♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 24-100% p.5 (31/07/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 24-100% p.5 (31/07/63)  (อ่าน 12725 ครั้ง)

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
พยศดีนะ

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 632
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
ลอร์ดมอร์ริสใจร้ายจริงหรือจะแกล้งน้องแพมเฉยๆล่ะเนี่ย ถ้าใจร้ายจริงละก็เตรียมตัวรับเปลือกทุเรียนได้เลย  :angry2:

 :pig4:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอๆ

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
    • Juharah

ตอนที่ 6


หลังมื้ออาหารจากนั้นเขาก็ถูกจับตัวเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่งที่มีผู้ชายสูงอายุดูท่าทางมีความรู้ความสามารถซึ่งแน่นอนว่าชายคนนั้นเป็นแพทย์ในเมืองที่มีชื่อเสียงตามที่พ่อบ้านฮาร์วีบอกก่อนที่เขาจะรับการตรวจ แพมถูกตรวจร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาถูกเจาะเลือดและฉีดวัคซีน อีกทั้งยังโดนโปะยาสลบจนไม่รู้สึกตัวกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกครั้งพบว่าเวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว เขารู้สึกเจ็บขัดที่ช่องคอแต่ก็พอทนได้และวางใจเมื่อคุณหมอพูดเสียงอ่อนโยนว่าได้ให้ยาสลบอ่อน ๆ แก่เขาซึ่งมันไม่เป็นอันตราย

แพมวางแก้วปัสสาวะและของเสียของตัวเองลงบนโต๊ะที่คุณหมอกำลังนั่งขีดเขียนบางอย่างที่แพมก็อ่านไม่ออก ชายแก่ผู้เป็นหมอเงยหน้าแล้วส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา

“แขนของเธออีกไม่เกินสี่วันก็น่าจะถอดผ้าดามนั่นออกได้และหมั่นขยับบ่อย ๆ จริงสิช่วยกรอกรายละเอียดตรงนี้ทีได้ไหม” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเบา ๆ ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา

“เอ่อ…ช่วยบอกผมทีว่าผมต้องเขียนอะไรลงไปบ้าง” แพมเอ่ยเสียงขอร้อง ในกระดาษมีช่องว่างหลายช่องแต่ปัญหาก็คือเขาอ่านมันไม่ออกเลยนอกจากช่องให้เขียนชื่อ

“ได้สิ ตรงนี้เป็นวันเกิดและอายุของเธอที่จะต้องใส่ และสิ่งที่แพ้ ฉันหมายถึงเวลาที่เธอได้รับหรือสัมผัสอะไรแล้วมีความผิดปรกติหรือมีไข้สูงหลังจากได้รับมัน”

“สิ่งที่แพ้ผมคิดว่าไม่มี แต่อายุผมคิดว่าผมน่าจะอายุได้ 24-25 ปี” แพมตอบ ข้อดีของการไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ คือการที่เขาต้องกินทุกอย่างที่กินได้จึงทำให้มั่นใจว่าเขาไม่มีอะไรให้ต้องแพ้ ซ้ำยังสามารถกินได้ทุกอย่างที่ประทังชีวิต แพมยิ้มเจื่อนที่ไม่สามารถตอบคำถามอะไรได้เลย

“โอเค ๆ งั้นรอตรงนี้สักครู่นะ” ชายสูงวัยดันแว่นขึ้น หลังพูดจบก็ลุกออกจากห้องไป

แพมลอบมองประตูที่ปิดไม่สนิท คุณหมอสูงวัยกำลังยืนคุยกับฮาร์วีด้วยท่าทีสบาย ๆ คนเป็นหมอยื่นเอกสารให้กับฮาร์วีอ่านแล้วทั้งสองก็พูดคุยกันอีกสองสามประโยค คุณหมอผู้แสนอบอุ่นจึงกลับเข้ามาในห้อง นั่งลงที่เดิม

“24 ธันวา นั่นคือวันเกิดของเธอที่ควรจะจำไว้ และตอนนี้เธออายุได้ 21 ปีเท่านั้น เธอไม่ควรบวกอายุตัวเองทั้งที่หน้าก็ไม่ได้แก่อะไร” คุณหมอพูดส่ายหัวไปมาแล้วหัวเราะขำขัน

“อะ เอ่อ ผมไม่คิดว่าคุณหมอจะเก่งขนาดนี้ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยเรื่องวันเกิดและอายุ” แพมตาโตตื่นเต้นเมื่อได้รู้ข้อมูลนั้น

“ประวัติของเธอ ไม่ยากขนาดที่ตระกูลวอซลีจะสืบหาไม่ได้ เขารู้แม้กระทั่งประวัติพ่อกับแม่ของเธอ หากเธออยากรู้ก็ไปถามเอาแล้วกันนะ” คุณหมอตอบ

…เขาไม่อยากรู้จักคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเลี้ยงดูเขาในสักเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเลยสักนิด เขาไม่ใช่คนดีขนาดนั้น

“ผลตรวจของเธอฉันจะเร่งนำมาให้ภายในหนึ่งสัปดาห์ และเธอต้องไปฉีดวัคซีนกับลอร์ดมอร์ริสตามใบนัด ซึ่งฉันเอาให้พ่อบ้านฮาร์วีไปเรียบร้อยแล้ว” คุณหมอพูกพลางเก็บอุปกรณ์ลงกล่อง

“ลอร์ดมอร์ริส! ตะ แต่ลอร์ดมอร์ริสเขาไม่ได้เป็นหมอนะครับ!” แพมท้วงตกใจ เขาไม่กลัวที่จะโดนฉีดยาโดยคนที่ไม่เป็นหมอ แต่เขาไม่อยากจะเจอหน้าของคนที่ฉีดยาให้เขาต่างหาก ผู้ชายคนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดสำหรับเขาแล้ว!

“ขอโทษจริง ๆ นะสำหรับเรื่องนี้ ฉันไม่อาจสละเวลาในธุระสำคัญเพื่อมารักษาให้เธอจริง ๆ แต่ไม่ต้องกังวลไป อัจฉริยะท่านนั้นไม่ทำใครตายเพียงเพราะฉีดยาหรอกนะ โอ้..ฉันต้องไปแล้วล่ะ ขอตัว”

คุณหมอพูดจบก็ลุกขึ้นก้มตัวลงเอาแก้มมาแตะแก้มซ้ายของเขาเพื่อบอกลาอย่างรวดเร็ว ขณะที่แพมยังคงนั่งอ้าปากเหวอมองหมอร่างใหญ่ที่เดินออกจากห้องไป ปากส่งเสียงติดขัดราวกับคนเป็นใบ้ที่ยังอยากคัดค้านเรื่องที่คุณหมอบอก สิ้นแผ่นหลังกว้างของแพทย์รุ่นใหญ่พ่อบ้านฮาร์วีก็เดินเข้ามาในห้องแทนพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

“พรุ่งนี้นายท่านจะฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้แก่คุณแพมตอน 11 นาฬิกานะขอรับ” ฮาร์วีพูดออกมาไม่มีติดขัด

“ความจริงผมไม่ต้องฉีดอะไรพวกนั้นก็ได้ครับคุณฮาร์วี ผมแข็งแรงดีอยู่แล้ว” แพมคัดค้าน

“กระผมขัดคำสั่งนายท่านไม่ได้หรอกนะขอรับ คุณแพมก็อย่าพยายามปฏิเสธไปเลยเพราะมันจะไม่ดีแก่ตัวคุณเอง ตอนนี้เลยเวลามื้อกลางวันมาสักพักแล้วแต่คุณแพมคงจะเพลีย เดี๋ยวกระผมนำอาหารไปเสิร์ฟที่ห้องนอนและคุณแพมพักผ่อนเถอะนะขอรับ” ฮาร์วีพูดพลางดูนาฬิกาเรือนเล็กบนกำแพงหรู

“แต่ผมต้องไปทำงานนะครับ” แพมท้วง

“ถ้าคุณแพมหมายถึงงานในคฤหาสน์ คุณแพมไม่ได้มีหน้าที่ทำหรอกนะขอรับ ไปพักผ่อนตามคำสั่งนายท่านเถอะขอรับ” ฮาร์วีพูดยิ้ม ๆ เดินมาประคองตัวแพมให้ลุกขึ้น

แพมเดินกลับมาห้องนอนตัวเองที่เป็นที่พักสำหรับคนงานแยกออกมาจากตัวคฤหาสน์ เขาทรุดตัวนั่งลงบนฟูกสีทะมึนอย่างเหม่อลอย เขาไม่อาจปฏิเสธอะไรได้สักอย่าง ยังคงเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการออกความเห็นใด ๆ ตามความจริงแล้วมันก็ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว หน้าที่ของแพมคือจะต้องเชื่อฟัง ไม่ดื้อรั้นกับผู้ที่เป็นนายคนที่ซื้อชีวิตเขาต่อมาจากผู้อื่น แต่เพราะความหวงศักดิ์ศรีที่มีอยู่เพียงเรื่องเดียวของตัวเองทำให้เขาอาจหาญอยากข้ามเขตกั้นของตัวเอง เป็นดั่งนกที่อยากมีอิสระ….ทั้งที่จริงแล้วเขาต้องเชื่อฟังเท่านั้น ชีวิตมันไม่ใช่ของเขา มันไม่เคยเป็นของเขามาตั้งแต่แรก

“วันนี้ลอร์ดมอร์ริสไปไหนหรือครับ ผมไม่เห็นเขาตั้งแต่หลังทานอาหารมื้อเช้าเสร็จ”

แพมถามฮาร์วีที่ถือถาดอาหารเข้ามาในห้องนอนของเขา พ่อบ้านหนุ่มสุดแสนจะประหลาดที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลาตอบกลับมาเสียงนุ่ม

“ช่วงนี้ท่านต้องศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่ใหม่ในเมืองวาแคน จึงต้องอยู่แต่ในห้องทำงาน บ้างก็อยู่ห้องวิจัยบ้างแล้วแต่อารมณ์ท่านขอรับ” ฮาร์วีพูด พลางรินน้ำในเหยือกใส่แก้วแล้ววางไว้ตรงข้างถาดอาหาร

“งะ…งั้นแปลว่าเขาจะไม่ออกมาหลายวัน เอ่อ ผมหมายถึงลอร์ดมอร์ริสจะต้องทำงานแบบนี้ไปอีกสักพักใช่ไหมครับ” แพมถามเสียงดัง

“ประมาณนั้นขอรับ สักราว ๆ หนึ่งสัปดาห์หรือจนกว่าจะได้ข้อมูลที่นายท่านต้องการทราบ คุณแพมกังวลอะไรหรือขอรับ” ฮาร์วีถามยิ้มจนตาปิด เหมือนรู้จุดประสงค์จริง ๆ ของแพมอยู่แล้วแต่เพียงต้องการแกล้งถามเล่น

“คือผมแค่สงสัยนิดหน่อยน่ะครับ ขอบคุณสำหรับอาหารด้วยนะครับคุณฮาร์วี”

“ด้วยความยินดีขอรับ หากต้องการอะไรสามารถสั่นกระดิ่งได้เลย กระผมจะรีบมาภายในสิบนาที”

มือที่ถูกสวมด้วยถุงมือสีขาววางกระดิ่งสีทองลงบนโต๊ะข้างเตียงนอนประกอบคำพูด แพมลองหยิบมันขึ้นมาแล้วสั่นเบา ๆ แต่เสียงกับดังกังวานแม้ออกแรงเพียงน้อยนิด ฮาร์วีผงกหัวเบา ๆ เป็นการรับว่าสิ่งที่แพมนั้นทำถูกต้องแล้ว ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของแพมไปโดยไม่ลืมปิดประตูกลับตามเดิม

“ประหลาดจริง คิดว่าเราจะกล้าใช้หรือไง” แพมวางมันไว้ที่เดิมแล้วมอง

 

ถึงแม้จะเข้าใจว่าตัวเองมีฐานะอะไร อยู่จุดไหน แต่สุดท้ายเขาก็ดื้อรั้นไม่ยอมทำตามสิ่งที่ควรจะเป็นอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลามื้อเช้าของวันถัดมาหลังจากที่เมื่อวานเขาได้รับการตรวจ แพมรู้สึกเพลียมากตามที่พ่อบ้านฮาร์วีบอกจึงทำให้เขาหลับสนิทไปโดยไม่รู้ตัว และตอนนี้ทั้ง ๆ ที่แพมจะต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารตัวยาวแสนอึดอัดกับท่านลอร์ดผู้เอาแต่ใจ เขากลับเลือกหนีมานั่งที่ริมสระน้ำข้างคฤหาสน์ ไม่ใช่ว่านึกครึ้มอยากมานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อเก็บบรรยากาศดี ๆ แต่เป็นเพราะว่าเขากำลังหนีจากการพบหน้ามอร์ริสโดยไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขาออกมาจากห้องนอน เขาจึงแอบออกมานั่งตรงนี้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

น้ำสีเขียวอมฟ้าในสระขนาดใหญ่ทำให้นึกถึงดวงตาของใครคนนั้นที่มีสีเดียวกัน เพียงแค่ไม่ระยิบระยับเหมือนน้ำในสระตอนนี้เพราะมันส่องสะท้อนกับแสงอาทิตย์ รอบสระอุดมณ์ไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ แต่เกิดและเติบโตด้วยการปลูกของฝีมือมนุษย์จนบางต้นเติบใหญ่พอที่มันจะดูแลตัวเองได้ไม่รอให้มนุษย์เป็นคนรดน้ำพรวนดิน ซึ่งเขากำลังนั่งพิงอิงแอบต้นไม้ใหญ่ที่เขาพูดถึง ที่ฝั่งตรงข้ามเขาเป็นยอดคฤหาสน์ที่ถูกบดบังด้วยต้นไม้ประปราย มีโต๊ะสีขาวสวยหรูวางประดับอยู่ใกล้ ๆ ริมสระเอาไว้สำหรับคนที่อยากจะมานั่งผ่อนคลายริมสระหรือเอาไว้ปิกนิกแล้วแต่จะสะดวก แต่แพมเลือกที่จะไม่นั่งตรงนั้นแล้วเดินอ้อมมานั่งมองมันที่ฝั่งตรงข้ามแทน

เขาเห็นแครอไลน์และเอ็ดเวิร์ดเดินไปมาเหมือนหาบางอย่างอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องหาแพมอยู่แล้ว แพมได้ยินทั้งคู่ตะโกนเรียกชื่อเขาแผ่วเบาต้องขอบคุณพุ่มดอกไม้ใหญ่ที่มันสูงปิดบังเขาเกือบมิดแบบไม่ต้องทำท่าหลบลับ ๆ ล่อ ๆ เขาลอบยิ้มขำมองลิลลี่ลูกสาววัยใสของแครอไลน์เปิดดูในพุ่มไม้เตี้ย

ต่อให้เขาผอมแห้งขาดสารอาหาร แต่เขาก็ไม่ใช่ตัวตุ่นที่พุ่มไม้เตี้ยนั้นจะบังมิดได้…ความจริงมันใช้ซ่อนไม่ได้เลยต่างหาก!

“อยากกินอาหารตรงนี้ก็ไม่บอก”

เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูทำเอาแพมที่ลอบมองทั้งสามคนถึงกับสะดุ้งแล้วหันไปมองตามเสียงทุ้มต่ำด้วยความตกใจ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์ เสี้ยววินาทีที่หันแก้มเขาสัมผัสกับความนุ่มหยุ่น

ใบหน้าหล่อเหลาของคนที่แพมไม่อยากเจอปรากฏอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด จนสันจมูกโด่งโดดเด่นสัมผัสกับปลายจมูกรั้นของเขา แพมจ้องเข้าไปในแววตาสีฟ้าเขียวประหลาด มันดูเจ้าเล่ห์และแพรวพราว ทำให้ไม่อาจคิดได้ว่าเป็นเพราะนัยน์ตานั้นสะท้อนกับสระน้ำที่อยู่ตรงหน้าหรือร่างสูงกำลังถูกใจเหตุการ์ณในตอนนี้ แพมกลั้นหายใจเนื้อตัวแข็งทื่อกลัวว่าจังหวะหายใจของเขาจะทำให้ริมฝีปากที่แทบจะสัมผัสกันนั้นชิดกันมากขึ้น

เพราะเห็นฮาร์วีที่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังของร่างสูงแพมจึงหันหน้ากลับมาที่เดิมส่วนมอร์ริสก็ขยับตัวกลับไปยืนเต็มความสูง อยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีเมื่อใจเจ้ากรรมเต้นรัวจนแทบทะลุออกมา เขาได้ยินเสียงหัวใจนั้นชัดเจนจนกังวลว่าคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ จะได้ยินมันไหม แพมกุมอกตัวเอง คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

“เธอยังไม่ตอบคำถามฉันเลยว่าอยากกินมื้อเช้าตรงนี้เหรอ” เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง

มอร์ริสมองคนที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่กับพื้นหญ้า ใบหูขาวนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อไหนจะเสียงหัวใจที่เต้นจนจับจังหวะนั้นได้อีก มอร์ริสเลียริมฝีปากเมื่อเลื่อนมามองที่ต้นคอขาวจนอยากจะประทับรอยจูบลงไปให้มันดูแปดเปื้อน แต่ด้วยมันประปรายด้วยปรอยผมที่ยาวระต้นคอทำให้ขัดใจ มอร์ริสรอคำตอบจนร่างโปร่งบางลุกขึ้นยืนก้มหน้ามองพื้นแล้วตอบเสียงสั่น

“เอ่อ…เปล่าครับ ผมแค่ออกมาสูดอากาศจนลืมเวลาอาหาร” แพมพูดปลด

“ฮาร์วี บอกแครอไลน์จัดอาหารที่สวนไฮเดรนเยียร์ วันนี้ฉันจะกินข้างนอก” มอร์ริสออกคำสั่งโดยไม่ละสายตาจากแพมที่เงยหน้ามองเหลอหลา

“ขอรับนายท่าน” ฮาร์วีตอบรับ

“สวนไฮเดรนเยียร์?” แพมถามสงสัย

“ที่ฝั่งตรงข้ามคือสวนดอกไฮเดรนเยียร์ ตรงโต๊ะสีขาวที่เธอแอบมองพวกเขาอยู่”

มอร์ริสพูดจบก็เดินนำออกมาจากตรงนั้น คำพูดของเขาเป็นการบอกกราย ๆ ว่าเขาไม่เชื่อคำโกหกของที่บอกว่าลืมเวลาอาหาร ร่างสูงหยุดเดินเมื่อเห็นว่าร่างโปร่งไม่เดินตามเขามา

“อ๊ะ!”

แพมอุทานตกใจมองมือใหญ่ที่กุมฝ่ามือข้างที่ไม่ใส่เฝือกของเขาแล้วชักจูงให้เดินตาม เนื้อมือนุ่มนิ่มแตกต่างจากมือของเขาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก แพมบิดมือออกแต่ก็ไม่สามารถทำได้ จึงได้แต่เดินตามหลังเงียบ ๆ แล้วกลั้นใจถาม

“ช่วยปล่อยได้ไหมครับ” เสียงสั่นเล็กน้อย แม้ว่าจะควบคุมมันแล้วก็ตาม

“…” อีกฝ่ายใช้ความเงียบเป็นคำตอบ

“คือถ้าคนอื่นเห็นเข้า คุณจะดูไม่ดีนะครับลอร์ดมอร์ริส” แพมเกลี้ยกล่อม

“ฉันจะทำอะไรกับคนของฉันก็ได้ ไม่มีใครหน้าไหนกล้าพูด เพราะพวกมันไม่อยากเสียลิ้นตัวเอง” มอร์ริสตอบกลับเสียงเรียบ

…คนของเขา?

แพมยกมือขึ้นกุมหน้าอกที่กระตุกอย่างไม่รู้สาเหตุ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วจู่ ๆ ใจเขาก็เต้นรัวเร็ว…เพราะอะไรกัน แพมทำหน้าเครียดจนกระทั่งมาหยุดที่โต๊ะริมสวนหรูหราสีขาว บริเวณรอบ ๆ ไม่มีใครอยู่ แพมคิดมากจนไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้

“ลอร์ดมอร์ริสครับ…การตรวจเมื่อวานนี้ ได้ตรวจหาโรคหัวใจไหมครับ” แพมถามเสียงเครือไปด้วยความกลัว...เขาไม่อยากเป็นโรคหัวใจ

มอร์ริสชะงักเมื่อไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามแบบนี้จากร่างโปร่ง ทั้งยังถามด้วยสีหน้าแววตาเป็นกังวลอีกด้วย มอร์ริสนิ่งไปครู่ใหญ่กับอาการตกใจเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นดั่งเดิมแล้วหัวเราะขำในลำคอให้กับกวางน้อยใสซื่อ

“ไหนบอกอาการมาสิ” เขาถามเป็นเชิง

“หัวใจ…หัวใจผมมันเต้นแรง…บางครั้งก็กระตุกแบบไม่รู้สาเหตุ” แพมบอกเสียงสั่นรัวเร็ว

“อืม มีความเป็นไปได้สูงมาก” มอร์ริสแสร้งทำหน้าคร่ำเครียด

“ฮะ! สะ สูงมาก!” แพมหน้าซีด…ต้องใช่แน่ ๆ เขากำลังเป็นโรคหัวใจ!

“ก่อนอื่นต้องรู้สาเหตุมันก่อน…เธอว่างั้นไหม”

มอร์ริสค่อย ๆ ขยับเข้าไปชิดตัวของแพมช้า ๆ จนร่างโปร่งทำตัวไม่ถูก…ใจหนึ่งแพมก็เห็นด้วยกับการที่ต้องหาสาเหตุก่อนแต่อีกใจหนึ่งเขาก็กลัวมอร์ริสที่เดินต้อนเขามาเรื่อย ๆ จนบรรยากาศมันเริ่มเปลี่ยนไป

“เอ่อ…คงใช่ครับ แต่ตอนนี้ผมไม่อยากรู้เท่าไหร่แล้ว”

แพมพูดติดขัดถอยหลังจนสะโพกชนกับขอบโต๊ะสีขาว แพมยกมือดันอกแข็งแรงของมอร์ริสที่ยังคงเดินมาชิดเขาเรื่อย ๆ จนได้กลิ่นหอมผ่อนคลายที่คุ้นเคยจากกายกำยำ

“ลอร์ดมอร์ริสครับ…คุณจะทำอะไร” แพมถามตระหนก เมื่อสองแขนแข็งแรงกักตัวเขาไว้กับโต๊ะสีขาวบอบบาง ใกล้ชิดขนาดที่แพมต้องเอนตัวทิ้งไปด้านหลัง

“ฉันจะช่วยหาสาเหตุโรคหัวใจของเธอไง แพม”



************ 50 % ************* เห็นคำผิดบอกกันได้น้าา

งื้ออออ อิลอร์ดมันวร้ายยยยย แต่งไปเขินไป 555 แบบนี้ก็ได้เหรออออออออ ตอนนี้น้ำจิ้ม ๆ ตอนหน้าจะเป็น พรี NC

หลายคนอาจจะคิดว่าน้องแพมซื่อ น้องไร้เดียงสาดูเปราะบาง ซึ่งตาม character ที่จูตั้งไว้นั้น ความจริงน้องไม่ใช่คนใสซื่ออะไร บางสิ่งที่น้องรู้น้องก็จะวางตัวเหมาะสมว่าตัวเองนั้นรู้นะ ในช่วงแรกของเรื่องจูพยายามจะสื่อว่าน้องเป็นทาสที่ห่างจากการศึกษา การแพทย์การรักษา ไม่ได้รับความเท่าเทียมในสังคม ขาดความรู้ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้น้องดูซื่อ และไม่ทันโลก แต่เมื่อน้องเริ่มใช้ชีวิตเข้าใกล้ชนชั้นปรกติ น้องก็จะได้เห็นและได้รู้หลาย ๆ อย่างที่น้องไม่รู้แล้วค่ะ ซึ่งก็คือจะทันคนมากขึ้นเท่านั้นเอง

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ ขอบคุณทุกคอมเมนต์ รักน้าาา เจอกันครึ่งหลังค่าา


1 Comment 1 หัวใจ = 1 กำลังใจ

ฝากติดตามเพจและดูการอัปเดต ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านช่องทางนี้เลยนะคะ (จิ้มลิงก์ด้านล่าง)

Fanpage Facebook : Juharah

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 632
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
น้องแพมสู้เขาลูกอย่าหวั่นไหวง่ายๆ!

 :pig4:

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
สนุกมากกกก

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
โรคใจบาง 5555

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1072
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
    • Juharah
“ลอร์ดมอร์ริสครับ…คุณจะทำอะไร” แพมถามตระหนก เมื่อสองแขนแข็งแรงกักตัวเขาไว้กับโต๊ะสีขาวบอบบาง ใกล้ชิดขนาดที่แพมต้องเอนตัวทิ้งไปด้านหลัง

“ฉันจะช่วยหาสาเหตุโรคหัวใจของเธอไง แพม”


[ต่อ  ตอนที่ 6 100%]

 มอร์ริสยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ เขากักตัวร่างโปร่งไม่ให้เคลื่อนไหม ร่างกายท่อนล่างของทั้งคู่แนบชิดติดกันจนรู้สึกถึงบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายใต้กางเกงตัวบาง ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพกรีกโน้มลงไปจนชิดคนที่หลับตาปรี่

โรคหัวใจแพมกำลังกำเริบ! ตอนนี้มันเต้นรัวเร็วจนไม่อาจห้ามได้แล้ว

“อาหารเช้ามาแล้วขอรับนายท่าน”

เสียงพ่อบ้านหนุ่มดังขึ้นขัดจังหวะ มอร์ริสวัดตาแข็งกร้าวจับจ้องฮาร์วีที่ยืนยิ้มยั่วยุในมือมีถาดอาหารและน้ำ แพมผลักคนที่คร่อมเขาอยู่ออกสุดแรงแล้วหันหน้าไปทางฮาร์วี ก่อนจะหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอายเมื่อพบว่าที่ด้านหลังพ่อบ้านหนุ่มมีแครอไลน์กับลิลลี่ยืนช็อกกับสิ่งที่เห็น มือที่ถือถาดอาหารสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่พวกเธอจะเรียกสติกลับมาได้รีบเดินมาจัดโต๊ะ

“กินเยอะ ๆ นะคะคุณแพม จะได้มีแรง” แครอไลน์ยิ้มกรุ้มกริ่ม

“เอ่อ ลิลลี่หายดีแล้วเหรอ” แพมเบี่ยงเบนความสนใจไปหาเด็กสาวด้านหลัง

“อื้ม” ลิลลี่ยังคงไม่กล้าคุยกับแพมเช่นเคย

“พวกกระผมขอตัว” ฮาร์วีเอามือทาบอก โค้งตัวบอกลาอย่างที่ทำเป็นปกติ

แพมถอนหายใจโล่งอกแอบรู้สึกขอบคุณพ่อบ้านฮาร์วีที่เข้ามาได้ถูกจังหวะ ใจหนึ่งก็รู้สึกผิดหวังที่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับมอร์ริสแถมยังนั่งกันชิดกว่าเดิมเพราะโต๊ะมันเล็กกว่าหลายเท่า

อาหารทุกอย่างล้วนอร่อย มันถูกทำขึ้นมาโดยฝีมือแม่บ้านที่ชื่อแครอไลน์ แต่กลับกลืนลงคอลำบากทุกคำเพราะความอึดอัด แพมพยายามลำลึกถึงคำที่แครอไลน์ผู้อ่อนไหวพูดเสมอว่าเธอเสียใจทุกครั้งที่เห็นคนในบ้านกินอาหารของเธอไม่หมด น้ำเสียงและสีหน้าของเธอในวันนั้นยังติดตาเขาเสมอ เขาจึงไม่อาจที่จะเหลืออาหารที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ บนโต๊ะอาหารไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงนกกระจิบ เสียงน้ำในสระที่เคลื่อนกระแสตามลม จากที่แพมพิจาณาดูแล้วมอร์ริสไม่ได้มีท่าทีอึดอัดอย่างเขา มอร์ริสเป็นคนไม่ค่อยพูด สังเกตจากการที่เคยเห็นพูดคำ ตอบคำกับพ่อบ้านฮาร์วี น้อยครั้งที่จะพูดกับคนอื่นก่อน ยกเว้นแต่วันนี้มอร์ริสพูดจากับเขามากกว่าปกติ

“สำรวจหน้าตาของฉันถึงไหนแล้วล่ะ”

มอร์ริสเอ่ยเชยตาสบมองคนที่จ้องเขามาครู่ใหญ่ แพมสะดุ้งตักอาหารเข้าปากแบบลืมตัว ร่างโปร่งรู้สึกหัวเสีย เขาพลาดพลั้งเหม่อลอยในขณะที่จดจ้องอีกฝ่ายได้อย่างไร

“วันนี้เรามีนัดกัน” มอร์ริสเท้าคางมองหน้าซูบเซียว

“ครับ คุณฮาร์วีบอกผมแล้ว” แพมพยักหน้ารับ

“อืม”

มอร์ริสส่งเสียงรับในลำคอ เหลือบไปมองฮาร์วีที่กำลังเดินมาหาพร้อมกับหนังสือพิมพ์ในมือ หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ พ่อบ้านหนุ่มจะไม่มารบกวนเวลาอาหารเด็ดขาด

“นายท่าน หนังสือพิมพ์วันนี้ขอรับ” ฮาร์วีบอกเสียงเบาส่งหนังสือพิมสีเทาไปให้ผู้เป็นนาย

มอร์ริสรับมาอ่าน ในหนังสือพิมพ์จั่วหัวข้อใหญ่โดดเด่นเรื่องการลอบทุจริตภายในพระราชวัง โดยขึ้นภาพถ่ายสีเทาผู้ก่อการสำคัญสามรายซึ่งหนึ่งในนั้นมีบุคคลที่มอร์ริสใช้เล่ห์เหลี่ยมไปชิงของสำคัญมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ใบหน้าคมคายแสยะยิ้มมุมปากเมื่อได้เห็นเพียงหัวข้อและภาพในหนังสือพิมพ์ มอร์ริสวางหนังสือพิมพ์บนที่ว่างโต๊ะ นิ้วเรียวยาวยกแก้วกระเบื้องที่บรรจุชาหอมกรุ่นขึ้นชิดริมฝีปาก จ้องมองไปยังกวางที่ตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นเรื่องในหนังสือพิมพ์ที่เขาเพิ่งวางไป ก่อนเจ้าตัวจะหยิบขึ้นมาดูบ้าง

“ถูกลดบรรดาศักดิ์ ยึดทรัพย์ส่วนตัวทั้งหมดทั้งยังถูกขังลืม ส่วนครอบครัว…ถูกส่งไปเป็นทาสที่ท่าเรือทางใต้ขอรับ นับว่าสมควรที่จะได้รับมัน” ฮาร์วีบอกรายละเอียดข่าว

“เป็นแร้งที่โง่เขลา หักปีกตัวเองจนตกลงมาตายเป็นอาหารให้นักล่าตัวอื่น” มอร์ริสยิ้มเหี้ยม

“แน่ใจหรือขอรับว่าดยุกอิลองเตจะไม่สาวมาถึงตัวนายท่าน ที่รู้เรื่องทั้งหมดกลับปิดปากเงียบ” ฮาร์วีถามหน้าเครียด

มอร์ริสไม่ตอบคำถามนั้น เป็นการเข้าใจว่าฮาร์วีไม่จำเป็นต้องอยู่รอคำตอบในสิ่งที่เขาถาม พ่อบ้านหนุ่นหันกลับไปยังทางที่มาปล่อยให้ผู้เป็นนายใช้เวลาส่วนตัว

“อ่านออกหรือไง” มอร์ริสถามคนที่เปิดหนังสือพิมพ์ ทำหน้าสนอกสนใจ

“ไม่ครับ แค่ดูรูป” แพมพูดพร้อมวางหนังสือพิมพ์ลงที่เดิม

“ก็เข้าใจหรือ” มอร์ริสถามสนใจ

“ปกติตอนอยู่บาร์ ผมจะเอาหนังสือพิมพ์ไปถามคุณนายเพนนีกับบรรดาพ่อครัวดูว่าในนั้นเขียนอะไรไว้บ้าง พวกเขาก็จะตอบส่ง ๆ มาให้รู้เป็นบางเรื่อง” แพมพูดพลางนึกถึงวันเก่า แล้วเอ่ยถามเสียงค่อย “ถ้าไม่เป็นการรบกวน คุณช่วยบอกผมได้ไหมครับว่าข่าวใหญ่ในนั้นเขียนว่าอะไร”

“เธอทำตัวเหมือนกับชายห้องทึบในวรรณกรรมของไทย” มอร์ริสยกชาขึ้นจิบ

“ชายห้องทึบ?” แพมเอียงคอสงสัย

“เมื่อเธออ่านหนังสือออก เธอจะรู้เอง” มอร์ริสตอบแค่นั้น



“คุณแพมขอรับ ตอนนี้เลยเวลามาจะชั่วโมงหนึ่งแล้ว คุณจะเอาเดินไปเดินมาหน้าห้องนายท่านแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ” ฮาร์วีพูดพลางเอามือกุมขมับตัวเองอย่างปวดหัว

“ช่วยบอกผมทีคุณฮาร์วี เพียงแค่ลอร์ดมอร์ริสเป็นคนฉีดยาให้ผมก็น่ากังวลใจแล้ว ทำไมต้องให้ผมเข้าไปฉีดในห้อง! หะ ห้องนอน!” แพมพูดลนลาน ผายมือทั้งสองข้างไปยังประตูบานหรู

“คุณแพมคิดมากเกินไปขอรับ ถ้าคุณเข้าไปช้ากว่านี้นายท่านจะโกรธเอานะขอรับ” ฮาร์วีพูดขู่ ยิ่งทำให้แพมขยี้หัวตัวเองจนยุ่งเหยิง

“นายท่านมีงานสำคัญกว่าต้องไปทำต่อ คุณแพมรีบเข้าไปทำให้แล้วเสร็จไว ๆ เถอะขอรับ”

“เดี๋ยว!”

แพมกอดแขนพ่อบ้านที่จะเดินไปเปิดประตูบานหรู ฮาร์วีจ้องคนที่ตัวเตี้ยกว่าเขม็งเหมือนมีสายฟ้าฟาดฟันระหว่างกัน พ่อบ้านหนุ่มเดินไปยังประตูห้องด้วยความยากลำบากโดยลากคนที่เกาะเขาเป็นปลิงไปด้วย มือที่สวมถุงมือขาวจับที่กลอนประตู แพมเบิกตากว้างล็อกตัวของพ่อบ้านหนุ่มไว้

เขายังไม่พร้อม!!!

“ทำอะไรกันน่ะ” เสียงทุ้มยะเยือกดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่ถูกเปิดออก

ฮาร์วีมองผู้เป็นนายหน้าซีดพยายามแกะมือที่เกาะเขาไม่ปล่อย มอร์ริสจ้องมองมาแผ่รังสีสีดำที่ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยเมื่อแพมยังคงเกาะพ่อบ้านหนุ่มแน่น

ตัวเขาถูกกระชากด้วยแรงมหาศาลจากท่อนแขนของมอร์ริสทำให้ฮาร์วีหลุดจากพันทนาการ มอร์ริสมองหน้าฮาร์วีเหี้ยมบอกเสียงเย็น

“ออกไป”

“ขะ ขอรับ” ฮาร์วีพูดเสียงเจื่อน รีบเดินออกไป

ตุบ!

ทั้งร่างเขาถูกทิ้งลงบนเตียงนุ่มที่เคยสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างแรง ไม่ทันลุกขึ้นเพื่อตั้งหลัก ผู้เป็นเจ้าของห้องก็ขึ้นมาคร่อมตัวเขาอย่างรวดเร็ว ๆ สร้างความตื่นตระหนกตกใจ มอร์ริสมองลึกเข้าไปในตากวางด้วยอารมณ์โกรธ

กับเขาทำเป็นรังเกียจ แต่กับคนอื่นถึงขั้นโผกอดปล่อยเนื้อปล่อยตัว!

“คุณตกลงแล้วลอร์ดมอร์ริส! วะ..ว่าจะไม่ทำอะไรจนกว่าผมจะ หะ..หายดี!” แพมพูดตกใจพลางยกแขนใส่เฝือกประกอบ

“ฉันอยากทำลายข้อตกลงนั่นทิ้งเสียเดี๋ยวนี้” มอร์ริสพูดเสียงเข้ม ตาแข็งกร้าวด้วยความโกรธ ประทับริมฝีปากหยักลงบนปากอิ่มของคนใต้ร่างอย่างแรง

“อื้อ!”

กึด!

สองเสียงเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อเป็นอีกครั้งที่แพมหุบปากตัวเองด้วยความตกใจ ความรุนแรงของคนด้านบนทำให้ริมฝีปากเขาขบกับฟันตัวเองจนได้กลิ่นคาวสนิมของเลือด แพมตกใจเผลออ้าปากรับเรียวลิ้นชื้นของคนด้านบนให้รุกรานเข้ามาตวัดเกี่ยวกับลิ้นของเขา แพมยันสองมือที่บ่ากว้างออกแรงผลักอีกฝ่ายแม้จะเป็นแรงที่น้อยนิดเพราะสมองเขาตอนนี้จดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นตัวเองขณะที่อีกฝ่ายจูบเขาอย่างรุนแรงด้วยแรงโทสะ

ลิ้นชำนาญดูดดึงตวัดเกี่ยวกับลิ้นเล็กที่ขยับเงอะงะ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งภายในปากทำให้มอร์ริสยิ่งควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่ เขาหยุดพักไปขั่วขณะให้คนที่เกือบหายใจไม่ทันได้พักยก แค่เพียงครู่เดียวเท่านั้นมอร์ริสก็ก้มไปฉกฉวยความหวานคละคลุ้งคาวเลือดนั้นอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่เย็นลง มอร์ริสผละออกมาดูดดึงริมฝีปากล่างที่แตกเพราะเจ้าตัวเกร็งริมฝีปากในตอนแรกรับเอาเลือดของอีกฝ่ายเข้าปากตัวเอง เขาสบตาฉ่ำคลอด้วยน้ำตาอารมณ์ของร่างโปร่งบางที่รวยรินเพราะรสจูบรุนแรงครั้งแรกในชีวิต มอร์ริบมองภาพนั้นปวดหนึบที่กลางลำตัว…เขาอยากทำมากกว่านี้!

“อ่ะ! เดี๋ยว”

แพมตกใจที่เขาถูกพลิกตัวให้นอนคว่ำหน้าไปกับที่นอน ร่างสูงขึ้นมาคร่อมทับขาเขาไม่ให้ขยับเขยื้อน แขนข้างที่แข็งแรงโดนเอาไขว้ไว้ที่แผ่นหลังซ้ำยังถูกกดด้วยฝ่ามือกว้าง เท่ากับว่าตอนนี้เขาไม่สามารถขยับตัวได้เลยนอกจากปากบวมเจ่อที่เพิ่งผ่านศึกหนักมา

“ไม่นะ!!!” แพมร้องเสียงตกใจเมื่อกางเกงเอวยืดของเขาถูกร่นลงไปจนถึงขาอ่อน

“โอ๊ย! ฮึก ฮือ” แพมร้องเสียงหลง หลับตาปี๋ด้วยความเจ็บปวดก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจกลัวที่มีมากกว่า โล่งใจที่มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

ปลายเข็มแหลมแทงที่สะโพกใกล้แก้มก้น จำนวนยาในไซริงค์ลดลงเมื่อมันค่อย ๆ เข้าสู่กล้ามเนื้อ ยาชนิดนี้เมื่อถูกฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อจะทำให้มีอาการปวดระบมเป็นบริเวณกว้างสามารถสร้างความตกใจให้กับผู้โดนฉีดได้จนอาจจะดิ้นและทำให้เข็มหักทั้ง ๆ ที่ยังฉีดไม่เสร็จ ปลายเข็มดึงออกช้า ๆ เมื่อจำนวนยาในไซริงค์หมดไป

มอร์ริสวางหลอดยาไว้บนถาดเหล็ก นัยน์ตาแวววับจับจ้องบั้นท้ายขาวเนียนน่าลูบไล้ เสื้อที่เลิกขึ้นเหนือสะโพกปรากฏเอวคอดดั่งสตรี มือไวพอ ๆ กับความคิด มอร์ริสสัมผัสที่เอวคอดเบา ๆ ลูบไล้มันลงมาที่แก้มก้นกลมกลึงช้า ๆ นับเป็นส่วนเดียวของร่างกายเลยก็ว่าได้ที่มีเนื้อและไขมันเยอะเป็นพิเศษ ภายใต้เสื้อผ้าตัวหลวมโคร่งคือรูปร่างที่สตรีทั่วอาณาจักรต้องการเพียงแต่ตอนนี้มันซูบเซียวเกินไป มอร์ริสเลื่อนตามองความใหญ่โตภายใต้กางเกงของตัวเอง มันขยับดุนดันอย่างอึดอัดต้องการที่จะปลดปล่อย เสียงสะอื้นเบา ๆ ที่ดังมาก่อนหน้านี้เรียกความสนใจเขาในที่สุด เขาปล่อยแขนเรียวเล็กให้เป็นอิสระ ก้มลงไปเอาใบหน้าแนบที่ขมับของคนที่นอนคว่ำหน้า แม้มือจะเป็นอิสระแต่สองขายังคงถูกทาบทับโดยคนด้านบน

ไม่เคยมีใครทำให้เขามีอารมณ์โดยที่ยังไม่ทำอะไร…

“เจ็บแค่ครู่เดียวเท่านั้น เลิกร้องเสีย” มอร์ริสกระซิบเบา ๆ

“ผะ ผมนึกว่าคุณจะ…ข่มขืนผมเสียอีก” แพมพูดเสียงสะอื้น

“ชู่ว…เลิกร้อง เสียงแบบนี้มันทำให้เธอเป็นอันตราย”

มอร์ริสพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนชิดใบหูขาว แต่นัยน์กลับตาแวววับด้วยแรงอารมณ์ เขาลงปลดตะขอกางเกงของตัวเองเบา ๆ ลูดซิบลงช้า ๆ ไม่ให้กวางที่กำลังเผลอไผลรู้ตัว แต่แท่งเอ็นขนาดเขื่องภายใต้กางเกงกลับดีดตัวออกมาอย่างแรงจนแนบกับร่องบั้นท้ายขาวเนียน ที่ส่วนปลายมีน้ำกามอารมณ์เล็ดลอดออกมาเล็กน้อย

แพมหยุดสะอื้นแน่นิ่ง เขาสัมผัสได้ถึงแท่งร้อนแข็งขนาดใหญ่ที่บั้นท้ายเปลือยของเขา มันไม่ได้วางอยู่บนก้นเขานิ่ง ๆ มันกระตุกเป็นช่วง ๆ ซ้ำร้ายยังมีความเปียกชื้นเล็ก ๆ แพมกู่ร้องเสียงดัง

“ไม่! คุณจะทำไม่ได้!” เขาดิ้นขลุกขลักใต้ร่างกำยำ แต่นั่นยิ่งเป็นการเสียดสีร่องก้นขาวเนียนกับแก่นกายใหญ่ เสียงครางเครือต่ำดังที่ข้างหูแพมเบา ๆ ยิ่งทำให้แพมอยากจะเอาหน้าแทรกไปกับหมอนกลั้นใจตายเสียเดี๋ยวนี้

“ฉันไม่ทำ แต่เธอเป็นคนทำให้มันเป็นแบบนี้…” สะโพกแข็งแรงเคลื่อนไหวเชื่องช้า แก่นกายใหญ่ถูไถกับบั้นท้าย อุณหภูมิมันสูงขึ้นเมื่อเริ่มเสียดสี มอร์ริสขบใบหูนิ่มเบา ๆ แล้วพูดต่อ “เธอต้องรับผิดชอบ”

แขนเสื้อแพมถูกดึงลงมาที่ไหล่เผยเห็นบ่าขาวเนียนใสไร้รอยแต่มันกลับขัดสายตาของมอร์ริส ร่างสูงครางต่ำในลำคอขณะที่สะโพกแน่นขยับขึ้นลงตามแรงอารมณ์ บ่าขาวที่ไร้มลทินถูกฝังด้วยฟันเรียงสวย ฝ่ามือแข็งแรงยึดเอวคอดแน่น

“อ๊ะ …เจ็บ อ๊ะ” แพมส่งเสียงร้องขยับบ่าหนีคนที่กัดเขา

ตัวแพมโยกไหวรุนแรงเมื่อคนที่คร่อมทับขยับส่วนร่างเร็วขึ้นกว่าเดิม ซ้ำยังกัดเขาอย่างแรงเป็นจังหวะทำให้เขาต้องส่งเสียงร้องน่าอายออกมาเป็นระยะ

ร่างบางไม่รู้ว่าคนที่กัดเขาต้องข่มอารมณ์ตัวเองขนาดไหนที่จะหักห้ามใจไม่เกินเลย ลงความรุนแรงที่บ่าเนียนจนมันเกิดรอยหลายจุดและซึมด้วยเลือด บังคับให้ร่างบางร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด…แบบที่เขาชอบ


************ 100 % *************

เห็นคำผิดบอกกันได้น้าา

 ตัดจบแบบละครไทย 5555 สุดเท่านี้ค่ะ ไม่มีโจ๊ะพรึม ๆ กันต่อ หรือใด ๆ ทั้งสิ้น  :hao7:


ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ ขอบคุณทุกคอมเมนต์ รักน้าาา


1 Comment 1 หัวใจ = 1 กำลังใจ

ฝากติดตามเพจและดูการอัปเดต ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านช่องทางนี้เลยนะคะ (จิ้มลิงก์ด้านล่าง)

Fanpage Facebook : Juharah


 :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ชายห้องทึบ ในวรรณกรรมไทย?

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
ท่านลอร์ดชอบความรุนแรง

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
    • Juharah
ขอบคุณคอมเมนต์จากทุก ๆ ท่านนะคะ  :pig4:

ตอนที่ 7
ในกลางดึกไร้ผู้คน บรรยากาศเงียบสงัดไร้แสงสว่าง แพมอยู่ในชุดคลุมตัวยาวปิดมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจนถึงข้อเท้าย่องไปตามเรียบทางเงียบเชียบ ร่างโปร่งหยุดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ตากลมคล้ายกวางจดจ้องไปบริเวณคฤหาสน์และรอบ ๆ เพื่อสำรวจหาสิ่งมีชีวิตอื่นที่จะสามารถรับรู้ตัวตนของเขาได้ เมื่อเห็นว่ามันปลอดภัยพอจึงค่อย ๆ เดินเสียงเบาไปตามทางมุ่งหน้าไปอาคารที่พักคนงานขนาดกลางข้างคฤหาสน์หรู

สองเท้าได้เดินมาถึงประตูห้องส่วนตัวของตัวเอง มือบางจับลูกบิดประตูแล้วหมุนมันเชื่องช้า เสียงกริ๊กดังขึ้นเบา ๆ เป็นการบอกว่าตอนนี้ประตูสามารถเปิดเข้าไปยังด้านในได้แล้ว ร่างโปร่งผู้แอบลักลอบออกไปนอกคฤหาสน์แทรกตัวเข้าไปยังห้องของตัวเองรวดเร็ว เสื้อคลุมสีมืดถูกถอดออกทันทีหลังจากที่เข้ามาในห้อง มันถูกยัดไว้ที่กล่องใต้เตียงราวกับซ่อนไม่ให้ใครเห็น

แพมนั่งลงบนเตียงถอนหายใจโล่งในอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาแอบออกไปนอกตัวคฤหาสน์ในยามวิกาลโดยไม่มีใครรู้ กระดาษกับดินสอแท่งเล็กถูกหยิบออกมาจากลิ้นชักโต๊ะ ภายในกระดาษถูกขีดเขียนไปแล้วครึ่งหนึ่ง แพมหลับตาลงนึกภาพเมืองที่เขาเพิ่งแอบไปสำรวจมาก่อนจะบรรเลงวาดเส้นทางต่อจากเดิมอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้ากระดาษสีขาวแผ่นนั้นก็เต็มไปด้วยเส้นทางเมืองวาแคนอย่างคร่าว ๆ มันเป็นเส้นทางที่เขาจะใช้หลบหนีเท่านั้น เพราะเขาไม่สามารถวาดผังเมืองใหญ่ทั้งหมดนี้ได้

กระดาษแผ่นนั้นถูกสอดไว้ในหนังสือที่เขาก็อ่านไม่ออก ก่อนจะเก็บมันไว้ที่ลิ้นชักตามเดิม ร่างโปร่งลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่มุมห้อง

ผ่านมาหลายวันแล้วหลังจากเหตุการณ์น่าตกใจในวันนั้น เอิร์ลผู้หื่นกระหายบดขยี้เขาอย่างรุนแรงแม้จะไม่มีการสอดใส่ ความวาบหวามทำให้แก่นกายของเขาชูชันขึ้นมา น้ำกามของคนที่คร่อมตัวเขาพุ่งทะลักออกมาโดนตัวเลอะเทอะเหนอะหนะ เท่านั้นยังไม่พอ ซ้ำร้ายเขายังถูกลอร์ดสูงศักดิ์ผู้นั้นปลดปล่อยความใคร่ให้เขาด้วยการแตะต้องที่แก่นกายกลางลำตัวชักนำให้อารมณ์พุ่งทะยานที่ต้องการปลดปล่อยและเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาสำเร็จความใคร่โดยฝีมือของผู้อื่นที่ไม่ใช่ตนเองและยังเป็นผู้ชายเช่นเดียวกัน

ร่างซูปผอมสะท้อนออกมาจากกระจกภายในห้องน้ำ มือเรียวลูบไล้รอยช้ำม่วงบนบ่าขาวที่กำลังจะหายดี แต่ยังคงเห็นว่ารอยนั้นเกิดขึ้นจากฟันที่เรียงตัวเป็นระเบียบของมนุษย์ พลันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก็ต้องหน้าขึ้นสีระเรื่อด้วยความกระดากอาย ถึงแม้รอยกัดพวกนี้จะสร้างความเจ็บปวดให้เขา แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันช่วยให้อารมณ์ในตอนนั้นมันตื่นเต้นและหวาบหวามกับสัมผัสนั้นมากกว่าที่จะรังเกียจจนเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกัน แต่ก็แน่นอนว่าแพมไม่พอใจอยู่แล้วที่ถูกกระทำเช่นนั้น เมื่อเขารู้สึกตัวก็รีบรุดออกจากห้องนอนใหญ่ ปาดคราบน้ำตาที่ไหลไม่หยุดของตัวเองด้วยความเจ็บและคับแค้นใจ

แพมสะบัดหัวไล่ความคิดบ้า ๆ ที่ชอบฉายเข้ามาในหัวเขาอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่เขาอยากจะลืมมันใจจะขาด ร่างโปร่งกลอกตาไปมา เสื้อลินินหลวมโคร่งสีดำถูกสวมลงมาแทนเสื้อตัวเก่าที่ชื้นเหงื่อ ภารกิจของเขายังไม่เสร็จแต่เพียงเท่านี้

เขาจะหนีไปไหนไม่ได้โดยที่ไม่มีเงิน ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าแสงสว่างของวันใหม่ก็จะปรากฏขึ้น เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมาแครอไลน์บอกว่าวันนี้เธอจะต้องไปที่ตลาดเช้าเพื่อซื้อของมาตุนไว้สำหรับทำอาหารภายในบ้าน ซึ่งเป็นการเหมาะสมที่เขาจะได้ปฏิบัติแผนขั้นสุดท้ายหลังจากที่เขาใช้เวลาดำเนินการวางแผนมานานหลายวันด้วยความเสี่ยง แต่ตอนนี้ทั้งเนื้อตัวของเขาไม่มีเงินสักแดงเดียวเพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้มันเมื่อเขาอยู่ที่นี่แต่หากความจริงแล้วเขาไม่ได้คิดที่จะอยู่ ใจเขามันเฝ้ารอที่จะหนีออกไปตลอดเวลาดังนั้นสิ่งที่ไม่จำเป็นเมื่ออยู่ที่นี่จะยิ่งมีค่าเมื่อเขาออกไป

แพมจำได้ว่าพ่อบ้านฮาร์วีเคยหยิบเหรียญออกมาจากตู้ลิ้นชักไม้ราคาแพงสลักลวดลายโรมันที่ตั้งอยู่ข้างเตาผิงในห้องโถงใหญ่สำหรับจ่ายค่าหนังสือพิมพ์ในทุกเช้า และแพมมักจะสอดส่องเข้าไปในลิ้นชักที่เปิดออกยามเดินผ่านอยู่เสมอ เขามั่นใจว่าภายในนั้นมีธนบัตรหลายใบ ดูเหมือนมันจะเป็นจำนวนที่ไม่มากพอที่จะให้เจ้าของบ้านหวาดระแวงว่ามันจะหายดังนั้นลิ้นชักของตู้นั้นมันไม่เคยถูกล็อกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เท้าที่เปลือยเปล่าช่วยให้การเดินนั้นไร้เสียงในห้องโถงที่เงียบสงัด ตากวางสอดส่องในความมืดดูลาดเลาให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครเห็นเขายามที่กระทำผิด สองเท้าก้าวออกจากเสามุมบ้านเชื่องช้าและไร้เสียง เป้าหมายที่สำคัญคือตู้ไม้สลักที่ทึบดูเก่าแก่แต่กลับดูเข้ากันเมื่อวางกับเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นภายในห้องโถง

เขาว่ากันว่ายามที่คนเราจะกระทำผิดเวลามันจะเดินช้า ตู้ไม้สลักที่เป็นเป้าหมายอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือแต่เหมือนว่ามันอยู่ห่างไกล

ร่างโปร่งลอบถอนหายใจในขณะที่ฝ่ามือของเขาค่อย ๆ เปิดลิ้นชัก เสียงไม้เสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบพลันทำให้หวั่นใจจนต้องมองรอบข้างเพื่อสำรวจลาดเลาอีกครั้ง ภายในลิ้นชักมีเหรียญอยู่ในกล่องสังกะสี และมีธนบัตรวางอยู่หลายใบตามที่แพมคาดไว้

หนึ่งปอนด์เท่านั้น เขาขอแค่หนึ่งปอนด์…

ลิ้นชักถูกเลื่อนกลับเข้าไปตามเดิมเมื่อหัวขโมยมักน้อยได้ทำการหยิบของมีค่าไปสำเร็จ หนึ่งปอนด์สเตอร์ลิงค์มีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยเพนนี ซึ่งจำนวนนั้นมันสามารถให้เขาซื้อมันเทศเผาที่พอประทังชีวิตได้ถึงหนึ่งสัปดาห์ เมื่อทำการขโมยของมีค่าของผู้อื่นสำเร็จก็ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเอ้อระเหยรอใครมาเห็น แพมรีบย่างเท้าออกจากตัวคฤหาสน์กลับไปยังที่พักของตนเอง ในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าตามแผนของแพมคือจะออกไปจากที่นี่โดยการให้เหตุผลว่าจะไปจ่ายตลาดกับแครอไลน์ ซึ่งแม่บ้านคนนี้ไม่อาจปฏิเสธเขาได้แน่นอนอยู่แล้วเพราะความใจอ่อนของเธอ

 

นกน้อยยืนนิ่งกรอกหัวไปมาตามเสียงรอบด้านขาทั้งสองข้างเกาะอยู่บนแท่งไม้ยาวขนาดเท่านิ้วก้อยที่เพียงพอให้มันไว้จับยึด มันกระพือปีกสีสวยซ้ำ ๆ บินวนเวียนในพื้นที่ขนาดเล็กภายใต้ขอบเขตของซี่กรง มันไม่อาจพูดออกมาได้ว่ามันอยากออกไปจากกรงเหล็กคับแคบนี่เพียงใด อาหารและน้ำที่มาเติมให้มันดื่มกินสม่ำเสมอนั้นก็ไม่คุ้มค่าหากมันไม่ได้ออกไปโผบินกลางเวหา

แพมใช้สายตาจดจ้องกรงนกแก้วตัวเล็กที่เหมือนเพิ่งเกิดมาดูโลกได้ไม่นาน มองมันด้วยแววตาเฉยเมย ก่อนจะเอ่ยปากถามแม่บ้านร่างท้วมที่กำลังจัดแจงของสำหรับไปจ่ายตลาด

“ป้าแคร์ นกน้อยตัวนี้มาจากไหนผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน” คำถามของแพม ทำให้แครอไลน์ละจากสิ่งที่ทำไปมองสิ่งที่แพมเอ่ยถึงก่อนจะหันกลับไปเตรียมของเหมือนเดิม

“อ๋อ นั่นคือของฝากจากคู่ค้าของนายท่านค่ะ ท่านมาหาลอร์ดมอร์ริสเมื่อวันก่อนสงสัยคุณแพมจะไม่เห็น ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องกับริมสระนี่คะ” แครอไลน์พูดกระแซะ

“แล้วจะทำอย่างไรกับมันต่อหรือครับ” แพมถาม สายตาจ้องมองไปที่นกแก้วสีสวย มันเองก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน

“เห็นนายท่านไม่ได้พูดอะไรถึงมันเลย นายเอ็ดเวิร์ดเลยว่าจะเอามันไปแขวนไว้ที่สวนกระจกค่ะ”

แครอไลน์พูดยิ้ม ๆ แล้วเดินเกาะแขนคนที่ยืนจ้องกรงนกไม่ลดละ แล้วชักนำให้เดินออกไปนอกคฤหาสน์พร้อมเธอเพื่อไปจ่ายตลาด สวนกระจกที่ว่าคือโรงเรือนกระจกลักษณะเป็นโดมสูงทรงหกเหลี่ยมทำจากกระจกใส ด้านในมีดอกไม้พืชพรรณมากมาย พ่อบ้านฮาร์วีเคยพูดว่านั่นคือสวนวิจัยของมอร์ริส

แพมยิ้มบางให้สาวใหญ่ก่อนจะหันกลับไปมองที่ตัวคฤหาสน์ใหญ่หวังจะเก็บมันไว้ในความทรงจำเป็นครั้งสุดท้าย อย่างน้อยเขาก็เคยอาศัยและอิ่มท้องจากที่แห่งนี้ ห้องนอนริมซ้ายชั้นบนติดระเบียงดอกไม้คือห้องของเขาคนนั้น นัยน์ตาใสวาบไหวเมื่อสังเกตเห็นว่าหน้าต่างกระจกห้องนอนมืดนั้นมีบางคนยืนเปลือยท่อนบนจับจ้องเขาอยู่ก่อนหน้าแล้ว ตาเฉี่ยวสีเขียวแกมฟ้าทอดมองมาที่เขาไร้ความรู้สึก แพมลูบขนแขนที่ลุกชันรู้สึกหวาดกลัวว่ามอร์ริสจะรู้เรื่องที่เขากำลังหนี

...จะรู้ได้อย่างไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาไปตลาดกับแครอไลน์เสียหน่อย…หัวทุยหันขวับกลับมามองทางข้างหน้า ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่ามันไม่มีอะไร

ทางด้านห้องมืดบนคฤหาสน์หรู ร่างสูงยืนอวดรูปร่างที่สมบูรณ์แบบไม่อายสายตาใครและพ่อบ้านคนโปรดที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กัน เขาเปิดประตูกระจกแล้วเดินออกไปที่ระเบียงดอกไม้ด้านนอก สองแขนกำยำค้ำกับที่กั้นระเบียง เขาไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะตกลงไปยังพื้นด้านล่างที่สูงราวห้าสิบเมตร แต่หากค้ำมันไว้เพื่อทิ้งตัว สายตาแน่นิ่งยังคงจดจ้องกับแผ่นหลังบางที่กำลังเดินเคียงข้างแม่บ้านร่างท้วมอ้วน ใบหน้าหล่อเหลาไม่บ่งบอกอารมณ์อะไรทั้งสิ้น

“ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง” มอร์ริสถามพ่อบ้าน

“เมื่อคืนก็ออกไปข้างนอกอีกแล้วครับแต่ก็กลับมาตอนเกือบเช้ามืด” ฮาร์วีรายงาน

“ซุกซนเหลือเกิน” แม้จะเป็นคำพูดที่ไร้ความเคืองโกรธ แต่สองมือที่ค้ำระเบียงไว้กำเข้าหากันแน่น

“และเงินในตู้หายไปครับ ตามที่นายท่านคาดการณ์ไว้ถ้าไม่นับเรื่องจำนวน”

ฮาร์วีตอบเสียงนิ่ง นึกถึงหัวขโมยมักน้อยที่กำลังทำการใหญ่แต่ไร้ความรอบคอบ ฮาร์วีเฝ้าสังเกตมาตลอดหลายวัน ต่อให้เขาแนบเนียนขนาดไหน ร่างโปร่งก็ควรที่จะรู้ว่าตระกูลวอซลีไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่ากำลังโดนหักหลังจากคนที่ไร้ซึ่งที่พึ่งและไร้ประสบการณ์การทำผิดแบบนี้ เขาอยากที่จะโกหกผู้เป็นนายของเขาเพื่อช่วยเหลือกวางน้อยให้หลุดพ้น

...แต่สิ่งที่จะหลุดก่อนคงเป็นหัวของเขาเอง ฮาร์วีไม่อยากแม้แต่จะเสี่ยง

“บอกชาวบ้านละแวกนั้นให้จับตามอง อย่าให้กวางของฉันออกนอกเขตเมืองแม้แต่มิลเดียว ไรฝุ่นบนตัวก็ห้ามเล็ดลอดออกไป…เด็ดขาด” เป็นคำสั่งที่ไม่มีการตะคอกข่มขู่ แต่เป็นน้ำเสียงที่กดแน่นในลำคอจนน่าหวาดกลัว

ฮาร์วีจ้องมองแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นนาย สองมือแข็งแรงกำแน่นจนเห็นของเหลวสีแดงไหลออกมาจากการจิกเล็บลงไป เจ้านายผู้สุขุมของฮาร์วีเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น เมื่อใดที่เขาโกรธขึ้นมาอารมณ์เขาจะรุนแรงมากจนสามารถทำร้ายได้ทุกคนไม่เว้นตัวเอง ไม่ต้องหาคำไหนมาอธิบายอารมณ์ตอนนี้แล้ว ซึ่งมองด้วยตาเปล่าก็รู้แจ้งทุกอย่าง ฮาร์วีค้อมตัวลาแล้วเดินออกจากห้องนอนกว้างไปอย่างเงียบเชียบ

 

แพมยืนมองแครอไลน์ที่กำลังเม้าท์มอยกับเพื่อนวัยเดียวกันราวกับไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน ผู้คนเดินขวักไขว่กันเพียงประปรายเท่านั้นเพราะย่านนี้ในตลาดมีร้านค้าน้อยนิดเมื่อเทียบกับแผงร้านค้ารอบ ๆ หอนาฬิกา ซึ่งที่หอนาฬิกานั้นคือสถานที่ที่แพมต้องไป ร่างโปร่งเดินไปหาแครอไลน์แล้วกระซิบบอกเธอเบา ๆ

“ป้าแคร์ครับ คือผมอยากไปซื้อของที่หอนาฬิกา” แพมยิ้มบาง

“ได้ค่ะคุณแพม เดี๋ยวป้าลาเพื่อนสักครู่นะคะ” แครอไลน์กระซิบกลับ

“เอ่อ ผมไปเองได้ครับป้าแคร์ ป้ายืนคุยกับเพื่อนเถอะ” แพมรีบปฏิเสธ พยายามเก็บท่าทีลนลาน

“ไม่ได้หรอกค่ะ! นายท่านสั่งไว้ว่าต้องดูแลคุณให้ดี ๆ แค่พาคุณออกมาตลาดด้วยนายท่านก็หงุดหงิดแล้วค่ะ” เธอตอบเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปบอกลาเพื่อนสาวด้วยรอยยิ้ม

สีหน้าของแพมเริ่มมีแววกังวลว่าแผนที่ตัวเองเตรียมการไว้จะล่มขึ้นมา แขนของเขาข้างหนึ่งถูกยึดโดยหญิงร่างอวบอย่างแครอไลน์ เธอกำลังโม้อะไรสักอย่างให้เขาฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและสดใส แต่แพมกลับไม่รับรู้ถึงเรื่องราวที่เธอเล่าเลยแม้แต่นิด ในหัวของเขาตอนนี้คิดเรื่องของตัวเองอยู่เท่านั้น หากว่าแผนแรกของเขามันล้มเหลว…เขาจะทำอย่างไรต่อ

“ป้ารู้สึกว่าคนมองคุณแปลก ๆ” แครอไลน์กระซิบบอกแพมเบา ๆ สีหน้าระคนสงสัย ตั้งแต่เดินมาเธอเห็นหลายสายตาจับจ้องมาที่แพม ‘เจ้านายน้อย’ ของเธอ

“อืม” แพมตอบรับมาแบบส่งๆ เหม่อลอย แครอไลน์จึงกระทุ้งศอกใส่เบาๆ

“อย่าเหม่อสิคะ คนยิ่งเยอะ ๆ อยู่นะคะเนี่ย” แครอไลน์บอก หันหน้าไปเขม่นใส่คนที่เดินเบียดไหล่เธอไป

แพมนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกว่าคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะเดินลำบาก เป็นความคิดที่ดีถ้าเขาควรจะใช้โอกาสนี้ในการแทรกตัวไปตามผู้คนแล้วหนีไปเลย ทว่าความเป็นจริงแล้วกลับมีหญิงอวบอ้วนเกาะไว้แน่น และแครอไลน์ไม่มีท่าทีจะปล่อยเลย สายตามองฝ่ากลุ่มคนไปยังร้านขนมปังอบใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ชื่อดังที่คิวยาวเหยียดทุกวัน พลันสีหน้าแวบแรกดูซุกซนราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้

“ป้าแคร์ครับ ผมรู้สึกเวียนหัวแต่อยากกินขนมปังร้านนั้นมากเลย” เขาพูดเสียงอ้อนกับแครอไลน์

“อ๋อ นี่คือของที่คุณแพมจะมาซื้อหรอกหรือคะ” แครอไลน์สาวใช้สูงวัยถามกลับ

“ใช่ครับ”

“แต่ป้าสามารถอบให้คุณทานได้นะคะ ที่บ้านก็มีวัตถุดิบครบครัน”

“อ่า... ผมสงสัยในรสชาติ เห็นว่าคนมาซื้อขนมปังร้านนี้เยอะตลอด หากป้าแคร์ไม่สะดวก...ผมไม่เอาก็ได้” แพมแสร้งทำหน้าเศร้า มองร้านเบเกอรี่ตาละห้อย

“งั้น…คุณแพมนั่งรอที่ล่างหอนาฬิกาก่อนนะคะ เดี๋ยวป้าไปซื้อให้” แครอไลน์ยิ้มบางก่อนจะพาร่างตัวเองในชุดสาวใช้กระโปรงบานเดินไปยังร้านเบเกอรี่

“ขอโทษนะครับ ป้าแคร์” แพมพูดตามหลังอย่างที่คนที่เดินไปจะไม่มีทางได้ยินมัน

มือบางกระชากเฝือกที่แขนออก มันยังคงรู้สึกเจ็บขัดเล็กน้อย แต่ถ้าหากมันยังคงติดอยู่อย่างนี้การเดินทางจะลำบาก เสื้อคลุมตัวเดิมที่ใส่ยามแอบหนีออกไปข้างนอกถูกสวมลงทับตัวเขา มันพรางตัวได้ตั้งแต่หัวยันเท้า แพมเดินเลี้ยวออกไปยังซอยข้างหอนาฬิกาตามแผนที่ที่เขาเป็นคนขีดเขียน มันคือทางลัดไปซึ่งทางออกเมืองที่ผ่านตรอกเก่าและสกปกรกหลายตรอก ที่ตรงทางออกเมืองจะมีรถม้าขนส่งสินค้าหลายคัน คงจะไม่เป็นการรบกวนหากเขาขอติดรถออกนอกเมืองไปด้วยและจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งที่ตัวเองแอบขโมยมา เขาจะเดินทางหนีไปให้ไกลจากเมืองวาแคนให้มากที่สุดที่คน ๆ นั้นจะหาเขาไม่พบและเขาต้องไปโดยเร็วที่สุด หากช้ากว่านี้แครอไลน์จะต้องรู้ตัว รีบไปส่งข่าวที่คฤหาสน์แน่ ๆ

เหมือนแพมจะได้ยินแว่ว ๆ ที่แครอไลน์บอกเขาว่าคนที่นี่จ้องมองเขาแปลก ๆ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง เพราะไม่ว่าแพมจะเดินไปที่ตรอกไหนคนจรจัด ทาสหลบหนีที่อยู่ในตรอกและรอบ ๆ ล้วนจ้องมองมายังเขาด้วยสายตาที่กดดัน แพมสาวเท้าเดินรวดเร็วเพื่อให้สุดทางตรอกแต่กลับมีกลุ่มชายร่างสูงมายืนบังเขาไว้

“สวัสดีเลดี้ ไม่คุ้นหน้าเลยไม่ใช่คนแถวนี้เหรอ ช่วยเปิดฮู้ดที่คลุมหัวนั่นได้ไหม” ชายคนหนึ่งที่แต่งกายสกปรก ใบหน้าเต็มไปด้วยแผลเป็นน่ากลัว

“สวัสดี อันที่จริงผมเป็นผู้ชายไม่ใช่เลดี้ พอดีผมค่อนข้างรีบขอผ่านทีได้ไหม” แพมถอดฮู้ดออกอย่างที่เลี่ยงไม่ได้ บอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น

“โอ้ ต้องขอโทษจริง ๆ แต่ทางนี้ให้ผ่านไม่ได้หรอกนะ ถ้าจะผ่านต้องมีค่าผ่านทางสามเหรียญ” ชายร่างใหญ่ชูนิ้วสามนิ้วมาใกล้หน้าเขาประกอบคำพูด แพมผงะถอยหลังเล็กน้อย ชายตรงหน้าหันไปหัวเราะขำขันกับพวกของเขาโดยมีแพมยืนกลางวงล้อม

“เผอิญนึกขึ้นได้ว่าผมไม่มีธุระที่ทางนี้แล้ว ขอตัวก่อน” แพมพูดหน้าเจื่อน หันหลังกลับไปยังทางที่มา

“สิ่งที่คุณทำมันไม่มีประโยชน์หรอก กลับไปเสียเถอะ” เสียงชายคนเดิมตะโกนไล่หลังมา

แพมชะงักเพื่อหาความหมายที่ผู้พูดจะสื่อ แต่เขาก็ก้าวเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว เขาตัดสินใจแล้ว มันไม่มีทางที่จะกลับใจตอนนี้ เขาทำผิดมาเกินครึ่งทางแล้ว ปลายทางของเขาเหลือแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น

เขาเดินไปที่ตรอกอื่น และอย่างที่คาดไว้ทุกตรอกจะมีคนมาขวางเขา เพื่อถ่วงเวลา แต่สิ่งที่เขาสังเกตได้คือคนพวกนั้นไม่มีใครกล้าแตะต้องเขาแม้แต่ปลายเล็บ เขาจึงกลั้นใจฝ่าพวกมันมา คนเหล่าน้้นไม่ได้รั้งเรียกแพม ได้แต่มองตามเขามาด้วยแววตาไร้ความรู้สึกและริษยา

“เป็นคนที่โง่จริง ๆ มีคนดึงตัวเองขึ้นมาแล้วแท้ๆ แต่ยังกลับลงไปเกลือกกลั้วอยากเป็นทาสตามเดิม…โง่จริง ๆ” คนจรจัดเฝ้าตรอกพูดตามหลัง

แพมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามเส้นทาง มือกระชับฮู้ดที่คลุมหัวไว้มั่นไม่ให้มันเลื่อนตกยามที่เจอลมปะทะ รอบด้านเขาเริ่มไม่มีหมู่บ้านตึกรามตั้งอยู่ แต่มีรถม้าบรรทุกสินค้าจอดอยู่หลายคัน แพมสอดส่องสายตาหารถสินค้าที่มีท่าทีว่าจะออกเดินทางแล้ว ก่อนจะพบเข้ากับรถร้านค้าเคลื่อนที่คันหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าของคือชายแก่หลังค่อมหน้าตาใจดีบนศีรษะมีผมเพียงแค่ครึ่ง ไม่รอให้เวลาผ่านไปเสียเปล่าแพมรีบวิ่งไปหารถสินค้าที่กำลังจะออกตัวทันที

“เดี๋ยวก่อนครับคุณะโกนเรียก

ชายแก่หันหน้ามาทางเขาแล้วหรี่ตามอง ก่อนจะยิ้มกว้างลงจากรถแล้วทักทายแพม

“ว่าไงพ่อหนุ่มอยากได้อะไรล่ะ ตอนนี้ฉันเหลือแค่มะเขือเทศกับแอปเปิลเท่านั้นนะ” ตาแก่พูด ทำท่าจะเปิดผ้าคลุมรถม้าให้ดูของด้านใน

“คือผมจะขอติดรถม้าคุณลุงไปด้วยได้ไหมครับ ผมมีเงินอยู่นิดหน่อยถ้าลุงต้องการดยสาร” แพมพูดลน ควักถุงเงินในถุงผ้าออกมาเร็ว แต่โดนคนแก่โบกมือปฏิเสธ

“โอ๊ย ๆ ไม่เอาหรอกเงินน่ะ ว่าแต่จะไปลงตรงไหนล่ะ” ลุงถามพยายามเพ่งมองหน้าแพม ดูเหมือนจะสายตาไม่ค่อยดี

“ผมขอไปไกล ๆ จากตัวเมืองนี้ ที่ลุงจะขับไปได้ไหมครับ ขอแค่สุดเส้นทางของลุง” แพมถามเสียงอ่อน

“อืม…พ่อหนุ่มชื่ออะไรน่ะ” ลุงแก่ทำหน้าวิเคราะห์

“แพมครับคุณลุง” แพมรีบตอบโดยไม่คิด หากกลับต้องผงะเมื่อคุณลุงเดินถอยหลังห่างจากเขาแล้วทำหน้าเศร้า

“ขอโทษจริง ๆ นะ ฉันคงช่วยเธอไม่ได้จริง ๆ” เสียบแหบกล่าวออกมาเบาหวิว แล้วทำท่าจะเดินกลับไปขึ้นรถ แพมถลาไปจับแขนเหี่ยวย่นรั้งไว้

“เดี๋ยวครับ ผมขอไปแค่ครึ่งทางก็ได้…แค่เมืองใกล้ ๆ ก็ได้ครับ ขอร้องล่ะ” แพมอ้อนวอน

“ยังไงก็ไม่ได้จริง ๆ ฉันไม่อยากหักหลังคน ๆ นั้นหรอกนะ” ตาแก่ส่ายหน้ารัวเร็ว

“เอ๋?” แพมขมวดคิ้วฉงน

“ไม่มีประโยชน์หรอกขอรับคุณแพม”

เสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหลังของชายต่างวัยทั้งสอง น้ำเสียงอ่อนโยนแต่กลับบาดลึกเข้ามาภายในจิตใจ ร่างโปร่งทิ้งสองแขนไร้เรี่ยวแรงลงที่ข้างตัวก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้ที่พูดกับเขา

แทบจะดับฝันจนสิ้นเมื่อพบว่าเป็นใครที่กำลังยืนจ้องหน้าเขาอยู่ไม่ลดละ แม้จะไม่ใช่ลอร์ดผู้เป็นนายเหนือหัว แต่การที่เห็นพ่อบ้านฮาร์วีอยู่ตรงหน้า ณ ตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก แพมรู้ดีว่าไม่มีทางที่ชนชั้นสูงผู้นั้นจะย่างกายออกจากคฤหาสน์หรูเพื่อมาตามเขาด้วยตัวเอง การที่ส่งพ่อบ้านคนสนิทมาก็นับว่าได้พาตัวเองมาด้วยแล้ว ฮาร์วียืนจ้องหน้าเขานิ่งแฝงความเห็นใจ

“คุณรู้ว่าผมไม่อยากอยู่ที่นั่น คุณรู้ว่าถ้าผมกลับไปจะเป็นอะไร” แพมพูดเสียงสั่นเครือ สามารถรับรู้ถึงความอ่อนแอและพ่ายแพ้

“ถ้าคุณยอมเชื่อฟังนายท่านทุกอย่างมันจะเป็นไปด้วยดี แต่สิ่งที่คุณทำในหลายวันนี้มันลดความเอ็นดูที่นายท่านมีแก่คุณ” ฮาร์วีตอบกลับ

“เพียงแค่คุณทำเป็นไม่เห็นผมและปล่อยผมเดินออกไป ลอร์ดมอร์ริสจะไม่มีทางรู้” แพมยังคงอ้อนวอน เดินถอยหลังออกห่างช้า ๆ แต่พ่อบ้านหนุ่มก็ยังคงเดินตามมาทุกฝีก้าว

“การทรยศตระกูลวอซลีเป็นสิ่งที่น่าอับอายและโง่เขลา” ฮาร์วีพูดเสียงเข้มตอกย้ำว่าสิ่งที่พูดเป็นเรื่องที่จริงจังและเขาจะไม่ทำมัน

“ผม...จะไม่กลับไป!”

ฮาร์วีก้าวสองขายาวรวดเร็วไปรวบตัวคนที่อาศัยจังหวะตอนที่เผลอแล้วยิ่งหนีอย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วของพ่อบ้านเป็นที่น่าจับตาของคนที่อยู่โดยรอบและสร้างความตกใจให้แก่แพม ร่างโปร่งบางยืนค่อนข้างห่างจากพ่อบ้านฮาร์วีราวสิบเมตรแต่อีกฝ่ายกลับเคลื่อนตัวมาจับกุมเขาได้อย่างรวดเร็ว ท่อนแขนผอมบางถูกล็อกไขว้ผิดรูปไว้ด้านหลังจนเกิดอาการเจ็บขัด

นับว่ามีทักษะที่ดีสมเป็นพ่อบ้านตระกูลวอซลี…

“กลับไปด้วยกันดี ๆ เถอะขอรับคุณแพม ยังไงคุณก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว” ฮาร์พูดเสียงเบา ยังคงล็อกตัวคนที่ดิ้นไม่หยุด

“สายตาชาวบ้าน! คนในตรอก! คนพวกนี้! เป็นฝีมือของเขาทั้งหมด! บอกผมทีว่าผมคิดผิด!”

แพมตะโกนกู่ร้องด้วยความเคืองโกรธ เจ็บใจที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เพียงสักนิด แม้แต่ให้ตัวเองหลุดพันธนาการจากพ่อบ้านหนุ่มตอนนี้ยังทำไม่สำเร็จ

“ไม่มีอะไรที่กระผมจะปฏิเสธได้ ถ้าคุณแพมยังดิ้นแบบนี้กระผมคงต้องใช้ความรุนแรง”

“ถ้าผมกลับไป... ฮาร์วี... ถ้าคุณพาผมกลับไป ผมจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย” แพมขู่จริงจัง

“เชิญได้เลยขอรับคุณแพม แต่หากคุณไม่ตาย คุณจะอยู่อย่างทรมานโดยชายผู้นั้นที่คุณหนีเขา...แต่ผมคงต้องมัดปากคุณไว้เพื่อไม่ให้ทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้นสินะ”

สิ้นประโยคของฮาร์วี เศษผ้ายาวก็รวบมาที่ปากของแพมจนไม่สามารถเอ่ยเสียงออกมาเป็นคำพูดได้ รวมถึงสองแขนก็ถูกมัดรวบไว้เช่นกัน

แพมร้องอู้อี้เสียงดังเมื่อตัวเขาถูกแบกขึ้นบ่าพ่อบ้านอย่างง่ายดาย ร่างสูงเดินไปยังรถม้าที่มีคนขับให้และขึ้นเข้าไปนั่งด้านในพร้อมกับเขา

“รีบออกรถ ก่อนที่คฤหาสน์จะลุกเป็นไฟจากโทสะของลอร์ด” ฮาร์วีสั่งคนขับรถม้าเสียงนิ่ง

แพมนั่งตัวสั่น ตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหลตกมาจากความหวาดกลัวภายในจิตใจ เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าเมื่อเขาไปถึงที่คฤหาสน์หรูแล้วเขาจะเป็นอย่างไรต่อ ชายผู้นั้นจะทำอย่างไรกับเขา... ยิ่งนึก ยิ่งเดา ลมหายใจก็ยิ่งติดขัดแน่นหน้าอกไปหมด มันคืออาการหวาดกลัวยิ่งกว่าตอนที่เขาเป็นทาสโดนแส้เฆี่ยนตีเมื่อยังเยาว์โดยคนที่มีวรรณะสูงกว่า

“คุณควรทำใจสบาย ๆ นายท่านไม่ฆ่าคุณหรอกนะขอรับ กระผมมั่นใจอย่างนั้น” ฮาร์วีบอกคนที่นั่งหน้าซีดเผือดข้างกาย


(ไม่พอค่ะ ต่อด้านล่างเน้ออออ)

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
    • Juharah
(ต่ออีกนิด)


ตัวคฤหาสน์ไม่ไกลจากในเมืองเมื่อเดินทางโดยรถม้า แม้ว่าแพมจะสาปแช่งให้รถม้าเกิดเสียหลักหรือภาวนาขอให้เจ้าม้าสีนิลที่ลากรถเกิดอาการเครียด หงุดหงิด ไม่สามารถพาไปถึงยังที่หมายได้ก็ตาม

และคำสาปแช่งภาวนาเหล่านั้นก็ไม่สัมฤทธิผลเมื่อขณะนี้แพมยืนตัวสั่นหน้าประตูคฤหาสน์หรูบานสูง มือและปากของเขาถูกปลดพันธนาการแล้ว ที่ข้างกายมีฮาร์วียืนอยู่ด้วยไม่ห่างไปไหน แม้ภายในใจแพมอยากจะวิ่งหนีจากตรงนี้โดยเร็ว แต่ก็สำนึกได้แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่โง่เง่าสิ้นดีดังที่พ่อบ้านฮาร์วีกล่าวไว้ไม่มีผิด เขาไม่อาจหนีไปไหนได้แล้ว ณ ตอนนี้ หรือต่อ ๆ ไป

แพมไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าใด เขารู้ว่าที่ฮาร์วีไม่ยอมเปิดประตูบานนั้นสักทีก็เพื่อยืดเวลาอันน้อยนิดให้เขาได้ทำใจนานขึ้น แต่นั่นยิ่งทำให้แพมรู้สึกกลัวยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก แพมจึงพูดกับพ่อบ้านด้วยความตัดพ้อ

“คุณบอกว่าเขาจะไม่ทำอะไร แต่คุณกลับปล่อยให้ผมได้เตรียมใจรอบางสิ่งที่หลังบานประตู” แพมกล่าวเสียงสั่นโดยไม่หันไปมองคนที่เขาพูดด้วย

พ่อบ้านหนุ่มลอบถอนหายใจเดินไปจับประตูบานใหญ่ เขาพูดบางอย่างก่อนที่จะผลักบานประตูทั้งสองให้เปิดออก ประโยคที่ทำเอาแพมแทบล้มทั้งยืน

“กระผมไม่ได้บอกว่าท่านจะไม่ทำอะไร เพียงแต่ท่านจะไม่ฆ่าคุณ”

สองมือบอบบางกำเข้าหากันแน่น ในใจบีบรัดกันราวกับจะฆ่าเขาให้ตายยามที่บานประตูทั้งสองเปิดแยกออกจากกันเชื่องช้า หลังบานประตูไม่ได้มีใครมายืนรับเขาอย่างที่กลัว ไร้วี่แววแม่บ้าน สาวใช้ที่ยามปรกติจะมีให้เห็นประปราย แน่นอนว่าทุกคนในคฤหาสน์ได้รู้สถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างดี ภายในนี้จึงไม่มีใครเข้ามาเพ่นพ่านให้บรรยากาศมันแย่ไปกว่าเดิม หากมองลึกผ่านประตูที่ถูกเปิดออกกว้างเข้าไปด้านในจะรู้ได้ว่าบนโซฟาหนังหรูหราไม่ได้ว่างเปล่า ร่างสูงใหญ่นั่งหันหลังให้เขาอยู่บนโซฟาตัวยาวเพื่อรอการกลับมา แก้วไวน์ทรงป้อมถูกประคองด้วยอุ้งมือกว้าง ทั่วภายในห้องโถงถูกปิดการรับแสงแดดด้วยการปิดม่านหน้าต่างทึบจนมืดไม่ต่างกับตอนกลางคืน

สำหรับฮาร์วีนั่นเป็นการดีที่สุดที่ภายในห้องนั้นมีแสงสว่างเพียงน้อยนิด เขาไม่อยากที่จะมองหน้าผู้เป็นนายแบบชัดเจนในเวลานี้เท่าไหร่นัก ฮาร์วีดันแผ่นหลังให้ร่างโปร่งเดินไปหาผู้เป็นนายช้า ๆ เขาจัดแจงให้แพมนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กที่อยู่ข้าง ๆ แทน ก่อนที่ตัวเองจะเดินไปยืนข้างบันไดที่ห่างออกไปพอที่จะไม่ได้ยินทั้งคู่คุยกัน

แพมก้มหน้าจ้องเล็บตัวเองที่จิกบนกางเกงแน่นหวังคลายกังวล แรงกดดันมหาศาลอยู่ใกล้ตัวเขาเพียงเอื้อมมือทำให้ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง

“นั่นไม่ใช่ที่ของเธอ”

แพมสะดุ้งกับเสียงทุ้มกังวานภายในห้องที่เงียบเชียบ เขากลั้นใจลงจากที่นั่งแสนนุ่มไปยังบนพื้นพรม คลานเข่าเชื่องช้าไปใกล้กับร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาราวกับกลัวว่าการเคลื่อนไหวของเขาจะขัดใจร่างสูงไปกว่าเดิม

“คงชอบสินะการถูกให้ปฏิบัติเยี่ยงทาสชั้นต่ำ” มอร์ริสไม่มองคนที่นั่งอยู่แทบเท้าเขา แต่มองแก้วไวน์ที่ถูกกำแน่นด้วยมือของตัวเอง

“หลายวันที่ผ่านมาเล่นสนุกมากไหม” มอร์ริสถามเสียงเหี้ยม

ผ่านไปครู่หนึ่งมอร์ริสละสายตาจากแก้วไวน์ไปจ้องหัวทุยที่ก้มหน้าตัวสั่นไม่ตอบคำถาม

เพล้ง!!!

“เฮือก!” แพมสะดุ้งเฮือก

แก้วไวน์ในมือถูกปาอย่างแรงลงบนพื้นพรมข้างกายร่างบางจนมันแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ หยาดน้ำหมักสีแดงฉานรสเลิศสาดกระเซ็นใส่ร่างบางเกินกว่าครึ่งรวมถึงเศษแก้วที่กระเด็นมาบาดผิวบางจนเลือดไหลซิบ ใบหน้าตอบถูกบีบบังคับให้เงยขึ้นสบตามองกับบุรุษเจ้าของนัยน์ตาสีประหลาด ไม่เพียงแต่แพมที่ตกใจ ฮาร์วีที่ยืนอยู่ห่างออกไปยังใจหายหวั่นว่าคำพูดที่เขาปลอบประโลมร่างโปร่งจะไม่เป็นจริงเสียแล้ว

“ตอบ!” มอร์ริสตะคอกลั่น มองใบหน้าใสของอีกคน

แพมกัดฟันข่มความขี้ขลาดของตัวเอง จ้องตอบไปยังคนที่เหนือกว่าราวกับคิดจะสู้เพราะถึงอย่างไรเขาก็จะต้องโดนทำโทษอย่างสาสมกับสิ่งที่เขาทำไปคือการ ‘ทรยศ’ ผู้เป็นนาย แพมเค้นคำตอบออกจากปากไปตามใจนึก

“ไม่ได้เล่น! ผมทำทุกอย่างด้วยความจริงจังและหวังให้มันสำเร็จ แต่มันก็ไม่! ผมไม่เคยคิดที่จะอยากอยู่กับคุณที่นี่ แม้แต่วินาทีเดียว!” สิ้นคำพูดแพมก็ปัดมือที่บีบคางเขาออกทันที แต่เป็นมอร์ริสที่กระชากคอเสื้อเขาขึ้นมาอีกครั้ง

“จะหนีฉันในเมืองของฉัน ซ้ำยังริอาจขโมยของในบ้านของฉัน กล้าดียังไง” มอร์ริสถามเสียงเบาชิดใบหน้าคนที่พยายามจะแข็งข้อ

“ถ้าไม่กล้าผมคงไม่ทำ!” แพมต่อล้อต่อเถียง พยายามปลดมือแข็งแรงที่กุมคอเสื้อเขาไว้แน่น

“แค่เป็นของฉันมันยากมากหรือไง!” มอร์ริสตะคอกดังลั่น

แพมตกใจจ้องอีกฝ่ายแน่นิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาของมอร์ริสบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธจัดแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจนแพมไม่อาจจะมองต่อได้ด้วยความกลัว มอร์ริสไม่ถามถึงเหตุผลที่เขาหนีนั่นก็เพราะร่างสูงรู้ดีอยู่แล้ว และยังตะโกนประโยคที่เป็นเหตุผลของเรื่องนี้ขึ้นมาทั้ง ๆ ที่มีบุคคลที่สามยืนอยู่ด้วยอย่างฮาร์วี นั่นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาตกใจ

แพมปัดฝ่ามือของมอร์ริสให้หลุดออกจากคอเสื้อของตนเอง พยุงตัวเองลุกขึ้นยืนค้ำหัวอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวแม้ว่าขาสองข้างจะสั่นระริกก็ตาม ริมฝีปากล่างถูกกัดจนห้อเลือด หลังจากรวบรวมความกล้าแพมก็พ่นประโยคที่ราวกับเป็นน้ำมันที่ราดไปบนกองเพลิง

“รู้ไหมลอร์ดมอร์ริส ยิ่งคุณต้องการเหยียบย่ำผมมากเท่าไหร่มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า...การเป็นของคนอื่นมันดียิ่งกว่าที่จะเป็นของคุณ! ผมยอมเป็นเมียให้ตาแก่ตัณหากลับให้คนจรจัดหรือคนขอทาน ดีกว่ายอมเป็นนางบำเรอให้คุณ!!!” แพมพูดหอบฮักด้วยความอดกลั้น สิ่งที่เขาพูดไปไม่ได้เป็นความจริง เพียงแต่ต้องการปะทะคารมให้ร่างสูงรู้สึกพ่ายแพ้ เขาไม่ได้อยากเป็นเมียตาแก่ ขอทานหรือใครทั้งสิ้น และไม่อยากเป็นของมอร์ริส เขายอมให้ร่างสูงโกรธจนพลั้งมือฆ่าเขาไปเลยเสียดีกว่า

...ฆ่าผมเลยลอร์ดมอร์ริส

ปึก!

ร่างโปร่งผวาตัวเมื่อมอร์ริสลุกพรวดในทันทีที่เขาพูดจบ สองขาบางเดินถอยหลังชนขอบโต๊ะตัวเตี้ยที่เป็นเซ็ตเข้าคู่กับโซฟาหนังทั้งสาม อีกฝ่ายข่มเขาได้ในทุก ๆ ทางแม้กระทั่งเรื่องของความสูงที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แพมไม่ใช่คนตัวเตี้ยแต่มอร์ริสต่างหากที่สูงเกินกว่าคนทั่วไป แพมจ้องอกแกร่งที่กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ในขณะที่เขาก็เบี่ยงตัวไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่างจนไม่สามารถหนีไปไหนได้เพราะติดโต๊ะรับแขกตัวนี้ เขาดันแผ่นอกแน่นเพื่อขัดขืน แล้วใบหน้าของเขาก็ถูกบีบแน่นให้เงยหน้าสบตาคนตัวสูง

“ได้ตามที่ต้องการเลย แต่หลังจากที่ฉันกินเธอจนคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป หลังจากนั้นฉันจะเอาเธอไปรับแขกไอ้พวกที่เธอกล่าวมาทุกคืน...ทุกคืน จนสมใจอยากเธอเลยแพม...มานี่!” มอร์ริสกระซิบเบาใกล้ริมฝีปากร่างโปร่งบาง ก่อนจะกระชากตัวแพมไปทางบันได

“มะ ไม่นะ ฮาร์วีช่วยด้วย!” แพมร้องขอฮาร์วีที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างบันได

แพมขืนตัวเองไม่ให้เดินตามแรงกระชาก ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอเหยียบเศษแก้วที่แตกเกลื่อนกลาด จนมอร์ริสทนไม่ไหวใช้ท่อนแขนแข็งแรงอุ้มเขาจนตัวลอยเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความโกรธ สาวเท้าขึ้นบันไดรวดเร็วก่อนจะหยุดหันมาสั่งงานฮาร์วีเสียงเรียบ

“เอายามาให้ฉันภายในห้านาที”

ฮาร์วีจ้องมองคนที่ดิ้นพล่านบนแขนเจ้านายด้วยความลังเลใจ

“เอ่อ...นายท่านขอรับ กระผมว่าตอนนี้อารมณ์ของนายท่ายค่อนข้างอันตราย ยาคงใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร และบ่ายวันนี้นายท่านมีนัดกับ...”

“ฉันไม่คิดว่าแกจะมีหน้าที่ขัดคำสั่งฉัน” มอร์ริสจ้องตาพ่อบ้านฮาร์วีนิ่ง ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับร่างโปร่งที่ทั้งดิ้นและทุบตีเขา

 

ตุบ!

แพมถูกโยนลงบนเตียงนอนกว้างในห้องที่เขาเคยเข้ามาครั้งหนึ่ง ร่างโปร่งพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อให้ตัวเองอยู่ในท่าที่ปลอดภัยที่สุด แล้วรีบถามสิ่งที่กลัวและกังวล

“ยา..ยาอะไร” เขาถามมอร์ริสที่ยืนอยู่ข้างเตียงนอนจ้องเขานิ่ง คาดเดาความคิดยาก

ก๊อก ๆ ๆ

มอร์ริสไม่ได้ตอบคำถาม เขาเดินไปเปิดประตูห้องนอนแล้วหยิบซองสีขาวเล็ก ๆ ที่พ่อบ้านฮาร์วีเอามาให้และปิดประตูลงตามเดิม แพมมองตามร่างสูงที่เดินไปที่โต๊ะข้างเตียงแล้วเทผงสีขาวลงในแก้วที่มีน้ำสำหรับดื่ม

“ดื่มซะ” มอร์ริสพูด เปรยตามองแก้วน้ำที่อยู่ข้างเตียง

“คุณใส่อะไรลงไป ผะ ผมไม่ดื่มเด็ดขาด” แพมขยับตัวเพื่อลงจากเตียงหนีจากมอร์ริส แต่ก็ก็ถูกกระชากกลับมานอนที่เดิมพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่คร่อมทับเขาอย่างรวดเร็ว

“เธอตัดสินใจเองนะ อย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน” มอร์ริสยิ้มเหี้ยม

“ปล่อยผมไปเถอะนะ ขอร้องล่ะ” แพมพูด หันหน้าหลบในหน้าคมคายของร่างสูงที่ก้มลงมา

“ไม่ปากเก่งเหมือนเมื่อกี้ล่ะ” มอร์ริสกระซิบชิดใบหูบาง เม้มติ่งเนื้อเล็กเบา ๆ

“ถ้าคุณทำ... ผมจะเกลียดคุณ” แพมบอก บังคับไม่ให้หยาดน้ำตาความอ่อนแอไหลออกมา

“เธอจะไม่เกลียดมันหรอก...เธอจะชอบมัน” มอร์ริสท้าทาย

แควก!

เสื้อลินินสีทึบถูกฉีกกระชากอย่างง่ายดาย นัยน์ตาสีฟ้าเขียวประกายความเคืองโกรธ มอร์ริสจับใบหน้าตอบให้หันมาเผชิญหน้าแล้วแสยะยิ้มให้แพมในฐานะผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า

“ไม่นะ…หยุด!”



---------------------------------------
ดูซีรีส์จบเลยรีบมาปั่นให้นะคะ ช่วงก่อนหน้านี้ติดซีรีส์หนักมากกกกกแบบว่าไม่ไหวแล้ว พี่สาวและหน่อง ๆ ที่รออิลอร์ดกับน้องแพมต้องกินหัวอิชั้นแน่นอนนนนน มาต่อให้แล้วนะฮาบบบ ละเว้นโทษข้าด้วย อะเฮื้อออ!


!!!! สำหรับตอนหน้า บอกตรงนี้เลยว่าจะเป็นเลิฟซีน เพราะฉะนั้นขอเวลาในการเค้นอารมณ์ในการปั่นมันออกมาหน่อยนะคะ

คิดเห็นยังไงบอกและติชมกันได้นะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ loveee

1 Comment 1 หัวใจ = 1 กำลังใจ

Facebook Page :Juharah

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 632
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
ลอร์ดมอร์ริสใจเหี้ยมมาก รู้อยู่แล้วว่าน้องไม่อยากเป็นนายบำเรอทำไมต้องดึงดันจะให้น้องเป็นขนาดนี้ ทำไมไม่สนใจความรู้สึกของน้อง! :m31:

 :pig4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ขอทานในตรอกพูดถูกนะ  ถูกดึงขึ้นมาจากที่ต่ำแต่ก็ยังอยากลงไปเกลือกกลั้วที่ต่ำๆ  ทำตัวเองล้วนๆ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1008
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
น้องแพมไม่น่าหาเรื่องให้ตัวเองเลยยย

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-5
น้องแพม รักศักดิ์ศรี ของตัวเอง แต่น้องคิดผิด ให้อภัยน้องนะ เพราะน้องเกิดมาจากต้นทุนชีวิตติดลบ ทุกด้าน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
    • Juharah

คำเตือน (โปรดอ่าน):

เนื้อหาในตอนนี้มีการใช้คำพูด นำเสนอในเรื่องเพศ และการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเยี่ยงอย่าง เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้วิจารณญาณอย่างยิ่งในการรับชม และเรื่องทั้งหมดในเนื้อหาเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการเท่านั้น ไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด

--------------------------------


ตอนที่ 8

เศษเสื้อและกางเกงตัวบางที่ขาดวิ่นถูกกระชากปาลงบนพื้น ชายผ้าห่มหนานุ่มถูกร่างโปร่งบางดึงมาปิดบังร่างกายเปลือยเปล่าเอาไว้ แต่มันก็ถูกแย่งไปโดยเจ้าของห้องที่คร่อมทับต้นขาของเขาไว้ไม่ให้สามารถขยับเขยื้อนช่วงล่างได้ แพมสะอื้นใบหน้าชื้นน้ำตายกสองแขนมากอดตัวเองไว้แทนเสื้อผ้าและผ้าห่มที่ถูกแย่งไป

“ปล่อยผมไป ลอร์ดมอร์ริส” แพมขอร้อง จ้องตาคมด้วยอ้อนวอน

มอร์ริสมองภาพนั้นพร้อมปลดกระดุมเสื้อ ถอดมันออกเชื่องช้าเพิ่มความกดดันให้ร่างโปร่งที่นอนตัวสั่นร้องสะอื้นกล่าวขอร้องมานับครั้งไม่ถ้วน ความกระหายเริ่มเข้ามาแทนที่ความเคืองโกรธ ร่างโปร่งบางติดไปทางผอมนอนบิดกายไปมาเพื่อให้หลุดพันธนาการแต่กลับเหมือนเป็นการยั่วยวนโดยไม่รู้ตัว ผิวกายขาวเนียนไร้ขนไปทั่วทั้งเรือนร่างกลับมีร่องรอยบาดแผลชอกช้ำหลายที่ขัดตาจนน่าหงุดหงิด ยอดอกสีน้ำตาลอ่อนชูชันน่าขบเม้มให้แหลกสลาย อีกทั้งยังมีช่วงเอวที่โค้งเว้าราวกับสตรีผิดแผลกจากเพศสภาพความเป็นชายที่หลับใหลอยู่ระหว่างขา หากไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้มันตื่น

หลายส่วนเขาเคยสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยความอดทนอดกลั้นอยากจะทะนุถนอมทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นเขาแทบอยากจะบดขยี้ให้ตายไปคาอก หลังจากวันนั้นเขาก็จดจำภาพการกระทำลามกไว้ใช้ยามที่มีความต้องการ แม้ว่าจะมีหญิงงามมาทอดกายปรนนิบัติโดยที่เขาไม่ต้องลงมือบังคับก็ไม่อาจลบภาพเจ้ากวางแสนซื่อแต่ดื้อรั้นที่นอนโอดครวญใต้ร่างเขาได้ แต่ร่างโปร่งบางนี้กลับไม่เห็นค่าถึงความปรานีที่เขาเคยให้เลยแม้แต่น้อย

“หึ” นึกถึงก็อดแค่นเสียงในลำคอด้วยความหงุดหงิดไม่ได้

แพมยกมือขึ้นปิดตาใบหน้าเนียนละเอียดของคนที่คร่อมทับเขาไว้ มอร์ริสเอาแต่จ้องเรือนร่างของเขาไปทุกซอกทุกมุมอย่างจาบจ้วง เพียงแค่สายตาวาวหื่นกระหายนั่นก็เสมือนเขาลังถูกกินไปทั้งตัว แพมกระดากอายจนไม่รู้จะทำเช่นไรแล้วนอกจากทำได้เพียงสะอื้นไห้ออกมา

“มีคนตั้งมากมายที่พร้อมจะให้ในสิ่งที่คุณต้องการ ได้โปรดลอร์ดมอร์ริส... ละเว้นผม...ได้โปรด” แพมกล่าวขอร้องเสียงอ่อนหวังให้มอร์ริสคล้อยตาม

มือของเขาถูกจับให้เอาออกจากใบหน้าหล่อเหลาเผยให้เห็นแววตาเชื่อมวาวอีกครั้ง มอร์ริสโน้มใบหน้าลงมาใกล้คนหวาดกลัวที่หลับตาหยีเบี่ยงหน้าหลีกเผยเห็นบ่าขาวที่ยังคงทิ้งรอยกัดจาง ๆ เอาไว้ ซึ่งแน่นอนมอร์ริสจำรอยที่ตัวเองทำไว้ได้ดี

ร่างโปร่งสะท้านวาบไปทั่วทั้งเรือนร่าง ขนอ่อนตามตัวต่างพากันลุกชันรับรู้ถึงริมฝีปากหยักของคนด้านบนขบเม้มตามลำคอระหงอย่างเอ้อระเหย ลามเลียลงมาจนมาถึงบ่าขาว ลิ้นเปียกชื้นสัมผัสไปบนรอยเก่าอย่างโหยหาไม่วายดูดเม้มมันให้เกิดรอยช้ำอีกครั้ง แพมพยายามผลักไสกล้ามเนื้อแข็งแรงของมอร์ริสให้ลุกไปจากตัวแต่ก็ไม่เป็นผล

ร่างสูงไม่ได้สนใจแรงอันน้อยนิดจากสองแขนผอมบางที่ต่อต้านตัวเขา มอร์ริสยกหัวขึ้นมองใบหน้าขาวที่ไม่ได้มีน้ำตาไหลอีกแล้วยังคงไว้เสียงสะอื้นอึกในลำคอ ตากลมใสเปียกชื้นบวมเป่งจากการเสียน้ำตา ใบหน้านั้นยังบ่งบอกอารมณ์หวาดกลัวเป็นกังวล ริมฝีปากแดงระเรื่อจากการขบกัดของเจ้าตัวมันสั่นระริกตามอารมณ์ของเจ้าของ มอร์ริสใช้นิ้วมือคลายริมฝีปากนั้นออกจากฟันสีน้ำนมที่ขบแน่นก่อนที่มันจะช้ำไปมากกว่าเดิม หากมันจะช้ำมันก็ต้องช้ำด้วยปากเขาเท่านั้น

“ถ้าคราวนี้ปิดปากอีก ฉันจะจูบแบบไม่ให้พัก” มอร์ริพูดถึงยามที่เคยจูบกันก่อนหน้านี้ แพมมักจะตื่นตกใจปิดปากกะทันหันจนได้เลือดตกยางออกเสียทุกรอบ

ไม่รอให้แพมหายตกใจจากคำพูดประโยคนั้น มอร์ริสก็อาศัยจังหวะที่ริมฝีปากระเรื่อเปิดออก ประกบเข้าไปช่วงชิงความหวานภายในด้วยความชำนาญ

“ชิ!” มอร์ริสสบถ ผละหัวออกด้วยความขัดอารมณ์ ถ้าเขาเคลื่อนไหวช้ากว่านี้คงเป็นเขาเองที่จะลิ้นขาด มอร์ริสบดขยี้ริมฝีปากนั้นอย่างแรงเป็นการลงโทษก่อนจะกระซิบทั้งอย่างนั้น “ลองคิดจะกัดอีกทีสิ”

เป็นอีกครั้งแพมถูกช่วงชิงริมฝีปากไปหลังจากถูกข่มขู่ แพมไม่ได้ตั้งใจที่จะกัดแต่เขาตกใจที่จู่ ๆ มอร์ริสก็แทรกลิ้นเปียกชื้นเข้ามา เขายังคงรู้สึกไม่คุ้นชินแม้ว่าจะเคยจูบกันมาแล้ว และตอนนี้ลิ้นนุ่มนั้นก็รุกรานเขาอีกครั้ง แพมเงอะงะจะปิดปากก็ไม่สามารถทำได้และตั้งตัวไม่ทันกับสัมผัสจาบจ้วงที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเชี่ยวชาญพอสมควรที่จะทำให้ผู้ถูกรุกหนักอย่างเขาเคลิบเคลิ้มได้ จนมือที่เอาแต่ผลักไสแทบไร้เรี่ยวแรง มอร์ริสดูดดึงลิ้นของแพมเร่าร้อนเพื่อให้ร่างโปร่งตอบสนอง แม้ว่าแพมจะดูน่าอ่อนโยนแต่เมื่อเห็นท่าทีของกวางน้อยตัวนี้แล้วก็อดใจไม่ไหวที่จะรุนแรง

มอร์ริสผละจูบเป็นครั้งคราวเพื่อให้กวางปากหวานได้หยุดพักหายใจ ฝ่ามือใหญ่ไม่ปล่อยให้ตัวเองไร้หน้าที่ มันค่อย ๆ ลูบไล้ที่หมิ่นสะโพกเชื่องช้าไม่ให้คนที่กำลังอ่อนแรงตื่นตระหนก นิ้วโป้งลูบวนไปตามจุดอ่อนไหวร่องง่ามขาเปลือย ดูเหมือนจะได้ผลชัดเจนเมื่อท่อนเนื้อกึ่งกลางลำตัวของร่างโปร่งเริ่มแข็งขืนชนกับหน้าท้องที่เต็มไปกล้ามเนื้อแข็งแรงของมอร์ริส ร่างสูงยกตัวที่ทับท่อนขาบอบบางออกช้า ๆ แล้วแทรกตัวเองที่ตรงกลางแทน

“อื้อ” แพมส่งเสียงในลำคอ ไหวตัวตามสัมผัสวาบหวามช่วงล่างใกล้ส่วนสำคัญ

แพมผละใบหน้าออกมาช้า ๆ แล้วหันหน้าหนี สบโอกาสให้ร่างสูงได้ซุกไซร้ซอกคอหอมกรุ่น ร่างบางรู้สึกตัวหลังจากที่ร่างกายของเขาเกือบเป็นอิสระ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ถูกทาบทับจนขยับตัวไม่ได้ แพมเหลือบไปเห็นแจกันกระเบื้องที่โต๊ะหัวเตียง มันเป็นแจกันดอกไม้ที่ค่อนข้างหนา เพียงพอที่จะเป็นประโยชน์แก่แพมได้ ร่างบางเอื้อมมือไปหยิบมันอย่างยากลำบากก่อนจะใช้มันทุบเข้าที่หัวมอร์ริสด้วยแรงทั้งหมดที่มี

ตุบ!

มอร์ริสหยุดการเคลื่อนไหว มึนงงกับอาการเจ็บแปลบที่กลางหัวก่อนเขาจะถูกผลักให้เสียหลักล้มไปด้านข้างโดยคนที่ทำให้เจ็บ มือหนายกขึ้นจับตรงที่มีอาการเจ็บแล้วนำมาดู ของเหลวสีแดงติดบนปลายนิ้วมือที่เป็นหลักฐานการประทุษร้าย แม้มอร์ริสจะไม่ได้รู้สึกเจ็บจนทนไม่ได้แต่มันก็นำมาซึ่งบาดแผลและตอกย้ำความดื้อรั้นของแพมได้ดี

แพมกระโดดลงจากเตียงแล้วมองสิ่งที่เกิดขึ้น เลือดสีแดงฉานบนมือมอร์ริสทำให้เขาตกใจ แพมยืนกระสับกระส่ายตกใจสิ่งที่เกิดขึ้น เขาหวังแค่ว่ามันจะทำให้มอร์ริสสลบไป เขารู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าแจกันอันนั้นสามารถทำให้เกิดบาดแผลได้ แต่แพมก็ยังคงตกใจอยู่ดีที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้เลือดซ้ำร้ายอีกฝ่ายยังมีสติครบถ้วน แพมจ้องมองคนที่นั่งก้มหน้ามองมือตนเองบนเตียงนอนกว้าง นัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวประกายวาวความโกรธเงยหน้าสบตาเขาช้า ๆ

น่ากลัว!

แพมสะท้านไปทั้งตัวเมื่อสบตาแข็งกร้าว ตัดสินใจวิ่งไปทางประตู เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นแต่แล้วก็เกิดเรื่องที่ทำให้เขาไม่สำเร็จผลดังที่หวัง แพมเสียหลักล้มไปนั่งบนพื้นเพราะรู้สึกได้รับบาดเจ็บ ตากวางค่อย ๆ หันไปมองฝ่าเท้าทั้งสองข้างของตนเอง มันเหวอะหวะเหมือนแผลที่แห้งได้เปิดออก ร่างโปร่งเหลือบตามองตามทางที่เขาวิ่งมาเพียงไม่กี่ก้าวก็มีรอยเลือดจากฝ่าเท้า แผลที่ได้ตอนเหยียบเศษแก้วไวน์...เขาไม่รู้ตัวสักนิด รู้เพียงแค่ว่าตอนเขาวิ่งราวกับมีเข็มมาทิ่มแทงตลอดเวลา

เงาทะมึนทาบทับอยู่เหนือหัวทำให้แพมเงยหน้าขึ้นไปมองเชื่องช้า มอร์ริสยืนหน้าเรียบเฉยในมือถือแจกันกระเบื้องที่ถูกใช้เป็นอาวุธ แพมหลับตากอดตัวเองแน่นเมื่อร่างสูงยกมันขึ้นมาราวกับจะตีเขา

“ชอบอะไรที่มันยาก ๆ สินะ” มอร์ริสพูดเสียงเหี้ยม วางแจกันดอกไม้ไว้ที่เดิม

ร่างของแพมถูกกระชากขึ้นจากพื้น มอร์ริสทุ่มเขาลงไปบนเตียงนอนด้วยความรุนแรงจนแพมจุกอก แพมมองมอร์ริสที่เดินไปทางหีบไม้พร้อมกุญแจ ที่เขาเคยสงสัยว่าด้านในนั้นมีอะไรอยู่ ก่อนจะที่หีบนั้นจะถูกเปิดออกรวดเร็ว

“ไม่นะ...” แพมพูดเสียงสั่น

ในหีบเต็มไปด้วยเชือกเส้นหนา ปลอกคอสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์น่ากลัวมากมายที่ไม่ใช่การดีสำหรับแพมเลยแม้แต่น้อย มอร์ริสหยิบเพียงเชือกเส้นยาวมาหนึ่งเส้นพุ่งตรงมาทางเขา

ข้อมือเล็กถูกมัดรวบเข้าไว้ด้วยกันก่อนจะถูกขึงแน่นไว้ที่หัวเตียง แพมไม่ได้รู้สึกโล่งใจเลยแม้แต่น้อยที่มอร์ริสไม่ได้เอามันมารัดคอเขาให้ตายอย่างทรมาน เพราะต่อจากนี้เขาคงถูกทรมานไม่ต่างกัน ไม่มีโอกาสเหลือแล้วแม้จะขอโทษเสียงอ่อนเสียงหวานเท่าไหร่ร่างสูงคงไม่ยอม

“ผม..ขอโทษ” แพมพูด น้ำตารื้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบอะไรกลับมา

มอร์ริสจับสองขาเรียวแยกออกจากกันแล้วแทรกตัวไปตรงกลาง ก้มลงไปกอดรัดร่างโปร่งแน่นฝังเขี้ยวลงบนลำคอขาวอย่างแรง

“อื้ออ!” แพมส่งเสียงร้องในลำคอด้วยความเจ็บปวด มอร์ริสกำลังเอาคืนเขาที่ทำให้เจ้าตัวบาดเจ็บจนเลือดออก

ครู่ใหญ่ที่มอร์ริสฝังเขี้ยวตัวเองอยู่อย่างนั้นก่อนจะเลียรอยกัดจนห้อเลือดของตัวเองที่ทำไว้ ลิ้นร้อนไล่ไปตามลำคอก่อนจะหยุดที่ลำคอใต้คางมนแล้วใช้ปากดูดดึงมันรุนแรง

“อ่ะ อ๊า” แพมส่งเสียงร้องน่าอาย

มอร์ริสและร่างโปร่งชะงัก แพมรู้สึกเจ็บก็จริงแต่กลับมีความรู้สึกเสียวซ่านมากกว่ายามที่ถูกสัมผัสกลางลำคอใกล้ตำแหน่งลูกกระเดือก

มอร์ริสใช้เรียวลิ้นสัมผัสไปตามตำแหน่งเดิมที่ทำให้ร่างโปร่งบางหยุดขัดขืนเขาส่งเสียงออกมาด้วยความรู้สึกที่มากเป็นพิเศษ

“ตรงนั้นไม่ได้นะ!”

เป็นไปอย่างที่มอร์ริสคิด ยามที่เขาเล่นกับตำแหน่งอ่อนไหวร่างโปร่งจะกัดริมฝีปากกลั้นเสียงเอาไว้แทนที่ด้วยการหอบหายใจรุนแรง มอร์ริสเน้นลงมาเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ยอดอกสีน้ำตาลอ่อนที่สั่นระริกน่าลิ้มลอง ปากหยักกดจูบลงไปบนยอดอกบริสุทธิ์บางเบา

“อื้ออ”

แพมไม่อาจกลั้นเสียงไว้ได้ ความรู้สึกจากยอดอกของเขามันไปรวมอยู่ที่ความเป็นชายทั้งหมด เพียงแค่ถูกร่างสูงกดจูบที่ตรงนั้นเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาแข็งขืนชูชันขึ้นอีกครั้ง เชือกที่ตรึงข้อมือเอาไว้กลับมีประโยชน์ไว้ให้เขาดึงทึ้งมันยามเก็บกดอารมณ์

มอร์ริสสอดนิ้วเรียวเข้าไปในปากของแพมให้มันอ้าออก เพราะเขาไม่ชอบยามที่ริมฝีปากนั่นถูกฟันขบ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาต้องการได้ยินเสียงครางกระเส่าหวาน ๆ มากกว่าเสียงอื้ออึงอดกลั้นในลำคอ เขาบรรเลงดูดดึงยอดอกนั้นอย่างหิวกระหายจนมันแดงและบวมเป่งเหมือนสร้างความเจ็บปวด อีกข้างหนึ่งก็ไม่ปล่อยให้มันยังคงบริสุทธิ์ มอร์ริสต้องการเป็นคนแรกในทุก ๆ ส่วนของร่างกายนี้ ลิ้นร้อนเลียวนบนฐานรอบตุ่มเนื้อที่รอให้สัมผัสก่อนที่เขาจะตวัดลิ้นไปมาหยอกล้อ ไม่วายจูบทำรอยไว้ตามหน้าอกที่หอบกระเพื่อมทำให้ร่างโปร่งบางบิดตัวครวญครางออกมาจนลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเองขัดขืนมากเพียงใด

มอร์ริสยืดตัวขึ้นจ้องผลงานของตัวเอง ร่างโปร่งนอนตัวอ่อนปวกเปียกเต็มไปด้วยรอยจูบ แต่ไม่น่าดึงดูดเท่าใบหน้าเนียนชื้นเหงื่อ ดวงตาฉ่ำวาวคราบน้ำตาทั้งความกลัว ทั้งแรงอารมณ์ มอร์ริสกัดกรามตัวเองแน่น เขาเห็นนิ้วมือเรียวยาวตัวเองในโพรงปากนุ่ม เมื่อสอดนิ้วกลางเพิ่มไปอีกนิ้วดันเข้าไปจนครึ่งก็เต็มคับปากเล็ก ลิ้นเล็กภายในนั้นก็เคลื่อนไหวเลียสิ่งแปลกปลอมโดยไม่ตั้งใจ ความเป็นชายภายใต้กางเกงของเขากำลังผงาดคับแน่นอยากที่จะสอดแทรกมันเข้าไปแทนนิ้วมือในปากเล็กนั่น

สองนิ้วเรียวยาวถอนออกมาอย่างน่าเสียดาย มอร์ริสรั้งขอบกางเกงของตัวเองลงถอดออกจากสองขายาวแล้วทิ้งมันไว้ที่ข้างเตียง ตัวตนที่บ่งบอกเพศสภาพตั้งตระหง่านพร้อมที่จะปลดปล่อย

แพมไล่มองกล้ามหน้าท้องของอีกฝ่ายลงมาเรื่อย ๆ หยุดอยู่ที่ใจกลางลำตัว สิ่งที่มีเหมือนกันกับเขาแต่ขนาดของมันนั้นช่างต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นชายขนาดเขื่องรูปร่างสมบูรณ์ใหญ่เกินกว่ามาตรฐาน มันแข็งขืนจนเส้นเลือดปูดไปตามท่อนลำตรงยาว แพมกระเถิบตัวถอยหลังอย่างตื่นตกใจ เชือกหนาที่พันธนาการสองข้อมือทำให้เขาไม่สามารถหลีกหนีไปไหนได้ เขามั่นใจว่าความภาคภูมิของมอร์ริสที่มีขนาดเท่าข้อมือเขาไม่อาจเข้ามาในตัวได้หรือแม้แต่สตรีเองก็ยังต้องลำบากเขามั่นใจ

มอร์ริสรั้งข้อเท้าคนคิดหนีกลับมา ให้ร่างโปร่งบางนอนแผ่ดิ้นไปบนเตียงตามเดิม เขาชำเลืองตามองเตียงขาวที่เลอะด้วยเลือดสีแดงเป็นหย่อม ๆ จากฝ่าเท้าคนตัวเล็ก แต่เขาก็ละความสนใจ ยังไงเสีย...มันก็ต้องเลอะมากกว่าเดิมอยู่แล้ว ค่อยจัดการหลังเสร็จธุระเลยทีเดียว

“มัน..ไม่ได้หรอกนะครับลอร์ดมอร์ริส มันต้อง...เจ็บมากแน่ ๆ หยุดเถอะนะ...” แพมอ้อนวอน เขาหวาดกลัวสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

“…”

ไร้เสียงตอบรับจากร่างสูง มอร์ริสไม่มีท่าทีว่าจะหยุดทำเรื่องในตอนนี้แม้แต่น้อย แพมสะดุ้งเฮือกใหญ่เมื่อสองขาเขาถูกแยกกว้าง เนื้อหนังเปลือยเปล่าของเขาปรากฏสู่สายตาของมอร์ริสอีกครั้ง แพมร้อนรุ่มดิ้นพล่านเมื่อถูกลวนลามทางสายตาอันลามก สถานะของแพมตอนนี้เป็นดั่งกวางที่กำลังโดนราชสีห์ตะครุบกัดเข้าที่หลังคอเพื่อให้เหยื่ออย่างเขาแน่นิ่งแต่หากไม่ฝังเขี้ยวเพื่อปลิดชีพ ไร้หนทางหนีและกำลังจะโดนกินในอีกไม่ช้า

ยิ่งดิ้น...ยิ่งเหมือนกับกำลังยั่วยวน หน้าตาเหมือนถูกโดนรังแกก็ยิ่งทำให้อยากจะกลั่นแกล้งให้หนักกว่าเดิม สองขาเรียวถูกยกมาพาดไว้บนบ่ากว้างแข็งแรง มอร์ริสขบเม้มเนื้อด้านในโคนขาอ่อนจนเกิดรอยช้ำจ้ำแดงเพื่อตีตรา

“อ๊ะ!” แพมอุทาน เจ็บแปลบปนเสียวซ่าน

มอร์ริสไล่ขบเม้มขาอ่อนลึกขึ้น ร่างกายผอมบางก็ยิ่งดิ้นขัดขืน หากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันต้องโดนของเขาแน่ แพมได้แต่กรีดร้องกังวลภายในใจ

มอร์ริสขบเม้มเนินเนื้อใกล้ ๆ กับแก่นกายขนาดพอดีมือจนเป็นจ้ำตบท้ายด้วยการเลียรอยจูบนั้นเบา ๆ เขาชายตามองแพมที่แสดงสีหน้าทรมานส่งเสียงขอร้องให้เขาหยุดอยู่ตลอดเวลา มอร์ริสจงใจเฉียดใบหน้าหล่อเหลาคมคายกับแก่นกายสีอ่อนราวกับจะกลืนกินจนร่างโปร่งส่งเสียงท้วง มีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรง

แน่นอน...เขาไม่ทำหรอก เขายังไม่อยากให้กวางน้อยของเขาเสร็จสมทั้งที่ยังดำเนินเรื่องแค่ ‘อารัมภบท’ มอร์ริสยืดตัวจุมพิตที่หน้าท้องแบนราบสร้างความกระซ่าน ปล่อยให้แก่นกายของคนที่กำลังทรมานถูไถเสียดสีกับกายกำยำ ไม่เพียงแต่แพมที่ทรมาน มอร์ริสเองก็ทรมานยิ่งกว่าหลายเท่านัก

ครั้งแรกของกวางน้อย เขาจะทำให้รู้ซึ้งเลยว่า...เซกส์มันเป็นยังไง

“อื้ออ พอ..อ่ะ” แพมเกร็งลำคอไม่ให้เล็ดลอดเสียงลามกออกมา

มอร์ริสใช้ฟันคมกัดติ่งเนื้อบนหน้าอกของเขาเบา ๆ ความเจ็บปะปนกับความเสียวซ่านจนเขาแทบแยกไม่ออก ทุกความรู้สึกมันล้วนแตกต่างจากตอนที่เขาสำเร็จความใคร่ด้วยมือตนเอง ที่สลัมและบาร์ของคุณนายเพนนี เขาเคยเห็นคนมีความสัมพันธ์ทางกายกันมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่อาจเข้าใจความรู้สึกมันได้ ทุกคู่ดูสุขสมจนแพมนึกสงสัย ตอนนี้เขาได้พบกับตัวเองแล้วมันช่างทรมานแทบจะขาดใจ

มอร์ริสอาศัยจังหวะที่ใช้ริมฝีปากเพลิดเพลินกับยอดอกชูชันล่อลวงให้แพมเคลิบเคลิ้ม เขาแอบไปเปิดกระปุกน้ำมันหล่อลื่นบนโต๊ะหัวเตียง ใช้นิ้วป้ายมันจนชุ่มเหนียวเหนอะ ลูบไล้ปลายนิ้วไปก้อนเนื้อนุ่มบนสะโพกมาเรื่อยจนหยุดที่ช่องทางด้านหลังสีสดที่ปิดสนิท

“อ๊ะ! เจ็บ!”

แพมสะดุ้งแรงด้วยความตกใจจนมอร์ริสสบถ ร่างสูงใช้มืออีกข้างหนึ่งกดตัวเขาจมลงไปกับที่นอนจากนั้นก็ผละมาบีบคลึงสะโพกของเขาให้ผ่อนคลาย ปลายนิ้วสะอาดสะอ้านที่ผ่านการตัดแต่งมาอย่างดีลูบวนที่ปากทางให้มันชุ่มน้ำมันที่เคลือบอยู่บนมือ มอร์ริสดันปลายนิ้วเข้าไปที่ช่องทางคับแคบแต่เข้าได้เพียงครึ่งก็ถูกบีบรัดแน่นไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อได้

“เฮือก! พอแล้ว! ได้โปรด” แพมใจหล่นวูบ เขาดิ้นขลุกใต้ร่างอย่างหวาดกลัว เพียงแค่นิ้วเขาก็ไม่ไหวแล้ว เขามองมอร์ริสที่ยืดตัวมาคร่อมทับเขาไว้ทั้งร่างยันข้อศอกดึงศีรษะเขาขึ้นอ่อนโยนให้มาสบตา มืออีกข้างหนึ่งยังคงใส่ปลายนิ้วไว้ที่เดิม

“ผ่อนคลาย... อย่าให้ฉันต้องรุนแรง”

มอร์ริสพูดจบก็ประกบปากกับแพม ดูดดึงเรียวลิ้นด้วยความร้อนรุ่มกับคนที่ไร้ประสบการณ์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ลิ้นเล็กตอบสนองเขากลับโดยไม่รู้ตัว เป็นสันชาตญาณยามร่วมรัก นิ้วเรียวยาวดันลึกเข้าไปลึกจนสุดโคนในทีเดียว ร่างโปร่งบางก็เกร็งตัวบีบรัดอีกระรอก

“ฮึ่ม” มอร์ริสสบถในลำคอ เขาค่อย ๆ คว้านนิ้วกดคลึงช่องทางนุ่มให้มันชินและผ่อนคลาย

“อื้ออ” แพมครางในลำคอ นิ้วเรียวยาวอีกนิ้วกำลังจะดันเข้ามาอย่างยากลำบาก เขาหอบหายใจเหนื่อยอ่อน

มอร์ริสถอนหายใจชิดริมฝีปากบางอย่างอดกลั้น สองนิ้วของเขากำลังอยู่ในตัวร่างโปร่งเพียงครึ่งหนึ่ง ภายในตอดรัดรัวอย่างท้าทายเขาแม้เจ้าตัวกำลังบิดเร้าทรมาน ในใจเขาแทบอยากจะแทรกกายตัวเอง ขยับควบรัวเร็วบนร่างที่แสนยั่วเย้านี่ ชีวิตของมอร์ริส วิลลี วอซลี ไม่เคยจะต้องมาขึ้นเตียงกับใครด้วยความทะนุถนอมเอ็นดู ทุกคนพร้อมให้เขารุนแรงได้อย่างที่ใจต้องการ เด็กคนนี้กลับมีเหตุผลบางที่เขาก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ไม่สามารถจะรุนแรงไปมากกว่านี้ได้ ถึงแม้อีกฝ่ายจะทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้หน้า

“เธอต้องใช้ยา” มอร์ริสกระซิบเบา ดึงนิ้วออกจากช่องทางหลังไปหยิบแก้วน้ำที่เขาเพิ่งผสมยาบดลงไป

“ยา? ยาอะไร? ไม่กินนะ” แพมส่ายหน้ารัวหันหน้าหนีจากแก้วน้ำ

มอร์ริสกรอกน้ำเข้าปากตัวเองอย่างไม่คิด บีบแก้มตอบของคนใต้ร่างให้อ้าปากรับ เขาประกบปากลงไปแน่นพอที่จะไม่ให้อากาศเข้าแล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ของเหลวในปากให้กับอีกคน ส่วนหนึ่งไหลออกมาจากปากเล็ก คนใต้ร่างเผลอกลืนของเหลวที่เขาเป็นคนป้อนให้ไม่ทันตั้งตัวจนสำลัก แพมไออยู่ระลอกใหญ่ หายใจรัวเร็วรีบถามมอร์ริส

“คุณเอาอะไรให้ผมกิน...”

“ไม่อันตราย แค่จะทำให้เธอผ่อนคลาย อะไร ๆ มันจะง่ายขึ้น จากนี้แค่รอ..สักครู่หนึ่ง” มอร์ริสพูดแล้วจูบที่ปากบาง เขาปลดเชือกที่มัดขอมือเล็กออกเมื่อเห็นว่ามันไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว

คนใต้ร่างสะบัดหน้าหนีไม่รับสัมผัส แพมกำลังเครียดหลังจากที่ร่างกายตนเองได้รับบางอย่างที่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร

“อ๊ะ!” แพมร้องเสียงหลง จิกเล็บเข้าที่บ่ากว้างอย่างแรง มอร์ริสกัดคอเขาอีกแล้ว ซ้ำยังดูดดึงรุนแรงเป็นผีดูดเลือด

มอร์ริสนวดคลึงไปตามท่อนแขนผอมบางไล่มาจนถึงบ่าบอบบาง มือหนากดตรงที่กำลังเครียดเกร็งบางเบาอย่างใจเย็น จนรับรู้ถึงอาการผ่อนคลายของคนใต้ร่าง มอร์ริสตาประกายวาบขณะหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามแพมที่เริ่มหยุดการขัดขืน

“รู้สึกอย่างไรบ้าง” ร่างสูงกระซิบชิดริมฝีปากบาง มือหนาเปลี่ยนตำแหน่งมาลูบไล้ที่ก้นเนียนแทน

“โล่ง...หัวมันโล่ง และเหมือนจะ..ไม่มีแรง” แพมบอก สิบนิ้วที่จิกทึ้งบ่ากว้างมันคลายออกมาสักครู่แล้ว แพมขมวดคิ้วงงมองมือตัวที่วางอยู่บนบ่าอีกฝ่ายอยู่เฉย ๆ ความเครียดที่เขามีมากจนเอ่อร้นกลับหายไปแทบหมดจนน่าแปลกใจ แพมส่ายหัวช้า ๆ ไม่เข้าใจแล้วถามมอร์ริส “คุณ...เอาอะไรให้ผม...กิน”

“ชู่ว แบบนี้ดีหรือเปล่า” มอร์ริสเลี่ยงตอบคำถามนั้น ครบเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์

มอร์ริสสอดนิ้วเรียวยาวสองนิ้วเข้าไปในช่องทางนุ่มอีกครั้ง มันเข้าง่ายกว่าครั้งแรกมากโขเพราะร่างโปร่งไม่ได้เกร็งตัวขืนไว้แต่ก็ยังคับแน่นและเข้าได้อย่างช้า ๆ

“อ่า...อ่ะ” แพมครางกระเส่า บีบบ่ากว้างระบายอารมณ์ยามที่นิ้วเรียวนั้นขยับเข้าออกในตัวเขา มอร์ริสยกยิ้มมุมแสดงความพอใจกับปฏิกิริยาตอบรับที่ร่างโปร่งแสดง

มอร์ริสแค่นเสียงเบา ๆ เมื่อเขากดนิ้วเข้าไปในช่องทางจนสุดโคนนิ้ว เนื้อนุ่มภายในก็ตอดรัดต้อนรับเขาถี่รัว มอร์ริสมองตาฉ่ำวาวของร่างโปร่ง ใบหน้าลามกนั่นช่างเรียกร้องให้เขาทำรุนแรง สองนิ้วขยายช่องทางก่อนจะกดเน้นไปที่จุดหนึ่งอย่างจงใจ

“อ๊า...หยุดนะ” แพมดันแขนข้างที่กำลังล่วงล้ำเขา

มอร์ริสรวบแขนนั้นไปเหนือหัวคนที่ตัวเล็กกว่า สองนิ้วที่อยู่ในความคับแคบรัวเข้าออกที่จุดกระสันภายในรัวเร็ว สร้างความทรมานให้แก่คนใต้ร่างที่กู่ร้องสะท้าน

“พอได้แล้ว อึก อื้ออ” แพมพยายามกลั้นเสียง แม้ว่ามันจะทำได้ยาก

มอร์ริสคลายนิ้วออกจากช่องทาง ร่างโปร่งหยุดดิ้นเมื่อได้รับอิสระอีกครั้ง หน้าอกกระเพื่อมไหวจากการหายใจหอบ

แพมมองร่างสูงที่ชันเข่าขึ้นโชว์ความเป็นชายที่แข็งขืนใหญ่โตน่าหวาดกลัว มือใหญ่กอบกุมของตนเองไว้ชโลมน้ำมันจนเคลือบแก่นกายไว้ทั้งหมด สองขาเรียวของแพมถูกยกขึ้นพาดบ่าหนาอีกครั้งจนสะโพกลอยเด่นขึ้นมาจากเตียง มอร์ริสเทน้ำมันหล่อลื่นจำนวนมากที่ช่องทางแดงก่ำหากแต่มันเหมือนจะไม่พร้อมรับของเขาแม้แต่น้อย

“หยุดนะ ผมกลัว...” แพมพยายามใช้แรงน้อยนิดผลักไสร่างสูงอย่างหวาดกลัว

“อย่าเกร็งนะ” มอร์ริสพูดย้ำ

แม้ว่ายาที่เขาป้อนให้แพมกินจะช่วยให้ร่างกายเกิดการโอนอ่อนผ่อนคลาย แต่เขาก็ไม่มั่นใจว่ามันจะเพียงพอที่จะรับความแข็งแรงของเขาได้ไหม

“อ่ะ อย่านะ” แพมส่ายหัวรัว เมื่อที่ช่องทางสัมผัสบางอย่างที่ร้อนรุ่ม

มอร์ริสกดหัวบานใหญ่ที่ปากช่องทางนุ่ม เขาแยกสองแก้มก้นออกจนรูเล็กเปิดเล็กน้อยก่อนจะกดหัวบานนั้นเข้าช่องทางคับแคบ

“เจ็บ! พะ พอแล้ว” แพมตะโกน

“ซี้ด...” มอร์ริสซีดปากเมื่อส่วนหัวเข้าไปได้อย่างยากลำบาก

เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ ช่องทางรักกำลังบีบเกร็งทันทีที่เขาเข้าไป หากแพมไม่ได้รับยาที่เขาให้มันจะยิ่งเกร็งกว่าตอนนี้และไม่มีทางที่ส่วนปลายจะเข้าไปได้ด้วยซ้ำ แพมดิ้นพล่านน้ำตาเม็ดโตไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด มอร์ริสจับสองมือบางให้มาโอบที่รอบคอเขา ก่อนจะไปบีบคลึงที่สะโพกนุ่มช่วยคลายความเครียด

ราวกับช่วงล่างถูกฉีกกระชาก มันเจ็บจนแพมไม่อาจหักห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้ จมูกแพมได้กลิ่นคาวเลือดสดและช่องทางหลังที่ลื่นกว่าเดิม เขาโอบคอคนด้านบนแน่นจนร่างสูงโน้มลงมาต่ำและจิกเล็บลงไปที่แผ่นหลังกว้างจนมอร์ริสส่งเสียงซีดเบา ๆ แพมทำราวกับว่ามันจะช่วยเลี่ยงความสนใจจากความเจ็บปวด กลิ่นกายหอมอ่อนที่คุ้นเคยจากมอร์ริสก็ช่วยเขาในตอนนี้ไม่ได้

“เธอรัดแน่นจนฉันขยับไม่ได้ ผ่อนคลายเสียเด็กดื้อ”

สิ้นประโยคมอร์ริสก็จูบเข้าที่ริมฝีปากอวบอิ่ม ใช้ลิ้นกวาดความหวานภายในปากคนร่างเล็ก ดูดดึงช่วงชิงเรียวลิ้นนุ่มที่ขยับอย่างไม่เป็นงาน สองมือไม่ปล่อยว่างยังคงนวดเค้นที่สะโพกต่อไป แพมเจ็บจนไม่อาจแยกแยะอะไรได้แต่ร่างสูงก็ช่วยทำให้เคลิบเคลิ้มโอนอ่อนไปกับรสจูบ

มอร์ริสจับยึดสะโพกบางแน่นขยับกายเข้าไปในความคับแน่นช้า ๆ ช่องทางตอดรัดแน่นทำสติเขาขาดสะบั้น กระแทกสะโพกเข้าไปจนเกือบสุดโคน กวางน้อยที่กำลังเคลิบเคลิ้มได้สะดุ้งร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดใช้สองมือข่วนแผ่นหลังกว้างห้ามให้เขาหยุด มอร์ริสอึ้งไปชั่วครู่ เขาเรียกสติกลับมาและปลอบประโลมคนที่ตัวสั่นใต้ร่าง

“เจ็บ! เจ็บเหลือเกิน..ได้โปรดพอเสียที” แพมขอร้องทั้งน้ำตา

“จะไม่เจ็บอีกแล้ว เงียบซะ”

มอร์ริสจูบซับน้ำตา ในขณะที่ตัวเองกัดฟันดังกรอด ของเขาอยู่ในตัวร่างโปร่งบางแล้วแท้ ๆ ภายในมันตอดรัดถี่รัวอย่างเรียกร้อง แต่เขากลับรีบทำตามใจอยากไม่ได้ มอร์ริสรอจนคนใต้ร่างเริ่มสงบก่อนจะค่อย ๆ เริ่มบรรเลง

“เอาออกไป..อ๊า!”

แพมเผลอครางออกมาเมื่อมอร์ริสกดเน้นแก่นกายเข้าที่จุดกระสันภายในตัวเขา ความเจ็บปวดในตอนแรกที่เริ่มน้อยลงผสานเข้ากับความเสียวซ่านให้ความรู้สึกแปลกใหม่ มอร์ริสถอนแก่นกายยาวออกมาครึ่งหนึ่งแล้วกดมันเข้าไปจนสุดความยาวในทีเดียว

ร่างสูงหอบหายใจหนักส่งเสียงครางทุ้มต่ำในลำคอพึงพอใจ มันยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้ในตอนแรก ตอนนี้เขาพอใจมาก...มากเสียจนใจเต้นรัวเร็วราวกับจะหลุดออกจากร่าง คู่นอนของเขาหลายคนล้วนมีลีลาที่ดุเดือดสมกับเขา มีความอดทนมากพอที่จะรับความเจ็บปวดจากเขาได้ ปรนเปรอเขาอย่างเร่าร้อน ช่างน่าแปลกใจที่มันเทียบกับเด็กหนุ่มพรหมจรรย์ที่นอนแดดิ้นใต้ร่างนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งอ่อนประสบการณ์ ใสซื่อเสียจนไม่อยากเชื่อว่าผ่านโลกมายี่สิบกว่าปี

(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
    • Juharah
.
.
.
เขาลอบมองเสี้ยวหน้าคนที่ครางออกมาเสียงดัง รู้สึกมากเสียจนโผโอบคอเขาแน่น มอร์ริสเลียริมฝีปากจับสะโพกแน่นแล้วกระทุ้งกายเข้าออกช่องทางแน่นรัวเร็วแต่เน้นยามที่กดกายเข้าไป

“อ่ะ อ๊า อึก!” ร่างโปร่งร้องครวญคราง

แพมกัดบ่ากว้างอย่างที่มอร์ริสชอบทำกับเขาเพื่อกลบเสียงครางที่น่าเกลียดของตัวเอง แต่นั่นยิ่งกลับทำให้หนั่นเนื้อสะโพกกระแทกกายเร็วขึ้นกว่าเดิม ความรู้สึกเสียวกระซ่านกลบความเจ็บปวดจนสิ้น ราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลจากทั่วร่างไปรวมที่แก่นกายที่ชูชันของเขายามที่ความใหญ่โตกระทุ้งเข้าจุดกระสันถี่ ๆ เขาได้ยินมอร์ริสหอบหายใจถี่รัวเคล้ากับเสียงครางในลำคอแผ่วเบา

“กัดแรงกว่านี้สิ ฉันจะทำให้เธอลุกไม่ได้ไปหลายวัน” มอร์ริสกระซิบเสียงกระเส่า ขมเม้มที่ใบหูเล็กแดงก่ำเหมือนกับใบหน้าของเจ้าตัวที่แดงสุกเป็นมะเขือเทศ ยิ่งร่างบางกัด ยิ่งทำให้เขาเจ็บ อารมณ์ของเขายิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

“อื้อ อ่ะ ชะ ช้าลงหน่อย อ่ะ” แพมจำใจปล่อยฟันออกจากบ่าหนาแล้วใช้เล็บจิกทึ้งที่แผ่นหลังแทน

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มอร์ริสยกตัวแพมขึ้นมาจนเกือบเป็นท่านั่งก่อนจะกระแทกกระทั้นเอวแข็งแรงเข้าช่องทางนั้นถี่รัว ท่านี้ทำให้แก่นกายยาวเข้าลึกกว่าเดิมเพิ่มความกระสันกว่าเดิมหลายเท่า แพมเผลอบีบรัดอย่างตกใจหลุดเสียงครางออกมาหลายต่อหลายรอบทั้ง ๆ ที่พยายามอดกลั้น

“ฮึ่ม! อย่าดื้อสิ” มอร์ริสสบถหื่นกระหาย

มอร์ริสใช้ฝ่ามือหนาตีที่สะโพกนุ่มตอนที่มันบีบรัดของเขาแน่นจนขยับได้ยาก เขาเลื่อนมือไปประคองแก่นกายที่ไม่มีใครแตะต้องไปในมือ ชักรูดมันไปตามจังหวะการกระทุ้งเอว

“อย่าจับ..อ่ะ” แพมห้าม

“ห้ามด้วยความจริงจังกว่านี้ เธอยังครางไม่หยุดเลยนะ”

มอร์ริสพูดเยาะ เขาหอมฟอดเข้าที่ซอกคอขาวแม้จะมีรอยกัดรอยจูบหลายที่ เขากัดเขาที่ลำคอระหงแรงพร้อมกับลามเลียมันไปพร้อมกันเพื่อลดอารมณ์ตรงช่วงล่าง

“เจ็บนะ! อ๊าา”

แพมส่งเสียงระบายอารมณ์ น้ำตาไหลรินด้วยความเจ็บใจ ในขณะที่ใช้เล็บจิกทึ้งแผ่นหลังไปเรื่อย ๆ เขาหอบหายใจหนักเมื่อที่กลางลำตัวกำลังจะปลดปล่อย แพมเผลอกัดที่ลำคอหนาอีกครั้งเป็นผลให้มอร์ริสกระแทกตัวรัวเร็ว

“อ๊าา!”

แพมส่งเสียงปลดปล่อยพร้อมกับของเหลวที่พุ่งออกมาจากส่วนปลายความเป็นชาย แพมหน้าขึ้นสีแดงหนักกว่าเก่าเมื่อรู้ว่าเขาได้เสร็จคามือของมอร์ริสอีกครั้ง ร่างโปร่งพยายามขยับตัวออกห่างกายกำยำแต่มอร์ริสก็ล็อกตัวเขาแน่นไม่ให้ขยับเขยื้อน

“ฉันยังไม่เสร็จ” มอร์ริสบอก

ร่างสูงผลักเขานอนลงบนเตียงแยกเรียวขาออกกว้าง สะโพกกำยำกระแทกเข้ามารัวเร็วเพื่อจะปลดปล่อย มอร์ริสกัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดไหลซิบแทนการไม่ให้พลั้งมือทำร้ายคนใต้ร่าง เขารู้ว่าตัวเองอารมณ์รุนแรงเพียงใดยามอยู่บนเตียงเพราะฉะนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาสิ่งที่ช่วยเลี่ยงความรุนแรงนั้นคือการทำร้ายตนเอง หากใต้ร่างเขานั้นเป็นคนอื่น เขาจะไม่ใส่ใจ ยอมให้ตนเองเจ็บตัวเช่นนี้ มอร์ริสขยับตัวรุนแรงสองสามครั้งก่อนจะกดเอวลึกเข้าหาช่องทางเล็ก

ความอุ่นวาบที่ช่องทางหลังเป็นเครื่องยืนยันว่าทุกอย่างมันจบแล้ว มอร์ริสแช่ตัวอยู่ในช่องทางหลังนิ่งงัน แพมยกมือขึ้นมาปิดใบหน้าตนเองแล้วสะอื้นไห้หายใจเหนื่อยหอบ ก่อนจะชะงักเมื่อความใหญ่โตที่เพิ่งแน่นิ่งไปเริ่มขยายคับในตัวเขาอีกครั้ง

“ผมเหนื่อย..พอแล้ว” แพมปิดตา เอ่ยขอร้อง

“เมื่อกี้เป็นการลงโทษที่เธอคิดหนีฉัน ส่วนนี่...” มอร์ริสกระแทกเอวเข้าหาร่างโปร่งหนึ่งที ก่อนจะพูดต่อ

“เป็นเรื่องที่เธอทำหัวฉันแตก หึ ๆ” มอร์ริสตบท้ายด้วยการหัวเราะเย้ยหยันอย่างผู้ได้รับชัยชนะ

บทรักเร่าร้อนก็เริ่มบรรเลงอีกครั้งหลังจากที่บทก่อนหน้านี้เพิ่งจบลงไป ร่างโปร่งบางไร้แรงขัดขืนได้แต่นอนรับแรงกระทำที่รุนแรงที่แฝงไปด้วยความสุขสมแบบที่ไม่เคยสัมผัส อีกฝ่ายก็เป็นดั่งเจ้าป่าผู้กระหายละโมบต้องการเนื้อหวานมากขึ้นทั้งที่เพิ่งอิ่มหนำสำราญ หิวโหย ตะกละตะกลาม ทั้งสองไม่ได้สนใจแสงอาทิตย์ลอดผ่านม่านทึบที่ปิดไม่สนิทผ่านพ้นไปตามเวลา ในคฤหาสน์ที่ไร้ผู้คนอื่น ไม่มีใครรู้ว่ากวางเนื้อหวานถูกราชสีห์ขย้ำจนเป็นเช่นไร

 

ตากลมใสบวมช้ำลืมตาขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่งหลังจากได้หลับใหลไปตอนไหนก็ไม่รู้ได้ ร่างโปร่งบางนอนคว่ำตัวบนเตียงนอนกว้าง มีผ้าห่มหนานุ่มคลุมร่างกายเปล่าเปลือยไปจนถึงแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยจูบ ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งจมลงไปกับหมอนหนุนสีขาว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลิ้งกลอกมองไปในระยะที่มองเห็น เขาอยู่ในห้องนอนที่ไม่คุ้นเคย มันสว่างสะอาดตา การตกแต่งเน้นไปทางสีขาวครีม มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นไฟ โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้และชั้นเก็บของอย่างที่ควรจะมี ไม่ใช่ห้องนอนที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้

น้ำตาอุ่นไหลลงมาจากเปลือกตาที่อ่อนล้า ใบหน้าของร่างโปร่งไม่ได้มีความเศร้าเสียใจ ไร้เสียงสะอื้น มีเพียงดวงตาและจมูกที่แดงก่ำเท่านั้น เขาจดจำทุกอย่างได้ดี ทุกเสี้ยววินาทีเขาจดจำได้ทุกอย่าง มันฉายภาพเป็นร้อยฉากในหัว ตอกย้ำเรื่องจริงกับเขาอยู่ตลอดเวลา ความเครียดเข้าครอบงำอีกครั้ง การควบคุมร่างกายก็กลับมาใช้งานได้ปกติหลังจากยาที่คาดว่าจะหมดฤทธิ์ไปครู่ใหญ่ เพียงแค่นอนอยู่เฉย ๆ เขาก็รับรู้ถึงร่างกายที่ไม่ปกติ ชีพจรเต้นแรงตามจุดที่ได้รับบาดเจ็บ ต้นคอ หน้าอกและโดยเฉพาะที่จุดนั้น

เขาเสียสิ่งที่มีค่าสิ่งสุดท้ายในชีวิตไปแล้ว...

ไม่ใช่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันน้อยนิด ไม่ใช่ร่างกายบริสุทธิ์ที่ไม่เคยผ่านมือใครมาก่อน แต่เป็นความเชื่อมั่นที่มีอยู่ในห้วงลึกของความรู้สึกที่หลงคิดว่า...ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะเหยียบย่ำเขา

เอิร์ลมอร์ริส วิลลี วิซลี ได้ทำลายความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียวนั่นแล้ว...

ชื่อและบรรดาศักดิ์นี้แพมจะจดจำไปจนวันตาย จดจำเขา...ในฐานะซาตานคราบมนุษย์ที่เลือดเย็นและโหดร้าย

เขาเกลียดชังพระเจ้า...ที่คอยแต่กลั่นแกล้งคนอย่างเขานับตั้งแต่วินาทีที่ลืมตามองโลกจนถึงวินาทีนี้และคงจะเป็นไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเส็งเคร็ง เขาไม่เคยสัมผัสหรือรู้จักคำว่า...ความสุข ทุกคนล้วนโหดร้ายกับเขา แพมไม่อาจคาดเดาและไว้วางใจคนที่ยิ้มแย้มให้ได้อีก ใบหน้าที่ไร้พิษภัยแต่ภายในใจคิดอะไร...ไม่มีใครหยั่งรู้

แกรก

ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวลเกรงว่าคนภายในห้องจะสะดุ้งตื่น แต่ไม่เป็นไรเพราะว่าแพมตื่นแล้ว ร่างโปร่งไม่สนใจมองว่าเป็นใครที่เข้ามา แต่ไม่ใช่มอร์ริสแน่ ๆ เพราะหากร่างสูงเข้ามาใกล้ในรัศมีที่เขารับรู้ได้ แพมจะได้กลิ่นกายหอมอ่อนนำมาก่อนเป็นอย่างแรก ร่างโปร่งมองโต๊ะหัวเตียงสีน้ำตาลอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย ไม่แม้แต่จะขยับกายเปลี่ยนท่านอนให้สบายไปกว่านี้ ขอแค่ได้อยู่เฉย ๆ ก็สบายมากแล้ว...

เป็นแม่บ้านแครอไลน์ที่เข้ามาพร้อมกับถาดอาหารในมือ เธอตรงมาที่โต๊ะหัวเตียงแล้ววางสิ่งของลงเบา ๆ เธอก็เห็นแล้วว่าคนที่นอนอ่อนแรงบนเตียงได้สติแล้ว ไม่จำเป็นที่เธอจะต้องปลุกให้ยุ่งยากไปกว่าเดิม

ซุปเห็ดหอมกรุ่น เนื้อหมูอบน้ำผึ้งหน้าตาน่ารับประทาน มันไม่ดึงดูดสายตาของแพมเท่าขนมปังชิ้นโตที่วางมาคู่กัน มันไม่ได้ดูสดใหม่เนื่องจากมันผ่านกรรมวิธีการทำมาหลายชั่วโมงแล้ว

“คุณแพมคะ ขยับตัวหน่อยนะคะ” แครอไลน์บอกเบา ๆ พยายามไม่จดจ่อกับรอยแผลและรอยจูบสีกุหลาบทั่วร่างกาย เธอเข้าไปพยุงร่างผอมแกร็นด้วยความเบามือ

เจ็บปวดเหลือเกินยามที่ร่างกายเคลื่อนไหว ราวกับโดนฉีกทึ้งร่างกายสด ๆ ที่ช่วงล่างเจ็บขัดมากกว่าส่วนอื่นในร่างกาย เขากัดฟันฝืนตัวเองจนมาอยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอนได้สำเร็จ

“ผมอยู่ที่ไหน” แพมถาม แอบตกใจเสียงที่แหบพร่าของตัวเอง

“คุณถูกย้ายมาที่ห้องนี้เมื่อสองชั่วโมงก่อนค่ะ และต่อไปนี้นี่จะเป็นห้องนอนของคุณ” แม่บ้านวัยเลยกลางคนอธิบาย

แพมมองไปยังประตูติดระเบียงที่เปิดออกกว้างเพื่อถ่ายเทอากาศ ท้องฟ้าเป็นสีคร้ามยามเย็นคล้ายฝนจะตก บรรยากาศให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าอีกห้องหนึ่ง แพมไม่สงสัยเรื่องที่เขาถูกย้ายห้อง เพราะเตียงนอนห้องนั้นคงไม่เหมาะสมที่จะมีไว้สำหรับนอนอีกแล้ว

“กินอะไรสักหน่อยนะคะ ตั้งแต่เช้าคุณยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย” แครอไลน์บอก ผายมือไปยังอาหารบนโต๊ะ แล้วมองของหวานในถาด “และนี่เป็นขนมปังที่คุณอยากกินค่ะ กว่าจะถึงคิวก็นานพอสมควรเลยค่ะ ท่าทางก็น่าอร่อยถึงมันจะเย็นชืดแล้วก็ตาม”

“ขอโทษนะครับป้าแคร์” แพมพูดหน้าเศร้า มองแครอไลน์ที่ยืนจ้องขนมปังอบด้วยแววตาผิดหวัง

“คุณคงทานเองได้ใช่ไหมคะ” แครอไลน์พูดถึงอาหารที่เธอนำมาเสิร์ฟ

แพมพยักหน้าตอบรับเชื่องช้า ก่อนจะยกถาดอาหารมาไว้บนตัก เขาเลือกหยิบกินขนมปังเย็นชืดมากินเป็นอันดับแรก แล้วมองแครอไลน์ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

“อร่อยมากเลยครับ ขอบคุณ..ป้าแคร์” แพมบอกหญิงร่างท้วม

“เดี๋ยววันหลังป้าไปซื้อมาให้อีกนะคะ” เธอยิ้มบาง แล้วเดินจากห้องนอนไป

แพมกินอาหารด้วยความพะอืดพะอม ทั้งยังปวดหัวที่เต้นตุบจนแทบระเบิด หากในหัวเขายังเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ มีหวังเขาไปสำรอกออกมาหมดเป็นแน่...เขาอยากก่นด่าตัวเองเหลือเกินที่คิดเช่นนั้น เพราะตอนนี้มันไหลย้อนมาจุกที่คอเขาแล้ว แพมรีบคว้ากระโถนใต้เตียง และไม่ทันระวังจนถาดอาหารหล่นลงจากตักไปที่พื้น อาหารหกกระจัดกระจาย

เคล้ง!

“อ้วกก!”

เขาเอาอาหารที่เพิ่งกินไปออกมาอย่างทรมาน น้ำหูน้ำตาไหล แสบจมูกไปหมด เมื่อเขากวาดเอาทุกสิ่งอย่างจากท้องออกมาหมดความรู้สึกพะอืดพะอมในตอนแรกก็จางลงอย่างเห็นได้ชัด แพมคว้าเหยือกน้ำบนโต๊ะหัวเตียงมาบ้วนปากอยากรวดเร็ว ก่อนจะวางกระโถนไว้ที่ใต้เตียงตามเดิม ทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างหมดแรง ตัวเขารุ่มร้อนไปหมด

“อาละวาดเป็นเด็กน้อยไปได้”

“!!!”

แพมสะดุ้งโหยงหันไปตามเสียงทุ้มของคนที่เข้ามาตอนที่เขาไม่รู้ตัว แพมรีบคว้าผ้าห่มมาห่อหุ้มร่างกายตนเองไว้เพื่อป้องกันตัวเอง มอร์ริสอยู่ในชุดคลุมสีขาวตัวยาวจนถึงข้อเท้า แหวกหน้าอกกว้างเผยให้เห็นรอยข่วนจากศึกบนเตียง

“มีอาหารดี ๆ ให้กินยังจะทิ้งขว้างจนเสียของ” มอร์ริสกล่าวเรียบนิ่งไม่จริงจัง

ร่างสูงไม่สนใจท่าทีของแพมที่ห่อตัวเป็นดักแด้ แต่ชายตามองอาหารที่กระจัดกระจายเต็มพื้น เขาเดินมานั่งข้าง ๆ ร่างโปร่งที่กอดร่างที่สั่นกลัวของตัวเองอยู่บนเตียง มอร์ริสยกมือลูบศีรษะร่างโปร่งเบา ๆ

“อาหารไม่ถูกใจหรือ?” มอร์ริสถามสงสัย แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจึงขู่ย้ำอีกครั้ง “น่าจะรู้ได้แล้วว่าการดื้อกับฉันมันไม่ใช่เรื่องที่ดี”

“ผม..ทำหก ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งขว้าง” แพมรีบตอบเสียงสั่น เกร็งตัวรับฝ่ามือใหญ่ที่ลูบอยู่บนหัว แพมบอกมอร์ริสอีกครั้ง “ผมจะเก็บขึ้นมากินให้หมด”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวให้แครอไลน์ทำมาให้ใหม่” มอร์ริสลูบไล้ใบหน้าที่เหนอะน้ำตา

“งะ งั้นผมไม่ขอรับได้ไหม ผมกินอะไรไม่ลง” แพมรู้สึกพะอืดพะอมทันทีที่พูดถึงอาหาร

“ไม่ได้ เธอต้องกินเยอะกว่านี้..ฉันชอบคู่นอนที่มีเนื้อหนังเต็มไม้เต็มมือ” มอร์ริสจ้องตากวาง แล้วยิ้มมุมปากมีเลศนัย

“คุณ..ลอร์ดมอร์ริส คุณจะปล่อยผมไปเมื่อไหร่” แพมถามเสียงสั่นกลัว เขาจำได้ที่มอร์ริสจะส่งเขาไปเป็นอีตัว แต่เหมือนว่าคำถามของเขาจะทำให้ร่างสูงอารมณ์เสีย

“โดนไปขนาดนั้นยังอยากที่จะไปจากฉันอยู่อีกเหรอ!” มอร์ริสตะหวาดดังลั่น กระชากไหล่บาง

“ปะ เปล่า ผมแค่..” แพมนิ่วหน้าเจ็บเมื่อโดนบีบไหล่แน่น มันสะเทือนไปถึงช่วงล่าง

“อ๋อ อยากจะไปเป็นอีตัวตามซ่องใจจะขาดสินะ คงอยากจะไปใจจะขาด เรื่องเมื่อกี้คงจะไม่เจ็บพอที่จะหลาบจำใช่ไหม!”

มอร์ริสบันดาลโทสะ ตาแข็งกร้าวเดือดดาล เพียงแค่คิดว่าเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่เขาอยู่บนร่าง แตะต้องตามส่วนของร่างโปร่งบางก็พาลโกรธจัดตั้งแต่มันยังไม่เกิดขึ้น เขาไม่คิดจะให้มันเกิดขึ้น!

“ไม่ใช่นะ อย่าโกรธ...เลย” แพมใช้เรี่ยวแรงยันตัวลุกขึ้นนั่ง โอบกอดร่างสูงเบา ๆ หวังบรรเทาความโกรธ แต่เขาเองก็เริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย สายตาพร่าเบลอมองอะไรไม่ชัด ในหัวก็ปวดพร้อมที่จะระเบิด

“เธอเป็นของฉัน..คนเดียวเท่านั้น พูด!” มอร์ริสกอดรัดร่างโปร่งแน่น

“ผมเป็น..ของคุณ...” แพมตอบกลับยากลำบาก ก่อนที่สติจะเริ่มหมดไป

“แพม...แพม!”

มอร์ริสส่งเสียงเรียกร่างโปร่ง วางคนที่ไร้สติลงบนที่นอน เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าแพมนั้นตัวร้อนราวกับไฟ เนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อโชก

“บ้าเอ้ย!” มอร์ริสสบถให้ตนเองเมื่อเห็นว่ากระโถนใต้เตียงมีเศษอาหารที่ร่างโปร่งไม่สามารถกินมันลงได้ มอร์ริสไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน เขาละเลยทุกอย่างเพราะความต้องการของตนเอง

“ฮาร์วี! ตามหมอ..เดี๋ยวนี้!!!”
------------100%-------------

ตอนนี้คือยาวมากกกก ตอนแรกว่าจะแต่งช่วงท้าย ๆ ให้สมบูรณ์กว่านี้แต่ง่วงนอนไม่ไหวแบ้ววว

เลิฟซีนคือยาวมากก แต่จูยังรู้สึกว่ามันไม่โอเคเท่าไหร่ แต่จูจะกลับมาแก้ไข รีไรท์ ในภายหลังที่นิยายจบแล้วนะคะ และคาดว่าจะทำเป็น e-book ด้วย ถ้ามันโอเคจริง ๆ จูก็อาจจะรวมเล่ม ทำให้เรื่องนี้ให้เป็นหนังสือเล่มแรกของจู รออุดหนุนกันด้วยนะคะ คิดเสียว่าช่วยเหลือเรื่องค่าเล่าเรียน 5555

ปล. อยากสอบถามค่ะว่า ส่วนใหญ่จะมีเวลาว่างเข้ามาอ่านนิยายเวลาไหนกันบ้างคะ

ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ


เพจ : Juharah บางทีพิมพ์ชื่อเพจอาจจะไม่ขึ้นนะคะ เพราะจูเพิ่งเปิดใหม่ อาจจะค้นหาไม่เจอค่ะ
คลิ๊กไปเพจตรงนี้เลยจ้า   :mc4:

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
สงสารน้ออน น้องมีท้องใช่ไหม

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
ดุเดือดเลือดพล่าน

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คนใจร้าย ฉันจะแจ้งๆๆๆๆ 555

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป~

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1072
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
    • Juharah

ขอบคุณสำหรับความเห็นที่ตอบกันเข้ามานะคะ ❤

******************************

ตอนที่ 9

นายแพทย์ชำนาญการเดินออกมาจากห้องนอนหรูหลังจากรักษาดูอาการคนป่วยเสร็จ เดินตามหลังพ่อบ้านหนุ่มไปยังห้องทำงานของเจ้าของบ้าน หน้าตาเป็นกังวล

พ่อบ้านฮาร์วีเคาะประตูเป็นการอนุญาต เปิดประตูผายมือให้นายแพทย์รุ่นใหญ่เข้าไปก่อน

"ไปเอาไวน์มาเสิร์ฟหมอไมเคิล" มอร์ริสออกคำสั่งแก่พ่อบ้านคนสนิทโดยไม่ละสายตาจากหนังสือเล่มใหญ่ และกองหนังสือวิชาการท่วมหัว

"ขอบใจ... กำลังศึกษางานวิจัยใหม่หรือลอร์ดมอร์ริส" แพทย์ผู้ชำนาญได้เอ่ยปากทักทายด้วยเรื่องงานของร่างสูงใหญ่ อีกฝ่ายแต่งกายเพียงชุดคลุมตัวยาว แหวกอกลึกเผยเห็นลอนกล้ามที่สวยงาม

"เข้าเรื่องเถอะไมเคิล" มอร์ริสปิดหนังสือเล่มหนาดังปัก จ้องหน้าหมอไมเคิลเขม็ง

เขาเจอมอร์ริสมาตั้งแต่ย่อมแต่เยาว์ ทั้ง ๆ ที่วัยเด็กก็น่ารักน่าเอ็นดูแท้ ๆ ยิ่งโตก็ยิ่งเย่อหยิ่ง ยโสโอหัง เย็นชา ไร้ความเกรงใจกับเขาที่อายุมากกว่าเป็นยี่สิบปี แต่ยังไงในสายตาหมอแก่อย่างเขาก็มองมอร์ริสเป็นลูกเป็นหลานมากกว่าเป็นเจ้านาย

"ที่นายทำมันเกินไปแล้วมอร์ริส..." แค่เริ่มประโยค เขาก็เหนื่อยหน่ายที่จะพูดต่อ "จริงอยู่ที่ครั้งนี้มันเบากว่าครั้งไหน ๆ เป็นเท่าตัว แต่เขา..."

หมอไมเคิลพูดไม่ออก ได้แต่ชี้มือยึกยักของตัวเองไปทางห้องนอนคนป่วยสะบักสะบอมแม้ตัวจะอยู่คนละห้อง มอร์ริสมองท่าทางนั้นแล้วขมวดคิ้ว ถามเสียงเข้ม "อะไร?"

"เขาตัวนิดเดียว... เขาไม่เหมือนคู่นอนที่ผ่านมาของนาย ที่ตัวใหญ่อวบอัดสามารถรับแรงอารมณ์นายได้ ขนาดพวกนั้นเป็นอย่างที่ฉันบอก...ยังไม่ไหวกันมาแล้ว นับประสาอะไรกับเขา...แพมเป็นยังไงนายไม่เห็นเหรอ เขาขาดสารอาหาร ผอมจนเห็นซี่โครงแบบนั้น...เขาอาการหนักมาก ไข้ขึ้นสูงจนน่าตกใจและคงจะหมดสติแบบนี้ไปจนถึงพรุ่งนี้ ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้อีกรอบ มีหวัง...เขาได้ช็อกตายแน่ ๆ"

"คุณก็รักษาเขาสิ คุณเป็นแพทย์ที่มากฝีมือ ความรู้เรื่องการแพทย์ของคุณล้ำหน้าไปมากกว่าคนอื่น" มอร์ริสกล่าวหัวเสีย

"นายต้องการให้เขารับการรักษาแบบนี้ไปตลอดที่เขายังอยู่กับนายหรือมอร์ริส?" เขาถามเสียงเครียด เขารับไม่ไหวกับความหัวดื้อของมอร์ริสเหมือนกัน "ลอร์ดมอร์ริส...ร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดความอดทนทั้งร่างกายและจิตใจนะ"

ทั้งคู่หยุดการสนทนาเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกโดยฮาร์วีที่ถือถาดใส่ไวน์เข้ามา เขาวางแก้วลงข้างหมอไมเคิล บริการเทให้อย่างนุ่มนวล เมื่อเสร็จธุระเขาก็เดินออกจากห้องไปให้ทั้งสองคุยกันต่อ

"..." มอร์ริสเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ในหัวคิดไม่ตกกับสิ่งที่หมอไมเคิลบอก เขาลืมคิดเรื่องนี้ไปจริง ๆ ว่าร่างกายของแพมไม่เหมือนกับคนอื่น และฝ่ายนั้นก็ไม่ได้สมยอมให้เขาจากใจ

​​​​​​แพทย์ไมเคิลมองปฏิกิริยาของคนที่คร่ำเครียด จ้องเข้าไปเพื่อคาดเดาความคิด ตัดสินใจพูดในสิ่งที่เขาเคยขอมาแล้วหลายครั้ง

"หรืออีกทางหนึ่งคือนายต้องรักษาตัวเองมอร์ริส...นายป่วย...นายก็รู้"

สิ้นคำพูด มอร์ริสตวัดสายตาข่มขู่มามองหมอไมเคิลที่เป็นแพทย์ประจำตระกูล แต่หมอแก่ก็ไม่ได้เกรงกลัวกับสายตาเขาแต่อย่างใด ซ้ำยังพูดต่อ

"จริงอยู่ที่ผ่านมานายไม่จำเป็นต้องรักษามันเพราะคนที่รองรับอาการป่วยนั้นไม่ควรค่าพอที่นายจะยอมเสียเวลาเพื่อมาประณีประนอมกับคนพวกนั้น...แต่ครั้งนี้นายจริงจัง...ฉันพูดถูกไหม?" หมอแก่เลิกคิ้วถาม

จริงจัง? เขาน่ะเหรอ...

มอร์ริสเกิดคำถามในใจ เขาแค่อยากได้เด็กที่มันดื้อรั้นต่อเขา...ไม่มีใครเคยทำแบบนี้ และเด็กนั่นดูไม่หลงใหลเขาไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ฐานะ เงินทองเหมือนคนอื่น ๆ

น่าสนใจ...

ก็แค่นั้นเอง... ไม่เห็นจะต้องปฏิบัติให้พิเศษกว่าคนอื่น

"ฉันจะคิดดูอีกที"

ถึงอย่างนั้น ปากมันก็เผลอพูดสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดออกไปเอง...

หมอไมเคิลนิ่งไปครู่หนึ่ง ถึงจะคาดเดาคำตอบนี้ไว้แล้ว แต่พอได้รับคำตอบจริง ๆ จากปากเจ้าตัวเองก็อดนึกตกใจไม่ได้ ไม่บ่อยเลยที่มอร์ริสจะนึกถึงคนอื่น...เป็นไปได้ว่าหัวใจที่ด้านชาจะเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

"ไม่ต้องห่วงเรื่องหมอที่จะมาดูแลเรื่องนี้ให้นายนะ ฉันรู้จักคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นอย่างดีเลยล่ะ ฉันจะบอกให้เขามาพบนาย"​ ​​​​​ไมเคิลลุกขึ้นยืนถือกระเป๋ายาของตัวเอง บอกเรื่องสุดท้ายกับมอร์ริส "บอกแครอไลน์จัดห้องให้ที วันนี้ฉันจะนอนที่นี่ เจ้าหนูแพมยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด...อ้อ ขอเสื้อผ้าด้วยจะดีมาก...ขอบใจ"

มอร์ริสยกแก้วไวน์ขึ้นมากระดกจนหมดแก้ว ตวัดสายตาออกไปมองที่ด้านนอกหน้าต่าง ทั้งที่ยอดต้นไม้ที่โผล่พ้นหน้าต่างมาก็ไม่มีอะไรน่าสนใจให้จับจ้อง แต่เขาก็ชอบมองยามที่มีเรื่องให้คิด...เช่นตอนนี้


เสียงนกกระจิบ กระจอกร้องเพลงยามสาย ๆ กับอากาศที่ค่อนข้างจะระอุตามฤดูกาลแต่ยังดีไม่น้อยที่พอมีลมโกรกถ่ายเท สิ่งเหล่านี้เป็นการรบกวนการหลับใหลของใครบางคนเข้า ตากลมที่ปิดสนิทค่อย ๆ ลืมขึ้นมาหลังจากที่มันปิดไปนาน แสงที่แยงเข้ามาทำให้เกิดการปรับสภาพตาไม่ทันจนต้องหยีตาใส่ แพมกะพริบตาถี่ ๆ ปรับโฟกัสภาพ สิ่งที่เขาเห็นอันดับแรกคือหน้าต่างที่เปิดออกกว้างต้นเหตุอากาศระอุ ผ้าม่านมุ้งสีขาวไหวพลิ้วตามลมที่พัดผ่านเข้ามา ที่ขอบระเบียงมีนกตัวเล็กสามตัวเกาะอยู่ราวกับไม่รู้จะบินไปไหน

"ฉันเป็นคนเปิดหน้าต่างนั้นเอง คงไม่เป็นการดีหากในห้องนี้มีแต่พิษไข้ของเธออบอวลเต็มไปหมด"

แพมละสายตาจากภาพนั้นหันหัวไปตามเสียงนุ่มทุ้มที่ด้านข้างของเตียง เขามองเห็นชายร่างใหญ่อายุเยอะ หน้าตาใจดีที่ดูคุ้นตาเขาเสียเหลือเกิน

"ฉันไมเคิล...เป็นหมอ เราเคยเจอกันหนหนึ่ง" ไมเคิลกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

เขานึกออกแล้ว...

ชายร่างใหญ่ที่ยืนยิ้ม ๆ ให้เขาคือคุณหมอที่มาตรวจร่างกายให้เขาเมื่อสัปดาห์ก่อนนั่นเอง แพมพยายามฝืนตัวลุกขึ้นด้วยความเกรงใจ แต่ก็ถูกคุณหมอสูงวัยห้ามปรามไว้ก่อน

"เธออย่าเพิ่งลุกเลย เดี๋ยวจะยิ่งเจ็บขึ้นไปกันใหญ่ เอาหมอนหนุนสูง ๆ แทนดีกว่านะ คิดว่างั้นไหม" หมอไมเคิลพูดเสียงอ่อนโยน รอคำตอบ เมื่อเห็นหัวทุยนั้นขยับรับเห็นด้วย เขาจึงหยิบหมอนอีกใบมารองหัวให้แพมอีกชั้น

"ขอบคุณนะครับ เอ่อ ผมเป็นอะไรไปเหรอครับคุณไมเคิล...รู้สึกปวดหัวแปลก ๆ มึน ๆ" แพมจับขมับตัวเอง รู้สึกระบมไปทั่วร่าง

"เธอมีไข้สูงมาก เพ้อทั้งคืนจนฉันกลัวว่าจะช็อก แต่สีหน้าตอนนี้ดูดีขึ้นนะ แต่ตอนนี้ดื่มน้ำก่อน" หมอไมเคิลหยิบแก้วน้ำให้ เขารู้สึกขัดหูยามฟังเสียงที่แหบปร่าแบบนั้น

"ขอบคุณครับ" แพมกล่าว รับแก้วน้ำมาจิบ ความจริงเขาก็รู้สึกเจ็บ ๆ คออยู่เหมือนกัน

"เอาล่ะ ฟังนะ..เธอจะต้องนอนอยู่อย่างนี้ไปสักวันสองวัน หรือจนกว่าไข้จะหายดีรวมทั้งแผลที่ทวารหนักด้วย ฉันเตรียมยาไว้ให้แล้ว แครอไลน์จะเป็นคนจัดมาให้" หมอไมเคิลพูดจริงจัง จดสิ่งที่ตัวเองพูดลงบนกระดาษแบบย่อ ๆ

"แผล? ทวารหนัก?" แพมทวนคำพูดของหมอใหญ่ เขารู้สึกขัด ๆ ที่ตรงนั้นก็จริง แต่เขาไม่คิดว่าจะเป็นอะไรมาก

"ทวารหนักเธอได้รับบาดเจ็บ..มันฉีกขาด ฉันยังไม่อยากให้เธอขยับจนแผลมันปริ ยิ่งตอนนี้เธอป่วย ถ้าเกิดมันอักเสบขึ้นมาอีกครั้ง อาการป่วยมันจะย่ำแย่ไปกว่าเดิม เธอไม่ได้แข็งแรง...รู้ไว้เสีย และอีกอย่าง...ฉันเขียนรายการอาหารที่เธอต้องได้รับในทุก ๆ วัน วันละสามมื้อรวมถึงระหว่างวันไว้ เธอจะต้องกินมันให้ได้มากที่สุด แม้จะรู้สึกไม่อยากกินก็ตาม" หมดคำพูด หมอแก่ก็ปักกระดาษไว้กับฝาผนัง หวังให้คนที่มาดูแลคนป่วยได้อ่าน เพราะคนป่วยนั้นอ่านมันไม่ออก

"มันหลายอย่างจังเลยครับ ความจริงผมรู้าึกดีขึ้นมาก ๆ เลยถ้าเทียบกับ...เมื่อวาน" แพมพูดเสียงเบา...พูดถึงเมื่อวานก็พาลคิดถึงเหตุการ์ณในตอนเช้าวันนั้นไม่ได้

"เมื่อวานมันทำไมหรือ?" เสียงทุ้มใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางการสนทนาของแพมกับหมอไมเคิล

เพราะไมเคิลขยับตัวจึงทำให้แพมเห็นว่าเป็นใครที่ยืนพึงขอบประตูมองมาทางเขา อีกฝ่ายคงยืนอยู่ตรงนั้นมาสักพักแล้ว หมอไมเคิลเดินออกจากห้องไปปล่อยให้มอร์ริสกับแพมอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

แพมหันใบหน้าหนีไปมองนกน้อยที่กำลังยืนเล่นกันที่ขอบระเบียง สองมือใต้ผ้าห่มจิกเข้าหากันซ่อนความเกรงกลัว เตียงนอนด้านข้างยวบยาบลงตามน้ำหนักที่ทาบทับเพราะร่างสูงนั่งลงมาทั้งที่มีเก้าอี้ให้นั่งกลับไม่นั่ง

"ร้อนหรือเปล่า?" มอร์ริสถาม น้ำเสียงยังคงความเฉยชาเอาไว้ไม่เปลี่ยน

แพมส่ายหัวเป็นคำตอบ อากาศตอนนี้มันอุ่น ๆ กำลังดี หากไม่มีลมช่วยโกรกคงจะร้อนน่าดู เย็นวันนี้ฝนคงจะตกเพราะอากาศที่ค่อนข้างอบอ้าว อีกฝ่ายไม่ได้ถามอะไรกลับมาอีก และยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน..ห้องเงียบจนน่าอึดอัด

แพมสะดุ้งเมื่อฝ่ามือใหญ่สัมผัสเข้าที่หัวของเขา ก่อนจะบังคับให้หันไปสบตาผู้ที่สนทนา ดวงตากลมใสน้ำตาเพราะพิษไข้สั่นระริก ติดจะแดงเล็กน้อย อุณหภูมิร่างกายที่มากกว่าปกติแผ่ซ่านผ่านกลุ่มเส้นผมไปจนถึงฝ่ามือหนา แพมซ่อนความเกรงกลัวเอาไว้ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา สองมือยิ่งจิกทึ้งเข้าหากัน..แพมยังคงหวั่นเกรงกับมอร์ริส เพิ่งจะทำเรื่องโหดร้ายกับเขาไปแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับมาทำท่าทีอ่อนโยน แม้จะอยู่ภายใต้ใบหน้าที่เย็นชา

"จะให้ฮาร์วีมาตัดผมให้" มอร์ริสจดจ้องเส้นผมที่ยาวระต้นคอ เขาไม่ชอบอะไรที่มันดูไม่เรียบร้อย

"เอ่อ..คุณไม่ทำงานเหรอครับ" แพมถามเสียงเบา

"รู้เหรอว่าฉันทำงานอะไร?" มอร์ริสเลิกคิ้วถาม นิ้วเรียวแทรกขยับไปตามกลุ่มผมนุ่มเพลิดเพลิน

"มะ ไม่ครับ" แพมตอบเสียงสั่น เขาไม่กล้าที่จะขยับศีรษะหนี เกรงว่าถ้าเขาเคลื่อนไหว ฝ่ามือที่ลูบไล้อย่างอ่อนโยนจะเปลี่ยนมาเป็นจิกทึ้งบังคับมันแทน

"งานของฉันจะทำตอนไหนก็ได้ แต่กวางของฉันป่วย เลยต้องละจากงานมาดูเสียหน่อย" มอร์ริสพูดเชื่องช้า ลูบไล้ฝ่ามือบนใบหน้าที่ร้อนยิ่งกว่าอากาศในตอนนี้ "ตัวร้อน..."

"เอ่อ... ไม่ยักรู้ว่าคุณเลี้ยงกวาง" แพมพูดด้วยความสงสัยจริงจัง เขาพยุงตัวขึ้นหนีฝ่ามือเย็นชืด ขยับเพียงนิดความเจ็บจี๊ดตรงช่องทางหลังก็แสดงอาการ ยังดีที่เขาเก็บอาการไว้ได้ มอร์ริสก็ไม่ทันสังเกต

"หึ มันค่อนข้างดื้อ จะหนีอยู่ตลอดเวลา เลยต้องเลี้ยงเอาไว้ในที่ลับตาคนหน่อย" มอร์ริสยิ้มหยัน

"ให้ผมไปดูมันได้ไหม" แพมถาม แววตาใสซื่อแสดงความสนอกสนใจ

"จะหนีหรือเปล่า..เธอน่ะ" มอร์ริสจ้องนัยน์ตาเจ้ากวางที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงตัวเอง นิ้วเรียวเชยคางมนขึ้น

ดวงตาของแพมสั่นไหวระริกตามสบกับตาสีเขียวแกมฟ้าที่สุกใส เขาคิดคำตอบของคำถามนั้น...

...เขาจะหนีไปไหม?

...มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ?

ไหน ๆ เขาก็เสียเนื้อเสียตัวเสียความบริสุทธิ์ให้แก่มอร์ริสไปแล้วถึงแม้มันจะแสนขมขื่นและทุกข์ทรมานใจ แต่ยังดีเสียกว่าที่จะให้มอร์ริสเอาเขาไปขายตัวตามซ่องตามที่ร่างสูงได้ขู่เอาไว้...ถึงตอนนั้นเขาจะพลั้งเผลอพูดออกไปว่าจะยอมรับใช้ให้คนอื่น แพมก็แค่พูดออกไปเพราะความอยากเอาชนะ เขาไม่ได้คิดอย่างนั้นจริง ๆ

...ถึงอย่างนั้น จนตอนนี้มอร์ริสก็ไม่ได้พูดถึงมันเลย เป็นโชคดีที่มอร์ริสอาจจะลืมมันไปแล้วก็ได้ เพียงแค่เขาต้องคิดว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ ให้ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายนั้นอีก...

"ไม่ครับ..ไม่หนี" แพมทาบทับมือร้อนตัวเองกับมือใหญ่ที่สัมผัสใบหน้าเขา

"เด็กดี รู้ไว้เสีย..." มอร์ริสจุมพิตที่หน้าผากร้อนรุ่ม คนป่วยสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน มอร์ริสกระซิบชิดหน้าผากเล็ก

"...ต่อให้เธอหนีฉันไปจนอีกฟากหนึ่งของโลก ฉันก็ตามกลับมาได้ ถ้าเธอไปเยือนนรก ฉันก็จะกระชากเธอขึ้นมา ถ้าเธอไปสวรรค์..ฉันก็จะชิงตัวเธอมาจากพระเจ้า"

"..."

"ไม่ว่าเธอจะหนีไปอยู่ไหน แต่สุดปลายทางของเธอก็คือ คฤหาสน์วอซลี เมืองวาแคน เท่านั้น..."

"..." แพมอึ้ง

"เข้าใจไหม?"

"...ครับ" แพมตอบรับเสียงสั่น แต่คงไม่สั่นเท่าใจเขาตอนนี้

ราวกับเป็นคนสำคัญ...

ราวกับมีค่ามากมายที่จะรั้งไว้...

"ถ้าหายป่วย ฉันจะให้เธอเรียนหนังสือ เรียนพร้อมกันกับลิลลี่" มอร์ริสพูด พลางลูบไล้ฝ่ามือเล็กเบา ๆ

"เรียนหนังสือ! เรียนกับใคร ที่ไหนยังไงครับ!?" แพมพูดเสียงตื่นตกใจ ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินคำนี้

"เธอต้องอ่านออกและเขียนได้ สัปดาห์ละสี่วันจะมีคนมาสอนที่นี่ เป็นครูของลิลลี่ แต่ลิลลี่เรียนล้ำหน้าเธอไปก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ลำบากถ้าจะรื้อมันมาสอนใหม่อีกครั้ง" มอร์ริสพูดถึงลิลลี่ ลูกสาวแครอไลน์ที่เขากำลังส่งเสียให้เรียน

"จะ จริงเหรอครับ" แพมตื่นเต้น เขาอยากจะหายป่วยเสียตอนนี้  แพมบอกเสียงอ่อนลง  "ขอบคุณนะครับ"

"ฉันอยากได้อย่างอื่น มากกว่าคำขอบคุณ" มอร์ริสบอกอย่างมีเลศนัย จับจ้องที่ริมฝีปากบวมเจ่อ

"ผะ ผมป่วยอยู่..ไม่อยากให้คุณติดไข้" แพมเลี่ยงเสียงตระหนก

"ฉันไม่คิดว่าเธอจะเป็นห่วงฉันนะ" มอร์ริสพูดเรียบนิ่ง

"อื้อ.." แพมหลับตา ปิดปากตัวเองแน่น

มอร์ริสประทับริมฝีปากกระจับตัวเองเบา ๆกับริมฝีปากที่เกร็งปิดกันจนแน่น เขาเรียนรู้ที่จะไม่เร่งรีบกับเรื่องจูบ เพราะประสบการณ์เลือดตกยางออกมาหลายครั้ง อยากจะขำเสียเหลือเกินกับท่าทีที่เห็นบ่อยเกินไปนี่ สอนเท่าไหร่ก็ไม่จำ...

"ฉันบอกแล้วใช่ไหม...จำไม่ได้หรือไง?" มอร์ริสถาม

'ถ้าคราวนี้ปิดปากอีก ฉันจะจูบแบบไม่ให้พัก'

คำพูดที่เลือนรางดังก้องในหัวของคนร่างโปร่งที่นอนป่วยบนเตียง ทั้งภาพ ทั้งเสียงมาครบ ทำเอาแพมผวาเฮือกใหญ่ อ้าปากออกกว้างอัตโนมัติ ทั้งที่ยังหลับตาอยู่

"หึๆๆ" มอร์ริสอดไม่ได้ ใช้หลังมือปิดปากหัวเราะออกมาในลำคอ หันหน้าหนีไปอีกด้าน "เธอทำฉันหมดอารมณ์"

"คุณขำเหรอ? คุณยิ้ม" แพมไม่คิดว่าตัวเองตาฝาดถึงมันจะแว่บ ๆ ก็ตาม

"ไร้สาระ พักผ่อนเสีย...ฉันมีงานต้องทำ"

มอร์ริสเดินออกไป ประตูก็ปิดลงช้า ๆ ร่างสูงชะงัก มองบุคคลทั้งสามที่ยืนรออยู่หน้าห้อง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม

"ทำหน้าอัปลักษณ์" เขาบอกเสียงเย็น

"แหม่ คุณฮาร์วีคะ..หน้าตาคุณดูสดใสดีนะคะ ไม่ทราบว่าไปทำอะไรมา" ป้าแครอไลน์ยืนถือถาดอาหารสำหรับคนป่วยอยู่ในมือถามพ่อบ้านหนุ่มที่ยืนข้าง ๆ

"สงสัยช่วงนี้กินอาหารที่มีประโยชน์เยอะแน่เลยขอรับ" ฮาร์วีตอบเสียงทะเล้น

"หน้าตาสดใสขนาดนี้ คงเป็นอาหารใจมากกว่า" หมอไมเคิลที่ยืนอยู่ด้วยก็ตอบกลับ

ดูเหมือนทั้งสามคนจะไม่ได้พูดถึงฮาร์วีแม้แต่นิด มอร์ริสส่ายหน้าเอือมระอาไม่อยากต่อล้อต่อเถียง จึงเดินหนีไปอีกทางหนึ่ง


แพมเกือบจะหายป่วยภายในสามวันเนื่องจากมีวินัยในการรักษา กินอาหารกินยาตามที่หมอไมเคิลสั่ง ถึงแม้ในช่วงแรก ๆ เขาจะมีอาการถอนไข้ที่รุนแรงและทรมานโดยเฉพาะในช่วงกลางดึกที่อากาศค่อนข้างจะเย็น ในสามวันนี้เขาไม่เห็นลอร์ดมอร์ริสและฮาร์วี โดยรู้มาจากแครอไลน์ว่าทั้งคู่ได้ออกเดินทางไปธุระในเรื่องงานกับตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งที่ต่างเมือง

"ดูเหมือนจะอาการดีขึ้นมาก ๆ แล้วนะคะ กินได้เยอะขึ้นด้วย" แครอไลน์พูดยิ้ม ๆ กำลังเก็บจานอาหารที่พร่องไปเกือบหมด

"ผมหายดีแล้วป้าแคร์ ผมอยากจะออกไปเดินเล่นแทบแย่แล้ว" แพมพูดเสียงอ้อน เขาเบื่อที่จะต้องนอนเป็นผักมีคนคอยดูแลบนเตียงแล้ว

"จ้า ๆ อ้าว! มีอะไรลิลลี่" แม่บ้านวัยเลยกลางคนถามลูกสาววัยรุ่นของเธอ

ลิลลี่ที่ยืนแอบหลังบานประตูสะดุ้งเบา ๆ ก่อนที่เธอจะก้าวขาออกมาอย่างเขินอาย ซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง แพมขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วเอ่ยทักทาย

"ไงลิลลี่ มีอะไรเหรอ" แพมถาม พยายามมองสิ่งของที่เธอเอาแอบไว้

ลิลลี่เอากล่องคุ้กกี้ที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมาช้า ๆ แล้วยื่นให้แพม เมื่อมือเรียวยื่นมารับเธอก็วิ่งไปแอบที่ด้านหลังของมารดาตัวท้วม

"อ๋ออ นี่คงเป็นคุ้กกี้ที่ลิลลี่ทำเองน่ะค่ะ เพิ่งหัดทำครั้งแรก เลยอยากจะเอามาอวด" ป้าแคร์แซวลูกสาว

"มะ ไม่ใช่นะ" เสียงแหลมเล็กดังขึ้นเบา ๆ

แพมมองเด็กสาวยิ้ม ๆ ก่อนจะเปิดกล่องแล้วหยิบคุ้กกี้ทรงบิดเบี้ยวขึ้นมาลองชิมหนึ่งชิ้น

อืม..ถือว่ารสชาติดีมาก ๆ เลยสำหรับครั้งแรก ถึงแม้จะสู้ฝีมือมารดาไม่ได้ก็ตาม

"มันอร่อยมาก ๆ เลยลิลลี่ ว่าง ๆ สอนฉันทำบ้างนะ" แพมเอ่ยชมเด็กสาว

"จะ..จริงเหรอคะ" ลิลลี่เผยหน้าตาดีใจ

"ไปรดน้ำต้นไม้ไป"

สิ้นคำสั่งของแครอไรน์ ลิลลี่ก็วิ่งหน้าตื่นเหมือนนึกอะไรได้ ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว...ก็เธอเปิดน้ำทิ้งไว้นี่นา!

"อะไรกันลูกคนนี้" แครอไลน์ส่ายหัวเอือมระอา แล้วหันมาคุยกับแพม "งั้นป้าขอตัวก่อนนะคะ"

แพมผงกหัวรับก่อนจะปิดฝากล่องคุ้กกี้ วางมันไว้ที่หัวเตียง แพมก้าวขาลงจากเตียงนอนเดินไปที่ระเบียง คนสวนเอ็ดเวิร์ดที่กำลังตัดแต่งพุ่มไม้โบกมือทักทายจากด้านล่าง แพมยิ้มรับโบกมือกลับ

ที่ระเบียงห้องนี้ปลูกดอกไม้หลากชนิด แต่ก็ไม่ได้มากมายเท่าที่ระเบียงห้องของเจ้าของบ้าน ดูเหมือนมันจะถูกละเลยความดูแลจนเริ่มจะเหี่ยวเฉา แพมเดินไปตักน้ำจากถังเล็ก ๆ ที่วางอยู่ใกล้ ๆ มารดอย่างช้า ๆ เด็ดใบที่เหี่ยวทิ้ง

แพมเดินออกมายืนที่หน้าตัวคฤหาสน์ใหญ่ มองออกไปยังประตูรั้วสีเงินที่ไม่เคยถูกล็อก แต่ครั้งนี้มันถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่เส้นใหญ่ ที่บนกำแพงหรู ตกแต่งไปด้วยไม้เรื่อยที่ตัดแต่งสวยงาม แต่ถ้าหากดูดี ๆ แล้วมันแฝงไปด้วยลวดหนามแหลมคม

คงกันเขาหนี...

มิน่าล่ะ เหล่าสาวใช้ถึงไม่ได้ดูตกใจที่เขาเดินออกมา แพมพรูลมหายใจออกมาเหนื่อยอ่อนเก็บกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา อยู่ที่ไหน...

ก็ไม่พ้นถูกกักขัง...


​​​​​​******* 50% *******

ขอโทษที่มาอัปช้านะคะ T..T

ตอนนี้อาจจะเรื่อย ๆ ช้า ๆ หน่อยเพราะเนื้อหาเพิ่งผ่านศึกหนักมา

เปิดปมพระเอกเล็ก ๆ เอาไว้

ขอบคุณที่ติดตามเน้อ ❤


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด