*∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [100%] [18/05/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.13 : Attacking. [100%] [18/05/2020]  (อ่าน 5700 ครั้ง)

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (100%) [19/02/2020]
«ตอบ #30 เมื่อ21-02-2020 06:57:48 »

เย้ยยยย


อสูรกายเพียบเลย

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (100%) [19/02/2020]
«ตอบ #31 เมื่อ22-02-2020 02:58:44 »

เป็นอะไรกันแน่ ทำไมมีตัวแบบนี้ตามมา  :ling3:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (100%) [19/02/2020]
«ตอบ #32 เมื่อ23-02-2020 04:36:01 »

ทำไมดูสยองขวัญแล้วอ่ะ

ออฟไลน์ G-NaF

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (100%) [19/02/2020]
«ตอบ #33 เมื่อ24-02-2020 01:48:01 »

น่าสงสัยไปหมดเลย นี่ว่าที่ปรากฎตัวตอน18 ต้องมีเหตุผลมากกว่านั้น

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [26/02/2020]
«ตอบ #34 เมื่อ26-02-2020 19:17:28 »

Together
Episode 7 : What is that?







แอว้กกกกกกกกกกกกกกกก!
   

เสียงแสบแก้วหูเสียงนั้นดังสะท้อนอยู่ในรูหูทั้งสองข้าง ภาพใบหน้าซีดขาวไร้ดวงตา… เฮ้


ไม่… เดี๋ยวก่อน อะไรน่ะ ความรู้สึกนี้ คล้ายว่าจะคุ้นเคย มันวูบวาบในหัว ราวกับโลกหมุนเคว้ง ภาพความทรงจำบางช่วงบางตอนไหลวนเวียนเหมือนเกลียวน้ำวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็วึบ…
   

ว่างเปล่า…
   

ความรู้สึกเย็นเยือกดั่งจะบาดผิวให้เหวอะกระจายไปทั่วหน้าผากก่อนจะแผ่ไปบนใบหน้า แล้วความรู้สึกผ่อนคลายก็แล่นไปทั่วร่างกาย แต่ก็แค่แป๊บเดียว…
   

เฮือก!
   

“โอ๊ย!” ผมยกมือกุมอกซ้ายแน่นเมื่อความเจ็บบดขยี้ก้อนเนื้อสีแดงในอก ภาพกริชสีเงินปักลงบนอกสว่างวาบเข้ามาในหัว เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามดังสนั่นจนแยกไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร
   

“Celine!” เสียงนั้น… เสียงทุ้มใหญ่แต่นุ่มหู
   

“Nicholas…”
   

พรึบ!
   

ผมลืมตาขึ้นโดยที่อกยังกระเพื่อมขึ้นลงเพราะอาการเหนื่อยหอบ ผมรู้สึกถึงความชุ่มฉ่ำบนใบหน้า แววตาเบิกกว้างค้างคล้ายว่าจะช็อค แต่พอเห็นดวงตาสีเทาเข้มกำลังมองผมด้วยความห่วงใยก็รู้สึกว่ากล้ามเนื้อค่อย ๆ คลายตัว ผมกะพริบตาเอื่อย ๆ มือซ้ายยังกุมอกแน่นแต่ก็พยายามปรับลมหายใจให้เข้าที่เข้าทาง นิคยกมือลูบหัวผมเป็นการปลอบโยน
   

“You are good now. I’m here, my queen. (ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันอยู่นี่ที่รัก)” เขาก้มลงจูบหน้าผากผมอย่างอ่อนโยน ผมหลับตารับสัมผัสนั้น อัตราการเต้นของหัวใจค่อย ๆ ดีขึ้น อาการเหมือนโดนมีดเสียบทะลุอกจางหายไปในที่สุด
   

“I’m sorry. I’m sorry. (ฉันขอโทษ ขอโทษ)” นิโคลัสพึมพำ แววตาและสีหน้าของเขาแสดงออกถึงความเสียใจและรู้สึกผิด ผมกลืนน้ำลายลงคอและหลับตาลงอีกครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาสบตากับเขา
   

“Sorry for what? (ขอโทษอะไร)” ผมถามเสียงอ่อน เขายิ้ม แต่เป็นยิ้มเศร้า มือซ้ายลูบหัวผมแผ่วเบา มือขวาวางลงบนหลังมือซ้ายของผมและลูบไปมา ความเย็นจากมือเขาทำให้ผมตัวสั่นเล็กน้อย
   

“กลับมาตั้งแต่ตอนไหนเหรอครับ”
   

“ถึงตอนเช้ามืดน่ะ”
   

“กลับมาเร็วจัง” นิโคลัสแค่นยิ้ม
   

“ธุระเสร็จเร็ว” ผมพยักหน้าด้วยความอ่อนแรง
   

ผมนอนนิ่งคิดอะไรสักพัก พยายามคิดอะไรสักอย่าง แต่ประเด็นคือผมคิดอะไรล่ะ มันเหมือนว่าก่อนหน้านี้ผมกำลังคิดอะไรอยู่สักอย่างในช่วงที่หลับไป แล้ว… แล้วมันอะไรล่ะ
   

ก็เห็นแต่ความฝันเดิมอีกแล้ว
   

“นิค…” ผมหันไปมองเขา เจ้าของชื่อพยักหน้าเป็นการบอกว่าฟังอยู่ ผมลังเลใจ คือผมไม่รู้ว่าถ้าพูดไปแล้วนิคจะงงหรือเปล่าว่าผมกำลังถามอะไรเขาและกำลังพูดถึงใครอยู่
   

“…คุณเคยเข้ามาอยู่ในความฝันผมมั้ย” อ้าว กลายเป็นคำถามตลกไปเฉย ผมตั้งใจว่าจะถามอีกแบบ แต่เพราะยังงง ๆ เบลอ ๆ ในหัวอยู่เลยถามออกไปแบบนั้นเฉย
   

นิโคลัสหัวเราะเสียงทุ้ม “เธอฝันถึงฉันเหรอ”
   

ผมยิ้มแกน ๆ และตอบอย่างสับสน “ไม่แน่ใจว่าใช่คุณมั้ย แต่ในฝันของผมมีคนชื่อนิโคลัสด้วย”
   

นิคยิ้มละมุน ดวงตาสีเทาเข้มของเขามองผมอย่างละมุนละไมไม่แพ้รอยยิ้ม “ฝันนานรึยัง”
   

ผมพยักหน้า “ตั้งแต่จำความได้ก็ฝันเรื่องนี้มาตลอด”
   

เขาคลี่ยิ้มกรุ้มกริ่ม “จินตนาการถึงฉันแต่เล็กแต่น้อยเลยนะ”
   

ผมชะงักงงอยู่วิสั้น ๆ ก่อนจะแกล้งยิ้มเอือม “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย”
   

“ฉันไม่แน่ใจว่าเคยเข้าไปในฝันของเธอหรือเปล่า แต่ฉันดีใจนะที่เธอฝันถึงฉัน” ผมลดรอยยิ้มลงแล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าลังเล
   

“ประเด็นคือ นิโคลัสในฝันของผม ใช่นิโคลัสคนเดียวกันที่อยู่กับผมตอนนี้หรือเปล่า…” ผมพยายามเค้นความจำ
   

“…ผมไม่เคยเห็นหน้านิโคลัสคนนั้นชัด ๆ เลยสักครั้ง”
   

“แล้วความรู้สึกของเธอบอกว่าใช่หรือเปล่า”
   

“ไม่แน่ใจเลย…” ผมมองหน้าเขาที่กำลังยิ้มและมองผมด้วยสายตาเอ็นดู
   

“…แต่เสียงคุณเหมือนกับเสียงเขาคนนั้นมาก” เขาคลี่ยิ้มมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน
   

“อาจจะเป็นฉันก็ได้นะ” ผมมองหน้าเขานิ่ง ในหัวกำลังไล่เรียงลำดับความฝันนั้น ถึงมันจะเป็นฉากเดิม ๆ ฉากซ้ำ ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่าทุกวันที่ฝัน แต่ผมก็พยายามจับมันมาเรียงฉากต่อกัน
   

“ผมรู้ว่าถามตอนนี้มันตลกนะ….” ผมแค่นยิ้ม ว่าที่เจ้าบ่าวของผมยังคงยิ้มอบอุ่น


“…หลังจากที่ผมตอบตกลงแต่งงานกับคุณไปแล้วน่ะ…” เขาพยักหน้า อ่านจากสีหน้าและแววตาของเขา ผมคิดว่าเขากำลังบอกว่าเขาเข้าใจผมนะ
   

“…แต่คุณอยากบอกอะไรผมมั้ย” เขาไม่ได้มีสีหน้าตกใจหรือสีหน้าประหลาดใด ๆ ก็ยังคงปกติ แววตาไม่หลุกหลิกไม่ล่อกแล่กอะไรทั้งนั้น
   

 “ฉันมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะเล่าให้เธอฟังเยอะเลยละ” เขาพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงสบาย ๆ ถ้าเขากำลังแสดงอยู่ ต้องบอกว่า Oscars, Golden globe, Emmy awards, Sag awards เขาไม่พลาดแน่นอน กวาดเหมายกเซ็ท เผลอ ๆ ข้ามฝั่งไปคว้า BAFTA ได้อีกด้วย
   

“ที่คุณบอกว่าเราค่อยไปเรียนรู้กันหลังจากแต่งงาน…” เรามองตากัน เสียงเครื่องปรับอากาศตัดดังแทรกขึ้นแวบหนึ่ง
   

“…เปลี่ยนมาเป็นเริ่มเรียนรู้กันตั้งแต่ตอนนี้ได้เลยมั้ย” นิโคลัสยิ้มอ่อนโยน
   

“ได้อยู่แล้ว” เราสบตากัน ผมมองดวงตาสีเทาเข้มแสนสวยของเขา เป็นตาสีเทาที่ผมยังคงรู้สึกว่าสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่ก็ต้องสวยที่สุดอยู่แล้วละ เพราะว่าผมเพิ่งเคยเจอชาวต่างชาติตาสีนี้เป็นคนแรกในชีวิตนี่


   ผมยกมือขวาขึ้นไปวางบนแก้มของเขา นิโคลัสหลับตาพริ้มแล้วเอียงหน้าเข้าหามือผม ผมใช้นิ้วโป้งเกลี่ยแก้มเขาสักพักด้วยความเพลินก่อนจะเลื่อนมือไปแตะจมูกโด่งแล้วลากลงไปที่ริมฝีปากสีแดง ลมหายใจแผ่วเบาของเขาพัดผ่านหลังมือของผม นิโคลัสลืมตาขึ้นแล้วใช้ปากจุ๊บนิ้วผมสองสามที ผมคลี่ยิ้มกว้างในขณะที่เลื่อนมือลงไปตามลำคอหนาก่อนจะไปหยุดตรงอกซ้ายที่หัวใจกำลังเต้นแผ่วเบา
   

“He has been waiting his twins flame for long, long, long time. (มันรอคู่ของมันมาเนิ่นนานเหลือเกิน)” เขาบอกเสียงนุ่มหู
   

“Does he found his twins flame yet? (แล้วตอนนี้มันเจอคู่ของมันหรือยังครับ)” เจ้าชายไอริชของผมคลี่ยิ้มละมุน
   

“Already. (เจอแล้ว)” ผมยิ้มอ่อนแล้วค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีนิคช่วยประคอง
   

“ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมเชื่อใจคุณมากเลยนะนิค…” เขาเขยิบจากเก้าอี้ขึ้นมานั่งบนเตียงกับผมแล้วอุ้มผมขึ้นไปนั่งบนตักเขาอย่างง่ายดาย
   

“…ถ้าคุณหลอกลวง ผมไม่โทษคุณเลย เพราะผมเองก็ยอมรับคุณเข้ามาในชีวิตง่ายดายเหลือเกิน…” ผมซบลงตรงซอกคอกหอม ๆ ของเขา กลิ่นตัวของนิโคลัสเป็นเอกลักษณ์มากจริง ๆ กลิ่นเย็นอ่อน ๆ สบายรูจมูกและสมอง
   

“…แต่คนอย่างผมมีอะไรให้คุณหลอกเหรอ” อันนี้เหมือนเป็นการถามตัวเองด้วยว่าตัวเรามีอะไรให้เขาหลอก ยิ่งพอนึกไปถึงท่าทีของพ่อที่ดูคุ้นเคยกับเขาอยู่แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าเรามีอะไรที่เขาอยากได้จากเรากันนะ
   

“ไม่มี หรือถึงมีฉันก็ไม่คิดเอาอะไรจากเธอ นอกจากใจกับความรัก” เขาหอมหัวผมแล้วใช้ปลายจมูกเกลี่ยบริเวณไรผม
   

“ทำไมคุณถึงรักผมล่ะ”
   

“โอ้… มันมีเหตุผลนั่นแหละ แต่สุดท้ายแล้วก็คือรัก ตอบแค่ว่าเพราะรักได้มั้ย” ผมหัวเราะเบา ๆ รู้สึกได้ว่านิโคลัสกำลังคลี่ยิ้มกว้าง
   

“ถ้าแม่ผมไม่อนุญาตให้เราแต่งงานกันล่ะ”
   

“แม่เธออนุญาตอยู่แล้ว” ผมยกหน้าขึ้นจากซอกคอมามองหน้าเขา
   

“แหม มั่นใจจังเลยนะ” เขายกมุมปากทั้งสองขึ้นเป็นยิ้มอ่อนพร้อมกับยักคิ้ว
   

เอ้อ หล่อเนอะ
   

“ถ้าเกิดแต่งงานกันไป แล้วผมได้เรียนรู้คุณ แล้วมีเรื่องที่ผมรับไม่ได้ ผมหนีออกมาได้มั้ย” นิโคลัสยิ้มกว้างแล้วก็ตามด้วยหัวเราะอย่างสนุกสนาน เขาพยายามหยุดขำแล้วเปลี่ยนเป็นอมยิ้มก่อนจะส่ายหัวไปมา
   

“ไม่ได้ แต่งแล้วแต่งเลย ฉันไม่ให้หนีง่าย ๆ หรอกนะ” ผมทำหน้ายู่ นิโคลัสยิ้มเอ็นดูแล้วยกมือซ้ายยีหัวผมเบา ๆ
   

“ผมต้องย้ายไปอยู่ไอร์แลนด์ก่อนหรือเปล่า ถึงจะมีสิทธิ์จดทะเบียนกับคุณ” เขาเลิกคิ้วขึ้นเหมือนงงอยู่พักหนึ่ง
   

“จดทะเบียน?” ผมพยักหน้า เริ่มงงไปกับเขาด้วย หรือข้อมูลผมผิดหว่า
   

“ไอร์แลนด์มีกฎหมายแต่งงานของเพศเดียวกันใช่มั้ย หรือข้อมูลผมผิด” นิโคลัสทำหน้านึกขึ้นได้
   

“อ้อ เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นกังวล เราก็แค่ทำตามที่ทางการแจ้ง”
   

“ถ้าเกิดเขาบอกว่าต้องอยู่ในประเทศสิบปีโดยห้ามออกนอกประเทศล่ะ…” ผมว่าด้วยความเป็นกังวล
   

“…คือผมยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ไหนจะพ่อผมอีก”
   

“นี่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราก็แต่งงานไปก่อนก็ได้ไง” ผมพึมพำว่าอ้อเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึก ๆ
   

“เราจะแต่งงานกันที่ไหนเหรอ” เขายิ้มอบอุ่น
   

“บ้านเราสิ” ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงง
   

“บ้านเรา? หมายถึง บ้านใครครับ บ้านผมหรือบ้านคุณ” เขาส่ายหัว
   

“บ้านของเราสองคน” ผมกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงง
   

“มีบ้านเราสองคนตอนไหนกัน” นิโคลัสคลี่ยิ้มกว้าง
   

“ฉันสร้างบ้านของเราสองคนไว้ตั้งแต่เธอเกิดแล้ว รอแค่เธอกลับไปพร้อมกัน” ผมอ้าปากค้าง มองเขาอย่างเด๋อด๋า
   

“ที่ไอร์แลนด์เหรอ” เขาพยักหน้า
   

“Of course, that’s our hometown. (แน่นอนสิ ที่นั่นคือบ้านเกิดของเรา)” ผมนิ่งค้างเกือบนาทีด้วยความงุนงง สายตามองไปอย่างไร้จุดหมายเพราะกำลังใช้ความคิดและเมื่อคิดได้ว่าชัวร์แล้วเลยพูดออกมา
   

“พ่อผมเป็นชาวสวีเดน แม่ผมเป็นคนไทย มันไม่มีทางไหนเลยนะที่บ้านเกิดผมจะไปอยู่ที่นั่น” นิโคลัสคลี่ยิ้มขำ
   

“แต่งกับฉัน บ้านเกิดเธอก็คือที่นั่นแล้วละ” ผมเผยอริมฝีปากบนขึ้น เกือบจะพูดว่าอ้อออกมาแต่ก็นิ่งเงียบไป
   

“ผมเคยเห็นในอินสตาแกรม ไอร์แลนด์สวยมาก” เขายิ้ม ท่าทางดูภูมิอกภูมิใจที่ผมชมบ้านเกิดของเขา
   

“ใช่ สวยมาก เธอจะรักที่นั่น”
   

“บ้านที่สร้างไว้รอผมหลังใหญ่หรือเปล่า ไม่อลังการผมไม่อยู่นะ” ผมแกล้งทำหน้าเชิด นิโคลัสยิ้มขำ
   

“มีสวนศิลปะโกธิคแบบที่เธอชอบ” ผมชะงัก
   

เขารู้แม้กระทั่งความชอบข้อนี้ของผมเลยเหรอ พ่อบอกอีกใช่มั้ยเนี่ย
   

“คุณรู้ได้ไงเนี่ย”
   

“ในห้องนอนเธอมีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะยุคนี้” อ้าว ไม่ใช่พ่อบอก
   

แต่เอ๊ะ เขาสร้างรอผมไว้ แต่ผมเพิ่งเคยพาเขาเข้าห้องนอนเมื่อวันก่อนนี่เอง
   

“คุณเคยขึ้นไปห้องนอนผมด้วยเหรอ” เป็นครั้งแรกที่นิโคลัสทำหน้าเหมือนคนไปไม่เป็น แต่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการชะงักหรือตกใจอะไร ก็แค่ทำนิ่งและหลบตาผมแวบหนึ่งแล้วก็กลับมามองตาผมต่อ
   

“พ่อเธอบอก” ผมหรี่ตา นิคตีหน้านิ่งและพยักหน้ายืนยันว่าพ่อผมบอกจริง ๆ เขายิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อเห็นว่าผมยังคงมองเขาอย่างจับผิด
   

“พ่อผมขายความลับอะไรไปบ้างเนี่ย” เขาหัวเราะเบา ๆ
   

“อันที่จริงฉันพบกับพ่อเธอไม่กี่ครั้งเท่านั้น พ่อเธอเลยขายความลับของเธอได้ไม่เยอะนัก” ผมทำปากจู๋พร้อมขมวดคิ้ว
   

“พ่อขายอะไรไปบ้างล่ะนั่น”
   

“วางใจเถอะ ฉันรู้จักเธอไม่เท่าพ่อเธอแน่นอน”
   

“ผมก็นึกว่าคุณแอบตามผม ไม่ก็จ้างคนมาสืบเรื่องผมซะอีก” เขาคลี่ยิ้มอ่อนโยน
   

“ใจจริงฉันอยากทำนะ…” เขาไหวไหล่ หน้าตายอมรับกับสิ่งที่ผมพูด


“…แต่ฉันก็ต้องให้ความเป็นส่วนตัวกับเธอ” ผมเบ้ปากเล็กน้อยและพยักหน้าเบา ๆ
   

“เป็นสต็อกเกอร์ที่มีมารยาทเหมือนกันนะเนี่ย” เขายิ้มขำอ่อน ๆ
   

“แล้วตอนเด็ก ๆ คุณเคยมาเจอผมมั้ย…” ผมขมวดคิ้ว “…ทำไมผมไม่มีภาพจำของคุณในหัวเลย”
   

มีแต่ความคุ้นเคยที่ตัวเองก็ยังอธิบายไม่ได้ว่าคุ้นเคยอะไรกับเขา
   

“เราเคยเจอกันตอนที่เธอยังเด็กมาก ๆ ฉันเคยอุ้มเธอด้วยนะ” เขายิ้มอบอุ่น รอยยิ้มของเขาอบอุ่นจนทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนพ่อและผมเหมือนลูก
   

“ว้าว จริงเหรอเนี่ย” เขายื่นมือขวาไปหยิบโทรศัพท์แบรนด์แอปเปิ้ลแหว่งสีดำเครื่องใหญ่มาจากโต๊ะโคมไฟตรงหัวเตียง เขาขยับโทรศัพท์เพียงครั้งเดียวหน้าจอก็ปรากฏภาพวอลเปเปอร์ที่เป็นรูปเขายืนอุ้มผมตอนเด็กจริง ๆ ผมคลี่ยิ้มอย่างประหลาดใจปนขำกับภาพตัวเองที่ค่อนข้างเจ้าเนื้อ
   

“มีภาพออริจินอลมั้ยครับ” เขากดรหัสโทรศัพท์ของเขา ถ้าผมมองไม่ผิด เขากดเป็นวันเกิดผมใช่มั้ยนั่น
   

“ว้าว มีอีกรูปด้วย” บนหน้าจอหลักของเขาก็เป็นรูปเขาอุ้มผมอีกรูป แต่รูปนี้ผมยกสองมือจับแก้มเขาและมองหน้านิโคลัสที่กำลังยิ้มกว้างอย่างดีใจ
   

“ฉันอยากไปเจอเธอทุกวัน แต่ฉันก็ทำไม่ได้”
   

“ทำไมล่ะ” เขาหันหน้ามามองผมและยิ้มขื่น
   

“ฉันรักเธอนะ แล้วตอนนั้นเธอยังเด็กมาก ถ้าฉันใกล้ชิดเธอทุกวัน ๆ ฉันก็กลายเป็นพวกใคร่เด็กน่ะสิ” ผมร้องอ้อแบบไร้เสียงด้วยความเข้าใจ
   

“แต่ถึงยังไงผมก็เด็กกว่าคุณอยู่ดีนี่หน่า” ผมยิ้มกว้างล้อเขา
   

“ใช่ เด็ก เด็กกว่าฉันมากเลยละ” เขาอมยิ้ม
   

“ครั้งสุดท้ายที่คุณมาหาผมคือตอนไหนเหรอ”
   

“ก่อนวันเกิดเธอนั่นแหละ…” ผมขมวดคิ้ว นิโคลัสคลี่ยิ้ม “…แบบแอบ ๆ”
   

“อ๋อ…” ผมทำหน้านึก “…งั้นแสดงว่าคุณก็ตามผมแบบห่าง ๆ ถูกมั้ย เพราะคุณบอกว่าคุณไม่ต้องจ้างนักสืบ คุณทำเองได้”
   

นิโคลัสขยับยิ้มมากขึ้น “ใช่ ฉันยอมรับว่ามันทรมานมาก แต่ฉันต้องรอเวลาที่เหมาะสม”
   

“ผมบรรลุนิติภาวะสินะ” ผมยิ้มขำ เขายิ้มขำตาม
   

“ฉันเคยคิดว่าฉันทำได้เพราะฉันรอจนชิน แต่พอรู้ว่าเธอกำลังจะมา กลับยิ่งทำให้ใจฉันไม่เป็นสุขอย่างที่เคย”
   

“โอ้…” ผมอ้าปากหวอด้วยความงุนงง นิโคลัสยื่นหน้ามาหอมแก้มผมฟอดใหญ่
   

“รูปเราสองคน” ผมที่กำลังล่องลอยกับประโยคของเขาเลื่อนสายตาไปมองรูปบนจอมือถือแล้วก็ทิ้งประเด็นก่อนหน้านี้ไปเลย
   

“ว้าว เหมือนพ่อกับลูกเลย” นิโคลัสหัวเราะเสียงทุ้ม
   

“Yes, I’m your daddy.” ผมอมยิ้มเขินกับสายตาและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเขา ผมหยิบโทรศัพท์เขามาดูรูป ภาพชัด ๆ แบบไม่มีอะไรมาบดบังก็คือเป็นรูปนิคในเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงสแล็คสีดำยืนอุ้มผมอยู่ตรงศาลาริมน้ำหลังบ้าน รอยยิ้มเขาสดใส แววตาเปล่งประกาย ผมที่อยู่ในอ้อมกอดของเขายิ้มเริงร่าไม่แพ้กัน
   

“พ่อถ่ายให้เหรอ”
   

“รูปนี้แม่เธอถ่ายให้” ผมพยักหน้า มองรูปนั้นแล้วก็คลี่ยิ้มกว้าง ทั้งที่เป็นรูปถ่ายที่เนิ่นน่านมาแล้ว แต่นิโคลัสก็ยังไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
   

นั่นสิ หน้าเขาสตาฟไว้เท่านี้เลยแฮะ
   

“อะไรเหรอ” เขายิ้มงงเมื่อเห็นว่าผมมองหน้าเขาในรูปสลับกับมองตัวจริงไปมาอยู่พักหนึ่ง
   

“ในรูปผมน่าจะหนึ่งขวบได้ สิบเจ็ดปีที่แล้วกับตอนนี้ หน้าคุณไม่เปลี่ยนเลยนะเนี่ย” เขาคลี่ยิ้มอ่อน
   

“ฉันเป็นแวมไพร์ไง หล่ออมตะ” ผมยิ้มเบ้ปาก อยากจะหมั่นไส้แต่ก็หมั่นไม่ลง เพราะมันเรื่องจริง
   

“ฉีดโบท็อกซ์ก็บอกมาเถอะ” เขาบึนปากพร้อมกับกลอกตาก่อนจะพาผมหัวเราะ
   

ตึ่งตึงตึง ตื๊อดื่อดื่อดื้อดึง ตื้อดึงตื้อดึ่ง~
   

เสียงโทรศัพท์ผมดังอยู่ตรงไหนสักแห่ง นิคจับผมนั่งลงบนเตียงแล้วลุกเดินออกไปนอกห้องนอนครู่หนึ่งก่อนกลับเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ ผมยื่นมือออกไปรับมากดรับสาย
   

“ฮัลโหลมายด์… เฮ้ย…” หัวใจผมหล่นวูบเมื่อมายด์โทรมาถามว่าอยู่ไหนแล้ว
   

[พวกพี่ ๆ เขาบอกว่ามึงพาแขกวีไอพีไปเที่ยว กลับมายัง] ผมอ้าปากค้างแล้วหันมองหน้านิค เขาพยักหน้าให้ผมราวกับรู้ว่าผมกำลังคุยอะไรกับใคร
   

“อ๋อ เอ้อ กำลังกลับ ๆ ใกล้ถึงสนามกอล์ฟแล้ว”
   

[เค โทรมาเช็ก เดี๋ยวงานมอบรางวัลจะเริ่มแล้วไง]
   

“โอเค ๆ เจอกันมึง” ผมกดวางสายจากมายด์แล้วมองหน้านิโคลัสด้วยความเด๋อด๋า ลืมไปเลยว่าตัวเองต้องไปทำงาน
   

“ฉันส่งพวกนักกอล์ฟโปรฯ ไปเที่ยวน่ะ แต่พวกนั้นกำลังกลับมาแล้วละ”
   

“แต่พวกเขาไม่ได้ไปกับผม เขาจะไม่บอกคนอื่นเหรอครับ”
   

“เธอไปกับฉันไง เธอพาฉันเที่ยว”
   

“อะ… อ๋อ” ใช้ข้ออ้างนี้ก็น่าจะได้แหละ
   

“อาบน้ำก่อนเถอะ จะได้สดชื่น เธออยู่ในชุดเดิมตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ผมพยักหน้าแล้วค่อย ๆ คลานลงจากเตียงเพื่อจะไปอาบน้ำ
   

ในหูเหมือนได้ยินเสียงหวีดร้องของอะไรสักอย่างแต่ทำยังไงก็คิดไม่ออกว่ามันคือเสียงอะไร









เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

อะไรล่ะนั่น นึกไม่ออก อะไรรรร้

ขอบคุณคนอ่านทุก ๆ คนที่ติดตามเรื่องนี้กันอยู่นะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ร่วมเดินทางไปด้วยกันเนาะ

ขอบคุณคอมเม้นที่มีให้กัน ยอดบวกต่าง ๆ หรือรูปแบบใดที่เป็นกำลังใจต่อกันก็ขอขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ

แล้วเจอกันกับอีก 40% ที่เหลือนะคะ

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [26/02/2020]
«ตอบ #35 เมื่อ26-02-2020 21:26:24 »

มีแต่ความลึกลับที่ทำให้เกิดความอยากรู้เต็มไปหมด

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [26/02/2020]
«ตอบ #36 เมื่อ26-02-2020 22:21:44 »

มันดูสยองขวัญมากกว่าหวานซึ้งนะ555

ออฟไลน์ G-NaF

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [26/02/2020]
«ตอบ #37 เมื่อ27-02-2020 02:04:34 »

ในหัวนี่นึกแต่เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้เต็มไปหมด

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [26/02/2020]
«ตอบ #38 เมื่อ27-02-2020 13:27:21 »

แวมไพร์จริงๆ ใช่ไหม

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [26/02/2020]
«ตอบ #39 เมื่อ01-03-2020 03:13:07 »

แวมไพร์แน่ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [26/02/2020]
« ตอบ #39 เมื่อ: 01-03-2020 03:13:07 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [04/03/2020]
«ตอบ #40 เมื่อ04-03-2020 19:24:38 »



Together 7 [100%]




วันเปิดงานก็ว่าอลังการแล้ว วันปิดงานก็อลังการไม่แพ้กัน เปลี่ยนจากขบวนพาเหรดนั่งเสลี่ยง รำกลองยาวต่าง ๆ มาเป็นการแสดงรำไทยแบบผสมผสานที่ผมว่าลงตัวและเข้าท่ามาก ๆ ในการเลือกใช้มาให้ฝรั่งรับชม ผมว่าการแสดงทำดีมากเลยนะ ไม่ต๊ะต่อนยอนจนชวนง่วงนอน
   

พอการแสดงจบไปก็เป็นการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะและลำดับต่าง ๆ ตอนแรกผมนึกว่าจะมีงานเลี้ยงส่งใหญ่โตที่สนามกอล์ฟ แต่สรุปว่าทางเจ้าของไม่มีให้ แต่ทางผู้จัดงานมีงานเลี้ยงให้นักกีฬาที่ชั้นดาดฟ้าของโรงแรม นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องกลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง ซึ่งจริง ๆ งานพวกผมเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ส่งนักกอล์ฟเข้าที่พักแล้ว จะกลับบ้านเลยหรือจะไปร่วมงานปาร์ตี้ก็ย่อมได้ แน่นอนว่าผมถูกดึงไปร่วมปาร์ตี้ เพราะนิคเป็นสปอนเซอร์หลักของงานจึงต้องไปร่วมด้วย ผมเลยดึงเพื่อนอีกสองคนมาสนุกด้วยกัน แต่เราก็ยังไม่ได้ขึ้นไปกันทันทีหรอกนะ พากันมากินส้มตำตรงร้านริมฟุตปาทใกล้โรงแรมกันก่อน ส่วนนิคก็ไปดินเนอร์กับเพื่อน ๆ นักกอล์ฟที่ร้านอาหารของโรงแรม แล้วเดี๋ยวเราจะกลับมาเจอกันตอนงานปาร์ตี้
   

“หืมมม เริ่ดดด” มายด์เคี้ยวเส้นขนมจีนพร้อมส้มตำปลาร้าอย่างเอร็ดอร่อย ผมเหงื่อตกเป็นเม็ด ๆ เพราะเคี้ยวพริกไปหลายคำ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้เพราะมันอร่อยถึงใจจริง ๆ
   

“เอ้อ หลังสอบรอบแรกเสร็จ นิคจะพาไปหาแม่ที่อิตาลี อยากได้อะไรกันป้ะ” ผมถามระหว่างที่กำลังแกะกุ้งเผาตัวโตที่ได้โควต้ากินกันคนละสองตัว
   

“ฮะ? มึงจะไปอิตาลี อ๋อ หาแม่มึง” คีย์ว่าทั้งที่ปากก็ร้องซู๊ดร้องซี๊ดไม่หยุด
   

“อื้อ นิคจะไปคุยเรื่องแต่งงาน” ผมพยายามดึงหัวกุ้งออกเพื่อจะกินมันกุ้ง
   

“ไม่เอาหรอก ไปทำธุระมึงเถอะ” มายด์บอกพลางซดน้ำปลาร้านัว ๆ
   

“โห่ ไอ้มายด์ พูดแบบนี้กูเลยไม่กล้าเอ่ยปากขอของฝากจากมันเลย” ผมยิ้มขำพลางดึงหัวกุ้งออกจากตัว แต่วางนิ้วโป้งผิดที่ไปหน่อยเลยโดนกรีกุ้งทิ่มนิ้วโป้งเข้าให้
   

“ซื๊ดดด อุ๊ย”
   

“เอ๊า ไอ้ฟาย แดกแล้วยังเจ็บตัวอีก” ถึงมันจะบ่น แต่คีย์ก็รีบหยิบทิชชูมาซับเลือดที่ไหลออกมาราวกับเปิดก๊อกน้ำ
   

“โห เฮ้ย แผลลึกเหรอน่ะ” มายด์รีบเปิดขวดน้ำเปล่าแล้วเทน้ำใส่แผลผมเพื่อช่วยล้าง ล้างจนเห็นว่าปากแผลไม่ได้ใหญ่เลย แต่เลือดข้นและเยิ้มมาก ล้างน้ำไปแล้วรอบนึงก็ยังผุดขึ้นมา
   

“กูคิดไปเองหรือว่าเลือดมึงสีแดงสวยสดจังวะ” ผมขำกับความคิดไอ้คีย์ในขณะที่ใช้ทิชชูซับเลือดบนนิ้วตัวเอง และใช้อีกมือหยิบทิชชูเช็ดเลือดบนโต๊ะ
   

“ป้าแกไม่น่ามีสบู่ รีบกินเหอะมึง เดี๋ยวจะได้กลับล้างสบู่ที่โรงแรม” มายด์ว่าอย่างเป็นกังวล
   

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ” ผมหยิบหัวกุ้งขึ้นมากินต่อโดยอีกมือ
   

“มึง ญาติกูเคยโดนหัวกุ้งตำแบบมึงอะ นิ้วบวมน่ากลัวมาก หมอบอกว่าเป็นเพราะนางไม่ล้างแผลให้สะอาด…” ผมเคี้ยวหัวกุ้งไปและคิดตามประโยคของมายด์ไป แล้วก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมานิดหน่อย


“…แล้วมึงซึ่งไม่เคยมีแผลหรือเลือดตกยางออกอะไรเลย ก็ยิ่งเดาไม่ออกว่าจะเป็นยังไง”


“เออจริง ไอ้แตมแม่งไม่เคยเลือดออก ไม่เคยบาดเจ็บไรเลยนี่หว่า” ผมเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้เลยชะงักไป


จริงแฮะ ผมไม่เคยมีบาดแผล ไม่เคยได้รับบาดเจ็บ ไม่เคยมีเลือดไหลเลย


“เออ ๆ กินเสร็จเดี๋ยวกลับไปล้างสบู่ที่โรงแรม” ผมตอบโดยที่ยังคงกินกุ้งไม่หยุดปาก
   

“มึง ๆ มีใครรู้จักผู้ชายคนนั้นมั้ย” เสียงคีย์กระซิบบอก มันยกนิ้วโป้งซ้ายชี้ฟุตปาทฝั่งตรงข้าม ผมบิดหน้าไปมองก็เห็นผู้ชายต่างชาติตัวซีดใส่หมวกไหมพรม ใส่เสื้อกันหนาวมีฮู๊ดสีดำและกางเกงยีนส์สีน้ำเงินกำลังมองพวกเราอย่างนิ่งสงบ นิ่งจนผมคิดว่าเป็นหุ่นปั้นของจ่าเฉยหรือเปล่า เขาดูไม่เข้าที่เข้าทางกับสถานที่แถวนี้ยังไงชอบกล
   

“ไม่รู้อะ” มายด์ตอบ ผมส่ายหัวเป็นการบอกว่าไม่รู้จักเช่นกัน
   

“นายหญิง…” เฮือก!
   

ผมสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาประชิดตัวผมอย่างรวดเร็ว เมื่อหันไปมองก็เห็นเป็นสเตฟาน หนึ่งในบอดี้การ์ดที่นิโคลัสมอบหมายให้ดูแลผมในชุดลำลองสบาย ๆ ไม่ใช่สูทเนี้ยบ
   

“…ขออภัยที่กระผมทำให้ท่านตกใจ” หนุ่มลูกครึ่งกดหน้าลงอย่างรู้สึกผิด ผมถอนหายใจเบา ๆ เพื่อระบายความตกใจเมื่อครู่ออก
   

“ไม่เป็นไร แล้วก็ไม่ต้องเรียกท่านก็ได้นะ…” สเตฟานยืนนิ่ง ท่าทีสุภาพนอบน้อมจนผมรู้สึกเกรงใจเขา
   

“…มีอะไรรึเปล่า”
   

“นายท่านให้ผมมาดูว่านายหญิง เอ่อ…” เขาพูดเสียงนุ่มก่อนจะสะดุดไป สายตามองทิชชูเปื้อนเลือดบนนิ้วผมแวบหนึ่งแล้วก็กลับมามองผมต่อ


“…ว่านายหญิงเรียบร้อยหรือยัง”
   

“ใกล้แล้วละ กินด้วยกันมั้ย” เขายิ้มนิดเดียว
   

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะยืนรออยู่บริเวณใกล้เคียง” ว่าจบเขาก็เดินออกไปยืนตรงเสาไฟต้นหนึ่ง
   

“นายหญิงเหรอ” ผมหันไปยิ้มแห้งให้มายด์
   

“กูบอกพวกเขาแล้วว่าอย่าเรียกแบบนี้ เดี๋ยวต้องคุยกับนิคจริงจังมากขึ้น”
   

“อ้าว ทำไมวะ ดูเป็นคุณหญิง คุณนายไฮโซดีนะมึง” ไอ้คีย์แซว กำลังจะถลึงตาใส่มันแต่ก็ชะงักไว้เมื่อพบว่าชายคนนั้นยังยืนอยู่ที่เดิม และยังมองเราเหมือนเดิมจนผมเริ่มรู้สึกไม่ดีแต่ก็ไม่อยากทำให้เพื่อนระแวงไปด้วย
   

“รีบกินกันมึง กูเริ่มกลัวว่านิ้วจะบวมละ” ผมกัดเนื้อกุ้งเข้าปาก แอบเหลือบมองไปทาฝั่งตรงข้ามก็พบว่าผู้ชายคนนั้นหายไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นนัก
   

ไม่รู้ว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่ในการกิน แต่ฟ้าก็มืดมากแล้วตอนเราสามคนจัดการอาหารทุกอย่างจนเกลี้ยง พอจ่ายเงินเรียบร้อยก็พากันเดินกลับโรงแรมโดยมีสเตฟานเดินอารักขาด้านหลังเราสามคน จังหวะที่เดินมาถึงด้านข้างโรงแรมฝั่งเดียวกับลานจอดรถผมก็ชะงักด้วยอาการผวาและหัวใจหล่นตุ้บจนเหมือนจะช็อคเมื่อมีผู้ชายสองคนพุ่งลงมาจากด้านบนมายืนขวางทางพวกเรา หนึ่งในสองคนนั้นคือผู้ชายที่ยืนมองเราสามคนที่ร้านส้มตำ
   

พุ่งลงมาเนี่ยนะ? ผมเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นตึกโรงแรมอันสูงชะลูดด้วยความสับสน 
   

“มาไงวะเนี่ย?!” คีย์ร้องเสียงหลง และยังไม่ทันมีใครได้พูดอะไรเสียงกรีดร้องของมายด์ก็ดังขึ้นพร้อมกับที่สเตฟานพุ่งตัวเข้าไปหาผู้ชายร้านส้มตำแล้วสองคนนั้นก็ฟัดกันนัว แต่เป็นการฟัดที่น่ากลัวมาก เพราะสเตฟานผลักผู้ชายคนนั้นตัวลอยไปกระแทกกับเสาไฟของโรมแรมจนหักโค่นลงมาทับตัวผู้ชายคนนั้นแล้วไฟฟ้าบริเวณนั้นก็ดับวูบจนเกือบจะมืดสนิทหากไม่ได้แสงไฟรำไรจากเสาไฟหน้าโรงแรมส่องมา 
   

“เฮ้ย?!” คีย์ร้องลั่น ไม่แน่ใจว่ามันตกใจที่เห็นเสาไฟหักทับคนหรือตกใจที่ไฟดับ ผมยืนมองด้วยอาการตื่นตะลึง เหมือนตอนนี้สมองผมกำลังช็อต แล้วยิ่งช็อตไปอีกเมื่อผู้ชายคนนั้นที่โดนเสาไฟทับลุกขึ้นมาอย่างง่ายดายก่อนจะพุ่งเข้าหาสเตฟานอีกครั้ง ผมที่ยังทำตัวไม่ถูกโดนผู้ชายต่างชาติอีกคนพุ่งตัวเข้ามาจับแขน แต่ยังไม่ทันได้โวยวายสักแอะก็ต้องตะลึงตาค้างต่อเมื่อพาสคาลที่พุ่งมาจากไหนไม่รู้จับคอเสื้อของผู้ชายคนนั้นเหวี่ยงไปกระแทกกับรั้วกำแพงโรมแรมจนกำแพงทะลุ!
   

“กรี๊ดดด!!” มายด์กรีดร้องด้วยความตกใจ ผมเองก็ตกใจ ตกใจจนตอนนี้คิดว่าตัวเองน่าจะช็อคไปแล้ว ผมหันมองมายด์ที่สีหน้าหวาดกลัวและเหมือนจะร้องไห้ กำลังจะหันไปมองคีย์อีกคนแต่ก็ชะงักไปเพราะรู้สึกถึงลมพัดผ่านหน้าไปอย่างเร็วที่มาพร้อมกับเงาแวบ ๆ พอหันหลังไปมองก็เห็นแฮร์รี่ยืนจับไหล่เพื่อนผมสองคนอยู่ ใบหน้าของเขานิ่งแต่ทว่าก็แผ่รังสีดุดันออกมา สีหน้าของคีย์กับมายด์ช็อคค้าง สักพักสองคนนั้นก็เข่าอ่อนล้มลงไปกองบนพื้นแต่แฮร์รี่ช่วยรับร่างสองคนนั้นไว้ได้ทันแล้วพาลงนอนบนพื้นอย่างปลอดภัย
   

“แฮร์รี่ คุณทำอะไร?!” เขามองผมนิ่งแล้วก็พุ่งตัวเข้ามาหาอย่างว่องไว มือเย็นเฉียบของเขาแตะลงตรงหน้าผากของผม
   

แล้วความรู้สึกนั้นก็กลับมา ความเคว้งคว้าง อาการวูบวาบ โลกหมุน ภาพความทรงจำผุดขึ้นในหัวก่อนที่จะ…
   

“NO!” ผมสะบัดหน้าตัวเองหนีมือเขาแล้วถอยหลังออกห่างจากแฮร์รี่จนเกือบล้มหงายหลังแต่ก็ได้ใครสักคนมารับร่างผมไว้ และเป็นคนที่ผมเห็นแล้วรู้สึกโล่งใจเหลือเกิน
   

“นิค! แฮร์รี่! แฮร์รี่ทำอะไรมายด์กับคีย์ไม่รู้…” ผมรีบบอกคู่หมั้น นิโคลัสมองความวุ่นวายตรงหน้าที่ลูกน้องของตัวเองกำลังจัดการผู้บุกรุกอยู่ด้วยความเคร่งเครียด


“…เขาจะทำร้ายผมด้วย!” ผมกระทุ้งอีกรอบ เขาละสายตาจากการต่อสู้มามองผมนิ่งครู่หนึ่งก่อนที่สันกรามเขาจะขึ้นชัด แววตาสีเทาวาววับอย่างมีอำนาจจนผมผงะไป เขาหันไปมองแฮร์รี่ แวบแรกผมคิดว่าเขาจะจัดการแฮร์รี่แน่นอน แต่เปล่า เขาพยักหน้าให้ผู้ติดตามของเขา แล้วความเย็นจากมือแฮร์รี่ก็แตะลงบนหน้าผากผมอีกครั้งโดยที่ครั้งนี้ผมหนีไปไหนไม่ได้เพราะโดนนิโคลัสกอดเอาไว้แน่น
   

ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนสติผมจะหายไปคือกองไฟลุกท่วมร่างของใครสักคน 
   




เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

ว้ากกกกกก  o22

เกิดอันใดขึ้นละแม่จันทราคะยองคองโก่งโค้ง

ยังไงคะพี่นิค พี่ทำไรน้องงงง

เจอกันตอนหน้านะคะ

ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ ยิ่งกับคนที่ส่งกำลังใจให้ผ่านคอมเม้นยิ่งขอบคุณมากเลยค่ะ ^____^

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [04/03/2020]
«ตอบ #41 เมื่อ05-03-2020 21:34:31 »

โอ้ยยยย ลุ้นมากกค่ะ คือคดีเก่ายังไม่ทันรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกความหวานของคุณนิคกับน้องแตมมาล่อลวงให้ลืมเลือนไป พอคุณนิคปล่อยน้องไว้ลำพังก็เป็นเรื่องอีกแล้ว

เลือดน้องที่ไหลออกมามีผลต่อการไล่ล่ารึเปล่าคะ ทำไมน้องไม่เคยมีแผล พอมีแผลเพื่อนน้องก็มาบอกว่าเลือดสีสวย อารมณ์เหมือนเลือดน้องเป็นของแรร์ที่ดึงดูดฝั่งตรงข้ามให้มาไล่ล่ารึเปล่า แบบเลือดบริสุทธิ์งี้ ได้กินแล้วจะเป็นอมตะ ฮืออออ เดาอะไรไม่ได้สักอย่างเลยค่ะ งงไปหมดแล้วตอนนี้

ไปเปิดย้อนตอนแรกมาก ถ้าไม่ผิดจากที่คิด น้องแตมก็คือเซลีน? ผู้หญิงที่โดนกริชแทง และน้องแตมมีลูกเมื่อในอดีต!!! ถูกใช่ไหมคะ แงงงงงง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-03-2020 21:40:20 โดย ตัวยุ่ง »

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [04/03/2020]
«ตอบ #42 เมื่อ08-03-2020 03:14:59 »

พวกเดียวกับเสียงนั้นรึเปล่า

ออฟไลน์ nutty2554

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.7 : What is that?. (100%) [04/03/2020]
«ตอบ #43 เมื่อ09-03-2020 11:48:18 »


สนุกค่ะ น่าติดตามมาก
คาดเดาไปทีละจุด
ตอนแรกนึกถึงแค่การกลับชาติมาเกิดและอีกคนนึงรอคอย
แต่ตอนนี้ต้องคิดเพิ่มแล้ว  ว่าแตมมีความพิเศษอะไ
ที่จะเริ่มเปิดเผยตัวตนหลังบรรลุนิติภาวะ
และฝ่าย/พวกไหนกันแน่ที่ตามอยู่

รอค่า

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8


Together
Episode 8: I fell in love with the devil. [40%]








ผมได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่ยังจับใจความไม่ได้ว่าคุยอะไรกันทั้งที่พยายามจะจับใจความ และผมก็พยายามทำให้ความเคว้งคว้างและอาการเวิ้งว้างในหัวหายไปเพื่อที่จะได้กลับมาสู่ปัจจุบัน
   

วืบบบ! ฮึบ!


“He is a ‘normal’ and he smells at his blood, (เขาเป็นนอร์มอล แล้วมันก็ได้กลิ่นเลือดเขาน่ะครับ…)” เสียงพูดกันชัดเจนขึ้นแล้ว แต่เสียงคนแรกหยุดไปเพราะโดนแทรก
   

“But the normal in Thailand? Is that normal? And before that we just faced the V—what? (…แต่นอร์มอลที่ไทยน่ะเหรอ มันปกติหรือไงกัน ก่อนหน้าเราก็เผชิญหน้ากับวี… อะไร)” เสียงพูดคุยหยุดกะทันหันแล้วก็ได้ยินเสียงประตูปิดตามมา


“เฮ้…” เสียงหนักทุ้มแต่นุ่มหูดังแผ่วเบาแล้วตามมาด้วยสัมผัสอ่อนโยนตรงขมับก่อนจะไล่ไปตรงแก้ม ผมขยับเปลือกตาขึ้นอย่างงัวเงียและงุนงง สิ่งแรกที่เห็นคือเสี้ยวหน้าของนิโคลัสและตามด้วยเพดานสีขาวสะอาดตา ผมกะพริบตาปริบ ๆ สักพักแล้วก็หันไปด้านขวา ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นกำลังมองผมตาไม่กะพริบ ผมเห็นแววเครียดในดวงตาและบนหน้า ผมยกสองมือขึ้นจับกรอบหน้าเขา สัมผัสเพื่อให้แน่ใจว่านี่คือความจริงไม่ได้ติดอยู่ในความฝันหรือจินตนาการอะไรอีก
   

“Are you real? (คุณเป็นความจริงมั้ยเนี่ย)” เขาคลี่ยิ้มขำอ่อน ๆ
   

“Yes, I’m real. (ใช่ ฉันเป็นความจริง)” นิคก้มลงประทับริมฝีปากตัวเองลงบนกลีบปากของผมแล้วแช่ไว้ เขาไม่ได้รุกล้ำไปมากกว่าแค่แตะปากผมไว้เท่านั้น นิโคลัสขบริมฝีปากผมเบา ๆ ก่อนจะดึงหน้าออกไป ผมยกมือขวาขึ้นมองนิ้วโป้งที่พันผ้าก็อตปิดแผลสีขาวเอาไว้อย่างสับสนแวบหนึ่ง
   

“Where am I? (ผมอยู่ที่ไหนเหรอ)” ผมถามพลางหันมองอีกข้าง และรับรู้ได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องพักในโรงแรมอีกแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน
   

“My condominium. (คอนโดฯ ของฉันเอง)” ผมดันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบห้อง ด้านซ้ายมือเป็นผ้าม่านสีขาวผืนใหญ่ที่มีแสงส่องเข้ามาอย่างพอเหมาะ ผมหันกลับมามองเจ้าของห้องที่ยังคงมองหน้าผมด้วยสายตาเคร่งเครียด
   

“Are you okay? (คุณโอเคหรือเปล่า)” ผมถามด้วยความเป็นห่วง เขากระตุกยิ้มมุมปากซ้ายแต่หน้ายังดูตึง ๆ
   

“And you? How you feel? (แล้วเธอล่ะ เป็นยังไงบ้าง)” ผมคลี่ยิ้มแต่ก็ย่นคิ้วด้วยความงงนิดหน่อย
   

“I’m fine. (สบายดีครับ)” นิโคลัสมองสำรวจใบหน้าของผมครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะทำหน้ายอมแพ้ปนเซ็งนิดหน่อย ผมคลี่ยิ้มขำกับอาการของเขา
   

“อะไรเหรอ”
   

“ทำไมต้องเกิดมาเป็นคนใจแข็งด้วยล่ะ” ผมอ้าปากหวออย่างเหวอ ๆ
   

“ฮะ?” นิโคลัสอมยิ้ม แต่ก็เป็นการยิ้มที่ดูเกร็งไม่สบายตัวเท่าไหร่
   

“พ่อเธอรู้แล้วว่าเธออยู่กับฉัน เดี๋ยวตอนเย็นเราจะกลับบ้านเธอพร้อมกัน” ผมกำลังจะพยักหน้าแต่ก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาก่อน
   

“เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงแฮร์รี่เลย” นิโคลัสพยักหน้า
   

“อันเดรียสก็อยู่ด้วย”
   

“อ้าว แล้วสเตฟานกับพาสคาลล่ะครับ” เขามีท่าทีอึกอักเล็กน้อยแต่ก็ไม่นาน
   

“พักอีกที่น่ะ แต่ตอนนี้สองคนนั้นออกไปทำงานให้ฉัน” ผมทำปากว่าอ๋อพร้อมพยักหน้าเบา ๆ
   

“หิวจัง” คู่หมั้นของผมคลี่ยิ้มอ่อนโยน
   

“เดี๋ยวฉันทำอาหารให้กิน” ผมยิ้มอย่างประหลาดใจ
   

“คุณทำอาหารได้ด้วยเหรอ”
   

“อยู่แล้ว” เขายิ้มโซพราวด์เล็ก ๆ ท่าทางน่าจะทำอาหารอร่อยแหละ นี่ผมได้สามีครบครันไปหรือเปล่านะ จากที่ไม่เคยคิดว่าเหมือนเทพนิยาย อีกสักพักผมคงต้องคิดแล้วละหากเขายังมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ผมอีก
   

เปิดประตูห้องนอนออกไปก็เจอห้องนั่งเล่นและเป็นห้องรับแขกได้ด้วย ด้านขวามือคือห้องครัวสไตล์โมเดิร์น และห้องทานอาหารที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันแต่แบ่งโซนชัดเจนว่าพื้นที่ใครพื้นที่มัน นิโคลัสเดินเข้าไปในโซนครัว ส่วนผมโดนวิวแม่น้ำเจ้าพระยาจากระเบียงตรึงเอาไว้ให้เดินไปดู ผมเปิดประตูกระจกแล้วเดินออกไปข้างนอก ลมเย็น ๆ พัดโชยมาทำให้รู้สึกเย็นสบายจนต้องคลี่ยิ้ม วิวตรงข้ามคอนโดฯ ไม่ได้มีอะไรหวือหวานอกเสียจากตึกสูงต่าง ๆ ในเมืองกรุงที่เคยเห็นจนชินตา ในแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีเรือโดยสารแล่นเอื่อย ๆ ไปส่งผู้โดยสารตามท่าเรือ ผมมองตามเรือนั้นไปจนเห็นตึกที่อยู่ฝั่งเดียวกันกับคอนโดฯ ของนิคตั้งไล่เรียงกันไปจนสะดุดตากับห้างหรูริมเจ้าพระยา
   

จากสภาพห้อง สิ่งที่รายล้อมโดยรอบ วิวของคอนโดฯ และฐานะของเขา ผมคิดว่าราคาห้องนี้ทำผมหน้าซีดแน่นอนถ้าต้องซื้อเอง
   

ผมล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงสแล็ค กดเข้ากูเกิลแล้วค้นหาชื่อเขาอีกรอบ แต่ก็ไม่ได้มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากที่มายด์เคยช่วยหาเลย รูปถ่ายของเขาไม่มีเลยสักรูป มีเพียงข้อมูลว่าเขาเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยมาก และมีแจกแจงกิจการของเขาอยู่สี่ห้าอย่างในต่างประเทศกับประเทศไทย
   

เขาดูเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงนะ แต่ทำไมข้อมูลถึงน้อยขนาดนี้
   

“อาหารเสร็จแล้ว” ผมหันหลังไปมองก็เห็นเขายกจานสีขาวอันใหญ่ที่ในนั้นมีชิ้นเนื้อกับผัก ผมเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วใช้มือเลื่อนปิดประตูตามหลัง
   

“เรียกแฮร์รี่กับอันเดรียสมากินด้วยกันสิครับ”
   

“ไม่ต้องเป็นห่วงสองคนนั้นหรอก” ผมเหลือบมองนิ้วโป้งของตัวเองเร็ว ๆ แล้วก็เดินไปนั่งเก้าอี้ทรงสูงตรงข้ามกับนิคที่กำลังจัดการล้างกระทะสีดำ
   

“คืนนี้ผมนอนนี่ได้มั้ย” นิคหันมองผมปกติ ไม่ได้ประหลาดใจหรือแปลกใจอะไร
   

“พ่อเธอล่ะ” ผมชะงักไปนิด รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กติดแฟนที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องอะไรแบบนั้นเลยแฮะ
   

“กลับก็ได้” ผมว่าเสียงอ่อย นิโคลัสยิ้มขำขณะที่คว่ำกระทะไว้บนตะแกรงเหล็ก
   

“นึกยังไงถึงอยากจะนอนนี่”
   

“เคยเห็นคอนโดฯ นี้ในข่าว ได้มีโอกาสขึ้นมาแล้วก็เลยอยากจะลองนอนน่ะ” ผมยิ้มเจื่อนพลางหยิบส้อมกับมีดขึ้นมาเตรียมกิน
   

“แต่งงานกันเมื่อไหร่เดี๋ยวก็ได้มานอน” ผมพยักหน้าอ่อย ๆ ประเด็นมันไม่ใช่ว่านอนตอนไหนหรือนอนเมื่อไหร่ แต่มันคือเหตุการณ์ของวันนี้ที่ผมอยากจะนอนน่ะ
   

“เอาน้ำอะไร น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรืออย่างอื่น”
   

“น้ำผลไม้แล้วกันครับ” เขาหันไปเปิดตู้เย็นขนาดใหญ่แล้วหยิบเหยือกน้ำส้มคั้นออกมาเทใส่แก้ว ผมจิ้มหน่อไม้ฝรั่งเข้าปาก ตามด้วยมันฝรั่งทอดชิ้นพอดีคำ หั่นเนื้อ (หมู) สุกระดับ well-done ด้วยมีดแล้วใช้ส้อมจิ้มเข้าปาก
   

อื้ม… อร่อยแฮะ เนื้อนุ่ม น้ำซอสที่ราดเนื้อก็กลมกล่อม หรือจะจิ้มกับชีสโรยผักชีสับก็อร่อยเข้ากันมาก
   

“ฝีมือฉันใช้ได้มั้ย โทษทีนะถ้าไม่ค่อยอร่อย นาน ๆ ทีเข้าครัวน่ะ” ผมพยักหน้าหลายทีติดกันเพื่อเป็นการบอกเขาว่าอร่อยมาก เชฟสุดหล่อวันนี้คลี่ยิ้มพอใจพลางวางแก้วน้ำส้มลงบนเค้าน์เตอร์หินอ่อนที่เรานั่งใช้กินข้าวแทนโต๊ะอาหารตรงมุมห้อง
   

“นิค วันเกิดคุณวันไหนเหรอ” ผมถามตอนที่เขานั่งบนเก้าอี้ตัวข้างกันเรียบร้อยแล้ว
   

“มันไม่สำคัญอะไรหรอก” เขาตอบพลางใช้ส้อมจิ้มมันฝรั่งทอดเข้าปาก
   

“สำคัญสิ เรากำลังจะแต่งงานกันนะ ผมควรรู้วันเกิดคุณรึเปล่า เผื่อผมจะได้ซื้อของขวัญหรือทำเซอร์ไพรส์อะไรแบบเนี้ย” เขายิ้มแกน ๆ ขณะที่ใช้มีดหั่นเนื้อ
   

“ไม่ต้องหรอก ขอแค่มีเธอ…” เขาจิ้มเนื้อเข้าปากแล้วเคี้ยวก่อนจะไหวไหล่ขวาชิล ๆ


“…ฉันก็ไม่ต้องการของขวัญชิ้นไหนบนโลกใบนี้อีกแล้ว” ผมขมวดคิ้วงงกับการที่เขาดูไม่อยากจะพูดถึงวันเกิดตัวเอง
   

“แต่ผมก็อยากมีโมเม้นต์ให้ของขวัญวันเกิดแฟนตัวเองนี่หน่า” ผมทำปากบู้ เจ้าชายไอริชของผมคลี่ยิ้มกว้าง
   

“ให้ตัวกับหัวใจของเธอก็พอ” ผมแกล้งยิ้มเอือม
   

“เอ้อ งานกอล์ฟเสร็จสิ้นแล้วใช่มั้ยครับ…” ผมย่นคิ้วครุ่นคิด


“…ผมรู้สึกเหมือนว่ายังมีอะไรค้างคา” นิคเคี้ยวเนื้อในปากสักพักก่อนจะตอบ
   

“จบเสร็จสิ้นทุกอย่างแล้ว ป่านนี้พวกนักกอล์ฟบินออกจากประเทศไทยกันไปหลายคนแล้วละ” ผมพยักหน้าทั้งที่เคี้ยวเนื้อกับหน่อไม้ฝรั่งอยู่
   

“ผมรับค่าตัวไปหรือยังนะ”
   

“Harry!” นิคตะโกนเรียกคุณลุงผู้ช่วยคู่ใจ ผ่านไปยังไม่น่าจะเกินสามสิบวิคุณลุงที่ยังหล่อและเนื้อแน่นก็เดินเข้ามาในโซนครัวราวกับรออยู่ก่อนแล้ว ผมยิ้มให้กับผู้ช่วยของนิค เขาคลี่ยิ้มตอบอย่างสุภาพ
   

“นี่เงินค่าจ้างของคุณเฌอแตมครับ” เขายื่นซองสีขาวให้นิคที่ส่งต่อมาให้ผมอีกที ผมแหวกซองดูก็เห็นแบงค์พันเป็นปึกอัดแน่นอยู่ในนั้น
   

“นึกว่าจะได้เป็นเช็คซะอีก”
   

“ผมนำไปขึ้นเงินให้เรียบร้อยแล้วครับ” ผมคลี่ยิ้มให้แฮร์รี่
   

“ขอบคุณนะครับ” ผู้ช่วยของนิคยิ้มตอบและเตรียมจะหมุนตัวเดินจากไป
   

“หิวมั้ยครับ กินด้วยกันมั้ย อันเดรียสอีกคนหิวหรือเปล่า”
   

“ไม่เป็นไรครับ” ตัดบทเสร็จเขาก็เดินออกไปทันที ผมยกมือเกาหัวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกเด๋อและวางซองเงินไว้ใกล้จานอาหารตัวเอง
   

“สรุปคุณจะไม่บอกวันเกิดผมจริง ๆ เหรอ” ผมถามนิคอีกที เขาถอนหายใจแผ่วเบาหน้าตาคล้ายว่าระอานิดหน่อย เห็นแบบนั้นก็อดจะขมวดคิ้วไม่ได้ ก็แค่ถามวันเกิดเอง ทำไมถึงต้องหลีกเลี่ยงขนาดนี้
   

“ถ้าฉันบอก เธอไม่ต้องให้ของขวัญ ไม่ต้องจัดงานอะไรให้ฉันได้หรือเปล่าล่ะ” ยังไม่ทันได้คลายรอบแรกที่ขมวดไว้ก็ต้องขมวดเพิ่มอีกละ
   

“ทำไมล่ะ” เขายิ้มขื่นพร้อมกับส่ายหัว
   

“ฉันไม่ชอบวันเกิดตัวเองเท่าไหร่”
   

“เอ้า…” ผมคลายคิ้วออกจากกันแล้วทำหน้าเหวอ
   

“…เนี่ย ถือว่าเป็นความลับนะ คุณดูจะรู้เรื่องผมไปซะหมด แต่ผมกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย”
   

“เฌอแตม…” เขาเรียกผมเสียงอ่อย ผมยกมือขวาห้ามเขา
   

“จะบอกว่าให้รอเวลาอีกละสิ รอให้เราแต่งงานก่อนละสิ ก็ไหนคุยกันว่าก่อนแต่งงานเราจะเริ่มเรียนรู้กันไปก่อนก็ได้ไง” ผมไม่ได้พูดด้วยอารมณ์โกรธ ประชด หรือน้อยใจอะไรเลย ผมพูดด้วยความรู้สึกปกติมาก ๆ และเชื่อว่าสีหน้าของผมก็ไม่ได้ออกอาการวีนเหวี่ยงแต่อย่างใด
   

นิโคลัสขบกรามแล้วพ่นลมหายใจแผ่วเบา “มันไม่สำคัญอะไรเลยจริง ๆ ฉันไม่ได้ซีเรียสกับวันเกิดหรอก”
   

“แต่มันสำคัญกับผม เพราะเรากำลังจะเป็นคู่ชีวิตกัน…” ผมว่าเสียงเรียบ เรามองตากันนิ่ง
   

“…ผมแค่อยากตื่นมาแล้วได้แฮปปี้เบิร์ทเดย์สามีผมเป็นคนแรก” เขาเหมือนจะยิ้ม แต่ก็ไม่ใช่
   

“ฉันเกิดวันที่ 1 พฤษภาคม…” เขายอมตอบในที่สุด
   

“…แค่คำอวยพรก็พอ ไม่ต้องมีงานเลี้ยงหรือของขวัญอะไรให้ฉัน” เขาพูดเสียงเบา หน้าตาคล้ายว่ากำลังอมทุกข์
   

“ถ้าผมอยากจัดงานแต่งงานของเราในวันนั้นล่ะ” เขามองผมด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดจนผมรู้สึกหัวใจหล่นวูบ แล้วพอมันกลับมาเต้นอีกครั้งความเจ็บก็พุ่งจี๊ดขึ้นมา
   

“โอ๊ย!” ผมเจ็บจนถึงขั้นจะหน้าคว่ำหล่นจากเก้าอี้ ดีที่ได้นิคเข้ามารับร่างไว้ เขารีบอุ้มผมขึ้นแล้วพาไปนั่งโซฟาตัวยาวในโซนนั่งเล่น เขาจับผมนั่งพิงพนักแล้วตัวเขาก็นั่งลงข้างกัน ผมหลับตาแน่นและขมวดคิ้วเนื่องจากอาการเจ็บในหน้าอก
   

“I’m here. I’m here.” นิคพึมพำพลางลูบหัวผมเบา ๆ ผมลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองเขา ดวงตาสีเทามองผมอย่างเป็นห่วง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ผมไม่รู้จะพูดอะไรเพราะตัวเองก็แย่พอกันเลยได้แต่เอนหลังนอนนิ่งอยู่แบบนี้ สักพักนิโคลัสก็ดึงผมเข้าไปกอดแล้วกดจูบลงบนหัวผมย้ำ ๆ ในหลายจุดจนผมรู้สึกสงบขึ้น
   

“ไม่ต้องพูดถึงมันอีก แค่มีเธออยู่ด้วยกัน ฉันก็เหมือนได้รับของขวัญแล้ว”








เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

ไม่รู้จะเม้าท์อะไรเลยยยย ตอนกำลังอัปคือตาจะปิดเนื่องจากเพลียจากการทำงาน แต่ก็ขอให้ได้มาอัปสักครึ่งก็ยังดี เพราะใจอยากจิอัปให้คนอ่านที่ตามอ่านกันอยู่ได้อ่านกันต่อแล้น

ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ตามอ่านเรื่องนี้กันอยู่นะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นมาก ๆ เลยค่ะ เป็นกำลังใจที่ดีมากจริง ๆ ยิ่งเวลาเห็นคนอ่านอ่านแล้ววิเคราะห์นั่นนี่ ก็คือเลิฟมาก ทางเราก็สนุกไปกับคอมเม้นของคนอ่านนี่แหละจ้าาา อิ ๆ

เดี๋ยวเจอกันอีกครึ่งที่เหลือเน้อออ


 :hao7:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
เป็นวันที่นิคเคยสูญเสียเฌอแตมไปละมั้ง

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
วันเดียวกันกับที่น้องเสียรึเปล่า แต่ว่าโดนแทงเหรอตอนนั้น

ออฟไลน์ lovelyvan.nuch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ต้องเป็นวันที่น้องเสียแน่ๆ #เดา

Sent from my CLT-L29 using Tapatalk


ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Episode 8 [100%]




เราออกจากคอนโดฯ ของนิคตอนสี่ทุ่มเพื่อรอให้การจราจรในเมืองกรุงเบาลงก่อน นิคขนเสื้อผ้าเพื่อไปนอนที่บ้านผมด้วย เพราะหลังจากนี้ผมคงไม่ออกไปไหนเพราะจะทบทวนบทเรียนอีกสักรอบก่อนจะเข้าสู่สนามสอบจริงในอีกไม่กี่วัน และนิคก็จะเป็นคนพาผมไปสอบและไปเฝ้าผมสอบอีกต่างหาก
   

“แล้วคุณไม่ต้องดูแลธุรกิจเหรอ กิจการคุณดูเยอะมากเลยนะ” ผมถามเขาตอนเรานั่งอยู่บนรถเบ็นซ์ที่แฮร์รี่เป็นคนขับ และมีอันเดรียสนั่งอยู่ข้างกันที่เบาะอีกตัว 
   

“ก็เข้าแค่ประชุมสำคัญ ๆ นอกนั้นแฮร์รี่จัดการให้…” ผมร้องอ๋อเบา ๆ แต่ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่อยู่ดี


“…แต่ที่ไทยฉันมีทีมบริหารที่จ้างไว้ช่วยดูแลธุรกิจของที่นี่” ผมทำหน้าประหลาดใจ
   

“แล้วไว้ใจเขาได้เหรอครับ” เขาคลี่ยิ้ม ท่าทางชิล ๆ สบาย ๆ เหลือเกิน
   

“ถ้าเริ่มไว้ใจไม่ได้เมื่อไหร่ ฉันจะรู้ทันที” คิ้วผมขมวดเข้าหากัน
   

“แล้วคุณรู้ได้ไงเหรอ” เขาอมยิ้มกรุ่มกริ่ม
   

“ฉันมีเครื่องตรวจจับความคิดและความในใจ” ถ้าผมไม่หน้าเหวอด้วยความเด๋อก็ไม่ได้แล้วป้ะจังหวะนี้
   

“ผมไม่แน่ใจว่าอันนี้คือความลับหรือความเพี้ยนของคุณกันแน่…” เขาหัวเราะอารมณ์ดี
   

“…อย่าให้ผมทำให้คุณเสียการเสียงานนะ” ผมบอกด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะเอาเวลามาใช้กับผมจนงานเขาเละเทะ
   

“ไม่หรอก…” เขายิ้มอ่อนโยน


“…เธอเองก็อย่าไล่ฉันนัก ขอให้ฉันได้ใช้เวลากับเธอมากกว่างานเถอะ”


“หือ อยู่กับผมมากไปแล้วงานคุณเสียหายขึ้นมาผมก็รู้สึกไม่ดีนะ”


“เชื่อฉันเถอะว่าไม่มีอะไรเสียหาย…” เขายื่นมือซ้ายมาลูบหัวผม มันก็เป็นแอคชั่นที่น่ารักนะ แต่สายตาที่เขามองผมอย่างกับกำลังมองหมาน้อยน่ารักเลย


“…ฉันทำธุรกิจมานานมาก นานจนรู้ว่าต้องจัดการยังไง” เขาเสยผมตรงหน้าผากผมขึ้นแล้วยื่นหน้ามาจูบเหม่งผมเบา ๆ


“บอกผมทีว่าคุณกำลังคิดว่าคุยกับผม ไม่ใช่กับน้องหมา” นิโคลัสหัวเราะจนหางตาย่น โทรศัพท์ของเขาดังพอดีเขาเลยหยิบขึ้นมากดรับสาย ได้ยินเขาคุยเรื่องเกี่ยวกับสถาบันหรือโรงเรียนอะไรสักอย่าง


บรรยากาศในรถตอนนี้มีเพียงเสียงนิโคลัสที่กำลังคุยธุรกิจข้ามประเทศ สองหนุ่มด้านหน้านั่งเงียบตั้งแต่ขึ้นมาบนรถ ผมมองสองคนนั้นสลับไปมาครู่หนึ่งก่อนเหลือบมองคนข้าง ๆ ตัวเอง พอเห็นว่าทุกคนกำลังโฟกัสอย่างอื่นอยู่ผมก็รีบแกะผ้าก็อตพันแผลออกจากนิ้วโป้ง พอยกขึ้นมาดูก็เห็นว่าแผลมันบวมแดงนิดหน่อยเท่านั้น ปากแผลก็เล็กจนเหมือนกำลังจะสมานกันแล้ว ผมมองแผลอย่างชั่งใจสักแป๊บ กัดฟันแน่นแล้วใช้เล็บนิ้วชี้จิกลงบนปากแผล ความเจ็บและความแสบพุ่งจี๊ดไปที่ต่อมความรู้สึก เลือดสีแดงผุดออกมาราวกับเค้กช็อคโกแล็ตลาวา


ผมได้ยินเสียงสูดลมหายใจดังเฮือกมาจากข้างหน้าเลยชะงักแล้วตวัดตาขึ้นมองแฮร์รี่กับอันเดรียส แต่ทว่าสองคนนั้นก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวแต่อย่างใด ยังคงนั่งประจำที่ตัวเองอย่างมาดมั่น    


“เฮ้ ทำไมเลือดไหลอีกล่ะ ตอนฉันทำแผลให้มันหยุดไหลไปแล้วนะ” ผมหันไปมองนิโคลัสด้วยความเด๋อด๋า


“อ๋อ เอ่อ ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมเลยแกะ… ออกมา… ดู” ผมพูดตะกุกตะกัก นิคจับมือผมขึ้นไปใกล้ปากแล้วก้มลงดูดเลือดตรงนิ้วโป้งจนเลือดหยุดไหล


“ใช้ผ้าอันเก่าพันไว้ก่อน” นิคมองผมนิ่ง ผมพยักหน้าอึน ๆ อย่างงุนงงและสับสน


ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย


แล้วผมต้องการให้อะไรเกิดขึ้นกันล่ะ


ผมครุ่นคิดกับตัวเอง ทบทวนภาพในความทรงจำที่ยังติดอยู่ในหัว ภาพของผู้ชายสองคนที่ไม่ชัดเจน และผมไม่รู้ว่าสองคนนั้นเป็นใคร แต่มันคือเสี้ยวเดียวที่ผมดึงออกมาใช้ได้เพื่อเอามาโยงกับประโยคของแฮร์รี่ก่อนหน้านี้


ตามกลิ่นเลือด…


“เฌอแตม…” เสียงของนิคทำให้ผมหลุดจากภวังค์


“…ถึงบ้านแล้ว” ผมหันไปมองบ้านตัวเองที่มีแสงไฟจากมุกหน้าบ้านเปิดให้ความสว่างอยู่


“Thank you to both of you.” ผมหันกลับมาบอกแฮร์รี่กับอันเดรียส สองคนนั้นพยักหน้าลงพร้อมกัน ผมเปิดประตูฝั่งตัวเองออกไปข้างนอกแล้วเดินไปดันประตูรั้วบ้าน ผมเดินเข้าไปรอด้านใน ยืนมองรถเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าบ้านพร้อมกับที่นิคเดินถือกระเป๋าเสื้อผ้ามาหาผม พอเขาเดินเข้ามาด้านในผมก็ดันประตูรั้วปิดแล้วใส่กุญแจ


ผมเดินนำนิคไปทางหลังบ้าน ไฟตรงมุกบันไดขึ้นบ้านเปิดสว่างทำให้บรรยากาศไม่มืดทึบ คิดว่าพ่อน่าจะนอนไปแล้วเพราะไม่ได้ยินเสียงทีวี ผมเปิดประตูเข้าไปด้านในบ้านที่ได้แสงไฟจากด้านนอกส่องเล็ดลอดเข้ามาให้เห็นทาง นิคเป็นคนปิดประตูบ้านให้ เราสองคนค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปชั้นบนเพื่อไม่ให้เสียงรบกวนพ่อ


“คุณจะอาบน้ำก่อนหรือให้ผมอาบก่อน” ผมถามหลังจากเราเข้ามาในห้องนอนผมแล้ว


“ทำไมไม่อาบด้วยกันล่ะ” เขายิ้มกรุ้มกริ่ม ผมชะงักไปวิสั้น ๆ ก่อนจะอมยิ้ม


“อันนี้ถือว่าเป็นการเรียนรู้กันก่อนแต่งรึเปล่า” ดวงตาเขาซุกซน บวกกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนหน้านี้หน้าเขาเลยยิ่งดูมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ


“จะว่างั้นก็ได้” ผมยิ้มเขิน มองเขาอย่างลังเลพักหนึ่งว่าจะยังไงดี คู่หมั้นของผมเขยิบเข้ามาหาเพียงหนึ่งก้าวก็ถึงตัวผม แต่เขาก็ทำเพียงยืนยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ตรงหน้า เหมือนรอให้ผมเริ่มเองว่าต้องทำยังไง ผมมองไรขนอ่อน ๆ กลางอกของเขาที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตขาวออกมาด้วยความรู้สึกวาบหวิว พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าดวงตาสีเทามองผมอย่างเป็นประกาย เขาดูใจเย็น ไม่รีบร้อน ราวกับกำลังจะบอกผมว่าเขารอได้ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม


“แค่อาบน้ำนะ” เขาขยับมุมปากมากขึ้น


“ใช่ แค่อาบน้ำ…” รอยยิ้มอมยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนี้ผมซื้อได้มั้ย ทำไมมันดูยั่วจังล่ะ


“…หรือเธออยากให้มีอะไรมากกว่านั้น?” เขาเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ผมแกล้งมองค้อน


“เปล่าสักหน่อย” ผมยกสองมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขา โดยมีสายตาซุกซนมองผมไม่วางตาและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มก็ยังคงประดับอยู่บนหน้าเขาไม่หายไปไหน


“ผมชอบคุณใส่เชิ้ตขาว” ผมพูดพลางแหวกเสื้อออก ถึงจะเคยเห็นหุ่นเขาแล้ว แต่ก็อดใจเต้นไม่ได้อยู่ดี หุ่นเขาเนียนสวยไม่แข็งกระด้าง เต้านมแน่น ๆ นั้นช่าง… อื้ม หิวนมจัง


“โชคดีจังที่ฉันมีเชิ้ตขาวเต็มตู้ไปหมด” เขาคลี่ยิ้มทะเล้น ผมบิดปากเล็ก ๆ ขณะที่ถอดเสื้อออกจากตัวเขา เขาเป็นผลงานชิ้นเอกของ Michelangelo อีกชิ้นที่ตัวศิลปินไม่ได้เปิดเผยต่อโลกใบนี้แน่ ๆ ลงตัวไปหมดเลย ถ้าเอาไปตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ ผมว่าเขาจะต้องเป็นมุมโปรดของผมแน่นอน มองทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ


“ถอดข้างล่างด้วย ฉันอาบน้ำทั้งกางเกงไม่ได้หรอกนะ” ผมกลับมายืนตรงหน้าเขาหลังจากโน้มตัวเอาเสื้อไปวางปลายเตียง เขายักคิ้วทั้งสองข้าง ผมอมยิ้มพร้อมกับยื่นมือไปปลดกระดุมกางเกงสแล็คสีดำ กางเกงชั้นในสีดำขอบทองของแบรนด์ EMPORIO ARMANI ปรากฏแก่สายตาตอนที่ผมรูดซิปกางเกงลงแล้วแหวกออก


ผมเงยหน้าขึ้นมองนิคและพยายามกลั้นยิ้มตัวเอง เขายกคิ้วขวาขึ้นข้างเดียวพร้อมกับยิ้มมุมปากข้างเดียวกัน ทำเอาใจผมกระตุกวาบ มือผมค้างอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าดึงกางเกงเขาลง


“ทำไมล่ะ” สายตาซุกซนของเขามองผมด้วยความสนุกสนาน ผมเก๊กหน้าขรึม รวบรวมแรงใจดึงกางเกงเขาลงไปกองกับพื้นแล้วก็ยืดตัวตรงก่อนจะยักไหล่สองข้าง นิคยิ้มมุมปากพร้อมกับก้มตัวลงดึงกางเกงออกจากขาทั้งสองข้าง พอยืดตัวขึ้นเขาก็พับกางเกงหนึ่งทบแล้วโยนไปบนเตียง ผมถอดเสื้อโปโลของงานออกจากตัว ผมรู้สึกดีที่ตัวเองไม่ได้หุ่นบางเป็นก้างปลา หรือผอมเป็นไม้เสียบผี มีเนื้อมีหนังให้จับ แต่ผมไม่เฟิร์มแบบนิคหรอกนะ นี่ยังต้องแอบแขม่วพุงนิดหน่อยเลย


“น่ารัก” ผมยิ้มเอือมไม่จริงจัง


“แรก ๆ ก็ว่าน่ารักหมดนั่นแหละ” นิคคลี่ยิ้มแล้วเดินเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าผม เขายื่นมือมาปลดกระดุมกางเกงแล้วรูดลงไปกองกับข้อเท้า ผมยื่นสองมือไปวางบนไหล่เขาแล้วก็ยกขาออกจากกางเกง นิคพับกางเกงผมหนึ่งทบแล้วโยนไปทับกางเกงของเขา ผมก้มลงมองหน้าเขาที่เงยหน้ามองผมอยู่ สองมือเขาจับช่วงสะโพกผมไว้


“I’m so glad that we are together now. (ฉันดีใจเหลือเกินที่เราได้อยู่ด้วยกัน)” เขาบอกเสียงทุ้มนุ่ม แววตาของเขามองผมอย่างจริงจังและจริงใจจนผมคลี่ยิ้มอ่อนเพราะรับรู้ได้ว่าเขาดีใจดังปากว่าจริง ๆ เขามองผมเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไรแล้วยื่นหน้าเข้ามาจูบลงบนท้องของผม


สัมผัสนั้นแผ่วเบา แต่ส่งผลกับผมอย่างหนักหน่วง มันสะท้านไปทั้งร่าง ภายในท้องปั่นป่วนราวกับคลื่นทะเลยามมีพายุ และพอจูบที่สองตามมาขนผมก็ลุกซู่ ความรู้สึกวาบวิวแล่นจากท้องไปสู่สมอง และเพียงจูบที่สามก็ส่งผลถึงเจ้าสิ่งนั้นที่ซุกตัวอยู่ในกางเกงชั้นใน สองมือผมบีบไหล่เขาหนักขึ้นอีกนิดตอนที่เขาใช้สองมือดึงกางเกงชั้นในผมลงไปข้างล่าง ผมก้มลงมองหน้านิค เขาเงยหน้าขึ้นมองผมและยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาของเขาวิบวับเมื่ออาวุธกลางกายของผมกำลังชี้หน้าเขา


“Hi, sweetie.” เขากระซิบเสียงทุ้มก่อนจะจูบตรงปลายสีชมพูอ่อนของเจ้าตัวน้อย จูบย้ำอยู่สามสี่ทีจนผมเริ่มรู้สึกหายใจไม่สะดวก


“นะ… นิค” เขาอมเข้าปากไปแล้ว ผมหลับตาพริ้มพร้อมกับหน้าท้องหดเกร็ง สองมือของนิคยกขึ้นลูบก้นผมอย่างอ่อนโยน ลิ้นของเขาที่สัมผัสสิ่งนั้นก็แสนละมุน เขาเล็มเลียราวกับกำลังกินขนมเค้กชั้นเลิศที่นาน ๆ ทีเชฟจะทำออกมาวางขายแล้วกลัวว่ามันจะหมดเลยต้องค่อย ๆ กิน


แต่ความค่อย ๆ กินของเขานั้นสร้างความรู้สึกปั่นป่วนและความรู้สึกร้อนวาบให้ผมได้ทั้งตัว หัวสมองผมขาวโพลน ทุกความคิด ทุกภาพจำใด ๆ หายออกไปจากหัวชั่วขณะ ผมยกมือขวาขึ้นขยุ้มเส้นผมของเขาเพื่อหาสิ่งยึดเหนี่ยวเนื่องจากผมรู้สึกเหมือนตัวจะลอยให้ได้


“อา…” ผมอ้าปากครางเสียงแผ่วยามที่ลิ้นของเขาเลียวนหัวสีชมพูอ่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผมรู้สึกว่าร่างกายกำลังจะเหลวเป็นน้ำ นิคไม่เว้นจังหวะให้ผมพักหายใจเลย ตอนนี้ผมต้องหายใจทางปากเพื่อไม่ให้ตัวเองขาดอ็อกซิเจน


“นิค…” ผมครางชื่อเขาเสียงแหบ สองมือขยุ้มเส้นผมเขาแน่น คิ้วขมวดเข้าหากันตอนที่ความรู้สึกเสียวแล่นจากหน้าท้องลงไปตามเส้นความรู้สึกของแก่นกาย แล้วขาผมก็สั่นในตอนที่เจ้าแตมน้อยพ่นน้ำออกมา


“อึ๊…” นิคหยุดนิ่งและใช้ปากครอบครองสิ่งนั้นไว้ หน้าท้องผมเกร็งยามที่กลางกายกระตุก ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าที่ร่างกายจะค่อย ๆ ผ่อนคลาย และลมหายใจก็ค่อย ๆ เข้าที่เข้าทาง ผมคลายมือบนเส้นผมของนิคออกแล้วก้มหน้าลงมอง ลูกกระเดือกเขาขยับเหมือนว่าเขาเพิ่งกลืนอะไรลงไปในคอ ซึ่งก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก…


“Sweet Je t’aime” เขาคลี่ยิ้มร้ายกาจ ดวงตาสีเทาของเขาเหมือนไฟที่มองแล้วชวนร้อน เขาแลบลิ้นเลียไปรอบปาก มีคราบสีขาวติดอยู่ที่ปลายลิ้นสีแดง นิคลุกขึ้นยืนแล้วดึงผมเข้าไปกอด ผมยกสองแขนขึ้นคล้องรอบคอหนาก่อนจะดึงเขาลงมาจูบ ผมส่งลิ้นเข้าไปหาเขาก่อนแล้วนิคก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว รสชาติมันคาวของน้ำขาวขุ่นคลุ้งไปทั่วปากยามนิคใช้ลิ้นของเขาตวัดวนไปรอบปากของผม ลมหายใจผมหอบหนักหน่วงเพราะหายใจไม่ทันเนื่องจากผมไม่เคยจูบกับใครมาก่อน แล้วยิ่งจูบนัวเนียแบบนี้ ผมยิ่งเหมือนคนจะขาดอากาศหายใจอยู่ตลอดเวลา


“อะ…” ผมจำต้องยอมแพ้เพราะสู้เขาไม่ไหวจริง ๆ ผมซบหน้าลงบนอกของเขา นิคก้มลงจูบกลางกระหม่อมผมหลาย ๆ ทีติดกัน


“เก่งมาก” มือซ้ายของเขาบีบคลึงก้นผมไม่เบาไปและไม่แรงไป ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังนวดผ่อนคลายให้มากกว่า ผมยกมือไปจับเป้าของเขา มันโป่งตุงเพราะน้องชายของนิคกำลังแข็งตัว


“ชอบหรือเปล่า” เขาถามน้ำเสียงอ่อนโยน ผมคลี่ยิ้มและพยักหน้าโดยที่ยังซบอกเขาอยู่


“ทำอีกนะ” นิคหัวเราะเสียงทุ้ม


“วันนี้เรียนรู้กันแค่นี้ก่อน” ผมยกหน้าออกจากอกหนานุ่มและมองหน้าเขาด้วยความประหลาดใจ


“ผมยังไม่ได้ทำให้คุณเลย”


“ไม่ต้องห่วง เธอได้ทำแน่ แต่วันนี้พอแค่นี้ก่อน” เขายิ้มอ่อนโยน


“คุณจะไม่อึดอัดเหรอ” รอยยิ้มกรุ่มกริ่มกับดวงตาวิบวับมาอีกแล้ว


“ถ้าถึงเวลาที่ฉันได้ปลดปล่อย เธอห้ามหนีนะ”


“คุณต้องเป็นพวกชอบมีเซ็กซ์แบบเข้มข้นแน่เลยใช่มั้ย” ผมหรี่ตามอง เขาหัวเราะเสียงทุ้ม


“ฉันได้ทั้งแบบเข้มเข้มและแบบพาสเทลเลยละ” ผมคลี่ยิ้มพร้อมหัวเราะเพราะขำกับการใช้คำของเขา


“วันนี้ก็ยังไม่ต้องมีแบบไหนก็ได้นี่นา ผมแค่อยากทำให้คุณเหมือนที่คุณทำให้ผม” เขามองผมอย่างเอ็นดูแล้วยื่นหน้ามาจูบหน้าผากผมแผ่วเบา


“ถ้าเธอเริ่มแล้ว มันยากสำหรับฉันนะที่จะหยุดแค่นั้น…” ผมเผลอบีบเจ้าแท่งแข็งแรงอันนั้นโดยไม่รู้ตัว


“…ฉันน่ะอยากเอาเธอใจจะขาดอยู่แล้ว” หัวใจผมเต้นตึกตัก ใบหน้าร้อนผ่าวและคิดว่าคงแดงไม่น้อย นิคขบกรามแน่นพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ บ่งบอกว่าเขากำลังห้ามใจอยู่


“งั้นก็เอาสิ” ผมบอกเสียงเบาและล้วงมือเข้าไปในกางเกงชั้นในของเขา พอมือได้สัมผัสกับอาวุธของนิคก็เผยอปากขึ้นด้วยความรู้สึกหวิวไหวช่วงท้องน้อยเพราะผมรู้สึกว่ามันน่าเกรงขามเหลือเกินแม้ในยามที่มันยังไม่ได้ออกมาโชว์ตัวข้างนอก


“ฉันอยาก…” สองมือของเขาจับกรอบหน้าผมแล้วก้มลงจูบริมฝีปากผมค้างไว้หลายวินาทีก่อนปล่อยออก


“…แต่ฉันต้องแน่ใจ”


“แน่ใจอะไรเหรอ” ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเครียดอีกครั้งเหมือนตอนที่เราอยู่คอนโดฯ แววตาของเขาอ่อนไหวและดูหวาดกลัว


“แน่ใจว่าเธอจะไม่ทิ้งฉันไป” ผมกะพริบตาอย่างงุนงงครู่หนึ่ง


“ไม่หรอก…” สีหน้านิคยังตึงเครียดเหมือนเดิม


“…ถ้าคุณไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือทำร้ายจิตใจผม ผมจะไปจากคุณทำไม” เขาคลี่ยิ้ม แม้จะเป็นยิ้มเครียดก็ตาม


“Never. (ไม่มีทาง)” ผมคลี่ยิ้มอ่อน


“You are like my soul and I will never hurt my soul. (เธอเป็นดั่งวิญญาณของฉันและฉันจะไม่มีทางทำร้ายวิญญาณตัวเอง)” เขามองผมด้วยสายตาจริงจัง ผมยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาทั้งสองข้าง รอยยิ้มของนิคผ่อนคลายมากขึ้น ผมกุมอาวุธของนิคที่ยังแข็งตัวไว้เต็มมือ


“แน่ใจเหรอว่าไม่อยากจริง ๆ” เขาคลี่ยิ้มขำ


“อยาก แต่ไม่ใช่วันนี้…” ผมทำปากจู๋หน้าบู้


“…ใจเย็นเด็กน้อย เธอได้ทำสมใจแน่นอน” ผมดึงมือออกจากกางเกงชั้นในของเขาแล้วยิ้มขำ นิคดึงผมเข้าไปกอดอีกที ผมยกสองมือกอดตอบเขา กลิ่นหอมเย็นจากร่างกายของเขาทำให้ผมรู้สึกสบายหัว


“ตัวเธอก็หอมอยู่แล้ว ไม่ต้องอาบน้ำก็ได้มั้ง”


“อื้อ ไม่อาบก็ได้” เพราะตอนนี้ผมกำลังสบายตัวมากเลย ไม่อยากขยับไปไหนอีกแล้ว อยากนอนบนเตียงโดยมีร่างเย็น ๆ และหอม ๆ ของเขาอยู่ข้างกายแบบนี้


นิคเอาเสื้อผ้าของเราไปพาดบนเก้าอี้นั่งทำงานแล้วพาผมล้มตัวลงนอนบนเตียง เขาดึงผ้านวมขึ้นมาคลุมร่างเราสองคนก่อนที่เขาจะมุดเข้าไปใต้ผ้านวม ผมงงอยู่ครู่หนึ่งแต่พอปากกับลิ้นของเขาสัมผัสของกลางกาย ผมก็เผยอปากขึ้นและหดหน้าท้องลง เขาใช้ลิ้นเลียอยู่สักพักถึงโผล่กลับขึ้นมานอนข้างกัน


“ทำความสะอาดไง” เขาคลี่ยิ้มละมุน ผมเอ๋อไปวิสั้น ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มตาม


“เกือบแข็งอีกรอบแน่ะ” นิคยิ้มกว้างแล้วยื่นหน้ามาหอมหน้าผากผม เขาเอนหลังพิงหัวเตียงและดึงให้ผมลงไปนอนซบอกเขา


“Sleep tight. I will be your guard tonight. (นอนเถอะ คืนนี้จะคอยดูแลเธอเอง)” ผมคลี่ยิ้มก่อนจะหลับตาลงโดยมีเจ้าชายไอริชคอยเฝ้ายามให้ในค่ำคืนนี้








เงาดำสูงใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่าทางของมันดูคุกคาม ผมถอยหลังหนี แต่มันก็ยังเดินตาม ผมเลยหมุนตัววิ่งหนีมัน แต่ทว่าร่างนั้นก็กระโดดข้ามหัวผมลงมายืนดักด้านหน้า ผมชะงักด้วยความหวาดกลัว เงาดำเงื้อมือขึ้นพร้อมกับกางกรงเล็บ มือนั้นทำท่าจะตะปบลงบนหน้าผมแต่สักพักมันก็หยุดแล้วหันไปมองบนท้องฟ้า ผมหันไปมองตามมันก็เห็นวัตถุสีขาวขนาดใหญ่กำลังพุ่งลงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว


เฮือก!


ผมลืมตาขึ้นในความมืดสลัว มองเห็นเพดานห้องที่มีไฟทรงกลมติดอยู่ตรงกลาง ผมกลืนน้ำลายลงคอแล้วหันตัวไปด้านขวาเพื่อหาร่างของนิคแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ผมใช้ข้อศอกซ้ายดันตัวลุกขึ้นแล้วมองไปรอบห้องก่อนจะเห็นเขานั่งตัวเปลือยเปล่าอยู่บนเก้าอี้ที่ปลายเตียง


“เฮ้…” ผมกระซิบเสียงเบา มองความงดงามตรงหน้าของตัวเอง ผิวสีน้ำนมของเขาส่องสว่างเป็นประกายท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง สัดส่วนบนร่างกายของเขานั้นพอดิบพอดีไปหมด เหมือนงานประติมากรรมชิ้นเอกจริง ๆ


“…ทำไมไปนั่งตรงนั้นล่ะ” เขาพยายามยิ้ม แต่คิ้วของเขาขมวดมุ่น


“นั่งเฝ้าเธอไง ฉันกลัวเธอจะเป็นอะไร” ผมยิ้มอ่อนโยน


“ผมไม่เป็นอะไรหรอก…” เขามองผมตาไม่กะพริบ


“…แต่ถ้าคุณไปนั่งไกลซะขนาดนั้น ผมว่าผมคงเป็นอะไรแหละ”


“เป็นอะไรเหรอ” ผมอมยิ้ม


“ผมเหงา” นิโคลัสคลี่ยิ้ม ผมคลี่ยิ้มตอบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเห็นความสง่างามของร่างกายเขาอย่างเต็มตา เจ้าสิ่งนั้นนอนห้อยหัวอย่างสงบอยู่ตรงกลางกาย และแม้ว่าน้องจะอยู่ในช่วงพักผ่อน แต่ดูก็รู้ว่าน้องเป็นคนตัวใหญ่


เขากลับมานอนที่เดิม แทรกตัวเข้ามาในผ้านวมแล้วกอดร่างผมไว้แน่น ผมซุกหน้าเข้ากับอกหนานุ่ม เขาก้มลงหอมกลางกระหม่อมผมค้างไว้เป็นนาที


“แน่ใจเหรอว่าไม่อยากทำน่ะ” ผมยื่นมือซ้ายไปลูบคลำอาวุธของเขา นิคหัวเราะเสียงทุ้มอยู่ตรงหน้าผากผม


“หยุดยั่วฉันสักทีน่า” ผมหัวเราะคิก มองหัวนมสีน้ำตาลจนเกือบแดงของเขาพักหนึ่งแล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปดูดหนึ่งที นิโคลัสทำเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอก่อนจะจับผมนอนหันหลังแล้วใช้แขนกอดผมแน่น สองมือใหญ่ล็อคมือผมไว้กับที่ ขาขวาก่ายท่อนล่างของผม


“จะได้ไม่ซนอีก” นิโคลัสก้มลงหอมแก้มขวาของผมแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดยาว ๆ ผมรับรู้ได้ว่าน้องชายเขากำลังทิ่มก้นผมอยู่ ผมยิ้มกว้างพร้อมกับหัวเราะไร้เสียง


“นอนเดี๋ยวนี้เลยนะ” เขาทำเสียงเข้มข้างหูแล้วก็กัดหูผมเบา ๆ


“ไม่”


“นอน”


“ไม่”


“นอน”


“ไม่” นิโคลัสกระชับอ้อมแขนขึ้นอีกนิดแล้วก็ก้มลงหอมแก้มผมค้างไว้แบบนั้นไม่ยอมปล่อย


แม้ว่าไอเย็นจากตัวเขาจะแผ่ปกคลุมไปรอบตัว แต่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นกับการกระทำของเขา กับความเป็นนิโคลัส คาร์ดอส 


“Will you leave me if I am… (เธอจะไปจากฉันมั้ยถ้าฉัน…)” เขาเงียบไป ผมหันไปมอง สายตาหวาดกลัวของเขากำลังมองผม


“…Bad like a devil. (…เลวร้ายดั่งปีศาจ)” เขาพึมพำเสียงเบา สีหน้าของเขาวิตกกังวล ผมยกมือขวาขึ้นวางบนแก้มขวาของเขาและลูบไปมา


“Stay or leave, it’s a hard decision for me now. (อยู่หรือไป เป็นการตัดสินใจที่ยากมากสำหรับผมในตอนนี้)” นิโคลัสยิ้มขื่น ผมคลี่ยิ้มอ่อน


“Because I have felled in love with the devil. (เพราะผมตกหลุมรักปีศาจไปแล้ว)”








เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

วาบหวิวแบบกรุบกริบ แบบเร้ก ๆ ไปก่อนเนาะ แบบว่า้พิ่งเริ่มเรียนรู้กัน ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป -..- แค่นี้น้องแตมก็สติร่อแร่แล้วค่ะ ถ้ามากกว่านี้คงสติหลุดไปสามวันเจ็ดวัน (ว่าไปนั่น)

เมื่อถึงตอนนี้เราต้องอัญเชิญเพลงของคุณแม่ เอวิล เลวีน มาแล้วค่ะ ฮิ ๆ

ไปค่ะ อ่านไปเปิดเพลงนี้ไปจะยิ่งได้ฟีลมากขึ้น จุ๊กกรู้ววว


https://www.youtube.com/watch?v=RtHLo3OsC7o


ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ตามอ่านเรื่องนี้กันอยู่นะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นมาก ๆ เลยค่ะ เป็นกำลังใจที่ดีมากจริง ๆ ยิ่งเวลาเห็นคนอ่านอ่านแล้ววิเคราะห์นั่นนี่ ก็คือเลิฟมาก ทางเราก็สนุกไปกับคอมเม้นของคนอ่านนี่แหละจ้าาา อิ ๆ

เจอกันตอนหน้านะคะ : ) ช่วงนี้รักษาสุขภาพกันดี ๆ เน้อ



ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
กี๊ดดดดดดดดดด ใจเย็นลู๊ก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.8 : I fell in love with the devil. (100%) [19/03/2020]
« ตอบ #49 เมื่อ: 20-03-2020 01:34:27 »





ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
รอๆๆๆ

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
หาไม้เรียวมาตีลูกไม่ทันเลยค่ะ ทำไมหนูช่างยั่วขนาดนี้น้องแตม คุณนิคก็ละมุนเหลือเกินพ่อคุณ แอบสงสารคุณนิค มีปมอะไรในอดีตที่น้องเคยทำ เคยทิ้งคุณนิคไปรึเปล่าเนี่ย ทำไมคุณนิคแกดูกลัวน้องทิ้งแกไปจัง เดาว่าคุณนิคและผู้ติดตามทั้งหลาย รวมทั้งฝ่ายร้ายๆ นั้น เป็นพวกแวมไพร์ ผีดิบดูดเลือดไรงี้รึเปล่านะ เนี่ยยย เลือดน้องคือของที่ใครๆต้องการลิ้มลองแน่ๆ // ชอบคำเรียกสิ่งนั้นของคุณนิคว่าน้องจังเลยค่ะ 55555 มีความน่าเอ็นดูขึ้นสิบระดับ หนูแตมคนใสๆ ไม่มีอีกต่อไป หนูก๋ากั๋นกว่าที่คุมแม่คิดไปเยอะมากๆๆเลยค่ะลูก

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.9 : First time of feeling scared. [28/03/2020]
«ตอบ #52 เมื่อ28-03-2020 13:24:19 »



Together
Episode 9: First time of feeling scared.






   ช่วงสี่ห้าวันมานี้ผมสังเกตว่านิโคลัสหน้าตาตึงเครียดเป็นพัก ๆ แต่เวลาคุยกับผมหรืออยู่ต่อหน้าผมเขาก็จะยิ้มแย้มตามปกติ หลายครั้งเขาจมอยู่ในห้วงความคิดจนนั่งนิ่ง เหมือนไม่ได้หายใจด้วยซ้ำ แต่เขาไม่ได้เหม่อหรือไม่มีสตินะ อาการเป็นไปในทางว่ามีเรื่องให้คิดไม่ตกแต่ยังรับรู้ความเป็นไปรอบตัว เพราะพอผมขยับเขาจะหันมองทันที บางทีแค่อ้าปากเตรียมจะพูดเขาก็หันมามองแล้ว


และหลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้มีการเรียนรู้ก่อนแต่งในเชิงลึกซึ้งกันอีกเลย ดูเขาพยายามจะไม่แตะเนื้อต้องตัวผมซะด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ใช่การแสดงออกถึงความรังเกียจหรือผลักไส เขายังหอมแก้ม จูบปาก และกอดผมตอนนอน แต่มีอยู่วันหนึ่งผมตื่นมากลางดึกก็เจอเขานั่งมองผมจากปลายเตียงเหมือนคืนนั้น เลยทำให้ผมสงสัยว่าคืนอื่น ๆ ที่ผมไม่ตื่นขึ้นมาเขาทำแบบเดียวกันหรือเปล่าที่พอผมหลับก็ลุกออกไปจากตัวผม


ชัดเจนแหละว่าเขามีเรื่องเครียดและเป็นกังวล แล้วก็น่าจะเกี่ยวข้องกับผมไม่มากก็น้อย เพียงแต่เขายังไม่แจงรายละเอียดของเรื่องราวว่ามันเป็นยังไง ซึ่งผมถามครบสามครั้งแล้วว่าเขาเป็นอะไร มีอะไรให้บอกกัน ทั้งพูดดี ๆ และทำท่างอน เขาก็บอกแต่ว่าเดี๋ยวจะพูดแน่ ๆ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้


ท่าทางของเขาในช่วงนี้ที่เห็นได้ชัดสุดคือเครียด แล้วไม่รู้ว่าผมคิดมากไปหรือเปล่าว่าเขากังวลจนบางครั้งถึงขั้นกลัว แต่เป็นความกลัวที่ดูเศร้ามากกว่ากลัวด้วยความหวาดผวา


“นิค” ผมเดินลงมาข้างล่างบ้านในเช้าตรู่ของวันสอบวันแรก นิคที่นั่งคุยกับพ่อหน้าเครียด (อีกแล้ว) หันมามองผมแล้วคลี่ยิ้มทันทีราวกับว่าบรรยากาศซีเรียสเมื่อกี้ไม่มีอยู่จริง


“Wow, my bride to be is so young. (Wow ว่าที่เจ้าสาวของฉันเด็กมากจริง ๆ)” เขาคลี่ยิ้มละมุน มองผมที่วันนี้ได้กลับมาใส่ชุดมอปลายกางเกงสีน้ำเงินอีกครั้งอย่างเอ็นดู


“And you are so old, very old indeed. (แล้วนายก็แก่มาก มากจริง ๆ)” พ่อผมพูดพลางฉีกปาท่องโก๋ในมือ นิคหันไปมองพ่อแล้วกลอกตา ผมยิ้มขำแต่คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน ในช่วงที่นิคมาอยู่ด้วยกันผมเห็นแหละว่าเขาสนิทกับพ่อ แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นทำกิริยาแบบนี้ใส่ได้ แต่ดูพ่อจะไม่ถือสาเขาเลย กลับนั่งขำเขาซะอีก


“ตักข้าวใส่กล่องไปกินนะน้องแตม จะได้มีแรงสอบเยอะ ๆ” ผมเดินไปหยิบกล่องพลาสติกสำหรับใส่อาหารออกมาจากตู้ เปิดกระทะก็เห็นเป็นข้าวผัดปู ข้างกันมีไก่ทอดวางอยู่ในจาน


“นิคกินมั้ย” เขาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ผมเลยตักข้าวเกือบเต็มกล่องแล้วหยิบไก่วางบนข้าวหกชิ้น จังหวะที่ปิดฝากล่องหางตาผมก็เหลือบไปเห็นแก้วไวน์ในอ่างล้างจาน


“ใครดื่มไวน์แต่เช้าครับเนี่ย…” ผมหันไปมองสองหนุ่ม


“…ไม่น่าใช่พ่อ นิคเหรอ” เขาพยักหน้ายอมรับ ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจแล้วหันกลับไปมองแก้วใบนั้นอีกครั้ง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกถ้าเขาจะดื่มไวน์ตอนเช้า แต่เอาซะตอนหกโมงเช้าเลยเนี่ยนะ แล้วไวน์ก็…


ผมขมวดคิ้วแล้วยื่นมือไปหยิบแก้วไวน์ใบนั้นมามองคราบสีแดงเข้มข้นที่ติดอยู่ด้านใน ครุ่นคิดเพียงเสี้ยววิก่อนจะก้มลงดม ผมนิ่งค้างเหมือนเป็นเหน็บชา ความเย็นไล่ลงไปตั้งแต่หัวจนถึงเท้าอย่างช้า ๆ หัวใจเต้นตุบตับแผ่วเบา 


“ก็เหมือนดื่มกาแฟในตอนเช้านั่นแหละ” ผมสะดุ้งตอนได้ยินเสียงเขาแทรกเขามาในภวังค์ ผมหันไปมองก็เห็นว่านิคมีท่าทีปกติ ผมแค่นยิ้มแล้วหันเอาแก้วไปวางไว้ที่เดิม ยื่นมือไปหยิบช้อนสองคันมาวางบนฝากล่อง 


“ไปกันเถอะครับ…” นิคในชุดเชิ้ตขาวกับสแล็คดำลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือไปหยิบกระเป๋าเป้ผมมาถือไว้แล้วเดินนำออกไปก่อน ผมมองตามแผ่นหลังของเขาและครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองพ่อ


“…อวยพรลูกหน่อยมั้ย” พ่อยิ้มกริ่ม


“น้องแตมทำให้พ่อภูมิใจเสมอ สอบครั้งนี้ก็เช่นกัน อย่าลืมโทรหาแม่ล่ะ” ผมยกมือไหว้พ่อแล้วตามด้วยพยักหน้า ผมเดินถือกล่องข้าวกับช้อนออกไปที่มุกหลังบ้าน นิคเตรียมรองเท้านักเรียนไว้ให้เรียบร้อย พอผมใส่เสร็จก็เดินลงไปหาเขาด้านล่าง บรรยากาศยามเช้าตรู่กำลังดีมาก ไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป พระอาทิตย์กำลังปล่อยแสงสาดลงแม่น้ำจนก่อให้เกิดประกายระยิบระยับ 


รถเบ็นซ์สีดำของนิคจอดอยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านข้างรถพ่อผมอย่างปลอดภัยตั้งแต่วันแรกที่แฮร์รี่ขับมาให้ ผมเป็นกังวลว่ารถจะโดนลากไปไหนมั้ย แต่มันก็อยู่ของมันปลอดภัยดี คืออย่างรถพ่อผมก็รุ่นใหม่อยู่นะ แต่มันไม่ล่อใจเท่าเบ็นซ์ ซึ่งผมก็เคยกังวลว่ารถพ่อจะโดนขโมยหรือเปล่า แต่ก็ไม่โดนเช่นกัน อยู่รอดปลอดภัยดี


“หายเครียดยังครับ” ผมถามพลางยื่นไก่ให้เขากัดเพราะเขากำลังขับรถอยู่ นิคยิ้มมุมปากทั้งที่ปากก็ขยับเคี้ยวไก่ไปด้วย และเขาก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้น


“ผมทันเห็นนะว่าหน้าคุณตอนคุยกับพ่อไม่ต่างจากหลายวันที่ผ่านมา” ผมตักข้าวผัดเข้าปากและตามด้วยกัดไก่หนึ่งคำ นิโคลัสหันมองผมนิ่งพักหนึ่งแล้วก็ถอนหายใจ


“โฟกัสที่การสอบดีกว่านะ ตอนนี้เรื่องนี้สำคัญกับเธอที่สุด” เขาหันกลับไปมองถนน


“เรื่องคุณก็สำคัญสำหรับผมเหมือนกันนะครับ…” เขาหันกลับมาอีกครั้งพร้อมยิ้มอบอุ่น มือซ้ายของเขายื่นมาจับมือขวาของผม


“…ผมเป็นห่วงคุณนะ” รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนจนเกือบจะเป็นรอยยิ้มเศร้า


หลังจากกินไก่ไปเพียงหนึ่งคำเขาก็ไม่กินอะไรอีกเลย แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อทั้งนั้น เขาจับมือผมไปตลอดทางโดยใช้มืออีกข้างควบคุมพวงมาลัยรถมาถึงโรงเรียนผมอย่างปลอดภัย นิคเอารถไปจอดที่ลานจอดรถของโรงเรียน เขาสวมแว่นดำของแบรนด์ดังแล้วเดินมาเปิดประตูรถให้ผมอย่างรวดเร็ว


“โอ้ว ผมคิดว่าจะต้องมีคนมองคุณแน่ แต่ไม่คิดว่าจะ เอ่อ เกือบทั้งโรงเรียนขนาดนี้” ทุกคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงหันมามองเราสองคนทุกสายตา ย้ำว่าทุกสายตา แต่บางสายตาก็มองแวบเดียวแล้วผ่านไป แต่หลายสายตามองแล้วก็จับจ้อง


“มีคนคิดว่าเธอมีเสี่ยเลี้ยงด้วยนะ” เขาอมยิ้มกรุ้มกริ่ม ผมยิ้มแหะ


ก็ไม่แปลกใจหรอกถ้าจะมีคนคิดแบบนั้น เด็กที่เพิ่งจบมัธยมปลายมากับผู้ชายรูปหล่อที่ท่าทางภูมิฐานขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่พ่อลูกกันหรือญาติกันก็น่าจะเป็นในทางชู้สาวนี่แหละ ซึ่งพ่อลูกกันคงไม่จับมือกันแนบแน่นเท่าผมกับนิคหรอกมั้ง เพราะขนาดผมกับพ่อยังไม่จับมือประสานขนาดนี้เลย ด้วยความสมาร์ท รูปร่างที่สูงใหญ่ และออร่าอันเป็นประกายวิบวับยามต้องแสงแดดของนิคก็ดึงดูดสายตามากพอแล้ว แต่พอเขาเดินจับมือถือกระเป๋าให้ เราก็เลยกลายเป็นดั่งจัตุรัสกลางเมืองที่ทุกคนพุ่งเข้ามาหา


“เสี่ยของผมหล่อล่อตาล่อใจใครหลายคนเลยนะเนี่ย” ผมหันไปยิ้มแซว นิโคลัสคลี่ยิ้มกว้าง แม้จะใส่แว่นดำอยู่แต่ผมรู้ว่าดวงตาเขายิ้มไปด้วย


ถ้าผมยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ ผมจะวิเคราะห์เองแล้วว่าเขาเป็นไบโพล่าห์แน่ ๆ


เขาเดินจูงมือผมไปที่ตึกสามของโรงเรียนซึ่งเป็นตึกสอบของผม โดยที่ผมไม่ต้องบอกเขาเลยว่าต้องไปทางไหน เขาทำอย่างกับว่ารู้จักโรงเรียนนี้เป็นอย่างดี ด้วยความที่เรามาถึงก่อนเวลาสอบประมาณสี่สิบห้านาทีเราเลยไปนั่งโต๊ะหินด้านข้างอาคาร ผมหยิบขนมขบเคี้ยวที่ยัดใส่กระเป๋าไว้เมื่อคืนออกมาแกะกิน ยื่นให้นิคเขาก็ส่ายหัวเป็นการปฏิเสธ


“คุณกินไก่ไปคำเดียวเอง อิ่มเหรอ” ผมถามพลางยัดขนมใส่ปากแล้วเคี้ยว นิคถอดแว่นออกและเอาไปเหน็บตรงปกเสื้อก่อนจะพยักหน้า


“อิ่มสิ”


“อิ่มได้ยังไงกัน”


“ฉันอิ่มก็แล้วกันน่า” ผมย่นคิ้ว ยื่นมือไปจับกล้ามแขนข้างขวาของเขาแล้วบีบ


“กินแต่ละครั้งก็กินน้อยมาก แต่ทำไมเนื้อแน่น กล้ามแน่นจัง” นิโคลัสคลี่ยิ้มขำ ช่วงที่มาอยู่ด้วยกันที่บ้านเขาก็กินข้าวน้อยมาก เอาแต่นั่งมองผมกินแล้วก็ยิ้มมีความสุขไปเรื่อย เขาจะกินก็ต่อเมื่อผมป้อนให้หรือบอกให้กินด้วยกัน ไม่งั้นเขาก็ไม่ค่อยแตะอาหารหรอก


“ฉันอิ่มใจแทนอิ่มท้องไง”


“โอ่ย” ความเสี่ยวนี้เนาะ


นิโคลัสหัวเราะจนหางตาย่น แต่มันไม่ได้ทำให้เขาดูแก่ กลับทำให้เขาดูน่ามองมากขึ้นอีกต่างหาก “ไวน์ที่คุณดื่มเมื่อเช้า กลิ่นไม่ค่อยเหมือนไวน์เลย”


“แล้วมันเหมือนอะไรล่ะ” เขาถามสีหน้าปกติ ไม่ได้มีทีท่าผิดปกติแต่อย่างใด


“เหมือนเลือด” เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง


“เคยได้กลิ่นเลือดเหรอ” ผมส่ายหัว


“ก็ไม่เคยดมเป็นเรื่องเป็นราวหรอกครับ แต่ดมแล้วนึกถึงเลือดอะ”


“แล้วเธอรู้รึเปล่าว่ารสชาติเลือดเป็นยังไง” ผมส่ายหัวอีกที


“ผมจะรู้ได้ไง ผมไม่เคยดื่มเลือด”


“แล้วทำไมถึงคิดว่าในแก้วนั้นเป็นเลือดล่ะ…” เขาแสร้งหรี่ตามองมา


“…จะบอกว่าฉันเป็นผีดูดเลือดรึไง”


“ไหนลองแยกเขี้ยวหน่อย” เขาแยกเขี้ยวโชว์ฟันขาวเรียงตัวสวยพร้อมทำท่าขู่ ผมหัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความรู้สึกเอ็นดูกับแอคติ้งของเขา น่ารักอะ


“แต่คุณไม่กลัวกระเทียมนี่ ยังช่วยพ่อปลอกกระเทียมอยู่เลย” เขาหัวเราะเสียงทุ้ม


“เรื่องเหลวไหลทั้งนั้น แวมไพร์หรือที่เธออาจจะเรียกว่าผีดูดเลือดไม่ได้กลัวกระเทียม ไม่ได้กลัวไม้กางเขน ไม่ได้กลัวน้ำมนต์เลยสักนิด” ผมมองเขาอย่างสนใจ


“จริงเหรอ คุณรู้ได้ยังไง” เขาไหวไหล่


“ก็ฉันมาจากยุโรป” ผมร้องอ๋อแบบไร้เสียง เขามาจากถิ่นกำเนิดของตำนานอันนี้นี่นา


“แล้วพวกนั้นกลัวอะไรล่ะ”


“ไฟ…” ผมสะดุ้งนิดหน่อยพร้อมกับหลับตาลง แสงสีเงินพุ่งวาบในม่านตา ในหัวพยายามนึกภาพอะไรบางอย่าง แต่มันก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาในหัวเลย


ไฟ… ลุกท่วม อะไรกันนะ


“…แต่ที่กลัวกว่าไฟคือแร่เงิน โดยเฉพาะกริช แต่ต้องเป็นกริชเงินแท้ ไม่ใช่ของปลอม” ผมลืมตาขึ้นมองนิค สำรวจใบหน้าของเขาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า นิคยื่นมือขวามาจับมือซ้ายของผม ความเย็นแผ่ไปทั่วหลังมือ ปลายนิ้วชี้ของเขาลูบแหวนหมั้นเบา ๆ


“แร่เงินเหรอ” เขาพยักหน้า สายตามองสร้อยคอที่เขาให้เป็นของขวัญวันเกิด ผมก้มลงมองตามแล้วยกมือขวาขึ้นจับจี้คันศรง้างลูกธนูเตรียมยิง


“สอบเสร็จพาผมไปร้านหนังสือที่นึงได้มั้ย” เขาพยักหน้า ผมมองสีหน้าและแววตาเศร้าสร้อยของเขาแล้วรู้สึกหวิวในอกอย่างบอกไม่ถูก อันที่จริงถ้าให้บอกก็คงถูกแหละ


“มานั่งข้างผมได้มั้ยครับ” เขาลุกเดินมาหาผมทันที ผมใช้แขนซ้ายคล้องแขนขวาเขาไว้แล้วยื่นมือไปกุมมือของเขา ความเย็นจัดแผ่ไปทั่วมือแล้วลามขึ้นมาที่แขน ผมกระชับมือตัวเองแน่นขึ้นจนความอุ่นกลบความเย็นนั้นไป นิคก้มลงหอมหน้าผากผมแผ่วเบา


“อย่างนึงที่คุณแน่ใจได้เลย คือผมรักคุณนะ” ผมเอาแก้มวางบนไหล่กว้าง มองหน้าเขาและส่งยิ้มให้ นิคคลี่ยิ้ม เป็นยิ้มที่ไม่ใช่ยิ้มเครียดหรือยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความเครียดแบบที่เขาชอบทำในช่วงหลายวันที่ผ่านมา


“ใจง่ายนะเราน่ะ” ผมยิ้มคิกคัก


“ก็คุณมาทำให้ผมใจง่ายก่อนทำไมล่ะ” ผมแกล้งยู่หน้าใส่เขา นิคคลี่ยิ้มขำอ่อน ๆ


“เพื่อนเธอมาแล้ว” ผมทำหน้าประหลาดใจนิดหน่อย แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อเสียงมายด์ก็ดังมาจากด้านหลังจนต้องหันไปมอง


“ตอนแรกกูไม่แน่ใจว่าใช่มึงมั้ย แต่เห็นนั่งอยู่กับฝรั่งหล่อ ๆ กูรู้เลย” มายด์ในชุดนักเรียนหญิงมอปลายหัวเราะอารมณ์ดีแล้วเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามผม โดยมีคีย์กับปุณตามมานั่งด้วย


“คุณนิคสวัสดีครับ” คีย์ยกมือไหว้อย่างมีมารยาท คู่หมั้นของผมยกมือรับไหว้แบบไม่มีอาการเงอะงะราวกับเป็นวัฒนธรรมของตัวเอง มายด์กับปุณยกมือไหว้ตามคีย์บ้าง


“คนนี้ป้ะ” หนุ่มแว่นของกลุ่มถามมายด์กับคีย์อย่างไม่แน่ใจ


“คนนี้แหละ ว่าที่สามีไอ้แตม” มายด์ตอบ ปุณหันมองนิคแล้วคลี่ยิ้มอย่างเป็นมิตร


“ยิ้มได้ละดิปุณ หน้าไม่เครียดอีกละเนาะ” ผมแซวเพื่อนพลางจกขนมใส่ปาก


“เออ ค่อยไปเครียดอีกทีตอนประกาศผล” มันว่าพลางขยับแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมบนหน้า


“จอสยังไม่มาอีกเหรอ” ผมถามเพื่อนอีกสามคน


“นู่น มาละ” คีย์ชี้ไปทางด้านหลัง ผมหันไปมองก็เห็นไอ้จอสรูปหล่อพ่อรวยที่ผมยาวขึ้นกว่าเดิม มันเดินถือหนังสือมาสามเล่มและมีกระเป๋าผ้าใส่ปากกามาด้วย


“ฮายพี่จอสสส” ผมทักทายมันอย่างเริงร่า ไอ้จอสยกหน้าขึ้นทีเดียวเป็นการทักทายกลับแล้วก็หันไปมองเพื่อนอีกสามคนทันที


“กูขึ้นไปรอบนห้องสอบแล้วกัน” ว่าจบมันก็เดินไปขึ้นตึกเลย ทำเอาผมเอ๋อไปนิด ผมหันมองมายด์แบบงง ๆ มันผายมือมาทางผมกับนิค


“กูเล่าเรื่องที่มึงจะแต่งงานให้มันฟัง”


“อ่อ…” ผมครางในลำคอ ไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านั้น


“มึงหักอกมันกะทันหันไปหน่อย” คีย์แซวอย่างอารมณ์ดี ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลยยิ้มแห้ง พอหันไปมองนิค เขาก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกประหลาดอะไร ทำเพียงยิ้มมุมปากเล็ก ๆ


“เขาชอบเฌอแตมมากสินะ” นิคหันไปพูดกับเพื่อนผมด้วยท่าทีสบาย ๆ


“จริง ๆ มันเพิ่งมาชอบแตมตอนช่วงเทอมสองของมอหกนี่เองครับ ไม่รู้ไปโดนใจไอ้แตมตอนไหน”


“ตอนที่ไอ้แตมช่วยติวมั้ง” ปุณเสริมคำตอบของคีย์


“สงสัยมันจะประทับใจมั้งคะที่แตมทำให้มันฉลาดขึ้น” มายด์ว่าอย่างขำ ๆ ผมยกมือขวาขึ้นเพื่อดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ


“เราขึ้นไปกันเลยมั้ย อีกสิบนาทีจะเข้าสอบแล้ว” เพื่อน ๆ ผมพยักหน้าและพากันลุกขึ้นยืน นิคหยิบทิชชูเปียกในกระเป๋าเป้ออกมาเช็ดมือที่เลอะขนมให้ผมแล้วตามด้วยหยิบกระเป๋าผ้าใส่อุปกรณ์การเขียนของผมออกมาส่งให้


“ฉันรออยู่นี่แหละ” เขาพูดก่อนที่ผมกำลังจะบอกให้เขาออกไปข้างนอกโรงเรียนเพราะกลัวเขาเบื่อ ผมคลี่ยิ้มและพยักหน้า เขายื่นหน้ามาจูบผมค้างไว้หลายวินาที ในหัวผมกำลังกังวลว่าคนอื่นจะมองอยู่หรือเปล่า แต่พอเราถอนจูบจากกันแล้วผมหันไปมองรอบ ๆ ก็เห็นเพื่อนตัวเองและคนบริเวณใกล้เคียงยืนนิ่งนั่งนิ่งจนต้องขมวดคิ้ว แต่พอกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อเช็กว่าตาฝาดหรือไม่ทุกคนก็ขยับเขยื้อนกันตามปกติ


“อย่าคิดถึงฉันจนลืมข้อสอบนะ” ผมยิ้มเบ้ปากด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ไม่จริงจังก่อนจะรีบเดินตามเพื่อนอีกสามคนไปขึ้นตึก

V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.9 : First time of feeling scared. [28/03/2020]
«ตอบ #53 เมื่อ28-03-2020 13:24:52 »

V
v
v


ตึ๊งตึงตึ๊งตึ่ง~


เสียงสัญญาณหมดชั่วโมงการเรียนที่ผมมักได้ยินเป็นประจำเวลามาเรียนหนังสือดังขึ้นหลังจากผ่านไปสามชั่วโมงของการสอบช่วงบ่าย แต่วันนี้สัญญาณเตือนว่าหมดคาบเรียนของวิชานั้น ๆ ถูกเปลี่ยนมาใช้ในการเตือนว่าหมดเวลาสอบแล้ว ผมนั่งรอให้เจ้าหน้าที่คุมสอบเข้ามาเก็บกระดาษคำถามกับคำตอบ พอเขาแจ้งว่าออกจากห้องสอบได้ก็ลุกออกไปนอกห้อง มายด์กับปุณที่สอบห้องเดียวกับผมกำลังเดินเอื่อย ๆ ใกล้จะถึงบันได ได้ยินมันสองคนกำลังคุยกันเรื่องข้อสอบที่เพิ่งจบไปอย่างออกรส โดยส่วนตัวผมไม่ชอบคุยหลังสอบเพราะรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงอีกเนื่องจากเราส่งคำตอบไปแล้ว ต่อให้คำตอบเราจะเหมือนหรือต่างจากเพื่อน ยังไงเราก็แก้ไขอะไรไม่ได้


“จอส…” ผมเดินเข้าไปหาเพื่อนอีกคนที่เพิ่งออกมาจากห้องสอบ มันสอบคนละห้องกับพวกเราแต่อยู่ชั้นเดียวกันและห้องเดียวกันกับคีย์


“…เป็นไงมั่ง”


“กูอกหักเพราะชอบมึงอะ” มันว่าหน้าตึงนิด ๆ


“กูหมายถึงข้อสอบ”


“แต่กูหมายถึงมึง” ผมย่นคิ้วเอือม แต่ไม่ได้เอือมมันจริง ๆ หรอก ไอ้นี่มันเป็นคนเอาแต่ใจนิดหน่อย เอ่อ จริง ๆ ก็ไม่หน่อย


“จะเลิกคบกับกูเหรอ” ผมแกล้งถามมันในขณะที่เดินลงจากตึกด้วยกัน


“เปล่า แต่กูไม่ไปงานแต่งมึงนะ”


“อะไรอะ ไปสิ” มันส่ายหัวแล้วรีบเดินออกไปจากตึกทันทีที่ถึงข้างล่าง ผมถลึงตาและทำท่าเขวี้ยงของไล่หลังแต่จริง ๆ ไม่มีอะไรเลยนอกจากลม


“ให้เวลามันหน่อย มันไม่เคยอกหัก” ปุณเดินมาตบไหล่ผมเบา ๆ พร้อมกับยิ้มขำน้อย ๆ


เราเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเดิมที่นิคนั่งตั้งแต่เช้าไม่ไปไหน ทีแรกผมคิดว่าเขาจะนั่งรอเฉย ๆ ไม่ทำอะไร แต่ตอนเที่ยงที่สอบวิชาแรกเสร็จแล้วลงมาข้างล่าง ผมก็เห็นว่าเขากำลังทำงานในแล็ปท็อป แล้วก็คุยโทรศัพท์เป็นภาษาฝรั่งเศสกับใครสักคนด้วยท่าที่สบาย ๆ ไม่เคร่งเครียดอะไรเลยสักนิด จนผมสงสัยว่าเขาเคยกลัวธุรกิจตัวเองจะเจ๊งบ้างมั้ย


“ขอบคุณนะคะคุณนิคสำหรับอาหารกลางวัน เยอะแยะจนเหลือมาถึงตอนนี้เลย” นิคสั่งไก่ทอดกับพิซซ่ามาให้พวกเรากินเพื่อเติมพลังหลังจากสอบช่วงเช้าเสร็จ มันเยอะซะจนพวกเรากินไม่หมด เหลือบานเบอะจนสามารถกลายเป็นมื้อเย็นได้อีกมื้อ


“ถ้าไม่รังเกียจ เอากลับไปกินที่บ้านกันได้นะ” มายด์ตาวาวทันที


“ไม่รังเกียจค่ะ” แล้วมันก็โกยไก่ใส่ถังแบ่งกับเพื่อนอีกสองคนจนผมขำ


“เจอกันวันอังคารนะ” ผมบอกเพื่อน ๆ หลังจากแบ่งอาหารกันลงตัวแล้ว เราต่างคนต่างเดินกลับไปยังรถของตัวเองเพื่อเตรียมกลับบ้าน แต่ผมกับนิคจะแวะไปร้านหนังสือก่อน


และนิคก็ยังคงเป็นที่สนใจของคนทั่วไปเหมือนตอนขามา เขาน่าจะชินแล้วแหละ ก่อนจะมาเจอผมเขาก็คงโดนมองแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งผมไม่เคืองคนที่มองหรอกนะ เข้าใจได้ว่าทำไมถึงอยากมองเขา เพราะถ้าผมไม่ใช่คู่หมั้นเขาอย่างตอนนี้แล้วเจอเขาเดินผ่านหน้าก็คงมองเหมือนกัน ดึงดูดทั้งตัวขนาดนี้


“ฮึ คุณรู้ได้ยังไงว่าร้านหนังสือไปทางนี้” ผมถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเขาขับรถไปร้านหนังสืออันเป็นจุดมุ่งหมายได้อย่างถูกทางโดยที่ผมยังไม่ได้บอกอะไรเลย


“ที่ที่เธอชอบ ฉันก็ต้องรู้สิ”


“คุณเป็นสต็อกเกอร์ตัวพ่อเลยนะเนี่ย” เขาหัวเราะแผ่วเบา


“ฉันต้องโดนชาวเน็ตจับมาวิเคราะห์พฤติกรรมแน่ ๆ”


“คุณโดนแน่” คราวนี้เขาหัวเราะดังกว่าเดิมแต่ก็ไม่ใช่ว่าดังลั่นสะใจอะไรขนาดนั้น


ร้านหนังสือที่ผมชอบมาเป็นร้านหนังสือเก่าที่ดูแลโดยคุณลุงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนรักหนังสือมาก หนังสือในร้านของคุณลุงมีทั้งหนังสือต่างประเทศและในประเทศ มีทั้งหนังสือเก่าและหนังสือใหม่ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางหนังสือเก่าแล้วก็เน้นของต่างประเทศมากกว่า บางเล่มที่คิดว่าจะหาไม่ได้ก็มาหาได้ที่ร้านคุณลุงจนหลาย ๆ ครั้งผมเซอร์ไพรส์มากที่ร้านลุงแกมีหนังสือบางเล่มที่ดูว่าน่าจะหายากแล้วจริง ๆ หรือถ้าไม่มีเล่มที่เราตามหาคุณลุงแกก็รับหาหนังสือให้ด้วย ซึ่งมักจะเจอมากกว่าไม่เจอ


“ลุงแซมสวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้คุณลุงเจ้าของร้านที่ดูเหมือนซานตาครอสเพราะแกตัวใหญ่ ผมขาวและหนวดเคราสีเดียวกับเส้นผม แล้วแกก็ยิ้มแย้มตลอดเวลา


“สวัสดีครับน้องแตม” ตอนผมขึ้นมอหกใหม่ ๆ ร้านคุณลุงรีโนเวทเป็นร้านกาแฟและเบเกอร์รี่ด้วย โดยให้ลูกชายกับลูกสาวของแกเป็นคนดูแลส่วนนี้ ส่วนโซนร้านหนังสือยังเป็นของลุงเหมือนเดิม ช่วงมอหกผมเลยชอบมาขลุกที่นี่เพราะนอกจากจะได้อ่านหนังสือแล้วยังได้มานั่งดื่มน้ำกับกินขนมอร่อย ๆ อีกเพียบ


“โอ้ คุณนิโคลัส สวัสดีครับ” แน่นอนว่าผมต้องประหลาดใจเมื่อคุณลุงแกเอ่ยทักทายคู่หมั้นผมอย่างคุ้นเคย


“สวัสดีแซม”


“รู้จักกันด้วยเหรอครับ” ลุงแซมยิ้มกริ่มและตามด้วยพยักหน้า


“หนังสือหลาย ๆ เล่มที่แตมตามหา ลุงก็ได้คุณนิโคลัสนี่แหละช่วย แกมีหนังสือเก่า ๆ เพียบเลย” ผมหันไปมองแฟนตัวเองที่ยิ้มหล่อสบายตา


“จริงเหรอ” เขาพยักหน้า


“คุณโดนชาวเน็ตจับมาวิเคราะห์แน่นอน” เขาหัวเราะเสียงนุ่ม ท่าทีดูสบาย ๆ


“วันนี้อยากได้หนังสือแนวไหนล่ะ”


“อยากได้ประวัติศาสตร์ยุโรปอะไรทำนองนั้นครับลุง” ลุงแซมตีมือเข้าหากัน ท่าทีถูกอกถูกใจ


“มาได้จังหวะเลย หนังสือโซนนั้นเพิ่งเข้ามาใหม่เพียบ” ผมหันไปมองนิโคลัสทันที


“มีของคุณอยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่าเนี่ย” เขาส่ายหัว


“ฉันเก็บเข้าห้องสมุดที่บ้านเราหมดแล้ว รอเธอไปอ่านเองที่นู่น” ผมร้องอ๋อแบบไร้เสียงพร้อมกับพยักหน้าไปเรื่อย


“ถ้าซื้อห้าเล่มขึ้นไป ลุงแถมฟรีหนึ่งเล่ม เลือกหยิบได้ตามสบายเลยนะ” ผมขอบคุณลุงแซมก่อนจะเดินนำนิคเข้าไปในโซนชั้นหนังสือ ผมเดินขึ้นไปชั้นสองของร้านที่เป็นโซนเก็บหนังสือต่างประเทศ ลุงแซมไม่ได้แบ่งแยกชัดเจนว่าหนังสือมาจากประเทศไหน ใช้วิธียัดรวมกันไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว แต่แกแยกประเภทให้นะว่าหนังสือแต่ละเล่มนั้นอยู่ในหมวดไหน


“คุณนับถือศาสนาคริสต์หรือเปล่าครับ ในไอร์แลนด์เขานับถือนักบุญแพทริคมากเลยนี่” ผมถามเขาระหว่างที่สายตากำลังมองหาหนังสือที่น่าสนใจ


“เปล่า แต่ฉันชอบวันที่ 17 มีนาคม* นะ ครึกครื้นดี”


“หรือในไอร์แลนด์มีศาสนาอื่นด้วยเหรอ” นิคส่ายหัว


“ช่วงนึงพวกไวกิ้งเข้ามารุกรานเรา เผาโบสถ์ไปหลายแห่ง พยายามล้มล้างศาสนา แต่ว่าพวกสาวกก็รักษาไว้ได้ และเผยแพร่มาถึงทุกวันนี้…” เขาไหวไหล่ ท่าทางไม่อินังขังขอบใด ๆ


“…ฉันเคยนับถือแหละ แต่สักพักพวกสาวกก็ไม่ให้ฉันเข้าโบสถ์” ผมกำลังจะพยักหน้าแต่ก็ชะงักกึกแล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปมองเขา


“ทำไมงั้นล่ะ” เขายิ้มขำ


“เพราะพวกนั้นรู้จักฉันดีมั้ง…” ผมคลายคิ้วออกแต่ก็ยังงงอยู่


“…แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอก รุ่นต่อ ๆ มาเขาก็เปิดรับฉันมากขึ้น เพียงแต่ว่าหลัง ๆ มาฉันไม่ได้นับถือศาสนา หรือนับถืออะไรอีกแล้ว”


“อ๋อ คุณเป็นพวกไม่มีศาสนาสิเนอะ” เขาบิดปากเล็ก ๆ แล้วก็พยักหน้า


“ว่างั้นก็ได้”


“แล้วถามได้มั้ยว่าคุณนับถืออะไรเหรอ”


“ณ ตอนนี้ฉันนับถือตัวเอง…” ผมยกหน้าขึ้นค้างไว้หลายวิก่อนจะกดหน้าลงด้วยความเข้าใจ


“…แต่ถ้าฉันบอกว่าฉันเคยนับถือเทพแห่งความตายล่ะ” ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหยุดหายใจ แล้วตามมาด้วยอาการขนลุกซู่


“ทะ… เทพแห่งความตายเหรอ” นิคพยักหน้า


“แต่ก็แค่เคย ตอนนี้ไม่แล้ว” ผมกะพริบตาปริบ ๆ


“ใช่ Anubis** หรือเปล่า” นิคมองหน้าผมนิ่ง


“ไม่ใช่ แต่ก็ทำนองนั้นละ” ความสับสนไหลวนในหัวผมรัว ๆ


“คุณพูดจริงเหรอ” ผมถามเพื่อความมั่นใจ เพราะผมยังมีความรู้สึกว่าเขากำลังอำผมเล่น


นิคขบกรามและมองผมด้วยสายตาหม่น “เธอกลัวรึเปล่าที่ได้ยินอะไรแบบนี้”


ผมมองเขาอย่างไม่แน่ใจ แต่ในขณะเดียวกันความแน่ใจในบางอย่างก็ชัดเจนมากขึ้น “ผมว่าผมกลัวแหละ”


เขายิ้มขื่น “ฉันไม่ว่าเธอหรอกถ้าจะกลัว ต่อให้เธอเป็นคนใจแข็งแค่ไหนก็ตาม”


ใบหน้าของเขาหม่นพอ ๆ กับแววตา “คุณไม่ได้ล้อเล่น?”


นิโคลัสส่ายหัว “ฉันเคยนับถือเขา เพราะฉันหมดหนทางแล้วจริง ๆ”


หัวใจผมกระตุกวาบก่อนจะเปลี่ยนเป็นเต้นตึก ๆ ความเย็นแล่นไปทั่วทั้งตัวจนเกือบจะรู้สึกชา “ขะ… เขามีตัวตนจริง… จริงเหรอ”


“ใช่” ในหัวผมสับสนยิ่งขึ้น มองหน้านิโคลัสด้วยความสับสนเช่นกัน ผมเช็กหน้าเขาอีกทีเพื่อให้แน่ใจว่าที่เขาพูดมานั้นไม่ได้พูดเล่นหรืออำให้ผมใจหล่นตุ้บเล่น ๆ แต่ทว่าใบหน้าของเขาและแววตาสีเทาเข้มคู่นั้นก็ไร้แววสนุกสนาน


“I don’t understand. (ผมไม่เข้าใจ)” ผมกระซิบเสียงเบาและเหลือบมองไปทางชั้นหนังสือใกล้กันที่มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งกำลังยืนเลือกหนังสืออยู่ ผมไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกเธอว่าเธออาจจะฟังภาษาอังกฤษไม่ออก แค่คิดว่าถ้าคุยเป็นภาษาอื่นน่าจะลดกระบวนการความคิดของเธอ หรือทำให้เธอเลือกจะเมินไปเลย


“I hope you will understand. (ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจ)”


“Is that an evil creed or something? (มันเป็นลัทธิชั่วร้าย หรือมันคืออะไร)” ดวงตาของเขาหม่นลงอีกครั้ง ผมมองสายตาคู่นั้นสักพักแล้วคำถามที่เขาถามในคืนนั้นก็เด้งขึ้นมาในหัว


‘if am bad like a devil’


“Are you murder people? (คุณฆ่าใครหรือเปล่า)” ผมถามเสียงเบาลงไปอีก ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมใจทีละนิด ผมรู้สึกว่าเข่าอ่อนเหมือนจะทรุดลงตรงนี้ให้ได้


สีหน้านิคยังคงหมองหม่น เขาพยักหน้าอย่างยอมรับ ลมหายใจผมสะดุด ลำคอแห้งผากกะทันหัน น้ำตาเอ่อคลอขอบตาโดยที่ผมไม่ได้เค้นมันเลยสักนิด


“But not everyone, I kill some of them because I have the reason, not because I want. (แต่ไม่ใช่ทุกคน ฉันฆ่าบางคนเพราะฉันมีเหตุผล ไม่ใช่เพราะฉันอยากฆ่า)” ผมย่นคิ้วเข้าหากัน


“And how do I know that your reasons are reasonable. (แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าเหตุผลของคุณมันสมเหตุสมผล)”


“We have to talk about this, Je t’aime. (เราต้องคุยกัน เฌอแตม)” ผมทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกยังไง


“Oh, yeah. Yes, yes, we have. (โอ้ ใช่ ใช่แล้ว ใช่ เราต้องคุยกัน)” แต่ผมรู้สึกอย่างหนึ่งว่าเลือดลมผมสูบฉีดซะจนกลัวว่าตัวเองจะเป็นลมล้มขมำไปบนพื้น


“And after we talk, (และหลังจากเราคุยกัน…)” เขามองผมด้วยความเศร้าสร้อย ใบหน้าของเขาเศร้าโศก ผมยังคงรู้สึกสับสนว่าควรจะรู้สึกยังไงดี พยายามทบทวนว่าตอนนี้ความรู้สึกของตัวเองมีอะไรบ้าง


“It is your right to choose, stay with me or leave me. (เป็นสิทธิ์ของเธอว่าจะเลือกอยู่หรือไปจากฉัน)”
 



*17 มีนาคม เป็นวันตายของเซ้นต์แพทริค นักบุญผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ในไอร์แลนด์ ผู้คนจึงถือเอาวันนี้เป็นวันรำลึกถึงนักบุญผู้ล่วงลับ โดยมีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เน้นใส่เสื้อผ้าสีเขียว ส้ม และขาว ซึ่งเป็นสีของธงประเทศ (แต่จะเน้นสีเขียวมากกว่า)

**Anubis เทพเจ้าแห่งความตายตามความเชื่อของอียิปต์โบราณ

 

 





เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้


อุ๊ต๊ะ พี่นิค    o22

ลัทธิอะไรคะนั่น สรุปคือพี่เป็นอุไรรร

และแม้ว่าน้องแตมจะกลัว แต่น้องเขาก็กลัวเพียงนิดเดียว  :hao7:

ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้น โดยเฉพาะคอมเม้นแนววิเคราะห์เรื่องราวคือชอบมาก อ่านแล้วสนุกไปด้วย ฮ่าาา แต่ที่จริงชอบทุกคอมเม้นที่มีให้กันเลยค่ะ มากหรือน้อยแต่ว่ายังมีคนเม้นให้กันอยู่นั่นคือสิ่งสำคัญ คือกำลังใจดี ๆ ของคนเขียนมาก ๆ ขอบคุณนะคะ

เจอกันตอนหน้าจ้า

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.9 : First time of feeling scared. [28/03/2020]
«ตอบ #54 เมื่อ01-04-2020 23:09:56 »

โอ้ยยย ลุ้นตามค่ะ ถึงกับกลั้นหายใจตามตอนน้องแตมคุยกับคุณนิคเป็นภาษาอังกฤษ คือลุ้นกับคำตอบ แล้วก็สงสัยต่อว่าที่ผ่านมาคุณนิคเจออะไรมาบ้าง รู้สึกสงสารคุณนิคมากๆๆๆๆเลย ตอนหน้าเราจะได้รู้ความลับบางอย่างให้กระจ่างเพิ่มขึ้นแล้วใช่ไหมนะ อยากรู้แล้วว่าคุณนิคจะคุยอะไรกับน้องแตม แต่ใดๆคือมั่นใจว่าน้องแตมไม่ทิ้งคุณนิคแน่ๆ คุณนิคอย่าเพิ่งชิงเศร้าไปก่อนนะ // รอติดตามตอนต่อไปค่าาา  :katai4:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.9 : First time of feeling scared. [28/03/2020]
«ตอบ #55 เมื่อ02-04-2020 02:24:16 »

เพราะมีส่วที่ทำให้น้องตายป่ะหรือแบบว่าจะช่วยให้น้องฟื้น  :ling2:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.9 : First time of feeling scared. [28/03/2020]
«ตอบ #56 เมื่อ02-04-2020 21:23:49 »

ตกลงนิคเป็นอะไร ไม่น่าจะเป็นแวมไพร์นะ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.9 : First time of feeling scared. [28/03/2020]
«ตอบ #57 เมื่อ03-04-2020 01:44:02 »

 :hao7: :hao7: :hao7: :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.10 : Take (the ring) off. [04/04/2020]
«ตอบ #58 เมื่อ04-04-2020 22:38:07 »


Together
Episode 10: Take (the ring) off.







บรรยากาศระหว่างเราเงียบ แต่ไม่ใช่ความเงียบอึดอัดใจหรือความเงียบเชิงกระอักกระอ่วน ตอนที่กำลังเลือกหนังสือเขาก็เดินตามไม่ห่างและคอยเฝ้ามองผมตาไม่กะพริบเช่นเคย ผมเลือกหนังสือแบบมึนงง หยิบมาอ่านปกไว ๆ แล้วก็จับใส่ถุงผ้าที่ทางร้านมีไว้ให้ หยิบหนังสือไปก็คิดไปว่าจะควรจะพูดอะไรกับเขาดี แต่สุดท้ายก็นึกไม่ออก เพราะในหัวมันตื้อและคล้ายว่าจะช็อคหน่อย ๆ กับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ ยิ่งตระหนักได้ว่าสิ่งนั้นมันน่ากลัวและชวนขนลุกแค่ไหนเลยยิ่งตื้อ

           

 

แล้วผมก็เกิดความลังเลในใจ ลังเลว่าตัวเองอยากแต่งงานกับเขาหรือไม่ และจริง ๆ แล้วทำไมเราถึงไว้ใจเขา ตอบตกลงเขาง่ายดายเหลือเกิน ทำไมเราถึงไม่ตะขิดตะขวงใจอะไรให้มากกว่านี้ แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีความแคลงใจอะไรในตัวเขาเป็นพิเศษ มีแค่ความคิดเชิงว่าจริงเหรอ แล้วถ้าเราแต่งงานไป เราจะอยู่ด้วยกันได้มั้ย ผมไม่ได้มีความคิดกลัวว่าเขาจะฆ่าผมอะไรทำนองนั้นเลย แค่กลัวเราเข้ากันไม่ได้กับแนวคิดอะไรทำนองนี้ เพราะผมเคยอ่านข่าวนักแสดงชายคนหนึ่งที่เลิกกับภรรยาเพราะไปเข้าลัทธิอะไรสักอย่างแล้วก็สุดโต่งจนภรรยารับไม่ได้

           

 

ขนาดนี้ยังไม่กลัวตายอีก เริ่มสงสัยว่าตัวเองบ้าผู้ชายหรือเปล่า แต่เอาจริง ๆ ผมไม่ได้มีโมเม้นต์ตกหลุมรักอย่างบ้าคลั่ง หรือรักแรกอะไรกับเขาเลยนะ มันยังเป็นความรู้สึกเดิมคือ ‘ต่อเนื่อง’ เหมือนเรื่องเราเกิดขึ้นเมื่อวานและเรากลับมาเจอกันในวันใหม่ ซึ่งถ้าจะให้ผมเลิกกับเขา คิดว่าก็เลิกได้แหละ

           

 

แต่สำรวจหัวใจตัวเองทุกซอกทุกมุมแล้วก็ไม่เจอความอยากเลิกนั้นเลย

           

 

“เฌอแตม” เป็นเสียงแรกที่ได้ยินตั้งแต่ในร้านหนังสือจนขึ้นมานั่งบนรถ บนรถก็เงียบเชียบ ไม่รู้เพราะเราเงียบสนิท หรือเพราะรถรุ่นนี้มันนิ่มจนไม่มีเสียงอะไรมารบกวนใจ

           

 

“ฉันบอกว่าเข้าใจ แต่ฉันก็ไม่อยากให้เธอไปจากฉันหรอกนะ” เขาว่าเสียงเศร้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหน้าคงเศร้าด้วย

           

 

“ผม…” ผมรู้สึกอึมครึม ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรยังไงดี ผมถอนหายใจแล้วหันไปมองถนน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงพร้อมกับหัวใจหล่นวูบลงไปอยู่ตาตุ่ม

 

 

“นิค! ระวัง!”

           

 

ตุบ!!!

           

 

เอี๊ยดดด!!

           

 

เฮือก!

           

 

ร่างของใครสักคนกลิ้งจากกระโปรงรถแล้วหมุนติ้วราวกับนักยิมนาสติกผ่านหน้ากระจกรถไปอย่างเร็ว ผมได้ยินเสียงกลิ้งกุกกัก ๆ บนหลังคาอยู่พักหนึ่งก่อนเสียงจะเงียบ หัวใจผมเต้นถี่รัวและมองด้านบนด้วยความกลัวปนความระแวง พอก้มหน้าลงมองนิคก็เห็นเขาจ้องมองเพดานรถตาขวาง ผมกำลังจะอ้าปากถามแต่ก็ต้องสะดุ้งกับเสียงทุบดังสนั่น

           

 

ปั้ง!!!

           

 

ผมเบิกตากว้างเมื่อหลังคารถยุบลงมาเหมือนถูกของแข็งกระแทกอย่างแรง “อะไรน่ะ?!”

           

 

“ห้ามออกไปข้างนอก” นิคสั่งเสียงเข้มพร้อมกับใบหน้าที่ดุดันก่อนจะเปิดประตูรถ แล้วสักพักผมก็ต้องสะดุ้งตกใจปนงงเมื่อจู่ ๆ อันเดรียสกับแฮร์รี่ก็พุ่งพรวดมายืนหน้ารถ

 

 

“Turn off the light!” นิคสั่งสองคนนั้น ผมตาโตพรึบเมื่ออันเดรียสพุ่งตัวอย่างรวดเร็วเหมือนลำแสงแวบไปแวบมาไปทั่วบริเวณนั้นภายในไม่ถึงสามนาที หรืออาจจะสองนาที หรือถึงนาทีรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ไฟฟ้าบริเวณนั้นดับหมดเลย และในมือเขายังมีกล้องวงจรปิดหลายตัว เขาทิ้งทั้งหมดลงพื้นแล้วกระทืบจนเละ ตอนนี้มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถที่ให้ความสว่างในบริเวณนี้ ผมมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสับสนและงุนงง แต่ยังไม่ทันหายงงก็ต้องสะดุ้งอีกรอบเมื่อมีผู้ชายผิวสีอีกคนพุ่งตัวเข้ามาอย่างเร็ว เร็วแบบที่เหมือนมีคนเร่งภาพสปีดให้ดู ผู้ชายคนนั้นพุ่งเข้าซัดอันเดรียสจนเขาล้มลงไปกองกับพื้นก่อนหันไปง้างมือขึ้นจะชกหน้าแฮร์รี่ แต่แฮร์รี่บิดแขนขวาของชายคนนั้นแล้วกระชากจนหลุด!

           

 

แขนหลุด! แขนหลุดเนี่ยนะ?! นี่มันอะไรกัน?!

           

 

“Humachine!” แฮร์รี่ตะโกนบอกก่อนจะรัดคอผู้ชายคนนั้นไว้ และเมื่อสังเกตดี ๆ ผมเห็นว่าแขนที่หลุดกลายเป็นแกนเหล็กหลายเส้นรวมกันจนเหมือนแขนหุ่นยนต์ ผมตาค้างด้วยความทึ่ง ก่อนจะถูกเสียงร้องโหยหวนจากด้านบนหลังคาดึงความสนใจไป ผมแหงนหน้ามองหลังคารถที่ยุบลงมาเกือบถึงหัวด้วยความหวาดกลัว สักพักร่างของใครสักคนก็กลิ้งตกลงมากองบนกระโปรงรถ ฝรั่งผมสีแดงกำลังเอามือกุมหัวตัวเองและมีสีหน้าทรมาน เขาเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรสักอย่าง ผมนั่งตัวแข็งทื่อแล้วก็ต้องสะดุ้งอีกทีเมื่อชายคนนั้นใช้สองมือทุบกระโปรงรถจนเละเทะ

           

 

รถเบ็นซ์ราคาแพงกำลังจะกลายเป็นเศษกระป๋องแล้ว

           

 

“เฮือก!” ผมเบิกตากว้างเมื่อแฮร์รี่หักคอผู้ชายผิวสี แต่หัวเขาไม่ขาดกลับห้อยต่องแต่งอยู่กับคอเพราะได้ใยเหล็กรั้งเอาไว้ ผมมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความช็อค ร่างกายผมขยับไม่ได้ และรู้สึกเหมือนว่าสติกำลังจะหลุดเมื่อนิโคลัสกระโดดขึ้นไปยืนบนกระโปรงรถแล้วชกเข้าขมับด้านซ้ายของชายที่กลิ้งลงมาจากหลังคา ประเด็นคือหมัดของนิคทะลุหัวของชายหัวแดง นิคกระชากมือออกจากหัวของคนนั้นแล้วร่างของผู้จู่โจมก็ล้มลงกระแทกกับกระโปรงรถดังตุ้บ เปลือกตาผมเบิกกว้างไม่ยอมกะพริบ มองเลือดและเศษสมองที่เลอะอยู่บนกำปั้นคู่หมั้นตัวเอง

           

 

“Oh my god…” ผมพึมพำเสียงแหบ อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก แม้กระทั่งจะรับรู้ความรู้สึกตัวเองตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่ารู้สึกยังไง

           

 

“You know what to do.” เขาหันไปคุยกับลูกน้องทั้งสองคน แฮร์รี่กับอันเดรียสพยักหน้าอย่างเรียบง่าย

 

 

“Meet me at his home.” นิคหันไปพูดกับลูกน้องด้วยท่าทีสบาย ๆ เขาก้มลงกระชากเสื้อกันหนาวของผู้ชายคนนั้นขึ้นมาเช็ดมือขวาจนสะอาดก่อนจะเดินลงจากกระโปรงรถแล้วเดินมาเปิดประตูฝั่งผม

           

 

“Come with me.” หัวใจผมเต้นถี่รัวและรู้สึกคล้ายว่าจะเป็นลม แต่ผมไม่อยากเป็นลม เพราะพอหลับไปทีไรตื่นมาแล้วชอบนึกอะไรไม่ออกทุกที

 

 

“Je t’aime.” สีหน้าของนิคเศร้าสร้อยแต่ก็มีความอ้อนวอนอยู่ด้วย

 

 

“Please.” ผมมองเขาด้วยความกลัวและหวาดระแวง ไม่กล้าขยับร่างกายแม้แต่นิด หัวใจผมเต้นถี่รัวจนรู้สึกเหมือนว่ามันอาจจะพังในอีกไม่กี่นาทีถ้ายังเต้นด้วยจังหวะขนาดนี้ต่อไป

 

 

“Will you kill me? (จะฆ่าผมหรือเปล่า)” ใบหน้าที่เศร้าอยู่แล้วเศร้าลงไปอีก เขามองผมด้วยความทรมานพร้อมกับนั่งคุกเข่าลงข้างเดียวตรงหน้าผม

 

 

“Do I look like to wanna kill you? (ฉันดูเหมือนอยากฆ่าเธองั้นเหรอ)” ผมมองเขาด้วยความไม่แน่ใจแวบหนึ่งก่อนหันไปมองเหตุการณ์หน้ารถ สองบอดี้การ์ดยังคงยืนอยูในท่าเดิมเหมือนเขารอให้ผมสองคนไปก่อนแล้วค่อยจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

 

 

“Go home and I will tell you everything that you want to know. (กลับบ้านกัน แล้วฉันจะบอกทุกอย่างที่เธออยากรู้)” ผมหันกลับมามองนิค เขายื่นมือขวาออกมาและมองผมอย่างของร้อง

 

 

“I can’t move. My body is freezing now. (ผมขยับไม่ได้ ตัวผมแข็งทื่อไปหมด)” นิคลุกขึ้นยืนแล้วโน้มตัวลงมาอุ้มผมออกจากรถ ผมงอแขนสองข้างเข้าหาตัวและไม่กล้าทิ้งน้ำหนักหัวลงบนอกของนิคเท่าไหร่ ตอนนี้ผมเลยอยู่ในท่าเกร็ง ๆ

 

 

“Close your eyes. (หลับตา)”

 

 

“No. When I open my eyes, I will forget everything. (ไม่ พอผมลืมตาขึ้น ผมก็จะจำอะไรไม่ได้)”

 

 

“But not for this time. (แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างนั้น)”

 

 

“…” ผมไม่ตอบ แต่มองตาเขานิ่งเป็นการบอกว่าไม่ยอม นิคถอนหายใจยอมแพ้

 

 

“Okay, then don’t scream. (ก็ได้ งั้นอย่าร้องนะ)” ผมกำลังจะทำหน้างงแต่ก็เปลี่ยนเป็นเหวอแล้วร้องเสียงหลงเมื่อนิโคลัสย่อตัวลงแล้วก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า ผมเบิกตากว้างตะลึงด้วยความช็อคอีกครั้งเมื่อรู้ตัวว่ากำลังลอยโต้ลมยามราตรีด้วยระดับความสูงที่เทียบเท่าตึกห้าชั้นขึ้นไปแน่ ๆ

 

 

โฮ่ง ๆ ๆ

 

 

เสียงหมาเห่าตอนนิคร่อนตัวลงบนขอบกำแพงรั้วของบ้านหลังหนึ่งก่อนที่เขาจะวิ่งเร็ว ๆ แล้วก็ถีบตัวเองขึ้นฟ้าอีกที ผมรู้สึกตาลายคล้ายว่าจะเป็นลม ข้างในท้องปั่นป่วนและตีขึ้นมาที่ลำคอ และพอเขาร่อนตัวลงหยุดบนพื้นที่ไหนสักแห่งอีกครั้ง ผมก็พลิกตัวออกจากเขาแล้วโก่งคออ้วกออกมาทันที ผมยกสองมือยันกับผนังไม้เอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองล้มหน้าคะมำ มือใหญ่หนาของนิคลูบหลังผมขึ้นเบา ๆ

 

 

“Are you okay? (โอเคหรือเปล่า)” ผมส่ายหัวอย่างคนอ่อนแรงและคล้ายว่าจะเป็นลมตลอดเวลา

 

 

“Clean your mouth. (ล้างปากก่อน)” ผมยืดตัวขึ้นตรงหลังจากปลดปล่อยอ้วกออกมาจนร่างกายหยุดไปเอง นิคยื่นขวดน้ำเปล่ามาให้ ผมรับมากรอกใส่ปากแล้วกลั้วคอทันทีก่อนจะบ้วนออก ทำอย่างนั้นอยู่สามครั้งแล้วถึงหันไปรับกระดาษทิชชูจากเขามาเช็ดปาก

 

 

“Where are we? (เราอยู่ไหน)” ผมหันไปมองสถานที่ที่เรามาถึง ซึ่งก็คือบ้านผมเอง และพอเงยหน้าขึ้นมองทางหน้าต่างข้างบ้านก็เห็นพ่อกำลังยืนส่งยิ้มให้ ผมก้มมองน้ำกับทิชชูในมือแล้วก็ได้คำตอบว่านิคเอามาจากไหน

 

 

“ขึ้นมาข้างบนเถอะน้องแตม” ผมพยักหน้าให้พ่อแบบมึนงง ตอนนี้ตัวเบาหวิวและรู้สึกหวิวในอกเหลือเกิน ยิ่งนึกภาพความสูงเมื่อกี้ก็ขาสั่นจนเกือบจะก้าวขึ้นบันไดบ้านไม่ได้ ถ้าไม่ได้นิคช่วยประคองผมก็คงล้มลงตรงไหนสักที่ของบริเวณบ้าน พอเดินขึ้นไปด้านบนผมก็ต้องงุนงงและแอบตกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นสเตฟานกับพาสคาลในชุดลำลองสบาย ๆ ยืนอยู่ในครัวด้วยท่าทีสงบนิ่ง

 

 

“มานานแล้วหรือว่าเพิ่งวิ่งกันมาถึงครับ” ผมถามสองคนนั้น ไม่มีใครตอบคำถามของผม พวกเขาทำเพียงกดหน้าลงให้เป็นการทักทาย หรือจริง ๆ ไม่ได้ทักทาย แต่น้ำท่วมปากพูดอะไรมากไม่ได้

 

 

“สอบเป็นยังไงบ้างน้องแตม” พ่อถามพลางเดินเอาไมโลชงใส่น้ำแข็งมาให้ ผมรับมากระดกไปสามสี่อึกก็รู้สึกถึงความตื่นตัวหลังจากได้น้ำตาลเข้าไปในร่างกาย

 

 

“ก็สบาย ๆ ครับพ่อ” พ่อพยักหน้าพลางนั่งลงตรงข้าม นิคเดินมานั่งลงระหว่างผมกับพ่อ สองหนุ่มมองหน้ากันด้วยสีหน้าแตกต่างกันแต่ก็ไม่สิ้นเชิง นิคดูเครียดและเกร็ง ส่วนพ่อผมก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมา

 

 

ตึก!

 

 

เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นดังมาจากนอกบ้านก่อนที่แฮร์รี่กับอันเดรียสจะเดินขึ้นบันไดมาบนบ้านแล้วมายืนสงบเสงี่ยมตรงหน้าจอทีวีที่พ่อเปิดช่องหนังต่างประเทศทิ้งไว้ ผมมองทีมงานของนิโคลัสทั้งสี่คนที่ยืนนิ่งสงบก่อนวกกลับมามองหัวหน้าใหญ่ที่หน้านิ่วคิ้วย่น

 

 

“Okay, what are you? (เอาล่ะ คุณเป็นอะไร)” นิคขยับดวงตาขึ้นมาสบตากับผม แววตาของเขาทั้งเครียดและกลัว

V
v
v

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.10 : Take (the ring) off. [04/04/2020]
«ตอบ #59 เมื่อ04-04-2020 22:38:54 »

V
v
v



“เชื่อว่าเธอเองก็เคยสงสัย” ผมพยักหน้าด้วยความไม่แน่ใจ

 

 

“เธอคิดว่าฉันเป็นอะไร” หัวใจผมที่ตอนแรกสงบไปแล้วเริ่มเต้นรัวเร็วขึ้นอีกครั้ง ผมหันมองหน้าพ่อที่นิ่งสงบแต่แววตาที่มองผมเหมือนกำลังส่งกำลังใจให้ ผมยกสองมือขึ้นถอดสร้อยคอออกจากคอ ยื่นมือขวาไปดึงมือซ้ายของนิคมาตรงหน้า นิคยอมแต่โดยดีไม่มีขัดขืน ผมวางสร้อยเส้นนั้นลงบนมือนิคและมองด้วยความรู้สึกตุ้ม ๆ ต่อม ๆ

 

 

แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น…

 

 

…ไม่สิ นั่น

 

 

ผมเบิกตากว้างเมื่อฝ่ามือของนิคขึ้นรอยไหม้ตามรูปทรงของสร้อยที่ขดอยู่บนมือ แต่ไม่ใช่รอยไหม้รุนแรง เป็นเพียงรอยสีส้มเหมือนวงแหวนไฟอะไรทำนองนั้น และนิคก็ดูไม่ทรมานหรือออกอาการจะเป็นจะตายอะไรด้วย

 

 

ที่กลัวกว่าไฟคือแร่เงิน

 

 

ผมกลืนน้ำลายลงคอ มองเขาตาแทบไม่กะพริบ นิโคลัสนั่งหน้านิ่ง ดวงตาสีเทาจับจ้องมองผมไม่เคลื่อนไปไหน

 

 

“คุณ… คุณดูไม่กลัวเลย แล้ว…” ผมหันมองอีกสี่คนที่เหลือที่ยังคงนิ่ง

 

 

“…คนอื่น ๆ ก็ดูไม่กลัวด้วย”

 

 

“ในโลกของแวมไพร์…” หัวใจผมกระตุก ลมหายใจสะดุดนิดหน่อยแต่ก็กลับมาหายใจต่อได้อย่างรวดเร็ว

 

 

“…ชนชั้นแบบเรายังสามารถต้านทานแร่เงินได้อยู่บ้างหากไม่ได้มีขนาดใหญ่โตหรือมากจนเกินไป” ผมรู้สึกเหมือนว่าจะวูบ

 

 

สิ่งมีชีวิตในตำนานที่เล่าขานกันมานานนั่นน่ะเหรอ

 

 

“แวม… แวมไพร์” เสียงผมแหบแห้งกะทันหัน มองคู่หมั้นตัวเองด้วยความเด๋อ นิโคลัสพยักหน้าเป็นการยืนยัน

 

 

“ใช่” เขาพูดออกมาแค่คำเดียวแต่ทำให้ผมเหมือนโดนทุบหัวจนสมองสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ในหัวตอนนี้เหมือนเป็นหลอดไฟที่แสงไฟกำลังติด ๆ ดับๆ

 

 

ฉันเป็นแวมไพร์ หล่ออมตะ

 

 

เขาเป็นจริง ๆ ไม่ใช่มุก ไม่ได้ไปฉีดโบท็อกซ์มาด้วย

 

 

“แวมไพร์ที่ดื่มเลือด เอ่อ ใช่มั้ย” ผมรู้นะว่ามันงี่เง่ามาก แต่ก็ถามเพื่อความแน่ใจ

 

 

จริง ๆ ผมเองก็มีความสงสัยซ่อนอยู่ในความรู้สึกอยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นจริง มันเป็นแค่ความสงสัยในเชิงขำ ๆ กับตัวเองด้วยซ้ำ เหมือนเป็นจินตนาการฟุ้งเฟ้ออย่างหนึ่งมากกว่าจะคิดเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าใช่แน่ ๆ แบบนี้แน่นอนอะไรทำนองนั้น

 

 

“อาหารอย่างอื่นเราก็กินได้ แต่เลือดคืออาหารหลักและของโปรด” ผมหันไปมองพ่อที่ดูไม่ตื่นเต้น ไม่ประหลาดใจ ไม่กลัว และไม่หือไม่อืออะไรเลย

 

 

“พ่อรู้เหรอ” คุณโจนาธานพยักหน้ายอมรับอย่างไม่ลังเลใจ ริมฝีปากบนผมเผยอขึ้นพร้อมกับอาการหัวใจหล่นตุ้บ

 

 

“แต่ตอนพ่อรู้ครั้งแรก พ่อก็มีอาการไม่ต่างจากน้องแตม จนน้องแตมหนึ่งขวบพ่อถึงเชื่อ”

 

 

“ทำไมพ่อถึงเชื่อล่ะ…” ภาพเหตุการณ์ก่อนที่จะกลับมาบ้านผุดขึ้นในหัว

 

 

“…หรือพ่อเห็นอะไร”

 

 

“ก่อนที่แม่จะรู้ตัวว่าตั้งท้องแตม นิคมาหาพ่อกับแม่ที่บ้านด้วยความดีใจ และบอกว่าฝากดูแลแตมด้วย…” ผมหันไปมองนิคอย่างงุนงง เขายังคงมองผมแบบเดิม และตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาไม่ค่อยกะพริบตา

 

 

หรือจริง ๆ เขาอาจจะไม่เคยกะพริบตาเลยด้วยซ้ำ

 

 

“…ตอนนั้นพ่อกับแม่ไม่เข้าใจ และคิดว่าเขาสติไม่ดีด้วยซ้ำ” นิคยิ้มมุมปากแต่สายตายังมองผมอยู่ มองจนผมต้องยกมือขวาไปดันหน้าเขาเพื่อให้มองทางอื่นบ้าง ถึงจะอยู่ในสภาวะจริงจังแต่สายตาเขาก็ทำให้ผมร้อนรุ่ม

 

 

“ไม่ต้องมองเหมือนจะเผากันก็ได้”

 

 

“ฉันมองของฉันปกติ” ผมมุ่ยหน้าแล้วหันหน้าหนีไปทางพ่อแทน

 

 

“จนแม่รู้ตัวว่าท้อง เราสองคนเลยนึกถึงเขา แต่ตอนนั้นคิดว่าเขาเป็นหมอดู แม่ยังบอกว่าอยากดูดวงกับเขาอยู่เลย แล้วนิคก็กลับมาอีกครั้งตอนแม่อายุครรภ์สองเดือน เราเจอกันที่ฝรั่งเศส”

 

 

“ไปเที่ยวด้วยกันด้วยเหรอ” พ่อส่ายหัว

 

 

“แม่กับพ่อเจอคนกำลังถูกทำร้ายเลยพยายามช่วย แต่พวกนั้นไม่ใช่คน…” ผมเผยอริมฝีปากบนขึ้นอีกรอบ แน่ใจว่าพ่อหมายถึงอะไร

 

 

“…ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่านั่นคือแวมไพร์ เพราะเหมือนคนปกติทั่วไป จนนิคโผล่มาและเริ่มสู้กัน ถึงได้รู้ว่าพวกเขาไม่เหมือนคนปกติทั่วไป” ผมหันไปมองนิคด้วยความเคลือบแคลงก่อนหันกลับไปมองพ่อ

 

 

“แล้วพ่อแน่ใจได้ยังไงว่านิคไม่ได้จัดฉาก จู่ ๆ เขารู้ได้ยังไงว่าพ่อกับแม่อยู่ตรงไหนของฝรั่งเศส แล้วยังตามไปถึงฝรั่งเศสด้วย”

 

 

“มาระแวงสงสัยเขาทั้งที่ตอบตกลงแต่งงานกับเขาไปแล้วน่ะเหรอ…” พ่อยิ้มแซว ผมชะงักไปนิดหนึ่ง

 

 

“…คิด แต่นิคเขาก็ใช้เวลาพิสูจน์ ทำให้พ่อกับแม่เชื่อจนได้ว่าเขาคือคนที่รักแตมเหลือเกิน”

 

 

“เขาทำอะไรครับ” พ่อผมยักไหล่สบาย ๆ

 

 

“ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ก็แค่มาทำความรู้จักกันมากขึ้น มาพูดคุยกัน มาเจอกัน จนความระแวงในตัวเขาค่อย ๆ ลดลงไป…” ผมขบปากเบา ๆ พลางขมวดคิ้วครุ่นคิดไปด้วย

 

 

“…พ่อกับแม่ช่วยกันหาประวัติอาชกรรม ประวัติโกงเงินต่าง ๆ ของเขาน่าดูเลยแหละ เพราะคิดว่าเขามีจุดประสงค์ไม่ดี แต่วันเวลาผ่านไปเขาก็ทำให้เห็นว่าเขามาเพราะรักแตมเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่น”

 

 

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมจะมาเกิดเป็นลูกของพ่อกับแม่” ผมถามด้วยความข้องใจ นิคกระตุกยิ้มมุมปากท่าทางดูอึดอัดนิดหน่อย

 

 

“ดูดวงน่ะ” ผมขมวดคิ้ว

 

 

“แวมไพร์มีดูดวงด้วยเหรอ” เขาคลี่ยิ้มจะขำแต่ก็ไม่ได้ขำซะทีเดียว

 

 

“แวมไพร์น่ะไม่มีหรอก แต่พ่อมดแม่มดมี” ผมเบิกตากว้าง

 

 

“ฮะ? มีพ่อมดแม่มดด้วย” เขาพยักหน้า

 

 

“ไว้ฉันจะเล่าให้ฟัง…” เขายิ้มเศร้า “…ถ้าเธอยังอยากแต่งงานกับฉันอยู่”

 

 

“แล้วถ้าไม่แต่งเล่าให้ฟังไม่ได้เหรอ มาขนาดนี้แล้ว ผมอยากรู้นะ” นิคหน้าเสียไปนิดก่อนจะพูดเสียงแผ่ว

 

 

“ได้สิ ถ้าเธออยากรู้ฉันก็จะเล่า” ผมรู้นะว่าเขาหน้าเสียเพราะอะไร และผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ผมไม่อยากให้เขารู้สึกด้อยกว่า และดูว่าผมอยู่เหนือกว่าอะไรแบบนั้น

 

 

“ผมยังยืนยันความรู้สึกที่บอกคุณไปในคืนนั้น เอ่อ…” ผมหันไปมองพ่อด้วยความเลิ่กลั่ก พ่อมองหน้าผมแล้วยิ้มเบ้ปากพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าพูดไปเถอะ

 

 

“…ถึงตอนนี้ผมจะรู้สึกลังเลอยู่บ้าง แต่ใจผมก็รู้สึกอย่างนั้นไปแล้วจริง ๆ” เขายิ้มเศร้า

 

 

“ถ้าเธอได้ฟังเรื่องราวแล้วอยากจะขึ้นจากหลุมนั้น ฉันก็จะยอมรับ” ผมมองเขาด้วยความลำบากใจ

 

 

“เขาเป็นแบบนี้เสมอ ไม่เคยยัดเยียดให้พ่อกับแม่เชื่อ แม้ว่าเขาจะทำอย่างนั้นได้ก็ตาม”

 

 

“ทำแบบไหน”

 

 

“นิคอ่านความคิด รู้ความในใจของทุกคนบนโลกนี้ และสามารถควบคุมความคิดและจิตใจใครก็ได้ แต่เขาไม่เคยทำกับพ่อกับแม่เลยสักครั้ง” ผมเผยอปากขึ้นแล้วภาพตาลุงเจ้าของสนามกอล์ฟก็ฉายชัดขึ้นในหัว ไหนจะตอนที่เจ้าของงานแข่งขันกอล์ฟ และพวกนักกอล์ฟหันมาขอบคุณผมนั่นอีก

 

 

“ในชุมชนแวมไพร์เราเรียกมันว่า gifted ซึ่งไม่ได้มีทุกคน…” ผมหันไปมองนิคด้วยอาการเงอะงะนิดหน่อย ข้อนี้ผมเชื่อโดยไม่ตะขิดตะขวงเลยเพราะผมเห็นมากับตาแล้ว

 

 

“…ฉันอ่านความคิด อ่านใจใครก็ได้บนโลกใบนี้ยกเว้นเธอ ควบคุมความคิด ควบคุมจิตใจใครก็ได้บนโลกใบนี้ ยกเว้นเธอ”

 

 

“เพราะอะไรเหรอ” ผมถามอย่างล่องลอย ยังติดอยู่กับภาพตาลุงเจ้าของสนามกอล์ฟคุกเข่าอ้อนวอนผมอยู่

 

 

“เพราะเธอเป็นคนเข้มแข็ง ใจแข็ง ใจเด็ดเดี่ยว ซึ่งเป็นแบบนี้ตั้งแต่เธอคนเดิมแล้ว…” เขายิ้มอบอุ่น ผมนึกอยากเห็นตัวเองในชาติที่แล้วจริง ๆ ว่าหน้าตาเป็นยังไง และนิสัยประมาณไหน

 

 

“…พรสวรรค์ของแวมไพร์ตนไหนก็ทำอะไรเธอไม่ได้ แม้กระทั่งแฮร์รี่ที่ลบความทรงจำใครก็ได้เพียงแค่แตะตัวยังเกือบแย่ถ้าทำกับเธอ” ผมหลุดออกจากความล่องลอยทันที

 

 

“อ๋อ มิน่า ทุกครั้งที่เหมือนเกิดเรื่องอะไร พอตื่นขึ้นมาผมก็จะจำอะไรไม่ได้เลย”

 

 

“แต่เธอก็ยังหลงเหลือความสงสัยใช่มั้ยล่ะ…” ผมพยักหน้าหลายทีติดกัน

 

 

“…ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นหรือแวมไพร์ตนอื่น จะจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิด ใครก็ตามที่โดนแฮร์รี่ลบความทรงจำ จะไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว แต่กับเธอไม่ใช่” ผมหันไปมองแฮร์รี่ที่ก้มหัวให้ผมเบา ๆ

 

 

“แล้วถ้าไม่ได้ผลกับผม ทำไมผมถึงยังนึกอะไรไม่ค่อยออก”

 

 

“ตอนเด็ก ๆ จิตใจคุณแตมยังบริสุทธิ์ ผมจึงลบความทรงจำได้ง่าย…” แฮร์รี่พูดอย่างสุภาพและนอบน้อม

 

 

“…แต่พอคุณแตมขึ้นมอปลาย จิตใจคุณแตมเข้มแข็งขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่มีเหตุให้ต้องลบความทรงจำ ผมต้องอาศัยช่วงที่จิตคุณแตมกำลังว่างเปล่า หรือจิตไม่นิ่ง…” ผมย่นคิ้วครุ่นคิดตาม

 

 

“…แต่ทุกครั้งที่ทำผมเองก็ลุ้น เพราะพื้นฐานคุณแตมเป็นคนจิตแข็ง” ผมพยักหน้า (ไม่ได้พยักหน้ารับว่าเป็นคนจิตแข็งนะ) พยายามทำความเข้าใจ ซึ่งคิดว่าตัวเองเข้าใจระดับหนึ่ง

 

 

“พ่อแน่ใจได้ยังไงว่านิคไม่เคยควบคุมความคิดและจิตใจของพ่อกับแม่น่ะ” ผมถามปกติ ไม่ได้วีนเหวี่ยงหรือคิดจะเอาเรื่อง

 

 

“เขาไม่เคยทำเพราะทำไม่ได้น่ะสิ”

 

 

“แล้วถึงทำไมไม่ได้ล่ะ”

 

 

“ก็เพราะแตมแผ่พลังมาถึงพ่อกับแม่ด้วย ยิ่งกับแม่ยิ่งยาก เพราะแตมอยู่ในท้องแม่” ผมหันไปหานิค

 

 

“ผมจิตแข็งตั้งแต่ตัวเป็นวุ้นเลยเหรอ”

 

 

“เปล่า แต่เพราะเธอเป็นคนที่ฉันรัก ฉันเลยทำไม่ได้” มันมีความไม่เข้าใจในประโยคนี้นะ แต่ด้วยความสับสนที่มีอยู่แล้วบวกกับจู่ ๆ ก็รู้สึกเก้อเขินเลยยิ่งทำให้หัวสมองยุ่งเหยิงจนไม่รู้ว่าจะต้องถามหรือพูดอะไรเพิ่มเติมดี

 

 

และผมยังมีคำถามกับตัวเองจนถึงตอนนี้ว่าจริงมั้ยเนี่ย เรื่องที่กำลังได้ยินตอนนี้มันจริงหรืออำกันเล่น ๆ

 

 

“แล้วระหว่างที่ท้องน้องแตม พ่อกับแม่ก็เจอแวมไพร์บางกลุ่มมารังควาน นิคก็จะมาช่วยทุกครั้ง นิคเริ่มระแวงว่าพวกนั้นจะรู้ว่าในท้องของแม่คือแตม เลยพยายามอยู่ห่าง ๆ แต่ก็คอยปกป้องพวกเราสามคนตลอด เพราะเขากลัวว่าถ้ามาบ่อยจะเป็นที่สงสัย และเขายังวางตัวปกติมากทั้งที่จริงน่ะดีใจยิ่งกว่าลิงโลดแล้ว…” พ่อหันมองนิคแล้วหัวเราะ ผมหันไปมองนิคก็เห็นเขามองบนพร้อมยักคิ้ว

 

 

แบบนี้นี่เองเขาถึงแสดงกิริยาอะไรแบบนี้กับพ่อได้ชิลมาก เพราะเขาสนิทกัน รู้จักกันจริง ๆ และรู้จักกันนานเท่ากับอายุของผม ไม่สิ มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเขามาหาพ่อกับแม่ตั้งแต่ผมยังไม่ทันก่อตัวเป็นวุ้นเลย

 

 

“…หลังจากน้องแตมคลอดออกมาจากท้องแม่ นิคก็ไม่เข้าใกล้น้องแตมอีกเลย แต่ใช้วิธีจ้างผู้พิทักษ์คอยดูแลแตมแทน” ผมขมวดคิ้ว

 

 

“ผู้พิทักษ์?”

 

 

“เรื่องในโลกมหัศจรรย์ ไว้น้องแตมไปถามรายละเอียดจากเขาเองเถอะ…” ผมมองขึ้นด้านบนเพราะกำลังนึกถึงพ่อมดแม่มดที่นิคพูดถึงก่อนหน้านี้

 

 

“…แต่นอกจากผู้พิทักษ์ก็ยังมีพวกแฮร์รี่ที่คอยมาดูแลความปลอดภัยให้ พ่อกับแม่นึกว่าตัวเองเป็นพวกราชวงศ์ แต่จริง ๆ แล้วน้องแตมต่างหากที่เป็น”

 

 

“หา? น้องแตมเป็นราชวงศ์ได้ไง”

 

 

“ก็เราเป็นเมียเขาเมื่อชาติก่อน เขาตามหาเราจนเจอว่าจะมาเกิดกับพ่อกับแม่” ผมอ้าปากค้าง ขนลุกวูบหนึ่งเพราะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกร

 

 

“นิคเคยเป็นเป็นพระราชา…” พ่อขมวดคิ้วแล้วหันไปมองนิค

 

 

“…ใช้คำว่าเคยได้หรือเปล่า ตอนนี้คุณก็ถือว่ายังเป็นอยู่มั้ย”

 

 

“ผมบอกแล้วไงว่าไม่สนใจตำแหน่งนั้นแล้ว”

 

 

“แต่พวกนั้นก็ยังกลัวว่าคุณจะกลับไปเป็นคิงนี่” นิคส่ายหัวช้า ๆ ท่าทางดูปลดปลง

 

 

“คุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมไม่…” ดวงตาของเขาฉายแววเศร้า

 

 

“…เรื่องพวกนั้นไม่มีค่าอะไรกับผมเลยตั้งแต่คนที่ผมรักจากไป” ในอกผมวูบโหวง ผมเห็นความว้าเหว่ในดวงตาของเขา และรับรู้ได้ถึงความเศร้าจากภายใน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

 

 

“แต่ในระหว่างที่คุณคิดจะครองรักกับลูกผม พวกเขาระแวงคุณ”

 

 

“ถ้าพวกนั้นไม่ยอมรักษาสัญญา ผมจะจัดการเอง” พ่อพ่นลมหายใจเบา ๆ ก่อนหันมามองผม

 

 

“ชาติก่อนน้องแตมเป็นภรรยาของเขา แตมเลยเป็นราชินี และเป็นหนึ่งในราชวงศ์คาร์ดอส” โอ้ว! เลือดสีน้ำเงิน นี่เรื่องจริงมั้ยเนี่ย หรือเรื่องแต่งหลอกผม นี่ผมกำลังถ่ายรายการคนหน้าเหวอหรือเปล่า

 

 

“Celine.” เสียงนุ่มทุ้มดังมาจากนิค ลมหายใจผมสะดุดกึกก่อนจะหันไปมองเขา นิคมองผมอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มอบอุ่นของเขายิ่งทำให้เขาดูละมุน

 

 

“คุ้นชื่อนี้มั้ย” ผมพยักหน้าอย่างรวดเร็ว นิคคลี่ยิ้มอีกนิดแต่ก็ยังเป็นยิ้มบาง ๆ

 

 

“นั่นคือชื่อเดิมของเธอ” ผมอ้าปากกว้างขึ้น

 

 

“นิโคลัส…” ผมทวนชื่อจริงของเขาอีกรอบ แล้วเสียงในความฝันก็ดังซ้อนแทรกเข้ามาในห้วงความคิด

 

 

Nicholas…

 

 

“…คุณคือนิโคลัสในฝันของผม” แววตาของนิคดีใจ เขาพยักหน้าลงเป็นการบอกว่าใช่ หัวใจของผมเต้นถี่รัวด้วยความตื่นเต้น

 

 

แต่เดี๋ยวก่อน ความงงเริ่มเข้าครอบงำในหัวแล้ว คือผมต้องรู้สึกอะไรยังไงก่อน เขาเป็นแวมไพร์ ไม่ใช่แค่ตำนาน แต่เป็นจริง ๆ และนั่งอยู่ตรงหน้าผม แล้วมีเรื่องชาติที่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้อง และยังเรื่องความฝันที่หน้าผู้ชายคนนั้นไม่ชัดสักที แต่วันนี้ได้รู้แล้วว่าเขาคนนั้นคือใคร

 

 

ผมต้องรู้สึกแบบไหนก่อนดีล่ะ ตื่นเต้น หวาดกลัว หรืออะไร

 

 

“วันเกิดผมเลยมาแล้ว ไม่ได้คิดจะเซอร์ไพรส์อะไรผมใช่มั้ย” ผมมองพ่อกับนิคสลับไปมาด้วยความรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทั้งที่จริงเซ้นส์มันบอกว่านี่แหละจริงแล้ว เพียงแต่ผมอยากเห็นอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้อีกสักสองสามอย่าง หรืออย่างเดียวก็ได้เอ้า

 

 

แต่ทั้งสองคนก็ส่ายหัว

 

 

ผมนั่งไหล่ตก แล้วก็งงกับตัวเองว่าจะไหล่ตกทำไม ในหัวผมเริ่มดึงภาพต่าง ๆ ที่จำได้ขึ้นมาไล่เรียงไทม์ไลน์แล้วผนวกเข้ากับเรื่องเล่าของพ่อกับนิค พ่อผมไม่ใช่คนโกหก ไม่ใช่คนพูดเพ้อเจ้อหรือพูดไปเรื่อย และภาพต่าง ๆ ที่ผมเห็นก่อนจะนั่งล้อมวงคุยกันแบบนี้ มันก็ทลายความสงสัยที่ซ่อนอยู่ในใจผมได้แล้ว แต่ผมดันคิดว่าไอ้การที่นิคพาผมกระโดดขึ้นลอยฟ้านั่นคือเขาเก่งยิมนาสติก นั่นมันคือความคิดอะไรกัน นักยิมนาสติกก็ไม่ได้กระโดดสูงขนาดนี้มั้ย หรือการที่เขาต่อยผู้ชายคนนั้นจนสมองไหลก็เป็นมายากล นิคกลายเป็นนักมายากลไปแล้วเหรอ

 

 

“สองคนนั้นที่พวกคุณทำคอหลุดและเจาะสมองเขา เป็นแวมไพร์หรือเปล่า” นิคสั่นหัว

 

 

“พวกนั้นคือ Humachine”

 

 

“อ้อ ใช่ ผมได้ยินประโยคนี้ มันคืออะไร”

 

 

“พวกมันคือซากศพที่สมองยังทำงาน หรือบางรายหัวใจยังเต้นอยู่ แล้วถูกนำมารวมกับเศษเหล็กจนกลายมาเป็นอย่างที่เธอเห็น” ผมย่นคิ้ว

 

 

“คนเหล็กงี้เหรอ”

 

 

“ว่างั้นก็ได้” ผมอ้าปากหวอและกะพริบตาปริบ ๆ

 

 

“ใครครีเอทขึ้นมากันเนี่ย” นิคขบกรามเบา ๆ หน้าตาตึงเครียดนิดหน่อย

 

 

“พวกนักล่าแวมไพร์”

 

 

“โอ… เอ่อ” นี่มัน… อะไรกัน โอ้ว มาย ก็อด นี่โลกอนาคตหรือเปล่า

 

 

“พวกนั้นตั้งใจมาล่าพวกคุณเหรอ” นิคถอนหายใจหน้าคาเตร่งเครียดกว่าเดิม

 

 

“สองคนนั้นน่าจะถูกส่งมาสืบเกี่ยวกับเธอ เดาว่ามันน่าจะเริ่มระแคะระคายแล้ว” ผมหันไปมองสเตฟานกับพาสคาลแวบหนึ่งก่อนหันไปมองพ่อด้วยความตกใจ

 

 

“แบบนี้พ่อก็อยู่ในอันตรายใช่มั้ย สองคนนั้นถึงต้องมาเฝ้าพ่อ” พ่อยิ้มสบาย ๆ

 

 

“เมื่อถึงวันที่แตมออกไปอยู่กับนิโคลัส จะไม่มีใครสนใจคนแก่อย่างพ่อหรอก”

 

 

“แตมไงที่สนใจพ่อ” พ่อหัวเราะเบา ๆ

 

 

“อันนั้นพ่อรู้ แต่พ่อหมายถึงทั้งพวกแวมไพร์ พวกนักล่า หรือไม่ว่าพวกไหนก็ตาม”

 

 

“แตมจะไม่ทิ้งพ่อให้อยู่คนเดียวหรอกนะ” ผมหันไปมองนิคด้วยความสับสน

 

 

“ฉันจะไม่ปล่อยให้พ่อเธอเป็นอะไรไปเพราะฉันแน่นอน แม้ว่าเธอจะไม่แต่งงานกับฉัน แต่ฉันจะยังดูแลเธอกับพ่อต่อไป” นิคยิ้มเศร้า แต่เขาก็ดูเข้าใจและดูจะทำใจรอไว้แล้ว

 

 

“ถ้าผมไม่แต่งงานกับคุณ ผมกับพ่อก็จะปลอดภัยใช่มั้ย…” สีหน้าและแววตาของนิคหม่นลงทันที

 

 

“…ผมคิดว่าข่าวของเราสองคนคงยังไม่แพร่ไปทั่วโลกแวมไพร์นักหรอก” นิคส่ายหัว

 

 

“ตอนนี้น่าจะมีแค่ข่าวลือ ฉันยังรับมือได้อยู่” หัวใจผมบีบรัด มือขวาเลื่อนไปแตะแหวนหมั้นบนนิ้วนางข้างซ้าย

 

 

“ผมห่วงพ่อ…” ผมถอดแหวนออกจากนิ้ว คนที่มอบแหวนให้ผมนั่งซึม

 

 

“…ผมรักคุณ แต่ถ้าพ่อเป็นอะไรไป ผมก็คงมีความสุขปนทุกข์” ผมวางแหวนลงบนมือของนิค

 

 

“แต่คุณแตมครับ นายท่านรอ…” นิคยกมือซ้ายขึ้นห้ามแฮร์รี่ ผมไม่แน่ใจว่าเขาใช้ความสามารถของตัวเองหรือเปล่าแฮร์รี่ถึงเงียบ หรือเพียงเพราะเขายกมือขึ้นมาเฉย ๆ แฮร์รี่ก็เลยเงียบโดยอัตโนมัติ

 

 

“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอกับพ่ออยู่ในอันตราย ขอโทษที่เห็นแก่ตัว” เขาพูดเสียงแผ่วก่อนจะลุกขึ้นยืนช้า ๆ

 

 

“สเตฟาน พาสคาล ดูแลพวกเขาให้ดีเหมือนทุกครั้ง” นิคพูดกับลูกน้องแต่สายตาแสนเศร้าของเขามองผมอยู่

 

 

“ครับนายท่าน” สองคนนั้นตอบรับพร้อมกัน

 

 

“ฝันดีนะเฌอแตม” นิคคลี่ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเดินออกไปจากบ้านอย่างปกติ ไม่ใช่เดินพรวดพราดว่องไวแบบแวมไพร์ แฮร์รี่กับอันเดรียสหมุนตัวเดินตามเจ้านายออกไป

 

 

วินาทีที่พ่อยื่นมือมาจับหัว ผมถึงรู้ตัวว่าตัวเองกำลังร้องไห้









เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

ก็คื้ออออ แวมไพร์จริง ๆ ด้วยยยย  :sad4:

แต่คนอ่านที่ตามอ่านอยู่น่าจะเดาถูกหลายคนตั้งแต่ต้นแล้ว แต่อยากรู้ว่ามีคนหลง ๆ ทางคิดว่าพี่นิคเป็นอย่างอื่นบ้างมั้ย

น้องแตมสติแตกถอนหมั้นไปแล้ว จะยังไงต่อ เจอกันตอนหน้าจ้า

ขอบคุณคนอ่านทุก ๆ คนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณคอมเม้นอันเป็นกำลังใจสำคัญของเหล่านักเขียนค่ะ  :mew1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด