*∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [100%] [18/05/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [100%] [18/05/2020]  (อ่าน 5701 ครั้ง)

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.10 : Take (the ring) off. [04/04/2020]
«ตอบ #60 เมื่อ04-04-2020 23:29:59 »

อ้าววว พี่นิคโดนเท  :mew2:  :mew2: :mew2:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.10 : Take (the ring) off. [04/04/2020]
«ตอบ #61 เมื่อ05-04-2020 02:36:06 »

ใจคนรออ่า สงสารเขา  :hao5:
แต่มันก้เป้นเรื่องที่ตัดสินใจยากอ่ะ  :ling2:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.10 : Take (the ring) off. [04/04/2020]
«ตอบ #62 เมื่อ05-04-2020 11:04:38 »

ใจหายยยยยยย

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.10 : Take (the ring) off. [04/04/2020]
«ตอบ #63 เมื่อ07-04-2020 18:46:20 »

ร้องไห้แล้ว คุณนิคหรอ? เปล่า คนอ่านค่ะ ฮือออออ เข้าใจน้องแตมนะ แต่สงสารคุณนิคมากกว่า เรารู้สึกว่าเขารอมานาน เขาทำทุกอย่าง เขาเฝ้ารอ เขาพยายาม แล้วสุดท้ายมันสูญเปล่าไปหมดเลย ฮือออ มันบีบคั้นมากเลยคุณตอม เราสงสารคุณนิค ฮืออออ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลย เสียใจมากเลย ก่อนอ่านตอนใหม่ ได้อ่านเม้นตัวเองเมื่อตอนก่อนหน้า ยังมั่นใจว่าน้องแตมไม่ทิ้งคุณนิคแน่นอน มาตอนนี้ ไปซะแล้ว แงงงงงง // ยังคงหวังว่าตอนหน้าเราจะได้กลับมายิ้มได้เหมือนเดิม รอค่าาาา

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1004
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.10 : Take (the ring) off. [04/04/2020]
«ตอบ #64 เมื่อ11-04-2020 14:50:56 »

แฟนตาซีเว่อ มันมากๆ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #65 เมื่อ16-04-2020 20:28:57 »


Together
Episode 11: Kiss and make up.







ผมนอนตะแคงมองสร้อยคอจากนิคที่กำลังสะท้อนแสงเงินวิบวับกับแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาในห้องนอน ในหัวไล่เรียงไทม์ไลน์ของทุกเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ได้พบกันและประมวลเรื่องเล่าจากปากของเขาที่เพิ่งจะได้รับรู้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน จนถึงตอนนี้ผมยังรู้สึกเหมือนเด็กที่พ่อกับแม่เล่านิทานให้ฟังก่อนนอนแล้วก็เก็บเอาไปจินตนาการต่อยอดต่าง ๆ ในความฝันของตัวเอง





ผมถอนหายใจแล้วลดมือที่ถือสร้อยอยู่ลง สายตาเหม่อมองท้องฟ้าผ่านหน้าต่างห้องนอน เวลากลางคืนแบบนี้แวมไพร์คงป้วนเปี้ยนกันน่าดู แต่ในเมืองไทยมีพวกนี้เยอะแค่ไหนกันนะ หรือมีแค่พวกนิค ถ้าจู่ ๆ มีแวมไพร์ตัวอื่นโผล่มา ก็คือมาเพราะเราจะแต่งงานกันงี้เหรอ แล้วไหนจะพวกมนุษย์หุ่นยนต์ พวกพ่อมดแม่มดที่นิคเอ่ยถึง ผู้พิทักษ์อะไรนั่นอีก แต่เหนือสิ่งที่เอ่ยมาคือ ผมกำลังเผชิญกับอะไรเนี่ย ที่พูด ๆ มานั่นมันโลกปรัมปราชัด ๆ





ก๊อก ๆ





“น้องแตม นอนหรือยัง”





“ยังครับพ่อ” ผมดันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วลงจากเตียงไปเปิดประตูห้องนอน





“คุยได้มั้ย” พ่อมองหน้าผมเหมือนกำลังสำรวจ ผมพยักหน้าอย่างงง ๆ นิดหน่อยก่อนจะเดินกลับไปนั่งลงบนเตียง พ่อปิดประตูแล้วเดินมานั่งข้างกัน





“คิดอะไรอยู่”





“คิดว่าเรื่องจริงหรือกำลังโดนหลอก” พ่อผมคลี่ยิ้มอบอุ่นและยกมือขวาขึ้นวางบนหัวผม





“ถ้าเรื่องที่นิครักน้องแตม พ่อว่าเรื่องจริงนะ แล้วเขาก็ไม่ได้หลอกด้วย…” ผมยิ้มมุมปากแบบไม่เต็มปากนัก





“…นิคเข้ามาหาพ่อกับแม่อย่างคนปกติทั่วไป เขาไม่ได้ใช้พลังวิเศษอะไรหลอกล่อให้พ่อกับแม่เชื่อเขาเลย เขาอดทนมากนะ ทั้งที่จริงเขาสามารถทำให้พ่อกับแม่เชื่อได้ในพริบตาเดียว” ผมถอนหายใจแผ่วเบา





“น้องแตมขอโทษที่ตอบรับรักเขาอย่างง่ายดายจนลืมคิดถึงความปลอดภัยของพ่อกับแม่”





“ไม่แปลกหรอกลูก และแม่เขาก็จะไม่แปลกใจถ้าเขารู้ว่าน้องแตมรักนิค…” พ่อผมลูบหัวเบา ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ





“…แตมกับเขาเป็นคู่กันมาตั้งแต่ชาติก่อน นิคเฝ้ารอให้แตมกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง จนกระทั่งเขาพบน้องแตมที่นี่” พ่อผมเอามือวางลงข้างตัว ผมหลุบตาลงมองพื้นไม้ของห้องนอน





“พ่อคิดว่านั่นเป็นเรื่องจริงจริง ๆ เหรอ…” พ่อผมยิ้มกริ่มและคล้ายว่าจะหัวเราะแต่ก็เปล่า





“…ผมไม่ได้คิดว่าเขาโกหก แต่มันเหมือนดูหนังแฟนตาซีเลย” คราวนี้คุณโจนาธานหัวเราะออกมา





“ตอนรู้ครั้งแรกพ่อก็เป็นคล้าย ๆ น้องแตมนี่แหละ มันน่าเชื่อซะที่ไหนกันล่ะเนอะ จู่ ๆ ก็มาบอกว่าเป็นแวมไพร์ บอกว่ารอลูกของพ่อมาตั้งหกร้อยกว่าปี…” ผมเบิกตากว้าง





“ฮะ?!” พ่อผมพยักหน้าหงึก ๆ





“นิครอน้องแตมมาหกร้อยกว่าปีแล้ว…” ผมอ้าปากหวอ ความรู้สึกตะลึงพุ่งกระแทกหน้าเต็ม ๆ





“…ในระหว่างนั้นเขาเช็กตลอดว่าดวงวิญญาณน้องแตมจะไปทางไหนยังไง จนกระทั่งเจอว่าจะมาอยู่กับพ่อกับแม่ เขาเลยมาหา” หัวใจผมเต้นตึก ๆ แวบหนึ่งเกิดอาการจี๊ดจนหน้าเหยเก แต่ดีที่มันเจ็บแค่วูบเดียว





“หกร้อยกว่าปี…” ผมนั่งคิดคำนวณในหัว แม้จะไม่เก่งคณิตศาสตร์แต่ก็คำนวณคร่าว ๆ ก่อน





“…ศตวรรษที่สิบสามหรือสิบสี่เลยเหรอ” ก่อนควีนวิคตอเรียอีกเหรอเนี่ย





“เขาว่าเขาเกิดก่อนสงครามร้อยปีซะอีก” ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นึกอยากอ่านประวัติศาสตร์ช่วงนั้นขึ้นมาทันทีเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรของเขา





“มันเหลือเชื่อใช่มั้ยล่ะ ใช่ พ่อก็ไม่เชื่อนั่นแหละ แต่ก็เพราะเขามีความพยายามที่จะทำให้พ่อเชื่อ แล้วไหนจะเรื่องเหนือธรรมชาติที่ได้เห็นจากเขาอีก ซึ่งเขาก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่มายากล”





“ดูพ่อชอบเขามากเลย”





“แม่ก็ชอบเขานะ…” ผมคลี่ยิ้มขำอ่อน ๆ





“…เขามีความจริงใจ เขาใช้ใจเข้าหา ไม่ใช่ด้วยพลัง จริงอยู่ว่าเขาใช้พลังอะไรกับเราไม่ได้เพราะมีน้องแตมอยู่ในท้องแม่ แต่เขาก็มีวิธีอื่นที่จะใช้ แต่เขาไม่ใช้”





“พ่ออยากได้เขาเป็นลูกเขยเหรอ” พ่อพยักหน้าอย่างยอมรับจนผมหัวเราะ





“ครบสูตรแบบนั้น ไม่อยากได้ได้ไง”





“แต่เขาเป็นแวมไพร์นะพ่อ…” ผมชะงักครุ่นคิด





“…คือเขาก็เหมือนคนปกติทั่วไป แต่เขาจะเป็นอันตรายอะไรมั้ย หรือถ้าไม่งั้นเขาก็จะนำอันตรายมาให้เราหรือเปล่า น้องแตมเป็นห่วงพ่อ แม่อีกคน อยู่ที่นู่นต้องมีแวมไพร์แน่ ๆ”





“แต่น้องแตมก็รักเขา” นิคบอกว่าผมใจแข็ง หัวใจเด็ดเดี่ยว ผมว่าไม่จริงหรอก เพราะพ่อพูดแค่นี้น้ำตาผมยังรื้นขึ้นมาขอบตาเลย





“แตม…” ผมยกหลังมือทั้งสองปิดตาไว้ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ความอึดอัดอบอวลอยู่ในอก





“…จะให้น้องแตมทิ้งพ่อกับแม่เหรอ น้องแตมมีความสุขแต่พ่อกับแม่ต้องอยู่แบบไม่ปลอดภัยน่ะเหรอ” ผมพูดทั้งที่เอาหลังมือปิดตาไว้ พอแน่ใจว่าห้ามไม่ให้น้ำตาไหลออกมาได้แล้วก็ดึงออก มีคราบน้ำตาติดอยู่บนหลังมือทั้งสองข้าง





“น้องแตม นิคเขาก็คงคิดแบบนี้ เขาถึงเตรียมการไว้…” ผมหันไปมองพ่อด้วยสายตาเป็นคำถาม





“…ผู้พิทักษ์จะดูแลพ่อกับแม่เอง ซึ่งถ้าน้องแตมรู้ว่าการจ้างผู้พิทักษ์ในโลกของแวมไพร์เป็นเรื่องยากแค่ไหน น้องแตมจะขอบคุณนิคเขามากเลยละ” ผมนิ่งเงียบ ในใจอยากรู้รายละเอียดแต่พ่อก็บอกแล้วว่าต้องคุยกับนิค ซึ่งผมคิดว่าพ่อไม่น่าจะตอบได้ละเอียดเท่าคนที่อยู่ในโลกปรัมปราแบบนิคหรอก





“แต่น้องแตมถอนหมั้นเขาไปแล้ว…” ผมรู้สึกดหู่





“…ให้กลับไปกลับมาแบบนี้ น่าหมั่นไส้ตายเลย ทำเหมือนตัวเองเลือกได้อยู่คนเดียว” ผมไม่ชอบเท่าไหร่เลยถ้าคนอื่นจะต้องมาเป็นไก่รองบ่อนของตัวเองอะไรทำนองนั้น





“พ่อว่านิคเข้าใจว่าตอนนั้นน้องแตมกำลังสับสน พ่อยังเข้าใจเลย” ผมถอนหายใจเบา ๆ





“ถ้าสอบเสร็จวิชาเลือกแล้ว น้องแตมขอไปหาแม่ได้มั้ย แบบว่าไปคนเดียว” พ่อผมคลี่ยิ้มพร้อมพยักหน้า





“เอาสิ ถ้าไปแล้วบายใจขึ้น ได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นเพราะแม่ ก็ไปเถอะ” ผมคลี่ยิ้มอ่อนแล้วโน้มตัวเข้าไปกอดพ่อ คุณโจนาธานโอบกอดผมตอบและก้มลงหอมหัวผม





“ขอบคุณครับพ่อ” พ่อไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงนั่งกอดผมสักพักแล้วก็ขอตัวลงไปนอน ผมล้มตัวนอนบนเตียงหลังจากพ่อปิดประตูห้องให้ หยิบสร้อยขึ้นมาดูอีกครั้งอย่างเหม่อ ๆ พักหนึ่งแล้วก็นอนมองเพดานห้อง ปล่อยให้ความคิดไหลวนอยู่ในหัวจนกระทั่งหลับไป









ร่างดำทมิฬร่างเดิมง้างมือขึ้นจะฟาดหน้าผม แต่แล้วมันก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงหวีดหวิวในอากาศ มันแหงนหน้ามองบนท้องฟ้า ผมหันไปมองตามแล้วก็เห็นวัตถุสีขาวกำลังพุ่งลงมายังผมกับมัน ผมเบิกตากว้างตื่นตะลึงเมื่อมองชัดขึ้นว่านั่นไม่ใช่วัตถุ แต่เป็น…





เฮือก!





ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำแล้วใกล้จะหมดลมหายใจแต่ก็ถูกดึงขึ้นมาเหนือน้ำได้ทันท่วงที เปลือกตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตกใจจากภาพในฝันใหม่ล่าสุดของตัวเองที่ฝันเป็นครั้งที่สองแล้ว ผมนอนหอบมองเพดานอยู่พักหนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาไปปลายเตียงแล้วก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นนิคยืนอยู่ตรงนั้น





“นิค…” ผมหันไปเปิดโคมไฟหัวเตียง พอหันกลับไปมองอีกทีก็เห็นแต่ความว่างเปล่า





“นิค…” ผมเรียกเขาและมองรอบห้องที่สว่างขึ้นด้วยแสงไฟ แต่ก็ไม่มีการตอบกลับและไร้วี่แววของเขา ผมลงจากเตียงแล้วเดินไปชะโงกหน้ามองนอกหน้าต่าง





“…นิค คุณอยู่ที่นี่ใช่มั้ย” เงียบ… มีเพียงเสียงคลื่นน้ำกระทบขอบปูนตอบกลับมา ผมมองถนนคอนกรีตเลียบคลองหลังบ้านทั้งซ้ายมือและขวามือ แต่ก็ไร้สิ่งมีชีวิตใด ๆ





“สเตฟาน พาสคาล”





ฟึบ!





ผมต้องหัดเรียนรู้การโผล่มาอย่างรวดเร็วของพวกเขาแล้วละ แล้วก็ต้องหัดควบคุมสติตัวเองให้มากกว่านี้ด้วย สะดุ้งบ่อย ๆ แบบนี้ได้กลายเป็นโรคอะไรสักอย่างเข้าสักวัน





“เจ้านายของพวกคุณมาที่นี่ใช่มั้ย” ผมถามสองคนนั้นที่ยืนกุมมืออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย





“นายท่านแค่มาเช็กว่าคุณเฌอแตมปลอดภัยดีครับ” พาสคาลตอบน้ำเสียงสุภาพ





“แล้วเขากลับไปแล้วเหรอ”





“ครับ ท่านกลับไปแล้ว” สเตฟานตอบคำถามนี้ ผมถอนหายใจแล้วแหงนหน้าขึ้นมองขอบหลังคาบ้าน





“ไม่ใช่ว่าแอบฟังอยู่บนหลังคาบ้านหรอกนะ” ผมว่าหน้างอ





“ไม่หรอกครับ นายท่านกลับไปแล้วจริง ๆ” สเตฟานยืนยันอีกครั้งและผมก็ถอนหายใจอีกครั้ง มองทั้งสองคนอย่างงุนงง





“แล้วคุณสองคนไม่นอนเหรอ คืออย่างน้อยแวมไพร์ก็ต้องนอนพักผ่อนเอาแรงหรือเปล่า”





“ตอนกลางคืนเป็นเวลาของพวกเราครับ” พาสคาลยิ้มบาง ผมพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ถ้าตามตำนานพวกแวมไพร์โดนแดดไม่ได้ แต่พวกเขาเป็นแวมไพร์ยุคใหม่นี่นะ ก็คงมีพัฒนาการกันมามากมายแล้ว





“เอ่อ งั้นก็ ระวังตัวกันด้วยนะ” ทั้งสองคนพยักหน้า ผมพยักหน้าให้ทั้งสองคนแบบงง ๆ งงว่าตัวเองจะพยักหน้าให้เขาทำไม ผมยืนเงอะงะอยู่สักพักก่อนจะหมุนตัวกลับไปที่เตียง ปิดโคมไฟเสร็จก็ล้มตัวลงนอน แต่รอบนี้กว่าจะหลับก็ปาไปเป็นชั่วโมงเพราะผมเอาแต่มองซ้ายแลขวาเผื่อว่านิโคลัสจะโผล่เข้ามาในห้องนอนอีก





ตอนนี้ผมได้คำตอบอีกอย่างหนึ่งแล้วว่าเขารู้ได้ยังไงว่าผมชอบสวนแนวโกธิค





เขาต้องโดนชาวเน็ตเอาไปวิเคราะห์และฉอดพฤติกรรมการติดตามนี้แน่ ๆ

V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #66 เมื่อ16-04-2020 20:29:21 »

V
v
v


แบบนี้เขาเรียกว่างอนหรือเปล่านะ





ผมไม่เจอนิโคลัสมาสองวันแล้ว โทรไปเขาก็ไม่รับสาย ถามจากบอดี้การ์ดทั้งสองคนก็บอกแต่ว่าไม่ทราบ





“ไม่ทราบจริง ๆ หรือปิดบังอะไรผมไว้อีก” ผมหน้ามุ่ยใส่สองคนนั้นที่ยืนกุมมือเรียบร้อยอยู่ตรงหน้า





“นายท่านเป็นเจ้านาย ถ้าท่านไม่ได้บอกอะไรไว้ เราก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่าที่ท่านบอกแล้วครับ” สเตฟานตอบอย่างนอบน้อม ผมพ่นลมหายใจอย่างเซ็ง ๆ





“งั้นผมจะไปหาเขาที่คอนโดฯ ตอนนี้เขาอยู่ที่นั่นใช่มั้ย” บอดี้การ์ดที่ถูกส่งมาดูแลผมกับพ่อมองหน้าผมอย่างอึกอักพร้อมกัน





“ทำไมอะ หรือจริง ๆ เขาซุกภรรยาอีกคนไว้”





“ไม่แน่นอนครับ นายท่านมีแค่คุณเฌอแตมคนเดียว” ผมพรี่ตาลงมองพาสคาล





“เชื่อได้จริงอะ อยู่คนเดียวมาตั้งหกร้อยกว่าปีอะนะ”





“นายท่านรักคุณเฌอแตมมากนะครับ” พาสคาลมองผมตาไม่กะพริบ แน่สิ พวกเขากะพริบตาที่ไหนกัน





“ตอนนี้นายท่านอาจจะกำลังไปจัดการเรื่องข่าวลือการแต่งงานให้เงียบอยู่ก็ได้ครับ” สเตฟานเสนอความคิดเห็นขึ้นมา หัวใจผมกระตุกวูบหนึ่งแล้วก็เต้นเป็นจังหวะประหลาด





“ผมอยากไปหาเขา” ทั้งสองคนมีท่าทีอึกอักอีกครั้ง





“ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ที่คุณแตมยังเป็นคู่หมั้นนายท่านอยู่…” สเตฟานก้มสีหน้าลำบากใจของตัวเองลง





“…เราพร้อมจะพาไปได้ทุกเมื่อ”





“เรียนตามตรง ตอนนี้คุณแตมเหมือนคนนอกที่พวกผมไม่กล้าพาไปบุกรุกความเป็นส่วนตัวของนายท่านครับ” พาสคาลอธิบายเสริม ผมเม้มปากด้วยความเคืองเล็ก ๆ





“งั้นก็ให้เขารับสายผมก็ได้ นี่อะไร โทรไปก็ไม่รับ สักพักก็ปิดเครื่อง หรือบล็อกเบอร์ผมแล้วล่ะ”





“ผมคิดว่านายท่านคงกำลังยุ่งเรื่องที่คุณแตมขอร้องนั่นแหละครับ”





“ว่าให้จัดการข่าวลือเรื่องงานแต่ง จะได้ไม่มีใครพุ่งเป้ามาที่คุณแตมกับครอบครัว” ผมอ้าปากหวอและมองทั้งสองคนด้วยความทึ่ง





“นัดกันพูดรึเปล่าเนี่ย จังหวะแบ่งกันลงตัวเหลือเกินนะ” แล้วก็รู้สึกเหมือนถูกหลอกด่าด้วย





ทั้งสองคนก้มหน้าเงียบไม่พูดต่อ ผมนั่งครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจ “ผมจะไปหานิค ให้ใครก็ได้พาไปหน่อย อีกคนอยู่เฝ้าพ่อผมที”





ทั้งสองคนยังนิ่ง ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ “ถ้างั้นผมไปเอง พวกคุณอยู่บ้านก็แล้วกัน”





“แต่คุณแตมครับ…” ผมยกมือเบรกพาสคาลแล้วลุกจากโต๊ะกินข้าวก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปบนห้องนอน หยิบกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์ แบตสำรองและสายชาร์ตแบตใส่กระเป๋าเป้แล้วเดินออกจากห้องนอนโดยที่ไม่ลืมหยิบสร้อยคอของนิคติดมือมาด้วย





“เดี๋ยวผมพาไปครับ” สเตฟานพูดเมื่อผมเดินลงมาข้างล่าง ผมพยักหน้าอย่างไม่ได้ใส่ใจนักแล้วก็เดินออกไปใส่รองเท้าแตะ ผมเดินเข้าไปหาพ่อในสวนไม้มงคลเพื่อบอกให้รู้ว่าจะออกไปด้านนอก พ่อไม่ได้ถามอะไรเลย ทำแค่ยิ้มและพยักหน้าราวกับรู้อยู่แล้วว่าผมจะออกไปไหน





“ถ้าจะไม่กลับมากินข้าวเย็นก็โทรบอกนะน้องแตม”





“กลับอยู่แล้ว น้องแตมไปแค่แป๊บเดียว” พ่อขำจนผมขมวดคิ้ว





รถที่สเตฟานใช้พาผมไปหาเจ้านายของเขาคือรถตู้สองเบาะคันเดิมที่ผมเคยนั่ง พอขึ้นมานั่งบนรถเสียงร้องแหลมก็ดังก้องในหู แต่นึกไม่ออกว่ามันคือเสียงอะไร พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก เดาว่าคงเป็นผลมาจากการที่โดนแฮร์รี่ลบความทรงจำในช่วงใดช่วงหนึ่ง





“นิคไม่เคยมีใครจริง ๆ เหรอ” ผมลองเลียบเคียงถามดู





“เท่าที่ผมเห็น นายท่านไม่เคยมีใครอื่นนะครับ”





“แล้วที่ไม่เห็นล่ะ”





“เอ่อ…” ผมเห็นท่าทางงุนงงของเขาในกระจกมองหลัง





“…ผมว่าไม่มีนะครับ”





“ผมไม่คิดจะว่าเจ้านายคุณนะ แค่สงสัยน่ะว่าอยู่ได้จริง ๆ เหรอ อย่างน้อยก็ต้องมีคู่ควงหรือคนให้ระบายออกเรื่องอย่างว่าหรือเปล่า…” ผมขมวดคิ้วครุ่นคิด





“…หรือแวมไพร์ไม่มีอารมณ์ทางเพศเหรอ” ผมเห็นว่าสเตฟานดูกระอักกระอ่วนกับคำถามนี้ แต่เขาก็ตอบนะ





“พวกเรา เอ่อ ก็มี อารมณ์นั้นเหมือนมนุษย์ครับ”





“ก็นั่นน่ะสิ” ผมไม่ได้จะคิดลามกนะ คือเขาอยู่มาหกร้อยกว่าปีแล้วเขาก็ไม่ได้ เอ่อ ปลดปล่อยเลยน่ะเหรอ แต่วันนั้นที่เขาใช้ปากให้ผมก็ดูช่ำชองออก แถมผมยังเป็นผู้ชายไม่ใช่เซลีนคนเดิมแล้ว ไม่มีใครมาหกร้อยกว่าปีแต่ยังทำเอาผมสติเลือนลางเนี่ยนะ





ผมไม่ได้ถามอะไรจากสเตฟานอีก ก็แค่นั่งเงียบ ๆ ไปตลอดทางจนรถเข้ามาจอดหน้าคอนโดฯ พอประตูเลื่อนเปิดออกผมก็เดินลงจากรถตรงไปที่เค้าน์เตอร์ต้อนรับด้านหน้า พนักงานสาวยกมือไหว้ผมพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร





“เชิญขึ้นไปได้เลยค่ะคุณเฌอแตม คุณแฮร์รี่ได้แจ้งเอาไว้แล้วค่ะ” ผมกำลังจะงงแต่พอได้ยินว่าแฮร์รี่เป็นคนบอกผมเลยร้องอ๋อเบา ๆ แล้วก็เดินตามพนักงานชายคนหนึ่งไปที่ลิฟต์ เขาช่วยกดลิฟต์ให้ขึ้นไปยังชั้นของห้องนิค ระหว่างนั้นผมก็เดาว่าพาสคาลโทรบอกหรือนิคอ่านความคิดเขาจากทางไกล แล้วถ้าอ่านจากทางไกลเขาอ่านได้ไกลขนาดนั้นเลยเหรอ บ้านผมกับคอนโดฯ เขาห่างกันหลายสิบกิโลเลยนะ





ติ๊ง!





เสียงลิฟต์ถึงที่หมายเรียกให้ผมกลับมาสู่ปัจจุบัน ผมก้าวเท้าออกจากลิฟต์แล้วเดินไปยืนหน้าประตู กำลังจะยกมือเคาะเรียกแต่ประตูก็เปิดออกก่อน และคนที่มาเปิดให้ก็คือแฮร์รี่





“เขารู้เหรอว่าผมมาถึงแล้ว”





“เปล่าครับ ผมได้กลิ่นเลือดของคุณแตม” ผมอ้าปากหวอและกะพริบตาปริบ ๆ





“คุณได้กลิ่นเลือดของมนุษย์ทุกคนเลยเหรอ” แฮร์รี่พยักหน้าหลังจากปิดประตูเรียบร้อยแล้ว





“แต่ของคุณแตมจะกลิ่นหอมเป็นพิเศษ” ผมมองเขาด้วยความรู้สึกสนใจในข้อมูลนี้





“ทำไมผมถึงหอมแตกต่างจากคนอื่นล่ะ” คุณลุงแฮร์รี่ยิ้มอบอุ่น





“เพราะคุณแตมเป็นคนพิเศษ”





“เอ้า” ผมขมวดคิ้วงง





“ถ้าไม่อยู่ที่ห้องนั่งเล่น นายท่านก็น่าจะอยู่ในห้องนอนครับ” เขาตัดบทแค่นั้นแล้วก็เดินไปอีกฝั่งของคอนโดฯ ซึ่งน่าจะเป็นโซนที่พักของพวกบอดี้การ์ด ผมมองตามหลังเขางง ๆ ก่อนหมุนตัวเดินไปทางฝั่งที่ติดกับริมแม่น้ำ ในห้องนั่งเล่นกับครัวไร้ผู้คนและแวมไพร์ ผมเลยเดินไปยืนหน้าประตูห้องนอนของนิค





ก๊อก ๆ





ไร้เสียงตอบรับกลับมาจากในห้อง ผมยืนหัวใจเต้นตึกตักอยู่หน้าประตู กำลังจะยกมือเคาะอีกทีประตูห้องก็ถูกดึงเข้าไปด้านในแล้วผมก็พบกับเจ้าของห้องในสภาพนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียว แม้หุ่นเขาจะล่อตาล่อใจแค่ไหน แต่สายตาผมกลับมองตาเขาที่กำลังมองผมอย่างที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่





“Hi.” ผมเอ่ยทักอย่างเก้ ๆ กัง ๆ และไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวยังไงเมื่อเจอเขานิ่งใส่แบบนี้ ผมก้าวเท้าเข้าไปยืนในเขตห้องนอนของเขาเลยทำให้เรายืนใกล้กัน กลิ่นตัวของเขาหอมสดชื่นเช่นเคย และมีไอเย็นลอยออกมาจากตัวอ่อน ๆ ผมใช้มือซ้ายดันประตูปิดตามหลังโดยที่ยังมองหน้านิ่ง ๆ ของเขาอยู่





“Nick.” ผมเรียกเขาเผื่อว่าเขาจะหลับในอยู่ (อดีต) คู่หมั้นของผมกระเถิบเข้ามาใกล้ผมอีกนิด





“คุณ… เอ่อ หายไป… โอ้” เขาดึงกระเป๋าเป้ออกจากไหล่ซ้ายผมและปล่อยให้มันหล่นลงไปกองบนพื้น สักพักเขาก็จับผมถอดเสื้ออย่างเร็วแล้วโยนทิ้งไปแบบไม่สนใจ





“นะ… นิค” เขาจับผมถอดกางเกงทั้งชั้นในและชั้นนอก ผมยืนตัวเปลือยเปล่าต่อหน้าเขาด้วยความเขินปนงง แล้วสักพักก็เหวอเมื่อเขาอุ้มร่างผมขึ้นอย่างง่ายดาย ผมรีบยกสองแขนคล้องคอเขาไว้ สองขาเกี่ยวเอวเขาแน่น นิคดันผมเข้ากับกำแพงปลายเตียงแล้วก็จู่โจมจูบผมทันทีแบบที่ใช้ลิ้นบุกเข้ามาในปากผมเลย





“อึ… อือ” ตัวผมร้อนในเวลาอันรวดเร็ว ผมพยายามตอบรับเขาเท่าที่ตัวเองจะทำเป็นและทำได้ แต่คนที่อยู่มาเป็นครึ่งพันปีย่อมช่ำชองและเก่งกาจกว่าอยู่แล้ว





พอคิดถึงจุดนี้ผมก็เลยเบี่ยงหน้าหนีเขา ไม่ได้หมดมู้ดนะ มันค้างคาใจ





“หกร้อยกว่าปีมานี้คุณไม่มีใครอื่นเลยจริง ๆ เหรอ” นิคมองผมด้วยสายตากระหาย เขาพยักหน้าลง ผมย่นคิ้วมองหน้าหล่อดั่งโดนปั้นโดยศิลปินเอกของโลก แต่เพราะยังไม่อยากให้อารมณ์ทลายลงผมเลยปล่อยผ่านแล้วยื่นหน้าไปจูบเขาต่อ ลิ้นของเราสองคนคลอเคลียกันด้วยจังหวะรัวเร็ว ผมขนลุกวาบแล้วก็เสียวท้องน้อยกับความเก่งกาจของเขา สุดท้ายเด็กใหม่ในสายทางนี้อย่างผมก็ต้องเงยหน้ายอมแพ้ แต่นิคก็ยังคงไปต่อ





เขาดูดเม้มริมฝีปากล่าง ไล่ลงไปที่คาง เลื่อนไปใต้คางจนถึงลำคอ เขาทั้งขบเม้มและใช้ลิ้นเลียเป็นระยะ ผมหลุดเสียงครางออกมาด้วยความรู้สึกวาบหวิว ไม่ต้องถามถึงส่วนอ่อนไหวของร่างกายเลยว่าเป็นยังไง มันกลายเป็นสิ่งที่แข็งกร้าวที่สุดของร่างกายในตอนนี้แล้ว





“อ้า…” ผมขยุ้มหัวนิคแน่นเมื่อเขาใช้ลิ้นเลียไปตามลำคอ อารมณ์กำหนัดพุ่งขึ้นจนผมเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมดึงหัวนิคออกจากคอก่อนจะก้มลงจูบปากเขา ลิ้นของเราสองคนกวาดในโพรงปากของกันและกันอย่างมูมมาม อารมณ์ร้อนของเรากำลังเดือดปุด ๆ แต่แล้ว…





ปึก! ครืน!





“What?” ผมหันมองด้วยความตกใจ สองมือของนิคแปะอยู่บนฝาผนังห้องที่ทะลุเป็นโพรงกว้าง!





ผมหันกลับมามองหน้าเขา นิคมองผมด้วยสายตาหื่นกระหาย ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงจนดูดุดัน ผมพยายามกลั้นยิ้มขำจนปวดแก้ม นิคคลี่ยิ้มบางเมื่อเห็นผมพยายามกลั้นยิ้ม เขาดึงมือออกจากรูกำแพงแล้วอุ้มผมไปวางบนเตียงก่อนจะถอดผ้าขนหนูออกมาเช็ดสองมือ ความร้อนที่ลดระดับลงเมื่อครู่พุ่งขึ้นสูงอีกครั้งเมื่อเห็นความเป็นชายของเขาที่ขยายตัวโชว์ความตระหง่าน มันไม่ได้ตัวใหญ่น่ากลัว แต่ก็ดูน่าเกรงขาม





“นิค… กำแพง”





“พวกเขารู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง”





“แต่…” นิคทิ้งผ้าขนหนูลงพื้นแล้วโน้มลงมาทับตัวผมบนเตียง ผมแยกขาออกแล้วปล่อยให้เขาแทรกตัวนอนลงมา เขาจับสองมือผมขึ้นไปไว้เหนือหัวแล้วก้มลงจูบแก้มผมอย่างอ่อนโยนหลายทีก่อนจะเปลี่ยนเป็นขบเม้มตามลำคอ ผมหลับตาพริ้มปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความรู้สึกที่นิคมอบให้ สองมือเขาเลื่อนลงมาลูบช่วงซี่โครงผมเบา ๆ แล้วค่อยลามขึ้นมาลูบยอดอกทั้งสองข้าง ปลายนิ้วของเขาลูบวนอ่อนโยนแต่กลับทำให้ท่อนบนผมสะท้าน





“อู้ว…” นิคตวัดลิ้นบนหัวนมด้านซ้าย ความรู้สึกเสียวปนจั๊กจี้แล่นไปทั่วรักแร้และใต้แขนฝั่งเดียวกัน นิคไล่จูบลงไปตามแนวหน้าท้อง พอถึงจุดนั้นเขาก็จูบส่วนหัวสีชมพูด้วยความทะนุถนอม ไล่จูบตามความยาวของมันจนถึงฐานกลมกลึงก่อนเปลี่ยนเป็นใช้ปากอมข้างละที ผมตัวสั่นด้วยความเสียว หน้าท้องหดลงยามลิ้นของนิคสัมผัสโดนผิวของตัวเอง





เก่งจนอดคิดไม่ได้ว่าในหกร้อยกว่าปีที่ผ่านมา แวมไพร์รูปหล่อตนนี้ใช้ชีวิตโดยไม่มีเรื่องอย่างว่าจริงเหรอ





“ฮะ… เฮ้” ผมมองเขาด้วยความตื่นเต้นเมื่อนิคจับก้นผมยกขึ้นแล้วจับขาผมแยกออก สักพักสองมือของเขาก็แบะก้นผมเพื่อให้ร่องตรงนั้นกว้างขึ้น เขาคลี่ยิ้มมุมปากและมองผมตาเป็นประกาย หัวใจผมเต้นตึกตัก แล้วพอเขาก้มลงใช้ลิ้นสัมผัสกลีบเนื้อ ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะละลาย สัมผัสของเขาอ่อนโยนแต่ทว่ากลับส่งผลต่อผมอย่างรุนแรง ในหัวขาวโพลนไร้ความนึกคิดใด สองมือจิกลงบนผ้าปูที่นอน ผมค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เห็นสายตาและสีหน้ากำหนัดของนิคก็ยิ่งรู้สึกร้อน ดวงตาเขามองผมในขณะที่ลิ้นก็ขยับไปเรื่อย ๆ ด้วยจังหวะเท่าเดิม





มันไม่ใช่แค่สัมผัสของเขา แต่ด้วยแววตา ด้วยสีหน้า ด้วยท่าทาง และความรู้สึกที่เขาส่งผ่านมา มันทำให้อารมณ์ทางเพศผมพุ่งพล่านจนเหมือนตัวเองจะคลั่ง เมื่อความรู้สึกมันสูบฉีดหนักหน่วง ส่วนอ่อนไหวของผมก็ปลดปล่อยออกมาเองโดยที่ผมไม่ได้แตะต้องมันเลยสักนิด น้ำสีขาวขุ่นพุ่งออกจากส่วนหัวสีชมพูลงบนหน้าท้อง มีบางส่วนพุ่งเลยมาโดนหน้า ผมครางเสียงหลง ขาขวาสั่นยามที่ปลดปล่อยออกมา และนิคก็ยังคงใช้ลิ้นไม่หยุด แถมเขายังยกมือซ้ายมาช่วยขยับส่วนนั้นให้ผมอีกด้วย ความเสียวแล่นไปตามเส้นประสาทความรู้สึกของเจ้าแท่งนั้นจนทำเอาผมรู้สึกรวน





“โอ้… นิค พอก่อน นิค…” ผมครางเสียงสั่นแล้วยกมือขวาขึ้นไปจับข้อมือเขา มือซ้ายพยายามดันหน้าเขาออกจากร่องก้น แต่เขาก็ยิ่งแกล้งด้วยการกดหน้าลงและให้ปลายลิ้นสอดเข้าไปในช่องทางนั้น ผมอ้าปากกว้างด้วยความเสียววาบ





“Please, please, please.” ด้วยความที่ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้ มันจึงเป็นความรู้สึกที่เกินต้าน นิคยอมถอนลิ้นออกไปจากจุดนั้น ผมทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความรู้สึกหมดแรงทั้งที่ตัวเองไม่ได้ออกแรงอะไรเลย นิควางสองขาผมลงบนเตียงอย่างช้า ๆ แล้วเขาก็ก้มลงใช้ลิ้นเลียน้ำบนท้องของผมจนเหลือเพียงคราบน้ำ จากนั้นเขาก็เคลื่อนตัวขึ้นมาเลียบนหน้าผมแล้วก็ใช้ลิ้นเกลี่ยริมฝีปากผมเบา ๆ ผมเปิดปากรับลิ้นเขา รสชาติของน้ำสีขาวติดตรงปลายลิ้น นิคถอนจูบแล้วหอมหน้าผากผมแผ่วเบา ผมพลิกตัวเข้าหาเขาแล้วยื่นมือขวาไปจับอาวุธกลางกายของเขาที่ยังคงแข็งแรง





“ให้ผมทำให้นะ”





“อย่าเพิ่ง” ผมแหงนหน้ามองนิค เขายกมือขวาลูบหัวผมและมองผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออกอีกครั้ง





“ทำไมล่ะ…” ผมถามพลางลูบเจ้าสิ่งนั้น มันลื่นมือมากเลย





“…หรือคุณรังเกียจผม”





“เปล่า ฉันกลัวเธอรังเกียจฉันต่างหาก” ดวงตาของเขาหม่นหมองและเศร้าสร้อยอีกแล้ว





“ผมขอโทษถ้าทำให้คุณคิดแบบนั้น แต่ผมไม่ได้รังเกียจคุณเลยนะ ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร ผมก็ระ…” เขายกมือซ้ายขึ้นมาแล้วใช้นิ้วชี้ปิดปากผมไว้





“อย่าเพิ่งพูด ถ้าเธอยังไม่แน่ใจ” ผมมองเขาด้วยความสงสัย ในหัวตัวเองมีหลายเรื่องเหลือเกินที่อยากพูดกับเขา แต่ผมเลือกเรื่องที่เป็นประเด็นหลักในหัวและในใจผมก่อน





“ถ้าเราแต่งงานกัน คุณจะปกป้องพ่อกับแม่ผมได้แน่เหรอ” เขาพยักหน้า





“ผู้พิทักษ์จะดูแลพวกเขาอย่างดี” อันนี้ผมก็สงสัย แต่บอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งถามตอนนี้ เดี๋ยวประเด็นจะเละเทะไปหมด





“ตอนนั้นผมสับสน ผมเลยถอนหมั้น แต่ตอนนี้…” ผมเม้มปาก มือกำเจ้าสิ่งนั้นเต็มมือและรูดขึ้นลงเบา ๆ





“…คุณด่าผมใจง่ายก็ได้ แต่เราหมั้นกันอีกรอบได้มั้ย” นิโคลัสคลี่ยิ้มขำ แต่เป็นขำแบบเอ็นดู





“ได้สิ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้นะ”





“ทำไมล่ะ” สีหน้าเขาลำบากใจ และดูลำบากใจกว่าตอนก่อนที่ผมจะรู้ว่าเขาเป็นแวมไพร์ซะอีก เขาพ่นลมหายใจเบา ๆ แล้วก็พาผมเขยิบขึ้นไปนอนพิงหัวเตียง





“ใช้มือให้ฉันหน่อยได้มั้ย” ผมพยักหน้า รู้แหละว่าเขาบ่ายเบี่ยงไม่อยากตอบในสิ่งที่ผมถาม แต่เพราะผมก็อยากทำให้เขามีความสุขเหมือนที่เขาทำให้ผมเลยไม่คิดเซ้าซี้ต่อ





นิคโอบแขนขวารอบไหล่ผมและก้มลงมาจูบอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากเราประกบกันแน่น ลิ้นหยอกล้อกันอย่างไม่รีบร้อน มือขวาของผมขยับขึ้นลงแบบไม่เร่งรีบเช่นกัน แม้ว่าตัวของเขาจะเย็นจัด แต่ด้วยการกระทำอันร้อนระอุของเราเลยทำให้เกิดความอบอุ่นไปทั้งตัวของผม





ใช่ ผมรักแวมไพร์ สิ่งมีชีวิตในตำนานที่ได้ยินมาเนิ่นน่าน และแวมไพร์คนนี้รอผมมาหกร้อยกว่าปีแล้ว





“อ้า…” เขาดึงหน้าออกและครางเสียงเบา เปลือกตาหลับพริ้ม ใบหน้าผ่อนคลายสบายอารมณ์





“Cumming?” เขาพยักหน้า ผมคลี่ยิ้มเอ็นดู เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาลืมตาขึ้น พอเห็นผมยิ้มเขาเลยยิ้มบ้าง ผมเร่งมือตัวเองให้เร็วขึ้นอีกนิด นิคดึงผมเข้าไปใกล้แล้วจูบหน้าผากผมค้างไว้ ได้ยินเสียงครางทุ้มในลำคอของเขา สักพักเขาก็ปลดปล่อยออกมา ผมอ้าปากยิ้มกว้างเมื่อเห็นปริมาณน้ำที่พวยพุ่งออกมาเลอะหน้าท้องและกระเด็นตกไปรอบเตียง





“อึ อ่า… อ่า” ขนาดครางยังเสียงหล่อ ผมโน้มตัวไปใช้ปากครอบครองส่วนหัวของเขาเอาไว้ น้ำบางส่วนผุดเข้ามาในปาก ผมใช้ลิ้นเลียแล้วกลืนลงคอ รสชาติมัน ๆ คาว ๆ คละคลุ้งอยู่ในปากกับในลำคอ เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทำให้ผมตื่นเต้น





“Oh, honey…” นิคดึงผมกลับไปหาแล้วก้มลงจูบโดยใช้ลิ้นกวาดในปากผมอย่างนัวเนียราวกับจะช่วยทำความสะอาด มือขวาผมยังคงลูบไล้เจ้าสิ่งนั้นเพราะมันยังตั้งตระหง่านราวกับว่าเมื่อกี้ไม่ได้ปลดปล่อยอะไรออกมา พอผมทำท่าจะนั่งคร่อม เขาก็จับไหล่ผมแน่นพร้อมกับถอนจูบ





“No. Not now.” เขาหอมแก้มผมเป็นการปลอบโยน แล้วก็จูบย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ หลายทีแบบที่กลัวว่าผมจะรู้สึกแย่ที่โดนเบรก





“มีอะไรก็บอกผมนะ” นิคเลื่อนตัวลงมานอนซุกอกผมราวกับเป็นเด็กน้อย ผมใช้สองแขนกอดเขาไว้และก้มลงหอมกลางกระหม่อมของเขาด้วยความชื่นใจ





“ผมจะไม่ไปไหนแล้ว”





“อย่าพูดอย่างนั้น เพราะมันทำให้ฉันมีความหวัง” ผมรู้สึกโหวง ๆ ในอกพิกล





“แล้วผมจะต้องทำยังไงล่ะนิค” ผมลูบหัวเขาเบา ๆ และก้มลงหอมหัวเขาอีกที เขาไม่ตอบอะไรทำเพียงพลิกตัวจะนอนคว่ำ ผมเห็นดังนั้นเลยแยกขาออกเพื่อให้เขาแทรกตัวได้ เขาโอบสองแขนรอบเอวผม แก้มเย็น ๆ แนบลงบนอกผมเหมือนกำลังอ้อน ผมยกสองมือขยุ้มเส้นผมเขาเล่นด้วยความเพลิดเพลิน ยังไม่คิดเร่งเร้าเอาคำตอบใด ๆ จากเขา





แม้จะยังไม่รู้ว่าเขากำลังว้าวุ่นเรื่องใด แต่ผมอยากให้เขาสบายใจที่ได้อยู่กับผม








เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

กำแพงทะลุเลยอะพี่นิค แอร๊ยยย  :sad4:

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #67 เมื่อ16-04-2020 21:11:08 »

 :haun4: :pighaun: :-[
อ๊ายยยยยย รุนแรงแต่ก็อ่อนโยน ฮือออ คุณนิคขาาาาาา ตอนที่แล้วยังน้ำตาร่วงอยู่เลย มาตอนนี้คืออะไรคะ เข้าใจน้องแตมนะตอนถอนหมั้น แต่ก็สงสารคุณนิคไง น้องแตมก็คือดูเป็นคนโลเลไปเลย คุณนิคอาจเชื่อใจน้อง แต่เราคนอ่าน เราระแวงน้องแตมไปแล้วจริงๆนะ กลัวน้องจะตัดสินใจพูดหรือทำอะไรโดยไม่คิดให้ดีๆ ก่อนแล้วทำให้คุณนิคเสียใจอีก คืออย่างคุณนิค รู้สึกได้ว่าเขารอของเขามานาน รู้ถึงความรัก แต่น้องแตมคือไม่รู้อะไรเลย จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยรักกันไหม จะมีก็แค่สัญชาตญาณความรู้สึกเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกผูกพันหรือรู้สึกวางใจ แล้วก็รีกคุณนิคได้ง่ายๆอ่ะ เราเลยกลัวใจน้องแตมจัง หนูต้องมั่นคงกว่านี้นะ คิดให้ดีๆก่อนตัดสินใจทำอะไร // ว่าแต่ทำไมถึงยังหมั้นตอนนี้ไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นอีกคะ อยากรู้แล้วๆๆ

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1004
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #68 เมื่อ16-04-2020 23:03:36 »

เลือกหมดตัวเอาตอนนี้แหละ

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #69 เมื่อ16-04-2020 23:07:05 »

อะไรมันปุ๊บปั๊บไปหมด แตมทำใจไม่ทัน เลยดูโลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
« ตอบ #69 เมื่อ: 16-04-2020 23:07:05 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #70 เมื่อ16-04-2020 23:33:55 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #71 เมื่อ19-04-2020 00:45:51 »

เมคอัพแล้วก้เมคเลิฟแล้วค่ะ  :heaven

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.11 : Kiss and make up. [16/04/2020]
«ตอบ #72 เมื่อ19-04-2020 23:55:42 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[60%][25/04/2020]
«ตอบ #73 เมื่อ25-04-2020 00:12:33 »

Together
Episode 12: Welcome to his world. (60%)








 ***ประเทศที่ถูกเอ่ยถึงในเนื้อหานิยายนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะว่าร้ายหรือกล่าวร้ายต่อประเทศนั้น ๆ นะคะ เป็นเพียงจินตนาการที่นำมาสร้างเรื่องราวในนิยายเท่านั้นค่ะ ไม่ได้มีเจตนาที่จะตีกรอบหรือสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศนั้น ๆ แต่อย่างใดค่ะ***








ผมนอนมองหน้านิคที่นอนตะแคงข้างเอามือซ้ายดันหัวและกำลังมองหน้าผมด้วยสายตาปกติธรรมดาแต่ว่าทำให้หัวใจผมเต้นตึกตัก ๆ มาพักพักใหญ่แล้ว คือเขามองเฉย ๆ นั่นแหละ แต่บังเอิญสายตาเขามีพลังบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกอยู่เฉยไม่ได้ แล้วด้วยความที่เขาไม่กะพริบตา มันเลยยิ่งทำให้รู้สึก… อื้ม เหมือนจะโดนเขากินอยู่ตลอดเวลา
   

“มองอย่างนี้อยากดูดเลือดผมเหรอ” เขายกยิ้มมุมปาก มือขวาลูบหัวผมอย่างเพลิน ๆ
   

“ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าเลือดเธอน่ะหอมยั่วจมูกฉันเสมอ”
   

“แต่คุณก็ไม่กัดผมนี่หน่า”
   

“โอ้ว…” เขาเลิกคิ้วขึ้นท่าทางครุ่นคิด
   

“…ฉันไม่เคยมีความรู้สึกนั้นเลย มีแค่อยากกัดเนื้อเธอเล่น” ผมยิ้มกว้าง
   

“กัดแบบเนี้ยอะเหรอ…” ผมจับมือขวาของเขาแล้วอ้าปากงับเนื้อตรงข้อมือเบา ๆ นิโคลัสคลี่ยิ้มขำก่อนจะก้มหน้าลงมาขยี้แก้มผมพักหนึ่ง
   

“…คิ ๆ” ผมหัวเราะคิกคักเพราะหนวดเขาทิ่มแก้ม เขายกหน้าขึ้นและมองผมด้วยระยะที่ใกล้กว่าเดิม ผมยกมือซ้ายขึ้นลูบแก้มเขา
   

“ฉันชอบยืนมองเธอหลับตลอดคืน” ผมกะพริบตาปริบ ๆ
   

“ในห้องนอนผมล่ะสิ” เขาคลี่ยิ้มอ่อนพร้อมพยักหน้ายอมรับ
   

“โดนชาวเน็ตฉอดแน่นอน” เขาหัวเราะเสียงทุ้ม
   

“ฉันอยากแน่ใจว่าเธอจะปลอดภัยทั้งในความฝันและในความเป็นจริง…” เขาก้มจุ๊บปากผมดังจุ๊บ ผมห่อไหล่พร้อมยิ้มเขิน


“…เวลาที่เธอหลับ ฉันพยายามอ่านความคิด และอ่านใจเธอ แต่ไม่เคยทำได้เลยสักครั้ง” ผมยังไม่แกร่งพอที่จะมองตาเขาได้นานเกินสามนาที เลยมองปากสีแดงของเขาแทน
   

“คุณบอกว่าทำไม่ได้เพราะผมเป็นคนที่คุณรัก…” เขาพยักหน้า ผมเม้มปากกลั้นเขิน นิคเห็นแบบนั้นก็คลี่ยิ้มแล้วก้มลงมาจูบปากผมอีกที
   

“…คือยังไงเหรอ เป็นคนที่คุณรักแล้วทำไมถึงทำไม่ได้ล่ะ”
   

“เพราะความรักไม่ควรเกิดจากการบังคับหรือขืนใจ…” หัวใจผมเต้นหนักขึ้นกว่าเดิม ผมพยายามดันหน้านิคให้ออกห่างจากหน้าตัวเองอย่างเนียน ๆ เพื่อลดความร้อนในตัวเอง
   

“…ฉันเลยใช้พลังกับเธอไม่ได้ เพราะฉันอยากให้เธอรู้สึกกับฉันจริง ๆ ไม่ใช่เพราะฉันควบคุมเธอ…” คำพูดเขาน่ะอ่อนหวานและอ่อนโยนนะ แต่สายตาเขาเหมือนกำลังมองเหยื่อ อันนี้ผมก็อยากรู้เช่นกันว่าเขาสื่อความรู้สึกออกมาทางสายตา หรือว่าสายตาเขามองแล้วมันเป็นแบบนี้เอง
   

“…มันก็เลยกลายมาเป็นเงื่อนไขในการใช้พลังกับเธอ” ผมร้องอ้อเบา ๆ พลางพยักหน้าสองสามที ในหัวครุ่นคิดกับความสงสัยของตัวเองและพยายามเรียบเรียงมันออกมา
   

“แล้วที่ว่าผมเป็นคนใจแข็งจนอ่านใจผมไม่ได้ล่ะ มันลิงก์กันมั้ย” เขาส่ายหัว
   

“อันนั้นเธอเป็นกับแวมไพร์ทุกตน ไม่ใช่แค่ฉัน แต่เงื่อนไขที่เธอมีต่อฉัน ก็เป็นแค่กับฉันคนเดียว”
   

“น่าจะมีแค่คุณกับแฮร์รี่ที่เคยใช้พลังกับผมหรือเปล่าครับ อาจจะมีคนอื่นส่งผลกับผมก็ได้นะ” นิคส่ายหัว
   

“ฉันแน่ใจว่าไม่มี” ผมบุ้ยปากไปซ้ายทีขวาที นึกอยากพิสูจน์ว่าไม่มีแวมไพร์คนไหนใช้พลังกับผมได้จริงเหรอ แบบว่าไม่มีเลยสักคนน่ะนะ
   

“แล้วเคยมีใครพยายามต่อต้านพลังของคุณมั้ย แบบว่าสกัดใจเหมือนในหนังแฮร์รี่ พ็อตเตอร์น่ะ” นิคขมวดคิ้วครุ่นคิดแต่ก็ไม่ใช่ว่าเครียดมากมาย
   

“อาจจะมี แต่ฉันยังไม่เคยเจอ” เขาพยักหน้าหงึก ๆ เป็นเชิงยืนยันกับตัวเองว่ายังไม่เคยเจอนะ
   

“แสดงว่าคุณเองก็จิตแข็งไม่เบาถึงได้เจาะเข้าจิตคนอื่นได้…” นิคยักไหล่ขวาท่าทางสบาย ๆ
   

“…ช่วงแรก ๆ มีหลอนบ้างมั้ยครับที่ต้องได้ยินเสียงความคิดของคนนั้นคนนี้” เขาคลี่ยิ้มขำ
   

“มีสิ ใช้เวลาอยู่นานเลยละกว่าฉันจะรับมือกับมันได้” ผมพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
   

“คนมี gifted แบบคุณ แบบแฮร์รี่เยอะมั้ย อันเดรียส สเตฟาน พาสคาลมีหรือเปล่า”
   

“มีไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะมีแค่ในชนชั้นราชวงศ์ ชนชั้นสูงก็ไม่ใช่ทุกคนที่มี พวกชนชั้นธรรมดานาน ๆ จะหลุดมาที…” นิคมองผมที่ทำหน้าคิดตามและกำลังสงสัยเรื่องชนชั้น นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมสนใจอยากรู้
   

“…อันเดรียสมี สเตฟานกับพาสคาลไม่มี เพราะพวกเขามาจากชนชั้นธรรมดา แต่พวกเขาเซ้นส์ดีและแม่นยำมาก ๆ สู้เก่งและฉลาดในการรบ”
   

“พลังพวกนี้มีตั้งแต่กำเนิดเลยเหรอ เอ่อ ผมหมายถึงตั้งแต่กลายเป็นแวมไพร์น่ะ” เขาพยักหน้า
   

“ก็เหมือนมนุษย์ที่มีพรสวรรค์ด้านนั้นด้านนี้มาตั้งแต่เกิดนั่นแหละ”
   

“อ้อ…” สนุกจัง เหมือนกำลังเรียนประวัติศาสตร์
   

“…คุณควบคุมคนกับแวมไพร์ได้ระดับไหนเหรอ” นิคเลิกคิ้วขึ้นเหมือนกำลังนึกว่าจะอธิบายยังไงดี
   

“ต้องแยกก่อนว่าความคิดกับความในใจคือคนละส่วน บางคนในหัวคิดอีกอย่าง แต่ใจคิดอีกอย่าง ซึ่งฉันสามารถอ่านได้ทั้งสองอย่าง และควบคุมได้ทั้งสองเช่นกัน”
   

“หูว” ผมมองเขาด้วยความทึ่ง นิโคลัสหัวเราะเสียงหล่อ
   

“ส่วนระดับการควบคุมก็… อืม… หมายถึงว่าสกิลเป็นยังไงใช่มั้ย”
   

“ใช่ ๆ” ผมพยักหน้าหงึก ๆ เป็นการสมทบ นิคย่นคิ้วและทำหน้าไม่แน่ใจนัก
   

“ฉันเคยควบคุมทหารเป็นพัน ๆ คนให้ฆ่ากันเอง…” ผมอ้าปากหวอ นิคพยักหน้ายืนยัน
   

“…อย่างถ้าฉันอยู่ตรงนี้ แล้วฉันอยากรู้ว่าพ่อเธอกำลังคิดอะไร ฉันก็เจาะเข้าไปได้ แค่สมมุตินะ เพราะกับพ่อกับแม่เธอฉันทำไม่ได้เช่นกัน แต่ไม่ใช่เพราะรัก เพราะเธอ” ผมพยักหน้าด้วยความเข้าใจและด้วยความทึ่ง
   

“คุณอ่านใจคนได้ไกลสุดแค่ไหนเหรอ”
   

“อืม… ไม่มีระยะทางที่แน่นอน แต่ไม่ถึงขั้นข้ามแคว้นหรือประเทศได้หรอก” 
   

ก็คือสกิลเขาขั้นเทพ เหมาะสมกับฐานะกษัตริย์… จริงสิ เขาเป็น the king นี่นา
   

“พ่อบอกว่าคุณเป็นกษัตริย์แล้วมีผมเป็นราชินี…” นิคคลี่ยิ้มท่าทางปลื้มใจ
   

“…คุณเป็นกษัตริย์ของอณาจักรไหนและยุคไหนเหรอ”
   

“อาณาจักรไอร์แลนด์ แต่ในยุคฉัน ศูนย์กลางของอาณาจักรไม่ใช่ Dublin แบบปัจจุบัน แต่เป็น xxxx ซึ่งแต่เดิมก็ไม่ใช่ชื่อนี้”
   

“แล้วชื่ออะไรเหรอ”
   

“Xxxx…” ผมกำลังขุดความรู้ที่เคยได้ร่ำเรียนมาในวิชาประวัติศาสตร์เพื่อเอามาโยงเกี่ยวกับเรื่องราวของเขา


   “…ก่อนจะมารวมเป็นประเทศ เราต่างคนต่างอยู่ในแคว้นใครแคว้นมัน และที่นั่นคือแคว้นของฉัน และเป็นจุดหลักของอาณาจักรไอร์แลนด์”
   

“แต่ทำไมผมไม่ค่อยเจอประวัติศาสตร์เรื่องกษัตริย์ของประเทศนี้เลยล่ะ”
   

“เพราะฉันล้างมันออกจากประวัติศาสตร์ยังไงล่ะ” ผมอ้าปากค้าง มองเขาด้วยความสับสนปนทึ่ง
   

“ทำได้ด้วยเหรอ” เขายักคิ้วและตามด้วยยิ้มกริ่ม
   

“แฮร์รี่จัดการได้…” ผมร้องอ้อแต่ก็ยังข้องใจและสนใจอยากรู้อะไรอีกหลายอย่าง จนตอนนี้ความอยากรู้ตีกันมั่วซั่วไปหมดว่าอยากจะรู้เรื่องไหนก่อน


“…ในยุคนั้นเรื่องราวของอาณาจักรฉันไม่ได้โดดเด่นเท่าสงครามร้อยปีหรือสงครามกุหลาบ หรือสงครามอื่น ๆ มันเลยยิ่งง่ายต่อการถูกลืมเลือน”


“คุณได้ทำสงครามอะไรกับใครมั้ย”


“อยู่แล้ว ยุคนั้นฮิตทำสงครามจะตายไป”


“กับใครเหรอ”


“พวกสเปนและอังกฤษ แต่หนักไปทางสเปน…” สเปนมีบทบาทน้อยมากในสงครามร้อยปี ผมนึกสนใจว่าสงครามที่ทำกับนิคนั้นเป็นยังไง


“…หากจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ร่วมกับอีกสองสงครามชื่อดังนั้น ก็คงได้ชื่อว่าสงครามสามกษัตริย์” อู้ว ยิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกแล้ว


“ก็คือมีคุณ สเปน แล้วก็อังกฤษ ใช่มั้ย” เขาพยักหน้า


“มีพวกเยอรมันร่วมแจมด้วย แต่ก็ไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ ถ้าจะพูดน่ะนะ”


“ทำไมต้องทำสงครามกับสเปนด้วยล่ะ”


“เพราะพวกนั้นกดขี่เราไม่แพ้ที่อังกฤษทำ…” ผมมองนิคจนลืมกะพริบตา


“…อังกฤษเองก็บีบคั้นเรามากพออยู่แล้ว ทั้งเรื่องทรัพยากรที่เรียกร้องเอาจากเรา แรงงานทาส เงินทอง แล้วสเปนก็เข้ามาทำแบบเดียวกัน แต่หนักกว่าตรงที่พวกนั้นจะเอาตัวเธอกับลูกของเราไป” ผมเบิกตากว้าง แต่ไม่ได้ตกอกตกใจใหญ่โต เพราะคิดว่าชาติก่อนก็น่าจะมีลูกด้วยกันแหละ


“ลูกเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายครับ”


“ผู้ชายทั้งสามคน ตอนนี้พวกเขารอเจอเธออยู่ที่บ้าน” แต่อันนี้ตาโตด้วยความตกใจจริง


“ฮะ? พวกเขายังอยู่อีกเหรอ…” นิคนิ่ง ผมสะดุดคิดอะไรขึ้นมาได้


“…พวกเขาเป็นแวมไพร์?” นิคคลี่ยิ้มและพยักหน้าลง ผมอ้าปากด้วยความทึ่งปนตะลึง เท่ากับว่าตอนนี้ผมมีลูกที่อายุมากกว่าตัวเองตั้งหลายร้อยปี!


แล้วคือ… ผมกลายเป็นแม่คนโดยไม่ต้องตั้งท้องเลย อย่างน้อยก็ไม่ได้ท้องในชาตินี้น่ะนะ


“ช่วงนั้นอังกฤษกำลังวุ่นวายกับการแย่งชิงอำนาจในประเทศตัวเอง เลยไม่ค่อยมายุ่งกับเราและสเปนเท่าไหร่” นิคว่าต่อ ผมหยุดคิดคำนวณอายุลูกชายทั้งสามคนของตัวเองแล้วกลับมาสู่เรื่องปัจจุบัน


“สงครามกุหลาบใช่มั้ย” เขาพยักหน้า


“เรารบกับสเปนอยู่หลายปี จนสุดท้ายก็ไล่พวกนั้นกลับไปจนได้”


“ทำยังไงเหรอ”


“ฉันขอพรจากเทพแห่งความตาย…” ผมอ้าปากค้าง ตัวเย็นวูบหนึ่ง


“…ตอนนั้นฉันสิ้นหวังจริง ๆ เพราะเราเป็นแคว้นเล็ก ๆ ไม่คิดจะสู้รบกับใคร อะไรที่ปราณีปรานอมได้ พ่อฉันยอมมาตลอด แต่พอฉันขึ้นครองราชย์ พวกนั้นก็ยังตักตวงผลประโยชน์ไม่จบไม่สิ้น” แววตาของเขาเจ็บปวด แต่ไม่ได้เหมือนคนเจ็บเจียนตาย เดาว่าพอได้พูดถึงอดีตมันเลยทำให้ความรู้สึกเก่า ๆ ของเขากลับคืนมา


“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าต้องไปขอพรจากเทพ เอ่อ ความตายนั่น”


“เป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานว่าสามารถเรียกหาเขาได้ด้วยพิธีที่สืบทอดกันมา…” โอโห โลกมหัศจรรย์อย่างที่พ่อว่าจริง ๆ ด้วย แวมไพร์ พ่อมดแม่มด ผู้พิทักษ์ และตอนนี้คือเทพแห่งความตาย


“…ว่ากันว่าสามารถขอพรอะไรจากเขาก็ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่เขาจะขออะไรเรากลับก็ได้เช่นกัน”


“คุณได้เห็นเขาจริง ๆ เลยเหรอ หน้าตาเขาเป็นยังไงอะ”


“แต่ละครั้งที่ได้เจอก็ไม่ค่อยซ้ำรูปแบบหรอก มีทั้งปกติและน่ากลัว”


“อยากเจอบ้างจัง” ผมพูดขึ้นมาแบบล่องลอย นิคหน้าตื่นและส่ายหัวทันที


“อย่าเด็ดขาด ฉันไม่ยอมให้เขาเอาเธอไปซ่อนอีกแล้ว” ผมขมวดคิ้วทันที


“ฮะ?” นิคถอนหายใจ สีหน้าของเขาดูหนักอึ้งที่จะพูด มือซ้ายลูบหัวผมเบา ๆ


“ไม่ต้องเล่าแล้วก็ได้ครับ” ผมลูบแก้มเขาเป็นการปลอบ


“ยังไงเธอก็ต้องรู้…” เขาขบกราม ท่าทางดูเกร็ง ๆ จนผมต้องช่วยลูบแขนเพื่อให้เขาผ่อนคลาย


“…ข้อแลกเปลี่ยนที่เขามอบพลังให้ฉันคือการอุทิศตน…” มือผมที่กำลังลูบไหล่เขาชะงักกึก และมองเขาด้วยความทึ่ง นิคถอนหายใจเบา ๆ


“…ฉันต้องมอบดวงวิญญาณให้กับเขา”


“คุณชนะสงคราม แต่ต้องตายงั้นเหรอ…” เขาพยักหน้าอย่างเกร็ง ๆ


“…sacrifice to อะไรประมาณนั้นมั้ย” เขาพยักหน้าอีกทีแต่เกร็งน้อยลง


“แต่ว่า…” นิคกลืนน้ำลายลงคอ


“…ฉันหักหลังเขา เพราะฉันยังไม่พร้อมจะจากไป…” ดวงตาของเขาหมองเศร้าพอ ๆ กับใบหน้า กล้ามเนื้อของเขาเกร็งจนผมยิ่งต้องลูบเพื่อให้เขาผ่อนคลาย


“…เขาเลยเอาเธอไปแทน…” ผมชะงักอีกรอบ มองหน้าเขาด้วยความสับสนงุนงง นึกไม่ออกว่าต้องพูดอะไรต่อดี


“…ขอโทษ ขอโทษที่ไม่รักษาสัจจะจนเธอต้องจากไป” ตอนนี้เขาเศร้าจนผมจะเศร้าตามไปด้วย บรรยากาศสีเทาแบบนี้ไม่ดีเลยแฮะ ผมเลยรวบรวมสติและขยับปากพูดอีกครั้ง


“อย่าคิดงั้นเลยครับ อายุขัยผมคงมาแค่นั้น ผมเลยต้องไป ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเทพแห่งความตายนั่นหรอก” เขามองผมนิ่งด้วยดวงตาแสนเศร้าคู่นั้น ผมไม่ชอบที่เขาเป็นแบบนี้เลยให้ตายสิ ทำไมอยู่กับผมแล้วเขายิ่งเศร้าแบบนี้ล่ะ


“นิค มันผ่านมาเป็นครึ่งพันปีแล้ว คุณเฝ้ารอจนได้เจอผม แต่ทำไมตอนนี้คุณไม่มีความสุขที่ได้เจอผมล่ะ”


“เพราะฉันกลัวว่าเธอจะจากฉันไป กลัวว่าเธอจะไม่อยากอยู่กับฉัน” ผมยกสองมือขึ้นจับแก้มเขาทั้งสองข้าง


“ถ้าไม่อยากอยู่กับคุณจริง ๆ วันนี้ผมไม่มาหาคุณหรอกนะ” หน้าเขายังเศร้าอยู่ดี


“เพราะฉันดีใจมากไป ฉันเลยพยายามดึงเธอเข้ามาหาโดยไม่…” ผมเลื่อนมือขวาปิดปากเขาพร้อมกับคลี่ยิ้ม


“พูดมากจังเลยแวมไพร์ตนเนี้ย…” ผมดึงมือออกจากปากเขา นิคคลี่ยิ้มบาง


“…วันที่ผมเจอคุณครั้งแรก ผมรู้สึกว่าความรู้สึกเรามันเชื่อมกันทันที ตอนนั้นผมสงสัย แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันดูต่อเนื่องเหมือนเราเพิ่งเจอกันเมื่อวาน” สีหน้าเขาผ่อนคลายขึ้นมาหน่อย


“รู้มั้ยว่าการรอเธอมาหกร้อยกว่าปี เทียบไม่ได้เลยกับการรอให้เธออายุสิบแปด” ผมคลี่ยิ้มกว้างและหัวเราะเสียงดัง แต่ไม่ได้ดังลั่นห้อง แต่จริง ๆ อาจจะลั่นไปถึงข้างนอกแล้วก็ได้ เพราะผนังห้องเป็นรูโหว่สองรูซะขนาดนั้น


“อยากจะปู้ยี่ปู้ยำผมน่าดูเลยล่ะซี้” ผมแกล้งแซว ใช้นิ้วชี้ข้างซ้ายเกลี่ยปลายจมูกเขาสองสามที


“มากเลยละ” เขายอมรับ


“แต่ก็ไม่เห็นทำสักที ปลุกอารมณ์ผมแล้วก็ปล่อยให้ค้างเนี่ย” นิโคลัสยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอาแก้มซ้ายนอนแนบอกผมพร้อมกับใช้แขนขวากอดร่างผมไว้ ผมยกสองแขนโอบช่วงไหล่กับคอของเขา


“จนกว่าเธอจะแน่ใจ” ผมใช้มือขวาลูบหัวเขาและก้มลงหอมกลางกระหม่อม ไม่รู้ว่าที่เล่าออกมาใช่สิ่งที่ทำให้เขาวิตกกังวลและหวาดกลัวจริง ๆ หรือเปล่า แต่จากการเดาผมคิดว่าไม่ใช่ หรือถ้าใช่คงใช่แบบน้อยมาก เพราะเขายังดูเกร็งและไม่ผ่อนคลายเต็มที่


“รอผมมานานขนาดนั้น เหงามั้ย” ผมถามเสียงนุ่ม


“เขาให้พลัง อำนาจ และความอมตะ แต่เขาพรากวิญญาณส่วนหนึ่งของฉันไป…” ผมรู้สึกหวิวไหวอยู่ในอก น้ำเสียงของเขาว้าเหว่มาก


“…มันทรมานจนฉันเคยจะเอากริชเงินแทงหัวใจตัวเองตายตามเธอไป แต่ทุกคนห้ามฉันไว้ และบอกว่าให้มีชีวิตอยู่เพื่อรอเธอ รอจนกว่าเธอจะกลับมาอีกครั้ง” ผมคลี่ยิ้มบางพร้อมกับน้ำตาที่ไหลแหมะลงบนสองแก้ม ผมยกมือขวาขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกไป


“ผมกลับมาแล้วนะ แต่ขอโทษที่ผมไม่ได้กลับมาในร่างหญิงสาว” ผมหัวเราะเบา ๆ


“แต่ก็ยังเป็นเธอ เป็นคนที่ฉันรักที่สุด ไม่ว่าเธอจะอยู่ในร่างไหน อยู่ที่ใด แต่ดวงจิตของเธอคือคนเดิม” ผมเอียงหน้าไปด้านซ้ายเพื่อมองเขา นิคคลี่ยิ้มอ่อนโยนละมุน แววตาของเขาเปล่งประกายจนผมรู้สึกดีไปด้วย


“แต่อยู่มานานขนาดนี้ คุณไม่มีใครจริงอะ” นิโคลัสยกหน้าขึ้นมองผม ใบหน้าของเขายามนี้มีความสุข บรรยากาศสีเทาลอยหายไปแล้ว


“ฉันไม่เคยคบกับใคร ไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใคร แต่…”


“…แต่มีอะไรกันล่ะสิ” นิคมองผมนิ่งเป็นนาทีจนเหมือนเขาหยุดหายใจ ผมแกล้งหรี่ตาจับผิดเขา


“ขอยืนยันว่าไม่บ่อย คือ…” เขามองบนแวบหนึ่งพร้อมกับบิดปากอ่อน ๆ แล้วก็กลับมามองผมต่อ


“…ฉันไม่อยากให้มันฝ่อน่ะ” ผมหัวเราะแบบไร้เสียง


“ก็ว่าอยู่ หกร้อยกว่าปีถ้าไม่ได้ใช้งานเลยก็คงเจ๊งแน่ ๆ”


“แต่พอฉันพบดวงวิญญาณของเธอ ฉันไม่เคยมีอะไรกับใครอีกเลยนะ” สีหน้าของเขาจริงจัง ดวงตาที่มองผมนั้นไม่หลุกหลิก ไม่ล่อกแล่ก จนผมสัมผัสได้ว่าเขาไม่ได้โกหก


“โห งั้นคุณก็ไม่ได้มีเซ็กซ์กับใครมา เอ่อ สิบแปดสิบเก้าปี หรือยี่สืบปีเลยมั้ยนั่น…” เขาพยักหน้า ผมเม้มปากด้วยความรู้สึกไม่แน่ใจ


“…เอ่อ ช่วยตัวเองบ้างมั้ยครับ” เขาส่ายหัว


“ถ้าฉันช่วยตัวเอง ฉันต้องจินตนาการถึงเธอ ซึ่งตอนนั้นเธอยังเด็ก และฉันคิดว่ามันคงไม่เหมาะเท่าไหร่” ผมร้องอ๋อเบา ๆ พร้อมพยักหน้าอย่างล่องลอย


“โห คุณเก่งนะเนี่ย”


“ฉันใช้วิธีจำศีลเอา…” ผมเอียงหน้าพร้อมกับขมวดคิ้ว


“…ถ้าช่วงไหนฟุ้งซ่านถึงเธอ ฉันก็นอนหลับยาว ๆ โดยบอกเวลากับแฮร์รี่หรืออันเดรียสไว้ว่าให้ปลุกช่วงไหน”


“ทำอย่างนั้นได้ด้วยเหรอ”


“ได้สิ แต่แค่เฉพาะฉันกับกลุ่มราชวงศ์ไม่กี่คนหรอกนะ” พอพูดถึงตรงนี้ผมก็นึกขึ้นได้


“แวมไพร์มีกี่กลุ่มกี่แบบเหรอ”


“เราแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มตามสายเลือดและชาติกำเนิด…” ผมตั้งใจฟังดั่งว่านี่กำลังจะเป็นข้อสอบไฟนอล


“…มีราชวงศ์ ชนชั้นสูง นอร์มอลหรือชนชั้นธรรมดา แล้วก็เดม่อน”


“เดาว่าคุณอยู่ในกลุ่มราชวงศ์” นิคยิ้มแกน ๆ


“ก็ตามสายเลือดฉันนั่นแหละ” ผมพยักหน้าแบบไม่เต็มที่นักเพราะกำลังใช้ความคิด เลยดูลอย ๆ


“แต่ละชนชั้นต่างกันยังไง”


“ฉันขอยอมรับนะว่าตอนแรกฉันกะว่าถ้าเราแต่งงานกันแล้ว และเธออยากรู้อะไรจะให้แฮร์รี่มาช่วยสอนให้ เพราะฉันน่ะเล่าเรื่องไม่เก่ง ส่วนแฮร์รี่น่ะมีสายเลือดครูอยู่ในตัว น่าจะช่วยเธอได้เยอะ” ผมทำหน้าบู้


“คุณขี้เกียจล่ะสิ” เขาคลี่ยิ้มขำ


“เชื่อฉันสิ เรียนกับแฮร์รี่เธอจะสนุกกว่าฟังจากฉันหลายเท่า” เขาเคลื่อนตัวขึ้นมาอยู่ด้านบน ผมเลยอ้าขาออกเพื่อให้เขานอนทาบลงมา


“อยากอาบน้ำก่อนหรือจะไปทำอาหารกิน” ผมยกสองแขนขึ้นกอดรอบคอเขา


“นอนกอดกันแบบนี้ได้รึเปล่า”


“ได้สิ” เขาโอบสองแขนรอบตัวผมและก้มหน้าลงมาซุกซอกคอด้านซ้าย ผมตวัดสองขาขึ้นเกี่ยวรอบเอวของเขาและหอมแก้มซ้ายเขาหลาย ๆ ที


เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงบอกว่าอย่าไล่เขานัก เขาอยากอยู่กับผมมากกว่าจะไปทำอย่างอื่น เพราะเขาทำอย่างอื่นมามากมายแล้วยกเว้นการได้อยู่กับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2020 10:33:11 โดย ขุ่นเจ้ »

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1004
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to the Vampire's world.[60%][25/04/2020]
«ตอบ #74 เมื่อ26-04-2020 19:54:01 »

จะมีใครต้องการการอยู่ด้วยกันไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to the Vampire's world.[60%][25/04/2020]
«ตอบ #75 เมื่อ27-04-2020 02:07:55 »

เห็นเขานอนคุยกันแล้วก็แบบ  :heaven

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1517
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-1
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[60%][25/04/2020]
«ตอบ #76 เมื่อ27-04-2020 11:43:19 »

ว้าววววว  ทีนี้ก็ไม่ต้องแอบเหมือนที่ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วนะพ่อ  :hao5:

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[60%][25/04/2020]
«ตอบ #77 เมื่อ28-04-2020 18:59:08 »

ฮืออออ ดีใจที่สุด ดีใจจริงๆที่นิคได้มาเจอน้องแตม ชอบตอนเขาคลอเคลีย แล้วก็เดี๋ยวจุ๊บ เดี๋ยวจุ๊บกันมากๆๆๆๆ น่ารักกก แอบเขินเลย // ว่าแต่เทพแห่งความตายจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับคู่นี้แล้วใช่ไหมอ่ะ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[100%][01/05/2020]
«ตอบ #78 เมื่อ01-05-2020 23:06:01 »



Together
Episode 12: Welcome to his world. [100%]








เรานอนกอดกันอย่างนั้นจนผมหลับ ตื่นมาอีกทีแสงพระอาทิตย์ก็หายไปแล้ว มีแต่แสงไฟสีส้มนวลตาจากเพดาน รูโหว่ตรงผนังห้องมีผ้าขนหนูยัดปิดรูไว้ ผมบิดขี้เกียจแล้วมองไปรอบห้องก็ไม่เห็นร่างของนิค แต่ยังไม่ทันตั้งคำถามว่าเขาหายไปไหนประตูห้องก็ถูกดันเข้ามา นิคที่ใส่เสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์เดินยิ้มหล่อสบายตามาหาผม


“ออกไปกินข้าวเย็นกัน”


“คุณจะกินจริงเหรอ” ผมถามพลางใช้หลังมือขยี้ตาเบา ๆ นิคเดินมานั่งขอบเตียงแล้วยื่นมือขวามาจัดทรงผมของผม


“บอกแล้วไงว่าอาหารปกติฉันก็กินได้”


“กี่ทุ่มแล้วอ่า” นิคยกข้อมือซ้ายขึ้นดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือสีดำ


“จะสองทุ่มแล้ว” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจนิดหน่อย


“โอ้ยตาย คืนนี้ผมจะหลับมั้ย พรุ่งนี้สอบเช้าอีก”


“เดี๋ยวฉันกล่อมเอง” เขายิ้มหล่อ ผมนอนตะแคงมองหน้าเขาแล้วก็คลี่ยิ้ม


“ผมชอบเห็นคุณยิ้ม”


“ฉันก็ชอบเห็นเธอยิ้มเหมือนกัน…” เรายิ้มให้กันและกัน


“…ไปแต่งตัวเถอะ กินเสร็จจะได้รีบกลับบ้าน”


“วันนี้จะไม่มีอะไรโผล่มาเล่นงานผมอีกใช่มั้ย” เขาลูบหัวผมและมองผมด้วยสายตารักใคร่


“ฉันจะปกป้องเธอเอง”


“ผู้พิทักษ์ผมคือใครเหรอ แล้วก็… เห็นพ่อบอกว่ามันยากเหรอในการจ้างผู้พิทักษ์”


“เดี๋ยวเธอก็ได้เจอ และใช่ มันเป็นเรื่องยากที่แวมไพร์จะจ้างผู้พิทักษ์ เพราะหนึ่งในกฎของชุมชนแวมไพร์คือห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกนั้น”


“แล้วทำไมคุณยุ่งได้ล่ะ”


“เพราะเป็นฉันยังไงล่ะ” ผมทำปากว่าอู้วแบบไร้เสียง นิคคลี่ยิ้มกว้างละมุน


“ไปแต่งตัวเถอะ”


“คุณจะไปนอนกับผมที่บ้านมั้ย” เขาพยักหน้า ผมดึงผ้านวมออกจากตัวแล้วพลิกตัวคว่ำหน้ากับเตียงก่อนจะค่อย ๆ โก่งก้นขึ้น


“เมื่อยจัง” ผมเอียงหน้าไปมอง (อดีต) คู่หมั้น นิคอมยิ้มกรุ้มกริ่มและเหลือบมองก้นผมแวบหนึ่ง


“เมื่อยก็ไปอาบน้ำ จะได้สดชื่น” ผมส่ายก้นดุ๊กดิ๊ก นิคยิ้มกว้างและหัวเราะเสียงทุ้มก่อนจะยกมือขวาขึ้นตีก้นผม เหมือนจะเบาแต่ก็สะท้านใช่ย่อย ไม่รู้ว่านั่นออมแรงแล้วหรือเป็นเลเวลเบาสุดของเขา


“พาไปหน่อยสิ” นิคลุกขึ้นยืนแล้วโน้มตัวมาอุ้มผมขึ้นพาดบ่า ผมหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและปล่อยให้เขาอุ้มไปทางห้องน้ำ เขาปล่อยให้ผมจัดการตัวเองแล้วออกไปรอข้างนอก ผมใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการอาบน้ำกับแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เขาซื้อมาให้ พอเสร็จเรียบร้อยเราก็ออกไปที่ลิฟต์ นิคใส่เสื้อหนังสีดำทับอีกชั้นเลยยิ่งทำให้เขาดูฮ็อตมากทั้งที่เขาเป็นประเภทตัวเย็น


“โอ้ว” ผมอุทานเบา ๆ เมื่อลงมาเจอออดี้สีดำจอดรออยู่ กำลังจะแปลกใจว่ารถใหม่เหรอ แต่สักพักก็จำได้ว่าเคยเห็นคันนี้แล้ว


“รถเละมากมั้ยครับ”


“ไม่มากหรอก อีกอาทิตย์เดียวก็ไปรับคืน” ผมพยักหน้าและหันไปยิ้มขอบคุณแฮร์รี่ที่เปิดประตูให้


“แฮร์รี่ อย่าลืมเรียกช่างมาซ่อมผนังล่ะ”


“ครับนายท่าน” นิคสอดตัวเข้าไปในรถแล้วปิดประตู แฮร์รี่ปิดประตูให้ผมแล้วเขาก็เดินกลับเข้าไปด้านในคอนโดฯ พอจัดการรัดเข็มขัดนิรภัยเสร็จนิคก็ขับรถออกไป


ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะพาไปกินในห้าง แต่เขาพามาร้านอาหารริมน้ำเจ้าพระยาแทน เป็นร้านที่ผมเคยพาลูกค้าต่างชาติมาดินเนอร์ ต้องจองคิวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ เพราะวิวร้านดี เห็นสะพานข้ามแม่น้ำชัดเจน แล้วอาหารก็อร่อย นิคไม่ค่อยกินอาหารเท่าไหร่ เขาคอยตักนั่นตักนี่ให้ผมมากกว่า มีกินไปสามสี่คำ เน้นดื่มไวน์แทน


“คุณไม่หิวจริง ๆ เหรอ”


“ฉันดื่มเลือดมาแล้วหนึ่งขวด” ผมร้องอ้อเบา ๆ


“ต้องกินสามมื้อต่อวันเหมือนอาหารมนุษย์มั้ย”


“แต่ละคนต่างกันออกไป อย่างตระกูลเราฝึกฝนกันจนดื่มเลือดแค่วันละมื้อก็อยู่ได้แล้ว แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่กำหนด”


“ต้องเป็นเลือดมนุษย์เท่านั้นเหรอ เลือดสัตว์ดื่มได้หรือเปล่า”


“ได้ แต่ไม่ได้ทุกชนิด อย่างตระกูลเราถ้าต้องกินเลือดสัตว์ก็จะชอบเลือดมูส เลือดกวาง เลือดเสือ แต่ที่ดีต่อร่างกายที่สุดก็เลือดมนุษย์”


“แล้วจะไปหาได้ยังไงเหรอ…” ผมนึกขึ้นได้


“…ฆ่าคนสินะ”


“แวมไพร์ที่ฆ่าคนเพื่อดื่มเลือดสด ๆ ยังมีอยู่ ฉันไม่ปฏิเสธ แต่ก็มีอีกหลายตระกูล และหลายตนที่เป็นแบบบ้านเรา”


“ถ้าไม่ฆ่าคนแล้วทำยังไงเหรอ”


“ซื้อเลือด…” ผมมองหน้านิคอย่างสนใจ


“…มีมนุษย์หลายคนขายเลือดให้กับแวมไพร์ ได้ราคาดีมากเลยละ” ผมเคี้ยวเนื้อไก่กับเม็ดมะม่วงหิมพานต์พลางครุ่นคิด


“พนันได้เลยว่ามีแต่พวกราชวงศ์กับชนชั้นสูงที่ซื้อได้” นิคยิ้มมุมปากอย่างไม่เต็มปากนัก


“เลือดมีค่ามากสำหรับแวมไพร์ เพราะมันหมายถึงความอยู่รอด” ผมพยักหน้าด้วยความเข้าใจ แวบหนึ่งคิดว่า แล้วชนชั้นล่าง ๆ ใช้ชีวิตกันยังไง


“แล้วคนที่ขายเลือดให้ไม่เอาไปเปิดเผยเหรอว่ามีแวมไพร์อยู่บนโลกใบนี้”


“ต้องทำสัญญาห้ามเปิดเผย ซึ่งสัญญาห้ามเปิดเผยของแวมไพร์รุนแรงกว่าของมนุษย์ ถ้าเปิดเผยก็เท่ากับชีวิต…” ถ้าเกิดผมไม่ได้เจอเขาและรู้ว่ามีหนทางรวยแบบนี้ ผมบอกเลยว่าถ้าจบมาแล้วหางานไม่ได้ ผมจะขายเลือดให้แวมไพร์นี่แหละ 


“…แต่ในขณะเดียวกันถ้าเก็บความลับได้ก็จะอยู่รอดปลอดภัยและสุขสบายด้วยเงินจากการขายเลือด”


“แต่ก็ยังมีคนถูกแวมไพร์ฆ่าตายอยู่ดี” นิคถอนหายใจเบา ๆ


“เราพยายามควบคุมการเกิดอาชญากรรม เพราะถ้ามากเกินไปเราจะผิดสัญญาสี่เผ่าพันธุ์” ผมย่นคิ้ว


“สัญญาอะไรนะครับ”


“เป็นสัญญาระหว่างมนุษย์ พ่อมดแม่มด แวมไพร์ และมนุษย์หมาป่า” โอ่… ตอนนี้ก็คือมีมนุษย์หมาป่าเข้ามาร่วมแจมอีกหนึ่งสปีชีส์แล้ว


“มนุษย์หมาป่าเนี่ยนะ”


“ใช่ หมายถึงมนุษย์หมาป่าจริง ๆ นะ ไม่ใช่หมาป่าตัวใหญ่ ๆ” ผมที่กำลังจะเข้าโหมดวิชาการหลุดหัวเราะเมื่อนิคยกสองมือขึ้นมากางออกตรงอกเพื่อประกอบคำพูดตัวเอง เขาคลี่ยิ้มขำก่อนจะลดมือลง


“พวกนั้นเชื่อฟังกฎอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ เอ่อ ว่ากันตามตรง พวกเขามีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ในตัวน่ะ” นิคยิ้มขำมากกว่าเดิม


“ในสี่เผ่าพันธุ์ พวกเขาคือเผ่าที่เคารพกฎน้อยที่สุด” ถ้าผมรู้สึกไม่แปลกใจจะเป็นการดูถูกมนุษย์หมาป่าไปหรือเปล่านะ เพราะผมก็คิดอยู่แล้วว่าเผ่าพันธุ์นี้น่าจะอยู่ในกรอบในร่องในรอยยาก


“แสดงว่ามีมนุษย์ที่รับรู้การมีอยู่ของพวกคุณ” นิคพยักหน้า


“ก็มีแต่พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของแต่ละประเทศที่อยู่ในพันธสัญญาน่ะ”


“มีประเทศไทยด้วยมั้ยครับ”


“ในเอเชียมีแค่จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน”


“โอ้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งนั้นเลย” ผมยิ้มแหะ ๆ นิคโบกมือขวาหนึ่งที


“ส่วนตัวฉันไม่ได้เห็นด้วยนักหรอก เพราะมันทำให้ประเทศเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ปลอดภัย แต่สัญญาผ่านกระบวนการการคิดมาแล้วว่าควรจะเป็นอย่างนี้” ผมยิ้มแห้ง


“ผมเข้าใจครับ” นิคพยักหน้าและยิ้มมุมปากอ่อน ๆ


“ถ้าเกิดผมโดนแวมไพร์กัด ผมจะกลายเป็นแบบพวกคุณมั้ย”


“ไม่เสมอไป อยู่ที่ว่าแวมไพร์ตนนั้นปล่อยพิษใส่เหยื่อหรือเปล่า หรือแค่ดูดเลือดจากเหยื่อเฉย ๆ แต่ถ้าเป็นพวกเวม่อน ชนชั้นล่างสุดของพวกเรา พวกนั้นฆ่าอย่างเดียว”


“เวม่อนหน้าตาเป็นยังไง”


“เธอเคยเห็นแล้ว แต่ฉันให้แฮร์รี่ลบความทรงจำเธอออก…” ผมอ้าปากค้าง นิคขำกับสีหน้าเด๋อด๋าของผม


“…สักวันเดี๋ยวเธอก็ได้เห็นมันอีก แต่เชื่อฉันเถอะว่าเธอไม่อยากเจอมันหรอก เพราะมันอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอได้เห็น” ผมพยักหน้าแบบอึน ๆ


“แล้วมีกฎห้ามไม่ให้แพร่พันธุ์แวมไพร์มั้ยครับ” เขาพยักหน้าพลางตักอาหารใส่จานผม


“จริง ๆ ไม่ใช่แวมไพร์ทุกตนหรอกนะที่แพร่เชื้อได้ ทั้งเพราะกฎของเรา ทั้งเพราะชนชั้น และเพราะสุขภาพ” ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


“สุขภาพงั้นเหรอ?”


“ต่อให้เป็นอมตะ แต่แวมไพร์ก็ยังอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งตอนนี้โลกของเราก็อ่อนแอลงทุกวัน มันส่งผลถึงแวมไพร์บางตนน่ะ”


“ยังไงเหรอ”


“เธอคิดว่าแวมไพร์ต้องแข็งแรงมากใช่มั้ยล่ะ…” ผมพยักหน้าทันที


“…นั่นคือพื้นฐานของพวกเรา แข็งแรง มีแรงมหาศาล แต่กับยุคปัจจุบันที่โลกถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ เอ่อ หมายถึงพวกเราที่เคยเป็นมนุษย์ด้วยน่ะนะ…” เขายักคิ้วและยิ้มขำกับตัวเอง


“…แวมไพร์ได้รับผลไปด้วย ร่างกายของเราอ่อนแอ เวลาบาดเจ็บก็เริ่มเยียวยาตัวเองได้ยากขึ้น”


“แล้วใช้วิธีการรักษาอะไรได้มั้ย” นิโคลัสส่ายหัวหน้านิ่ง


“ไม่ได้ทั้งการเป็นแวมไพร์และอาการป่วย”


“ไม่มีหมอเหรอครับ หมอแบบของมนุษย์น่ะ”


“ร่างกายของแวมไพร์เหมือนมนุษย์ทุกอย่างก็จริง แต่เราก็ไม่ใช่มนุษย์อยู่ดี อย่าลืมสิว่าเราก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายไปแล้ว…” เขายิ้มเศร้า ผมยื่นมือซ้ายไปจับมือขวาอันเย็นเฉียบของเขา นิคกุมมือผมตอบ


“…แม้นตายไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็อยู่ได้เพราะพิษแวมไพร์ แต่เมื่อพิษที่เป็นดั่งพลังงานที่ใช้หล่อเลี้ยงร่างกายถูกทำลายจนทำให้อ่อนแอ ก็ไม่มีทางที่จะรักษาได้แล้ว”


“งั้นถ้าเป็นแบบนั้น จะใช้ชีวิตอยู่ยังไงล่ะครับ”


“ปกติพวกเราจะรักษาตัวเองด้วยตัวเองแบบทันที ยกเว้นโดนไฟเผาและโดนแร่เงิน…” ผมพยักหน้าหงึก ๆ ด้วยความเข้าใจว่านั่นหมายถึงว่าอย่าเสียเวลาเยียวยาเลย เพราะสู่ขิตอย่างแน่นอนแล้ว


“…แต่ถ้าถึงที่สุดแล้ว แล้วยังเยียวยาตัวเองไม่ได้ ทางออกสุดท้ายที่จะหลุดพ้นเฉกเช่นกับตนที่อยากหยุดชีวิตอมตะก็คือร้องขอความตาย” หัวใจผมกระตุกวาบ


“ให้แวมไพร์ตัวอื่นกัดซ้ำแล้วปล่อยพิษอีกรอบไม่ได้เหรอ”


“ส่วนใหญ่ถ้าเป็นแวมไพร์แล้วโดนกัดอีกครั้ง มักจะเป็นการกัดเพื่อฉีกร่างของศัตรู”


“โอ้ว…” ผมมองสำรวจใบหน้าและร่างกายของเขาเร็ว ๆ


“…แต่ตัวคุณแข็งแรงดีใช่มั้ย ใช่สิ ก็แข็ง…” ผมปิดปากตัวเองเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะหลุดคำพูดอะไรออกมา นิโคลัสคลี่ยิ้มขำและมองผมด้วยสายตาเอ็นดู


“ฉันแข็งแรง และอย่างที่เธอเห็น มันแข็งโป๊กเลยละ” ผมฉีกยิ้มเก้อเขินก่อนจะเปลี่ยนเป็นเม้มปาก


“เอ่อ… แล้ว… แล้วถ้าคุณกัดผม ผมจะเป็นแบบคุณมั้ย คุณทำได้หรือเปล่า”


“ด้วยชนชั้นและด้วยสุขภาพของฉันทำได้สบายมาก แต่ด้วยกฎที่มีก็อาจจะไม่สบายนัก”


“กัดเลยไม่ได้เหรอ” เขาหัวเราะจนตาเกือบจะหยี


“ถ้าเธอโดนฉันกัด นั่นหมายความเธอจะก้าวขึ้นมาอยู่ชนชั้นราชวงศ์ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของแวมไพร์…” สายตามองเหยื่อของเขากลับอีกแล้ว ผมไม่ได้กลัวนะ กลับรู้สึกวูบวาบหวิวไหวแทน


“…การจะขึ้นมาเป็นชนชั้นนั้นมันมีกระบวนการของมัน ไม่เหมือนเวลาถูกพวกนอร์มอลกัดที่เป็นแล้วก็เป็นเลย” ผมยู่หน้านิดหน่อย


“ตอนเป็นคนเลือดก็สีแดง ตอนเป็นแวมไพร์ก็ยังดื่มเลือดสีแดง แล้วเอาเลือดสีน้ำเงินมาใส่ตัวตอนไหนกัน”


“เป็นข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของฉัน…” ผมคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้าและมองเขาอย่างงุนงง


“…เพราะฉันสนใจแต่ตัวเองเลยทำให้เกิดการปกครองระบบนี้ขึ้นในชุมชมแวมไพร์” นิคถอนหายใจ สีหน้ารู้สึกผิด


“ข้อผิดพลาดของคุณยังไงเหรอ” นิคยิ้มแกน ๆ


“ตอนแรกฉันเป็นผู้ปกครองชุมชนแวมไพร์…” เขาดูไม่ค่อยอยากพูด มองหน้าผมแล้วก็ยิ้มมุมปากซ้ายแวบ ๆ แล้วก็หุบยิ้ม เขามองผมอย่างไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


“…ในฐานะแวมไพร์ตนแรกของโลก”


Oh… my… god…





ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1004
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[100%][01/05/2020]
«ตอบ #79 เมื่อ01-05-2020 23:50:47 »

มีผัวเป็นแวมไพร์ตนแรกของโลก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[100%][01/05/2020]
« ตอบ #79 เมื่อ: 01-05-2020 23:50:47 »





ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[100%][01/05/2020]
«ตอบ #80 เมื่อ02-05-2020 10:56:46 »

surprise มาก ตนแรกเลยนะ

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[100%][01/05/2020]
«ตอบ #81 เมื่อ02-05-2020 21:28:16 »

โหยยย คุณนิค เข้าใจว่าอย่มานาน แต่ไม่คิดเลยว่าคุณนิคจะเป็นแวมไพร์คนแรกของโลก คือหากคุณคิดว่าคุณนิคอาวุโสแล้ว คุณนิคสามารถอาวุโสได้มากกว่านั้นอีก 555555

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[100%][01/05/2020]
«ตอบ #82 เมื่อ04-05-2020 02:16:40 »

มีอะไรเซอไพรส์อีกมั้ยคุณนิค

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1517
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-1
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.12:Welcome to his world.[100%][01/05/2020]
«ตอบ #83 เมื่อ07-05-2020 09:17:51 »


อู้วววป๊าดดด ตนแรก  o13

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [50%] [08/05/2020]
«ตอบ #84 เมื่อ08-05-2020 19:37:14 »



Together
Episode 13 : Attacking. [50%]








Venice, Italy


   

หลังจากสอบวิชาเลือกเสร็จผมก็วาร์ปมาอยู่ที่เมืองที่แบ่งเขตด้วยคลอง และมีสะพานเชื่อมถึงกันกว่าสี่ร้อยสะพาน เมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งหน้ากาก แต่ไม่ใช่การใส่หน้ากากเข้าหากัน ผมข้ามน้ำข้ามทะเลเกือบสิบห้าชั่วโมงเพื่อพาผู้ชายคนหนึ่งมาทำความรู้จักกับแม่ อ้อ ไม่สิ แม่รู้จักเขาก่อนผมอีก ถือว่าพามาประกาศอย่างเป็นทางการกับแม่ก็แล้วกันว่าผู้ชายที่เฝ้าทะนุถนอมผมตั้งแต่เป็นดวงวิญญาณได้ลงเอยกับผมเรียบร้อยแล้ว
   

อืม… ลงเอยงั้นเหรอ เอาจริง ๆ ตอนนี้เราสองคนเหมือนจะห่างไกลคำนั้น แต่ก็ไม่ได้ห่างมากมาย เป็นทั้งเพราะตัวนิคที่ยังดูมีอะไรในใจ และตัวผมที่ยังมีความเบลอ ๆ กับเรื่องราวของเขาอยู่
   

แม่ผมทำงานเป็นสถานปนิกอยู่ที่มิลาน แต่ว่าเรานัดมาเที่ยวกันที่นี่เพราะผมมาในช่วง Venice Carnival พอดี เลยจะพากันมาชมเทศกาลหน้ากากชื่อดังก้องโลก ใช่ว่าผมมีเงินมหาศาลหรอกนะถึงได้บินมาพักผ่อนหย่อนใจแค่ไม่กี่วันแล้วเดี๋ยวก็กลับ ผมมาเพราะว่าอยากมาคุยกับแม่ต่อหน้า อยากขอกำลังใจและความมั่นใจจากแม่ ซึ่งตอนแรกแม่กับพ่อจะออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ผมคนละครึ่ง แต่พอผมกลับไปหานิคและยืนยันแพลนมาหาแม่เพื่อคุยเรื่องแต่งงานตามเดิม เขาเลยจัดการให้เสร็จสรรพ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส


แม่หย่ากับพ่อตอนผมอยู่ชั้นมัธยมหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าทั้งสองคนไม่รักกันแล้ว เหลือแต่ความเป็นเพื่อนต่อกัน ตอนนั้นผมไม่เข้าใจนักหรอกว่าทำไมจู่ ๆ ถึงหมดรักกัน ทำไมถึงไม่รักกันต่อไปแบบที่เคยเป็น แต่พอโตขึ้นแบบที่มีวุฒิภาวะในระดับหนึ่งก็เข้าใจว่าเขาเดินทางมาถึงจุดที่ความรักของเขาทั้งสองคนไม่เหลือในใจของกันและกันอีกแล้ว ที่เหลืออยู่คือความปรารถนาดีในฐานะเพื่อนเท่านั้น ทั้งสองคนจบกันด้วยดี และทำหน้าที่พ่อกับแม่ให้ผมได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าแม่จะอยู่ไกลจากผม แต่เราก็ติดต่อกันบ่อยประหนึ่งอยู่กันคนละจังหวัดเฉย ๆ
   

“คุณหนาวจริงหรือแค่ใส่เสื้อกันหนาวให้ดูเนียน” ผมแกล้งแซวนิคที่ใส่เสื้อกันหนาวขนสีดำมันเลื่อมแบบมีฮู้ด เขาหันมายิ้มขำก่อนจะตอบ
   

“หนาวจริงเพื่อให้เนียน” อากาศเย็นคงเป็นเรื่องปกติของเขา เพราะแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะร้อนแค่ไหน แต่ตัวเขาก็เย็นได้สบายมาก
   

ผมมาหาแม่ปีละครั้งในช่วงปิดเทอม ช่วงที่ผมมาอากาศหนาวมักจะจากไปแล้ว ได้มาสัมผัสอิตาลีช่วงหน้าหนาวแบบนี้ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ ตั้งแต่เกิดมาผมไปต่างประเทศแค่สองประเทศ คือสวีเดนบ้านเกิดพ่อ กับอิตาลีที่ทำงานของแม่ และคิดว่าไอร์แลนด์น่าจะเป็นประเทศที่สามที่ผมจะได้ไปเยือนเร็ว ๆ นี้ หากงานแต่งงานระหว่างนิคกับผมเกิดขึ้นจริง
   

“เคยนั่งเรือกอนโดลาหรือยัง” เขาถามตอนเรากำลังเดินไปตามตรอกตึกสี ๆ เพื่อมุ่งไปยังจุดนัดพบ
   

“คุณตามติดชีวิตผมไม่ใช่เหรอ” เขายิ้มขำ
   

“เธอต้องมีเวลาส่วนตัวนะ ฉันไม่ได้ตามยี่สิบสี่ชั่วโมงสักหน่อย” ผมอมยิ้ม
   

“เคยนั่งกับแม่ครั้งเดียวครับ”
   

“อยากนั่งอีกมั้ย” ผมหันไปมองบรรยากาศแม่น้ำในช่วงเวลากลางวันที่แสงแดดกำลังจ้า และอีกไม่กี่ชั่วโมงมันก็จะหายไปเนื่องจากหน้าหนาวที่นี่ให้ซีนกลางคืนเยอะกว่า
   

“วันนี้เหรอ”
   

“อยู่อีกตั้งสามวัน อยากนั่งวันไหนเลือกมาเลย” เขายื่นมือมาจับมือขวาผมเพื่อเดินข้ามสะพานฝ่าฝูงชนไปอีกฝั่ง
   

“วันนี้น่าจะไม่ทัน พรุ่งนี้ก็ได้เนอะ” นิคหันมาพยักหน้า ผมอ้าปากหวอเล็กน้อยเมื่อหน้าของเขาสะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ ผมทำตาโตและยกมือซ้ายแตะหน้าตัวเองเป็นการบอก นิคเหมือนจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไรเลยยกฮู้ดขึ้นสวมหัวเอาไว้ มันไม่ได้ช่วยซ่อนจนมิดหรอก แต่ก็ลดความเด่นลงมา
   

ระหว่างทางเดินไปร้านอาหารก็มีเหล่าผู้คนสวมชุดยุคราชินีวิคตอเรียจัดเต็มทั้งชายและหญิง ซึ่งทุกคนจะสวมหน้ากากอันเป็นไอเท็มสำคัญของเทศกาลนี้ปิดบังหน้าเอาไว้ ถ้าเมืองไทยมีช่วงเทศกาลแต่งชุดไทยเดินเที่ยวรอบเมือง เวนิสก็มีเทศกาลอันนี้แหละ เป็นเทศกาลที่อยู่มาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบสองก่อนจะหายไปช่วงหนึ่งเพราะถูกนโปลีอองเข้ายึด แล้วก็กลับมาอีกครั้งหลังกษัตริย์ฝรั่งเศสชื่อดังสูญเสียเมืองนี้ให้กับออสเตรีย แล้วพอกลับมาก็มาพร้อมความอลังการจนถึงทุกวันนี้ ผมมีหน้ากากสีดำขนนกปิดแค่ช่วงตาอยู่ในห้องนอนอันหนึ่ง ซื้อตอนมาหาแม่ช่วงอยู่มอสาม
   

“Here?” นิคหันมาถามพร้อมยกนิ้วโป้งขวาชี้ร้านอาหารที่มีป้ายเขียนว่า Ristorant da Rafaelle ผมพยักหน้าหลังจากทวนชื่อในหัวตัวเองจนแน่ใจว่าเป็นร้านเดียวกับที่แม่นัดไว้
   

เราเดินเข้าไปในร้านและมุ่งไปยังระเบียงด้านนอกที่ติดกับคลอง มีผู้คนนั่งกันเต็มทุกโต๊ะ เพราะบรรยากาศกำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ คนเลยมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศดี ๆ กับอาหารอร่อย ๆ ผมสอดส่องมองหาแม่ตัวเองสักพักก่อนจะเห็นแม่ชูแขนเรียกอยู่ตรงโต๊ะมุมระเบียง ผมคลี่ยิ้มเมื่อเห็นหน้าสวย ๆ ของแม่ก่อนจะเดินตามนิคไป พอถึงโต๊ะผมก็ปล่อยมือออกจากนิคแล้วโผเข้ากอดแม่แนบแน่น
   

“ลูกชายแม่น่ารักเหมือนเดิมเลย” แม่หอมแก้มผมทั้งสองข้างและปิดท้ายด้วยการหอมหน้าผาก เราสองคนแม่ลูกคลี่ยิ้มให้กัน ผมมองใบหน้าใจดีของแม่ด้วยความคิดถึง แม่ยกมือขวาลูบหัวผมก่อนหันไปหานิค
   

“จนได้นะนิค” คู่หมั้น เอ่อ ว่าที่คู่หมั้นของผมคลี่ยิ้มกว้าง
   

“นั่งเลยลูก เดี๋ยวแม่เรียกบริกรมารับออเดอร์… Mi scusi,” ขณะที่แม่ยกมือเรียกคนมารับออเดอร์ผมก็ก้าวเท้าเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวติดราวระเบียงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับแม่ มีเรือกอนโดลาที่มีผู้โดยสารสี่คนอยู่บนนั้นกำลังผ่านร้านไปอย่างช้า ๆ บริกรชายผิวขาวเดินมารับออเดอร์ แม่คุยกับเขาเป็นภาษาอิตาลีอย่างคล่องแคล่ว ผมเปิดเมนูดูกับนิคสักพักก่อนจะจิ้มพิซซ่าโฮมเมด เพราะจำได้ว่าเคยมากินกับแม่เมื่อสองปีก่อนแล้วมันอร่อยมาก
   

“ดื่มไวน์มั้ยจอย” นิคถามแม่ที่พยักหน้าตั้งแต่คำถามยังไม่จบด้วยซ้ำ
   

“ผมลองด้วยได้มั้ย” นิคคลี่ยิ้มก่อนหันไปหาบริกรหนุ่มคนนั้น
   

“Vorremmo una bottiglia di Orvieto classico. (ขอไวน์ Orvieto คลาสสิคหนึ่งขวด)” สำเนียงนิคเนี้ยบมาก ดั่งคนอิตาลีมาเอง ก็ไม่แปลกใจหรอก ขนาดภาษาไทยก็ยังพูดดั่งว่าเป็นคนไทยมาตั้งแต่กำเนิด
   

“Grazie.” นิคเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มตัวสูงผมดำหลังจากเขาทวนเมนูอาหารอีกรอบ เขาตวัดสายตามองผมครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป ผมสลับมองหน้านิคกับแม่ด้วยความงุนงง
   

“เขาได้กลิ่นเลือดเธอ” ผมหันมองนิคด้วยสายตาตะลึง
   

“แวมไพร์เหรอ” ผมกระซิบถามเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่นิคก็พยักหน้าเป็นการยืนยันว่าใช่ ผมรู้สึกทึ่งปนเด๋อนิดหน่อยที่จู่ ๆ ก็ได้เจอแวมไพร์อีกตนโดยไม่ทันคาดคิด
   

“พวกราชวงศ์ที่ปกครองชุมชนของเราอยู่ที่อิตาลี”
   

“โอะ… โอ้ว” คือผมมาอิตาลีเกินสามครั้งแล้วละ แต่เพิ่งรู้ว่าตัวเองได้มาเยือนประเทศที่มีชนชั้นสูงสุดของแวมไพร์อาศัยอยู่หรอกหรือนี่
   

“แม่รู้มั้ย” ผมหันไปถามแม่ คุณโสภิดาพยักหน้า
   

“แต่แม่ไม่เคยเจอพวกนั้นหรอกนะ เจอแต่แบบหนุ่มคนนั้นน่ะ” แม่ทำกระซิบกระซาบ ผมทำหน้าประหลาดใจ
   

“แม่รู้ได้ยังไงว่าเขาเป็น”
   

“สังเกตตาเอา ถ้าไม่กะพริบตาก็ใช่…” ผมร้องอ้อเบา ๆ คิดว่าแม่คงคุ้นเคยกับการไม่กะพริบตาของนิคมานานจนอาศัยดูว่าใครคนใครแวมไพร์


“…แต่แม่ก็ไม่ได้รู้ทุกคนหรอก จ้องตาคนอื่นนาน ๆ คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ เขาจะคิดว่าเราหาเรื่อง” แม่ผมยิ้มกว้างอารมณ์ดี


“แม่เคยเจอพวกเขาเข้ามาทำร้ายบ้างมั้ย เอ่อ หมายถึงว่าพอแม่มาอยู่ที่นี่แล้วอะ”


“ก็เคยนะ แต่คนที่นิคคอยให้ดูแลแม่เขาไวมาก…” ผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย แม่พยักหน้ายืนยัน


“…พอนาน ๆ เข้าข่าวคงแพร่ไปถึงพวกนั้นมั้งว่าแม่มีคนคอยดูแล ก็เลยไม่มายุ่งกับแม่อีกเลย” ผมหันไปมองนิค


“ผู้พิทักษ์เหรอ”


“เปล่า แค่บอดี้การ์ดน่ะ ผู้พิทักษ์จะเริ่มงานดูแลพ่อกับแม่เธออีกครั้งหลังจากเราแต่งงานกัน”


“อ้อ…” ผมอ้าปากหวอและนิ่งคิดตามที่เขาอธิบาย จังหวะนั้นบริกรคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมไวน์ขวดสีขาวขุ่นหนึ่งขวด แก้วสามใบ และถังใส่น้ำแข็ง รอบนี้เขาไม่ได้สบตาเราเลยสักคน ทำเพียงเสิร์ฟแล้วจากไป ผมกะพริบตาปริบ ๆ และเกิดคำถามในหัว



“…บริกรคนนี้รู้มั้ยว่าคุณเป็น เอ่อ ตนแรก” ผมถามนิคตอนที่เขากำลังจัดการเทไวน์ใส่แก้ว


“พวกเจนเนอเรชั่นใหม่ไม่รู้จักคนแก่อย่างฉันหรอก…” ผมอมยิ้มขำกับคำว่าแก่ของเขา เพราะถ้ามองตามอายุ เขาก็แก่จริงนั่นแหละ


“…เมื่อกี้ฉันลองอ่านใจเขาดู เขารู้แค่ว่าฉันเป็นเหมือนเขา แต่ไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร” ผมพยักหน้าแบบล่องลอยพลางรับแก้วไวน์มาจากมือนิค


“แด่ความรักของทั้งสองคน” ผมหลุดจากภวังค์ทั้งปวงแล้วหันไปมองแม่ที่ชูแก้วไวน์ขึ้นและกำลังยิ้มอย่างปลาบปลื้ม แววตาที่แม่มองเราทั้งสองคนนั้นเปล่งประกายดีใจ ผมหันไปยิ้มกับนิคก่อนจะหันกลับไปหาแม่แล้วเคลื่อนแก้วไวน์ของเราเข้าหากันจนเกิดเสียงแก้วกระทบ


“Saluti! (Cheers!)” เราพูดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเลยเกิดเสียงหัวเราะครื้นเครงตามมา ตอนแรกผมกะว่าจะจิบแค่นิดเดียว แต่พอลิ้นสัมผัสกับรสหวานเกือบฝ่านที่มาพร้อมกับกลิ่นองุ่นสกัดจนได้ที่ก็เลยจิบไปซะเกือบหมดแก้ว


“จะแต่งเมื่อไหร่ล่ะ” แม่ถามอารมณ์ดี ผมค่อย ๆ วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ


“คือ…” ผมไม่รู้ว่าจะต้องตั้งต้นจากจุดไหนในการพูดกับแม่ ตอนแรกที่จะมาหาแม่เพราะนิคอยากมาคุยเรื่องแต่งงานกับแม่เป็นเรื่องเป็นราว แต่พอเกิดเหตุการณ์ถอนหมั้นกันไปก็เลยสับสนอยู่โมเม้นต์หนึ่ง แล้วผมก็รู้สึกว่าช่วงเวลานั้นอยากมาหาแม่เหลือเกิน อยากคุยกับแม่เผื่อแม่จะมีคำแนะนำหรือชี้ทางอะไรให้ได้ สักพักผมกับนิคก็กลับมาหากันและยืนยันตามเดิมว่าจะยังคงมาหาแม่ นิคอยากมาคุยเรื่องแต่งงานนั่นแหละ แม้จะยังไม่ได้กลับมาหมั้นกัน แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับตัวนิคยังดูมีบางอย่างค้างคาในใจ


“…คุณยังอยากแต่งงานกับผมอยู่หรือเปล่า” ผมหันไปถามนิค เขาคลี่ยิ้มขำ ซึ่งไม่ใช่การขำเยาะเย้ยหรือล้อเลียน


“นี่ ฉันรอเธอมาหกร้อยกว่าปีนะ”


“คุณบอกว่าจนกว่าผมจะแน่ใจอะไรก็ไม่รู้ แล้วยังไม่สวมแหวนหมั้นให้ผมอีก แต่ก็ยังจะพาผมมาหาแม่เพื่อคุยเรื่องแต่งงาน” ทั้งนิคและแม่หัวเราะหลังจากผมพูดจบ คงเพราะเห็นผมหน้าบู้เลยรู้สึกตลกกัน


“ฉันน่ะอยากพาเธอมาคุยกับแม่ เพื่อให้เธอแน่ใจว่าฉันไม่ใช่สิบแปดมงกุฎ ไม่ใช่พวกสร้างเรื่อง ไม่ได้คิดจะหลอกเอาอะไรจากเธอ…” เขาว่าเขาอ่านใจผมไม่ได้ อ่านความคิดผมไม่ได้ แต่หลายครั้งเขาก็พูดความรู้สึกนึกคิดผมถูกไปซะหมด


“…ฉันอยากให้แม่เธอช่วยให้เธอรู้สึกว่าฉันคือเรื่องจริง มีตัวจนจริง และจริงใจกับเธอจริง ๆ”


“แตมคงไม่คิดว่าพ่อกับแม่จะร่วมมือกับนิคเพื่อหลอกแตมใช่มั้ยลูก” แม่ยิ้มแซว


“โห่ แม่ ไม่ได้คิดอย่างนั้นสักหน่อย คือเขาควบคุมจิตใจคนได้อะ ตอนนี้พ่อกับแม่อาจโดนเขาควบคุมอยู่ก็ได้ แต่ก็มาแกล้งบอกแตมว่าทำไม่ได้” ผมแกล้งมองค้อนนิค เขายิ้มกว้างขำขันอย่างไม่ถือสา จังหวะนั้นบริกรคนเดิมกับสาวเสิร์ฟอีกคนก็นำอาหารทั้งหมดที่เราสั่งมาให้


“โชว์สักยกสินิค” นิคกับแม่ยิ้มอย่างรู้กัน ผมย่นคิ้วนิดหน่อยแล้วสักพักก็ต้องหน้าเหวอเมื่อจู่ ๆ คนในร้านโซนระเบียงด้านนอกลุกขึ้นยืนพร้อมกันทั้งหมด พอหันกลับไปมองแม่ก็เห็นว่าแม่ยังนั่งนิ่งและส่งยิ้มให้ผมตามเดิม ผมเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าคนในเรือกอนโดลาที่กำลังลอยผ่านคลองข้างร้านก็ยืนขึ้นด้วย


“Everybody clap your hands. (ทุกคนปรบมือ)” นิคพูดเสียงราบเรียบ ไม่ได้ตะโกนหรือตะเบ็ง แต่ทุกคนที่ยืนอยู่ก็ยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วปรบมือพร้อมเพรียงกันตามที่นิคพูด


“Say hey.”


“Hey!” ผมอ้าปากหวอเมื่อเสียงเฮ้ดังลั่นร้าน สักพักทุกคนก็นั่งลงตามเดิมก่อนจะหันมองหน้ากันอย่างงุนงงครู่หนึ่งแล้วเสียงพูดคุยก็ค่อย ๆ กลับมาจ้อกแจ้กอีกครั้ง


“แน่นอนว่าฉันสั่งเธอไม่ได้ และเธอก็ไม่อนุญาตให้ฉันสั่งแม่เธอได้ด้วย” ผมหันไปมองเรือลำนั้นที่ลอยเลยร้านไปแล้ว หญิงสาวสามคนที่นั่งอยู่ในเรือกำลังถกเถียงกันหน้าตางุนงง เดาว่าคงกำลังคุยกันว่าเมื่อกี้ฉันทำอะไร และหล่อนทำอะไรกัน


“ไหนลองสิ” ผมหันไปนั่งตรง ๆ กับเขา นิคมองผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สักพักคิ้วเขาก็เริ่มขยับเข้าหากัน ใบหน้าเขาเครียดขึ้น แล้วสักพักก็ยกสองมือขึ้นพร้อมกับทำหน้ายอมแพ้


“I’m done!” ผมสะดุดกึกขึ้นมา จำได้ว่าเขาเคยมีท่าทีแบบนี้เมื่อวันแรกที่เขาเข้ามานอนในห้องนอนผม แสดงว่าตอนนั้นเขาพยายามจะอ่านใจผมสินะ


“จริงเหรอเนี่ย” ผมพึมพำ ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แต่มันแบบ เฮ้ย นี่มันดั่งเวทมนตร์เลยนะ จริง ๆ เขาอาจจะไม่ใช่แวมไพร์ เขาอาจเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ก็ได้


“พ่อคงบอกแตมแล้วมั้งว่าเขาใช้เวลานานมากนะกว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจเขา…” ผมพยักหน้าสองสามที


“…ลูกแม่มีคนที่รักและเอาใจใส่ตั้งแต่ยังไม่เกิด และเขาทำให้พ่อกับแม่เห็นมาตลอดว่านอกจากจะรัก เขายังให้เกียรติแตม ให้เกียรติพ่อกับแม่ มีคนแบบนี้มาขอลูกแม่แต่งงาน แม่จะขัดขวางได้ไงลูก” แม่ยิ้มปลื้มปริ่ม ก็ว่าพ่อปลื้มนิคแล้วนะ แม่ผมดูปลื้มยิ่งกว่า และดูดีใจมากจริง ๆ ที่เห็นเราสองคนอยู่ด้วยกันในตอนนี้


“แตมก็แต่งแหละแม่ แค่สับสนไปวูบหนึ่งอะ”


“ถ้าตอนนี้หายสับสนแล้วก็เดินหน้าต่อไปสิลูก หรือแตมกลัวแวมไพร์” ประโยคหลังแม่พูดเสียงกระซิบ


“โห มาขนาดนี้แล้ว ไม่กลัวแล้วแหละแม่” แม่หัวเราะ ผมยิ้มกว้างตาม แต่พอหันไปเห็นสีหน้าอึดอัดของนิคก็เด๋ออีกรอบ


“แต่นิคเป็นไรไม่รู้ ดูท่าไม่อยากแต่งแล้ว” ผมจิ้มนิ้วลงบนไหล่เขา นิคคลี่ยิ้มแกน ๆ ก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม


“กังวลว่าฉันจะเรียกสินสอดแพงไปเหรอนิค” แม่แซวพลางใช้ส้อมม้วนเส้นสปาเก็ตตี้แล้วเอาเข้าปาก


“นั่นก็ด้วย” แม่ผมหัวเราะเสียงเบา นิคคลี่ยิ้มขำอ่อน ๆ


“สรุปว่าชุดที่แม่ตัดไว้เมื่อปีก่อนจะได้ใช้ใช่มั้ย” แม่เลิกคิ้วขึ้นพลางหยิบแก้วไวน์ไปกระดกอีกหลายอึก


“ฮะ? แม่ตัดชุดรอไว้แล้วเหรอ” แม่วางแก้วไวน์และยิ้มกริ่มอย่างภาคภูมิใจ


“แหม แม่รู้อยู่แล้วนี่นาว่าวันนึงนิคต้องมาขอลูกชายแม่ไปแน่นอน แม่ก็เตรียมตัวไว้ซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เลย”


“ยังไม่ทันรู้ตีมเลยนะแม่” ในขณะที่เราสองคนแม่ลูกขำอ่อนขำเบากันสองคน นิคก็นั่งเงียบ แต่เป็นความเงียบที่ไม่ใช่การปล่อยให้เราสองแม่ลูกคุยกัน ผมสัมผัสได้ว่าเขาเงียบเพราะมีเรื่องให้คิด


“นิค…” ผมยื่นมือขวาไปวางบนหน้าตักของเขา ดวงตาสีเทาหันมามองผมนิ่งก็จริง แต่คิ้วเขาขมวดเครียดเชียว


“…เป็นอะไร” เขาถอนหายใจก่อนจะหันไปหาแม่


“ที่ผมเคยสัญญาไว้กับคุณและโจ ไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่มีวันลืมแม้แต่คำเดียว…” เขาหันมามองผมพร้อมกับยกมือซ้ายกุมมือผมที่อยู่บนตักเขา


“…ผมไม่ได้รอมาหกร้อยกว่าปีเพื่อปล่อยเขาผ่านไป” เป็นการดีอย่างหนึ่งที่เราพูดภาษาไทยกัน เพราะคนแถวนี้จะฟังไม่ออก เกิดถ้าได้ยินแล้วฟังออกคงงงว่าอะไรคือหกร้อยกว่าปี


“ฮืมมม สวีทที่สุด” ผมหันไปมองแม่แล้วขำกับท่าทางสาวช่างฝัน สองมือของแม่ประกบกันตรงอก สายตามองเราสองคนเป็นประกาย เหมือนแม่ได้เติมเต็มความฝันอะไรสักอย่างของตัวเอง


“มา ๆ ชนแก้ว ๆ” แม่ผมจัดการเติมไวน์ใส่แก้วให้ทุกคน พอเรียบร้อยแล้วเราก็ชูแก้วไวน์ขึ้นชนกัน ผมเหลือบมองคนข้าง ๆ ขณะยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มและเห็นว่าสีหน้าของเขานั้นตึงเครียด


มันต่างจากวันแรก ๆ ที่เขาเจอผมอย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นเขาทั้งดีใจและกระตือรือร้นอยากจะแต่งงานกับผมเหลือเกิน แต่ตอนนี้เขากลับดูอึดอัด ดูไม่แน่ใจ แถมยังดูหวาดกลัว เอาแค่ว่าในช่วงเวลานี้เขาพูดทำนองว่าจะไม่ยอมปล่อยผมไป แต่สีหน้าท่าทางของเขานั้นดูพร้อมจะปล่อยผมได้ทุกเมื่อ


ผมไม่ได้รู้สึกน้อยใจหรือนอยด์ใด ๆ แต่ผมกำลังเป็นห่วงเขา คิดทบทวนกับตัวเองว่า ได้ก็ยังไม่ทันได้กัน ของผมก็อยู่ครบ แถมได้เพิ่มจากเขาด้วย หรือพ่อกับแม่มีสมบัติอะไรที่นิคต้องการแต่ยังไม่ถึงเวลาช่วงชิงงี้หรือเปล่านะ








เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้



มาครึ่งเดียวก่อนเน้อ   :katai5:

ก่อนอื่นก่อนใด เป็นเรื่องก่งก๊งมาก คือตอนที่เขียนตอนนี้ ตอนนั้นโควิดยังไม่เริ่มระบาด พออัปตอนนี้แล้วเทียบกับสถานการณ์จริงภายในประเทศอิตาลี ตอมก็รู้สึกแบบ เอ้อ จะไดดีล่ะ ถือว่าเป็นเวนิสทิพย์แล้วกันเนอะ ยังไงแยกออกจากกันน้อ -..-

แอบขำคนในร้านที่โดนพี่นิคสั่งให้ปรบมือ 555555

ละพี่นิคตะไมยังเครียด ไม่อยากแต่งงานกะน้องละเหรอออ ยังไง ๆ ๆ



ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณคนที่คอยเม้นให้ทุกครั้งที่อัป เป็นกำลังใจที่ดีมากจริง ๆ ขอบคุณที่รักพี่นิคกับน้องแตมนะคะ

เดี๋ยวเจอกันกับอีกครึ่งที่เหลือเน้อ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [50%] [08/05/2020]
«ตอบ #85 เมื่อ08-05-2020 23:47:22 »

 :o8: :impress2: :-[ :impress2: :o8:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [50%] [08/05/2020]
«ตอบ #86 เมื่อ09-05-2020 00:00:48 »

นิคเครียดเชียว ยังมีประเด็นอะไรอีกนะ

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1517
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-1
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [50%] [08/05/2020]
«ตอบ #87 เมื่อ09-05-2020 15:24:45 »

อยากมีไวน์มายกชนแก้วกับคุณแม่ที่ซู๊ดดดดดดด  :katai2-1:  :katai2-1:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [50%] [08/05/2020]
«ตอบ #88 เมื่อ10-05-2020 02:21:36 »

มีใครวางแผนจะทำอะไรรึเปล่า  :katai1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [50%] [08/05/2020]
«ตอบ #89 เมื่อ10-05-2020 12:40:48 »

 :pig4:
 :3123:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด