ผมคือ...ตัวร้าย : ความหลัง ความรู้สึก ความรัก (มานพXธันวา) [03.08.21] P. 6
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมคือ...ตัวร้าย : ความหลัง ความรู้สึก ความรัก (มานพXธันวา) [03.08.21] P. 6  (อ่าน 12063 ครั้ง)

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
ลอบสังหาร

PART 1







**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งหมด ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในหลักความจริงใดๆ ได้นะจ๊ะ**







**********************************************************************







สายหน่อยมังกรก็จัดการพาหงส์กลับรัง ออกจากห้องมาเหล่าบอดี้การ์ดก็มายืนรอรับกันอยู่เต็มหน้าห้องแล้ว รวมถึงธันวาที่ยังคงถูกมานพควบคุมตัวอยู่ บรรยากาศมึนตึงอึมครึมระหว่างคนทั้งคู่ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้คนอื่นๆ นักเพราะต่างก็เห็นเป็นเรื่องปกติที่คนทั้งสองคนนี้อยู่แล้ว มีเพียงสิงหาที่เดินเข้ามากระซิบถามธันวาด้วยความเป็นห่วงเท่านั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะแอบกังวลนิดหน่อยว่าน้องน้อยอาจถูกผู้ควบคุมอย่างมานพทำร้ายร่างกายขณะที่ถูกคุมตัวเมื่อคืน



ธันวาเพียงส่ายหน้าแล้วหาเรื่องเฮฮากลบเกลื่อนตามประสา ซึ่งก็พอดีกันกับที่ดนัยพาบดินทร์เดินออกมาจากห้องพอดี ข้อสนทนาเลยจบไปแค่นั้น



“!!!? ”



ทันทีที่บดินทร์มองมาเจอธันวา หงส์หนุ่มก็รีบดิ่งเข้ามาหาผู้ดูแลคนสนิทแล้วสวมกอดจนเต็มรัก เล่นเอาอึ้งกันไปทั้งกระบวน โดยเฉพาะผู้ถูกกอดอย่างธันวา



“นายเป็นไงบ้าง? ขอโทษนะที่ทำให้นายลำบากอีกแล้ว” น้ำเสียงแสดงความห่วงใยกระซิบพร่าพรายในขณะอ้อมกอดรัดแน่นขึ้น เป็นห่วงแทบแย่แต่พอเห็นว่าสภาพยังสมบูรณ์ดีบดินทร์ก็ทนไม่ไหว ความรู้สึกผิดผสมความโล่งใจจึงทำให้อ้อมแขนยิ่งกระชับแน่นขึ้น



อาการแบบนั้นของเจ้านายทำเอาน้ำตาของธันวาเอ่อท้นจนขอบตาร้อนผ่าว ตื้นตันในความห่วงใยของผู้เป็นนายจนอยากกอดตอบคนตรงหน้านี้เหลือเกินถ้าไม่ติดที่ว่าสายตานายเหนืออีกคนกำลังจ้องเขาราวกับจะควักเครื่องในกันอยู่แล้ว









“นายเป็นไงบ้าง โดนหมอนั่นมันทำอะไรเอาหรือเปล่า? ” บดินทร์ถามขึ้นขณะผละออกมามองสำรวจร่างกายของลูกน้องคนสนิทอย่างพินิจพิจารณา แม้ดูเหมือนคนตัวเล็กตรงหน้าจะไม่ได้ดูมีอะไรบุบสลาย แต่ก็อดกังวลไม่ได้เพราะรู้มาว่าธันวากับหมาบ้าตัวนั้นไม่กินเส้นกันนัก กลัวเหลือเกินว่าฝ่ายนั้นจะฉวยโอกาสทำอะไร



“เอ่อ...คุณดินครับ” ธันวากระซิบเสียงเบา “ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ แต่ปล่อยผมก่อนที่นายท่านจะจับผมหักคอเถอะครับ” คำของลูกน้องเรียกสติให้บดินทร์รับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่ส่งตรงมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองแล้วเจอกับสีหน้าเรียบเฉยของดนัยเข้าคนกอดก็ถึงกับบางอ้อ



บดินทร์ถอนหายใจ ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าดนัยไม่ชอบที่เขาให้ความสนิทสนมหรือใกล้ชิดใครจนเกินไป ไม่เว้นหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮัว จื้อหลินหรือแม้แต่ธันวา แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะรู้บดินทร์ก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลของคนเป็นเจ้าชีวิตนัก จึงยอมปล่อยธันวาออกจากอ้อมกอดด้วยสีหน้าที่แสดงความไม่พอใจเล็กน้อย





“ไปกันเถอะ” ทันทีที่บดินทร์แยกออกจากลูกน้องคนสนิทที่ตอนนี้ช่างเกะกะในสายตาได้ ดนัยก็เข้ามาคว้าไหล่บางของหงส์ของตนไว้แล้วพาเดินออกไปพร้อมกัน ใช้หางตาปรายไปคาดโทษลูกน้องตัวดีครั้งหนึ่งขณะเดินสวนไป พอแค่ให้ฝ่ายนั้นได้น้ำตาตกในใจสั่น







“เกือบตายไม่มีที่ฝังแล้วไหมล่ะกู” ธันวาได้แต่พึมพำกับตัวเอง ก่อนค่อยๆ เดินตามหลังนายใหญ่ทั้งสองไปช้าๆ โดยมีมานพเดินคุมอยู่ด้านหลัง ทั้งยังถูกจ้องมองอย่างไม่วางตาโดยไม่รู้ตัว





เมื่อนายเหนือเดินหน้า เหล่าบอดี้การ์ดก็ทยอยตามอารักขา ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งเป็นเครื่องจักรกลเหล่านั้นต่างก็คิดกันไปถึงนายใหญ่และหงส์คนใหม่ของพวกตนอย่างพินิจพิจารณาแล้วเห็นพ้องต้องกันโดยไม่ต้องนัดหมาย พวกเขาไม่เคยเห็นนายใหญ่ออกอาการแบบนี้กับคู่คนไหนมาก่อน ทั้งที่พวกเขาต่างก็ประจักษ์ตั้งแต่ต้นแล้วว่าหงส์คนนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ใครหน้าไหนแตะต้องอย่างเด็ดขาด แต่ก็เพิ่งเห็นเต็มสองตาก็หนนี้แหละว่านายท่านเสียอาการกับหงส์คนนี้มากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการร้อนรนทันทีที่ได้ยินว่าหงส์ออกนอกรังไปกับคนของตระกูลจ้าว จนกระทั่งต้องรีบร้อนออกมาตามตัวกันถึงที่ แล้วไหนจะปฏิกิริยาเมื่อครู่นี้อีกที่แค่หงส์แสดงความห่วงใยกับคนสนิทก็ถึงขั้นทำให้นายเหนือของพวกตนแผ่รังสีอำมหิตได้ถึงขนาดนั้น...



สิงหากับเดชาบอดี้การ์ดรุ่นใหญ่คนสนิทของดนัยถึงกับชำเลืองมองหน้าอย่างรู้กัน



...นี่หรือว่านายท่านผู้เย็นชาของพวกขาจะถูกหงส์คนใหม่ปลูกต้นรักใส่เสียแล้ว?









*************************************************************







‘Sorry The number you have dialed is no longer in service. Please check the number...’





‘Sorry The number you have dialed is no longer in service. Please check the number...’





จากวันนั้นมาเป็นเวลาร่วมเดือนแล้ว ไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่บดินทร์พยายามต่อสายไปหาจื้อหลินก็ไม่สามารถติดต่อได้อยู่ตลอด คงเป็นเพราะมือถือของฝ่ายนั้นถูกปิดเครื่องเอาไว้



จะเป็นไรหรือเปล่านะ? บดินทร์ได้แต่คิดวนไปวนมาซ้ำๆ กังวลว่าเพื่อนจะเป็นอันตราย ยิ่งได้ข่าวว่าจ้าวซินกลับมาอยู่ด้วยกับจื้อหลินที่รังแล้วเขาก็ยิ่งเป็นห่วง ถึงแม้ในตอนที่อยู่ที่รังเขาจะทำตัวตามปกติต่อหน้าของดนัย แต่พอมาทำงานที่คาสิโนก็จะหาโอกาสพยายามติดต่อกับจื้อหลินให้ได้อยู่เสมอ







“รู้งี้ขอเบอร์หวางมู่ไว้แต่แรกดีกว่า เป็นห่วงชะมัด” บดินทร์บ่นขณะกดโทรออกหาเบอร์ของคนที่เป็นห่วงอยู่ทุกขณะจิต แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่สามารถติดต่อได้ก็ตาม หงส์หนุ่มทำได้เพียงถอนหายใจแล้วลุกเดินเปลี่ยนมุมจากเก้าอี้นวมส่วนตัวไปยืนมองวิวจากนอกหน้าต่างเพื่อผ่อนคลายสายตาและสมองให้ปลอดโปร่งขึ้น



“ยังจะดันทุรังอยู่อีกนะ ทั้งที่โดนสั่งเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้ติดต่อกับหงส์ฝ่ายนั้นอีกน่ะ”



“!!? ” เสียงหวานเอ่ยจากด้านหลังเล่นเอาบดินทร์สะดุ้งโหยงไปทั้งตัว รีบซ่อนมือถือแล้วหันกลับมาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้



“ไม่ต้องมาทำเมินเลย ฉันเห็นลิ้นไก่นายหมดแล้ว! ” ฮัวพ่นลมหายใจทางจมูกเชิงเหยียดนิดๆ ก่อนพาร่างนวยนาดมานั่นที่ชุดโซฟารับแขกกลางห้อง วางเอกสารชุดหนึ่งลงบนโต๊ะนั้นแล้วจิบนมอุ่นหอมหวานในแก้วใบน้อยในมือ



กิริยาท่าทางของคนที่รู้ทันไปหมดทุกย่างก้าวทำให้บดินทร์ได้แต่กลอกตามองบน ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นนอกจากที่หงส์จะถูกมังกรสอดส่องและส่งคนประกบแบบเงาตามตัวในรังแล้ว ในที่ทำงานยังมีฮัวคอยนั่งจับผิดไปทุกการเคลื่อนไหวอีก อย่างนี้จะไม่ให้อึดอัดอย่างไรไหว



“เกลียดแดนนี่ไม่ใช่เหรอ? งั้นเธอควรอยู่ฝ่ายฉันสิ ไปช่วยเขาจับตาฉันทำไม? ” บดินทร์บ่นขณะเดินมานั่งลงตรงโซฟาหัวโต๊ะข้างกันกับฮัวแล้วหยิบเอกสารตรงหน้าหญิงสาวขึ้นมาตรวจดู



“ก็ฉันพอใจ” หล่อนตอบเพียงแค่นั้นพร้อมเหยียดยิ้มร้าย



“........” คำตอบแทงใจดำจนท้อ แต่ก็ไม่ได้คิดเคืองขุ่นเพราะเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยของสาวเจ้าบ้างแล้วว่าการได้แกล้งเขาเป็นหนึ่งในความสุขของเจ้าหล่อน!





ในใจแม้ขุ่นข้องแต่พอลองเปิดเอกสารที่ฮัวนำมาให้ก็ดึงสติทั้งหมดของเขามาได้ทันที “นี่มัน...”





“คนของไอ้พงศธรทุกคนพร้อมเส้นสาย ฉันสืบมาให้จนครบแล้ว” ฮัวเอ่ยพลางจิบนมอุ่น





“ซินดี้ เฉิน กับ...ทอมมี่ ร็อด หัวหน้าใหญ่คือ โรเบิร์ต? ” บดินทร์ลองไล่เรียงแล้วสะดุดตาสุดกับตัวหัวหน้าใหญ่ที่เส้นโยงไปบรรจบ “คุณโรเบิร์ตฝ่ายโรงแรมอ่ะนะ? ” หงส์หนุ่มเสียงสูงเมื่อนึกถึงความสุภาพและสง่างามอันเป็นภาพลักษณ์ชินตาของคนที่ชื่อโรเบิร์ต ผู้จัดการฝ่ายกิจการโรงแรมผู้ทำงานได้คล่องแคล่วจนน่าชื่นชม





“โดนภาพลักษณ์สุภาพชนหลอกตาเข้าหรือไง? ” ฮัวแซะ





“คนเรามันก็ตัดสินจากภาพลักษณ์เป็นอย่างแรกอยู่แล้ว” บดินทร์ไหวไหล่ ไม่เจ็บปวดกับคำค่อนแคะ มองเอกสารในมือแล้วได้แต่คิด สามคนนี้ล้วนมีฝีมือดี ซินดี้ดูแลสถานที่ไม่เคยบกพร่อง ทอมมี่ก็เป็นหัวหน้าดีลเลอร์ที่เฉลียวฉลาดไว้ใจได้ แถมโรเบิร์ตเองก็วางใจเรื่องการจัดการในโรงแรมได้ละเอียดถี่ถ้วน แม้แต่การคอมเพลนเล็กน้อยของลูกค้ายังไม่เคยกระเด็นเข้าถึงหูอย่างน้อยก็ตั้งแต่ที่เขาเป็นหงส์มา กลับได้ยินเพียงคำชื่นชมคนคนนี้เท่านั้น



...เอาไงดีนะ?



...จะให้ใช้แผนชาวนากับงูเห่าเหมือนตอนฮัว แล้วเก็บไว้เป็นพวกตัวเอง หรือควรกำจัดออกไปเลยเพราะเก็บเอาไว้ก็เป็นหอกข้างแคร่ดีวะ?



บดินทร์ได้แต่ขมวดคิ้วเป็นปม



“จะเอายังไง? ” หลังปล่อยให้บดินทร์ตกผลึกตัวเองได้ครู่หนึ่งฮัวก็ลองยิงคำถาม หล่อนไม่ชี้นำใดๆ เพราะต้องการรู้แนวคิดของหงส์





บดินทร์มองหน้าฮัวนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนโน้มตัวเข้าไปหาแล้วกระซิบ…





“ก็คงต้องลองไม้อ่อนก่อนแหละนะ ถามกันตรงๆ ว่าจะยอมแปรพักตร์หรือเปล่า”





“แล้วไงต่อ? ” ฮัวเลิกคิ้ว





“ก็ลองถามดูว่าอยากได้อะไรตอบแทนไหม? ถ้าให้ได้ฉันก็จะให้” บดินทร์เอ่ยทั้งที่สีหน้ายังคงเครียดขึง เรียวคิ้วขมวดมุ่น





น้ำเสียงนั้นเบาลงในประโยคสุดท้าย “แต่ถ้าให้ไม่ได้...ก็คงต้องทำให้หายไปเท่านั้น”





บดินทร์พูดเพียงแค่นั้นแล้วเงียบไป แต่แค่นั้นก็ทำให้ฮัวเหยียดยิ้มที่มุมปากออกมาได้ ดูเหมือนหล่อนจะพอใจในความคิดของหงส์ใหม่อยู่หลายส่วน แต่บดินทร์ที่ยังทำหน้าขรึมนั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อย...








**********************************************************


ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ


สามเดือนต่อมา เวลาล่วงผ่านไปตามการเคลื่อนไหวของจักรวาล ไม่มีอะไรที่สามารถอยู่ตรงที่โดยไม่เปลี่ยนแปลง บดินทร์ที่ได้อยู่ในตำแหน่งของหงส์มาระยะหนึ่งก็เก่งกาจสามารถขึ้นมากตามการสอนสั่งแบบประกบติดของฮัว และเหตุผลในการมีอยู่ของเขาเพื่อความมั่นคงในอำนาจของมังกรอย่างดนัยก็เด่นชัดขึ้น เช่นเดียวกับความคับขันบางอย่างที่ดูเหมือนจะงวดเข้ามาเช่นกัน



ด้วยเพราะหลายๆ อย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่หงส์คาดหวัง ทุกครั้งที่ลงมือทำสิ่งใดลงไปจึงมักส่งผลกระทบไม่มากก็น้อยอยู่เสมอ การไล่บี้สายของศัตรูในพรรคที่คล้ายการหักล้างถางพงเกินไปจึงทำให้บังเกิดความไม่พอใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังคลางแคลงในตัวหงส์คนใหม่อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะหงส์ที่ไม่ได้มีประวัติดีเด่อย่างบดินทร์จึงทำให้เป็นที่ดูแคลนแก่คนบางกลุ่มในคาสิโนอยู่พอสมควร





“ถ้าอยู่กันดีๆ ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่! ”





หลายครั้งที่บดินทร์ยื่นคำขาดแล้วจัดการพวกแข็งข้อไปหลายคน แต่ดูเหมือนจะยิ่งเติมเชื้อไฟให้ศัตรูมากขึ้นเสียอีก หงส์หนุ่มโมโหจนแทบบ้าที่ถูกผู้ไม่หวังดีท้าทายหลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่อาณาจักรนี้เป็นของวิษธรแล้วทำไมเขาจะต้องยอมอ่อนให้ไอ้พวกเหลือบริ้นได้สูบกินผลประโยชน์ด้วย! เขาไม่รู้เหตุผลที่ดนัยยอมปล่อยไอ้พวกนี้ไว้ แต่ไม่ใช่เขาแน่!





การทยอยลดทอนอำนาจของคนที่ไม่ใช่พวกเดียวกันเริ่มเข้มข้นขึ้น ในตอนแรกนั้นบดินทร์ยังมีความลังเลอยู่บ้างแต่เมื่อดนัยยกอำนาจเบ็ดเสร็จให้ หงส์หนุ่มก็พยายามเต็มที่เพื่อพรรค แต่การนั้นกลับยิ่งเรียกอันตรายมาสู่ตนมากยิ่งขึ้น





ในสามเดือนมานี้บดินทร์หอบความเครียดกลับรังทุกวันจนแทบเป็นเรื่องปกติ อย่างตอนนี้แม้ขณะอยู่ในรถหุ้มเกราะมุ่งกลับรังยังไม่อาจหยุดคิดถึงเรื่องหนักอึ้งที่ยังต้องรับมือ โดยเฉพาะเรื่องการยุยงปลุกปั่นเป็นคลื่นใต้น้ำในบ่อนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ฝั่งคนที่ไม่ชอบหงส์คนใหม่ที่ดูมีอำนาจแค่เปลือกอย่างเขากับฝั่งคนที่ให้ความเคารพเพราะกลัวในอำนาจบารมีของดนัยผู้อยู่เบื้องหลัง สองฝ่ายกระทบกระทั่งบ่อยครั้งแต่หนึ่งในนั้นไม่มีใครเลยที่ให้ความเคารพหงส์ใหม่จากใจ





ระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาบดินทร์ได้แต่นั่งเคร่งเครียด โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ดนัยบินไปคุมงานที่แม็กซิโกนานหลายสัปดาห์ยิ่งทำให้หงส์หนุ่มไร้ที่พึ่งที่ปรึกษา ฮัวเองที่เริ่มท้องโตขึ้นเดินเหินไม่ค่อยสะดวกนั้นเขาก็ไม่อยากใช้งานคนท้องมากขนาดนั้นจึงไม่ได้เรียกตัวมาที่บ่อนอีก แล้วใช้วิธีคอลหาบ้างบางเวลาที่ปัญหามันตึงมือเกินรับไหว กับดนัยที่ตอนนี้กำลังสู้อยู่กับพวกศัตรูเบียดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกพรรคจนเต็มมืออยู่นั้น บดินทร์เองก็ไม่อยากเอาเรื่องในบ่อนที่เป็นความดูแลของตนไปใส่ให้มังกรต้องหนักใจเพิ่มขึ้นไปอีก ในเมื่ออุตส่าห์ได้รับความไว้วางใจก็ไม่อยากทำให้ผิดหวัง





แต่การรับปัญหาเอาไว้คนเดียว เขาในตอนนี้ก็เหมือนจะยังอ่อนแอเกินไปอยู่ พอสมองลองคิดหาทางออกในหัวตอนนี้กลับมีเพียงชื่อเดียวที่อยากพบเจอมาก



‘จื้อหลิน’



คิดอะไรบางอย่างได้ก็รีบออกคำสั่งให้ธันวาหาทางไปสืบความเคลื่อนไหวของมังกรจ้าว หากสบโอกาสเขาก็อยากไปหาเพื่อนดูสักครั้ง คราวก่อนจากกันโดยไม่ดีนัก อย่างน้อยก็อยากพูดคุยบางอย่างด้วย





“คุณดินครับ...ผมว่าถ้าจะไปหาจื้อหลินก็ควรแจ้งให้นายท่านทราบก่อนดีกว่านะครับ” ธันวาทักท้วง เพราะเหตุการณ์คราวก่อนยังทำเขาหลอนไม่หาย





“…………” บดินทร์เงียบไปเพราะส่วนหนึ่งก็เห็นด้วยกับธันวา และเห็นใจอีกฝ่ายด้วยว่าหากเขาทำอะไรผลีผลามอีก คนที่จะโดนทำโทษย่อมไม่พ้นไอ้ลูกน้องคนสนิทที่น่าสงสารคนนี้เป็นแน่ แต่อีกใจก็ดันกลัวว่าดนัยจะไม่อนุญาตแล้วพาลจะเป็นเรื่องหนักใจให้อีกฝ่ายอีก





“อืม...งั้นเอาไว้ก่อนเถอะ” บดินทร์ตัดใจ





“...คุณดิน” แต่พอเป็นแบบนั้นธันวากลับรู้สึกผิดที่ไม่อาจทำตามความต้องการของนายตนได้ บอดี้การ์ดหนุ่มรีบหันไปสบสายตาเจ้านายที่ด้านหลังพลางคิดอยากหาทางช่วย





เห็นแบบนั้นบดินทร์ก็ส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมยิ้มบางให้คนสนิท “เออ ไว้ฉันคุยกับดนัยเขาเอง ดื้อไปตอนนี้ก็คงไม่ดีสำหรับเราหรอก ฉันเองก็เข็ดแล้วล่ะ”





“...........” แค่ประโยคเดียวนั้นน้ำตาธันวาก็พาลจะไหลอาบตาแล้ว ‘รอดตายไปอีกหนึ่งวันแล้วไอ้ธัน’





จบบทสนทนาระหว่างนายบ่าวเพียงเท่านั้นแล้วบดินทร์ก็นอนพักเอนกายทิ้งตัวลงกับเบาะนุ่มของคาดิแลคหุ้มเกราะ รถประจำตำแหน่งหงส์ที่ดนัยจัดหาให้เป็นรถประจำตัว เหม่อมองออกไปนอกรถ มองวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ประดับประดาด้วยหลอดไฟหลากสีสมกับที่เป็นเมืองใหญ่ แสงระยิบระยับพาดผ่านริมแม่น้ำทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา งดงามราวภาพฝันเมื่อมองลงจากบนสะพาน





ตึง!!!





“!!!?? ”





จู่ๆ เสียงวัตถุบางอย่างชนเข้ากับตัวรถก็ดังสนั่นหวั่นไหว ตัวรถส่ายไปมาตามแรงปะทะอยู่พริบตาก่อนรีบพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติ





ฉับพลันรถของผู้ไม่หวังดีสองคันก็เข้ามาประกบซ้ายขวาด้วยความเร็วที่น่ากลัวไม่ต่าง!!





บดินทร์แทบจะเกร็งไปทั้งตัวทันทีที่ได้เห็น





นี่อย่าบอกนะว่า!!!?





‘ฉิบหายแล้ว!! ’





“คุณดินหมอบลงก่อนครับ!! เราถูกลอบโจมตี!! ” ธันวากระโจนผลึงเดียวจากเบาะคู่คนขับเข้าไปประกบนายตนที่เบาะหลังเพื่อคุ้มกัน ลูกน้องอีกคนที่เป็นคนขับพยายามเร่งเครื่องขับแทรกไปบนสะพานแมนฮัตตั้นด้วยความเร็วสูงด้วยฝีมือการขับที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าฝั่งศัตรู





ปุ! ปุ! ปุ! ปุ! ปุ!!



เสียงรัวกระสุนใส่กระจกและตัวรถราวกับห่าฝน ธันวารีบกดร่างบดินทร์ให้ต่ำลงเพื่อให้อยู่ในส่วนที่ปลอดภัยที่สุด เสียงกระแทกจนตัวรถเหวี่ยงดังขึ้น ภายนอกรถนั้นมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นระหว่างรถบอดี้การ์ดอีกคันที่ตามมาด้านหลังกับรถผู้ร้าย ทำให้ในจังหวะนั้นรถของหงส์ใหม่จึงสามารถสลัดหลุดจากผู้ร้ายได้ คนขับจึงรีบห้อลงจากสะพานเพื่อหาทางหนีที่ปลอดภัยกว่า ทว่าทันทีที่เลี้ยวผ่านคอสะพานมาได้รถของผู้ร้ายที่จอดรออยู่อีกสองคันก็เข้ามาประกบติดทันที!



ธันวารีบโทรขอกำลังเสริม เพราะตอนนี้พวกตนแค่สองคนเริ่มคุมสถานการณ์ไม่อยู่ รถของผู้ร้ายเข้าประกบหน้าหลังบังคับให้รถของหงส์แห่งวิษธรเลี้ยวเข้าถนนแคบอย่างไม่อาจเลี่ยงได้



“แบบนี้แย่แน่ เดี๋ยวผมจะรีบขับเข้าที่ที่จะสามารถพรางสายตาได้สักครู่ แล้วนายรีบพาคุณดินโดดลงจากรถไปเลยนะ แล้วผมจะขับล่อพวกมันไปเอง! ” คนขับเสนอวิธีที่พอจะทำได้อย่างเร่งรีบ



“ไม่ได้นะ!! แบบนั้นนายไม่รอดแน่! ” บดินทร์ร้องห้าม เขายังไม่ชินกับการให้ใครมารับเคราะห์แทน โดยเฉพาะในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้



“ไม่เป็นไรครับคุณดิน ผมรอดได้แน่ ไอ้ธันข้างหน้านั่นเลย! ” บอดี้การ์ดหนุ่มรีบบอกพลางดริปรถหลบเข้าไปในซอกตึกหนึ่ง



“!!!?? ” ไม่ทันให้บดินทร์ได้ตั้งตัวทำอะไร ธันวาก็คว้าทั้งตัวพุ่งลงจากรถกลิ้งหลุนๆ เข้าไปหลบในมุมมืด รอดูเหตุการณ์ต่อด้วยหัวใจที่เต้นระทึก



เพราะทางที่ถูกบังคับให้ขับเข้ามาเป็นตรอกแคบๆ เลียบใต้สะพาน เบื้องหน้าคือแม่น้ำไร้ถนน รถสองคันที่ขับไล่บี้ไปจนถึงสุดทางกำลังระดมยิงใส่ไม่ยั้ง จนกระทั่งรถคันหน้านั้นพุ่งลงแม่น้ำไปต่อหน้า!



“!!!! ” บดินทร์แทบร้องไม่ออก ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญจนแน่นหน้าอกไปหมด คนพวกนั้นตั้งใจฆ่าพวกเขาจริงๆ แบบไม่คิดให้เวลาได้ต่อรองเหมือนตอนที่ฮัวเคยทำ พวกมันไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะเปิดเผยว่าเป็นคนของใคร หมายเพียงจะคร่าชีวิตของเขาเท่านั้น



“รีบหนีกันก่อนครับคุณดิน! ไม่ต้องห่วงไอ้นุมันหรอกครับ ขับพุ่งลงน้ำแบบนั้นคงเป็นแผนของมันแน่ มันเอาตัวรอดได้แน่นอน! ” ธันวารีบคว้าตัวเจ้านายตนให้รีบตามไปอีกฝั่งโดยใช้ความมืดอำพรางไว้ ได้แต่หวังว่าสิ่งที่คิดไว้จะไม่ผิด ภาพของเพื่อนที่เสียสละตัวเองยังคงติดตรึงอยู่ในสมอง แต่นั่นมันคือหน้าที่ของพวกเขาอยู่แล้ว และตอนนี้เขาต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดนั่นคือการปกป้องเจ้านายของตนไว้ด้วยชีวิต!





สองร่างวิ่งกระหืดกระหอบออกจากมุมตึกนั้น ดูเหมือนว่ารถที่พุ่งลงน้ำไปของพวกเขาจะสามารถถ่วงเวลานักฆ่าพวกนั้นได้ แต่ธันวาไม่อาจรั้งรอทีมเสริมให้เข้ามาช่วย เพราะกลัวว่าพวกมันจะรู้ตัวในไม่ช้า ประสบการณ์สอนเขามาว่าการตาล่าล้างชนิดไม่กลัวกฎหมายของคนพวกนี้คงไม่ใช่แค่ขับตามมาเฉยๆ แน่ หนอนบ่อนไส้คงมี!





“คุณดินถอดชุดคลุมทิ้งไว้ที่นี่เลยครับ ผมว่าบนตัวพวกเราอาจมีเครื่องติดตามตัวติดอยู่” ธันวาเร่งร้อนแจ้งนายทันทีที่คิดขึ้นได้





“แล้วเอาไงต่อ? ” บดินทร์ทำตาม ถอดเสื้อคลุมออกจนเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำด้านในตัวเดียว แม้แต่เข็มขัดเขาก็ไม่เก็บเอาไว้ ซึ่งธันวาเองก็ทำเช่นนั้น





“ออกจากตรงนี้ก่อนครับ เดี๋ยวผมหาทางติดต่อพวกกองหนุนอีกที”





บดินทร์พยักหน้ารับไม่อิดออดใดๆ ทำตามที่ธันวาแนะนำทุกคำอย่างเคร่งครัด หงส์หนุ่มเดินตามลูกน้องไปเงียบๆ มือเท้าเย็นไปจนถึงหัว แม้ทำใจเอาไว้บ้างแล้วในสักวันอาจพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่พอถึงเวลาจริงกลับสั่นไปทั้งร่างอย่างไม่อาจห้าม เมื่อชีวิตกำลังจะถูกผู้อื่นปลิดทิ้งไปต่อหน้ามันก็ทำใจไม่ได้ขึ้นมา



...ไม่ได้! เขาจะไม่ยอมตายง่ายๆ แบบนี้เด็ดขาด!!



ธันวาค่อยๆ ลอบดูสถานการณ์แล้วรีบพาเจ้านายตนหนีออกจากจุดเกิดเหตุให้ได้เร็วที่สุด หัวใจเขาเต้นรัวเป็นกลองชุด ถึงอย่างนั้นประสบการณ์ของการเป็นบอดี้การ์ดก็ทำให้เขาเยือกเย็นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในเมื่อตอนนี้มีเขาเพียงคนเดียวที่สามารถปกป้องบดินทร์ได้ในตอนนี้ ธันวาตั้งใจแน่วแน่ว่าต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ต้องปกป้องหงส์ของตนเอาไว้ให้ได้! ขั้นแรกต้องหาทางออกจากที่เปลี่ยวนี่เพื่อเข้าไปรวมกับฝูงชนให้ได้ก่อน อีกด้านของทางเข้าจะมีถนนคนเดินที่ค่อนข้างจอแจยามค่ำคืนอยู่พวกเขาต้องรีบพาเจ้านายไปที่นั่นให้ได้ แล้วหาทางหาชุดพรางตัวอีกที





เพียงไม่นานธันวาก็พาบดินทร์วิ่งจ้ำไปจนถึงถนนคนเดินในที่สุด แต่ก็ต้องรีบหลบเมื่อขบวนรถของผู้ร้ายยังคงขับวนผ่าน เสียงปืนที่ไล่ล่ากันเมื่อครู่ กับกลุ่มควันบนสะพานเรียกเสียงหวีดหวอของรถตำรวจดังระงม พวกบอดี้การ์ดที่มากับรถอีกคันจะเป็นยังไงกันบ้างทั้งบดินทร์และธันวาก็ได้แต่ห่วงอยู่ลึกๆ





เพราะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นจึงทำให้ตรงถนนคนเดินมีตำรวจมาคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ 4 นาย เพราะเป็นมาเฟียครั้นจะให้เดินดุ่ยๆ ไปคุยกับตำรวจก็ใช่ที่ แต่ก็ดีที่อย่างน้อยการมีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์คอยเฝ้าในพื้นที่ทำให้พวกผู้ร้ายคงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามา บดินทร์และธันวาจึงพอจะมีทางหนีได้ต่อ





“คุณดินไหวไหมครับ? ” ระหว่างเดินกลมกลืนไปกับฝูงชน ธันวาหันไปถามเจ้านายเพื่อยืนยันสภาพของอีกฝ่าย เผื่อสถานการณ์ฉุกละหุก การพรางตัวในฝูงชนนั้นดีก็จริง แต่ก็คล้ายดาบสองคนเพราะทางฝั่งพวกตนก็ไม่อาจสังเกตอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนเช่นกัน



บดินทร์พยักหน้าแทนคำตอบไม่ได้เอื้อนเอ่ยอื่นใด เพราะสมาธิกำลังจดจ่อกับการระแวดระวังภัยรอบตัวเหมือนสัตว์กินพืชที่กำลังหลบเร้นจากนักล่า วิ่งตามกันไปได้สักครู่ธันวาก็รีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี



“ตรอกหน้านี้ก็ปลอดภัยแล้วครับ ร้านนั้นเป็นพันธมิตรเรา! ”



ความรู้สึกที่เหมือนหินถ่วงของบดินทร์เหมือนจะเบาขึ้นได้ในเมื่อได้ยินว่าจะมีทางรอด เมื่อเห็นจุดหมายอยู่ตรงหน้าทั้งสองจึงไม่รอช้า เร่งฝีเท้าไปให้ถึงจุดปลอดภัยให้เร็วที่สุด!



ทว่า...



“คุณดินระวัง!!! ”



ปุ!!



“!!!?? ” ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วเสี้ยววินาที ทั้งร่างเขาถูกธันวาผลักอย่างแรงก่อนที่เสียงหนึ่งที่คล้ายเสียงกระสุนทะลุเนื้อคนจะดังขึ้นในทันทีหลังจากนั้น



ธันวาถูกยิงเข้าที่ต้นขาจนทะลุด้วยคมกระสุนไร้ที่มา โดยเฉพาะในที่ที่พลุกพล่านจอแจยิ่งทำให้หาต้นตอลำบาก ‘สไนเปอร์?? ’ บดินทร์ไม่อาจคิดเป็นอื่น เสียงกรีดร้องที่มาพร้อมเสียงกระถางต้นไม้กับผนังกระจกแตก ทำให้หงส์หนุ่มได้สติว่าการโจมตียังไม่จบ!



ธันวาพยายามใช้ร่างที่เล็กกว่าเบียดบังบดินทร์ไว้ พยุงขาที่เจ็บเจียนขาดใจขึ้นแล้วพาเจ้านายของตนหนี เสียงปืนทำให้ผู้คนหมอบลงและนั่นยิ่งทำให้พวกเขาเด่นชัด



“คุณดินหลบเข้าไปตรงนั้นก่อน ไม่ต้องห่วงผม! ” ธันวารีบผลักบดินทร์เข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าตรงหน้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องแตกตื่นของพนักงานผู้หญิงในร้าน



แต่ในวินาทีนั้นบดินทร์ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการพาธันวาออกจากจุดอันตรายเช่นกัน ไม่ได้คิดเลยว่าชีวิตตนนั้นสำคัญกว่าเพราะมองว่ามันเท่ากันอยู่ตลอด เสียงของแตกดังก้องอยู่รอบตัวพร้อมเสียงกรีดร้องที่ดังระงมไปทั่ว บดินทร์พาธันวาเข้าไปหลบในร้านเสื้อผ้าได้สำเร็จ แต่ห่ากระสุนที่ตามมาก็ทำเอารอบด้านแตกกระจายไปหมด บดินทร์รู้สึกได้ว่าแผ่นหลังเขาน่าจะโดนคมกระจกบาดเข้าให้แล้ว



เพราะเสียเลือดมากเรี่ยวแรงและสติของธันวาจึงค่อนข้างถดถอย แต่ด้วยหน้าที่เขาจึงรีบเอาตัวขึ้นทับหลังบดินทร์ไว้เพื่อปกป้องอย่างสุดกำลังจากอันตรายทั้งปวง ด้วยลมหายใจสุดท้ายนี้!



แต่ดูเหมือนเพียงครู่ต่อมาเสียงอึกทึกด้านนอกก็เงียบไป เสียงหวีดหวอและเจ้าหน้าที่เริ่มใกล้เข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่วางใจได้ บดินทร์กับธันวาที่ซ่อนตัวอยู่หลังเคาน์เตอร์ก็ได้แต่ลุ้นระทึก หากเจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมเหตุการณ์ได้แล้วพวกเขาอาจมีทางรอด แต่ถ้าไม่ ถ้าคนร้ายแฝงตัวในฝูงชนอยู่ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะปลอดภัยจากตรงนี้ จะเอาอย่างไรกันต่อดี!!?



ธันวาพยายามคิดหาวิธีเอาตัวรอดอีกครั้ง ตอนนี้เขาไม่อาจพาบดินทร์ไปที่จุดปลอดภัยและไม่อาจติดต่อกองหนุน สายตาชำเลืองมองโทรศัพท์ในร้าน จะปลอดภัยพอที่จะใช้หรือเปล่า...ขณะใช้ความคิดเสียงฉีกเศษผ้าก็ดังขึ้นมาข้างหู “คุณดิน? ”



“ห้ามเลือดก่อน กดไว้! ” บดินทร์กระซิบเสียงพร่า ลมหายใจดูหอบกระชั้น ช่วยธันวากดแผลได้ไม่เท่าไหร่บดินทร์ก็ทรุดลงไปกองตรงหน้าของลูกน้อง



“คุณดิน!? ” ธันวารีบคว้าร่างเจ้านายได้ทันก่อนร่วงลงพื้น และภาพตรงหน้าก็ทำเอาตกใจยิ่งกว่า



“...เจ็บ...หลังฉันน่าจะโดนกระจกบาด มันเจ็บมาก...” บดินทร์เอ่ยเสียงพร่า บ่นว่าเจ็บที่ไหล่ซ้าย





“!!!?? ” หัวใจของบอดี้การ์ดหนุ่มแทบหลุดจากทรวงอก เพราะแท้จริงแล้วหงส์ของเขาโดนยิง! ธันวาเดาว่าเจ้านายตนคงโดนยิงเข้าตอนที่ฝ่ายนั้นสาดกระสุนรัวมา กระจกที่ถูกยิงแตกทำให้เกิดบาดแผลบนร่างหลายที่จนคิดว่าความเจ็บชาจากคมกระสุนนั้นเป็นเพียงรอยบาดไม่ต่างจากแผลอื่น





เลือดแดงฉานไหลนองไปจนเต็มแผ่นหลังของบดินทร์ที่คล้ายจะสิ้นสติในไม่ช้า ธันวาเองก็เสียเลือดมากจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง แล้วในช่วงเวลาที่กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานนี้…





*

*

*

*

*

*

เจ็บ...



ร้อน...



แผลที่ไหล่...เจ็บมาก...



ราวกับฝันร้ายซ้ำไปซ้ำมา บดินทร์ได้แต่ครางอืออาไม่เป็นภาษาด้วยความหวาดผวาและเจ็บร้าว อะไรบางอย่างที่ให้สัมผัสคล้ายผ้าขนหนูกดซับไปมาบริเวณหน้าผาก สติลางเลือนที่ผ่านมาเหมือนจะเริ่มกระจ่างชัดขึ้นที่ละหน่อย ดวงตาหนักอึ้งพยายามลืมตาตื่น





เพดานห้องลายไม้...



ดวงไฟไม่คุ้นตา...



...ที่ไหนน่ะ?



บดินทร์ได้แต่ใช้สมองสะลึมสะลือเค้นคิด ดวงตาปรอยปรือพยายามโฟกัสหาเศษความทรงจำที่กระจัดกระจาย ทว่าไม่อาจจำได้เลยว่าที่ที่เขาอยู่ตอนนี้คือที่ไหนกันแน่? จำได้ว่าเขาถูกลอบทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ แต่ที่นี่กลับไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นห้องใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก!!



หรือว่าเขาจะถูกผู้ร้ายจับตัวมา!!



บดินทร์ผวาเฮือก ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกใจ หัวใจที่เต้นแรงในทรวงอกทำให้สติฟื้นคืนเต็มอัตราแล้วทันใดนั้นร่างกายเขาก็ประท้วงขึ้น



“โอ้ย! ” บดินทร์อุทานเมื่อความเจ็บแล่นปราดมาจากแผ่นหลัง





“รู้สึกตัวแล้วเหรอ? ”





“!!!? ”



แม้สถานที่ไม่คุ้น แต่น้ำเสียงนั้นเขาคุ้นเคยมันเป็นอย่างดี แค่คำทักทายสั้นๆ ก็ทำเอาหลังของบดินทร์เย็นวาบ เขาหันไปมองตามต้นเสียงด้วยหัวใจที่เต้นระทึก เพราะร่างกายมันหนักเกินกว่าจะเคลื่อนไหวเขาจึงทำได้แค่ขยับออกห่างจากที่ที่คนคนนั้นอยู่เล็กน้อย แล้วทำได้แค่นอนมองใบหน้าเฉยชาของฝ่ายนั้นอย่างไร้ทางขัดขืน



“ผม...” พูดได้แค่ครึ่งคำ บดินทร์ก็ต้องไอโขลกๆ ออกมาเพราะลำคอยังคงแห้งผาก จนฝ่ายคนที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงลุกขึ้นไปหยิบแก้วน้ำมาให้ถึงที่พร้อมนั่งลงช่วยประคองร่างอ่อนแรงของเขาให้ลุกขึ้นมาจิบน้ำดับกระหายเสียหน่อย



บดินทร์จิบน้ำในแก้วนั้นด้วยน้ำตาคลอหน่วย ทั้งเจ็บทั้งกลัวถาโถม แต่ก็ไม่อาจขัดขืนอ้อมแขนแกร่งนี้



“...ท่านจ้าว...ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไง? ” เมื่อลำคอแห้งแล้งถูกปลอบประโลม คำถามหนึ่งจึงถูกเอ่ยออกมา



เมื่อได้ยินคำถามจ้าวซินก็วางร่างของบดินทร์ลงบนที่นอนอย่างเดิมด้วยความอ่อนโยน รอยยิ้มบางประดับขึ้นมาบนใบหน้าชาชืด ทว่าดวงตาดุดันนั้นก็ยังคงน่าเกรงขาม หาได้มีความเมตตาปรานีใด











“ลองเดาดูสิ”








******************************************************



สวัสดีค๊า อนาคีโผล่หัวมาแล้ววว

PART 2 จะมาเร็วๆ นี้ค่ะ ตั้งใจจะเขียนให้จบบท แต่ดันยาว (อีกแล้ว)

เลยขอแบ่งเป็นช่วงๆ นะคะ

เพราะเป็นนิยายน้ำเน่า เนื้อหาจึงเต็มไปด้วยน้ำเจิ่งนอง 555

อนาคีจึงตัดสินใจว่าเนื้อหาต่อจากตอนนี้ไปจะเน้นเนื้อ ตัดน้ำออกทั้งหมด จะได้จบเสียที (ฮึบๆๆ)

จึงขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ดราม่าจะถาโถมแบบไม่เว้นวรรคหลังจากนี้เป็นต้นไปจนถึงไคลแม็กซ์

โปรดเตรียมน้ำไว้จิบระหว่างอ่านนะคะ

ด้วยความปรารถนาดีจากนักเขียนมนุษย์ถ้ำค่ะ 555



รักและคิดถึงเสมอ

อนาคี99

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
โว้ยยยยยยยอะไรเนี้ย อุกรี๊ดดดด เหนือความคาดหมายมาก  :oo1: :jul1: :pighaun: 555555 อารมณ์มันทั้งเขินทั้งแบบว่า ทำไมจ้าวชินทำแบบเน่ ยังงี้จะมีโอกาสที่จะได้เห็นความสาสมแล้วที่จ้าวชินได้ทำลงไปต่างๆนานากับจื้อหลินหรือป่าว ดูท่าจื้อหลินจะเจ็บแล้วไม่จำ จะกลับมาอยู่ ยิ่งจะหลงไปอีก  :hao4: 555555 แล้วที่บอกว่าตอนนี้ไม่สามารถเชื่อใจจื้อหลินได้เพราะความจริงการตายของรั่วหลินยังไม่กระจ่าง ในวันที่มันกระจ่าง จะสายไปแล้วหรือป่าว (ขอให้เมียหนี ตามไม่เจอ5555555) รั่วหลินตายจริง?? รั่วหลินเลือกเองใช่ไหม?? เพราะอะไร?ทำไม? ยังคาใจต่อไป 55  อะไรคือความผิดบาปที่จื้อหลินแบกรับไว้ หงษ์เงาคนนี้ที่เจอมายังไม่พอใช่ไหม เวลาที่จื้อหลินเล่าถึงความรักและภักดี กับจ้าวชินเล่าถึงความหมางเมินที่มอบให้ ในขณะฟัง https://www.youtube.com/watch?v=_r2AUHpRjms ไปด้วย เรียกน้ำตาไหลพรากๆ บ้าบอ บิ้วเองร้องไห้เอง  :m15: :monkeysad: 55555 ชอบอ่ะชอบความดราม่า หวานๆขมๆ มาต่อให้ตอนนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่เลย ขอบคุณมาก สวัสดีปีใหม่ 2564 ขอให้ผู้แต่งมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง เฮงๆเงินทองไหลมาเทมา และแต่งนิยายดีๆให้ได้อ่านกันตลอดทั้งปีนะคะ  :กอด1: :L2: :3123: :L1: :pig4: :pig4: :pig4:

ไม่อยากอ่านให้จบเร็วเลยเพราะมันอยากอ่านต่ออีกทันที 5555555 ไม่ว่าจะนานทีอัพ ยังไงก็รออยู่เสมอนะคะ ชอบมากเรื่องนี้ ดราม่าระดับ10ก็จัดมาแต่ว่าขอจบแบบสุขนิยมพอ 55555 ตั้งหน้าตั้งตารอตอนต่อไปเลยค่ะ  :call: :call:

ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้กันมาเสมอนะคะ เวลาเห็นคอมเม้นต์ยาวๆแล้วหัวใจพองฟูมากเลยค่ะ
น้องจื้อรักพี่จ้าวมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นทาสรักตลอดไปนะคะ หุหุหุ
PART ต่อไปจะมาเร็วๆนี้ค๊า

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
โอ๊ยยยเดาไม่ถูกเลยท่านจ้าว งงไปหมดแล้วตอนนี้ ทั้งศัตรูทั้งท่านมากันยังไง 555555 โอ้โห้กล้ามาก ลอบสังหารหงส์ แม้แต่เถ้าคงไม่เหลือไว้อาลัยหละพวกมึง! นี่ว่าดินใช้โอกาสนี้เป็นข้ออ้างปราบพวกแข็งข้อได้เลย จัดแม่งหมดทุกกลุ่ม โอ๊ยยธันจะเป็นไรมากไหมเนี้ยโดนยิงขา นพรีบมาดูเร็ว ธันสำออยให้เยอะๆเลยนะ จะดูพวกปากแข็งหน่อยว่าจะยังปากแข็งอยู่อีกไหมถ้าไม่มีเขา 555555 เอ็นดูดินพยายามติดต่อจื้อหลิน ทำไงละถึงจะได้ติดต่อกันละเนี้ย ว่าแต่ท่านจ้าวมายังไงยังเดาไม่ออกนะ 55555 เอาใจช่วยดินกับตำแหน่งหงส์ใหม่ ตอนนี้อาจจะลุ่มๆดอนๆศัตรูภายนอกภายใน คนที่ยังไม่เชื่อใจเชื่อฝีมือเรา แต่เชื่อเลย ถ้ามุ่งมั่นขนาดนี้อีกไม่นานก็เก่ง ผงาดสมฐานะหงส์ได้แน่นอน o13 หายเร็วๆนะทั้งธันและดิน

จะน้ำจะเนื้อจะดราม่าก็ว่ามาเลยค่ะบ่ยั่น เพราะชอบมากนิยายเรื่องนี้ แทบจะรอตอนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ 555555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ พยายามแต่งและมาอัพให้ได้อ่าน :pig4: :pig4: :pig4: ใครยังไม่อ่านเรื่องนี้ถือว่าพลาดมาก บอกเลย! 5555 อ่านกันนะทุกคน สนุกจริง  :katai2-1:

+1

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
ลอบสังหาร

PART 2





**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งหมด ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในหลักความจริงใดๆ ได้นะจ๊ะ**





“ลองเดาดูสิ”



จ้าวซินก้มลงกระซิบตรงหน้าที่ซีดเผือด ถ้อยคำแฝงรอยเหยียดหยันในทีทำให้บดินทร์คิดบางสิ่งได้



เสียงแหบพร่าเอ่ย “ขอบคุณท่านจ้าวที่ให้ความช่วยเหลือ”



บดินทร์ไม่อาจคาดเดาเป็นอื่น ต่อให้ใจหนึ่งจะคิดระแวงแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องพูดสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกออกมา เพราะถึงอย่างไรเขาก็รู้ดีว่า คนอย่างจ้าวซินนั้นถ้าแค่อยากจะฆ่าเขาทิ้ง ไม่จำเป็นต้องออกไปล่าล้างกันกลางเมืองให้เปลืองเวลาหรอก



สิ้นคำขอบคุณแห้งแล้ง จ้าวซินก็หัวเราะหยันออกมาหนึ่งคำ เลิกคุกคามใกล้ชิดให้อีกฝ่ายรู้สึกกลัวแล้วลุกขึ้นมายืนกอดอกมองคนบนเตียงด้วยสีหน้าชาชืดอย่างเดิม



"แมนฮัตตั้นเป็นถิ่นฉัน ไอ้ธันมันฉลาดที่ติดต่อมา"



คำเฉลยช่วยให้หัวใจหดเกร็งของบดินทร์คลายตัวขึ้น ‘ถูกช่วยเหลือไว้’ ก็แสดงว่าตอนนี้เขาคงปลอดภัยในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ในกรณีที่จ้าวซินจะยังไม่อยากคร่าชีวิตเขาเสียตอนนี้แหละนะ



“ธันวาเป็นไงบ้าง...?” รู้ว่าลูกน้องคนสนิทคงไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้



“มันไม่ตายง่ายๆ หรอก” จ้าวซินตอบปัด ก่อนเข้าเรื่อง “รู้ยังว่าโดนเพราะอะไร?”





“........................”



"อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า หึหึ รับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือนก็เที่ยวเหยียบหางใครเขาไปทั่ว โดนล่าขนาดนี้มันยิ่งกว่าสมควรเสียอีก! ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแดนนี่ถึงยังดันทุรังปล่อยแกให้ดูแลคาสิโนอยู่ได้"



“....................” คำพูดแทงใจดำทำเอาเจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลที่ด้านหลัง แต่มันก็ดันจริงจนบดินทร์เถียงอะไรไม่ออก



“แกคิดว่าเรื่องที่มีพวกสายของศัตรูอยู่ในบ่อนน่ะแดนนี่จะไม่รู้หรือไง? แล้วแกคิดว่าที่หมอนั่นยอมปล่อยพวกนั้นไว้เพราะหละหลวมงั้นเหรอ? การทำอะไรผิดเวล่ำเวลาจะยิ่งสร้างหายนะให้พรรค ได้ไม่คุ้มเสีย!” จ้าวซินยังคงจี้จุดตายต่อเนื่อง แต่เพราะบดินทร์ไม่ยอมต่อปากต่อคำอย่างที่คิดเอาไว้ ฝ่ายนั้นเอาแต่นอนกัดฟันฟังคำปรามาสราวกับยอมรับมันไปหมดทุกคำ แบบนั้นมังกรใหญ่จึงหมดอารมณ์ข่มขวัญกันต่อ



จ้าวซินขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์ ยิ่งเห็นบดินทร์นอนหน้าซีดกล้ำกลืนฝืนทนรับคำสบประมาทจากเขาแบบนี้ แทนที่เขาจะรู้สึกสะใจกลับยิ่งรู้สึกไม่พอใจเสียมากกว่า ตั้งใจมาต่อปากต่อคำ ไม่ใช่เป็นฝ่ายข่มอยู่คนเดียว แม้มังกรตระกูลจ้าวอย่างเขาจะไม่ชอบให้ใครมาเหิมเกริมใส่ แต่กับคนที่ปากดีใส่กันมาตลอดอย่างบดินทร์นั้น พอเห็นอีกฝ่ายน้อมรับทุกอย่างเขากลับยิ่งหงุดหงิดกว่าเก่า



“โดนยิงไปทีเดียวสิ้นฤทธิ์เลยหรือไง? เหอะ! หรือไอ้คนปากดีก่อนหน้านี้มันกลัวจนหัวหดไปหมดแล้ว?” จ้าวซินแกล้งยั่วยุ



“...ใช่...ผมผิดเองที่ตัดสินใจทำอะไรบุ่มบ่าม” ในที่สุดบดินทร์ก็ตอบโต้บางอย่างด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทุกสิ่งที่จ้าวซินพูดมาเขารู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจพูดรุนแรงเพื่อให้เขายิ่งเจ็บช้ำน้ำใจ แต่เพราะมันจริงอย่างที่ฝ่ายนั้นว่ามาจนเถียงไม่ได้ เขาถึงต้องยอมรับมันทุกคำอย่างนี้ “ผมก็แค่อยากแบ่งเบาภาระของดนัยเขาบ้าง...”



“แล้วยังไงอีก? จะยอมแพ้?”



“จะระวังให้มากขึ้น...” บดินทร์เอ่ยพร้อมสบสายตามาที่จ้าวซินอย่างตรงไปตรงมา ด้วยแววตาที่แรงกล้าทั้งที่เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั้งใบหน้า “แล้วแก้แค้นพวกมันคืนอย่างสาสม!”



บดินทร์พยายามเอ่ยทุกคำออกไปให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเรี่ยวแรงน้อยนิดคล้ายถูกดึงออกจากร่างอย่างช้าๆ จากความเจ็บปวดที่ลามกัดกินมาจากแผลที่หลังไปจนถึงอกซ้ายที่กำลังเจ็บราวกับโดนไฟลนก็ไม่ปาน แต่ถึงเจ็บเจียนใจจะขาดแต่เขาไม่อาจไม่แสดงให้จ้าวซินเห็นถึงความตั้งใจ



เขาจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะต่อหน้าคนคนนี้!



“....................” จบคำ บดินทร์ก็ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีกด้วยเพราะสิ้นเรี่ยวแรงจากพิษบาดแผลไปแล้ว จ้าวซินเองก็เงียบไปด้วย แต่ไม่ใช่เพราะเมตตาเห็นใจอีกฝ่ายที่กำลังเจ็บเลยจะยอมผ่อนปรนให้หรอกนะ ก็แค่คำตอบของคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าเอาเสียเลยคนนี้มันพอจะโดนใจอยู่หน่อยก็เท่านั้น



“หึ” มังกรจ้าวพ่นลมหายใจทางจมูกคล้ายกำลังหยันบางอย่าง ก่อนจะโน้มตัวลงไปหาคนที่นอนสิ้นเรี่ยวแรงบนเตียงอีกครั้ง “ฉันน่ะเกลียดที่สุดเลยคือคนที่ไม่ยอมประมาณตน แต่ที่เกลียดยิ่งกว่าคือคนขี้ขลาด”



“ดังนั้นคนที่ไม่ยอมประมาณตนอย่างแกน่ะฉันโคตรเกลียด ที่แกต้องประสบเคราะห์กรรมมันก็เป็นเพราะความไม่ประมาณตนของแกทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะแดนนี่ฉันคงไม่มีทางช่วยแกที่เห็นอยู่ชัดๆ ว่าจะต้องดึงหายนะเข้าพรรควิษธรเป็นแน่…”



“แต่ก็นั่นแหละ”



มังกรจ้าวทิ้งจังหวะเล็กน้อยแล้วก้มลงจนใบหน้าแทบแนบชิดกับใบหน้าของคนที่นอนหายใจรวยริน



“ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่าคนอวดดีอย่างแกจะรอดได้อีกกี่น้ำ”



ในที่สุดเมื่อมักรจ้าวพอใจแล้วที่ได้ข่มขวัญ เขาก็ละออกจากร่างของบดินทร์แล้วเดินออกจากห้องไป เพราะคำว่าพวกเดียวกันค้ำคอเขาจึงยอมออกแรงช่วยมันตามหน้าที่ แต่เกลียดก็คือเกลียด หากวันใดข้างหน้าที่ไอ้หงส์ตัวนี้ร่วงหล่นจากฟ้าเขาก็พร้อมจะบดขยี้ไม่ให้เหลือเช่นกัน!



แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้น…



“อีกสองชั่วโมงแดนนี่จะบินมาถึง อย่ารีบใจเสาะตายไปเสียก่อนล่ะ”



เขาก็ยังไม่อยากให้มันตายด้วยน้ำมือของใครไปเสียก่อนอยู่ดี!



*

*

*

*

*



เมื่อเจ้าบ้านผู้เป็นราวกับพายุเฮอริเคนจากไป ภายในห้องก็กลับมาสู่ความเงียบสงัด บดินทร์รู้สึกผ่อนคลายเป็นครั้งแรกตั้งแต่ฟื้นลืมตา ความกดดันที่จ้าวซินมอบให้มาตลอดเวลาที่อยู่ในห้องนี้ทำเอาเขาเกร็งจนแทบจะลืมเจ็บ ครั้นพออีกฝ่ายออกไปแล้วร่างกายก็เหมือนจะรู้สึกตัวว่ากำลังเจ็บอยู่ถึงได้เริ่มประท้วงขึ้นมา



‘นึกว่าแค่กระจกที่แตกตอนกระโจนเข้าไปหลบในร้านปักเอา ที่ไหนได้โดนยิงหรือเรา’ บดินทร์เริ่มคิดใคร่ครวญ ก็ว่าตอนนั้นมันรู้สึกเหมือนถูกอะไรสักอย่างทุบเอาแรงๆ ที่หลังแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บ หรือคงเป็นเพราะมันชาเสียจนไม่รู้สึกอะไร แต่เอาเถิดตอนนี้เขาน่าจะถูกรักษาแล้วจากความรู้สึกของบาดแผลที่ด้านหลัง นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตที่โดนยิง ประสบการณ์ที่ไม่คิดเลยว่าในชีวิตจะต้องพานพบเจอ แม้ครั้งหนึ่งจะเคยอยู่ในดงกระสุนตอนล่อจับฮัว แต่นั่นมันคนละความรู้สึกกับตอนโดนล้อมฆ่าอย่างคราวนี้ลิบลับ



‘น่ากลัว…’



‘น่ากลัวเหลือเกิน’



แค่คิดถึงภาพนั้นน้ำตาของความอ่อนแอก้นบึ้งของหัวอกก็รื้นขึ้นมาตรงหางตา



‘อีกสองชั่วโมงแดนนี่จะบินมาถึง’



ราวกับที่ยึดเหนี่ยวเดียวในใจที่เหลืออยู่ แค่ได้ยินว่าดนัยกำลังจะมาหาหัวใจก็เหมือนจะยิ่งโหยหาเรียกร้อง อยากเจอเร็วๆ อยากเจอตอนนี้ อยากเจอเหลือเกิน…



เพียงสะอื้นเบาๆ ความทรมานจากแผ่นหลังและทรวงอกก็เล่นเอาเจ็บร้าวจนทนไม่ไหว เขาทุรนทุรายในขณะที่สติเริ่มพร่าเลือนไปทีละน้อย



*

*

*

*

*



“หมอหยาง เขาตัวร้อนมากเลย จะเป็นอะไรหรือเปล่า?”



...เสียงนี้มัน



“เขาคงมีไข้เพราะพิษบาดแผล เดี๋ยวผมจะฉีดยาระงับความเจ็บกับแก้อักเสบให้เขาก่อน”



“เหมือนเขาจะหายใจไม่ออกเลย”



“ไม่เป็นไรหรอก ใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ แต่ก็นะ…ปอดเขาคงเหมือนไฟลนอยู่เลยล่ะตอนนี้”



“เขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม?”



“ก็นะ…กระสุนฝังปอด ถึงจะผ่าออกแล้วแต่ก็ยังสร้างความเสียหาย เขาอาจทรมานหน่อยแต่ไม่อันตรายถึงชีวิตหรอก คุณอย่าห่วงไปเลย”



“ผมฝากหมอหยางด้วยนะ ช่วยเขาที”



“ผมทำเต็มที่อยู่แล้ว ว่าแต่คุณเถอะ ถ้าไม่รีบออกไปอีก พี่จ้าวรู้เข้าจะแย่เอานะ”



“...ผมขออยู่กับเขาอีกครู่เดียว แค่อยากเห็นว่าเขาจะไม่เป็นอะไรแล้วผมจะไป”



“แปลกนะ ไม่ยักรู้ว่าคุณจะห่วงคนอื่นเป็นด้วย?”



“ต้องห่วงสิ...เพราะเขาคือเพื่อนเพียงคนเดียวของผม”



เสียงพูดคุยวนเวียนใกล้ บดินทร์พยายามฝืนเรียกสติจากร่างกายที่หนักราวกับจมอยู่ในบ่อโคลนให้ฟื้นคืนขึ้นมาเพื่อที่จะได้สนทนากับเจ้าของเสียงนั้น แม้จะไม่รู้ว่าอีกคนคือใครแต่เสียงหนึ่งเขาจำได้แม่นยำอย่างแน่นอน ‘จื้อหลิน’



แต่เหมือนการพยายามนั้นไม่ได้เกิดผลใด สติหล่นหาย เรี่ยวแรงถูกดูดออกร่างครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดจึงไม่ได้แม้แต่แค่การขยับเปลือกตา ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะจางหาย บดินทร์สัมผัสได้ว่ายาบางอย่างถูกฉีดเข้ามาในร่างกายจากสายน้ำเกลือตรงมือซ้าย…



จากตรงนั้นไม่รู้ว่าเขาหมดสติไปอีกนานแค่ไหนถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง ความเจ็บร้าวเหมือนจะทุเลาลงบ้างแล้ว ตัวที่หนักเหมือนหินถ่วงในตอนแรกก็เบาขึ้นมาก คลับคล้ายคลับคลาว่าได้ยินคู่สนทนาของจื้อหลินบอกว่าจะฉีดยาแก้ปวดกับแก้อักเสบให้ ที่ร่างกายเขาดีขึ้นตอนนี้ก็คงเป็นเพราะฤทธิ์ยาสินะ



‘หนาว’ คือความรู้สึกแรกเมื่อตื่นฟื้น แต่พอลองขยับตัวก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง ‘ความอบอุ่นที่มือขวา’ เมื่อปรือตามองไปตามสัมผัสก็มองเห็นใครคนหนึ่งที่นั่งกุมมือของเขาเอาไว้อย่างอ่อนโยน คนคนนั้นยังคงงดงามไม่เปลี่ยน กี่เพ้าสีขาวขับให้ดูราวกับนางฟ้า ทว่าดวงหน้ากลับดูเศร้าหมองหดหู่เสียจนน่าสงสาร



“...จื้อ...หลิน” บดินทร์เอ่ยเรียกคนที่เอาแต่นั่งทำหน้าเศร้าข้างเตียงด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง



“คุณดิน!” เพียงได้ยินเสียงจื้อหลินก็ตื่นเต้นจนห้ามอาการตัวเองไม่อยู่ “คุณดินเป็นยังไงบ้างครับ? ยังเจ็บตรงไหนมากหรือเปล่า บอกผมได้เลยนะผมจะรีบตามหมอหยางให้”



“พอไหวอยู่” บดินทร์ตอบเสียงแผ่ว พยายามประดับรอยยิ้มบางบนใบหน้าเพื่อให้จื้อหลินสบายใจขึ้น



มองมือตนที่ยังคงถูกเกาะกุมเอาไว้แน่นแล้วก็อุ่นซ่านในอก แม้ในใจจะเคยคิดว่าหากเจอหน้าจะขอตำหนิอีกฝ่ายในเรื่องที่ผ่านมาเสียหน่อย แต่พอเห็นใบหน้าของจื้อหลินตอนนี้ ทุกความขุ่นเคืองที่เคยมีมันก็มลายหายไปจนสิ้นแล้ว



“อยากมาเจอแบบเท่ๆ มากกว่านะ แบบนี้มันดูแย่ไปหน่อย” บดินทร์แกล้งว่า เพราะต้องการเปลี่ยนบรรยากาศให้ดูสดใสขึ้น เขาไม่อยากเห็นจื้อหลินต้องเศร้า



“...คุณดิน...ไม่โกรธผมเหรอ?” เห็นบดินทร์ยังคงพยายามทำให้ตนรู้สึกสดใส จื้อหลินก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป เพราะจากกันคราวก่อนไม่ได้ดีนัก จึงไม่คิดเลยว่าจะได้รับการให้อภัยแบบนี้



...ถ้าบดินทร์จะตำหนิเขาสักคำ ยังจะทำให้รู้สึกดีกว่านี้อีก



บดินทร์ยิ้มให้กับคำถามนั้น ดึงมือออกจากการเกาะกุมแล้วเอื้อมไปแต่เบาๆ ที่แก้มใสของอีกฝ่าย เสียงแหบพร่าเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้จื้อหลินแทบจะร้องไห้ออกมา



“เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนั้น...ฉันลืมไปหมดแล้วล่ะ”



“.................”



“ก็นายเป็นเพื่อนฉันนี่”



ราวสายลมพัดเข้ามาโอบอุ้มหัวใจของทั้งสองไว้ ‘เพื่อน’ คำคำนี้มันช่างมีคุณค่า จื้อหลินใช้สองมือประคองมือของบดินทร์แนบข้างแก้มตนแน่นขึ้น พลางคิด ทำไมกันนะคนคนนี้ถึงได้ทำให้เขาเป็นห่วงมากเหลือเกิน หัวใจปิดตายไม่เคยเปิดให้ใคร กลายเป็นว่าตอนนี้เขากลับมีบดินทร์อยู่เต็มอกในฐานะเพื่อนที่สำคัญที่สุด หงส์เงาถอนหายใจบาง ชีวิตจากนี้ไปของอีกฝ่ายจะยิ่งกว่าอันตราย แล้วเขาคนนี้จะมีวิธีใดช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ได้บ้าง จะมีพลังพอปกป้องเพื่อนคนนี้ได้ไหมนะ



“เป็นหงส์นี่มัน...ยากจัง” บดินทร์โอดครวญ พอเจอเพื่อนที่วางใจก็อดไม่ไหวที่จะอ้อน เพราะเขาคงไม่กล้าพูดแบบนี้กับดนัยเพราะไม่อยากให้ฝ่ายนั้นต้องเสียความรู้สึก



จื้อหลินถอนหายใจ “คุณแค่รีบร้อนเกินไป ไม่ว่าตำแหน่งอำนาจคุณจะสูงแค่ไหน คุณก็แค่เด็กใหม่ในพื้นที่ สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่การเด็ดหัวแต่ต้องควบรวมอำนาจ ฝ่ายนั้นอยู่มานานกว่าย่อมไม่ยอมให้คุณใช้อำนาจใหม่จัดการได้ง่ายๆ แน่”



“แล้วยังไง? ฉันต้องยอมพวกมัน ทั้งที่ก็เห็นๆ อยู่ว่าเป็นพวกของศัตรูงั้นเหรอ?”



“ถ้าคุณอยากกินหางตลอดหัว คุณก็ต้องใจเย็นและรอให้เป็น” จื้อหลินเตือน “ค่อยๆ ลดทอนอำนาจหน้าที่ของพวกเขาลงทีละน้อย ถึงตอนที่พวกเขาไม่เหลืออะไรในมือแล้ว คุณจะเด็ดหัวทีละคนหรือรวบหมู่ก็ยังได้… ฟังผมนะคุณดิน”



จื้อหลินย้ำคำหนักแน่น



"ในฐานะที่คุณเคยเป็นนักแสดง คุณก็คงรู้ดีว่ามนุษย์เราไม่ได้มีแค่บทบาทเดียว การที่คุณต้องการจะได้บทสำคัญสักบท ก่อนจะถึงเวลานั้น คุณอาจจะต้องเล่นในบทบาทอื่นก่อน แล้วรอเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะแสดงมันออกไป ตอนนี้คุณจะต้องใจเย็นแล้วทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปูทางไปที่บทนั้นให้ดีที่สุด"



พอลองใจเย็นฟังคำเตือนของจื้อหลินดู ก็ตระหนักได้ว่าตนรีบร้อนไปจริงๆ ก่อนหน้านั้นที่เขายังมีฮัวคอยให้คำแนะนำ ฝ่ายนั้นก็เคยบอกให้เขาใจเย็นอยู่ แต่ช่วงสองเดือนนี้ที่เขาปล่อยให้ฮัวได้พักแล้วดำเนินการทุกอย่างเอง ก็ดูเหมือนจะรีบร้อนลงมือไปจริงๆ อย่างที่จื้อหลินว่า



ใช่… เขายังมีบทที่ต้องแสดง… สินะ



“ครั้งนี้มันกะเล่นฉันถึงตาย จากนี้คงไม่ง่ายแล้วมั้ง” บดินทร์ถอนหายใจ



“ไม่หรอก ตราบเท่าที่อำนาจยังอยู่ในมือคุณ สักวันต้องจัดการพวกมันได้แน่ อีกอย่างท่านแดนนี่ต้องจัดการให้คุณถึงที่สุดอยู่แล้ว”



ได้ยินคำปลอบโดยเฉพาะประโยคสุดท้าย แม้อุ่นใจแต่ทำให้บดินทร์สลดลงเล็กน้อย



“สร้างปัญหาให้เขาอีกจนได้”



จื้อหลินเข้าใจดีถึงความรู้สึกของบดินทร์ในตอนนี้ หงส์หนุ่มเลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรอีก ทำเพียงกอบกุมมือของเพื่อนคนนี้เอาไว้ให้แน่นที่สุดเท่านั้น







“ถ้ารู้ตัวว่าสร้างแต่ปัญหาก็หัดเจียมเนื้อเจียมตัวเสียบ้างสิ”



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ


“!!?”



เสียงเจ้าบ้านที่ดังมาพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกทำเอาบดินทร์และจื้อหลินตกใจไม่น้อย โดยเฉพาะกับจื้อหลินที่ตอนนี้ถึงหน้าซีดเผือด จ้าวซินก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ แผ่รังสีคุกคามจนบรรยากาศในห้องกว้างนี้ดูอึดอัดจนหายใจไม่ออกขึ้นทันตา บดินทร์จำได้ว่าจ้าวซินไม่ชอบที่จื้อหลินมาเจอกับเขา แบบนี้แย่แน่ ไม่อยากให้จื้อหลินต้องโดนตำหนิไปด้วยเลย



“เยี่ยมไข้กันพอได้แล้วมั้ง” จ้าวซินเอ่ยพลางคว้าต้นแขนของจื้อหลินขึ้น ให้ลุกตามตนออกไป



การกระทำค่อนข้างรุนแรงนั้นทำเอาบดินทร์เผลอตัวร้องห้าม



“เดี๋ยว! อึก!!” แต่เพียงแค่ขยับความเจ็บร้าวจากบาดแผลก็ทำเอาชะงัก แต่ก็พยายามกัดฟันฝืนยันตัวขึ้น



“คุณดิน!” จื้อหลินรีบส่ายหน้าเป็นการห้าม เพราะการทำแบบนั้นของบดินทร์จะยิ่งเป็นการยั่วยุให้จ้าวซินโกรธ ลำพังแค่เขาถูกทำโทษนั้นเรื่องเล็กมาก แต่เขาไม่ต้องการให้บดินทร์ต้องโดนไปด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเขาเองที่ขัดคำสั่งของมังกรจนมาเฝ้าไข้บดินทร์ที่นี่



“อย่าทำร้ายเขา” บดินทร์พยายามเอ่ยปากร้องขอด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง โดยไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังเติมเชื้อไฟให้ยิ่งกระพือโหม



“ทำร้าย?” จ้าวซินหัวเราะหยันด้วยสีหน้ามาดร้าย “ฉันจะทำร้ายหงส์ของตัวเองให้ได้อะไรล่ะ?”



สิ้นคำมือใหญ่ก็โอบร่างบอบบางของจื้อหลินเข้ามาใกล้ แล้วก้มลงจูบแบบไม่ให้ตั้งตัว



“!!!?” เหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาบดินทร์พูดอะไรไม่ออก



จื้อหลินเองก็เกร็งค้างไปทั้งตัว ปล่อยให้นายเหนือบดจูบตามใจ แต่เมื่อถูกเรียวลิ้นล่วงล้ำเข้ามาในโพรงปาก ทั้งร่างก็สะดุ้งไหว รู้ดีว่าจ้าวซินจงใจทำเพื่อให้บดินทร์รู้สึกแย่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่นักว่าทำไมต้องทำถึงเพียงนี้



...หรือนี่จะเป็นดอกผลจากคราวก่อนจริงๆ?



แม้ในอกจะสั่นสะท้านไปด้วยความยินดีปรีด์เปรมแค่ไหน ก็อดจะประดักประเดิดไม่ได้เมื่อถูกกระทำต่อหน้าผู้อื่น แต่หากมันเป็นความต้องการของผู้เป็นเจ้าหัวใจ จื้อหลินก็ไม่คิดขัดขืน อาการแข็งทื่อในตอนแรกจึงเริ่มอ่อนยวบไปตามการโรมรันของจูบลึกซึ้งที่จ้าวซินมอบให้



จูบนั้นเนิ่นนานจนผู้ถูกกระทำเข่าอ่อน มังกรถอนริมฝีปากอย่างอ้อยอิ่งพลางใช้ปลายลิ้นช้อนเลียริมฝีปากบนของหงส์เงาเป็นการทิ้งท้าย ก่อนรับร่างอ่อนแรงเข้าอ้อมแขนแล้วประคองไว้ สายตาละจากพวงแก้มสีแดงระเรื่อมองตรงไปยังบดินทร์อย่างผู้มีชัยเหนือกว่า จ้าวซินยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเขาไม่สบอารมณ์อย่างแรงที่จื้อหลินคอยพะเน้าพะนอคนคนนี้! ไม่ว่าจะด้วยฐานะอะไรเขาก็ไม่ชอบทั้งนั้น ไม่ว่าสำหรับเขาแล้วหงส์เงาคนนี้ไม่ได้มีค่าอะไร แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เด็ดขาด โดยเฉพาะคนอย่างบดินทร์!



“แบบนี้คงไม่เรียกว่า ‘ทำร้าย’ หรอกนะ จริงไหม?” จ้าวซินแกล้งถามด้วยสีหน้าหยามหยันมาทางบดินทร์ที่ยังมองมาด้วยสีหน้าที่ไม่ได้ยินดีกับเรื่องนี้นัก คำท้าทายของมังกรทำให้หงส์ของวิษธรเม้มริมฝีปากจนแทบห้อเลือด เพียงเท่านั้นจ้าวซินก็พึงใจพอที่จะปล่อยอีกฝ่ายไว้กับความเจ็บใจแล้ว



เมื่อพอใจกับผลลัพธ์มังกรจ้าวก็ลากร่างอ่อนแรงในอ้อมอกออกจากห้องไปโดยไม่สนใจคนเจ็บเบื้องหลังอีก บดินทร์เองก็สิ้นไร้ถ้อยคำราวกับคนเป็นใบ้ แค่ได้เห็นสิ่งที่จ้าวซินทำก็หมดปัญญาจะโต้แย้ง จะมีก็เพียงความสับสนเท่านั้นที่รบกวนเขาอยู่ตอนนี้ จ้าวซินในความทรงจำคือคนที่พร้อมลงมือฆ่าหงส์เงาของตัวเองได้ทุกเมื่อ เกลียดชังจนแทบไม่อยากอยู่ใกล้ แล้วนี่คืออะไร? ความใกล้ชิดที่ราวกับดักจนชวนเย็นสันหลังนั่นมันคืออะไร?



“โอ้ย” อยากใช้สมองต่ออีกหน่อยแต่ร่างกายกลับประท้วงขึ้นมาเสียก่อน ความเจ็บหน่วงตรงอกซ้ายช่วงบนทำเอาทรงตัวอยู่ได้ไม่นานก็ต้องล้มลงไปนอนพังพาบ ความเจ็บทำเอาหายใจผิดจังหวะอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะดีขึ้นจนเขาสามารถพลิกกลับมานอนหงายได้อีกครั้ง การออกแรงทำให้เขายิ่งเหนื่อยหอบ แม้จะมีเครื่องช่วยหายใจคาดอยู่ตรงจมูกก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่



ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง พอปรับการหายใจให้เป็นปกติได้ บดินทร์ก็นอนเหม่อมองสายน้ำเกลือระโยงระยางพลางคิดถึงเรื่องที่ควรจะทำต่อไป พยายามลบภาพของจ้าวซินและจื้อหลินออกจากหัว ถ้ายังไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดอะไรที่เลวร้ายขึ้นกับเพื่อนเขา ก็คงยังไม่ต้องทำอะไร…



*

*

*

*

*



ถูกลากออกจากห้องคนป่วยด้วยความมึนงงในอ้อมแขนแกร่งของผู้เป็นเจ้าหัวใจ ก่อนที่จะถูกผลักไสเข้าไปในห้องทำงานของนายใหญ่อย่างแรง ร่างบอบบางถูกเหวี่ยงจนเซถลาลงไปกองอยู่บนชุดโซฟายาวกลางห้อง หัวใจกระเด้งกระดอนไปหมดเพราะไม่รู้จะตั้งรับอารมณ์ของท่านผู้นั้นอย่างไรดี



รอยจูบจางหายไปแล้ว คงเหลือไว้เพียงริ้วรอยแห่งความกรุ่นโกรธเท่านั้น



“จำได้ว่าฉันเคยบอกแกแล้วว่าห้ามแกเจอกับมันอีก” น้ำเสียงเยียบเย็นถามขึ้นในขณะที่ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ สืบเท้าเข้าใกล้คนที่ยังนอนพังพาบอยู่บนโซฟา



“...ผมแค่เป็นห่วงเขา” จื้อหลินตอบด้วยเสียงสั่นเทา ด้วยใจที่พร้อมยอมรับการลงทัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน



“เป็นห่วง?” จ้าวซินไม่ใคร่พอใจในคำตอบนัก มังกรหนุ่มสืบเท้าเข้ามาหยุดอยู่ตรงร่างของจื้อหลิน โน้มตัวลงคร่อมร่างอีกฝ่ายไว้ราวกับจะกีดกันไม่ให้หลบหนี ทั้งที่ก็รู้ดีว่าต่อให้ไม่ต้องทำอะไรจื้อหลินก็ทำได้เพียงหมอบราบคาบแก้วอยู่แทบเท้าของเขา



...ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็นะ



“ไอ้หงส์ใหม่นั่นมันมีดีอะไรนักนะ? ถึงทำให้แกขวัญกล้าขัดคำสั่งฉันครังแล้วครั้งเล่า”



จ้าวซินเอ่ยพลางปลดกระดุมเสื้อกี่เพ้าของจื้อหลินออกมาทีละเม็ด จ้องมองดวงตาตื่นตระหนกของจื้อหลินคนที่ปกติเอาแต่ทำสีหน้าอมทุกข์ คนที่เอาแต่ทำตัวเหมือนปลาตายคล้ายเป็นเพียงแค่ซากศพไร้ชีวิตจิตใจมาตลอดเวลาที่เป็นหงส์เงาอยู่ภายใต้บารมีของเขา แต่พอวันหนึ่งมีไอ้หงส์ใหม่ของวิษธรคนนั้นเข้ามา คนตายซากก็กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาเสียจนแปลกหูแปลกตา ทำสีหน้าแสดงอารมณ์หลากหลายกับฝ่ายนั้น สีหน้าเดียวกันกับที่เคยเป็นของเขาเมื่อครั้งอดีต ยอมขัดคำสั่งทั้งที่ไม่เคย ยอมถูกลงโทษทั้งที่กลัวเจ็บ เพียงเพื่อจะได้ไปเจอกับไอ้หงส์คนนั้น ถึงขั้นออกปากโอดครวญแม้ในยามที่สติไม่สมประดี ว่าหากไร้ประโยชน์กับทางนี้แล้วจะขอไปอยู่กับบดินทร์!



อย่างเช่นตอนนี้ที่จะเป็นจะตายให้ได้เพียงแค่เห็นว่าฝ่ายนั้นโดนยิงเพียงแผลเดียว!



จ้าวซินเหยียดยิ้มหยัน



‘ฝันไปเถอะ! ต่อให้จื้อหลินจะเหลือเพียงเถ้ากระดูก เขาก็จะไม่มีวันปล่อยมันไปจากพรรคนี้เด็ดขาด!’



พอปลดกระดุมเสื้อกี่เพ้าจนหมด จ้าวซินก็ใช้ปลายนิ้วของตนลูบผ่านผิวกายขาวสะอาดของคนที่ได้แต่นอนสั่นสะท้านเพราะหวาดหวั่นกับการลงทัณฑ์ที่ไม่อาจล่วงรู้ว่าจะโดนอะไร



จื้อหลินยังคงเงียบ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขาบดินทร์ทั้งนั้น เพราะเขารู้ดีว่าจ้าวซินเป็นคนอย่างไร มังกรจ้าวคนนี้หากลองได้ตัดสินใจเชื่อสิ่งใดไปแล้วก็จะไม่ฟังเหตุผลอื่นอีก โดยเฉพาะเหตุผลจากคนที่ถูกเกลียดเข้ากระดูกดำอย่างเขาคนนี้



“ตอบมา ฉันไม่ได้อนุญาตให้แกเงียบ” จ้าวซินเค้น ลูบมือมาจนถึงยอดอกสีอ่อนแล้วใช้ปลายนิ้วโป้งขยี้ไปมาเบาๆ



การกระทำนั้นของผู้เป็นเจ้าชีวิตทำเอาหงส์เงาสะท้านเยือกไปทั้งร่าง ตั้งแต่คืนนั้นที่มีความสัมพันธ์จ้าวซินก็ไม่ได้แตะต้องเขาอีก ความไม่คุ้นชินยิ่งทำให้จื้อหลินรับมือไม่ถูก



“...พ...เพราะคุณดินเป็นเพื่อนผม” เมื่อถูกรุกเร้าจื้อหลินจึงจำต้องตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า



“เพื่อน? หึ!” จ้าวซินหัวเราะขบขันราวกับสิ่งที่ได้ยินนั้นมันตลกเสียเหลือเกิน สายตาคมกล้าฉายแววดุดันขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงใกล้ใบหูเย็นจัดของคนใต้ร่าง แล้วกระซิบถ้อยคำโหดร้าย “คนเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างแก จะไปเป็นเพื่อนกับใครได้”



“....................” คำหยันนั้นจื้อหลินไม่อาจเถียง



“อย่าคิดว่าฉันจะไม่ระแคะระคายว่าแกกำลังแอบเก็บซ่อนความลับอะไรเอาไว้” จ้าวซินเอ่ยพลางเลื่อนมือลงไปเลิกกระโปรงยาวของจื้อหลินขึ้นเพื่อปลดขาเทียมของฝ่ายนั้นออก “เพราะฉันอยู่ไกลแกเลยย่ามใจสินะ จากนี้ไปฉันจะจับตาดูแกไว้ 24 ชั่วโมงเอง”



ตุบ!



หัวใจจื้อหลินคล้ายเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะพร้อมกับที่ขาเทียมด้านซ้ายถูกปลดออก ประโยคสุดท้ายของนายเหนือราวกับหมุดที่ตรึงร่างเขาไว้ ในหัวไม่ประมวลผลสิ่งอื่นใดเลยนอกจากคิดถึงคำที่จ้าวซินเอ่ย ความกริ่งเกรงถาโถมเกาะกุมจิตใจแม้ในขณะที่กางเกงชั้นในถูกถอดออกจากร่าง สองขาที่ถูกแยกกว้างและความเจ็บปวดรวดร้าวที่ชำแรกเข้ามา!



“อึก!!!” ความเจ็บจากการถูกล่วงล้ำช่องทางแห้งผากทำให้สติของจื้อหลินกลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยความทรมานสองมือบางจึงเผลอจิกทึ้งลงบนไหล่ของนายเหนือ พลันนึกขึ้นได้ถึงบางสิ่งจึงรีบออกปากห้าม



“ท...ท่านแดนนี่...กำลังจะมา...ถึง อื้อ!” ไม่ทันจบประโยคร่างกายก็ถูกรุกรานเข้ามาเกินครึ่ง เจ็บแสบรวดร้าวจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดอีก จื้อหลินจึงได้เพียงกัดริมฝีปากไว้เพื่อระงับความรู้สึกทรมาน และดูเหมือนจ้าวซินเองก็ไม่ได้สนใจใคร่ฟังคำเตือนของเขา



“ก็ช่างสิ”



จ้าวซินกระซิบอยู่ตรงซอกคอขาวแล้วค่อยๆ ขยับสะโพกเนิบช้า...







************************************



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ



5 ชั่วโมงจากแม็กซิโกด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ในที่สุดมังกรแห่งวิษธรก็มาถึงรังของพรรคตระกูลจ้าวอย่างเร่งรีบ ทันทีที่ทราบถึงข่าวร้ายจากพี่ชายอย่างจ้าวซิน ดนัยก็ไม่รอช้ารีบกลับมาทันที ใช้เวลาจากสนามบินเพียงไม่นานดนัยและบอดี้การ์ดคนสนิททั้ง 5 ก็มาถึงรังตระกูลจ้าว



“สวัสดีครับท่านแดนนี่ เชิญทางนี้ครับ” เพราะรู้ถึงการมาของมังกรแห่งวิษธรอยู่ก่อนแล้ว พ่อบ้านของตระกูลจ้าวจึงมาเตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี



“ดินเป็นไงบ้าง?” ดนัยรีบถามอาการของคนที่ตนห่วงหนักหนา เพื่อให้รู้สภาพการณ์ก่อนที่จะเข้าไปเห็นภาพจริง



“คุณดินเธอโดนยิงเข้าที่หลังครับ กระสุนแฉลบกระดูกสะบักเข้าไปฝังที่ปอด หมอหยางผ่าเอากระสุนออกให้เรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้อาการของคุณดินปลอดภัยดี เพียงแต่ด้วยพิษบาดแผลเลยทำให้มีไข้แต่ก็ให้ยาระงับแล้วครับ ตอนนี้เธอน่าจะหลับอยู่” พ่อบ้านอู๋รายงานสิ่งที่ควรบอกเบื้องต้นแก่ดนัยอย่างไม่อิดออด



ดนัยเพียงพยักหน้ารับ แล้วเดินตรงเข้าไปที่โถงด้านใน สีหน้ามังกรหนุ่มตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวล แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือออร่าของความโกรธเกรี้ยว ที่ราวกับมีพายุลูกใหญ่กำลังอัดแน่นอยู่ในร่างของเขา มันพร้อมจะพัดพาหายนะทุกอย่างสู่คนที่กล้าทำร้ายคนของเขา ให้พังพินาศย่อยยับในพริบตา!





“น…นายท่าน!”





ทันทีที่ดนัยก้าวเท้าเข้ามาในโถงรับแขก เสียงเรียกร้อนรนจากคนที่รอคอยเขาอยู่ตลอดก็ดังขึ้น พร้อมร่างเล็กที่เซถลาลงมากองตรงแทบเท้า



“ผมขอโทษครับที่ดูแลคุณดินไม่ดีทำให้คุณดินบาดเจ็บถึงขนาดนี้!” มาฟุบกองตรงแทบเท้านายเหนือได้ ธันวาก็รีบกล่าวขอโทษจากหัวใจ และรอคอยการลงทัณฑ์อันสมควรจะได้รับจากการปฏิบัติงานบกพร่อง ที่บดินทร์ได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ก็เพราะช่วยเขา ความรู้สึกผิดถาโถมจนท่วมท้นร่างเขาไปหมด



พลั่ก!!



“อุก!!!” สิ้นคำขอโทษ เท้าหนักๆ ก็เตะอัดเข้าที่ชายโครงอย่างแรงจนธันวาลงไปนอนจุก นายเหนือลงโทษเขาแล้วท่ามกลางสายตาของเหล่าบอดี้การ์ดคนอื่นๆ



ลงโทษเขาตามความผิด



ลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง



“เพราะกูไว้ใจ ถึงได้ยกหน้าที่ดูแลดินให้มึง แล้วดูสิ่งที่มึงทำไอ้ธัน!” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยอยู่เหนือศีรษะที่ยังซบอยู่ตรงปลายเท้า “มึงปล่อยให้ดินตะลอนไปไหนมาไหนโดยไม่ใส่เสื้อเกราะกันกระสุนได้ยังไง!? ถ้ามึงเองยังหละหลวมแล้วกูจะวางใจใครได้อีก!”



ดนัยเอ่ยเพียงเท่านั้นแล้วเดินผ่านร่างที่ขดเป็นก้อนอยู่ตรงปลายเท้าไป



ถ้อยคำกล่าวโทษของดนัยนั้น ธันวายอมรับอย่างเต็มหัวอกว่า น้อยครั้งนักที่นายเหนือคนนี้จะลงโทษคนสนิทด้วยความรุนแรง และครั้งนี้ธันวารู้ดีว่าตนสมควรโดน ที่จริงแล้วเขาควรโดนหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ!



“ไอ้ทศ”



“ครับนาย”



เสียงดนัยดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมเสียงขานรับของลูกน้องอีกคน



“พามันไปพักได้แล้ว มันเองก็เจ็บอยู่”



นายเหนือออกคำสั่งสุดท้ายก่อนผ่านเข้าไปด้านใน ทิ้งเหล่าบอดี้การ์ดไว้ด้านนอกนี้เพราะไม่มีสิทธิ์เข้าสู่เขตหวงห้าม ทุกคนที่เหลือถอนหายใจ ก่อนที่เสียงร้องโฮของธันวาจะดังขึ้น



“ฮึก! ฮืออออ!!”



ธันวาสะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใครอีก ทั้งที่เขาเป็นบอดี้การ์ด แต่บดินทร์ต้องมาเจ็บเพราะช่วยเขา ทั้งที่เขาทำความผิด แต่นายเหนือก็ยังเมตตาเขา ความร้าวรานจากความรู้สึกผิดผสมปนเปกับความตื้นตันล้นพ้นจนธันวาไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ปล่อยโฮออกมาไหว สบถสาบานกับตัวเองในใจเป็นพันรอบว่าถ้าเพื่อนายเหนือทั้งสองคนตนแล้วต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟถวายชีวิตเขาก็จะไม่เสียดาย!



“ธัน…??” หลังจากยืนมองเพื่อนร้องไห้อย่างน่าสงสารอยู่อึดใจ ทศก็เอ่ยปากเรียกสติอีกฝ่ายแล้วตั้งใจจะเดินเข้าไปประคองเพื่อจะได้พาเพื่อนไปพัก



แต่กลับมีร่างหนึ่งเข้ามาขวางไว้



“กูพามันไปเอง” เป็นมานพที่เข้าไปทำหน้าที่แทนท่ามกลางความงงงันของเหล่าบอดี้การ์ดที่เหลือ เพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้



มานพไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เขาเพียงเข้าไปช้อนตัวคนที่กำลังสะอื้นจนตัวโยนอยู่บนพื้นขึ้นอุ้มแนบอก แล้วเดินเข้าไปในห้องที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากโถงรับแขกนี้นัก ฝ่ายธันวานั้นเพราะเอาแต่ร้องไห้จึงไม่ทันได้รู้ตัวว่าคนที่กำลังอุ้มตนอยู่คือมานพ เพราะรูปร่างไม่ต่างจากทศเพื่อนตนเท่าไหร่ทำให้เผลอซบกับอกฝ่ายนั้นแล้วร้องไห้ไม่หยุด



“พี่สิง นี่มันเกิดอะไรขึ้นอ่ะพี่?” เอกที่ยืนรวมอยู่กับสิงหาและเดชาถามขึ้นขณะยังมองตามสองร่างนั้นตาค้าง



“กูก็อยู่กับมึงไหม” สิงหาตอบแค่นั้น



เมื่อไม่ได้ความ เอกจึงหันไปหาเพื่อนตน “ทศ หรือมึงว่าไง?”



“………….” แต่ก็ไม่ได้คำตอบ เพราะทศเอาแต่เงียบแล้วมองภาพมานพอุ้มธันวาด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวดยิ่งกว่า



“ไอ้ทศ?” เห็นเพื่อนทำหน้าตาประหลาด เอกจึงทักขึ้น



“กูไม่รู้ เดี๋ยวกูตามไปดูให้” ทศตอบ



“งั้นกูไปด้วย…?”



“ไม่ต้อง มึงเฝ้าตรงนี้ไว้พอ เผื่อนายท่านมีอะไรจะใช้”



“…อ…อือ”



ตกลงเสร็จสรรพ ทศก็เดินตามเข้าไปในห้องพัก ปล่อยเอกและคนอื่นๆ ยืนงงเป็นไก่ตาแตกกันต่อไป







**************************************************



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ


“เชิญทางนี้ครับท่านแดนนี่”



หลังเข้าถึงส่วนหวงห้ามของพรรค พ่อบ้านอู๋ก็ทำหน้าที่นำทางให้ดนัยได้ไปสู่ห้องพักของบดินทร์ได้อย่างถูกต้อง จังหวะเดียวกันนั้นหมอหยางก็กำลังจะเดินเข้าไปในห้องเพื่อให้ยากับบดินทร์อีกรอบพอดี



เมื่อทั้งสองมาบรรจบกันหน้าห้องพักของบดินทร์พอดี พ่อบ้านอู๋ก็ไม่อยู่รบกวนการสนทนาใดอีก



“สวัสดีครับ” หมอหยางเป็นฝ่ายทักทายก่อน



“ขอบคุณนะหมอหยาง ผมเป็นหนี้คุณแล้ว” ดนัยกล่าวพลางค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อย แต่เพียงเท่านั้นก็ทำเอาคู่สนทนาสะดุ้งได้ หมอหยางจึงรีบปฏิเสธการขอบคุณนั้น



“ไม่เลยคุณแดนนี่ มันเป็นหน้าที่ผมที่ต้องทำอยู่แล้ว ขอบคุณพี่จ้าวเถอะ” หมอหยางพูดพลางเปิดประตูเดินนำเข้าห้องไป โดยมีดนัยเดินตามเข้าไปติดๆ



ภายในห้องกว้างลายไม้สีน้ำตาลเข้มเมื่อรวมเข้ากับไฟสลัวดูแล้วหม่นหมองพิลึก ดนัยมองตรงไปที่เตียงกวางกลางห้องนั้นทันที และก็ได้เห็นบดินทร์ที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่



มังกรหนุ่มกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ความอัดอั้นจุกแน่นอยู่ตรงอกเมื่อได้เห็นบดินทร์ที่นอนนิ่งโดยมีสายน้ำเกลือระโยงระยาง ทั้งยังมีเครื่องช่วยหายใจ ภาพความทรงจำครั้งที่บดินทร์ฆ่าตัวตายแล้วเขาช่วยไว้ทันมันแล่นเข้ามาในหัวทับกับภาพตรงหน้า



ตอนนั้นก็เจ็บหนักแต่เหมือนจะไม่ร้ายแรงเท่านี้



ไม่ว่าเรื่องในตอนนั้นบดินทร์จะปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา แต่ดนัยก็เชื่อว่าเขาเองก็เป็นชนวนหนึ่งในตอนนั้นที่ทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจเชือดข้อมือตัวเอง แล้วยังครั้งนี้…



ดนัยสูดหายใจเข้าจนลึกสุดปอด เมื่อลองคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วนั้น ที่ชีวิตของบดินทร์ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายหลายต่อหลายครั้ง ล้วนจากมีเขาเป็นมูลเหตุทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นตอนฆ่าตัวตาย ตอนโดนฮัวจับตัว หรือแม้กระทั่งตอนนี้



เพราะเขาเอาแต่ใจ เพราะเขาดึงดันให้บดินทร์ยอมรับตำแหน่งหงส์ เพราะเขาอวดดีคิดว่าสามารถดูแลได้จนตลอดรอดฝั่ง



ที่ไหนได้…



เขาไม่สามารถปกป้องหงส์ของตัวเองได้เลยสักนิด



…ปกป้องไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว



“อาการของคุณดินตอนนี้ไม่น่าเป็นห่วงแล้วครับ เพียงแต่เพราะปอดได้รับความเสียหายเลยทำให้มีไข้กับหายใจลำบากหน่อย แต่ผมให้ยาไว้ทุกสองชั่วโมงพรุ่งนี้เช้าไข้น่าจะทุเลาลง” หมอหยางอธิบายพลางขณะเตรียมยา เขาปลุกบดินทร์ให้รู้สึกตัวครู่หนึ่งเพื่อทำการให้ยาแล้วปล่อยให้หลับต่อ



เพราะดึกมากแล้วผนวกกับฤทธิ์ไข้จึงทำให้บดินทร์สะลึมสะลือไม่รู้เรื่องราวว่าดนัยมาถึงแล้ว เขาเพียงรู้สึกตัวขึ้นมารับรู้ว่าจะถูกให้ยาแล้วก็หลับใหลต่อไปด้วยร่างกายที่หนักอึ้ง



ดนัยเดินเข้าไปข้างเตียงด้วยหัวใจที่เจ็บยอก ยิ่งเห็นสภาพที่แสดงถึงความทรมานชัดเจนของบดินทร์ด้วยแล้วหัวใจของมังกรหนุ่มก็ยิ่งถูกบีบรัด



“คืนนี้ผมแนะนำว่าให้คุณดินพักที่นี่ก่อนแล้วค่อยเคลื่อนย้ายในวันพรุ่งนี้จะสะดวกกว่าครับ เดี๋ยวผมไปดูแลต่อที่วิษธรให้” หมอหยางแนะนำก่อนออกจากห้องไปเมื่อหมดหน้าที่ ดนัยเพียงพยักหน้ารับรู้ขณะที่สายตามองเหม่อไปที่คนป่วยไม่วางตา



“เอ่อ…ยาที่ผมให้ไปจะช่วยทุเลาความเจ็บปวดของคุณดินและจะทำให้เขาหลับยาวไปจนเช้า อีกอย่างเดี๋ยวผมจะเข้ามาดูเขาทุกสองชั่วโมงเอง เพราะงั้นคุณจะพักหน่อยก็ได้นะครับ ได้ยินมาว่าคุณยังไม่ได้พักเลยตั้งแต่เมื่อวาน”



“…ขอบคุณครับ”



แม้หมอหยางจะบอกเล่าถึงสถานการณ์ของบดินทร์อย่างชัดเจนแล้ว ดนัยก็ไม่ได้มีทีท่าอื่นนอกจากการยืนมองนิ่งอยู่อย่างนั้น หมอหยางจึงไม่คิดวุ่นวายอีกเพราะมันคงนอกเหนือจากหน้าที่ของตนแล้ว



“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”



“…………….”



เมื่อหมอหยางออกไปแล้ว ดนัยก็จัดแจงถอดเสื้อโค้ทกับสูทตัวนอกของตัวเองออก แล้วหย่อนตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ นั่งลงแล้วก็โน้มตัวลงใกล้กับคนที่หลับใหลเพื่อฟังเสียงลมหายใจแผ่วผิว



‘ยังหายใจอยู่’



เมื่อยืนยันด้วยตัวเองแน่ชัดแล้วว่าบดินทร์ยังมีชีวิตอยู่ ลวดหนามที่รัดรึงอยู่ตรงหัวใจคล้ายจะคลายลงหน่อย ไม่แปลกหรอกที่เขาจะไม่วางใจต่อให้ใครจะบอกกล่าวว่าบดินทร์นั้นปลอดภัยดีแล้ว ตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งมังกร คนสำคัญในชีวิตเขาก็ค่อยๆ ล้มหายตายจากไปทีละคนเพราะเกมการเมืองทั้งในและนอกพรรค ในช่วงแรกที่เขายังอ่อนแอนั้นเขากลัวมาก แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มรับมือได้



‘ถ้าไม่มีคนสำคัญ ก็จะไม่ต้องเสียใจ’



‘ถ้าไม่ให้ค่าใคร ความตายก็แค่เรื่องของผลประโยชน์’



เขายึดมั่นในความเชื่อนี้มาตลอดจนขึ้นชื่อว่ามังกรไร้หัวใจ แม้แต่ตอนที่รับบดินทร์เข้ามาในชีวิตส่วนหนึ่งก็แค่ความรับผิดชอบกับความสนุกและถูกใจในตอนแรกเท่านั้น ในตอนที่บังคับให้อีกฝ่ายรับตำแหน่งหงส์มันก็แค่เพราะความอยากเอาชนะคนดื้อรั้นอย่างบดินทร์ และเพราะไม่อยากให้ใครที่อยู่นอกสายตามารับตำแหน่งอันสำคัญต่อพรรคนี้ เป็นบดินทร์ที่ควบคุมง่ายย่อมสะดวกกว่า



ในตอนนั้นก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องดูแลให้ดี ไม่ได้อยากให้ตายไปง่ายๆ ดูแลรับผิดชอบตามหน้าที่ที่พึงทำและตามคำสัญญาที่เคยได้รับปากเอาไว้



ไม่คิดเลยว่ามาถึงตอนนี้ คนที่เป็นเพียงคนในคำสัญญากลับกลายเป็นคนที่มีค่าต่อชีวิตเขาได้ถึงขนาดนี้…



เพียงแค่ได้ยินว่าบดินทร์ได้รับอันตราย หัวใจเขาก็เหมือนหลุดหายออกจากร่าง เหมือนเขาเพิ่งจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นก็เมื่อตอนที่ได้ยินเสียงลมหายใจของบดินทร์เมื่อครู่นี้เอง



ดนัยค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะที่แก้มเนียนของบดินทร์อย่างเบามือ ความอุ่นซ่านที่แผ่ผ่านมายังปลายนิ้วทำให้หัวใจของดนัยเต้นแรงขึ้น บดินทร์ยังอยู่ตรงนี้ หงส์ของเขายังไม่ได้ไปไหน



มือแกร่งละจากใบหน้าเพื่อเปลี่ยนลงมากอบกุมมือร้อนของคนหลับใหล ดนัยประคองมือน้อยของบดินทร์ขึ้นมากดจูบกับริมฝีปากสั่นระริกของตน จูบย้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมา



“ขอโทษ” ดนัยเอ่ยออกมาเบาๆ คล้ายเป็นเพียงการรำพึงกับตัวเอง “ผมไม่ควรทิ้งคุณไว้คนเดียว ไม่ควรให้คุณต้องรับมือปัญหาเพียงลำพัง”



ตั้งแต่ที่บดินทร์ยอมรับตำแหน่งหงส์ ตั้งแต่ที่หงส์เปิดใจรับใช้มังกรคนนี้ บดินทร์มักจะคอยย้ำกับเขาเสมอว่าต่อให้เขาจะใช้อีกฝ่ายเป็นเหยื่อล่อ หรือแม้จะผลักลงเหวก็จะไม่เกี่ยงทั้งสิ้น จะยอมรับภักดีและวางชีวิตดวงน้อยนี้ใส่มือของเขาไว้ ยอมยกให้ทุกอย่าง…



แม้มันจะเป็นความต้องการในจุดแรกที่เขาเพิ่งได้ตัวอีกฝ่ายมา แต่ในตอนนี้เขาไม่ต้องการแล้ว แค่เพียงอยากได้บดินทร์ไว้เคียงข้างกาย แต่ไม่ได้หมายจะให้มีอันตรายมาแผ้วพาน มังกรหนุ่มโน้มตัวลงไปจูบเบาๆ ที่ขมับอุ่น พลางหัวใจเขาตัดสินใจบางอย่างได้



“ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดของวิษธร ผมยอมแลกทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ชีวิตของตัวเองได้เพื่อพรรค…แต่นั่นต้องไม่ใช่คุณ”



*

*

*

*

*

ดนัยนั่งเฝ้าไข้อยู่อย่างนั้นทั้งคืนโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เขานั่งนิ่งข้างเตียงอยู่อย่างนั้นเพื่อเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ที่หงส์ของตนจะฟื้นลืมตา





“เฝ้าอยู่แบบนั้นทั้งคืนมันจะแย่เอานะ”





จ้าวซินทักขึ้น เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นว่าดนัยยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ตามที่พ่อบ้านอู๋และหมอหยางมารายงานเขาเมื่อคืน



“ผมไม่ง่วง” ดนัยตอบทั้งที่ไม่ได้หันมามองทางจ้าวซินแม้แต่น้อย ดวงตาคมกล้ายังคงจ้องมองอยู่ที่คนป่วยตรงหน้า



“งั้นมาคุยกับพี่ชายสักหน่อยเป็นไง”



“…………” แม้จ้าวซินจะออกปากชวน แต่ดนัยก็ยังคงนั่งนิ่ง



“หงส์ของนายยังไม่ตื่นตอนนี้หรอก ปล่อยเขาพักผ่อนไปก่อนเถอะ ฉันว่าเรามาคุยกันเรื่องชีวิตต่อจากนี้ของหงส์คนนี้กันหน่อยดีกว่านะ”



จ้าวซินชวนซ้ำ ดนัยนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นตามคำชวนนั้น มังกรทั้งสองเดินตามกันออกมาจากห้องพักรับรอง จ้าวซินที่อยู่ในชุดเสื้อคลุมสีครามเข้มปล่อยผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังเดินนำดนัยเข้าไปในห้องทำงาน จัดแจงให้น้องร่วมสาบานที่ยังดูเหม่อลอยนั่งพักตรงชุดโซฟาพร้อมสั่งให้คนไปนำกาแฟอย่างดีมาให้



ทว่าจนแล้วจนรอดน้องชายที่เอาแต่เงียบก็ไม่ยอมแตะกาแฟเลยสักหยด



จ้าวซินผู้เฝ้ามองมานานจึงเริ่มเปิดประเด็น



“แดนนี่”



“ผมขอบคุณพี่จ้าวมากนะครับ เรื่องดิน ไม่ได้พี่ช่วย เขาคงแย่”



ทว่าเป็นดนัยที่เป็นฝ่ายชิงพูดก่อน



จ้าวซินถอนหายใจ “นายคงรู้อยู่แล้วว่าไอ้พวกที่ลงมือเป็นใคร อย่าหาว่าพี่ชายละลาบละล้วงเลยนะ ฉันสงสัยเหลือเกินว่าทำไมนายถึงยอมให้เจ้าหงส์อ่อนประสบการณ์นั่นปกครองฝ่ายในอย่างเอาแต่ใจแบบนั้น?”



“ผมแค่อยากให้เขามั่นใจในตัวเอง และสิ่งที่เขาทำมันก็ไม่ได้ผิด” ดนัยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ อารมณ์ของชายหนุ่มตอนนี้มันไม่ต่างจากระเบิดแช่แข็ง



“ใช่ มันไม่ผิด แต่ก็เป็นภาระให้นายต้องคอยตามเช็ดตามล้างไม่สิ้น ในขณะที่เจ้าตัวไม่ได้รู้อะไรเลย” จ้าวซินบ่นพร่ำ แม้จะเห็นว่าอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ได้เสถียรแต่ในฐานะพี่ชายเขาควรเตือนน้องชายให้ได้สติ “นายควรเปลี่ยนวิธีไหม? จำกัดอำนาจของหงส์นายหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อตัวของหงส์เอง…”



“ผมรู้แล้วว่าวิธีนี้มันผิด”



“…………??” จู่ๆ ดนัยก็โพล่งขึ้น ในขณะที่จ้าวซินกำลังตั้งใจอธิบายสิ่งที่ตนคิด



“และผมรู้แล้วว่าจะต้องทำยังไง”



“…นี่นาย…อย่าบอกนะว่า?”



“ผมจะไม่ยอมให้ดินต้องมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีกแล้ว”



จ้าวซินขมวดคิ้วมุ่น เพราะรู้ดีถึงแผนการที่ดนัยวางไว้



“ระวังมันจะได้ไม่คุ้มเสียเอานะ”



“ผมคิดไว้ดีแล้วว่าจะต้องทำยังไง”



“ฉันหมายถึงระวังหงส์ของนายจะไม่เข้าใจต่างหาก”



“เรื่องนั้นไม่เป็นไร แค่เขาปลอดภัยก็พอแล้ว”



“แล้วนายจะอธิบายให้หงส์ของนายฟังว่ายังไง?”



“ไม่ครับ”



“…หมายความว่าไง? นายจะไม่บอกมันงั้นเหรอ?”



“ไม่รู้ก็ไม่อันตราย…จริงไหมพี่จ้าว?”



คำตอบของดนัยทำเอาจ้าวซินถึงกับต้องขมวดคิ้วอีกรอบ แบบนี้มันสุดโต่งเกินไปแล้ว!



มังกรจ้าวถอนหายใจยาว



“แดนนี่ ในฐานะของคนอย่างเราๆ น่ะ การให้ค่ากับใครมากเกินไป มันจะวกกลับมาทำร้ายตัวนายเองนะ” จ้าวซินออกปากเตือนดนัยอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าน้องชายร่วมสาบานคนนี้กำลังจะเอาตัวเข้าไปผูกกับอันตรายเพียงเพราะต้องการปกป้องหงส์ที่ไร้ประโยชน์อย่างบดินทร์



“พี่เองก็เหมือนกัน”



แต่แทนที่ดนัยจะสำนึกได้ ชายหนุ่มกลับย้อนเตือนกลับมาแทน



“ทำไม? ฉันดูให้ค่าจื้อหลินมันขนาดนั้นเลยเหรอ?” จ้าวซินถามกลับ



“ก็มากกว่าที่ผ่านมา” ดนัยเองก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา



“นั่นเพราะนายเคยเตือนฉันเรื่องความผิดปกติของมัน ฉันถึงได้กลับมาอยู่นี่” จ้าวซินอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เจือความหัวเสียเล็กน้อยจากการที่ถูกดนัยจับผิด



“แบบนั้นผมก็สบายใจ” ดนัยตอบหน้าตาย



แล้วหลังจากนั้นบทสนทนาระหว่างมังกรทั้งคู่ก็สิ้นสุดลง



เรื่องของจื้อหลินนั้น ตั้งแต่ที่มีเรื่องหนีเที่ยวของสองหงส์ กับการแสดงความห่วงใยกันและกันที่เกินหน้าเกินตาเกินหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายจึงทำให้มังกรอย่างดนัยรู้สึกระแคะระคายบางอย่าง จึงลองสืบเสาะเจาะจงไปที่จื้อหลิน แล้วก็พบกับบางสิ่งที่ผิดสังเกตจึงตัดสินใจออกปากเตือนจ้าวซินให้รู้ตัวไว้



แต่ดูเหมือนว่าจ้าวซินที่ควรจะอยู่ฝ่ายเฝ้าระวังเดียวกันกับดนัย อีกฝ่ายกลับคล้ายคอยเฝ้าระวังให้จื้อหลินเสียมากกว่า



ไม่ว่าจ้าวซินนั้นจะทำลงไปโดยรู้ตัวหรือไม่ ดนัยก็จะไม่ยอมมองข้ามในจุดนี้เด็ดขาด





ก๊อก ก๊อก



“เข้ามา”



เสียงเคาะประตูดังขึ้นในขณะที่ความเงียบงันชวนอึดอัดกำลังปกคลุมอยู่เต็มห้อง จ้าวซินจึงรีบอนุญาตให้ใครสักคนได้เข้ามา



“ขออภัยครับ หมอหยางให้มาแจ้งท่านแดนนี่ว่า คุณดินเธอตื่นแล้ว”



และใครคนนั้นคือพ่อบ้านอู๋ ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาได้ชายวัยกลางคนก็เอ่ยปากอย่างสุภาพ



เพียงได้ยินว่าบดินทร์ฟื้นแล้ว ดนัยก็ผลุนผลันออกจากห้องไปทันที ทิ้งเจ้าบ้านให้นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดต่อไปเพียงลำพัง



*

*

*

*

*



“ดิน!”



เสียงแหบพร่าร้องเรียกชื่อของคนที่นั่งอิงอยู่กับหัวเตียงทันทีที่เข้ามาในห้อง บดินทร์ที่ยังคงเหนื่อยอ่อนรีบหันมองไปตามเสียงเรียกนั้นด้วยดวงตาที่เต็มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาทันทีที่ได้เห็น



“…ต้น”



บดินทร์แทบไม่เหลือเสียงจากลำคอ แต่ก็ยังพยายามเอ่ยชื่อของคนที่ตนฝันถึงมาทั้งคืน



ไม่มีคำใดออกจากปากของคนทั้งคู่อีก นอกจากเสียงสะอื้นเบาๆ ของบดินทร์เท่านั้น ผ่านความตายมาได้เขานั้นก็กัดฟันทำใจให้เข้มแข็ง ทั้งที่คิดว่าคงแกร่งพอแล้วแต่ที่ไหนได้พอเห็นดนัยเท่านั้นหัวใจก็พานอ่อนแอลงอีก



ดนัยรีบสืบเท้าเข้ามาจนถึงตัวของบดินทร์ อยากสวมกอดแทบตายแต่ก็กลัวจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บ เขาพูดอะไรไม่ออก ยิ่งเห็นน้ำตาของบดินทร์เขายิ่งพูดอะไรไม่ออก ตัวเขาแข็งทื่อไปหมดจนกระทั่งรู้สึกถึงสัมผัสหนึ่งที่มือขวา เมื่อก้มลงดูก็เห็นว่าเป็นมือของบดินทร์ที่เอื้อมมาจับมือของเขาไว้



ดนัยนิ่งมองคนตรงหน้าที่กำลังพยายามปั้นหน้ายิ้มจนตาหยี พร้อมเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและเครือสั่น



“ขอโทษนะต้น ผมทำคุณเสียงานอีกจนได้”





หมับ!!





ในวินาทีนั้นดนัยโผเข้ากอดศีรษะของบดินทร์ไว้แนบอก เขาไม่อยากรุนแรง แต่กลับไม่อาจห้ามตัวเองไหว นัยน์ตาแสบร้อนคล้ายกำลังจะกลั่นเป็นน้ำ ลำคอแห้งผากตีบตันจนไม่สามารถเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้เลยแม้สักประโยค ทั้งที่ในยามปกติเขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย



บดินทร์ยิ้มทั้งน้ำตาในอ้อมกอดนั้น



“ดีจังที่รอดตายแล้วได้เจอคุณ”



ดนัยไม่ได้ตอบโต้คำไหนต่อประโยคนั้นของบดินทร์ เขาเพียงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น



โดยมีน้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงจากดวงตาร้อนผ่าว…









************จบตอน**************







นักเขียน TALKS

Hello it’ s me…

บอกแล้ว Part 2 จะมาเร็ว อิอิ แต่งจบก่อนครบเดือนได้ ดีใจมากเลยค่ะ เหมือนประสบความสำเร็จในชีวิต 5555

เอาล่ะ เรามาบ่นกันไปทีละคู่กันดีกว่า อิอิ



[คู่แรก จ้าว x จื้อ] ท่านจ้าวค่อนข้างย้อนแย้งเนอะ 555 ตรรกะนางจะป่วยๆ หน่อย เกลียดแต่หวง ไม่รักแต่ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ หมาหวงก้างอย่างแท้ทรู 555 เพราะในอดีตนางก็เคยรักเคยเอ็นดูของนางมา แม้ตอนนี้จะไม่ได้เป็นเหมือนก่อนแล้วแต่ก็ไม่เคยให้อยู่นอกสายตานะจ๊ะ ถึงไงนางก็ยังหวงเป็นจงอางหวงไข่อยู่ดี ประมาณว่าคนคนนี้ นางปู้ยี่ปู้ยำได้เพียงคนเดียว ฮิ้ววววว ส่วนจื้อหลินก็ยังคงรักแบบเอาถวายหัวเอาตัวเข้าแลกเช่นเดิม แถมยังอึมครึมเต็มไปด้วยปริศนา 555 แม้แต่อนาคีเองยังเข้าไม่ถึงน้องเลยนะบางที (ปาดเหงื่อ) เราลองมาลุ้นไปด้วยกันดีกว่าค่ะว่าในความสัมพันธ์ที่เหมือนกับลวดหนามคู่นี้ในตอนจบจะเป็นอย่างไร...เหะ เหะ เฮ้!!



[คู่สอง ดนัย x ดิน] พี่ต้นยังคงอ่อนโยน ฮิ้ววว เห็นน้องเจ็บปางตายเข้าหน่อยพี่แกถึงขั้นเสียจริตไปเลยค่ะ ปากคอแข็งไปหมด อิอิ ดนัยกับดินเนี่ยเขารักกันแล้วแหละเอาจริง เพียงแค่ไม่บอกรักกันเฉยๆ 555 คิดว่าจากนี้ท่านแดนนี่จะทำยังไงต่อไปเพื่อปกป้องเมียดีคะ? จะเล่นงานไอ้ฝ่ายศัตรูเพื่อแก้แค้นแทนหงส์ของตัวเองยังไงดี เอ๊ะ? หรือว่า…



[คู่สาม นพ x ธัน] มาน้อยแต่มานะ 555 เฮียนพแกชัดเจนแล้วนะ เหลือแต่น้องหนูธันแหละว่าจะเอาไงต่อ อิอิ รู้นะว่าลุ้นกันอยู่ว่าในห้องพักจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใจเย็นๆ นะที่รักเดี๋ยวตอนหน้ามาย้อนให้อ่านกันนะจ๊ะ แค่นพ x ธันก็ว่ายุ่งแล้ว ทศยังจะเข้าไปแจมอีก เอ๊ะยังไง…



[คู่แถม จื้อ x ดิน] อุ้ย…เหมือนจะวางโพแปลกๆ 555 (เอาจริงถ้าอนาคีเกิดมีแพลนจะเขียนแนวโอเมก้าคู่นี้ขึ้นมาล่ะก็ จื้อหลินคืออัลฟาและน้องดินคือโอเมก้าแน่นอน 5555) จื้อหลินรักดินมากจริงๆ นะคะ อนาคตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางก็จะรักเพื่อนคนนี้ไม่เปลี่ยน เพียงแต่ว่า…



ชะอุ้ย…สรุป นักเขียน Talk ยาวกว่านิยายอีกค่ะ 555 นิยายเรื่องนี้ไคลแมกซ์ปุ๊บ จบปั๊บเลยค่ะ ทุกอย่างจะไปเฉลยและสรุปที่ตอนจบ อนาคีเชื่อเหลือเกินว่า ข้าพเจ้าคงเขียนตอนจบได้ยาวมากมายมหาศาลอีกแน่ (เฮ้อ) ตอนนี้ท้อใจกับตัวเองนิดๆ ที่เป็นสายบรรยายยาวค่ะ พยายามวักน้ำออกแล้วแต่ก็ยังเผลอบรรยายยาวเหยียดอยู่ดี อยากแก้ไขตัวเองใหม่มากเลยค่ะ อยากแก้นิสัยเสียที่เขียนบทพูด 1 ประโยคแต่บรรยาย 5 ย่อหน้านี่มากๆ (เฮ้อออออ) จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นนะคะ โอ๊สสส!!!



ตอนต่อไปจะพยายามปั่นมาลงก่อนครบเดือนให้ได้ค่ะ 555

รักและคิดถึงเสมอ

อนาคี99


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1084
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
[ตอนพิเศษ แบบโลกคู่ขนาน]

ฝัน

(จื้อหลิน x ดิน)

***************************************************

*ตอนนิเศษนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักแต่อย่างใดนะจ๊ะ เป็นเนื้อหากาวๆ เมาๆ ที่อนาคีแต่งสนองนี๊ดตัวเองล้วนๆ 555*

*************************************************************







“คุณดิน”





เสียงคุ้นหูปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ฝัน ภาพแรกที่เห็นเมื่อตื่นลืมตาคือห้องของใครสักคนที่ไม่คุ้นเคย





“ฝันร้ายเหรอครับ? ” เสียงหวานถามไถ่ด้วยความห่วงใย เมื่อหันไปเห็นว่าเป็นจื้อหลินบดินทร์ก็ถอนหายใจยาวเหยียด





“ฉันเผลอหลับไปเหรอ? ”





“อืม เห็นคุณนอนอ่านหนังสืออยู่แปบนึงแล้วก็หลับไป คงเพราะวันนี้อากาศดีน่านอนสินะ” จื้อหลินอธิบายพร้อมรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้าหวาน





น่าแปลก ทุกอย่างแปลกตาไปหมดแต่บดินทร์กลับรู้สึกว่าเขาคุ้นชินกับมัน ทั้งที่ไม่มีความทรงจำในเรื่องนี้เลยสักนิด แม้แต่ที่จื้อหลินอยู่ในชุดผู้ชายธรรมดาแล้วเกล้าผมแบบสบายๆ นี้ก็รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องปกติ





“ดนัยไปไหน? ” บดินทร์ถามออกไปทั้งที่ยังนั่งขยี้ตาอยู่ด้วยความง่วงงุน





“...ดนัย? ใคร? ” ทว่าจื้อหลินที่ได้ฟังคำถามกลับทำหน้างงงัน





“..........เอ๊ะ? ” แบบนั้นบดินทร์จึงได้แต่กะพริบตาปริบๆ เสมือนความทรงจำบางอย่างกำลังตีกันในหัว





‘นั่นสินะ...ดนัยคือใครกัน? ’





“ดิน” จื้อหลินขยับตัวเข้ามานั่งใกล้กับคนที่ยังคงมึนงง ทว่าร่างกายอีกฝ่ายที่เหมือนจะสูงใหญ่กว่าในความทรงจำยิ่งทำให้บดินทร์สับสน เหมือนกับว่าจื้อหลินในความทรงจำน่าจะสูงพอๆ กับสดายุ แต่เหมือนจื้อหลินตรงหน้าจะสูงพอๆ กับเขา





‘จำผิด...เหรอ? ’ ทำไมกันนะทั้งที่ก็รู้สึกคุ้นเคยกับคนคนนี้ แต่กลับไม่คุ้นตากับร่างกายที่เหมือนจะบึกบึนขึ้นนิดหน่อยของอีกฝ่าย...ในหัวกลับมีภาพจำของจื้อหลินที่ผอมบางกว่านี้นิดหน่อย ผิดกับรูปร่างสมชายในตอนนี้





“ใกล้ช่วงฮีททีไรคุณมักจะแปลกไปทุกทีนะ”





“...!? ฮีท? ”





เหมือนถูกทุบเบาๆ ตรงท้ายทอย ‘ฮีท’ คำที่เหมือนห่างไกล ทว่าจู่ๆ ความทรงจำแปลกประหลาดบางอย่างก็ไหลเข้ามาในหัว



เขา...เขาอยู่ที่นี่กับจื้อหลิน เขาทั้งสองคนเป็นคู่แห่งโชคชะตา เขา...เป็นโอเมก้า และจื้อหลินคือ...อัลฟ่า เมื่อความทรงจำเริ่มฉายชัด หัวใจของบดินทร์กลับบีบรัดแปลกๆ





“เอ่อ..” ไม่รู้ทำไมเขาจึงอยากหลบเลี่ยงจากฝ่ามืออุ่นนี้ ทั้งที่เขาควรจะอุ่นใจกับความแสนดีของจื้อหลินสิ





เคร้ง…





“!!? ” หัวใจบดินทร์กระตุกวูบ เพราะทันทีที่เขาขยับตัวก็ได้เห็นสิ่งที่พันธนาการอยู่ตรงข้อเท้า ทำไมถึงมีโซ่ล่ามอยู่ที่ขาเขากัน!?





“ดิน? ” จื้อหลินเรียกหาเขาอีกครั้งพร้อมยื่นมือเข้ามาแตะที่แขนด้วยความเป็นห่วง





แต่บดินทร์กลับสลัดตัวออกมาอย่างแรงเมื่อจำได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง!



จื้อหลินเป็นจิตแพทย์รักษาอาการป่วยของเขา เขาเป็นโอเมก้าที่ป่วยเป็นโรคความทรงจำสับสน คือไม่อาจแยกแยะระหว่างความฝันหรือความจริงได้ทำให้บ่อยครั้งเขาไม่อาจจดจำคนรอบตัวในชีวิตจริง แต่กลับจดจำคนอื่นซึ่งไม่เคยมีตัวตนมาแทนที่





เขาเข้ารับการรักษากับจื้อหลินที่เป็นแพทย์เฉพาะทางมากว่าหนึ่งปี ในระหว่างนั้นเขาเกิดฮีทแล้วได้จื้อหลินช่วยเอาไว้ ความอ่อนโยนใจดีของจื้อหลินทำให้บดินทร์ไว้ใจและในที่สุดก็เกิดเป็นความรักจนตกลงแต่งงานมาอยู่ด้วยกัน





ทว่า…





หลังใช้ชีวิตแต่งงานได้เพียงไม่นาน จื้อหลินก็เริ่มใช้ยาแปลกๆ กับเขา เหมือนกับกำลังทดลองอะไรบางอย่าง ที่ไม่ว่าเขาจะพยายมหนีสักเท่าไหร่ก็ไม่เคยหลุดพ้น และตรวนโซ่ที่ข้อเท้านั้นก็คือหลักฐานว่าเขาจำไม่ผิด





“ปล่อยฉันนะ! ” บดินทร์คำรามร้อง พลางกระตุกโซ่ที่ข้อเท้าของตัวเองอย่างแรง ต่อหน้าต่อตาคนที่ได้แต่นั่งตะลึงอย่างจื้อหลิน





“จู่ๆ คุณเป็นอะไรไปกับครับดิน ผมเป็นห่วงคุณนะ” จื้อหลินพยายามเหนี่ยวรั้งและโอบกอดคนที่เอาแต่ดิ้นรนอาละวาดไว้ในอ้อมกอด แต่เพราะรูปร่างไม่ได้ต่างกันมากทำให้เปลืองแรงอยู่ไม่น้อย





“แกมันคนหลอกลวง อ๊ะ!! ” บดินทร์พยายามดิ้นรน แต่จู่ๆ กลิ่นหอมรุนแรงก็พุ่งมาจู่โจมเขา





“...ที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพราะผมรักคุณนะ”





จื้อหลินกระชับอ้อมกอดแล้วกระซิบพรายอยู่ตรงข้างหูของบดินทร์





“นายมัน...ขี้โกง...” บดินทร์หอบกระเส่า ร่างกายร้อนผ่าวจนไม่อาจห้าม โอเมก้าหนุ่มได้แต่กล้ำกลืนน้ำตาลงภายใน





มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เมื่อใดที่เขาขัดขืนจื้อหลินก็จะใช้ฟีโรโมนครอบครองเขาไว้ทุกครั้ง จากนั้นก็ให้ยาที่ทำให้ฝันและลืมเลือนทุกอย่าง…





ร่างของบดินทร์ถูกกดลงบนโซฟาโดยมีร่างของจื้อหลินขึ้นมาทางทับไว้ ฟีโรโมนหอมหวานทำให้อาการฮีทของบดินทร์มาเร็วกว่ากำหนด ลมหายใจหอบสะท้าน ยิ่งหายใจเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งสำลักกลิ่นอายหอมหวานของจื้อหลินมากเท่านั้นจนร่างกายของบดินทร์แทบหลอมละลาย หัวใจเร่งเร้าโหยหาความเร่าร้อนที่อัลฟ่าอย่างจื้อหลินเท่านั้นที่จะมอบให้ได้





“อยู่กับผมตลอดไปนะ”





เสียงกระซิบแสนหวาน ก่อนที่ริมฝีปากจะถูกประทับจูบ…

.

.

.

.

.





เฮือก!!!!





บดินทร์สะดุ้งสุดตัว ลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืด เมื่อปรับสายตาอยู่ครู่ก็เห็นเป็นห้องของตัวเองที่คุ้นตา ความเงียบทำเอาได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเองจนต้องทำสมาธิปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่ครู่หนึ่ง





...ฝัน?





‘เหมือนจริงจนหลอนเลยแฮะ’ เมื่อรู้สึกตัวก็ได้แต่ถอนหายใจโล่งอก





แต่พอขยับตัวก็รู้สึกถึงความอุ่นตรงเอวของวงแขนแกร่งที่โอบกอดมาจากด้านหลัง หันไปมองเห็นเป็นดนัยที่ยังคงหลับใหลอยู่ก็รู้สึกอุ่นซ่านในใจขึ้นมา





บดินทร์หมุนตัวกลุกๆ หันไปหาอีกฝ่ายแล้วมุดเข้าไปอยู่ตรงอ้อมอกหนา ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่กำลังเฟ้นหาที่หลบภัย





“...อืม...ฝันร้ายเหรอดิน? ” ดนัยรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะแรงคนขยุกขยิกในอ้อมแขน เขาจึงงัวเงียถาม





“ฝันประหลาดน่ะ” บดินทร์ตอบพร้อมซุกกายเข้าหา





“มานี่มา” ดนัยเอ่ยเสียพร่าเล็กน้อย ขณะรั้งตัวของบดินทร์เข้าไปกอดจนแน่น “เดี๋ยวไล่ฝันร้ายให้เอง” พูดจบก็บรรจงจูบที่กลางหน้าผากของบดินทร์เบาๆ ก่อนจบด้วยเสียง ‘เพี้ยง’





ความขี้เล่นที่นานๆ ดนัยจะแสดงออกทีทำเอาบดินทร์หัวเราะร่า อาการตกใจจากฝันร้ายหมดไปแล้ว เขาหลับตาลงนอนอีกครั้งก่อนจมดิ่งสู่ห้วงนิทรารมณ์อย่างช้าๆ





.

.

.

.

.





“ดิน...อยู่กับผมตลอดไปนะ”










********************* - ตัดจบฉึ่บ!! - ************************





ฝากตอนพิเศษไว้ตัดอารมณ์เป็นตอนสั้นๆ อิอิ ดีนะเป็นแค่ฝัน เพราะถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมาอนาคีคงโดนดนัยกับจ้าวซินจับถ่วงอ่าวแมนฮัตตั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย 5555

(แม้แต่ฉาก NC ยังไม่กล้าเขียนเลยค่ะ กลัวโดนทีมมังกรเขากระทืบเอา)





ยามจื้อรุก ก็ต้องเพิ่มไซส์ให้จื้อนิด อิอิ ถือเสียว่าน้องไปเข้ายิมมา 555 ถึงแม้ในเส้นเรื่องปกติน้องดินยามอยู่กับจื้อจะดูหล่อมาก แต่เชื่อเถอะว่าในนิยายเรื่องนี้ไม่มีใครน่ารังแกเท่าน้องดินของเราอีกแล้ว 5555 และแน่นอนค่ะว่าถ้าน้องจื้อเป็นรุก ก็ต้องให้อารมณ์จิตๆ แบบนี้แหละถึงจะเหมาะ

555 อย่าคิดอะไรมากนะคะ อนาคีก็เมากาวไปเรื่อย อย่างไรเสียในชีวิตจริงหงส์น้อยทั้งคู่เขาก็มีเจ้าของหมดแล้ว

ก็ไม่แน่นะว่าอนาคตอาจเขียนตอนพิเศษ ดิน X จื้อ เป็นอีกโลกคู่ขนานออกมาสักบทสั้นๆ รอลุ้นกันนะคะ อิอิ

แวะมาส่งท้ายปีเก่าด้วยตอนพิเศษนะคะ ปีหน้าจะลงตอนต่อไปของตัวร้ายให้นะจ๊ะ

ช่วงนี้สถานการณ์โควิดค่อนข้างซีเรียส ขอให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ดีๆ นะคะ ขอให้แข็งแรงๆ กันทุกคนนะค๊า

ด้วยความห่วงใย รักและคิดถึงเสมอ

อนาคี99






ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3409
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ดีแล้วที่เป็นฝัน ถ้าเป็นจริงขึ้นมาไม่อยากจะคิดว่าจะเป็นไงต่อไป 5555

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
ถ้าเป็นเรื่องจริง คนที่จะโดนเล่นงานก่อนคงเป็นดินแน่ๆ  :laugh:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
เพ้ยยย!! มันเป็นฝันที่ชวนสะดุ้งเฮือกจริง 55555 โอ๊ยยยดินปลอดภัยแล้ว เข้าใจความรู้สึกดนัยเลยที่ว่ามีส่วนทำให้คนสำคัญต้องเจ็บ แต่ว่าถ้าเราไม่พลาดบ้างมันก็ไม่เติบโตนะ อย่างเช่นตอนนี้ที่ดินยอมรับคำติตักเตือนและเข้าใจบทบาทมากขึ้นแล้ว เพราะงั้นดนัยก็อย่าคิดมากนะ คงห้ามนายไม่ทันแล้วใช่ป่ะ เพราะนายมีแผนจะทำไรอีกว่ะ ที่คุยกันจ้าวซินอ่ะ บ้าเอ้ยฉันตามนายไม่ทัน 5555 สองคนนี้ความลับเยอะจริงเว้ย ไหนจะเรื่องเจอบางสิ่งเกี่ยวกับจื้อหลินและดิน มันเรื่องอะไรว่ะถึงต้องทำให้มาเฝ้าขนาดนั้นหะจ้าวซิน ตรูคิดไม่ทัน 5555

น่าเอ็นดูจื้อหลินมากกับความเป็นห่วงเพื่อนดิน แต่ความเป็นห่วงดันทำให้ตัวเองลำบากซะงั้น เห้อจ้าวซิน ฉันหมั่นไส้แกมากนะ แต่ทำไมเวลาที่แกอยู่กันจื้อหลินแม้กระทั่งตอนข่มขู่ ฉันถึงหุบยิ้มไม่ได้เลย บ้าเอ้ย ฉันเป็นอะไรไป 55555 ไอ้จ้าวซินไอ้คนปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจ ทำให้จื้อหลินฉันงงงวยไปตามกัน 5555

ตลกธันมาก ฉากนี้นั่งขำเลย ขำกับความขี้แยทั้งซึ้งทั้งรู้สึกผิด ถูกลงโทษน้อยไป ร้องไห้แม่ง เอ็นดู๊วววว 55555 ฉันว่าอีกไม่นานหรอกมานพ พี่ๆบอดี้การ์ดต้องรู้แล้วละว่าแกคิดไงกับธันวาของพวกเขา ออกนอกหน้านอกตามากจ้า แต่ฉันแอบเขินนะ >< 5555

โอ๊ยยยยยยสนุกกกกมากเว้ย อยากอ่านนานละแต่ก็กลัวค้าง เลยเพิ่งมาอ่านเพราะทนคิดถึงไม่ไหวจริงๆ ชอบบบบมากกกก เมื่อไหร่จะจบจะได้ซื้อหนังสือ(ถ้ามี) 555 ขอบคุณมากๆนะคะที่แต่งและมาอัพ รอตอนต่อไปเลยค่ะ จะเป็นยังไงกันต่อ เดาไปไม่ถูกเลย เป็นกำลังใจในการแต่งทุกๆตอนนะคะ แต่งยังไงก็จัดมาเล้ยยย ท้ายนี้ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ :pig4: :pig4: :pig4: :กอด1: :กอด1: :L2: :L2: :L1: :L1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ

ปิด…กั้น

 

**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งหมด ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในหลักความจริงใดๆ ได้นะจ๊ะ**

 

****************************************************************************

 

 

มานพวางร่างของธันวาลงบนเตียงอย่างเบามือ แล้วยังคงโอบกอดคนที่เอาแต่ปล่อยโฮอยู่กับอกไว้อย่างนั้น หลังเดินเข้ามาในห้องพักได้ มานพก็กอดธันวาเอาไว้เงียบๆ ปล่อยให้คนเป็นน้องขดตัวซุกอยู่กับอ้อมกอดอย่างน่าสงสาร

 

“ทศ กูเป็นต้นเหตุ ฮรึ่ก เป็นต้นเหตุให้คุณดินต้องเจ็บหนัก”

 

“ฮืออ คุณดินเจ็บเพราะช่วยกู”

 

เสียงคร่ำครวญหวนไห้ไม่หยุดมองดูว่าน่าสงสาร แต่มานพเองก็กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นแทนการปลอบขวัญ ทว่าก็แอบเจ็บแปลบราวเข็มยอกอกเล็กๆ ที่ชื่อที่ออกจากปากคนในอ้อมแขนนี้กลับไม่ใช่ชื่อตน

 

มานพได้แต่หวนคิด ตั้งแต่คืนที่มีความสัมพันธ์แล้วแยกจากกันได้ไม่ดีนัก เขากับธันวาก็ไม่ได้พูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวอีก ส่วนหนึ่งก็ด้วยเนื้องานที่เขาทั้งสองดูแลเจ้านายคนละคน อีกทั้งยังทำงานคนละที่

 

และที่สำคัญมันก็ดูเหมือนว่าเป็นธันวานั่นแหละที่เอาแต่หลบหน้าเขา แต่ถึงมานพจะนึกคลางแคลง แต่เขาก็ไม่ใช่คนช่างเซ้าซี้จึงไม่ได้ตามตอแยอีกฝ่ายนัก ยิ่งไม่ใช่คนละเอียดอ่อนขนาดที่ว่าพอเห็นหน้าหรือท่าทางก็สามารถเดาได้ว่าธันวากำลังคิดอะไร มันเลยยิ่งทำให้เขากับเจ้าตัวแสบนี่ยิ่งห่างเหินกันยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าความสัมพันธ์ในค่ำคืนนั้นมันเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่ง

 

อย่างในครั้งนี้ แม้จะเห็นอยู่ว่าธันวากำลังเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนอื่น มานพก็เลือกที่จะเงียบ แล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเท่านั้น

 

“นายก็ลงโทษมึงแล้วไง ในฐานะบอดี้การ์ดมันน่าเจ็บใจมากก็จริงแต่คุณดินเขาไม่มีทางโกรธมึงแน่ อย่าคิดมากไปเลย” เป็นทศที่ตามเข้าห้องมาที่เป็นคนพูดปลอบ

 

“!!?” ธันวาจึงสะดุ้งหวือขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของเพื่อนตนดังมาจากหน้าประตู แล้วตอนนี้เขาอยู่ในอ้อมกอดใครกัน!?

ครั้นเมื่อแหงนหน้าที่ดวงตาบุบวมไปด้วยน้ำตาขึ้นไปมองก็พลันเย็นวาบไปทั้งหลัง นี่คนที่เขากอดจนตัวกลมมาตลอดคือมานพ! ?

 

ใบหน้าร้อนฉ่าไปจนถึงใบหู แต่เพราะผ่านการร้องไห้จนหน้าช้ำอยู่จึงทำให้ริ้วแดงนั้นไม่ได้ปรากฏชัดเจนนัก เมื่อรู้ตัวว่ากอดผิดคน ร่างบอบช้ำก็ค่อยๆ ขยับออกจากอ้อมอกนั้นด้วยความขัดเขิน ใบหน้าร้อนฉ่าไปจนถึงใบหู แต่เพราะผ่านการร้องไห้จนหน้าช้ำอยู่จึงทำให้ริ้วแดงนั้นไม่ได้ปรากฏชัดเจนนัก เมื่อรู้ตัวว่ากอดผิดคน ร่างบอบช้ำก็ค่อยๆ ขยับออกจากอ้อมอกนั้นด้วยความขัดเขิน แต่เพราะอยู่ในท่วงท่าที่ทำให้ขยับกายไม่สะดวกและอาการบาดเจ็บที่ต้นขาขวาที่เริ่มหมดฤทธิ์ยาแก้ปวดก็ประท้วงออกมาเป็นเหตุให้พอขยับตัวออกมาได้ไม่ถึงไหนก็ร่วงปุลงไปกับอกแกร่งนั้นเช่นเดิม และคราวนี้มานพก็กอดธันวาไว้แน่นขึ้น

 

อาการแบบนั้นของมานพยิ่งทำให้ธันวาทำอะไรไม่ถูกจนหัวหูแดงก่ำ ร่างกายอ่อนน้วยไปหมดจนไม่เหลือแรงผละจากอ้อมอกอุ่นนั้น

 

“พี่ไม่ปล่อยให้มันนอนเสียหน่อยล่ะ กอดไว้แบบนั้นมันไม่เจ็บแผลแย่เหรอ?” เป็นทศที่สอดปากขึ้นพลางเดินเข้ามาใกล้สองร่างที่ยังคงกอดกันกลมแล้วยื่นมือเข้าไปหาธันวาเพื่อดึงออกจากวงแขนแกร่งนั้น

 

ในสายสัมพันธ์ของบอดี้การ์ดในพรรคที่มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องค่อนข้างเข้มงวด การที่ทศแสดงอาการต่อต้านมานพที่เป็นรุ่นพี่อย่างชัดเจนแบบนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างผิด ทศรู้ในเรื่องนี้ดีแต่ที่เขาทำก็เพราะต้องการพิสูจน์บางสิ่ง

 

“..........” มานพเพียงนิ่งมองรุ่นน้องที่กำลังสบสายตามายังตนราวกับค้นหาบางอย่าง บอดี้การ์ดรุ่นพี่จ้องกลับด้วยสายตาเย็นชา ความรู้สึกของเขาในตอนนี้นั้นชัดเจนแล้วว่ามุ่งไปที่ธันวา ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าจะปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่ายอย่างไรต่อแต่หากมีโอกาสได้ใกล้เขาก็จะรีบคว้าไว้

 

อย่างตอนนี้ที่อุตส่าห์ได้อยู่กับธันวาสองต่อสองแล้วแท้ๆ แต่กลับมีไอ้รุ่นน้องคนนี้เข้ามาปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ! มานพขมวดคิ้วมุ่น สายตาแสดงความคุกรุ่นแจ่มชัดส่งตรงยังคนไม่รู้กาลเทศะ

 

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนทศเองก็ไม่ยอมถอยเหมือนที่ผ่านมาเช่นกัน

 

“เดี๋ยวผมดูแลมันต่อเอง” ทศยื่นคำขาด และในที่สุดก็ยึดมือข้างหนึ่งของธันวาเอาไว้ได้ต่อหน้าต่อตาของมานพ

 

“กูบอกแล้วไงว่ากูจะจัดการเอง” มานพเอ่ยเสียงต่ำลง บรรยากาศรอบตัวเยียบเย็นขึ้น

 

“แต่นายท่านออกคำสั่งให้ผมเป็นคนดูแลมันนะครับ” ทศตอกกลับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มบาง อะไรบางอย่างกระจ่างชัดในใจและเขาต้องการจะย้ำให้มันยิ่งชัด “และผมไม่อยากขัดคำสั่งนาย”

 

“…………..” มานพขบกรามแน่น

 

บรรยากาศมาคุที่จู่ๆ ก็พลุ่งพล่านขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนกลางอย่างธันวาอึดอัดจนเกินจะทน จิตใจเขายิ่งไม่อยู่กับร่องกับรอยเป็นทุนแล้วทำไมจะต้องมาตกอยู่ในวงล้อมของยักษ์มารสองคนที่เอาแต่เถียงกันไปมาไม่หยุดหย่อนอยู่อย่างนี้ด้วย?

 

“อยากนอนแล้ว!”

 

ธันวาโพล่งขึ้น ดึงมือออกจากมือของมานพ ผละตัวออกจากอ้อมอกของมานพแล้วล้มตัวลงไปนอนทั้งอย่างนั้น เจ็บขาก็เจ็บแต่ก็ต้องทนเงียบไม่เอะอะเพื่อที่ทั้งสองส่วนเกินในห้องนี้จะได้ไม่มายุ่งวุ่นวายกับตนอีก

 

“ออกกันไปได้แล้ว” ก่อนออกปากไล่อย่างไม่เกรงใจ หัวใจเขาเหนื่อยล้าเกินกว่าจะมาคิดถึงอะไรมากไปกว่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นอีกแล้ว

 

การต่อต้านอย่างชัดเจนของคนป่วยทำให้สองคนที่เหลือรู้สึกตัว มานพลุกขึ้นจากเตียงของธันวาในที่สุดเพื่อที่จะออกไป ทว่าทศกลับยังคงยืนนิ่งทำทีจะไม่ยอมออกไปตามที่คนป่วยขอ เห็นแบบนั้นมานพก็ชะงักไปด้วย เขารู้ว่าทศคือหนึ่งในเพื่อนที่สนิทกับธันวาไม่แพ้วิเชียรกับเอกที่เป็นเด็กรุ่นเดียวกัน แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าถ้าตอนนี้คนที่ดึงดันจะอยู่เฝ้าธันวาเป็นวิเชียรหรือเอกมันจะไม่ทำให้เขารู้สึกหน่วงในใจเท่าเจ้าทศคนนี้!

 

นั่นเพราะเขาเห็นด้วยตามาตลอดว่า ความสนิทสนมและการถึงเนื้อถึงตัวเกินพอดีที่มีมาตลอดยิ่งทำให้มานพรู้สึกไม่พอใจ

 

ทว่าวันนี้มันคงยังไม่ถึงเวลาที่มานพจะออกตัว

 

“เฮ้ ไอ้นพ นายมีงานให้มึงทำ เรื่องพวกลอบสังหาร”

 

ประตูถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับสิงหาที่เดินเข้ามาแจ้งเรื่องแก่มานพ คำว่าคำสั่งนายเหนือทำให้มานพไม่อาจอิดออด ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองอย่างใคร่รู้ เขาหันไปมองธันวาที่นอนหันไปอีกทางด้วยสายตาวูบไหว ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไปกับสิงหาตามภาระหน้าที่ที่ได้รับ

 

*

*

*

*

*

 

 

“มึงจะยังอยู่ทำไม กูบอกว่ากูอยากพักผ่อนไง”

 

เมื่อมานพออกจากห้องไปจึงเหลือแค่ทศที่ยังคงยืนจ้องมองมายังธันวานิ่ง คนเจ็บเอ่ยปากไล่อีกครั้ง ทำไมธันวาจะไม่รู้สึกเล่าว่าตอนนี้เขากำลังถูกทุกคนสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดระหว่างเขากับมานพ แต่เขาก็ไม่คิดจะเปิดปากพูดอะไรทั้งนั้นในตอนนี้

 

ทศไม่ได้ตอบโต้เพื่อนในทันที เขาเพียงหรี่ตามองยังร่างที่นอนหันหน้าหนีไปอีกทางอย่างพินิจพิจารณา แม้อยากจะถามเรื่องของมานพแทบตายแต่ทศรู้ดีว่าตอนนี้มันคงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ

 

บอดี้การ์ดหนุ่มถอนหายใจบาง แล้วเดินเข้าไปนั่งบนเตียงเคียงข้างร่างที่เอาแต่นอนหลบเลี่ยง

 

“กูแค่จะอยู่เป็นเพื่อนมึง” ทศตอบแค่นั้น แล้วโน้มตัวลงไปโอบกอดเพื่อนของตัวเองไว้อย่างอ่อนโยน “กูรู้ว่ามึงเสียใจที่ปกป้องคุณดินไม่ได้ แต่นายท่านก็ลงโทษมึงไปแล้ว มึงเองก็บาดเจ็บ เพราะงั้นมึงต้องเลิกโทษตัวเองก่อนนะ”

 

“พักซะ เดี๋ยวกูอยู่เป็นเพื่อนมึงเอง” ทศกระซิบคำสุดท้ายเพื่อกล่อมให้เพื่อนตัวเองได้อุ่นใจขึ้นแล้วจะพักผ่อนจริงจังได้เสียที

 

ไม่นานนักจากความอ่อนเพลียและความบาดเจ็บ ทำให้ธันวาผล็อยหลับไปในอ้อมกอดเพื่อนด้วยความเหนื่อยล้าของความรู้สึก ทศเพียงลอบถอนหายใจ เขา ธันวา วิเชียรและเอก เป็นบอดี้การ์ดที่เข้ามาทำงานกับวิษธรเป็นรุ่นเดียวกัน ร่วมผจญภัยและอันตรายมาทุกรูปแบบเพื่อเป็นบอดี้การ์ดที่ดีที่สุดของนายเหนือเลือดใหม่ที่พวกเขาศรัทธาที่สุด

 

ธันวาในตอนนั้นอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่ความเก่งกาจก็ไม่ได้อ่อนด้อยเพราะธันวาคือรุ่นน้องคนสนิทของมานพ บอดี้การ์ดรุ่นพี่มือฉมังที่เคยอยู่ในการดูแลของมังกรรุ่นเก่า ในความทรงจำของพวกเขา ธันวาและมานพคือพี่น้องที่สนิทสนมกันมาก ไม่ว่านิสัยจริงของมานพจะเป็นคนเย็นชาและน่ากลัวมากแค่ไหน เมื่อไหร่ที่อยู่กับธันวาก็จะเปลี่ยนเป็นอบอุ่นอ่อนโยนเสมอ ธันวาเองที่มีนิสัยส่วนตัวเป็นคนงอแงขี้อ้อนเป็นน้องน้อยอยู่เป็นทุนเดิมแล้วนั้นก็มักจะเข้าไปอ้อนมานพอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็จะตามติดพี่ชายคนดีเป็นขี้ปลาทองมาตลอด

 

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ทั้งคู่เกิดแตกหักกันเพราะธันวาดันไปเป็นชู้รักกับภรรยาของมานพ ภาพน้องชายที่เดินตามคนพี่ต้อยๆ คอยอ้อน คอยงอแงก็ไม่มีอีกต่อไป ทั้งสองคนแตกหักอย่างสิ้นเชิงขนาดที่ว่านายเหนือยังต้องสั่งให้แยกกันทำงานคนละส่วน เพื่อจะได้ไม่ต้องพบเจอและปะทะกันบ่อยนัก

 

จากนั้นมาหน้าที่คนคอยโอ๋เจ้าตัวจ้อยนี่ก็กลายเป็นของเพื่อนร่วมรุ่นอย่างพวกเขานี่เอง ซึ่งคนที่สนิทกับธันวารองจากมานพคือวิเชียร แต่คงเป็นเพราะเขาคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ใกล้เคียงกับมานพที่สุดจึงทำให้เจ้าธันวาคอยอ้อนเขาเป็นพิเศษมากกว่า

 

ทศเหม่อมองใบหน้าของคนในอ้อมกอดที่ยังคงหลับใหล ความสงสัยพลุ่งพล่าน เมื่อไม่นานนี้เองที่ธันวายังเพิ่งถูกมานพเล่นงานจะสะบักสะบอม แล้วเหตุใดวันนี้ที่ไอ้ธันวาเจ็บ คนที่ออกตัวอยากดูแลกลับเป็นมานพคนเย็นชาคนนั้นเสียได้ แบบนั้นจึงยิ่งทำให้เขาเป็นห่วงเพื่อนเกินกว่าจะทนนิ่งดูดายถึงได้ต้องตามมาดูให้ได้กับตา ทศไม่ได้คิดเกินเลยกับธันวาเพียงแต่ภาพตรงหน้าทำให้เขาไม่อาจนิ่งเฉย

 

เกิดอะไรขึ้นระหว่างมานพและธันวากันแน่?

 

การที่จู่ๆ มานพก็เป็นห่วงเป็นใยธันวาขึ้นมา และทีท่าของธันวาที่พยายามหลบเลี่ยง มันเลยทำให้เขาตัดสินใจเข้ามาช่วยเพื่อนของตัวเองโดยการหาเรื่องกวนโอ้ยมานพชนิดไม่กลัวตายแบบนี้

 

ทศถอนหายใจอีกครั้งแล้วบ่นขึ้นมาเบาๆ

 

“กูยอมโดนหมายหัวเพื่อมึงเลยนะ…ผ่านเรื่องนี้ไปได้ กูจะเค้นมึงให้สุดคอหอยเลยไอ้เพื่อนยาก”

 

 

**********************************************************

 

 

 

หลังจากกลับออกจากพรรคตระกูลจ้าวแล้ว บดินทร์ก็ถูกรักษาอย่างดีอยู่ที่วิษธรจนอาการดีขึ้นโดยมีหมอหยางมาคอยช่วยรักษาดูแลอย่างเต็มกำลังเพื่อให้คนเจ็บได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ บดินทร์นั้นถูกดนัยดูแลเป็นอย่างดีในทุกๆ วันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยที่ตัวของดนัยเองก็อยู่ดูแลบดินทร์ด้วยตัวเองทุกวัน เพราะรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งให้บดินทร์ต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายตามลำพังจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

 

บดินทร์พอจะรู้อยู่บ้างว่าในช่วงที่เขาถูกเก็บตัวอยู่ในรังนั้น ดนัยก็ออกคำสั่งให้มานพนำทีมไล่ล่าพวกที่ทำร้ายเขาในคืนนั้น เพียงแต่บดินทร์ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้รู้ว่าสถานการณ์ดำเนินไปถึงขั้นไหน ข่าวดีเดียวที่เขารู้ในช่วงนั้นก็คือ ‘นุ’ คนขับรถของเขาในคืนนั้นรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

 

เวลาผ่านไปครบเดือนอาการของบดินทร์ก็หายจนเกือบสมบูรณ์

 

 

 

“อื้อ…อ๊ะ…ลึกไปแล้ว…ต้น…อื้อ…” เสียงครางเบาหวิวพร้อมเสียงลมหายใจขาดห้วง หน้าอกเสียดสีกับที่นอนอุ่น ขณะที่สะโพกด้านหลังถูกยกสูง เขินอายกับเสียงสั่นพร่าจนต้องกดใบหน้าลงกับหมอนนิ่ม สองมือจิกทึ้งผ้าปูที่นอนใต้ร่าง ขณะถูกมือแกร่งยึดเอวไว้แล้วโยกสวนกระแทกกระทั้นจากเบื้องหลังจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน

 

“อือ…ดิน…” ดนัยครางต่ำในลำคอด้วยอารมณ์ที่พุ่งสูง ร่างกายของบดินทร์ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็สร้างความสุขสมจนน่าตกตะลึงพรึงเพริดได้เสมอ

 

มังกรหนุ่มแลบปลายลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากของตัวเองแล้วเร่งจังหวะในช่วงท้ายให้รุนแรงขึ้น

 

“…!!! ...” เสี้ยววินาทีต่อมาบดินทร์ก็สะท้านไหวไปทั้งร่างแล้วปลดปล่อยอย่างน่าสงสาร แม้ในจังหวะที่ถึงจุดสุดยอดคนวใจร้ายเบื้องหลังก็ไม่ได้เห็นอกเห็นใจยังคงขยับกายรุนแรงต่อเนื่องจนร่างกายนี้แทบจะแหลกเป็นเสี่ยง

 

เพียงครู่แผ่นหลังก็ถูกโอบกระชับ รู้สึกได้ถึงริมฝีปากร้อนฉ่าที่ประทับไปทั่วทั้งแผ่นหลังที่โค้งแอ่น หลังคอระหงถูกจูบและขบกัดอย่างรุนแรงในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่บดินทร์จะรู้สึกถึงความอุ่นวาบในช่องท้อง

 

ทุกอย่างถูกเติมเต็ม

 

สองร่างหอบสะท้านเมื่อสามารถถึงฝั่งฝัน ร่างกายของบดินทร์ยังคงกระตุกไหว และดนัยยังคงฝังแน่นอยู่ในร่างกายนี้ เมื่อสามารถปรับลมหายใจได้หงส์หนุ่มก็เอี้ยวตัวไปคว้าใบหน้าของคนที่ยังทาบทับอยู่เบื้องบนเข้ามาจูบด้วยความเสน่หา ดนัยมอบจูบอ้อยอิ่ง เลื่อนริมฝีปากมาจูบที่ขมับของบดินทร์อย่างอ่อนโยนครั้งหนึ่ง ก่อนปล่อยให้ร่างอ่อนเปลี้ยของคนในวงแขนได้ลงไปนอนพักแม้เบื้องล่างจะยังเชื่อมโยงกันอยู่ แสงสีส้มนวลของไฟห้องนอนสะท้อนกับสีผิวสีงาช้างของบดินทร์ให้ยิ่งดูน่ามอง หยาดเหงื่อพราวระยับบนร่าง ดวงตาฉ่ำน้ำปรือปรอย เส้นผมที่ยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงจากการที่เพิ่งผ่านกิจกรรมเร่าร้อน สีแดงระเรื่อที่ปรากฏไปทั่วทั้งใต้หางตา ปลายจมูก พวงแก้มและริมฝีปาก ร่องรอยสีกุหลาบที่เกิดจากฝีมือของเขา หรือแม้กระทั่งแผ่นอกที่ยังคงกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงจากการหอบสะท้านนั้น ทุกอย่างถูกดนัยดูดซับเข้าสู่สายตาจนสิ้น

 

เย้ายวน…

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่หงส์ของเขาคนนี้ก็เย้ายวนชวนให้หลงใหลเสมอ

 

หัวใจของดนัยคล้ายลูกโป่งที่ถูกอัดจนแน่น เขาล้มตัวลงไปนอนตระกองกอดบดินทร์จากด้านหลังไว้แน่น พรมจูบเบาๆ ไปที่ลาดไหล่มนด้วยความหลงใหล ฝ่ามือร้อนเร่าเคล้นคลึงหน้าอกที่มีแต่กล้ามเนื้ออย่างผู้ชายของบดินทร์ไว้จนเต็มมือ ปลายนิ้วบีบคีบยอดอกเล็กๆ ของอีกฝ่ายเป็นการหยอกเย้า บดินทร์หัวเราะเบาๆ พร้อมขัดขืนเพราะรู้สึกจั๊กจี้เกินทน จึงจับมือของดนัยออกมาจับไว้แทน แต่พอดีว่าปลายนิ้วของดนัยดันไปแตะโดนบางอย่างเข้า

 

มังกรหนุ่มขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วหยัดตัวขึ้นมามอง ณ จุดที่ปลายนิ้วแตะโดนเมื่อครู่

 

แผลเป็นตรงเหนือหน้าอกด้านซ้ายของบดินทร์

 

ยิ่งพิศมองดนัยก็ขมวดคิ้วมุ่น ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนเขาก็ไม่เคยทำใจในเรื่องนี้ได้ ไม่ว่าจะไล่ล่าไอ้พวกเลวระยำที่ทำให้เกิดแผลนี้กับบดินทร์ แล้วส่งพวกมันไปลงนรกทุกคนแล้วเขาก็รู้ดีว่าเรื่องนี้มันยังไม่จบ ในเมื่อไม่อาจสาวไปถึงตัวบงการ ไม่เมื่อไม่อาจเด็ดตัวหัวหน้าพวกมันได้ บดินทร์ก็จะไม่มีวันปลอดภัย

 

ดนัยขบกรามกรอด ดวงตาที่เหม่อมองที่แผลของบดินทร์แดงก่ำขึ้นด้วยแรงอาฆาตมาดร้ายอย่างห้ามไม่อยู่

 

“ต้น…?” เห็นว่าจู่ๆ ดนัยก็เงียบไปทั้งยังดูนิ่งแปลกๆ บดินทร์จึงหันกลับไปมอง แล้วเมื่อพบว่าสายตาของมังกรของตนนั้นกำลังจ้องมองอยู่ที่ไหน บดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ

 

แปะ…

 

บดินทร์เอี้ยวตัวไปหาคนที่เอาแต่ทำหน้าเครียด ก่อนใช้สองมือตระกองสองแก้มของดนัยเข้ามาไว้ในมือตน

 

“…??” และเหมือนเพราะการกระทำนั้น ทำให้ดนัยรู้สึกตัวได้เสียที

 

“เลิกทำหน้าน่ากลัวได้แล้ว” บดินทร์เอ่ยยิ้มๆ ขยับตัวให้หลุดจากการเชื่อมโยงอย่างทุลักทุเลแล้วพลิกตัวเข้าไปหาดนัยเพื่อปลอบโยนอีกฝ่าย “บอกแล้วไงว่าไกลหัวใจ”

 

“…เพราะผม…” เสียงทุ้มพร่ากำลังจะเอ่ยปากขอโทษ แต่กลับถูกหยุดไว้ด้วยปลายนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวของบดินทร์ที่กดปิดริมฝีปากดนัยไว้

 

“หยุดเลย! เลิกพูดว่าเพราะคุณเลือกให้ผมเป็นหงส์ ผมเลยต้องตกอยู่ในอันตรายเสียที”

 

“…….”

 

“อย่าพูดเหมือนกับว่าคุณคิดผิดที่เลือกผมเด็ดขาดเลยนะ!”

 

บดินทร์ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ดนัยได้พูดอะไรต่อ “ถ้าคุณจะยังปรานีผมอยู่บ้าง…อย่าทำเหมือนกับว่าถ้าเป็นคนอื่นคงจะดีกว่านี้เชียว”

 

“…ดิน?”

 

การอ้อนวอนของบดินทร์ทำให้ดนัยอดสงสัยไม่ได้ เพราะเขารู้ดีว่าในเรื่องการขึ้นเป็นหงส์นี้บดินทร์ไม่ได้เต็มใจ ชายหนุ่มไม่ได้ต้องการอำนาจที่เขาบังคับยัดเยียดให้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงอยากมีมันเอาไว้ในมือ หรือที่จริงอีกฝ่ายกำลังกลัวอะไรอยู่?

 

เพราะถ้าเกิดจากความกลัวว่าหากหมดประโยชน์ในฐานะหงส์แล้วจะถูกทำร้ายล่ะก็ เขาก็จะรีบบอกให้บดินทร์รู้เลยว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้น

 

“ช่วยฟังผมหน่อยได้ไหม?”

 

แต่ยังไม่ทันที่ดนัยจะได้เอ่ยอะไร เขาก็ถูกบดินทร์ใช้มืออุ่นจับไว้ที่ใบหน้าอีกครั้งแล้วเอ่ยปากร้องขอให้เขารับฟังบางอย่าง ซึ่งดนัยก็พยักหน้ารับคำแต่โดยดี

 

“ผมน่ะ เป็นลูกนายทหาร ต่อให้ไม่ได้มียศที่สูงมากแต่ก็ถือได้ว่ามีหน้ามีตาในระดับหนึ่ง ซึ่งคุณก็คงพอรู้ประวัติผมดีอยู่แล้ว” บดินทร์เกริ่นขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

 

“ตั้งแต่เด็กมา พ่อผมน่ะอยากให้ผมเป็นทหารเหมือนท่านมาก กดดันสารพัด เข้มงวดจนตอนเด็กๆ ผมเชื่ออย่างเต็มหัวใจเลยว่าพ่อไม่ได้รักผม ตอนนั้นผมโชคดีที่มีแม่ ท่านใจดีกับผมมาก ทุกวันที่ผมถูกพ่อลงโทษที่ไม่อาจทำอย่างใจพ่อได้ก็ได้แม่นี่แหละที่แอบช่วยไว้ตลอด แต่ก็นะถ้าเป็นต่อหน้าพ่อล่ะก็แม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะในบ้านผมพ่อคือสิทธิสูงสุด”

 

“สุดท้ายคนเดียวที่คอยปกป้องผมก็อยู่กับผมได้ไม่นาน พอผมอายุได้ 13 ปีแม่ก็ตายจากไป ทิ้งผมไว้กับพ่อเพียงสองคน คราวนี้กำแพงระหว่างผมกับพ่อก็ยิ่งสูง…”

 

“เชื่อไหม ตลอดชีวิตในตอนนั้น ผมไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจได้เลย ผมใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารบ้านพ่อ ในทุกวันต้องถูกพ่อด่าว่าไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถสู้เด็กในรุ่นเดียวกัน ลูกบ้านนั้นบ้านนี้ได้ ผมมันไม่เอาไหน…”

 

“เพราะหน้าตาดีผมเลยได้รับเลือกทำกิจกรรมที่โรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำได้ดีเท่าที่ใครๆ คาดหวัง ครั้งหนึ่งผมไปแอบได้ยินอาจารย์คนที่เลือกผมเขาคุยหันว่า ‘เสียดายนะ น่าจะเลือกให้อีกคนทำแทน’ ผมเพิ่งม.ต้นเองมั้งตอนนั้น หึหึ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคนพูดแบบนั้นใส่ผม และมันคงจะเป็นคำสาป เพราะเหมือนมันจะตามหลอกหลอนผมไปทุกที่”

 

“ผมเลือกที่จะเป็นดารา ไม่ยอมเป็นทหารเหมือนที่พ่อหวัง ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อแตกร้าวออกไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าพ่อผมเป็นคนดุแบบนี้กับทุกคนจนวันที่พ่อพาเมียใหม่เข้าบ้านนั่นแหละถึงได้เห็นว่าที่จริงแล้วไม่เลย พ่อผมใจดีกับครอบครัวใหม่มากยกเว้นแค่กับผม ในตอนนั้นผมรู้เลยว่าพ่อผมคงคิดเหมือนที่ใครๆ คิด ‘เสียดายนะ ถ้าไม่มีลูกอย่างบดินทร์คงดี’ เพื่อประชดพ่อ ผมจึงเผลอทำเรื่องเลวทรามจนต้องออกจากบ้านนั้นและไม่กลับเข้าไปอีก”

 

“คำว่าเสียดายนะ… คำว่าคิดผิดที่…เลือกบดินทร์ มันเหมือนคำสาปร้ายที่ติดตัวผมมาโดยตลอด แม้แต่ตอนพี่ซอลย่าพาผมเข้าวงการบันเทิง ตอนนั้นผมดีใจมากเลยนะ คิดว่าคงเจอเรื่องที่สามารถทำได้ มีคนมองเห็นความสามารถจริงๆ เสียที แต่สุดท้าย…ผมก็หนีคำสาปนั้นไม่พ้น ‘รู้งี้เลือกพระเอกอีกคนดีกว่า’ ‘เสียดายน่าจะจ้างอีกคนแทน’ ‘หน้าตาออกจะหล่อ เสียดายเนอะ’ ร้อยล้านคำปรามาสตามหลังว่าคิดผิดที่เลือกผม ทบทวีสูงจนเป็นภูเขาเลากา โดยเฉพาะยิ่งเมื่อผมได้มาเจอกับสดายุ คนที่เก่งไปเสียทุกอย่างและไม่เคยต้องยี่หระอะไร ผมรู้สึกได้เลยว่าชีวิตของผมมันไร้ค่าแค่ไหน”

 

“ยิ่งสดายุดีกับผมมากเท่าไหร่ ยิ่งผมรักเขามากแค่ไหน มันก็ยิ่งตอกย้ำว่าผมมันก็แค่คนไม่เอาไหนเท่านั้น”

 

“ชีวิตตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้สักอย่าง มันไม่ใช่แค่เพราะผมถูกตีค่าว่าเป็นแบบนั้น ผมรู้ดีว่ามันเป็นเพราะผมโง่ด้วย ผมมันก็แค่คนโง่ที่มักตัดสินใจอะไรก็พังไปหมด”

 

บดินทร์เอ่ยทุกอย่างออกมาด้วยใบหน้าที่ไม่ได้แสดงอาการน้อยเนื้อต่ำใจหรือโศกเศร้าใดๆ ดวงตาที่หลุบต่ำนั้นมันแฝงด้วยความจริงใจ เขาเพียงยิ้มแล้วเล่ามันออกมาเรื่อยๆ ราวกับเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ กับชีวิตเขาอีกแล้ว

 

ดนัยเพียงนิ่งฟังตามคำขอแม้บางเรื่องเขาจะอยากเถียงออกไปบ้างก็ตาม

 

“ต้น”

 

ขณะที่ดนัยคิดจะโต้แย้ง จู่ๆ บดินทร์ก็เรียกชื่อเขาขึ้นเบาๆ

 

“…….”

 

“ขอบคุณที่เลือกผมให้เป็นหงส์ของคุณนะ”

 

“…ดิน?”

 

“ถึงตอนแรกผมจะเล่นตัวทำเป็นไม่ยอมรับนู่นนี่ แต่เชื่อไหมว่าผมภูมิใจกับมันมากเลย”

 

“…………”

 

“วันที่คุณพาผมไปแนะนำให้เควิ่นกับบารอสรู้จัก วันที่คุณให้ค่าผมมากกว่าฮัวคนที่เก่งกว่าผมทุกอย่าง ในตอนนั้นแม้ผมจะยังสับสนและหวาดกลัวเพราะไม่คุ้นเคยกับความน่ากลัวของคนรอบข้าง ทว่าในทันทีที่คุณให้คำมั่นและรับปากว่าคุณจะไม่ทอดทิ้งกัน ผมก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด”

 

สิ้นประโยคนั้นบดินทร์ก็เงยหน้าขึ้นสบตากับดนัยตรงๆ ด้วยใบหน้าที่ยังคงเปื้อนยิ้มกับดวงตาที่ฉายให้เห็นเพียงความแน่วแน่ที่เต็มล้นอยู่ในหัวใจ

 

“ขอบคุณที่ทำให้ผมมีคุณค่า ขอบคุณที่มอบหน้าที่ที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจขนาดนี้มาให้ ผมสาบานว่าจะทำมันให้ดีที่สุดแม้ต้องแลกด้วยชีวิต”

 

ดนัยสวมกอดบดินทร์จนแน่นทันทีที่จบประโยคนั้น

 

ไม่มีทางไม่ซาบซึ้งแต่เขาไม่อาจปล่อยให้บดินทร์อยู่ในตำแหน่งที่อันตรายขนาดนี้ต่อ ดนัยเจ็บปวดในหัวใจอย่างที่ไม่เคยเจ็บมาก่อน ถ้าเขาเก่งกว่านี้ ถ้าเขาเป็นมังกรที่แข็งแกร่งกว่านี้แล้วล่ะก็…

 

คนถูกกอดไม่มีทางรู้ว่าคนกอดกำลังทำสีหน้าแบบไหน ได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นแรงในอกนั้น

 

“อย่าขอบคุณผมเลย” เสียงแหบพร่าเอ่ยเบาๆ อยู่ตรงขมับ “ผมไม่ต้องการเพิ่มแผลเป็นบนร่างกายคุณอีกแล้ว”

 

“ผม…ไม่มีสิทธิ์”

 

“………..”

 

ดนัยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ในใจเขามีเพียงแต่การโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ส่วนบดินทร์ก็เพียงรับฟังเงียบๆ ความตึงเครียดที่ฉายชัดออกมาจากเจ้าของอ้อมกอดทำให้ในที่สุดบดินทร์ก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะพลิกร่างขึ้นไปนอนทาบทับอยู่บนตัวของดนัย

 

“นี่…” หงส์หนุ่มเอ่ยพลางทำสีหน้าเยาะหยันเล็กๆ “ตั้งแต่รู้จักกันมาคุณก็เอาแต่อ้างสิทธิ์ในตัวผมมาตลอด แล้ววันนี้กลับมาบอกว่าไม่มีสิทธิ์เนี่ยนะ มันไม่สายไปหรือไงคุณมังกร?”

 

“…..!?” ไม่ปล่อยให้ดนัยโต้เถียง บดินทร์ก้มลงจูบปิดริมฝีปากที่กำลังเผยออยู่ของดนัยทันที

 

หงส์มอบรสจูบหอมหวานเพื่อเริ่มบทรักบทใหม่กับมังกรของตนเพียงต้องการเปลี่ยนบรรยากาศที่หนักอึ้งนี้

 

เหมือนไม่ได้คิดมากอะไร…

 

แต่แท้จริงบดินทร์รู้สึกถึงอะไรบางอย่างได้มาสักพักหนึ่งแล้ว

 

 

 

*****************************************************************



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ


หนึ่งเดือนแล้วจากวันที่เกิดการลอบสังหาร ในขณะบดินทร์ถูกเก็บไว้อย่างแน่นหนาในส่วนที่ลึกที่สุดของรัง เหล่าบอดี้การ์ดและมือสังหารมือฉกาจของพรรคก็ออกทำงานกันอย่างไม่หยุดพัก เพื่อไล่ล่าทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารนั้น ดนัยออกคำสั่งเด็ดขาดและไม่ไว้หน้าใครที่ไหน ราวกับเขื่อนความอดทนที่กักเก็บไว้มันแตกทะลัก วิษธรแตกเป็นเสี่ยง แบ่งข้างชัดเจนระหว่างพงศธรกับดนัย







‘หลานทำแบบนี้เหมือนไม่ไว้หน้าลุงเลยนะ’



‘ลุงเองก็ไม่ไว้หน้าผมเหมือนกัน ถึงได้กล้าให้คนของลุงแตะต้องหงส์ของผมตามใจชอบแบบนั้น’



‘แต่หลานก็จัดการพวกมันจนเกลี้ยงแล้วไม่ใช่หรือไง จะยังติดใจอะไรมากมาย ไม่สมกับเป็นหลานเลยนะ แล้วจู่ๆ มาปลดคนในคาสิโนของลุงแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน? ผู้อาวุโสคนอื่นๆ เขาจะมองหลานยังไง?’



‘ก็มองว่าผมทำเพื่อปกป้องหงส์และพรรคของผมไง’



‘เฮ้ย วิษธรก็เหมือนกับบ้านลุงเหมือนกันนะ ทำไมพูดราวกับลุงจะทำลายพรรคแบบนั้นเล่า?’



‘เพราะลุงกล้าแตะต้องหงส์ของมังกรไง’



‘ดนัย นั่นมันเป็นความผิดของหงส์ของหลานเองนะที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังจนเสียหายมาถึงลุง คนอื่นๆ ก็รู้กันทั่วว่าหงส์คนนี้ไม่ได้เรื่องแถมยังบ้าอำนาจ คนในคาสิโนก็ไม่ได้ชอบหงส์คนนี้ ในเมื่อทำประโยชน์อะไรให้พรรคไม่ได้ลุงก็ไม่เห็นค่าอะไรที่จะเก็บเอาไว้’



‘นั่นไม่ใช่ธุระของลุง เรื่องของหงส์เป็นสิทธิ์ขาดเพียงหนึ่งเดียวของมังกร!’



‘ลุงก็แค่อยากช่วยในฐานะผู้ดูแลพรรคเก่าแก่ และที่สำคัญลุงก็ไม่ได้หมายจะเอาชีวิตหงส์ของหลานเสียที่ไหน ก็แค่สั่งสอนให้รู้สึกกลัวขึ้นบ้างก็เท่านั้น ลุงก็แค่สร้างสถานการณ์ หงส์ของหลานต่างหากที่พลาดเอาตัวเข้ามาขวางคมกระสุนเอง’



‘สร้างสถานการณ์?’



‘ใช่…หึหึ ถ้าลุงหมายเอาชีวิต แค่หงส์คนเดียวไม่ต้องให้ใหญ่โตขนาดนั้นหรอก’



ชายวัยดึกหัวสีดอกเลาแสยะยิ้ม ‘ลุงทำทั้งหมดก็เพื่อหลานนะ ดนัย’



‘…………..’



‘หงส์พรรค์นั้นไม่ควรอยู่ข้างกายหลานหรอก’



มังกรหนุ่มเหยียดยิ้ม ‘ผมว่า…เขาคู่ควรอยู่ข้างตัวผมมากกว่าสุนัขที่ไม่ซื่อสัตย์บางตัวอีกนะ’



‘!!? …นี่แกว่าฉันเหรอ?’



‘ถ้าลุงจะรับไว้ผมก็ไม่ขัดหรอกนะครับ’



‘ดนัย อย่าคิดว่าเป็นแค่เป็นวิษธรเลือดแท้แล้วจะได้รับการยอมรับนะ แกมันก็แค่มังกรที่เพิ่งฟักออกจากไข่ ที่แกสามารถยืนชูคอทะนงอยู่ตรงนี้ได้เพราะตัวของแกเองหรือไง? ถ้าไม่ได้ฉันค้ำจุนไว้ แกได้ตายโหงตามพ่อแม่แกไปนานแล้ว!!’



‘งั้นก็คงเท่ากันครับลุง’ แม้จะโดนต่อว่าเจ็บแสบแต่ดนัยก็ยังคงยิ้มหยัน



‘เพราะถ้าตอนนั้นลุงไม่มีประโยชน์ ผมก็คงไม่เก็บลุงเอาไว้จนถึงตอนนี้’



‘ได้…แล้วเราจะได้เห็นดีกัน แกกับฉันใครจะอยู่หายใจได้นานกว่ากัน’



‘งั้นก็รีบหน่อยแล้วกันนะครับ’







หลังวันที่หงส์ถูกลอบสังหาร ดนัยก็จัดการกวาดล้างทั้งพวกที่ลงมือและเหล่าผู้ชักใยจนสิ้น ทั้งที่สืบรู้แล้วว่าเป็นฝีมือของพงศธร ก็ยังทำลายล้างแบบไม่ไว้หน้า แม้แต่คนในคาสิโนที่เป็นคนของฝ่ายนั้นดนัยก็จัดการเก็บกวาดจนเกลี้ยง จนเป็นที่โจษจันแก่คนที่ถือหางฝั่งเลือดแท้ และสร้างความแค้นแก่พวกที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพงศธร



การเจรจาระหว่างลุงหลานจึงมาถึงในที่สุด พงศธรบุกมาหาดนัยถึงที่แล้วจบลงด้วยการประกาศแตกหัก จากนั้นพรรคก็แตกออกเป็นสองเสี่ยงอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจบางอย่างที่เคยวางใจให้พงศธรเป็นฝ่ายดูแลให้ก็ถูกยึดไปอย่างหน้าด้านๆ แต่ดนัยก็ไม่คิดถือสาเพราะอีกไม่นานเขาก็ตั้งใจจะยึดทั้งหมดมาอยู่แล้ว เพียงแต่สรรพกำลังในมือตอนนี้แม้มีมากแต่ก็ถือว่ายังไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่ ฝ่ายพงศธรที่ร่วมมือกับมิสเตอร์จางที่เป็นฝั่งศัตรูนั้นคล้ายจะยังได้เปรียบกว่า



ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ดนัยจึงพยายามคิดและวางแผนทุกวิธีการเพื่อจัดการกวาดล้างพวกเลือดเก่านั้นออกจากพรรคให้ได้



ในตอนแรกเขาตั้งใจจะไม่เร่งร้อน อยากพยายามใช้วิธีคลื่นใต้น้ำค่อยๆ เซาะไปเรื่อยๆ เพราะไม่อยากเสียเลือดเนื้อ เขารู้ดีว่ามันเป็นวิธีที่น่ารำคาญ แต่ถ้ามองว่าพวกเลี้ยงไม่เชื่องนั้นพอจะมีประโยชน์ต่อพรรคอยู่บ้าง เขาก็คิดว่าการเป็นมังกรเชื่องๆ ก็ไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่พอเกิดเรื่องกับบดินทร์มันก็คงเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเขาเท่านั้น



‘ฉันเคยเตือนนายแล้วว่าอย่าให้ค่าหงส์คนนี้มากเกินไป แล้วนี่เป็นไง มันทำนายเดือดร้อนจนได้’



ทันทีที่ข่าวกันแตกหักกับพงศธรง่อนไปในพรรค จ้าวซินก็รีบรุดมาหาเพื่อให้ความช่วยเหลือ



‘พี่ไม่คิดหรือว่าจริงๆ แล้ว…ผมอาจรอวันนี้อย่างใจจดใจจ่ออยู่ก็เป็นได้’



จ้าวซินที่รู้ดีว่าน้องชายของตนนั้นเก็บกดต่อเรื่องนี้มานาน เมื่อได้ฟังก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วกล่าวเพียงว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่







ทว่าในเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ บดินทร์ไม่มีทางได้รับรู้เลย



คนของวิษธรถูกสั่งห้ามไม่ให้ปริปากพูดถึงเรื่องนี้ให้หงส์รู้ หากแม้ใครขัดคำสั่งต้องแลกด้วยการตัดลิ้นหรือมากกว่านั้นคือชีวิต





*

*

*

*

*



“ขามึงเป็นไงบ้างแล้วไอ้ธัน?”



วิเชียรที่เพิ่งได้มีเวลาพักจากการออกไปตระเวนเก็บฝ่ายตรงข้ามตามคำสั่งนายถามไถ่เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาร่วมเดือน



“ก็โอเคขึ้นแล้ว ยังเจ็บแปลบๆ ตอนวิ่งแต่เดินไม่มีปัญหาละ” ธันวาตอบขณะเดินเข้ามาเห็นที่นั่งอยู่ตรงบาร์น้ำในห้องแคนทีน “แล้วมึงล่ะ? ล่าได้ครบยัง?”



“เงียบปากหน่อยเพื่อน นายไม่อนุญาตให้ใครพูดถึงเรื่องนี้ในรังนะเว้ย เดี๋ยวก็ได้ลิ้นขาดกันหมด” วิเชียรรีบปรามเพื่อน ธันวาก็รีบหุบปากตัวเองทันทีที่นึกขึ้นได้ หันซ้ายหันขวาแล้วมานั่งเบียดกับเพื่อนรักพลางกระซิบ



“นายท่านคิดจะทำอะไรกันแน่นะ”



“ถ้าขี้เสือกอย่างมึงยังไม่รู้ แล้วกูจะไปรู้ไหม?” วิเชียรแขวะ



“ไอ่ห่า!” ธันวาด่ากลับทันควัน พลางคว้ากาแฟของเพื่อนรักขึ้นมากระดกรวดเดียวหมด จังหวะเดียวกับที่โดนเพื่อนคว้าคอเข้าไปใกล้



“กูว่านายท่านคงอยากกันคุณดินออกจากเรื่องของพรรค”



“……..” ธันวาเข้าใจความคิดเห็นของวิเชียรทันที “เฮ้อ…ถ้าเป็นกูก็คงทำแบบนั้น สถานภาพของพรรคในตอนนี้ นายท่านไม่มีทางยอมให้คุณดินต้องเสี่ยงอันตรายอีก ยิ่งหลังจากเรื่องคราวนั้น…”



แค่นึกถึงเรื่องการลอบสังหารที่เพิ่งผ่านมาธันวาก็สลดลงทันที แม้หลังจากนั้นนายเหนือจะไม่ได้กล่าวโทษอะไรเขาอีก แต่ความผิดที่เขาละเลยและไม่สามารถปกป้องหงส์จากอันตรายได้นั้นมันก็ยังคงติดแน่นอยู่ในหัวใจ



“อย่าหงอยสิ แค่มึงรู้ตัวว่าวันหน้ามึงจะไม่พลาดอีกแค่นั้นก็พอแล้ว” วิเชียรตบหลังเพื่อนเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “ด้วยสถานการณ์พรรคตอนนี้ มึงได้กู้ศักดิ์ศรีบอดี้การ์ดเร็วๆ นี้แน่”



“เฮ้อ…แตกหักเสียก็ดี กูก็รอวันนี้มานานแล้ว เมื่อไหร่ที่กำจัดพวกมันออกไปได้ นายท่านจะได้หมดเสี้ยนหนามตำใจเสียที” ธันวาขบกรามกรอดเมื่อนึกถึงพวกหนอนบ่อนไส้ในพรรค โดยเฉพาะพรรคพวกของพงศธรที่เพิ่งแตกหักกันไปไม่นาน



“คืนนี้ทีมพี่นพกับพวกไอ้เอกไอ้ทศจะกลับมาแล้ว รอฟังข่าวแล้วกัน” วิเชียรว่า แต่ทันทีที่ได้ยินชื่อธันวาก็นิ่งไป



“เป็นไรไป?”



“ม…มึงไปฟังข่าวแล้วมาบอกกูแล้วกันเผื่อตอนนั้นกูดูแลคุณดินอยู่” ธันวาแก้ต่างสายตาเลิ่กลั่ก



“มึงยังจะต้องดูแลอะไร วันนี้นายท่านขลุกอยู่กับคุณดินทั้งวัน ไม่ต้องใช้งานมึงแล้ว” วิเชียรหรี่ตามองเพื่อนที่ดูลุกลี้ลุกลนผิดปกติ



“แหม ก็เผื่อมีอะไรกูก็ไปสแตนด์บายไว้ก่อน” ธันวายังคงลอยหน้าลอยตา แม้เหงื่อจะเริ่มท่วมหน้า



วิเชียรยิ่งหรี่ตาจับผิด และแล้วก็ยิงคำถามตรงประเด็น



“ไอ้ธัน มึงมีเรื่องอะไรกับพี่นพกันแน่วะ? ไอ้ทศมาเล่าให้กูฟังว่าพี่แกช่วยดูแลมึงตอนโดนยิงด้วย”



“ไอ้เชี่ยทศ ไอ้ปากสว่าง!!” ไอ้ธันสะดุ้งหวือเป็นวัวสันหลังหวะทันทีที่ถูกเพื่อนจับไต๋อะไรบางอย่างได้ จนเผลอหลุดปากออกมาเบาๆ!



“มึงว่าไงนะ?”



“กูไปเข้าเวรก่อนนะ บายยยย!!”



ฉับพลันก็โกยอ้าวออกจากแคนทีนเพื่อหนีสายตาจับผิดของเพื่อนสนิทที่แค่เขาอ้าปากก็เดาได้ถึงหัวใจ ไส้ เซี่ยงจี้ของตัวเอง ธันวาไม่หยุดแม้วิเชียรจะตะโกนเรียกตามหลัง วันนี้เขายังไม่พร้อมจะเอ่ยเรื่องระหว่างเขากับมานพให้ใครฟังทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่วิเชียรที่รู้เรื่องที่เขาแอบชอบมานพอย่างดีมาตั้งแต่ต้น



ก็จะให้บอกยังไงดีล่ะว่าไอ้ธันคนนี้ได้เอาตัวใส่พานไปให้มานพรับประทานไปเรียบร้อยแล้วถึงสองครั้งสองครา! แถมดูเหมือนฝ่ายนั้นจะเริ่มเข้ามาทำตัวแปลกๆ กับเขาอีก ถ้าจะต้องเล่าเรื่องนั้นให้วิเชียรฟังไอ้ธันคงต้องเลือกกัดลิ้นตัวเองตายเสียตอนนี้เพราะทำตัวไม่ถูก

*

*

*

*

*



กว่าหนึ่งเดือนหลังเหตุลอบสังหาร และการแตกหักกันในพรรค แม้ภายนอกจะร้อนแรงราวกับจะลุกเป็นไฟ แต่ความเป็นอยู่ในรังวิษธรยังคงดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งเด็ดขาดของนายเหนืออย่างดนัยที่ไม่ต้องการให้บดินทร์ต้องมารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ สภาพที่สงบเรียบร้อยเกินไป เวรยามรอบรังที่แน่นหนาขึ้น และมังกรที่อยู่ติดพรรคคอยเฝ้าอยู่ข้างกายหงส์ไม่ห่างโดยอ้างว่าเคลียร์งานด้านนอกเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นมันเป็นอะไรที่ผิดปกติอย่างสิ้นเชิงในความคิดของบดินทร์



แม้ว่าต่อหน้าดนัย บดินทร์จะทำตัวว่านอนสอนง่าย ทำตัวว่าเป็นปกติทุกอย่าง แต่มันเป็นเพียงแค่การทำตัวเรียบร้อยเพื่อเก็บงำความสงสัยไว้ในใจต่างหาก บดินทร์รู้ดีว่าเป็นเพราะการที่เขาถูกลอบสังหาร และการที่เขาสะเพร่าไม่ยอมสวมเสื้อเกราะอ่อนตามกฎที่ต้องทำอย่างเคร่งครัดในภาวะที่พรรคยังไม่เสถียร แต่เขาก็ดันเอาง่ายเข้าว่า คิดว่าถ้าไม่แส่เอาตัวไปหาเรื่องที่ไหนเหมือนที่ผ่านมาก็คงไม่เกิดอะไร



ที่ไหนได้…การกวาดล้างเหลือบริ้นในพรรคอย่างบุ่มบ่ามนั่นแหละที่เรียกว่าการแส่หาเรื่องตายที่แท้จริง!



ตอนที่แผลเขาเริ่มดีขึ้น บดินทร์เคยขอกลับไปทำงานที่คาสิโน แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัย ทั้งยังตัดขาดการติดต่อกับคนภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นฮัวหรือใครก็ตาม ซึ่งบดินทร์ก็ยอมรับมันแต่โดยดี แต่ก็ไม่ได้ไม่รู้สึกอะไรกับการถูกเก็บงำเอาไว้บนหอคอยงาช้างนี้ เขารู้ดีว่าตัวเองอ่อนประสบการณ์จึงไม่ได้คิดดึงดัน แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่ได้อยากถูกปิดหูปิดตา





รุ่งขึ้น เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในห้อง บดินทร์รู้สึกตัวขึ้น สะลึมสะลืออยู่ครู่ก็รู้สึกได้ถึงเตียงข้างตัวที่เย็นเยียบผิดจากทุกๆ วันในช่วงนี้ที่จะมีดนัยนอนเคียงข้างกัน ในขณะที่กำลังสงสัยถึงคนข้างกายที่หายไป ดนัยก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัวในชุดสูทสามชิ้น โดยมีการคาดปืนพกไว้ที่ใต้ชายโครงซ้าย ซึ่งบดินทร์รู้ดีว่าแท้จริงบนร่างนั้นยังมีอาวุธลับสำหรับใช้ป้องกันตัวอื่นๆ ซ่อนไว้อยู่อีก



เห็นมังกรพกอาวุธเต็มตัวแบบนี้บดินทร์ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์อยู่ว่าข้างนอกนั้นคงตึงเครียดพอสมควร



“วันนี้มีงานแต่เช้าเลยเหรอ?” บดินทร์ลุกขึ้นจากที่นอน คว้าเสื้อคลุมบางๆ คลุมปิดร่างเปลือยเปล่าของตัวเองไว้ แล้วเดินเข้าไปหามังกรของตนที่กำลังติดกระดุมเสื้อกั๊กของตนอยู่



“อืม ต้องออกไปพบกับบารอสที่คลังหน่อยน่ะ มีส่งของกับลูกค้า ผมกับบารอสต้องไปดูของเอง” เห็นบดินทร์เดินเข้ามาหา ดนัยก็ยิ้มรับแล้วตอบคำถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน



เพราะรับรู้ถึงความตึงเครียดมาได้สักพักแล้ว พอเห็นดนัยต้องไปข้างนอกรังแบบนี้บดินทร์ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้



“…ระวังตัวด้วยนะ”



คำว่าระวังตัวด้วย ทำหัวใจของมังกรก่อนยวบ ความห่วงใยอย่างจริงใจราวเด็กน้อยของบดินทร์นั้นไม่ว่าจะได้รับกี่ครั้งก็ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมใจอยู่เสมอ ดนัยยิ้ม เอื้อมมือข้างหนึ่งไปแตะเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียนมือ



“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวบ่ายๆ ผมก็กลับมาแล้ว”



บดินทร์พยักหน้ารับ แล้วยืนส่งดนัยออกจากห้องอย่างที่ไม่ได้ทำมาหลายวัน เพราะเพิ่งตื่นและยังอยู่ในสภาพที่ไม่ได้เจริญตานักบดินทร์จึงเลือกที่จะยืนมองมังกรออกจากพรรคจากหน้าต่างห้องตัวเอง



‘เรื่องหงส์ช่างมัน เรื่องที่ให้จัดการเรียบร้อยหรือยัง?’



เขาได้ยินบ้างข้อความที่ดนัยคุยกับใครสักคนทางโทรศัพท์ในคืนหนึ่ง เขารู้ว่าเรื่องในพรรคตอนนี้มันเกินมือเขาไปมาก แต่ก็อดกังวลใจไม่ได้ว่าที่เรื่องมันดำเนินมาจนถึงตอนนี้มันเป็นเพราะเขาเป็นชนวนเหตุ



บดินทร์ยืนมองขบวนรถของดนัยที่กำลังทยอยออกจากรัง พร้อมทีมบอดี้การ์ดมือดีอย่างสิงหา เดชา และวิเชียร เพื่อออกไปพบกับบารอสเพื่อเช็คของตามที่บอก หรืออาจมีเหตุผลมากกว่านั้นซึ่งเขาอาจไม่ได้รับอนุญาตให้รู้



‘ไม่แปลกหรอกถ้าแดนนี่จะไม่ให้นายรู้อะไรเกี่ยวกับพรรคมากนัก เพราะมันอาจเสี่ยงถึงชีวิตมากไป’



‘เขาทำแบบนั้นไม่ใช่ไม่เห็นค่านาย แต่ทำเพราะให้ค่านายมากเกินไปจนเป็นห่วงเกินพอดี’



ครั้งหนึ่งฮัวเคยพูดกับเขาไว้แบบนั้น



และเพราะคำพูดนั้นถึงได้ทำให้เขาลังเลอยู่ในตอนนี้ ไม่อยากถูกปิดหูปิดตา ไม่อยากกูกปกป้องให้ปลอดภัยอยู่เพียงคนเดียวบนหอคอยงาช้างนี้ ไม่อยากถูกปิดกั้น…อย่างน้อยในฐานะของหงส์ เขาก็ควรมีส่วนร่วมในการปกป้องพรรค



แต่…



หากเขาผลีผลามเอาตัวเข้าไปยุ่งวุ่นวาย มันจะยิ่งดึงสถานการณ์ให้ยิ่งเลวร้ายลงหรือเปล่า? แล้วจะมีวิธีการใดบ้างที่เขาจะสามารถช่วยได้กันนะ?



บดินทร์ตั้งใจจะเรียกหาธันวาแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าลูกน้องคนสนิทน่าจะเพิ่งออกเวรดึกไปเมื่อช่วงเช้า เพราะสถานการณ์พรรคค่อนข้างอ่อนไหว ดนัยจึงออกคำสั่งให้บอดี้การ์ดระดับหัวหน้าจัดเวรยาม 24 ชั่วโมงอย่างรัดกุมกว่าปกติ และธันวาที่ถือเป็นระดับหัวหน้าก็ไม่ได้รับการยกเว้น



ไม่อยากรบกวนลูกน้องแต่ก็ร้อนใจ บดินทร์เลยตัดสินใจลองเดินสำรวจไปที่ส่วนพักผ่อนของบรรดาบอดี้การ์ดเผื่อจะมีข่าวสารด้านนอกหลุดเข้าถึงหูบ้าง เมื่อคืนมานพ เอกและทศเพิ่งกลับจากภารกิจ วันนี้ดนัยจึงออกคำสั่งให้อยู่พรรคเพื่อดูแลเขา ก็ไม่แน่ว่าอาจมีข้อมูลน่าสนใจ

.

.

.

.

.







“ไงไอ้ทศ ไอ้เอก เยินเลยสิพวกมึง”



“เออดิลุงเพชร แม่งไอ้พงศธรมันโคตรหน้าด้าน พอถูกนายท่านตัดออกจากพรรคมันก็เหิมเกริมพาคนมาจะยึดธุรกิจของพรรคไปเป็นของฝั่งตัวเอง” เอกบ่นอู้ ฟาดงวงฟาดงาเมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ที่ได้ปะทะกับลูกน้องฝ่ายพงศธรมาเมื่อคืนก่อน



“คงได้ปะทะกันหนักแน่หลังจากนี้” เมื่อได้ฟังพ่อบ้านเพชรก็ได้แต่ถอนหายใจ



“ดี! ผมล่ะรอให้ได้แตกหักกันแบบนี้มานานแล้ว ไอ้พวกนั้นเห็นว่านายท่านใจดีด้วยหน่อยก็กร่างกันไม่หยุด” ทศตบโต๊ะด้วยความคับแค้น “ถ้ามันกล้าโผล่หัวเข้ามายุ่งกับเขตของเราอีกล่ะก็ ผมจะไล่ทุบให้เละเชียว!”



“เออๆ เบาๆ กันหน่อยพวกมึง เดี๋ยวเกิดคุณดินมาได้ยินเข้าได้ซวยกันหมด ลืมหรือไงว่านายท่านสั่งห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องข้างนอกในรังนี้” พ่อบ้านเพชรปรามขึ้นเมื่อเห็นว่าทศและเอกเสียงดังขึ้นทุกที



จบคำเตือนของพ่อบ้าน บอดี้การ์ดหนุ่มทั้งสองก็รู้สึกตัว การพูดคุยกันอย่างออกรสชาติเมื่อครู่จึงค่อยๆ เบาเสียงกันลงไป



‘อย่างนี้นี่เอง…’ ได้ยินเพียงเท่านั้นบดินทร์ก็พอจะจับต้นชนปลายได้



พรรคกำลังเจอกับวิกฤติแต่ดนัยกลับกำลังพยายามปกปิดเขา



บดินทร์ขมวดคิ้วมุ่นเพราะคิดไม่ตกว่าจะหาวิธีแงะข้อมูลสำคัญจากเหล่าบอดี้การ์ดพวกนี้อย่างไรดี เขามีอำนาจก็จริงอยู่ แต่ไม่เท่ากับมังกรอย่างดนัยแน่ๆ ถ้าขนาดโจษกันเซ็งแซ่ว่าจะซวยกันถ้วนหน้าหากเรื่องแดงมาถึงหูเขาขนาดนี้ ต่อให้ถามออกไปก็คงมีแต่คนยอมกัดลิ้นตายมากกว่าจะบอกกันดีๆ แหงๆ



เมื่อคิดไม่ตกบดินทร์ก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วตั้งใจจะถอนทัพ



“อ้าวไอ้ทศ คอไปโดนไร รอยแดงเหมือนโดนข่วน เมื่อวานมึงตะลุมบอนกับพวกนั้นด้วยเหรอ?” เสียงเอกถามขึ้น



“อ๋อ ไอ้ธันมันข่วนเอาเมื่อเช้า พอดีเจอมันออกเวรแล้วเข้าไปแหย่มันเล่น แกล้งแรงไปหน่อยเลยโดนมันข่วนเอา” ทศตอบ



“สมน้ำหน้า” เอกด่าทับ ก่อนที่ทั้งหมดจะคุยกันต่อในเรื่องอื่นๆ



เมื่อไม่เหลือสิ่งที่น่าสนใจบดินทร์ก็เดินออกไปจากตรงหน้าห้องแคนทีน ก่อนที่จะมีใครมาเจอเข้า ไม่อยากให้ลูกน้องต้องกอดคอมาเดือดร้อนเพราะเขากันทั้งหมู่



ทว่าในขณะที่เดินผ่านไปทางที่ผ่านห้องพักของเหล่าบอดี้การ์ดสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นมานพเข้า



‘ไอ้หมาบ้านั่น…’ บดินทร์คิดขึ้นมาทันทีว่ามานพคือคนที่สนิทที่สุดดนัย เป็นไปได้มากว่าน่าจะเป็นคนที่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ของพรรคมากที่สุด หงส์หนุ่มตัดสินใจเดินตามมานพเผื่อว่าฝ่ายนั้นจะแวะพูดคุยเรื่องนี้กับใครบ้าง



ทว่า…



‘นั่นมันห้องไอ้ธันนี่?’



บดินทร์ได้แต่ขมวดคิ้วที่จู่ๆ มานพก็ใช้คีย์การ์ดสแกนเข้าห้องของธันวาราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง!?



อะไรยังไง? สองคนนี้ไม่กินเส้นกันไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึง?



นี่อย่าบอกนะว่า…ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์เร้นลับนั้นเป็นเรื่องจริง!?



“คุณดิน?”



“!!?” จู่ๆ ก็ถูกเรียกจากด้านหลังเล่นเอาบดินทร์สะดุ้งหวือ



“คุณดินมาทำอะไรแถวนี้กันครับ!?” บอดี้การ์ดเวรกลางวันที่กำลังลาดตระเวนอยู่รีบปรี่เข้ามาหาบดินทร์ทันทีที่เห็นว่าหงส์ของพรรคลงมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ด้านล่างของอาคาร โดยเฉพาะในฝั่งห้องพักของบอดี้การ์ดแบบนี้



“อ๋อ แค่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยมาน่ะ กำลังจะกลับแล้ว” บดินทร์ตอบพลางเดินเลี่ยงกลับไปทางเดิน แสร้งทำเป็นไม่สนใจอะไร เพราะไม่อยากให้เป็นที่สงสัย



ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ชวนสงสัยของมานพกับธันวานั้น ไว้เขาคาดคั้นกับเจ้าลูกน้องตัวดีเย็นนี้เอง!







************************************************************



ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
ร่างสูงใหญ่หย่อนตัวลงข้างร่างดักแด้จนเตียงยวบไปตามน้ำหนัก แล้วค่อยๆ โอบกอดร่างพองฟูในผ้าห่มอุ่นนั้นด้วยความคิดถึง ทว่าแค่ทิ้งน้ำหนักลงไปกอดเต็มรัก ร่างเล็กของธันวาก็ดิ้นขลุกขลักด้วยความตกใจที่ถูกบุกรุกอย่างกะทันหัน!



“พี่นพ!?”



“ธันวาแทบกรี๊ดเมื่อเห็นว่าคนที่กอดตนอยู่คือมานพ นี่มันอะไรกัน ทำไมช่วงนี้คนคนนี้ถึงรุกเขาหนักนัก อย่าบอกนะว่าจะไม่พูดถึงความแค้นชาติปางก่อนที่โกรธกันแทบเป็นแทบตายแล้ว?



“พี่เข้ามาได้ยังไง!?” เมื่อดิ้นกลุกกลักเท่าไหร่ก็ไม่หลุดจากอ้อมแขน ธันวาจึงเลือกหัวข้อสนทนามาเบี่ยงเบนความสนใจ



“…ปั๊มคีย์การ์ดเอาไว้ตั้งแต่คราวก่อน” มานพตอบหน้านิ่ง ราวกับไม่ได้ทำผิดอะไร



“พี่แอบปั๊มไว้? จะบ้าเหรอ!?” ธันวาหน้าแดงเห่อขึ้นมาทันที เมื่อคิดลึกไปว่าอีกฝ่ายแอบมีคีย์การ์ดห้องเขาไว้เพื่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ “ถอยออกไปเลย!”



ต่อให้ด่าออกไป มานพก็ยังเอาแต่จ้องหน้ากันนิ่ง ธันวาจึงทำการผลักไหล่ของร่างใหญ่ออกไปให้พ้นจากร่างของตัวเองก่อน เรื่องนี้อย่างไรเสียก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่องว่าตกลงจะเอายังไงกับความสัมพันธ์นี้กันแน่!



จากที่ไล่บีบคอไล่กระทืบกันอยู่ไม่นาน จู่ๆ ก็พลิกมากอดมาโอ๋กันโดยไม่มีการบอกกล่าวไว้ก่อนเลยแบบนี้ มันพลิกเกมตามไม่ทันหรอกนะ!



ผลัก!



“อึก!” ทว่าทันทีที่ผลักอีกฝ่ายออกไปมานพก็ร้องในลำคอ



“…เป็นอะไร? เจ็บเหรอ?” เสียงร้องแค่เบาๆ ก็ทำธันวาใจหาย ปกติแล้วขนาดโดนยิงโดนฟันเท่าไหร่มานพก็ไม่เคยร้องออกมาสักแอะ ไม่แน่ว่าตอนนี้อีกฝ่ายอาจเจ็บหนัก!



เห็นอีกฝ่ายเจ็บธันวาก็รีบถลาเข้าไปดูอาการทันที



“พี่นพ? เจ็บตรงไหน ขอผมดูหน่อย”



มานพยอมให้ธันวาดูแผลที่เพิ่งได้รับมาแต่โดยดี มันเป็นเพียงแผลจากคมมีดที่เขาโดนศัตรูฟันที่ไหล่มาเมื่อวาน ซึ่งได้รับการรักษาโดยการเย็บเรียบร้อย ปกติแผลเพียงเท่านี้ไม่ได้สร้างความรวดร้าวให้เขานักหรอก แต่พออยู่ตรงหน้าของธันวาปุ๊บ…



ก็เกิดรู้สึกอยากมารยาสาไถยขึ้นมาทันที



“โห…แผลยาวมากเลย เมื่อกี้ผมผลักโดนใช่ไหม เจ็บมากเลยหรือเปล่า?” พอเปิดเสื้อเชิ้ตสีดำของมานพออกแล้วเห็นเข้าที่แผลบากยาวตรงไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายเข้าธันวาก็ออกอาการร้อนรนด้วยความเป็นห่วง ‘เผลอทำให้เจ็บแผลเสียแล้ว’



“อืม…เจ็บ” มานพตอบ



“เจ็บมากเลยเหรอ เดี๋ยวผมไปดูยาให้นะ” ยิ่งพอเห็นมานพออกปากเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เจ้าตัวจ้อยก็ยิ่งลุกลี้ลุกลน



เพื่อไถ่โทษ ธันวาจึงรีบเอาตัวออกจากผ้าห่มแล้วเตรียมกระโจนลงจากเตียงเพื่อไปหายาให้มานพได้คลายความเจ็บปวด



หมับ…



“!!? ...”



แต่ทันทีที่ตั้งท่าจะลงจากเตียงก็ถูกมานพใช้ตัวใหญ่ๆ ขวางไว้แล้วใช้ร่างหนักๆ นั้นกดเจ้าตัวน้อยลงบนเตียงนุ่มดังเดิม



“พี่นพ!?” ธันวาดิ้นรนตามสัญชาตญาณทันที



“อย่าดิ้นสิ มันเจ็บนะ” มานพกระซิบพลางกระชับอ้อมกอด



“…จะไป..เอายา” ธันวาอึกอัก เริ่มจับไต๋ได้แล้วว่าน่าจะถูกวางยาใส่



“แค่นอนพักก็หายแล้ว” มานพว่าพลางซบศีรษะเข้าใกล้ทั้งยังเบียดร่างกายกอดก่ายธันวาไว้แน่น



“เดี๋ยวก่อนเลย พี่ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?” ธันวาดิ้นขลุกขลักอีกรอบ คราวนี้จะไม่ยอม “จู่ๆ จะมาย่องเข้าห้องคนอื่นแบบนี้มันน่าโมโหนะ! เลิกกอดเสียที!”



“ทำไม?”



ทันทีที่ธันวาโวยวาย มานพก็ส่งคำถามด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น แสดงความไม่พอใจกลับไปบ้างอย่างถือสิทธิ์



“ทีกับไอ้ทศยังยอมให้มันกอดเลย”



“ห๊ะ?”



“กับคนอื่นยังยอมให้กอด แล้วทำไม่พี่จะกอดบ้างไม่ได้?”



การดึงดันของมานพทำเอาธันวาถึงกับเหวอ และเมื่อมานพเห็นเจ้าตัวเล็กพูดอะไรไม่ออกจนได้แต่อ้าปากพะงาบๆ อยู่นั้นเขาก็ฉวยโอกาสประกบจูบไปที่ริมฝีปากนิ่ม



ปี๊บบบ…!!



ทว่าในจังหวะสำคัญ ดันมีเสียงเรียกเข้าจากเครื่องติดตาม มานพรีบผละออกจากธันวาด้วยความตกใจกับเสียงเรียกที่ผิดเวล่ำเวลา



และสายที่เรียกเข้ามานั้นคือ...บดินทร์!



*

*

*

*

*



“คุณดินเรียกผมมามีอะไรให้รับใช้ครับ?”



มานพที่จู่ๆ ก็ถูกหงส์เรียกตัวมากะทันหัน เข้ามารายงานตัวที่ห้องทำงานของหงส์ตามคำสั่ง บดินทร์เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารรายงานประจำวันของคาสิโน แล้วยิ้มให้ผู้มาเยือนด้วยสีหน้าที่แฝงเร้นความเจ้าเล่ห์เล็กๆ ยิ่งเห็นใบหน้าอมความคุกรุ่นขุ่นเคืองที่ถูกเรียกตัวออกมาในขณะเข้าด้ายเข้าเข็มของมานพเข้า บดินทร์ก็ยิ่งอารมณ์ดี



‘คิดว่ากูจะปล่อยให้มึงเคลมลูกน้องกูได้ง่ายๆ เหรอไอ้หมาบ้า หึหึ ค้างเลยสิมึง!’



บดินทร์ยิ้มกรุ้มกริ่ม ตั้งแต่ที่เห็นว่ามานพแอบดอดเข้าไปในห้องของธันวา เขาก็ใช้สิทธิ์และอำนาจของหงส์บังคับขอดูกล้องวงจรปิดตรงหน้าห้องพักนั้นทันที หลังคลิปภาพจากกล้องถูกส่งขึ้นมาถึงจอมอนิเตอร์ที่ห้องทำงาน หงส์หนุ่มก็เฝ้ารอจังหวะเหมาะแล้วโทรเรียกให้มานพมาพบถึงห้องเพื่อขัดทุกจังหวะที่อาจเกิดขึ้นในห้องนั้น



ภาพที่มานพเดินออกจากห้องของธันวาอย่างหัวเสียนั้นแทบทำให้บดินทร์ตะโกนออกมาด้วยความสะใจ!



แต่เมื่อเหยื่อมาถึงห้องแล้ว เขาก็ต้องเก็บงำความสาแก่ใจนั้นไว้



แต่ไม่ว่าบดินทร์จะพยายามซ่อนเร้นสีหน้านั้นเท่าไหร่ มานพก็ยังดูออกอยู่ดี และสีหน้าแบบนั้นของบดินทร์ทำให้มานพขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย ไม่ค่อยวางใจกับหงส์ใหม่คนนี้นัก ‘คิดจะหาเรื่องเดือดร้อนอะไรให้เขาอีกแน่!’



“อย่าทำหน้าเครียดนักสิ ฉันก็แค่อยากให้นายช่วยอะไรหน่อยเท่านั้นเอง” บดินทร์ไหวไหล่ ลุกขึ้นเดินเข้าหาคนหน้ามุ่ยแล้วแสร้งอ้อนเบาๆ



“มีอะไรก็รีบว่ามาเถอะครับ ไม่ต้องอ้อมค้อมกับผมหรอก” มานพรีบขัดคอ อาการอ้อนแบบนั้นของหงส์ใหม่ทำให้เขาขนลุกมากกว่ารู้สึกดี



บดินทร์ยิ้ม เดินมาหยุดตรงหน้ามานพในระยะประชิด แล้วเอ่ยคำสั่งด้วยเสียงต่ำ



“มึงต้องบอกทุกอย่างที่มึงรู้เกี่ยวกับเรื่องของสถานการณ์พรรคในตอนนี้กับกู”



“ขอโทษครับ ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูด โดยเฉพาะกับคุณ” มานพตอบปฏิเสธทันทีพร้อมแสดงสีหน้าไม่พอใจชัดเจน



แต่คำตอบนั้นของมานพ บดินทร์เดาเอาไว้อยู่แล้ว หงส์หนุ่มยิ้มขยับเข้าใกล้ร่างใหญ่มากขึ้นแล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหู



“มึงรู้ว่ากูเป็นคนยังไง กูดื้อด้านแค่ไหนและทำพังไปเท่าไหร่…คิดว่าการที่ปล่อยให้กูไม่รู้อะไรเลยแบบนี้มันจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคจริงๆ น่ะเหรอ?”



“นายท่านไม่ปล่อยให้คุณทำอะไรหรอก ท่านถึงได้อยู่ที่นี่คอยเฝ้าจับตาคุณทุกวัน”



“แล้วคิดว่าเขาจะอยู่เฝ้ากูได้ทุกวันหรือไง? ต่อให้มึงไม่บอกกูตอนนี้ ยังไงกูก็ต้องหาทางสืบเองจนได้ แล้วพอถึงตอนนั้นคนที่ซวยไม่ใช่แค่กูแน่” บดินทร์จงใจเว้นวรรค



“………….”



“ไอ้ธันเคยบอกมึงไหมว่ามันเป็นหนี้ชีวิตกู?”



“!!!?”



“ถ้าจู่ๆ กูจะออกไปทำอะไรเสี่ยงๆ แผลงๆ ไอ้ธันก็ต้องติดตามไปกับกูอยู่แล้ว มั่นใจได้เลยว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมามันยอมทิ้งชีวิตเพื่อกูแน่” บดินทร์ข่มขวัญมานพโดยใช้ชีวิตของธันวาเป็นเครื่องมือ เขารู้ดีว่าชีวิตจริงเขาไม่มีวันยอมให้ธันวาเป็นอันตราย แต่มันก็เป็นเหตุผลขั้นพื้นฐานที่เชื่อได้ที่สุดในการหยิบยกขึ้นมาอ้าง ไหนๆ มานพก็ไม่ได้ชอบพอตัวเขาอยู่แล้ว ขอใช้นิสัยเลวๆ ข่มขู่ออกไปหน่อยแล้วกัน



“พูดอย่างกับคุณจะเดินออกไปข้างนอกได้ง่ายๆ” มานพขัด



บดินทร์แสร้งหัวเราะในลำคอเบาๆ



“พนันกันไหมล่ะ?”



“………….” และมานพก็สุดคำที่จะโต้แย้ง เขารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่จากวีรกรรมการหนีออกจากพรรคมานักต่อนักของหงส์ใหม่คนนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา มิหนำซ้ำตัวเขาเองก็ไม่อาจให้ความคุ้มครองได้โดยตลอดเพราะต้องติดตามมังกรออกไปข้างนอก หรืออาจได้รับภารกิจสำคัญในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนี้



เมื่อเห็นว่ามานพเงียบไปไม่โต้ตอบ บดินทร์ก็ถอยออกมาเพื่อเผชิญหน้ากันตรงๆ และพูดด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่แค่การข่มขู่



“เฮ้ยไอ้หมาบ้า กูรู้ว่าดนัยเป็นห่วงความปลอดภัยของกูจึงไม่ยอมให้กูรู้เรื่องราวพวกนั้น แต่มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าหากกูได้รู้แล้วระวังตัวเองได้ เขาอยากผลักกูให้ออกห่างจากอันตราย แล้วสุดท้ายก็คงขับออกไปให้พ้นจากตรงนี้เพื่อที่เขาจะได้รับอันตรายเอาไว้ทั้งหมดเพียงลำพัง”



“……..”



“มานพ ไม่ว่าความสัมพันธ์ของกูกับดนัยจะเริ่มต้นจากตรงไหน กูไม่มีวันทิ้งเขาแล้วเอาตัวรอดเพียงลำพัง เหมือนที่มึงเป็นห่วงไม่อยากให้ไอ้ธันต้องเป็นอันตราย กูเองก็เป็นห่วงดนัยเขาไม่ต่าง มันไม่ได้รู้สึกดีหรอกนะกับการที่มีใครสักคนคอยรับดาบแทนเราในขณะที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย กูยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้”



“………” มานพนิ่งฟังไม่ตอบโต้สิ่งใด เขาเข้าใจในสิ่งที่บดินทร์ร้องขอ แต่ด้วยหน้าที่แล้วเขาไม่อาจฝ่าฝืนได้…ทว่า



“ร่วมมือกับกูได้ไหม?”



“ถ้าคุณรับปากว่าจะไม่ทำอะไรผลีผลามเด็ดขาด” มานพยื่นเงื่อนไข



“สัญญาเลย กูจะไม่สร้างปัญหาให้ดนัย และจะไม่พาไอ้ธันไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด” บดินทร์รีบยกมือให้คำมั่น



มานพได้แต่ถอนหายใจ ด้วยความรู้สึกหนักอก และเคืองขุ่น



“แล้วคุณต้องการรู้เรื่องอะไรบ้าง?”



“ทั้งหมด! ทั้งที่มึงรู้แล้วและจากนี้เป็นต้นไป!”







***********************************************************







ผ่านไปร่วมสามเดือนแล้วตั้งแต่คืนที่หงส์แห่งวิษธรถูกลอบสังหาร วิษธรแตกแยก สงครามขนาดย่อมเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ โดยมีพรรคศัตรูอย่างมิสเตอร์จางคอยผสมโรงด้วย ซึ่งตระกูลจ้าวก็ออกหน้าคอยช่วยคอยสมทบอยู่ตลอด เมื่อไฟลามทุ่งขึ้นเรื่อยๆ หงส์อย่างบดินทร์ถูกเก็บไว้บนหอคอย เช่นเดียวกับหงส์ของตระกูลจ้าวอย่างจื้อหลิน



และในช่วงเวลานั้น ความสัมพันธ์ทางร่างกายระหว่างจ้าวซินและจื้อหลินพัฒนาขึ้นมากนับจากวันที่มังกรจ้าวลั่นไกใส่หงส์เงาคนนี้



ในคืนหนึ่งหลังเซ็กส์ที่เร่าร้อนผ่านพ้นไป จ้าวซินก็ลุกขึ้นสวมชุดคลุมลวกๆ แล้วนั่งอยู่ข้างร่างเปลือยเปล่าของจื้อหลินที่ถูกความเอาแต่ใจของมังกรถล่มยับเยินจนสิ้นเรี่ยวแรงไปแล้ว จ้าวซินจุดบุหรี่มียี่ห้อขึ้นมาสูบหนึ่งมวนอัดเข้าปอดเพื่อให้สมองโล่งขึ้น ครู่หนึ่งก็ชำเลืองกลับมามองร่างที่หลับใหลอยู่เบื้องหลัง



ปกติก็ไม่ได้ยี่หระอะไร แต่ช่วงนี้เขารู้สึกแปลกไป ยิ่งเมื่อเอาตัวเข้าสู่สงครามระหว่างพรรคอย่างชัดเจนแล้วเขากลับรู้สึกเป็นห่วงหงส์เงาคนนี้ขึ้นมาเขาหันไปเหม่อมองที่คนหลับสนิทอยู่พักใหญ่ ก่อนยื่นมือออกไปเกลี่ยเส้นผมชื้นเหงื่อออกจากผิวแก้มเนียนมือ ความเงียบของบรรยากาศหลังมีความสัมพันธ์เชิญชวนให้จ้าวซินเคลิ้มตามอย่างง่ายดาย จนในที่สุดมังกรจ้าวก็ก้มลงจูบที่ขมับชื้นเหงื่อเบาๆ ก่อนลุกเดินออกจากห้องไป



มังกรหนุ่มรู้ตัวดีทุกอย่างในสิ่งที่เพิ่งลงมือทำ แต่เขาก็ไม่ได้ตกใจอะไรกับมัน ครั้งหนึ่งที่ยังไม่ได้เกิดเรื่องราวแตกหัก เขากับจื้อหลินก็เคยมีความสัมพันธ์อันดี ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะให้โอกาสหงส์เงาคนนี้อีกครั้ง เพียงแต่เขาจะต้องรู้แน่ชัดให้ได้ก่อนว่าแท้จริงหงส์เงาคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของรั่วหลินจริงหรือไม่



แม้เขาจะเคยปักใจเชื่อในตอนนั้น แต่หลังจากเปิดใจสืบหา มันกลับมีเรื่องที่ทำให้เขาต้องหวนคิด…



“……………”



ทันทีที่ประตูห้องปิดลง จื้อหลินก็ลืมตาตื่นขึ้น ชายหนุ่มลุกขึ้นมามองไปยังประตูที่มังกรเพิ่งออกไปด้วยสายตาอาลัยและหม่นเศร้า เรียวนิ้วขาวค่อยๆ ยกขึ้นไปแตะเบาๆ ที่รอยจูบหวานข้างขมับ นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีนับตั้งแต่ที่แตกหักกันกับจ้าวซินเลยก็เป็นได้ที่อีกฝ่ายแตะต้องเขาด้วยความอ่อนโยนถึงเพียงนี้



หัวใจของจื้อหลินบีบรัด แม้หลังจากกลับมาอยู่ด้วยกันเขาทั้งคู่จะได้มีความสัมพันธ์ทางกายกันบ่อยครั้ง ช่วงแรกเขาก็ตกใจอยู่บ้างที่จู่ๆ จ้าวซินก็ยอมแตะต้องกันทั้งที่ห่างเหินมาเนิ่นนาน เผลอคิดไปว่าเลิกรังเกียจกันแล้ว ทว่า…ทุกครั้งที่ทำส่วนมากก็จะเต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเพื่อบำบัดความใคร่



พอหวนนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นจื้อหลินก็เลิกผ้าห่มออกจากตัว แล้วเหม่อมองไปที่รอยสักรูปใบหน้าเปื้อนน้ำตาของตนเองที่ต้นขาซ้าย ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ดึงดูดให้จ้าวซินกลับมามีความสัมพันธ์กันอีกครั้งก็คงเป็นรอยสักนี้ ทุกครั้งที่ร่างกายเชื่อมโยงกันจ้าวซินจะกอดขาข้างซ้ายที่มีรอยสักของเขาไว้ แล้วจูบเลียมันซ้ำๆ ราวกับหลงใหลในภาพนั้นหนักหนา ทั้งที่มันก็เป็นแค่รอยสัก แต่กลับไม่เคยให้ความสนใจใบหน้าของตัวจริงนี้เลย



อิจฉาจัง…บางทีจื้อหลินก็เคยคิดที่จะลบมันทิ้ง



แม้แต่วันนี้ ใบหน้าในรอยสักนี้ก็ยังคงได้รอยจูบ



ทว่า…เมื่อครู่เขาก็ได้รับมันเช่นกัน



“วันนี้เราเสมอกัน ฉันไม่แพ้แกแล้ว”



จื้อหลินเอ่ยขึ้นเบาๆ กับรอยสักนั้น ก่อนจะยกขาซ้ายที่ไม่มีเท้าขึ้นมากอดเข่าแนบอก หงส์เงาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ณ ห้วงเวลานี้จะเรียกว่าทุกข์ก็ทุกข์ จะเรียกว่าสุขก็สุข ความรู้สึกช่างสับสนปนเปจนจื้อหลินทำตัวไม่ถูก



ข้างนอกนั้น…สงครามระหว่างพรรคกำลังทวีความอันตราย



“อยากหยุดห้วงเวลานี้ไว้ชั่วนิรันดร์จัง” จื้อหลินได้แต่คิด เขาเหลือบสายตาชำเลืองไปมองนาฬิกาทรายเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาเพื่อกลับหัวแล้วตั้งใหม่ แล้วนั่งกอดเข่าเหม่อมองทรายละเอียดที่ค่อยๆ ไหลลงสู่ด้านที่ว่างเปล่าอีกด้านเรื่อยๆ



“แต่…เวลาเดินแล้ว”



“ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว”







************************ -ตัดจบดังฉับๆๆ - *************************







นักเขียน Talks



มาคู่ละนิดละหน่อย ให้พอได้หายคิดถึง จะแยกมาทีละคู่ก็สั้นไป แต่พอรวมกันมาก็ย๊าวยาว (ปาดเหงื่อ) ว่าแต่นังมานพมันร้ายนะคะคุณแม่! ทำเป็นอ่อยน้อง ดีนะโดนบดินทร์ขัดคอเสียก่อน อิอิ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมมานพถึงไม่ตกใจที่บดินทร์รู้เรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองกับธันวา นั่นเพราะนางคิดไปเองว่าทุกคนรู้หมดแล้ว และนางก็ไม่ได้ปิดบังว่านางรู้สึกหวงแหนน้องธันวาไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่จริงทุกคนยังคลุมเครือโคตรๆ 5555



ปมยังคงแน่นปึ้ก ไม่คลี่คลายสักกะอัน (ว่าแต่มีปมไรบ้างหว่า?) แต่ก็ใกล้จะได้เดินหน้าคลี่คลายปมอย่างจริงแล้วค่ะ เนื้อหาที่ไปไวในช่วงหลังๆ อาจทำให้เผลอข้ามตรงไหนไปบ้าง แต่จะพยายามเก็บให้ครบนะคะ หลังเขียนจบ จะมีการรีไรท์เนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงกันอีกครั้งค่ะ

(แหะๆๆ เป็นนิยายที่ใช้เวลาแต่งนานจนนักเขียนเองยังลืมเนื้อหา 555)



เหมือนตัวละครทุกตัวในตอนนี้จะอมปมไว้คนละอย่างสองอย่าง จนอยากเข้าไปนั่งสัมภาษณ์เพราะนักเขียนเริ่มลืมๆ แล้ว 555



จากนี้ไปดนัยตั้งใจจะทำอะไร แล้วบดินทร์ตั้งใจจะทำอะไร ยิ่งไปกว่านั้นพรรคที่แตกหักไปแล้วเรียบร้อยนั้นจะทำให้หงส์ของเราเอาชีวิตไม่รอดอีกหรือไม่ ท่านจ้าวกับจื้อหลินนี่มันยังไงกันนะ ตายแล้ว! อนาคีลุ้นจะแย่แล้วเนี่ย! เมื่อไหร่นักเขียนจะลงตอนต่อไปเสียที เครียด!! (5555)



ช่วงนี้สถานการณ์โควิดค่อนข้างซีเรียส ขอให้ทุกคนผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะคะ

ด้วยความห่วงใย รักและคิดถึงเสมอ



อนาคี99

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
เพ้ยยย!! มันเป็นฝันที่ชวนสะดุ้งเฮือกจริง 55555 โอ๊ยยยดินปลอดภัยแล้ว เข้าใจความรู้สึกดนัยเลยที่ว่ามีส่วนทำให้คนสำคัญต้องเจ็บ แต่ว่าถ้าเราไม่พลาดบ้างมันก็ไม่เติบโตนะ อย่างเช่นตอนนี้ที่ดินยอมรับคำติตักเตือนและเข้าใจบทบาทมากขึ้นแล้ว เพราะงั้นดนัยก็อย่าคิดมากนะ คงห้ามนายไม่ทันแล้วใช่ป่ะ เพราะนายมีแผนจะทำไรอีกว่ะ ที่คุยกันจ้าวซินอ่ะ บ้าเอ้ยฉันตามนายไม่ทัน 5555 สองคนนี้ความลับเยอะจริงเว้ย ไหนจะเรื่องเจอบางสิ่งเกี่ยวกับจื้อหลินและดิน มันเรื่องอะไรว่ะถึงต้องทำให้มาเฝ้าขนาดนั้นหะจ้าวซิน ตรูคิดไม่ทัน 5555

น่าเอ็นดูจื้อหลินมากกับความเป็นห่วงเพื่อนดิน แต่ความเป็นห่วงดันทำให้ตัวเองลำบากซะงั้น เห้อจ้าวซิน ฉันหมั่นไส้แกมากนะ แต่ทำไมเวลาที่แกอยู่กันจื้อหลินแม้กระทั่งตอนข่มขู่ ฉันถึงหุบยิ้มไม่ได้เลย บ้าเอ้ย ฉันเป็นอะไรไป 55555 ไอ้จ้าวซินไอ้คนปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจ ทำให้จื้อหลินฉันงงงวยไปตามกัน 5555

ตลกธันมาก ฉากนี้นั่งขำเลย ขำกับความขี้แยทั้งซึ้งทั้งรู้สึกผิด ถูกลงโทษน้อยไป ร้องไห้แม่ง เอ็นดู๊วววว 55555 ฉันว่าอีกไม่นานหรอกมานพ พี่ๆบอดี้การ์ดต้องรู้แล้วละว่าแกคิดไงกับธันวาของพวกเขา ออกนอกหน้านอกตามากจ้า แต่ฉันแอบเขินนะ >< 5555

โอ๊ยยยยยยสนุกกกกมากเว้ย อยากอ่านนานละแต่ก็กลัวค้าง เลยเพิ่งมาอ่านเพราะทนคิดถึงไม่ไหวจริงๆ ชอบบบบมากกกก เมื่อไหร่จะจบจะได้ซื้อหนังสือ(ถ้ามี) 555 ขอบคุณมากๆนะคะที่แต่งและมาอัพ รอตอนต่อไปเลยค่ะ จะเป็นยังไงกันต่อ เดาไปไม่ถูกเลย เป็นกำลังใจในการแต่งทุกๆตอนนะคะ แต่งยังไงก็จัดมาเล้ยยย ท้ายนี้ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ :pig4: :pig4: :pig4: :กอด1: :กอด1: :L2: :L2: :L1: :L1:


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ยาวๆ ให้กำลังใจกันทุกรอบเลยนะคะ (แอบรอคอมเม้นต์ของคุณตลอดเลยค่ะ อิอิ) นิยายกำลังจะเข้าช่วงไคลแมกซ์แล้วค่ะ ภายในปีนี้จบแน่นอน 5555 ขอบคุณที่ตามให้กำลังใจกันมาตลอดเลยนะคะ
รักเสมอ
อนาคี99


:pig4: :L2: :กอด1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
จื้อออหลินนนน เออจะว่าสุขก็สุขจะว่าทุกข์ก็ทุกข์อย่างที่บอก คือในความสุขมันมีความขมขื่นเล็กน้อย  :sad11: แต่ไม่ว่ายังไงเวลาที่จ้าวซินอ่อนโยนกับน้องแบบนี้ อีแม่เอ้ยยย เขินไม่ไหวววว ใจบางไปหมด  :o8: :o8:  555 รีบไปสืบเรื่องรั่วหลินให้รู้แจ้งกันทีเถอะ อยากรู้ใจจิขาดแล้ว!!

ลั่นแรงกับฉากที่มานพกำลังกินปากธันแล้วดินกดเรียกมาสอบถามเพื่อขัดจังหวะ ตอนนี้ตลกมากก คนหมั่นไส้แกเยอะไงมานพ 5555 ทุกคนพร้อมขัดจังหวะของคนแอบเนียนน้วยบอดี้การ์ดสุดรักของพี่ๆเพื่อนๆ แล้วยิ่งช่วงนี้รุกหนักเลยเว้ย อ่อนโยนขึ้น หึงจนหน้ามืด ธันเองตั้งตัวไม่ทันแล้ว 5555 มีเจ้าเล่ห์แอบอ้อนเจ็บ โอ๊ยยยทำตามหัวใจมันเรียกร้องใช่ไหม ทนไม่ไหวแล้วงี้ คิดถงคิดถึง อาร๊ายยยย >< (เขิน) ฮ่าๆ ก็รอให้นพรู้ความจริงเกี่ยวกับภรรยาอยู่นะ จะได้ไม่มีไรขวางกั้นใจ

เออ!ดนัยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ดีจริง ใช้เหตุการณ์นี้มาเป็นเหตุผลเพื่อเปิดศึกล้างบางพรรคกับพงศธร อาหลานแตกคอกันจริงจัง บางทีก็แอบคิดนะว่าที่ดนัยไปติดต่องานที่อื่นช่วงนั้น เป็นเพราะจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานหงส์ เพื่อที่จะใช้เป็นข้ออ้างกวาดบ้างให้เรียบ ภายใต้สโลแกน เมียข้าใครอย่าแตะ 55555 ฉากที่ดินเล่าถึงชีวิตแล้วขอบคุณดนัยที่ให้การยอมรับขึ้นเป็นหงส์นี่แบบ ซึ้งมากกกก  :monkeysad: ร่วมกันฝ่าฟันมันจะแข็งแรงเองนะ สู้ๆ

จนที่สุดมานพก็เป็นสายในพรรค เป็นสายให้หงส์ 5555 คอยรายงานข่าว ปกปิดดีนักนะ กดดันขมขู่แม่งเลย ได้ผลเฉย 5555

สนุกกกกกกกกจนหยุดไม่ได้แล้ว แต่ก็ต้องรอตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อค่ะ 555 ตอนหน้าจะเป็นยังไงกันบ้างละเนี้ย แต่ละคู่ มาต่อยาวสะใจมาก ขอบคุณมากนะคะที่แต่งและมาอัพให้ได้อ่าน เป็นกำลังใจในการแต่งทุกตอนๆ ไฟท์ติ้ง ฮึบๆ แต่งเก่งมาก อ่านแล้วอิน ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ  :pig4: :pig4: :pig4: :กอด1: :กอด1: :L1: :L1:


ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
ความหลัง ความรู้สึก ความรัก

[มานพ x ธันวา]



**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งหมด ดังนั้นไม่สามารถใช้อ้างอิงในหลักความจริงใดๆ ได้นะจ๊ะ**



************************************************************



ตั้งแต่จำความได้ ก็เป็นเด็กที่บ้านแตกสาแหรกขาดจนต้องมาอยู่กับญาติห่างๆ ที่เป็นหลวงตาในวัดห่างไกล กินข้าวก้นบาตรประทังชีพ หนังสือหนังหาก็เรียนเท่าที่กฎหมายกำหนด เพราะเป็นเด็กวัดน่าสงสารจึงถูกล้อเลียนจนเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่ที่เริ่มสู้คนได้ ก็ตามต่อยปากพวกปากไม่มีหูรูดมามากมาย ตั้งตัวเป็นนักเลงหัวโจกมาตั้งแต่ชั้นประถมจนจบมัธยมสาม ผลการเรียนโหลยโท่ยจนหลวงตาส่งเสียไม่ไหว ให้บวชเรียนก็ไม่เอา พอทนเสียงบ่นว่าของหลวงตาไม่ไหวนานเข้าสุดท้ายก็หนีออกจากวัดแล้วผันตัวเข้าวงการนักเลงเต็มตัวตั้งแต่อายุไม่ยังเต็ม 16 เพราะรู้ตัวดีแล้วว่าร่มกาสาวพัสตร์วัดวาไม่ได้ช่วยอบรมกล่อมเกลาให้เป็นคนใฝ่ดีขึ้นมาได้ ชีวิตคิดเพียงหาทางเอาตัวรอดทางอื่น อยากอยู่เหนือผู้คนที่เคยดูแคลน ไอ้พวกเด็กเรียนเด็กเนิร์ดที่วันๆ เอาแต่ถ่มน้ำลายรดคนอื่น สักวันเขาจะต้องเหยียบหน้าพวกมันให้ฉี่แตกฉี่แตน!!



การเข้าวังวนนักเลงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะไต่เต้าขึ้นไปให้ไม่เป็นเพียงลูกกระจ๊อกต๊อกต๋อยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไอ้ธันนักเลงตัวเล็กจึงต้องโหดกว่าใครๆ ร้ายกว่าคนอื่นๆ ในตอนนั้นอะไรที่ทำแล้วสามารถทำให้เขาดูเหนือกว่าคนอื่นๆ ได้เขาก็จะไม่ลังเลที่จะทำ เป็นนักฆ่า ยา ผู้หญิง ไม่ว่าด้านนอกจะมองเขาเป็นแบบไหน แต่ในโลกสีเทาๆ นี้ เขาก็มีชื่อที่ใครได้ยินก็นึกหวาด เป็นไปได้ก็ไม่ขอยุ่งด้วย



ในวัย 18 ปีธันวาถือว่าเป็นมือปืนอายุน้อยที่ได้รับการยอมรับว่ารับงานไหนไม่เคยพลาด ในช่วงนั้นนอกจากหน้าที่หัวหน้าคุมผับบาร์ของผู้มีอิทธิพลในเมืองไทยแล้วเขายังมีหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองลูกท่านหลานเธอของผู้มีเงินบ้างบางโอกาส แม้จะจบเพียงมัธยมสามหรือจะยังอายุน้อยแต่น่าแปลกที่นักฆ่าหน้ามนคนนี้กลับมีมาดและมารยาทเป็นการเป็นงานอย่างไม่น่าเชื่อ คำเล่าลือนั้นทำให้ในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสเข้ามาเป็นหนึ่งในบอดี้การ์ดของดนัย นายใหญ่วัยหนุ่มผู้เก่งกาจเกินใครและมีอำนาจเหนือกว่าเจ้าพ่อหลายๆ คนในประเทศนี้ การที่ได้เป็นบอดี้การ์ดข้างกายของคนที่เป็นถึงผู้นำของพรรคใหญ่แบบนั้นหมายถึงการที่เขาก็ได้เป็นถึงระดับหัวหน้าของลิ่วล้อคนอื่นๆ ในพรรคด้วย



ในตอนนั้นแม้ในรุ่นเดียวกันธันวาก็ยังถือว่าอายุน้อยที่สุด ในขณะที่วิเชียร ทศ และเอก อายุ 20 ปี เขาเองก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อายุยังไม่เต็ม 19 ปีเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยในวงการมาเฟียที่อยู่มาค่อนข้างให้ความสำคัญกับลำดับขั้น ไม่ใช่อายุ แต่เป็นลำดับขั้นที่ได้รับกันในหมู่โดยเอกฉันท์ แก่แต่อ่อนแอมันก็เป็นได้แค่ลูกกระจ๊อกวันยังค่ำ



และที่ ‘วิษธร’ นี้ก็ไม่แตกต่างจากที่อื่น ผู้ที่ได้รับการยอมรับแม้อายุยังน้อยก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาแม้จะเป็นเด็กที่อายุยังไม่ทันจะพ้นนิติภาวะอย่างธันวาก็ตาม เพราะถ้านายเหนือยอมรับ พวกเบื้องล่างก็ไม่มีสิทธิ์ขัด

แรกเข้าสู่รัง เพราะด้านนอกเคยฝ่าฟันกับพวกเขื่องพวกกร่างมานักต่อนัก จึงทำให้ธันวาคิดไปว่าแม้ในพรรคใหญ่ก็คงไม่แตกต่าง เขาจึงประพฤติตัวเฉกเช่นที่เคยทำมาคือเงียบขรึมและหยิ่งผยองไม่ยอมให้ใครมากดหัวได้ง่ายๆ เพราะงั้นจึงทำตัวเย็นชามาตลอด ซึ่งมันเป็นบุคลิกของเปลือกที่ธันวาสร้างเพื่ออำพรางตัวตนที่อ่อนแอของวัยเยาว์ของตนมาเนิ่นนานจนเคยชิน และเขาก็แสดงออกแบบนั้นมาตลอดในสามเดือนแรกที่ได้มาอยู่ในพรรค ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ก็ดูเริงร่ากันดี แต่เขาไม่กล้าเอาตัวเข้าไปคลุกคลีเท่าไหร่นัก ไม่ใช่เพราะอยากตั้งตัวให้คนอื่นเกรงขามเหมือนครั้งยังอยู่ที่ไทยหรอกนะ แต่เพราะรู้ดีและสัมผัสได้จากสัญชาตญาณว่าคนที่นี่ไม่เหมือนกันเลยกับผู้ที่เคยรายล้อมรอบตัวที่ผ่านมา



ล้วนคือสัตว์ร้าย…



คือคำนิยามของคนที่นี่ และหากต้องเทียบชั้น ธันวาก็มั่นใจว่าตนคงไม่อาจเทียบเพราะเขามันก็แค่เด็กใหม่ในดงอสรพิษ แม้ทุกคนจะให้ความเป็นกันเองโดยเฉพาะเหล่าคนรุ่นเดียวกันอย่างวิเชียร เอก ทศ และได้รับความเอ็นดูไม่น้อยจากรุ่นพี่รุ่นใหญ่อย่าง สิงหา เดชา และลุงเพชร แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เปลือกหนาที่ธันวาห่อหุ้มหัวใจไว้ทลายลงไปได้



จนกระทั่ง...





“เฮ้ ให้กูร่วมวงด้วยคนสิ”



วันหนึ่งที่ธันวานั่งร่ำสุราเพียงลำพังในช่วงเวลาพักผ่อนหลังตามเป็นบอดี้การ์ดนายเหนืออย่างดนัยมาเนิ่นนาน มีทีมเก่งเขาเลยไม่เหนื่อย แต่เพราะทีมเก่งจึงทำให้เด็กใหม่อย่างเขายิ่งเกร็งเพราะกลัวจะทำผิดพลาด เมื่อสามารถผ่านมาได้ด้วยดีจึงอดไม่ได้ที่จะมานั่งทอดอารมณ์จิบเบียร์เพลินๆ ไปเพียงลำพังตรงระเบียงห้องพักตอนดึกดื่น



แล้วคืนนั้นเขาก็ได้ต้อนรับแขกพิเศษ



มานพ คือคนที่เก่งที่สุดในทีม คือรุ่นพี่ที่ธันวาเกร็งเมื่อต้องอยู่ใกล้มากที่สุด จำได้ว่าช่วงเข้ามาแรกๆ นายท่านได้ฝากฝังให้มานพเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล แต่เพราะในช่วงนั้นนายใหญ่มีภารกิจที่จะต้องจัดการมากมาย ทำให้พวกเขาไม่ได้มีเวลาหยุดพัก



การได้พักในรอบสามเดือนเป็นอะไรที่ธันวาใฝ่หา เพราะจะได้อยู่ตามลำพังเพื่อตกผลึกความเป็นตัวตนของตนเป็นอะไรที่ทำให้เขาใจเย็นขึ้น ทว่าช่วงเวลาที่รอคอยนี้กลับถูกขัดจากบุคคลที่ไม่ได้สนิทสนม เป็นเมื่อก่อนธันวาคงออกอาการไม่พอใจแล้วจัดการฝ่ายนั้นจนสาแก่ใจ แต่ครั้งนี้ผู้ที่มากลับทำให้เขาใจเต้น…



มันตื่นเต้นในอก มากกว่าการไม่พอใจ



“กูลืมไปว่านายฝากมึงไว้กับกู ไหนๆ ได้พักกูเลยว่าจะมาเป็นพี่เลี้ยงมึงตามที่นายสั่ง” ผู้มาเยือนเอ่ยพลางยกกระป๋องเบียร์ในมือขึ้นกระดกสองสามอึก



ท่าทีสบายๆ แต่มันดันเท่เสียจนหัวใจในอกของธันวาแทบจะกระดอนออกจากอก



แล้วหลังจากนั้นผู้มาเยือนก็ทำเพียงนั่งลงข้างกันตรงขอบระเบียงกว้าง แล้วร่ำสุราไปเงียบๆ เป็นเพื่อนเหมือนรู้ว่าเจ้าของที่กำลังต้องการความสงบ ส่วนธันวาเองตั้งแต่ที่มานพย่างเท้าเข้ามาจนกระทั่งอีกฝ่ายหย่อนตัวลงมานั่นข้างก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเลยแม้แต่คำทักทายตามหน้าที่



ให้ตายเถอะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยใจเต้นกับผู้ชายด้วยกันเท่าคนคนนี้…



“นี่…ทำตัวสมวัยก็ไม่มีใครว่ามึงหรอกนะ”



ทว่าในจังหวะที่ทำตัวไม่ถูกอยู่นั้นกลับเป็นมานพที่เอ่ยบางอย่างขึ้น สีหน้าท่าทางไม่ได้จริงจังแต่คำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความหนักแน่น

“...ผมไม่อยากถูกมองว่าเด็ก” ธันวาตอบเสียงเรียบแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มานพหันมาสนใจ



บอดี้การ์ดรุ่นพี่จ้องมองใบหน้าที่เกือบจะเล็กกว่าฝ่ามือของเขาด้วยความรู้สึกแปลกๆ มานพเคยมีน้องชายแต่ก็ตายจากกันตั้งแต่ยังรุ่น เขามีรุ่นน้องมากมายแต่ก็ล้วนชายฉกรรจ์ที่ไม่ต้องให้ความเอ็นดูเพราะมันจะชวนขนหัวลุก ไม่เคยนึกฝันเลยว่าวันหนึ่งเขาจะมาใจเต้นแปลกๆ



เกิดนึกอยากเอ็นดูขึ้นมาเสียอย่างนั้น



ริมฝีปากหยักสวย ยกยิ้ม “ถูกมองว่าเด็กแล้วไง? ใครๆ ก็ตามใจไม่ดีเหรอ? หัดอ้อนดูบ้างก็ไม่มีใครหาว่าอ่อนแอหรอก ฝีมือมึงเขาก็ประจักษ์กันอยู่”



“............”



ถ้อยคำธรรมดา น้ำเสียงราบเรียบ แม้แต่ใบหน้าของผู้พูดนั้นก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรที่มากมาย ธันวามองใบหน้านั้นนิ่งๆ ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความสับสน



นานเหลือเกินแล้วที่ไม่มีใครพูดกับเขาแบบนี้...



“ผมทำแบบนั้นได้จริงเหรอ?” ธันวาถามด้วยน้ำเสียงแห้งพร่า “อ้อนเป็นเด็กๆ น่าสมเพชตายชัก”



มานพยิ้มพลางเอื้อมมือมาลูบหัวทุยเบาๆ



“เอาเถอะ ก็ถ้าไม่รู้จะอ้อนใคร…ก็มาอ้อนกูแล้วกัน”



“………..” ธันวาไม่อาจพูดอะไรออกมาได้อีกในวินาทีนั้น



“กูจะเป็นพี่ชายให้มึงเอง ไอ้เด็กหลง”



“……….” หัวใจของธันวาคล้ายหยุดเต้น



คำพูดแสนธรรมดา รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าดุดันนั้นก็ดูออกจะโหดเหี้ยมมากกว่าใจดี แต่ไม่รู้ทำไมในสายตาของธันวาตอนนี้มันถึงได้ดูอ่อนโยนนัก เพราะความมืดเหรอ? ทั้งที่เกลียดการที่ถูกใครๆ มาลูบหัวแสดงความเอ็นดูด้วยความเสแสร้ง แต่การที่จู่ๆ ก็ถูกมานพลูบหัวเอาง่ายๆ แบบนี้เขากลับไม่มีความรู้สึกอยากขัดขืน



‘กูจะเป็นพี่ชายให้มึงเอง’ คำพูดนั้นไม่ใช่เพียงคำพูดลอย ๆ แน่ ธันวาสัมผัสมันได้ด้วยหัวใจ แล้วจู่ ๆ ดวงตาของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา



“พี่ชายไรนั่น…ไม่เห็นอยากได้” แล้วทันใดนั้นก็เผลอพลั้งปากออกมาเบาๆ พลางรีบหลบหน้าไปซุกกับแขนอีกฝั่งที่กำลังถือกระป๋องเบียร์อยู่



คำพูดของคนที่กำลังเขินจนทำตัวไม่ถูก



มานพยิ้มขำ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพียงเหล่ตามองไปยังเจ้าเด็กดื้อที่ซุกหน้าหนีไปอีกทางแล้วด้วยความเอ็นดูติดปลายความรู้สึก ก่อนจะหันกลับมาดื่มเบียร์ในกระป๋องของตนต่อไปเงียบๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านระหว่างคนสองคนไปอย่างช้าๆ



คงเพราะเจ้าหมอนี่อายุพอ ๆ กับน้องชายที่ตายไปแล้วของเขาหรือเปล่านะ ถึงได้รู้สึกอยากใจดีด้วยเป็นพิเศษ…คงเพราะอย่างนั้นแน่ๆ คงเพราะเขาคิดถึงน้องชายที่จากไปอย่างกะทันหันตอนที่เขารับราชการทหารอยู่ตรงชายแดน น้องชายผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ที่ถูกสถาบันคู่อริพาพวกมายิงผิดตัว จำได้ว่าในตอนนั้นทันทีที่รู้เรื่องเขาก็ลาออกจากการเป็นทหารแล้วกลับไปไล่ล่าไอ้พวกเวรระยำที่กฎหมายทำอะไรพวกมันไม่ได้เพียงเพราะอายุไม่ถึง 18 ไปทีละคนจนครบ โดยเฉพาะไอ้ตัวที่ลั่นไก ไอ้สารเลวลูกพี่ใหญ่ที่ไม่ได้รู้สึกรู้สากับการที่ทำให้น้องชายของเขาต้องตาย



…เขาติดคุกอยู่พักใหญ่กับการที่ทำให้มันไม่สามารถลุกขึ้นมาระรานใครได้อีก ก่อนที่จะได้ออกมาจากกรงขังแล้วผันตัวเองเข้าวงการมืดนี้ ทว่า...ถึงจะแก้แค้นให้น้องชายได้ แต่ก็ไม่มีวันได้ชีวิตของมันกลับคืนมา แม้จะทำใจได้แล้วแต่ก็ยังติดค้างอยู่ในใจมาตลอด



จนได้มาเจอกับเจ้านี่ เจ้าเด็กเย็นชาที่เขาหัวใจอุ่นซ่านอย่างประหลาดพออยู่ใกล้มัน



*

*

*





จากวันนั้นด้วยความรู้สึกแบบพี่ชายให้น้องชายที่มานพมอบให้อย่างจริงใจทำให้ในที่สุดธันวาก็เริ่มมีพัฒนาการในการเข้าหาคนอื่นๆ ขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องปากคอที่เราะร้ายขึ้นโดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับทศ เพราะเปลือกที่แข็งราวเหล็กกล้าถูกกะเทาะออกด้วยฝ่ามืออุ่น ธันวาจึงได้รู้จักมิตรภาพระหว่างมิตรสหายที่พร้อมตายแทนกันได้อย่างวิเชียรและเอก



เจ้าเด็กใหม่ที่เคยเอาแต่เก็บตัวเงียบในวันนั้นเปลี่ยนเป็นเจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ ซุกซนจนเป็นที่กล่าวขานว่าน่ารำคาญเป็นที่สุด แต่ไม่ว่าธันวาจะสนิทสนมกับใครแค่ไหน คนที่เจ้าหนูนี่ชอบอ้อนก็คงไม่พ้นเจ้าของมืออุ่น ‘พี่ชาย’ ที่ธันวารักอย่างสุดหัวใจอย่างมานพไปได้ ในช่วงเวลานั้น ธันวาไม่เคยอ้อนใครเท่ามานพ และมานพเองก็ไม่เคยตามใจใครเท่าเจ้าหนู ถือเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องที่สนิทสนมร่วมเป็นร่วมตาย และเพราะฝีมือการต่อสู้ของธันวาก็นับว่าขั้นเซียน นายเหนือจึงจัดให้มานพและธันวาขึ้นเป็นคู่หูหัวหอกประจำกาย



ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่มีใครที่ไม่รู้



ความรู้สึกระหว่างทั้งคู่เองก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง ถามใครก็คงตอบได้เป็นเสียงเดียวกัน



‘คู่พี่น้องต่างสายเลือดที่สนิทสนมกันที่สุด’



ทว่า...มีเรื่องหนึ่งที่ไม่มีใครรู้



นั่นคือแท้จริงแล้วความรู้สึกที่ธันวามอบให้มานพมันกลับไม่ใช่ทำนองเดียวกัน



แม้ว่ามานพจะรักธันวาในฐานะน้องชายคนสนิทมากแค่ไหน แต่ธันวากลับรักใคร่พี่ชายคนนี้หมดหัวใจในฐานะของคนรัก...โดยที่อีกฝ่ายไม่เคยรู้เลย





เพราะมีอาชีพที่เสี่ยงภัยเหล่าบอดี้การ์ดจึงไม่ได้มีใครที่มีรักเป็นจริงเป็นจัง ทั้งหลายล้วนแต่ใช้บริการของหญิงบำเรอกายเพื่อบำบัดความใคร่แค่ให้พอสบายตัวเท่านั้น แค่ชีวิตเดียวที่แขวนบนเส้นด้ายก็เกินพอแล้ว หากต้องมีคนรัก หากต้องมีความผูกพันก็น่ากลัวเหลือเกินว่ามันอาจย้อนมาเป็นบ่วงรัดคอกันในภายหลัง ทั้งมานพและธันวาเองก็ใช้ชีวิตอยู่บนเงื่อนไขนี้ที่มีสาวขาประจำแต่ไม่ได้มีคนข้างกายให้ต้องคอยพะว้าพะวัง ทว่าวันหนึ่งหญิงสาวที่ควรมีหน้าที่แค่บำบัดบนเตียงกลับกล้าสานสัมพันธ์เดินเคียงกับหัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างมานพ



‘บัว’ หญิงสาวอาชีพโฮสต์ในบาร์ที่เป็นธุรกิจย่อยของวิษธร ร้านที่เหล่าบอดี้การ์ดผลัดเวียนกันไปพักผ่อนหย่อนใจ



‘บัว’ หญิงสาวที่สามารถเอาชนะหัวใจตายด้านของมานพได้



‘บัว’ หญิงสาวที่ทำให้หัวใจของธันวาอัดแน่นไปด้วยความอิจฉาริษยาจนแทบกระอักเลือด



หลังจากวันที่เปิดตัวว่าจะรับกันเป็นผัวเมียที่ถูกต้อง มานพก็ให้บัวเลิกเป็นหญิงขายบริการ เลิกทำงานแล้วรับมาไว้ที่รังในฐานะของภรรยาที่รัก ใครๆ ก็คิดกันว่าทั้งคู่คงวาดหวังถึงอนาคตว่าจะมีครอบครัวแสนสุข



สำหรับธันวานั้นมันช่างน่าขันนัก…



ธันวาคอยแช่งชักไม่เว้นวันให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนสะบั้นให้เร็วที่สุด ถ้า ‘บัว’ เป็นผู้หญิงดีๆ ที่ไม่ใช่ ‘บัว’ ที่เขารู้จักคนนี้ ธันวาก็คงไม่กล้าวาดฝันให้ครอบครัวของมานพนั้นพังทลายลงหรอก



‘บัว’ ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่สำหรับธันวา หล่อนคือผู้หญิงอ่อนแอที่เอาแต่ใช้ความอ่อนแอนั้นยั่วยวนให้ผู้ชายตกหลุมรัก นอกเหนือจากเรื่องงานแล้วหล่อนยังยอมนอนกับทุกคนที่มีผลประโยชน์ให้ การที่ผู้หญิงแบบนี้จะมาเป็นเมียของมานพให้ตายธันวาก็ไม่อาจยอมรับได้!



ทั้งๆ ที่พยายามขัดขวางแทบตาย แต่แล้ววันหนึ่ง...



“เฮ้ยไอ้ธันดูอะไรนี่สิ” มานพเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เข้ามาหาธันวาที่นั่งจิบเบียร์แกล้มถั่วลิสงคั่วอยู่ตรงระเบียงหน้าห้อง ที่ประจำ พอเดินมาถึงตรงหน้าของน้องชายตัวดีได้เขาก็เปิดเสื้อโชว์เนื้อหนังมังสาแบบไม่อายทันที



อยากโชว์รอยสักใหม่ที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ



“โห สักมาเหรอพี่ รูปดอกบัวโคตรสวย...เฮ้ย! นี่อย่าบอกนะว่าเป็นชื่อพี่บัว?” ได้ผลในความรู้สึกของมานพ เพราะธันวาดูตกใจมากกับรอยสักใหม่



“ใช่” คำตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้างของพี่ชายทำเอาหัวใจของธันวาหดเกร็ง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นสีแดงก่ำเพราะกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ



แต่ที่เจ็บกว่าการร้องไห้...ก็คือการต้องยิ้มรับแบบหน้าชื่นอกตรม



“โหพี่ ทำตัววัยรุ่นไปไหนเนี่ย? สักชื่อหญิงที่อกข้างซ้าย ถ้าเลิกกันทำไงอ่ะ?” แน่นอนว่าหลังจากตั้งสติได้ธันวาก็รีบปากหมาใส่ทันทีอย่างที่ทำอยู่ทุกวัน



“แช่งกูจังนะมึง ฮ่าฮ่า กูรู้ว่ามึงไม่ชอบบัว แต่กูรักเขาไปแล้วให้ทำไง? มึงก็ช่วยเข้าข้างพี่ชายหน่อยไม่ได้เชียว ไอ้ใจจืด” มานพแสร้งบ่น



“แล้วถ้าพี่มีเมียใหม่ทำไง?” กระนั้นธันวาก็ยังไม่หยุด น้องชายยังคงแกล้งถามแบบทีเล่นทีจริง พร้อมทำท่าหลบมือหลบเท้าของพี่ชายไปพลางด้วย



“มึงนี่นะ เฮ้อ กูไม่ทำอะไรกับรอยสักอันนี้ทั้งนั้นแหละ กูจะเก็บเอาไว้จำว่าครั้งหนึ่งกูเคยรักคนเป็น” มานพตอบด้วยเสียงอ่อนโยนพลางกลั้วหัวเราะ ยกมือหนึ่งขึ้นลูบผมน้องรักด้วยความเอ็นดู



ความอ่อนโยนที่ราวคมมีดกรีดแทงหัวใจของธันวาครั้งแล้วครั้งเล่า...



‘พี่นพ...อกข้างซ้ายของพี่ยังคงสลักด้วยชื่อของเขา ที่อกข้างซ้ายของผม...มันก็ยังสลักไว้ด้วยชื่อของพี่’



*

*

*

*

*



[ต่อด้านล่าง]


ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ


คนที่ชั่วคือธันวา



คำกล่าวนั้นไม่ผิดแม้แต่นิด



ช่วงหนึ่งที่วิษธรขยายพื้นที่ปกครองไปถึงแมกซิโกเพื่อด้วยธุรกิจค้าอาวุธที่กำลังไปได้สวยหลังสามารถตกลงร่วมมือกับพี่น้องเควิ่นบารอส ผู้เป็นราชาค้าอาวุธได้ ในวัยยี่สิบต้นๆ แม้ดนัยจะเก่งกาจเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในจุดยืนที่อ่อนไหว เหล่าองครักษ์พิทักษ์นายเหนือจึงจำต้องคัดคนมากฝีมือติดตาม โดยเฉพาะมานพที่เป็นคนสนิทที่สุดที่ต้องติดสอยห้อยตามไปทุกที่ แตกต่างจากเด็กใหม่กว่าอย่างธันวาที่ได้รับอนุญาตให้พักอยู่เฝ้ารังบ้าง



เพราะมานพเอาแต่ยุ่งอยู่ตลอดจึงปล่อยปละให้เมียเหงาเฝ้าคอย ส่วนธันวาที่มีเวลามากกว่าจึงคิดหาวิธีพิสูจน์รักแท้ให้



ก่อนหน้าที่บัวยังเป็นสาวในบาร์ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยหลับนอนกับหล่อน เพราะรู้ดีว่าลูกค้าขาประจำของหญิงสาวคือมานพ ธันวาเองจึงไม่เคยเหลียวแลหญิงอื่นใดนอกจากผู้หญิงคนนี้เช่นกัน ทุกครั้งที่ต้องเลือกสาวเข้าห้อง ชื่อเดียวที่ธันวาเลือกก็คือ ‘บัว’



ที่ทำแบบนั้นก็ไม่ได้เพราะมีจิตพิศวาส เขาเพียงแค่อยากผูกขาดของของมานพก็เท่านั้น



และในวันนี้ที่เห็นหญิงสาวถูกทิ้งอยู่ลำพังอย่างเนิ่นนานเศร้าสร้อย ความชั่วช้าในเลือดเลวของธันวาก็สั่งให้เขาลงมือทำบางสิ่ง



“ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนพี่นะ พี่บัวจะได้ไม่เหงา”



“ขอบใจจ๊ะธัน มีธันอยู่เป็นเพื่อนแบบนี้พี่ก็อุ่นใจ”



จากวันแรกที่ได้คลุกคลีสนทนา และความสนิทสนมจากวันเวลาที่ผันผ่านทำให้หญิงสาวไม่อาจหักห้ามความรู้สึก ความเหงาทำให้หล่อนเผลอมีอะไรกับธันวาอย่างเต็มใจ ความรู้สึกผิดโจมตีหล่อนได้แค่ในช่วงแรก แต่เมื่อสามีจับไม่ได้ แล้วฝ่ายชายชู้ก็ไม่ได้มีทีท่าเมินเฉย ความสัมพันธ์ในที่ลับระหว่างคนทั้งคู่จึงยังคงดำเนินไปอย่างเร่าร้อน



ความจงรักภักดีที่ตั้งใจว่าจะมีต่อสามีให้มากสุดท้ายก็พังทลายลงเพราะความเหงา เพราะถูกผู้ชายอีกคนเอาใจใส่ดีกว่า ‘บัว’ รู้ตัวเองดีว่าตัวหล่อนนั้นไม่อาจทนบากหน้าเป็นเมียที่แสนดีให้มานพได้อีกต่อไป แต่เพราะกลัวว่าผลจากการหักหลังนี้จะทำให้ถูกทารุณจนตาย หล่อนจึงเอาแต่นิ่งเงียบไว้ จนสุดท้ายเมื่อถูกจับได้ก็ยินยอมจากไปแต่โดยดีไม่มีอิดออด โดยมีธันวามอบความช่วยเหลือและส่งเสียให้กลับบ้านได้จนสุดทาง



...ช่างเป็นชายชู้ที่แสนดี ที่หล่อนไม่มีทางรู้เลยว่าทั้งหลายทั้งมวลที่ทำลายชีวิตครอบครัวของหล่อนจนย่อยยับนั้นมันคือแผนการร้ายของธันวาทั้งสิ้น!



วันที่ถูกมานพจับได้เรื่องความสัมพันธ์รักเร้น ธันวาถูกมานพคาดคั้นด้วยหมัดเท้าจนสะบักสะบอม เพราะอดีตน้องรักไม่ยอมปริปากบอกเหตุผลใดๆ ทั้งที่ในหัวใจเขาตะโกนมันอยู่ซ้ำๆ



‘เพราะผมรักพี่ เลยไม่อยากให้ใครที่ไม่คู่ควรได้พี่ไปไงล่ะ!’



‘ผู้หญิงคนนั้นเขาไม่ได้รักพี่ เขาเกาะอยู่กับพี่ก็แค่อยากสุขสบาย ไม่ต้องเสี่ยงทำงานในร้านแบบนั้น’



‘เพราะถ้าเขารักและภักดีกับพี่จริง เขาจะไม่มีทางนอนกับผมเพียงแค่ผมพูดว่า ‘ให้ช่วยปลอบใจไหม’ หรอก!’



‘ผู้หญิงอ่อนแอที่จิตใจโลเลแบบนั้นมันไม่เห็นจะเหมาะกับพี่เลยสักนิด!’



แม้ว่าหัวใจจะอัดแน่นไปด้วยคำอธิบายเหล่านั้น แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากกลับเป็น



“ก็แค่อยากช่วยให้ตาสว่างเสียที”



นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้หลุดจากปากก่อนถูกตะบันจนหน้าหงาย น้ำหนักของหมัดที่ซัดมาเต็มแรงทำให้ธันวาน็อคเอ้าท์ และหมัดนั้นของมานพมันก็คือหมัดที่สะบั้นความสัมพันธ์พี่น้องระหว่างเขากับธันวา ตัดขาดทุกมิตรไมตรีที่เคยมีให้กันให้สิ้นสุดลงในวันนั้น



จากร้อย…แตกสลายกลายเป็นศูนย์



สูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง



.

.

.

.

.





“มึงทำเกินไปรู้ตัวไหม?”



ทันทีที่รู้สึกตัวตื่นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เสียงที่ดังอยู่เหนือศีรษะตอนนั้นคือเสียงของวิเชียร ธันวากลอกตาซ้ายขวาเมื่อเห็นว่าเป็นห้องของตัวเองก็สำนึกได้ว่าเพิ่งเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก่อนหน้า



“ต่อให้มึงรักพี่นพแค่ไหน มึงก็ไม่ควรทำลายชีวิตของผู้หญิงคนนึง” เสียงของวิเชียรยังคงบ่นพร่ำ



ธันวาตกใจในวินาทีแรกที่ได้ยินว่าวิเชียรรู้เกี่ยวกับความรู้สึกของเขาที่มีให้มานพ แต่พอลุกขึ้นมานั่งแล้วพบว่าเสื้อถูกถอดอยู่ก็ประจักษ์ได้ทันที…ความจริงได้ถูกเปิดเผยเสียแล้ว



ธันวาเม้มปากแน่นจนแทบเป็นเส้นตรง พลางขยุ้มรอยสักตรงอกซ้ายไว้แน่นราวกับอยากจะซุกซ่อนมันเอาไว้จากสายตาคนอื่นอีกครั้ง



“เฮ้อ…กูไม่เข้าใจมึงเลยสักนิด…” วิเชียรถอนหายใจ อยากจะสั่งสอนเพื่อนที่อ่อนกว่าคนนี้อีกสักประโยคสองประโยคก็พอดีกับที่เพื่อนฟูมฟายออกมาเสียก่อน



“ถ้ามึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่บ้าง ได้โปรดอย่าซ้ำเติมกูอีกเลย!” ธันวาอ้อนวอนพร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ยามนี้ความอายไม่เหลือให้ยึดติดอีกแล้ว มันเจ็บจนทนไม่ไหว



เจ็บทั้งเรื่องที่ตัวเองทำ เจ็บทั้งเรื่องที่ถูกมานพเกลียดไปเสียแล้ว



เจ็บที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก



เขาผิดเอง…ใช่แล้ว ทั้งหมดนี้เขาเป็นคนผิดเอง



“…………” วิเชียรไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก เขาทำเพียงนั่งลงบนเตียงข้างเพื่อนตัวเล็กที่กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร แล้วโอบกอดร่างสั่นระริกนั้นไว้ในอ้อมแขน



“ไม่เป็นไรนะมึง…เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”



.

.

.

.

.



จากวันนั้น หลังความอัปยศผ่านพ้น มานพกับธันวาก็ถูกจับแยกกันอย่างสิ้นเชิงด้วยคำสั่งของดนัย ในช่วงแรกที่แทบไม่ต้องพบเจอนั้นก็ยังดี ๆ อยู่ แต่หากเมื่อไหร่ที่เจอกันซึ่งหน้าก็มีอันต้องปะทะจนมีปากเสียงกันทุกครั้ง คนอื่น ๆ ที่ได้เห็นก็คิดไปว่าความสนิทสนมของคนทั้งคู่คงสูญสลายไปจนหมดแล้ว ในหัวใจของทั้งสองคนนั้นคงเหลือเพียงความเกลียดชังซึ่งกันและกันไปแล้ว



แต่แท้จริงนั้น...หัวใจสองดวงนั้นมันยังคงเจ็บปวดและโหยหา



ธันวาเสียใจที่ไม่อาจบอกรัก เสียใจที่ทำผิดต่อมานพไป



มานพเองก็ปวดใจที่ถูกธันวาหักหลังความรู้สึกโดยไม่ยอมบอกกล่าวถึงเหตุผล และรวดร้าวมากที่ไม่อาจกลับไปไว้ใจได้อย่างเดิมอีก



ต่างคิด...ว่าชาตินี้คงไม่อาจร่วมทาง



กระทั่งเกิดเหตุการณ์วันนั้นที่ทำให้ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไป



มานพตื่นตะลึงไม่น้อยในวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วจำได้ว่าในคืนที่ผ่านมาเขาได้มีความสัมพันธ์ทางกายที่เร่าร้อนกับใคร คนในความทรงจำนั้นอ่อนหวานและแสดงความรักกับเขามากแค่ไหน แม้ในยามเช้าที่อีกฝ่ายหนีจากอ้อมแขนนี้ไปยังอุตส่าห์ทิ้งถ้อยคำน่าสงสาร



‘ลืมมันไปซะ คิดเสียว่าผมชดใช้ให้พี่...เราจะได้ไม่ต้องมีอะไรติดค้างกัน’



‘ลืมมันเสียนะพี่ ผมขอโทษที่เอาแต่ใจ’



มานพสับสนจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทำไมธันวาถึงทำแบบนั้น? มันมีผลต่อความรู้สึกของเขามากยิ่งกว่าตอนที่ฝ่ายนั้นเป็นชู้กับเมียเขาเสียอีก และต่อให้หลังจากนั้นเขาจะพยายามมองข้ามมันแค่ไหนก็ไม่อาจรั้งสายตาออกจากร่างของธันวาได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องวนเวียนมาพบเจอกัน หัวใจของเขาจะเต้นแรงยิ่งกว่าปกติ และอดใจไม่ได้ที่ต้องเดินเข้าไปใกล้…



ราวกับว่าหัวใจที่เคยแห้งแล้งไปนานดวงนี้ได้กลับคืนชุ่มชื้นขึ้นมา



ราวกับว่ามันคือสิ่งที่เขาโหยหามาตลอดนับจากวันที่หันหลังให้กัน



แล้วหลังจากนั้นเมื่อได้มีโอกาสมีความสัมพันธ์กับธันวาอีกครั้ง มานพก็สาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมปล่อยคนคนนี้ให้หลุดมือไปอีกเป็นครั้งที่สอง แม้ว่าในตอนนี้ธันวาจะยังคงปฏิเสธเพราะแผลเก่าหนหลังที่ยังอักเสบในความรู้สึกของคนทั้งคู่ หรืออาจเป็นเพราะธันวาไม่เคยรู้ว่าเขารู้สึกกับเรื่องในอดีตไม่เท่ากับที่รู้สึกต่อธันวา



มานพรู้ตัวว่าเขาไม่ใช่คนที่เก่งในเรื่องการสื่อสารความรู้สึกของตัวเองเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะการพูดหรืออธิบายถึงสิ่งที่ตนกำลังนึกคิดเพราะเขาถนัดที่จะลงมือทำไปเลยมากกว่า เขาเข้าใจอยู่เสมอว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูดเยิ่นเย้อ



แต่เพราะเขาพูดไม่เป็นนี่แหละจึงทำให้ยากต่อการสื่อสารกับธันวาอยู่เสมอ และในขณะที่ฝ่ายนั้นไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกของเขาเสียทีก็ดันเกิดเรื่องที่ยากรับมือของพรรคขึ้นมาอีกยิ่งทำให้เขาแทบไม่มีเวลาจะมาเจอหน้าอีกฝ่าย แถมยังดูเหมือนจะเจอตอใหญ่ขวางทางอยู่อีกสองตอ นั่นคือบรรดาเพื่อนบอดี้การ์ดรุ่นเดียวกับธันวาเช่นไอ้ทศที่คอยดึงความสนใจของธันวาแบบถึงเนื้อถึงตัวอย่างน่ารำคาญตาอยู่ตลอด และอีกคนก็ไม่พ้นนายใหม่อย่างบดินทร์ นายสายตรงที่คอยกันท่าเมื่อมีโอกาสอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะตอนที่เขาทำประโยชน์ให้ไม่ได้ แค่คิดมานพก็หงุดหงิดจนอยากจับสองตอนั่นมัดรวมกันแล้วถ่วงน้ำ



แต่ในเมื่อยังทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนมาดักรอเป้าหมายโดยตรงแทน



และดูเหมือนวันนี้จะมีโชคนิดหน่อย...



“พี่อย่าทำแบบนี้”



ธันวาโอดครวญขณะพยายามดิ้นขลุกขลักออกจากอ้อมแขนแกร่งของผู้รุกราน ที่จู่ๆ ก็โผล่จากเงามืดมาล็อคตัวเขาไว้แล้วกดจูบรุนแรงเสียจนหายใจหายคอไม่ทัน



เสียงบ่นทำให้มานพยอมผละออกนิดหน่อย ก่อนอธิบายที่ไปที่มาของตัวเองบ้าง “ก็นายมึงมันตัวแสบ ใช้มึงเป็นของรางวัลเพื่อใช้งานกู แต่พอช่วงไหนที่กูทำประโยชน์ให้ไม่ได้ แม่งก็กีดกันกูสารพัด”



“เรื่องอะไรของพี่น่ะ?” แต่คำอธิบายนั้นยิ่งทำให้ธันวาขมวดคิ้วมุ่น อะไรคือการที่อีกฝ่ายบ่นถึงนายเขาขณะที่ยังไม่ยอมปล่อยตัวเขาออกจากอ้อมแขนปลาหมึกนี่กัน?



“วันนี้ทีของกูบ้างแล้ว” มานพไม่สนใจว่าธันวาจะขัดขืนฝืนตัวอย่างไร ยังคงกอดรัดร่างเล็กกว่าจนจมอกด้วยความคิดถึง



แต่การทำแบบนั้นยิ่งทำให้ธันวาตื่นตระหนก ถึงช่วงหลังมานี้จะพอรู้สึกได้ว่ามานพเริ่มเข้าหาแบบแปลกๆ แต่ก็ไม่กล้าคาดเดาอย่างเอาแต่ใจว่ามานพจะเกิดนึกรักกันขึ้นมาได้ทั้งที่ก่อนหน้าไม่นานยังคงเกลียดกันเข้าไส้เข้ากระดูกอยู่เลย แล้วนี่…กลับ ถูกรุก ถูกเข้าหาอย่างที่ไม่เคยคิดฝัน ทำให้บอดี้การ์ดร่างเล็กไม่อาจทำใจตั้งรับได้ทัน จนต้องรีบหาเรื่องหลบเลี่ยง



“แต่นายท่านรอพี่รายงานเรื่องสำคัญอยู่นะ!”



“………..”



ได้ผล พอถูกเอาเรื่องงานมาขู่ มือปลาหมึกที่ลูบไล้ไปทั่วก็ชะงัก ใบหน้าที่โน้มใกล้ก็ขึงตึง แววตาหยอกเย้าพลันแข็งทื่อ



“รีบไปเดี๋ยวนี้เลย!” ธันวารีบไล่ พลางใช้สองมือผลักอกของมานพให้ออกห่างตัว ก็ใช่ว่าจะอยากเล่นตัวอะไรนักหรอก แค่ยังตั้งรับไม่ทันกับกลัวจะมีคนอื่นมาเห็นเข้าก็เท่านั้น



“ชิ” ทั้งถูกผลักไส ทั้งถูกไล่โดยอ้างเรื่องงานทำให้มานพยิ่งไม่สบอารมณ์ เขาจึงยอมปล่อยมือและผละจากธันวาในที่สุด ไล่กันดีนัก ครั้งนี้เขาจะยอมถอยให้ก่อนก็แล้วกัน! ว่าแล้วก็หันหลังเดินจากไปดื้อๆ แบบไม่ร่ำไม่ลา



ทว่าแทนที่คนถูกปล่อยตัวจะโล่งใจ ธันวาที่มองแผ่นหลังกว้างเดินจากไปกลับเกิดกังวลกับคนพี่ที่ออกอาการไม่พอใจเป็นเด็กๆ ขึ้นมา อาการแง่งอนของมานพที่แม้คนอื่นจะดูไม่ออก แต่ธันวากลับรู้จักมักคุ้นกับมันดี และไม่เคยชนะอาการแบบนั้นของอีกฝ่ายได้เลยสักครั้ง



…และครั้งนี้ก็เช่นกัน



“…ก็” แล้วสุดท้าย คนไล่ก็ต้องเป็นฝ่ายยอม ซึ่งธันวาไม่มีทางรู้ว่าอาการลังเลที่จะปล่อยผ่านของตนนั้นจะเข้าทางคนพี่แบบสุดๆ



“………..” มานพลอบยิ้ม ก่อนจะหันกลับมาทำหน้าตายใส่คนที่กำลังทำหน้าอิหลักอิเหลื่ออยู่



“อยู่ๆ พี่มาทำแบบนี้บางทีผมก็สับสนนะ…”



“ทำไม? ก็มึงเมียกู”



ทันทีที่ธันวาเปิดปากอธิบาย ก็ถูกมานพสวนกลับมาด้วยประโยคที่ทำเอาเกือบหน้าหงาย มันเหมือนเกิดจังหวะนรกขึ้นมาในฉับพลัน ธันวาหน้าแดงจนแทบกลายเป็นระเบิด ตั้งสติขึ้นได้จึงตะโกนถามกลับออกไปจนเสียงหลง ลืมตัวไปชั่วขณะว่ากำลังหลบซ่อนจากคนอื่น ๆ อยู่



“เดี๋ยว! พูดอะไรของพี่น่ะ!?”



“ก็พูดความจริง” แต่มานพกลับตอบหน้าตาย



งานนี้ธันวาเลยยิ่งสติแตก อะไรที่ขุดคุ้ยได้ อะไรที่ควรหรือไม่ควรพูด อะไรก็แล้วแต่ที่มันอัดอั้นอยู่ในอกมาเนิ่นนานเขาก็พ่นมันออกมาจนหมด



“เหอะ! ก่อนหน้านี้ยังจะฆ่าผมให้ตายเรื่องเมียเก่าอยู่เลย ชื่อเขายังคาอกอยู่แท้ๆ”



“...หึงเหรอ?” แต่มานพกลับรับมือเรื่องราวที่ธันวาต่อว่าออกมาอย่างง่ายดาย ไม่สะทกสะท้าน ราวกับไม่เคยยี่หระในเรื่องราวเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย



“หึง? เปล่าเสียหน่อย แค่เรียกสติให้ต่างหาก จะได้ไม่ลืมว่าผมทำอะไรไว้ ก็เห็นพร่ำว่ารักเขาไม่เสื่อมคลายไม่มีวันลืมอยู่นี่”



“กูเคยพูดที่ไหนว่ารักไม่เสื่อมคลาย กูแค่เคยพูดว่าจะไม่ลืมต่างหาก”



“แล้วมันต่างกันตรงไหน!?”



“ต่างสิ กูแค่ไม่ลืม แต่ไม่ได้รัก”



“…………” คำพูดที่จู่ ๆ ก็ได้ยินจากปากของมานพทำเอาธันวานิ่งอึ้ง ‘ไม่ลืม ไม่ได้หมายความว่ารัก…อย่างนั้นหรือ?’ แล้วมันหมายความว่าอย่างไรกัน? หัวใจของธันวาสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เสียใจ ดีใจ มีความหวัง ตีกันยุ่งเหยิงไปหมด จนไม่สามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้แม้เพียงเสี้ยวคำ



“กูไม่จำเป็นต้องรักผู้หญิงที่หักหลังกูนี่ จำได้ว่ากูเคยบอกมึงแล้วครั้งหนึ่งนะ กูจำเรื่องเขาเพราะมึง และที่กูยังเก็บชื่อนี้ไว้ก็เพื่อเตือนมึง เตือนว่ามึงยังติดค้างคำตอบกู...กูเคยบอกมึงแล้วว่าแค่บัวนอกใจกูไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก แต่ที่กูเจ็บเพราะคนคนนั้นคือมึงต่างหาก”



“..........”



“ที่กูเก็บชื่อเขาไว้ก็เพื่อจะทวงคำตอบกับมึงว่าทำไม…ทำไมมึงถึงหักหลังความเชื่อใจของกูได้ลงคอ”



มานพเค้นคำพูดออกมาทีละคำอย่างชัดเจน…



“ทำไมต้องเป็นมึง”



ชัดเจนว่าเขาเจ็บปวด และคนที่สามารถทำให้เขาคนนี้เจ็บปวดได้ก็มีเพียงหนึ่งเดียว



“..............” ซึ่งธันวาสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่มานพสื่อสารออกมาได้อย่างกระจ่างแจ้ง เพียงแต่มันชัดเจนเกินไปจนเขาไม่กล้าที่จะตอบโต้ออกไปเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร เหตุการณ์มันผ่านมากว่าสองปีแล้ว มันนานจนเขาฝังกลบทุกเหตุผลที่อยากจะพูดในวันนั้นจนหมดสิ้นไปแล้ว



แล้วในขณะที่ธันวากำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่นั้น เขาก็ถูกมานพคว้าตัวไปไว้ในอ้อมอกอีกครั้ง ปลายคางถูกช้อนขึ้นให้ได้สบสายตากับเจ้าของอ้อมแขนนี้ตรง ๆ ก่อนที่ใบหน้าเฉยชาตรงหน้านั้นจะเริ่มเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมาให้เห็น พร้อมประโยคที่แทบจะทำให้ธันวาสำลักตาย



“แต่เอาเถอะตอนนี้กูไม่อยากรู้แล้ว แลกกับการที่มึงยอมเป็นเมียกู”



“อะไรวะ!? พี่แม่ง...ความคิดประหลาด!” คนฟังตวาดขึ้นทันที ด้วยเพราะปรับอารมณ์ตามไม่ทัน จึงเริ่มทุบอกของมานพแรง ๆ ไปหลายครั้งเพื่อระบายความอิหลักอิเหลื่อ



มานพหัวเราะร่า แล้วพูดเรื่อยเจื้อยถึงเรื่องที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะออกจากปากของชายโหดคนนี้ แม้กระทั่งธันวาเอง



“เออ ช่วงนี้กูเฉียดตายบ่อย อะไรไม่จำเป็นกับชีวิตกูตัดทิ้งหมดแหละ ไม่เสียเวลาคิดแม่งแล้ว เหลือแค่เรื่องมึง”



“………….”



เห็นธันวายืนเงียบฟังทำตาปริบ ๆ ในอ้อมอก เลยอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าลงไปกระซิบใกล้จนปลายจมูกชนกัน



“มึงคือความสุขเดียวของกูในช่วงเวลานี้เลย”



ความจริงนั้นแสนหวาน ทว่าพอมันออกจากปากของมานพแล้วกลับยิ่งทำให้ธันวาสับสน



“พี่...นพ?”



“กูไม่อยากรู้แล้วถึงเรื่องที่ผ่านมา…” มานพรู้ดีว่าการที่จู่ ๆ เขาก็โพล่งทุกอย่างออกมาจนหมดแบบนี้ฝ่ายรับสารของยังสับสน แต่เขาก็ไม่อยากเสียเวลาต้องมาเดาใจกันอีกต่อไปแล้ว เพราะอย่างที่ว่ามาทั้งหมด เขากลัวว่าเวลาของเขาจะหมดเร็วเกินไปจนไม่ทันได้พูดอะไรเลย



“ขอแค่จากนี้มึงเปิดใจให้กูพอ” คำพูดแสนหวานกับอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้น ทำให้ดวงตาของธันวาร้อนผ่าวขึ้นอย่างไม่อาจห้าม “ขอโทษที่มาพูดเอาป่านนี้นะ กูเพิ่งรู้ตัวน่ะ”



“……………” ธันวาไม่ได้เอ่ยอะไรเลย เขาปล่อยให้มานพพูดทุกอย่างที่อยากพูด และรับฟังทุกอย่างที่อีกฝ่ายอยากบอก เขาพูดไม่ออก ทั้งที่มีคำขอโทษมากมายอัดแน่นอยู่เต็มอก แต่กลับพูดอะไรไม่ออกเลย



“พี่นพ…ผม”



อยากเอ่ยคำขอโทษ อยากขอโทษ…



อยากบอก…ว่ารัก





ปี๊บ…



“!!!??”



เสียงอินเตอร์โฟนเรียกตัวดังขึ้นที่หูแทบจะพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างถูกนายเรียกขาน พวกเขายังมีงานที่ต้องทำ



“สวรรค์ไม่เป็นใจเสียแล้ว” มานพถอนหายใจ ก่อนนึกอะไรขึ้นได้แล้วก้มลงกระซิบ



“คืนนี้ออกเวรแล้วกูจะไปหาที่ห้องนะ”







****************************************************************



สวัสดีเจ้าค๊า อนาคีโผล่หัวมาแล้วเด้อ 555

ตอนนี้มีเฉพาะพี่นพน้องธัน ต้องตัดออกมาก่อน เพราะพอรวมกับเรื่องของชาวบ้านชาวช่องด้วยมันจะยาวมาก

เรื่องของอีก 2 คู่กับเรื่องราวปมต่อไปจะตามมาในอีก...นะเจ้าคะ ขออภัยอย่างสูง



ขอยกยอดเม้าท์มอยเรื่องของสองหนุ่มนี้ไปตอนหน้านะคะ สองหนุ่มจะได้ไม่เหงาคะ อิอิ

เดี๋ยวเรามาเม้าท์มอยกันตอนหน้านะคะ



รักเสมอ

ออฟไลน์ อนาคี99

  • อยากให้ชีวิตมีปุ่ม SKIP
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +457/-3
    • อนาคี99เพจ
จื้อออหลินนนน เออจะว่าสุขก็สุขจะว่าทุกข์ก็ทุกข์อย่างที่บอก คือในความสุขมันมีความขมขื่นเล็กน้อย  :sad11: แต่ไม่ว่ายังไงเวลาที่จ้าวซินอ่อนโยนกับน้องแบบนี้ อีแม่เอ้ยยย เขินไม่ไหวววว ใจบางไปหมด  :o8: :o8:  555 รีบไปสืบเรื่องรั่วหลินให้รู้แจ้งกันทีเถอะ อยากรู้ใจจิขาดแล้ว!!

ลั่นแรงกับฉากที่มานพกำลังกินปากธันแล้วดินกดเรียกมาสอบถามเพื่อขัดจังหวะ ตอนนี้ตลกมากก คนหมั่นไส้แกเยอะไงมานพ 5555 ทุกคนพร้อมขัดจังหวะของคนแอบเนียนน้วยบอดี้การ์ดสุดรักของพี่ๆเพื่อนๆ แล้วยิ่งช่วงนี้รุกหนักเลยเว้ย อ่อนโยนขึ้น หึงจนหน้ามืด ธันเองตั้งตัวไม่ทันแล้ว 5555 มีเจ้าเล่ห์แอบอ้อนเจ็บ โอ๊ยยยทำตามหัวใจมันเรียกร้องใช่ไหม ทนไม่ไหวแล้วงี้ คิดถงคิดถึง อาร๊ายยยย >< (เขิน) ฮ่าๆ ก็รอให้นพรู้ความจริงเกี่ยวกับภรรยาอยู่นะ จะได้ไม่มีไรขวางกั้นใจ

เออ!ดนัยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ดีจริง ใช้เหตุการณ์นี้มาเป็นเหตุผลเพื่อเปิดศึกล้างบางพรรคกับพงศธร อาหลานแตกคอกันจริงจัง บางทีก็แอบคิดนะว่าที่ดนัยไปติดต่องานที่อื่นช่วงนั้น เป็นเพราะจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานหงส์ เพื่อที่จะใช้เป็นข้ออ้างกวาดบ้างให้เรียบ ภายใต้สโลแกน เมียข้าใครอย่าแตะ 55555 ฉากที่ดินเล่าถึงชีวิตแล้วขอบคุณดนัยที่ให้การยอมรับขึ้นเป็นหงส์นี่แบบ ซึ้งมากกกก  :monkeysad: ร่วมกันฝ่าฟันมันจะแข็งแรงเองนะ สู้ๆ

จนที่สุดมานพก็เป็นสายในพรรค เป็นสายให้หงส์ 5555 คอยรายงานข่าว ปกปิดดีนักนะ กดดันขมขู่แม่งเลย ได้ผลเฉย 5555

สนุกกกกกกกกจนหยุดไม่ได้แล้ว แต่ก็ต้องรอตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อค่ะ 555 ตอนหน้าจะเป็นยังไงกันบ้างละเนี้ย แต่ละคู่ มาต่อยาวสะใจมาก ขอบคุณมากนะคะที่แต่งและมาอัพให้ได้อ่าน เป็นกำลังใจในการแต่งทุกตอนๆ ไฟท์ติ้ง ฮึบๆ แต่งเก่งมาก อ่านแล้วอิน ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ  :pig4: :pig4: :pig4: :กอด1: :กอด1: :L1: :L1:

งื้ออออออ ขอบคุณมากนะค๊าาาา ได้อ่านคอมเม้นต์ของคุณ blove แล้วมีความสุขมากๆเลยค่ะ มีไฟเขียนตอนต่อไปแบบลุกโชติช่วงเลยค๊าาาาา

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด