ผมคือ...ตัวร้าย : ตอน สิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตา [18.11.21] P. 7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือ...ตัวร้าย : ตอน สิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตา [18.11.21] P. 7  (อ่าน 13550 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตา


“นี่เป็นห้องเช่าของคนรู้จักเก่า คุณดินกับเขาจะอยู่ไหวไหมครับ” ธันวาเอ่ยขณะกุลีกุจอตรวจสอบห้องว่าอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีหรือไม่ โดยมีบดินทร์และจื้อหลินเดินตามเข้ามาในห้องอย่างระแวดระวัง

“เฮ้ย แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว แค่ไม่นานเองมึงไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนั้นหรอก” บดินทร์รีบเดินเข้าไปหยุดลูกน้องที่รีบจัดของให้จนมือเป็นระวิง “ไปเถอะเดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง”

ธันวายอมหยุดมือ แต่กลับไม่ยอมหันมาสบตากับผู้เป็นนาย ซึ่งบดินทร์รู้ดีว่าอาการตอนนี้ของธันวาคงเพราะกำลังไม่พอใจเขาอยู่เป็นแน่

“ธัน...กูขอโทษด้วยนะที่ลากมึงมาลำบากด้วยแบบนี้” บดินทร์รีบเอ่ยคำขอโทษแผ่วเบาและมันได้ผล คำขอโทษของผู้เป็นนายสามารถทำให้ลูกน้องหันมาเผชิญหน้ากันจนได้

“คุณดินแบบนี้มันจะดีจริงๆ เหรอครับ!? ” ธันวารีบหันกลับมากระซิบกระซาบกับนายตน พยายามให้อีกคนตรงมุมห้องไม่ได้ยินเรื่องนี้

“ดีอะไรล่ะ โคตรแย่เลยต่างหาก” บดินทร์แค่นยิ้ม

“คุณดิน!” ธันวาถึงกับร้องเสียงหลง ซึ่งเขาจำไม่ได้แล้วว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ ที่หัวใจเขาจะวายตายเสียให้ได้ไปกับการตัดสินใจทำเรื่องบ้าบิ่นของเจ้านายคนนี้

ในขณะที่ไอ้ธันตัวจ้อยกำลังโวยวายเสียงเบา บดินทร์ชำเลืองไปมองทางจื้อหลินครั้งหนึ่งแล้วอาศัยส่วนสูงที่มากกว่าล็อกคอเจ้าลูกน้องตัวดีมาไว้ใกล้เพื่อกระซิบกระซาบ

“ใครใช้ให้มังกรของมึงปลดกูกลางอากาศวะ” บดินทร์แกลังเย้า

“โถ่คุณดิน นายท่านทำเพื่อคุณใครๆ ก็รู้” ธันวากระซิบกลับแก้ต่างให้นายเหนือจนเสียงสูง

‘เออ กูรู้อยู่แล้วล่ะ’ บดินทร์ตอบในใจ ก่อนแสร้งถอนหายใจแรงๆ คล้ายไม่ได้นำพาต่อคำอธิบายเท่าไหร่นัก

“เพราะนายท่านรู้ว่าคุณดินไม่ยอมทิ้งไปไหนแน่...ถึงได้จำใจทำแบบนั้น...เพราะท่านไม่อยากให้คุณต้องเสี่ยงด้วย” เห็นบดินทร์ฟึดฟัดด้วยอาการน้อยเนื้อต่ำใจ ธันวาก็ยิ่งรีบปลอบแกมช่วยนายใหญ่แก้ต่างอย่างเต็มกำลัง

อดีตหงส์ได้แต่ยิ้มกับความพยายามของบอดี้การ์ดร่างเล็กที่เขานึกเอ็นดูมันไม่ต่างจากน้องชายคนหนึ่ง เห็นมันพยายามแก้ต่างแทนดนัยนายของมันขนาดนั้นบดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะแท้จริงแล้วแม้ความเสียใจกับถ้อยคำที่ดนัยมอบให้จะยังคงฝังแน่นอยู่ในอก แต่เขาก็ไม่ได้คิดอย่างที่พูดกับธันวาหรอก หากเหตุการณ์ของจื้อหลินไม่ประจวบเหมาะจนน่ากลัวแบบนี้ เขาก็คงไปที่ฟอร์กตามคำสั่งของดนัยอย่างไม่อิดออด แต่ในเมื่อตัดสินใจยิงกระสุนออกไปแล้วก็ไม่อาจถอยหลัง จึงต้องแสร้งทำทั้งหมดนี้เพื่ออำพรางบางอย่างไว้ เขานั้นยืนอยู่ที่แจ้งโดยไร้แม้กระทั่งเกราะหรืออาวุธ แต่ศัตรูกลับยืนในที่มืดที่ไม่อาจมองเห็นได้เลยว่าฝ่ายนั้นซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้บ้าง ความอ่อนประสบการณ์ทำให้เขาต้องเดินทุกก้าวอย่างระมัดระวัง และแม้ความวู่วามจะพาเขามายืนอยู่ตรงนี้แต่ก็ไม่ได้มาแบบไม่มีหัวคิดแน่

บดินทร์แสร้งพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “กูไม่ใช่เด็กไอ้ธัน ถ้าคุยกันอย่างตรงไปตรงมากูก็พอรับได้ แต่การที่เขาทำแบบนี้มันเท่ากับไม่เห็นความหวังดีของกูบ้างเลย ไม่ใช่ไม่รู้ตัวนะเว้ยว่าตัวกูมันไม่เอาไหน...แต่ทำแบบนี้มันก็เกินไป เขาทำเหมือนกูเป็นแค่สิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจ...” แม้จะยังทำทีกระซิบกระซาบแต่เชื่อว่ามันก็คงดังพอให้คนอีกมุมห้องที่ไม่ได้ไกลกันมากพอจะจับศัพท์ได้

“ค...คุณดินครับ!...” ธันวารีบเตือนเจ้านาย นึกไปว่าบดินทร์เสียงดังขึ้นด้วยความลืมตัวจากเรื่องของนายใหญ่ เพราะธันวานั้นยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้านายจึงยิ่งออกอาการเป็นห่วง

ทว่าบดินทร์กลับยิ่งเสียงดังขึ้นไปอีก

“แล้วตอนที่เขาตัดสัมพันธ์กับกูก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีท่าทีว่ารู้สึกผิดหรือเสียดายเลยสักนิด” บดินทร์พูดด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจเต็มประดา ทั้งที่ในใจนั้นเขาเข้าใจทุกอย่าง

‘ไอ้ธันเอ้ย...ไม่ใช่กูไม่รู้ว่าการที่เขาปลดกูออกจากหงส์และป่าวประกาศออกไปจนถ้วนทั่วก็เพื่อกันกูออกจากสถานการณ์ที่กำลังตกที่นั่งลำบากของพรรคและลดทอนการโดนศัตรูหมายหัวแล้วชิงส่งกูไปฟอร์กในจังหวะที่วิกฤตที่สุดก็เพื่อต้องการปกป้องชีวิตกู ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ทุกทาง หมางเมินและโหดร้ายเพื่อให้คนข้างนอกเข้าใจว่าวิษธรกับกูไม่ใช่สิ่งเดียวกัน กูไม่ใช่หัวใจของมังกรอีกต่อไป ไม่ต้องเสียเวลามาระรานกันให้เปลืองแรง...ไม่ใช่ว่ากูไม่รู้ว่าเขาปกป้องกูมากแค่ไหน แต่กูเองก็อยากปกป้องเขาเหมือนกันนี่ อยากปกป้องทั้งมังกรและพรรคเหมือนอย่างที่เขาและพวกมึงทำเหมือนกัน ในเมื่อกูเห็นทางช่วยพรรคทนโท่อยู่ตรงหน้าแล้วจะให้กูทนอยู่เฉยได้ยังไง’

“...แต่...คุณดินครับ” ธันวาหมดคำจะโต้แย้ง ลำคอของเขารู้สึกแห้งผากไปหมด

เห็นลูกน้องอิหลักอิเหลื่อบดินทร์ก็บีบไหล่อีกฝ่ายแน่น แม้ความในใจของเขามันจะมีมากมายเป็นภูเขาที่ถมทะเลได้ แต่เขาก็ไม่อาจบรรยายสิ่งใดออกมาได้แม้เศษเสี้ยวคำในครานี้ จึงทำได้เพียงเอ่ยคำสุดท้ายตามพล็อตนิยายในหัวที่วางไว้

“ดนัยเขาต้องได้เรียนรู้บ้างว่าไม่ว่าเขาจะใช้วิธีการไหนในการผลักไสกู สุดท้ายผลลัพธ์มันก็จะไม่เปลี่ยนอยู่ดี ในเมื่อเขาเองก็ไม่ได้ต้องการกูแล้ว กูก็จะหนีไปกับจื้อหลินให้รู้แล้วรู้รอด ไม่กลับมาให้เขาได้เห็นอีก”

‘เอาไว้เรื่องนี้จบ ถ้ากูรอดมาได้กูจะยอมให้มึงบ่นจนหูชาเลย ขอโทษนะไอ้ธัน’

ความทู่ซี้ของบดินทร์ทำธันวาหมดปัญญาโต้เถียง ถึงการที่เขาสองคนมาอยู่ตรงนี้มันมีแผนการที่วางไว้แล้วรองรับอยู่ แต่การที่เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าหงส์คนนี้คิดอะไรอยู่บ้างก็ทำเอาเป็นห่วงจนทนใจเย็นไม่ไหว ‘คุณดินคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่ครับ!? สถานการณ์ตอนนี้จะให้ไอ้ธันขวัญกล้าทิ้งคุณดินอยู่ที่นี่คนเดียวได้ยังไง ทั้งที่คุณดินก็บอกเองว่าหงส์ของจ้าวซินคนนั้นคือพวกเดียวกับพงศธร แล้วทำไมถึงยังกล้าใช้แผนนี้...ทำไมถึงได้บ้าบิ่นแบบนี้กันครับ!? ’ แต่แม้ธันวาจะอยากลงไปดิ้นใจแทบขาด สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งของบดินทร์แล้วปกป้องจนถึงที่สุดเท่านั้นอยู่ดี

เพราะเข้าใจความรู้สึกของลูกน้องดี บดินทร์จึงได้แต่เอ่ยขอโทษอีกครั้งพลางตบไหล่ลูกน้องเพียงคนเดียวในตอนนี้ “ขอโทษนะธัน ที่สุดท้ายก็ลากมึงมาซวยด้วย”

“ไม่เลยครับคุณดิน หน้าที่ผมคือการดูแลคุณและมันเป็นหน้าที่ที่ผมยินดีที่จะทำอย่างสุดหัวใจด้วย” ธันวาออกปากแข็งขัน ใช้สองมือกำมือเจ้านายแน่น

“ขอบใจ” บดินทร์ยิ้มบาง ยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของคนที่เขารักไม่ต่างจากน้องชายคนหนึ่งเบา ๆ “ที่เหลือก็ฝากด้วยนะ”

“...........” ธันวาได้แต่ยืนนิ่ง กล้ำกลืนพยักหน้ารับคำของบดินทร์ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

“มึงรีบไปทำตามแผนเถอะ ทิ้งร่องรอยไว้หลาย ๆ ที่หน่อยพวกที่ตามมาจะได้สับสน” เมื่อเห็นว่าควรแก่เวลาแล้วบดินทร์ก็ออกคำสั่งเสียงดัง คำสั่งลวงที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลกับอีกคนที่ยืนเงียบอยู่นานหรือไม่

ธันวาพยักหน้ารับคำ “ผมเตรียมทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว จนกว่าผมจะกลับมาห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาดนะครับ ถ้ามีใครอื่นนอกจากผมมาก็ห้ามเปิดประตูด้วย” แล้วรีบออกปากพูดบทตามแผน แม้รู้แก่ใจดีว่าเขาจะไม่ได้กลับมาก็ตาม

“ระวังตัวด้วยล่ะ” บดินทร์ทิ้งท้ายด้วยหัวใจที่เต้นแรงขึ้น มองธันวาที่พยักหน้ารับด้วยความกล้ำกลืนก่อนผลุบหายออกจากห้องไปตามคำสั่ง

ความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งห้องทันทีเมื่อธันวาหายออกจากห้องไป อดีตหงส์ถอนหายใจพรูออกมายาว ๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองที่ที่จื้อหลินยืนหลบมุมอยู่อย่างเงียบเชียบเรียบร้อย

...งานยากน่ะ มันต่อจากนี้ต่างหาก



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ


คืนก่อนหน้า



[คุณดินช่วยผมด้วย!]

ในจังหวะหัวใจกำลังร้าวรานถึงขีดสุด การที่จู่ ๆ ก็ได้รับข้อความจากจื้อหลินจึงเป็นอะไรที่บดินทร์แทบไม่ต้องตัดสินใจ

“ไอ้ธัน...มึงมาช่วยกูหน่อย”

รู้ดีว่าการตัดสินใจในครั้งนี้มันอันตรายและอาจหมายถึงชีวิต แต่ในสถานการณ์ที่เขารู้ตัวว่าพอทำอะไรเพื่อดนัยได้บ้างมันก็ไม่อาจทนอยู่นิ่งเฉย เห็นลูกน้องวิ่งมาหาด้วยหน้าตาเป็นห่วงเป็นใย ใจของบดินทร์ก็ยิ่งรู้สึกผิด เขาไม่ได้ต้องการลากธันวาให้ไปรับเคราะห์รับกรรมด้วย แต่เพราะกำลังของเขาเพียงคนเดียวก็ไม่อาจบรรลุแผนการได้

ไม่รอช้า บดินทร์รีบเล่าแผนการที่คิดไว้ให้ธันวาได้ฟังทันที แผนการนี้เขาคิดเอาไว้ตั้งแต่ที่ได้รับคำใบ้สุดท้ายมาจากฮัว และเวลามันก็ไม่ได้มีมากพอให้ตริตรองถึงผลได้ผลเสียมากมายนัก สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือคว้าเอาไว้ก่อน!

“คุณดิน...มันอันตรายเกินไปนะครับ!”

“กูรู้ ถึงได้ต้องขอให้มึงช่วยไง”

“แต่ถ้านายท่านรู้เข้า...”

“นายมึงเพิ่งบอกว่าไม่เอากูแล้วเมื่อกี้”

“............ห๋า? ” ธันวานิ่งอึ้งไปทันทีที่ได้ยินคำพูดของเจ้านายตน

“นายมึงบอกว่าหมดความต้องการในตัวกูแล้ว หมดเรื่องครั้งนี้ก็จะส่งกูกลับไทยทันทีไม่เอาไว้ให้รกหูรกตาอีก” บดินทร์พูดสิ่งต่าง ๆ ด้วยรอยยิ้มเจ็บร้าว

“ม...มันไม่จริงหรอกคุณดิน! นายท่านต้องมีแผนแน่ถึงได้พูดแบบนั้น...”

“นั่นมันเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับกูแล้ว ส่วนนี่ก็เป็นแผนของกูเหมือนกัน และมันก็ไม่เกี่ยวกับเขา”

“แต่คุณดินครับ...” ธันวาอ้าปากโต้แย้งแต่ก็ไม่ทันกับนายตนที่มีอำนาจเด็ดขาดกว่า

“กูไม่บังคับมึงนะธัน กูรู้ว่ามันเสี่ยงและกูก็ไม่ได้อยากให้มึงต้องไปเสี่ยงด้วย แค่มึงเตรียมของตามที่กูว่าแล้วช่วยกูออกจากกลุ่มบอดี้การ์ดที่จะไปส่งกูพรุ่งนี้ให้ได้ก็พอ นอกนั้นกูจัดการเอง”

“ฆ่าไอ้ธันให้ตายไปตรงนี้เลยดีกว่าครับ! ถ้าจะให้ผมปล่อยคุณดินไปคนเดียวล่ะก็” แค่คิดไอ้ธันวาก็สั่นเทิ้มไปทั้งตัว

บดินทร์ยิ้มปนเศร้า “ขอโทษนะ...แทนที่มึงจะได้ไปพักสบาย ๆ ที่ฟอร์ก ต้องมาลำบากกับกูอีกแล้ว”

สองมือของบดินทร์ถูกคว้าหมับขึ้นมาประคองไว้ด้วยสองมือสากของบอดี้การ์ดตัวน้อย

“โถ่ คุณดิน ต่อให้บุกน้ำลุยไฟไอ้ธันจะไม่ปล่อยให้คุณลุยคนเดียวแน่ๆ!!”

ความแน่วแน่ของลูกน้องคนสนิทช่วยเยียวยาหัวใจบอบช้ำของบดินทร์ขึ้นมาได้เล็กน้อย ในห้วงเวลาที่ถูกสลัดทิ้งจากอ้อมอกที่คิดว่าอบอุ่นมาตลอด อย่างน้อยก็ยังมีคนกุมมือคู่นี้ไว้

...ขอโทษนะไอ้ธัน

บดินทร์เอ่ยคำขอโทษแก่ลูกน้องผู้ภักดีในใจซ้ำๆ รู้สึกขอบคุณชีวิตในตอนนี้ขึ้นมาครามครัน จากที่เคยตัวคนเดียวมาตลอด เพื่อนคนเดียวที่เคยมีเขาก็ดันคิดอิจฉาฝ่ายนั้นจนทำให้เสียเพื่อน ผู้จัดการส่วนตัวที่คอยดูแลกันมาตลอดเขาก็เอาแต่สร้างปัญหาให้ฝ่ายนั้นแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายที่เขาไปไลฟ์สารภาพบาปทั้งยังฆ่าตัวตาย แล้วหนีเอาตัวรอดมากับดนัยทิ้งภาระยิ่งใหญ่ไว้ให้ซอลย่าต้องรับหน้าออกสื่อแทนอย่างน่าสงสาร

แม้แต่กับครอบครัว...พ่อ ครอบครัวคนสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่ บดินทร์คนนี้ก็ไม่อาจเป็นลูกที่ดีได้เลยสักครั้งทั้งชีวิตที่ผ่านมา ครั้งสุดท้ายที่เจอหน้ายังอุตส่าห์สร้างปัญหามากมายเอาไว้ให้ ทิ้งภาระเอาไว้ให้ครอบครัวกลายเป็นเหยื่อสังคมของที่นั่น แถมในตอนนี้เขายังอยู่ในฐานะที่ใคร ๆ ต่างก็หมายเอาชีวิต เขาตายนั้นไม่เป็นไรหรอก ขอเพียงอย่าได้ลามไปถึงครอบครัวสุดท้ายของเขาเป็นพอ แม้ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ก็ขอไม่สร้างภาระอะไรให้อีก

ครั้งนี้...ในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ เขาถูกต้อนมาถึงจุดที่ไม่อาจกลับตัวได้อีกต่อไป เดินหน้าก็จะถูกปีศาจกลืนกิน ถอยหลังก็ตกลงสู่หุบเหว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องเลือก ในตอนที่เกิดเรื่องกับสดายุเขาเองก็เคยยืนอยู่ในจุดนี้ครั้งหนึ่งและในตอนนั้นไอ้บดินทร์ที่แสนขี้ขลาดมันได้เลือกที่จะกระโดดลงหุบเหวด้วยตัวเอง ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหลีกหนีปีศาจที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น แต่ในตอนนี้ไอ้บดินทร์ที่เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งมันจะไม่ยอมกระโดดลงเหวนั่นอีกแล้ว ถ้าจะต้องหล่นร่วงลงไปอีกครั้งเขาก็จะลากปีศาจตรงหน้านั้นไปด้วย!



แผนของมังกรคือการเคลื่อนย้ายหงส์ตั้งแต่เช้าตรู่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ทีม ทีมหนึ่งออกไปพร้อมกับมังกรเป็นคาราวานใหญ่โดยหงส์ตัวปลอมที่จัดเตรียมไว้ ที่หมายคือเซฟเฮ้าส์หลักของวิษธร ส่วนอีกทีมคือหงส์ตัวจริงที่เกณฑ์บอดี้การ์ดมากฝีมือหยิบมือหนึ่งคอยเฝ้าระวังภัยในคราบของลิ่วล้อส่วนที่ออกลาดตระเวนในพื้นที่ดังเช่นปกติ แล้วจะไปสับเปลี่ยนกันที่จุดนัดพบเพื่อเปลี่ยนชุดปลอมตัวไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงฟอร์ก

การเคลื่อนย้ายหงส์นี้นอกจากคนสนิทแล้วก็ไม่มีใครในพรรครู้เรื่องด้วยอีก ดนัยป้องกันการสอดแนมจากหนอนในพรรคทุกวิถีทางและรัดกุมที่สุด เช้าตรู่ตามเวลาเปลี่ยนเวร บดินทร์ถูกลำเลียงออกจากรังตั้งแต่ตอนนั้นพร้อมกับเหล่าลูกน้องคนอื่นที่กระจายกันไปในที่ต่าง ๆ เพื่อที่หลังจากนั้นอีกราวหนึ่งชั่วโมงทีมของมังกรจะได้เคลื่อนย้ายบ้าง เพื่อเป็นการตบตาผู้สอดแนม

การจากลาของมังกรและอดีตหงส์เป็นไปด้วยความเย็นชา อย่าว่าแต่คำร่ำลาแม้เพียงเศษถ้อย แม้แต่จะออกมาส่งกันครั้งสุดท้ายก็ไม่มี นับตั้งแต่ที่หันหลังให้กันตอนนั้นก็ไม่ได้เห็นกันอีกแม้ปลายเส้นผม

...ตัดขาดกันอย่างสมบูรณ์

บดินทร์เข้าใจในเหตุการณ์ทั้งหมด รู้ดีว่าทั้งตนและดนัยต่างก็ต้องเล่นไปตามบท เพราะในตอนนี้บดินทร์ต้องแฝงตัวเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกน้อง มังกรย่อมไม่จำเป็นต้องลงมาส่ง ทำทุกอย่างเป็นปกติให้เห็นว่ามังกรยังคงนอนเฝ้าหงส์อยู่บนรังนั้น

ถูกต้องแล้ว...มันควรเป็นเช่นนั้น

ทว่า…

ความเข้าใจกับการรับได้มันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง! ยิ่งรู้ว่ามันคือแผนการที่เขาจะต้องถูกกีดกันออกมาข้างนอก ผนวกกับถ้อยคำทำร้ายที่เพิ่งได้รับ มันยิ่งเจ็บช้ำจนอดคิดไม่ได้ว่าแบบนี้เกลียดกันเสียยังดีกว่า

‘คนใจร้าย...’



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ


ในวันที่แยกจากกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ทันล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนอยู่ในท่าทางเย็นชาของดนัยนั้นมันคือความห่วงใย อยากปกป้องสุดหัวใจ ส่วนสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายตาชาชืดของบดินทร์นั้นมันก็คือความห่วงใย และความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ แม้อดีตหงส์จะรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่าตัวเองจะทำอะไร แต่ก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกวูบโหวงในอกที่ราวกับว่าวสายป่านขาดที่ลอยเคว้งคว้างเช่นนี้ได้

ถึงจะสามารถคิดเข้าข้างตัวเองได้ว่าทั้งหมดที่ดนัยทำต่อเขาในตอนนี้นั้นเป็นเพียงบทบาทที่ต้องแสดงเพื่อปกป้องกัน ทว่าใจหนึ่งก็ไม่อาจไม่คิดว่าเรื่องที่ดนัยเบื่อกันแล้วและต้องการแยกจากมันจะไม่ใช่เรื่องจริง ที่เจ็บร้าวจนขาสั่นอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เพราะถูกผลักออกมา แต่ใจมันดันกลัวไปแล้วว่าทั้งหมดที่มังกรพูดกับเขาเมื่อคืนมันอาจไม่ใช่เพียงบทบาทหรือแผนการใด บดินทร์กลัวจับใจว่าหลังจากจบเรื่องนี้แล้วอาจไม่ได้รับการปลอบขวัญ แต่จะถูกทิ้งขว้างไม่ต่างเศษเดนของเก่าอย่างที่ดนัยว่า เพราะครั้งสุดท้ายที่ได้สบตา สีหน้านั้นของดนัยทำให้เขาไม่อาจขวัญกล้าคิดเข้าข้างตัวเอง!

แผนการของดนัยรัดกุม แต่เพราะเหล่าบอดี้การ์ดที่ติดตามมาด้วยนั้นไม่ได้ทันเฝ้าระวังคนในอยากออกอย่างบดินทร์และธันวาเพราะมัวแต่ระวังคนนอก และด้วยแผนการที่ธันวาและบดินทร์ร่วมกันดำเนินอย่างรัดกุม ทำให้สองนายบ่าวหลุดพ้นจากการติดตามของบอดี้การ์ดคนอื่นออกมาที่จุดสุดท้ายตรงสนามบินนิวยอร์กได้อย่างหวุดหวิด

การหายตัวไปของอดีตหงส์ย่อมสร้างความแตกตื่นต่อเหล่าบอดี้การ์ดที่ติดตามมาไม่น้อย ซึ่งบดินทร์ก็เพียงทำได้แค่ขอโทษในใจเพราะดันไปทำให้บรรดาลูกน้องเก่าเดือดร้อน แต่เพราะเขาไม่เหลือเวลาพอให้ขอโทษ จึงคิดเอาไว้แค่หากมีโอกาสรอดชีวิตไปได้ก็จะชดใช้ให้ในภายหลัง

หลังจากหลบหนีออกมาจากสนามบินได้ สองนายบ่าวก็รีบไปพบกับอีกคนที่จุดนัดพบคือไชน่าทาวน์

จากสนามบินนิวยอร์กลัดเลาะออกมาเพียงไม่นานบดินทร์และธันวาก็มาถึงจุดนัดหมายกับใครอีกคน การถูกจับปลอมตัวซ้ำไปซ้ำมาจึงทำให้ง่ายต่อการพรางตัวในฝูงชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแต่คนหัวดำไม่ต่างกับพวกตนแบบนี้ แต่แม้คนจะพลุกพล่านขวักไขว่ เพียงครู่เดียวพวกเขาก็เจอเข้ากับจื้อหลินที่นั่งหลบมุมอยู่ในร้านขายอาหารจีนตรงตรอกด้านในสุดที่จุดที่นัดหมาย ชายชาวเอเชียผิวขาวจัด ทรงผมหยักศกกระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าเก่าสีมอนั่งกลมกลืนกับผู้คนในที่แห่งนั้น แต่เพียงเห็นด้านหลังบดินทร์ก็จำเพื่อนเก่าคนนั้นได้ทันที

พอได้สบตากันทั้งสามก็รีบออกจากร้านเพื่อไปยังที่ที่ธันวาตระเตรียมไว้เพื่อซ่อนตัว ท่ามกลางฝูงชนพลุกพล่านบดินทร์และจื้อหลินจึงไม่มีบทสนทนาอันใดต่อกัน ทั้งสองทำเพียงเดินตามธันวาไปเงียบ ๆ จนถึงที่หมาย เมื่อแนะนำที่ทางเสร็จธันวาก็เร่งรีบออกไปทำตามแผนขั้นต่อไปตามคำสั่งของเจ้านายตน ซึ่งการเหลือกันอยู่เพียงสองคนเป็นอะไรที่บดินทร์ตั้งตารอคอย

จนเมื่อธันวาออกจากห้องไปแล้วนั่นแหละ อดีตหงส์ถึงได้ถอนหายใจพรูออกมายาว ๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองที่ที่จื้อหลินยืนหลบมุมอยู่อย่างเงียบเชียบเรียบร้อย

...งานยากน่ะ มันต่อจากนี้ต่างหาก



“นายโดนทำอะไรมาบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ที่ว่าจ้าวซินทำร้ายนาย เขาทำอะไร? ”

บดินทร์ถามขึ้นทันทีที่ได้สบตากับคนที่ยืนเงียบมานาน เขาสืบเท้าเข้าไปดูร่างนั้นใกล้ ๆ ด้วยหัวใจที่เป็นห่วง

“ผมปลอดภัยดี เพราะคุณผมถึงหนีออกมาได้ทัน” จื้อหลินตอบเสียงเบา ใบหน้าภายใต้วิกผมรุงรังหม่นเศร้าไปเล็กน้อย

“.........” ได้ยินคำตอบแบบนั้นบดินทร์ก็มองคนตรงหน้านิ่ง ก่อนถามออกไปตรง ๆ ด้วยความสงสัย “นายหนีออกจากที่นั่นมาได้ยังไงคนเดียว? ”

“...ก็ใช้วิธีเดียวกับตอนที่ออกไปกับคุณดินแหละครับ ทำคนเดียวลำบากหน่อยแต่ก็หลุดออกมาได้” จื้อหลินตอบชัด น้ำเสียงมั่นคงไม่สั่นไหว ดวงตาใสกระจ่างภายใต้ริ้วผมรุงรังมองตรงมาที่ผู้ถามอย่างตรงไปตรงมา แต่นั่นมันกลับทำให้บดินทร์ถึงกับขนลุกชันไปทั้งร่าง

ในวินาทีที่ในอกยอกปลาบบดินทร์รีบคว้าตัวของจื้อหลินเข้ามากอดโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำพูดใด

แต่กอดที่เงียบงันนั้นมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้จื้อหลินรับรู้บางสิ่งได้ ดวงตาที่เคยชาชืดพลันไหวระริกขึ้นมาเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนกลับไปเป็นลึกล้ำดังเก่า เรียวแขนผอมบางยกขึ้นโอบกอดแผ่นหลังของบดินทร์กลับอย่างเงียบเชียบ แนบใบหน้าลงกับซอกคออุ่นตรงหน้า

ต่างฝ่ายต่างกระชับอ้อมกอดแนบแน่น เพราะต่างก็รู้ว่านี่อาจเป็น…กอดสุดท้าย

ดวงตาสีดำลึกล้ำของบดินทร์ไหวระริก ไพล่คิดถึงเรื่องของคนในอ้อมแขน ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุลอบสังหาร ก่อนที่ฮัวจะถูกพาตัวไปที่อื่น ด้วยความที่บดินทร์อยากรู้เรื่องความเกี่ยวพันในพรรคและอยากรู้ไปถึงบรรดาศัตรูมากหน้าประดามีของวิษธรโดยเฉพาะพวกที่อยู่ฝ่ายพงศธร เขาจึงให้ฮัวใช้เส้นสายอย่างลับๆ ในการสืบหาผู้ที่อาจเป็นภัยต่อพรรค แต่ยังไม่ทันจะได้ข้อมูลอะไรมากนักก็เกิดเหตุลอบสังหารจนทำให้ดนัยแตกหักกับพงศธรเสียก่อน เมื่อวิษธรแตกเป็นสองเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยฮัวจึงถูกย้ายออกจากอเมริกาไปยังที่ที่แน่ใจว่าพงศธรจะไม่มีทางสืบหาเจอ แม้แต่บดินทร์เองก็อาจไม่มีโอกาสได้พบกันอีก

และข้อความสุดท้ายจากฮัวที่ส่งมาให้ในโปสต์การ์ดก็ทำให้บดินทร์เจ็บปวดที่ต้องรับรู้

ดาวบนฟ้าระยิบระยับ

พยัพเมฆตั้งเค้าวังใหม่

สายลมดั่งริ้วปีกหงส์พัดผ่านไป

พัดเมฆร้ายหายเศร้าเงาราตรี



‘ระ วัง หงส์ เงา’



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ


‘ระ วัง หงส์ เงา’

มันชัดเจนว่าคือจื้อหลิน ผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อวิษธรที่สุดคือจื้อหลิน ความอ่อนแอเปราะบางนั้นเป็นเพียงฉากหน้าที่หลบเร้นความน่าเกรงขามและโหดร้ายไว้เบื้องหลังดวงหน้าหม่นเศร้านี้ ในตอนที่รู้ความจริงบดินทร์ยอมรับว่าเขารู้สึกใจสลายเพราะไม่คิดว่าแท้จริงสิ่งที่ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ใช่ ที่เขาคอยเฝ้าเถียงกับดนัยแทบเป็นแทบตายยามที่ฝ่ายนั้นสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยว

‘จื้อหลินอันตรายอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว’

‘หงส์เงาคนนี้ไว้ใจไม่ได้อย่าเผลอให้ใจ’

‘มันเป็นคนร้อยเล่ห์!’

ร้อยพันคำเตือนที่เขาแสร้งเมินเฉยเพราะคิดว่าคือ ‘เพื่อน’ คิดอยู่เสมอว่าแค่เพราะจื้อหลินเป็นผู้ต้องสงสัยในการตายของพี่สาวนั่นไม่ใช่ข้อตัดสิน แต่ท้ายที่สุด…มันกลับเป็นดั่งคำเตือนนาๆ เขามันก็แค่คนไอ้อ่อนคนหนึ่ง…

แต่หลังจากความเศร้าหมองที่ถาโถมจากจดหมายลับฉบับสุดท้ายของฮัวในครั้งนั้น มันก็ทำให้บดินทร์ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เรื่องนี้เขาไม่อาจนิ่งเฉยโดยแค่รู้สึกเสียใจกับมัน เพราะหากการที่จื้อหลินเข้าหาเขาคือแผนการ และการที่ตอนนี้ก็ยังคงเรียกหากันนั่นหมายความว่าเขายังคงจำเป็นต่อแผนนั้นอยู่ แม้เวลามันจะประจวบเหมาะกับที่ดนัยไล่เขาออกจากพรรคจนน่าสงสัย ทว่าหากลองคิดให้ดีแล้วความพอเหมาะพอเจาะนี้ก็เข้าทางเขาพอดีเช่นกัน

หากจื้อหลินคือคนร้ายตัวจริง เขาก็พร้อมจะเป็นเหยื่อที่โง่ที่สุดเพื่อล่อให้อีกฝ่ายคายแผนการออกมาให้หมดเช่นกัน!

“นายยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่า? ”

บดินทร์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คำถามตรงไปตรงมาเพื่อทดสอบสิ่งที่คิดขณะยังคงโอบกอดร่างบอบบางของจื้อหลินไว้ในอ้อมแขน และทันทีที่จบคำแผ่นหลังก็โดนกระชับแน่นขึ้น อดีตหงส์พยายามบังคับให้หัวใจไม่เต้นเร็วจนเกินไปนัก แต่ในขณะที่ฝ่ายนั้นแหงนใบหน้าขึ้นมากระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ หัวใจก็เหมือนจะหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง

“ที่คุณมีโอกาสได้มายืนอยู่ตรงนี้ ก็เพราะคุณคือเพื่อนของผมไง”

แผ่นหลังของบดินทร์ชาวาบ อดีตหงส์หนุ่มหลับตาแน่นพลางสูดหายใจเข้าลึก

“…ที่ผ่านมา…ที่คิดว่าเรายืนอยู่ในฐานะเดียวกัน มันเป็นแค่การเพ้อไปคนเดียวของฉันใช่ไหม? ” เมื่อรู้สึกได้แล้วว่าจื้อหลินยอมเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา บดินทร์ก็ไม่มีเหตุผลต้องอ้อมค้อม เขาผละอ้อมแขนออกจากคนตรงหน้าแล้วสบสายตากับฝ่ายนั้นตรง ๆ “สิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของคนที่ฉันคิดมาตลอดว่าคือเพื่อน มันกลับเต็มไปด้วยคำหลอกลวงอย่างนั้นเหรอ? ที่ผ่านมาทั้งหมดนายโกหกฉันทั้งนั้นเลยเหรอ? ”

พูดจบก็ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอเพราะใบหน้าที่หวานล้ำราวตุ๊กตาปั้นของจื้อหลิน มันเต็มไปด้วยความเย็นชาและปริศนาที่ไม่อาจคาดเดาอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นบดินทร์ก็ไม่คิดคืนคำ

จื้อหลินนิ่งฟังคำถามตัดพ้อ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ถ้าผมบอกว่าเปล่า คุณจะยังเชื่อผมไหม? ”

“แล้วนายคิดว่าฉันจะยังเชื่อนายลงหรือไง? ” บดินทร์แข็งกร้าวขึ้น คล้ายได้ยินเสียงนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังขณะฟังจื้อหลินอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เรื่องที่ผมรักท่านจ้าวนั้นเป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องที่คุณคือเพื่อนคนเดียวที่ผมมีก็ไม่ได้โกหก คุณคือเพื่อนเพียงคนเดียวของผมบนโลกใบนี้...”

“ถ้านายเห็นว่าฉันเป็นเพื่อนจริงๆ แล้วทำไมถึงไม่เคยพูดอะไรเลย ไม่เคยบอกอะไรฉันเลย แล้วยังหลอกให้ฉันมาที่นี่ แบบนั้นมันเรียกว่าเพื่อนไม่ได้หรอกนะ!”

บดินทร์ใส่อารมณ์ตัดพ้ออีกฝ่ายทั้งที่ก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่าการผลีผลามหักหาญกับจื้อหลินในตอนนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ แต่ที่เขาต้องระเบิดออกมาตรง ๆ นั่นก็เพื่อต้องการให้จื้อหลินเชื่อว่าเขาไม่ได้มีแผนอื่นใดหรือคิดระแคะระคายมาก่อน ต้องการแสดงให้จื้อหลินเห็นว่าเขาเพิ่งกระจ่างในเรื่องราวทั้งหมดแล้วร้อนรนจนควบคุมตัวเองไม่ได้ให้สมกับนิสัยที่ใครๆ ต่างก็คุ้นเคยว่าเป็นได้แค่คนอ่อนไหวและไม่ได้ความ

…ให้สมกับเป็นเหยื่อที่คู่ควรใช้งาน

หลังประโยคสุดท้ายบดินทร์เลือกที่จะเงียบไว้ครู่หนึ่งเพื่อดูทีท่าของจื้อหลิน มองดูสีหน้าที่นิ่งชาราวกับตุ๊กตากระเบื้องปั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นหมองเศร้า ดวงตาสีดำว่างเปล่าเริ่มเจือแววของคนที่เคยคุ้น

ทันใดนั้นหัวใจของบดินทร์ก็อ่อนยวบเมื่อได้ยินเสียงถาม

“คุณดิน...เกลียดผมแล้วอย่างนั้นเหรอ?”

ไม่พูดเปล่า จื้อหลินสวมกอดบดินทร์เบา ๆ อีกครั้ง ร่างที่สั่นเทาในอ้อมแขนนี้...คือเรื่องจริงหรือเพียงแสร้งทำกันนะ?

“อย่าเกลียดผมเลยได้ไหม? ...คุณคือเพื่อนคนเดียวที่ผมมี ผมไม่อยากเสียคุณไป” คำออดอ้อนที่ดูไม่สมกับจื้อหลินเลยสักนิดทำให้บดินทร์ตะขิดตะขวงอยู่บ้างเพราะเขาคุ้นกับความเรียบเฉยของอีกฝ่ายมากกว่า

‘มาไม้ไหน?’ จึงทำให้อดคิดไม่ได้

“...นายก็คือเพื่อนคนเดียวของฉันที่นี่” สุดท้ายบดินทร์ก็เลือกที่จะตอบแล้วไหลไปตามบทบาทที่ควรเป็น “แต่ถ้านายต้องการทำลายวิษธร ฉันก็พร้อมที่จะขัดขวางในให้ถึงที่สุด”

“..............” จื้อหลินนิ่งฟังทั้งที่ยังคงกอดคนที่ตนเรียกว่า ‘เพื่อน’ ไว้แน่น

ในจังหวะที่จื้อหลินไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรเพิ่ม บดินทร์ก็ชิงโยนหินถามทางก่อน

“จื้อหลิน...นายอยู่ฝั่งพงศธรหรือเปล่า? นายหลอกฉันมาที่นี่เพื่อจับตัวไปให้พงศธรใช้ทำร้ายดนัยหรือเปล่า? ถ้าเป็นแบบนั้น...เราก็คง...ไม่อาจเป็นเพื่อนกันต่อ”

“งั้นถ้าผมไม่ได้อยู่ฝ่ายพงศธร และไม่ได้หลอกให้คุณมาที่นี่เพื่อจับตัวไปให้ฝ่ายนั้นใช้ต่อรองกับท่านแดนนี่...คุณดิน จะยังให้ผมเป็นเพื่อนได้เหมือนเดิมใช่ไหม?”

“...หมายความว่า…นายไม่ได้อยู่ฝ่ายนั้น?” บดินทร์ถามเสียงสั่น นิ่งฟังคำตอบที่แม้เสียงจะแผ่วเบาแต่ช่างหนักแน่นของอีกฝ่าย

“...ขอโทษครับคุณดิน จนถึงตอนนี้ผมยังเป็นคนของพงศธร”

“!!” ทันทีที่ได้ยินคำตอบบดินทร์ก็รีบผละตัวออก ไม่คิดสงสัยในคำตอบนั้นเพราะรู้แน่ชัดอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนมาจึงได้แต่พยายามแสร้งตื่นตระหนกอย่างเต็มที่เพื่อตบตา ในหัวประมวลผลร้อยแปดถึงแผนการตื้นเขินที่วางไว้หมิ่นเหม่ ตระหนักรู้อยู่แล้วว่าหากโดนจับไปจะเป็นอย่างไร แต่มันจะแย่กว่านั้นแน่หากอีกฝ่ายรู้ว่าข้อมูลรั่วไหลมาถึงเขาก่อน

บดินทร์สูดลมหายใจสั่นระริก เขายอมเอาตัวพันเกี่ยวกับเบ็ดไว้แม้รู้ว่าอนาคตจะต้องพบเจอกับอะไร การที่ยินดีพลีชีพเป็นเหยื่อด้วยตัวเองแน่นอนว่าย่อมมีแผนไว้ในใจ แต่ก็อดกริ่งเกรงไม่ได้ว่าทักษะการแสดงแข็งเป็นหินอย่างเขาคนนี้อาจไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนฉลาดอย่างจื้อหลินหรือพวกของพงศธร

“...นายมาจับตัวฉันจริง ๆ ด้วยสินะ” บดินทร์แสร้งตัดพ้อ จ้องมองคนตรงหน้าเขม็ง ดวงตาคู่นั้นกลมโตหวานหยดย้อยราวลูกกวางน้อยไร้เดียงสา ทว่าในนั้นกลับแอบซ่อนไปด้วยปริศนาที่ไม่อาจคาดเดา

“ครับ ผมตั้งใจมาพาตัวคุณไป...แต่ไม่ได้เอาไปให้เขา”

“?? ...หมายความว่าไง? นายทำงานให้ใครกันแน่?” ขณะนี้ในหัวของอดีตหงส์เริ่มเต็มไปด้วยมวลแห่งความสับสน นอกจากพงศธรแล้วยังมีใครอีกกันที่จื้อหลินทำงานให้? ใจคิดไปถึงจ้าวซินทรยศแล้วสันหลังก็เย็นวาบขึ้น จังหวะที่เหงื่อกำลังออกมือจนชุ่มเขาก็ถูกมือเย็นชืดมือหนึ่งกอบกุมไว้



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ


“?? ...หมายความว่าไง? นายทำงานให้ใครกันแน่?” ขณะนี้ในหัวของอดีตหงส์เริ่มเต็มไปด้วยมวลแห่งความสับสน นอกจากพงศธรแล้วยังมีใครอีกกันที่จื้อหลินทำงานให้? ใจคิดไปถึงจ้าวซินทรยศแล้วสันหลังก็เย็นวาบขึ้น จังหวะที่เหงื่อกำลังออกมือจนชุ่มเขาก็ถูกมือเย็นชืดมือหนึ่งกอบกุมไว้

จื้อหลินยิ้ม จูงมือของบดินทร์ไปนั่งลงตรงเตียงเล็กในห้องเพราะไม่มีที่นั่งอื่น ผู้ตามไร้ทีท่าขัดขืนเดินตามอย่างว่าง่ายราวกับกำลังโดนสะกดจิต เมื่อหย่อนกายลงมานั่งข้างกันจื้อหลินก็วางศีรษะลงบนไหล่ของบดินทร์ราวกับจะอ้อนจนอดีตหงส์รู้สึกสะท้านไปทั้งอก ใจหนึ่งก็ยังรู้สึกดีในฐานะเพื่อน แต่อีกใจก็กลัวความจับต้องไม่ได้ของจื้อหลินเหลือเกิน

“คุณดิน...คุณรู้จักตระกูลซ่งไหม?” จื้อหลินถามขึ้นหลังจากปล่อยเวลาให้เงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง

“...ไม่” บดินทร์ตอบตามจริง

“หึหึ ท่านแดนนี่ไม่เคยเล่าอะไรให้คุณฟังเลยเหรอ ใช้ไม่ได้เลยนะ” จื้อหลินนึกขัน “ผิดที่เขาทะนุถนอมคุณเกินไป ท่านจ้าวเคยเตือนเขาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ว่ายิ่งทำแบบนั้นมันจะยิ่งเพิ่มอันตรายให้คุณ แล้วสุดท้าย...ก็หนีไม่พ้น”

“ไม่ใช่เพราะถนอมอะไรนั่นหรอก!” บดินทร์รีบขัดขึ้น “เพราะฉันมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่างหาก จะให้รู้เยอะไปทำไมสุดท้ายเขาก็เขี่ยทิ้งอยู่ดี!”

คำพูดตัดพ้อพร้อมร่างที่สั่นไหวเล็กน้อยทำให้จื้อหลินผงกศีรษะขึ้นมาแหงนมองคนที่กำลังมีสีหน้าเจ็บปวด โดยเฉพาะดวงตาแดงก่ำฉ่ำวาวคู่นั้น หงส์เงานิ่งมองอยู่ครู่แล้วเอ่ยถาม

“แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังจะปกป้องท่านแดนนี่ คุณกลัวว่าผมจะหลอกจับคุณไปให้พงศธรแล้วจะสร้างความเดือดร้อนให้ท่านแดนนี่เข้า ผมคงไม่ได้รู้สึกไปเองใช่ไหมว่า...คุณรักเขาไปแล้ว? ”

“...............” บดินทร์ได้แต่มองจื้อหลินโดยร้างไร้คำตอบรับหรือทัดทาน

แต่แค่นั้นก็เท่ากับคำตอบสำหรับจื้อหลินแล้ว

“อา...คุณรักท่านแดนนี่เข้าแล้วจริงๆ”

บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสายตาที่จื้อหลินมองมาเพราะไม่อาจคาดเดาความหมาย เสียใจ? โกรธ? น้อยใจ? ตัดพ้อ?

“...จื้อหลิน?”

“คุณดินไม่ปฏิเสธเลยแบบนี้ มันทำให้ผมเกลียดท่านแดนนี่ขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้วนะรู้ไหม”

อาการแปลกประหลาดของจื้อหลินยิ่งทำให้บดินทร์สับสน ‘เกลียดเพิ่มขึ้น?’ ในเมื่อก็ยืนอยู่คนละฝั่งก็คงไม่ได้รักชอบอยู่แล้ว แต่พอคิดถึงตรงนี้อะไรบางอย่างก็วาบเข้ามาในหัว

“ในเมื่อดนัยเคยช่วยชีวิตนายจากความตายแท้ ๆ ยังเกลียดผู้มีพระคุณลงอีกงั้นเหรอ?” บดินทร์ลองถามพาซื่อ ในเมื่อจื้อหลินเผยตัวแล้วว่าอยู่ฝ่ายพงศธร แต่กลับบอกว่าไม่เคยโกหกในเรื่องราวที่เขารับรู้เกี่ยวกับหงส์เงาคนนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเรื่องการตายของรั่วหลิน เรื่องความรักที่มีต่อจ้าวซิน หรือแม้กระทั่งเรื่องการขึ้นเป็นหงส์เงาเล่า? อีกอย่างเรื่องลอบสังหารกับวางระเบิดในงานรับตำแหน่งคงเป็นไปไม่ได้ที่ ‘เพื่อน’ คนนี้จะไม่รู้เห็นด้วยใช่หรือไม่?

ถามเสร็จก็นิ่งฟังคำตอบของคนที่บอกว่าไม่เคยโกหกกันอย่างใจจดใจจ่อ ส่วนจื้อหลินนั้นก็กลับไปมีสีหน้าชาชืดขณะเปิดปากเล่าเรื่องราวให้บดินทร์ได้รับรู้

“ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมายรอบตัวคุณ ท่านแดนนี่ก็ระแวดระวังมากขึ้นจนตอนนี้คนของผมไม่มีโอกาสได้เข้าวงใน ผมเองเลยไม่อาจรู้ว่าเขากำลังคิดทำอะไร และก็ไม่แน่ใจว่าเขาสืบรู้ไปถึงไหนแล้ว แต่เมื่อผมได้ยินว่าจะมีการย้ายคุณไปที่เซฟเฮ้าส์จึงทนอยู่เฉยต่อไปไม่ไหว ถึงได้บุ่มบ่ามตามตัวคุณออกมาจนคุณดูออกถึงตัวตนที่แท้จริงของผม...” จื้อหลินเล่าเรื่อย เปิดเผยแม้กระทั่งเรื่องที่ซ่อนสายไว้ในรังของวิษธร

บดินทร์กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออีกรอบ ในโลกของมาเฟียถ้าเมื่อไหร่ที่ฝ่ายตรงข้ามเปิดเผยความลับซ่อนเร้นให้ได้ฟังอย่างเปิดเผยเท่ากับว่าฝ่ายนั้นปลงใจหมายเอาชีวิตเป็นแน่แท้แล้ว และในเมื่อจื้อหลินมาสูตรนี้มันก็เป็นไปได้ว่าชีวิตเขาคงสั้นลงลงทุกทีที่คนตรงหน้านี้พูดความจริงให้ฟัง

แต่ก็นั่นแหละ เขารู้อยู่แล้วถึงได้มาอยู่ตรงนี้

“คุณคงรู้เรื่องที่พ่อแม่ของท่านแดนนี่ที่เป็นมังกรและหงส์รุ่นก่อนถูกลอบสังหารใช่ไหม?” จื้อหลินโพล่งถามขึ้น บดินทร์จึงพยักหน้าไปตามน้ำ อย่างน้อยถ้าเป็นเรื่องนี้เขาก็พอรู้อยู่บ้าง

จื้อหลินยิ้มพลางเล่าต่อเรียบเรื่อยราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด “ผู้ที่ลอบสังหารคราวนั้นคือผู้ที่เหลือรอดของตระกูลซ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นตระกูลซ่งเป็นตระกูลมั่งคั่งที่มีฐานอำนาจอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ผู้นำตระกูลรุ่นก่อนตั้งใจมาขยายฐานต่อที่นิวยอร์กและลาสเวกัสแต่ดันมาเจอตออย่างวิษธรกับตระกูลจ้าวเข้าจึงเกิดเรื่องบาดหมางกัน เฮ้อ...เรื่องคงจบสวยกว่านี้ถ้าอย่างน้อยผู้นำตระกูลซ่งจะลดทอนศักดิ์ศรีทิฐิลงสักนิดแล้วญาติดีกับพรรคอสรพิษอย่างวิษธรและตระกูลจ้าวที่มาก่อน แต่เพราะถือดีว่าตนนั้นยิ่งใหญ่มาแต่เดิมจึงได้ใช้วิธีหักร้างถางพงโดยไม่คำนึงถึงกำลังของตัวเอง”

“ตระกูลซ่งใช้วิธีหยาบช้าเผากาสิโนของตระกูลจ้าวกับวิษธรจนเสียหายไปหลายสาขา ในจังหวะเดียวกันก็ลอบสังหารมังกรรุ่นก่อนของตระกูลจ้าวรวมไปถึงคนสำคัญของพรรควิษธรอีกจำนวนหนึ่งจนสำเร็จ หึหึ ครานั้นผู้นำตระกูลซ่งคิดเข้าข้างตัวเองอย่างเต็มที่ว่าเขาชนะ นึกไม่ถึงว่าถัดไปอีกสองคืน รังที่แผ่นดินใหญ่จะโดนวิษธรในยุคนั้นถล่มยับจนไม่เหลือดี คนในตระกูลถูกทำให้สิ้นชื่อจนสิ้นซาก แม้แต่ผู้นำตระกูลที่ตอนนั้นอยู่บนแผ่นดินอเมริกาก็ไม่อาจรอดพ้นคมเขี้ยวอสรพิษ”

“เพราะตีงูทั้งทีดันไม่ยอมตีให้ตาย สุดท้ายจึงโดนพิษของมันจนตายเสียเอง”

ปลายเสียงแผ่วผิวมีความเยาะหยันอยู่ในที ดวงตาเหม่อมองออกไปยังผนังว่างเปล่า บดินทร์เพียงจ้องมองด้านข้างของจื้อหลินเงียบ ๆ คงเพราะวันนี้ฝ่ายนั้นพรางตัวมาในชุดของชายหนุ่มมอซอจึงยิ่งทำให้รู้สึกไม่คุ้นเคยเข้าไปใหญ่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจื้อหลินเป็นคนเย็นชา แต่แบบนี้มันยิ่งกว่าธารน้ำแข็งไร้ความรู้สึกเสียอีก

จื้อหลินเล่าต่อเรียบเรื่อย “คงเป็นโชคดีของตระกูลซ่งที่ตอนนั้นสามารถรักษาชีวิตลูกชายคนเล็กเอาไว้ได้ ชายคนนั้นหนีรอดความตายโดยความช่วยเหลือของคนคนหนึ่ง แล้วเปลี่ยนชื่อแซ่ของตัวเองแต่งงานกับหญิงสาวที่ผู้มีพระคุณจัดหาให้เพื่อรอคอยวันแก้แค้นหลังจากหลบซ่อนการตามล่าอย่างหัวซุกหัวซุนอยู่นานจนกระทั่ง…ผมกับพี่รั่วหลินถือกำเนิดขึ้น…”

“!!!? นายแซ่ซ่ง? ไม่ใช่แซ่หานเหรอ!? ” บดินทร์แทบผุดลุกให้ห่างจากจื้อหลินทันทีที่ตีความได้ว่าเรื่องเล่าทั้งหมดนั้นคือประวัติความเป็นมาของเจ้าตัว

จื้อหลินไม่เร่งรีบตอบคำใด ชายหนุ่มเพียงหันมายกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากตนแล้วส่งเสียง ‘ชู่’ เบา ๆ พร้อมเหยียดยิ้มน้อย ๆ ในเชิงห้ามไม่ให้บดินทร์ขัดขวางการเล่าอัตชีวประวัติของตนอย่างนุ่มนวล แต่เพียงแค่นั้นก็ทำเอาคนเห็นขนลุกเกรียวไปทั้งตัวแล้ว

“พ่อผมแต่งเข้าตระกูลแม่แล้วเปลี่ยนแซ่ตามแม่เป็น ‘แซ่หาน’ น่ะ แม่ที่น่าสงสารของผมเป็นแค่หญิงสาวที่ถูกหลอกให้มาเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นของพ่อก็เท่านั้น ส่วนเรื่องของผมกับพี่รั่วหลินหลังจากนั้นมันก็ไม่ต่างจากที่คุณเคยรู้หรอก ไอ้เรื่องที่พี่เก่งไปเสียทุกอย่างและผมก็ถูกเกลียดชังเพราะมันไม่เอาไหน มันก็เป็นตามที่เขาเล่าลือกันนั่นแหละ…จะมีก็แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ นั่นก็คือผมไม่ได้ถูกขับออกจากตระกูลอย่างที่ใครเห็น แต่ถูกส่งมาให้เป็นไส้ศึกในตระกูลจ้าว…จนถึงตอนนี้”

จื้อหลินยิ้มค้างบนใบหน้า รอยยิ้มที่เจือไปด้วยความเจ็บร้าวซึมลึกขณะที่เล่าเรื่องราวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมั่นคง “แต่อย่าคิดว่านั่นเป็นความเมตตาของพ่อที่มีต่อผมนะ ในตอนนั้นจื้อหลินคนนี้มันยิ่งกว่าคนไร้ค่าของตระกูล เป็นบุตรชายอ่อนแอที่ไม่อาจช่วยสะสางความแค้นของพ่อได้ เป็นลูกชายที่เกลียดพ่อตัวเองจนสุดหัวใจเพราะมันเห็นว่าพ่อทำอะไรกับแม่บ้าง แถมลูกชั่วคนนี้มันยังไปหลงรักจ้าวซินที่เป็นศัตรูจนหมดใจ”

“พ่อวางแผนอยู่นานกว่าที่จะให้พี่รั่วไปหลอกล่อจนจ้าวซินตกหลุมรักได้สำเร็จ ในตอนนั้นเพราะยังไม่อาจทำลายวิษธรโดยตรงได้เป้าหมายจึงตกที่พรรคตระกูลจ้าวอีกครั้ง โดยคราวนี้ตั้งใจจะทำลายให้สิ้นซากจากภายในด้วยการทำทุกวิถีทางให้พี่รั่วหลินแต่งเข้าเป็นหงส์ของจ้าวซินให้ได้ เพราะความเก่ง ฉลาด และงดงามอย่างหาตัวจับยากในท้ายที่สุดก็ตกจ้าวซินจนสำเร็จ…และแผนการมันคงไปได้สวย ถ้าผมจะไม่บังเอิญตกหลุมรักจ้าวซินจนสุดหัวใจตั้งแต่แรกพบ”

“เสียงก่นด่าว่าอกตัญญูเป็นลูกทรพีทันทีที่พ่อรู้ว่าผมรักจ้าวซิน…รักศัตรู ในวันนั้นผมคงโดนพ่อฆ่าไปแล้วเพราะกลัวผมจะไปเปิดโปงแผนการเข้า ถ้าไม่ได้พี่รั่วช่วยไว้แล้วยื่นข้อเสนอที่พี่บอกว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุดของผมและพ่อ...” จื้อหลินเหยียดยิ้มบางเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์เก่าก่อน “เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมดูมีประโยชน์ขึ้นมาพี่ก็จะดีกับผมเป็นพิเศษ อย่างตอนนั้นทันทีที่รู้ว่าผมหลงรักจ้าวซินพี่ก็ออกหน้าปกป้องผมทุกอย่างเพียงเพื่อจะแอบยื่นข้อเสนอหนึ่งให้ผม...”

“ทำทุกอย่างแทนฉันแล้วแกจะได้อยู่ข้างมันอย่างที่แกต้องการ คือข้อเสนอที่ราวกับของขวัญล้ำค่าของผมในตอนนั้นเลยนะ ถึงจะรู้ดีว่าผมถูกใช้เป็นเครื่องมือของพี่เพราะพี่รั่วไม่ได้สมัครใจอยู่ในแผนแก้แค้นของพ่อตั้งแต่ต้น แต่ผมก็ยังอ้าแขนรับมันอย่างเต็มอกเต็มใจเพราะแม้จะอยู่ในฐานะตัวแทนของพี่แต่ก็เป็นที่หนึ่ง ได้เป็นคนเดียวที่ได้ครอบครองจ้าวซิน...”

“น…นั่นหมายความว่ารั่วหลินยังมีชีวิตอยู่ใช่หรือเปล่า!? เรื่องที่นายสังหารพี่สาวตัวเองเพื่อเป็นหงส์อะไรนั่นมันก็เป็นแค่แผนการใช่ไหม!?” ไม่รอให้จื้อหลินเล่าจบบดินทร์ก็ถามขัดขึ้น

จื้อหลินจึงหันมาสบตากับผู้ถามตรง ๆ ก่อนตอบ “ครับ พี่รั่วยังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้เขาอยู่ในรูปลักษณ์อื่น”

“ถ้างั้น!…” บดินทร์เกือบจะโพล่งอย่างลืมตัว แต่ถึงจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกไปด้วยปลายเสียงที่แผ่วลง สายตาเผลอหลุบลงมองตรงขาด้านซ้ายภายใต้กางเกงขายาวของอีกฝ่าย “ขาของนาย…”

“…………” จื้อหลินไม่ได้พูดอะไรกับท่าทีของบดินทร์ แววตาไหวระริกก่อนขยับเข้ามาซบศีรษะลงบนไหล่สั่นไหวของคนข้างกายนี้อีกครั้ง

…อบอุ่นเหลือเกิน

…คนคนนี้ขนาดรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร ก็ยังอุตส่าห์นึกห่วงกัน

…จะไม่ปล่อยมือ

…ไม่ยอมปล่อยมืออย่างเด็ดขาด

“…จื้อหลิน? ”



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ


“…จื้อหลิน? ”

“มันเป็นค่าที่ผมต้องจ่ายเพื่อความสมเหตุสมผลของแผนการก็เท่านั้น” จื้อหลินตอบราวกับมันเป็นเพียงเรื่องปกติทั่วไป “แลกกับการที่จะได้เป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างจ้าวซิน ได้หลุดพ้นออกจากกรงของพ่อ ได้รับหน้าที่ที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าได้ทดแทนบุญคุณโดยไม่ต้องขึ้นชื่อว่าลูกทรพีต่อไปอีก สำหรับผมในตอนนั้นแค่ขาซ้ายข้างเดียวมันโคตรคุ้มค่า”

“…………..” ยิ่งได้รับฟังมากเท่าไหร่ บดินทร์ก็ยิ่งสะท้อนใจในความบิดเบี้ยวของจื้อหลินคนนี้มากเท่านั้น เขารู้ดีว่าโลกมันไม่เคยมีความยุติธรรม แต่ก็คิดไม่ถึงว่าคนคนหนึ่งจะถูกชะตากรรมทารุณทาเร้นได้ถึงขนาดนี้ ใจหนึ่งเขาคิดว่านี่อาจเป็นเพียงเรื่องที่จื้อหลินกุขึ้นมาเพื่อหลอกกัน กระนั้นก็กลับมั่นใจเหลือเกินว่าเรื่องโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่อีกฝ่ายเล่ามาล้วนเป็นเรื่องจริง

เช่นนั้น…จะมีทางใดบ้างนะที่เขาจะสามารถช่วย…คนที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเพื่อนกันคนนี้ได้

“นี่…หากงานนี้สำเร็จ นายจะได้รับอิสระใช่ไหม? พ่อของนายก็คงไม่ใจร้ายกับนายอีก…” บดินทร์จึงลองถามขึ้น คาดเดาต่างๆ นานา ในใจไว้ถึงแผนการที่จื้อหลินอาจมี

“หึหึ…ตั้งแต่ได้รับข่าวร้ายเรื่องที่พี่รั่วหลินถูกผมฆ่าตาย พ่อก็เส้นเลือดในสมองแตกจนนอนเป็นผักไม่รู้เรื่องรู้ราวไปตั้งนานแล้ว” ทว่าคำตอบของจื้อหลินกลับยิ่งทำให้บดินทร์ขนลุกหนัก ไม่รู้ทำไมสิ่งที่แล่นวาบเข้ามาในหัวถึงทำให้รู้สึกว่า เรื่องเฒ่าแก่หานมันไม่น่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่านายไม่จำเป็นต้องทำตามแผนการก็ได้แล้วใช่ไหม? หรือว่ายังต้องอยู่ในพันธสัญญากับพงศธร…?” บดินทร์วิเคราะห์พลางนึกบางอย่างขั้นมาได้ “หรือว่า…คนที่ให้ความช่วยเหลือพ่อของนายตอนนั้นคือพงศธร?”

“ถูกต้องครับ” จื้อหลินเอ่ยขณะที่ยังคงซบอยู่บนไหล่มั่นคง “พงศธรคือคนที่ยื่นมือเข้าช่วยเลือดเนื้อเชื้อไขคนสุดท้ายของตระกูลซ่งไว้ อีกทั้งยังช่วยเรื่องต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะเรื่องลอบสังหารมังกรและหงส์รุ่นก่อนของวิษธรจนสำเร็จลุล่วง เป็นคดีเลือดที่คนในพรรคต่างก็คิดว่าเป็นการแก้แค้นของตระกูลซ่ง แม้จะล่าล้างจนแทบพลิกแผ่นดินแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถจับผู้ร้ายตัวจริงได้ และก็เป็นอีกครั้งที่ตระกูลซ่งพลาด เพราะสุดท้ายแล้วลูกอสรพิษตัวจ้อยก็ได้รับความช่วยเหลือโดยผู้อิทธิพลที่เมืองไกลจนได้ มาวันนี้พออสรพิษตัวนั้นเติบใหญ่มันถึงได้กลับมาสร้างความฉิบหายให้ทุกคนอย่างทั่วถึง”

ในหัวอกของบดินทร์หนักอึ้ง ในตอนนั้นดนัยที่เยาว์วัยเกินกว่าจะปกป้องตัวเอง แต่กลับมีศัตรูทั้งในและนอกพรรค หากไม่ได้ไปอยู่กับนายพันยศใหญ่คอยคุ้มภัยที่เมืองไทยแล้วล่ะก็ วันนี้คงไม่มีแม้กระทั่งชื่อไปแล้ว

จื้อหลินยังคงเอ่ยต่อ “ก็เหมือนอย่างพวกผม ที่หากพ่อไม่ได้พงศธรช่วยไว้พวกผมคงไม่ได้ลืมตามาดูโลก เพราะงั้นบุญคุณที่เขาเรียกร้องให้ผมทดแทนจึงมากมายหนักหนา…คุณดินรู้ไหมว่าพงศธรคือผู้มีพระคุณที่ผมเกลียดที่สุดเลย”

เกลียดงั้นเหรอ!?

“ถ้างั้นนายก็ไม่เห็นต้องทำตามคำสั่งของพงศธรเลยนี่” บดินทร์รีบหันกลับไปคว้าไหล่ทั้งสองของจื้อหลินให้หันมาเผชิญหน้า จู่ ๆ เขาก็คิดการหว่านล้อมแบบโง่ ๆ ขึ้นมาได้ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันอาจไม่ได้ผลอะไรเลยแต่หากไม่ลองก็ไม่รู้ “ถึงยังไงเราก็เป็นเพื่อนกัน ทำไมเราไม่มาอยู่ฝ่ายเดียวกันละ นายไม่ต้องกลัวเรื่องดนัยนะ ต่อให้เขาจะรู้เรื่องที่นายเป็นสายให้พงศธรหรือไม่ฉันก็จะไม่ยอมให้เขาทำอะไรนายได้อย่างเด็ดขาด ฉันจะปกป้องนายเอง!”

รู้ว่าผลีผลาม แต่ในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานนี้เขาเองก็ไม่ได้มีเวลาไตร่ตรองอะไรเท่าไหร่นัก กรณีของจื้อหลินกับฮัวไม่ได้ต่างกันมากอย่างน้อยก็เกลียดพงศธรเหมือนกัน ในตอนของฮัวกว่าเขาจะกล่อมสำเร็จก็ชักแม่น้ำทั้งห้ามาสารพัดเพราะฮัวนั้นไม่ชอบขี้หน้าเขาเป็นทุนเดิม แต่กับจื้อหลินที่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ถึงอย่างไรเขาก็มอบไมตรีให้อีกฝ่ายมาตลอด ไม่แน่ว่าผลลัพธ์อาจดีกว่าที่คิด

“หึหึหึ คุณดินคิดเหมือนผมเลย” จื้อหลินยกยิ้มพราวอย่างที่บดินทร์ไม่เคยเห็นมาก่อน

“จริงเหรอ!” บดินทร์แทบตะโกนด้วยความดีใจ ทว่าประโยคต่อมาของอีกฝ่ายกลับทำเอาเขาแทบสิ้นเรี่ยวแรงไปแทน

“ในตอนแรกผมแค่ตั้งใจทำตามเงื่อนไขของพงศธรไปจนสุดทาง เพราะถึงจะเกลียดยังไงก็ไม่ได้มีความแค้นบาดหมางเป็นการส่วนตัว ผมแค่เกลียดเขาที่ทำตัวเป็นเจ้าชีวิตจนน่ารำคาญก็เท่านั้น แต่ในเมื่อเราต่างก็มีข้อตกลงที่น่าพอใจร่วมกันผมจึงไม่ได้คิดต่อต้านเขา แค่กวาดล้างแดนนี่กับพวกเลือดใหม่และรวบพรรคตระกูลจ้าวเข้ามาเป็นหัวเดียวภายใต้อำนาจเพียงหนึ่งให้พงศธร ผลตอบแทนที่ผมจะได้รับหากงานสำเร็จคือสามารถแก้แค้นให้ตระกูลโดยไม่ติดค้างและได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างอิสระเคียงข้างกับจ้าวซินตราบสิ้นลมหายใจ ถึงจะยากหน่อยตรงที่จ้าวซินอาจไม่ยอมให้ ผมก็แค่ทำให้เขาไปจากผมไม่ได้อีกต่อไปเลยก็พอ…ซึ่งผมก็คิดวิธีเอาไว้แล้ว”

พูดจบคราวนี้จื้อหลินรวบสองมือของบดินทร์เข้ามากอบกุมไว้ ใช้ดวงตากลมโตหยดย้อยนั่นมองมาที่บดินทร์ด้วยสายตาที่ค้นพบเรื่องที่ถูกใจ

“แต่เพราะคุณเลยนะที่ช่วยทำให้โลกทัศน์ของผมเปลี่ยนไปจากวันวาน”

“................”

“อย่างที่คุณเคยบอก โลกที่ผมเห็นมาทั้งชีวิตมันเป็นแค่รูปสี่เหลี่ยมและกว้างแค่เพียงกรอบหน้าต่าง และคุณก็เข้ามาทำให้ผมได้รู้ว่าแท้จริงโลกนี้มันกว้างใหญ่แค่ไหน ก่อนหน้าที่จะได้รู้จักคุณผมไม่รู้จักผิดถูกเพราะไม่เคยเป็นฝ่ายถูกมาก่อน ผมไม่รู้จักเจ็บปวดเพราะไม่เคยรู้ว่าการถูกทะนุถนอมเป็นอย่างไร แม้ช่วงหนึ่งจ้าวซินจะเคยหยิบยื่นช่วงเวลาอันแสนสุขให้ แต่มันก็แค่การเป็นเงาของใครอีกคนในสายตาเขาเท่านั้น และแล้วในวันที่ผมยอมรับข้อเสนอของพี่รั่วหลิน ผมก็ไม่เหลือตัวตนบนโลกใบนี้อีก”

“หากไม่ได้พบคุณในวันนั้น ผมก็คงเคยชินกับการไร้ตัวตนจนลืมแม้กระทั่งชื่อของตัวเองไปแล้ว ชีวิตผมมันว่างเปล่า หายใจไปวัน ๆ บนเส้นความแค้นของคนอื่นไปเรื่อย เป็นได้แค่เครื่องมือใช้สอยไร้จิตใจ...แต่ตั้งแต่ที่คุณเข้ามาในชีวิตของผม ยอมเป็นเพื่อนทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าผมมันอันตรายและเชื่อไม่ได้แต่คุณก็ยังมอบไมตรีให้ คุณทำให้หัวใจที่แห้งแล้งของผมได้ชุ่มชื้นและอิ่มเอมจนในที่สุดก็ทำให้ผมคิดได้...”

จื้อหลินเอ่ยพลางเผยแววตาปลาบปลื้มระคนซุกซนจนน่าขนลุกอย่างที่บดินทร์ไม่เคยเห็นมาก่อน คนคนนี้บิดเบี้ยวขนาดที่เขาเองก็ไม่อาจคาดเดา

“คิดได้ว่าอะไร? ...” บดินทร์ยังคงพูดคุยด้วย ขณะที่ยังปล่อยให้จื้อหลินกุมมือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของตนไว้แบบนั้น

หงส์เงายิ้มบางทว่าเจือความรวดร้าวไว้หลายส่วน ยกมือข้างหนึ่งของบดินทร์ขึ้นมาแนบที่ข้างแก้มแล้วเปิดปากเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ต่อ “คุณดิน…ผมเกิดและเติบโตมาในวังวนนี้และทนกับมันมาตลอดทั้งชีวิต ผมคิดอยู่เสมอว่ามันคงจะเป็นแบบนั้นไปตลอดแน่ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในเงาความแค้นของคนอื่น เป็นเครื่องมือที่หยิบใช้สอยได้ง่ายดายไม่ว่ากับใคร…พ่อใช้ผมเป็นเครื่องมือล้างแค้น พี่รั่วใช้ผมบังหน้าเพื่อให้รับหน้าที่แทน พงศธรใช้ผมเพื่อทำลายพรรคตระกูลจ้าวแล้วรวบเข้ากับวิษธรเลือดเก่าเพื่อที่แดนนี่จะได้เหลือหัวเดียวกระเทียมลีบ และแม้แต่แดนนี่เองก็ใช้ผมเป็นเครื่องมือต่อรองกับจ้าวซิน…”

“ใช้ต่อรอง? กับจ้าวซิน? ” ประโยคสุดท้ายทำบดินทร์สับสน

“แดนนี่คงรู้อยู่แต่แรกแล้วว่าพวกผมคือเชื้อสายของตระกูลซ่ง” จื้อหลินอธิบาย สายตาหลุบต่ำเหม่อมองปลายเท้าเทียมข้างซ้ายของตนบนพื้น

“…ม…หมายความว่า? ”

“เขารู้อยู่ก่อนตั้งแต่แรกที่จ้าวซินรู้จักกับพี่รั่ว แต่กลับไม่พูดอะไรเพียงเพื่อจะกดดันให้ผมอยู่ในแผนการของตนไปด้วย พี่รั่วต้องการที่จะออกจากแผนนี้แต่แรกเลยทำข้อตกลงกับผม ซึ่งมันยิ่งเข้าทางแดนนี่เพราะหงส์เงาอย่างผมควบคุมง่ายกว่าหงส์ตัวจริงอย่างพี่รั่ว ทันทีที่เกิดเรื่องเขาจึงรีบออกหน้าจัดการเรื่องศพของพี่รั่วทุกอย่างแทนจ้าวซิน เพราะรู้อยู่แล้วว่าศพนั้นไม่ใช่พี่…”

น้ำเสียงของจื้อหลินเย็นเยียบขึ้นเรื่อย ๆ

“แดนนี่ใช้ความรู้สึกของผมที่มีต่อจ้าวซินกักตัวผมไว้โดยไม่เผยเจตนา ทั้งยังคงเปิดทางให้ผมติดต่อกับพงศธรโดยไม่ขัดขวาง ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอที่จะกดดันไม่ให้ผมแพร่งพรายเรื่องใดเพราะไม่อาจเดาได้ว่าไอ้เจ้างูพิษนั่นคิดอะไรอยู่ ผมวางแผนทุกอย่างไว้อย่างดีมาตลอด แต่แดนนี่ก็ดันรู้ทันไปหมดทุกอย่าง เขาฉลาดเกินไปจึงระแวดระวังและรู้ทันไปเสียทุกเรื่องทั้งยังวางแผนดักทางผมได้ก้าวหนึ่งเสมอ” จื้อหลินเล่าเรื่อยขณะกำมือของบดินทร์แน่นขึ้น “ถ้าไม่เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับคุณมากขนาดนี้ล่ะก็ ผมคงคิดว่าเขาใช้คุณเพื่อควบคุมผมแน่นอน”

“ฉ…ฉันจะทำอะไรได้กัน…คนอย่างฉัน” บดินทร์เอ่ยค้านตะกุกตะกัก หัวใจเต้นรัวจนจะหลุดจากอก ความหนักหน่วงนั้นทำเอาเจ็บยอกในอกไปหมด

“ได้สิ…การที่คุณเข้ามาแล้วเปลี่ยนมุมมองต่อโลกนี้ให้ผมใหม่ มันทำให้คุณมีค่ามากจนผมทนไม่ได้ที่จะต้องปล่อยมือคุณยิ่งกว่าจ้าวซินเสียอีก ถ้านี่คือแผนการของแดนนี่…มันก็ได้ผลชะงัดนัก” จื้อหลินมองตรงมาที่บดินทร์ราวกับกำลังล้วงลึกถึงสิ่งที่อดีตหงส์คนนี้เก็บซ่อนไว้ในจิตใจ ก่อนเผยรอยยิ้มชาชืดบนใบหน้าว่างเปล่าเมื่อเอ่ยถึงเรื่องที่ตนค้นพบ “แต่ผมรู้แล้วล่ะว่ามันไม่ใช่แผนการ ทุกไมตรีที่คุณมอบให้คือตัวตนที่แท้จริงและมันทำให้ผมรู้สึกตัวเสียทีว่าที่ผมเป็นอยู่อย่างตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”

“………” ลมหายใจของบดินทร์สะดุดห้วงไปจังหวะหนึ่ง เมื่อกี้นี้เกือบโดนสายตาของจื้อหลินค้นเจอแผนการที่เขาซ่อนเอาไว้เสียแล้ว

“โลกกว้างที่คุณพาผมไปพบเห็นมันทำให้ผมรู้ว่าข้างนอกนั่นมีที่ให้ผมอยู่โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องมือของใคร…”

“ใช่! นายไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องมือของใครทั้งนั้น และนายก็มีสิทธิ์เลือกชีวิตที่ดีกว่านี้ได้โดยที่ไม่ต้องถูกใครข่มเหงรังแกได้อีก...เพราะงั้นไปกับฉันเถอะนะฉันสัญญาว่าจะปกป้องดูแลนายให้ดีที่สุด!” บดินทร์รีบออกปาก เขาอาจไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนคนนี้เท่าไหร่ ทั้งยังไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าความบิดเบี้ยวในใจของจื้อหลินนั้นจะชักพาอีกฝ่ายไปในทิศทางไหน แต่เขารู้สึกได้ถึงความสับสนที่คนตรงหน้านี้กำลังเผชิญอยู่ ความสับสนที่ครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยจมอยู่กับมันมาแล้วในตอนที่ยังเป็นเครื่องมือของชิดจันทร์ ถึงเขาจะไม่อาจเข้าถึงความดำมืดที่สุดในใจของจื้อหลินได้ แต่อย่างน้อยในความรู้สึกตอนนี้เขาก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง

…ความรู้สึกที่เหมือนว่าตัวเองกำลังจะหมดลมหายใจแล้วจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร หากมีใครสักคนมาฉุดดึงอาไว้ หากมีใครสักคนมอบอากาศหายใจให้ล่ะก็หัวใจที่เคยพ่ายแพ้ก็จะมีความหวัง เพราะงั้นหากเขาสามารถช่วยเอาไว้ได้ สามารถดึงความรู้สึกของคนคนนี้ให้มาอยู่ด้วยกันได้ หากสามารถปลอบขวัญหัวใจที่มีแต่รอยแผลของคนคนนี้ได้…

“มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกคุณดิน” จื้อหลินเอ่ยเสียงแผ่วลง “แม้ความแค้นของตระกูลซ่งจะจบลงไปพร้อมกับพ่อผมแล้ว แต่สำหรับพงศธรหรือแดนนี่ หากคนใดคนหนึ่งยังมีลมหายใจบนโลกนี้…ผมก็จะไม่มีวันหลุดพ้น”

“…จื้อหลิน”

“ทางเดียวที่จะทำให้ผมเป็นอิสระได้ คือพวกเขาจะต้องไม่เหลือลมหายใจบนโลกนี้แล้วเท่านั้น”



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ

“ทางเดียวที่จะทำให้ผมเป็นอิสระได้ คือพวกเขาจะต้องไม่เหลือลมหายใจบนโลกนี้แล้วเท่านั้น”

คำเฉลยทำเอาสันหลังของบดินทร์ชาวาบ หัวใจของเขายอกแปลบไปหมดกับคำตอบของอีกฝ่าย ความเจ็บปวดของจื้อหลินนั้นสั่งสมมานานจนราวกับเป็นเปลือกแข็งห่อหุ้มหัวใจดวงนั้นไว้ ร่างที่จมดิ่งลงไปมันหนักแสนหนักจนเขาแทบดึงไว้ไม่ไหว...แล้วเขาจะช่วยได้อย่างไร

สองมือไร้เรี่ยวแรงนี้จะช่วยเหลือทั้งจื้อหลินและดนัยเอาไว้ได้อย่างไร?

“นายวางแผนฆ่าทุกคน?” ลำคอแห้งผากกลั่นคำถามน่าสมเพช

“ผมก็แค่คิดว่าถ้าคนเหล่านั้นหายไปจากโลกนี้ซะผมก็จะได้รับอิสระ...ผมไม่ได้คาดหวังให้ใครตายก็แค่ไม่ต้องการให้ใครมาขัดขวางไม่ให้ผมได้อยู่กับคุณดินอย่างอิสระเท่านั้น...”

“อยู่กับฉัน? ”

“ครับ” จื้อหลินตอบ สายตาหลุบต่ำมองพื้นอยู่ครู่ “คุณดินคือคนเดียวในโลกนี้ที่มองเห็นผม มองเห็นตัวตนของผมที่ไม่ใช่เงาของใคร คนเดียวที่ยอมให้ผมเป็นเพื่อน ยอมให้ผมเอาแต่ใจ ผมอยากอยู่กับคุณไปอีกนาน ๆ อยากพาคุณไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ด้วยกัน คุณเคยพูดว่า...ถ้าเราไม่ได้อยู่ในฐานะของหงส์ เราก็คงเป็นเพื่อนที่ไม่ต้องเคลือบแคลงใด ๆ ต่อกัน เพราะงั้นถ้าไม่มีวิษธร ไม่มีตระกูลจ้าว ไม่เหลือศักดินาใด เราสองคนก็จะไม่ต้องเป็นหงส์ไม่ต้องเป็นหมากให้ใครชักนำ ถ้าไม่มีคนพวกนั้นผมกับคุณดินก็จะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข...เสียดายที่กว่าผมจะคิดได้มันก็สายเกินไป ผมช่วยคุณจากคำโป้ปดของแดนนี่ไม่ทัน ผมเกลียดตัวเองที่ยอมปล่อยให้คุณอยู่ข้างกายคนอย่างเขา...ทั้งที่เขาไม่คู่ควร”

“............”

“ผมเสียใจมากเลยที่ยับยั้งคุณไม่ให้รักเขาไม่ทัน ผมรู้ดีว่าในอนาคตเขาจะต้องทำให้คุณเสียใจแน่ๆ ไม่ว่าทางไหน เขาจะใช้คุณเป็นเครื่องมือในอำนาจนี้ของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า หลอกให้คุณรักภักดีแล้วใช้คุณไม่ต่างจากหมากตัวหนึ่ง! แม้ว่าเขาจะบอกคุณว่าจะพาไปไว้ในที่ปลอดภัย บอกว่าจะไม่ปล่อยให้ใครทำร้าย ซุกซ่อนคุณไว้จนกว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบลง ทั้งหมดก็เพียงเรื่องลวงหลอกให้คุณยอมมอบหัวใจให้! ทำเป็นปลดคุณจากหงส์ให้คุณรู้สึกว่าตัวเองจะปลอดภัย ทั้งที่ข้างนอกนั่นทุกคนรู้ดีว่ายิ่งมันทำแบบนี้ก็เท่ากับจับคุณใส่กรงวางไว้ในที่โล่งเพื่อล่อให้พวกเขาลงมือ! ยิ่งคุณไว้ใจเขามากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งเลือดเย็นกับคุณมากขึ้นเท่านั้น แล้วทำไมคุณถึงยังไปหลงรักคนอย่างนั้นอีก!!” จื้อหลินเริ่มตะคอกออกมาเพราะควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยไหว ดวงหน้าหวานล้ำบิดเบี้ยวแดงก่ำด้วยเพลิงแห่งความโกรธแค้นถาโถม

หมับ!!

ราวกับได้ยินเสียงหัวใจของจื้อหลินกำลังกรีดร้องด้วยเสียงที่แหลมคม ดวงตาของฝ่ายนั้นดำมืดเสียจนน่ากลัวว่าหลุมลึกที่ซ่อนอยู่ในดวงตากลมโตนั้นจะดูดดึงทุกอย่างบนโลกนี้ให้หายไปตรงหน้า บดินทร์รีบคว้าจื้อหลินเข้ามากอดอย่างแรงตามสัญชาตญาณเพื่อลดทอนแรงไฟสีดำที่โหมกระพืออยู่ในดวงตาคู่นั้น

ร่างในอกแม้ยังสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์แต่ก็สงบลงได้หน่อย บดินทร์กลืนน้ำลายลงคออึก ๆ กระนั้นลำคอของเขาก็ยังคงแห้งผากจนแทบจะแตกระแหงเป็นผง เขานั้นสงสารจื้อหลินจับใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องเผชิญมาทั้งชีวิต แต่ก็รู้ดีว่าแค่ความสงสารเห็นใจมันไม่เพียงพอที่จะช่วยฉุดดึงอีกฝ่ายออกจากวังวนนี้ได้ เพราะขนาดตัวเขาเองก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้วจะยังเหลือมือไว้ช่วยใครได้กัน จื้อหลินฉลาดล้ำวางแผนรัดกุมรอบด้าน แล้วเขาเล่า? ตัวเขาที่ผลีผลามออกมาโดยที่ในหัวว่างเปล่าไม่มีแผนการแยบยลใด มีแต่แผนไปตายเอาดาบหน้า คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจซ้ำ ๆ

นึกว่าจะจับเสือได้ ก็คงเป็นแค่การวิ่งเข้ากับดักเสียเอง แผนการตื้นเขินที่แค่จะยอมเป็นเหยื่อให้อีกฝ่ายเอากลับไปที่รังของศัตรู เพื่อหาจุดอ่อนแล้วระบุที่อยู่ให้พวกธันวาพาคนไปถล่มนั้น มาคิด ๆ ดูแล้วช่างอ่อนด้อยนัก ตัวเขาเพียงคนเดียวในรังของคนที่จ้องฆ่ามันจะเอาเวลาที่ไหนไปหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามกัน?

แล้วคราวนี้เขาควรทำอย่างไรดี?

ในเมื่อไม่มีแผนการใด...

บดินทร์ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย มือหนึ่งลูบศีรษะที่ซบอยู่กับไหล่กว้างพลางเอ่ยถ้อยคำที่ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง

“ฉันชอบนายนะจื้อหลิน...ชอบนายมากในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง เพราะนายคือเพื่อนเพียงคนเดียวเลยที่ฉันมีที่นี่ เพราะงั้นฉันเองก็ไม่มีทางปล่อยมือจากนายง่าย ๆ ได้หรอก หลักฐานคือการที่ฉันยอมหนีออกจากมือของดนัยเพื่อมายืนอยู่ตรงหน้านายตอนนี้ไง…”

“คุณดิน” จื้อหลินเองก็กระชับอ้อมกอดรอบเอวของบดินทร์แน่นขึ้น เพียงแค่ประโยคเดียวของเพื่อนคนนี้ก็ราวกับน้ำผึ้งแสนหวานราดรดลงบนหัวใจจนรู้สึกเปรมปริ่ม

บดินทร์หลับตาลงด้วยความหน่วงในหัวอก

ครั้งหนึ่งเราสองคือเพื่อน

มาวันนี้ก็ยังเป็นเพื่อน…

ไม่ว่าจะเกิดอะไรในตอนนี้ ลึก ๆ แล้วความรู้สึกที่เขามีให้อีกฝ่ายก็ยังไม่เปลี่ยน แม้รู้ทั้งรู้ว่าจื้อหลินคือพวกเดียวกับพงศธร แม้รู้ทั้งรู้ว่าเหตุการณ์วางระเบิดในงานรับตำแหน่งก่อนหน้าคนคนนี้ก็อาจมีส่วนรู้เห็น แต่ถึงอย่างนั้นบดินทร์กลับยังรู้สึกว่าไม่อาจโกรธคนคนนี้ได้ลงคอ ถ้าเขาคือเหยื่ออันโอชะของวงการนี้ จื้อหลินเองก็คงไม่ได้แตกต่าง ตกเป็นเหยื่อของคนในครอบครัว เป็นเหยื่อของคนที่ต้องการใช้ประโยชน์ ถูกทารุณกรรมอย่างน่าเวทนาจนแม้แต่ตัวเองยังสับสนว่าควรยืนอยู่จุดไหน สุดท้ายจึงทำเพียงไขว่คว้าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกอุ่นใจไว้อย่างสุดชีวิตแล้วคิดแค่กำจัดคนที่ขวางทางทิ้งไปเท่านั้น จื้อหลินต้องการฆ่าทุกคนเพียงเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันอย่างอิสระ บดินทร์เข้าใจในจุดนี้อย่างกระจ่างแจ้ง…เขาถูกอีกฝ่ายรักอย่างไม่ต้องสงสัย แต่แม้จะอยากตอบแทนหัวใจดวงนี้เท่าไหร่เขาก็ไม่อาจปล่อยมือจากดนัยเพื่อเลือกเคียงข้างจื้อหลิน

...เพราะคำสัญญาเขาได้มอบให้ฝ่ายนั้นไว้ก่อนแล้ว

‘ผมอยากมีเขาเป็นเพื่อน แต่หากถึงวันที่ต้องเลือกระหว่างเขากับคุณ ผมก็จะไม่ลังเล...’

‘แล้วคุณเลือกใคร’

‘ต้องเป็นคุณอยู่แล้ว...ต้น’

คำสัญญาที่เขาทิ้งไว้ให้ดนัยยังคงก้องชัดอยู่ในความทรงจำ เขามอบทั้งกายและใจให้คนคนนั้นไปแล้วทั้งที่รู้ว่าตนอาจเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่ง รักไปแล้วแม้รู้ว่าอาจต้องเจ็บปวดรวดร้าว มอบชีวิตให้ไปแล้วและไม่หวังจะได้คืน…เพราะอย่างนั้นจึงไม่อาจมอบคำสัญญาใดให้คนตรงหน้าได้อีก

‘ขอโทษนะ...จื้อหลิน’

แค่เพียงกระจ่างถึงปณิธานที่อยู่ในใจ ความสับสนที่มีอยู่ในตอนแรกก็มลายสิ้น ก้อนความกลัวที่เต้นรัวในอกก็ค่อย ๆ สงบขึ้น แววตาที่ไหวระริกอยู่ตลอดก็ค่อยๆ กลายเป็นเยือกเย็น

“แต่ถึงฉันจะชอบนายมากแค่ไหน ก็คงยอมให้นายฆ่าดนัยไม่ได้หรอกนะ” บดินทร์เอ่ยขึ้นในที่สุดหลังจากเงียบงันอยู่ได้ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจแล้ว “จริงอย่างที่นายพูดนั่นแหละ...ฉันรักเขา ทนไม่ได้หรอกถ้าจะต้องเห็นเขาตาย”

อดีตหงส์กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ขณะที่คนในวงแขนเกร็งขึ้นจนรู้สึกได้ เพื่อป้องกันไม่ให้แผนการรั่วไหลออกจากสีหน้า เขาจึงยังไม่อาจสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ ได้ในตอนนี้

และในจังหวะนั้นบดินทร์ก็ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย

“ไม่ว่าในสภาพไหนฉันก็ยังอยากอยู่กับเขา…อยากมีอนาคตร่วมกันกับเขา”

“………..” ไม่ว่าบดินทร์จะเอ่ยอะไร คนในอ้อมกอดก็ยังคงนิ่งงันราวกับกำลังตั้งใจฟังทุกคำที่อดีตหงส์สื่อสาร

‘คุณดินเลือกฝ่ายนั้น…เลือกแดนนี่!’

แต่ก่อนที่คำพูดเหล่านั้นจะทำให้หัวใจของจื้อหลินภินท์พัง เจ้าของอ้อมแขนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แต่คนโลภอย่างฉันไม่มีทางพอใจกับอนาคตที่มีแค่ฉันกับเขาแน่ ไม่ว่านายจะเชื่อหรือไม่ก็ตามจื้อหลิน อนาคตที่ฉันฝันถึงมีนายอยู่ในนั้นด้วย เราอยู่ด้วยกันอย่างอิสระ เป็นเพื่อนที่ได้หัวเราะ มีความสุข มีช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกันในทุก ๆ วัน”

“…คุณดิน?”

“ฉันรู้…รู้ดีแก่ใจเลยว่ามันคงเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝัน เพียงแค่มือที่ไร้เรี่ยวแรงของคนอ่อนแออย่างฉันมันจะไปมีพลังพอจะไขว่คว้าอะไรได้ ฉันรักดนัยจนไม่อาจทำใจปล่อยมือเขาไม่ว่าจะถูกเขาผลักไสกันแค่ไหน และก็ไม่สามารถปล่อยมือเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีอย่างนายด้วยเช่นกัน”

บดินทร์พยายามหว่านล้อม แต่จื้อหลินยังมีข้อโต้แย้ง

“คุณดิน…แดนนี่ไม่มีวันยอมปล่อยผมหรอก ถ้าอนาคตของคุณมีเขาแน่นอนว่าย่อมไม่มีผม ไม่ว่าเขาจะเสแสร้งแกล้งยินยอมต่อคำอ้อนวอนของคุณให้ไว้ชีวิตผมยังไง สุดท้าย…เขาก็จะหาทางกำจัดผมจนได้อยู่ดี”

“เพราะงั้นฉันถึงต้องยืมพลังของนายไง!” บดินทร์รีบเข้าเรื่อง ผละอ้อมแขนออกจากตัวจื้อหลิน แล้วใช่สองมือตระกองไหล่ของอีกฝ่ายไว้ สบสายตาอย่างตรงไปตรงมาแล้วเอื้อนเอ่ยทุกอย่างด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ยืมพลังของผม? ยังไง?” ความจริงจังของบดินทร์ที่สื่อสารออกมาอย่างตรงไปตรงมา ในที่สุดก็ทำให้คนฟังหวั่นไหว

“ยกวิษธรให้ฉัน...แล้วฉันจะทำให้ดนัยไม่มีโอกาสได้เป็นมังกรที่สามารถรังแกนายได้อีก” บดินทร์พยายามเอ่ยทุกถ้อยคำด้วยความหนักแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้จื้อหลินเห็นด้วยกับตนให้ได้ ทั้งวิษธรและดนัยจะรอดถ้าจื้อหลินยอมเดินหมากอยู่ข้างเขา!“ให้ฉันอยู่ในแผนของนาย ใช้ฉันเป็นเครื่องมือให้เต็มที่ในการกำจัดทุกคนโดยเฉพาะกับพงศธร ไม่ว่านายจะให้ฉันทำอะไรฉันยอมทั้งนั้น...ขอแค่ดนัย...แค่ชีวิตของหมอนั่น ฉันรู้ว่านายคิดว่ามันเสี่ยงกับการยอมปล่อยให้ดนัยมีชีวิตรอด แต่ขอแค่เขายังหายใจจะอยู่ในสภาพไหนฉันก็ยอมรับมันทั้งหมด”

‘ไม่ว่าสภาพไหน…’ จื้อหลินทวนคำในใจ เขากระจ่างในคำตอบนั้นของบดินทร์ดี ‘ไม่ว่าในสภาพไหน ขอแค่ยังมีลมหายใจ’ ก็คือคำตอบเดียวกับที่เขาตั้งใจจะเก็บจ้าวซินไว้ข้างกายเช่นกัน

ทว่า…

จื้อหลินนิ่งคิด...เขามั่นใจว่าบดินทร์ยังคงเห็นเขาเป็นเพื่อนคนสำคัญแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของตัวเอง แค่เพียงข้อความว่าขอความช่วยเหลือที่เขาส่งให้ไปจะทำเป็นเพิกเฉยเสียก็ได้ แต่บดินทร์กลับยอมสละทิ้งความปลอดภัยเพื่อมาช่วยเขาโดยไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อยว่าข้อความนั้นจะเป็นกลลวงหรือไม่...แต่ถึงจื้อหลินจะรู้สึกตื้นตันต่อเพื่อนคนนี้แค่ไหน ความจริงที่ว่าเขาไม่อาจเป็นที่หนึ่งของอีกฝ่ายมันก็ไม่อาจทำเป็นมองข้าม เพราะถ้าในตอนจบสุดท้ายหากเกิดสถานการณ์ที่บดินทร์จะต้องเลือกเพียงหนึ่ง...มันก็อาจไม่ใช่จื้อหลินคนนี้ก็ได้

หงส์เงายกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบตรงหน้าอกที่รู้สึกปวดปลาบของตนเบา ๆ ละสายตาจากใบหน้าจริงจังของบดินทร์แล้วจึงตั้งคำถาม

“…คุณดิน…ไม่เกลียดผมเหรอครับ? กับสิ่งที่ผมทำกับคุณตลอดมา”

“จื้อหลิน? ”

“ไม่เกลียดที่ผมหลอกคุณบ้างเหรอ? เรื่องร้ายต่าง ๆ มากมายที่เกิดกับคุณ ไม่คิดเหรอว่าผมคนนี้ก็เป็นหนึ่งในหมู่คนที่ทำให้มันเกิดขึ้น รู้ขนาดนี้แล้วยังจะอยากให้ผมอยู่ร่วมในอนาคตของคุณ ทั้งยังยินยอมเป็นเครื่องมือให้ผมใช้ในการกำจัดคนเหล่านั้นอีก มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ? การที่คุณจะไว้ใจใครขนาดนั้นมันอาจต้องแลกด้วยชีวิตนะ” จื้อหลินเอ่ยพลางค่อย ๆ ช้อนสายตาขึ้นมามองตรงไปยังบดินทร์อีกครั้ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทนั้นเพื่อค้นหาบางสิ่งที่กำลังกวนตะกอนในใจของเขาอยู่

แต่เหมือนบดินทร์จะเริ่มชินกับดวงตาหวานล้ำทว่าชาชืดของจื้อหลินขึ้นมาบ้างแล้ว เขาจึงเพียงสูดหายใจแล้วยิ้มให้กับสายตาค้นหานั้น

“นี่ไม่ใช่ฉันที่นายรู้จักมาตั้งแต่วันแรกหรือไง? นายรู้จักฉันดีว่าถ้าฉันเป็นคนคิดหน้าคิดหลังแบบนั้นตอนนี้ก็คงไม่ได้ยืนอยู่ที่นี่” อดีตหงส์เอ่ยพลางใช้มือหนึ่งเอื้อมไปแตะที่ข้างแก้มเนียนของจื้อหลินเพื่อเป็นเครื่องหมายถึงสายสัมพันธ์ระหว่างกัน “ฉันอาจไม่เข้าใจโลกมาเฟียนี่ดีนัก แต่ฉันมั่นใจว่าเรื่องร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับฉันนายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือต่อให้มี…เรามันก็แค่หมากบนกระดาน ถ้าจะให้แค้นกันจริง ๆ ฉันก็แค้นคนที่ออกคำสั่งนายมากกว่าเยอะ”

“คุณนี่มันช่าง…ไม่พัฒนาขึ้นบ้างเลยนะ ไม่เจ็บไม่จำเสียบ้างเลย” จื้อหลินพูดแกมบ่นเบา ๆ แต่ก็ยินยอมแนบแก้มนุ่มลงบนฝ่ามือของบดินทร์ด้วยความอ่อนหวาน เผยรอยยิ้มออกมาน้อย ๆ แล้วหลับตาลงก่อนเอ่ยคำสุดท้าย “ผมจะเชื่อคุณครับคุณดิน…ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”

แม้ว่าบดินทร์จะรู้สึกปวดใจไปกับคำพูดนั้นของจื้อหลินไม่น้อยแต่เขาก็ไม่อาจกลับหลังได้อีกแล้ว อดีตหงส์ยิ้มขื่นให้กับคนที่ยังหลับตาพริ้มซบแก้มลงบนฝ่ามือของเขาราวกับเด็ก ๆ เข้าใจแล้วว่าตัวเขาเองคงแสดงละครได้ห่วยมากจริง ๆ สายตาอ่อนไหวนี้คงไม่อาจแอบซ่อนเรื่องราวต่าง ๆ ได้ทั้งหมดสินะ ที่จื้อหลินหลับตาอาจเป็นเพราะไม่อยากเห็นสายตาที่เสแสร้งนี้แล้ว...

“จื้อหลิน นายจะฆ่าฉันตอนไหนก็ได้นะถ้าในตอนสุดท้าย...ฉันผิดสัญญากับนาย” ไม่ว่าจื้อหลินจะเชื่อหรือไม่ แต่นี่คือประโยคที่บดินทร์พูดออกมาจากใจจริงทุกคำ

ได้ยินถ้อยคำแสนหวานจื้อหลินก็ยิ้ม แล้วเอ่ยตอบทั้งที่ยังหลับตา

“ผมฆ่าคุณไม่ลงหรอก…”

“................” แค่ได้ฟังคำพูดนั้น บดินทร์ก็เม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าที่จื้อหลินไม่ทันได้เห็นนี้กำลังจะร้องไห้ออกมาเต็มที

“เพราะคุณคือคนที่มีความหมายต่อผมมากที่สุดในโลกใบนี้…”

บดินทร์คว้าคนตรงหน้าเข้ามากอดแน่น รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ที่กำลังจะปริแตกที่เบื้องล่างคือห้วงทะเลสีดำลึกล้ำเกินหยั่ง

“ถ้านายทำทุกอย่างสำเร็จ…ฉันจะเป็นของรางวัลให้นาย จะยืนเคียงข้างนายไปชั่วชีวิต” เอ่ยคำสัญญาลมปากด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ดวงตาเจ็บช้ำเหม่อมองตรงไปเบื้องหน้าไม่ได้โฟกัสที่สิ่งใด

จื้อหลินยิ้มจนตาหยีในอ้อมกอดของ ‘เพื่อน’

“ครับ” แล้วตอบรับพร้อมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น

สำหรับหงส์เงา อ้อมกอดของเพื่อนคนนี้คือน้ำผึ้งแสนหวานที่ทำให้เขาวางทุกอย่างทิ้งไปแล้วปักใจเชื่อทุกคำของเจ้าของอ้อมอกอุ่น ‘เพื่อน...ที่จื้อหลินรักที่สุด’

บดินทร์กอดตอบซบศีรษะลงบนกระหม่อมของอีกฝ่าย หลับตาลง ลมหายใจของเขาซึมซับได้ถึงกลิ่นเส้นผมหอมอ่อน ๆ รู้สึกได้ถึงก้อนหัวใจดวงหนึ่งถูกใส่ไว้ให้ในมือคู่นี้…เหมือนเช่นตอนที่เขามอบหัวใจใส่มือของดนัย ริมฝีปากสั่นระริกก่อนขบเม้มกันจนแทบห้อเลือด น้ำตาหยดหนึ่งไหลกลิ้งจากปลายหางตา เหตุการณ์ในวันที่เคยหักหลังเพื่อนเก่าอย่างสดายุฉายชัดเข้ามาในหัว



‘ไอ้ดิน..ไอ้สารเลว!!’



To be continues

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +459/-3
    • อนาคี99เพจ
นักเขียน’ s Talks

อนาคีกราบขออภัยในความล่าช้า หลังสงกรานต์มาเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาพักใหญ่ ๆ ค่ะ ได้แต่กำหมัดทุบอกของตัวเองซ้ำ ๆ แล้วตะโกนว่าสู้ว๊อยยย!!! ภาวนากับตัวเองในทุกๆ วันว่าเราจะต้องฝ่าฟันผ่านช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนี้ไปให้ได้ และขอภาวนาต่อคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดช่วยปกป้องคุ้มครองนักอ่านที่น่ารักทุกคนรวมถึงครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักของนักอ่านทุกท่านให้สุขภาพแข็งแรง แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ห่างไกลโควิด-19 กันทุกคนเลยนะคะ เรามากอดคอกันผ่านปีนี้ไปด้วยกันค่ะ!!

(กลับสู่การบ่นขิงบ่นข่าเกี่ยวกับนิยายต่อ) จุดจบของหงส์ทั้งสองคนจะเป็นอย่างไรนะ หุหุ ตอนนี้ทั้งตอนเน้นความรู้สึกนึกคิดของจื้อหลินล้วน ๆ ค่ะ ในที่สุดก็ได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านจากปากของจื้อหลินได้เสียทีหลังจากได้ฟังจากปากคำของคนอื่น ๆ มาเนิ่นนาน ขอสารภาพจากใจว่าตอนนี้เขียนยากสุด ๆ ที่จริงมันเป็นตอนที่ยาวมากอนาคีจึงทำการหั่นออกเป็น 3 ตอนใหญ่ ๆ แทนเพราะมันเขียนยากมากจริงๆ กับตอนจบที่คลุมเครือมากๆ ในสมองตอนนี้ 555 พล็อตที่เคยมีเมื่อ 5 ปีก่อนตอนนี้ชักจะออกคนละทางกันจนต้องเปลี่ยน แต่จะเป็นไปในทิศทางไหนเรามาลุ้นไปด้วยกันนะคะ ^^ ช่วงใกล้จบของนิยายเรื่องนี้ก็คงเขียนยากจนน้ำตาไหลเมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อเนื้อเรื่องในหัวกับที่เขียนมันเชื่อมกันได้ไม่เนียน แม้อนาคีจะพยายามแล้วแต่ถึงอย่างนั้นมันก็เหมือนจะยังมีรูรั่วที่อุดไม่ได้เยอะแยะอยู่ดี หากนักอ่านที่รักทุกท่านมีข้อสงสัยประการใดที่อนาคีเผลอหลุดประเด็นไป หรือไม่ได้แก้ปมตรงไหน สามารถคอมเม้นถามหรือแนะนำได้เลยนะคะ

‘ผมคือตัวร้าย’ นี่ช่างเป็นนิยายบรรยายโดยแท้ 555 แทบไม่มีบทพูด อนาคีพยายามอย่างหนักในการเพิ่มบทพูดให้หนุ่ม ๆ บ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็กลายเป็นพูด 1 ประโยค บรรยาย 5 ย่อหน้าอยู่ดี เพราะตัวละครของอนาคีแต่ละคนนั้นช่างคิดเก่ง มโนเก่งงงง (หยิบยาดมขึ้นมาเสียบจมูก หนูจะเป็นลม 555) แถมฉากที่เป็นบทพูด ก็พูดอยู่คนเดียวอย่างกะบรรยายเรื่อง พูดแบบน้ำไหลไฟดับ ฮรือออออ…จะพยายามปรับปรุงให้ดีที่สุดนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามและรอคอยกันมาอย่างเนิ่นนานกับตอนนี้ค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกการโดเนท ทุกๆ กำลังใจที่แสนมีค่า โดยเฉพาะในวันที่อนาคีท้อถอย เป็นแรงส่งแรงขับเคลื่อนที่มหาศาลมากเลยค่ะ และมันคือสิ่งที่แสนยิ่งใหญ่ซึ่งจะส่งผลให้นิยายเรื่องนี้ไม่ถูกดองเค็มอย่างแน่นอน ภายในปีนี้มันจะต้องจบค่ะ!! ฮึบ!!

บทต่อไปชื่อตอน ‘คำอำลาเมื่อยามรุ่งสาง’ ค่ะ ชื่อตอนสปอยสุด ๆ 5555

รักและคิดถึงเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด