า “ตอนนั้นผมเห็นว่าไม่สำคัญจึงไม่ได้คิดสืบสาวราวเรื่อง แต่การที่หล่อนกล้าแตะต้องดินผมคงไม่อาจนิ่งเฉย”



คำพูดของดนัยเป็นการยืนยันความสำคัญที่เขามอบให้ว่าที่หงส์คนนี้



ได้ยินแบบนั้นชายสูงวัยนิ่งคิด สิ่งที่รู้เขามาก็แค่สองคนไปรู้จักกันที่เมืองไทย บดินทร์คนนี้มีปัญหากับครอบครัว เป็นหมาหัวเน่าในวงการบันเทิงอาชีพที่ทำอยู่ เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่เอาไหน นิสัยหยิ่งผยองจนคนเกลียดไปทั่ว แถมยังเป็นหนี้พนันแล้วก็ทำเรื่องจนต้องออกจากวงการซึ่งได้ดนัยช่วยเอาไว้ในตอนนั้น เพราะข่าวฉาวจึงถูกครอบครัวตัดขาดแบบไม่เผาผี ติดตามดนัยมาอยู่ที่นี่ในฐานะคู่ขา ไม่รู้ทำไมถึงถูกยกฐานะเป็นหงส์ได้ในเวลาอันสั้น สำหรับคนฉลาดอย่างดนัยใครๆ ก็คิดว่าเพราะไม่ต้องการให้ตำแหน่งหงส์ของวิษธรที่มีแต่คนหมายปองว่างนานนัก และคงเพราะไม่ต้องการแบ่งอำนาจให้หน้าไหนจึงแต่งตั้งหงส์ของตัวเองขึ้นมาก็เพื่อสกัดทุกคนให้พ้นทางไป โดยที่ไม่สนใจว่าหงส์ที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมานั้นจะเป็นใคร



หงส์ไร้ความสามารถ ไร้อำนาจหนุนหลัง ที่ต่อให้ถูกฆ่าตายก็ไม่มีผลกระทบอะไร อีกทั้งยังไม่มีเรื่องทายาทจากหงส์ที่ไม่ต้องการให้ต้องรำคาญใจอีกด้วย



ทุกคนต่างคิดว่าที่ดนัยทำเช่นนั้นก็เพราะยังไม่เจอตัวจริงที่ใช่ แต่ก็ไม่อยากให้ตำแหน่งหงส์ว่างอีกต่อไปถึงได้เอาคนอย่างบดินทร์ขึ้นรับตำแหน่งเป็น ‘หงส์หุ่นเชิด’ ไปพลางๆ หรือไม่ก็แต่งตั้งบดินทร์ขึ้นรับตำแหน่ง ‘หงส์เงา’ แทนคนรักตัวจริงที่มีข่าวลือแว่วมาว่าชายหนุ่มมีคนรักที่แอบซ่อนเอาไว้ เพียงแต่ไม่อาจรู้ว่าคนคนนั้นเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน



พงศธรเองก็คิดอย่างนั้นมาตลอดตั้งแต่วันที่ดนัยประกาศเรื่องตำแหน่งหงส์ กระทั่งเมื่อครู่ที่ได้เห็นตัวจริงของบดินทร์ครั้งแรกเขาก็คิดแค่ว่าเป็นหนุ่มรูปงามสมกับที่ได้ปีนเตียงเจ้าพ่อ และก็สง่างามพอที่จะรับตำแหน่งหงส์หุ่นเชิดไปวันๆ แต่พอเห็นดนัยให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ หรือเขาอาจต้องสืบเรื่องความสัมพันธ์กับสองคนนี้ใหม่กันนะ?



แตะต้องไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่คิดเสียแล้ว…



“เป็นคนที่สำคัญกับหลานมากจริงๆ สินะ พ่อหนุ่มคนนี้” พงศธรเอ่ยพลางมองไปยังคนเบื้องหลังของดนัย



“ครับ เขาสำคัญกับผมมาก และจะไม่ให้อภัยใครหน้าไหนทั้งนั้นที่กล้าแตะต้องเขาแม้แต่ปลายเส้นผม” เอ่ยพลางมองตรงไปยังพงศธรด้วยแววตานิ่งสงบแต่แน่วแน่ “ตีงูต้องตีให้ตายจริงไหมครับ? ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างกับปล่อยเสือเข้าป่า รอมันกลับมาเล่นงานเราเอาอีก”



คำพูดของดนัยชี้ชัดว่าเป็นฮัว แต่สายตาที่มองตรงมากลับแฝงด้วยความหมายอื่น พงศธรนิ่งเงียบไปครู่ก่อนยิ้มออกมา “ทำตามที่หลานเห็นสมควรเถิด”



ดนัยยิ้มรับ ก่อนหันไปสั่งลูกน้องคนสนิท



“เอาตัวมันเข้าไปแล้วรีบจัดการซะ” ดนัยออกคำสั่งอำมหิต “ให้มันตายไปพร้อมกันทั้งผัวทั้งเมีย”



ลูกน้องรับคำนาย พาร่างคนที่ยังไม่ได้สติเข้าไปในห้องที่มีฮัวนั่งอยู่ โดยมีเจ้านายทั้งสามอย่างดนัย พงศธรและบดินทร์ยืนดูผลงานอยู่ด้านนอก บดินทร์กลืนน้ำลายลงคอด้วยใจระทึก เอฟเฟคที่เตรียมไว้จะได้ผลไหมนะ แล้วแค่กลตื้นๆ นี้จะสามารถตบตาพงศธรได้จริงหรือเปล่า? แล้วกับหลิวลี่เฉิงเล่าจะตบตาอย่างไร จะหลอกว่าตายต่อหน้าของพงศธรได้อย่างไรกัน?



นักโทษสาวในห้องนั้นกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว ทันทีที่เห็นร่างของคนรักตนถูกพาเข้าไปด้านใน แต่เพราะถูกมันแน่นติดอยู่กับเก้าอี้จึงไม่สามารถลงไปตระกองกอดคนรักเป็นครั้งสุดท้าย แต่พอเห็นปืนในมือของมือสังหารหล่อนก็เปลี่ยนเป็นอ้อนวอนขอชีวิต ร้องขอเสียจนเสียงแตกพร่า



…สมบทบาทเสียจนบดินทร์ยังรู้สึกสงสาร









ปัง ปัง ปัง…!!









ทันใดนั้น เสียงปืนก็กัมปนาทขึ้นสามนัด สั่นใส่ร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่ของหลิวลี่เฉิงจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของฮัว ก่อนที่เสียงปืนชุดต่อไปจะดังขึ้นแล้วร่างของหญิงสาวก็พับลงกับเก้าอี้ เลือดนองเต็มพื้น…







…จบสิ้นแล้ว เจ้าแม่แห่งคาสิโนใหญ่สิ้นชื่อแล้วในวินาทีนี้







“จะให้ผมส่งศพไปให้ทางลุงจัดการไหมครับ? ” ดนัยหันมาถามพงศธรเมื่อการสังหารจบลง



“ไม่ต้องหรอก หลานจัดการแทนลุงได้เลย แค่หลานไม่ติดใจอะไรลุงก็สบายใจแล้ว” พงศธรเอ่ย แม้จะยังติดใจสงสัยที่ดนัยกล้าสังหารฮัวทิ้ง แต่จากที่เห็นต่อหน้าต่อตาก็ไม่คิดถึงการจัดฉาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าดนัยให้ความสำคัญกับว่าที่หงส์แค่ไหน และบดินทร์มีความโกรธแค้นกับฮัวอย่างไร พงศธรก็ยังไม่อาจคิดเห็นเป็นอื่น



ฮัวทั้งฉลาดและรู้มาก การสามารถได้คนแบบนี้ไว้ข้างตัวเป็นเรื่องดี แต่มังกรคนนี้คงเห็นแล้วว่าหล่อนเป็นแค่อสรพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ยิ่งปล่อยไว้นานวันก็ไม่ต่างจากหอกข้างแคร่ แต่ก่อนหน้านั้นคงหาเรื่องกำจัดไม่ได้เพราะติดที่ฮัวเป็นคนของเขา พงศธรตกผลึกความคิด พอมีเรื่องลอบสังหารว่าที่หงส์ขึ้นมาจึงเข้าทางฝ่ายนั้นพอดีสินะ



เพราะคิดแบบนั้นจึงไม่ติดใจสงสัยฉากการตายในห้องนั้นเท่าไหร่ เนื่องจากพงศธรไม่เห็นทางที่ดนัยจะคิดเก็บฮัวไว้



พงศธรในสีหน้าเย็นชาใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อคาดเดาดนัยต่างๆ นาๆ แล้วพอจังหวะที่จะเดินกลับออกจากห้องลงทัณฑ์กันหันไปเห็นว่าบดินทร์กำลังเข้าไปกอดแขนของดนัยเอาไว้พลางกระซิบเบา



“ขอบคุณนะครับที่กำจัดมันเพื่อผม” เสียงออดอ้อนนั้นเบามาก แต่ก็ยังเข้าหูพงศธรอยู่บ้าง



“ใครกล้าแตะต้องคุณ ผมไม่เอาไว้หรอก” คือคำตอบของดนัยที่เบาไม่ต่างกัน



…อย่างนี้เองรึ? พงศธรตีความ การสังหารฮัวในครั้งนี้นอกจากจะมีประโยชน์ต่อดนัยที่เห็นหล่อนเป็นหอกข้างแคร่แล้ว ยังได้ประโยชน์อีกต่อคือได้ใจของหงส์คนนี้ด้วย



มันคืออาการหลงจนโงหัวไม่ขึ้น? หรือเพราะดนัยกำลังต้องการอะไรจากหงส์คนนี้กันแน่นะ?



พงศธรจดบันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของดนัยและบดินทร์ไว้ในสมอง เพื่อจะไปหาคำตอบให้ได้ในเร็ววันนี้ เผื่อว่าหากความรู้สึกที่ดนัยมีต่อบดินทร์เป็นเรื่องจริงแล้วล่ะก็ การหาวิธีกำจัดอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก แต่หากได้หงส์คนนี้มาเป็นพวกอาจมีประโยชน์ต่อเขามากกว่า



คงต้องรีบสืบแล้ว…









“หมดธุระแล้วลุงขอตัวเลยแล้วกันนะดนัย” กลับขึ้นมาด้านบนได้พงศธรก็ขอตัวกลับทันที ตามปกติหากไม่ได้มีธุระอะไรผู้มีศักดิ์เป็นลุงคนนี้ก็ไม่คิดจะอยู่ที่รังของดนัยนานนักอยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้หากเขาจะอยู่นานเพียงเพราะอยากรู้เรื่องของบดินทร์มากขึ้นมันก็คงจะดูแปลกไปเสียหน่อย ค่อยๆ สืบไปอย่างเป็นปกติน่าจะปลอดภัยกว่า



“ครับ งั้นผมไปส่ง” ดนัยเองก็ไม่รั้ง เพราะนี่คือปกติวิสัยของเขาทั้งคู่



“ส่งลุงแค่นี้ก็พอ” พงศธรยิ้มพลางตบไหล่หลานชายอีกครั้ง แล้วหันไปพยักหน้าให้บดินทร์ที่อยู่เบื้องหลังในเชิงร่ำลา ซึ่งบดินทร์ก็รีบค้อมตัวรับ



แล้วชายสูงวัยก็หันหลังกลับ พร้อมลิ่วล้อกว่าสิบคนเดินตามเป็นองครักษ์



“คุณลุงครับ” แต่เหมือนดนัยจะนึกอะไรออก จึงรีบรั้งผู้เป็นลุงเอาไว้



พงศธรหยุดแล้วหันมามอง “มีอะไรหรือ? ”



“ลุงช่วยเตรียมเรื่องรับตำแหน่งของดินให้ผมหน่อยนะครับ ผมกำหนดแล้วว่าเป็นวันที่ 7 เดือนหน้า ผมอยากให้ทุกอย่างพร้อมสำหรับเขาที่สุด” ดนัยมอบหมายคำสั่งในฐานะของมังกรต่อผู้ดูแลพรรค



“วันที่ 7 วันสถาปนาพรรค…จะแต่งตั้งหงส์วันนั้นจริงๆ รึ? ” พงศธรถามเพื่อความแน่ใจ ใบหน้าเปื้อนยิ้มเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบ “ลุงคิดว่า…คนคัดค้านน่าจะมีนะ”



“ลุงก็จัดการให้ผมสิครับ คำสั่งมังกรถือเป็นที่สุด ถ้ามีปัญหาก็ให้มาคุยกับผมตรงๆ ” ดนัยยิ้มร้ายขณะเอ่ยคำสั่งกร้าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย



พงศธรนิ่งไปครู่หนึ่ง “เข้าใจแล้ว ลุงจะลองดูแล้วกัน”



ให้คำตอบแล้วเดินกลับออกไปทันที



ไม่สบอารมณ์ที่ต้องรับคำสั่งจากดนัยคนที่ตนแสนเกลียด แต่ในเมื่อยังหาวิธีกำจัดอีกฝ่ายไม่ได้ชายสูงวัยก็ทำได้แค่คิดหาวิธีอยู่รอดโดยไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของมังกรคนนี้มากนัก ต้องหาวิธีแทรกซึมและกำจัดมันให้ได้โดยเร็วที่สุด! เจ้าของผมสีดอกเลาขบกรามแน่น



อย่าให้ถึงวันของฉันแล้วกัน!!



.

.

.

.

.





หลิวลี่เฉิงที่ยังไม่ได้สติพักอยู่บนเตียงกว้างโดยมีฮัวนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง บดินทร์และดนัยยืนมองภาพนั้นจากนอกประตูห้อง ล่วงเข้าสู่ช่วงเย็นของวันแล้ว เรื่องวุ่นผ่านพ้นไปราวกับพายุพัด บดินทร์เพิ่งจะหายใจได้คล่องคอก็ตอนนี้



“คุณเก่งมาก เอฟเฟคเลือดที่คุณทำตบตาได้เนียนดีจริงๆ ” ดนัยหันมาชื่นชมคนข้างกายที่มีความสามารถเกินกว่าที่คาด ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบดินทร์จะมีความรู้ด้านการทำเอฟเฟคในกองถ่ายแบบนี้ด้วย



“ก่อนจะไปเป็นนักแสดง ผมเคยทำงานเบื้องหลังมาก่อนน่ะ หน้าตาดีเข้าตาแมวมองก็เลยได้เป็นดารา” บดินทร์อธิบาย “แล้วคุณทำยังไงถึงเปลี่ยนคนอื่นกับหลิวลี่เฉิงได้น่ะ? ” ก่อนถามข้อสงสัยเรื่องสลับตัวในเสี้ยววินาทีของดนัยด้วย



“ที่จริงกระจกหน้าห้องนั้นมันไม่ใช่กระจกแต่เป็นจอภาพที่ถ่ายจากกล้องน่ะ” ดนัยเฉลย ซึ่งบดินทร์เองก็ตื่นเต้นกับเรื่องที่ได้ยินไม่น้อยเลย



“จริงเหรอ? เหมือนจริงขนาดนั้นเป็นภาพที่ฉายจากกล้องเนี่ยนะ”



“ก็ทำเอาไว้เผื่อกรณีแบบนี้ไง ผมเตรียมคนแทนเอาไว้ในนั้นอยู่แล้ว ภาพลวงตั้งแต่ที่เอาตัวหลิวลี่เฉิงผ่านประตูเข้าไปแล้ว”



“แบบนั้น…ถ้าพงศธรอยากเห็นกับตา อยากเข้าไปดูในห้องจะทำยังไง? ”



“เขาไม่กล้าหรอก”



“คุณมั่นใจได้ยังไง? ”



“เขาไม่ทำเรื่องที่เหมือนไม่ไว้ใจผมต่อหน้าผมแน่โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นกับตาแล้ว และด้วยการแสดงแนบเนียนของคุณวันนี้ ผมมั่นใจว่าเขาเชื่อเรา”



“ขอให้เป็นอย่างนั้นทีเถอะ”



เมื่อได้ยินคำมั่นจากดนัย บดินทร์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกของคุณตัวเองที่ยังไม่ลืมวิชาเก่า ขอบคุณดนัยที่มีแผนรับมือที่แยบยล บดินทร์ได้แต่ล้าในใจ แค่วันเดียวก็เหมือนกลืนพลังชีวิตของเขาไปสักสิบปีได้ รับรู้ได้เลยว่าพงศธรคนนั้นไม่ธรรมดา รับมือยากและเดาไม่ได้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่บ้าง



อีกอย่าง…โลกมาเฟียนี้ช่างโหดร้าย ฆ่าคนได้เป็นผักปลาอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย คิดดูหากการสังหารฮัวกับหลิวลี่เฉิงไม่ใช่เรื่องจัดฉากนั่นหมายความว่าวันนี้จะมีคนตายจริงๆ ถึงสองชีวิต ตายโดยที่ไม่อาจอุทธรณ์ต่อกฎหมาย จากโลกนี้ไปโดยไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้เลยแม้แต่คำเดียว…



…น่ากลัวเหลือเกิน



“ถ้าเวลาของผมมาถึง…” บดินทร์เอ่ยขึ้นกับดนัยเบาๆ



“…………….” ดนัยหันมองด้วยความสงสัย เมื่อได้สบตาเศร้าสร้อยของบดินทร์เข้าก็รู้สึกยอกในอกเล็กๆ



“อย่าใจร้ายกับผมนักนะ”



…ให้ผมตายสบายหน่อย อย่าให้เจ็บให้ปวด อย่าให้ต้องรู้สึกอะไรเลย คือคำที่บดินทร์คิดแต่ไม่ได้เอ่ยมันออกมา



ดนัยไม่ได้เอ่ยคำใด มังกรหนุ่มเพียงเอื้อมมือเข้าไปกอดหงส์ของตนไว้แน่น แล้วสัญญากับอีกฝ่ายในใจ



…จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องคุณเด็ดขาด จะปกป้องไปชั่วชีวิต





*********************************************************






เนื่องจากเป็นนิยายระดับตำนานที่เขียนมา 3 ปีแล้วยังไม่จบ

จึงทำให้อนาคีลืมไปแล้วว่าพงศธรคือลุงหรืออาของดนัยกันแน่ TT^TT

(แล้วกันดันลืมเขียนผังลำดับตัวละครไว้ เขียนไว้แต่ผังลิ่วล้อ)

ขณะนี้อยู่ระหว่างอ่านทวนด้วยความพยายามค่ะ

แต่เพราะต้องการลงตอนแผนลวงนี้ให้ได้อ่านก่อนที่จะอ่านทวนจบ

หากลำดับญาติผิดไปเดี๋ยวจะรีบมาแก้นะคะ



ปล.ถ้าจำไม่ผิด พงศธรคือญาติผู้พี่ของพ่อดนัยที่คอยอิจฉามังกรคนเก่ามาตลอด

(หรือเปล่านะ??)



ความจริงเรื่องตัวร้ายตั้งใจว่าจะเขียนไม่ยาวมาก

แต่ ณ ขณะนี้ยังอยู่แถวๆ ครึ่งเรื่องอยู่เลยหนา...



อย่าเพิ่งทิ้งเก๊าน๊า เก๊าก็สัญญาว่าจะไม่ทิ้งนิยายเรื่องนี้แน่นอนค่ะ

ถึงบางช่วงจะดองนานเพราะติดภารกิจ แต่หากมีเวลาก็จะมาลงต่อให้แน่นอนค่ะ



ปณิธานของอนาคี99 : แต่งผมคือ...ตัวร้าย ให้จบภายในปี 2563!!!



ขอบคุณที่ติดตามมาตลอดนะค๊า

รักเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ความรู้สึก







“ผมรู้อยู่แล้วว่าฮัวอิงเป็นใคร”



หลิวลี่เฉิงเปิดเผยความจริง เมื่อเขาตื่นขึ้นมาแล้วรู้ตัวว่าถูกช่วยเอาไว้ พร้อมคำอธิบายว่าชีวิตหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล



“…ลี่เฉิง” ฮัวนั่งจับมือสามีแน่น น้ำตารื้นอย่างไม่อาจห้าม



“ฮัวอิง ขอโทษที่ผมไม่ได้บอกคุณ แต่เห็นคุณพยายามผมก็ไม่อยากให้คุณไม่สบายใจ” หลิวลี่เฉิงปลอบประโลมภรรยา จับมือนิ่มนั้นไว้แล้วใช้ปลายนิ้วลูบคลึงแผ่วเบา



“ฉันไม่น่า…ดึงคุณมา…เจอกับเรื่องแบบนี้” หญิงสาวร่ำไห้



หลิวลี่เฉิงสวมกอดภรรยาไว้แนบอก กระซิบแผ่วเบาข้างใบหูบอบบางว่า ‘ไม่เป็นไร’



บดินทร์ยืนมองฮัวกับหลิวลี่เฉิงนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู ตั้งใจจะเข้ามาดูอาการพร้อมกับตามฮัวไปทางอาหารเย็นด้วยกัน แต่พอมาเห็นว่าหลิวลี่เฉิงรู้สึกตัวแล้ว และกำลังเปิดอกคุยกันฉันสามีภรรยาอยู่ บดินทร์จึงไม่คิดเข้าไปขัดจังหวะ



ฮัวดูอ่อนแอไปทันทีที่อยู่ในอ้อมแขนของสามี ดูขัดกับความทรงจำของบดินทร์ไม่น้อย ทว่าภาพความรักมากล้นตรงหน้าก็ทำเขารู้สึกเต็มตื้นในอก เพราะแม้แต่คนที่ดูภายนอกแสนอำมหิตชั่วร้ายอย่างฮัว ก็ยังมีมุมอ่อนแอที่ไม่เคยเผยให้ใครได้เห็นนอกจากต่อหน้าของคนที่หล่อนวางใจและรักที่สุด



หงส์หนุ่มยิ้มกับตัวเองน้อยๆ ยืนมองอยู่ครู่จึงผละออกจากห้องพักฟื้นของสองสามีภรรยาเพื่อให้ทั้งสองได้ใช้เวลาด้วยกันในวันที่ไม่มีกำแพงแห่งความลับใดๆ ขวางกั้นความรู้สึกแล้ว

.

.

.

.

.



เพราะเพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการถึงวันรับตำแหน่งหงส์ ดนัยในตอนนี้จึงยุ่งมากจนไม่มีเวลามาร่วมโต๊ะกินข้าวกับบดินทร์อย่างปกติ บดินทร์จึงสั่งให้วิเชียรเอาสำรับอาหารขึ้นไปที่ห้องแทน วันนี้เขาไม่เจริญอาหารนักเพราะเรื่องยุ่งยากมากมายที่เกิดขึ้นดึงเอาพลังชีวิตไปเกือบหมด ทานอาหารได้ไม่กี่คำหงส์หนุ่มก็สั่งลูกน้องจัดเก็บแล้วเอาตัวเองไปนั่งชมวิวเมืองมุมสูง แสงไฟยามค่ำคืนของเมืองเบื้องล่างระยิบระยับวับวามราวดวงดาวที่มีแสงสีเหลืองนวลพาดผ่านเป็นเส้นตัดชัดเจน



บดินทร์ถอนหายใจบางอยู่ลำพังในห้องนอนใหญ่โต ห้องนอนของเขากับดนัยที่น้อยครั้งที่ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงจะมาร่วมห้องด้วย ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่เขาไม่เคยตื่นขึ้นมาแล้วเจออีกฝ่ายหลับอยู่เคียงข้างกัน แม้ว่าใครต่อใครจะเห็นว่าดนัยปกป้องเขาอย่างดีแต่บดินทร์ก็ยังรู้สึกว่าระหว่างเขากับดนัยมันมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นกันไว้อยู่



กำแพงแรกเลยก็คือความรู้สึกของเขาที่ไม่อาจเชื่อใจคนคนนั้น กำแพงใหญ่อีกอันคือเขาไม่สามารถรู้เลยว่าดนัยคิดอะไรอยู่



หงส์หนุ่มถอนหายใจควานมือหากล่องบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ พลางคิดไปต่างๆ นาๆ ในหัวเขาตอนนี้สับสนไปหมด ทั้งเรื่องที่ต้องขึ้นเป็นหงส์ที่ต้องปกครองคนในพรรคเรือนหมื่น แถมยังต้องรับมือคนที่หมายจะปองร้ายถึงขั้นตั้งใจเอาชีวิต เรื่องของครอบครัวที่อาจตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ อีกทั้งเรื่องระหว่างเขากับดนัย…



เมื่อตอนเย็นพอได้ไปเห็นความรักระหว่างฮัวกับหลิวลี่เฉิงเข้า บดินทร์ก็พาลคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับดนัยที่เหมือนจะดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงขั้นเสพสุขได้ ทั้งยังติดค้างใจเรื่องเหยื่อล่อนั่นอีก ต่อให้บดินทร์ยินยอมวางชีวิตที่เหลือไว้บนมือของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่อาจรู้สึกสนิทใจ



หงส์หนุ่มอัดบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วปล่อยควันคลุ้งออกจากปากและจมูก ความขมเฝื่อนตรงปลายลิ้นช่วยเรียกสติให้อยู่กับปัจจุบัน



‘ผมไม่ยอมให้ใครบังอาจมาทำแบบนั้นกับคุณเด็ดขาด’



คือคำสัญญาที่ดนัยเคยให้ไว้ เขาเกือบจะเชื่ออยู่แล้วหากไม่ติดเรื่อง ‘เหยื่อล่อ’ ที่ยังค้างคาในใจ แปลกที่ดันไม่รู้สึกโกรธเลยในวินาทีที่ได้รับรู้ มันกลับ...รู้สึกเจ็บปวดเสียมากกว่า



‘เอาตัวเข้าแลกเพื่อแดนนี่ขนาดนี้ ไม่เรียกว่ารักแล้วจะเรียกว่าอะไร? ’



คำพูดของฮัวแล่นเข้ามาในความคิด ‘รัก’ แค่นึกถึงคำคำนี้บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ มันไม่ใช่คำคำนี้หรอก ระหว่างเขากับดนัยมันไม่มีทางเป็นคำว่ารักไปได้!



บดินทร์รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่



“ไปอาบน้ำดีกว่า”















ซ่า...



น้ำอุ่นจากฝักบัวสายฝนไหลผ่านร่างสร้างความผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่ได้เผชิญมาทั้งวันนี้ บดินทร์ยืนใต้สายน้ำนั้นนิ่งๆ ครู่หนึ่งจึงค่อยกดโฟมอาบน้ำมาฟอกบนตัวเพื่อชำระคราบไคล





หมับ...





“!!!? ” บดินทร์สะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็โดนกอดจากด้านหลัง ไม่ทันได้โวยวายอะไรเพราะเมื่อหันไปเจอว่าเป็นอ้อมกอดของดนัย ใจบดินทร์ก็ไม่ได้คิดขัดขืน



“ให้ผมอาบน้ำให้ไหม? ” เสียงทุ้มกระซิบถามในขณะที่ยังคงโอบกอดบดินทร์ไว้แนบแน่น



บดินทร์ก้มหน้านิ่งไม่ได้ตอบโต้ใดๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำปฏิเสธ



ดนัยยิ้มบางหัวใจที่เคยแห้งผากราวกับกำลังถูกเต็มด้วยหยาดฝนชุ่มฉ่ำทีละเล็กทีละน้อย



แล้วก็ยอมให้ดนัยอาบน้ำให้ เหมือนกำลังถูกปลอบใจจากเรื่องวุ่นวายที่ผ่านเข้ามาในช่วงไม่กี่วันนี้ ดนัยถึงได้บริการอย่างดีทั้งสระผมและนวดตัวให้ ราวกับกำลังจะปลอบโยนคนที่เพิ่งขวัญเสียมาอย่างบดินทร์ให้ได้รู้สึกดีขึ้น มือแกร่งลูบไล้แผ่วเบาไปบนผิวเรียบลื่น เบามือเป็นพิเศษในจุดที่มีรอยฟกช้ำ



สัมผัสอ่อนโยนทำให้บดินทร์รู้สึกผ่อนคลายจนเผลอพิงร่างเปลือยเปล่าเข้าไปในอ้อมกอดของคนที่อยู่เบื้องหลัง ความวางใจนั้นทำให้ดนัยรู้สึกย่ามใจขึ้น จากมือที่คอยช่วยฟอกสบู่กลายเป็นมือที่เริ่มขยับฟอนเฟ้นใบผิวเรียบลื่นอย่างมีความหมาย



บดินทร์ลืมตาตื่นจากการเคลิ้มฝัน สัมผัสที่รุกรานขึ้นเรื่อยๆ นั้นคล้ายเป็นสัญญาณว่าผู้ปรนนิบัติกำลังอยากเปลี่ยนหน้าที่ด้วยเสียงลมหายใจที่หอบหนักขึ้นพร้อมมือแกร่งที่ไล่เลื้อยลงไปถึงจุดอ่อนไหว บดินทร์ครางในลำคอออกมาแผ่วเบาเมื่อดนัยเริ่มเอาใจส่วนที่ยังอ่อนตัวของเขาอย่างอ่อนโยน น่าแปลกที่เขาไม่มีความรู้สึกอยากขัดขืน แถมยังรู้สึกอยากตอบสนองทุกความต้องการของฝ่ายนั้นยิ่งขึ้น แขนขาวเอื้อมไปลูบสันกรามของคนเบื้องหลังผินหน้าไปประทับริมฝีปากแผ่วเบา เนิ่นนานและอ่อนหวาน สองริมฝีปากบดเบียดเรียกร้อง ร่างเปียกปอนเบียดเสียดจนเกิดแรงปรารถนา ดนัยพลิกร่างของบดินทร์ให้หันมาเผชิญหน้า มอบจูบแก่กันอีกครั้งพลางลูบไล้ร่างกายเปลือยเปล่าซึ่งกันและกัน



…มีความสัมพันธ์แสนหวานกันภายใต้สายน้ำจากฝักบัวอุ่น



หยาดน้ำตาหยดเล็กๆ ไหลจากหางตาคู่สวยของบดินทร์ กลิ้งหลุนๆ ไปผสมกับสายน้ำอย่างเงียบเชียบที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจรับรู้ ต่อให้พยายามปฏิเสธแค่ไหนก็ไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกแล้วถึงความรู้สึกที่เขาคนนี้มีให้กับดนัย ที่พึ่งคนสุดท้ายที่ราวกับแพไม้กลางมหาสมุทร



…ยินยอมแล้วที่จะเป็นของดนัยทั้งร่างกายและลมหายใจ แม้รู้อยู่แก่ใจดีว่าตัวตนของเขานี้มีความหมายกับอีกฝ่ายแค่เครื่องมือในการได้อำนาจไว้ในมือ เป็นเพียงเหยื่อล่อศัตรู เป็นเพียงรูปสลักรูปหงส์ เป็นเพียงไม้ประดับบนแจกันลายมังกร



บดินทร์รู้แก่ใจทั้งหมด…กระนั้นก็ไม่อาจปล่อยมือจากความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้ คำสัญญาหวานหูว่าจะปกป้องกันไปทั้งชีวิตมันลิดรอนกำแพงใจของเขาจนพังทลายไม่เหลือชิ้นดี



…ยอมแล้วที่จะวางชีวิตไว้ในมือของดนัย เชื่อในคำสัญญาของคนคนนี้



…จนลมหายใจสุดท้ายมาพรากไป



.

.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ความเหนื่อยอ่อนจากกิจกรรมในห้องน้ำทำให้บดินทร์หมดสิ้นเรี่ยวแรง ร่างกายที่ผอมบางลงหน่อยเพราะไม่ได้ฟิตกล้ามและความเครียดที่สะสมมาหลายเดือนนับตั้งแต่เกิดเรื่องที่ไทยทำให้น้ำหนักที่พึงมีหายไปนับสิบ ตัวเบาพอที่จะให้ดนัยช้อนตัวอุ้มออกจากห้องน้ำได้อย่างไม่ยากลำบาก และบดินทร์เองก็ยินยอมพร้อมใจ สองแขนขาวโอบรอบคอคนให้บริการไว้อย่างเต็มใจไม่ได้เล่นแง่งอนอย่างที่เคยทำเมื่อผ่านมา ท่าทีแบบนั้นของบดินทร์ยิ่งทำดนัยพึงใจมาก คล้ายกับหัวใจที่เดียวดายตลอดมาได้อุ่นซ่านขึ้น



ดนัยวางตัวบดินทร์ลงบนเตียงอย่างอ่อนโยน นำผ้าขนหนูอ่อนนุ่มมาเช็ดซับหยดน้ำเกาะพราวบนร่างของหงส์ของตนอย่างเบามือ แล้วหาเสื้อชุดนอนมาสวมให้ด้วยความใส่ใจ โดยที่ตัวเองยังสวมแค่ชุดคลุมไว้ลวกๆ



บดินทร์มองคนที่กำลังช่วยสวมเสื้อให้ตรงหน้า พลางคิดถึงเรื่องที่เขาสามารถทิ้งทิฐิเมื่อกาลก่อนออกไปได้ในที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะดื้อดึงกับที่พึ่งหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ไปทำไม ในตอนแรกที่ยังไม่รู้จักโลกมาเฟียนี้ดีพอจึงได้ทำตัวกร่างกับดนัยไม่หยุด มาคิดได้ว่าคนอย่างตนที่ไม่ได้มีดีอะไรเลยแต่อีกฝ่ายกลับยกย่องให้เป็นถึงคนที่มีอำนาจไม่ต่างกัน ยอมให้เอาแต่ใจสารพัด ถึงแม้จะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วดนัยต้องการอะไรจากตนกันแน่แต่ในเมื่อปักใจให้ชีวิตกับอีกฝ่ายไปแล้วบดินทร์ก็ได้แต่เก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจเท่านั้น



เพราะเขารู้ดีว่า บางครั้งความคลุมเครือก็ช่วยให้ไม่ต้องเจ็บปวดมากนัก



“นมร้อนสักแก้วก่อนนอนไหมดิน ท้องอุ่นแล้วจะได้นอนสบาย” ดนัยเอ่ยถามเมื่อใส่เสื้อให้จนเสร็จเรียบร้อย พอเห็นว่าบดินทร์ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายก็ออกคำสั่งผ่านโฟนให้สาวใช้นำขึ้นมาให้ ซึ่งก็เพียงไม่นานนมอุ่นๆ ก็มาเสิร์ฟให้บดินทร์ถึงเตียงนอน



บดินทร์ดื่มนมลงคอไปสองสามอึกขณะรอให้ดนัยพินิจพิเคราะห์แผลกฟกช้ำบนร่างกายที่ดูเหมือนจะยังเด่นชัด โดยเฉพาะรอยช้ำสีม่วงคล้ำตรงชายโครงกับต้นขาและช่วงหน้าแข้งเหนือข้อเท้าขึ้นมานิดหน่อยที่เป็นรอยใหญ่และน่ากลัวกว่าบริเวณอื่นๆ ดนัยทำการตรวจเช็กแผลบนร่างกายของบดินทร์ด้วยใบหน้าแสดงความไม่พอใจชัดเจน คิ้วสวยบนใบหน้าหล่อเหลาขมวดมุ่น ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตายาวนั้นบดินทร์เองก็ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนนักว่ามันกำลังแสดงความรู้สึกอย่างไร



…โกรธฮัวที่ทำให้หงส์คนนี้บาดเจ็บ



…หรือโกรธตัวเองที่ส่งเขาคนนี้ไปเป็นเหยื่อล่อจับฮัวจนบาดเจ็บ



…หรืออาจ…ไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างนั้นเลย



“เจ็บมากไหม? ” ดนัยเอ่ยขึ้นขณะไล้ปลายนิ้วไปบนรอยช้ำตรงต้นขา



บดินทร์ส่ายหน้าเล็กน้อย “ถ้าไม่โดนมันก็ไม่เจ็บเท่าไหร่แล้วล่ะ”



“เดี๋ยวผมทายาให้นะ” คำตอบนั้นทำให้ดนัยถอนหายใจบางๆ ออกมา ก่อนขอตัวไปหายามาทาให้



บดินทร์มองตามร่างนั้นไป มองทุกการเคลื่อนไหวงกๆ เงิ่นๆ นั้นแล้วนึกขัน คนที่มีลูกน้องเรือนหมื่นรื้อค้นหาหลอดยาที่ไม่รู้ว่าเมื่อคืนนั้นเอาไปซุกไว้ที่ไหนเพราะไม่ได้เป็นคนจัดเก็บด้วยตัวเองจึงลำบากไม่น้อยที่ต้องใช้สมองมาคิดเรื่องเล็กน้อยที่ว่ากล่องยาอยู่ตรงไหน? และจะไม่ยอมเรียกลูกน้องคนไหนมาช่วยหาให้ต้องเสียหน้าด้วย ใบหน้านั้นหงิกขึ้นทุกทีที่รื้อค้นตรงที่ที่ควรมีแต่ดันไม่เจอ ก่อนจะทำสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหาจนเจอในที่สุด แล้วก็รีบเดินหน้าระรื่นเอายาทาลดรอยฟกช้ำมาบรรจงทาที่แขนขาให้บดินทร์อย่างอ่อนโยน



บดินทร์ยิ้มบางให้กับคนที่กำลังกุลีกุจอทายาให้



“อึก! ” ก่อนจะเผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บเมื่อถูกคลึงเบาๆ ที่รอยสีม่วงตรงต้นขา



“เจ็บเหรอ? ” ดนัยชะงักมือทันทีที่ได้ยินเสียงร้อง บดินทร์รีบส่ายหน้า



“ไม่เป็นไร ทาต่อเถอะ”



“เดี๋ยวผมประคบร้อนให้นะจะได้หายเร็วๆ ” ดนัยยิ้มบางพลางนวดยาเบาๆ ให้บดินทร์ต่อ



“อืม” และบดินทร์ก็ยิ้มรับบางๆ เช่นกัน ดนัยอ่อนโยนเสมอไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ที่อีกฝ่ายพาเขามาอยู่ด้วยกันที่รังวิษธรนี้ ความเอาใจใส่ที่เขาคิดมาตลอดว่ามันจอมปลอม หว่านพืชหวังผล และน่ารังเกียจจนต้องปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตายหลายต่อหลายครั้ง



…แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็หนีมันไม่รอด ทั้งที่ก็คอยพร่ำบอกตัวเองมาตลอดว่าที่ยินยอมให้ดนัยเข้ามามีอำนาจต่อชีวิตนั้นก็เพราะว่าฝ่ายนั้นคือที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวที่มี และเขาก็ไม่อาจหนีไปไหนจึงจำใจต้องยืนเคียงข้าง เพียงร่างกายเท่านั้นที่จะมอบให้วิญญาณและหัวใจจะไม่มีวันยกให้เด็ดขาด





...นั่นคือสิ่งที่บดินทร์คนนี้พยายามตอกย้ำให้ตัวเองระลึกไว้ตลอดเวลา



แต่แล้ว...แม้จะพยายามห้ามตัวเองไม่ให้หลงไปกับคำหวานหรือความอ่อนโยนใดๆ ของดนัยเพียงไหน มารู้ตัวเอาอีกที ก็เหมือนว่าเขาจะไม่อาจเรียกหัวใจของตัวเองคืนมาได้แล้ว



…เผลอให้หัวใจกับฝ่ายนั้นไปเสียแล้ว



บดินทร์มองใบหน้าที่ก้มต่ำขณะกำลังทายาที่เท้าให้ของดนัยด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทรงผมที่ที่เสยเปิดหน้าผากไว้ทำให้บดินทร์สังเกตเห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ ตรงหางคิ้วซ้ายของอีกฝ่าย รอยแผลที่บังอาจอยู่บนร่างของผู้มากด้วยบารมี



“…………….” บดินทร์เอื้อมปลายนิ้วไปแตะตรงแผลนั้นด้วยความเผลอไผล สัมผัสบางเบาแต่ก็ทำให้ดนัยแหงนหน้าขึ้นมองผู้กระทำด้วยสีหน้าสงสัย เพราะปกติหงส์คนนี้ไม่ยินดีแตะต้องร่างกายของมังกรนัก ถึงช่วงหลังๆ มาจะโอนอ่อนให้มากแล้วแต่ดนัยก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่ดี



“แผลนี่...” บดินทร์เปรยขึ้นเบาๆ คล้ายว่ามันจะยังอยู่ในความทรงจำ



ดนัยยิ้ม ดึงมือของบดินทร์ลงมาจับไว้โดยไม่ได้พูดอะไร เพราะไม่ต้องการรื้อฟื้นความทรงจำที่ไม่ดีนักของอีกฝ่ายขึ้นมา



แต่บดินทร์จำได้ แผลเป็นตรงหางคิ้วของอีกฝ่ายนี้เป็นฝีมือของเขาไม่ผิดแน่ ครั้งหนึ่งที่เคยถูกดนัยคุกคาม...และในครั้งนั้นเขาเอาตัวรอดด้วยการใช้ที่เขี่ยบุหรี่แก้วฟาดใส่ เพิ่งสังเกตเห็นว่ามันกลายเป็นแผลเป็นมาถึงตอนนี้...



มือหนึ่งยังคงถูกกุมไว้ บดินทร์สบตากับดนัยที่ยังคงส่งยิ้มให้ในเชิงห่วงใยคล้ายไม่ต้องการให้เขาคิดถึงที่มาของแผลเป็นนี้ หงส์หนุ่มถอนหายใจบาง ใช้อีกมือที่เหลือคว้าจับท้ายทอยของคนที่นั่งอยู่ต่ำกว่าไว้ แล้วก้มลงประทับจูบเบาๆ ที่ตรงแผลเป็นนั้นท่ามกลางความตกตะลึงของดนัย



“………………”



“……………..”



ดนัยได้แต่นิ่งอึ้งไปกับสัมผัสของริมฝีปากนิ่มนวลนั้น



“เป็นแผลเป็นเสียแล้ว…ขอโทษนะ” บดินทร์เปรยขึ้นมาเบาๆ ใบหน้าติดจะเศร้าสร้อยเล็กน้อย



ดนัยนิ่งมองใบหน้าหม่นเศร้าของบดินทร์ด้วยหัวใจที่เจ็บยอกเล็กๆ บางครั้งเขาก็อยากให้บดินทร์ออกฤทธิ์ออกเดชกับเขาเหมือนเดิมมากกว่าที่จะยินยอมทำตามเข้าทุกอย่างด้วยความฝืนใจ หรือแม้กระทั่งการทำสีหน้าอย่างตอนนี้



ดนัยคว้าสองมือของบดินทร์ขึ้นมาแนบไว้ข้างแก้มตน สายตามองจ้องแน่วแน่ไปที่อีกฝ่าย พร้อมกล่าวคำที่น่าจะทำให้คนตรงหน้าสบายใจขึ้น “แผลนี่…ผมสมควรได้รับมัน คุณอย่าคิดมากไปเลยนะ”



บดินทร์ยิ้มให้กับคำพูดนั้น ยิ้มให้กับใบหน้าที่เอาแต่ห่วงใยไม่หยุดของคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า มือใหญ่ของดนัยอุ่น ผิวแก้มของฝ่ายนั้นก็นิ่มนวลลื่นมือสมกับเป็นผิวของผู้ดีจนบดินทร์อดใช้ปลายนิ้วโป้งที่ไม่ได้โดนกอบกุมไว้เหมือนอีกสี่นิ้วที่เหลือลูบไล้ข้างแก้มใสนั้นไม่ได้ ก่อนจะดึงศีรษะของคนตรงหน้าเข้ามาใกล้แล้วซบหน้าผากของตนลงไปบนหน้าผากของอีกฝ่าย



“คืนนี้...งานเยอะไหม? ” บดินทร์ถามขึ้นขณะยังคงซบศีรษะแนบนิ่งอยู่กับดนัย



“…………” ดนัยไม่ได้ตอบทันทีเพราะกำลังใคร่ครวญถึงสิ่งที่บดินทร์ทำอยู่ตอนนี้ เพราะจู่ๆ ก็โดนอ้อนแบบไม่ทันตั้งตัว เจ้าพ่อหนุ่มจึงไม่อาจดึงสติจากความแปลกใจที่ถาโถม แต่ในขณะที่กำลังจะตอบบางอย่างออกไป คนตรงหน้าก็พูดขึ้นเสียก่อน



“นอนเป็นเพื่อนผมหน่อยได้หรือเปล่า…ผมไม่อยากอยู่คนเดียว”



ดนัยได้แต่นิ่งอึ้งกับคำขอนั้น เขารู้สึกได้ถึงความอ้างว้างและเจ็บปวดที่แฝงเร้นมาในน้ำเสียงของอีกฝ่าย อาจเป็นเพราะเมื่อว่าเพิ่งเจอเรื่องร้ายๆ มา ถึงจะสามารถจัดการทุกอย่างได้จนสำเร็จลุล่วงแล้วบดินทร์ก็คงยังรู้สึกฝันร้ายหากต้องอยู่เพียงลำพัง คนเดียวที่พอจะร้องขอได้ก็คงเป็นแค่เขาคนนี้…สินะ



“ได้สิ” ดนัยกระซิบตอบ และเขาก็ได้รับอ้อมกอดจากบดินทร์ทันที สองแขนที่โอบรอบคอเขาไว้สั่นน้อยๆ จนอดไม่ได้ที่จะรีบกอดตอบกลับไปเพื่อปลอบโยน











ในคืนนั้นหงส์กับมังกรได้นอนเคียงข้างและกกกอดกันอย่างแนบแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บดินทร์ซุกตัวเข้าหาอกอุ่นราวกับเด็กน้อยหาที่พึ่งแล้วหลับไปทั้งๆ อย่างนั้น เหมือนกับว่าพอเจอที่ที่สามารถวางใจได้แล้วก็ปล่อยวางทุกอย่าง



ดนัยนอนฟังลมหายใจสม่ำเสมอของคนในอ้อมกอด ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ที่ต้นแขนของอีกฝ่ายเบาๆ แทนการขับกล่อมในขณะปล่อยให้ความคิดของตนล่องลอย



ในที่สุดก็ได้มาแล้วสินะ…ดนัยรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้เขาได้บดินทร์มาไว้ในมือได้ทั้งร่างกายและหัวใจ ในที่สุดก็ได้มาทั้งหมดอย่างที่เคยคาดหวัง ใช่…หัวใจเขาเหมือนได้รับการเติมเต็ม



มังกรหนุ่มบรรจงจุมพิตตรงหน้าผากของคนที่จมลึกในห้วงนิทราไปแล้วด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คล้ายกับว่าไม่ได้ยินเสียงก้อนเนื้อในอกเต้นอย่างมีความหมายขนาดนี้มาก่อน บดินทร์คือคนที่ตอนนี้ดนัยยอมรับอย่างหมดหัวใจว่าเป็นคนพิเศษเหนือกว่าใครทั้งหมด อยากพูดอย่างเต็มปากว่าคือคนที่เขาจะดูแลปกป้องไปทั้งชีวิต ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเปิดใจรับกันแบบนี้แล้วเขายิ่งต้องการโอบกอดคนคนนี้ให้แน่นขึ้น



ทว่า…บนเส้นทางที่เขากำลังเดินอยู่โดยการคว้าอีกฝ่ายเข้ามาร่วมทางนี้ มันล้วนมีแต่เรื่องอันตรายที่หากก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียวนั่นหมายถึงชีวิต จึงไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าจะสามารถปกป้องกันไปได้จนตบอดรอดฝั่ง



…และนอกจากอันตรายข้างนอกนั่นแล้ว เขาเองก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า…ตัวตนของคนคนนี้จะปลอดภัยพอสำหรับบดินทร์ กลัวเหลือเกินว่าในวันหนึ่งที่ที่บดินทร์คิดว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายคนนี้ จะกลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุดเสียเอง





มังกรหนุ่มถอนหายใจบาง ตัวตนของดนัยคนนี้ที่ขนาดเห็นอยู่ตรงหน้าว่าบดินทร์กำลังจะได้รับอันตราย กลับสามารถรั้งรอเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการก่อนแล้วค่อยยื่นมือเข้าไปช่วย คิดเพียงสิ่งที่ต้องได้แต่ไม่คิดถึงสิ่งที่ต้องเสีย เห็นเพียงว่าจะสามารถสอนให้บดินทร์รู้จักโลกมาเฟียนี้ได้ด้วยการปล่อยให้รับมือกับเรื่องอันตรายด้วยตัวเอง เผื่อว่าในวันที่เขาไม่สามารถอยู่ให้ความช่วยเหลือได้ อย่างน้อยบดินทร์ก็จะเอาตัวรอดได้





แต่เมื่อคิดถึงเหตุผลที่ต้องให้อีกฝ่ายต้องเผชิญชะตากรรมนั้น ก็ตระหนักได้ว่าทุกอย่างล้วนเกิดจากเขาคนนี้...พลาดไปแล้วที่ให้บดินทร์เป็นหงส์ พลาดไปแล้วที่พาอีกฝ่ายมาในเส้นทางนี้ ดึงให้มาร่วมเล่นเกมอสรพิษทั้งที่หงส์คนนี้ไม่ได้มีพิษสงหรืออะไรที่สามารถปกป้องตัวเองได้เลย…แถมยังจะให้ปรากฏตัวต่อหน้าศัตรูนับพัน



ดนัยสูดลมหายใจรวดร้าว กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น



การที่บดินทร์ยอมรับในตัวเขาในที่สุดนั้นเป็นอะไรที่สุขล้น แต่มันกลับแฝงเร้นไว้ด้วยความเจ็บปวดมหาศาล ในอกเขารวดร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งเห็นอีกฝ่ายยินยอมพร้อมมอบหัวใจและชีวิตให้มากเท่าไหร่ หัวใจที่เคยคิดว่าไม่มีในอกดวงนี้ก็ยิ่งเจ็บร้าวแสนสาหัสขึ้นเท่านั้น





ในวันที่บดินทร์ตกลงกับฮัวเขาได้ยินเต็มสองหูว่าบดินทร์เพียงต้องการช่วยเหลือเพราะยังคงติดหนี้ชีวิต ในตอนนั้นเขายังรู้สึกพึงใจในความคิดของอีกฝ่ายอยู่เลยว่าอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว แต่นี่...คนในอ้อมแขนนี้กลับรู้สึกต่อเขามากกว่านั้น





...คุณคิดอะไรอยู่ หืมดิน?





ทำไมถึงกล้ามอบใจให้จอมมารทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเพิ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือ คุณเป็นเหยื่อเพราะความอำมหิตของใครจำไม่ได้แล้วหรือ? แล้วทำไม....ในความบอบช้ำเจียนตายนั้นถึงยัง...หยิบยื่นหัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผลมาให้โดยไม่สนใจถึงความเจ็บปวดที่รอคอยอยู่หลังจากนี้เล่า?





คิ้วสวยบนใบหน้าราวรูปสลักขมวดมุ่น จอมมารคนนี้...ยังมีเรื่องที่สามารถทำร้ายหัวใจในมืออย่างแสนสาหัสอยู่ ยังมีเรื่องที่ไม่อาจปล่อยวางได้ แม้สามารถปกป้องให้อยู่ข้างกายอย่างปลอดเนื้อปลอดภัยได้ ทว่าหัวใจนั้นเขาไม่อาจให้คำมั่นได้เลยว่าจะไม่ทำร้าย…





...ได้โปรดเกลียดผมเหมือนเดิมเถอะนะดิน ได้โปรดอย่าได้เจ็บปวดเพราะผมเลย





ดนัยบรรจงจูบกระหม่อมหอม ดวงตาทั้งคู่ปิดแน่นด้วยความเจ็บปวด ตั้งแต่จำความได้ก็เป็นเด็กนิสัยก้าวร้าว เป็นลูกนายพลนิสัยอันธพาล พอโตขึ้นแล้วรู้ว่าตนมีอำนาจมากกว่านั้นก็ใช้มันเป็นประโยชน์มาโดยตลอด ใช้ความหล่อเหลาหลอกใช้ ใช้คำหวานเสแสร้งหลอกล่อจนตายคามือมาแล้วนับไม่ถ้วน





ไม่เคยรู้สึกรู้สาหรือนึกสงสารใครเพราะหัวใจและความรู้สึกมันหล่นหายไปนานจนจำไม่ได้





แล้วนี่มันอะไรกัน?





ความเจ็บปวดในอกนี้มันคืออะไรกัน?



แล้วกับไอ้ความรู้สึกแบบนี้…



เขาจะรับมือกับมันอย่างไรดี?



.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


เสียงบาทหลวงทำพิธีส่งวิญญาณ จากนั้นก็ทำการเสกหลุมศพ ประพรมน้ำมนต์ และถวายกำยานหลุมศพผู้ล่วงลับ บอกกล่าวให้กลับไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า แล้วจึงวางหรีดมาลาบนโลงศพที่ปิดผนึกแน่นเป็นสัญญาณให้รอกได้ทำการชักนำโลงศพทั้งสองลงสู่หลุมลึกข้างกัน





รุ่งเช้าดนัยจัดการเรื่องงานศพและฝังฮัวกับหลิวลี่เฉิงไว้ที่สุสานที่เขายอมจ่ายราคาแพงลิบสำหรับพื้นที่ในการฝังโลงเปล่าทั้งสอง เพื่อเก็บตกขั้นตอนในการทำให้สองผัวเมียหายไปจากวงการ แล้วกลายเป็นผู้ช่วยเงาของบดินทร์อย่างสมบูรณ์ และที่เขาต้องมาที่งานนี้เองก็เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติต่อพงศธร ว่าถึงต่อให้เขาจะเป็นคนลงมือสังหาร แต่ก็ไม่คิดหมิ่นกันขนาดทิ้งขว้างอดีตคนของฝ่ายนั้น



แต่งานนี้บดินทร์ไม่ได้ไปร่วมด้วย ชายหนุ่มยังคงถูกเก็บไว้ในบ้าน เพราะในช่วงก่อนรับตำแหน่งนี้คือช่วงที่สำคัญที่สุดในการเก็บตัวเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องรู้จากฮัว อีกทั้งยังเป็นการทำเพื่อความปลอดภัยก่อนขึ้นรับตำแหน่งด้วย





"ทำไมทำหน้าแบบนั้น? สนใจที่บอกอยู่ไหมเนี่ย? " หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเห็นบดินทร์นั่งนิ่ง ด้วยแววตาที่ดูจะเหม่อลอยหน่อยๆ ในขณะที่หล่อนกำลังพูดเรื่องการรับมือในคาสิโนอยู่





"ฟังอยู่ จะให้ทวนไหมล่ะ? ” บดินทร์ทำหน้าเหม็นเบื่อใส่หญิงสาว เขารู้ตัวดีว่าต้องเรียนรู้เรื่องของคาสิโน เรื่องที่ต้องเตรียมตัวเป็นหงส์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสนุกไปกับการนั่งเรียนกับครูฝ่ายปกครองจอมโหดอย่างฮัวเสียหน่อย





เดี๋ยวบ่น เดี๋ยวด่า เดี๋ยวแขวะ เรียนสนุกเกิ๊น...





ฮัวได้ยินแบบนั้นก็กระตุกยิ้มร้ายแล้วเริ่มเล่าใหม่อีกครั้ง “คาสิโนของวิษธรคือ The Himmaphan Hotel and Casino หนึ่งในคาสิโนที่ดีที่สุดในมหานครนิวยอร์ก และมีความหรูหราที่ติดอันดับโลก เป็นโรงแรมระดับสุดยอด ที่เป็นศูนย์รวมความบันเทิงทุกรูปแบบ เป็นคาสิโนในระดับไฮคลาสบนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร...”



“เดี๋ยวๆๆ เล่าใหม่ทำไมน่ะ เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้ว” บดินทร์รีบแทรกขึ้นเมื่อฮัวเริ่มต้นเล่าเรื่องใหม่อีกรอบ





แต่ฮัวไม่สนใจคำทัดทานนั้น หล่อนตั้งหน้าตั้งตาเล่าต่อ โดยร่ายยาวพร้อมใส่อารมณ์คล้ายเป็น PR และนำสินค้า “นอกจากจะเป็นโรงแรมระดับลักชัวร์รี่แล้วคาสิโนของที่นี่ก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ โดยเราใช้อาณาบริเวณบนชั้น G ทั้งหมดเป็นพื้นที่ของคาสิโนที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงสไตล์อิตาเลี่ยนที่มีความผสมผสานอย่างลงตัวกับลายไทยที่เราประดับแทรกเอาไว้ในของทุกชิ้นในคาสิโนนี้...”



ในเมื่อฮัวไม่ยอมหยุด บดินทร์ก็ทำได้แค่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วทนฟัง เข้าใจกระจ่างแล้วว่าเขากำลังโดนคุณครูทำโทษอย่างโหดเหี้ยมอยู่ “คาสิโนเราถือว่าชั้นนำ มีเครื่องเล่นคาสิโนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดกว่า 2,000 เครื่อง มีเครื่องเล่นเกมในรูปแบบต่างๆ มากกว่า 20 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอโป๊กเกอร์, Slot Machine และเครื่องเล่นรูเล็ต นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน Slot Tournament เพื่อชิงเงินรางวัลมากมายกว่า 2,000,000 ดอลล่าห์ นั่นทำให้เราสามารถเรียกลูกค้าได้มากมาย”



“อือฮึ” บดินทร์พยักหน้ารับ พลางจดลงสมุดในส่วนที่ฮัวอธิบายเพิ่มเติม



เมื่อเห็นว่าบดินทร์ดูสนใจการเรียนขึ้น ฮัวก็ใจเย็นลง “ดูนี่นะ ฉันจะวาดเลย์เอ้าท์ส่วนต่างๆ ให้คุณดู ครั้งแรกที่คุณไปคงเห็นแล้วว่าเรามีการแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน” หญิงสาวหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ กับหงส์หนุ่ม เพื่อที่จะสามารถอธิบายไปในทิศทางเดียวกัน



“อย่างที่คุณเคยเห็นเวลามาที่ Himmaphan ลูกค้าทุกคนต้องเข้ามาที่โถงล็อบบี้ก่อน เพื่อรับคีย์การ์ดผ่านทางแล้วลงลิฟท์ไปที่ชั้น G” ฮัวเริ่มวาดแผนผัง “โซนแรกที่เข้าไปคือโซนของเครื่องเล่นอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เมื่อผ่านโซนนี้ไปเข้าโซนที่สองฝั่งนี้จะเป็นโซนโป๊กเกอร์ ที่นี่จะมีโต๊ะเกมโป๊กเกอร์อยู่ 40 โต๊ะ เรามีการจัดการแข่งขัน Poker Tournament ทุกวันเวลา 14.00 น. โดยผู้เข้าร่วมจะต้องแลกชิปเริ่มต้นที่ 125 ดอลล์ การแข่งขันมีทั้งสิ้น 21 เลเวล โดยเราจะจ่ายเงินให้ผู้ชนะเป็นชิปคาสิโน”



“โซนถัดไปคือตรงนี้ จะมีอยู่ 140 โต๊ะก็จะมีพวกเกมคาสิโนพวก บาคาล่า, รูเล็ต, แบล็คแจ็ค, Craps, และ Texas Holdemซึ่งเราตั้งอัตราการเดิมพันเริ่มต้นที่ 20 ดอลล์ ส่วนด้านในสุดตรงนี้จะเป็นโซนของห้องชุด VIP Private Lounge สำหรับเศรษฐีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือไม่ก็พวกดารา นักการเมือง คนมีสีที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าอยู่ในบ่อน”



“ห้องตรงกลางนี้คือห้องที่ฉันเคยพาคุณเข้าไป มันคือห้องสอดส่อง และด้านบนคือห้องทำงานของฉัน ซึ่งต่อไปมันจะกลายเป็นของคุณ พอจะเห็นภาพคร่าวๆ แล้วใช่ไหม”



“อืม ก็พอเห็นอยู่”



“นี่ อุตส่าห์ปลอมตัวเข้าไปอยู่ตั้งหลายวัน ไม่เข้าหัวบ้างหรือไง? ” ไม่วายสุดท้ายก็โดนฮัวแขวะอยู่ดี



“ฉันไปเป็นคนทำความสะอาดตรงก้นครัวโน่น แทบไม่ได้เหยียบเข้าบ่อนจะไปเห็นอะไรล่ะ” บดินทร์บ่นกลับ





“หรือจะให้ฉันอธิบายกติกาในแต่ละเกมให้ด้วยดี? ” ได้ยินแบบนั้นฮัวก็ถามกลับหน้าตาย



เรียนกันมาเป็นชั่วโมง สาระมีหยิบมือนอกนั้นคือการโต้เถียงกันไปมาระหว่างบดินทร์กับอาจารย์โหด หงส์หนุ่มได้แต่นั่งเกาหัว “กติกาไม่ต้องก็ได้ เคยสิงอยู่บ่อนจนล่มจมมาขนาดนี้ ทุกโต๊ะในบ่อนน่ะผ่านมาหมดแล้ว”



ฮัวพ่นลมหายใจทางจมูกในเชิงเหยียดเล็กๆ ก่อนใช้นิ้วชี้จิ้มแรงๆไปบนโต๊ะตามจังหวะการพูด “นั่นมันในฐานะคนเล่น ฉันหมายถึงกติกาในฐานะเจ้าของบ่อนต่างหาก”



“กติกาบ่อน? ”



“ใช่ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องจ้างดีลเลอร์ที่ดีที่สุดไง”



“โกงเหรอ? ” บดินทร์ขมวดคิ้วจนเป็นโบว์



“หึหึ มันไม่มีความใสสะอาดในแวดวงนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะโกงลูกค้าหรอก เพียงแค่ต้องมีกติการ่วมกันน่ะ ในฐานะผู้เล่นเองคุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วว่าบ่อนไม่มีวันยอมขาดทุน” ฮัวอธิบาย



“ก็พอรู้อยู่ แล้วกติกาคืออะไร? ”



“กติกาที่คุณต้องรักษาไว้ให้มั่นคือจงรักษาผลประโยชน์ของคาสิโนเป็นอันดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นหากลูกค้าโต๊ะไหนดวงดีเกินไป คุณก็ต้องหาทางเปลี่ยนดีลเลอร์ของโต๊ะนั้นหรือหาทางดึงเกมเพื่อลดทอนความเสียเปรียบของเรา”



“แล้วปกติเธอทำยังไง? ” ในฐานะผู้เล่นที่ทั้งเคยได้และเคยเสียบดินทร์ถือว่ามีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของการพนันในระดับหนึ่ง ทว่าพอได้ขึ้นมาคุมเองแล้วมันยังต้องเพิ่มทักษะอื่น



“คุณต้องมีทีมงานที่เชื่อใจได้”



พูดถึงทีมงานบดินทร์เงียบไปอึดใจ ใบหน้าเผยความกังวลออกมา “ทีมเหรอ...แต่คนของเธอคงเกลียดฉันน่าดู”



เจอประโยคนี้เข้าไปฮัวถึงกับกลั้นขำ นั่นสินะ หงส์คนนี้ยังต้องได้รับการอบรมในเรื่องของโลกมาเฟียนี้อีกมากเลยทีเดียว หญิงสาวไพล่คิดพาลไปถึงผู้เป็นเจ้าของหัวใจของอีกฝ่าย





‘ดูแลอย่างไข่ในหินเลยสินะถึงได้ยังใสซื่อได้ขนาดนี้...มันน่าหงุดหงิดทั้งมังกรทั้งหงส์เลยจริงๆ!! ’



ฮัวถอนหายใจบาง “นี่...รู้หรือเปล่าว่าในวงการนี้มันไม่ได้มีมิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวรน่ะ ถ้าไม่ขัดผลประโยชน์อะไรก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันได้ แล้วก็อย่าห่วงไปเลยคนพวกนั้นอยู่เป็นอยู่แล้วล่ะ” พูดจบก็แกล้งเบียดตัวเข้าใกล้รูดปลายนิ้วชี้ไปบนแผงอกของบดินทร์โดยไม่สนคนที่นั่งทำหน้าเหลอหลา แล้วเอาหน้าสวยหวานนั้นยื่นเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน “คาสิโนเป็นของแดนนี่ คนของพรรควิษธรไม่ว่าใครก็ต้องภักดีกับมังกรของตน และในเมื่อมังกรมีหงส์ก็ย่อมต้องภักดีกับหงส์ด้วย...สบายใจขึ้นได้หรือยัง? หรือต้อง...” กระซิบที่ข้างหู “ให้ปลอบด้วยร่างกาย? ”



“พอเลย! หลิวลี่เฉิงก็อยู่ที่นี่ยังจะทำแบบนี้อีก! ” บดินทร์โวยวายพลางกระวนกระวายลุกหนี หน้าตาแดงเห่อไปหมดเพราะถูกฮัวจู่โจมแบบไม่ตั้งตัว



“หึหึ แหม พูดเหมือนกับว่าถ้าลี่เฉิงไม่อยู่ล่ะก็จะยอมให้ปลอบอย่างนั้นแหละ” ฮัวแกล้งสัพยอก ยิ่งเห็นบดินทร์ตระหนกหล่อนยิ่งรู้สึกสนุก





“ขอบใจนะ แต่คงไม่ต้องถึงมือเธอหรอก”







แต่ดูเหมือนเจ้าของตัวจริงจะกลับมาเสียก่อน บดินทร์หันไปสบตากับดนัยด้วยใบหน้าที่ยังมีริ้วสีชมพูอ่อน ส่วนฮัวนั้นเมื่อเห็นผู้มาใหม่ก็ได้แต่ลอบเบะปาก แล้วลุกขึ้นมาค้อมตัวให้นายเหนือ



ดนัยกลับมาได้ทันพอดีก่อนที่แม่งูสาวจะฮุบเหยื่อ รู้ดีว่าฮัวแค่แกล้งหยอกหงส์ของขาเล่นเพราะเห็นว่ายังไม่ประสีประสา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กๆ อยู่ดี แม้ใบหน้าของนายเหนือคนนี้จะยังประดับไปด้วยรอยยิ้มก็ตาม





“คุณจัดการเรื่องที่โบสก์เสร็จแล้วเหรอ? ” บดินทร์ปรับอารมณ์ได้ก็รีบถามไถ่ “เรียบร้อยดีใช่ไหม? ”





ดนัยยิ้มพลางสืบเท้าเข้าไปหาหงส์ของตน “ครับ ทุกอย่างเรียบร้อยดี”





เสียงอ่อนเสียงหวานนั้นทำให้ฮัวลอบหมั่นไส้อยู่ในใจ ‘เพราะแบบนี้ไง หงส์คนนี้เลยไม่แกร่งขึ้นเสียที’ คนอยู่ในเหตุการณ์อย่างหล่อนวิเคราะห์ได้เป็นแบบนั้น เห็นด้วยตามาแล้วสองวันว่าดนัยตามใจและคอยโอ๋หงส์คนนี้ผิดกับบรรดาคนเคยควงที่ผ่านมาชนิดหน้ามือหลังเท้า ขนาดตอนที่หล่อนเคยขึ้นชั้นคู่ควงของเจ้าพ่อคนนี้ อย่างดีฝ่ายนั้นก็แค่ยิ้มให้ ตามใจให้อยู่ข้างกายได้บางโอกาส ให้อำนาจคุมคนแต่ต้องอยู่ในสายตา พูดง่ายๆ เลยคือใจดีด้วยมากยามจะจิกหัวใช้เท่านั้นเอง





‘จะไหวเหรอแดนนี่ หงส์ของแกยังอ่อนด้อยเพียงนี้แล้วแกยังคอยปกป้องจนจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว แกให้เขาหมดใจแบบนั้นในวันที่ต้องสูญเสียไป หัวใจไม่แทบสลายเลยหรือ? ’



‘แต่เอาเถอะ ฉันจะลองช่วยหงส์ของแกสักครั้งแล้วกัน’ ฮัวยืนตกผลึกความคิดระหว่างยืนดูคู่รักอี๋อ๋อกันจนน่ารำคาญ





ดนัยเดินไปดูตรงโต๊ะที่บดินทร์จดข้อมูลที่ฮัวอธิบายเอาไว้แล้วยิ้มพึงใจ



“คุณไม่ต้องกังวลมากไปหรอกว่าเป็นหงส์มือใหม่แล้วจะทำให้เกิดปัญหา เพราะผมเตรียมทีมที่ดีที่สุดไว้ให้คุณแล้ว” ดนัยปลอบคนที่เอาแต่หน้าเครียดเพราะกังวลกับภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แถมยังเป็นเรื่องไกลตัวจนน่ากลัว “เดี๋ยวอีกสองวันผมจะพาคุณเข้าไปที่คาสิโนแล้วแนะนำพวกนั้นให้รู้จัก”



“อืม” บดินทร์รับคำพร้อมรอยยิ้มบาง ใบหน้าดูคลายกังวลขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เพราะเขายังมีเรื่องขึ้นตำแหน่งหงส์ให้เครียดต่อ

.

.

.

.

.




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“งานหนักเลยสิมึงช่วงนี้”





เห็นเพื่อนนั่งหน้าเครียดในห้องพัก เอกที่มีเวลาพักตรงกันพอดีก็เข้ามาตบไหล่เพื่อนรัก ปุปุ





“เออสิ กูน่ะไม่เท่าไหร่หรอก สงสารคุณดินมากกว่า วันๆ เครียดจนไม่ยิ้มเลย อีกแค่ 10 วันเองแล้วด้วย” ธันวาระบายให้เพื่อนฟัง ความเป็นห่วงเจ้านายฉายชัดจนเอกยังรู้สึกทึ่ง





“เห็นมึงเครียดแทนเจ้านายแล้วกูขนลุกจัง” เอกสัพยอกพลางเข้ามานั่งโอบไหล่เพื่อนตัวเล็กที่เริ่มเขวี้ยงค้อนใส่ ก่อนที่เสียงหัวเราะเบาๆ จะดังขึ้น





ธันวารู้ดีว่าเพื่อนรักจงใจแขวะกันก็เพื่อทำให้เขาร่าเริงขึ้น





แต่ถึงอย่างนั้นบอดี้การ์ดตัวจ้อยก็ไม่สามารถยิ้มระรื่นได้นานนัก เพราะความห่วงใยในตัวเจ้านายยังคงมากล้นอยู่ อย่างตอนนี้ที่เขาต้องมานั่งแกร่วอยู่นี่ก็เพราะถูกไล่ลงมา ฮัวต้องการสมาธิในการสอนงานหงส์ของเขา ถึงธันวาจะไม่ต้องการให้อยู่กันสองต่อสองเพราะกลัวอันตรายต่อผู้เป็นนาย สุดท้ายก็ถูกคุณดินไล่ลงมาอยู่ดี





...ไอ้ธันเซ็งเป็ด!





ว่าแล้วก็มาบ่นกับเอกว่าสงสารนายใหญ่ที่ต้องเหนื่อยกับเรื่องแต่งตั้งหงส์ สงสารคุณดินที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรก็มีแต่เรื่องเข้ามาไม่หยุด อีกทั้ง…





บอดี้การ์ดหนุ่มหันซ้ายหันขวา พลางกระซิบข้างหูเพื่อนสนิท ถึงเรื่องที่มีคนรู้กันเพียงหยิบมือ





"กูนี่แม่งไม่ไว้ใจยัยฮัวนั่นเลยให้ตายเถอะ"





"ทำไมวะ? " เอกกระซิบถาม





"เอ้า! ก็คราวก่อนที่เจอกันนะนางเล่นคุณดินไว้เสียหนัก แล้วคราวนี้อีก ถ้านายท่านไปช่วยไม่ทันคุณดินกูสิ้นชื่อไปแล้ว อีแบบนี้จะให้กูไว้ใจได้ไงวะ?? " ธันวากระซิบบ่นยาวเหยียด





"แล้วไง? ในเมื่อเขาดีกันแล้ว แถมคุณดินมึงนั่นแหละที่เสนอให้เขามาอยู่ด้วยโดยการทำแผนตบตาท่านพงศธร" เอกเถียงกลับเสียงเบา ตอนนี้หัวของทั้งคู่สุมเข้าหากันจนแทบหลอมเป็นหัวเดียว





"ไอ้เหี้ยเอ้ย พูดเรื่องนี้แล้วแม่งกูโคตรเจ็บ" พูดพลางเอามือขยุ้มที่อกด้านซ้ายด้วยความเจ็บปวดที่ไม่ได้เกิดกับร่างกายแต่เป็นจิตใจ





"เอ้า? เป็นเหี้ยไรมึงอีกเนี่ย? " อาการนั้นของเพื่อนรักยิ่งทำให้เอกงง





"แม่ม…" ธันวาน้ำตาคลอ สูดน้ำมูกกระซิกกระซิก "กูไม่น่าเสือกป่วยจนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญเลย มึงคิดดูสิ คุณดินกับนายท่านอุตส่าห์วางแผนหลอกพงศธรอย่างเนียนโดยการจัดฉากสังหารโหดยัยฮัวกับผัว โอ้ยยย แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว ทำไมกูไม่ได้เห็นกับตาวะ!!!?? " อยากโวยวายเสียงดังแต่ทำไม่ได้เพราะเป็นความลับ กระนั้นธันวายังคงออกท่าทางโดยการใช้สองมือจิกทึ้งหัวตัวเองด้วยความเสียดาย





"หืม...ไอ้ขี้เสือก! " แต่เพื่อนรักกลับไม่ได้รู้สึกเห็นใจ แถมด่าให้เต็มปากเต็มคำ





"เอ้า? ด่ากูทำไมอ่า"





"ทำเป็นเสียดายที่ไม่ได้อยู่เป็นบอดี้การ์ดนาย ชิ! ที่แท้มึงแค่เสียดายที่ไม่ได้เสือกเท่านั้นแหละ! "





"ง่ะ...ไอ้เอก ด่ากูแรงจัง" ธันวาแกล้งทำหน้าซื่อ





"แล้วมันจริงไหมล่ะ!? " แต่ก็ยังโดนเพื่อนตะคอกใส่





"ชิ" จนสุดท้ายก็ต้องเผยความในใจ "เออๆ กูอยากเสือกจริงๆ น่ะแหละ แต่กูก็ห่วงนายกูจริงๆ นะ"





"เหอะ! ไอ้ลูกหมา" คำตอบของเพื่อนรักทำเอาเอกถึงกับกลอกตามองบน ก่อนจับอีกฝ่ายล็อกคอแล้วใช้มือที่ว่างปั่นหัวเล็กๆ นั่นเป็นการลงโทษ





"อ๊าาา เจ็บๆๆๆ " ธันวาร้องจ้า แต่ก็ไม่อาจสลัดหลุดจากการลงทัณฑ์ของเพื่อนตัวโต





เพื่อนสนิทคลุกคลีสนิทสนมอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะธันวากับเอกรู้จักกันมาตั้งแต่ยังอยู่ในวงการมือปืนก่อนที่จะได้มารับใช้ดนัยจริงจังเสียอีก ดังนั้นการหยอกล้อถึงเนื้อถึงตัวแบบลูกผู้ชายตามประสาเพื่อนจึงเป็นวิธีแสดงความรักระหว่างสองเพื่อนสนิท





แต่ในจังหวะที่ธันวากำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับเอกนั้นมานพกับวิเชียรก็เข้ามาในห้องแคนทีนนี้พอดี





"พวกมึงทำอะไรกันเนี่ย? เล่นเป็นเด็กว่ะ" วิเชียรเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนรักทั้งสอง ที่ตอนนี้ธันวาโดนเอกรวบกอดจากด้านหลังจนจมหายเข้าไปกับอก





"อ้าวไงไอ้เชียร นายเสร็จจากโบสก์แล้วเหรอ? อ่ะ หวัดดีครับพี่นพ" เอกเอ่ยทักผู้มาใหม่ทันทีทั้งที่ยังโถมกอดเพื่อนสนิทไว้แนบอกแล้วโยกตัวไปมาอย่างเป็นปกติ โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนในอ้อมกอดนั้นก้มหน้างุดไปแล้ว





"เออ เสร็จแล้ว นายท่านขึ้นไปหาคุณดินเธอแล้ว ว่าแต่พวกมึงแหละลงมาทำอะไรกันตรงนี้ไม่ไปดูแลคุณดิน? " วิเชียรถามขึ้นต่อ





"ไอ้ธันโดนนายมันไล่ลงมาน่ะ หงส์อยากอยู่กับเลขาคนใหม่" เอกตอบแทนขณะล็อกตัวของเพื่อนที่อยู่ในอ้อมแขนแน่นขึ้นเพื่อเป็นการยืนยันคำตอบ





สามเพื่อนซี้ถามไถ่สถานการณ์รอบตัวโดยไม่ทันสังเกตว่าคนที่มาด้วยกับวิเชียรนั้นกำลังหน้าตึงได้ที่ โดยเฉพาะเมื่อหางตาของพี่ใหญ่หันไปเจอกับสกินชิพระหว่างธันวาและเอก





ไม่รู้ทำไมแต่การกอดรัดนั้นทำให้มานพไม่สบอารมณ์เลยสักนิด!





'อูยยยย...เฮียนพหน้าโหดเบอร์นี้ ไอ้ธันไปเหยียบตาปลาเฮียเข้าตอนไหนอีกวะ?? ' พอหันไปเห็นสีหน้าของพี่ใหญ่เข้า เอกก็ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ แล้วพาลคิดไปว่าเพื่อนตัวเล็กของตนนั้นไปหาเรื่องใส่ตัวมาอีกแล้วอย่างที่รู้ๆ กัน จากนั้นสองแขนแกร่งจึงโอบเพื่อนแน่นขึ้น เผื่อถ้าพี่ใหญ่โจมตีธันวาเมื่อไหร่ เขาได้ช่วยเพื่อนทัน





แล้วทันทีที่มานพก้าวเท้ามุ่งหน้าไปทางเอกและธันวา วิเชียรก็รีบเข้าไปขวางเพราะกลัวมานพหาเรื่องธันวาอย่างทุกครั้ง เพื่อนตัวเล็กของเขาเพิ่งหายป่วย หากโดนพี่ใหญ่เล่นงานเอาตอนนี้ได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มอีกยาวแน่





แต่การขัดขวางนั้นไม่ได้ผล ถึงตัวจะไม่ต่างกันมากนักมานพก็สามารถผลักวิเชียรให้พ้นทางได้ไม่ยาก แล้วพี่ใหญ่หน้าโหดก็เดินเข้าไปหยุดยืนหน้ามุ่ยอยู่ระหว่างเอกกับธันวาได้ในที่สุด





อารมณ์มาคุจากสายตาคมกล้าของรุ่นพี่เล่นเอาเอกสะท้านเยือกไปทั้งตัวเพราะรู้สึกได้ถึงรังสีคุกคามจากพี่ใหญ่อย่างแจ่มชัด แถมยัง…





'ทำไมเป้าถึงเป็นกูวะ!? '





เอกกลืนน้ำลายอึกใหญ่ กะพริบตาปริบๆ เมื่อได้สบสายตามาดร้าย มานพหรี่ตาลงเป็นเชิงสัญลักษณ์โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด เอกก็เหมือนจะตรัสรู้แจ้งแล้วด้วยเหตุแห่งสายตาคู่นั้น ไม่รอช้าจึงรีบปล่อยมือจากตัวธันวาทันทีราวกับโดนไฟลวก





ไม่รู้เหตุผลหรอก แต่เอาตัวรอดไว้ก่อนดีกว่า…





พอถูกปล่อยเป็นอิสระ ธันวากลับรู้สึกเคว้งคว้างหันไปมองเพื่อนที่ผละจากไปครั้งหนึ่งเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ทันที่ร่างสูงใหญ่ของมานพนั้นเข้ามาประชิดตัวเสียก่อน





ความประดักประเดิดเกิดขึ้นทันทีที่หันมาเห็นสายตาของมานพจ้องเขม็งอยู่ตรงหน้า ทำให้ต้องรีบก้มหน้างุดเพื่อหลบเลี่ยงสายตานั้น





มานพยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าธันวาครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเผชิญหน้า แต่ช่างเถิดแค่เห็นว่าธันวาหลุดจากอ้อมกอดของเอกแล้วพี่ใหญ่ก็รู้สึกพึงใจพอที่จะปล่อยผ่าน ร่างสูงใหญ่ละสายตาจากคนที่เอาแต่ก้มหน้า แล้วจึงเดินผ่านไปนั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์เพื่อสั่งอาหาร ปล่อยเอกและวิเชียรได้แต่ยืนงงจนหัวแทบแตก





ส่วนธันวานั้น...หัวใจเขาแทบระเบิดออกมาข้างนอกแล้ว!





'ยังจะหาเรื่องกันอีกหรือ? '





'ยังเกลียดกันขนาดนั้นเลยหรือ? '





รุ่นน้องร่างจ้อยได้แต่ยืนสะท้อนใจตามลำพัง ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น รังแต่จะแย่ลงเสียมากกว่า...มือเล็กได้แต่กำหมัดแน่น ทั้งสับสน และแสนเศร้า





"เอก เชียร เดี๋ยวกูกลับขึ้นไปหาคุณดินก่อนนะ เผื่อคุณเขาจะใช้งานอะไร กูอู้งานมานานแล้ว" ธันวาแสร้งคุยกับเพื่อนเสียงใส ทำเป็นไม่สนใจคนตัวใหญ่ที่เพิ่งทำบรรยากาศเสียไปเมื่อครู่





พูดจบก็เดินออกไปทั้งๆ อย่างนั้นโดยไม่คิดลารุ่นพี่อีกคนตามมารยาทที่พึงทำเลยแม้แต่น้อย และในระหว่างที่เอกกับวิเชียรยังเลิ่กลั่กกันอยู่เพราะตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปหรืออยู่ดีนั้น มานพก็ลุกพรวดขึ้น ทำท่าจะเดินตามธันวาออกไปเสียอย่างนั้น





งานนี้เล่นเอาเอกกับวิเชียรถึงกับต้องช่วยกันห้ามจ้าละหวั่น โดยเฉพาะวิเชียรที่ห่วงว่าธันวาจะโดนเล่นงานอีก





'แค่ไปไม่ลา ถึงกับจะตามไปรังควานกันเลยเหรอพี่!? '





"พี่นพครับ พี่อย่าเพิ่งทำอะไรไอ้ธันมันเลยนะ มันก็นิสัยแบบนี้มาตั้งนานแล้ว อีกอย่างมันป่วยยังไม่หายดีเลย ขืนพี่ทำไรมันอีก มันได้ตายคามือพี่แน่! " วิเชียรร่ายยาวเท่าที่จะหาเหตุผลได้ ไม่รู้ว่าควรหรือไม่ควรพูดอะไรบ้าง ที่แน่ๆ คือหยุดรุ่นพี่โหดคนนี้ให้ได้ก่อน เพราะกลัวว่าถ้าอีกฝ่ายถึงตัวธันวาได้ ฝ่ายนั้นเละคามือเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาแน่!





ถูกดักทางซ้ายขวา ประกบด้วยรุ่นน้องสองคนมานพก็เริ่มแผ่รังสีคุกคาม





"พวกมึงจะกลัวอะไร ถอยไป" ออกคำสั่งเสียงเย็น





"โถ่พี่นพ อภัยไอ้ธันมันสักครั้งเถอะนะ มันยังไม่หายดีจริงๆ พี่อาจไม่ทันสังเกตแต่มันยังเดินเซอยู่เลย" วิเชียรยังไม่ยอมถอย





"มันไม่ตายคามือกูหรอก" มานพเอ่ยขึ้น หน้าตาบ่งบอกว่ากำลังหงุดหงิดเต็มที่ "กูไม่ได้จะทำอะไรมัน แต่ถ้าพวกมึงยังไม่หลบ พวกมึงจะได้ตายคามือกูแทน"





เปรยเสียงเบา เนิบช้า และเยียบเย็น แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วให้รุ่นน้องตัวเขื่องสองคนได้ขนพองสยองเกล้า ก่อนจะรีบหลีกทางให้พี่ใหญ่อย่างไม่รอช้า





แล้วมองแผ่นหลังผู้จากไปตาละห้อย พาลนึกขอโทษขอโพยเพื่อนรักต่างๆ นาๆ





'ขอโทษนะไอ้ธัน พวกกูรักมึงนะ แต่ชีวิตพวกกูก็สำคัญ พี่เขาสัญญาแล้วว่ามึงจะไม่ตายคามือเขา มึงหนีเอาตัวรอดให้ทันเองนะ พวกกูขอโทษ!! '















“เดี๋ยว! ”





“!? ”





ในที่สุดมานพก็ตามธันวาทันเพียงไม่นาน ขายาวกว่าสับไม่กี่ครั้งก็ถึงตัว ธันวาหยุดชะงักไปกับเสียงเรียกที่ด้านหลัง แต่ก็ไม่ยอมหันหลังไปเผชิญหน้า





“หลบเก่งจังนะ” มานพต่อว่า ไม่รู้ทำไมเข้าถึงรู้สึกพาลต่อกิริยาดังกล่าวของคนตรงหน้านี้นัก ในเมื่อการหลบเลี่ยงจากกันเป็นอะไรที่ทำกันมาตั้งแต่มีปัญหากันแล้ว แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกทนไม่ได้





“มีอะไร? ” ธันวาถามสั้นๆ ไม่คิดแม้แต่จะหันไปมอง “เฮ้ย!!!? ” แต่เล่นตัวได้ไม่ทันจบคำร่างเล็กก็ปลิวหวือไปกับแรงกระชากจากคนข้างหลัง





แค่กระตุกต้นแขนเล็กนั่นครั้งเดียวก็สามารถทำให้ทั้งตัวของธันวาก็หันมาเผชิญหน้ากันได้สำเร็จ มานพกระชับแขนซ้ายของธันวาในมือแน่นเพื่อไม่ให้เจ้าคนตัวเล็กนี่หนีรอดไปไหนได้อีก หลบเก่งเป็นลูกแมวเล่นเอาหงุดหงิดไม่น้อย





การเผชิญหน้าในระยะประชิดเล่นเอาธันวาระงับอาการไม่ให้หน้าแดงไม่อยู่ เพราะเรื่องบ้าบิ่นที่เพิ่งใจกล้าทำไปเมื่อสองวันก่อนยังคงติดตรึงในความทรงจำยากสลัดหลุด





...ค่ำคืนอันเร่าร้อนนั้น…





ฝ่ายมานพพอได้เห็นใบหน้าที่แดงจัดยันต้นคอและใบหูของธันวาเข้าก็ทำเอาพูดอะไรไม่ออก หัวใจปวดหนึบจนพาลให้ทำอะไรไม่ถูก ต่างทำได้เพียงยืนจ้องหน้ากันนิ่งไร้ซึ่งคำพูดใดๆ





‘ไม่ไหวแล้ว! ’ ถึงจุดหนึ่งธันวาก็ไม่อาจทนไหว ชายหนุ่มสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายแล้วตั้งท่าเดินหนีไปอีกครั้ง แผลใจมันยังสดเกินกว่าจะทานทนต่อความแสบสัน มันเจ็บเกินไปหากยังต้องทนมองหน้ากันทั้งที่ไม่อาจเป็นอะไรกับอีกฝ่ายได้เลยนอกจากคนที่ถูกเกลียด





“ธัน! ”





แต่เพียงก้าวแรกที่ตั้งใจจะไปให้พ้นก็ถูกมานพรั้งไว้อีกครั้ง พี่ใหญ่ตั้งสติก่อนบอกกล่าวเรื่องที่ควรบอกตามหน้าที่ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายได้หนีหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น





‘ธัน...’ ชื่อเรียกที่ไม่มีคำว่า ‘ไอ้’ นำหน้า ชื่อของเขาที่ออกจากปากของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช้เค้นตะคอกอย่างที่ผ่านมา





...หัวใจเต้นแรงจนเจ็บร้าวไปทั้งอก





มานพสืบเท้าเข้าใกล้ร่างเล็กอีกหนึ่งก้าว ใกล้จนลมหายใจเป่ารดกระหม่อมของอีกฝ่ายได้ แล้วแจ้งสิ่งที่อมพะนำมานาน “บ่ายนี้นายท่านจะพาคุณดินไปหารั่วหลิน”





“.............”





“ข่าวว่าท่านจ้าวก็อยู่ด้วย”





“อืม...รับทราบ”





ธันวาตอบรับข่าวสารที่มานพนำมาแจ้ง แล้วต่างฝ่ายต่างก็เงียบไปอีกครั้ง ธันวาก้มหน้ามองพื้นจนคางแทบชิดอก ในหัวมันหนักไปหมดจนเงยหน้าไม่ขึ้น การก้มหน้าจนสุดนั้นทำให้ผิวเนื้อคอที่ด้านหลังโผล่พ้นเครื่องแบบที่เป็นเสื้อคอเต่า เผยรอยจ้ำแดงสองสามจุดตรงหลังคอสู่สายตาของมานพด้วยความไม่ตั้งใจ





รอยนั้นเริ่มขึ้นสีคล้ำอย่างน่าสงสาร จนมานพเผลอลืมตัวเอื้อมปลายนิ้วเย็นจัดเข้าไปสัมผัสตรงรอยนั้นแผ่วเบา





“!!!?? ” ธันวาสะดุ้งเยือกสุดตัวมือเล็กตะปบตรงต้นคอตัวเองไว้พลันหันกลับมาเผชิญหน้ากับมานพราวกับจะตั้งการ์ดสู้ ใบหน้าเล็กนั่นแดงก่ำไปทั้งหน้า ดวงตาเบิกโพลงราวกับกำลังตกใจสุดขีด ก้าวถอยหลังออกจากตรงหน้าของมานพสองสามก้าว แล้วเปลี่ยนเป็นวิ่งห้อหนีไปแบบไม่มีคำร่ำลา





ยืนมองแผ่นหลังของคนที่วิ่งจากไป จังหวะการเต้นของหัวใจในอกของร่างกายกำยำนี้คล้ายสะดุดกึก ความร้อนยังคงชัดเจนอยู่ตรงปลายนิ้วที่ได้สัมผัส



มันแย่...มานพตระหนักแก่ใจตัวเองดีว่าแบบนี้มันกำลังแย่ ชายหนุ่มก้มมองมือของตนที่เพิ่งได้แตะต้องฝ่ายนั้น ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกนี้กำลังจะระเบิดออกมา





“แม่ง! ” สบถออกไปพร้อมใช้กำปั้นทุบกำแพงเสียงดังสนั่น เพื่อเป็นการระบายความอัดอั้นจากความสับสนที่บีบรัดอยู่ในอกนี้





มานพรู้แก่ใจดีว่า...





...บางอย่างในอกนั้นมันกำลังเปลี่ยนไป





.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ

“รั่วหลินต้อนรับท่านจ้าวค่ะ”

 

 

ร่างสูงโปร่งบอบบางในชุดเสื้อกี่เพ้าแขนยาวสีดำลายปักรูปหงส์สีทองกับดอกโบตั๋นกระโปรงจีบรอบยาวกรอมเท้าสีขาว คลุมทับด้วยผ้าแพรสีขาวสะอาดโค้งกายคำนับเจ้าบ้านที่นานครั้งจะมีโอกาสกลับมาที่รังนี้

 

 

เจ้าบ้านชำเลืองมามองผู้ต้อนรับด้วยสายตาคมดุ เอ่ยตำหนิที่อีกฝ่ายพูดจาไม่ถูกหู "บอกกี่ครั้งแล้วว่าต่อหน้าฉันไม่ต้องแสร้งเป็นรั่วหลิน ฉันไม่ชอบ! "

 

 

"...จื้อหลินขออภัยท่านจ้าว" ผู้ต้อนรับก้มหน้ารับคำต่อว่าพร้อมค้อมกายลงต่ำกว่าเก่า

 

 

คำขอโทษนั้นไม่ได้เข้าหูของผู้เป็นนาย จ้าวซินพ่นลมหายใจทางจมูกด้วยความไม่สบอารมณ์ สืบท้าวผ่านหงส์ตัวปลอมไปด้วยความหงุดหงิด

 

 

“ท่านจ้าวมาในวันนี้มีอะไรให้จื้อหลินรับใช้หรือครับ? ” ร่างโปร่งถามขึ้นทันทีที่ร่างสูงใหญ่เดินผ่าน ดวงตากลมโตจ้องมองแผ่นหลังนั้นด้วยความคิดถึง แม้ใบหน้าหล่อเหลานั้นจะไม่ผินมามอง แม้ริมฝีปากนั้นจะเอ่ยเพียงคำด่าทอเราะร้าย แม้ในดวงตาคู่สวยนั้นจะเต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่จื้อหลินก็ยังคงคิดถึงเจ้าชีวิตคนนี้ไม่เสื่อมคลาย

 

 

“หึ! อย่ามาเสแสร้งถามทั้งที่แกก็รู้อยู่แล้วว่าฉันมาทำอะไร! ” จ้าวซินเค้นเสียงตอกกลับ “คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าแกส่งสายไปไว้ใกล้ตัวฉันชุมไปหมดน่ะ”

 

 

สายตาชิงชังปรายมามองที่จื้อหลินวาบหนึ่ง พาลให้เจ้าของร่างผอมสะดุ้งจนต้องหลุบตามองต่ำไม่กล้าพอที่จับสบตานายเหนือ

 

 

“จื้อหลินไม่กล้า” หงส์เงาเอ่ยเสียงเบา

 

 

“อีก 10 วันแดนนี่จะแต่งตั้งหงส์ ถึงฉันจะไม่ชอบไอ้หงส์คนนั้นนัก แต่ก็ไม่ได้อยากเห็นแดนนี่ต้องขายหน้า แกก็จัดการตามสมควร อย่าให้ฝ่ายนั้นมาว่าเอาได้” จ้าวซินออกคำสั่งเด็ดขาด “อย่าทำให้ชื่อของรั่วหลินต้องแปดเปื้อนเพราะความสะเพร่าของแก จำเอาไว้! ”

 

 

“...จื้อหลินรับทราบ”

 

 

รับคำแล้วยืนมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของจ้าวซินด้วยความเจ็บร้าว ‘อย่าทำให้ชื่อของรั่วหลินแปดเปื้อน’ ราวกับคมมีดกรีดเฉือนลงบนหัวใจของจื้อหลินช้าๆ ทว่ามันก็เป็นแค่การกรีดซ้ำรอยเดิม แค่เปิดแผลเก่าที่เน่าเฟะให้เลือดปนหนองไหลนองออกมาเท่านั้น

 

 

เป็นแค่ตัวแทน ‘ชื่อ’ ของรั่วหลิน แต่ไม่อาจเป็นตัวแทนรั่วหลินได้

 

 

.

.

.

.

.

 

 

คาราวานรถสีดำเงาวาม โดยมี Audi A8 L 55 TFSI quattro Prestige อยู่ตรงกลางขับตามกันไป 3 คัน ผ่านโลวเวอร์โรดเวย์ข้ามสะพานแมนฮัตตันเพื่อมุ่งสู่ใจกลางเมืองบรูคลิน อันเป็นที่พำนักของเจ้าพ่อรายใหญ่ผู้เป็นเลือดผสมอีกครึ่งของวิษธร ‘จ้าวซิน’

 

 

“ไปกินข้าวเย็นที่บ้านจ้าวซินกัน” คือคำชวนที่ดนัยเอ่ยปากลากบดินทร์ติดตามออกมาด้านนอก

 

 

“เหอะ คงอร่อยตายชัก” ก็คือคำที่บดินทร์ย้อนตอบมา แต่ก็ยินดีแต่งตัวตามมาด้วย

 

 

มังกรและหงส์ของพรรคเถียงกันไปมาครู่หนึ่ง ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาก็เข้าสู่ใจกลางบรูคลิน ลัดเลาะผ่านเส้นทางที่การจราจรคลาคล่ำเพียงอึดใจก็มาถึงตึกใหญ่ของพรรคจ้าว ที่ซึ่งบดินทร์ถึงกับเบะปาก ไม่อยากมาเหยียบเป็นที่สุด

 

 

รถทั้งสามขับตรงเข้าในลิฟท์รถเพื่อดิ่งขึ้นชั้นบนสุดของอาคาร คันแรกคือรถของมังกรและหงส์ของวิษธรซึ่งมีคนขับเป็นมานพและธันวาคอยดูแล พร้อมรถบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ที่มาด้วยกันอีก 10 คน แต่ก่อนที่ดนัยจะพาบดินทร์ตรงไปพบเจ้าบ้านนั้น มังกรหนุ่มกลับพาหงส์ของตนไปเจอคนแปลกหน้าที่บดินทร์ไม่เคยรู้จักมาก่อนอีกคนหนึ่งที่กำลังรออยู่ตรงโถงหน้าที่จอดรถก่อนถึงประตูเข้าสู่ห้องรับรองใหญ่

 

 

“นี่คือหวางมู่ เป็นคนดูแลที่นี่” ดนัยแนะนำ ซึ่งบดินทร์ก็รีบสังเกตและจดจำลักษณะของอีกฝ่ายทันที

 

 

ชายชาวจีนผิวขาวตาตี่ สูงราวๆ 175 หน้าตาสะอาดสะอ้าน อายุไม่น่าจะเกิน 25 ปี คือสิ่งที่บดินทร์เห็น

 

 

“สวัสดีครับคุณดิน” หวางมู่คนนั้นเอ่ยทักราวกับรู้จักกันดี ทั้งยังเป็นภาษาไทย บดินทร์ตกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนนึกขึ้นได้ว่าหากเป็นคนของดนัยอย่างน้อยคงต้องพูดไทยได้เหมือนฮัว หงส์ของวิษธรทำเพียงพยักหน้ารับด้วยใบหน้าที่ยังเต็มไปด้วยริ้วรอยสงสัย

 

 

“ผมเห็นคุณดินตั้งแต่ที่คุณมาเยือนที่นี่ครั้งก่อนน่ะครับ ผมเป็นคนดูแลต้นห้องของคุณจื้อหลิน” เห็นสีหน้าไม่วางใจของบดินทร์เข้า หวางมู่จึงรีบอธิบายความเป็นมา “แต่ที่จริงผมคือคนของท่านแดนนี่ครับ”

 

 

“คนของดนัย? แล้วจ้าวซินไม่รู้หรือ? หงส์คนนั้นล่ะ? ...” บดินทร์อ้าปากถามสองสามประโยค “เอ๊ะ? นายรู้ว่าหงส์ของจ้าวซินคนนั้นไม่ใช่รั่วหลิน? ไหนบอกคนในพรรคก็ไม่รู้ไง? ”

 

 

“ท่านจ้าวยังไม่ทราบเรื่องผมครับ เพราะคุณจื้อหลินปิดเรื่องให้” หวางมู่ตอบคำถามอย่างสุภาพ แต่ก่อนที่บดินทร์จะถามต่อดนัยก็เข้ามาให้ความกระจ่าง

 

 

“จื้อหลินน่ะถือเป็นคนของผมตั้งแต่ที่ผมขอชีวิตเขาไว้” ดนัยอธิบายเพิ่ม “เพราะอย่างนั้นจ้าวซินจึงไม่ค่อยมาเหยียบที่นี่หรือให้จื้อหลินยุ่งกับกิจการพรรคมากนัก เพราะไม่ไว้ใจ ผมจึงส่งหวางมู่กับหลี่ซู่เหลยมาคอยช่วยดูแล เผื่อวันไหนที่จ้าวซินเกิดอยากลงมือกับจื้อหลินขึ้นมาสองคนนี้จะได้ช่วยได้”

 

 

บดินทร์เงียบฟังแล้วคิดได้เพียงว่าในหมู่มาเฟียนี้ต่อให้ดื่มเลือดสาบานเป็นพี่น้องก็ยังไว้ใจไม่ได้ ดนัยมีสายซ่อนไว้ในตระกูลจ้าว แล้วแบบนี้มีหรือที่จ้าวซินจะไม่มีมีสายไว้ในวิษธร หรือแม้กระทั่งคนของพงศธร ก็อาจมีซุกซ่อนอยู่ในรังอย่างไม่ทันรู้ตัว

 

 

...เพราะอย่างนี้เองสินะ วันที่จัดฉากสังหารฮัวกับหลิวลี่เฉิง ดนัยถึงได้ปิดเรื่องเป็นความลับแม้กระทั่งกับคนในพรรคเดียวกัน ให้รู้ได้เพียงไม่กี่คนที่ไว้ใจได้เท่านั้น ทั้งยังเรื่องการมีอยู่ของฮัวในพรรคตอนนี้ยิ่งต้องเก็บเป็นความลับยิ่งกว่าเงา

 

 

“...ผมจำเป็นต้องรู้อะไรบางอย่างจากหวางมู่ก่อนใช่ไหม ถึงจะเข้าไปคุยกับจื้อหลินอย่างราบรื่นได้” บดินทร์หันไปถามดนัย

 

 

มังกรหนุ่มยิ้ม “ถูกแล้ว ผมอยากให้คุณรู้ไว้บ้างว่าจริงๆ แล้วจื้อหลินเป็นยังไง ตอนที่ต้องอยู่กับฝ่ายนั้นคุณจะได้ไม่อึดอัด” อธิบายพลางใช้มือแกร่งลูบข้างเอวสอบของผู้ฟัง แล้วก้มลงกระซิบที่ข้างหู “อีกอย่าง ผมอยากให้คุณระวังตัวและหัวใจเอาไว้...”

 

 

“ทำไมเหรอ? ” บดินทร์ลองเดาดูในใจ หากดนัยออกตัวเตือนกันแบบนี้ ไม่แคล้วหงส์เงาคนนั้นคงร้ายกาจใช่ย่อย หรืออาจร้ายไม่ต่างจากจ้าวซินเลยก็เป็นได้

 

 

“คุณเห็นใช่ไหมว่าจื้อหลินน่ะดูไร้พิษสงจนน่าสงสาร ผมกลัวจังว่าถ้าปล่อยให้คุณอยู่กับเขาแค่ไม่ถึงครึ่งวันคุณอาจเห็นใจเขาจนลืมไปว่าเขาเป็นใครก็ได้” ดนัยอธิบาย

 

 

“แต่เขาเป็นคนของคุณไม่ใช่เหรอ? ”

 

 

“จริงอยู่ที่เขาติดหนี้ชีวิตผม แต่อย่าลืมสิว่าจื้อหลินนั้นรักจ้าวซินมากแค่ไหน หากวันใดที่ผมกับจ้าวซินแตกหักก็พูดได้เต็มปากเลยว่าจื้อหลินไม่มีทางเลือกผม”

 

 

“..................” เห็นจริงอย่างที่ดนัยพูด บดินทร์จึงนิ่งฟังแล้วครุ่นคิดถึงวิธีการรับมือ เขายังไม่เคยเสวนาเป็นเรื่องเป็นราวกับจื้อหลินเท่าไหร่ อย่างคราวก่อนที่เจอกันก็รู้สึกจะโดนฝ่ายนั้นปั่นหัวเอาจนหงุดหงิด ดีแล้วที่วันนี้ดนัยให้เขาได้เจอกับหวางมู่เพื่อหาทางรับมือกับฝ่ายนั้นก่อน อย่างน้อยคราวนี้คนที่เป็นฝ่ายหัวปั่นต้องไม่ใช่เขา

 

 

“หวางมู่” ดนัยพยักหน้าให้สายของตนเริ่มเล่าเรื่องของจื้อหลินให้บดินทร์ได้ฟัง

 

 

สายหนุ่มโค้งตัวรับคำแล้วเริ่มเล่า...

 

 

...จื้อหลินเป็นเก็บเนื้อเก็บตัวด้วยเพราะโดนคำสั่งจากจ้าวซินให้ไม่ปรากฏตัวหากไม่จำเป็น จึงยิ่งทำให้หงส์เงาคนนี้ไม่มีโอกาสได้เหยียบออกจากบ้านเลยแม้แต่ก้าวเดียวมาร่วมสองปีแล้ว แม้แต่บ้านตระกูลหานก็ไม่สามารถกลับไปได้ ซึ่งแท้จริงจื้อหลินก็ไม่ต้องการกลับไปที่นั่นเช่นกัน

 

ในส่วนของการบริหารจัดการฝ่ายในของพรรคในตำแหน่งหงส์แทนที่รั่วหลินนั้น ต้องเกริ่นก่อนว่าแต่ไหนแต่ไรจื้อหลินถูกเปรียบเทียบกับผู้พี่สาวตลอดว่าไม่เอาไหนสู้ผู้หญิงยังไม่ได้ ดังนั้นช่วงแรกที่จื้อหลินรับช่วงเป็นหงส์เงา จ้าวซินจึงไม่ได้ให้จื้อหลินทำอะไรเลยเพราะกลัวจะทำเสียเรื่องจนงานพัง แต่เพียงไม่ถึงครึ่งปีจื้อหลินก็เปิดเผยความเก่งกาจออกมา เขาสามารถทำทุกอย่างเหมือนกับที่รั่วหลินเคยทำ แม้ไม่สามารถออกสู่เบื้องหน้าได้แต่ก็ควบคุมจากเบื้องหลังได้อย่างแยบยล เก่งไม่ต่างจากพี่สาว ทั้งยังโหดเหี้ยมและเย็นชายิ่งกว่า

 

หากมีใครในพรรคทำผิด หรือเห็นว่ากำลังประพฤติทุจริตอันเป็นภัยแก่พรรค จื้อหลินจะจัดการขั้นเด็ดขาดทันทีโดยไม่ต้องให้เรื่องถึงมือจ้าวซิน เก่งจนเป็นที่ยอมรับ และไม่มีใครคิดว่าแตกต่างจากรั่วหลินคนเก่า เพียงเห็นว่าเด็ดขาดและร้ายกาจขึ้นเท่านั้น

 

ทว่าความเก่งนั้นกลับยิ่งทำให้จ้าวซินรังเกียจ เพราะคิดว่าจะมาเทียบเคียงหงส์ตัวจริงของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเพราะเหมือนกับว่ายิ่งจื้อหลินพยายามเท่าไหร่ จ้าวซินก็ยิ่งเกลียดมากขึ้น

 

 

เกลียดมากจนในที่สุดจ้าวซินก็ไม่ขออยู่ร่วมบ้านกับจื้อหลินอีก มังกรพรรคจ้าวสถิตอยู่ที่ทำงานเป็นหลักหากไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่กลับมาเหยียบบ้านเด็ดขาด แต่ถึงรู้อย่างนั้นจื้อหลินก็จะตื่นแต่เช้าขึ้นมาจัดการดูแลสิ่งของในบ้านนี้ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เตรียมอาหารสำหรับสองคนทุกวัน แล้วแต่งตัวงดงามระรื่นตานั่งรอเงียบๆ อยู่ตรงชุดโซฟาที่หน้าประตูนั้น เผื่อวันใดที่จ้าวซินกลับมาจะได้พร้อมต้อนรับ แม้จะรอเก้อวันแล้ววันเล่าก็ตาม

 

พอได้ฟังเรื่องของจื้อหลิน บดินทร์ก็ได้แต่สะท้อนใจ เพราะรักมากจึงยอมทุกอย่าง แม้จะไม่เห็นทางสว่างก็ยังดิ้นรนที่จะรักต่อไป...แต่นี่คงไม่ใช่ประเด็นที่เขาต้องเรียนรู้จากจื้อหลินสินะ ความเก่งกาจของฝ่ายนั้นต่างหากที่เขาต้องตระหนัก

 

เท่าที่ฟังดูท่าจื้อหลินคนนี้จะเป็นคนดื้อไม่น้อย หงส์หนุ่มลองพิจารณาหาทางรับมือ

 

“นี่หวางมู่ หมอนั่นมีเพื่อนบ้างไหม? เพื่อนสนิทตอนเด็ก ตอนเรียน หรือตอนนี้ก็ได้” บดินทร์ถามขึ้นเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก

 

“ไม่มีครับ” หวางมู่ตอบชัดแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด “จื้อหลินเป็นคนเก็บตัวมาตั้งแต่เด็ก อย่าว่าแต่เพื่อนสนิทเลย เพื่อนปกติก็ไม่มีครับ”

 

“ใช้ชีวิตมายังไงน่ะ? ” บดินทร์สงสัย

 

“อยู่กับพี่สาวเท่านั้นครับ พอรั่วหลินตายจึงเหลือแค่ท่านจ้าว”

 

“แล้ววันๆ จื้อหลินคุยกับใครบ้าง? ”

 

“ไม่มีครับ นอกจากสั่งงานกับพวกผมแล้วก็ไม่ปริปากพูดอะไรอีก”

 

“แล้วเคยพูดหรือปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับใครไหม? ”

 

“ไม่มีเลยครับ แม้แต่กับท่านจ้าวก็ไม่เคย”

 

 

“อืม...เข้าใจแล้ว ขอบใจมาก” บดินทร์เอ่ยขอบคุณสายของดนัยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้รับความกระจ่าง หวางมู่อธิบายถึงเรื่องงานของจื้อหลินให้บดินทร์ฟังต่ออีกครู่หนึ่ง แล้วจึงขอตัวไปตามหน้าที่

 

 

“เป็นไงบ้าง? พอรับมือไหวไหม? ” ลับหลังหวางมู่ ดนัยก็กระซิบถาม

 

 

“ก็ว่าน่าจะมีวิธีอยู่นะ” บดินทร์ตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าจื้อหลินคนนี้มีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจพอ...

 

ไม่ทันได้พูดคุยอะไรกันต่อก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปพบเจ้าบ้านเสียก่อน บดินทร์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แม้จะมีดนัยยืนเคียงข้างแล้วเอื้อมมือมาจับมือของเขาไว้เพื่อให้กำลังใจ แต่ก็ยังรู้สึกว่าหัวใจยังคงสั่นไหว เพราะนี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่เขาต้องผ่านไปให้ได้อยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

“รั่วหลินขอต้อนรับท่านแดนนี่และคุณดินค่ะ”

 

 

แค่ก้าวเท้าเข้าโซนรับแขก ก็เจอกับหงส์ของบ้านอย่างจื้อหลินยืนต้อนรับอยู่ เห็นกี่ครั้งบดินทร์ก็อดชื่นชมความงามของคนตรงหน้าไม่ได้ ช่างเป็นผู้ชายที่อ่อนช้อยจนนึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเพศเดียวกันกับตน ร่างสูงโปร่งบอบบางในชุดเสื้อกี่เพ้าแขนยาวสีดำลายปักรูปหงส์สีทองกับดอกโบตั๋นกระโปรงจีบรอบยาวกรอมเท้าสีขาว คลุมทับด้วยผ้าแพรสีขาวสะอาดดูงามพร้อมอย่างคนมีชาติตระกูลสูง

 

 

“สวัสดี มีเรื่องต้องฝากหลายเรื่องเลย ขอโทษด้วยนะ” ดนัยยิ้มทักทาย พลางขอโทษตามมารยาทที่ต้องรบกวน

 

 

“รั่วหลินยินดีรับใช้ท่านแดนนี่และคุณดินเสมอค่ะ” ดวงตาหวานล้ำหลุบต่ำ ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความถ่อมเนื้อถ่อมตัว

 

 

‘ต่อหน้ามังกรของพรรคอื่นๆ หรือผู้อาวุโส เราก็ควรนอบน้อมแบบนี้เหมือนกันสินะ’ บดินทร์พยายามจดจำสิ่งที่จื้อหลินทำ เพื่อที่จะวางตัวได้ถูกต้องเมื่ออยู่ต่อหน้าคนสำคัญของพรรคในอนาคต

 

 

 

ดนัยและบดินทร์พร้อมกับบอดี้การ์ดติดตามอีก 10 ชีวิตเดินตามหงส์ของพรรคจ้าวเข้าไปด้านใน บอดี้การ์ดบางส่วนยืนประจำการอยู่ด้านนอก มีเพียงธันวา มานพ วิเชียรและเอกเท่านั้นที่ตามติดเข้าไปในโถงรับรองด้วย

 

“เชิญนั่งพักตามสบายก่อนนะคะ เดี๋ยวท่านจ้าวคงออกมา” จื้อหลินเชิญแขกนั่งรอที่โต๊ะอาหารอย่างสุภาพ แล้วพยักหน้าให้สัญญาณแก่ผู้ดูแลให้เริ่มลำเลียงอาหารหวานคาวเข้ามา

 

เกือบจะทุ่มหนึ่งแล้วเป็นเวลาอันสมควรแก่การทานดินเนอร์ร่วมกันสักมื้อ และเป็นการดีที่บดินทร์จะได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารระหว่างพรรคด้วย โลกมาเฟียก็คือโลกของผู้มีอิทธิพลชั้นสูงที่ต่างก็ถือยศถือศักดินาไม่ต่างจากวงการอื่น ดังนั้นหากไม่เรียนรู้เรื่องพวกนี้เอาไว้บ้าง อาจทำให้การทำงานในตำแหน่งหงส์ของเขาลำบาก

 

เพียงครู่อาหารดื่นดาษตาก็ทยอยมาเสิร์ฟ พรรคตระกูลจ้าวเชื้อสายจีนแท้ทำให้ทุกอาหารของค่ำคืนนี้คืออาหารเหลาชวนตื่นตา แต่เพราะบรรยากาศไม่ชวนเจริญอาหารเท่าไหร่บดินทร์จึงค่อนข้างอึดอัดมากกว่าหิว

 

“มาแล้วเหรอแดนนี่? ”

 

และในที่สุดเจ้าบ้านตัวจริงก็ปรากฏตัว จ้าวซินเดินออกจากห้องทำงานตรงดิ่งมาทางโต๊ะอาหารที่ทุกคนรวมตัวอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าคมดุส่งมาทักทายดนัยอย่างเป็นมิตร และก็เช่นเดิมที่ไม่ได้ชายตามาแลทางบดินทร์เลยสักนิด ดนัยลุกขึ้นยืนต้อนรับการมาของจ้าวซิน บดินทร์จึงลุกขึ้นด้วย แม้ไม่สะดวกใจนักแต่บดินทร์ก็พอรู้แล้วว่าต้องทำตัวอย่างไรต่อหน้าคนคนนี้ ‘ตามมารยาทแล้วหงส์ไม่ควรมองหน้าของมังกรต่างพรรคโดยตรง’ เขาท่องจำได้ขึ้นใจ และเห็นตัวอย่างแล้วว่าจื้อหลินไม่เคยสบตากับดนัยตรงๆ เลยสักครั้ง หลุบสายตาลงต่ำด้วยความนอบน้อมอยู่ตลอด ซึ่งบดินทร์เองก็เข้าใจแล้วว่าตามระบบศักดินานี้เขาเองก็ควรทำ

 

หงส์ของวิษธรค้อมตัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพต่อมังกรแห่งพรรคจ้าวอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน กิริยานั้นของบดินทร์ทำให้จ้าวซินหันมาสนใจในที่สุด

 

“เห็นว่าถูกลักพาตัวไปฆ่า ก็ยังปลอดภัยดีนี่” คือคำแรกที่จ้าวซินเอ่ยพาดพิงมาถึง บดินทร์ลอบสบถในใจแต่พยายามไม่แสดงอาการอะไรมากนัก

 

“ก็เกือบไปเหมือนกัน ดีว่าไหวตัวทัน” ดนัยตอบพร้อมหย่อนตัวลงนั่งเมื่อเจ้าบ้านนั่งลงตรงหัวโต๊ะ

 

“เลือกแล้วสินะที่จะเก็บคนนี้ไว้มากกว่าคนเก่งอย่างฮัวน่ะ” จ้าวซินถามขณะคลึงแก้วไวน์คาร์เบอร์ เน็ต โซวินญองรสเลิศไว้ในมือ

 

“พี่ก็รู้ว่าเก็บฮัวไว้ก็ไม่ต่างจากหอกข้างแคร่” ดนัยตอบ สีน้ำที่เคยแย้มยิ้มเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งแต่ยังทิ้งรอยยิ้มบางไว้ตรงมุมปาก

 

“แต่ใครจะคุมคาสิโนได้เก่งเท่าหล่อน หรือคาดหวังว่าหงส์คนนี้จะทำได้? ” กระนั้นก็ยังหาเรื่องแขวะมาทางบดินทร์ไม่เลิก จนบดินทร์เองก็เริ่มทนไม่ไหว อะไรจะจงเกลียดจงชังและดูถูกกันขนาดนี้!?

 

แต่ก่อนที่บดินทร์จะทันได้เอ่ยอะไร สายตาของเขากับสบเข้ากับจื้อหลินที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเสียก่อน ‘นิ่งไว้’ เหมือนสายตาคู่นั้นของอีกฝ่ายจะสื่อสารออกมาถึงเขาแบบนี้

 

“ผมเชื่อในคนของผม” จังหวะนั้นเองดนัยก็ตอบคำของจ้าวซินไปพอดี

 

“หึ...จะคอยดูแล้วกัน” และก็จบบทสนทนาเรื่องของหงส์ไม่ได้ความของดนัยได้เสียที บดินทร์ได้แต่นั่งข่มจิตข่มใจไม่ให้เผลอจ้องตาหาที่ตายกับจ้าวซินเสียตอนนี้

 

 

จากนั้นหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นๆ ช่วยให้บดินทร์ได้พอหายใจหายคอคล่องขึ้นบ้าง ซึ่งทั้งโต๊ะที่มีกัน 4 คนนั้นก็มีเพียงแค่มังกรสองคนที่คุยกันไปเรื่อยส่วนหงส์ทั้งสองก็ได้แต่นั่งเงียบ และเมื่อมื้ออาหารจบลงดนัยก็ขออนุญาตขอตัวจื้อหลินเพื่อเป็นที่ปรึกษาแก่หงส์ของตน

 

“ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะพี่จ้าว ผมขอให้หงส์ของพี่ช่วยให้คำแนะนำเรื่องที่ควรหรือไม่ควรกับว่าที่หงส์ของผมได้หรือเปล่า? ”

 

“ได้สิ” จ้าวซินตอบพลางจิบไวน์ในมือ “ก็ขอให้มันเป็นประโยชน์เถอะ” แล้วหันไปมองจื้อหลินแบบไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ในเชิ่งไล่ให้รีบพาคนของดนัยไปให้พ้นหน้าเสียที

 

จื้อหลินลุกขึ้นแล้วโค้งตัวน้อยๆ เพื่อขอเสียมารยาทออกจากโต๊ะอาหารไปก่อน พร้อมสบตาบดินทร์พริบตาหนึ่งเพื่อเชื้อเชิญให้เดินตามกันไป ส่วนบดินทร์ก็รีบลุกขึ้นแล้วทำตามที่จื้อหลินทำ ก่อนเดินตามฝ่ายนั้นไปอย่างรวดเร็ว ถึงไม่ได้สนิทใจที่จะไปกับจื้อหลิน แต่อย่างน้อยการได้ออกห่างจากจ้าวซินที่ไหนก็น่าอภิรมย์สำหรับเขาทั้งนั้น

 

 

 

 

 

“เตรียมรับมือกับพวกพรรคไอ้จางนั่นหรือยัง? งานวันแต่งตั้งหงส์มันลงมือแน่” ลับร่างของหงส์ทั้งสอง จ้าวซินก็เอ่ยเข้าประเด็นกับดนัยทันที

 

“ครับ ผมเตรียมการไว้แล้ว ถ้าไม่ได้มีหนอนบ่อนไส้ก็น่าจะไม่มีปัญหา” ดนัยตอบพลางดื่มไวน์ในมือจนเกลี้ยงแก้ว แจ้งกับจ้าวซินไปว่าเตรียมการแล้วแต่ไม่ปริปากพูดถึงวิธีการ เพราะเรื่องวิธีรับมือหนอนบ่อนไส้มันไม่อาจเอ่ยออกมาได้ไม่ว่าต่อหน้าใครทั้งนั้น

 

“ทั้งที่นายก็ระแคะระคายอยู่ว่ามันเป็นใคร แต่ก็ยังอุตส่าห์จะเก็บมันไว้เป็นหอกข้างแคร่อยู่นั้น” จ้าวซินบ่น เพราะไม่พอใจนักกับการทำงานแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยเกินไปของน้องชายร่วมสาบานคนนี้

 

“จะจัดการเลยก็ไม่ได้ยากเย็นหรอกพี่ ผมแค่อยากจะสาวมันออกมาทั้งรากเท่านั้นแหละ” บดินทร์ไหวไล่ “และผมคิดว่าวันแต่งตั้งดินมันไม่กล้าลงมือหรอก”

 

“ทำไม? ”

 

“เพราะมันรู้…รู้ว่าทันทีที่มันลงมือ จะเป็นการเปิดเผยตัวตนของมัน”

 

จ้าวซินเพียงพยักหน้าเมื่อได้ยินความมั่นใจของน้องชาย ดนัยก็เพียงยิ้มไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ

 

“หงส์นายจะไหวเร้อ…” จ้าวซินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เมื่อเงียบกันมาได้ครู่หนึ่ง “ดูยังไงก็เอาตัวเองไม่รอด รังแต่จะเป็นภาระนายเสียมากกว่า”

 

“ผมรู้” ดนัยยิ้ม หลุบตาต่ำมองนิ้วมือตัวเองที่ยังคลึงอยู่กับก้านแก้วไวน์

 

“งั้นระวังไว้แล้วกัน ตายง่ายแบบนั้นจะอยู่เป็นภาระได้ไม่นานเอา…”

 

 

 

เปรี๊ยะ…

 

 

 

เสียงลั่นเบาๆ คล้ายแก้วร้าวดังขึ้นทันทีที่จ้าวซินกล่าวจบ มังกรหนุ่มตระกูลจ้าวสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากคู่สนทนา เข้าใจได้ในทันทีว่าคำพูดของตนไปกระทบความรู้สึกบางอย่างของฝ่ายนั้นเข้าเสียแล้ว แต่ก็เท่านั้นเพราะเขาก็ไม่ได้รู้สึกกริ่งกลัว กลับจ้องดวงตาสีน้ำตาลแกมเขียวที่ราวกับดวงตาของอสรพิษนั้นตรงๆ

 

 

“ใครกล้าแตะเขา ผมก็ไม่เอามันไว้เหมือนกัน”

 

 

 

 

 

 

บดินทร์เดินตามจื้อหลินเข้าไปถึงอีกห้องที่ดูเหมือนจะเป็นห้องทำงานของอีกฝ่าย ห้องกว้างทว่าเต็มไปด้วยตู้หนังสือ โต๊ะกว้างที่เต็มไปด้วยเอกสารและโซฟาตัวใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นที่นอนพักผ่อนของผู้เป็นเจ้าของ…

 

“เชิญนั่งครับคุณดิน” จื้อหลินหันมาเชิญให้บดินทร์นั่งพักตรงโซฟานุ่ม ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปหยิบกระดาษปึกหนึ่งจากกองเอกสารบนโต๊ะ แล้วยื่นมาตรงหน้าผู้มาเยือน “นี่เป็นลำดับพิธีการอย่างละเอียดของการขึ้นรับตำแหน่งหงส์ ผมเตรียมไว้ให้คุณแล้วครับ”

 

บดินทร์รับไปเงียบๆ แล้วลองเปิดดูคร่าวๆ

 

“ไม่ต้องมีการทดสอบเหรอ? การขึ้นเป็นหงส์น่ะ” เปิดดูไปดูมาแล้วไม่เห็นว่าจะมีเรื่องทดสอบความเหมาะสมอย่างที่เคยกลัว บดินทร์จึงรีบถามขึ้น “หรือจะเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรซ์? กลัวข่าวรั่วแล้วหงส์จะไหวตัวทัน? ”

 

“การทดสอบไม่จำเป็นหากหงส์คนนั้นได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามจากผู้ลงนามรับรอง” จื้อหลินเอ่ยเสียงเรียบ “ถึงท่านจ้าวจะไม่ชอบคุณแต่ก็ย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของท่านแดนนี่ ส่วนท่านพงศธรก็ยอมลงนามให้เพราะติดค้างท่านแดนนี่เรื่องของฮัว ดังนั้นต่อให้ท่านซื่อหม่าอี้จะไม่ยอมลงนามก็ไม่มีผลใดๆ ต่อการแต่งตั้งหงส์ของคุณครับ”

 

“แล้วตอนแต่งตั้งรั่วหลินล่ะ? ”

 

“นั่นเพราะมีท่านแดนนี่ยอมลงยามเพียงคนเดียว โดยท่านพงศธรและท่านซื่อหม่าอี้ไม่ยินยอมจึงจำเป็นต้องจัดการทดสอบขึ้นครับ”

 

คำอธิบายที่หนักแน่นและชัดเจนของจื้อหลินในที่สุดก็ทำให้บดินทร์ถอนลมหายใจออกมายืดยาว ราวกับกำลังยกภูเขาออกจากอก “เฮ้ออออ เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมดนัยไม่ยอมบอกกันเลยวะ ไอ้เราก็เครียดอยู่ตั้งหลายวันกลัวไม่ผ่านการทดสอบ” แล้วกระเด้งตัวเข้าไปนั่งใกล้จื้อหลิน ถามอีกฝ่ายเสียงใส “นี่หมายความว่า ในวันจริงฉันก็แค่ขึ้นรับตำแหน่งตามประเพณีโดยไม่ต้องทำอะไรเลยงั้นสิ”

 

“…เป็นตามที่คุณเข้าใจครับ” จื้อหลินตอบเสียงเบา รู้สึกขัดเขินที่จู่ๆ ก็โดนบดินทร์จู่โจมเข้ามานั่งใกล้ ทั้งยังใบหน้ายิ้มแย้มด้วยดวงตาเป็นประกายนั่นอีก

 

จื้อหลินตกประหม่าไปครู่หนึ่ง จึงหลุบสายตาหลบเลี่ยงการจดจ้องไม่วางตาของบดินทร์ก่อนขยับถอยห่างออกไปอีกหน่อย

 

“คุณต้องรับเข้าพิธีรับตำแหน่งที่สมาคมของพรรค” เจ้าของห้องเอ่ยต่อทั้งที่ยังไม่ยอมหันมาสบตากับคู่สนทนา งานของเขาคือแจ้งรายละเอียดให้ว่าที่หงส์คนใหม่ทราบ จึงไม่คิดนอกเรื่องถ้าไม่จำเป็น “สมาคมเก่าแก่ที่ลงนามก่อตั้งร่วมกันของพรรคตระกูลจ้าวและวิษธร สองผู้ก่อตั้งสาบานเป็นพี่น้องและวางปณิธานให้ลูกหลานสืบต่อความสัมพันธ์ไม่ขาดหาย คุณอาจยังไม่เคยไป สมาคมของเราตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำฮัดสันฝั่งนิวเจอร์ซีย์…”

 

บดินทร์นิ่งฟังอีกฝ่ายพูดเจื้อยแจ้วถึงเรื่องการขึ้นเป็นหงส์ของเขาราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาให้พูดๆๆ โดยไม่สนใจว่าคู่สนทนาจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้ ครั้นพอขยับเข้าใกล้อีกนิด ก็รีบขยับหนีราวกับกลัวใครจะมาเห็น

 

“อยู่ที่นี่ฉันไม่มีเพื่อนเลย”

 

จู่ๆ บดินทร์ก็เอ่ยขัดจื้อหลินที่กำลังอธิบายงานขึ้น ฝ่ายนั้นสะดุดไปแล้วหันมามองบดินทร์ด้วยความงงงัน

 

“ไหนๆ สถานการณ์ของเราก็ไม่ได้ต่างกัน…” พูดพลางยื่นใบหน้าเข้าใกล้จื้อหลินยิ่งขึ้น

 

 

“เรามาเป็นเพื่อนกันไหม? ”

 

 

 

 

******************************************************** TBC.


 

 

มาแล้วจ้า คิดถึงกันม๊อยยยย

ขอบคุณทุกเม้นต์ให้กำลังใจนะคะ อ่านทุกเม้นเลยแต่ตอบไม่หมด ขอโทษด้วยนะคะ

ชอบทุกคอมเม้นเลยค่ะ อ่านแล้วมีแรงปั่นนิยาย ฮึบๆๆๆ

 

พาร์ทนี้น่าจะเป็นพาร์ทของความรู้สึกนะคะ

ต่างคนล้วนกำลังสับสนกับสิ่งที่เผชิญกันอยู่

จนถึงตอนนี้อนาคีก็ยังไม่อยากให้นิยายมีคำว่ารัก เพราะมันจะหนักเกินไป อิอิ

ดนัยบอกแล้วว่ายังเหลือเรื่องที่ต้องทำร้ายจิตใจบดินทร์อยู่

เพราะงั้นหากบดินทร์เผลอรักดนัยไปล่ะก็ จะต้องเจ็บมากแน่ๆ

ส่วนดนัยรักบดินทร์ไหมนั้น…ตัวมันเองยังสับสนอยู่เลยค่ะ 555

 

เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะใกล้ไคลแม็กซ์เต็มที

แต่งจบเมื่อไหร่ จะไปกินพิซซ่าถาดใหญ่ 2 ถาดคนเดียว 555 (เหมือนจะไม่เกี่ยว อิอิ)

เอาใหม่ แต่งจบเมื่อไหร่ จะไปรีไรท์เขียนบทเริ่มต้นใหม่ค่ะ

เพราะอันนี้คือคัดมาจาก ‘ผมคือนางเอก’ แล้วเขียนเพิ่มนิดหน่อย อ่านแล้วยังขาดๆ อยู่

เลยตั้งใจจะเอามาปั่นลงเครื่องใหม่ให้มันไหลลื่นขึ้น…ซึ่ง…จะได้ทำเมื่อไหร่หว่า 555

 

ขอบคุณที่ยังตามกันมาถึงตอนนี้นะคะ

จะพยายามใช้เวลาปั่นแต่ละตอนให้เร็วขึ้นค่ะ เย้ๆ

 

รักเสมอ จุ๊บๆๆๆ ม๊วบบบบๆๆๆๆ

อนาคี99

 

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
เงาหงส์…หลงเงา
PART 1





“อยู่ที่นี่ฉันไม่มีเพื่อนเลย” บดินทร์ก็เอ่ยขัดจื้อหลินที่กำลังอธิบายงานขึ้น ฝ่ายนั้นสะดุดไปแล้วหันมามองบดินทร์ด้วยความงงงัน



“ไหนๆ สถานการณ์ของเราก็ไม่ได้ต่างกัน…” พูดพลางยื่นใบหน้าเข้าใกล้อีกฝ่ายยิ่งขึ้น



“เรามาเป็นเพื่อนกันไหม? ”



คำขอเป็นเพื่อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มของบดินทร์นั้นทำเอาจื้อหลินได้แต่จ้องหน้าหงส์ของวิษธรด้วยความฉงน



“แค่เป็นเพื่อนเฉยๆ เอง ไม่ได้เหรอ? ” บดินทร์ถามย้ำ ทำสีหน้าหม่นลงเล็กน้อยคล้ายกำลังเสียใจที่จะโดนปฏิเสธ



“คือ...ผมไม่เคยมีเพื่อน” จื้อหลินตอบตรงไปตรงมาด้วยสีหน้าจริงจัง “จึงไม่แน่ใจว่าจะสามารถเป็นเพื่อนที่ดีให้คุณดินได้หรือเปล่า”



“ไม่มี...เพื่อน? ” บดินทร์หน้าเจื่อนไปนิดหน่อยเมื่อได้ฟังคำตอบของอีกฝ่าย ทั้งที่เขาเองก็รู้เรื่องนี้จากหวางมู่มาแล้วแต่ก็อดสะท้อนใจเมื่อได้ยินจากปากเจ้าตัวไม่ได้



จื้อหลินเอียงหน้าน้อยๆ มองคนที่กำลังรู้สึกสลดอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหงส์ของวิษธรจะต้องมารู้สึกสงสารหรือเสียใจกับประวัติของตน และเพราะอยากรู้ว่าบดินทร์จะแสดงอาการแบบไหนออกมาอีกจื้อหลินจึงตัดสินใจเล่าประวัติตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง



“ตั้งแต่ที่ผมยังอยู่ในตระกูลที่แผ่นดินใหญ่ก่อนจะย้ายมาตั้งรกรากที่นี่พ่อของผมไม่เคยให้ผมออกไปนอกบ้านเลย แม้กระทั่งเรื่องเรียนพ่อก็จ้างอาจารย์มาสอนให้ที่บ้าน”



“ทำไมต้องทำขนาดนั้น เพราะเรื่องความปลอดภัยของทายาทพรรคใช่ไหม? ” บดิทร์สงสัย



“เปล่าเลย ผมเรียนที่บ้านแต่พี่รั่วหลินได้เรียนที่โรงเรียนเอกชนชื่อดัง มีเพื่อน มีสังคม...” ดวงตาคู่สวยหลุบต่ำแต่ก็ยังเล่าไปเรื่อย



“แบบนั้นมันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? ทำไมลำเอียง? ลูกชายทั้งคนแท้ๆ! นายไม่โกรธบ้างเลยเหรอ? ” บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่น ถึงเขาเองก็เคยมีปัญหากับครอบครัวแต่ก็ไม่เคยถูกกระทำขนาดนี้ จนเกิดอารมณ์หงุดหงิดใจแทนอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งเพราะรู้ว่าเพราะอะไรเขาก็ยิ่งขัดใจ



จื้อหลินชำเลืองมองสีหน้าบูดบึ้งของบดินทร์ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งที่เขาก็ไม่ได้คิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นกบตัวเอง แล้วทำไมอีกฝ่ายถึงได้ต้องสนใจความรู้สึกของเขานัก



...แปลกคนจริงๆ



“ไม่เป็นไรหรอกครับ ที่ต้องเป็นแบบนี้มันเป็นเพราะผมไม่ได้ความเอง หากผมเก่งได้สักครึ่งของพี่รั่วหลินพวกเขาคงไม่ผิดหวังและไม่ต้องเข้มงวดกับผมขนาดนั้น...เพราะผมเองที่เป็นลูกชายที่ดีไม่ได้” จื้อหลินยิ้มบางขณะเอ่ยโทษตัวเองที่เรื่องราวที่เกิดขึ้น



หมับ!



“!!!?? ” แล้วก็เป็นอันต้องตกใจเมื่อจู่ๆ ก็ถูกบดินทร์ลากเข้าไปสวมกอดแนบแน่น ไร้ถ้อยคำใดจากเจ้าของอ้อมแขนนั้นและจื้อหลินเองก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ หัวใจหงส์แห่งตระกูลเจ้าเต้นรัว เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นในชีวิตนี้ที่มีผู้สวมกอด



จื้อหลินนิ่งคิด อ้อมกอดนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแต่ก็ไม่อาจผลักไส ‘เรามาเป็นเพื่อนกันนะ’ เขาจะสามารถเชื่อใจคำคำนี้ได้แค่ไหน จะต้องเจ็บอีกไหมหากยอมเปิดใจให้เจ้าของอ้อมกอดอุ่นนี้…



เพราะเป็นลูกชายที่ไม่ได้ความในตระกูลที่ต้องกระเสือกกระสนในอำนาจจึงถูกครอบครัวทิ้งไว้เบื้องหลัง พ่อไม่อยากให้ลูกชายที่เหมือนผู้หญิงคนนี้ออกไปพบเจอผู้คนเพราะความอับอายจนต้องอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น ความเจ็บปวดในวัยเยาว์จากความเย็นชาของคนทั้งตระกูลที่ยังดีว่ามีพี่สาวอย่างรั่วหลินคอยเป็นกำลังใจเคียงข้าง



พี่รั่วหลินดีกับเขาทุกอย่างทว่าวันหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาแล้วทอดทิ้งเขาเพื่อไปตามทางของตัวเอง



แม้แต่จ้าวซินเองในครั้งแรกที่ได้เจอกันก็ราวกับเทพบุตร เป็นคนที่ยื่นมือเข้ามาให้คนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเขาคนนี้ มังกรของพรรคใหญ่คนนั้น คนที่เก่งกาจจนหาใครเทียมมิได้แต่ยังอุตส่าห์มองเห็นเขาคนนี้ จ้าวซินดีกับเขาถึงขนาดที่จื้อหลินไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะมีใครดีกับตนแบบนี้ได้อีก จนเขาเลือกที่จะวางหัวใจไว้ที่คนคนนั้น ดีเสียจนเขาคนนี้แอบตกหลุมรักพี่เขยของตัวเองจนสุดหัวใจ



...แต่แล้ว ท้ายที่สุดจ้าวซินที่เคยดีกับเขาราวเทพยดาคนนั้นก็คือคนที่เกลียดเขาจนเข้ากระดูกดำในตอนนี้ เกลียดจนเกือบจะฆ่าให้ตายคามือมาแล้วหากไม่ได้แดนนี่ช่วยเอาไว้...



ทว่ามังกรของวิษธรคนนั้นก็เพียงช่วยไว้เพราะเขาคนนี้ยังมีประโยชน์ แค่เพียงเก็บไว้ใช้งาน…



ชีวิตของคนที่ได้ชื่อว่าจื้อหลินที่ไม่เคยมีใครรักเลยจนเคยชินไปแล้วนั้น วันนี้กลับมีคนมาบอกว่าอยากเป็นเพื่อนด้วย



จะไว้ใจคำพูดนั้นได้แค่ไหนหรือ ในตอนสุดท้ายนั้นจะกลายเป็นถูกเมินหมาง หรือจะถูกรังเกียจอีกหรือเปล่า?



“คุณดินก็น่าจะรู้เรื่องของผมอยู่แล้ว ทำไมถึงยังอยากเป็นเพื่อนกันอีก? ” จื้อหลินถามขึ้นขณะที่ยังถูกกอดแน่น



“...เรื่อง? ” บดินทร์คลายอ้อมแขนแล้วถอยห่างออกมาเล็กน้อยเพื่อมองใบหน้าของจื้อหลินตรงๆ มองดวงตาคู่สวยตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา



“ก็เรื่องที่ผมวางแผนฆ่าพี่สาวตัวเองเพื่อที่จะได้กลายเป็นตัวแทนยังไงล่ะ คุณยังอยากเป็นเพื่อนกับคนที่ทำเรื่องน่ารังเกียจขนาดนั้นไปทำไม? ”



ดวงตาที่สบสายตาของบดินทร์นั้นแน่วแน่และตรงไปตรงมาก็จริง แต่บดินทร์ก็สัมผัสได้ถึงความรวดร้าวที่แฝงเร้นอยู่ในดวงตานั้นด้วย ริมฝีปากสวยจึงเผยอถามในสิ่งที่ค้างคาใจ



“แล้วนายทำจริงหรือเปล่า? ”



“..............”



“มันใช่อย่างข่าวลือจริงๆ หรือ? ”



บดินทร์ถามอย่างตรงไปตรงมาแต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากจื้อหลิน ฝ่ายนั้นเพียงยิ้มน้อยๆแล้วเปลี่ยนเป็นฝ่ายตั้งคำถามกลับมาแทน



“ทำไมถึงยอมรับตำแหน่งหงส์เหรอ? ข่าวว่าตอนแรกคุณไม่ยอมรับ”



“ก็แค่ทำตามหน้าที่น่ะ” บดินทร์ตอบเสียงเบา คล้ายไม่จริงจังนัก “ฉันเป็นหนี้เขา เขาอยากให้ทำอะไรก็ต้องทำทั้งนั้น”



“ทั้งที่ดูแล้วท่านแดนนี่ออกจะตามใจว่าที่หงส์อย่างคุณยิ่งกว่ามังกรของพรรคไหนๆ น่ะเหรอ? ” จื้อหลินมีทีท่าสงสัย



บดินทร์ยิ้มบางพลางตอบ “ที่จริงเหตุผลในการมีอยู่ของเราอาจไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอกนะ ดนัยมีฉันไว้เพื่ออำนาจ เหมือนที่จ้าวซินเองก็ไม่อาจขาดนายได้”



และคำตอบนั้นคงกระทบใจของจื้อหลินพอสมควร เพราะสามารถทำให้เจ้าของใบหน้าหวานล้ำไร้คำพูดตอบโต้ใดๆ อีก



ความเงียบทำให้บดินทร์ถือโอกาสรวบรัด “นี่เราลองออกไปเที่ยวในเมืองกันไหม? ”



“...เอ๊ะ? ” จู่ๆ ก็ถูกชวนเที่ยว จื้อหลินถึงกับทำตาโต



“ก็นายบอกว่าไม่เคยได้ออกไปไหน งั้นเราออกไปเที่ยวในเมืองกัน เพราะฉันเองก็ไม่ค่อยได้เที่ยวเหมือนกัน” บดินทร์ชวนต่อดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน



“ไม่ได้หรอกนะครับท่านจ้าวไม่มีทางอนุญาตผมแน่ อีกอย่างในช่วงเวลาแบบนี้ท่านแดนนี่ก็คงไม่ยอมให้คุณออกไปไหนเหมือนกัน” จื้อหลินปฏิเสธทันทีว่ามันเป็นเรื่องไม่ควร โดยเฉพาะช่วงก่อนขึ้นรับตำแหน่ง หัวใจของจื้อหลินเต้นรัวที่ถูกบดินทร์จู่โจมหัวใจไม่หยุด



“แล้วใครบอกว่าจะไปขออนุญาตสองคนนั้นกันล่ะ” บดินทร์มุ่ยหน้าทำตัวราวกับเป็นเด็กซน



“แบบนั้นยิ่งไม่ได้ใหญ่ คุณดินนี่มันอันตรายมากเลยนะ ศัตรูของพรรคมีอยู่รอบด้านขืนพลาดพลั้งโดนลอบทำร้ายขึ้นมามันได้ไม่คุ้มเสียแน่” จื้อหลินทัดทานแข็งขัน ใบหน้าหวานตื่นตระหนกจนแก้มแดงไปหมด



“แล้วใครว่าจะออกไปสภาพนี้ล่ะ ก็โดนจับได้อยู่แล้วสิ ปลอมตัวสิปลอมตัว” บดินทร์ไหวไหล่



“คราวก่อนที่พังก็เพราะคุณปลอมตัวเข้าไปสืบเรื่องฮัวจนโดนจับได้” จื้อหลินมุ่ยหน้า ค่อนแคะความไม่ยั้งคิดของบดินทร์อย่างจริงจัง “แล้วคราวนี้ยังจะกล้าอีกนะ”



“ก็ตอนนั้นไม่มีนายคอยช่วยไง” ถึงจะโดนต่อว่าแต่บดินทร์ก็ดูจะไม่ยี่หระ แถมยังพลิกวิกฤตเป็นโอกาส



“เอ๊ะ? ช่วย? ”



“ใช่ ถ้านายช่วยเราต้องได้เที่ยวกันอย่างปลอดภัยแน่ ฉันเชื่อมั่นในตัวนาย” พูดพลางตบไหล่จื้อหลิน ปุปุ



“คุณดิน! ”



“ลองไปใช้ชีวิตธรรมดาดูสักครั้งสิ”



จื้อหลินตั้งใจทัดทาน ทว่าประโยคสุดท้ายของบดินทร์ก็ดันกระแทกใจเข้าอย่างจังจนเขาอ้าปากปฏิเสธไม่ออก หัวใจดวงน้อยหนักอึ้ง ทำไมคนตรงหน้าถึงได้ดื้อดึงขนาดนี้



แต่ที่ยิ่งกว่าความหนักใจกับฝ่ายนั้นกลับกลายเป็นว่าเขากำลังตื่นเต้นเสียเอง



...ตื่นเต้นที่จู่ๆ ก็มีคนชวนออกนอกลู่นอกทาง ชวนให้ออกไปทำในสิ่งที่มีแต่คนคอยห้ามปราม ชวนออกไปใช้ชีวิตที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เพราะในชีวิตนี้น้อยครั้งนักที่จะมีคนเข้ามาหากันฉันมิตร เพียงคำชวนที่ว่า ‘ลองไปใช้ชีวิตธรรมดาดูสักครั้งสิ’ ก็ทำให้หวั่นไหวจนอดใจไม่อยู่



ยิ่งพอเห็นจื้อหลินอยู่ในอาการลังเลแบบนั้น บดินทร์จึงยิ่งปลุกใจ “ลองออกไปเจอโลกที่กว้างกว่าโลกที่นายมองจากกรอบหน้าต่างนี้กัน” คือคำโอ้โลมที่บดินทร์หยอดทิ้งไว้อีกประโยค และจื้อหลินก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ถึงใครจะเห็นว่าเก็บเนื้อเก็บตัวแต่แท้จริงเพราะเขาไม่มีใคร และครั้งนี้ที่บดินทร์เอ่ยปากชวนจื้อหลินจึงไม่สามารถห้ามใจไหว



ใบหน้าหวานล้ำก้มต่ำหลบเลี่ยงไม่ให้บดินทร์เห็นความไหวระริกในดวงตา เพราะเคอะเขินเหลือเกินที่เนื้อเต้นไปกับคำชวนของอีกฝ่าย



“งั้นอีก 2 วันฉันจะมารับ เราจะปลอมตัวไปเที่ยวกัน” บดินทร์ถือโอกาสมัดมือชก ดูกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษที่ในที่สุดก็ได้ตัวลูกเสือ



“ได้เวลาพอดี วันนี้ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อน ขอบใจที่ช่วยเรื่องหงส์นะ” หันมองเวลาเห็นควรแก่เวลาแล้วว่าที่หงส์แห่งวิษธรจึงเอ่ยคำลา



สองร่างลุกตามกันมาจนถึงหน้าประตู แต่ก่อนที่บดินทร์จะออกไปจื้อหลินกลับยั้งเอาไว้



“อย่าไว้ใจคนอื่นขนาดนั้นน่าจะดีกว่านะ ไม่ว่ากับใคร” จื้อหลินเตือนด้วยความหวังดี กังวลกับความใจคอกว้างขวางอย่างแม่น้ำของหงส์คนนี้เหลือเกิน



แต่บดินทร์กลับไหวไหล่ แล้วพูดดื้อๆ ว่า “แต่ฉันไว้ใจนาย” พร้อมยิ้มหวาน



“แต่ผมไม่ไว้ใจคุณ” คือคำตอบของจื้อหลิน



“แน่นอน ไม่ไว้ใจน่ะดีแล้ว เราจะได้ศึกษากันและกันไง” บดินทร์พูดพลางถือวิสาสะจับไหล่อีกฝ่าย



ยิ่งทำแบบนั้น ใบหน้าอ่อนหวานของจื้อหลินก็ซับสีระเรื่อ ยังเขินอายกับการถูกผู้อื่นสัมผัสตัวอยู่ แต่ก็ไม่ได้ทำตัวเสียมารยาทอย่างการสะบัดตัวออกจากมือของอีกฝ่าย ทำแค่ยืนนิ่งให้จับต้องอย่างสุภาพ



แล้วบดินทร์ก็เอ่ยลา “กลับก่อนนะ”



“จื้อหลินน้อมส่งคุณดิน”



“ไม่ต้องพูดแบบนั้นแล้ว เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ” บดินทร์ก้มกระซิบข้างหูของจื้อหลิน



“!!!?? ” จู่ๆ โดนใกล้ชิดกะทันหันจื้อหลินจึงตกใจถอยหลัง แล้วขาเทียมดันไปเกี่ยวชายกระโปรงเข้า จนเสียหลักหงายหลัง



แต่บดินทร์รับไว้ได้ทัน



ในท่วงท่าที่บดินทร์ช้อนรับแผ่นหลังบอบบางเอาไว้ และใบหน้าที่ใกล้กันแค่คืบ



“สนิทกันไวดีนี่”
.
.
.
.
.
.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“สนิทกันไวดีนี่”



สะดุ้งทั้งคู่เพราะเสียงห้าวห้วนของจ้าวซิน บดินทร์รีบช่วยจื้อหลินให้กลับขึ้นมายืนได้ ก่อนชำเลืองไปเห็นสายตาของเจ้าของเสียงที่เหมือนจะฉีกร่างเขากินเสียตอนนี้



“แค่อุบัติเหตุเองพี่จ้าว อย่าเพิ่งหึงสิ” ดนัยทักท้วงพร้อมรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า แล้วเดินเข้าไปยืนเคียงข้างกับบดินทร์ที่กำลังโดนจ้าวซินคาดโทษอยู่



เห็นบรรยาศเริ่มไม่เป็นมิตรนัก ดนัยก็เอ่ยคำลาต่อเจ้าบ้านทั้งสองเพื่อพาหงส์ของตนกลับรัง แต่ก่อนที่ดนัยจะจากไปจ้าวซินได้ออกปากเตือนในฐานะพี่ชายอีกครั้ง



“นี่แดนนี่ อย่าให้ใครรู้ถึงความรู้สึกของนายที่มีต่อหงส์มากนักล่ะ ยิ่งหงส์คนนี้มีความหมายต่อจิตใจนายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตรายต่อตัวหงส์มากเท่านั้น”



จ้าวซินเตือนด้วยความหวังดีเพราะรู้ว่าตอนนี้น้องชายร่วมพรรคของตนกำลังเปลี่ยนไป คำเตือนนั้นของอีกฝ่ายทำให้บดินทร์หันไปมองดนัยด้วยความสงสัย



เสี้ยวหน้านั้นฉายแววเย็นชาอยู่วาบหนึ่งก่อนหันมายิ้มให้กับบดินทร์ที่อยู่ข้างกัน แล้วเอ่ยปากขอบคุณพี่ชาย “ขอบคุณนะพี่ ผมจะจำไว้”



ดนัยพาหงส์ของตนออกไปทันทีหลังจบคำร่ำลา จื้อหลินเดินไปส่งตามมารยาท ยืนส่งจนลับร่างของมังกรและหงส์แห่งวิษธร โดยเฉพาะกับคนเป็นหงส์



เรามาเป็นเพื่อนกันนะ



คำพูดของฝ่ายนั้นยังชัดเจนในความทรงจำทุกคำ ไม่ว่าบดินทร์จะต้องการอะไรจากเขาคนนี้ จื้อหลินก็ว่าจะลองทำตามที่ฝ่ายนั้นขอดู



เพื่อนเหรอ…



จื้อหลินเหม่อลอยอยู่ครู่เมื่อคิดถึงถ้อยคำของบดินทร์ที่เพิ่งคุยกันไว้ พอเฝ้ามองจนลับสายตาจึงตั้งใจกลับไปยังที่ของตนทว่าครั้นเมื่อกลับหลังหันก็พลันปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของจ้าวซินเข้า



“!!?? ” แรงปะทะทำให้จื้อหลินล้มเซไปด้านหลัง แล้วก็ถูกรับไว้ด้วยแขนแกร่งของคนที่ยืนประชิดอยู่ การตกอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวซินทำให้หัวใจของจื้อหลินแทบจะกระดอนออกมานอกอก



ทว่าสายตาคมดุของฝ่ายนั้นก็ทำให้เขาได้รู้สึกตัว ร่างบางขยับกายออกจากอ้อมแขนนั้น แต่กลับถูกล็อกตัวเอาไว้แน่นหนากว่าเดิม



“โดนไอ้หงส์นั่นพูดอะไรเข้าล่ะ ถึงได้อ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟแบบนี้? ” จ้าวซินถามเสียงเย็น ดวงตาวาวโรจน์คาดคั้นคำตอบจากคนในกรงแขน



“ค...แค่คุยกันทั่วไปถึงเรื่องการขึ้นเป็นหงส์” จื้อหลินตอบตะกุกตะกัก ไม่กล้าเอ่ยความจริงให้จ้าวซินรู้ ฉับพลันปลายคางถูกบีบด้วยมือแกร่ง



“อย่าบังอาจมาโกหก! ” ทว่าจ้าวซินไม่มีทางเชื่อ



“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ ผมแค่เห็นว่าเขาอัธยาศัยดี จึงเผลอดีใจ…” จื้อหลินพยายามอธิบาย แต่แล้วก็โดนจ้าวซินแขวะเอาอย่างเจ็บปวด



“เหอะ! ระริกระรี้น่ารังเกียจ! อย่าทำอะไรที่ทำให้รั่วหลินเสื่อมเสียเด็ดขาด! ” เสียงเหี้ยมข่มขวัญก่อนจะผลักร่างบอบบางนั้นออกจากกรงแขนจนจื้อหลินร่วงล้มไปบนพื้นเพราะไม่อาจทรงตัวได้



แรงล้มทำให้ขาเทียมอะลูมิเนียมด้านซ้ายหลุดออกจากขา แต่ก็ไม่ได้ทำให้จ้าวซินรู้สึกสงสาร ร่างใหญ่หันหลังเดินกลับไปทิ้งให้หงส์ปลอมอย่างจื้อหลินจัดการใส่ขาเทียมกลับเข้าที่ตามลำพัง



เจ็บ แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องเสียน้ำตา ไม่รู้สิ หัวใจของจื้อหลินมันชินชาจนเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว



จัดการใส่ขาเสร็จหงส์เงาก็รีบเดินกลับเข้าไปด้านในเพื่อเตรียมการดูแลมังกรต่อ ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไรจ้าวซินก็กลับออกไปเสียก่อน คืนนี้ก็เช่นทุกวันที่มังกรไม่อยู่ค้างในรังเดียวกับหงส์ จ้าวซินกลับไปนอนที่โรงแรมที่ตนดูแล และทิ้งจื้อหลินไว้ตามลำพังเช่นเดิม



ไม่มีคำร่ำลาใดจากนายเหนือ จ้าวซินเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาสนใจหงส์เงาคนนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นจื้อหลินก็ยังค้อมกายน้อมส่งนายเหนือตามหน้าที่



...ในอกกลวงโบ๋นี้คล้ายกับจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว



.

.

.

.

.





บดินทร์นั่งรถมากับดนัย ถูกถามว่าคุยอะไรกันกับจื้อหลินไปบ้าง พร้อมบอกว่าไม่ชอบเลยที่บดินทร์ดูสนิทกับฝ่ายนั้นเป็นพิเศษ



“วางแผนอะไรอยู่อีกล่ะ? ” คือคำถามที่มังกรหนุ่มเค้นถามหงส์ของตนแบบไม่จริงจังนัก ดวงตาสีอ่อนบนใบหน้าหล่อเหลาหรี่ลงเล็กน้อยคล้ายกำลังจับผิด บนรถกว้างขวางแต่ดนัยก็ทำเป็นแกล้งเบียดบดินทร์ในเชิงกึ่งบังคับให้ยอมรับความผิด “คิดจะทำเรื่องเสี่ยงอะไรโดยไม่ยอมบอกผมอีก? ”



บดินทร์ตีหน้าซื่อพลางบอกเล่าความจริงให้ดนัยได้ฟัง “ก็แค่คุยไปคุยมาแล้วรู้สึกถูกคอน่ะ เลยคิดว่าถ้าได้สนิทกันมากขึ้นก็คงดี”



“ดิน” ดนัยขานชื่อคนที่ยังคงนั่งอารมณ์ดีอยู่ข้างๆ ใช้มือเชยคางฝ่ายนั้นให้หันมาสบตาแล้วเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง “จื้อหลินเป็นคนเดายาก ผมไม่สบายใจเลยถ้าคุณจะเปิดใจให้เขาง่ายขนาดนี้”



“ก็คงไม่ได้เดายากเท่าคุณหรอก” บดินทร์ย้อนยียวน แต่ก็ประดับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าให้ได้เห็นว่าไม่ได้คิดเคืองต่อคำเตือนอีกฝ่าย เข้าใจดีว่าโลกนี้อยู่ยาก “แต่ผมจะระวังให้มากแล้วกัน ไม่ต้องห่วงหรอก แค่เห็นว่าเขามีความรู้ความสามารถเลยอยากลองสนิทดูเท่านั้นเอง”



ดนัยยิ้มให้กับความตั้งใจดีของคนตรงหน้า ปลายนิ้วที่เชยปลายคางอีกฝ่ายอยู่เปลี่ยนมาเกลี่ยแก้มใสเบาๆ “อย่าอยู่กับจื้อหลินตามลำพังถ้าไม่มีผมเชียว ผมเป็นห่วง”



คำเตือนแสนหวาน แต่ก็ทำเอาบดินทร์แอบจุกในใจ ทั้งที่เขาตรวจสอบตัวเองดีแล้วว่าไม่มีเครื่องดักฟังแต่ทำไมดนัยยังสามารถกล่าวเตือนได้ถูกที่ถูกทางขนาดนี้ เล่นเอาแอบขนลุกไปนิดหน่อย แต่พอคิดถึงความห่วงใยที่แฝงมาในคำเตือนก็พอเข้าใจอยู่



...อันตรายจริงๆ นั่นแหละ การจะไปอยู่สองต่อสองกับจื้อหลิน ดังนั้นเขาจะต้องวางแผนการให้รัดกุม



บดินทร์หลุบสายตาลงเล็กน้อย ยิ้มบางแล้วเอนตัวไปซบกับไหล่ของดนัยที่นั่งอยู่ข้างกัน



"ขอบคุณนะ ผมจะระวัง"



.

.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


9 วันก่อนขึ้นรับตำแหน่งหงส์…



พายุหิมะปลายเดือนกุมภาพันธ์จู่ๆ ก็โหมซัดมาพร้อมกระแสลมแรง คาราวาน BMW X5 Protection VR6 กันกระสุนรอบคัน วิ่งฝ่าพายุหิมะมาจอดตรงลานจอดรถ VIP ของผู้เป็นเจ้าของ เหล่าบอดี้การ์ดออกมายืนตั้งโซนก่อน แล้วธันวากับมานพจึงลงมาเปิดประตูให้มังกรและหงส์ของตนลงจากรถคนละฝั่ง มังกรในชุดสูทเรียบหรูสีดำสวมทับเสื้อเชิ้ตเนื้อดีสีดำอีกชั้นปลดกระดุมคอลงมาดูผ่อนคลาย กับหงส์ผู้งามสง่าไม่ต่างกันในสูทสามชิ้นเนื้อดีสี Dark Gray สวมทับเสื้อเชิ้ตสีดำ เนคไทน์ดำดูงดงามน่าเกรงขาม วันนี้เพราะดนัยตั้งใจให้บดินทร์เป็นตัวเอก จึงให้อีกฝ่ายแต่งกายมาให้เหมาะสม ส่วนตัวประกอบอย่างตนขอเน้นสบายๆ เป็นพอ



แค่เพียงเดินผ่านลานจอดรถ VIP เข้าสู่ด้านในก็มีบรรดาพนักงานออกมายืนต้อนรับกันเป็นทิวแถว ซึ่งเป็นพนักงานในส่วนนอกกะ ยังมีอีกส่วนอยู่ในคาสิโนที่เปิด 24 ชั่วโมง ดังนั้นนี่อาจเป็นโชคของคนที่ยังไม่ได้เข้ากะ เพราะการได้ออกมาต้อนรับมังกรกับว่าที่หงส์คนใหม่ผู้ซึ่งจะมาดูแลภายในของกิจการนี้ย่อมมีผลโดยตรงต่อพวกตน ดังนั้นเสนอหน้าสร้างผลงานไว้ก่อนเป็นยอดดี



บดินทร์ถูกพาเข้าห้องทำงานที่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นห้องของฮัวมาก่อน แต่การตกแต่งนั้นถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดให้เป็นแบบที่บดินทร์ชอบซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นคำสั่งของดนัย



ภาพหงส์สีทองวิจิตรสยายปีกบินเหนือหมู่เมฆงดงามเป็นภาพพื้นหลังโต๊ะทำงานของว่าที่หงส์คนใหม่ บดินทร์เพียงมองภาพนั้นแล้วลอบยิ้ม ก่อนหันไปกระซิบกับผู้เป็นนายเหนือ



“อลังการเวอร์วังจนผมแทบไม่กล้านั่งทำงานในนี้เลย”



“นี่แหละ เหมาะที่สุดแล้ว” ดนัยปลอบโยนแล้วพาบดินทร์ตรงไปอีกห้องที่เป็นห้องประชุมใหญ่ด้านใน โดยในห้องนั้นคนนั่งรออยู่แล้วประมาณ 9 คน



ทุกคนยืนขึ้นทำความเคารพต่อดนัยและบดินทร์ทันทีที่ทั้งสองย่างเท้าเข้าไป ดนัยพยักหน้าให้ทุกคนแล้วหย่อนตัวลงนั่งตรงหัวโต๊ะและบดินทร์นั่งลงตรงที่นั่งว่างข้างขวา



“สวัสดีทุกคน ขอโทษที่ต้องรบกวนเวลานะ แต่ผมอยากให้ทุกคนทำความรู้จักกับคุณบดินทร์เขาไว้ก่อน” ดนัยเกริ่นเรื่อง



คนถูกแนะนำตัวลุกขึ้นยืนก้มศีรษะน้อยๆ ให้กับทุกคนพร้อมกวาดตาสังเกตและพยายามจดจำอัตลักษณ์ต่างๆ ของแต่ละคนไว้ แล้วหย่อนตัวลงนั่งด้วยหัวใจที่เต้นระทึกราวออกรบ ทั้งชีวิตเกิดมาไม่เคยต้องเป็นผู้นำใคร อยู่ในวงการบันเทิงก็เป็นแค่ดาราตามหน้าที่ไม่เคยต้องมานั่งดูแลกิจการใหญ่โตที่ต้องคุมคนมากมายมหาศาลอย่างนี้มาก่อน หงส์หนุ่มลอบกลืนน้ำลายขณะยังคงปั้นหน้างามสง่า ‘จะไหวหรือเปล่านะ’



“ผมรู้ว่าพวกคุณคงตกใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของฮัว และคงตระหนักได้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร” ขึ้นต้นมาดนัยก็เริ่มกำชับ “ผมเชื่อมั่นในความจงรักภักดีต่อองค์กรของพวกคุณดี และรู้แก่ใจเสมอว่าพวกคุณไม่มีทางเจริญรอยตามสิ่งที่ฮัวทำ ผมจึงกล้าที่จะฝากฝังหงส์ของผมไว้ให้พวกคุณดูแล”



คำพูดนั้นช่างศักดิ์สิทธิ์เสียจนบดินทร์รู้สึกขนลุก แถมทุกคนยังตอบรับด้วยสีหน้าและแววตาแน่วแน่ชัดเจน ดนัยเต็มเปี่ยมด้วยความเป็นผู้นำ และตระหนักในอำนาจล้นเหลือของตนถึงได้กล้าพูดในสิ่งที่คนธรรมดาอย่างบดินทร์ทำได้แค่บทในละคร



‘ขลังขนาดนี้จะไปเลียนแบบไหวได้อย่างไร’



“ดิน ทั้งหมดนี้คือหัวหน้าแต่ละฝ่ายที่ดูแลโรงแรมและคาสิโนของเรา ผมจะแนะนำให้คุณรู้จัก” ดนัยหันมาเปรยกับบดินทร์ก่อนหันไปแนะนำเป็นรายบุคคล



“เริ่มจากที่นั่งข้างคุณคือคุณเจนิเฟอร์ โจนส์ และคุณคริสติน่า หวาง เป็นผู้จัดการฝ่าย PR มีหน้าที่ให้บริการในการให้คำปรึกษาต่อลูกค้าผู้เล่นที่ประสบปัญหาต่างๆ ”



ทันทีที่ได้รับการแนะนำตัวสองสาวสวยสะพรั่งก็หันมาพยักหน้าทักทายบดินทร์ หงส์หนุ่มรีบจดจำชื่อกับหน้าตาของสองสาวทันที เจนิเฟอร์ สาวผมบรอนซ์ยาว ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลสวยเซ็กซี่ ส่วนคริสติน่าดูเป็นสาวเอเชียจ๋า ดวงตาเล็กเฉี่ยว ผมยาวตรงสีดำขลับเจ้าของรอยยิ้มที่ทำเอาใจสั่น



“ถัดไปข้างกันคือ คุณซินดี เฉิน เป็นผู้จัดการฝ่ายดูแลสถานที่เกี่ยวกับความสะอาดและความรียบร้อยของทั้งตึกไม่ว่าจะเป็นโซนโรงแรมห้องพัก ห้องอาหารหรือในคาสิโน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับคุณซินดีคนเดียว” ดนัยแนะนำต่อเนื่อง ถัดไปคือหญิงสาวเชื้อสายเอเชียอีกคนที่ค่อนข้างมีอายุนิดหน่อย ผมบ๊อบสั้นใส่แว่นตาดูภูมิฐาน พอพูดถึงผู้จัดการฝ่ายทำความสะอาดบดินทร์ก็เริ่มคลับคล้ายคลับคลาเพราะตอนที่เขาปลอมตัวเข้ามาคราวก่อนก็ได้สังกัดอยู่ในแผนกนี้ การทำงานถือว่าดีแต่ยังมีความไม่รัดกุมในเรื่องความเหลื่อมล้ำของพวกพนักงานระดับล่างอยู่บ้าง ตรงส่วนนี้เดี๋ยวเขาต้องลงไปจัดการเสียหน่อย



“คุณสุภาวดี ฝ่ายบุคคล และคุณแสงสวรรค์ ฝ่ายโรงแรม” แค่ได้ยินชื่อไทยบดินทร์ก็ตาโต อย่างน้อยมีคนสัญชาติเดียวกันบ้างจะได้คุยกันรู้เรื่อง โดยเฉพาะกับฝ่ายบุคคลที่มีปัญหาเรื่องการรับคนแบบสุดๆ ขนาดคนอย่างเขายังปลอมตัวเข้ามาทำงานได้นี่ไม่น่าใช่ปัญหาเล็กๆ แล้ว



“คุณโรเบิร์ต เมสัน เป็นผู้จัดการฝ่ายโรงแรม เขาจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับคาสิโนเลย ดูแลเฉพาะในส่วนของห้องพักและร้านอาหาร” ดนัยอธิบาย “ส่วนคนนี้คือคุณโจนาธาน บราวน์ และคุณร็อดดี้ หว่อง หัวหน้าการ์ดรักษาความปลอดภัย ดูแลทั้งความเรียบร้อยรวมถึงมีหน้าที่ตรวจสอบอุปกรณ์เกี่ยวกับการโกง การทุจริตทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ่อน หากมีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นพวกเขาจะระงับเหตุในเบื้องต้นแล้วรีบรายงานกับคุณ”



บดินทร์พยักหน้ารับคำแนะนำหันไปมองเจ้าของชื่อทั้งหลายที่ลักษณะท่าทางช่างเหมาะสมกับตำแหน่งที่ดูแล อย่างโรเบิร์ตฝ่ายโรงแรมที่ดูสะอาดสะอ้านภูมิฐานอย่างผู้ดีอังกฤษ ส่วนร็อดดี้ กับโจนาธาน ก็ตัวใหญ่ล่ำบึกบึนสมกับเป็นการ์ด



“และคนสุดท้ายคือคุณทอมมี่ ร็อด หัวหน้าดีลเลอร์” จนถึงคนสุดท้ายที่ดนัยแนะนำ ฝ่ายนั้นนั่งอยู่ตรงข้ามกับบดินทร์พอดิบพอดี ชื่อทอมมี่ ร็อด แต่ดูเป็นเอเชียมากกว่า ตัวเล็กตาตี่มีรอยยิ้มประดับใบหน้าตลอดเวลา ดูน่าจะเป็นยอดฝีมือทีเดียว น่าจะเก่งกับการแบกรับสถานการณ์ยากลำบากด้วย



“ขอบคุณครับ” บดินทร์เอ่ยขอบคุณที่ดนัยอุตส่าห์เป็นธุระแนะนำทุกคนให้ และอุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนกันในขณะที่เขายังรู้สึกประหม่า ทีมงานของดนัยทุกคนที่อยู่ตรงนี้บดินทร์พูดได้คำเดียวเลยว่าสุดยอด แค่เห็นก็รู้แล้วว่าทุกคนเก่งกาจกว่าเขาแค่ไหน และหงส์คนนี้ก็หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าในสักวันเขาเองก็จะเก่งจนเป็นที่ยอมรับให้ได้



การแนะนำตัวจบลงพร้อมการทักทายปราศรัยอีกนิดหน่อย วันนี้บดินทร์ยังไม่ต้องแสดงให้เห็นความสามารถอะไร เพราะยังใหม่ในวงการมาก รู้เพียงว่าทั้ง 9 คนที่ดนัยคัดสรรไว้ยอมเชื่อฝีไม้ลายมือได้ ก่อนจบการประชุมแนะนำทีมงานบดินทร์ได้รับเกียรติให้กล่าวทักทายทุกคนสั่นๆ



“ผมรู้สึกยินดีมากที่รู้ว่าจะได้ทำงานร่วมกับยอดฝีมืออย่างพวกคุณ คนที่ผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถฝากฝังความไว้เนื้อเชื่อใจได้ ขอบคุณที่ร่วมงานกับเรานะครับ Himmaphan ยิ่งใหญ่ได้เพราะกำลังของพวกคุณทุกคน จากนี้ไปหากมีเรื่องอะไรสามารถติดต่อพูดคุยกับผมได้ทุกเมื่อ ผมจะไม่ละเลยทุกข้อชี้แนะของพวกคุณเลย ถึงผมจะยังใหม่แต่วางใจเถิดว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน ขอบคุณที่ยอมให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของพวกคุณนะครับ”



คำพูดกินใจไม่หวือหวาหรือขายฝัน ไม่แสดงอำนาจหรือถ่อมตัวจนเกินไป น้ำหนักถ้อยคำที่กำลังพอเหมาะพอดีนั้นเรียกเสียงปรบมือต้อนรับจากทั้งห้องได้เป็นอย่างดี ใบหน้าหล่อล้ำกินขาดรูปร่างหน้าตาสะอาดสะอ้านภูมิฐาน อาจไม่ได้ถึงขั้นเดาทางไม่ออกอย่างนายใหญ่เช่นดนัย แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่าหงส์คนใหม่นี้ต้มหมู แม้จะมีเสียงลือเล่าอ้างมาว่าไม่ได้ความก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเพียงเรื่องที่ลือกันไปเพียงแค่อยากจะดิสเครดิตให้เสียภาพพจน์เพื่อลดทอนความน่าเกรงขามในการขึ้นตำแหน่ง เรื่องที่จะเก่งจริงหรือไม่นั้นต้องรอดูหลังจากนี้ไปต่างหาก แต่ใน first impression นี้ทุกคนก็ล้วนคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ผ่าน’



เสร็จจากการประชุมดนัยก็พาบดินทร์ไปสำรวจในคาสิโนและห้องโรงแรมที่ชายหนุ่มจะต้องมาเป็นคนดูแลเวลาอันใกล้ สอนทริคต่างๆ และการรับมือเท่าที่จะเป็นไปได้ ตลอดจนให้ดูอุปกรณ์ในการโกงทุกรูปแบบที่มีการจับได้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เท่าที่เห็นกลโกงสารพัดสารพันนั้นมันพัฒนาขึ้นจนแทบจะมองไม่ออกและจับไต๋ยากขึ้นทุกทีจนบดินทร์รู้สึกทึ่ง



โลกเบื้องหลังของบ่อนที่เคยเป็นที่พึ่งพิงยามตกต่ำของเขาสมัยก่อนนั้นแท้จริงมันช่างอันตรายราวกับเปลวไฟที่ล่อแมลงเม่า บ่อนไม่เคยขาดทุนซ้ำยังได้แต่กำไรในขณะที่ผู้คนที่เข้ามาได้เพียงเงินจากคนเล่นเสียไม่ใช่ได้จากบ่อน



การได้เห็นสารพัดทริค สารพัดกลโกงของผู้เล่นขี้ฉ้อ และสารพันการเอาเปรียบลูกค้าอย่างแนบเนียนของบ่อนแล้ว บดินทร์ก็รู้สึกสะท้อนใจหนัก ยิ่งได้เห็นบรรยากาศที่คุ้นเคยนี้ด้วยแล้วยิ่งพาลให้ว่าที่หงส์หนุ่มรู้สึกพะอืดพะอม



“รู้สึกไม่สบายหรือครับดิน? ” ดนัยเข้ามาโอบไหล่ไว้แล้วกระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน เพราะรู้สึกเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าบดินทร์หน้าตาเคร่งเครียดตั้งแต่ที่ลงมาเห็นความจริงเบื้องหลังบ่อนใหญ่



บดินทร์หันไปยิ้มบางกับเจ้าของมืออุ่นที่กำลังลูบคลึงหัวไหล่เพื่อปลอบประโลม แล้วกระซิบตอบ “ผมโอเค”



แต่ถึงตอบออกไปแบบนั้น สุดท้ายดนัยก็ออกคำสั่งให้ทุกคนยุติการพาชมบ่อนในส่วนต่อไป เพราะตระหนักว่ามันคงยังหนักเกินถ้าจะอัดเรื่องทุกอย่างใส่เข้าไปในวันเดียว สำหรับคนที่ใหม่ในวงการนี้ มากๆ อย่างบดินทร์ ในตอนแรกหงส์หนุ่มอิดออดเพราะยังอยากจะสัมผัสและรีบกอบโกยความรู้ แต่จากสภาพจิตใจแล้วก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ



‘ผมไม่อยากโดนมองว่าไก่อ่อนที่แค่นี้ก็ทนไม่ไหว’ คือคำบ่นที่บดินทร์เอ่ยขอดนัยไว้



‘แต่ผมอยากให้คุณค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า อยากให้กลมกลืนกับมัน ไม่ใช่ฝืนอย่างตอนนี้’ คือคำค้านของนายใหญ่ที่ไม่ยอมอนุญาตตามคำขอนั้น และสุดท้ายก็พาบดินทร์กลับรังจนได้



แต่ก่อนที่จะกลับ บดินทร์ได้ออกคำสั่งให้ธันวาแอบไปรวบรวมข้อมูลของเหล่าหัวหน้าทั้ง 9 คนที่ได้เจอให้ห้องประชุมมาให้ตน เพราะยังมีเรื่องติดใจสงสัยมากมายที่จะต้องยกกลับไปปรึกษาฮัวที่พรรค ถึงเรื่องของคนเหล่านี้ที่ฮัวเคยร่วมงานด้วย อย่างแรกเขาอยากรู้สไตล์การทำงานของแต่ละคน อิทธิพลต่อคนในคาสิโน และต้องการรู้อย่างมากว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นคนของใคร เพราะมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะต้องมีใครสักคนสองคนที่เป็นสายจากนอกพรรคแน่ ไม่จากจ้าวซินก็พงศธรล่ะ โดยเฉพาะคนของพงศธรเพราะขนาดส่งฮัวยังส่งมาได้ คนอื่นก็ต้องมีแน่นอน และถ้าเกิดเจอว่าคนคนนั้นเป็นใครจะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูก และถ้าเป็นไปได้ว่าที่หงส์ใหม่คนนี้ก็อยากเปลี่ยนระบบการควบคุมประวัติพนักงานให้รัดกุมขึ้น ให้เหลือเพียงคนที่ไว้ใจได้ข้างกายเท่าที่เป็นไปได้



.

.

.

.

.

.





ดึกพอสมควรแล้วกว่าที่มังกรและว่าที่หงส์จะกลับสู่รัง เพราะถึงจะจบการทัวร์บ่อนตั้งแต่ช่วงเย็นก็ยังต้องไปดูทำเนียบวีไอพีที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ที่หากเมื่อใดที่บดินทร์ขึ้นเป็นหงส์ก็จำเป็นต้องรับหน้าคนเหล่านั้นให้ดีที่สุด บดินทร์จึงยิ่งต้องเรียนรู้ กว่าจะได้กลับบ้านจึงเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน



“เหนื่อยหรือเปล่า? ” ดนัยถามขึ้นเมื่อกลับถึงห้องนอน เสื้อสูทถูกเหล่าสาวใช้ช่วยถอดกันออกไปแล้วตั้งแต่โถงทางเข้า กระนั้นบดินทร์ก็ยังอุตส่าห์เข้ามาช่วยปลดเนคไทน์ให้กับคนที่ยังเอาแต่ทำหน้าเครียด



“นิดหน่อยน่ะ” บดินทร์ตอบพลางยืนนิ่งให้อีกฝ่ายช่วยปลดเนคไทน์ให้อย่างเบามือ



ดนัยถอดเนคไทน์ออกจากคอของคนตรงหน้า พลางใช้มือหนึ่งประคองแก้มใสนั้นไว้ด้วยความเป็นห่วง “งั้นคุณรีบพักผ่อนเถอะนะ พรุ่งนี้ผมจะให้คุณได้หยุดพักหนึ่งวัน”



“แล้วคุณล่ะ? ” บดินทร์รีบท้วงขึ้นเพราะเมื่อใดที่ดนัยพูดแบบนี้นั้นหมายความว่าอีกฝ่ายจะไม่อยู่นอนด้วยกัน ไม่ว่าก่อนหน้านั้นเขาจะยินดีต่อเรื่องนี้มากแค่ไหน แต่ตอนนี้กลับไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาต้องการให้ดนัยอยู่ข้างกายมากกว่าทิ้งให้ต้องนอนอยู่ลำพังคนเดียว



อาการงอแงเล็กน้อยที่แสดงออกจากสายตาที่จ้องมองมาตรงๆ นั้น ประหนึ่งยาขมผสมน้ำผึ้งหยดลงกลางหัวใจของดนัยซ้ำๆ มังกรหนุ่มยิ้มบาง ใช้มืออุ่นลูบแก้มใสของบดินทร์เบาๆ “ผมยังมีงานต้องทำน่ะ พรุ่งนี้เช้าต้องบินไปงานฉลองขยายสาขาใหม่ที่เนวาด้าของเควิ่นกับบารอส อาจจะกลับมาอีกทีดึกๆ เลย”



“…คุณเองก็เหนื่อย” บดินทร์เอ่ยเสียงเบา หลุบสายตาลงต่ำพลางจับมือที่ลูบไล้อยู่ข้างแก้มไว้แล้วก้มลงไปแนบกับมือนั้นเอง



ดนัยเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อย เพราะหัวใจที่สะดุดไปหนึ่งจังหวะ ภาพตรงหน้าช่างบาดลึก หวานล้ำแต่กลับปวดปร่า ภาพของบดินทร์ที่ยื่นหัวใจของตัวเองมอบให้แก่เขาราวกับเด็กไร้เดียงสา…



…เขาทำสำเร็จแล้วที่สุดท้ายก็สามารถทำให้อดีตเหยื่อผู้เย่อหยิ่งลำพองคนนี้เสพติดเพียงตน ยินยอมพร้อมพลีกายบนมือนี้…เขาควรกระหยิ่ม ควรดีใจในความสำเร็จ แต่ไยหัวใจกลับยิ่งเจ็บราวถูกคมมีดกรีดเฉือนจนเป็นรอยแผล



คมแผลหนึ่งเกิดจากความจริงใจที่อีกฝ่ายส่งมอบให้มา…



…ส่วนอีกแผลมันมาจากความดำมืดที่เขาคนนี้ซ่อนอีกฝ่ายเอาไว้



“ขอโทษนะ” ดนัยเอ่ยเสียงพร่า “ที่ผลักภาระยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไปไว้บนไหล่ของคุณ”



บดินทร์ยิ้มทั้งที่ยังหลุบสายตาต่ำ ไม่ได้มองตรงมาทางดนัย เพียงพูดในสิ่งที่อยากพูด “ผมเป็นคนของคุณแล้ว ตั้งแต่ที่คุณช่วยชีวิตผมไว้ครั้งนั้นชีวิตผมก็เป็นของคุณมาโดยตลอด ถึงก่อนหน้านี้ผมจะไม่อาจยอมรับมัน แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณคือคนเดียวเท่านั้น ที่ผมสามารถวางชีวิตฝากไว้ได้” หงส์หนุ่มหยุดไปครู่หนึ่ง ช้อนสายตาขึ้นมองตรงไปยังดนัยแล้วกล่าวด้วยความหนักแน่น “ซึ่งผมรู้ดีอยู่แล้วว่า…มันย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน”



“…ดิน” ดนัยครางชื่อของเจ้าของดวงตาแน่วแน่นั้นอย่างเผลอไผล แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใดบดินทร์ก็พูดบางอย่างขึ้นเสียก่อน



“คุณยังจำสัญญาของเราได้อยู่ใช่ไหม? ”



“…สัญญาว่าผมจะปกป้องคุณกับครอบครัวของคุณตลอดไป” ดนัยเอ่ยคำสัญญาที่เคยให้ไว้ออกมา



บดินทร์ยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินเพราะนั่นหมายความว่าคนตรงหน้านี้ยังให้ความสำคัญกับตนอยู่ “ใช่…ซึ่งในข้อนี้ผมก็แลกมันมาด้วยการให้สัญญากับคุณว่าจะยอมรับตำแหน่งหงส์ รับหน้าที่ที่ผมก็รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วว่ามันอันตรายและยากลำบากอย่างแสนสาหัส และผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด”



“…………………….” ดนัยนิ่งอึ้งกับคำพูดนั้นของอีกฝ่าย จนบดินทร์ถามขึ้นมาอีกครั้ง



“แล้วคุณจำสัญญาอีกข้อได้ไหม”



“อืม ได้สิ” มังกรหนุ่มพยักหน้า รอยยิ้มจางหายไปแล้วจากใบหน้านี้ ทิ้งไว้เพียงริ้วรอยของความเจ็บปวดที่ผุดพรายขึ้นมาเรื่อยๆ ขณะเอ่ยถึงคำข้อสัญญาอีกประโยคระหว่างตนกับคนตรงหน้า “คุณจะเป็นหงส์เพียงคนเดียวในชีวิตของผม…ตลอดไป”



บดินทร์ยิ้มเศร้า “ใช่…” แล้วเริ่มทบทวนคำสัญญานั้นอีกครั้ง “คุณให้สัญญาไว้ว่า…ไม่ว่าคุณจะอยากมีใครไว้ข้างกายนอกเหนือผมหรือเอ็นดูเขามากกว่าผม ก็จะไม่ให้ใครมีอำนาจมาข่มเหงรังแกผมได้ และเพื่อแลกกับคำสัญญานี้ ผมจึงสาบานเอาไว้ว่าจะยกทุกอย่างในชีวิตนี้ให้คุณ เป็นของคุณเพียงคนเดียวตราบลมหายใจสุดท้าย…”



หมับ…



ดนัยคว้าตัวของบดินทร์มากอดไว้แน่น “ผมจะไม่ยอมให้ใครกล้าทำอันตรายกับคุณเด็ดขาด”



“ผมเองก็จะทำเพื่อคุณอย่างเต็มที่ เพราะคุณก็คือมังกรคนเดียวในชีวิตผมเช่นกัน” บดินทร์กอดตอบ “เพราะงั้นไม่ว่าคุณจะให้ผมทำอะไร หรือให้เป็นเหยื่อล่อ…ถ้าผมคนนี้สามารถทำประโยชน์เพื่อคุณได้ ผมยอมทำทุกอย่าง”



หัวใจของดนัยวูบโหวงราวกับหลุดหายไปทันทีที่ได้ยินประโยคสุดท้ายของคนในอ้อมแขน เขาค่อยๆ ใช้สองมือจับที่ไหล่ของคนตรงหน้าไว้แล้วผละร่างนั้นออกจากอกช้าๆ จ้องมองเข้าไปในดวงตาใสกระจ่างนั้นอย่างต้องการคำตอบ



และสิ่งที่ตอบตอกหน้าเขากลับมาคือความหนักแน่นตามที่หงส์คนนี้ได้กล่าวไว้



“ชีวิตผมเป็นของคุณนะ ถ้าในวันหนึ่งข้างหน้ามันจะสามารถทำประโยชน์ให้คุณได้ผมไม่เสียดายเลย”



“ดิน! แต่ผมไม่….!!? ” ไม่ทันได้พูดจบดนัยก็ถูกบดินทร์โน้มคอลงไปจูบปิดปาก



จูบนั้นอ่อนหวานเสียจนดนัยต้องยอมเคลิ้มตาม



ครู่หนึ่งต่อมาบดินทร์จึงยอมผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง พร้อมคำอ้อนวอน “พอก่อนเถอะนะ หึหึ วันนี้ผมรับข้อมูลมาเยอะมากเลย ไม่อยากได้ยินอะไรแล้วล่ะ”





“…………………..” คำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเศร้าสร้อยนั้นยิ่งทำให้ดนัยพูดไม่ออก



“คุณไปทำงานเถอะ เดี๋ยวผมไปอาบน้ำเสร็จก็จะนอนแล้วล่ะ” บดินทร์ปรับเสียงให้เป็นปกติ พลางผลักดนัยออกห่าง แล้วรีบหันหลังเดินตรงไปยังห้องน้ำอย่างที่เอ่ยปากไว้



“ดิน…ขอบคุณนะ”



ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าว ดนัยก็พูดบางอย่างขึ้นจนฝีเท้านั้นต้องชะงักไป แต่ก็ไม่ได้หันไปสบตาอีกฝ่าย



“คุณคือคนที่พิเศษมากๆ ในชีวิตของผม”



ดนัยเอ่ยทุกคำด้วยความหนักแน่น มองตรงแน่วแน่ไปที่แผ่นหลังของคนที่เขาต้องการสื่อสาร แล้วพูดในสิ่งที่ต้องการให้บดินทร์ตระหนักจดจำมากที่สุดออกไป



“เมื่อไหร่ที่วันหนึ่งข้างหน้านั่นมาถึง…ได้โปรดอย่าเสียสละเพื่อผมนะ”



“……………….” บดินทร์เพียงยิ้มเศร้าให้กับคำพูดนั้น แล้วเดินหน้าเข้าห้องน้ำไปโดยไม่ตอบโต้อะไรกับดนัยอีก



ในห้องน้ำ บดินทร์ทำเพียงยืนสบตาตัวเองในกระจกพลางนึกไปถึงเรื่องราวระหว่างเขากับดนัยทั้งที่ผ่านมาและตอนนี้…ชีวิตของเขาทั้งคู่ก็เหมือนถูกแขวนเอาไว้บนด้ายเพียงเส้นเดียว จึงต้องช่วยกันประคับประคองกันและกันเอาไว้ แม้ก่อนหน้านั้นเขาเองที่เป็นฝ่ายรับไม่ได้เลยกับการต้องอยู่เคียงข้างอีกฝ่าย ทั้งรังเกียจและขยะแขยง แต่ก็ถูกไล่ต้อนจนไม่อาจหนี ถูกยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ ถูกมอบคำสัญญาที่ไม่อาจหลบเลี่ยง อีกทั้ง…ยังถูกทำดีด้วยสารพัดจนไม่อาจเบือนหน้าหนี



ถูกปกป้องอย่างคนสำคัญมาโดยตลอด



…แล้วแบบนั้น บดินทร์คนนี้จะกล้าปล่อยมือดนัยได้อย่างไร?



บดินทร์รู้ตัวดีว่าตอนนี้เขาได้ให้ใจกับดนัยไปจนหมดสิ้น แต่ให้ไปในความหมายของความจงรักภักดีไม่ใช่ความใคร่อยากครอบครองเหมือนตอนที่เขารู้สึกกับสดายุ หงส์หนุ่มตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปทำผิดพลาดซ้ำรอยเหมือนครั้งสดายุอีก จะไม่ใช้ความขลาดเขลาทำให้ไม่อาจรักได้อย่างตอนนั้นอีก ครั้งนี้เขาจะทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อดนัย แม้รู้ดีว่าระหว่างตนกับคนคนนั้น ‘คำว่ารัก’ คงไม่อาจเอื้อมถึง แต่ก็จะไม่ยอมตัดสินใจพลาดจนต้องมาเสียใจภายหลังอีกเด็ดขาด!







ดนัยได้แต่ยืนนิ่งมองแผ่นหลังของบดินทร์ลับเข้าห้องน้ำไป มังกรหนุ่มยกมือขวาของตัวเองขึ้นมามองราวกับเห็นภาพมโนว่าหัวใจของฝ่ายนั้นกำลังเต้นเป็นจังหวะอยู่ในมือ หัวใจของใครคนนั้นที่ก่อนหน้านี้เขาเองนี่แหละที่เฝ้าอยากครอบครองจนแทบคลั่ง อยากได้มาเป็นของตนจนยอมทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการบังคับขู่เข็ญ การเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ไม่อาจปฏิเสธ จนกระทั่งยอมมอบคำสัญญาเพื่อเรียกร้องให้บดินทร์ยินยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้…และตอนนี้เขาได้มาแล้ว



ดนัยจ้องมองมือของตนนิ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้หัวใจของใครมาไว้ในมือ หรือแม้แต่ชีวิตและความจงรักภักดี…มือนี้เคยได้รับมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ และก็เป็นมือนี้แหละที่ลงมือบีบเค้นจนหัวใจเหล่านั้นแหลกเหลวเป็นจุลคามือได้อย่างเหี้ยมเกรียมโดยไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด หมดประโยชน์แล้วก็ต้องทำลายทิ้ง เป็นวัฏจักรวนเวียนของโลกมาเฟียนี้อยู่แล้ว เจ้าพ่อคนนี้จึงไม่เคยยกหัวใจให้ใคร และไม่เคยรู้สึกสะทกสะท้านใดๆ กับการหลอกใช้เหยื่อให้ทำประโยชน์ให้ เป็นหมากเบี้ยให้เขาได้ก้าวต่อไปบนกระดานอำนาจ ยิ้มให้กับทุกคน อ่อนน้อมและเป็นมิตรไม่ว่ากับใคร ยอมรับไมตรีจากทุกที่หากมีประโยชน์เอื้อให้ แล้วหลอกใช้จนสาสมก่อนเขี่ยทิ้งอย่างไม่ไยดี



ความเย็นชาคือสิ่งที่เขาคนนี้คุ้นชินเป็นอย่างดี



แต่มันไม่ใช่ครั้งนี้…



อยากปกป้องหัวใจดวงนี้เหลือเกิน ไม่ต้องการให้แผ้วพานกับอันตรายใดๆ เลยสักสิ่ง



ทว่าหนทางเดียวที่หัวใจในมือดวงนี้จะปลอดภัยคือการวางเอาไว้ให้ห่างจากเขาคนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาไม่อาจเดินกลับหลังได้อีกแล้ว หมากได้ถูกเดินออกไปซ้ำเวลาก็เริ่มเดินแล้ว



ดนัยพึมพำเบาๆ





“จำไว้นะดิน อย่าได้เสียสละตัวเองเพื่อผมเด็ดขาด”



.

.

.

.

.

.

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด