เดี๋ยวก็โต : ตอนพิเศษ คุณคนเก่า : 17/04/63
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เดี๋ยวก็โต : ตอนพิเศษ คุณคนเก่า : 17/04/63  (อ่าน 18494 ครั้ง)

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • GIFFARINE ORDER สั่งง่าย ส่งฟรี
ขอให้น้องไอ่สมหวังนะครับ :call:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 11 แค่อยากกินน้ำเต้าหู้

 

                "ไม่ใส่แมงลักนะครับ"

                "ครับ" ตอบรับด้วยใบหน้านิ่งๆ ก่อนจะต้องยกยิ้มเมื่อเหลือบมองไปด้านหลังแล้วเจอกับรอยยิ้มของหญิงที่ผมอาจจะได้เรียกว่า 'แม่' ในอนาคต

                "รับอะไรเพิ่มมั้ยครับ" ก่อนจะต้องเบนสายตากลับมายังเด็กหนุ่มตัวสูงตรงหน้าเมื่อได้ยินคำถาม

                "ไม่ครับ"

                "แปดบาทครับ"

                ยื่นแบงค์ยี่สิบไปให้แล้วรับถุงน้ำเต้าหู้มา อภิชายิ้มหวานเหมือนกินน้ำตาลที่เตรียมไว้ใส่น้ำเต้าหู้ลงไปทั้งโหลพร้อมกับส่งเงินทอนสิบสองบาทมาให้

                เห็นแล้วก็อดใจไม่ไหวต้องส่งยิ้มหวานๆ กลับไปให้ตอนรับเงินทอน ยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงแล้วก็หมุนตัวหันไปทางตลาดแล้วออกเดิน ว่าแต่วันนี้เราจะคุยกันแค่นี้จริงๆ น่ะเหรอ ทำตัวอย่างกับเป็นแค่พ่อค้ากับลูกค้ากันจริงๆ

                "พี่อิง" แต่เพียงแค่เดินข้ามซอยมานะมีชัยมาเสียงเรียกชื่อผมก็ดังให้ได้ยิน

                หันกลับไปหาก็เจออภิชาในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นส่งยิ้มหวานเหมือนใส่น้ำตาลทั้งโหลมาให้เหมือนเดิม

                "ทำเป็นเย็นชา" มาถึงก็ว่ากันซะงั้น

                "เย็นชาอะไรล่ะ ก็แค่มาซื้อน้ำเต้าหู้" ผมเริ่มออกเดินอีกครั้งโดยมีอภิชาเดินอยู่ข้างๆ

                "ไม่คิดจะคุยกันเลย"

                “เมื่อกี้ก็คุยกันแล้วไง”

                “มันเรียกว่าคุยได้เหรอครับนั่น”

                "เธอก็ตามมาคุยแล้วนี่ไง แล้วแม่ไม่ว่าเหรอ"

                "บอกแม่แล้วครับ เดี๋ยวเดินไปส่งถึงวินเลย"

                "หาเรื่องอู้"

                "อู้ที่ไหน มาตามจีบลูกสะใภ้ให้แม่เนี่ย"

                ผมหันขวับไปถลึงตาใส่ แรงมากอภิชา ลูกสะใภ้เลยนะ แก่แดดแก่ลมจริงๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับผมมาก่อนเลย

                "ถึงกับเงียบ"

                "แม่รู้มั้ยว่าลูกชายเป็นคนแบบนี้"

                "รู้"

                "บอกแม่ด้วยเหรอ" ลองถามเพื่อความแน่ใจ ผมไม่เชื่อหรอกว่าอภิชาจะบอกว่ามาตามจีบลูกสะใภ้ให้แม่จริงๆ แต่สำหรับคนอย่างสุดหล่อแล้วนั้น...

                "บอกครับ"

                "จริงอ่ะ"

                "จริง ก็บอกแม่ไปว่ากำลังจีบพี่อยู่"

                อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกได้แต่มองหน้าคนที่กำลังอมยิ้ม แต่หน้าตาดูมีเล่ห์เหลี่ยมจนไม่อยากเชื่อทำพูดที่ว่ามาจนต้องถามอีกครั้ง

                "บอกจริงดิ"

                "จริง ไม่เชื่อเหรอครับ" พอเป็นอภิชาแล้วมันก็น่าเชื่อเพราะกับเพื่อนที่ผมเจอวันนั้นสุดหล่อยังบอก ดูไปแล้วคงเป็นเด็กที่ปรึกษาทุกเรื่องกับครอบครัวแน่ๆ

                "แม่ยอมรับเหรอ" เป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับคนเป็นพ่อแม่ เพราะตอนพ่อแม่รู้ว่าชอบผมชอบผู้ชายก็ทำใจอยู่นานเหมือนกันกว่าจะยอมรับได้ แล้วกับอภิชาที่ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวคนจีนจะยอมรับได้เหรอ

                "แม่ผมหัวสมัยใหม่นะ เขารู้ดีว่าผมเป็นยังไง"

                "แล้วพ่อ"

                "เสียไปนานแล้วครับ"

                ฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้ารับ อยากแสดงความเสียใจให้มากกว่านี้แต่รอยยิ้มของคนข้างๆ บอกกับผมว่าเขาไม่เป็นอะไร กาลเวลาคงช่วยเยียวยาจนอภิชาไม่รู้สึกเจ็บปวดกับมันอีกต่อไปแล้ว กับตัวผมเอง ในชีวิตที่ผ่านมายังไม่เคยพบกับความสูญเสียที่มาก่อนเวลาอันควร จึงยังไม่เข้าใจว่าความรู้สึกที่คนสำคัญหายไปตลอดกาลเป็นยังไง และไม่เคยคิดด้วยว่าช่วงเวลาแบบนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

                “แล้วแม่ว่ายังไง” ผมถามถึงเรื่องแม่ต่อเพราะไม่อยากให้ประเด็นที่เราคุยกันวนอยู่กับเรื่องเศร้าๆ

                “หมายถึงคิดยังไงกับพี่น่ะเหรอ”

                “อืม”

                “กับพี่แม่ไม่ได้ว่ายังไงนะ ก็บอกตามประสาผู้ใหญ่นั่นแหละ แบบจะคบใครก็ให้ดูดีๆ อะไรแบบนั้น”

                “แม่รู้มั้ยว่าพี่อายุเท่าไร” ตอนแรกอภิชายังคิดว่าผมเพิ่งเรียนจบเลย กับแม่ก็คงเหมือนกัน ถ้ารู้ว่าลูกชายกำลังจีบคนที่ใกล้สามสิบแล้วผมว่าต้องตกใจแน่ๆ

                “รู้ ตอนผมบอกแม่ยังตกใจเลย บอกว่าหน้าเด็กจัง”

                “แค่นี้เหรอ”

                “ก็หน้าเด็กจริง”

                “ไม่ใช่ หมายถึงไม่คิดว่าห่างกันเกินไปเหรอ”

                “แม่บอกแค่ว่าอย่าไปเกาะพี่เขากินนะลูก ซึ่งผมไม่ทำอยู่แล้ว”

                ฟังแล้วต้องขมวดคิ้วหรี่ตามอง เข้าใจแล้วว่าอภิชาได้นิสัยพูดตรงๆ แสดงออกตามความรู้สึกแบบนี้มาจากใคร

                “อย่าทำหน้าไม่ไว้ใจผมดิ”

                “เอาจริงก็น่าคิดว่าเธอมาหลอกแดกพี่หรือเปล่าวะ แต่เพราะยังไม่ได้อะไรจากพี่ซักบาทตอนนี้สบายใจแล้ว”

                “เป็นงั้นไป” อภิชาหัวเราะพลางส่ายหน้าเบาๆ

                “หรือจริงๆ หวังอย่างอื่น”

                “หัวใจไงครับ”

                “เสี่ยวมาก”

                “เอ้า ก็พี่ชงมา”

                “โอเคผิดเอง”

                ในหัวผมไม่ได้คิดเรื่องหัวจงหัวใจอะไรหรอก เพราะกำลังคิดถึงเรื่องที่ตื้นเขินกว่านั้น ใครหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม หรืออาจจะเป็นผมที่ผ่านเข้าไปในชีวิตเขา กับความสัมพันธ์อันฉาบฉวยที่ผมมีมาตลอด มันก็แค่ร่างกายของอีกฝ่ายเท่านั้นที่ต่างฝ่ายต่างตั้งความหวังไว้เป็นอันดับแรก

                เผลอแป๊บเดียวสองขาก็พาเรามาถึงตลาด ผ่านร้ายขายของกินที่ตั้งเรียงเป็นแถวก็ชวนให้นึกถึงวันที่เรานัดเจอกันแบบงงๆ แล้วมาเดินเล่นที่นี่ด้วยกันครั้งแรก ร้านปลาเผาที่อภิชาแนะนำ กับร้านลอดช่องเจ้าประจำของผม

                “วันนี้ไม่กินลอดช่องเหรอครับ” เสียงของเด็กตัวสูงข้างๆ เอ่ยถามตอนเราเดินผ่านหน้าร้าน

                “อืม ไม่ค่อยอยาก”

                ไม่ได้ยินอีกคนพูดอะไรต่อผมเลยหันไปมอง แล้วก็พบกับรอยยิ้มแสนน่ารักของเด็กชายวัยสิบเจ็ดปี ทำหน้าภูมิอกภูมิใจอย่างกับร้านน้ำเต้าหู้ของตัวเองทำยอดขายชนะร้านลอดช่องได้ยังไงยังงั้น

                “พี่จะไปขึ้นรถเลยมั้ยครับ” ถามไม่พอยังพาผมหยุดเดินอีก รู้เลยว่าอภิชาตั้งใจถ่วงเวลา อยากอยู่ด้วยกันนานๆ ล่ะสิ

                “ก็คงงั้น ไม่รู้จะซื้ออะไรแล้ว”

                “แต่ผมยังไม่อยากให้พี่กลับเลยทำยังไงดี”

                “ก็รั้งสิ”

                ยิ้มอีกแล้ว ยิ้มเก่งจังนะวันนี้ ไหนจะรั้งพี่ไว้ยังไงดีครับสุดหล่อ

                “พูดแบบนี้ผมไม่ให้กลับบ้านแล้วนะ”

                “มีที่ให้พี่นอนมั้ยล่ะ”

                “เตียงผมกว้างนะ”

                ต่อบทกันแบบนี้ทำเอาผมไม่กล้าเล่นต่อเลย เรื่องให้ไปค้างที่อื่นน่ะสบายมาก แต่กับอภิชาต้องพักไว้ก่อน เตียงกว้างแค่ไหนก็ต้องหยุดไว้เพียงเท่านี้

                “นอนคนเดียวไปเถอะพี่ไม่อยากรบกวน”

                “ทำไมยอมแพ้”

                “อีกสามเดือนค่อยมาคุยกันเรื่องนี้ใหม่นะ” ในเมื่อตั้งมั่นกับตัวเองไว้แล้วผมจะไม่หวั่นไหวเด็ดขาด

                ผมก้าวเดินต่อ แต่มุ่งหน้าไปฝั่งตรงข้ามกับวินรถตู้ที่ตั้งใจจะเดินไปในทีแรกโดยมีอภิชาเดินอมยิ้มอยู่ข้างๆ สัปดาห์หน้าผมจะไปอยู่คอนโดแล้ว เท่ากับว่าเวลาที่เราจะได้เจอกันก็จะลดลง เพราะงั้นสัปดาห์นี้ก็แถมเวลาให้สุดหล่อเขาหน่อยก็แล้วกัน

                “เรื่องคอนโด พี่จะย้ายไปอยู่วันอาทิตย์นี้ใช่มั้ย” นึกถึงเรื่องคอนโดอยู่อภิชาก็ถามถึงเรื่องคอนโดขึ้นมา แต่จะเรียกว่าย้ายก็ไม่ค่อยถูกนัก ผมไม่ได้ไปอยู่ถาวรซักหน่อย ยังไงก็กลับบ้านทุกวันหยุดอยู่แล้ว

                “อืม”

                “ผมขอไปช่วยนะ”

                “ไปช่วยอะไร”

                “ขนของไงครับ”

                “มีของให้ขนที่ไหนล่ะ แค่กระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียว” ผมแค่ไปนอนเฉยๆ ไม่ได้คิดย้ายเป็นจริงเป็นจังขนาดนั้น ของใช้ขาดเหลืออะไรค่อยไปซื้อเพิ่มเอาทีหลัง

                “แล้วใครไปส่งครับ ไปยังไง”

                “ไม่ใช่สกูปี้ไอแน่ๆ”

                “โธ่พี่ รอผมมีรถขับก่อนเถอะ” เป็นสีหน้าที่แสดงออกถึงความพ่ายแพ้และดูแค้นเอาเสียมากๆ

                ผมได้แต่แอบขำ ความจริงผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องรถราอะไรขนาดนั้น มอเตอร์ไซค์ก็ไม่ได้แย่ ต่อไปนี้จะพยายามทำใจให้ชิน แต่ถ้ามันเกินกำลังไปรถแท็กซี่เอาก็ได้

                “แล้วสรุปพี่ไปยังไง”

                “เพื่อนไปส่ง”

                “เพื่อนคนนั้นเหรอ”

                ชวนให้ต้องคิดตามว่าคนนั้นที่อภิชาพูดถึงคือใคร แต่เพื่อนผมที่สุดหล่อน่าจะรู้จักก็มีแค่ลุงปันคนเดียว แม้วันนั้นที่ลุงปันมาตลาดจะไม่ได้เจอหน้ากันก็เถอะ

                “ใช่”

                “เขามารับที่นี่เหรอครับ” แต่พอถูกถามแบบนี้กลับชวนให้ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ผมว่า ‘คนนั้น’ ที่อภิชาพูดถึงคงไม่ใช่คนเดียวกับที่ผมเข้าใจแล้วล่ะ

                “เข้าใจว่าเพื่อนคนนั้นคือหัวหน้าพี่เหรอ”

                อภิชาพยักหน้ารับ กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาน่าเอ็นดูจนอยากจะลูบหัวแต่ติดที่ว่าสุดหล่อตัวสูงไปหน่อย

                “ไม่ใช่คนนั้นหรอก คนที่เคยนัดเจอกันที่ตลาดอ่ะ จำได้มั้ย”

                “อ๋อ แต่คนนั้นเขาก็ต้องไปด้วยใช่มั้ย”

                “ก็ใช่”

                พูดถึงคุณภามแล้วช่วงนี้บรรยากาศระหว่างเขากับผมออกจะตึงๆ กันนิดหน่อย เราพยายามทำตัวปกติต่อกันแต่เพราะรู้ดีแก่ใจว่าความรู้สึกข้างในเป็นยังไงมันเลยยากจะที่ทำตัวเหมือนเดิม สถานการณ์ระหว่างเราตอนนี้เป็นความรู้สึกที่ผมเกลียดมากที่สุด เกลียดที่ตกลงกันแล้วแต่อีกฝ่ายกลับทำตามสัญญาไม่ได้ ผมเกลียดความรู้สึกที่ชวนให้อึดอัดแบบนี้

                “ถ้างั้นผมขอไปด้วยได้มั้ย”

                “จะไปทำไม”

                “อยากไปครับ”

                หากเป็นก่อนหน้านี้ผมคงคิดมากและคิดว่ามันเป็นเรื่องยุ่งยากถ้าคุณภามกับอภิชาได้เจอกัน เด็กน้อยจะเก็บอาการได้ขนาดไหน แล้วท่านหัวหน้าที่ไม่ใช่แค่หัวหน้าจะแสดงอาการอะไรหรือเปล่า แต่พอเป็นตอนนี้ที่ผมได้ตัดสินใจเลือกแล้ว มันก็น่าสนุกดีที่จะได้พิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง

                “งั้นก็แล้วแต่” ถึงได้ตอบตกลงออกไป

                “แล้วถ้าตอนนั้นผมได้เจอเขา พี่จะแนะนำผมว่ายังไง” คำถามน่าคิดแต่ไม่ได้ยากเกินที่จะตอบ ผมยกยิ้มให้อภิชาแล้วบอกออกตามที่คิด

                “น้อง”

                “แค่นี้?”

                “อืม แค่นี้แหละ หรือจะให้แนะนำว่าเป็นพ่อค้ากับลูกค้า”

                “เสียใจได้มั้ยเนี่ย”

                “ตามสบายเลย”

                “ช่วยง้อกันนิดนึงจะดีมาก”

                ผมไม่ง้อหรอกจะงอนก็งอนไป ไม่อยากบอกเลยว่าตอนอภิชาทำหน้างอก็ดูน่ารักไปอีกแบบ แล้วก็อีกอย่าง ถึงตอนนั้นผมจะแนะนำว่าเป็นน้อง แต่กับคนที่รู้จักผมดีอย่างคุณภามย่อมดูออกอยู่แล้วว่าความสัมพันธ์จริงๆ ของเรากำลังดำเนินไปในรูปแบบไหน

                “พี่อิง”

                หันมองตามเสียงเรียกพลางเลิกคิ้วใส่ รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนหน้าหล่อๆ ตั้งแต่เจอหน้ากันวันนี้หายไป กลับสู่สีหน้าเรียบนิ่งแสนจริงจังเหมือนครั้งแรกที่ได้เจอ

                “ชอบผมกี่เปอร์เซ็นต์แล้วครับ” ไม่ถามแล้วนะว่าชอบผมมั้ย ก่อนหน้านี้เคยอ่อยไปขนาดนั้นสุดหล่อต้องรู้อยู่แล้วล่ะว่าผมมีใจอยู่บ้าง

                “ไม่รู้ดิ ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น”

                “แต่ชอบจริงๆ ใช่มั้ย” แววตาที่สบกันสั่นไหว คงไม่ใช่แค่ผมหรอกที่เคยคิดว่าอภิชาเข้าหากันเล่นๆ แต่น้องเองก็คงคิดว่าผมให้ความหวังกันเล่นๆ เหมือนกัน

                “ถ้าอยากจะตัดคงตัดออกไปจากชีวิตนานแล้ว ไม่เสียเวลามาเดินเล่นด้วยแบบนี้หรอก รู้มั้ยเวลาพักผ่อนของพี่มันมีค่าแค่ไหน”

                “ครับ” กลับมายิ้มอีกแล้ว ยิ้มเข้าไปอภิชา ยิ้มจนมองไม่เห็นทางแล้วมั้ง

                “แต่จริงๆ แค่อยากกินน้ำเต้าหู้เฉยๆ ถ้าอักหกพ่อค้ามันก็ลำบากใจที่จะไปซื้อไง ไม่มีเจ้าไหนอร่อยเท่าหน้าซอยมานะมีชัยแล้ว”

                “ครับ”

                “จะครับอย่างเดียวเลยหรือไง”

                “ครับ ดีใจครับ”

                กวนตีน... ได้แต่ด่าอยู่ในใจ เพราะพอมองหน้าหล่อๆ ที่ยิ้มไม่หุบใจมันก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยเหมือนมีคนคอยรดน้ำให้อยู่ตลอดเวลา

                ผมยังยืนยันคำเดิมว่าอภิชาคืออาหารตาชั้นเลิศ แม้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจจะไม่ใช่แค่อาหารตาแล้วก็ตาม

 

tbc.


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 610
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
โง้ยยยย เป็นน้วยเป็นเขินทุกทีที่อ่านเรื่องนี้
รู้สึกว่าเวลาน้องอภิชาเรียก"พี่อิง"มันดาเมจรุนแรงมาก อิงครัช นายประคองตัวเองไม่ให้ลงไปกองกับพื้นได้ยังไง!
ทัศนคติคุณแม่น้องอภิชาดีมากๆ อยากฝากตัวเป็นลูกสะใภ้

 :pig4:

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คุณแม่ เข้าใจ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai2-1:



อย่าใจร้ายกับน้องนักเลยยยยย

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4233
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
สบายใจค่ะ ไร้ดราม่าในอนาคต แม่รับได้ 5555555555

ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
น้องอ้อยเก่งมากกก

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
อภิชาหนีไปลูก ... หนีไม่ทันหรือไม่คิดหนี อีกสามเดือนถูกพี่อิงจับหม่ำแน่

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

แหมมมมมมมมมม  จะใจแข็งไปได้สักกี่น้ำจ๊ะพี่อิง

น้องไอ่มันกรุบกริบนาจา

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • GIFFARINE ORDER สั่งง่าย ส่งฟรี
อย่าใจแข็งกับน้องนานนะครับคุณพี่

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3366
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1

ออฟไลน์ Chucream.nabi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 377
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :hao3: อีก3เดือนนี้คือรอโดนกินหรอ

ออฟไลน์ gungchan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อภิชาช่างน่ารักน่าหยิกจริงๆ เลย :o8:

ออฟไลน์ kosmos

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 262
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ดีจังที่คุณแม่เข้าใจ

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1975
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
คุณพี่เขามีความขิงเบา  :hao3:

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • ขอบคุณนักเขียนที่คนที่สร้างทุกตัวละครขึ้นมานะคะ(♡˙︶˙♡)
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 735
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
3เดือนเร็วๆหน่อย คนพี่น้วยหมดแล้ว

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 12 เกือบจะได้ลองชิม


                กระเป๋าเดินทางขนาดยี่สิบสองนิ้วหนึ่งใบถูกยัดเข้าเบาะหลัง ก่อนหันไปล่ำลาพ่อกับแม่ที่ยืนส่งอยู่หน้ารั้วบ้าน คนพ่อน่ะยิ้มกว้างหน้าตาแสนชื่นบาน ส่วนคนแม่ที่เพิ่งตื่นจากการนอนกลางวันก็หาวแล้วหาวอีก

                "ไปก่อนนะครับ"

                "อืม" แม่ผมตอบแค่นี้แหละสั้นๆ ง่ายๆ ลูกชายจะไม่ได้อยู่บ้านด้วยแล้วนะจะไม่เศร้ากันหน่อยเหรอ ถึงจะไม่อยู่แค่วันธรรมดาก็เถอะ

                "ขอบคุณมากนะปันที่มารับ"

                "ไม่เป็นไรครับพ่อ จะได้แวะไปดูห้องใหม่อิงมันด้วย"

                พ่อยิ้มให้เพื่อนสนิทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของผม ก่อนผมกับลุงปันจะย้ายตัวเองขึ้นรถแล้วออกเดินทาง

                ชีวิตผมจะว่าไปก็เหมือนลูกแหง่ติดบ้าน ยี่สิบเจ็ดปีที่ใช้ชีวิตมาไม่ค่อยได้ไปไหนไกลจากบ้านนัก จะมีก็แค่ช่วงเรียนมหา'ลัยที่ไปอยู่หอ พอเรียนจบก็กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิม ใจพ่อกับแม่ผมก็คงอยากให้รีบมีแฟนมีครอบครัวเต็มแก่ ไม่ได้หวังให้ถึงขั้นแต่งงาน แค่มีใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตก็พอ แต่มันยากนะที่จะหาคนแบบนั้นเจอ

                "น้องหู้รอตรงไหนนะ" หลังจากเลี้ยวรถออกจากหมู่บ้านลุงปันก็ถามขึ้นมา นี่ยังเรียกอภิชาของผมว่าน้องหู้อยู่อีกเหรอเนี่ย

                "ฝั่งตรงข้ามสวน"

                "ว่าแต่ยังไง เปิดตัวแล้วเหรอ"

                "เปิดตัวอะไร"

                "ก็ยอมให้เพื่อนไปเจอ พาไปนู่นไปนี่ด้วยขนาดนี้" สมกับเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ดีไปหมดเสียทุกอย่าง

                "ไม่ได้เปิดไม่ได้ปิด ไม่ได้อะไรกับน้องขนาดนั้น"

                "อย่ามาโกหก" แล้วทำไมต้องมากดดัน คาดคั้น ต้อนกันให้จนมุมด้วยล่ะเนี่ย

                "ก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกันไง น้องขอตามไปด้วยเฉยๆ"

                "แล้วก็ยอมด้วยนะ ปกติไม่เป็นแบบนี้"

                "แล้วเป็นแบบไหน"

                "เล่นตัวจนน่าถีบ"

                "ตอนนี้ก็เล่นตัวเถอะ" ถ้าไม่เล่นตัวล่ะก็ป่านนี้นะ...

                "ทำเป็นพูดว่าไม่ชอบเด็ก แต่ตอนนี้ก็มาไกลแล้วนะครับ ถ้าไม่ชอบจริงคงไม่เห็นน้องหู้วนเวียนอยู่ในชีวิตจนตอนนี้หรอก" ใช้คำว่าวนเวียนเลยนะลุงปัน เดี๋ยวตี

                เจอใส่มาชุดใหญ่ขนาดนี้ถึงจะดื้อด้าน ปากแข็ง ชอบเล่นตัวยังไงก็ทำเอาผมเถียงไม่ออก ไม่ปฏิเสธแล้วว่าความรู้สึกที่มีต่ออภิชานั้นพิเศษกว่าคนอื่น ติดอย่างเดียวคือความห่างของอายุที่ชวนให้คิดแล้วคิดอีกว่าถ้าปล่อยให้ตัวเองถลำลึกไปมากกว่านี้มันจะดีจริงๆ น่ะเหรอ

                เห็นผมไม่เถียงลุงปันก็เลิกเซ้าซี้ถาม ชวนคุยเรื่องอื่นไปเรื่อยจนมาถึงจุดที่นัดกับอภิชาไว้

                ผมลดกระจกลงเพื่อเรียกคนที่รออยู่ เห็นผมแล้วเจ้าเด็กตัวสูงก็ยิ้มกว้างก่อนพาตัวเองเข้ามานั่งที่เบาะหลัง จากนั้นก็ยกมือไหว้ลุงปันอย่างนอบน้อม

                วันนี้ก็หล่อเหมือนเดิม

                "นี่พี่ปันนะ ส่วนนี่ก็น้องไอ่" ผมแนะนำให้ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันอีกรอบ

                ลุงปันไม่ใช่คนเข้ากับคนยาก อภิชาเองก็เหมือนกัน รถออกตัวมาได้แค่ไม่กี่นาทีก็ชวนกันคุยจ้อ ด้วยความที่เรียนโรงเรียนเดียวกันเลยยิ่งคุยถูกคอกันไปใหญ่ ศิษย์เก่าก็เล่าเรื่องเก่าๆ ส่วนศิษย์ปัจจุบันก็เล่าถึงสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้

                ใช้เวลาประมาณสี่สิบนาทีลุงปันก็มาพาพวกเรามาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย คุณภามนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ ยิ้มกว้างให้ผมกับลุงปันก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นสงสัยเมื่อเห็นอภิชาเดินตามหลังมา

                "นี่คุณภามนะ เป็นหัวหน้าพี่ ส่วนนี่น้องไอ่ รุ่นน้องที่รู้จักกัน" ผมแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน อภิชายังคงเป็นเด็กน่ารักยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ในขณะที่สีหน้าของคุณภามนั้นแสดงออกชัดเจนว่ามีคำถามเต็มไปหมดเพียงแต่ยังถามออกมาตอนนี้ไม่ได้ จึงได้ละสายตาจากอภิชาหันมองกระเป๋าลากของผมแทน

                "ของมีแค่นี้เองเหรอ"

                "ก็มีแค่นี้แหละครับ จะให้ขนอะไรมาเยอะแยะ"

                "แล้วก็พกคนมาส่งซะเยอะ"

                "เขาอยากมากันเอง" หมายถึงอภิชา ส่วนลุงปันน่ะต้องมาเพราะเป็นคนขับรถ

                คุณภามส่ายหน้าน้อยๆ แล้วอมยิ้ม ผมเห็นว่าคุณเขาเหลือบมองอภิชาแวบหนึ่งก่อนจะชวนพวกเราขึ้นไปบนห้อง ทั้งที่มันควรเป็นหน้าที่ผมซึ่งเป็นเจ้าของห้องแท้ๆ

                เพราะมีแค่กระเป๋าใบเดียวผมเลยเข็นมันเข้าไปไว้ในห้องนอน จากนั้นก็พาลุงปันกับอภิชาเดินดูห้องที่เคยไปพูดอวดเอาไว้ว่าถูกใจนักหนา

                "ระเบียงวิวดีนะเนี่ย น่ามานั้งจิบเบียร์" ลุงปันที่ยืนเท้าเอวมองวิวที่ระเบียงพูดขึ้นมา สายดื่มอย่างคุณภามเลยเข้าสมทบทันที

                "ซักกระป๋องก่อนกลับมั้ยล่ะครับ"

                "เป็นความคิดที่ดีมากครับ"

                "พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วด้วย"

                "งั้นเราไปซื้ออะไรมานั่งกินเล่นก่อนกลับกันดีมั้ยครับ"

                "ว่าไงว่าตามกันครับ"

                ได้แต่มองเพื่อนสนิทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวกับท่านหัวหน้าต่อบทกันเหมือนในละคร ดูช่างฝันเสียจริงไอ้บรรยากาศจิบเบียร์ดูพระอาทิตย์ตกเนี่ย แต่กว่าจะไปซื้อของกว่าจะกลับมาผมว่ามืดก่อนพอดี นี่ก็ห้าโมงครึ่งแล้ว ช่วงใกล้ฤดูหนาวที่ไม่หนาวของประเทศไทยแบบนี้ยิ่งมืดเร็วอยู่ด้วย

                หลังจากคุยกันได้ไม่กี่ประโยคลุงปันกับคุณภามก็ชวนกันลงไปข้างล่าง ในห้องเลยเหลือแค่อภิชากับผมที่ไมรู้จะทำอะไรดีเลยเปิดทีวีทิ้งไว้ไม่ให้ห้องมันเงียบเกินไป

                อภิชาเดินมานั่งข้างผมบนโซฟา จะว่าไปแล้วนับว่าเป็นครั้งแรกเลยที่เราได้อยู่กันตามลำพังสองคน แบบว่าเหลือแค่สองคนจริงๆ

                "ลืมถามว่ากลับดึกแม่ไม่ว่าใช่มั้ย" เพราะอภิชาต้องกลับพร้อมลุงปันเนื่องจากคืนนี้ผมจะนอนที่นี่ เดิมทีคิดว่าไม่น่าจะอยู่กันนาน แต่ลุงปันกับคุณภามจะดื่มกันก่อนแบบนี้น่าจะดึกแล้วล่ะผมว่า

                "ได้ครับ"

                "อย่าลืมบอกแม่ด้วยนะ"

                "ครับ" รับคำแล้วก็หยิบมือถือขึ้นมากด ไม่ได้ตั้งใจจะแอบมองแต่หางตามันเห็นพอดีว่าอภิชากดเข้าไลน์ เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายจริงๆ วันนี้

                จิ้มๆ กดๆ อยู่สักพักสุดหล่อก็เก็บมือถือ ระยะห่างระหว่างกันที่เว้นว่างไว้น้อยลงกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายขยับตัวเข้ามาหา โซฟาก็ตั้งกว้างนะอภิชาจะมาเบียดกันทำไม

                “พี่อิง หลังเลิกงานผมแวะมาหาพี่ได้มั้ย” หันมองเจ้าเด็กตัวสูงที่ทำตัวออดอ้อนทั้งสีหน้าและน้ำเสียง

                “ไกลจะตายมาทำไม”

                “อยากเจอไงครับ”

                “งั้นนั่งรถตู้มานะ ขับมาเองอันตราย” ผมรู้ว่าอภิชาขับได้ น้องเก่งและระมัดระวังตัวพอ แต่พอคิดว่าต้องขับมอเตอร์ไซค์ระยะทางไกลๆ มันก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี

                “แต่ผมไว้ใจตัวเองมากกว่าคนขับรถตู้อ่ะพี่” แต่ประเด็นนี้ก็จริงอีก รถตู้บางคันก็ขับอันตรายเกิน

                “จะมาหาให้ได้ว่างั้น”

                “ครับ เดี๋ยวเปิดเทอมก็มาหาไม่ได้แล้ว”

                “เออเนอะ” ผมลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย ถ้าอภิชาเปิดเทอมแล้วเวลาที่จะโดนเด็กวอแวต้องน้อยลงแน่ๆ ไหนจะเรียนไหนจะสอบเข้ามหา’ลัย ไหนจะการบ้านกองโต

                “ถ้างั้นจะมาหาวันไหนผมจะบอกอีกทีนะ”

                “สรุปเองเออเอง”

                “ครับ ตามนี้แหละ” บอกแล้วก็ยิ้มตาปิด

                เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายผมไม่เถียงไม่ห้ามแล้วก็ได้ อยากจะมาก็มา อยากทำอะไรก็ทำตามใจ ไปกินน้ำเต้าหู้ถึงที่ไม่ได้น้ำเต้าหู้ก็อุตส่าห์มาให้กินถึงที่แบบนี้มันดีจะตายไป

                “ถ้ามาก็อย่าลืมน้ำเต้าหู้”

                “มันจะเย็นก่อนน่ะสิครับ”

                “เอามาอุ่นได้”

                “แล้วตอนนี้พี่อยากกินน้ำเต้าหู้ไหม” เป็นคำถามที่ชวนให้ขมวดคิ้วและตีความหมาย เลยต้องถามลองเชิงเพื่อหาคำตอบที่แท้จริงของปริศนา

                “จะลงไปซื้อให้เหรอ”

                “จะลงไปซื้อทำไมล่ะครับก็นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว”

                ริมฝีปากผมยกยิ้มขึ้นอัตโนมัติเมื่อได้ฟังคำตอบ คงไม่มีคำนิยามไหนเหมาะสมกับอภิชาไปมากกว่าคำว่าแสนดีและร้ายกาจ น้ำเต้าหู้น่ะน่ากิน และผมก็ชอบกินมันมากด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะสมทั้งด้วยเวลาและสถานที่ เกิดกำลังกินอยู่แล้วลุงปันกับคุณภามขึ้นมาเจอจะทำยังไง มันไม่ได้

                “ถ้าถุงนี้ขอเก็บใส่ตู้เย็นไว้ก่อนแล้วกัน”

                “เก็บนานเดี๋ยวเสียนะครับ”

                “เสียก็ทิ้ง ซื้อถุงใหม่”

                อภิชาทำหน้างอไม่ถูกใจคำตอบ แต่มันจริงนี่ เสียก็ต้องทิ้ง กินเข้าไปเกิดปวดท้องขึ้นมาลำบากอีก

                “แล้วก็ซื้อใหม่ร้านเดิมนั่นแหละ”

                “แต่มันไม่ใช่ถุงเดิมแล้วนะ”

                “ทำไมอ่ะ รสชาติเปลี่ยนเหรอ”

                “อันนี้ก็บอกไม้ได้ครับ ต้องลองชิม” ชวนเก่งขายเก่งสมกับเป็นพ่อค้าจริงๆ นะอภิชา

                ผมเลิกต่อบทเปลี่ยนมาใช้สายตาสำรวจเด็กตัวโตข้างๆ แทน หากถามว่าน้ำเต้าหู้ถุงนี้น่าลองไหมขอตอบด้วยความสัตย์จริงเลยว่าน่าลองอย่างยิ่ง เป็นถั่วเหลืองที่ผ่านกระบวนการต่างๆ จนกลายเป็นน้ำสีขาวนวล ใส่น้ำตาลแดงนิดหน่อยให้พอหวานกลมกล่อม และใส่เครื่องทุกอย่างยกเว้นเม็ดแมงลักแบบที่ผมชอบ

                ในหัวกำลังคิดว่าผมควรจัดการยังไงกับน้ำเต้าหู้ตรงหน้าดี มันส่งกลิ่นหอมหวานเชื้อเชิญจนเกินจะห้ามใจ และถ้าหากจะลองชิม... ต้องเริ่มจากตรงไหนดี

                คล้ายกับร่างกายถูกดึงดูด ผมเป็นฝ่ายขยับเข้าหาอภิชา วางสายตาไว้ที่ปากสีชมพูตรงหน้าโดยไม่อาจยับยั้งชั่งใจ แต่เพราะมันผิดที่ผิดเวลา สิ่งรอบตัวเลยไม่ค่อยเป็นใจนัก

                เสียงเปิดประตูผลักให้ผมขยับออกห่างจากน้ำเต้าหู้ถุงโต พร้อมกับลุงปันและคุณภามที่เดินเข้ามาในห้อง ในมือท่านหัวหน้าถือถุงหิ้วหนึ่งใบ ขณะที่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่สบตากับผมแล้วอมยิ้ม เบื่อสายตารู้ทันของลุงปันชะมัด แต่เมื่อกี้มันยังไม่มีอะไรไง ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย เพราะโดนขัดจังหวะนี่แหละ

                ระเบียงถูกลุงปันกับคุณภามยึดตามที่ทั้งคู่ตั้งใจไว้ นั่งจิบเบียร์ดูพระอาทิตย์ตกหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกันสบายใจ ส่วนตัวผมนั้นนั่งอยู่ที่โซฟากับอภิชา เพราะจะให้ทิ้งสุดหล่อไว้คนเดียวแล้วไปนั่งดื่มด้วยก็ยังไงอยู่ แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ถูกชวน แต่เป็นเพราะเด็กเล็กที่สุดในที่นี้เอ่ยปากปฏิเสธว่าไม่อยากดื่ม

                “ปกติพี่ดื่มบ่อยมั้ย” ทว่าหัวข้อการพูดคุยยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องแอลกอฮอล์

                “นานๆ ที”

                “แสดงว่าเที่ยวไม่บ่อยด้วยใช่มั้ย”

                “ถ้าสมัยเรียนก็เฉลี่ยเดือนละครั้ง แต่พอทำงานแล้วมันขี้เกียจ อยาก...”

                “อยากนอนมากกว่า” ตัดบทผมแล้วก็ยิ้มอย่างผู้ชนะ รู้ดีจริงนะอภิชา

                “เดาเก่ง”

                “เขาเรียกรู้ใจ”

                “รู้จักกันแค่ไม่เท่าไร เอาอะไรมารู้ใจ”

                “ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปไงครับ ตอนนี้แค่เดือนเดียว เดี๋ยวมันก็เพิ่มเป็นสองเดือนสามเดือน” ให้ตายสิ ช่างสรรหาคำมาพูดให้สวยหรูจริงๆ เด็กคนนี้

                ผมยกโค้กกระป๋องขึ้นจิบเพราะไม่อยากเถียงความจริงที่อภิชาพูดออกมา แล้วก็เผลอละสายตาจากสุดหล่อมองไปที่ระเบียงเพราะได้ยินเสียงหัวเราะของลุงปัน แต่กลับเป็นคุณภามที่หันมาสบตาก่อนอีกฝ่ายจะหันหนีในทันที ขณะที่คำถามจากอภิชาก็ดึงความสนใจของผมกลับมาที่คนข้างตัว

                “ผมถามได้มั้ยเรื่องพี่กับเขา”

                “คุณภามน่ะเหรอ”

                “ครับ”

                “อยากถามอะไร”

                “พี่บอกว่าเขาเป็นแค่คู่นอน”

                “ใช่”

                “แต่เขาไม่ได้คิดกับพี่แค่นั้นใช่มั้ย”

                “ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

                “ผมแค่รู้สึก” แม้แต่เด็กอายุสิบเจ็ดยังมองออก

                “ก็ใช่แหละ เธอคิดถูก”

                “มันไม่แย่เหรอครับแบบนี้”

                “ช่วงนี้ก็แย่แหละ แต่เดี๋ยวก็คงดีขึ้นล่ะมั้ง” ผมเองก็บอกอนาคตไม่ได้ ไม่รู้ด้วยว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนช่วงเวลาน่าอึดอัดนี้จะหายไป หรือบางทีมันอาจจะเลวร้ายขึ้นก็ได้

                “แย่เหรอครับ ทำไม”

                “ในเมื่อมีคนหนึ่งรู้สึกแต่อีกคนไม่รู้สึกมันก็ต้องแย่อยู่แล้ว เพราะเป็นคนใกล้ชิดที่ต้องเจอหน้ากันแทบทุกวันมันยิ่งแย่ แบบคนอกหักไง ไม่เคยเหรอ”

                “ก็เคยครับ แต่พี่พูดเหมือนหักอกเขามา”

                “ก็แค่ยุติความสัมพันธ์ที่เคยตกลงกันเฉยๆ”

                อภิชาไม่พูดต่อ มองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มออกมาเหมือนกับว่าเพิ่งเข้าใจความหมายที่ผมต้องการสื่อ อยากให้เลิกก็เลิกให้แล้ว

                “ดีใจนะ แต่ไม่ค่อยชอบที่พี่ต้องรู้สึกแย่เลย”

                “ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ”

                “พูดเหมือนคนปลงกับชีวิตเลย”

                “ก็ในระดับหนึ่ง”

                “งั้นจากนี้เดี๋ยวผมคอยเติมไฟให้เอง” บอกด้วยหน้าแสนภูมิใจ

                คงจริงอย่างที่ใครๆ บอก มีเด็กหนุ่มหน้าตาดีเข้ามาในชีวิตนอกจากจะเป็นอาหารตาชั้นเลิศแล้ว ยังเป็นพลังงานชั้นเยี่ยมให้ด้วย จากนี้ชีวิตห่อเหี่ยวแสนธรรมดาของผมคงมีสีสันขึ้นเยอะ

                “ขอไฟอ่อนๆ ก่อนแล้วกันนะ”

                “ครับ”

 

                หลังพระอาทิตย์ตกดินไม่นานก็ได้เวลาแยกย้าย ผมลงไปส่งทุกคนที่ลานจอดรถ อภิชากลับกับลุงปัน คุณภามเองก็ไม่ขออยู่ต่อ รอส่งจนรถทั้งสองคันขับออกไปถึงได้เดินมาขึ้นลิฟต์ กลับมายังห้องที่แสนว่างเปล่าและเงียบสงบ

                กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้อยู่คนเดียวแบบนี้

                เปิดกระเป๋าเดินทางที่เอามาเก็บไว้ในห้องนอนตั้งแต่มาถึง ทยอยเอาเสื้อผ้าเก็บเข้าตู้ รีดชุดทำงานสำหรับพรุ่งนี้เตรียมไว้ ก่อนออกไปต้มมาม่าคัพที่ลุงปันซื้อมาเผื่อนั่งกินหน้าทีวี แม้ใกล้ๆ จะมีร้านอาหารเยอะแยะก็เถอะ แต่วันนี้ขี้เกียจไปลงข้างล่างแล้ว

                กินเสร็จก็นอนเลื้อยบนโซฟา ส่งไลน์ไปหาทั้งสามคนที่มาหาวันนี้ว่าถึงไหนแล้วแต่ยังไม่มีใครตอบกลับ เลยตัดสินใจลุกไปอาบน้ำ ออกมาอีกทีก็เจอมือถือที่วางทิ้งไว้กำลังแฝดเสียงดังลั่น เห็นเป็นชื่ออภิชาก็รีบคว้ามันมากดรับทันที

                [ทำไมเพิ่งรับครับ ทำอะไรอยู่] ยังไม่ทันได้พูดอะไรปลายสายก็ถามสวนกลับมา

                "เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เธอถึงบ้านแล้วเหรอ" ผมกดเปิดลำโพงแล้ววางมือถือไว้บนโต๊ะ ก่อนหยิบชุดนอนเพียงหนึ่งเดียวที่มีในตู้มาใส่

                [อยู่ร้านครับ]

                "ไปช่วยแม่ขายเลย"

                [ไล่อีก ตอนนี้ไม่มีลูกค้าเลยโทรหาลูกค้าเนี่ย]

                "แต่ลูกค้าคนนี้ไปซื้อไม่ได้ไงครับ"

                ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ไม่รู้มีลูกค้ามาพอดีหรือว่ายังไง แต่ผมไม่ได้ยินเสียงใครสั่งน้ำเต้าหู้เลยนะ

                "มีลูกค้าเหรอ"

                [เปล่าครับ]

                "อืมๆ"

                [ถ้าตอนดึกๆ ผมโทรมาอีกได้มั้ย]

                "ถ้าไม่หลับก่อนนะ"

                [ครับ งั้นผมไปช่วยแม่ก่อนนะ]

                "อืม"

                กดวางสายก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ตาเหลือบมองนาฬิกาด้านบนหน้าจอ ตอนนี้เพิ่งจะสองทุ่ม กว่าร้านน้ำเต้าหู้จะเก็บก็สี่ทุ่มครึ่ง กว่าอภิชาจะถึงบ้านอาบน้ำเตรียมนอนแล้วโทรมาคงห้าทุ่มกว่าได้ล่ะมั้ง เรื่องนอนดึกน่ะผมสบายอยู่แล้ว ทำเป็นพูดไปงั้นแหละว่าถ้าไม่หลับก่อน

                รอนะครับสุดหล่อ พี่รอนะ

 

tbc

 

ไม่ม่าคับ จากกันด้วยดี คุณภามคนดีของนุ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อภิชา..............................

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai2-1:


หวานนวนๆ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

จากบททิ้งท้ายของคนแต่ง   คุณภามเข้าใจอะไรง่ายดีเนอะ   อิอิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 923
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
เกือบแล้ว เกือบได้จุ๊บกันแล้ววววว
ลุงปันกะคุณภามไม่น่าเข้ามาเล้ยยย :ling1:

ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3366
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
ทำบุญที่ไหน ทำบุญด้วยอะไร ถึงจะได้แฟนเด็ก

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ตอนที่ 13 นุ่มฟู

 
                ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องยืนต่อแถวรอรถตู้นานๆ การอาศัยอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานมันดีอย่างนี้นี่เอง

                คืนแรกกับการนอนคนเดียวเรียกได้ว่าหลับเป็นตาย หลับลึกขนาดที่ว่าอภิชาโทรหาตอนห้าทุ่มยังไม่รู้ตัว ทั้งที่ผมคิดว่าตัวเองอยู่รอได้แท้ๆ แต่พอถึงสี่ทุ่มเท่านั้นตาก็หนักจนลืมไม่ขึ้น เป็นมนุษย์ที่ร่างกายหิวโหยการพักผ่อนโดยแท้จริง

                "เป็นไงบ้างเมื่อคืน" มาถึงออฟฟิศท่านหัวหน้าก็ถามไถ่ เดินถือแก้วกาแฟมายืนข้างโต๊ะทำงานผม

                "ก็ดีครับ หลับสบาย"

                "ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกได้นะ"

                "ครับ"

                ยิ้มให้ผมหนึ่งทีแล้วท่านหัวหน้าก็เดินกลับโต๊ะตัวเองไป

                ตั้งแต่วันนั้นเรายังคงเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน อาจจะมีช่วงเวลาที่น่าอึดอัดบ้างแต่ทุกอย่างกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่ออย่างนั้น และสักวันเราจะกลับมาพูดคุยได้อย่างสนิทใจเหมือนเดิม

 

                การใช้ชีวิตของผมยังดำเนินไปด้วยความเรียบง่ายเหมือนเดิม เช้าทำงาน เย็นกลับห้องนอน ตัดกิจกรรมตอนกลางคืนที่เคยมีบ้างออกไป แล้วเปลี่ยนมาคุยโทรศัพท์กับเด็กที่อายุห่างกันสิบปีแทน อย่างกับเด็กมัธยมแอบพ่อแม่มีแฟนสมัยเมื่อสิบปีก่อนเลยตัวผม

                [พรุ่งนี้ร้านปิดผมไปหานะ]

                "มาทำอะไร เลิกงานก็เย็นแล้ว"

                [ไปกินข้าวด้วยครับ เดี๋ยวไปรับ]

                ผมน่ะทำใจกับสกูปี้ไอได้แล้ว เรื่องจะคบเด็กอายุสิบเจ็ดก็ทำใจได้แล้วนิดนึงเพราะดันเผลอใจไปเองช่วยไม่ได้ อีกอย่างเพราะอภิชาน่ะดันไม่ยอมเป็นแค่อาหารตานี่แหละ

                "มากินข้าวอย่างเดียวอ่ะนะ"

                [แล้วพี่จะให้ผมไปทำอะไรอีกล่ะครับ]

                "ก็เปล่า"

                ต้องหยิกขาตัวเองไว้ไม่ให้ชงต่อ พูดไปพูดมาเดี๋ยวก็วกเข้าเรื่องที่อายุอภิชายังไม่ถึงอีก

                [งั้นตกลงนะห้ามหนี]

                "จะให้พี่หนีไปไหน"

                [คนอื่นชวนก็ห้ามไป]

                "ใครจะชวน"

                [ก็เผื่อหัวหน้าพี่ชวน]

                "เคยบอกไปแล้วไง"

                วันที่ย้ายของผมบอกอภิชาไปแล้วว่าสัญญาเพื่อนแก้เหงายามดึกระหว่างผมกับคุณภามได้ถูกยกเลิก แต่ยังเก็บมาคิดมากแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยนะสุดหล่อ ไม่เชื่อใจกันหรือยังไง

                [รู้ครับ แต่ผมยังไม่ไว้ใจเขาไง]

                “แล้วไว้ใจพี่มั้ย”

                [จริงๆ ก็แอบมีหวั่นใจอยู่บ้าง]

                ผมเข้าใจที่อภิชาคิดแบบนี้ ชื่นชมที่น้องยอมรับออกมาตรงๆ ไม่พูดเอาอกเอาใจว่าเชื่อใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์ เรายังรู้จักกันไม่ดีพอ หากยังไม่ไว้ใจ ก็แค่ต้องสร้างความมั่นใจให้อีกฝ่ายเท่านั้น

                "ถึงชวนก็ไม่ไปหรอก"

                [รอผมนะ]

                “ก็รออยู่นี่ไง”

                [น่ารัก]

                "อืม รู้แล้ว"

                ข้อดีของการคุยโทรศัพท์มันดีอย่างนี้ ยิ้มกว้างได้เท่าที่ใจต้องการไม่ต้องเก๊กทำหน้านิ่งให้จมูกบานเพราะอีกฝ่ายไม่เห็น

                เวลาสองชั่วโมงโดยประมาณที่เราคุยกัน อภิชาไล่ผมนอน ทั้งที่เราควรจะสลับบทกันมากกว่า ผมสิควรไล่ให้เด็กไปนอน แต่ตอนนี้ปิดเทอมอยู่จะบอกให้นอนเร็วๆ มันก็ดูบังคับกันเกินไป เลยกลายเป็นว่าผมต้องรีบนอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าแทน

                [พี่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะป่วยเอา]

                ฟังแล้วมันก็เขินอยู่หน่อยๆ แต่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นญาติผู้ใหญ่มากกว่า ประมาณว่า 'อายุมากแล้ว หักโหมไปจะป่วยเอานะครับ' อะไรแบบนั้น

                "เธอก็อย่านอนดึก"

                [ครับ]

                "ครับจริงมั้ย"

                [ขอเล่นเกมก่อน ไม่เกินตีหนึ่งจะนอนครับ]

                กดดูนาฬิกากว่าจะถึงเวลาที่บอกก็อีกสองชั่วโมง แต่ก็เอาเถอะ ห่วงนิดหน่อย แต่ไม่อยากห้ามหรือบังคับกัน

                "งั้นฝันดี"

                [ฝันดีครับ เจอกันพรุ่งนี้]

                "อื้อ"

                เจอกันพรุ่งนี้อภิชา

 

                การรอคอยในสิ่งที่อยากให้เกิดมักทำให้มีความสุขเสมอ แม้งานจะเครียดบรรยากาศจะชวนให้อึดอัด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแรงสั่นของมือถือที่มาพร้อมข้อความจากอภิชาช่วยเติมกำลังใจที่ลดลงไปของผมได้ไม่น้อยเลย

                ตกหลุมอาหารตาของตัวเองอย่างไม่อาจะถอนตัว

                “กลับก่อนนะครับคุณภาม” ได้เวลาเลิกงานเก็บของเสร็จเรียบร้อยก็ตะโกนบอกท่านหัวหน้าที่หน้ายังจิ้มคอมฯ อยู่ เพิ่งจะเงยขึ้นมาตอนได้ยินเสียงผมนี่แหละ

                “กลับห้องเลยเหรอ แวะกินข้าวด้วยกันก่อนมั้ย ผมใกล้เสร็จแล้ว”

                “วันนี้คงไม่ได้ครับ พอดีมีนัดแล้ว”

                “ปันเหรอ” คุณภามขมวดคิ้วเอียงคอด้วยสีหน้าสงสัย

                “น้องไอ่ครับ ผมขอตัวก่อนนะ” ผมยิ้มให้คุณภามก็ยิ้มตอบ ยังคงเป็นรอยยิ้มที่พราวเสน่ห์แม้สีหน้าจะดูเหนื่อยล้าแค่ไหนก็ตาม

 

                ออกจากบริษัทเดินมาหน้าตึกตรงที่เดิมที่อภิชาเคยมารอรับก็เจอสุดหล่อนั่งคร่อมสกูปี้ไอกดมือถืออยู่ ขณะที่มือถือผมก็สั่นรัวๆ เพราะยังไม่ได้ตอบไลน์ตั้งแต่เก็บของลงจากออฟฟิศเลยต้องรีบก้าวยาวๆ เข้าไปหา แต่ยังไม่ทันถึงตัวคนที่รอก็เงยหน้าขึ้นมาพอดี

                รอยยิ้มเป็นสิ่งแรกที่ผมได้รับ นึกว่าจะบ่นที่ไม่ยอมตอบไลน์เสียอีก

                “จะกินอะไรคิดไว้หรือยัง”

                “ไปร้านเนื้อย่างที่พี่อยากกินก็ได้” ตอบคำถามพร้อมกับยื่นหมวกกันน็อกมาให้

                “ร้านนั้นมันแพงเกิน” ผมเสนอร้านนี้กับอภิชาเมื่อตอนกลางวันเพราะเห็นรีวิวผ่านตา ที่ว่าแพงเกินนั้นไม่ได้ห่วงแค่อภิชา แต่ห่วงเงินในกระเป๋าตัวเองเหมือนกัน

                “ถ้างั้นไปถึงค่อยเดินเลือกก็ได้ครับ” บอกแล้วอภิชาก็ยื่นมือมาใส่ที่ล็อกหมวกกันน็อกให้ ก่อนจะยิ้มให้หนึ่งทีแล้วใส่ให้ตัวเองบ้าง

                ทำตัวแสนดีแบบนี้เดี๋ยวผมก็ติดเป็นนิสัยกันพอดีสิโธ่เอ๊ย

 

                จากร้านเนื้อย่างราคาแพงสุดท้ายจบที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในตึกแถวที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ผมสั่งเส้นเล็กต้มยำ ส่วนอภิชาสั่งบะหมี่หมูแดงแห้ง หลังจากซักถามคร่าวๆ ได้ความว่าสุดหล่อชอบเส้นบะหมี่ที่สุด แต่ชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำตกมากกว่า น่าเสียดายที่ร้านนี้ไม่มีขาย

                “เปิดเทอมเมื่อไร” หัวข้อสนทนาเป็นการสุ่มไปเรื่อยๆ คุยเรื่องก๋วยเตี๋ยวจบในหัวผมมันก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา มองอภิชาในชุดไปรเวทแล้วก็คิดถึงสุดหล่อตอนใส่ชุดนักเรียน

                “อีกสองอาทิตย์ครับ”

                “เร็วจัง”

                “ปิดแค่เดือนเดียวเอง”

                “เตรียมตัวสอบถึงไหนแล้ว”

                “ก็เรื่อยๆ ครับ”

                “เธออยากเข้าคณะอะไร” จำได้ว่าผมยังไม่เคยถาม ตอนคุยกับลุงปันบนรถเมื่อวันอาทิตย์อภิชาบอกว่าเรียนสายวิทย์-คณิต แต่ผมก็เดาไม่ออกอยู่ดีว่าสุดหล่อน่าจะอยากเรียนอะไร

                “วิศวะครับ”

                “คณะยอดฮิต”

                “คงงั้นแหละครับ”

                ก๋วยเตี๋ยวที่สั่งไว้มาเสิร์ฟพอดีอภิชาที่ทำท่าจะพูดต่อก็เงียบไป น้องเปลี่ยนเป้าหมายไปเปิดกล่องช้อนกับตะเกียบยื่นมาให้ผม จากนั้นก็ใส่เครื่องปรุงแล้วเริ่มพูดต่อ

“ที่จริงผมไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่หรืออยากเข้าอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่สอบติด เรียนให้จบ มีงานดีๆ ทำ มีเงินเลี้ยงตัวเองเลี้ยงแม่ได้ก็พอแล้ว”

                ผมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจขณะปรุงก๋วยเตี๋ยวต้มยำของตัวเองไปด้วย บางทีอาจจะเป็นเพราะผมเองเป็นประเภทเดียวกับอภิชาก็ได้ ไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่ ไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงจนเกินเอื้อมไหว ก็แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขเท่าที่ตัวเองพอใจไปวันๆ

                “แล้วพี่อิงจบคณะอะไร”

                “รัฐศาสตร์”

                “ทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้เหรอครับ”

                “ตามตรงเลยนะ คือไม่รู้จะเรียนอะไรเลยเลือกๆ ใส่ไปงั้น” เป็นความจริงที่ผมไม่ได้นึกเสียใจภายหลัง ในเมื่อไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรก็แค่เลือกมาสักอย่าง แล้วก็พบว่าสิ่งที่เลือกไปมันก็ไม่ได้แย่นัก

                “ไม่มีคณะที่อยากเข้าเลยเหรอ”

                “ไม่รู้สิ ตอนนั้นคิดแค่ว่าสอบให้ติดซักที่ก็พอ แต่อย่าทำตามนะ ถ้ามีคณะที่อยากเรียนก็เลือกสิ่งที่ชอบไปนั่นแหละ”

                “ครับ” ยิ้มหวานให้ก่อนอภิชาจะคีบเส้นคำแรกเข้าปาก ดูท่าแล้วน้องคงจะหิวมาก

                หลังจากตักเครื่องปรุงใส่ถ้วยได้สักพักผมเพิ่งจะได้คนให้มันเข้ากันเพราะมัวแต่คุยเสียเป็นจริงเป็นจัง พอต่างฝ่ายต่างเริ่มกินบรรยากาศรอบโต๊ะก็เริ่มเงียบเนื่องจากปากไม่ว่าง จริงจังไม่เป็นสองรองใครสำหรับเรื่องกิน

                กินไปก็มีถามไถ่เรื่องรสชาติกันบ้าง ถามไปว่าอร่อยมั้ยอภิชาก็คีบหมูมาป้อน ไอ้ผมก็ดันปากไวอ้าปากงับหมูชิ้นนั้นไว้โดยลืมคิดไปว่าเรานั่งกินกันที่ร้านท่ามกลางลูกค้าโต๊ะอื่นอีกมากมาย แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่มีใครเขามาสนใจหรอก ทุกคนก็ห่วงของกินตรงหน้าตัวเองกันทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่เด็กอายุสิบเจ็ดที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะดูเหมือนตอนนี้น้องเขาจะสนใจผมมากกว่าก๋วยเตี๋ยวหมูแดงที่ใกล้หมดของตัวเอง

                “อร่อยมั้ยครับ”

                “อืม”

                “เพราะผมใช่มั้ย”

                พูดไม่ออกตอบไม่ถูก ถึงกับต้องหยุดทุกความคิดเพื่อจ้องตาคนพูด มันยังไงกันฮะอภิชา อยากจะเล่นมุกอะไรอีก

                “เงียบเลย”

                “ก็อร่อย กินกับเธอแล้วอร่อยกว่าเดิม” แม้เสียงจะนิ่งไปหน่อยแต่ผมตอบจากใจนะ กับสุดหล่ออะไรก็ดีหมดนั่นแหละ แต่ดูเหมือนคนฟังจะไม่ค่อยเชื่อ

                “จริงป้ะเนี่ย”

                “แล้วอยู่ดีๆ ใครให้โยนมุกแบบนี้มา” โดนผมว่าแต่อภิชากลับยิ้มชอบใจเสียอย่างนั้น

                “ถ้างั้นเดี๋ยวผมมากินด้วยบ่อยๆ”

                “มาทำไมบ่อยๆ เล่า ไกลจะตาย” แล้วพอโดนขัดรอยยิ้มเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นหน้างอๆ แทน

                “บ่นอีก”

                “ก็ไกลจริงมั้ยล่ะ พี่เลิกงานเย็นด้วย ขับมอไซค์กลับดึกๆ มันอันตราย” รอบนี้ผมก็บ่นนะ แต่ทำไมหน้างอๆ เมื่อกี้กลับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเสียอย่างนั้น

                “รู้ครับว่าเป็นห่วง”

                กะว่าจะอ้าปากเถียงแต่นึกคำเถียงไม่ออก โดนเด็กเล่นงานเข้าอีกแล้วอิงครัช ไอ้ที่บ่นๆ ไปก็เพราะเป็นห่วงจริงๆ เลยปฏิเสธไม่ได้ อีกอย่างไม่ได้ห่วงแค่ในฐานะพี่น้องที่รู้จักกันธรรมดาหรือพ่อค้ากับลูกค้าด้วยไง

                “งั้นก็อย่าทำให้ห่วงสิ”

                “งั้นพี่ก็ให้ผมค้างด้วยสิครับ” เด็กแสบเอ๊ย ทำเอาผมพูดไม่ออกอีกครั้งแล้ว

เล่นแบบนี้เลยนะ ขอกันมันตรงๆ แบบนี้เลย แต่ที่สุดหล่อพูดมามันก็น่าเก็บมาพิจารณา ผมไม่ได้รังเกียจด้วยถ้าจะมีใครมาค้างที่ห้อง ค้างแบบนอนเฉยๆ ต่างคนต่างนอน แล้วค่อยให้น้องขับรถกลับตอนเช้าก็ได้ แต่ถ้าอภิชาจะค้างจริงๆ คงต้องขอเวลาเก็บห้องสักหน่อย หนุ่มโสดอยู่ห้องคนเดียวเลยมีของใช้บางอย่างที่เก็บไม่เป็นที่เป็นทางไปบ้าง

“จะค้างจริงดิ” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ คนฟังก็หลุดขำออกมาเบาๆ

“ล้อเล่นครับ”

โธ่ เกือบไปแล้วไง เกือบเก็บห้องรอแล้ว

“ไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นก็ได้ครับ”

“หน้าพี่เครียดเหรอ”

“คิ้วชนกันแล้ว” อภิชาชี้บอกแล้วยิ้มให้อีกรอบ

ก็แกล้งพูดเล่นแบบนี้ไงเลยเครียด ผมเครียดไปก่อนแล้วเพราะกลัวเก็บกวาดห้องไม่ทัน

“เลิกพูดเล่นเลย” บอกด้วยเสียงดุๆ แบบคาดโทษแล้วกลับมาสนใจก๋วยเตี๋ยวต้มยำก่อนมันจะเย็นชืดเส้นอืดเต็มถ้วย ส่วนคนโดนดุก็เอาแต่ยิ้มอย่างเดียว

ฝากไว้ก่อนเถอะอภิชา แสบนักนะเรา

 

สกูปี้ไอสีชมพูหวานแหววขับมาส่งผมถึงหน้าคอนโด ลงจากรถผมก็ถอดหมวกกันน็อกยื่นให้แต่กลับโดนเจ้าของมันดันกลับมา

“พี่เก็บไว้เลย”

มองหมวกกันน็อกในมืออย่างชั่งใจอยู่เสี้ยววินาที แต่สุดท้ายก็ยอมตอบตกลง ในอนาคตคงได้ซ้อนสกูปี้ไออีกบ่อยๆ เก็บไว้เองก็ไม่ได้เสียหายอะไร

“เธอก็รีบกลับได้แล้ว”

“ครับ”

“ขับรถดีๆ นะ”

“ครับ ถึงแล้วจะรีบบอกเลย”

โดนขัดเลยต้องกลืนคำที่บอกลงคอไปก่อน อภิชารู้ได้ยังไงว่าผมจะพูดอะไรต่อ หรือเป็นมันสเต็ปการบอกลาในแต่ละวันที่ใครๆ ก็รู้

“อย่าลืมแล้วกัน”

“ไม่ลืมครับ”

“ดีมาก”

“ชมเหมือนผมเป็นเด็กเลย”

“ก็เด็กกว่า”

“แต่เป็นเด็กที่พี่ชอบด้วย”

มันเอาใหญ่เลยนะอภิชา ทำหน้าทำตาน่ามันเขี้ยวจนผมชักเริ่มจะทนไม่ไหว เห็นสุดหล่อยิ้มจนตาเกือบปิดแล้วอยู่ๆ มันก็นึกถึงหมาชิบะแก้มฟูๆ ขึ้นมา งั้นก็ขอซักหน่อยแล้วกัน

วางหมวกกันน็อกไว้บนเบาะหลังที่ว่างก่อนยื่นสองมือไปด้านหน้าแล้วจัดการดึงแก้มขาวๆ ที่ดูนุ่มนิ่มจนคนโดนจู่โจมต้องเอนตัวหนี

“พี่เล่นอะไรเนี่ย” หลุดจากการโจมตีของผมได้ก็ลูบแก้มตัวเองป้อยๆ ร้องประท้วงทันที

ผมมองมือตัวเองก่อนเงยขึ้นสบตาคนตรงหน้า ตอนนี้ได้ค้นพบความจริงอีกอย่างแล้วว่าแก้มอภิชาน่ะนุ่มฟูสัมผัสละมุนมือมากๆ

“ผมเจ็บนะเนี่ย”

“หมั่นไส้”

“เอ้า! หมั่นไส้อะไรครับ”

“กลับบ้านไปได้แล้ว” หยิบหมวกกันน็อกมาถือไว้เหมือนเดิมก่อนจะโบกมือไล่ อภิชาทำหน้างอขมวดคิ้วใส่แต่สุดท้ายก็ต้องยอมกลับอยู่ดี

                “งั้นกลับแล้วนะครับ คืนนี้ทำตัวให้ว่างด้วย”

                “รู้แล้ว”

                ยิ้มให้อีกกันครั้งเพื่อบอกลา

                อภิชาขับสกูปี้ไอออกไปแล้ว ผมยืนส่งจนน้องเลี้ยวออกถนนใหญ่ มองจนรถสีชมพูหายไปจากสายตาถึงได้หันหลังกลับแล้วก้มมองหมวกกันน็อกในมือ รู้สึกอิ่มเอมมีความสุขจนห้ามให้ตัวเองไม่ยิ้มไม่ได้เลย

                ชอบเด็กมากขนาดนี้แล้วนะอิงครัช บ้าจริง
 

tbc.


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
แก้ม...นุ่ม

หัวใจ.....ฟู

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
โอย ชุ่มชื่นหัวใจจริง

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ทำไมน้องไอ่  ไม่ใช้บริการจอดแล้วจร ไปหาพี่อิงด้วยรถไฟฟ้ามาหานะเธอ

พี่อิงจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai3:


คบเด็กมันดีอย่างนี้ นี่เองงงงงง

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3366
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
มันก้อจะหวานๆหน่อย..ยยยยย   :katai2-1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด