|| Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๒ อัพ ๑๔ กรกฎา ๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: || Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๒ อัพ ๑๔ กรกฎา ๖๓  (อ่าน 8036 ครั้ง)

ออฟไลน์ tweetpuen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
มอสนายนี่มันได้พี่เขยมาเต้มๆเลยนะ

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
เล่นอะไรกันสามคนนี้ไม่สงสารเรนกันเลยเอาความรู้สึกคนมาเล่นหวังว่าปอนด์จะหวังดีกับเรนจริงๆใช่ไหมแต่งหน้าแต่งตัวน้องเลยน่ารักทันใดส่วนมอสแกนี่ปากเสียสุดๆพี่มูนสอนอะไรมาไม่จำเลยนะ :katai4: :katai5:ขอบคุณนะคะนักเขียนที่น่ารักรักษาสุขภาพด้วยเราจะผ่านโควิดไปด้วยกันรอตอนต่อไปนะจ๊ะรออัศวินดาราด้วยค่ะเทวะราชโองการ

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
เฮ้อ..มอสทำเรื่องอีกจนได้ นิสัยเหมือนเต้ยอย่างกับเป็นคนเดียวกันเลย สงสารน้องเรน :hao5:

ออฟไลน์ yoyothaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ดีใจที่ได้อ่านภาคต่อนะคะ..ขอบคุณนักเขียนมากนะคะสำหรับงานเขียนดีๆ...ติดตามทั้งเรื่องนี้และอัศวินดารานะคะ

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
หายไปนานจัง  :really2: :really2: :really2:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
Me After You บทที่ ๕ ถอดรูป ส่วนที่๓ (จบตอน)

“เรน!!!”

ปอนด์ร้องขึ้นทันใดด้วยความตกใจรีบเข้ามาดูเจ้าร่างเล็ก ที่กำลังยืนนิ่งเอามือกุมแก้มไว้ ผิดกับมอสที่หลังจากหันกลับมาดูตามเสียงแล้วยังยืนตะลึงในสองสามวินาทีแรก คล้ายจะยังทำอะไรไม่ถูกกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น และนี่มันก็ทำให้อารมณ์คับข้องใจของเขาแทบจะหายไปในทันที แล้วจากที่จะเดินหนีเข้าร้าน ก็กลายเป็นแทบทะยานเข้ามาดูผลงานที่ฝากไว้ข้างแก้มของอีกฝ่ายโดยมิได้ตั้งใจเลยสักนิด

“ไอ้เรน เราขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ เจ็บไหม” มอสถามรวดเร็ว แทรกตัวเข้ามาเบียดปอนด์ออก ก้มหน้าลงมาดูใกล้ๆ ถามย้ำมาอีกครั้ง “ เจ็บไหมไอ้เรน”

“ ถามมาได้ เจ็บสิวะ มึงทำอะไรของมึงไอ้มอส”

ปอนด์ตอบมอสด้วยความโมโหแทนเรนที่ยังยืนนิ่งเงียบ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ส่อเค้าว่ารู้สึกอย่างไร เรนควรจะร้องไห้ตามแบบฉบับนายเอกแต่ก็ไม่ มีเพียงแต่สายตากระมังที่ส่อแววออกมาตัดพ้อ ประมาณว่าทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ จนเขาต้องพูดแทน

“ทำไมมึงต้องทำรุนแรงถึงขนาดนี้วะไอ้มอส”

“กูบอกแล้วไง กูไม่ได้ตั้งใจ”

“มึงพูดมาได้ยังไงวะว่าไม่ได้ตั้งใจ มึงแน่ใจนะไอ้มอส” ปอนด์ขึ้นเสียงอีกระลอก จนเสียงดังเข้าไปในร้าน ทำให้หลายๆคนเริ่มออกมาดูเหตุการณ์รวมถึงนิวด้วยเช่นกัน และบางคนที่ออกมาดูนั้นก็เอามือถือขึ้นมาบันทึกทั้งภาพและเสียงตรงหน้าไว้ราวกับเป็นผู้สื่อข่าวบันเทิง

“นี่ไอ้ปอนด์มึงก็เห็น ทำไมมึงถามกูอย่างนี้วะ”

“แล้วจะให้กูถามยังไง ก็มึงใช่ไหมที่ออกมาด่าเขา พอเขาจะอธิบาย มึงก็ใช้อารมณ์”

ปอนด์พูดเยี่ยงนี้ มอสยิ่งตกเป็นจำเลย ทำให้หลายคนที่มุงคิดกันไปต่างๆนาๆ บางคนไม่คิดเปล่า กลับถ่ายทอดความคิดนั้นลงไปในสเตตัสส่วนตัวตามช่องทางที่นิยม และมันก็แพร่หลายไปรวดเร็ว โดยที่มอสกับปอนด์มิทันได้รู้ตัวเลย

“กูยังไม่ได้ด่าเลยนะโว้ย”

“ประชดประชันมันก็เหมือนกับด่านะไอ้มอส”

“พอเถอะ พอที หยุดเถียงกันได้แล้ว” เรนลดมือที่กุมแก้มตนเองลง เผยให้เห็นรอยแดงโดดเด่นเป็นปื้นบนพื้นแก้มขาว ใบหน้าเรียบเฉยเริ่มส่อแววอารมณ์แล้ว พร้อมกับใช้น้ำเสียงกึ่งตวาดหยุดดาราทั้งสอง

“ เอาเป็นว่าเราไม่เป็นไร มอสคงไม่ได้ตั้งใจอย่างที่บอก เรื่องนี้เราผิดเอง เข้าใจไหมเราผิดเอง วันนี้เราขอตัว”

เรนพูดจบก็พาหน้าที่เริ่มรู้สึกชาๆวิ่งออกไปจากตรงนั้น  ก่อนที่ความรู้สึกชา มันจะลามไปถึงหัวใจ  ไม่สนสายตาหลากหลายคู่ที่มองอยู่ด้วยความงุนงง สงสัย และสนใจขึ้นกว่าเดิม ปอนด์นอกจากจะอ้าปากรั้งไว้ไม่ทัน แถมก็ยังมิทันมอสที่โผนทะยานตามไปด้วยความรวดเร็ว แม้นเรนจะพูดว่าตนไม่ได้ตั้งใจก็จริง ทว่าสายตามันมิได้หมายความตามปากนั้นเลย ตาใสๆที่เป็นหน้าต่างของหัวใจ มันแย้มมาให้เห็นรอยร้าว และเจ้ารอยร้าวพร้อมน้ำเสียงนี้เอง มันก็ทำให้หัวใจของเขาสั่งให้ต้องรีบตาม

ปอนด์จะวิ่งตามไปบ้าง หากแต่นิวดันเข้ามารั้งไว้ และเพียงแค่หันมามองคนรั้ง หันกลับไปอีกที ทั้งเรนและมอส ก็วิ่งลับหายจากสายตาไปเสียแล้ว

“โธ่โว้ย เพราะมึงแท้ๆทีเดียวไอ้นิว รั้งกูไว้ทำไมวะ”

“แล้วมึงจะไปยุ่งอะไรกับเขา”

“ทำไมกูจะยุ่งไม่ได้ กูอยู่ในเหตุการณ์ กูจะไปช่วยเคลียร์”

“มึงเนี่ยนะจะช่วยเคลียร์ กูว่ามึงจะทำให้เขาเคลียร์กันไม่ลงมากกว่า อย่านึกว่ากูอ่านเกมมึงไม่ออก” นิวเริ่มพูดเสียงเข้ม แล้วฉุดแขนปอนด์กลับเข้าไปในร้าน ก่อนจะอ่อนลงในน้ำเสียงให้เพียงแค่ได้ยินสองต่อสอง

“วันนี้กูปล่อยให้มึงเจ้าชู้มามากพอแล้วนะปอนด์ พอได้แล้ว”

“มึงมายุ่งอะไรด้วย ทีกูยังไม่เคยว่าอะไรมึงเลยนะ เรื่องเดิมพันกับไอ้มอส” ปอนด์เองก็ใช้น้ำเสียงแทบกระซิบ ยามคุยสองต่อสองต่อหน้าคนอื่นเช่นกัน

“ก็เพราะมึงรู้ว่ากูไม่ได้จริงจัง มึงจะมาว่าอะไรกูได้ล่ะ และกูก็หวังว่า ที่มึงเจ้าชู้กับไอ้เรนวันนี้ มึงก็ต้องไม่จริงจังเช่นกัน กลับมาเป็นเด็กดีให้กูได้แล้ว”

นิวไม่ต่อความอะไรเพิ่มเติมอีก เดินนำหน้ากลับเข้าร้านอาหาร และก็น่าแปลกเสียจริงเชียว ที่ตัวของปอนด์เองก็เดินตาม ไม่แข็งขืนดึงดันจะวิ่งตามมอสกับเรนอีกต่อไปเลย

ทางด้านเรนที่วิ่งออกมาจากสยามสแควร์ วัน อย่างไม่สนใจใครแล้วนั้น ก็วิ่งขึ้นสะพานลอยข้ามไปอีกฟาก รู้ดีว่ามีคนวิ่งตาม แต่ที่ไม่รู้คือจะไปหยุดอยู่ ณ ตรงไหน พอเห็นประตูอยู่ระหว่างกำแพงขาวๆตรงหน้า ก็ตัดสินใจวิ่งเข้าไปทันที

ส่วนเจ้าคนที่วิ่งตามคนนั้น อันที่จริง เขาควรจะตามทันเสียนานแล้ว ถ้าไม่เจอกับกลุ่มเด็กสาวแฟนคลับสกัดหน้าซึ่งกว่าจะหลุดมาได้ ก็เห็นแค่หลังไวๆของไอ้คนวิ่งนำหายลับเข้าประตูวัดปทุมฯที่อยู่ข้างๆ พารากอนไปเสียแล้ว

“มันจะหนีเข้าวัดไปทำห่าอะไรวะ เราไม่ใช่ผีสักหน่อย ถึงจะต้องไปหลบในวัด” มอสบ่นพลาง รีบวิ่งตามพลาง มิรู้ตัวว่าอารมณ์ตัวเองน่ากลัวกว่าผี

ฝ่ายอุศเรนที่เข้าวัดมาแล้ว ก็เลือกที่จะมาหยุดอยู่ในพระอุโบสถ และมันก็น่าแปลกเสียเหลือเกิน ที่นั่งยังไม่ทันไร กราบพระไปได้แค่กราบเดียว คนที่วิ่งตามมาก็เข้าพระอุโบสถมานั่งข้างๆเสียนี่

“ไปคุยกับเราข้างนอกเดี๋ยวนี้ เราอยากอธิบายว่าเราไม่ได้ตั้งใจ” มอสพูดเบาแสนเบา อย่างไรเสียเขาก็รู้กาลเทศะ แถมคุณท่านกับพี่มูนก็เคยสอนว่าในพระอุโบสถ มิควรใช้เสียงดัง และมิควรคุยเรื่องทางโลก เรนเองก็ตอบในน้ำเสียงโทนเดียวกัน

“เราบอกแล้วไง ว่าเราผิดเองและเราก็รู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจ”

“แต่สายตากับน้ำเสียงของนาย มันไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

“นายสนใจความรู้สึกของคนอื่นด้วยเหรอมอส ความรู้สึกของคนที่ถูกมองว่าเป็นตัวตลก ความรู้สึกของคนจนที่ไม่มีเงินจะซื้อเสื้อผ้าดีๆใส่”

“มันจะนอกประเด็นไปกันใหญ่แล้วไอ้เรน”

“มันอยู่ในประเด็นครับมอส”

ระดับเสียงของทั้งสองฝ่ายเบาก็จริง แต่อารมณ์ที่ออกมาปะทะกันนี้สิ มันเริ่มจะรุนแรงหนักหน่วง หนักเสียจนกระทั่งเจ้าซุปตาร์ผู้ติดเชื้อเลือดร้อนจากพี่เขยโดยมิรู้ตัว เริ่มทนไม่ไหว

“นี่ไอ้เรน ความอดทนเรามีขีดจำกัด ที่วิ่งตามมานี่ ก็อยากจะคุยกันให้เคลียร์  เราไม่ใช่พระเอกซีรีส์วายนอกจอที่จะมาตามงอนตามง้อ  หมดเวลาไร้สาระปัญญาอ่อนแบบเด็กๆได้แล้ว มานี่ มาคุยกันข้างนอก ”

มอสพูดจบก็ดึงแขนอุศเรนให้ลุกขึ้นมา ด้วยแรงที่เหนือกว่า ตัวใหญ่กว่า ร่างเล็กจึงจำต้องก้าวหลุนๆตามออกมา มอสหนอมอส ปากก็บอกว่าไม่อยากเป็นพระเอกซีรีส์วายนอกจอก แต่การกระทำมันมีให้เห็นเป็นอย่างนั้น ซึ่งใครต่อใครที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเห็นเข้า ก็ต้องลงความเห็นว่าเป็นแฟนตามงอนง้อกันทั้งนั้น เพราะมอสทั้งฉุดทั้งกระชาก เรนเองแม้จะจำใจตามออกมา ก็หาใช่ว่าจะมิขัดขืนเสียทีเดียว มือเล็กพยายามจะสลัดออก แต่มือใหญ่กว่าก็เจ็บแน่นซะเหลือเกิน ครั้นเมื่อออกมานอกพระอุโบสถได้ มอสก็มุ่งหน้าไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ถัดออกไปข้างๆ แล้วยอมปล่อยให้นายเอกซีรีส์วายนอกจอของเพื่อนเป็นอิสระ หากก็ยังยืนประจันหน้า กันอีกฝ่ายหนี มิอยากให้ใจตัวต้องลำบากในการสั่งขาให้วิ่งตามอีกรอบ

“เราจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะไอ้เรน เราไม่ได้ตั้งใจ เราขอโทษ” มอสเริ่มเจรจา อันที่จริงประโยคที่เขาจะใช้พูดมันรุนแรงกว่านี้ ทว่าความครึ้มของคาคบไม้ใหญ่เหนือหัว คงช่วยลดทอนความรุนแรงที่คิดไว้นั้นได้อย่างดี เรนเองก็เช่นกัน

“เราก็จะบอกนายเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกัน ว่าเราผิดเองและเราก็รู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจ”

“งั้นเราขอบอกอีกรอบว่าน้ำเสียงกับสายตานายมันไม่ได้หมายความอย่างที่พูด”

“นายอย่ามาเสียเวลาสนใจอะไรกับคนอย่างเราเลย” เรนเริ่มจะหนีอีกรอบ แต่มอสก็ยันตัวไว้ ผลักไหล่แค่เบาๆจนคนตัวเล็กกว่าถึงกับเซ และไหล่ข้างเดียวกันนั้น ก็ถูกจับกดลงให้ทรุดลงนั่งโดยมิยากเย็น

“นายจะเอายังไงกันแน่วะไอ้เรน เมื่อกี้นายก็บอกว่า เราไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น แต่พอเราสนใจ นายก็พูดว่าอย่ามาสนใจ” มอสเริ่มจ้องไอ้ตัวเล็กตรงหน้า ใช้สายตาสะกดอีกฝ่ายพร้อมคำถาม ที่คาดว่ามันก็เริ่มตอบไม่ถูก

อารมณ์และอาการแบบนี้ พี่เต้ย เคยจำแนกให้ฟังว่า ‘งี่เง่า’ ถ้ารุนแรงกว่านี้อีกหน่อย พี่เต้ย ก็จะบอกว่า ‘อีเยอะ’ อย่างที่ใช้ว่าพี่มูนเป็นประจำ และก็กุมขมับทุกครั้งยามต้องอธิบาย

พี่เต้ยคงใช้ความอดทนสูง ทั้งที่พี่เขาก็ไม่ค่อยจะมี นี่แสดงให้เห็นว่า พี่เขยตนผู้เป็นต้นแบบนั้นรักและใส่ใจพี่มูนมากเพียงไร  และถ้าตนต้องมานั่งอดทนอธิบายอะไรอย่างนี้บ้างละก็ คนคนนั้นมันต้องเป็นคนสำคัญจริงๆ

อุศเรนเป็นคนนั้นหรือ....ไม่มีทาง มันคล้ายจะลอกความงี่เง่ากับความเยอะมาจากพี่มูน แต่ตนจะไม่ยอมเป็นพี่เต้ยให้มันเด็ดขาด

ทว่ามันน่าแปลก ในใจของมอสคิดเองตอบเองเสียดิบดีแล้วว่า ‘ไม่มีทาง’  แต่ปากนี้สิไม่ยอมทำตามใจ คำถามพร้อมน้ำเสียงกึ่งตัดพ้อจึงลำดับออกมา

“ฟังนะไอ้เรน ถ้าเราไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเราไม่วิ่งตามนายมาหรอก และถ้านายไม่ใช่คนของเรา เราก็จะไม่มาเสียเวลาอธิบายอะไรเลย แต่ถามหน่อยเถอะ อะไรที่ทำให้คิดอย่างนั้น ”

นั่นสิ อะไรที่ทำให้ตนคิดอย่างนั้น เรนฟังแล้วก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน เพราะมันหลายช่วงหลายตอนเหลือเกินที่มันชี้ว่ามอสไม่สนใจนความรู้สึกคนอื่นได้ และในระหว่างที่เรียบเรียงคำพูด มอสก็ต่อมาอีก

“โอเค เราอาจจะพูดจาไม่ดีกับนายหลายครั้ง เช่นเมื่อวาน อันนี้เราผิด เราขอโทษ ส่วนเมื่อกี้ นายก็ต้องเข้าใจนะว่าถ้านายเป็นเรา นายก็ต้องโมโห คนของตัวเองมีเรื่องแท้ๆ เรากลับไม่รู้ แต่คนนอกอย่างไอ้ปอนด์รู้”

“ก็ปอนด์เขาเดินเข้ามาพอดี” เรนเริ่มมีจังหวะแทรกขึ้น

“แต่นายก็กล้าบอกมัน ไม่กล้าบอกเรา ทั้งๆที่เราสองคนอยู่ด้วยกันตั้งแต่เช้า ทำไมวะไอ้เรน เพราะอะไร”

“ก็เพราะว่าเรากลัวว่านายจะหัวเราะเยาะเราน่ะสิ” เรนเกือบแผดเสียงในวัด หากก็ยังยั้งไว้ทัน .. แล้วอดีตเจ้าแว่นหนา ก็ระบายลมหายใจออกมาพรั่งพรู พร้อมคำตอบที่มอสอยากได้ยินจนสมใจ

“ที่เรากลัวอย่างนั้น เพราะเราเห็นว่านายคงไม่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น ยิ่งนายเห็นเราเป็นตัวตลก โดยเฉพาะเรื่องในห้องแต่งตัววันนี้ ที่นายเอาเราไปหัวเราะกับเพื่อนเรายิ่งไม่กล้าบอก และเราก็ไม่มีโอกาสเหมาะๆที่จะบอกนายด้วย”

“เดี๋ยวนะ เรื่องในห้องแต่งตัว” มอสทวนความจำตัวเอง แล้วก็นึกออก “ อ๋อ เรื่องที่เรานอนทับนาย แล้วนายก็ยกขาเตรียมพร้อมให้เราเสียบน่ะเหรอ “

“ไม่ต้องพูดต่อแล้ว ...พอเลย” เรนอายจนหน้าแดงทันใด เพราะมอสเล่นพูดมาเสียหมด  “เรื่องนั้นแหละ”

“เรื่องนั้น เรายังไม่ได้เล่าให้ไอ้สองคนนั่นฟังเลย และก็ไม่คิดจะเล่าด้วย”

“แล้วนายหัวเราะอะไรกันล่ะที่คอนโด”

แทนคำตอบเป็นประโยคพูด มอสยื่นโทรศัพท์ แล้วเปิดคลิปที่เป็นต้นเหตุแห่งเสียงหัวเราะให้ดู อุศเรนดูแล้ว จากที่กำลังซีเรียสก็หลุดขำออกมา ขำทั้งพี่ช้างที่ครึ่งตัวใหญ่ตกลงไปอยู่ในท่อ ร้องโวยวาย ด่าไปยันผู้ว่ากทม แถมยังขำทั้งตัวเองที่เดาเรื่องเองได้ดีขนาด

 “อ่อ ที่เงียบๆลงก็เพราะเหตุนี้เองเหรอ”

มอสยิ้มออกมาได้เช่นกัน อดคิดไม่ได้อีกแล้วว่า ไอ้เรนนี่คิดเยอะสุดๆ เหมือนพี่มูนตอนงอนและเถียงกับพี่เต้ยจริงๆ แต่มันก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะถ้าจะเหมือนจริงๆ มันคงเยอะกว่านี้ คำพูดคำจาที่ใช้โต้แย้ง ถ้าจะเอามาบรรยายเป็นบทละครหรือนิยาย คงเขียนได้หลายหน้ากระดาษ ทว่านี่เหมือนมันจะคลายลงแล้ว

 “เราไม่เคยเห็นนายเป็นตัวตลก เราอาจจะมีบ้างที่เห็นนายแต่งตัว แล้วหลุดหัวเราะ และก็อารมณ์เสียนิดหน่อยก็แค่นั้น งานที่นายทำมันต้องเจอคน นายจะเอาสะดวกนาย แต่เสียมาถึงเรา มันก็ไม่ใช่หรือเปล่าวะ” มอสพูดนิ่งๆ ทั้งๆที่ว่าจะไม่พูดเยอะแล้วเชียว เมื่อกี้ก็ตั้งใจว่าจะไม่อธิบายอะไรมาก แต่แล้วที่ตนมานั่งพูดกับมันอยู่นี่ ตนหลวมตัวไปเป็นพี่เต้ยให้มันตั้งแต่เมื่อไรกัน

 “ เมื่อกี้ เราอารมณ์ร้อนไปหน่อย แต่นายเป็นคนของเรา นายมีอะไร นายก็ควรจะคุยกับเรา ถึงไอ้ปอนด์มันจะเดินมาพอดีก็เถอะ นายก็ไม่ควรบอกมันก่อนเรา”

“เผด็จการ เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล”

“ใช่ เผด็จการ เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล แล้วจะทำไม” มอสไม่โกรธ แถมยังหลุดหัวเราะด้วยเสียงใส เพราะคำที่ไอ้เรนมันว่ามา มันดันไปตรงกับที่พี่มูนใช้นิยามพี่เต้ยอยู่บ่อยๆ นี่มันจะบังเอิญอะไรกันอีกนักหนาเชียว บังเอิญถึงขนาดรำคาญใจตัวเองลึกๆ

“ว่าแต่ จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอที่เข้าใจเราผิด” มอสไม่พูดเปล่า ยื่นหน้าหล่อๆ ลงมาใกล้ๆ เล่นเอาคนถูกถามไม่กล้าสบตา ก้มหน้างุดๆ พร้อมประโยคงุบๆงิบๆ

“พูดไปแล้ว ไม่พูดซ้ำ ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง”

คนตอบยังก้มหน้าอยู่ แต่แล้วก็ต้องเงยขึ้นมา เพราะมือข้างเดียวกันที่สะบัดโดนหน้าเมื่อครู่ใหญ่ กลับใช้มาเชยคาง หนำซ้ำยังเลื่อนมาลูบผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตเบาๆ เจ้าของมือเอง มิใช่ไม่รู้ตัวว่าทำอะไร มอสรู้สิ มิใช่ไม่รู้ และรู้ดีว่าตนเองคือคนละคนกับไอ้คนที่โมโหตรงสยามสแควร์ ถ้าจะถามให้ถูกควรถามว่าทำไปเพราะอะไรมากกว่า และเมื่อสายตาได้สบหน้าแดงๆ จู่ๆคำว่า ‘น่าเอ็นดู’ ก็กลับผลุดขึ้นมาอยู่กลางสมอง หากก็ยังมิได้พูดออกไป เพราะเหลือบไปเห็นรอยแดงว่าปกติตรงข้างแก้มที่ยังเจือสีแดงระเรื่อ

“เจ็บไหม”

ถ้าจะให้ตอบอย่างไม่โกหก เรนจะพูดว่าดีขึ้นตั้งแต่มอสตามเข้ามาง้อในโบสถ์แล้ว แต่อาการชานี้สิ มันยังไม่หาย และมันหนักขึ้น หนักขึ้นเรื่อยๆ มันชาวาบลงไปถึงขั้วหัวใจที่รู้ใจตัวเองมานานแล้วว่ารักใคร และเพราะรู้ใจตัวเองนี่แหละ จึงมิค่อยพอใจตัวเองนัก ที่ยอมอ่อนยวบลงให้โดยง่ายดายจากภาพและเสียงอันอ่อนละมุนของตนตรงหน้า  ทั้งที่จริงควรจะโกรธและโมโหให้มากกว่านี้ ให้สาสมกับสิ่งที่เขากระทำ ควรจะคิดว่าเขาคนนี้มาไม้ไหน เขาคนนี้กำลังแสดงละครอยู่หรืออย่างไร จังหวะเต้นของหัวใจมันดันไม่ยอมให้คิดเช่นนั้นเลยสักนิดเดียว

เมื่อใจไม่ยอมให้คิดแถมยังบังคับให้ลืมสิ้น กายจึงบ่ายเบี่ยงลุกเลี่ยงไม่ตอบคำถาม คนยืนประจันหน้าขวางทางก็ไม่เซ้าซี้ถามความต่อ เขาคงรู้แล้วว่า อาการอย่างนี้มันคือหายแล้ว และมันก็แทบจะหายเป็นปลิดทิ้งทีเดียว เมื่อเขาส่งประโยคตามหลังมา

“นายเปลี่ยนลุค มาแต่งตัวอย่างนี้ ดูน่ารัก เหมือนกันนะเรน แต่งอย่างนี้มาทุกวันนะ”

ในที่สุด คำชมที่ไม่คิดว่าจะได้ยินแล้วในวันนี้ ก็มีมาให้ได้ยิน ฤทธานุภาพของคำพูด ทำให้ลืมสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องสำคัญของวันนี้คืออะไร คนได้ยินอยากจะถามไปนัก ว่าน่ารัก แล้วเมื่อไหร่จะได้รัก หากก็มิกล้า ส่วนคนพูด พูดออกไปแล้ว ก็รำคาญใจลึกๆของตัวอีกครา ที่ดันไม่ยอมบังคับปากตัวเองเลย

‘เป็นอะไรของกูวะนี่ มันแค่ดูดีขึ้น ทำให้เราเอ็นดูมันบ้างเท่านั้น...ท่องไว้ เราไม่ใช่พี่เต้ย เราไม่ใช่พี่เต้ย’ มอสบอกตัวเองในใจอย่างนั้น ยามก้าวขาเดินตามมา และพอเดินตามมาทัน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ว่าหูของเขาเสมือนจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัว

นี่มันเป็นเสียงของเขา ฤาว่าเสียงของเรนกันแน่ ยากจะชี้ชัดเหลือเกิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-04-2020 23:11:38 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
ทั้งสองเดินเคียงกันไม่เร่งร้อน ประหนึ่งภาพฝันจากการ์ตูนวาย ที่ฝ่ายชายมักจะตัวสูงกว่าอีกฝ่ายที่สูงเสมอแค่ไหล่ ผ่านหลากหลายสายตาที่เริ่มมอง และเมื่อสังเกตเห็นว่าคนหนึ่งเป็นดารา ส่วนอีกคนที่น่ามองนั้นไม่รู้ว่าคือใคร คำถามพึมพำจึงถูกพัดมาตามลมเย็นๆ ทำให้คนต้องสงสัยได้ยินและเริ่มประดักประเดิด

“อย่างที่ไอ้นิวบอก เดี๋ยวก็ชิน เดินกับคนหล่อๆ ก็งี้แหละ”  คนหล่อๆตามปากตัวเองบอก หันมาพูดกับคนข้างๆที่ยังไม่ชิน เดี๋ยวก็ชินของเขา แสดงให้เห็นว่ายังต้องเดินคู่กันต่อไปอีกเรื่อยๆ ส่วนไอ้เจ้าคนข้างๆ ควรจะพูดอะไรบ้างก็ดันไม่ แต่กลับส่งเสียงอื่นมาแทนที่

“หือ เสียงท้องร้อง นายหิวเหรอ” มอสถามคนเดินคู่ที่ออกมาจากประตูวัดด้วยกันทันใด เรนอายแสนอาย แต่ก็ตอบตามจริง

“ นิดหน่อยน่ะครับ”

“ไม่หน่อยละมัง ดังอย่างกับฟ้าร้อง”

มอสเข้าใจเปรียบเปรยหันไปรอบๆ แล้วก็เห็นร้านขายลูกชิ้นปิ้งบริเวณข้างๆกำแพงวัด จึงรีบฉุดแขนเรนให้ตามต้อยๆอีกครา ครั้นพอถึงร้าน ก็หยิบลูกชิ้นมาเกือบสิบไม้ แล้วเสียงของบรรดาแม่ค้ารายรอบก็ร้องวี้ดว้าย เพราะจำได้ว่าลูกค้ารายนี้เป็นใคร

“น้องมอส มณฑล ตัวจริงหล่อกว่าในจอนะคะ  หล่อจริงๆ เดี๋ยวขอลายเซ็นต์หน่อยนะ จะเอาไปให้ลูกสาวที่บ้าน มันชอบน้องมอสมาก มีรูปติดเต็มบ้านไปหมด อ่ะๆ พี่แถมให้ด้วยสองไม้”

“ ขอบคุณคร้าบบบบ ฝากผลงานมอสด้วยนะครับ”

แล้วคุณพี่คนขายก็เริ่มยอมอสอีกยกใหญ่ หยิบกระดาษขึ้นมาขอลายเซ็นต์แล้วขอถ่ายรูปคู่ ซึ่งมอสเองก็ไม่ถือตัวอันใด แถมยังขอให้อุศเรนช่วยเป็นตากล้องถ่ายรูปเขาปิ้งลูกชิ้นพร้อมคุณพี่แม่ค้า... ร้านขายดอกไม้ข้างๆ เห็นเข้า ก็ขอเข้ามาร่วมด้วยบ้าง ตามด้วยอีกหลายๆร้าน และกว่าจะได้กินลูกชิ้นรองท้อง ท้องก็หยุดร้องเสียแล้ว

“ อ่ะแบ่งกัน กินรองท้องไปก่อน ก่อนเดินถึงร้านที่สยาม ไม่รู้ป่านนี้ ไอ้นิว ไอ้ปอนด์กลับไปหรือยัง” มอสยื่นถุงลูกชิ้นให้ หยิบไว้กับตัวแค่ไม้เดียว กัดคี้ยวลูกแรกแค่ครึ่งลูก เรนรับมาแล้วก็มองอย่างสงสัย

“ไม่อร่อยเหรอ”

“อร่อยสิ”

“อร่อยแล้วทำไมกัดแค่ครึ่งลูก” เรนถามจบ ก็ใส่ปากเคี้ยวทั้งลูกให้ดู แล้วก็แทบสำลักออกมาเพราะคำตอบของมอส

“เราก็อยากกินทั้งลูกนะ แต่พี่มูนเคยบอกว่าไม่งาม ผู้ดีเขาไม่ทำกัน อาหารชิ้นใหญ่ ควรกัดทีละครึ่ง นี่เราไม่ได้ว่านะ แต่พี่มูนเขาสอนอย่างนี้จริงๆ บางทีเราก็คิดๆนะว่าพี่เราน่ะเยอะเกิ๊นนนน นี่ยังดีนะ ที่พี่เต้ยเขาคอยปรามเมียเขาอยู่บ้าง ไม่งั้นคงสอนว่า ผู้ดีตอนตื่นนอนให้ลืมตาข้างไหนก่อน”

“ไปว่าพี่เขา”

“เอ๊าก็มันจริง” มอสเริ่มเผาพี่ตัวเองให้ฟังต่อ ไม่น่าเชื่อว่าสร้างบรรยากาศผ่อนคลายได้ดียิ่ง “ยิ่งตอนเราเด็กๆนะ โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ต้องวางตัวสารพัด อาบน้ำนี่ ถ้าไม่ขัดตัวด้วยขมิ้นกับน้ำมะขาม หรือขัดไม่สะอาดจนมีขี้ไคลเหลืออยู่นี่เป็นโดน จนพี่เขยเรา กลัวเราเป็นตุ๊ด เลยเอามาสอนแทน ส่งเรามาอยู่กรุงเทพ แต่เราก็รู้นะว่าพี่เขาสอนเพราะเขารักเราจากใจจริง รักจนชีวิตนี้ไม่มีใครรักเราเท่าพี่เขาได้อีกแล้ว เราไม่น้อยหน้าใคร เรามีใช้ เราไม่เคยขาด ทั้งๆที่เราไม่ใช่น้องชายแท้ๆ ถ้าชีวิตนี้เราไม่ได้พี่มูน เราก็คงไม่มีวันนี้ และไม่ได้มาเดินคู่กับนายตอนนี้หรอก”

เรนสังเกตสีหน้าเจ้าซุปตาร์ยามเล่า ดูมีความสุขก็จริง แต่ประกายสายตา กลับหม่นแสงลงหน่อย ยามพูดถึงตนเองที่ไม่ได้เป็นน้องแท้ๆของพี่มูนและถ้าหากชีวิตนี้ไม่มีพี่เขา ใจอยากชวนคุยเรื่องส่วนตัวของมอสต่อ แต่กลัวจะกลายเป็นดราม่า จึงเปลี่ยนเรื่องเสีย แต่หารู้ไม่ว่าเรื่องที่เปลี่ยนมันกำลังจะพาละครชีวิตวกมาหาตัวเสียเอง

“ไม่เห็นกับตาก็ไม่เชื่อนะเนี่ยว่ามอสจะกินลูกชิ้นข้างทางเป็น”

“นี่คุณเรนครับ ดาราอย่างผมก็เป็นคนนะครับ และก่อนเข้าวงการนี่ ผมก็เด็กบ้านนอกธรรมดาดีๆนี่เองครับ ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหน แล้วคุณล่ะครับกินไม่ได้หรือ ... หรือว่าเป็นคุณหนูกินแต่อาหารจากร้านหรูๆหรือตามโรงแรม ” มอสยึดเอาลักษณะภายนอกของอีกฝ่ายที่ถอดรูปแล้วดูคล้ายคุณหนูมาขบกัดเบาๆ แล้วไอ้คุณหนูข้างๆ ที่ดูคุ้นตา นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกนี่ ก็ตอบมาทันควัน

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ใช่ ”

“เหอะ หรูขนาดไหนกัน”

“ห้องอาหารจีน โรงแรมแถวสุขุมวิท หรูพอไหมมอส”

คำตอบของอุศเรน เล่นเอามอสชะงักงัน ก่อนจะเบี่ยงตัวขึ้นมาข้างหน้า บีบไหล่ทั้งสองข้างของเรนแน่น โน้มตัวลงมาจ้องหน้าเรนชัดๆ และแล้วจะว่าอัศจรรย์ก็เป็นได้ ภาพหลากหลายภาพที่รางเลือน ภาพของคนบางคนที่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก บัดนี้มันมาสำแดงให้ดูอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

“นายคือ ไอ้คุณหนูคนนั้น ....เราจำได้แล้ว เราเคยเจอกันจริงๆด้วย เฮ้ยทำไมโลกกลมอย่างนี้วะ”

เรนพยักหน้ารับยิ้มๆ ไม่รู้ทำไมถึงยอมหลุดปากไป ทั้งๆที่ตั้งใจมาตลอดว่าจะไม่บอก ให้มันสูญสลายหายไปตามกาลเวลา และก็อยากถามต่อออกไปนักว่า ถ้าจำได้แล้ว ...แล้วมันจะยังไง มันได้ประโยชน์อะไรจากการระลึกได้ นอกเสียจากแค่ดีใจที่นึกออกชั่วครู่ชั่วยามก็เท่านั้น เพราะความทรงจำพิศุทธิ์สำคัญทั้งมวลต่างหากเล่าอยู่กับตน

“จำได้ นายมากับพ่อ แม่ และก็.......พี่สาวของนาย”

เรนพยักหน้ารับอีกรอบ มิทันได้สังเกตหรอกว่ามอสเน้นเสียงที่ใครเป็นพิเศษ และก่อนที่จะพูดอะไรออกไปนั้น เสียงโทรศัพท์จากสายสำคัญก็ดังขึ้นขัดจังหวะพอดี และสายนี้ก็พาละครชีวิตมาให้เรนเล่นอีกฉากแล้ว

“ฮัลโหลครับป้าแต๋ว” เรนกรอกเสียงดังกว่าปกติลงไป เพราะรับสายอยู่ริมถนน

“เรน กลับบ้านด่วนเลย เกิดเรื่องแล้ว คืองี้........” ป้าแต๋วพูดต่ออีกยาวเหยียดด้วยเสียงตระหนก ละล่ำละลัก เรนพอฟังจบ โทรศัพท์ในมือก็แทบร่วง ครั้นพอตั้งสติได้และรู้ตัวว่าต้องทำอะไร จึงบอกมอสรวดเร็วโดยมิต้องรอให้เขาถามอะไรอีกแล้ว

“ มอส เราขอกลับบ้านก่อนนะ มีเรื่องด่วน ...เจ้าของบ้านเขากำลังเขามาทวงค่าเช่า และเขากำลังโยนข้าวของเราออกจากบ้าน เราต้องรีบไป ...ไปก่อนนะ”

เรนพูดจบก็รีบพุ่งปราดไปหาแท็กซี่ที่จอดอยู่ด้านข้างทันที เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งประหยัดอะไรแล้ว เสียตังค์เท่าไหร่ก็ยอมขอให้ถึงบ้านให้ทัน และก็นับว่าโชคดีที่แท็กซี่คันนี้ยอมไป เพราะปกติท็กซี่ละแวกนี้จะเล่นตัวรับเฉพาะลูกค้าต่างชาติ ครั้นพอบอกจุดหมายปลายทางเสร็จสิ้น ก่อนรถจะออก มอสก็วิ่งตามมา เปิดประตูเข้ามานั่งบอกเจตนาชัดถ้อยชัดคำ

“เราไปด้วย นายคนเดียวเคลียร์ไม่ไหวหรอกไอ้คุณหนูเรน”

แล้วแท็กซี่คันนั้น ก็ห้อตะบึงออกไปในทันที ตลอดระยะทาง เรนสีหน้าไม่ดีเลย ทั้งร้อนทั้งรน พยายามเร่งคนขับให้ขับเร็วขึ้นอีกเรื่อยๆ จนเกือบจะเกินกฎหมายกำหนด จนมอสต้องคอยปรามเตือนสติ

“ไอ้คุณหนู ใจเย็นๆก่อนได้ไหมวะ”

“ใครจะไปเย็นลงได้เล่ามอส”
 
“เงียบแล้วก็ฟัง เร็วขนาดนี้เดี๋ยวรถก็ชนกันตายห่าพอดี นี่พี่เขาก็เหยียบจนไม่รู้จะเหยียบยังไงแล้ว ไม่ต้องกังวลไปหรอก เดี๋ยวเราช่วยเองน่า”

นั่นแหละอาการร้อนรนจึงยุติ หากแต่ก็ยังนั่งไม่ติด มอสเห็นว่าเรนสงบลง จึงโทร.บอกทางให้นิวกับปอนด์ตามมาช่วยเสริม แล้วให้เรนบอกทางเข้าบ้านให้ และก็นับว่าเป็นโชคดีอีกเรื่องที่วันนี้ถนนหนทางราบรื่นนัก ระยะเวลาจากสยามมาถึงบ้านที่อยู่เกือบจะชานเมือง จึงใช้เวลาแค่สี่สิบกว่านาที และเพียงแค่รถจอด ซึ่งก็ยังมิทันสนิทนัก อุศเรนก็ถลาออกจากรถทันใด มอสรีบจ่ายค่ารถและรีบวิ่งตามไปยังหน้าบ้านไม้สองชั้นที่กำลังมีกองผ้ากองสุดท้าย ลอยละลิ่วออกจากหน้าต่างบ้านชั้นบน และภาพของหญิงสาวหนึ่งคนทรุดลงกับพื้นหญ้าหน้าบ้านนั่นเอง

“ละเวง!!!!”

อุศเรนตะโกนลั่น เข้าไปประคองพี่สาวที่เป็นลมล้มพับไป ท่ามกลางกองข้าวของเครื่องใช้ ที่ถูกโยนออกมากระจัดกระจายระเกะระกะ ณ ตรงนั้น ข้างๆกันคือป้าแต๋วที่รีบเข้ามาช่วยพยุง พร้อมทั้งด่าลูกสมุนชายฉกรรณ์สองคนกับหญิงวัยสี่สิบอีกคนที่เดินลงมาจากข้างบน

“พวกใจหมา จิตใจมึงทำด้วยอะไร มึงก็รู้ว่าเด็กมันไม่มีที่ไป มึงยังไล่มันได้ลงคอ”

“นี่ป้า ฉันทำธุรกิจนะ ฉันไม่ได้ทำสถานสงเคราะห์ ที่ผ่านมาก็ใจดีมามากพอแล้ว”

“ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้วะพี่” เรนโกรธจนหน้าแดง ปากสั่น รีบฝากพี่สาวให้ป้าแต๋วดูแลต่อ “ป้าครับ รบกวนพาละเวงไปหาคุณอาหมอวิชัย ที่โรงพยาบาลซอยยี่สิบสี่ทีได้ไหมครับ คุณอาหมอเขารู้อาการละเวงดี ผมขอจัดการทางนี้แล้วจะรีบตามไปครับ”

ป้าแต๋วไม่รอช้า รีบเรียกลูกสาวให้เข้ามาช่วย ลูกสาวป้าแต๋วก็ใจดีเหลือแสนรีบเอารถออกพาละเวงไปหาหมอทันที แต่ก่อนจะไปทั้งแม่ทั้งลูกก็ช่วยผสานเสียงดังลั่นถึงเจ้าของบ้านโดยพร้อมเพรียงกัน

“อีเหี้ย”

“มึงสิอีเหี้ย แน่จริงมึงกลับมา”

“มึงนั่นแหละเหี้ย” เรนคงเหลืออดสุดๆแล้ว ในชีวิตแทบจะมิเคยต้องพูดคำหยาบ กลับถึงคราวจำเป็นต้องใช้ จึงรับไม้ต่อจากป้าแต๋วกับลูกสาว ชมเชยเจ้าของบ้านเช่าเข้าให้บ้าง

“ไอ้อุศเรน นี่กล้าดีด่าฉันเลยเหรอ อ่อๆๆๆ แหม ไปตัดผมตัดเผ้า มีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่มองทีแรกจำแทบไม่ได้ เหอะมีเงินแต่งตัว แต่ไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่า ถ้าไม่หน้าด้านนี่ทำไม่ได้นะ”

“เสือก”

“อ้าวไอ้นี่ ด่ากูเหรอ เดี๋ยวกูตบให้เลยนี่ หนอยๆ ที่ผ่านมาแม่ของกูอุตส่าห์ใจดี ลดค่าเช่าให้ตั้งหลายรอบ เห็นว่าไม่มีจะแดกกัน  เนรคุณนะนี่” หญิงเจ้าของบ้านเช่า โต้ตอบด้วยวาจาเผ็ดร้อน  แล้วหันไปสั่งความกับสมุนที่ตามมา “ ใส่กุญแจล็อคไปเลย ไม่ให้พวกเหี้ยนี่อยู่แล้ว จนแต่สันดานเนรคุณ”

“ผมไม่ได้เนรคุณ ผมด่าพี่ ไม่ได้ด่าแม่พี่ พี่นั่นแหละเนรคุณ เอาแม่ไปไว้บ้านพักคนชรา”

เรนพอคุ้นกับคุณยายเจ้าของบ้านตัวจริง ที่ใจดีอย่างที่สุด ผิดกับอีพี่ลูกสาวตรงหน้า คนดีอย่างคุณยายมิน่ามีลูกสาวแบบนี้และประสบชะตากรรมเช่นนี้เลย ตอนคุณยายยังอยู่ ท่านรู้ว่าไม่มีท่านก็ไม่ว่า แต่พอลูกสาวเข้ามาแทนจึงผิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“ต๊าย นี่มึงกล้าด่ากูขนาดนี้เลยเหรอ ....สมพงษ์ สมชาย จัดการ”

อีนังเจ้าของบ้านเช่ามันโกรธจนลมออกหู สั่งความสมุนอีกรอบให้จัดการอุศเรนที่ยืนนิ่งกำหมัดพร้อมเอาเรื่องเช่นกัน มอสเห็นท่าไม่ดีแล้ว ไอ้คุณหนูมันก็ตัวเล็กแค่นี้ จะไปสู้อะไรไหว จึงรีบเข้ามาขวางไว้ก่อนจะสายเกินการ

“หยุดนะ อย่าทำอะไร คนของผมเด็ดขาด ถ้าทำเป็นเรื่องแน่ ...รู้จักไหม รองผบตร.พลตำรวจโทเปรมศักดิ์ ผมนี่แหละน้องชายท่านรอง”

มอสอ้างชื่อพี่เปรมซึ่งก็ได้ผล ไอ้สมุนสองคนมันหยุดชะงัก คาดว่ามันและอีเจ้าของบ้านคงเห็นนายตำรวจคนนี้ลงหนังสือพิมพ์และออกทีวีบ่อยๆ

“ก็คนของน้องมาด่าพี่ก่อน” เจ้าของบ้านลดระดับความแรงของคำพูดลงมา เพราะหน้าตาของมอสแท้ๆทีเดียว

“คุณเองก็ทำเกินไปไหมล่ะ แต่เอาเถอะ ถ้าผมจ่ายค่าเช่าให้แทนตอนนี้ จ่ายทั้งหมดที่ค้างไว้ จะให้เขาอยู่ต่อได้ไหม หรือจะเอาล่วงหน้ากี่เดือนว่ามาผมมีจ่าย”

เจ้าของบ้านทำหน้าครุ่นคิดเพียงครู่และก็ตอบมาอย่างลอยหน้าลอยตา นี่ถ้าพี่อัยมาด้วย คงถอดรองเท้าปราด้าตบหน้าอีพี่คนนี้มันไปแล้ว  “ก็ได้ ถือว่าพี่เห็นแก่น้องหน้าหล่อแล้วกันนะ จ่ายพี่มาที่มันค้างไว้หมื่นสอง แต่ถ้ามันอยากจะอยู่ต่อ ต้องให้ไอ้อุศเรน มันมาคุกเข่ากราบเท้าขอโทษพี่ ที่มันบังอาจมาด่าพี่เมื่อกี้ คิดดูดีๆนะน้อง นี่ก็เย็นมากแล้ว จะหาที่ซุกหัวนอนใหม่ก็ไม่ทัน คงต้องไปนอนวัด ก็ดีเหมือนนะ เวลานังละเวงมันตายจะได้เผาเลย”

“อีชาติ....”

อุศเรนหยุดคำท้ายไว้แค่นั้น ขบกรามตัวเองแน่น ตาใสสุกสกาวเมื่อตอนบ่ายห่างหายกลายเป็นฉายแววชิงชังแทนที่ น้ำตาใสๆเริ่มล้นมาคลอหน่วย ยังดีที่ยังบังคับไว้มิให้ไหลออกมาได้ มือเล็กๆเริ่มกำเป็นหมัดแน่นอีกครา พยายามอย่างที่สุดกับการสงบสติและอารมณ์ รู้ดีว่าอีไพร่ตรงหน้ามันถือไพ่เหนือกว่า ลำพังตนเองนั้น จะซุกหัวนอนที่ไหนอย่างไรก็ได้ แต่มิใช่กับละเวง และอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นอยู่แลความสุขของละเวงแล้วละก็ ตนยอมได้ทุกอย่าง ละเวงต้องมาก่อน แม้กระทั่งศักดิ์ศรี

ฉะนี้แล้วขาทั้งสองข้างที่ยืนหยัดมั่นคง จึงค่อยๆลดลง ลดลงเสียจนกระทั่งเข่ากำลังจะถึงพื้นในอีกไม่ถึงคืบ แต่ก่อนที่เข่าจะได้สัมผัสพื้นนั้น น้ำเสียงและวงแขนทรงพลังก็ฉุดรั้งเอวเขาขึ้นมากอดแนบไว้ข้างตัว

“หยุดเดี๋ยวนี้ ไอ้คุณหนู.... พอ พอกันที ” มอสทนไม่ไหวแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น และก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นไอ้คุณหนูกระทำอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ ใจทั้งดวงจึงสั่งการให้เข้ามาขวางไว้อีกครา

“อ้าวหยุดทำไมล่ะ” อีเจ้าของบ้านกระดิกเท้า ยื่นหน้าแสลนมาถามเสียงแปร๋น

“มึงก็หยุดเสียที อีเหี้ย ใจของมึงมันทำด้วยอะไร ศักดิ์ศรีของความเป็นคน มันไม่ใช่สิ่งที่คนด้วยกันจะเอามาย่ำยี แม่มึงเคยสอนมาหรือเปล่า”

มอสไม้ได้ด่าเปล่า ใช้มืออีกข้างชี้หน้าเจ้าของบ้านอย่างเอาเรื่อง เล่นเอามันแทบผงะหน้าชาจนด่ากลับต่อไปไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะโดนน้องหน้าหล่อคนนี้ซัดเข้าแสกหน้าตรงๆ ส่วนไอ้ลูกสมุนเห็นนายมันโดนด่า ก็เริ่มจะขยับเท้าเข้ามาเอาเรื่องแต่ก็ยังกล้าๆกลัว อีกทั้งนิวกับปอนด์ก็ตามมาสมทบได้ทันทำให้มีคนมากกว่า มันจึงถอยกลับไปหานายที่เต้นเร่าๆด้วยความโมโห
 
 “คนของกูมีศักดิ์มีศรี ไม่สมควร ไปคุกเข่ากราบตีนกองสวะอย่างมึง เอาเงินค่าเช่าของมึงไป เรนกับพี่สาวจะไม่อยู่ที่นี่ให้พวกมึงรังแกอีกแล้ว สักวันเถอะเวรกรรมจะตามมึงทันในชาตินี้” มอสพูดจบก็หยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมา หยิบแบงค์พันปึกใหญ่ ขว้างใส่หน้าอีเจ้าของบ้าน ที่ยังปากสั่นคอสั่น ...แล้วเจ้าซุปตาร์ ก็กระชับวงแขนพาไอ้คุณหนูตัวเล็กออกมาจากบรรดาคนโสมม

“ไปอยู่กับมอส ไม่ต้องอยู่มันแล้วที่นี่ เจ้าของอัปรีย์อย่างนี้.... มอสจะดูแลเรนกับพี่สาวเอง”

สี่ทุ่มกว่าแล้ว ก๊วนดาราทั้งสามยังนั่งรออุศเรน อยู่หน้าห้องผู้ป่วย มอสเองรู้สึกเพลียเหลือเกิน วันนี้ทั้งวันเกิดเรื่องเยอะเสียจนไม่คาดคิด ทั้งที่สยามและที่บ้านเช่า ยิ่งเรื่องที่บ้านเช่านี่หนักกว่าทุกเรื่อง รู้สึกเห็นใจอุศเรนเป็นที่สุด ยิ่งตอนเก็บของแล้ว น้ำตาเกือบร่วงเพราะเห็นข้าวของเครื่องใช้มีไม่กี่อย่าง ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น มีแต่หม้อหุงข้าวกับกาน้ำร้อนที่เก่าคร่ำคร่า จนต้องบอกว่า

“ไอ้คุณหนู เอาไปแต่เสื้อผ้ากับของสำคัญพอ ที่เหลือไปหาเอาใหม่”

มอสจำได้ว่าตัวพูดไปอย่างนั้น และก็รู้โดยไม่ต้องถามเรนอีกเลยว่า ทำไมวันก่อนถึงกินไข่ต้มแค่ครึ่งลูก

“ทำไมชีวิตเรนมันน่าสงสารอย่างนี้วะไอ้มอส” ปอนด์ที่รู้เรื่องละเอียดแล้วพูดขึ้น ทิ้งความโมโหที่มีให้มอสตอนอยู่สยามสิ้น น้ำตาซึมๆ “คนใช้บ้านกู ยังอยู่ดี กินดี กว่าเรนเขาอีก พวกเราน่าจะรู้ก่อนหน้านี้นะว่าเขาอยู่อย่างไร จะได้ช่วยได้”

“กูรู้ฐานะเขา แต่กูไม่คิดว่าจะขนาดนี้”

“แต่วันนี้ มึงก็ทำดีอย่างที่สุดแล้วไอ้มอส” นิวตบไหล่ปลอบใจเพื่อน แล้วถามต่อ “พี่ช้างรู้เรื่องยัง”

“รู้แล้วโทร.ไปบอกเมื่อกี้ รออยู่ที่คอนโด คืนนี้ไอ้เรนคงนอนกับกูก่อน พรุ่งนี้คงให้พี่ช้างช่วยหาที่ทางขยับขยาย”

มอสพูดจบประตูห้องคนไข้ก็เปิดออกมาพร้อมอุศเรนกับคุณหมอ ที่คุยกันทิ้งท้ายจนดาราหนุ่มทั้งสามได้ยิน

“อาหมอว่าถ้าละเวงเขาแข็งแรงขึ้นแล้ว คราวนี้คงต้องผ่าตัดแล้วนะ ปล่อยไว้นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว...อาไปล่ะ”

“ครับ อาหมอ ขอบคุณครับ”

เรนรับคำอาหมอเพื่อนของพ่อที่รักษาละเวงมาแต่เด็กๆด้วยหน้าเศร้าๆ ไม่พูดไม่จาต่อ เดินมาหาดาราทั้งสาม ซึ่งทั้งสามก็รู้ดีว่ายามนี้ไม่ควรพูดอะไร นิวกับปอนด์ได้แต่จับมือให้กำลังใจ ก่อนจะพากลับกันไปยังคอนโด และตลอดระยะทาง อุศเรนก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จามีแต่เสียงสะอื้นเบาๆมาให้ได้ยินกันแว่วๆ เหมือนว่าเจ้าตัวกำลังกลั้นอย่างที่สุดมิให้ร้องไห้โฮออกมา ครั้นเมื่อถึงคอนโดแล้วสองหนุ่มเพื่อนซี้ก็ลากลับ คงเหลือแค่มอสที่ช่วยแบกกระเป๋าเสื้อผ้า พอถึงห้องมอสก็จัดแจงหาที่หาทางวางของปล่อยให้ไอ้อดีตคุณหนูตัวเล็กมันออกไปยืนรับลมที่ระเบียงคนเดียว

คิดๆแล้วก็เวทนา น่าสงสารนัก ...ชีวิตกำพร้าของเขาว่าเศร้าแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับอุศเรนเลย
ไอ้คุณหนูนี่ถึงมันจะตัวเล็ก แต่มันแกร่งยิ่ง แกร่งกว่าเขาที่มีพี่มูนคอยจัดหาไว้ให้ทุกอย่าง

ไม่รู้เหมือนกันว่า วันนี้ที่ทำไป มันพอจะลดทอนความโศกเศร้าให้เบาบางลงไปได้บ้างหรือเปล่า ไม่แน่ใจอีกว่าที่ทำไปนั้นเพียงพอไหม แต่ที่รู้ๆคือยังมีอีกสิ่งที่ทำได้ คือเดินตามไปยังที่ระเบียง ไอ้คุณหนูมันยืนอยู่ก่อนแล้ว มันหันมา น้ำตามันเริ่มคลอ นี่ถ้าหากลมยามดึกพัดแรงอีกหน่อย น้ำตาใสๆคงลอยไหลปลิวไปตามสายลมนั้น นี่มันคงกลั้นอยู่อย่างที่สุดอีกแล้วสินะ

พอเถอะ พอที คนเราไม่จำเป็นต้องแกร่งหรือเข้มแข็งเสมอไปหรอกนะอุศเรน....เมื่อคิดได้ดังนี้ วงแขนกว้างจึงเปิดออกเองช้าๆ แล้วเจ้าร่างเล็กก็รู้ดีว่าน้ำตาตนนั้น ควรจะซับและซบลงตรงที่ใด

“ถ้าอยากร้องไห้ ก็ร้องเสียให้พอนะเรน ร้องมันในอกมอสนี่แหละ”

แล้วประโยคเบาๆ หากแต่มีกำลังยิ่งใหญ่นี้เอง ก็ทลายทำนบน้ำตาให้แตกสลายซัดซ่านได้อย่างมิน่าเชื่อ เสียงโฮลั่นอันอัดแน่นไว้ในทีแรกตามมาในทันใด ระคนแรงสั่นสะท้านจากร่างน้อยๆอันสะเทือนทั่วแผงอกกว้าง ทะลุทะลวงล่วงลงไปถึงผนังหัวใจ ส่งผลให้แขนแข็งแรงเกี่ยวกระหวัดกอดกระชับเจ้าของน้ำตาไว้โดยมิต้องรอให้ใจทั้งดวงสั่งการอีกแล้ว  แขนเล็กๆเองที่แต่ก่อนเคยไร้ที่ยึดเหนี่ยว ยามนี้มีร่างหนากว่าให้เหนี่ยวยึดกอดตอบแน่นๆ มอสรับรู้ได้ในสัมผัสและความรู้สึกนั้นดี  รู้จนอดใจไม่ไหวที่จะจรดริมฝีปากลงไปบนเรือนผมหนานุ่มสีช็อกโกแลต ส่งผ่านความอบอุ่นทั้งมวลที่มีอยู่ ทิ้งไว้ให้ไหลวนสู่ทั่วร่างที่อยู่ในตระกองกอดอันจะเป็นที่พักพิงอิงแอบที่สุดท้ายในค่อนคืนนี้ได้ดีที่สุด

จูบของพี่ที่มีให้กับเจ้า
ใช้คลายเศร้าแต่ซ่อนซึ้งแลอ่อนไหว
จูบเบาเบาส่งผ่านรักลงไป
ประทับไว้ใช้ปลอบน้องคนเดียว

********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที่๖ นะคะ

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ยังติดตามอ่านกันเสมอมา  :pig4:
ขอบพระคุณ คุณp_phai คุณfc_fic คุณงงปะ คุณanterosz คุณtweetpuen คุณOooy คุณsugarcane_aoi คุณyoyothaka ที่ช่วยเม้นเสมอมาเช่นกัน  :impress2: :-[ :o8:
แล้วเจอกันนะคะ รักษาสุขภาพกันด้วย สวัสดีค่ะ  :bye2:  :man1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-04-2020 23:23:47 โดย Artemis »

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
ตอนนี้มอสหล่อขึ้น 1000 เท่า!

รอตอนต่อไปครับ คิดถึงน้องซัน :)

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
อุศเรนน่าสงสารไรขนาดนี้ ขอให้พี่ระเวงผ่าตัดหายด้วยเถอะ

ออฟไลน์ งงปะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 67
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
น้ำตาซึมเลย ชีวิตจะรันทดไปไหนเรน
เศร้ามากน่าสงสาร แต่อ่านตอนนี้เหมือนมอสจะแอบชอบระเวงหรอเมื่อตอนอดีต
รอใจจดใจจ่อเลยมาต่อสะที
รอตอนต่อไป :jul1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ pepperpro

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
 :pighaun: :pighaun: :pighaun: :pighaun: :z1: :z1: :z1:

กว่าจะอ่านจบ อารมณ์หลากหลาย หมุนไปวนมา แล้วก็มาเขินกับกลอนส่งท้ายอีก

มอส นายต้องดูแลเรนเขาดีๆรู้ไหม

 :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: รักคนเขียนนะครับ มาต่อไวๆนะครับ

ออฟไลน์ tweetpuen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
สงสารเรนจังเลย  :hao5:อย่าแกล้งเรนอีกนะนายมอส

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
ทำไมตอนนี้ถึงเศร้าจัง สงสารอุศเรน แต่วันนี้หนุ่มมอสของเราเป็นพระเอกขี่ม้าขาวจริงๆ ต้องให้มันได้อย่างนี้สิ  :pig2: :pig4:

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ขอบคุณนะคะที่มาลงตอนต่อให้อ่านในที่สุดมอสก็รุ้สักทีว่าเรนคือคุณหนูคนนั้นและช่วยเรนกับละเวงในวันนี้สงสารน้องเหลือเกินแต่ต่อจากนี้ไปชีวิตจะดีขึ้นใช่ไหมชอบตอนวิ่งตามไปง้องอนเรนที่วัดจังและสะใจที่ด่าอีป้าเจ้าของบ้านแทนเรนด้วยส่วนนิวกับปอนด์เค้ามีซัมติงกันแน่เลย :katai3:ไวรัสโควิดร้ายแรงรักษาสุขภาพนะคะไรต์

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
โถเรน อะดีแล้วที่หลุดจากบ้านเช่ามหาปะลัยนั้นมาอยู่กับมอสเถอะดีแล้ว จะได้ดีต่อใจด้วย คึคึ! รักสี่เศร้าจะจัดการยังไงต่อไป รอตามเลยค่ะ 5555 สนุกกมาอ่านรุ่นลูก นี้แอบตามคู่พี่ซันสตาร์นะ มันกร๊าวใจ 555555 ขอบคุณนะคะที่แต่งและมาอัพ รอๆ  :pig4: :pig4: :pig4: คิดถึงคุณช้างคุณเต้ยคุณมูน มีมาแทรกแบบนี้หายคิดถึงไปได้บ้าง (ฮา)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
Me After You บทที่๖ ตกหลุมรัก ขึ้นไม่ไหว (ส่วนที่ ๑/๒)

สายฝนปลายฤดูยามเช้าวันนี้กระหน่ำหนักประหนึ่งฟ้ารั่ว มิต่างอะไรกับสายน้ำตาของเมื่อคืนที่ร่วงหล่นลงมารุนแรง หากก็มีแผงอกกว้างเป็นปราการซึมซับเอาไว้ได้หมดอย่างน่าอัศจรรย์ ร่างเล็กๆเจ้าของน้ำตาอันเชี่ยวกรากนั้นยังคุดคู้ตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนานุ่มบนโซฟาชุดรับแขกสีขาว เจ้าของร่างนี้ รู้ดีและจำได้ว่าเมื่อคืนมานอนอยู่ ณ ตรงนี้ได้อย่างไร ถ้ามิใช่แผงอกกว้างนั้นมาพา

“ตื่นได้แล้ว”

เสียงเรียกดังอยู่ไกลๆในทีแรก แล้วก็เหมือนจะถี่กระชั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จะด้วยเพราะความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่นานแล้วมิเคยได้สัมผัสผิวกายยามนอนหรือความฉ่ำจากสายฝนจึงทำให้ไม่อยากจะลุกขึ้นมาก็มิทราบ ร่างเดิมจึงฝืนนอนต่อ แต่ท้ายสุดก็ต้องยอมอ่อนข้อลุกขึ้นมา เพราะพ่ายแพ้ต่อกลิ่นน้ำหอมที่น่าจะรวมเอากลิ่นกรุ่น จากบรรดาสารพัดดอก(ไม้) ต่างกันลิบลับกับกลิ่นน้ำหอมชายอ่อนๆที่ยังติดตัวตนมาตั้งแต่จนถึงตอนนี้ สารพันกลิ่นดอกนั้น ยามนี้มารวมตัวกันปลุกให้ตื่นอยู่ตรงปลายจมูกเนืองๆ
 
“ไงยะ ท่าทางจะเพลียมากล่ะสิ” พี่ช้างหรือพี่น้องอัยในชุดผ้าลูกไม้กรุยกรายสีดำ คาดว่าน่าจะเหมาผ้ามาจากร้านหลายเมตร ทักขึ้น วางแก้วกาแฟเขียนลายรูปช้างท่ามกลางดอก...ไม้หลากสี ยังโต๊ะเล็กๆข้างแล้วทรุดนั่งลง

“พี่อัย”

“ก็พี่น่ะสิ มองเห็นเป็น ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ เหรอ” ช้างค้อนขวับ นี่ถ้าลองไปพูดกับคนอื่นกับคนที่ปากไวๆ เขาคงย้อนมาให้ว่ามิน่าจะใช่ โฮร์เน่ ควรจะเป็น ‘ดาวิกา โฮลั่น’ หรือไม่ก็ ‘ดาวิกา โฮแน่’ มากกว่า แต่นี่เป็นอุศเรน จึงได้แต่ยิ้มน้อยๆตรงมุมปาก

“ไปลุกขึ้น...เก็บเสื้อผ้า ไปอาบน้ำห้องพี่ เดี๋ยวฝนหยุดตกจะได้ไปเยี่ยมพี่สาวเธอด้วยกัน”

อุศเรนพยักหน้ารับคำ หากก็ยังลังเลมองไปรอบๆห้อง สายตามองหาใครบางคน คนที่เป็นเจ้าของอ้อมอกเมื่อคืนเขาไปไหนเสีย พี่อัยจะรู้ไหมว่าเมื่อคืนนี้นอกจากเขาจะซับน้ำตาให้แล้ว ตนยังถือวิสาสะใช้ต้นแขนเขาเป็นหมอนนอนหนุนตลอดค่อนคืนอีกด้วย และถ้าจำไม่ผิด ไออุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย มันมาจากริมฝีปากเขาที่ประทับไว้อยู่กลางกระหม่อมเป็นนานสองนานมิใช่หรือ นี่เขาลุกไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แล้วพี่ช้างก็เหมือนจะรู้ว่ามองหาใคร

“ตื่นมาก็มองหาผู้ชายเลยนะ แรดเงียบนะมึง” พี่ช้างค้อนให้อีกขวับ ขมุบขมิบปากด่าด้วยความเอ็นดู๊ เอ็นดู แล้วจีบปากจีบคอบอกมาให้ “ไม่อยู่ย่ะ ออกไปถ่ายละครแต่เช้าแล้ววันนี้คิวสุดท้ายปิดกล้องพอดี”

“แล้วจะกลับมากี่โมงครับ”

“ถ้าอยู่กินเลี้ยงปิดกล้องด้วยก็คงดึก ถ้าไม่อยู่ค่ำๆ ก็กลับแล้ว ว่าแต่ถามทำไม”

“พี่อัยคงทราบเรื่องเมื่อวานหมดแล้ว ผมจึงอยากขอบคุณมอสครับ ...เมื่อวานยังไม่ได้ขอบคุณมอสสักคำเลย” อุศเรนส่งตาซื่อๆ พูดจากน้ำใสใจจริง คนฟังก็รับรู้ได้ จึงยิ้มตอบอย่างพอใจ

“ไม่ต้องหรอก แค่เรนตั้งใจทำงานให้มอส ก็ถือว่าได้ขอบคุณแล้ว มอสเขาก็อย่างนี้แหละ บางทีก็ซึนๆไปบ้าง พี่ถึงได้บอกว่าเรนอย่าไปถือสา เวลาเขาช่วยใคร เขาช่วยจากใจจริงเสมอ และมักไม่ค่อยออกหน้า มีเรนคนเดียวนี่แหละมัง ที่ออกมาซะเต็มตัว” ช้างจ้องนิ่งๆ เหมือนจะจับความรู้สึกพิเศษที่ซ่อนไว้ได้เสมอ โดยเฉพาะของคนอื่น

“แต่ถ้าเรนอยากจะบอกก็ต้องรอบอกด้วยตัวเองนะ อย่าส่งไลน์ไม่งาม อ้อ แล้วทีหลังน่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็คุยกับมอสเขาตรงๆ มัวแต่ไม่กล้า มันก็ไม่ได้แก้ไขจนสายเกินไปพอดี”

“ครับพี่ ผมจะจำไว้ครับ”

อุศเรนรับคำยิ้มได้กว้าง เป็นยิ้มที่ปกติ เปิดเผย ยิ้มแรกโดยมิต้องฝืนนับแต่เมื่อเย็นวาน มิใช่คำพูดของพี่ช้างหรอกนะที่ทำให้ดีขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็มาจาก ไออุ่นๆที่ใช้ปลอบประโลมตนทั้งสิ้น และยิ่งได้รู้ว่าเป็นคนเดียวที่เขาออกหน้าให้ มันยิ่งพึงใจ

ครั้นเมื่อมาถึงห้องพี่ช้าง พี่ช้างก็จัดแจงหาพาไปห้องหับเล็กๆติดกับห้องนอนพี่เขา แล้วช่วยหาที่ทางวางข้าววางของให้ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก แค่เป้กับถุงกระสอบ ที่ใช้ใส่เสื้อผ้าและของสำคัญอีกนิดหน่อยของเขากับละเวงเท่านั้น

“เธออยู่กับพี่ไปพลางๆก่อนนะช่วงนี้ พี่กลับจากอัมพวาพี่ค่อยหาที่อยู่ให้ใหม่... ส่วนเรื่องพี่สาวเธอน่ะ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ที่อยู่ และการรักษา เดี๋ยวขอพี่คุยกับมอสก่อนว่าจะยังไง แล้วจะบอกเธออีกที”

เรนหน้าเสียนิดหน่อยกับสิ่งที่พี่ช้างพูดมา ยอมรับตรงๆว่าที่หน้าเสีย ไม่ได้มาจากเรื่องค่าใช้จ่ายของละเวงเลย แต่ด้วยเพราะประโยคที่บอกว่า ‘ไปอยู่กับมอส’ ต่างหาก ที่ยังดังก้องอยู่ในหัวตั้งแต่เมื่อวานจนคิดไปไกล เข้าข่ายคิดไปเอง จนอายตัวเอง อยู่กับมอสมิได้หมายถึงอยู่ห้องเดียวกันหรอกหรือ แล้วทำไมพี่ช้างถึงบอกให้มาอยู่กับพี่เขา พี่ช้างก็คงเห็นทีท่ากังขาจึงอธิบายมาว่า

“มอสเขาจะได้มีความเป็นส่วนตัว ลืมแล้วหรือไงเรื่องนี้ที่พี่เคยสอน อย่างไรเสีย เธอก็เป็นแค่ลูกจ้าง เป็นคนนอก ไม่ใช่ญาติ จะไปอยู่ห้องเดียวกับเขาได้อย่างไร” พี่ช้างยังคงดำรงลักษณะพูดตรงๆ จนกระแทกใจได้เสมอ 

“เอาเถอะเรน เขาช่วยเท่านี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ดีกว่าเขาไม่ช่วยอะไรเลย หาที่อยู่ให้ก็เหมือนกับเขาดูแลนั่นแหละ อีกอย่างเวลาหลานเขามาน่ะ หลานเขาก็ต้องนอนห้องนั้น อยู่กับพี่ก็เหมือนอยู่กับเขา เพราะเขาก็ดูแลพี่ที่เป็นลูกจ้างเขาเหมือนกัน ”

“ครับพี่อัย ..ขอบพระคุณมากๆนะครับ” เรนเข้าใจเจตนาพี่ช้างดี ทั้งๆที่ใจลึกๆเริ่มแฟบลง แต่มันก็จริงนะตนมันแค่ลูกจ้าง เขาช่วยเท่านี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ในเมื่อวาสนามาได้แค่คืบ ก็ไม่ควรเกินเลยให้ไปถึงศอก

“แล้วผมจะไม่กวนพี่อัยแย่เหรอ”

“กวนเกินอะไร ดีซะอีก เผื่อเวลาพี่พาผู้ชายมา แล้วมันฆ่าแต่ไม่ข่มขืน เธอจะได้โทร.ไปแจ้งตำรวจให้พี่ได้ เวลาแจ้งน่ะก็แจ้งแค่ทำร้ายร่างกายนะ ล่วงละเมิดทางเพศไม่ต้อง เพราะเดี๋ยวโดนฟ้องกลับ”

เรนพอหัวเราะออกมาได้ พี่ช้างนี่นอกจากจะปากร้ายแต่ใจดีแล้ว ยังสามารถสร้างบรรยากาศขมุกขมัวให้กลับมาสดใสด้วยเสียงหัวเราะได้อีกด้วย

 “เอาล่ะ ตามนั้น ไปอาบน้ำได้แล้ว ฝนซาพอดี จะได้รีบออกไปกัน”

“ครับพี่”

เรนรับคำว่าง่าย รีบไปจัดการธุระส่วนตัว ครั้นพอเสร็จเรียบร้อย ก็มานั่งรอพี่ช้างตรงชุดรับแขก พอพี่ช้างเห็นเข้าก็ถึงกับหลุดปากชมออกมา  “ เออ แต่งเนื้อแต่งตัวให้มันได้อย่างนี้สิ ค่อยสมกับทำงานวงการบันเทิงหน่อย ดูดีเชียว ดูน่ามองกว่าตอนก่อนเป็นไหนๆ มอสเขาเห็นเขาคงดีใจแย่ เขาก็มาบอกพี่เหมือนกันว่าให้ช่วยพาเธอไปแปลงโฉม แต่พี่ก็ไม่ว่าง ...ว่าแต่นี่ฝีมือนายปอนด์เขาใช่ไหม”

“ครับ...ปอนด์ช่วยเลือกให้”

“ปอนด์นี่เขารสนิยมดีนะ ตาถึง ไม่เสียแรงที่เล่นเป็นนายเอกซีรีส์วายหลายเรื่อง นายเอกเป็นอย่างไร ก็ถอดแบบเอามาใส่เธอได้อย่างนั้น... พูดถึงปอนด์ก็นึกได้ เขาไลน์มาหาพี่เมื่อเช้า ว่าค่าเสื้อผ้าหน้าผมของเธอน่ะ เกือบสองหมื่น”

“ห๊า อะไรนะครับ ทำไมมันแพงขนาดนั้น” เรนตกใจจริงๆ เพราะเมื่อวานคนที่ทั้งเลือกและจ่ายคือปอนด์คนเดียวล้วนๆ ตนมีหน้าที่แค่เป็นไม้แขวนเสื้อลองใส่และหิ้วออกมาเท่านั้น

“อ้าว ก็สยามนะยะ ไม่ใช่ประตูน้ำ ...แต่เอ พี่ก็แปลกใจนะ พอพี่บอกว่าจะโอนให้ เขาก็ไม่เอา เขาบอกเขาคุยกับเธอแล้ว แล้วนี่ไปคุยอะไรกัน มอสรู้หรือเปล่า ไม่ใช่เขามารู้ทีหลังแล้วโวยวายงอแงอีกนะ เมื่อวานก็น่าดูชมพอแล้ว เต็มทวิตเตอร์ไปหมด พี่ต้องตามแก้ข่าวให้แทบแย่ ”

“เป็นข่าวเลยเหรอครับ”

“เออสิ...ทั้งมอสทั้งปอนด์”

“แล้วมันเรื่องอะไรกันเหรอครับ” อุศเรนถามด้วยความตกใจอีกครา

“แหมมม ตั้งแต่ถอดรูปเนี่ยดูจะตกอกตกใจง่ายจริงนะไอ้เรน ก็เรื่องคุณมึงนั่นแหละค่ะ อยากรู้ก็ไปหาดูในทวิตเอา แต่ช่างมันเถอะ มันตกเทรนด์ไปแล้ว.... แล้วจะบอกได้หรือยังว่าคุยอะไร”

 “ปอนด์เขาบอกว่า ..เอ่อ” 

อุศเรนยังติดใจเรื่องทวิตเตอร์ แถมยังลังเลว่าจะบอกดีหรือไม่ ที่ปอนด์บอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้คืนเป็นเงินเสมอไป เจตนาของเขามันก็ไม่ได้ชี้ชัดออกมาแจ่มแจ้งเท่าไหร่ แต่ถึงจะไม่ชัดเจน มันก็แง้มๆออกมาให้ได้เห็นแล้ว จะไม่รู้ก็โง่เกิน ว่าแต่ทำไมตนถึงรู้สึกกลัวแปลกๆ ไม่ได้กลัวที่ปอนด์จะเข้าหาหรอกนะ แต่ดันกลัวมอสรู้แล้วจะเป็นเหมือนเมื่อวานมากกว่ากับการที่คุยกับปอนด์

นี่คงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม แต่ถ้าคิดไปเองอีก ตนมิหน้าแหกเหมือนที่คิดไปแล้วก่อนหน้าว่าจะมาอยู่กับมอสอีกหรอกเหรอ มอสเขาอาจไม่สนใจอะไรก็ได้ มันไม่น่าจะเป็นอะไรที่สลักสำคัญสำหรับมอสเลย

เรนเอ๋ยเรน จนแล้วจนรอด ไอ้ที่ไม่อยากคิดไปเอง ก็ยังคิดไปเองเหมือนเคยอยู่นั่นแหละ
จูบเบาๆ ที่กลางกระหม่อมเมื่อคืน มันยังไม่แสดงว่าตัวเองสำคัญพอหรือไร

“เอ่อ อะไร จะพูดก็พูดมาให้หมด ขยักขย่อนเป็นเยี่ยวกระปริบอยู่นั่น”

“ไม่มีอะไรครับ ปอนด์เขาแค่บอกว่า ไม่จำเป็นต้องใช้คืน ประมาณนี้แหละครับ” เรนบอกไม่หมด ช้างฟังแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าไรนักหรอก แต่คงมิอยากจะใส่ใจ เพราะถือว่าเตือนแล้ว

“งั้นก็แล้วไป...ไปกันเถอะ เดี๋ยวรถจะติด” ช้างตัดบท แล้วเดินนำ เตรียมออกข้างนอก แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะสายเรียกเข้า จึงให้เรนออกไปก่อน “ไปรอพี่ที่รถ พี่ขอคุยธุระสายนี้แป๊บ เดี๋ยวตามไป”

เรนพยักหน้ารับคำ พอคล้อยหลังช้างจึงเริ่มคุย “ว่าไงคะเจ้าชายมอส ถึงกองแล้วเหรอเพคะ”

“ยังเลยพี่ ขับรถอยู่ พอดีเมื่อกี้แวะมาหาคนรู้จักเก่านิดหน่อย” มอสยิ้มๆ เมื่อเอ่ยถึงคนรู้จักเก่า แล้วถามต่อไปถึงคนรู้จักเก่าอีกคนที่เพิ่งกลับมาเจอกันใหม่ “เรื่องไอ้คุณหนูเรียบร้อยไหม หาที่หาทางให้มันยัง อย่าลืมนะพี่ ถ้าหาไม่ได้ ให้อยู่กับมอสไปก่อน”

“พี่ตัดสินใจแล้วว่าให้อยู่กับพี่ดีกว่า จะไปอยู่กับมอสได้ยังไง พี่จัดที่จัดทางที่ห้องพี่ให้เรียบร้อยแล้ว”

“อ้าวทำไมล่ะครับ ขัดคำสั่ง ระวังมอสจะลดเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งนะครับ” มอสอยากพูดไปเหลือเกินนักว่า ดีนะที่เป็นมอส ถ้าเป็นพี่เต้ยละก็ สาระแนขัดคำสั่งและยังทำเกินอย่างนี้ โทษที่ได้รับคือถีบยอดอก

 “แหมมมม เห็นใจหม่อมฉันเถิดเพคะ คุณเจ้าชายมอส ไอ้เมื่อวานที่เป็นข่าววิ่งตามกันที่สยามจนเต็มทวิตน่ะ หม่อมฉันก็แทบจะเอาตีนก่ายหน้าผากอยู่แล้ว”

“อนุญาตให้ใช้สองตีนเลย ถ้าก่ายถึง....ให้มันอยู่กับมอสก่อนน่ะแหละพี่ สงสารมัน” เจ้าชายทางต้นสายเริ่มโอดครวญ แต่อีนางคชสารผู้จัดการใหญ่ก็มิฟัง 

“น้องมอสคะ ถ้าให้เรนเขาอยู่กับมอส เผื่อข้างห้องหรือใครมันตาดีเห็น แล้วเข้าใจผิด เดี๋ยวก็เต็มทวิตอีกแหละ น้องมอสต้องเข้าใจนะคะว่าละครเรื่องใหม่กำลังจะออนแอร์ ช่วงนี้พี่เลยไม่อยากให้มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องวายๆออกไป ภาพลักษณ์มอสจะเสีย คนดูจะไม่อิน ยิ่งตอนนี้เรนเขาดูดีขึ้นด้วย ภาพเมื่อวานที่พี่เห็นในทวิตน่ะ มันเหมือนแฟนวิ่งตามงอนตามง้อกัน ...เชื่อพี่เถอะ อย่างน้อย ใครเห็นพี่ก็ยังพอพูดได้ แก้ข่าวให้ได้เต็มปากว่ามันอยู่กับพี่ เป็นผู้ช่วย รอให้พ้นช่วงนี้ไปก่อน จะนอนห้องเดียวกันหรือนอนกอดมันเหมือนเมื่อเช้าพี่ก็ไม่ว่า”

“โธ่พี่ช้าง พูดอะไรก็ไม่รู้ ก็เมื่อเช้ามันหนาว....ไม่คุยด้วยแล้ว แค่นี้นะครับ  ”

มอสรีบตัดสาย เห็นตัวเองหน้าแดงหน่อยๆจากกระจก เพราะสิ่งที่พี่ช้างพูดมันคือความจริงที่ปฏิเสธมิได้เลยว่านอกจากจะปลอบมันและพามันมานอนที่โซฟาเมื่อคืนแล้ว เขายังกอดมัน กอดไอ้คุณหนูนั่นอีกด้วย จนพี่ช้างเข้ามานั่นแหละจึงได้เห็นเต็มตา  แต่เรื่องอะไรจะบอกให้รู้ว่าลึกๆก็เต็มใจ จึงแก้เก้อไปว่าเพราะว่าหนาวนั่นเอง

“ก็แค่กอดน่า พี่ชายน้องชายหรือเพื่อนกันก็กอดกันทั้งนั้น เราไม่ได้คิดอะไรกับมันสักหน่อย”

มอสบอกตัวเองพลางยิ้มพลาง  รู้ตัวนะ มิใช่ไม่รู้ ว่าประโยคที่พูดกับตัวเองเมื่อกี้ ลอกมาจากซีรีส์วายที่เคยเล่นตอนพระเอกยังซึนล้วนๆ นี่เขาจะเอาดีกับบทพระเอกวายนอกจอให้ไอ้คุณหนูเรนแน่ฤา ...คำถามนี้ถามตัวเองมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ได้รอยยิ้มของตัวเองแทนคำตอบทุกที

ทางด้านเจ้าตัวต้นเหตุแห่งคำถามนั้น ระหว่างที่รอพี่อัยอยู่ข้างรถ จึงใช้เวลาค้นหาว่าในทวิตเกิดเรื่องอะไรขึ้นตามที่ใจยังสงสัย แล้วแฮชแท็กที่เพิ่งตกอันดับตกเทรนด์ไปก็ปรากฎแก่สายตา

“#วายทะลุจอมอสมณฑล”

เรนไม่รอช้าเข้าไปดูในแต่ละทวิต และในแต่ละทวิตนี่เองก็ทำให้เลือดสูบฉีดขึ้นหน้าจนแดงระเรื่ออีกครั้ง ผิดกับใบหน้าของใครบางคนที่ดูทวิตเดียวกันจากมือถือของพี่ชายยิ่งนัก

“ทำไมน้ามอสต้องวิ่งตามมันด้วย”

เจ้าของเครื่องหน้าคมกล่าวขึ้น ณ หอนั่ง ใบหน้าที่เคยกระจ่างใส ยามนี้ตูมสนิท โดนกักบริเวณให้อยู่บนบ้านแต่อย่างเดียวก็นับว่านักหนาสาหัสพออยู่แล้ว ยังจะต้องมาเห็นคลิปเห็นภาพอันมิพึงปรารถนาโดยความอนุเคราะห์จากเจ้าพี่ชายตัวร้ายอีกด้วย  ส่วนเจ้าพี่ชายที่นั่งข้างๆ ประหนึ่งผู้คุม ผู้ยื่นคลิปให้ดูอย่างจงใจ ก็รีบดึงมือถือคืนมา ก่อนที่เจ้าน้องชายจะขว้างทิ้งดังสังหรณ์ แล้วตอบคำถามแทนน้าให้ ซึ่งก็ยั่วยุอารมณ์น้องได้ดีเหลือเกิน

“เขาไม่เข้าใจกัน เขาก็ต้องวิ่งตามกันเป็นธรรมดา”

“ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำอย่างนั้นเลยนี่พี่ซัน ไอ้นั่นมันเป็นแค่ลูกจ้าง สตาร์ไม่ชอบขี้หน้ามันเลย”

เจ้าน้องเล็กแหวพี่ชายคนโตด้วยเสียงอันดังยิ่ง ทำเอาบรรดานางข้าหลวงแก๊งค์เสื้อคอบัวของคุณมะสามสี่คนที่ทำงานอยู่ละแวกนั้นรีบถอยห่าง เพราะรู้ฤทธิ์รู้เดชลูกชายคนเล็กของนายจ้างดี คงมีแต่พี่ชายที่ไม่สะทกสะท้าน แถมยังช่วยกวนพื้นอารมณ์ไม่หยุด

“ถึงเขาจะเป็นลูกจ้าง เขาก็เป็นคนเหมือนกับเรา นายไม่ชอบขี้หน้าพี่เขา แล้วคิดเหรอว่าพี่เขาจะชอบหน้านาย ถ้าเขาไม่สำคัญน้ามอสสุดหล่อของเรา ไม่วิ่งตามหรอก”

“สตาร์ก็สำคัญ และสำคัญกว่ามันด้วยซ้ำ น้ามอสควรเป็นห่วงสตาร์ที่ถูกทำโทษอยู่นี่ ไม่ใช่ไปวิ่งตามมัน”

“จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เข้าใจ ยังสำคัญตัวผิด... เหอะ นายยังคงเป็นเด็ก หยุดพูดซะดีกว่าสตาร์”

“สตาร์ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ถ้าสตาร์เป็นเด็ก พี่ซันเองก็เป็นเด็กเหมือนกัน พี่ซันน่ะแหละหยุดพูดซะที”

“ไม่หยุด เพราะพี่โตพอที่จะรู้ว่าความรักเป็นยังไง โตจนพอที่จะรู้ว่ารักที่มันเป็นไปไม่ได้มันเจ็บแค่ไหน หยุดตอนนี้ยังทันนะสตาร์ อย่าเหมือนตัวพี่เลยที่รู้แต่ก็ไม่ยอมหยุดตั้งแต่ทีแรก ”

ซันจ้องหน้าน้องนิ่ง ใช้สายตาสีอำพันของหนุ่มน้อยย่างสิบห้าอย่างเขา สะกดตาสีน้ำตาลให้สลดลงได้อย่างชะงัด แต่ที่สะกดไม่ได้คือปากตัวเองกับคำพูดเมื่อกี้ที่ไม่รู้ว่าใครหยิบยื่นส่งให้มาในสมองจนต้องพูดออกไป เจ้าน้องชายที่แพ้ประกายสายตาลงอย่างราบคาบ รีบลุกขึ้นเดินหนี ด้วยเพราะทำอะไรไม่ถูก ลืมตัวว่าถูกคุณป๊ะกักบริเวณ ก้าวพรวดๆไปยังซุ้มประตู เตรียมมุ่งหน้าไปศาลาท่าน้ำ ครั้นพอจะก้าวลงบันไดก็ต้องชะงักขาขึ้นพลัน เพราะตรงกลางบันไดนั้น แขกของพี่ซันมันขดตัวขวางไว้ ไม่ให้ลงไป

“โอ๊ยยยย นี่ก็เฝ้าจริงโว้ย รำคาญ ถามจริงเถอะมึงเป็นงูจงอางหรือเป็นหมากันแน่วะ”

สตาร์แผดเสียงลั่นออกมาได้อีกคำรบ ก่อนจะเดินกระทืบเท้าปึงปังเข้าห้องไป ทิ้งพี่ซันไว้ให้นั่งมองตาม ส่งประโยคเบาๆไปเคาะประตู น้องชายคงไม่อยากรู้ จึงไม่เปิดออกดูรับฟัง

“โทษทีนะ พี่พยายามแล้ว แต่มันห้ามไว้ไม่ได้จริงๆว่ะ สักวันนายจะเข้าใจในสิ่งที่พี่เป็น สตาร์ดัสท์”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
หนึ่งชั่วโมงถัดมาหลังจากที่วางสายมอส หนึ่งผู้จัดการใหญ่กับอีกหนึ่งผู้ช่วยก็พากันมาถึงโรงพยาบาล ช้างขอแยกตัวไปคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องค่าใช้จ่ายที่มอสเพิ่งไลน์มาสำทับว่าจะออกให้ไปก่อน ปล่อยให้เรนเข้าไปเยี่ยมพี่สาวตัวเองตามลำพัง และพอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นพี่สาวลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว แต่สีหน้าสีตายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย

“อ้าว เรน” ละเวงร้องทัก พยายามฝืนยิ้มให้สดใส อุศเรนรีบโผเข้าไปหา พาให้นอนลงดังเดิม

“ตัวดีขึ้นแล้วเหรอละเวง ลุกขึ้นมานั่งทำไม นอนก่อน”

“ดีขึ้นแล้วล่ะ นอนมาทั้งคืนแล้ว เบื่อจะแย่”

“ยังไงก็ต้องนอน อาหมอบอกว่า เมื่อวานตัวตกใจหนักจนเป็นลม แถมตัวก็มีไข้ ร่างกายก็อ่อนแอสะสม อยากให้พักเยอะๆ พอแข็งแรงแล้ว คราวนี้คงต้องผ่าตัดเสียที”

“เงินเราพอแล้วเหรอเรน” ละเวงถามพลาง ยอมนอนลงดังเดิมพลาง เรนฟังแล้วรู้สึกละอายใจยิ่งนักที่คิดแต่เรื่องอื่นๆแทนเรื่องเงิน ที่เป็นเรื่องสำคัญ

“ก็ยังขาดอยู่แหละ แต่เมื่อวานอาหมอบอกว่ามีโรงพยาบาลรัฐเปิดใหม่เขาเพิ่งมีโครงการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยยากไร้โดยจ่ายแค่ครึ่งเดียว อาหมอจะช่วยประสานงานให้  แต่เดี๋ยวเรนช่วยหาทาง...” เรนพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกพี่สาวขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่คมกริบบาดใจน้องชายอย่างไม่เคยใช้มาก่อน

“ยังขาดอยู่แต่ก็มีเงินไปซื้อเสื้อผ้า แต่งเนื้อแต่งตัวใหม่นะ เรื่องค่าเช่าบ้าน เรื่องอื่นๆ คงลืม คงไม่ได้สนใจ จนไม่มีที่ซุกหัวนอน และตัวเค้าก็ต้องกลายเป็นผู้ป่วยยากไร้” ละเวงหน้าตึง จนน้องชายหน้าเหวอ พี่สาวเองพอเห็นสีหน้าน้องเป็นดังนั้น ก็ยังนิ่งอีกสักครู่ แล้วผ่อนยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ  ลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู

“เค้าล้อเล่น แค่นี้ก็ต้องหน้าเสีย ละเวงรู้ว่าเรนไม่ได้ลืมหรอก เอาเถอะ จะผ่าก็ผ่า เค้าจะได้หาย กลับมาแข็งแรงและทำอะไรตามใจอยากได้เสียที...ว่าแต่ นึกยังไงนี่ ถึงได้กลับมาแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนเมื่อก่อน เค้าเห็นแล้วนึกถึงวันเก่าๆของเราพี่น้องเลยรู้ไหม”

“ตกใจหมด นึกว่าตัวโกรธเค้าจนเข้าใจผิด” เรนสีหน้าดีขึ้นทันใด ยิ้มออกมาได้ เริ่มอธิบาย  “เพื่อนของดาราที่ดูแลอยู่ เขาจัดให้น่ะ ดาราที่เรนดูแลอยู่ เขาก็อยากให้เรนแต่งตัวดีๆ เหมือนกัน เรนไม่ได้เอาเงินส่วนตัวไปซื้อจนลืมเรื่องค่าบ้านหรอกนะ”

“เค้ารู้...เค้าบอกแล้วไง ว่าเค้าล้อเล่น เลิกโทษตัวเองเถอะ”

“เค้ากลัวตัวเข้าใจผิด เพราะเค้าแท้ๆ ตัวถึงต้องเป็นแบบนี้” เรนกุมมือพี่สาวแน่น ยกขึ้นมาจูบเบาๆ แล้วมือพี่สาวก็แทบร่วง เมื่อเจ้าตัวพูดมาว่า

“ทำไมตัวไม่บอกเค้าว่า ดาราที่ตัวดูแลอยู่ คือ มอส มณฑล”

คำถามนี้ของละเวง ทำอุศเรนทำหน้าทำตาไม่ถูกอีกครา ไม่รู้จะบอกยังไงในทีแรก แถมละเวงยังทอดเสียงเหมือนว่าตนผิดที่ปิดบังอย่างไรอย่างนั้น นี่คงไม่ได้คิดไปเองหรอกนะ “แล้วตัวรู้ได้ไง เค้าบอกไปก็กลัวว่าตัวจะไม่รู้จัก ตัวก็ไม่เคยสนใจวงการบันเทิงนี่ เลยไม่บอก”

“ตัวนี่ชอบคิดเอง คิดแทนอยู่เรื่อย.....มอส เขามาเยี่ยมละเวงแล้วเมื่อกี้ ก่อนตัวจะมา”

“อะไรนะ” เรนไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อเพราะละเวงพยักหน้าสำทับ สงสัยนักทำไมมอสมาเยี่ยมละเวงโดยมิบอก และสงสัยอีกเช่นกันนักว่า “ตัวจำมอสได้ใช่ไหม”

“เรนควรจะถามว่า มอสจำละเวงได้หรือเปล่า ถ้ามอสเขาเป็นคนเดียวกับเด็กที่ห้องอาหารจีน ทำไมละเวงจะจำมอสไม่ได้” ละเวงยิ้มแปลกๆในที มองหน้าน้องชายที่ชอบคิดไปเองอีกแล้วเสมอว่าตนเองนั้นมีความทรงจำอันพิศุทธิ์กับมอสอยู่คนเดียว มิรู้น้องชายจะสังเกตเห็นหรือไม่ แล้วถามต่อในอีกเรื่อง เพื่อความแน่ใจ 

“ตัวยังชอบมอสหรือเปล่า”

“ก็บอกตัวหลายรอบแล้ว ว่าเปล่า”

น้องชายรีบตอบทันควัน เป็นการใช้คำตอบเดิม เหมือนทุกๆครั้ง ทั้งๆที่ควรจะเปลี่ยนตามที่ใจรู้สึกได้แล้ว แต่ก็ไม่ พี่สาวเองก็ย้ำอีกครา เหมือนที่ใช้ซ้ำแซวเล่นกันอยู่บ่อยๆ แต่ที่ไม่บ่อยมันคือความจริงจังในทุกๆคำของน้ำเสียง น้องชายก็ดันกลับเพิกเฉย มิยอมสัมผัสให้ลึกลงไปเลยว่าในความจริงจังนั้นมันซ่อนอะไร

“ถามรอบสุดท้าย”

“มะ ไม่ได้ชอบ”

“ตัวพูดเองนะ เรน”

ละเวงพูดออกมาเบาแสนเบา คล้ายจะพูดกับตัวเองแต่ก็ไม่ และก่อนที่บทสนทนาของสองพี่น้องจะดำเนินต่อไป พี่ช้างก็เข้ามาสมทบพร้อมคุณอาหมอ อุศเรนรีบแนะนำให้รู้จัก ละเวงก็ไหว้ด้วยความนอบน้อม และขอบคุณพี่ช้างที่เป็นธุระให้ ส่วนอาหมอก็แจ้งว่าหลังจากพักฟื้นและแข็งแรงขึ้นแล้ว ให้เข้าผ่าตัดทันที โดยที่ละเวงจะต้องย้ายไปยังโรงพยาบาลใหม่ตามที่อุศเรนกล่าวก่อนหน้า และด้วยเส้นสายของผู้ใหญ่บางคน ก็ทำให้ลัดคิวได้ไม่ยาก

“คุณหญิงวาสิฏฐี อัครพงศธร ท่านช่วย” อาหมอบอกมาให้

“คุณแม่พี่เต้ย พี่เขยมอสเขา แม่ผัวอีมูนเพื่อนรักพี่ เคยเจอกันกับพี่ๆเขาแล้วนี่เมื่อวันก่อน... คุณหญิงท่านดูแลมอสก่อนเข้าวงการ มอสคงบอกให้ท่านทราบน่ะ”

พี่ช้างเสริมขึ้นให้ เรนรู้สึกอิ่มใจนักกับสิ่งที่มอสกระทำนัก คะแนนใจหลายคะแนนถูกบวกให้มิมียั้ง นี่คงเป็นเหตุผลละมังที่มอสมาโรงพยาบาลโดยไม่บอก ละเวงแม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ก็ซึ้งใจจนน้ำตาคลอที่ชีวิตตนได้หลายๆคนช่วย อยากเร่งวันเร่งคืนให้ออกจากโรงพยาบาลเร็วๆ จะได้ไปกราบขอบคุณ แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะอาหมอบอกให้พักฟื้นเป็นอาทิตย์จนแน่ใจว่าแข็งแรงแล้วจึงจะส่งตัวต่อ อีกนานกว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาล

และเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วไม่มีอะไรต้องห่วงอีก อาหมอกับพี่ช้างก็ออกไปข้างนอก ทิ้งเรนให้คุยกับละเวงอีกพักจนหมดเวลาเยี่ยมช่วงเช้า เรนจึงได้ลาพี่สาวกลับ และสัญญาว่าจะมาเยี่ยมอีกบ่อยๆ ก่อนไปพี่สาวก็กุมมือน้องชายแน่น พูดทิ้งท้ายว่า

“มาเยี่ยมคราวหน้า พามอสมาด้วยนะเรน เค้าอยากขอบคุณมอส เมื่อเช้ามัวแต่คุยเรื่องอื่นกัน เลยลืมขอบคุณ”

เรนฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆในหูพิกล อยากจะถามว่าคุยเรื่องอื่นคือคุยเรื่องอะไรกัน ก็ไม่ทันได้ถาม เพราะพี่ช้างเปิดประตูเข้ามาตามให้รีบกลับ จนต้องแบกความสงสัยกลับไปพร้อมตัว ใจอยากจะโทร.หามอสนัก ทั้งอยากขอบคุณ ทั้งอยากถามความให้กระจ่าง แต่ก็เกรงว่ามอสจะยุ่งอยู่ ซึ่งมอสก็ยุ่งอยู่จริงๆ แต่มิใช่ยุ่งกับการเข้าฉากหรอกนะ แต่เป็นยุ่งอยู่กับสายที่บรรดาเพื่อนดาราโทร.มาถามว่าไอ้คนที่ตนวิ่งตามเมื่อวานจนลือลั่นสนั่นทวิตนั่นมันเป็นใคร หลายคนสงสัยไม่เว้นแม้แต่กระทั่ง พี่เขยกับพี่ตัว ผู้เป็นต้นแบบแห่งการวิ่งลัดทุ่งข้ามภูเขางอนง้อเมื่อวาน

“ไงไอ้น้องเมีย ลอกแบบกูมาเป๊ะๆเลยนะไอ้เวร เดี๋ยวพี่เก็บค่าลิขสิทธิ์นะโว้ย” พี่เต้ยกำลังขับรถอยู่ ส่งภาพและเสียงกลั้วหัวเราะใสในแบบฉบับวีดีโอคอลทักมา ข้างๆคือพี่มูนที่นั่งเคียงคู่ถือโทรศัพท์

“ซาหวัดดีคร้าบบบบพี่เขย พี่มูน มอสว่าอีกสักพักถ่ายซีนดราม่าเสร็จ กะว่าจะโทร.หาอยู่พอดีเลย ...นี่จะไปไหนกันครับเนี่ย”

“ไปรีสอร์ทน่ะสิ ช่วงนี้ลูกค้าเยอะฉิบหาย ต้องเอาเมียมาช่วยนี่ เอาเรื่องของนายก่อนดีกว่าไอ้มอส เต็มทวิตเมื่อวานเนี่ยมันคืออะไรวะ แหม่ เพิ่งเจอกันเมื่อวันก่อนแท้ๆ อย่าบอกนะโว้ยว่าวันนี้กำลังจะมีน้องสะใภ้ให้พี่ พี่แนะนำนะว่าให้รีบขอที่ดินเมียพี่สักผืน สร้างเรือนหอเลย ”

“อูยยยย พี่เต้ยก็คิดไปไกล ยังไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่เข้าใจผิดกันนิดหน่อย” มอสยิ้มกว้างตอบมา แต่แล้วพี่มูนก็ขัดให้

“โวยวายที่สยามและก็วิ่งตามกันขนาดนั้นไม่นิดหรอกมั้งมอส แล้วนี่คุณนายช้างไม่บ่นแย่เหรอ”

“จะเหลือเหรอครับพี่มูน หนองโอษฐ์ของพี่เต้ย เพื่อนรักพี่มูนน่ะ บ่นว่าอยากเอาตีนก่ายหน้าผาก มอสก็เลยอนุญาตให้ใช้สองตีนเลย ถ้าไม่ติดพุงแล้วก่ายถึงนะ เอ หรือว่าจะเอาตีนมอสไปให้ก่ายแทนดี” มอสบางทีก็ชอบเรียกช้างว่า ‘หนองโอษฐ์’ มาจากคำเต็มว่า ‘นางสนองพระโอษฐ์’ เป็นยศรองของคุณท้าวที่ใช้ติดปากเรียกเสมอมา

“แน๊ ทำพูดเข้าก็พี่เขาเป็นห่วง..ทีนี้จะแก้ข่าวยังไงล่ะ แต่ดูท่าอารมณ์ดี ดูเหมือนไม่เดือดไม่ร้อนอะไรเลยนะ” มูนหันกล้องมาหาตัวเอง ถามขึ้นอย่างสงสัย ซึ่งเจ้าน้องชายก็ดูมิเดือดมิร้อนจริงๆ

“จะต้องไปเดือดไปร้อนอะไรกันเล่าพี่มูน ดารากับข่าวมันก็เป็นของคู่กัน เดี๋ยวมีเรื่องใหม่มาเขาก็ลืมกันไปเองแหละ ช่างมันก่อนเถอะครับพี่เรื่องนั้น เอาเรื่องนี้ดีกว่าเรื่องที่ว่าจะโทร.หา คือไม่ทราบว่าพี่มูน อยากได้นางข้าหลวงคนใหม่แทนคนเก่าที่เจอคุณท่านจนไข้ขึ้นแล้วเพิ่งออกไปสักคนไหมครับ เอาไว้เป็นเลขาพี่มูนก็ได้ ระยะหลังมานี่ พี่ๆก็ยุ่งกันไม่ใช่เหรอ หาคนไปช่วยจะได้เบาแรง รับรองพี่มูนจะต้องถูกใจ”

“หือ...ใครกัน”

“เขาชื่อ ละเวงครับพี่มูน”

แล้วมอสก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังตั้งแต่ต้น มูนกับเต้ยฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจ และก็เป็นที่แน่นอนว่ามิได้ปฏิเสธน้อง แต่ก็อยากให้น้องไปคุยให้เรียบร้อยเป็นเรื่องเป็นราวว่าเขาอยากมาทำงานให้โดยสมัครใจไหม มอสมั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็รับปากว่าจะไปคุย นี่ก็คงเป็นเรื่องดีๆอีกเรื่องที่ได้ช่วยสองอดีตคุณหนูคู่พี่น้อง หวังน้อยๆตอบแทนคือเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มจากสองพี่น้องนั่นก็พอ

น้องคงดีใจจนหน้าหายเศร้า มียิ้มกว้างๆไว้ตอบรับ ...อยากจะรีบกลับไปเห็นหน้ามันตอนดีใจเสียเหลือเกิน

ส่วนคนพี่สาวนี่สิ ก็คงจะยิ้มอย่างที่เห็นเมื่อเช้า เป็นยิ้มเย็นๆ หวานๆ เหมือนที่เคยเดินกลับมายิ้มให้ เมื่อหลายปีก่อน ณ ห้องอาหารจีน ยิ้มนั้นมาพร้อมกับเบอร์โทร.และคำพูดที่ว่า

“ว่างๆก็โทร.มาคุยกับเราได้นะ เราชื่อละเวง”

มอสจำภาพที่เคยรางเลือนวันนั้นได้ดีแล้ว ภาพนี้อยู่ในความทรงจำของเขากับละเวงเท่านั้น ตามมาด้วยภาพอีกภาพที่ตัวเขาต้องยืนรอเก้อหน้าโรงหนัง หลังจากที่โทร.ไปเบอร์นั้นแล้วนัดกันเสียดิบดี และภาพสุดท้ายคือเมื่อเช้าละเวงก็ขอให้เขาเก็บภาพทั้งสองไว้กับตัวต่อไป อย่าบอกใครแม้กระทั่งอุศเรน

เจ้าซุปตาร์รูปหล่อคิดถึงตรงนี้ก็ยิ้มเบาๆให้กับตัวเอง ระบายลมหายใจไล่ภวังค์อดีตพรั่งพรูกลับสู่ปัจจุบัน พร้อมแล้วที่จะเดินเข้าฉากเล่นซีนสุดท้ายของละครชีวิตตรงหน้า ซึ่งตั้งใจแล้วว่าจะเล่นบทพระเอกออกมาให้ดีที่สุด

เกือบจะสามทุ่มแล้ว อุศเรนพิมพ์รายงานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาของเด็กชายดารากร อัครพงศธร หลานชายตัวแสบของมอสเสร็จไปชั่วพักใหญ่ หากก็ยังมิมีวี่แววของตัวน้าชายที่ส่งไลน์มาบอกพี่ช้างว่าจะกลับมาร่วมโต๊ะอาหารค่ำ วันนี้เขาคนนั้นหายไปทั้งวัน ข่าวคราวเกี่ยวกับเขาหรือการให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆก็ได้ยินมาจากปากพี่ช้างทั้งสิ้น ไม่ติดต่อโดยตรงมาหาตนเลย เขาจะรู้ไหมว่ามีใครอีกคนรอ จะรู้ไหมว่าใจของคนรอนั้นมันโหวงๆแปลกๆพิกล

ความรักมันเริ่มจากศูนย์ถึงร้อยฉันใด ...การรอคอยมันก็เริ่มจากร้อยถึงศูนย์ฉันนั้น
หลายปีก่อนเคยนับจนหยุดนับ ทว่าทุกๆสิ่งที่มอสกระทำ มันทำให้ใจเริ่มต้นนับใหม่ไม่ลังเล

ฉะนี้คนรออย่างตนจึงได้แต่ใช้ ตาสองตามองสลับไปมาระหว่างบานประตูห้องกับนาฬิกาแขวนผนัง ท่ามกลางเสียงกรนที่เริ่มดังสนั่นจากเจ้าของห้องที่นอนอ้าปากพะงาบๆ กอดขวดไวน์อยู่ตรงชุดโซฟาซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าเป็นออเดิร์ฟ แถมยังคะยั้นคะยอให้ตนจิบเป็นเพื่อน ฤทธิ์ไวน์ทำให้มึนไปได้เหมือนกัน ยังดีที่ยังไม่มากเท่าพี่ช้างที่ล่วงหน้าคืนร่างจากช้างธรรมดากลายเป็นช้างเอราวันไปให้พระอินทร์ขี่เสียแล้ว

ด้วยความที่อยากจะรอขอบคุณมอสด้วยตัวเองกับสิ่งดีๆที่เขาทำให้ซึ่งสำคัญพอๆกับที่ใจไม่ลึกนั้นอยากเห็นหน้า อีกทั้งยังรอร่วมโต๊ะอาหารตามคำสั่งจึงทำให้ฝืนความมึนนั่งรอ และแล้วเสียงกริ่งหน้าประตูห้องก็ดังขึ้น การรอคอยก็ถึงคราวสิ้นสุดลง อุศเรนรีบวิ่งไปเปิดประตูพร้อมรอยยิ้มกว้างๆที่ใจสั่งให้เตรียมไว้ต้อนรับ แต่แล้วก็ต้องยิ้มค้างเก้อ เพราะคนที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้น แม้เขาจะเป็นดารา ก็หาใช่คนที่ตนใช้ใจรอ

“หวัดดีครับเรน ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”

“ปะ ปอนด์ หวัดดีครับ”

ปอนด์ใช้ความใสที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วร่างส่งผ่านเป็นรอยยิ้มน่าเอ็นดูมาทักทาย มิรอให้อีกฝ่ายเชื้อเชิญ ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง ปิดประตูห้องเสียเอง ยื่นส่งถุงขนมสองสามถุงจากร้านเบเกอรี่เจ้าดังที่ถือมาให้ อธิบายเหตุแห่งการมาเยือนโดยมิบอกกล่าวล่วงหน้า

“อยากมาเซอร์ไพร์สน่ะ เป็นห่วงอยากรู้ว่าเป็นไงบ้าง ทีแรกนึกว่าอยู่ห้องมอส ไปกดกริ่งเรียกเสียตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่ห้องพี่ช้างนี่เอง อ่ะนี่ขนม เราซื้อมาฝาก”

“ขอบคุณครับ ”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไรเราเลย เราเต็มใจ” เต็มใจของปอนด์ คงจะมาเต็มจริงๆ เพราะทั้งหน้าทั้งตาตลอดทั้งน้ำเสียง มันส่งประกายออกมาว่าเต็มที่อย่างปิดไว้ไม่มิด  “เรนยังไม่ตอบคำถามเราเลยนะ ว่าดีขึ้นแล้วใช่ไหม ”

“ดีขึ้นแล้วครับปอนด์”

“ดีขึ้นแล้วทำไมทำหน้าเหวอๆอย่างนั้น ไม่เหมือนตอนเปิดประตูเลย ยิ้มซะน่ารักเชียว”

“อ่อ คือ....” เรนพยายามนึกคำพูดถนอมน้ำใจ ไม่อยากพูดออกไปตรงๆว่ายิ้มที่มีให้ มันเป็นยิ้มที่สงวนไว้ให้ใครอีกคน หากก็นึกไม่ทัน “เรานึกว่ามอสมาน่ะ เพราะมอสบอกว่าจะกลับมามื้อเย็นที่ห้องพี่ช้าง”

ปอนด์หุบยิ้มลงทันใด เสียงใสส่งปลายสะบัดหน่อยๆ “จะไปรอมันทำไม เมื่อกี้เราเพิ่งเห็นไอ้นิวมันโพสไอจีสตอรี่ มันกับไอ้มอสยังอยู่ที่งานเลี้ยงปิดกล้องอยู่เลย”

“อ้าว ไหนบอกพี่ช้างว่าจะรีบกลับ อยู่งานเลี้ยงแป๊บเดียว” เรนพึมพำ ก่อนจะเดินไปยังแพนทรีที่ถัดออกไปไม่ไกลเอาขนมไปเก็บ ปอนด์เองก็เดินตามมา จงใจให้ข้อมูลเพิ่มเติม ฝากไปให้คนฟังคิดต่อเอง

“คงรีบกลับกันหรอก รู้เปล่าละครเรื่องนี้ ดาราผู้หญิงเยอะสวยๆทั้งนั้น ถ้าไอ้มอสไอ้นิวรีบกลับ ก็ไม่ใช่มันสองตัวแล้วล่ะ” เจ้าตี๋หล่ออินเทรนด์พูดจบก็ยิ้มต่อออกมาได้ เพราะดูท่าคนฟังกำลังคิดต่อเองสมใจ

“แล้วนี่หิวไหมล่ะ ไปกินข้าวข้างนอกกับเราก่อนดีกว่าไหม เรารู้จักร้านอร่อยๆเยอะนะ แถวๆนี้เอง ไปเถอะนะเดี๋ยวเรากลับมาส่ง ไม่ดึกหรอก”

“เราต้องขอพี่ช้างก่อน แต่พี่เขาเมาไวน์หลับไปแล้ว” เรนเลี่ยงๆปัดๆไปให้พี่ช้าง มิรู้ทำไมใจถึงอยากอยู่ห้องรอคนที่อยากเจอมากกว่า หากปอนด์ก็ไม่ยอม

“ปล่อยให้พี่ช้างเขานอนต่อไปเถอะ ไม่ต้องขอหรอก นะนะ ปอนด์หิวแล้ว เมื่อวานยังไม่ได้กินข้าวด้วยกันเลย ดันเกิดเรื่องซะก่อน”

“เอ่อ คงไม่ดีมั้งปอนด์ เดี๋ยวปอนด์ก็เป็นข่าว เมื่อวานก็ทีแล้ว เต็มทวิตเหมือนมอสเลย ว่าแต่เราขอโทษด้วยนะเรื่องนี้” เรนใช้ข้ออ้างอีกข้อที่น่าจะพอฟังขึ้น แต่มันดันกลายเป็นน่าฟังและเข้าทางปอนด์เสียนี่

“โถเพราะเรื่องนี้เองหรอกเหรอเลยไม่ไป ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้นเรน ในเมื่อเราก็อยากให้มันเป็นจริงตามข่าวนายเอกนอกจอปริศนา ” ปอนด์ไม่พูดเปล่า ส่งสายตาพราวระยับ ไปให้อีกฝ่ายที่กลายเป็นนายเอกปริศนาตามแฮชแท็ก ที่กำลังหลบแลก้มหน้างุดๆ นี่คงเขินและซ่อนหน้าแดงๆไว้สินะ คนเห็นที่เอ็นดูอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเอ็นดูหนักขึ้นไปอีก หนักถึงขั้นเกินเลย ดึงไอ้เจ้าตัวเล็กตรงหน้าเข้ามากอดไว้โดยมิทันตั้งตัว

“เลิกคิดมากได้แล้วเรน ตัวก็แค่นี้คิดอะไรเยอะแยะวุ่นวาย รู้ตัวไหมว่าเมื่อวานปอนด์เป็นห่วงมาก ปอนด์คิดแต่เรื่องเรนจนนอนไม่หลับทั้งคืน อยากจะมาหาตั้งแต่เช้า มาปลอบ มาดูแล แต่ก็ติดงาน พอเสร็จงานก็รีบมาหาเลยนี่”

ถ้าเป็นวันสองวันก่อน ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง ใครก็ตามที่โดนรุกตรงๆไม่สงวนท่าทีแบบนี้เข้า คงถึงคราวอ่อนไหว แต่วันนี้ยามนี้อุศเรนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ร่างเล็กๆของเขาจึงพยายามเบี่ยงตัวออก แต่ด้วยแรงที่น้อยกว่ามันทำให้สลัดออกมิได้ เพราะอยากรักษาน้ำใจกริยาที่ใช้จึงไม่หักหาญอ้อมกอดนั้นจนรุนแรง ผลที่ตามมาจึงทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเคอะเขิน จึงกระชับวงแขนแน่นขึ้นกว่าเดิม เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูห้องที่ปิดสนิทเมื่อครู่ ถูกเปิดออกอีกครั้งด้วยคีย์การ์ดสำรอง พร้อมกับร่างและสายตาของคนที่เรนรอเขามาทั้งวัน เขาคนนี้ช่างกลับเข้ามาได้ถูกช่วงถูกจังหวะเสียจริงๆ

“ตามสบายนะ เราไม่กวน”

เสียงเรียบๆไม่เคียดขึ้ง ไร้วี่แววแห่งการประชดประชันอันใด ถูกทิ้งไว้หน้าประตู พร้อมสายตาที่คนเห็นไม่มีทางคิดไปเองว่าผิดหวัง...มอสหันหลังเดินกลับห้อง เก็บภาพคนสองคนกอดกันที่เห็นอยู่เต็มตา กลับเอาไปแต่เพียงเท่านั้น

“ไอ้มอส กลับมาได้ไงวะ” ปอนด์พูดกับตัวเอง เผลอคลายวงแขน เรนจึงหลุดมาได้ และก็ได้เห็นใครอีกคนที่น่าจะมาด้วยกันกับมอสเดินเข้ามา กอดไหล่พาปอนด์ออกไป

“อ้าวไอ้นิว เมื่อกี้ยังโพสไอจีว่าอยู่ที่งานไม่ใช่เหรอ”

“กูสองคนโพสบนรถต่างหาก” นิวตอบเสียงเข้ม พอๆกับหน้าเข้มๆ ตามด้วยแรงที่ปอนด์ต้องตามหลุนๆโดยมิยาก ประโยคเบาๆมีมาอีกแล้วเพื่อใช้คุยกันสองต่อสองต่อหน้าคนอื่นที่ยังยืนงง

“เป็นเด็กดีของกูได้แป๊บเดียว พอคล้อยหลังกูก็เจ้าชู้อีกแล้ว จะทำโทษมึงยังไงดีนี่”

แล้วทั้งสองก็เดินกลับไปจนลับตา เรนเองก็ยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้แล้ว รีบไปหยิบคีย์การ์ดสำรองห้องมอสตรงโต๊ะทำงานพี่ช้าง วิ่งไปยังห้องมอสทันที เมื่อถึงหน้าห้องก็เกิดลังเลอยู่เพียงนิดว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ในตอนนี้ แต่แล้วภาพของสายตาผิดหวังเมื่อครู่ ก็ทำให้ตัดสินใจเปิดเข้าไป อย่างไรเสียก็ต้องอธิบาย ไม่เห็นเหตุหาควรปล่อยไว้ให้เรื้อรังข้ามคืน

“ไปไหนของเขา”

เรนเข้ามาในห้องแล้วก็เริ่มมองหา แต่ไม่เห็นวี่แววของเจ้าซุปตาร์คนสำคัญ จนสายตามาหยุดที่ประตูเทอเรซหรือระเบียงระฟ้าที่เปิดไว้ ปล่อยให้ลมพัดเข้ามาจนม่านขาวปลิวไสว เคล้าคลอไปกับเสียงกีต้าร์ที่ตามมาพร้อมสำเนียงเสียงเพลงตัดพ้อ อันจับลึกไปถึงขั้วหัวใจมิรู้ลืม

“ในอ้อมกอดพี่ คนดีเบื่อแล้วฤาเจ้า
จึงทิ้งเพียงเงายั่วเย้าใจพี่รำพัน
กลิ่นนวลเนื้อนางช่างเหมือนกระแจะจันทร์
หอมยังกรุ่นผูกพัน แต่เจ้านั้นมาหายไป” *

อุศเรนบังคับขาตัวเองมิได้ ก้าวตามเสียงร้องนั้นไปยังระเบียง ...คนที่นั่งเล่นกีตาร์อยู่ก่อนทำไมจะมิรู้ตัวว่าใครมา หากก็ยังมิยอมทอดสายตามามอง จนท่อนสุดท้ายจบลงนั่นแหละ เสียงเล็กๆจึงแทรกเสียงร้องใส เรียกร้องความสนใจ ให้หันมาหาคนมาเยือน

เมื่อเขาคนนี้หันกลับมามองแล้ว...คนมาเยือนที่เคยอยู่ในอ้อมกอด จึงมิรอช้าอันใดอีกเลย

“เรื่องเมื่อกี้เราอธิบายได้นะมอส ปอนด์เขาแค่อยากปลอบเรากับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาไม่อยากให้เราคิดมาก เขาเลยกอดก็เท่านั้น” คงเพราะฤทธิ์ไวน์อีกกระมัง อะไรๆที่อยากพูดมันก็เลยดูคล่องปากไปหมด  และก็ไม่รู้ทำไม จึงกลัวเขาเข้าใจผิดกับภาพที่เห็นนัก

“แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลยนะ เรา....”

“พอได้หรือยัง” เจ้าของอ้อมกอดเมื่อคืนขัดขึ้น ยังไม่ยอมมองหน้าอีกฝ่าย หากแต่คนพูดยังไม่ละความพยายาม

“ฟังให้จบก่อนสิมอส เราจะบอกว่า เรา...”

“จบได้แล้ว ไอ้คุณหนู... เราไม่อยากฟัง”

มอสขับเสียงใสใช้ฟาดคำพูดที่ค้างคาของไอ้คุณหนูจนกระจัดกระจาย ทำให้หน้าที่แดงด้วยฤทธ์ไวน์ ยามนี้ถึงคราวแดงขึ้นอีกระดับ ก่อให้เกิดความชาที่หวลกลับมาจับเต็มบนใบหน้าอีกระลอก คงไร้ประโยชน์สินะที่จะมาอธิบายให้ฟัง นี่ตนคงผิดเองคิดไปเองสำคัญตัวไปเองอีกแล้วแท้ๆ และมันก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป เมื่อคิดได้ฉะนี้ ขาสองข้างที่ตามเสียงเพลงมาในทีแรกจึงค่อยๆถอยกลับ ทว่าก็ถอยไปได้แค่ก้าวเดียว เพราะมือแข็งแรงกลับมาฉุดรั้งไว้ให้ยืนอยู่ตรงที่เดิม

“เราไม่อยากฟัง แต่เราอยากพูดมากกว่า” มอสหันกลับมามองหน้าใช้สายตาสยบอีกฝ่ายจนนิ่ง ลำดับคำพูดออกมาชัดถ้อยชัดคำ ที่อีกฝ่ายไม่ต้องตีความอะไรต่อไปให้ยุ่งยากเลย

“ในเมื่อนายกอดเราแล้ว นายก็ไม่ควรไปกอดใครหรือให้ใครมากอดนายอีก”

ถ้อยคำเรียบๆ จากปากคนหน้าตึงๆข้างๆ ฟังดูธรรมดาก็จริง แต่กินนัยในความรู้สึกยิ่งนัก เขาคนนี้ไม่พูดเปล่า กลับวางกีต้าร์ไว้ข้างตัว ปล่อยฝ่ามือแข็งแรงที่ฉุดรั้งข้อมือของอีกฝ่าย หวลกลับมาวางไว้กลางเรือนผมของเจ้าตัวต้นเหตุแห่งความรู้สึก อันเป็นจุดเดียวกับที่จรดริมฝีปากทิ้งไว้เมื่อคืน

เจ้าของมือขยี้เบาๆ ส่งผ่านความเอ็นดูไปตามแรงจนมั่นใจว่าไอ้คุณหนูมันรับรู้ได้ ระคนรอยยิ้มน้อยๆที่คลี่กระจายออกมาจนกระจ่างตาได้ดังเดิมแล้ว

“เราหวง”

เพียงเท่านี้ คนฟังอย่างเรนก็รู้สึกว่าเบื้องหน้าพื้นระเบียงละเลียดฟ้าชั้นสิบเจ็ดที่กำลังยืนอยู่นั้น ทลายลงกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ และยอมให้คนขี้หวงคนนี้ผลักตนจนลอยละลิ่วตกลงไปยังเบื้องล่างอีกครั้ง โดยมิขัดขืนเลยแม้แต่นิดเดียว

ตกหลุมรัก ขึ้นไม่ไหว ใครผลักฉัน
เธอใช่ไหม ฤาใครกัน ทำไขสือ
เจ้าตัวร้าย อย่าฉุดขึ้น อย่ายื่นมือ
ขออยู่ดื้อ ในหลุมรัก ตลอดกาล

***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที๖ ตกหลุมรัก ขึ้นไม่ไหว ส่วนที่ ๒/๒ นะคะ

ช่วงนี้ work from home เลยพอมีเวลาเขียนได้บ้าง แต่ถ้าช่วงไหนหายไปต้องขออภัยด้วยนะคะ สัญญาด้วยเกียรติของยุวกาชาดว่าไม่ทิ้งท่านผู้อ่านแน่นอน ยังไงขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้กับท่านผู้อ่านด้วยนะคะ

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอบพระคุณทุกๆความเห็น คุณanterosz คุณwutwit คุณงงปะ คุณpepperpro คุณtweetpuen คุณsugarcane_aoi คุณp_phai คุณOooy และก็คุณblove สำหรับกำลังใจและติดตามกันเสมอมา

รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ...เราจะก้าวผ่านCOVID19 ไปด้วยกัน เป็นกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ แล้วพบกันนะคะ

อ้างอิง * นำมาจากเพลง ในอ้อมกอดพี่ คำร้องโดย ป.วรานนท์ ทำนองครูพยงค์ มุกดา



ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
ละเวงออกตัวแรงตั้งแต่เด็กเลย ถ้าเรนรู้ว่าละเวงชอบมอส ก็คงยอมเสียสละให้พี่ เพราะ me after you

น้องซันก็น่าสงสาร รักน้องตัวเองถึงจะไม่ใช่น้องแท้ๆ แต่คุณมะคุณป๊ะคงไม่ปลื้ม แล้วที่น้องซันพูด คงจะรู้ต้นกำเนิดของตัวเองแล้วแน่ๆเลย

รอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
มันต้องมีตัวเร่งมาสินะถึงจะรู้ใจกัน ถึงตอนนี้น่าจะรู้แล้วหรือป่าวว่าต่างคิดต่อกันยังไง พูดว่าหวงแล้วมากอดมาแบบนี้ มันคงไม่เหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือทั้งละเวง ทั้งสตาร์ บรรเทิงงง 5555555 โอ๊ยยยสงสารซันแอบรักน้องน้อย รักสี่ห้าหกเศร้ามันจะยังไงต่อ เอาไงดี (ฮา) รอๆตอนต่อไปเลยค่ะ สนุก ขอบคุณนะคะที่มาต่อ   :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ งงปะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 67
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
ตกลงซันนี้เป็นอะไรนิ ไม่เคยอ่านภาคก่อน
แล้วระเวงนี้ยังไง ตกลงรู้ทั้งรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแต่กลับทำลับหลังน้องหรอ สรุประเวงก็ชอบมอสใช่ไหม
ถ้าตอนหลังเรนมารู้จะทำยังไง แต่ก็นะระเวงถามแล้วถามย้ำแล้ว แต่เอาจริงๆก็ไม่ควรอยู่ดี

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ขอบคุณนะคะรออ่านเสมอถึงไรตาจะปิดเฟสไม่แจ้งเตือนแต่ก็คอยเข้ามากดรอเสมอค่ะรักษาสุขภาพดูแลเธอัวเองดีๆนะคะซันรักสตาราง แต่สตาร์รักมอสซันสุัๆนะมีพ่อแม่เป็นถึงเทวดานาคจะยอมแพ้ง่ายๆหรือไรส่วนละเวงอย่าชอบมอสเลยมอสชอบอุศเรนนะไม่อยากให้สองพี่น้องนี่ผิดใจกันเพราะผุ้ชายเลยมอสกับเรนน่าจะเปิดเผยความรุ้สึกของกันและกันได้แล้วส่วนปอนด์อย่าเจ้าชู้มีมิวอยุ่แล้วนะ555รอตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ Duangjai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
......

ละเวงน่าจะมีใจให้มอสอยู่ เพราะเมื่อก่อนยังให้เบอร์และนัดดูหนังกันแต่ก็คลาดกันไป

กลับมาเจอใหม่ ละเวงจะว่าอย่างไร ในเมื่อตอนนี้ดูว่ามอสกับเรนจะใจตรงกันอ่ะ

ส่วนปอนด์น่ะ ตัวก็มีของตัวเองอยู่แล้ว ยังมาแหย่คนนั้นคนนี้อีก เดี๋ยวให้นิวจับขังซะเลยนิ

......


 :z2:  :z2:  :z2:  :z2:  :z2:  :z2:  :z2:  :z2:  :z2:


...


ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
เป็นกำลังใจ ครับ

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รออ่านอย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ หวังว่าละเวงคงไม่เป็นตัวร้ายมาแย่งมอสไปจากเรนนะ ถ้าละเวงไปอยู่อัมพวาจริงขอให้พบรักที่นั่นแล้วกันนะจ๊ะ :pig4: :3123:

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
ตกลงซันนี้เป็นอะไรนิ ไม่เคยอ่านภาคก่อน
แล้วระเวงนี้ยังไง ตกลงรู้ทั้งรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแต่กลับทำลับหลังน้องหรอ สรุประเวงก็ชอบมอสใช่ไหม
ถ้าตอนหลังเรนมารู้จะทำยังไง แต่ก็นะระเวงถามแล้วถามย้ำแล้ว แต่เอาจริงๆก็ไม่ควรอยู่ดี
จากFCของผู้เขียน Artemisค่ะ เราแนะนำให้ไปอ่าน BlackBerry  รักนี้ต้องมีพินค่ะ สนุกมากเราอ่านหลายรอบเลย แล้วจะรู้จักตัวละครของเรื่องนี้หลายๆคนค่ะ และอีกเรื้องคือ อัศวินดาราค่ะ ทั้งเนื้อเรื่องและภาษาที่ใช้สละสลวยมากค่ะ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
Me After You บทที่๖ ตกหลุมรัก ขึ้นไม่ไหว (ส่วนที่ ๒/๒ จบตอน)

ด้วยอานุภาพของคำพูดที่ว่า ‘เราหวง’ นี้เอง ต่อให้ใครได้ยิน ก็ย่อมพึงใจจนเก็บไว้ไม่มิด และมันก็สมใจคนพูดนัก ที่ได้เห็นคนฟังยิ้มกว้างอย่างที่อยากเห็นมาทั้งวัน มอสเองพูดไปก็มิใช่จะมิรู้ตัว...ใช่แล้ว เขายอมรับว่าเขาหวงไอ้คุณหนูตรงหน้าตามที่พูด แต่มันจะเร็วเกินไปไหมถ้าจะถามใจตัวเองต่อว่าหวงในลักษณะไหนกัน  เร็วเกินไปไหมที่จะได้คำตอบที่ลึกๆแล้ว เขาก็พร้อมจะมิยอมขัดใจตัวเอง

ที่จริงก็เพิ่งคิดได้เมื่อตอนดีดกีต้าร์นั่นแหละว่า ถ้ามันเป็นจริงตามคำตอบที่ซ่อนอยู่ในใจลึกๆ มันก็น่าจะหมดสมัยแล้ว หากจะต้องหลอกตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับอีกฝ่ายอย่างพระเอกส่วนใหญ่ในซีรีส์วายกระทำ ความไม่แน่ใจตัวเองต่างหากเล่าที่มันกำลังยับยั้งและกำลังบอกตัวเองให้ค่อยเป็นค่อยไป

ทว่าภาพของไอ้คุณหนูตรงหน้า ตั้งแต่มันถอดรูปมา ....ทั้งใจทั้งปากมันไม่เคยยอมยั้งไว้เลย

“วันนี้ดีขึ้นแล้วใช่ไหม ไอ้คุณหนู”

จู่ๆมอสก็เปลี่ยนเรื่องถามขึ้น ทลายมโนภาพของคนที่ยังอยากอยู่ในก้นหลุมเสียสิ้น และก็น่าแปลกที่คำถามของเขาสำแดงความห่วงใยออกมาอย่างเต็มเปี่ยมมากกว่าของปอนด์ จนคนฟังสัมผัสได้

แทนคำตอบว่าดีขึ้นหรือไม่ดี เรนเอามือตัวเองมากุมมือหนากว่าที่อยู่บนเรือนผมตัวเองไว้มั่น ค่อยๆเลื่อนออกมากุมไว้ด้านหน้าตัว ส่งผ่านทั้งสายตาและรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมเต็มหน้าแดงๆที่ไม่น่าจะแดงด้วยฤทธิ์ไวน์แล้ว พยักหน้าเบาๆตอบรับคนถาม แล้วลำดับความตามที่ใจอยากบอกเขามาทั้งวัน

“ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะครับมอส เราสัญญาว่าตั้งแต่นี้ต่อไป นอกจากละเวงพี่สาวเราแล้ว มอสจะเป็นอีกคนสำคัญของชีวิตเราที่เหลืออยู่ เราขอพูดจากใจจริง”

“เราไม่เชื่อหรอก” มอสขัดขึ้นยิ้มๆ

“แล้วทำยังไงถึงจะเชื่อ”

“ถ้าอยากให้เราเชื่อ ก็เอาหัวใจมาไว้ที่เราสิ เราจะได้ถามว่ามันจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า”

มอสยิ้มกว้างกว่าเดิม แถมยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆไอ้คุณหนูที่ฟังแล้วก็รู้สึกเขินอาย อยากจะม้วนพื้นระเบียงตรงหน้าหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หน้าใสๆยังไม่หยุดรังแกลอยตามเข้ามาอีกคืบ ข่มเหงจนเรนต้องถอยร่นศิโรราบด้วยการก้มหน้าก้มตา รู้ดีว่าถ้าเงยหน้าขึ้นมาตอนนี้ แก้มของตนก็จะชนกับปากเขาพอดิบพอดี แต่แล้วยิ่งเลี่ยงเขาก็ยิ่งตาม แถมยังใช้ลมหายใจอ่อนๆ ไล่ต้อนจนหมดหนทางหนีทีไล่ เรนจะทำกระไรได้นอกจากยินยอมพร้อมใจรอรับการประหัตประหารอันพิสดารกว่าข้าศึกศัตรูไหนๆทั้งมวล

ทว่าอนิจจา ผู้รุกรานกลับหยุดทัพริมฝีปากไว้แค่ค่อนปลายนิ้วก้อยเสียเอง ลำดับเสียงใสให้เชลยที่รอสิ้นชีพเก้อ หน้าเหวอ ปรับอารมณ์ตามแทบไม่ทัน

“จะบอกว่าหิวแล้วล่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ ไอ้คุณหนู”

มอสทั้งสร้างและทลายภวังค์ทั้งมวลด้วยตนเองลงราบคาบอีกครา เดินนำหน้าเข้ามาในห้องไปหยุดรออยู่หน้าประตู ตาคู่เรียวแอบเห็นอยู่ว่าไอ้คุณหนูมันอิดออด แต่ท้ายสุดมันก็เดินตามเขาต้อยๆมุ่งหน้ามายังห้องพี่ช้างอันมีมื้อเย็นบนโต๊ะรออยู่ เรนตั้งใจจะปลุกพี่ช้างให้ตื่นขึ้นมาร่วมโต๊ะตามคำสั่ง ทว่ามอสก็ขัดไว้

“ไม่ต้องปลุกหรอก ปล่อยให้นอนขึ้นอืดเป็นช้างตายไปยังงั้นแหละ” มอสไม่บอกเปล่า แถมเอาผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่อันเป็นแอคเซสเซอรี่ประจำตัวของช้างที่ตกอยู่ข้างๆ มาคลุมหน้านังพังแป้นเจ้าของห้องอีกด้วย

“นี่ถ้ามัดหัว มัดท้ายได้นะ เรียกมูลนิธิร่วมกตัญญูแบกลงไปได้เลย” มอสหัวเราะเสียงใส พอๆกับพื้นอารมณ์ในยามนี้ “เราสองคน ย้ายไปกินกันที่ระเบียงดีไหม วันนี้อยากรับลม ฟ้าตอนกลางคืนหลังฝนก็สวยไปอีกแบบนะ ”

มีหรือที่อุศเรนจะขัด รีบพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ แต่ใจก็อยากให้มอสเปลี่ยนคำพูดบางคำเสียใหม่ .. ‘เราสองคน’ เปลี่ยนเป็น ‘สองต่อสอง’ ดีกว่าไหม มันน่าฟังกว่ากันเยอะ

แต่ก็ช่างเถอะ จะคำพูดไหนก็มีแค่สองคนอยู่ดี ว่าแล้วจึงนำอาหารไปอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง ช่วยมอสตั้งโต๊ะที่ระเบียง นั่งทานมื้อเย็นที่จวนกลายเป็นมื้อดึก ใต้แชนเดอเรียคือดวงจันทร์ดวงใหญ่อันมีระย้าเป็นดวงดาวสุกใสที่พอนับดวงได้แม้จะมิถึงร้อยถึงพันหากมันก็งามอย่างที่มอสว่าจริงๆ

หากนี่ก็คงยังไม่สวยดังใจมอสอีกกระมัง เทียนหอมในครอบแก้วเล็กๆ จึงถูกนำมาประดับประดาให้ดารดาษอยู่ใจกลางโต๊ะ ขาดก็แต่ดอกไม้เท่านั้น แต่นี่ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แค่นี้มื้ออาหารธรรมดา ก็ไม่ธรรมดาอย่างที่มอสอยากจะให้เป็น

“เพิ่งสังเกตว่าฟ้าคืนนี้สวย” เรนเปรยขึ้น ระหว่างบริการตักข้าวให้มอสแค่ทัพพีเดียว ตามที่พี่ช้างเคยบอกไว้ แล้วประจำที่นั่งลงฝั่งตรงข้าม พูดต่อตามที่รู้สึก “นานแล้วที่ไม่ได้มองฟ้า มองพระจันทร์ แล้วชื่นใจอย่างนี้”

“มีอย่างอื่นที่มองแล้วน่าชื่นใจกว่าอีก” มอสขัดขึ้น ยักคิ้วแล้วส่งสายตาแรงกล้าฝ่าแสงเทียนวะวับวะแวม คนฟังจะมิรู้ว่าอะไรน่าชื่นใจกว่าก็คงเขลาเต็มที

“จริงด้วยน่าชื่นใจกว่าจริงๆ ...ดารา เอ๊ย ดาวดวงนี้” เรนซัดสายตาที่ส่งมาคืนกลับไปได้อย่างน่าดูชม หยอดมาก็หยอดกลับ จนเจ้าของต้องเบือนหน้ายิ้ม เปลี่ยนเรื่องเสีย

 “ว่าแต่นายโอเคไหม อยู่กับพี่ช้างไปก่อนเนี่ย”

“โอเคสิ แต่ก็เกรงใจพี่เขา และก็ยังห่วงเรื่องละเวงพี่สาวเรา”

“เรื่องพี่สาวน่ะ ไม่ต้องห่วงแล้ว พี่ช้างก็บอกหมดแล้วนี่ว่าค่าใช้จ่ายอะไรยังไงบ้าง”

“เรื่องนั้นบอกแล้วครับมอส แต่หลังออกจากโรงพยาบาลนี่สิ จะยังไงก็ไม่รู้เลย” พอคุยถึงเรื่องนี้ ลำคอก็เริ่มตีบตัน อาหารน่าทาน กลายเป็นไม่น่าทานเสียนี่ แต่มอสก็ช่วยคลายลงได้

 “อ๋อ กำลังจะบอกอยู่นี่ไงว่า ผ่าตัดเสร็จออกจากโรงพยาบาลมา เราหางานหาที่อยู่ให้เรียบร้อย ถ้าพี่สาวนายโอเคนะ”

“งานอะไรเหรอ”

“ไปช่วยงานพี่มูนที่อัมพวา”

แล้วมอสก็เริ่มอธิบายเรื่องไปช่วยงานพี่มูนให้เรนฟัง เรนฟังแล้วก็ไม่มีข้อขัดข้องอันใด น่าจะเป็นการดีสำหรับละเวงเสียด้วยซ้ำ เสียอย่างเดียวก็แค่อยู่ไกลกันกับพี่สาว ซึ่งมอสก็บอกมาให้ว่า ถ้าคิดถึงก็ไปเยี่ยมได้ เขาไม่มีปัญหา อีกอย่างพี่ช้างก็ไปอัมพวาบ่อยๆ ติดรถพี่ช้างไปก็ได้ คงเหลือแต่ละเวงแหละที่จะยอมไปหรือไม่ คงต้องคุยกันอีกที

“อัมพวาน่าอยู่นะ อากาศดี ยิ่งตอนเย็นยิ่งสวย บ้านเราอยู่ริมคลองเห็นหิ่งห้อยทุกวัน” มอสสำทับให้เกิดความอยาก ซึ่งมันก็ได้ผล แล้วบอกต่อมาอีกว่า 

“แล้วนี่พี่ช้างบอกนายหรือยังว่าพรุ่งนี้บ่ายเราจะไปบ้าน ถ้ายังไม่ได้บอกงั้นเราก็บอกเลยแล้วกันนะว่าเราจะไปอัมพวาไปค้างสักสองสามคืน พอดีมีงานทำบุญคุณท่านด้วย นายไปกับเรา จะได้รู้ว่าที่นั่นน่าอยู่ขนาดไหน”

“ครับมอส” เรนรับคำหน้าชื่นตาบานทันใด เพราะนานแล้วที่ไม่ได้ไปไหน ครั้นพอจะได้ไปจึงปิดความดีใจไว้ไม่อยู่

“จะดีใจอะไรขนาดนั้นครับไอ้คุณหนู”
 
“ก็ไม่ได้ไปไหนต่อไหนนานแล้ว ตั้งแต่พ่อแม่ไม่อยู่”

เรนตอบมาเรียบๆ แต่สร้างความสนใจให้มอสจนต้องวางช้อนวางส้อมลง ถามในสิ่งที่อยากรู้มาตั้งแต่เมื่อวาน “จะเป็นไรไหม ถ้าเราจะขอให้นายช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนาย ทำไมนายกับพี่สาวถึงได้มาอยู่บ้านเช่าหลังนั้น ถ้าเล่าได้นะ และก็สัญญาด้วยว่าเล่าแล้วจะไม่เศร้า”

“ได้สิมอส เคยเศร้าจนเลิกเศร้าแล้วล่ะ”

เรนตอบยิ้มๆ เลิกสนใจอาหารในจานตัวเอง นึกแปลกใจอยู่ครามครัน ที่จู่ๆมอสก็ดันอยากรู้เรื่องครอบครัวของตนท่ามกลางบรรยากาศที่อุตส่าห์สร้างไว้ให้โรแมนติค แต่กลับมาชวนคุยเรื่องหนักๆพาให้เสียของ ทว่าในเมื่ออยากรู้นักก็จะเล่าให้ฟัง

“ชีวิตเราจะว่าไปมันก็เหมือนนิยายน้ำเน่าเรื่องหนึ่งของนักเขียนหัวทึบที่ไม่รู้จักแหวกแนวในการเขียนนั่นแหละมอส จากที่เคยอยู่สุขสบายในบ้านหลังใหญ่ๆ แต่แล้วบ้านหลังนั้นก็โดนยึด ทั้งหมดทั้งมวลมันก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่พ่อแม่เราจากไปด้วยอุบัติเหตุ”

“เครื่องบินหรือว่ารถยนต์”

“รถมอเตอร์ไซค์ต่างหาก”

“อะไรนะ” มอสอุทานอย่างมิเชื่อหู ตามภาพที่จำได้พ่อกับแม่ของไอ้คุณหนูนี่ ลักษณะการแต่งตัวก็ดี ทานอาหารในห้องอาหารหรูๆ ไม่น่าจะจบชีวิตลงด้วยมอเตอร์ไซค์เลย

“ใช่รถมอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าไปสยาม ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ เราเองก็ไม่อยากเชื่อเลยว่า ทำไมวันนั้น พ่อกับแม่ถึงได้ขี่มอเตอร์ไซค์ ทั้งๆที่รถก็จอดอยู่เต็มบริษัท” เรนเล่าถึงตรงนี้ ก็พักจิบน้ำเพียงครู่ ใช้สายตามองดาวหรือดาราตรงหน้าและหมู่ดาวบนฟ้าที่ยามนี้ทยอยกลับมาฉายแสงอีกหลายดวง ราวกับมาร่วมฟังนิยายชีวิตเรื่องนี้ด้วย

“เราว่ามันน่าแปลกอยู่นะ ไอ้คุณหนู” มอสยังคงมิอยากเชื่ออยู่นั่นเอง แต่คำพูดของอุศเรนก็ยังยืนยันว่าเป็นดังนั้นจริง

“ใช่ เราก็เคยคิดว่ามันน่าแปลก และก็เคยสงสัยว่าพ่อกับแม่จะรีบร้อนขี่มอเตอร์ไซค์ไปสยามทำไม แต่บางทีเราก็เห็นพ่อกับแม่ชอบทำตัวติดดินนั่งมอเตอร์ไซค์วินไปทำงานก็เคยมาแล้ว เราก็เลยเลิกคิด”

อุศเรนให้คำตอบมาเท่านี้ ก็น่าจะรู้และคิดต่อไว้เท่านี้ จะมีใครไหมที่รู้มากกว่านี้กัน เป็นไปได้ไหมที่น้องไม่รู้อะไรมาก แต่คนพี่นี้สิอาจจะรู้ก็เป็นได้ เพราะตอนวันนี้ที่เจอ เรื่องเก่าๆบางเรื่องถูกเท้าความ ถามถึง ซึ่งก็ไม่พ้นการรอเก้อหน้าโรงหนัง คนปล่อยให้รอชะงักงันยามได้ยินคำถามนั้น ก่อนจะตอบและตัดบทเปลี่ยนเรื่องมาเบาแสนเบา

“เรื่องมันนานแล้วนะคะ ยังจำได้อีกหรือ”

“จำได้สิครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รอเก้อ จะไม่บอกเหตุผลหน่อยเหรอ”

“พ่อกับแม่เราเสียวันนั้นพอดีเราเลยไม่ได้ไป เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันอีกเลยค่ะ แล้วก็อย่าบอกเรนด้วยกับเรื่องทั้งหมดของเรา”

ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรให้ฉุกคิด ถ้าโรงหนังที่นัดกันนั้นมันไม่ใช่แถวสยาม อีกประเด็นที่สงสัยต่อมาคือไม่ให้บอกเรน ครั้นพอจะถามพยาบาลก็เข้ามาขัดจังหวะจนไม่ได้ได้ถามกันพอดีจวบจนได้เวลากลับนั่นเอง

นี่ถ้าไม่ได้คุยกับไอ้คุณหนู ก็คงไม่ได้มานั่งเชื่อมโยงเอาอย่างนี้หรอก
เป็นไปได้ไหมที่มันจะมีอะไรมากกว่านี้ ....นี่คงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม

“นายไม่ลองถามคนอื่นๆดูล่ะ หรือว่า เคยคุยกับพี่สาวนายไหม บางทีเขาอาจจะรู้” มอสทิ้งภวังค์ ลองหยั่งเชิงดู

“คุยหมดแล้วล่ะ แต่ไม่มีใครรู้เลย แม้กระทั่งละเวง” เรนตอบมารวดเร็ว ไม่เสียเวลาคิด ผิดกับมอสที่กำลังฟังและคิดตาม และคิดว่าถ้าสบโอกาส อาจจะต้องคุยกับละเวงต่อ บางทีอาจจะมีคำตอบให้อุศเรนก็เป็นได้
 
“แล้วหลังจากนั้น เป็นไงต่อล่ะ”

“พอพ่อกับแม่ไปแล้ว ทนายก็บอกว่า พ่อแม่เราเป็นหนี้เยอะ เพราะกู้เงินมาทำบริษัท ต้องเอาทรัพย์สินที่มีอยู่ตอนนั้นไปใช้แทน รวมถึงบ้าน  ติดตัวมาได้ก็แค่เสื้อผ้า และก็เงินที่เก็บไว้ผ่าตัดละเวง แล้วจากคุณหนูอุศเรน ก็กลายเป็นแค่ไอ้ขี้เลนอย่างที่มอสเคยเรียกเพียงข้ามคืน”

เรนยังคงเล่าด้วยรอยยิ้ม ไม่เศร้าตามคำขอ คนฟังเองเสียอีกที่ฟังถึงตรงนี้ หน้าใสๆก็ถึงคราวหม่นแสงลง  “เราเสียใจด้วยนะ ขอโทษด้วยที่เคยไปเรียกนายอย่างนั้น ถึงว่าเราไม่เห็นนายกลับไปที่ห้องอาหารจีนอีกเลย”

“กลับไปเหมือนกันแหละมอส แต่ก็เป็นอีกหลายปีทีเดียว กลับไปอีกรอบคราวนั้นไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ไม่ได้ไปทานอาหาร ยังเจอมอสเลย ตอนนั้นมอสกำลังเริ่มดัง มอสไปถ่ายรายการที่นั่นพอดี มอสจำเราไม่ได้ แต่เราจำมอสได้ จำได้เสมอมา” 

เสมอมาของเรน คือภาพฝันที่ไม่มีวันขาดตอน และภาพฝันนี้เองก็เป็นภาพฝันสีชมพูที่ตนเคยเวิ่นเว้อมันมาคู่กับภาพฝันสีดำอันเขียนกลอนประกอบไว้ด้วยกลางสมองว่า
 
‘หัตถาพี่ยามนั้นเคยปกป้อง   
เคยตระกองเกี่ยวกระหวัดกันสลาย
แล้วหัตถ์พี่ปัดไมตรีน้องทลาย
ใจน้องหายเพราะหัตถ์พี่นี้คนเดียว’

อย่างที่เคยพูดเหรียญมีสองด้านฉันใด ความทรงจำที่มีให้มอสก็มีสองด้านฉันนั้น หากเพลานี้หาใช่เวลาที่สมควรย้อนไปในอดีตขมขื่น เพราะแสงจันทร์ แสงเทียน และแสงดาวตรงหน้านี่เอง ทำให้เลือกที่จะหยิบยกมาแต่เรื่องดีๆ แลยามนี้ก็พร้อมแล้ว พร้อมที่จะปะติดปะต่อภาพในความทรงจำของมอสที่ยังคงขาดหายเป็นช่วงๆ ให้รวมเป็นเรื่องเดียวกัน

“วันนั้นเราตื่นเต้นมากที่ได้เจอมอสอีก ตื่นเต้นเสียจนกระทั่งตอนไปเสิร์ฟน้ำ มือไม้สั่นจนทำน้ำหกใส่มอส ผู้จัดการห้องอาหารโมโหเราใหญ่ ผลักเราแทบล้ม แต่มอสก็เข้ามาประคองไว้ แถมยังต่อว่าผู้จัดการที่ทำเกินไปอีก”

มอสฟังแล้วก็พยายามนึกตามภาพฝันนั้นอยู่นาน ครั้นพอระลึกได้ก็อยากจะเขกกระโหลกตัวเองนัก เหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นรวดเร็ว จนแทบจำไม่ได้ในจังหวะของชีวิตหนึ่งที่กำลังไต่เต้า พอรู้สึกตัวอีกทีมันก็ดันกลายเป็นความทรงจำที่ต้องให้ไอ้คุณหนูนี่มาคอยระลึกให้อยู่เรื่อย

ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่มันมิจำเป็นต้องมาคอยกระตุ้นให้ นั่นคือ อ้อมแขนกว้าง
มอสรู้ได้ด้วยตัวเองดีว่าอ้อมแขนที่มีให้มันวันนั้น ...มันไม่กว้างแลอุ่นเท่ากับของเมื่อวานที่ใช้ปลอบโยนสักนิดเดียว

“เออใช่ เรานึกออกแล้ว วันนั้นเราโกรธผู้จัดการมากที่ทำเกินกว่าเหตุ ว่าแต่ทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนนั้นล่ะว่านายเป็นใคร” มอสใช้คำถามเดิมที่เคยถาม เรนก็ใช้คำตอบเดิมๆด้วยเสียงซื่อๆ ตอบมาตรงๆ

“ก็ไม่รู้จะบอกไปเพื่ออะไรนี่ อีกอย่างบอกไปมอสก็คงจำเราไม่ได้หรอก วันนั้นดูไม่ได้เชียว ผิดกับมอสที่หล่อขึ้นมาก ดูดีขึ้นจนผิดหูผิดตา”

“แล้ววันนั้นกับวันนี้ วันไหนเราหล่อกว่ากัน ” มอสกรุ้มกริ่มยิ้มถามกลับไปรวดเร็ว  แต่คนตอบดันเชื่องช้าชะงักงัน เพราะไม่คิดจะได้ยินคำถามนี้ มอสจึงเร่งมาอีกระลอก

“ เร็วบอกมา ทีเรายังชมนายเลยว่าน่ารัก”

มอสเร่งเร้าเอาอย่างกับเด็กๆ คนถูกเร่งก็เริ่มทนรบเร้าไม่ไหว อีกทั้งแสงเทียนวะวับวะแวมล้อแสงเดือนแสงดาวรำไร หวลกลับมาสร้างบรรยากาศโรแมนซ์จนสมใจ  จึงตัดสินใจ บอกไปตามที่รู้สึกมานานแสนนาน

“ไม่รู้เหมือนกัน ว่าวันไหนหล่อกว่า รู้แต่ว่า เราไม่เคยหยุดมองใครเลย ตั้งแต่ได้เจอ.....”

แต่แล้วประโยคของเรนที่เหลือแค่คำสุดท้ายแท้ๆก็มีอันต้องสะดุดลง ด้วยเสียงแปร๋นๆที่แทรกเข้ามามิรู้จังหวะจะโคน อีเจ้าของเสียงมิได้มาแค่เสียงเท่านั้น มันยังพาร่างใหญ่ๆมาด้วย พร้อมกับวางเก้าอี้เข้าร่วมโต๊ะได้อย่างมิขัดเขินอันใดเลย

“แหมมม บอกให้ปลุกพี่ก็ไม่ยอมปลุก จะมาทานกันตรงนี้ก็ไม่บอก ...ขอพี่น้องอัยทานด้วยสักคนนะคะ”

มอสได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา อยากให้พี่เต้ยมาอยู่ร่วมวงตรงนี้แทนตนเสียเหลือเกิน เพราะถ้าเป็นพี่เต้ย นอกจากจะไม่อนุญาตแล้ว พี่เต้ยคงถามไปให้ชื่นใจด้วยว่า........‘มึงออกมาทำเหี้ยอะไร’

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
เช้าวันรุ่งขึ้น อุศเรนรีบไปเยี่ยมละเวงที่โรงพยาบาลย่านชานเมืองแต่เช้า เพื่อจะได้กลับมาทันเดินทางไปอัมพวาตอนบ่าย พอเปิดประตูห้องพิเศษเข้ามา ก็เห็นพี่สาวนั่งอยู่ปลายเตียงเช่นเดิม และคำทักทายแรกที่พี่สาวมีให้วันนี้ ก็ดันดันกลายเป็นถามหาใครอีกคน

“มอสไม่มาด้วยเหรอ”

“ไม่มา พอดีเขาต้องไปฟิตเนสตอนเช้าน่ะ ตัวมีอะไรกับมอสเหรอ” เรนตอบไปก็มิได้สังเกตสีหน้าพี่สาวหรอกว่าเป็นอย่างไร แต่น้ำเสียงของพี่สาวนี้สิ มันฟังแล้วรู้สึกแข็งๆจนแทบเดินสะดุด เหมือนหงุดหงิดอะไรสักอย่าง หากคิดในแง่ดี ละเวงอาจจะเบื่อที่ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลกก็เป็นได้

“ไม่มีหรอกก็แค่อยากจะขอบคุณเขาไงอย่างที่บอก”

“งั้นเดี๋ยวเค้าบอกมอสให้ก็ได้” น้องชายเสนอ แต่พี่สาวก็ปัดน้ำใจน้องทิ้งทันควัน

“เรื่องแบบนี้มันทำแทนกัน หรือบอกแทนกันไม่ได้หรอกเรน”

นอกจากจะปัดทิ้งแล้ว อารมณ์หงุดหงิดยังสำแดงออกมาได้เด่นชัดจนเรนคับข้องใจ หากก็ยังไม่ถือสาและเริ่มไปต่อในอีกเรื่องที่คาดว่าน่าจะทำให้พี่สาวอารมณ์ดีขึ้นได้ “เออ มอสเขาฝากมาถามว่า อยากไปทำงานที่อัมพวาไหม ไปอยู่บ้านมอส ถ้าผ่าตัดเรียบร้อย”

และมันก็เป็นดังคาด พี่สาวหันมายิ้มอย่างยินดีตอบรับทันที เมื่อเป็นดังนี้เรนจึงสาธยายรายละเอียดของงานที่มอสบอกมาเมื่อคืนให้ละเวงฟัง ละเวงไม่ขัดข้อง ไม่สนใจด้วยซ้ำที่น้องชายจะติงมาว่าต้องอยู่ไกลกัน เรนเองก็นึกแปลกใจอยู่ครามครันเพราะปกตินั้น แทบจะมิอยู่ห่างกันเลย แต่ในเมื่อละเวงเลือกแล้วเขาเองจึงไม่ทัดทานอีกต่อไป ยืนตามเจตนารมย์เดิมของเขาเองเช่นกัน

แต่แล้วจู่ๆ หน้ายิ้มๆของพี่สาวก็มีอันต้องหุบลง เมื่อเรนพูดขึ้นว่า

“วันนี้เค้าจะไปอัมพวากับมอสนะ ไปค้างสักสองสามคืน ไปช่วยงานทำบุญที่นั่นและก็ไปดูที่ทางให้ก่อน คงจะไม่ได้มาเยี่ยมอีกหลายวัน ตัวอยู่ได้ใช่ไหม”

ละเวงไม่ตอบนั่งนิ่ง จนน้องน้องชายถามอีกรอบว่าอยู่ได้ไหม จึงตอบไปอย่างเสียมิได้ “ ได้สิ ทำไมจะมิได้ ตัวจะไปไหนก็ไปเถอะ ดูแลตัวเองดีๆก็แล้วกัน”

“ตัวพูดเหมือนตัวโกรธอะไรเค้าเลย นี่เค้าทำอะไรให้ตัวไม่พอใจหรือเปล่า”

“ไม่เลยเรน เค้าไม่ได้โกรธอะไรตัว เค้าแค่อิจฉาตัวนิดๆที่เกิดมาแข็งแรงไปไหนต่อไหนได้ ถ้าเค้าแข็งแรงเหมือนตัว ตอนนี้เค้าอาจจะมีความสุขอย่างที่ตัวคาดไม่ถึง” ละเวงบอกน้องนิ่งๆ ชวนให้น้องคิด แล้วสะกิดให้คิดต่อไปไม่หยุด

“ตัวกลับไปเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันเดินทาง เค้าเองก็ว่าจะนอนพักสักหน่อย... อ้อ ฝากบอกมอสด้วยว่า อย่าลืมเรื่องที่คุยกันนะ ตัวไปได้แล้ว”

เรนเมื่อโดนไล่อ้อมๆก็จำยอมกลับออกมา อยากรู้เหลือเกินว่าพี่สาวเป็นอะไร พูดอย่างนี้ เป็นอย่างนี้คงมิได้เกิดเพราะหงุดหงิดที่ต้องนอนเฉาอยู่โรงพยาบาลแน่แล้ว เอาเถอะ อาการแบบนี้ใครๆก็เป็นกันได้ ปล่อยไว้สักพักค่อยกลับมาเยี่ยมใหม่ ว่าแต่เรื่องที่คุยกับมอสนี่มันเรื่องอะไร เห็นทีคงต้องหาจังหวะถามมอส เผื่อจะได้ทราบสาเหตุที่อาจเกี่ยวเนื่องอารมณ์ของละเวงอย่างแท้จริง

เมื่อน้องชายคล้อยหลังลับกลับออกไปแล้ว ละเวงก็มิได้นอนดังปากว่า แต่ยังคงนั่งนิ่งที่เดิม ดึงเอาประโยคที่ฝากไปให้น้องคิด มาคิดเองจนไกลแสนไกล

“ทำไมนะ ทำไมเราไม่เกิดมาแข็งแรง เหมือนเรน เหมือนคนอื่นๆ และถ้าไอ้โรคบ้านี่ไม่กำเริบวันนั้น พ่อกับแม่ก็คงต้องไม่ตาย ป่านนี้นิยายชีวิตของเรา คงมีพระเอกเป็นดาราไปแล้ว”

เสียงเบาๆพูดกับตัวเอง หากสีหน้า สายตาที่คล้ายจะเหม่อลอยไป ...มันมิได้เบาเอาเสียเลย
ละเวงควรจะเอากระจกมาส่องดูนะ จะได้รู้ว่า...หน้าตาอย่างนี้นางเอกเขาไม่ทำกัน!!!

เรนกลับมาถึงคอนโดเอาค่อนเที่ยง ซึ่งยังพอมีเวลาเตรียมตัวเดินทางอยู่อีกนิดหน่อย จึงได้อาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ เลือกใส่เสื้อลินินขาวคอกว้างสไตล์ญี่ปุ่นที่ดูเบาสบาย ให้คนเห็นสบายตาเบาๆ รับกับกางเกงยีนส์ฟอกสีที่ปอนด์ช่วยเลือกให้ได้อย่างน่าดูชม เมื่อจัดการธุระตัวเรียบร้อยแล้ว จึงสะพายเป้มาหาพี่ช้างที่รออยู่ก่อนแล้วยังลานจอดรถ

“สวยนะยะ” พี่ช้างจิกกัดพอเป็นกระษัย “เดี๋ยวมึงก็ได้ผัวที่อัมพวาหรอก”

“พี่ก็พูดไป ...แล้วนี่เราจะไปรถใครกันครับ”

“ไปรถเรา”

เจ้าของเสียงใสตอบมาให้จากด้านหลัง เจ้าตัววันนี้มาพร้อมเสื้อเบาสบายสไตล์ญี่ปุ่นไม่แพ้กันในสีครีมอ่อนค่อนไปทางขาว ราวกับจะแต่งมาคู่กัน คล้ายคู่จิ้นที่ต้องออกงานคู่กันอย่างไรอย่างนั้น แต่ก่อนที่จะโดนอีนังผู้จัดการใหญ่จิกกัดตามสันดานนางอันใด มอสก็รีบออกตัว

“นี่เราไม่ได้นัดกันแต่งตัวใช่ไหม” มอสอารมณ์ดียิ้มกว้างมาให้อีกแล้ว เรนก็เริ่มเคอะเขินเพราะมันบังเอิญคล้ายกันจริงๆ

“เนอะ นั่นสิ คล้ายกันจัง”

“ก็ดี จะได้มีคู่ซะที ...ไปกันเถอะ”

มอสทิ้งท้ายให้คนฟังอมยิ้มได้ที่มุมปากอีกครา ก่อนจะเดินนำไปยังรถที่จอดอยู่อีกด้าน ครั้นพอถึงรถ คนที่ยิ้มๆอยู่มุมปากก็แทบแยกเขี้ยว เพราะไอ้เบนซ์สีดำ เลขทะเบียน มฑ 88 ข้างหน้านี่ มันคือโจทก์ตัวร้ายที่ทำให้ตนกลายเป็นไอ้อุศเลอะตอนวันมาสัมภาษณ์งาน เจ้าของก็เหมือนจะรู้ตัวและจำได้ จึงได้แต่หัวเราะแหะๆ จนเรนพึมพำ

“ฝากไว้ก่อนเหอะ”

แล้วมอสก็ขับรถพาสองผู้ติดตามออกเดินทางมายังอัมพวา เรนรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการได้นั่งรถออกจากกรุงเทพในรอบหลายปียิ่งนัก และก็ต้องยิ่งตื่นตาหนักกว่าเดิมในอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงให้หลัง เมื่อเบนซ์คันงามมาจอดเทียบท่า ณ ประตูรั้วไม้ใหญ่ ที่มีป้ายไม้บอกชื่อสถานที่สลักไว้สวยงามว่า ‘เรือนคุณหลวง’

เพียงก้าวเท้าลงจากรถ ลมเย็นๆยามบ่ายที่พัดไกลจากชายคลอง ก็พาเอาความสดชื่นระคนกลิ่นดอกไม้ไทยหอมเย็นใจมาปะทะไปทั่วร่าง เรนสูดหายใจเข้าไปจนเต็มปอด มองไปรอบๆ เห็นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่นเหลือคณานับ นกตัวเล็กๆหลายต่อหลายตัวหลากสีสัน โผผินบินกันไปตามแต่ละคาคบตามที่แสงแดดส่องเป็นทางลงมาได้แค่รำไรประหนึ่งไฟสปอตไลท์ใช้นำทาง พื้นข้างล่างคืออิฐศิลาแลงแผ่นใหญ่ทอดยาวปูเป็นระเบียบไปจนถึงสะพานไม้ข้ามคูท้องร่องสวน

“สะ สวยจัง น่าอยู่มาก” เรนอดที่จะชื่นชมมิได้

“ข้างในสวยกว่านี้อีก ฝีมือพี่เต้ยเขา”

เจ้าของบ้านรูปหล่อพูดจบก็เดินนำอดีตคุณหนูที่แต่งตัวคล้ายกันไปบนพื้นศิลาแลง ผ่านแสงแดดรำไรที่บางจังหวะบางช่วงก็จ้าขึ้นร้อนแรงอย่างไม่มีเหตุผล บางทีเรนก็จำต้องใช้มือป้องหน่อยๆ จนคนเดินนำหันมาเห็น จึงหยุดคอยแล้วพูดว่า

“ยูวีมันไม่ดีต่อตา แต่ยูมองมามันดีต่อใจ”

“หืมมมมมม”

ใครจะคิดว่าประโยคห้าบาทสิบบาทแบบนี้จะออกมาจากปากซุปตาร์ดัง แล้วใครจะคิดว่าคนฟัง ฟังแล้วถึงกับสะเทิ้นจนเดินต่อไปไม่ตรงทาง นี่ถ้าตาไม่ฝาด ข้างหน้ามันมีหลุมรักขุดรอเป็นกับดักอยู่อีกแล้วใช่ไหม ถ้าใช่ก็จะไม่ทำให้เสียน้ำใจ จะขอกระโดดลงไปอีกครา

คนคิดเตรียมกระโดดลงหลุมในมโน แต่อีคนมิได้คิดมิได้รู้เรื่องด้วยนี่สิ ที่มัวแต่เดินฉุยฉายกรีดกรายวางมาดคุณท้าวนางไม่มองทาง ดันก้าวพลาดไปตกหลุมจริงๆข้างๆศิลาแลงเข้า ผลคือขอบตลิ่งพัง ทำให้ร่างใหญ่โตโอฬารกลิ้งหลุนๆไปนอนแอ้งแม้งอยู่กลางคูคลองท้องร่องสวนนั่นเอง

“ว้ายยยยยยยยยยยย”

“พี่ช้าง!!!” มอสตกใจในเสียงกรีดร้อง พอหันไปดูจึงตะโกนลั่น “อ้าวเฮ้ย ใครอยู่แถวนี้ มาช่วยลากซากช้างขึ้นหน่อยเร็ว”

แล้วเหตุโกลาหลระคนเสียงกรีดร้องราวโขลงแตกก็กำเนิดเกิดขึ้นไปทั่วบ้านสวน ช้างตกหล่มร้องครางฉันใด อีพี่ช้างก็แผดเสียงร้องครางไปเบอร์เดียวกันฉันนั้น เดือดร้อนคนสวนผู้ชายหลายคนที่ต้องทิ้งงานทิ้งการมาลากช้างขึ้นจากคู ด้วยความที่ตลิ่งมันลื่นและช้างเชือกนี้ก็ตัวใหญ่นัก แถมน้ำหนักตัวก็เยอะจมขี้เลนไปครึ่งค่อนร่าง จึงใช้มือเฉยๆฉุดขึ้นมาไม่ได้ จำเป็นต้องใช้เชือกคล้องเอวถูลู่ถูกังฉุดลากขึ้นมา

มอสแทนที่จะช่วยกลับยืนหัวเราะจนน้ำตาไหล แถมยังเอามือถือขึ้นมาถ่ายคลิป เรนเองก็เช่นกันแม้จะรู้สึกผิดที่หัวเราะพี่เขา แต่ก็มิยอมอั้นเสียงตัวเองไว้เลย  และพอพี่ช้างขึ้นมาได้เท่านั้น เสียงด่าขรมจึงดังลั่นไปทั้งสวน

“ใครวะ มาขุดอีหลุมเหี้ยนี่ อย่าให้กูรู้เชียว”

เรนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไม่คาดคิดว่าหลุมในมโนจะมีอยู่จริงๆ จนดักช้างปากจัดได้ตัวเบ้อเร่อ แล้วก็ต้องกลั้นหัวเราะ เมื่อเห็นพี่ผู้ชายที่น่าจะชื่อพี่เต้ยเดินลงมากับพี่มูนเพื่อดูเหตุการณ์

“มึงเดินประสาเหี้ยอะไรวะอีคุณท้าว อีห่า วันก่อนเดินตกท่อที่สำเพ็งจนเสียการเสียงานไปทีหนึ่งแล้ว วันนี้ยังมาตกท้องร่องสวนบ้านกูอีก” พี่เต้ยไม่พูดเปล่ากลับหัวเราะมาด้วย

“ก็เพราะอีหลุมส้นตีนบ้านคุณเต้ยนี่แหละค่ะ อย่าให้น้องอัยรู้นะว่าใครมาขุดหลุมแกล้งน้องอัย”

“ใครเขาจะไปแกล้งมึง มึงนั่นแหละเสือกโง่เดินตกไปเอง” เต้ยยังขำแล้วหันไปบอกกับมูนว่า “มูนจ๋าพาอีคุณท้าวเพื่อนรักนี่ ไปล้างเนื้อล้างตัวหน่อยเถอะ สารรูปมันดูไม่ได้เชียว”

ที่ว่าดูไม่ได้ของพี่เต้ยคือดูไม่ได้จริงๆ เพราะชุดกูตูร์กรุยกรายกลายเป็นผ้าห่อร่างเลอะขี้โคลน ผมเผ้าที่หนีบเป็นลอนสวย กระจายฟูฟ่องอย่างกับนางยักษิณีผีเสื้อสมุทร หน้าตาที่แต่งไว้ดิบดี กลายเป็นจานสีที่ทุกสีไหลมารวมกันอยู่ตรงกลาง จะด้วยความสมเพชหรือสงสารอย่างไรก็มิทราบ พี่มูนจึงรีบพาพี่ช้างออกไปจากจุดเกิดเหตุ เหลือแต่พี่เต้ยที่รับไหว้ทักทายมอสกับเรนด้วยความดีใจ ก่อนจะพากันมุ่งหน้าเดินขึ้นบ้าน ที่มีเจ้าของบ้านอายุน้อยสุดยืนรออยู่หน้าซุ้มประตู

“สตาร์ดัสท์”

“น้ามอส”

เพราะน้าส่งเสียงไป เสียงใสจึงตะโกนขานรับเรียกน้ามาลั่น สตาร์แทบถลาลงมากระโดดกอดน้าชายที่ยังมิทันจะก้าวย่างเหยียบบันได เจ้าตัวเล็กมันกอดน้ามันจนเต็มรัก ไม่สนใจพ่อมันที่มองอยู่ จนถูกพ่อเขกกระโหลกเบาๆนั่นแหละจึงยอมปล่อย

“ดารากร เดี๋ยวน้ามอสก็หายใจไม่ออกพอดี พอแล้วครับ”

เต้ยปรามลูก แล้วหันไปกอดคอน้องเมียเดินนำขึ้นบันได สตาร์รีบเดินตามไป สะบัดหน้าไม่สนใจยิ้มที่เรนกำลังส่งไปให้ด้วยไมตรี เรนจึงยิ้มเก้อเดินตามขึ้นมา แต่แล้วเจ้าของหน้าคมๆขาวใสที่สะบัดหนีไปนั้นก็หันกลับมา พูดขึ้นว่า

“มาทำเหี้ยอะไร”

เรนหน้าเสียทันทีไม่อยากจะเชื่อหูที่ได้ยิน รู้อยู่หรอกว่าหลานชายมอสคนนี้ไม่ชอบหน้าตนตั้งแต่อยู่สำเพ็งแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะปากคอเราะร้ายผิดกับลักษณะอันน่ามองน่าเอ็นดูไปเสียสิ้น... เด็กอะไร พ่อก็ดี แม่ก็ดี แต่ทำไมพูดจาเหมือนเด็กที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาซะเลย มอสจะรู้ไหมว่าหลานตนเป็นถึงขนาดนี้

เรนพยายามข่มอารมณ์โกรธ มิสนใจ เร่งเดินขึ้นบันไดเพื่อจะตามมอสให้ทัน แต่สตาร์ก็ทั้งยืนขวางทั้งกั้นทางไว้ไม่ยอมหลบยอมหลีกให้ แล้วผลักอกเรนให้ถอยไป พูดต่อมาช้าชัด

“มาทางไหนกลับไปทางนั้น”

เรนทนไม่ไหวอ้าปากจะโต้ตอบ ตั้งใจจะสั่งสอนให้รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ แต่ยังไม่ทันพูดออกไป เสียงกังวานคล้ายจะทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมเจ้าตัวที่เดินมาหยุดยืนข้างๆ ผลักอกคนขวางจนเซพ้นทางเกือบกระเด็นกระดอน

“พี่เรนเป็นแขกของน้ามอส นายนั่นแหละสตาร์ มาทางไหนกลับไปทางนั้น ”

“พะ พี่ซัน”

“พี่เรนครับ ไปกับซัน ซันจะพาขึ้นบ้านไปหาน้ามอสเอง”

เป็นเพราะน้องซันที่เข้ามาช่วยไว้นี่เอง เรนจึงขึ้นบันไดบ้านผ่านซุ้มประตูมาได้ หากก็อดมิได้ที่จะหันไปมองสตาร์ที่กำลังส่งสายตาอาฆาตชิงชังมายังตน สายตาคู่นั้นมันสำแดงออกมาอย่างเปิดเผย และบอกมาให้รู้เลยว่าหนักกว่านี้จะมีตามมาในไม่ช้าอีกแน่นอน

***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที๗ กลางเดือนพฤษภาคม นะคะ ...จะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวอัมพวา

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอบพระคุณทุกๆความเห็น คุณanterosz คุณblove คุณงงปะ คุณOooy คุณDuangjai คุณp_phai และก็คุณsugarcane_aoi สำหรับกำลังใจและติดตามกันเสมอมา  :pig4:  :o8:  :-[  :impress2:

รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ... แล้วพบกันค่ะ  :man1:

ปล.@คุณงงปะ ใช่แล้วค่ะตามที่คุณsugarcane_aoi บอก ซันเป็นลูกบุญธรรมของเต้ยกับมูนที่เก็บขึ้นมาจากกลางคลองค่ะ น้องซันมีความพิเศษในหลายๆด้าน เป็นตัวละครที่เชื่อมโยงกับเรื่องอัศวินดาราค่ะ ถ้าพอมีเวลา ลองตามไปอ่านได้ค่ะ กำลังจะขึ้นภาค๒พอดีเลย  :กอด1:  :L1:

@คุณsugarcane_aoi ขอบพระคุณมากๆเลยนะคะ รักที่สุด :pig4:  :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-04-2020 21:38:17 โดย Artemis »

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
น้องซันมาแล้ววววววว

รอตอนต่อไปครับ :)

ออฟไลน์ tweetpuen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อุศเรน เอ๊ย ทั้งละเวง ทั้งสตาร์เลย จะเศร้าไหมน้า

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด