*∞.:ETERNITY:.∞* EP.14 : Big boy. [01/06/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.14 : Big boy. [01/06/2020]  (อ่าน 5862 ครั้ง)

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
*∞.:ETERNITY:.∞* EP.14 : Big boy. [01/06/2020]
« เมื่อ09-01-2020 18:06:19 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม






Let's the story begin...


First part:
TOGETHER




I was smitten from the start, I really was...
ฉันตกหลุมรักตั้งแต่แรกเริ่ม ฉันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
No matter how long it is, I'm pleased to wait for you, my love.
ไม่ว่าจะเนิ่นนานเพียงใด ฉันเต็มใจจะรอเธอ ที่รักของฉัน
I have known what I was living for all along.
ฉันรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
I surrender who I have been for who you are.
ฉันละทิ้งตัวตนของตัวเองเพื่อตัวตนของเธอ
I love you for longer than you think you deserve.
ฉันรักเธอมานานเกินกว่าที่เธอคิดว่าเธอสมควรจะได้รับ
I can't explain how happy I am that our love is back.
Now we are together, and it will be forever, then it will be everlasting, and it is unending.






WARNING.

เรื่องราวในเรื่องเป็นเรื่องเกิดจากจินตนาการและถูกถ่ายถอดออกมาเป็นตัวอักษร
มิได้มีเจตนาไม่ดีหรือคิดร้ายต่อสิ่งใดในโลกของความเป็นจริงที่ถูกหยิบยกมาใส่ในเรื่องราว
เป็นเพียงการเติมสีสันและความสนุกให้กับนิยายเท่านั้น
แต่ทางคนเขียนก็จะระมัดระวังในการใส่ข้อมูลและรายละเอียดบางอย่างเข้าไปในนิยายด้วยค่ะ



#NJeternallove
Twitter : @sistomedy
Facebook : ขุ่นเจ้
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:25:37 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.1:The wait is over. [09/01/2020]
«ตอบ #1 เมื่อ09-01-2020 18:07:45 »

Table of contents

TOGETHER
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:10:00 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.1:The wait is over. [09/01/2020]
«ตอบ #2 เมื่อ09-01-2020 18:11:17 »

Together part
Episode 1 : The wait is over.





หญิงสาวคนหนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีขาวพลิ้วกำลังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่วแม้ว่าชุดที่ใส่จะไม่เหมาะกับท่วงท่าที่กำลังขยับอยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับหล่อนเลยสักนิด ผมสีน้ำตาลหยักศกมีวอลลุ่มสวยงามปลิวสะบัดยามบิดตัวหลบอาวุธสีเงินที่ฟาดผ่านอากาศหมายจะจ้วงเข้าตัวหล่อนให้ได้ หญิงสาวหยิบลูกธนูออกจากกระบอกไม้ จับใส่คันศรอย่างรวดเร็วแล้วปล่อยลูกธนูปักกลางอกของร่างชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างแม่นยำก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลงพร้อมกับอาวุธในมือ หล่อนโค้งตัวไปด้านหลังเพื่อหลบดาบสีเงินก่อนเด้งตัวกลับขึ้นมาถีบชายหนุ่มในชุดเกราะสีเทาเข้มจนล้มลงไปกองกับพื้น หญิงสาวเตรียมหันกลับไปอีกทางเพื่อจะกำจัดเป้าหมายรายต่อไป





เพี๊ยะ!!!





ร่างบางระหงล้มลงบนพื้นหินสีเข้ม เลือดสีแดงเข้มคาอยู่ตรงมุมปาก ดวงตาเรียวสวยหันไปมองผู้กระทำอย่างไม่เกรงกลัว และพร้อมลุกขึ้นสู้อีกครั้ง





“You move, then he dies. (เธอขยับ เขาตาย)” หล่อนเบิกตากว้างเมื่อเห็นชายหนุ่มตัวใหญ่ยักษ์อีกคนรัดคอเด็กหนุ่มตัวเล็กไว้ด้วยลำแขนท่อนใหญ่ ดวงตาสีฟ้าสดใสมองหล่อนด้วยความหวาดกลัว





“Mom. (แม่)” ใบหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มเลือนรางราวกับสัญญาณภาพที่ใกล้จะขาดหาย ภาพตรงหน้าสั่นไหวดั่งผิวน้ำกระเพื่อม แล้วเพียงชั่วพริบตาภาพก็ตัดมาที่กริชสีเงินวาววับพุ่งลงมาปักบนอกซ้ายเข้าที่หัวใจเต็มแรง





เฮื้อ!!!





ความเจ็บปวดรวดร้าวแบบขีดสุดแล่นไปตามเส้นประสาทความรู้สึก หญิงสาวเกร็งไปทั้งตัว ความเจ็บปวดปักอยู่กลางหัวใจ ปลายกริชขยี้ก้อนเนื้อในอกซ้ายอย่างรุนแรง





“Nooo!” เสียงกรีดร้องเล็ก ๆ ดังก้องสะท้อนไปทั่วก่อนที่จะตัดด้วยเสียงตื๊ดดดยาว ๆ เหมือนเสียงเครื่องวัดสัญญาณการเต้นของชีพจรในโรงพยาบาล





“Celine!”





เซลีน? อีกครั้งที่ต้องตั้งคำถามว่าใครกัน?





และเสียงทุ้มแต่นุ่มหูของผู้ชายคนนี้ก็คงเป็น…





“Nicholas…”













ทรมานเหลือเกิน เจ็บหัวใจเหลือเกิน เจ็บแบบเดิมอีกแล้ว





“Celine.. Celine…” เสียงทุ้มกระซิบ แต่กลับดังก้องในโสตประสาทการได้ยิน





“โอ๊ย…” ผมร้องด้วยความเจ็บปวดตรงหัวใจ นิ้วมือซ้ายทั้งห้าขยุ้มจิกอกซ้ายไว้แน่นเพื่อหวังให้ความเจ็บบรรเทา





“Celine…” เสียงกระซิบนั้นชัดขึ้นราวกับคนพูดนอนพูดอยู่ข้าง ๆ หู มือซ้ายที่ยกกุมอกซ้ายไว้รู้สึกถึงความเย็นยะเยือก แล้วตามด้วยด้านบนหน้าผาก ความเย็นจัดค่อย ๆ แผ่ไปทั่วใบหน้า อาการร้อนระอุก่อนหน้านี้ค่อย ๆ ลดลง ลมหายใจที่หอบหนักหน่วงค่อย ๆ เข้าที่เข้าทางทีละนิด





“Happy birthday…” เสียงทุ้มใหญ่แต่นุ่มหูกระซิบอย่างช้า ๆ และชัดเจน ผมค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นแบบที่ยังมีอาการติดหอบอยู่เล็กน้อย อาการเจ็บที่หัวใจค่อย ๆ ลดลงจนเหมือนแค่โดนหยิกแล้วจี๊ดชั่วคราว ผมกวาดตามองไปรอบห้องนอนที่มีแสงจันทร์ส่องเข้ามาให้ความสว่างแบบรำไรแต่ก็ไม่พบใคร





ผมค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้น รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างกับไปวิ่งเบิร์นบนลู่วิ่งมาสักครึ่งชั่วโมงได้ ผมกลืนน้ำลายลงคออันแห้งผาก อาการง่วงยังมีอยู่เลยมองอะไรต่อมิอะไรด้วยความเบลอ ผมยกมือขวาเช็ดเหงื่อรอบกรอบหน้าตัวเอง ลมหายใจค่อย ๆ เบาลงจากตอนแรกที่หายใจหอบหนักหน่วง ผมหันไปมองนาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะหัวเตียง มันบอกเวลาว่าเป็นเวลาตีห้าสิบห้าแล้ว ผมปิดเปลือกตาลงและพ่นลมหายใจยาว ๆ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นอีกนิดก่อนที่จะสะบัดผ้านวมออกจากตัวแล้วเดินลงจากเตียงตรงไปยังห้องน้ำ





ฝันแบบนี้อีกแล้ว ฝันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ จนเหมือนกำลังดูละครรีรันวันจันทร์ถึงศุกร์ช่วงบ่ายอะไรแบบนั้น





ไม่ใช่แค่เคยฝัน แต่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แถมยังแย่กว่าละครรีรันตรงที่ซีนในฝันไม่เขยิบไปไหนเสียที เจอแต่ซีนเดิม ๆ จนละครรีรันบางเรื่องจบไปและมีเรื่องใหม่มาแทนแล้ว แต่ฝันบางฝันยังย่ำอยู่ที่เดิม มีเพิ่มเติมนิด ๆ หน่อย ๆ แถมไม่ได้ต่อเนื่องกันอีกต่างหาก ตัดไปตัดมาราวกับจะให้เดาต่อเอาเอง ถ้าเป็นฝ่ายตัดต่อละครหรือรายการก็คือห่วยแตกมาก





แล้วภาพก็เลือนราง พร่าๆ เบลอๆ แม้จะฝันมาหลายครั้งหลายครา แต่ทว่าไม่เคยได้เห็นภาพชัดเจนแบบเอชดีสักที หรือแม้แต่จะเอาความคมชัดระดับ480p ก็ยังไม่ได้เลยเถอะ





ที่สำคัญ ฝันทีไรผมเจ็บหัวใจทุกที มันไม่ใช่ความเจ็บระดับปกติ มันเป็นความเจ็บที่ทำให้ผมรู้สึกจะขาดใจตายทุกครั้งที่ฝันไอ้เรื่องห่าเหวอันนี้ จนหลายครั้งผมเริ่มรู้สึกว่ามันเกินฝันไปมาก มันเหมือนเรื่องจริง





ผมปล่อยให้น้ำจากฝักบัวรดตั้งแต่หัวแล้วไหลไปตามร่างกายเพื่อให้ความสดชื่นกับตัวเองในช่วงเช้ามืดของวันคล้ายวันเกิดปีที่สิบแปดของตัวเอง





ก๊อกๆ





“น้องแตม ตื่นยัง” ผมเดินออกจากฝักบัวไปเปิดประตูห้องน้ำเพียงครึ่งเดียวแล้วตะโกนตอบพ่อ





“ตื่นแล้วพ่อ กำลังอาบน้ำอยู่”





“อย่าสายเกินพระล่ะ พ่อเตรียมของไว้ให้ในครัวนะ”





“ขอบคุณครับพ่อ” ผมเดินกลับเข้าไปใต้ฝักบัวตามเดิมแล้วเร่งสปีดอาบน้ำภายในห้านาที เสร็จเรียบร้อยก็ออกมาแต่งตัวด้วยเสื้อโปโลสีขาวปักสัญลักษณ์สีทองของงานตรงอกซ้ายกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้ม





ครืด ครืด





ผมสะพายกระเป๋าไว้บนไหล่ขวา หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมาเปิดดูข้อความ กดเข้าไปอ่านก็เป็นข้อความอวยพรวันเกิดจากธนาคาร เห็นแล้วก็ยิ้มขำ เป็นคนแรกเลยสินะที่อวยพรผม





ไม่สิ…





ผมนึกถึงเสียงที่ได้ยินก่อนจะตื่นขึ้นมาหน้าชุ่มเหงื่อ เสียงนั้นกระซิบชื่อใครสักคน แล้วก็ตามด้วยการบอกว่าสุขสันต์วันเกิดในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ





ผมได้แต่ขมวดคิ้ว เสียงนั้นดังมาจากในฝันงั้นเหรอ? แต่เจ้าของเสียงรู้ได้ยังไงว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของผม หรือเพราะเขาจำได้ ฮึ? เขาจะจำได้ไง ก็ในเมื่อนั่นมันคือฝัน ใครคนนั้นเขาจะทะลุฝันมารู้จักผมเหรอ หรือเขาไม่ได้บอกผม มันเป็นฝันซ้อนเรื่องรึเปล่า แบบว่าคลื่นแทรกแซง ผมฝันถึงเรื่องผู้หญิงคนนั้นและอาจจะมีฝันเรื่องอื่นแทรกเข้ามา





แต่เฮ้ย ไม่แทรกนี่ เสียงนั้นมาหลังฝันจบไปนะ เอ๊า มาไงวะน่ะ งงวุ้ย ยิ่งคิดก็ยิ่งงง เลยโคลงหัวปัดความคิดนี้ออกไป ผมหมุนตัวเดินออกไปจากห้องนอน ปิดประตูให้เรียบร้อยแล้วเดินลงบันไดไม้ไปชั้นล่าง เลี้ยวเข้าห้องครัวที่พ่อกำลังนั่งจิบกาแฟพร้อมกับกินปาท่องโก๋ไปด้วย





“ไง ลูกชายวัยสิบแปด…” พ่อผมยิ้มแซว ผมยิ้มขำเป็นการตอบ





“…สุขสันต์วันเกิดนะเจ้าตัวเล็กของพ่อ” ผมแกล้งทำหน้ายี้พร้อมกับกลอกตา พ่อหัวเราะเบาๆ





“พ่อช้าไปแล้ว ธนาคารส่งข้อความมาคนแรกเลย” ไม่นับรวมไอ้เสียงปริศนาที่ทำให้ปวดหัวก็แล้วกัน ผมนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าพ่อ มองใบหน้ามีริ้วรอยแต่ยังดูดีมีเค้าความหล่อช่วงวัยหนุ่มให้เห็นของหนุ่มสวีเดนวัยห้าสิบกว่าแล้วคลี่ยิ้มตามรอยยิ้มใจดีของเขา





“โอ้ มันจะหลอกให้เราไปทำบัตรเครดิตกับมันอีกน่ะสิ” คุณโจนาธานว่าอย่างอารมณ์ดี ผมมองเส้นผมสีดำแซมสีขาวของพ่อแล้วก็ยิ้มอุ่นใจว่าผมพ่อยังคงหนาไม่บางหรือเถิก เพราะมันหมายถึงว่าผมจะไม่ได้รับพันธุกรรมแบบนั้นมายังไงล่ะ





“การตลาดเขาดีจริงๆ…” ผมว่าขำ ๆ และยกมือขึ้นมาพนมตรงอก





“…มา ก่อนจะขอพรพระ ขอพรพ่อก่อน” แม้จะเป็นคนต่างชาติ แต่พ่อผมเข้าใจธรรมเนียมนี้เพราะเราทำกันมาทุกปีตั้งแต่ผมเริ่มจดจำอะไรได้ และพ่อผมก็เป็นฝรั่งที่คุ้นเคยกับเมืองไทยมาก ๆ เลยละ พูดไทยชัดจนคนไทยหลายคนได้ยินแล้วอเมซิ่งมาก ไม่มีหลุดสำเนียงฝาหรั่งเลย





“แม่เราจะอวยพรว่าอะไร พ่อจะได้ไม่อวยพรซ้ำ” ผมหัวเราะ





“เอ๊า แล้วผมจะรู้ได้ไงล่ะ วิดีโอคอลไปหาแม่ก่อนมั้ย” พ่อผมยักไหล่แล้วทำหน้านึก คงกำลังทบทวนด้วยว่าปีก่อน ๆ อวยพรอะไรผมไปแล้วบ้าง





“มีแฟนได้แล้วนะ พ่ออนุญาต สาวคนไหน หนุ่มคนไหนจะมาจีบ พ่อไม่หวง บอกเขาว่าควงได้เลย” ผมหัวเราะเบา ๆ กับมุกนี้ ที่หัวเราะเพราะก่อนหน้านี้พ่อไม่อยากให้ผมมีแฟน ซึ่งผมก็ไม่เดือดร้อนเพราะผมเองก็ไม่ได้คิดอยากจะมี





“นี่คือคำอวยพรแล้วใช่มั้ย จะได้สาธุ”





“พูดไปก็หาว่าอวยลูก เรียนเก่ง เป็นเด็กดี หน้าตาดี นิสัยดี ไม่รู้จะให้พรอะไรแล้ว” ผมยิ่งหัวเราะชอบใจ





“เนี่ย อวยมาก เพลา ๆ หน่อย เดี๋ยวคนหมั่นไส้ผมเยอะ” พ่อผมยิ้มกว้างและยกมือซ้ายขึ้นลูบเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนของผมเบาๆ





“ขอให้เขาคนนั้นรักเฌอแตมของพ่อกับแม่ดั่งคำสัตย์สาบาน…” ผมขมวดคิ้วนิดหน่อย





“…ขอให้ความเชื่อใจของพ่อและแม่ไม่ถูกทำลาย ให้เขาดูแลแตมดียิ่งกว่าที่พ่อกับแม่ดูแล” ผมอ้าปากหวอ หน้าตางุนงงปนเด๋อ





“เดี๋ยวนะพ่อ อันนี้อวยพรวันเกิดหรืออวยพรงานแต่ง” ผมว่าอย่างติดตลก พ่อผมเอาแต่ยิ้ม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายแห่งความสุข แม้จะงง ๆ แต่ผมก็ยกมือขึ้นจรดหน้าผากแล้วว่าสาธุเบา ๆ เพราะคิดว่าพ่อคงอยากให้ผมได้คนดี ๆ เข้ามาในชีวิตนั่นแหละ ผมยืดตัวขึ้นหอมแก้มพ่อด้วยความชื่นใจแล้วคลี่ยิ้มกว้าง พ่อยิ้มอบอุ่นตอบกลับมา





“ขนของไปรอพระกันเถอะ” ผมลุกขึ้นช่วยพ่อถือถาดสีเงินที่ในนั้นมีของคาว ของหวาน เครื่องดื่มและดอกกล้วยไม้จากสวนของพ่อสำหรับใส่บาตรให้พระในวันดี ๆ ของผม





ผมเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายหมาด ๆ อีกไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ก็จะถึงช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว หลังเรียนจบผมใช้เวลาไปกับการอ่าน… อ่านหนังสือนิยายและดูหนังเป็นสิบเรื่อง





ไม่ใช่ว่าเอ้อระเหยหรือด๊อนท์กีฟอะชิทใด ๆ นะ แต่ผมน่ะรู้ตัวนานแล้วว่าอยากเรียนอะไร เลยเตรียมตัวมาตั้งแต่เทอมแรกของมอหกแล้ว ค่อย ๆ ไล่อ่าน ไล่ทบทวนมาเรื่อย ๆ พอใกล้ช่วงลงสนามจริงเลยปล่อยฟรีสไตล์ให้กับตัวเองเพื่อจะได้ไม่กดดัน อีกอย่างผมโชคดีที่เกรดเฉลี่ยตอนมอปลายอยู่ในระดับที่ทำให้ไม่ต้องติวหนักเพื่อใช้เปอร์เซ็นต์ในส่วนของการสอบมาฉุดเปอร์เซ็นต์เกรด ว่าง่าย ๆ คือเกรดเฉลี่ยของผมได้เปอร์เซ็นต์ตามเกณฑ์แล้วแน่ ๆ เหลือแค่ทำให้เปอร์เซ็นต์การสอบที่จะต้องใช้ยื่นกับทางมหาวิทยาลัยนั้นถึงตามเกณฑ์อีกอัน





นอกจากจะอ่านนิยายไปหลายเล่ม ดูหนังมาราทอนจนตาแฉะ ผมก็แบ่งเวลาช่วงก่อนลงสนามสอบมารับงานหาตังค์เข้าบัญชีอีกด้วย คือผมไม่อยากกดดันตัวเองอะ มั่นใจในตัวเองก็มีบ้าง แต่มันก็เป็นผลมาจากการที่ผมตั้งใจเรียนมาตลอดนั่นแหละ ผมส่งงานครบทุกชิ้นและส่งตรงเวลาเสมอจนอาจารย์ทุกวิชาเอ่ยชมให้พ่อฟังจนหน้าพ่อที่เรียวหล่อจะบานใหญ่อยู่แล้ว พอพื้นฐานความรู้ในการจะไปสู้กับคนอื่นมีพร้อม ผมก็เลยแอบมั่นใจในตัวเองนิด ๆ สิ่งที่ผมต้องทำคือรักษาฐานอันนั้นไว้ให้แน่น ๆ และต่อยอดจากฐานนั้นให้สูงขึ้นไปอีก





“อายุวรรณโณ สุขัง… พลัง…” เสียงนุ่มเพราะ ๆ ของพระทั้งสองรูปเอ่ยบทสวดท่อนสุดท้ายของการอวยพรก่อนจะพายเรือออกไปจากท่าน้ำของบ้าน ผมลุกขึ้นยืนเพื่อจะช่วยพ่อเก็บโต๊ะกับถาด





“ไปทำงานเถอะ พ่อจัดการเอง” ผมยกแขนซ้ายขึ้นเพื่อดูนาฬิกาข้อมือสีดำ ตอนนี้หกโมงยี่สิบแล้ว เวลานัดงานคือตอนแปดโมงครึ่ง





“งั้นแตมไปก่อนนะ วันนี้น่าจะเลิกดึก เขามีงานเลี้ยงต้อนรับนักกีฬาด้วย” พ่อพยักหน้ารับ ผมหยิบกระเป๋าเป้สีดำขึ้นมาสะพายหลัง ยกมือสวัสดีพ่อแล้วเดินไปตามถนนคอนกรีตเส้นเล็กที่จะพาออกไปหน้าบ้าน ผมหันไปมองพ่อที่เดินแบกโต๊ะกับถาดกลับเข้าบ้านอย่างชิล ๆ เสียงเรือหางยาวแล่นผ่านบริเวณคลองหลังบ้านแว่วแผ่วเบาตามระยะทางที่ผมเดินห่างออกจากบ้านของตัวเองมาเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นก็กดเรียกรถแท็กซี่ไปด้วย





ตึ่งตึงตึงตื๊อดื่อดือตื้อดึงตื้อดึงดื้อดึ่ง~ (มันเสียงอะไรกัน)





“ว่าไงขี้”





[เรียกชื่อกูเสียหายอีกแล้ว คีย์ดนตรีครับมึง ไม่ใช่ขี้] เจ้าของชื่อท้วงด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำ ผมหัวเราะเพราะนึกหน้ามันออกว่าคงอยากถีบผมแค่ไหน





“เออ ว่าไงล่ะ”





[มึงถึงไหนแล้วเนี่ย]





“กำลังเดินไปขึ้นแท็กซี่”





[มึงไม่ใช้แอพวะ]





“ก็จะใช้เนี่ย มึงก็โทรมา แล้วตอนนี้กูก็เจอแท็กซี่พอดี เลยโบกแทนเรียกแล้วกัน”





[เอ้าเหรอ ครับ ๆ โทษทีครับคุณเฌอแตม] ผมเจอแท็กซี่ระหว่างทางพอดีเลยโบกเรียก พอบอกปลายทางไปคนขับก็พยักหน้า ผมขึ้นไปนั่งแล้วตามด้วยปิดประตู





“กูอยู่บนแท็กซี่แล้ว มึงโทรมาว่าไง” ผมพูดกับเพื่อนพลางถอดเป้มาวางไว้บนตัก





[กูกับมายด์ถึงแล้ว ไอ้มายด์ออกไปซื้อข้าวที่เซเว่น กูเลยโทรมาถามมึงว่าอยู่ไหน]





“กำลังไปเนี่ยแหละ ไม่นานหรอก ถึงก่อนเวลานัดชัวร์ ว่าแต่มึงสองคนไปเร็วจังวะ” ผมได้ยินเสียงมันหาวเอื่อย ๆ อยู่ครู่สั้นๆ





[กูไม่ได้กะมาเร็วอะ กะเวลามาผิดมากกว่า ก็นึกว่ารถมันจะติด ไม่เคยทำงานอะไรแบบนี้นี่หว่า] กลุ่มตอนมอปลายของผมมีกันห้าคน ซึ่งก็มีไอ้คีย์ที่กำลังคุยกับผม มายด์สาวหมวยหน้าตาน่ารักหนึ่งเดียวของกลุ่ม ไอ้ปุณหนุ่มแว่นที่ไม่มาทำด้วยกันเนื่องจากอยากอ่านหนังสือ และไอ้มอสที่บ้านรวยชนิดที่ว่ามันไม่ซีเรียสห่าเหวอะไรแล้วเลยไม่ทำงานเสริม ไม่ค่อยอ่านหนังสือ ตอนนี้ไปเที่ยวยุโรปนู่น อีกสองคนที่มาทำงานด้วยกันก็บ้านมีตังค์นะ แต่มันคงคึกอยากลองและพักอ่านหนังสือบ้างเลยมาตามคำชวนของผมหลังจากเคยชวนอยู่สองสามครั้งก่อนหน้านี้แต่มันก็ไม่มา





“นั่งรอแถวล็อบบี้ในโรงแรมไปก่อน”





[เค] ผมกดวางสายจากไอ้คีย์ เข้าไปอ่านข้อความในไลน์ที่แจ้งเตือนขึ้นมานับร้อย ผมกดเข้ากลุ่มงานวันนี้ก่อนเพื่ออัปเดตว่าเขาคุยอะไรกันไปแล้วบ้าง ไล่ ๆ อ่านดูก็ยังไม่เจอประเด็นสำคัญ แค่บอกว่าเดี๋ยวจะแจ้งงานทีเดียวตอนเจอกันที่โรงแรม ผมกดออกแล้วเข้าไปในกลุ่มไลน์ของกลุ่มตัวเอง ไอ้มอสส่งรูปมาให้ดู ตอนนี้มันอยู่ที่เวียนนากับพ่อและแม่ ชีวิตดี๊ดี ฉลองเรียนจบได้สมกับเป็นคนรวย ไอ้มอสเป็นเด็กเรียนดีแต่ขี้เกียจ ยิ่งพ่อกับแม่สปอยล์ว่าไม่ได้ซีเรียสว่าจะสอบติดหรือไม่ติดมหาวิทยาลัยก็ยิ่งชิล ถ้าไม่ติดแล้วอยากจะเรียนเอกชนที่ไหนก็ตามใจหรือจะไปเมืองนอกก็ย่อมได้





คีย์กับมายด์บ้านมีฐานะ แต่ว่าสองคนนี้ตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐที่คาดหวังไว้ให้ได้เพราะที่บ้านเรียนมหาวิทยาลัยท็อปของประเทศมาตลอด ถึงจะไม่ถูกกดดันแต่มันสองคนก็ตั้งใจที่จะทำเองอยู่แล้ว ส่วนไอ้ปุณเรียนเก่งสมแล้วที่ใส่แว่นค่าสายตาโคตรเยอะ ไอ้นี่เครียดสุดในกลุ่ม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสติแตก แค่ขยันเกินหน้าเกินตาใคร ทางบ้านไม่ได้คาดหวังหรือกดดันอะไรมันเลย อาจเพราะเขาเชื่อใจว่ามันจะทำได้เลยไม่ได้เซ้าซี้มีแต่คอยให้กำลังใจ แต่นั่นละมั้งที่ทำให้มันยิ่งต้องผลักดันตัวเอง





ส่วนผม พ่อไม่หือไม่อือใด ๆ ตามใจผม แม้ฐานะจะสู้กับอีกสี่คนไม่ได้ แต่พ่อก็ไม่ลำบากหากผมอยากจะเรียนเอกชน แต่ตัวผมน่ะตั้งใจไว้แล้วละว่าจะยื่นคะแนนที่ไหน





“ไม่ต้องทอนครับ” พี่คนขับเอ่ยขอบคุณและยิ้มให้ ผมยิ้มตอบก่อนเปิดประตูลงไปยืนด้านหน้าโรงแรมxxx อันเป็นสถานที่นัดแนะก่อนเริ่มงาน พนักงานผู้ชายในชุดเสื้อราชปะแตนสีน้ำตาลเข้มของโรงแรมกับโจงกระเบนสีทองดึงประตูกระจกเข้าไปด้านในให้ ผมหันไปยิ้มและพยักหน้าลงเป็นการขอบคุณเขาแล้วเดินแบบไม่เร่งรีบไปตรงล็อบบี้ ผมเห็นไอ้คีย์นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟา ข้างกันคือมายด์ที่กำลังนั่งกินข้าวกล่องจากเซเว่น มันเห็นผมก่อนเลยยกมือทัก ผมพยักหน้าขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเพื่อนทั้งสองคน





“เมื่อกี้พี่เขาเดินมาหาละ เขาขอขึ้นไปเอาเอกสารแป๊บ แล้วเดี๋ยวลงมา” มายด์ว่าพลางเคี้ยวข้าว ไอ้คีย์เงยหน้าขึ้นมองผมแล้วยักคิ้วให้ ผมยักคิ้วตอบมันก่อนหันไปมองทางห้องอาหารของโรงแรมที่มีผู้คนเดินลงมากินอาหารเช้ากันมากมาย ได้ยินเสียงคุยหึ่ง ๆ จากด้านใน ผู้คนมากมายทั้งชายหญิงและหลายวัยกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อสำคัญของชีวิต ซึ่งคิดไปคิดมาผมเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย





“ไอ้คีย์ไม่กินข้าวเหรอ”





“กูกินขนมปังไป”





“มึงกินอะไรมายังอะแตม” มายด์ถามพลางยื่นถุงเซเว่นมาให้พร้อมกับพยักพเยิดว่าให้ลองดูในถุง ผมก้มลงมองข้างในก็เห็นมีขนมปังและขนมมากมายยกเว้นข้าว





“อยากกินข้าวว่ะ” ผมเป็นมนุษย์ชอบกินข้าวเช้า อย่างอื่นก็กินได้แต่กินข้าวทีเดียวก็จะอยู่ท้องกว่าไง ถ้ากินอย่างอื่นที่ไม่ใช่ข้าวหรืออาหารหนัก ๆ ผมก็จะกินจุกจิกอีกทั้งวัน





“กินประทังชีวิตไปก่อน เขาคงมีข้าวให้สตาฟกินแหละ” ผมพยักหน้า หยิบแซนด์วิชออกมาแกะถุงแล้วนั่งลงบนโซฟาตัวตรงข้ามกับเพื่อนอีกสองคน สตาฟคนอื่น ๆ ที่มาทำงานเดียวกันนั่งกระจัดกระจายคนละมุม ผมนั่งเคี้ยวแซนด์วิชไส้หมูหยองพริกเผาแบบไม่รีบร้อน สายตาหันไปมองทางห้องอาหารอีกครั้งโดยที่งงตัวเองว่าจะหันไปมองอะไรนักหนา คิดว่าคงเป็นเพราะผมหิวข้าวนี่แหละ





“เด็ก ๆ มาฟังบรีฟค่ะ…” พี่ผู้หญิงผมยาว ตัวผอม ผิวคล้ำที่เป็นคนประกาศหาคนมาทำงานนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊กที่ผมอยู่เดินเข้ามาตรงบริเวณที่นั่งรอหน้าล็อบบี้ของโรงแรมพร้อมกับกระดาษปึกหนาในมือ





“…เดี๋ยวพี่จะแจกแจงว่าใครต้องอยู่กับรถคันไหน แล้วน้องจะติดกับรถคันนั้นไปจนจบงานเลยนะ”





“ไม่ติดขนาดนั้นหรอก บางทีก็อาจจะมีเปลี่ยนแบบกะทันหัน ต้องดูสถานการณ์ด้วย” พี่ผู้หญิงตัวผอมผิวขาวอีกคนเดินเข้ามาสมทบและพูดเสริมต่อจากพี่ผู้หญิงคนแรก





“เออ ก็ตามนั้นอะเด็ก ๆ แต่หลัก ๆ คือพยายามดูแลรถและคนของเราให้ดีที่สุดก่อน คันอื่นคนอื่นก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนไปนะ” พวกเราทุกคนพยักหน้ารับคำนั้น คีย์กับมายด์ดูตั้งใจฟังในสิ่งที่พี่เขากำลังจะพูด ถือว่ามันวางตัวได้ดีแม้ไม่เคยทำงานอะไรแบบนี้





“จะมีวีไอพีแบบว่าวีไอพีมากคันนึงนั่งรถตู้Alphard กรุ๊ปนี้เขาจะอินดี้และมีความเอาแต่ใจหน่อย ๆ พี่ส่งให้แตมก็แล้วกัน เพราะเห็นว่าผ่านงานมาเยอะ น่าจะเอาไหว” ผมทำเพียงยิ้มพร้อมรับกระดาษรายชื่อมาไว้ในมือทั้งที่ในใจก็ไม่ค่อยอยากเจอคนพวกนี้หรอก





ผมตรวจดูรายชื่อบนกระดาษที่มีทั้งหมดแปดคน กระดาษแผ่นหลัง ๆ ก็จะเป็นตารางบอกว่าช่วงเวลาสี่วันที่มีงานจะเกิดอะไรขึ้นและเกิดขึ้นที่ไหนในช่วงเวลาใดบ้าง





“แตม ในรถจะมีคนนึงเป็นเจ้าของงาน อีกคนเป็นคนดูแลพวกนักกอล์ฟที่มางานนี้ทั้งหมด แล้วก็จะมีสองคนเป็นสปอนเซอร์หลักของงาน อีกสี่คนที่เหลือเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพที่ถูกเชิญมาร่วมงาน ส่วนมากเขาก็จะดูแลตัวเองกันนั่นแหละ แต่ถ้าเขาอยากได้อะไรหรืออยากไปไหนเป็นพิเศษก็จัดการให้เขาหน่อย” ผมพยักหน้าให้พี่ผู้หญิงผิวคล้ำ ทำใจล่วงหน้าไว้แล้วว่ามันต้องมีคนที่อีโก้สูงมากเกินหนึ่งคน และมีคนที่เอาแต่ใจแบบชวนปวดหัวสักคนสองคนหรืออาจจะทุกคน





“บางทีงานอาจจะเปลี่ยนวันต่อวันหรืออาจจะชั่วโมงต่อชั่วโมง ไม่ต้องลนลาน ตั้งสติแล้วก็รับคำสั่งใหม่เท่านั้นเอง” พี่ผู้หญิงผิวขาวพูดปกติธรรมดา แต่ทำไมผมรู้สึกว่าเขาข่มยังไงก็ไม่รู้





หลังจากแต่ละคนได้หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้ว พี่สองคนนั้นก็แยกย้ายออกไป ปล่อยให้พวกเรานั่งรออยู่ตรงนี้โดยบอกแค่ว่าเหล่านักกอล์ฟถูกนัดเวลาไว้แล้วตอนเก้าโมง และรถจะออกพร้อมกันตอนเก้าโมงสิบห้านาที เมื่อพวกนั้นมาถึงก็เช็กชื่อให้ครบและพาขึ้นรถ พอถึงเวลาก็ออกรถตรงไปยังสนามกอล์ฟที่แจ้งไว้ คันผมต้องเป็นคันนำขบวน ซึ่งหากมีใครสายหนึ่งคนให้ไปก่อนได้เลย เพราะคนที่เป็นเจ้าของงานไม่ชอบรอ และเป็นคนที่ขี้บ่นที่สุดของงาน







“ไปถึงนู่นแล้วเราทำไรต่อวะ” คีย์ถามหลังจากมันแบ่งหน้าที่บนรถกับมายด์เสร็จ





“ก็ปล่อยให้เขาไปตีกอล์ฟ หรือเขาจะไปจับหอยปูปลาก็แล้วแต่เขาเถอะ ได้ทำงานอีกทีก็ตอนมีคนเรียกอะแหละ” ผมกดโทรศัพท์หาพี่คนขับรถตู้ รอสายไม่เกินสามครั้งพี่เขาก็รับสาย เขาบอกว่ารออยู่ด้านหน้าโรงแรมเรียบร้อย ลูกค้าลงมาก็พร้อมออกรถเลย ผมเดินไปดูก็เห็นรถตู้จอดอยู่คันเดียวท่ามกลางรถเก๋ง





“พี่ไปสนามกอล์ฟถูกใช่ป้ะครับ”





[ถูกครับ ๆ เคยไปวิ่งงานมาก่อนหน้านี้]





“โอเคครับ รถเรามีลูกค้าทั้งหมดแปดคนรวมผมก็เก้า ยังไงพี่ช่วยผมนับด้วยแล้วกันนะ” พี่เขารับปาก ผมวางสายแล้วเดินกลับไปชวนเพื่อนอีกสองคนให้ไปยืนรอตรงประตูด้วยกัน หยิบป้ายชื่อออกมาคล้องคอเพื่อที่พอพวกนักกอล์ฟลงมาจะได้เห็นว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่ของงาน ส่วนเราก็สังเกตด้วยการใครแบกถุงกอล์ฟลงมาด้วยก็คนนั้นแหละ
V
v
v
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:10:17 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.1:The wait is over. [09/01/2020]
«ตอบ #3 เมื่อ09-01-2020 18:11:36 »

V
v
v


“นั่น ๆ มาคนนึง ของใครวะ” คีย์ชี้นิ้วโป้งไปที่ผู้ชายหัวล้านตัวสูงคนหนึ่งที่แบกถุงกอล์ฟลงมาด้วย เพื่อนสตาฟผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปหาผู้ชายคนนั้น





“มายด์ โทรตามรถบัสมาเลยก็ได้นะ บอกเขาว่าเรียกอีกสองคันมาด้วย” มายด์พยักหน้าแล้วกดโทรหาพี่คนขับ ผมหันไปถามชื่อกับเลขห้องของนักกอล์ฟคนหนึ่ง เขาอยู่คันแรกพอดี ไอ้คีย์เลยบอกว่าให้รอแป๊บนึงกำลังเรียกรถมาจอดหน้าโรงแรม





“คีย์ บอกเพื่อน ๆ ให้มายืนตามรถมั้ย เขียนเลขรถไว้บนกระดาษแล้วชูก็ได้” คีย์หันไปตะโกนเรียกเพื่อนสตาฟคนอื่น แล้วบอกวิธีที่ผมแนะนำไป สตาฟหญิงคนหนึ่งวิ่งไปขอปากกาเมจิกกับกระดาษจากล็อบบี้โรงแรม





“Hello, I’m David. (สวัสดี ฉันชื่อเดวิด)” ผมหันไปมองผู้ชายมีอายุ หัวของเขาเถิกไปมากแต่ยังพอมีเส้นผมบนหนังหัวหลงเหลืออยู่บ้าง รูปร่างของเขาสูงท้วมมีพุงเหมือนหมีพูห์ เขาไม่มีถุงกอล์ฟหรืออุปกรณ์ใดที่บ่งบอกว่าเป็นนักกอล์ฟ มีแค่สูทสีเขียวกับกระดาษเต็มมือขวา ผมไล่เช็กในกระดาษทันทีแล้วก็เจอชื่อเขาเป็นคนแรก เลยรู้ได้ว่าคนนี้คือเจ้าของงาน





“What’s is you last name? (นามสกุลของคุณอะไรครับ)” เขามองผมทางหาตา ผมพยายามปั้นยิ้มตอบ





“C.” เขาตอบเสียงห้วนสั้น ๆ ผมก้มลงมองรายชื่อในกระดาษอีกครั้ง





“Okay, David C.(โอเคครับ คุณเดวิด ซี)”





“And? (แล้ว)” ผมคลี่ยิ้มบางแล้วผายมือไปทางรถตู้





“The car is over there. Wewill wait until nine fifteen. (สวัสดีครับ รถอยู่ตรงนั้น เราจะรอจนถึงเก้าโมงสิบห้า)” เขายกนาฬิกาข้อมือสีเงินที่อยู่บนข้อมือขวาขึ้นดูเวลาก่อนจะไม่ได้แสดงสีหน้าหืออือใดๆ





“Good. (ดี)” ว่าจบก็เดินไปขึ้นรถตู้ที่เปิดประตูรออยู่ก่อนแล้ว ผมขีดเครื่องหมายเช็กถูกหลังชื่อเขา ผมมองตามแผ่นหลังของเดวิดแล้วพ่นลมหายใจเบา ๆ ว่าเขานี่แหละคือคนที่ผมระแวงไว้ล่วงหน้า





“มึง ส่วนใหญ่เขารู้เวลาใช่มั้ยว่าต้องมาให้ตรง” มายด์ถาม ผมเงยหันไปมองมันและทำหน้าไม่แน่ใจเท่าไหร่แต่ก็ตอบ





“กูว่าเขานัดเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าคนไหนไม่มาเราก็ต้องโทรไปตามตามเลขห้อง แต่ถ้าถึงเวลาที่รถต้องออกแล้ว เราก็ต้องไป” จังหวะนั้นรถบัสสีขาวชั้นเดียวเข้ามาจอดบริเวณถนนเลนส์นอกของด้านหน้าโรงแรมเรียงกันสามคัน สตาฟประจำรถแต่ละคันแจ้งพวกนักกอล์ฟที่มายืนรออยู่ก่อนแล้วว่าให้เดินไปขึ้นรถได้เลย คนขับเดินมาเปิดกระโปรงข้างรถเพื่อให้นักกอล์ฟเก็บของไว้ในนั้น





“Hi, I’m Alex. The V.I.P. van. (สวัสดี ฉันชื่ออเล็กซ์ รถตู้วีไอพี)” ผมหันไปมองผู้ชายสูงวัยอีกคน แต่ยังไม่ได้แก่หงำมาก มีผมหงอกแซมบ้างนิดหน่อยแต่โดยรวมถือว่ายังไม่ได้โรยรา ผมถามนามสกุลเขา พอเขาบอกก็เช็กรายชื่อเขาในกระดาษ เจอชื่อเขาอยู่ลำดับที่สามก็เลยขีดเช็กให้และชี้ไปที่รถตู้พร้อมกับบอกเหมือนที่บอกคนแรกไป ซึ่งตอนนี้เหลืออีกไม่ถึงสิบนาทีรถก็จะต้องออก ผมได้แต่หวังว่าคนที่เหลือจะกรูกันเข้ามาทีเดียวไปเลยนะ





คนที่เช็กชื่อแล้วพากันขึ้นไปนั่งรอบนรถบัส ซึ่งผมโล่งใจที่เห็นจำนวนคนเยอะมากแล้ว ไม่ใช่บางตาให้ชวนลุ้น มีรถกระบะอีกสองคันมารอเตรียมพร้อมสำหรับขนถุงกอล์ฟที่ไม่สามารถเอาใส่รถบัสไปได้





“Hi…” ผมยิ้มรับให้กับคนที่เข้ามาทัก พวกวีไอพีคงมีคนถือถุงกอล์ฟให้เรียบร้อย เลยเดินมาตัวปลิวตัวเปล่ากันหมด ตอนนี้มาสมทบเพิ่มอีกสี่คนแล้ว เหลืออีกสองคนเท่านั้น ผมเช็กชื่อด้วยความสบายใจ เหลือเวลาอีกสามนาทีในการรอ ถ้าอีกสองคนยังไม่มาก็คงต้องไป





“Hey, sorry. I’m the V.I.P. van. (เฮ้ ขอโทษที ฉันรถวีไอพีน่ะ)”





“Sorry, what is your name? (โทษทีครับ คุณชื่ออะไรเหรอ)” ผมถามฝรั่งผิวแทนตัวสูงผมหยิกหน่อย ๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามาหาผม เขาจิ้มชื่อตัวเองในกระดาษให้ผมดู ผมทวนชื่อนั้นและยิ้มให้เขาพร้อมกับขีดเครื่องหมายถูกด้านหลังชื่อ





“Where’s the car? (รถอยู่ไหนล่ะ)” เขาถามพลางมองหา ผมเห็นว่าเป็นคนรองสุดท้ายแล้วเลยเดินนำเขาไปขึ้นรถ เวลาในการรอเหลือไม่ถึงหนึ่งนาที และคนที่ชื่อเดวิดก็ตอกย้ำผมทันทีที่ผมไปถึงรถ





“You should prepare to leave now. Stop waiting. (เธอควรเตรียมตัวออกรถได้แล้ว หยุดรอซะ)” ผมขมวดคิ้วหน้างงกับสีหน้าเหวี่ยง ๆ ของเจ้าของงาน คือรู้แหละว่ามันจะหมดเวลารอแล้ว แต่จะจิกทำไมเนี่ย





“David, you can’t leave without Kardos. You know him. (เดวิด เราไปทั้งที่ไม่มีคาร์ดอสไม่ได้หรอกนะ คุณก็รู้)” ดูเหมือนชื่อคนนี้จะมีพลังมากพอที่จะทำให้คนที่ชื่อเดวิดเลิกทำท่าทางวางอำนาจ ผมเดาว่าคนที่ช้าสุดต้องเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ ไม่งั้นคงไม่ทำให้เจ้าของงานหงอลงแบบนี้





“Here he is. (เขามาแล้ว)” ผมหันไปตามสายตาของคนในรถแล้วก็เหมือนโดนอะไรสะกดให้ยืนนิ่งจนแทบจะลืมอาการหายใจ





ราวกับผมกำลังมองภาพสโลว์โมชั่นของผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่น ๆ ในชุดเสื้อโปโลสีขาวสะอาดตากับกางเกงขาสั้นสีครีมเหมาะสำหรับใส่ตีกอล์ฟ ช่วงจังหวะการเดินข้ามถนนจากประตูโรงแรมมาที่รถตู้นั้นเป็นระยะทางไม่ไกล แต่เขากลับก้าวเดินได้อย่างน่ามอง แสงแดดยามเช้าส่องตัวเขาแล้วให้ความรู้สึกว่าผิวขาวน้ำนมของเขากำลังทอประกายล้อกับแสงแดด ผมสีดำเหลือบน้ำตาลกับหนวดเคราสีเดียวกันของเขากลายเป็นสีทองแดงยามโดนแสงธรรมชาติ ผมมองตามร่างสูงนั้นจนกระทั่งเขามาหยุดตรงหน้า การหายใจของผมเกิดการติดขัดขึ้นมาเฉย และรู้สึกว่าลมหายใจตัวเองยิ่งมีปัญหาเมื่อดวงตาสีเทาเข้มของเขากำลังจ้องมองผมแบบที่เปลือกตาไม่กะพริบ





“Hi.” ผมได้สติคืนเมื่อเสียงทุ้มจนเกือบห้าวแต่ก็ยังนุ่มหูดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มติดตรงมุมปากทั้งสองข้างอ่อนๆ





“H… hi. เอิ่มWhat… what is your name? (สะ…สวัสดีครับ เอิ่ม คุณชื่อ… คุณชื่ออะไร)” ผมรู้สึกว่าลำคอแห้งและใบหน้าออกร้อน เขาจ้องมองผมนิ่งสงบแต่กลับทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองจะสงบไม่ได้





“Nicholas. (นิโคลัส)” ผมกระตุกยิ้มและอ่านรายชื่อในกระดาษซึ่งเหลือเขาเป็นคนสุดท้าย ผมขีดเครื่องหมายถูกหลังชื่อเขา เงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วประเมินแบบเร็ว ๆ ว่าตัวเองสูงถึงแค่เนินอกเขาเท่านั้น





“We are ready to go. You are the last one. (เราพร้อมจะไปแล้วครับ คุณเป็นคนสุดท้าย)” ผมบอกเสียงเบาหวิว ไม่ได้คิดจะต่อว่าเขาแค่รายงานตามปกติ คุณนิโคลัสยิ้มมุมปากน้อยๆ





“Have you had breakfast yet? (ทานอาหารเช้ารึยัง)” ผมกะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าเขาด้วยความสับสน จะหันไปมองว่าเขาถามคนอื่นหรือเปล่า แต่การที่ดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองผมเต็ม ๆ แบบนี้ก็เลยคิดว่าเขาคงถามผมนี่แหละ





“Errr… I already ate the bread. (เอ่อ ผมกินขนมปังไปแล้วครับ)” ผมกระแอมคอตัวเองให้โล่ง และเริ่มงงกับตัวเองว่าทำไมจะต้องพูดเสียงแหบทรงเสน่ห์ด้วย แต่คอมันแห้งไปเองจริง ๆ นะ





“Is that full? (อิ่มเหรอ)” เขายังคงถามต่อจนผมเริ่มหันไปมองคนอื่นด้วยความเกรงใจ คนบนรถนั่งนิ่งและไม่ได้หันมามองด้วยสายตากดดันแต่อย่างใด





“N… no, but I’m going to have some rice at golf course, I guess. (มะ… ไม่อิ่มครับ แต่เดี๋ยวผมไปหาข้าวกินที่สนามกอล์ฟ คิดว่างั้นนะครับ)” ผมอยากจะหลบดวงตาสีเทาของเขาที่เอาแต่จ้องมองผมอย่างกับจะกลืนผมเข้าไปทั้งตัวแต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมเหมือนโดนเขาตรึงให้มองตอบแบบนี้ ทั้งที่ใจผมหวิวและท้องไส้ปั่นป่วนเหมือนมีผีเสื้อนับล้านตัวบินอยู่ในนั้น ถ้าบอกว่ารู้สึกจะเป็นลมก็คงไม่ผิดนัก ที่ยังไม่ล้มลงไปกองกับพื้นน่าจะเป็นเพราะดวงตาของคุณนิโคลัสนี่แหละที่ช่วยตรึงและดึงร่างผมไว้





“Okay.” เขาโน้มตัวลงมามองหน้าผม ลมหายใจผมติดขัดหนักกว่าเดิม หูผมดับราวกับรอบข้างไม่มีอยู่จริง มีเพียงผมกับเขาเท่านั้น เขายังคงจ้องมองผมตั้งแต่วินาทีแรกที่มองตากันจนถึงวินาทีนี้ ถ้าเล่นเกมจ้องตา เขาก็ชนะไปเลย





“The wait is over, huh? (การรอคอยจบลงแล้ว ใช่มั้ยล่ะ)” เสียงของคุณนิโคลัสดังแผ่วเบาอยู่ข้างหู ในหัวผมว่างเปล่า มันตื้อจนคิดอะไรไม่ออก รู้แต่ว่าตอนนี้ผมเห็นแค่ดวงตาสีเทาและความหล่อของคุณนิโคลัสที่ทำลายระบบความคิดและระบบหายใจของผมพังไปแล้ว





“W… what? (อะ… อะไรนะครับ)” ผมถามกลับด้วยความงุนงง ฝรั่งตาสีเทายิ้มบางเบาพร้อมกับยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ตอนนั้นเองที่ผมเหมือนได้ยินเสียงรอบข้างกลับมา





“แตม!!” ผมหันไปมองต้นเสียง คีย์เรียกผมพร้อมกับโบกมือเรียก ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยอาหารมึนงง





“ไปเลยมั้ย มึงพร้อมยัง” ผมกลืนน้ำลายลงคอ หันกลับไปมองในรถตู้ก็เห็นนิโคลัสขึ้นไปนั่งบนเบาะริมสุดฝั่งใกล้กับประตู เขายังคงหันมายิ้มให้ผมเหมือนเดิม ผมกระตุกยิ้มงงและหันกลับไปพยักหน้ากับคีย์ ตอนนี้จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกเลย





“พี่ครับ ออกรถเลย” ผมบอกพี่คนขับรถพร้อมกับเดินไปเปิดประตูข้างคนขับแล้วขึ้นไปนั่ง ได้ยินเสียงประตูอัตโนมัติค่อย ๆ เลื่อนปิด





ผมเพิ่งรู้ตัวตอนที่นั่งนิ่ง ๆ สักพักว่าตัวเองตัวร้อนมากทั้งที่แอร์นั้นแสนเย็นฉ่ำ ท้องไส้บิดเป็นเกลียวคลื่นแปลก ๆ ลำคอแห้งผากจนต้องหยิบขวดน้ำจากกระเป๋าเป้ขึ้นมาดื่ม และความรู้สึกว่าเขาจ้องมองผมนั้นยังคงติดอยู่ในหัวและในใจ





นิโคลัส… เขาทำเหมือนรู้จักผมอยู่ก่อนแล้ว แต่ผมไม่รู้จักเขาเลย











เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

สวัสดีคนอ่านทุก ๆ คนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะที่อ่านตอนแรกของนิยายเรื่องนี้จนจบ และถึงได้มามอยกันในพาร์ทนี้กับทางเรา

ยอมรับว่าตื่นเต้น 555555 ซึ่งไม่รู้ว่าตื่นเต้นอะไร ทั้ง ๆ ที่ก็เขียนนิยายมาเนิ่นนานแล้ว อาจเป็นเพราะเรื่องนี้มีความดีเทลในเรื่องค่อนข้างเยอะและเนื้อหานิยายก็ใหญ่กว่าที่เคยเขียนมาทั้งหมด เลยตื่นเต้นว่ากลัวจะทำอะไรพลาดไปมั้งคะ ฮ่าาา

คนที่ได้อ่านตอนแรกแล้ว ชอบไม่ชอบยังไง หรือคิดยังไงส่งฟีดแบ็คบอกกันได้นะคะ

ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในลิสต์ของคนอ่านอีกสักเรื่องนะคะ

แล้วเจอกันตอนหน้าจ้า



#EternitySouls

ขุ่นเจ้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:10:48 โดย คุณเจ้ »

ออนไลน์ pktherabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 227
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.1:The wait is over. [09/01/2020]
«ตอบ #4 เมื่อ09-01-2020 18:44:36 »

Ummmm... BUT​ I​ am​ waiting for​ the​ next​ ep.!!

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.1:The wait is over. [09/01/2020]
«ตอบ #5 เมื่อ09-01-2020 20:00:57 »

กลับไปอ่านช่วงต้นย้อนไปย้อนมาหลายรอบมากค่ะ เผื่อจะเจอคีย์เวิร์ดอะไรบ้าง 5555 แล้วก็งงๆเองว่าแตมคือเซลีน? แตมเป็นผู้หญิงในฝันคนนั้นหรือเป็นเด็กที่ถูกจับตัวไว้? แต่แตมเจ็บหน้าอกเหมือนถูกบีบ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็โดนแทงที่อก แล้วทำไมนิโคลัสเหมือนรู้จักแตมมาก่อน อ่ะยังไงๆๆๆ แงงง อยากรู้ตอนต่อไปแล้วค่ะ

ปล.คุณพ่อกับน้องแตมพูดจากันน่ารักมากเลย ว่าแต่คุณพ่อก็อวยพรแปลกๆ เหมือนรู้อะไร เนี่ยย สงสัยไปหมดเลยค่ะ 55555 รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.2: Like we met yesterday... [14/01/2020]
«ตอบ #6 เมื่อ14-01-2020 19:25:44 »

Together
Episode 2: Like we met yesterday, but actually, it's today.






รถตู้สีดำมันเลื่อมไหลลงตามทางลาดเพื่อไปจอดยังชั้นใต้ดินของตึกหลักในสนามกอล์ฟ ภายใต้อาคารฝั่งที่รถตู้วีไอพีที่ผมนั่งมาจอดนั้นมีรถแบรนด์หรูเกือบสิบคันจอดอยู่ตามช่องจอดรถแบบทิ้งระยะห่างกันเกินหนึ่งช่วงแขน พี่รถตู้ขับรถเข้าไปจอดเทียบท่าตรงประตูทางขึ้นตึกจากชั้นใต้ดิน ผมนัดแนะกับพี่เขาอีกทีว่าให้จอดอยู่แถวนี้ ถ้าหิวก็ลองเดินสำรวจในนี้ดูว่ามีเต็นท์ทานข้าวสำหรับคนขับรถหรือไม่ หรืออาจจะ…





“ไม่เป็นไรน้อง พี่ดูแลตัวเองได้” ผมยิ้มค้างนิดหน่อยแล้วก็พยักหน้าหงึก ๆ พี่แกคงเห็นว่าผมพูดมากไปแล้วเลยรีบตัดบทซะ ผมขอแปลแบบซอฟต์ ๆ แล้วกันว่าพี่แกกำลังบอกว่าไม่ต้องสา… สาธยายอะไรมากแล้ว





ผมเปิดประตูลงไปยืนบนพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูผู้โดยสารค่อย ๆ เลื่อนเปิด คนแรกที่ลงรถมาคือคุณนิโคลัส เขาส่งยิ้มให้ผมและยืนรอให้คนอื่น ๆ ลงมาจากรถตามกันมา คนที่เป็นเจ้าของงานเดินหน้าบึ้งนำลิ่วก่อนใคร แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเหยียบบันไดขั้นแรกที่นำขึ้นไปด้านบน เขาก็ชะงักเท้าแล้วหมุนตัวเดินกลับมาหาผมพร้อมกับยิ้มให้





“Thank you. (ขอบใจนะ)” ผมงงมากกว่าจะดีใจ งงว่าจู่ ๆ ทำไมเขาถึงหมุนตัวกลับมา แล้วโดนอะไรเข้าไปถึงได้ยิ้มละมุนตุ้มขนาดนั้นทั้งที่ตอนลงรถยังหน้าบึ้งหน้าตึงอยู่เลย





“It’s my pleasure. (ยินดีครับ)” ผมตอบกลับด้วยความงุนงง และไม่น่าจะใช่แค่ผมที่งง เพราะคนอื่น ๆ ที่เดินไปจะถึงบันไดก็หันมามองงง ๆ แล้วผมก็ยิ่งงงไปอีกเมื่อทุกคนที่กำลังทำหน้างงเปลี่ยนเป็นทำหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดพร้อมกันราวกับได้นัดกันมา





“Thank you.(ขอบคุณ)” ผมอ้าปากหวอหน้าเหวอเมื่อเสียงขอบคุณดังพร้อมกันอย่างนุ่มนวล พอกล่าวขอบคุณเสร็จทุกคนก็พากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ผมมองตามพวกเขาตาปริบ ๆ กำลังจะเดินตามไปแต่ก็ชะงักเพราะคุณนิโคลัสยังคงยืนอยู่ข้างผม และเป็นอีกคนที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใส





“You don’t go? (ไม่ไปเหรอครับ)” ผมถามด้วยความไม่แน่ใจและยกมือขวาชี้ไปทางบันได แต่พอเห็นเขายังคงนิ่งเลยชี้ไปทางห้องล็อคเกอร์แทน เผื่อเขาจะเอาของไปเก็บหรือไปดูล็อกเกอร์ตัวเองก่อน แต่เขาก็ทำเพียงยิ้มแล้วเขาก็ทำผมเหวออีกคนเมื่อเขายื่นมือซ้ายมาจับมือขวาของผม ผมเกือบจะชักมือหนีเมื่อเจอความเย็นจากฝ่ามือของเขา





“You said you hungry. (เธอบอกว่าหิวนี่)” ผมกะพริบตาสองสามทีมองใบหน้าหล่อแบบได้สัดส่วนสมมาตรฐานของใบหน้าที่ดีด้วยความงุนงง สลับกับมองมือเขาที่จับมือผมอยู่





“No, I—I said I could find some food at here. (เปล่าครับ ผม คือผมแค่บอกว่าผมน่าจะหาอาหารกินได้จากที่นี่)”





“Then find some food. (งั้นก็ไปหาอาหารกันสิ)” ผมเบิกตากว้างมองใบหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มและดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าของเขาด้วยความสับสน เขาเดินจูงมือผมไปตรงประตูทางเข้าของชั้นใต้ดินแล้วเดินเลี้ยวซ้ายผ่านห้องล็อกเกอร์ ห้องสปาและห้องน้ำ เดินไปยังห้องกระจกรอบด้านห้องหนึ่งซึ่งมีสินค้าเกี่ยวกับกีฬามากมายวางขายอยู่





“S—sorry. I have work to do. (ขะ ขอโทษครับ ผมมีงานต้องทำ)” ผมบอกคนที่กำลังเดินจูงมือผมเข้าไปด้านในร้านขายของฝากและอุปกรณ์กีฬา เขาทำเพียงหันมามองแล้วยกยิ้มมุมปาก หัวใจผมกระตุกหนึ่งครั้งแล้วก็เต้นตึก ๆ แบบแผ่วเบา





“Mr.Kardos. (คุณคาร์ดอสครับ)”





“Call me Nick. (เรียกฉันว่านิค)” เขาหันมาตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ ขณะที่จูงมือผมเดินทะลุมาจนถึงโซนร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีทั้งด้านบนและด้านล่าง เขาพาผมเข้าไปนั่งในร้านด้านล่างติดริมกระจกที่เห็นวิวสนามกอล์ฟสีเขียวอันกว้างขวางที่มีลักษณะพื้นที่ราบโค้งสลับกันไป กับมีแอ่งน้ำคั่นในบางจุดแบบที่มักจะมีให้เห็นในสนามกอล์ฟ มีรถกอล์ฟสีขาววิ่งไปตามถนนเส้นเล็ก ๆ และมีเหล่านักกีฬาที่เรารับมาจากโรงแรมเดินกันขวักไขว่





“What do you want to eat, breakfast set? (อยากกินอะไร ชุดอาหารเช้ามั้ย)” ผมหันกลับมามองหน้าเขาที่ยิ้มชิลซะเหลือเกิน ผิดกับผมที่เริ่มตุ้ม ๆ ต่อม ๆ กับการมานั่งร่วมโต๊ะกับลูกค้าแบบนี้





“No, it’s okay. I have my space for eating,and my friends are waiting for me. (ไม่ครับ ไม่เป็นไร ผมมีที่ให้กินข้าวอยู่แล้ว และเพื่อนผมกำลังรออยู่)” ผมพยายามอธิบายแบบงง ๆ แต่คุณนิโคลัสก็ยังคงไม่ได้เปลี่ยนท่าที เขายิ้มบางและหันไปดีดนิ้วเรียกพนักงาน ผมอ้าปากหวอแล้วหันไปมองพนักงานผู้หญิงที่กำลังเดินถือเมนูมาทางโต๊ะเรา





“No. Mr.Kardos. (ไม่ครับ คุณคาร์ดอส)”





“Call me Nick. (เรียกฉันว่านิค)” ผมมองเขาด้วยความสับสน คือผมคงมองเขาด้วยอารมณ์อื่นไม่ได้ เพราะเขาทำให้ผมงงและสับสนจริง ๆ ว่านี่มันอะไรกัน





“Nick, I have my own breakfast. This is not appropriate that I stay with you here. (คุณนิคครับ ผมมีอาหารเช้าของผมแล้ว มันไม่เหมาะสมเลยนะครับที่ผมอยู่กับคุณแบบนี้)” เขารับเมนูมาปราดตามองแป๊บเดียวก็หันไปสั่งอาหารกับพนักงานพร้อมกับยื่นเมนูอันใหญ่กลับคืนไป พอพนักงานเดินจากไปเขาก็หันมายิ้มให้ผม วางสองแขนลงบนโต๊ะกระจกและโน้มตัวมาข้างหน้าอีกนิด





“I love it when you call me Nick. (ฉันชอบมากที่เธอเรียกฉันว่านิค)” ผมขมวดคิ้ว มองเขาด้วยอาการเดิม มองความหล่ออันสุขุมนุ่มลึก มองดวงตาสีเทาเข้มและสันกรามที่มีเคราประดับอยู่





“What is it all about? I just met you today. We don’t know each other. You have been doing everything like you have known me before. (นี่มันอะไรกัน ผมเพิ่งเจอคุณวันนี้ เราไม่รู้จักกันมาก่อน คุณทำทุกอย่างอย่างกับว่ารู้จักผมอยู่ก่อนแล้ว)” คุณนิโคลัสเอียงหน้าไปด้านขวาเล็กน้อย ดวงตาสีเทาเข้มมองผมแบบที่เปลือกตาไม่ขยับ ไม่ขยับในที่นี้คือไม่ขยับจริงๆ





“I’m really glad that we have met. It’s such a long time. (ฉันดีใจที่เราได้เจอกัน มันเป็นเวลาที่ยาวนานมากจริง ๆ)” ผมขมวดคิ้วเข้าหากันหนักขึ้น เริ่มเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความหวาดกลัว ผมมองเขาด้วยความระแวดระวัง ในหัวกำลังคิดไปไกลว่าเขาส่งคนมาสืบเรื่องผมไปมากขนาดไหนแล้ว





“Who are you? (คุณเป็นใคร)” คุณนิโคลัสยกมุมปากทั้งสองข้างขึ้นน้อยๆ





“Nicholas Kardos. You have checked my name at the hotel. (นิโคลัส คาร์ดอสไง เธอเช็กชื่อฉันแล้วนะที่โรงแรม)”





“I mean, why you look like you know me well. (ผมหมายความว่า ทำไมคุณดูรู้จักผมดีจัง)”





“Yes, I know you well, very well. (ใช่ ฉันรู้จักเธอดีมาก ดีมาก ๆ เลยละ)” เขามองตาผมอย่างจริงจัง หัวใจผมกระตุกวูบอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาจนหน้าผมเหยเกจนต้องยกมือซ้ายขึ้นมากุมหน้าอกไว้ คนตรงข้ามผมไม่ได้มีท่าทีตกใจ กลับกัน เขามองผมด้วยสายตาเศร้าสร้อย





“It will be better soon. (เดี๋ยวมันจะดีขึ้นนะ)” เขาบอกเสียงนุ่มและยื่นมือซ้ายมาวางลงบนหลังมือขวาของผม กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระตุกและจะชักหนีเมื่อเจอความเย็นเฉียบแผ่ลงบนผิวหนัง แต่คุณนิโคลัสเป็นฝ่ายดึงมือตัวเองออกจากหลังมือผมก่อน





“Breakfast set. (ชุดอาหารเช้าค่ะ)” ผมที่ยังคงเจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ หันไปยิ้มขอบคุณให้พนักงาน พยายามปรับลมหายใจของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางจนรู้สึกดีขึ้น





“I have to go. I have work to do. (ผมต้องไปแล้ว ผมมีงานต้องทำ)”





“Eat. You need energy for work. I just want you to eat your breakfast. (กินก่อนสิ เธอต้องการพลังงานในการทำงาน ฉันแค่ขอให้เธอกินอาหารเช้าของเธอก่อน)” เขามองผมด้วยสายตาเว้าวอนเล็ก ๆ ผมมองเขากลับอย่างไม่แน่ใจ คุณนิโคลัสพยักหน้าและเลื่อนจานอาหารที่เขาสั่งให้ผมคนเดียวมาตรงหน้า ผมมองอาหารเช้าในจานสลับกับหน้าของเขาก่อนจะพ่นลมหายใจเบาๆ





“And what about you? (แล้วคุณไม่กินเหรอครับ)” เขาคลี่ยิ้มดีใจ ผมคลี่ยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับเลื่อนจานอาหารเข้ามาหาตัวเอง





“Don’t worry about me. (ไม่ต้องกังวลกับฉันหรอก)” เขาตอบและยิ้มอบอุ่น ผมใช้มีดหั่นฮ็อตดอกแล้วใช้ส้อมจิ้มพร้อมกับแฮมก่อนจะเอาเข้าปาก ตาสีเทาแสนสวยของเขามองผมอย่างอ่อนโยนจนผมรู้สึกอึกอักนิดหน่อย





“Where are you from? (คุณมาจากประเทศอะไรเหรอ)” ชวนคุยก็แล้วกัน จะได้ไม่เกิดอาการอึดอัดระหว่างกัน





แต่จริง ๆ ผมไม่รู้สึกอึดอัดเลยที่อยู่ใกล้เขาทั้งที่เราเพิ่งพบกันวันแรกและเขาก็มีพฤติกรรมแปลก ๆ แบบนี้





“Ireland. (ไอร์แลนด์)” ผมขยับเปลือกตากว้างขึ้นอีกนิดพร้อมกับคลี่ยิ้ม





“Oh, the prince of Irish. (โอ้ เจ้าชายไอริช)” เขายิ้มแบบไม่เห็นฟัน เป็นรอยยิ้มที่ละมุนตาเหลือเกิน





มิน่าล่ะเขาถึงหล่อสะท้านขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าชาติอื่นไม่มีคนหล่อนะ แต่โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าหนุ่มไอริชจะมีความหล่อพิเศษบางอย่างที่ชวนดึงดูดใจ แบบว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของหนุ่ม ๆ ประเทศนี้น่ะ





“I am the king. (ฉันเป็นพระราชา)” ผมยิ้มกว้างเป็นรอยยิ้มขำ คุณนิโคลัสยิ้มขำตามผม





“Have you ever come to Thailand before? (เคยมาเมืองไทยก่อนมั้ยครับ)” ผมถามพลางตักไข่ดาวราดซอสแม็กกี้ผสมซอสพริกฟองที่สองเข้าปาก





“อยู่มาสิบแปดปีแล้ว” ผมมองคนตรงข้ามด้วยความตะลึงเมื่อความคิดประมวลได้ว่าเขาเพิ่งพูดภาษาไทยออกมาจากปากของเขา ประเด็นคือเขาพูดไทยชัดมากแบบมาก ๆ จนนึกว่ามีคนกำลังพากย์เสียงเขาเหมือนหนังต่างประเทศพากย์ไทยอะไรอย่างนั้น





“คุณพูดภาษาไทยชัดจัง” ผมพูดเสียงแผ่วเบาเพราะกำลังทึ่ง ด้วยความจินตนาการไปไกลและสงสัยอย่างมาก ผมเลยมองสำรวจร่างกายท่อนบนของเขา และมองท่อนล่างผ่านโต๊ะกระจกก่อนจะชะเง้อคอมองด้านหลังเขาด้วยความสงสัย





“หาอะไรเหรอ” เขาถามเป็นภาษาไทยที่ชัดมาก ชัดแบบที่ไม่ต้องร้องฮะ ไม่ต้องร้องถามอีกเลยว่าเขาออกเสียงว่าอะไร เพราะเขาออกเสียงชัดเจนทุกคำ ผมเริ่มคิดไปถึงว่าหรือวุ้นแปลภาษาของโดเรม่อนจะมีอยู่จริง





“หาว่าคุณพูดไทยเองจริง ๆ ใช่มั้ย ไม่ได้ติดเครื่องอะไรไว้ในตัว” คุณนิโคลัสยิ้มขำ





“ให้ฉันถอดเสื้อผ้าตอนนี้เลยมั้ยล่ะ” ผมชะงักกึกแล้วหยุดมองสำรวจเขา รู้แหละว่าเมื่อกี้ไร้มารยาท แต่อดมองสำรวจไม่ได้จริงๆ





“ขอโทษครับ…” เขายิ้มอย่างไม่ถือสา ผมเคี้ยวไข่จนหมดแล้วตามด้วยจิ้มฮ็อตดอกที่หั่นไว้เข้าปาก





“…อยู่มาสิบแปดปีเลยเหรอ เท่าอายุผมเลยอะ…” เขายิ้มบางและกดหน้าลงเป็นการบอกว่าใช่





“…เอ่อ คุณอยู่นี่ คุณทำอะไรเหรอ แล้วได้กลับบ้านตัวเองบ้างมั้ยครับ”





“ฉันมาทำงาน และฉันกลับบ้านทุกปี” เขาตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ พร้อมรอยยิ้มอันละมุนตา แม้ว่าดวงตาสีเทาเข้มของเขาจะทำให้รู้สึกว่าผมกำลังโดนแผดเผาอยู่ก็ตาม





“คุณพูดได้กี่ภาษาครับเนี่ย” ผมถามพลางเคี้ยวฮ็อตดอกชิ้นสุดท้าย





“ที่พูดได้คล่องก็หกภาษา หนึ่งในหก ฉันพูดภาษาสวีดิชได้นะ” ผมทั้งย่นคิ้วและมองเขาอย่างแปลกใจที่เขายกตัวอย่างภาษานี้ขึ้นมา เพราะมันคือภาษาของพ่อผมและเป็นภาษาที่ผมกับพ่อใช้คุยกันบ่อยครั้งพอ ๆ กับภาษาไทย





“Trevligt att träffas. (ทีเรียเวลิจ อัท แทฟัส)(ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ)” ผมพูดกับเขาเป็นภาษาสวีดิช คุณนิโคลัสยิ้มก่อนจะตอบผมกลับด้วยประโยคที่ทำให้ผมอ้าปากหวองงๆ





“Jag saknar dig. (ย๊าก ซ็อกนัง เด)(ฉันคิดถึงเธอ)” ผมเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับคลี่ยิ้มบางทั้งที่ยังงงอยู่





“Jag? (ย๊าก)(ผมเหรอ)” เขายิ้มตาเป็นประกายก่อนตอบเสียงนุ่ม





“Ja. (ยอ)(ใช่)” ผมยิ้มด้วยความเด๋อและรู้สึกเขินนิดหน่อย คุณนิโคลัสหัวเราะเบาๆ





“ฉันแค่พูดให้ฟังน่ะว่าฉันพูดได้” ผมทำปากว่าอ๋อด้วยความเก้อเล็ก ๆ ที่ดันไปถามเขาด้วยความมั่นใจจากไหนก็ไม่รู้ว่าเขากำลังบอกคิดถึงผม แต่เขาก็ตอบว่าใช่นะ แต่ก็คงแซวเล่นแหละ ผมชวนเขาคุยเป็นภาษาสวีดิชอีกสองสามประโยค เป็นประโยคถามทั่วไปว่าฝึกภาษานี้จากที่ไหน เขายิ้มแบบมีเลศนัยก่อนตอบว่าฝึกด้วยตัวเอง ผมเลยถามว่าชอบภาษานี้เหรอ คุณนิโคลัสตอบแบบชวนให้คิดเขินว่า





“Jag gillar någon som talar detta språk. (ฉันชอบคนที่พูดภาษานี้น่ะ)” ผมยิ้มขำกับมุกเสี่ยวหน่อย ๆ ของเขา ไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงใครที่ไหน แต่ผมจะไม่คิดว่าเป็นตัวเองอีกแน่ๆ





“แล้วเวลาผมคุยกับคุณ ควรพูดภาษาอะไรดีครับ” ผมถามพลางดูดน้ำส้มคั้นสดจนเหลือครึ่งแก้ว





“ภาษาไหนก็ได้ ฉันตอบเธอได้หมดนั่นแหละ” คนพูดได้หลายภาษาก็น่าอิจฉาแบบนี้แหละนะ





“คุณพูดภาษาอะไรได้บ้างเหรอครับ”





“อังกฤษ ไทย สวีดิช จีน สเปน และฝรั่งเศส” สีหน้าผมต้องทึ่งและตะลึงมากแน่นอน เขาพูดได้แต่ภาษาเด็ด ๆ ในโลกธุรกิจทั้งนั้น และผมคิดว่าเขาคงไม่โม้เพื่อให้ตัวเองดูดีหรอกนะ เพราะเขาน่ะดูดีอยู่แล้ว ไหนจะเห็น ๆ กันอยู่แล้วว่าเขาน่ะพวกมีเงินของจริง ไม่ใช่พวกของเก๊





“เก่งจัง” ผมรู้สึกชอบพูดภาษาไทยกับเขา เสียงของเขาเป็นเสียงทุ้มใหญ่แต่กลับฟังแล้วนุ่มต่อแก้วหู มันเป็นเสียงทุ้มใหญ่ ๆ ที่แบบว่าเวลาเขาพูดกระซิบจะรู้สึกเซ็กซี่ ตอนเขาพูดอังกฤษด้วยสำเนียงไอริชขึ้นจมูกหน่อย ๆ ผมว่าก็เป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาอย่างหนึ่งนะ แต่พอน้ำเสียงแบบนั้นมาพูดภาษาไทยมันให้ความรู้สึกขัดแย้งแต่ลงตัว





“Are you full? (อิ่มแล้วใช่มั้ย)” ผมพยักหน้า คุณนิโคลัสดีดนิ้วเรียกพนักงานอีกที





“And you are not really going to eat? (แล้วคุณจะไม่กินข้าวเช้าจริง ๆ เหรอ)” ผมถามพลางดูดน้ำส้มในแก้วจนหมด เป็นจังหวะเดียวกับที่พนักงานเดินเอาบิลมาให้ ผมเตรียมหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาควักเงิน แต่เจ้าชายไอริชไวกว่า เขาควักแบงค์ห้าร้อยออกมาจากกระเป๋ากางเกงและบอกพนักงานว่าไม่ต้องทอน





“I’m okay. You want to take a walk? (ฉันโอเค อยากไปเดินเล่นมั้ย)” ผมสั่นหัวทันที





“You don’t have to pay for me. (คุณไม่ต้องจ่ายให้ผมก็ได้นะ)” เขาไม่ตอบโต้ ทำเพียงยิ้มบางและลุกขึ้นยืน ผมลุกขึ้นยืนตามเขา





“ให้เดินไปส่งมั้ย” เขาถามเป็นภาษาไทยด้วยสำเนียงที่ชัดเจน





“ไม่ต้องหรอกครับ แค่นี้เอง คุณไปตีกอล์ฟเถอะ” เขามองหน้าผมนิ่งสักแป๊บก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยน





“ตอนเที่ยงมากินข้าวกับฉันนะ”





“ไม่ดีกว่าครับ ผมว่าผมกินกับเพื่อนดีกว่า คุณเองก็คงต้องไปกินกับเพื่อน ๆ นักกอล์ฟ” เขาพ่นลมหายใจเบา ๆ และตามด้วยพยักหน้าน้อยๆ





“งั้นเดี๋ยวว่ากันอีกที” ผมพยักหน้า เขาเดินไปเปิดประตูกระจกของร้านแล้วออกไปข้างนอก คุณนิโคลัสเดินไปที่ถนนเส้นเล็ก ๆ ที่รถกอล์ฟจะวิ่งผ่าน เขายกมือซ้ายขึ้นแล้วรถกอล์ฟสีขาวมีหลังคาก็พุ่งทะยานเข้ามาหาเขาราวกับว่ารออยู่แล้ว เขาหันหลังกลับมามองผมและส่งยิ้มมาให้ ผมยิ้มตอบกลับไป เขาขึ้นไปนั่งบนรถกอล์ฟแล้วรถก็แล่นไปตามทางในสนาม

V
v
v
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:11:23 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.2: Like we met yesterday... [14/01/2020]
«ตอบ #7 เมื่อ14-01-2020 19:26:15 »

V
v
v

ผมขมวดคิ้วด้วยความสับสน ด้วยความงง และด้วยความไม่เข้าใจว่านี่มันอะไรกันกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น มันแปลก แต่ผมก็รู้สึกกลมกลืนไปกับเขา ผมกำลังคิดว่ามันคือความไหลลื่นอย่างหนึ่งที่ผมมักเจอกับลูกค้างานอื่นที่เขามักเข้ามาทักทายและพูดคุยเล่นด้วยแบบนี้ แต่ผมแน่ใจว่าไม่มีใครเลี้ยงข้าวแบบนี้แน่นอน มากสุดก็แค่เครื่องดื่มเท่านั้นเอง





ตึ่งตึงตึงตื๊อดื่อดือตื้อดึงตื้อดึงดื้อดึ่ง~





เสียงโทรศัพท์ที่ผมลดเสียงลงในเลเวลเบาสุดดังขึ้นพร้อมกับอาการสั่น ผมล้วงจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูหน้าจอก็เห็นว่าเป็นคีย์โทรมา ผมกดตัดสายและหยิบกระเป๋าเดินออกไปจากร้าน เดินไปตามป้ายที่เขียนบอกว่าห้องกินข้าวของพนักงานสนามกอล์ฟอยู่ตรงไหน ใช้เวลาเดินไม่ถึงสองนาทีผมก็เดินออกมาตรงลานหญ้ากว้าง ๆ ที่มีเต็นท์สีขาวกางสามอัน มีโต๊ะมีเก้าอี้ในเต็นท์ให้นั่ง มีต้นไม้ให้ความร่มรื่น ด้านซ้ายมือคือห้องอาหารของพนักงานสนามกอล์ฟที่ตั้งแยกห่างจากตัวอาคารเพียงนิดเดียว ผมเดินเข้าไปในห้องนั้น คีย์กับมายด์ยกมือเรียกผมจากโต๊ะตัวในสุด





“มึงหายไปไหนมาเนี่ย” ผมนั่งลงตรงข้ามกับคีย์ที่กำลังนั่งกินข้าว





“พอดีมีลูกค้าชวนคุยอะ ก็เลยเพลินไปหน่อย”





“เออ มึงก็สมกับที่ผ่านงานมาเยอะจริง มาวันแรกก็คุ้นเคยกับพวกนั้นละ” ผมยิ้มให้มายด์ แม้จะยังมีความไม่แน่ใจอยู่ในความรู้สึก ไม่แน่ใจว่าผมกับนิโคลัสรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า แต่เท่าที่นึก ผมไม่เคยเจอเขางานไหนมาก่อนเลย





ฉันรู้จักเธอดี ดีมากเลยละ





เขามารู้จักผมตอนไหนกัน นี่เขาส่งคนมาสืบเรื่องผมจริง ๆ เหรอ แล้วเขาจะทำอย่างงั้นทำไม





‘Nicholas…’ เสียงของหญิงสาวคนนั้นดังก้องในหัว ผมหลับตาลงและพยายามนึก แต่ทำไม ทำไมมันว่างเปล่า ทำไมมันไม่มีอะไรเลยล่ะ





ผมลืมตาขึ้นอย่างยอมแพ้แล้วยกมือขวาขึ้นมาเท้าคาง ในหัวกำลังคิดเรื่องของนิโคลัส คาร์ดอส เขาไม่ใช่คนลึกลับและดูไม่ซับซ้อนใด ๆ ด้วย แต่เป็นคนเนียน เขาไม่สะดุด ไม่มีช่องว่างของคนที่เพิ่งรู้จักกัน แต่เขาทำเหมือนทุกอย่างต่อเนื่องมาจากเมื่อวานอะไรทำนองนั้น เดินเข้ามาทัก เข้ามาคุย แล้วก็พาไปกินข้าว ทำเหมือนเราสองคนนัดกันไว้ ทั้งที่จริง เนี่ย วันแรกเลยที่เจอหน้ากัน แล้วเขาก็ทำให้ผมเหมือนคนไม่มีสมองที่คิดอะไรไม่ออก ในหัวตอนนี้เหมือนมีหมอกมัว ๆ อยู่ข้างใน





“เอ้า เออ มึงไม่กินข้าวเหรอวะ นั่งนิ่งเนี่ย” ผมหันไปมองคีย์ และก้มลงมองข้าวในจานของมัน อ้าปากจะปฏิเสธ แต่หมูทอดกับน้ำพริกน่ากินมาก ผมเลยลุกเดินไปตักข้าวใส่จานแล้วตามด้วยตักกับข้าวราด อาหารที่นี่ทำดีมากเลยแฮะ ไม่ได้ทำแค่ว่าให้มีกินไปวันๆ





“กินเสร็จแล้วขึ้นไปข้างบนกัน กูอยากถ่ายรูปอะ ตอนมาถึงเดินผ่าน วิวดีมากเลยมึง” ผมพยักหน้าให้มายด์ที่ทำท่าทางว่าอยากจะถ่ายรูปจริงจัง





“พี่เขาได้แจ้งอะไรเพิ่มอีกมั้ย”





“เขาบอกว่าเดี๋ยวก่อนงานเลี้ยงต้อนรับเริ่มสักสองชั่วโมงจะนัดประชุมอีกที” ผมพยักหน้ารับรู้กับคำบอกของคีย์





“ช่วงนี้เราก็ชิล แต่เขาบอกว่าถ้ามีอะไรด่วนก็จะมาเรียก” มายด์เสริมต่อจากคีย์ ผมตักข้าวเข้าปากและส่งเสียงอือรับรู้ กับข้าวเขาอร่อยจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่หน้าตาน่ากินแต่กินแล้วยังอร่อยมาก





สองคนนั้นนั่งเล่นโทรศัพท์รอจนผมกินข้าวหมดจาน เราลุกเอาจานไปให้แม่บ้านแล้วพากันเดินออกจากห้องกินข้าว มายด์ขอแวะเข้าห้องน้ำก่อน ผมยืนรอตรงตีนบันไดที่พาขึ้นไปด้านบน เป็นบันไดคนละอันกับที่ขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน มีนักกอล์ฟสองคนพร้อมกับแคนดี้ผู้ชายของทั้งคู่เดินลงมาจากบันได





“Do you know where is the medical room? (รู้มั้ยว่าห้องพยาบาลอยู่ที่ไหน)” ผมกำลังนึกแผนที่ของสนามกอล์ฟที่นั่งจำมาตอนอยู่บนรถ แต่คีย์ไวกว่า





“This way. (ทางนี้ครับ) เดี๋ยวมายด์ออกมา มึงขึ้นกันไปก่อนเลย” ผมพยักหน้า คีย์เดินนำทั้งสี่คนเดินไปทางใต้บันได เป็นจังหวะเดียวกับที่มายด์เดินออกมาจากห้องน้ำ





“คีย์พาแขกไปไหน”





“ห้องพยาบาล เราขึ้นไปรอมันข้างบนเลย” มายด์พยักหน้า เราสองคนพากันเดินขึ้นบันไดไปด้านบนของอาคารหลัก อาคารนี้มีสามชั้น ถ้ารวมชั้นใต้ดินด้วยก็เป็นสี่ มีลิฟต์ให้ใช้แต่เราเลือกเดินขึ้น ชั้นสองเป็นห้องรับรอง เป็นห้องประชุม และมีห้องพักชั่วคราว แต่ก็มีมุมให้นั่งชมวิวสนามกอล์ฟตรงสุดทางเดิน ชั้นนี้ดูเงียบสงบ มีคนอยู่น้อย อาจเพราะห้องเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้





เราเดินต่อขึ้นไปยังชั้นสามซึ่งเป็นพื้นที่โปร่งโล่งสบาย มองเห็นสนามกอล์ฟได้กว้างกว่าตอนอยู่ข้างล่าง มีจุดชมวิวที่ยื่นออกไปข้างนอก ตรงนั้นมีคนยืนอยู่สามสี่คน มีโต๊ะยาวสำหรับลงทะเบียนวางอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างทางซึ่งมีสตาฟของงานที่ใส่เสื้อแบบเดียวกับผมนั่งเล่นโทรศัพท์กันอยู่ห้าคน พนักงานของสนามกอล์ฟกำลังเดินยกของกันไปมา ตรงลานนั่งพักติดกับจุดชมวิวมีเหล่านักกอล์ฟเกือบสิบคนนั่งอยู่ ผมกับมายด์หยุดยืนมองวิวตรงสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ลมเย็น ๆ โบกโชยมาช่วยคลายความร้อนได้ในระดับหนึ่ง





“ก็สวยนะ พ่อกูกะพ่ออีมอสเคยมาเล่นที่นี่ด้วย กูเพิ่งรู้ตอนส่งรูปให้เขาดูว่าวันนี้มาทำงานที่ไหน”





“ใหญ่ดี กูเพิ่งเคยมาเลยอะ…” ผมหันไปมองด้านซ้ายมือ เป็นห้องกระจกห้องใหญ่ที่ไม่ได้ปิดม่านเลยเห็นว่าด้านในกำลังจัดเตรียมโต๊ะ คงเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับคืนนี้ ผมหันกลับมามองสนามกอล์ฟต่อ กวาดตามองไปเรื่อยจนสะดุดเข้ากับร่างสูงขาวที่เปล่งประกายท่ามกลางแสงแดด





“…เอ๊ย” ผมอุทานเบาๆ





“หู ใครวะน่ะ มันออร่าอะไรขนาดนั้นอะ” ผมหันไปมองมายด์ขมวดคิ้วมองคุณนิโคลัสที่กำลังยืนเท้าเอวข้างหนึ่งและใช้มือขวาจับไม้กอล์ฟยื่นออกจากตัวจนแขนตึง เขากำลังยืนคุยกับผู้ชายอีกสองคน





แสดงว่าผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียวว่าออร่าเขาเปล่งประกายมาก





“อันนี้เป็นใครกัน…” ผมกับมายด์หันไปมองเจ้าของเสียงอันดังก้องที่เป็นคุณลุงหน้าตาออกไปทางคนจีนคนหนึ่งที่ใบหน้าเริ่มเหี่ยวย่น ผมก็เริ่มบาง ตัวของเขาสูงกว่าผมหน่อยเดียว เขากำลังยิ้มแต่เป็นยิ้มที่ผมไม่ชอบอย่างบอกไม่ถูก และเขากำลังมองสำรวจเราสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้า





“…ใคร” เขาถามเสียงห้วน ๆ และคนที่อยู่แถวนั้นก็เริ่มหันมามอง แม้ฝรั่งบางคนจะฟังไทยไม่ออก แต่ได้ยินเสียงห้วน ๆ ดุ ๆ แบบนี้ก็หันกันมามองกันอยู่ดี





“เอ่อ เราเป็นเลซองของงานนี้ครับ มาดูแลนักกีฬา” เขาดูไม่ได้สนใจที่ผมพูดเท่าไหร่ เอาแต่มองกางเกงที่เราสองคนใส่





“เอ้อ แต่งตัวอย่างงี้กันน่ะเหรอ” มายด์หันมามองผมด้วยความงงก่อนจะหันกลับไปมองคุณลุงคนนั้น





“อ้าว แล้วต้องแต่งยังไงเหรอคะ มันโป๊เหรอ”มายด์ถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คุณลุงคนนั้นหัวเราะแอ้ ๆ ในลำคอราวกับว่ากำลังคุยเรื่องสนุก





“เข้ามาได้ยังไงเนี่ย หือ” และผมรู้เลยว่ามายด์เริ่มไม่พอใจแล้ว ผมก็เช่นกัน แต่ผมก็พยายามเก็บอาการเอาไว้ก่อน เพราะถ้าร้อนทั้งสองคนคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่





“เข้ามากับรถบัสค่ะ มากับนักกีฬา” มายด์ตอบเสียงห้วน หน้าตาเริ่มเอาเรื่อง ผมเห็นสตาฟไทยที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะยาวสะกิดกัน และมีคนนึงลุกออกจากโต๊ะวิ่งไปทางบันไดอีกฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับทางที่เราขึ้นมา





“เอ้อ แต่งตัวนะ แต่งตัว มารยาทไม่ได้ถูกสอนมาเหรอ” และมายด์ก็ชักสีหน้าทันที





“อ้าว ลุงคะ จะยังไงก็ว่ามา กางเกงยีนส์กับเสื้อของงานมันไม่เรียบร้อยตรงไหน” คุณลุงคนนั้นยังคงยิ้ม และกวักมือเรียกพนักงานที่ยืนอยู่แถวนั้น ผู้ชายในชุดยูนิฟอร์มสีดำสองคนวิ่งมายืนขนาบข้างคุณลุงทันที





“ไปหากางเกงเปลี่ยน ไม่งั้นจะให้พี่เขาไปส่ง แต่งตัวไม่มีชาติตระกูลเลย” ผมขมวดคิ้วกับคำด่าของเขา เขาด่าทั้งที่หน้ายังยิ้ม แต่สีหน้าของเขาก็คือแสดงออกว่าไม่พอใจ





“คุณลุงเป็นคนตรวจตราเสื้อผ้าเหรอคะ” มายด์ถามหน้าตึง คุณลุงคนนั้นยังคงยิ้มแต่ก็เริ่มออกแนวกัดฟันยิ้มแล้ว





“เด็กสมัยนี้นะ ฮา… มันไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร” จังหวะนั้นสตาฟที่วิ่งลงบันไดไปข้างล่างวิ่งกลับขึ้นมาพร้อมกับผู้ชายหัวล้านตัวใหญ่หน้าตาแขก ๆ หนึ่งคน





“เอ่อ พ่อวิทย์ครับ ขอโทษที มีอะไรกันรึเปล่า” ผู้ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและนอบน้อม ผมเดาว่าไม่น่าจะใช่พ่อลูกกันจริง คงเรียกด้วยความนับถือ เพราะหน้าตาไปคนละทางมากนะ





“เอาเด็กแบบนี้มาทำงานเหรอ เหมือนพวกขับรถมอเตอร์ไซค์แต่งท่อบนถนน” ผมเองก็เริ่มหน้าตึงไม่แพ้มายด์ ผู้ชายหัวล้านคนนั้นหันมามองเราสองคน





“น้อง คนนี้เป็นเจ้าของสนามกอล์ฟ” ผมเลิกคิ้วขึ้น แต่มายด์ยิ้มเยาะ





“อ๋อ พี่กำลังบอกสถานะเขาให้รู้ ก็ดีค่ะ จะได้ทำตัวถูก…” ผมได้ยินเสียงวิ่งขึ้นบันไดฝั่งที่ผมขึ้นมาเลยหันไปมอง คีย์วิ่งเข้ามาในวงเหตุการณ์ด้วยสีหน้างงๆ





“…หนูค่อนข้างมั่นใจนะคะว่าชาติตระกูลของหนูกับเพื่อนดีกว่าของลุง อย่างน้อยเขาก็ไม่สอนให้พวกหนูหักหน้าคนอื่นในที่สาธารณะแบบนี้” มายด์ตอบด้วยความมั่นใจ ชาติตระกูลมันอะใช่ แต่ของผมไม่แน่ใจเท่าไหร่แฮะ ผมหันไปมองเจ้าของสนามกอล์ฟหัวเราะ แต่เป็นการหัวเราะแบบเยาะ ๆ ซะมากกว่า





“อ้า งั้นเหรอ งั้นไปเลย ออกจากที่นี่ไป ไปทำตัวสถุลที่อื่นนะ ที่นี่ไม่ชอบ”





“อ้าว อะไรกันวะ” คีย์ถามเสียงห้วน





“น้อง ถ้าน้องทำแบบนี้ พี่ต้องให้น้องหยุดทำงานนะ” ผู้ชายหน้าแขกพูดด้วยน้ำเสียงดุและหน้าก็ดุไม่แพ้กัน มายด์หันไปมองอย่างไม่แยแส คือมันไม่แคร์หรอก มันมาทำงานเพราะมันว่าง





“งั้นก่อนออก…” มายด์หยุดพูดกลางอากาศแล้วหันไปมองตรงหน้าด้วยความตกใจเมื่อลุงเจ้าของสนามกอล์ฟคุกเข่าลงตรงหน้าเราสองคน ผมอ้าปากค้างและมองลุงคนนั้นด้วยความตะลึง คนอื่น ๆ ที่ยืนมองเหตุการณ์นี้อยู่ก็เช่นกัน





“ขอโทษนะ ขอโทษ ไม่ว่าแล้ว” คุณลุงคนนั้นตาแข็งและตัวสั่น ผมเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องตกใจกับจำนวนคนที่จู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นจากเดิม หนึ่งในกลุ่มคนที่ยืนอยู่มีคุณนิโคลัสที่กำลังส่งยิ้มมาให้ ผมหันไปมองทางสนามกอล์ฟก็เห็นว่าผู้คนบริเวณนั้นหายไปครึ่งหนึ่งน่าจะได้ และพากันมายืนอยู่ตรงนี้ ทั้งนักกอล์ฟ แคนดี้ พนักงานของสนามกอล์ฟเอง ทุกคนกำลังยืนมองเจ้าของสนามกอล์ฟนั่งคุกเข่าตรงหน้าเด็กสองคน





“พ่อครับ ลุกขึ้นครับพ่อ” ผู้ชายหัวล้านนั่งคุกเข่าข้างเจ้าของสนามกอล์ฟที่หน้าซีดเผือด ผมมองเขาด้วยดวงตาสั่นระริก ทั้งงงและกลัวในเวลาเดียวกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น





“ยกโทษให้นะ แต่เปลี่ยนกางเกงได้มั้ย แบบนี้มันดูไม่สุภาพ มีกางเกงพนักงานให้ยืม ไปขอเขายืมนะ” ผมกับมายด์พยักหน้ารัว ๆ ด้วยความสับสน มายด์ที่ตอนแรกพร้อมวีนสู้กลายเป็นอึ้งกับสิ่งที่ได้เห็น





“ลุงแกเป็นไรวะ” คีย์กระซิบถาม ผมที่กำลังขมวดคิ้วมองลุงสั่นหัวตอบมัน คุณลุงคนนั้นมองมาที่ผมด้วยสายตาอ้อนวอน ใครพยายามช่วยแกลุกขึ้นยืน แกก็จะฝืนตัวไว้ไม่ให้ใครพาลุกขึ้น





“คุณลุง ลุกก่อนมั้ยครับ” พอผมพูดเสร็จลุงคนนั้นก็ยืนขึ้นและมีท่าทีอ่อนแรงจนพนักงานชายสองคนที่ลุงแกเรียกมาตอนแรกต้องเข้าไปประคองร่างแกไว้แล้วพาเดินออกไปจากบริเวณนั้น ผมมองตามด้วยความตะลึง ยังรู้สึกอึ้งกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้าตัวเองเมื่อกี้นี้ ผมกวาดตามองคนหลายสิบคนที่มาร่วมยืนมองเหตุการณ์ หลายคนกระซิบกระซาบคุยกันด้วยท่าทีที่แตกต่างกันออกไป





“รออยู่บนนี้นะ เดี๋ยวพี่หากางเกงมาให้” นี่ก็ทำให้ผมอึ้งอีกคน เมื่อกี้เขาไม่ได้แข็งกระด้างใส่พวกผมนักหรอก แต่จู่ ๆ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแบบนี้ ก็ชวนงงอยู่ดี





“อะ… เอ่อ แค่บอกพวกผมก็พอครับว่าไปเอากางเกงที่ไหน ยังไงพวกผมก็ต้องเอากางเกงไปเปลี่ยนในห้องน้ำ” ผมเหลอหลาอีกครั้งเมื่อจู่ ๆ คนที่ยืนมุงก่อนหน้านี้จนนึกว่ามีจลาจลพากันสลายตัวพร้อมเพรียงกันแล้วแยกไปทางใครทางมัน ยกเว้นคุณนิโคลัสที่ยังยืนอยู่กับผู้ชายมีอายุแต่ไม่ถึงกับแก่หง่อม เพราะผมของเขายังดกดำและร่างกายก็กำยำไม่แพ้เจ้าชายไอริช ให้เดาคงเป็นแคนดี้ของเขาละมั้ง





“งั้นตามพี่มาครับ” ผมหันกลับมามองพี่หน้าแขกคนเดิมและพยักหน้างง ๆ เขาหมุนตัวจะเดินนำไป แต่พอเห็นคุณนิโคลัสเขาก็เขยิบเท้าไปทางด้านซ้ายมือของผมเพื่อให้คุณนิโคลัสกับแคนดี้เดินเข้ามาหาผมได้สะดวก





“Are you okay? (เป็นอะไรมั้ย)” ผมสั่นหัว





“No, but we thought we are very confuse now. (ไม่ครับ แต่ผมคิดว่าตอนนี้เราสับสนกันมาก)” เจ้าของดวงตาสีเทาเข้มแสนสวยคลี่ยิ้มละมุน ผมหลือบตาไปมองแคนดี้ของเขาที่ยืนนิ่งสงบแวบหนึ่ง





“He deserves it. (สมควรแล้ว)” เหมือนเขาอ่านใจผมออกว่าผมกำลังตั้งคำถามอะไรในใจตัวเองอยู่ ผมพยักหน้าด้วยความเงอะงะ หันไปมองเพื่อนอีกสองคนแล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อมันดูนิ่งผิดปกติ แต่พักเดียวมันก็หันมามองหน้าผม





“ไปเอากางเกงกันมึง” ผมกำลังจะหันกลับไปมองพี่หน้าแขก แต่ก็ต้องชะงักตาโตหน้าตื่นเมื่อคุณนิโคลัสกับแคนดี้ของเขาหายไปแล้ว ผมหันมองรอบตัวด้วยความงง คือมันก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเดินจากไปแล้ว แต่เมื่อกี้มันไม่ถึงนาทีเลยด้วยซ้ำ เขาเดินลงไปเร็วจัง ผมยืนขมวดคิ้วงงอยู่สักพักก่อนจะโคลงหัวเบา ๆ แล้วส่งยิ้มให้กับพี่หน้าแขกแล้วก็เดินตามเขาไปเอากางเกง





“ตาลุงนั่นพูดดี ๆ กับเราก็จบแล้วป้ะ ขึ้นเสียงดังให้คนหันมามองและใช้น้ำเสียงเชิดอะไรขนาดนั้น” มายด์บ่น ซึ่งผมเห็นด้วย เตือนปกติ เตือนดี ๆ ไม่ต้องทำวางอำนาจก็ได้นี่





“เขาก็คงคิดว่าที่นี่เป็นที่ของเขาแหละ”





“เดี๋ยวกูให้พ่อไอ้มอสสั่งปิดแม่ง” ผมหันไปหัวเราะกับคีย์





“มึง ๆ พ่อมอสไม่ใช่นายก” คีย์ยิ้มขำ แต่ถามว่าจริง ๆ ทำได้มั้ย ผมก็ไม่แน่ใจ ถึงพ่อมอสไม่ใช่นายก แต่พ่อมันก็ร่ำรวยมากแล้วก็มีพรรคพวกเยอะ อาจจะไหว้วานให้ใครสักคนมาทำเรื่องปิดสนามกอล์ฟนี้ก็ได้มั้ง





เราเดินตามพี่หน้าแขกมาที่ห้องพักพนักงานที่อยู่ใกล้กับห้องอาหาร มีกางเกงสแล็คสีดำทรงผู้หญิงให้สำหรับมายด์ด้วย เรารับกางเกงไซซ์ใครไซซ์มันไปเปลี่ยนในห้องน้ำ พอเปลี่ยนเสร็จก็เดินกลับขึ้นไปที่เดิม มีคนเหลือบมองเราสามคนแบบไว ๆ แล้วก็หลบสายตา ผมเดาว่าคงเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์บนชั้นสาม แต่ผมไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือรู้สึกแปลกใด ๆ เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ใส่กางเกงยีนส์แบบไม่มีรูขาดเข้ามามันไม่ได้ผิดร้ายแรงถึงกับต้องขยายความใหญ่โตแบบที่ตาลุงเจ้าของสนามกอล์ฟนั่นทำ คิดไปคิดมาอีกที ผมก็วกกลับมาที่ความคิดที่ว่า ถ้าเขาพูดดี ๆ แต่แรก ไม่ต้องทำท่าทางอย่างนั้น ผมกับเพื่อนก็พร้อมทำให้





“แต่กูงงว่ะ โดนผีเข้าเปล่าวะ จู่ ๆ ก็ลงไปคุกเข่าขอโทษ นี่กูว่าถ้ามึงไม่บอกให้เขาลุกขึ้น เขาคงกราบอะ” คีย์พูดตอนที่เรานั่งลงบนเก้าอี้หวายใกล้กับจุดชมวิว ผมที่กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เลยนิ่งไป





“กูขอเลวนิดหน่อย กูสะใจตอนลุงแกทำแบบนั้น ไม่ว่าอะไรจะเข้าสิง กูขอบคุณหมดอะ หมดสภาพ” มายด์เบ้ปากน้อย ๆ บ่งบอกว่ามันสะใจตามที่พูดจริงๆ





“กูว่าเหมือนเขาโดนสั่งให้ทำเลยอะ” ผมพูดเสียงแผ่ว นึกถึงท่าทางและแววตาของลุงเขาแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว





“เออ ใช่ เหมือนลุงแกโดนบังคับ…” คีย์พูดพลางทำหน้าครุ่นคิด สักพักมันก็ย่นคิ้ว





“…แต่ใครจะบังคับวะ ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยกัน ก็ไม่มีใครพูดอะไรกับแกหนิ จู่ ๆ ก็คุกเข่าลงไปกับพื้นเอง” นั่นยิ่งชวนคิดเข้าไปอีก





“ใครจะบังคับก็ช่างเหอะ ถ้าเป็นผี เจ้าที่ หรือเทวดาที่คุ้มครองอีแตม กูขอบคุณมาก ๆ อะค่ะ ไม่ชอบคนพูดจาแบบนี้เลย พูดดี ๆ ก็ได้ป้ะวะ” มายด์พูดแบบไม่สนใจ มันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นด้วยท่าทีชิล ๆ ผมบุ้ยปากไปมา ไม่ได้ถึงกับพยายามเค้นหรือพยายามคิดว่ามันเป็นอะไรยังไง ปล่อยให้มันไหลไปเรื่อยของมัน แล้วสุดท้ายผมก็ปล่อยเรื่องนี้ออกไปจากหัว เพราะต่อให้พยายามตามหาคำตอบของเรื่องนี้ยังไง ผมว่าก็ไม่เจอ





เหมือนกับความฝันที่ผมฝันมาเป็นสิบกว่าปีกับอาการเจ็บหัวใจนั่นแหละ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบว่ามันคือฝันอะไร ส่วนอาการเจ็บหัวใจก็ไปตรวจกับหมอมาเป็นสิบโรงพยาบาลแล้วก็พบแต่ว่าหัวใจปกติดี







เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

เนียนเลยนะคะพี่นิค >O< ไปรู้จักมักจีน้องตอนไหนนน

สำหรับช่วงที่พูดสวีดิชกัน ตอมไม่แน่ใจว่าประโยค ฉันชอบคนที่พูดภาษานี้น่ะ เขียนเป็นสวีดิชแบบนี้ถูกมั้ย หากใครที่ช่ำชองภาษานี้แล้วเห็นว่ามันผิด บอกได้เลยนะคะ หรือถ้าประโยคอื่นผิดด้วยก็บอกได้ค่า จะได้แก้ให้ถูกต้องเนาะ

ขอบคุณสำหรับ 180 กว่าวิว 2 คอมเม้นในเว็บเล้าเป็ดจากการลงตอนแรกไปมาก ๆ เลยนะคะ

อ่านแล้วส่งฟีดแบ็คให้กันผ่านคอมเม้นในทุก ๆ ตอนกันต่อไปเลยนะคะ เพราะนั่นคือกำลังใจที่ดีมาก ๆ จะหวีด จะตั้งข้อสงสัย จะอย่างไร มาเลยค่ะ สนุกไปด้วยกันเนาะ

ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในลิสต์ของคนอ่านอีกสักเรื่องนะคะ

แล้วเจอกันตอนหน้าจ้า



#EternitySouls

ขุ่นเจ้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:11:55 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.2: Like we met yesterday... [14/01/2020]
«ตอบ #8 เมื่อ14-01-2020 21:49:46 »

อ่านตอนนี้จบไปด้วยความรู้สึก ลอยๆ ว่างๆ มึนๆ งงๆ หาคำตอบไขความสงสัยอะไรไม่ได้เลยค่ะ 555555

เราถึงขนาดกลับไปอ่านข้อมูลที่คุณตอมให้เบาะแสเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ไว้ในเฟสตั้งแต่โพสต์แรกจนโพสต์สุดท้าย จากตอนแรกที่อ่านแล้วเอ๊ะๆ ว่าคุณนิคคือคนในอดีตที่กลับมาเกิดในปัจจุบัน หรือเป็นคนในอดีตที่อยู่ยืนยาวจนถึงตอนนี้ คล้ายๆ แบบเป็นอมตะอะไรงี้ แต่จากการไปอ่านที่คุณตอมเคยลงข้อมูลในเฟส เราเลยปักใจไปว่า คุณนิคน่าจะเป็นบุคคลพิเศษที่มีอายุยืนยาวนานแล้วรอน้องแตมมาตลอด (ใช่มั้ยน้าาาาา)

เพราะในข้อมูลวันเกิดคุณนิค ไม่มีลงปีเกิด ลงแต่วันที่กับเดือน ไม่เหมือนข้อมูลของน้องแตม (จริงๆ เรามารู้ว่าไม่มีลงปีเกิดเพราะมาเอ๊ะๆ ว่าทำไมปีเกิดน้องลง 20xx แล้วของคุณนิคปีไหนนะ เลยเลื่อนไปหาย้อนอ่านอีกที สรุปอ้าววว ไม่มีจ้า)

อีกอย่างคือตอนอ่านบทที่สองนี้ เหมือนคุณนิคมีกระแสจิต ส่งอำนาจควบคุมจะจัดการคนที่แสดงกิริยาไม่ดีใส่น้องแตม เลยทำให้คนพวกนั้นเปลี่ยนกิริยาท่าทางไปอีกแบบเลย ทีนี้ก็เลยสงสัยต่อว่า แล้วคนเหล่านั้นคือคนที่อยู่ใต้อาณัตคุณนิค แบบมีอายุยืนยาวตามกันมาด้วยแบบนี้รึเปล่า ไม่งั้นทำไมถึงรับรู้ได้ว่าทำไม่ดีกับน้องแตม แล้วควรปฏิบัติตัวกับน้องแตมยังไง

แล้วโลกปัจจุบันที่กำลังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอยู่ มันคือโลกจริงๆที่เราอยู่กันใช่มั้ยคะ 55555 หรือมันถูกสร้างขึ้น หรือยังไง ทำไมทุกคนดูแปลกๆไปหมด เหมือนทุกอย่างถูกควบคุมโดยคุณนิคไปหมดเลย

เราจินตนาการคิดมโนสงสัยไปหลายสิ่งมากเลยค่ะ ผลสรุปเฉลยออกมา ไม่มีอะไรใหญ่โตแบบที่เราคิดไปไกลนี่ฮาเลยค่ะ 55555

ปล.พอแอบไปย้อนอ่านข้อมูลในเฟส เราก็เลยว้าวววว กับฐานันดรของคุณพระเอกมากกกเลยค่ะ แล้วอีกกี่ตอนจะมีข่าวดีงานเฉลิมฉลองนะ อิอิ รออ่านตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.3 : The gift. [18/01/2020]
«ตอบ #9 เมื่อ18-01-2020 00:01:41 »

Together
Episode 3 : The gift.







รถตู้ Alphard คันเดิมจอดเทียบท่าบริเวณหน้าโรงแรม ผมเปิดประตูพร้อม ๆ กับที่ประตูของฝั่งผู้โดยสารเลื่อนเปิดอัตโนมัติ ผมเอ่ยลาพี่คนขับและบอกว่าพรุ่งนี้พบกันเวลาเดิม พี่เขาตอบรับแข็งขันและยิ้มตอบกลับมา ผมปิดประตูแล้วหมุนตัวไปมองเหล่าคณะวีไอพีของงานเดินลงจากรถ คุณนิโคลัสลงมายืนก่อนใครเหมือนเดิม เขายิ้มมาให้ผมเลยยิ้มกลับ วันนี้ทั้งวันเขาก็ยิ้มให้ผมทุกครั้งที่เจอกันหรือเดินผ่านกันจนผมชินกับรอยยิ้มเขา แต่ที่ทำเอางงจนเกือบเป็นเอ๋อและคิดว่าอาจต้องทำตัวให้ชินเหมือนรอยยิ้มของเขาคือการที่จู่ ๆ เขาก็เดินมาจูงมือผมให้ไปขึ้นรถกอล์ฟกับเขาด้วย แล้วก็พาผมไปดูเขาตีกอล์ฟจนกระทั่งจบแมตช์นั้น โดยที่ผมก็ยืนดูจนหายงงอยู่แถวนั้น





“Thank you.” เหล่ามนุษย์วีไอพีกล่าวขอบคุณผมพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินเข้าประตูโรงแรมที่พนักงานเปิดรออยู่ พอคนสุดท้ายลงรถมาและกล่าวขอบคุณผมเสร็จ ประตูรถก็เลื่อนปิดแล้วพี่คนขับรถก็ขับรถออกไป





“You have to wait your friends. Come. (เธอต้องรอเพื่อน มานี่สิ)” แล้วคุณนิโคลัสก็เดินเข้ามาจูงมือผมให้เดินตามเขาเข้าไปในโรงแรม ผมก็เดินตามเข้าไปแบบงงมั่งไม่งงมั่ง จะว่าชินมันก็ยังไม่ชินเต็มที่





“Call them that you will be at the bar. (โทรบอกเพื่อนว่าเธอจะรออยู่ที่บาร์)” ผมกะพริบตาปริบ ขาก็ก้าวตามเขาไปเรื่อย ที่งานเลี้ยงต้อนรับที่สนามกอล์ฟ ผมเห็นเขาดื่มเยอะมาก แต่เขาก็ยังคงดูปกติ แค่แก้มแดงแค่นั้นเอง





แต่คนที่ดูไม่ปกติที่สุดก็เห็นจะเป็นเถ้าแก่สนามกอล์ฟที่ดูเซื่องซึม ผิดกับตอนเกรี้ยวกราดใส่ผมกับมายด์ ไม่รู้ผมเดาถูกรึเปล่า แต่คิดว่าเขาคงอายสายตาคนที่มองเขาบ้างแหละ แต่จะกลับบ้านเลยก็ไม่ได้เพราะเป็นพ่องานฝั่งไทย ต้องอยู่ต้อนรับทุกคน ยิ่งเวลาเขาเหลือบมาเห็นผม ดูเขาจะยิ่งซึมและออกอาการหวาดกลัว จนช่วงสั้น ๆ ผมเผลอคิดว่ามีสิ่งที่มองไม่เห็นเกาะคอผมอยู่รึเปล่า





“Whatwould you like to drink? (อยากดื่มอะไร)” คุณนิโคลัสถามตอนปล่อยมือออกจากมือผม แล้วไปเลื่อนเก้าอี้ทรงสูงให้ ผมยังคงมองเขาด้วยความงงในขณะที่เหยียบซี่เหล็กที่เชื่อมกับขาเก้าอี้เพื่อดันตัวขึ้นไปนั่ง





“Er, no. I should not drink alcoholbefore get home. (เอ่อ ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่ควรดื่มก่อนกลับบ้าน)” คุณนิโคลัสยิ้มอ้าปากแบบน้อย ๆ พร้อมกับยืดตัวมองผม สายตาที่มองนั้นแพรวพราวจนหัวใจผมกระตุกวูบ เขาปิดริมฝีปากลงให้ประกบกันและคลี่ยิ้มบางก่อนหันไปหาบาเทนเดอร์ชายตัวเล็ก





“One martini and one strawberry daiquiri. (มาร์ตินี่หนึ่ง สตรอว์เบอร์รี่ แด็กเคอรี่หนึ่ง)” บาเทนเดอร์คนนั้นพยักหน้า ส่วนผมอ้าปากค้างน้อย ๆ คือไอ้ค็อกเทลอันที่สองที่เขาสั่ง ไม่เชิงว่าเป็นของโปรดผมหรอก แต่ถ้านึกอะไรไม่ออก ผมก็บอกไอ้สตรอว์เบอร์รี่อันนี้แหละ คุณนิโคลัสหันมายิ้มให้ผมพลางนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทางชิลๆ





“How do you go back to your home? (กลับบ้านยังไง)”





“Taxi.(แท็กซี่ครับ)”





“Do you have V-thing app? (มีแอพฯ วีติงรึเปล่า)” ผมหน้าเอ๋อไปนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้า เขาคลี่ยิ้มพึงใจ





“Good. Use it when you will back home. (ดี ใช้มันตอนจะกลับบ้านนะ)” ผมพยักหน้า มันเป็นแอพฯ ที่สมกับชื่อย่อของมันที่มาจากEverything เรียกแท็กซี่ก็ได้ เรียกรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้ สั่งอาหาร สั่งของใด ๆ ก็ได้ ส่งของก็ยังได้ และทำได้อีกหลายอย่าง แอพฯ นี้เขาทำได้หมดสมกับชื่อ ผมยังเคยใช้พนักงานของแอพฯ นี้ไปจองบัตรคอนเสิร์ตให้เลย





“Or you want to sleep with me tonight? (หรือคืนนี้อยากนอนกับฉันมั้ยล่ะ)” ผมอ้าปากหวอยิ่งกว่าเดิมและมองเขาตาค้าง คุณนิโคลัสกระตุกยิ้มขำ หันไปรับเครื่องดื่มมาจากบาร์เทนเดอร์แล้วยื่นแก้วของผมมาให้ ผมยื่นมือไปรับด้วยความเด๋อด๋า





“I mean stay. (ฉันหมายถึงค้างคืนน่ะ)” เขาว่าพลางยกมาร์ตินี่ที่มีมะกอกสามลูกเสียบอยู่ในไม้จิ้มฟันขึ้นดื่ม ผมกะพริบตาปริบ ๆ แล้วสั่นหัวเบาๆ





“No. I can stay at my house. And my dad is waiting me to be back home. (ไม่ครับ ผมค้างที่บ้านตัวเองได้ แล้วพ่อผมก็กำลังรอผมกลับบ้านอยู่)” คุณนิโคลัสยกข้อมือขวาขึ้นดูนาฬิกาแบรนด์โรเล็กซ์สีเงินครู่สั้น ๆ แล้วก็ลดแขนลง





“It’s almost five. (มันจะห้าทุ่มแล้วนะ)” ผมกระตุกยิ้มพลางตักค็อกเทลสตรอว์เบอร์รี่เข้าปาก





“It’s fine for me. And you just told me to use that app, hmm? (มันเป็นเรื่องปกติของผมครับ แล้วคุณเองก็บอกให้ใช้แอพนั้นไม่ใช่เหรอ)” เขาคลี่ยิ้มขำเบา ๆ และหยิบไม้เสียบลูกมะกอกขึ้นมาจากแก้ว





“I should not have told you like that. (ฉันไม่น่าบอกแบบนั้นเลย)” เขาใช้ปากรูดมะกอกเข้าปากหนึ่งลูก เคี้ยวช้า ๆ พลางมองหน้าผมด้วยความกรุ้มกริ่มจนผมรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า





“Call your friend. (โทรหาเพื่อนสิ)” ผมได้สติกลับคืนมาและวางแก้วลงบนบาร์ หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหามายด์ สองคนนั้นขึ้นรถบัสมาเลยจะช้ากว่าผมหน่อยเพราะรถตู้วิ่งเร็วราวจรวด (เว่อร์)





“โอเค นั่งรออยู่ที่บาร์ของโรงแรมนะ” ผมกดวางสายแล้วเก็บโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋าเป้า





“They are almost here. I think ten minutes, maybe. (พวกเขาใกล้ถึงแล้วครับ คิดว่าคงสักสิบนาที)” คุณนิโคลัสพยักหน้าหนึ่งครั้ง เขามองผมด้วยดวงตาเป็นประกาย ผมก็ไม่อยากพูดว่าไม่เคยเห็นใครตาสวยเท่าเขามาก่อน แต่จากที่เคยร่วมงานกับชาวต่างชาติและมีเพื่อนชาวต่างชาติประมาณหนึ่งนั้น คุณนิโคลัสเป็นคนที่ตาสวยมากจริง ๆ แถมไม่ใช่แค่สวยแต่ยังดูน่าเกรงขามอีกด้วยเวลาเขาจ้องมองนิ่งๆ





“I want you stay with me. (ฉันอยากให้เธอค้างด้วยจัง)” ริมฝีปากบนผมเผยอขึ้นเล็กน้อย มองเขาด้วยความงุนงงและอึ้งนิดหน่อย





“I think it is inappropriate to do that. (ผมคิดว่ามันไม่เหมาะที่จะทำแบบนั้น)” เขาไม่ได้มีท่าทีพิเศษอะไร ทำเพียงมองผมเงียบ ๆ แล้วสักพักเขาก็ทำหน้าคล้ายว่ายอมแพ้ แววตาคล้ายกับเหนื่อยล้า





“Are you okay? (คุณโอเคมั้ยครับ)” เขาหันมามองผมแล้วคลี่ยิ้มอ่อน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ





“Can you go to my room for ten minutes? (ขึ้นไปบนห้องกับฉันหน่อยได้มั้ยสักสิบนาที)” ผมเบิกตากว้าง





“หะ… ฮะ” เขามองผมแบบไม่มีท่าทีล้อเล่นให้เห็น





“Please. (ได้โปรด)” เขาเอื้อมมือขวามาจับมือซ้ายของผมและบีบเบาๆ





“Why? (ไปทำไมเหรอครับ)”





“I have something to give you. (ฉันมีอะไรจะให้)”





“What? For me? (อะไรนะ ให้ผมเนี่ยนะ)” ผมถามด้วยความงงแบบจริงจัง คุณนิโคลัสพยักหน้าตอบกลับพร้อมกับมองผมอย่างจริงจังเช่นกัน





“Come with me. (ไปกับฉันนะ)” สีหน้าของเขาออกอาการอ้อนวอนเล็ก ๆ จนผมเกือบจะใจอ่อน แต่ก็ยังยับยั้งตัวเองทันเพราะมันทะแม่ง ๆ อยู่





“I think it’s not good to do that. Can you go get it from your room, and give it to me at downstairs? I will be wait you at the bar. (ผมว่ามันไม่ดีที่จะทำแบบนั้น คุณขึ้นไปเอาของจากห้องแล้วเอามาให้ผมข้างล่างได้มั้ยครับ ผมจะรออยู่ที่นี่)” คุณนิโคลัสพ่นลมหายใจเสียงแผ่ว เขาขบกรามเบา ๆ สีหน้าขรึมขึ้นจากเดิม





“Trust me. I won’t do any bad things to you. (เชื่อฉันเถอะนะว่าฉันจะไม่ทำสิ่งไม่ดีกับเธอ)” เขามองผมตาไม่กะพริบ และเป็นอีกครั้งที่เปลือกตาเขาไม่กะพริบจริง ๆ ราวกับจะบอกว่าให้เชื่อเขาได้อย่างหมดใจได้เลย





ผมรู้สึกมึนงงสับสน เจอผู้ชายคนนี้แค่วันเดียวและเป็นวันแรก แต่เขาสามารถทำให้ผมอารมณ์ไม่คงที่ได้แทบทั้งวัน ไม่ใช่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายนะ แต่เป็นเดี๋ยวงงเดี๋ยวชิน





“ถ้าฉันทำอะไรไม่ดีกับเธอ เธอประจานฉันได้เต็มที่เลย” เขาพูดเป็นภาษาไทยกับผมอย่างนุ่มนวลแต่ยังคงเอกลักษณ์ความทุ้มหูของเขาไว้





“คุณมีเงินและดูจะมีอำนาจมากด้วย ถึงผมประจานคุณไป ก็คงทำอะไรคุณไม่ได้อยู่ดี” ผมบอกอย่างที่ใจคิด นิโคลัสยิ้มอ่อน





“ใช่ ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก เพราะฉันจะไม่ทำอะไรไม่ดีกับเธอจริง ๆ ขึ้นไปกับฉันเถอะนะ ฉันอยากให้ของสิ่งนั้นเป็นการส่วนตัวกับเธอ…” ผมทำหน้าลังเลใจ เขาบีบมือผมสองสามที และมองผมอย่างอ้อนวอน ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็พยักหน้ารับ เขาคลี่ยิ้มกว้างทันที





“…งั้นไปกัน” เขาไม่เสียเวลาแม้แต่นิด ลุกขึ้นเดินจูงมือผมออกไปจากบาร์ เดินตรงไปยังลิฟต์ของโรงแรม ผมคิดว่ามันสิบนาทีจากที่ผมคาดเดาแล้วว่าเพื่อนผมจะมาถึง แต่ก็ยังไม่มีการติดต่อมาจากสองคนนั้น คิดว่าคงไปเจอรถติดตรงไหนสักที่หรือเปล่า โรงแรมนี้ก็ใจกลางเมืองไม่ใช่น้อย





“คุณเป็นใครกันแน่ครับ” ผมถามเขาระหว่างรอลิฟต์ลงมารับเราสองคนขึ้นไปด้านบน นิโคลัสที่ยืนจับมือผมไม่ปล่อยหันมายิ้มก่อนตอบ





“อยากรู้เหรอ” โอ่โห ถามขนาดนี้ไม่อยากรู้มั้งล่ะ





“ถ้าได้รู้ก็คงดี เพราะวันนี้และตอนนี้ผมงงมากว่าคุณเป็นใคร ทำไมถึง เอ่อ ทำเหมือนรู้จักผมมานานแล้ว” ลิฟต์เปิดออก เขาเดินจูงมือผมเข้าไปด้านใน กดชั้นยี่สิบสี่ ประตูลิฟต์ปิดลงแล้วก็เคลื่อนตัวขึ้นไปด้วยความเร็วที่พอเหมาะ





แล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงยืนจับมือผมไว้แบบนั้น รอจนกระทั่งลิฟต์เปิดชั้นที่เขากดมาก็พาผมเดินออกไปข้างนอก ชั้นนี้ห้องไม่เยอะ มีไม่ถึงสิบห้อง แต่ละห้องที่มีอยู่ชั้นนี้ดูท่าจะกว้างใหญ่มาก ก็เหมาะสมกับความวีไอพีของคุณนิโคลัสเขาแหละนะ





“วีไอพีพักชั้นนี้ทุกคนเลยเหรอครับ” ผมถามในขณะที่เขาใช้มืออีกข้างหยิบคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วแตะลงบนแท่นแตะคีย์การ์ด เกิดเสียงประตูปลดล็อค เขาดันประตูเข้าไปด้านใน เสียบคีย์การ์ดลงในช่องข้างประตู ไฟในห้องและแอร์ทำงานตามระบบ





“ไม่ทุกคน” เขาตอบพลางจูงมือผมไปนั่งที่โซนดูทีวีของห้อง





“รอฉันตรงนี้” ผมพยักหน้า คุณนิโคลัสหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องนอน ผมยืนเอ๋ออยู่ตรงนั้นและไม่นั่งลงเพราะแอบคิดเอาเองว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งหนีทัน





แค่โซนนั่งเล่นของห้องก็กว้างขวางแบบที่นอนได้เป็นสิบคน และยังมีแบ่งโซนห้องนอนไปอีก ไหนจะมีโซนครัวขนาดเล็กให้ด้วย ห้องน้ำข้างนอกมีหนึ่งห้อง และผมเดาว่าในห้องนอนก็มีอีกหนึ่งห้อง ทำจนนึกว่าเป็นคอนโดฯ ไม่ใช่โรงแรม ผมกำลังจะก้าวเท้าเดินไปดูตรงระเบียง แต่ก็ชะงักไว้เพราะคุณนิโคลัสเดินออกมาพร้อมกับถือกล่องของขวัญสีครีมมาด้วย





“ฉันให้” เขายื่นกล่องของขวัญสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่าฝ่ามือของเขาแต่ใหญ่กว่าฝ่ามือผมมาให้ ผมขมวดคิ้วนิดหน่อย





“บอกได้มั้ยครับว่าให้ผมทำไม”





“สุขสันต์วันเกิด” ผมมองเขานิ่งค้าง มองด้วยอาการตะลึง ในหัวประมวลอย่างเร็วจี๋ว่าตัวเองไปหลุดปากบอกเขาตอนไหนหรืองานนี้มีให้เขียนประวัติส่วนตัวก่อนหรือไม่ ซึ่งก็คือไม่มี





“คุณรู้ได้ยังไงครับ” เขายิ้ม และทำเพียงพยักหน้าไปที่กล่องของขวัญ แต่ผมยังไม่หายคาใจ





“ไม่ เดี๋ยวก่อน คุณรู้ได้ยังไงว่าวันนี้วันเกิดผมอะ”





“ฉันจะอธิบายยังไงดี…” เขายังคงยิ้ม หน้าตาไม่ได้ดูตระหนกตกใจอะไรกับการที่ผมถาม





“…เดี๋ยวเธอจะเข้าใจโดยที่ฉันไม่ต้องอธิบายอะไรมาก” เขายื่นกล่องของขวัญมาตรงหน้า





“อธิบายเดี๋ยวนี้เลยไม่ได้เหรอครับ”





“ได้สิ แต่เธอต้องนอนค้างกับฉันนะ เพราะเรื่องราวมันยาว” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ผมขมวดคิ้วมองหน้าเขาสลับกับมองกล่องของขวัญในมือของเขา และตัดสินใจว่าเขาคงหาเรื่องหยอกให้ผมนอนค้างด้วย เลยยื่นมือไปรับกล่องของขวัญมาเพื่อให้ประเด็นนี้จบไปก่อน





“เปิดดูสิ” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา มิสเตอร์คาร์ดอสยิ้มหล่อ (หรือเพราะเขาหล่อ ยิ้มเลยดูหล่อ) ผมยกมือซ้ายมาเปิดฝากล่องออก ข้างในกล่องของขวัญมีกล่องกำมะหยี่สีดำทรงแบนสี่เหลี่ยมอีกชั้น ผมเหลือบตามองหน้าคนให้และเบ้ปากน้อย ๆ ด้วยความเหนื่อยใจที่เขาใส่กล่องซ้ำซ้อน หนุ่มไอริชคลี่ยิ้มกว้างเป็นรอยยิ้มขำ ผมดึงกล่องสีดำออกมา เอากล่องของขวัญและฝาวางไว้บนพนักพิงโซฟา ใช้มือขวาเปิดฝากล่องกำมะหยี่ ด้านในเป็นสร้อยสีเงินแวววาวทั้งตัวสร้อยและตัวจี้ที่เป็นรูปคันศรธนูที่เส้นเชือกถูกรั้งไปด้านหลังโดยลูกธนูหางปลาผ่ากลางและหัวธนูเป็นรูปหัวใจ ผมมองมันนิ่งพักหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนให้ที่ดูเหมือนว่าพยายามจะลืมตาสู้กับอะไรสักอย่าง





“คุณให้ผมจริง ๆ เหรอ” คุณนิโคลัสหลับตาลงพักหนึ่งแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ เขากระตุกยิ้มมุมปากและพยักหน้า ผมมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ผมไม่รู้หรอกว่าของชิ้นนี้มันราคาเท่าไหร่ แต่จากความเรียบหรูดูดีและความมันวาวของเงิน ผมรู้สึกว่ามันต้องแพงมากแน่ๆ





“คุณจ้างให้นักสืบตามสืบเรื่องของผมรึเปล่า” เขาคลี่ยิ้มขำและมองผมอย่างเอ็นดู ผมขมวดคิ้วและมองเขาด้วยความระแวดระวัง เจอกันวันแรกแต่เขาทำให้ผมอารมณ์ผมไม่คงที่จริงๆ





“เปล่า ฉันไม่ต้องจ้างใคร ฉันทำเองได้” ผมอ้าปากหวอมองเขาตาค้าง เขายักคิ้วขึ้นและตามด้วยพยักหน้าอีกครั้งเป็นการบอกว่าเขาพูดจริง





“แล้วคุณทำไปทำไม” ผมอยากก้าวเท้าหนีเขา แต่ขามันแข็งจนขยับไม่ได้ คุณนิโคลัสมองผมอย่างอ่อนโยนและยิ้มละมุน ผมมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ ยืนค้างอยู่แบบนั้น รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาเดินเข้ามาใกล้และก้มหน้าลงจนริมฝีปากของเขาเกือบแตะริมฝีปากของผม





“Love. (รักไง)” ผมเหมือนโดนแช่แข็งให้ยืนนิ่งค้าง ขยับได้แต่เปลือกตาที่กะพริบปริบ ๆ ดวงตาสีเทาของเขามองสำรวจผมครู่หนึ่งก่อนที่จะประกบริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากของผมอย่างแผ่วเบา หัวใจผมเต้นตึกตัก ภายในท้องบิดมวนเล็ก ๆ ความรู้สึกกึ่งอุ่นกึ่งเย็นแตะอยู่ที่ริมฝีปาก





เขาทำแค่นั้น ไม่ได้เร่งรัด ไม่ได้เร่งเร้าจะเอามากกว่านี้ เขาแช่ริมฝีปากแบบแนบชิดแนบแน่นอย่างนั้นอยู่หลายนาทีซึ่งผมไม่รู้หรอกว่ากี่นาที แล้วเขาก็เป็นฝ่ายดึงริมฝีปากออกจากปากผม แต่ใบหน้าของเราสองคนยังใกล้ชิดกัน





“คุณทำแบบนี้ ผมประจานคุณได้นะ” เขายิ้มขำน้อย ๆ สองมือดึงร่างผมให้เข้าไปยืนแนบชิดติดกับตัวเขาพร้อมกับที่เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง





“แบบนี้เขาเรียกสิ่งไม่ดีเหรอ เธอไม่ชอบสินะ” ผมแหงนหน้ามองเขา มองด้วยความสับสน มองอย่างไม่เข้าใจ และไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกตรงข้ามกับที่เขาบอก





“ฉันขอโทษก็แล้วกัน…” มือซ้ายของเขาลูบหัวผม รอยยิ้มของเขานั้นแสนสุภาพ ผมหลับตาลงตอนที่เขาก้มลงจูบหน้าผากผมแผ่วเบาและค้างไว้ครู่ใหญ่ก่อนจะดึงออกไป





“…รู้สึกดีขึ้นบ้างมั้ย” ผมลืมตาขึ้น หัวใจเต้นจังหวะผิดเพี้ยนไปหมด และคิดว่าเขาคงจับสังเกตได้เลยยิ้มออกแนวล้อเลียน





นี่มันอะไรกัน เขารักผมได้ยังไง แล้วตัวผมรู้สึกดีกับเขาได้ยังไง รักแรกพบเหรอ





“มา ฉันใส่สร้อยให้” เขาดันตัวผมออก หยิบกล่องกำมะหยี่ไปถือไว้ ดึงสร้อยออกมาจากกล่องแล้วจับผมยืนหันหลัง เขาโยนกล่องลงบนโซฟาเดี่ยว ผมยืนบื้อใบ้และสมองว่างเปล่าจนกระทั่งรับรู้ถึงความเย็นจากสร้อยที่สัมผัสกับผิวบริเวณคอและช่วงไหปลาร้า พอใส่เสร็จเขาก็ดึงผมเข้าไปกอดจากทางด้านหลังแล้วก้มลงจูบต้นคอด้านขวาของผมหนึ่งทีแล้วค่อยเลื่อนขึ้นมาจูบที่แก้มผมอีกที ผมยืนเอ๋อในอ้อมกอดอันแข็งแรงแต่เย็นเฉียบของเขา





“I have waited for this moment between us for a very long time. (ฉันรอช่วงเวลานี้ระหว่างเรามายาวนานมาก)” เขาก้มลงหอมไหล่ขวา ผมเบลอจนเกือบจะไม่รู้ตัวว่ามือซ้ายของเขากำลังลูบท้องน้อยของผมและกำลังจะไล่ลงไปลึกเกินขอบกางเกงยีนส์





“ขะ… ขอโทษครับ ผมคิดว่า ผมควรจะต้องกลับบ้าน พรุ่งนี้ผมต้องตื่นมาที่นี่แต่เช้า” ผมกลืนน้ำลายลงคอและเหลือบสายตาขึ้นไปมองนิโคลัสที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่ม มือซ้ายของเขาดึงออกจากกางเกงยีนส์





“ฉันอยากให้เธออนุญาตให้ฉันไปส่ง เพราะฉันอยากไปส่งเธอที่บ้าน”





“ผมว่า ผมกลับแท็กซี่ก็ได้” ผมไม่ได้กลัวเขา เพราะคิดว่ามันเลยความจะกลัวมาในระดับนึงแล้ว แต่ผมแค่อยากอยู่ห่างจากเขาสักแป๊บ ถ้าขืนให้เขาไปส่งที่บ้าน สติผมคงหายไปจากหัวแน่ ๆ





“ก็ได้ งั้นเดี๋ยวฉันลงไปส่ง” แบบนี้สินะถึงอยากให้ผมขึ้นมาบนห้อง นอกจากจะให้ของขวัญกับผมแล้ว เขาคงอยากจะทำอะไรมากกว่าให้ของขวัญด้วย





คุณนิโคลัสเดินจูงมือผมออกจากห้องแบบที่ผมไม่รู้ตัว มายืนอยู่ในลิฟต์ตอนไหนยังมึนยังงงอยู่เลย ผมหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาที่มีหนวดเคราสีอ่อนที่ตอนนี้อิ่มเอมและเปรมใจ ผิดกับผมที่คงงง ๆ ก่งก๊งจนเหมือนคนโดนสารหนูอะไรทำนองนั้น





“เพื่อนเธอ” ผมหันไปมองตามที่เขาบอก สองคนนั้นนั่งอยู่ที่บาร์ มายด์กำลังดูดน้ำปั่น ส่วนคีย์กำลังกระดกน้ำอัดลมจากกระป๋องเข้าปาก





“อ้าว มาแล้ว” มายด์เอ่ยทักก่อนจะชะงักไปนิดเมื่อเห็นคุณนิโคลัสยืนจับมือผมอยู่ ไอ้คีย์ก็มองมือเราสองคนสลับกับมองหน้าเราอย่างตื่นๆ





“คนนี้คือ…?” มายด์เลิกคิ้วขึ้น





“Hi, I’m Nicholas. You can call me Nick. (สวัสดี ฉันชื่อนิโคลัส เรียกฉันนิคก็ได้)” มายด์กับคีย์คลี่ยิ้ม และเอ่ยทักทายคนข้างกายผมกลับ





“I should let you guys back home and I am going to see you all again tomorrow. (ฉันควรปล่อยให้พวกเธอกลับบ้าน แล้วก็เจอพวกเธอทุกคนอีกทีในวันพรุ่งนี้)” เขาพูดเสียงทุ้มน่าฟังด้วยท่าทีที่สุภาพ จนมายด์ยิ้มเขินหน่อย ๆ





“Thank you. See you tomorrow. (ขอบคุณ เจอกันพรุ่งนี้นะคะ)” คุณนิโคลัสยิ้มนุ่ม ไอ้คีย์พยักหน้าให้เขาหนึ่งที เจ้าของดวงตาสีเทาเข้มหันมาหาผมและมองผมด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์นิดหน่อยก่อนที่เขาจะคลี่ยิ้ม





“See you tomorrow. (เจอกันพรุ่งนี้นะ)” และเขาก็ทำให้ไอ้คีย์กับมายด์ตาโตด้วยความทึ่งเมื่อเขาก้มลงหอมแก้มผมข้างละที แล้วก็ยืนก้มหน้ามองหน้าผมแบบใกล้ชิดอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหนจนผมกะพริบตางงๆ





“มึงหอมเขาคืนสิวะ” เสียงไอ้คีย์กระซิบบอก ผมหันไปมองมันด้วยความตื่น มันขมวดคิ้วทำหน้าเคร่ง มายด์ก็ถลึงตาใส่เป็นการสั่งแบบเงียบ ๆ ผมหันไปมองมิสเตอร์คาร์ดอสอีกที เขากำลังอมยิ้มแววตามีความสุข ผมตัดสินใจยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาข้างละที เจ้าชายไอริชคลี่ยิ้มกว้างแล้วยืดตัวขึ้นตรง เขาหันไปหาเพื่อนผมทั้งสองคน





“Thank you. Both of you are very good friend. (ขอบใจ เธอสองคนเป็นเพื่อนที่ดีมาก)” ไอ้คีย์กับมายด์ยิ้มขำ ฝรั่งตัวสูงหันมาหาผมอีกที มองผมด้วยแววตาเป็นประกายอีกพักถึงปล่อยมือผมและหมุนตัวเดินจากไป ผมมองตามแผ่นหลังของเขาแบบงง ๆ โล่ง ๆ อยู่ในหัว

V
v
v
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:12:23 โดย คุณเจ้ »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.3 : The gift. [18/01/2020]
« ตอบ #9 เมื่อ: 18-01-2020 00:01:41 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.3 : The gift. [18/01/2020]
«ตอบ #10 เมื่อ18-01-2020 00:02:05 »

V
v
v

“เฮ้ย อะไรยังไงวะ มึงฟาดวีไอพีงานนี้เลยเหรอแตม” เสียงมายด์ดังขึ้นอย่างตื่นเต้น ผมหันไปมองมันทั้งที่ยังไม่หายเอ๋อ





“กู เอ่อ ฟาดเหรอ ไม่ฟาด… เออ ไม่รู้ว่ะ” ผมขมวดคิ้วสับสน ความคิดยังตีกันไม่หยุด





“มึงชอบเขาเหรอไอแตม” ผมมองคีย์ที่ถามอย่างจริงจังด้วยอาการตาค้าง คำพูดจุกอยู่ที่ลำคอ ไม่รู้จะพูดออกมาว่ายังไง





“ชอบเหรอ” ผมทวนคำมันแบบงงๆ





“เออดิ มึงชอบเขาเหรอ…” เพื่อนทั้งสองคนมองผมเป็นตาเดียว ผมเม้มปากกะพริบตาปริบ ๆ นึกคำพูดไม่ทัน





“…แต่ดูจากท่าทางแล้ว มึงชอบเขาแน่เลย” ไอ้คีย์หรี่ตามอง สักพักมันก็เบิกตากว้างและชี้มาที่คอของผม ไอ้มายด์หันมองตามแล้วก็อ้าปากค้าง





“หูย เมื่อเช้ามึงไม่มีสร้อยนี้อะ มึงมากับเขา แล้วกูก็เห็นสร้อยนี้…” มายด์ชะงักไปสักแป๊บแล้วก็เบิกตากว้างตามปากที่กว้างอยู่ก่อนแล้ว





“…ตอนแรกมึงบอกว่าอยู่บาร์ กูสองคนมาถึงก่อนหน้ามึงลงมาแป๊บนึง แล้วมึงก็เดินมาพร้อมกับคุณนิคคนนั้น มึงไปไหนกับเขามาอะ” มายด์หรี่ตามองผมอีกคน ไอ้คีย์เริ่มขยับริมฝีปากเป็นรอยยิ้มแซว





“มึงเสียตูดแล้วเหรอไอ้แตม เอาแล้วครับ เอาแล้ว!” ผมถลึงตาใส่ไอ้คีย์ มันยิ้มหัวเราะร่าที่ได้แซว





“มึงงง กูดีใจที่มึงเลือกคบผู้ชายมากกว่าผู้หญิง กูไม่เคยนึกภาพมึงกับหญิงสาวในเชิงแฟนออกเลย” ผมหันไปมองมายด์ที่ยิ้มดีใจตามที่ปากมันว่า





ช่วงประถมแน่นอนว่ามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ควรจะมีแฟน เด็กขนาดนั้นวัน ๆ ก็เรียน เล่น และคิดถึงแต่เกม หรือไม่ก็การ์ตูนซะเป็นส่วนใหญ่ พอขึ้นมัธยมต้นก็ใช่ว่าจะประสีประสาอะไร ก็ไม่มีใคร ใช้ชีวิตสนุกสนานกับเพื่อนไปวัน ๆ แล้วไหนจะต้องเรียนให้ได้เกรดดี ๆ อีก ช่วงมัธยมปลายก็ดูจะชัดเจนขึ้นว่าผมคงไม่มีดวงทางด้านนี้ แต่คนมาจีบก็มีประปราย ปีละสองคนได้มั้ง ซึ่งในบรรดาที่มาจีบมีผู้หญิงคนเดียว นอกนั้นผู้ชาย แต่ก็ไม่เคยคบกับใครเป็นตัวเป็นตนอยู่ดี บางคนที่คุยกับผมอยู่ดี ๆ ก็หายไป แล้วพอเจอกันอีกทีก็ทำเหมือนว่าไม่เคยคุยหรือรู้จักผมมาก่อนจนผมงง แต่ผมก็ไม่ได้ไปเกาะขาอ้อนวอนให้เขากลับมาคุยกับผมอีกหรอกนะ





“แหม่ แต่พอได้ที ได้โคตรดีเลยนะมึง ไอ้มอสรวยไม่พอสินะ” ผมไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าแฟนจะต้องเป็นเพศใด หรือต้องเป็นแบบไหน ผมแค่คิดว่า ลงตัวกับใคร อยู่แล้วแฮปปี้ก็คือดี แล้วก็ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจในตัวเองมากที่ไม่ไปจีบใครเลย แต่ผมไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี แค่นั้นเอง





“ไม่ใช่มะ…” ผมถลึงตาใส่ไอ้คีย์ มันยิ้มเป็นลิงหลอกเจ้า





“…ไอ้มอสมันเป็นเพื่อนอะ กับคุณนิคกูก็ยังไม่ได้ตอบตกลงคบเลย”





“หูย ไม่ต้องตกลงคบละมั้ง จูงมือ หอมแก้ม แถมยังให้ของมึงขนาดนี้ ลัดไปแต่งงานยังได้เลย”





“บ้าเหรอมายด์ กูเพิ่งเจอเขาวันแรก ครั้งแรกเลยเนี่ย” มายด์ชะงักแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้





“เออใช่ ประเด็นนี้กูว่าแปลก มัวแต่หวีด เกือบลืมคิดไปว่ามึงเพิ่งเจอกันครั้งแรก” ผมพยักหน้ากับประโยคของมัน





“แต่มึงสองคนดูเนียนตาดีนะ คือแบบ ดูไม่เหมือนคนเพิ่งเจอกันครั้งแรกเลยอะ” ผมย่นคิ้วหน้าตาครุ่นคิดตามคำพูดของคีย์





“หรือเขาจำคนผิดป้ะ กูว่าเขาอาจเข้าใจผิดว่ากูเป็นใครสักคนอยู่” ผมร่วมวงวิเคราะห์ด้วย





“ไม่งั้นมึงก็ต้องหน้าเหมือนใครสักคนที่เขารักมาก” ผมขมวดคิ้วกับคำพูดของมายด์





“อุ่ย แบบนั้นก็ไม่ดีดิ เหมือนเป็นตัวแทนของอีกคนเลยอะ”





“หือ ยังไม่ทันได้เข้าเรือนหอก็คิดเป็นเมียหนึ่งเมียเอกแล้วนะมึง ใช่ย่อยนะเราอะ” ผมจิ๊ปากและยกมือขวาทำท่าจะตีไอ้คีย์ มันหัวเราะคิ ๆ แบบที่ชวนยกตีนถีบ





“เป็นมึง มึงชอบเหรอที่ต้องมาเป็นตัวแทนใครอีกคนของคนที่มึงรักอะ” แทนที่มันจะคิดตามหรือทำท่าว่าเห็นด้วย แต่มันกลับเบิกตากว้างและส่งเสียงร้องเหมือนหมาโดนเหยียบหาง





“โว๊ว โวว โว้ววว คนที่มึงรักเลยอะ มึงรักเขาแล้วเหรอ ใจง่ายว่ะไอ้แตม ทีกับไอ้มอสใจแข็งชิบหายเหอะ”





“เอ๊ ไอ้นี่หนิ ไม่ได้หมายความว่ากูรักเขา หมายความว่าคนเราก็ไม่น่าจะชอบรึเปล่าถ้าจะถูกรักเพราะไปหน้าเหมือนแฟนเก่าเขาอะ” ไอ้คีย์ทำหน้าทำตาล้อเลียนชวนให้ควายลากเกวียนพุ่งใส่หน้ามัน





“เพิ่งรู้จักเขาวันแรก มึงยังต้องทำความรู้จักกับเขาอีกเยอะ ถ้าตรงไหนไม่ถูกใจมึงก็ไม่ต้องไปต่อแค่นั้นเอง…” ผมไม่ตอบรับอะไร พยักหน้าเดี๋ยวก็หาว่าคิดจริงจังกับคุณนิคแล้ว จะส่ายหัวก็ดูจะเป็นการโกหกตัวเองว่าไม่ได้คิดอะไรกับเขา





“…แล้วเขาได้ทำอะไรมึงรึเปล่านอกจากให้ของ” ผมเหลือบตามองมายด์ที่ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นไม่แพ้ไอ้คีย์ และก่อนที่จะนิ่งจนผิดสังเกตผมก็สั่นหัว





“ไม่อะ ให้ของ แล้วก็ เอ่อ กอดนิดหน่อย” มายด์เอาสองมือจับแก้มและอ้าปากหวอ





“กูว่าเขาต้องแอบชอบมึงมานานแล้วแน่ ๆ เลย” ผมย่นคิ้ว





“แอบชอบอะไร ไม่เห็นมีวี่แววอะไรจากเขาเลย โผล่มาวันเกิดกูปึ้งเดียวเลยเนี่ย”





“ว่าไปแม่งก็น่ากลัวเหมือนกันนะ ใครจากไหนก็ไม่รู้ จู่ ๆ แม่งมาสนิทกับมึงจนถึงขั้นนี้อะ”





“ใช่ป้ะ เดี๋ยวนี้หน้าตาดี ฐานะดีใช่ว่าจะการันตีว่าเขาจะไม่ผิดปกติ” พอพูดเสร็จก็มีอีกความคิดนึงขึ้นมาว่า ผมกลัวเขาจะเป็นโรคทางจิต โรคทางประสาทอะไรแบบนั้นที่กำลังคิดว่าผมเป็นใครและเป็นอะไรสำหรับเขาอยู่รึเปล่า





“ก็รอดูไปนั่นแหละ แต่ก็ระวังตัวไว้ด้วย ดีนะงานนี้มีพวกกูมาทำด้วยอะ” ผมพยักหน้าเห็นด้วย อย่างน้อยก็มีเพื่อนอยู่ใกล้ตัว เกิดอะไรขึ้นก็ยังมีคนคอยช่วยเหลือ ดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบ





“เฮ้ย กลับบ้านกันเหอะ จะเที่ยงคืนละ พรุ่งนี้มาเช้าอีก ให้กูไปส่งมั้ยแตม” ผมส่ายหัวและหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเพื่อกดเข้าแอพพลิเคชั่น





“ไม่ต้องหรอก บ้านมึงคนละทางกับกูเลย เรียกแท็กซี่เอา” ผมกดเรียกแท็กซี่จากแอพฯ ยังไม่ทันหนึ่งนาทีเลยเหอะก็มีคนกดรับแล้ว และในแอพฯ ก็แจ้งว่าตอนนี้รถกำลังเลี้ยวเข้ามาในโรงแรม





“เฮ้ย รถมาแล้วอะ ไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน”





“ฮะ เร็วจังวะ” มายด์อุทานด้วยความงงและตกใจ ผมเองก็รู้สึกแบบมันแต่ดีใจมากกว่าที่ไม่ต้องรอนาน





“เจอกันพรุ่งนี้นะ ไปละ” ผมโบกมือให้เพื่อนสองคนแล้วหมุนตัววิ่งไปทางประตู ระหว่างนั้นก็ก้มลงมองเลขทะเบียนและชื่อคนขับที่แอพฯ แจ้งมาด้วย พอไปถึงก็เจอรถแท็กซี่สีชมพูมีสัญลักษณ์ของแอพติดอยู่บนหน้าต่างรถด้านหลังฝั่งข้างคนขับจอดรออยู่ด้านหน้าจริง ๆ พี่พนักงานโรงแรมเดินไปเปิดประตูรถให้ ผมยกมือไหว้ขอบคุณและหย่อนก้นลงไปบนเบาะหลังโดยที่พี่พนักงานโรงแรมเป็นคนปิดประตูให้เช่นกัน





“ริมน้ำ xxx นะครับ” พี่คนขับรูปร่างอ้วนท้วมถามอย่างสุภาพ ผมพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้





“ใช่ครับ” พี่เขาพยักหน้าและยิ้มตอบก่อนขับรถออกไปจากหน้าโรงแรม





ตลอดทางกลับบ้านในหัวผมไม่ได้แบ่งพื้นที่ให้ใครหรือเรื่องอื่นใดนอกจากเรื่องของคุณนิโคลัสกับเรื่องราวในวันแรกที่เราได้พบกัน แค่เรื่องเขาคนเดียวและวันเดียวก็ทำเอาพื้นที่ความคิดของตัวเองเมมเต็มแล้ว เพราะคิดสับสนวกวนได้บ่อยเหลือเกิน และมันก็จะวนกลับมาที่ เอ๊ะ ยังไง ทำไม และสุดท้ายก็วนกลับไปที่ ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน พอจะเลิกคิดก็ทำไม่ได้ เพราะมันสงสัย





“น้องครับ ถึงแล้ว” ผมหันไปมองพี่คนขับที่ยิ้มให้ ผมก้มลงมองมือถือ แอพฯ แจ้งเตือนว่าถึงที่หมายแล้วพร้อมกับแจ้งค่าโดยสารที่ต้องบวกค่าบริการเข้าไปอีกตามเรทที่กำหนดมา ผมหยิบธนบัตรออกมาจ่ายพี่เขาแบบที่เกินยอดที่ต้องจ่ายมาสิบบาทเลยบอกเขาว่าไม่ต้องทอนก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ





ไฟหลังบ้านเปิดอยู่ แต่ในบ้านมืดสนิท พ่อไม่เคยนั่งรอผมเลิกงานดึกดื่น ถึงเวลาเข้านอนของพ่อแกก็จะเข้านอนไปเลยชิล ๆ ไม่มีการโทรตามโทรถามใด ๆ ทั้งสิ้น ผมไม่ได้น้อยใจอะไร เห็นดีด้วยซ้ำที่เขาเข้านอนไว สุขภาพจะได้แข็งแรง





ติ๊ก!





ผมกดสวิตช์ปิดไฟหลังบ้านแล้วเปิดไฟฉายจากมือถือให้ความสว่างแทน ก้าวเท้าเดินไปขึ้นบันไดไปชั้นบน ผมนอนบนบ้าน ส่วนพ่อนอนข้างล่างเพราะขี้เกียจเดินขึ้นบันได ก็เลยกลายเป็นว่าชั้นบนเป็นพื้นที่ของผมไปโดยปริยาย ผมเปิดประตูห้องแล้วก็เปิดไฟพร้อมกับปิดประตูตามหลัง เดินเอากระเป๋าเป้ไปวางบนโต๊ะเขียนหนังสือตรงริมหน้าต่าง ปิดไฟฉายจากมือถือแล้วเอาวางไว้บนเป้อีกทีจากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว อาบเสร็จก็ใส่ชุดนอน ผมเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมจากแม่น้ำ ดึก ๆ แบบนี้แถวบ้านผมจะมีลมเย็น ๆ พัดโชยมาโดยไม่ต้องเปิดแอร์หรือพัดลม แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนลมก็ไม่พัดมาชิล ๆ สบาย ๆ หรอกนะ





ผมหยิบมือถือมาตั้งนาฬิกาปลุกแล้วเดินกลับไปที่เตียง ตั้งเวลาเสร็จก็เอามือถือวางไว้ตรงโต๊ะเล็ก ๆ ข้างเตียงที่มีโคมไฟตั้งอยู่ ล้มตัวลงนอนก็ยังไม่ทันหลับดีเพราะในหัวเริ่มรันอีกครั้ง ผมยกมือซ้ายขึ้นมาจับจี้สร้อยที่คุณนิโคลัสให้มาอย่างเพลิน ๆ ใบหน้าของเขาผุดขึ้นในหัวราวกับเป็นฟองสบู่ที่แตกไปหนึ่งอีกหนึ่งก็ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ





มันเป็นคำพูดซ้ำ ๆ ทั้งวันในวันนี้ แต่เขาเป็นคนแปลกหน้าและเป็นคนแปลกที่ผมเพิ่งได้เจอวันแรก แต่เขากลับทำทุกอย่างราวกับว่ามันเป็นปกติของเราสองคน และผมเองก็แปลกที่มีทีท่าไม่ดีต่อเขามากที่สุดคือแค่ระแวงแป๊บ ๆ ก็จบไป ไม่ได้คิดต่อต้านหรือคิดจะวิ่งหนีเขาเลยสักนิด กลับยินยอมให้เขาเข้าหาแบบง่าย ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจราวกับโดนเขายึดไปเป็นของเขาแล้ว





ผมถอนหายใจแผ่วเบา ปล่อยมือออกจากจี้สร้อยแล้วหลับตาลง ทำใจและทำหัวให้ผ่อนคลาย ค่อย ๆ ปล่อยตัวเองเข้าสู่นิทราจนกระทั่งหลับไปพร้อมกับความรู้สึกที่เพิ่งเจอมาก่อนกลับบ้าน ความรู้สึกรัดแน่นจากอ้อมแขนแข็งแรงอันเย็นเฉียบ





ผมหันตัวเข้าหาอ้อมแขนนั้น… และหลับสบาย ไม่ฝันดีหรือฝันร้ายอะไรทั้งสิ้น…









เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

น้องแตมอย่าเพิ่งเป็นไบโพล่าเพราะพี่นิคผู้ลึกลับนะคะ เจอกันวันแรก ปรับอารมณ์ไม่ทันพี่เขาเลยเนาะ

ขอบคุณสำหรับ 300 กว่าวิว 1 คอมเม้น จากการลงตอนที่สองไปมาก ๆ เลยนะคะ จะยังคงเขียนต่อไปค่ะ หนึ่งคอมเม้นต์ก็เท่ากับว่ามีคนรออ่านอยู่หนึ่งคนเนอะ : )

ขอบคุณคนอ่านที่คอมเม้นต์ให้จริง ๆ ค่ะ เป็นพลังที่ดีจริง ๆ นะคะสำหรับนักเขียน ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ คนอ่านชอบอ่านนิยายของเรา ทางเราก็ชอบอ่านคอมเม้นต์ของคนอ่านมากๆ

ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในลิสต์ของคนอ่านอีกสักเรื่องนะคะ

แล้วเจอกันตอนหน้าจ้า



#EternitySouls

ขุ่นเจ้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:12:56 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.3 : The gift. [18/01/2020]
«ตอบ #11 เมื่อ18-01-2020 14:04:15 »

คุณนิคละมุนเหลือเกิน ทุกครั้งที่คุณนิคชวนน้องแตมให้ค้างคืนด้วย คนอ่านอย่างเราก็คือพยักหน้าตกลงพร้อมเซย์เยสมากค่ะ 55555 เรื่องราวที่เกิดขึ้นแค่ภายใน 1 วัน แต่นี่รู้สึกเหมือนมีเหตุการณ์หลายอย่่างเกิดขึ้นสะสมๆ หลายเรื่องเหมือนดำเนินเรื่องมาหลายเพลา และที่สำคัญ น้องแตมมมม แค่วันเดียวหนูถูกคุณนิคลวนลามแตะเนื้อต้องตัวไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้วลู้กกกก ฮือออ อยากเป็นน้องแตมมากค่ะ ณ จุดนี้ ปล.นี่เหวอตอนเพื่อนบอกให้น้องหอมแก้มคุณนิคกลับมาก คือเด็กๆ ขา คุณนิคเขาสะกดจิตให้หนูพูดแบบนั้น ชั่ยมั้ยชั่ย!!! ท้ายนี้ไม่ขอไรมาก แค่รอวันน้องแตมยอมค้างคืนกับคุณนิคเท่านั้นค่ะ 555555 :mew3:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.3 : The gift. [18/01/2020]
«ตอบ #12 เมื่อ19-01-2020 00:19:04 »

สร้อยนั้นมีความหมายอะไรมั้ย
คุณนิคแปลกมากๆ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเป็นอะไร 55555555555

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.4 : In a relationship. [26/01/2020]
«ตอบ #13 เมื่อ26-01-2020 20:04:35 »

Together
Episode 4 : In a relationship.





   รถแท็กซี่ที่ผมเรียกโดยแอพพลิเคชั่นเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าโรงแรม ผมเห็นแคนดี้ของคุณนิคยืนอยู่หน้าประตูโรงแรมอย่างสงบนิ่งราวกับกำลังรอใครอยู่ พอรถจอดสนิทผมก็หันไปชำระเงินกับแท็กซี่ กำลังจะหันไปเปิดประตูรถก็พบว่าประตูถูกเปิดออกก่อนแล้วโดยแคนดี้คนนั้น ผมชะงักมองหน้าเขางง ๆ คุณลุง เอ่อ เขาลุงก็จริง แต่เขาสมาร์ทมาก ๆ เลยนะ คุณลุงคนนั้นผงกหัวให้ผมหนึ่งที ผมยิ้มงง ๆ แล้วก้าวลงไปยืนบนพื้นโดยที่คุณลุงปิดประตูรถตามหลังให้
   

“Hi. (สวัสดีครับ)” เขาคลี่ยิ้มอ่อนบางๆ
   

“พูดภาษาไทยก็ได้ครับ…” ผมอ้าปากค้างและกะพริบตาปริบ ๆ กับสำเนียงภาษาไทยของเขาที่พูดชัดเจนไม่แพ้คุณนิโคลัส
   

“…คุณคาร์ดอสให้ผมมารับคุณเฌอแตมไปทานอาหารเช้าด้วยกันบนห้องของท่านครับ” ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงง
   

“หะ… ฮะ” คุณลุงพยักหน้าและขยับรอยยิ้มเพิ่มขึ้นอีกนิด
   

“นายท่านรอคุณเฌอแตมอยู่บนห้องครับ” ผมยืนอึ้งปนงงอยู่เกือบนาทีกว่าจะรวบรวมสติกลับมาได้ ผมยกมือซ้ายขึ้นดูเวลาบนข้อมือ ตอนนี้อีกสิบห้านาทีจะแปดโมงเช้าแล้ว วันนี้นัดเจอกันตอนเก้าโมงครึ่ง ผมกะมาหาอะไรกินก่อนเลยรีบมา แต่ก็ไม่ได้กะว่าต้องมาได้กินข้าวกับนิโคลัสแบบนี้
   

“เอ่อ ผมว่า ผมไปหากินแถวนี้ดีกว่า”
   

“อย่าให้ผมลำบากเลยนะครับ ถ้าคุณเฌอแตมไม่ขึ้นไป ท่านก็จะไม่พอใจผม เห็นใจคนแก่เถอะนะ” เขายิ้มอ่อนโยน ผมยิ้มแหยหน่อย ๆ
   

“คุณแก่แต่ยังดูดีมากเลยนะครับ…” เขายิ้มบางเบา ผมกลืนน้ำลายลงคอและเม้มปาก ในใจลังเลนิดหน่อยว่าควรขึ้นไปดีมั้ย ผมยกมือซ้ายขึ้นจับสร้อยคอที่คุณนิโคลัสให้มาเมื่อวานแล้วก็ตัดสินใจว่าจะขึ้นไป
   

“…คุณอาชื่ออะไรเหรอครับ” ในใจเรียกลุง แต่เวลาออกเสียงเรียก ขอเรียกอาก็แล้วกัน
   

“ชื่อแฮร์รี่ครับ และเรียกผมลุงก็ได้ถ้าคุณเฌอแตมต้องการ” ผมยิ้มเขินเล็กน้อย เพราะดูเหมือนเขาจะรู้ว่าผมแอบเรียกเขาว่าอะไรในใจ
   

“แฮร์รี่ พ็อตเตอร์รึเปล่าครับเนี่ย” เขาส่ายหัวและยิ้มใจดี ผมยิ้มแบบไม่เห็นฟันให้เขาแล้วเดินเข้าไปในโรงแรมโดยมีคุณลุงแฮร์รี่ผู้ตัวสูงใหญ่และตัวหนาไม่แพ้เจ้านายตัวเองเดินตามหลังมา ตอนที่เดินถึงลิฟต์ผมเจอกับพี่ผู้ชายหน้าแขกคนเมื่อวานนี้เดินออกมาจากลิฟต์ตัวหนึ่ง เขาโค้งหัวให้ผมพร้อมกับส่งยิ้มให้แล้วก็เดินจากไป ผมทำหน้าตาเหลอหลาแล้วหันไปมองคุณลุงแฮร์รี่
   

“เอ่อ…” ผมอยากถามแฮร์รี่ว่าเขาสามารถให้คำตอบในประเด็นนี้ได้หรือไม่
   

“ถูกต้องแล้วครับ” เหมือนยิ่งมีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นบนหน้าผมเพิ่มอีกสิบอัน อะไรคือความถูกต้องแล้วงั้นเหรอ
   

ผมหยุดคิดหาคำตอบ (แต่ไม่หยุดงง) ปล่อยให้ลิฟต์พาตัวเองกับแฮร์รี่ขึ้นมาชั้นเดิมกับเมื่อวานนี้ที่ผมขึ้นมา เขาเดินมาส่งผมถึงหน้าห้องก่อนจะเดินกลับไปที่ลิฟต์ ผมยกมือขึ้นกดกริ่งหน้าห้อง รอไม่นานประตูก็เปิดออกให้เห็นร่างของเจ้าของห้องที่อยู่ในสภาพพันผ้าขนหนูสีขาวรอบเอว


ผมอ้าปากหวอแล้วก็รีบหุบลง แต่เปลือกตาดันขยับเบิกกว้างขึ้นแล้วก็มองเขาเหมือนโดนสะกดจิตทั้งที่พยายามขยับสายตาหนีหรือทำอะไรสักอย่างให้เขารู้ว่าผมไม่ได้กำลังเคลิ้ม แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ผมรู้สึกว่ากำลังรับชมรูปปั้นประติมากรรมชิ้นเอกอีกหนึ่งชิ้นของ Michelangelo ที่หลุดออกมาจากเมืองฟลอเรนซ์ ดูเต้านมอวบหนาและลอนกล้ามท้องและนั่นสิ อ้า… เอ้ย
   

“Hello.” ผมรีบดึงสายตาขึ้นไปบนหน้าเขาที่ยิ้มเหมือนรู้ทัน เส้นผมของเขาเพิ่งแห้งหมาด ๆ ส่วนใบหน้าได้สัดส่วนก็ยังหล่อเหมือนเมื่อวานนี้
   

“Come. (มาสิ)” เขายื่นมือมาดึงผมเข้าไปในห้องนอนแล้วจูงพาผมเข้าไปในโซนนั่งเล่นของห้อง จัดการถอดกระเป๋าเป้ด้านหลังผมออกแล้วเอาวางไว้บนโซฟา บนโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสใกล้กับประตูระเบียงมีชุดอาหารเช้าแบบจัดเต็มทั้งฮ็อตดอก แฮม ไข่ดาว โจ๊ก และอีกมากมายอยู่ในจานอาหารที่นึกว่ายกห้องอาหารมาไว้ในห้องนอนของคุณนิโคลัส
   

“I’m glad you came. (ฉันดีใจนะที่เธอมา)” เขานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งใกล้กับประตู ผมจะก้าวเท้าเดินไปนั่งตรงข้ามกับเขาแต่ว่าคุณนิโคลัสกลับจับผมนั่งลงบนตัก และใช้สองแขนกอดเอวผมไว้แน่นแต่ก็ไม่ได้รัดจนหายใจไม่ออก
   

“And so glad that you wear it. (และดีใจมากที่เธอใส่สร้อย)” เขาเลื่อนสายตามองจี้สร้อยแวบหนึ่งแล้วเลื่อนขึ้นกลับมามองหน้าผมด้วยสายตาวิบวับ ผมรู้สึกว่าแก้มร้อนฉ่าและคิดว่าตอนนี้มันคงแดงน่าดู มุมปากผมขยับเป็นรอยยิ้มนิดหน่อย คุณนิโคลัสคลี่ยิ้มก่อนจะยื่นหน้ามาหอมแก้มซ้ายของผมหนึ่งฟอดแล้วก็เอียงแก้มขวาให้ ผมนิ่งพักนึงถึงได้รู้ว่าหัวใจตัวเองเต้นจังหวะประหลาดมาก และตอนที่ผมกำลังชั่งใจว่าจะหอมแก้มเขากลับดีหรือไม่ มันก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นกุมอก
   

“อ้า!” คุณนิโคลัสยกมือขวาลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน จูบขมับผมย้ำ ๆ หลายที ผมหลับตาและขมวดคิ้วเพราะความเจ็บจี๊ดที่จู่ ๆ ก็พุ่งขึ้นมา คุณนิโคลัสเลื่อนแขนซ้ายไปช้อนใต้ขาของผมแล้วอุ้มผมเดินเข้าไปในโซนห้องนอน เขาค่อย ๆ วางผมลงบนเตียง ใช้มือขวารองหัวผมไว้แล้วใช้อีกมือเอื้อมไปหยิบหมอนมารองหัวผม เขานั่งลงข้างเตียง จับมือขวาผมที่กุมหน้าอกอยู่ออกไปกุมไว้แล้ววางมือขวาของเขาลงบนอกซ้ายผมแทน
   

“It’s okay. (ไม่เป็นไรนะ)” ผมนอนมองเพดานห้องนิ่ง ค่อย ๆ ปรับลมหายใจช้า ๆ แบบที่มักจะทำ อาการเจ็บจี๊ดค่อย ๆ หายไปทีละนิด ผมหลับตาลงและพ่นลมหายใจออกยาว ๆ พอเปิดเปลือกตาขึ้นก็หันหน้าไปมองเจ้าชายไอริชที่นั่งกุมมือผมอยู่และมองผมด้วยสายตาเป็นห่วง
   

“มันเจ็บมากเลย” ผมพึมพำ คุณนิโคลัสมองผมด้วยแววตาสลด
   

“ฉันขอโทษ…” ผมมองเขานิ่ง แต่เต็มไปด้วยความงุนงง เขายิ้มน้อย ๆ และเป็นยิ้มที่ค่อนข้างเศร้า
   

“…เดี๋ยวฉันยกอาหารมาให้” ผมไม่ตอบรับใด ๆ ทำเพียงเม้มปากและปล่อยให้เขาลุกเดินออกไปนอกห้องนอน ผมดันตัวลุกขึ้นนั่ง เอาหมอนตั้งขึ้นและนอนพิงหมอนไว้ รู้สึกเหนื่อย ๆ เพราะอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น จะสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจก็ไม่ใช่อีก เพราะผมตรวจมาหลายโรงพยาบาลมาก ตรวจจนเหนื่อยใจ เพราะมันไม่มีผลอย่างอื่นเลยนอกจากหัวใจปกติดี
   

“เอาน้ำอะไร” ผมหันหน้าไปมองหนุ่มไอริชรูปหล่อยกถาดอาหารสีเงินเข้ามาในห้องนอน สายตาไม่รักดีหรือความคิดอกุศลก็ไม่รู้ที่ทำให้จับจ้องสามเหลี่ยมคว่ำของเขาที่หายลึกเข้าไปในผ้าขนหนูอันหมิ่นเหม่ที่รู้สึกลุ้นว่ามันจะหลุดตอนไหน ผมกลืนน้ำลายลงคอตอนมองไรขนอ่อนตรงช่วงสะดือและไล่ลงไปในผ้า
   

“ตรงนั้นมีน้ำเดียวที่เธอน่าจะกินได้ แต่ก็ข้น ๆ เหนียว ๆ หน่อย” ผมเบิกตากว้างและยกหน้าขึ้นมองหน้าเจ้าของร่างกายกำยำอันเย้ายวนที่กำลังยิ้มทรงเสน่ห์ให้กับผม
   

 “เออ… มีน้ำผลไม้มั้ยครับ” ผมตอบแบบล่องลอยหน่อย ๆ และรับถาดอาหารมาวางไว้บนตัก เขาหมุนตัวเดินออกไปจากห้องนอนอีกรอบ ได้ยินเสียงเปิดตู้เย็นและเสียงขวดแก้วกระทบกัน ผมสั่นหัวเบา ๆ แล้วหยิบช้อนขึ้นมาตักโจ๊กหมูเข้าปาก เจ้าของห้องเดินกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำสีใสที่ใส่น้ำส้มมาเกือบเต็มแก้ว เขาวางน้ำส้มไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้างหัวเตียงแล้วนั่งลงที่เดิม สายตาอันวิบวับกำลังจ้องมองผมกินและยิ้มด้วยความกรุ้มกริ่มจนผมรู้สึกอึกอัก
   

“คะคุณ… คุณไม่กินเหรอครับ”
   

“ป้อนฉันสิ” ผมสบตาสีเทาเข้มของเขาและรู้สึกว่าเหมือนกำลังโดนแผดเผา แต่ก็ละสายตาตัวเองจากความสวยงามของตาคู่นั้นไม่ได้
   

“เอ่อ อยากกินอะไรครับ” ผมถามเสียงแหบพร่า เลยพยายามกระแอมคอให้โล่ง
   

“เธอป้อนอะไรมาฉันก็อยากกินหมดแหละ…” ผมมองรอยยิ้มอันไม่น่าไว้ใจแล้วก้มลงมองอาหารบนถาด


“…หรือป้อนตัวเธอมาฉันก็กินได้” ผมเม้มปาก รู้สึกว่าลมหายใจตัวเองจะร้อนพอ ๆ กับใบหน้า ผมเลือกจิ้มเบคอนแล้วเอาไปจิ้มซอสพริกก่อนยกช้อนขึ้นแต่ไม่มองหน้าเขา คุณนิโคลัสยกมือซ้ายขึ้นมาจับมือขวาของผมแล้วดึงไปใกล้ปากตัวเองก่อนจะอ้าปากงับเบคอนเข้าไป เขาจับมือผมค้างไว้และรู้สึกได้ว่าเขาจ้องมองผมอยู่ทั้งที่ปากก็เคี้ยวไปด้วย


“อร่อยดีนะ” ผมยกหน้าขึ้นมองเขาที่คลี่ยิ้มแบบไม่เห็นฟันแล้วก็อมยิ้มตามรอยยิ้มนั้น


“คุณไม่เคยกินเบค่อนเหรอ”


“ไม่เคยกินแบบที่เธอป้อนให้” ผมขยับยิ้มเพิ่มขึ้นอีกนิด หดขาสองข้างเข้าหาตัวแล้วนั่งขัดสมาธิ


“เอาอีกมั้ยครับ” เขาส่ายหัวแล้วล้มตัวลงนอนใช้แขนขวาดันหัวตัวเองและมองผมที่กำลังตักไข่เจียวเข้าปากด้วยสายตาเปี่ยมสุข ซึ่งก็ทำให้ผมงงอีกว่าเขาจะเปี่ยมสุขอะไรนักหนากับการเห็นคนกินอาหารเช้า


“คุณไม่หิวเหรอ”


“หิว…” ผมจิ้มฮ็อตดอกที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำให้เขา เจ้าของห้องอ้าปากงับและเคี้ยวอย่างอารมณ์ดี


“…อยากกินมากกว่าอาหาร” เขายกยิ้มมุมปากด้านซ้าย ดวงตาสีเทามองผมอย่าแผดเผา เขาไม่ได้แตะต้องผมเลยแม้แต่นิด แต่ผมกลับรู้สึกว่ากำลังโดนเขาลูบสัมผัสผิวจนร่างกายมันตื่นตัวด้วยอาการขนลุกซู่


“คุณไปแต่งตัวมั้ย ผมกินเสร็จก็คงพอดีกัน” ผมว่าพลางตักเบคอนจิ้มซอสมะเขือเทศเข้าปาก และพยายามหลบสายตาสีเทาแสนเร่าร้อนนั้น


“ไม่ชอบวิวนี้เหรอ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาที่กำลังยิ้มขำสนุกสนาน ผมรู้สึกว่าหัวตื้อ ไม่ถึงขั้นทำอะไรไม่ถูก หรือว่างงจนจะหลงทางอะไรแบบนั้น ก็แค่ว่าผมไม่เคยอยู่ใกล้ชิดกับใครขนาดนี้มาก่อนถ้าไม่นับพ่อตัวเอง และกับพ่อก็ไม่ได้มีความรู้สึกวาบหวิวแบบนี้อยู่แล้ว


“ทำไมคุณถึง เอ่อ… สนใจผมเหรอครับ” คนถูกถามยังคงยิ้มอารมณ์ดี เขาดันตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิตรงหน้าผม มองสำรวจผมด้วยความสนใจอย่างที่ผมถาม


“ค่อย ๆ เรียนรู้และรับรู้ไปกับฉันสิ แล้วเธอจะได้รู้คำตอบ”


“หลังจบงานนี้คุณยังอยากเจอผมอีกเหรอ”


“ฉันอยากเจอเธอตลอดไปนั่นแหละ” ผมมองรอยยิ้มสุขุมของเขา ครุ่นคิดครู่สั้น ๆ แล้วก็กลั้นใจถามออกไป


“แล้วถ้าผมให้ร่างกายผมไปแล้ว คุณยังจะอยากเจอผมอีกมั้ย” เขาชะงักและมีสีหน้างุนงงแบบแวบสั้น ๆ ก่อนที่จะคลี่ยิ้มด้วยความเข้าใจ


“กลัวฉันเบื่อเธอเหรอ” ผมรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย แต่ไม่ได้อึดอัดเพราะเขา อึดอัดเพราะความรู้สึกนึกคิดของตัวเองนี่แหละ


“เราเพิ่งเจอกันได้สองวัน แต่คุณแสดงออก…” ผมเม้มปาก พอสบตากับเขาก็ยิ้มไม่เต็มปากและยังคงรู้สึกอึดอัด คุณนิโคลัสยิ้มให้ผมอย่างใจดี ไม่เร่งรัดหรือกดดันอะไร


“…ว่าอยาก แบบว่า มีสัมพันธ์ทางกาย กับ อืม… ผม” ผมยิ้มเก้กัง ทั้งรู้สึกเขินและรู้สึกอับอายที่ถามแบบนั้น ทำราวกับว่าผมดูดีมากจนคนอย่างคุณนิโคลัสต้องอยากได้จนตัวสั่น


“อยากสิ…” ดวงตาของเขาแสดงความปรารถนาออกมาอย่างชัดเจน


“…แต่มันไม่ใช่เพราะว่าฉันมองเธอเป็นวัตถุทางเพศ” ความคิดนี้เกือบจะแล่นเข้ามาในหัวแต่คุณนิโคลัสก็พูดดักเอาไว้ก่อน


“จริงเหรอ” ผมรู้แหละว่าไอ้การถามแบบนี้ เราจะไม่รู้เลยว่าถ้าเขาตอบว่าจริง มันจะจริงตามนั้นรึเปล่า แต่มันก็เป็นรูปแบบประโยคที่ต้องใช้จริง ๆ


“มีคนให้ฉันลือกมากมาย และขอโทษถ้าพูดแล้วจะดูหลงตัวเอง แต่หลายคนพร้อมจะเป็นวัตถุอย่างที่เธอว่าให้กับฉัน” ผมไม่ต้องคิดตามหรือเพิ่งมาคิดหรอก แค่เห็นตัวเขาและสภาพแวดล้อมของเขา ผมก็ไม่แปลกใจถ้าเขาจะมีตัวเลือกเยอะ


“เมื่อวานคุณพูดว่า…” ผมเม้มปากด้วยความรู้สึกไม่แน่ใจเท่าไหร่


“…รัก…” เขายิ้มอ่อนโยนและพยักหน้าลง ผมมองเขาแบบไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เอาจริง ๆ การเข้ามาของเขามันปุบปับจนทำให้รู้สึกเหลือเชื่อ แต่มันคือเรื่องจริง อย่างน้อยที่จริงก็คือการมีอยู่ของเขา


“…ท่าทีของคุณ ดูไม่เหมือนกับว่าเพิ่งเจอผมแค่สองวัน” คุณนิโคลัสเอียงหน้าไปด้านซ้ายแวบหนึ่งพร้อมกับเบ้ปากเล็กๆ


“เธอบอกว่าฉันอยู่ที่ไทยเท่ากับอายุของเธอใช่มั้ยล่ะ…” ผมพยักหน้า


“…ก็ตั้งแต่ตอนนั้นแหละ” ผมอ้าปากหวอ มองเขาตาค้างหน่อยๆ


“คุณเป็นใครเนี่ย เพื่อนแม่เหรอ หรือเพื่อนพ่อ” นั่นสิ ผมลืมคิดประเด็นนี้ไปเลย ถ้าเป็นประเด็นนี้ก็เป็นไปได้มากเลยละว่าเขาเป็นเพื่อนพ่อหรือเพื่อนแม่ แล้วเห็นผมมาแต่เล็กแต่น้อย แค่ไม่ได้แสดงตัวหรือแสดงออก


แต่เขาดูอ่อนกว่าพ่อและแม่ผมอีกนะ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พ่อกับแม่จะมีเพื่อนวัยอ่อนกว่าก็ไม่เห็นแปลก


“เป็นเพื่อนก็ได้แหละ…” เขายิ้มอ่อน


“…แต่ฉันคิดว่า ตอนนี้จะเรียกฉันว่าผู้พิทักษ์หรือองครักษ์ก็ได้ แต่เดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นคู่ชีวิต” จากไม่งงไม่หลงทาง ตอนนี้ผมอยู่ในเขาวงกตเรียบร้อยแล้ว


“ฮะ… คู่ชีวิต… คุณคิด…” เขาพยักหน้า


“…ฉันจะแต่งงานกับเธอ”


Oh my…


“แต่งงาน? แต่งงานเลยนะครับ” เขาเลิกคิ้วขึ้น ทำหน้าตาว่ามันแปลกตรงไหน ทั้งที่จริงมันทั้งโคตรแปลก โคตรประหลาด และอะไรหลายอย่างที่มันไม่ควรแบบว่า อ๋อ ได้สิ เก็ทแล้ว


“ใช่น่ะสิ”


“เรายังไม่รู้จักกันดีพอเลย…” ผมย่นคิ้ว เริ่มลนลานนิดหน่อย


“…แค่คุณบอกว่าเจอผมตั้งแต่ผมเกิด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า ถ้าคุณเป็นเพื่อนพ่อ เพื่อนแม่ หรือคนใกล้ชิดกับครอบครัวผม ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณหรือคุ้นเคย…” เหมือนมีสายฟ้าฟาดลงที่สันคอ ก่อให้เกิดแสงสว่างสีขาววาบขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง


“…คุ้นเคย” ผมพึมพำและหลับตาลง ภาพหลายภาพตัดสลับกันฉับ ๆ จนจับภาพไหนไม่ชัดเจนสักภาพ


องครักษ์… ผู้พิทักษ์…


ผมลืมตามองเขา คุณนิโคลัสยักคิ้วและยิ้มละมุนละไมโดยที่ริมฝีปากยังประกบกันอยู่ ผมกะพริบตาปริบ ๆ หัวใจเต้นรัวราวกับได้พบเจออะไรบางอย่างที่หายไป แม้จะยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นอะไรกันแน่


“แค่เธอรู้สึกว่าฉันไม่เป็นอันตรายกับเธอ แค่นั้นฉันว่ามันก็พอแล้ว…” ผมชะงัก ที่หัวใจเกิดความรู้สึกอบอุ่นราวกับกำลังถูกฝ่ามือโอบอุ้มเอาไว้ ผมมองหน้าเขาแล้วรู้สึกว่าตัวเองจะปลอดภัย แม้จะยังไม่เข้าใจก็เถอะว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แต่ที่รู้อย่างหนึ่งก็คือมันเป็นความรู้สึกในทางที่ดีแน่นอน


 “…ฉันรู้ว่ามันยากที่จะเข้าใจ แต่ฉันรับรองว่าวันนึงเธอจะรู้และเธอจะเข้าใจทุกอย่าง”


“แล้วทำให้ผมเข้าใจวันนี้และตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ” ผมถามน้ำเสียงปกติ ไม่ได้วางอำนาจหรือคุกคามเขา


“เมื่อเธอมาเป็นของฉันโดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นก็ถึงเวลาที่เธอจะเข้าใจ…” ผมขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ


“…ถึงเวลานั้นเธอจะเข้าใจ” อะเนี่ย ตอนเนี้ยก็คือไม่เข้าใจ ก็คือว่าต้องรอตอนนั้นอย่างเดียวเลยเหรอ


“คุณไม่ใช่โรคจิต ไม่ได้มีอาการทางจิตอะไรใช่มั้ย” คุณนิโคลัสหัวเราะอ้าปากกว้าง แต่ก็ไม่ได้หัวเราะตลาดแตก ขนาดว่าหัวเราะแบบที่เกือบจะเป็นหัวเราะก๊าก เขาก็ยังดูหล่อ ยังดูผู้ดีอยู่เลย


“โรคจิตอย่างเดียวที่ฉันเป็น คือโรคจิตฉันผูกพันกับเธอ”


“โอ่โห น้ำ…” ผมหุบปากฉับกลืนคำที่จะพูดออกมา หนุ่มตาสีเทาเข้มยิ้มขำด้วยท่าทีนุ่มลึก


“…น้ำเน่า ใช่ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ” ผมมองเขาอย่างข้องใจ มีคำถามมากมายที่ผมอยากจะถามเขา แต่สุดท้ายแล้วมันจะวกกลับมาที่ผมต้องเป็นของเขาก่อน


“คุณจะไม่ทิ้งผมก่อนที่ผมจะได้ไขข้อข้องใจทั้งหมดใช่มั้ย” เขายิ้มอบอุ่น


“I have never left you. Never and ever. (ฉันไม่เคยทิ้งเธอ ไม่เคยและไม่ตลอดไป)” ผมย่นคิ้วแล้วหลับตาลงอีกลง ก่อนจะเห็นปราสาทหินกับผืนน้ำอันกว้างไกลและกองดอกไม้สีขาวสีฟ้า พอลืมตาขึ้นภาพนั้นก็หายไป ปรากฏเป็นภาพดวงตาสีเทาที่มองผมด้วยความเศร้าสร้อยและโหยหา แล้วมันก็เร็วมากที่จู่ ๆ น้ำตาผมก็รื้นขึ้นมาที่ขอบตา


ที่หัวใจ… รู้สึกว่ามันหายวาบไป ก่อนจะกลับมาเต้นตึกตักอีกครั้ง ฝ่ามือเย็นทั้งสองข้างของคุณนิโคลัสยกขึ้นประกบกรอบหน้าผมอย่างอ่อนโยน


“No matter who you are and where you live in this world. You are always my love. (ไม่ว่าเธอจะเป็นใครและอาศัยอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ เธอก็คือที่รักของฉันเสมอ)” เขามองตาผมด้วยความแน่วแน่ราวกับจะบอกผ่านทางสายตาเป็นการเสริมคำพูดของตัวเองว่าที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริง


“อันนี้คือการขอแต่งงานหรือเปล่าครับ” เขายิ้มอ่อนโยน


“ถ้าเธอตอบตกลงก็แต่งเลย แต่ถ้าเธอต้องการเวลา เราคบกันไปสักระยะก็ได้…” นิ้วโป้งข้างขวาของเขาเกลี่ยแก้มผมแผ่วเบา ผมรู้สึกอื้ออึงอยู่ในหัว


“…หมั้นไว้ก่อน”


“ฮะ?” คิดว่าหน้าผมคงตลกมากเพราะคุณนิโคลัสหลุดขำออกมา


“หมั้นไง ใส่แหวน”


“เดี๋ยว… เดี๋ยวนะครับ คือผมว่า เรื่องแบบนี้ น่าจะต้องคุยกับพ่อกับแม่” เอาละ มันเกินจุดที่จะปฏิเสธที่จะคบกับเขาแล้ว เพราะเขาพุ่งตัวขอแต่งงานก่อนแล้วค่อยมาบอกว่าให้คบกัน


“ได้สิ เย็นนี้ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านและไปคุยกับพ่อเธอ ส่วนแม่ ไว้ฉันจะพาบินไปคุยด้วยที่อิตาลี” ผมทำหน้าตกใจ


“คุณรู้ด้วยเหรอว่าแม่ผมอยู่ที่นั่น”


“ก็เธอถามอยู่ไม่ใช่รึไงว่าฉันเป็นเพื่อนพ่อเพื่อนแม่เธอรึเปล่า” ผมพึมพำว่าอ๋อเบา ๆ แต่ก็ยังไม่มั่นใจนักหรอกว่าเขาเป็นเพื่อนกับพ่อกับแม่จริงหรือเปล่า


“เราเป็นแฟนกันไปก่อนแล้วกัน แค่ระยะสั้น ๆ เท่านั้น”


“ฮะ…? เป็นแฟนกันแล้วเหรอ” เขาพยักหน้าพร้อมกับคลี่ยิ้ม



“ถ้าคุยกับพ่อเธอรู้เรื่อง เราก็จะเป็นคู่หมั้นกัน และถ้าแม่เธอรับรู้แล้ว เราก็แต่งงานกันเลย” ผมทำหน้าว่าโห… คือเขาคิดเป็นสเต็ป ๆ มาแล้ว ทั้งที่จริงผมว่าเขาน่าจะเพิ่งคิดเรื่องแฟน เรื่องหมั้น เพราะดูเขาพุ่งไปที่งานแต่งอย่างเดียว


“ผม… ผม คือ ผมเพิ่งอายุสิบแปด เด็กไปรึเปล่าครับ” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ


“ไม่เด็กแล้ว”


“ผมยังไม่ทันได้ขึ้นปีหนึ่งเลยนะ” อันที่จริงยังไม่ได้สอบด้วยซ้ำ


“เดี๋ยวก็ได้ขึ้น และขึ้นพร้อมกับการมีสามีไง”


“โอ่…” ผมอึ้งและทึ่งจนไม่รู้จะอุทานยังไงแล้ว แต่นี่มันคือเรื่องจริง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่จินตนาการของผม


“วันนี้เธอจะไม่ทำงานก็ได้นะ” ผมกะพริบตาอยู่พักหนึ่งก่อนจะดึงสติกลับมา


“ไม่ได้หรอกครับ วันนี้น่าจะวุ่นวายมากเพราะมีอาหารเย็นบนเรือ”


“อ้อ จริงสิ งั้นเธอก็ไม่ควรพลาดบรรยากาศดี ๆ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา” ผมยิ้มแบบเอ๋ออ๋า คุณนิโคลัสยื่นหน้ามาหอมหน้าผากผมหนึ่งที


“และต่อไปนี้เรียกฉันว่านิคเฉยๆ ”


“มันจะไม่เหมาะสมรึเปล่าครับ ถ้าคนอื่นได้ยิน…”


“…คนคบกันเรียกกันแบบนี้ผิดตรงไหน คำว่านิคไม่ใช่คำหยาบคายสักหน่อย”


“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่คุณอายุมากกว่าผม” เขายิ้มขำน้อย ๆ


“มีแฟนเด็ก ฉันก็อยากทำตัวเด็กบ้างไม่ได้รึไง”


“หู” ผมอุทานและค่อย ๆ ขยับปากเป็นรอยยิ้มขำก่อนจะเปลี่ยนเป็นเขิน คุณนิคดึงถาดอาหารออกจากตักผมแล้วเอาไปวางบนเตียงอีกฝั่งนึงแล้วก็ดึงร่างผมให้ขึ้นไปนั่งบนตัก สองแขนกอดรอบเอวผม เขายื่นหน้าเอาแก้มขวามาแนบกับแก้มซ้ายของผมและยิ้มหน้าเปี่ยมสุข


“ขอบคุณที่เธออายุครบสิบแปดปีสักที” ผมขมวดคิ้วอ่อนๆ


“ก่อนผมอายุสิบแปดมันทำไมเหรอ”


“ฉันต้องรอให้เธอบรรลุนิติภาวะน่ะสิ”


“คุณกลัวเรื่องพรากผู้เยาว์อะไรทำนองนี้เหรอ” ผมถามด้วยความไม่แน่ใจนัก เพราะไม่แน่ใจว่าเขาคิดอะไรซับซ้อนมากกว่านั้นหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าใช่


“ใช่ แต่งงานน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ฉันอยากทำมากกว่าแต่งงานอยู่แล้ว ซึ่งถ้าทำแบบนั้นกับเธอตอนอายุยังน้อยฉันก็คงไม่พ้นนอนคุก” ผมหัวเราะกับความคิดของเขา ที่บอกว่ารอมานานมากก็เพราะแบบนี้สินะ รอให้ผมอายุพ้นประเด็นเรื่องพรากผู้เยาว์ก่อน   


“จริง ๆ สิบแปดก็ยังถือว่าเป็นผู้เยาว์อยู่รึเปล่าครับ” เขาส่ายหัวทันที


“โตแล้ว ไม่เยาว์แล้วนะ” เขาย่นจมูก ทำหน้าประมาณว่าไม่เอาแล้ว คงหมายถึงไม่รออีกแล้วละมั้ง


“ถ้าพ่อผมไม่อนุญาต ผมก็แล้วแต่พ่อนะ” เขายิ้มสบาย ๆ ไม่ได้มีท่าทีวิตกกังวลหรือกลัวใดๆ


“เป็นเด็กดีเสมอเลยนะ” เขาหอมแก้มผมดังฟอด ผมก้มหน้าลงด้วยความเขินหน่อย ๆ แม้จะยังงง ๆ อยู่บ้างแต่มันก็ไหลไปไหลมาจนทำความเข้าใจกับตัวเองได้ว่าตอนนี้ผมมีแฟนเป็นคนอายุรุ่นพ่อ


“คุณอายุเท่าไหร่นะครับ” เขาอมยิ้มกรุ้มกริ่ม


“You could call me daddy, (เรียกฉันว่าแด๊ดดี้ได้เลย)” ก็คงรุ่นพ่อจริง ๆ ถึงหน้าจะเด็กกว่าพ่อผม แต่หน้าเขาก็สามารถเป็นพ่อใครสักคนได้แล้วเช่นกัน


“And you are mommy. (แล้วเธอก็คือแม่)” ผมยิ้มขำ


“I can’t pregnant. (ผมท้องไม่ได้หรอกนะ)”


“But you could have children. (แต่เธอก็มีลูกได้)”


“I’m just eighteen. I can’t raise a child because I have to raise myself first. (ผมเพิ่งสิบแปด ผมเลี้ยงใครไม่ได้หรอก เพราะผมต้องเลี้ยงตัวเองก่อน)” ผมหัวเราะเบา ๆ นั่งก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่กำลังเกลี่ยกางเกงสแล็คสีดำแบบเพลินๆ


“Let me raise you then. (งั้นก็ให้ฉันเลี้ยงเธอสิ)” ผมหันหน้าไปมองเขา เห็นว่าเขากำลังยิ้มเย้า ผมคลี่ยิ้มบาง


“Yes, daddy. (ครับแด๊ดดี้)” แล้วผมก็หัวเราะเพราะรู้สึกเขินและขนลุกกับมุกของตัวเอง คุณนิโคลัสหัวเราะตาม ดูจะชอบใจที่ผมโต้ตอบเขาแบบนี้


“Okay, baby. (โอเคครับ ที่รัก)” เขายกมือซ้ายขึ้นจับแก้มขวาของผมแล้วดันให้หน้าผมเข้าไปใกล้เขาก่อนจะฝังจมูกและริมฝีปากลงบนแก้มซ้าย เขาขยับหน้าฟุดฟิด ผมดึงหน้าหนีเพราะโดนหนวดเคราของเขาไต่แก้มจนคันยุบยิบ คุณนิโคลัสมองหน้าผมแล้วคลี่ยิ้ม แววตาของเขาเปล่งประกาย บ่งบอกว่าเขามีความสุขเหลือเกิน


“คุณไม่ได้จำคนผิดหรือมองว่าผมเป็นตัวแทนใครใช่มั้ยเนี่ย” เขายกยิ้มมุมปากซ้าย ท่าทีไม่ได้ดูถือสากับคำถามนี้ 


“จำไม่ผิด และไม่ได้เอาเธอมาเป็นตัวแทนใคร เพราะเธอเป็นเธออยู่แล้ว” ผมไม่ได้ขมวดคิ้วงง เพราะมันงงจนไม่ต้องแสดงออกทางคิ้วอีกแล้วก็ได้ ผมทำเพียงกดหน้าลงแล้ววนหน้าขึ้นตามเข็มนาฬิกาก่อนกลับมาตั้งตรงตามเดิม


เอาเถอะ ยังไงเดี๋ยวก็ได้คำตอบทุกประเด็นเองนั่นแหละ ค่อย ๆ รู้และค่อย ๆ คลายกันไปทีละประเด็นผมว่าก็เป็นทางที่ดีเหมือนกัน ดีกว่ารู้ตู้มเดียวรัว ๆ จนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร


แต่ตอนนี้ประเด็นหลักคือผมเป็นแฟนกับคนที่เพิ่งเจอกันสองวัน พ่อจะตีหน้าผมมั้ยนะ









เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

พ่อคะแม่คะ เขาเป็นแฟนกันแล้วค่ะ เป็นแฟนกันเฉยเลย เป็นแฟนกันแบบว่า หือออ เป็นแฟนกันละเหรอ *___*

แม้ว่าน้องแตมจะดูงง ๆ แต่น้องแตมก็โอเค เย็นนี้จะพาเขาไปเจอพ่อด้วย งิ้วๆ -..-

ก็คืออออ ถ้าน้องอยากรู้อะไรเพิ่มเติม น้องก็ต้องเป็นของพี่เท่านั้น แล้วพี่จะบอก

ด้ายยยย พี่นิค เล่นงี้หรออออ งั้นน้องเป็นของพี่ก็ได้

อ้าว 5555555

ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านเรื่องนี้กันอยู่นะคะ ขอบคุณคนที่คอมเม้นให้มาก ๆ มีแรงใจมากเลยนะเวลาที่ได้อ่านคอมเม้น ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ แล้วก็ขอบคุณคนที่กดบวกให้ด้วย ส่วนใครที่ตามอ่านอยู่แล้วยังไม่แสดงตัว ออกมาได้นะ ไม่ว่ากัน มาเร้ว ร่วมเอ็นจอยกันผ่านเม้นต์ คนเขียนอ่านเม้นต์แล้วสนุกมาก ๆ บางทีเป็นไอเดียดี ๆ ได้ด้วย

เจอกันตอนหน้านะคะ ^___^




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:13:33 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.4 : In a relationship. [26/01/2020]
«ตอบ #14 เมื่อ27-01-2020 01:01:39 »

รึน้องเป็นคนโดนยิงที่มาเกิดใหม่  :m28:

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.4 : In a relationship. [26/01/2020]
«ตอบ #15 เมื่อ28-01-2020 08:33:56 »

ไวกว่า 5G 6G ก็คุณนิคแหละค่า แต่ที่น่าตีกว่าคือน้องแตม หนูลู้กกกก เหมือนจะขัด เหมือนจะเขิน แต่หนูก็ยอมคุณนิคเขาไปหมด เดี๋ยวกอด เดี๋ยวหอมคืออะไร 555555

ว่าแต่การที่น้องแตมรู้สึก แล้วปล่อยตัวให้คุณนิคขนาดนี้ มันคือความรู้สึกผูกพันจากอดีตหรือเป็นความรู้สึกแค่ปัจจุบันรวมกับเซ้นน้องที่ว่าคุณนิคเป็นคนดี อยู่แล้วปลอดภัยด้วย แค่นั้นไม่ได้นะลูก

อย่างคุณนิคคือมั่นใจว่าเขารอของเขามา แต่น้องแตมที่ไม่รู้อะไรเลย แต่ทำไมหนูยอมเลยเถิดขนาดนี้เลย คือไวมาก แล้วก็ถ้ามองอย่างคนภายนอกที่เราเป็นเพื่อนแตม เราก็จะรู้สึกว่าไวไปไหม แถมจะระแวงคุณนิคด้วยว่าเล่นของใส่ป่าว ดูไม่น่าไว้ใจ กลัวมาหลอกน้องแตมเลย

ขำกับมุกมีอยู่น้ำเดียวของคุณนิคมากอ่ะ ทะลึ่งสุด 55555 แล้วก็สงสารกับการรอคอยของคุณนิคมากเลย คนที่รู้ทุกอย่างแล้วรอ มันทรมานกว่าคนที่ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นะ

อ่านตอนนี้แล้วคือมีหลายความรู้สึก เดี๋ยวเขิน เดี๋ยวฮากับมุก แล้วก็สงสารคนที่รอ ใจก็อยากให้คุณนิคสมหวังไวๆ รู้สึกเลยว่าเขารักของเขามาก ห่วงมาก โหยหา รอมานานมาก แต่อีกใจก็แบบคุณนิคใจเย็น ปุ๊บปั๊บเป็นแฟน จะหมั้น จะแต่งกันแล้ว เพิ่งสองวันที่ได้เจอน้องเอง ถถถถถ รอติดตามตอนหน้าค่า จะไปเจอคุณพ่อเลยไหมนะ หรือจะหยอดหวานบนเรือให้ตาร้อนผ่าวก่อน หุหุหุ

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.5 : Engagement. [02/02/2020]
«ตอบ #16 เมื่อ02-02-2020 18:34:55 »

Together
Episode 5 : Engagement.






ผมเคยขึ้นเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เคยผ่านแถวแม่น้ำเจ้าพระยา และมีความคุ้นชินกับแม่น้ำดี เพราะบ้านผมอยู่ติดแม่น้ำ เห็นเรือแล่นผ่านทุกวัน เห็นคลื่นน้ำตลอดวัน และยังเคยเจอน้ำท่วมบ้านมาแล้วด้วย แต่ผมไม่เคยล่องเรือหรูกลางแม่น้ำในบรรยากาศยามเย็น ผมรู้ว่าแม่น้ำสายนี้มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของประเทศ หรืออาจจะแห่งหนึ่งของโลกเลยก็เป็นได้ แต่ไม่เคยมาสัมผัสใกล้ชิดผ่านการล่องเรือลำยักษ์ที่มีงานเลี้ยงอยู่บนเรือแบบนี้ เป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับผมมากทีเดียว





หลังจากการแข่งขันของวันนี้จบลงในช่วงบ่าย ตามตารางก็คือพาเหล่านักกีฬากลับไปโรงแรมเพื่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าและพามาดินเนอร์หรูบนเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ผมขอร้องคุณนิโคลัสว่าช่วงเวลาทำงานอย่าทำอะไรรุ่มร่าม คนอื่นจะมองทั้งเขาและผมไม่ดี ซึ่งคุณนิโคลัสก็ให้ความร่วมมือ เขาไม่ได้เข้ามาเกาะแกะหรือทำให้ผมเป็นจุดเด่นขึ้นมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับผมเลย มีเข้ามาพูดคุยเหมือนนักกีฬาคนอื่นที่คุยกับสตาฟทั่วไป นอกจากคุยกับผมแล้ว เขายังคุยกับคีย์และมายด์ด้วย ทั้งสองคนก็โดนคุณนิโคลัสตีเข้าบ้านไปเรียบร้อย ไม่มีท่าทีต่อต้านหรือไม่ชอบใด ๆ เพื่อนทั้งสองคนเอ่ยชมเขารัว ๆ มาก





“เขาดีนะ ทั้งหน้า ทั้งหุ่น ทั้งนิสัย และเงินน่าจะดีมาก ๆ ด้วย” มายด์ว่าพลางหยิบขนมไทยเข้าปากและมองวิววัดอรุณในยามเย็นที่แสงสีส้มของพระอาทิตย์สาดอยู่บนท้องฟ้าไปด้วย มีเสียงเพลงแจ็ซสด ๆ จากวงดนตรีบรรเลงขับกล่อมได้เข้ากับบรรยากาศเย็นสบายแบบนี้





“กูไปสืบมา เขาเป็นเจ้าของไอ้ V-things ที่เราใช้กัน…” ผมกับมายด์ร้องโหเบา ๆ เมื่อวานเพิ่งใช้ต่อหน้าเขาไปเอง ก็ไม่เห็นเขาจะพูดอะไร





“…อันนี้แค่ธุรกิจอย่างหนึ่งของเขานะ มีอย่างอื่นอีก” ผมย่นคิ้ว และมองไอ้คีย์ด้วยความเหลือเชื่อหน่อยๆ





“มึงไปสืบมาเหรอ” ไอ้คีย์ทำหน้าประมาณว่าแล้วไง





“เอ้า มีคนมาจีบเพื่อนกู กูก็ต้องอยากรู้ข้อมูลเขาบ้างดิ”





“แต่มึงเป็นผู้ชายนะ ทำไมสอดเก่งขนาดนี้อะ”





“ไม่เกี่ยวกับเพศเว้ย อยู่ที่ความสาระแนล้วนๆ” มันว่าด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูค่อนข้างจะภูมิใจกับความใส่ใจของมันที่มีต่อเรื่องของผมกับคุณนิโคลัส





“ดีแล้วแตม ให้มันไปสอดมานั่นแหละ กูก็อยากรู้…” มายด์ว่าพลางใช้ส้อมพลาสติกตักฝอยทองเข้าปากแล้วเคี้ยวด้วยใบหน้าที่บ่งบอกถึงความถูกปาก





“…มึงได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง แล้วคนที่มึงไปสืบมาเนี่ย เชื่อได้มากน้อยแค่ไหน” มายด์เคี้ยวไปก็ถามไป





“พี่ที่เขาดีลงานกะเราไง พี่ผู้หญิงสองคนนั้นอะ…” ผมทำหน้านึกพักนึงก่อนจะร้องอ๋อเบาๆ





“…กูไปแกล้ง ๆ ถามเขาว่านักกอล์ฟคนไหนรวยสุด เขาจิ้มคุณนิคของไอ้แตมก่อนเลย” การแข่งขันกอล์ฟแมทช์นี้ไม่ใช่การแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานหรือถ้วยเวิล์ดคัพใด ๆ เป็นการแข่งขันของคนมีตังค์เฉย ๆ แบบว่าว่างเลยหาอะไรทำร่วมกัน แต่ถามว่ามีเงินรางวัล มีถ้วยรางวัลให้มั้ย และเป็นโพรไฟล์ได้หรือเปล่า ก็คือมีให้หมดและเก็บไว้เป็นโพรไฟล์ได้สบายๆ





“แต่พี่แกก็ไม่ได้รู้อะไรเยอะหรอก บอกแค่ว่าหล่อและรวยสุดในแมทช์นี้แล้ว”





“กูเห็นด้วยกับพี่เขา และอีแตมก็ลัคกี้มาก” มายด์เสริมพลางทำหน้าฟินแทนผมไปแล้ว ผมเม้มปากและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะบอกเรื่องที่ผมกับเขาคุยกันเมื่อเช้าดีหรือไม่ แต่ช่วงวินาทีเกือบท้ายสุดที่คิดว่าเก็บเงียบไว้ดีกว่า ปากผมก็โพล่งออกไป





“มึง เขาขอกูเป็นแฟนแหละ” ไอ้คีย์ที่กำลังจะยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปวิวชะงักมือกลางอากาศและหันมามอง มายด์ที่กำลังจะตักฝอยทองเข้าปากคำต่อไปก็ค้างไว้ท่านั้นและมองผมตาค้าง





“ไอ้เหี้ย”





“มึงอุทานหรือมึงด่ากูอะ” ผมถามไอ้คีย์ที่ลดมือถือลงและวางมือไว้บนราวเหล็กของกาบเรือ





“กูหมายถึงว่า เหี้ย ปุบปับไปป้ะวะ แล้วมึงว่าไง” ผมเงียบไม่ตอบ แต่ใช้วิธียิ้มน้อย ๆ ให้มันสองคนเข้าใจกันเอง คราวนี้มันอ้าปากกว้างยิ่งกว่าเดิมอีก





“ไอ้เหี้ยๆๆๆ มึงก็ปุบปับกับเขาด้วยเหรอ”





“กูหวีดนะแตมที่เขาแสดงออกว่าชอบมึง แต่กูไม่คิดว่าจะก้าวผ่านไปเร็วแบบนี้” แม้ว่ามายด์จะอึ้งแต่มันก็กินฝอยทองต่อ ผมยิ้มแห้งให้กับเพื่อนทั้งสองคน





“กูก็ไม่คิด แต่กูก็ก้าวไปกับเขาแล้ว” มายด์กับคีย์มองหน้าผมด้วยความรู้สึกที่คงต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือความอึ้ง





“มึงจริงจังกับเขาเหรอ…” ถ้าผมเล่าเพิ่มว่าเขาขอผมแต่งงานด้วยซ้ำ ผมเกรงว่ามันจะอ้าปากจนกรามค้าง





“…มันก็แล้วแต่มึงแหละ แต่กูแค่ตกใจ แม่งไวมากจริง ๆ อะที่คบกัน เออ ถ้าก่อนหน้านี้กูรับรู้มาสักหน่อยว่ามึงสองคนคุยกันมาสักพักแล้วก็ไม่ตกใจเท่านี้” สิ่งที่มันพูด ผ่านการคิดของผมมาหมดแล้ว ผมจึงไม่ได้รู้สึกว่ามันต้องคิดตามซ้ำซ้อนอะไรอีก





“กูไม่รู้จะบรรยายยังไง ถ้าบอกไปมึงสองคนอาจหาว่าเว่อร์”





“งั้นมึงลองบอกก่อนสิ เว่อร์ไม่เว่อร์เดี๋ยวว่ากันอีกที” ผมมองหน้ามายด์ด้วยความไม่แน่ใจเท่าไหร่ มันพยักหน้าและยื่นจานขนมเปล่าให้พนักงานชายบนเรือเก็บไป ผมมองคลื่นในแม่น้ำด้วยความรู้สึกเหม่อลอยหน่อย ๆ แล้วก็ขยับริมฝีปากพูดช้าๆ





“วันแรก…” ผมชะงักเพราะรู้ว่าใช้คำนี้มันไม่ถูกต้องนัก





“…วินาทีแรกที่กูเจอเขา มันเหมือนมีแค่กูกับเขา”





“ฟีลแบบโลกหยุดหมุนงี้เหรอ” ผมหันไปมองมายด์และพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มายด์พยักหน้ากลับมาด้วยความเข้าใจ และนั่นทำให้ผมสบายใจขึ้นมาหน่อยว่าเพื่อนไม่ได้กำลังมองว่าผมเพ้อเจ้อ





“แล้วพอได้ทำความรู้จักกัน กูไม่รู้สึกถึงความอึดอัด ไม่มีแบบ ตอนแรกนึกว่าจะอย่างงั้นอย่างงี้ด้วยนะ มันไหลลื่นเหมือนต่อเนื่องมาจากเมื่อวานอะไรอย่างงั้น”





“มึงไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองใช่มั้ย”





“จะเข้าข้างอะไรอะคีย์ เข้าข้างความรู้สึกตัวเองเพื่อให้ตอบตกลงคบกับเขาอะเหรอ”





“ก็ประมาณนั้นอะ มึงนึกออกป้ะ คนเราพอมันชอบใครสักคนมาก ๆ ทั้งที่เจอกันไม่นาน มันจะมีเหตุผลมาซัพพอร์ตตัวเอง” ผมพยักหน้าเข้าใจกับสารที่คีย์ต้องการจะสื่อ





“มึงตัดสินใจแล้ว ก็เดินหน้าต่อไป จะไปได้ไกลแค่ไหน เดี๋ยวก็คงได้เห็น ถ้าแฮปปี้ต่อเนื่องกูก็ดีใจด้วย” ผมยิ้มให้มายด์และพยักหน้า มันยิ้มตอบกลับมา





“พอบทจะมีก็มีซะจนกูทำตัวไม่ถูก” ผมหันไปมองคีย์





“ทุกวันนี้ที่ทำตัวเหียก ๆ ไปวัน ๆ ยังไม่พออีกเหรอ มึงยังจะทำตัวยังไงอีก” ไอ้คีย์ยกมือผลักหัวผมเบาๆ





“มีแฟนแล้วฝีปากแข็งแกร่งเหรอ” ผมแกล้งมองค้อน ไอ้คีย์เบะปากใส่ผมด้วยความหมั่นไส้ ผมกำลังจะทำลอยหน้าลอยตาให้มันหมั่นไส้เพิ่มเล่น ๆ แต่ก็ชะงักไว้เพราะคุณนิโคลัสในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำเดินจากบริเวณหัวเรือมาหาพวกเราสามคน ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากพูดอะไร มายด์ก็ชิงพูดก่อน





“อยากถ่ายรูปกับแตมมั้ยคะ ตอนนี้แบ็คกราวด์สวยมากเลย” มายด์ฉีกยิ้มและวาดมือไปบนท้องฟ้าสีสวยราวกับเป็นไกด์ท้องถิ่น ผมอ้าปากขำเบา ๆ กับท่าทางของมัน คุณนิโคลัสยิ้มใจดี





“That’s a good idea. (เข้าท่ามาก)” คุณนิโคลัสหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้มายด์ เขาเดินจูงมือผมไปตรงบริเวณท้ายเรือที่มีคนอยู่น้อยกว่าด้านหน้าและกาบเรือ





“คุณ… จะไม่โอบแตมมันสักนิดเหรอคะ หรือว่าเขิน” มายด์แกล้งแซวคนที่กำลังยืนตรงอยู่ข้างผม หนุ่มไอริชอมยิ้มน้อย ๆ แล้วก็ยกแขนขวาขึ้นมาโอบไหล่ผม ผมยิ้มขำแบบไม่เต็มปากแล้วหันไปมองกล้อง มายด์กดถ่ายรูปให้ ส่วนคีย์กำลังถ่ายบรรยากาศโดยรอบของมันเอง





“มึงสูงเท่าอกเขาเองอะแตม” มายด์ว่าพลางยื่นโทรศัพท์คืนให้เจ้าของ คุณนิโคลัสรับไปแล้วกดเลื่อนดูรูปด้วยใบหน้านิ่งสงบ





“อย่างงี้แหละ ผู้หญิงต้องตัวเล็กกว่าผู้ชาย” ไอคีย์หันมาแซว ผมขำกับมุกตลกของมัน





“Dinner? (อาหารเย็นมั้ย)” คุณนิโคลัสมองพวกเราทั้งสามคน





“แน่นอนสิคะ เราจะพลาดอาหารเย็นบนเรือสำราญได้ยังไงกัน” มายด์ตอบพร้อมรอยยิ้ม คุณนิโคลัสยิ้มตอบ





เรายืนชมวิวอยู่ตรงนั้นอีกสักพักจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มถึงเดินกลับเข้าไปในตัวเรือ และพากันไปนั่งกินอาหารที่โต๊ะตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับโต๊ะวางอาหารบุฟเฟ่ต์ด้านหลังสุด พวกชาวต่างชาติพากันทักทายคุณนิโคลัสหลายคนระหว่างเดินมาที่โต๊ะและชวนให้เขานั่งด้วย แต่เขาปฏิเสธอย่างสุภาพแล้วเดินมานั่งกับพวกเรา ตอนแรกผมนึกว่าน่าจะมีคนหันมามองนิดมองหน่อย แต่ก็ไม่มี ทุกคนนั่งกินอาหารและพูดคุยกันตามปกติ ผมเลยรู้สึกเบาตัว





“What do you want? (อยากกินอะไร)” ผมบอกเมนูอาหารที่อยากกินให้เขารู้ เขาเดินไปตักอาหารพร้อมกับคีย์ ให้ผมกับมายด์นั่งเฝ้าโต๊ะ





“ช่วงแรก ๆ เป็นงี้แทบทุกคนเนอะ ดูแลดี เอาใจใส่ หมดโปรโมชั่นไปก็คงไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้”





“เป็นธรรมชาติของมนุษย์แหละกูว่าที่ต้องทำให้คนที่เราจีบอยู่ประทับใจ ช่วงแรก ๆ ถ้าเขานิสัยไม่ดีใส่มึง มึงก็ไม่เอาใช่มั้ยล่ะ”





“ก็ไม่แน่นะ หล่อ รวย อย่างนั้น บางทีอาจทำเมิน ๆ นิสัยเขาไป” ผมหัวเราะ มายด์หัวเราะตาม แต่ถึงจะหัวเราะทำเป็นขำขัน แต่ถ้าเป็นอย่างที่มายด์ว่าจริง ๆ ผมว่าตัวเองก็สู้ไม่ไหว หน้าตาดี ฐานะดี แต่นิสัยไม่ดีผมว่าน่าจะเป็นการยากที่เราจะมองข้าม ถือว่าผมโชคดีก็แล้วกันที่คุณนิโคลัสเปิดตัวด้วยความนิสัยดี





“ทีนี้พอมึงอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ซึ่งจะนานแค่ไหนก็แล้วแต่คู่มึง ก็ให้ดูว่านิสัยเขาเป็นยังไงแล้วกัน” ผมพยักหน้า ในหัวไม่ได้คิดอะไรมากมาย ปกติผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนเวลามีความรักแล้วจะตกลงปลงใจกับใครสักคน น่าจะต้องคิดให้เยอะ คิดให้รอบคอบ แต่สำหรับความคิดผมที่มีต่อคุณนิโคลัสตอนนี้คือปกติมาก ไม่ได้กังวลใจใด ๆ เลย อาจเป็นเพราะผมไม่เคยมีใครมาก่อน ผมเลยไม่รู้ว่ามันต้องคิดอะไรยังไง





เราทานมื้อค่ำด้วยกันสี่คนบนเรือสำราญที่กำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา วงดนตรีสดที่คนจัดงานจ้างมาเล่นได้คุ้มราคามาก ทำให้บรรยากาศสนุกมากยิ่งขึ้น มีคนเดินเข้ามาทักทายคุณนิโคลัสอยู่ตลอด ยืนคุยนั่งคุยก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน มีบางคนทักทายมาที่พวกเราสามคนด้วย แต่ก็ไม่ได้ซอกแซกต่อว่าเราเป็นใคร ผมคิดว่าเพราะเรานั่งอยู่กันสามคน และใส่เสื้อสตาฟของงาน คนเลยไม่ได้เอะใจใด ๆ มาก





“ผมรู้มาว่า คุณเป็นเจ้าของแอพ V-things เหรอครับ” ไอ้คีย์น่าจะรอจังหวะนี้อยู่ ซึ่งถือว่ามันเป็นคนที่สาระแนเรื่องคนอื่นได้ถูกจังหวะมากทีเดียว มันไม่ได้พุ่งตัวสาระแนเลย แต่มันค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับเขามากขึ้นอีกนิด





“Ah, yes I am. (อ้า… ใช่แล้วละ)” คุณนิโคลัสยิ้มเขินๆ





“กลุ่มเรามีแอพนี้กันทุกคนเลยค่ะ สะดวกกับชีวิตมาก” มายด์พูดอย่างเอาใจ คุณนิโคลัสยิ้มพร้อมพยักหน้า





“Thanks a lot. I’m always happy when I’ve got good feedback. (ขอบคุณมาก ฉันดีใจที่ฉันมักจะได้รับฟีดแบ็คที่ดีกลับมาเสมอ)” เจ้าของแอพพลิเคชั่นสีเหลืองมัสตาร์ดชื่อดังในไทยยกไวน์ขึ้นดื่ม ตั้งแต่นั่งมาจนถึงตอนนี้ เขาเพิ่งกินอาหารคาวไปอย่างเดียวคือสเต็กเนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบ





“ก็แอพฯ ดีนี่คะ ได้ฟีดแบ็คไม่ดีกลับมาก็แปลกแล้ว” ผมยิ้มเบ้ปากให้มายด์ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ มันยักคิ้วกลับมา ผมพยักหน้าขึ้นเป็นเชิงว่า เอาเลยมึงๆ





“คุณทำธุรกิจอะไรบ้างครับเนี่ย” ไอ้คีย์ว่าพลางจิ้มเปาะเปี๊ยะกุ้งเข้าปาก ผมเองก็กำลังกินอยู่ จิ้มน้ำจิ้มไก่แล้วอร่อยมาก จิ้มกับน้ำจิ้มบ๊วยแล้วไม่ถูกปาก





“In Thailand, I have this application, resort at the mountain, and besides the sea. And I’m going to have a telephone signal. (ถ้าในไทยก็มีแอพนี้ มีรีสอร์ททั้งบนเขาและติดทะเล เร็ว ๆ นี้ก็กำลังจะมีทำเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์น่ะ)” เพื่อนผมสองคนตาโต ซึ่งผมเองก็โตไม่แพ้กัน





“จริงเหรอคะ…” เจ้าชายไอริชพยักหน้า





“…โอ๊ย ดีมากเลยค่ะ ฉันสนับสนุนธุรกิจนี้มาก เพราะทุกวันนี้ที่มีอยู่ก็ค่อนข้างจะ เอ่อ กากน่ะค่ะ” คุณนิโคลัสหัวเราะกับคำเปรียบเปรยของมายด์ ผมกับคีย์ก็หัวเราะเพราะเห็นด้วยกับมัน





“I’m working on it. I will try to make it good, not กาก (กำลังดำเนินการอยู่ ถ้าสำเร็จแล้วจะไม่ทำให้กากนะ…)” มายด์กับคีย์ตาโตขึ้นไปอีกนิดพร้อมกับอ้าปากหวอที่ได้ยินเขาพูดคำว่า กาก สักพักมันสองคนก็พากันหัวเราะร่วน





“…I’m also export tree and flower from here to abroad. (แล้วก็มีรับส่งต้นไม้ดอกไม้จากไทยไปขายที่ต่างประเทศด้วยนะ)” ผมกะพริบตาปริบ ๆ มองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย





“อ้าว จริงเหรอครับ พ่อไอ้แตมก็ปลูกดอกไม้ต้นไม้ขาย สวนมันดังมากเลยนะ” คุณนิโคลัสหันไปมองคีย์แลh;คลี่ยิ้มบางพร้อมกับพยักหน้า





“I know. (ผมรู้)” ผมยิ้มแบบเหลอหลา คุณนิโคลัสหันกลับมายิ้มให้และยกมือซ้ายขึ้นจับบนหัวผมแล้วโยกเบาๆ





“คุณรู้นี่… หมายถึงว่า รู้ว่าดังหรือรู้จักเลยคะ” เขาเอามือออกไปวางไว้บนโต๊ะและหันไปคุยกับมายด์ต่อ





“Both. (ทั้งสองอย่าง)” ผมไม่ได้มองเขาด้วยความตกใจใด ๆ แค่มองด้วยความสงสัย แต่ก็สงสัยแค่นิดเดียว ไม่ได้สงสัยใคร่รู้จนคิ้วขมวดเป็นปมแน่นหนา





“นี่คุณรับจากบ้านไอ้แตมไปขายรึเปล่าครับเนี่ย” ไอ้คีย์ถามแบบขำ ๆ และตักขนมหวานเข้าปาก ส่วนคนถูกถามไม่ตอบ แต่ยิ้มกว้างอย่างทรงเสน่ห์ ผมไม่ได้คิดจะเค้นเอาคำตอบกับเขาตอนนี้ เพราะคิดว่าตอนไปเจอพ่อที่บ้าน เดี๋ยวก็คงรู้เองว่าจริงหรือไม่จริง





สักประมาณเกือบสามทุ่ม เรือก็หันหัวแล่นกลับไปทางเดิมเพื่อกลับไปยังท่าเรือของโรงแรมแห่งหนึ่งที่เราไปเช่าใช้บริการ คุณนิโคลัสดื่มไปหลายแก้วมาก แต่เขาก็โคตรอึด ไม่มีเมา ไม่มีกรึ่ม ไม่พูดจาอ้อแอ้ คือไม่มีอาการเมาใด ๆ ให้เห็นเลยสักนิด แม้กระทั่งกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงหอม แทนที่จะเป็นกลิ่นแอลกอฮอล์ สงสัยเหลือเกินว่าเขาใช้ครีมอาบน้ำชนิดไหน ทำไมมันถึงได้กลิ่นติดทนนานขนาดนี้





“Hello, Mr.Kardos. (สวัสดีครับคุณคาร์ดอส)” ในตอนที่เรากำลังยืนรอรถตู้ของวีไอพีวนรถมารับหน้าโรงแรมกันสองคน เจ้าของสนามกอล์ฟที่มีเรื่องกับผมก็เดินเข้ามาทักทายพร้อมกับลูกน้องของเขาอีกสองคน และมีเหล่านักกอล์ฟที่เดินมาด้านหลังบ้างประปรายเพื่อมายืนรอรถบัสที่คีย์กับมายด์และสตาฟคนอื่นกำลังไปตามมา





“Hi.” เขาตอบรับคำทักทายนั้นอย่างสุภาพและยื่นมือขวาไปเช็กแฮนด์กับลุงแกด้วย พอปล่อยมือที่จับอยู่ออก ตาลุงนั่นก็หันมามองผมนิ่ง ผมก็มองกลับนิ่ง ไม่ได้คิดจะสู้ แต่ไม่รู้จะยิ้มให้ทำไม





“ยังอยู่อีกเหรอ” ผมขยับเปลือกตากว้างขึ้นและมองตาลุงนั่นด้วยความเหลือเชื่อ ตอนอยู่บนเรือผมไม่มีโมเม้นต์เฉียดใกล้ตาลุงนี่เลย เพราะเห็นเดินร่อนไปรับแขกจุดนั้นทีจุดนี้ที แต่ไม่มาจุดที่ผมอยู่ ซึ่งผมขอบคุณมาก





“ก็งานยังไม่เสร็จ ผมก็ต้องอยู่รึเปล่าครับ” ตาลุงนั่นก้มลงมองกางเกงสแล็คสีดำที่ผมใส่มาวันนี้ก่อนเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่





“รู้จักมารยาทแล้วเหรอ” ผมขมวดคิ้ว





“เอ๊า” ผมจะไม่อยากรู้จักมารยาทก็เพราะลุงนี่แหละ





“I do believe he knows what the manner is. And what about you? (ผมเชื่อว่าเขารู้ว่ามารยาทคืออะไร แล้วคุณล่ะ)” ตาลุงนั่นหันไปมองคุณนิโคลัสด้วยความตกใจ คงตกใจที่จู่ ๆ เขาตอบกลับมาราวกับรู้เรื่องว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่ ตาลุงนั่นไม่รู้สินะว่าคุณนิโคลัสพูดภาษาไทยได้





“And what do you expect where he should be when he is my person. (แล้วคุณคาดหวังให้เขาอยู่ที่ไหนในเมื่อเขาเป็นคนของผม)” คุณนิโคลัสยิ้ม แต่เป็นยิ้มเยือกเย็น ตาลุงเจ้าของสนามกอล์ฟหันมามองผมนิ่งก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางจมูกเบา ๆ แล้วหันกลับไปยิ้มให้คุณนิโคลัส





“See you tomorrow. (เจอกันพรุ่งนี้นะครับ)” ตาลุงพูดด้วยสำเนียงไทยที่แปร่งออกไปทางจีนอีกทีแล้วเดินนำลูกน้องออกไปที่ลานจอดรถ คุณนิโคลัสหันมามองผมและส่งยิ้มให้





“อีกสองวันก็ไม่ได้เจอกันแล้วละ” ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ผมไม่ได้อดทนทำให้จบใด ๆ ทั้งสิ้น ผมแค่ทำหน้าที่ของผม ไม่ยุ่งกับใคร มีหน้าที่อะไรก็ไปทำแค่นั้นเอง





“รถมาแล้ว… hey, the van is here” ผมหันไปเรียกผู้โดยสารของตัวเอง





“Yes, I’m here. (ใช่ ฉันอยู่นี่แล้ว)” หนุ่มไอริชตอบรับผมอย่างแซว ๆ ผมยิ้มตอบ และหยิบกระดาษเช็กชื่อขึ้นมา คุณนิโคลัสจะขึ้นเป็นคนสุดท้าย เขาเลยยืนอยู่ข้างผมรอให้คนอื่นขึ้นไปนั่งจนครบแล้วค่อยเดินขึ้นไปนั่ง ผมเดินไปนั่งประจำที่ด้านหน้า รถตู้เคลื่อนตัวออกไป มุ่งตรงกลับสู่โรงแรมที่พักของนักกีฬา





คุณนิโคลัสพูดคุยกับคนอื่น ๆ เรื่องธุรกิจตามภาษานักธุรกิจ ผมนั่งไถโซเชียลฆ่าเวลาไปเรื่อยจนกระทั่งถึงโรงแรม ผมโทรไปหามายด์เพื่อขอแยกตัวไปกับคุณนิโคลัสก่อนเนื่องจากกลัวว่าจะดึกไป ผมกลัวพ่อง่วงนอน เพราะพ่อเป็นคนนอนไว คุณนิโคลัสพาผมไปที่รถเก๋งแบรนด์เบ็นซ์สีดำใหม่สะอาดเอี่ยม ผมไม่รู้ว่ารุ่นอะไร แต่เป็นเบ็นซ์ก็คือหรูหราหมาไม่เห่ามากแล้ว





“สรุปคุณรับซื้อดอกไม้ต้นไม้จากสวนพ่อผมจริง ๆ สินะ” ผมถามเขาตอนที่รถเคลื่อนตัวออกจากจุดจอดรถ





“ก็สินค้าของพ่อเธอดีจริงนี่…” ผมแกล้งมองเขาอย่างจับผิด หนุ่มไอริชยิ้มหล่อก่อนจะหัวเราะเบาๆ





“…ก็ได้ ฉันซื้อเพราะเธอด้วย แต่ถ้าสินค้าพ่อเธอไม่ดีจริง จะขายมาได้ถึงทุกวันนี้เหรอ”





“แล้วคุณเคยคุยกับพ่อผมมั้ย” เขาพยักหน้า





“ต้องเคยอยู่แล้ว” ก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเขาเป็นคนบอกเองว่ารู้จักกับพ่อ แต่ว่า





“แต่ว่าทำไมผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนหน้านั้นเลยล่ะ” ผมขมวดคิ้วถาม คุณนิโคลัสยิ้มบางเบาในขณะที่เลี้ยวรถไปตามเส้นทางโดยที่ผมไม่ต้องบอกทางเลยว่าต้องไปทางไหนยังไง





“เพราะฉันไม่อยากให้เธอจำได้” ผมมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ คนพูดยิ้มขำน้อย ๆ ส่วนผมก็ย่นคิ้วไม่หาย





“ยังไงเหรอ”





“เดี๋ยวก็รู้เอง” เขายิ้มกริ่ม ผมคลายคิ้วออกและมองเขาอย่างรู้ทัน





“ต้องแต่งงานกับคุณก่อนสินะ” เขาพยักหน้าและยิ้มอย่างมีความสุข

V
v
v
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:14:01 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.5 : Engagement. [02/02/2020]
«ตอบ #17 เมื่อ02-02-2020 18:35:17 »

V
v
v


ระหว่างทางเราไม่ได้คุยอะไรกันเลย เป็นบรรยากาศเงียบ ๆ มีเพียงเสียงเกมของผมจากมือถือที่ดัง แต่ผมกลับไม่รู้สึกอึดอัด เพราะคุณนิโคลัสเองก็ดูสบาย ๆ แวบนึงผมนึกแปลกใจว่าเขาไม่คิดจะทำความรู้จักกับผมบ้างเหรอ แต่พอนึกถึงสิ่งที่เขาบอก ผมก็เลยคิดเอาเองว่า เขาอาจจะรู้จักผมมากพอแล้วจนไม่ต้องถามไถ่อะไรเพิ่มเติม





“พ่อยังไม่นอนแหละ” ผมมองไฟจากในบ้านที่ยังสว่างอยู่ ผมโทรมาบอกพ่อก่อนหน้านั้นว่าจะมีแขกมาหา ให้เขาอดทนรออีกหน่อย พ่อไม่ได้ถามหารายละเอียดของแขกที่จะไปพบ บอกแค่ว่าจะนั่งดูทีวีรอ





“ขับรถเป็นรึยัง” คุณนิโคลัสถามพลางบุ้ยปากไปทางรถกระบะสีดำคันใหญ่ที่จอดอยู่นอกรั้วบ้าน เนื่องจากในบ้านเอารถเข้าไปไม่ได้เพราะถนนมันเล็ก เลยจอดไว้ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านแทน





“ข้อมูลนี้คุณก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ” เขายิ้มขำ ผมปิดประตูรั้วหลังจากเราเดินเข้ามาในเขตบ้านแล้ว





“จะไปสอบใบขับขี่เมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน” ผมยิ้มนิดหน่อยแล้วเดินนำเขาเข้าไปตามถนนคอนกรีต ได้ยินเสียงน้ำกระทบกับผนังปูนเหมือนทุกวัน เสียงทีวีจากในบ้านดังลอดออกมาจากทางหน้าต่างบ้าน ผมถอดรองเท้าและเก็บไว้ในชั้นใกล้กับบันได คุณนิโคลัสทำตามโดยไม่ถาม ผมเดินขึ้นบันไดแล้วเลี้ยวเข้าไปในบ้านที่ประตูเปิดอยู่ พ่อกำลังนั่งดูทีวีอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรดและมือซ้ายก็กอดถังข้าวโพดคั่วเอาไว้





“พ่อ” พ่อหันมามองผมทั้งที่ยังยิ้มค้างจากทีวี พอเห็นผมก็ขยับยิ้มมากขึ้น และพอมองเห็นคุณนิโคลัสพ่อก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม โดยที่พ่อไม่ได้มีท่าทีแปลกใจหรือประหลาดใจใดๆ





“สวัสดีครับ” ผู้ชายข้างกายผมเอ่ยทักผู้ชายอีกคนที่หยิบข้าวโพดคั่วเข้าปากอย่างชิลๆ





“กินข้าวมารึยังล่ะ” คุณนิโคลัสยิ้มและพยักหน้า พ่อผมวางถังข้าวโพดคั่วไว้บนโต๊ะใกล้กับเก้าอี้โยกแล้วลุกเดินเข้ามาหาคุณนิโคลัส





“ยินดีต้อนรับเข้าบ้านอย่างเป็นทางการ” ผมขมวดคิ้ว แม้จะคิดมาอยู่แล้วว่าพ่อกับคุณนิโคลัสต้องรู้จักกันประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะดูคุ้นเคยกันขนาดนี้





“ขอบคุณที่ช่วยดูแลเขา” คุณนิโคลัสเอ่ยเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง พ่อผมยิ้มกริ่ม หันมามองผมด้วยความภูมิใจ และไม่ต้องกล่าวอะไรให้มากความ พ่อเป็นคนจับมือผมไปวางบนมือขวาของหนุ่มไอริช





“เขาจะดูแลแตมได้ดี…” ผมมองพ่อแบบงุนงง พ่อหันไปยิ้มให้กับหนุ่มตาสีเทาเข้มที่กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน





“…อย่างที่ทำมาตลอด”





“พ่อรู้จักกับเขานานรึยังครับ” ผมถามอย่างข้องใจ พ่อผมยิ้มหน้าปริ่มสุขและพยักหน้า เป็นอันว่าคุณนิโคลัสไม่ได้โกหก เพราะท่าทีของพ่อก็ดูต้อนรับเขาราวกับเป็นเพื่อนเก่ามาเนิ่นนาน





“เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของพ่อเลยละ” ผมมองสลับพ่อตัวเองกับผู้ชายอีกคนทีเพิ่งมาเป็นแฟนผมวันนี้





“ทำไมหน้าพ่อนำหน้าเพื่อนตัวเองไปเยอะขนาดนี้ล่ะ” พ่อผมหัวเราะอารมณ์ดี และปล่อยมือออกจากมือเราทั้งสองคน ปล่อยให้คุณนิโคลัสกุมมือผมเอาไว้เอง





“ได้ผู้ชายคนใหม่แล้วบลัฟพ่อเลยนะ” ผมหัวเราะกับมุกของพ่อบ้าง คุณนิโคลัสหัวเราะเสียงทุ้ม





“ไม่ได้บลัฟ พ่อก็หล่อนั่นแหละ แค่หน้าล้ำเพื่อนตัวเองไปนิด หรือการนอนเร็วไม่ช่วยเนี่ย” พ่อผมยิ้มขำ ท่าทีของพ่อทำให้ผมสบายใจและเบาใจ และก็มีแปลกใจนิดหน่อย เพราะพ่อก็เป็นอีกคนที่ดูเนียนไหลลื่น ราวกับพ่อเพิ่งเจอคุณนิโคลัสไปเมื่อวานนี้ทั้งที่เพิ่งเจอกันวันนี้วันแรกแบบที่ผมอยู่ด้วยน่ะนะ





“จะแต่งวันไหนกันล่ะ” ผมอ้าปากค้างมองพ่อด้วยความตะลึง





“ฮะ พ่อรู้เหรอ”





“โอ๊ย แตมเป็นของเขามาตั้งนานแล้ว เขาแค่รอให้แตมอายุครบสิบแปดก่อน”





“เฮ่ย พ่อดูเป็นใจจังล่ะ นี่หมั้นหมายผมกับเขาตั้งแต่ผมเกิดงี้เหรอ แบบในละครอะเหรอ” พ่อหัวเราะร่วน และทำหน้าตาประมาณว่า นั่นแหละๆ





“เพชรเม็ดใหญ่รึเปล่า” พ่อผมหันไปถามคุณนิโคลัส ผมหันไปมองก็เห็นว่าเขายิ้มและมีการขยิบตาให้พ่อผมด้วย มือซ้ายของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบกล่องแหวนสีน้ำเงินออกมา มือขวาปล่อยออกจากมือผมไปเปิดกล่องแหวน ผมเบิกตากว้างกับเพชรสีน้ำเงินเม็ดโตที่ทอประกายวิบวับล้อกับแสงไฟสีขาวในบ้าน





“ยกให้ คุ้มครองเขาด้วยนะ” คุณนิโคลัสกดหน้าลง





“คุณเห็นอยู่แล้ว” พ่อผมยิ้มอ่อนโยนพร้อมพยักหน้า ผมไม่ได้งงจนงวย เพราะผมทำความเข้าใจกับตัวเองมาประมาณหนึ่งแล้วก่อนจะมาที่บ้าน ก็แค่ไม่ได้นึกถึงขั้นนี้ ขั้นที่ว่าพ่อผมพูดจาสบาย ๆ เหมือนพูดจาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ





“เอ้า แตม ยื่นมือให้เขาสิ เดี๋ยวเขาก็เปลี่ยนใจเก็บเพชรหนีหรอก” ผมมองพ่อด้วยความเหลอหลา คุณนิโคลัสหัวเราะเบา ๆ และจับมือซ้ายของผมขึ้น เขาจัดการใส่แหวนเพชรบนนิ้วนางข้างซ้ายของผม แหวนลงล็อคกับนิ้วผมพอดีไม่มีแน่นไปหรือหลวมไปราวกับวัดรอบนิ้วผมมาแล้ว ผมกางนิ้วออกเพื่อมองแหวนให้ชัดขึ้น ตัววงแหวนสีเงินสลักเป็นรูปคล้ายเชือกมะนิลาสองเส้นเคียงคู่กันแล้วลากยาวไปร้อยเป็นเลขแปดนอนตะแคงข้างซึ่งมีช่อใส่เพชรวางอยู่เหนือปม ตัวเพชรสีน้ำเงินเข้มที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมแต่ถูกเจียระไนอย่างงดงามจนไม่ใช่สี่เหลี่ยมทื่อ ๆ ถูกล้อมรอบด้วยเพชรทรงกลมสีขาวเม็ดเล็กวางอยู่บนเลขแปดหรือสัญลักษณ์อินฟินิตี้อย่างลงตัว





“พ่อให้ง่าย ๆ อย่างงี้เลยเหรอ”





“ง่ายอย่างงี้แหละ ขี้เกียจเลี้ยงแล้ว” ผมย่นคิ้วแต่ก็ขำกับท่าทีของพ่อด้วย ผมยกมือซ้ายขึ้นมองนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเองด้วยความรู้สึกวาบหวิวในอก





อายุครบสิบแปดได้ไม่เกินสามวันผมก็จะมีสามีแล้ว





“ทีนี้พ่อก็ขอตัวไปนอนก่อน” ผมลดมือลงและหันมองพ่อ





“เหมือนพ่อมารอเป็นสักขีพยานในการสวมแหวนเฉย ๆ อะ” พ่อพยักหน้ายอมรับอย่างง่ายดาย ผมหันไปมองว่าที่สามีในอนาคตก็ได้รอยยิ้มกลับมา ผมว่าสองคนนี้นัดแนะกันมาแล้วนั่นแหละ แค่ผมไม่รู้ว่าเอาช่วงเวลาไหนไปนัดแนะกัน





“ไปรู้จักกันได้ยังไงเนี่ย” ผมมองสลับทั้งสองคนที่กำลังยิ้มอย่างรู้กันสองคน เออ ก็รู้กันสองคนจริง ๆ เพราะคนที่สามอย่างผมไม่รู้อะไรเลย





“เดี๋ยวเขาก็ให้คำตอบแตมเอง” ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่มันวกกลับมาตรงที่ผมต้องแต่งงานกับเขาก่อน





“คุณไปพักผ่อน…” คุณนิโคลัสชะงัก เขาแหงนหน้าขึ้นมองเพดานแต่ก็ไม่ได้จ้องมองนาน





“…คืนนี้ผมนอนด้วยก็แล้วกัน” พ่อผมมองหน้าว่าที่ลูกเขยนิ่งพักหนึ่ง และราวกับเขากำลังสื่อสารกันผ่านทางสายตาจนเข้าใจกัน เพราะพ่อผมพยักหน้าตอบกลับมา





“แตม ไปนอนเถอะ เดี๋ยวพ่อปิดบ้านก่อน”





“ไม่ พ่อนั่นแหละไปนอน แตมจัดการเอง” ผมเดินเข้าไปหอมแก้มคุณโจนาธาน พ่อหอมแก้มผมกลับแล้วหมุนตัวเดินไปเข้าห้องนอนของตัวเองที่อยู่ข้างล่าง ผมมองจนกระทั่งประตูห้องนอนพ่อปิดสนิทถึงเดินไปปิดประตูหน้าต่างโดยมีคุณนิโคลัสช่วย





“คุณจะนอนนี่จริงเหรอ”





“จะพูดเล่นทำไมล่ะ” ผมเกินจุดที่จะต้องมาเล่นตัวกับเขาแล้วแหละ จะมาเล่นตอนนี้ก็คงน่าถีบน่าดู แหวนก็ใส่แบบไม่มีอิดออดหรือตะขิดตะขวงใจใดๆ





ตึก!





เสียงมะม่วงตกใส่หลังคาบ้านดังชัดตอนที่ผมเดินขึ้นมาบนบ้านแล้ว จังหวะที่ประตูห้องนอนถูกดันเข้าไปด้านในห้อง ผมก็ชะงักเพราะหน้าต่างห้องเปิดอ้ากว้างรับลมเย็น ๆ เข้ามา ผมย่นคิ้วและนึกทบทวนกับตัวเองว่าเมื่อเช้าเปิดหน้าต่างทิ้งไว้หรือเปล่า ซึ่งก็แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ลืมปิดหน้าต่าง





“พ่อเธอเดินขึ้นมาเปิดทิ้งไว้ให้รึเปล่า” ราวกับคุณนิโคลัสรู้ว่าผมคิดอะไร ผมพยักหน้าแบบไม่แน่ใจก่อนจะยื่นมือไปกดเปิดไฟให้ความสว่างในห้อง





“คุณอาบน้ำมั้ยครับ”





“คิดว่าตัวฉันเหม็นมั้ย” ผมยื่นหน้าไปดมตัวเขา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งเป็นกลิ่นตัวของเขาโชยออกมาแบบที่ว่าไม่ได้กลิ่นละมุดหรือกลิ่นมลภาวะใด ๆ เลยสักนิดเดียว





“คุณใช้น้ำหอมหรือครีมอาบน้ำอะไรเนี่ย กลิ่นติดทนดีจัง” เขายิ้มแล้วเดินไปนอนรอบนเตียง





“ไปอาบน้ำเถอะ” ผมหยิบผ้าขนหนูกับชุดนอนเข้าไปในห้องน้ำ ได้ยินเสียงมะม่วงหล่นใส่หลังคาอีกครั้ง และเหมือนจะมีเสียงนกเดินกุกกัก ๆ อยู่บนนั้นด้วย ผมจัดการอาบน้ำเสร็จตามเวลาปกติของตัวเอง เดินออกมาก็เจอคุณนิโคลัสยืนอยู่ตรงริมหน้าต่างและกำลังมองลงไปด้านล่างที่เป็นพื้นปูนติดกับแม่น้ำ





“นิค” เขาหันมามอง วูบหนึ่งในดวงตาเขาผมรู้สึกว่าสีตาของเขาเข้มขึ้น แต่พอมองดี ๆ ก็เห็นว่ามันก็เหมือนเดิม เพราะพื้นฐานตาเขาเป็นสีเข้มอยู่แล้ว





“ง่วงนอนแล้วใช่มั้ย” เขาเดินกลับมาที่เตียง ผมพยักหน้าแบบงงๆ





“นอนเลยก็ได้ พรุ่งนี้ตื่นเช้า” เขายิ้มน้อย ๆ และพยักหน้า





“ลมเย็นดีนะ ไม่ต้องเปิดแอร์เลย”





“ก็พอได้ครับ แต่ช่วงนี้มันร้อน บางวันก็ต้องพึ่งแอร์อยู่ดี”





“วันนี้เปิดไว้ก็แล้วกัน” ผมพยักหน้าพลางแขวนผ้าขนหนูไว้บนราวข้างตู้เสื้อผ้าแล้วค่อยเดินไปปิดไฟ แสงจันทร์ลอดส่องเข้ามาพอให้มีแสงสว่างรำไร ผมเดินไปกดเปิดไฟหัวเตียง แสงสีส้มนวลตาสว่างขึ้น คุณนิโคลัสขยับให้ผมล้มตัวลงนอนก่อนที่เขาจะล้มตัวลงนอนตาม เรานอนตะแคงข้างมองหน้ากัน





“อยากแต่งงานเมื่อไหร่” ผมส่ายหัว





“รอดูอีกสักพักก็แล้วกัน” เขายิ้มอ่อน





“ได้สิ” ผมยิ้มมุมปาก เขายื่นมือซ้ายมาลูบหัวผมเบาๆ







“นอนเถอะ ฉันจะดูแลเธอเอง” ผมหลับตาลง สัมผัสจากมือเขาให้ความรู้สึกสบาย ผมผ่อนลมหายใจเบา ๆ และปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่นิทราพร้อมกับอาการเคลิ้มจากความรู้สึกบนหัวที่มีมือของเขาลูบไล้ไปมาอย่างอ่อนโยน











เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

เขาหมั้นกันแล้ววววว โอ้ววววว  :hao7: โดยมีคุณพ่อเป็นสักขีพยานคนสำคัญโด้ยยยย

กรี๊ดดดด 5G ยังไม่ทันมา แต่พี่นิคพุ่งทะยานเกินความเร็วอินเตอร์เน็ตใด ๆ ในโลกหล้าาา

เป็นแฟนกันยังไม่ทันครบ 24 ชั่วโมงเลย คานี้ก็คือก้าวมาเป็นคู่หมั้นกันแล้วอะพ่ออออ ..

ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ตามอ่านเรื่องนี้กันอยู่นะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ยิ่งคนที่แสดงตัวตนผ่านคอมเม้น ยิ่งขอบคุณมาก ๆ ค่ะ เพราะเป็นกำลังใจที่ดีมากๆๆๆ และทำให้คนเขียนรู้ว่ามีคนอ่านอยู่ มีคนที่สนุกไปกับเรา มีคนร่วมลุ้นไปกับเรา มันเป็นกำลังใจที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ อยู่ด้วยกันไปจนจบเรื่องเลยนะคะ

เพราะมีคนอ่านที่แสดงตัวตนให้เรารับรู้อยู่ จึงทำให้มีแรงกายแรงใจในการเขียนต่อไปนี่แหละค่ะ : )

เจอกันตอนหน้าจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:14:25 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.5 : Engagement. [02/02/2020]
«ตอบ #18 เมื่อ02-02-2020 20:15:27 »

ความสงสัยกลบความเขินไปหมดเลยค่ะ 555555 อ่านจบด้วยความคิ้วขมวด มะม่วงตกหลังคา มันแค่มะม่วงตกเฉยๆใช่ไหมคะ หรือมีเหตุอะไร ทำไมคุณนิคตาเข้มขึ้นมาแวบนึงตอนน้องเรียกหลังอาบน้ำเสร็จ เนี่ยเราเลยผูกว่ามีใครตามมาหรืออะไรยังไง // ย้อนไปที่ตาลุงคนนั้น ทำไมแกยังไม่เข็ดกล้ามาหาเรื่องน้องต่อหน้าคุณนิคอีก วอนซะแล้ววววว นี่ก็คิดว่าจะกลัวหงอตั้งแต่รอบที่แล้ว ลุงแกเป็นอะไรมากมั้ยอ่ะ แกเป็นหนึ่งในคนที่ตามล่าน้องในอดีตรึเปล่าคะ โยงไปมั่วหมดแล้ว 55555

สงสัยว่า เวลาน้องแตมอยากรู้คำตอบอะไร คุณนิคชอบบอกว่าแต่งงานด้วยแล้วจะบอก แล้วคนอ่านที่สงสัยอยากได้คำตอบ คุณนิคจะแต่งด้วยก่อนไหมคะถึงจะบอก 555555  :impress2:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.5 : Engagement. [02/02/2020]
«ตอบ #19 เมื่อ09-02-2020 02:56:57 »

ตัวอะไร ไม่น่าใช่มะม่วง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.5 : Engagement. [02/02/2020]
« ตอบ #19 เมื่อ: 09-02-2020 02:56:57 »





ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +218/-3
Re: *∞.:Eternity Souls:.∞* EP.5 : Engagement. [02/02/2020]
«ตอบ #20 เมื่อ09-02-2020 16:53:22 »

อืมม์ ยังมีความลับให้ลุ้นอยู่

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.6 : What is that voice?. (50%) [11/02/2020]
«ตอบ #21 เมื่อ11-02-2020 20:00:20 »


Together
Episode 6 : What is that voice?







จิ๊บๆๆๆ
   

ผมเหวี่ยงแขนขวาไปหยิบโทรศัพท์มากดปิดเสียงปลุกแล้วหันกลับมานอนตามเดิม หลับตาลงด้วยความขี้เกียจพักหนึ่ง ก่อนจะลืมตาพรึบเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างพุ่งผ่านม่านตาของตัวเอง


“Good morning, my bride to be. (อรุณสวัสดิ์ว่าที่เจ้าสาวของฉัน)” ผมแหงนหน้ามองคนทักแต่เช้าด้วยความรู้สึกเพิ่งตื่น มองรอยยิ้มทรงเสน่ห์ของเขาด้วยความงงพักหนึ่งถึงเพิ่งนึกออก


“โอ้ว คุณนิโคลัส” มิสเตอร์คาร์ดอสยิ้มกว้างแล้วขำ


“ลืมตัวเหรอว่ามีคู่หมั้นแล้ว” ผมยิ้มแห้งก่อนชูมือขึ้นดูแหวนเพชรเม็ดโตบนนิ้วนางข้างซ้าย คู่หมั้นของผมจับมือผมไปจูบหลังมืออย่างอ่อนโยน


“ผมยังไม่มีแหวนหมั้นให้คุณเลย แต่ถ้าผมจะซื้อให้ คงไม่ได้แพงมาก แหะๆ” ผมยิ้มแห้งกว่าเดิม ในหัวคิดกะราคาแหวนหมั้นที่จะซื้อแล้วเอาเทียบกับเงินเก็บในบัญชีของตัวเอง


“ไม่จำเป็น จะมีแหวนหรือไม่ ยังไงฉันก็เป็นของเธอคนเดียว แค่เธอคนเดียวเท่านั้น” เขามองตาผม ถ่ายถอดความจริงใจในประโยคนั้นผ่านดวงตาสีเทาเข้มอย่างชัดเจน ผมกะพริบตาปริบ ๆ แล้วก็คลี่ยิ้มเขินอย่างห้ามไม่ได้


“แล้วก็ไม่ต้องคิดซื้ออะไรให้ฉัน แต่ถ้าอยากซื้อก็บอกแล้วกัน ฉันจะให้เงินไปซื้อ เดี๋ยวฉันจะทำเป็นไม่รู้ว่าเธอได้เงินซื้อของพวกนั้นมาจากไหน” ผมหัวเราะแผ่วเบา 


“ระวังผมหลอกเอาเงินคุณจนหมดตัวนะ” นิโคลัสยิ้มกริ่ม จับมือซ้ายของผมไปแนบแก้มซ้าย ผมลูบแก้มเขาเบา ๆ จมูกได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ มาจากตัวเขาเลยทำท่าจะยื่นหน้าเข้าไปดม แต่ก็ชะงักไว้เข้าไปไม่เต็มที่เพราะรู้สึกเกรงใจ


“เฮ้ เรากำลังจะแต่งงานกัน อยากดมก็ดมไปเถอะ ไม่ต้องกลัว” ผมเงยหน้าสบตาเขาแล้วคลี่ยิ้มก่อนจะยื่นหน้าไปดมตรงบริเวณอก กลิ่นหอมเย็น ๆ ลอยฟุ้งจากตัวเขา ดมแล้วให้ความรู้สึกสบายหัว


“ถามอีกที คุณใช้ครีมอาบน้ำหรือน้ำหอมอะไรน่ะ หอมติดทนนานมาก” ตั้งแต่เมื่อคืนยันตอนนี้ยังหอมอยู่เลย


“ก็ครีมอาบน้ำและน้ำหอมที่มีขายในดีพาร์ทเม้นสโตร์ทั่วไป” ผมสูดดมกลิ่นตัวของเขาอย่างเพลิดเพลินจนเจ้าของกลิ่นตัวยิ้มขำ


“อาบน้ำมั้ย”


“คุณอาบมั้ยครับ”


“อาบด้วยกันน่ะเหรอ” ผมอ้าปากค้างนิดหน่อย ออกอาการเงอะงะเบา ๆ จะยิ้มจะงงก็ทำตัวไม่ถูก นิโคลัสคลี่ยิ้มอ่อนโยน


“อะ… เอ่อ หมายถึงว่า… ว่า ผมอาบเสร็จแล้ว คุณก็เข้าไปอาบน่ะ แหะ” รอยยิ้มของเขาขยับกว้างขึ้นอีกนิด


“ไปอาบเถอะ เรายังมีเวลาอาบด้วยกันอีกนาน” ผมเม้มปากแล้วพยักหน้า ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งมองหน้าเขาด้วยความครุ่นคิดวกวนอยู่ในหัว นิโคลัสมองผมนิ่งเหมือนกำลังใช้สมาธิอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะถอนหายใจและทำหน้ายอมแพ้


“I’m done. (ยอมแล้ว)” ผมทำหน้างง


“Done what? (ยอมอะไรเหรอ)”


“Done to you. (ยอมเธอไง)” เขายิ้มหล่อ ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขายิ้มเลยหล่อ หรือเพราะเขาหล่ออยู่แล้วเลยทำให้ยิ้มนี้เป็นยิ้มหล่อ


“Oh, okay.” ยอมรับว่ารู้สึกไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนักเพราะเขาเป็นแฟนคนแรก แถมเป็นแฟนแบบที่หมั้นพร้อมจะแต่งเร็ว ๆ นี้แล้วด้วย เลยไม่รู้ว่าเวลาอยู่กับแฟนสองคนแบบนี้ต้องเขินขนาดไหน หรือต้องทำตัวยังไงบ้าง


“เป็นแบบที่เธอเป็นนั่นแหละ ไม่ต้องเกร็ง” ผมทำตาโตประหลาดใจ


“คุณอ่านใจผมออกหรือเปล่าเนี่ย” เขายิ้ม


“ไม่ต้องอ่านใจหรอก เธอไม่เคยมีคนรัก คงทำตัวไม่ถูก” ผมพยักหน้ายอมรับ


“อยู่กับฉันบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชิน” ผมยิ้มอ่อนก่อนหมุนตัวคลานลงจากเตียงไปหยิบผ้าขนหนูและชุดที่จะใส่วันนี้เข้าไปในห้องน้ำ รีบจัดการตัวเองภายในสิบห้านาที ทั้งอาบน้ำ ทาครีมบนใบหน้า บนผิวกาย และสวมใส่เสื้อผ้า ผมไม่ใช่คนพิถีพิถันอะไรอยู่แล้ว เพราะไม่รู้จะต้องถูร่างกายแค่ไหน ก็มีอยู่เท่านี้


“คุณนิค อาบน้ำมั้ยครับ” ผมเดินออกมาถามเขาพลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดหัวไปด้วย


“คิดว่าไปอาบที่โรงแรมจะสะดวกกว่า” ผมพยักหน้าเข้าใจ อาบที่บ้านผมยังไงซะก็ต้องใส่ชุดเดิมกลับโรงแรมอยู่ดี ผมประเมินตัวเขาแล้ว เขาใส่เสื้อผ้าพ่อผมไม่ได้แน่นอนแม้ว่าพ่อผมจะตัวสูงก็ตาม แต่พ่อตัวบางกว่าเขาเยอะเลย แค่กล้ามแขนก็คงทำเสื้อพ่อผมปริขาด


“พร้อมแล้วครับ” ผมบอกหลังจากรูดซิปกระเป๋าเป้เสร็จ นิโคลัสลุกขึ้นยืนจากเตียง ท่วงท่าของเขาคล่องแคล่วว่องไว ท่าทางดูไม่เหมือนคนเพิ่งตื่นเท่าไหร่ เสื้อผ้ายังคงเนี้ยบ มียับแค่ด้านหลังที่นอนทับไปกับเตียง


“อันที่จริงวันนี้และพรุ่งนี้เธอไม่ต้องไปก็ได้” เขาบอกตอนปิดประตูห้องนอนให้ผม


“หืม ไม่ไปได้ไง”


“ได้สิ ฉันจัดการให้ได้” ผมหันไปยิ้มแบบไม่เห็นฟันให้เขาในตอนที่เราเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่างแล้ว พ่ออยู่ในครัวกำลังทำกับข้าว


“ถึงคุณจะช่วยผมได้ แต่ผมไม่เคยทิ้งงานกลางทาง ผมคงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ถ้าทำแบบนั้น”


นิโคลัสถอนหายใจและพยักหน้าอย่างจำยอม “หลังจบงานนี้ ไม่ต้องรับงานอีกแล้วได้หรือเปล่า”


“รับไปแล้วน่ะสิครับ” นิโคลัสกลอกตาหน้าเอือม แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้า (อย่างจำยอม)


“กินข้าวมั้ยแตม” ผมถือวิสาสะจับข้อมือของนิคขึ้นมาเพื่อดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือของเขา


“ไม่น่าจะทันครับพ่อ เดี๋ยวไปหาอะไรกินที่นู่นดีกว่า” พ่อผมพยักหน้าแล้วหันไปยิ้มให้คู่หมั้นหมาด ๆ ของผม นิโคลัสยิ้มตอบและมองตาพ่อเหมือนคุยกันผ่านทางสายตาแบบเมื่อคืนนี้ แล้วพ่อก็พยักหน้าตอบกลับอีกแล้ว


“อะไรกันเหรอ” ผมถามด้วยความงง มองสลับทั้งสองคนไปมา


“เปล่า แค่ดีใจที่ได้ลูกเขยรวย” ลูกเขยของพ่อหัวเราะ


“โอ่โฮ่ พ่อ ไม่ปิดบังความรู้สึกเลยนะ” พ่อผมตักข้าวต้มกุ้งใส่ถ้วย กลิ่นข้าวต้มหอมจนผมรู้สึกอยากกิน และดูเหมือนพ่อจะเห็นอาการนั้น


“เอามั้ย กินแป๊บนึงคงทันแหละ”


“ตักใส่กล่องไปกินดีกว่า” ผมเดินไปหยิบกล่องพลาสติกทรงสี่เหลี่ยมจากตู้เก็บของในครัวตรงมุมเตาแก๊ซ ผมหันไปจะถามแฟนตัวเองว่าเขาอยากกินด้วยหรือเปล่าพร้อมกับจะพรีเซ้นต์ว่าฝีมือการทำอาหารของพ่อนั้นอร่อยแค่ไหน แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นเขากำลังก้มมองพื้นบ้านนิ่ง และยังไม่ทันได้ถามอะไรผมก็สะดุ้งตกใจกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังมาจากใต้ถุนบ้าน


“อะไรน่ะ?!” ผมหันมองพ่อ แต่พ่อไม่ได้ตกใจอย่างผมเลยสักนิด ผมหันไปมองนิโคลัสที่เงยหน้าขึ้นมองผมแล้วยิ้มให้ เสียงกรีดร้องเมื่อกี้นี้หายไป แล้วก็ถูกเสียงเรือหางยาวในแม่น้ำหลังบ้านกลบแทน


“อะไรงั้นเหรอ” นิโคลัสถามผมกลับ ผมย่นคิ้วแล้วมองตรงพื้นไม้ขัดมันที่เขามอง มันก็ไม่มีร่องมีรูทะลุอะไรเลยสักนิด แล้วเขามองอะไร แล้วเมื่อกี้นี้เสียงอะไร


“ผมได้ยินเสียง ไม่ได้ยินกันเหรอ” ผมมองนิโคลัสกับพ่อ สองหนุ่มส่ายหัวพร้อมกัน


“แตมหูดับรึเปล่า”


“ไม่นะพ่อ ได้ยินเสียงร้องจริงๆ”


“หมาจรน่ะสิ คงมีใครไล่ตีมันอีกแล้ว” ผมย่นคิ้วงง ๆ กำลังทบทวนกับตัวเองว่าเมื่อกี้เสียงมันเหมือนหมาร้องหรือเปล่า หรือเป็นเสียงคน แต่เสียงมันแหลมแผดแก้วหูกว่าเสียงหมาเยอะเลย และพิจารณาดูแล้วก็เกินกว่าจะเป็นเสียงคนด้วย พอความคิดวนมาทางนี้ผมก็ตาโต


“ผีรึเปล่า” นิโคลัสกับพ่อผมหัวเราะพร้อมกัน


“เอ้า จริง ๆ นะ ก็เป็นไปได้”


“ถ้างั้นเขาก็ได้รับส่วนบุญแล้วละ” พ่อตอบสบาย ๆ และตักข้าวต้มใส่กล่องพลาสติกจนเกือบเต็มแล้วก็ปิดฝา ยื่นมือไปหยิบช้อนพลาสติกสีใสจากกล่องใส่ช้อนมาวางบนฝากล่อง


“ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวสายนะ” ผมพยักหน้าพลางรับกล่องข้าวมาไว้ในมือ


“ตอนเย็นเจอกันครับ” คุณนิโคลัสยกมือไหว้พ่อ ผมหันไปไหว้พ่อบ้างก่อนหมุนตัวเดินออกไปทางประตูบ้านพร้อมกับนิค เราแวะหยิบรองเท้าจากตู้ไม้แล้วก็พากันเดินลงบันไดไปใส่บนพื้นปูนด้านล่าง ผมอาศัยจังหวะนั้นก้มลงมองใต้ถุนยกพื้นสูงของบ้าน ก็เห็นว่ามันว่างเปล่าและสะอาดสะอ้านดี


“มองหาผีเหรอ” ผมหันกลับไปมองฝรั่งตัวสูงที่ยิ้มล้อ ชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นผิวของเขาเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีออร่าเกิดขึ้นรอบตัว ผมมองเขาราวกับโดนมนตร์สะกด ผมไม่ได้ตาฝาด แต่ผมรู้สึกว่าผิวของเขามันเปล่งประกายเหมือนวันแรกที่ผมเจอเขาเลย นี่คือคนที่ไม่ได้อาบน้ำงั้นเหรอ ทำไมดูสะอาดกว่าผมอีกล่ะ


“โอ้ว เฮ้ ผิวคุณสวยจัง” ผมยกมือขึ้นไปลูบตรงต้นคอของเขาที่ทอประกายกับแสงแดดแล้วสบตากับคู่หมั้นหนุ่ม เขายิ้มอบอุ่น ดวงตาสีเทามองสร้อยบนคอของผม หรี่ลงครู่หนึ่งแล้วก็ลืมขึ้นตามปกติก่อนจะยื่นมือขวามาจับตรงจี้สร้อย


“มันจะช่วยคุ้มครองเธอจากผี” ผมที่กำลังตะลึงกับความสวยงามของร่างกายเขาหลุดยิ้มขำแบบเงอะงะ เขาคลี่ยิ้มกว้าง


“ปลุกเสกวัดไหนมาล่ะเนี่ย” นิโคลัสปล่อยมือออกจากจี้ธนู พร้อมกับผมที่ปล่อยมือออกจากคอของเขา ผมที่กำลังยิ้ม ๆ อยู่หุบยิ้มวืดเมื่อสายตาเห็นว่าบนนิ้วเขามีรอยไหม้ แต่พอผมจับมือเขาขึ้นมาดูก็เห็นว่ามันปกติดี ไม่มีรอยใด ๆ เลยแม้แต่นิด


“หูแว่ว และตายังฝาดอีกรึเปล่าเนี่ย” ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพยักหน้าแบบงงๆ


“สงสัยจะเป็นงั้น” ผมสั่นหัวแล้วปล่อยมือเขาลง ก่อนจะเอ๊ะขึ้นมา


“อ้าว คุณรู้เหรอว่าผมตาฝาดเห็นอะไร” เขายิ้มกว้างขำขัน


“ไม่รู้หรอกว่าเรื่องอะไร แต่ท่าทางแบบนี้ฉันว่าใครก็ดูออกนะ” ผมถามตัวเองในใจว่าไปโดนตัวไหนมาถึงได้รู้สึกสติไม่เข้าที่เข้าทางแบบนี้ แล้วสายตาก็มองเห็นตัวใหญ่หนาของผู้ชายตรงหน้า


ผมว่าผมโดนตัวคนนี้แหละ ถึงได้เป็นอย่างนี้


“เพราะคุณเลยทำให้ผมเป็นแบบนี้…” นิคเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับทำหน้างง เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเป็นเชิงถามว่าเขาเหรอ ผมพยักหน้า ริมฝีปากยิ้มกริ่ม


“…ใช่ คุณลดทอนสติผมลงไปเยอะเลย” เขายิ้มกว้างและขำลมออกจมูก


“ขอโทษที่ทำให้สติเธอเสียหาย” เขายื่นมือซ้ายมาถือเป้ให้และใช้แขนขวาโอบเอวผม แล้วก็พาผมเดินออกไปจากหลังบ้าน ซึ่งทุกวันนี้หลังบ้านจะเป็นหน้าบ้านแล้ว เพราะเข้าออกแต่ทางฝั่งแม่น้ำ ส่วนด้านหน้าของบ้านนาน ๆ ทีจะใช้ บางครั้งเวลามีคนมาหาเราสองพ่อลูกที่บ้านแล้วเห็นประตูหน้าปิดก็จะคิดว่าเราไม่อยู่ แต่ถ้าเป็นพวกเพื่อน ๆ พ่อหรือเพื่อนผมจะชินกับภาพนี้แล้วก็จะใช้วิธีกดกริ่งเรียกหรือไม่ก็ตะโกนเรียกเอา (น่าแปลกมากที่ไม่ค่อยมีคนใช้วิธีโทรหาเราสองคน)


“คุณมาเจอพ่อผมแล้ว ผมก็ต้องไปเจอพ่อกับแม่คุณ” ผมบอกเขาหลังจากเข้ามานั่งในรถเบ็นซ์คันหรู เจ้าของรถถอยหลังออกจากใต้ต้นมะม่วงหน้าประตูบ้าน


“พวกท่านเสียไปหมดแล้ว” ผมตกใจนิดหนึ่ง มองสำรวจอารมณ์ของอีกคนว่าเป็นแบบไหน แต่ก็เห็นว่าเขาดูปกติดี ไม่ได้เศร้าโศกเสียใจใด ๆ แถมยังหันมายิ้มให้ผมอีก


“ไม่ต้องห่วง ฉันโอเค มาก ๆ ด้วย” ผมพยักหน้า เชื่อว่าเขาสบายดีมากอย่างที่ปากว่า เพราะสีหน้าและแววตาของเขาแสดงออกมาตามคำพูดจริงๆ


“แล้วเธอก็เจอพวกเขาไปแล้วละ” ผมขมวดคิ้วด้วยความงง


“หา… ผมเคยเจอพวกเขาตอนไหนกัน” คนถูกถามไม่ได้ตอบ ทำเพียงอมยิ้มเท่านั้น ผมครุ่นคิดครู่สั้น ๆ แล้วก็นึกขึ้นได้


“อ๋อ พวกเขาเคยเจอผมตอนผมเป็นเด็ก ๆ แน่เลย แสดงว่าพวกเขาเพิ่งจากไปไม่นานสิเนอะ” นิโคลัสยังคงยิ้มและพยักหน้าให้กับข้อสงสัยของผม


“แล้วคุณมีญาติพี่น้อง หรือใครที่ผมสมควรไปพบหรือเปล่าครับ”


“แน่นอน ฉันจะพาเธอไปพบทุกคนที่บ้านของฉัน พวกเขาอยากเจอเธอแจะแย่แล้ว” ผมเลิกคิ้วขึ้น


“หืม… พวกเขารู้จักผมแล้วเหรอ” รอยยิ้มของเขาคือคำตอบที่พาเข้าใจได้


“อย่าบอกนะว่าคุณอุ้มผมตอนเป็นทารกไปแนะนำให้คนที่บ้านคุณรู้จักน่ะ” เขาหัวเราะเสียงทุ้มนุ่มหู


“ไม่ใช่แบบนั้น เอาเป็นว่าเดี๋ยวเธอก็จะเข้าใจ”


“เมื่อแต่งงานกับคุณ…” เขายิ้มกริ่มและพยักหน้า


“…นี่ถ้าเกิดผมตัดสินใจพลาด แต่งงานเข้าตระกูลที่มีประเพณีประหลาดขึ้นมาล่ะก็ ผมจะหนีรอดได้มั้ยเนี่ย” เขาหัวเราะอีกครั้ง ยื่นมือซ้ายมาจับมือขวาผมขึ้นไปหอมหลังมือ


“ฉันรับรองว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอเลยละ” ผมปล่อยให้เขากุมมือแล้วเอาไปวางบนแก้มเย็น ๆ ของเขา


“แน่ละ รวยขนาดนี้ ตัดสินใจผิดพลาดได้ยังไง” นิโคลัสหัวเราะเสียงทุ้ม


“คืนนี้ฉันต้องบินไปไต้หวัน เรื่องธุรกิจน่ะ ฉันอยากให้เธอไปด้วยกัน แต่ดูเธอจะไม่ยอมโดดงานจริงๆ” ผมทำหน้าขยาดเล็กน้อย


“ต่อให้ไม่มีงาน ผมก็คิดว่าตัวเองไม่อยากไปอยู่ดี” เขายิ้มใจดีพร้อมกับพยักหน้า


“จริง ๆ ฉันแค่ชวนน่ะ แต่ไม่ได้อยากให้เธอไปจริงหรอก เพราะพรุ่งนี้ฉันก็บินกลับแล้ว”


“แล้วงานนี้ละครับ ไม่ต้องไปร่วมแล้วเหรอ” เขาเบะปากเล็กๆ


“ถ้างานนี้ไม่มีเธอ ฉันไม่มาแต่แรกหรอก ให้เงินสนับสนุนก็จบ”


“อ๋อ… นึกว่าคุณอยากอยู่เล่นกอล์ฟซะอีก” เขาเบิกตากว้างแวบหนึ่ง


“เชื่อฉันเถอะว่าฉันเล่นจนเบื่อแล้ว”


“ให้ผมไปส่งสนามบินมั้ยครับ” เขาคลี่ยิ้ม


“ได้สิ ถ้าเธออยากไป ขากลับให้แฮร์รี่ไปส่งที่บ้าน” ผมพยักหน้าแล้วคลี่ยิ้มอ่อน คุณนิโคลัสหันมองหน้าผมแล้วยิ้มปริ่ม ผมขยับยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด คิดในใจว่าถ้าเกิดผมโดนเขาหลอกขึ้นมา ก็ต้องยอมรับกับความใจง่ายของตัวเอง







เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

วันนี้ขอมาครึ่งนึงก่อนน้อ แล้วเดี๋ยวจะรีบมาต่ออีกครึ่งนึงจ้า

ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณทุกคอมเม้นที่เขียนให้กันด้วย เป็นแรงใจสำคัญมากๆ

เดี๋ยวเจอกันอีกครึ่งที่เหลือค่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:14:50 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (50%) [11/02/2020]
«ตอบ #22 เมื่อ12-02-2020 04:57:46 »

มันต้องมีสิ่งลึกลับมาเกี่ยวข้องแน่ๆ

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (50%) [11/02/2020]
«ตอบ #23 เมื่อ12-02-2020 12:12:23 »

รักนิรันดร์พันๆปี


ของนิคที่มีต่อแตม


ข้ามภพข้ามชาติ


มั่นคงในความรัก

นิคเป็นอมตะใช่ใหม

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (50%) [11/02/2020]
«ตอบ #24 เมื่อ14-02-2020 00:40:44 »

ตัวอะไร๊

ออฟไลน์ lovelyvan.nuch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (50%) [11/02/2020]
«ตอบ #25 เมื่อ14-02-2020 06:20:29 »

รอๆ อย่างใจจดใจจ่อ~~~~

Sent from my CLT-L29 using Tapatalk


ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (50%) [11/02/2020]
«ตอบ #26 เมื่อ15-02-2020 09:46:34 »

มีแต่คำว่า​ อะไร​ ยังไง​ ทำไม​ อ่านแล้วสงสัยมาก
แตมแต่งงานเลยเหอะเรื่องจะได้กระจ่าง

ออฟไลน์ คุณเจ้

  • Follow your heart, but take the brain with.
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-8
Re: *∞.:ETERNITY:.∞* EP.6 : What is that voice?. (100%) [19/02/2020]
«ตอบ #27 เมื่อ19-02-2020 21:00:00 »

Together
Episode 6 [100%]









รถของคุณนิโคลัสเข้าไปจอดในที่จอดรถวีไอพีด้านหน้าของโรงแรมที่มีหลังคากันฟ้ากันฝน ป้ายชื่อสีแดงที่ตั้งอยู่ด้านหน้าช่องจอดรถเป็นชื่อของเขา พอผมลงมาด้านล่างและสังเกตดี ๆ มีชื่อของเขาติดอยู่อีกสองช่อง ซึ่งในแต่ละช่องมีรถแบรนด์ไม่ซ้ำกัน ช่องถัดจากเบ็นซ์เป็นรถของแบรนด์ Audi R8 สีดำ และถัดไปอีกช่องคือรถตู้สีขาว Alphard ของแบรนด์ Toyota ที่หน้าตาคล้ายกับรถ Alphard ของงานกอล์ฟ แต่ก็ไม่เหมือนกันเด๊ะ

 

 

“รถสามคันเลยเหรอครับ” เขากดล็อครถแล้วเดินอ้อมรถมาจับมือผม

 

 

“เผื่อฉุกเฉินน่ะ” เขาจูงมือผมให้เดินไปด้วยกัน เราเดินไปตามฟุตปาทของเนินถนนฝั่งที่รถใช้ลงมาจากบริเวณประตูโรงแรม พอรถแท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งแล่นผ่านเราไป นิโคลัสก็พาผมข้ามถนนไปอีกฝั่ง พนักงานของโรงแรมเปิดประตูต้อนรับเราสองคน

 

 

“ไปอยู่กับเพื่อนมั้ย เดี๋ยวฉันลงมาหา” ผมหันไปมองตามสายตาของเขา คีย์กับมายด์ที่นั่งอยู่ตรงโซฟาหน้าล็อบบี้ยกมือทักทาย ผมหันกลับมามองคนข้างกายและพยักหน้า เขากำลังจะเดินจูงมือผมเข้าไปหาเพื่อน แต่ผมเบรกเขาไว้

 

 

“คุณขึ้นไปเถอะ แค่นี้เอง ผมเดินไปได้” เขายื่นหน้ามาหอมแก้มซ้ายก่อนจะปล่อยมือออกจากมือผมแล้วก็เดินไปทางลิฟต์ จังหวะที่ผมกำลังจะเดินไปหาเพื่อนก็ชะงักไปนิดเพราะพี่ผู้หญิงสองคนที่เป็นคนแจกจ่ายงานกำลังมองผมด้วยความอึ้ง ผมยิ้มเกร็งให้พี่เขาแล้วรีบก้าวเท้าไปหาเพื่อน

 

 

“อะ ภาพชัดขนาดนั้นว่าอยู่ด้วยกันตั้งแต่เมื่อคืน แต่ไปอยู่ที่ไหนกันมาจ๊ะ” มายด์ถามพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม

 

 

“บ้านกูแหละ เขาไปหาพ่อกูมา…” ผมนั่งลงตรงข้ามกับพวกมัน หยิบกล่องข้าวต้มขึ้นมาวางบนตัก

 

 

“…กินด้วยกันมั้ยมึง พ่อทำเมื่อเช้า ตักมาเยอะเลย”

 

 

“กูสองคนฟาดข้าวเหนียวหมูปิ้งไปละ มึง… เฮ้ย!” ผมตาโตตกใจเมื่อไอ้คีย์เบิกตากว้างแล้วก็ชี้มาที่แหวนบนนิ้วนางข้างซ้าย และนั่นทำให้มายด์ตาโตไปด้วยอีกคน

 

 

“บอกกูทีว่านั่นแค่แหวนแถมขนมถุงละห้าบาท” ไอคีย์ว่า ผมกลืนน้ำลายลงคอและคลี่ยิ้มแหะ ๆ มันสองคนรีบลุกมานั่งขนาบผมทันที

 

 

“คือยังไง เมื่อคืนนี้เขาไปหาพ่อมึง แล้วนอนค้างกับมึงด้วยถูกมั้ย” ผมพยักหน้าให้กับคำถามของมายด์

 

 

“เช้ดดด แล้วเช้ามาก็โผล่มาพร้อมแหวน ไปเจอพ่อแล้วด้วย ไหนบอกกูซิว่า…” ผมพยักหน้าให้คีย์

 

 

“…อือ เขาขอกูแต่งงาน” เพื่อนผมสองคนมองตากันแล้วก็อ้าปากหวอหน้าเหวอกันทั้งคู่แบบไม่มีหมกเม็ด แบบไม่อายสายตาสตาฟคนอื่นที่กำลังเมียงมองมาว่ามันสองคนเป็นอะไรกัน

 

 

“อีเชี่ยยย กูอยากจะวิ่งไปกรี๊ดนอกโรงแรมให้ดังลั่น” มายด์พูดด้วยความตื่นเต้น ท่าทางของมันตื่นเต้นยิ่งกว่าผมที่โดนขอแต่งงานซะอีก

 

 

“ไอ้เหี้ย ๆ เรียงลำดับความคิดดี ๆ ดิ๊ คือมึงตอบตกลงเขาไปแล้วน่ะเหรอ” ผมอมยิ้มและตามด้วยพยักหน้า สายตาไอ้คีย์ช็อคไปแล้ว

 

 

“แตม ไม่ได้ล้อเล่น?” มายด์ทำสีหน้าว่าจริงเหรอ ผมหันไปสั่นหัวกับมัน

 

 

“ไม่ เขาขอต่อหน้าพ่อ และพ่อก็อนุญาตด้วย” มันสองคนยิ่งทำหน้าตะลึงไปอีก

 

 

“เฮ่ย?!” ผมพยักหน้าอีกที

 

 

“คือพ่อมึง เอ่อ ไม่ได้มีความคิดดูถูกพ่อมึงนะ แต่เขาไม่ได้มองแค่ว่าคุณนิโคลัสนั่นรวยอะไรอย่างงี้ใช่มั้ย” ผมย่นคิ้วแวบหนึ่ง ครุ่นคิดถึงตอบคำถามของคีย์สักพัก

 

 

“ถ้าในแง่มีเงินดูแลกูได้ คิดว่าเขาคงคิดแบบนั้นมั้ง แต่จริง ๆ พ่อรู้จักนิคก่อนกูอีก” มายด์ขมวดคิ้วหน้างงสุดขีด

 

 

“ฮะ? รู้จักกันอยู่แล้วเหรอ”

 

 

“ใช่ ก็พอไปถึงบ้าน พ่อไม่ถามชื่อเขา ไม่ทำท่าแปลกใจอะไรเลย บอกแต่เชิงว่า ถึงเวลาแล้ว ประมาณเนี้ย” คีย์กับมายด์มองตากัน ราวกับปรึกษาหารือกันผ่านทางสายตา ผมตักข้าวต้มกุ้งของพ่อเข้าปากแล้วเคี้ยวแก้มอูม สายตามองสลับเพื่อนทั้งสองคน

 

 

“เขาหมั้นหมายมึงกับคุณนิโคลัสนั่นไว้ตั้งแต่เด็กเลยเหรอวะ” ผมทำหน้าไม่แน่ใจกับคำถามของคีย์

 

 

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เขาก็คงเป็นเพื่อนกันตั้งแต่กูเกิดเลยแหละมั้ง หรืออาจจะก่อนกูเกิดด้วยซ้ำ”

 

 

“มันเป็นเรื่องดีมาก ๆ เลยแตม แต่ว่ามึง มันเร็วมาก สามวันเองนะที่มึงเจอกัน กูเห็นแล้วละว่าเขาแสดงออกว่าชอบมึงมาก แต่ไม่คิดว่าจะก้าวไปถึงขั้นแต่งงานไวขนาดนี้”

 

 

“กูก็ไม่คิดเหมือนกันมายด์”

 

 

“แต่มึงตอบตกลงเขาไปแล้วอะเพื่อน” ผมตักข้าวต้มเข้าปากอีกคำ เคี้ยวหงับ ๆ พลางครุ่นคิด

 

 

“กูไม่อยากพูดว่ารักแรกพบอะไรแบบนั้น เพราะกูรู้สึกผูกพันกับเขามากกว่าจะเป็นการแรกพบ”

 

 

“มึงน้ำเน่าแล้วเนี่ยไอ้แตม มึงคิดทบทวนดี ๆ นะเว่ย แต่งงานนะมึง”

 

 

“ก็ยังไม่ได้ว่าแต่งพรุ่งนี้ มะรืนนี้สักหน่อยคีย์ เขารอพากูไปเจอแม่ก่อน และถ้าแม่เซย์เยซเหมือนพ่อก็ค่อยแต่ง” คีย์ทำหน้าประมาณว่านี่มัน (ห่า) อะไรกัน

 

 

“โอ๊ ไอ้แตม มึงเพิ่งสิบแปดเมื่อสามวันที่แล้ว มึงจะแต่งงานมีผัวแล้วเนี่ยนะ?!”

 

 

“มึงยังไม่ทันเข้ามหา’ลัยเลยนะแตมเอ๊ย มึงหมั้นก่อนผลสอบประกาศอีก” ผมหันไปขำกับมายด์ที่หน้ามันยังติดอาการอึ้งอยู่

 

 

“กูไม่ท้องก่อนแต่งหรอกน่า” มายด์หลุดขำ ผมเลยหัวเราะ พอหันไปมองไอ้คีย์ก็เห็นว่ามันยังคงมีความวุ่นวายบนใบหน้า

 

 

“เตรียมตัวเป็นเพื่อนเจ้าสาวนะ” ผมยกมือซ้ายไปตบบ่ามันเบา ๆ ไอ้คีย์ถอนหายใจแล้วหยิบมือซ้ายผมไปดูแหวนบนนิ้วนาง

 

“มายด์ เพชรจริงเปล่าวะ” มันยื่นมือผมไปให้มายด์สำรวจ

 

 

“ไม่รู้ว่ะ แต่มึงบอกเองว่าเขาเป็นเจ้าของแอพฯ นั้น เขาคงไม่ซื้อเพชรปลอมมาหมั้นเพื่อนเราหรอกมั้ง”

 

 

“ก็ไม่แน่นะมึง รวยแต่อาจขี้งกก็ได้” มายด์ไม่ตอบโต้อะไร แต่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเข้าหน้าเว็บกูเกิ้ล มันพิมพ์ชื่อของนิคลงไปในช่องค้นหา ผมตักข้าวเข้าปากแล้วมองหน้าจอโทรศัพท์มายด์อย่างสนใจ

 

 

“ข้อมูลเขาน้อยจังวะ…” มายด์บอกในขณะที่นิ้วโป้งคลิกลิงก์แรกที่ขึ้นมา ไม่มีรูปของเขาเลยสักรูปในลิงก์นี้ มีแค่ข้อมูลนิดหน่อย และไม่ใช่ข้อมูลวันเดือนปีเกิดอะไรด้วย แค่บอกชื่อจริงของเขา ประเทศบ้านเกิด และธุรกิจที่เขาทำเท่านั้น มายด์คลิกออกแล้วเข้าลิงก์ถัดไป ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก ไม่มีข้อมูลวันเดือนปีเกิด ไม่มีข้อมูลแบ็คกราวด์ใด ๆ เลย

 

 

“…เขาก็ไม่ใช่ดารานักร้องด้วย ข้อมูลไม่เยอะก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วจะว่าไป ดูเขาไม่ค่อยออกงานสังคมนะ” ผมพยักหน้ากับคำบอกของมายด์ ไม่ได้รู้สึกกังวลใจอะไรเลยจริงๆ

 

 

“อะ มึงลุ้นแล้วกัน ว่าผัวมึงจะกำมะลออะไรใส่มึงหรือเปล่า” ผมหันไปมองไอ้คีย์แล้วขำ

 

 

“เมื่อวานมึงยังอวยเขาอยู่เลยนะ” มันขมวดคิ้ว

 

 

“กูก็ไม่ได้จะถอนคำอวยหรอก แต่มันแปลกอะที่เขาขอมึงแต่งงานเลย ทั้งที่เพิ่งเจอมึงได้สามวัน ไม่ดิ สองวันด้วยซ้ำที่เขาหมั้นมึงเนี่ย” ผมถอนหายใจแผ่วเบา

 

 

“ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สวยงาม กูก็แค่ยอมรับว่ากูตัดสินใจพลาดเอง ไว้ใจตัวเองมากไป…” ผมยิ้มปากเป็นเส้นตรงพร้อมกับยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้น

 

 

“…แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตของตัวเอง”

 

 

“กูกลัวเขาจับมึงไปฆ่า แล้วไม่มีชีวิตกลับมานี่แหละ”

 

 

“ไอ้คีย์ พูดซะน่ากลัว” มายด์ท้วง

 

 

“เอ๊า ก็จริงอะ สุดท้ายแล้วแม่งอาจเป็นผู้ร้ายข้ามชาติ เป็นพวกนักฆ่าเอาอวัยวะไปขายในตลาดมืดก็ได้นี่หว่า” ผมบิดปากเอือมอย่างไม่จริงจังกับความคิดของมัน

 

 

“กูจะโทรขอความช่วยเหลือมึงคนแรกเลยโอเคมั้ย” มันถอนหายใจหน้าตายอมแพ้

 

 

“ไอ้มอสร้องไห้แน่” ผมขมวดคิ้วแต่ก็ขำกับคำพูดมัน มายด์ก็ยังขำไปด้วย

 

 

“โอ๊ย เดี๋ยวพอมันเข้ามหา’ลัย เจอสาวสวย ๆ ไม่ก็เกย์น่ารักอีกเพียบ”

 

 

“เออ ถ้าว่าที่ผัวมึงทำร้ายมึงนะ กูจะบอกให้ไอ้มอสไปบอกพ่อมันให้มาจัดการ” ผมยักคิ้วสองทีและยกมือตบไหล่มันดังปุๆ

 

 

“เต็มที่เลยเพื่อน” แม้ว่าเพื่อนผมทั้งสองคนจะอึ้งทึ่งกับการที่ผมหมั้น แต่มันก็ไม่ได้เซ้าซี้ให้ผมล้มเลิกการตัดสินใจของตัวเอง และแม้จะไม่ได้เอ่ยปากพูดออกมา แต่ผมรู้ว่าเพื่อนผมสองคนที่อยู่ด้วยกันตอนนี้ยอมรับกับการตัดสินใจของผมแม้จะเป็นห่วงก็ตาม

 

 

“ถ้าโดนทิ้ง พวกกูก็อยู่ตรงนี้” ผมเกือบสำลักข้าวต้ม ไอ้ซึ้งมันก็ซึ้งอยู่หรอก แต่ยังไม่ทันได้ตัดชุดแต่งงาน เพื่อนก็มอบน้ำใจเผื่อไว้ให้ตอนเลิกกันซะแล้ว

 

 

“ไอ้บ้าคีย์ พูดอย่างนั้นได้ไงเนี่ย” มันทำหน้างงกับคำพูดของมายด์

 

 

“กูไม่ได้แช่งนะเว้ย กูแค่บอกมันว่า พวกเราพร้อมอยู่ข้างมันเสมอ” ผมฉีกยิ้มขำและพยักหน้าให้มันสองสามที

 

 

“ขอบน้ำใจมึงมากเพื่อน”

 

 

 

งานวันนี้ไม่ได้มีอะไรมาก แค่พานักกอล์ฟไปแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ซึ่งคนที่ตกรอบไปก่อนหน้านี้ก็ยังคงไปที่สนามด้วยเพราะจะไปเชียร์เพื่อน ๆ ของตัวเอง แล้วก็อารมณ์ประมาณว่าเป็นกีฬาโปรดอยู่แล้ว ฉะนั้นไปดูติดขอบสนามก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และพอแข่งขันเสร็จ ช่วงเย็นก็มีพิธีเปิดงานแม้ว่าจะผ่านมาแล้วเกือบสามวันเต็ม ตอนที่นักกีฬาอยู่ในสนามพวกผมก็เตรียมงานสำหรับพิธีเปิด มีขบวนพาเหรดจากน้อง ๆ โรงเรียนมัธยม เป็นตีมล้านนาอลังการจนนึกว่างานกีฬาสี พวกพี่สตาฟของบริษัทที่จัดงานนี้บอกว่า ต้องยิ่งใหญ่หน่อยเพราะมีทั้งสื่อไทยและสื่อเทศมาทำข่าว

 

 

พูดถึงพวกพี่สตาฟ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเรื่องของผมกับสปอนเซอร์หลักของงานอย่างเจ้าของแอพพลิเคชั่น V-things กลายเป็นที่ซุบซิบของพวกเขาไปแล้ว ไม่มีใครเดินเข้ามาถามโต้ง ๆ แต่สัมผัสได้จากสายตาที่มองมา และจากท่าทีของบางคนที่เวลาเข้ามาคุยกับผมดูเกรงอกเกรงใจ แล้วก็ดูมีมนุษย์สัมพันธ์เริงร่ากับผมในเลเวลเจ็ดหรือแปดเต็มสิบ และข่าวนี้คงรู้ไปถึงหูเจ้าของสนามกอล์ฟด้วย เพราะพอเขาเจอหน้าผมก็ทำท่าว่าไม่อยากจะอ่อนน้อมให้ผมนัก แต่พอเจอหน้าคุณนิโคลัสเขาก็มีท่าทีอ่อนลงแถมยังดูหวาดกลัวอีกต่างหาก

 

 

หลังจากจบงานที่สนาม พวกเราทุกคนก็มุ่งหน้ากลับโรงแรม ผมให้มายด์กับคีย์กลับบ้านไปก่อน เพราะผมจะไปส่งนิคที่สนามบินเพื่อขึ้นเครื่องไปไต้หวันคืนนี้

 

 

“เออ งั้นพรุ่งนี้เจอกัน” ผมยกมือบ๊ายบายให้ทั้งสองคนแล้วเดินไปนั่งรอนิคตรงโซฟาหน้าล็อบบี้ สักพักก็เห็นแฮร์รี่ในชุดเสื้อโปโลขาวกับกางเกงขาสั้นกับผู้ชายผิวสีตัวล่ำหัวโล้นในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบเดินมาพร้อมเขา

 

 

“คุณเฌอแตมครับ คุณนิโคลัสให้ขึ้นไปรอบนรถได้เลย นายท่านกำลังลงมา” ผมพยักหน้าด้วยความเด๋อนิดหน่อยแต่ก็ลุกเดินตามแฮร์รี่ออกไป โดยมีหนุ่มผิวสีคนนั้นเดินปิดท้าย เราสามคนเดินลงไปตามฟุตปาทของเนินถนน ลงไปที่ลานจอดรถของนิค ที่รถตู้มีชายหนุ่มหน้าเอเชียผิวขาวแต่ตัวสูงไม่แพ้คุณผิวสีด้านหลังในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบยืนรอรับ ผมส่งยิ้มให้เขา หนุ่มเอเชียหน้าตาดีส่งยิ้มสุภาพกลับมาและผายมือให้ผมเข้าไปนั่งด้านใน ผมเดินขึ้นไปนั่งบนเบาะสีครีมด้านขวามือ และมองสามหนุ่มที่ยืนเรียงรายอยู่ตรงประตูรถ

 

 

“สองคนนี้จะเป็นคนดูแลส่วนตัวของคุณแตม…” ผมอ้าปากค้าง อึกอักอยู่ในลำคอสักพักก่อนคลี่ยิ้มแบบงุนงง

 

 

“…ขวามือผมชื่อ Pascal ซ้ายมือของผมชื่อ Stefan” ทั้งสองคนก้มหัว ผมก้มหัวตอบ พอทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นผมก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับยื่นมือออกไปหาคนแรกก่อน

 

 

“Hi, Pascal. Nice to meet you.”

 

 

“ยินดีที่ได้รู้จักครับนายหญิง” ผมอ้าปากค้าง สายตาเลื่อนมองแฮร์รี่ที่ยิ้มบางและกดหน้าลงเป็นการบอกว่า ใช่แล้ว เขาพูดไทยได้

 

 

ผมไม่มีความแปลกใจในเรื่องนี้ เพราะถ้าเจ้านายเขาอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่ผมเกิด พวกเขาเหล่านี้คงอยู่มาพร้อมกัน และภาษาไทยก็ต้องแข็งแรงแบบนี้แหละ “Hi, Stefan. I do believe you could speak Thai, do you? (สวัสดีครับสเตฟาน เชื่อว่าคุณคงพูดไทยได้)”

 

 

หนุ่มเอเชียผิวขาวหน้าตาคมคายที่ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นลูกครึ่งคลี่ยิ้มอ่อนพร้อมกับกดหน้าลง “สวัสดีครับนายหญิง”

 

 

“ว่าแล้วเชียว…” ผมคลี่ยิ้มขำ

 

 

“…เรียกผมเฌอแตมก็ได้นะ ไม่ต้องเรียกนายหญิงหรอก เขิน ๆ ยังไงไม่รู้” ทั้งสองหนุ่มไม่ได้ตอบรับใด ๆ ทำเพียงยิ้มบางอ่อนนุ่มและยืนกุมมืออย่างมีระเบียบ ประตูรถอีกฝั่งเปิดออก ผมหันไปมองก็เห็นคู่หมั้นตัวเองในชุดตีกอล์ฟชุดเดิมเดินขึ้นมานั่งบนรถพร้อมถือกระเป๋าหิ้วใบใหญ่ของ Louis Vuitton ขึ้นมาวางด้านหน้าตัวเอง ด้านนอกรถอีกฝั่งมีฝรั่งตัวล่ำผิวขาวตาสีน้ำตาลทองยืนอยู่อย่างสงบ

 

 

“นั่น Andreas บอดี้การ์ดของฉัน” เขาตอบสิ่งที่ผมสงสัย ผมพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้พ่อหนุ่มตาสวยคนนั้น

 

 

“สวัสดีครับอันเดรียส” เขาคลี่ยิ้มอ่อนและพยักหน้า

 

 

“My queen.” ผมอ้าปากหวอด้วยความรู้สึกประดักประเดิดกับคำที่เขาใช้เรียก

 

 

“เอ่อ โน เอ่อ not queen” คู่หมั้นของผมยิ้มขำน้อยๆ

 

 

“เขาพูดถูกแล้ว ฉันเป็นพระราชา เธอก็จะมาเป็นราชินีให้ฉันไง”

 

 

“โอ้ว…” ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้ง ประตูรถทั้งสองฝั่งเคลื่อนตัวปิดโดยอัตโนมัต แฮร์รี่เปิดประตูฝั่งผมขึ้นไปประจำที่คนขับ มีอันเดรียสนั่งข้างกันอีกฝั่ง ส่วนสองหนุ่มที่เป็นคนดูแลผมนั้นเดินไปที่รถออดี้

 

 

“ผมต้องมีบอดี้การ์ดด้วยเหรอ” นิโคลัสพยักหน้า

 

 

“สองคนนั้นจะดูแลเธออย่างดี”

 

 

“แล้วคุณจะไม่ดูแลผมเหรอ” เขายิ้มอ่อนโยนและจับมือซ้ายผมขึ้นไปจูบหลังมือ

 

 

“นั่นหน้าที่หลักของฉันนับจากนี้ไป แต่ในช่วงที่ฉันอาจจะติดงาน หรือมีธุระจำเป็น พวกเขาจะช่วยดูแลเธอแทนฉัน” ผมยิ้มเขิน จริง ๆ รู้และเข้าใจในสิ่งที่เขาบอกนั่นแหละ แค่แกล้งถามไปงั้น

 

 

“คืนนี้มีใครไปกับคุณบ้างครับ”

 

 

“แค่อันเดรียสคนเดียว แฮร์รี่ต้องอยู่ดูงานที่นี่” ผมพยักหน้า สายตาเริ่มสำรวจไปรอบรถหรู รูปร่างภายนอกมันคือ Alphard แบบที่ใช้ในงานกอล์ฟครั้งนี้ก็จริง แต่ด้านในนั้นต่างกันสิ้นเชิง หรูหราและกว้างขวาง เหมือนเขาสั่งทำภายในของรถใหม่

 

 

มีเบาะนั่งแค่สองเบาะ ด้านข้างติดผนังรถของเบาะทั้งสองฝั่งเป็นที่วางแขนขนาดใหญ่ซึ่งมุมหักโค้งด้านหน้าสุดเป็นแท่นปุ่มคอนโทรลเบาะของใครของมัน ข้างล่างที่วางแขนเป็นชั้นวางแก้วกับเครื่องดื่ม ด้านหน้าตรงผนังกั้นฝั่งคนขับกับผู้โดยสารมีจอทีวีใหญ่เท่าแม็คบุ๊กไซซ์สิบห้านิ้วฝังอยู่ในนั้น ด้านข้างทีวีคือช่องกระจกเอาไว้สำหรับสื่อสารกับคนด้านหน้า

 

 

“โอ้ว…” ผมร้องตกใจนิดหน่อยเมื่อนิโคลัสยื่นมือมากดปุ่มบนแท่นวางแขนฝั่งผมแล้วเบาะผมก็เอนหลังลง นี่คงเป็นเหตุที่ทำให้รถคันนี้มีเพียงสองเบาะเท่านั้น เพราะผู้โดยสารด้านหลังจะได้นั่งสบายเต็มที่แบบนี้

 

 

“บนรถมีเครื่องดื่มนะ” เขากดปุ่มอีกปุ่มบนแผงคอนโทรลฝั่งเขา ลิ้นชักใต้ทีวีดันตัวออกมา โชว์ให้เห็นขวดแชมเปญสองขวดแช่อยู่ในช่องเย็นที่มีควันสีขาวลอยฟุ้ง

 

 

“ว้าว อย่างกับลีมูซีนเวอร์ชั่นรถตู้เลย” ผมแหงนหน้าขึ้นมองบนเพดานที่มีไฟประดับด้านบนเป็นจุดเล็ก ๆ เหมือนดวงดาว และพอนิคจิ้มบนแผงคอนโทรลฝั่งเขาอีกรอบไฟสีขาวก็เปล่งประกายไปรอบทิศ ผมคลี่ยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น มองเพดานรถตาค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงมองพื้นที่ด้านหน้าที่สามารถยืดขาได้เต็มที่แม้ว่าจะตัวสูงแบบนิคหรือแบบบอดี้การ์ดของเขา

 

 

“ดื่มมั้ย” ผมหันมองอีกคน เขากำลังเทแชมเปญใส่แก้วสำหรับดื่มแชมเปญ ผมไม่ใช่สายเมา แต่ก็ดื่มได้พอเป็นพิธี

 

 

“ขอบคุณครับ” ผมรับแก้วมาถือไว้ รอนิคเติมให้ตัวเองสักพักก็ยกแก้วชนกันก่อนยกขึ้นดื่ม รสชาติหวานซ่ากำลังดีไหลลื่นลงผ่านลำคอ ผมยกแก้วใสทรงยาวขึ้นมองน้ำสีขาวเหลืองตาวาว

 

 

“อร่อยจัง” คู่หมั้นของผมยิ้มกว้างและยกแก้วมาทำท่าขอชนอีกครั้ง ผมยกแก้วตัวเองไปชนแก้วเขาแล้วยกขึ้นดื่ม รู้สึกเหมือนตัวจะลอยได้กับความอร่อยของเครื่องดื่มชนิดนี้ สมแล้วที่ราคามันแพงแสนแพงจนผมไม่กล้าสั่งมาดื่มเลยสักครั้ง

 

 

“พรุ่งนี้ฉันจะกลับมาถึงไทยราวห้าโมงเย็น ขึ้นไปรอฉันบนห้องได้เลย” ผมพยักหน้าขณะที่ดื่มแชมเปญด้วยความรู้สึกสดชื่น ท่าทางมันจะกลายเป็นเครื่องดื่มโปรดของผมแข่งกับเจ้าสตรอว์เบอร์รี่ แด็กเคอร์รี่ซะแล้ว

 

 

“ท่านครับ” เสียงเรียกดังมาจากหน้ารถพร้อมกับที่ประตูรถทั้งสองด้านเปิดออกพร้อมกัน ผมวางแก้วแชมเปญไว้ในช่องวางแก้วด้านข้างเบาะตัวเองแล้วหันไปมองด้านนอกด้วยความฉงน

 

 

“สนามบินที่ไหนกัน” ผมคิดว่าเขาจะไปสุวรรณภูมิซะอีก แต่รถพาเรามาจอดในพื้นที่ลานกว้างมากแห่งหนึ่ง แต่ไม่ใช่กว้างแล้วโล่งโปร่งอะไรแบบนั้น ในพื้นที่นี้มีหอบังคับการบิน มีโกดังที่คิดว่าเป็นโกดังเก็บเครื่องบิน และมีอาคารใหญ่สองชั้นหนึ่งอาคาร และมีอาคารหนึ่งชั้นอีกหนึ่งอาคารใกล้ ๆ กัน

 

 

“สนามบินส่วนตัวฉันเอง”

 

 

“โอ้โห…” ถ้าเป็นการจัดฉากเพื่อหลอกผม ก็นับว่าเขาลงทุนมากเหลือเกิน

 

 

ผมเดินลงจากรถแล้วมองสนามบินส่วนตัวของนิโคลัส คาร์ดอส มันใหญ่ไม่แพ้สนามบินดอนเมืองเลย บนรันเวย์มีเครื่องบินสีขาวลายคาดสีฟ้าลำหนึ่งจอดกระพริบไฟรออยู่ เห็นวินาทีแรกก็รู้แล้วว่านั่นคือเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ผมมองทุกอย่างตรงหน้าด้วยความทึ่งกับความรวยของเขา ผมรู้แล้วว่าเขารวย แต่ไม่คิดว่าจะรวยเบอร์นี้

 

 

“คุณมีเรื่องบินกี่ลำกัน” เขาหัวเราะขณะที่เดินมาโอบเอวผมให้เดินตรงไปยังเครื่องบินเจ็ทลำนั้น

 

 

“ลำเดียว แต่บินได้รอบโลก” ผมยิ้มด้วยความรู้สึกเอ๋ออ๋า

 

 

คือเรื่องของเรื่องผมไม่เคยมีชีวิตแบบนี้ และจะไม่มีทางมีชีวิตแบบนี้ถ้าไม่ได้จะแต่งงานกับเขา มันเลยรู้สึกว่า อู้ว ว้าว!

 

 

“Hello, Mr.Kardos.” ฝรั่งผมทองตัวสูงรูปร่างดี แต่ไม่ได้ล่ำสันเท่ากับพวกนิคเอ่ยทักด้วยความคุ้นเคย เขาอยู่ในชุดนักบิน เสื้อเชิตแขนสั้นสีขาว กางเกงสแล็คขายาวสีดำ หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร ดวงตาสีน้ำตาลของเขาเป็นประกายสดใส

 

 

“Hi, Will. This is Je t’aime, my fiancé. (สวัสดีวิล นี่เฌอแตม คู่หมั้นของฉัน)”

 

 

“Hello, Je t’aime. So great to meet you. (สวัสดีครับคุณเฌอแตม ยินดีมากครับที่ได้พบคุณ)” เขายิ้มอย่างเป็นมิตรพร้อมกับยื่นมือมาเช็กแฮนด์ นักบินหนุ่มไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจหรือแปลกประหลาดใด ๆ ใส่ผม

 

 

“I believe you are going to take care of him very well. (ผมเชื่อว่าคุณจะดูแลเขาอย่างดี)”

 

 

“Your groom will come back with each of the pieces. (เจ้าบ่าวของคุณจะกลับมาครบทุกชิ้นแน่นอน)” ผมหัวเราะกับความอารมณ์ดีของเขา คุณวิลเอ่ยลาผมแล้วเดินขึ้นบันไดขึ้นเครื่องไปก่อน

 

 

“พรุ่งนี้เจอกัน” นิคก้มลงจูบปากผมอย่างอ่อนโยนครู่สั้น ๆ ผมคลี่ยิ้มตอบแล้วยื่นหน้าไปหอมแก้มซ้ายของเขา

 

 

“เจอกันครับ” เขายิ้มละมุนและยกมือลูบหัวผมก่อนเดินไปขึ้นบันได อันเดรียสเดินถือกระเป๋าตามเจ้านายขึ้นไปบนเครื่องบิน มีเจ้าหน้าที่ชายสองคนวิ่งมาเลื่อนบันไดเหล็กออกไปจากตัวเครื่อง แฮร์รี่พาผมออกไปยืนด้านนอกพื้นที่รันเวย์ เจ้านกยักษ์สีขาวเคลื่อนตัวช้า ๆ ไปตามทางยาว

 

 

“เขาเดินทางบ่อยมั้ยครับ” ผมหันไปถามแฮร์รี่ที่ยืนอยู่ข้างกัน

 

 

“เป็นเรื่องปกติครับ” ผมหันไปมองเครื่องบินเจ็ทของนิโคลัสเลี้ยวเพื่อไปรันเวย์อีกฝั่ง ไฟสีแดงกะพริบเป็นระยะ และเมื่อเครื่องบินเข้าสู่รันเวย์อีกด้านได้ทั้งลำแล้ว ความเร็วของเครื่องก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นจนกระทั่งล้อหน้ายกขึ้นสูง ผมยกมือบ๊ายบายเครื่องบินจนกระทั่งมันเทคออฟออกไปจากรันเวย์

 

 

“กลับบ้านกันเถอะครับ” ผมหันไปมองแฮร์รี่ทั้งที่รอยยิ้มยังค้างอยู่บนใบหน้า ผมพยักหน้าให้เขาแล้วพวกเราก็เคลื่อนขบวนกลับไปที่รถ มีแฮร์รี่เดินนำ ผมเดินกลาง อีกสองคนเดิมตามหลัง พอถึงรถผมก็ขึ้นไปนั่งที่เดิม พาสคาลขึ้นไปนั่งแทนที่อันเดรียส ส่วนสเตฟานขับออดี้ตามมาด้านหลัง ผมหยิบแชมเปญมาดื่มต่อ นั่งมองหน้าจอทีวีที่มีเมนูมากมาย กำลังจะกดคำว่า movie แต่ตัวก็กระเด้งไปข้างหน้าจนแชมเปญหกเลอะพื้นรถเพราะว่ารถเบรกกะทันหัน

 

 

“อยู่บนรถนะครับ” เสียงแฮร์รี่ดังมาจากด้านหน้าพร้อมกับที่ไฟรถดับลง ได้ยินเสียงเปิดประตูรถทั้งสองฝั่งก่อนตามด้วยเสียงล็อค ผมรู้สึกมึนนิดหน่อยเพราะหัวโขกกับขอบจอทีวี แขนขวายกแก้วขึ้นไปวางตรงที่วางแก้วด้วยความทุกลัก รู้สึกปวดตึบ ๆ ตรงหัวเข่า ผมมองหาทิชชูบนรถแต่มันมืดไปหมดเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดไฟฉาย

 

 

ตุบ!

 

 

ผมแหงนหน้ามองเมื่อได้ยินเหมือนเสียงอะไรสักอย่างกระแทกกับหลังคา แล้วสักพักเหมือนเจ้าสิ่งนั้นจะหล่นลงไปบนพื้นถนน ผมย่นคิ้วอ้าปากค้าง ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นมองผ่านหน้าต่างข้างรถ แต่ด้านนอกนั้นมืดสนิทผมเลยยกไฟฉายส่องไปที่กระจกแล้วก็ต้องผงะถอยหลังด้วยความตกใจก่อนจะตามมาด้วยอาการขนลุกไปทั้งตัว

 

 

“เว้ยยยย!”

 

 

แอว้กกกกกกกกกกกกกกกกก!

 

 

ใบหน้าไร้ดวงตา มีรูจมูกเล็ก ๆ บนผิวหนังสีขาวโล้น ๆ กำลังแยกเขี้ยวที่แหลมคมดั่งปลายมีดปอกผลไม้นับพันซี่ใส่ผมอยู่ด้านนอกของรถพร้อมกับแผดเสียงร้องแสบแก้วหู

 

 

เสียงเดียวกับเมื่อเช้านี้ที่ผมได้ยินก่อนออกจากบ้าน




 





เม้าท์เม้าท์เม้าท์กะขุ่นเจ้

กรี๊ดดดด ตั่วไร๊นั่นนนน อ้ากกกก

ช่วยน้องแตมด้วยนะคะ ตัวอะไรจะมากินน้องหรือเปล่านั่นนน

นี่มันละครนิยายผีเหรอหรือยังไงงง

ตอนหน้ามาเจอกันต่อค่า

ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณทุกคอมเม้นที่เขียนให้กันด้วย เป็นแรงใจสำคัญมากเลยจริงๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-06-2020 15:15:25 โดย คุณเจ้ »

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (100%) [19/02/2020]
«ตอบ #28 เมื่อ20-02-2020 04:59:08 »

อ่านตอนนี้แล้วความรู้สึกแรกคืออิจฉาแตมมีแฟนรวยมาก​
แต่พออ่านตอนท้ายตอนคือหลอนมาก​ ตกลงเป็นแนวแฟนซีเหรอ​ มีสัตว์ประหลาดด้วย

ออฟไลน์ ตัวยุ่ง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: *∞.:Eternal Love:.∞* EP.6 : What is that voice?. (100%) [19/02/2020]
«ตอบ #29 เมื่อ20-02-2020 21:37:14 »

ตกลงนี่คือนิยายรักหรือนิยายสยองขวัญกันแน่ ฮืออออ ทำไมหลอนแล้วล่ะคะ ที่คิดไว้คือแค่คนในอดีตที่ตามมา แบบเป็นอมตะ หรือข้ามอดีต ข้ามปัจจุบันกันมาได้งี้  แต่นี่คือไอ้ตัวนั้นที่ออกมาคืออะไร ปีศาจชัดๆ แล้ววว ที่เดาไว้ตอนเสียงมะม่วงตกคือไอ้ตัวนี้ใช่ไหมเนี่ย พอปีศาจตัวนั้นออกมาทิ้งท้ายจบบท ความหวานที่สะสมมาตั้งแต่แรกก็หายวับไปทันใดเลยค่ะ 55555 ลุ้นขอให้น้องแตมรอด บอดี้การ์ดทุกคนปลอดภัยนะคะ ขุ่นเจ้มาไวๆ นะ อยากรู้ตอนต่อแล้วค่าาาา รอรอรอเลย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด