♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 19 (100%) P.5 (28/05/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 19 (100%) P.5 (28/05/63)  (อ่าน 8797 ครั้ง)

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
ตอนที่ 9 ครบ 100%
.
.
.
ร่างโปร่งออกห่างตัวคฤหาสน์มาหาชายตัวสูงที่ยืนเล็มกิ่งไม้ด้วยท่าทีสบาย ๆ ใกล้กันเองลิลลี่ก็กำลังรดน้ำใส่ต้นไม้พุ่มอยู่อย่างตั้งใจ

"คุณเอ็ดเวิร์ด ให้ผมช่วยนะ" แพมถามชายสวมหมวกฟางยืนผิวปากเป็นทำนองเพลง ในมือถือกรรไกรตัดใบไม้ที่เหี่ยวเฉา

"โอ๊ย ๆ ไม่ได้หรอกคุณแพม เดี๋ยวหัวผมได้หลุดออกจากบ่าพอดี" เอ็ดเวิร์ดส่ายหัวพรืด ปฏิเสธพลันวัน

"ผมไม่เห็นเข้าใจ" แพมขมวดคิ้วสงสัย

"ก็คุณเป็นเมียนายนี่นา จะให้มาทำอย่างนี้ได้ไง" เอ็ดเวิร์ดปากไว พูดออกมาโดยไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลัง แม้กระทั่งลิลลี่เองก็ยังสะดุ้งกับคำพูดของเขา พอนึกได้ก็สายไปแล้ว เห็นสีหน้าร่างโปร่งที่ส่อแววเศร้าสร้อยก็ไปต่อไม่ถูก เขาก็แทบจะเอากรรไกรในมือตัดฉับเข้าที่คอตัวเอง

"เอาน่าคุณ...คุณยังไม่หายป่วยดีแท้ ๆ จะมายืนตากแดดตากลมทำไม เดี๋ยวตรงนี้ผมจัดการเองน่า!" เอ็ดเวิร์ดพูดน้ำเสียงเริงร่า ทั้งที่หน้าเจื่อน

"ตกลงเอ็ดเวิร์ด..." แพมพูดแค่นั้น เขาก็หันหลังหนีเอ็ดเวิร์ดผู้ปากเสีย เขาไม่อยากจะเสวนาด้วยต่อตามประสาคนที่รับความจริงไม่ได้

"เฮ้! เอ่อ..สนใจไปเรือนกระจกไหมล่ะ!" เอ็ดเวิร์ดรีบเรียกรั้งคนที่กำลังเดินจากไป เขาไม่อยากให้ร่างโปร่งโกรธเขาเลยสักนิด จึงหาสิ่งที่สามารถล่อลวงอีกฝ่ายได้ ซึ่งดูจะได้ผลค่อนข้างดีทีเดียว

"เรือนกระจก? หมายถึงสวนวิจัยของลอร์ดมอร์ริสอย่างนั้นหรือ?" แพมถาม

"สวนวิจงวิจัยอะไรเล่า ก็สวนดอกไม้นี่แหละ...ถ้าคุณแพมอยากไปเดินเล่นก็ไปได้เลยนะ" เอ็ดเวิร์ดพูดยิ้ม ๆ ยื่นกุญแจสีทองเหลืองมาให้

"แต่ตรงนั้นเป็นเขตหวงห้ามนี่นา ผมเข้าไปได้เหรอ?" ยอมรับว่าแพมสนใจมันอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าหากมอร์ริสจับได้แล้วโกรธเขาขึ้นมา มันคงไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่

"ถ้าเป็นคุณแพม นายท่านไม่ว่าหรอกครับ รับไปเถอะ ผมฝากเติมน้ำใส่แก้วให้นิกกี้ด้วยแล้วกัน" เอ็ดเวิร์ดพูด ยัดกุญแจดอกนั้นใส่มือเล็ก

"นิกกี้?" ใครคือนิกกี้...

"เจ้านกแก้วตัวเล็ก ๆ ที่แขวนอยู่ในนั้นแหละครับ ถ้าเข้าไปเดี๋ยวก็เจอเอง"

เจ้านกน้อยตัวนั้นนั่นเอง ยังอยู่สินะ...



แพมเดินเลาะมาตามทางจนอยู่ตรงหน้าเรือนกระจกทรงพีระมิดหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ แพมเดินมาไขประตูซี่เหล็กสีขาวด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะเข้าไปเยือนด้านใน ความจริงเขาไม่อยากจะรับมาสักนิดเพราะยังไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของ แต่เจ้ากุญแจนั่นก็มาอยู่ในมือเขาเสียแล้ว

สัมผัสแรกที่รับรู้ได้ยามเปิดประตูเข้ามาคือความเย็นชื้นเล็กน้อยแตกต่างจากด้านนอก และบางพื้นที่ที่ย่างก้าวเข้าไปจะมีความอบอ้าวอย่างน่าแปลกประหลาด แพมมองดูต้นไม้แปลก ๆ หลายชนิดที่ปลูกแยกกันอย่างมีระเบียบ มีป้ายปักที่คาดว่าจะเอาไว้บอกชนิด สายพันธุ์ ต้นไม้บางต้นที่มีหน้าตาน่ากลัวแปลกประหลาด จะมีกรงลวดล้อมรอบเอาไว้ ที่มุมหนึ่งของเรือนกระจกมีห้องกระจกเล็ก ๆ อีกห้อง ด้านในนั้นมีหน้าต่างที่เปิดรับลมได้ มีฟูกนอนขนาดนอนคนเดียว และโต๊ะขนาดใหญ่ที่มีกระดาษ หนังสือวางอยู่เป็นตั้ง ๆ นั่นคงจะเป็นห้องทำงานของมอร์ริส เขานึกสงสัยหลายรอบว่าชายหนุ่มผู้แสนเย็นชานั้นทำงานเกี่ยวกับอะไร ถึงต้องมาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่อ่อนโยนขัดกับบุคลิกเช่นดอกไม้ พืชพรรณ

แพมเหลือบไปเห็นกรงนกน้อยที่เขาเคยเจอกับมันมาแล้ว แต่ตอนนี้มันอยู่ในกรงที่ใหญ่กว่าเดิมและมีสีทอง ลวดลายของกรงสวยหรู ห้อยอยู่บนกิ่งต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่พอจะอยู่ในเรือนกระจกได้ แพมเดินไปมองมันใกล้ ๆ เจ้านิกกี้เองก็ไม่ได้ตื่นคนแต่อย่างใด มันเดินเกาะกิ่งไม้มามองเขาใกล้ ๆ แพมยิ้มให้มันอ่อนโยน

"ถ้าแกโตกว่านี้ แกต้องสวยมากแน่ ๆ" แพมพูดตามสิ่งที่ตนเองคิด สีขนของมันเน้นไปทางสีฟ้าสดใสแทรกด้วยสีเขียวและสีบานเย็น ปีกของมันใหญ่สมบูรณ์ตามอายุ

"แกนี่เหมือนกับฉันเลยนะ อ๊ะ! ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องสวยหรอก เพราะผู้ชายเขาไม่เรียกสวยใช่ไหมล่ะ" แพมหัวเราะคิกคักกับเจ้านกแก้วที่ร้องตอบ แพมหยุดขำแล้วบอกกับเจ้านกแก้ว "แต่แกก็ไม่ควรถูกขังเหมือนฉันหรอกนะ ต่อให้กรงแกจะสวยหรูแค่ไหน อาหารมากเท่าไหร่ ถ้าแกไม่ได้บินมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร..."

แพมเปิดกรงสีทองออกปล่อยให้เจ้านกบินออกมา นิกกี้โผบินอย่างเริงร่า มันไม่ได้สยายปีกบินเต็มที่แบบนี้มานานมากแล้ว แพมเทน้ำใส่แก้วใบเล็ก และซากหนอนสำหรับไว้เป็นอาหารให้นิกกี้

"หวังว่าเรือนกระจกจะกว้างพอสำหรับแกนะ..นิกกี้ ถ้าแกหิว ก็แค่กลับมากิน"

แพมบอกกับเจ้านกที่บินไปเกาะต้นนั้น ต้นนี้ด้วยความผาสุข เขาไม่อยากที่จะปล่อยมันออกไปตอนนี้ อย่างน้อยก็รอให้มันโตพอที่จะต่อสู้กับสิ่งเลวร้ายที่ด้านนอกนั่น

"อย่าดื้อให้มากนักล่ะ!" แพมตะโกนบอกนกแก้ว ราวกับมันจะฟังรู้เรื่อง

แพมเดินชมสวนกระจกไปทั่วทุกซอกทุกมุม เขาแอบไปงีบหลับบนเปลนอนขนาดเล็ก เขาหลับไปสักครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมาเดินชมมุมเดิมซ้ำ ๆ

"น่ารักจัง!"

แพมตาโตเหลือบไปเห็นเจ้าต้นไม้เล็ก ๆ ที่วางตากแดดที่ส่องผ่านกระจกลงมา มันเรียงกันเป็นสิบกว่าต้น แต่มีเพียงต้นเดียวเท่านั้นที่มีขนาดเล็กกว่าคนอื่น แต่กลับออกดอกสีชมพูน่าเอ็นดู ลักษณะของพวกมันช่างแปลกประหลาด ลำต้นเขียวไม่เป็นทรวดทรง มีหนามล้อมรอบเต็มไปหมด แต่ก็เป็นหนามอ่อนที่ใช้มือสัมผัสเบา ๆ ก็ไม่ได้สร้างความบาดเจ็บอะไร มันคันยิบ ๆ เหมือนตอหนวดของมอร์ริสที่ตำเขายามซุกซอกคอมากกว่า

"อ่ะ!"

แพมอุทานเสียงเบาเมื่อตัวเองเผลอนึกเรื่องน่าอายเข้า ซ้ำยังหน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าผลมะเขือเทศ ร่างโปร่งสลัดหัวไล่ความทรงจำลามก โบกมือพัดใบหน้าให้หายร้อนจากความเขินอาย

"ทำไมเขาปล่อยให้พวกแกตากแดดแรง ๆ กันนะ เดี๋ยวก็แห้งตายกันพอดี!" แพมเอ็ดใส่คนที่ออกไปทำงานนอกบ้าน

แพมเดินไปตักน้ำใส่แก้วจนเต็ม แล้วรดไปบนกระถางที่ปลูกพวกมันอยู่ทีละต้น จนเกือบจะครบ แต่มีฝ่ามือใหญ่มาแตะมือที่ถือแก้วเบา ๆหยุดการกระทำนั้น

"เธอกำลังทำลายงานวิจัยของฉันอยู่นะ กวางดื้อ"

แพมสะดุ้งกับเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู แพมรีบหันไปหาคนพูดแล้วซ่อนแก้วน้ำที่เป็นหลักฐานสำคัญไว้ด้านหลัง ซึ่งมันก็ไม่ทันการเสียแล้ว ในเมื่อเจ้าของเขามาเห็นคาตา

"กลับมาแล้วหรือครับ!?" แพมถามเสียงตกใจ ที่เขาอยากถามจริง ๆ ก็คือ ทำไมกลับมาตอนนี้มากกว่า

"นี่คือกระบองเพชร นิสัยของมันคือไม่ชอบน้ำ ชอบความแห้งแล้ง ให้น้ำกับมันโดยการพรมเล็กน้อยสัปดาห์ละครั้งถึงสองครั้งก็เพียงพอ ถ้ามันได้รับน้ำเยอะจนเกินไปอย่างเช่นที่เธอทำ รากจะเน่าและตายในที่สุด" มอร์ริสไม่สนใจคำถามที่ว่าเขากลับมาแล้วหรือไม่ ในเมื่อเขาอยู่ตรงนี้ก็แสดงว่าเขากลับมาแล้ว ตาคมมองผ่านไหล่บางไปที่ต้นกระบองเพชรต้นเล็กที่ถูกรดน้ำใส่จนท่วม หลังพูดจบท่าทีของร่างโปร่งก็แสดงอาการตกใจ เลิ่กลั่ก

"ผะ ผมขอโทษ ผมไม่รู้จริง ๆ" แพมรีบกล่าว หากร่างสูงไม่ห้ามเขาไว้ เขาคงจะย้ายมันไปอยู่ในที่ร่มด้วยแล้ว "หะ ให้ผมปลูกให้ใหม่นะครับ!"

"ไม่ต้องหรอก ดูเหมือนต้นนั้นจะออกดอกสินะ" มอร์ริสดันร่างโปร่งให้หลีกทาง เขาพินิจต้นกระบองเพชรที่ออกดอกขนาดเล็ก

"อืม...งานของฉันเสร็จแล้ว มานี่สิ" มอร์ริสพึมพำในสิ่งที่ร่างโปร่งไม่เข้าใจ ร่างสูงเดินตรงไปที่ห้องทำงานมุมเรือนกระจก เขาชะงักแล้วมองกรงนกที่เปิด หันหัวมาหาแพม แสดงสีหน้าเป็นนัย ๆ ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น

"เอ่อ ผมปล่อยมันเองล่ะครับ คุณโกรธ...หรือเปล่า" แพมถามเสียงเบา

มอร์ริสไม่ตอบเขาเดินไปเปิดประตูแล้วเข้าไปด้านใน แพมไม่ได้เดินตามเข้าไป ร่างโปร่งจ้องมองร่างสูงที่นั่งอยู่บนฟูกนอนด้วยความเกรงกลัว เขาไม่อยากเข้าไปเลยจริง ๆ แต่สายตากดดันคู่นั้นกำลังบังคับเขาในฐานะผู้เป็นนาย แพมเลี่ยงไม่ได้จึงค่อย ๆ เดินเข้าไปแล้วปิดประตูเบา ๆ

"อ๊ะ!" แพมอุทานตกใจ เขาถูกรั้งเอวให้ไปยืนชิดคนตัวใหญ่ที่นั่งบนเตียง มอร์ริสจับเอวเขามั่น

"ถอดเสื้อตัวนอกให้ฉัน" มอร์ริสสั่งเสียงนิ่ง

"คือผม..ยังเจ็บ" แพมพยายามจะขอร้อง

"เธอนี่ลามกนะ..ฉันไม่ได้จะทำอะไร" มอร์ริสแซวเสียงทะเล้น

"เปล่าลามก! นะครับ" แพมหน้าขึ้นสีเมื่อโดนกล่าวหา

"เร็วหน่อย..ฉันร้อน" มอร์ริสกระซิบ

แพมปลดตะขอเสื้อนอกตัวหนาจนหมด ถอดมันออกไปวางไว้ที่ด้านข้างเหลือเพียงเสื้อตัวในแบบบางแขนยาวสีขาว แพมแกะโบคอเสื้อตัวในที่ผูกชิดคอดูน่าอึดอัดให้มันคลายออกจากกันเล็กน้อย

มือหนารั้งคอของคนที่ยืนตรงหน้าลงมาแล้วประทับจูบกับริมฝีปากบางร้อนระอุของคนป่วย ร่างโปร่งบางบีบไหล่หนาทั้งสองข้างเป็นการขัดขืน ก่อนจะโอนอ่อนตามรสจูบที่ละเลียดอย่างแผ่วเบา ลิ้นอุ่นตวัดเกี่ยวเอาความหวานกับลิ้นเล็กอย่างอ่อนโยนเชื่องช้า จนกระทั่งคนที่เกือบหายป่วยเผลอตอบรับลิ้นนั้นด้วยความรุนแรงที่มากกว่าอย่างไม่รู้ตัว มอร์ริสก็ปฏิบัติตามใจตนเองอย่างกระหาย จูบทึ้ง ดูดดึงลิ้นเล็กราวกับจะกลืนกิน ห่วงหา อาลัยอาวรณ์ ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมาอย่างอ้อยอิ่ง

ร่างโปร่งส่งสายตาเชื่อมเยิ้มมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะถูกดึงรั้งให้มานั่งบนตักแกร่ง

"ทำหน้าแบบนั้น จะไม่จบแค่ที่จูบ" มอร์ริสกระซิบเบา ขบเม้มติ่งหูนิ่ม

"อ่ะ! เปล่า" แพมสะดุ้ง เรียกสติให้กลับมา เขาเม้มปากแน่นที่เผลอตัวไปตามอารมณ์และร่างกายแบบนั้น กับคนที่ทำร้ายเขา!

"ไม่รำคาญหรือ?" มอร์ริสขมวดคิ้วถามหงุดหงิด

"อะไรหรือครับ" แพมเอียงหน้าตาสงสัย

มอร์ริสใช้นิ้วเกี่ยวปลายผมที่ยาวระต้นคอขาว แพมคลายสีหน้าสงสัยแล้วตอบกลับเบา ๆ

"ก็นิดหน่อยครับ" แพมตอบ ลูบผมที่เริ่มยาวของตนเอง ถ้าเป็นปกติ เขาจะหากรรไกรมาตัดเองแบบไม่ได้ทรง

"เดี๋ยวหลังจากนี้ไปให้ฮาร์วีตัดให้" มอร์ริสบอก

"ครับ" แพมรับคำ เหมือนว่าก่อนหน้านี้ร่างสูงก็บอกเขาไว้เหมือนกัน

ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ประตู หันมามองมอร์ริสที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เหมือนร่างสูงจะรู้ว่าแพมมีคำถาม

"ฉันต้องทำอะไรนิดหน่อย" มอร์ริสบอก

"ครับ งั้นเดี๋ยวผมบอกป้าแคร์ให้เอาอาหารมาเสิร์ฟ" แพมบอกแล้วปิดประตูลง เดินออกมาจากเรือนกระจกด้วยหัวใจที่ระส่ำระสาย

เหมือนโรคหัวใจเขาจะกำเริบอีกแล้ว...

ออฟไลน์ Loxxzy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0


Sent from my SM-A605G using Tapatalk


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อ่อนโยนอะไรขนาดนั้นนน

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
มุมนี้ท่านลอร์ดก็มี

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
ตอนที่ 10

"เอ่อ รู้สึกหนาว ๆ ไหม บรื้อออ"

แพมจ้องมองผู้ชายหน้าหวานที่ตัวเล็กกว่าเขา แต่ก็ไม่ได้ผอมแห้งเหมือนเขา ใบหน้ามีกระขึ้นเพราะผิวที่ขาวจัด สวมแว่นสายตาขนาดใหญ่หนาเตอะ สวมเสื้อแขนยาวตัวหนาสีฟ้าตัดกับกางเกงขายาวสีดำสนิท ผิวขาวอมชมพูแต่ตอนนี้มันกลับค่อนข้างจะซีด ฝ่ามือสองข้างถูกับแขนเพื่อให้ความอบอุ่นราวกับรู้สึกหนาวเหน็บตามที่อีกฝ่ายบอก แพมหันหน้าไปมองลิลลี่ที่นั่งยิ้มแหยอยู่ข้าง ๆ อย่างไม่เข้าใจ

"ก็ปกติดีนะครับ ไม่หนาว ไม่ร้อนอะไร" แพมตอบกลับ

ตอนนี้เขากับลิลลี่นั่งอยู่ที่โต๊ะกลมสีขาว ริมสระน้ำท่ามกลางสวนดอกไม้หลากชนิดที่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ เหล่าแมลง ผีเสื้อ ไปเชยชมบรรดาดอกไม้ที่สีสันสดใสส่งกลิ่นเกสรหอมหวาน เจ้าแมลงพวกนี้เป็นตัวช่วยขยายพันธุ์ชั้นดีเลยทีเดียว บรรยากาศร่มรื่น มีลมพัดโชยมาตลอดพัดเอาไอเย็นจากสระน้ำสีเขียวแกมฟ้ามากระทบกาย ให้ความรู้สึกสมกับเป็นฤดูร้อน แต่เขาก็ไม่เข้าใจเลยว่า คุณครูวินสตัน ที่มาสอนหนังสือให้แก่พวกเขานั้นจะหนาวเหน็บจนตัวสั่นอะไรนักหนา ถึงอากาศมันจะไม่ร้อนแต่มันก็ไม่ถึงขั้นหนาวจนสั่นเลยนี่นา มันเป็นสิ่งที่ขัดขวางในการเรียนหนังสือของแพมกับลิลลี่เสียจริง ดูจากมือบางของนักเรียนทั้งคู่ที่จับดินสอถ่านไว้มั่นแต่ไม่ได้ใช้เขียนมันลงกระดาษเลยแม้แต่นิด

"นี่คุณพ่อบ้าน! ช่วยเอาผ้าห่มมาให้ผมสักผืนสิ ไม่ดีกว่า สองผืนไปเลย!" วินสตันออกคำสั่งแก่ฮาร์วีที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สีหน้าบ่งบอกว่าไม่อยากที่จะคุยกับอีกฝ่ายเลยแต่มันช่วยไม่ได้

"นี่คุณป่วยหรือเปล่าขอรับ อากาศออกจะร้อนขนาดนี้ยังเอาผ้าห่ม" ฮาร์วีพูดเย้าแหย่คนที่ไม่ชอบหน้าเขา ขณะที่กำลังเสิร์ฟของว่างบนโต๊ะซึ่งเป็นคุกกี้กับชา

"ผมสั่ง! ทำไมคุณพ่อบ้านต้องหาเหตุผลอะไรกับผมตลอดเลยนะ อ้อ แล้วเลิกพูดสักทีนะไอ้คำสุภาพ ๆ แบบนั้นอ่ะ ฟังแล้วแขยง! อิ๊ว!" วินสตันสั่นตัวขยะแขยงประกอบคำพูด

อิ๊ว? แพมแอบยิ้มขำกับลิลลี่ ถ้าฮาร์วีเป็นคนที่พูดจาสุภาพอีกฝ่ายก็คงจะเป็นพวกสรรหาคำประหลาดพูดจาผิดแผลกล่ะมั้ง สรุปก็คือทั้งคู่ประหลาดพอกันเลยน่ะสิ!

"ครูวินส์ คุณจะสอนหนังสือให้มนุษย์ด้วยกันเข้าใจจริง ๆ หรือขอรับ แต่ละคำที่คุณพูดมามีแต่ประหลาด ๆ" ฮาร์วียังคงไม่เลิกก่อกวน

"ถ้าคุณยังไม่เลิกกวนประสาท แล้วยังไม่ไปเอาผ้าห่มมาให้ผมนะคุณพ่อบ้าน ผมจะไปฟ้องลอร์ดวอซลีเดี๋ยวนี้แหละ!" วินสตันขู่

ฟ้องเหรอ? ฟ้องกับลอร์ดมอร์ริสเนี่ยนะ แพมคิดว่าลอร์ดมอร์ริสคงไม่มาใส่ใจกับการทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องของคุณครูสอนหนังสือกับพ่อบ้านหนุ่มหรอก

"เลิกเทสักทีชาน่ะ มากี่ทีก็เสิร์ฟแต่ชา น่าเบื่อ!" วินสตันยังคงหาเรื่อง

"คุณก็ดื่มหมดไปสองเหยือกตลอด" ฮาร์วีพึมพำกับตัวเองแบบจงใจให้อีกฝ่ายได้ยินแบบชัดเต็มสองรูหู

"ว่าไงนะ! หนอยย ไอ้พ่อบ้านกวนประสาท พวกคุณเห็นใช่ไหม! ว่าเจ้านั่นจงใจกวนผม" วินสตันชี้นิ้วไปยังพ่อบ้านที่เดินหนีไปไกลแล้ว

"เอ่อ หนูว่า.." ลิลลี่พยายามจะแย้ง แต่ก็ถูกแพมแตะแขะใต้โต๊ะ เป็นนัยว่าให้เออออตามคนตัวเล็กไป "ใช่ค่ะ คุณฮาร์วีนี่แย่จริง ๆ"

"ใช่ไหมล่ะ! เอ๊ะ ผมว่าไอ้ใบชานี้รสชาติประหลาดมากเลย" วินสตันตักใบสีแดงในถ้วยชามาเคี้ยว ซึ่งมันคือกลีบกุหลาบไม่ใช่ใบชาแต่อย่างใด

"เอ่อ มันกินไม่ได้นะคะ..." ลิลลี่บอกเสียงเบา

"..." วินสตันอ้าปากค้างจนสิ่งที่เคี้ยวไหลย้อนลงมาที่ถ้วยดั่งเดิม

"..."

แพมเงียบ พร้อมส่ายหัวระอาไปมาเบา ๆ นี่หรือจะมาเป็นครูสอนหนังสือให้กับเขา อีกฝ่ายอายุอารามไปสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ทว่านิสัยค่อนข้างแปลก ไม่มีความสำรวมเท่าไหร่ดั่งคนอังกฤษเพราะว่าคุณครูวินสตันมาจากอเมริกาถึงแม้ลิลลี่จะยืนยันแล้วก็เถอะว่าครูวินสตันจะสอนเก่งมากแค่ไหน แต่ภาพตรงหน้าที่แพมเห็นมันช่างไม่เหมือนกับที่คิดไว้เสียเลย

จะรอดไหมเนี่ย...



"วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ คุณแพมนี่หัวไวมากเลยนะ เผลอแปปเดียวก็ทันลิลลี่แล้ว"

วินสตันเก็บตำราเล่มหนาเตอะใส่ถุงผ้า เอ่ยปากชมนักเรียนหน้าใหม่ที่ตอนเรียนดูจะตื่นเต้นและตั้งใจมาก ซ้ำยังเรียบร้อยไม่ต่อปากต่อคำจนเขาอาย อีกฝ่ายตั้งใจมากเสียจนไม่แม้แต่จะแตะอาหารที่แม่บ้านและพ่อบ้านกวนประสาทมาเสิร์ฟเลยแม้แต่นิดเดียว จนโดนแม่บ้านร่างท้วมที่ชื่อแครอไลน์มาเอ็ดเสียยกใหญ่

"อยู่ทานมื้อเย็นกันไหมครับ" แพมเอ่ยถามวินสตัน

"โอ้ว ไม่ล่ะ ขอบใจมาก พอดีฉันกินมื้อเย็นตอนค่ำ ๆ น่ะนะ" วินสตันโบกมือปฏิเสธ

"ขอบคุณนะครับ แล้วพรุ่งนี้ครูวินส์จะมาอีกไหม?" แพมถามอย่างเสียดาย

แพมยังอยากที่จะเรียนต่อ เขาสามารถอ่านและเขียนคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันค่อนข้างเยอะหลังเรียนสระและพยัญชนะ ค่อนข้างโชคดีที่เขาเคยรู้พื้นฐานเรื่องนี้มาก่อนตอนไปเป็นข้ารับใช้เศรษฐีที่มีลูก ๆ เรียนหนังสือให้เขาเห็น แต่ตอนนั้นเขาก็จำมาแบบไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจดีแล้ว ไม่ใช่เพราะเขาหัวดี เขาแค่ความจำดีเท่านั้นเอง

"ผมจะมาวันเว้นวันจนกว่าจะสอนจบ แล้วเจอกันวันมะรืนนะครับคุณทั้งสอง" วินสตันยิ้มตอบ

"ครูวินส์จะกลับยังไงเหรอคะ" ลิลลี่ถามเสียงเบา

"เดี๋ยวคงจะให้เอ็ดเวิร์ดไปส่งเหมือนเดิม" วินสตันตอบเด็กสาวน่าตาน่าเอ็นดู

"เสียใจด้วยนะขอรับคุณครูวินส์ เผอิญเอ็ดเวิร์ดติดภารกิจให้ลอร์ดมอร์ริส จึงเป็นหน้าที่กระผมเองที่จะไปส่งคุณ" ฮาร์วีที่มาเมื่อไหร่ไม่รู้ ก้มลงกระซิบที่ข้างหูครูตัวเล็ก

"ฉันเปลี่ยนใจแล้วล่ะคุณนักเรียนทั้งสอง ฉันจะเดินกลับ ไปก่อนนะเด็ก ๆ" วินสตันไม่สนฮาร์วี แล้วเดินออกมาจากตรงนั้น แพมกับลิลลี่ทำหน้างุนงงแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

"ไม่ได้หรอกครับคุณครูวินส์ นี่เป็นคำสั่งของนายท่าน" ฮาร์เดินตามมาตัดหน้า

"อ๋อ พอดีผมเกรงใจมากเลย ๆ และขอบจิตขอบใจเป็นอย่างสูงที่กรุณาจะไปส่งนะ..ขอรับ!" วินสตันประชดประชัน

"เฮ้อ คนอเมริกันนี่หน้าหวานแต่พูดมาก ขี้ประชด เหมือนคุณทุกคนหรือเปล่าขอรับ" ฮาร์วีถามเสียงเนือย ทำเป็นยกมือกุมขมับ

"เหอะ ผมขี้เกียจที่จะเถียงกับคุณแล้ว บ้านผมอยู่ใกล้ ๆ ไม่ต้องไปส่ง!" วินสตันส่ายหัว ผลักพ่อบ้านชายตัวสูงให้หลีกทาง แต่ก็แทบหงายหลังเพราะโดนเจ้าพ่อบ้านคนเดิมดึงข้อศอกไว้ เสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนกระซิบเบา ๆ ที่ข้างใบหูแดง

"ไม่ต้องเกรงใจหรอกขอรับ ต่อให้ต้องส่งถึงห้องหรือถึงเตียงกระผมก็ยินดี"



ในห้องอาหารจัดแต่งเรียบหรูโทนสีน้ำตาลแก่ มีดอกไม้ประดับตามมุมห้องและมุมหน้าต่างเข้ากับเฟอร์นิเจอร์การตกแต่ง ตรงกลางมีโต๊ะอาหารตัวยาวพอสำหรับเลี้ยงแขกเป็นสิบคน ที่หัวโต๊ะด้านหนึ่งมีคนจับจองที่นั่งอยู่รอเวลาอาหารเย็นที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่นาทีซึ่งก็คือสมาชิกใหม่ของบ้านวอซลี...ก็คือแพมนั่นเอง ที่ด้านข้างของแพมคือพ่อบ้านฮาร์วีที่ยืนอยู่ไม่ห่าง เป็นเป้านิ่งให้แพมได้ทำหน้ามีคำถามจดจ้องสำรวจใบหน้าของพ่อบ้านอย่างไม่ลดละ

"คุณฮาร์วี หน้าคุณมันดูแดง ๆ บวม ๆ นะครับ"

แพมถามพ่อบ้านฮาร์วีที่ยืนยิ้มอ่อนอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าซีกซ้ายแดงเป็นปื้นแถมยังบวมเล็กน้อยด้วย เป็นเพราะมองจากด้านหน้าแล้ว ใบหน้าทั้งสองข้างมันไม่เท่ากันถึงจะต้องสังเกตให้ดีก็เถอะ

"เหมือนจะเจ็บด้วยนะครับเนี่ย" แพมถามอย่างเป็นห่วง ก่อนหน้านี้ยังปกติดีอยู่เลย แต่หลังจากที่ไปส่งคุณครูวินสตันก็เป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว ทั้งคู่ก็ดูไม่ถูกคอกัน...ทะเลาะกันหรือเปล่านะ

"ไม่เจ็บหรอกขอรับ ตรงนี้...พอดีโดนแตนต่อย" ฮาร์วีตอบ ใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุขเหมือนไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่บอก

"หรือครับ..แต่ผมเคยโดนผึ้งต่อย ผึ้งตัวเท่านิ้วโป้งเลยนะครับ! เจ็บมาก ๆ เลย ผมขอดูหน่อยนะ" แพมพูดพร้อมทำหน้าหวาดผวา พยายามที่จะใช้มือไปสัมผัสใบหน้านั้น

"ถ้าแตะแม้แต่ปลายเล็บ หน้ามันจะไม่ใช่แค่บวม"

เสียงทุ้มเข้มดังกังวานไปทั่วห้องอาหาร แพมรีบหดมือกลับอย่างตกใจในขณะที่ฮาร์วีถอยหลังกรูดออกไปห่างจากตัวเขาแต่ไม่ใช่เพราะตกใจ เป็นเพราะกลัวหน้าตัวเองจะไม่ใช่แค่บวมจริง ๆ ตามที่เจ้าของบ้านบอก

มอร์ริสนั่งลงประจำตำแหน่งที่หัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับแพม หลังจากนั้นบรรดาอาหารก็นำมาวางอยู่ตรงหน้าทั้งคู่ทีละอย่างจนจากที่มันน้อยกลายเป็นเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะของแพมที่ดูจะเน้นไปทางแป้งและเนื้อสัตว์เป็นพิเศษและมีจำนวนเยอะพอ ๆ กันกับร่างสูง แต่ปกติแล้วนั้นแพมจะได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเพราะเขาตัวเล็กกว่า

"วันนี้อาหารของผมมันเยอะเกินไปหรือเปล่าครับ" แพมหันหน้าไปถามแครอไลน์ที่กำลังเทน้ำดื่มใส่แก้วให้เขาอย่างสำรวม

"คุณต้องกินเยอะ ๆ นะคะตามที่คุณท่านสั่งมา แต่รสชาติมันละมุนละไมมากกว่าปกติเลยนะคะ รับรองว่าคุณแพมจะต้องทานได้จนหมด เพราะป้าน่ะไปขอสูตรจากเพื่อนป้าในเมืองมา สูตรดีสำหรับคนป่วย ขนาดคนตายยังอยากลุกขึ้นมากิ..."

"แครอไลน์" เสียงทุ้มเข้มขัดจังหวะ

แครอไลน์หุบปากฉับยิ้มแหยให้เจ้าของบ้าน ก่อนจะหันมาขยิบตาให้แพมหนึ่งทีแล้วเดินกลับไป แพมแอบหันไปสบกับตาสีเขียวแกมฟ้าประกายสักครู่ แล้วมาสนใจอาหารตรงหน้าตัวเอง แพมจิ้มเนื้อสะโพกไก่ราดซอสหมักส่งกลิ่นหอมกรุ่นแล้วนำมันเข้าปาก ใช้ลิ้นดุนรับรสชาติของมันอย่างหลงใหล รสชาติมันดีมากจนเขาเผลอส่งเสียงพอใจในลำคอออกมาเบา ๆ อดใจไม่ไหวที่จะจิ้มขึ้นกินมาอีกชิ้น ใบหน้าพริ้มยิ้มหวานออกมาถูกใจ ชื่นชมแครอไลน์ในใจไม่หยุด เธอเป็นคนที่เก่งมากจริง ๆ ที่รังสรรค์อาหารรสชาติสวรรค์นี้ออกมาได้ ถึงแม้จะเป็นสูตรของคนอื่นก็เถอะ

ทุกอากัปกิริยาอยู่ในสายตาของคนร่วมโต๊ะทั้งสิ้น ร่างโปร่งกำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย อาหารหลายอย่างถูกส่งเข้าปากไปคำแล้วคำเล่า แก้มตุ่ยเคี้ยวหมุบหมับชวนดูน่ารับประทาน ในขณะที่มอร์ริสเองรู้สึกเฉย ๆ กับมันแต่น่าแปลกที่กินไปแล้วมองคนฝั่งตรงข้ามไป รสชาติมันหวานกลมกล่อมยิ่งกว่าเดิม ยิ่งกว่าไวน์แดงที่เขายกจิบเสียอีก

มอร์ริสเกิดความสงสัย เมื่อแพมอยู่กับเขาทำไมถึงไม่ทำหน้าตามีความสุขแบบนี้บ้างนะ เอาแต่ทำหน้ากังวล หวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา...หรือเขาจะน่ากลัวจริง ๆ สิ่งที่ดูผิดตาไปเล็กน้อย ถึงจะเห็นเป็นครั้งคราว แต่เขากับร่างโปร่งก็ไม่ค่อยจะได้มาพบปะกันเท่าที่ควรเพราะเขาก็มีงานอีกฝ่ายก็หลีกเลี่ยงที่จะเจอเขา ดังนั้นทรงผมที่ถูกตัดให้สั้นลงจึงดูไม่คุ้นตา กรอบหน้าเห็นได้ชัดขึ้น คอยาวไม่มีเส้นผมมาประปรายให้ดูน่ารำคาญ จากที่มันยาวเกือบถึงบ่าตอนนี้ถูกตัดให้สั้นเพียงใบหู ดูสะอาดสะอ้านขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

"ทรงผมดูดีนะ" มอร์ริสทัก

แพมหยุดกิน ใช้มือจับที่บ่าด้วยความเคยชินทันทีที่มอร์ริสพูดจบ แต่ตรงบ่าไม่ได้มีปลายผมหยาบของเขาอย่างที่เคยมีอีกแล้ว มือบางจึงเลื่อนขึ้นไปจับผมนุ่มที่สั้นลงไร้ผมแตกปลาย มีเพียงผมสุขภาพดีที่มีนำมันจากหนังศีรษะมาหล่อเลี้ยง แพมพยักหัวรับเบา ๆ

"ครับ คุณฮาร์วีตัดให้เมื่อวาน ไม่คิดเหมือนกันว่าจะดูดีขนาดนี้" แพมชำเลืองตามองพ่อบ้านคนเก่งเล็กน้อย

"อืม แต่ยังขาดการบำรุงอยู่นะ เดี๋ยวจะให้แครอไลน์จัดการเรื่องอาบน้ำให้" มอร์ริสบอกอย่างเอาแต่ใจ

"เอ๋ ไม่ดีกว่าครับ ผมอาบเองได้!" แพมสะดุ้ง รีบปฏิเสธเสียงแข็ง

"แล้วจะใช้เป็นหรือไง เครื่องบำรุงน่ะ" มอร์ริสวางซ่อม เอามือเท้าคางมอง

"เดี๋ยวให้ป้าแคร์บอกวิธีใช้ก็ได้ครับ" แพมรีบตอบ

มอร์ริสไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ทำหน้าราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างที่แพมเองก็รู้สึกไม่ดี แต่ก็โล่งอกเมื่อมอร์ริสยอมลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าต่อ

"เสร็จจากตรงนี้ ไปหาฉันที่ห้อง" มอร์ริสบอกเสียงเรียบ และไม่มีเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น

แพมอยากจะถามเสียเหลือเกินว่าจะให้เขาไปทำไม มีเรื่องอะไร? แต่ก็นึกได้ว่าเขาไม่ได้มีสิทธิ์ถามหาเหตุผลเหล่านั้น ทำได้เพียงตอบรับเบา ๆ

"ครับ..."

(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
แพมยืนกระสับกระส่ายตัวร้อนรุ่มอยู่ที่หน้าห้องที่เขาจดจำมันได้เป็นอย่างดี และไม่ได้มีความทรงจำดี ๆ กับห้องนี้เลยแม้แต่นิด นี่คือห้องของขุนนางขั้นสูงผู้เป็นเจ้าของบ้าน ห้องของมอร์ริส

ก๊อก ๆ ๆ  แพมเคาะประตูเบาหลังจากยืนทำใจมาเป็นเวลานาน แต่ก็ไร้เสียงตอบรับจากคนภายในห้อง เขาจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปช้า ๆ กลิ่นกายหอมอ่อนโยนลอยเตะจมูก

เสียงน้ำไหลดังออกมาจากห้องน้ำที่อยู่ด้านในตัวห้อง บ่งบอกว่าตอนนี้เจ้าของห้องกำลังจัดการธุรส่วนตัวอยู่ แพมใช้โอกาสนี้สำรวจห้องนอนอีกครั้ง การจัดวางที่เน้นความกว้าง พื้นที่เหลือเยอะ มีห้องน้ำในตัวห้องนอน ซึ่งไม่มีใครทำมาก่อน มอร์ริสเป็นผู้ที่แตกต่างจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง ทั้งคำพูด มนุษยสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต แพมเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้งเพื่อหาต้นตอของกลิ่นน้ำหอมที่มอร์ริสใช้ แต่ก็ทีเพียงแป้ง หวี และเครื่องใช้สำหรับผู้ชาย

"สำรวจเสร็จหรือยัง หืม" เสียงทุ้มกระซิบที่ข้างหู พร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงที่โอบแพมจากด้านหลังคล้ำกับโต๊ะเครื่องแป้งไว้

"อ๊ะ คุณมาเงียบ ๆ อีกแล้ว" แพมตกใจ ทำตัวลีบเล็กเมื่ออยู่ในวงแขนที่มีมัดกล้าม รับรู้และสัมผัสถึงกายเย็นผ่านน้ำมาหมาด ๆ และกลิ่รหอมของสบู่

"ฉันก็ออกมาปกติ มีแต่เธอที่ไม่ใส่ใจอะไรรอบข้าง" มอร์ริสพูดเสียงเบา จดจ้องใบหน้าใสผ่านกระจกสะท้อน แล้วกล่าวต่อ "ก็ดีเหมือนกัน ฉันถึงได้รู้ว่ากำลังมีคนอยากรู้อยากเห็นเรื่องของฉัน"

"ช่วยหลบไปก่อนได้ไหมครับ" แพมหันหน้าหนีกระจกที่มีมอร์ริสจ้องมาไม่ลดละ

"เธอหาอะไรอยู่?" มอร์ริสก้มลงต่ำมองเสี้ยวหน้าคนเขินอายใต้วงแขน เขาสังเกตตั้งแต่ออกมาจากห้องน้ำ แพมกำลังจับสิ่งของยกดูและดม ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ตัวเองก็จะวางไว้ที่เดิม ไม่ได้สังเกตเห็นเขาที่ออกมาแม้แต่นิด

"ผมเปล่า...อ่ะ!" แพมปฏิเสธ แต่ก็ตกใจเมื่อมอร์ริสกดจมูกลงมาที่แก้มเขาแน่นแล้วหอมดังฟอด แพมยกมือขึ้นมาจับอย่างตกใจ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อไปกว่าเดิม

"ฉันถาม...ว่าหาอะไร" มอร์ริสย้ำอีกครั้ง เลียริมฝีปากเบา ๆ เมื่อร่างโปร่งยังไม่ตอบ จึงก้มหน้าเข้าไปใกล้

"ผมแค่อยากรู้ว่าคุณใช้น้ำหอมอะไร!" แพมรีบตะโกนบอกอย่างรวดเร็วก่อนที่มอร์ริสตะเคลื่อนหน้ามาใกล้กันกว่าเดิม

"น้ำหอม? ฉันเกลียดน้ำหอม" มอร์ริสเลิกคิ้วทวนคำ

ชีวิตประจำวันของมอร์ริสอยู่ไปกับพรรณไม้ ดอกไม้ที่ส่งกลิ่นเกินกว่าครึ่งวัน เขาคงแขยงไปกว่าเดิมเมื่อจะต้องใช้สิ่งที่ยิ่งเข้ามาเติมความฉุนให้แก่เขา โดยเฉพาะน้ำหอม...

"ไม่จริง คุณใช้น้ำหอม..กลิ่นเดิม ๆ ผมได้กลิ่นจากตัวคุณมาตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ในระยะสองเมตร ตั้งแต่วันแรก..ที่เราพบกัน"

แพมหันตัวมาประชันหน้าเถียงสุดชีวิต และเสียงอ่อนลงในตอนท้ายเมื่อรู้ตัวว่าเขากับมอร์ริสอยู่ชิดกันแค่ไหน ใบหน้าหล่อเหลาพราวด้วยหยดน้ำ เส้นผมตกลงมาปรกหน้าผากจากปกติที่ถูกเซตไว้จนดูเนียบ ใบหน้าอ่อนเยาว์ลงไปเป็นสิบปี ร่างสูงมีแค่ผ้าขนหนูผืนสั้นเพียงคืบปิดช่วงล่างเอาไว้ และเขาเผลอมองมัน ซึ่งมันไม่ช่วยปิด 'อะไร' ที่หลับอยู่ใต้ผืนผ้าแต่นูนเด่นเห็นได้ชัด

"หืม..." มอร์ริสเชยคางมนขึ้น บังคับไม่ให้มองช่วงล่างที่ยิ่งใหญ่ของเขา "ได้กลิ่นตัวฉันตั้งแต่วันแรก? น่าดีใจที่จำได้"

"ผม..จำได้" แพมตอบรับ

"กวางน้อยในมือถือแปรงขัดรองเท้าที่โดนข่มเหงโดยโสเภณีชั้นต่ำ ไม่คิดสู้ แต่สายตากลับดื้อรั้นอยากจะเอาคืนอยู่ลึก ๆ ฉันเห็น...แม้เธอจะเอาแต่ก้มหน้าก็ตาม" มอร์ริสทวนความหลัง จนลืมไปแล้วว่าประเด็นก่อนหน้านี้ที่คุยกันคือเรื่องอะไร แต่เมื่อเรื่องใหม่ที่กำลังคุยมันน่าสนใจมากกว่า เรื่องเก่าก็เก็บไว้ก่อนแล้วกัน

จะว่าไป..เขาก็มี 'ชิ้นส่วน' ของยัยโสเภณีนั่น เขาดองไว้รวมกับโหลดองสัตว์และพืชทดลอง และยังมีของคนขับม้าผู้โง่บรมด้วยอีกหนึ่ง ไหน ๆ แล้วในเมื่อที่บ้านมีสัตว์เลี้ยงหน้าใหม่อย่างเจ้านกแก้วหน้าโง่ เอาไปให้มันกินก็แล้วกัน...ต้องให้ฮาร์วีรีบจัดการ

"แต่ผมไม่เคียดแค้นเธอแล้ว..สักนิดก็ไม่ เธอน่าสงสาร เพียงแค่เธอต้องการความรักความเอ็นดูจากคุณนายเพนนี ที่ซื้อเธอมา..." แพมตอบเสียงเบา คิดถึงใบหน้างดงามแต่งเติมเครื่องสำอางสีจัดของหญิงสาวที่เคยทำร้ายเขา

"แล้วเธอล่ะ...แพม อยากให้ฉัน 'รัก' และ 'เอ็นดู' ในฐานะคนที่ซื้อเธอมาเหมือนกันไหม" มอร์ริสกดปลายจมูกกับกลุ่มผมนิ่ม

แพมนิ่งงันกับคำถามนั้นไปพักใหญ่ ก่อนจะดันตัวมอร์ริสออกห่าง มองอีกฝ่ายที่ยังคงยืนหันหน้าเข้าหากระจกสบตากับเขาผ่านเงาสะท้อน ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งเดาความคิดไม่ได้ และไม่ได้คะยั้นคะยอถามเอาคำตอบจากเขา

"คุณเรียกผมมา...มีอะไรหรือเปล่าครับ" แพมเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย

มอร์ริสหันมามองเขาซึ่งหน้าทั้งที่ตัวเองยังอยู่ใรสภาพล่อแหลม ไม่รู้ว่าไอ้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่เลยต้นขามาหน่อยเดียวนั่นจะหลุดออกตอนไหน ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาชิดเขาเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันเขาก็ถอยหลังหนีเช่นกัน

"ฉันรู้สึกเมื่อย" มอร์ริสพูด บิดคอไปด้านหลังจนเกิดเสียงเส้นเอ็นที่แข็งเกร็งบิดตัวเบา ๆ เขาไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ทำงานหนักมาตลอดหลายสัปดาห์ ไหนยังต้องเดินทางไกล ความเหนื่อยล้าก็สะสมจนเกิดอาการปวดเมื่อยจนทนไม่ไหว แพมถอนหายใจโล่งอก

"อ๋อ งั้นเดี๋ยวผมไปบอกคุณฮาร์วีให้นะครับ" แพมบอก ยิ้มรับบาง ๆ

"ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่ามันเป็นหน้าที่เธอ" มอร์ริสเอียงคอ บอกเสียงเรียบ

"...เข้าใจแล้วครับ เอ่อ ต้องใช้น้ำมันนวดไหมครับ"  แพมถามเสียงไม่มั่นใจ เขาไม่เคยนวดมาก่อนนี่นา

"เดี๋ยวแครอไลน์จะเอามาให้ แต่ตอนนี้หาเสื้อผ้ามาให้ฉันสวมก่อนดีไหม" มอร์ริสแสยะยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะก้มกระซิบที่ข้างหู "หรือชอบมองที่เป็นแบบนี้...มองบ่อย ๆ ความอดทนฉันก็คงหมดเหมือนกัน"

"ครับ ๆ เดี๋ยวจะหาให้เดี๋ยวนี้เลยครับลอร์ดมอร์ริส" แพมรีบดันตัวมอร์ริสออกอย่างรวดเร็ว วิ่งไปเปิดตู้ที่ด้านข้าง หาตู้เสื้อผ้าจ้าละหวั่น

"ฉันจะไปรอที่ระเบียง" มอร์ริสพูดแค่นั้นแล้วเดินออกไป

"ระเบียง?" แพมพึมพำ ชะโงกหน้าออกไปดูที่ระเบียงดอกไม้ มีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งที่ระเบียง กลางโต๊ะมีแสงไฟจากเทียนส่องให้แสงสลัว ขวดไวน์หมักราคาแพงวางอยู่บนนั้นหนึ่งขวดพร้อมแก้วทรงป้อม คู่กับกาน้ำร้อนที่มีผงชากุหลาบส่งกลิ่นหอมอยู่ด้านใน มอร์ริสเดินโทง ๆ ไปนั่งชมวิวทั้งแบบนั้น เทไวน์ใส่แก้วบริการให้ตัวเอง

"ดึกแบบนี้ยังจะดื่มอยู่อีก..ขี้เมาจริง ๆ" แพมเแอบนินทา

มือบางเลือกเสื้อแขนยาวตัวหนากับกางเกงขายาวมาชุดหนึ่งที่สีเข้ากันแล้วเดินไปหามอร์ริสที่ระเบียง ก่อนจะชูให้อีกฝ่ายดู มอร์ริสขมวดคิ้วมองสิ่งที่อยู่ในมือเขา เสื้อแขนยาวสีเขียวอ่อนกับกางเกงขายาวที่เหลืองทองเหลือบมันวาว

"เอามันไปทิ้ง ไม่ยักรู้ฉันมีเสื้ออุบาทว์แบบนี้!" มอร์ริสบอกหัวเสีย เมินหน้าหนีราวกับรับไม่ได้

แพมอ้าปากเหวอมองเสื้อผ้าที่เขาเลือกในมือ นี่เขาเลือกสีที่ตัวเองชอบมาเลยนะ คิดว่ามอร์ริสก็จะชอบเหมือนกัน แต่แพมก็ต้องเดินกลับไปเลือกใหม่ คราวนี้เขาหยิบสีที่มอร์ริสมักจะใส่บ่อย ๆ ออกมา ไม่สีขาวก็สีดำ เมื่อเลือกชุดนอนที่ดูเรียบง่ายได้แล้วเขาก็เดินกลับไปที่เดิมแล้วคลี่มันออกให้อีกฝ่ายดู

"หนาไป ร้อน" มอร์ริสตอบสั้น ๆ

"คุณมอร์ริส ตอนกลางคืนอากาศมันเย็นนะครับ!"

แพมเตือนอย่างตกใจ สองมือที่ถือเสื้อกับกางเกงไว้อย่างละข้างถูกทิ้งลงข้างตัว แต่อีกฝ่ายก็ไม่แม้แต่จะหันมาต่อคำกับเขา แพมจึงจำต้องกลับไปที่มุมเดิมอีกครั้ง หยิบเสื้อผ้าที่บางที่สุดออกมาแล้วเดินกลับมาให้เจ้านายผู้เรื่องมากในการแต่งกายดู ผ้าบางจนจะเห็นอะไรต่อมิอะไร มอร์ริสคงปฏิเสธไม่ได้อีก

"เอาเสื้อไปเก็บ ฉันขอเป็นกางเกงขาสั้น" มอร์ริสจ้องหน้าแพม ยกไวน์ขึ้นจิบช้า ๆ

"ครับ!" แพมขานรับอย่างหงุดหงิด

ปึ้ง!

"นี่ครับ ลอร์ดวอซลี" แพมพูดประชด

มอร์ริสมองกางเกงขาสั้นผ้ามันที่ถูกวางแรงบนโต๊ะไวน์ เขาหยิบมันแล้วลุกขึ้นสายตายังจดจ้องไปยังคนที่นำมาให้ ร่างโปร่งบางถอยหลังเล็กน้อยมองอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่จะเบิกตาโพลงตกอกตกใจเมื่อมอร์ริสปลดผ้าขนหนูออกจากสะโพก มันเลื่อนตกลงไปที่พื้นราวกับภาพถูกทำให้ช้าลงในสายตาแพม ตอนนี้ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าโดยสมบูรณ์แบบ ไม่มีปราการใดมาปิดบังส่วนสำคัญที่ยังไม่พร้อมจะออกรบเพราะความเหนื่อยล้า แต่ยังคงความใหญ่โตน่าเกรงขามเอาไว้ มอร์ริสหยิบกางเกงตัวนั้นมาใส่แล้วนั่งลงที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"คุณมอร์ริส เมื่อกี้คุณเพิ่งแก้ผ้าที่ระเบียง...ระเบียง! ต่อหน้าผมนะครับ" แพมพูดเสียงสั่น

"ทำเป็นไม่เคยเห็น เธอควรชินกับมันให้มากกวานี้" มอร์ริสตอบกลับผิดประเด็น

"มานวดสักที" มอร์ริสออกคำสั่ง

"แต่น้ำมันยังไม่มาเลยนะครับ" แพมท้วง

"จะให้ฉันดื่มไวน์ทั้งที่จมูกได้กลิ่นน้ำมันสมุนไพรเหม็น ๆ หรืออย่างไร" มอร์ริสบอก แค่กลิ่นดอกไม้ไล่ยุงพวกนี้เขาก็เอียนจะแย่

แพมเดินไปที่ด้านหลังของมอร์ริส วางมือบนไหล่เปลือยอุ่น บีบเค้นไปบนกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งหวังให้มันคลาย เขาคิดว่าเขาคงออกแรงน้อยเกินไปดูจากสีหน้าที่เฉยเมยนั่นแล้ว จึงออกแรงเพิ่มเข้าไปอีกจนมอร์ริสครางพอใจในลำคอ กดนิ้วไปตามร่องกล้ามเนื้อ บริเวณไหนที่แพมเคยปวด เขาก็นวดตรงนั้นให้แก่มอร์ริส

"ปกติใครนวดให้คุณครับ ลอร์ดมอร์ริส" แพมถามเสียงเบา สายตาเหม่อมองพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าที่มืดมิด

"คนที่คอยมาปรนนิบัติฉันในยามที่มีความต้องการ ฉันไม่เคยบอกให้พวกมันทำ แต่พวกมันเกินหน้าที่กันเอง ซึ่งก็ไม่ได้แย่อะไร" มอร์ริสดื่มไวน์จนหมดแก้วแล้ววางไว้บนโต๊ะ

คู่นอนสินะ...แพมจับขวดไวน์มาเทเพิ่มให้มอร์ริสจนมันเต็ม

ไม่มีศิลปะในการเทเลย...มอร์ริสขมวดคิ้วมองแก้วไวน์ที่เต็มไปด้วยน้ำเมาหมักถึงปากแก้ว เขาแสยะยิ้มออกมา แต่เผลอส่งเสียงขำออกมาด้วยอย่างไม่รู้ตัว

"คุณน่าจะ...ยิ้มบ่อย ๆ ขำบ่อย ๆ แบบนั้นด้วย" แพมบอกเสียงเบาเพราะกลัวมอร์ริสจะโกรธ

"ฉันไม่ได้ขำ" มอร์ริสจ้องตา ตอบเสียงเข้ม

"เอ่อ คุณก็พูดเยอะนะครับ ทำไมคนถึงบอกว่าคุณไม่ค่อยชอบพูดกัน" แพมถามสงสัย

"ไม่รู้สิ" มอร์ริสตอบ

"ผมไม่เห็นคุณพาใครมาสักพักแล้ว วันนี้พวกเธอจะมาหรือเปล่าครับ" แพมถามคำถามไปเรื่อยเปื่อย และสงสัยด้วยเป็นนิจ

มือบางบีบนวดหยุดชะงักเมื่อฝ่ามืออุ่นเนียนนุ่มของมอร์ริสทาบทับลงมาแล้วดึงดันบังคับ แพมเดินไปตามแรงดึงจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูงที่นั่งเงยหน้ามองเขา แววตาสีประหลาดจ้องตอบกับมาวาววับจนน่าอึดอัด แพมพยายามแกะมือเหนียวหนึบนั่นออกเมื่อเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย

"อ่ะ! คุณมอร์ริส!" แพมตะโกนร้องตกใจ

ร่างโปร่งของแพมถูกกระชากให้นั่งทับลงไปบนตักอุ่นของมอร์ริส เอวเขาถูกล็อกไว้ด้วยสองแขนกำยำ แพมเริ่มดิ้นหายใจหอบรัวนึกถึงเหตุการณ์ที่แสนเจ็บปวดในค่ำคืนนั้น เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ สะโพกผอมบางที่บดขยี้บนตักแกร่งทำให้บางอย่างที่แน่นิ่งเริ่มแข็งขืนลุกชันขึ้นมาทีละนิดจนมันดุนดันสะโพกของคนที่กำลังตื่นกลัว แต่ก็ใช้เป็นการขู่ได้ดีว่าแพมควรหยุดนิ่งอยู่เฉย ๆ

"ชู่ว นิ่ง ๆ สิ" มอร์ริสกัดปากระงับอารมณ์ แล้วตอบคำถามที่ร่างโปร่งถามก่อนหน้านั้น

"จะไม่มีใครมาที่นี่ เพราะเธออยู่ตรงนี้" มอร์ริสกระซิบตอบ อีกเหตุผลหนึ่งคือเขาเหนื่อยเกินไปที่จะออกแรง เขาไม่ได้อายุน้อย ๆ แล้ว

"แต่...ผมไม่อยากทำ" แพมจิกนิ้วที่หน้าขาตัวเอง การกระทำที่มักทำอยู่เสมอยามที่เครียด

"เมื่อไหร่จะยอม ฉันไม่ใจดีตลอด" มอร์ริสกระซิบข้างหู

ประโยคนั้นราวกับไม่ใช่คำถาม เหมือนคำบอกเล่ากราย ๆ ว่ายังไงแพมก็ต้องทำสิ่งนั้นอีก ในสักวัน

"แล้วถ้าผมยอมจนคุณเบื่อ...คุณจะทิ้งผมไหม" แพมถามเสียงสั่น

เขาจะโดนไล่ให้ไปจากที่นี่...

โดนเอาไปขายต่อให้คนอื่น...

เป็นของคนอื่น...

มอร์ริสไม่ตอบ ใช้ฝ่ามือหนาจับศีรษะคนบนตักให้หันกลับมารับจูบบางเบาของเขา มอร์ริสอ่อนโยนได้เสมอ ยกเว้นตอนอยู่บนเตียง...

แพมตาโตขึ้นเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบเป็นการกระทำแบบนี้ และไม่รู้ด้วยว่ามันหมายถึงอะไร แพมผละออกมาแล้วบอกมอร์ริสเสียงเบา

"ระเบียง..จะมีคนมาเห็นนะคระ..อื้อ"

ไม่ทันได้พูดจบเขาก็ถูกยึดครองริมฝีปากเล็กอีกครั้ง มอร์ริสขบเม้มริมฝีปากล่างของเขาเบา ๆ ใช้ลิ้นร้อนเลียที่ด้านในให้เผยอริมฝีปากออก ร่างสูงส่งลิ้นที่เครือบไวน์หมักรสหวานเขาไปในโพรงปากเล็กแบ่งปันรสความมึนเมา ร่างโปร่งบางไร้การขัดขืน ตอบสนองด้วยความเคยชินแม้จะเงอะงะไม่มีความเชี่ยวชาญ ลิ้นที่กระทบกันก่อให้เกิดเสียงของเหลวฟังดูลามกดังขึ้น มอร์ริสเลื่อนมือใต้เสื้อตัวโปร่งไล้ไปตามผิวกายเนียน หยุดอยู่ที่ยอดอกชูชัน กดนิ้วลงไปที่ยอดของมันจนแข็งขืน

"อื้อออ เดี๋ยว..อ่ะ" แพมผละริมฝีปาก ครางออกมาอย่างเสียสะท้าน

ก๊อก ๆ ๆ

พรวด!

แพมลุกพรวดจากตักกว้างด้วยความตกใจ มองไปที่ประตูห้อง ที่หน้าห้องนั้นมีคนมาเคาะประตูเรียก

"ป้าแคร์น่าจะมาแล้วครับ"

แพมพูดลิ้นพัน รีบเดินไปที่ประตู ไม่วายได้ยินเสียงมอร์ริสจิ๊ปากเบา ๆ ร่างโปร่งบางตั้งสติทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุดก่อนจะเปิดประตู

"เอ๊ะ!?" เสียงใสอุทานทันทีที่เห็นหน้าเขา

แพมทำหน้ามึนงงมองหญิงสาวหน้าตาอิ่มเอิบ ใบหน้าขาวผ่อง ปากแดงจัดเป็นสีเลือดที่มุมปากนั้นเองมีไฝเม็ดเล็กเป็นจุดสนใจ ผมสีบรอนซ์ทองถูกจัดทรงสำเร็จเป็นลอนใหญ่ รูปร่างสมส่วน ไม่สิ...ออกไปทางอวบเล็กน้อย อยู่ในชุดสีแดงจัดพอ ๆ กับสีลิปสติกเปิดไหล่แหวกอกกว้างจนสองเต้าใหญ่นั้นบดเบียดแทบล้นทะลักออกมาด้านนอก กระโปรงบานเป็นพุ่มใหญ่ยาวเท่าหัวเข่าตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้ลายสวย

เธอไม่ใช่แครอไลน์ เพราะว่าแครอไลน์ยืนถือถาดน้ำมันนวดทำหน้าเจื่อนอยู่ด้านหลังเธอ

"แกเป็นใครน่ะ" เสียงสูงแหลมเอ่ยถาม ชี้นิ้วมายังแพม

"คือผม.."

"คนใช้สินะ หลบไปสิ ฉันจะเข้าไปหาลอร์ดวอซลี ท่านคงจะต้องการฉันมากแน่ ๆ " หญิงสาวความมั่นใจสูง ปราดเปรียวบอก พยายามแทรกตัวเข้าไปที่ด้านใน

"ไม่ได้นะครับ ตอนนี้ลอร์ดมอร์ริสเพลียจากงานมาก" แพมห้ามปรามอย่างไม่รู้ตัว

"แกจะมารู้ดีได้ยังไงว่าท่านต้องการอะไร! หลบไป!" หญิงสาวจ้องชายผอมแห้งเขม็ง ก่อนจะทำหน้ารับรู้บางอย่างได้ "อ๋อ คงเป็นคู่นอนอีกคนของลอร์ดวอซลีสินะ ขอโทษที วันนี้มันคิวฉันย่ะ!"

"มีอะไร" เสียงทุ้มเข้มดังท่ามกลางเสียงแหลมปรีดของเธอ

"ลอร์ดคะ เดี๋ยวนี้ไม่ติดต่อหาบริน่าเลยนะคะ" หญิงสาวพุ่งตรงเข้าไปซบอกแกร่ง เอาสองเต้าใหญ่โตเบียดท่อนแขนแข็งแรงอย่างเชิญชวน

"คือ คุณผู้หญิงคนนี้จะขอพบคุณน่ะครับ ผมเลยขวางเธอไว้ก่อน" แพมไม่รู้ว่าเธอคือใคร แต่ดูท่าทีของมอร์ริสเองก็ไม่ได้ผลักไสเธอแต่อย่างไร

"อืม เธอกลับไปห้องเธอได้แล้ว" มอร์ริสบอกแพมเสียงนิ่ง

"..." แพมเงียบ มองหน้าที่โอ้อวดของหญิงสาวนิ่ง "ตกลงครับ"

แพมเดินออกมาจากตัวห้อง แครอไลน์ยังคงยืนหน้ากระอักกระอ่วนอยู่เช่นเดิม มอร์ริสเดินกลับเข้าไปด้านในโดยไม่พูดอะไร หญิงสาวยกมือที่ใส่ถุงมือสีขาวยาวถึงข้อศอกมาปิดปาก หัวเราะอย่างถือชัยชนะ

"อุ๊ย! เอามานี่ ฉันจะจัดการให้เขาเอง...ไม่ต้องห่วง" บริน่าแย่งถาดน้ำมันนวดมาจากมือแครอไลน์ แต่ตอนพูดกลับเอาแต่จ้องหน้าแพม ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าพวกเขา

ปึง!

"เธอเป็นใครหรือครับ" แพมถามแครอไลน์

"เธอชื่อบริน่าค่ะ เป็นลูกของเศรษฐีในเมือง พ่อเธอเคยเอาเธอมาเสนอให้คุณท่าน แต่ท่านก็ปฏิเสธไป เธอคงจะถูกจิตถูกใจ เลยเทียวมาหามอร์ริสเองน่ะค่ะ เธอก็มาค่อนข้างบ่อย ยกเว้นช่วงหลัง ๆ นี้เงียบหายไปเพราะคุณท่านไม่ได้ตามตัวมา" แครอไลน์กระซิบบอกเป็นเชิงเมาท์มอย แพมพยักหน้ารับรู้เธอจึงเล่าต่อ

"เธอเข้าใจว่าตัวเองเด่นดีกว่าผู้หญิงคนอื่น ๆ ของคุณท่าน จึงมักจะไปคุยโวให้บ้านนั้นบ้านนี้ตลอดว่า เธอนี่แหละที่จะมาเป็นคุณนายวอซลี แต่ความจริงไม่เลยค่ะ ผู้หญิงของคุณท่านหลายคน หน้าตาสวยกว่าเธอ การศึกษาดีกว่าเธอ เพียงแต่พวกนั้นรู้หน้าที่ตัวเองดี" แครอไลน์พูดใส่อารมณ์หมั่นไส้

"แล้วมอร์ริสไม่พูดอะไรบ้างเหรอครับ"

"ตอนนี้ตระกูลวอซลียังต้องเอื้อหนุนเกื้อกูลกันกับเศรษฐีบ้านนี้อยู่น่ะสิคะ เลยทำอะไรไม่ได้มาก แต่มอร์ริสก็ค่อนข้างถูกใจเธอนะคะ"

"แปลว่าครั้งก่อน ๆ มอร์ริสเป็นคนเรียกเธอมาเหรอครับ" แพมถามอยากรู้

"เป็นบางครั้งค่ะ ส่วนใหญ่เธอจะมาเอง ถ้าท่านไม่ต้องการเธอก็จะกลับ..." แครอไลน์เงียบไปครู่หนึ่ง "แต่ครั้งนี้..คุณท่านคงต้องการเธอ"

แพมเงียบ จ้องมองไปที่บานประตูห้องปิดสนิท ไม่มีทางรับรู้เลยว่าที่ด้านในคนทั้งสองทำอะไรกัน แต่ถ้าอยู่ในฐานะอย่างเขาตอนนี้ก็คงจะเดาได้ไม่ยาก เขาคงกำลังมีความสุขกับผู้หญิงของเขา

'จะไม่มีใครมาที่นี่ เพราะเธออยู่ตรงนี้'

โกหก...

-------------100%-------------

ครั้งนี้มาส่งให้ครบเลยนะคะ ขอบคุณที่คอยอ่าน สนับสนุน ติดตามนะคะ ❤ เจอคำผิดตรงไหนบอกกันได้เลยนะคะ

แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าน้าาาา

มาอ่านสปอยล์ ตัวอย่างในเพจได้น้าา


Page Facebook : Juharah
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-03-2020 16:54:37 โดย Juharah »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ใจร้ายมากเลย

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ทำร้ายกันทำไม น่าจะปล่อยแพมไป

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
ตอนที่ 11

บริน่า หรือชื่อเต็ม ๆ ของเธอก็คือซาบริน่า สาวร่างอวบอัดแต่ไม่ได้ดูอ้วนจนน่าเกลียด ออกไปทางสมส่วนน่ากอดไปทั้งเนื้อทั้งตัว หน้าตาของเธอสวยโฉบและมีเสน่ห์มากพอที่จะมัดใจคนหลายคน แต่คงไม่ใช่กับคนที่พักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์วอซลี

ในตอนสายวันนี้เธอเดินลงมาจากชั้นสองของตัวบ้านอย่างเฉิดฉายในชุดนอนลูกไม้ราคาสุดแสนจะแพงสีขาววาบหวิวจนเห็นเนื้อในชัดเจน เธอเองก็ไม่อายที่จะโชว์เรือนร่างของเธอเหมือนกัน ซาบริน่าเดินมานั่งไขว่ห้างที่โซฟาหรูหราพร้อมชี้นิ้วสั่งใช้งานสาวใช้ แม่บ้านทุกคนให้ทำตามที่เธอต้องการวางท่าทีราวกับเป็นเจ้าของบ้าน แม้ว่าสาวใช้ทุกคนจะหมั่นไส้และอยากขัดคำสั่งเธอมากเพียงใดก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจหวัง สายตาโฉบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของหญิงสาวปราดมองขึ้นไปยังที่ตัวบันได มีชายร่างผอมกำลังเดินลงมาเชื่องช้า ตาปรือเหมือนว่าเพิ่งตื่นนอน

แพมเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อยที่วันนี้เขาตื่นสายมากกว่าปรกติทุกวันเนื่องจากเมื่อกลางคืนเขานอนหลับช้ามาก พอเขาตื่นมาเห็นนาฬิกาที่ฝาผนังก็พบว่ามันเลยเวลาอาหารเช้ามาหลายชั่วโมงแล้ว จึงรีบลุกจากเตียงนุ่มลงมาที่ด้านล่าง แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอหญิงสาวที่แต่งกายไม่สำรวมจนเห็นอะไรต่อมิอะไรที่สำคัญคือรอยจูบสีกุหลาบหลายจุดบนร่างกายของเธอ แพมละสายตาจากซาบริน่าไปยังแครอไลน์ที่รีบวิ่งมาหาเขา

"คุณแพมคะ รับมื้อเช้าก่อนนะคะ เมื่อเช้าป้าไปปลุกแต่หน้าตาคุณดูเพลียมากเลยป้าจึงเปลี่ยนใจ" แครอไลน์พูดยิ้ม ๆ จับมือสองข้างของเขาไว้

"ผมขอโทษจริง ๆ ครับ เมื่อคืนผมนอนไม่หลับก็เลย..."

"เครียดเรื่องเมื่อคืนหรือคะ" แครอไลน์กระซิบหน้าเครียด แล้วพูดต่อ "คุณต้องทำใจนะคะ...คุณชายบ้านนี้ความอดทนเรื่องแบบนั้นน้อยมากค ยิ่งคุณแพมไม่..."

"ผมหิวมากเลยครับป้าแคร์ วันนี้มีอะไรกิน" แพมรีบพูดแทรก แล้วเบี่ยงตัวไปทางห้องครัว

"พายสเต๊กเนื้อ มันบด แล้วก็สโคนค่ะ" แครอไลน์ตอบ เดินตามหลังบาง

"เดี๋ยวก่อน" เสียงสูงปรี๊ดของซายริน่า กับร่างอวบเดินมาขวางหน้าทั้งคู่เอาไว้

แพมก้มมองหญิงสาว กุมมือไว้ข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว แพมมองเธออย่างวางตัวไม่ถูก เธอวางท่าทีที่เหมาะสมกับเป็นผู้ดีเศรษฐีมีเงิน และดูเหมาะสมที่จะเป็นคุณนายของบ้านนี้เหลือเกิน ส่วนเขาเองที่ดูต่ำต้อยอยู่แล้วยิ่งตกต่ำกว่าเดิมเข้าไปอีก ซาบริน่าเลิกคิ้วฉงน เอ่ยถาม

"เพิ่งรู้ว่าลอร์ดวอซลีให้ทาสนอนบนเรือนได้" หญิงสาวพูด ทำหน้านึกบางอย่างก่อนจะแสยะยิ้มร้าย

"จำได้แล้ว...พอได้ยินเรื่องของแกมาบ้าง ทาสที่ลอร์ดวอซลีซื้อมาจากต่างเมืองทั้ง ๆ ที่รสนิยมของท่านไม่ใช่แบบนี้สักนิดเดียว ทำไมถึงอาจหาญมาเดินเพ่นพ่านในคฤหาสน์อย่างหน้าตาเฉย มีคนคอยรับใช้อำนวยความสะดวกราวกับเป็นเจ้าของทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นทาสชั้นต่ำแท้ ๆ "

"เลดี้ซาบริน่ากรุณาหยุดเถอะค่ะ คุณแพมไม่ใช่อย่างที่เลดี้กล่าว" แม่บ้านแครอไลน์ออกเสียงห้ามนิ่ง ๆ จ้องเธออย่างไม่วางตา

"หุบปากไปเสียอีคนรับใช้ อย่ามาสะเออะสอดเรื่องของฉัน" ซาบริน่ากดตามองแครอไลน์ด้วยความเหยียดหยาม

"ขออภัยด้วยที่ต้องปฏิเสธนะคะ ตอนนี้คุณแพมจำเป็นต้องไปรับอาหารเช้าตามคำสั่งของคุณท่าน ถ้าช้ากว่านี้ลอร์ดมอร์ริสจะโกรธเอาได้ค่ะ" แครอไลน์โต้ตอบอย่างไม่เกรงกลัว

"ไม่เป็นไรครับป้าแคร์" แพมแตะข้อศอกแม่บ้านวัยกลางเป็นการห้ามปราม หันหน้าไปมองหญิงสาว เอ่ยถามนุ่มนวล "ไม่ทราบว่าเลดี้มีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ"

"หึ...รู้ตัวก็ดี! ฉันต้องการไวน์แดง ขอที่รสชาติดีและราคาแพงที่สุด" ซาบริน่าสั่งเสียงเด็ดขาด

"เดี๋ยวให้สาวใช้ไปเอาให้ก็ได้ค่ะ" หัวหน้าแม่บ้านแครอไลน์หันไปพูดกับแพม

"ฉันสั่งมัน...ไม่ใช่คนอื่น" ซาบริน่าย้ำ

แพมส่ายหัวให้แครอไลน์เบา ๆ เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าอย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเธอ ตากวางลอบมองดูเวลา ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะดื่มไวน์เลยเสียจริง แต่เขาคงขัดใจหญิงสาวไม่ได้จึงทำได้เพียงก้มหัวรับคำสั่งแล้วเดินไปห้องไวน์

"คุณแพมไม่น่าทำอย่างนี้เลยค่ะ" แครอไลน์กระซิบ ทำหน้าหงุดหงิด

"ถ้าเราไม่โต้ตอบ เธอก็จะเบื่อและเลิกระรานเราไปเอง ตอนนี้ยอม ๆ ไปก่อนเถอะนะครับ" แพมบอกเสียงเรียบ

"มีไวน์ขวดหนึ่งอยู่บนชั้นสูงสุดริมขวามือนะคะ ไวน์ที่เธอต้องการอยู่ตรงนั้น" แครอไลน์บอก แล้วเดินละจากแพมไปอีกด้านหนึ่ง





แพมนั่งคุกเข่าลงวางถาดไวน์บนโต๊ะหน้าโซฟาหนัง แล้วจัดการเทไวน์ใส่แก้วให้เธอจนเกือบเต็ม

"ทำงานในบาร์มาหลายปี แค่เทไวน์แกยังไม่รู้วิธี! " ซาบริน่าตะกวาดเกรี้ยวกราด ซึ่งแพมก็ไม่เข้าใจว่าเธอจะโกรธเกรี้ยวอะไรนัก

"ผมขอโทษครับ เดี๋ยวผมไปเอาแก้วมาใหม่" แพมรีบกล่าว

ไม่ทันที่ร่างโปร่งผอมบางจะลุกขึ้น ของเหลวมึนเมาสีแดงคล้ายโลหิตก็ไหลลงบนศีรษะเขาช้า ๆ โดยฝีมือของหญิงสาวร่างอวบที่นั่งเป็นนางพญาบนโซฟา ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่สาแก่ใจของเธอเมื่อได้ทำในสิ่งที่ดูถูกดูแคลนคนคนหนึ่ง เธอราดไวน์ลงบนหัวทุยจนกระทั่งมันลดลงเหลืออยู่ในแก้วเกือบครึ่งหนึ่ง แพมยกมือขึ้นมาปาดหยาดน้ำหอมหวานที่ไหลผ่านดวงตา เขาไม่ได้โกรธเคืองที่โดนเหยียบย่ำเช่นนี้ เพราะเขาชินชาเรื่องแบบนี้อยู่แแล้วมาแต่ไหนแต่ไร แค่ห่างหายมันไปนาน ไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์นี้อีกครั้งในตอนนี้

ดีนะ..ที่เขายังไม่อาบน้ำ...

"จำไว้เสีย ศิลปะการกินไวน์คือแบบนี้ พูดไปคนไร้ความรู้อย่างแกก็ไม่เข้าใจ"

พูดจบเธอก็หัวเราะร่าสะใจ ยกแก้วไวน์รสเลิศมาจรดที่ริมฝีปากปล่อยให้มันไหลผ่านลงไปยังลำคอ ลอบมองชายร่างโปร่งหน้าตาจืดชืด ไร้จุดเด่นใด ไม่มีความน่าสนใจ แต่กลับมีความพิเศษกว่าเธอ ในคฤหาสน์วอซลี ผู้เป็นเจ้าของบ้านซึ่งก็คือลอร์ดมอร์ริสไม่เคยอนุญาตให้ใครค้างแรมเกินหนึ่งคืนหากไม่จำเป็นจริง ๆ ยิ่งโดยเฉพาะกับคู่นอนของลอร์ดแล้วยิ่งไม่มีสิทธิ์ แต่มันผู้นี้ได้ทั้งห้องนอนส่วนตัวหรูหราที่อยู่ข้าง ๆ ห้องกับลอร์ดมอร์ริส ได้ร่วมโต๊ะอาหาร กินของหรูและถูกปฏิบัติดั่งเป็นเจ้าของบ้านอีกคนหนึ่งโดยที่บรรดาสาวใช้ พ่อบ้าน แม่บ้านต่างก็พร้อมที่จะรับใช้เป็นอย่างดี

อิจฉา...เธออิจฉาจนไฟแทบลุกท่วมอก แผดเผาไปทั่วเรือนร่าง เธอเป็นถึงคู่ขาเบอร์หนึ่งของลอร์ดมมอร์ริส ใคร ๆ ก็ต่างพากันรู้และให้ความสนใจเธอ ว่าเธอจะมาเป็นคุณนายวอซลีได้จริง ๆ อย่างที่ได้ไปพูดโม้โอ้อวดแม้จะเกินความเป็นจริงไปบ้าง แต่เธอก็ไม่เคยได้รับสิ่งต่าง ๆ และถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสอย่างมัน

"แกคงดีใจมากสินะ ที่ได้ทุกอย่างมากกว่าคนอื่น" ซาบริน่าเอ่ยเสียงแหลม

"ผมไม่เข้าใจ" เธอหมายถึงอะไร...

"ห้องนั้น...คิดว่ามันเหมาะกับแกมากหรือไง ห้องนอนที่ระดับคนเป็นเจ้าเป็นนายเท่านั้นถึงจะได้ไปครอบครอง แกเป็นเพียงทาสชั้นต่ำนอกคอก แปดเปื้อนไปด้วยดินโคลนสกปรกและความโสมม...นั่นเหมาะกับแกหรืออย่างไร" ซาบริน่าพูดออกมาด้วยความริศยาภายในใจ แล้วหันไปหาสาวใช้ที่ยืนก้มหน้าได้ยินทุกคำพูด กรีดนิ้วชี้หน้าพวกเธอ

"พวกแกก็เหมือนกัน! มันต่ำต้อยยิ่งกว่าพวกแกและคนรับใช้ทุกคนในคฤหาสน์นี้ แต่มันกลับได้ทุกอย่าง...ซ้ำยังต้องมาคอยรับใช้ ประเคนทุกอย่าง เช็ดมือเช็ดเท้าให้ทั้ง ๆ ที่วรรณะของแกสูงกว่ามัน...ไม่สมเพชตัวเองหรือ? " ซาบริน่าตวาดเสียงดัง จนพวกสาวใช้ต้องก้มหน้างุด

"เลดี้ซาบริน่า ผมว่าเลดี้กล่าวหาเกินไปแล้วนะครับ" แพมบอก

"แกกล้าปฏิเสธหรือไงว่าที่ฉันพูดมันไม่จริง พวกมันน่ะโง่สิ้นดีที่มา..."

"ผมไม่รู้ว่าเลดี้เกลียดชังอะไรผมนัก แต่อย่าไปพาลพวกเธอเลยครับ...พวกเธอไม่มีความผิดอะไร" แพมพูดแทรก

"นี่แก...ฉันยังพูดไม่จบ! "

ซาบริน่าโกรธเกรี้ยวหลังจากที่โดนกล่าวหาว่าเป็นคนพาล แถมยังโดนขัดและเถียงทั้งที่เธอยังพูดไม่จบ เพราะทาสชั้นต่ำ...มันกล้าดียังไง! เธอลุกขึ้นยืนยกฝ่ามือจะไปปะทะที่ใบหน้าของแพม เสี้ยววินาทีที่ใบหน้าจะสัมผัสกับฝ่ามือ ข้อมือเล็กของหญิงสาวนั้นก็ถูกห้ามไว้แน่นโดยบุคคลที่สาม

"เลดี้ซาบริน่าขอรับ โปรดใช้ความคิดไตร่ตรองสักเล็กน้อยก่อนที่จะทำอะไร"

ฮาร์วีมองใบหน้าอวบของหญิงสอยพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน แต่สายตาไม่ได้ยิ้มเหมือนใบหน้านั้นสักนิด ซาบริน่าสะบัดข้อมือออกแล้วจ้องไปที่แพม อีกฝ่ายกำลังลุกขึ้นยืนแล้วขยับตัวไปทางพ่อบ้านฮาร์วี

"พ่อบ้านฮาร์วี? ไม่รู้คนที่นี่เป็นอะไรกันหมดนะคะ ถึงชอบมาสอดเจ้านาย" ซาบริน่าใช้เสียงแหลมพูดเหยียด แต่มีความสุภาพต่างจากที่เธอใช้พูดกับเหล่าผู้รับใช้ทั้งหลาย เธอรู้ดีว่าพ่อบ้านฮาร์วีเป็นคนสนิทของลอร์ดมอร์ริส และมีความสำคัญสำหรับลอร์ดมากเป็นพิเศษ เป็นเงาของลอร์ดเลยก็ว่าได้

"เป็นอย่างที่เลดี้กล่าวมา คนที่นี่จะไม่สอดเรื่องของเจ้านาย เลดี้ไม่ใช่เจ้านายแต่เป็นแขกคนไม่สำคัญ เลดี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำร้ายร่างกายคนของวอซลีได้ ไม่ใช่เพียงคุณแพมแต่รวมถึงทุกคนในคฤหาสน์นี้"

ฮาร์วีพูดโดยไม่มองหญิงสาว แต่กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดไปตามศีรษะของแพมที่เปียกชุ่มไปด้วยไวน์ ตอกย้ำหญิงสาวผู้เป็น 'แขก' ว่าชายผอมโปร่งที่เธอลงมือทำร้ายนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าเธอ

"คุณแพม? คุณแพม ๆ ๆ ทำไมต้องพูดจาสุภาพแบบนั้น มันเป็นแค่ทาสนะ! บ้าไปแล้วหรืออย่างไรพ่อบ้านฮาร์วี" ซาบริน่าแผดเสียงตะโกนออกมาเจ็บใจ

แพมยืนมองเธอนิ่ง ไร้คำพูดคำจาตอบโต้ แพมเคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อนซึ่งก็คือแอนนา แอนนาก็ชอบดุด่าว่าทอเขาตลอด เธอเกลียดเขาเข้าไส้ชนิดว่าสามารถฆ่าเขาได้เลย และเธอก็ทำมันจริง ๆ เพียงแต่เขาไม่ตาย แพมสงสัยมาตลอดว่าทำไมเธอถึงโกรธเกลียดเขามากมายขนาดนั้น พอมานึก ๆ ดูแล้ว ทุกครั้งที่เธอดุด่าทำร้าย มักจะนึกถึงบุคคลที่สามระหว่างเขากับแอนนาแทรกเข้ามาตลอดคือคุณนายเพนนี เจ้าของบาร์แก่ผู้ที่เมตตาซื้อแอนนามารับเลี้ยงเป็นเด็กในความดูแล ซึ่งตอนนี้เขาเจอเหตุการ์ณคล้าย ๆ กัน แพมใช้มือจับผ้าเช็ดหน้าของฮาร์วีที่คอยเช็ดให้เขาเป็นการบอกให้หยุด ยิ่งเช็ดยิ่งเลอะ แพมจ้องตาหญิงสาวนิ่ง ๆ แล้วคุยกับเธอ

"เลดี้อิจฉาเหรอครับ? "

ไม่รู้อะไรดลใจให้พูดออกไปแบบนั้น แต่แพมสงสัยมากเสียจนเก็บมันไว้ไม่ได้ ทั้งซาบริน่า พ่อบ้านฮาร์วี รวมไปถึงสาวใช้ที่อยู่ใกล้ ๆ สองคนถึงกับหันหน้ามามองเขาด้วยสีหน้าอ้ำอึ้ง ซึ่งแพมก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะตกใจอะไร

"เลดี้อิจฉาที่ผมดูมีความสำคัญ มีคนรับใช้ มีห้องหรูหรา ได้รับอาหารดี ๆ แต่ผมไม่เคยที่จะต้องการอะไรพวกนี้ ผมไม่ได้วางท่าทีบังคับพวกเขาให้ตัวเองสำคัญ เหตุผลที่สำคัญกับทุกคน..." แพมพูดนิ่ง มองหน้าซาบริน่าที่อ้าปากเหวอ นัยน์ตาสั่นระริก แพมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างที่หลงตัวเองสุด ๆ ออกมา

"ผมสำคัญเพราะลอร์ดมอร์ริสให้ความสำคัญ" รู้สึกกระดากที่กล้าพูดออกมา แต่เขาก็รึ้สึกถึงว่ามันเป็นความจริง

"แกพูดอะไรออกมา" ซาบริน่ากำหมัดแน่น

พ่อบ้านฮาร์วียกมือขึ้นมาปิดปากขำเบา ๆ หลังจากที่อึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วพูดกับซาบริน่า

"ที่คุณแพมกล่าวมา ไม่มีส่วนใดที่บิดเบือนจากความเป็นจริงขอรับ ทุกคนในคฤหาสน์วอซลีรับรู้ในส่วนนี้ดีและยอมรับได้ทุกคน" ฮาร์วีพูดด้วยรอยยิ้ม

"จะบอกว่าฉันที่เป็นลูกสาวของคนสำคัญในเมืองนี้ ต้องเคารพมันหรือไง! กล้าดียังไงคุณฮาร์วี! "

"เลดี้รีบกลับไปเถอะขอรับ ถ้านายท่านทราบว่าคุณยังอยู่ที่นี่ในตอนนี้ กระผมเกรงว่าเลดี้จะไม่ได้กลับมาอีก" ฮาร์วีพูดเสียงเรียบ คู่นอนทราบดีว่าตนเองไม่สมควรอยู่ที่นี่จนข้ามวัน และซาบริน่าลูกสาวเศรษฐีใหญ่ก็เป็นเพียงแค่คู่นอนเช่นกัน

"เหอะ ตอนนี้ลอร์ดยังไม่ตื่นหรอก เมื่อคืนท่านเหนื่อยจนสลบไปแล้ว" ซาบริน่าเหยียดยิ้ม

"ยังไม่ตื่น!? "

"ยังไม่ตื่นหรือครับ? "

ทั้งฮาร์วีและแพมต่างพากันส่งเสียงตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ทำเอาซาบริน่าผู้ที่เป็นคนบอกถึงกับงุนงงว่าตนเองพูดอะไรผิดไป แพมขมวดคิ้วงุนงง ลอร์ดมอร์ริสตื่นสาย? ไม่น่าเป็นไปได้ อีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่บ้างานมาก ๆ ไม่เคยตื่นสายเกินแปดนาฬิกาเพราะจะต้องรีบมารับอาหารเช้าและเข้าห้องวิจัยลงมือทำงาน ตั้งแต่แพมเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเห็นอีกฝ่ายตื่นสายขนาดนี้ นอกจากจะมีปัญหาอะไร ซึ่งพ่อบ้านคนสนิทน่าจะรู้เหตุผลดี

"อะไร? ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น พ่อบ้านฮาร์วี! " ซาบริน่าตะโกนเรียกฮาร์วีที่รีบเดินหนีเธอ

"นายท่านไม่เคยตื่นสายขอรับ ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น คุณนอนข้างนายท่านมาตลอดทั้งคืน ทำไมถึงไม่ทราบว่านายท่านป่วย! " ฮาร์วีไร้รอยยิ้มบนใบหน้า ตะโกนใส่หน้าเธอ เขาต้องรีบออกไปบอกเอ็ดเวิร์ดให้เอารถม้าออกไปรับหมอไมเคิลโดยเร็วที่สุด

ป่วย?

คนอย่างเขาป่วยได้ด้วยหรือ?

เมื่อคืนลอร์ดมอร์ริสบ่นว่าตนเองปวดเนื้อตัว คงเป็นอาการเริ่มต้น แต่แพมเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะป่วย รู้สึกผิด... ทำไมแพมถึงรู้สึกผิดกันนะ เพราะว่าเขารับรู้อาการเป็นคนแรกแต่ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์งั้นสินะ งานของมอร์ริสรัดตัว อีกฝ่ายเป็นเจ้านายเพียงคนเดียวที่ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงเหล่าผู้อาศัยในบ้าน แต่แพมกับนิ่งเฉย ไม่คิดอะไรให้มากกว่านี้

"อะไรกัน...ยังไม่ได้ขึ้นไปดูลอร์ดวอซลีเสียหน่อย ระ รู้ได้ไงว่าท่านป่วย" ซาบริน่าเสียงสั่นไม่มั่นใจ

"คุณกลับไปเถอะครับ" แพมบอกเสียงเรียบ "รีบกลับไปเดี๋ยวนี้"

"นี่แก! "

"คุณฮาร์วีครับ เดี๋ยวผมขึ้นไปดูลอร์ดมอร์ริสให้ คุณฮาร์วีไปบอกให้ป้าแคร์จัดเตรียมของที่จำเป็นต้องใช้เถอะครับ" แพมหันไปบอกพ่อบ้านฮาร์วี ไม่สนใจเสียงแหลมของหญิงสาว

"เดี๋ยวคุณจะติดไข้เอานะขอรับ เพิ่งหายไม่กี่วันนี้เอง" ฮาร์วีบอกด้วยสีหน้ากังวล

"ไม่เป็นอะไรครับ" แพมตอบยิ้ม ๆ และหันหลังให้ขึ้นไปหามอร์ริส

"ทำไมคุณแพมทำแบบนี้ขอรับ...ทั้ง ๆ ที่นายท่านทำไม่ดีกับคุณขนาดนั้น" ฮาร์วีถาม

แพมชะงักเมื่อได้ยินคำถามนั้น ทำไม่ดี...ใช่ สิ่งที่มอร์ริสทำมันเลวร้ายกับเขาที่สุด เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาที่เกิดมา

"ลอร์ดมอร์ริสไม่สมควรที่จะป่วยใช่ไหมล่ะครับ เขาสำคัญกับคนที่นี่เพราะงั้น...ไม่เป็นไรหรอกครับ" แพมพูดเสียงเบา แล้วเดินหน้าต่อไป

เขาไม่ควรเอาความไม่พอใจมาทำร้ายคนในความดูแลของลอร์ดมอร์ริส แม่บ้าน สาวใช้ คนสวน ถ้าลอร์ดมอร์ริสอาการทรุดหนักเพราะเขาไม่ช่วยเหลือ คนที่นี่จะอยู่อย่างไร แพมไม่เห็นแก่ตัวขนาดนั้น...





แพมเปิดประตูห้องนอนหรูเข้าไปด้านใน พร้อมกาละมังกับผ้านุ่มไว้เช็ดตัว สาวใช้ที่อยู่ด้านในอยู่ก่อนแล้วเก็บผ้าและเตียงที่ยับยู่ยี่สะบักสะบอมออกมาและสับเปลี่ยนผืนใหม่ ทั้ง ๆ ที่ผู้เป็นนายยังคงนอนอยู่ด้านบน ดีเหมือนกัน...แพมก็ไม่ได้อยากเห็นที่นอนที่ใช้รองรับอารมณ์ของมอร์ริสกับซาบริน่าขนาดนั้น แพมก้มหัวเป็นการขอบคุณสองสาวใช้ที่มาหน้าที่ก่อนที่พวกเธอจะเดินออกไป สายตาเหลือบไปเห็นหีบที่วางข้างเตียงถูกเปิดออก ของที่ด้านในถูกใช้งาน เก็บไม่เป็นระเบียบ ของเล่นไว้ใช้ยามทำรัก

แพมวางกาละมังเล็กที่โต๊ะไม้หัวเตียงร่างสูงใหญ่นอนหลับสนิทเปลือยกายอยู่บนเตียงนอน ยังดีที่มีผ้าห่มผืนหนาปิดท่อนล่างไว้ ร่างโปร่งใช้ตากวางกวาดมองใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ของคนที่นอนหลับตาพริ้ม ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ อกยวบยาบหายใจไม่ตรงจังหวะดูน่าทรมาน เหมือนว่าจะร้อนแต่ก็ไม่มีเหงื่อไหลสักหยด แพมใช้มือจับที่ใบหน้าร้อนระอุวัดอุณหภูมิโดยประมาณ

ผ้าขนหนูผืนสีขาวชุบกับน้ำอุ่นในกาละมังใบเล็ก มันถูกบิดจนหมาดเหมาะสำหรับที่จะใช้เช็ดตัวลดไข้ให้คนป่วย ผ้าผืดสีขาวลูบไปตามเรียวแขนแข็งแรงมีมัดกล้ามพอดีไม่เล็กไม่ใหญ่ไปจนน่าเกลียด แผ่นอกมีรอยข่วนเล็บหญิงสาวอยู่เล็กน้อย แพมเผลอใช้ผ้าอุ่นกดลงไปที่รอยนั้นอย่างแรง จนคนที่นอนหลับอยู่ส่งเสียงร้องในลำคอเพราะความแสบ แพมหยัดยิ้มสะใจ สายตาราวกับผู้ได้รับชัยชนะ แล้วยังจัดการทำเช่นเดิมอีกสองสามครั้งตามใจตนเอง

"สมน้ำหน้า" แพมพูดเสียงเบาใส่คนที่นอนหลับตาพริ้ม "ต้องเช็ดด้านล่างไหมนะ? "

แพมเลื่อนสายตามามองท่อนเนื้อหลับไหลแต่ยังใหญ่โตนูนผ่านผ้าห่ม ใบหน้าขาวใสแดงก่ำขึ้นเมื่อจินตนาการเห็นมัน เขาหายใจเข้าลึกแล้วสอดผ้าผืนเล็กเข้าไปใต้ร่มผ้าแล้วเช็ดตามท่อนขาบึกบึน รวมถึง...ตรงนั้น

"เสร็จแล้วหรือ..? " เสียงแหบพร่าของคนป่วยดังเบา ๆ

แพมสะดุ้งเฮือกหดมือตัวเองกลับมา หันไปมองคนป่วยที่ลืมตาปรือขึ้นอย่างยากลำบาก

"ตื่นเมื่อไหร่ครับ" แพมถาม

"โดนกดแผลตั้งหลายรอบ เจ็บจนหลับต่อไม่ได้" มอร์ริสตอบติดตลก

"เอ่อ...แผลแค่นั้นเอง ไม่คิดว่าจะเจ็บ" แพมเกาหัวแก้เก้อ

"ฉันนึกว่าหึงเสียอีก" มอร์ริสยิ้มมุมปาก

"ผมจะหึงคุณทำไมครับ ไม่ใช่อย่างที่ว่ามาหรอก" แพมรีบตอบกลับเสียงดัง

"หึ..แครอไลน์ไปไหน ไม่นึกว่าเธอจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ให้" มอร์ริสถาม

"ป้าแคร์เตรียมอาหารและรอรับหมอไมเคิลอยู่ครับ" แพมตอบ

"อืม..เรียกมาทำไม ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก"

"ครับ ก็ดูไม่หนักเท่าไหร่ คงเพราะอากาศแปรปรวนและโหมงานหนักเกินไป" แพมเดา

"แปลกใจ ที่เธออยู่ตรงนี้" มอร์ริสจ้องหน้าใสนิ่ง รอเหตุผลที่ดีที่สุด

"ผมทำเพื่อคนที่นี่ พวกเขาคงลำบากถ้าคุณเป็นอะไรที่หนักหนากว่านี้" แพมตอบ ละสายตาจากมอร์ริส

"หึ" มอร์ริสขำในลำคอ

แพมชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้มอร์ริสอีกหนึ่งรอบ ไม่ถึงชั่วโมงหมอไมเคิลก็เดินทางมาถึงด้วยท่าทีที่รีบร้อน เขาจึงต้องออกจากห้องมาเมื่อหมดหน้าที่ ที่หน้าห้องมีพ่อบ้านฮาร์วีกับแครอไลน์ยืนอยู่

"คุณแพมไปอาบน้ำเถอะขอรับ ไวน์ขนาดนั้นคงจะเหนียวน่าดู" พ่อบ้านฮาร์วีบอก

"ใช่ค่ะ แล้วก็ยังไม่รับมื้อเช้าเลยรีบอาบแล้วมากินอะไรเสียนะคะ" แครอไลน์บอก

"ตกลงครับ งั้นผมขอตัวก่อน" แพมตอบทั้งคู่พร้อมรอยยิ้ม



แพมปลีกตัวไปห้องที่อยู่ถัดไป ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของเขาในปัจจุบัน กลอนประตูไม้เปิดเข้าไปยังห้องขาวสะอาดตาตกแต่งแบบเรียบแต่ดูหรูหราในตัวตามสไตล์รสนิยมเจ้าของบ้าน ที่มุมห้องลิลลี่เด็กสาววัยย่างสิบหกกำลังทำการถูพื้นทำความสะอาดห้องอยู่ เตียงนอนที่ก่อนหน้านี้ยับเยินเพราะเขาใช้นอนทั้งคืนตอนนี้มันเรียบตึงและหอมฉุยจากการสับเปลี่ยนชุดเครื่องนอนใหม่ ปกติเขาจะจัดให้มันเรียบร้อยแต่วันนี้อย่างที่บอกว่าเขาค่อนข้างรีบจึงละเลย ลิลลี่หันหน้ามายิ้มให้เขาเล็กน้อย

"อีกสักครู่หนึ่งนะคะ หนูจะถูเสร็จแล้ว" เธอพูดเสียงเบา

'ห้องนั้น...คิดว่ามันเหมาะกับแกมากหรือไง...'



'แกเป็นเพียงทาสชั้นต่ำนอกคอก...นั่นเหมาะกับแกหรืออย่างไร...'

"พอแล้วล่ะลิลลี่ ขอบคุณนะ" แพมพูดยิ้มเจื่อน เด็กสาวจึงออกไป



คำพูดของซาบริน่าเข้าหัวตอกย้ำเขาตลอดเวลา ยอมรับว่ามันมีอิทธิพลกับเขาค่อนมากทีเดียว เพราะสิ่งที่เธอพูดมามันถูกต้อง แพมมาที่นี่ในฐานะอะไรเขารู้ดี ไม่ได้ลืม แต่เขาก็ไม่เคยที่จะปฏิเสธมันแบบจริงจังสักครั้งเดียว จริงอยู่ที่คนงานในคฤหาสน์ไม่ได้กล่าวว่าที่เขาได้สิทธิ์พิเศษกว่า แต่ภายในใจล่ะ...พวกเธอคิดอย่างไร ที่ต้องมาปรนนิบัติทาสอย่างเขา...แม้เมื่อมาอยู่ที่นี่เขาจะไม่ใช่แล้วก็ตาม แต่ทาสก็คือทาส







"ทำไมมาทานอาหารในครัวล่ะคะ"



แครอไลน์ถามเด็กหนุ่มผอมบางที่กำลังนั่งตักพายสเต๊กเข้าปากไปอย่างเอร็ดอร่อยและหิวโหยร่วมกับสาวใช้อีกสองสามคนที่กำลังกินมื้อเที่ยง พวกเธอเองก็ลอบมองอย่างสงสัยเช่นกันและอึดอัด

"ผมเหงาน่ะครับ" แพมตอบแครอไลน์

"แปลกนะคะ ปกติคุณมักจะทำหน้ารู้สึกดียามร่วมโต๊ะคนเดียวมากกว่าที่จะร่วมโต๊ะกับนายท่าน" แครอไลน์พูดแซว

"ไม่ใช่หรอกครับ"

"จริงสิ คืนนี้นายท่านต้องการพบค่ะ ช่วยไปพบทีนะคะ" แครอไลน์บอกแพม

"...ครับ ผมก็ต้องการพบลอร์ดมอร์ริสเหมือนกัน"

(ลงหมดตอนไม่ได้อีกล้าววววว ง่าาา ต่อด้านล่างนะคะ)

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับไปนานโขแล้วจนกระทั่งความมืดมิดมาเยือน แพมจึงลุกจากโต๊ะสีขาวริมสระน้ำพร้อมกับหนังสือเล่มบางในมือเมื่อไม่มีงานอะไรให้เขาทำ เขาจึงสบโอกาสที่จะหยิบหนังสือที่ใช้เรียนมาทบทวน หัดอ่านมันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะคล่อง ดีที่มีตะเกียงคอยให้แสงสว่างแก่เขา

เขาเข้ามาในตัวคฤหาสน์ที่เงียบสงบไร้ผู้คน ไม่ลืมที่จะปิดประตูบานสูง เวลานี้..คือเวลาเลิกงานของคนที่นี่

ก็อก ๆ ๆ

แพมเคาะประตูห้องเป็นการขออนุญาติคนด้านใน ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้วยเสียงเงียบเชียบ มอร์ริสกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ในมือถือหนังสือเล่มหนา ใบหน้ายังคงเป็นริ้วแดงเพราะพิษไข้ ร่างสูงแต่งตัวเรียบร้อยกว่าในตอนแรกมากโข ลดความอึดอัดที่เจอกันไปมากทีเดียว แพมหยุดยืนที่ข้างเตียงลากเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งข้าง ๆ ร่างสูง พวกเขาทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีแค่แพมที่รู้สึกอึดอัดแต่อีกฝ่ายยังคงอ่านหนังสือด้วยท่าทีสบาย ๆ

"คุณไม่พักผ่อนหรือครับ" แพมเปิดด้วยคำถามเรียบง่าย แต่ต้องการคำตอบ

"ไม่ง่วง" เสียงทุ้มตอบกลับห้วนสั้น

"ป่วยแบบนี้ก็ยังเอาแต่ทำงานนะครับ" แพมกล่าว เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะอ่านวิจัยอย่างที่ทำเป็นกิจวัตร

"ฉันไม่ได้ทำงาน ฉันอ่านหนังสือ"

"คุณมีอะไรจะคุยหรือครับ" แพมถาม อีกฝ่ายเรียกเขามาแต่ก็ไม่เข้าเรื่องเสียที มอร์ริสเงยหน้าจากตัวหนังสือมากมาย แล้วมองหน้าเขานิ่ง

"มีเรื่องกับซาบริน่า...แต่ไม่บอกฉัน" มอร์ริสถามเสียงเข้ม เขารู้เรื่องนี้จากฮาร์วี พ่อบ้านคนสนิทเล่าให้เขาฟังอย่างละเอียดดีแล้ว แต่เขาสงสัยว่าทำไม่ผู้ถูกกระทำถึงไม่พูดอะไรเลยแม้แต่นิด

"คงเป็นคุณฮาร์วีสินะครับ" แพมพึมพำ

"ตอบคำถามฉัน" มอร์ริสตะเบ็งเสียง

"ใช่ครับ ผมขอโทษจริง ๆ ที่มีปากเสียงกับคนของคุณ เป็นความผิดผมเอง อ่ะ! นี่..."

ไม่ทันที่แพมจะพูดจบเขาก็ถูกกระชากขึ้นเตียงด้วยแรงมหาศาลของคคนป่วยจนมานอนทาบทับที่ช่วงล่างของมอร์ริส แพมนิ่วหน้าใส่มอร์ริสอย่างไม่รู้ตัว อีกฝ่ายชอบทำแบบนี้อีกแล้ว

"คุณทำผมตกใจ..."

"ซาบริน่าไม่ใช่คนของฉัน กวางน้อย..." มอร์ริสเชยคางเล็กขึ้น จ้องไปที่ดวงตาใส

"..."

"เธอต่างหากที่เป็นของฉัน" มอร์ริสประทับจูบบางเบาลงบนหน้าผากเนียนใส

แพมทำหน้าตกใจ เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ แพมผลักอกแกร่งที่ร้อนลุ่มเพราะพิษไข้ออก


"ผมไม่เข้าใจ" แพมทำหน้าฉงนจ้องนัยน์ตาสีฟ้าแกมเขียว เขานึกว่ามอร์ริสจะโกรธเขา

"ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์ในตัวเธอ อย่าให้ใครมันมาทำให้เธอด้อยค่า" มอร์ริสพูดด้วยตาวาวโจทน์ ไล้นิ้วมือกับกลุ่มเส้นผมนุ่ม

"ฉันไม่อนุญาติให้ยอมใคร ทำตัวให้เหมาะสมที่จะเป็นคนของวอซลี วอซลีไม่ก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ถ้าเธอทำไม่ได้ งั้นฉันจะทำให้เห็นเองว่าผู้ใดที่แตะต้องคนของฉันมันจะไม่ได้พบกับความสุขในชีวิตอีก เธอคงไม่อยากใครพวกมันเป็นแบบนั้นใช่ไหม กวางน้อยผู้แสนใจกว้าง" มอร์ริสกระซิบชิดใบหู

แพมฟังประโยคพวกนั้นนัยน์ตาสั่นไหวระริก หลากความรู้สึกตีกันไปหมด แต่ในนั้นไม่ได้มีความรู้สึกดีเลยแม่แต่นิดเดียว...เขาสำคัญเพราะมอร์ริสให้ความสำคัญ

"คุณบอกว่าไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์ในตัวผม..." แพมพูดเสียงสั่นพร่า "ยกเว้นคุณ..ใช่ไหม"

"คุณไม่ให้ผมยอมใคร...ยกเว้นคุณใช่ไหม"

มอร์ริสยกยิ้มมุมปากร้าย กดจูบลงไปที่กลีบปากสีกุหลาบ แรกเรียวลิ้นแลกเปลี่ยนความหวานแต่ร้อนแรง ร่างโปร่งไม่ได้ตอบสนองเพียงแต่นั่งนิ่งให้เขาทำตามใจ มอร์ริสผละจูบออก

"มีเพียงฉัน...ที่มีสิทธิ เธอต้องยอมให้เพียงแค่ฉัน..ไม่ว่าจะกรณีไหน เหตุผลอะไรเธอก็ต้องยอม เพราะว่าเธอ...เป็นของฉัน" มอร์ริสจ้องตากวางสั่นไหวระริกคลอหยาดน้ำตา แต่ไม่นานร่างโปร่งก็ยิ้มออกมาแต่กลับดูเศร้าสร้อย พ่ายแพ้เหลือเกิน

"ผมต้องทำตัวมีค่ากับทุกคน แต่ต้องไร้ค่ากับคุณ..สินะ"

"ถ้าเธอคิดแบบนั้น...ฉันก็คงพูดอะไรไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด..." มอร์ริสเว้นจังหวะ หยุดลูบเรียวผมนุ่ม

"..."

"ถ้าเธอเป็นของฉันเธอจะมีค่ามากกว่าที่เคยเป็น มีทุกอย่างที่ต้องการ อิสระที่เธอโหยหา เพราะฉะนั้น...ยอมเสีย...ยอมเป็นของฉันจากเบื้องลึกของเธอ ทุกอย่างที่พูดมา..เธอจะได้มันทั้งหมด" มอร์ริสกอบกุมใบหน้าตอบ

"...อย่างนั้นหรือ ได้ทุกอย่างแต่สุดท้ายก็อยู่ได้แค่ในกรง เพียงแต่กรงที่ได้มันใหญ่ขึ้น..เท่านั้นเอง" แพมฝืนยิ้มเอียงหน้ารับฝ่ามือใหญ่

"เด็กดี..." มอร์ริสพึมพำ เขาถูกใจกับท่าทีตอบรับนั้น

"ผมเป็นของคุณมอร์ริส...แต่สักวันคุณจะปล่อยผมเอง" แพมจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

"วันนั้นคงไม่มี..."

"ผมจะหวังเสมอว่าสักวัน..สักวันผมจะได้อิสระจริง ๆ"

มอร์ริสไม่พูดต่อ เพราะขัดไปร่างโปร่งก็คงจะเถียงกลับมาได้ เถียงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้...

กรงอย่างนั้นหรือ กรงที่เขาให้...ซี่กรงของมันคงอยู่ไกลแบบที่ไม่มีที่สิ้นสุด

มอร์ริสเคลื่อนย้ายตัวเองมาด้านบน ทิ้งตัวร่างโปร่งบางให้นอนแผ่บนเตียงนอนนุ่มแทนที่เขา มอร์ริสปลดสาบเสื้อคลุมตัวหนาออกช้า ๆ ปล่อยให้ตากวางพินิจร่างกายสมบูรณ์แบบเขาทุกซอกทุกมุมจนเจ้าตัวเขินอายไปเอง

เสื้อฝ้ายเนื้อหยาบตัวโคร่งของแพมถูกเลิกขึ้น ท่อนบนเปล่าเปลือยปะทะสู่สายตากระหายของมอร์ริสไม่นานกางเกงเอวยืดสามส่วนก็ถูกถอดออกไป แสงเทียนสีส้มสาดส่องลามเลียไปตามเรือนร่างที่มีทรวดทรงราวกับสตรีปลุกเร้าอารมณ์ได้ไม่ยาก มอร์ริสก้มหน้าลงวางริมฝีปากบางร้อนระอุที่กึ่งกลางหน้าอกเบา ๆ สูดดมกลิ่นกายหอมฟุ้งยั่วยวน แต่เขาถูกผลักออกจากคนใต้ร่าง

"เมื่อคืนคุณเพิ่งทำกับเธอ...ซาบริน่า" แพมเอ่ยเสียงสั่น

"อืม ไม่พอใจ?" มอร์ริสเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปาก "คงจะรังเกียจสินะ"

"ถ้าคุณต้องการ...ผมจะเรียกเธอมา" แพมไม่ปฏิเสธ เขารู้สึกแย่ที่จะต้องถูกกระทำโดยคนที่เพิ่งมีความสัมพันธ์กับคนอื่นมาไม่ถึงวัน

"เธอยอมเป็นของฉันแล้ว..หน้าที่ตรงนี้ต้องเป็นเธอ" มอร์ริสกดเสียงต่ำ เขาไม่ชอบให้พูดถึงคนอื่นในเวลาแบบนี้

"งั้นแปลว่าแค่ผมสินะครับ" แพมรีบถามต่อรัวเร็ว นัยน์ตาสั่นระริกกังวล

"หืม" ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่มอร์ริสอยากฟังอีกครั้ง

"ต้องมีแค่ผมคนเดียวใช่ไหม ลอร์ดมอร์ริส" แพมถามเสียงเบา

"หึ ๆ ๆ ฮาร์วีบอกว่าเธอพูดไม่คิด ตรงเสียจนกลัวว่าจะอ่อนไม่ได้ คงจะจริง" มอร์ริสกดจูบที่ดวงตากลม แล้วพูดต่อ

"ขึ้นอยู่กับเธอแล้วล่ะ ว่าจะทำให้ฉันพอใจหรือเปล่า...ต่อจากนี้คงให้คำตอบได้"

แน่อยู่แล้วสิ...กวางน้อยตัวนี้ ทำเขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้น คงให้ใครมาแทนที่ไม่ได้ไปอีกนาน...หรือตลอดไป

------------100%-----------
[/color]

อย่างที่รู้กันว่าช่วงนี้ทุกคนกำลังประสบปัญหาเรื่องโรคภัย COVID-19 กำลังเกิดการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศและต่างประเทศ ขอให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพกันให้ดีนะคะ ไม่จำเป็นอย่าออกไปไหน สวมหน้ากากอนามัยเพื่อเป็นการป้องกันด้วยนะคะ เจลล้างมือด้วย ๆ กินร้อน ช้อนใครช้อนมัน(แยกกันกินไปเลย) ล้างมือด้วยนะคะ ด้วยความเป็นห่วงค่ะ

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ฮื่ออออออ ขอจัดหนักเอาให้คุณเค้าโงหัวไม่ขึ้นเลยค่ะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ซาบริน่าต้องโดนเอาคืนแน่ๆ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
RIP ซาบริน่า

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
คำเตือน (โปรดอ่าน) :

เนื้อหาในตอนนี้มีการใช้คำพูด นำเสนอในเรื่องเพศ และการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเยี่ยงอย่าง เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้วิจารณญาณอย่างยิ่งในการอ่าน และเรื่องทั้งหมดในเนื้อหาเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการเท่านั้น ไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด

--------------------------------


ตอนที่ 12
หากเคยประสบพบเจอเรื่องที่มีผลกระทบต่อจิตใจมา จึงเป็นเรื่องปกติที่มันจะฝังลึกอยู่ในห้วงความรู้สึก หากเป็นเหตุการณ์ที่กระทบโดยตรงจนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ มีบาดแผล จึงแน่นอนที่ร่างกายนั้นจะจดจำความรู้สึกที่รวดร้าวน่าหวาดกลัวนั่นได้ ยิ่งไปกว่าการที่ร่างกายต่อต้านต่อสิ่งนั้น จิตใจกลับต่อต้านมากกว่าถึงแม้จะพยายามที่จะยอมรับมัน

ดั่งเช่นตอนนี้ที่แพมควบคุมความคิดตัวเองเสมอ หลอกตัวเองว่ามันจะไม่เป็นอะไรหากเขาไม่ขัดขืนแต่มันก็ทำไม่สำเร็จ ความเป็นจริงเขาก็ไม่ได้ขัดขืนดังที่ตนเองพยายามแต่ทว่ากลับไม่สามารถขยับตัวได้ เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงนอน จนมอร์ริสได้ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่างกายผอมบางเขาไปจนสิ้น ตากวางเบิกกว้างมองเพดานห้องนอนหรูแบบไม่กะพริบ ลมหายใจติดขัดเช่นเดียวกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะอย่างที่ควรจะเป็น

เขากำลังกลัว...

ร่างกายสูงใหญ่ถอดอาภรณ์ที่ปกปิดร่างกายชิ้นสุดท้ายของตนเองออกไม่ปล่อยให้ร่างบอบบางใต้ร่างเสียเปรียบ เผยให้เห็นมัดกล้ามพอตัวที่เรียงตัวสวยงามไม่เยอะและไม่น้อยจนเกินไปเพราะเจ้าตัวเองก็ไม่ใช่คนที่หมั่นออกกำลังกายเท่าที่ควร หากแต่ไม่ว่าใครที่ได้มาพบเห็นก็ต้องรู้สึกว่าร่างกายกำยำนี้มันช่างเย้ายวนเกินจะต้านทานไหว ใบหน้าหล่อเหลาแม้จะดูเพลียเนื่องจากอาการป่วยเล็กน้อยดูอ่อนไหวและอ่อนแรงกว่าปกติไม่ได้แข็งกระด้างอย่างที่เจ้าของใบหน้าสมบูรณ์นั้นมักจะทำ

มอร์ริสเองก็รู้สึกไร้พละกำลังลงไปพอสมควร ร่างกายของเขามันขยับรวดเร็วไม่ได้ดั่งใจราวกับไม่ตอบสนองการสั่งการ คล้ายกับตอนที่เขาเกียจคร้านเอามาก ๆ จนไม่อยากที่จะทำอะไร ถ้าสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เขา อยากทำ เขาคงหยุดไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเจ้ากวางเนื้อหวานของเขาตัวนี้จะไม่พร้อมที่รับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นนี่ได้สักเท่าไหร่ มอร์ริสเอื้อมมือไปลูบใบหน้าเนียนใส เจ้าของใบหน้าสะดุ้งรู้สึกตัวจากภวังค์ความกังวลไออุ่นจากฝ่ามือซึมแทรกไปตามผิวหน้า ตากลมใสจ้องมองเขาสั่นไหวระริก

"ผมกลัว..ลอร์ดมอร์ริส ได้โปรด..." แพมกำลังอ้อนวอนขอให้หยุดอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบดี

"เด็กดี...ไม่พร้อมเลยสักครั้ง ไม่เคยที่จะรับมือ ความกลัวก็จะยังคงมีต่อไปแบบนี้ไม่หายไปไหน" มอร์ริสพูดเสียงนิ่งติดแหบพร่า

"แต่มัน...เจ็บ" แพมบอกเสียงสั่น

"มันจะดี ถ้าเธอยอมรับมัน" มอร์ริสพูดช้า ๆ พร้อมกับก้มหน้าลงไปชิดแพมเรื่อย ๆ แล้วประกบปากเรียวลงไปบางเบา ก่อนจะกระซิบบอก "เชื่อฉันก็พอ...เธอจะไม่เจ็บ"

ลิ้นซุกซนเริ่มต้นลิ้มเลียไปตามริมฝีปากบางบังคับให้มันเผยอออกต้อนรับให้ไปดูดดึงชิมรสชาติความหวานด้านในแต่โดยดี คนข้างใต้ร่างเริ่มโอนอ่อนตามการชักจูงอ้าปากออกทีละนิดจนปล่อยให้คนบนร่างแทรกลิ้นร้อนเข้ามายึดครองจนได้ ลิ้นนุ่มเกี่ยวพันกันเร่าร้อนเพราะความโหยหาของลอร์ดผู้สูงศักดิ์ จนคนใต้ร่างส่งเสียงประท้วงจากความทนไม่ไหวที่จะรองรับ

ร่างสูงที่เป็นฝ่ายบุกรุกไม่ได้เร่งรีบอย่างที่เคยทำ เขาพร้อมที่จะปรับให้ตนเองใจเย็นไม่บุ่มบ่ามทำอะไรรวดเร็ว มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามทรวดทรงร่างกายที่ซูบผอมเชื่องช้า ในขณะที่มืออีกข้างกุมเส้นผมร่างบางไว้เบา ๆ เพื่อบังคับให้รับจุมพิตในทิศทางต่าง ๆ ฝ่ามือแข็งแรงจับเรียวขาเปลือยแยกออกแล้วแทรกกายตัวเองไปอยู่ตรงกลางระหว่างขาเอง เขาก็ต้องขอบคุณตัวเองที่เป็นไข้อยู่ด้วย ถึงแม้ใจหนึ่งก็กังวลว่าจะเผื่อแผ่อาการป่วยให้คนที่เพิ่งหายป่วยมา

อืม...ค่อยให้ไมเคิลจัดการต่อก็แล้วกัน

"อื้มม"

แพมบิดเร้าตัวกึ่งประท้วง ขณะที่แก่นกายกลางตัวของเขากำลังถูกเบียดเสียดด้วยความใหญ่โตของมอร์ริสทั้งที่มันยังไม่ตื่นตัวเต็มที่แต่กลับมีขนาดที่น่าเกรงขามกว่าของเขา แม้แต่แพมเองก็ยังรู้สึกเขินอายและเสียหน้า แพมผละใบหน้าตัวเองหนีจากจูบหวานเชื่อม เป็นการเปิดทางให้คนที่ชำนาญได้ซุกไซร้ไปตามต้นคอขบเม้มมันจนเจ็บจี๊ด สองมือใช้แรงที่น้อยนิดพยายามดันร่างกายหนักอึ้งออก ผิดกับร่างสูงก็เอาแต่ใช้ท่อนล่างบดขยี้เขาจนความเสียวซ่านเริ่มลามลุกไปทั่วร่างโดยเฉพาะส่วนนั้นที่ถูกกระทำโดยตรง สุดท้ายไม่อาจต้านทานไหวมันลุกชันขึ้นปะทะกันไปตามสัญชาตญาณของร่างกาย

"อ่ะ เจ็บ...อย่ากัด" แพมส่งเสียงห้าม มอร์ริสกัดเขาอีกแล้ว อย่างที่เคยทำ

ร่างสูงขู่คำรามในลำคออย่างขัดใจ เขาขบฟันเข้ากับต้นคอซ้ำที่เดิมที่เขากัดไปก่อนหน้านี้จนมันขึ้นรอยฟัน อีกไม่นานมันจะแปรเปลี่ยนเป็นห้อเลือด มอร์ริสพยายามแล้วที่จะไม่เผลอทำอะไรตามใจ แต่กลิ่นกายรัญจวนที่โชยออกมายั่วเย้าเขาทำให้อดใจไม่ไหว ลงฟันกัดทึ้งเหมือนกับสัตว์ป่า มอร์ริสเลื่อนริมฝีปากลงมาตามซอกกระดูกไหปลาร้าขบเม้ม สร้างรอยสีกุหลาบ

"ผอม...ทำไมยังผอม" มอร์ริสกระซิบเบา ๆ

"เอ่อ ผมรู้สึกว่าตัวเองก็อ้วนขึ้นนะครับ" แพมไม่มั่นใจว่ามอร์ริสต้องการคำตอบไหม แต่เขาก็ตัดสินใจตอบไปเพื่อไม่ให้ร่างสูงโกรธ

มอร์ริสไม่ได้พูดอะไรกลับไปอีก เขาแอบโกรธเคืองที่ล่วงเลยมาเป็นสัปดาห์แล้วแพมก็ไม่มีท่าทีว่าจะอวบขึ้นมาบ้างเลย จับไปส่วนไหนก็เจอแต่หนังหุ้มกระดูกซึ่งมันขัดใจเขาค่อนข้างมาก

"อ๊าา"

ยอดอกสีน้ำตาลอ่อนชูชันอวดอ้างให้ปากหยักได้ครอบครองลิ้มลองโดยที่เจ้าร่างไม่ได้ตั้งตัว ลิิ้นร้อนระอุตวัดเลียดูดเม้มจนมันแข็งขืนสู้ลิ้น สองมือที่คอยเอาแต่ปัดป่ายถูกรวบไว้เหนือหัวด้วยมือข้างเดียวของมอร์ริส ร่างโปร่งแอ่นอกขึ้นเสียวสะท้านแต่กลับเป็นการสนับสนุนป้อนร่างกายให้มอร์ริสถึงปาก

เมื่อเล่นสนุกกับยอดอกสองข้างจนบวมเป่ง มอร์ริสก็ยืดตัวขึ้นใช้มือจับแก่นกายขนาดเขื่องของตัวเองชักรูดเบา ๆ ร่างโปร่งที่มองเห็นเช่นนั้นก็ผวาเฮือกใหญ่ มอร์ริสพลิกร่างโปร่งให้นอนคว่ำหน้า รั้งสะโพกอวบให้ลอยเด่นขึ้นมา

"ถ้ากลัวก็อยู่ท่านี้ไป" มอร์ริสกระซิบเจ้าเล่ห์และโอ้อวดในตัว

"มะ ไม่นะ แบบนี้มันน่ากลัวเกินไป" แพมถูกกดให้ซีกหน้าครึ่งหนึ่งจมไปกับหมอนนุ่ม อยู่ในท่วงท่านี้มันทำให้เขาไม่เห็นว่าตัวเองกำลังจะโดนอะไร

ร่างโปร่งสะดุ้งโหยงเมื่อรู้สึกเย็นช่องทางด้านหลังที่กำลังเด่นหราอยู่ตรงหน้ามอร์ริส นิ้วเรียวยาวลูบวนทางเข้าไปเรื่อย เป็นการนวดเพื่อให้ผ่อนคลายเตรียมรับสิ่งที่ใหญ่โต นิ้วชี้ที่ลูบวนดันเข้าไปในช่องทางนั้นจนเกือบสุดตอนที่แพมกำลังเผลอ ร่างโปร่งส่งเสียงร้องครางออกมาด้วยความตกใจและรู้สึกประหลาดกับร่างกาย มอร์ริสมองช่องทางที่บีบรัดนิ้วเขาถี่ยิบมันชโลมด้วยน้ำมันหอมจนฉ่ำเยิ้มไหลลงมาตามต้นขาอ่อนทั้งสองข้างที่กำลังสั่นระริกแทบพยุงไว้ไม่อยู่

"หืม เป็นภาพที่ลามกเสียจริง"

"อ๊ะ เดี๋ยว..ครับ อ๊าา" แพมกรีดร้องด้วยความเสียวซ่าน เจ็บแปลบเล็กน้อย

ต้นเหตุของเสียงนั้นเกิดจากการที่มอร์ริสได้เพิ่มนิ้วเข้าไปในช่องทางนั้นอีกหนึ่งนิ้วและนิ้วที่สามก็ตามมาติด ๆ มอร์ริสเป็นผู้ชายที่มือใหญ่นิ้วใหญ่การที่บังคับให้นิ้วสามนิ้วเข้าไปในช่องทางนั้นจึงสร้างความเจ็บปวดให้กับแพม แต่หากแพมปรับตัวได้แล้วนั้นการที่จะรับของเขาเข้าไปได้จะไม่ลำบากเท่ากับในครั้งแรก

"อย่าเกร็ง...ใช่ อย่างนั้นแหละเด็กดี" มอร์ริสกระซิบชิดติดใบหูแดงก่ำ ก่อนจะเผลอร้องคราง "อ่า รู้สึกไหม...มันดูดใหญ่เลย"

แพมหน้าขึ้นสีเมื่อได้ยินมอร์ริสพูดจาลามกแบบหน้าตาเฉย ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือร่างกายเขามันเป็นไปอย่างที่มอร์ริสพูดจริง ๆ แพมได้แต่ก้มหน้างุดไปกับหมอนปิดบังสีหน้าของตนเอง

อีกหนึ่งสิ่งที่แพมได้เรียนรู้จากมอร์ริส ขุนนางชั้นสูงที่ผู้คนต่างพากันให้ขนานนามว่าขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาและสุขุม แต่ที่แท้ก็คือผู้ชายหื่นกามลามกคนหนึ่ง

มอร์ริสถอนนิ้วทั้งสามออก ชโลมน้ำมันกับความเป็นชายที่แข็งขืนพร้อมจะปลดปล่อยได้ทุกเมื่อ แท่งร้อนเคลือบด้วยน้ำมันจนเยิ้มเงาจ่ออยู่ที่ปากช่องทางหลังที่เปิดเป็นรูเล็กจากการเตรียมพร้อมก่อนหน้านี้ มอร์ริสเลียริมฝีปากแววตาสีเขียวแกมฟ้าหื่นกระหาย ก่อนจะหลับตาพริ้มแล้วกดแท่งร้อนไปกับช่องทางที่สั่นระริกรออยู่

"อ่ะ เจ็บครับ...ชะ ช้า ๆ" แพมหลับตาหยี เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบที่ช่องทางหลังถึงแม้ว่ามันจะไม่เจ็บเท่าครั้งแรกก็ตาม

มอร์ริสจับสะโพกแน่นกัดริมฝีปากตัวเองระบายอารมณ์ มองดูช่องทางแน่นที่ตอดรัดรับแค่ส่วนปลายของเขาเท่านั้นแต่กลับรับส่วนกลางที่อวบใหญ่ไม่ได้ มอร์ริสอยากจะกระแทกเข้าไปให้มิดแล้วขยับเอวควบดั่งคนขี่ม้าแต่ก็ทำไม่ได้ เขาไม่อยากให้แพมช็อกและป่วยหนักเหมือนครั้งแรก มอร์ริสก้มลงจูบซับเม็ดเหงื่อที่ซึมตามแผ่นหลังบางไม่ลืมที่จะทิ้งรอยจูบสีกุหลาบไว้ทุกตำแหน่งที่เลื่อนผ่าน

"ผ่อนคลายกว่านี้"

มอร์ริสกระซิบ จับใบหน้าของแพมให้หันมารับจูบด้วยความลำบาก สองมือหนานวดคลึงก้อนสะโพก แต่ก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจจากร่างโปร่งได้ มอร์ริสดันสะโพกเอาความใหญ่โตเข้าไปได้อีกครึ่งและขยับเข้าไปอีกครั้งจนสุดความยาว ร่างโปร่งเจ็บรวดร้าวรับรู้ถึงการฉีกขาดของช่องทางหลัง

กึด!

"ซี้ด" มอร์ริสส่งเสียงคราง

ร่างสูงถอนริมฝีปากออก ของเหลวสีแดงไหลออกมาที่มุมปาก มันไหลมาจากด้านในโดยลิ้นที่ร่างโปร่งเผลอกัดลงมาตอนที่เขาแทรกตัวไปจนสุด มอร์ริสตวัดสายตามองแพมนิ่ง

"ผะ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ อย่า..ตีผมเลยนะ" แพมพูดเสียงสั่นกลัว แทบลืมความเจ็บระบมที่ช่องทาง เขายังจำวันที่ตนเองเอาแจกันทุบหัวมอร์ริสได้ไม่ลืม ครั้งนี้เขาก็เผลอไปกัดลิ้นอีกฝ่ายตอนที่กำลังจูบอีก

"หึ รับบทลงโทษที่หนักหน่วงของฉันได้เลย"

ปึก!

"อ๊า อ่ะ อ่ะ! ลอร์ด..มอร์ริส มอร์ริส!" แพมครางแบบไม่อาจห้ามได้

ร่างโปร่งไม่คิดว่ามอร์ริสจะกระแทกกายเข้ามาด้วยความรุนแรงและท่านี้มันทำให้ทุกครั้งที่แก่นกายเข้ามามันเข้าลึกกว่าครั้งแรกที่เขารู้สึกได้และกระสันเสียวยิ่งกว่าตอนนั้นหลายเท่านัก ความเจ็บปวดไม่ได้เลือนหายแต่ถูกกลบด้วยความรู้สึกเสียวซ่านแทน

"อ๊าา!" แพมครวญครางสุดเสียงเมื่อสอนปลายกระทุ้งโดนที่จุดหนึ่งในตัวเขา

"หืม ตรงนี้..ชอบใช่ไหม หืม?" มอร์ริสถามขณะที่กระทุ้งเอวเข้าออก บ้างก็เผลอครางเมื่อถูกตอดรัดแน่น

"อ่ะ..อ๊ะ" เสียงครางรับสุมสมเป็นคำตอบได้ดี

ร่างสูงกะทั้นเอวไปที่ตำแหน่งนั้นถี่รัวเรียกเสียงครางและร่างที่บิดเร้าทรมานบนที่นอน ช่องทางรักตอดถี่รัวเป็นการตอบแทน มอร์ริสทนความกระสันไม่ไหวก้มลงไปกัดเข้าที่ลำคอขาว ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ตรงสะโพกที่กระแทกกระทั้นไม่หยุด

น่าแปลกแม้ส่วนที่ถูกกัดจะสร้างความเจ็บปวดแต่ก็ไม่ได้ทำให้แพมรู้สึกไม่ชอบแต่อย่างใด มันกลับเข้ากันและเติมเต็มความรู้สึกในตอนนี้ได้ดี ทุกครั้งที่ฟันคมขบลงมาซ้ำยังโดนลิ้นร้อนตวัดเลียจนเกิดเสียงน้ำลายดังลามกมันยิ่งเพิ่มความรู้สึกเสียวซ่านที่แกนกลาง ช่องทางหลังยังคงถูกลงโทษที่ตำแหน่งจุดกระสันเดิมไม่เปลี่ยนไปไหน จนแพมรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังล้นทะลักออกมา

"ผมจะเสร็จ อ๊ะ!" กล่าวไม่ทันขาดคำ ร่างโปร่งก็ปลดปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นออกมาเปรอะเลอะที่นอน โดยที่ไม่ได้แตะต้องที่ข้างหน้าเลยแม้แต่นิด

"ทะลึ่งจังนะ เสร็จจากข้างหลัง..." มอร์ริสว่าพลางขำหยอกล้อ "แต่แย่หน่อยนะ เพราะของฉันอีกนาน และอีกหลายที"

"ฮ่ะ  อ่ะ!"

แพมนิ่วหน้าเมื่อถูกเปลี่ยนท่าเป็นนอนตะแครงกระทันหันทั้ง ๆ ที่ยังเชื่อมติดกันอยู่ เรียวขาข้างซ้ายถูกยกพาดไหล่แข็งแรง อ้าออกกว้างรองรับแรงกระทั้นแทกได้อย่างเต็มที่ ความเป็นชายที่เพิ่งจะปลดปล่อยออกไปถูกกอบกุมด้วยฝ่ามือใหญ่ของคนควบ มอร์ริสรูดรั้งฝ่ามือกับส่วนอ่อนไหว ไม่นานมันกลับมาลุกชันและสนุกด้วยกันกับเขาอีกครั้ง

แพมหอบหายใจถี่ใช้มือดันหน้าท้องแข็งแกร่งที่กำลังเคลื่อนไหวรุนแรงตามจังหวะสะโพก แพมใช้สายตาฉ่ำปรือมองใบหน้างดงามที่กำลังตกอยู่ในห่วงอารมณ์ หน้าแก้มขึ้นสีเล็กน้อยจากพิษไข้ เหงื่อเม็ดเล็กไหลซึมตามเค้าโครงหน้าเรียวได้รูปจนถึงสันกราม ริมฝีปากสีพีชถูกขบจนแดงก่ำแต่ก็ไม่สามารถกลบเสียงครางเครือเซ็กซี่ได้ นัยน์ตาสีประหลาดประกายวาววับบางครั้งก็ถูกปิดด้วยเปลือกตาสองชั้น ช่างเป็นคนที่มีใบหน้างดงามสมบูรณ์แบบน่าริษยาอะไรขนาดนี้ ร่างโปร่งได้แต่คิดในใจ พระเจ้าประทานให้คนผู้นี้เกิดสมบูรณ์แบบในทุกด้าน แต่พระเจ้าประทานให้คนผู้นี้เกิดมาเพื่อรังแกเขาผู้ที่พระองค์เกลียดชัง

ปึง!

"เฮือก!" แพมผวาเฮือกใหญ่กับเสียงทุบประตูที่ดังสนั่น ดีที่ก่อนเข้ามาเขาได้ทำการล็อกมันไว้แล้ว

มอร์ริสชะงักไปชั่วครู่ผันหน้าไปมองบานประตูก่อนจะกลับมาบรรเลงจังหวะบนตัวเขาตามเดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ลอร์ดมอร์ริส..ประตู อ๊าา" แพมเผลอครางสุดเสียง แท่งร้อนถูกดึงออกไปเกือบหลุดแล้วกระแทกกลับเข้ามาด้วยความรวดเร็วและรุนแรง แพมใช้มือปิดปากตัวเองแน่น

ปึง ๆ ๆ

"มอร์ริส เฮ้! ลอร์ดวอซลี!"

ที่หน้าประตูคือเสียงของหมอไมเคิลที่เอาแต่ทุบประตูแล้วตะโกนโวยวายดังลั่น แพมได้แต่กังวลกลัวว่าคนด้านนอกจะรู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันอยู่และเกรงว่าหมอไมเคิลจะเข้ามาได้สำเร็จ แตกต่างจากอีกคนที่ยังคงทำเรื่องลามกได้หน้าตาเฉย ทั้งยังก่อกวนเขาด้วยการบดขยี้ยอดอกบวมเป่ง

"นายอยู่กับเด็กคนนั้นใช่ไหม มอร์ริส! ฉันบอกนายไปแล้วใช่ไหมว่านายต้องรักษาก่อน เวรเอ้ย!"

ชายแก่พุงพ้วยยืนตะโกนอยู่หน้าห้องราวกับคนบ้าที่กำลังทะเลาะกับประตู ไมเคิลใช้มือทุบประตูห้องดังลั่นอย่างหัวเสีย เขาได้รับข่าวมาว่ามอร์ริสยังไม่รับประทานยาก่อนนอนเพราะสาวใช้ไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปเสิร์ฟได้ พ่อบ้านฮาร์วียังบอกอีกว่าเด็กหนุ่มผอมแห้งที่เขารู้จักดีก็ไม่อยู่ที่ห้องตนเองเพราะถูกผู้เป็นนายเรียกพบ

"อ่ะ ...พอเถอะครับ" เสียงครางแผ่วที่ดังเล็ดลอดออกมายิ่งทำให้หมอประจำตระกูลอย่างไมเคิลทวีพูนความโกรธเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว

ปึง!

"พระเจ้า! นี่นายป่วยอยู่นะ หยุดเดี๋ยวนี้มอร์ริส!"

"กลับไปนอนเสียไมเคิล รำคาญ!"

มอร์ริสตะโกนคำหลังดังลั่นห้อง แพมเองก็สะดุ้งตกใจแต่ไม่นานก็ถูกทำให้ส่งเสียงครางออกมาโดยที่ไม่สามารถห้ามได้ มือที่เขาใช้ปิดปากกลบเสียงถูกรวบไว้ด้านบนเพื่อเปิดเผยมันออกมาให้คนด้านนอกได้ยินตามประสงค์ของมอร์ริส แพมน้ำตารื้นออกมาเพราะเจ็บใจที่ถูกกลั่นแกล้งให้อับอาย ดูเหมือนผู้กระทำจะค่อนข้างพอใจกับผลงานตนเองมากถึงต้องทำสีหน้าสุขสมแม้จะไม่มีรอยยิ้มก็ตาม แพมได้ยินเสียงไมเคิลสบถอยู่หน้าห้องสองสามคำพร้อมทุบประตูทิ้งท้ายแล้วทุกอย่างก็เงียบไปเหลือเพียงเสียงครวญสุขสมของคนทั้งสองภายในห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวาง

"ร้องไห้ทำไม...ไม่ดีเลยนะ" มอร์ริสพูดเย้าหยอก

ไม่ดีกับตัวเธอเลย...

"คุณแกล้ง..ผม อื้มม" แพมถูกปิดปากด้วยริมฝีปากหยัก กลิ่นสนิมคละคลุ้งไปทั่วริมฝีปาก ลิ้นนิ่มเกี่ยวพันแลกเปลี่ยนความชุ่มชื้นกัน

กายแนบกาย ริมฝีปากจูบแนบชิด หยาดเหงื่อแรงอารมณ์แลกเปลี่ยนกัน ค่ำคืนที่แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาให้แสงสว่างสะท้อนเงาของคนทั้งคู่ที่กำลังกอดรัดแบ่งปันเสน่หาของกันและกันไม่รู้จักจบสิ้น อีกคนที่รองรับความต้องการด้วยความรู้สึกที่สับสนในตนเอง อีกคนที่ต้องการตักตวงไม่รู้จักอิ่มและเหน็ดเหนื่อย สองขั้วที่แตกต่างแต่กลับดูเข้ากันอย่างน่าประหลาดใจ


-ต่อด้านล่าง-
คือแก เข้าใจเราปะ ว่าเราพยายามลบนู้นนี้นั่นโน่นแล้วอ่ะ แต่มันก็เกิน2000ตัวอักษรอ่ะ ประเด็นคือมันเกินหน่อยเดียวอ่ะแกรรรร คือเราไม่อยากเพิ่มกระทู้อ่ะแก เราขี้เกียจจัด ฮ่าาาาาาาาาา

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
'มอร์ริสมานี่สิลูก...'

'ต่อไปนี้อยู่กับแม่นะ...'

'ลูกรัก มันเจ็บสินะ..แต่ก็ดีใช่ไหม...'

...

'เพี๊ยะ!'

เปลือกตาสองข้างเปิดขึ้นกะทันหันในกลางดึก เผยให้เห็นนัยน์ตาสีเขียวแกมฟ้าที่อับแสงไม่ได้ประกายงามเหมือนดั่งทุกที หยาดเหงื่อไหลพรากซึ่งไม่ได้เกิดจากการที่อากาศร้อนแต่เกิดจากความรู้สึกที่ย่ำแย่ ความฝันเดิม ๆ ที่มักจะปรากฏบ่อยครั้งแทบทุกคืน วันไหนไม่ฝันวันนั้นคือความสงบสุข มอร์ริสไม่เคยขอให้ตัวเองมีความฝัน ทั้งฝันดีและฝันร้ายเขาไม่เคยต้องการ แต่มันไม่สามารถห้ามความคิดตนเองได้ เพราะเขายังคิดถึงมัน เรื่องเก่า ๆ ที่คอยมาหลอกหลอนอยู่เสมอ

นอกหน้าต่างที่เปิดออกกว้างคือภาพมืดสลัวแต่ก็พอเห็นแสงสว่างจาง ๆ บอกเวลาปีสี่โดยประมาณ ไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะขึ้นต้อนรับวันใหม่โดยสมบูรณ์แบบ มอร์ริสมองไปที่ข้างกายตัวเอง ทั้ง ๆ ที่จะต้องมีคนร่างซูบผอมนอนอยู่ด้วยบนเตียงเดียวกันแต่กลับไม่มี เหลือทิ้งไว้เพียงที่นอนเย็นชืดไร้ไออุ่น เป็นหลักฐานว่าอีกคนได้แบกร่างที่ถูกใช้งานอย่างหักโหมหนีกลับห้องตนเองไปนานแล้ว

รู้สึกโดดเดี่ยว...

ทั้ง ๆ ที่การที่ตัวเองได้นอนกอดร่างโปร่งซึมซับไออุ่นนั้นช่วยทำให้เขาหลับสบาย ผ่อนคลาย และปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัส คิดว่าคืนนี้จะได้นอนหลับอย่างไร้กังวลแล้วแท้ ๆ อีกคนกลับทิ้งเขาไปให้ความหนาวเหน็บเข้ามาย่างกรายรวมถึงฝันร้ายที่ไม่คิดจะได้รับในคืนนี้ด้วย

มอร์ริสเดินตัวเปล่าออกมาจากห้องน้ำ หยาดน้ำที่ใช้ชำระล้างเหงื่อไครเหนียวเหนอะของตัวเองยังคงเกาะอยู่บนร่าง เขายังคงไม่ซับให้มันแห้ง แต่ทำให้มันหายไปโดยการเดินออกไปที่ระเบียงให้ลมโกรกพัดผ่านตัวจนหนาวเหน็บ เป็นคนป่วยที่ไม่เจียมตัวถึงแม้อาการป่วยจะลดลงไปเกือบหมดสิ้นแล้วก็ตาม ตาคมมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ แค่อยากทำให้ตัวเองรู้ว่าไม่มีใครสามารถมาทำร้ายและต่อต้านเขาได้ ตอนนี้เขาอยู่กับตัวเอง ในบ้านที่มีตัวเองเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว

ประตูไม้บานหรูเปิดออกอย่างเงียบเชียบโดยผู้ที่กำลังบุกรุก ไม่มีท่าทีว่าคนที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียงนอนคนเดียวจะตื่นขึ้นมาต้อนรับแต่อย่างไรเพราะความเหนื่อยอ่อนจากการออกกำลังมาอย่างหนักหน่วง คอเสื้อเปิดกว้างเผยเห็นลำคอที่เต็มไปด้วยรอยกัด รอยจูบ บางที่ก็ห้อเลือด ยังไม่นับรอยแผลเป็นเก่าจาง ๆ นึกไม่ออกเลยว่าร่างบางจะปกปิดมันจากสายตาคนอื่นอย่างไร ใบหน้าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ขนตาเปียกฉ่ำหลับพริ้ม ปากแดงบวมเจ่อน่าบดขยี้

ฝ่ามือเย็นชืดลูบไล้ตามกลุ่มผมที่เริ่มได้รับการบำรุงจนนุ่มสลวย มอร์ริสสัมผัสใบหน้าของคนที่หนีกลับมานอนห้องบางเบา สายตานิ่งงันไร้ความคิด ก่อนที่เจ้าตัวจะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนที่แทบนับครั้งได้ในชีวิตจะทำมันออกมา คนร่างโปร่งกำลังถูไถใบหน้ากับฝ่ามือของเขาแบบไม่รู้ตัว แถมเจ้าตัวยังสูดดมกลิ่นกายเขาอีก

"ฉันพอใจเธอมากนะ เพราะฉะนั้นจากนี้...อย่าดื้อล่ะ"



"อื้ม ชากุหลาบหอมกรุ่นนี่มันช่างเข้ากับบรรยากาศข้างสระน้ำตระกูลวอซลีดีจริง"

แพทย์ใหญ่พุงพ้วยหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับรสชาติของชาและธรรมชาติที่สวยงาม สระน้ำสีเขียวฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ เหล่านกน้อย ผีเสื้อบินร่อนสนุกสนาน

"ไร้สาระ" มอร์ริสพูดเสียงเหยียด เลือกที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ไม่สนใจคนแก่

ไมเคิลรู้ว่ามอร์ริสไม่ชอบมานั่งที่ตรงนี้ ถึงจะปากแข็ง นิสัยกระด้างกระเดื่อง แต่เมื่อถึงยามอ่อนแอก็ยอมรับว่าต้องมาปรึกษาเขา ตอนที่ได้ยินชายที่สมบูรณ์ผู้นี้บอกกล่าวว่าตนเองเพิ่งผ่านช่วงเวลาเลวร้ายในฝันมา เขาไม่ได้ตกใจที่ได้ยิน รู้สึกชินเสียมากกว่า แต่สิ่งที่เขาคิดเป็นอย่างแรกคือต้องหาสถานที่ที่ผ่อนคลาย และที่นี่ก็เป็นตัวเลือกในการจะนั่งคุยกันในยามสาย พ่อบ้านฮาร์วีเดินเข้ามาหาพวกเขาช้า ๆ แล้วหันไปคุยกับมอร์ริส

"นายท่านขอรับ เรื่องที่ให้จัดการกระผมทำให้แล้วนะขอรับ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการสักระยะ" ฮาร์วีกล่าว

"..."

"แบบนี้จะไม่เป็นอะไรแน่ใช่ไหมขอรับ คุณซาบริน่าเธออาจจะไม่ทันระวัง"

"ยัยนั่นจุ้นจ้านเกินไป ฉันไม่ตัดลิ้นมันมาไว้ในคอลเลคชั่นก็ดีแล้ว" มอร์ริสพูดเสียงเย็น

"นายทำให้บรรยากาศในสวนเลวร้าย" ไมเคิลพึมพำ

"การตัดขาดกับตระกูลนั้นจะไม่ส่งผลอะไรใช่ไหมขอรับ" ฮาร์วีพูดถึงครอบครัวเศรษฐีของซาบริน่า

"มันทำอะไรไม่ได้หรอก ช่วงนี้มันกำลังตกอับ เดี๋ยวไม่นานมันก็แบกลูกสาวมันมาสยบแทบเท้าขอโทษฉัน ข้อหาที่มันบังอาจมาแตะต้องคนของฉัน"

"ขอรับ ขออภัยที่ถามมากความขอรับ" ฮาร์สีก้มหัวให้หนึ่งครั้ง แล้วเดินออกไป

"นายจริงจังกับเด็กคนนั้นไปหรือเปล่า มอร์ริส" ไมเคิลถามจริงจัง

"ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ"

"ฉันไม่มีปัญหาหรอกนะถ้านายจะชอบผู้ชาย แต่อย่างน้อยถ้านายจะให้คนเขานินทาเรื่องนี้ ก็ขอให้เป็นคนอื่นไม่ได้เหรอ เขาเป็นแค่ทาสนะ ทาสนอกกฎหมายเสียด้วย!"

"บ่ายวันนี้แพมมีเรียนกับวินสตัน" มอร์ริสพูดขึ้นมาลอย ๆ ราวกับก่อนหน้านี้ไม่ได้ยินอะไรอะไร แต่เขามั่นใจว่าไมเคิลจะรู้ว่าเขาต้องการสื่ออะไร

"ครูวินซ์สินะ ไม่ต้องห่วงหรอก เด็กคนนั้นไม่ได้ป่วยอะไรฉันให้ยาดักไว้แล้ว ยังคงไปเรียนหนังสือได้ตามปกติ"

หลังสิ้นสุดคำตอบของไมเคิล ร่างสูงก็ไม่ได้ถามอะไรกลับมาอีก ไมเคิลวางแก้วชาลงที่จานรอง แล้วเหม่อมองไปที่สระน้ำสีสวย

"ช่างเถอะ ฉันดีใจนะ ที่ในที่สุดนายก็ตกปากรับคำเสียที เรื่องการรักษา" หมอไมเคิลพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับคนที่มีศักดิ์เป็นเจ้านาย ด้วยความที่สนิทสนมจึงไม่จำเป็นที่จะต้องสุภาพด้วยถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นชนชั้นขุนนางก็ตาม

"หวังว่ามันจะให้ผลดีอย่างที่คุยโวกรอกหูมาเป็นสิบปี" มอร์ริสตอกกลับ

"แน่นอนอยู่แล้ว คนที่ฉันพูดถึงเป็นหมออายุน้อยคนหนึ่งที่เก่งกาจมากเท่าที่ฉันรู้จักมา เข้าใจทะลุปรุโปร่งราวกับเป็นคนไข้ เขาจะรักษานายได้ มอร์ริส...นายต้องพยายามกับมันให้มาก ๆ" ไมเคิลเลือกใช้น้ำเสียงอ่อนโยนในการหลอกล่อ

"ฉันเต็มที่กับทุกเรื่อง" มอร์ริสพูดแค่นั้น ก็ทำให้ไมเคิลสบายใจได้

"เฮ้อ ฉันอยากให้นายหาย ฉันอยู่กับนายมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ฉันก็อยากให้นายมีชีวิตที่ดีที่สมบูรณ์แบบ นายก็เหมือนลูกชายของฉัน ฉันอยากให้นายลืมเรื่องนั้นไปเสีย มันก็ผ่านมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว..."

"เลิกพูดถึงมันสักที!"

ปึง! มอร์ริสทุบโต๊ะดังลั่นจ้องหน้าไมเคิลนิ่ง

"เฮ้อ เขายินดีมากที่จะมาเป็นหมอของนาย เพราะฉะนั้นใจดีกับเขาด้วย"

"..."

"ถ้าได้เห็นเขา นายจะต้องชอบแน่นอน เขาอาจจะทำให้นายเลิกสนใจเจ้าเด็กคนนั้นก็ได้"

"สรุปนายหาหมอมาให้ฉัน หรือกำลังหาคู่ให้ฉัน ไมเคิล"

"เพราะฉันหวังดีกับนาย ฉันจะบอกให้เขามาพบนายสัปดาห์หน้าเพื่อให้นายจัดการตัวเอง เคลียร์งาน ทำตัวให้ว่างพอ ไม่ต้องห่วง...เขารักษานายหายแน่" 







"เขาเป็นใคร?"



"นิสัยส่วนตัวสุขุม ไร้หัวใจ ไม่เคยนึกถึงผู้อื่น เย็นชาชนิดที่ว่าน้ำแข็งยังต้องยอมแพ้ ไม่มีคนรัก อยู่บ้านหลังใหญ่โต คนใช้น้อยคน หืม...ทำไมต้องเอาข้อมูลที่รู้อยู่แล้วมาให้ด้วยล่ะ" เสียงนุ่มทุ้มอ่านออกเสียงตามตัวหนังสือที่เห็น ร่างสูงโปร่งตามค่าเฉลี่ยเกือบ180 ในชุดตัวโปร่งแขนยาวตัวสบาย ร่างผอมบางไร้กล้ามเนื้อเพราะเจ้าตัวไม่ชอบออกกำลังกาย เนื้อตัวสะอาดสะอ้านรับกับใบหน้าหวานตากลมโตและจมูกโด่งเป็นสันได้รูป เขาเคลื่อนไหวตัวรวดเร็วไปที่กระเป๋าเอกสาร

กระดาษที่มีรายละเอียดข้อมูลถูกสอดไว้ในช่องตามเดิม จากนั้นเลื่อนหาข้อมูลตัวใหม่ที่ช่วยให้การทำงานของเขาราบรื่นกว่าเดิม ก่อนจะหยิบแผ่นใหม่ขึ้นมาอ่านรวดเร็ว แต่ก็หัวเสียเก็บลงไปที่เดิมแล้วหาต่อไป

ที่บ้านไม้หลังใหญ่สองชั้นรูปทรงธรรมดาอย่างบ้านอื่นในอังกฤษ บ้านครอบครัวชนชั้นกลางที่มีสามีภรรยาเป็นแพทย์ผู้ชำนาญและมีลูกชายวัย 25 ปีซึ่งก็มีความรู้ความชำนาญในด้านเดียวกัน ที่หน้าบ้านมีป้ายเขียนบอกโดยเข้าใจกันทั่ว

'หมอเอลวิส รับให้คำปรึกษา'

ซึ่งเป็นป้ายที่ผู้เป็นแม่เปลี่ยนเองโดยพลการเนื่องจากภูมิใจในตัวของลูกชายเธอมาก และดูการทำเช่นนี้จะช่วยเรียกลูกค้า หารายได้เข้าบ้านไม่เว้นแต่ละวันทั้งชายหญิงเพราะเอลวิสลูกชายของเธอนั้นหน้าตาน่าเอ็นดู

"อารมณ์เสียอะไรกันคะคุณหมอเอลวิส"

เสียงใสของผู้ช่วยสูงวัยดังขึ้นใกล้ ๆ ดึงความสนใจจากเจ้าของชื่อที่กำลังอารมณ์เสียจริง ๆ

"เลิกพูดแบบนั้นสักที ผมไม่ใช่หมอสักหน่อย" เอลวิสกลอกตาไปมา

"ต้องใช่สิคะ ก็คุณช่วยบำบัดบรรเทาทุกข์ให้คนที่จิตตกรู้สึกดีขึ้นได้ เหมือนคนป่วยที่หายไข้ยังไงล่ะคะ ว่าแต่หัวเสียอะไรกันคะ"

"ข้อมูลของลอร์ดวอซลีน่ะสิ มีแต่เรื่องที่ผมรู้อยู่ก่อนแล้ว ผมต้องการข้อมูลที่มีประโยชน์กว่านี้สิ"

เอลวิสยังคงหากระดาษในกระเป๋าเอกสารไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงแผ่นสุดท้ายก็ไม่พบอะไร เขากุมขมับอย่างเสียอารมณ์

"เอ๋ นี่ลอร์ดวอซลียอมรับการรักษาแล้วเหรอคะ! แล้ว..." เธอเบิกตากว้างตะลึง

"ใช่ และผมก็เป็นผู้โชคดีคนนั้นที่ได้ไปรักษาเขา" เอลวิสยิ้มภูมิใจ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ

"เอ๋ แต่เมืองวาแคนก็ห่างไกลจากที่นี่อยู่นะคะ แล้วทางนี้ล่ะ" ผู้ช่วยทำหน้าสงสัย

"จริงสิ และอีกเรื่อง ผมได้เกียรติในการไปอยู่ที่นั่นและอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์วอซลีในระยะยาว ดังนั้น...ฝากทางนี้ด้วยนะครับคุณผู้ช่วย" เอลวิสทำหน้าอ้อนวอน

"สบายมากค่ะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกนะคะ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีคนเทียวมารักษาที่บ้านหรอกค่ะ"

เอลวิสยิ้มอ่อนโยน มองรูปภาพของบุคคลหนึ่งหลายรูปที่หัวโต๊ะทำงาน มันเป็นรูปที่ตัดจากหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ปีรวมกัน แค่มองใจเขาก็เต้นระส่ำแล้ว

"สู้ ๆ นะคะคุณเอลวิส คุณน่ารักขนาดนี้ยังไงท่านก็ชอบคุณค่ะ"

ผู้ช่วยหญิงแก่ลอบมองเจ้านาย คุณหมอของเธอมีเสน่ห์เหลือล้นเกินกว่าจะคาดเดาเลยล่ะ ไม่ว่าใครก็ต่างพากันตกหลุมรักทั้งนั้น ขอแค่เอลวิสเอ่ยปากอ้อนวอน ก็ต่างได้ดังที่ต้องการทั้งนั้น

"ผมดีใจจริง ๆ ที่รู้จักหมอไมเคิล พระเจ้าช่างเมตตากับผมเสียจริง" เอลวิสยกสร้อยคอไม้กางเขนมาจูบ

"ใช่ค่ะ คุณช่างเป็นคนที่เกิดมาโชคดี ไม่ว่าใครก็ต่างพากันรักไม่เว้นพระองค์" เธอตอบด้วยรอยยิ้มจากใจ ก่อนจะหันไปมองกระเป๋าเอกสาร

"อืมม ไม่มีข้อมูลที่ต้องการเลยหรือคะ"

"ใช่น่ะสิ ข้อมูลพื้นฐานแบบนี้ผมรู้อยู่แล้ว" เอลวิสเบ้ปาก

"โห เก่งจังเลยนะคะ มันเยอะมากๆเลย"

"ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ..." เอลวิสพูดเสียงเบา เอื้อมมือไปจับกรอบรูปของมอริสที่ดูดีที่สุดมา เขาจำได้ว่าเขาเก็บเงินเพื่อขอซื้อรูปนี้จากบ้านขุนนางชั้นสูงเชียวนะ เอลวิสยิ้มบางแล้วพูดต่อ

"ก็เขาเป็นคนที่ผมรักนี่นะ"



-----------100%-----------


มาจ้า เพิ่มอรรถรสของเนื้อหากันหน่อย แต่งมา12ตอนแล้ว แต่รู้สึกว่ายังห่างไกลกับคำว่าตอนจบอยู่เลย แหะๆ ๆ

ตอนนี้ขอเปิดตัวน้อนนนนคนสำคัญที่จูหวังว่าทุกคนน่าจะรักและเอ็นดูกันนะครัช น้อลเอลวิสคนนี้จะอยู่กับคนอ่านไปอีกสักพักเลยฮ้าา ฮ่าาาาาา รักน้า จู๊ฟฟฟ


คลิ๊กไปเพจตรงนี้เลยจ้า Juharah    :mc4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ไม่น่าใช่คนดี  แบบนี้ต้องสั่งโบย555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป~

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
ตอนที่ 13

ห้องหนังสือเต็มไปด้วยกลิ่นกระดาษและกลิ่นดอกไม้ที่ตรงระเบียงรวมกันคละคลุ้ง ชั้นหนังสือไม้สีแก่สูงใหญ่จนถึงเพดานตั้งอยู่ชิดผนังห้องดูเต็มตา มันกินเนื้อที่เกือบรอบห้องเหลือไว้เพียงพื้นที่ตรงกลาง มีพรมหนานุ่มขนาดใหญ่วางอยู่และหมอนรองนั่งสำหรับสองคนก็นั่งได้ มันทำจากนุ่นเมื่อนั่งลงไปแล้วก็จมลงไปกับหมอนั่น สบายต่อการที่จะนั่งนอนอ่านหนังสือ

เดิมทีห้องนี้ไม่ค่อยได้มีคนเข้ามาใช้นักนอกจากผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ หรือนาน ๆ ทีสาวใช้วัยใสอย่างลิลลี่ก็จะเข้ามานั่งอ่านฆ่าเวลาหรือยามที่ตนเองต้องทบทวนบทเรียนตามที่คุณครูวินสตันได้ออกคำสั่งไว้ แต่ตอนนี้ห้องหนังสือมันได้ถูกจับจองโดยสมาชิกใหม่ที่กำลังตื่นเต้นกับบทเรียนและกองหนังสือมากมาย แพมเข้ามาขลุกตัวอยู่ในห้องนี้ทุกเวลาที่ตนเองว่างและจะอยู่อย่างนั้นนานหลายชั่วโมง บางวันก็เข้ามาตั้งแต่เช้าจนลืมที่จะไปร่วมโต๊ะอาหารกับมอร์ริส ทั้งคู่เองก็มีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้งกับเรื่องนี้ เป็นอย่างนี้หลายวันแล้ว ดูท่าทางเด็กเห่อก็คงจะไม่ลดความสนใจในเร็ววันแน่ ยิ่งเรียนรู้และรู้ความมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสนุกและละเลยสิ่งอื่นรอบข้างไปกว่าเดิม หนังสือหลายเล่มแพมได้อ่านมันจนจบอย่างยากลำบากและช้ากว่าคนที่มีความรู้ เขาอ่านได้ช้ากว่าลิลลี่ด้วยซ้ำ หนังสือบางเล่มลิลลี่ใช้เวลาอ่านเพียงครึ่งวันแต่แพมต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มที่จะอ่านมันจบ มันยิ่งทำให้แพมรู้สึกฮึกเหิมที่จะเอาชนะเด็กสาวอย่างลิลลี่

"อืม อันนี้อ่านว่าอย่างไรนะ"

ปากบางพึมพำกับหนังสือที่ตัวเองอ่าน แล้วเปิดสมุดบันทึกที่ใช้จดตอนเรียนกับวินสตัน เขานอนคว่ำกับพื้นครึ่งตัวบนของเขาทาบทับอยู่บนหมอนรองนั่งอันใหญ่ ชันศอกเพื่อยกตัวขึ้นให้อ่านได้ถนัด เสียงประตูห้องเปิดออกเรียกความสนใจเขาได้ แพมหันไปตามเสียงนั่นอย่างตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคนมาหาเขาในเวลานี้ พอรู้ว่าเป็นใครเขาถึงกับต้องยันตัวเองขึ้นนั่งร้อนรน

"จำได้ว่าเมื่อคืนแครอไลน์ส่งเข้านอนแล้ว ทำไมถึงอยู่ที่นี่...ตอนตีสี? " มอร์ริสเอ่ยถามเสียงเรียบ จ้องมองคนที่นั่งทำหน้าเหมือนเด็กน้อยมีความผิด หากอีกฝ่ายมีหูเหมือนดั่งสุนัขมันคงจะลู่ตกลงมาแล้ว

"ผมแค่อยากอ่านมัน..ผมอ่านไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วและมันสนุกมาก ผมอดที่จะคิดถึงมันไม่ได้จริง ๆ " แพมพูดรัวแล้วชี้นิ้วไปยังหนังสือนวนิยายที่ตนเองอ่าน

"วิลเลียม เชกสเปียร์? มีความรู้ได้ไม่เท่าไหร่ก็อ่านหนังสือที่ใช้ภาษาระดับนี้เลยหรือ อวดเก่งเสียจริง"

มอร์ริสพูดชื่อนักประพันธ์นวนิยายชื่อดังด้วยเสียงเย้ยหยันแบบไม่จริงจังมากนัก เขาลงมานั่งคร่อมหลังร่างบางเกยคางตนเองกับบ่าอีกฝ่าย ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มที่เป็นหัวข้อสนทนามาเปิดดู

"ผมขยับไปนั่งตรงนั้นดีกว่า คุณขี้ร้อนนี่ครับ" แพมขยับตัวออกช้า ๆ แต่ก็ถูกรั้งเอวไว้จนแผ่นหลังชิดอกแกร่งของมอร์ริส

"รู้หรือเปล่าว่าหนังสือเล่มนี้มีมูลค่าเท่าไหร่ถึงใช้ดินสอเขียนมันลงไป" มอร์ริสจ้องรอยดินสอที่ขีดเส้นใต้คำยาก ๆ

"อ๊ะ! ผมขอโทษจริง ๆ ครับ ผมจะหาวิธีลบมัน ผมไม่นึกว่ามันจะมีราคาแพง"

"ไม่ว่าเล่มไหนก็ไม่ควรขีดเขียน หนังสือทุกเล่มนั้นมีคุณค่าเพราะฉะนั้นไม่ควรทำลายมัน เข้าใจใช่ไหมกวางดื้อ" มอร์ริสกัดติ่งหูนิ่มเบา ๆ

"อื้อ ครับ" แพมเอียงหัวหลบ

"คำนี้แปลว่า 'ความหลงใหล' ทั้งคู่เสพสุขในรสรักและตกในห้วงเสน่หาจนหลงลืมในสิ่งที่ตนเองทำไป" มอร์ริสกระซิบบอกแพมเบา ๆ ประโยคหลังคือเขาได้ตีความเองจากเรื่องราว

"ความหลงใหล...ลอร์ดมอร์ริส คุณจะบอกว่าที่โรมิโอและจูเรียตมีความสัมพันธ์กันเพราะความหลงงั้นหรือ ทั้งที่พวกเขารั..."

"ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างทำผิดชั่วให้แก่กันและกัน ทำไมถึงยอมนอนด้วยกันหากไม่ใช่เพราะความหลงใหลในเรือนร่าง มัวเมารสเซ็กส์ ความรักหรือ? ...แค่สิ่งเพ้อฝัน" มอร์ริสตอบเสียงเรียบ มือหนาเค้นคลึงเอวบางโดยไม่รู้ตัว

"เพราะคุณไม่รู้จักมันต่างหาก...ความรักน่ะ" แพมพึมพำเสียงเบา เอียงคอหนีริมฝีปากหยักที่คอยจูบซับต้นคอเขา

"งั้นตอบฉันสิ ว่าสิ่งที่เราทำกันบ่อย ๆ นั่นเป็นเพราะเธอ...รักฉัน? " มอร์ริสจับใบหน้าของแพมให้มาสบตา

"ไม่..ไม่ใช่นะ ผมจะไปรักคุณได้อย่างไรลอร์ดมอร์ริส...ความจริงแล้วผมก็ไม่รู้จักมันเหมือนกัน ความรักน่ะ" แพมตอบลนลาน หันหน้าหนีมอร์ริส ยิ่งได้ยินเสียงขำในลำคอของอีกฝ่ายยิ่งพาลทำเขาหน้าร้อน

เขาจะตื่นเต้นทำไมกันล่ะ! เขาไม่ได้รักลอร์ดมอร์ริสเสียหน่อย จะรักคนที่ข่มขืนเขาได้อย่างไร...ถึงแม้พักหลังมานี้มอร์ริสจะดีกับเขาและให้อะไรแก่เขามากมาย

"เอ่อ ว่าแต่ทำไมวันนี้ตื่นเช้าล่ะครับ" แพมถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยอยู่ก่อนแล้ว

แผ่นหลังบางเผลอทิ้งตัวพิงไปกับอกแกร่งอย่างไม่รู้ตัว คงเป็นเพราะมันอุ่นและแข็งแรง มอร์ริสเองก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรกับเรื่องที่แพมเองก็ไม่รู้ตัว เขายังคงวางคางตนเองไว้ที่เดิมและกอดเอวเล็กไว้แน่น ตั้งแต่มาอยู่ด้วยกันมอร์ริสถึงรู้ว่าเขานั้นตัวใหญ่กว่าคนทั่วไปนัก ร่างโปร่งถึงดูตัวเล็กไปขนัด

"หืม ต้องไปข้างนอกน่ะ ไปบนเขาลูกนั้น" มอร์ริสว่าพลางจ้องมองเขาลูกเล็กผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้าง แล้วเหลือบมองคนข้าง ๆ ที่ทำหน้าตาตื่นเต้น

"ผมไปด้วยได้หรือเปล่า" แพมส่งสายตาวิงวอน

"หึ จะให้ฉันพาคนที่คิดหนีออกไปข้างนอกงั้นหรือ? "

"ผมไม่ได้จะหนีแล้วเสียหน่อย อย่างที่คุณบอก..หนีอย่างไรก็คงไม่พ้น" แพมพูดประโยคหลังเสียงค่อย

"ทำหน้าหงอย? ฉันไม่ได้จะห้ามไม่ให้ไป" มอร์ริสบีบแก้มตุ่ย

"จริงนะครับ! " แพมตะโกนอย่างตื่นเต้น เขากำลังได้ออกไปด้านนอกครั้งแรกในรอบหลายวัน

"จะให้แครอไลน์จัดของให้ เราจะเดินทางในอีกไม่ช้านี้"

"เขาลูกนั้นดูไม่ไกลเท่าไหร่นัก คงได้กลับคืนนี้สินะครับ" แพมถาม

"อืม...ถ้าสภาพอากาศปกติก็จะเป็นอย่างนั้น" มอร์ริสพึมพำ





"เดินทางกันดี ๆ นะคะทั้งสามท่าน เสบียงอยู่ที่หลังรถม้านะคะ อ๊ะ ป้าเอาเสื้อโค้ตเผื่อไว้ให้ด้วยนะคะ ถ้าอากาศหนาวต้องรีบหยิบมาใส่เลยนะคะ" แครอไลน์ยืนส่งคนทั้งสามที่จะออกไปด้านนอกด้วยความเป็นห่วง

"อย่าห่วงไปเลยขอรับป้าแคร์ กระผมและลิลลี่จะดูแลให้เอง" พ่อบ้านฮาร์วีพูดยิ้ม ๆ

"จริงสิลิลลี่ แกดูแลคุณแพมดีๆ นะ อย่าให้โดนแดดโดนลมจนป่วยล่ะ"

แครอไลน์กำชับลูกสาวที่เดินทางไปดูแลนายน้อยของเธอโดยเฉพาะ ลิลลี่พยักหน้ารับรัวเร็วกระชับผ้าคลุมผมตัวเองแน่น นี่เป็นครั้งแรกของเธอที่จะได้ออกไปรับใช้เจ้านายนอกสถานที่ ก่อนที่เธอจะขึ้นไปนั่งข้างฮาร์วีที่คุมบังเหียนม้า ทั้งแพมและมอร์ริสเองก็ขึ้นไปนั่งด้านในตัวถังรถม้าตามลำดับ แพมเปิดหน้าต่างออกมาส่งยิ้มบางให้แครอไลน์กับเอ็ดเวิร์ด

"ดูเหมือนคุณแพมจะปรับตัวขึ้นมาได้แล้วนะป้า" เอ็ดเวิร์ดพูดกับแครอไลน์ตามหลังม้า

"ใช้เวลาค่อนข้างนานทีเดียว ทำไมนะ...นายท่านก็ออกจะเป็นคนดี" แครอไลน์เอียงคอนึก

"คงจะเจอชนชั้นสูงที่ใจร้ายมาเยอะ เลยมองหาความดีจากลอร์ดมอร์ริสไม่ได้..ความจริงท่านก็..น่ากลัว แล้วก็นิสัยประหลาดนั่นอีก" เอ็ดเวิร์ดตัวสั่นขนลุก ยามนึกถึงสีตาประหลาดที่ทอประกายคมกริบราวกับมีด

"พูดอะไรระวังปากด้วย เดี๋ยวหัวได้หลุดออกจากบ่า! " แครอไลน์หยิกเข้าที่เอวของคนสวนปากดี เอ็ดเวิร์ดดิ้นพล่านเจ็บแสบ

"ช่างเถอะป้า ไป ๆ ไปทำงาน" เอ็ดเวิร์ดโบกมือไล่ความคิดที่จะนินทาเจ้านายออกไปจากหัวสมอง ก่อนที่ตนเองจะหยิบไม้กวาดไปกวาดตามทาง ไม่วายลูบเอวตัวเองที่โดนบิดจนเจ็บ





กุบกับ ๆ ๆ

เสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นดินกับเสียงครางเครือของม้าดังมาตลอดทางเป็นระยะ และเสียงลิลลี่คุยกับฮาร์วีเบา ๆ จนจับใจความไม่ได้

ผมน้ำตาลปลิวเบาๆ ตามลมที่ลอดมาทางหน้าต่างถังรถม้า แพมหันหน้าไปรับลมและชมวิวเป็นครั้งคราว มองตามข้างทางอย่างอยากรู้อยากเห็น แพมขมวดคิ้วเมื่อรถม้าเลี้ยวออกนอกลู่ทางเข้าไปยังในป่าด้านข้าง ถึงจะไม่ได้รกทึบแต่ก็ไม่ใช่ทางสัญจร แพมหันไปมองมอร์ริสที่นั่งฝั่งตรงข้ามอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ

"ลอร์ดมอร์ริส ผมไม่คิดว่าเรามาถูกทาง" แพมพูดแล้วชี้นิ้วออกนอกหน้าต่าง มอร์ริสไม่ได้เงยหน้ามองตามแต่ก็ตอบคำถามเขา

"นี่เป็นทางลัดไปเขาลูกนั้น มันใกล้กว่าและไปได้หลายเมือง" มอร์ริสตอบ

"งั้นทำไมไม่ทำทางนี้ให้เป็นทางสัญจรเลยล่ะครับ" แพมสงสัย ในเมื่อมันสะดวกแต่ทำไมไม่เปิดทางให้ชาวบ้านใช้งาน

ปับ!

มอร์ริสปิดหนังสือเล่มหนาเสียงดัง วางมันที่มุมด้านข้าง จ้องมองคนขี้สงสัยนิ่ง จากนั้นเขาก็ขยับตัวให้ด้านข้างมีที่ว่าง

มานั่งนี่...

เหมือนแพมได้ยินคำสั่งนั้นในหัว ร่างโปร่งจึงลุกขึ้นเดินไปนั่งข้าง ๆ เชื่องช้า ด้วยความที่รถม้าค่อนข้างโคลงเคลงแพมจึงต้องจากตัวถังรถม้าไว้เพื่อพยุงตัว

กึก! ฮี่~ จู่ ๆ รถม้าก็โคลงรุนแรงและกระตุกกะทันหัน

"หวา~"

แพมถลาไปด้านหน้าตามแรงโคลงรถม้าอย่างห้ามไม่ได้ มือหนาของร่างสูงคว้าเอวเขาไว้อย่างรวดเร็วแล้วดึงให้เข้ามาชิดตัว แพมใช้มือดันบ่ากว้างไว้ด้วยความตกใจ

เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น...

"ขออภัยขอรับนายท่าน! กระผมไม่ทันเห็นหลุมลึกขอรับ! "

เสียงฮาร์วีตะโกนบอกจากด้านหน้าไขข้อสงสัยของแพมไปได้ ร่างโปร่งมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเบิกตาโต

"นี่มัน.." แพมพึมพำ

"นี่เป็นเหตุผลที่ใช้ทางนี้เป็นทางสัญจรไม่ได้" มอร์ริสกระชับเอวบางให้เข้ามาชิดกว่าเดิม แล้วมองไปด้านนอก

ในระยะทางอันใกล้เต็มไปด้วยหน้าผาเล็กใหญ่เต็มไปหมด แต่ก็ไม่น่าสะพรึงเท่ากับสิ่งที่ปรากฏด้านหน้าของเขา หน้าผาวงกลมขนาดใหญ่เป็นไมล์ มันเหมือนเป็นหลุมลึกพันเมตรมากกว่า มันลึกลงจากพื้นดินจนน่าหวาดกลัว ที่ด้านล่างหุบผานั่นค่อนข้างมืดหากมองดี ๆ มันมีแต่หินเต็มไปหมด แพมจะไม่หวาดกลัวหากตอนนี้ฮาร์วีไม่ได้พาเขาเดินทางอยู่ที่ขอบผาของมัน หากตกลงไป กระดูกได้แหลกเป็นผุยผงแน่

"เส้นทางนี้มีแต่อันตรายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะหน้าผาเล็กใหญ่ โดยเฉพาะเหว Dead Deep ที่เห็นอยู่ตอนนี้ ด้านล่างนั่น...มีศพเต็มไปหมด" มอร์ริสกระซิบข้างหูคนตัวสั่นบนตักเขา

"ตะ ตะแต่ ฮาร์วีกำลังพาเราให้อยู่บนความตายนั่น" แพมเสียงสั่น

"ฮาร์วีไม่เคยพลาด เส้นทางนี้หมอนั่นมาเป็นร้อยรอบแล้ว"

"แต่เมื่อกี้เขาเพิ่งพลาดตกหลุม..." แพมหน้าซีด นึกถึงหลุมที่ขอบหน้าผา

"..."

"อึก! " แพมกลืนน้ำลายเมื่อมอร์ริสเองก็พูดไม่ออกเช่นกัน

จุ๊บ~

แพมตาโตเมื่อมอร์ริสจุ๊บที่ปากเขาจนเกิดเสียงเล็ก มอร์ริสไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน...

"ลอร์ด..." แพมครางชื่อยาว

มอร์ริสปิดปากบางนั่นด้วยริมฝีปากหยักของเขาเอง จับใบหน้าเรียวเล็กนั่นให้หันทำมุมรับจูบเร่าร้อน เรียวลิ้นอุ่นสอดแทรกเข้าไปเชื้อเชิญความหวานละมุน กลิ่นพายแอปเปิลคละคลุ้งทั่วปากและความหวานของน้ำเชื่อมที่ยังหลงเหลืออยู่ มื้อเช้าแพมคงกินของหวานชนิดนี้เข้าไป ตอนนี้มอร์ริสเหมือนกำลังได้กินพายแอปเปิลที่นุ่มลิ้น

"อื้ม~" แพมครวญครางในลำคอ บีบบ่าหนาแน่น

มอร์ริสกัดทึ้งริมฝีปากบวมเจ่อเบา ๆ แล้วฉกชิงด้านในริมฝีปากอีกครั้ง ลิ้นร้อนตวัดเกี่ยวกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนร่างโปร่งหมดแรงที่จะสู้ระทวยไปกับอกเขาด้วยแววตาฉ่ำเยิ้ม มอร์ริสผละริมฝีปากออกช้า ๆ พรมจูบไปตามวงแก้มเนียน

"เห็นไหม..เราผ่านมันมาแล้ว" มอร์ริสบอก มองไปด้านนอกหน้าต่างที่ไม่ใช่วิวผาน่ากลัวอีกต่อไป แพมใจชื้น แต่เขาก็ถูกคนตัวใหญ่ขโมยจูบอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"นึกว่า..จะโดนกินเสียแล้ว" แพมพึมพำซบซีกหน้าตัวเองกับหน้าอกแข็งแรง หนีสายตาคนตัวโต

"ฉันอยากจะกินเธอไปทั้งตัวเสียตอนนี้" มอร์ริสกระซิบเสียงแหบพร่า ไล้นิ้ววนกับยอดอกผ่านเสื้อตัวบาง

"ไม่ได้นะครับ! " แพมปัดมือหนาออก

"ทำในนี้..ตื่นเต้นน่าดู" มอร์ริสลูบไล้ขาเรียว

"ผมง่วง" แพมหลีกเลี่ยง แต่เขาก็ง่วงอยู่จริง ๆ เพราะเขาพักผ่อนน้อย มัวแต่สนใจหนังสือ

"อืม นอนเสีย" มอร์ริสบอก แอบเสียดายอยู่ลึก ๆ

"งั้นให้ผมลง..." แพมดันตัวให้ลงจากหน้าตัก

"นอนตรงนี้" มอร์ริสสั่งเสียงเข้มเป็นคำสั่ง

"เอ่อ..ผมคงปฏิเสธไม่ได้"

"รู้ก็ดีแล้ว"





เอี๊ยด!

กึง!

แพมสะดุ้งตื่นกะทันหันเมื่อเขาไถลตกลงจากบนที่นั่งเนื่องจากรถม้าหยุดไม่ได้ทันบอกกล่าว แพมหันไปมองมอร์ริสที่เสียการทรงตัวเช่นกัน เขาจับขอบหน้าต่างไว้จึงไม่ได้ร่วงหล่นและรับบาดเจ็บ แต่มอร์ริสก็คว้าแพมไว้ไม่ทันเช่นกัน เสียงนอกรถม้าดังโหวกเหวกโวยวายเหมือนมีกลุ่มคนหลายคน แพมส่ายหัวไล่ความมึนงงแล้วเปิดประตูรถม้าลงไปด้านล่าง

ตอนนี้รอบข้างเขาเป็นลานกว้างมีต้นไม้สูงใหญ่ประปราย ดูเหมือนว่าตอนนี้พพวกเขาได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนภูเขาอันเป็นจุดหมายเรียบร้อยแล้ว สาเหตุที่รถม้าเบรกกะทันหันมาจากที่กลุ่มชายฉกรรจ์ราวสี่ถึงห้าคนมาขวางทางไว้ ศีรษะถูกคลุมด้วยผ้าหนาเปิดแค่ตา ในมือมีจอบเสียมและอาวุธ ห่างออกไปทางด้านหลังพวกเขาเหล่านั้นเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่

"เกิดอะไรขึ้นฮาร์วี"

"ชาวบ้านพวกนี้มาขวางทางรถขอรับ เดี๋ยวกระผมจะรีบไปคุย.." ไม่ทันที่ฮาร์วีจะพูดจบมอร์ริสก็ขัดขึ้นมาก่อน

"ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันคุยเอง" มอร์ริสยกมือขึ้นห้ามแล้วเดินไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ผอมแห้งที่ขวางทางไม่ไปไหน



กลุ่มชายกลุ่มนี้เป็นคนของหมู่บ้านที่รถม้าของชายที่แต่งตัวหรูเหมือนเศรษฐีชนชั้นสูงมาพร้อมบริวารสามคนชายสองหญิง รถม้าก็สลักลวดลายสวยงามที่นาน ๆ ทีพวกเขาจะได้เห็น พวกเขาเดินหน้าถมึงทึงไปหาชายที่เหมือนว่าจะเป็นผู้เป็นนาย หน้าตาหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ไม่ทำให้พวกเขาโอนอ่อนให้ กลุ่มคนรถม้าเหล่านี้นับเป็นผู้บุกรุก

"กลับไปซะ หมู่บ้านนี้ไม่ต้อนรับคนนอก" ชายที่เป็นหัวโจกพูดจาห้วน

"สวัสดีทุกท่านที่ให้การต้อนรับ พวกเราไม่ได้มาโดยมีเจตนาร้าย แค่มาตรวจสอบความเรียบร้อย" ฮาร์วีที่ยืนเยื้อง ๆ กับมอร์ริสเป็นคนตอบ

"เราบอกว่าที่นี่ไม่ต้อนรับคนนอกต่างหาก จะมาโดยมีเจตนาที่ดีหรือไม่ดีเราก็ไม่ต้อนรับ" ชายในหมู่บ้านคนนั้นยังคงตอกกลับโดยไม่ไถ่ถามอะไร

"ที่นี่อยู่ในความดูแลของฉัน และฉันมีสิทธิ์" มอร์ริสพูดเสียงเข้ม จ้องตาชาวบ้านชายฉกรรก์ผู้นั้นตาเขม็ง

"ที่นี่อยู่ในความดูแลของดยุกอิลองเตต่างหาก ท่านเป็นใครถึงมาพูดจาอวดดีแบบนี้"

"ชะ ใช่ ถึงท่านดยุกจะไม่ได้เข้ามาแวะเยี่ยมนานแล้วก็เถอะ"



กลุ่มชายเหล่านั้นรีบเถียงกลับโดยไม่คิด ในน้ำเสียงนั้นแฝงความกังวลอย่างชัดเจน มือที่จับอาวุธก็สั่นขึ้นมา ราวกับกลัวว่าสิ่งที่มอร์ริสพูดจะเป็นความจริง

"ท่านผู้นี้คือเอิร์ลมอร์ริส วิลลี่ วอซลีแห่งเมืองวาแคน เป็นเรื่องจริงดังที่ลอร์ดมอร์ริสได้กล่าวไป ภูเขาทั้งลูกนี้รวมถึงหมู่บ้านของพวกท่านได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจและการดูแลของลอร์ดมอร์ริสเพียงผู้เดียวขอรับ มิใช่ของดยุกอิเลองเต" ฮาร์วีอธิบายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน

"โกหก! ดยุกไม่มีทางทอดทิ้งพวกเราหรอก ท่านรักเราราวกับเป็นคนในครอบครัว! "

"เพราะฉะนั้น กระผมจึงได้นำหนังสือพันธสัญญามาด้วย อดีตดยุกได้ลงนามไว้แล้วด้วยตัวของท่านเองเรื่องการมอบทรัพย์สินที่ดิน"

"อะ อดีตอะไรของแก พูดจาเหลวไหล! " ชายฉกรรจ์ผู้นั้นหน้าซีดเผือด

"หึ ดูเทิดทูนมันเสียจริงนะ มันดีขนาดไหนถึงได้ทำให้หมู่บ้านนี้ทรุดโทรมมีแต่พวกผอมแห้งราวกับคนอดอยาก" มอร์ริสพูดเยาะ แสยะยิ้มเย้ยหยัน

"ถะ ถึงท่านจะพูดเช่นนั้นก็เถอะ แต่ทาสหนุ่มที่มากับท่านก็ผอมแห้งไม่ต่างจากเรา! "

แพมที่ยืนฟังเงียบ ๆ ถึงกบสะดุ้งเมื่อตนเองได้เข้าไปอยู่ในการสนทนา แพมก้มมองร่างกายตนเองช้า ๆ ในใจเขาฉุกคิดว่าเขาผอมถึงขนาดที่คนแปลกหน้าต้องทักท้วงเลยหรือ ลิลลี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เองก็แอบกลั้นขำจนตัวสั่น

"ห้ามขำนะลิลลี่! " แพมดุเสียงเบา

"..." มอร์ริสคิ้วกระตุก ที่เจ้ากวางเนื้อหวานโดนทักในเรื่องที่เขาไม่ชอบมันเลย

"อะ โอ้ ต้องขอพูดตรงนี้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ทาสอย่างที่ท่านกล่าวหา ละ และ..กำลังขุนอยู่ขอรับ" ฮาร์วียิ้มแหย เหลือบมองสีหน้าลอร์ดชั้นสูงผู้เป็นนายแล้วปาดเหงื่อ "และเด็กสาวคนนี้เป็นผู้นี้เป็นผู้ติดตามขอรับ"

"ขุนเหรอ! พูดจาเหมือนเขาเป็นหมู! "

หมะ หมู! แพมตาโตอึ้งที่ถูกกล่าวหา ตะ แต่หมูมันอ้วนนี่ ทะ ทำไมถึงหาว่าเขาเป็นหมู!

"คิก ๆ " ลิลลี่อดไม่ไหวที่จะเล็ดลอดเสียงหัวเราะออกมา

"ระวังคำพูด" มอร์ริสขู่เสียงเข้ม

ร่างสูงสง่าเดินแหวกผ่ากลางกลุ่มชายที่ถืออาวุธครบมือ ลอร์ดผู้สูงศักดิ์ไม่มีท่าทีเกรงกลัวจนพวกเขาต้องเป็นฝ่ายหลีกทางเก็บอาวุธแบบไม่รู้ตัว พวกเขามีท่าทีร้อนรนและสั่นกลัว

"หยุดตรงนั้นเถอะนะหากท่านจะมารีดไถ พวกเราไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าที่ให้ท่านหรอก" ชายคนนั้นตะโกนบอกอย่างอดสู แต่มอร์ริสก็ยังคงไม่สนใจ เดินตรงไปยังหมู่บ้านรอให้ฮาร์วีเอารถม้ามารับ

"โรคติดต่อ! " ชายผู้นั้นตะโกนดังลั่น

ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah

"เมื่อกี้..." มอร์ริสชะงักแล้วหันหน้ามาหาชายคนนั้นช้า ๆ จ้องหน้าเขม็ง "ว่ายังไงนะ"

"ในหมู่บ้านมีโรคติดต่อ เพราะงั้นอย่าเข้าไปเลย" ชายผู้นั้นคุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอน

"ความจริงหรือขอรับ" ฮาร์วีทำหน้าอึ้ง เขาถอยหลังโดยไม่ลืมดึงแพมและลิลลี่ออกมาด้วย

"พวกเราเป็นกลุ่มคนที่ไม่ติดโรคอย่าได้กังวลครับ แต่ตอนนี้เงินเราไม่มีเพราะต้องจ่ายค่ายาไปหมด ที่เหลืออยู่น้อยนิดก็เพื่อค่ายารอบต่อไป เราไม่มีเงินให้พวกท่านหรอกนะครับ ลอร์ดวอซลีได้โปรดเมตตาพวกเรา" ชายเหล่านั้นพากันคุกเข่าขอร้อง

มอร์ริสหยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองขึ้นมาปิดจมูกแล้วเดินไปยังหมู่บ้านสีหน้าที่คาดเดาความคิดไม่ได้ ฮาร์วีเห็นดังนั้นจึงรีบไปหยิบผ้ามาให้แพมกับลิลลี่ใช้คลุมหน้า รีบตามหลังร่างสูงไป

"ดะ เดี๋ยวคุณ! ลอร์ดผู้นั้นเมื่อได้ยินอย่างนี้แล้วทำไมเขาถึงยังมุ่งหน้าที่จะไปหมู่บ้านเรา พวกเราบอกว่าไม่มีเงิน..."

ชายคนหนึ่งเดินมาจับแขนแพมแล้วถามด้วยสีหน้าเป็นกังวลใจ แพมมองตามแผ่นหลังนั้นอย่างครุ่นคิดก่อนจะจับมือสากแล้วยิ้มบาง

"ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ลอร์ดมอร์ริสเขาจะไม่ทำสิ่งไม่ดีกับหมู่บ้านของพวกคุณแน่นอน วางใจเถอะครับ" แพมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามอร์ริสต้องการอะไร เมื่อชายเหล่านั้นได้ยินจึงพยักหน้ารับและวิ่งตามมอร์ริสไป

"คุณแพมพูดแค่นั้น พวกเขาก็ยอมเชื่อทันทีเลยล่ะค่ะ" ลิลลี่กระซิบเสียงเบาสีหน้าปลาบปลื้ม

"ถ้าเราพูดอย่างจริงใจพวกเขาก็จะยอมรับฟังโดยดีและก็ต้องมาพร้อมกับน้ำเสียงที่อ่อนโยนเพื่อแสดงความจริงใจของเราด้วย" แพมจำประโยคนี้มาจากหนังสือที่เขาอ่านและเขาก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ

"แสดงว่าลอร์ดมอร์ริสขาดอย่างหลังใช่ไหมคะ" ลิลลี่เอียงคอถามสงสัย

"อย่าไปพูดแบบนี้ให้คนอื่นได้ยินนะ..แต่ก็จริงนั่นแหละ อ่ะ เรารีบตามไปกันเถอะ"

 

"คนพวกนั้นเป็นใครกันน่ะ"

"ท่าทางดูน่ากลัว"

"เขาจะรังแกเราหรือเปล่า"

นับว่าเป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยเมื่อย่างเท้าเข้ามาในหมู่บ้านที่ทรุดโซมแห่งนี้ ผู้คนไม่ได้มีเยอะเท่าที่ควรกับจำนวนบ้าน แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือลักษณะผอมแกร็นไร้เรี่ยวแรง บางคนก็อาเจียนออกมาอย่างทรมาน บางคนขับถ่ายใส่โถอย่างไม่อาย หน้าต่างบ้านหลายหลังถูกเปิดออกให้เห็นว่าด้านในนั้นมีคนป่วยนอนรับการดูแลอยู่

แพมหันไปมองมอร์ริสที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งอย่างคาดเดาความคิดไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร ตาเขียมแกมฟ้าจ้องมองเข้าไปในบ้านหลังนั้นผ่านหน้าต่างไม้ที่ถูกเปิดออกมาพักใหญ่ ที่ด้านในมีชายแก่และเด็กสาววัยประมาณเจ็ดขวบนอนซมหมดแรง ชายแก่คนนั้นอาเจียนออกมาหลายรอบจนนับไม่ได้ หญิงวัยกลางที่เป็นแม่ของเด็กเองก็นั่งเช็ดตัวลูบหลังอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเหนื่อยอ่อน

"ลอร์ดวอซลี..เอ่อ ท่านมีอะไรกับครอบครัวนั้นหรือครับ เห็นยืนมองมาเป็นชั่วโมงได้แล้ว" ชายในหมู่บ้านที่เดินตามมาด้วยเอ่ยปากถามอย่างทนไม่ได้ เขาทั้งสงสัยและเหนื่อยที่ต้องยืนนิ่ง ๆ อยู่กับที่

"เงียบ" มอร์ริสสั่ง

ร่างสูงยกมือกอดอกทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะเดินต่อไปยังบ้านหลังอื่น แพมเดินตามร่างสูงด้วยความอึดอัด เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าร่างสูงกำลังคิดจะทำอะไร ได้แต่ถูกฮาร์วีกักตัวบอกไม่ให้เข้าใกล้คนในหมู่บ้านนี้ในระยะสามเมตร ทั้งยังห้ามหยิบจับอะไรด้วย แพมก้าวเท้าไวไปจับต้นแขนมอร์ริสอย่างถือวิสาสะ ซึ่งได้ผลเพราะร่างสูงหันมามองแขนตนเองที่ถูกจับ

"ขอโทษครับ แต่ช่วยบอกทีว่ากำลังทำอะไรอยู่" แพมกระซิบถามสีหน้าอึดอัด

"ตอนนี้ฉันยังคิดอะไรไม่ออก ช่วยทำตามที่บอกไปก่อน" มอร์ริสตอบ เขาหันไปหาชายประจำถิ่นที่เดินตามอยู่ห่าง ๆ

"ทำไมคนที่นี่ถึงไปขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง" มอร์ริสถามชายคนนั้น

"คงจะรังเกียจสินะครับ มันช่วยไม่ได้จริง ๆ เนื่องจากคนที่ป่วยใช้ห้องน้ำในบ้านจนมันล้นส้วมไปหมด จึงต้องไปขับถ่ายตามข้างทาง แต่มันก็ไม่แย่เสียหมดนะครับ อย่างน้อยก็เป็นปุ๋ยให้พวกต้นไม้ได้" ชายคนนั้นตอบกลัว ๆ

"เดี๋ยวนะขอรับ ท่านเพิ่งบอกไปว่ามันเป็นโรคติดต่อ แต่ก็ทำเช่นนี้!?" ฮาร์วีตกใจ

"ไม่ใช่นะครับ ๆ คือเราได้ทำเขตตรงนั้นไว้แล้วว่าห้ามคนปกติเข้าไปใกล้ ไม่ติดแน่นอนครับ!" ชายคนนั้นรีบปฏิเสธข้อกล่าวหา

มอร์ริสคิ้วกระตุกกับความรู้ของชาวบ้านที่นี่ เขายกมือปิดปากที่มีผ้าคลุมปิดอยู่อย่างสะอิดสะเอียน เขารู้ว่าบนเขานี้มีหมู่บ้านอยู่จึงต้องการมาตรวจสอบดู ไม่คิดว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้

"คนในหมู่บ้านติดโรคตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ" ฮาร์วีถามต่อ

"ไม่ทราบหรอกครับว่าเมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนคนเป็นกันเยอะเมื่อสี่สัปดาห์ที่แล้วครับ"

"สี่สัปดาห์" มอร์ริสพึมพำ เกาคางเบา ๆ หันไปสั่งชายคนนั้น "เอายามาให้ฉัน..เอาที่สะอาดที่สุด"

"หา..คระ ครับ ๆ" ชายคนนั้นรีบวิ่งไปเอาทันที

"ลอร์ดมอร์ริส คุณดู..หน้าซีด" แพมบอกร่างสูง มอร์ริสเหมือนกับกังวลอะไรบางอย่าง แพมไม่เคยเห็นร่างสูงเป็นแบบนี้มาก่อน

"ฉันไม่เป็นไร" มอร์ริสตอบ ยกมือลูบแก้มคนที่เป็นห่วงเขา เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกเช่นนั้น แต่สีหน้าแสดงออกเต็มที่

"นี่ครับลอร์ดวอซลี" เสียงชายคนเดิมตะโกนบอก

ชายคนนั้นวิ่งกลับมาพร้อมห่อกระดาษในมือ เขาคลี่กระดาษออกแล้วยื่นให้มอร์ริสดูห่าง ๆ ในห่อกระดาษนั้นมีผงยาละเอียดสีเขียวปนขาวรวมกันอยู่ มอร์ริสหยิบผงนั้นขึ้นมาบดกับปลายนิ้ว จมูกโด่งแหลมก้มดมปลายนิ้วตนเองก่อนจะใช้ปลายนิ้วนั้นแตะที่ลิ้นตัวเอง

"บอกมาว่าเอาสิ่งนี่มาจากไหน" มอร์ริสถามชายคนดังกล่าว

"นี่เหรอครับ คนในหมู่บ้านรวมเงินซื้อต่อมาจากชาวจีนครับ"

"เอาไปทิ้งให้หมด" มอร์ริสสั่ง หันหลังใส่ชายคนนั้น ทุกคนที่ได้ยินรวมถึงแพมเองก็ตกใจ

"เอ๊ะ ทะ ทำไมล่ะครับ มันช่วยรักษา.."

"แกโดนหลอก มันรักษาไม่ได้ เอาไปทิ้งเสีย" มอร์ริสตอบโดยไม่หันหลังไปมอง

"มะ ไม่จริงหรอกครับ ก็ยานี่ดยุกอิลองเตเป็นคนรับมาจากหมอยาจีนเพื่อให้พวกเรากับมือ!" ชายคนนั้นเถียง มอร์ริสชะงักกึกหันขวับมามอง

"แกว่าไงนะ"

"ดยุกอิลองเตของเรา เขาเป็นคนติดต่อหมอยาคนนั้นให้เรา และเสียสละนำเงินส่วนนี้ไปซื้อให้" ชายคนนั้นตอบ

"ไอ้แก่ชั่วนั่น!" มอร์ริสสบถ

"โอ๊ะ ยัยหนู อยากทานนี่หรอจ๊ะ เอาสักลูกไหมล่ะ"

แพมหันขวับไปมองตามเสียง หญิงวัยกลางถือตะกร้ามะเขือเทศลูกใหญ่แดงสวย เธอยิ้มอ่อนโยนให้กับลิลลี่ที่สนใจมะเขือเทศเหล่านั้น หญิงวัยกลางผู้นั้นหยิบยื่นมะเขือเทศให้ ลิลลี่ทำท่าลังเลสักครู่ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปรับ

เพี๊ยะ!

มือที่ยื่นมะเขือเทศลูกใหญ่ถูกตีอย่างแรงโดยมอร์ริส จนมันหลุดจากมือกลิ้งไปตามพื้น ท่ามกลางความตกใจของชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ แพมทำหน้าตื่นตระหนกรีบไปรั้งตัวมอร์ริส

"ลอร์ดมอร์ริส คุณทำอะไรน่ะครับ!" แพมถาม

"ละ ลิลลี่ไม่กินก็ได้ค่ะลอร์ด" ลิลลี่สะดุ้ง เธอทำให้นายท่านไม่พอใจเสียแล้ว

"ทำไมแย่แบบนี้!" หญิงวัยกลางคนสบถด่า

"เธออยากติดโรคก็แล้วแต่เธอ แต่อย่าเอาโรคพวกนี้มาติดคนของฉัน!" มอร์ริสขู่ในลำคอ

"อะไรนะ! ฉันไม่ได้เป็นโรคเสียหน่อย และมะเขือเทศนี่ฉันก็ล้างมาแล้วอย่างดี!" เธอตวาดกลับ

"หมู่บ้านนี้สกปรก!" มอร์ริสต่อว่าเสียงดัง

"มอร์ริส!" แพมเผลอตะโกนเรียกชื่อร่างสูงดังลั่นจนทุกคนหันมามอง

"..." มอร์ริสจ้องหน้าแพมด้วยความสงสัย

"คุณไม่ควรพูดจาแบบนั้นนะครับ ถ้าคุณนึกอะไรได้ก็แค่พูดออกมาอย่างใจเย็น ทุกคนมีความรู้สึก...พวกเขาทนไม่ได้เหมือนผม" แพมกระซิบบอกมอร์ริส

ร่างสูงยืนนิ่ง เขาหันไปมองหญิงวัยกลางที่ยืนน้ำตาคลอเบ้าหลังถูกชายที่ไม่รู้จักมาต่อว่าถิ่นกำเนิดของเธอ มอร์ริสถอนหายใจดังลั่น หันไปหายชายในหมู่บ้านที่เดินตามมาตลอด

"รวมคนป่วยและคนที่ใกล้ชิดไปรวมอยู่ในที่เดียวกัน ให้คนที่ปกติไปพักรวมตั้งถิ่นฐานที่อื่นที่ห่างออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด" มอร์ริสสั่งชายคนนั้น

"ทะ ทำไมเราต้องออกจากบ้านเราด้วย แล้วเราจะกินอะไร" ชายคนนั้นเริ่มกลัว ลอร์ดท่านนี้เหมือนผู้มีความรู้ ทุกคำพูดช่างฟังดูเด็ดขาดน่าเชื่อถือ

"ให้คนปกติที่แยกออกไปหาอาหารและน้ำลำธารในป่าไกลมาส่งให้คนป่วย อย่ากินอาหารและน้ำที่นี่เด็ดขาด ในอีกสองวันจะมีเสบียง หมอและยาขึ้นมาที่นี่" มอร์ริสพูดยาวเหยียดอย่างที่ไม่เคยทำกับผู้อื่น

"พวกเราเป็นอะไรกัน! ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ แล้วหมอ ยาอะไรกัน!" หญิงวัยกลางที่ได้ยินถึงกับกังวลรีบเดินมาถาม

"อหิวาตกโรค" ​​​​

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ แพมหันไปมองร่างสูงที่เป็นคนพูดประโยคนั้นออกมา

"ว่าไงนะ!? มันคืออะไรกัน" ชายและหญิงเจ้าถิ่นทำหน้ามึนงง

แพมขมวดคิ้วมึนงง เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามอร์ริสพูดออกมาว่าอย่างไร

อะ-หิ? อะไรนะ???

"ทำไมถึงอยู่ที่นี่..." มอร์ริสขมวดคิ้วหน้าเคร่งเครียดไม่ตอบคำถาม หันหลังกลับไปทางที่มา

"พวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อนนะขอรับ โปรดทำตามที่ลอร์ดมอร์ริสขอไว้ด้วย" ฮาร์วีบอกชาวบ้าน

ชายในหมู่บ้านคนเดิมวิ่งตามมอร์ริสไป สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมีความหวัง

"เดี๋ยวครับลอร์ดมอร์ริส พวกเราเชื่อท่านได้จริง ๆ ใช่ไหมครับ" เขาถามร่างสูงใหญ่

"ได้กว่าไอ้แก่นั่น" มอร์ริสตอบ

"อ๊ะ หมายถึงดยุกอิลองเตหรือครับ จริงสิได้ยินคุณพ่อบ้านบอกว่าท่านดยุกเป็น 'อดีต' ดยุก นั่นหมายถึงอะไรกันครับ" เขาถามอยากรู้อยากเห็น

"ตำแหน่งดยุกได้ถูกปลดแล้วขอรับ เนื่องจากทำความผิดร้ายแรง" ฮาร์วีเป็นคนตอบ

"เอ๋ ไม่อยากเชื่อเลย ท่านเป็นคนดีขนาดนั้นแท้ ๆ"

"หึ" มอร์ริสสบถ

"ท่านอุตส่าห์ให้ทหารมากฝีมือที่ฝึกหนักจากรัสเซียมาคอยดูแลพวกเราถึงหมู่บ้านเลยนี่นา" ชายคนนั้นพึมพำ มอร์ริสชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินหน้าต่อ

"เดินทางดี ๆ นะครับ ต้องขออภัยอย่างสูงที่ต้อนรับไม่ดี"

ปึ้ง!

มอร์ริสปิดประตูรถม้าดังลั่นหลังจากที่ตนเองขึ้นไปนั่งเรียบร้อย แพมหันไปมองฮาร์วีที่เหงื่อชุ่มตัว เขาเองก็รู้สึกเหนียวและอบอ้าวอยู่เหมือนกัน ราวกับฝนจะตก

"พวกนั้นทำให้ภูเขาที่อุดมณ์สมบูรณ์แปดเปื้อนด้วยอหิวาตกโรค!" มอร์ริสก่นด่า

"พวกเขาไม่ผิดนะครับ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น" แพมรีบสวน

"ฉันไม่ได้หมายถึงพวกนั้น" มอร์ริสตอบ คลายผ้าผูกคอออกเล็กน้อย

"โรคนั่นคืออะไรหรือครับ ผมไม่คุ้นหูเลย" แพมถาม

"อหิวาตกโรค เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและเลวร้าย มันสามารถคร่าชีวิตคนได้" มอร์ริสตอบ

"แต่คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้เป็นหนักเท่าโรคอื่นที่เคยเจอนะครับ กินยาที่ถูกต้องก็น่าจะหาย"

"เพราะมันไม่มียารักษายังไงล่ะ" มอร์ริสขัด

แพมตกใจนั่งนิ่ง ท่อนแขนอ่อนไร้เรี่ยวแรง ความสงสารทวีพูนในความรู้สึก

"แล้วพวกชาวบ้านเกือบครึ่งที่เป็นโรคนี้ล่ะครับ" แพมถามเสียงสั่น

"..." มอร์ริสไม่ตอบ

"โอ้ พระเจ้า! ยานั่นล่ะครับ ที่คุณบอกให้พวกเขาทิ้ง" แพมนึกขึ้นได้

"ก็แค่เบซิลกับเห็ดป่าตากแห้งเอามาบดละเอียด ไอ้แก่นั่นมันหลอกพวกชาวบ้าน" มอร์ริสตอบด้วยความโกรธ

"ดยุกท่านนั้น..โหดร้ายจริง ๆ ครับ" แพมรู้สึกสงสารชาวบ้าน ยามที่พวกเขาพูดถึงดยุกอิลองเตก็พากันชื่นชมด้วยความรักใคร่ แต่คนผู้นั้นกลับหลอกลวงพวกเขา

"ไม่มีใครเป็นคนดีโดยที่ยืนอยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าคนอื่น ยิ่งมีอำนาจเท่าไหร่ก็ยิ่งเลวได้เท่านั้น...ฉันก็เช่นกัน"

 

​​"ถึงลำธารแล้วขอรับนายท่าน ลำธารนี้ห่างไกลและตัดขาดจากเขตหมู่บ้านนั้นตามที่สั่งขอรับ" ฮาร์วีเปิดประตูรถม้าแล้วบอก

มอร์ริสเดินลงจากรถม้ามองลำธารสีฟ้าใสสะอาดตรงหน้า มีแมกไม้ให้ร่มเงาร่มรื่น ขัดจากท้องฟ้าที่ตอนนี้มันมืดครึ้มทั้งที่เพิ่งจะห้าโมงเย็นเท่านั้น

"รีบไปตักน้ำในลำธารมาล้างตัวให้สะอาดก่อน แล้วค่อยลงไปแช่ จากนั้นจุดไฟเผาตรงที่ล้างตัวทันทีที่พื้นแห้ง"

มอร์ริสไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้องหรือไม่ แต่เขาก็ไม่เสี่ยงจะเอาตัวที่เพิ่งกลับมาจากหมู่บ้านเชื้อโรคไปแช่ในลำธารที่ต้องไหลแจกจ่ายไปทั่วเมือง

"คืนนี้เราจะนอนที่นี่ อีกไม่นานฝนก็จะตก" มอร์ริสบอก เส้นทางนี้อันตรายไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงเดินทาง

"งั้นเดี๋ยวกระผมจะทำซุ้มไว้ให้พักผ่อนนะขอรับ แล้วจะไปล่าเนื้อมาทำอาหารนะขอรับ" ฮาร์วีบอก

"เดี๋ยวลิลลี่จะก่อไฟทำมื้อเย็นให้นะคะ" ลิลลี่อาสาตามหน้าที่ จากนั้นเธอก็แยกตัวไปล้างตัวตามคำสั่ง

"ผมควรทำอะไรดีครับ..." แพมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

"ส่วนเธอ..."

มอร์ริสขยับตัวเข้าไปใกล้ร่างโปร่ง แพมเดินถอยจนหลังชนต้นไม้ เขาเห็นแววตาที่ไม่ชอบมาพากลของมอร์ริส

"เธอก็ต้องมาอาบน้ำให้ฉันสิ"

 

------ to be continue ------

สวัสดีค่ะ แต่งไปแต่งมาก็โยงเข้าเรื่องโรคติดต่อเฉยเลยค่ะ สงสัยอินเรื่องโควิด-19 ฮ่า ๆ ๆ ๆ (แต่ยังคงอยู่ในพล็อตหลักนะ)

เหตุการณ์เรื่องอหิวาตกโรคที่จูเอาเข้ามาเสริมมีพื้นฐานมาจากเรื่องจริงนะคะ (ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย) พล็อตเรื่องจูวางไว้ให้เกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1830 ในช่วง 1831 ประเทศอังกฤษได้ประสบปัญหาเรื่องโรคระบาดอหิวาตกโรค จนคนล้มตายไปเยอะ ช่วงนั้นยังคิดค้นยารักษาโรคไม่ได้ค่ะ (น่าจะมาณ 50 ปีให้หลังมั้งคะ ถึงจะคิดค้นได้) จูเลยยกมันขึ้นมาเป็นเรื่องราวเสริม หากผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยจริง ๆ นะคะ ถือว่าเป็นการปรับแต่งเรื่องราว (ฮ่าๆ)

อีกเรื่องช่วงนี้จะอัปเร็วไวแล้วแต่สัปดาห์นะคะ ตามที่ชี้แจงในเพจ เรียนออนไลน์งานเยอะมากกกค่ะ โปรเจกต์นอนรอสวยๆค่ะ แหะๆ ฮือ

ปล.ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ TrueID นะคะ



[/size]

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 770
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
โอ้ หน้าที่ของแพมสำคัญมากเลยค่ะ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-0
หน้าที่นี้ต้องเมียเท่านั้น 55 เอาใจช่วยให้ช่วยชาวบ้านให้ได้นะท่านลอร์ด เอาแล้วหมอจะมารักษา อะไรยังไง งานนี้มีรัก3เศร้าป่า ถ้าแพมยังหงึกๆหงักๆ ไม่อยากจะยอมรับสักที งานนี้อาจมีคนทำแทน 555555 มีปมในใจนี่เอง ไม่อยากจะคิดอะไรปมแม่เลย แต่ก็คิดไปแล้ว 5555 ก็ว่าอยู่ท่านลอร์ดสายซาดิสต์ แต่ถ้าแพมไม่ใช่มาโซมันก็จะเอากันยากหน่อยๆ ตอนแรกก็แอบคิดว่าแพมอาจจะMแต่เพิ่งมารู้ตัวงี้ แต่ป่าวท่านลอร์ดมีปมจนต้องSต้องรักษาอีก สนุกมากเลยค่ะ อ่านรวดเดียว วางไม่ลงเลย บรรยายดีมาก รอตอนต่อไปเลยค่ะ สองคนจะเยียวยาใจกันได้ไหม วันข้างหน้ารอดู   :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
    • Juharah
​คำเตือน (โปรดอ่าน) :

เนื้อหาในตอนนี้มีการใช้คำพูด นำเสนอในเรื่องเพศ และการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเยี่ยงอย่าง เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้วิจารณญาณอย่างยิ่งในการอ่าน และเรื่องทั้งหมดในเนื้อหาเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการเท่านั้น ไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด

--------------------------------


ตอนที่ 14

"กระผมจัดเตรียมเครื่องแต่งกายสำหรับทั้งคู่ให้แล้วครับ"

เสื้อผ้าสองชุดที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถูกยื่นมาให้แพมโดยพ่อบ้านผู้จงรักภักดี แพมยิ้มแหยหน้าขึ้นสีระเรื่อรับมาถือไว้เขินอาย ก่อนจะหันหลังให้ฮาร์วี

"อีกไม่นานฟ้าก็จะมืด ฝนก็ดูท่าจะมาเร็ว ๆ นี้ กรุณารีบทำให้เสร็จโดยเร็วนะขอรับ" ฮาร์วีพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

"ครับ! ผมจะอาบน้ำล้างตัวให้ไวที่สุด!" แพมหันมายืนยันถ้อยคำหนักแน่น ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด แพมเดินฉับไวไปตามทางป่า มีน้ำตกอยู่ใกล้ ๆ ที่พักนี้ เนื่องจากมีเสียงของมันดังแผ่ว ๆ

ใช้เวลาไม่นานแพมก็เดินเท้ามาถึงจุดหมายปลายทาง ตรงหน้าเขามีน้ำตกและแอ่งน้ำขนาดใหญ่ไว้รองรับน้ำที่ตกลงมาก่อนที่น้ำนั้นจะค่อย ๆ ไหลไปตามทางจนเป็นแม่น้ำ มันใสสะอาดจนเห็นว่าที่ข้างใต้นั้นมีหินก้อนใหญ่วางเรียงรายสลับซับซ้อนกัน กลุ่มปลาแหวกว่ายไปตามโขดหินในแอ่งน้ำบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของถิ่นธรรมชาติ ที่ขอบแอ่งน้ำตกมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ว่าคนห้าคนโอบไม่มิด รากของมันโผล่พ้นจากพื้นดินยาวไปตามพื้นจนสามารถเป็นที่นั่งพักพิงได้ และที่รากนั้นถูกจับจองโดยบุรุษร่างสูงใหญ่เปลือยกายท่อนบน อวดอ้างรูปร่างที่สง่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามดูน่าหลงใหล ผิวพรรณขาวผุดผ่องเนียนละเอียด ใบหน้าที่ราวกับถูกสร้างขึ้นจากจินตนาการเหม่อมองไปที่น้ำตก นัยน์สีเขียวแกมฟ้าประหลาดต้องแสงแดดยามพลบค่ำเป็นประกาย

มอร์ริส... มอร์ริส วิลลี่ วอซลี เอิร์ลแห่งเมืองผู้ดี ชายที่ได้สมญานามว่า 'บุรุษผู้สมบูรณ์แบบ' มิอาจหาสิ่งใดมาอธิบายคำพูดนั้นได้เท่ากับประติมากรรมที่เคลื่อนไหวได้และมีเลือดเนื้อที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ณ ตอนนี้ได้เลย

แพมรีบหันหน้ามองอย่างอื่นเมื่อมอร์ริสลุกขึ้นยืนแล้วเปลื้องปราการชิ้นสุดท้ายบนร่างแล้วก็กลับไปนั่งตามเดิม แพมค่อยเดินไปหาร่างสูงช้า ๆ วางสิ่งที่ถือมาลงบนรากไม้ใหญ่ข้าง ๆ มอร์ริส ใช้ความพยายามที่จะไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเปลือยกายล่อนจ้อน มอร์ริสใช้ฝ่ามือเปลือยลูบแก้มเขา

"ตัวเย็น" มอร์ริสพูดกับเขา

"ผมเพิ่งล้างตัวมาครับ" แพมตอบยิ้มบาง ก่อนจะเริ่มเลือนหายไปเมื่อมือซุกซนของอีกคนเริ่มลูบไปตามไหล่ผ่านเสื้อผ้าฝ้ายไล้ไปตามหน้าท้องของเขาจนต้องเกร็งตัวไว้ เอวบางถูกดึงให้เข้าไปหาคนเปลือยจนเกือบแนบชิด

"ฉันชอบเสื้อตัวนี้" มอร์ริสกระซิบเบากับคอระหงของร่างโปร่งที่อยู่ตรงหน้าเขา

"เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อฝ้ายราคาถูก ไม่พิเศษอะไรหรอกครับ"

แพมพูด เขาจับไหล่หนาไว้ใช้แรงขัดขืนไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ไปกว่านี้ เสื้อที่แพมใส่เป็นเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมสีขาวนวล เป็นแบบที่ต้องผูกเชือกด้านหลังสามปม ส่วนกางเกงของเขาก็เป็นแบบที่ใส่ประจำ ขาสามส่วนผูกเอวสีน้ำตาล เขาไม่รู้ว่ามอร์ริสชอบอะไรมัน ทั้งที่มันเทียบกับของมอร์ริสไม่ได้เลย

"มันถอดง่าย" มอร์ริสกระซิบแหบพร่า

"อ่ะ เดี๋ยวมีคนเห็นครับ" แพมท้วง

ปมเชือกที่ด้านหลังถูกปลดออกทีละปมอย่างง่ายดายจนสาบเสื้อแยกออกจากกัน แผ่นหลังขาวเนียนมีร่องรอยแผลเป็นบางส่วนปะทะกับอากาศด้านนอกเย็นวูบ มอร์ริสสอดแทรกฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลัง บีบเค้นหนักตามแรงอารมณ์จนขึ้นรอยมือ อดไม่ไหวที่จะเปลี่ยนทิศทางไปที่ขอบกางเกงที่ถูกมัดไว้หลวม ๆ มอร์ริสกระชากมันลงในทีเดียว กางเกงสีน้ำตาลแก่กองไปอยู่กับข้อเท้าของคนที่เปลือยกายเหมือนกับเขา

แพมขยับตัวซุกเข้าไปกับร่างสูง หวังให้อีกฝ่ายช่วยปิดบังส่วนอ่อนไหวของตนเองไว้ รู้ทั้งรู้ว่า ณ ที่นี้ไม่มีใครนอกจากเขาและมอร์ริส แต่แพมรู้สึกอับอายเหลือเกิน พื้นที่ตรงนี้มันโล่งเกินไป

"อ๊ะ!" แพมอุทานตกใจ

มอร์ริสช้อนตัวบางขึ้นมาแล้วเดินตามโขดหินลงไปในแอ่งน้ำตกเชื่องช้าและมั่นคง ร่างโปร่งบางสัมผัสกับความเย็นสบายของกลุ่มน้ำที่โอบอุ้มร่างเขาไว้ แพมค่อยปล่อยตัวเองจากมอร์ริสเพื่อที่จะยืนในน้ำด้วยตนเอง แต่ปรากฏว่าปลายเท้าเขาแตะไม่ถึงพื้นด้วยซ้ำ หากยืนเต็มตัวผิวน้ำก็ท่วมจมูกเขาแน่ ๆ

"ลอร์ดมอร์ริส! มันลึกเกินไป พาผมขึ้นเถอะครับ อ๊ะ มอร์ริส!!!" แพมเกาะร่างใหญ่ไว้แน่นตัวสั่นไหว มอร์ริสพาเขาว่ายน้ำไปเรื่อย ๆ จนถึงขอบน้ำตกอีกฝั่ง ระดับน้ำสูงเกือบถึงอกมอร์ริส และแพมก็สามารถยืนได้แต่มันยังคงลึกไปสำหรับเขาอยู่ดี แพมหันหลังให้มอร์ริสเกาะก่ายขอบดินเพื่อจะขึ้นจากน้ำแต่ก็ถูกมอร์ริสคว้าเอวไว้

"หันใส่กันแบบนี้ ยั่วหรือไง" มอร์ริสพูดเสียงเย้าแหย่ ขยับหน้าท้องแข็งแรงของตนเองชิดกับแก้มก้นกลมกลึง สองท่อนแขนใหญ่ก็จับขอบหินไว้ให้ร่างโปร่งค้ำตัวเองไม่ให้จม

"ปะ เปล่านะครับ!"

แพมปฏิเสธร้อนรน หันกลับมาประชันหน้ากับมอร์ริสตามเดิม จับท่อนแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายไว้แน่น แต่กลับกลายเป็นว่าเขานั้นคิดผิดถนัด มอร์ริสปล่อยมืออีกข้างลูบไล้สีข้างของร่างโปร่งใต้น้ำที่เย็นฉ่ำ จับสองเรียวขาแยกออกแล้วแทรกกายเข้าไปแทนที่กึ่งกลางนั้น เขาก้มหน้าพรมจูบไปตามแก้มเนียนแดงก่ำของอีกคนช้า ๆ แล้วผละออกมาเพื่อพินิจมองร่างเปลือยเปล่าขาวสว่างเมื่ออยู่ใต้น้ำ เอวคอดกิ่วผิดกับสะโพกที่ผายเกินชายต้นขาสองข้างยกงอขึ้นเกี่ยวสะโพกของเขาไว้มั่น เพียงแค่มองความเป็นชายก็แข็งขืนใหญ่โตขึ้นมาชนกับร่องแก้มก้นร่างโปร่ง แพมบีบไหล่ทั้งสองข้างของมอร์ริสแน่น

"ไม่ได้นะครับ เดี๋ยวสองคนนั้นเดินมาเห็น" แพมเกลี้ยกล่อม

"ไม่ได้ทำตั้งสามวัน..." มอร์ริสกระซิบเสียงแผ่วชิดลำคอขาว แล้วขบเม้มแรงจนมันแดง

"ทำรอยตรงนั้นไม่ได้นะครับ คุณสัญญาแล้ว! แล้วอะไร..สามวัน" แพมหน้าแดงก่ำกับคำพูดของมอร์ริส

"สามวันเชียวนะ ที่ไม่มาที่ห้อง" มอร์ริสพูดเสียงอ่อน กอบกุมใบหน้าเล็ก จ้องเขม็งไปในดวงตาสีน้ำตาลคล้ายกวาง

"คุณกำลัง..อ้อนผมหรือเปล่า" แพมไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่น้ำเสียงที่มอร์ริสใช้ทำเขาแทบใจอ่อน

"เปล่า ถ้าไม่ยอม ฉันจะทำคืนนี้ที่ซุ้ม..สองคนนั้นต้องได้ยินแน่ว่าเราทำอะไรกัน"

มอร์ริสจุมพิตบางที่ริมฝีปากเล็ก ขบเม้มมันเบา ๆ ใช้หัวนิ้วมือเคล้นคลึงยอดอกสองข้างจนแข็งเป็นไต ความเป็นชายที่แข็งขืนเต็มที่ขยับถูไถกับร่องสะโพกเชื่องช้า เขาสัมผัสได้ว่าวิธีเล้าโลมของเขามันทำให้ร่างโปร่งที่ถูกจุดติดง่ายมีอารมณ์ร่วม ความเป็นชายของแพมกำลังจะขยายขึ้นบดเบียดกับท้องน้อยของเขา

"อื้มม! ผม..อ่ะ ขัดได้ด้วยหรือ"

แพมกอดคอมอร์ริสแน่น สิ้นคำพูดริมฝีปากเขาก็ถูกฉกฉวยด้วยริมฝีปากเรียวของมอร์ริส ลิ้นร้อนแรงสอดแทรกเข้ามาดูดดึงความหวานอย่างกระหาย มอร์ริสขบเม้มริมฝีปากบางให้ความเจ็บแปลบ ร่างโปร่งเองก็ขบกัดตอบไปอย่างไม่ยอม

"อื้ม ซนจริงนะ" มอร์ริสกระซิบ ก่อนจะประกบจูบซ้ำอีกครั้ง ดูดดึงไม่ลดละ

สองฝ่ามือแข็งแรงลูบไล้ไปตามทรวดทรงรูปร่างลงไปเรื่อยจนถึงก้อนเนื้อสองก้นตรงสะโพกที่มีความใหญ่โตของเขาเสียดสีอยู่ มอร์ริสบีบเคล้นรุนแรงราวกับอยากจะให้มันแหลกคามือ เขาทำเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมาเล่นกับรูรักที่ปิดสนิท เขาสอดนิ้วสองนิ้วเข้าไปในคราเดียว

"อ๊ะ!"

แพมครางออกมาดังลั่นเมื่อได้รับสิ่งแปลกปลอม การที่ถูกน้ำมาโอบอุ้มช่วยหล่อลื่นให้สองนิ้วนั้นขยับเข้าออกได้สะดวกกว่าปกติ แพมกัดฟันลงไปกับบ่าแข็งเมื่อมอร์ริสเพิ่มเข้ามาด้านในอีก

"อื้มม อื้อ" แพมครวญครางเมื่อสามนิ้วใหญ่ขยับเข้าออกรวดเร็ว แพมบิดเร้าช่วงล่างกับหน้าท้องแกร่งไม่รู้ตัว

"อ่า ดี...อย่าเกร็ง" มอร์ริสสั่งแล้วถอนนิ้วทั้งสามออกมา

มอร์ริสจับความใหญ่โตของตัวเองจ่อช่องทางรักที่เปิดออกจากการถูกเตรียมพร้อม มอร์ริสดันส่วนหัวเข้าไปด้านในเชื่องช้า ช่องทางนั้นก็ตอดรับถี่รัวจนมอร์ริสกัดฟันเพื่อระบายอารมณ์

"เข้ามาเถอะครับ ไม่ต้องฝืนไว้ก็ได้" แพมกระซิบ เขาเองก็อยากจะปลดปล่อยไว ๆ เสียที

​​​​​​ปึก! ตามที่ขอ มอร์ริสกระแทกกายสวนเข้าไปจนสุดความยาว

"ฮื่อ!!" แพมกู่ร้องในลำคอดังลั่น เขากัดเข้าที่บ่าของมอร์ริสระบายความเจ็บแปลบและใช้มันกลั้นเสียงไว้

"ฮึ่ม"

สองมือหนาบีบคั้นสะโพกนุ่มให้ผ่อนคลาย ข้างในช่องทางคับแคบกำลังตอดรัดเขาไม่คลายจนปวดหนึบและขยับไม่ได้

"อย่าเกร็ง" มอร์ริสสั่ง

แพมพรูลมหายใจ ความที่มีน้ำช่วยหล่อลื่นเขาจึงไม่เจ็บเท่าที่ควร แต่เขาจุกเสียมากกว่าเพราะมอร์ริสกระแทกเข้ามาจนสุด เมื่อช่องทางเริ่มอ่อนตัวสะโพกแกร่งก็ขยับเข้าออกจากตัวเขาเริ่มจากเชื่องช้าและไวขึ้นจนตัวโยน แพมครวญครางออกมากลั้นไม่ไหว เสียงน้ำกระเพื่อมตามแรงกระทุ้งลามกหยาบโลน แม้อยู่ใต้น้ำแต่มอร์ริสก็ยังมีแรงมากพอที่จะสร้างรสกามที่รุนแรง

"อ้ะ มอร์ริส อื้อ" แพมครางรับเสียงหอบหายใจเซ็กซี่ของอีกฝ่าย มอร์ริสจูบปิดปากเขาอย่างดูดดื่ม

หยาดฝนปรอย ๆ เริ่มล่วงโรยลงมาแต่ก็ไม่อาจหยุดการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ที่ตกอยู่ในห้วงเสน่หาได้ แพมยันหลังใช้ท่อนแขนค้ำกับขอบน้ำตกไว้ มอร์ริสจับสองขาเรียวแยกออกกว้างกระทุ้งเอวเข้าออกรวดเร็ว ใช้สายตามองภาพอีโรติกตรงหน้า

ร่างโปร่งนอนหงายไปกับผิวน้ำใบหน้าเงยรับหยาดฝนที่ตกลงมาปรอย ๆ ตากวางมองตอบเขาฉ่ำปรือราวกับเรียกร้องให้เขา รุนแรงกว่านี้ เร็วกว่านี้ หยาดน้ำฝนไหลผ่านคอระหงที่ดูน่าดูดดึงทำรอยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ยอดอกแดงก่ำจากการบดขยี้กำลังถูกเม็ดฝนที่ร่วงโรยลงมาลวนลามไม่ขาดสาย สองขาแยกออกกว้างเห็นช่องทางสีแดงสดถูกสอดแทรกกระแทกด้วยความใหญ่โตรุนแรง ทุกครั้งที่เข้าออกล้วนให้ความกระสันเสียวและเรียกเสียงครางกระเส่า มอร์ริสถอดถอนแก่นกายออกมาจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปโดนจุดกระสันของร่างโปร่งอย่างจัง

​​​​​​"อ๊าาา" แพมกรีดร้องสุขสม

"แย่จัง ทำไมฝนตกไวขนาดนี้ ลิลลี่ยังทำอาหารไม่เสร็จเลย"

"เฮือก!" แพมใจหายวูบเมื่อได้ยินเสียงลิลลี่ดังขึ้นใกล้ ๆ เหนือหัว

ลิลลี่อยู่ใกล้เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น ขอบใจโขดหินใหญ่ที่บดบังพวกเขาทั้งคู่อยู่ แพมกอดตัวมอร์ริสแน่นอย่างกังวลและลุ้นตัวโก่ง

"โอ้ นี่ต้นแอปเปิลนี่นา เก็บไปสักสี่ห้าผลดีกว่า" ลิลลี่มองผลแอปเปิลสีแดงสด ต้นของมันอยู่ข้างโขดหินใหญ่ใกล้ขอบแอ่งน้ำตก แต่มีหลายผลที่อยู่สูงและมันแดงสดน่ารับประทานกว่าผลอื่น เธอน่าจะเหยียบหินก้อนนี้ขึ้นไปเก็บได้

ไม่นะ... แพมหน้าซีดเมื่อลิลลี่ทำท่าจะปีนโขดหิน ดูเหมือนลูกแอปเปิลที่เธอเก็บได้จะไม่พอใจสำหรับเธอ ถ้าเธอปีนหินนั่น เธอจะต้องเห็นแน่ ๆ

"ฮึ่ม!" มอร์ริสสบถในลำคอ

ร่างสูงใหญ่ขมวดคิ้วแน่นเมื่อช่องทางของแพมกำลังบีบรัดและตอดถี่รัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาจับสะโพกผายไว้มั่นแล้วกระทุ้งกายเข้าออกต่อไปไม่สนใจอะไร แพมผวาเฮือกกัดบ่ามอร์ริสแรงจนห้อเลือด กลั้นเสียงครางไม่ให้ออกมาทั้ง ๆ ที่เขานั้นทรมานแทบใจจะขาด มอร์ริสกระแทกเข้ามาจุดกระสันเขาไม่หยุด

"อ่ะ อือ" แพมเล็ดลอดเสียงครางออกมาเล็กน้อย กึ่งกลางความเป็นชายของเขาถูกรูดดึงไปพร้อมกัน แพมชำเลืองมองมอร์ริสที่ยิ้มมุมปากร้ายกาจขณะที่ตัวเองกระแทกกายเข้าออกไม่หยุด

"เสียงอะไร..." ลิลลี่ชะงักเท้าที่จะขึ้นเหยียบโขดหิน ขนแขนพากันลุกชันทันใด "เอ่อ รีบกลับดีกว่า"

เสียงฝีเท้าของเด็กสาวรีบวิ่งกลับไปที่ซุ้มที่พักจนเสียงนั้นหายไปจนสิ้น มอร์ริสถอนแก่นกายตัวเองออกอุ้มร่างโปร่งขึ้นจากน้ำ มอร์ริสพลิกร่างแพมให้นั่งหันหลังคุกเข่ายันมือกับโขดหินที่เกือบจะเป็นเหตุ ฝ่ามือแข็งแรงกดแผ่นหลังบางลงให้สะโพกแอ่นขึ้นลอยเด่น มอร์ริสสอดความเป็นชายที่ใกล้จะปลดปล่อยเข้าไปอย่างรวดเร็วแล้วกระแทกกระทั้นปานควบม้า

"อ่ะ อ๊ะ ผม...จะเสร็จ" แพมตัวอ่อนรองรับความรุนแรง

น้ำตาเม็ดโตคลอเบ้าก่อนที่มันจะร่วงหล่นลงมาตามแก้มปะปนกับหยาดฝน ไม่ใช่เพราะว่าเจ็บปวด ไม่ใช่เพราะรู้สึกไม่ดี เพราะรู้สึกดีมากต่างหาก ตัวเขาแทบจะระเบิดเพราะความเสียวซ่าน ความรู้สึกที่โกรธเคืองรังเกียจแปรเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

"อ๊าา!" แพมครางดังลั่น ของเหลวสีขาวขุ่นพุ่งทะลักเลอะกับโขดหิน และมันกระเด็นไปโดนผลแอปเปิลที่ร่วงลงมาจากต้น ผลไม้สีแดงสดถูกเคลือบด้วยของเหลวเหนียวยืด...ลามก

มอร์ริสเงยหน้ารับเม็ดฝนปรอย ๆ กระแทกเอวเข้าออกถี่เมื่อบางสิ่งกำลังกระจุกตัวใกล้ทะลักออกมาที่ส่วนปลาย มอร์ริสก้มมองเอวคอดกิ่วแล้วพรูลมหายใจเป็นครั้งสุดท้าย เขากระแทกตัวเข้าแนบชิดบั้นท้ายกลมกลึง ปลดปล่อยความต้องการร้อนระอุออกมาหมดเต็มช่องทางคับแคบ แก่นกายใหญ่ค่อย ๆ ขยับออกมาจากช่องทางแดงก่ำ ที่รูรักนั้นมีร่องรอยฉีกขาดเล็กน้อยก่อนที่ของเหลวสีขาวขุ่นที่มากจนล้นได้ไหลออกมาอย่างเชื่องช้าไปตามเรียวขาสองข้าง มอร์ริสมองภาพนั้นแลบลิ้นเลียริมฝีปากภาคภูมิใจในผลงาน แต่ก็ถูกขัดโดยเจ้าของร่างที่ลุกขึ้นมองหน้าเขาเขม็งโกรธเคือง ใบหน้าขาวใสแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่ปะทุ ร่างโปร่งเดินหนีเขาลงไปล้างตัวที่แอ่งน้ำตกตื้นเดินลัดเลาะไปที่เดิมที่วางเสื้อผ้าไว้ มอร์ริสเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อนพอไปถึงร่างโปร่งก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายก็เดินชนไหล่เขากลับไปที่พักโดยไม่รอ

ท่าทีแบบนี้มันคืออะไรกัน...

 

"อาบน้ำกันเสร็จแล้วหรือขอรับ" ฮาร์วีร้องทัก

พ่อบ้านฮาร์วีมองคนสองคนที่เดินตามกันมาติด ๆ แต่ที่แตกต่างคือคนที่ตัวเล็กกว่าเดินนำมาด้วยสีหน้าที่อารมณ์ไม่ดีนัก ส่วนคนตัวใหญ่ที่เดินตามหลังมาก็สีหน้าเรียบเฉยมีความสงสัยในแววตา ในมือหอบเสื้อผ้าที่ใส่แล้วมาด้วย...ลอร์ดมอร์ริสหอบเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว? ทำไมลอร์ดมอร์ริสต้องทำแบบนั้นล่ะ

ภาพแบบนี้นี่มันอะไรกัน...

ฮาร์วีรับเสื้อผ้าที่มอร์ริสโยนมาให้แทบไม่ทัน เขามองตามด้วยความมึนงง แพมนั่งลงขอนไม้ใหญ่ใต้ต้นไม้ นำเสื้อโค้ตที่แครอไลน์เตรียมให้มาห่มคลายความหนาว มอร์ริสเดินมานั่งข้าง ๆ แต่ร่างโปร่งก็ลุกขึ้นหนีเดินไปนั่งที่อื่น

ผัวเมียที่แง่งอนกันไม่มีผิด...! ฮาร์วีคิดในใจ

 

"ดีนะที่ต้นไม้นี่ใหญ่พอที่จะบังฝนให้นะขอรับ ไม่งั้นได้ลำบากแน่ ๆ" ฮาร์วีกล่าว ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากหลังจากทานเนื้อกวางย่าง

"ทานอาหารเสร็จแล้วก็ทานผลไม้สิคะ ลิลลี่เก็บแอปเปิลมาด้วย" เด็กสาววัยย่างสิบหกวิ่งไปหยิบถุงผ้าแล้วแจกจ่ายผลไม้สีแดงให้กับทุกคน ก่อนที่เธอจะยื่นมันให้แพม

แพมจ้องผลแอปเปิลสีแดงสดน่ารับประทานตรงหน้า แต่ภาพน้ำกามของเขาที่มันทะลักออกมาเปรอะเปื้อนแอปเปิลกลับเข้ามาในโสตประสาทเขา ราวกับว่าเขาเห็นเจ้าผลแอปเปิลตรงหน้านี้กำลังยิ้มร้ายให้อย่างเยาะเย้ย แพมขนลุกซู่แล้วดันมันออกห่างจากตรงหน้า

"ฉันอิ่มแล้วน่ะลิลลี่ ขอบใจนะ" แพมกล่าว ส่งยิ้มเจื่อนไปให้

ลิลลี่ทำหน้างง แล้วแอปเปิลที่เธอถือก็ถูกแย่งไปโดยผู้เป็นนายใหญ่ มอร์ริสยืนเหนือหัวเขาไม่ไปไหน โยนผลแอปเปิลในมือไปมาแล้วมองหน้าแพมนิ่ง

"ลอร์ดมอร์ริสคะ เดี๋ยวลิลลี่ไปปอกให้ก่อน" ลิลลี่บอก แต่ถูกมอร์ริสปัดมือไล่

แพมจ้องหน้ามอร์ริสไม่เข้าใจ มอร์ริสเองก็จ้องตอบนิ่ง ๆ ก่อนที่ปากหยักได้แสยะยิ้มร้ายให้เขา แอปเปิลลูกนั้นถูกยกขึ้นชิดริมฝีปากลิ้นสีชมพูตวัดเลียที่ผิวแดงสดของมันช้าจนน้ำลายยืดเยิ้ม ฟันขาวเผยออกมาให้เห็นก่อนที่มันจะกัดฉีกเนื้อหวานฉ่ำนำเข้าปากไป

แพมมองภาพนั้นพลันหน้าแดงก่ำพอ ๆ กับสีแอปเปิลลูกนั้น เขาเบือนหน้าหนีแล้วลุกขึ้นยืน จะเดินหลบไปอีกทางแต่ถูกคว้าข้อมือไว้เสียก่อน

"หวาน"

มอร์ริสพูดให้แพมได้ยินเพียงคนเดียวแล้วยิ้มเยาะให้เขารู้สึกอับอาย แพมทำหน้าขึงขังโกรธเคือง มอร์ริสแกล้งเขาอีกแล้ว

"ถ้าคุณหมายถึงสิ่งที่คุณกินผมย่อมรู้ดีว่ามันหวาน แต่ถ้าคุณหมายถึงอย่างอื่น..." แพมหันมาประจันหน้าขยับเข้ามาชิดตัวมอร์ริส เขามองคางคมที่เริ่มมีตอเครางอกแล้วตวัดสายตาจ้องมองคนตัวสูงที่รอว่าเขาจะพูดอะไร แพมอ้าปากพูดเสียงเบา "คุณรู้ได้ไงว่ามันหวาน ในเมื่อคุณไม่เคยแม้แต่จะชิม"

"หึ ท้าทายงั้นหรือ" มอร์ริสแสยะยิ้ม กระชากตัวอีกฝ่ายเข้ามาใกล้แววตาเต็มไปด้วยความสนใจ "เดี๋ยวนี้เถียงได้ขนาดนี้สินะ"

"คุณฮาร์วีครับ ผมขอตัวไปนอนเลยได้ไหม" แพมตะโกนถามฮาร์วีทั้งที่จ้องหน้ามอร์ริส

"กระผมทำซุ้มให้เสร็จแล้วขอรับ เดี๋ยวกระผมจุดกำยานให้นะขอรับ" เสียงฮาร์วีตะโกนกลับมา

แพมสะบัดตัวออกแล้วเดินหนีออกมา ไปที่ซุ้มที่พ่อบ้านฮาร์วีจัดเตรียมไว้ให้ แพมเปิดผ้าคลุมออกแล้วชะงักเมื่อเขาเห็นว่าที่ด้านในมีหมอนสองใบ แพมเห็นเงาตะคุ่มทาบทับที่ด้านหลังตนเองจึงเอ่ยปากถาม

"ผมต้องนอนกับคุณหรือฮาร์วี..." แพมหันกลับมามอง ก่อนจะนิ่งไป หวังว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่คิด "ลอร์ดมอร์ริส...คุณมาทำอะไรครับ"

เป็นมอร์ริสที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา ในมือข้างขวาถือตะเกียงเชื้อเพลิงไว้

"ของใช้ฉุกเฉินเรามีจำกัด คงต้องนอนเบียดกันหน่อย" มอร์ริสเลียริมฝีปาก แล้วพูดต่อ

"ดูเหมือนว่าคืนนี้เธอกับฉันคงอยู่ด้วยกัน...ตลอดคืน" มอร์ริสพูดเสียงกระเส่า

"ว่าไงนะ"

"เธอเคืองอะไรฉัน" มอร์ริสถาม

"ผมเปล่า" แพมตอบ

"เธอเคืองที่ฉันเกือบพาเธอจมน้ำสินะ ให้ตาย ไร้สาระน่า!" มอร์ริสสบถ

"ไม่ใช่เรื่องนั้นสักหน่อย!"

"...ไม่เป็นไร ฉันมีเวลาสอบสวนเธอทั้งคืน ไม่ต้องนอนกันเลยไหม"

"ลอร์ดมอร์ริส! คุณบอกว่าจะไม่ทำ!" แพมกระซิบขู่เบา ๆ เขาทุบอกอีกฝ่าย มอร์ริสกำข้อมือเขาแน่น

"คำท้าทายเมื่อครู่นั้น น่าสนใจทีเดียวว่าไหม..." มอร์ริสยิ้มเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่ดี ร่างสูงเดินเข้าหาแพม ดันตัวให้เข้าไปในซุ้มไม้ผ้าใบที่พ่อบ้านจัดไว้ให้

"ฉันอยากจะรู้ว่า 'รสชาติ' ของเธอจะหวานแค่ไหน" มอร์ริสกระซิบ

"..."

"และเธอก็ต้องลองชิมดูว่าฉัน 'หวาน' แค่ไหนเหมือนกัน..."

"!!!"

 

"เราใกล้จะถึงแล้วล่ะขอรับ" เสียงฮาร์วีดังขึ้นที่ด้านหน้าตัวถังรถม้า

แพมนั่งตัวโอนเอนสายตาเหม่อมองออกนอกหน้าต่างอย่างอ่อนเพลีย ทุกครั้งที่รถม้าพาตกหลุมเล็กใหญ่ก็พาลทำเขาเจ็บแปลบที่สะโพกแล่นไปทั่วร่าง

"เมื่อคืนอากาศค่อนข้างเย็น คุณแพมไม่สบายหรือเปล่าคะ ดูเพลีย ๆ" ลิลลี่ที่ย้ายมานั่งด้านในตัวรถถามอย่างห่วงใย แพมยิ้มอ่อนส่ายหน้าให้เธอ

"เย็นเหรอ ฉันรู้สึกว่ามันร้อนจนเหงื่อไหลไม่หยุด" มอร์ริสตอบแทนอย่างมีเลศนัย

"เอ๋ จริงสิ ลอร์ดมอร์ริสขี้ร้อนนี่คะ น่าอิจฉาจัง" ลิลลี่ยิ้มบาง แล้วมองออกนอกหน้าต่าง

"แอปเปิลเมื่อวาน หวานมากเลยล่ะ" มอร์ริสพูดขึ้นลอย ๆ ชำเลืองตามองคนที่นั่งข้าง ๆ "หวานจนอยากจะกินทุกวัน"

"จริงหรือคะ เสียดายจัง ลิลลี่ไม่ได้เก็บมาเพิ่ม" ลิลลี่ผู้ใสซื่อบอกอย่างเสียดาย

​​​​​แพมตวัดตามองมอร์ริสอย่างเคือง ๆ ที่เขาเป็นแบบนี้เพราะมอร์ริสรังแกเขาทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน เหมือนน้ำในร่างกายเขาหายไปเกือบครึ่ง แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยน้ำอย่างอื่นจนเต็มกระเพาะไปหมด ซ้ำยังตอนนี้ก็ยังไม่เลิกแกล้งเขาอีก...มอร์ริสเป็นคนที่น่าโมโหชะมัด!

ไม่นานรถม้าก็มาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์หรูคุ้นตา ลิลลี่เดินลงมาจากรถม้ายืนรอให้เจ้านายสองคนลงมาแล้วปิดประตูให้

ประตูบานสูงเปิดออกรวดเร็ว แม่บ้านแครอไลน์รีบวิ่งมาหามอร์ริสหน้าตาตื่น จนคนอื่นมองอย่างสงสัย

"มีอะไร" มอร์ริสถามแครอไลน์

"มีคนมาขอพบค่ะนายท่าน ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว" แครอไลน์ตอบ ชำเลืองมองไปด้านในคฤหาสน์

"ไม่ยักรู้ว่าฉันมีแขก" มอร์ริสโยนของให้พ่อบ้านถือ แล้วเดินขึ้นบันไดไป แครอไลน์เองก็เดินตาม

"ตอนแรกป้าก็นึกว่าเป็นคุณแพม รูปร่าง สีผมคล้ายกันมากเลยค่ะ คุณเขาหอบข้าวของมาแล้วบอกว่าจะมาอาศัยที่นี่" แครอไลน์บอก เปิดประตูให้

แพมเดินตามหลังมา มองโซฟาที่ตั้งหันหลัง ที่โซฟารับแขกมีบุคคลหนึ่งนั่งอยู่พร้อมกระเป๋าเดินทางใบโต ผู้ชายรูปร่างสมส่วนผมสีน้ำตาลดูไปดูมาก็คล้ายเขาจริง ๆ แต่อีกฝ่ายมีรูปร่างที่ดีกว่าไม่ผอมแกร็นและสูงกว่าหลายเซ็น ฝ่ายนั้นลุกขึ้นยืนเต็มความสูงห้าฟุตเมื่อรับรู้ว่าผู้เป็นใหญ่ของบ้านกลับมาแล้ว ร่างสูงโปร่งหันมาช้า ๆ ด้วยรอยยิ้ม รับรู้ได้ว่าแม้รูปร่างจะคล้ายกันแต่ใบหน้านั้นแตกต่างลิบลับเมื่ออีกฝ่ายหันมาเผยให้เห็นใบหน้าที่สวยหวานเกินกว่าจะเป็นชาย แพมจ้องตากับคนแปลกหน้าคนนั้นด้วยความรู้สึกอธิบายไม่ถูก และคนผู้นั้นก็จ้องตอบเขาใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มก่อนจะเลิกสนใจเขาราวกับเป็นธาตุอากาศ ชายหน้าหวานเดินมาหามอร์ริสแล้วเขย่งตัวเอาแก้มแตะเป็นการทักทาย สร้างความตกใจให้แก่ฮาร์วี แครอไลน์ ลิลลี่ รวมถึงแพมเองด้วย หรือว่าจะเป็นคนรู้จักของมอร์ริส

"เธอเป็นใคร" มอร์ริสขมวดคิ้วถาม ยกหลังมือแตะแก้มที่โดนสัมผัส

แพมจ้องใบหน้ามอร์ริสอย่างไม่เชื่อสายตา เขาคิดว่ามอร์ริสจะต่อว่าหรือตบอีกฝ่ายเสียอีก เพราะไม่ว่าใครก็ต่างพากันรู้ว่ามอร์ริสไม่ชอบให้แตะต้องตัวหากไม่สนิทจริง ๆ มอร์ริสละเว้นผู้ชายหวานคนนี้...

"เอลวิส..เอลวิส แอนเดอร์สัน คุณคงเคยได้ยินชื่อผมมาแล้ว ผมรอที่จะได้พบคุณมานานเหลือเกิน ลอร์ดมอร์ริส"

ไม่เพียงแต่หน้าหวาน น้ำเสียงเองก็นุ่มหวานไม่แพ้กัน ท่าทีสุภาพตามที่ถูกอบรมมาิย่างดี จับหน้าอกตัวเองแล้วก้มหัวช้า ๆ เขาใช้คำเรียกที่สนิทสนมทั้ง ๆ ที่เจออีกฝ่ายเป็นครั้งแรก

"เอลวิส..เอลวิส...อ้อ หมอเอลวิสสินะขอรับ" ฮาร์วีเอ่ยถาม หลังจากคิดทวนชื่อนั้น

"เป็นผู้ให้คำปรึกษาจะดีกว่าครับพ่อบ้านฮาร์วี" เอลวิสตอบพลางยิ้มเป็นมิตร

"เขาคือหมอเอลวิสที่หมอไมเคิลทาบทามมาขอรับนายท่าน" ฮาร์วีกระซิบบอกมอร์ริส ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะลืมไปแล้ว

"อืม ให้แครอไลน์จัดการห้องพักและข้าวของแล้วกัน" มอร์ริสสั่งผ่านฮาร์วี

"ลอร์ดมอร์ริสครับ จะเป็นอะไรไหมหากผมขอพูดคุย..เป็นการส่วนตัว" เอลวิสร้องท้วงก่อนที่ร่างสูงจะเดินหนีไป

"...ไปพบฉันที่ห้องทำงาน" มอร์ริสตอบ

"ขอบคุณครับ" เอลวิสตอบ

"นายท่านดูจะพอใจหมอคนนี้นะ ก็แนวที่ท่านชอบเลยนี่นา หากอวบกว่านี้" เสียงสาวใช้แอบกระซิบนินทากันใกล้ ๆ แต่ก็ดังพอที่แพมจะได้ยิน

แพมที่ไม่มีธุระต้องทำอะไรจึงเดินขึ้นบันไดเพื่อกลับไปนอนห้องตนเอง เขาอยากหลับใจแทบขาด

"เดี๋ยวก่อน" เอลวิสเรียนร่างผอมแกร็นไว้ แล้วเอ่ยถาม "ไม่คิดจะแนะนำตัวหรือไง"

"...แพม" แพมตอบ

"ถ้ามองด้านหลังผมนึกว่าส่องกระจกเลยนะเนี่ย อ้อ เราอายุน่าจะใกล้ ๆ กัน คงไม่ถือถ้าผมจะพูดแบบนี้" เอลวิสหมายถึงความเป็นกันเอง

"ครับ" แพมตอบแค่นั้น แล้วเดินขึ้นบันไดต่อ

"ผมได้ยินเรื่องคุณมาบ้าง แต่ไม่ได้ยินว่าลอร์ดมอร์ริสให้ทาสที่ซื้อมานอนด้านบน" เอลวิสเริ่มไม่พอใจที่ถูกเมิน

"ขอโทษนะคะคุณหมอเอลวิส แต่คุณพูดแบบนั้นกับคุณแพมไม่ได้ค่ะ" แครอไลน์ที่ได้ยินเข้าเดินมาบอกดุ ๆ แล้วเธอก็เดินผ่านไปยังห้องครัว

"เอ่อ ขอโทษครับ ผมคงเข้าใจอะไรผิดไป...หรือเปล่า" เอลวิสกล่าวกับแครอไลน์ หันไปมองแพมอย่างสงสัย

"ที่คุณพูดถูกแล้วครับ แต่ผมสงสัยว่าคุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง" แพมถามกลับ เขาอยากจะพักเต็มทีแล้ว ดูเหมือนหมอคนนี้จะไม่ยอมปล่อยเขาไปนอนง่าย ๆ

"อ้อ ได้ยินมาน่ะครับ ตกลงเรื่องจริงสินะ" เอลวิสยิ้มแหย เขาจะไม่รู้ได้ยังไง ก็เขาแอบติดตามเรื่องของมอร์ริสตลอดนี่นะ

"ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน ไว้เจอกันนะครับคุณหมอ" แพมยิ้มบางให้แล้วขึ้นไปด้านบน

เอลวิสเดินตามไปหยุดยืนที่ราวบันไดมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนสุดสายตา แล้วพูดกับตัวเองเสียงเบา

"เราจะได้เจอกันจนเบื่อเลยล่ะ"


--------100%-------

อัปครบจบตอนจ้า ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและติดตามนะคะ ขอบคุณคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาสนับสนุนด้วยนะคะ

อ่านทุกคอมเมนต์เลยค่าา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2020 22:11:09 โดย Juharah »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด