♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 21 (100%) P.5 (25/06/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ♣♣♣ {My Lord} ทาสสวาท ♣♣♣ Up!!!! ตอนที่ 21 (100%) P.5 (25/06/63)  (อ่าน 10863 ครั้ง)

ออฟไลน์ anue

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ยังไงๆๆๆ

ออฟไลน์ ninknpk

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ไอ้ต้าวแพมไปอยู่ไหนนน
ออกมาได้แล้วลูกกก

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7668
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
บ้า นายเอกจะตายได้ไง

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
    • Juharah
//ไม่ค่ะ เราไม่ใจร้ายขนาดนั้น แต่งมา 19 ตอน ถ้าให้น้องตายเราปาดคอตัวเองดีกว่า 5555
//มาต่อจนจบแน่นอนค่ะ ต่อให้มีคนอ่านแค่ 5 คนเราก็ต้องมาแต่งให้จบ รอให้ไม่มีคนอ่านก่อน ค่อยเลิก 5555

ตอนที่ 19

กริ๊ง~

กระดิ่งสนิมเขรอะอันเก่าดังกระทบกับบานประตูไม้จนทำให้เกิดเสียงกรุ้งกริ๊ง ย้ำเตือนให้ผู้เป็นเจ้าของร้านเบียร์เก่าโทรมซอมซ่อรู้ตัวว่ามีลูกค้ารายใหม่มาเยี่ยมเยือน ภายในร้านเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ท่าทางนักเลงนั่งกันเป็นกลุ่มตามโต๊ะพร้อมท้าดวลชนแก้วเบียร์กันจ้าละหวั่น

"ไงอังเดร เบียร์แก้วสิ" ลูกค้ารายใหม่เดินกร่างมานั่งที่บาร์ไม้พร้อมเท้าแขนสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับลูกน้องอีกสองคนที่เดินคุมมาด้านหลัง

แก้วใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยของเหลวสีเหลืองอำพันด้านบนมีฟองฟอดจนล้นแก้วถูกวางลงบนโต๊ะด้านหน้าชายหนุ่มใหญ่ เขายกมันขึ้นมาดื่มจนเกือบหมด

"ไปนั่งที่อื่นเพราะตรงนี้จะไม่ว่างแล้ว"

ชายแก่หัวหงอกรูปร่างผอม ผมยาวสีขาวถูกมัดรวบไว้ที่ด้านหลัง ใส่ผ้ากันเปื้อนที่เอวลักษณะท่าทางที่ดูก็รู้ว่าเป็นเจ้าของร้านเบียร์ดัง ปากคาบยาสูบพ่นมันออกมาไม่หยุด ในมือก็เทเบียร์ใส่แก้วให้ลูกค้าคนอื่นท่าทางเอาเรื่อง

ปึง! เสียงแก้วเบียร์กระแทกโต๊ะ

"อะไรกันท่าทางแบบนั้น ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะมาที่นี่เพราะแถบนี้ฉันคุมเข้าใจใช่ไหมอังเดร!"

"ถ้าขืนยังทำกร่างระวังจะไม่มีที่อยู่" อังเดรไม่สนใจหันหลังไปตักกับแกล้มใส่จานใบเล็ก

"ปากหาเรื่องอีกแล้วนะ!"

กริ๊ก!

ปลายปืนกระบอกเล็กหันขวับมาเล็งใส่หน้าผากชายกร่างที่กำลังหาเรื่องโดยอังเดรผู้เป็นเจ้าของร้าน ชายแก่ยืนจ้องอีกฝ่ายนิ่งพร้อมกับยื่นจานอาหารให้ลูกค้าอีกคนที่ไม่สนใจเรื่องตรงหน้า อังเดรถุยยาสูบในปากทิ้ง กลั้วควันในปากก่อนจะค่อย ๆ พ่นมันออกมาช้า ๆ แล้วเลียกระพุ้งแก้มตัวเองทิ้งท้าย

"แกจะทำฉันอารมณ์เสียเพราะอาจทำให้ฉันพลาดเงินก้อนใหญ่" อังเดรพูด

"แหม่ ไอ้แก่กล้าชี้ปืนใส่หน้าฉันงั้นเหรอ ถล่มร้านมันเลย" คู่กรณีพยักพเยิดหน้าสั่งลูกน้อง

กริ๊ง~

"มีเรื่องทะเลาะวิวาทในเมือง น่าจะรู้ผลที่ตามมาดีนะขอรับ"

ทุกอย่างในร้านเหล้าตกอยู่ในความเงียบ พร้อมใจกันหันไปมองผู้มาเยือนทั้งสองคนที่ไม่ค่อยออกมาให้พบเห็นหน้าในแถบแออัดของเมืองสักเท่าไหร่ แต่ทุกคนก็ต่างพากันรู้ดีว่าทั้งคู่นั้นเป็นใคร

ขุนนางประจำหัวเมืองและพ่อบ้านของเขา...

"อย่าบอกนะว่านี่คือแขกของแก" ชายร่างใหญ่ที่เป็นคู่กรณีกับอังเดรกระซิบถามเสียงเหี้ยม

"เตรียมตัวพาลูกเมียไปจากที่นี่ได้เลย" อังเดรกระตุกยิ้มพร้อมวางปืนลงกับโต๊ะ

"ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้แก่"

ชายกร่างชี้หน้าใส่อังเดรพร้อมถ่มน้ำลายลงกับพื้นก่อนจะเดินออกจากร้านไป เมื่อมอร์ริสและฮาร์วีเดินมาที่บาร์ไม้เก่าลูกค้าคนอื่น ๆ ภายในร้านจึงค่อย ๆ ทยอยกันออกไปด้วยเพราะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียด

 อังเดรวางแก้วเบียร์แก้วใหญ่สองแก้วลงตรงหน้าแขกพิเศษทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มเล็กนิ่ง ๆ ตลอดเวลา ชายแก่เลื่อนเก้าอี้ทรงสูงของตัวเองมานั่งลงก่อนจะหยิบกระบอกปืนเล็กมาเช็ดอย่างไม่รีบร้อนแล้วพูดขึ้นมา

"มันสวยดีใช่ไหมล่ะ เป็นค่าตอบแทนงานที่แล้วน่ะ เป็นดยุกที่ใจกว้างน่าดูเลย" อังเดรพูดถึงที่มากระบอกปืนในมือตนเอง

มอร์ริสยกแก้วเบียร์ขึ้นมาดื่มมันลงคอไปจนหมดแล้ววางลงกับโต๊ะเสียงดังบอกอารมณ์ที่ไม่ดีนักและย้ำเตือนให้เจ้าของร้านมึนเมาได้รู้ตัวได้แล้วว่าตัวเองควรเข้าเรื่องสักที

"สภาพดูไม่ได้เลยนะ เปลี่ยนไปเยอะ..เพราะเด็กผู้ชายนั้นเหรอเนี่ย" อังเดรพูดขึ้นแล้วส่ายหน้าให้มอร์ริส

"ฉันไม่มีเวลามาเล่นลิ้น" มอร์ริสพูดเสียงเหี้ยม

"สองเดือนแล้วนะ ชักน่าสนใจเสียแล้วสิ" อังเดรพูดเย้าหยอก

ปึง! มือหนาทุบลงกับโต๊ะอย่างแรงบ่งบอกถึงอารมณ์รุนแรงที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ

"อ่า ไม่เอาน่า" อังเดรยกมือสองข้างขึ้นยอมแพ้ก่อนจะกล่าวต่อ

"พูดตามตรงเลยนะงานที่สั่งมาคราวนี้ค่อนข้างยาก ผมต้องเสียแรงทรัพย์แรงกายในการจ้างลูกน้องตามหามากทีเดียวเพื่อแลกกับข้อมูลอันน้อยนิดที่ได้มา" อังเดรแสร้งทำหน้าตาเสียดาย

"ข้อมูลอันน้อยนิด" มอร์ริสจ้องคแก่เขม็ง

"..." อังเดรไม่ตอบแต่กลับส่งยิ้มมาให้

"บอกมาเดี๋ยวนี้อังเดร!"

"อย่างที่บอกว่างานนี้ผมเสียแรงทรัพย์ไปเยอะลอร์ดมอร์ริส...เพราะฉะนั้นข้อมูลจะไม่หลุดออกจากปากผมง่าย ๆ แน่" อังเดรยกไหล่ไม่เกรงกลัว

มอร์ริสจ้องใบหน้าเหี่ยวย่นแล้วขบกรามแน่นจนใบหน้าสั่น มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตัวหรูหยิบถุงเล็กขึ้นมาเปิดออกแล้วหยิบสิ่งของที่อยู่ด้านใน วางมันบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้าอังเดร

ชายแก่เจ้าเล่ห์ยิ้มกริ่มมองพลอยสุกใสเปล่งประกายกระทบกับแสงวิบวับเม็ดเล็กสามเม็ดตรงหน้าตัวเอง มือเหี่ยวหยิบมันขึ้นมาแล้วส่องด้วยสีหน้าที่พึงพอใจกับรางวัลที่ได้รับนอกเหนือจากค่าจ้าง เขาเปิดลิ้นชักแล้วเก็บมันไว้ในตลับอย่างดีแล้วมองคู่ค้าที่เป็นถึงขุนนางประจำหัวเมือง

"ไม่เอาน่า อย่ามองอย่างนั้นสิ ผมต้องจ่ายใต้โต๊ะรายปีให้คุณมากกว่านี้ด้วยซ้ำเพียงแค่ขออยู่ในเมืองนี้ต่อเพื่อทำอาชีพเสริมแบบนี้" อังเดรบอกแล้วยิ้มทะเล้น

"ถ้าแกยังไม่พูดออกมา ทางการจะเดินทางมาที่นี่ภายในไม่เกินห้านาที แกจะไม่มีวันได้มาเหยียบแผ่นดินนี้อีก" มอร์ริสตอบ

"ยอมแล้ว ๆ อย่าจริงจังไปหน่อยเลย แค่อยากอยู่ด้วยกันนาน ๆ หลังจากไม่เจอกันตั้งแต่ที่ให้ไปสืบเรื่องของดยุกอิลองเต คุณก็ได้จากเขามาเยอะ ไม่เห็นผมจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มเติมเลยสักนิด" อังเดรเลิกคิ้วหลิ่วตาให้

"เกรงว่าคุณอังเดรอย่าพานอกเรื่องไปมากกว่านี้เลยขอรับ" พ่อบ้านฮาร์วีที่อยากรู้จนทนไม่ไหวเช่นกันจึงพูดเตือนขึ้นมา สร้างเสียงหัวเราะให้อังเดร

"อืม ผมได้ส่งคนกระจายไปเมืองต่าง ๆ ที่ห่างออกไปสามถึงสี่เมืองตลอดระยะเวลาสองเดือนแต่ก็ไม่พบวี่แววเลยสักนิด เกือบจะชวดรางวัลใหญ่ของคุณไปแล้วลอร์ดมอร์ริส แต่บังเอิญเสียจริงที่ลูกคนคนหนึ่งของผมได้กลับไปหาครอบครัวที่เมืองเกิดแล้วได้พบคนที่มีลักษณะหน้าตาใกล้เคียงกับคนที่คุณตามหาแต่ก็พบเพียงครู่เดียวเท่านั้นแล้วก็ไม่เคยพบเจออีกเลย เขาเห็นชายคนนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนแต่เพิ่งนำข่าวมาบอกผมเมื่อสามวันก่อนนี้เอง ผมคิดอยู่นานว่าจะบอกเรื่องนี้ดีไหมเพราะเมืองนั้นอยู่ห่างไกลเกินที่คนจะเดินไปและเมืองของเราก็ไม่ได้มีธุระทางการค้ากับเมืองดังกล่าวด้วย" อังเดรพูดยาวยืดเติมเบียร์ใส่แก้จนเต็ม

"เมืองอะไร" มอร์ริสถาม เขาใจเต้นตึกสนอกสนใจข้อมูลที่ได้รับ

"เฮเดรียน เมืองเฮเดรียนที่อยู่ในความดูแลของมาร์ควิสกอร์เดส" อังเดรตอบกลับมาทันใด

"ช่างบังเอิญเสียจริง...ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคนของแกไม่พูดปลดตลบตะแลง" มอร์ริสเคาะนิ้วกับโต๊ะไม้ถามกลับไปพร้อมราวยิ้มมุมปาก

"ยิ้มแบบนี้แสดงว่าพอใจกับข้อมูลที่ได้รับแล้วสินะ นี่สิเอิร์ลวอซลี...ส่วนเรื่องที่ถามเมื่อครู่ผมคงไม่ต้องตอบอะไรมากหรอก ต่อให้รู้ว่าคนของผมพูดปลดแต่คุณก็จะไปดูด้วยตัวเองอยู่ดีลอร์ดมอร์ริส" อังเดรยิ้มรู้ทันกลับมา เรียกเสียงหัวเราะในลำคอของมอร์ริสได้

มอร์ริสลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหันหลังเดินออกจากนอกร้านไปไม่สนใจเสียงท้วงติงยั้งรื้อของอังเดร สิ้นเสียงกระดิ่งเมื่อประตูไม้ปิดลง ร่างสูงก็หยุดยืนนิ่งมองไปบนยอดต้นไม้ต้นหนึ่งที่โปรยใบไม้ลงมาตามฤดูกาล อากาศรอบตัวไม่ได้อุ่นร้อนเช่นเคยแล้วมันแปรเปลี่ยนไปเป็นความเย็นสบาย อีกไม่กี่เดือนหิมะก็จะโปรยปราย

"เรื่องที่อังเดรพูดนายท่านจะทำเช่นไรขอรับ" ฮาร์วีถามเสียงเบา ผู้เป็นนายเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบกลับมา

"เราจะไปเฮเดรียนกันในวันพรุ่งนี้ งานเลี้ยงน้ำชาของลอร์ดกอร์เดสรออยู่ที่นั่น" มอร์ริสแสยะยิ้ม

"กระผมรู้ว่านายท่านใจร้อน แต่งานเลี้ยงน้ำชาของลอร์ดกอร์เดสจะมีในอีก 14 วันข้างหน้าเลยนะขอรับ" ฮาร์วีตอบ

"แกก็รู้ว่าฉันต้องการอะไร งานเลี้ยงน้ำชานั่นมันไร้สาระ...ยังไงเสีย แวะไปร่มงานตามคำสั่งราชินีให้ราชินีพึงพอใจก็คุ้มค่าดีอยู่เหมือนกัน" มอร์ริสแสยะยิ้มแล้วเดินไปยังรถม้าที่จอดอยู่ ทำเป็นไม่เห็นรอยยิ้มทะเล้นเย้าแหย่รู้ทันของพ่อบ้านหนุ่ม



เป็นตามคำสั่งของผู้เป็นนายไม่ผิดเพี้ยน พ่อบ้านหนุ่มต้องเตรียมของใช้เยอะแยะวุ่นวายเพื่อการเดินทางที่กะทันหันในเช้าวันถัดมา ระยะเวลาการเดินทางที่ไกลโขโดยใช้เวลาถึงสองวันครึ่งอย่างเร่งที่สุดที่จะเดินทางไปต่างเมืองที่อยู่อีกฟาก แต่ราวกับมีระยะเวลาเป็นปีสำหรับขุนนางหนุ่มที่ใจร้อนรุ่มเฝ้าคำนึงหาคนคนหนึ่งอันเป็นเหตุให้ร้อนใจ งานเลี้ยงน้ำชาฉลองครบรอบอายุ 45 ปีของขุนนางต่างเมืองที่มีชื่อเสียงไม่ได้เป็นประเด็นหลักในการมาเมืองนี้ แต่หากจะมาเฉย ๆ แล้วไม่ร่วมงานก็จะเป็นการหักหน้าหัวเมืองอย่างกอร์เดส จุดประสงค์หลักของมอร์ริสคือต้องการไปปักหลักอยู่ที่นั่นจนกว่าจะหาคนที่สูญหายพบหรือเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีคนคนนั้นอยู่ที่นั่นจริง ๆ เพียงเพื่อคนคนเดียวเท่านั้น

"เราต้องจ้างเรือข้ามแม่น้ำเพื่อไปเฮเดรียนขอรับ ซึ่งมีท่าเรืออยู่ไม่ไกลจากที่นี่เราต้องฝากรถม้าไว้ขอรับ"

ฮาร์วีเปิดประตูรถม้าแล้วแจ้งข่าวกับมอร์ริส ร่างสูงพยักหน้าเบา ๆ เข้าใจก่อนจะลงไปยืนที่ด้านล่าง มีคนสองคนซึ่งเป็นชาวบ้านแถวนี้กำลังขนของจากท้ายรถม้าออกแล้ววิ่งนำไปที่ท่าเรือ

"เรามาถึงแล้วสินะ" มอร์ริสถามฮาร์วี มือใหญ่ลูบผิวหน้าเกลี้ยงเกลาหลังจากโกนหนวดเคราออกจนหมด

"จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้ขอรับ แต่ตัวเมืองใหญ่เราต้องข้ามแม่น้ำไปราวครึ่งชั่วโมงถึงจะถึงขอรับ" ฮาร์วีบอก ก่อนจะรีบเร่งนำรถม้าไปฝากไว้กับชาวบ้าน

มอร์ริสเดินนำไปท่าเรือ แล้วหยุดยืนมองชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก่อนจะหยิบรูปวาดเดินไปหาพวกเขาแล้วเอ่ยถามเสียงนิ่ง

"คนในรูปนี้..เคยเจอหรือเปล่า"

ชาวบ้านกลุ่มนั้นมองหน้ามอร์ริส รับกระดาษแผ่นนั้นไปแบ่งกันดูก่อนจะยื่นกลับคืนมาให้

"ไม่เลยครับท่านลอร์ด" ชายหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งตอบ

"ท่านมาจากเมืองไหนหรือ พวกเราคุ้นหน้าเหลือเกิน" อีกคนในกลุ่มถามกลับมาเกรง ๆ

มอร์ริสไม่ตอบคำถามแล้วพับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าตามเดิม สองขายาวก้าวออกมาไม่สนใจคนพื้นถิ่น นัยน์ตาสีสวยมองฮาร์วีที่วิ่งกลับมา

"เนื่องจากเรามากะทันหันจนเกินไป เรือที่จะนั่งจึงค่อนข้างเล็กนะขอรับ" ฮาร์วีบอกแล้วชี้ไปที่เรือไม้ลำหนึ่ง

"ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว" มอร์ริสตอบแค่นั้นแล้วเดินไปที่เรือลำนั้น



"นี่เป็นที่พักชั่วคราวที่ดีที่สุดขอรับ กระผมจะไปหาที่พักที่ดีกว่านี้ให้ภายในวันนี้ขอรับนายท่าน"

ฮาร์วีบอกผู้เป็นนาย ที่ด้านหน้าพวกเขาเป็นบ้านปูนขนาดเล็กตกแต่งไปด้วยไม้เลื้อยอยู่ด้านข้างกับริมแม่น้ำที่ใช้เดินทางมา พ่อบ้านหนุ่มดูปฏิกิริยาของนายผู้รสนิยมสูงอย่างเกรงกลัวว่าจะไม่ถูกใจ

"รีบไปจัดการหารถไม้ทำเรื่องให้แล้วเสร็จภายในวันนี้" มอร์ริสตอบแค่นั้น

"ขอรับ นายท่านเชิญไปพักผ่อนก่อนนะขอรับ เดินทางเหนื่อยมาหลายวัน" ฮาร์วีตอบอึกอัก หลังจากที่ไม่โดนต่อว่าเรื่องที่พักแล้ววิ่งไปเพื่อเปิดประตูบ้านพัก

"ไม่ต้อง ฉันจะเข้าไปในเมือง" มอร์ริสพูดขึ้นมาเมื่อเห็นดังนั้น

"เอ่อ นายท่านจะไปหาคุณแพมหรือครับ! ให้กระผมไปจัดจ้างคนหาให้ดีกว่า อย่าลำบากเลยนะขอรับ" ฮาร์วีแย้งท่าทีร้อนรน

"อย่าขัดคำสั่งฉัน รีบไปเสีย" มอร์ริสจ้องเขม็ง จึงทำให้ฮาร์วีปฏิเสธไม่ลง ได้แต่พยักหน้ารับช้า ๆ





"ลอร์ดวอซลีหรือเปล่า"

"นั่นใช่เอิร์ลที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ ใช่ไหม"

"รูปงามยิ่งกว่าคำร่ำลือจริง ๆ ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ที่ได้เห็น มางานเลี้ยงลอร์ดกอร์เดสหรือ"

ตั้งแต่มอร์ริสเดินเข้ามาในเขตเมืองที่มีเหล่าผู้คนมากหน้าหลายตาและเหล่าเลดี้ลูกสาวเศรษฐีขุนนางชั้นน้อยในเมืองเขาก็ได้ยินประโยคนี้มาไม่ได้หยุดหย่อน ดูเหมือนคนส่วนมากจะไม่ได้ให้ความสนใจกับรูปวาดของบุคคลที่เขาตามหา คำตอบส่วนใหญ่ล้วนแต่บอกว่าไม่เคยเห็น ไม่เคยพบเจอมาก่อน บ้านเมืองที่ใหญ่โตกว่าเมืองที่เขาดูแลและเต็มไปด้วยคนที่ค่อนข้างมีฐานะแบ่งแยกชัดเจน ผู้คนสังสรรค์เฮฮาวุ่นวายเดินกระจัดกระจายไปทั่วเมืองไร้ความสงบ

มอร์ริสเดินมานั่งที่โต๊ะหรูหน้าร้านกาแฟเล็กร้านหนึ่ง กลิ่นคั่วกาแฟหอมละมุนอบอวลอยู่รอบกายชั่วให้ผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่นานนักก็มีหญิงสาวรูปร่างผอมบางผูกผมด้วยผ้าผืนสีชมพูน่ารักเดินมาพร้อมกับถาดเปล่าในมือ

"ยินดีต้อนรับสู่เฮเดรียนนะคะเอิร์ลวอซลี ที่นี่เราโด่งดังเรื่องกาแฟมาก อากาศเย็น ๆ แบบนี้สนใจรับสักถ้วยไหมคะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงสดใส

"ฉันไม่เคยกิน ขอเป็นชาแทนแล้วกัน" มอร์ริสตอบ

"รอสักครู่นะคะ" เธอยิ้มแล้วเดินกลับเข้าไปในร้าน

เพียงครู่เดียวเธอก็เดินกลับออกมาพร้อมถ้วยชา เธอวางมันลงตรงหน้ามอร์ริสแล้วถอยออกไปยืนห่าง ๆ แล้วส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ มอร์ริสเห็นดังนั้นจึงยื่นรูปวาดของแพมให้เธอ

"เธอคุ้นหน้าคนคนนี้บ้างหรือเปล่า"

หญิงสาวรับรูปไปเพ่งมอง เธอนิ่งไปนานก่อนจะส่งคืนกลับมาแล้วตอบคำถามที่มอร์ริสได้ยินมันจนชินหู

"ไม่คุ้นเลยค่ะลอร์ด"

"..." มอร์ริสถอนหายใจเบาแล้วจ้องมองรูปนั้น

"คนรักหรือคะ" เธอถามพร้อมกับรอยยิ้ม

"ทำไมเธอคิดอย่างนั้นล่ะ" มอร์ริสชะงักแล้วถามกลับ

หญิงสาวร้านกาแฟท่าทางสดใสวิ่งมานั่งฝั่งตรงข้ามมอร์ริสแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

"ฉันชื่นชอบผลงานของลอร์ดวอซลีมากเลยล่ะค่ะ หนังสือที่คุณเขียนฉันอ่านทุกเล่ม มันน่าเหลือเชื่อมาก เท่าที่ฉันติดตามคุณมาจนทำให้รู้ว่าคนอย่างลอร์ดวอซลีไม่มีทางที่จะเดินทางไกลมาเพื่อร่วมงานเลี้ยงเฉย ๆ แน่หากไม่มีเรื่องสำคัญอะไร คนในรูปคงต้องสำคัญมากเลยสินะคะ" เธอพูดยาวเหยียดแล้วกุมมือทำท่าเพ้อฝัน

"หึ คนขายกาแฟอย่างเธอก็อ่านหนังสือออกด้วยงั้นหรือ" มอร์ริสถามเหยียด

"แน่นอนสิคะ คนที่นี่อ่านหนังสือได้กันทุกคนนั่นแหละค่ะ โอ๊ะ ลูกค้ามาแล้ว ทานให้อร่อยนะคะ" เธอลุกขึ้นแล้วก้มหัวลา ก่อนจะวิ่งยิ้มร่าไปต้อนรับลูกค้าคนใหม่

มอร์ริสละสายตาจากหญิงสาวแล้วมองรูปที่ตัวเองถือในมือ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วโป้งลูบเบา ๆ ที่ส่วนใบหน้ารูปวาดราวกับต้องการสัมผัสเนื้อตัวจริง ๆ

เราจะต้องได้เจอกัน...



สามวันที่มอร์ริสมาที่ต่างเมืองครึกครื้นแห่งนี้และยังคงไร้วี่แววของแพมเช่นเคยแม้จะจัดจ้างให้คนช่วยมองหา ทุก ๆ วันมอร์ริสจะมานั่งที่ร้านกาแฟร้านเดิมเพราะเขารู้สึกว่ากลิ่นกาแฟหอมกรุ่นนี่มันช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายแม้ไม่ได้กินเข้าไป ตอนนี้ก็เช่นกัน มอร์ริสนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าร้านตัวเดิมพร้อมกับชาแบบเดิมแต่คราวนี้มีฮาร์วีมานั่งอยู่ด้วย

"ได้เรื่องอะไรหรือยัง"

"ยังขอรับนายท่าน เมืองนี้คงใหญ่เกินไปที่จะหาคนคนหนึ่ง" ฮาร์วีตอบ

"เอิร์ลมอร์ริส วิลลี่ วอซลี สินะครับ"

เสียงทุ้มติดแหบดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้มอร์ริสและฮาร์วีต้องหันไปมองผู้มาเยือน ชายสูงวัยหน้าตาอ่อนโยนมองพวกเขานิ่ง ๆ ก่อนจะก้มหัวแสดงความเคารพให้มอร์ริส แล้วกล่าวแนะนำตัวเอง

"ผมเป็นพ่อบ้านจากคฤหาสน์ของมาร์ควิสกอร์เดส ให้มาแจ้งข่าวแก่ลอร์ดมอร์ริสให้เข้าพบลอร์ดกอร์เดสในวันพรุ่งนี้ครับ" เขาพูดออกมาเสียงเรียบ

"คิดว่ามาอย่างเงียบ ๆ แล้วแท้ ๆ ก็ยังรู้ข่าวไวอยู่ดีนะ คนของมาร์ควิสกอร์เดสนี่ไม่ธรรมดาเสียจริง" มอร์ริสพูดพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่มไม่เป็นเดือดเป็นร้อน

"เพียงแค่ท่านก้าวเท้าเข้ามาเยือนเมืองของเรา หญิงสาวทั่วเมืองก็ต่างพากันพูดถึงชื่อท่านไม่หยุดหย่อน ไม่แปลกที่ข่าวลือจะไปถึงคฤหาสน์ไวน่ะครับ" พ่อบ้านของกอร์เดสพูดยกยอ

"แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องรีบไปพบ ในเมื่องานฉลองยังไม่ใกล้เข้ามา" มอร์ริสตอบกลับไป เขาไม่อยากไปให้เสียเวลาโดยเฉพาะกับกอร์เดสด้วยนั้น

"ลอร์ดกอร์เดสท่านทราบดีอยู่แล้วว่าท่านจะตอบกลับมาเช่นนี้ ท่านจึงฝากมาบอกอีกว่าถ้าลอร์ดวอซลีไม่เข้าพบ ลอร์ดกอร์เดสจะยื่นประกาศิตเชิญออกจากเมืองเฮเดรียนโดยทันที" พ่อบ้านของกอร์เดสยังคงพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"แค่มีราชินีคุ้มกะลาหัว ไม่คิดว่าจะอาจหาญราวกับเป็นเจ้าของเมืองได้ขนาดนี้" มอร์ริสสบถออกมาอย่างขัดใจ

"กระผมว่านายท่านไปพบมาร์ควิซกอร์เดสสักประเดี๋ยวจะดีกว่านะขอรับ อยู่ในถิ่นของเขา ถ้าเราโดนสั่งกลับจะหาคุณแพมไม่พบเอานะขอรับ" ฮาร์วีกระซิบออกความคิดเห็นเบา ๆ

มอร์ริสพ่นลมหายใจออกอย่างแรงจ้องหน้าคนของมาร์ควิสกอร์เดสอย่างไม่ลดละจนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัด มอร์ริสยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มจนหมดแล้วตอบกลับไป

"แขกมาเยือนเมืองควรได้รับความสะดวก ว่าไหม?"

"แน่นอนครับลอร์ดวอซลี ขอบพระคุณที่ร่วมมือแต่โดยดีครับ ขอให้สนุกกับเมืองของเรา" พ่อบ้านสูงวัยก้มหัวลงต่ำแสดงความขอบคุณก่อนที่เขาจะเดินกลับไปที่รถม้าของตัวเองเพื่อเดินทางกลับ

"เอาแต่ใจ บ้าอำนาจเหมือนเดิมไม่มีผิดเลยนะขอรับ" ฮาร์วีมองตาม พูดพลางส่ายหัวเอือมระอา

"คนเราเปลี่ยนกันยาก ยิ่งแก่ก็ยิ่งเปลี่ยนยาก" มอร์ริสตอบแล้วลุกขึ้นยืนวางเหรียญค่าชาลงบนโต๊ะแล้วเดินออกไปจากร้านกาแฟหอมกรุ่น



รุ่งอรุณของวันที่สี่ ณ ต่างเมือง ฮาร์วีเดินถือถาดน้ำชาและอาหารเช้ามายังห้องนอนของมอร์ริส เขาเปิดประตูเข้าไปเงียบเชียบและสิ่งที่เห็นก็ไม่ต่างจากทุกครั้ง มอร์ริสนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างห้องไม่ไหวติงท่าเดียวกับก่อนที่ฮาร์วีจะเข้านอน ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลายังคงหมองคล้ำจากการที่นอนหลับไม่เพียงพอ เป็นเช่นนี้ตั้งแต่แพมหายไป

"นายท่าน เมื่อคืนได้นอนบ้างหรือเปล่าขอรับ" ฮาร์วีถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

"..เอายามาหรือเปล่า" มอร์ริสถามฮาร์วี

"แต่นายท่านขอรับ...นายท่านก็รู้ว่ายานี่มีไว้สำหรับม้า ถ้านายท่านยังคงใช้มันแบบนี้ นายท่านจะติดและมันจะส่งผลกับสุข..."

"เอายามาฮาร์วี" มอร์ริสหันใบหน้าอ่อนล้ามองฮาร์วีเขม็ง

ฮาร์วียืนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งซองกระดาษสีขาวไปให้ มอร์ริสรับมันอย่างรวดเร็วแล้วเทผงสีขาวลงบนโต๊ะ ศีรษะโค้งสวยก้มลงไปหามัน นิ้วยาวปิดที่จมูกข้างหนึ่งก่อนจะใช้จมูกอีกข้างสูดดมผงสีขาวซึ่งเป็นสารเสพติดเข้าจมูกอย่างแรง มอร์ริสเงยหน้ามองเพดานไปครู่ใหญ่ ฮาร์วีเห็นดังนั้นจึงเดินออกมาจากห้องช้า ๆ สีหน้าตึงเครียด

...ในใจฮาร์วีก็สงสารแพม ถ้าหากกลับมาแล้วจะต้องเป็นทุกข์ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ไม่อยากให้นายที่เขาจงรักภักดีต้องเสียความเป็นคนไปจากอาการตรอมใจ...

หลังจากนั้นราวสี่ชั่วโมงมอร์ริสก็เดินออกมาจากห้องในสภาพที่พร้อมออกไปพบปะผู้คนสีหน้าไร้ซึ่งอาการอ่อนล้า ฮาร์วีรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นเหล่านี้มันเป็นเพราะยาที่เขาให้มอร์ริสไป มอร์ริสใช้ยานี้มาตลอดสองเดือน พักหลังมานี้มอร์ริสใช้มันบ่อยขึ้นและตั้งแต่มาอยู่ที่นี่มอร์ริสใช้มันทุกวันราวกับเสพติดไปแล้วแม้จะครั้งละปริมาณที่น้อยนิดก็ตาม

"รถม้าของกอร์เดสมารับตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้วขอรับ" ฮาร์วีบอก

มอร์ริสไม่ตอบอะไรได้แต่เดินออกไปจากบ้านพักหลังใหญ่ เดินตรงไปยังรถม้าสีทองอร่ามสวยหรูสมฐานะของเจ้าของ คนขับรถม้าเป็นพ่อบ้านคนเดียวกันกับที่มาพบเมื่อวาน พ่อบ้านสูงวัยเดินไปเปิดประตูรถม้าให้มอร์ริสขึ้น

"พาฉันแวะดื่มชาร้านกาแฟ" มอร์ริสสั่งหลังจากขึ้นไปนั่งไขว่ห้างบนรถม้า

"เอ่อ แต่ลอร์ดกอร์เดสรอท่านมานานกว่าสองชั่วโมงแล้วนะครับ" พ่อบ้านของกอร์เดสบอกด้วยน้ำกังวล

"ถ้าไม่สะดวกฉันจะไปเอง" มอร์ริสบอก

"ครับ ๆ ตามนั้นครับลอร์ดวอซลี" เขาหน้าเสียรีบตอบรับทันที



สรุปแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟที่มอร์ริสต้องการไป เขาสั่งให้พ่อบ้านสูงวัยพาแวะไปตามจุดต่าง ๆ ทั้งยังให้พาชมเมืองเกือบทุกมุมโดยไม่มีหยุดพักจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงสามนาฬิกา

"ลอร์ดมอร์ริสครับ ผมต้องพาท่านไปพบลอร์ดกอร์เดสตอนนี้ คงพาแวะที่อื่นไม่ได้แล้ว ขออภัยจริง ๆ" พ่อบ้านสูงวัยพูดกับมอร์ริสสีหน้าแกมขอร้อง

มอร์ริสหยิบนาฬิกาจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาดูแล้วแสยะยิ้มสนุกกับการปั่นหัวคนของกอร์เดสก่อนจะพยักหน้าเป็นการตกลงกับฮาร์วี

"งั้นตรงไปยังคฤหาสน์กอร์เดสเลยขอรับ" ฮาร์วีหันไปตอบพ่อบ้านของกอร์เดส อีกฝ่ายถึงกับถอนหายใจโล่งอกแล้วรีบวิ่งขึ้นไปคุมบังเหียนม้า

มอร์ริสนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผู้คนที่เดินเพ่นพ่าน ความวุ่นวายของเมืองไม่ได้อยู่ในความสนใจของมอร์ริส เขาเพียงกำลังเหม่อลอยนึกถึงไปยังเรื่องเก่า ๆ และเหตุผลที่ทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ ถ้าเลือกกลับไปได้เขาคงจะไม่ทำให้ตัวเองมาลำบากใจเหมือนตอนนี้

"อะ ขอโทษครับ!"

เสียงคุ้นหูดังขึ้นแว่ว ๆ เข้ามาในโสตประสาททำให้มอร์ริสหลุดจากพวังโดยทันที ใบหน้าหล่อเหล่าชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่างรถม้ามองตามเสียงที่ได้ยิน

แผ่นหลังของชายผิวขาวคนหนึ่งกำลังก้มเก็บผลไม้ที่กลิ้งขลุกอยู่กับพื้นใส่ตะกร้าให้หญิงชราคนหนึ่ง ส่วนสูงที่ใกล้เคียงกับคนที่ตามหาราวกับคนคนเดียวกัน แต่ไม่ได้ผอมแกร็นอย่างที่คุ้นตา เมื่อชายคนนั้นเก็บเสร็จก็ก้มหัวขอโทษหญิงชราอีกหลายครั้งก่อนจะหันมา เพียงแต่ผ้าผืนใหญ่ที่คลุมหัวอยู่เพื่อกันลมหนาวไม่สามารถทำให้เห็นได้ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร มอร์ริสค่อย ๆ กลับเข้ามานั่งในท่วงท่าปกติ

...แค่เสียงเหมือน


(ต่อกระทู้ถัดไป)

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
    • Juharah
"กระผมจะรออยู่ด้านนอกนะขอรับ" ฮาร์วีบอกกับมอร์ริส

"อืม"

คฤหาสน์หรูหราใหญ่โตพอ ๆ กับคฤหาสน์วอซลีตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของมอร์ริส ร่างสูงเดินขึ้นไปด้านบนช้า ๆ มีสาวใช้สองคนมาเปิดประตูอำนวยความสะดวกสบายให้ ก่อนจะมีอีกหลายคนมาช่วยถอดเสื้อโค้ตถือของให้ มอร์ริสเหยียดยิ้มก่อนจะเดินไปยังโถงใหญ่ที่มีคนนั่งรออยู่ด้านในชายวัยใกล้ 45 ปีถูกห้อมล้อมด้วยหญิงนุ่งน้อยห่มน้อยหลายคน เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่ามอร์ริสเดินมานั่งไขว่ขาที่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทีสบาย ๆ เขาจึงหันไปหอมแก้มหญิงสาวข้าง ๆ ดังฟอดใหญ่

"พวกเธอต้องรู้หน้าที่ทำให้แขกฉันพอใจสิ" กอร์เดสพูดกับหญิงบำเรอ

สิ้นคำพวกเธอก็แววตาแพรวพราวพอใจที่จะได้รับใช้ขุนนางดังที่มีหน้าตาหล่อเหลาอย่างมอร์ริส ร่างบางเว้าโค้งเดินเบียดกายไปหามอร์ริสที่นั่งอยู่ ก่อนจะชะงักกึกเมื่อมอร์ริสยกมือขึ้นมาขัด

"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน" มอร์ริสพูดโดยไม่มองหน้าหญิงสาวเหล่านั้น แต่มองกอร์เดสไม่ละสายตา

"ฮ่าฮ่าฮ่า เหมือนเดิมเลยนะมอร์ริส! พวกเธอออกไปก่อน" กอร์เดสสะบัดมือไล่หญิงสาวบำเรอกาย

กอร์เดสยกแขนเท้ากับโซฟาหนังกว้างแหวกขาออกกว้างทั้งที่เนื้อตัวมีเพียงเสื้อคลุมตัวบางสวมไว้เท่านั้น กอร์เดสยกมุมปากขึ้นยิ้มก่อนจะกล่าวขึ้นมา

"ไม่คิดจะทักทายเพื่อนเก่าหน่อยเหรอ มอร์ริส" กอร์เดสทักทาย

"ผมหาเรื่องทักทายไม่ได้ ในเมื่อท่านยังเหมือนเดิม" มอร์ริสตอบกลับ

"อ่าฮะ ไหนล่ะ?" กอร์เดสยกมือขอบางสิ่ง

".." มอร์ริสมองหน้าไม่เข้าใจ

"อะไรกัน ตัวเองเป็นแขกแท้ ๆ กลับไม่รู้จักมารยาท มาเยือนเมืองคนอื่นแต่กลับมามือเปล่า ขายขี้หน้าเสียจริง" กอร์เดสพูดจาเสียดสี

"ไม่ยักรู้ว่ากอร์เดสผู้ร่ำรวยเงินทองเพชรพลอย จะมาทวงขอของกำนัลราคาไม่เท่าไหร่ ถ้าท่านต้องการ วันงานเลี้ยงน้ำชาฉลองครบ 45 ปี ผมจะเตรียมของขวัญมาให้อย่างงาม" มอร์ริสยักคิ้วยียวน

"ฮ่า ๆ ๆ ต้องอย่างนี้สิ แต่ยังดีนะที่รู้จักพูดจาสุภาพกับมาร์ควิสอย่างฉันน่ะ ไม่เอาน่า...ฉันว่าจะไม่โกรธแล้วนะที่นายมาหาฉันล่วงหน้าโดยไม่บอกกล่าวถึงสามวัน เอ๊ะ สี่นี่นา" กอร์เดสพูดไม่จริงจัง ยกวิสกีขึ้นมาจิบ ก่อนจะผายมือให้มอร์ริสดื่มด้วยกัน

"มีเรื่องอะไรให้โกรธกัน?" มอร์ริสถามกลับหน้านิ่ง

"แหม่! คิดดูสิ..แขกชื่อดังจากต่างเมืองมาเยี่ยมเยือนทั้งที ฉันกลับไม่ให้ความต้อนรับที่ดีแถมยังปล่อยให้ไปเช่าบ้านเล็ก ๆ อยู่อีก ใครรู้เข้าก็คงเสียชื่อมาร์ควิสกอร์เดสแย่" กอร์เดสส่ายหัวทำท่าทีไม่พอใจ

"ผมได้เดินทางมาบอกกล่าวถึงการมาแล้ว ถ้าไม่มีอะไรคงต้องขอกลับก่อน" มอร์ริสคร้านจะต่อความ จึงตอบตัดสนทนาแล้วทำท่าจะลุกขึ้น

"อย่าเพิ่งสิ นายไม่ต้องไปพักที่บ้านรูหนูนั่นแล้ว ฉันจะสั่งให้คนของฉันไปขนข้าวของให้ แล้วมาพักที่นี่ดีกว่า" กอร์เดสพูดจาเอาแต่ใจ

"อย่าทำแบบนั้นเลย ท่านก็รู้ว่าผมไม่ชอบ" มอร์ริสตอบเสียงแข็ง จนอีกฝ่ายนิ่งไปสีหน้าจริงจัง

"...ฉันแปลกใจนะที่นายมา ทั้งที่ฉันเชิญมาตลอดแต่นายไม่เคยมาเลย ยี่สิบปีเชียวนะที่ไม่มาพบกัน" กอร์เดสพูดเสียงเรียบจริงจัง

"ผมมาเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองเพราะเป็นรับสั่งของราชินี ถ้าไม่มีหมายสั่งนี้ อย่าคิดว่าผมจะได้มาเยือนคฤหาสน์กอร์เดส" มอร์ริสตอบกลับเพื่อไม่ให้กอร์เดสคิดเข้าข้างตนเอง

"ถึงอย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งกลับตอนนี้เลย อีกไม่นานคนรักของฉันจะกลับมาแล้ว" กอร์เดสแปรเปลี่ยนเรื่อง แปรสีหน้าจริงจังเป็นอ่อนโยน

"คนรัก? ท่านคงไม่ได้หมายถึงเลดี้แอล ภรรยาของท่าน" มอร์ริสถามเสียงสูง เขารู้อยู่แล้วว่ากอร์เดสมีมากภรรยา โดยที่ภรรยาหลวงอย่างเลดี้แอลก็ไม่ได้ติดใจมีปัญหาอะไร

"แหม่ อย่าพูดจาอย่างนั้นสิ คนคนนี้เป็นคนที่ฉันรักจริง ๆ เขาฉลาดแต่ค่อนข้างหัวรั้นไปหน่อย" กอร์เดสพูดพลางยิ้มไปด้วย

"เขา?" มอร์ริสเลิกคิ้วสงสัย

"เขาเป็นเด็กหนุ่ม นิสัยดีและซื่อตรง มาร์คียอเนสแอลเองก็ชื่นชอบเขาอยู่พอตัว มีฝีมือดีในเรื่องการทำความสะอาดรองเท้า"

"หึ ค่อนข้างแปลกใจที่ท่านชอบบุรุษ" มอร์ริสทำเสียงราวกับไม่เชื่อ

"ความรักมันห้ามกันไม่ได้ อย่างที่ว่าเขานั้นน่ารักและนิสัยดี อย่างไรก็ตามลอร์ดมอร์ริสก็อยู่ต่อสักครู่รอชมฝีมือการขัดรองเท้าของเขาสิ เดินทางมาไกล รองเท้าที่ใส่อยู่คงเยินน่าดู เขาออกไปในเมืองกับแอล อีกไม่นานคงกลับแล้ว" กอร์เดสพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมในคนที่กล่าวถึง

"เขาคงดีใจที่ท่านปลาบปลื้มเขาขนาดนี้ แต่ผมคงขอปฏิเสธเพราะมีธุระสำคัญที่ต้องไปทะ..."

"อะ มาแล้วนั่นไงล่ะ! ไงที่รัก"

ไม่ทันที่มอร์ริสจะพูดจบ กอร์เดสก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน มือเหี่ยวเล็กน้อยตามอายุโบกมือให้ใครบางคนที่ด้านหลังมอร์ริส นัยน์ตาสีเขียวแกมฟ้าหันไปมองตามอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะดูหน้าคนรักของกอร์เดสที่คลั่งไคล้เป็นนักหนา ก่อนที่ดวงตาสีสวยจะเบิกโตเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มที่เดินเข้ามาหน้าตาเรียบเฉย มือขาวเปิดผ้าที่คลุมหัวตัวเองออกแล้วเดินมาหาลอร์ดกอร์เดส ไม่ได้สนใจแขกผู้มาใหม่ที่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างมอร์ริส

หน้าตาเหมือนเดิม ตากลมสุกใส ส่วนสูงไม่มีเปลี่ยน ที่เปลี่ยนไปคงเป็นรูปร่างที่สมส่วนมากกว่าเดิมจากที่เคยผอมแกร็นราวกับโครงกระดูก ใบหน้าที่เคยตอบหมองคล้ำ ตอนนี้อวบอิ่มน่าจับต้อง ใบหน้ามีสีเลือดฝาดบ่งบอกสุขภาพที่ดี ใบหน้าที่คุ้นตามีจุดให้ขัดใจเพิ่มมาใหม่คือรอยแผลเป็นใหญ่ที่ใต้ตา ทั้ง ๆ ที่มันเคยเนียนใสแท้ ๆ กับอารมณ์ที่ออกมาจากสีหน้าไร้ความนึกคิดเหมือนคนไม่มีความสุข ใบหน้าแบบนี้...มอร์ริสเห็นมันจนชินแล้ว

ไม่เจอกันนานหลายเดือน เปลี่ยนไปมากขนาดนี้เชียวหรือ...

ตามหาแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่เจอ...

พอบทจะเจอก็เจอง่าย ๆ เสียได้...

มอร์ริสมองตามร่างโปร่งที่เดินไปนั่งแทบเท้ากอร์เดสช้า ๆ มือใหญ่ของกอร์เดสยกขึ้นลูบศีรษะทุยด้วยความรู้สึกมากสิเน่หา ใบหน้ายิ้มอ่อนโยนพอใจ ก่อนจะไปสัมผัสใบหน้าขาวใสของร่างโปร่ง แต่ผู้ถูกกระทำก็สะดุ้งแล้วหลีกตัวออกอย่างรวดเร็ว จนกอร์เดสตกใจ มอร์ริสเองก็เท้ากระตุกไหวชั่วขณะเมื่อเห็นดังนั้น เขาจ้องกอร์เดสไม่ละสายตา

"โอ้ ตายจริง! ฉันลืมไปว่าเธอไม่ชอบที่ฉันทำแบบนี้" กอร์เดสจับไหล่บางเบา ๆ ปลอบประโลม

"ท่านไม่คิดจะแนะนำเขาให้ผมรู้จักหน่อยหรือ" มอร์ริสพูดขัดขึ้นมา หวังให้ร่างบางที่นั่งอยู่ที่พื้นหันมามองเขาสักนิด

"จริงสิ ลอร์ดมอร์ริส นี่คือแพม และแพม นี่คือเอิร์ลมอร์ริส วิลลี วอซลี เรียกท่านว่า ลอร์ดวอซลีนะ ไปทักทายสิ เขารออยู่ชมฝีมือการขัดรองเท้าของเธออยู่เลย" กอร์เดสพูดน้ำเสียงร่าเริง

ร่างโปร่งพยักหน้ารับคำสั่งเบา ๆ ก่อนจะคลานเข่ามาใกล้ร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่อีกฝั่งแล้วจับปลายรองเท้าหรูของมอร์ริส ศีรษะทุยเงยหน้าขึ้นมาสบตาสีสวยช้า ๆ ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของมอร์ริส

มอร์ริสใจกระตุกเมื่อปลายเท้าของเขาถูกสัมผัสบางเบา ทั้งที่สบตากลมคล้ายกวางอยู่ ความรู้สึกห่วงหาถาโถมเข้ามาจนแทบจะรั้งใจไม่ให้กระชากตัวมาโผกอด แต่ยังคงหักห้ามและสำรวมไว้ได้ ตากวางไม่อาจจ้องมองได้นานจึงเป็นฝ่ายก้มหลบไปก่อน

ภาพนี้มันคุ้นตาเหลือเกิน...

"ขออนุญาตถอดรองเท้านะครับ ลอร์ดวอซลี" เสียงใสถามคนที่นั่งอยู่ด้านบน ก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อขอคำตอบ

มอร์ริสทำหน้านิ่งคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินและเห็นท่าทีอย่างนั้น พลันคิดบางอย่างในใจจนไม่ได้ตอบคำถามนั้น

ทำไมมองแบบนี้...

แววตาเหมือนที่เจอกันวันแรกไม่มีผิด...

แววตาของคนไม่รู้จัก...

"ไม่พอใจคนของฉันหรือมอร์ริส" กอร์เดสถามน้ำเสียงไม่พอใจเมื่อเห็นมอร์ริสมีสีหน้าที่ไม่ดีกับแพม

"เปล่า ผมแค่รู้สึกว่าคุ้นหน้าคน...ของท่าน" มอร์ริสอยากจะกลืนคำสุดท้ายลงคอ

"งั้นหรอกหรือ? แพมหน้าตาธรรมดา คงจะมีคนคล้ายคลึงเยอะ" กอร์เดสพูดออกความเห็น

"ผมรู้สึกสนใจในคฤหาสน์ของท่านแล้วล่ะสิ..." มอร์ริสพูดพลางจ้องมองศีรษะทุยกำลังก้มหน้าตั้งใจทำความสะอาดรองเท้าให้เขาอยู่ แล้วพูดต่อ

"...จะเป็นอะไรไหมที่ผมจะตอบรับเรื่องอยู่ที่นี่ จนกว่าจะมีงานเฉลิมฉลอง"


-----------100%----------

ตอนที่แล้วสั้นมากใช่ไหมคะ ตอนนี้ก็มายาวๆเลยค่ะ 6000+ คำ ฮ่าาาาา คิดว่าตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไร แต่ก็ล่อมาสะขนาดนี้เลย น้ำค่อนข้างเยอะขอโทษทีนะคะ แต่อยากให้ทิ้งช่วงความรู้สึกตอนอ่านหน่อย ไม่อยากให้เจอกันปุบปับ ความจริงว่าจะเว้นสัก2-3ตอนค่อยเจอกัน แต่มันจะยืดเยื้อออออไป ฮ่าาา

#เนื่องจากมี FC เรื่องนี้จากเล้าเป็ดแวะมาให้กำลังใจในเพจเนื่องจากไม่สามารถคอมเมนต์ในเว็ปได้ เลยมีกำลังใจแต่งมากกกก ทำให้มาอัพให้ไวนะคะ ปั่นรัวๆมา2วันเต็ม (2วันได้แค่นี้?)

ขอร่ายมนต์ดำแปปนะคะ จงรักเรื่องนี้ จงหลงเรื่องนี้ จงเสียตังเปย์เล่ม! เพี้ยงงงงง

ขอบคุณนะคะะะะ จู๊บบบบบ


ไปเพจตามนี้เลยยย จิ้ม >>>  ๋Juharah <Page facebook> <<<จิ้ม

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
น้องความจำหายไปแน่ๆ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
แพมความจำเสื่อม???หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก???แต่ดูท่าทางอาการแล้วน่าจะเสียความทรงจำมากกว่า คนนึงก็จำไม่ได้ อีกคนก็ติดยา เหอะๆ อุปสรรครักนี้จะผ่านไปได้ไหม มอร์ลิสก็ตามหาตลอดไม่มีหยุดเลย ถือว่าพยายามมากแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นติดยาแทน แล้วอาการหื่นซาดิสท์รักษาหายยัง เพลาๆลงหน่อยนะมอร์ลิสไม่งั้นไม่หล่อเหมือนเดิมนะ 555555 สนุกกกก ขอบคุณนะคะที่มาต่อ ก็ยังดีที่เขาเจอกันแล้ว แอบสงสารมอร์ลิสเบาๆ 5555 รอตอนหน้าเลยค่า  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
    • Juharah
ตอนที่ 20

"นายท่านขอรับ..เอ่อ"

"อืม"

ฮาร์วียืนกระอักกระอ่วนใจอยู่ข้าง ๆ มอร์ริสที่กำลังนั่งเก้าอี้จิบชาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บริเวณคฤหาสน์ของมาร์ควิสกอร์เดส สายตาจดจ้องไปยังกลุ่มคนที่ปูผ้าผืนใหญ่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้อีกต้นที่อยู่ไม่ไกลนัก เป็นกลุ่มของเลดี้แอลภรรยาของลอร์ดกอร์เดสกับเหล่าสาวใช้ที่กำลังนั่งหัวเราะร่วนปักผ้าลวดลายสวยงาม โดยมีชายร่างโปร่งที่เคยผอมบางนั่งคอยรับใช้ปรนนิบัติผิดหน้าที่ของบุรุษ คงจะเป็นจริงอย่างที่กอร์เดสได้กล่าวไว้ว่า เลดี้แอลค่อนข้างจะโปรดปรานเด็กหนุ่มที่ชื่อแพมเป็นพิเศษ

"กระผมไม่มั่นใจ เอ่อ แต่ก็มั่นใจว่านั่นเป็นคุณแพมใช่ไหมขอรับ"

ฮาร์วีจ้องมองไปยังชายร่างโปร่งที่นั่งก้มหน้านิ่ง ๆ ข้างเหล่าหญิงสาว พ่อบ้านหนุ่มรู้สึกแปลกใจที่เห็นแพมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีตกใจอะไรแม้แต่น้อย

"เขาอ้วนขึ้นนะ คิดว่างั้นไหม" มอร์ริสกระตุกยิ้มพอใจแล้วยกชาขึ้นมาจิบ

ฮาร์วีหันขวับไปมองบุคคลที่พวกเขาพูดถึงอีกครั้งหนึ่ง ฮาร์วียอมรับเลยว่าแพมนั้นมีน้ำมีนวลและอุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่ได้อ้วนตามที่มอร์ริสกล่าวมาแม้แต่น้อย ขนาดตัวที่เปลี่ยนไปไม่ได้ทำให้หน้าตาเปลี่ยนซ้ำยังดูอิ่มเอมน่าสัมผัสไปทุกส่วนของร่างกาย ใบหน้าจืดชืดไร้ความโดดเด่นก็ขึ้นสีเลือดฝาด แก้มอิ่มแดงระเรื่อ

"คำถามของฉันทำให้แกคิดลามกไปถึงไหนกัน" มอร์ริสมองหน้าฮาร์วีอย่างไม่พอใจ

"อะ เอ่อ คะ ขอรับ คุณแพมดูอวบขึ้นจริง ๆ ขอรับ" ฮาร์วีรีบตอบเอาใจมอร์ริสแล้วเบือนหน้าหนีจากแพม

"เขาคงโกรธฉันมาก จนทำท่าทีราวกับคนไม่รู้จักกัน"

สิ้นคำมอร์ริส ฮาร์วีก็เลื่อนสายตามองตามช้า ๆ อย่างกังวลใจ ท่าที 'ทำเป็น' ไม่รู้จักของแพมที่เขาเห็นอยู่ ณ ตอนนี้ เกรงว่ามันจะมีอะไรมากกว่านั้นน่ะสิ...



"คุณผู้หญิงคะ ดิฉันคิดว่าเอิร์ลวอซลีที่นั่งอยู่ต้นไม้ทางสามนาฬิกา ท่านจ้องมาไม่หยุดเลยล่ะค่ะ" สาวใช้คนหนึ่งที่นั่งอยู่กับเลดี้แอลกระซิบเบา ๆ

"ดิฉันก็รู้สึกเหมือนกันค่ะคุณผู้หญิง หรือว่าเอิร์ลวอซลีจะแอบมีใจให้คุณผู้หญิงกัน" สาวใช้อีกคนเสริมทัพเข้ามาทั้งยังทำหน้าเพ้อฝัน จ้องมองไปยังขุนนางที่แสนจะหล่อเหลาแล้วจ้องกลับมาที่นายผู้หญิงของเธอที่มีหน้าตาสละสลวยอ่อนเยาว์ผิดกับอายุ

"พูดจาเหลวไหลกันเสียจริง" เลดี้แอลส่ายหัวให้บรรดาสาวใช้แล้วสนใจร้อยเส้นด้ายไปตามฝ้าปักเป็นลวดลายประณีต

"อาจจะเป็นไปได้นี่คะคุณผู้หญิง ทั้งคุณผู้หญิงและท่านเอิร์ลผู้นั้นก็อายุอารามเท่า ๆ กัน อาจเป็นชนวนให้รู้สึกดีต่อกัน" สาวใช้อีกคนบอกแก่นายของเธอเสียงเบา

"แลดูพวกเธออยากจะให้ฉันสมหวังกับท่านเอิร์ลวอซลีเสียจริงนะ ทั้ง ๆ ที่ฉันก็มีสามีอยู่แล้ว ซึ่งก็คือลอร์ดกอร์เดส นายใหญ่ของพวกเธอ" เลดี้แอลตอบเสียงนิ่ง ไม่มีท่าทีโกรธเคืองสาวใช้คนสนิทแต่อย่างใด

"อุ๊ย..ขออภัยค่ะคุณผู้หญิง" สาวใช้ทั้งสามกล่าวขอโทษคอตกไหล่งอทันใด

"แล้วเธอคิดว่าอย่างไรบ้างล่ะแพม" เลดี้แอลหันไปถามแพมที่นั่งใช้ผ้าขัดเงารองเท้าส้นสูงหลายคู่ให้เธออยู่ ไหล่กว้างกระตุกตกใจเล็กน้อยที่จู่ ๆ เธอก็พุ่งคำถามปลายเปิดใส่

"เอ่อ เรื่องอะไรเหรอครับคุณผู้หญิง" แพมถามเสียงติดขัด เขากำลังจมดิ่งตั้งใจขัดรองเท้าราคาแพงโดยไม่สนใจอะไร

"เหม่ออะไรอยู่น่ะ เธอคิดว่าลอร์ดวอซลีจากต่างเมืองกำลังจ้องมองมาที่ฉันเพราะชอบพอจริงหรือไม่" เลดี้แอลถามยิ้ม ๆ แล้วลูบใบหน้าเด็กหนุ่มที่อ่อนกว่าเธอเป็นสิบปี

แพมปล่อยให้เลดี้แอลสัมผัสใบหน้าเขาจนกระทั่งเธอพอใจและละมือออก แพมจึงค่อย ๆ ชำเลืองสายตาไปมองยังทิศทางของบุคคลที่อยู่ในคำถามที่แพมต้องตอบ พลันหันไปเพียงเสี้ยวสายตาก็ประสานกันอย่างจงใจเมื่อแพมเห็นว่าขุนนางหล่อเหลาอย่างมอร์ริสก็จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว แพมยกมือขึ้นจับหน้าอกที่เจ็บแปลบของตัวเองอย่างไม่รู้สาเหตุทั้งที่ยังประสานสายตากับร่างสูงใหญ่ เขารู้สึกถึงความห่วงหาอาทรณ์อย่างแรงกล้าที่ส่งผ่านมาจนไม่อาจจ้องมองต่อไปไหว ใบหน้าหวานหันขวับกลับมาที่เดิมหายใจหอบรัวจนเลดี้แอลต้องจับบ่าไว้อย่างตกใจ รวมถึงสาวใช้คนอื่น ๆ ที่มองมาอย่างร้อนรน

"เป็นอะไรไปน่ะ รู้สึกเจ็บแผลหรือ" เลดี้แอลถามไถ่

"หรือว่านั่งนานจนกระดูกที่เข่าเคลื่อน ใกล้จะหายแล้วแท้ ๆ คุณผู้หญิงคะ ให้ดิฉันตามหมอเลยไหมคะ" สาวใช้ทำท่าจะลุกขึ้นอย่างร้อนรน แต่แพมก็จับชายกระโปรงพลิ้วเบา ๆ

"ปะ เปล่า ผมไม่ได้เจ็บแผลอะไรเลยครับ แค่จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก"

"เป็นเพราะฉันพาเธอออกมานั่งข้างนอกทั้งที่อากาศหนาวหรือเปล่านะ" เลดี้แอลทำหน้ารู้สึกผิด

"ไม่ใช่นะครับ เสื้อที่คุณผู้หญิงมอบให้ช่วยมอบความอบอุ่นจนผมไม่รู้สึกหนาวเลยครับ เพียงแต่จู่ ๆ ก็รู้สึกแปลก ๆ" แพมรีบปฏิเสธเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อย ถึงแม้เขาจะรู้สึกหนาวเล็กน้อย

"จริงหรือ?" เลดี้สีหน้าดีขึ้นแล้วมองไปยังเสื้อแขนยาวสีเลือดหมูตัวหนาที่แพมสวมอยู่

"จริง ๆ ครับ" แพมตอบแล้วอมยิ้มเล็ก ๆ

"ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แพมมากับฉันหน่อยสิ ฉันจะเดินไปหาลอร์ดวอซลี" เลดี้แอลลุกขึ้นยืนแล้วสวมรองเท้าที่แพมขัดไว้ให้ ไม่วายจับกลีบกระโปรงบานพลิ้วเอียงตัวเชยชมรองเท้าที่ใส่อยู่

"หา? เอ่อ หมายถึงท่านเอิร์ลผู้นั้นเหรอครับ" แพมถามกลับร้อนรน

"ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย ถึงท่านจะมีข่าวคราวที่น่ากลัวอยู่บ้าง แต่ก็ถึงขั้นทำให้กลัวขนาดนี้เลย ทั้งยังหล่อมากด้วย..." สาวใช้ที่นั่งอยู่ด้วยพูดกับแพม แล้วทำท่าเขินอายเมื่อแอบมองไปยังมอร์ริส

"หากเธอไม่ไปกับฉัน ฉันจะไปคนเดียวก็ได้" เลดี้แอลบอกแพม

"ไม่ครับคุณผู้หญิง ผมจะไปเดี๋ยวนี้" แพมรีบลุกขึ้นแล้วไปยืนข้างหลังเลดี้แอล หญิงสาวยิ้มพอใจเล็กน้อยก่อนจะเดินนำไปยังที่ที่มีชายต่างเมืองสองคนนั่งอยู่

ยิ่งใกล้ถึงตัวชายร่างสูงกำยำเท่าไหร่หัวใจของแพมยิ่งเต้นรัวมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่อาจต้านทานที่จะสบตากับชายสูงศักดิ์ที่มีสีตาประหลาดแต่ก็งดงามเปล่งประกาย ความรู้สึกประหลาดที่อยู่ลึกในห้วงความคิดราวกับพยายามจะบอกบางอย่างกับแพมแต่ทว่าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเกี่ยวกับชายผู้นี้

ชายแปลกหน้า...

 เลดี้แอลเดินมาใกล้กับลอร์ดวอซลี ร่างสูงที่นั่งเก้าอี้ไม้ราคาแพงก็ลุกขึ้นก่อนที่สตรีจะเดินไปถึง มือหนาของมอร์ริสคว้าฝ่ามือเล็กของเลดี้แล้วประทับจุมพิตบาง ๆ ที่หลังมือขาวก่อนจะส่งยิ้มแล้วกล่าวทักทาย

"เป็นเกียรติจริง ๆ ที่ได้พบกับเลดี้แอล เพิ่งมีโอกาสได้พูดคุยกันทั้ง ๆ ที่ผมมาถึงตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว" มอร์ริสใช้เสียงทุ้มน่าลุ่มหลงเอ่ยออกไป

"หากท่านไม่ต้องการจะยิ้ม ดิฉันก็ไม่ติดขัดอะไรเพราะฉะนั้นอย่าเกร็งไปเลย" เลดี้แอลกล่าวยิ้มอ่อนโยน

มอร์ริสกระตุกยิ้มแสยะหนึ่งทีอย่างพอใจ เขาได้ยินมาบ้างว่าเลดี้แอลภรรยาของมาร์ควิสกอร์เดสเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและทันคน คงจะเป็นจริงดังที่ได้ยินมา

"สาวใช้ของดิฉันบอกว่าท่านเอิร์ลแอบลอบมองมาบ่อย ๆ ดิฉันเลยเดินมาถามด้วยตนเองว่าท่านอยู่ที่นี่ติดขัดปัญหาอะไรหรือไม่" เลดี้แอลประสานมือไว้ด้านหน้าท่าทางสุขุมแล้วส่งยิ้มบางไปให้

"ต้องขออภัยจริง ๆ ที่ผมเผลอไปสร้างความอึดอัดให้ เพียงแค่สงสัยว่าลมพัดเย็นแบบนี้ทำไมถึงได้มานั่งเล่นด้านนอก ไม่รู้สึกหนาวบ้างหรือ?" มอร์ริสทำทีท่ารู้สึกผิดเล็กน้อย

"ดิฉันและเหล่าสาวใช้ห่มเสื้อผ้าหลายชั้นจึงไม่รู้สึกว่ามันหนาว ทั้งยังเย็นสบาย ว่าแต่ท่านเองก็ออกมารับลมเย็นเช่นเดียวกัน ไม่หนาวหรือ เสื้อผ้าที่ใส่ก็ค่อนข้างบาง" เลดี้แอลพูดพลางมองชุดที่มอร์ริสใส่

"ผมค่อนข้างขี้ร้อนไปหน่อย ผิดกับเด็กหนุ่มข้างหลังเลดี้ เขาคงจะหนาวน่าดู" มอร์ริสตอบแล้วเชยตามองกรอบหน้าใสของแพมที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังหญิงสาวสูงศักดิ์

แพมสะดุ้งเมื่อได้เข้าไปอยู่ในบทสนทนา แพมรู้สึกหนาวจริง ๆ อย่างที่ลอร์ดมอร์ริสพูด แต่แพมคิดว่าตนเองเก็บอาการท่าทีตัวเองไว้เป็นอย่างดีเพื่อรักษาน้ำใจเลดี้แอล

"จริงหรือแพม?" เลดี้แอลหันกลับมาถาม

"เปล่าครับคุณผู้หญิง" แพมตอบกลับเสียงเบา

หมับ!

"เฮือก!"

ร่างโปร่งสะดุ้งเฮือกเมื่อมอร์ริสคว้าหมับเข้าที่ฝ่ามือเขาอย่างรวดเร็ว ไออุ่นจากฝ่ามือใหญ่ส่งผ่านมาราวกับจะช่วยบรรเทาความหนาว ฝ่ามือที่ดูเล็กไปเลยเมื่อเทียบกัน กำลังถูกบีบเคล้นเบา ๆ โดยมอร์ริส แพมเงยหน้าสั่น ๆ มองร่างสูง เขาเห็นรอยยิ้มพึงพอใจส่งมาให้ก่อนจะพยายามดึงมือตัวเองออกมา

"มือเขาเย็นขนาดนี้ อีกหน่อยเขาคงป่วยแน่เลดี้แอล เขาค่อนข้างจะขี้หนาวน่ะครับ" มอร์ริสส่งยิ้มบางไปให้เลดี้แอลแล้วพูดตามใจคิด จนถูกฮาร์วีช่วยเตือนสติ

"นายท่าน..."

"ดูนายจะรู้จักคนของฉันดีจังนะมอร์ริส"

เสียงทุ้มเข้มติดห้วนของผู้มาใหม่ดังขึ้นเรียกสายตาจากทุกคนที่อยู่รวมกัน กอร์เดสและเหล่าสมุนเดินเคร่งขรึมเข้ามาหาช้า ๆ แล้วมองหน้ามอร์ริสไม่ลดละ สีหน้าของมอร์ริสเองก็เปลี่ยนไปเช่นกันเมื่อเจอกอร์เดส

"เรื่องแบบนี้ดูได้ไม่ยาก" มอร์ริสตอบ

"หืม แอลก็รู้ว่าแพมเพิ่งหายจากเรื่องแย่ ๆ ทำไมถึงพาออกมาเดินตากลมหนาว" กอร์เดสหันไปตำหนิภรรยาของตนเอง ที่ยืนหน้านิ่งไม่รู้สึกรู้สากับคำกล่าวโทษ

"ผมไม่เป็นอะไรครับลอร์ดกอร์เดส" แพมรีบตอบแก้หน้าให้เลดี้แอล

"หืม ไม่เป็นไรได้อย่างไร ตัวเย็นออกขนาดนี้"

กอร์เดสขยับกายเข้าไปชิดแพม ฝ่ามือใหญ่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามอายุวางลงบนบ่าของร่างโปร่งบางเบาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าแพมจะพยายามถอยห่างออกมาอย่างรักษาน้ำใจ

มอร์ริสมองภาพนั้นพลันกำหมัดตัวเองแน่น ฟันกรามขบเข้าหากันจนโครงหน้าสั่นเล็กน้อย เขาอยากจะไปกระชากตัวไอ้แก่มากตัณหาออกมาจากคนของเขาแล้วกระหน่ำซัดกำปั้นเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายให้แตกยับเยิน มือโสโครกที่บังอาจมาแตะต้องเรือนร่างของแพมเขาก็อยากจะคว้าดาบออกมาแล้วฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อนจนไม่สามารถมาลุกล้ำผิวเนื้อของร่างโปร่งได้

"เผอิญผมต้องออกไปคุยเรื่องการล่าสัตว์ในเมืองหลายชั่วโมง ฝากแอลดูแลความเรียบร้อยที่คฤหาสน์ด้วย" กอร์เดสสั่งภรรยา

"เดินทางปลอดภัยนะคะ ไม่ต้องห่วงทางนี้" แอลตอบยิ้ม ๆ แล้วรับจุมพิตบางเบาของกอร์เดส

"เด็กดี ฉันจะรีบกลับมาหานะ" กอร์เดสหันไปใช้หลังมือลูบใบหน้าใสของแพม ซึ่งยังคงสร้างความตกใจให้ผู้ถูกกระทำเช่นเคย แต่กอร์เดสก็ยังไม่สนใจ หันมามองมอร์ริส

"เชิญตามสบายได้เลยนะมอร์ริส" กอร์เดสกล่าวแค่นั้นแล้วเดินไปขึ้นรถม้าคันหรูที่มาจอดเทียบอยู่ใกล้ ๆ

ภรรยายืนอยู่ด้วยแท้ ๆ ยังจะไปชายตาปันใจผู้อื่นต่อหน้าต่อตา ทั้ง ๆ ที่เลดี้แอลเป็นผู้หญิงที่มีใบหน้างดงามเกินกว่าใคร ทั้งยังฉลาดและเพียบพร้อม แต่ฝ่ายเลดี้เองก็มิได้แสดงอาการโกรธเคือง ได้แต่ทำหน้าตานิ่งเฉยทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งนั้น มอร์ริสพ่นลมออกจมูกสมเพชความสัมพันธ์อุบาทว์

แพมลอบมองท่าทีของเลดี้แอลอย่างเกรงใจที่สามีของเธอทำกับเขาเช่นนั้น แต่เลดี้เองก็ไม่มีโกรธเคือง ยิ่งทำให้แพมนั้นรู้สึกผิดแล้วใหญ่

พรึบ!

"อะ!"

ผ้าผืนใหญ่สีทึบคลุมลงบนหัวแพมไม่ทันตั้งตัว มือเรียวจับมันออกอย่างระมัดระวังก็พบว่ามันคือเสื้อโค้ตตัวโคร่งสีดำสนิท แพมชะงักเมื่อเขาได้กลิ่นบางอย่างที่ออกมาจากเสื้อตัวนี้ ดูเหมือนจะเป็นมอร์ริสที่โยนมา

"รบกวนท่านเสียเปล่า" เลดี้แอลปิดปากตกใจ พยายามจับเสื้อโค้ตที่คลุมตัวแพมออกมาคืนให้มอร์ริส

"ไม่เป็นไรเลดี้แอล เสื้อตัวนั้นผมไม่ใส่อยู่แล้ว คิดเสียว่าฝากเอาไว้" มอร์ริสกอดอกพูดพลางมองร่างโปร่งในเสื้อโค้ตของเขา

"แพม ทำไมยังเฉยอยู่ล่ะ?" เลดี้แอลหันไปเอ็ดแพม

"อะ เอ่อ ขอบคุณท่านเอิร์ลมากนะครับ ผมจะรีบคืนให้เมื่อกลับเข้าด้านใน"

มอร์ริสไม่ตอบแต่ยังคงจ้องมองแพมไม่ละสายตา จนเลดี้แอลที่ลอบสังเกตอยู่จึงได้พูดขึ้น

"หากท่านว่าง สนใจมานั่งคุยกับดิฉันไหมล่ะ ดิฉันจะบอกให้ผู้ติดตามไปตั้งโต๊ะคุยกัน" เลดี้แอลถามยิ้ม ๆ

"ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมนั่งบนผ้าผืนนั้นได้ หวังว่าจะเหลือที่"

"แน่นอนอยู่แล้วค่ะ" เลดี้แอลยิ้มรับแล้วเดินกลับไปที่ของตนเองโดยมีมอร์ริสตามมาด้วย

"แพม เดี๋ยวไปยกชาออกมาทีนะ เธอก็ไปได้แล้วล่ะ" เลดี้หันไปบอกแพมแล้วปัดมือไล่สาวใช้ทั้งสามคน

"ครับ" แพมรับคำสั่งแล้วเดินออกไปด้วยความอึดอัดใจ ลอร์ดมอร์ริสจ้องเขาไม่วางตาเลย

"เขาก็ไปไกลแล้ว เมื่อไหร่ท่านจะเลิกมองตาม" เลดี้แอลพูดกับมอร์ริส ไม่ใช่แค่มอร์ริสเท่านั้น พ่อบ้านฮาร์วีเองก็มองเช่นกัน เพียงใช้สายตาคนละแบบ

"จนกว่าเขาจะมั่นใจว่าเขาปลอยภัย..." มอร์ริสตอบเสียงเบาราวกับตอบตัวเอง

"ท่านว่าอย่างไรนะ..." เลดี้แอลขมวดคิ้วถามเมื่อฟังไม่ถนัด ก่อนจะถามต่อ "รู้จักกันงั้นหรือ"

"...ขาเขาเจ็บ" มอร์ริสไม่ตอบคำถาม แต่เขาสนใจร่างโปร่งที่เดินกะเผลกเล็กน้อย

"ท่านสงสัยเรื่องนี้หรอกหรือ ขาเขามีปัญหาน่ะ ตอนที่ดิฉันเจอเขาครั้งแรกก็นึกว่าจะตายไปเสียแล้ว หายใจก็รวยริน ขาก็หักผิดรูป จึงต้องจ่ายเงินจ้างหมอราคาแพงมาช่วยเขาจนหายเลยล่ะ ตอนนี้ก็ยังไม่หายดีเท่าไหร่ แต่ก็ฟื้นตัวเร็วน่าประหลาด" เลดี้แอลเล่าให้ฟัง

"เลดี้ไปเจอเขาได้ยังไง" มอร์ริสถาม

"เมื่อสองเดือนก่อนเขาลอยมาตามลำธารแล้วติดกับรากไม้ ดูจากบาดแผลน่าจะพลัดตกจากหน้าผาเตี้ย ๆ สักที่หนึ่ง"

"ทำไมถึงได้ดูแลเขา" มอร์ริสถามด้วยความสงสัย

หากเลดี้แอลไม่เก็บแพมมา มอร์ริสคงตามหาเจอไปนานแล้ว และไม่ต้องลำบากมาถึงที่นี่

"ดิฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยอมเห็นคนตายต่อหน้าไม่ได้อีกอย่างเขาก็ฉลาดผิดกับที่คิด"

"ฉลาด?" คำพูดนั้นสร้างความมึนงงให้มอร์ริส

"ใช่ เขาเป็นเด็กหนุ่มไร้ญาติมิตรและสกุล แต่กลับอ่านหนังสือออกและเขียนได้ราวกับได้รับการศึกษา" เลดี้แอลพูดถึงพลางยิ้มชื่นชม

มอร์ริสคลายความสงสัยทันที ดูเหมือนสิ่งที่เขามอบให้แพมไป อีกฝ่ายคงเก็บมันไว้อย่างดี

"แต่น่าเสียดาย...ที่เขาคงไม่มีทางกลับไปเดินปกติได้ คงกึ่งพิการแบบนี้ไปตลอดชีวิต ขาเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว" เลดี้แอลกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าใจ

"...แต่เลดี้ก็ยังดูแลเขา" มอร์ริสตอบกลับหลังจากเงียบไปพักใหญ่

"ดิฉันไม่มีลูกท่านก็ทราบ เขาน่ารักทั้งยังเชื่อฟัง ดิฉันก็เอ็นดู" เลดี้แอลตอบกลับ

"เขาเป็นคนมีเจ้าของ เลดี้ควรคืนเขาเสีย" มอร์ริสจุดประเด็น

"ท่านรู้ได้อย่างไร...เขาบอกว่าเขามาจากบาร์ในเมืองที่อยู่ไกลโพ้น เป็นทาสคอยเช็ดรองเท้า จะไปมีเจ้าของได้อย่างไร" เลดี้แอลสวนกลับทันใด

"..." มอร์ริสพูดไม่ออก มีบางอย่างที่ติดในใจ

"ถึงอย่างไร หากมีคนที่ต้องการดูแลเขาต่อ ดิฉันก็อยากจะให้เขาไป ดีกว่าอยู่..ที่นี่" เลดี้แอลพูดน้ำเสียงเป็นกังวล

"ปัญหาคงเป็นมาร์ควิสกอร์เดส"

"ตามที่ท่านพูดมา" เลดี้แอลตอบกลับเสียงเบา "เขาถูกใจแพมมาก มากเสียจนคิดว่าแพมคงไม่มีโอกาสได้ไปไหนอีกแล้ว"



แพมกลับไปที่ใต้ต้นไม้อีกครั้ง เป็นสิ่งที่ทำให้โล่งใจมากเมื่อเขากลับไปก็ไม่เห็นขุนนางร่างสูงใหญ่และพ่อบ้านของเขาอีกแล้ว แพมใช้เวลาอยู่กับเลดี้แอลหลายชั่วโมงจนกระทั่งอากาศเริ่มหนาวมากกว่าเดิม ใบไม้ก็เริ่มร่วงโรยเยอะจนน่ารำคาญ แพมจึงต้องเก็บของกลับเข้าไปในคฤหาสน์ จนถึงเวลามื้อเย็น สิ่งที่แพมแอบลอบมองไปที่โต๊ะอาหารมีเพียงภรรยาเจ้าของบ้านและแขกต่างเมืองอย่างมอร์ริสที่อยู่ร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยกัน คาดว่าลอร์ดกอร์เดสคงจะไม่ได้กลับมาภายในวันนี้ คงไปติดหญิงสาวตามบาร์เหล้าบาร์เบียร์อีกเช่นเคยยามออกไปข้างนอก

แพมตักซุปเห็ดหอมกลิ่นเครื่องเทศใส่ถ้วยแก้ว พร้อมกับสปาเกตตีสีสวย นำมันวางบนถาดใหญ่แล้วเดินติดขัดไปที่โต๊ะอาหารของเหล่าคนรับใช้ แพมใช้เวลาในการเดินค่อนข้างนานเพราะหัวเข่าซ้ายของเขามันเจ็บขัดตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนอยู่เฉย ๆ ไม่มีใครรู้เรื่องที่อาการของเขายังไม่หายดี เพราะแพมเก็บอาการมาตลอด เขาไม่อยากสร้างความลำบากให้เลดี้แอลไปมากกว่านี้

ถาดอาหารวางลงตรงหน้าพ่อบ้านฮาร์วีที่นั่งเหม่ออยู่ แพมขมวดคิ้วสงสัยเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าตาตื่นเมื่อเจอเขา

"คุณฮาร์วีทานได้เลยนะครับ" แพมบอก ผายมือเรียวไปที่ถ้วยซุปเห็ด

"คุณแพมเป็นอะไรไปขอรับ" ฮาร์วีคิ้วตกเมื่อรู้สึกถึงความห่างเหินที่ได้รับ

"เอ๋ อย่าเรียกผมสุภาพแบบนั้นเลยครับคุณฮาร์วี" แพมสะบัดมือห้ามรัวเร็ว เขาทำตัวไม่ถูกที่ถูกปฏิบัติแบบนี้เลย

"คุณแพมโกรธนายท่านไม่พอ ยังโกรธผมด้วยเหรอขอรับ" ฮาร์วีทำหน้าเศร้าคอตกทันใด

แพมหน้าเหวอเมื่อเห็นท่าทางนั้น เหมือนมีหางงอกออกมาจากกางเกงสีดำและหูสองข้างที่ตกลู่ราวกับสุนัข แพมสะบัดหัวไล่ภาพนั้นทิ้งก่อนจะไปแตะเข้าที่ไหล่กว้างพูดปลอบประโลม

"ถึงคุณจะพูดจาแปลก ๆ และมีท่าทีเศร้าโดยที่ผมยังมึนงง ถึงอย่างไรก็ในเย็น ๆ ก่อนนะครับ คุณเศร้าเรื่องอะไรก็ค่อย ๆ เล่นให้ผมฟังได้" แพมตบไหล่หนารัว ๆ ทั้งที่ยังทำหน้ามึนงง

"ทำอะไรกัน"


(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
    • Juharah


เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นข้างหูแพม ทำเอาตกใจสะดุ้งโหยงรีบถอยตัวกลับมา แต่ก็ชนเข้ากับคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ฝ่ามือใหญ่ประคองตัวเขาไม่ให้ถอยชนไปมากกว่านี้ แพมหันตัวกลับมามองก็พบเข้ากับปลายคางแหลม สิ่งต่อมาที่รับรู้คือกลิ่นหอมอ่อนคุ้นจมูก นัยน์ตากวางช้อนตาขึ้นสบตากับคนที่อยู่ใกล้ชิดเขา ฮาร์วีที่เห็นดังนั้นจึงเดินออกไป

นัยน์ตาสีประหลาดน่าลุ่มหลงแต่ไม่สามารถอดทนมองได้นาน เพราะแรงกดดันที่ส่งผ่านมาตลอดเวลาราวกับสายตาของนักล่าที่มีไว้ข่มเกรงเหยื่อ มืออุ่นร้อนที่จับหมิ่นสะโพกไว้แน่นไม่ยอมคลายแรง แพมจ้องนัยน์ตานั้นสั่นระริกจมูกก็รับเอากลิ่นกายหอม มือเรียวของเขาจิกเข้าที่อกอีกคนสุดแรง แพมเห็นภาพเบลอของชายคนหนึ่งเปลือยท่อนบนยืนซ้อนทับกับมอร์ริส เป็นชายที่หน้าตาเหมือนกันราวกับคนคนเดียวกัน

"โอ๊ย!" แพมอุทานเสียงหลงเมื่อความเจ็บปวดแล่นเข้ามาในหัวฉับพลัน

"ออกไปตากลมหนาวนานสินะ ถึงได้ป่วย" เสียงทุ้มเข้มกล่าว

มอร์ริสใช้ท่อนแขนโอบรั้งตัวแพมเอาไว้ไม่ให้ล้มไปกองที่พื้น เขาก้มหน้าจรดจมูกโด่งคมสันของตัวเองกับเส้นผมนุ่มของคนที่เผลอ ตาสวยหลับพริ้มแล้วสูดดมเอากลิ่นหอมเข้าปอดอย่างโหยหา มอร์ริสลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วลากเก้าอี้มาให้แพมนั่ง

"เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ผมจะกลับไปที่ห้อง" แพมปฏิเสธเสียงเบา พยายามดันตัวเองออกห่าง มือก็กดเข้าที่ขมับไว้หวังคลายความปวดระบม

"ก็ไปสิ" มอร์ริสบอกแล้วปล่อยให้ร่างโปร่งเดินออกห่างตนเอง ทว่ามอร์ริสก็เดินตามไปด้วย

"!" แพมหันมามองอย่างตกใจทำตัวไม่ถูก เมื่อตนเองถูกเดินตามมาเรื่อย ๆ

ในคราแรกเขาก็คิดว่ามอร์ริสคงมีธุระที่ทางเดียวกันกับเขา จนกระทั่งแพมเดินมาถึงที่พักคนงาน ห้องนอนรูหนูของตัวเอง มอร์ริสก็เดินตามเขามาถึงที่นี่

"นี่ห้องเธอเหรอ?" มอร์ริสกอดอกมองไปที่ประตูไม้ตรงหน้า

"ครับ อะ..ท่านเอิร์ล!" ทันทีที่แพมตอบรับ มอร์ริสก็เปิดประตูห้องนอนของเขาเข้าไป แพมลอบมองซ้ายขวาเกรงว่าจะมีใครมาเห็น ก่อนจะเดินตามเข้าไป

มอร์ริสเงยหน้ามองไปรอบห้องก่อนจะหยุดตรงฟูกสีขาวที่พื้น ข้าง ๆ ฟูกนอนมีตะเกียงสำหรับจุดไฟตั้งอยู่กับหนังสือเก่า ๆ หนึ่งเล่ม เสื้อผ้าหลายชุดถูกพับวางเรียบร้อยที่มุมห้องเล็ก ๆ สำหรับนอนคนเดียว มอร์ริสหันไปมองคนที่ยืนอยู่ชิดประตูแบบไม่บอกกล่าว จนร่างโปร่งสะดุ้งโหยง

"ชอบเหรอที่อยู่แบบนี้" มอร์ริสถามแพม บ้านและห้องนอนที่เขาให้แพมไปดีกว่าเป็นไหน ๆ ทำไมถึงได้มาอยู่ในที่แคบอึดอัดแบบนี้

"เอ่อ เท่านี้ก็ดีมาก ๆ แล้วครับ ผมไม่เคยมีห้องส่วนตัวมาก่อน" แพมตอบกลับไปเสียงเบา ปกติเขานอนรวมกับทาสคนอื่นอีกมากมาย ทั้งร้อนและอึดอัดใจยิ่งกว่า

"พูดจาเหลวไหล" มอร์ริสกอดอกไม่เข้าใจ

"ผมตอบตามความรู้สึก เอ่อ...ท่านเอิร์ลมีอะไรหรือเปล่าครับ ต้องการอะไรบอกผมมาได้.."

"ท่านเอิร์ล? เลิกทำเป็นไม่รู้จักสักที" มอร์ริสหงุดหงิดพูดแทรกกลับไป

"ผะ ผมไม่เข้าใจที่ท่านพูดเลยสักนิด ผมไม่คิดว่าจะเคยเจอท่านมาก่อน..." แพมตอบกลับเสียงสั่น

มอร์ริสสาวเท้ายาวเข้าไปหาร่างโปร่งที่ยืนงงอยู่กับที่ เขาเอื้อมมือเข้าไปหาหวังสัมผัสใบหน้าเนียนอิ่ม แต่ทว่าแพมกลับยกมือขึ้นป้องกันตนเองราวกับจะโดนทำร้าย มอร์ริสจึงชะงักมือค้างอยู่กับที่ มองร่างกายที่สั่นกลัว

"เลิกไร้สาระ แล้วกลับไปกับฉัน" มอร์ริสทิ้งมือไว้ข้างลำตัวแล้วกำหมัดกักเก็บคสามอดทน. ออกคำสั่งเสียงหนักแน่น

แพมเงยหน้าสบตาอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ว่าท่านเอิร์ลผู้นี้มีปัญหาอะไรกับเขานักหนา หนำซ้ำยังเอาแต่พูดเรื่องที่เขาไม่รับรู้อีกต่างหาก แพมละมือที่ยกป้องกันตัวเองลงข้างตัว เขากำชายเสื้อตัวเองไว้แน่นแล้วกล่าวกับมอร์ริสอย่างจริงใจ

"ได้โปรดเอิร์ลวอซลี...ผมอยู่แต่สลัมอยู่กับบาร์ ก้มหน้าแนบเท้าคนนับร้อยนับพันมาทั้งชีวิต ไม่เคยได้พบหน้าสบตาใคร ไม่มีทางที่จะได้รู้จักกับท่านผู้มีชื่อเสียงลือเลื่องอย่างแน่นอนหรืออาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ผมไปมีหน้าตาคล้ายคลึงกับเขา หากคนผู้นั้นทำให้ท่านโกรธ ได้โปรดอย่านำมาลงกับผม"

แพมก้มหน้าร้องขอ เขาเข้าใจกระจ่างแล้วเหตุผลที่ท่านเอิร์ลผู้นี้มักจะจ้องมองเขาเป็นเพราะเขามีหน้าที่คล้ายคนรู้จักนี่เอง แพมสะดุ้งเมื่อมือร้อนของมอร์ริสสัมผัสอ่อนโยนเข้าที่ใบหน้าของเขา แพมเชยตากวางขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจมอร์ริสและตนเอง

ไม่เข้าใจในเรื่องที่ยามปกติแล้วหากแพมถูกสัมผัสโดยมาร์ควิซกอร์เดสแพมจะรู้สึกรังเกียจไม่ทนทานต่อสัมผัสแม้จะเป็นสัมผัสที่เล็กน้อยไม่ลุกล้ำเกินกว่านี้ บางครั้งเขาก็รังเกียจจนรู้สึกคลื่นเหียนอยากอาเจียน แต่สัมผัสของเอิร์ลวอซลี ชายผู้ที่เขาไม่เคยพบเจอ ถึงแม้จะมีความรู้สึกที่คุ้นเคยแบบที่หาคำตอบไม่ได้ แพมกลับไม่มีท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อยและไร้การขัดขืน เขารังเกียจความคิดของตัวเองเสียมากกว่าที่ต้องการให้ร่างสูงสัมผัสนานกว่านี้...มากกว่านี้...

"ที่พูดมา...เรื่องจริงหรือ" นานมากกว่าที่มอร์ริสถาม แล้วใช้นิ้วโป้งลูบแผลเป็นที่ใต้ตาซ้ายของแพมเบา ๆ

"...ผมไม่มีความจำเป็นต้องโกหกสักนิด" แพมตอบกลับไป

มอร์ริสจ้องลึกเข้าไปในตากวางต้องการที่จะจับผิด ใจเขากระตุกวูบเมื่อไม่พบสิ่งโป้ปดในแววตานั้น มอร์ริสพอเข้าใจสถานการณ์หลาย ๆ อย่างเขากำมืออีกข้างแน่นอย่างเจ็บใจที่ปล่อยให้เรื่องเลยเถิดมาจนถึงตอนนี้ มอร์ริสเลื่อนมือมาจับท่อนแขนทั้งสองข้างของแพมไว้มั่น ก่อนจะซบหน้าลงไปกับบ่าแคบ แพมขืนตัวเองอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ปล่อยให้มอร์ริสซบอยู่อย่างนั้น

"...จำไม่ได้เลยหรือ" มอร์ริสถามเสียงอ่อน เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรง "ความรู้สึกที่มี..ก็ลืมหมดแล้วใช่ไหม"

"..." แพมไม่เข้าใจคำถามของมอร์ริส เขาทำได้เพียงให้ไหล่ได้ซบเท่านั้น แผ่นหลังกว้างแข็งแรงดูอ่อนแอและผิดหวัง

"ไม่เป็นไร...ลืมมันไปก็ได้ เรื่องแย่ ๆ ทั้งหมด" มอร์ริสเงยหน้าขึ้นมามองสีหน้ามึนงงของแพม

ลืมไปก็ดี...

อะไร ๆ จะได้ง่ายขึ้น...

"ผมไม่เข้าใจ..." แพมพูดสิ่งที่คิดออกมา

"เด็กดี..แค่ความทรงจำเธอถูกขโมยไป" มอร์ริสใช้สองมือกุมใบหน้าเนียนอย่างทะนุถนอม

"ขโมย..ใครกัน"

"พระเจ้า... เธอเป็นของฉัน และเราจะกลับไปด้วยกัน" มอร์ริสใช้หลังมือลูบไล้กรอบหน้าอ้อยอิ่ง

"ผมเป็นของท่าน...?"

"เรียกฉันเหมือนเดิม..มอร์ริส" มอร์ริสเน้นเสียงที่ชื่อของตัวเอง แต่ทว่าอีกคนกลับส่ายหน้าหวือไม่อยากทำตาม มอร์ริสจึงพูดต่อ "เธอเป็นของฉันมาตลอดจนตอนนี้เธอก็ยังคงเป็นของฉัน..กลับบ้านของเรา ทุกคนรออยู่" มอร์ริสเกลี้ยกล่อม

"บ้าน...ผมไม่มีบ้านสักหน่อย และใครเป็นของใครกัน ทำไมผมต้องกลับไปด้วยไม่เข้าใจสักนิด" แพมพยายามขืนตัวเองออกมาเพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวหลังจากพยายามคิดตาม ภาพบางฉากถูกแทรกเข้ามาในหัวเหมือนยิ่งตอกย้ำความจริง

แพมไม่ชอบอาการแบบนี้เลย..มันเจ็บปวด

"ทำไมถึงต้องกลับงั้นเหรอ...เพราะเธอรักฉันไงล่ะ กวางน้อย"

"หา?!"

แพมหยุดดิ้นแล้วมองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่เพิ่งพูดจาหลงตัวเอง มอร์ริสไม่ได้ทุกข์ร้อนกับประโยคที่พูดออกมา แถมยังทำสีหน้ามั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม

"ผมไม่คิดว่าอย่างนั้น..." แพมตอบเสียงยืดโดยยังมีความรู้สึกตะลึงกับความหลงตัวเองของมอร์ริส

"ถ้าเราจูบกัน เธอจะรู้ว่าสิ่งที่ฉันพูดมันคือเรื่องจริง" มอร์ริสกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ทั้ง ๆ ที่มันไม่เกี่ยวข้องกันสักนิด

...เจตนารมณ์ของตัวเองล้วน ๆ

"ลอร์ดวอซลี ผมทำอย่างนั้นไม่ได้.." แพมตอบกลับตกใจ เขาเข้าใจว่ามอร์ริสพูดเล่น

"อย่าทำท่าตกใจแบบนั้น ยิ่งกว่าจูบเราก็ทำกันมาแล้ว"

แพมหน้าเหวอตกใจและเห่อร้อนกับคำพูดดังกล่าวเมื่อแพมจินตนาการถึงเรื่องที่ 'ยิ่งกว่า' จูบ มอร์ริสเดินเข้ามาใกล้อย่างช้า ๆ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้หนักแน่นพอ ๆ กับใจของแพมที่เต้นตึกตักราวกับจะทะลุ เมื่อแพมรู้สึกได้ว่าระยะของเขาและมอร์ริสเริ่มมีน้อย แพมจึงตั้งสติดังอกแกร่งออกห่าง

"คำพูดนั้นมันเป็นไปไม่ได้..อุ๊บ..."

คำพูดถูกกลืนเข้าไปในลำคอเมื่อริมฝีปากแดงฉ่ำถูกทาบลงมาด้วยปากหยักกระจับของขุนนางร่างสูงใหญ่ มือที่คอยผลักไสแปรเปลี่ยนมาเป็นบีบทึ้งอกเสื้อราคาแพงของมอร์ริสเพื่อระบายอารมณ์ของตนเอง ฝ่ามือแข็งแรงทึ้งศีรษะของแพมให้เงยขึ้นทำให้ยิ่งต้องเปิดปากให้คนที่เหนือกว่าลุกล้ำลิ้นร้อนเข้ามาแทรกแซงตวัดเกี่ยวรับความหวานจากลิ้นนุ่มของคนที่กลายเป็นเหยื่อ จากที่ตอบโต้อย่างเงอะงะก็เปลี่ยนมาเป็นกวัดแกว่งสู้ลิ้นร้อนของร่างสูงตามความเคยชิน ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของคนร่างโปร่งว่าเขาเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งหลายคราแล้ว แม้จะทำใจเชื่อได้ยาก

มอร์ริสดันตัวร่างโปร่งให้ถอยหลังไปชนประตูไม้ดังปัง ก่อนจะบรรเลงรสจูบเร่าร้อนส่งผ่านอารมณ์ความโหยหาที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายเดือน แขนกำยำยันกับประตูเพื่อสร้างขอบเขตให้คนร่างโปร่งรู้สึกเหมือนตนเองไร้ทางหนี ก่อนจะสอดท่อนขาแข็งแรงเข้าที่ระหว่างกลางลำตัวของคนกำลังเคลิบเคลิ้ม

ความคิดมอร์ริสไปไกลมากกว่านั้นแล้ว เขาอยากจะฉีกทึ้งกระชากเสื้อตัวหนาออกจากกายบางให้มันบาดผิวแล้วใส่ความเป็นชายกระหน่ำสะโพกรุนแรงรัวเร็วให้สาสมกับความคิดถึงและความอดทนรอ

มอร์ริสหยุดชะงักกับความคิดร้ายกาจรุนแรงของตัวเอง ก่อนจะผละริมฝีปากออกมา หัวใจเขาวูบไหวเมื่อเห็นของเหลวสีแดงเล็กน้อยไหลซึมที่ริมฝีปากล่างของอีกคน มอร์ริสเผลอกัดไปแบบไม่รู้ตัว...

เขาเผลอทำร้ายแพมอีกแล้ว...

นิ้วโป้งใหญ่ลูบไล้ริมฝีปากที่ปริได้เลือดของแพมอย่างบางเบา ก่อนที่มอร์ริสจะจูบซับมันลงไปราวกับกำลังกล่าวขอโทษ เขาเลื่อนปลายจมูกโด่งของตัวเองไปตามรูปจมูกของเจ้ากวางยอดรัก แล้วจบที่หน้าผากกลมสวย มอร์ริสเผยยิ้มพอใจออกมาเมื่อเขาใช้แรงตัวเองช่วยพยุงคนที่โดนกลั่นแกล้งจนแข้งขาอ่อนแรงจะล้มไปกองที่พื้น

"ขนาดจำไม่ได้ยังตอบสนองถึงเพียงนี้..." มอร์ริสกระซิบที่ใบหูแดงก่ำ แล้วพูดต่อ

"ถ้าจำได้แล้วจะตอบสนองถึงใจขนาดไหนกัน"

"!!!"

แพมยกหลังมือปิดปากที่บวมเจ่อของตัวเอง นัยน์ตาไหวระริกอย่างเขินอาย เขาออกแรงผลักร่างสูงใหญ่ให้หลีกทางไปแล้ววิ่งออกจากห้องทั้ง ๆ ที่มันเป็นห้องของเขาแท้ ๆ ลับหลังเขาได้ยินเสียงหัวเราะแซวดังขึ้นยิ่งสร้างความอับอายให้แพมไปกันใหญ่

เขาตอบสนองมอร์ริสไปจริง ๆ ตามที่ร่างสูงพูด...

แต่เขาไม่ได้ตั้งใจ...

แพมไม่อาจควบคุมร่างกายที่มันตอบกลับไปได้เลย...

รู้ตัวอีกทีเขาก็กองตัวหมดแรงแนบอกของมอร์ริสแล้ว...ช่างน่าอายเหลือเกินที่บุรุษอย่างเขาต้องมาตกอยู่ภายใต้บุรุษด้วยกันเช่นนี้...

แม้จะรู้สึกอับอายแต่ร่างกายกลับคิดสวนทาง แพมกุมอกที่ภายในมีหัวใจเต้นไหวรุนแรง ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะความพอใจต่างหาก...


--------- 100% --------

คุณ Myo ที่ทักเพจมา ตอนนี้จูตอบข้อความแล้วน้าาา หายงอนนะคะ จูไม่รู้ เพจมันไม่แจ้งเตือนจริง ๆ ค่ะ เก๊าขอโต้ดดดดที่ตอบช้า T^T


ครั้งหน้าจูจะมาอัพเรื่อง "ทะเลรักคนจร" นะคะ ตอนแรกชื่อ เมียรักคนจร แต่คำว่าเมียมับดึ๊บดึ๋ยหัวใจอ่ะค่ะ เลยเปลี่ยน ฮ่าาาา ขอบคุณทุกกำลังใจอีกเช่นเคยนะคะ

Page facebook : Juharah จิ้มเลยน้าา

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
ก็นะคนมันคุ้นเคยกัน :กอด1: มอร์ริสช่วยหาวิธีพาแพมกลับไปด้วยให้ได้นะ ไม่งั้นเสร็จตาแก่หื่นหามแน่ ชีวิตแพมมันช่างตกระกำลำบากดีแท้ ความจำเสื่อมไม่พอ ขาพิการอีก เฮ้อออ สงสารเว้ย ถ้าได้ไปอยู่ด้วยกันคราวนี้เปิดใจกันเถอะ ถ้าความจำกลับมาก็พูดคุยกันให้รู้เรื่อง อะไรที่มันติดค้างคาใจเคลียร์กันไปรักษากันไป หรือถ้าจำไม่ได้เลย ก็สร้างความจำใหม่ดีๆขึ้นมา รอให้กลับมาอยู่ด้วยกันนะ ให้แพมได้มีชีวิตดีๆสุขสบายซักทีเถอะ (ฮ่าๆ)  สนุกกกกก รออ่านอยู่ตลอดค่า รอตอนต่อไปเลยจะเกิดไรขึ้นบ้าง ลุ้นๆ ขอบคุณนะคะที่มาต่อให้ได้อ่าน ชอบ  :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7668
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
แพมความจำเสื่อม?

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 759
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
แพ้มมมมมมมมม

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ Juharah

  • ❤จูฮาราห์ อ่านว่า จู-ฮา-ร่า ❤ Page Facebook : Juharah
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
    • Juharah
ตอนที่ 21

"วันนี้เหล่าแขกจากต่างเมืองจะเดินทางมาถึง ขอให้รีบเตรียมความพร้อมต้อนรับโดยเร็ว"

พ่อบ้านสูงวัยคนหนึ่งในคฤหาสน์กอร์เดสออกคำสั่งกับเหล่าสาวใช้และคนงานหลายคนที่ยืนรับฟังกันพร้อมหน้าในเวลาที่ฟ้ายังไม่ทันจะสว่าง สิ้นคำสั่งทุกคนก็ต่างพากันแยกย้ายไปหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือตามหน้าที่ของตนเองรวมถึงแพมเองก็เดินไปยกลังผลไม้ขนาดใหญ่กับชายกำยำอีกหลายคนเพื่อเตรียมต้อนรับเหล่าแขกผู้มีชื่อเสียงมากมายที่กำลังเดินทางมาเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองของมาร์ควิซกอร์เดสเนื่องในวันเกิดครบรอบสี่สิบห้าปีที่จะถึงในอีกสามวันข้างหน้าเท่านั้น

สองแขนเรียวยาวยกลังส้มลังใหญ่ขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเดินกะเผลกตามคนงานอีกหลายคนไปที่ห้องครัว ตากวางลอบมองไปทั่วคฤหาสน์เพื่อหาใครบางคนที่ทำให้เขานึกถึงและมีความรู้สึกที่อยากจะเจอหน้าตลอดเวลา แม้จะได้พบหน้ากันเป็นบางครั้งคราวแต่ก็เป็นแพมเองที่เดินหนีอีกฝ่ายไปไกล

อยากเจอ...

แต่ก็กลัว...

กลัวอะไร แพมก็ไม่รู้สาเหตุอีกเช่นกัน...



งานที่แพมจะต้องทำนั้นมีมากมายในวันนี้ แพมจึงไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่นมากนัก ทั้งยังต้องไปคอยรับของฝากของกำนัลจากแขกที่ทยอยกันมาหลายต่อหลายคนแล้ว โถงใหญ่ถูกทำให้โล่งก่อนจะมีชุดโต๊ะกลมหลายชุดทยอยเข้ามาแทนที่ รวมทั้งโต๊ะยาวสำหรับวางอาหารหลายตัวก็กำลังถูกแบกเข้ามาซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแพม

หลังมือขาวเนียนปาดเหงื่อที่ซึมอยู่กับขมับตัวเอง แพมหอบหายใจเหนื่อยเล็กน้อยทั้งยังสงสัยตัวเองอยู่ในใจ งานแค่นี้แพมไม่เคยเหนื่อยกับมันเลย ต่อให้เจองานหนักกว่านี้เขาก็จะไม่หอบไม่เมื่อยล้าเพราะเขาทำมาทั้งชีวิต แต่ทว่าตอนนี้ร่างกายของแพมกลับอยากพักเหลือเกิน...อ่อนแอลงราวกับไม่เคยทำงานหนักมาก่อน

ระหว่างกำลังจัดเก้าอี้ให้เข้าที่เข้าทาง ไหล่บางก็สะดุ้งโหยงเมื่อมีคนเอาแขนมาวางพาดเบา ๆ พร้อมกับหายใจรดต้นคอที่ชื้นเหงื่อของแพม ครู่หนึ่งแพมใจไหววูบเพราะคิดว่าเป็นขุนนางรูปงามจากต่างเมืองที่พรากจูบของเขาไป แต่เสียงที่ทักทายขึ้นมาบ่งบอกว่าไม่ใช่ ทำให้แพมต้องรีบสะบัดตัวออกรวดเร็ว

"ไงที่รักของฉัน เหนื่อยหรือเปล่า"

เป็นกอร์เดสเจ้าภาพงานเลี้ยงฉลองและความวุ่นวายใหญ่โตอลังการที่เข้ามาทักทายแพมพร้อมกับสัมผัสที่น่าสะอิดสะเอียน ชายร่างใหญ่ตรงหน้ายิ้มพรายมาให้เขาพร้อมกับยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าบางเบา แพมจะยื้อตัวออกแต่กอร์เดสก็ยังคงดื้อด้านตามติดไม่ห่าง เมื่อเห็นว่าแพมไม่ตอบกอร์เดสจึงเลิกคิ้วสูง

"หืม ว่าไง...เหนื่อยหรือเปล่า"

"...ไม่ครับท่าน"

แพมตอบเสียงเบาปล่อยให้อีกฝ่ายลูบไล้แก้มใส ทำได้เพียงไหวตัวหนีเบา ๆ เพราะเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ พลันชั่วขณะนั้นขนอ่อนทั่วทั้งร่างกายลุกซู่พร้อมกันราวกับได้รับรังสีความไม่พอใจรุนแรงจนต้องมองหาที่มาของอาการนั้น รังสีที่แพมรู้สึกมาจากด้านหลังของกอร์เดสนั่นเอง ร่างสูงใหญ่ของมอร์ริสกำลังยืนจ้องเขม็งมาทางเขาด้วยสีหน้านิ่งงันแต่กลับส่งสายตาที่น่าหวาดกลัวมาจนทำให้แพมต้องรู้สึกเลิ่กลั่ก ดึงมือของกอร์เดสออกจากใบหน้าตัวเองช้า ๆ

"ผมทำงานมาเหงื่อออกเต็มตัว สกปรกนะครับ"  แพมต้องกอร์เดสเสียงค่อยแล้วยิ้มบางให้เป็นการกลบเกลื่อน

กอร์เดสนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นว่าร่างโปร่งบางส่งรอยยิ้มกลับมา ยิ่งทำให้กอร์เดสรู้สึกปลื้มปริ่มใจโผเข้าไปกุมใบหน้าขาวทั้งสองข้างของแพมอย่างไม่นึกรังเกียจ

"รู้ไหม มันคือครั้งแรกที่เธอยิ้มให้ฉันตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ที่รัก..เธอเปิดใจให้ฉันแล้วใช่ไหม" กอร์เดสส่งยิ้มหวานเชื่อมไปให้

แพมยืนอึ้งไม่คาดคิดว่าสิ่งที่เขาแสดงออกไปจะทำให้มันเลยเถิดไปไกลขนาดนี้จนยืนนิ่งทำตัวไม่ถูก แพมยกมือขึ้นมาดึงมือเหี่ยวให้ออกจากใบหน้าตัวเอง

"อะ เอ่อ ลอร์ดกอร์เดสครับ..." แพมพยายามจะปฏิเสธแต่คำพูดที่ออกมากลับไม่เป็นประโยค

"ลอร์ดกอร์เดส ท่านดยุกเดินทางมาถึงแล้วเห็นทีเจ้าภาพงานเลี้ยงอย่างท่านควรไปต้อนรับเสียหน่อย"

เสียงหวานราวกับสวรรค์มาโปรดของเลดี้แอลทำให้แพมถอนหายใจโล่งอก ลอร์ดกอร์เดสละมือจากใบหน้าของแพมแล้วหันไปยิ้มให้กับภรรยาของตน เลดี้แอลเองก็ยืนยิ้มอ่อน ๆ มาให้ไม่มีท่าทีร้อนใจอะไร เรื่องไปต้อนรับดยุก ผู้มีศักดิ์เป็นถึงคุณผู้หญิงแอลไม่มีความจำเป็นต้องมารายงานแก่มาร์ควิสกอร์เดสด้วยตนเอง เพียงแต่เธอผ่านมาแล้วเห็นว่าผู้เป็นสามีกำลังทำตัวรุ่มร่ามกับคนงานชายหน้าตาจิ้มลิ้มที่เธอสนิทด้วยอย่างแพมและดูเหมือนแพมเองคงรู้สึกอึดอัดใจแทบจะขาดแต่สามีของเธอคงไม่รู้ในจุดนั้น...เพราะเขามันสนใจแต่ตนเอง

"ขอบใจนะ เธอก็ต้องไปต้อนรับกับฉันสินะแอล" ลอร์ดกอร์เดสถามแอล หญิงสาวก็ก้มหน้าตอบรับเบา ๆ

"ตามนั้นเลยคุณผู้หญิง...แพมที่รัก ฉันต้องไปแล้วล่ะนะ" กอร์เดสหันมาบอกแพม ว่าจบลอร์ดกอร์เดสก็เดินไปโอบไหล่ของเลดี้แอลพาออกจากโถงใหญ่

แพมกุมอกตัวเองแล้วถอนหายใจออกมาแรง ๆ ก่อนที่ใบหน้าใสหันไปมองหามอร์ริสตรงที่อีกฝ่ายเคยยืนอยู่ แต่ตอนนี้กลับว่างเปล่าไปเสียแล้วมีเพียงคนงานเท่านั้นที่กำลังวิ่งวุ่นจัดเตรียมสถานที่

"ไปไหนแล้วนะ..." แพมพึมพำกับตัวเอง

"แพม ๆ" เสียงใสมาจากสาวใช้ร่างเล็กที่กำลังวิ่งมาหาแพม

"อะไรหรือครับ" แพมถามกลับร้อนรนตามท่าทีเร่งรีบของเธอ

"ที่ครัวมีแต่ของฝากที่บรรดาเศรษฐีเอามาให้ท่านมาร์ควิสเยอะแยะมากมายจนเกะกะไปหมด เห็นทีต้องขอให้แพมช่วยเข็นลงไปเก็บที่ห้องเก็บของชั้นใต้ดิน" เธอว่าพลางอ้าแขนกว้างประกอบคำอธิบาย

"ได้สิ เดี๋ยวผมไปเอารถมาเข็นไปเก็บให้" แพมตอบรับคำร้องขอ

"พวกผู้ชายคนอื่นไม่ว่างกันเลย ฝากทีนะ!" เธอกุมมือของแพมอย่างขอบคุณสุดซึ้ง ก่อนจะวิ่งไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ



การที่จะขนถังไวน์และวิสกีจำนวนนับสิบถัง เครื่องนุ่งห่ม หนังสัตว์และอื่น ๆ อีกมากมายลงมาที่ชั้นล่างของคฤหาสน์ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยสักนิดโดยเฉพาะด้วยตัวคนเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเกลียดบันไดปูพรมนุ่มสีเลือดหมูของคฤหาสน์กอร์เดสก็วันนี้ เขาเคยมองว่ามันเป็นบันไดที่สวยมากเท่าที่เคยเจอมาแต่ตอนนี้เขาไม่ชอบแล้ว ถึงอย่างไรแพมก็รู้สึกชอบบันไดทรงโค้งราวจับสีทองอยู่ดี

มือเรียวที่กำลังยกถังไวน์ลงจากรถเข็นชะงักเล็กน้อยพร้อมกับใบหน้างุนงง

บันไดทรงโค้งราวจับสีทอง...

อืม...เขาไปจำภาพบันไดนั้นจากที่ไหนกันนะ

แพมพยายามนึกจนเริ่มปวดหัวก่อนที่จะตัดสินใจสะบัดศีรษะแรง ๆ เพื่อให้ตัวเองหยุดคิดถึงมัน แพมขะมักเขม้นในการจัดถังไวน์เข้าชั้นอย่างเป็นระเบียบรวมถึงเรียงขวดวิสกีราคาแพงบางส่วนให้อยู่เป็นหมวดหมู่

แพมเรียงสิ่งของต่าง ๆ ไว้บนชั้นพลาง ๆ โดยไม่ทันได้ระวังสิ่งรอบกาย ร่างโปร่งไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังถูกจับจ้องโดยเจ้าของนัยน์ตาคมประดุจเหยี่ยวแต้มสีประหลาด สองขายาวพาร่างสูงชะลูดในชุดขุนนางราคาแพงลงบันไดมาอย่างเงียบเชียบราวกับผู้ที่กำลังทำความผิด ยิ่งเห็นว่าเหยื่อกำลังตายใจไม่รู้ถึงอันตรายที่กำลังเข้ามาที่ด้านหลังร่างสูงก็ยิ่งรู้ตื่นเต้นไปด้วย แพมไม่รู้แม้กระทั่งเสียงประตูไม้โอ๊กที่ปิดลงเบา ๆ ไม่รู้เจ้าในหัวเจ้าตัวกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่กันแน่

มอร์ริสเดินเข้ามาถึงตัวแพมจนได้ระยะในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเก็บผ้าคลุมหนังสัตว์ลงในหีบที่วางอยู่บนชั้นไม้ระดับสายตา สองแขนแข็งแรงค่อย ๆ โอบตัวจากทางด้านหลังแล้วโผกอดแน่น

"เฮือก!"

แพมผวาเฮือกด้วยความตกใจสุดขีด เหมือนใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาอยู่ของเขาเงียบ ๆ จู่ ๆ ก็มีคนตัวใหญ่มากอดหมับเข้าให้ในตอนที่เขากำลังปล่อยตัว ไม่ว่าใครก็ต้องตกใจ ยิ่งในห้องเล็ก ๆ แบบนี้ด้วยแล้วก็เผลอคิดต่าง ๆ นานาไปไกลว่าเป็นโจรที่กำลังจะมาทำร้ายร่างกาย แพมเอียงหน้าขึ้นมองคนที่กอดรัดตัวเขาแน่นอยู่ด้านหลัง จนพบว่าเป็นขุนนางรูปงามจากต่างเมืองที่ทำให้เขาว้าวุ่นหัวใจมาหลายวันแพมยิ่งต้องดิ้นขลุกขลักพยายามออกจากอ้อมกอดนี่ แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่แรงโอบรัดก็เหมือนจะแน่นเข้าไปเท่านั้น

"เอิร์ลวอซลีครับ ได้โปรดปล่อยเถอะครับเดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะแย่เอา" แพมพูดรัวเร็ว แล้วมองไปทางประตูที่ปิดลง จินตนาการถึงตอนที่มีคนเปิดเข้ามาแล้วเห็นภาพนี้เข้า

"ทำไม 'เจ้ากวางสามขา' ของฉันถึงกลัวเรื่องพรรคนี้กัน แต่กลับนิ่งเฉยได้ยามที่ปล่อยให้ตาแก่โรคจิตแตะเนื้อต้องตัวแทบจะลามเลีย"

มอร์ริสกระซิบใกล้ใบหูของคนที่ตัวเล็กกว่า พลางนึกถึงแล้วเขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ตอนที่ไอ้แก่กอร์เดสมาทำตัวรุ่มร่ามลามกกับกวางสามขาของเขาราวกับเป็นเจ้าขับเจ้าของ เขาจะไม่โกรธเลยถ้าเจ้ากวางของเขาไม่ไปยิ้มหวานตอบรับทีท่านั้นทั้งยังปล่อยให้สัมผัสได้ตามใจชอบราวกับกำลังยั่วยุเขา มอร์ริสกอดรัดตัวที่เคยผอมแห้งแต่ตอนนี้เต็มไปด้วยเนื้อหนังแรงขึ้น หากถ้าตอนที่อยู่ที่บ้านของเขาเจ้าตัวอาจกำลังถูกทำโทษอยู่บนเตียงนอน กรีดร้องครวญครางทรมาน ทั่วทั้งร่างคงเต็มไปด้วยรอยจูบกัดตีตรา แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ

"กวาง? ขอโทษนะครับผมไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ปล่อยก่อนเถอะครับ" แพมบอกอย่างอ้อนวอน พยายามแกะท่อนแขนของมอร์ริสออกแต่ก็ไม่เป็นผล

"ทั้ง ๆ ที่มากกว่านี้ก็ทำมาแล้วแท้ ๆ" มอร์ริสเคลื่อนจมูกไปตามรูปลำคอระหง ทำได้เพียงพ่นลมหายใจออกไปแต่ไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง

"อื้อ ทำไมถึงชอบมาทำแบบนี้กับผมอยู่เรื่อย" แพมหยุดดิ้นแล้วถามสิ่งที่สงสัยไป ไม่ใช่เพียงเรื่องตอนนี้แต่เป็นเรื่องทั้งหมดที่มอร์ริสทำกับเขาตั้งแต่พบกัน "ท่านต้องการอะไรจากผมกันแน่"

"ถ้าถามที่ทำไมต้องทำแบบนี้...เพราะเป็นคนที่ถูกลืมมันน่าหงุดหงิดน่ะสิ..."

มอร์ริสพูดค้างไว้แล้วเอี่ยวหน้ามองเก้าอี้ที่อยู่ด้านหลังตัวเองก่อนจะค่อย ๆ เดินถอยหลังไปหามันอย่างช้า ๆ ก่อนจะพูดต่อ

"ส่วนต้องการอะไร ฉันไม่ต้องการหรอกนะ เพราะว่า..." มอร์ริสกระซิบเสียงพร่าตอนที่ขาของเขาสัมผัสกับขอบเก้าอี้

"..." แพมตั้งใจฟัง

"...ฉันได้มาหมดทุกอย่างแล้วน่ะสิ" สิ้นคำมอร์ริส ร่างสูงก็นั่งลงบนเก้าอี้ ใช้ความแข็งแรงพลิกตัวให้แพมหันหน้ามาหาแล้วนั่งคล่อมทับลงมารวดเร็วจนอีกฝ่ายตั้งตัวแทบไม่ทัน เมื่ออยู่ในท่าทีที่ต้องการมอร์ริสก็ล็อกเอวแพมแน่นไม่ให้ขัดขืนลุกออกไป

"!!!" แพมกำลังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและหน้าขึ้นสีแดงเถือกเมื่ออยู่ในท่าทีที่ลามกน่าอาย ใบหน้าของมอร์ริสอยู่ห่างกับเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไหนจะตัวที่แนบชิดกันอีก

"หึ" มอร์ริสมองใบหน้าเนียนใสกับสีหน้าที่คุ้นเคยก็แอบขำออกมาไม่ได้ ไม่ว่าจะลืมหรือไม่ลืมนิสัยก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่ความประสีประสามีมากขึ้นเหมือนกับที่เจอกันครั้งแรกไม่มีผิดสักนิด ท่าทีเหมือนหญิงสาวที่ยังบริสุทธิ์

"ปล่อยนะครับ แบบนี้มัน..แปลกเกินไปแล้ว!" แพมพูดเสียงสั่นดิ้นตัวออก พลางมองไปที่ประตู ยังดีที่มันถูกไม้กั้นเอาไว้ไม่ให้เปิดออกจากคนด้านนอกได้

"อย่าดิ้น คงรู้ว่าเพราะอะไร"

มอร์ริสกระซิบเสียงพร่าพร้อมกับใช้สองมือแข็งแรงกดสะโพกมนของคนที่นั่งคร่อมทับให้แนบชิดไปกับหน้าขามากกว่าเดิม

คนที่อยู่เหนือกว่าแต่กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบมึนงงกับคำพูดนั้นไปชั่วขณะ จนกระทั่งก็เบิกตาโพลงขึ้นมาเข้าใจกระจ่างแจ้งเมื่อช่วงบั้นท้ายสัมผัสกับบางสิ่งที่หลับใหลอยู่ แต่หากแพมนั้นยังคงดิ้นต่อไปก็จะเป็นการเสียดสีปลุกให้มันตื่นขึ้นมา ร่างทั้งร่างจึงหยุดนิ่งไม่ไหวติง แพมกำลังตื่นกลัวกับเหตุการณ์น่าอึดอัดในตอนนี้จนแทบไม่สามารถหยุดคิดเรื่องไม่ดีที่กำลังวิ่งอยู่ในหัวได้เลย พลันขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาเม็ดเล็กที่เริ่มซึม

มอร์ริสมองใบหน้าที่คุ้นเคยต่างจากเจ้าของใบหน้าที่ลืมเขาไปหมดสิ้น เขามองดวงตากลมคล้ายกวางที่กำลังรื้นหยาดความตื่นกลัว เพียงแค่กะพริบหนึ่งครั้งน้ำตานั้นก็คงจะไหลออกมาทันที แต่ร่างโปร่งดูเหมือนพยายามจะกลั้นมันไว้ มอร์ริสเอนหลังพิงกำแพงแล้วดึงร่างคนด้านบนมาสวมกอดไว้แนบอก ใบหน้าหล่อเหลาแนบไปกับกลุ่มผมน้ำตาลหลับตาพริ้มพอใจราวกับช่วยให้หายคิดถึง

"ทำไมถึงร้องไห้ เป็นอะไรไป" เสียงทุ้มเข้มถามขึ้นเบา ๆ

แพมไม่ตอบ เขาได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ให้มอร์ริสตระกองกอดไป ใบหูแนบอกแกร่งจนได้ยินเสียงหัวใจที่ดังเป็นจังหวะ เสื้อตัวหรูของขุนนางชั้นสูงตอนนี้ได้ชื้นเปียกไปบางจุดเพราะน้ำตาของเขาเสียแล้ว

"จะอยู่แบบนี้ทั้งวันก็ได้ ฉันไม่มีปัญหา" มอร์ริสพูดต่อเมื่อได้รับความเงียบกลับมา

"...ผมแค่รู้สึกสมเพชตัวเองและรู้สึกสงสัยว่าทำไมผมต้องถูกรุกรานเสมอ...ไม่ว่าจะท่านหรือมาร์ควิสกอร์เดส ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นชาย เป็นทาสชั้นต่ำคนหนึ่งเท่านั้น" แพมบอกความรู้สึกในใจออกไป

"ไอ้แก่นั่นมันทำอะไร!" มอร์ริสถามกลับทันควัน "นอนกับมันหรือยัง"

"ไม่ครับ เขามักจะมารุ่มร่าม เอามือสาก ๆ นั่นมาแตะต้องเนื้อตัว มันน่าสะอิดสะเอียน เหมือนอย่างที่ท่านลอร์ดทำอยู่ตอนนี้" แพมกระซิบเบา

"สะอิดสะเอียน? ฉันไม่ควรถูกเหมารวมกับไอ้แก่นั่นแท้ ๆ ให้ตายสิ เธอรู้สึกกับฉันแบบเดียวกับมันจริง ๆ น่ะหรือ คิดให้ดี" มอร์ริสหัวเสีย

แพมชะงักไปอีกครั้ง สิ่งที่มอร์ริสพูดมามันไม่ใช่คำถามแพมรู้ดี แต่เป็นสิ่งที่แพมต้องนำกลับไปคิด ดูเหมือนร่างสูงใหญ่จะรับรู้ถึงความสับสนของแพมจึงกล่าวต่อ

"ถ้ารังเกียจ คงไม่ยอมนั่งอยู่เฉยแบบนี้แน่หรือยอมจูบแบบดูดดื่มอย่างวันนั้น" มอร์ริสกระตุกยิ้มพร้อมพ่นเสียงหัวเราะในลำคอ

ถ้ารังเกียจ คงปฏิเสธสุดชีวิตจนได้เลือดตกยางออกกันทั้งคู่ เหมือนค่ำคืนแรกที่แสนเร่าร้อนคืนนั้น มอร์ริสได้แผลมาที่หัว ส่วนเจ้าตัวก็ได้แผลเหวอะมาที่ฝ่าเท้าจากการเหยียบแจกัน นึกถึงแล้วมอร์ริสก็อยากจะขำ

"เป็นเพราะถูกบังคับต่างหาก!" แพมสวนกลับทันควัน ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย

"ลองดูอีกครั้งสิ ถ้าอยากรู้ว่าความจริงแล้วรู้สึกอย่างไร" มอร์ริสจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมเป็นการหว่านล้อม

"ลอง? อะไรครับ"

"จูบ"

"..ไม่มีทาง ผมไม่ทำหรอกนะ" แพมดันตัวออกจากอ้อมกอดอุ่นแล้วทำตัวเลิ่กลั่ก

"อย่าปฏิเสธเลย ข้างในนี้มันโหยหามากแค่ไหน ทรมานแย่" มอร์ริสพูดเสียงพร่าแล้วสัมผัสเข้าที่อกของแพมจนรับรู้การสั่นไหวรุนแรงเป็นจังหวะของหัวใจแต่คงไม่เท่ากับของมอร์ริส...คนที่โหยหาน่าจะเป็นเขามากกว่า มอร์ริสเลื่อนมือไปสัมผัสใบหน้าสับสนวุ่นวายของแพม แล้วพูดเสียงอ่อนโน้มน้าว "มานี่สิ..เด็กดี"

แพมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีประหลาดที่ตอนนี้ดูประกายงามเย้ายวนให้เข้าไปหา รู้ตัวอีกทีริมฝีปากตัวเองก็สัมผัสกับริมฝีปากของมอร์ริสเสียแล้ว แพมตัดสินใจหลับตาพริ้มน้อมรับจุมพิตหวานของอีกฝ่าย นิ้วเย็นของมอร์ริสจับปลายคางเรียวให้ขยับเพื่อเปิดปากเบิกทางให้เรียวลิ้นร้อนเข้าไปล่วงล้ำน้ำเชื่อมที่ด้านใน สองมือยกขึ้นกอบกุมใบหน้าอิ่มแล้วเอียงทำมุมให้ลิ้นร้อนนั้นบรรเลงความวาบหวามได้เต็มที่ ก่อนจะบังคับให้อีกฝ่ายยกแขนขึ้นคล้องคอเขาไว้ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนสำหรับทั้งคู่จนกระทั่งรู้สึกอิ่มตัวกับจุมพิตที่หอมหวานและอ่อนโยน

ริมฝีปากทั้งสองผละออกจากกันในที่สุด มอร์ริสเลียริมฝีปากตัวเองช้า ๆ อย่างนึกเสียดายก่อนจะใช้มันสัมผัสกับแก้มอิ่มทั้งสองข้างราวกับจะลบรอยที่มีผู้อื่นเคยสัมผัส

"พะ พอแล้วครับ"

แพมบอกเสียงเครือหดคอตัวเองเมื่อจมูกโด่งเริ่มลุกลามไปเรื่อย มอร์ริสหยุดการกระทำตัวเองแล้ว แล้วจับใบหน้าอิ่มให้มองเขาตรง ๆ

"กลับไปกับฉัน ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ" มอร์ริสพูดเสียงหนักแน่น

"...แล้ว" นัยน์ตาแพมสั่นไหวสับสนวุ่นวาย ก่อนจะพูดต่อ "..ที่นั่นเป็นที่ของผมหรือครับ"

"..."

"...ที่สำหรับทาสไม่มีหรอกนะครับ" แพมตอบเสียงอ่อน ยอมรับฐานะของตนเอง ก่อนจะพาร่างตัวเองลุกขึ้นออกจากตักแข็งแรง มอร์ริสก็ยอมปล่อยแต่โดยดี

"แต่ที่นั่นไม่มีใครมองเธอเป็นทาส" มอร์ริสลุกขึ้นยืนแล้วตอบกลับไป สองขาเดินไปที่ด้านหลังคนตัวเตี้ยกว่าแล้วจับบ่าบาง

"จะไม่มีใครมองแบบนั้นอีกแล้ว แม้แต่คนเดียว"



"ในที่สุดก็จัดของเสร็จเสียที" สาวใช้คนหนึ่งพูดหลังจากที่เธอวางถาดผลไม้ ของว่างลงบนโต๊ะตัวยาว พร้อมกับปาดเหงื่อตัวเองทันที

"ปีนี้งานใหญ่โตทีเดียว แขกมากันเยอะมาก"

"เห็นว่าราชินีก็เป็นหนึ่งในเจ้าภาพ จึงต้องจัดเตรียมค่อนข้างใหญ่โตโอ่อ่า"

แพมนั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่ใกล้ ๆ กับบรรดาแม่บ้าน สาวใช้ที่กำลังพูดคุยกันหลังงานเสร็จเรียบร้อยและไม่ได้อยู่ในสายตาของเจ้านาย คำพูดของพวกเธอเข้าหูเขาเป็นบางคำเท่านั้น จนกระทั่งพวกเธอคุยกันเสร็จก็เดินออกจากโถงใหญ่ไปความเงียบจึงกลับมาครอบงำอีกครั้ง

"นั่นแพมหรือ?"

คงไม่เงียบอีกแล้วล่ะ...

เสียงหญิงคนหนึ่งเรียกชื่อเขาเบา ๆ จึงต้องเป็นอันให้พาร่างตัวเองลุกขึ้นยืนแล้วมองไปตามเสียง ก่อนจะแน่นิ่งไปเมื่อพบว่าเธอคนนั้นเป็นใคร

"ใช่จริง ๆ ด้วย เกือบจำไม่ได้เสียแล้ว ดูมีสุขภาพที่ดีขึ้นเยอะเลยนะ"

หญิงร่างท้วมในชุดหรูหรา เครื่องประดับเพชรพลอยเต็มตัวเป็นเอกลักษณ์ ใบหน้าแต่งเติมสีสันจัดจ้าน แววตามาดคมดูเป็นผู้นำ เธอเอามืออวบมาจับตามร่างกายของเขาพร้อมกับรอยยิ้มยินดีที่ได้เจอ เธอดูแปลกตาไปจากความคิดของแพมสักหน่อย เขาจำได้ว่าเธอน่าจะผอมกว่านี้สักหน่อยและหน้าตาอ่อนเยาว์ไปกว่านี้

"คุณนายเพนนี"

"ฉันไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่หรอกนะเพราะเพิ่งมาถึง แต่เขานี่ดูจะคลั่งไคล้แกมากเลยนะ ถึงขนาดพามางานฉลองใหญ่ของท่านมาร์ควิสได้น่ะ ดีจริง ๆ เลย" เพนนีกุมมือแพมแล้วเขย่าไปมายินดีจากใจที่อดีตคนของเธอได้มีชีวิตที่ดี จนลืมมองสีหน้ามึนงงของแพม

"เขา? เอ่อ ผมอยู่ที่นี่มาสองเดือนกว่าแล้วนะครับ ถึงจะไม่เข้าใจว่ามาได้ยั..." แพมพยายามจะอธิบาย

"สองเดือน? นี่เขาเอาแกมาขายต่อเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ" เพนนีจับบ่าแพมเอาไว้

ความทรงจำล่าสุดของแพมคือเขายังอยู่ที่บาร์ของคุณนายเพนนี แต่เมื่อตื่นมาอีกวันหนึ่งเขาก็มาอยู่ที่คฤหาสน์กอร์เดสกับความเจ็บระบมราวกับร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เขาอยากรู้ว่ามาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร เมืองที่ห่างไกลจากบาร์คุณนายเพนนีถึงขึ้นที่ต้องข้ามแม่น้ำมาสองต่อหรือต้องนั่งรถไฟเป็นวัน ๆ

"ถึงจะฟังดูประหลาดแต่คุณนายครับ ผมออกมาจากบาร์ได้อย่างไร ผมน่าจะลืมไปแล้ว" แพมพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

"อะไรกัน เพราะเขาไง! เขาซื้อแกออกมาด้วยเงินถุงใหญ่! ฉันไม่ได้บอกแกหรือ?" เพนนีทำหน้าประหลาดใจ

"เขา?" แพมขมวดคิ้วงุนงง

"จะว่าไป..ก็หกถึงเจ็ดเดือนแล้วนะที่ลอร์ดวอซลีเขาพาแกออกมา นานจริง ๆ แต่เขาก็ขายแกให้มาร์ควิสกอร์เดสอีกหรือเนี่ย"

"!!!"

"ฉันต้องไปพบมาร์ควิสกอร์เดสแล้วล่ะ เป็นเรื่องดีที่ได้เจอจริง ๆ"

แล้วหญิงท้วมผู้ที่เคยเป็นหนึ่งในผู้ให้โอกาสแก่เขาก็เดินจากไป ในใจแพมอยากจะขอให้เพนนีช่วยรับเขากลับไปที่บาร์ ไปขัดรองเท้าตามเดิมซึ่งแพมคิดว่าจะสบายใจกว่าที่เขาอยู่ที่นี่ แต่ไม่ทันได้เกริ่นหรือร้องขออะไรเพนนีก็ได้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ที่แพมจำไม่ได้มามากมาย มันล้วนน่าตกใจทั้งสิ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันมีชื่อของลอร์ดมอร์ริสอยู่ในนั้นด้วย

หกเดือน? เจ็ดเดือน? เป็นไปไม่ได้...เกิดอะไรขึ้นก่อนที่เขาจะตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส หรือมันจะดีกว่า...

ถ้าเขากลับมาจำมันไม่ได้อีกเลย...


--------------100%----------------

ช่วงนี้เค้าจู๋จี๋กันบ่อยนะคะว่าไหม? ใช่แล้วค่ะ... คุณคิดถูกแล้ว...

ตอนหน้าเค้าจะกินกันแล้วค่ะ!

ตอนนี้ ทะเลรักคนจร (จิ้ม) ได้อัปตอนที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะทู๊กโคนนนน ไปตำๆๆๆๆกันเลย



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-0
เง้ออ~ก็อยากให้แพมจำได้นะ ให้รู้ให้คงอยู่ความเป็นตัวตนแพม กลับไปกับท่านมอร์ริสนะ กลับไปที่ๆเคยอยู่จะจำได้ และที่นี่มันก็ไม่ใช่ที่ๆของแพม ว่าแต่กอร์เดสจะยอมหรอ แต่ว่าท่านมอร์ริสก็เส้นใหญ่นะ ลูกรักท่านดยุก ถ้าไม่ให้แพมกลับไปด้วย ก็เล่นงานตาแก่หื่นกามคนนี้ซะ 555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รออ่านอยู่เสมอ เป็นกำลังใจให้ทุกตอนค่ะ  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7668
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
แพมจะจำได้ไหมนะ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 474
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
งืออเ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด