ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือ...ตัวร้าย ตอน : รอยสักและความทรงจำ PART 4 [ดนัย X ดิน] (15.09.20) P. 5  (อ่าน 5515 ครั้ง)

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“น่าเสียดายจังนะครับ ผมยังไม่อยากให้คุณดินกลับเลย”



เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับการจากลา เพราะดนัยยังต้องเดินทางต่างเมืองเพื่อดูงานของกิจการบางอย่างของตนในประเทศญี่ปุ่น และไม่ค่อยสะดวกใจนักหากต้องอยู่รบกวนหัวหน้าสาขาใหญ่อย่างโอกามินาน



ในระหว่างที่ระดับหัวหน้ากำลังเอ่ยลากัน มาซามิก็เข้ามาร่ำลาบดินทร์เช่นกัน เพราะถึงจะเพียงครู่สั้นๆ ที่ได้คุยกัน ต้นมิตรภาพอันแปลกประหลาดก็ได้งอกงามขึ้นมาเสียแล้ว



“นี่นามบัตรผมนะ คิดถึงผมก็โทรมานะ” มาซามิยังคงยิ้มพราวพร้อมยื่นนามบัตรของตนใส่มือให้บดินทร์อย่างเป็นมิตร



“ขอบคุณนะครับ ไว้ผมจะโทรหานะ” บดินทร์ยิ้มรับ พลางนึกยอกใจที่เผลอคิดร้ายกับอีกฝ่ายไปเมื่อคืน



บดินทร์มองหน้าของมาซามิอย่างพินิจพิเคราะห์เป็นครั้งสุดท้าย ผู้ชายที่หน้าตาสะอาดหมดจดคนนี้คือผู้หญิงของยากูซ่า...คนรักของหัวหน้าที่ลูกน้องในแก๊งส์ทุกคนให้ความเคารพยำเกรง ใบหน้าคมคายที่ประดับแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจอยู่ตลอดนี้ แท้จริงเบื้องหลังยังแฝงเอาไว้ด้วยความร้อนแรงยามค่ำคืน เพื่อเติมเต็มให้แก่เจ้านายผู้เป็นเจ้าชีวิต...กระนั้น ก็ยังน่ายกย่อง



แล้วเขาล่ะ?



“ดิน...” บดินทร์สะดุ้งจากภวังค์ทันทีที่ถูกมาซามิตรงหน้าเรียกขาน พร้อมกับที่มืออีกฝ่ายยื่นมาจับมือของเขาไว้



แต่ที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคงเป็นคำพูดของอีกฝ่าย



“อย่ากลัวในทางที่คุณเลือก” มาซามิพูดเสียงเบาคล้ายกระซิบ ทว่าก็หนักแน่น “ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ คุณจะชนะ”



บดินทร์ลอบกลืนน้ำลายพร้อมสะท้านเบาๆ จากสิ่งที่เพิ่งได้ยิน มาซามิดูออกทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างเขากับดนัย คนคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เขากล่าวขานกันมาจริงๆ ด้วย



“คุณมีเสน่ห์มากนะ ใช้มันให้คุ้มค่า ผมเชื่อว่าแดนนี่พร้อมให้คุณได้ทุกอย่างเพียงแค่คุณร้องขอ เขายิ่งใหญ่ และคุณจะไม่แพ้ใคร เชื่อผม”



ประโยคยืดยาวที่เป็นเหมือนคำเตือนใจก่อนจากลา เพราะถูกใจมาก มาซามิจึงสอนให้บดินทร์รู้จักบริหารเสน่ห์เล่ห์กลของตนเพื่อความยิ่งใหญ่ แม้ในวันนั้นบดินทร์จะยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้ แต่มันจะเกิดผลต่อบดินทร์อย่างมากในอนาคตอันใกล้นี้



.

.

.

.



ผ่านไปร่วมสองสัปดาห์นับจากวันที่จากคฤหาสน์ของโอกามิมา บดินทร์ถูกดนัยพามาไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งกลางมหานครโตเกียวที่เจ้าพ่อหนุ่มเหมาระยะยาวเอาไว้ ในระหว่างนั้นดนัยเดินทางไปที่ต่างๆ ตลอด โดยทิ้งบดินทร์เอาไว้ไม่ได้พาติดตามไปด้วย การที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตากันเลยระยะหนึ่งทำให้บดินทร์หายใจได้คล่องขึ้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจ เพราะคำสุดท้ายที่ดนัยฝากเอาไว้ก่อนที่จะทิ้งบดินทร์ไว้ที่โรงแรมแห่งนี้คือ



“ผมให้เวลาคุณพักเต็มที่ อยากไปไหนก็บอกวิเชียรได้ มันจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณ”



ทิ้งลูกน้องเอาไว้คอยเฝ้าเขาล่ะสิ บดินทร์คิดได้แค่แบบนั้น แต่ก็ยังดีกว่าทิ้งไอ้หมาบ้ามานพไว้แหละนะ แบบนั้นบดินทร์ก็ค่อยใจชื้น เพราะเขากับวิเชียรถือว่าไม่มีเรื่องบาดหมางกัน



“พักให้เต็มที่ล่ะบดินทร์ เพราะคุณต้องเริ่มงานทันทีที่ถึงอเมริกา”



งานอะไรไม่รู้ และบดินทร์ไม่ต้องการจะรู้ เขาท่องจำคำพูดของมาซามิขึ้นใจ แต่มันไม่เข้าไปประมวลผลว่าต้องทำอะไรบ้างในสมอง เขายังไม่พร้อม รังเกียจที่จะทำมันจนไม่เห็นหนทางที่จะพร้อมขึ้นมาได้ เจ็บปวดทุกครั้งที่คิดว่าจะต้องไปเจออะไรบ้างที่อเมริกา



ผู้หญิงของเจ้าพ่อ...ผู้หญิงของดนัย...มันบัดซบสิ้นดี!!



นี่มันคงเป็น...เวรกรรมสินะ



เพราะความเบื่อหน่าย และท้อแท้ในโชคชะตา บดินทร์จึงไม่ยอมออกไปไหนเลย ฝังตัวเงียบอยู่ในห้อง สั่งเพียงอาหารขึ้นมาส่งที่ห้องตามเวลาที่ท้องหิว นอกจากนั้นก็เมามายไปกับเหล้ารสดีที่สุดที่โรงแรมมี จนเมาหัวราน้ำไปวันๆ ก็แค่นั้น ในเมื่อเจ้าพ่อดนัยบอกว่าจะเปย์ให้ บดินทร์ก็เลิกสนใจราคาของสรรพสุราพวกนั้นทันที กินกันให้ล่มจมกันไปข้าง



เมา ตื่น กินข้าว เมา หลับ ตื่น เมา กินข้าว...ไม่เป็นเวลา ไม่รู้เดือนรู้ตะวัน ไม่รู้วันรู้คืน บดินทร์ปล่อยตัวเองให้เน่าเป็นซากศพอยู่ในห้องพร้อมกับกองขวดเหล้าและก้นบุหรี่ เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ออฟสาวขึ้นมากกที่ห้องได้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้อาจติดโรคทางเพศสัมพันธ์ไปแล้ว



นี่ถ้าไม่ถูกวิเชียรคอยจับตามอง และขอร้องว่าได้โปรดอย่าทำให้นายเหนือต้องลงโทษฝ่ายนั้นแล้วล่ะก็ ป่านนี้เขาคงเหมาหญิงหมดบาร์หน้าโรงแรมมาแล้ว



...น่าเบื่อที่สุด





“โอยย แสบตา! ปิดซะที คนจะนอน!!”



บดินทร์ร้องโวยวาย เมื่อจู่ๆ ก็ถูกแสงที่สว่างเกินกว่าสายตาจะรับได้จู่โจมเข้ารบกวนการนอน เขายังเมาค้างไม่หายเลยยังไม่อยากตื่น



“อะไรกัน คุณต้อนรับผมได้ใจร้ายมากเลยนะดิน”



“!!!??”



บดินทร์ลุกพรวดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของดนัยใกล้ๆ เจ้าพ่อหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อสูทราคาแพงและเสื้อกั๊กเนื้อดียืนกอดอกมองอยู่ข้างเตียง พร้อมรอยยิ้มจอมปลอมที่บดินทร์รู้จักดี



“เข้ามาได้ยังไง!? ...” บดินทร์ตะคอกถามออกไป ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วได้แต่ทึ้งหัวของตัวเอง เพราะในเมื่อดนัยเป็นเจ้าของทุกอย่าง ย่อมมีสิทธิ์เข้าไปที่ห้องไหนก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่ที่นี่



“อาบน้ำแต่งตัวซะ เราต้องออกเดินทางกันแล้ว” น่าแปลกที่ดนัยไม่ได้ทักอะไรต่อ นอกจากใช้ให้ซากศพพูดได้ ที่หนวดเครารกรุงรังทั้งยังเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นเหล้าและบุหรี่นี้ไปอาบน้ำเสียที



“เดินทาง?”



“ใช่...ไปอาโอโมริกัน”



.

.

.

.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“ยุ?”



“ดิน? มาอยู่ทำไมแถวนี้เนี่ย? ไหนว่าไปอเมริกา?” สดายุถาม ใบหน้าแสดงความสงสัยใคร่รู้อย่างชัดเจน



“โดนปล่อยเกาะน่ะ” บดินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้ม จงใจให้ถ้อยคำดูกำกวม



“ห๊ะ?” แน่นอนว่าสดายุไม่มีทางเชื่อ คิ้วที่ขมวดปม เพราะความสงสัยเป็นทุนอยู่แล้วนั้น จึงยิ่งขมวดแน่นเข้าไปอีก “กูไม่ตลกด้วยนะดิน ตกลงกับดนัยมันยังไงกันแน่วะ?” สดายุคาดคั้น แต่ดูเหมือนบดินทร์จะไม่ได้นำพาต่อใบหน้าบูดบึ้งของสดายุมากนัก ถึงได้กล้ายื่นมือมาหา ทั้งยังกล้าเกี่ยวมือเย็นจัดของตนไว้กับมือของสดายุมั่น



“ยุ...กูหิว” นอกจากไม่ตอบคำถามแล้วยังกล้าอ้อน ชนิดไม่กลัวโดนด่ากลับอีกด้วย “ไม่มีเงินติดตัวเลย หนาวก็หนาว...” ใช่เพียงแค่น้ำเสียงที่ออดอ้อน ดวงตาที่ช้อนมองมาก็ยังใช่ แบบนั้นจะให้ สดายุทำอย่างไรได้ ถึงอยากจะถามออกไปแทบตายว่า คิดจะอำกันไปจนถึงเมื่อไหร่? เพราะแม้จะไม่สนิทเท่าไหร่ แต่สดายุก็พอรู้ว่าดนัยไม่ใช่คนที่จะทิ้งขว้างใครไว้แน่



ถ้าไม่หลงทาง ก็หนีมา...



ว่าแต่จะ ‘หนี’ ทำไมกัน?



“ดนัยอยู่ไหน? มึงพักที่ไหนเนี่ย กูได้หาทางไปส่งให้” สดายุถาม พลางดึงแขนออกจากการเกาะกุม ดูเหมือนบดินทร์เองก็พอจะรู้ตัวว่าเล่นแง่ต่อไปไม่ได้ สุดท้ายเลยยอมพูดความจริง



“มันติดงานน่ะ เลยต้องแวะอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่หลายวัน แต่พรุ่งนี้เช้าก็จะไปแล้วล่ะ อเมริกาน่ะ”



“อ๋อเหรอ แปลกเนอะ อยู่ถึงญี่ปุ่นก็ยังอุตส่าห์มาเจอกันได้อีกนะมึงกับกูเนี่ย แล้วนี่ที่พักอยู่ไหนอ่ะ”



“ก็...ไกลอยู่ ไม่รู้สิ จำไม่ได้อ่ะ มันบอกให้รออยู่แถวนี้ แล้วค่ำๆ จะมารับ...แต่กูดันลืมกระเป๋าสตางค์” บดินทร์ตอบเรื่องจริง ก็ไม่ได้คิดจะหลอกอะไรสดายุตั้งแต่แรก ก็แค่ไม่ได้บอกว่า เรื่องที่ได้มาเจอกันนี่ มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ



>

>

>



[พาผมมาด้วยทำไม? ปกติแค่ดูงานไม่จำเป็นต้องลากมาด้วยนี่] ดนัยถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด ที่ถูกลากตัวมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งที่พรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางต่อไปยังอเมริกาแล้ว แม้แต่อิสระวันสุดท้ายก็ยังถูกลิดรอนหรือ?



[ทำไม? มาเป็นเพื่อนผมไม่ได้หรือไง?] ดนัยตัดพ้อ พร้อมมอบรอยยิ้มที่บดินทร์แสนเกลียดมาให้



[ไหนว่าจะให้ผมพักให้เต็มที่ไง? โกหกกันนี่!]



[แล้วถ้าผมบอกว่ายุอยู่ที่นี่ล่ะ?]



[อะไรนะ? ยุอยู่ญี่ปุ่นเหรอ? ที่ไหน? ยุอยุ่ที่ไหน?]



[อิจฉายุจัง...ผมไม่อยู่ตั้งหลายวันคุณไม่เห็นคิดถึงผมแบบนี้บ้างเลย...] ดนัยยั่วเย้า ยิ่งเห็นสีหน้าที่ดีใจจนปิดไม่อยู่ของบดินทร์เข้าไป ดนัยก็ยิ่งแกล้ง



[ผมไม่จำเป็นต้องคิดถึงคุณนี่!] บดินทร์ตะคอกออกไปด้วยความหงุดหงิดที่โดนดนัยแกล้งหยอกเล่น ทว่าเพียงครู่ต่อมาก็คิดอะไรบางอย่างออก [ถ้าคุณยอมบอกผมว่ายุอยู่ที่ไหน...ผมจะตอบแทนคุณ]



ไหนๆ หลังจากนี้ไปก็มีแต่เสียกับเสียอยู่แล้ว ก็ใช้มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนเสียเลย!



[หึ...คุณจะเอาอะไรมาตอบแทนผมกัน?] ดนัยลองเชิงอย่างคนทำธุรกิจ อยากรู้นักว่าของตอบแทนของบดินทร์นั้นมันจะเร้าใจแค่ไหน?



[แล้วคุณอยากได้อะไรจากผมล่ะ?]



[อะไรก็ได้เหรอ?]



[ทุกอย่าง]



>

>

>





สุดท้าย ด้วยความเห็นใจเพื่อนเก่า สดายุจึงยินยอมให้บดินทร์ตามมาพักที่บ้านก่อนระหว่างรอดนัย



หลังให้ที่พักพิง พร้อมเลี้ยงอาหารเสร็จสรรพ บดินทร์ก็ถูกสดายุให้พักผ่อนตามอัธยาศัย เรียกได้ว่าปล่อยให้อยู่ตามยถากรรมเลยน่าจะถูกกว่า เพราะเมื่อหายหิว สดายุก็พาตัวเองกลับขึ้นห้อง แล้วจมอยู่กับกองหนังสือการ์ตูนกองโตโดยไม่คิดสนใจใดๆ แม้ว่าจะมีแขกตามมานั่งร่วมห้องอยู่ด้วยอีกคน



สดายุไม่ใช่คนช่างคุย ส่วนบดินทร์เองก็ยังคงเกร็งๆ การสนทนาระหว่างกันจึงไม่ปะติดปะต่อ ยิ่งเห็นว่าสดายุ กำลังสนุกอยู่กับการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นทั้งกอง บดินทร์ก็ยิ่งไม่กล้าขัดขวางความสุข แค่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ แค่ได้เห็นหน้า แค่ได้แอบมอง ก็พอใจเหลือเกินแล้ว



บดินทร์มีความสุขแม้เพียงแค่ได้นั่งมอง ความสงบใจและบรรยากาศที่อบอุ่นของห้องน้อยนี้ ในที่สุดก็ทำให้บดินทร์เผลอหลับไป กว่าจะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ตื่นมาเจอกับใครอีกคนที่หลับอยู่ข้างกัน บดินทร์รีบลุกขึ้น ตื่นเต็มตาทันทีในตอนนี้ ทำใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วลองขยับเข้าใกล้ร่างของสดายุที่กำลังหลับลึกอย่างระมัดระวัง



ผมยาวขึ้นนิดหน่อยหรือเปล่านะ



ขาวขึ้นจมเลย ได้ออกแดดบ้างหรือเปล่าเนี่ย



ดูมีน้ำมีนวลขึ้นแฮะ



หลับสนิทจัง…



บดินทร์ จ้องมองสดายุด้วยสายตาที่ร้อนแรงอย่างที่ใจปรารถนา รักมานานจนไม่อาจถอนใจ แต่เพราะเคยทำร้ายอีกฝ่ายเพราะความเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป วันนี้ถึงทำได้แค่แอบมอง ช่างน่าสมเพชเสียเหลือเกิน



เห็นว่าสดายุหลับสนิท คนขี้ขลาดตาขาวอย่างบดินทร์ก็เกิดย่ามใจ ค่อยๆ ขยับกายเข้าใกล้คนหลับใหลทีละนิด ยกกองการ์ตูนเกะกะออกไปให้พ้นทางอย่างเบามือ ลมหายใจติดขัดเล็กน้อยเมื่อกำลังกระทำในสิ่งที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดทำหากสดายุยังตื่นลืมตา



“หากวันนั้น กูไม่ทำระยำหมากับมึงแบบนั้น วันนี้…คงแตกต่างออกไปใช่ไหม?” เสียงทุ้มพร่า เอ่ยความในใจออกไปบางเบาอย่างระมัดระวัง อยากบอกกับเจ้าตัว แต่ก็ไม่ประสงค์ให้เจ้าตัวได้ยิน



“หากวันนี้เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน กูคงไม่ต้องเสียมึงให้กับมันใช่ไหม?”



“ยุ...มึงชอบผู้ชายหรือชอบแค่มันวะ? แล้วถ้าเป็นกู จะมีสิทธิ์หรือเปล่า?”



ยิ่งพูดออกไป หัวใจยิ่งเต้นระทึก ยิ่งเห็นว่าร่างที่นอนอยู่ข้างกัน ยังคงหลับสนิท จิตใจใฝ่ต่ำของบดินทร์ก็เริ่มเข้าครอบงำ ทั้งร่างสะท้านสั่นเพราะหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองรบ ขนาดเข้าใกล้จนลมหายใจระอุรินรดข้างแก้มใส สดายุก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น



“ยุ...กูรักมึงนะ” เพราะรู้ว่าพูดไปสดายุก็ไม่มีทางได้ยิน บดินทร์จึงย่ามใจ จนเผลอไผลพูดแต่สิ่งที่ตนคิด และทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิด แต่กลับหยุดความคิดและการกระทำไม่ได้อีกต่อไป



“รัก…มาตั้งแต่แรกเห็น…” ใบหน้าหมองเศร้าโน้มลงใกล้ขึ้นทุกขณะจังหวะคำที่เอื้อนเอ่ย



“ขอโทษ…ที่กูเผลอทำร้าย…” ดวงตาที่อัดแน่นด้วยความปรารถนา ผ่าวร้อนและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ทั้งที่ยังคงจ้องมองใบหน้าของคนหลับลึกเขม็ง



“อภัยให้กูนะ…” เสียงสุดท้ายแทบจะหายไปในลำคอ ในขณะที่ริมฝีปากอุ่น บรรจงประทับลงเบาๆ ที่ข้างแก้มของสดายุอย่างระมัดระวัง



‘ลักหลับ’ การกระทำต่ำทรามที่บดินทร์รู้อยู่แก่ใจว่าช่างชั่วช้า ปากบอกว่ารักนักหนา หากแต่ยังกล้าประทับรอยแปดเปื้อน ความผิดเอ่อล้นท้นใจ จนจำต้องปล่อยหยาดน้ำตาหยดเผลาะแผละลงตรงข้างแก้มช้ำรอยจูบ ดวงตาพร่าเลือนยังคงจ้องมองคนที่ตนรักอย่างสุดใจไม่คลาด หัวใจเจ็บปลาบ เพราะรู้อยู่แก่ใจชัดเจนว่า ยามใดที่เจ้าของดวงหน้าหวานตื่นลืมตา มือนี้ย่อมไม่อาจไขว่คว้าได้อีก



หัวใจฝ่ายผิดชอบชั่วดีร้องห้าม หากแต่ฝ่ายต่ำทรามกลับไม่ยินยอม



เพราะถ้าหากว่านี่คือโอกาสเดียว และเป็นครั้งสุดท้าย…



ไม่เหลือเวลาให้ใคร่ครวญแล้วว่าควรหรือไม่ ริมฝีปากบางเฉียบขยับเข้าใกล้ ริมฝีปากที่กำลังเผยอน้อยๆ ตรงหน้า ปรารถนาแค่เพียงจูบเดียว



“เฮ้ย”



“เฮือก!!??” ทว่าเวลากลับไม่มากพอให้ทันได้สัมผัส เสียงทักเบาๆ ทว่าแน่นหนักจากหน้าประตูก็มากระชากบดินทร์กลับสู่ความจริงได้ทันเวลา

ทั้งร่างผู้กระทำความผิดสะดุ้งโหยง ลุกพรวดออกจากร่างของสดายุราวกับแมวขโมยที่ถูกจับได้ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาตะลึงมองไปยังกฤตเมธผู้เป็นเจ้าของเสียงทักด้วยแววตาเลิ่กลั่ก ซ้ำยิ่งพอเห็นอีกคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างหลังของกฤตเมธ ใบหน้าของบดินทร์ยิ่งถอดสี คิ้วหนาขมวดเป็นปม ริมฝีปากขบแน่นกระทั่งเนื้อตัวก็สั่นระริก



“หมดเวลาแล้ว” กฤตเมธเอ่ยเสียงเย็นชา กอดอกพิงร่างมองเหยียดจากตรงหน้าปะตูแบบไม่ปิดบัง กฤตเมธไม่มีความคิดว่าจะต้องรักษามารยาทใดๆ กับคนอย่างบดินทร์ ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความเห็นใจ สำหรับคนที่เคยทำร้ายคนรักของเขาได้อย่างเลือดเย็น แล้วยังจ้องขโมยกิน อย่างมัน!



ดังนั้น...



“ไสหัวไปได้แล้ว” คือการไล่ที่ปรานีที่สุด ที่กฤตเมธพอจะทำไหว ในขณะที่สองหมัดกำแน่นถูกเก็บไว้ภายใต้ท่าทางกอดอก ที่จริงเขาคงได้เผลอต่อยไปสักหมัดสองหมัด ตั้งแต่แรกที่เห็นว่าบดินทร์ตั้งใจจะทำอะไรสดายุแล้วล่ะ หากไม่ใช่เพราะถูกห้ามเอาไว้ ด้วยคำมั่นสัญญาที่ว่า ‘เดี๋ยวผมจัดการให้เอง’ ของดนัยที่ยืนส่งยิ้มให้น่าหมั่นไส้ให้บดินทร์อยู่



“รถอยู่หน้าบ้าน”



เหมือนเป็นสัญญาณระหว่างกันระหว่างดนัยและบดินทร์ เพราะทันทีที่ดนัยพูดขึ้น บดินทร์ก็กระแทกเท้าออกจากห้องไปทันที ใบหน้าแดงก่ำด้วยหลากหลายอารมณ์ผสานผสม กระทั่งหยาดน้ำตาที่ยังคงเปื้อนอยู่เต็มหน้า บดินทร์ก็ไม่มีอารมณ์จะเช็ด



“นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย” กฤตเมธคาดโทษขึ้นทันทีที่บดินทร์เดินผ่าน บดินทร์หยุดชะงักเล็กน้อย กับคำคาดโทษ แต่เพียงอึดใจก็ถลันออกไป โดยไม่มีคำโต้แย้งอื่นใด ทิ้งไว้เพียงดนัย ที่กลายเป็นเป้าสายตาของกฤตเมธแทน



“ครั้งหน้าไม่ทนแล้วนะเว้ย” กฤตเมธขู่ใส่ดนัยเสียงขรม



“หืม...” ดนัยไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ พลางยกมือยอมแพ้แบบกวนประสาทเล็กๆ ในขณะที่โดนชี้กฤตเมธหน้าคาดโทษ อย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะตาไว ไหวตัวทันโดยการตะโกนทักทายเพื่อนเก่าอย่างสดายุเสียงทะเล้น



“หวัดดียุ ขี้เซานะเรา”



เห็นสดายุลุกขึ้นนั่ง กฤตเมธก็คร้านหาความกับดนัยต่อ



“ทำไมมาโผล่อยู่แถวนี้กันวะ?” สดายุถามดนัยขึ้น พลางลุกยืนเป็นกิจจะลักษณะ



“แวะมาทำธุระน่ะ ก็เพิ่งรู้นี่แหละ ว่ายุกับพี่เมธก็อยู่เมืองนี้เหมือนกัน” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม ชำเลืองมองไปทางกฤตเมธที่ยังคงหน้าบูดนิดหน่อย แล้วเบียดตัวเข้ามาในห้องเพื่อสนทนากับสดายุต่ออีกนิด



“บังเอิญเนอะ” ดนัยยิ้มพราว รอยยิ้มเชื่อไม่ได้ ขนาดที่สดายุยังถึงกับต้องส่ายหน้า และพอได้ยืนขึ้นมาเสมอกัน สดายุก็เพิ่งได้เห็นเต็มตาถึงการแต่งกายของดนัย ชุดสูทสามชิ้นสีดำสนิท โค้ทยาวดูภูมิฐาน รู้สึกได้ว่านี่คงไม่ใช่แฟชั่นปกติ



กฤตเมธเคยบอกเอาไว้ว่าดนัยไม่ธรรมดา เป็นบุคคลอันตรายที่ไม่สมควรมีปัญหาด้วย แรกนั้นสดายุเพียงคิดว่าคงเส้นใหญ่ แต่พอผ่านเหตุการณ์ช่วยตัวประกันคราวนั้น สดายุก็กระจ่างในระดับหนึ่งว่า ดนัยมีคำว่าอิทธิพลหนุนหลังอยู่



ตอนนี้ดูเหมือนสดายุต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของดนัยเสียแล้ว



“นายคงไม่ได้รังแกไอ้ดินมันนักใช่ไหม?” ถึงอย่างไร สดายุก็ยังคงทำตัวเป็นปกติ คิดว่าควรรักษาคำว่าเพื่อน คำว่าพวกพ้องที่ดนัยอุตส่าห์มอบให้ ดังนั้น จึงไม่คิดเกรงใจที่จะตั้งคำถามที่ตนสงสัย



“หืม...อะไรทำให้นายคิดอย่างนั้นกันยุ? เราดูร้ายขนาดนั้นเชียว?” ดนัยหัวเราะร่วน เมื่อได้ยินคำถามของสดายุเข้า



“ก็นะ” สดายุไหวไหล่ และยังคงยืนรอคำตอบ “ว่าไง? นายคงไม่ได้แกล้งพามันมาปล่อยเกาะเล่นแถวนี้ใช่ไหม?”



“หลงทางมาเองต่างหาก นี่เราออกตามหาอยู่ตั้งนานแน่ะ” ดนัยตอบเสียงสูง ดูน่าเชื่อถือเสียจนสดายุอดหัวเราะตามไปไม่ได้ ไม่มีทางเชื่อหรอกว่าจะบังเอิญมาเจอกันได้ครบทีมขนาดนี้ ไม่เชื่อแน่ว่าจะไม่โดนเล่นตุกติก หลอกพามาเซอร์ไพรซ์



ก็คิดในแง่ดีไปงั้น เพราะสดายุไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างดนัยกับบดินทร์ จึงได้แค่คิดแบบโลกสวยว่าคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้ความช่วยเหลือกันมากมายขนาดนี้หรอก...



“เออนี่...” ก็ว่าจะไม่ติดใจ “ถามจริง นายกับดินไปรู้จักกันตอนไหนวะ?” แต่มันอดสงสัยไม่ได้จริงๆ สดายุจึงขอสัมภาษณ์ออกไปให้ชัดเจน



ใบหน้ายิ้มละไมของดนัยจางลงทันทีที่ได้ยินคำถาม เหลือเพียงรอยยิ้มที่มุมปากกับดวงตาสีนิลลึกล้ำซ่อนความหมายที่เกินหยั่งถึงที่มองตรงมายังเจ้าของคำถามเท่านั้น ร่างสูงใหญ่ก้าวล่วงเข้ามาให้ห้องเล็กน้อย แค่พอประชิดตัวของสดายุได้ก่อนก้มลงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูขาว



“อย่ารู้เลย ไม่อยากถูกโกรธน่ะ” ดนัยเลือกจะตอบเพียงแค่นั้น ก่อนผละออกมาสบตากับสดายุนิ่งๆ ด้วยสายตาที่สื่อความอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ใครก็ตามเข้ามายุ่มย่ามแม้ว่าจะเป็นสดายุก็ตาม ความเงียบไหลผ่านทั้งคู่อยู่ร่วมนาที ใบหน้าของดนัยยังคงมีรอยยิ้ม ฝ่ายสดายุเองก็ไม่ได้บึ้งตึงอะไร ต่างฝ่ายต่างแค่จ้องมองใบหน้าของกันและกันผ่านกำแพงที่มองไม่เห็นเท่านั้น



“ดูๆ มันให้หน่อยก็แล้วกัน” เป็นสดายุที่พูดขึ้นก่อน หากดนัยไม่ต้องการให้รู้ สดายุก็จะไม่เซ้าซี้ จึงฝากฝังเท่าที่จะทำได้เพียงเท่านั้น



ดนัยยิ้มรับคำ ก่อนถามคำถามกลับสดายุบ้าง “นายนี่เป็นคนดีมากเลยนะยุ ทั้งที่เคยโดนบดินทร์ทำร้ายมาสารพัด ก็ยังอุตส่าห์คอยเป็นห่วง...เพื่อนเก่าที่ชื่อบดินทร์คนนี้สำหรับนายคงเป็นคนที่มีค่ามากเลยสินะ” คำถามที่ราวกับแฝงไปด้วยถ้อยคำประชดประชัน



“…ก็นะ” คือคำตอบเดียวที่สดายุมีให้ดนัย เช่นเดียวกับที่ดนัยไม่ยอมตอบคำถามใดๆ กลับมาเหมือนกัน ดนัยหัวเราะ แต่ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรต่อ ใครบางคนที่ยืนเงียบอยู่นานสองนานก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาบ้าง



“มันไม่ตายง่ายนักหรอก อย่าห่วงให้มันมากนักเลย” คำเดียวเท่านั้นหยุดทุกบริบท โดยเฉพาะเมื่อชำเลืองไปเจอใบหน้าที่แสดงความไม่พอใจชัดเจนของเจ้าของถ้อยคำด้วยแล้ว สดายุกับดนัยก็ได้แต่ทำหน้าเฝื่อน เหมือนดั่งโดนยาขม



แถมยังเป็นยาขมชนิดที่ขมพิเศษแบบไร้ความปรานี ยี่ห้อกฤตเมธอีกด้วย



“พี่ก็เห็นว่ามันออกจะสุขสบาย สภาพครบสามสิบสอง วางใจเถอะดนัยคงเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีอยู่แล้วล่ะ” ยาขมย้ำทั้งที่ใบหน้าบึ้งตึงอย่างกับยักษ์มาร งานนี้เล่นเอาดนัยถึงกับลอบขำ ลมเพชรหึงตั้งเค้ารุนแรงขนาดนี้ สงสัยเขาคงต้องรีบถอนตัวออกจากจุดเกิดเหตุ เพราะนอกจากจะแข็งแกร่งไม่พอที่จะเป็นตัวกลางคอยไกล่เกลี่ยแล้ว ยังไม่ใช่คนที่กฤตเมธพิศวาสพอจะปรานีเสียด้วย ปล่อยเจ้าของบ้านเขาอยู่เคลียร์กันเองดีกว่า ดูจากสีหน้าของสดายุกับลักษณะการถอนหายใจหน่ายๆ แล้ว ดูท่าน่าจะต้องเคลียร์กันยาว



คิดได้ ดนัยก็ขอตัวลากลับ แจ้งข่าวทิ้งท้ายว่าจะเดินทางออกจากญี่ปุ่นมุ่งหน้าไปอเมริกาตอนรุ่งเช้า ซึ่งหลังออกจากบ้านกฤตเมธก็จะตรงกลับโตเกียวทันที เพื่อพักที่โรงแรมของสนามบินนาริตะเลย การร่ำลาเป็นไปอย่างกระชับฉับไว เพราะเจ้าบ้านทั้งสองอย่างกฤตเมธและสดายุ ไม่อยู่ในอารมณ์อำลาอาลัยเท่าที่ควร

.

.

.

.



ดนัยลงมาจากบ้านของกฤตเมธด้วยท่าทางสบายๆ สบตากับบดินทร์ครั้งหนึ่งตรงประตูทางออก ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะหลบสายตาไปอย่างไม่ใยดี



พอดนัยลงมาได้ ต่างคนก็ต่างขึ้นประจำที่ของตัวเองบนรถยนต์สีดำคันหรู ที่พร้อมออกเดินทางฝ่ากำแพงหิมะหนา



ขึ้นรถได้บดินทร์ก็แสร้งทำเป็นหลับไปทันที เพียงเพราะไม่ต้องการสนทนาอะไรเลยแม้สักคำกับดนัย



“หมดค่าแล้วสินะ…เครื่องมืออย่างผมน่ะ” ดนัยตัดพ้อขึ้น ทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบออกมา เจ้าพ่อหนุ่มได้แต่นั่งขำให้กับท่าทางของบดินทร์



ที่จริงการดนัยควรโกรธที่บดินทร์เอาแต่หมางเมิน ซึ่งเขาก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย แต่เอาเถอะ เขายังอยากให้บดินทร์ดื่มด่ำกับอิสรภาพให้เต็มที่ก่อนที่เขาจะยึดมันคืนมาในไม่ช้านี้



ดนัยละสายตาจากบดินทร์ในที่สุด มองออกไปนอกหน้าต่างรถ เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ การกลับมาคราวนี้นอกจากการกลับมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะทายาทเพียงคนเดียวที่แฝงตัวมานานแล้ว ยังต้องจัดการธุรกิจตัวใหม่ที่ร่วมทุนกับเจ้าซิน ที่กำลังมีปัญหาทับเส้นกับมิสเตอร์จาง เจ้าพ่อหน้าใหม่ที่คล้ายว่าจะแผ่อำนาจออกมาเรื่อยๆ จนไม่ยอมหลีกทางให้ง่ายๆ



ยังมีเรื่องเครียดอีกอยู่เป็นภูเขาที่รอให้เขาไปสะสาง การพาบดินทร์ติดมาด้วยในสถานการณ์อย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะนัก อย่างแรกคือความวุ่นวาย ที่ร้ายสุดก็เป็นที่เขาไม่มีเวลาอยู่กับอีกฝ่ายได้เต็มที่เหมือนที่ตั้งใจ



เจ้าพ่อหนุ่มครุ่นคิด จะเลี้ยงนกน้อยในกรงทองคนนี้อย่างไรดีนะ…ที่พยศอยู่แบบนี้มันก็เร้าใจดีอยู่หรอก แต่อยากให้เชื่องด้วยเร็วๆ จัง



เอาเถอะ เขายังมีเวลาอยู่กับนกน้อยของเขาอีกเหลือเฟือ แต่จะฝึกให้เชื่องได้เมื่อไหร่ หรือจะตายคามือเสียก่อนนั้น คงต้องไปลุ้นกันอีกทีล่ะนะ



.

.

.

.





มื้อเย็น ณ ร้านอาหารฝรั่งเศส ชั้นบนสุดของโรงแรมหรู แสงเทียนไสวที่ประดับประดาดอกกุหลาบสีสวยเข้ากันกับอาหารเลิศรส ที่ทุกจานถูกจัดเตรียมออกมาอย่างสวยงาม และการปรุงรสชาติที่พิถีพิถัน แต่มันคงจะดีกว่านี้มากหากคนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยนั้นไม่ใช่ดนัย



“กินไม่ลงอีกแล้วเหรอคุณ ผอมจะแย่แล้วนะ” ดนัยทักขณะตักอาหารเข้าปาก สายตาจ้องมองมาทางบดินทร์ไม่ลดละ ใบหน้าหล่อเหลาฉาบด้วยรอยยิ้มเยาะตรงข้ามกับถ้อยคำห่วงใย พาลให้บดินทร์ยิ่งกินอะไรไม่ลงเข้าไปใหญ่



ถึงจะได้ยินชัดเจนว่าดนัยถามอะไร แต่บดินทร์ไม่คิดตอบ ปรายตามองผ่านดนัยไปเพียงครั้ง แล้วผินหน้ามองผ่านบานกระจกใสมองแสงไฟยามค่ำคืนที่ด้านนอกแทน บรรยากาศระหว่างกันแบบนี้ แน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก บดินทร์หมางเมินดนัยตลอดตั้งแต่ร่วมทางกันมา ต้องพึ่งพา? แล้วมันยังไง หากไม่พอใจจะฆ่าทิ้งเสียตรงนี้บดินทร์ก็ไม่คิดขัดขืน แต่ถ้าจะต้องฝืนใจคอยประจบล่ะก็ ขอตายอย่างสุนัขจะสมใจกว่า



“หึ...แหม หลอกใช้เสร็จ ก็ถีบหัวส่งกันเลยนะ” เห็นสภาพหมางเมินของบดินทร์แบบนั้น ดนัยก็ได้แต่นึกขัน ลูกไก่ในกำมือตัวนี้ ให้ตายก็ไม่ยอมสิ้นฤทธิ์กันง่ายๆ เลยนะ เอาล่ะช่างเถอะวันนี้จะปล่อยไปก่อน จะถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงโปรโมชั่นก็แล้วกัน แล้วหลังจากนั้นค่อย…



ดนัยยิ้ม นี่บดินทร์จะรู้ตัวหรือไม่นะว่าเขาใจดีด้วยแค่ไหน เป็นคนอื่นหากขืนทำตัวรั้น หรือมีทีท่าไม่เกรงกลัวอำนาจกัน มันผู้นั้นย่อมไม่ได้เหลือลมหายใจมานั่งชูคอร่วมโต๊ะกันได้อย่างนี้หรอก เพราะเป็นสดายุหรือกฤตเมธเคยขอเอาไว้น่ะหรือ? ยอมรับล่ะว่าก็มีส่วนช่วยอยู่บ้าง แต่บทดนัยจะร้ายเสียอย่างก็ไม่มีเหตุผลอะไรมาหักล้างได้



เมื่อบดินทร์ยังคงผินหน้าหนี ดนัยก็ถือโอกาสจ้องมองอย่างไม่ลดละ รูปร่างสง่างาม อกผายไหล่ผึ่ง สมกับที่ถูกขัดเกลาบุคลิกภาพมาให้เป็นดาราดาวเด่น แม้ว่านิสัยกับรูปร่างหน้าตาจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงก็เถอะ



ตัวแทนของสดายุ...คำที่เคยได้ยินหลายคนปรามาสเอาไว้ ว่าบดินทร์ตั้งใจจะแทนสดายุให้ได้แต่ฝีมือไม่ถึง ถึงตรงนี้ดนัยก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าบดินทร์ไม่มีทางแทนที่ของสดายุได้ รายนั้นแม้มีข่าวฉาว ก็ยังมากล้นด้วยเสน่ห์เหลือรับประทาน เสน่ห์ในแบบของสดายุ ที่ใครๆ ก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบดินทร์ไม่มี



ใช่...ในจุดที่ว่าไม่เหมือนกันนั้นดนัยไม่ขอเถียง แต่เรื่องที่ว่าบดินทร์ไม่มีเสน่ห์ อันนี้คงต้องเอามาถกกันอีกที จริงอยู่สดายุมีเสน่ห์ของการเป็นนักแสดงมากมาย เรียกได้ว่าออร่าฟุ้ง ทั้งยังมีเสน่ห์ที่เกี่ยวกับความแข็งนอกอ่อนใน ที่ใครๆ ต่างก็พากันลุ่มหลง ไม่เว้นแม้แต่กฤตเมธ พ่อพระเอกหนุ่มเนื้อทอง ที่ต้องมนต์เสน่ห์เหลือร้ายของสดายุเข้าไปจนโงหัวไม่ขึ้น แน่นอนบดินทร์เองก็มีเสน่ห์เฉพาะตน ในข้อนี้ดนัยเป็นพยานให้ได้ ใครไม่รับรู้แต่เขารู้ว่าบดินทร์คนนี้อบอวลไปด้วยเสน่ห์



เสน่ห์ของความขลาดเขลา ของสัตว์ที่ดิ้นรนตะเกียกตะกายทั้งที่กำลังจนตรอก หอมหวานเสียจนดนัยไม่อาจปล่อยมือ นั่นคือเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้บดินทร์ยังคงมีชีวิตรอดปลอดภัยอยู่ในเงื้อมมือของดนัยคนนี้...



เกือบสามสัปดาห์ในญี่ปุ่น ในที่สุดก็เสร็จธุระเรื่องติดต่อการค้ากับแก็งค์ใหญ่โอคามิ พรุ่งนี้เช้าก็จะได้เดินทางต่อไปยังอเมริกา จุดหมายที่ตั้งใจไว้เสียที ที่ญี่ปุ่นนี้ดนัยพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาคอยตามใจบดินทร์ราวกับเป็นเจ้าชายก็มิปาน น้ำใจมิเคยหักหาน อยากได้หรือหมายปองสิ่งใดก็หามาประเคนให้ ทั้งอย่างนั้น ก็ดูเหมือนบดินทร์จะมองไม่เห็นค่าของสิ่งเหล่านั้นเอาเสียเลยนะ…



ดนัยแสยะยิ้มกว้างขึ้นหลังตรึกตรองแล้วได้ผลออกมาว่า บดินทร์ช่างไม่เห็นหัวเขาเอาเสียเลย เอาเถอะยังอยู่ในโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม จะไม่ถือโทษก็แล้วกัน แต่ขอสะกิดให้คนที่นั่งเมินหน้าได้รู้หน่อยว่าให้เร่งทำดีไถ่โทษก่อนจะหมดโปรฯ เสีย…



“นี่...ใจคอคุณจะไม่ขอบคุณผมสักคำเลยหรือไง?” แม้จะถามไถ่อะไรออกไป ก็ไม่ได้ทำให้บดินทร์ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาตอนนี้เงยขึ้นมามอง



“ทั้งที่พอรู้ว่าพี่เมธพายุมาอยู่กับร้านของแม่ที่อาโอโมริ ผมก็รีบพาคุณไปหาทันทีเชียวนะ” เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรก็ต้องโดนเมิน ดนัยจึงแสร้งพล่ามทวงบุญคุณหนักข้อขึ้น



“คุณคิดว่าผมรู้ได้ยังไงกันว่าวันนี้เป็นวันหยุดประจำปีของร้าน ถ้าผมไม่ให้มานพช่วยไปสืบ”



“คุณคิดว่าจะไปที่ร้านของยุถูกได้ยังไง ถ้าผมไม่พาคุณไปทิ้งไว้ที่นั่น”



“คุณคิดว่าถ้าผมไม่ให้คนรู้จักช่วยจัดงานพบปะเหล่าธุรกิจร้านอาหารไทย จะสามารถจัดการก้างขวางคออย่างพี่เมธได้ยังไง?”



“แล้วคุณคิดว่าคุณแม่กรพิณน์กับพวกโยชิดะจู่ๆ จะถูกรางวัลใหญ่ไปล่องเรือได้ทั้งบ้านขนาดนี้ไหม ถ้าผมไม่ยอมจ่าย?”



ดนัยเล่าทุกอย่างออกมาอย่างสบายอารมณ์ พร้อมตบท้ายด้วยคำว่า “แหม่...เงินไม่น้อยเสียด้วยสิ” ขณะนั่งมองปลายมีดหั่นสเต็กที่ถืออยู่ในมือ



“ไม่เป็นไรนะ จะไม่สำนึกบุญคุณอะไรเลยผมก็ไม่ว่าหรอก เพราะทุกค่าใช้จ่ายผมเอาไปรวมไว้กับบัญชีหนี้ของคุณหมดแล้ว”



“คุณมันขี้โกง!”



ในที่สุดความพยายามของดนัยก็สัมฤทธิ์ผล เพราะทันทีที่พูดถึงยอดหนี้ บดินทร์ก็ดูเหมือนจะหันมาให้ความสนใจกันบ้างแล้ว ชายหนุ่มยิ้มร้าย หัวใจเต้นเร่า เมื่อสามารถไล่ต้อนเหยื่อได้



“เลิกสร้างบุญคุณที่ไม่ได้ขอเสียที!” และยิ่งยิ้มพึงใจมากขึ้นทุกทีที่ได้เห็นว่าบดินทร์ดิ้นพล่าน ร่างสูงใหญ่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นกอดอก เอนพิงพนักเก้าอี้สบาย ทว่ายิ่งดูน่าเกรงขาม แบบนั้นหากใครอยู่ตรงหน้าก็พาใจฝ่อ ไม่เว้นแม้แต่บดินทร์ ที่ยังคงแกล้งทำใจดีสู้เสือ ซึ่งหากยังพอรักชีวิตอยู่บ้างจ้างให้ก็คงไม่กล้าทำ



“ไม่ได้ขอ…แต่ก็กินเสียเกลี้ยงจานเชียวนะ”



ดนัยเอ่ยมันด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน



เสียงปึงปังดังตามมาไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น พร้อมกับร่างที่ผลุนผลันออกจากเก้าอี้ไปของบดินทร์ ท่ามกลางสายตาของแขกวีไอพีคนอื่นๆ ในร้าน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ดนัยยี่หระอะไร



“นายครับ” เป็นมานพที่ยืนอยู่ข้างหลัง ที่เป็นคนเข้ามาถามความต้องการหลังจากนี้ของเจ้านายตนว่าจะให้จัดการกับคนไร้มารยาทนั่นอย่างไร



“ไม่เป็นไร ไปเปิดห้องให้คุณบดินทร์ไป” ทว่าดนัยไม่ว่าอะไร ชายหนุ่มยังอารมณ์ดีกับการได้ยั่วเย้าให้บดินทร์สติแตก นายใหญ่สั่งบอดี้การ์ดคนสนิทให้ไปเปิดห้องให้บดินทร์แทนที่การลากไปซ้อมสั่งสอน



มานพรับคำทำตามแต่โดยดี ก่อนหันตัวเดินตามบดินทร์ออกไป ทิ้งเจ้านายที่ยังคงนั่งจิบไวน์ราคาแพงอย่างสบายอารมณ์ไว้กับเพื่อนบอดีการ์ดที่เหลือ สีหน้านายใหญ่ดูสนุก ซึ่งมานพรู้ดีว่าเพราะนายเขาได้เจอของเล่นที่ถูกใจ แม้มานพจะไม่ชอบใจกับกิริยาไม่สำรวมของบดินทร์นัก แต่หากนายไม่ว่า เขาก็จะไม่ทำอะไร แล้วอดใจรอให้ถึงวันที่เจ้านายจะลงทัณฑ์มันด้วยความอำมหิตอย่างร้ายกาจแทน



ดนัยมองลูกน้องเดินจากไป ก่อนจะหันมาสนใจแก้วไวน์ราคาแพงตรงหน้า หยิบมันขึ้นมาแกว่งช้าๆ ให้รสไวน์แตกซ่านในแก้วใส ก่อนจะเหยียดยิ้มบาง แล้วรำพึงขึ้นมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงแสนเยียบเย็น



“กอบโกยให้เต็มที่เสียบดินทร์ เพราะหลังจากพรุ่งนี้ไป...ฉันจะทวงคืนจนคุ้มเชียว”



*****************************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
กรงทอง # ติ่งแรก









หลังการเดินทางอันยาวนาน ในที่สุดบดินทร์ก็ถูกพาตัวมาไว้ที่บ้านกลางป่าขาวโพลนแห่งหนึ่งในเมืองฟอร์ก เมืองเล็กๆ ของรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา บดินทร์ได้แต่แอบแปลกใจเพราะรังของดนัยที่ถูกพามานั้นมันแตกต่างจากที่เคยคิดเอาไว้มาก บดินทร์คิดไว้เสมอว่าคนที่เป็นดาราควบอาชีพลับเป็นเจ้าพ่อโลกมืดอย่างดนัยจะต้องมีบ้านอยู่บนหอคอยงาช้างกลางมหานครนิวยอร์ก ที่ระเบียงห้องเป็นกระจกทั้งบานโชว์วิวเมืองมุมสูงที่มีเทพีเสรีภาพอยู่ลิบๆ แต่นี่กลับเป็นแค่บ้านเดี่ยวในป่าลึกในรัฐวอชิงตันอันห่างไกล (ถึงตัวบ้านจะใหญ่สมกับที่คิดไว้ก็เถอะ)



รถลุยหิมะขับมาจอดอย่างปลอดภัยอยู่ในโรงจอดรถของบ้าน บดินทร์ได้แต่เดินตามดนัยเข้าไปด้านในเงียบๆ ไม่กระโตกกระตากใดๆ หัวใจชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าวเบื้องหลังของผู้นำที่ตอนนี้ถือได้ว่าเป็นเจ้าของชีวิต



อะไรรอเขาอยู่กันแน่นะ? บดินทร์ได้แต่คิดในแง่ร้าย แล้วกล้ำกลืนมันลงคอไปเพื่อไม่ให้แสดงออกมาจนน่าสมเพช



“ยินดีต้อนรับสู่รังวิษธร” ทันทีก้าวเข้าห้องโถงชั้นสองของตัวเรือน ดนัยก็หันมากล่าวคำต้อนรับพร้อมรอยยิ้มอย่างมิตร ขณะที่มีบริวารช่วยถอดเสื้อโค้ทให้อย่างนอบน้อม



บดินทร์ได้แต่ขมวดคิ้ว แล้วจัดการถอดชุดคลุมของตัวเองออกบ้าง เพราะอากาศที่อุ่นกำลังดีในห้อง เสื้อโค้ทหนาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ยังไม่ทันที่บดินทร์จะได้ทำอะไร บริวารอีกคนของดนัยก็เข้ามาช่วยจัดการดูแลถอดเสื้อไปเก็บให้ด้วยความนอบน้อมไม่ต่าง ถูกปรนนิบัติอย่างใส่ใจแบบนั้นเข้าไปบดินทร์ก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อน รู้สึกประดักประเดิดที่ถูกดูแลถึงขั้นนี้ (เป็นร้านหรูในโรงแรมก็ว่าไปอย่าง)



“นั่งพักก่อนนะ เดี๋ยวทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้วผมจะพาไปดูห้อง” ดนัยยังคงดูแลดิบดี



“.............” แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้บดินทร์รู้สึกดี เขานั่งลงบนโซฟากลางห้องเพื่อรออย่างที่ดนัยบอก ในเมื่ออีกฝ่ายคือเจ้าชีวิต บดินทร์ก็ไม่คิดต่อความ สั่งอะไรมาก็จะทำให้มันจบไป



ท่าทางแบบนั้นของบดินทร์แม้ดนัยจะชินชาเหลือเกินแล้ว แต่บางครั้งมันก็อดหงุดหงิดให้พาลอยากลากมาลงทัณฑ์ให้สาสมใจโทษฐานทำตัวดื้อด้านให้เข็ดเสียเหลือเกิน



ดนัยหัวเราะ ‘หึหึ’ ในคอเบาๆ สืบเท้าเข้าใกล้บดินทร์ที่นั่งอยู่จนปลายเท้าแทบจรดกัน ก่อนจะโน้มลงไปหาคนที่นั่งขมวดคิ้วมุ่นจนใบหน้าห่างกันแค่คืบเดียว อีกฝ่ายพยายามเบี่ยงกายหลบทันทีที่ถูกประชิด แต่ดนัยไวกว่าหน่อยจึงเท้าแขนข้างหนึ่งลงกับโซฟาเพื่อกันเอาไว้ได้ทัน



“นี่ดิน...ทำตัวว่าง่ายหน่อยสิ ผมไม่ได้ใจดีแบบนี้ตลอดหรอกนะ” ดนัยเอ่ยขึ้นพร้อมสบตาบดินทร์นิ่ง



“อะไรอีกล่ะ? ให้นั่งก็นั่งอยู่นี่ไง ผมเผลอไปขัดคำสั่งตอนไหนเหรอครับเจ้านาย?” แต่บดินทร์เองก็ไม่ยอมแพ้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน



จบคำของบดินทร์ ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง คนหนึ่งดื้อตาแข็งทั้งที่ตัวเกร็งไปหมด ส่วนอีกคนก็กำลังพยายามระงับความพลุ่งพล่านในอกไม่ให้ระเบิดออกมาอยู่



ดนัยถอนหายใจแล้วปั้นยิ้มขึ้นมามอบให้บดินทร์อีกครั้ง ก่อนจะผละออกจากอีกฝ่าย ถอยห่างออกมาสองสามก้าวเพื่อทิ้งระยะให้ห่างพอที่จะไม่เผลอเอื้อมมือไปบีบคอใครเข้า



“ผมว่าคุณคงต้องเรียนรู้อะไรเสียหน่อยแล้วล่ะ” ดนัยพูดขึ้นก่อนจะหันไปใช้ลูกน้องให้ไปเรียกใครสักคนเข้ามา “ไปตามธันวามา”



เพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้นคนที่น่าจะเป็น ‘ธันวา’ ก็เดินเข้ามา คนมาใหม่โค้งให้นายของตัวเองทันทีที่มาถึง



‘ตัวเล็ก’ คือความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวของบดินทร์ทันทีที่เห็นผู้มาใหม่ ธันวาคนนั้นดูเหมือนจะตัวเล็กกว่าเขาหน่อย ดูจากส่วนสูงแล้วไม่น่าจะเกิน 170 เป็นผู้ชายร่างเล็ก ถึงจะมีกล้ามเนื้อก็ยังดูบางกว่าพวกบอดีการ์ดประจำตัวของดนัยอยู่โข



ผู้ดูแลบ้านสินะ? บดินทร์จึงตัดสินไปแบบนั้นตามที่ตาเห็น



“นี่คือธันวา” ดนัยแนะนำ “เขาจะเป็นผู้ดูแลคุณนับจากวันนี้เป็นต้นไป”



ทันทีที่ถูกแนะนำตัว คนที่ชื่อธันวาก็หันมาโค้งให้บดินทร์หนึ่งครั้งแทนคำทักทาย ก่อนจะหันไปยืนนิ่งเพื่อรอรับคำสั่งต่อไป



“พาคุณดินไปพักรอที่ห้องไป แล้วพาลงมาเมื่อโต๊ะอาหารพร้อม” ดนัยสั่งห้วน



“ครับนาย เชิญครับคุณดิน” ธันวารับคำแล้วหันมาเรียกให้บดินทร์ตามตนไป



>

>

>



บ้านไม้ดูกว้างขวาง ภายในติดแสงไฟสีนวลตาดูอบอุ่น ดูเป็นบ้านหลังใหญ่มากกว่ารังของเจ้าพ่อตัวร้าย บดินทร์กวาดสายตามองไปเรื่อยขณะเดินตามลูกน้องของดนัยไปยังที่ที่ได้รับคำสั่งให้พัก



จากนี้ไปเขาต้องอยู่ที่นี่สินะ



บ้านแสนสวยที่เบื้องหลังของมันไม่ต่างจากกรงขัง



กรงขัง...ที่เขาเป็นคนสมัครใจเดินเข้ามาเอง



“ถึงแล้วครับ” ธันวาพูดขึ้น ปลุกบดินทร์ที่จมลึกอยู่ในภวังค์ให้รู้สึกตัว “กระเป๋าอยู่ที่ด้านในแล้ว เชิญเลยครับ”



บดินทร์เดินตามธันวาเข้าไปอย่างว่าง่าย มาคิดได้ก็ตอนที่เข้าไปเห็นถึงความโอ่โถงในห้องกว้าง



นี่...ไม่น่าจะใช่ห้องที่เตรียมไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียวเป็นแน่



“นี่ห้องใคร?” บดินทร์ถามเสียงเครียด ที่จริงก็เริ่มจะเดาได้ลางๆ แต่ไม่อยากให้คำตอบเป็นอย่างที่คิดเลย



“ห้องนายครับ นายบอกว่าคุณคือคนพิเศษ ให้อยู่ร่วมห้องกับนาย” ธันวาตอบพร้อมรอยยิ้ม ไม่ได้ทุกข์ร้อนไปกับใบหน้าที่ตึงเปรี๊ยะของบดินทร์เลยแม้แต่นิด



“แล้วถ้าฉันอยากได้ห้องส่วนตัวล่ะ?” บดินทร์ลองถามขึ้น “ฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับใคร”



คำถามตรงไปตรงมา ทำให้ธันวาเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของผู้ดูแลยังคงรอยยิ้มไว้เช่นเดิม แม้แววตาจะไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นมิตรเลยก็ตาม

บดินทร์จ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง เพื่อรอคำตอบที่ตนก็รู้อยู่แก่ใจ



“ผมว่า...อย่าขัดใจนายจะดีกว่านะครับ”



ธันวาตอบสั้นๆ ก่อนค้อมตัวลงตามมารยาทเพื่อขอตัวออกจากห้องไป ทิ้งท้ายไว้ว่าให้บดินทร์ทำตัวตามสบาย ที่แม้บดินทร์จะเถียงในใจแทบตายว่าใครมันจะไปสามารถทำตัวตามสบายได้ แต่สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง



นั่นสินะ...



เขามันก็แค่เหยื่อในรังอสรพิษ จะไปคิดขอความช่วยเหลือจากใครได้



หัวเดียวกระเทียมลีบโดยสมบูรณ์แบบ



>

>

>



เมื่อเหลือตัวคนเดียวในห้องกว้าง บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ คำพูดของดนัยแล่นวาบเข้ามาในหัว



‘คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกบดินทร์’



‘งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...’



‘คือการเป็นผู้หญิงของผม’



บดินทร์เม้มริมฝีปากแน่น เกลียดเสียยิ่งกว่าอะไรแต่ก็หนีไปไหนไม่รอด



ครั้งหนึ่งชีวิตเคยรุ่งโรจน์ แม้จะไม่ถึงที่สุดแต่ก็ไม่ถึงกับตกอับ ไม่คิดเลยว่ามันจะพลิกผันมาถึงขั้นนี้



ขั้นที่ต้องขายตัวแลกเงิน



ร่างสูงถอนหายใจพรู ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ นี่...ยังถือว่ายังโชคดีที่ตัวเปล่าๆ ก็ยังมีราคาค่างวดหรือเปล่านะ ก็ได้แต่คิดเรื่อยเปื่อย เพราะเขาไม่สามารถหาทางออกให้กับตัวเองได้ ห้องกว้างถูกจัดไว้สวยงาม เตียงหลังใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง



ความงาม ที่ไม่ต่างจากคุกดีๆ นี่เอง









ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ บดินทร์ก็ปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไปช้าๆ อย่างไร้ค่า เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง



ก็อก ก๊อก



“คุณดินครับ อาหารตั้งโต๊ะแล้ว นายให้มาเชิญคุณไปร่วมโต๊ะด้วยครับ” ใครคนนั้นไม่ได้เปิดประตูเข้ามา เพียงแค่พูดมาจากทางหน้าประตู



คนที่นี่ดูมีมารยาท ท่าทางเจ้าบ้านคงระเบียบจัดหน้าดู บดินทร์นึกเยาะ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู อยู่เมืองตาหลิ่ว เขาก็คงต้องหลิ่วตาตามสินะ



“เชิญครับ” คนที่มารับเขาคือธันวาคนเดิม ชายหนุ่มเดินนำหน้าพาบดินทร์ไปที่ห้องทานอาหาร บดินทร์ลอบสังเกตอีกฝ่ายจากทางข้างหลัง มองแล้วก็คงมีฝีไม้ลายมือพอตัว เพราะถึงตัวจะเล็ก แต่กล้ามเนื้อที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ชุดสูทสีดำนั่นก็คงสามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้ไม่ยาก



“นายคือคนที่หมอนั่น เอ่อ คุณดนัยส่งมาคุมความประพฤติฉันเหรอ?” บดินทร์ถามออกไปตรงๆ เพราะถ้าใช่ เขาก็จะได้ทำใจยอมรับ จะใครก็ได้ล่ะนะ แค่ไม่ใช่มานพก็พอ รายนั้นคงหักคอเขาตายตั้งแต่วันแรก



ธันวาหันมายิ้มเล็กน้อย ก่อนเดินนำไปต่อ “เปล่าคุมครับ นายเขาแค่ให้ผมมาช่วยดูแลคุณเท่านั้น”



“ต่างกันตรงไหน”



“ก็ตรงที่ผมอาจเป็นมิตรกับคุณมากกว่าที่คิดยังไงล่ะครับ” ธันวาตอบแค่นั้นซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เดินมาถึงห้องทานอาหารพอดี ชายหนุ่มค้อมตัวลงเพื่อผายมือให้บดินทร์เดินเข้าไปในห้องนั้นเพียงลำพัง



บ้านไม้เข้ากับไฟสีเหลืองนวลดูอบอุ่น ในห้องทานอาหารถูกจัดแต่งเอาไว้อย่างดี มีโต๊ะตัวใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ประดับประดาด้วยเชิงเทียนและดอกไม้สวยงาม ทุกอย่างดูประณีตไปหมด แต่กลับไม่ได้ทำให้บดินทร์รู้สึกผ่อนคลาย



“นั่งสิครับ” ดนัยผู้ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยเชื้อเชิญ



โต๊ะกว้างใหญ่ แต่นั่งกันเพียงแค่ 2 คน โดยที่นั่งของบดินทร์นั้นถูกจัดไว้ตรงหัวโต๊ะอีกฝั่ง ตรงข้ามกับผู้เป็นเจ้าบ้าน เพียงแค่บดินทร์หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีผู้ดูแลเลื่อนให้ อาหารก็ถูกลำเลียงมาเสิร์ฟตรงหน้าตามลำดับ อาหารหน้าตาน่าทาน แต่ความเป็นระเบียบแบบแผนไปเสียหมดทุกอย่างนี้ กลับทำให้บดินทร์รู้สึกผะอืดผะอมขึ้นมาแทน จากที่ปกติก็กินอะไรไม่ลงอยู่แล้ว วันนี้เขายิ่งอยากขย้อนของเก่าออกมาเพราะความตึงเครียดด้วย



“อาหารไม่ถูกปากเหรอดิน ทำหน้าเหมือนอยากคายของเก่าเลยนะคุณ” ดนัยทักขึ้น เพราะเห็นว่าบดินทร์ไม่ยอมหยิบจับอะไรกินเสียที

คำพูดธรรมดา แต่เมื่ออยู่ถูกที่ถูกทางมันก็ดูทรงพลังขึ้นมา บดินทร์ไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะมองไปยังคนถามเสียด้วยซ้ำ เมื่อโดนทัก เขาก็แค่หยิบช้อนขึ้นตักซุปเข้าปาก ตามด้วยของอื่นๆ ที่ทยอยมาเสิร์ฟ ยัดๆ ๆ เข้าไปทั้งที่ไม่ได้หิว



“นี่” แต่แล้วเพียงครู่ต่อมา มือขวาของเขาก็ถูกคว้าไว้ โดยดนัยที่เดินมายืนอยู่ข้างกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้



“ถ้าจู่ๆ จะอร่อยถูกปากขึ้นมา ก็ไม่ต้องรีบกินขนาดนั้นก็ได้คุณ ผมยังมีอะไรๆ ให้คุณกินได้อีกเยอะ”



“ตกลงจะเอายังไง? ต้องการให้กิน หรือไม่ให้กินกันแน่?” บดินทร์ถามเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้ดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย คำถามแบบนี้ใครฟังก็รู้ว่าตั้งใจจะกวนอารมณ์กัน แต่นั่นกลับทำให้ดนัยได้แค่ขำออกมา



“โธ่ดิน คุณจะไม่ดื้อกับผมสักนาทีไม่ได้เลยเหรอ หึหึ”



“ผมอิ่มแล้ว” โดนคำหยอกเข้าไป บดินทร์ก็ไม่คิดเสวนาต่อ เขาดึงมือตัวเองกลับมา แล้วตั้งท่าจะลุกจากโต๊ะอาหาร แต่กลับถูกดนัยหยุดเอาไว้



เจ้าพ่อหนุ่มโน้มกายลงไม่เท้าแขนคร่อมร่างของคนดึงดันเอาไว้



“นี่ดิน ความอดทนของผมมันไม่ได้เยอะนักหรอกนะ”



“แล้วไง...จะซ้อมกันผมก็ไม่ได้ขัดนี่” บดินทร์ท้าทาย



“ซ้อม?” ดนัยเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะออกมา “หึหึ...ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ผมถนอมคุณจะแย่”



พูดพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเล่นข้างแก้มนิ่มของบดินทร์ เพื่อเป็นหลักฐานรับรองคำพูดที่ว่า ‘ทะนุถนอม’



แน่นอนว่าบดินทร์ผินหน้าหลบทันทีด้วยอาการรังเกียจ



แล้วทันทีนั้นก็ถูกดนัยตะปบปลายคางไว้ด้วยปลายนิ้วเดิมที่แข็งแกร่งราวคีมเหล็ก



“อีกอย่างนะ ถึงไม่ซ้อม ผมก็วิธีที่จะใช้ลงโทษคนดื้อแบบคุณได้อีกเยอะ”





**************************************************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
กรงทอง # ติ่ง 2







“นี่ดิน ความอดทนของผมมันไม่ได้เยอะนักหรอกนะ” ดนัยขู่ด้วยใบหน้ายิ้มละไม



“แล้วไง...จะซ้อมกันผมก็ไม่ได้ขัดนี่” บดินทร์ท้าทาย



“ซ้อม?” ดนัยเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะออกมา “หึหึ...ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ผมถนอมคุณจะแย่”



พูดพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเล่นข้างแก้มนิ่มของบดินทร์ เพื่อเป็นหลักฐานรับรองคำพูดที่ว่า ‘ทะนุถนอม’



แน่นอนว่าบดินทร์ผินหน้าหลบทันทีด้วยอาการรังเกียจ



แล้วทันทีนั้นก็ถูกดนัยตะปบปลายคางไว้ด้วยปลายนิ้วเดิมที่แข็งแกร่งราวคีมเหล็ก



“อีกอย่างนะ ถึงไม่ซ้อม ผมก็วิธีที่จะใช้ลงโทษคนดื้อได้อีกหลายวิธี”



บดินทร์ชะงักไปเล็กน้อยกับคำขู่ของดนัย แต่หัวใจที่ชินชาไปแล้วนี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคำขู่นั้นมันจะน่ากลัวอะไร



“นั่นสินะ คนระดับคุณจะทำอะไรก็ได้...เอาสิครับ จะทำอะไรก็ทำ ผมมันก็แค่คนที่ถูกคุณซื้อมา...”



คราวนี้เป็นดนัยเองที่ต้องเป็นฝ่ายชะงักไปบ้าง ไม่ใช่เพราะคำพูดของบดินทร์หรอกที่ทำให้เขารู้สึกยอกในใจ แต่เป็นเพราะดวงตาชาชืดของอีกฝ่ายที่มองมาต่างหาก บดินทร์มองเขาด้วยดวงตาที่ราวกับเป็นแค่ลูกแก้วธรรมดาไร้ความรู้สึก



“...ใช่ ในเมื่อคุณเองก็รู้ดีอยู่แล้ว เพราะงั้นผมคงไม่ต้องเกรงใจแล้วสินะ” ดนัยเอ่ยด้วยสีหน้าที่ตึงขึ้น ในรอยยิ้มไม่เหลือความเมตตาใดๆ แม้แต่รอยยิ้มก็ดูจะเหี้ยมเกรียมขึ้น



“ถ้าอิ่มแล้วก็กลับห้องไปเตรียมตัวซะ เพราะผมจะให้คุณเริ่มงานตั้งแต่คืนนี้เลย”



พูดจบก็ละมือออกจากหน้าของบดินทร์ แล้วเดินออกจากห้องทานอาหารไป ทิ้งให้คนที่แสร้งทำว่าแกร่งอยู่เมื่อครู่ถึงกับสะดุดลมหายใจกับคำพูดสุดท้ายที่ผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดทิ้งเอาไว้



ดนัยได้แต่สะกดความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ในใจขณะทิ้งบดินทร์ไว้ข้างหลัง ทิ้งความตั้งใจที่จะทำดีกับอีกฝ่ายไปหมดเลยด้วย ทั้งที่ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาอุตส่าห์คอยตามใจอีกฝ่ายสารพัด ในเวลา ให้พื้นที่ ให้อิสระเท่าที่จะสามารถให้ได้ ทำดีด้วยในแบบของตน เพื่อที่จะให้บดินทร์ได้วางใจ



ที่ไหนได้ อีกฝ่ายกลับไม่เห็นแม้แต่เศษเสี้ยวความหวังดีที่เขาหยิบยื่นให้



แถมยัง...



เหยียบขยี้ความรู้สึกของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี



“พอที” เจ้าพ่อหนุ่มสบถออกมาเบาๆ ขณะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด เพื่อให้ความเฝื่อนขมของมันช่วยให้เขาได้ผ่อนคลายขึ้น ในเมื่อเลี้ยงดีๆ ไม่เชื่อง ก็คงต้องมีลงหวายให้หลาบจำกันบ้างล่ะนะ



“ขอโทษนะพี่เมธ ผมคงทำดีแบบที่พี่เคยสอนไม่ได้เสียแล้วล่ะ”



“ขอโทษนะยุ เพื่อนนายมันร้ายเกินไปว่ะ เราคงถนอมให้อย่างที่เคยรับปากไม่ไหวแล้วว่ะ”



เจ้าพ่อหนุ่มพูดผ่านอากาศ สำนึกผิดกับเพื่อนสองคนที่เคยให้คำมั่นไว้ว่าจะดูแลบดินทร์ให้ดี ซึ่งตอนนี้เขาทำมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว



เอาชนะหัวใจไม่ได้ ก็บังคับให้อยู่ด้วยกันเสียเลย!



>

>

>

>





“ถ้าอิ่มแล้วก็กลับห้องไปเตรียมตัวซะ เพราะผมจะให้คุณเริ่มงานตั้งแต่คืนนี้เลย”



คำทิ้งท้ายที่ดนัยทิ้งเอาไว้ ราวกับคมมีดบาดลึกลงกลางกระหม่อมของบดินทร์ ร่างสูงสั่นระริกไปกับถ้อยคำนั้น ในระยะเวลาที่อยู่ร่วมกับดนัยมา แม้จะเคยถูกอีกฝ่ายหยอกเล่นอยู่ตลอด แต่ในครั้งนี้เขารู้ดีว่าดนัยพูดจริง



“เดี๋ยวผมไปรองน้ำอุ่นให้นะครับ”



จู่ๆ ธันวาก็พูดขึ้นมา ทำเอาบดินทร์ที่กำลังวิตกจริตถึงกับสะดุ้งหวือ



“ตอนนี้ข้าวของของคุณดิน คงถูกจัดเข้าตู้เรียบร้อยแล้ว เชิญพักผ่อนตามสบายสักครู่นะครับ แล้วผมจะมาเรียก” ขนาดเห็นว่าบดินทร์หน้าซีดแล้วซีดอีก ธันวาก็ยังคงยิ้มระรื่นเหมือนเป็นแค่หุ่นยนต์พ่อบ้าน ไร้ความรู้สึกนึกคิด



“ไม่ต้อง” แต่บดินทร์รั้งไว้เสียก่อนที่ธันวาจะทันก้าวออกจากห้องทานอาหาร “เดี๋ยวฉันจัดการเอง ขอฉันอยู่คนเดียวแล้วกัน”



พูดแค่นั้นก็รู้เรื่อง ธันวาค้อมตัวลงรับคำเป็นอย่างดี แล้วผายมือให้บดินทร์เป็นผู้ออกจากห้องไปก่อน ด้วยหน้าตาที่ประดับรอยยิ้มไร้อารมณ์เช่นเดิม



“เก่งนี่”



ทว่ายังไม่ทันที่บดินทร์จะก้าวพ้นห้องอาหาร ก็ต้องชะงักกับคำพูดของคนที่ก้าวเท้าเข้ามาดักหน้าไว้



“อะไร?” บดินทร์กอดอกถามกลับคนตรงหน้า คนเดียวในบ้านหลังนี้ที่เกลียดเขาเข้ากระดูก หมาบ้ามานพ



“คุณรู้ว่านายชอบเอาชนะ คุณก็เลยท้าทายให้เขารู้สึกสนุกและหลงใหลคุณมากขึ้น” มานพแค่นคำอธิบายออกมา ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้จะเป็นมิตรนัก



“แล้วไง?” บดินทร์ยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นถามกลับมานพอย่างท้าทาย



“แต่ก็ใช่คุณคนแรกหรอกนะที่ทำแบบนี้ ซึ่งขอบอกไว้ก่อน ถึงวิธีนี้มันจะได้ผล แต่มันก็ไม่นานหรอก” มานพย้ำคำ พร้อมแสยะยิ้มเยาะ



“ก็คอยดูเอาเองแล้วกัน มันอาจนานพอให้หมาบางตัวอกแตกตายไปก่อนก็ได้” บดินทร์ย้อนคำแสบสันไม่ต่าง



“หึหึ...ผมไม่ตายง่ายๆ หรอก ผมอยู่ทันวันที่คุณร่วงเป็นดอกไม้ริมทางแน่”



ต่างคนต่างยอกย้อนเจ็บแสบ บดินทร์ไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไรจากดนัยทั้งนั้น แต่ก็ไม่อยากแสดงว่าอ่อนแอให้มานพเห็น



ถ้อยคำเชือดเฉือนที่สาดใส่กัน ในที่สุดก็ถูกหยุดลงด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวจากคนที่ยืนนิ่งเป็นตัวประกอบอยู่นาน



“แต่คุณดินเป็นคนเดียวที่นายพามาอยู่ด้วยที่นี่ครับ”



ทันทีที่เสียงนุ่มนั้นสุดลงทั้งมานพและบดินทร์ก็หันไปมองธันวากันเป็นตาเดียว



บดินทร์มองมาด้วยความสับสน



แต่มานพกำลังมองจ้องด้วยความกรุ่นโกรธ



“กลับห้องเถอะครับคุณดิน อย่าเสียเวลาอยู่แถวนี้เลยครับ” ธันวาแทรกตัวมาระหว่างคนทั้งคู่ แล้วผายมือเชื้อเชิญให้บดินทร์รีบกลับไปที่ห้องนอน ก่อนพูดประโยคสุดท้าย ที่สามารถเรียกรอยยิ้มของบดินทร์ออกมาได้ในที่สุดด้วย



“หมาบ้าที่นายเลี้ยงไว้มันเกเรน่ะครับ กัดไม่เลือกเท่าไหร่ อย่าติดใจถือสามันเลยนะครับ”



ธันวาพูดพลางยิ้มให้บดินทร์ในเชิงรู้กัน ก่อนที่บดินทร์จะเดินละออกมาตามสัญญาณมือที่ธันวาส่งให้ ถึงตรงนี้ใจของบดินทร์เริ่มชื้นขึ้น อย่างน้อยๆ เขาก็เหมือนได้เจอเพื่อน ไม่สิ เจอไม้กันหมาบ้าต่างหาก



ไม่แน่ว่า...ธันวา ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก หากต้องอยู่ที่นี่อีกยาวล่ะก็ คนคนนี้แหละที่บดินทร์คิดจะผูกมิตรด้วย





>

>

>

>





“เปลี่ยนสีเป็นกิ้งก่าเลยนะ ลืมไปแล้วหรือไงว่าคนที่คุ้มกะลาหัวของมึงอยู่เป็นใคร?”



ลับแผ่นหลังของบดินทร์ไป มานพก็หันกลับมาเล่นงานเพื่อนร่วมงานของตัวเองทันที



“ผิดตรงไหนล่ะ? เราเป็นลูกน้องนี่ ใครที่นายชอบเราก็ต้องชอบด้วยเป็นธรรมดา มันเป็นกฎธรรมชาติ” แต่ธันวากลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำปรามาสของอีกฝ่าย ชายร่างเล็กแค่ไหวไหล่เบาๆ แล้วตอกกลับด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างยียวนอีกฝ่ายไม่น้อย



มานพไม่ตอบโต้อะไรอีก นอกจากยืนขึงตามองธันวาตาเขียวเท่านั้น



“เถียงไม่ได้ล่ะสิ ไอ้หมาหวงนาย” ธันวายิ้มร้าย โบกมือบ๊ายบาย แล้วเดินผ่านมานพไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะโกรธจนหน้าง้ำหน้างอแค่ไหน



แล้วในวินาทีที่กำลังจะพ้นตัวอีกฝ่ายไป ธันวากลับถูกมานพคว้าคอเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว



“ถ้านายไม่ขอเอาไว้ กูคงหักคอมึงไปแล้ว” มานพเค้นคำ ก้มมองคนที่ตัวเล็กกว่ามากด้วยแววตาวาวโรจน์



แต่ธันวากลับมองกลับมาด้วยแววตาที่ไม่ได้แสดงอาการกริ่งกลัวใดๆ



“เออ แล้วมึงกล้าขัดคำสั่งนายไหมล่ะ? หึหึ” ธันวาท้าทาย “ถ้าไม่ ก็ปล่อยมือซะ”



สองสายตาที่สอดประสานกันอยู่นี้ราวกับมีประจุไฟฟ้านับแสนโวลต์แล่นแปลบปลาบระหว่างกัน หมารับใช้สองตัวที่กินนอนอยู่คอกเดียวกันแต่กลับเกลียดกันเสียยิ่งกว่าเป็นศัตรูร่วมชาติ



ทั้งที่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่รักใคร่กันมากกว่าใครแท้ๆ



“ชิ” มานพสบถ ปล่อยมือออกจากคอของธันวาอย่างแรงจนราวกับสะบัด คนตัวเล็กกว่าเซเล็กน้อย แต่ก็สามารถยืนยิ้มให้กันราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สา มานพเกลียดธันวายิ่งกว่าอะไร เจ็บใจที่ไม่สามารถแตะต้องอีกฝ่ายได้เพราะดนัยเคยออกปากขอเอาไว้



และมันก็เหมือนหนามยอกใจของบอดีการ์ดคนนี้เรื่อยมา



เมื่อทำอะไรไม่ได้ มานพก็เดินจากไปด้วยความหงุดหงิด



ทิ้งไว้เพียงธันว่า ที่พอลับหลังของมานพแล้ว ใบหน้ายิ้มพิมพ์ใจตลอดนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นมุ่งร้ายทันที



>

>

>

>





สายน้ำอุ่นจากฝักบัวไหลลงสู่ร่างที่กำลังเกร็งทื่อจากความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน พรายน้ำเป็นสายที่กำลังไหลพร่างพรมอยู่บนร่างกายนี้อาจพอทำให้ตัวเบาขึ้น แต่ใจเล่า กลับยังหนักอึ้งเหมือนเก่า



พอกลับเข้ามาถึงห้องแล้วพบว่าข้าวของถูกจัดเอาไว้เรียบร้อยแล้วนั้น บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ จะนั่งแช่รอเวลาก็พาลเครียดหนักขึ้นเปล่าๆ สุดท้ายบดินทร์เลยตัดสินใจเข้ามาอาบน้ำ ไหนๆ ก็ได้รับคำสั่งมาให้เตรียมตัว เขาก็ควรต้องตามใจพระเดชพระคุณท่านให้เสร็จสิ้น



‘เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้’ คืออะไร ไม่ต้องตีความหมายให้ยุ่งยากก็เข้าใจ



‘คุณเข้าใจไม่ผิดหรอกบดินทร์’







‘งานที่ผมพาคุณมาทำที่นี่...’



‘คือการเป็นผู้หญิงของผม’



คำพูดในวันนั้นของดนัยยังคงชัดเจน



ถึงตรงนี้ร่างกายของบดินทร์ก็สะท้านขึ้น นี่เขาไม่ได้อาบน้ำอุ่นอยู่หรอกหรือ ทำไมจู่ๆ มันถึงได้หนาวเสียดไปทั้งร่างได้แบบนี้นะ



"นี่...อาบนานขนาดนั้น คงสะอาดหมดทุกซอกทุกมุมแล้วใช่ไหม? "



"......!!!!?? "



บดินทร์สะดุ้งจนตัวลอยเมื่อจู่ๆ คนที่เขายังไม่อยากเจอหน้าที่สุดก็มายืนอยู่ที่ด้านหลังในสภาพเปล่าเปลือย ร่างกำยำสมส่วนของคนดนัยอยู่ใกล้ตาเสียจนตกใจ เรื่องที่อีกฝ่ายเข้ามาเมื่อไหร่ไม่สำคัญ แต่การที่ต้องเปลือยร่างอยู่ในห้องน้ำด้วยกันแบบนี้ต่างหากที่ใจบดินทร์ยังไม่ทันตั้งรับ



“ม...มีอะไร?” บดินทร์กัดฟันถาม ทั้งที่ใจกำลังสะท้าน



ร่วมเดือนแล้วที่ไม่ได้มีอะไรกันหลังจากหัวหินคราวนั้น ทั้งที่ตั้งใจว่าจะขอทำใจอีกสักพัก แบบนี้มันกะทันหันเกินไปแล้ว!



เห็นท่าทางลนลานของบดินทร์เข้า ดนัยก็เหยียดยิ้มร้ายกาจ ‘กลัวเป็นแล้วเหรอ?’



“งานแรกของคุณไง” เจ้าชีวิตออกปาก



“ต...แต่ในนี้มัน...”



“หมดเวลาที่ผมต้องรอแล้ว”



>

>

>

>







TBC.





********************************************


ข้อมูลกันลืม...

ดนัยสูง 192 เซ็นติเมตร (สูงเท่ากับกฤตเมธ)

บดินทร์สูง 185 เซ็นติเมตร

มานพสูง 194 เซ็นติเมตร (ตัวใหญ่กว่าดนัย)

ธันวาสูง 176 เซ็นติเมตร (ตัวเล็กสุดในบรรดาลูกน้องของดนัย)

ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันนะค๊า
รักเสมอ
อนาคี99

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
กรงทอง # ติ่ง 3 # งานแรก









“อาบน้ำให้ผมสิ” ดนัยออกคำสั่ง ขณะยืนใกล้จนแทบจะซ้อนอยู่ข้างหลังของบดินทร์



“ห๊ะ?”



“อย่านิ่งสิดิน จะอาบให้ผม หรือจะให้ผมอาบให้คุณแทน?”



“น…นี่ คืองาน?” บดินทร์ถามด้วยความไม่แน่ใจถึงสิ่งที่ดนัยกำลังกระทำอยู่



“แล้วคุณคิดว่าผมควรได้รับบริการอะไรบ้างให้คุ้มกับเงินห้าหมื่นที่ผมต้องจ่ายต่อครั้งกันล่ะ?”



ทว่าคำตอบแสนเจ็บแสบที่ได้รับกลับมาก็ทำให้เขาได้สติ



ที่นี่คือคุก



คุกที่กักขังโจรใจหยาบอย่างเขาไว้โดยมีดนัยเป็นผู้คุมขัง คดีได้ถูกพิพากษาจนสิ้นสุดไปแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ใดๆ ได้อีก



ดนัยให้ทำอะไร…



เขาก็ต้องทำ



บดินทร์กัดฟันฝืน ยื่นมือไปกดปั้มครีมอาบน้ำมาชโลมตัวของดนัย มือขาวสั่นระริกขณะลูบไล้ไปบนผิวกายร้อนผ่าว ความลื่นที่เกิดจากครีมอาบน้ำนั้น ทำให้บดินทร์สัมผัสร่างกายของดนัยได้ลึกซึ้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อแน่น ผิวตึงละเอียด กระทั่งไรขนหน้าอกเบาบาง ผู้ถูกกระทำยืนให้บดินทร์บริการนิ่งๆ ในขณะที่บดินทร์นั้นฝืนทนจนแทบขาดใจ



“ข้างล่างด้วยสิ”



คำสั่งของดนัยราวกับค้อนปอนด์ดีๆ นี่แหละที่ทุบลงตรงท้ายทอยของบดินทร์จนชาช้ำ เป็นเครื่องระบายความใครไม่พอ ยังต้องทำตัวราวกับนายโลมราคาถูกที่ต้องปรนนิบัติไปทุกรูขุมขน บดินทร์กัดฟันกล้ำกลืนความรู้สึกขมปร่าในลำคอเอาไว้ กดปั้มครีมอาบน้ำออกมาใหม่ แล้วค่อยๆ นั่งคุกเข่าลงชโลมสบู่เหลวนั้นไปกับท่อนขาแข็งแกร่งทั้งสองข้างของผู้มีอำนาจเหนือตน ตัดใจทำให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พยายามเบือนสายตาหลบเลี่ยงที่จะต้องเห็นเครื่องเพศของอีกฝ่ายที่ดนัยจงใจโชว์ให้ตนเห็นว่า…กำลังมีอารมณ์!





บัดซบสิ้นดี!



“เสร็จแล้ว ล้างตัวได้เลย!” เมื่อถึงที่สุดแห่งการฝืน บดินทร์ก็รีบลุกขึ้นไปเปิดฝักบัวแบบชาวเวอร์เพื่อให้น้ำได้ล้างตัวของดนัยจนสะอาดตามความต้องการของอีกฝ่ายเสียที



“เฮ้ย!?” แต่ในวินาทีที่สายน้ำจากฝักบัวสาดสายลงมา ร่างของเขาก็ถูกดนัยสวมกอดจากทางด้านหลัง ใบหน้าของอีกฝ่ายก็แนบเข้าหากันในท่วงท่าราวกับคนรัก



บดินทร์ร้องขึ้นด้วยความตกใจ ดิ้นรนขลุกขลักอยู่ครู่ก่อนจะยืนนิ่งไป



“ท...ทำอะไรน่ะ?” แล้วกลั้นใจถามในสิ่งที่ก็พอรู้คำตอบ กระนั้นก็ยังอดกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอด้วยความหวาดหวั่นไม่ได้



“ก็แค่จะสอนงาน” คนเบื้องหลังกระซิบเสียงพร่าอยู่ข้างแก้มเผือดสี “ต่อไปคุณจะได้รู้ไง ว่าควรทำยังไงเพื่อให้ผมพอใจ”



จบคำมือแกร่งกร้านร้อนจัดก็ประโลมลูบผ่านร่างของบดินทร์อย่างอ้อยอิ่ง



“ฮึ่ก” บดินทร์เกร็งร่างจนสั่นสะท้าน เขาไม่ได้บ้าจี้หรือมีอารมณ์วาบหวามร่วมไปกับมือของอีกฝ่าย แต่เพราะความกริ่งกลัวเมื่อร่างกายยังคงจำได้ถึงความโหดร้ายเมื่อวันวาน จึงทำให้หวั่นไหวโดยสัญชาตญาณก็เท่านั้น



อาการสั่นเป็นลูกนกของคนในอ้อมแขน ทำให้ดนัยรู้สึกตัว มือที่สัมผัสจาบจ้วงอยู่เมื่อครู่จึงผ่อนแรงลง



แล้วโอบกอดบดินทร์ไว้ในอ้อมแขนทั้งตัว



“ถ้าคุณยอมเป็นคนของผม” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาทว่าหนักแน่น “ผมจะไม่ทำร้ายคุณเด็ดขาด...ผมสัญญา”



คำสัญญาที่มาพร้อมกับรอยจูบเบาๆ ตรงซอกคอขาวผ่อง



คำสัญญาที่บดินทร์รู้ดีว่าเขาไม่อาจปฏิเสธมันได้



คำสัญญาที่หมายความว่า...หากเมื่อไหร่ที่เขาคิดทรยศ เขาจะไม่ได้รับความปรานีโดยเด็ดขาด!



“สัญญานั่น...ผมต้องรับเท่านั้นสินะ” คนอย่างเขาคงไม่เหลือคำตอบใดให้เลือกเลยสินะ บดินทร์ได้แต่ถามออกไปด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง



“ใช่ คุณมีแค่ทางเลือกเดียว” และคำถามนั้นก็ได้รับคำตอบที่ราวกับเป็นเครื่องตอกย้ำ ที่มาพร้อมรอยจูบที่บรรจงพร่างพรมลงบนต้นคอขาวตลอดจนลาดไหล่ผึ่งผายคล้ายกำลังลงลายลักษณ์อักษรบนสัญญาฉบับสำคัญ



สลักตรวนโซ่พันธนาการระหว่างทาสและเจ้าชีวิต

“ฮึ่ก!” บดินทร์เผลอสะอื้นออกมา เมื่อถูกดนัยเล้าโลมทางร่างกายด้วยสัมผัสอันแสนชำนิชำนาญ ถูกเอาใจไปจนถึงส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของเพศผู้ บดินทร์กัดฟันทนแทบตาย ขณะที่ดนัยกำลังใช้มือลูบโลมส่วนอ่อนไหวนั้น



ตอนนี้ร่างเปลือยเปล่าของเขาทั้งคู่ถูกชโลมไปด้วยครีมอาบน้ำจนลื่นไปหมด สายน้ำจากฝักบัวที่ยังคงพร่างพรูลงมายิ่งช่วยเสริมฟองฟู ฟองสบู่ขาวฟ่องที่เกิดขึ้นจากการลูบไล้ยิ่งสร้างสัมผัสที่ซ่านสยิวยิ่งกว่าที่คาดไว้ บดินทร์กัดฟันปล่อยร่างกายให้ตกเป็นของอีกฝ่ายด้วยความจำใจ ใช่ว่าจะไม่เคยนี่ สองครั้งสองคราแล้วที่พวกเขามีความสัมพันธ์กัน จะมีอีก หรือจะมากกว่านี้อีกกี่ครั้งมันก็คงไม่ต่างกันอีกแล้ว



“นี่ อย่ากลั้นเสียงสิดิน ขอผมได้ยินหน่อย” ดนัยกระซิบพร่า น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนา แท้จริงเจ้าพ่อหนุ่มกำลังข่มใจอย่างเต็มที่ที่จะไม่สัมผัสบดินทร์ให้แรงไปนัก เขาอยากทะนุถนอมคนคนนี้เหมือนอย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ เป็นคนอื่นหากถือดีเขาคงลงทัณฑ์มันจนไม่เหลือความเป็นคน แต่สำหรับบดินทร์ ผู้เป็นเจ้าของดวงตาดำขลับราวกับบ่อน้ำที่ยากหยั่งถึงคนนี้ ดนัยกลับอยากได้ครอบครองทุกอย่างของอีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน



ในดวงตาของบดินทร์คู่นั้น ตั้งแต่ที่ได้สบกันครั้งแรก ดนัยก็จ่อมจมลงสู้ห้วงที่ลึกที่สุดของบ่อน้ำนั้นเสียแล้ว



เขาจะอิ่มเอมแค่ไหนกันนะ



หากสายตาคู่นั้น



จะเป็นของเขาคนเดียว



เป็นของดนัยคนนี้คนเดียว



“............” อ้อนวอนเท่าไหร่ หรือสัมผัสแค่ไหน บดินทร์ก็ไม่ยอมเปิดปากส่งเสียงหวาน แม้ทั้งร่างจะสั่นระริก ก็มีเพียงเสียงของลมหายใจหอบสะท้านเท่านั้น



“ดื้อจริงนะ” ดนัยปราม



พลันทั้งร่างของบดินทร์ก็ถูกยกสูงขึ้น



“อย่านะ! ปล่อยผมลง!!” อารามตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกยกขึ้นพาดบ่า ทำให้บดินทร์ลนลานร้องขอ แต่ไม่ทันไร ดนัยก็พาเขาออกไปจนถึงเตียงนอนเสียก่อน



ในสภาพที่เนื้อตัวยังเลอะเทอะไปด้วยฟองสบู่ที่น้ำยังล้างไม่หมด



“หนักไม่เบานะเนี่ย” ดนัยแอบบ่นก่อนจะวางบดินทร์ลงบนที่นอนแบบไม่เบานัก แล้วคร่อมตัวของอีกฝ่ายเอาไว้



“ใครใช้ให้แบกมาล่ะ! ผมเดินเองได้” บดินทร์ได้แต่บ่น กลับทั้งที่ยังไม่ยอมสบตากับดนัยเลยสักหน



ไม่อยากเห็นสายตาคู่นั้น



บดินทร์พยายามหลบลี้จากดวงตาสีน้ำตาลแกมเขียวดูลึกลับน่ากลัว ดวงตาที่เจ้าของของมันชอบที่จะใช้จ้องมองมายังเขาอย่างมีความหมาย ทั้งความร้อนแรง และความปรารถนา มันน่ากลัวจนคล้ายกับว่าหากเผลอมองจ้องกลับไปแล้วล่ะก็ เขาจะต้องติดกับของสัตว์ร้าย ติดอยู่ในบ่วงของมันจนไม่อาจหลบหนี



ไม่เอานะ ไม่อยากมอง....



“นี่ อย่าหลบตากันขนาดนั้นสิ” ดนัยตัดพ้อ พลางเอื้อมมือจับปลายคางของบดินทร์ที่นอนอยู่ใต้ร่างให้หันกลับมามองตากัน “อยากสบตาอีกสักครั้ง” ทว่าฝ่ายนั้นขัดขืน



บดินทร์สะบัดหน้าหนีไปอีกฝ่าย “ก็แค่เซ็กส์ อย่าเยอะน่า” พูดแค่นั้นแล้วหลับตา “จะทำก็รีบทำ งานผมจะได้จบๆ เสียที”



“ดิน”



“ผมไม่อยากเห็นว่าต้องทำกับคุณ!”



ดนัยชะงักไปพร้อมกับคำว่า ‘ไม่อยากเห็น’ ของบดินทร์



นั่นสินะ ตอนนี้บดินทร์กำลังทำงานแลกเงินอยู่



ในขณะที่เขากำลังรู้สึกดีที่ได้ใช้เวลาอ้อยอิ่งด้วยกัน อีกฝ่ายกลับอยากรีบทำให้มันจบๆ ไปตามหน้าที่



...ไม่แม้แต่อยากที่จะเห็นหน้ากัน!



นาทีนั้น บดินทร์ไม่มีทางได้เห็นว่าสายตาของดนัยเปลี่ยนไป



ดวงตาสีน้ำตาลเขียวโชนแสงขึ้น มันดุดันจนคล้ายกับว่าจะสามารถฟาดฟันทุกอย่างตรงหน้าให้ย่อยยับได้ในพริบตา



“ได้...งั้นก็ไม่ต้องมอง” ดนัยคำรามเสียต่ำ ลุกหายออกไปจากตัวบดินทร์ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมเนคไทน์สีดำเส้นโต



“....!!!??? ...” เพียงครู่เดียวเท่านั้น ไม่ทันให้บดินทร์ได้ประมวลผลใดๆ เขาก็ถูกบดินทร์คาดปิดตาเอาไว้ด้วยเนคไทน์เส้นนั้น



“คราวนี้คงไม่ต้องบ่นเรื่องต้องเห็นหน้าผมแล้วสินะ” ดนัยเยาะ จ้องมองใบหน้าของคนที่แสร้งทำเป็นนิ่งที่ที่จริงตื่นตระหนกจนตัวสั่น “แค่นี้ใช่ไหมที่อยากได้น่ะ?” ก่อนจะถามคำถามสุดท้าย



ถึงจะโกรธจนแทบทนไม่ไหว แต่วันนี้เขาก็ตั้งใจจะปรานีเหยื่อสักครั้ง โดยการทำตามคำขอสุดท้ายให้ ก่อนจะจับกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก



“ห้ามจูบ”



แล้วคำตอบที่ได้มา ก็ทำเอาเจ้าพ่อหนุ่มถึงกับแสยะยิ้มขำ ทั้งที่ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นกว่าเก่า



“หึหึ ทำไมกัน? จะเก็บไว้ให้คนรักหรือไง?”



“เปล่า” บดินทร์ตอบเสียงเย็น ตอนนี้เขาเลยจุดที่เรียกว่าความกลัวมาไกลแล้ว “ผมจูบกับใครก็ได้ที่รู้สึกดี แต่ไม่ใช่คุณ”



“ทั้งที่ผมจ่ายค่าบริการน่ะเหรอ?”



“นั่น...ไม่ได้รวมจูบ”



พรึ่บ!!







ไม่มีคำตอบใดจากดนัยอีก ตอนนี้เจ้าพ่อหนุ่มกำลังจะสติแตก เขากดร่างของบดินทร์ลงบนที่นอนจนแทบจมลึกลงไปในฟูกนุ่ม ตะโบมจูบไปทั่วซอกคอและแผงอกอย่างรุนแรงและเร่าร้อน



ถ้ายกเว้นแค่ปากกับตา ที่เหลือทั้งหมดในร่างกายของบดินทร์นอกเหนือจากนั้น ก็คือสิทธิ์ของเขา!!



“อะ!” บดินทร์เผลอร้องอย่างตกใจเมื่อยอดอกถูกขบเม้มอย่างกะทันหัน



เพราะถูกปิดตาเอาไว้ เพราะมองไม่เห็นสิ่งใด ประสาทสัมผัสเลยชัดเจนขึ้นจนขนลุก



อุณหภูมิในโพรงปาก ความชื้นของน้ำลาย ความหนุ่มของปลายลิ้น ความดุดันของคมฟัน ที่พอรวมกันแล้วมันกลับสร้างความหฤหรรษ์ให้อย่างน่าสมเพช บดินทร์กัดฟันสะกดกลั้นเสียงสั่นที่อาจหลุดรอดออกมาอย่างถึงที่สุด หัวใจดวงน้อยเต้นเร่าราวกับจะหลุดออกจากทรวงอก ทุกสัมผัสที่ดนัยมอบให้หลังจากนั้น ทุกที่ที่ปลายนิ้วลากผ่าน ทุกทีที่ริมฝีปากประทับ มันจุดไฟปรารถนาของบดินทร์ให้ลุกโชติขึ้นตามไปด้วย



ยิ่งสะท้านกายตอบสนองมากเท่าไหร่ ก็คล้ายจะถูกกลั่นแกล้งเพิ่มมากขึ้น ร่างกายร้อนผ่าวราวกับไฟแม้อยู่ในห้องที่เย็นเยียบ ขนลุกชันไปทั้งตัวทุกครั้งที่ปลายลิ้นอุ่นลากวนไปจนเกือบถึงท้องน้อย



บดินทร์ไม่ได้ขัดขืน สองมือได้แต่จิกทึ้งที่นอนเอาไว้แน่นเพื่อระบายแซ่อารมณ์ที่กำลังหวดกระหน่ำ ยิ่งปลายลิ้นนั้นเฉียดใกล้ส่วนอ่อนไหวมากเท่าไหร่ ร่างกายก็บิดเร่าด้วยแรงปรารถนามากเท่านั้น



ทั้งที่หัวใจร่ำร้องปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย



แต่ร่างกายกลับทรยศเรียกร้องสัมผัส



ถูกโลมเล้าจนกึ่งกลางร่างกายตั้งตึงอย่างน่าสมเพช บางครั้งเมื่อมันเสียดสีเข้ากับลอนกล้ามท้องแข็งแกร่งของดนัยเข้า ก้เหมือนว่าจะสามารถปลดปล่อยได้ทันที



ร่างกายง่ายๆ ของคนหยาบช้า



บดินทร์ข่มกลั้นอารมณ์ที่ปะทุสูงทั้งน้ำตา ดีว่ามีเนคไทน์ปกปิดเอาไว้ หยาดน้ำอุ่นนั้นเลยซึมผ่านผ้าสีดำไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ไหลออกมาให้ได้อาย สติสัมปชัญญะพร่าเลือนลงทุกขณะ



“รู้สึกดีก็ร้องออกมาเถอะดิน”



เสียงกระซิบพร่าพรายดังมาจากข้างหู



“คิดว่าไม่ใช่ผมก็ได้”



เสียงนั้นอ่อนโยนจนบดินทร์เผลอไผล



ใช่...นี่อาจแค่ฝัน



คนคนนั้นไม่ใช่ดนัยที่แสนเกลียด



“อ๊ะ...” บดินทร์เผลอครางหวาน เขาถูกดนัยปรนเปรอให้เสียจนไม่เหลือแรงประคองสติ



สองขาถูกแยกกว้าง โดยมีใครสักคนอยู่กึ่งกลางตรงส่วนที่น่าอายที่สุดนั้น เจลเย็นจัดถูกชโลมลงตรงช่องทางที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยได้เห็นมาก่อน สองขาเกร็งสะท้านพยายามขัดขืนทันทีที่ตรงส่วนนั้นถูกรุกล้ำด้วยอะไรบางอย่างที่เหมือนจะเป็นปลายนิ้ว



“ชี่...ไม่ทำให้เจ็บ สัญญา” เสียงอ่อนโยนเสียงเดิมกระซิบปลอบขวัญ ก่อนที่ปลายนิ้วร้อนนั้นจะล่วงล้ำเข้ามาในร่างอย่างง่ายดาย



บดินทร์กัดฟันข่มกลั้นก้อนสะอื้นแห่งความหฤหรรษ์อีกครั้งเมื่อจุดอ่อนไหวในร่างถูกรังแกจนเสียวซ่านไปหมด



เพราะมองไม่เห็น จึงหนีความจริงไปว่ามันคือความฝัน



ฝันไปว่ากำลังมีสัมพันธ์กับใครคนอื่นที่เขาเองก็ไม่รู้จัก



ร่างกายถูกปั่นป่วนอย่างหนักจากปลายนิ้ว แต่ก่อนที่จะทันได้ปลดปล่อย ปลายนิ้วนั้นกลับทอดทิ้งไปกลางคัน



บดินทร์เผลอคราง โหยหาสิ่งเติมเต็มจนแทบขาดใจ



“อ๊ะ!!...” แล้วในที่สุดเขาก็ถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่ใหญ่โตและร้อนจัดเสียยิ่งกว่าปลายนิ้ว บดินทร์ครางสุดเสียงเพราะถูกสอดใส่เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว



มันฝืดแน่นจนเจ็บ สิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนสิ่งนั้นเข้ามาคือเจลหล่อลื่น



“ผ่อนคลายหน่อย” คำสั่งคล้ายลองมาจากเหนือศีรษะ บดินทร์ที่พร่าเบลอเต็มทีแล้วจึงยอมปล่อยตัวตามที่ถูกสั่ง



“อื้อ!” และเมื่อสิ่งนั้นเคลื่อนเข้ามาจนสุด มันครูดผ่านจุดอ่อนไหว จนบดินทร์ต้องโหย่งตัวสะท้าน จิตใต้สำนึกรู้ดีว่าเขากำลังนอนหงายในท่าสมสู่ที่น่ารังเกียจ แต่สัมปชัญญะที่เหลืออยู่ ณ ตอนนี้ไม่ได้ช่วยอะไรอีกแล้ว ความใคร่บังจิตใจจนมืดบอด สิ่งเดียวที่รู้คืออยากปลดปล่อย



ยิ่งคนคนนั้นขยับกายหน่วงหนัก ความสุขสมยิ่งทวีสูง คล้ายกับว่าตอนนี้เขากำลังยืนอยู่บนหุบเหวที่เบื้องล่างคือทะเลสาบแสนสวย



สวยจนอดใจไม่ไหวที่จะกระโจนลงไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะต้องจบชีวิต



“อ๊ะ! อ๊า!!” บดินทร์ครางออกมาอย่างสุดกลั้น เมื่อถูกโยกร่างรุนแรงราวกับจะแหลกสลาย ในร่างถูกปั่นป่วนจนควบคุมไม่ได้ จึงผวาขึ้นคว้าตัวของคนที่ขยับอยู่บนร่างเอาไว้ แล้วกอดแน่นเมื่อใกล้ถึงที่สุดของห้วงอารมณ์



หมิ่นเหม่อยู่ตรงปากเหวลึก



ดนัยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกบดินทร์โผขึ้นมากอดรอบคอเอาไว้ราวกับตัวเขาคือที่พึ่งสุดท้าย ร่างนั้นสั่นสะท้านราวกับลูกนกน่าสงสาร ภายในร่างที่เขากำลังซุกตัวอยู่ก็ร้อนจัดและหดเกร็งเป็นจังหวะจนเขาเองก็หมิ่นเหม่จะตามไปด้วย



ดนัยโหมแรงอีกครั้ง ขยับโยกไปตามจังหวะที่รู้สึกได้ว่าบดินทร์รู้สึกดีจากเสียงหวานที่เล็ดรอดออกมาเป็นระยะ ช่องทางตึงแน่นหดเกร็งขึ้นทุกขณะจนดนัยเองก็เริ่มทนไม่ไหว



ในช่วงสุดท้าย ร่างของบดินทร์สะดุ้งวาบ เกร็งสะท้านไปหมดจากการปลดปล่อยที่รุนแรง และเพียงไม่นานจากนั้นเสียงครางต่ำของดนัยก็ตามมา





>

>

>

>

>



ไม่ใช่เพียงหนึ่ง...ในราตรีนั้น บดินทร์จำไม่ได้แล้วว่าถูกดนัยกระทำไปกี่ครั้ง เขาอ่อนล้าจนจำไม่ได้ ทั้งยังถูกทำให้ ‘ถึง’ จนไม่อยากที่จะจำด้วย ความตึงเครียดที่สะสมมาร่วมเดือนทำให้เขาไม่เคยได้ปลดปล่อย ดังนั้นทุกครั้งที่ถูกทำให้ถึง มันจึงรุนแรงจนสมองพร่าเบลอไปหมด แม้กระทั่งตอนที่ถูกอุ้มไปนอนอีกห้อง บดินทร์เองก็ไม่รู้ตัว



จำได้เพียงว่าเขาถูกกกกอดไว้อย่างแนบแน่นจากทางด้านหลังในคืนนั้น



ทั้งที่รู้ว่านี่คืออ้อมแขนของดนัย แต่บดินทร์ไม่เหลือแรงขัดขืน ได้แต่ค้านในใจว่ามันนอกเหนือสัญญาห้าหมื่นนะ แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่หลับไปในอ้อมกอดนั้น ภาพสุดท้ายที่ดวงตาปรือปรอยมองเห็นคือมีหิมะตกที่หน้าต่าง



หนาว...



เพราะหนาวนี่เองร่างกายของเขาจึงได้เรียกร้องหาไออุ่นมากกว่าทุกครั้ง เพราะร่างกายของคนข้างหลังอุ่นจัด เลยทำให้หลับสบาย เขาจึงแค่ขออาศัยก็เท่านั้นเอง...



บดินทร์หลับไปพร้อมกับสัมผัสสุดท้ายที่ข้างขมับ...



สัมผัสหยุ่นนุ่มคล้ายริมฝีปากแสนหวานของใครสักคน........



‘ฝันดีนะ’



คงเป็นคำอวยพรของนางฟ้าที่เมตตาคนอย่างเขาแน่ๆ ............



*********************************************************************************



ดนัยมันก็แค่แอ๊บตัวพ่อคนหนึ่ง...หุหุหุ

ดินจะรู้ตัวมั้ย? ว่าตัวเองทำให้เจ้าพ่อหลงจะแย่อยู่แล้ว

เรื่องนางเอกว่าไอ้ยุมันเยอะแล้วนะ

เรื่องตัวร้ายนี่อิดินเยอะกว่าอีก

เยอะ ตรงชอบคิดเองเออเอง 555

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
หงส์
#บทที่ 1







แสงอ่อนที่ค่อยๆ แยงตาเข้ามา ในที่สุดก็ทำให้ร่างอ่อนแรงรู้สึกตัวตื่นขึ้น



สิ่งแรกที่ได้เห็นคือแสงสว่างจ้า ที่ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ๆ จึงสามารถปรับสายตาให้โฟกัสภาพตรงหน้าได้



หน้าต่างกระจกบานเขื่องที่ผ้าม่านถูกเปิดออก ข้างนอกนั่นเหมือนจะเห็นละอองปุยสีขาวโปรยปรายลงมาไม่ขาด



ภายในห้องเงียบกริบ ข้างกายเย็นชืด เป็นสัญญาณบ่งบอกได้อย่างดีว่าคนที่กกกอดกันไว้ทั้งคืนที่ผ่านมาได้อันตรธานตัวไปแล้ว



แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดใจหากต้องตื่นขึ้นมาเจอหน้ากัน



เมื่อรู้สึกตัวตื่นเต็มตาได้ บดินทร์ก็ขยับร่างอ่อนล้าขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ช่วงล่างเมื่อยขบไปจนถึงปลายเท้าที่พอขยับเพียงนิดก็ถึงกับได้ยินเสียงข้อลั่น ไม่เคยคิดต้องการความอ่อนโยนจากอีกฝ่ายหรอก แต่การโหมทำราวกับตายอดตายอยากมานานนี่ก็ทำเอาทรมานจนเกือบต้องร้องขอความเมตตาตั้งหลายครั้ง



เจ็บปวดสุดก็ตรงที่มันไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่มันเพิ่งจะเริ่มต้นนี่แหละ



“ตื่นแล้วเหรอครับคุณดิน”



เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำเอาสะดุ้ง แต่พอหันไปเจอเข้ากับธันวาที่กำลังยืนส่งยิ้มให้มาอย่างสุภาพ บดินทร์ก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมา



“ผมรองน้ำอุ่นเอาไว้ให้แล้วนะครับ แช่น้ำเสียหน่อย เดี๋ยวผมลงไปเตรียมอาหารเช้าให้ครับ” ธันวาพูดจานอบน้อม ทำหน้าที่ผู้ดูแลของบดินทร์อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง



บดินทร์ทำเพียงพยักหน้ารับการปรนนิบัติ ตอนแรกก็ขัดเขินอยู่หรอกที่ถูกอีกฝ่ายเข้ามาเห็นสภาพที่ผ่านการถูกกระทำอย่างยับเยินขนาดนี้เข้า แต่พอคิดไปได้ว่าการมาและฐานะของเขานั้นคงไม่มีลูกน้องของดนัยคนไหนที่ไม่รู้ ถ้ามัวแต่จะหน้าบางอยู่ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ช่างหัวมันเถอะ



“เอ่อ จะให้ผมจัดสำรับขึ้นมาให้ที่นี่ หรือคุณดินจะลงไปทานที่ห้องอาหารดีครับ?” ธันวาถามขึ้นในจังหวะเดียวกับที่บดินทร์กำลังพยายามเคลื่อนร่างลงจากที่นอนอย่างยากลำบาก จึงทำให้ผู้ตอบออกอาการหัวเสียเล็กน้อย



“ฉันเลือกได้ด้วยรึไง? ไปถามเจ้านายของนายสิ”



“นายท่านไม่อยู่หรอกครับ ท่านออกไปคุยงานตั้งแต่เช้าแล้ว วันนี้เป็นหน้าที่ผมที่ต้องคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณดินครับ” คำตอบของธันวาทำให้สีหน้าของบดินทร์ดีขึ้น



ผู้คุมขังไม่อยู่ วันนี้เขาจะมีอิสระ...จริงหรือ



“ที่นี่แล้วกัน” บดินทร์ตอบ



“รับทราบครับ”



ธันวาออกจากห้องไปในที่สุด โดยมีสายตาของบดินทร์มองตามแผ่นหลังผู้ดูแลตัวเล็กไปไม่วางตา พลางชั่งใจว่าจะสามารถวางใจคนของดนัยได้มากน้อยแค่ไหน



คำตอบคือ ไม่



เขาไม่อาจวางใจใครได้ในดงอสรพิษ



ก็ใช่ว่าเขาจะดีเด่ไปกว่าคนพวกนี้หรอกนะ ก็แค่ไฮยีน่าในฝูงงูเห่าก็เท่านั้น



บดินทร์เพียงถอนหายใจแล้วเริ่มขยับกายลงจากเตียงนอนอีกครั้ง แค่เพียงปลายเท้าสัมผัสพื้นพรม ร่างกายก็ตระหนักได้ว่าปลายเท้าชาดิกนั้นแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงประคองร่าง ผู้เป็นเจ้าของได้แต่สบถอย่างหัวเสียที่ต้องตกอยู่ในสภาพทุเรศทุรังน่าสมเพชแบบนี้ กว่าจะลุกเดินไปจนถึงประตูห้องน้ำได้แทบขาดใจ นี่ยังไม่รวมถึงของเหลวที่ไหลย้อนออกมาในทุกการขยับตัวอีก

ต้องทนไปอีกนานแค่ไหนนะ กับความทุกข์ที่ราวกับอยู่ในขุมนรกนี้



การอาบน้ำผ่านไปอย่างเชื่องช้า กว่าที่บดินทร์จะออกจากห้องน้ำมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ ธันวากับอาหารเช้าก็มารออยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว พ่อบ้านหนุ่มยังคงปรนนิบัติอย่างดี ทันทีที่เห็นว่าบดินทร์เดินออกจากห้องน้ำมา ก็รีบจัดแจงดึงเก้าอี้ให้ พร้อมแนะนำเมนูที่ทำมาให้เลือก 2 แบบ



“จะรับอาหารเช้าแบบอเมริกันหรือเป็นข้าวต้มดีครับ?”



“ข้าวต้มแล้วกัน”



แค่เพียงเอ่ยปาก ข้าวต้มหมูร้อนๆ ก็ถูกเสิร์ฟให้ตรงหน้า กลิ่นหอมหวนชวนคิดถึงบ้านทำเอาบดินทร์น้ำตาแทบไหล คิดถึงบ้านใจจะขาดแล้ว



“เอ่อ คุณดินครับ ท่านฝากแจ้งคุณให้เตรียมตัวรอท่านด้วยครับ” ธันวาปล่อยให้บดินทร์กินข้าวต้มครู่หนึ่ง แล้วจึงถือโอกาสแจ้งเรื่องที่ดนัยฝากไว้ “เดี๋ยวตอนสายท่านจะพาคุณออกไปข้างนอกด้วยครับ”



และข้อความนั้นก็ทำให้ความสุนทรีย์ของมื้อเช้าหายไปจากตรงหน้าของบดินทร์แทบจะทันที



“เรื่องนี้ไม่มีสิทธิ์เลือกใช่ไหม?” บดินทร์ถามออกไปในเชิงประชด ส่วนคำตอบของธันวานั้นก็คือรอยยิ้ม “นั่นสินะ ฉันมันก็แค่นักโทษ นายเองที่มาคอยดูแลฉันอยู่นี่ก็แค่ฉากหน้าของผู้คุมล่ะสิ”



“คำสั่งเดียวที่นายท่านสั่งผมไว้ คือต้องดูแลคุณดินให้ดีที่สุดครับ” ธันวาอธิบาย



“อย่าทำเรื่องเสียเวลาแบบนั้นเลยน่า ฉันมันก็แค่นายบำเรอชั่วคราว เขาไม่เอาเมื่อไหร่ฉันก็ไม่ต่างจากหมา ซึ่งก็คงอีกไม่นาน นายไม่ต้องมาทำดีกับฉันมากนักหรอก เสียเวลาเปล่า” บดินทร์พูดพลางมองตรงเข้าไปในดวงตาของธันวาอย่างจริงจัง ที่พูดมาทั้งหมดคือจากใจไม่ใช่แค่ประชดประชันเหมือนที่ผ่านมา



“แต่ผมไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ” ปล่อยความเงียบเกิดขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดธันวาก็พูดบางอย่างออกมา โดยที่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มแบบเดิมประดับเอาไว้ราวกับหุ่น “จริงอยู่ครับว่าก่อนหน้านี้คนของนายไม่ได้มีแค่คุณ แต่อย่างที่ผมเคยบอก เพียงคนเดียวเท่านั้นที่นายพามาอยู่ด้วยกันที่นี่ คือคุณ”



ช่างสวยหรูกับคำที่ธันวาพูดราวกับว่าเขาคือคนสำคัญ แต่ยิ่งได้ฟังกลับยิ่งทำให้บดินทร์ได้แต่แค่นยิ้มขื่นขึ้นเท่านั้น

“ก็แค่ได้อยู่ที่หรูกว่าคนอื่นเพราะไม่มีที่ไปเท่านั้นแหละ”



“ผมไม่คิดว่าเป็นแบบนั้นหรอกครับ”



“เลิกอวยนายตัวเองเสียทีเถอะ เอาสิ จะให้ฉันเตรียมตัวแบบไหนล่ะ?” บดินทร์ตัดบท แล้วเอ่ยถามถึงงานที่เขาต้องทำแทน

ใช่ ต่อจากนี้ไปทุกเรื่องที่เขาจะทำที่นี่มันคือเรื่องงานเท่านั้น ไม่ว่าจะถูกกดขี่ หรือทารุณเพียงไหน เขาก็จะก้มหน้ารับมัน



ธันวาไม่พูดอะไรอีกหลังจากนั้น เพียงแค่จัดเตรียมเสื้อผ้าที่พร้อมออกไปท่ามกลางหิมะโปรยปรายให้บดินทร์ตามคำสั่ง สองตาคมกล้าสอดส่องคนของนายคนใหม่ที่ดูเหมือนจะมีความหมายกับนายของตนมากกว่าคนเก่าๆ เพิ่งได้เจอหน้ากันยังไม่ทันครบวัน ธันวาก็สังเกตได้แล้วว่าบดินทร์ไม่ได้เต็มใจมาเป็นคนของดนัยผู้เป็นนาย คนคนนี้ไม่ได้ดิ้นรนไต่ตัวเองขึ้นเตียงของเจ้าพ่อเพื่อความสุขสบาย แต่ถูกบังคับจับมา



คิดถึงตรงนี้ ธันวาก็ได้แต่นึกสงสัย เขาอยู่กับดนัยมานานย่อมรู้จักผู้เป็นนายดีว่าคนอย่างดนัยไม่จำเป็นต้องบังคับใครให้มาเป็นคนของตน ทั้งรูปร่างหน้าตาและอำนาจบารมีที่มากล้นทั้งในที่มืดและสว่าง แค่เพียงปรายตา ขี้คร้านจะมีคนใคร่ปรนนิบัติตามมาเป็นทิวแถว เขารู้จักคนของนายทุกคน แต่ไม่เคยเห็นใครที่ไม่ตกบ่วงเสน่หา หรือไม่ปรารถนาในตัวของนายท่านแบบนี้



แล้วทำไมบดินทร์ถึงแตกต่าง?



นอกเหนือจากเรื่องที่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น โดยการพามาอยู่ด้วยกันที่รังนี้ ทั้งที่ไม่เคยมีใครเคยได้เฉียดใกล้มาก่อนแล้ว ยังดูเหมือนว่าเจ้านายของตนกำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาอกเอาใจคนคนนี้อีกด้วย



อย่าบอกนะว่าคนนี้คือตัวจริง?



คิดไปได้แค่ในแง่นั้น แต่ธันวาก็ยังไม่กล้าฟันธง เพราะถึงอย่างไรหัวใจของนายใหญ่ของเขาก็ช่างซับซ้อนเหนือใครจนยากจะคาดเดาอยู่แล้ว ใจจริงของนายจะเป็นไปตามที่เขาวิเคราะห์หรือเปล่านั้น มันก็สุดจะคาดเดา



เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วล่ะก็ คงตลกไม่หยอก



ทั้งที่มีคนพร้อมพลีใจพลีกายให้ตั้งมากมาย เจ้านายกลับเลือกคนที่ไม่มีใจให้เสียอย่างนั้น



[ตื้ด...นายท่านมาแล้ว] ในขณะที่ธันวากำลังยืนรอบดินทร์เปลี่ยนเสื้อผ้าพลางคิดเลอะเทอะเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ในที่สุดก็ได้รับการติดต่อจากด้านล่างว่าดนัยกลับมาถึงแล้ว



แล้วพอแจ้งออกไปให้บดินทร์ได้ทราบ หน้าที่ตึงอยู่แล้วของฝ่ายนั้น ก็บูดขึ้นไปอีกระดับอย่างเห็นได้ชัด



...น่าสนุกแฮะ



ธันวาลอบยิ้มขณะเดินตามหลังของบดินทร์ออกจากห้องไป ไม่แน่ว่าจากนี้อาจมีเรื่องสนุกๆ ให้เขาได้คลายเบื่อหลายเรื่องเลยก็เป็นได้

>

>

>



บดินทร์เดินตามคำบอกของธันวาลงมาถึงห้องโถงใหญ่ ที่ตรงชุดโซฟาหรูตรงกลางมีดนัยนั่งจิบชาร้อน ท่ามกลางบริวารรอบห้อง

โซฟาชุดใหญ่มีที่เหลือเฟือ ทว่าที่นั่งเดียวที่เหมือนจงใจเว้นเอาไว้ให้ก็คือที่ว่างข้างกายของดนัยที่ตอนนี้นั่งรออยู่ สายตาที่มองมาคล้ายท้าทายว่าบดินทร์จะทำตามกติกาที่วางไว้หรือไม่



สายตาทุกคู่ในห้องจับจ้องมาเป็นตาเดียวในจังหวะที่บดินทร์หยุดยืนนิ่ง



“ทานข้าวเช้าหรือยัง?” แต่ก่อนที่บรรยากาศจะชวนอึดอัดไปมากกว่านั้น ดนัยก็เอ่ยทักขึ้นเสียก่อน พร้อมเอื้อมมือออกมาเป็นนัยว่าให้บดินทร์ยื่นมือตอบรับเพื่อลงนั่งข้างกัน



บดินทร์อึดอัด แต่ในนาทีนั้นสิ่งที่เขาเลือกคือการนั่งลงข้างๆ ของดนัย แต่ก็ไม่ได้ยื่นมือออกไปสัมผัสมือที่รออยู่อย่างอ้างว้างของอีกฝ่าย ทั้งยังไม่ยอมตอบคำถามใดๆ ด้วย



นี่คือการประนีประนอมยอมความที่สุดของบดินทร์แล้ว



“จะให้ไปไหน?” บดินทร์ถามขึ้นโดยไม่มองหน้าของคนที่นั่งข้างกันแม้แต่น้อย



ถึงตอนนี้ใบหน้าที่เคยเปื้อนยิ้มของดนัยก็ดูเหมือนจะตึงขึ้นนิดๆ นี่ถ้าเป็นคนอื่น คงโดนบี้ตายโดยไม่ทันได้ร้องขอชีวิตแน่ๆ ถ้ากล้าทำท่าผยองใส่กันถึงขนาดนี้



แต่สำหรับคนตรงหน้า...



ดนัยจ้องมองใบหน้าด้านข้างของบดินทร์ไม่วางตา



ความผยองแบบนี้กลับเป็นความท้าทายที่ทำให้เจ้าพ่อคนนี้ครึ้มใจทุกครั้งที่ได้ปราบ



จะดื้อไปได้สักกี่น้ำกันนะ



“พาไปเปิดหูเปิดตากับโลกใหม่น่ะ” คือคำตอบของดนัย ก่อนที่จะจัดการเดินนำหน้าออกไป

บดินทร์เดินตามโดยมีเหล่าบอดี้การ์ดหน้าเข้มตามหลังมาไม่ขาดระยะ รถยนต์ 3 คันขับตามกันไปโดยมี ดนัยและบดินทร์อยู่คันหน้า รถลุยหิมะขับฝ่าพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหิมะฟูหนาขาวโพลนไปตลอดทาง



ดนัยไม่ได้ชวนคุยเจ๊าะแจ๊ะ พอดีกับที่บดินทร์เองก็ไม่ต้องการอ้าปากพูดอะไร ภายในรถเงียบสนิท บดินทร์ไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าคนที่นั่งข้างกันกำลังทำอะไรอยู่ เขาทำเพียงแต่มองเหม่อออกไปนอกกระจกรถ ที่มีเพียงสีขาวโพลน พลางคิดเรื่อยเปื่อยไปว่า ใต้หิมะหนานี้คงเป็นผืนป่าเขียวขจี ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะได้อยู่ที่นี่จนถึงวันหิมะละลายหรือไม่



ซึ่งถ้าสามารถเลือกได้ เขาเองก็ไม่ต้องการจะอยู่ดูสักเท่าไหร่นักหรอก



เหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดรถก็จอดสนิท เพิ่งรู้ตัวว่าเหม่อไปนานก็เมื่อตอนที่มีคนมาเปิดประตูรถให้



ที่นี่ที่ไหน? หัวใจบดินทร์เต้นผิดจังหวะเล็กน้อย เมื่อหันมองไปรอบข้างแล้วเห็นเพียงป่าหิมะ



นี่จะพาเขามาเปิดหูเปิดตาหรือจะพามาฆ่าหมกป่ากันแน่? ชายหนุ่มคิดได้เพียงเท่านี้กับบรรยากาศรอบกายที่ได้เห็น มีแค่หิมะกับป่า ไม่เห็นจะน่าเปิดหูเปิดตาตรงไหน



“มาทางนี้สิ” ดนัยเรียก ใบหน้าสงบนิ่งของอีกฝ่ายดูฉายแววระริกขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นใบหน้าซีดเผือดของบดินทร์เข้า “นี่ ไม่ได้จะพามาฆ่าทิ้งแถวนี้หรอก”



คำสัพยอกเดียวเรียกสีเลือดบนแก้มของบดินทร์ได้ชะงัด ใบหน้าที่ตึงอยู่แล้ว บูดบึ้งหนักข้อขึ้นไปอีก แต่ในเมื่อไม่สามารถออกฤทธิ์ออกเดชในสถานการณ์แบบนี้ได้ บดินทร์ก็ได้แต่กัดฟันเดินไปหาดนัยอย่างช่วยไม่ได้



เอาสิ อยากจะให้ทำอะไรก็จะทำแล้วกัน



เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาหาแต่โดยดี ดนัยก็ยิ้มระรื่น ใบหน้ากล้ำกลืนของบดินทร์นั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกขบขัน นี่ถ้ารู้จักโอนอ่อนลงกว่านี้อีกสักหน่อย คงน่ารักขึ้นไม่น้อยแน่ๆ ทำไมนะ ทั้งที่ไม่มีที่จะไปแล้ว ก็ยังอุตส่าห์จะดิ้นรนจนตัวเป็นแผล หน้าบึ้งแบบนี้ ถ้าลองยิ้มหวานๆ ให้สักที เขาก็พร้อมจะจะถนอมไปจนตายแล้วแท้ๆ ...



ดนัยก็ได้แต่คิดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ไปเรื่อย กระทั่งคนที่อยู่ในความคิดเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วนั่นแหละ ใบหน้าของบดินทร์นิ่งขึงตามอารมณ์ที่ไม่ใคร่พอใจกับการต้องอยู่ใกล้ๆ ดนัยสักเท่าไหร่นัก แต่ถึงอย่างนั้น ในสายตาของเจ้าพ่อดนัยแล้ว บดินทร์กลับยิ่งดูน่าใคร่ ราวกับแมวพยศ



ดนัยแตะหลังของบดินทร์เพื่อดันให้เดินไปด้วยกัน ชื่นใจที่อีกฝ่ายไม่เล่นตัวอย่างที่คิด ยอมเดินเคียงไปในอ้อมแขนอย่างว่าง่าย แม้สีหน้าจะบอกบุญไม่รับเอาเสียเลยก็ตาม



“ตรงนี้ เป็นจุดที่วิวสวยที่สุด” ดนัยเอ่ยขึ้น เมื่อพาบดินทร์เดินฝ่าถนนที่ถูกโกยหิมะเตรียมเอาไว้ให้เป็นทาง



บดินทร์มองไปตรงหน้าตามที่ดนัยชี้ชวน ภาพที่เห็นคือหุบเหวลึก ที่ด้านล่างเป็นแม่น้ำสายใหญ่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา โดยที่แม่น้ำนั้นก็ขาวโพลนไปหมดราวกับกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว



สวยราวกับภาพวาด



“ที่นี่เป็นที่ดินของพ่อผมเอง” ดนัยเอ่ยขึ้น “สวยมากเลยใช่ไหมล่ะ พ่อซื้อที่นี่ไว้เป็นของขวัญให้แม่ผมน่ะ” พลางเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ยให้ใครฟังออกมา



ลองซื้อใจ ด้วยเรื่องที่เรียกว่า เรื่องส่วนตัว ที่คนสำคัญเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์รู้



“ท่านนายพลซื้อที่ตรงนี้ไว้ให้คุณหญิง? ก็ดูร่ำรวยดีนี่ แล้วทำไมถึงกลายเป็นรังมาเฟียไปเสียล่ะ” บดินทร์ค่อนขอด ไม่ได้รู้สึกถึงความพิเศษตรงไหน ที่ดนัยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง พาลนึกหมั่นไส้เสียมากกว่า



“ใครบอกล่ะ ว่านี่เป็นที่ของท่านนายพล”



“หมายความว่ายังไง?”



ทว่าคำตอบของดนัย กลับยิ่งทำให้เกิดปริศนา



“ก็ใครบอกล่ะ ว่าผมเป็นลูกท่าน”



“ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วไหม?”



“หึหึ รู้ไม่จริงต่างหาก”



“...ยังไง? คุณต้องการจะบอกอะไรผมกันแน่?” บดินทร์อดไม่ได้ที่จะสงสัย และเริ่มหงุดหงิดขึ้นทุกทีที่อีกฝ่ายเอาแต่อ้อมค้อมไม่ยอมพูดยอมบอกกันตรงๆ



“ผมไม่ใช่ลูกทหาร แต่เป็นลูกมาเฟีย” ดนัยตอบอย่างตรงไปตรงมา เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ เพราะเป็นเรื่องที่คนสนิททุกคนของเขาต้องรู้ “แต่เพราะพ่อกับแม่ถูกลอบฆ่า เด็กกำพร้าอย่างผมจึงได้ถูกเพื่อนสนิทที่สุดของพ่อรับไปเลี้ยงดูในฐานะลูกชายคนเล็ก”



“ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง ในฐานะทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลวิษธร เพื่อกอบกู้ทุกอย่างของพ่อกลับมา และแก้แค้นให้พวกท่านอย่างสาสมที่สุด”



คำอธิบายของดนัย ทำให้บดินทร์ได้แต่นิ่งอึ้ง ประวัติบางอย่างของคนตรงหน้า แท้จริงก็ไม่ได้โสภาเหมือนฉากหน้าที่ใครๆ เห็น ต่างคนต่างก็มีปูมหลังดำมืด



“คุณเล่าให้ผมฟังทำไม” บดินทร์ถามออกไป หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเงียบกันไปนาน



“ก็คุณควรต้องรู้”



“ทำไม?”



“เพราะคุณคือคนสำคัญไง”



คำตอบที่คล้ายจะหวานพร้อมสายตาเจ้าเล่ห์ส่งสบมา ทำให้บดินทร์ได้แต่เบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อปนขนลุก



“ชิ เลิกคิดซื้อผมด้วยวิธีนี้เถอะ รู้สึกแย่เป็นบ้า” บดินทร์บ่น



และในทันใดนั้นเอง เอวของเขาก็ถูกรวบเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย



“เฮ้ย!” บดินทร์ฝืนตัวทันที แต่เพียงครู่ก็ยอมโอนอ่อนอยู่นิ่งๆ



“ผมไม่จำเป็นต้องซื้อคุณด้วยคำพูดเพียงเท่านี้หรอกนะ” ดนัยกระซิบ พลางใช้ปลายจมูกลวนลามแก้มหอมของบดินทร์ไปด้วย



บดินทร์แค่เพียงเบี่ยงหลบ แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้ดนัยทำตามใจ ก่อนจะพูดคำแทงใจเจ็บแสบออกไป จนดนัยหยุดชะงัก “ใช่ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อผมด้วยคำพูดสวยหรูแบบนั้นหรอก เพราะคุณซื้อตัวผมมาแล้วด้วยเงินสิบล้าน หนี้ที่ผมต้องชดใช้ไม่ว่าทางไหน ชดใช้...แค่ตัวของผมเท่านั้น”



คำพูดสื่อความหมายชัดเจนที่มาพร้อมน้ำเสียงแสนเย็นชานั้น ทำให้อ้อมกอดของดนัยคลายออกไปในที่สุด



เจ้าพ่อหนุ่มสบสายตาชาชืดของบดินทร์นิ่งงัน



“อ่อ อย่าลืมจ่ายค่าตัวของผมเมื่อคืนนี้ด้วยล่ะ”



คำตอกย้ำแสบสันทำให้ความอดทนหมดลง



“หึ ผมไม่ลืมหรอก เงินทุกบาทที่คุณควรได้ ผมให้ธันวาโอนเข้าบัญชีคุณไว้แล้ว” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบบนใบหน้า ดวงตาที่เคยมีประกายตอนนี้เย็นชาเสียยิ่งกว่าก้อนน้ำแข็งจากหิมะหนาฟูรอบกาย



“ผมรู้ว่าของฟรีมันไม่มีในโลก” ดนัยพูดพลางใช้ปลายนิ้วที่อยู่ในถุงมือหนังอย่างดีเกลี่ยแก้มแดงจากความเย็นของบดินทร์ไปพลาง เพื่อแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ “และของอะไรที่มันแพงแต่อายุการใช้งานสั้น ผมก็จำเป็นต้องรีบใช้ให้คุ้มจริงไหม?”



ทันใดนั้น มือทรงพลังก็ยึดท้ายทอยของบดินทร์ไว้มั่น ริมฝีปากที่เพิ่งเอ่ยคำเราะร้ายฉกจูบเข้าที่ริมฝีปากบางของผู้เป็นกรรมสิทธิ์ในอุ้งมือนั้นทันที จำได้ขึ้นใจว่าเงื่อนไขของบดินทร์คือห้ามจูบ แล้วมันยังไงเล่า ในเมื่อดนัยคนนี้ถือได้ว่าเป็นเจ้าชีวิตของอีกฝ่าย เหตุใดจะต้องทนอดใจรอ หรือร้องขอต่อคนที่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ



“อื้อ! ฮว้า ก็บอกว่าห้ามจูบไง!!” บดินทร์โวยวายทันทีที่สลัดหลุดจากริมฝีปากร้ายกาจของอีกฝ่ายได้



“ใครสนกัน”



“ว่าไงนะ!?”



“คิดว่าคุณมีสิทธิ์สร้างเงื่อนไขหรือไง?” ดนัยตอบคำเสียงต่ำ “ของที่ผมลงทุนซื้อขาดแล้ว มันก็ต้องเป็นของผมร้อยเปอร์เซ็นต์ ตราบใดที่คุณยังไถ่ตัวคุณเองจากผมไม่ได้ ทุกอย่างในร่างกายของคุณก็คือของของผม!”



“จำเอาไว้!”



ประโยคเดียวของดนัยนั้น ถือเป็นคำตายในความหมายว่าบดินทร์จะไม่สามารถมีสิทธิ์เสียงใดๆ ต่ออีกฝ่ายอีก บดินทร์ทำได้เพียงยืนตัวสั่นไปด้วยความเจ็บใจพ่ายแพ้ สองหมัดกำแน่นจนสั่นระริก จ้องมองใบหน้าราวรูปสลักที่มองสบมานิ่งงันไม่ต่าง



“มานพยกเลิกทุกร้านที่จองไว้วันนี้ แล้วพาบดินทร์ตามฉันไปที่ยิมฯ”



เพียงครู่เดียว ดนัยก็ออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิท ก่อนเดินผ่านร่างนิ่งทื่อของบดินทร์ไปขึ้นรถคันใหญ่ของตนโดยไม่รอผู้โดยสารอีกคนที่ได้แต่ยืนกัดฟันกรอด



รถคันใหญ่เคลื่อนออกไปทันทีโดยทิ้งบดินทร์เอาไว้เบื้องหลัง เหตุการณ์นั้นบ่งบอกได้อย่างดีเจ้าพ่อกำลังอารมณ์เสียแค่ไหน ลิ่วล้อที่เหลือได้แต่แอบส่ายหน้าในพฤติกรรมไม่กลัวตายของบดินทร์ จะเว้นก็เพียงหนึ่งคนที่เหมือนจะถูกใจกับเหตุการณ์นี้ไม่น้อย



“จะยืนให้แข็งตายตรงนี้เหรอครับคุณบดินทร์ ขึ้นรถสิ”



มานพเอ่ยคำเชื้อเชิญกวนอารมณ์ใส่บดินทร์อย่างไม่เกรงใจ ใบหน้าที่นิ่งขรึมราวกับโกรธใครอยู่ตลอดเวลาตอนนี้แสยะยิ้มพึงใจที่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายถูกทอดทิ้ง



สมน้ำหน้าอย่างที่สุด



บดินทร์จ้องเขม็งมาที่มานพด้วยดวงตาวาวโรจน์ เกลียดเจ้านายอย่างไร กับลูกน้องมันก็ไม่ต่าง โดยเฉพาะกับไอ้หมามานพคนนี้ แต่เพราะสถานการณ์ที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง ทำให้บดินทร์ไม่คิดตัดทางเดินของตัวเองมากนัก ใบหน้าหล่อเหลาทำเพียงเม้มริมฝีปากแน่น ทั้งที่โกรธจนดวงตาแดงก่ำ กล้ำกลืนเดินตามมานพไปที่รถอีกคันอย่างช่วยไม่ได้



“บุญเยอะนี่ เป็นคนอื่นคงนอนยาวใต้หิมะแถวนี้ไปแล้ว” มานพแกล้งพูดลอยๆ จงใจให้กระแทกความรู้สึกของใครบางคน



“อย่าเสือก!” บดินทร์ตอกกลับทันที ผลีผลามหันไปกะต่อยปากหมาของมานพให้ได้เลือดสักฉาด



ทว่าในวินาทีนั้นกลับถูกอีกคนห้ามเอาไว้ได้ทัน



“อย่าครับคุณดิน!”



คนที่มาห้ามไว้คือธันวา ผู้ดูแลตัวเล็กที่แรงเยอะพอจะดึงบดินทร์เอาไว้ได้ทั้งตัว



“เขาว่าหมาเห่าอย่าเห่าตอบนะครับ เดี๋ยวจะมีหมาเพิ่มอีกตัว” คำห้ามปรามทำเอาบดินทร์ชะงัก พลางหันกลับมามองธันวาด้วยหน้าฉงน เพราะมันคล้ายกับว่า เขาจะโดนด่าด้วยประโยคนี้ไปด้วย



“พระพุทธทาสภิกขุท่านว่าไว้น่ะครับ” ธันวาเสริมเหตุผล “มาทางนี้เถอะครับ” ธันวาลากตัวนายตนไปทางรถอีกคัน โดยไม่สนใจว่าจะถูกมานพมองเขม่นอย่างไร



จับบดินทร์เข้ารถไปได้ ธันวาก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ ดีนะที่แยกรถกันมา ไม่อย่างนั้นเขาคงลำบากห้ามสองทัพนี้อีกนาน



“เพิ่งรู้นะ ว่ามึงก็รู้จักคำว่าธรรมะกับเขาด้วย” มานพค่อนแคะขึ้นมาในขณะที่ธันวากำลังจะเปิดประตูเข้ารถ



ร่างสูงใหญ่ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังแผ่รังสีคุกคามกันอย่างเต็มที่ แต่เพราะชินชาเต็มทีธันวาจึงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ ใบหน้าประดับยิ้มยียวนจึงสามารถส่งไปตอบรับอีกฝ่ายได้ในทันที



“รู้สิ แถมยังรู้ดีด้วยว่าธรรมะมันใช้กับสัตว์ประเสริฐได้เท่านั้น”



ถ้อยคำตอกกลับเจ็บแสบพอจะทำให้มานพถึงกับขบกรามกรอด แต่เพราะพวกเขาไม่เหลือเวลาทะเลาะกันในตอนนี้ บอดี้การ์ดร่างใหญ่จึงได้แต่ฝากความเจ็บใจนี้เอาไว้เอาคืนวันหลัง แต่ก่อนไปก็ขอส่งคำทิ้งท้ายไว้อีกสักคำ



มานพเท้าแขนลงกับตัวรถข้างตัวของธันวา คล้ายต้องการกักอีกฝ่ายไว้ไม่ให้หนี ดวงหน้าเครียดขึงจ้องมองคนไม่สะทกสะท้านตรงหน้าอย่างนึกชัง



“ระวังไว้เหอะ ถ้ามันหมดบุญเมื่อไหร่ มึงจะร่วงลงไปด้วย”



ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนเดินไปขึ้นรถอีกคัน เพื่อแยกย้ายกันขับตามนายใหญ่ไป



มานพไม่รู้ว่าหลังจากประโยคนั้นของตน ธันวาจะมีสีหน้าอย่างไร



ธันวาเองก็ไม่รู้ว่าสีหน้าของคนที่เพิ่งต่อว่ากันอย่างเจ็บแสบนั้นเป็นอย่างไรเมื่อไม่ได้สบตากัน



ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมิตรแท้



แต่กลับพังทลายลงเพียงเพราะคำคำเดียว





**************************************



ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
หงส์
#บทที่ 2





ท้ายที่สุดแล้วบดินทร์ก็ถูกพากลับมาที่คฤหาสน์กลางป่า รังของดนัยเช่นเดิม แต่แทนที่เขาจะได้กลับไปหมกตัวอยู่ในห้องเหมือนที่ตั้งใจ กลายเป็นถูกพาไปอีกที่ ที่คล้ายเป็นโรงฝึกของพวกบอดี้การ์ดแทน



“ไหนลองแสดงฝีมือให้ผมดูหน่อยสิ ว่าคุณเอาตัวรอดได้แค่ไหน”



เข้ามาถึงยังไม่ทันที่บดินทร์จะได้ทำความเข้าใจ ผู้เป็นนายใหญ่ที่นั่งเป็นประธานอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องก็ออกคำสั่งออกมา



“ว่าไงนะ?” บดินทร์ได้แต่ทำหน้าฉงน เข้าใจคำสั่งของดนัย แต่ไม่เข้าใจเหตุผลที่ปุบปับก็ให้ทำอะไรแบบนี้



“ศิลปะป้องกันตัวไง น่าจะมีติดตัวอยู่บ้างใช่ไหม? เห็นเล่นหนังบู๊หลายเรื่องอยู่นี่ คงพอไหวอยู่ใช่ไหมล่ะ?”



“แล้วทำไมผมต้องทำ?”



“ก็จะได้รู้ไง ว่าจะรอดไปได้นานแค่ไหน”



นายเหนือตอบความชัดเจน แล้วอธิบายซ้ำให้ยิ่งกระจ่าง “คงไม่ลืมนะครับว่าตอนนี้คุณอยู่ในโลกแบบไหน ถ้าคุณเอาตัวรอดเองไม่ได้ ตกจากหลังเสือเมื่อไหร่ ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”



บดินทร์ได้เพียงรับฟัง ไม่มีข้อโต้เถียงใดๆ หันมองดูรอบๆ ตัวก็ล้วนมีแต่คนมากฝีมือ สิ่งที่ดนัยพูดนั้นเขาเองก็เข้าใจดีทุกอย่าง ก็แค่ไม่เข้าใจโชคชะตาของตัวเองว่าทำไมเขาต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้ด้วย



หลังเสือเหรอ



สำหรับบดินทร์แล้ว หลังเสือก็คงไม่แคล้วดนัยนี่แหละ



วิธีลงจากหลังเสือให้ปลอดภัย มันจะมีไหมนะ



บดินทร์ก้าวออกไปตรงกลางโรงฝึกในที่สุด แต่พอออกมายืนเด่นเพียงลำพังโดยไม่มีเป้าให้แสดงฝีมือว่าพอมีศิลปะป้องกันตัวได้แค่ไหนนั้น ก็ทำเอาบดินทร์ยิ่งอารมณ์เสีย



“แล้วจะให้ทำยังไง? ให้รำมวยโชว์รึไง? ทำไม่เป็นหรอกนะ” ก็ตั้งใจแค่กวนอารมณ์อีกฝ่ายไปงั้น ทั้งที่จริงแล้วหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เพราะถ้าเกิดถูกหมั่นไส้ขึ้นมาจริงๆ ไม่พ้นโดนซ้อมหนักจนน่วมจมกองเท้านับสิบในนี้แน่



อยากตบปากพาจนเหมือนกัน แต่อีกใจก็ได้แต่คิดว่าช่างแม่ง ถึงยังไงก็คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว



“ออกไปเป็นเป้าให้ดินเขาหน่อยสิมานพ”



คำสั่งชัดเจนของผู้มีอำนาจทำหัวใจของบดินทร์แทบหยุดเต้น ให้ใครออกมาไม่ให้ ดันให้คนที่เกลียดเขาที่สุดออกมาเสียได้ แบบนี้ไอ้หมาบ้ามานพไม่อัดเขาเละคาเท้ามันเลยหรอกหรือ? บดินทร์ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ พูดไม่ออกเพราะศักดิ์ศรีที่มีมากกว่าจนไม่กล้าเอ่ยปากร้องขอชีวิต



“ให้ผมทำเองดีกว่าครับนาย มานพเขาอาจยั้งมือไม่เป็น เดี๋ยวคุณดินเขาจะเจ็บหนักเสียเปล่าๆ” ธันวารีบออกหน้าทันทีในตอนนั้น ทุกคนดูชะงักกันไปหมดที่เห็นว่าธันวากล้าออกความเห็นในสิ่งที่นายใหญ่ตัดสินใจไปแล้ว แต่ในความไม่รู้ของบดินทร์นั้น ชายหนุ่มได้แต่ลิงโลดในใจ ใครก็มาเถอะที่ไม่ใช่มานพ อย่างน้อยเขาคงไม่เจ็บหนักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าธันวามาคงยิ่งไม่เจ็บตัวเข้าไปใหญ่



บดินทร์กลั้นหายใจอย่างลืมตัวด้วยว่าลุ้นกับคำอนุญาตของดนัย ฝ่ายนั้นเงียบนานเกินไปจนเริ่มรู้สึกกลัว ใจคอจะให้ไอ้มานพออกมาหักแขนหักขาเขาจริงๆ หรือไง?



“เอาสิ” แต่สุดท้าย ฝันร้ายก็ผ่านไป ดนัยอนุญาตให้ธันวาออกมาเป็นคู่มือของบดินทร์แทนมานพได้ เห็นเลยว่าสีหน้าของมานพเปลี่ยนไปในทันที คงขัดใจไม่น้อย



ธันวาเดินออกมาตรงหน้าของบดินทร์อย่างมั่นคง สีหน้าแฝงความหวาดประหวั่นอยู่ลึกๆ ที่บดินทร์ไม่มีทางสังเกตเห็น



“เริ่มได้เลยครับคุณดิน” ธันวาให้สัญญาณ ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มตั้งท่าโรมรันใส่กัน



บดินทร์ละล้าละลัง แต่ละหมัดที่ปล่อยออกไปจึงดูป้อแป้ โดยส่วนตัวทักษะทางด้านนี้ก็เป็นแค่พวกขี้แพ้มาแต่ไหนแต่ไร พอมาเจอคนเป็นเข้าก็ยิ่งดูอ่อนหัดจนน่าสมเพช



‘ขอโทษนะคุณดิน’ คือเสียงกระซิบที่บดินทร์ได้ยินก่อนที่ทั้งตัวจะลอยหวือ



ตึง!! เสียงดังฟังชัด แผ่นหลังชาไปทั้งแถบ ก่อนจะเจ็บแปลบตามมา โดนจับทุ่มลงพื้นแบบไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาแตกตื่น



ครั้นพอจะเอาคืนบ้าง ก็ถูกเหวี่ยงลงไปนอนอีกหลายต่อหลายครั้งจนมึนไปหมด ไอ้โดนทุ่มมันไม่เท่าไหร่หรอกถ้าเป็นเวลาปกติล่ะก็ แต่นี่ร่างกายเขายังไม่พร้อม มันเพิ่งถูกทรมาทรกรรมอย่างหนักมาเมื่อคืน แค่ขยับธรรมดายังยอกแล้วนี่ที่ต้องมาออกแรงแบบนี้ ร่างกายของบดินทร์จึงยิ่งประท้วงหนัก



เพียงเวลาไม่นาน ในที่สุดเขาก็ได้แต่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้นนั้น ไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อกรกับใครได้อีก



สภาพย่ำแย่แบบนั้นของบดินทร์ทำให้ในที่สุดนายใหญ่ก็ออกคำสั่งให้หยุด



“พอแค่นั้นแหละ” ดนัยเอ่ยเสียงเรียบ พลางสืบเท้าเข้าหาคนที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น



ธันวารีบก้มหน้า ค้อมตัวลงเล็กน้อยแล้วถอยกลับออกไปตรงที่ประจำของตน



ฝ่ายบดินทร์กลับไม่ยอมขยับตัว เขาทั้งเหนื่อยและเจ็บจุกเกินกว่าจะกระดิกร่างในตอนนี้ จึงได้แต่นอนแผ่อยู่ตรงนั้น แม้ว่าจะมีดนัยยืนค้ำร่างอยู่



“แบบนี้ไม่น่ารอด” ดนัยปรามาส พลางยื่นมือลงไปช่วยฉุดคนที่ยังคงนอนแบให้ลุกขึ้น



แต่บดินทร์ไม่ตอบรับมือนั้น



อดีตดาราตกอับแต่ยังหยิ่งไม่เข้าเรื่องลุกขึ้นยืนเองโดยไม่คิดให้เกียรติในอำนาจของเจ้าพ่อดนัยเลยแม้แต่นิด



หักหน้ากันต่อหน้าต่อตาลูกน้องมากมายรายล้อม



หักหน้าแล้วยังยืนประจันหน้าท้าทายราวกับไม่กลัวตาย



แน่ล่ะ เพราะบดินทร์คนนี้กลัวเจ็บแต่ไม่กลัวตาย ความคิดที่ว่าตายเสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่นั้น จนถึงวันนี้ก็ยังคงมีอยู่



ถ้าไม่กลัวตายเสียอย่าง หลังเสือมันจะน่ากลัวสักแค่ไหนกันเชียว



“หึหึ ฝีมือห่วย แต่ใจกล้าไม่หยอกนี่”



“พอใจหรือยัง? จะให้ทำอะไรอีกก็รีบๆ ทีเถอะ ผมจะได้กลับไปนอนต่อ”



แสร้งทำตัวไม่ยี่หระ ตั้งใจกวนอารมณ์อีกฝ่ายอย่างเต็มที่ บดินทร์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องรนหาที่ถึงขนาดนี้ แต่ก็อดไม่ได้เสียทุกที แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าการลงทัณฑ์หลังจากนั้นมันก็หนักหนาไม่ต่างกันก็ตาม



“หึ” ดนัยหัวเราะออกมาเบาๆ เพียงแค่นั้นสันหลังของบดินทร์ก็เย็นวาบ คำว่าหาเรื่องใส่ตัวลอยฟ่องเต็มหัว ผู้รู้ตัวว่าผิดรีบกลั้นหายใจรอรับการลงโทษไม่ว่าในรูปแบบใด



“ผมให้คุณพักก็ได้นะ ถ้าคุณต่อยผมได้หนึ่งหมัด” แต่การลงทัณฑ์ยังมาไม่ถึง นายใหญ่ยังคงใจดีหยอกเล่น



“หมัดเดียว?”



“ใช่ แค่หมัดเดียว”



แม้จะได้รับการยืนยันคำตอบ แต่กระนั้นหัวใจของบดินทร์ก็ยังคงเต้นรัว หมัดเดียวที่ว่าคงไม่ใช่แค่ผ่านไป แต่คือหมัดตัดสินชะตาใช่หรือไม่



“เอาสิ เริ่มเลย” ดนัยให้สัญญาณ ในขณะที่ตัวเขาเองยังคงยืนนิ่ง



แต่บดินทร์กลับไม่ยอมฉวยโอกาสนั้นโจมตี เพราะเขารู้ดีว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีทางชนะดนัยไปได้ “แล้วถ้าผมแพ้ล่ะ?” จึงเป็นคำถามชี้เป็นชี้ตายในการตัดสินใจของเขา



“ก็แค่ทำตามที่ผมสั่ง”



คำตอบไม่ได้เลวร้ายกว่าที่คาดไว้ แต่กระนั้นบดินทร์ก็ยังชะงักคิด ก่อนตัดสินใจยอมแพ้ “งั้นสั่งมาเลยเถอะ”



“อะไรกันคุณ ยอมกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?”



“แล้วทำไมผมต้องเหนื่อยหลายรอบ ในเมื่อสู้ไปผมก็ไม่มีทางชนะ”



บดินทร์ตอบจริงจัง เช่นเดียวกับที่แววตาของดนัยเองก็เริ่มแน่วแน่ขึ้น



“ชอบงานสบายเสียจริงนะคุณ” ดนัยเยาะ พลางเคลื่อนตัวเข้าใกล้บดินทร์เล็กน้อย ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูเย็นจัด เพื่อสื่อข้อความที่อยากให้รู้เพียงสองคน “เพราะไม่อยากเหนื่อย เลยยอมทอดกายเป็นนายบำเรอของผมง่ายๆ สินะ”



บดินทร์กัดฟันกรอด ‘นายบำเรอ’ มันช่างกรีดแทง แต่กลับไม่มีข้อโต้แย้ง



“เออ” จึงเป็นคำตอบเดียวที่สาแก่ใจที่สุดในตอนนี้



เสียงสูดหายใจดังขึ้นทันทีที่สิ้นคำตอบ สันหลังของบดินทร์เย็นวาบขึ้นมาอีกครั้ง ดนัยกำลังโมโหเขารับรู้ได้ทันที แม้จะไม่มีอะไรลอยมาอัดเข้าที่ร่างแต่เสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ดังตามมานั้นก็ทำเอาขวัญผวา



น่ากลัวยิ่งกว่าทุกครั้ง



“นี่ดิน โลกของผมมันไม่เหมือนกับที่คุณเคยรู้จักหรอกนะ ที่แค่ยอม แค่ง่าย แล้วจะอยู่รอดได้แบบสบายๆ น่ะ” เจ้าพ่ออธิบายเสียงเนิบต่ำ ขณะเคลื่อนตัวไปด้านหลังของบดินทร์ช้าๆ



“ก็แล้วจะให้ทำยัง....!!!??”



เมื่อถูกกดดันหนักเข้าบดินทร์ก็ตั้งใจจะเถียง ทว่าความเย็นตรงขมับ ที่สามัญสำนึกสามารถรับรู้ได้ในทันทีว่ามันคืออาวุธร้ายที่ได้ชื่อว่า ‘ปืน’ นั้น ก็ทำเขาได้แต่อ้าปากค้าง เหงื่อกาฬแตกเต็มแผ่นหลังทั้งที่ทั้งร่างเย็นวาบไปหมด



กำลังจะถูกฆ่าตรงนี้แล้วจริงๆ น่ะหรือ!?



“ผมรู้ว่าคุณไม่กลัวตาย แต่ที่นี่น่ะ แค่ตายมันง่ายเกินไป” ดนัยกระซิบข้างขมับชื้นเหงื่อของบดินทร์ เอื้อมมือไปโอบกอดคนที่กลัวจนตัวสั่นไว้จากด้านหลัง จงใจเบียดแผ่นอกหนาไปกับแผ่นหลังร้อนระอุของคนในอ้อมแขน กอดแน่นแล้วกดปากกระบอกปืนตรงขมับของบดินทร์แรงขึ้นอีก



บทเรียนแรกของลูกหนี้พยศ!



“ถ้าคุณถูกศัตรูจับตัวได้ ต่อให้คุณยอมตายมันก็จะไม่ปล่อยให้คุณตายง่ายๆ หรอก อย่างน้อยมันต้องทรมานคุณจนปางตายเสียก่อนถึงจะสะใจ” ดนัยกระซิบเสียงหวาน “แล้วถ้าคุณดันตายไปเสียก่อน ก็ใช่ว่ามันจะพอใจ ในเมื่อมันยังไม่สะใจที่ได้ฆ่าคุณ เป้าต่อไปของมันก็คือครอบครัวของคุณ คือทุกคนที่คุณรัก”



ยิ่งพูดอ้อมกอดก็ยิ่งรัดแน่น กระบอกปืนเย็นเยียบไหลหลั่นจากขมับเลื่อนลงมาถึงปลายคางแล้วกดเข้าระหว่างสันกรามกับซอกคอ



“ยกตัวอย่างเช่น มันจะจับคุณมัดเอาไว้ แล้วให้นั่งดูพ่อของคุณถูกทรมานจนต้องร้องขอความตาย หรือไม่ก็ให้คุณเลือกอาหารให้คนที่คุณรักกินหนึ่งอย่าง โดยที่จานหนึ่งในนั้นมียาพิษอยู่ แน่นอนว่าคุณมีแค่ทางเลือกเดียว คือต้องใช้ดวงของคุณตัดสินชีวิตของคนคนนั้น...”



เสียงกระซิบแผ่วหวาน แต่เนื้อความยิ่งกว่าความโหดร้าย คำบอกเล่าเพียงไม่กี่คำแต่ราวกับจะกระชากวิญญาณของบดินทร์ได้ รู้ว่าโลกที่ยืนอยู่นี้อันตราย แต่ความโหดร้ายที่สามารถสัมผัสได้จากผู้เป็นเจ้าของชีวิตนี้มันยิ่งเลวร้ายยิ่งกว่า



“ตายน่ะ มันง่ายนิดเดียว แต่กว่าที่คุณจะได้ตายสมใจนั้น...อย่าให้ผมต้องสาธยายเลยนะว่ามันสามารถโหดร้ายได้แค่ไหน” ดนัยข่มขู่สารพัด ยิ่งบดินทร์กลัวจนตัวสั่นมากเท่าไหร่ หัวใจของเจ้าพ่อหนุ่มก็ลิงโลดมากเท่านั้น สิ่งที่พูดมาเหล่านั้นเขาไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย จะผิดไปหน่อยก็ตรงที่เขาไม่มีทางยอมให้บดินทร์ถูกจับตัวไปง่ายๆ อยู่แล้ว



“เพราะงั้นสิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ...แกร่งขึ้นให้ได้ยังไงล่ะ”



พูดจบก็ยอมปล่อยตัวของบดินทร์ออกจากวงแขนในที่สุด



“สอนทุกอย่างที่ดินควรรู้ให้หมด ฉันต้องได้เห็นพัฒนาการของเขาก่อนไปนิวยอร์ก” แล้วหันมาออกคำสั่งกับธันวาผู้ที่กำลังจะได้รับหน้าที่สำคัญ “ฉันจะประกาศเรื่องของดิน ในวันที่ฉันเข้าไปที่พรรค วันนั้นทุกอย่างต้องพร้อม ฉันไม่ต้องการให้มีอะไรผิดพลาดหากดินต้องได้รับการทดสอบ”



“ครับนาย” ธันวารับคำหนักแน่น เรื่องที่ดนัยพูดออกมานั้นคล้ายว่าทุกคนจะเข้าใจกันอยู่แล้ว



ยกเว้นบดินทร์



“ประกาศเรื่องอะไร? เข้าพรรค? ทดสอบอะไร?” ชายหนุ่มละล่ำละลักถามในสิ่งที่หัวใจนึกกลัว “ดนัย คุณหมายความว่ายังไง?”



“ก็เรื่องที่คุณจะมาเป็นหงส์ของผมยังไงล่ะ” ดนัยตอบเพียงแค่นั้น ก่อนเตรียมตัวออกจากโรงซ้อมไป โดยไม่ยอมหันกลับมามองบดินทร์ที่กำลังตื่นตกใจเลยแม้แต่นิด



“เดี๋ยวก่อน! หงส์? คืออะไร? คุณดนัย!”



ตะโกนเรียกไปก็แค่นั้น เพราะคนที่ต้องการให้ตอบคำถามกลับทำเมินไม่สนใจกัน



“เราแทนนายใหญ่ของพรรคว่า มังกร ครับ”



เสียงหนึ่งตอบคำถามแทนคนที่จากไปแล้วให้ บดินทร์รีบหันไปหาคำตอบนั้นทันที



“และภรรยาของมังกรก็คือ หงส์”



“ว่าไงนะ?” คำตอบที่ได้ทำหัวใจของบดินทร์หล่นวูบ อะไรคือภรรยา? อะไรคือหงส์ของมังกร? “มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ฉันกับดนัย...กับเจ้านายของพวกนายไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย”



“อย่างที่ผมเคยบอกไปตั้งแต่ต้นครับคุณดิน การที่นายพาคุณมาที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ” ธันวาตอบเสียงเรียบ ใบหน้านิ่งเฉยนั้นยิ่งทำให้บดินทร์ร้อนรน



“มันไม่มีเหตุผล! ฉันเป็นแค่ลูกหนี้ ไม่ใช่คนรัก จะมาเป็นหงส์เป็นเหินอะไรนั่นได้ยังไง?”



“เรื่องนั้นผมไม่ทราบครับ คุณดินคงต้องไปถามกับนายเอง พวกผมรู้แค่ว่านายเลือกคุณ”



“ฉันไม่รับ!” บดินทร์เสียงแข็ง



“เกรงว่าคุณไม่น่ามีสิทธิ์ที่จะเลือกครับ”



“หึ! ทำไม? ถ้าไม่รับแล้วพวกนายจะฆ่าฉันทิ้งหรือไง” บดินทร์ท้าทาย แม้ในใจจะแอบประหวั่น



“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ” แล้วคำตอบที่ได้จากธันวาก็เป็นไปตามที่กลัวจริงๆ



ถึงตรงนี้บดินทร์พูดอะไรไม่ออกได้แต่ยืนฟังคำอธิบายของธันวาด้วยหัวใจสั่นสะท้าน



‘ไม่ใช่แค่ตาย แต่ทุกคนที่รักจะถูกทำลาย’



สิ่งที่เพิ่งถูกดนัยกรอกหูเมื่อครู่ไหลย้อนเข้ามาในสำนึกจนหวาดกลัวไปหมด



“การที่มังกรจะรับใครเป็นหงส์สักคนไม่ใช่เรื่องง่าย และคุณคือคนที่ถูกเลือก”



“ทำไม...ถึงต้องเป็นฉัน...” น้ำเสียงของบดินทร์ตอนนี้สั่นพร่า แต่กระนั้นก็ยังคงพยายามทัดทาน “หงส์...ฉันไม่เห็นจะเหมาะเลยสักนิด...คนไร้ค่าอย่างฉัน...ใครๆ ก็คงพากันดูถูก...”



ยิ่งพูด เสียงของบดินทร์ก็ยิ่งเบาบางลง ร่างสูงสมชายคล้ายจะเล็กลงทุกที สติหนักอึ้งจมดิ่งลงสู่เบื้องลึกมืดดำ



“มีค่าคู่ควรหรือไม่นายใหญ่คือคนที่ตัดสินครับ” ธันวาขยับเข้าใกล้คนที่กำลังสับสน เพื่อปลุกปลอบให้หัวใจที่เคยแกร่งกล้าดวงนั้นโชนแสงขึ้นอีกครั้ง “แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่คู่ควรหรอกนะครับ จากนี้ไปจนกว่าจะถึงวันรับตำแหน่ง ผมจะสอนทุกอย่างให้คุณเอง” ธันวาให้คำมั่น



“...จำเอาไว้แล้วกันว่าฉันไม่ได้เต็มใจ แต่ถูกบังคับจิตใจให้ต้องยอมรับมัน” บดินทร์คาดโทษ พร้อมหันหลังให้ธันวาในที่สุด



จากหนี้บ่อนสิบล้าน จากการถูกช่วยเหลือจากปากเหวแห่งความตายและความหายนะแห่งชื่อเสียที่กำลังจะถูกสังคมลงโทษ จากที่คิดเอาไว้ว่าจะแค่ทำงานชดใช้ งานทุกอย่างแม้จะต้องแลกด้วยร่างกาย หากสามารถหลุดพ้นจากดนัยได้โดยเร็วก็ยินดี



แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้



ทำไม...มันถึงเลยเถิดมาจนถึงจุดนี้ไปได้



ทำไมถึงกลายเป็นหงส์...ของมังกรที่ชื่อว่าดนัย



“หงส์คือผู้ถืออำนาจรองจากมังกร หงส์คือตำแหน่งที่หลายคนใฝ่ฝันอยากได้...” ธันวาพูดไล่หลังมา ตั้งใจปลุกปั่นให้บดินทร์รู้สึกปรารถนาในสิ่งที่กำลังจะได้รับ



“แต่ฉันไม่ได้ต้องการ สิ่งเดียวที่ฉันอยากได้คือการออกไปให้พ้นจากที่นี่!”



แต่คำตอบเด็ดขาดของบดินทร์ก็ทำเอาธันวาพูดไม่ออกอีกต่อไป ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของผู้เป็นนายอีกคนเดินออกจากโรงฝึกไปเงียบๆ



คำว่าไม่ต้องการของบดินทร์ยังคงติดค้างอยู่ในความรู้สึกของธันวาไม่น้อย เขาอยู่ในโลกฝั่งนี้มาตั้งแต่จำความได้ อำนาจบารมีคือสิ่งหอมหวาน คือสิ่งที่ทุกคนพร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อแก่งแย่งแข่งขัน เหยียบย่ำไปบนซากศพและกองเลือดเป็นบันไดไต่ไปให้ถึงที่สุดแห่งอำนาจ การอยู่เหนือผู้อื่นคือสุดยอดปรารถนาของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วทำไมบดินทร์ถึงแตกต่าง อำนาจที่ได้มาง่ายดายโดยไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลยแบบนี้ ทำไมถึงไม่คิดไขว่คว้า?



“งานเข้าแล้วสิกู” ธันวาได้แต่บ่นออกมาเบาๆ พลางถอนหายใจกับปัญหาใหญ่ที่ต้องประสบตรงหน้า เมื่อไม่มีแรงใจแบบนั้น จะหาทางเข็นกันยังไงให้สัมฤทธิผลได้กันล่ะ?



**********************************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
หงส์
#บทที่ 3





“เชี่ยเอ้ย เมียใหม่นายจะทำกูตายได้วันละหลายรอบเลยว่ะ” ธันวาบ่นพลางยกแก้วเหล้าซดโฮกแก้เครียด



หลังส่งบดินทร์เข้าห้องนอนแล้วก็หมดหน้าที่ส่วนของวันนี้เสียที ผู้รับใช้กะกลางคืนวันนี้เป็นหน้าที่ของพ่อบ้านใหญ่ ทำให้ธันวาพอจะมีเวลาส่วนตัวออกมาสังสรรค์กับเพื่อนบอดี้การ์ดที่ออกกะพร้อมกันพอดี



“เออ เด็กนายคนนี้ดูแปลกๆ ว่ะ ไม่เห็นเหมือนคนก่อนๆ กูตกใจตั้งแต่นายพามาอยู่ด้วยที่บ้านแล้ว ถึงบางอ้อก็วันนี้แหละว่านายจะแต่งหงส์” พลเพื่อนร่วมโต๊ะข้างกันพูดขึ้นบ้าง



“ใช่ๆ ตอนแรกกูนึกว่าจะแค่หยิ่งกับพวกเราแล้วเอาใจนายเหมือนบางคนที่ผ่านๆ มานะเว้ย แม่งผิดคาด พวกหยิ่งกระทั่งกับนาย” เพื่อนบอดี้การ์ดอีกคนที่ชื่อเอกช่วยเสริม



“เออสิ ทำขนาดนั้นเป็นคนอื่นโดนกระสุนกรอกปากจับถ่วงอ่าวไปนานแล้ว คนนี้แม่งตัวจนจริง ดูเอาเถอะ นายเราแม่งหลงพี่แกหัวปักหัวปำ” ธันวาเสริมขึ้นบ้าง



“เบากันหน่อยพวกมึง นินทากันขนาดนี้ รู้ถึงหูนายเข้าจะโดนถ่วงอ่าวกันทั้งโต๊ะ” วิเชียรปรามขึ้นในที่สุด ก่อนที่เพื่อนๆ บอดี้การ์ดด้วยกันจะปากพล่อยจนชวนกันไปตายแทบเท้านายใหญ่กันหมด



“เออๆ โทษทีๆ กูเก็บกดไปหน่อย ตอนอยู่กับนายใหม่แม่งน้ำลายกูแทบบูด” ธันวารีบออกตัวขอโทษเพื่อนฝูง แต่ก็ยังอดบ่นต่อไม่ไหว



“แต่มึงก็เก่งนะไอ้ธัน เนียนนิ่งเป็นคนขรึมซะจนดูไม่ออกเลยว่าตัวจริงแม่งจัญไรหาตัวจับยาก ฮ่าฮ่า” เอกแซวพลางหัวเราะร่วน ชวนเพื่อนๆ อีกสามคนหาครืนกันทั้งโต๊ะ



“จริงๆ กูเห็นด้วยกับไอ้เอก เห็นมึงทำนิ่ง ทำสุภาพต่อหน้านายใหม่ทีไรนะ กูเกือบหลุดขำทุกทีพับผ่า เซียนจริงๆ เลยมึงเนี่ย” พลรีบเสริมทันที



“หุบปากเลยไอ้พวกเชี่ยนี่ ลองมาเป็นกูดูไหมล่ะ หึหึ” ธันวาปรามเพื่อนเล็กน้อย ก่อนจะขำตามกันไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องขบขันอย่างเพื่อนว่า



“ฮะฮะ กรรมตามมึงทันไงไอ้ธัน สร้างกรรมไว้เยอะก็งี้” วิเชียรช่วยทับถม ก่อนถูกธันวาจับล็อคคอด้วยความหมั่นเขี้ยว



“พอเลยไอ้ห่าเชียร มึงแหละตัวดี มาช่วยกูเลย” ธันวาว่าพลางยีหัวเพื่อนแบบไม่ยั้งมือ ก่อนถามสิ่งที่อยากรู้ออกไป “มึงไปอยู่ไทยกับนายช่วงที่นายพาคุณดินกลับมานี่หว่า ไหนเล่ามาสิว่าเรื่องระหว่างสองคนนั้นเป็นมายังไงกันแน่?”



“เฮ้ย อย่ามาถามกู กูไม่ยุ่งเรื่องนาย อยากรู้ไปถามพี่นพโน่น รายนั้นรู้ดีที่สุด” วิเชียรส่ายหน้าหวือ ไม่ขอออกความคิดเห็นใดๆ



“ฟวย! ให้กูไปถามมัน กูคงโดนกระทืบตายก่อนน่ะสิ พี่มึงญาติดีกับกูจังเลยนี่” ธันวาประชดพลางรัดคอวิเชียรแน่นขึ้นอีก



“สม มึงทำตัวเอง...อ่อก!! แค่กๆ ปล่อยกูก่อน แค่ก เดี๋ยวกู...อ่อก ตาย” วิเชียรดิ้น หน้าเขียวหน้าเหลือง



“มึงจะบอกไม่บอก”



“อ่อก! ..บ...บอก...ยอมแล้ว...แค่ก...ยอมๆ ...” วิเชียรยกมือยอมแพ้ รีบหายใจจนแทบสำลักอากาศ เมื่อเพื่อนยอมปล่อยตัวได้



“เออ ไหนเล่ามาดิว่านายไปเจอกับคุณดินได้ยังไง กูจะได้เข้าเหลี่ยมถูก กูโคตรเครียดเลยเนี่ย เดาใจไม่เคยถูกเสียที พูดอะไรไปก็ขัดหูท่านไปหมด” ธันวาทั้งบ่นทั้งอ้อนวอน สองมือประกบไหล่วิเชียรไว้พลางโยกไปมาแทนการเร่งเร้า



“เออๆ อย่าเขย่ากูมาก กูจะเมามึงมากกว่าเมาเหล้าแล้วเนี่ย” วิเชียรเล่นตัวเล็กน้อยก่อนเปิดปากเล่าเรื่องของบดินทร์ที่ตนพอรู้เพื่อช่วยเพื่อนในที่สุด



“คือเอาจริงๆ กูก็ไม่ได้รู้ละเอียดนักหรอกนะ เห็นครั้งแรกก็ตอนที่นายพาไปที่ห้องโรงแรม...” วิเชียรเริ่มเล่า “ก่อนจะโดนคุณดินทุบหัวแตกเอาน่ะ”



“ว่าไงนะ? นายโดนทุบหัวแตก?” สามคนที่เหลือบนโต๊ะอุทานขึ้นแทบจะทันทีเพราะตกใจในความใจกล้าของบดินทร์



“เออ ตอนแรกกูคิดนะว่าไอ้คนทำคงไม่รอดแน่ นายต้องสั่งเก็บแหงๆ ที่ไหนได้นายกลับยิ่งให้ความสนใจมากกว่าเดิม สุดท้ายยังไงไม่รู้ว่ะ กูมารู้เรื่องอีกทีก็ตอนที่นายให้ไปเฝ้ายามที่โรงพยาบาลแล้ว”



“ใครเป็นไรวะ?”



“คุณดินฆ่าตัวตาย”



“ห๊ะ!? ฆ่าตัวตาย?” ทั้งสามที่เหลืออุทานแทบจะพร้อมกันอีกครั้ง สิ่งที่ได้ฟังจากปากเพื่อนยิ่งทำให้ว่าที่หงส์ของพวกตนดูลึกลับขึ้นไปอีก หงส์ที่ถูกเลือกโดยนายใหญ่ที่ไม่เคยให้ใจใครมาก่อน หงส์ที่ไม่อยากเป็นหงส์ ไม่ต้องการอำนาจใดๆ หงส์ที่กล้าต่อกรกับผู้เป็นเจ้าชีวิต หงส์ผู้ที่ไม่กลัวแม้ความตาย



“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นวะ?” ธันวาถามร้อนรน ตื่นเต้นกับเรื่องที่เพิ่งได้ยินนี้ยิ่งกว่าใคร เพราะดูเหมือนเรื่องสนุกกำลังมารอจ่อคอหอยเขาอยู่แล้ว นายสายตรงผู้ที่ดูเหมือนจะมีอำนาจเหนือจิตใจของผู้เป็นเจ้าชีวิต



“กูไม่รู้ คืนนั้นมีแค่พี่มานพกับพี่สิงหาที่ติดตามนายไป กูเพิ่งมารู้ก็ตอนเช้าว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเพื่อนนาย ไม่รู้ยังไงเช้ามากูก็ถูกเรียกให้ไปเฝ้าที่โรงพยาบาลแล้ว” วิเชียรเล่าต่อแบบจนด้วยเกล้า เขารู้มาเพียงเท่านี้ และไม่คิดจะสาวความจากคนอื่นต่อ จึงทำเรื่องเล่าขาดตอนจนเพื่อนบ่น



“โหไอ้เชี่ยเชียร ไอ้ไม่ได้ความนี่ ทีหลังหัดเสือกเรื่องชาวบ้านเขาบ้างสิโว้ย วู้ขาดตอนชิบหาย” ธันวาบ่นเพื่อนด้วยความหงุดหงิดที่ดันทำขาดตอน



“ไอ้สัด อยากรู้มากมึงไปถามกับพี่มานพเอาเองเลยไป” วิเชียรด่ากลับบ้างด้วยความหงุดหงิด



“ไอ้เวร ให้กูไปหาเรื่องตายหรือไงเล่า ชิ” ธันวาสบถพลางกระดกเหล้าตามแก้เซ็ง



ถึงตรงนี้เพื่อนๆ ร่วมโต๊ะก็ได้แต่มองธันวาเป็นตาเดียว



“เสียดายนะ คิดถึงตอนที่มึงสองคนเป็นคู่หูกัน...” พลเอ่ยขึ้น แต่กลับถูกธันวาเอ็ดเอาทั้งที่ยังไม่ทันพูดจบ

“หุบปากไปเลยไอ้พล”



“จี้ใจดำหรือไง มึงก็รู้ตัวอยู่ไม่ใช่เหรอว่าเรื่องนี้มึงผิดเต็มๆ น่ะ” แต่พลไม่ยอมหยุด รู้ว่าจะทำให้เพื่อนหงุดหงิด แต่ก็อดเตือนสติให้อีกฝ่ายสำนึกผิดชอบชั่วดีไม่ได้



แล้วก็ได้ผลจริงๆ เมื่อธันวาปรี่เข้ากระชากคอเสื้อของพลขึ้นด้วยแรงอารมณ์ผสมความเมา



“มึงจะขุดขึ้นมาเพื่อเหี้ยอะไรห๊ะไอ้พล! เลิกเสือกเรื่องของกูเสียที!”



“เฮ้ย อย่ายั้วะน่าไอ้ธัน มึงก็รู้ว่าไอ้พลมันไม่ได้คิดร้าย เชี่ยพลมึงเองก็พอได้แล้ว” วิเชียรรีบห้ามทัพ โดยที่พลยกมือยอมแพ้แต่โดยดี ถึงตนกับธันวาจะวิวาทกันบ่อยตามประสาคนปากมอม แต่เรื่องนี้ก็คงอ่อนไหวเกินกว่าจะเอามาเป็นเรื่องโต้เถียงประสาเพื่อนกัน



“เฮ้อ ขอโทษพี่เขาเสียก็จบ” แต่ก็ไม่วายทิ้งทายด้วยถ้อยคำแสนระอา



“กูไม่ขอโทษใครทั้งนั้น” ธันวาตะโกนลั่นอย่างหัวเสีย ไม่สนใจแล้วว่าจะถูกใครในร้านเหล้ามองมาบ้าง “คนที่เห็นผู้หญิงพรรค์นั้นสำคัญกว่าพี่น้องร่วมสาบานกันมา กูไม่ขอโทษให้เปลืองน้ำลายหรอก!!”



“เฮ้ยธัน แต่ไม่ว่ายังไงมึงก็ผิดที่ไปเอาเมียพี่เขานะเว้ย ไม่นับว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไง มึงก็ผิดอยู่ดีที่ไปดัดหลังพี่เขาเปล่าวะ” พลพยายามเตือนสติเพื่อน



“ควรขอบใจกูมากกว่าไหมที่ทำให้ตาสว่างจากผู้หญิงไม่รู้จักพอคนนั้น ที่พอผัวไม่อยู่ก็มาอ้อนขอล่อกับกูน่ะ”



หมับ! โครม!!



ทันทีที่จบคำ คอของธันวาก็ถูกคว้าจากด้านหลังแล้วกดลงไปอย่างแรงบนโต๊ะตรงหน้า แรงกระแทกนั้นทำเอาของบนโต๊ะหล่นกระจายตามพื้นเสียงดังสนั่น



แต่เสียงนั้นไม่ทำให้ตกใจเท่าเจ้าของมือที่กำลังประทุษร้ายธันวาอยู่



“...พี่นพ” ตอนนี้คงมีเพียงวิเชียรที่ใจกล้าพอจะเอ่ยชื่อของผู้มาใหม่ ที่เจ้าของชื่อนั้นไม่ได้ให้ความสนใจมาทางพวกตนเลยแม้แต่น้อย



“เชี่ยเอ้ย! ปล่อยกู!!” ธันวาสบถลั่น ยิ่งได้ยินว่าใครเป็นคนทำชายหนุ่มยิ่งดิ้นรน แต่ท่าที่ถูกกดจากด้านหลังโดยผู้กระทำที่ตัวสูงใหญ่กว่ามากนั้น ทำให้ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางหลุดจากมือของมานพได้เลย



“ปากดีอีกสิ” มานพเอ่ยเสียงเยียบเย็น สายตาดุดันที่จ้องลงไปบนร่างในอุ้งมือนั้นดำมืดเสียจนพวกที่เหลือยังขนลุกแทน “เห่าหอนเหมือนกับตอนที่อยู่ต่อหน้าของนายใหม่มึงไง”



เสียงเยาะหยันจากด้านหลังจี้ใจจนธันวาได้แต่ขบกรามกรอด สายตาเฉียบคมเล็งตรงไปที่ขวดเหล้าตรงหน้า ในหัวประมวลวิธีเอาตัวรอดในยามที่กำลังตกเป็นรอง อยู่กันมานานย่อมรู้ดี แม้ว่าทางด้านสรีระและพละกำลังเขาจะสู้อีกฝ่ายไม่ได้ แต่ในเรื่องความว่องไวนั้นดูเหมือนเขาจะเหนืออีกฝ่ายอยู่นิดหน่อย



“ว่าไงล่ะ” มานพถามย้ำพร้อมกำรอบคอของธันวาแน่นขึ้น ทว่าในจังหวะนั้นเอง ขาของเขาก็ถูกถีบเข้าอย่างจังจากไอ้ตัวร้ายที่ยังอยู่ในกำมือ



แค่เผลอไปเพียงนิดเดียว ขวดเหล้าก็ถูกฟาดขึ้นมาจากด้านล่างอย่างแรง ตั้งใจเล็งจุดตายตรงขมับกะให้ได้เลือดกันไปข้าง ดีที่มานพไหวตัวทันยกแขนขึ้นมากันเอาไว้ได้ ความแข็งของขวดปะทะเข้ากับความแกร่งของกระดูกหนาก็ถึงกับแตกละเอียด



เพราะต้องป้องกันตัวทำให้มานพเผลอปล่อยให้ธันวาหลุดมือออกมาได้ ร่างเล็กกระโดดผลึงออกจากใต้ร่างของมานพทันควัน ว่องต่อว่องไวต่อไว โรมรันพัลวันด้วยศิลปะการต่อสู้ขั้นสูง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของแขกคนอื่นๆ ในร้าน



บอดี้การ์ดอีกสามคนที่เหลือ วิเชียร พล เอก ก็ได้แต่ยืนชั่งใจกันอิหลักอิเหลื่อ เพราะไม่รู้ว่าควรสอดมือเข้าไปยุ่งด้วยดีหรือไม่ หรือแค่ยืนดูสองเพื่อนร่วมงานตีกันอย่างสงบตรงนี้ดีกว่า



กระทั่งเห็นว่าธันวาเพลี่ยงพล้ำโดนมานพกดทั้งตัวเข้ากำแพงแล้วนั่นแหละ วิเชียรจึงตัดสินใจเข้าห้าม



"พี่นพ ใจเย็นพี่ เดี๋ยวมันก็ตายหรอก" วิเชียรรีบเตือนสติรุ่นพี่พลางมองไปที่เพื่อนที่กำลังหน้าแดงก่ำด้วยความเป็นห่วง



ธันวาถูกมานพล็อคแขนทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง แล้วจับล็อคเข้ากับผนังจนตัวลอยสูงจากพื้นเป็นฟุตในท่าที่หันหน้าเผชิญกัน ท่อนแขนแกร่งกดล็อคตรงคอของธันวาไว้แน่นจนบอดี้การ์ดตัวเล็กหน้าแดงก่ำใกล้ขาดอากาศหายใจเต็มที



หากมานพไม่ใช้ร่างหนาของตนช่วยรับไว้ ร่างที่ลอยอยู่เหนือพื้นของมานพตอนนี้คงได้คอหัก หรือขาดอากาศหายใจไปแล้ว



"พี่นพไอ้ธันมันจะตายแล้วพี่ ปล่อยมันเหอะนะผมขอร้อง" วิเชียรเร่งเร้า เพราะตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำของธันวาเริ่มจะออกไปทางคล้ำเพราะขาดอากาศแล้ว ขืนช้ากว่านี้อีกนิดมีหวังได้ตายจริงแน่



"พี่นพ..." แล้วในที่สุดคำขอร้องก็ได้ผล



มานพปล่อยร่างของธันวาร่วงผล็อยลงมา ทว่ากลับยังไม่ยอมปล่อยออกจากอ้อมแขนที่กักเอาไว้ ปล่อยให้ธันวาไอโขลกจนตัวโยนเพราะสำลักอากาศอยู่ในกรงแขนของตนไม่ยอมปล่อยให้วิเชียรหรือใครเข้ามาช่วย



"ถ้ากูได้ยินมึงพูดเรื่องบัวอีก คราวหน้าคอเล็กๆ ของมึงได้หักคามือกูแน่" มานพกระซิบกร้าว น้ำเสียงเยียบเย็นไม่ระบุอารมณ์ใด แม้กระทั่งสายตาที่ทอดมองยังเย็นชา คล้ายกับว่าไม่เคยมีความรู้สึกฉันมิตรกันมาก่อน คล้ายกับว่าเกลียดชังมานานแสนนาน



มานพพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนผลักร่างปวกเปียกของธันวาไปให้วิเชียรช่วยพยุงต่อ แล้วหันหลังจากไปพร้อมคำสั่งถึงเอกกับพลว่าให้จัดการเก็บกวาดที่นี่ให้เรียบร้อย



ว่าจะมาผ่อนคลายอารมณ์เสียหน่อย ก็ดันมาเจอเรื่องที่ทำให้ไม่เหลืออารมณ์อยากผ่อนคลายอีกแล้ว



เอกกับพลรีบไปเคลียร์กับผู้จัดการร้านเพื่อให้จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย ร้านเหล้านี้ไม่ได้ใหญ่มากแต่ก็มีแขกมีระดับค่อนข้างเยอะ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นคลับในเครือของวิษธรที่มีชื่อเสียงในระดับสูง เพราะฉะนั้นการที่จู่ๆ มีคนมาตีกันในร้านโดยที่คนเหล่านั้นคือคนของวิษธรเองจึงเป็นอะไรที่น่าขายหน้าไม่น้อย หากไม่รีบเก็บกวาดให้ดีจนถึงหูของนายใหญ่อย่างดนัยเข้า คงเดือดร้อนกันไปหมด



ฝ่ายวิเชียรเองก็รีบพาธันวากลับบ้านเพื่อทำแผลฟกช้ำดำเขียวที่เริ่มปรากฏชัดทั้งแขนและคอ ธันวาเงียบไปตั้งแต่ถูกมานพปล่อยตัวมา กระทั่งในรถระหว่างทางกลับก็ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยใดๆ ร่างนั้นพิงเบาะข้างคนขับคล้ายหลับ แต่ร่างที่สั่นระริกนั้นกลับไม่อาจเล็ดรอดสายตาของวิเชียรไปได้



บอดี้การ์ดหนุ่มถอนหายใจกับสภาพยับเยินของเพื่อน ก่อนขับรถไปจอดตรงริมทางโดยเลือกที่ที่วิวสวยที่สุด เพื่ออย่างน้อยก็อยากให้เพื่อนได้ผ่อนคลายลงบ้าง



เพราะคฤหาสน์วิษธรอยู่บนเนินสูง ทางกลับจึงสามารถมองเห็นวิวไฟเมืองระยิบระยะด้านล่างได้ ขอบทางเต็มไปด้วยหิมะฟูหนา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทิวทัศน์เบื้องล่างลดทอนความงามลงไป



ทว่าความสวยนั้นกลับไม่ได้ทำให้ธันวารู้สึกดีขึ้น กลับดูเหมือนจะยิ่งสลดลงไปอีก



"ธัน..." วิเชียรลองเรียกเพื่อนดู



ไร้เสียงตอบใดๆ ธันวายังคงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ในขณะที่มือยังคงกำแน่นและตัวยังคงสั่นสะท้านเบาๆ คล้ายกับว่าชายหนุ่มกำลังเก็บกดอะไรบางอย่างเอาไว้ แต่ดูเหมือนยิ่งเก็บงำ ยิ่งล้นทะลัก



"ธัน มึงยังไหวหรือเปล่า? " วิเชียรถามตรงไปตรงมา



"...ไหวอยู่" ธันวาตอบเสียงเบา



"จริงง่ะ"



"เออ กูถึกน่า โดนแค่นี้ไม่ตายง่ายๆ หรอกเว้ย" ธันวาตอบกวนตามสไตล์ แม้ว่าเสียงนั้นจะยังแหบพร่า



"กูรู้ว่าตัวมึงน่ะไหว แต่ใจมึงล่ะ? " ถึงธันวาจะทำเหมือนว่าไม่เป็นไร แต่วิเชียรรู้ดีว่าความจริงมันตรงกันข้าม



ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่สิ่งที่สลักอยู่ตรงอกซ้ายนั้นมันต้องเจ็บจนพูดไม่ออกเลยแน่ๆ



เพราะเป็นเพื่อนกันมานานจึงรู้ และเพราะเป็นเพื่อนกันมานานวิเชียรจึงไม่คาดคั้นต่อ รู้ดีว่าตอนนี้เพื่อนคงไม่อยากพูดอะไรอีก



"เฮ้อ งั้นกลับกันเลยแล้วกัน หนาวแบบนี้มึงได้ระบมไปทั้งตัวแน่" วิเชียรว่าก่อนออกรถ โดยไร้เสียงตอบใดๆ จากธันวาอีก



เจ็บจนพูดไม่ออกไปแล้วจริงๆ สินะ



****************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ข้อตกลง






ค่อนคืนของคืนที่สอง บดินทร์นอนลืมตาในความมืดตามลำพัง



ตีสองเข้าไปแล้ว



ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้เจ้าของห้องกลับมา แต่อีกใจก็จดจ่อรอคอย อยากไถ่ถามเกี่ยวกับเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ตรงนี้ เหตุผลที่อีกฝ่ายต้องการยัดเยียดภาระหน้าที่ที่ไม่ได้ต้องการมาให้ เพราะจนถึงตอนนี้บดินทร์ก็ยังคิดไม่ตกถึงความน่าจะเป็นที่ดนัยจะแต่งตั้งให้เขาขึ้นเป็นคนที่มีอำนาจรองจากตัวเอง



ตอนแรกก็ตกใจที่ได้ยินว่า ตำแหน่งหงส์ คือภรรยาของหัวหน้าพรรค แต่พอได้รับรู้เพิ่มเติมว่าแท้จริงแล้วคนที่จะเป็นหงส์ได้ไม่ใช่เพียงแค่เป็นคนรักของหัวหน้า แต่ต้องเป็นคนที่คุณสมบัติเพียบพร้อมและเหมาะสมกับอำนาจที่พึงจะได้รับ ส่วนจะใช่หรือไม่ใช่คนรักนั้น มันไม่ได้มีความหมายเท่าใดนัก แล้วสำหรับเขาที่ไม่ได้เป็นทั้งคนรักและขาดคุณสมบัติอย่างสิ้นเชิงเล่า ดนัยยังจะให้เขารับตำแหน่งนี้ทำไม?



อยากกลั่นแกล้งเหรอ?



ถ้าแค่นั้นล่ะก็ยังมีวิธีอีกร้อยแปดที่จะทำร้ายกัน ไม่เห็นจะต้องมายกฐานะ



ไม่เห็นต้องให้อำนาจกัน



แค่นึกสนุก หรือเหตุผลอะไรกันแน่นะ



บดินทร์ได้แต่คิดวนไปเวียนมา ทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ยิ่งดึกความคิดอ่านก็ยิ่งสับสน เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อนแต่สมองยังคงทำงานหนัก สุดท้ายก็พาลคิดไปถึงเจ้าของห้องที่ยังไม่ยอมกลับมา นี่หรือว่าที่จริงแล้วดนัยจะไม่ได้นอนที่ห้องนี้อย่างที่ธันวาบอก ไม่แน่ว่าเขาอาจถูกหลอกให้นอนระแวงทั้งที่จริงแล้วดนัยพักอยู่ที่ห้องอื่น เอาเข้าจริงเขาก็มาอยู่ที่นี่ได้สองคืนแล้ว ถือว่าได้เผชิญหน้ากับดนัยน้อยกว่าที่คิดไว้ ส่วนใหญ่คือการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว นั่นคือเรื่องดี



ไม่ต้องเจอกันเลยแบบนั้นคงเยี่ยมที่สุด



ซึ่งก็รู้อยู่แหละนะว่ามันเป็นไปไม่ได้



พรุ่งนี้ต้องตื่นมาเจอกับอะไรอีกนะ?



จะรับมือไหวหรือเปล่านะ...?

.

.

.

.

.



ในห้องมืดสนิทเมื่อดนัยเปิดประตูเข้าห้องมา ไม่คุ้นกับห้องที่มืดจนเกินไปแบบนี้สักเท่าไหร่ เพราะปกติเขาจะเปิดไฟสลัวเอาไว้บ้าง ในทีแรกเจ้าพ่อหนุ่มเดินไปเปิดไฟตามความเคยชิน แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นคนที่นอนซุกอยู่บนเตียงก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ไม่ได้มีเพียงตนที่เป็นเจ้าของห้อง



นาฬิกาบอกเวลาตีสี่ของวันใหม่ ดึกขนาดนี้ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะหลับสนิทจนไม่รู้ตัวว่าเจ้าของห้องคนนี้กลับมา ถึงจะชอบให้มีแสงไฟในห้อง แต่สุดท้ายดนัยก็ปิดไฟจนทั้งห้องมืดสนิทอย่างเดิม ก่อนเดินเข้าไปหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงนุ่มข้างๆ คนที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่อง



เพราะม่านหน้าต่างบานใหญ่เปิดกว้างอยู่ ถึงห้องจะมืดอย่างไรแสงจันทร์สีนวลตาด้านนอกก็ยังสามารถสาดส่องเข้ามาได้ให้พอเห็นเป็นภาพสลัวเลือนราง



ดนัยเอนกายพิงขอบเตียงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนเอนตัวไปทางบดินทร์ที่หลับใหลอยู่ พลางจ้องมองใบหน้าหมดจดตรงหน้าเงียบๆ



“หมดฤทธิ์แล้วสินะ” ดนัยเผลอยิ้มออกมาเมื่อนึกไปถึงตอนที่ยังไม่หลับของบดินทร์



คิ้วที่ผูกเป็นโบว์ตลอดเวลา ริมฝีปากที่ไม่เคยแย้มยิ้ม และดวงตาที่ไหวระริกไปด้วยความสับสนผสมหวาดหวั่น คิดถึงตรงนี้ดนัยก็เริ่มขมวดคิ้วตามบ้าง เพราะนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่รู้จักกับบดินทร์มาเขายังไม่เคยเห็นรอยยิ้มหรือสีหน้าผ่อนคลายของอีกฝ่ายเลย โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ต่อหน้าตน



‘ยิ้มเป็นหรือเปล่าเนี่ย?’ ดนัยได้แต่คิดไปขณะจ้องหน้าของบดินทร์ในแสงสลัวไม่วางตา ซึ่งนอกจากเรื่องนั้นแล้วก็ยังคงมีอีกหลายเรื่องที่ยังกวนใจอยู่



ดนัยครุ่นคิด วันนี้เขาเพิ่งมีโอกาสได้บอกกับบดินทร์ว่าจะแต่งตั้งให้เป็นหงส์ หรือก็คือถือศักดิ์เป็นภรรยาของหัวหน้าพรรคอย่างเขา นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจจะทำในตอนแรก



เพราะเป็นพรรคใหญ่ที่เป็นการรวมเลือดสาบานระหว่างวิษธรและตระกูลจ้าว พรรคพี่น้องที่ถือได้ว่าเป็นพยัคฆ์เหนือกับอสรพิษใต้ การที่จู่ๆ จะแต่งตั้งใครสักคนขึ้นมามีอำนาจเหนือคนนับพันนับหมื่นนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการแต่งตั้งหงส์ เพราะการที่ใครสักคนจะขึ้นมาเป็นหงส์ของมังกรพรรคนั้นจะต้องเป็นคนที่เพียบพร้อมและได้รับการยอมรับแล้วว่าเหมาะสมพอที่จะได้รับอำนาจรองจากผู้เป็นสามี อย่างตอนที่จ้าวซินแต่งตั้งรั่วหลินขึ้นเป็นหงส์ ในพรรคก็แตกออกเป็นสองเสียงเพียงเพราะหล่อนเป็นแค่ลูกสาวของหัวหน้าพรรคเล็กๆ ดูยังไม่คู่ควรกับอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จ้าวซินจะมอบให้ แต่เพราะความที่รั่วหลินเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยและฉลาด ความเก่งกาจที่ได้แสดงออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์นั้นในที่สุดก็สามารถก้าวข้ามทุกข้อครหาในความไม่เหมาะสมลงไปได้



ทว่าท้ายที่สุด รั่วหลินก็ต้องจบชีวิตลงในเวลาอันสั้น เพราะความบ้าบิ่นและศัตรูที่คาดไม่ถึง



นี่ก็คืออีกหนึ่งปัญหาสำคัญ ที่ทำให้ดนัยไม่คิดจะแต่งตั้งใครขึ้นมาเป็นหงส์ทั้งนั้น



การเป็นหัวหน้ามาเฟียก็เหมือนขี่อยู่บนหลังเสือที่จะโดนตะปบเอาเมื่อไหร่ก็ไม่มีวันรู้ได้ ความตายมันใกล้แค่พริบตาเดียวที่แค่เพียงเผลอแม้เพียงเสี้ยววินาที และการย่ำยีศัตรูที่ได้ผลทางจิตใจมากที่สุดก็คงไม่พ้นครอบครัว หงส์ คือเป้าสำคัญ เพราะถ้าสามารถปลิดชีวิตของหงส์ได้ ก็เท่ากับได้ย่ำยีหัวใจมังกร



เหมือนอย่างที่หัวใจของจ้าวซินถูกทำลายลงพร้อมกับชีวิตของรั่วหลินที่ถูกพรรคศัตรูลอบสังหาร



แม้หลังจากนั้น พรรคเวรนั่นจะถูกจ้าวซินถล่มราบคาบภายในชั่วข้ามคืน แต่มันก็แลกไม่ได้กับหัวใจที่แหลกสลายไป



ดังนั้นดนัยจึงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าหากเจอคนที่รักอย่างสุดขั้วหัวใจแล้วล่ะก็ จะไม่มีวันแต่งตั้งคนคนนั้นขึ้นมาเป็นหงส์อย่างเด็ดขาด แต่จะเก็บซ่อนไว้เป็นความลับ หลบเร้นให้รอดพ้นจากทุกอันตราย จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาแผ้วพานได้ทั้งนั้น



ทั้งที่คิดเอาไว้แบบนั้นมาตลอด แต่กลับลั่นออกไปแล้วว่าจะแต่งตั้งบดินทร์ขึ้นเป็นหงส์



ไม่ได้เต็มใจนักหรอก แต่เพราะมังกรจำต้องมีหงส์ เขาเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งมังกรของพรรคได้ไม่นานจึงถูกจับตามองมากเป็นพิเศษที่ไม่ใช่แค่กับคนในพรรควิษธรหรือตระกูลจ้าว แต่เป็นทุกพรรคทุกเครือข่ายไม่ว่ามิตร คู่ค้า หรือว่าศัตรู



ตำแหน่งหงส์ที่ว่างอยู่นี้มีผู้หมายปองมากเกินไป หญิงสาวมากหน้าหลายตาของหลากหลายพรรคถูกตั้งเป็นตัวหมากสำคัญ ให้เข้ามาสานสัมพันธ์กับเขาเพื่อตำแหน่งนี้ เพื่ออำนาจทางธุรกิจที่จะได้รับในทันทีหากสามารถเอาชนะใจและขึ้นเป็นหงส์ของเขาได้



ความกดดันงวดเข้ามาทุกขณะ เมื่อพรรคศัตรูอย่างมิสเตอร์จางกำลังขยายอำนาจใหญ่โตขึ้น การผนึกพรรคเข้าด้วยกันกับพรรคใหญ่จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น หากเขายังดึงดันที่จะปล่อยให้ตำแหน่งหงส์ว่างต่อไป คงโดนกดดันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งให้รับลูกสาวของหัวหน้าพรรคไหนสักพรรคขึ้นมาเป็นหงส์แบบไม่เต็มใจแน่



แบบนั้นไม่ไหว แค่รับมือกับแรงกดดันในพรรคจากพวกรุ่นเก่าที่เคยเรืองอำนาจหลังจากที่ตำแหน่งมังกรเลือดแท้ของวิษธรจบชีวิตไป และทนไม่ได้ที่จะต้องตกเป็นรองของพวกเลือดใหม่แต่เป็นเลือดแท้อย่างเขาที่กลับมาทวงอำนาจคืน ทั้งยังต้องเตรียมรับมือกับมิสเตอร์จาง พรรคศัตรูที่ขยายอำนาจทับซ้อนพื้นที่กันเข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง



หลากหลายปัญหาถาโถมจนไม่เป็นอันพัก สุดท้าย ก่อนที่จะกลับจากไทยไม่กี่วัน เขาก็ตัดสินใจบอกกับทุกคนเรื่องที่จะแต่งตั้งบดินทร์ขึ้นเป็นหงส์



หงส์ที่เป็นผู้ชายทำเอาระส่ำระสายกันไปทั้งพรรค รวมไปจนถึงพันธมิตรต่างๆ ที่ต่างคัดค้านโดยการหยิบยกเรื่องของทายาทขึ้นมาให้เห็นเป็นประเด็นสำคัญ แต่เพราะเขายืนยันว่าหงส์เพียงหนึ่งเดียวที่เขาต้องการคือบดินทร์ ทุกคนจึงยื่นเงื่อนไขว่าบดินทร์ต้องผ่านการทดสอบคุณสมบัติ ถึงจะสามารถให้การยอมรับได้



ทางเลือกจึงเหลือเพียงหนึ่ง คือทำอย่างไรก็ได้ให้บดินทร์ผ่านการยอมรับให้ได้โดยไม่สนวิธีการ



ดนัยถอนหายใจยาวเหยียดเมื่อคิดถึงความลำบากยากเข็ญของการปั้นดินให้เป็นหงส์ โดยเฉพาะดินที่ไม่เต็มใจ มันจะต้องปวดหัวมากแน่ๆ



แสงสว่างจากด้านนอกหน้าต่างเริ่มส่องเข้ามา ทำให้ดนัยรู้ตัวว่ารุ่งสางมาเยือนแล้วทั้งที่เขายังไม่ได้หลับเลยสักงีบมาตั้งแต่เมื่อวาน แสงหรุบหรูยามเช้าทำให้ใบหน้าของบดินทร์ที่ดนัยมองอยู่ไม่วางตานั้นแจ่มชัดขึ้น



ใบหน้าที่กำสรดเศร้าแม้ยามหลับ ทั้งยังดูไร้พิษภัยและแสนเปราะบาง



ใจร้ายไปสินะกับการบังคับให้ไปอยู่หน้าฉาก เป็นเครื่องมือคานอำนาจจากเหล่าผู้คนที่มีพิษสงรอบกายมากกว่า



ใช่...ใจร้ายมาก ที่เอาชีวิตของบดินทร์ไปแขวนไว้บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อหากเผลอละสายตาไปแม้แค่เสี้ยววินาที

แท้จริงแล้วหงส์นั้นคือตำแหน่งภรรยาหัวหน้าพรรคที่ถูกคัดมาจาก 2 เหตุผล คือเหมาะสม และอำนาจ แม้น้อยครั้งจะมีความรักปะปนอยู่ในนั้นอย่างเช่นกรณีของจ้าวซิน ที่ถึงกับคลั่งตอนที่ต้องสูญเสียหงส์อันเป็นที่รักไป



ส่วนกรณีของเขาในตอนนี้ เหมาะสมก็ไม่ใช่ อำนาจก็ไม่ใช่



หรือแม้แต่ความรัก...



หัวใจของดนัยยอกแปลบขึ้นมาเมื่อคิดถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีให้กับคนที่หลับใหลอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกที่เขายังเฟ้นหาคำตอบไม่ได้



หากว่ารักเขาคงไม่คิดทำร้ายหัวใจอีกฝ่าย



หากว่ารักเขาคงไม่ยอมให้บดินทร์รับหน้าที่หงส์ที่เสี่ยงอันตรายขนาดนี้



แต่...ก็ไม่ได้คิดจะปล่อยมือ



แม้ว่าบดินทร์อยากจะหนีหรือดิ้นรนไปจากเขาแค่ไหน ดนัยก็ตั้งใจว่าจะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด จะกักขังไว้ข้างตัวแบบนี้จนกว่าจะตายกันไปข้าง ไม่ต้องการให้ห่างกาย ไม่ต้องการให้กลายไปเป็นของคนอื่น



และในวันที่ตัดสินใจว่าจะให้บดินทร์รับหน้าที่หงส์ เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปกป้องให้ดีที่สุด



ดนัยตัดสินไปเองว่าความรู้สึกที่ตนมีให้กับบดินทร์นั้น มันก็แค่เกิดจากความรับผิดชอบที่เคยได้รับปากกับสดายุและกฤตเมธไว้ว่าจะดูแลบดินทร์อย่างดี มันคือหน้าที่ที่ตนต้องทำ และปล่อยความสับสนในใจให้ไร้ซึ่งคำตอบต่อไป



























ในที่สุดก็ 6 โมงเช้า แสงสว่างจากด้านนอกเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น เช้านี้หิมะไม่ตกฟ้าจึงค่อนข้างสดใส



ดนัยยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างบดินทร์ที่ยังหลับสนิทอยู่อย่างนั้น พลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเพราะสมองเริ่มล้าจากการอดหลับอดนอน



บดินทร์ขยับตัวเล็กน้อย เมื่อถูกแสงสว่างแยงตา แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นว่าจะตื่น การขยับตัวนั้นทำให้แขนข้างซ้ายโผล่พ้นผ้าห่มออกมาสู่สายตาของดนัย



แขนซ้ายที่ตรงข้อมือยังเหลือรอยแผลแห่งโชคชะตา



ดนัยมองตรงแผลของบดินทร์นิ่ง สิ่งที่เห็นบาดลึกในความรู้สึกพอสมควร บาดลึกจนอดไม่ได้ที่จะสัมผัส ดนัยจับมือของบดินทร์ขึ้นมาจ้องมองใกล้ๆ แผลนั้นนูนเด่น หากไม่ได้ศัลยแพทย์ฝีมือดีเป็นคนทำแผลให้แล้วล่ะก็ มันคงดูน่ากลัวกว่านี้



แผลตรงข้อมือซ้าย



แผลของคนที่คิดจะละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง หมายฆาตลมหายใจตัวเองให้ปลิดปลิวไปโดยไม่กลัวว่าความตายมันจะหนักหนาแค่ไหน คนที่ฝังตัวเองอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานมืดมิด



แผล...ที่เหมือนกับของเจ้าพ่อคนนี้ทุกประการ



ดนัยพลิกข้อมือซ้ายของตนขึ้นเทียบรอยคู่แฝดกับของบดินทร์ มันเหมือนกันมาก จะต่างกันหน่อยก็ตรงเวลา บดินทร์เพิ่งได้แผลนี้มาไม่นาน แต่สำหรับดนัยนั้นมันตั้งแต่ตอนอายุสิบเอ็ด



เจ้าพ่อหนุ่มเหยียดยิ้มเมื่อคิดถึงความหลัง ในตอนนั้นที่เขาตัดสินใจกรีดมีดลงบนข้อมือ แท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะอยากตายจริงๆ หรอก มันก็แค่รอยแผลของเด็กเลวเรียกร้องความสนใจเท่านั้น แล้วหลังจากที่ได้รอยแผลนี้ เขาก็ไม่ใช่เด็กแบบนั้นอีกต่อไปชนิดขาวกับดำ



ดนัยลูกชายคนเล็กของท่านนายพลตายไปแล้วตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี ดนัยตอนนี้คือผู้นำแห่งวิษธรสายเลือดแท้ของผู้นำรุ่นก่อน ผู้ที่ปัจจุบันทั้งยิ่งใหญ่และโหดเหี้ยม



บดินทร์คนเดิมก็ตายไปแล้วเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดใหม่เป็นแบบไหนนี่แหละ



ดนัยนั่งลูบวนไปมาบนรอยแผลของบดินทร์เรื่อยๆ ในหัวคิดถึงไตร่ตรองถึงวิธีการต่างๆ ที่เขาพอจะทำได้ เพื่อให้บดินทร์ยืนหยัดขึ้นมา ทำให้กลายเป็นหงส์ที่คู่ควร







เจ็ดโมงเช้าในห้องสว่างเต็มที่ จนถึงป่านนี้ดนัยก็ยังไม่ได้นอนเลยสักงีบ เจ้าพ่อหนุ่มพรูลมหายใจเบาบาง ก่อนเอนตัวลงนอนข้างกันกับบดินทร์ที่ยังไม่ยอมตื่น พลางโอบกอดร่างในผ้านวมเอาไว้แนบกาย



กอดแน่น แล้วซุกใบหน้าเข้าหาซอกคออุ่นราวกับหาที่พักพิง



แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ร่างในอ้อมกอดก็เกร็งทื่อ ก่อนพยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดของดนัย



“ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงทุ้มกระซิบพร่าพราย ทว่าไร้คำตอบใดนอกจากการขัดขืนที่หนักหน่วงขึ้น



‘ทำไมถึงตกอยู่ในสภาพนี้กันวะ!?’ บดินทร์ได้แต่ตระหนกกับสภาพที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกำลังถูกนอนกอดจากด้านหลังจากคนที่ไม่ต้องการอยู่ใกล้ที่สุด เขาดิ้นรนทันทีแม้มันจะไม่เกิดประโยชน์อะไร



“ชี่...ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก ผมสัญญา” ดนัยยังคงกระซิบเสียงแผ่ว แม้อ้อมกอดจะโหมแรงรัดบดินทร์ไว้จนขยับไปไหนไม่รอด



“ไม่ทำอะไรก็ปล่อยสิ ผมอึดอัด” บดินทร์เอ็ด แต่ก็ไม่เป็นผล ใจตอนนั้นคิดไกลไปแล้วว่าจะต้องถูกทำร้าย ถูกทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ ทว่าคำพูดของดนัยหลังจากนั้น กลับยิ่งกว่าที่จินตนาการ



“กล่อมผมหน่อยสิ”



“ห๊ะ?” งานนี้บดินทร์ได้แต่อึ้ง อะไรคือการขอให้เขากล่อมนอนด้วยน้ำเสียงแบบนั้นกัน?



เสียงอย่างกับกำลังอ้อน...??



“ไม่ได้หลับเลยมาตั้งแต่เมื่อวาน ช่วยกล่อมผมหน่อยสิ...นะ” ดนัยขอร้องเบาๆ พร้อมกระชับอ้อมแน่นขึ้น



“บ้าไปแล้วหรือไง? ปล่อยเลยนะ” บดินทร์ดิ้นขลุกขลัก ติดทั้งผ้านวม ติดทั้งอ้อมกอด



“อย่าใจร้ายนักสิ...”



“อยากโดนฆ่าตอนหลับหรือไง มานอนข้างคนที่เกลียดคุณน่ะ” บดินทร์ขู่คำราม



“ก็เอาสิ แต่เบามือกับผมหน่อยแล้วกันนะ ผมไม่อยากเจ็บ” ดนัยตอบเรื่อยด้วยน้ำเสียงทุ้มแผ่วคล้ายคนงัวเงียออดอ้อน กระนั้นท่อนแขนแข็งแรงก็ยังคงกระชับกอดบดินทร์ไว้แน่น ทั้งยังซุกศีรษะลงตรงซอกคอของบดินทร์โดยไม่สนใจว่าเจ้าของซอกคอนั้นจะขัดขืนหรือเบี่ยงตัวหลบแทบเป็นแทบตายแค่ไหน



“คุณนี่มัน!”



ดนัยหลับตาพริ้ม พึงใจกับสภาพที่เป็นอยู่นี้ “หึหึ ผมรู้คุณทำผมไม่ลงหรอก”



‘ไม่ใช่ทำไม่ลง แต่ทำไม่ได้ต่างหากล่ะ’ บดินทร์ได้แต่เถียงในใจ ตอนนี้เขาเลิกดิ้นรนแล้ว เพราะดูท่าจะเปลืองแรงเปล่าๆ

พอบดินทร์เลิกดิ้น ต่างคนก็ต่างเงียบ พอยอมนิ่งให้กอดดีๆ ดนัยที่นอนซ้อนอยู่ด้านหลังก็ยิ่งกระชับตัวแนบแน่นขึ้นไปอีก จนบดินทร์ที่นอนแข็งทื่ออยู่ในผ้านวมหนารู้สึกอึดอัด



เนิ่นนานเป็นหลายนาทีที่บดินทร์ได้แต่นอนนิ่งฟังเสียงลมหายใจของดนัยที่ซุกใบหน้าอยู่ด้านหลัง



‘หลับแล้ว?’ บดินทร์ได้แต่คิดในใจ ‘สภาพนี้เนี่ยนะ?’ แล้วค่อยๆ หันกลับไปชำเลืองมองเท่าที่จะทำได้ หากว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วจริงๆ เขาจะได้รีบเอาตัวรอดออกไปจากตรงนี้เสียที



หันไปมอง แล้วก็ได้เห็นใบหน้าของคนที่กำลังหลับนิ่งอยู่ที่ด้านหลัง ‘...หลับ จริงๆ ด้วย’



พอได้เห็นใบหน้ายามหลับใหลของดนัยเข้า ไอ้ที่คิดเอาไว้ว่าจะขยับหนีในทีแรกก็ดันหายไปจากหัวเสียได้ บดินทร์เพ่งพินิจใบหน้าที่อยู่ห่างกันแค่คืบ ใบหน้าของดนัยที่กำลังหลับนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงจะได้ชื่อว่าอยู่ด้วยกันมาร่วมหลายเดือนแล้วตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่ไทย แต่เขากับดนัยไม่เคยนอนหลับร่วมเตียงกันมาก่อนเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่บดินทร์ได้เห็นใบหน้ายามหลับของดนัย



ขนาดหลับ...ยังดูน่าเกรงขาม พอได้เห็นว่าดนัยดูสิ้นฤทธิ์ไปในยามหลับ บดินทร์ก็ได้แต่หวนคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับดนัยขึ้นมา



ก็รู้ทั้งรู้แหละนะว่าเจ้าพ่อผู้แสนร้ายกาจคนนี้กำลังทำดีด้วยกับเขา แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังทำใจรับไม่ได้ อดีตที่ผ่านมาเคยมืดมนแค่ไหน อนาคตข้างหน้าต่อไปก็ดูเหมือนจะไม่เห็นแสงสว่าง เขาถูกดนัยลากถูลู่ถูกังมาถึงนี่ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาติดหนี้ชีวิตก้อนโตกับอีกฝ่ายอยู่ และฝ่ายนั้นเองก็ติดหนี้ความรู้สึกกับเขาอยู่เช่นกัน



ความรู้สึกอันเลวร้าย ที่ไม่อาจเปลี่ยนได้ง่ายๆ เพียงแค่การปรนเปรอด้วยความสุขสบาย



อีกทั้งบดินทร์ยังคิดว่าดนัยไม่จำเป็นต้องมาทำดีกับตนแบบนั้น ในฐานะของเจ้าหนี้ลูกหนี้แล้ว คนอย่างเขาไม่ได้มีค่าขนาดที่อีกฝ่ายจะต้องมาคอยดีด้วย



จะทิ้งขว้าง หรือให้ใช้ชีวิตอย่างหมูอย่างหมายังเห็นว่าสมควรกว่าเลย



“...คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่?” เพราะคิดไม่ตก บดินทร์จึงหลุดปากถามคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบจากคนที่กำลังหลับอยู่ออกมา เสียงทุ้มหวานกระซิบแผ่ว ด้วยคิดว่านอกจากตัวเขาเองแล้ว คงไม่มีใครได้ยิน “นอกจากลมหายใจ...ผมก็ไม่เหลืออะไรจะให้คุณแล้วนะ...”



“แล้วถ้าผมบอกว่าอยากได้ทุกลมหายใจของคุณให้มีอยู่เพื่อผมล่ะ จะยอมยกให้ไหม?”



“เฮ้ย!” บดินทร์อุทานด้วยความตกใจที่จู่ๆ ดนัยก็ตอบขึ้นมาทั้งๆ ที่น่าจะหลับอยู่ และเพราะบดินทร์ยังจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของดนัย เมื่อเจ้าพ่อหนุ่มลืมตาขึ้น จึงได้สบตากัน ทันใดนั้นเขาก็รีบผินหน้าหลบไปทันที



“ถ้าผมบอกว่า ผมต้องการทั้งหมดของคุณ คุณจะยอมให้ผมไหม?” ดนัยถามจริงจัง ยันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อจะได้สบตากับบดินทร์ที่กำลังพยายามหลบเลี่ยงอีกครั้ง



“จะอยากได้ไปทำอะไร? กับมนุษย์ที่แตกสลายไปแล้วอย่างผม...” บดินทร์ตั้งคำถาม โดยที่ยังไม่ยอมหันกลับไปสบตาตรงๆ กับดนัย



“ก็คู่ควรกับคนที่ความเป็นมนุษย์แตกสลายไปแล้วอย่างผมดีออก”



คำตอบของดนัยในที่สุดก็ทำให้บดินทร์ยอมหันไปสบตา คนที่ความเป็นมนุษย์แตกสลายไปแล้ว?



“ถึงจะแตกสลายจนเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปแล้ว แต่ถ้าเป็นคุณผมก็อยากได้เอาไว้ทั้งหมด”



ดนัยพูดออกมาอย่างจริงจังในทุกคำซึ่งบดินทร์รับรู้ได้ ถึงจะไม่ชอบอีกฝ่ายยังไง แต่พอถูกพูดแบบนี้ใส่เข้า บดินทร์ก็อดหัวใจเต้นผิดจังหวะไม่ได้



เคยแกร่งแค่ไหน ก็พ่ายแพ้ให้กับคำว่า ‘เป็นที่ต้องการ’



ราวกับหนูตัวเล็กๆ ที่กำลังจะสิ้นเรี่ยวแรงจนจมดิ่งลงไปสู่ก้นแม่น้ำ ที่พอเห็นทางรอดแม้เลือนรางตรงหน้าก็รีบดึงคว้าไว้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่คว้าเอาไว้ได้จะเป็นมือของอสรพิษก็ตาม หัวใจที่จ่อมจมอยู่ในบ่อโคลนของบดินทร์ตอนนี้ก็เช่นกัน แม้จะเห็นอยู่เต็มตาว่ามือที่ยื่นมาตรงหน้าเป็นของดนัย แต่ก็อดที่จะยื่นมือออกไปหาเพื่อเอาชีวิตรอดไม่ได้



“...ทำไม...ถึงต้องเป็นผม?”



บดินทร์ถามขึ้น จ้องลึกในดวงตาของดนัยอย่างจริงจังเพื่อค้นหาคำตอบ เพราะถ้าเป็นคนที่เคยชอบพอกันมาบ้าง บดินทร์ยังพอทำใจยอมรับได้ แต่นี่ไม่ใช่ เขากับดนัยไม่เคยมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน มีเพียงความสัมพันธ์ในเชิงเจ้านายลูกน้อง เจ้าหนี้ลูกหนี้ เป็นเพียงแค่คู่นอนขัดดอกชั่วข้ามคืน ไม่เคยแม้กระทั่งนอนร่วมเตียงเดียวกันเสียด้วยซ้ำ



แล้วอะไรมันคือเหตุผลกัน? อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ดนัยยึดติดกับเขาถึงขนาดนี้...











ก็อก ก็อก...



“ได้เวลาแล้วครับนาย”











ทว่าไม่ทันที่จะได้คำตอบใดๆ ก็มีเสียงเรียกจากทางหน้าประตูเสียก่อน



“Time up” ดนัยพูดขึ้น ก่อนจัดแจงลุกจากเตียงนอนเพื่อไปเตรียมตัว



“ด...เดี๋ยวสิ...” การที่จู่ๆ เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแบบปัจจุบันทันด่วน เล่นเอาบดินทร์ตั้งรับไม่ทัน ไหนจะคำตอบที่ดนัยยังไม่ยอมตอบอีก



“ผมต้องบินไปคุยงานกับคู่ค้าที่เม็กซิโก 5 วันนะ ระหว่างนั้นผมจะให้ธันวาคอยดูแลทุกอย่าง รวมถึงเรื่องการเตรียมตัวเข้ารับตำแหน่งหงส์ให้คุณด้วย” ดนัยชี้แจง ขณะจัดการความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจก เพราะเอาแต่นั่งมองบดินทร์หลับจนเพลินไปหน่อย เมื่อคืนที่ผ่านมาเขาจึงยังไม่ได้หลับเลยสักงีบ เดี๋ยวคงต้องเผื่อเวลาไปจัดการตัวเองที่โรงแรมในเม็กซิโกเอาแทน



“เรื่องหงส์อะไรนั่นน่ะ ระดับอย่างคุณจะหาคนที่เหมาะสมไม่ได้เลยหรือไง?” บดินทร์รีบถามขึ้น ก่อนที่ดนัยจะทำท่าออกจากห้องไป “อย่างคนรักหรืออะไรเทือกนี้น่ะ?”



“หึ...คนรักน่ะไม่มีหรอก แต่ถ้าคนที่เหมาะสมก็มีหลายอยู่” ดนัยหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้า สายตาที่ทอดส่งมาไม่อาจหยั่งรู้ความหมาย



“งั้นก็ใช้คนพวกนั้นสิ” บดินทร์รีบเสนอความคิดเห็น “ไม่เห็นต้องเป็นผมนี่”



“ก็พวกที่เหมาะสมน่ะ ล้วนแต่อสรพิษไง” ดนัยตอบกลับทันควัน “ผมอยากได้คนที่ไว้ใจได้มากกว่า”



ทว่าคำตอบของดนัยนั้นกลับเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากบดินทร์ “คนที่ไว้ใจได้? ผมนี่นะ? เหอะ...กับคนที่ผมรัก ผมยังหักหลังได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับคุณ”



“เอาสิ ก็อยากลองดูเหมือนกัน” ดนัยเพียงยิ้มรับคำท้า คล้ายว่ามันเป็นเพียงคำขู่ของเด็กๆ แล้วออกคำสั่งทิ้งท้าย เมื่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย “พยายามเข้าล่ะดิน ผมคาดหวังว่าคุณจะเป็นหงส์ที่ทุกคนเกรงขามได้นะ”



แต่ก่อนที่ดนัยจะออกจากห้องไป ก็ถูกบดินทร์ที่เงียบไปครู่หนึ่งถามขึ้น



“...ผมไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธเลยใช่ไหม ไอ้ตำแหน่งหงส์นี่น่ะ”



“ถือว่าช่วยกันหน่อยแล้วกัน” และนั่นคือคำตอบ ซึ่งทำให้บดินทร์ตัดสินใจได้ในที่สุด



“งั้นผมจะถือว่ามันเป็นงานที่คุณจ้างผมเพื่อล้างกับหนี้สิบล้าน” บดินทร์ประกาศจริงจังต่อหน้าของดนัย เพราะถ้าเขาไม่มีสิทธิ์หลีกเลี่ยงที่จะต้องทำ เขาเองก็ต้องได้ผลประโยชน์จากมันด้วยเช่นกัน



ดนัยไม่ได้ตอบข้อเสนอของบดินทร์ในทันที เจ้าพ่อหนุ่มทำเพียงมองตรงไปที่คนที่ยังนั่งอยู่บนเตียงกว้าง สองสายตาสบประสาน คนหนึ่งเฝ้ารอคำตอบอย่างจริงจังด้วยความหวัง



ทว่าอีกคนกลับ...



“ได้...คุณเป็นหงส์ให้ผมครบ 1 ปีเมื่อไหร่ คุณจะเป็นอิสระจากผมทันที” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม



“คุณรับปากแล้วนะ” บดินทร์รีบย้ำคำ



“ผมรับปาก”



...ให้ความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง



*

*

*

*

*



TBC.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ก้าวแรก




“ครั้งนี้โชคดีที่นายให้มึงอยู่กับกูที่นี่ ขนไปกันหมดทีไรกูโคตรเหงา” ธันวาเอ่ยขึ้นกับเพื่อนสนิท



“นายคงห่วงคุณดินอยู่ด้วยแหละ ประกาศออกไปแล้วว่าจะให้เป็นหงส์ ไม่มีอะไรการันตีได้นี่ว่าจะไม่มีใครบุกมาที่นี่น่ะ” วิเชียรออกความเห็น ขณะเตรียมตัวยืนส่งนายใหญ่ที่กำลังจะเดินทาง “เออ มีใครขึ้นไปตามนายยังวะ เดี๋ยวจะได้เวลาแล้วเนี่ย”



“พ่อตามึงขึ้นไปตามแล้ว เดี๋ยวคงลงมา โอ้ย!! ตบหัวกูทำไมเนี่ย?” ธันวาตอบก่อนโดนเพื่อนโบกดังป้าบ



“ไอ้สัตว์ ระวังปากหน่อยมึง เดี๋ยวลุงแกได้ลงมายิงกระบาลกู”



“อะไร ริจะจีบลูกสาวเขายังเสือกจะป๊อดนะมึง หึหึ”



“กูไม่ได้หน้าด้านเหมือนมึงไอ้ธัน หุบปากไปเลย”



“เอ้า! ด้านได้อายอดนะมึง น้องพลอยก็ดูมีใจให้มึงอยู่ ลุงเพชรแกก็ออกจะชอบมึง กล้าๆ หน่อยดิว้า” ธันวาให้กำลังใจเพื่อนซี้ ที่ดูกระวนกระวายกับความรักใสๆ ครั้งนี้เหลือเกิน



“กูเคยคุยกับลุงแกเว้ย” วิเชียรเปรยขึ้น



“เหี้ย! นี่มึงคุยเรื่องขอลูกสาวกับลุงเพชรแกไปแล้วเหรอ ใจโคตรกล้าเลยว่ะ”



“ไม่ใช่เว้ยไอ้บ้า กูแค่คุยกับลุงแกในวงเหล้าตามประสานี่แหละ แล้วแกเคยพูดกับกูเว้ย ว่าไม่อยากให้ลูกสาวแกต้องอยู่ในวงการนี้ มันอันตรายเกินไป แกอยากให้พลอยมีอนาคตที่ดี ลูกเขยที่แกรับได้จะต้องเป็นผู้ชายมือสะอาดที่มีอาชีพการงานมั่นคงพอที่แกจะฝากฝังลูกสาวคนเดียวของแกได้…” ยิ่งพูดเสียงของวิเชียรก็ยิ่งเบาลง



และเรื่องที่วิเชียรพูดมามันก็เป็นเรื่องที่ธันวาเองก็เถียงไม่ออก ไม่มีคนดีๆ ที่ไหนหรอกที่อยากให้ลูกสาวต้องมาเสี่ยงในดงมาเฟีย โดยเฉพาะกับคนที่เคยต้องเสียภรรยาไปเพราะถูกศัตรูในโลกมืดนี้สังหาร



“…แล้วมึงจะเอาไง?” เห็นอาการเพื่อนแบบนั้น ธันวาก็ได้แต่ถามด้วยความเป็นห่วง เพราะรักที่ไม่มีทางสมหวังนั้นมันเจ็บแค่ไหนเขาเองรู้จักมันดีที่สุด



“ไม่รู้สิ ก็คงเป็นได้แค่พี่ชายที่แสนดีมั้ง” วิเชียรให้คำตอบตามนิสัยของตน นิสัยผู้ชายอบอุ่นที่มักถูกเพื่อนๆ แซวว่าไม่น่ามาเป็นบอดี้การ์ดที่ฆ่าคนได้



“หืม…พระเอกไปอี๊กกกก” ได้ยินคำตอบของเพื่อนเข้า ธันวาก็ได้แต่แซวออกไป ช่างเป็นคำตอบที่สมกับเป็นวิเชียรเสียจนอดค่อนขอดไม่ได้



“เอ้า มึงนี่ หึหึ เลิกพูดเรื่องกูได้แล้ว”



“โอเค เลิกพูดเรื่องมึงก็ได้” ธันวายกมือยอมแพ้ ก่อนจะหาหัวข้อใหม่คุยต่อ เพื่อลดทอนความหม่นหมองของเพื่อนรัก “งั้นเรามาทายกันดีกว่าว่าคุณดินจะลงมาส่งนายไหม?”



“มึงนี่นะไอ้ธัน ต้องเสือกให้ได้สักเรื่องใช่ไหมเนี่ย เรื่องนายก็ไม่เว้น ระวังเถอะมึง” แต่วิเชียรไม่ขอเล่นด้วย



“ฮ่าฮ่า” ธันวาหัวเราะชอบใจที่โดนเพื่อนว่า



“อ๊อก!!!??”



ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ธันวาก็ถูกล็อคคอด้วยท่อนแขนกำยำจากทางด้านหลัง จากใครบางคนที่ไม่ประสงค์ดีนัก พอจะสู้ก็ถูกล็อคทั้งตัวกระชับแนบกับร่างกายใหญ่โตของอีกฝ่ายอีก ฝีมือกับรูปร่างแบบนี้ไม่ต้องบอกธันวาก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นใคร



“ระวังปากกันหน่อยนะพวกมึง”



และเสียงกำชับที่ดังมาจากด้านหลังก็เป็นเครื่องชี้ชัดว่าความคิดของธันวาถูกต้อง ผู้ที่กำลังประทุษร้ายเขาอยู่ตอนนี้คือ มานพไม่ผิดแน่



“ขอโทษทีพี่ พวกผมจะระวัง แต่พี่ช่วยปล่อยไอ้ธันก่อนได้ไหม คือแค่แผลเมื่อวานมันก็ระบมจะแย่แล้วพี่” วิเชียรรีบขอโทษแล้วเข้าไปขอร้องไม่ให้มานพลงมือรุนแรงกับธันวาอีก ขอร้องแทนเพื่อนโดยไม่สนว่าจะโดนธันวาเขม่นทางสายตามาขนาดไหน



แต่แทนที่มานพจะยอมปล่อยธันวาตามคำขอร้อง เขากลับใช้มือบีบคางของธันวาไว้แน่นแล้วเชิดมันขึ้นเพื่อที่ตนจะได้เห็นร่องรอยที่ได้ฝากไว้บนคอของอีกฝ่าย ถึงจะยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง แต่ด้วยความที่ตัวสูงกว่าคนข้างหน้ามากเลยทำให้ไม่ยากที่จะก้มมอง



เขียวจนออกเป็นสีม่วงคล้ำตามที่คาด



“ปล่อย!!” ธันวาเปล่งเสียงออกมาได้ในที่สุด มือใหญ่โตของมานพที่ตะปบอยู่ระหว่างคอและคางนั้นอย่าว่าแต่เปล่งเสียงเลย แม้แต่หายใจยังลำบาก



“คอเล็กแค่นี้ แค่มือเดียวก็คงหักคอมึงได้ง่ายๆ เลยมั้ง” มานพเปรยขึ้น ใบหน้าเรียบนิ่งจนเหมือนจะไม่ได้พูดเล่นอยู่



“โหยพี่นพ คอใครอยู่ในมือพี่ก็หักได้ง่ายๆ ทั้งนั้นแหละ ปล่อยไอ้ธันมันก่อนเถอะ เดี๋ยวคอมันได้หักจริงหรอก” วิเชียรรีบเข้าแยกมานพออกจากธันวาอย่างจริงจังก่อนที่เพื่อนของเขาจะตายคามืออีกฝ่ายเสียก่อน ไม่รู้ธันวาเกิดไปเหยียบตาปลาของมานพเข้าตอนไหนอีก อุตส่าห์ต่างคนต่างอยู่มาได้พักใหญ่ๆ แล้วแท้ๆ ทำไมสองวันมานี้ถึงได้ปะทะกันบ่อยนัก



คำขอของวิเชียรทำให้มานพนิ่งไปก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้มือใหญ่นั้นละออกจากคอเพื่อนของเขาได้ วิเชียรได้แต่ยืนอิหลักอิเหลื่อ อยากช่วยเพื่อนก็อยาก แต่หากจะใช้กำลังแย่งเพื่อนมา ก็กลัวจะไปล่วงเกินรุ่นพี่ที่เคารพเข้าอีก แต่ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ธันวาได้แย่แน่



วิเชียรกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากจะโพล่งออกไปตรงนี้เหลือเกินว่าให้มานพเลิกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของธันวาเสียที



‘พอเถอะพี่ แค่นี้ไอ้ธันมันก็เจ็บจะตายอยู่แล้ว…’



“กัดกันเป็นหมาอีกแล้วนะพวกมึง”



และระหว่างนั้นเอง ในที่สุดเสียงสวรรค์ประทานในความคิดของวิเชียรก็ปรากฏขึ้น



“นี่กูอุตส่าห์จับแยกให้ไอ้ธันมันมาเป็นคนดูแลบ้านแทนหัวหน้าบอดี้การ์ดคู่หูมึงแล้วนะนพ ยังจะตามมากัดกันได้อีกนะ” ดนัยพูดทีเล่นทีจริง ขณะเดินลงจากชั้นบน โดยมีพ่อบ้านเพชรถือเสื้อโค้ทและกระเป๋าตามลงมาด้วย



มานพปล่อยธันวาทันทีตามคำสั่งนายใหญ่ ก่อนค้อมตัวทำความเคารพพร้อมกับธันวา วิเชียรและคนอื่นๆ



“เสียดายนะ อุตส่าห์เป็นคู่หัวหอกสุดแกร่ง หึหึ แต่เอาเถอะ” ดนัยเปรยขึ้น ขณะเดินผ่านหน้าของทั้งคู่ ในฐานะเจ้านายแล้วเขาเสียดายฝีมือจริงๆ เพราะก่อนหน้าที่ทั้งคู่ยังเป็นคู่หูกันนั้น ถือได้ว่าฝีมือหาตัวจับยาก ทำงานเก่งที่สุด แต่ในเมื่อวันหนึ่งเกิดแตกหักขึ้นมา เขาก็ไม่อยากบังคับให้ต้องอยู่ร่วมกัน เดี๋ยวพาลจะเสียงานมากกว่าได้



“ธัน วิ ฝากทางนี้ด้วยนะ เห็นใครแปลกหน้าหรือไม่ชอบมาพากลก็รีบแจ้งมาแล้วกัน” ดนัยออกคำสั่งกำชับก่อนเดินออกไปสู่ที่จอดรถเพื่อออกเดินทาง



รถสีดำลุยหิมะจอดรออยู่หน้าคฤหาสน์ ดนัยจัดแจงเข้าไปนั่งที่นั่งประจำของตนทันทีที่ลูกน้องเปิดประตูให้ ธุรกิจโลกมืดที่ทำอยู่นี้ทำให้เขาต้องเดินทางบ่อยพอสมควร การทิ้งรังไปไหนมาไหนนานๆ เป็นเรื่องปกติที่ชินชาในชีวิต ทว่าครั้งเขากลับรู้สึกแตกต่าง ใจมันวูบโหวงเมื่อต้องทิ้งใครบางคนไว้ที่รังนี้เพียงลำพัง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะไม่มีใครมาทำอันตรายได้ แต่ก็ไม่อาจวางใจ



ดนัยถอนหายใจ พยักหน้าให้สัญญาณแก่คนขับว่าให้ออกรถ



เสียงเครื่องยนต์สตาร์ทดังหึ่มๆ รถค่อยๆ เคลื่อนออกตัวช้าๆ ดนัยชำเลืองมองไปยังห้องของตนที่ตอนนี้มีอีกคนที่หัวใจเขาไม่อาจสลัดทิ้งอยู่



หัวใจของดนัยวูบไหวขึ้นทันทีที่เห็นใครคนนั้นตรงบานหน้าต่างใส



บดินทร์กำลังยืนมองจากหน้าต่างบานนั้น



มั่นใจว่าคงไม่ได้คิดจะมาส่งกันหรอก แต่แค่ยังสนใจกันบ้างก็รู้สึกอิ่มใจอย่างประหลาดแล้ว ดนัยได้แต่ย้อนนึกถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ทั้งๆ ที่ยังมองตรงไปที่หน้าต่างที่บดินทร์ยืนอยู่จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกมาจนสุดสายตา



ไม่แน่ว่าเขาอาจกลายเป็นเหมือนที่จ้าวซินเคยเป็น



เป็นมังกรที่มีหงส์เป็นหัวใจ

>

>

>

>

>



รถของดนัยเคลื่อนออกไปแล้ว 5 วันแห่งอิสรภาพกำลังมาถึง



ไม่สิ อิสรภาพที่ไหนกัน ทิ้งคนไว้เฝ้าเป็นโขยง



แต่เอาเถอะแค่ตัวพ่อไม่อยู่ก็พอหายใจหายคอคล่องขึ้นโขแล้วล่ะ



บดินทร์ถอนหายใจคล้ายโล่งอก จัดแจงลุกขึ้นอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเรียนรู้การเป็นหงส์อะไรนั่นอย่างที่ดนัยฝากฝังไว้ ไม่ได้จู่ๆ ก็คิดจะจงรักภักดีอะไรขึ้นมาหรอกนะ แต่ถ้ามันจะสามารถแลกกับอิสรภาพได้ เขาก็ยอมทำเพื่อมันทุกอย่างเหมือนกัน



บดินทร์จัดการอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว วันนี้ไม่เห็นธันวาขึ้นมาบริการเหมือนเมื่อวาน คงเห็นว่ายังเช้าตรู่เลยคิดว่าเขาคงยังไม่ตื่น แต่ช่างเถิด เขาก็ไม่ได้ชอบให้ใครมาคอยวุ่นวายบริการอยู่แล้ว



ทุกอย่างดูโอเคในเช้านี้ ยกเว้นก็แต่…



‘ถ้าผมบอกว่าอยากได้ทุกลมหายใจของคุณให้มีเพื่อผมล่ะ’



‘ต่อให้เป็นเศษเสี้ยวไปแล้ว แต่ถ้าเป็นคุณผมก็อยากเก็บเอาไว้ทั้งหมด’



ทุกคำพูดของดนัยดันลอยเข้าหัวมาไม่หยุดเลยนี่แหละ



“บ้าจริง” บดินทร์ได้แต่บ่นถึงความบ้าของตัวเอง



เขาไม่เคยสนใจอีกฝ่ายจนถึงเมื่อเช้านี้



ไม่เคยรู้สึกอะไรเลยจนถึงเมื่อเช้านี้



ไม่เคยใจเต้นรัวแบบนี้เลย…ขนถึงเมื่อเช้านี้



บดินทร์รีบตบหน้าตัวเองแรงๆ สองสามครั้งเพื่อเรียกสติ เขาคงบ้าไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ ที่ดันเกิดความรู้สึกแบบนี้กับคนอย่างดนัย







“เอ่อ คุณดินมีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ?”



ธันวามาได้จังหวะจนบดินทร์สะดุ้งโหยง



“ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะครับ ผมเคาะเรียกอยู่พักหนึ่งแล้วคุณไม่ตอบ ผมเลยถือวิสาสะเปิดเข้ามา” ธันวารีบขอโทษ



“ไม่เป็นไร ฉันเหม่อเองแหละ” บดินทร์เองก็รีบแก้ต่างเช่นกัน



พอเป็นแบบนั้น ต่างฝ่ายต่างก็กลายเป็นเงียบอึ้งไป บดินทร์ยังคงเคอะเขินที่เพิ่งมาโดนเห็นตอนมาดหลุด ส่วนธันวาก็ได้แต่ยืนนิ่งรอฟังคำสั่ง เพราะกลัวว่าเกิดทำอะไรออกไปตอนนี้จะถูกอีกฝ่ายค้อนใส่กันเหมือนเมื่อวานอีก



“เอ่อ แล้ววันนี้ฉันต้องทำอะไรบ้างล่ะ” บดินทร์ถามออกมาในที่สุด ก่อนที่ความเงียบจะเข้ามามีบทบาทมากเกินไป



“ครับ?” ธันวาทำหน้าฉงนเล็กน้อย ที่จู่ๆ บดินทร์ก็โพล่งออกมาแบบไม่มีหัวเรื่อง ใครจะไปนึกเล่าว่าคนที่ปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อวาน วันนี้กลับมาขอสานต่อเฉย



“เอ่อ...ก็เรื่องเตรียมตัวเป็นหงส์อะไรนั่นไงล่ะ” พอถูกธันวาถามย้ำ บดินทร์ก็ได้แต่ตอบไปแบบอึกอัก รู้สึกเสียหน้านิดหน่อยเพราะเมื่อวานเพิ่งจะออกฤทธิ์ออกเดชว่าให้ตายก็จะไม่ขอรับงานนี้ไปหยกๆ วันนี้ดันจะของานหน้าตาเฉย



“อ๋อครับ ผมเตรียมไว้ให้คุณดินเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวหลังมื้อเช้าผมจะพาไปครับ” ธันวาตอบรับด้วยสีหน้าปกติ ความเป็นมืออาชีพทำให้เขาไม่ออกอาการเกินความจำเป็น ทั้งยังสามารถทำหน้าที่ของตนต่อได้อย่างไหลลื่น “คุณดินจะรับอาหารที่ห้องเลยไหมครับ?”



“ไม่เป็นไร ฉันลงไปกินข้างล่างเลยดีกว่า” บดินทร์ตอบแค่นั้น ธันวาก็ไม่ซักไซ้สิ่งใดต่อ ผู้ดูแลร่างเล็กค้อมตัวลงเล็กน้อย หลบทางให้บดินทร์เดินนำหน้าไปก่อนตามหน้าที่



“ไปโดนอะไรมาน่ะ?” แต่ในจังหวะนั้นเองสายตาของบดินทร์ก็เหลือบไปเจอเข้ากับรอยเขียวช้ำตรงคอของธันวาเข้า



“ครับ?”



“ตรงคอนายไง”



“อ๋อ” ธันวายิ้มขื่นเล็กน้อยเมื่อถูกถามถึงร่องรอยที่เพิ่งถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนให้คำตอบกับเจ้านายด้วยรอยยิ้มรวดร้าว “ก็แค่แผลของพวกนักเลงแหละครับ”



“นี่ฉันต้องเตรียมใจสำหรับรอยแผลพวกนี้ด้วยไหม?” บดินทร์ถามกลับไม่จริงจังนัก ขณะเดินนำธันวาลงบันไดไปยังชั้นห้องอาหาร



“ไม่หรอกครับ ขืนคุณดินมีรอยขนาดนี้บนตัว ผู้ดูแลอย่างผมต้องโดยนายใหญ่ฆ่าตายแน่ๆ” แค่คิดว่าจะโดนลงโทษแบบไหน ธันวาก็ขนหัวลุกเกรียวแล้ว



“หึหึ ก็แค่ช่วงนี้เท่านั้นแหละ หมดค่าจนโดนเขาเตะทิ้งลงข้างทางเมื่อไหร่ ขี้คร้านพวกนายนี่แหละที่จะเป็นคนทำแผลแบบนั้นบนตัวฉันน่ะ” บดินทร์หัวเราะร่าทั้งที่กำลังพูดเรื่องน่าขมขื่น จนธันวาที่เดินตามมาข้างหลังได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย “ถึงวันนั้น ก็ช่วยเบามือเบาตีนกับฉันหน่อยแล้วกันนะ”



“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกครับคุณดิน อย่างน้อยในฐานะของหงส์คุณก็ยังมีอำนาจเหนือใคร...”



“ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ”



บดินทร์ตัดบทเพียงแค่นั้น แล้วเดินไปนั่งรออาหารเช้าที่โต๊ะกว้างอย่างใจเย็น



ธันวาได้แต่ยืนนิ่งรอรับใช้อยู่ข้างกันขณะที่ผู้ดูแลคนอื่นกำลังจัดการเรื่องอาหารให้เจ้านายคนใหม่



เจ้านายคนใหม่ ตำแหน่งคนของนายใหญ่ ที่กำลังจะได้ขึ้นรับตำแหน่งที่สำคัญยิ่งกว่าที่ใครเคยได้รับ หงส์ผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาหมดจด รูปร่างสมส่วนสมชาย เจ้าของดวงตาที่คมสวยไร้ที่ติ แม้จะมีสีหน้าบึ้งบูดทั้งวัน กระนั้นก็ยังดูน่ามอง



ยิ่งมอง ธันวาก็ยิ่งต้องใช้ความคิดพินิจพิจารณาเพื่อหาคำตอบ ไม่รู้ว่าส่วนไหนล่ะ ที่สามารถเอาชนะใจของนายใหญ่อย่างดนัยได้ แต่ถึงขนาดที่จะได้ครอบครองตำแหน่งหงส์นั้น บดินทร์คนนี้คงไม่ธรรมดา มนุษย์เราย่อมมีความทะเยอทะยานเป็นสันดานพื้นฐาน ถ้ารู้ว่าจะได้อำนาจขนาดนั้นปกติแล้วย่อมไม่อยากปล่อยมือ



แล้วทำไมนายใหญ่ของเขาคนนี้ถึงต้องการอยู่กับอำนาจนั้นแค่ชั่วคราว?



อีกอย่างมันจะเป็นชั่วคราวได้ยังไงกัน? ก็ตำแหน่งหงส์น่ะ จะเลิกเป็นได้ก็ต่อเมื่อตายเท่านั้นนี่...



หรือว่า...



คุณดินโดนนายใหญ่หลอกให้เข้ารับตำแหน่งเอาเสียแล้ว?



คิดว่าคงไม่ผิดแน่ แต่ธันวาของหุบปากเงียบไว้ดีกว่า ท่องไว้...เรื่องของนายคือเรื่องไกลตัว เสือกมากไปเดี๋ยวอายุจะไม่ยืนเอา

*

*

*

*

*





หลังจากอาหารเช้า ธันวาก็จัดแจงพาบดินทร์ไปที่ห้องหนังสือของดนัย เพื่อเรียนรู้วิชาแรกของการเป็นหงส์ นั่นคือประวัติ และรายชื่อของบุคคลระดับสูงของพรรค รวมไปถึงธุรกิจและคู่ค้าสำคัญ วันแรกธันวาเน้นเรื่องวิชาการให้ล้วนๆ เป็นการทดสอบความจำของบดินทร์ไปด้วย เพราะเวลา 1 เดือนช่างแสนสั้น ถ้าบดินทร์ไม่สามารถจดจำได้ภายในวันสองวันนี้ ธันวาจะได้ค้นหาวิธีการลักไก่แบบใหม่ให้



แต่เพียงแค่ครึ่งเช้า บดินทร์ก็สามารถจดจำข้อมูลทั้งหมดได้อย่างแม่นยำจนธันวายังต้องทึ่ง



“พรรคของดนัยคือวิษธร เป็นพี่น้องร่วมเลือดกับพรรคตระกูลจ้าวที่มีหัวหน้าพรรคชื่อจ้าวซิน ถือได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เกี่ยวพันแน่นแฟ้น ธุรกิจหลักของพรรควิษธรคือบ่อนคาสิโนขนาดใหญ่กลางเมืองนิวยอร์ก ลาสเวกัส และไชน่าทาวน์ที่ซานฟรานซิสโก รวมถึง ผับ บาร์ เล้าจ์สำหรับเศรษฐีและนักการเมืองอีกทั้งยังเป็นเจ้าของธุรกิจค้าของเก่ารายใหญ่ร่วมกับพรรคตระกูลจ้าวด้วย ส่วนทางพรรคตระกูจ้าวนั้นทำธุรกิจเกี่ยวกับผับ บาร์ เล้านจ์ระดับไอคลาส หลากหลายสาขากระจายกันอยู่ทั่วนิวยอร์ก ลาสเวกัส และซานฟรานซิสโก อีกทั้งทั้งสองพรรคยังมีธุรกิจร่วมกันคือธุรกิจเกี่ยวกับการค้าอาวุธ ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย โดยมีคู่ค้าสำคัญคือ เควินและบารอส สองพี่น้องเจ้าพ่ออาวุธสงครามรายใหญ่ที่สุดในวงการ ส่วนคนสำคัญในพรรคที่ต้องจำให้ได้คือ.... ฯลฯ ...”



บดินทร์ร่ายยาวเกี่ยวกับเรื่องที่ควรรู้และรายชื่อของคนที่ควรรู้จัก และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ที่ควรจดจำ ให้กับธันวาได้ฟังเป็นฉากๆ ถูกต้องแม่นยำจนธันวายังต้องออกปากชม



“เก่งมากเลยครับคุณดิน จำได้หมดแถมยังละเอียดยิบเหมือนคนที่อยู่มานานแล้วเลย”



“ก็ฉันเป็นนักแสดงมาก่อนนี่ ท่องบทยากกว่านี้เป็นไหนๆ” บดินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ รอยยิ้มแรกที่ธันวาเพิ่งได้เห็น



‘ยิ้มสวยนี่หว่า เสียดายวันๆ ไม่ยักกะยอมยิ้ม’



ธันวาได้แต่คิดในใจก่อนแนะนำส่วนอื่นๆ ที่บดินทร์ต้องเรียนรู้ต่อไป เพราะเวลามีน้อย สองนายบ่าวจึงเร่งจดจำทุกอย่างเท่าที่จะจำได้ เพื่อให้บรรลุตามเงื่อนไขที่ดนัยได้ตั้งเอาไว้



หนึ่งวันผ่านไปรวดเร็ว เพราะแค่ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่บดินทร์ต้องจำและทำความเข้าใจนั้นมีเยอะจนแทบท่วมหัว ถ้าแค่จำนั้นไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าให้ต้องทำความเข้าใจกับระบบตัวเลขนี่ขอลาตาย เพราะบดินทร์ไม่ถนัดคณิตศาสตร์เลยตั้งแต่จำความได้ (ยกเว้นเรื่องการเรียงและบวกตัวเลขบนไพ่ อันนั้นงานถนัด)



“วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะครับคุณดิน ผมว่าเท่าที่คุณจำได้ก็ถือว่าเยอะพอแล้ว เดี๋ยววันหลังเราค่อยมาทวนกันอีกทีก็ได้ครับ” ธันวาให้สัญญาณหมดคาบเรียนอันยาวนานในที่สุด



“แล้วพรุ่งนี้เอาไง”



“พรุ่งนี้ฝึกศิลปะป้องกันตัวพื้นฐานครับ”



“เริ่มกี่โมง?”



“ตามที่คุณดินสะดวกได้เลยครับ”



“โอเค”



คือคำนัดหมายระหว่างบดินทร์และธันวาถึงเรื่องราวที่ต้องทำกันในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ธันวาดูแลเรื่องอาหารการกินในมื้อค่ำของบดินทร์เรียบร้อยแล้ว ต่างก็แยกย้ายไปในที่ของตัวเอง โดยบดินทร์กลับเข้าพักผ่อนในห้องของตน และธันวาก็เปลี่ยนกะกับผู้ดูแลอีกคน
.
.
.
.


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ค่ำคืนนี้คือค่ำคืนอันสุขสงบของบดินทร์ ที่ไม่ต้องนอนกังวลว่าเจ้าของห้องจะโผล่มาตอนไหน บดินทร์อาบน้ำนอนตั้งแต่ยังไม่สี่ทุ่ม ทั้งที่ปกติแล้วเป็นคนนอนดึก เพราะนอกจากทีวีที่มีแต่รายการภาษาต่างประเทศที่บดินทร์เลือกเปิดชาแนลที่มีแต่เพลงแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรให้เขาทำอีก ไม่มีมือถือ ไม่มีอุปกรณ์สื่อสาร ไม่มีอะไรที่จะให้เขาติดต่อกับโลกภายนอกได้ แม้แต่โทรศัพท์บ้านก็เหมือนจะโดนเข้ารหัสไว้



เอาเข้าจริงแล้ว ฐานะที่แท้จริงของเขาที่นี่คงไม่ใช่หงส์อะไรนั่นหรอก



แต่เป็นแค่เชลยที่ถูกกักขังไว้ในกรงขังหรูหรานี่ต่างหาก



ไร้อิสระอย่างสิ้นเชิง



บดินทร์ได้เพียงถอนหายใจในสภาพที่เป็นอยู่ พลางนอนดูเอ็มวีที่เล่นอยู่ในทีวีจอเขื่องไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้ที่ไทยจะเป็นยังไงกันบ้างนะ พ่อกับคุณน้าจะเป็นยังไงบ้างนะ หลายเดือนแล้วที่ไม่ได้เจอกัน มีเพียงบางครั้งที่ดนัยใจดียอมให้ใช้โทรศัพท์ติดต่อ ล่าสุดก็เดือนที่แล้ว ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง พี่ซอลย่าก็เหมือนกัน ไปกันได้ดีกับแฟนหรือเปล่านะ



แล้วก็...



ยุ...



ยุกลับจากญี่ปุ่นหรือยังนะ ตอนนี้ไม่รู้ทำอะไรอยู่ มีความสุขดีอยู่หรือเปล่านะ



กับคนคนนั้น...กฤตเมธ จะดูแลยุดีหรือเปล่านะ



รู้ว่าไม่มีสิทธิ์คิดถึง เพราะบดินทร์คนนี้มันก็เป็นแค่เพื่อนชั่วช้า ที่เคยลงมือทำร้ายเพื่อนรักด้วยมือของตัวเอง หักหลังเพื่อนรักอย่างสดายุ ด้วยตัวของตัวเอง



ความเจ็บร้าวแล่นวาบเข้ามาในอก จากที่ตั้งใจจะนอนหลับให้เปรมปรีดิ์สมกับที่ไม่ต้องมานั่งระแวงใคร ก็กลับกลายเป็นตื่นเต็มตาเพราะสมองดันไม่ยอมพักเสียได้



บดินทร์ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงนอนในที่สุด ความเหงาทำให้เขาเริ่มฟุ้งซ่าน อยากได้เหล้าดีๆ หรือไม่ก็บุหรี่สักตัวจัง โดยเฉพาะเหล้าดีกรีแรงๆ สักแก้ว สองแก้ว คงได้นอนหลับสบาย คิดว่าในคฤหาสน์มาเฟียนี้คงจะพอมีของมึนเมาอยู่บ้าง บดินทร์จึงคิดจะลองเดินสำรวจคฤหาสน์วิษธรยามค่ำคืนนี้ดู



“มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่าครับคุณดิน?”



แค่ก้าวเท้าออกหน้าประตูมา ก็มีบริวารของดนัยคอยสอบถามตามติด แม้ว่าจะยอมลดละการติดตามแต่โดยดีทันทีที่เขาบอกว่าไม่ต้องการ ถึงกระนั้นแม้จะรอดคนแรกไปได้ ก็ยังมีคนที่สอง สาม สี่ ในทุกทีที่เดินไปสำรวจ



นี่ดนัยเลี้ยงลูกน้องไว้ในบ้านกี่คนกันแน่เนี่ย เกือบสิบชีวิตที่ได้เจอ ทำเอาบดินทร์เริ่มรู้สึกทึ่งกับชีวิตเจ้าพ่อมาเฟียเสียแล้ว ลิ่วล้อเยอะจนน่าตกใจ



คฤหาสน์กว้างขวาง บดินทร์จึงสามารถเดินเล่นได้เรื่อยเปื่อย โดยไม่สนแล้วว่าจะถูกเหล่าบรรดาลูกน้องของดนัยคอยจับตามองอย่างไรบ้าง ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้น ก็สู้ชินชากับมันไปเสียเลยก็แล้วกัน



“เฮ้ยยย กูป๊อกเก้าเว้ย ฮ่าฮ่า แดกรอบวงคร๊าบบบ”



ขณะที่บดินทร์เดินทะลุโถงทางเดินออกมายังอีกปีกหนึ่งของคฤหาสน์นั้น จู่ๆ เสียงที่ค่อนข้างคุ้นหูก็แว่วมาแต่ไกล



เสียงคล้ายกับ...ธันวา?



“เหี้ยยย กูบอดมาสองตาแล้วเนี่ย ไอ้ธันมึงแจกไพ่เหี้ยอะไรมาให้กูวะ!?”



อีกเสียงแว่วมา พร้อมเสียงอื่นๆ โหวกเหวก ยิ่งเดินเข้าไปใกล้มากเท่าไหร่ เสียงเหล่านั้นก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

ห้องข้างหน้านี่เอง



คงเพราะประตูห้องถูกแง้มเอาไว้ จึงทำให้ทั้งเสียงโหวกเหวก และเสียงกีต้าร์ที่ไม่ค่อยเข้ากันเล็ดรอดออกมา



ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปแจมหรืออะไรหรอก แค่เหงาๆ เบื่อๆ พอเห็นอะไรที่ดูครื้นเครงน่าสนใจก็เลยเผลอแง้มประตูแอบส่อง



ในห้องมีกันอยู่ 5 คน ห้องไม่ได้กว้างมาก น่าจะเป็นห้องพักของหนึ่งใน 5 คนนี้แหละ 4 คนครบขา กำลังตั้งวงจั่วไพ่อยู่บนพื้นห้อง ส่วนอีกคนก็นั่งดีดกีต้าร์เงียบๆ ที่บนโซฟาไม่ห่างกัน 2 ใน 5 คนนั้นเขารู้จักดี คือธันวาที่นั่งเป็นเจ้ามือจั่วไพ่อยู่ กับวิเชียรที่กำลังนั่งดีดกีต้าร์ฮัมเพลง



ช่วงรีเล็กซ์ของพวกบอดี้การ์ดสินะ



“...ค...คุณดิน?”



“...!??”



ก็กะว่าจะแค่มาแอบดูบรรยากาศแล้วก็จะไปแล้วแท้ๆ วิเชียรดันหันมาเจอสิ่งแปลกปลอมอย่างเขาเข้าเสียก่อน



และแค่เพียงคำเดียวของวิเชียร ทั้งห้องก็แตกฮือทันที



“คุณดิน!? เอ่อ มาทำอะไรถึงฝั่งนี้ครับเนี่ย?” ธันวาละล่ำละลักถาม ขณะกวาดหลักฐานการพนันทุกอย่างออกจากตรงหน้าของตัวเอง



ทั้ง 5 คนรีบลุกขึ้นยืนตรงทันที



“...อ่า...แค่ตามเสียงมาน่ะ” บดินทร์ตอบตามความจริง แต่แบบนั้นยิ่งทำให้ทั้ง 5 คนในห้องถึงกับหน้าซีดเผือด



“เอ่อ ขอโทษนะครับคุณดินที่พวกผมทำเสียงรบกวน” วิเชียรกับธันวารีบขอโทษออกมาแทบจะพร้อมกัน ออกอาการลุกลี้ลุกลนจนบดินทร์ได้แต่ส่ายหน้าขำเบาๆ



“เฮ้ยใจเย็น ฉันแค่ผ่านมาแล้วได้ยินเข้า คนที่ผิดคือผู้บุกรุกทางนี้ไม่ใช่พวกนาย” บดินทร์อธิบายด้วยท่าทีสบายๆ และรอยยิ้มสวยที่เปื้อนบนใบหน้านั้นก็ทำเอาเหล่าบอดี้การ์ดถึงกับมองตาค้าง



หงส์ของนาย เจ้าเสน่ห์สุดๆ



ถึงตอนนี้ทั้งห้าคนก็เริ่มเข้าใจนายใหญ่อย่างดนัยขึ้นมานิดหน่อยแล้ว



“ไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันขอแจมด้วยได้ไหม?” บดินทร์ว่าพลางนั่งปุลงไปบนโซฟา ท่ามกลางสายตาของเหล่าบอดี้การ์ดที่กำลังทำอะไรกันไม่ถูก



ที่จริงบดินทร์ก็รู้แหละว่าการทำแบบนี้มันทำให้คนที่เหลือรู้สึกอึดอัด แต่ถ้าอยากจะเป็นผู้นำให้ได้เขาก็ต้องรู้ลักษณะนิสัยของลูกน้องแต่ละคนให้ได้ก่อน เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อของเขาเคยสอนเอาไว้



และการที่จะเรียนรู้ให้ได้เร็วที่สุดก็คือ การลงมาคลุกคลีด้วยตัวเองนี่แหละ



บดินทร์ตั้งใจแน่วแน่ เขาเคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งสมัยที่ยังเป็นดาราดัง ตอนนั้นเขาไม่เห็นหัวใครเพราะทุกคนไม่เคยเห็นหัวเขา เหยียดใครได้ก็เหยียด กดใครได้ก็กด ไม่เคยรู้สึกอยากทำความเข้าใจหรือทำความรู้จัก ชีวิตตอนนั้นนอกจากสดายุแล้ว ทุกคนก็เหมือนๆ กันหมด ใครไม่มีประโยชน์กับตัวเขา เขาก็ไม่คิดจะแยแสด้วย



ดังเพราะมีแบ็คดี แต่นิสัยโคตรน่ายี้ นี่แหละตัวตนของบดินทร์ในสมัยก่อน ซึ่งไอ้เลวนั่นมันตายไปแล้ว ที่นั่งอยู่ที่นี่คือคนใหม่ที่จะไม่มีวันกลับไปซ้ำรอยเดิม



และนี่แหละคือก้าวแรก



“อย่าเกร็งกันขนาดนั้นสิ ตามสบายเลย” เห็นทุกคนไม่ยอมขยับ บดินทร์ก็ได้แต่พูดปลอบ



“ไม่ได้หรอกครับ จะให้พวกผมทำตัวเสมอนายได้ยังไง...” ธันวาอธิบาย



“ก็บอกแล้วไง ว่าที่เป็นอยู่นี่มันก็แค่สถานะจอมปลอม เขาทิ้งลงข้างทางเมื่อไหร่ก็ไม่ต่างจากหมาตัวหนึ่งหรอก ทำตัวสบายๆ กับฉันเถอะ”



“แต่...”



“ถ้าอยากให้ใช้อำนาจก็นี่แหละคำสั่ง ทำตัวตามสบายกันซะ”



เห็นว่าอิดออดกันเหลือเกิน บดินทร์จึงลองขู่ด้วยอำนาจเล็กๆ ในมือที่มี แล้วมันก็ได้คน เพราะแต่ละคนก็เริ่มนั่งลงประจำที่ของตน ทั้งที่ยังหันหน้ามองกันเลิ่กลั่ก



โดยเฉพาะธันวากับวิเชียรที่ถึงกับเหงื่อแตก



‘รู้ถึงหูนายใหญ่ล่ะพวกเขาตายแน่...’



“นี่ เจ้านายของพวกนายคงไม่ได้หูผีหรือมีญาณทิพย์หรอกจริงไหม ฉันไม่พูด พวกนายไม่พูด แล้วนายใหญ่จะไปรู้ได้ยังไง จริงเปล่า ทำตัวตามสบายกันได้แล้ว แบบนี้ฉันรู้สึกผิดนะ” บดินทร์พูดไปเรื่อย พยายามกล่อมให้เหล่าบอดี้การ์ดคล้อยตามเสียที



แต่คำพูดของบดินทร์นั้นมันดันตรงกับความคิดของบรรดาลิ่วล้อจนแทบสะดุ้งกันเป็นแถว



“ยืมกีต้าร์หน่อยนะ” เห็นทุกคนยังเงียบ บดินทร์ก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ เอาเข้าจริงแบบนี้ก็ไม่ใช่ทางเขาเท่าไหร่นักหรอก อาศัยที่เคยเป็นพิธีกร เป็นนักแสดง มาช่วยให้การพูดจาลื่นไหลขึ้นก็แค่นั้น อันที่จริงเขาเองนี่แหละที่ไม่ถนัดการเข้าหาผู้คนที่สุด



ไหนๆ ก็คุยกันลำบากแล้ว เขาก็เลยเริ่มต้นด้วยการโซโล่กีตาร์ในเพลงที่เขาชอบที่สุดขึ้นมา



I remember tears streaming down your face

When I said, "I'll never let you go."



เสียงทุ้มขับขานไพเราะเป็นเพลงเสนาะหู เสียงที่ยิ่งฟังยิ่งตกหลุมรักนั้นทำธันวา วิเชียรและพวกที่เหลือถึงกับเงียบอึ้งกันไปอีกครั้ง ‘เพราะจัง’ คือความคิดเดียวที่เหลือกันอยู่ตอนนี้



When all those shadows almost killed your light

I remember you said, "Don't leave me here alone,"

But all that's dead and gone and passed tonight



Just close your eyes

The sun is going down

You'll be alright

No one can hurt you now

Come morning light

You and I'll be safe and sound



(Credit : Save & Sound : Taylor Swift)





จบเพลงลงพร้อมเสียงปรบมืออย่างลืมตัวของเหล่าลิ่วล้อ คำชมว่าเพราะมาก ลอยฟ่องออกมาไม่ขาด



“ร้องเพราะกว่าไอ้วิเชียรเยอะเลยครับคุณดิน” ธันวาเองยังต้องชมออกมาอย่างลืมตัว



“หึหึ เพลงเมื่อกี้ฉันชอบมาก ส่วนเพลงนี้พวกนายน่าจะชอบกว่า” บดินทร์พูดพลาง ดีดกีตาร์คอร์ดใหม่ พร้อมร้องมันออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและเป็นเอกลักษณ์น่าฟัง



ฝากตัวรับใช้นาย

เป่าหัวผู้ขวางทางเดินนาย

ส่งไปสู่ความตาย ชื่อเสียงของฉันเลื่องลือ

ศพแรกผ่านไป ศพสองศพสาม

ค่อยค่อยผ่านไป หลงผิดคิดภาคภูมิใจ

ก่อนเดินมาถึงวันนี้

(Credit : มือปืน : พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์)





แค่ขึ้นท่อนเพลง ก็พากันฮาครืน นายใหม่ของพวกเขาคนนี้ช่างดีต่อใจเหลือเกิน คนใหม่ของนายคนนี้กำลังจะได้ใจของพวกเขาแล้ว



บดินทร์ร้องเพลงเรื่อยเปื่อยอีกสองสามเพลง ตอนนี้ดูเหมือนบรรยากาศอึดอัดในตอนแรกจะจางลงไปบ้างแล้ว ทุกคนเริ่มดูผ่อนคลายขึ้น แต่ก็ไม่ได้กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองกันนัก ซึ่งบดินทร์เองก็คิดว่าวันนี้ควรพอแค่นี้ก่อน คนแปลกหน้ากันจะให้คุ้นกันเลยง่ายๆ ภายในเวลาไม่เท่าไหร่มันคงยาก



ไว้พรุ่งนี้เขาจะพยายามใหม่



จบเพลงสุดท้ายพร้อมคำชื่นชมเช่นเคย และมันก็ถึงเวลาที่บดินทร์จะคืนเวลารีแลกซ์ให้กับเหล่าบอดี้การ์ดที่ยังนั่งตัวเกร็งกันตรงนี้เสียที



“เอาล่ะ วันนี้ฉันพอแค่นี้ดีกว่า ก็แค่แวะมาทักทายน่ะ ต่อไปพวกนายจะได้ไม่ต้องเกร็งกับฉันมากไง” บดินทร์เอ่ยคำลา



“ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ครับคุณดิน ถึงยังไงพวกเราก็พร้อมรับใช้คุณดินเต็มที่อยู่แล้ว” ธันวารีบออกความเห็น โดยมีวิเชียรนั่งพยักหน้าอยู่ข้างกัน



“ขอบใจนะ” บดินทร์ตอบรับเพียงแค่นั้น ก่อนลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับห้องของตน ใบหน้าหล่อเหลาอมยิ้มบางๆ วันนี้ถือว่าเขาทำได้ไม่เลวแล้ว



แต่ก่อนที่บดินทร์จะเดินออกจากห้องไป วิเชียรก็รีบลุกไปหยิบกีตาร์ของตนมายื่นให้ “คุณดินครับ เผื่อคุณจะใช้มันคลายเบื่อได้”



“เฮ้ย แล้วนายจะเล่นอะไรล่ะ ไม่เป็นไรหรอก” บดินทร์ปฏิเสธในตอนแรก



“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองก็เล่นไม่เก่ง มันอยู่กับคุณดินน่าจะมีความสุขกว่า” วิเชียรรีบคะยั้นคะยอด้วยความนบนอบ



เห็นแบบนั้นบดินทร์ก็ได้แค่ยิ้ม แล้วยอมรับกีตาร์ตัวนั้นมาในที่สุด “ขอบใจนะ”









บดินทร์ไม่รู้ตัวเลยว่าหลังจากที่ตัวเองกลับห้องมา เหล่าบอดี้การ์ดจะโกลาหลมากแค่ไหน และไม่รู้ด้วยว่ามีเสียงชื่นชมความไม่ถือเนื้อถือตัวของเขามากเพียงใด



เพราะคืนนั้นบดินทร์ทำเพียงนั่งดีดกีตาร์และร้องเพลงกล่อมตัวเองไปเรื่อยๆ จนผล็อยหลับคากีตาร์ของวิเชียรไปตอนเกือบตีสาม



ในเวลานั้นไม่มีใครรู้เลยว่า ในวันรุ่งขึ้นกำลังจะมีความโกลาหลลูกใหม่มาเยือน







ความโกลาหลที่มีชื่อว่า ‘จ้าวซิน’









TCB.




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ผู้มาเยือน
Part 1



รถยุโรปหรูขับฝ่าหิมะมาจอดนิ่งอยู่ตรงหน้าคฤหาสน์วิษธรตั้งแต่เช้าตรู่ พ่อบ้านเพชรรีบออกมาต้อนรับขับสู้ โดยมีวิเชียรและธันวาคอยเป็นลูกมือไม่ห่าง ผู้มาเยือนเดินเข้าคฤหาสน์ด้วยความเคยชินไม่ต่างเจ้าของ ไม่พูดไม่จากับใครเป็นพิเศษนอกจากสั่งให้จัดห้องพักของตน



“ฉันจะมาค้างที่นี่สักสองสามวัน จัดการให้ด้วย”



“รับทราบครับท่านจ้าว” พ่อบ้านเพชรรับคำ ก่อนรายงานสถานการณ์บ้านต่อ “เอ่อ ตอนนี้นายท่านไม่อยู่นะครับ แต่เดี๋ยวผมจะรีบเรียนแจ้งท่านให้ว่าท่านจ้าวมา”



“ฉันรู้อยู่แล้วว่าแดนนี่ไม่อยู่” จ้าวซินตอบเนิบๆ ก่อนหันมามองหน้าของพ่อบ้านเพชรเขม็ง “ฉันก็เคยมาอยู่บ่อยๆ นี่ ตอนที่แดนนี่ไม่อยู่น่ะ ทำไม? กลัวฉันจะเจอกับใครเข้ารึไง?”



“ขอประทานโทษครับ” พ่อบ้านเพชรทำได้เพียงก้มหน้าขอโทษ แล้วรีบสั่งเด็กในดูแลให้รีบไปจัดเตรียมห้องรับรองสำหรับแขกที่มาเยือนอย่างกะทันหัน ส่วนตัวเขาก็รีบไปจัดเตรียมชุดชาร้อนเพื่อรองรับจ้าวซินที่เดินไปนั่งรอในห้องทำงานของดนัยนายใหญ่ของตนเรียบร้อยแล้ว



พ่อบ้านเพชรได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักอก หันไปสบตากับธันวาและวิเชียรก็เห็นว่ากำลังระส่ำระสายไม่แพ้กัน เพราะทันทีที่พวกเขาได้รับโทรศัพท์จากสนามบินว่าจ้าวซินกำลังมา พวกเขาก็รู้ในทันทีถึงจุดประสงค์ของจ้าวซินในการมาครั้งนี้ทันที ว่าตั้งใจมาเพื่อเหตุผลใด



“ไอ้วิ มึงรีบโทรบอกนายท่านเร็วเข้า” พ่อบ้านเพชรรีบสั่ง “ส่วนไอ้ธันมึงรีบไปเตือนคุณดินเร็วเลย”



สองหนุ่มรับคำ ก่อนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน วิเชียรรีบไปโทรหาดนัยให้ไกลหูไกลตาจากจ้าวซินได้สำเร็จ ทว่าธันวากลับไปทำภารกิจไม่ทัน เพราะเพียงชั่วเวลาที่สามคนปรึกษากันนั้น จ้าวซินก็ไปถึงหน้าห้องของเจ้าของบ้านที่มีบดินทร์อยู่ในนั้นเสียแล้ว



“เวรแล้ว!” ธันวาได้แต่สบถกับตัวเอง พลางรีบหาทางหนีทีไล่เพื่อช่วยนายใหม่ที่ต้องตกที่นั่งลำบากในไม่ช้านี้แน่



จ้าวซินแห่งพรรคตระกูลจ้าว นายใหญ่ที่ถือได้ว่าเป็นพี่ชายที่ดนัยนับถือ เจ้านายฝ่ายเหนือที่มีลักษณะนิสัยเฉพาะตัวอันแสนร้ายกาจ ความโหดเหี้ยมเป็นที่โจษจัน ที่ไม่ว่าจะเจอกี่ครั้งพวกเขาก็ไม่มีวันชิน



จ้าวซินตั้งใจมาวันนี้เพราะรู้ว่าดนัยไม่อยู่



ธันวาได้แต่ร้อนใจ คนอย่างจ้าวซินที่ขนาดพวกเขายังรับมือลำบาก แล้วนายใหม่อย่างบดินทร์จะไปไหวได้อย่างไร



‘เอาไงดีวะกู!?’



.

.

.

.

.



“เฮ้ย!?” บดินทร์สะดุ้งสุดตัว เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นว่ามีใครบางคนที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนมานั่งอยู่บนเตียงด้วย แถมยังจ้องกันตาไม่กะพริบ



“Good Morning” คือคำแรกที่ฝ่ายนั้นทักทายออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับหุ่น



บดินทร์รีบผลุนผลันลุกขึ้นจนแทบกระโจนลงจากเตียงในเดี๋ยวนั้น



“คุณเป็นใคร?” บดินทร์ถามออกไปเป็นภาษาอังกฤษ เพราะดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว ไม่น่าจะใช่คนไทย



“ก็แค่ผู้อาศัยชั่วคราวน่ะ” ทว่าฝ่ายนั้นกลับตอบเป็นภาษาไทยที่ค่อนข้างแปลกหู



บดินทร์อยากถามออกไปแทบตายว่าคนคนนี้มีสิทธิ์อะไร ถึงได้ถือวิสาสะเข้ามาให้ห้องนอนที่ถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างไรแห่งนี้ได้ แต่พอดึงสติกลับมาจากความตกใจได้ก็พลันนึกออกว่าเขาน่าจะเคยเห็นคนคนนี้อยู่ ความคุ้นตาอย่างประหลาดทำให้บดินทร์ต้องใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางเพ่งมองคนคนนั้นเขม็ง



แล้วในที่สุดบดินทร์ก็นึกออก คนคนนี้เขาเพิ่งจะท่องจำขึ้นใจเอาไว้เมื่อวาน รูปถ่ายที่ธันวาให้เขาต้องจดจำครั้งแล้วครั้งเล่า



จ้าวซิน!!!



แค่รู้ว่าคนตรงหน้าคือใคร หัวใจของบดินทร์ก็เต้นรัว ทำไมคนที่อันตรายที่สุด คนที่เขาต้องระวังตัวมากที่สุดจู่ๆ ถึงได้โผล่มาอยู่ด้วยกันบนเตียงนอนกันได้!? ถึงตรงนี้บดินทร์เริ่มคิดถึงดนัยขึ้นมาอย่างจริงจังแล้ว



“ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น ฉันแค่แวะมาเยี่ยม” จ้าวซินพูดขึ้น พลางขยับลุกลงจากเตียงกว้าง ไปหยุดยืนหันหลังให้บดินทร์อยู่ตรงหน้าต่าง มองพายุหิมะที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ที่ด้านนอกนั้น



“แต่…ตอนนี้คุณดนัยเขาไม่อยู่…” บดินทร์เปรยขึ้น



“ฉันรู้” จ้าวซินตอบกลับมาราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญ ก่อนจะประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของตนออกมา “ฉันตั้งใจมาหาเธอ”



แค่คำพูดเดียวนั้นก็สามารถทำเอาบดินทร์อกสั่นขวัญแขวน เขากำลังจะถูกทดสอบโดยไม่ให้ตั้งตัวไว้ก่อน



“แดนนี่กับฉันเราก็เหมือนพี่น้องที่สนิทสนมกัน อยู่มาจนป่านนี้ฉันไม่เคยเห็นเขายกย่องใครสักคนเสียที แล้วพอจู่ๆ มาประกาศว่าจะแต่งตั้งหงส์ขึ้นมาฉันก็อดตื่นเต้นจนต้องขอมาเห็นกับตาตัวเองไม่ได้” จ้าวซินพูดขณะหันกลับมาสบตากับบดินทร์จริงจัง ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มบางๆ ทว่ากลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นมิตร



ดวงตานั้นราวกับกำลังจะขย้ำกันเสียมากกว่า



“นี่ จะไม่พูดอะไรกับฉันหน่อยหรือไง หรือเธอไม่เข้าใจที่ฉันพูดกัน? เอ๊ะฉันว่าภาษาไทยฉันก็เก่งอยู่นะ” เพราะบดินทร์ไม่ยอมตอบโต้อะไรเลย จ้าวซินจึงลองกระเซ้า ทำราวกับตัวเองนั้นไม่มีพิษภัยกับใคร



“ขอโทษทีครับ” บดินทร์ได้เพียงตอบแค่นั้น แค่นี้ก็บังคับตัวเองไม่ให้เสียงสั่นจะแย่แล้ว



“อะไรกัน เป็นคนพูดไม่เก่งเหรอเนี่ย ผิดจากที่คิดไปมากเหมือนกันนะ” เพราะบดินทร์ไม่ยอมตอบโต้มากกว่านั้น จ้าวซินจึงเริ่มกดดันหนักข้อขึ้น



‘แม่ง แบบนี้ไม่เรียกมาเยี่ยมแล้ว ตั้งใจมาเล่นงานกันเลยมากกว่า’ บดินทร์ครุ่นคิด จ้าวซินคือหัวหน้าพรรคตระกูลจ้าวพรรคพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นที่สุดของพรรควิษธร และถ้าจำไม่ผิด เมื่อวานธันวาเพิ่งเตือนเขามาว่าให้ระวังจ้าวซินไว้ให้ดี เพราะคนคนนี้ร้ายกาจที่สุดในพรรค



ยังไม่ทันจะได้ระวังตัวเลย ก็โผล่มาถึงรังแบบไม่ให้ตั้งเนื้อตั้งตัว อีแบบนี้จะให้เขารับมือยังไงได้กันวะ?



“ขอโทษครับท่านจ้าว ผมไม่นึกว่าท่านจะมา เลยไม่ทันได้เตรียมตัวต้อนรับอย่างเป็นทางการ” เอาวะ แถเอาหน้ารอดไปพลางก่อน บดินทร์ตั้งสติ แล้วตอบโต้ออกไปตามมารยาท รอดูสถานการณ์ต่อไปว่าจ้าวซินจะทำอะไรต่อ



“อืม…เตรียมตัวไว้ดีเหมือนกันนี่” จ้าวซินเอ่ยชม “รู้ด้วยว่าฉันเป็นใคร”



“ครับ มันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ผมต้องรู้” บดินทร์ตอบไปตามความจริง สองตาจดจ้องอีกฝ่ายไม่ลดละ แล้วใช้ความคิดจนหัวแทบแตกว่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตอนนี้อย่างไรดี



กดดันชิบ!



“เยี่ยม” จ้าวซินเอยชมเสียงดัง พร้อมปรบมือเปาะแปะให้ แล้วปรี่เข้ามาหาบดินทร์ที่ยืนเกร็งอยู่อีกฝั่งเตียง “ฉันเองก็เตรียมตัวมาเหมือนกันนะ”



“ครับ?”



“บดินทร์ ดาราพิธีกรชื่อดังของประเทศไทย ที่ล่าสุดเพิ่งออกคลิปว่าเป็นหนี้บ่อน และทรยศเพื่อนตัวองจนไม่มีที่ยืน สุดท้ายก็ฆ่าตัวตายหนีความผิด” จ้าวซินร่ายยาว พลางเดินวนรอบตัวของบดินทร์ไปด้วยราวกับกำลังเยาะหยันกัน “ก็แค่สงสัยน่ะ ว่าคนแบบนี้น่ะเหรอที่แดนนี่เลือกมาเป็นหงส์?”



‘โดนเข้าแล้ว’



บดินทร์ขบกรามกรอด สองหมัดกำแน่นจนสั่นระริกกับการโดนจ้าวซินผู้ที่เพิ่งเจอหน้ากันยังไม่ทันถึง 10 นาที แต่กลับสู่รู้และลำเลิกทุกอย่างที่เขาตั้งใจฝังกลบมันเอาไว้สุดก้นบึ้งของความทรงจำ คนคนนี้ตั้งใจจะข่มกันให้จมธุลีดิน การมาครั้งนี้ไม่ได้หวังดีตั้งแต่แรกสินะ แต่เป็นการมาเพื่อจะเยาะเย้ยกัน คุณสมบัติไม่ได้แล้วมันยังไงล่ะ กูคือคนที่ถูกเลือกนะเว้ย!!



ความรู้สึกของบดินทร์เปลี่ยนไปแล้ว จากที่กริ่งกลัว ตอนนี้มีเพียงความกรุ่นโกรธ ขณะที่จ้าวซินกำลังทำทีเยาะหยัน บดินทร์ก็กำลังคิดวิธีเอาคืนฝ่ายนั้นให้เจ็บแสบจนไม่กล้าจะหยามกันอีก



อำนาจบารมีเหนือกว่าแล้วยังไง?



หรือต่อให้หลังจากนี้จะโดนหมกป่าแล้วยังไง? แค่ความตายคนอย่างบดินทร์กลัวที่ไหนกันล่ะ



“ก็คนแบบนี้นี่แหละครับ ถึงจะสมน้ำสมเนื้อกับคุณดนัยเขา” บดินทร์ตอบถ้อยด้วยเสียงที่ปั้นแต่งจนหวานหู ดวงตาคมกล้าปรายมองไปยังจ้าวซินแฝงความท้าทายอย่างไม่มีปิดบัง ไม่รู้ว่าแผนที่คิดเอาไว้จะได้ผลหรือเปล่า แต่ถ้าไม่เสี่ยงดูก็คงไม่ได้รู้



ต่อให้จะโดนด่าว่า ‘เกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง’ ก็ไม่สนแล้ว เขาจะใช้ความลุ่มหลงจอมปลอมของดนัยนี่แหละเป็นเครื่องมือต่อสู้กับจ้าวซิน!



“หรือท่านจ้าวจะดูถูกการตัดสินใจของคุณดนัยกันล่ะครับ?”



ตาต่อตาฟันต่อฟัน แม้หัวใจจะสั่นเป็นลูกนก แต่เขาถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว



จ้าวซินจ้องตาของบดินทร์เขม็ง ใบหน้าเรียบเฉยนั้นไม่ได้สื่ออารมณ์ใดๆ บดินทร์ก็ได้แต่ภาวนาให้จ้าวซินมองความหวาดหวั่นที่เขาพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ออก ภาวนาให้จ้าวซินมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงหลังหน้ากากรอยยิ้มนี้ไม่ออก ขอร้องล่ะสกิลการแสดงอันโหลยโท่ยที่มี ครั้งนี้ขอให้ตบตาจ้าวซินสำเร็จทีเถอะ



“เป็นคนกล้าดีนี่” จ้าวซินพูดแค่นั้นพร้อมรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย ร่างสูงใหญ่ไม่ต่างจากดนัยประชิดเข้าหาบดินทร์ขึ้นเรื่อยๆ “คิดว่าเป็นคนของแดนนี่แล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรรึไง?” เสียงกระซิบมุ่งร้ายทำเอาหัวใจของบดินทร์กระตุกวูบ



“ไม่มีอะไรที่ท่านจ้าวไม่กล้าทำหรอกครับ” บดินทร์ยังคงยิ้ม ทำใจดีสู้เสือ



“รู้...แต่ก็ยังกล้าต่อปากต่อคำงั้นเหรอ? หึหึ คิดว่าความบ้าบิ่นไม่กลัวตายแบบนี้จะทำให้ฉันเห็นว่าเธอเหมาะกับตำแหน่งหงส์ของแดนนี่งั้นเหรอ?” จ้าวซินข่มขู่ไม่หยุดหย่อน ใบหน้าที่ประชิดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นั้น ยิ่งฉายความอำมหิตไม่ปิดบัง



“เหมาะหรือไม่ คุณดนัยเขาก็เลือกผมแล้ว...”



“ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอใช่เสน่ห์เล่ห์กลอะไรล่อลวงให้แดนนี่ยกตำแหน่งนี้ให้ แต่ถ้าฉันเห็นว่าไม่เหมาะ ตำแหน่งหงส์ของเธอก็จะสมบูรณ์ไม่ได้ รู้เอาไว้ซะว่าหงส์ที่ไม่ได้รับความไว้วางใจวางคนในพรรค จะเรียกว่าหงส์ไม่ได้!” จ้าวซินข่มขู่กดดันหนักข้อขึ้น



‘แล้วคิดว่ากูอยากเป็นนักรึไงวะ ไอ้หงส์บ้าหงส์บอนี่น่ะ!’ บดินทร์ได้แต่นึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ ตอนนี้เขาเริ่มจนด้วยปัญญาจะตอบโต้อีกฝ่ายแล้ว ‘เอาไงต่อดีวะ?’



“การมีหงส์อย่างเธอ มันจะยิ่งทำให้แดนนี่เสื่อมเกียรติ” จ้าวซินปรามาสหนักข้อ จนในที่สุดบดินทร์ก็ถึงที่สุดแห่งความอดทน



‘พ่อมึงตาย!!’ บดินทร์สบถลั่นอยู่ในใจ



“ทำไมครับ? คุณเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำอะไรได้บ้าง หรือแท้จริงแล้วเหมาะสมกับตำแหน่งนี้หรือเปล่า คุณใช้เพียงอดีตในการตัดสินอนาคตของผม ทั้งที่คุณยังไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอผมเลยว่าแท้จริงแล้วผมเป็นคนยังไง...”



“ก็เป็นคนหน้าด้านที่กล้ารับตำแหน่งนี้ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติน่ะสิ!”



“ก็เหมือนกับคุณรั่วหลินที่เข้ารับตำแหน่งทั้งที่คุณสมบัติไม่พร้อมนั่นแหละ.....!!!”



พูดไม่ทันจบประโยคดี ปลายคางของบดินทร์ก็ถูกกระชับอย่างแรงจากมือแกร่งของคนตรงหน้า สายตาวาวโรจน์ที่มองมา บ่งบอกได้อย่างดีว่าจ้าวซินกำลังกรุ่นโกรธมากเพียงไหน



ความจริงบดินทร์ก็รู้อยู่หรอกว่าเรื่องของรั่วหลินที่เป็นหงส์คนก่อนของจ้าวซินนั้นเป็นเรื่องที่ห้ามพูดถึงอย่างเด็ดขาด เมื่อวานตอนที่ธันวาเล่าให้เขาฟังนั้น อีกฝ่ายก็คอยย้ำนักย้ำหนา



‘ถ้าไม่อยากตายศพไม่สวย ห้ามพูดถึงรั่วหลินเด็ดขาด’



ท่องจำขึ้นใจ แต่ดันหลุดปากออกมาเสียแล้วจะให้ทำยังไง ถึงตอนนี้บดินทร์ตัวเย็นจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง สายตาของจ้าวซินทำเอาเขากลัวจนจับก้นบึ้งของหัวใจ



“กล้าดีนักนะ ถึงได้พูดถึงรั่วหลินขึ้นมาได้น่ะ” จ้าวซินแสยะยิ้มโหดเหี้ยม พลางบีบปลายคางของบดินทร์แน่น



“ผมไม่ได้คิดลบหลู่เธอ เพียงแค่อยากให้คุณเข้าใจว่าผมเองก็ภักดีต่อคุณดนัยและตั้งใจจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยพรรค หากว่าการมีผมเป็นหงส์คือเรื่องเสื่อมเสีย ผมก็พร้อมจะพิสูจน์...” บดินทร์ร่ายยาวอย่างไม่ลืมหูลืมตา บทดราม่าอะไรที่พอคิดได้เขาก็สาธยายออกไปจนหมด ทั้งที่อยากจะตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายแทบตายว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากได้ไอ้ตำแหน่งบ้านี่ แต่ก็พอรู้ชะตากรรมของตัวเองดีว่าถ้าพูดแบบนั้นออกไปคนคนนี้ไม่เก็บเขาไว้แน่ ไม่รู้ล่ะตอนนี้อะไรทำให้เขารอดได้เขาจะขุดออกมาใช้ให้หมด



เหมือนจะได้ผล เพราะในที่สุดจ้าวซินก็ปล่อยมือออกจากปลายคางของบดินทร์ ใบหน้าที่เคยฉาบฉายด้วยแววอำมหิตตอนนี้กลับไปเรียบเฉยราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน พร้อมกับเอ่ยบางประโยคออกมาที่ทำให้บดินทร์ถึงกับฉงน



“ก็ถือว่าผ่านน่ะ”



“.....ห๊ะ? ...”



“ความกล้าของเธอก็ถือว่าโอเค ฉันให้ผ่าน”



อะไรน่ะ? นี่มาทดสอบกันหรอกเหรอ? บดินทร์ได้แต่ตกใจจนทำหน้าไม่ถูก นี่เขาโดนเจ้าพ่อเล่นละครหลอกเอาเหรอวะ?



“ก็หวังว่าจะกล้าให้ตลอดแล้วกันนะ” จ้าวซินที่กลับไปมีสีหน้าตายซากอีกครั้งหันมาพูดกับบดินทร์อีกรอบ “อย่าคิดว่ามังกรของเธอจะคอยปกป้องเธอได้ตลอด รั่วหลินเป็นคนกล้า แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องมาจบชีวิตลงเพราะความกล้า ในขณะที่ฉันไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย”



ขณะที่กำลังพูดนั้น สีหน้าของจ้าวซินดูเจ็บปวดเล็กน้อย



“ถ้าเธอจะกล้า ก็จงใช้ความกล้าของเธอให้ถูกที่ถูกทาง อย่าทำอะไรก็ตามที่จะต้องทำให้แดนนี่ต้องมาเสียใจเหมือนฉัน”



จ้าวซินพูดคล้ายกำลังฝากฝังสิ่งสำคัญ ทว่าคำฝากฝังนั้นบดินทร์กลับไม่อาจรับมันไว้ เขากับดนัยไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรที่ลึกซึ้งแบบนั้น แล้วจะให้เขารับปากดูแลความรู้สึกอีกฝ่ายได้อย่างไร แล้วอีกอย่างความจริงเขาก็ไม่ใช่คนกล้าบ้าบิ่นอะไรนั่นอยู่แล้ว ไม่มีทางหาเรื่องเจ็บตัวถ้าไม่จำเป็นหรอก



‘ไอ้ตำแหน่งหงส์นี่ทำไมมันยากจังวะ’



บดินทร์ไม่ได้ตอบรับอะไรในเรื่องที่จ้าวซินขอ และจ้าวซินเองก็ไม่ได้คิดจะคาดคั้น เจ้าพ่อหนุ่มเพียงเอ่ยสั้นๆ ว่าจะไปรอด้านล่าง เป็นที่รู้กันว่าจะให้เวลาบดินทร์เตรียมตัวเพื่อต้องเจอกับอะไรสักอย่างที่อีกฝ่ายเตรียมไว้รอ







**********************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ผู้มาเยือน
Part 2




“คุณดินเป็นยังไงบ้างครับ?”



ทันทีที่จ้าวซินออกจากห้องไป ธันวาก็รีบเข้ามาไถ่ถามบดินทร์ทันทีด้วยความเป็นห่วง เพราะเฝ้าอยู่ที่ด้านนอกตลอดจึงทำให้พอรู้เหตุการณ์ความไม่สงบในห้องนี้อยู่บ้าง



“ตอนแรกก็ว่าเจ้านายของพวกนายแปลกแล้วนะ มาเจอคนนี้เข้า แม่งคุ้มดีคุ้มร้ายยิ่งกว่าอีก” บดินทร์เปิดปากบ่นพลางถอนหายใจยาวเหยียด พลางสารภาพ “เออ ขอโทษด้วยนะ เผลอหลุดปากเรื่องรั่วหลินออกไปเสียแล้วล่ะ”



“ห๊ะ!? ถึงตายเลยนะครับนั่น...” ธันวาหลุดอุทานแบบลืมตัวขึ้นมาทันทีกับสิ่งที่ได้ยิน แบบนั้นมันแย่ยิ่งกว่าแย่อีกนะ หลังจากนี้ไปรับมือลำบากแน่



“ก็เกือบตายไปรอบหนึ่งแล้วล่ะ นี่หมอนั่นจะอยู่อีกกี่วันเนี่ย?”



“เห็นบอกว่าสักสองสามวันน่ะครับ พวกผมก็ไม่กล้าฟันธง”



“ห๊ะ? แบบนั้นฉันไม่ตายก่อนเหรอ? อยู่ไม่พ้นคืนนี้แน่” แค่ได้ยินคำตอบ บดินทร์ก็แทบลมจับ เพราะสถานการณ์คับขันจึงทำให้เจ้านายกับลูกน้องพูดคุยสนิทสนมกันขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว “งั้นฉันรีบไปอาบน้ำก่อนนะ ขืนช้าเดี๋ยวพ่อจะพิโรธเอาอีก ขี้เกียจเป็นสนามอารมณ์ให้ใครแล้ว” บดินทร์บ่นเรื่อย โดยมีธันวายืนพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ใกล้ๆ



แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะทันได้ทำอะไร เสียงโทรศัพท์ทางไกลของธันวาก็ดังขึ้น



“ครับนาย” เป็นดนัยที่โทรมา เพราะคงรู้ข่าวจากวิเชียรแล้ว



บดินทร์ชะงักไปทันทีที่ได้ยินว่าใครกำลังคุยสายอยู่กับธันวา ร่างสูงหันไปมองยังผู้ดูแลของตนราวกับรู้หน้าที่



“ครับ รอสักครู่ครับ” ธันวารับคำก่อนยื่นโทรศัพท์มาให้บดินทร์ “คุณดินครับ”



บดินทร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปรับโทรศัพท์นั้นมาแนบฟัง



“เป็นยังไงบ้าง?” คือคำถามแรกจากดนัย เสียงนั้นยังคงทุ้มห้าวเหมือนปกติ แต่กระแสเสียงแสดงความเป็นห่วงจนสัมผัสได้นั้น มันทำให้รู้สึกแปลกหูกว่าทุกครั้ง



“ก็ยังหายใจอยู่” บดินทร์ตอบ “ถ้าจะว่างโทรมาหาผมล่ะก็ โทรไปบอกพี่ชายคุณก่อนเถอะว่าให้รีบไปให้พ้นๆ เสียที” ก่อนบ่นออกไปอย่างหัวเสีย “จะมาทดสอบบ้าบออะไร ไม่ได้อยากจะเป็นเสียหน่อยไอ้ตำแหน่งหงส์เนี่ย”



“เพราะคุณคือคนพิเศษไง เขาเลยอยากมาเจอคุณเร็วๆ” ดนัยพูดคล้ายจะเย้าแหย่ให้บดินทร์หงุดหงิดยิ่งขึ้น



“อย่ามาตลก คุณทิ้งภาระอะไรไว้ให้ผมเนี่ย ผมรับมือไม่ไหวหรอกนะ กลับมาจัดการเองเลย!” เพราะถูกกระเซ้าทำราวกับเป็นเรื่องไม่สำคัญ บดินทร์จึงอดตวาดใส่ดนัยไม่ได้



แต่แทนที่ดนัยจะตอบอะไรในแบบที่จะยั่วโมโหให้ถึงขีดสุดกลับมาเหมือนเช่นปกติ วันนี้อีกฝ่ายกลับเงียบไป ราวกับกำลังตกใจกับสิ่งที่บดินทร์พูด



“อยากให้ผมกลับไปเหรอ?”



คือคำถามที่ดนัยส่งมาด้วยน้ำเสียงที่บดินทร์ไม่เคยได้ยินมาก่อน



น้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของบดินทร์สะท้านวาบอย่างไม่มีสาเหตุ



“ก...ก็ใช่น่ะสิ นี่มันงานของคุณไม่ใช่หรือไง?” บดินทร์พยายามทำเป็นหงุดหงิดเพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น



‘ขอล่ะ อย่ามาพูดเหมือนกำลังกระซิบอยู่ข้างหูแบบนี้ทีเหอะ มันขนลุกนะเว้ย!’



ทว่าคำขอร้องที่ดังก้องอยู่ในหัวใจกลับสื่อไปไม่ถึง เพราะเหมือนเขายิ่งกระสับกระส่ายมากเท่าไหร่ ดนัยก็ยิ่งจะทำให้หัวใจดวงนี้ทุรนทุรายหนักขึ้นเท่านั้น



ด้วยการกระซิบมาตามสาย ด้วยเสียงที่เบาราวสายลมแต่กลับทรงพลังกับความรู้สึกของบดินทร์ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด



“บอกสิ”



“.........”



“บอกให้ผมกลับไป”



“.........อะไรล่ะนั่น...ทำอย่างกับจะได้” บดินทร์ทำเป็นไม่รู้สึกถึงสิ่งที่ดนัยกำลังสื่อสาร



ไม่ใช่ไม่รู้สึก แต่ไม่ต้องการรู้สึก



ไม่อยากให้มีความรู้สึกอื่นใดเข้ามาแทนที่ความเกลียดชังที่เคยมี ไม่อยากให้มันเปลี่ยน ไม่ต้องการให้มีอะไรเปลี่ยน



“แค่คุณบอกว่าอยากให้ผมอยู่ด้วย แค่คุณพูดว่าต้องการ...ผมจะไปหาคุณ”



ดนัยย้ำคำราวกับกำลังสะกดจิต และมันก็ทำให้บดินทร์ราวกับต้องมนต์ และแม้หัวใจของเขาจะไม่อยากยอมรับแม้เสี้ยวธุลีว่าตอนนี้เขาต้องการดนัยมากแค่ไหน อยากให้กลับมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อคอยช่วยปกป้องเขาจากจ้าวซินมากเพียงใด แต่ในที่สุดปากของเขาก็ทำไปตามสัญชาตญาณ



“อยากมาก็มา...”



“หืม? ว่าไงนะ คุณพูดเบาจัง”



“เออ! รีบมาเลย”



บดินทร์รีบพูดรีบวางสาย หงุดหงิดตัวเองเหลือประมาณที่เผลอเต้นตามโฆษณาชวนเชื่อของดนัย ทั้งที่รู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายแค่หยอกกันเล่นเหมือนเช่นปกติ ‘แค่บอกให้มาก็จะมางั้นเหรอ? เหอะ ขี้ปากทั้งนั้นแหละ’ บดินทร์รีบทับถมความรู้สึกประหลาดในใจให้ดำดิ่ง ก่อนตั้งสมาธิกับเรื่องของจ้าวซิน ศัตรูตัวเอ้ที่นั่งสบายใจเฉิบอยู่ด้านล่าง ฟันธงเด็ดขาดว่าดนัยไม่มีทางกลับมาตามที่พูดได้ เพราะฝ่ายนั้นบินไปติดต่อธุรกิจไกลถึงแม็กซิโก ไม่มีทางที่จะกลับมาเพียงเพราะมีญาติมาหาเรื่องเขาที่เป็นเพียงลูกหนี้ไร้ค่า



ไม่มีวันเป็นไปได้หรอก...



บดินทร์ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย แค่จ้าวซินคนเดียวก็แย่พอแล้ว ยังต้องมาโดนดนัยแหย่เล่นอีก มีเรื่องให้หงุดหงิดแต่เช้าจนรู้สึกทนไม่ไหว แต่ก็ยิ่งเจ็บใจที่ตัวคนเดียวไม่สามารถทำอะไรได้



ทนเท่านั้นสินะ



เอาวะ เดี๋ยวมันก็ต้องผ่านไปจนได้



.

.

.

.

.



โต๊ะอาหารยาวเหยียดแต่มีคนนั่งกันอยู่แค่สองชีวิต แต่ขนาดนั่งกันคนละฟากของโต๊ะยาวเหยียดนี้แล้ว บดินทร์ก็ยังไม่อาจหลีกลี้จากแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากอีกฟากหนึ่งได้ ทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นก็นั่งกินข้าวปกติ แต่แค่ต้องร่วมโต๊ะกันก็พาลให้บดินทร์กินข้าวไม่ลงเอา



“เป็นไรไป? กินไม่ลงเหรอ?” กระแสเสียงชาชืดที่ส่งมาจากจ้าวซินยิ่งทำให้บดินทร์รู้สึกผะอืดผะอมเข้าไปใหญ่



แต่เขาก็ไม่คิดยอมแพ้ สายตาจ้องเขม็งไปยังคนที่ยังกินข้าวเช้าแบบสบายๆ ตรงหน้า พลางสังเกตสังกาทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เผื่อจะเจอสิ่งที่เขาอาจใช้ทำประโยชน์ได้สักอย่างสองอย่าง



อย่างแรกที่เห็นคือหน้าตาดีแบบไร้ที่ติ อันนี้บดินทร์ไม่ขอเถียง จ้าวซินเป็นคนผิวขาวอย่างชาวแผ่นดินใหญ่ ผมที่ยาวสยายจนเต็มแผ่นหลังนั้นยิ่งขับให้ใบหน้าดูคมสันชัดเจน ปลายคิ้วเชิดสูงเสริมดวงตาคมดุยิ่งดูมีอำนาจ ดูดีทุกกระเบียด เสียยิ่งกว่าในรูปถ่ายที่ธันวาเอาให้ดูเสียอีก



‘หน้าตาดีเสียเปล่า นิสัยแม่ม...เหี้ย...ม ชะมัด’ บดินทร์ได้แต่นึกด่าจ้าวซินอยู่ในใจ ขณะตักโจ๊กหมูอุ่นๆ ใส่ปาก กินไปก็ไม่ได้รู้สึกอร่อย แต่ถ้าไม่กินเอาเสียเลยก็จะถูกปรามาสเอาว่ากลัวจนหัวหดเสียอีก งั้นก็กินๆ ไปให้มันจบๆ เสียแล้วกัน



“ไม่ว่าตอนอยู่ที่นี่เธอจะทำตัวอย่างไร แต่เธอต้องจำเอาไว้ให้ดีว่าถ้าเป็นที่พรรคใหญ่ การที่เธอจะมองหน้าประมุขพรรคของอีกฝ่ายด้วยสายตาแบบนั้น มันเป็นการเสียมารยาท อย่างที่ไม่สามารถให้อภัยได้” ทว่าแทนที่เรื่องจะจบแค่นั้น จ้าวซินกลับพูดกระทบกระเทียบขึ้น แถมยังชำเลืองมองมาทางบดินทร์ด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้



ถามว่าน่ากลัวไหม? สำหรับบดินทร์ตอนนี้คือมาก



แต่ถ้าเขาแสดงความกลัวออกไปให้จ้าวซินรู้สึกได้มากกว่านี้ล่ะก็ งานของเขาที่ต้องเป็นหงส์จะต้องลำบากมากขึ้นแน่ๆ แล้วถ้าจำไม่ผิดพรรคใหญ่นี้ก็คือพรรคเลือดผสมระหว่างตระกูลจ้าวกับวิษธร พยัคฆ์เหนือกับอสรพิษใต้ที่อยู่ภายใต้อำนาจเดียวกัน คือมีสิทธิเท่าเทียมกัน ในเมื่อไม่ได้มีใครเหนือกว่าใคร เขาก็ไม่จำเป็นต้องให้ความยำเกรงจ้าวซินที่ไม่ใช่มังกรของวิษธรนายสายตรงของเขาใช่หรือไม่? นี่เขาคงเข้าใจถูกสินะ เขาน่าจะมีจุดยืนโดยการไม่กลัวอีกฝ่ายได้สินะ



คงไม่โดนยิงทิ้งตรงนี้...สินะ?



เอาวะ!



เพราะคิดได้แบบนั้น บดินทร์ก็เปิดปากพูดขึ้นบ้าง โดยการแสร้งตีสีหน้าให้เฉยชาที่สุดเท่าที่จะทำได้



“ก็ถ้าที่นี่คือพรรคใหญ่ผมก็จะเจียมตัวครับ แต่เผอิญที่นี่คือวิษธร...”



พูดไม่ทันจบก็เหมือนบรรยากาศจะเย็นยะเยือกขึ้นมาราวกับในห้องนี้ไม่มีฮีตเตอร์ทำความร้อน หนาวเสียจนนึกว่ากำลังนั่งอยู่กลางพายุหิมะด้านนอก หนาวจนปากของบดินทร์ถึงกับกลายเป็นน้ำแข็งจนพูดต่อไม่ถูก



“อา...ใช่ ที่นี่วิษธร” จ้าวซินพูดแค่นั้น แสยะยิ้มบางๆ ราวกับบดินทร์เพิ่งพูดอะไรที่แสนโง่เขลาออกมา



“หึหึหึ...เก่งจริงนะ” จ้าวซินเย้ย ละจากถ้วยโจ๊กอุ่นที่เพิ่งตักทานไปได้ไม่กี่คำ แล้วลุกเดินดิ่งเข้าหาบดินทร์แบบรวดเดียวถึง



บดินทร์รีบลุกหนีออกจากการจู่โจมตามสัญชาตญาณ ทั้งธันวา วิเชียรและบอดี้การ์ดอีก 2 คนตั้งท่าขยับตัวเข้าช่วยเหลือนายใหม่ เพราะเห็นว่าเริ่มไม่ปลอดภัย ทว่าแค่พริบตาเดียวก็ถูกบอดี้การ์ดของจ้าวซินดักเอาไว้ และคงมีการวางมวยหากไม่โดนสายตาของหัวหน้าพรรคแห่งพยัคฆ์เหนือปรายมาปรามเข้าเสียก่อน



เพราะมีสายเลือดร่วมกันกึ่งหนึ่ง จึงคล้ายคลึงกับพรรคเดียวกัน ดังนั้นจ้าวซินจึงมีอำนาจต่อคนของดนัยไม่ต่างจากที่ดนัยเองก็มีอำนาจต่อคนของจ้าวซิน เพราะอย่างนี้ต่อให้ธันวาอยากจะกระโจนออกไปช่วยบดินทร์แค่ไหน ก็ต้องถูกสกัดเอาไว้ด้วยบารมีของจ้าวซินอยู่ดี



เห็นว่าคนช่วยไม่เหลือแล้วบดินทร์ก็ได้แต่ถอยกรูดออกไปให้ยิ่งห่างจากจ้าวซินมากยิ่งขึ้น



“!! ....เฮ้ย!??” แต่ก็ไม่วายถูกตามถึงตัวได้ภายในพริบตาเดียว ทั้งยังถูกดึงเอวเข้าประชิดโดยไม่ทันตั้งตัว



เพราะส่วนสูงต่างกันไม่มากทำให้ใบหน้าของบดินทร์แทบจะชิดกันกับจ้าวซิน ทั้งที่ตั้งใจจะดิ้นหนี แต่ทันทีที่สบสายตาของคนตรงหน้า บดินทร์ก็ได้แต่ตัวแข็งทื่ออยู่ในมือของอีกฝ่าย คล้ายกับเป็นเพียงลูกกวางตัวเล็กๆ ที่กำลังตกอยู่ในอุ้งมือของพญาเสือผู้ดุร้าย ใกล้โดนขย้ำตายเต็มที



เสือร้ายคำรามขู่ “นี่คิดว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรเธอจริงๆ สินะ...” ยิ่งพูดแขนแกร่งก็ยิ่งกระชับเอวของบดินทร์เข้าหาตัวมากขึ้น



ถึงตอนนี้บดินทร์ได้สติแล้วรีบผลักอกของจ้าวซินอย่างแรงเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากเงื้อมมือสัตว์ร้าย ขณะที่กำลังจะอ้าปากเถียงออกไปว่าถ้าจ้าวซินกล้าทำร้ายเขาที่นี่ตอนที่ดนัยไม่อยู่ได้ ก็ไม่ต่างจากการลอบกัดลับหลัง



ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดออกไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน



“พอแค่นั้นแหละ”



หัวใจของบดินทร์เต้นรัวขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น





“ทักทายกันแค่พอหอมปากหอมคอเถอะนะ”



เสียงของคนที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้ได้



ในตอนนั้นเอง ก่อนที่บดินทร์และจ้าวซินจะทันได้ทำอะไร มือแกร่งของเจ้าของเสียงก็ลากตัวของบดินทร์ไปสู่อ้อมกอดเสียแล้ว



กอดเพื่อปกป้อง และแสดงความเป็นเจ้าของอย่างไม่ปิดบัง



บดินทร์แหงนขึ้นมองหน้าของดนัยที่กำลังยิ้มพรายให้จ้าวซินไม่วางตา ทั้งร่างนิ่งทื่อ หัวใจดวงเท่ากำปั้นยังคงเต้นตูมตาม แต่ในชั่วขณะหนึ่ง เขาสัมผัสได้ถึงความปลอดภัย



กลับมาจริงๆ ด้วย..





ดนัยกลับมาอย่างที่พูดไว้จริงๆ ด้วย...



แม้ไม่อยากยอมรับยังไง บดินทร์ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเขาดีใจแค่ไหนที่ดนัยกลับมา เพราะเขารู้ดีว่าไม่ว่ายังไงดนัยต้องปกป้องเขาจากจ้าซินได้แน่



“ไหนว่าไปแม็กซิโกไง?” จ้าวซินทักเสียงกร้าว แต่ก็ไม่ได้มีทีท่ารุนแรง ก่อนจะถอนหายใจแล้วบ่นออกมา “เจ้าของกลับมาเร็วแบบนี้ก็ไม่สนุกแล้วสิ”



“ก็ใครให้พี่ดิ่งมาที่รังผมทันทีที่ผมขยับออกจากบ้านกันล่ะ” ดนัยหัวเราะร่วน ขณะกำลังต่อว่าหัวหน้าพรรคตระกูลจ้าวอย่างคนคุ้นเคยสนิทสนม “ไม่ได้มีแค่พี่หรอกนะที่มีสายในถิ่นผมน่ะ”



“พ่อบ้านอู๋อีกแล้วล่ะสิ ให้ตายเถอะตาแก่นั่น” จ้าวซินบ่น “ฉันอุตส่าห์ตามมาอีกวัน รอให้นายไปให้พ้นๆ ก่อนแล้วเชียว”

“ผมก็อุตส่าห์รีบบินกลับมาหาพี่นี่ไง” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม



สองเจ้าพ่อคุยกันข้ามไปมา ขณะที่มีเชลยกลางอย่างบดินทร์ยืนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ในอ้อมแขนของดนัย จะขยับก็ไม่กล้า แต่จะให้อยู่แบบนี้ต่อไปก็เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา



“อย่าบอกว่านายยกเลิกนัดกับบารอส เพื่อกลับมาช่วยหงส์ของนายจากฉัน?” จ้าวซินถามเสียงต่ำ “อย่าบอกว่าคนอย่างนายยอมทิ้งงานเพื่อคนคนเดียว?”



คำถามจริงจังทิ่มแทงทั้งผู้ถูกถามและผู้ถูกพาดพิง โดยเฉพาะผู้ถูกพาดพิงอย่างบดินทร์ที่ตอนนี้กำลังตกเป็นเป้าสายตาของจ้าวซินอีกหน



ตกเป็นเป้านิ่งในข้อหาที่ทำให้ดนัยเสียงาน



ดนัยไม่ได้ตอบอะไรในทันที ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้ม แล้วขยับตัวของบดินทร์ไปไว้ที่ด้านหลังของตน เพื่อหลบให้พ้นจากสายตาของจ้าวซิน



“แดนนี่ ทำแบบนี้มันใช้ไม่ได้ในฐานะที่นายเป็นถึงมังกรของพรรครู้ใช่ไหม?” จ้าวซินทำทีสั่งสอนดนัยต่อหน้าของบดินทร์ เพื่อต้องการแสดงให้บดินทร์ได้เห็นว่าตนเองนั้นมีอำนาจต่อดนัยในฐานะพี่ชายที่อีกฝ่ายเคารพ “ฟังพี่ชายคนนี้เหมือนที่นายเคยทำ เชื่อสิคนคนนี้ไม่เหมาะจะเป็นหงส์ของนายเลยสักนิด”



“ฉันจะไม่ขอพูดเรื่องรสนิยมของนายนะ แต่เรื่องทายาทเป็นเรื่องสำคัญ ถึงนายจะไม่สนใจเรื่องนั้น แต่คนคนนี้ไม่สามารถเป็นหงส์ที่พรรคยอมรับได้แน่ๆ ประวัติก็ไม่ดี ความสามารถอะไรก็ไม่มี แม้ขนาดตอนนี้ยังทำได้แค่หลบอยู่ข้างหลังนาย แล้วจะเป็นกำลังให้นายได้ยังไง?” จ้าวซินต่อว่าบดินทร์ตรงไปตรงมาต่อหน้าของดนัย โดยที่ฝ่ายดนัยนั้นได้แต่นิ่งฟัง



“กระทั่งเอาตัวเองให้รอดยังทำไม่ได้ เห็นเก่งอยู่แค่หาเรื่องตายท่าเดียว”



ถึงตรงนี้บดินทร์เองนี่แหละที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหว ชายหนุ่มตั้งท่าผลุนผลันออกมาประจันหน้ากับจ้าวซินอีกครั้งเพื่อแก้ต่างให้ตัวเองบ้าง ทว่าในจังหวะที่จะขยับกายเขากลับถูกดนัยจับเอาไว้ในเชิงห้าม



บดินทร์เกือบจะฉุนขาดที่ดนัยดูยอมอีกฝ่าย จนเกือบลืมไปเลยว่าเขาอาจตายได้ถ้าฝ่ายนั้นมีอำนาจเหนือกว่าดนัยจริงๆ



“ผมเข้าใจพี่ ว่าคราวนี้ผมผิดที่ทิ้งงานกะทันหัน” ดนัยเริ่มตอบโต้ด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มจางๆ “แต่พี่ผิดแล้วล่ะที่ว่าดินเขาเป็นคนทำให้ผมเสียงาน เพราะอันที่จริงแล้ว...เรื่องนี้พี่ต่างหากที่เป็นต้นเหตุ”



เน้นๆ ชัดๆ ด้วยน้ำเสียงละมุนละม่อมและใบหน้าที่ยังฉาบไปด้วยรอยยิ้มหวาน เจอคำของดนัยเข้าไปจ้าวซินก็ถึงกับหน้าม้าน ความขุ่นเคืองในสายตาที่จ้องมองมาทางดนัยไม่วางตานั้น คงไม่เท่ากับความหน้าชาที่ถูกดนัยหักหน้ากันต่อหน้าบดินทร์



จ้าวซินไม่ได้พูดอะไรออกมาทันทีในตอนนั้น เพราะสิ่งที่สมองของเขากำลังประมวลอยู่กำลังจะสัมฤทธิ์ผล ข้อสันนิษฐานถูกพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าบดินทร์คือหงส์ที่ดนัยมีใจและหวงยิ่งกว่าจงอางหวงไข่



บดินทร์มีดีอะไรไม่รู้ล่ะ แต่ที่แน่ๆ คนคนนี้ทำให้น้องชายที่ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจของเขาอย่างดนัยถึงกับหลงใหลจนตามืดบอดแบบนี้ได้ ถึงจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ในวันนี้เขาคงต้องถอยก่อน



รอดูไปอีกหน่อยก็ได้...



“หึ” ในที่สุด จ้าวซินก็หัวเราะออกมา “หึหึหึ...ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่นายต่อว่าฉันแบบนี้”



ดนัยเพียงยิ้มรับคำตัดพ้อของพี่ชาย ไร้คำขอโทษใดๆ ในนั้น แสดงถึงความจริงจังในคำพูดที่ลั่นไปเมื่อครู่



เห็นแบบนั้นบดินทร์ก็ได้แต่นิ่งตาม ตอนนี้เขาโล่งใจแล้ว อย่างน้อยอำนาจที่ดนัยมีก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่าย แบบนี้ค่อยอยู่ได้หน่อย



“ทั้งที่ผมคิดว่าพี่น่าจะเข้าใจผมมากกว่าใครเสียอีกนะ เรื่องของหงส์นอกระบบเนี่ย” ดนัยแสร้งทำเป็นน้อยใจแบบทีเล่นทีจริง



“ฉันก็เข้าใจนายอยู่หรอกถึงได้มาเตือนนายถึงนี่ไง แม้ฉันจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปหงส์คนนี้ก็ตาม” จ้าวซินพูดพลางชำเลืองมาทางบดินทร์เล็กน้อยเมื่อต้องพาดพิงถึง “เรื่องการทดสอบอะไรนั่นไม่จำเป็นหรอก แค่ให้หัวหน้าพรรคฝ่ายเหนืออย่างฉันรับได้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าฉันย่อมต้องเข้าข้างนาย แดนนี่”



“ขอบคุณนะพี่จ้าว ได้พี่สนับสนุนผมก็อุ่นใจ” ดนัยยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินว่าจ้าวซินจะให้การสนับสนุน



“เพราะนายเคยช่วยฉันไว้เรื่องรั่วหลิน ฉันไม่เคยลืม คราวนี้ถึงทีที่ฉันต้องตอบแทนนายแล้ว” จ้าวซินพูดด้วยสีหน้าที่ดูจะมีรอยยิ้มกลายๆ พลางตบบ่าของดนัยแทนการให้คำมั่น



“ไม่หรอก พี่เองก็ช่วยผมไว้เยอะเหมือนกัน ตอนนั้นถ้าไม่มีพี่ผมคงแย่”



“เอาน่า ยังไงเราก็เหมือนพี่น้องร่วมสาบานกัน ไม่ช่วยนายจะให้ไปช่วยใครล่ะ” จ้าวซินหัวเราะและเริ่มพูดคุยกับดนัยออกรสมากขึ้น



พอเห็นแบบนั้น แม้จะยังรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ แต่บดินทร์ก็ไม่คิดจะวุ่นวายกับจ้าวซินอีก ในเมื่อตอนนี้เขาก็เหมือนกลายเป็นส่วนเกินของการสนทนาไปแล้ว บดินทร์จึงตัดสินใจถอยร่นให้ไกลออกมาจากมังกรทั้งสอง



ทว่ากลับไม่อาจหลุดออกจากวงจรได้



“แต่ถึงสุดท้ายคนของนายจะกลายเป็นหงส์ ก็ยังต้องระวังซื่อหม่าอี้ให้ดีด้วยล่ะ รายนั้นเขารับเรื่องแบบนี้ไม่ได้และยังคัดค้านหัวชนฝา เรื่องปลุกระดมคงไม่ต้องกังวลเท่าไหร่ แต่ระวังคลื่นใต้น้ำจากหมอนั่นหน่อยแล้วกัน อย่าเปิดช่องให้มันเชียว” จ้าวซินเตือน สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง



“หึ ไม่ต้องบอกก็รู้ ก็ขัดขาผมมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเหมือนกัน มันไม่จบง่ายๆ หรอก ผมก็เตรียมรับมือไว้แล้วล่ะว่าต้องโดนโจมตีหนักแน่ แต่ผมไม่กลัวหรอก อยากรู้เหมือนกันว่าคราวนี้จะมาไม้ไหนอีก” ดนัยเยาะออกมาท่าทีดูไม่ค่อยยี่หระเท่าไหร่ กับปัญหาที่รออยู่



“ก็เพราะอย่างนี้แหละฉันถึงได้อยากให้นายมีหงส์ที่ใช้งานได้ยังไงล่ะ” จ้าวซินถอนหายใจ และสุดท้ายประเด็นของเรื่องก็เบี่ยงกลับมาที่บดินทร์อยู่ดี



ดนัยไม่ได้พูดอะไรในขณะที่จ้าวซินย่างเข้าหาบดินทร์ที่หลบมาอยู่ด้านหลัง รังสีอำมหิตที่จู่ๆ ก็พุ่งออกมาหาอีกครั้งทำให้บดินทร์ถึงกับถอยกรูด



การประจันหน้ากับจ้าวซินเป็นอะไรที่เขาไม่มีวันชิน



“ไม่ใช่หงส์ที่แม้แต่ตัวเองยังเอาไม่รอดแบบนี้”



จ้าวซินปรามาสขณะยื่นหน้าเข้ามาใกล้บดินทร์ราวกับจะสิง



“ก็คอยดูกันต่อไปแล้วกัน” บดินทร์ตอบโต้ออกไปบ้าง หัวใจของเขาเต้นแรงมากในตอนนี้ ทั้งใจเต้นแรงและมือไม้สั่น โดยบดินทร์เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่เป็นอยู่คือสั่นกลัวหรือสั่นสู้กันแน่ แต่ที่รู้ๆ คือไม่อยากแพ้คนคนนี้ ไม่อยากตกเป็นเบี้ยล่างแบบนี้



“รู้เอาไว้นะ” จ้าวซินพูดต่อ ไม่ใยดีเลยว่าจะถูกบดินทร์ตอกหน้ากลับมายังไงบ้างเมื่อครู่นี้ “รั่วหลินน่ะ เก่งทั้งบุ๋นและบู้ เป็นที่เคารพรักแก่คนในพรรค เป็นกำลังสำคัญให้กับมังกรอย่างฉัน แต่สุดท้ายไม่ถึงสามปีความตายก็พรากเธอไป จากไอ้พวกสารเลวที่ฉันคาดไม่ถึงในดงอสรพิษนั่น...” ถึงตรงนี้จ้าวซินคล้ายสำลักลมหายใจออกมาด้วยความเจ็บแค้น เสียงที่พูดออกมาแต่ละประโยคต่ำลงไปเรื่อยๆ จนคล้ายกับเสียงกระซิบข่มขวัญ



“ขนาดรั่วหลินเก่งขนาดนั้นยังเป็นหงส์ให้ฉันได้ไม่ถึงสามปี แล้วกับคนอย่างเธอ...” พูดถึงแค่ตรงนี้จ้าวซินก็ถอนตัวออกไปจากตรงหน้าของบดินทร์ แล้วเปลี่ยนไปบอกกับดนัยแทน “ทำใจไว้หน่อยก็ดีนะแดนนี่ เผื่อหงส์ของนายจะอยู่ได้ไม่เกินสามวัน”



คำพูดแช่งชักที่เล่นเอาความกรุ่นโกรธของบดินทร์ทะลุจุดเดือด ถึงตอนนี้เขารู้แล้วว่าที่ตัวเขาสั่นนั้นไม่ใช่เพราะกลัว



“แม้แต่หงส์ของตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วยังมีหน้ามาสอนคนอื่นเหรอ?”



บดินทร์กลั่นทุกคำออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่จ้าวซินที่ตอนนี้หันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่วาวโรจน์ไม่ต่าง



“....แก..” จ้าวซินคำราม ขยับกายคล้ายจะเข้ามาทำร้ายบดินทร์ แต่ดนัยเข้าขวางเอาไว้ พลางหย่าทัพให้ก่อนสงครามจะเกิด



“พอแค่นี้เถอะพี่ วันนี้กลับไปก่อนเถอะนะ”



เพราะดนัยออกปากขอ จ้าวซินที่กำลังเดือดดาลจึงไม่อาจทำอะไรบดินทร์ได้ มังกรหนุ่มทำเพียงสบถเสียงดัง แล้วหันหลังกลับตามที่น้องชายขอไว้



“ฉันจะคอยดู ว่าเธอจะอยู่เป็นภาระแดนนี่ไปได้นานแค่ไหน”



คือคำสั่งลาสุดท้ายจากจ้าวซินแก่บดินทร์ ก่อนที่เจ้าพ่อฝ่ายเหนือกับลูกสมุนทั้งโขยงจะยกพลกลับออกจากรังวิษธรไป



เพียงแค่สิ้นแสงเงาสุดท้ายของผู้มาเยือน บดินทร์ก็แทบล้มทั้งยืน ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้มีเพียงแผ่นหลังของดนัย ที่พึ่งสุดท้ายที่พอทิ้งตัวลงได้



และบดินทร์ก็ซบศีรษะหนักๆ ของตนลงที่แผ่นหลังนั้นโดยไม่ลังเล



การกระทำนั้นของบดินทร์ทำให้ดนัยถึงกับนิ่งค้าง เพราะนี่คือครั้งแรกที่บดินทร์เรียกหาเขาคนนี้เป็นที่พึ่ง ครั้งแรกที่ถูกเข้าหาก่อนโดยไม่ต้องบีบบังคับ



“ผมจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายคุณได้เด็ดขาด ผมสาบาน”



คือคำมั่นที่ดนัยให้ไว้



บดินทร์ไม่ได้ตอบโต้อะไรนอกจากซบลงที่แผ่นหลังนั้นนิ่งๆ ราวกับกำลังชาร์ตพลัง ทั้งร่างยังคงสั่นเทิ้ม ยิ่งพอรู้ว่าจ้าวซินจากไปแล้ว เขายิ่งสั่นไปหมดจนแทบยืนไม่อยู่ราวกับพลังทั้งหมดนั้นถูกจ้าวซินดูดไปจนสิ้นแล้ว



ไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจขัดขืนแม้ตอนที่ถูกดนัยคว้าตัวไปกอด



อยากกอดก็กอดไปแล้วกัน...



ไม่ยอมรับหรอกนะถึงจะอุ่นมากก็เถอะ แค่ตอนนี้ไม่เหลือแรงจะออกฤทธิ์อะไรแล้วต่างหากล่ะ





TBC...

**************************************




ผู้ชายเรื่องนี้ออกจะมีแต่แปลกๆ หน่อยนะคะ 555 ผมคือตัวร้ายคือนิยายรวมพลคนแปลกค่ะ อิอิ

จากที่เคยปูเรื่องมาตั้งแต่ภาคนางเอก ดินกับยุเป็นเพื่อนรักกันเพราะมีปมเรื่องครอบครัวและลักษณะนิสัยที่คล้ายกัน นั่นคือเป็นผู้ชายสายซึน ปากอย่างใจอย่าง อ่อนไหวง่าย และชอบคิดเองเออเอง

ภาคนางเอกเจอยุไปแล้ว ภาคตัวร้ายก็มาเจอดินต่อค่ะ ในส่วนคาแรคเตอร์นั้นดินจะแมนกว่ายุหน่อย ทั้งรูปร่างและส่วนสูง แต่ใจปลาซิวกว่ายุเยอะ เรื่องเก่งแต่ปากล่ะที่หนึ่งเลยล่ะค๊า

และขอแจ้งให้ท่านทราบว่า อย่าได้รอนับจำนวนคนที่จะมาตกบ่วงเสน่ห์ของบดินทร์เลยนะเจ้าคะ บอกเลยว่ารอนับจำนวนศัตรูที่พี่แกสร้างไว้น่าจะง่ายกว่า

ขี้กลัวแต่ตัวแสบ ขอยกนิ้วให้เลย...

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
เปิดตัว
[PART 1]




“หูยยย คุณดินโคตรกล้าอ่ะ กูไม่เคยเห็นใครกล้าต่อปากต่อคำกับท่านจ้าวขนาดนี้มาก่อนเลยนะ” ธันวาออกอาการชื่นชมนายใหม่จนออกนอกหน้า ขณะยืนรอรับใช้นายทั้งสองอยู่ตรงหน้าห้องทำงานกับวิเชียร



“กล้ามาก กล้าจนกูไม่กล้านึกภาพเลยว่าถ้าตอนนั้นนายท่านไม่อยู่ คุณดินจะเหลืออยู่ในสภาพไหน มึงไม่เห็นหน้าท่านจ้าวเหรอ แทบจะจับฉีกเนื้อเอาให้ได้แล้วตอนนั้นน่ะ” วิเชียรตอบพลางขนพองสยองเกล้าไปด้วยเมื่อนึกภาพใบหน้าของจ้าวซินขึ้นมาได้ “กูไม่อยากนึกถึงการเจอกันครั้งหน้านี้เลยว่ะ”



“เฮ้อ มึงก็คิดเยอะไป นายท่านคงไม่ให้ใครมาทำอะไรคุณดินได้หรอก ดูอย่างวันนี้สิ ปกตินายท่านตามใจท่านจ้าวจะตายไป กูเพิ่งเคยเห็นนายท่านแสดงอำนาจที่ควรมีต่อหน้าท่านจ้าวก็วันนี้แหละ แถมเป็นอำนาจที่แม้แต่ท่านจ้าวเองยังต้องยอมถอยด้วย กูนี่เนื้อเต้นพั่บๆ เล้ย กูตื่นเต้น” ธันวาระริกระรี้หนัก ปลื้มสุดใจไปกับสองนายใหญ่ของตนที่สามารถคานอำนาจกับพรรคพยัคฆ์เหนือได้อย่างไม่แพ้กัน



“ตื่นเต้นบ้าอะไรของมึงนักหนาวะ มาภาวนาให้เรื่องมันจบเร็วๆ ไม่ดีกว่าเหรอ? ไอ้บ้านี่” วิเชียรบ่น



“หึหึ มันไม่จบง่ายขนาดนั้นหรอกทำใจไว้เหอะมึง สนุกไปกับมันดีกว่า” และธันวาก็ได้แต่ปลอบเพื่อนรักไปพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก

.

.

.

.

.



ขณะเดียวกันในห้องทำงานของบดินทร์



“ไง? ดีขึ้นหรือยังครับ...คนเก่ง”



ดนัยถามในเชิงหยอกเย้าถึงความเป็นไปของคนที่นั่งเอกเขนกอยู่ตรงโซฟาใหญ่ในห้องทำงานโอ่โถง โดยมีเจ้าของห้องเช่นเขานั่งจ้องอยู่อีกฟากของโต๊ะทำงานไม่คลาดสายตา



และคงเพราะคำถามแบบนี้ไม่ค่อยเข้าหูนัก ใบหน้าที่ตึงจนแทบปรินั้นจึงยิ่งกลายเป็นหงิกงอหนักข้อขึ้นอีก



แน่นอนว่าบดินทร์ไม่ยอมตอบ เขาเมินหน้าไปอีกทางอย่างจงใจเพื่อแสดงอาการต่อต้าน ถึงเมื่อครู่จะเป็นพวกเดียวกันอยู่ แต่ตอนนี้คนละทางแล้ว



“ใช่ย่อยนะคุณเนี่ย ทำจ้าวซินควันออกหูขนาดนั้นได้น่ะ” ดนัยพูดต่อเจื้อยแจ้ว ชินเสียแล้วกับท่าทีเมินหมางของใครบางคน ร่างสูงหย่อนตัวลงมานั่งข้างกันกับคนหน้าบึ้ง แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กล้าเสียจนผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวันนี้ผมกลับมาไม่ทัน มันจะเกิดอะไรขึ้น”



คงถึงเวลาแล้วที่ต้องสอนให้บดินทร์รู้ถึงสถานภาพของตัวเองที่จะต้องดำรงอยู่ให้ได้ท่ามกลางความน่ากลัวของโลกเบื้องหลังแสงสว่างนี้



“ดิน ถึงผมจะสะใจกับเรื่องที่คุณกล้าต่อกรกับจ้าวซิน แต่คุณควรระงับอารมณ์ให้ได้มากกว่านี้นะ” ดนัยเปิดปากอธิบายอีกครั้งกับคนที่ยังคงเมินหน้าใส่กัน



“ไม่เห็นจำเป็น” บดินทร์ตอบกลับมาเพียงสั้นๆ



ดนัยทำเสียงจิ๊ปาก ก่อนจัดการคว้าตัวบดินทร์มากอดเอาไว้อย่างแรงเพื่อที่จะได้เผชิญหน้ากันตรงๆ เสียที



“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ!? ปล่อยเลยนะ!” บดินทร์ดิ้นขลุกขลักทันที แต่อ้อมกอดของดนัยนั้นไม่ใช่อะไรที่จะรอดออกไปได้ง่ายๆ ยิ่งดิ้นยิ่งรัดแน่น แถมใบหน้าที่ห่างกันแค่คืบนั่นยังยื่นเข้าหากันใกล้จนบดินทร์เบี่ยงหน้าหนีแทบไม่ทัน



“นี่ดิน” ดนัยแกล้งกระซิบ “ถ้าคุณยังดื้อไม่หยุดแบบนี้ ผมจะพาคุณไปคุยกันบนเตียงนะ คุยกันยาวๆ เลยด้วย...” คำพูดส่อเจตนาชัดเจนได้ผลชะงัด บดินทร์หยุดดิ้นรนทันทีราวกับถูกปิดสวิตซ์



ทั้งที่เรื่องพรรค์นี้เขาชินเสียยิ่งกว่าชิน แต่ดันทำใจให้ชินกับดนัยไม่ได้เสียที บดินทร์ทนตัวเองไม่ได้ ที่คนที่ความรู้สึกตายด้านอย่างเขาต้องมาทุรนทุรายใจแทบขาดทุกครั้งในอ้อมกอดของเจ้าพ่อคนนี้



แค่นึกขึ้นมาได้ ใบหน้าบูดบึ้งก็แดงเห่อขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม



“นิ่งได้เสียที ต้องให้ขู่อยู่เรื่อยเลยนะคุณเนี่ย” ดนัยกระเซ้า ก่อนคลายอ้อมแขนกอดไว้เพียงหลวมๆ เพื่อให้บดินทร์พอหายใจหายคอได้

“ม...มีอะไรอีกล่ะ? ก็รีบว่ามาสิ” บดินทร์ถามเสียงเบา ก้มหน้างุดหลบสายตาลามเลียของดนัยที่พาเอาขนลุกจนทำตัวไม่ถูก



“ผมก็แค่อยากบอกคุณว่า การอยู่ในพรรคของมาเฟียเนี่ย คุณต้องเรียนรู้ระบบศักดินาให้ดี เพราะถึงเราจะดูเหมือนเดนคุก หรืออยู่นอกกฎหมาย แต่เราเคร่งครัดเรื่องพวกนี้มาก เพราะงั้นการที่คุณไปทำตัวแบบนั้นใส่จ้าวซินน่ะ มันจึงเป็นเรื่องที่ผิดนะ คราวหน้าอย่าทำแบบนั้นอีก” ดนัยอธิบายจริงจัง แต่ดูเหมือนเรื่องที่ดนัยพยายามสื่อสารมันจะไม่ค่อยเข้าหูบดินทร์สักเท่าไหร่นัก



“ผมไม่ได้เป็นคนเริ่ม ทำไม? ต่อให้เขาเหยียดหยามผมแค่ไหนผมก็ต้องยอมอย่างนั้นเหรอ?” บดินทร์ไม่สบอารมณ์อย่างหนัก หันกลับมาสบตากับดนัยตรงๆ แม้ว่ามันจะใกล้จนใจหายก็เถอะ



“ตามทฤษฎีแล้วมันก็ควรเป็นอย่างนั้นแหละ” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม คลายมือออกจากการโอบกอด แล้วขยับถอยออกมาเล็กน้อยเพื่อให้พื้นที่แก่บดินทร์มากขึ้น จากนั้นก็ออกปากอธิบายเพิ่มเติมถึงสิ่งที่บดินทร์จะต้องเจอต่อไปจากนี้ “ในกรณีที่คุณเป็นแค่คนในพรรคธรรมดาๆ ล่ะนะ”



“หมายความว่ายังไง?”



“เป็นที่รู้กันว่าหงส์คือหัวใจของมังกร” ดนัยพูดพลางโน้มใบหน้าลงไปใกล้ใบหูของบดินทร์ เพื่อกระซิบถ้อยความสำคัญ  “และเมียของมังกรนั้น ไม่ว่าใครก็แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด”





สิ้นคำของดนัย พร้อมกับที่สองสายตาได้สบกันพอดิบพอดี ถึงบดินทร์จะไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่ดนัยรู้ดีว่าอีกฝ่ายเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ



“ต่อให้เป็นมังกรอีกคนของพรรคน่ะเหรอ?” บดินทร์ถามย้ำ เกลียดคำว่าเมียที่อีกฝ่ายพูดมาจับใจ แต่หากมันจะเป็นประโยชน์แก่เขา ก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องปฏิเสธอะไร



เพราะในทางพฤตินัยแล้ว ที่เป็นอยู่นี้มันก็ไม่ได้ต่างอะไร



“แล้วคุณคิดว่าจ้าวซินจะปล่อยให้คุณยังลอยนวลไหมล่ะ กับเรื่องที่คุณทำกับเขาไปเมื่อกี้น่ะ” ดนัยอธิบาย เท้าคางไว้กับพนักโซฟาในท่าสบายๆ แต่ยังไม่ยอมห่างจากคนที่ตนหมายตา “เขาก็ทำได้แค่ข่มคุณใช่ไหมล่ะ ทั้งๆ ที่คนอย่างจ้าวซินสามารถยิงคุณทิ้งได้สบายๆ เริ่มเห็นประโยชน์ของมันแล้วใช่ไหม? ตำแหน่งหงส์น่ะ”



“หึ” บดินทร์หลุดขำออกมาเบาๆ กับสีหน้าท่าทางของดนัยที่ราวกับกำลังหลอกขายสินค้าราคาแพง “เห็นหรือไม่เห็นแล้วมันยังไง? ในเมื่อคุณบังคับขายกันและผมจำเป็นต้องซื้อมันในราคาที่สูงลิบลิ่ว”



“แต่มีการันตีบริการหลังการขายระดับพรีเมี่ยมนะครับ” คำค่อนขอดไม่ได้ทำให้เจ้าพ่อดนัยรู้สึกสะเทือน กลับยิ่งทำให้รู้สึกสนุกกับการต่อปากต่อคำเสียมากกว่า



“ผมไม่ได้ต้องการ สิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมยอมรับงานนี้ คือคำสัญญาของคุณ” บดินทร์ย้ำชัด “สัญญาที่ว่าคุณจะให้ผมเป็นอิสระหลังจากผมเป็นหงส์ครบหนึ่งปี”





บดินทร์พูดพร้อมสายตาแน่วแน่ จ้องมองตรงไปยังใบหน้าของดนัยที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นนิ่งงัน แววตาที่เคยทอประกายหยอกเย้า แข็งกระด้างขึ้นจนสัมผัสได้



“อยากไปจากผมใจจะขาดเลยสินะ” นอกจากแววตาที่ดุดันขึ้นแล้ว เสียงที่เปล่งออกมายังกระด้างจนสันหลังของบดินทร์เย็นวาบไปหมด



“ใช่ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” กระนั้นฝีปากสั่นระริกก็ยังคมกล้า



“งั้นผมคงต้องรีบตักตวงเสียงแล้วสิ”



“อะ!!? อื้อออ...”



เสียงขู่คำรามมาพร้อมริมฝีปากร้อนจัดที่ประทับลงมาอย่างเร็วจนบดินทร์ไร้ทางหลบหนี จากที่ถูกต้อนจนจนมุมอยู่บนโซฟากว้างตอนนี้ยิ่งราวกับถูกปิดตาย เมื่อร่างหนาโถมทับลงมาราวกับจะขยี้ให้จมเบาะโซฟาลงไป



ทั้งที่ร่างกายไม่ได้แตกต่างกันมากมาย ทั้งที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่บดินทร์กลับสู้แรงของดนัยไม่ได้เลยแม้แต่นิด แม้แต่จะผละจากจูบนี้ ก็ดูไร้ซึ่งหนทาง



“อย...” บดินทร์พยายามผลักไส แต่ถึงจะหลุดจากจูบร้ายกาจนั่นมาได้ ก็ยังถูกซุกไซ้ไปทั่วทั้งใบหน้าและซอกคอขาว คิดร้ายไปแล้วว่าคงไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือ



แต่เพียงครู่ที่หัวใจสิ้นหวัง การกระทำจาบจ้วงจากผู้เป็นเจ้าชีวิตก็ดูเหมือนจะผ่อนแรงลงไป จากเสียงเสียดสีรุนแรงของผิวกายที่โรมรันกันไปมาระหว่างผู้บีบบังคับและผู้ต่อต้าน ตอนนี้เหลือเพียงเสียงหอบหายใจสะท้านรุนแรงของทั้งสองร่างเท่านั้น



บดินทร์ยังคงหลับตาแน่น เฝ้ารอให้ปลายจมูกที่ยังคงลากผ่านผิวแก้มละห่างออกไป ทว่าสิ่งที่ตอบแทนการรอคอยนั้นกลับมีเพียงเสียงกระซิบแหบพร่า



“เป็นของผมไม่ได้หรือไง?”



“................”



“แค่คุณสาบานว่าจะเป็นของผม ไม่ว่าอะไรผมก็สามารถให้คุณได้ทุกอย่างแท้ๆ มันยากนักหรือไง?” น้ำเสียงของดนัยสั่นพร่า กระซิบแผ่วอยู่ตรงใบหูร้อนจัดของบดินทร์ พร้อมขบเม้มไปทั่วราวกับเป็นขนมหวาน



ต้องการ เขาต้องการบดินทร์จนแทบบ้า แม้ได้ตัวมาไว้ข้างกายแล้วแต่มันกลับไม่เคยเต็มอิ่ม ร่างกายของบดินทร์สามารถเติมเต็มความปรารถนาของเขาได้ แต่หัวใจแห้งผากดวงนี้กลับยังคงแห้งแล้ง



ยิ่งกว่าร่างกายของบดินทร์ที่ดนัยคนนี้อยากได้คือหัวใจ



อยากครอบครองทุกอย่างของบดินทร์ อยากเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์



“ผ...ผม....ไม่มีอะไรจะให้คุณทั้งนั้น” บดินทร์ตอบเสียงสั่นพร่าไม่ต่าง ขณะที่ยังคงหอบหายใจระริก “ก็เหลือแค่ร่างกายกับลมหายใจผุพังนี่แหละที่พอจะให้ได้ ใช้มันให้คุ้มค่าเงินที่คุณซื้อผมมาก็แล้วกัน”



จบคำบดินทร์ก็หลับตาลงแล้วทอดร่างนิ่ง ยินยอมพร้อมถูกกระทำทุกอย่าง ไม่ว่าดนัยจะต้องการตักตวงอะไรก็ตามจากร่างกายนี้ ในเมื่อเขาขายมันให้กับดนัยไปแล้ว เขาก็ไม่คิดอิดออด



อีกแค่หนึ่งปี ร่างกายนี้ก็จะเป็นไท



เห็นแบบนั้นดนัยก็ได้แต่ถอนหายใจ ไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้เท่าครั้งนี้มาก่อน



เจ้าพ่อหนุ่มข่มกลั้นอารมณ์อยากครอบครองให้ร่างตรงหน้าแหลกเป็นผุยผง เก็บงำความรู้สึกที่อยากจะกลืนกินบดินทร์ทั้งวิญญาณไว้ให้ลึกจนสุดหัวใจ แล้วยินยอมปลดปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระในที่สุด



“.........? ...” จู่ๆ ก็ถูกปล่อยตัวง่ายๆ บดินทร์ก็ได้แต่พะวงสงสัย แม้ดนัยจะยอมถอยห่างออกไป แต่ก็ยังอดระแวงภัยไม่ได้



บดินทร์หอบสะท้าน การถูกรุกรานเมื่อครู่ยังคงทิ้งร่องรอยแห่งอารมณ์หวามไหว โดยเฉพาะสายตาของดนัยที่มองมาตอนนี้ มันยิ่งตอกย้ำถึงเรื่องที่เกือบจะเลยเถิด



สายตาของตัวผู้ที่กำลังหิวกระหาย บดินทร์ถูกสะกดด้วยดวงตาคู่นั้น มันกำลังจะแผดเผาเขาจนมอดไหม้



“คุณใจร้ายมากเลยนะดิน” ดนัยเอ่ยขึ้นในที่สุด โดยยังไม่ยอมละสายตาจากบดินทร์แม้พริบตา



“คุณทำให้ผมแทบจะคลั่งตายอยู่แล้วรู้ไหม?” ร่างสูงใหญ่โหย่งตัวขึ้นจากโซฟาช้าๆ ถอยห่างออกมาจากเหยื่อที่ยังไม่อยากแตะต้องให้เกิดอันตราย



เหยื่อที่ยังคงสั่นระริกอย่างน่าเวทนา



เหยื่อที่เขาคนนี้ไม่กล้าลงมือทำร้าย



ดนัยสูดหายใจเพื่อเรียกสติ ก่อนหยัดยิ้มให้กับบดินทร์ที่ยังคงแตกตื่น





“คุณทำให้ผมลุ่มหลงในตัวคุณจนแทบบ้าแน่ะ รับผิดชอบกันด้วยล่ะ”



พูดทิ้งท้ายเพียงแค่นั้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้บดินทร์ตีความหมายของถ้อยคำเหล่านั้นเพียงลำพัง



.

.

.

.

.





ดิน...สักวันคุณจะต้องเป็นของผมทั้งหมด ผมต้องได้ทั้งหมด แม้แต่วิญญาณของคุณ



เป็นของผมทั้งหมด ทั้งร่างกายและหัวใจ



ถ้าคุณยกมันให้ใครนอกจากผม...ผมจะทำลายมัน



ล่าล้างมันทุกตัวที่กล้าแย่งคุณไปจากผม...



ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม!



.

.

.

.

.



หัวใจของบดินทร์ยังคงเต้นรัวแม้ดนัยจะออกไปจากห้องแล้ว ร่างของเขายังคงสั่นน้อยๆ จากความหวาดหวั่นที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้ให้ โดยเฉพาะกับหัวใจที่ไม่อาจสงบลงได้เพราะคำสุดท้ายที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้





‘คุณทำให้ผมลุ่มหลงในตัวคุณจนแทบบ้า’ มันหมายความว่ายังไง?



ไม่ได้เป็นคนโง่เขลาขนาดที่จะไม่รู้ความหมายของมัน แต่เพราะบดินทร์นั้นไม่อาจคาดเดาความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในถ้อยคำของดนัยต่างหาก



มันราวกับว่า...เขาจะไม่มีวันหลุดพ้นจากพันธนาการของคนคนนี้



ราวกับว่า...1 ปีที่อีกฝ่ายเคยให้สัญญามันคือคำลวงที่จะหลอกหลอนจองจำเขาให้อยู่ที่นี่ไปตราบชั่วนิรันดร์

























“ขออนุญาตนะครับคุณดิน”



บดินทร์นั่งนิ่งงันอยู่บนโซฟานั้นเนิ่นนาน นานจนเขาเองก็ลืมเวลาไปแล้วว่ามันผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูแล้วเรียกจากทางด้านนอกนั่นแหละบดินทร์ถึงได้สติขึ้นมา



“ว่าไงธัน?”



“เอ่อ นายท่านให้ผมมาช่วยคุณดินเตรียมตัวครับ”



“เตรียมตัว? เตรียมไปทำอะไร?”



“เตรียมไปนิวยอร์คเย็นนี้ครับ”



“ห๊ะ? ไปนิวยอร์ค?”



“ครับ...นายท่านบอกจะพาคุณดินไปเปิดตัว”



.

.

.

.

.



TBC.


ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
เปิดตัว
[PART 2]





นครนิวยอร์ก เมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ศูนย์กลางของความศิวิไลซ์ และยังเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเจริญที่สุดในโลก มหานครเอกที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม และสิ่งบันเทิง เมืองที่มองไปทางไหนก็เห็นมีเพียงตึกระฟ้าสูงตระหง่านละลานตา แม้ในยามค่ำคืนยังคลาคล่ำไปด้วยแสงสีสมชื่อมหานครที่ไม่เคยหลับ



กว่า 5 ชั่วโมงจากรัฐวอชิงตัน ในที่สุดดนัยก็หอบหิ้วบดินทร์มาถึงใจกลางนิวยอร์ก รังรักอีกรังที่ดนัยพามาคือเพนท์เฮ้าส์สุดหรูอลังการใจกลางย่านโซโห (SoHo) เพนท์เฮ้าส์หลังใหญ่ที่สามารถมองชมวิว downtown ของนิวยอร์กได้ทุกองศา หรูหราเสียจนบดินทร์ยังอดเกร็งไม่ได้



เกร็งกับสถานที่ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เกร็งกับเจ้าของที่นี่แหละที่เป็นปัญหา เพราะตั้งแต่ช่วงเช้าที่มีปากเสียงกัน ตั้งแต่ที่ถูกพูดใส่ด้วยถ้อยคำเหล่านั้น หัวใจของบดินทร์ก็สงบลงไม่ได้อีกเลย



‘คุณทำให้ผมลุ่มหลงในตัวคุณจนแทบบ้าแน่ะ รับผิดชอบกันด้วยล่ะ’



‘ลุ่มหลงจนแทบบ้า’ บดินทร์ไม่สามารถสลัดคำพูดนี้ของดนัยออกจากหัวได้ มันวนเวียนเพียรฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจะตอกย้ำให้ยิ่งรู้สึกว่า เขากำลังพ่ายแพ้ลงไปทุกที



ไม่รู้ล่ะว่าฝ่ายนั้นต้องการอะไร หรือมีความรู้สึกแบบไหนให้มากันแน่ แต่ความปรารถนาที่ดนัยสื่อออกมานั้นมันก็ราวกับคลื่นทะเลถาโถมให้คนที่ลอยคออยู่อย่างเขาจมดิ่งลงไปในวังวนที่อีกฝ่ายสร้างเอาไว้



จะทำยังไงดี? บดินทร์ได้แต่คิดวนไปวนมา แล้วจึงเริ่มตระหนักได้แล้วว่า เขาต่อต้านดนัยน้อยลง



แม้จะพยายามหลุดพ้นมากแค่ไหน ก็ราวกับจะยิ่งดำดิ่งลง



“คุณดูเหม่อๆ นะ เหนื่อยกับการเดินทางเหรอ?”



เสียงถามไถ่ห่วงใยที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นมาทำเอาบดินทร์สะดุ้งเล็กน้อย พอสติกลับมาครบถ้วนก็เพิ่งมารู้สึกตัวตอนนี้ว่าถูกพาเข้ามาถึงในห้องพัก แบบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว หัวใจของบดินทร์กระตุกวูบไหว ยิ่งเห็นแผ่นหลังของคนตรงหน้าก็ยิ่งใจสั่น ภาพของเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันฉายซ้ำกลับมาอีกรอบจนได้



ทั้งที่ควรจะหงุดหงิด แต่ดันรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาแทน



แผ่นหลังแข็งแรงกำยำที่ครั้งหนึ่งเขาเคยลองสัมผัสด้วยตัวเองมาแล้วว่ามันมั่นคงแค่ไหน เพราะเขาเคยไขว่คว้ามันเอาไว้ในยามที่รู้สึกอ่อนแรงที่สุด



บดินทร์เหลียวซ้ายแลขวาไปรอบๆ ห้องสีขาวสะอาดตา ตกแต่งด้วยข้าวของมีระดับดูลงตัว ต่อจากวันนี้ไปเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทำหน้าที่ของหงส์และหน้าที่ลูกหนี้ ทำตามที่ดนัยบงการทุกอย่าง



บดินทร์ถอนหายใจ แล้วมองกลับไปที่แผ่นหลังของดนัยที่ตอนนี้กำลังค้นหาอะไรบางอย่างในตู้ข้างเตียงใหญ่อีกครั้ง



ลุ่มหลง...เหรอ?



ถ้าหากเขาจะลองใช้ความลุ่มหลงนั้นให้เป็นประโยชน์ล่ะ...



บดินทร์กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมด เท่าที่รู้ตอนนี้คือในที่สุดแล้วเจ้าพ่อดนัยก็สามารถทลายทิฐิในใจที่เขาเพียรก่อเอาไว้ได้หน่อยหนึ่งแล้ว อย่างน้อยอีกฝ่ายก็แสดงให้เห็นว่าเป็นพวกเดียวกันและพอที่จะปกป้องกันได้ แม้ว่าศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาเหล่านั้น ต้นเหตุที่แท้จริงจะมาจากอีกฝ่ายเองก็เถอะ



แต่การที่จะมาให้ยอมรับแต่โดยดี หัวใจดวงนี้มันก็ยังรู้สึกต่อต้าน



เขายังไม่พร้อมจะคว้ามือคู่นั้น ไม่พร้อมที่จะเปิดใจเผชิญหน้า



แต่ถ้าแค่ข้างหลัง ถ้าแค่การแอบมองแผ่นหลังของดนัยเพื่อความอุ่นใจว่าไม่ได้ยืนเพียงลำพัง ก็ยังพอรู้สึกว่าทำใจรับตัวเองได้อยู่



บดินทร์เยาะยิ้มเบาๆ กับตัวเอง



เรานี่มัน...



น่าสมเพชเสียจริง









“ผมอยากให้คุณสวมมันไว้” ในที่สุดดนัยก็หาบางอย่างพบ แล้วหันกลับมายื่นบางอย่างให้บดินทร์



“แหวน?” บดินทร์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นสิ่งที่ถูกยื่นมาตรงหน้า



“อืม แหวนแต่งงานของเราไง” คำตอบพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของดนัยที่ได้ ยิ่งทำให้คิ้วของบดินทร์ผูกเป็นปม



“อย่ามาตลกน่า”



“ใครเขาตลกกับเรื่องแบบนี้กัน นี่เป็นแหวนของหงส์ แหวนที่แม่ผมเคยใส่ ผมสั่งแก้ไซส์มาให้คุณใหม่แล้ว” ดนัยอธิบายพลางยื่นมือไปตรงหน้าของบดินทร์ในทีขอมือของคนที่กำลังหน้างอเป็นม้าหมากรุกอยู่ตอนนี้ “สวมไว้ซะ แล้วห้ามถอดเด็ดขาดเลยนะ”



“นี่ก็อยู่ในข้อตกลงเหมือนกันสินะ” บดินทร์ถอนหายใจพรู พลางเอื้อมมือไปหยิบแหวนจากมือของดนัยมาสวม “....!?” ทว่ามือนั้นกลับถูกคว้าเอาไว้ด้วยมือที่แข็งแรงกว่า



“ผมสวมให้” ดนัยออกปาก กระชับมือของบดินทร์แน่นเผื่อว่าหงส์คนดีของเขาจะออกฤทธิ์ออกเดชใส่



น่าแปลกที่ไม่มีอาการอิดออดให้เห็น บดินทร์ยืนนิ่งมองมาโดยที่ไม่ได้พูดอะไรราวกับยอมรับในทุกชะตากรรมที่ต้องเผชิญ ดนัยเพียงยิ้มให้กับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของคนตรงหน้า ยอกใจเล็กๆ ที่ไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายมีความสุขกว่านี้ได้



“ผมจะปกป้องคุณให้ดีที่สุด ผมสาบาน” ดนัยให้คำมั่นขณะบรรจงสวมแหวนสัญลักษณ์ลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของบดินทร์



“ไม่ต้องสาบานหรอกน่า...” คำสัตย์สาบานของดนัยทำใจของบดินทร์สั่นไหว ชีวิตเกิดมาเป็นลูกผู้ชายจึงไม่เคยคุ้นนักกับคำว่าจะปกป้อง และเพราะเป็นคนแข็งกระด้างนิสัยเสีย จึงยิ่งห่างไกลจากคำว่าน่าห่วงใยหรือเป็นที่ต้องการยิ่งไปอีก กับครอบครัวที่ห่างเหิน กับเพื่อนร่วมงานที่มีเพียงรอยยิ้มฉาบฉวย ไม่เคยเป็นที่ต้องการจนตัดใจทิ้งไปแล้วแท้ๆ มาวันนี้กลับโดนคนที่เคยเกลียดชังสุดหัวใจอย่างดนัยมาพร่ำบอกว่าลุ่มหลง มาบอกว่าต้องการ บอกว่ามีค่า อยากปกป้อง มาทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เคยคุ้นประเดประดังโถมซัดเข้ามาในครั้งเดียว ต่อให้แกร่งแค่ไหนก็เหมือนจะพังทลายลงมาในไม่ช้านี้แล้ว



“...แค่ไม่ทิ้งกัน...” เพราะหัวใจสั่นไหวไปกับคำมั่นของดนัย บดินทร์จึงเผลอหลุดพูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจออกมาโดยไม่ทันคิด

ทั้งที่ตอนแรกกะจะพูดว่า ‘ขนลุก’ แทนแท้ๆ



“หืม?” ดนัยเลิกคิ้วสูง ตกใจไม่น้อยกับบางคำที่บดินทร์เผลอลั่นออกมา



“พูดผิดน่ะ แค่สวมไอ้นี่ไว้ก็พอใช่ไหม?” บดินทร์รีบหันหลังหนีจากดนัย ลนลานปกปิดความเขินอายที่ปะทุขึ้นมาบนใบหน้าจนแก้มแดงปลั่ง เกลียดตัวเองขึ้นมาทันทีที่ดันเขวไปกับคำหวานของดนัยจนเผลอพูดอะไรงี่เง่าออกมา ยิ่งเห็นหน้าตากรุ้มกริ่มของอีกฝ่าย บดินทร์ยิ่งอยากโขกหัวตัวเองแรงๆ เสียที



หมับ



แต่เหมือนจะหนีไม่พ้น ทั้งร่างของบดินทร์ถูกดนัยรวบไปสวมกอดจากทางด้านหลัง ทั้งที่ร่างกายไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่ราวกับว่าทั้งตัวของเขาจะจมไปในอ้อมแขนแข็งแรงนั้นไม่ต่างจากเด็กตัวเล็กๆ และด้วยความที่ยังตื่นตระหนกจากการเผลอพูดอะไรไม่เข้าท่า ดังนั้นพอโดนดนัยดึงไปกอด บดินทร์จึงได้แต่นิ่งทื่อลืมขัดขืน



“ดิน...ผมรู้ว่าคุณเกลียดผม” ดนัยกระซิบข้างหูของบดินทร์ ขณะที่ยังสวมกอดแน่น “เกลียดทุกอย่างที่ผมมอบให้ เกลียดที่ผมทำให้คุณต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้าย...”



“ผมทำตัวผมเอง ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก” บดินทร์ปฏิเสธ “ไม่ต้องมามัวรับผิดชอบอะไรกับผมทั้งนั้น...”



“ผมว่าคุณน่าจะรู้อยู่แก่ใจนะว่ามันเลยคำว่ารับผิดชอบมาไกลมากแล้ว” ดนัยขัดขึ้นพลางกระชับอ้อมกอดแน่น “ผมรู้ว่าคุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมทำทุกอย่างให้คุณด้วยความรู้สึกแบบไหน...”



“หึ ความรู้สึกว่าเป็นเจ้าชีวิตของผมที่ไม่ต่างอะไรจากสิ่งของน่ะเหรอ” บดินทร์ประชด แม้จะไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเหมือนยามปกติ แต่มันก็ทำให้ดนัยเจ็บแปลบได้ไม่ต่าง



“ใช่ มันเป็นอย่างที่คุณว่ามานั่นแหละ ผมต้องการเป็นเจ้าชีวิตของคุณ เป็นทุกอย่างในชีวิตคุณ ครอบครองทุกอย่างของคุณ...” ยิ่งพูดเสียงดนัยก็เหลือเพียงเสียงกระซิบ ใช้ริมฝีปากร้อนชื้นของตนสัมผัสไปมากับใบหูของบดินทร์อย่างจงใจ จนอีกฝ่ายต้องย่นคอหนี



“พอได้แล้ว” บดินทร์รีบผละออกจากอ้อมกอดของดนัยในวินาทีที่รู้สึกได้แล้วว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย



อันตรายว่าจะเผลอใจให้อีกฝ่ายกลืนกินทั้งวิญญาณในไม่ช้านี้



ทว่าต่อให้ผละตัวออกจากอ้อมกอดมาได้ ก็ไม่วายโดนรั้งตัวเอาไว้ให้เผชิญหน้ากัน



“คุณเคยถามใช่ไหมว่าผมต้องการอะไรจากคุณ?” ดนัยถามขึ้นขณะรั้งร่างของบดินทร์ให้เข้ามาประชิด



ตาประสานตา หัวใจของบดินทร์เต้นแรงจนรู้สึกได้ การกระทำของดนัยทั้งหมดกำลังต้อนให้เขาจนมุม ทุกถ้อยคำของดนัยนั้นกำลังบีบบังคับให้เขายอมรับในสิ่งที่หัวใจเฝ้าปฏิเสธมาตลอด



ถูกบีบให้ยอมรับว่า...เขาไม่ได้เกลียดดนัยมาสักพักหนึ่งแล้ว



“สิ่งที่ผมอยากได้ คือการได้เป็นที่พึ่งพิงเพียงคนเดียวของคุณ” ดนัยเอ่ยทุกถ้อยคำออกมาด้วยความหนักแน่น ดึงบดินทร์เข้าสวมกอดตรงๆ รู้ว่าการทำแบบนี้มันดูใจร้อนและเหมือนไล่ต้อนอีกฝ่ายเกินไป แต่เขาไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว อยากรีบได้หัวใจของบดินทร์มาเป็นของตัวเองเสียที



เขาต้องการ...ต้องการมากเหลือเกิน



“เรื่องนั้น....” ถึงจะถูกสวมกอดแน่นอย่างที่เคยนึกรังเกียจ แต่บดินทร์กลับไม่สามารถตอบโต้อะไรเลยแม้แต่การขยับขัดขืน ทุกการกระทำของดนัยกำลังทำให้เขาสับสน



“รู้ไหม? ว่าผมต้องการเป็นที่หนึ่งของคุณจนสามารถทำเรื่องชั่วช้าได้สารพัด เพียงเพื่อให้คุณอยู่บนโลกนี้ต่อไปไม่ได้ถ้าขาดผมเลยนะ” ดนัยกระซิบพร่า ราวกับกำลังร่ายมนต์มารใส่บดินทร์ที่ตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขน “และถ้าคุณเห็นดีเห็นงามกับใครมากกว่าผมล่ะก็ ผมก็พร้อมจะกำจัดมันทุกคน...”



“คุณมันโรคจิต!” บดินทร์ผลักไสดนัยออกไปอีกครั้ง จากความสับสนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกลัว...กลัวว่าจะยิ่งดำดิ่งไปกับความมืดมนอันหอมหวานที่ดนัยเพียรป้อนให้ กลัวว่าความลุ่มหลงอันไร้ขีดจำกัดของดนัยจะกลายเป็นพันธนาการผูกรัดเขาไว้จนดิ้นไม่หลุด



“ใช่ ผมมันโรคจิต เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคุณก็เห็นอยู่ หึหึ” เจ้าพ่อหนุ่มยิ้มขื่น คราวนี้เขายอมปล่อยบดินทร์ออกจากอ้อมแขนแต่โดยดี ไม่ดึงดันฉุดรั้งไว้อย่างตอนแรกอีก



และมันคือการตัดสินใจที่ถูกที่สุด เพราะมันทำให้เขาได้เห็นสีหน้าของบดินทร์ชัดเต็มสองตา



สีหน้าแสดงอารมณ์นอกเหนือจากความกรุ่นโกรธบูดบึ้งที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ดวงตาที่หลุบต่ำด้วยความประหม่า สองแก้มแดงปลั่งไปจนถึงใบหูและลำคอ ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะจนด้วยคำพูดจะมาโต้แย้งคนที่โรคจิตเกินเยียวยาอย่างเขาคนนี้



น่ารักน่าใคร่เสียจนอยากจะจับกลืนลงท้องไปทั้งตัวเสียเดี๋ยวนี้



นี่สินะคำที่กฤตเมธเคยบอกเอาไว้



‘ตอนนี้นายอาจจะแค่รู้สึกผิด ที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้บดินทร์ลงมือทำเรื่องบ้าบิ่นแบบนั้น แต่ในสักวันหากนายรู้สึกรักบดินทร์ขึ้นมา นายจะรู้สึกแย่ยิ่งกว่านี้...’



ตอนนั้นเขาเคยเถียงกฤตเมธออกไปว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้น เขาไม่มีทางรู้สึกกับบดินทร์มากเกินไปกว่าคำว่ารับผิดชอบ หรือความลุ่มหลงในเหยื่อที่ยังสดใหม่ ตอนนี้เป็นไปได้อยากกลับไปกราบพี่ชายต่างสายเลือดคนนั้นงามๆ สักทีที่สามารถรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่เขาเคยมองข้าม เพราะในตอนนี้บดินทร์ในสายตาของเขานั้นมันไม่ใช่แค่เหยื่อสดใหม่ แต่เป็นอะไรที่มากกว่านั้นไปเสียแล้ว

ดนัยจ้องมองใบหน้าแดงๆ ของบดินทร์ด้วยความอิ่มเอิบใจ ราวกับได้ชัยชนะก้าวแรกมาไว้ในมือ



แม้หลังจากนั้นจะถูกสาดถ้อยคำเผ็ดร้อนกลับมาเหมือนเดิมก็ตาม



“พอทีเถอะ เลิกหลอกล่อกันด้วยถ้อยคำชวนอ้วกนั่นเสียที ผมไม่มีทางติดกับดักคุณหรอก ไม่มีวันยอมให้สัญญา 1 ปีของเราโมฆะไปด้วยเหตุผลงี่เง่านี่เด็ดขาด...ลุ่มหลงบ้าอะไรกัน น้ำเน่า!” บดินทร์คล้ายตั้งสติได้ จึงรีบทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งใจของตัวเอง ไม่ให้คล้อยตามที่ดนัยชักนำ อย่างแรกคือการต่อว่าหาเรื่องออกไปแรงๆ ดูก่อน ไม่รู้หรอกว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เหมือนจะทำให้อีกฝ่ายนิ่งไปได้…เออ เขามันงี่เง่า แต่มันยังทำใจยอมรับง่ายๆ ไม่ได้จริงๆ นี่!



คำพูดของบดินทร์ทำเอาหัวใจของดนัยเจ็บยอกไม่น้อย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าบดินทร์ไม่มีทางยอมลงให้ง่ายๆ แต่ก็อดหงุดหงิดกับความถือดีของอีกฝ่ายไม่ได้จริงๆ อยากปราบพยศให้สิ้นฤทธิ์เสียตอนนี้เหลือเกิน



“เอาอย่างนี้ไหมล่ะ?” ดนัยเสนอขึ้นในที่สุด หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ “ในเมื่อคุณไม่ยอมรับความรู้สึกของผม งั้นเรามาแข่งกัน”



“ยังไง?” บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่นกับข้อเสนอใหม่ของดนัย กับดักของคนคนนี้มีเยอะจนราวกับใยแมงมุม ทั้งคำหวาน ทั้งคำลวงล่อ แต่ต่อให้ตอนนี้หัวใจของเขาจะยังเต้นแรงจนแทบจะขาดดิ้นอยู่รอมร่อ ก็ขอไม่ยอมแพ้ต่อหลุมพรางของดนัยเด็ดขาด



“ใช่...ตอนแรกผมก็ตั้งใจจะทำให้สัญญา 1 ปีของเราโมฆะจริงๆ นั่นแหละ” ดนัยเผยความจริงออกมาให้บดินทร์รับรู้โดยตั้งใจ



“เลว!”



“ด่าเจ้าพ่อว่าเลว ถือว่าเป็นคำชมนะ หึหึ”



“แล้วจะแข่งไปเพื่ออะไร ในเมื่อคุณตั้งใจจะเล่นสกปรก!”



“จุ๊ๆ อย่าเพิ่งโมโหขนาดนั้นสิ ฟังข้อเสนอผมก่อน ถ้าผมไม่คิดจะเล่นเกมแฟร์ๆ ผมคงไม่เผยไต๋ว่าตั้งใจจะโกงจริงไหม?”



“........แล้วจะให้แข่งอะไร?” แค่ได้ยินก็รู้แล้วว่ามันคือข้อเสนอที่บดินทร์ไม่มีทางปฏิเสธ ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะพูดมันออกมาด้วยวาจาที่นุ่มนวลหรือรอยยิ้มที่แสนหวานขนาดไหน บดินทร์ก็รู้ดีว่าข้อสนอที่เขากำลังจะได้รับรู้นั้น มันต้องไม่ต่างจากยาพิษแน่ๆ



“แข่งกันว่าผมจะทำให้คุณเสพติดผมได้หรือเปล่า”



“ว่าไงนะ!? แข่งบ้าอะไรน่ะ ผมไม่เอาด้วยหรอก ถ้าคิดจะกลับคำสัญญาก็ให้มันโมฆะไปทั้งหมดนั่นแหละ หงส์บ้าหงส์บออะไรนั่นก็ให้มันโมฆะไปด้วยเลย ไม่ทงไม่ทำมันแล้ว!” บดินทร์สบถอย่างหัวเสีย



ก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคนอย่างดนัยต้องเล่นไม่ซื่อ เขามันโง่เองแหละที่ยอมตามอีกฝ่ายมา แถมยังรับปากทำตามทุกอย่างตามข้อเสนอจอมปลอมนั่น คราวก่อนก็แล้ว คราวนี้ก็อีก หงุดหงิดจนแทบบ้าที่ไม่อาจต่อกร ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากฝืนใจทำให้มันผ่านไปวันๆ ไม่ต่างกับเป็นเพียงของเล่นให้อีกฝ่ายเท่านั้น



“อย่าเพิ่งหัวเสียขนาดนั้นสิ ฟังข้อเสนอของผมก่อน” ดนัยพยายามปลอบโยนบดินทร์ที่กำลังหัวเสีย แต่ไม่ว่าจะยื่นมือเข้าหาอีกฝ่ายเท่าไหร่ก็ถูกปัดทิ้งจนหมด



“ข้อเสนอลวงโลกพรรค์นั้นไม่เห็นอยากฟัง”



ดนัยถูกบดินทร์ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง โดยการเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงไปไกลจนสุดเอื้อม แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เขาตามไขว่คว้าตัวของอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมกอดด้วยความดึงดันมากขึ้น



บดินทร์ขัดขืนเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมนิ่งให้กอดเหมือนทุกครั้ง



ดนัยกอดบดินทร์แน่น ซบใบหน้าลงบนไหล่แข็งขืน พลางแอบขำตัวเองลึกๆ ที่ไม่เคยคิดฝันเลยว่าวันหนึ่งต้องมาตามง้อใครแบบนี้ ทั้งที่คนในอ้อมกอดนี้ เขาจะฝืนใจหรือตักตวงเอาสักเท่าไหร่ก็ได้เหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต แต่วันนี้เขากลับรู้สึกอยากถนอมน้ำใจ และอยากให้อีกฝ่ายเปิดเผยความรู้สึกให้กัน อยากให้ยอมรับกันด้วยหัวใจ ไม่ใช่การบังคับ



...ยากจัง



“ดิน...” ดนัยกระซิบข้างหูของบดินทร์ ที่ตอนนี้หยุดขัดขืนแล้วยอมให้กอดนิ่งๆ แล้ว “ถ้าภายใน 1 ปี ผมทำให้คุณรักผมไม่ได้ ผมจะให้อิสระคุณดีไหม?”



“ทำให้ผมรักคุณเพื่ออะไร? จะมีประโยชน์อะไรกัน?” บดินทร์ได้แต่เพียงถามกลับดนัยไปด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า เขาไม่รู้แล้วว่าจะต่อกรกับดนัยยังไง ขัดขืนไปก็เท่านั้น คล้ายกับยิ่งแข็งข้อก็ยิ่งถูกทำให้หมดทางต่อสู้ แต่พอยอมอยู่เฉยๆ ยอมทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข ก็กลับถูกเรียกร้องไม่รู้จักจบสิ้น อะไรคือการขอให้รักกัน? “ข้อเสนอแบบนั้น ผมย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นอิสระอยู่แล้ว ไม่มีทางรักคุณเด็ดขาด”



“ก็เอื้อประโยชน์กับคุณดีแล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงยังไงคุณก็เกลียดผมจะแย่อยู่แล้วนี่” ดนัยตะล่อม “ผมถือว่าคุณตกลงแล้วกันนะ”



“ไม่มีทางเลือกต่างหาก” บดินทร์ทำเพียงบ่นอยู่ในอ้อมแขนของดนัย สับสนจนอ่อนแรงไปหมด หลากหลายเรื่องราวถาโถมประเดประดังจนสมองแทบจะแตกเป็นเสี่ยง “....นี่คือวิธีทรมานนักโทษของคุณใช่ไหม?” บดินทร์ถามเสียงพร่า แต่เขาไม่ได้ต้องการคำตอบใดๆ หรอก ที่ถามออกไปก็แค่อยากประชดอีกฝ่ายเท่านั้น



“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?” ดนัยถามกลับ ขณะที่ยังกอดบดินทร์แน่น



“คุณทรมานร่างกายผมจนเบื่อแล้วใช่ไหม เลยอยากทรมานหัวใจของผมบ้าง” บดินทร์ตอบด้วยเสียงที่แผ่วลงไปทุกที “เพราะถ้าผมรักคุณไปจริงๆ ผมต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าตายทั้งเป็นเพราะเผลอไปรักคนไม่มีหัวใจอย่างคุณแน่ๆ”



น้ำเสียงสิ้นหวังของบดินทร์ทำให้ในท้ายที่สุดก็ทำให้ดนัยเผลอเผยบางสิ่งออกมา



“เหมือนที่คุณกำลังทรมานผมอยู่ตอนนี้น่ะเหรอ?”



“................”



“จริงอย่างคุณว่าแหละ ผมมันไม่มีหัวใจ” ดนัยคลายอ้อมกอดออก แล้วใช้สองมือตระกองไหล่ของบดินทร์ไว้ เพื่อให้คนตรงหน้าได้สบตากันตรงๆ “ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันมีจนกระทั่งได้มาเจอกับคุณ”



บดินทร์ได้แต่นิ่งอึ้งไปกับคำพูดของดนัย ถ้าเป็นปกติแล้วเขาคงคิดว่ามันเป็นเพียงคำลวงที่ดนัยมักชอบใช้ล่อลวงกัน แต่คราวนี้เขากลับไม่อาจคิดแบบนั้น เพราะบดินทร์สัมผัสถึงมันได้ ทั้งความหนักแน่นจริงจังและอารมณ์อ่อนไหวที่ดนัยสื่อมา



คำพูดนั้นไม่ว่าจะจริงหรือไม่ สายตาของดนัยก็สะกดหัวใจของบดินทร์อยู่หมัดแล้วตอนนี้



ด่ำดิ่งลึกลงไปทุกที...



“.......อย่าบอกนะ...ว่าคุณ...ชอบผม...”



“ก็รู้อยู่แล้วนี่”



ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้มพราวกระจ่างบน ใบหน้าเปื้อนยิ้มลวงโลกแบบเดิมๆ ที่บดินทร์เคยเกลียดแสนเกลียดวันนี้กลับเป็นรอยยิ้มแสนเศร้าราวกับกำลังปวดร้าวเพราะผิดหวังในความรัก เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาก็เคยใช้แววตาแบบนี้มองสดายุ



ไม่ทันได้พักทำใจก็ถูกคนฉวยโอกาสประทับรอยจูบบนเปลือกตาด้านซ้าย พร้อมกับคำว่าราตรีสวัสดิ์



ดนัยผละจากไปโดยไม่ยอมอธิบายสิ่งใดให้ได้ทำความเข้าใจ บดินทร์ได้แต่ยืนอึ้งที่จู่ๆ ก็ถูกทิ้งไว้คนเดียวในห้องกว้างนี้ แถมยังทิ้งไว้พร้อมกับความสับสนอลหม่านยิ่งกว่าเก่า ตอนนี้หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ใบหน้าเห่อร้อนแดงซ่านเสียจนเขาเองก็ไม่เคยคิดฝันว่าจะมีใครทำให้เขาหน้าร้อนฉ่าได้ถึงขนาดนี้



เรื่องนี้มันบ้า!



บดินทร์พยายามตั้งสติ พร่ำบอกตัวเองว่าเขาแค่กำลังโดนดนัยปั่นหัวเหมือนที่เคยเป็นมา ไม่มีทางมีอะไรไปมากกว่านั้น คำว่ารักกันชอบกัน อีกฝ่ายก็แค่พูดออกมาเพื่อรั้งให้เขาทำงานให้ด้วยความจงรักภักดีก็เท่านั้น แค่เรื่องที่อีกฝ่ายกุขึ้นเพื่อหลอกใช้ อย่าได้ไปหลงเชื่อคำเหล่านั้นอย่างเด็ดขาด



...บ้าเอ้ย! ทำไมหน้าร้อนแบบนี้วะ!?



อย่าให้ความเหงาหรืออะไรก็ตามมาทำให้ไขว้เขวนะ เราต้องผ่าน 1 ปีนี้ไปให้ได้!





**************TBC************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
เปิดตัว
[PART 3]





คืนนั้นผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ ดนัยไม่กลับเข้ามาอีกเลยไม่ว่าบดินทร์จะรอนานแค่ไหน ก็ไม่ได้ตั้งใจจะรออะไรหรอก ก็แค่รู้สึกว่ายังต้องนอนร่วมห้องกัน จะได้ตั้งรับได้ถูก แต่จนแล้วจนรอดฝ่ายนั้นก็หายไปจนเกือบเช้า



แว่วเสียงนาฬิกาปลุกดังอยู่ใกล้ บดินทร์งัวเงียตื่นขึ้นแบบไม่เต็มตานัก มือยาวเอื้อมออกนอกผ้าห่มฟูนุ่มเพื่อหาต้นตอเสียงน่ารำคาญนั้น แตะไปเจอนาฬิกาดิจิตอลที่หัวเตียงก็กดปิดลงไปแบบไม่ต้องคิด เสียงนั้นเงียบไปทันทีสบายหูขึ้นเยอะ



ที่นอนอุ่นจัง...บดินทร์คิดไปด้วยสมองพร่าเบลอพลางหลับตาลงต่อ เพราะเพิ่งนอนไปได้ไม่เท่าไหร่เขาจึงยังง่วงใจจะขาด

และเขาจะหลับต่ออย่างสบายอารมณ์มากกว่านี้ถ้าไม่รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ด้านหลังเข้าเสียก่อน



แถมไม่ใช่เพียงแค่นอนเบียดอยู่ด้านหลัง แต่ยังสวมกอดกันไว้แน่นด้วย



"บ้าอะไรเนี่ย? " บดินทร์สบถอย่างหัวเสียที่ถูกดนัยจู่โจมตั้งแต่เช้า หรืออาจตั้งแต่ที่เขาหลับไปเมื่อคืน ตื่นเต็มตาเลยคราวนี้ ผู้ถูกรุกรานเวลาส่วนตัวอย่างบดินทร์จึงพยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดหนักๆ ที่พาดอยู่บนตัวทันที



"อือ" เพราะแรงดิ้นรนของบดินทร์ทำให้คนที่นอนกอดไม่ยอมปล่อยคำรามคล้ายไม่ค่อยพอใจนักที่ถูกขัดจังหวะการนอน ก่อนจะโถมตัวกอดเกยบดินทร์หนักข้อขึ้นไปอีก



"โอ้ย ปล่อยผมนะคุณดนัย ฮึ่ย! " บดินทร์ยังคงพยายามดิ้นรนในขณะที่กำลังถูกกดจมลงไปใต้ร่างของดนัยจนแทบหายใจไม่ออก "โถ่เว้ย! ไอ้ฉวยโอกาส! "



"หึ" อาการโวยวายของบดินทร์ในที่สุดก็ทำให้ดนัยหลุดขำออกมา



บดินทร์รีบหันไปมองหน้าคนลอบขำ ขึงตาใส่อีกฝ่ายจนตาโตเพราะเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังโดนดนัยแกล้งหยอกเล่น



“ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยโดนด่าว่าฉวยโอกาสครั้งแรกนี่แหละ” ดนัยพูดพลางขำเบาๆ ไปด้วย “ผมก็แค่ไม่อยากให้คุณนอนหนาว”



แม้ว่าดนัยจะพูดเชิงหยอกล้อเพื่อหลอกล่อให้บดินทร์โกรธควันออกหู เพราะดูเหมือนช่วงนี้เจ้าพ่อดนัยจะชอบให้บดินทร์เกรี้ยวกราดใส่มากกว่าเมินเฉยใส่กัน แต่แทนที่บดินทร์จะออกฤทธิ์ออกเดชอย่างตอนปกติเหมือนที่ดนัยตั้งใจ อีกฝ่ายกลับเงียบงันและมองหน้ากันนิ่งๆ เสียอย่างนั้น



ตาประสานตาราวกับเวลาหยุดหมุน สองร่างได้เพียงกอดตระกองมองหน้ากันนิ่งอยู่อย่างนั้นร่วมสิบนาที



“หายไปไหนมาทั้งคืน?” แต่แล้วจู่ๆ บดินทร์ก็ถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ



คำถามนั้นเล่นเอาดนัยถึงกับเลิกคิ้วตกใจ นี่บดินทร์สนใจกันด้วยหรือนี่?



“ผมมีงานต้องเคลียร์พอสมควรน่ะ” ดนัยตอบพลางขยับใบหน้าเข้าหาบดินทร์มากยิ่งขึ้น “ทำไม...อยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ เหรอเหรอ?”



โดนหยอดแบบนั้นเข้าไป บดินทร์จึงได้แต่กลอกตาหันหน้าหนี พลางถอนหายใจเหนื่อยหน่าย คงคุยกันดีๆ ไม่ได้แล้วมั้งในชาตินี้



“เดี๋ยวสิ ทำไมขึ้นง่ายจังคุณเนี่ย” เห็นบดินทร์พลิกตัวหนี ดนัยก็รีบง้อ ก่อนจะบ่นออกมาว่าเลือกใช้วิธีผิด “ทำไมไม่เห็นเหมือนในบทที่ผมเคยเล่นเลยล่ะ ปกติหยอดไปขนาดนั้นมันต้องมีเขินกันบ้างสิ ไม่ใช่โดนหงุดหงิดใส่แบบนี้” บ่นไปก็ขำตัวเองไป



“ละครกับชีวิตจริงมันจะไปเหมือนกันได้ยังไงเล่า ที่สำคัญผมไม่ใช่นางเอกที่จะมาเคลิ้มกับไอ้คำพูดชวนขนลุกแบบนี้น่ะ” บดินทร์บ่นบ้าง พลางพลิกตัวกลับมามองหน้าดนัยตรงๆ “อย่าบอกนะว่าคุณใช้มุขแบบนี้จีบหญิงมาตลอด”



ดนัยไม่ได้ตอบคำถามของบดินทร์ในทันที เขาทำเพียงจ้องตาของบดินทร์นิ่งอยู่นาน ก่อนจะตอบออกมาคล้ายกับว่ามันคือคำตอบแสนสำคัญ



“เปล่า คุณคือคนแรก”



“...............”



“ชีวิตนี้ผมไม่เคยต้องจีบใครมาก่อนเลย” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม มือที่กอดเอวบดินทร์เอาไว้ ค่อยขยับลูบไล้แผ่วเบาราวกับกำลังปลอบเด็ก ก่อนจะค่อยๆ รุกเรื่อยเข้ามาใต้ชายเสื้อยืดตัวบางแล้วสัมผัสโดยตรงกับผิวเนื้ออ่อนอุ่น



จั๊กกะจี้ แต่บดินทร์ก็ไม่ได้ขัดขืน



"คุณชอบผมได้ยังไง? ไม่เห็นจะมีเหตุผล ผมยังชอบคุณไม่ลงเลย...” แต่ถึงจะยอมให้ลวนลามไปเรื่อย บดินทร์ก็ยังคงตั้งคำถามเจ็บแสบ ก่อนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงลองออกปากท้าทายคนตรงหน้าดู “...ติดใจร่างกายผมแล้วหรือไง? "



คำถามยั่วเย้าของบดินทร์คล้ายจะเป็นเครื่องกระตุ้นดนัยอย่างดี ร่างหนาจึงพลิกตัวโถมคร่อมร่างของบดินทร์เอาไว้ จับสองขาที่ไม่ทันได้ตั้งหลักแยกกว้างจากกันแล้วเสือกกายเข้าไปปักหลักตรงกึ่งกลางร่างนั้นในท่าทางล่อแหลมหมิ่นเหม่ หลายวันมาแล้วที่ไม่ได้ปลดปล่อย หากบดินทร์ยังยั่วยวนกันไม่เลิกสงสัยคงต้องจับกินไม่ให้เหลือซากเสียตอนนี้



“เรื่องชอบคุณน่ะผมไม่มีเหตุผลหรอก แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะผมติดใจร่างกายของคุณก็คงไม่ผิด” ดนัยโน้มตัวลงหาบดินทร์จนแทบจะเสียดสีกัน “ที่เป็นอยู่ตอนนี้ผมก็จะคลั่งตายอยู่แล้ว” ดนัยแกล้งพูดรุกเร้า รุกคืบปลายจมูกโด่งเข้าหาแก้มใส และหากบดินทร์จะยินยอม เขาก็พร้อมจะครอบครองริมฝีปากบางเฉียบนั่นทันที



ทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากกำลังจะแตะกัน บดินทร์กลับผินหน้าหนีไปเสียก่อน



...ยังไม่ได้ผลสินะ ดนัยได้แต่ลอบขบกรามด้วยความขัดใจ



ดนัยพรูลมหายใจแห้งแล้ง แล้วผละออกจากร่างของบดินทร์ในที่สุด ไม่เป็นไร วันนี้เขายังรอไหว ยังคงอยากอดเปรี้ยวเอาไว้กินหวาน ไม่อยากลงไม้ลงมือบังคับกันจนบดินทร์แตกตื่นเหมือนเมื่อก่อนอีก ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะยอมให้เข้าใกล้ขนาดนี้ได้ ไม่ยอมทำลายมันลงด้วยมือคู่นี้อีก...



อย่างน้อยก็ตอนนี้



“ถ้าผมเป็นหงส์ให้คุณครบ 1 ปีโดยไม่ตกหลุมรักคุณเข้าเสียก่อน ผมก็จะได้อิสระตามข้อตกลงของคุณใช่ไหม?” บดินทร์ถามขึ้นทันทีที่ถูกปล่อยตัว สายตามองไปยังดนัยแน่วแน่เพื่อรอคำตอบ ลุกขึ้นนั่งตัวตรงประสานสายตากับคนที่นั่งห่างจากกันแค่คืบ



“อืออึ ถึงวันนั้นผมจะยอมแพ้และปล่อยคุณไป” ดนัยรับคำ พลางคิดหงุดหงิดในใจ ‘ย้ำเหลือเกินนะ อยากไปให้พ้นหน้ากันให้ได้เลยล่ะสิ’



“แล้วถ้าผมยอมเป็นคนรักของคุณล่ะ?”



ทว่าคำถามต่อมาของบดินทร์ ทำเอาความคิดของดนัยสะดุดหยุดลง เจ้าพ่อหนุ่มจ้องหน้าผู้ถามเขม็งราวกับไม่เข้าใจในความหมาย





“ผมจะได้อะไรถ้าผมตกลงใจเป็นคนของคุณ”



น้ำเสียงที่ใช้ตั้งคำถามนั้นราบเรียบ เช่นเดียวกับใบหน้าที่ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร แต่เพียงแค่คำถามธรรมดานั้น ก็ทำเอาหัวใจของดนัยกระตุกวูบไหว



“ทุกอย่าง”



คือคำตอบที่ดนัยมอบให้ คำคำเดียวเท่านั้นแต่มันแฝงด้วยความหมายที่ยิ่งใหญ่ เพราะคำว่า ‘ทุกอย่าง’ ของดนัยนั้น มันคือทุกอย่างจริงๆ แบบไม่มีข้อยกเว้น



ดนัยเงียบรอหลังตอบคำถามว่าบดินทร์จะพูดอะไรหรือแสดงทีท่าแบบไหน แต่คนตรงหน้ากลับเงียบงันคล้ายกับกำลังใช้ความคิด หัวใจของดนัยลิงโลดเบาๆ หรือว่าเขากำลังจะทำสำเร็จแล้ว...กำลังจะได้หัวใจของบดินทร์แล้ว



“งั้น...” บดินทร์พูดขึ้นในที่สุด “ผมจะพยายามเป็นหงส์ให้ดีที่สุดก็แล้วกันนะ เวลา 1 ปีของเราจะได้ไม่สูญเปล่า”



แต่มันกลับไม่ใช่คำตอบที่ดนัยวาดหวัง



เจ้าพ่อหนุ่มได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นมองบดินทร์ที่เดินเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบเชียบ เช้านี้เขายังมีงาน หมดเวลาจะตามหาความหมายของสายตาและคำพูดของบดินทร์แล้ว ดนัยได้แต่ถอนหายใจ การอดทนรอสำหรับเขามันเป็นอะไรที่ยากเกินไป จนเริ่มคิดไปว่าหัวใจของบดินทร์นั้นเขาไม่เอาแล้วก็ได้ แค่กักขังตัวเอาไว้ให้อยู่ด้วยกันไปทั้งชาติก็เพียงพอ การเอาชนะบดินทร์ไม่ใช่เรื่องยากเลย ทำไมเขาถึงต้องยอมขนาดนี้ด้วย



สุดท้ายดนัยก็ไม่มีคำตอบตัดสินให้กับตัวเอง ใจหนึ่งก็อยากรีบหักหาญบดินทร์มาเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าอีกฝ่ายจะยินยอมหรือไม่ แต่อีกใจก็อยากอดทนรออะไรที่หวานล้ำกว่า ดนัยทำได้เพียงแค่สบถเบาๆ กับตัวเองแล้วออกไปจากห้องเพื่อเตรียมตัวออกไปเตรียมงานสำคัญ เย็นนี้เขาจะพาบดินทร์ไปเปิดตัวที่ร้านใหญ่ของสาขาหลัก มีคนสำคัญมากมายที่เขาต้องการจะไปพบก่อนที่จะเปิดตัวหงส์คนนี้



พอคิดถึงเรื่องการเปิดตัวของบดินทร์ในคืนนี้ สีหน้าของดนัยก็สงบนิ่งขึ้น ดวงตาเย็นชากลับมาฉายแววตาของผู้ทรงอำนาจ ไม่ว่าต่อหน้าของบดินทร์เขาจะเป็นผู้พ่ายแพ้ยังไง แต่เบื้องหน้าใครต่อใครข้างนอกนั่น เขายังคงเป็นเจ้าพ่อดนัย มังกรใหญ่แห่งวิษธร ผู้มีอำนาจในมือไม่แพ้ผู้ใด



.

.

.

.

.



ห้องน้ำหรูหราพร้อมวิวกระจกร้อยแปดสิบองศาของห้องชุดในจุดสูงเด่นของมหานครนิวยอร์ก บดินทร์แช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำระบบนวดด้วยฟองอากาศอ่างใหญ่ ก็ดูสบายอารมณ์ดีเมื่อได้แช่น้ำอุ่นๆ พร้อมดูวิวสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาจนแทบจะเห็นเส้นขอบฟ้า บ่ายนี้หิมะตกในเมือง ทำให้ตึกระฟ้าทุกตึกตรงหน้าที่ถูกปกคลุมหนาไปด้วยหิมะขาวฟูดูราวกับประติมากรรมน้ำแข็งใส บดินทร์ทอดกายแช่น้ำเหม่อมองบรรยากาศนอกกระจกที่หนาวเหน็บเข้าขั้นติดลบตรงหน้า สวยงามราวกับภาพฝัน สวยงามจนอยากจะทิ้งทุกอย่างตรงนี้แล้วทอดกายไปในหิมะขาวโพลนนั่น อยากถูกกลบฝังไปชั่วนิรันดร์...



"เพ้อเจ้อแล้วเรา" บดินทร์บ่นกับตัวเองเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังคิดเตลิด ความคิดที่กระเจิดกระเจิงอยู่เมื่อครู่กลับมาเรียบเรียงเป็นระบบอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวตั้งสติได้



‘แล้วถ้าผมยอมเป็นคนรักของคุณล่ะ? ผมจะได้อะไรถ้าผมตกลงใจเป็นคนของคุณ? '



‘ทุกอย่าง'





บดินทร์คิดวกวนซ้ำไปซ้ำมากับคำสนทนากับดนัยเมื่อรุ่งสาง ดนัยชอบเขาคนนี้ไม่ผิดแน่ แต่ชอบถึงขนาดไหนอย่างไรหรือมีเหตุผลอะไรเขาก็ไม่อาจคาดเดาได้



คนเรามันชอบกันได้ง่ายดายแบบนี้เลยหรือ? ทั้งๆ ที่ผ่านมาในอดีตเคยเกลียดกันจนถึงขั้นลงมือกระทำรุนแรงกันถึงขนาดนั้นแท้ๆ มาวันนี้กลับจะปกป้องดูแลกัน...



มันเป็นไปได้จริงๆ หรือ? เขาจะเชื่อน้ำคำของคนจอมปลอมแบบนั้นได้จริงๆ หรือ?



ความรู้สึกของดนัยนั้นเขามีสิทธิ์ไม่ยอมรับมันได้หรือเปล่านะ? แล้วถ้าไม่รับแล้วชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรต่อไปกัน? ในเมื่อตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างจากลูกไก่ในกำมือ ถ้าพูดแบบตัดอคติทิ้งไปดนัยก็คือที่พึ่งเพียงคนเดียวที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ตัวเขาในอดีตนั้นสร้างเรื่องเอาไว้เยอะเกินกว่าจะกลับไปยืนด้วยลำแข้งเพียงลำพัง ไม่อาจกลับไปยืนในสังคมโดยไม่ทำให้ครอบครัวหรือคนรอบข้างเดือดร้อนได้อีก



จะอยู่ที่นี่อย่างหงส์ หรือจะกลับไปหนีหัวซุกหัวซุนอย่างหมา เขาเหลือเพียงสองทางให้เลือกเดินเท่านั้น และก็ไม่คิดหรอกนะว่าถ้าเขาเลือกที่จะกลับไปเป็นหมา ดนัยจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ โดยไม่ฆ่ากันให้ตายเสียที่นี่เสียก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาดันไปรู้เบื้องหลังของธุรกิจมืดนี้มากเกินไป



ในเมื่อเลือกทางไหนก็เจ็บ แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอมเลือกทางที่เจ็บน้อยที่สุดกันเล่า



แค่เป็นคนของดนัยมันก็ไม่ได้ยากตรงไหน...



บดินทร์ครุ่นคิดพลางกัดจมูกนิ้วไปด้วยความเคยชิน ร่างที่เคยทอดนอนสบายอยู่ในอ่างขดเข้าหากันในท่านั่งกอดเข่าอย่างลืมตัว



ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องที่ไทย ตั้งแต่ที่เขาตัดสินใจทิ้งชีวิตเพื่อหนีจากทุกความระยำตำบอนของตัวเองที่เคยก่อ พอถูกดนัยช่วยเอาไว้ได้เขาก็อาศัยหลบเร้นในเงาของดนัยมาตลอด ถึงต่อหน้าฝ่ายนั้นเขาจะโวยวายอย่างเอาเป็นเอาตายว่าถูกขู่เข็ญบังคับ แต่ที่จริงแล้วเขาเองต่างหากที่ยินยอมตามอีกฝ่ายมาตั้งแต่แรกด้วยข้ออ้างเข้าข้างตัวเองว่าถูกบีบคั้นจากหนี้สินที่อีกฝ่ายใช้หนี้บ่อนให้ หนี้สิบล้านนี่ต้องชดใช้ด้วยร่างกายนี้...



ชดใช้หนี้สินด้วยร่างกายไม่ต่างจากนายบำเรอ...กับการได้เลื่อนขั้นเป็นคนที่ถูกยกย่องว่าเป็นคนรัก มีหน้ามีตาและศักดิ์ศรี แบบไหนดีกว่ากันแม้แต่เด็กอมมือยังรู้ แล้วทำไมเขาถึงเอาแต่ปฏิเสธกันนะ...



เพราะรังเกียจเหรอ? แย่กว่านี้เขายังเคยเจอมาแล้วเลย



แล้วมันจะมีปัญหาอะไรนักหนากับแค่การเป็นคนของดนัยกัน?



นั่นสินะ...



บดินทร์ตกผลึกความคิดของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย และในที่สุดเขาก็ได้รับคำตอบ...

.
.
.
.
.
.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


“ช่างแต่งหน้ามารออยู่แล้วครับ”



ธันวาทักขึ้นทันทีที่เห็นว่าบดินทร์ออกจากห้องน้ำเสียทีหลังจากเข้าไปแช่น้ำอุ่นอยู่นาน



“วันนี้ฉันต้องทำอะไรบ้าง?” บดินทร์ถามถึงหน้าที่ เพราะจากนี้คืองานที่เขาต้องรับผิดชอบ



“เดี๋ยวช่วงเย็นนายจะกลับมารับคุณดินไปที่ร้านสาขาใหญ่ครับ เพื่อไปแนะนำตัวกับผู้ดูแลสาขาและแขกคนสำคัญของนายอีกบางส่วน” ธันวาอธิบายเป็นฉาก ขณะพาบดินทร์เข้ามานั่งรอช่างแต่งหน้าที่โซฟาตัวนุ่ม



“เจ้านายของนายนี่ยุ่งจังเลยนะ ฉันไม่เห็นเขากินเขานอนที่บ้านบ้างเลย ผลุบๆ โผล่ๆ อย่างกับผี” บดินทร์แสร้งทำเป็นบ่นเรื่อย เพื่อปกปิดความอยากรู้ในคำถาม ยังคงอยากวางฟอร์มว่าไม่สนใจใยดี



“นายท่านก็ยุ่งแบบนี้ตลอดแหละครับคุณดิน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่กำลังจะเปิดตัวหงส์คนสำคัญด้วยแล้วท่านยิ่งแทบไม่มีเวลาได้พักเลย” ธันวาตอบอย่างว่าง่าย ไม่ส่อทีท่าว่ารู้ทัน อยู่รับใช้บดินทร์มาพักใหญ่ๆ เขาพอรู้แล้วว่าควรจะรับมือเจ้านายคนใหม่ที่ฟอร์มจัดคนนี้ยังไงดี



“เหรอ...นึกว่าพวกเจ้าพ่อจะไม่ต้องทำอะไรเสียอีกนะ เห็นมีลูกน้องเยอะแยะ ไม่เห็นต้องทำเอง” บดินทร์ไหวไหล่ เห็นธันวาให้คำตอบกันอย่างว่าง่าย จึงถือโอกาสชวนคุยต่อ



“ไม่สบายแบบนั้นหรอกครับ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งต้องทำงานมากเท่านั้น ต้องคุมคนเป็นพันเป็นหมื่น เป็นผมต้องเครียดตายแน่น...” ธันวาเผลอแสดงความรู้สึกส่วนตัวออกไป แต่ก็รีบหุบปากทันทีเมื่อเห็นสายตาที่บดินทร์มองมา สายตาที่แสดงความสนใจในเรื่องของเจ้านายของเขาจนออกนอกหน้าแบบนั้น หรือว่า...เขาควรช่วยพูดเรียกคะแนนสงสารให้นายใหญ่เยอะๆ กว่านี้ดีนะ



“ก็ดูลำบากดีนะ” บดินทร์พูดคล้ายไม่ใส่ใจ แต่ธันวารู้ดีว่ามันตรงข้ามกับความรู้สึก



แบบนั้นทำให้ลิ่วล้อหนุ่มตัดสินใจทำบางอย่างที่เกินตัว



เอาวะ



“เพราะงั้น...เจ้านายถึงต้องมีหงส์ที่เก่งเหมือนคุณไงครับคุณดิน” ธันวาลองปะเหลาะ



“นี่ ไม่ต้องมายอฉันหรอก ฉันรู้ตัวเองดีว่าฉันไม่ได้มีคุณสมบัติคู่ควรกับไอ้ตำแหน่งหงส์นี่เลยสักนิด ฉันรับที่จะทำมัน ก็แค่เพราะหน้าที่ที่เจ้านายของพวกนายมอบให้ก็เท่านั้น”



“ไม่หรอกครับคุณดิน นายท่านไม่เลือกคุณแน่ถ้าคุณไม่เหมาะ และพวกผมก็เห็นด้วยกับนายท่านนะครับ” เห็นบดินทร์ปฏิเสธ ธันวาก็รีบอธิบาย “คนที่สามารถเอาชนะใจของนายท่านได้ ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”



คำว่า ‘เอาชนะใจ’ ได้ของธันวาทำให้บดินทร์หยุดโต้เถียง ‘ชนะ’ อย่างนั้นเหรอ? ถ้าชนะได้จริงก็ดีน่ะสิ



“แต่นายท่านนี่สิ เอาชนะใจคุณดินไม่ได้เสียที...”



พอบดินทร์ไม่ตอบโต้อะไร ธันวาก็ปล่อยหมัดแย็บเบาๆ หมายให้เข้าเป้ากระแทกใจของเจ้านายคนใหม่บ้าง แต่แล้วก็ต้องรีบหุบปากฉับ เพราะโดนบดินทร์จ้องกลับมา แม้ไม่อาจคาดเดาความหมายของสายตา แต่คิดว่าเงียบไว้ดีกว่า



โดนอีกแล้วไอ้ธันวา



หลังบทสนทนาสั้นๆ นั้นจบลง ช่างแต่งหน้าก็จัดการแต่งหน้าแต่งตัวให้บดินทร์เพื่อให้ดูดีที่สุดในค่ำคืนนี้ ให้พร้อมสำหรับการเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในฐานะว่าที่หงส์ที่กำลังจะขึ้นรับตำแหน่งในไม่ช้า

.

.

.

.







เพราะตั้งแต่ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังแล้วตามดนัยมานั้น บดินทร์ไม่เคยสนใจดูแลตัวเองเลย จึงทำให้ความหล่อเหลาถูกบดบังไปด้วยผมยาวรุงรังกับไรหนวดไม่พึงประสงค์ มาตอนนี้พอได้ถูกขัดสีฉวีวรรณจัดแต่ง ออร่าที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้จึงได้ฉายออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ทั้งผิวพรรณใสกระจ่าง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมคาย ดวงตาคมกลมโตมีขนตายาวเป็นแพล้อมกรอบดูคมเข้ม เข้าคู่กับคิ้วเรียงสวยดำขลับ จมูกโด่งสันรับกับริมฝีปากหยักสวย เส้นผมรุงรังพอถูกจัดทรงปัดเปิดหน้าผากขึ้นแล้ว ยิ่งขับให้ใบหน้านั้นเด่นสะดุดตาขึ้นไปอีก



หล่อเหลาดูดีเสียจนธันวารู้สึกทึ่งจนเนื้อเต้น ปกติเขาก็คิดว่าเจ้านายคนใหม่นี้หน้าตาน่ามองอยู่แล้ว มาวันนี้กลับยิ่งหล่อดูดีจนไม่กล้ามองตรงๆ เพราะความเขิน



‘แย่แล้ว หน้าแดงจนปิดไม่อยู่เลยเรา’



หลังเตรียมตัวเสร็จเพียงครู่ ดนัยก็กลับมารับพอดี และวินาทีที่ดนัยได้พบกับบดินทร์ที่ถูกแต่งตัวเต็มยศแล้วนั้น สีหน้าก็แสดงความตื่นตะลึงไม่ต่างจากที่ธันวาเป็น ตะลึงในวินาทีแรกที่ได้เห็นจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพึงใจในความงดงามอย่างไร้ที่ติของว่าที่หงส์ของตน



บดินทร์ในชุดสูทสีขาวเรียบหรู คลุมทับด้วยเสื้อโค้ทสีขาวที่มีเฟอร์ฟูฟ่องอยู่ตรงปกราวแผงคอราชสีห์ รูปร่างสูงโปร่งเมื่อรวมกับบุคลิกสุขุมนุ่มลึกของเจ้าตัวแล้ว วันนี้บดินทร์จึงดูสง่างามจนใครที่ได้เห็นแทบหยุดหายใจ



สมคุณค่าคู่ควรกับตำแหน่งหงส์เหลือเกิน



“ไม่เห็นมานานเลยนะ หล่อเนี้ยบแบบนี้” ดนัยเอ่ยทักพลางยื่นมือออกไปหาบดินทร์ที่กำลังเดินลงบันไดมา



หงส์ขาวยื่นมือให้มังกรแต่โดยดี สองร่างที่เคียงคู่กันช่างดูเหมาะสมงดงามจนสะกดสายตาของทุกคนที่ได้เห็น ดนัยในชุดสูทสีดำขลับกับบดินทร์ในชุดขาว งดงามราวกับเทวฑูต ทั้งยังดูน่าเกรงขามจนไม่อาจละสายตา



“วันนี้มีคนสำคัญมารอที่จะได้พบคุณอยู่ ผมเชื่อนะว่าคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง” ดนัยกระซิบขณะเดินเคียงกันไป



“หึ จะพยายามแล้วกันนะ” บดินทร์หัวเราะขึ้นจมูกเล็กน้อย ไม่ได้ให้คำมั่นอะไรนอกจากคำว่าพยายาม ดนัยเพียงยิ้มรับแล้วเดินคู่กันไปเงียบๆ



วันนี้ไม่ใช่วันรับตำแหน่งหงส์ แต่มันก็มีค่าไม่ต่าง เพราะจะรุ่งจะร่วงส่วนหนึ่งก็คือการเปิดตัวของบดินทร์ในวันนี้ ที่ดนัยวิ่งเต้นพาคนที่มีอำนาจและมีความสำคัญเป็นที่ยำเกรงของคนในวงการนี้พอตัวมาเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวครั้งแรกของบดินทร์ เพื่อที่หงส์ของเขาคนนี้จะได้มีคนช่วยหนุนหลังมากพอที่จะต่อกรกับพวกที่ต่อต้าน



นี่ไม่ใช่แค่ก้าวแรกของบดินทร์เท่านั้น แต่มันหมายถึงก้าวสำคัญของดนัยด้วย



มังกรที่ไม่มีหงส์ถือว่ายังไม่โต แต่หลังจากนี้ไปดนัยจะสามารถคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคได้ไม่ต่างจากจ้าวซิน อำนาจมากล้นที่เขาจะได้รับมาหลังจากแต่งตั้งหงส์นั้น เขาจะต้องรับมือกับมันให้ได้

.

.

.

.

.

.



“HIMMAPAN” คือชื่อของตึกหรูใจกลางดาวน์ทาวน์ที่ภายในตึกนั้นคือโรงแรมหรูระดับลัคซ์ชัวรี่ มีร้านอาหาร และสิ่งบันเทิงครบครัน และที่ยิ่งกว่านั้นคือบ่อนคาสิโนขนาดใหญ่ที่อยู่ชั้นใต้ดินที่รองรับเฉพาะแขกระดับมหาเศรษฐีที่มีเงินมาละลายคืนละหลายล้านเท่านั้น



พอมาถึงดนัยก็พาบดินทร์ตรงดิ่งขึ้นไปยังห้องรับรองแขก VIP. ชั้นบนสุดของอาคาร เพื่อรอบรรดาแขกคนสำคัญที่ดนัยเชิญมาเลี้ยงรับรองในค่ำคืนนี้



“คนที่จะมาพบคุณคืนนี้คือบารอสกับเควินเพื่อนสนิทของผมเองและเป็นคู่ค้าทางธุรกิจที่สำคัญด้วย” ดนัยบรีฟงานคร่าวๆ ให้บดินทร์ฟังทันที เพราะเวลาที่เหลือมันกระชั้นขึ้นทุกขณะ “สองคนนี้เป็นพันธมิตรที่ดีของผม ถ้าพวกเขายอมรับในตัวคุณได้ อำนาจที่คุณกำลังจะได้รับหลังเป็นหงส์นั้น ก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีก”



“ผมจำเป็นต้องเอาใจพวกเขามากแค่ไหน?” บดินทร์สอบถามเป็นการเป็นงาน เพราะถ้ามันจะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตเขาก็ยินดี



“ไม่ต้องหรอก เป็นตัวของตัวเองแบบนี้แหละ แค่ไม่เปรี้ยวไปกวนสองคนนั้นมากนักก็พอ” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้ม



“เหอะ ให้เป็นตัวของตัวเองโดนเกลียดยันเงาแน่”



“ทำไมคิดงั้นล่ะ ผมว่าธรรมชาติของคุณมีเสน่ห์ดีออก...ผมยังชอบเลย”



โดนหยอดต่อหน้าต่อตา บดินทร์ก็หมดคำจะพูดอีก ใบหน้าหล่อเหลาซับสีเลือดระเรื่อขึ้นเล็กน้อย นึกเกลียดตัวเองขึ้นมาทันทีที่ดันเขินไปกับคำพูดชวนคลื่นเหียนของดนัยแบบนี้



“ดิน ขอโทษนะที่ดึงคุณมาเสี่ยงด้วยกับวงการที่มีแต่อันตรายอยู่รอบตัวนี่” จู่ๆ ดนัยก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเครียดขึงจริงจัง พร้อมเอื้อมมือมากระชับมือของบดินทร์ไว้แน่น



“จะขอโทษทำไม? ในเมื่อผมเป็นฝ่ายตามคุณมาเอง” บดินทร์รีบปฏิเสธ หัวใจแกว่งไหวกว่าทุกครั้งเมื่อได้สบสายตาจริงจังของอีกฝ่าย เขาจึงตั้งท่าจะเดินเลี่ยงออกไปจากตรงหน้าของดนัย แต่กลับถูกรั้งตัวเอาไว้ให้เพื่อให้รับฟังเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า



“ผมยังเป็นมังกรเลือดใหม่ ที่ถูกอำนาจของยุคเก่าคอยสกัดขัดขวางไม่เลิก การแต่งตั้งหงส์คือหนทางที่จะทำให้ผมสามารถมีอำนาจเบ็ดเสร็จสมบูรณ์” ดนัยอธิบายเสียงเครียด “หลังจากที่พ่อผมตายไปอำนาจรักษาการแทนถูกส่งไปยังพวกหัวหน้าฝ่ายระดับอาวุโส ซึ่งพวกนั้นไม่พอใจนักเมื่อผมกลับมาทวงอำนาจทั้งหมดคืน เงื่อนไขต่างๆ จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อพิสูจน์ผม ผมชนะมันได้จนถึงข้อสุดท้ายที่พวกมันพยายามใช้โจมตีผม”



“เงื่อนไขว่าอะไร?” บดินทร์ถามเสียงเครียดไม่ต่าง ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้เขาถึงรู้สึกคล้อยตามดนัยถึงขนาดนี้ ยิ่งกว่าความเห็นใจคือความคิดที่ว่าพวกเขาคือพวกเดียวกัน



“เงื่อนไขที่ว่าผมต้องมีหงส์ มันเป็นกฎของพรรคที่ว่ามังกรต้องแต่งตั้งหงส์เพื่อบริหารงานในพรรคได้อย่างสมบูรณ์ทั้งงานนอกงานใน เพราะผมไม่ยอมมีหงส์เสียทีถึงได้โดนโจมตีไม่เลิก”



“เรื่องสำคัญแบบนั้น ล...แล้วคุณก็ดันเลือกคนอย่างผมเป็นหงส์เนี่ยนะ?” บดินทร์แทบลมจับเมื่อได้ฟังเหตุผลทั้งหมดจากปากของดนัย ตอนที่เขาตัดสินใจรับงานนี้เพราะคิดว่ามันเป็นเพียงตำแหน่งจอมปลอมหน้าฉากไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ถ้ามันเป็นถึงตำแหน่งที่ใช้ค้ำยันอำนาจของดนัยแบบนี้ เขาจะไปทำไหวได้อย่างไร



“ผมก็เคยบอกแล้วไง ว่าต้องเป็นคุณเท่านั้น เพราะผมไว้ใจคุณที่สุด”



“บ้าหรือไง ก็ได้พังกันหมดน่ะสิ!” บดินทร์โวยวาย ความจริงที่เพิ่งได้ยินจากปากของดนัยนั้นกำลังทำเขาระส่ำระสาย



“ดิน...ผมเชื่อว่าคุณทำได้ มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ” ดนัยพยายามปลอบโยน เข้าใจดีว่าคนที่ไม่คุ้นเคยย่อมต้องตกใจกับภาระที่ต้องรับ แต่ตอนนี้เขาไม่อาจวางหน้าที่นี้ให้ใครได้นอกจากบดินทร์อีกแล้ว



“นี่....คุณไม่มีปัญญาหาคนที่เหมาะสมกว่าผมแล้วจริงๆ เหรอ?” บดินทร์เสียงอ่อนลง แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจทำใจยอมรับ



“แค่คุณเท่านั้นดิน ในโลกนี้มีแค่คุณเท่านั้นที่ผมวางใจมอบตำแหน่งนี้ให้” ดนัยใช้สองมือยึดไหล่ของบดินทร์ไว้มั่น สบตาแน่วแน่และเอ่ยอย่างจริงจังหวังให้บดินทร์ยอมเชื่อกันสักครั้ง



และสายตานั้นก็สามารถสะกดให้บดินทร์สงบลงได้ในที่สุด แต่ก็ยังเหลือความลังเลที่ยังฉายชัดในสายตา บดินทร์สูดลมหายใจเข้าลึก สบตากับดนัยตรงๆ แล้วตั้งคำถามออกไป





“คนที่หักหลังได้แม้แต่คนที่ตัวเองรักที่สุด คนแบบนี้น่ะเหรอที่คุณกล้าไว้ใจ?”



“ใช่...ไม่ว่าใครจะว่ายังไง แต่ผมเชื่อในตัวตนที่แท้จริงของคุณ และหงส์ของผมต้องเป็นคุณเท่านั้น”





ดนัยเองก็ตอบรับคำถามของบดินทร์ด้วยความหนักแน่น สบสายตามั่นคงแน่วแน่ พูดได้อย่างเต็มปากว่างานนี้เขาต้องพึ่งบดินทร์ เพราะต้องพึ่งจึงจำเป็นต้องให้รู้ความหมายของตำแหน่งหงส์ที่บดินทร์จะได้รับไปว่ามันมีค่ามากขนาดไหน



แต่ยังไม่ทันที่บดินทร์จะได้คิดใคร่ครวญใดๆ วิเชียรก็เข้ามาแจ้งข่าวว่าสองพี่น้องเควินและบารอสเดินทางมาถึงห้องรับรองเรียบร้อยแล้ว



“คุณเดินตามผมเข้าไปแล้วกัน” ดนัยให้สัญญาณเพียงแค่นั้นก่อนเดินนำออกไป



หัวใจของบดินทร์เต้นรัวเป็นกลองรบ เขาสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วก้าวตามดนัยออกไปยังที่ที่เหมือนกับฉากละครฉากใหม่ที่เขาต้องสวมบทบาทเป็นหงส์ของดนัยให้แนบเนียนที่สุด



ก้าวแรกก้าวออกไปแล้ว และเขาไม่อาจกลับหลังได้อีก



.

.

.

.

.



ห้องรับรองแขกระดับวีไอพีหรูหรามาก ขนาดที่บดินทร์ยืนอยู่ตรงหน้าประตูยังรู้สึกได้ เขามองผ่านจากเบื้องหลังของดนัยเข้าไปก็เจอเข้ากับโต๊ะอาหารที่มีอาหารหลากหลายดาษดา ทว่าบดินทร์รู้ดีว่าอาหารมื้อนี้คงอร่อยจนแทบกลืนลงคอไม่ลงแน่ๆ



หูแว่วเสียงทักทายของดนัย เขาก็รู้ตัวแล้วว่าถึงเวลาออกไปโชว์ตัวหน้าเวที



วินาทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั้น บรรยากาศหนักอึ้งก็เข้าจู่โจมบดินทร์จนแทบสำลักอากาศ เขาไม่ได้กลัว แต่ไม่รู้ทำไมบรรยากาศรอบตัวของเหล่าคนสำคัญของดนัยถึงได้ดูน่ายำเกรงถึงขนาดนี้



ความอึดอัดทำให้บดินทร์มองไม่เห็นถึงสายตาที่แสดงความตื่นตะลึงของทุกคนในห้องนั้น



หงส์สีขาวที่อยู่ท่ามกลางหมู่มังกร



“ไฮ มิสเตอร์ดิน ‘แอม บารอส เวลฟ์ ไนซ์ทูมีทยู”



“เควิน เวลฟ์ ไนซ์ทูมีทยู”



“ไนซ์ทูมีทยูทู” บดินทร์รีบปรับทีท่า สะกดอาการสั่นกลัวแล้วพยายามทักทายแขกคนสำคัญของดนัยด้วยมารยาทที่สมบูรณ์แบบ เขาไม่ได้แตกฉานภาษาอังกฤษมากนัก เพราะเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียน จึงไม่ได้ใฝ่เรียนเท่าไหร่ ผลจึงพูดได้แค่งูๆ ปลาๆ จนประหม่าไปหมด ดีว่าหลังจากทักทายกันแล้วคนที่เป็นโต้โผในการเจรจาพาทีทั้งหมดคือดนัย



หน้าที่ของบดินทร์ที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ตอนนี้คือการลอบสังเกตลักษณะท่าทางของแต่ละคนเพื่อเป็นประโยชน์ในการติดต่อก็แค่นั้น

ภายใต้สีหน้าที่มีรอยยิ้มพิมพ์ใจตลอดเวลากำลังครุ่นคิดถึงข้อมูลที่เคยได้รับ เควินกับบารอสเป็นพี่น้องกัน แต่ทำไมสิ่งที่เห็นจึงไม่มีความใกล้เคียงกับคำว่าพี่น้องเอาเสียเลยเล่า?



เควินผู้เป็นพี่ชาย ร่างกายล่ำสัน รูปร่างสูงใหญ่อย่างคนชาติตะวันตกเต็มที่ สีตาน้ำข้าว ผมสั้นเกรียนสีทองบลอนด์เป็นประกาย แม้กระทั่งไรหนวดก็มีสีทอง ถึงยามอยู่นิ่งจะดูน่าเกรงขามไปหน่อย แต่พอมีรอยยิ้มเฮฮาก็ดูจริงใจน่าคบหา



ทว่าบารอสผู้เป็นน้องกลับมีผิวขาวซีด นัยน์ตาดูหม่นหมองเล็กน้อย เส้นผมสีดำขลับหยักศกยาวประบ่า กับใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มน่าขนลุกอยู่ตลอดเวลา



เป็นพี่น้องที่ไม่มีความเหมือนหรือเกี่ยวเนื่องกันเลยแม้แต่นิด



‘So beautiful’ จู่ๆ เสียงชื่นชมบางอย่างก็แว่วเข้ามาในหู ทำให้บดินทร์ได้สติทันกับที่สายตาทุกคู่ในห้องนี้หันมาที่เขาเป็นตาเดียวพอดี



เควินกำลังออกปากชื่นชมว่าบดินทร์งดงามสมเป็นหงส์ที่ดนัยเลือกเฟ้น แถมยังพูดต่อท้ายว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีรสนิยมทางนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ชื่นชมจริงๆ เพราะบดินทร์นั้นดูสง่างามจนต้องขอยอมรับ



นั่นคือส่วนหนึ่งจากทั้งหมดที่บดินทร์พอจะฟังออก ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันจ๋าของเควินทำเอาลำบากในการฟังอยู่ไม่น้อย แต่บดินทร์ก็แกล้งทำเป็นเข้าใจ คล้อยตาม และเอ่ยขอบคุณทุกครั้งที่ได้รับคำชม โดยมีดนัยคอยให้ความช่วยเหลือไม่ห่าง



เหมือนกับว่าการนัดเจอกับเควินและบารอสวันนี้จะเป็นไปด้วยดี



ทุกอย่างดูราบรื่นจนกระทั่งส่งทั้งคู่กลับ ไม่ได้ให้ความรู้สึกน่ากลัวเหมือนกับตอนที่จ้าวซินมาบุกถึงบ้าน ใจชื้นที่ดนัยบอกว่าได้พันธมิตรหนุนหลังการขึ้นเป็นหงส์เพิ่มอีก 2 คนแล้ว มันเป็นเรื่องดีที่จะดูมีพลังอำนาจในวันเข้ารับตำแหน่งจริง







*******************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
เปิดตัว
PART 4




“อยากลงไปเยี่ยมที่บ่อนดูไหม?” ดนัยเอ่ยชวน หลังจากส่งเควิน กับบารอสเรียบร้อยแล้ว



“ไม่ล่ะ ผมอยากกลับไปพักมากกว่า” แต่บดินทร์ขอปฏิเสธ ชีวิตเขาตกนรกทั้งเป็นก็เพราะบ่อน เป็นตายร้ายดีไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวดีกว่า



“ผมว่าคุณควรลงไปดูกิจการหน่อยนะ เพราะไม่แน่ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นหงส์แล้ว คุณอาจต้องมาที่นี่บ่อยขึ้น”



“หมายความว่ายังไง?”



“ก็หงส์น่ะคือคนที่ต้องดูแลกิจการของพรรคต่อจากมังกรไงล่ะ บ่อนสาขาใหญ่ที่นี่เป็นของพรรควิษธรโดยตรง เป็นไปได้มากที่คุณต้องมาดูแล” ดนัยอธิบาย



“เวลาแค่ 1 ปี ผมทำอะไรได้ไม่มากหรอกนะ” บดินทร์รีบแย้ง ไม่อยากให้มีอะไรมาผูกมัดเขาไว้มากไปกว่านี้อีกแล้ว



“ใครบอกว่าได้ไม่มากกัน? ไม่แน่คุณอาจทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดก็ได้นะ” ดนัยค้าน ยิ้มหวาน แล้วเดินนำหน้าเข้าลิฟท์ที่จะดิ่งลงไปยังจุดที่สำคัญที่สุดของตึก



จากห้องรับรองแขกชั้นบนสุดไปจนถึงบ่อนระดับไฮคลาสชั้นใต้ดิน แค่ยืนในลิฟท์เพียงอึดใจก็ลงมาถึงได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงความหรูหราเท่านั้น แม้แต่เทคโนโลยีที่ใช้ก็เป็นระดับพรีเมี่ยม



จากโถงลิฟท์ที่สามารถเข้าได้เพียงผู้ที่มีบัตรผ่าน จนถึงหน้าประตูบานเขื่องทางเข้าบ่อนนั้นประดับประดาหรูหราไปด้วยเฟอร์นิเจอร์สีทองอร่าม เหมาะสมกับฐานะของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ



เพียงแค่ก้าวแรกที่ผ่านพ้นประตูเข้ามา ภาพบรรยากาศที่คุ้นตาก็โจมตีบดินทร์อย่างจัง บรรยากาศของอบายมุขที่ครั้งหนึ่งเขาเคยลุ่มหลงกับมันจนถอนตัวไม่ขึ้น และท้ายที่สุดมันก็นำพาเขาลงสู่ขุมนรกอเวจีอันไม่มีที่สิ้นสุด บดินทร์สูดหายใจเข้าปอดเพื่อระงับอาการสั่นเทาของร่างกายที่จู่ๆ ก็เกิดอาการต่อต้านแปลกๆ ขึ้นมา เขาไม่อยากอยู่ที่นี่จนแทบจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ แล้วที่ดนัยบอกว่าจะให้เขามาดูแลกิจการบ่อนที่นี่นั้น...มันจะไปรอดหรือ?



“สวัสดีค่ะนายท่าน ขอโทษที่ฮัวไม่ได้ขึ้นไปรับรองที่ห้องอาหารนะคะ ติดเคลียร์งานสำคัญที่ท่านสั่งไว้น่ะค่ะ”



เสียงหวานนุ่มนวลที่ดังมาจากตรงหน้าทำให้บดินทร์หลุดจากภวังค์ฝันร้ายของตัวเองและได้สติมองไปตามเสียงนั้น แค่แวบแรกที่ได้เห็น บดินทร์ก็อดชื่นชมความงามของหญิงสาวเจ้าของเสียงนั้นไม่ได้ เพราะนอกจากน้ำเสียงน่าฟังแล้วใบหน้างามหยดย้อยนั่นก็ชวนมองไม่ต่างเลย



“ขอบใจนะฮัว เธอทำงานได้ยอดเยี่ยมเสมอ” ดนัยเอ่ยชมผู้หญิงคนนั้น ก่อนออกเดินเคียงข้างไปกับเจ้าหล่อนที่เดินเข้าไปเกาะแขนแกร่งนั้นอย่างคนคุ้นเคย



‘อืม...ไม่ใช่แค่ลูกน้องธรรมดาสินะ’ แค่เห็นบดินทร์ก็ตีความได้ทันที รู้สึกหงุดหงิดในหัวใจไม่น้อยกับภาพตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่เดินตามดนัยกับสาวคนนั้นเข้าไปด้านในเท่านั้น



“ฮัวจัดห้องรับรองใหญ่ไว้ให้ค่ะ เชิญนายท่านเข้าไปพักก่อนนะคะ เดี๋ยวฮัวจะรายงานความเป็นไปของเดือนนี้ให้ฟังอย่างละเอียดเลยค่ะ” น้ำเสียงน่าฟังยังคงฉอเลาะไม่เลิก หล่อนไม่สนใจเสียด้วยซ้ำว่ามีบดินทร์เดินตามอยู่ไม่ห่าง แถมดนัยเองก็ดูเหมือนจะตามใจหล่อนไปเสียทุกอย่างจนลืมแม้กระทั่งแนะนำตัวเขาว่าเป็นใครให้หล่อนได้รู้



คิดถึงตรงนี้บดินทร์ก็ถึงกับชะงัก วูบไหวในหัวใจเล็กน้อยที่เผลอนึกหึงหวงดนัยขึ้นมาทั้งที่ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลใดที่ควรหึง เพราะเขากับดนัยนั้นนอกจากเรื่องของพันธสัญญาเจ้าหนี้ลูกหนี้ หรือการเป็นหงส์อะไรนี่แล้ว ก็ไม่ได้มีสายสัมพันธ์ทางใจอะไรที่มากไปกว่านั้น



บดินทร์เผลอสะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อไล่ความสับสนที่ผุดขึ้นเป็นตาน้ำ ก่อนตั้งสติว่าความรู้สึกที่เขาควรมีตอนนี้คืออะไรกันแน่ ถ้าเขาจะโกรธผู้หญิงคนนั้นกับดนัยก็คงมีเพียงเหตุผลเดียวคือการที่ทำเป็นมองไม่เห็นหัวกัน



แต่ก็ช่างเถิด ถึงอย่างไรหัวโขนของตำแหน่งหงส์ที่เขากำลังสวมอยู่นี้มันก็แค่ของจอมปลอม ใครจะเห็นหรือไม่เห็นหัวกันก็ช่างปะไร



‘เฮ้ย! หยุดบ้าเสียทีสิวะไอ้ดิน!!’



‘สิ่งที่มึงต้องทำคือการหาทางเอาตัวรอดในฐานะหงส์ให้ได้ไม่ใช่มาหงุดหงิดไม่เข้าเรื่องแบบนี้!’



‘ใช่ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือรู้ให้ได้ว่าหล่อนคือใคร แล้วค่อยหาทางเอาคืน โทษฐานที่ไม่เห็นหัวกัน!’





เถียงกับตัวเองอยู่อึดใจบดินทร์ก็หยุดเดินตามดนัยในระยะประชิดแล้วถอยห่างออกมาในระยะเดียวกันกับพวกบอดี้การ์ด เพื่อจะได้ลอบสังเกตได้อย่างเต็มตาว่าแท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของสองคนนั้นคืออะไรกันแน่ ผู้หญิงที่ทำให้คนที่เป็นถึงหงส์อย่างเขายังต้องถอยมาอยู่เสียไกล ผู้หญิงที่สามารถเดินเคียงคู่ถูตัวไปกับดนัยได้อย่างไม่มีอาการหวาดหวั่นต่อบารมีผู้เป็นนายใหญ่



“ฮัว ฉันมีคนอยากให้เธอรู้จักเอาไว้นะ” ในขณะที่บดินทร์กำลังเดินตามหลังอยู่ด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก จู่ๆ ดนัยก็หันมาแล้วเริ่มแนะนำตัวของบดินทร์ให้หญิงสาวข้างกายได้ฟังราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้



“นี่ดินนะ เธอควรทำความรู้จักเขาไว้” ดนัยแนะนำพลางเดินเข้ามาดันหลังของบดินทร์ให้ก้าวขึ้นมาเผชิญหน้ากันตรงๆ กับผู้หญิงที่ชื่อว่าฮัว



“ค่ะ ว่าที่หงส์ของท่านดนัย ฮัวรู้จักดีอยู่แล้วค่ะ” หล่อนเหยียดยิ้ม “สวัสดีค่ะมิสเตอร์ดิน” ก่อนจะทักทายออกมาด้วยทีท่าที่ดูไม่ค่อยยี่หระต่อการมาของบดินทร์สักเท่าไหร่นัก



‘อา...ไม่ใช่ไม่รู้จักกันนี่หว่า...’ ถึงตรงนี้บดินทร์กระจ่างใจแล้วว่าที่เขาไม่อยู่ในสายตาของเจ้าหล่อนนั้นไม่ใช่เพราะหล่อนไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร แต่ผู้หญิงคนนี้จงใจไม่เห็นหัวกันเพราะรู้ว่าเขาคนนี้เป็นใครนี่สินะ



ดนัยทำเพียงแค่ยิ้มบางกับสิ่งที่ฮัวพูด จ้องมองหล่อนครู่หนึ่งด้วยแววตาที่คาดเดาความหมายไม่ได้ ก่อนจะหันมาทางบดินทร์แล้วแนะนำหญิงสาวตรงหน้านี้ให้บดินทร์ได้ทำความรู้จักบ้าง



“นี่คือฮัว ผู้ดูแลของที่นี่ เธอเป็นชาวแผ่นดินใหญ่ แต่ไม่ต้องกลัว เธอพูดไทยชัดมาก” ดนัยแนะนำเพียงเท่านั้น



“แค่นั้นเหรอ?” แต่บดินทร์กลับถามขึ้นโต้งๆ “แค่ผู้ดูแล?” สบสายตาของดนัยจริงจังว่านี่ไม่ใช่คำถามล้อเล่น เกมวัดใจที่จะรู้ผลภายใน 1 คำตอบ



“ใช่”



และคำตอบพร้อมรอยยิ้มบางของดนัยก็พลิกเกมให้บดินทร์กลับมาเหนือกว่าอีกครั้ง หลังจากถูกทิ้งไว้นอกสายตาเสียนาน คำตอบเดียวที่ทำให้หญิงสาวถึงกับจ้องมองบดินทร์ราวกับจะฉีกเนื้อกิน



“สวัสดีครับ ฮัว” และเพราะคำตอบของดนัยทำให้อารมณ์ของบดินทร์ดีขึ้นนิดหน่อย เขาจึงส่งยิ้มแสยะ พร้อมทักทายหญิงสาวออกไปบ้าง



แต่ฮัวก็แค่ค้อมหัวลงเล็กน้อยเพื่อรับคำทักทาย ก่อนหันไปทางดนัยอีกครั้ง “ไปที่ห้องรับรองกันเถอะค่ะนายท่าน” แล้วปฏิเสธการมีตัวตนของบดินทร์อีกหนโดยการควงแขนดนัยแล้วพากันไปที่ห้องรับรองใหญ่โดยไม่ให้ความสนใจบดินทร์อีก



แต่ก่อนที่ร่างของหล่อนจะเดินจากไปพร้อมนายใหญ่ ฮัวก็หันมาชำเลืองมองที่บดินทร์ด้วยสายตาที่ทำให้บดินทร์ถึงกับหัวตากระตุก





‘ตัวแสบ’ บดินทร์ได้แต่สบถในใจ แล้วจ้องมองสองร่างเดินห่างออกไปช้าๆ



นอกจากฮัวที่ทำให้ไฟโทสะของเขาลุกโชนแล้ว ก็มีดนัยนี่แหละที่เป็นเชื้อไฟอย่างดีในตอนนี้



‘ไอ้ดนัย ไอ้เจ้าพ่อขี้โม้ ไหนว่าหงส์คือตำแหน่งรองจากประมุขไงล่ะ? ไหงมันถึงได้ดูกระจอกกว่านางบำเรอนั่นอีกวะ!!?’





















โซฟาใหญ่หัวโต๊ะถูกจัดไว้อย่างดี เห็นปุ๊บก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของนายใหญ่อย่างดนัยไม่ผิดแน่ เจ้าหล่อนที่เพิ่งชำเลืองมองบดินทร์อย่างเย็นชา รีบประคองนายใหญ่เข้าไปนั่งในที่ที่ดีที่สุดอย่างไม่รอช้า ดูแลอย่างดีแบบไร้ที่ติ ทันทีที่ดนัยหย่อนตัวนั่งลง เจ้าของใบหน้าหวานหยดก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น เพื่อจัดการยกน้ำชาให้เจ้านายคนสำคัญ ด้วยท่วงท่านั้นทำให้เรียวขาขาวผ่องโผล่พ้นรอยแหวกของชุดกี่เพ้ารัดรึง



ยั่วตายั่วใจขนาดนี้ ไม่ว่าเจ้านายที่ไหนก็คงอยากลากขึ้นไปฟัดบนเตียงสักยกสองยกแน่ บดินทร์ได้แต่คิดชั่วช้าในหัวอย่างไม่ปิดบัง ขณะยืนนิ่งมองสาวคนนั้นปรนนิบัติดนัยไปเรื่อยๆ



ไหนว่าจะให้มาดูงานในบ่อนวะ? ดูงานหรือให้ดูหนังสดกันแน่? เลื้อยซะขนาดนั้น พาไปเปิดห้องให้จบๆ ไปเลยเหอะ! บดินทร์ได้แต่นึกพาล และในขณะที่กำลังตัดสินใจว่าจะนั่งตรงโซฟาตัวนอกสุดนี้หรือยืนต่อนั้น ดนัยก็เรียกขึ้นเสียก่อน



“มานั่งนี่สิดิน”



เสียงนั้นดังพอให้คนทั้งห้องได้ยิน กอปรกับมือซ้ายที่ตบเบาะข้างตัวสองสามครั้งด้วยแล้ว ไม่มีใครที่มีรู้ความหมายว่าดนัยกำลังเรียกให้บดินทร์ไปนั่งข้างกัน บอดี้การ์ดและคนสนิทในห้องนั้นมีกันอยู่ 7 ชีวิต ทุกคนเงียบสนิท ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวผู้ที่แสร้งทำเป็นมองบดินทร์ไม่เห็นมานานสองนาน



“มาสิครับ” ดนัยเรียกซ้ำ เมื่อเห็นว่าบดินทร์เอาแต่ยืนนิ่ง นั่นทำให้ในที่สุดบดินทร์ก็เดินมานั่งข้างกันอย่างเสียไม่ได้



ดนัยลอบยิ้มพึงใจกับสิ่งที่ได้เห็น ใบหน้านิ่งเป็นศิลาแต่สายตาราวกับกำลังสุมไปด้วยเพลิงร้อนของบดินทร์นั้น ถ้าไม่ใช่ว่าเขาคิดเข้าข้างตัวเองมากไปหน่อย ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายกำลังหงุดหงิดอย่างมากที่มีหญิงงามตามมาบำเรอเขาอยู่ไม่ห่าง แถมนางยังทำตัวสนิทสนมราวกับเจ้าข้าวเจ้าของ



แน่ล่ะ อีกเหตุผลที่ดนัยพาบดินทร์มาเปิดตัวที่นี่ก็เพื่ออยากให้ได้ประจันหน้ากับ ฮัว หญิงงามคนนี้นี่แหละ



“ขอชาให้ดินเขาสักจอกสิฮัว” ดนัยขอชาให้บดินทร์โดยไม่ผินหน้าไปมองทางหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย



ดนัยไม่มอง แต่บดินทร์มองหล่อนอยู่ สายตาที่มองสบกันอย่างตรงไปตรงมานี้บดินทร์ไม่อาจตีความสายตาของเจ้าหล่อนเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากคำว่า ‘ศัตรู’ ฮัวมองว่าบดินทร์เป็นศัตรูอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยเหตุผลที่เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นเพราะตำแหน่งหงส์ที่จู่ๆ ก็มาตกที่เขาคนนี้แทนที่จะเป็นหล่อน หญิงสาวผู้พลีกายรับใช้ดนัยมานานแสนนาน บดินทร์ได้แต่นึกขื่นใจ เพราะไม่รู้ว่าเขาควรจะดีใจหรือเสียใจกับสถานการณ์แบบนี้ดี



“เชิญชิมชาร้อนๆ ของทางเราตามสบายค่ะมิสเตอร์ดิน” ฮัวส่งรอยยิ้มหวานให้บดินทร์พร้อมจอกชาทันทีที่ได้รับคำสั่ง รอยยิ้มที่แค่เห็นบดินทร์ก็รู้แล้วว่ามันเป็นความหวานของดอกไม้พิษ





‘...รอยยิ้ม...โคตรอาฆาตเลยเว้ย...’ ถึงจะเห็นสายตาไม่เป็นมิตรที่จงใจส่งมาให้อย่างไม่เกรงใจของเจ้าหล่อน แต่บดินทร์ก็ไม่ได้รู้สึกกริ่งเกรง ไม่รู้สินะ วันนี้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถือไพ่เหนือกว่า และการกระทำของอีกฝ่ายนั้นก็เป็นแค่การดิ้นรนเพียงเพื่อจะข่มกันในวาระสุดท้ายก็เท่านั้น



ทำไมจะไม่รู้ล่ะ เพราะเขาก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สมัยที่ยังอยู่ในวงการมายาแล้วถูกคลื่นลูกใหม่ทับทาง



“ระวังจะลวกลิ้นเอานะคะ” หล่อนเตือนอย่างสุภาพ ขณะส่งจอกชาถึงมือบดินทร์ ใบหน้าหวานล้ำ แต่แววตากลับมีเพียงรอยมุ่งร้าย



‘ไม่อยากยุ่งด้วย’ คือความรู้สึกของบดินทร์ในตอนแรก ไม่ว่าหล่อนจะเป็นใครก็ตาม เขาไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยประการทั้งปวง ถือว่าแค่เจอกันเพียงผิวเผิน ต่างคนต่างอยู่ รู้ตัวอยู่หรอกว่าคงโดนหมายหัวในฐานะที่โผล่มาทีหลังแต่ดันคาบตำแหน่งหงส์ไป จะถูกเกลียดก็ไม่แปลก ขอแค่อย่ามาวุ่นวายกันเป็นพอ เพราะสิ่งเดียวที่เขาต้องการจากดนัยคืออิสระ จะตำแหน่งคนรักหรือหงส์ผู้ทรงอำนาจอะไรนี่พอครบหนึ่งปีเมื่อไหร่จะรีบคืนให้ทันทีเลย



เขาพร้อมคืนทุกอย่างให้ ขอแค่ก่อนหน้านั้นอย่ามาล้ำเส้นกันเป็นพอ























...ก็ตั้งใจไว้แบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเอาเสียเลย รอยยิ้มเยาะหยันรวมทั้งสายตาท้าทาย ของฮัวกำลังบังคับให้บดินทร์กระโดดลงสนามสู้



“ขอบใจนะ” บดินทร์กระตุกยิ้มส่งให้เจ้าหล่อนทันทีที่รับจอกชาไว้ในมือ เมื่อถูกอีกฝ่ายท้าทายมา เขาก็แค่ท้าทายกลับ อยากรู้เหมือนกันว่าจะโดนทำอะไรต่อ



ฮัวคนนี้คงมีดีพอตัวถึงได้สามารถทำตัวแบบนี้ได้ บดินทร์เองก็ไม่ได้อยากเอาชนะคะคานอะไรกับเจ้าหล่อนเพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาอะไรไปสู้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมแพ้ เพราะเขาเองก็ไม่ใช่คนดีที่จะยอมผู้หญิงขนาดนั้น และเพราะแบบนั้น บดินทร์จึงตัดสินใจวางจอกชาลงบนโต๊ะ ไม่ยอมดื่มมันลงคอตามมารยาท ฮัวจิกตามองทันทีแม้ใบหน้าหวานหยดนั้นจะยังฉาบฉายด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังอาการมุ่งร้าย แต่เพียงพริบตาต่อมาหล่อนก็แย้มยิ้มแล้วหันไปฉอเลาะดนัยต่อ ทำราวกับไม่เห็นบดินทร์ในสายตา



“คืนนี้นายท่านจะพักที่นี่หรือเปล่าคะ? เดี๋ยวฮัวให้คนจัดเตรียมห้องให้” ฮัวหันมาถามดนัยด้วยความนอบน้อม ขณะลุกขึ้นมานั่งข้างกันอย่างที่เคยทำอยู่ประจำ ข้างกายของดนัยคือที่ประจำของหล่อน



“เอาสิ ไม่ได้พักที่นี่นานแล้วเหมือนกัน” ดนัยตอบสบายๆ คล้ายมองไม่เห็นสงครามย่อมๆ ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ดูเหมือนจะรู้สึกสนุกไปกับสถานการณ์ร้อนเป็นไฟนี้เสียมากกว่า



“ได้ค่ะนายท่าน ฮัวจะรีบให้คนจัดการเลยค่ะ” ฮัวยิ้มระรื่น ยินดีเป็นนักหนาราวกับการที่นายใหญ่อย่างดนัยจะพักค้างอ้างแรมที่บ่อนใหญ่นี้ ทันทีที่รับคำจากดนัยมา หล่อนก็พยักหน้าให้ผู้ติดตามคนหนึ่งของเจ้าหล่อนเพื่อให้ไปจัดการเรื่องที่เพิ่งเจรจาจบโดยไม่ต้องเอ่ยปากสักคำ ทำให้เห็นว่านั่นคือเรื่องปกติวิสัย ก่อนจะหันมาเอาอกเอาใจดนัยต่อ “นายท่านจะขึ้นไปพักที่ห้องเลยหรือเปล่าคะ? เดี๋ยวฮัวไปส่ง”



“ไม่เป็นไร ฉันมีเรื่องอยากให้ฮัวช่วยหน่อยน่ะ” ดนัยเริ่มเปิดฉากคุยเรื่องงานหลังจากทำทีเป็นผ่อนคลายมานาน “ช่วยแนะนำเรื่องงานต่างๆ ที่นี่ให้ดินเขาหน่อยสิ”



“คะ?” ฮัวหน้าเสียไปเล็กน้อยกับคำสั่งของดนัย



“ฉันอยากให้ดินมาเรียนงานที่นี่กับเธอน่ะ อยากให้เป็นงานก่อนขึ้นรับตำแหน่ง ช่วยหน่อยได้ไหม?” ดนัยย้ำคำเรียบเรื่อยทำราวกับมองไม่เห็นใบหน้าเจื่อนสีไปของหญิงสาว



“ฮัวไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ แต่มิสเตอร์ดิน...หงส์ไม่เห็นจำเป็นต้องเหนื่อยดูงานเอง” ฮัวแบ่งรับแบ่งสู้ รู้ว่าปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ขอแสดงเจตนาออกไปว่าไม่ได้ยินดี ก่อนหน้านี้หล่อนเคยมีอำนาจต่อรองกับดนัยอยู่พอสมควร และในครั้งนี้ฮัวก็ยังคาดหวังว่าจะพอยับยั้งความคิดของดนัยได้



หล่อนไม่ต้องการให้บดินทร์มามีสิทธิ์เสียงที่นี่!



“เอาน่าลองพาเขาไปดูหน่อย ถ้าเขาไม่ไหวฉันก็จะไม่บังคับ...ถือว่าช่วยฉันนะ” ดนัยยังคงยืนยันคำเดิม แม้ดูเหมือนจะเพิ่มทางเลือกว่าไม่บังคับ แต่ทางเลือกนั้นกลับไม่ใช่ของฮัว



“ค่ะนายท่าน” เมื่อดนัยยืนยันคำสั่ง ฮัวก็ไม่อาจต่อรองได้อีก



“งั้นเชิญมิสเตอร์ดินค่ะ ฮัวจะลองพาชมด้านในก่อน” รับคำกับดนัยเสร็จหล่อนก็หันไปเชื้อเชิญบดินทร์ให้เข้าไปเที่ยวชมด้านในด้วยกันด้วยรอยยิ้มและอาการสุภาพ ที่บดินทร์ได้มารับรู้หลังจากนั้นไม่นานว่าทีท่าแบบนี้ของเจ้าหล่อนมันก็แค่การแสดงต่อหน้าของดนัยเท่านั้น พูดจบฮัวก็ลุกเดินออกไปรอที่หน้าห้อง



“ลองไปดูหน่อยแล้วกันคุณ” ดนัยหันไปกล่อมบดินทร์ที่นั่งทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ข้างกัน “ไม่แน่คุณอาจจะชอบที่นี่ก็ได้นะ”



“หึ อยากให้ผมล่มจมอีกรอบหรือไง” บดินทร์เพียงเยาะออกมาก่อนเดินตามหญิงสาวเจ้าถิ่นออกไปจากห้องโดยมีธันวาเป็นผู้ติดตาม
.
.
.
.
.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ลับหลังฮัวและบดินทร์ที่ออกจากห้องไปแล้ว ดนัยก็ไล่คนของฮัวให้ตามเจ้านายตัวเองออกไปด้วย ในห้องจึงเหลือเพียงคนสนิทอย่าง มานพ สิงหาและเดชา บอดี้การ์ดรุ่นแรกที่ดนัยเก็บมาเลี้ยงดูเป็นบริวาร เหล่าคนที่เจ้าพ่อคนนี้ไว้ใจที่สุด โดยเฉพาะมานพ



“นายว่าหงส์ของฉันจะไหวไหมนพ?” เมื่อห้องปิดสนิทลงอีกครั้ง ดนัยก็เอ่ยปากถามความเห็นของมานพขึ้น



“เจ้านายเล่นสุมไฟขนาดนั้น ผมว่าไม่น่ารอดนะ โดนฮัวเล่นงานอ่วมแน่” มานพออกความคิดเห็นตรงไปตรงมาด้วยเพราะความสนิทสนมในระดับที่ไม่ต้องเกรงใจในการปากเสีย



“ไม่คิดว่าจะเป็นมวยที่ถูกคู่บ้างเหรอ? หงส์ของฉันก็ร้ายอยู่นะ หึหึ” ดนัยยิ้มร่า ถูกใจคำตอบของมานพไม่น้อย แต่เขาเองก็คิดว่าบดินทร์ไม่น่าจะถูกเล่นงานได้ง่ายๆ อย่างที่มานพว่า



“แค่เจ้านายแต่งตั้งคนอื่นเป็นหงส์แทนที่จะเป็นหล่อนก็ว่าแย่แล้วนะครับ นี่เจ้านายเล่นพามาหักหน้ากันถึงที่นี่...ผมว่าฮัวไม่มีทางอยู่เฉย ต่อให้หงส์ของเจ้านายไม่กลัวตายแค่ไหนก็สู้ร้อยเล่ห์ของฮัวไม่ไหวหรอกครับ”



“...ฉันคงปล่อยเรื่องนี้มานานเกินไปสินะ” สีหน้าของดนัยเริ่มเครียดขึ้น เมื่อคิดถึงเรื่องที่เป็นอยู่และเรื่องที่เขากำลังจะลงมือทำ



“ผมรู้ว่าที่เจ้านายปล่อยเวลามานานขนาดนี้ก็เพื่อต้องการให้ตายใจ จนฝ่ายนั้นคิดว่าฮัวต้องไม่พลาดตำแหน่งหงส์ของเจ้านายแน่ๆ” มานพเสนอความคิดเห็น “แต่พอเจ้านายประกาศตัวหงส์ที่เป็นคนนอกแบบนี้ ผมว่าฝ่ายนั้นเองก็คงร้อนเป็นไฟแล้วเหมือนกัน ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจกำลังหาทางทำให้หงส์ของนายสิ้นชื่อก่อนวันรับตำแหน่งนะครับ”



มานพเตือนดนัยในเรื่องเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งมันคงเกิดขึ้นอย่างแน่นอนอยู่แล้วหากดนัยปล่อยให้บดินทร์คลาดสายตาสักวินาที



“เสี่ยงมากสินะที่ฉันปล่อยให้ดินออกไปกับฮัวลำพังโดยมีแค่ธันวาเป็นบอดี้การ์ด” ดนัยถามมานพออกไปตรงๆ เพราะถึงมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองมากแค่ไหน ลึกๆ แล้วก็อดนึกหวั่นไม่ได้ แต่เขาจำต้องลองเสี่ยงอีกครั้งเพื่อให้ฝ่ายนั้นเข้าใจว่าเขายังไว้วางใจในตัวของฮัวอยู่ ถึงได้ยอมฝากหงส์คนสำคัญเอาไว้



“ไม่หรอกครับ ผมว่าวันนี้ฝ่ายนั้นคงยังไม่กล้าทำอะไร เพราะมันจะชัดเจนเกินไป...แต่หลังจากนี้มันก็ไม่แน่ครับ” มานพตอบตามตรง ก่อนเสนอตัวทำเรื่องที่ควรทำ “ให้ผมตามไปสมทบไหมครับ?”



ดนัยส่ายหน้าให้กับข้อเสนอของมานพ ก่อนออกคำสั่ง



“อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด”



.

.

.

.

.





แค่เพียงออกจากห้องของนายใหญ่มา คนที่อ่อนช้อยราวกับนางคณิการ์ชั้นสูงก็กลายร่างเป็นนางเสือ หล่อนเดินนำหน้าโดยมีบริวารอีกเป็นฝูงเดินตามหลังราวกับนางพญา แล้วมีบดินทร์กับธันวาบอดี้การ์ดตัวจ้อยอยู่ท่ามกลางฝูงนั้นไม่ต่างจากเหยื่อ ฮัวเดินนำบดินทร์ผ่านโถงใหญ่ที่ละลานตาไปด้วยตู้สล็อต และโต๊ะพนันโต๊ะแล้วโต๊ะเล่าจนผ่านเข้าไปถึงโซนที่เป็นห้องแยกหลากหลายห้องสำหรับแขกวีไอพีที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว บ่อนระดับลักซ์ชัวรี่ที่ผู้มีอันจะกินเอาเงินมาละลายเล่น สถานที่ที่บดินทร์คุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เพราะชีวิตเขาเป็นอย่างทุกวันนี้ก็เพราะมัน



หลังจากปล่อยให้เดินตามเงียบๆ มานาน ในที่สุดฮัวก็หยุดลงที่หน้าห้องหนึ่ง



“นี่เป็นห้องสังเกตการณ์” หล่อนเอ่ยขึ้นก่อนเดินนำเข้าไปในห้องนั้น



ห้องใหญ่ขนาด 80 sqm. เต็มไปด้วยกล้องวงจรปิดที่ฉายส่งทุกซอกทุกมุมของทุกวงพนัน พร้อมพนักงานที่คอยนั่งสอดส่องไม่ให้เล็ดรอดสายตาเพื่อป้องกันการโกงในทุกรูปแบบ นอกจากนั้นยังมีหน้าต่างกระจกด้านเดียวบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นโถงด้านนอกได้อย่างชัดเจนอีก ทั้งนี้ยังไม่รวมการ์ดของบ่อนอีกหลายคนที่แฝงตัวอยู่ในหมู่นักพนันเหล่านั้น



ระบบรักษาความปลอดภัยเท่าที่เห็นด้วยตาเปล่าถือว่าอยู่ในระดับสูง บดินทร์พยายามสังเกตสังกาทุกอย่างที่พอจดจำไว้เป็นการเป็นงานได้ เพราะถึงจะไม่ได้ต้องการที่จะอยู่กับงานนี้นานนัก แต่ก็ไม่อยากถูกสบประมาทเอาได้ว่าไม่ได้ความ



ไม่อยากโดนดูถูกด้วยประการทั้งปวง ไม่อยากเป็นคนเหยาะแหยะเหมือนอย่างตอนอยู่ในวงการอีก



อยากเป็นที่ยอมรับ



“ปกติแล้วคุณทำงานที่นี่เหรอ?” บดินทร์ถามฮัวที่ยังไม่ยอมหันมาสนใจกันตั้งแต่ออกจากห้องมา เพราะยังไงก็ยังต้องพึ่งพา จึงจะไม่ถือสาที่เจ้าหล่อนทำเป็นไม่ยี่หระกัน



“ฉันอยู่ทุกที่แหละ เพราะทั้งหมดนี่คือที่ของฉัน” ฮัวตอบพร้อมกวาดสายตามามองบดินทร์ด้วยใบหน้าราวกับกำลังเหยียดหยันในบางสิ่ง “ทุกคนที่นี่คือคนของฉัน แน่ใจแล้วเหรอที่จะมาแทนที่น่ะ?”





คำถามท้าทายตรงไปตรงมาจนบดินทร์ถึงกับลมหายใจสะดุด แทนที่คืออะไร? แค่จะมาเรียนรู้งานตามคำสั่งของดนัย ไม่ได้จะมาแทนที่ใครหน้าไหนเสียหน่อย! บดินทร์อยากจะตอกหน้ากลับไปแบบนั้น แต่เขาตัดสินใจที่จะเงียบไว้ก่อน เพราะเอาเข้าจริง เขาเองก็ยังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของดนัยในการให้เขามาที่นี่



ในเมื่อยังไม่รู้อะไร การเงียบไว้น่าจะปลอดภัยกว่า และที่สำคัญเขาไม่อยากทะเลาะกับผู้หญิงต่อหน้าพยานหลายชีวิตแบบนี้ มันดูเสียเชิงชายแปลกๆ ดังนั้นคำพูดเดียวที่บดินทร์มีตอบกลับฮัวไปคือ “อือฮึ แล้วไง?”



“หึ!” เพราะคำตอบรับชวนหงุดหงิดของบดินทร์ทำให้ฮัวสะบัดหน้าไปอีกทางด้วยความกรุ่นโกรธ ก่อนเดินนำให้บดินทร์ตามหล่อนไปในอีกที่หนึ่ง



















“ตามธรรมเนียมแล้ว หงส์คือผู้ปกครองสูงสุดของธุรกิจของพรรคครับ มีอำนาจรองก็แค่จากมังกรพรรคเท่านั้น” ธันวารีบเข้ามากระซิบบอกบดินทร์ก่อนที่จะเดินตามฮัวไปยังอีกห้องหนึ่ง



“หมายความว่าไง? หมายถึงถ้าฉันเป็นหงส์ก็จะต้องมาเป็นหัวหน้าแม่นี่อีกทีหนึ่งนะเหรอ?” บดินทร์กระซิบถามกลับ หัวใจเต้นรัวขึ้นทุกขณะกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องงานง่ายๆ อย่างที่ตกลงกันไว้กับดนัยเสียแล้ว



เวรแล้ว! นี่หงส์ไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่งหรอกหรือ!?



“ฮัวคือคนที่ถูกวางหมากเอาไว้ให้เป็นหงส์ของเจ้านายครับ เธอมีคนหนุนหลังเป็นคนสำคัญของพรรค จึงได้มีอำนาจพอตัวในการควบคุมที่นี่ครับ” ธันวารีบอธิบายต่อ



“แถมยังเป็นเมียของเจ้านายของนายด้วยใช่ไหมล่ะ? นางถึงจะกินหัวฉันให้ได้อยู่นี่” บดินทร์ถามย้ำ เพราะจากพฤติกรรมของหญิงสาวแล้ว บดินทร์คิดว่าตนคงเดาไม่ผิด



และคำถามนั้นก็ทำเอาธันวาถึงกับสะอึก “เอ่อ...ไม่เชิงแบบนั้นหรอกครับ”



“แสดงว่าใช่” บดินทร์ตัดสินทันควัน ก่อนเดินตามฮัวเข้าไปในห้องที่อยู่ติดกัน



“แต่เจ้านายไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงนั้นกับคุณฮัวมานานแล้วนะครับ โดยเฉพาะหลังจากที่ได้พบคุณดิน นายท่านก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับใครอีกเลย...” อาการไม่พอใจอย่างกะทันหันของบดินทร์ทำให้ธันวารีบละล่ำละลักอธิบายจนลืมระวังเรื่องเสียงไปเล็กน้อย และแบบนั้นทำให้เจ้าถิ่นที่ถูกเอ่ยอ้างถึงอย่างฮัวยิ่งหัวเสีย





“อย่าคิดว่าเรื่องแค่นั้นจะมาเอาชนะฉันได้นะ มิสเตอร์บดินทร์!!”



ฮัวหันมาประกาศศึกทันทีด้วยความกรุ่นโกรธ ปะทะสายตาเข้ากับบดินทร์โดยไม่มีหลบเลี่ยง ยิ่งฝ่ายนั้นไม่ตอบโต้อะไรนอกจากทำหน้าตายไร้อารมณ์ด้วยแล้ว ความกรุ่นโกรธของฮัวยิ่งทวีสูง



ตั้งแต่จำความได้หล่อนถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นหงส์ ทั้งที่หล่อนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ตัวเองเป็นที่หนึ่งของดนัยผู้เป็นมังกรของวิษธร แต่กลับเป็นได้แค่เพียงคู่ขาชั่วข้ามคืนไม่ต่างกับคณิการ์คนอื่นๆ ของเจ้าพ่อดนัย จะดีกว่าหน่อยคือหล่อนมีคนสำคัญของพรรคหนุนหลัง และความสามารถเฉพาะตัวที่ถูกขัดเกลามาตั้งแต่เด็กจึงทำให้หล่อนสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้ดูแลบ่อนคาสิโนสาขาใหญ่ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของพรรคโดยเบ็ดเสร็จ



ทำหน้าที่ที่คนที่ดำรงตำแหน่งหงส์เท่านั้นถึงจะทำได้



ฮัวมั่นใจในฐานะของตัวเองมาตลอด เพราะถึงแม้จะไม่สามารถเอาชนะใจของดนัยได้ แต่ตำแหน่งผู้ดูแลและมีสิทธิ์ขาดในที่แห่งนี้นั้น หล่อนก็ได้มันมาเพราะดนัยเป็นผู้ยินยอมมอบให้...



แม้มันจะเคยมีเงื่อนไขว่าให้อยู่ในตำแหน่งนี้จนกว่าจะมีหงส์ตัวจริงมารับสืบทอดต่อก็เถอะ แต่ฮัวตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าหล่อนจะไม่มีทางยกมันให้ใครเด็ดขาด หากหล่อนไม่ได้เป็นหงส์ ใครก็ไม่มีสิทธิ์!



เวลาผ่านมาเนิ่นนาน อีกทั้งดนัยเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีความสัมพันธ์หรือให้ความสิทธิ์กับใครเป็นพิเศษ เพราะหากจะมีคนเหล่านั้นก็จะถูกกำจัดให้พ้นทางจนไม่เหลือซาก จนหล่อนคิดว่าคงไม่มีทางที่ใครมาทำให้ตำแหน่งของหล่อนสั่นคลอนได้



จนกระทั่ง วันที่ดนัยประกาศเปิดตัวหงส์ แถมยังเป็นหงส์ที่เป็นผู้ชายอีก



หงส์ที่เป็นใครที่หล่อนไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่มีประวัติความเป็นมาว่าเป็นคนของใครหรือพรรคไหน แถมในช่วงแรกยังถูกดนัยเก็บตัวเอาไว้อย่างดีจนไม่อาจเข้าใกล้ กว่าจะให้คนในตามสืบเรื่องมาได้ก็เล่นเอาใช้เวลาร่วมเดือน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจสืบหาได้ว่าครอบครัวของบดินทร์คนนี้อยู่ที่ไหน ถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับอย่างไร้ร่องรอย



หงส์คนนี้ถูกปกป้องอย่างดีเสียจนหล่อนรู้สึกเกลียดเสียยิ่งกว่าเกลียด!!



“ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีอะไรไต่เต้าจนเป็นหงส์ได้ ฉันก็ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่าคุณไม่ได้เหมาะสมกับตำแหน่งเลยสักนิด” ฮัวปรามาสออกมาตรงๆ เพราะด้วยอำนาจในมือหล่อนตอนนี้มันก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าหงส์สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะหงส์อย่างบดินทร์ที่หล่อนสืบรู้ประวัติฟอนเฟะในอดีตมาด้วยแล้ว ฮัวตั้งใจจะกดให้จมธรณีเลยทีเดียว



ข่มกันไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อกันไม่ให้หงส์หน้าใหม่กล้าเผยอมาเทียบอำนาจกัน



“แล้วใครคือคนตัดสินเหรอว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ?” บดินทร์แสร้งถามพลางเหยียดเยาะเล็กน้อยในขณะที่ในอกเริ่มสุมร้อนไปด้วยไฟแห่งโทสะ ก็ถ้าจะเหยียดกันตั้งแต่เจอหน้าครั้งแรก เขาก็พร้อมมีเรื่อง “คุณเหรอ?”



‘ไอ้คนพรรคมาเฟียนี่มันยังไงวะ เจอหน้าจะท้าฟัดอย่างเดียว ตั้งแต่ไอ้จ้าวซินนั่นแล้ว!’ บดินทร์ได้แต่คิดแค้นใจ



“ยังไม่รู้ตัวสินะว่าตัวเองถูกต่อต้านจากคนทั้งพรรค เป็นหงส์ที่ไม่มีใครยอมรับน่ะ” ฮัวเยาะขึ้นบ้าง ก่อนหย่อนตัวนั่งลงตรงโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่ราวกับบัลลังก์ของตนเอง



“ต่อต้านแล้วไง ในเมื่อคนที่เลือกผมขึ้นมาคือคนที่มีอำนาจที่สุดของพรรค หรือมีใครที่ใหญ่กว่านายท่านงั้นเหรอ?” บดินทร์สืบเท้าเข้าใกล้บัลลังก์ของฮัวด้วยท่วงท่าสง่างามและสงบเยือกเย็นที่สุด เข้าโหมดเปิดศึกเต็มอัตรา



“หึ ยังเป็นหงส์ที่ไร้เดียงสาอยู่เลยนะมิสเตอร์ดิน อำนาจด้วยสิทธิ์อันชอบธรรม กับอำนาจของจริงน่ะ ฉันว่าคุณยังต้องเรียนรู้นะ” ฮัวเยาะหยัน เผยทุกอำนาจที่หล่อนมีให้บดินทร์ได้ประจักษ์ เพราะมันไม่เคยเป็นความลับว่าหล่อนเป็นคนของใคร



ทุกอย่างที่ฮัวพูดมาทำเอาดินชะงักไปเล็กน้อย เพราะมันจริงอย่างที่หล่อนพูดทุกอย่าง เขายังไม่รู้อะไรอีกตั้งมากมายที่เกี่ยวกับพรรค โดยเฉพาะเรื่องของดนัย แล้วเขาจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคืออำนาจโดยชอบธรรม อันไหนคืออำนาจจริง เขารู้เพียงดนัยมีอำนาจ แต่จากที่ฮัวพูดมา มันราวกับจะมีกลุ่มอำนาจที่เหนือกว่าหนุนหลังหล่อนอยู่



เอาไงดีวะ!?



บดินทร์ลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ให้ตายเถอะ นี่เขากำลังลุยเข้าสนามรบโดยที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ากำลังสู้อยู่กับใคร เป็นบอสเลเวลเท่าไหร่ แถมเขายังมีแค่ทางเลือกเดียวคือแพ้ไม่ได้เท่านั้นด้วย



ต้องดิ้นหาทางรอดกันก่อนล่ะทีนี้!



“ใช่...ผมยังไร้เดียงสา” บดินทร์ตอบโต้ในที่สุด ร่างสูงโปร่งเดินเข้าประชิดโต๊ะทำงานตัวเขื่องของฮัว ก่อนหย่อนตัวลงนั่งครึ่งสะโพกในท่าสบายๆ จ้องหน้าเจ้าของที่แล้วยิ้มหวาน ขณะที่กำลังใช้นิ้วมือขวาคลึงแหวนที่อยู่ตรงนิ้วนางด้านซ้าย จงใจให้ฮัวได้เห็น แหวนประจำตระกูลวิษธรที่ดนัยมอบไว้ให้ แหวนของคนที่จะขึ้นเป็นหงส์เท่านั้น “ก็แค่ถูกเลือกมาเพราะความรัก”



ก็ไม่รู้ว่ามุกนี้จะใช้ได้ผลหรือไม่ แต่แค่เห็นสันกรามที่ถูกบดจนขึ้นสันข้างแก้มขาวนั่นแล้วก็พอเบาใจว่าแผนยั่วยุนี้น่าจะได้ผล



‘เอาวะ ถึงบดินทร์คนนี้จะไม่ได้ฉลาด แต่สงครามประสาทกูก็ไม่แพ้ใครละเว้ย’



“เลือกหงส์เพราะความรักมันก็เป็นแค่เรื่องงี่เง่า...” ฮัวเย้ย



“ใช่ ใครๆ ก็รู้ว่ามันงี่เง่า นายท่านเองก็เคยบอกว่าหงส์ที่ไร้คนหนุนหลัง ทั้งยังมีลูกไม่ได้ ใครๆ ก็คงไม่ยอมรับ” บดินทร์พูดพลางแสร้งก้มหน้าลงเล็กน้อย ทิ้งจังหวะไว้อึดใจแล้วชำเลืองไปทางหญิงสาวที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ “แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังเป็นคนที่ถูกเลือก ทั้งที่...มีคนที่เหมาะสมกว่า”





ทุกถ้อยคำที่พูดออกมา แน่นอนว่าล้วนเป็นเพียงการแสดง บดินทร์ลอบผ่อนลมหายใจบางเบาเพื่อเรียกความเยือกเย็นเหมือนเช่นตอนที่ต้องรับบทสำคัญที่พลาดไม่ได้ สมองทำงานเป็นระวิงเพราะต้องใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไรดี เพราะตอนนี้เขาถอยไม่ได้แล้ว



ทุกคำที่บดินทร์พูดออกมาช่างจี้ใจจนฮัวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ใช่...ผู้ชายคนนี้ถูกเลือกเป็นหงส์ทั้งที่ความจริงแล้วหล่อนต่างหากที่เหมาะสมกับตำแหน่งหงส์ของวิษธรมากกว่า 'ความรักเหรอ? ' เรื่องไร้สาระพรรค์นั้นมันไม่เคยอยู่ในหัวของหล่อนเลยสักนิด แม้จะเคยทอดกายให้เจ้าพ่อดนัยมาสักกี่ครั้ง มันก็เป็นเพียงเรื่องของหน้าที่ที่เบื้องบนมอบหมายมาให้หล่อนทำ ใช่เพราะหล่อนมีจิตพิศวาสอะไรในตัวมังกรแห่งวิษธรเสียเมื่อไหร่ ถ้าเพื่ออำนาจที่หล่อนจะได้รับไว้ในมือ ร่างกายนี้หล่อนจะพลีให้ใครก็ได้...



แต่สุดท้ายหล่อนต้องมาแพ้ผู้ชายไร้หัวนอนปลายเท้า เพียงเพราะคำว่ารักอย่างนั้นหรือ!?



ฮัวเริ่มนิ่งและเยือกเย็นขึ้น ก่อนที่จะเหยียดยิ้มหวานล้ำออกมาให้กับบดินทร์ที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของหล่อน มือเรียวขาวตบมือเปาะแปะช้าๆ สองสามครั้งให้กับคนตรงหน้า



“สมกับเป็นคนที่นายท่านเลือก” ฮัวยอมรับแล้วถึงความใจกล้าของบดินทร์ เดี๋ยวคงต้องไปจัดการลิ่วล้อไม่ได้เรื่องของหล่อนเสียหน่อยที่ดันสืบข่าวมาไม่ละเอียดพอ ดาราตาขาวที่กลัวข่าวคาวจนต้องขายเพื่อน เป็นขยะคาบ่อนจนต้องอาศัยชายกระโปรงผู้หญิงเพื่อเอาตัวรอดโดยการยอมเป็นลิ่วล้อทำเรื่องสกปรกมากมาย สุดท้ายก็ฆ่าตัวตายหนีความผิด คนที่อ่อนแอราวกับหนอนน่ารังเกียจพรรค์นั้น ตอนนี้กลับกล้าเผชิญหน้ากับหล่อนแบบไม่กริ่งกลัวสิ่งใด



คงคิดว่าหล่อนไม่รู้อะไรเลยสินะ คิดว่าแค่เป็นคนรักของมังกรพรรคแล้วจะไม่ต้องกลัวสิ่งใดอีกสินะ



งั้น...เดี๋ยวหล่อนจะสอนให้ได้สำนึกเอง



ฮัวยิ้มกว้างพลางเอ่ยชมบดินทร์ไม่ขาดปาก “ช่างไม่มีความกริ่งกลัวต่อสิ่งใดแม้จะอยู่ในโลกที่ตนไม่คุ้นเคย ช่างน่านับถือ”





คำพูดนั้นชวนขนลุกเสียจนบดินทร์คิดคำตอบโต้ไม่ทัน



“ก็คงเหมาะสมแล้วกับตำแหน่งหงส์ที่เป็นเหมือนตัวล่อเป้าอย่างดี” ฮัวเอ่ยพลางลุกขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วทอดน่องเนิบมาฝั่งที่บดินทร์นั่งอยู่ “นี่...ในฐานะรุ่นพี่ ฮัวขอสอนอะไรมิสเตอร์ดินไว้สักเล็กน้อยนะคะ” เข้าประชิดพลางกรีดปลายนิ้วชี้ลากผ่านแผ่นออกสมส่วนไปจนถึงหน้าท้องของบดินทร์ผ่านเนื้อผ้าชั้นดีของชุดสูทหรู



“มังกรน่ะ จะมีหงส์สักกี่คนก็ได้” หล่อนกระซิบแผ่ว แต่ก็เพียงพอให้บดินทร์ได้ยินชัดทั้งสองหู “คุณควรจะหากองหนุนเอาไว้เยอะๆ นะคะ จะได้คอยช่วยระวังภัยไม่ให้ลมหายใจอุ่นๆ นี้หลุดจากร่างไปเร็วนัก”



“ไม่เป็นไร” บดินทร์ฝืนตอบ พยายามบังคับให้เสียงสั่นน้อยที่สุด “ผมมั่นใจว่านายท่านคงไม่ปล่อยให้ผมตายเร็วนัก”



“ค่ะ ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น” ฮัวรับคำ ก่อนเปิดเผยในสิ่งที่หล่อนรู้ให้บดินทร์ได้ฟัง “เพราะสำหรับคนที่เคยฆ่าตัวตายหนีหนี้พนันบ่อนอย่างคุณ เท่านี้ก็ถือว่ามาได้ไกลจนเกินฝันแล้ว”





“!!!??” หัวใจของบดินทร์กระตุกวูบทันทีที่ได้ยิน ผู้หญิงคนนี้รู้เรื่องของเขาทุกอย่าง! แล้ว...เรื่องพ่อกับครอบครัวล่ะ? อย่าบอกนะว่าทั้งพรรครู้เรื่องประวัติความเป็นมาของเขาหมด!? เวร!!



“หงส์น่ะ ไม่ใช่ว่าใครจะมาเป็นก็ได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะถูกมังกร ‘รัก’ มากแค่ไหน แต่เอาเถอะฉันก็ขออวยพรนะ ว่าให้คุณยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้จนกว่าจะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการนะคะ มิสเตอร์ดิน” หล่อนชนะแล้ว ฮัวเหยียดยิ้มให้กับใบหน้าที่เผือดสีไปของบดินทร์ เยาะหยันให้กับคนที่เคยกล้าปากดีที่ตอนนี้คล้ายคนไม่มีปาก



“ถึงวันนั้นนายท่านก็จะรู้เอง ว่าต่อให้มีหงส์เป็นตัวเป็นตน ก็ใช่ว่าจะได้อำนาจที่แท้จริง”



ฮัวเอ่ยประโยคสุดท้ายเพื่อปิดประตูตาย ก่อนหันไปบอกกับลูกน้องตนให้เตรียมตัวพาบดินทร์ไปส่งยังห้องรับรองที่จัดเอาไว้ให้แยกกันกับดนัย วันนี้สั่งสอนไปเพียงเท่านี้ก็คงพอ เพราะต่อให้บดินทร์จะแล่นไปฟ้องดนัยหล่อนก็ไม่ได้รู้สึกกริ่งกลัว ถึงอย่างไรดนัยยังไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อกรกับคนที่หนุนหลังหล่อนอยู่ คนที่เลี่ยงการปะทะมาตลอดอย่างดนัยไม่มีทางใช้เรื่องหงส์คนใหม่นี้มาเล่นงานหล่อนให้ต้องผิดใจกับท่านผู้นั้นแน่



มังกรเลือดใหม่แล้วไง ใครที่กุมบังเหียนของวิษธรตัวจริง คนนั้นต่างหากที่มีอำนาจ



แต่ในขณะที่ฮัวกำลังคิดว่าเรื่องน่ารำคาญนี้สิ้นสุดลงได้เสียทีนั้น บดินทร์กลับเอ่ยบางอย่างขึ้น



“อำนาจด้วยสิทธิ์อันชอบธรรม กับอำนาจของจริง”



คำนั้นทำให้ฮัวหันไปสบตากับบดินทร์ที่เข้ามาประชิดตัวหล่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ‘สายตาที่ไม่ยอมรู้สึกรู้สานี่คืออะไร?’



“เรามาลองวัดกันดูไหมครับฮัว ว่าสิทธิ์อันชอบธรรมของผม กับอำนาจของจริงของคุณ ใคร...จะยังหายใจได้นานกว่ากัน”



“!!?”



คำท้าทายที่ออกจากปากของคนที่กำลังทำสีหน้าเย็นชาที่สุดทำให้ฮัวรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ หล่อนไม่ได้กลัวเพียงแต่รังสีบางอย่างที่บดินทร์แผ่ออกมานั้นมันทำให้หล่อนสันหลังเย็นวาบไปชั่วขณะ...



เพราะทุกคนรู้ว่าหล่อนเป็นคนของใคร จึงไม่เคยมีใครกล้าท้าทายกันแบบนี้มาก่อน...



คนอย่างบดินทร์! ...........









“สอนกันพอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนเถอะ”



ในจังหวะที่บรรยากาศในห้องนั้นกำลังดำดิ่งสู่จุดที่เรียกว่าเลวร้ายสุดขีด ผู้มีอำนาจที่สุดในยามนี้ก็เผยตัวออกมาห้ามทัพเสียก่อน ดนัยเดินยิ้มเข้ามาในห้องทำงานของฮัวราวกับไม่เห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างฮัวกับบดินทร์



“ลูกศิษย์พอไหวไหมฮัว” ซ้ำยังหันไปถามหญิงสาวเจ้าถิ่นถึงผลการเรียนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียอีก



ทันใดนั้นฮัวก็แย้มยิ้มขึ้นมาทันทีราวกับถูกสับสวิชต์เปลี่ยนโหมด น้ำเสียงที่ใช้เอื้อนเอ่ยแต่ละถ้อยคำนั้นก็หวานล้ำเสียจนแทบจำเสียงนางเสือก่อนหน้านี้ไม่ได้



“ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะนายท่าน ฮัวเพิ่งพามิสเตอร์ดินทัวร์สถานที่ได้ไม่เท่าไหร่เองค่ะ” ฮัวตอบเสียงหวาน พลางชำเลืองสายตาไปที่บดินทร์ “ไว้วันหลังฮัวจะสอนอย่างจริงจังให้นะคะ มิสเตอร์ดิน”



คำตอบของฮัวนั้นชัดเจนว่าหล่อนตอบรับคำท้าของบดินทร์เมื่อครู่



“เหรอ แล้วคุณว่าไงดิน?” ดนัยหันกลับมาถามความสมัครใจของบดินทร์อีกครั้ง ทั้งที่เขาเองก็พอจะรู้คำตอบ



“ครับเจ้านาย ผมอยากทำงานที่นี่” บดินทร์ตอบเสียงเรียบ พร้อมสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ “และอีกอย่าง...”



สบตาฮัวนิ่ง ก่อนเหยียดยิ้มบางๆ











“ผมอยากได้ห้องนี้มาเป็นห้องทำงานของผมด้วย”





***********************************************************TCB

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
สิ่งแลกเปลี่ยน



ห้องใหญ่กว้างขวางชั้นบนสุดถูกจัดเตรียมให้ผู้เป็นเจ้าของอย่างดนัย ฮัวพร้อมบริวารจัดการนำทางขึ้นมาส่งถึงที่อย่างทุกครั้ง ถ้าเป็นเมื่อก่อน การขึ้นมารับรองถึงห้องแบบนี้ จะได้อยู่นานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของดนัยในคืนนั้นๆ แต่นั่นมันก็เรื่องที่นานมาแล้ว เพราะดนัยไม่ได้มาพักที่นี่อีกเลยร่วมปี ห่างเหินไปด้วยเหตุผลที่ต่างคนต่างกระจ่างอยู่เต็มอก



ยิ่งวันนี้ที่ดนัยพกหงส์อย่างบดินทร์ติดตัวมาด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องนึกถึงบริการนอกเวลา ถึงอย่างไรฝ่ายฮัวเองก็ไม่ได้พึงใจที่จะมีความสัมพันธ์กับดนัยอยู่แล้วหากไม่จำเป็น หล่อนไม่ได้มีใจให้ชายคนนี้ ออกจะเป็นหนามยอกอกเสียด้วยซ้ำ



แต่จะให้ทำเป็นเมินเฉยคงไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อคนมาใหม่ตั้งใจหยามหน้ากันถึงที่ คนที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีอะไรมาสู้ก็ยังจะปากดี



‘ผมอยากได้ห้องนี้มาเป็นห้องทำงานของผมด้วย’ แค่คิดถึงคำที่บดินทร์ปากพล่อยออกมา ฮัวก็แทบจะบีบคออีกฝ่ายให้แดดิ้น ขนาดดนัยยังไม่กล้าทำอะไรหล่อน แล้วมันมีสิทธิ์อะไร...



เกลียดจริงๆ คนที่ไม่รู้อะไรเลยแถมยังมาอยู่ผิดที่ผิดทางแบบนี้ มันขวางหูขวางตา!



“จะให้จัดห้องแยกไว้รอหรือเปล่าคะนายท่าน?” ฮัวแกล้งถาม ขณะจัดเตรียมทุกอย่างและส่งดนัยถึงที่หมายแล้ว



ถามไปงั้น เพราะถึงตอนนี้หล่อนก็พอรู้คำตอบของนายใหญ่อยู่ เพราะก็เห็นอยู่กับตาว่าประกบแจเป็นไข่ในหินขนาดนี้ คงไม่ยอมเสี่ยงให้แยกห้องนอนแน่



“ไม่ต้อง เขาจะอยู่กับฉันที่ห้องนี้” และคำตอบที่ได้ก็แค่เป็นไปตามคาด แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถทำให้ฮัวขบกรามแน่นเพื่อข่มอารมณ์ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดนัยพาใครต่อใครมา แต่เป็นครั้งแรกที่ให้ค่ามากกว่าหล่อน



คิดจะเขี่ยให้พ้นทาง...มันไม่ง่ายหรอก!



“รับทราบค่ะนายท่าน” ฮัวค้อมหัวรับคำ “งั้นฮัวจะเตรียมเครื่องดื่มแบบที่ท่านชอบไว้ให้นะคะ” ก่อนเสนอตัวทำหน้าที่ประจำแบบที่เคยทำอยู่ทุกครั้งที่ดนัยมาพักค้างที่นี่



พอนายใหญ่พยักหน้าอนุญาต ร่างอรชรก็เดินนวยนาดไปที่เคาน์เตอร์บาร์อย่างคุ้นเคย ชม้ายชายตาไปทางบดินทร์เล็กน้อย ส่งยิ้มบางเพื่อท้าทายในเชิงว่าให้เดินตามกันไป



บดินทร์เข้าใจในความหมายที่ฮัวต้องการสื่อ เป็นปกติคงต้องเดินตามไปสินะ เพื่อที่จะได้ปะทะกันต่ออีกรอบแบบไม่มีใครยอมใคร



แต่เขากลับไม่เดินตามฮัวไป ปล่อยศัตรูให้เคว้งกลางอากาศเสียอย่างนั้น จะโดนหาว่าขี้แพ้หนีหางจุกตูดก็ช่างหัว ตอนนี้ไม่ขอเดินตามเกมของใครอีกแล้ว บอกกับดนัยแค่ขอตัวไปห้องน้ำ แล้วเดินจากออกมาดื้อๆ



ไม่ได้คิดที่จะยอมแพ้ แต่ไม่ไหวที่จะต่อสู้ในตอนนี้ เพราะความเครียดขึงที่เพิ่งได้เผชิญจากการปะทะอารมณ์กับฮัวเมื่อครู่นั้น ทำเอาของเก่ากำลังจะขย้อนออกจากคอในไม่ช้า เครียดหนักจนหัวแทบแตกเมื่อผู้หญิงคนนั้นพูดถึงครอบครัวที่เขาหวงแหนที่ตั้งแต่จากมายังไม่เคยมีโอกาสได้ติดต่อกลับไป ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าจากนี้ไปจะถูกทำอะไรหรือเปล่าเพราะเขาดันมาพัวพันกับพวกที่ไม่สมควรเข้า พวกที่ไม่ใช่คนปกติ พวกที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์



จะทำอย่างไรต่อไปดี?



ถึงตรงนี้บดินทร์ก็ได้แต่สติแตก ขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำนั้น แล้วโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย

.

.

.

.

.

.



คนถูกทิ้งได้แต่ยืนมองตามตาปริบๆ เส้นเลือดตรงขมับของฮัวโป่งพองเต้นตุบๆ รัวไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจ อะไรคือการที่บดินทร์ทำราวกับไม่เห็นหล่อนในสายตา ทั้งที่เพิ่งปะทะคารมกันไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน? ยิ่งกว่าการไม่เห็นหัวคือการทำประหนึ่งว่าหล่อนไร้ตัวตน เป็นเพียงแค่คนรับใช้ไร้ค่า ความกรุ่นโกรธทวีสูงจนเส้นเลือดในตาแดงก่ำ แม้หล่อนจะพยายามหลบเร้นมันไว้ภายใต้ดวงหน้าเรียบเฉย ภาพแผ่นหลังของคนที่หล่อนหมายหัวหายไปหลังประตูห้องน้ำบานใหญ่ ก่อนที่ใบหน้าของใครอีกคนกลับเข้ามาแทนที่



“เขายังใหม่อยู่เลย อย่ารังแกกันแรงนักสิ” ดนัยเอ่ยกับฮัวเสียงเรียบ ประดับรอยยิ้มน้อยๆ ไว้บนใบหน้า เพื่อไม่ให้ดูเป็นการออกคำสั่งมากจนเกินไปเพราะยังต้องถนอมน้ำใจกันอยู่



“ฮัวไม่กล้า” เมื่อต้องเสวนากับนายเหนือ สีหน้าของฮัวก็ปรับสู่ความเรียบเฉย ค้อมกายลงเล็กน้อยพลางตอบกลับเสียงหวานที่คล้ายจะแหบพร่าลงไปนิดหน่อย



“ต้องขอบใจล่วงหน้านะ จากนี้คงต้องรบกวนอีกมาก” ดนัยกล่อม ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังบางอย่างคนสนิท



“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ถ้าเป็นความต้องการของนายท่านฮัวต้องทำเต็มที่อยู่แล้ว” หล่อนตอบรับพร้อมรอยยิ้ม แต่นัยน์ตาที่สื่อความหมายในทางตรงกันข้ามนั้นดนัยมองเห็นชัดเจน



ฮัวค้อมกายลงอีกครั้งเพื่อขอตัวออกจากห้องที่หล่อนหมดธุระหน้าที่แล้ว นายใหญ่เพียงพยักหน้ารับแล้วปล่อยให้หญิงสาวเดินจากไป

แต่ก่อนที่ขบวนของนางพญาจะลับออกจากห้อง ผู้เป็นเจ้าของรังอย่างแท้จริงก็เอ่ยคำขาด



“ระวังด้วยนะฮัว ดินไม่ใช่คนที่ฉันจะปล่อยให้หายไปเฉยๆ ได้อย่างคนก่อนๆ”



ฮัวชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นเจ้านายในนามเอ่ยขึ้น ถูกยื่นคำขาดที่ไม่เคยเอ่ยที่ใดหรือเพื่อใครมาก่อน



“เหรอคะ?” ฮัวขานรับโดยไม่ยอมหันมาสบตาของดนัยอย่างเสียมารยาท ซึ่งหล่อนไม่คิดว่ามันจำเป็นเท่าไหร่นัก



“ใช่” ดนัยย้ำด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ห้ามแตะต้องเขาเด็ดขาด เพราะฉันทำอะไรเธอได้มากกว่าที่เธอจะจินตนาการแน่” พร้อมขู่สำทับ



คำขู่ที่พร้อมจะทำจริงได้ทุกเมื่อหากหญิงสาวไม่ยอมฟังกัน



“รับทราบค่ะ” คือคำตอบที่ฮัวทิ้งไว้ก่อนออกจากห้องไป สีหน้าของหล่อนตอนนั้นเย็นชาเสียยิ่งกว่าธารน้ำแข็ง ดวงตาดำขลับสุมแน่นด้วยเพลิงโทสะ ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้ว่าหล่อนคิดอะไร หรือจะลงมือทำอะไรต่อไป ในเมื่อหล่อนไม่เคยยี่หระต่ออำนาจของดนัย แล้วใยหล่อนจะต้องศิโรราบต่อคำสั่งที่หล่อนไม่เห็นชอบด้วย



ยิ่งไม่ยอมให้แตะต้อง หล่อนก็จะขยี้ให้แหลกเป็นผุยผงไปเลย!

.

.

.

.

.



หลังจากที่ฮัวและลิ่วล้อออกไปจากห้องกันแล้ว ดนัยปล่อยเวลาครู่ใหญ่เพียงพอให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครหลงเหลืออยู่แถวหน้าห้องวีไอพีนี้ เครื่องดักฟังและกล้องแอบถ่ายถูกตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนทันที เพื่อป้องกันไม่ให้สายของฮัวสามารถสืบค้นอะไรก็ตามในห้องนี้ได้



พวกเดียวกันแท้ๆ แต่กลับไว้ใจไม่ได้ เลือดสีเดียวกันแท้ๆ แต่กลับไม่ต่างจากศัตรู ถิ่นของเขาเองแท้ๆ แต่มันกลับไม่ต่างจากรังของอสรพิษที่พร้อมแว้งกัดทุกเมื่อหากเขาเผลอวางใจ



“นพ นายพาไอ้ธันไปดูทางหนีทีไล่ในยามจำเป็นไว้หน่อยไป เดี๋ยวตอนที่ฉันให้ดินมาที่นี่อีกครั้ง แล้วฝ่ายนั้นดันเล่นไม่ซื่อขึ้นมา จะได้พานายมันหนีได้” ดนัยออกคำสั่งกับมานพ เมื่อการตรวจสอบความเรียบร้อยในห้องเสร็จสิ้นลงแล้ว



มานพกับธันวารับคำแล้วรีบออกจากห้องไปตามคำสั่ง ส่วนบอดี้การ์ดที่เหลือก็ออกไปทำหน้าที่ของตนตามปกติ คือการยืนยามหน้าห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครก็ตามข้ามเขตเข้ามา



เมื่อทุกคนออกจากห้องไป ทุกอย่างก็เงียบสงบลง ดนัยถอนหายใจบางพลางเดินไปหยุดที่หน้าประตูห้องน้ำที่ยังคงปิดสนิท ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ข้างในจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ถ้าให้เดาก็คงไม่ยาก



เพราะประตูไม่ได้ล็อค ดนัยจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะให้สัญญาณก่อน สิ่งแรกที่กระทบสายตาคือแผ่นหลังของร่างคุ้นตาที่ตอนนี้งองุ้มอยู่ตรงอ่างล้างหน้าด้านใน ร่างนั้นสั่นเทิ้มจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า



ภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจของดนัยเจ็บยอกจนคิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เขาไม่อาจปกป้องบดินทร์ได้ในเหตุการณ์ที่เขาเป็นคนยัดเยียดให้อีกฝ่ายต้องเผชิญ ในโลกดำมืดนี้มันโหดร้ายแค่ไหนสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย ตัวเขาเองย่อมรู้ดียิ่งกว่าใคร เพราะมันก็เคยเกือบทำให้เขาเป็นบ้ากับความน่ากลัวที่ประเดประดังมาไม่ขาด โลกที่ไม่อาจวางใจใครได้เลยนอกจากตัวเอง โลกที่ห้ามตีความว่าคนที่คอยให้ความช่วยเหลือมาตลอดนั้นคือมิตร จนกว่าจะได้เห็นว่ามือที่ซ่อนอยู่ข้างหลังคนคนนั้นถือมีดหรือดอกไม้เอาไว้



โลกที่เขารู้ดีว่ามันมีแต่ความเจ็บปวด แต่ก็ยังดึงดันจะให้บดินทร์เข้ามาเผชิญด้วย



























บดินทร์โก่งคออาเจียนจนเกลี้ยงกระเพาะ ขนาดว่าวันนี้กินอะไรแทบไม่ลงยังคงอาเจียนออกมาแม้กระทั่งน้ำย่อยจนแสบไปหมดทั้งลำคอ ความเครียดผสมกับความกลัวปั่นป่วนจนมวนท้องคลื่นไส้ไปหมด การเผชิญหน้ากับฮัวทำให้เขาพาลนึกไปถึงชิดจันทร์ นางมารร้ายที่ทำลายชีวิตเขาจนแหลกเหลว สายตาของฮัวเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนกับชิดจันทร์ สายตาแบบนั้นทำให้บดินทร์ทนแทบไม่ไหว ทั้งเกลียดทั้งกลัวจนตัวสั่น สู้ไม่ไหวหรอก เขาสู้คนคนนั้นไม่ไหวแน่ แล้วยังเรื่องครอบครัวอีก ถ้าฮัวสืบรู้ว่าครอบครัวเขาอยู่ที่ไหน หล่อนอาจตามไปทำลายชีวิตของคนที่เขารักอย่างที่ชิดจันทร์เคยพยายามทำก็เป็นได้



เขาควรทำอย่างไรดี ควรจะทำอย่างไรต่อไปดี...



หมับ



บดินทร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ ก็ถูกสวมกอดจากทางด้านหลังอย่างไม่ตั้งตัว มองผ่านกระจกตรงหน้าเห็นเป็นร่างหนาของดนัยก็ยิ่งทำให้ทั้งกายสั่นสะท้าน



“กลัวเหรอ?” เสียงทุ้มพร่ากระซิบแผ่วคล้ายปลอบขวัญ แต่มันกลับยิ่งทำให้เส้นประสาทของบดินทร์ที่ขึงตึงอยู่แล้วขาดสะบั้นลง



“หุบปากไปเลย ไอ้คนหลอกลวง!!” บดินทร์ดิ้นหลุดจากอ้อมแขนนั้นแล้วผลักดนัยออกห่างอย่างแรง ก่อนจะตวาดใส่อย่างคาดโทษ



“คุณหลอกให้ผมยอมรับตำแหน่งนี้โดยไม่ยอมบอกผมสักคำว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง! คุณหลอกให้ผมมาเป็นเหยื่อ!!”



สองมือคว้าคอเสื้อของดนัยกระชากเข้าใกล้ให้เผชิญหน้า ปากก็พร่ำต่อว่าคนใจร้ายที่หลอกใช้กันอย่างเลือดเย็น



“หึ! เข้าใจแล้วว่าทำไมไอ้ตำแหน่งหงส์นี่มันต้องเป็นผมเท่านั้น” บดินทร์แสยะยิ้ม ทั้งที่นัยน์ตาสีแดงก่ำ “เพราะคนอย่างไอ้ดินมันจะตายเมื่อไหร่ก็ได้อย่างนั้นใช่ไหม!”





“ไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อย!” ดนัยแย้งขึ้นทันที “ผมไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายคุณได้หรอก”



“โกหก!”



“เรื่องจริง!”



“เชื่อไม่ลงหรอกเว้ย!”







“ดิน!!”



ดนัยตวาดลั่นเมื่อเห็นว่าบดินทร์ดื้อรั้นไม่ยอมฟังความ คว้าข้อมือของคนที่พยายามประทุษร้ายกันแล้วดันอีกฝ่ายจนจนมุมอยู่ตรงกระจกซิงค์ล้างหน้า



“คุณรู้ดีว่าผมไม่เคยโกหก” เสียงต่ำทรงอำนาจเอ่ยออกมาแบบชัดถ้อยชัดคำ



ดนัยสบตาบดินทร์นิ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกหนักแน่นจริงจังผ่านทางสายตาลึกล้ำคู่นี้



“ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาเจอเรื่องอึดอัดแบบนี้” ดนัยเริ่มคลายเสียงให้เบาลง เมื่อบดินทร์ดูสงบลงแล้ว “แต่ผมอยากให้คุณเข้าใจ ว่าผมไม่ได้เลือกคุณเป็นหงส์เพื่อเป็นเหยื่อของใคร แต่เป็นหงส์เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ผม”



ใช้น้ำเสียงที่ราวกับจะสะกดจิตกัน



“ดิน...ผมจำเป็นต้องมีคุณ”



บดินทร์ชะงัก



อีกแล้ว...ถูกบอกว่าจำเป็นอีกแล้ว ถูกล่อลวงด้วยคำพูดไม่กี่คำของคนคนนี้อีกแล้ว ราวกับถูกอ่านใจได้ ราวกับรู้ว่าการเป็นที่ต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้บดินทร์คนนี้พ่ายแพ้



“คุณมันคนใจแคบ...คุณดนัย” บดินทร์ได้แต่ครางออกมาราวกับจะร้องไห้ ก้มหน้ามองลงพื้นไม่ยอมสบตาดนัยที่อยู่ห่างกันเพียงแค่คืบ “คุณไล่ต้อนให้ผมต้องมายืนในจุดที่กลับตัวไม่ได้ ผมไม่มีทางเลือกเลยในสิ่งที่คุณอ้างว่าเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับผม”



ดนัยเงียบไปเนิ่นนานเพราะคำพูดของบดินทร์ จ้องมองคนที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งงัน



นานจนบดินทร์เผลอเงยหน้ากลับขึ้นมามอง แล้วต้องตัวแข็งทื่อไปกับสีหน้าที่นิ่งเป็นศิลาของอีกฝ่าย สายตาเยียบเย็นนั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับเป็นคนละคนกับคนที่เพิ่งอ้อนวอนว่าจำเป็นต้องมีกันเมื่อครู่นี้เลย



“แล้วถ้าผมให้ทางเลือกคุณ...” แล้วดนัยก็เอ่ยถามขึ้นในขณะที่บดินทร์ยังคงตะลึงลาน “คุณจะเลือกทางไหนครับดิน?”



ดนัยตั้งคำถาม แล้วเงียบรอคำตอบ แต่บดินทร์ไม่มีคำตอบที่จะให้ ความตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นเกาะกุมหัวใจ เพราะเขารู้ดีว่าคำถามของดนัยนั้นมันไม่ใช่คำถามเพื่อหาทางเลือกอะไร แต่เป็นคำถามลองใจที่เขาแสนเกลียด



และในเมื่อบดินทร์เลือกที่จะเงียบ ดนัยจึงเป็นฝ่ายตอบคำถามนั้นแทน



“ที่เงียบแบบนั้นเพราะคำตอบของคุณคือไปให้ไกลจากผมใช่ไหม?” ดนัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง



“ใช่” บดินทร์จึงตอบออกไปทันทีแบบไม่ต้องคิด เพราะรู้ดีว่ามันเป็นแค่คำถามยั่วยุเพื่อให้เขาตอบโต้อย่างคนไร้ทางสู้ ความอ่อนล้าทำให้น้ำเสียงของบดินทร์สั่นสะท้าน ทว่ามันก็ยังคงความทะนงตนไว้เต็มเปี่ยม



บดินทร์ยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ ฟังแล้วก็รู้ว่าคนตรงหน้าต้องการเพียงประชดประชัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็รู้อยู่แก่ใจ ว่ามันไม่เคยมีทางเลือกอื่น



“...ผมขอโทษด้วยนะดิน” สองมือเลื่อนขึ้นมาประคองสองแก้มของบดินทร์เพื่อตรึงไว้ตรงหน้าของตนไม่ให้ผินหลบได้เหมือนทุกครั้ง เพื่อย้ำประโยคสำคัญ “ผมจะไม่มีวันปล่อยมือจากคุณเด็ดขาด ต่อให้ต้องขังคุณเอาไว้”



ตาประสานตา ในที่สุดดนัยก็เผยถ้อยคำที่บดินทร์กลัวที่สุดออกมา ดวงตาของบดินทร์ไหวระริกเอ่อคลอจนเขาต้องเลือกที่จะหลับตาลงเพื่อปิดบังความหวาดหวั่นทุกอย่างที่กำลังประเดประดังกันออกมาทางสายตาคู่นี้



“...เรื่องที่ว่าจะปล่อยผมเป็นอิสระ หากเป็นหงส์จนครบปีอะไรนั่น...แค่หลอกกันใช่ไหม?” บดินทร์ถามน้ำเสียงแหบแห้ง ถึงทำใจมาสักพักแล้วแต่พอได้ยินความจริงจากปากผู้เป็นเหมือนเจ้าหนี้ชีวิต ก็ทำเอาหัวใจของเขายิ่งอ่อนล้า



เหมือนที่ดิ้นรนแทบเป็นแทบตายที่ผ่านมา...มันเสียเปล่าไปทั้งหมด



ดนัยไม่ได้ตอบอะไรนอกจากกระซิบว่าขอโทษ ขณะจูบซับหยาดน้ำตาที่ถะถั่งพรั่งพรูไม่ขาดสายของบดินทร์อย่างนึกสงสาร หัวใจราวถูกบีบรัดแค่เพียงเห็นหยาดน้ำตาของคนตรงหน้า แต่ยิ่งเป็นแบบนั้นเขายิ่งรู้สึกอยากครอบครองมากขึ้นไปอีก



เพราะหัวใจอยากผูกมัด ร่างกายจึงทำตามความปรารถนา



น้ำตาถูกจูบซับซ้ำแล้วซ้ำเล่า บดินทร์ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการกระทำของดนัยอย่างไร้การขัดขืนฝืนรั้นเหมือนอย่างทุกครั้ง ยอมให้กอด ยอมให้จูบตามที่อีกฝ่ายปรารถนา



...ร่างกายนี้



...ลมหายใจนี้



...เลือดเนื้อนี้



...หัวใจนี้



มันไม่ใช่ของเขาอีกต่อไปแล้ว



ไม่สู้แล้ว ไม่ฝืนแล้ว เหนื่อยเหลือเกินแล้ว



“ถ้าผมเป็นของคุณ คุณจะปกป้องผมไหม?” บดินทร์ถามขึ้นอย่างเลื่อนลอย ขณะที่ยังถูกจูบย้ำๆ อยู่ข้างแก้มช้ำ



“ผมจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องคุณแม้แต่ปลายเส้นผม” ดนัยให้คำมั่น



บดินทร์นิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง “คุณดนัยครับ...ผมขอแลกตัวผมกับครอบครัวได้ไหม?”



“...........ดิน”



“สาบานกับผมได้ไหม ว่าจะปกป้องครอบครัวของผมให้ด้วย ไม่ว่าผมจะเป็นหรือตาย...โปรดอย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย” บดินทร์ขอร้องด้วยเสียงเครือสั่น น้ำตาไหลหยดลงมาอีกครั้งราวกับว่ามันจะไม่มีทางเหือดแห้ง เขาผิดต่อพ่อ ผิดต่อครอบครัวตัวเองมามากพอแล้ว ไม่ต้องการกลายเป็นตัวหายนะให้เดือดร้อนกันอีกแล้ว ครั้งนี้เขาจึงได้ร้องขอดนัยจากหัวใจ



“ได้โปรด...ดูแลพวกเขาแทนผมที”







ดนัยคว้าบดินทร์เข้ามาสวมกอดแน่น



“ผมสาบาน”



บดินทร์หลับตาซึมซับคำมั่นสัญญาที่ดนัยมอบให้ ไม่รู้ว่าเชื่อได้ขนาดไหนแต่เขาก็ไม่เหลือทางเลือกอื่น พอละทิฐิมานะทิ้งไปหัวใจก็พอได้เห็นแล้วว่า ดนัยนั้นคือที่พึงเพียงคนเดียวที่เขาเหลืออยู่ ที่ยึดเหนี่ยวสุดท้ายสำหรับคนที่ไม่เหลือที่ยืนอีกแล้วในอดีตที่ละทิ้งมา แม้จะอันตรายเหมือนเอาชีวิตไปทิ้ง แต่คนคนนี้ก็ได้หยิบยื่นชีวิตใหม่มาให้ครั้งแล้วครั้งเล่า



ทำให้เขาคนนี้มีค่าทั้งที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากกองขยะ



แล้ว...



ทำไมถึงไม่ยอมคว้าเอาไว้กัน?



กับทางเลือกสุดท้าย





หมับ!



บดินทร์คว้าใบหน้าของดนัยเอาไว้



โน้มลงมาใกล้แล้วประทับจูบบางเบาลงบนริมฝีปากนั้น



จากเพียงผิวเผิน ค่อยๆ กดน้ำหนักลงไป ริมฝีปากร้อนจัดที่รอคอยอยู่แล้วก็ตอบรับกลับมาอย่างว่าง่าย บดินทร์ขบเม้มริมฝีปากล่างของดนัยย้ำๆ สองสามครั้ง ก่อนผละใบหน้าออกมาอย่างช้าๆ



เสียงจุ๊บดังขึ้นเบาๆ เมื่อสองริมฝีปากผละจากกัน ก่อนที่สองสายตาจะได้ประสานกันอย่างจริงจังอีกครั้ง



“ผมพร้อมแล้ว...”



บดินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นัยน์ตาฉ่ำน้ำวาววามไหวระริกทว่าหนักแน่น



“ที่จะเป็นของคุณ”























เป็นสมบัติของคุณเพียงคนเดียว...







******************

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
จากนี้จนนิรันดร์





“ห้องน้ำพนักงานด้านหลังมันเชื่อมอยู่กับทางลับที่จะออกไปข้างนอกได้ นอกจากคนของที่นี่ ทางนี้ไม่เคยมีใครรู้”



“ถ้าเข้าตาจนขึ้นมา ก็พานายมึงหนีออกมาทางนี้แล้วกัน”



เสียงเหี้ยมห้าวอธิบายอย่างเยือกเย็น ขณะพาธันวาเดินลัดเลาะลอบผ่านสายตาของพนักงานในโรงแรมมาทางด้านหลัง เพื่อชี้ให้เห็นทางหนีทางแรก หากเกิดปัญหาขึ้นกับบดินทร์ในอนาคต ถ้าต้องมาอยู่ในดงงูเห่าที่นี่เข้าจริงๆ



“ตามมานี่ จะพาไปดูอีกสองที่” บอกเสร็จก็เดินดุ่มๆ ผ่านร่างธันวาไปแบบไร้เยื่อใย ไร้ความเป็นมิตร



ธันวาได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างใหญ่ของมานพ แล้วเดินตามไปอย่างเงียบเชียบเรียบร้อย เฉกเช่นที่เคยทำเมื่อนานมา ตั้งแต่ยังคงเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รักใคร่ปรองดอง



วันเวลาไม่หวนกลับฉันใด แผ่นหลังของคนตรงหน้านี้ก็คงไม่หันกลับมามองกันด้วยความเอ็นดูอีกแล้วฉันนั้น



ธันวามองเหม่อ คิดถึงความหลังครั้งเก่าก่อนที่เคยมีความสุขร่วมกันมา คิดถึงวันที่สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์นั้นประดับประดาไปด้วยรอยยิ้มที่เขาแสนรัก คิดถึงอ้อมกอดของวงแขนใหญ่โตนั่นที่เขาแสนหวงแหน คิดถึงเสียงเรียกชื่อที่แม้จะห้าว แต่ก็อบอุ่นหัวใจอยู่เสมอในทุกครั้งที่ถูกเรียกขาน



ไม่มีอีกแล้วสินะ ในวันนี้…



“เฮ้ย! มึงจะเหม่ออีกนานไหม?”



ธันวาสะดุ้งไปกับเสียงตะคอกต่ำที่มานพหันมาเอ็ดเอาเพราะเขาไม่ได้ฟังเลยว่าอีกฝ่ายพูดอะไรบ้างมาสักพักหนึ่งแล้ว



“เดี๋ยวก็ได้ตายห่ากันทั้งนายบ่าว” มานพสบถแล้วเดินนำไปที่ทางออกอีกทาง ผ่านทางห้องน้ำสต๊าฟในชั้นของบ่อนใต้ดิน “ทางนี้มันค่อนข้างซับซ้อน ถ้าไม่ถึงตาจนหนทางจริงกูไม่แนะนำให้ใช้ เพราะนอกจากมันจะออกยากแล้ว พวกมันยังเดินกันให้ชุมไปหมด”



มานพแนะนำ แล้วเดินนำเข้าห้องน้ำสต๊าฟไปก่อน เพื่อสอดส่องว่าไม่มีใครอื่นอยู่ จะได้พาธันวาลองใช้เส้นทางนี้ลอบออกไปด้านนอกดู ทว่าในขณะที่กำลังพยายามจัดแจงทางหนีทีไล่อยู่นั้น ธันวากลับเอ่ยบางอย่างขึ้น



“เพราะผู้หญิงคนเดียว...ถึงกับตัดขาดพี่น้อง”



มานพชะงักทันทีเมื่อได้ยินถ้อยคำค่อนแคะของคนที่เดินตามหลังมาไม่ห่าง



“หลงผู้หญิงจนหน้ามืด...น่าสมเพช...”



หมับ!!



ไม่ทันพูดจบประโยคดี ธันวาก็ถูกคว้าคอกระแทกกำแพงอย่างจัง สันกรามเหมือนจะถูกบดจนละเอียดเสียให้ได้จากแรงเค้นของมือใหญ่ที่บีบแน่นอย่างไม่ปรานี



“เลิกเห่าทั้งที่ไม่ได้รู้เหี้ยอะไรเลยเสียที!” มานพขู่คำรามเสียงต่ำ บีบเค้นปลายนิ้วลงบนแก้มนิ่มของธันวาจนแดงช้ำ

เพราะถูกบีบกรามไว้จนพูดไม่ได้ฝ่ายถูกกระทำจึงทำได้เพียงสื่อสารทางสายตา โดยการจ้องมองดวงตาวาวโรจน์ของมานพตรงไปตรงมาอย่างไม่ลดละ



ในดวงตาของผู้กระทำมีแต่ความชิงชัง



ในดวงตาของผู้ถูกกระทำมีแต่ความว่างเปล่า



ยิ่งถูกทำให้เจ็บปวดทางร่างกายมากเท่าไหร่ หัวใจก็ยิ่งกลวงโบ๋ลงไปมากเท่านั้น



ความรวดร้าวอย่างแสนสาหัสที่ถูกส่งออกมาทางสายตาของธันวา ทำให้มานพชะงัก แม่เพียงเสี้ยววินาทีเดียวที่สัมผัสได้แต่มันก็สามารถกินลึกลงไปในหัวใจของมานพราวกับน้ำกรดฤทธิ์ร้าย



เพราะครั้งหนึ่งเคยให้ความรักความเอ็นดูคนคนนี้อย่างมากมาย เชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าคือเพื่อนตายที่ไม่มีวันทำร้ายกันไปทั้งชีวิต แต่ในวันนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องลงมือกับคนที่เคยให้สัญญาว่าจะปกป้องดูแล



เพราะถูกหักหลังอย่างเลือดเย็น คำสัญญาที่เคยให้ไว้จึงโมฆะไปตั้งแต่วันนั้น และวันนี้จึงเลี่ยงไม่ได้หากต้องทำร้ายกันด้วยความชิงชัง



คิดไว้แบบนั้นมาตลอด และเขาก็ลงมือทำมันอย่างเหี้ยมเกรียมเรื่อยมา ยิ่งธันวาร้ายใส่มาเขาก็ยิ่งร้ายกว่ากลับไปแบบถึงพริกถึงขิง...แต่ ในความโหดร้ายในทุกครั้งที่ได้กระทำ มันกลับไม่ได้ทำให้มานพคนนี้รู้สึกสะใจหรือยินดีแม้แต่นิด



ยิ่งทำเขาก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งได้เห็นสายตาที่ทำราวกับเจ็บปวดนักหนาของธันวาด้วยแล้ว ใจเขากลับยิ่งเจ็บ แต่ต่อให้เจ็บเจียนตาย ก็ไม่ขอกลับไปญาติดีกับคนที่ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างคนตรงหน้านี้เด็ดขาด



“เกลียดกันขนาดนี้...แต่ต้องมาสอนงานกัน คงแทบขาดใจเลยสินะ...”



เสียงแหบพร่าดังขึ้นมาในห้วงความคิด เพราะเผลอคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่จึงทำให้มือที่บีบสันกรามของธันวาไว้คลายออก เปิดทางให้ฝ่ายนั้นสามารถร่ายถ้อยคำทิ่มแทงใจออกมาเจื้อยแจ้ว



“เออ ถ้านายไม่สั่ง หัวเด็ดตีนขาดกูก็ไม่ขออยู่ใกล้มึง” มานพตวัดเสียงห้วน ปล่อยมือออกจากปลายคางของธันวาแรงเสียจนหัวของฝ่ายนั้นถึงกับสะบัดเซ แล้วเร่งฝีเท้าเดินจากไปไม่ต้องการต่อคำใดๆกับธันวาอีกแล้ว



แต่ธันวาไม่ยอมปล่อยให้ไปง่ายๆ ร่างเล็กกว่าโถมทั้งตัวกระโดดใส่หลังของมานพไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวก่อน พยายามเพียงครู่ ก็สามารถกดร่างใหญ่โตกว่าของมานพลงไปบนพื้นได้สำเร็จโดยมีที่เขาใช้ทั้งตัวกดหลังฝ่ายนั้นเอาไว้



“ทำเหี้ยอะไรของมึงวะ!!?” มานพตวาดลั่น พลันดิ้นขลุกขลัก



ธันวาพยายามกดร่างนั้นไว้อย่างเต็มที่ เขามีเวลาอีกไม่มาก เพราะฝีมือของมานพเหนือขั้นกว่า อีกฝ่ายคงใช้เวลาอีกแค่ไม่กี่อึดใจในการดิ้นหลุดจากพันธนาการของเขา



และในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ธันวารีบก้มลงกระซิบข้างใบหูร้อนผ่าวของอีกฝ่าย





“พี่ต่างหาก...ที่ไม่เคยรู้อะไรเลย”











พรึ่บ!



แล้วก็เป็นแค่ช่วงอึดใจเหมือนที่ธันวาคาดไว้ เพราะไม่ทันไรเขาก็ถูกมานพพลิกกลับมาเป็นฝ่ายกดกันได้อย่างง่ายดาย สองแขนถูกล็อคไว้เหนือศีรษะ โดยมีมานพคร่อมทับตรงช่วงเอวในท่วงท่าที่ทำให้ธันวายากต่อกร ธันวานอนนิ่งอยู่ใต้ร่างของมานพอย่างคนรู้ตัวว่าสู้ไม่ไหว จึงไม่ดิ้นรนขัดขืนให้ต้องเจ็บตัว



เมื่อธันวายอมนิ่ง มานพก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือกระทำรุนแรงใดๆ ตอนนี้มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาต้องการคำอธิบายจากอีกฝ่าย



“มึงว่ากูไม่รู้เรื่องอะไร หืม?” มานพเค้นคอถาม มองตรงไปยังคนใต้ร่างด้วยความสับสน คำว่า ‘พี่’ ที่ไม่ได้ยินมานานทำเอาสามัญสำนึกรวนไปหมด



“ทุกเรื่อง” ธันวาตอบห้วน ตั้งใจว่าจะพูดความจริงที่ไม่เคยมีโอกาสได้อธิบายออกไปให้อีกฝ่ายได้ฟัง ยกเว้น ความจริงที่ผมรักพี่เกินกว่าคำว่าพี่น้องมานานแล้ว...







“พี่มันไม่เคยรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมันร้ายยังไง...”



“รู้!” แต่พอเปิดปากอธิบายกลับถูกขัดคอ



‘รู้?’ รู้เรื่องอะไร? ธันวานิ่งอึ้ง



“รู้ ว่าผู้หญิงคนนั้นสวมเขากูยังไง หลอกกูมานานเท่าไหร่ ดอดไปหาชู้มันเมื่อไหร่บ้าง และอิ่มเอมแค่ไหนกับรสสวาทที่ชู้มันปรนเปรอให้ ถึงได้หลงใหลมันเสียจนอยากไปจากกูตัวสั่น” มานพเค้นเสียงต่ำ อธิบายไปพร้อมกับสีหน้าที่เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง “และกูก็รู้ด้วยว่า ทุกครั้งที่กูตามนายไปทำงานข้างนอก มันพาไอ้ระยำนั่นมากกกันที่ห้องกูทุกครั้ง!”



“................” ธันวาเถียงไม่ออก มันจริงทุกอย่างกับที่มานพพูดมา เพียงแต่ว่ามันยังมีความจริงอีกอย่างที่ไม่เคยได้พูดออกไป



“เมียมีชู้กูไม่เจ็บเท่ากับที่ไอ้ชู้คนนั้น...คือมึง”



มานพเอ่ยถ้อยคำที่ราวกับหอกแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจเขาของเขามาตั้งแต่วันที่ธันวาหักหลังกัน และต่อให้เขาจะพูดมันออกไปแล้ว ความทรมานก็เหมือนจะไม่ได้ทุเลาลง



เช่นเดียวกับหัวใจของธันวาที่เจ็บร้าวราวจะขาดเป็นเสี่ยงเพียงแค่ได้ฟังประโยคสุดท้ายของมานพที่ทำให้เขาเจ็บจนพูดไม่ออก

นั่นสินะ...ไม่ว่าเหตุผลที่เขาลงมือทำไปคืออะไร แต่ความจริงที่ว่าเขาหักหลังเพื่อนตายมันก็ไม่สามารถลบล้างได้



น้ำตาของธันวาพาลจะไหลออกมา แต่เขาฝืนกลั้นมันเอาไว้ มานพไม่ได้พูดหรือทำอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแค่ลุกขึ้นผละจากร่างของธันวาไป



“.........พี่นพ...” ธันวาเพรียกคนที่กำลังเดินจากไปเสียงพร่า



“อย่าเรียกกูด้วยชื่อนั้น มึงไม่ใช่น้องกูมานานแล้ว” แต่กลับถูกมานพปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยยิ่งเสียกว่าครั้งไหนๆ



“เดี๋ยว...” ธันวาไม่ยอมแพ้ พยายามคว้าตัวของมานพไว้ แต่ในจังหวะนั้นเอง



[เอ้ย ใครอยู่ในนั้นน่ะ!?]



เสียงคนด้านนอกตะโกนถามมาจากหน้าประตูห้อง สำเนียงภาษาอังกฤษแปร่งหูที่น่าจะเป็นสำเนียงของคนจีนที่เป็นลูกน้องในบ่อนนี้ไม่ผิดแน่ ถ้าถูกเห็นเข้าตอนนี้คงไม่สวย



สองบอดี้การ์ดหนุ่มลนลานอยู่อึดใจ มานพก็รีบคว้าตัวของธันวาเข้าไปซ่อนในจุดลับตา พรางตัวจากสายตาของพวกที่กำลังกรูกันเข้ามาสามสี่คน



[ไม่เห็นมีใครนี่หว่า]



[เอ็งตาฝาดหรือเปล่าวะ?]



[เฮ้ย...ข้าว่าข้าได้ยินคนคุยกันนะ]



[ห้องแค่นี้ถ้ามีคนก็เห็นแล้วดิวะ]



ทั้งสี่โต้เถียงกันไปมาเป็นภาษาจีนที่แม้มานพกับธันวาจะพอฟังออกบ้างแต่ก็ไม่ได้แตกฉานนัก มานพเงียบกริบ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเปิดกว้าง แม้สามสี่คนข้างนอกนั่นจะไม่ได้คณามือเขาสักเท่าไหร่ แต่หากผลีผลามทำอะไรแล้วทำให้ภารกิจที่นายเหนือมอบหมายมาผิดพลาด เขาก็ไม่คิดเสี่ยง



แม้สติเขาจะยังตั้งมั่นอยู่กับการระแวดระวังภัย ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่คอยกวนใจเขาไม่เลิก



เสียงหัวใจของธันวาที่เต้นดังจนหนวกหู!



เพราะต้องหลบเร้นจากสายตาของเจ้าถิ่น มานพจึงจำเป็นต้องลากธันวาเข้ามาหลบด้วยกันในช่องแคบ ช่องที่พอดีสำหรับสองคนยืนแต่เบียดกันจนต้องแนบร่างเข้าหากันแน่น มานพค้ำแขนข้างหนึ่งของตนไว้กับกำแพง เบื้องหน้าเขาคือธันวาที่ตอนนี้เขามองเห็นอีกฝ่ายเพียงศีรษะ คางของเขาเกยอยู่บนกระหม่อมของอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้ และเพราะร่างกายที่แนบชิดกันจนอากาศยังแทรกผ่านลำบาก จึงไม่แปลกเลยที่มานพจะได้ยินเสียงหัวใจในทรวงอกของฝ่ายนั้นได้อย่างชัดเจน



ชัดเกินไปจนเริ่มรำคาญ!



ตอนแรกมานพคิดไปว่าธันวาตื่นกลัวที่อาจถูกเจ้าถิ่นจับได้จนเสียแผน จนพาลให้มานพหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่เป็นมืออาชีพ ทั้งที่เป็นบอดี้การ์ดเสี่ยงภัยมาทั้งชีวิต แต่เพราะในซอกมืดนี้พอมีแสงรำไรส่องมา มานพจึงสามารถเห็นสิ่งที่แสงนั้นส่องมากระทบในระยะประชิดสายตา



เห็นใบหูแดงก่ำจนเหมือนจะระเบิดได้ของธันวาในระยะประชิด



‘นี่มัน...หมายความว่ายังไง?’





[ไม่เห็นจะมีใครเลย เสียงหนูเสียงแมวหรือเปล่าวะ มันชอบมาไล่จับกันอยู่แถวนี้]



[เออๆ สงสัยข้าจะหูเพี้ยนไปเอง ไปทำงานต่อกันเถอะ]



คล้ายกับฝ่ายเจ้าถิ่นจะถอดใจ เมื่อมองหาผ่านๆ แล้วไม่เจอสิ่งผิดปรกติ ทั้งสี่คนจึงทยอยออกจากห้องไปในที่สุด เมื่อห้องเงียบจนแน่ใจว่าไม่เหลือใครแล้ว มานพจึงออกจากที่กำบังโดยมีธันวาตามออกมาเงียบๆ



ความกระอักกระอ่วนเกิดขึ้นทันทีที่ได้กลับมาอยู่ตามลำพังอีกครั้ง และคราวนี้มันไม่ใช่เพียงแค่ความบาดหมางจากอดีต แต่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการได้อยู่ใกล้ชิดกันอย่างกะทันหันเมื่อครู่



มานพชำเลืองมองไปยังธันวาที่เอาแต่ก้มหน้า ใบหน้าเครียดขึงนั้นนิ่งสนิท แต่ใบหูแดงจัดกลับไม่อาจซ่อนพ้นสายตา มานพรู้ดีว่าอาการแบบนั้นหมายถึงอะไร แต่ไม่อาจเข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเกิดอาการแบบนั้นขึ้นมาเพียงแต่เพราะได้ใกล้ชิดกัน



หรือว่า...



มานพรีบสะบัดความคิดไม่เป็นเรื่องออกจากหัวทันที แล้วหันหลังออกจากห้องไปโดยทิ้งความสงสัยเอาไว้ เพราะตอนนี้ เขายังไม่พร้อมจะรับรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับธันวาทั้งนั้น



ตัดใจทิ้งอีกฝ่ายไว้เบื้องหลังทั้งที่หัวใจบีบรัดจนเจ็บร้าว





















ธันวามองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไปเรื่อยๆ เงียบๆ หัวใจยังคงเต้นแรงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เกือบไปแล้วหรือเปล่านะ เกือบจะเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนเร้นมานานออกไปแล้วหรือเปล่านะ เสียงหัวใจที่ดังจนหนวกหูนี้ ฝ่ายนั้นจะได้ยินหรือเปล่านะ ธันวาได้แต่กำหมัดแน่นเพื่อลดทอนความตกประหม่า แล้วคิดขึ้นได้ว่ามานพไม่มีทางรู้หรอก เพราะถ้าหากรู้ คงไม่เดินทิ้งกันไปแบบนี้



หวังว่านะ...



ธันวาได้แต่ถอนหายใจ ตอนนี้เขายังไม่พร้อมให้มานพรู้ถึงความรู้สึกนี้ เพราะยังทำใจรับผลที่จะเกิดขึ้นไม่ไหว



ให้โดนเกลียดเพราะเขาไม่รู้ว่าเรารัก



ดีกว่าต่อให้เขารู้ว่าเรารัก...เขาก็ยังเกลียด



แบบนั้นมันคงทรมานจนทนหายใจอยู่ต่อบนโลกนี้ไม่ได้แน่



ไม่เอานะ...ไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้อีกแล้ว







*

*

*

*

*

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ดนัยจูบบดินทร์ซ้ำๆ หลังจากได้รับอนุญาตให้ทำตามใจชอบ แม้ร่างกายจะไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่ดนัยก็สามารถอุ้มบดินทร์ขึ้นนั่งบนขอบเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าได้สบาย



จู่ๆ ถูกทำแบบนั้นขึ้นมาบดินทร์ก็ผวากอดคอดนัยจนแน่นเพราะกลัวเคาน์เตอร์จะรับน้ำหนักไม่ไหว แต่เมื่อถูกโถมทับจนแผนหลังติดกระจกบานใหญ่ พอแน่ใจว่าเคาน์เตอร์แข็งแรงพอบดินทร์ก็ผ่อนคลายยอมให้ดนัยจูบต่อแบบไม่เว้นพัก



เสื้อกั๊กถูกถอดออกตามด้วยกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ถูกปลดออกช้าๆ โดยที่ริมฝีปากของผู้กระทำยังคงเวียนวนอยู่กับริมฝีปากใบหน้าและซอกคอขาวของผู้ยินยอม บดินทร์ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามการชักนำของดนัยอย่างว่าง่าย ตั้งแต่รู้จักกันมานี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาพร้อมจะมีอะไรกับอีกฝ่ายด้วยเจตนาที่แท้จริง ยอมตกเป็นของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง ไม่ใช่การฝืนทำให้มันจบไปเป็นครั้งคราวอย่างเช่นที่ผ่านมา



“ไปที่เตียงกันไหม?” เสียงแหบพร่าที่ดังขึ้นข้างหู เรียกสติล่องลอยของบดินทร์ให้กลับสู่ปัจจุบัน “ผมใกล้ห้ามตัวเองไม่อยู่แล้ว...คุณทำผมคลั่งรู้ตัวหรือเปล่า?”



บดินทร์จ้องมองใบหน้าที่อยู่ใกล้กันแค่ปลายจมูกนิ่งงัน ใบหน้าขาวจัดตรงหน้านั้นแดงก่ำไปหมดทั้งริมฝีปากและปลายจมูก หัวใจของบดินทร์เต้นถี่จนไม่อาจห้าม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าดนัยมีเสน่ห์ทางเพศล้นเหลือ และกำลังพาเขาดำดิ่งลงสู่ความปรารถนาดำมืดที่ไม่มีวันสิ้นสุด



บดินทร์ไม่ได้พูดตอบโต้อะไรกับดนัยนอกจากการคว้าใบหน้าของอีกฝ่ายเข้ามาจูบต่อ แล้วโอบกอดต้นคอแกร่งนั้นไว้ เหนี่ยวรั้งให้รับรสจูบของเขาไปจนเต็มอิ่ม เรียวลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดกันอย่างช่ำชองพาเอาหัวใจของบดินทร์ไหวระริก เมื่อก่อนทำเพียงปล่อยตัวไปกับการกระทำของอีกฝ่ายอย่างจำยอม มาวันนี้เมื่อได้ลองตอบสนองดูบ้างมันกลับดีกว่าที่เคยคาดเอาไว้



ดีเสียจนกลั่นเป็นน้ำตาร่วงหล่นจากหางตาหยดแล้วหยดเล่า



ร่างกายโสมมที่แค่ถูกเขาปลุกเร้าเอาใจก็อ่อนเป็นขี้ผึ้งจนหลงลืมทุกสิ่งอย่าง...



“ดิน? คุณร้องไห้ทำไม?” จูบหยุดชะงักไปเพราะดนัยรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่ข้างแก้มของคนในอ้อมแขน พอผละออกมามองแล้วเห็นว่าบดินทร์กำลังร้องไห้ หัวใจเจ้าพ่อหนุ่มก็ราวถูกบีบรัด



ถูกปฏิเสธอีกแล้วหรือ?



บดินทร์หลับตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ดนัยช่วยปาดเช็ดหยาดน้ำตาให้อย่างว่าง่าย ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วช้อนมองไปทางดนัยราวกับกำลังจะอ้อนวอนขอร้องบางสิ่งที่สำคัญที่สุด



“นอกจากสัญญาที่ว่าคุณจะดูแลครอบครัวผมอย่างดีแล้ว...” บดินทร์เอ่ยเสียงสั่นพร่า “ผมขอร้องอะไรคุณอีกอย่างได้หรือเปล่า?”



“ได้สิ” ดนัยตอบพลางจูบซับน้ำตาให้บดินทร์ไปพลาง “ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร ผมก็จะหาทุกอย่างที่คุณต้องการมาให้ตามคำขอ...คุณต้องการอะไรล่ะ?” พร้อมรอฟังคำขอ ดนัยตอนนี้ที่หลงบดินทร์จนหน้ามืดไม่ว่าสิ่งที่คนตรงหน้าขอมาคืออะไรเขาก็ตั้งใจจะหาให้อีกฝ่ายจนได้



“คุณต้องการให้ผมเป็นของคุณไปทั้งชีวิตหรือเปล่า?” แต่ก่อนที่บดินทร์จะเอ่ยปากขออะไร เขากลับตั้งคำถามออกมาแทนก่อน



“อยากสิ” ดนัยตอบแบบไม่ต้องคิด เพราะมันคือสิ่งที่เขาปรารถนามาโดยตลอด “ผมอยากครอบครอง อยากให้คุณเป็นของผมคนเดียวไปตลอดชีวิต...”





“ถ้าอย่างนั้นคุณสัญญาได้ไหมดนัย ว่าจะไม่ให้ใครมาแทนที่ผมได้”



และในที่สุดบดินทร์ก็ลั่นคำขอ



คำขอที่ทำให้ดนัยหยุดชะงักไปชั่วครู่ เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งที่บดินทร์ร้องขอมานั้นมีนัยว่าอย่างไร?



“ต่อให้ในอนาคตคุณจะมีใครอื่นอีกสักกี่คนก็ตาม ผมขอแค่อย่าให้ใครมีสิทธิ์ขึ้นมาทัดเทียมผมได้ ในเมื่อคุณให้ผมเป็นหงส์ของคุณแล้ว โปรดให้ผมเป็นใหญ่เหนือใครก็ตามที่คุณอาจอยากมีไว้ข้างกายแทนผมในภายภาคหน้า...นอกจากคุณแล้ว ได้โปรดอย่าให้ใครข่มเหงรังแกผมได้...ถ้าคุณยอมให้คำมั่นสัญญา ผมเองก็ขอให้คำสัตย์สาบานว่าจะเป็นของคุณเพียงคนเดียวตราบจนลมหายใจสุดท้าย”



คำขอของบดินทร์ชัดเจนทุกถ้อยคำ และดนัยก็เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ทุกคำเช่นกัน



ดนัยนิ่งงันสบตาจริงจังของบดินทร์ที่รอฟังคำตอบอย่างเงียบเชียบ คำพูดต่อจากนี้ของดนัยนั้นต่อให้ในอนาคตมันจะทำให้โมฆะไปด้วยตัวของเจ้าของคำพูดเอง ก็ไม่มีใครสามารถมีสิทธิ์พิพากษาลงทัณฑ์กันได้ เพราะนอกจากเขากับบดินทร์ตอนนี้แล้ว ก็ไม่มีใครรู้เห็นเป็นพยานได้ถึงถ้อยคำปฏิญาณที่เขาผู้นี้กำลังจะเอ่ย



ดนัยรู้ว่าบดินทร์เองก็รู้ดีว่าเจ้าพ่อคนนี้มันเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดไหน แต่กระนั้นก็ยังอ้อนวอนขอคำสัญญาที่อาจเชื่อไม่ได้ เพื่อพลีกายพลีใจให้ดนัยคนนี้แม้จะรู้ดีว่ามันอาจเป็นแค่คำลวง



ดนัยสวมกอดบดินทร์แน่น พร้อมกระซิบพรายอยู่ข้างใบหูนิ่ม



“ผมสัญญาว่าคุณจะเป็นหงส์เพียงคนเดียวในชีวิตของผม...ตลอดไป”





บดินทร์หลับตาลงเพื่อซึมซับคำตอบที่ได้รับมาจากดนัย สวมกอดอีกฝ่ายกลับไป แค่นี้ก็ดีถมเถเท่าไหร่แล้วกับชีวิตของคนจนตรอกอย่างเขาคนนี้ ทิ้งชีวิตไว้ข้างทางกับวางชีวิตไว้ข้างกายของเจ้าพ่อผู้เรืองอำนาจ มันแตกต่างกันแค่ไหนเด็กอมมือยังแยกออก แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตของคนอย่างบดินทร์



คำว่ารักมันไม่เคยสำคัญเลยระหว่างเขากับดนัย เพราะสายสัมพันธ์เดียวที่พวกเขามีให้กันได้



ก็คือความซื่อสัตย์ภักดีแลกกับความเมตตาปรานีเท่านั้น



จากนี้ไป...จนนิรันดร์







*

*

*

*

*



เสียงครางหวานสลับลมหายใจหอบสะท้านดังก้องไปทั่วห้อง บดินทร์ร่ำร้องอ้อนวอนราวกับจะขาดใจทุกครั้งที่ดนัยขยับกาย ยิ่งถูกโถมร่างใส่อย่างรุนแรงมากเท่าไหร่ บดินทร์ก็ครางเสียงหวานมากขึ้นเท่านั้น คงเพราะความตึงเครียดที่สะสมมาพักใหญ่ อีกทั้งยังเริดร้างในเรื่องอย่างว่ามาระยะหนึ่ง จึงทำให้ทั้งบดินทร์และดนัยแทบจะคลั่งตายกับการเสพรักในครั้งนี้



ดนัยเปลี่ยนมุมขยับสะโพกแกร่งไปเรื่อยๆ เพื่อเอาอกเอาใจให้บดินทร์มีความสุขสมไปกับเซ็กส์ครั้งนี้ที่สุด เขาโถมกายหนักเบาสลับกันโจนจ้วงเข้าไปในร่างนั้นด้วยแรงเสน่หา พร้อมพรมจูบไปทั่วทั้งใบหน้าของบดินทร์เพื่อเป็นการปลอบขวัญ



“อ๊ะ…อื้อ….” เสียงครางหวานยังคงเล็ดรอดออกมาแม้ว่าจะถูกดนัยตะโบมจูบรุกเร้า



“…ไหวหรือเปล่าดิน?” ด้วยกลัวว่าจะเผลอรุนแรงเกินไปด้วยแรงปรารถนาที่ถาโถมไม่หยุด ดนัยจึงลองถามบดินทร์ขึ้น เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ อยากทำให้มันเป็นความทรงจำที่ดีมากกว่า



แล้วคำตอบที่ได้มาก็ชื่นใจดนัยไม่น้อย เพราะนอกจากบดินทร์จะส่ายหน้าแล้ว ยังใช้สองแขนโน้มคอของเขาลงไปจูบต่อราวกับกำลังลืมตัว



‘บดินทร์จูบเก่งมาก’ ดนัยก็เพิ่งประจักษ์วันนี้ เพราะโดยปกติแล้วที่ผ่านมาจะมีเพียงเขาที่บังคับจูบอีกฝ่าย หรือไม่บดินทร์ก็แค่ยอมจูบด้วยส่งๆ แบบไม่เต็มใจนัก ไม่เคยเลยที่จะถูกอีกฝ่ายรุกเร้าจนแทบหน้ามืดเหมือนครั้งนี้ ตอนนี้อารมณ์ของดนัยเดือดพล่าน ความหวามหวานฉีดซ่านไปทั้งร่างจนสมองชาดิก



“อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊า…อื้อ…อื้อ…” เพราะส่วนเปราะบางและอ่อนไหวที่สุดในร่างกายถูกตอกย้ำอย่างรุนแรง เพราะเขาเพิ่งไปจูบเพิ่มแรงขับเคลื่อนให้กับอีกฝ่าย กลายเป็นว่าตอนนี้เขาโดนดนัยรังแกหนักเสียจนร้องไม่เป็นภาษา แล้วยิ่งปรือตาขึ้นมาใบหน้าของดนัยที่เต็มไปด้วยความทรมานจากแรงอารมณ์ที่กระพือโหมอยู่ด้วยแล้ว หัวใจของบดินทร์ก็ยิ่งเร่งเร้าให้เขาหาวิธีไล่ต้อนดนัยให้จนมุมจนคลั่งกับรสพิศวาสที่เขามอบให้ให้จงได้



เพราะแบบนั้นบดินทร์จึงยิ่งครางหวาน บิดกายยั่วเย้าส่งผ่านความเร่าร้อนไปสั่นคลอนสติของดนัยให้มลายสิ้น และมันก็ได้ผลดีเกินคาด จึงทำให้ไม่ทันไรเขาก็ถูกดนัยโจมตีอย่างหนัก ถูกสอดคว้านระหว่างที่ยังเชื่อมโยงกันถึงส่วนลึกจนต้องแอ่นร่างหยัดรับการเคลื่อนไหวของดนัยที่เร่าร้อนขึ้นทุกขณะ



"นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่คุณยอมให้ผมสัมผัสความรู้สึกของคุณได้ถึงขนาดนี้"



เสียงกระซิบพร่าพรายจากคนที่ไม่ยอมหยุดขยับกายทำให้สติของบดินทร์ล่องลอย เสียงนั้นทุ้มหวานและเว้าวอนเสียจนเขาแทบจะยอมทุกอย่าง บดินทร์อยากจะฆ่าตัวเองตอนนี้เหลือเกิน ทั้งที่ตั้งใจว่าจะต้อนให้อีกฝ่ายตกบ่วง กลับกลายเป็นเขาเองเสียแล้วที่กำลังไหลไปกับความเย้ายวนของอีกฝ่าย







“เป็นของผมนะ”







ดนัยเอ่ยคำสุดท้าย ที่ราวกับประโยคตอกฝาโลงปิดตายแก่บดินทร์



...ยอมแพ้แล้ว



...ยอมทุกอย่างแล้ว



....ยอมแพ้แก่คนที่กำลังป้อนยาพิษแสนหวานให้คนนี้แล้ว



“อ๊ะ…อย…ผม…ไม่ไหว...อื้อ!!! ...” บดินทร์ร้องเสียงสูงเมื่อถูกชักนำให้ดำดิ่งสู่จุดที่ไม่อาจทานทนได้อีกต่อไป เขาปลดปล่อยทุกความอัดอั้นออกมาเป็นธารรักร้อนระอุ เปรอะเปื้อนไปหมดทั้งหน้าท้องจนถึงแผ่นอกแดงจัด ในหัวขาวโพลนพร่าพรายราวกับกำลังอยู่ท่ามกลางดอกไม้ไฟนับร้อยลูก



เหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่นี่มันแค่เริ่มต้น



เพราะในคืนนั้น ดนัยได้ให้นิยามของคำว่า ‘เป็นของผมนะ’ แก่บดินทร์จนกระจ่างอย่างไม่ต้องถามความหมายใดๆ เพิ่ม



*

*

*

*

*











บดินทร์ตื่นขึ้นในเช้าตรู่ สัมผัสร้อนจัดลงตรงช่วงเอวและแผ่นหลัง ทำให้เขารู้แต่ว่าดนัย ยังคงหลับใหลอยู่ข้างกัน เป็นปกติคงพยายามดิ้นรนออกห่าง แต่วันนี้เขากลับรู้สึกว่าอยากจะนอนอยู่แบบนี้ไปอีกสักพัก ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนักกับการถูกกอดราวกับหมอนข้าง ดีเสียอีก...อุ่นดี



แต่เพราะตื่นเสียแล้ว การจะหลับต่อมันช่างลำบาก อีกทั้งยังไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่กับสิ่งที่ดนัยทิ้งเอาไว้ในร่างเมื่อคืน มันรู้สึกเหนอะหนะและไม่สบายท้อง ท้ายที่สุดแล้วบดินทร์จึงดิ้นขลุกขลักออกจากอ้อมกอดของดนัยในที่สุด



"ตื่นแล้วเหรอ? "



แต่ขยับตัวได้ไม่เท่าไหร่ ดูเหมือนว่าจะทำให้คนข้างๆ ตื่นเสียเเล้ว พอหันไปมอง ก็เห็นว่าดนัยนอนทำตาปริบๆ อยู่ ‘ตื่นอยู่หรอกเหรอ’



“ผมอยากอาบน้ำ” บดินทร์เอ่ยปากเป็นนัยว่าให้ช่วยคลายอ้อมกอดออกจากเอวของตนหน่อย



ซึ่งดนัยเข้าใจและยอมปล่อยบดินทร์แต่โดยดี ทว่าไม่ทันที่บดินทร์จะขยับลงจากเตียงได้ ก็ถูกดนัยสวมกอดจากทางด้านหลังอีกครั้ง แถมไม่กอดเปล่า ริมฝีปากซุกซนไล่จูบเรื่อยตั้งแต่ลาดไหล่ลงสู่แผ่นหลังขาว



“เมื่อคืนก็ทั้งคืนแล้วยังไม่เบื่ออีกหรือไง?” บดินทร์บ่นพึมพำ รู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อยที่โดนไล่จูบแถวแผ่นหลัง แต่เขาก็ไม่ได้อิดออด ยินยอมให้ดนัยทำตามใจได้อย่างเต็มที่



“ผมเบื่อคุณไม่ลงหรอก” ดนัยตอบพลางซุกไซ้แผ่นหลังของบดินทร์ไปเรื่อย หลงใหลในกลิ่นกายของอีกฝ่ายเสียจนไม่อยากปล่อยมือไปไหน ช่างหอมหวานสมกับที่รอคอยมาตลอด



ดนัยจับใบหน้าของบดินทร์ให้หันมาสบตากันก่อนเอ่ยถ้อยคำออดอ้อนเอาใจ เพื่อเรียกร้องให้บดินทร์เห็นใจกันบ้าง “คุณก็รู้นี่ว่าผมรอวันนี้มานานแค่ไหน”



แม้เมื่อสบสายตา แล้วพบว่าในสายตานั้นมันมีแต่ความว่างเปล่ากับคำว่ายอมรับทุกอย่าง แต่ดนัยก็ไม่ได้ถือสา เอาเถิดเขายังมีเวลาแค่บดินทร์ยอมให้คำมั่นว่าจะเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว เราจะอยู่ข้างกายกันไปทั้งชีวิต เท่านี้ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จ ไปได้ขั้นหนึ่งแล้ว



"ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเท่าคุณมาก่อนเลยนะ" ดนัยอ้อนต่อ



"อือ...ผมเข้าใจแล้ว" บดินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากบางๆ แม้จะดูคล้ายว่าจำยอม แต่ก็เป็นรอยยิ้มแรกที่เขามีให้ดนัย



"คุณยอมยิ้มแล้ว" ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น ดนัยก็อดทักขึ้นไม่ได้ แม้จะเพียงผิวเผิน แต่มันคือรอยยิ้มแรกที่บดินทร์มีให้ตน

ถึงจะโดนทักขึ้นมา บดินทร์ก็ยังคงยิ้มค้างไว้อย่างนั้น ถึงตรงนี้ดนัยจึงอดใจไม่ไหวที่จะยื่นใบหน้าเข้าใกล้บดินทร์อีกนิด เพื่อหมายจะหอมแก้มนิ่มสักฟอด พลางคิดในใจว่าต่อให้อีกฝ่ายจะผินหน้าหนีกัน ขอสูดดมผ่านๆ ก็ยังดี



แต่แทนที่บดินทร์จะผินหน้าหนีกันเหมือนที่ผ่านมา ชายหนุ่มกลับก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วค่อยๆ หลับตาลงเป็นสัญญาณว่ายินยอมพร้อมใจให้หอมแก้มกันแต่โดยดี



ดนัยขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ เนิบช้า แล้วบรรจงจรดปลายจมูกโด่งเพื่อสูดกลิ่นหอมจากแก้มขาว เพียงหนึ่งอึดใจให้พอชื่นใจแล้วละใบหน้าออกมามองผลงานที่ได้ทำไว้ หัวใจพองโตลิงโลดที่ได้เห็นว่าใบหน้าของบดินทร์ซับสีระเรื่อขึ้นเล็กน้อย แม้ดวงตาหลุบต่ำนั้นก็ยังดูคล้ายเขินอาย



ดนัยยิ้มกว้าง พอใจมากแล้วสำหรับเช้านี้ ในที่สุดจึงยอมปล่อยตัวให้บดินทร์ ได้ไปอาบน้ำชำระร่างกายตามที่อีกฝ่ายปรารถนา แม้แต่อยากตามเข้าไปอาบด้วยกันมากเพียงใดแต่ก็ต้องคอยห้ามใจเอาไว้เพราะไม่อยากจะดูเป็นว่าฝืนใจหรือรุกเร้าอีกฝ่ายมากจนเกินไป เขาอยากให้บดินทร์ได้ปรับตัวเข้าหากันแบบค่อยเป็นค่อยไป พอใจมากแล้วที่ในที่สุดก็ได้มาไว้ในมือเสียที







******************************************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
หงส์หลังม่าน
PART 1





บดินทร์ที่อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จสรรพแล้ว ยืนส่องกระจกมองเรือนร่างตัวเองอยู่พักใหญ่ เขายืนนิ่งมองอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนานจนหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ตามผิวกายเริ่มเหือดระเหยไป สังเกตสังกาไปว่าวันนี้สีหน้าของตนเป็นอย่างไร แต่ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนเป็นคนอื่น ใบหน้าหมดจดผ่องพรรณเหมือนในความทรงจำทว่ากลับไม่คุ้นตา



เขาเคยเกลียดใบหน้าของตัวเองเสียยิ่งกว่าสิ่งโสมม ใบหน้าที่หล่อเหลาเสียเปล่าแต่ไร้น้ำยา ใบหน้าของคนที่ทำได้แต่เรื่องสกปรกเพียงเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ใบหน้าของคนที่หักหลังแม้แต่กับคนที่รักที่สุด ใบหน้าของบดินทร์คนเก่าที่มีเพียงความหยาบกระด้างและโศกเศร้า ใบหน้าที่มองทีไรก็พาลคลื่นเหียนแต่ที่ยังต้องทนมองมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่หน้ากระจกนั้นก็เพื่อคอยตอกย้ำกับตัวเองเสมอๆ ว่าตนคือใคร ยังหายใจอยู่เพื่ออะไร และยังต้องดำเนินชีวิตไปในทิศทางไหนต่อ



และคนในกระจกบานใหญ่ตรงหน้านี้มันก็ยังคงเป็นไอ้บดินทร์คนเดิม แต่...มันไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกเหมือนเมื่อวาน หน้ามันไม่ได้อมทุกข์อย่างคนที่ไม่มีทางไปอีกแล้ว เพราะสีหน้าของคนในกระจกนั้นดูเย็นชาและไร้อารมณ์เกินกว่าจะคาดเดาได้ว่าคนคนนั้นกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ นี่มันเป็นเพราะหัวใจดวงนี้มันด้านชาไปแล้ว จึงได้ไม่รู้สึกกริ่งกลัวสิ่งใดในโลกนี้อีกแล้วหรือเปล่านะ



บดินทร์หลับตาลงครั้งหนึ่งแล้วลืมตาขึ้นมามองใบหน้าตัวเองในกระจกอีกครั้ง คราวนี้ความเย็นชาที่มีหายไปจากใบหน้าแล้ว ประกายตากลับมาเป็นบดินทร์คนเก่าเหมือนที่เคยเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่มันคงแตกต่างออกไปนิดหน่อยตรงที่เงาของความทุกข์ระทมราวกับคนอมโรคนั้นมันเหมือนจะจางหายไป จะว่าสดใสหรือเพราะปลงได้ก็ไม่รู้นะถึงได้ดูสดชื่นขึ้นถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจ แม้ไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทั้งหมดนั้นมันเกิดจาก ‘ดนัย’ เจ้าพ่อโรคจิตที่ดันเนรมิตได้ทุกอย่าง...



“หึ...เจ้าพ่อโรคจิต” บดินทร์ถึงกับหลุดยิ้มกับตัวเอง เมื่อคิดถึงสิ่งที่แล่นเข้ามาในหัวเมื่อครู่ แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆ นั่นแหละว่า ถ้าไม่ได้มือของดนัยช่วยฉุดเขาขึ้นมา ป่านนี้เขาคงไม่ได้ยืนหายใจอยู่ตรงนี้แล้ว



“หงส์เหรอ...จะสู้ดูสักตั้งก็ได้” เขาพูดกับตัวเองในกระจกที่ตอนนี้หน้าตาดูมุ่งมั่นขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าร่างกายงดงามของคนในกระจกนี้จะสามารถดึงดูดเจ้าของอำนาจอย่างดนัยไว้ได้นานแค่ไหน แต่ในระหว่างนั้นเขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้อำนาจที่อีกฝ่ายให้มานั้นคงอยู่กับเขาไปให้นานที่สุด



*

*

*

*

*



“ทานอาหารเช้าก่อนสิคุณ” เสียงละมุนเรียกขานแทบจะทันทีที่บดินทร์ออกจากห้องน้ำ ดนัยในเสื้อคลุมสีขาวยิ้มให้ขณะเดินเข้ามาโอบเอวบดินทร์ไว้แล้วพาเดินไปที่โต๊ะอาหารริมผนังกระจกบานใหญ่ด้วยกัน มุมกินข้าวและชมวิวที่สวยที่สุดของตึกนี้



“ให้ใส่เสื้อผ้าก่อนไม่ได้หรือไง?” บดินทร์ขืนตัวเล็กน้อย ตอนนี้เขายังอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ รู้สึกไม่สะดวกเท่าไหร่



“กินข้าวเช้าก่อน” แต่ดนัยไม่ยอมตามใจกันเท่าไหร่นัก ในที่สุดบดินทร์ก็ถูกพาไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวจนได้



ละมุนไม่จริงนี่หว่า...แต่ก็ช่างเถอะ บดินทร์ได้แต่ลอบถอนใจ แต่สุดท้ายก็ยอมตามใจดนัยอยู่ดี



“หิมะตกตั้งแต่เช้า เดี๋ยวผมให้ธันวาเตรียมเสื้อคลุมหนาๆ ให้ตอนเราออกไปข้างนอกกันนะ” ดนัยว่า



“จะกลับบ้านกันแล้วเหรอ?” บดินทร์คิดว่าเป็นอย่างนั้น



“อืม แต่ผมมีที่ที่อยากพาคุณไปก่อนน่ะ”



“ที่ไหน?”



“ไว้ไปถึงคุณก็รู้เอง” ดนัยโยกโย้เล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มพรายคล้ายกำลังหยอกเด็กเล็กๆ



“ต้องลับลมคมในกันขนาดนั้นเชียว?” เพราะถูกทำราวกับเด็กน้อย บดินทร์จึงค่อนข้างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองมากขนาดจะต้องปั้นปึงกันเหมือนแต่ก่อน



“อย่าเพิ่งหน้างอสิ” เห็นบดินทร์ทำหน้าแบบนั้นดนัยก็ยิ่งเย้าเล่น รู้ตัวอยู่หรอกว่าอีกฝ่ายไม่ชอบให้เขาทำแบบนี้ แต่พออยู่ด้วยกันก็อดไม่ได้เสียที เพราะบดินทร์น่าแกล้งจนเขาอดไม่ไหว



“อือฮึ ได้...ผมจะรอลุ้นแล้วกัน” บดินทร์แย้มยิ้มบาง ลุกขึ้นยืนโน้มตัวเข้าหาดนัยจนใบหน้าใกล้กันเพียงคืบเดียว “หวังว่าจะเซอร์ไพรซ์นะ” แล้วแกล้งเป่าลมใส่ตาของดนัยจนจ้าพ่อหนุ่มตกใจผงะเบาๆ จากนั้นก็โดนดนัยลากลงไปจูบคืนจนสาแก่ใจ



การหยอกเย้าเล็กๆ นี่ มันก็เหมือนกับเป็นก้าวแรกของการเพิ่มระดับความสัมพันธ์ให้ดูเหนียวแน่นขึ้น จูบหยอกกันไม่ต่างกับคู่รักในช่วงฮันนีมูน แต่ก่อนที่อะไรจะเลยเถิดไปกว่าการหยอกเย้า บดินทร์ก็ยกมือขึ้นปิดปากดนัยเอาไว้เสียก่อน



“นี่...ทั้งคืนแล้วยังไม่ยอมอิ่มอีก ไม่ออกไปทำธุระต่อแล้วหรือไง?” บดินทร์แกล้งบ่นด้วยเสียงที่แหบเบาราวเสียงกระซิบอ่อนหวาน ทุ้ม นุ่มลึกและเซ็กซี่ ปล่อยเสน่ห์ทางเพศที่บดินทร์ครอบครองเอาไว้อย่างเหลือเฟือออกมาให้ดนัยยิ่งเคลิบเคลิ้ม



ดนัยยิ้มกริ่ม จับมือที่ปิดปากตนไว้ขึ้นมาจูบแผ่วเบา สายตาคมกล้าจ้องมองเจ้าของมือไม่วางตาด้วยความหลงใหล ไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกที่มีต่อคนตรงหน้านี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ตอนนี้มันยิ่งใหญ่เสียจนเขาใกล้จะโงหัวไม่ขึ้นเสียแล้ว



“กับคุณ...ต่อให้กลืนลงท้องไปทั้งตัว ผมก็ไม่อิ่มหรอก”



ถ้อยคำหวานล้ำที่ดนัยแกล้งหยอดใส่ ทำเอาบดินทร์ถึงกับทำหน้าไม่ถูก จะว่าเขินก็ไม่ใช่ ขนลุกก็ไม่เชิง



“นี่...จำมาจากบทละครอีกแล้วใช่ไหม?” บดินทร์ถามอย่างนึกขัน



“แล้วชอบไหมล่ะ?”



“อืม เอาเป็นว่าถ้าเป็นไปได้ก็อย่าพูดอีกก็แล้วกัน”



แค่ได้ยินที่บดินทร์เอ่ยปากขอ ดนัยก็ถึงกับกลั้นขำไว้ไม่ไหว บดินทร์เองก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วใช้ให้ดนัยไปอาบน้ำเตรียมตัวเสียที สองร่างผละจากกันแบบอ้อยอิ่ง ดนัยแกล้งงอแงทำเป็นอ้อนว่ายังไม่อยากจากไปไหน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมไปเมื่อบดินทร์เริ่มมีทีท่ารำคาญใส่



น้ำหวานที่จู่ๆ ก็หยดลงสู่ปลายลิ้นที่เพิ่งผ่านการกลืนบอระเพ็ดแสนขมมามันช่างหวานเลี่ยนเสียจนสั่นสะท้าน บดินทร์มองตามแผ่นหลังกว้างของดนัยไปจนสุดสายตาที่อีกฝ่ายหายเข้าห้องน้ำไปพลางคิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น



นี่มันราวกับความฝัน เหมือนเป็นความหวานละมุนที่ราวกับฟองสบู่ เปราะบางเสียจนไม่อาจรู้เลยว่ามันจะแตกดับไปเมื่อไหร่ หัวใจของบดินทร์วูบโหวง เมื่อไม่นานนี้...เมื่อวานนี้เองที่เขายังรู้สึกว่าการใช้ชีวิตอยู่กับดนัยมันช่างขมแสนขม ขมขื่นเสียจนราวกับจมอยู่แต่ในความมืดหมอง แต่พอได้ลองเปิดใจยอมรับเพียงชั่วข้ามคืน ทุกอย่างกลับหวานล้ำราวขนมปุยฝ้าย



จะเชื่อถือได้แค่ไหนหนอกับความสุขที่อวลอายอยู่รอบตัวนี้ บดินทร์ถอนหายใจบางๆ แต่ยาวเหยียด เขารู้ดีอยู่แก่ใจมาเสมอว่าดนัยดีกับตนแค่ไหน ทำดีด้วยสารพัดเหมือนกับที่เคยลั่นสัญญาเอาไว้ว่าจะดูแลกัน ขอเพียงเขายอมทิ้งชีวิตนี้ไว้ในมือของอีกฝ่าย ซึ่งมันช่างยากเสียเหลือเกินกับการทำใจยอมรับกับคนที่เพิ่งทำร้ายกันมาอย่างเลือดเย็นแล้วจู่ๆ จะมาดูแลกัน



แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาถึงจะหวานอมขมกลืนอย่างไร ดนัยก็พิสูจน์ให้เขาได้เห็นหลายต่อหลายครั้งว่าอีกฝ่ายสามารถปกป้องดูแลเขาได้ แม้ว่าที่ต้องเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้สาเหตุส่วนหนึ่งจะมาจากอีกฝ่ายก็เถอะ แต่ในที่สุดแล้วเขาเองนี่แหละที่เป็นคนตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางนี้



จะเชื่อได้แค่ไหนนะกับคนร้อยเล่ห์อย่างดนัย แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อตกปากรับคำฝากฝังชีวิตกับอีกฝ่ายไปแล้ว ทางเดียวที่พอทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้พออยู่ได้ ก็คงต้องตักตวงความสุขให้ได้มากที่สุดแม้ฝืนใจแค่ไหน



เอาเถอะ ใช่ว่าดนัยจะเลวร้าย อาจเข้ากันได้ดีมากกว่าที่คิดก็ได้



บดินทร์ตกผลึกความคิดครั้งที่ล้าน ก่อนจะขำตัวเองออกมาเบาๆ แล้วผ่อนลมหายใจยาวๆ ออกมาอีกครั้ง



+

+

+

+

+



สายหน่อยดนัยและบดินทร์ก็จัดการตัวเองเสร็จสรรพ แล้วเตรียมพร้อมออกเดินทาง เพียงแค่เดินออกจากห้องมาบรรดาลิ่วล้อคนสนิทก็เข้ามาจัดการดูแลอย่างมืออาชีพ ลงลิฟท์ส่วนตัวมาจนถึงชั้นล็อบบี้ก็มีฮัวยืนรอส่งอยู่พร้อมบริวาร หล่อนค้อมตัวลงเล็กน้อยทันทีที่เห็นดนัย ก่อนจะค่อยปรายสายตาเย็นชามาที่บดินทร์ที่เดินตามหลังดนัยมา



มองมาบดินทร์ก็มองกลับ ตาแข็งมาก็ตาแข็งกลับ ไม่รู้สิ ถึงแม้ว่าเมื่อคืนจะกลัวจับใจ ทว่าตอนนี้มันเหลืออยู่แค่ความกังวลเบาบางเท่านั้น



ความรู้สึกไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ใจต่างหากที่เข้มแข็งขึ้น



“ขอบใจที่ช่วยดูแลนะฮัว” ดนัยเอ่ยขึ้น ทำเป็นไม่เห็นสายตาของฮัวและบดินทร์ที่กำลังฟาดฟันกันอยู่



“ฮัวยินดีรับใช้ค่ะนายท่านค่ะ” ทันทีที่ได้ยินดนัยทัก หญิงสาวก็รีบหันมาน้อมตัวส่งเสียงหวาน “ถ้านายท่านจะเข้ามาอีกเมื่อไหร่บอกฮัวได้เลยนะคะ ฮัวจะเตรียมการรอ”



“ขอบใจนะ” ดนัยพยักหน้ารับคำเพียงแค่นั้น แล้วเดินนำออกไป ไม่ได้ร่ำลาอ้อยอิ่งเพราะให้ฐานะเพียงแค่หนึ่งในผู้รับใช้ไม่ต่างจนอื่นๆ ‘คนรับใช้ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ’



คล้อยหลังดนัยไป บดินทร์ก็เดินตามออกไปติดๆ



“หวังว่าจะได้พบกันเร็วๆ นี้นะคะ มิสเตอร์ดิน”



ทว่าเสียงทักทายของฮัวรั้งเขาเอาไว้เสียก่อน พอหันไปมองก็เห็นหญิงแสยะยิ้มมองมาสายตาเป็นต่อ คงเพราะเมื่อคืนที่เขาหลบเลี่ยงคำท้าทายของหล่อนแล้วหนีเข้าห้องน้ำไป



คงคิดว่ายอมแพ้กันแล้ว



บดินทร์นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียดยิ้มมุมปากกลับไปให้ แล้วตอบคำทักทายท้าทายกลับ



“จะตั้งตารอเลย” แล้วโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของหญิงสาว “อยากรู้เหมือนกันว่าจะเด็ดหัวกันทันก่อนขึ้นรับตำแหน่งหงส์ได้หรือเปล่า?”



พูดเสร็จก็รีบเดินตามดนัยออกไปโดยไม่สนใจว่าฮัวจะมีสีหน้ากับคำท้าทายของเขาอย่างไร เพราะมันคงเดาได้ไม่ยาก ไม่ได้กล้าหาญขนาดนั้นหรอกนะที่ท้าทายออกไป หรือไม่ได้มั่นใจในการปกป้องของดนัยมากมายขนาดนั้น เพียงแต่ต้องการทำเพียงเพื่อเร่งเร้าให้ฮัวรีบลงมือ เพราะเขาไม่อยากรอลุ้น ตั้งใจไว้ว่าจะขอให้คนของดนัยช่วยสืบความเคลื่อนไหวให้อีกทางด้วย



สายตาของบดินทร์ทอดมองไปตรงหน้าอย่างแน่วแน่ ถ้าจะขึ้นเป็นหงส์ให้ได้ตามคำบัญชาของดนัยและเพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่รักคนแรกที่เขาจะต้องกำจัด คือฮัว หัวใจเต้นรัวกับสิ่งที่เพิ่งตัดสินใจในเมื่อจะต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกทั้งชีวิต เขาก็จะไม่ยอมอยู่อย่างหมาจนตรอกแน่



บดินทร์ตัดสินใจเด็ดขาด เดินตรงออกสู่นอกประตู สิ่งแรกที่ได้เห็นทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูของรังศัตรูคือดนัยที่ยืนรออยู่หน้าพาหนะคันหรู หัวใจของบดินทร์ที่บีบเกร็งมาตลอดจู่ๆ ก็ผ่อนคลายลงเสียดื้อๆ แค่เห็นฝ่ายนั้นยิ้มแล้วยื่นมือมาให้เขาก็รีบเดินไปหาแล้วยื่นมือไปกุมมือนั่นไว้ราวกับถูกสะกดจิตทั้งที่เมื่อก่อนให้ตายก็ไม่ขอเข้าใกล้แท้ๆ



แม้กระทั่งตอนที่ถูกดนัยดึงเข้าสู่อ้อมกอดอุ่น เขาคนนี้ก็ไม่ขัดขืน



แถมยัง...ซบศีรษะลงบนไหล่กว้างนั้นราวกับกำลังอ้อนขอกำลังใจ



ในอกนั้นตื่นตกใจกับสภาพของตัวเองตอนนี้ไม่น้อย แต่ร่างกายกลับทำตามสัญชาตญาณเพราะรู้ดีว่าอย่างน้อยที่ตรงนี้ก็ปลอดภัย





+

+

+



ภาพของบดินทร์ที่ยอมเดินเข้าสู่อ้อมแขนของดนัยแต่โดยดีนั้นเล่นเอาเหล่าลิ่วล้อถึงกับตะลึงตาค้างกันเป็นทิวแถว โดยเฉพาะธันวากับวิเชียรที่ถึงกับเผลอหันมองหน้ากันขวับ



“วันนี้พายุหิมะเข้าแน่ ที่คุณดินว่าง่ายกับนายท่านแบบนี้” ธันวากระซิบกระซาบกับวิเชียร



“กูไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่รู้ตอนนี้คือนายท่านโคตรฝีมือเลย” วิเชียรกระซิบตอบ แต่ก่อนจะได้คุยอะไรกันมากกว่านั้น นายใหญ่ก็พร้อมเดินทางแล้ว ลิ่วล้ออย่างพวกตนจึงต้องรีบกลับขึ้นรถตามหน้าที่



















ภายในรถของผู้เป็นนาย บรรยากาศนั้นเงียบกริบกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจ มานพได้แต่ลอบสังเกตการณ์อยู่ด้านหน้าคู่คนขับ ดนัยกับบดินทร์ไม่ได้พูดจากกันเลยสักคำเหมือนเช่นที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าคราวนี้มันเปลี่ยนไปหน่อยตรงที่ แม้จะต่างคนต่างหันหน้าไปคนละทาง แต่ตรงกลางนั้นมือของทั้งคู่เกาะกุมกันไว้อยู่ นี่หรือว่า...



หงส์แสนอวดดีคนนั้น จะยอมอ่อนให้มังกรแล้ว













วันนี้หิมะโปรยปรายเบาบาง ปีนี้น่าจะเป็นปีที่หิมะตกเยอะที่สุดเท่าที่มานพจำได้ตั้งแต่ตามบดินทร์มาอยู่ที่มหานครแห่งนี้ ตกต่อเนื่องเสียจนไม่มีหน่วยงานไหนสามารถเก็บกวาดได้ทัน จึงทำให้ท้องถนนเริ่มเต็มไปด้วยหิมะหนาขนาดที่ตัวทำละลายยังละลายไม่ทัน



รถฝ่าหิมะโปรยปรายเชื่องช้าไปสู่ที่หมายที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ท้องฟ้ายังคงหม่นหมองจนรถแล่นมาถึงคอนโดหรูสูงเสียดฟ้าที่พำนักของคนสำคัญที่ดนัยต้องการพาบดินทร์มาพบ



ใครคนนั้นที่ตอนนี้ไม่อยู่ในรัง



“คุณพาผมมาพบใครเหรอ?” บดินทร์ถามขึ้นเมื่อถูกพาขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดของตัวอาคาร ที่ดูแล้วคงจะเป็นที่อยู่สุดหรูของผู้มีอำนาจสักคนในพรรค หรือลูกค้าพันธมิตรคนสำคัญ



ดนัยหันมายิ้มให้ ในขณะที่ประตูห้องใหญ่โตนั้นเปิดออก ด้านในประตูบานนั้นมีร่างหนึ่งยืนรอต้อนรับอยู่



บดินทร์ลอบมองผู้เป็นเจ้าของพื้นที่พลางพิจารณา รูปร่างของคนที่ยืนรออยู่นั้นผอมสูงดูบอบบางสะโอดสะองอ้อนแอ้นเกินชาย แต่ก็ไม่ได้อ่อนช้อยเหมือนอย่างผู้หญิง หรืออาจเป็นเพราะอยู่ในชุดคลุมกี่เพ้าสีดำที่ไม่ได้เข้ารูปเหมือนของฮัวกระมัง จึงทำให้ดูเหมือนจะตัวโตกว่าผู้หญิงทั่วไปนิดหน่อย คนคนนั้นก้มหน้าอยู่ในทีท่านอบน้อม ผมยาวถูกถักเป็นเปียสวย...



"ยินดีต้อนรับค่ะ"



“!!?”



แล้วในวินาที่ที่ฝ่ายนั้นเงยหน้าขึ้นเผชิญกับผู้มาเยือนอย่างพวกเขา บดินทร์ก็ถึงกับผงะ ไม่ได้แปลกใจที่หญิงสาวจากแผ่นดินใหญ่คนนี้จะพูดไทยได้ชัด เพราะรู้อยู่แล้วว่าพรรคร่วมสายเลือดไทยจีนย่อมเก่งภาษา เจอมากับตัวหลายต่อหลายคนแล้วไม่ว่าจะเป็นจ้าวซิน หรือฮัว แต่ที่ตกใจก็เพราะว่าแค่เห็นใบหน้าของคนความทรงจำบางอย่างก็ไหลเข้าสู่สมอง



...นั่นมัน?



คนคนนั้น...ควรจะตายไปแล้วนี่!?



“ขอโทษที่มาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้านะรั่วหลิน พอดีผ่านมาทางนี้เลยแวะมาเยี่ยมน่ะ” ดนัยทักทายคนตรงหน้าอย่างคนสนิท ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับบดินทร์ที่ยืนสับสนกับภาพที่เห็นอยู่ข้างกัน



“รั่วหลินยินดีต้อนรับท่านแดนนี่เสมอค่ะ” เสียงติดจะพร่าเล็กน้อยตอบกลับมาอย่างนุ่มนวล พร้อมรอยยิ้มละเมียดละไมสะกดสายตา ก่อนจะผายมือค้อมตัวเชื้อเชิญให้ดนัยและบดินทร์เข้าไปในห้องพักหรูหรา



บดินทร์จ้องหน้าของเจ้าบ้านตาไม่กะพริบ ยิ่งฝ่ายนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากัน บดินทร์ก็ยิ่งแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้คือคนที่เขาเพิ่งท่องจำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าหล่อนได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว



แล้วทำไม...ถึงยังปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าราวกับกำลังฝืนกฎของธรรมชาติอยู่อย่างนี้?



แถมดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องนี้ราวกับมันเป็นแค่เรื่องปกติธรรมดา จนบดินทร์เริ่มคิดไปแล้วว่า การตายของรั่วหลินนั้นมันเป็นแค่เรื่องที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อทดสอบกัน? โดยเฉพาะเมื่อได้สบสายตากับเธอคนนั้นแล้วได้เผชิญกับรอยยิ้มประหลาด



ในห้องที่แสนเย็นเยียบและเงียบเหงา ขนาดบดินทร์ที่เดินตามหลังกายเข้าไปนั้นยังรู้สึกสั่นสะท้าน ห้องนี้มันชวนให้หนาวยะเยือกไม่แพ้สีหน้าของผู้เป็นเจ้าของเลยแม้แต่นิด บดินทร์เก็บงำกล้ำกลืนคำถามเอาไว้ใจแทบขาด กลับออกไปเขาต้องคาดคั้นเอาความจากดนัยให้ได้



ผู้มาเยือนถูกเชื้อเชิญให้นั่งพักลงตรงชุดโซฟาชุดกลมใหญ่โตสีดำขลับ ปูทับด้วยขนสัตว์ฟูนุ่มสีขาวเพิ่มความอบอุ่น ที่ตั้งตระหง่านกลางโถงห้องที่ถูกจัดแต่งไปด้วยสิ่งอันที่เป็นของมีค่าทั้งแนวจีนกลายๆ และแนวโมเดิร์นร่วมสมัย โดยมีเจ้าของห้องนั่งลงในฝั่งตรงข้ามกัน



ห้องไม่ได้สว่างนัก แต่เพียงแสงสลัวสีนวลของแชนเดอเลียร์คริสตัลกลางห้องก็พอทำให้บดินทร์เห็นอีกฝ่ายได้ชัดเต็มสองตา ใบหน้าของคนผู้หญิงคนนี้ แม้จะเหมือนกันราวพิมพ์เดียวกับภาพของรั่วหลินที่เขาเคยเห็น แต่แววตาเศร้าสร้อยลึกล้ำนั้นกลับแตกต่าง เพราะแววตาของภาพถ่ายรั่วหลินที่เขาเคยเห็น มีแต่ความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ดูไม่เหมือนกันเลยกับคนที่ดูเปราะบางไปทุกกระเบียดอย่างคนตรงหน้านี้



“จ้าวซินไม่อยู่เหรอ?” ดนัยถามขึ้นเมื่อถูกพาเข้ามาถึงห้องรับรองแล้ว ก่อนจะสัพยอกตามออกมาเพราะว่าเขารู้อยู่ก่อนแล้ว “อยู่คนเดียวเหงาแย่เลยสินะ”



“น่าจะเรียกว่าชินแล้วเสียมากกว่าค่ะ ท่านแดนนี่ก็รู้ว่าท่านจ้าวไม่มาเหยียบที่นี่ถ้าไม่จำเป็น” น้ำเสียงแหบหวานตอบถ้อยนิ่มนวลน่าฟัง แต่ทว่าในประโยคนั้นกลับแฝงไปด้วยความรวดร้าว



ดนัยเพียงยิ้มให้กับคำตอบของอีกฝ่าย ส่วนบดินทร์นั้นก็ได้แต่ตีความไปเรื่อยอย่างคนไม่รู้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจจับต้นชนปลายได้ถูก สิ่งที่ฝังหัวมาคือจ้าวซินรักรั่วหลินมากแต่รั่วหลินนั้นได้ตายไปแล้ว ซึ่งมันดันตรงกันข้ามกันทั้งหมดเพราะรั่วหลินยังไม่ตายแถมยังถูกจ้าวซินหมางเมิน?



“นั่นคงเป็นคุณดิน ว่าที่หงส์ของท่านใช่ไหมคะ?” รั่วหลินถามดนัยอย่างนอบน้อม การมีชื่อตัวเองเกิดขึ้นในบทสนทนานั้นทำให้บดินทร์รู้สึกตัวว่ากำลังถูกจับตามอง



“ใช่ เลยต้องพามาฝากตัวกับหงส์ของจ้าวซินไว้ก่อนไงล่ะ” ดนัยตอบพร้อมรอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความหมาย “ช่วยสอนหลายๆ อย่างให้หน่อยได้หรือเปล่า?” พร้อมคำฝากฝังที่เหมือนเป็นคำท้าทายเสียมากกว่า



“ยินดีเสมอค่ะ” คือคำตอบรับ กิริยาท่าทางยังคงดูอ่อนน้อมแม้จะถูกดนัยท้าทายทางสายตามากแค่ไหน



“ถ้าเช่นนั้นรั่วหลินขออยู่ลำพังกับคุณดินได้หรือไม่คะ?” รั่วหลินถามอย่างสุภาพ



“คิดว่าฉันควรไว้ใจฝากคนของฉันไว้กับเธอหรือเปล่าล่ะ?” ทว่าดนัยกลับยังเล่นแง่ สายตาวาววามคาดคั้นคำตอบจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า



“ท่านแดนนี่มีพระคุณล้นฟ้าแก่รั่วหลินนัก มีหรือที่รั่วหลินจะกล้าทรยศ” หญิงสาวเพียงตอบพร้อมยิ้มเศร้า แต่กระนั้นก็ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ที่แท้จริงของหล่อนได้



ได้ยินแบบนั้นดนัยก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไปในทันที มีเพียงแค่นั่งจ้องหน้าของรั่วหลินที่กำลังหลุบตามองพื้นอย่างเงียบกริบเท่านั้น พอดนัยเงียบ รั่วหลินเองก็ไม่พูดอะไรต่อ ความเงียบจึงยิ่งขยายตัวปกคลุมในห้องรับรองนี้มากขึ้น มันเงียบเสียจนบดินทร์สามารถได้ยินแม้แต่เสียงหายใจเบาๆของตัวเอง



แล้วในที่สุด



“เอาสิ” ดนัยก็อนุญาต



รั่วหลินจึงออกปากเชิญให้บดินทร์เดินตามไปด้วยกัน “เชิญทางนี้ค่ะคุณดิน”



พอถูกออกปากชวนแบบนั้น บดินทร์ก็ได้แต่หันไปขอความเห็นจากดนัย แล้วพอเห็นว่าดนัยพยักพเยิดให้ไป บดินทร์ก็ถอนใจเดินตามรั่วหลินไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ หัวใจเต้นระทึกกับสิ่งที่รออยู่ คราวก่อนก็ปะทะกับจ้าวซินไป ส่วนเมื่อวานก็เพิ่งจะเจอนางเสือที่จ้องหักคอกันทุกวินาทีอย่างฮัวอีก วันนี้จึงยังไม่กล้าไว้ใจกับการต้องอยู่กันสองต่อสองกับผู้หญิงอีกคนที่อำนาจในมือเหนือกว่า



...รั่วหลิน หงส์ของจ้าวซินคนนี้ จะดีหรือร้ายกับเขากันนะ?



หญิงสาวพาบดินทร์เดินออกจากห้องพักรับรองผ่านมู่ลี่ลูกปัดเนื้อดีเข้ามาอีกห้องที่ดูลับตา บดินทร์ลอบกลอกตามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง แสงไฟสลัวเมื่อเจอเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดีแล้ว มันดูขลังเสียจนน่าขนลุก บรรยากาศของห้องชวนให้รู้สึกวิเวกวังเวงเกินไปแถมผู้หญิงตรงหน้าเองก็ให้ความรู้สึกไม่ต่าง จนบดินทร์อดคิดในใจไม่ได้ว่าคนบ้าอะไรสวยเสียเปล่าแต่ดันทำตัวหลอนราวกับผีบ้านผีเรือน



“คุณดิน...คงเคยได้ยินเรื่องของรั่วหลินมาบ้างแล้ว”



เสียงหวานที่จู่ๆ ก็ถามขึ้นอย่างเย็นเยียบทำเอาบดินทร์ที่กำลังเหม่อคิดไปถึงเรื่องอื่นถึงกับสะดุ้งเล็กๆ จึงรีบหันมาตั้งสติฟังต่อว่าหล่อนกำลังจะพูดอะไรต่อ



“คงเคยได้ยินมาว่ารั่วหลินถูกสังหารสิ้นชีพไปนานแล้ว” หล่อนยังคงพูดต่อโดยที่ยังไม่ยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากับบดินทร์ที่ยืนแข็งทื่ออยู่ที่ด้านหลัง



“....มันคือข่าวลวงใช่ไหม?” บดินทร์ถามกลับไปพร้อมลองคาดเดาความน่าจะเป็น “หลอกให้ศัตรูตายใจว่าหงส์ของจ้าวซินตายแล้วเพื่อจะได้ไม่มาระรานคุณอีก?”



จบคำคาดเดาของบดินทร์รั่วหลินก็เงียบอยู่พักใหญ่ ทั้งที่ยังไม่ยอมหันมาเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนั้น



แล้วเปิดปากตอบในอีกหลายอึดใจต่อมา



“ค่ะ...มันเป็นเพียงข่าวลวง”



สิ้นคำรั่วหลินก็เปลื้องเสื้อคลุมกี่เพ้าบนร่างของตัวเองออกต่อหน้าต่อตาของบดินทร์ เหลือทิ้งไว้เพียงกระโปรงยาวท่อนล่าง



“เฮ้ย!?” บดินทร์อุทานอย่างลืมตัวเมื่อแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวสะอาดปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน



และตกใจยิ่งกว่านั้นเมื่อรั่วหลินหันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ โดยที่ท่อนบนของร่างนั้นไร้สิ่งใดปกปิด



หล่อนยิ้มเศร้าให้กับบดินทร์ที่กำลังตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้า













“ข่าวลวงที่ว่า...ก็คือเรื่องที่รั่วหลินยังมีลมหายใจอยู่”







*****************************

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
หงส์หลังม่าน
PART 2



“ค่ะ...มันเป็นเพียงข่าวลวง”



สิ้นคำรั่วหลินก็เปลื้องเสื้อคลุมกี่เพ้าบนร่างของตัวเองออกต่อหน้าต่อตาของบดินทร์ เหลือทิ้งไว้เพียงกระโปรงยาวท่อนล่าง



“เฮ้ย!?” บดินทร์อุทานอย่างลืมตัวเมื่อแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวสะอาดปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน



และตกใจยิ่งกว่านั้นเมื่อรั่วหลินหันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ โดยที่ท่อนบนของร่างนั้นไร้สิ่งใดปกปิด



หล่อนยิ้มเศร้าให้กับบดินทร์ที่กำลังตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้า



“ข่าวลวงที่ว่านั้น...คือรั่วหลินยังมีลมหายใจอยู่” รั่วหลินเอ่ยพลางก้าวเข้าประชิดบดินทร์ทีละก้าว ท่ามกลางความตกตะลึงนั้นจึงทำให้บดินทร์ลืมตัวที่จะถอยห่าง เรือนร่างเปลือยท่อนบนของรั่วหลินจึงปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน



รูปร่างแม้จะผอมบาง หรือแม้กระทั่งทรวดทรงองค์เอวจะไม่ต่างจากผู้หญิงสักเท่าไหร่ แต่บดินทร์มั่นใจแน่ๆ ว่าคนตรงหน้านี้เป็น



ผู้ชาย!!





นี่มันหมายความว่ายังไง?



หงส์ของจ้าวซินเป็นผู้ชาย?



หรือแท้จริงแล้วคำเล่าลือเกี่ยวกับรั่วหลินทั้งหมดจะเป็นเพียงเรื่องที่ถูกกุขึ้น?



“สงสัยใช่ไหม? ว่าแท้จริงแล้ว รั่วหลินเป็นใคร” รั่วหลินถามขึ้นเมื่อยืนต่อหน้าของบดินทร์แล้ว



“ถ้ารั่วหลินไม่ได้เป็นผู้ชาย งั้นนายก็เป็นตัวปลอม” บดินทร์ตอบออกมาตามความเข้าใจ ดวงตาจ้องมองหน้าอกแบนราบสลับกับใบหน้าของอีกฝ่าย



ในขณะที่เขากำลงหัวใจเต้นระส่ำ ผู้หญิงเก๊ตรงหน้านี้กลับเหยียดยิ้มขบขัน



“ไม่ผิด” เสียงที่ยังคงหวานตอบถ้อย ใบหน้างดงามยังคงมองจ้องที่บดินทร์แน่วแน่ “รั่วหลินไม่ใช่ผู้ชาย และผมคือตัวปลอม”

คำตอบของรั่วหลินตัวปลอมนั้นทำเอาบดินทร์ผงะถอย จู่ๆ ต้องมารับรู้เรื่องอันตรายแบบนี้เล่นอาทำตัวไม่ถูก



“เรื่องแบบนี้ ทำไมถึงกล้าเอามาบอกคนนอกอย่างฉันกัน? ไม่ใช่ว่ามันควรเป็นความลับของพรรคเธอหรือไง?” บดินทร์ถามออกไปตรงๆ ใบหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้วมุ่น ตามตรรกะแล้วมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จ้าวซินจะไม่รู้ แล้วทางดนัยล่ะ? หงส์ตัวปลอมนี่มันคืออะไรกันแน่น่ะ? นี่มันเรื่องอะไรกัน!?



รั่วหลินตัวปลอมยิ้มเศร้า ดวงตาคู่โศกหลุบต่ำ สองแขนขาวบางยกขึ้นกอดตัวเองไว้



“คุณเข้าใจถูกแล้วครับคุณดิน ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นความลับในพรรคตระกูลจ้าว ที่แม้แต่คนในพรรคเองก็ยังไม่มีใครรู้นอกจากท่านจ้าวและคนสนิทของท่านอีกเพียงไม่กี่คน” เสียงหวานแหบพร่าขึ้นทุกขณะ เรียวนิ้วที่กำลังกอดแขนตัวเองอยู่นั้นฝังแน่นลงไปในเนื้อของตัวเองเรื่อยๆ จนขึ้นรอยแดงช้ำ



“แล้วทำไมถึงบอกฉันล่ะ? เพราะฉันจำเป็นต้องรู้ในฐานะหงส์ของดนัยเหรอ? เพราะดนัยเองก็คงต้องรู้เรื่องนี้ด้วยใช่ไหม?” บดินทร์ถามเสียงนุ่มขึ้น เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดนี้ลงบ้าง พลางจ้องมือสวยของอีกฝ่ายที่ยังไม่หยุดจิกลงบนผิวขาวเนียน



“ที่จริงแล้ว ท่านจ้าวไม่ประสงค์ให้มีใครรู้เรื่องนี้อีก” รั่วหลินตัวปลอมตอบ “แต่เพราะท่านแดนนี่มีพระคุณต่อผมมาก ผมจึงต้องตอบแทนพระคุณท่านครับ”



“ด้วยการบอกความลับกับฉัน?”



“ด้วยการเล่าทุกอย่างให้คุณฟัง เพื่อใช้เรื่องของผมไว้ต่อรองกับท่านจ้าวเมื่อคุณเข้าตาจน”



คำแถลงของรั่วหลินตัวปลอมนี้ทำเอาบดินทร์ถึงกับสะอึก ใช้เป็นข้อต่อรอง? หรือคนคนนี้เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ดนัยวางตัวเอาไว้ใกล้จ้าวซินเพื่อใช้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ?



แม้แต่คนที่ให้เกียรติกันอย่างพี่น้องในไส้ ก็ไม่อาจไว้ใจอย่างนั้นหรือ?



“เพราะผม พี่รั่วหลินเลยต้องตาย เพราะผมท่านจ้าวถึงหัวใจสลาย เพราะผม...เพราะความโง่เง่าของผม” รั่วหลินตัวปลอมเริ่มอธิบายเรื่องราวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างขึ้น “ผมควรโดนท่านจ้าวฆ่าทิ้งไปพร้อมกับการตายของพี่รั่วหลิน แต่เพราะท่านแดนนี่ขอชีวิตเอาไว้ ด้วยข้อเสนอที่คาดไม่ถึง...”



ยิ่งเล่ารายละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ เล็บที่จิกลงไปในเนื้อนั้นก็ยิ่งลึกขึ้นจนน่ากลัวว่าจะทะลุแขนเล็กนั่นเสียให้ได้ บดินทร์รู้ตัวดีว่าเขาควรจะฟังเรื่องของอีกฝ่ายให้จบเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองในภายภาคหน้า แต่เรื่องตรงหน้าตอนนี้เขาก็เพิกเฉยไม่ได้แล้วเช่นกัน



“พอก่อน!” บดินทร์ขัดขึ้น พร้อมคว้ามือทั้งสองของรั่วหลินตัวปลอมเอาไว้ ยึดเอาไว้เพื่อไม่ให้ทำร้ายตัวเองได้อีก การลงมือแบบหุนหันทำให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสบตาของบดินทร์ทันทีพร้อมเต็มไปด้วยความสงสัยในสิ่งที่บดินทร์ได้กระทำ



“ถ้ามันฝืนใจนายก็ไม่ต้องเล่าหรอก ฉันว่าฉันรู้พอแล้ว” บดินทร์เป็นฝ่ายขอยุติ ยึดสองมือของรั่วหลินตัวปลอมไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว แล้วก้มลงเก็บเสื้อคลุมที่ฝ่ายนั้นถอดทิ้งไว้บนพื้นไม่ไกลกันนักขึ้นมา



“ใส่ไว้ซะ นายหนาวจะแย่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” จากนั้นก็คลุมเสื้อกี่เพ้านั้นลงบนตัวของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน เริ่มรู้สึกเห็นใจคนตรงหน้าขึ้นมานิดหน่อย



“คุณใจดีเกินไปนะ”



แต่แทนที่จะได้รับคำขอบคุณ บดินทร์กลับได้ยินเพียงคำค่อนขอด เขาชะงักไปนิดกับน้ำเสียงที่จู่ๆก็เย็นชาขึ้นของอีกฝ่าย และเมื่อได้เห็นใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ของรั่วหลินแล้วถึงได้รู้ว่ามันเป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น



“ในโลกนี้ ความใจดีคือความอ่อนแอที่ไม่อาจให้อภัย เมื่อไหร่ที่คุณแสดงความใจดีต่อหน้าศัตรู เมื่อนั้นคมมีดจะจ่อคอหอยคุณ” รั่วหลินกล่าวเย็นชา พลางชำเลืองมองทางบดินทร์ด้วยแววตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์



“ทดสอบกันหรอกเหรอ? เรื่องที่สาธยายเป็นคุ้งเป็นแควมาเมื่อกี้นี้ก็ตุ๋นกันอีกแล้วสินะ” บดินทร์พ่นลมหายใจแรงๆ แบบไม่สบอารมณ์นัก “รังโจรจริงๆ”



“อีกเดี๋ยวคุณเองก็จะต้องเป็นนางพญาของรังโจร ฝึกควบคุมอารมณ์ไว้หน่อยก็ดีนะครับ” รั่วหลินเตือน



“หึหึ นี่ฉันจะเชื่อใครได้บ้างเนี่ย? แม้แต่หงส์ด้วยกันฉันยังเชื่อไม่ได้เลย” บดินทร์หยัน ไม่ครั่นคร้ามต่อคำสอนใดๆ การถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำเอาหงุดหงิดไปหมด



“คุณต้องไม่ให้ใครรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะถ้าศัตรูอ่านความคิดคุณได้ง่ายๆ คุณก็ไม่ต่างอะไรกับเหยื่ออันโอชะของพวกมัน" รัวหลินยังคงสอนไปเรื่อยแม้จะเห็นว่าบดินทร์ไม่คิดจะฟังแล้วก็ตาม เพราะนี่คือหน้าที่ของเขา "นี่คือสิ่งแรกที่คุณต้องฝึก.....!? "



“แล้วต้องมารยาให้เก่งแบบนี้ด้วยไหมล่ะ ถึงจะเรียกว่าเก่งน่ะ?” ไวเท่าคำพูด บดินทร์เข้าประชิดตัวของรั่วหลิน แล้วใช้ปลายนิ้วเชยคางของอีกฝ่ายขึ้นเพื่อให้ประจันหน้ากันตรงๆ รั่วหลินชะงักไปแต่ก็ไม่ได้ตกใจกับสิ่งที่บดินทร์กำลังกระทำ ใบหน้านั้นยังคงเฉยชาเสียจนผู้กระทำอย่างบดินทร์เองยังนึกหวั่น



“ดีครับ ถ้าทำได้มันจะมีประโยชน์กับคุณมาก” แถมยังเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่บดินทร์แกล้งประชดกันเสียอีก



แบบนั้นยิ่งทำให้บดินทร์ยิ่งหงุดหงิด แต่ในที่สุดแล้วชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจแรงๆ ผละจากร่างของรั่วหลิน แล้วทำใจยอมรับเรื่องทั้งหมด เพราะถ้าคิดดูให้ดีแล้วสิ่งที่รั่วหลินพูดมา มันก็เป็นประโยชน์กับเขาจริงๆ นั่นแหละ ที่ไม่พอใจอยู่ตอนนี้ก็แค่ไม่สบอารมณ์กับการที่อีกฝ่ายใช้เขาเป็นเหยื่อในสถานการณ์นี้เพื่อสอนตัวเขาเองก็เท่านั้น เพราะมันดูเสียเชิงจนน่าโมโห!



“โอเค โอเค สอนจบแล้วใช่ไหม? ฉันจะได้กลับเสียที” บดินทร์ยกสองมือขึ้นในเชิงเหมือนจะยอมแพ้พร้อมใบหน้าบอกบุญไม่รับ



"หวังว่าคุณจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดนะคุณดิน" รั่วหลินสำทับ



"อาฮะ อาฮะ ฉันจะจำเรื่องโกหกพกลมของนายไว้ทั้งหมดก็แล้วกันนะ พ่อหงส์ตัวปลอมของจ้าวซิน" บดินทร์แกล้งทำเป็นหน้าทะเล้นใส่รั่วหลินด้วยความหงุดหงิดที่ยังตกค้าง ก่อนโบกมือลาอีกฝ่ายหยอยๆ ไม่ขอเสวนาใดๆ ด้วยอีก



"ทุกเรื่องที่ผมเล่าไปคือเรื่องจริง" รั่วหลินพูดไล่หลังบดินทร์มา



"อย่ามามารยาน่า เอียนจะแย่แล้วเหอะ พอพอ" แต่บดินทร์ไม่ขอรับรู้ เขาทิ้งรั่วหลินไว้เบื้องหลังอย่างนั้น แล้วเดินจากมาด้วยหน้าตาบ่งบอกอารมณ์เหม็นเบื่อสุดขีด



ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ไว้ใจไม่ได้สักคน!













"เรียบร้อยแล้วเหรอ? "



ดนัยทักขึ้นทันทีที่เห็นบดินทร์เดินดุ่มๆ ออกจากห้องที่รั่วหลินพาเข้าไป



"ถ้าคุณจะให้ผมไปพบใครก็ตามที่ไม่ได้ต่างจากสามคนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นจ้าวซิน ฮัว หรือไอ้ลวงโลกข้างในนั่น ผมขอร้องเลยนะ ช่วยบอกผมล่วงหน้าหน่อยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ถ้าคุณอยากให้ผมเป็นหงส์ของคุณจริงก็อย่าให้ผมต้องไปเป็นตัวตลกต่อหน้าใครอีก ขอเลย!" แค่เห็นหน้าดนัย บดินทร์ก็พ่นความรู้สึกทุกอย่างใส่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ จนเหมือนว่าจะลืมความรู้สึกหวานๆ ที่เพิ่งมีให้กันไปแล้วด้วย



"โดนรั่วหลินทำอะไรมา? " ดนัยถามด้วยรอยยิ้ม ดูไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ที่โดนบดินทร์พาลใส่ "มานั่งนี่ก่อน ดื่มน้ำให้เย็นลงหน่อยไหม? "



"ผมอยากกลับแล้ว" บดินทร์ยื่นคำขอ



"อะไรกัน? เพิ่งมาได้เดี๋ยวเดียวเอง" แต่ดนัยกลับทำเป็นตกใจด้วยทีท่าที่ใครเห็นก็รู้ว่าแกล้งทำ



"................" เห็นแบบนั้นเข้า บดินทร์ก็รู้แล้วว่าดนัยคงไม่ยอมให้กลับได้ง่ายๆ อยู่ด้วยกันมาพักใหญ่ เขาก็พอจะเดาทีทางเจ้าพ่อที่เอาแต่ยิ้มพร่ำเพรื่อแต่แสนโหดเหี้ยมคนนี้ได้อยู่บ้าง ไม่รู้เหตุผลหรอกนะว่าจะให้รออะไร แต่ถ้ายังไม่อยากให้ไปเขาก็จะอยู่ต่อ



"เด็กดี" คำชมที่บดินทร์แสนเกลียดถูกเอ่ยขึ้นเบาๆ ทันทีที่เขายอมหย่อนตัวลงนั่งข้างดนัยแต่โดยดี



แต่ถึงจะเกลียด ก็ใช่ว่าเขาจะรู้สึกโกรธเคืองอะไร











"ขอโทษนะคะท่านแดนนี่ ที่รั่วหลินเผลอทำให้คุณดินไม่พอใจ" เพียงอึดใจ รั่วหลินในชุดเรียบร้อยก็เดินตามบดินทร์ออกมา



"อะไรกัน อย่าทำให้ฉันผิดหวังที่ไว้ชีวิตนายสิ จื้อหลิน"



"!!?" บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่น มองหน้าดนัยทันทีที่เจ้าพ่อหนุ่มเรียกขานคนคนนั้นว่า จื้อหลิน? ไม่ใช่รั่วหลินเหมือนที่ทักทายกันตอนแรก บดินทร์ขบกรามกรอด ต้นตอของเรื่องลวงโลกไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคนที่ยังคงนั่งหน้าระรื่นอยู่ข้างกันนี่เอง



"ผมขอแนะนำให้คุณรู้จักอีกครั้งแล้วกันนะดิน คนคนนี้ชื่อจื้อหลิน เป็นน้องชายฝาแฝดของรั่วหลิน และเป็นหงส์คนปัจจุบันของจ้าวซินในฐานะของ 'รั่วหลินเงา' จากนี้ไปเขาจะสอนเรื่องต่างๆ ในการเป็นหงส์ให้คุณก่อนขึ้นรับตำแหน่งเอง" ดนัยอธิบายเรื่อย แม้สีหน้าของบดินทร์เหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเลยแม้สักอย่างเดียว



"เป็นรั่วหลินเงา? ก็แปลว่าเป็นแค่หงส์ปลอมๆ เพื่อหลอกศัตรูงั้นสิ? แล้วกับหงส์ที่ไม่ใช่ตัวจริงแบบนั้น จะมาสอนอะไรผมได้กัน?" บดินทร์แสร้งดูแคลน เพราะยังเคืองไม่หายที่เพิ่งถูกอีกฝ่ายลูบคมกันเมื่อครู่



ดนัยยิ้มบาง เพราะรู้ดีว่าทั้งหมดที่บดินทร์พูดมานั้นแค่ประชดกันตามนิสัย ส่วนจื้อหลินที่ถูกพาดพิงถึงก็ได้แต่ยืนนิ่ง เหมือนยอมรับทุกคำที่ถูกกล่าวหา แล้วปล่อยให้ดนัยเป็นคนจัดการเรื่องนี้เองทั้งหมด



“เกือบสองปีแล้วที่รั่วหลินจากไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่าหงส์ตัวจริงแห่งตระกูลจ้าวไม่เหลือลมหายใจแล้ว นั่นเพราะจื้อหลินหรือหงส์เงาคนนี้สามารถทำหน้าที่ทุกอย่างได้ไม่ต่างจากที่รั่วหลินตัวจริงเคยทำไว้ ทำทุกอย่างได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง เพราะแบบนี้ไง...ผมจึงอยากให้คุณได้ลองเรียนรู้กับคนที่มีประสบการณ์ในการเป็นหงส์ที่เก่งกาจอย่างจื้อหลินดู” ดนัยอธิบายชัดเจน เอนกายเข้าหาบดินทร์ที่นั่งอยู่ข้างกันเล็กน้อยพลางใช้ปลายนิ้วเกี่ยวใบหน้าของฝ่ายนั้นให้หันมาสบตา



“และผมก็เชื่อว่าคุณเองก็เก่งไม่แพ้ใครแน่”



คำชมของดนัยทำให้สีหน้าของบดินทร์ดีขึ้นหน่อย “หึ...เก่งจริงคงไม่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้มั้ง” แต่ก็ยังไม่วายประชดประชันออกมาจนได้



แต่แบบนั้นยิ่งเข้าทางเจ้าพ่อหนุ่ม ดนัยยิ้มบางแล้วเอียงหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของบดินทร์ “ไม่คิดว่าเพราะคุณเก่งเหรอ? เลยได้มานั่งอยู่ในจุดที่ไม่ว่าใครก็ปรารถนาได้ง่ายๆ แบบนี้น่ะ”



บดินทร์นิ่งไปกับคำชมของดนัย ไม่ได้คล้อยตามขนาดนั้นหรอก แค่ไม่อยากโต้เถียงทำตัวไม่รู้นายรู้บ่าวต่อหน้าคนอื่น ‘เก่งงั้นเหรอ’ คิดแล้วก็ได้แต่ลอบขำอยู่ในใจ



ถึงกระนั้นการชี้ชวนของดนัยได้ผลเสมอ ในที่สุดบดินทร์ก็ยอมนิ่งฟังในสิ่งที่ดนัยพยายามกล่อม โดยที่ภาพเหล่านั้นอยู่ในสายตาของเจ้าบ้านที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่ไม่ห่างนี้ตลอด สายตาเย็นชาบันทึกทุกการกระทำที่ดนัยกระทำต่อว่าที่หงส์ของตน บุคคลที่สามอย่างจื้อหลินเห็นบรรยากาศตรงหน้าอย่างชัดเจนว่าดนัยหลงใหลในตัวของบดินทร์คนนี้แค่ไหน



ไม่แน่ว่า...



“นี่ว่างถึงขนาดต้องบุกมาโชว์หวานถึงบ้านคนอื่นเลยเหรอ?”



“!!?”



เสียงกังวาลอย่างผู้มีอำนาจดังก้องจนทั้งสามคนถึงกับหยุดชะงักกับการปรากฏตัวอย่างคาดไม่ถึงของผู้เป็นเจ้าของบ้าน



“ว้า...เจ้าบ้านมาคุมแล้วแบบนี้ก็ไม่สนุกแล้วสิ” ดนัยแกล้งสัพยอกผู้มาใหม่เล่น “ไหนว่าพี่ไปคุมสาขาลาสเวกัสอยู่ไง ทำไมมาโผล่นิวยอร์กเร็วนักล่ะ?” แล้วแกล้งถามในสิ่งที่พอเดาได้



ท่าทีแบบนั้นของดนัยทำให้บดินทร์เข้าใจแล้วว่าที่มังกรของตนไม่ยอมให้กลับง่ายๆ เพราะรั้งรออะไรอยู่



“จู่ๆ นายก็หอบเมียเหาะมาถึงนิวยอร์ก คิดว่าฉันจะไม่รู้หรือไงว่านายตั้งใจจะมาที่นี่ด้วย” จ้าวซินพรูลมหายใจ ก่อนเดินมาหยุดตรงชุดรับแขกที่ดนัยกับบดินทร์นั่งอยู่



“อะไรกันจื้อหลิน ที่ว่าพี่จ้าวไม่มาเหยียบที่นี่ก็เรื่องโกหกน่ะสิ” ดนัยหันไปแกล้งแขวะจื้อหลินเล่นอย่างมีความหมาย ก่อนลุกขึ้นยืนเพื่อทักทายกับจ้าวซินตามมารยาท



จื้อหลินก้มหน้างุดทันทีที่ถูกทัก จังหวะเดียวกันกับที่ถูกจ้าวซินปรายตามองอย่างคาดโทษ



เพราะแบบนั้นดนัยจึงรีบออกตัวเข้าช่วย “ผมไม่ได้ตั้งใจมาทำอะไรหรอกพี่จ้าว ก็แค่พาดินเขามาทำความรู้จักกับหงส์ของพี่เท่านั้นเอง”



“ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไร แต่นายมาก็ดีแล้ว ฉันมีอะไรจะคุยกับนายพอดี ตามฉันมานี่สิ” แต่จ้าวซินปฏิเสธที่จะรับฟังเหตุผล คล้ายชายหนุ่มไม่คิดสนใจว่าหงส์เงาคนนั้นจะมีความสำคัญหรือไม่อย่างไร ก่อนเชื้อเชิญให้ดนัยตามกันไปอย่างมีลับลมคมใน



ฝ่ายดนัยเพียงยิ้มแล้วเดินตามจ้าวซินไปอย่างที่อีกฝ่ายบอก ปล่อยบดินทร์ไว้กับจื้อหลินเพียงลำพัง

.
.
.
.
.

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ


ตั้งแต่เข้ามาจนออกไป จ้าวซินไม่ได้ปรายตามามองทางบดินทร์เลยสักหน ทำราวกับเป็นอากาศธาตุก็ไม่ปาน บดินทร์รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยที่ถูกทำแบบนั้น แต่ก็ยังต้องทนนั่งนิ่งแสร้งเป็นไม่รู้สึกอะไรเพราะไม่ต้องการให้จื้อหลินที่นั่งสังเกตอาการของเขาอยู่จับได้ ต่อให้ดนัยไว้ใจคนคนนี้มากแค่ไหน แต่ในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นถึงหงส์ของคนที่เกลียดเขาเข้าไส้อย่างจ้าวซิน ไม่ว่ายังไงก็วางใจไม่ได้หรอก ‘อึดอัดจะตายอยู่แล้วโว้ย!’ บดินทร์จึงได้แต่บ่นสบถอยู่ในใจ





“คุณนี่...เป็นหงส์ที่โชคดีมากเลยนะ”



แต่ในระหว่างที่เขายังคงนั่งอึดอัดอยู่นั่นเองคนที่ยืนนิ่งมาตลอดในที่สุดก็ทักขึ้น บดินทร์มองไปยังหน้าของผู้พูดแต่ก็ไม่อาจสัมผัสอารมณ์ใดๆ จากหุ่นที่มีชีวิตคนนั้น นอกจากใบหน้าหวานล้ำกับดวงตาคู่โศก



“ยังไง?” บดินทร์ถามกลับ



“ดูท่านแดนนี่จะตามใจคุณมาก” จื้อหลินตอบตามความจริงด้วยใบหน้าที่ซ่อนทุกอารมณ์ไว้ในนั้น



“แล้วรั่วหลินล่ะ?” บดินทร์ค้านขึ้น “ข่าวว่าเขาจ้าวซินเองก็หลงใหลหงส์ของเขาหัวปักหัวปำเหมือนกันนี่ แบบนั้นก็ถือว่าโชคดีเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?” พูดพลางปรายตามองไปตามองไปยังคนที่ยืนอยู่ก่อน “นายเองก็คงไม่ต่างกันจริงไหม?”



“จริงอยู่ครับว่าพี่รั่วหลินเองก็โชคดี...แต่ผม...ไม่ใช่เธอ...” จื้อหลินปฏิเสธ ดวงตาคู่โศกหลุบต่ำ ใบหน้าที่ไม่เคยแสดงอารมณ์อะไรตอนนี้สะท้อนเพียงความเจ็บปวด



อาการแบบนั้นของอีกฝ่ายทำให้บดินทร์เกิดสงสัย “ทำไม? ในเมื่อนายก็เป็นตัวแทนของเธอนี่ ใครๆ ก็ต่างยกย่อง...”



“ผิดแล้วครับ คนที่เขายกย่องคือพี่รั่วหลิน ผมมีหน้าที่เพียงทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเธอยังมีลมหายใจอยู่ แต่ไม่อาจเป็นตัวแทนของเธอได้ สำหรับท่านจ้าวแล้ว...ผมมันก็แค่จื้อหลินที่สมควรตาย”



“..............”



คำพูดเปื้อนยิ้มที่แสนเศร้าของจื้อหลินทำเอาบดินทร์นึกคำโต้แย้งใดๆไม่ออกอีก ใบหน้าอ่อนหวานเกินชายที่คล้ายจะร้องไห้ออกมาได้ตลอดเวลานั้นเล่นเอาหัวใจของบดินทร์ไหวยวบ เกิดนึกสงสารอีกฝ่ายขึ้นมาเอาดื้อๆ คล้ายกับว่าความอ้างว้างที่จื้อหลินแสดงออกมานั้นมันจะเข้ามาสัมผัสถึงส่วนลึกของหัวใจเขาได้อย่างประหลาด ความรู้สึกในแบบเดียวกัน...เหมือนที่เขาเองก็เคยรู้สึกมาก่อน



ความหม่นเศร้าที่ถาโถมออกจากอีกฝ่าย ทำให้บดินทร์จนเผลอยื่นมือออกไปช่วยปาดเช็ดข้างแก้มใสให้ด้วยเข้าใจไปว่าที่ตรงนั้นมีหยดน้ำตาเปรอะอยู่ จื้อหลินสบตากับเจ้าของมือขาวด้วยความประหลาดใจ สองสายตาประสานเข้าหากันโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ



บางสิ่งกำลังผุดขึ้นในหัวใจของคนทั้งคู่











“ดูสนิทกันขึ้นแล้วนี่”



เสียงของดนัยที่ทักขึ้นอย่างกะทันหันทำให้บดินทร์ผละออกจากจื้อหลินด้วยความตกใจ ยิ่งหันไปเจอใบหน้าถมึงทึงของคนที่ยืนอยู่ข้างดนัยด้วยแล้วบดินทร์ยิ่งรู้สึกขนลุก



“เสร็จธุระก็กลับได้แล้วมั้ง” ตามด้วยน้ำเสียงเย็นชาของเจ้าบ้านตัวจริงที่ขับไล่อย่างจริงจังแบบไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด



บดินทร์หน้าหงิกทันทีที่โดนขับไล่ หงุดหงิดที่อีกฝ่ายทำราวกับเขาคนนี้มันเป็นแค่ตัวเกะกะ กระนั้นดนัยกลับยังคงยืนยิ้มหน้าระรื่นราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหาบดินทร์เพื่อพากันกลับตามความประสงค์ของเจ้าบ้าน



“ไปกันเถอะดิน โดนเจ้าที่ไล่เสียแล้ว”



“รั่วหลินขอน้อมส่งท่านแดนนี่กับคุณดินค่ะ” ทันทีที่ดนัยและบดินทร์เตรียมพร้อมที่จะกลับ จื้อหลินก็เอ่ยลาด้วยความนอบน้อม เสียงนั้นเบาบางแต่ก็ดังพอให้ทั้งสองคนได้ยิน



บดินทร์ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยถึงสิ่งที่จื้อหลินทำ ก็ในเมื่อตรงนี้มีเพียงคนรู้จัก ทุกคนรู้ดีว่าจื้อหลินเป็นใครแล้วทำไม...ถึงยังต้องแทนตัวเองว่ารั่วหลิน?



“ผมรู้ว่าคุณสงสัย” ในขณะนั้นเอง ดนัยก็ก้มลงมากระซิบใกล้ราวกับรู้เห็นทุกอย่าง “เอาเป็นกลับไปแล้วผมจะเล่าให้ฟังนะ”



มังกรแห่งวิษธรพาหงส์ของตนออกจากรังของจ้าวซินไปอย่างไม่รีบร้อนนัก ปล่อยให้เจ้าของรังที่ไม่ได้กลับมานานได้มีเวลาอยู่กับหงส์ของตนบ้าง



.

.

.

.

.





“ตกลงเรื่องมันยังไงกันแน่?”



“ขึ้นรถดีๆ ก่อนสิคุณ เดี๋ยวเราค่อยเข้าไปคุยกันในรถก็ได้”



“คุณนี่มัน! จอมถ่วงเวลาจริงๆ!!”



การโต้เถียงที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆดังมาจากมังกรและหงส์ของวิษธรไม่ขาดระยะ บดินทร์หงุดหงิดขึ้นทุกทีที่ดนัยไม่ยอมบอกเรื่องที่เขาต้องการอยากรู้ออกมาง่ายๆเสียที มัวแต่เล่นลิ้นลีลาและถ่วงเวลาไปเรื่อยเท่านั้น ทั้งที่แค่เฉลยออกมาดีๆ เขาก็จะไม่เซ้าซี้แล้วแท้ๆ



“หึหึ ผมบอกคุณหมดเปลือกแน่ แต่ไม่ใช่ที่นี่นะขอร้องล่ะ” ดนัยคอยตะล่อมพลางดันหลังบดินทร์ให้เข้าไปนั่งในรถให้เรียบร้อย ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม ไม่นึกเคืองโกรธใดๆ ที่บดินทร์ทำตัวดื้อรั้นไม่เลิก กลับยิ่งรู้สึกถูกใจไปเสียอีก



บดินทร์ยอมเงียบในที่สุด และรอจนรถเคลื่อนตัวออกมาไกลจากรังของจ้าวซินได้ระยะหนึ่งตามที่ดนัยขอไว้แล้วจึงหันไปทวงสิ่งที่อีกฝ่ายยังติดค้างกันอยู่



“ว่ายังไง? คุณจะยอมเล่าได้หรือยัง?” บดินทร์คาดคั้นทันที



“คุณอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ ตั้งคำถามมาสิ แล้วผมจะตอบให้” และคราวนี้ยอมดนัยอนุญาต



“ตกลง จื้อหลิน หรือ รั่วหลิน มันคืออะไรกันแน่?” บดินทร์ถามตรงประเด็น



สิ้นคำถามของบดินทร์ทุกอย่างในรถยนต์คันหรูเงียบกริบ มานพและธันวานั่งอยู่คู่หน้า และมีเพียงดนัยกับบดินทร์เท่านั้นที่นั่งอยู่ด้านหลัง แน่นอนว่าทั้งหมดนี้รู้เรื่องหงส์ของจ้าวซินดี ดนัยสบตาบดินทร์นิ่งๆอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังประมวลผลของความคิดต่างๆ ก่อนเปิดปากบอกเล่าด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังกว่าปกติ



“รั่วหลินกับจื้อหลินคือพี่น้องฝาแฝดที่ถือได้ว่าเป็นแฝดหญิงชายที่หน้าตาเหมือนกันมากจนแยกแทบไม่ออกแม้ว่าจะคนละเพศกันตั้งแต่เด็กจนวัยรุ่น” แค่ได้ยินประโยคแรก บดินทร์ก็ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ เพราะเขาคิดว่าพอจะเดาเรื่องได้ และมันแสนจะโหดร้าย



“แน่นอนว่าพอเวลาผ่านไปทั้งคู่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นหญิงหรือชายมันก็ชัดเจนขึ้น รั่วหลินงดงามสมกับความเป็นหญิงสาว ในขณะที่จื้อหลินเองก็งดงามทว่าก็เป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่มีเครื่องหน้าหวานล้ำเท่านั้น และที่สำคัญความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้นนี้มันไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของหน้าตา แต่ความสามารถของทั้งคู่ก็ยังแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดด้วย เพราะในขณะที่รั่วหลินเก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊ มีความห้าวหาญไม่ต่างจากผู้ชาย จื้อหลินกลับเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ชอบศิลปะงานเรือนไม่ต่างจากผู้หญิง ใครๆ ต่างก็ว่าทั้งสองคนนี้สลับเพศกัน” ดนัยร่ายยาวด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับมันเป็นเพียงเรื่องเล่าของคนที่เขาไม่ได้รู้จัก



“จ้าวซินน่ะ หลงใหลในตัวของรั่วหลินมาตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งได้เห็นความเก่งกาจสามารถของรั่วหลินมากเท่าไหร่ เขายิ่งตั้งใจจะยกให้เธอเป็นหงส์เพียงคนเดียวของเขามากเท่านั้น ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีแม้ว่าจะมีแต่คนคัดค้านเพราะตระกูลของรั่วหลินเป็นเพียงพรรคเล็กๆ กระนั้นจ้าวซินก็ยังสามารถแต่งตั้งรั่วหลินขึ้นรับตำแหน่งหงส์ได้อย่างไม่มีข้อกังขา ทุกอย่างเป็นไปตามที่จ้าวซินต้องการทุกอย่าง เว้นอยู่เพียงเรื่องเดียว…คือรั่วหลินไม่ได้รักจ้าวซิน...”



“หืม? หมายความว่ายังไง ไม่ได้รัก? แล้วทำไมถึงยอมเป็นหงส์ ขนาดยอมสละชีวิต…” บดินทร์ค้านขึ้นเมื่อได้ยิน แต่ก็ฉุกใจคิดขึ้นได้ประจวบกับที่ดนัยหันมาเหยียดยิ้มที่มุมปากบาง



“จะแปลกอะไร ในเมื่อคุณเองยังรับตำแหน่งหงส์ให้ผมทั้งที่ไม่ได้รัก…”



โดนแซะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มคล้ายจะเยาะกันแบบนั้นเข้าไป บดินทร์ก็พูดต่อไม่ออก ‘นั่นสินะ หงส์ไม่เห็นต้องรักมังกร!’



“ทำไม? อย่าบอกนะว่าจ้าวซินเองก็ใช้แผนเจ้าเล่ห์ล่อลวงให้รั่วหลินต้องปลงใจเป็นหงส์ให้อย่างไม่มีทางเลือกเหมือนกัน” บดินทร์ตอกกลับ



“ไม่หรอก จ้าวซินรักรั่วหลินเกินกว่าจะลงมือทำร้ายหรือแม้กระทั่งบังคับจิตใจ เขาเพียงยื่นข้อเสนอและรั่วหลินเองก็ยินดีรับ”



“ข้อเสนออะไร?”



“ตอนนั้นครอบครัวของรั่วหลินกำลังประสบปัญหาถูกพรรคใหญ่ตามรังควาน จ้าวซินก็ยื่นข้อเสนอให้รั่วหลินมาเป็นหงส์ให้ เพื่อแลกกับการคุ้มครองครอบครัวของเธอในฐานะคนของพรรคตระกูลจ้าว” เช่นเดียวกับที่บดินทร์ยอมเป็นหงส์ของดนัย เพื่อแลกกับการคุ้มครองครอบครัวของเขาให้พ้นภัย



“หลังได้รับตำแหน่งหงส์ รั่วหลินพาจื้อหลินมาอยู่ในพรรคใหญ่ด้วยกัน เพราะทั้งสองคนเป็นฝาแฝดที่รักกันมาก จื้อหลินมาอยู่กับพี่ในฐานะผู้ดูแลคนสนิทที่รั่วหลินไว้ใจ จ้าวซินเองก็ไม่ได้ว่าอะไรกระทั่งวันหนึ่งที่เกิดเรื่องร้ายขึ้น”



“จื้อหลินบอกว่า...ตัวเองเป็นต้นเหตุให้รั่วหลินตาย” บดินทร์เปรยขึ้น



“ใช่ จื้อหลินคือต้นเหตุที่ทำให้รั่วหลินต้องตาย” ดนัยตอบพลางจ้องหน้าบดินทร์ตรงๆ เพราะถ้อยคำต่อจากนี้คือส่วนที่สำคัญ



“เพราะจื้อหลินไม่ระวังตัวทั้งที่ก็รู้ว่าตัวเองนั้นถูกศัตรูหมายตา จึงทำให้ถูกจับตัวไปเพื่อลวงให้รั่วหลินผู้เป็นพี่สาวไปช่วยจนถูกสังหาร จ้าวซินแทบจะขาดใจให้ได้ในคืนนั้น จึงไม่แปลกเลยที่เขาจะเกลียดจื้อหลินจนแทบอยากจะฆ่าให้ตายตกตามรั่วหลินไป”



“ทำไมต้องเกลียดขนาดนั้นกัน? ในเมื่อก็รู้อยู่ว่าจื้อหลินเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดเสียหน่อย ตัวเองเสียพี่สาวไปแบบนั้น มันก็เจ็บปวดพออยู่แล้ว” บดินทร์คัดค้าน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่จ้าวซินทำ



แต่ประโยคต่อมาของดนัยมันกลับทำให้เรื่องราวที่ควรจะเป็นกลับตาลปัตร



“หึหึ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินสิคุณ”



“ทำไม? มันมีอะไรที่ซับซ้อนงั้นเหรอ?”



“ถึงรั่วหลินจะเป็นหงส์ แต่หล่อนไม่เคยร่วมเตียงกับจ้าวซิน”



“...........”



“คนที่จ้าวซินหลับนอนด้วยมาตลอดคือ จื้อหลิน”



“....หมายความว่ายังไง?” สิ่งที่ได้ยินทำเอาบดินทร์ตกตะลึงพรึงเพริด ความสัมพันธ์ซับซ้อนนี่มันอะไรกัน? อะไรคือการที่แฝดน้องที่เป็นผู้ชาย หลับนอนกับพี่เขย...สามีของพี่สาวฝาแฝดตัวเอง??



“ใช่แล้วล่ะ เพราะรั่วหลินไม่อาจมีความสัมพันธ์กับผู้ชายได้ และด้วยความที่รักจนสุดขั้วหัวใจ จ้าวซินจึงไม่อาจบังคับฝืนใจรั่วหลิน ทางออกเดียวก็คือจื้อหลิน...ที่ต้องมาเป็นตัวแทน”



“เดี๋ยวนะ? ไม่อยากฝืนใจรั่วหลิน แต่กลับบังคับให้จื้อหลินเป็นตัวแทนงั้นเหรอ!?”



“เปล่า จื้อหลินเป็นคนเสนอตัวเอง”



“ห๊ะ!?”



“จื้อหลินน่ะหลงรักจ้าวซินมาตั้งนานแล้ว เขาเองนั่นแหละที่เป็นคนยื่นข้อเสนอของการเป็นตัวแทน” ดนัยอธิบายชัดเจน “และเพราะแบบนี้แหละ การตายของรั่วหลินนั้นทุกคนที่รู้เรื่องนี้จึงไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ นอกจากเรื่องที่จื้อหลินน่าจะเป็นคนวางแผนส่งพี่สาวตัวเองให้ศัตรูสังหาร”



“...แบบนั้นมันโหดร้ายเกินไป...มันไม่น่าจะเป็นไปได้...” ยิ่งได้ฟังเรื่องราวของจื้อหลินมากเท่าไหร่ บดินทร์ก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น พาลนึกไปถึงใบหน้าหวานล้ำที่มีเพียงอารมณ์แห่งความเศร้าโศกนั้น บดินทร์ไม่อาจปักใจเชื่อตามที่ใครๆพูดได้เลย ว่าคนที่เหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่ออย่างคนคนนั้น...จะมีใจโหดเหี้ยมได้ถึงขนาดสามารถวางแผนสังหารพี่สาวของตนได้ลงคอ…



“ผมว่าคุณอย่าเพิ่งตัดสินเข้าข้างจื้อหลินขนาดนั้นดีกว่านะ” ดนัยเตือนขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่าบดินทร์เห็นอกเห็นใจจื้อหลินเสียเต็มประดา



บดินทร์ไม่ได้เถียงทำเพียงนิ่งฟัง เพราะเอาเข้าจริงเขาก็รู้ตัวดีว่าโลกของมาเฟียนี้มันเชื่อไม่ได้ เขาไม่อาจตัดสินอะไรด้วยเพียงการใช้ด้วยสายตาและต่อให้เขาคิดเข้าข้างจื่้อหลินมากแค่ไหนมันคงจะดีกว่าถ้าจะไม่แสดงออกมาให้คนอื่นรู้



“รั่วหลินน่ะเก่ง ห้าวหาญและเปิดเผย หล่อนคือแสงสว่างอันเจิดจ้าเสมอไม่ต่างจากดวงอาทิตย์ แต่สำหรับจื้อหลินนั้นถึงหลายๆคนจะตัดสินว่าเขาเป็นเพียงชายหนุ่มที่ไร้ความสามารถ แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะทำความเข้าใจต่างหาก ถ้ารั่วหลินคือดวงอาทิตย์ที่เปิดเผยเจิดจ้า จื้อหลินก็คงไม่ต่างจากดวงจันทร์เสี้ยวที่ซ่อนเร้นบางสิ่งเอาไว้ เขาไม่ร้องไห้ด้วยซ้ำตอนรั่วหลินตาย ไม่ร้องขอชีวิตสักคำแม้กระบอกปืนในมือของจ้าวซินจะจ่ออยู่กลางหน้าผาก”



“แล้วคุณคือคนที่ขอชีวิตของจื้อหลินไว้?” บดินทร์ถาม



“ใช่ พรรคจ้าวในตอนนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องมีหงส์ การตายของรั่วหลินเป็นความลับที่ห้ามแพร่งพรายเด็ดขาด จื้อหลินจึงถูกให้สวมรอยเป็นรั่วหลินตั้งแต่คืนนั้น แล้วปล่อยข่าวออกไปว่าคนที่ตายคือจื้อหลินที่เป็นน้องชายฝาแฝดไม่ใช่รั่วหลิน ความเสียใจทำให้หล่อนเก็บเนื้อเก็บตัว ระหว่างนั้นก็จัดการทำให้จื้อหลินเหมือนรั่วหลินที่สุด”



“หมายความว่ายังไง”



“จื้อหลินถูกศัลยกรรมทั้งตัวให้เหมือนกับรั่วหลินเป็นพิมพ์เดียว ยกเว้นอย่างเดียวคือไม่แปลงเพศ”



“โหดร้ายเกินไปแล้ว!! แบบนั้นมันไม่โหดร้ายเกินไปเหรอ? ตัวตนของตัวเองถูกทำให้ตาย แล้วยัง...ต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะของคนอื่นเนี่ยนะ?”



“จื้อหลินเขาเป็นคนยินยอมให้เรื่องมันเป็นแบบนี้เอง ดีเสียอีกหมอนั่นในที่สุดก็ได้เป็นรั่วหลิน เป็นคนที่จ้าวซินรักจนหมดหัวใจ…”



“แต่คุณบอกเองว่าจ้าวซินเกลียดจื้อหลิน แล้วจะรักเขาในฐานะของรั่วหลินลงได้ยังไง?”



“ใช่แล้วดิน คุณคิดไม่ผิดหรอก รั่วหลินตัวปลอมคนนี้ถูกจ้าวซินเกลียดยิ่งกว่าอะไร”



“แบบนั้นมัน…” ยิ่งได้ฟัง บดินทร์ยิ่งรู้สึกยอกในหัวใจ ความสงสารพวยพุ่งออกมาจากความรู้สึก เรื่องแบบนี้มันโหดร้ายเกินไป “พวกคุณตัดสินว่าจื้อหลินคือคนผิด แล้วยัดเยียดให้เขาต้องรับผิดชอบโดยการเป็นตัวแทนของรั่วหลินทั้งที่ก็ไม่ได้รู้ว่าความจริงคืออะไร…แล้วยัง...ถูกเกลียด...”



“แต่นั่นอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดของจื้อหลินนะคุณ ในเมื่อเขาไม่เหลือพี่สาวคอยคุ้มหัวแล้ว การยึดอำนาจไว้ในมือเสียเองคือหนทางที่จะทำให้เขาอยู่รอด”



‘แบบนั้น...ตายเสียไม่ดีกว่าหรือ ถ้าต้องมีชีวิตอยู่อย่างทรมานแบบนั้น...’  บดินทร์ได้แต่คิดในแบบของตัวเอง รู้สึกเห็นอกเห็นใจจื้อหลินอย่างถึงที่สุด พลันในเสี้ยววินาทีหนึ่งเขากลับฉุกคิดอะไรได้ขึ้นมา



“...ที่คุณช่วยจื้อหลิน...มันเป็นเพราะเขาน่าสงสารหรือเพราะเขายังมีประโยชน์กับคุณกัน?”



คำถามของบดินทร์ทำให้ดนัยยิ้มออกมา



“ข้อแรกเพราะผมอยากรู้ความจริงว่ารั่วหลินตายยังไง ข้อสองเพราะจื้อหลินยังมีประโยชน์ต่อพรรคมากกว่าที่จะตายอย่างเสียเปล่า ข้อสามเพราะผมไม่ต้องการให้พรรคจ้าวสูญเสียหงส์ไปทีเดียวทั้งสองคน” ดนัยตอบชัดเจน



“เก็บไว้เพราะยังมีประโยชน์จริงๆ ด้วยสินะ” บดินทร์สรุป



“ก็มันเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับการไว้ชีวิตไง” ดนัยเองก็ยอมรับตามตรง ด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง



“แบบนี้นี่เองสินะ ถ้าหมดประโยชน์ก็สมควรตาย” คำตอบของดนัยนั้นยิ่งทำให้บดินทร์รู้สึกเจ็บปวด เขาละสายตาออกจากอีกฝ่ายแล้วผินมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่กำลังเคลื่อนผ่านเมืองใหญ่ท่ามกลางหิมะโปรยปรายแทน



ยิ่งได้ฟังเรื่องของจื้อหลินมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกสะท้อนใจมาถึงตัวเอง ในโลกแห่งนี้ไม่ว่าใครก็พยายามไขว่คว้าอำนาจเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด พยายามทำตัวมีประโยชน์เพื่อจะได้มีคุณค่าคู่ควรแก่การเก็บรักษา



...แล้วเขาคนนี้ล่ะ



“ผมเอง...ก็คงไม่ต่างกันสินะ วันใดที่ถูกตัดสินว่าหมดประโยชน์ในฐานะหงส์ ก็คงถูกกำจัดไม่ต่างจากขยะ” บดินทร์ปลง ไม่ว่าโลกไหนก็เหมือนกัน หมดประโยชน์ ไร้ค่า ก็ไม่สมควรดำรงอยู่



ฉับพลันที่พูดจบสายตาเหม่อลอยก็ถูกปิดกั้นจากทุกการมองเห็นด้วยฝ่ามืออุ่นจัด ทั้งร่างถูกโอบกอด ดึงรั้งเข้าสู่อ้อมแขนของคนที่อยู่ข้างกัน พลางใบหูเย็นเยียบก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาแต่หนักแน่น



“ผมไม่ยอมให้ใครบังอาจมาทำแบบนั้นกับคุณเด็ดขาด”



บดินทร์นิ่งฟังคำพูดที่ราวกับคำสาบานของดนัยที่มันกำลังซึมซาบลงสู่หัวใจ ใจหนึ่งก็รู้ดีว่าดนัยจะทำตามคำพูด แต่อีกใจหนึ่งกลับยังรู้สึกต่อต้าน











“....ทั้งที่คุณเอง ก็ยังเคยตัดสินผมอย่างเลือดเย็นเหมือนกันน่ะเหรอ”





ไม่มีคำตอบใดกลับมาจากริมฝีปากอุ่นที่คลอเคลียอยู่ตรงใบหูนั้น นอกจากอ้อมกอดที่แน่นขึ้น





***************************************************




ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +451/-3
    • อนาคี99เพจ
ตุ๊กตาที่ชำรุด 1
(จ้าวซิน x จื้อหลิน)



โลกของผมมันเล็กเสียยิ่งกว่าเล็ก แม่จากไปตั้งแต่ผมยังเด็ก มีเพียงพ่อที่เข้มงวดราวกับยักษ์ กับพี่รั่วหลิน...ที่น่าจะเป็นเพียงคนคนเดียวบนโลกนี้ที่ดีกับผม…



เราเป็นฝาแฝดกัน แฝดชายหญิงที่เหมือนกันทุกกระเบียด ทว่าในความเหมือนนั้น...เราสองคนกลับเป็นเพียงภาพสะท้อน…



ภาพสะท้อนของพี่รั่วหลินที่อยู่กลางแสงแดดสดใส กับผมที่อยู่ในน้ำเลือนราง



พี่รั่วหลินเก่ง เป็นที่รัก ในขณะที่ผมเป็นได้แค่เด็กห่วยแตก เป็นลูกชายที่ไม่ได้ความ



ทุกคนบอกให้ผมฝากชีวิตไว้กับพี่รั่วหลิน เพราะพี่จะสามารถดูแลผมไปตลอดรอดฝั่งได้ และผมก็เชื่อคำพูดนั้นมาตลอด ในโลกเล็กๆ ของผมในตอนนั้นคงมีเพียงพี่รั่วหลินเพียงคนเดียว



กระทั่งวันหนึ่งที่เขาคนนั้นเข้ามา



วันที่โลกใบเล็กของผมมันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล



‘ท่านจ้าว จะมาช่วยให้บ้านเรามั่นคงขึ้น’



นั่นคือวันแรกที่ผมได้พบกับเขา ผู้มีอำนาจเหนือชีวิตผู้คนมากมาย



‘ท่านจ้าวจะมารับรั่วหลินไปเป็นหงส์ ช่างเป็นเรื่องที่ประเสริฐจริงๆ’



‘พี่รั่ว...พี่ยอมแต่งงานกับเขาทั้งที่...พี่...ไม่ได้ชอบผู้ชายเนี่ยนะ?’



‘จื้อหลิน นี่เป็นเพียงทางเดียวที่พี่จะสามารถช่วยพรรคเราไว้ได้’



พี่รั่วหลินกล่าวอย่างหนักแน่น ความเด็ดเดี่ยวของพี่นั้นผมไม่เคยเทียบติดอยู่แล้ว แต่ในฐานะน้องชายผมจะปล่อยให้พี่ต้องรับภาระหนักอึ้งนี้คนเดียวไม่ได้เด็ดขาด ผมต้องทำอะไรสักอย่าง โดยการทำเรื่องโง่ๆ ที่คงโดนทั้งตระกูลก่นด่า



นั่นคือล่มการแต่งงานในครั้งนี้โดยการไปบอกกับจ้าวซินเลยตรงๆ ว่าพี่รั่วหลินไม่สามารถแต่งงานกับผู้ชายได้ เพราะพี่รั่วหลินไม่ได้ชอบผู้ชาย



ผมแอบไปที่พรรคจ้าวเพื่อพบกับจ้าวซิน เพียงเพื่อจะบอกความจริงให้รู้ แล้วจะได้ยกเลิกงานแต่งงานนี้เสีย น่าแปลกที่เขาเปิดโอกาสให้ผมได้คุยฉันท์มิตรอย่างง่ายดาย ต่างจากที่ผมเคยคิดเอาไว้ว่ามันจะต้องยากเย็น



นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมได้พบกับจ้าวซิน แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยกัน เพราะวันที่ฝ่ายนั้นมาสู่ขอพี่รั่วหลิน ผมทำได้แค่แอบมองจากหลังม่านประตู ที่ที่พ่อของผมจัดเอาไว้ให้ลูกชายที่น่าอายคนนี้ ลูกชายที่พ่อไม่เคยเอาออกไปโชว์ตัวที่ไหนเลย



ผมถูกพาตัวขึ้นไปบนห้องรับรองของพรรค ภาพแรกที่ผมเห็นหลังประตูบานเขื่องนั้น คือแผ่นหลังที่ดูองอาจ ร่างสูงใหญ่นั้นหันหลังให้ผมอยู่ เบื้องหน้ากระจกใสบานใหญ่ที่ข้างนอกคือวิวของยอดตึกระฟ้ามากมาย ยิ่งขับให้แผ่นหลังนั้นดูทรงอาจจนผมเริ่มรู้สึกประหวั่น



แต่ถึงขั้นนี้แล้วผมถอยไม่ได้เด็ดขาด



“ได้โปรดยกเลิกงานแต่งงานกับพี่รั่วหลินด้วยครับ” ผมเอ่ยปากขอออกไปตรงๆ เพราะผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มีเวลามากนัก



ทว่า ความร้อนรนของผมกลับไม่ได้ทำให้คนตรงหน้าหันมาสนใจกันเลย ราวกับว่าสิ่งที่ผมพูดออกไปนั้นมันเป็นเพียงเรื่องที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรทั้งนั้น



ผมถูกทิ้งไว้กับความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง กว่าที่จ้าวซินจะหันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ



นั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เผชิญหน้ากับเขา



รูปงามสมคำร่ำลือ ไม่ว่าจะเป็นดวงหน้าหรือเรือนผมยาวดำขลับที่ถูกมัดไว้อย่างประณีตพาดอยู่บนบ่าสง่าผึ่งผาย แค่เพียงรูปลักษณ์ตรงหน้าก็ทำเอาผมแทบลืมหายใจ ไหนจะดวงตาคมกล้าทรงอำนาจที่เหมือนจะมองทะลุร่างผมได้นั่นอีก ยอมรับเลยว่าแค่เพียงสบตาผมก็เกร็งไปทั้งร่างราวกับถูกสะกด



“นี่น่ะเหรอลูกชายคนเดียวของสกุลหาน น้องชายฝาแฝดของรั่วหลิน” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นตรงหน้าผม “ลูกชายที่ถูกเถ้าแก่หานซ่อนเร้นจากผู้คนภายนอก” ตอกย้ำถ้อยคำที่ทำให้ผมได้สติขึ้นมา