|| Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๑ อัพ ๑๓ มิถุนา ๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: || Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๑ อัพ ๑๓ มิถุนา ๖๓  (อ่าน 6545 ครั้ง)

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ดื้อจริงเด็กน้อย สตาร์ดัส ดูแล้วชักจะมีความยุ่งยากแล้วสินะ รอติดตามตอนต่อไปค่ะ :pig4:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
Me After You  บทที่ ๔ Stardust ละอองดาว (ส่วนที่๒)


จวนเจียนจะเที่ยงแล้ว ซีนแรกของวันก็ยังมิได้เริ่มถ่าย เหตุก็เนื่องมาจากดารานำฝ่ายหญิงมาถึงกองสาย จึงทำให้ยังถ่ายกันมิได้ มอสและอีกหลายๆคนจำต้องรอ แม้จะไม่ค่อยพอใจ จนดาราคนนั้นแต่งหน้าทำผมเสร็จนั่นแหละถึงจะได้เริ่มถ่ายซีนแรกกันซึ่งก็กินเวลาเลยบ่ายมานิดๆ พอดีกับที่อุศเรนมาถึงกองตามคำสั่งของพี่อัยที่ให้คอยมาช่วยดู และเป็นการเรียนรู้งานยามออกกองถ่ายไปในตัว

“เฮ้ยขี้เลน ทางนี้” มอสร้องเรียกเจ้าแว่นหนาที่กำลังยืนกะเล่อกะลัง ก่อนจะถูกผู้จัดการกองไล่ เจ้าตัวหันไปตามเสียงเรียก พอเห็นว่าเป็นใคร จึงเดินเข้าไปหา

“อ้าวมอส ทำไมใส่ชุดนี้ล่ะ” ชุดนี้ที่ว่า คือชุดของเด็กส่งพิซซ่า  ถึงแม้จะมาอยู่บนตัวมอสแต่ออร่าซุปตาร์ก็ทำให้น่ามองกว่าเด็กส่งพิซซ่าจริงๆมาอยู่ดี

“ ไหนว่าเล่นเป็นพระเอก”

“ก็พระเอกเรื่องนี้จน เป็นเด็กส่งพิซซ่า...รู้อะไรบ้างเนี่ย พี่อัยไม่บรีฟอะไรมาบ้างเลยหรือไง” น้ำเสียงของมอส ส่งปลายสะบัดมานิดๆ คนฟังก็ย่อมรู้ว่าวันนี้หงุดหงิด หากก็มิได้ถือสา

“แล้วนายล่ะ มากองนี่ จะแต่งตัวให้มันดีหน่อยไม่ได้หรือไงวะ”

มอสคงลืมไปชั่วครู่ละมังว่าพี่มูนสอนไว้ว่าอย่างไร คนเรามิควรตัดสินคนด้วยกันที่ภายนอก เพราะคำสอนนี้เองมิใช่หรือที่ตัดสินใจรับอุศเรนเข้ามา แต่ไฉนวันนี้กลับลืม

“ก็ดีสุดแล้วนี่”

ดีสุดของอุศเรนคือไสตล์เดิมในวันแรกที่มอสเห็น เชิ้ตตัวโคร่งๆ กางกางก็ตกยุคขาบาน ผมเผ้าก็กระเซิงราวกับมิได้หวี ถ้าอุศเรนยืนกรานว่าดีสุด เจ้าซุปตาร์จึงขี้คร้านจะพูดต่อ

“งั้นก็เรื่องของนาย นี่กำลังจะถ่ายแล้ว ไปนั่งรอหลังมอนิเตอร์นู่น...ฝากโทรศัพท์ไว้ด้วย ” มอสส่งโทรศัพท์มือถือให้ แต่ก่อนที่จะเดินเข้าฉาก ก็หันมาสั่งความอีกรอบ “ถ้ามีคนโทร.เข้า ก็รับสายให้ด้วย รับเฉพาะที่โชว์ชื่อนะ ที่โชว์เบอร์อย่างเดียวไม่ต้องรับ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครจะคุยทำไม”

“ถ้าเผื่อเบอร์นั้นเขาจะโทร.มาติดต่องานล่ะ”

“ติดต่องานเขาก็ต้องโทร.หาพี่อัยสิ ....ถามจริงเหอะ นายรู้อะไรบ้างไหมเนี่ย” มอสใช้น้ำเสียงต่างงวงต่างงาฟาดใส่อุศเรนอีกระลอก มิรู้ตัวเองเหมือนกันว่าอีกนิดเดียวเสียงที่ใช้ก็จะกลายเป็นตวาดแล้ว

อันที่จริง เมื่อเช้าตอนขับรถมากองอารมณ์ก็ยังดีๆอยู่ แต่ครั้นพอมาถึงตาขวาก็เริ่มกะตุกอย่างไม่มีสาเหตุแม้กระทั่งตอนนี้ และยิ่งต้องมารอคนที่เล่นเป็นนางเอกซึ่งมาสาย พื้นอารมณ์ใสๆก็กลายเป็นขุ่นอย่างช่วยไม่ได้ แล้วคำที่ว่า ‘ช่วยไม่ได้’ นี่ก็แปรเป็น ‘ลงกับใครไม่ได้’ ด้วยภาพลักษณ์ที่ต้องรักษา จวบจนอุศเรนมาถึงด้วยสภาพอย่างที่เห็นที่เป็นนั่นแหละ อารมณ์หงุดหงิดที่กักไว้ จึงสำแดงออกมา

“แค่นี้ก็ต้องดุด้วย”

อุศเรนได้แต่พูดงุบๆงิบๆ หลังจากที่มอสเดินเข้าฉากไปแล้ว หันไปมองรอบๆ ก็เห็นหลากหลายสายตากำลังพุ่งมองมาที่ตนเป็นจุดเดียว เจ้าแว่นหนาจึงรีบก้าวขาออกมาจากตรงนั้น ไปยังหลังมอนิเตอร์ก่อนจะกลายเป็นจุดสนใจมากกว่านี้

“ใครกันวะนั่น”
 
“ผู้ช่วยพี่อัย ผู้จัดการมอสไง”

“อ้าวเหรอ ถึงว่าสิวันนี้พี่อัยไม่มากอง ...ว่าแต่พี่อัยไปขุดมาจากไหนเนี่ย แต่งตัวเชยเป็นบ้า”

เสียงซุบซิบอันดังเกินระดับมีมาให้ได้ยินในทุกๆการย่างก้าวมายังหลังมอนิเตอร์ ทว่าอุศเรนก็มิได้สนใจอันใด เพราะคำพูดแนวๆนี้มันมีมาให้ได้ยินตลอดควบคู่ไปกับสายตาที่มองเขาอย่างขบขันกับสภาพปัจจุบันที่เป็น

ใครบ้างเล่าไม่อยากดูดี แต่เพราะเงินไม่มี  เสื้อผ้าก็ต้องหาเอาตามมีตามเกิด
ก็แค่เอาเสื้อกับกางเกงเก่าๆตกยุคของพ่อมาใส่ มันจะกระไรนักหนา มั่นใจ มันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลยสักนิด
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตน ....แต่มันไปอยู่ที่คนมอง

ครั้นเมื่อคิดว่ามิได้ทำให้ใครเดือดร้อน จึงมิจำเป็นต้องสนใจ แต่แล้วก็ต้องกลับมาสนใจเมื่อสายตาของซุปตาร์หนุ่มมองมาพร้อมๆกับสายตาของดาราสาวที่กำลังยืนคุยกันข้างๆ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะขบขัน ซึ่งมันจะเป็นเรื่องอะไรไม่ได้นอกเสียจากเรื่องตน

‘ถ้าเขาจะหัวเราะในสภาพที่เราเป็น แล้วมันทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ ก็ช่างเขาเถอะ’

น้อยเนื้อต่ำใจ ใครบ้างเล่าไม่เคยเป็น อุศเรนได้แต่คิดมิได้พูดออกมา คนอื่นหัวเราะยังพอทำเนา แต่ซุปตาร์ของตนเล่า มันบั่นทอนแรงใจที่อยากจะมาทำงานในแต่ละวันนัก

แล้วก่อนที่ความรู้สึกจะเริ่มฟุ้งหนัก โทรศัพท์มือถือของมอส ก็ดังขึ้นครืดๆขึ้น พอหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วยศูนย์สอง มอสหาได้เมมเบอร์นี้ไว้ไม่ และเจ้าตัวก็สั่งไว้ก่อนไปเข้าฉากแล้วว่าไม่ให้รับ ฉะนี้อุศเรนจึงเฉยเสีย แถมยังตัดสายทิ้ง แต่ท่าทางคนที่โทร.มาจะมิยอมเฉย เพราะโทรศัพท์ยังสั่นอยู่ตลอด แม้จะหยุดเพียงชั่วครู่จนกลายเป็นมิสคอล หากก็ยังหวนกลับมาสั่นสะท้านอยู่เนืองๆ และเพราะเสียงสั่นครืดๆนี่เอง ทำให้หลายๆคนหลังมอนิเตอร์แม้กระทั่งผู้กำกับ เบนความสนใจจากนักแสดงหันกลับมามอง ก่อนที่ใครจะเอ่ยปากว่าอะไร อุศเรนตัดสินใจเลี่ยงลุกออกมารับสาย  ทันทีที่กดรับ ยังไม่ทันจะพูดฮัลโหล เสียงร้อนรนก็กรอกเข้ามาในทันใด

“น้ามอสอยู่ไหนครับ ช่วยสตาร์ด้วย”

“คุณมอสถ่ายละครอยู่ครับ แล้วไม่ทาราบว่าสตาร์คือใครครับ”

ครั้นพออุศเรนตอบกลับ ปลายทางจึงรู้ว่าไม่ใช่คนที่ตนกำลังโทร.หา ฉะนี้เสียงร้อนรนจึงแปรเปลี่ยนเป็นห้วนกระชาก ด้วยเพราะเป็นใครกันมารับสายแทนน้าชายตน

“แล้วที่พูดนั่นน่ะใคร”

“อุศเรนครับ เป็นผู้ช่วย.....” อุศเรนพูดยังไม่ทันจบ เสียงห้วนๆเกินเด็กเสียงเดิม ก็พูดแทรกขึ้นมา

“ไปตามน้ามอสมาเร็วๆ”

“ตามไม่ได้หรอกครับ”

“ทำไมถึงไม่ได้”

“ก็บอกแล้วไงครับว่าคุณมอสถ่ายละครอยู่ ตามตอนนี้ไม่ได้”

“ต้องได้ บอกให้ไปตามก็ไปตามสิ บอกน้ามอสไปว่าสตาร์หลง.....”  ครานี้สตาร์พูดยังไม่ทันจบบ้าง เสียงตื๊ดๆก็แทรกเข้ามา เป็นสัญญาณให้รู้ว่าเหรียญหมด และนั่นก็หมายถึงหมดโอกาสที่จะคุยต่อ

“โธ่โว้ย”

เจ้าเด็กน้อยกระแทกหูโทรศัพท์ลงอย่างขัดใจ ก่อนจะออกมาถีบประตูตู้โทรศัพท์ที่เดินขาลากกว่าจะเจอไปอีกหนึ่งที ไอ้เรนๆอะไรนั่นมันจะรู้ไหมนะว่า กว่าจะหาเจอน่ะ มันต้องเดินนานเท่าไหร่ ยิ่งเดินก็ยิ่งหลง ตังค์ติดตัวก็มีแค่เศษเหรียญไม่กี่บาท ซึ่งก็เพิ่งหมดไปเมื่อกี้ ไม่น่าเลย ไม่น่าลืมกระเป๋าตังค์ไว้บนรถเลย นี่มันซวยซับซวยซ้อนอะไรกันนักหนานี่

“เพราะไอ้อุดๆเรนๆนั่นแท้ๆทีเดียว อย่าให้เจอตัวนะ...ไม่งั้นได้คุยกับน้ามอสไปแล้ว” สตาร์ยังโมโหไม่หาย โทษไปยังคนคุยสายเมื่อครู่ “เหรียญก็หมดแล้ว ทำไงดีวะ จะเดินกลับทางเดิมก็จำไม่ได้”

ในระหว่างที่ยังยืนละล้าละลัง คิดอันใดอะไรไม่ออก สายตาของเจ้าดาวน้อยก็หันไปสบเข้ากับชายชราคนหนึ่ง ที่เดินโซซัดโซเซจะล้มแหล่มิล้มแหล่ ในมือถือถุงผักพะรุงพะรัง ครั้นพอชายชราคนนั้นเดินผ่านตนไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ทรุดฮวบ และนั่นก็ทำให้สตาร์ลืมเรื่องตนเองทันที

“คุณตา คุณตาเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

สตาร์รีบวิ่งเข้าไปประคองทันใด พร้อมๆกับคนในละแวกนั้นที่เหตุการณ์แล้วเข้ามาช่วยพอดี

“อ้าวเฮ้ย คนแก่เป็นลม .....อย่ามุงๆ” หนึ่งในพลเมืองดีตะโกนขึ้นพร้อมกันคนออกห่าง แล้วจึงค่อยๆพาชายชราคนนั้นมานั่งตรงฟุตบาท

“ใครมียาดมบ้างครับ”

“ผมมีครับ” สตาร์รีบหยิบยาดมส้มโอมือออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพราะความที่มักเมารถจึงพกติดตัวไว้เสมอเวลาเดินทาง แล้วพี่พลเมืองดีคนนั้น ก็รีบรับเอาไปให้ชายชราดม พร้อมๆกับดึงป้ายโฆษณาแถวนั้น ยื่นส่งให้สตาร์

“เอ้าไอ้น้อง พัดให้ตาเขาหน่อย จะได้ดีขึ้น”

“ได้ครับ”

สตาร์รีบรับป้ายโฆษณาอันเป็นกระดาษแข็งนั้น มาพัดให้กับคุณตาท่านนั้นทันใด และด้วยเพราะยาดมและลมโชยๆ เพียงชั่วพักอาการของคุณตาก็ดีขึ้น

“ขะ ขอบใจนะ ไม่เป็นไรแล้วหน้ามืดนิดหน่อย”

“แน่นะลุง” พี่พลเมืองดีถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ

“ดีแล้วไอ้หนุ่ม ขอบใจมาก”

“งั้นผมไปล่ะ ดูแลตัวเองดีๆนะลุง ” พี่คนนั้นกล่าวลา แล้วหันกลับมาหาสตาร์ที่นั่งข้างๆ “ดูตาให้ดีๆนะน้อง ตาเขาแก่แล้ว พาออกมาเดินตากแดดซื้อของได้ยังไง”

พี่เขาคงเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นลูกเป็นหลาน ครั้นจะอธิบายพี่เขาก็เดินไปแล้ว สตาร์จึงหันมาหาคุณตา ที่อาการพอจะดีขึ้นมาบ้าง

“คุณตาครับ คุณตาดีขึ้นแน่หรือครับ”

“ดีขึ้นแล้ว ขอบใจนะหนู” คุณตากล่าวขอบอกขอบใจอีกครั้ง แต่สตาร์ก็ยังมิวางใจ

“แน่นะครับคุณตา”

“เออ แน่ซิ” คุณตาเริ่มยิ้มออกมาได้ เพราะน้ำเสียงและสายตาเป็นห่วงของเด็กชายที่ไม่เคยรู้จักกันตรงหน้าแท้ๆทีเดียว

“แล้วนี่คุณตาจะไปไหนครับ”

“กำลังจะกลับบ้าน ไปซื้อผักมา เตรียมต้มจับฉ่ายให้ลูกสาว ลูกสาวตาเพิ่งกลับมาจากเมืองนอก ”

คุณตาลูบหัวเจ้าดาวน้อย ที่ยังส่งผ่านความเป็นห่วงเป็นใยออกมาอย่างท่วมท้น จนรับรู้ได้  ด้วยเพราะเพิ่งได้มองหน้าตรงๆ นี่เอง ก็เห็นว่า ไอ้ตาแป๋วๆสีน้ำตาล ใต้คิ้วเข้มๆ จมูกโด่งๆปากบางเชิดนี่ อย่างกับลูกสาวตนตอนเด็กๆ ไม่ผิดเพี้ยน ไม่เหมือนอยู่อย่างเดียวคือ ประกายตามันเศร้าไปหน่อย  ...และก็น่าแปลกที่คำว่าถูกชะตาดันเกิดขึ้นกับผู้มากวัยเข้าแล้ว
 
“แล้วบ้านหนูอยู่ไหนล่ะ”

“อยู่อัมพวาครับ”

“อ้าว มาไกลนะนี่ มาซื้อของที่สำเพ็งเหรอ แล้วไงเดินมาถึงนี่”

‘ถึงนี่’ ที่ว่าของคุณตา คงสื่อให้รู้ว่าจากสำเพ็งมาคงไกลพอดู แต่จะไกลแค่ไหนก็มิรู้ แลก็มิรู้อีกเช่นกันว่าเดินมาได้อย่างไร

“ไม่รู้เหมือนกันครับคุณตาว่าเดินมาได้ยังไง ” เสียงซื่อๆตอบกลับคุณตามาอย่างนั้น และก็เหมือนจะเพิ่งนึกได้ว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์อันใด

“พอดีผมพลัดหลงกับพี่ชายตอนอยู่สำเพ็งน่ะครับ จะโทร.หา โทรศัพท์ก็แบตหมด ตังค์ก็ไม่มีด้วย จะนั่งรถกลับเองก็ไม่ได้ แล้วตรงนี้เรียกว่าที่ไหนเหรอครับ”

“อ้าว เวรกรรม”

คุณตาเองฟังแล้วก็พูดได้แค่นั้น และเพราะความถูกชะตาตัวเดิมนี้เอง จึงทำให้ไม่ต้องคิดอะไรนาน “งั้นไปรอที่บ้านตาก่อน บ้านตาอยู่ตรงนี้เอง ยิ่งเดินไปเดินมายิ่งจะหลง เดี๋ยวไปใช้โทรศัพท์ที่บ้านตา”

“ขอบคุณครับ”

ทั้งๆที่คุณป๊ะคุณมะเคยสอนมาแล้วว่า อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคนแปลกหน้า แต่มิรู้ทำไมอีกเหมือนกัน สตาร์หาได้สัมผัสว่าคุณตาท่านนี้มีพิษมีภัยมีอะไรซ่อนอยู่ เพราะสัมผัสมิได้นี้เองจึงรับคำทันควัน และพอพยุงคุณตาขึ้นมาได้ ก็พากันเดินไปตามทางที่คุณตาบอก ซึ่งก็ใช้เวลามินาน จากจุดที่คุณตาเกือบวูบลง

ครั้นพอมาถึง เจ้าดาราดวงน้อย ก็พบว่าบ้านของคุณตาเป็นร้านขายยาจีนเล็กๆ ป้ายเหนือหน้าประตูร้านเขียนไว้ว่า ‘ตั้งโอสถ’ มีทั้งภาษาไทยและภาษาจีน พอเหยียบย่างเข้าร้านกลิ่นยาจีนอันเป็นเอกลักษณ์ก็ลอยอวลเข้ามาเตะจมูก

“กลิ่นยาจีนหอมจังครับ” สตาร์พูดพลางค่อยๆพยุงคุณตานั่งลงบนเก้าอี้กลมหน้าตู้ยาอันทำเป็นลิ้นชักไม้น้อยใหญ่พลาง

“หนูนี่แปลก เด็กๆอายุเท่าๆหนู ต่างก็บอกว่าเหม็นกันทั้งนั้น”

“ไม่เห็นจะเหม็นเลยครับ หอมดีออก ที่บ้านตอนคุณมะต้มชะลูดกับจันทน์เทศ ตอนทำน้ำอบกลิ่นก็ประมาณนี้เหมือนกัน” สตาร์ไม่พูดเปล่า ทำท่าสูดกลิ่นหอมของยาด้วยหน้าชื่นมื่น คุณตามีหรือจะไม่เอ็นดู

“เออ เก่งนะ รู้จักชะลูดกับจันทน์เทศด้วย”

“คุณมะสอนมาครับ...ว่าแต่คุณตาอยู่ร้านคนเดียวหรือครับ”

“อยู่กับลูกสาวกับลูกจ้าง” สิ้นคำคุณตา หนึ่งในคนที่กล่าวถึงก็เดินออกมาจากหลังร้าน ลักษณะท่าทางไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร

“อ้าวเถ้าแก่ เป็นไรไปคะ”

“เกือบวูบนิดหน่อย ไม่เป็นไรแล้ว พอดีได้เจ้าหนูคนนี้ช่วยไว้ ...สำอางมาพอดีเอาผักนี่ไปล้างให้หน่อย แล้วหั่นให้ชิ้นพอดีๆคำนะ เดี๋ยวเย็นจะต้มจับฉ่าย”

“ค่ะเถ้าแก่ แต่เถ้าแก่ไม่เป็นอะไรแน่นะคะ ให้สำอางไปตามคุณเขาลงมาดูไหม” สีหน้า น้ำเสียงท่าทางดูห่วงใยยิ่ง สตาร์สังเกตได้ และ ‘คุณ’ ที่พี่เขาว่าก็น่าจะเป็นลูกสาวคุณตา

“จะไปกวนเขาทำไม เขาเพิ่งกลับมาถึงเมื่อคืน ให้เขานอนพักไปนั่นแหละ...เอ้าหนูเอ้ย เอาผักให้พี่เขา”

ลูกจ้างสาวใหญ่รับคำ พร้อมกับรับถุงผักจากมือสตาร์ แล้วเข้าไปหลังร้านจัดการตามคำสั่งเถ้าแก่ พอคล้อยหลัง คุณตาก็พูดขึ้น

“ลูกสาวตาเขาไปอยู่เมืองนอกมาหลายปี นานๆทีจะกลับมาเยี่ยมตาสักหน ดีนะที่มีสำอางมันมาอยู่เป็นเพื่อนไม่งั้นคงเหงา แต่ก่อนที่นี่คนอยู่เยอะ แต่ก็ทยอยจากไปกันทีละคนสองคน ครั้งหลังสุดนี่มากหน่อย ไปกันทั้งครอบครัว”

“หือ...ยังไงเหรอครับ”

“อุบัติเหตุน่ะ ทั้งลูกชายตา ลูกสะใภ้ หลานตาและก็แม่ของเขา ไปกันหมด”

คุณตาพูดถึงตรงนี้ สตาร์ก็สังเกตเห็นรอยรื้นคลออยู่เต็มสองตาสีเหล็ก สิ่งเดียวที่เด็กน้อยอย่างตนทำได้ คือทรุดนั่งลงข้างๆ ส่งผ่านกำลังใจจากมือน้อยๆของตนให้ท่วมท้นไปยังมือคุณตา มือเล็กๆ ยังกุมมือคุณตาอยู่อีกชั่วพัก คุณตาเองก็สัมผัสความรู้สึกนี้ได้ จึงได้แต่นิ่งงัน นี่ถ้าหลานไม่จากไปในอุบัติเหตุครั้งนั้น อายุอานามก็คงเท่าเจ้าหนูข้างๆ

แต่มันน่าแปลก แปลกตรงที่ ลักษณะและการกระทำของเจ้าหนูคนนี้ มันไม่ได้ทำให้นึกถึงหลานเท่าไหร่เลย แต่มันกลับทำให้นึกถึงลูกสาวที่อยู่ข้างบน ลูกสาวคนโตเพียงคนเดียวของตระกูล ที่เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้วก็มานั่งกุมมือตนอย่างนี้ ตอนที่แม่เขาจากไป มุ่งหาความสบาย ลูกสาวนับว่าเป็นเด็กแกร่ง แม่หนีไปไม่ร้องไห้เลยสักนิด กลับนั่งกุมมือตนแน่นอย่างที่เจ้าหนูมันทำ พร้อมจะสู้กับความยากลำบากด้วยกัน แต่ตนเองก็กลับทำให้ความแกร่งของลูกคลอนแคลน ด้วยการหาแม่ใหม่ให้ลูกสาว ซึ่งแน่นอนว่าเข้ากันไม่ได้เลย

เพราะเข้ากันไม่ได้และตนก็เลือกที่จะเอาใจครอบครัวใหม่ในตอนนั้น ลูกสาวจึงมีทางชีวิตของตนเอง ดิ้นรนจนไปอยู่เมืองนอกเมืองนา  เพิ่งจะกลับมาปรับความเข้าใจกันก็ตอนแม่เลี้ยงไม่อยู่แล้ว และตนก็ไม่เหลือใคร

คิดมาถึงตรงนี้ น้ำตาที่คลอก็เริ่มจะไหล หากก็หยุดลงได้ด้วยเสียงใสปานระฆังเงินที่ลอยมาพร้อมกลิ่นกุหลาบหอมอันสยบทุกกลิ่นในร้านยาจีนได้โดยดุษฎี

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
“มอร์นิ่งค่ะป๊า”

ร่างโปร่งระหงในวัยสามสิบปลายๆ พร้อมผมสยายเป็นวอลลูมคลุมไหล่เปล่าเปลือยในเดรสสั้นเลยเข่าสีแดงสด ลงจากบันไดชั้นบนเข้ามาหยุดยืนข้างๆเถ้าแก่หรือคุณตาเจ้าของร้าน แล้วหอมแก้มไปอีกฟอดเป็นการทักทาย

“ป๊านึกว่ายังไม่ตื่น”

“ตื่นนานแล้วค่ะ นอนไม่ค่อยจะหลับ ตาซ้ายกระตุกอยู่ตลอดเลย”

“โบราณว่าตากระตุกเนี่ย ขวาจะร้าย ซ้ายจะดี”

“ป๊าเชื่อเรื่องพรรค์นี้ด้วยเหรอคะ” ลูกสาวตอบพ่อเสียงใส ยักไหล่ไม่ยี่หระ

“แล้วนี่แต่งตัวจะไปไหนล่ะ”

 “ว่าจะไปธุระค่ะ จะกลับก็เย็นๆค่ำๆ ป๊าอย่าลืมต้มจับฉ่ายของหนูล่ะ” ลูกสาวย่อตัวลง กอดพ่อแน่นแต่พอจะคลายออกก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ จากสีหน้าของผู้มากวัย

“ทำไมหน้าป๊าซีดๆ”

“วูบนิดหน่อยน่ะลูก ตอนออกไปซื้อผักมาทำจับฉ่ายให้หนู”

“อ้าว เหรอคะ โธ่ ทำไมไม่ให้สำอางไปซื้อ ออกไปเองทำไม” ลูกสาวตกใจยิ่ง “แล้วตอนนี้รู้สึกยังไงคะ ไปหาหมอดีกว่าไหมป๊า”

“ไม่เป็นไร ป๊าไม่เป็นไรแล้ว โชคดีที่ได้เจ้าหนูนี่ช่วยไว้ ไม่งั้นคงแย่”

ประโยคของป๊า ทำให้ลูกสาวหันมามองเจ้าหนูของป๊าที่นั่งข้างๆ และในแวบแรกที่ได้มอง มิรู้ว่าเจ้าตัวคิดไปเองหรือเปล่าว่า ขั้วหัวใจมันเหมือนกับถูกเข็มเล่มน้อยสะกิด เข็มเล่มนี้คงเปรียบได้ดั่งกับตาสีน้ำตาลแป๋วๆ ฉายแววเศร้าๆ ที่จ้องตนมาอยู่ก่อนแล้ว ครั้นพอได้สบ มันก็ทำให้ยากที่จะละสายตา .... และยิ่งไปกว่านั้น มันยังทำให้ตาซ้ายกระตุกหนักกว่าเดิมเพิ่มเติมจากที่เคยเป็น

เด็กคนนี้เป็นใครกัน ทำไมหนอ ทำไม....ทำไมถึงทำให้ละสายตามิได้เลย
คงเพราะละสายตามิได้ละมัง .... คุ้นตาจึงดำเนินต่อมามิหยุดยั้ง จนกระทั่งต้องตาตามมาในที่สุด

“สวัสดีครับพี่”

กระพุ่มมือน้อยๆ ของสตาร์ ยกขึ้นมาพนมระหว่างอกได้งดงาม ดึงภวังค์ของพี่สาวตรงหน้ากลับมาได้ทันท่วงที

 “สะ สวัสดีจ้ะ...แต่แหม เรียกพี่เลยเหรอคะ เรียกว่าอาดีกว่า อาแก่แล้วเป็นพี่ไม่ได้หรอก” เสียงใสตะกุกตะกักในตอนแรก ก่อนจะกลับมาไหลลื่น เคล้าเสียงหัวเราะรื่นในตอนท้าย คนฟังฟังแล้วก็รู้สึกว่าไพเราะเสียเหลือเกิน

“ครับคุณอา...ทำไมคุณอาสวยจัง” สตาร์พูดตามจริง ตามที่เห็น มิได้ยกยอ แสดงให้เห็นว่า ‘ต้องตา’ มิได้เกิดกับคุณอาฝ่ายเดียว

แน่นอนว่าแวบแรกที่เห็นสตาร์ย่อมมองตาค้าง เพราะในชีวิตที่เพิ่งผ่านมาน้อยนิดในสิบกว่าปีนั้น เห็นคนหน้าสวยอยู่แค่คนเดียวนั่นก็คือคุณมะ จนคิดไปเองว่า ในโลกนี้คงหาคนหน้าสวยอย่างคุณมะได้ยาก จวบจนได้มาเจอคุณอาคนนี้นี่แหละ ที่ต้องยกให้ทัดเทียมคุณมะของตน

คุณอาสวยเฉี่ยวบาดใจ ...แต่คุณมะสวยแบบเย็นใจ
แต่ถึงจะสวยต่างกันอย่างไร ... ทั้งสองก็เหมือนกันคือ มองแล้วมันจับใจมิรู้วาง

“ขอบใจจ้ะ ช่างพูดช่างจาเสียจริง หนูก็หล่อเหมือนกันค่ะ แล้วนี่ไปไงมาไงละคะ ถึงได้มาช่วยพ่ออาได้”

“คืออย่างนี้ลูก....” คุณตาเป็นฝ่ายแทรกขึ้นและเป็นฝ่ายเล่ามาเสียเอง พอลูกสาวทราบเรื่องทั้งหมด ก็ถึงกับตกใจ

“ตายแล้ว ป่านนี้พ่อแม่ไม่เป็นห่วงแย่แล้วหรือคะเนี่ย รีบโทร.บอกพ่อบอกแม่ดีกว่า เอามือถือของอาโทร.ว่าแต่หนูชื่ออะไรคะ บ้านอยู่ไหนกัน”

“เห็นบอกว่าอยู่อัมพวานะ เข้ามาซื้อของที่สำเพ็งกับพี่ชาย แล้วพลัดหลงกัน” คุณตาตอบแทนสตาร์ และก็น่าแปลกนักที่ลูกสาวคุณตา ดูเหมือนจะชะงักงันไปครู่หนึ่ง ยามได้รู้ถึงบ้านเกิดเมืองนอนของเด็กตรงหน้า “ เออแน่ะ คุยกันมาตั้งนาน...ป๊าก็ลืมถาม ว่าชื่ออะไร ”

“ผมชื่อสตาร์ครับ”

“สตาร์” หญิงสาวทวนขึ้น มิรู้เพราะปากพาไปหรือใจกระหวัดคิดถึงอะไร

“ใช่ครับ สตาร์ แปลว่าดาว มีอะไรหรือเปล่าครับคุณอา”

คำตอบของสตาร์ทำให้หญิงสาวชะงักหนักกว่าเดิมอีกนิด ทว่าคงมิหนักเท่ากับตาซ้ายที่กำลังกระตุกในตอนนี้อีกแล้ว

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณอา” ด้วยเห็นว่าคุณอาตรงหน้านิ่งเงียบ สตาร์จึงถามย้ำ นั่นแหละคุณอาจึงได้ตอบ

“ปะ เปล่าจ้ะ แล้วเบอร์คุณพ่อคุณแม่เบอร์อะไรล่ะ อาจะได้โทร.หาให้”

“แหะๆ” สตาร์หัวเราะอย่างนั้น ก่อนจะบอกไปอย่างเอียงอาย “จำไม่ได้ครับ จำได้แต่เบอร์น้าชาย”

“อ้าว ไหงเป็นอย่างนั้นล่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าด้วยความขันระคนเอ็นดูกับท่าทางของสตาร์ “อ่ะงั้นเอาเบอร์น้าชายของสตาร์มาให้อา แล้วน้าชื่ออะไรล่ะ อาจะได้คุยถูก”

“ชื่อน้ามอสครับ น้ามอสเป็นดารา คุณอารู้จักไหมครับ”

แทนคำตอบว่ารู้จักหรือไม่รู้จัก ‘นิ่งเงียบ’ คือสิ่งที่คุณอาคนใหม่แสดงออกมา สตาร์มิรู้หรอกว่า คำว่า ‘อัมพวา’  ‘สตาร์แปลว่าดาว’  และ ‘น้ามอส’ คือสาเหตุแห่งการนิ่งงันนั้น สามสิ่งนี้ เปรียบได้กับเศษเสี้ยวแห่งอดีต ประหนึ่งจิ๊กซอว์แต่ละชิ้น ที่สามารถเอามาต่อกันได้เป็นเรื่องเป็นราว หากก็ยังมิสมบูรณ์ เพราะยังขาดชิ้นสำคัญ

“ก็น่าจะพอรู้จักนะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช่มอสเดียวกันหรือเปล่า มอสที่อารู้จักน่ะ ตอนนั้นเขายังเด็ก ไม่ได้เป็นดารา” ในที่สุดหญิงสาวที่เงียบไปเมื่อครู่ ก็ฝืนต่อบทสนทนามาได้ ภาวนาในใจ อย่าเลยอย่าให้เป็นมอสเดียวกัน

 “ที่จริง อาเองก็เคยไปอัมพวานะ ไม่ใช่สิ ต้องพูดว่าไปอยู่มาเกือบหกเดือน อามีเพื่อนที่ดีอยู่ที่นั่นสามคน มอสที่อารู้จักเป็นน้องชายของเพื่อนอา ว่าแต่พ่อกับแม่ของสตาร์ชื่ออะไรล่ะ ”

คนถามเหมือนจะใช้พลังทั้งหมด กลั้นใจถามคำถามนี้ ภาวนาในใจอีกครั้งอย่าให้คำตอบเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่เมื่อวางลงไปแล้ว พล็อตนิยายชีวิตน้ำเน่าจะเกิดขึ้นกลางร้านยาจีนนี้ทันที

ทว่าเสมือนดั่งโชคชะตาฤาฟ้าลิขิตก็มิทราบ เพราะคำตอบของสตาร์ มันไม่ได้เป็นอย่างที่หญิงสาวภาวนาไว้เลย

“พ่อชื่อเต้ยครับ แม่ชื่อมูน... น้ามอสเป็นน้องชายคุณมะมูนครับ ใช่คนเดียวกันไหมครับ” แทนคำตอบว่าใช่ไม่ใช่ คุณอาดันถามกลับรวดเร็ว

“พ่อกับแม่สตาร์ นามสกุลอัครพงศธรใช่ไหม”

“ทำไมคุณอารู้ล่ะครับ ใช่ครับนามสกุลอัครพงศธร อย่าบอกนะว่ารู้จักคุณป๊ะกับคุณมะด้วย”

และแล้วคำตอบก็พาพล็อตนิยายชีวิตน้ำเน่ามากลางร้านอย่างที่เกรงจริงๆ  และมันก็ทำให้ลืมสิ้นเสียเลยว่าจะออกไปไหน ยามนี้ยอมทิ้งทุกอย่าง แม้กระทั่งตัวเอง ปล่อยเข่าทั้งสองข้างทรุดลงอย่างช่วยไม่ได้อยู่ต่อหน้าเก้าอี้ของสตาร์ มือเสลาเอื้อมไปจับมือน้อยๆของสตาร์ไว้มั่น ตาข้างซ้ายหยุดกระตุกเสียสิ้น พร้อมกับคำตอบว่าขวาจะร้ายฤาซ้ายจะดี ระคนน้ำใสๆอันรินไหลลงอาบแก้ม มิสนใจใครแล้วแม้กระทั่งบิดาที่อยู่ข้างๆ ยามนี้ เพลานี้ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง คือเจ้าดาวดวงน้อย ดวงตรงหน้านี้แต่เพียงเท่านั้น

หะแรกสตาร์เองก็ตกใจไม่น้อย ที่จู่ๆ คุณอาคนสวยมีกริยาอาการนั้น แต่ก็คลายลง เพราะเห็นน้ำตาของคุณอารินรดเป็นทาง ดึงความสนใจให้มือน้อยๆ ถอยออกจากมือเสลาด้วยความเบาแสนเบา ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้ทันท่วงที แต่พอผ้าเช็ดหน้าได้สัมผัสกับแก้มเท่านั้นแหละ น้ำตาที่ควรจะเหือดหาย กลับกลายเป็นมากกว่าเดิม มือเสลาเองไม่รอช้า คว้าสตาร์ลงมาจากเก้าอี้ตระกองกอดแนบแน่นในทันใด

“สตาร์มีฝาแฝดใช่ไหมลูก”

“ใช่ครับ ทำไมคุณอาถึงรู้ สตาร์มีพี่ชายเป็นแฝดชื่อสกาย”

“ฟะ ฟ้ากับดาว ขะ ของ.....”

หญิงสาวพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว ลำคอมันรู้สึกตีบตันบีบคั้นไปหมด ใจมันรู้สึกอยากจะระเบิดออกมาให้เป็นเสียงโฮลั่น แต่มันก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าทำไป คำถามจากบิดาและเจ้าดาวน้อยตรงหน้าคงมีมาอีกยาว แต่นั่นหาใช่เรื่องใหญ่ เท่ากับสัญญาที่เคยให้ไว้กับสองผัวเมียอัครพงศธร สัญญาที่ว่าคือให้แล้วให้เลยจะไม่มายุ่งเกี่ยวรื้อฟื้น ฉะนี้จึงจำทนฝืนกลั้นสะอื้นไว้อย่างถึงที่สุด กอดเจ้าดาวน้อยดวงนี้ให้แน่นที่สุด อย่างที่อยากทำแต่ฝืนใจไม่ยอมทำมานานแสนนาน

“เกรซ....หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก” แน่นอนว่าผู้เป็นพ่อยังตกใจแลสงสัยไม่หยุด พอๆกับสตาร์ที่ยังตกอยู่ในอ้อมกอด

“มะ ไม่เป็นไรค่ะ หนูแค่คิดถึงลูก” เกรซอยากจะหยุดแค่ประโยคนี้ แต่ก็จำต้องต่อด้วยคำว่า “ของเพื่อน”

“แล้วนี่รู้จักกับพ่อแม่ของสตาร์เขาหรือไง”

“ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ”

เกรซปล่อยสตาร์ที่ยังคงงุนๆงงๆออก ด้วยเกรงว่าพ่อจะสงสัยหนักขึ้น แล้วมือเสลาก็ยกขึ้นมาปาดน้ำตาออกไปเสียเอง กลั้นสะอื้นอีกพัก จนคิดว่าปกติ จึงพูดต่อมาว่า “ เอาเบอร์น้ามอสมาให้อา เดี๋ยวอาโทร.หาให้ จะได้กลับบ้านไปหาพ่อกับแม่ซะทีนะลูก”

“ได้ครับ เบอร์น้ามอส นะครับ 081-721.....”

สตาร์แม้จะยังไม่คลายสงสัย ก็บอกเบอร์น้าไปได้ครบถ้วน แต่ก็รู้สึกแปร่งหูนักที่คุณอาเน้นหนักตรงคำว่าพ่อกับแม่เป็นพิเศษ เกรซเองก็คงสัมผัสได้ว่าเด็กสงสัย จึงรีบลุกเลี่ยงไปต่อสายให้ทันที แต่โชคไม่ดีที่สายของเกรซ ดันเป็นสายซ้อน เข้าเครื่องมอสเสียนี่ ซึ่งคนใช้สายมันก็ได้ยินเสียงตื๊ดๆ ดังอยู่เป็นระยะ จนลาไป

“มอสถ่ายละครอยู่ครับนิว เดี๋ยวบอกให้นะครับ สวัสดีครับ” อุศเรนวางสายของนิวแล้ว กำลังจะกดดูเบอร์ที่โทร.ซ้อนเข้ามาเมื่อครู่ แต่ก็ต้องหยุดเสีย เพราะมีสายใหม่ เด้งสวนมา หน้าจอโชว์รูปหรา คือพี่คนสวยตาสีน้ำตาล

“สวัสดีครับ คุณมอสถ่ายละครอยู่ครับ” อุศเรนชิงพูดขึ้นเสียก่อนที่จะถูกถามว่าตนเป็นใคร

“อ่อจ้ะ....งั้นช่วยบอกมอสทีว่า สตาร์หายไป โทร.กลับที่เบอร์พี่มูนด่วน”

“ได้ครับ” เรนรับคำ เป็นจังหวะเดียวกับที่มอส ถ่ายซีนแรกเสร็จและเดินเข้ามาพอดี “ อะ เอ่อ เดี๋ยวนะครับ คุณมอสมาพอดี”

อุศเรนยื่นสายส่งให้ไม่รอช้า มอสดูหน้าจอก็รู้ว่าใครโทร.มา จึงรีบรับมาคุยต่อ และพอได้ทราบเรื่องจากพี่มูนเท่านั้นแหละ ตาขวาที่กระตุกมาตลอด ก็ถึงคราวสงบลงทันที

“ถึงว่าสิพี่มูน ตาขวามอสกระตุกมาตลอดเลย แล้วนี่พี่เต้ยทราบเรื่องยังครับนี่”

“รู้เรื่องแล้ว กำลังขับรถเข้ามากรุงเทพ”

“แจ้งตำรวจยังพี่”

“ นี่แจ้งแล้ว แจ้งพี่เปรมแล้ว กำลังมาที่สำเพ็งเหมือนกัน”

“งั้นพี่มูนส่งโลเคชั่นมาให้มอส เดี๋ยวมอสไปหาตอนนี้เลยครับ”

“ได้จ้ะตามนี้”

มอสพอวางสายได้ ก็รีบไปหยิบกระเป๋าแล้ววิ่งไปหาผู้กำกับ บอกว่ามีธุระด่วน ขอเลิกคิวไปก่อน ผู้กำกับจะท้วงก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะมอสวิ่งไปหยิบกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เข้าฉาก แล้วลากเอาไอ้เจ้าขี้เลนผู้ช่วยตามมาหลุนๆ ขึ้นคร่อมบิดกุญแจได้ก็บอกมันว่า

“เร็ว ขี้เลนขึ้นมา ไปเป็นเพื่อนหน่อย”

“ไปไหน”

“หลานหายโว้ย ไปหาหลาน เร็วๆขึ้นมา”

“แล้วเอารถมอเตอร์ไซค์ไปทำไม”

“แหกตาดูสิครับคุณขี้เลน ว่ารถมันติดขนาดไหน ถ้าไม่เอามอเตอร์ไซค์ไปเมื่อไรจะถึง....เร็วๆ”

มอสเร่งมาอีกครั้งพร้อมสตาร์ทเครื่อง อุศเรนไม่มีทางเลี่ยง จึงรีบขึ้นซ่อนท้าย แลพอนั่งได้ยังไม่ทันสนิทดี มอสก็ออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผู้กำกับนั่งกุมขมับ ด้วยไม่รู้ว่า ซีนที่สองนี้จะได้ถ่ายต่อเมื่อไหร่กันนั่นเอง

******************************

รบกวนติดตามต่อในส่วนที่๓ นะคะ

ขอบพระคุณทุกๆความคิดเห็นและกำลังใจที่มีให้กันเสมอมา สวัสดีค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 :impress2: :katai2-1: เอาแล้วเกรซกลับมาและได้เจอลูกด้วยช่างเป็นพรหมลิขิตจริงๆจะมีดราม่าระลอก 2 ไหมนะ คิดแล้ว Star นี่ก็นิสัยเหมือนเกรซแหละ ได้เจอทั้งแม่ทั้งตาเลยนะน้องสตาร์ตอนหน้าสะดวกได้เลยเจอกันครบองค์ส่วนมอสทำไมชอบว่าน้องเรนเรื่อยเลยไม่สงสารบ้างหรือ อุศเรนจะได้เจอกับพี่มูลแล้ว ขอบคุณนะคะรอตอนต่อไปค่ะ :katai5: :mew1:

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4668
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
โลกกลมหมุนกลับเจอกันจนได้

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้ว ทฤษฎีโลกกลมยังใช้ได้เสมอ แต่สงสัยพอหาน้อง สตาร์เจออุศเรนคงโดนมอสดุด่าอีก ตามเคย :pig4:

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
สงสัยซันคู่กับสตาร์แน่ๆเลย ทุกคนจะกลับมารวมตัวกันที่อัพวารึเปล่า ทั้งเกรซแล้วก็เปรมด้วย

อยากรู้จังว่าอณูเทวะคู่อื่นๆจะมีลูกที่เหมือนซันบ้างรึเปล่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-12-2019 00:26:50 โดย anterosz »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
บทที่ ๔ Stardust ละอองดาว ส่วนที่๓(จบตอน)

คันเร่งของมอเตอร์ไซค์ยามนี้ สมควรจะบิดได้เกินร้อย ให้สมกับความร้อนใจจนแทบทะลุไมล์ที่มี หากมอสก็ทำได้แค่หกสิบเป็นอย่างสูงบนผืนถนนของกรุงเทพในช่วงเวลาที่การจราจรหนาแน่นคับคั่ง มอเตอร์ไซค์คันเล็กแทนที่จะได้โผนทะยานไปได้อย่างรวดเร็วกลับต้องซอกต้องซอนไปตามช่องว่างของรถน้อยใหญ่ที่แทบจะเรียกได้ว่าจอดสนิทราวกับรถของเล่นตั้งโชว์ ตลอดทางจากสยามสแควร์ไปสำเพ็ง

ฝ่ายคนซ้อนด้วยเพราะความที่มิค่อยได้นั่งมอเตอร์ไซค์เท่าไรนัก อุศเรนจึงมิชินกับการซอกแซกนั้น อีกทั้งยังกลัวตก... เก้ๆกังๆ จึงเป็นกริยาของการนั่ง สองแขนจึงถือวิสาสะกอดเอวคนขับแน่น ใบหน้าแทบจะซุกลงไปบนแผ่นหลังกว้าง นี่ลองถ้าเป็นนิยายหรือซีรีส์วายแล้วละก็ คงต้องบอกว่าฉากนี้คงเป็นฉากหนึ่งที่ยอดนิยม มีคนหนึ่งขับ ตามด้วยคนหนึ่งกอด ที่แทบทุกเรื่องจะต้องมี แต่เผอิญมันไม่ใช่ เพราะคนขับนอกจากจะไม่จับมือคนซ้อนมากอดเอวตัวเองแล้ว ยังหันมาแทบจะแยกเขี้ยวใส่ให้อีกด้วย ไม่มีเสียหรอกที่จะหันมาส่งตาหวานๆพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ อย่างที่พระเอกในซีรีส์พึงทำ

“จะกอดอะไรแน่นนักหนาวะไอ้ขี้เลน นั่งห่างๆ ออกไปอีกนิดก็ได้” คิ้วหนาๆของพระเอกที่ยามนี้อยู่นอกจอขมวดขึ้นเป็นปม พร้อมหน้าหล่อๆที่กลายเป็นยับยุ่งตอนติดไฟแดง

“ก็กลัวตก”

“กลัวตกก็นั่งให้มันดีๆ สิ ทำเป็นไม่เคยนั่งมอเตอร์ไซค์ไปได้ เป็นลูกคุณหนูมาจากไหนวะไอ้ขี้เลน” ไม่มีเสียหรอกที่จะบอกว่า ถ้ากลัวตกก็ให้ ‘กอดแน่นๆ’

“เออใช่ เป็นลูกคุณหนู”

นี่ถ้ามอสหันมามองตาอุศเรนสักนิด จะรู้เลยว่าสายตามันบอกความจริงตามที่พูด ถึงแม้จะเป็นอดีต ทว่ามันก็คือความจริง แต่เพราะมอสมิได้มอง จึงมิได้รับรู้ความจริงนั้น สัมผัสจึงมีแค่ผิวเผิน และตีความไปว่า... ‘ถูกประชด’

“เหอะ ถ้าอย่างนายเป็นคุณหนู เราก็เป็นเจ้าชายแล้วล่ะ ไอ้คุณหนูขี้เลน ...”

มอสขยับปากเตรียมจะพูดต่อ แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นระรัวขึ้น จึงรีบล้วงขึ้นมามิทันได้ดูหน้าจอหรอกว่าใครโทร.มา และพอได้รับสายเท่านั้น ประโยคแรกของมอส ก็บอกให้คนซ้อนไม่ต้องเดาอะไรอีกแล้ว

“อะไรนะครับ ...สตาร์อยู่ที่นั่นเหรอครับ อยู่ตรงไหนนะครับ ... ได้ครับผมจะรีบไป”

ทันทีที่จบประโยค สัญญาณไฟเขียวก็สว่างวาบขึ้น มอสจึงรีบบิดออกไปอย่างไม่รอช้า ทำให้คนกลัวตกแทบจะหงายหลัง และละเลยคำสั่งกลับกอดเขาแน่นยิ่งกว่าเดิม มอสคงไม่สนใจแล้ว เพราะเจ้าดาวน้อยยังที่หมายปลายทางนั้นคงสำคัญกว่า แล้วมินาน มอสก็มาถึงยังจุดหมายที่เจ้าของสายเมื่อครู่บอก ซึ่งเป็นร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ริมทางห่างจากสำเพ็งไปหลายป้ายรถเมล์ทีเดียว ครั้นพอจอดรถได้และเข้าไปในร้าน เสียงร้องทักเสียงใสก็ดังขึ้น พร้อมๆกับดาวดวงน้อยที่แทบจะลอยมากอดเอวแน่น

“น้ามอสสสสสสส” สตาร์โผเข้ามากอดเอวน้าแน่นไม่ยอมปล่อย น้าเองก็กอดตอบแน่น ด้วยความโล่งใจ

“สตาร์ดัส หายไปไหนมาครับ น้าเป็นห่วงแทบแย่”

“สตาร์หลงกับพี่ซันครับ พยายามเดินตามหาก็หาไม่เจอ เลยเดินมาเรื่อยๆ จนมาเจอกับพี่สำอาง พี่เขาเลยช่วยติดต่อน้ามอสให้” สตาร์พูดพลางซบหน้าอยู่กับเอวน้าพลาง เล่าเหตุการณ์คนละฉากกับความจริงตามที่คุณอาคนสวยร้องขอ

“สตาร์...สตาร์ฟังอานะคะ เดี๋ยวอากับพี่สำอางจะพาสตาร์ไปรอน้ามอสที่ร้านกาแฟหน้าปากซอย แต่อาขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม อาขอให้สตาร์อย่าบอกว่า เจอคุณตากับอาที่นี่ บอกแค่ว่าเดินหลงมาเจอพี่สำอาง และพี่เขาก็เลยช่วย ...บอกแค่นี้ได้ไหมคะ”

“ได้ครับ แต่ทำไมละครับ” สตาร์ถามด้วยความสงสัย

“อายังไม่อยากเจอพ่อกับแม่ของสตาร์จ้ะ”

“คุณอาเกลียดพ่อกับแม่ของสตาร์เหรอครับ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะสตาร์ ตรงกันข้าม อารักพวกเขามากเลยทีเดียว ...แต่พวกเขาคงไม่ชอบอาเท่าไหร่นัก อาเลยไม่พร้อมจะเจอ ถือว่าอาขอนะคะ ทำเพื่ออาได้ไหม”

“ได้ครับ...แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหมครับคุณอา สตาร์อยากเจอคุณอาอีก” เสียงใสซื่อ เล่นเอาคนฟังทรุดเข่าลงมากอดคนพูดแน่น ระคนน้ำตาคลอ

“ถ้าสตาร์อยากเจอ เราก็จะได้เจอ ...แต่อาคงมาเจอได้ไม่บ่อยนัก และขอให้ปิดไว้เป็นความลับนะคะ อย่าบอกใครเด็ดขาด เดี๋ยวอาจดเบอร์อาให้นะ เราจะได้ติดต่อกัน ”

“ครับคุณอาเกรซ” สตาร์เรียกชื่อคุณอาตามที่คุณตาเรียก มิรู้ตัวว่าทำไมถึงไม่อยากออกไปจากอ้อมอกของคุณอาคนสวยคนนี้นัก

“ดีมากจ้ะ งั้นเราไปกันเถอะ เผื่อเราได้เดินคุย นั่งคุยกันอีกสักนิด ว่าแต่ช่วยเล่าเรื่องพี่สกายให้อาฟังได้บ้างไหมคะ อาอยากรู้ว่าเขาเป็นไงบ้าง”

สตาร์ยิ้มแฉ่งแทนคำตอบ แล้วเล่าเรื่องพี่สกายให้คุณอาคนสวยฟัง ตั้งแต่ร้านยาจนมาถึงร้านกาแฟ เกรซเองก็ตั้งใจฟัง พร้อมรอยยิ้มระเรื่อที่มีมาให้ตลอด จวบจนรอยยิ้มนั้นจำจากลากลับไปพร้อมกลิ่นกุหลาบหอม ก่อนมอสมาเพียงครู่เดียว เหลือแต่พี่สำอางที่ยังยืนอยู่ข้างๆ อ้าปากค้าง ยามเห็นหน้าน้าชายของสตาร์

“มะ มอส มณฑล”

เพราะเสียงอันดังลั่นกว่าของสตาร์จากพี่สำอางนี้เอง ทำให้เจ้าของร้าน พนักงานและบรรดาลูกค้าต่างหันมามองกันเป็นจุดเดียว พร้อมกับจราจลย่อมๆของแสงแฟลชจากมือถือ ที่เริ่มกรูกันเข้ามาหามาห้อมล้อม มอส มณฑล คนที่ก้าวเท้าเข้ามาดึงความสนใจไปทั้งมวล มอสจะทำกระไรได้นอกจากยืนยิ้มให้เขาถ่ายรูป ทั้งๆที่อยากจะถามความเพิ่มเติมจากหลานตัวแสบนักเหลือเกิน

มอสยืนถ่ายรูปกับคนนั้นคนนี้อีกชั่วพัก โดยมีสตาร์ร่วมเฟรมกอดเอวไม่ยอมปล่อย พอคนซาจึงตั้งใจจะหันไปขอบคุณพี่สำอาง แต่ดูเหมือนว่าพอได้ถ่ายรูปเสร็จพี่สำอางก็ไม่อยู่ ณ ที่นี้แล้ว มอสจึงต่อสายไปหาพี่มูน แจ้งพิกัดของเจ้าดาวน้อยกับตนเสร็จสรรพ ซึ่งมินานพี่มูนก็มาถึง พร้อมกับพี่เต้ย พี่เปรม และก็เจ้าซัน

“หายไปไหนมา”

คำถามแรกที่ควรจะมาจากพ่อกับแม่ แต่ก็มิใช่ ....พี่ชายต่างหากเล่าดันเป็นคนถามขึ้น พร้อมใบหน้าถมึงทึงเข้ามาดึงแขนน้องออกจากเอวน้าชาย พี่ซันลากแรงและด้วยแรงลากมิต่างกระชากฉะนี้ มีหรือน้องจะไม่เซหลุนๆ

“โอ๊ยยยย สตาร์เจ็บนะพี่ซัน”

“อย่ามาสำออย บอกพี่หายไปไหนมา รู้ไหมทุกคนเป็นห่วง ทั้งคุณป๊ะ คุณมะ ต่างก็ต้องทิ้งงานมา ลุงเปรมก็ด้วย อย่าทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาได้ไหมวะ”

“สตาร์ไม่ใช่เด็กมีปัญหา คนมีปัญหาคือพี่ซัน” เพราะพี่ชายขึ้นเสียง น้องชายจึงขึ้นเสียงเถียงเอาบ้าง

“ถ้าไม่ใช่เด็กมีปัญหา แล้วสะบัดข้อมือออกทำไม”

นั่นสิ แล้วตนสะบัดขอมือออกจากมือพี่ชายทำไม จะให้บอกไปตรงๆฤาก็ไม่กล้า เพราะสายตาคุณป๊ะ คุณมะยามนี้ กำลังจับจ้องมาที่ตนนิ่ง แน่นอนว่าย่อมรอฟังคำตอบ และถ้าคำตอบไม่มีเหตุผลเพียงพอ นั่นก็หมายความว่า ปัญหาจะมาเยือน จนกลายเป็นเด็กมีปัญหาอย่างพี่ชายบอกจริงๆ

ด้วยคุณป๊ะ คุณมะนั้น ยามปกติก็คือดีจนใจหาย แต่ถ้าเกิดดุขึ้นมาเมื่อไรล่ะก็ น่ากลัวชะมัด อย่างคุณมะเวลาดุนี่ ยามเอาเรื่องนี่ ไม่เบาเหมือนกัน เพียงแค่มองนิ่งๆ เข่าก็อ่อนแล้ว ส่วนคุณป๊ะนั้นนะหรือ คือระเบิดลง และการที่คุณป๊ะ คุณมะยังยืนเฉยปล่อยให้พี่ซันจัดการอย่างนี้ นั่นแสดงว่าให้โอกาสแก้ต่าง เหตุผลต้องมีมาให้เพียงพออย่างที่บอก ก่อนที่จะลงมาจัดการเองและคงแสดงให้เห็นอีกอย่างที่เคยสังหรณ์ไว้ก่อนแล้วว่า พี่ซันได้ก้าวเท้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตเข้าแล้ว

“สตาร์ไม่ได้สะบัด แต่คนมันเบียดกัน มือมันก็เลยหลุด” สตาร์ตอบปัดๆ เบือนความจริงให้บิดไปเพื่อเอาตัวรอด

“แล้วทำไมพี่กับคุณมะโทร.หาถึงไม่รับสาย แถมยังปิดเครื่องด้วย”

“ก็แบตมันจะหมดนี่ พอพี่กับคุณมะโทร.มากๆเข้า เครื่องก็เลยดับ”

“ทำไมไม่หาตู้สาธารณะโทร.”

“มันหาไม่เจอ...แต่ขอถามหน่อยสมัยนี้เหลือสักกี่ตู้กันเชียว”

ซันจะรู้ไหมว่าตนนั้นมีหลาย ‘ทำไม’ กับน้องเหลือเกิน น้องเองก็มี ‘คำตอบ’ ให้ตลอด ทว่าคำตอบของน้องพี่ชายย่อมมิพอใจ และในระหว่างที่พี่ชายกำลังเอาเรื่องน้องอยู่นั้น อุศเรนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่นานแล้ว ก็ฉุกคิดได้ว่า สตาร์นี้ใช่ไหมที่โทร.หามอส แล้วบอกว่าตนหลง แถมเบอร์ที่โทร.ก็เป็นเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วยศูนย์สอง ถ้าหาตู้ไม่เจอแล้วเอาเบอร์ที่ไหนโทร.

“อ้าวแล้วโทร.หามอสได้ไง”

อุศเรนคิดว่าตนหลุดปากมาเบาแล้วเชียว แต่ไฉนหลายคนรายรอบกลับได้ยินสนั่นจนหันมามองตนเป็นตาเดียวกัน แล้วจากที่ไม่มีบทบาท ก็ดันได้รับบทเด่นทันใด

“นายว่าอะไรนะ ขี้เลน ใครโทร.หาเรา โทร.ตอนไหน” มอสถามขึ้นรวดเร็ว

“ก็น้องที่ชื่อว่าสตาร์นี่ไง โทร.หามอส ตอนมอสถ่ายละครอยู่ พอดีเรารับสาย เราบอกว่ามอสไม่สะดวก แต่น้องเขาก็ไม่ยอม จะคุยกับมอสให้ได้ สุดท้ายมาบอกว่าตัวเองหลง พอจะถามรายละเอียด สายก็ตัดไปก่อน”

อุศเรนพูดมาอย่างนี้ มิต้องถามต่อก็รู้แล้วว่าที่สตาร์พูดมา มันไม่จริง ....ทุกสายตาจึงหันกลับไปหาสตาร์ต้นเรื่องที่กำลังทำหน้าทำตาไม่ถูก แต่ถึงจะทำหน้าทำตามิถูก ทว่ารัศมีแห่งความไม่ถูกชะตา กลับสามารถส่งไปได้ถูกคน

‘ไอ้นี่ใช่ไหม ที่ชื่ออุดๆ เรนๆ เสือกเสียจริงเชียว ไม่ชอบตั้งแต่ตอนคุยโทรศัพท์ ยิ่งเจอหน้ายิ่งทำให้เกลียด’

ถึงสตาร์จะเป็นแค่ดาวน้อย แต่ความคิดที่คิดอยู่นี่ไม่น้อยเลยทีเดียว ในเมื่อทำให้ตนตกที่นั่งลำบากอย่างนี้ มันก็ต้องโดนด้วยเหมือนกัน

“น้ามอสครับ คืออย่างนี้ครับ สตาร์ตั้งใจจะโทร.หาน้ามอส แต่ไอ้พี่คนนี้ไม่ให้คุย แล้วก็ตัดสายทิ้ง ทั้งๆที่สตาร์กำลังจะบอกว่าอยู่ที่ไหน” สตาร์ผละออกจากซัน วิ่งไปหาตัวช่วยได้เหมาะเจาะยิ่ง และตัวช่วยนั้น ก็ดันช่วยได้ดีเสียด้วย

“อ้าวเฮ้ยไอ้ขี้เลน ทำไมทำอย่างนี้วะ นี่หลานเราทั้งคนนะโว้ย”

“ไม่ใช่นะครับมอส เราไม่ได้ตัดสาย แต่สายมันตัดไปเอง”

“แล้วทำไมไม่รีบบอกเราตั้งแต่ตอนนั้น”

“มอสถ่ายละครอยู่นี่ครับ จะให้เราบอกยังไง”

“แต่นี่มันเรื่องด่วน ถ้าหลานเราเป็นอะไรไปนายจะรับผิดชอบไหวเหรอ”

มอสขึ้นเสียงกับอุศเรนเอาให้แล้ว คราวนี้เป็นจริงเป็นจังกว่าครั้งคดีกางเกงในสีแดงมาก อุศเรนถึงกับตกใจ มิคาดคิดว่าพระเอกหน้าใสจะกราดเกรี้ยวได้เพียงนี้ และเพราะความตกใจนี้เองจึงพูดอะไรมิออก ...ยิ่งพูดมิออก ยิ่งทำให้ระดับเสียงที่มอสใช้ ไต่ระดับได้จนสูงสุด

“เราถามว่านายจะรับผิดชอบไหวเหรอ ตอบมาสิ... นายมีสมองหรือเปล่าวะ ไม่น่ารับนายมาทำงานเลย ตัดสินใจผิดจริงๆ”

‘หน้าชา’ คงเป็นความรู้สึกของอุศเรนที่เกิดขึ้น ถ้อยคำของมอส มิต่างอะไรกับฝ่ามือหนาหนักที่ตบแก้มตนฉาดใหญ่จนหน้าหันแทบจะล้มคว่ำคะมำลงกับพื้น ตาใสๆใต้แว่นหนาเริ่มพร่ามัวด้วยน้ำใสๆคลอปริ่มอยู่ริมขอบ แต่ก่อนแต่ไร เจอปัญหาหนักกว่านี้ มิเคยจะต้องร้องไห้ แต่ไยวันนี้ ใครจะว่าอ่อนไหวเกินเหตุก็ช่าง กับมอส มณฑลคนนี้ กับคำพูดของเขานี่ มันดันกระตุ้นน้ำตาได้ดีเหลือเกิน

ตั้งแต่อยู่ที่กองถ่ายแล้ว ... ‘เหวี่ยง’ เล็กๆที่โดนมานั้นยังพอทน ตอนนั่งมอเตอร์ไซค์เจอลูกเหวี่ยงใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็ยังพอไหว ทว่าตอนนี้มันคงเกินทานทนและคงป่วยการที่จะยืนอธิบายให้เขาทราบ ‘ปล่อย’ ให้เชื่อหลานต่อไปนั่นแหละ จะได้สมกับความคิดของคนมีสมอง ส่วนคนไม่มีสมองอย่างตน ก็จะไม่ขอยืนอยู่ให้เป็นการประจานตัวคนพูดได้ว่า...เขานั้นตัดสินใจผิด

ว่าแล้วอุศเรนจึงค่อยๆก้าวขาออกมา ท่ามกลางสายตาหลากหลายคู่ที่มองเขาอยู่เป็นจุดเดียว และมันก็มีอยู่สองคู่ที่โดดเด่นกว่าใคร คู่หนึ่งมาจากคนเป็นน้า ส่งประกายฉุนเฉียวกราดเกรี้ยวขัดใจ ...ส่วนอีกคู่มาจากหลานชาย ที่กำลังฉายแสงสะใจ ในทุกๆย่างก้าวแห่งการเดินจากไปของตน....และตนก็ไม่มีทางคิดไปเอง

“สมน้ำหน้า” เสียงใสเบาๆ ลอยผ่านมาเข้าหู ก่อนอุศเรนจะเดินถึงประตู ไม่ต้องหันไปดู ก็รู้ว่ามาจากใคร .... ‘หลานชาย’ คนนี้ของมอสนั่นไงเป็นคนส่งมา เจ้าเด็กที่ชื่อสตาร์นี่ มันร้ายไม่เบาเลยทีเดียว

แต่ก่อนที่จะก้าวขาออกจากประตูร้านนั้น อุศเรนก็ต้องหยุดชะงัก เพราะมีมือนุ่มๆ มือหนึ่งคว้าต้นแขนตนไว้  ตามมาด้วยเสียงอ่อนโยนที่สามารถรั้งขาตนให้หยุดยืนฟัง

“เดี๋ยวก่อนน้อง ...น้องไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง” มูนใช้ยิ้มปลอบประโลม เด็กแว่นน่าสงสารตรงหน้า แล้วหันไปทำหน้าจริงจังปรับน้ำเสียงเข้มขึ้นยามเจรจากับน้องชาย

“มอส พี่ว่ามอสควรใจเย็นๆก่อน ”

“เย็นไม่ได้หรอกครับพี่มูน ถ้าสตาร์เป็นอะไรไปขึ้นมาล่ะ”

“สตาร์มันไม่เป็นอะไรแล้ว โมโหน้องเขาไปมันก็ไม่ได้เรื่องอะไรขึ้นมา พี่ว่าเรื่องสตาร์ ให้พวกพี่จัดการต่อดีกว่า มอสกลับไปถ่ายละครก่อนเถอะ ” มูนเตือนสติน้องชาย เป็นจังหวะเดียวกันกับเต้ยที่ยืนเฉยๆในตอนแรก เดินผละออกจากเปรม เข้ามาแทรกสถานการณ์ ก่อนที่จะกลายเป็นเชิงลบ

 “สตาร์ครับมานี่ กลับบ้านไปคุยกับป๊ะกับมะ เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว”

“ไม่ครับ สตาร์จะอยู่กับน้ามอส”

แน่นอนว่าสตาร์ดัสของน้าย่อมแผดเสียง....แต่สตาร์คงลืมไปว่าในอัครพงศธรนั้น มีเพียงคนเดียวที่จะมีศักดิ์และสิทธิ์กระทำเช่นนั้นได้ นั่นก็คือเต้ย หากใครคนอื่นทำนั่นหมายถึงกบฏกลายๆ เพราะเต้ยคือหัวหน้าครอบครัว คืออาญาสิทธิ์ที่ทุกคนต้องฟังและทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้งคงมีแต่มูนเท่านั้นละมังที่เต้ยยอมลดลงให้บ้าง แต่ไม่ใช่กับลูกแน่นอน

“ดารากร!!” ชื่อจริงถูกเรียกขานด้วยเสียงดังกังวานแผดออกมาช้าชัด แสดงว่าเต้ยเอาจริง “มานี่เดี๋ยวนี้ จะไม่มีการพูดรอบสอง จะเดินมาดีๆ หรือจะให้พี่ซันไปลากตัวมา”

“พี่เต้ยครับ สตาร์มันยังเด็ก” มอสรีบขวาง เกรงหลานตัวโปรดจะโดนอาญา เพราะรู้ดีว่าพี่เต้ยยามโมโหเป็นอย่างไร

“สตาร์ไม่ใช่เด็กที่มอสจะมานั่งตามใจมันแล้ว” เต้ยพูดช้าชัด แล้วหันไปมองสตาร์  ที่จำใจเดินคอตกจากมอสมาหาตน สีหน้าระรื่นสะใจเมื่อครู่หายสิ้น

“ซัน...พาน้องไปรอที่รถป๊ะ เดี๋ยวเรากลับอัมพวาพร้อมกัน”

“ครับคุณป๊ะ” ซันรับคำพ่อเต้ย ฉุดข้อมือน้องหลุนๆเช่นเคย ซึ่งครานี้สตาร์คงมิกล้าสะบัดออก

“มูน...เต้ยจะรอที่รถ”

เต้ยบอกเมียสั้นๆแล้วหันไปตบไหล่น้องเมียเบาๆอำลา เดินออกจากร้านไปพร้อมเปรมที่มิได้เข้าแทรกสถานการณ์อย่างใด เมื่อคล้อยหลังเต้ย มูนก็พูดกับมอสต่อหน้าอุศเรนที่กำลังฝืนมิให้น้ำตาไหลมาว่า 

“มอส...พี่รู้ว่ามอสห่วงสตาร์มากขนาดไหน และเข้าใจดีว่าทำไมมอสถึงโมโหน้องคนนี้ แต่ถ้าพี่เป็นมอส พี่จะไม่ใช้อารมณ์ในการฟังเด็ดขาด เหตุผลของน้องเขาก็บอกมาอย่างชัดแจ้งแล้วว่ามอสถ่ายละครอยู่จะให้เขาไปตามได้อย่างไร”

“อ้าวพี่มูน พี่มูนกำลังเข้าข้างคนอื่น ....มอสเป็นน้องชายพี่มูนนะครับ” มอสทำหน้ายุ่ง เริ่มงอแงเอากับพี่

“ก็เพราะมอสเป็นน้องพี่ พี่รู้ว่ามอสเป็นยังไง พี่เลยไม่เข้าข้าง มีเหตุผลหน่อยสิมอส ...มอสฟังพี่นะ น้องคนนี้เขาไม่ใช่คนอื่น เขาเป็นคนที่ทำงานให้มอส เป็นคนที่มอสต้องตอบแทนด้วยน้ำเงิน น้ำใจและน้ำคำ แต่ไม่ใช่น้ำตา” มูนเว้นวรรคเพียงครู่ ลอบถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ

“ น้ำเงินกับน้ำใจคงไม่ต้องอธิบาย แต่น้ำคำมอสต้องมี มอสต้องชมเขาในที่แจ้งและตำหนิเขาในที่ลับ แต่เมื่อกี้มอสตำหนิเขาในที่แจ้งมันไม่สมควรเลย การเป็นเจ้าเป็นนายคนนั้นต้องรู้จักใช้ศิลปะพวกนี้ให้เป็น ดูอย่างพี่เต้ย เห็นเขาอย่างนั้น เขาได้ใจพนักงานหลายร้อยคนได้ด้วยสามสิ่งที่พี่ว่านี่แหละ ไหนๆก็เลือกจะเป็นแบบพี่เขาแล้วนี่ ทำไมไม่เดินตามแบบมาให้หมดซะเล่า มอสเองก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ และพี่ก็มั่นใจว่า น้องของพี่ย่อมมีสมองคิดได้ อย่าให้พี่ต้องตัดสินตัวเองว่าพี่คิดผิด”

อุศเรนหน้าชาตอนโดนมอสว่าหน้าธารกำนัลฉันใด....มอสก็กำลังหน้าชาตอนโดนพี่มูนเทศนาฉันนั้น ผิดกันตรงที่เจ้าน้องชายซุปตาร์ยังฝืนต่อปากต่อคำได้

“พี่มูนก็ได้แต่พูด พี่มูนก็กำลังว่ามอสในที่แจ้งเหมือนกัน”

“แจ้งตรงไหน มีแค่พี่ น้องเขา และก็มอสที่ได้ยิน” มูนยังตอบมอสหน้านิ่งๆ แล้วหันไปให้ความสนใจกับน้องแว่นข้างๆที่มีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิม พูดต่อขึ้นมาด้วยเสียงนุ่มนวลชวนฟังแถมยังชวนให้ทำตาม “เดินไปส่งพี่ที่รถหน่อยได้ไหมจ๊ะ”

“ได้ครับ”

อุศเรนไม่ใช่เด็กโง่ รู้เลยว่าพี่หน้าสวยคนนี้คงมีอะไรอยากจะพูดจึงรับคำ... มูนยิ้มน้อยๆเดินเกาะแขนเจ้าน้องแว่นออกมาจากร้าน ด้วยท่วงท่าอันเป็นเอกลักษณ์ เจ้าน้องแว่นจึงกลายเป็นองครักษ์ไปโดยปริยาย และในระหว่างที่เดินมารถนั้น เป็นดังคาด มูนก็ถามขึ้น

“ชื่ออะไรจ๊ะเรา”

“ชื่ออุศเรนครับ เรียกผมว่าเรนก็ได้ครับ ...คุณพี่ล่ะครับ”

“เรียกพี่เฉยๆก็พอ ไม่ต้องมีคุณ พี่ชื่อมูนจ้ะ เป็นพี่ของมอส...ว่าแต่คนที่ตั้งชื่อให้เรนนี่ ท่าทางจะชอบพระอภัยมณีสินะ” คงเป็นเพราะถูกชะตาหรือไม่ก็เวทนาละมัง มูนเลยพูดด้วยยาว

“ทำไมพี่รู้ล่ะครับ แม่ผมเป็นครูภาษาไทยครับ แม่ชอบวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี เลยเอามาตั้งชื่อให้ผมกับพี่สาว” อุศเรนหารู้ไม่ว่า พี่มูนหน้าสวยข้างๆ เชี่ยวชาญวรรณคดีเพียงไร

“มันเดาไม่ยากเลยเรน แล้วอย่าบอกล่ะว่าพี่สาวชื่อละเวง”

“ชะ ใช่ครับ”

อุศเรนรู้สึกทึ่งกับพี่มูนตัวหอมนัก คนอะไรก็ไม่รู้ งามทั้งรูปร่าง กริยา คำพูดคำจา ใครได้ไปเป็นแฟนคงโชคดีมากๆ พูดถึงเรื่องนี้ ก็รู้สึกโล่งใจแปลกๆ ที่พี่เขาเป็นพี่ของมอส หาใช่แฟนหรือคนรักอย่างที่เคยกังวลไม่... ว่าแต่ถ้าพี่เขาเป็นเกิดแฟนมอสจริงๆ แล้วตนจะทำไม อุศเรนคงไม่กล้าถามคำถามนี้กับตัวเองแน่แท้ 

“ตามท้องเรื่อง ละเวงเป็นน้องสาวอุศเรน....แต่ก็ช่างเถอะ มาเป็นพี่สาวก็ดี” เสียงเสนาะนุ่มของพี่มูนยังเติมต่อบทสนทนามาเรื่อยๆ ทำให้อุศเรนคลายหน้าชาๆ ยิ้มออกมาได้ รู้สึกประทับใจและสบายใจยามได้คุย อย่างนี้จะเรียกว่าถูกชะตามาเหมือนกันได้ไหม

 “พี่มูนรู้ไหมครับว่าพี่เป็นไม่กี่คนที่รู้ที่มาของชื่อผม แถมรู้ดีด้วยแทบจะไม่ต้องถามผมเลย  ผิดกับคนอื่นๆ ที่ไม่เคยสนใจจะถาม แถมยังเรียกผมว่า ไอ้อุศเลอะบ้าง ไอ้ขี้เลนบ้าง ”

“พี่ก็เคยโดนล้อเรื่องชื่อ โดนเรียกว่าอีขี้ พี่ก็เคยมาแล้ว” มูนอมยิ้ม และก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ เมื่ออุศเรนพูดต่อมาว่า

“อ้าวทำไมคนเรียกปากหมายังงั้นล่ะครับ แล้วพี่ทำยังไง แล้วพี่ยอมได้ไง”

“นั่นสิ พี่ยอมไปได้ไงก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกที ก็ได้ไอ้คนที่เรียกนั่นและมาเป็นผัว” มูนพูดพลางหัวเราะพลาง เห็นเจ้าน้องเรนมองหน้างงๆ สงสัย จึงบุ้ยปากไปยังเบนซ์คันงามที่จอดไว้ข้างหน้า ซึ่งมีหมาบ้ารูปหล่อตัวเขื่องยืนสูบบุหรี่รออยู่ด้านหน้ารถ

“นั่นไง คนนั้น”

“หืมมมม”

อุศเรนทำเสียงสูง และยิ้มออกมาได้กว้าง ราวกับมิได้เจอเรื่องสะเทือนใจมาก่อนหน้านี้เลย และด้วยมารยาทคงไม่กล้าถามต่อในเรื่องส่วนตัวและเรื่องลูก คงได้แต่ยิ้มได้กว้างอย่างสุขใจเช่นเดิมยามเห็นคู่รักที่มิได้มีคำว่าเพศเข้ามาเป็นปราการ

พี่มูนเป็นผู้ชายที่จัดว่าสวยมากกว่าหล่อ ....ส่วนพี่ผู้ชายนี่หล่อร้ายจริงจัง
ทั้งคู่ดูสมกันอย่างน่าประหลาดใจ ...สมกันจนน่าอิจฉาในวาสนาตนที่ยังไม่มี

“ว่าแต่เราเถอะ ระวังล่ะ จะได้ไอ้คนที่ล้อเรื่องชื่อมาเป็นแฟน” มูนพูดในทำนองขำก็จริง แต่เล่นเอาอุศเรนหน้าแดง เพราะกำลังคิดเรื่องคู่เรื่องนี้อยู่แท้ๆ และอุศเรนก็หาสังเกตไม่ว่าประกายสายตาที่พี่มูนทอดมองตนเองนั้นดูคล้ายจะเอาจริงเอาจัง และวับวาวมากขึ้นยามกล่าวต่อมา

“พี่ขอโทษแทนมอสด้วยนะ อย่าไปถือสาเลย เขารักสตาร์มากก็เลยห่วงมากเป็นธรรมดา ... เจ้าน้องชายพี่บางทีก็ยังไม่ค่อยโตเป็นผู้ใหญ่เท่าไหร่นักหรอก ถึงแม้ปากเขาจะบอกว่าเขาโตแล้ว อีกอย่างต้นแบบที่เขาเดินตามก็ไม่ค่อยจะดีนัก พี่ก็ผิดเองที่เลี้ยงน้องตามใจ พี่ควรจะห้าม แต่ก็ดันปล่อยเลยตามเลย บางทีก็เผลอสนับสนุน พี่ว่าเรนก็คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมอส แต่เรนยังดูเป็นผู้ใหญ่กว่า ไหนๆก็เป็นผู้ช่วยผู้จัดการให้เขาแล้ว  ฝากคอยดูเขาให้พี่หน่อยก็แล้วกัน ลำพังคุณนายช้างคนเดียว คงจะดูไม่ทั่ว”

“ได้ครับพี่”

“เอาล่ะ ส่งพี่แค่นี้แหละ....หวังว่าคงได้เจอกันที่อัมพวานะจ๊ะ จะได้คุยกันต่อ”

พี่มูนพูดจบก็โบกมือลา เดินไปหาพี่ชายรูปหล่อ แล้วขึ้นรถไปด้วยกัน อุศเรนยืนรอจนรถออกและพอรถขับผ่าน กระจกรถทางเบาะหลังก็ลดลง จึงเห็นน้องซันสุดหล่อยักคิ้วโบกมือยิ้มกว้างให้ แต่ข้างๆคือเจ้าเด็กสตาร์นี่สิ ทำหน้าทำตาชิงชังมายังตน พร้อมกับชูนิ้วกลาง

เด็กคนนี้เกลียดอะไรตนนักหนากันเชียว ....เกลียดราวกับตนไปพรากของรักมันมางั้นแหละ!!!

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
ครั้นเมื่อรถของพี่มูนลับตาไปแล้ว รถมอเตอร์ไซค์คันเล็กก็มาจอดเทียบข้างๆ พร้อมหน้าตูมๆ เสียงห้วนๆ ของคนขับคนเดิมในชุดเด็กส่งพิซซ่า

“ขึ้นมาเร็วๆ จะรีบกลับไปถ่ายละครต่อ”

คนอะไรจะขอโทษสักคำก็ไม่มี จะถามข้อเท็จจริงต่อหรือก็ไม่ คนอย่างนี้สมควรจะทำงานด้วยต่อไปไหม แทบจะหมดสิ้นแล้วความประทับใจที่มีให้

“เร็วๆ”

เสียงห้วนๆเร่งมาอีกระลอก ครั้นจะหยิ่ง หรือถือทิฐิไม่ยอมขึ้นก็ใช่เรื่อง ถ้าทำอย่างนั้นมีหวังหมอนี่มันคงไม่สน แถมตนคงต้องเสียค่ารถกลับโดยใช่เหตุ ว่าแล้วเรนจึงยอมขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายเหมือนขามา ที่ยอมขึ้นซ้อนนี่ มิได้หายโกรธหรอกนะ แต่แค่กลัวเสียตังค์เท่านั้นเองจริงๆ และขากลับนี่ก็จะไม่มีทางกอดเอวเหมือนตอนขามาเด็ดขาด ถึงจะตกมอเตอร์ไซค์ก็ช่าง....อุศเรนคิดซะดิบดี แต่พอรถออกตัวเท่านั้นแหละ ด้วยความที่ถนนมันดันกลับมาโล่ง มอสจึงบิดได้ดังใจ ผิดกับอุศเรนที่มิได้ทำตามใจที่คิดไว้ นั่นคือ หวนกลับมากอดเอวเขาแน่นเสียยิ่งกว่าขามาจวบจนถึงกอง

ห้าทุ่มกว่าแล้ว มูนเพิ่งอาบน้ำอาบท่าเสร็จ หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ด้วยเพราะลูกคนเล็กสร้างเรื่องที่กรุงเทพ ซึ่งพอกลับมาถึงบ้าน เต้ยก็เริ่มชำระความกลางหอนั่ง สตาร์ก็ยังคงให้การเหมือนเดิม เต้ยคงหน่ายที่จะซักความต่อเลยตัดสินให้กักบริเวณและยึดโทรศัพท์เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และให้ซันเป็นคนคอยควบคุมดูแล

“เราไม่ได้ลงโทษลูกหนักไปใช่ไหมเต้ย”

มูนถามเต้ยที่ยังกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านบทความทางการตลาดบนเตียง ในระหว่างยืนเช็ดผมแต่งตัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผัวมีเรื่องจะคุย หาไม่คงเค้เก้หลับไปก่อนแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนตอนข้าวใหม่ปลามัน ถ้าเต้ยรออย่างนี้ก็มีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องอย่างว่า...ทว่าพออายุมากขึ้นนี่ เตียงหนานุ่มจึงเปรียบเสมือนสถานที่ปรึกษาราชการลับมากกว่าจะเป็นอย่างนั้น

“ไม่หรอกมูน ตอนเต้ยเด็กๆ แม่ผัวมูนก็กักบริเวณเต้ยเหมือนกัน”

“โดนกี่วันล่ะ”

“สามวัน” เต้ยตอบหน้าตาย

“แหมแค่สามวัน แต่นี่สตาร์มันโดนตั้งหนึ่งอาทิตย์ แถมยังไปยึดโทรศัพท์มันอีก แล้วไปทำอะไรเข้าล่ะ คุณแม่ถึงกักบริเวณ”

“ก็แค่ไปแย่งสมุดวรรณคดีมาจากตุ๊ดคนหนึ่ง มันก็ขี้หวงเหลือเกิน ไม่ยอมให้ เลยแย่งกันไปแย่งกันมา ทีนี้เต้ยเลยเผลอสะบัดมือไปโดนแก้มมันเข้า มันก็ร้องไห้ เต้ยก็ตกใจ แถมไม่ได้ตั้งใจ กลับบ้านเลยไปเล่าให้คุณแม่ฟัง คุณแม่ก็ดันคิดว่ามันเป็นผู้หญิง สั่งให้เอาช็อกโกแลตไปขอโทษ  แต่มันหยิ่งมันไม่รับ ก็เลยถูกกักบริเวณไปสามวันตามระเบียบเพราะรังแกตุ๊ดและง้อไม่สำเร็จ”*

มูนฟังจบก็ไม่เสียเวลาคิดตามอันใด ขว้างผ้าเช็ดผมใส่หมาบ้าบนเตียงทันที เพราะรู้ดีว่าตุ๊ดคนนั้นคือใคร

“เสียดาย คุณแม่น่าจะกักไว้สักสามอาทิตย์”

“ถ้ากักไว้สามอาทิตย์ ก็ไม่ได้ให้กุหลาบขาวดอกนั้นกับตุ๊ดน่ะสิ” เต้ยยักคิ้วยิ้มให้เมีย แล้วบุ้ยปากไปทางผนังห้องด้านข้างอันมีกรอบรูปใส่ดอกกุหลาบแห้งแห่งความทรงจำผูกโบว์ไว้ดอกหนึ่ง เมียก็อดหัวเราะมิได้ในความหลังของตนกับผัวที่เสมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ซึ่งต่างคนต่างมิต้องเท้าความอันใดกันมาก **

“เต้ย...เราไม่ลงโทษลูกแรงกันไปหน่อยเหรอ” มูนกลับมาเข้าเรื่องเข้าประเด็นถามซ้ำ เต้ยเองก็ยืนยันคำเดิม แต่สีหน้าไม่เหมือนเดิม คิ้วหนาๆเริ่มยุ่งขมวดเป็นปม คงเฉกเดียวกับเรื่องยุ่งๆที่ลูกชายคนเล็กสร้างขึ้น

“บอกแล้วไงว่าไม่”

“ถ้าไม่แล้วทำไมถึงทำหน้าทำตาไม่สบายใจอย่างนั้น” มูนพูดจบก็แต่งตัวเสร็จพอดี ขึ้นมาบนเตียง แล้วซุกลงในอ้อมแขนกว้างของเต้ยอันเปิดรอรับอยู่แล้วเสมอมา

“เรื่องสตาร์กับมอสใช่ไหม”

ถ้าเต้ยถามเมียว่ารู้ได้ยังไง ก็คงเสียแรงเปล่าที่อยู่ด้วยกันมาเกือบสิบห้าปี 

“นั่นก็เรื่องหนึ่ง” เต้ยอดมิได้ที่จะถอนหายใจ และก็อดมิได้อีกเช่นกันที่จะเก็บงำไว้ จึงปล่อยออกมา “มอสมันรักลูกเราอย่างหลาน แต่ลูกเราสิ คงไม่ได้รักมอสอย่างน้าชาย เอาจริงๆนะมูน ลูกจะเป็นอย่างไร เพศไหน รักใคร เต้ยสาบานเต้ยไม่มีปัญหา ... แต่เต้ยไม่ชอบใจเลยที่ลูกจะรักน้าชายตัวเอง ถึงแม้จะไม่ใช่น้าหลานกันจริงๆก็เถอะ”

“มูนก็คิดเหมือนเต้ย และตั้งใจว่าจะคุยกับเต้ยเรื่องนี้เหมือนกัน แต่พอดีเต้ยพูดมาเสียก่อน...ที่จริงตอนแรกมูนก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องนี้นักหรอก มูนเริ่มจับสังเกตได้ตั้งแต่ งานวันเกิดเต้ยเมื่อสองปีก่อน และเต้ยรู้ไหม ใครเป็นคนตั้งชื่อให้สตาร์ว่า สตาร์ดัส”

“ไอ้เจ้ามอสไง” เต้ยตอบทันควันโดยไม่ต้องคิด เพราะเมียปูมาซะขนาดนี้

“ใช่...แต่สตาร์บอกเราว่า เจอมาจากในเนต ลูกคนเล็กของเรา เริ่มโกหกเราตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนะเต้ย เขาเริ่มคิดว่าเขาตบตาเราได้ แต่เขาไม่รู้หรอกว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราน่ะ รู้และดูออกเสมอ เพียงแต่จะพูดหรือไม่ก็เท่านั้น ยิ่งมาวันนี้ ยิ่งเห็นสายตาเห็นอาการที่ลูกกอดมอส มันปกปิดไม่มิดเลย ทำให้มั่นใจว่าคิดไม่ผิด อยากจะปรึกษาเต้ยเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี”

“ก็ต้องทำให้สตาร์มันรู้ว่ามอสรักมันในแบบไหน .... แต่คนที่จะทำได้ ต้องไม่ใช่เราสองคนเด็ดขาด เต้ยว่ามอสควรจะทำหน้าที่นี้ หรือบางที มอสอาจจะต้องหาแฟนสักคน สตาร์จะได้ตัดใจ”

“มอสคงจะมีเร็วๆนี้แหละเต้ย มูนมั่นใจ... ว่าแต่ลูกเราจะไม่เสียใจแย่เหรอ แล้วถ้าสตาร์มันไม่ยอมตัดใจล่ะ” มูนผงกตัวขึ้นมาถาม สีหน้าเริ่มส่อแววกลัดกลุ้มเข้าแล้ว “มูนกลัวว่า.......”

“ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นมูน บางครั้งบางคราเราก็ต้องปล่อยให้เขารับรู้ถึงความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นบ้าง เขาจะได้มีภูมิคุ้นกันไปยันโต เราต้องมีหน้าที่คอยดูโดยที่เขาไม่รู้ว่าเราดูอยู่ เราจะยื่นมือเข้าไปก็ต่อเมื่อลูกเราเดินผิดทางและมีน้ำตาเท่านั้น” เต้ยกอดปลอบมูนแน่น จูบซ้ำที่หน้าผากเบาๆปลอบอีกครั้ง แล้วพูดต่อในอีกเรื่องที่มูนควรรับรู้เช่นกัน

“ เต้ยว่าเรื่องที่มูนควรกลัวน่ะ คือเรื่องที่ สตาร์หายไปวันนี้มากกว่า ...เมื่อกี้ มูนพูดเองไม่ใช่เหรอว่า ลูกเริ่มโกหกเรา ”

“เต้ยกำลังจะบอกมูนใช่ไหมว่า เหตุการณ์ที่สตาร์เล่ามันไม่ใช่ความจริง ถึงเต้ยไม่บอก มูนก็ไม่เชื่ออยู่แล้ว ดูก็รู้ว่าสตาร์กลบเกลื่อนพยายามเบนความสนใจไปเรื่องอื่น เบนความสนใจและโยนผิดไปที่เจ้าน้องผู้ช่วยมอส...เต้ยคิดว่ายังไงล่ะ ”

“ถูกต้อง....และคิดอีกว่าหายไปไหนไม่สำคัญ เท่ากับไปเจอใคร” เต้ยเน้นประโยคหลังช้าชัด

“หือ ยังไงนะเต้ย” มูนถามเสียงสูง คราวนี้ยอมรับตามเต้ยไม่ทัน

“ไอ้ท่านรองเปรมมันบอกว่า แถวที่เราไปเจอสตาร์นั้น เป็นละแวกบ้านเกนหลง เป็นดงร้านยาจีน ไอ้เปรมมันดันจำชื่อร้าน จำทางเข้าไม่ได้ ตอนมันแยกกับเราที่สำเพ็งมันก็เดินหาอยู่ตั้งนาน ก็หาไม่เจอ ตอนเต้ยคบกับเขาไม่เคยไปบ้านเขาเลยไม่รู้ ไลน์ไปถามอีช้าง อีช้างก็ดันจำชื่อไม่ได้อีก แต่จำทางเข้าได้ มันเลยนัดกันจะไปดูให้รู้พรุ่งนี้ และที่สำคัญนะมูน เจ้าของร้านกาแฟก็บอกมันมาอีกว่า มีผู้หญิงหน้าตาสวยคนหนึ่งมากับลูกจ้างพาสตาร์มาส่งที่ร้าน เลยสังหรณ์ใจกันว่า ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็น.......”

“เกนหลง” มณีน้อยแห่งอัมพวาตามทันแล้ว พร้อมกับปิดประโยคมาให้ แล้วพูดต่อช้าชัด “ ถ้าโลกมันจะกลม จนน้ำเน่าไหลย้อนมาตกตะกอนรวมกันได้ขนาดนี้ เราคงต้องเตรียมรับมือแล้วล่ะเต้ย”

เต้ยพยักหน้ารับคำเมีย แล้วระบายลมหายใจพรั่งพรู ขับไล่ความหนักใจทั้งมวลออกอีกระลอก เป็นจังหวะเดียวกับเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของเจ้าซันที่รายงานอยู่ข้างนอก

“คุณป๊ะ คุณมะครับ น้องไม่ยอมกินข้าว”

“งั้นก็ช่างเขา เขาไม่กินก็ช่างเขา ....ซันเอาไปเททิ้งให้หมด เขาหิวเมื่อไร ให้เขาหากินเอง”

มูนสั่งความรวดเร็ว เมื่อกี้ยังมีทีท่าเห็นอกเห็นใจลูกอยู่แท้ๆ แต่ในเมื่ออยากดื้ออยากลองดีขึ้นมา ก็ต้องเด็ดขาดกลับไป ดีเท่าไหร่แล้ว ที่ไม่เอาไม้เรียวฟาดเหมือนเด็กบ้านอื่นๆเวลาถูกลงโทษ สมควรแล้วที่ต้องกำราบลงเสียบ้าง ตามใจจนเคยตัวมานาน ต้องปล่อยให้หิว ให้หากินเองอย่างนี้แหละเป็นการดัดนิสัย กับข้าวกับปลามีมาให้กินพร้อมยังไม่ยอมจะกินด้วยเพราะไม่พอใจ

นี่สตาร์จะรู้ไหมว่าโอกาสตนยังดีกว่าใครบางคน ที่พ่อแม่ก็ไม่มี แถมยังมิสามารถกำหนดการกินด้วยอารมณ์ได้อีกด้วย....เขาคนนั้นมีข้อกำหนดในการกินแค่ในกระเป๋าสตางค์มีเงิน ‘พอ’ หรือ ‘ไม่พอ’ เพียงเท่านั้น หาใช่ ‘พอใจ’ หรือ ‘ไม่พอใจ’ เฉกสตาร์

“กลับมาแล้วหรือเรน แล้วซื้ออะไรมากินล่ะ” เสียงเหนื่อยๆของละเวงที่รอเปิดประตูให้น้องชายทักขึ้น

“มาม่าสองห่อแล้วก็นี่.....เหมือนเดิมแหละ” เรนชูถุงน้ำก๋วยเตี๋ยวเปล่าๆ ตั้งใจจะเอามาใส่มาม่า ที่ไปขอแบ่งจากร้านหน้าปากซอยให้พี่สาวดู “เขาคิดสิบบาทเอง ตัวล่ะกินอะไรหรือยัง”

“กินแล้วล่ะ”

“แล้วกินยาหรือยัง ดูวันนี้เหนื่อยๆเนือยๆนะ ”

“กินแล้ว อากาศมันร้อนน่ะ เลยเพลียๆ ไม่เป็นไรหรอก”

ละเวงตอบน้องชายมิค่อยเต็มเสียงนัก แล้วเลี่ยงรับถุงมาม่ากับน้ำก๋วยเตี๋ยวไปจัดการให้น้องในครัว มินานก็กลับออกมา พร้อมมาม่าชามเบ้อเร่อที่ไม่มีเนื้อสัตว์ให้เป็นโปรตีนแต่อย่างใด

“มื้อนี้ยี่สิบสองบาท ประหยัดตังค์ได้ตั้งเยอะ จะได้เก็บไว้ซื้อโดนัทกินพรุ่งนี้ อยากกินมาหลายวันแล้ว แต่ชิ้นละเกือบสี่สิบแน่ะ” เรนยิ้มกว้าง ตั้งหน้าตั้งตาซดมาม่า แต่ก็ไม่ลืมที่จะชวนพี่สาวที่สีหน้าสีตาดีขึ้นทันทียามเห็นน้องได้กินและได้คุยกันตามประสาพี่น้อง

“ กินด้วยกันไหมละเวง”

“ไม่ละ อิ่มแล้ว”

“กินอะไรอิ่ม”

“อาหารจีนที่ตัวเอามาจากที่ทำงานเมื่อวันก่อนไง ...กินแล้วก็นึกถึงตอนเราเด็กๆเนอะเรน ตอนนั้นพ่อแม่ยังอยู่ เราไปกินอาหารดีๆนอกบ้านกันแทบทุกอาทิตย์ แต่อาหารจีนนี่บ่อยสุด”

“กินสเต็กมากกว่ามั้งตัว” อุศเรนแย้งพี่สาวทั้งๆที่มาม่ายังเต็มปาก

“อาหารจีนที่โรงแรมแถวสุขุมวิทบ่อยสุด เพราะเรนอยากจะไปเจอเด็กรับออเดอร์ผมตั้งๆคนนั้น ตัวชอบเขาใช่ไหม” พี่สาวสวนมาเช่นนี้ เพราะรู้ดีว่าน้องชายเป็นอย่างไร ส่วนน้องชายได้ยินเข้าก็แทบสำลักมาม่า

“ไม่จริง ตัวอย่ามาโมเม ไม่ได้ชอบ ไม่ได้สนใจสะหน่อย”

“ไม่ได้ชอบ ไม่ได้สนใจ แล้วทำไมรบเร้าให้พ่อแม่พาไปบ่อยๆ แต่เขาก็ไม่เคยมารับออเดอร์ที่โต๊ะเราเลย จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่เราไปกัน วันนั้นเขามารับออเดอร์ที่โต๊ะเรา เรนดูดีใจมากและตัวก็ให้ทิปเขาตั้งสองร้อย”

“หยุดพูดเรื่องนี้เลยละเวง ....ยิ่งได้ยินก็ยิ่งอยากเอาตังค์คืนนัก” อุศเรนหน้าเริ่มคว่ำ พี่สาวจึงเลิกแหย่ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย ....แต่ดันกลับมาวนๆเวียนๆอยู่กับเด็กรับออเดอร์คนเดิมๆในความทรงจำของน้องเสียนี่

“ดาราที่ตัวดูแลน่ะเป็นไงบ้างเข้ากันได้ไหม”

“โดนเขาด่าฟรีๆมาน่ะสิวันนี้ จะขอโทษดีๆก็ไม่มีสักคำ...อย่างนี้จะเรียกว่าเข้ากันได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ไม่ให้มันหรอกสองร้อยน่ะ” อุศเรนมิทันยั้งประโยคท้ายหลุดปากมามิตั้งใจ พี่สาวจึงเริ่มจ้องมองอย่างสงสัย

“หมายความว่าอย่างไง”

“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกน่า อย่าสนใจเลย”

“เออ เกือบลืม เค้าจะถามหลายทีแล้วว่าดาราที่ตัวดูแลน่ะเป็นใคร”

“บอกไปตัวก็ไม่รู้จักหรอก เพราะตัวไม่สนใจดารา พวกวงการบันเทิงนี่..... ว่าแต่ เขามาทวงค่าเช่าบ้านหรือยัง” อุศเรนรีบเปลี่ยนเรื่อง และเรื่องที่เปลี่ยนนี้ก็ทำให้พี่สาวหน้าเสียทันใด

“มาแล้ว แต่ขอเขาผลัดอีกรอบไปอาทิตย์หน้า เขาก็เลยบอกว่า ครั้งนี้จะให้ผลัดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่มีให้ย้ายออก เค้าว่าตัวไปเอาเงินบัญชีนั้นมาใช้ก่อนดีกว่าไหม เราจะได้ไม่ต้อง......” ละเวงพูดยังไม่ทันจบ อุศเรนก็ขัดขึ้นทันควัน รู้ดีว่าเงินบัญชีนั้น ละเวงหมายถึงบัญชีไหน

“บอกแล้วไงไม่ได้ เงินส่วนนั้น เค้าจะเก็บไว้รักษาตัวนะละเวง”

“เอามาจ่ายค่าเช่าบ้านก่อน แล้วค่อยหาใหม่ไม่ดีกว่าเหรอเรน เรื่องเค้ามันไม่สำคัญเลย เรื่องนี้สำคัญกว่า” พี่สาวพยายามแย้งอย่างใจเย็น แต่ก็ไม่เป็นผล

“สำหรับเค้าเรื่องตัวสำคัญที่สุดนะ สำคัญกว่าเรื่องไหนๆ สำคัญกว่าตัวเค้า ....เรื่องตัวต้องมาก่อนทุกเรื่องเสมอ ลิ้นหัวใจของตัวมันต้องเปลี่ยน ถ้าเอาเงินจากตรงนั้นมาใช้ บ่อยๆเข้าเราก็จะเคยตัว เอามาใช้อยู่เรื่อยๆ จนหาคืนไม่ทัน ทีนี้การผ่าตัดของตัวก็ต้องเลื่อนออกไปอีกและเค้าก็สัญญากับพ่อไว้แล้วว่าเค้าจะดูแลตัวให้ดีที่สุด ตัวไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เค้าจะหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านเอง ” น้องชายใช้น้ำเสียงหนักแน่นยามกล่าว พี่สาวถึงกับทอดถอนใจ

“แต่เค้าก็ไม่อยากให้ตัวเหนื่อยคนเดียว”

“ พอเถอะตัว เราคุยเรื่องนี้มากันหลายรอบแล้ว” น้องชายวางตะเกียบวางช้อน เป็นการยุติการกิน แล้วทิ้งประโยคสุดท้ายเป็นภาษาอังกฤษปิดบทสนทนาทั้งมวลกับอดีตนักเรียนคอนแวนต์ที่ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี

“ Me after you .....ละเวง จำไว้”

ละเวงมองตามน้องชายตัวเล็กที่ลุกพรวดหยิบกระเป๋าเดินขึ้นด้านบนระคนรอยรื้นใสๆริมขอบตา ..ส่งเสียงเบาสั่นพร่าตามหลัง ในประโยคเดิมๆ ซึ่งถ้าน้องชายได้ยิน ได้ฟัง มีฤาจะชอบใจ

“ถ้าตัวไม่มีเค้าสักคน ตัวคงไปได้ไกลกว่านี้ สักวัน พี่จะพูดประโยคนี้กับตัวบ้าง....You before me and Me after you อุศเรน”

********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที่ ๕ นะคะ เนื้อหาจะค่อนข้างหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามแบบฉบับของ Romantic Drama

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ  อีก comment จากคุณiceman555 คุณOooy คุณmaemix คุณsugarcane_aoi คุณanterosz ที่มีให้ และเป็นกำลังใจแก่กันเสมอมา  :กอด1:  :pig4:

ปล.๑ @คุณOooy ดราม่ามีนะคะ มากกว่ารักนี้ต้องมีพินนิดหน่อยค่ะพี่
๒ @คุณmaemix คุณsugarcane ทฤษฎีโลกกลม ยังใช้ได้เสมอจริงๆ
๓ @คุณanterosz  ติดตามได้ในอัศวินดาราภาคสองนะคะ ไม่นานเกินรอค่ะ

สุขสันต์วันปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ค่ะ ขอให้มีความสุข สมหวังและพลังที่จะก้าวเดินต่อๆไป ในทุกๆปีค่ะ

อ้างอิง *,** ตัดทอนมาจาก BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน  ตอน สาวอัมพวา กับ ตอน รักต้องห้าม ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-12-2019 11:54:16 โดย Artemis »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 :monkeysad: :ling2:เอาใจช่วยพี่น้องอุศเรนกับละเวงนะสตาร์นี่สงสัยถอดแบบเกซเดี๋ยวเปรมกับเต้ยต้องได้เจอทั้งคุ่แน่เลยมูนก็ยังอ่อนโยนและมีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์แต่มอสนี่ถอดแบบเต้ยมาเด๊ะเลยส่วนซันแอบสงสัยชอบสตาร์ทมากกว่าน้องชายเหมือนสตาร์ชอบมอสสินะรอเตรียมใจรับดราม่าค่ะแต่อย่าให้ละเวงตายนะสงสารเรน

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4668
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
โลกมันกลมกว่าที่เราคิดเสมอ(ไม่อยากเจอยิ่งเจอ) 
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
เตรียมสติและใจให้พร้อม(บอกตัวเราเองด้วย555)

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
มอสนิสัยไม่ดีเลย ตอนเด็กน่ารักกว่าเยอะ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
เฮ้ออ สงสารพี่น้องคู่นี้จัง

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
กว่าจะเข้าใจและสมหวังก็ต้องใช้เวลา เหมือนคู่ของเต้ยกับมูน โบกธงเชียร์ต่อไปค่ะ Happy new year ค่ะArtemis

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ทำไมรอบนี้กว่าจะมาต่ออีกนานจังเลยค่ะ คิดถึงอุศเรนแล้วนะ :ling1:

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
รอเหมือนกัน คิดถึงน้องซัน 555

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
หลังสงกรานต์ มาต่อให้นะคะ ขออภัยในความล่าช้าด้วยค่ะ  :katai5:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
Me After You บทที่๕ ถอดรูป ส่วนที่๑


มันคงเป็นระยะเวลาที่นานพอดูกับการที่เรนยังนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างมองฝ่าความมืดโดยมีจุดหมายปลายทางอันเลื่อนลอย พอๆกับภาพอดีตหลายต่อหลายภาพที่กำลังลอยเลื่อนขับเคลื่อนมาฉายซ้ำอยู่อย่างนั้น ที่จริงวันนี้ควรจะนอนพักได้แล้ว ควรจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากเรื่องที่หลานชายของมอสก่อขึ้น ทว่าพอได้คุยกับละเวง เรื่องค่าเช่าบ้าน มันเลยข่มตาหลับไม่ลง

เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า Why me? ...เหตุใดเรื่องแบบนี้ต้องเกิดกับฉัน
แต่หัวใจก็บอกไปเหมือนกัน ว่า Try me!! ต่างหากนั้น คือคำที่คู่ควร

เมื่อหัวใจมันฮึดสู้จึงปลอบใจตัวเองให้สู้ไปอย่างนั้น ซึ่งตรงข้ามกับความจริงที่เรนรู้สึกว่าตนมิได้เข้มแข็งอะไรเลย  บางครั้งละเวงซะอีกที่เข้มแข็งกว่า ตัดสินใจได้ไวกว่า เช่นเมื่อครู่ใหญ่ที่ให้ใช้เงินในบัญชีนั้นก่อน แต่ตนต่างหากเล่าที่เป็นคนปฏิเสธ เพราะบัญชีที่ว่านั่น มันคือเงินก้อนสุดท้าย ที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ หากเอาเงินก้อนนี้มาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่อยๆ อีกหน่อยก็จะไม่มีเงินรักษาละเวงตามที่เกรงเสมอ

ละเวงเป็นลิ้นหัวใจรั่วตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่ตั้งใจไว้แล้วจะพาไปรักษาที่เมืองนอก แต่พ่อกับแม่ก็หนีเดินทางไกลกว่าเมืองนอกไปซะก่อน ก่อนที่ละเวงจะได้รักษาตัวจริงจัง

ถามว่าพ่อกับแม่ไม่ทิ้งอะไรอย่างอื่นไว้ให้เลยหรือ....ตอบได้เลยตรงๆว่า ทิ้งสิ ทิ้งไว้เยอะทีเดียว
แต่ไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สินอะไรหรอกนะ...หากแต่คือ หนี้มหาศาล ตามที่ทนายบอก

และหนี้ก้อนนี้เองก็ถูกคลายลงได้ด้วยทรัพย์สินเหล่านั้น ...ละเวงกับตน ต้องระเห็จออกจากคฤหาสน์ มาอยู่บ้านเช่าเก่าๆ มีทรัพย์สินที่ติดตัวมาก็แค่สมุดบัญชีเล่มนั้นเล่มเดียว

ชีวิตคนมันไม่แน่ไม่นอนจริงๆ จากคุณหนูอุศเรน กลายเป็นแค่ไอ้ขี้เลนเพียงข้ามคืน
ไอ้ขี้เลนที่ไม่มีเงินแต่งตัว ที่เดินไปไหน ก็มีแต่เสียงซุบซิบตามหลัง ถึงความเชยระเบิด

และ มอส ก็เป็นหนึ่งในนั้น มิใช่ฤา

พอคิดถึงตรงนี้ คนตายยาก ก็ตายยากสมชื่อจริงๆ จู่ๆ ก็โผล่หัวมาผ่านสายโทรศัพท์ ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจกันบ้างเลยว่าตอนนี้มันจะเลยเที่ยงคืนอยู่รอมร่อ

“ฮัลโหลครับ”

“พรุ่งนี้เช้า มาที่คอนโดนะ ซื้อน้ำเต้าหู้มาให้ด้วย พี่ช้างเคยบอกแล้วนี่ ว่ามอสชอบกินแบบไหนใส่อะไรบ้าง” มอสบอกรวดเร็วแล้ววางสาย ทิ้งอีกฝ่าย ยืนถอนหายใจ

“แค่นี้ก็ต้องโทร.มา ...ไลน์มาไม่เป็นหรือไง”

และคำถามลอยๆเดียวกันนี้เองก็หลุดมาจากปากพี่ช้างที่นั่งจิบไวน์ถัดออกไปเช่นกัน ทันทีที่เจ้าซุปตาร์หนุ่มวางสาย

“ดึกขนาดนี้ไลน์หาเรนมันก็ได้ โทรไปกวนมันเปล่าๆ”

“เสียเงินจ่ายเงินเดือนแล้วก็ต้องใช้งานให้คุ้มสิครับพี่” มอสตอบหน้าตาเฉย

“ถึงว่าสิ....คิดอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ใช้พี่คุ้มเหลือเกิน”

“โอ๊ยยยยย มอสไม่กล้าใช้คุณท้าวไอยราหรอกครับ นอกเสียจากคุณท้าวจะกรุณามอสมาตลอด” เจ้าซุปตาร์ทอดเสียงอ้อน ส่งผลให้คนฟังเอ็นดูได้เสมอมา

“ก็ไม่อยากจะกรุณานักหรอก ถ้าไม่ใช่อยากดูเอ็น เอ๊ย เอ็นดูมาตั้งแต่เด็ก เชอะพี่ก็ไม่สน ...ว่าแต่วันนี้ที่กองถ่าย มอสไปพูดจาแดกดันอะไรน้องใบหนาด”

“เขาชื่อใบเตย”

“เออนั่นแหละ ไปพูดจาแดกดันอะไรเขา อีมดแดงผู้จัดการน้องมันโทร.มาฟ้องพี่”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ แค่น้องใบหนาดของพี่ เห็นไอ้ขี้เลนแล้วก็หัวเราะ ยังมาถามมอสอีกว่า ไปขุดมันมาจากไหน เชยเป็นบ้า มอสก็ตอบไปขำๆว่า ไม่ได้ขุด มันมาของมันเอง แต่บางคนต้องให้คนขุด ถึงจะมากองได้ มอสก็พูดแค่เนี้ย เขาก็ยังหัวเราะกับมอสเลยนะ ไม่เห็นจะแดกดันอะไรเลยซักหน่อย”  มอสตอบตามจริง ตามสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีใครรับรู้ว่าตนได้คุยอะไรกับนางเอกสาว นี่ถ้าอุศเรนได้ยินก็คงจะยิ้มได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ที่คนที่คาดไม่ถึง มาออกรับแทนให้

“เฮ้อ เอาเถอะ แล้วแต่จะคิด ไม่แดกก็ไม่แดก ...วันหลังก็ระวังคำพูดคำจาไว้หน่อยแล้วกัน อีใบหนาดเนี่ย อะไรนิดอะไรหน่อยมันก็ชอบโพสด่าลง IG มีเรื่องกับมัน ภาพลักษณ์มอสจะต่ำลงไปเปล่าๆ มันจะมากองสายบ้างอะไรบ้างก็ช่างมัน ให้ผู้จัดเขาจัดการของเขาเอง”

“ครับพี่ช้าง” มอสรับคำ แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เออพี่ช้างมอสว่าจะบอกหลายหนแล้ว พี่ช้างช่วยดูแลเรื่องการแต่งตัวของไอ้ขี้เลนหน่อยได้ไหม พามันไปตัดผมตัดเผ้าซะบ้าง จะได้ดูเป็นทรง จับแต่งตัวซะใหม่ พาไปซื้อเสื้อซื้อผ้าบ้าง ใครเห็นเขาจะได้ไม่หัวเราะ มันเอาเสื้อเอากางเกงพ่อมันมาใส่หรือไงก็ไม่รู้ เชยชะมัด มันเป็นถึงผู้ช่วยผู้จัดการของมอสนะ”

“มอสก็รู้ว่าฐานะของเรน เขาไม่ค่อยดีนัก อ่านบรีฟโน้ตที่พี่ส่งให้ในใบสมัครแล้วนี่”

“ครับอ่านแล้ว มอสก็ไม่ได้หมายความว่าให้มันจ่ายตังค์เองนี่ และก็ไม่ได้ให้พี่พามันไปซื้อของแพงด้วย ที่จริงมอสเองก็สังเกตอยู่เหมือนกันว่ากางเกงที่มันใส่น่ะป่ะแล้วปะอีก โดยเฉพาะตรงก้น”

“แล้วไปมองก้นมันทำไม  ” ช้างถามเข้าท่า แต่คนตอบดันเบี่ยงหัวเรือออก

“เอ้า ก็มันเห็นโดยบังเอิญ มันเดินอยู่ข้างหน้า”

“อ๋อเหรอ แล้วนี่นึกยังไงถึงได้เกิดใจดีขึ้นมา อีกอย่างทำไมไม่ออกหน้าเอง”
“ออกทีวีบ่อยแล้ว เลยขี้เกียจออกหน้า พี่มูนเคยสอนเสมอว่า ทำดีไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้ว่าทำดี”

“อุ๊ยตายยยย เพิ่งรู้ว่าฟังอีมูนมันสอนด้วย นึกว่าจะฟังแต่พี่เต้ย” ช้างสวมวิญญาณหมา อ้าปากกัดเข้าให้ แต่มีหรือที่หนุ่มน้อยจะสะทกสะท้าน

“มอสก็ฟังทั้งสองคนแหละ คนไหนสอนแล้วมอสเห็นว่าดี มอสก็ทำตามคนนั้น”

“ค่ะ เจริญดีนักแหละพ่อคู้ณณณณ”

“พูดมากจังพี่ช้างนี่ ยิ่งแก่ยิ่งเหมือนป้าเมี้ยน...ไม่รู้แหละพี่ต้องจัดการเรื่องนี้ให้มอส ตามนั้นนะครับ ”

มอสจบประโยค ก็เปิดประตูเดินกลับห้องของตน ทิ้งช้างให้มองตามอย่างแปลกๆด้วยสายตาหรี่เล็ก แต่อานุภาพมิได้เล็กเลย เพราะตาคู่นี้มองอะไรหรือสงสัยอะไร มันจะไม่เคยพลาดสักนิดเดียว ....ในระหว่างทางที่เดินมาห้อง มอสก็อดคิดถึงหน้าเศร้าๆ ตาแบ๊วๆใต้แว่นหนาดูน่าเวทนามิได้ วันนี้เผลอไปด่ามันเสียลั่น

ลึกๆแล้วก็รู้สึกผิดเหมือนกันนะ ที่ว่ามันไปว่า ‘ตัดสินใจผิดที่รับมันเข้ามา’
ที่สำคัญก็ยังไม่ทันได้ขอโทษเสียด้วย.....ป่านนี้มันจะรู้สึกอย่างไร

มอสเข้าห้องมาได้ ก็ไปนั่งทอดอารมณ์ดูแสงสีของกรุงเทพยามดึกที่เทอเรซ เจ้าหนุ่มน้อยยังมิคลายสงสัย หากยังมิถึงขั้นกังวล แต่ก็คิดวนเวียนถึงไอ้ขี้เลนตัวเล็กอยู่อีกนานสองนาน พอๆกับไอ้คนที่มันเป็นต้นเรื่องแห่งความรู้สึก ที่ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติงริมขอบหน้าต่าง ที่มิรู้เลยว่า อีกฟากของปลายฟ้าเหนือมหานคร มีใครคนหนึ่งลึกๆแล้วอยากขอโทษกับเรื่องวันนี้เหลือเกิน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
รุ่งขึ้นไอ้ขี้เลนของเจ้าซุปตาร์ มาถึงคอนโดพร้อมน้ำเต้าหู้ตามคำสั่ง แม้จะมิค่อยได้นอนแต่สีหน้าสีตาดีขึ้นกว่าเมื่อคืนหน่อย ด้วยเพราะพอที่จะเห็นทางออก และทางออกนี้เอง ก็ต้องไปคุยตรงๆ

“พี่อัยครับ พี่พอจะสะดวกคุยไหมครับ” เรนกลั้นใจถาม ยามเข้าไปหาช้างที่นั่งดูคลิปมือถืออยู่ที่ชุดรับแขก

“ก็พอได้อยู่ อย่านานล่ะ พี่นัดกับเพื่อนไว้ที่สำเพ็ง ต้องรีบออก นี่พี่ก็รอว่าเมื่อไหร่มันจะมารับ”

“เอ่อ คือ....คือว่า พอดี ผมมี....” เจ้าหนุ่มเนิร์ด คงไม่รู้จะเริ่มต้นพูดออกไปอย่างไร จึงได้แต่เอ่อๆ อ่าๆ จนช้างเริ่มรำคาญ

“โอ๊ยยย พูดมาสักทีเถอะ อย่ามาทำให้พี่เสียเวลา พี่บอกแล้วพี่มีนัด”

“ครับ คือว่า ผมจะขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าก่อนได้ไหมครับ ผมจะเอาไปจ่ายค่าเช่าบ้านวันศุกร์นี้ ถ้าจ่ายไม่ทัน เขาจะให้ย้ายออก ผมติดเขามาหลายครั้งแล้ว”

อุศเรนพูดออกไปแล้วก็รู้สึกกระดากตัวเองเสียเหลือเกิน หน้าขาวๆเริ่มชาแดงซ่าน อายเหลือเกินที่ทำงานยังไม่ถึงสองอาทิตย์ ก็ริอาจมาขอเบิกเงินเดือนก่อน นายจ้างที่ไหนใครเขาจะยอม แต่มันก็เป็นทางเดียว ที่จะมีเงินมาจ่ายค่าเช่าได้ทันท่วงที ช้างฟังแล้วก็หันมามองหน้าเจ้าหนุ่มน้อยตรงหน้านิ่ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่พูดอะไร เรนคิดว่าคงโดนตำหนิแน่แล้ว แต่ก็ผิดคาด

“พี่ไม่มีปัญหา พี่รู้เรื่องทางบ้านเธอดี จากอีดลลี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เธอต้องไปบอกมอสก่อน ถ้ามอสเซย์เยส พี่ก็จะโอนให้เลย”

“ทำไมต้องบอกมอสด้วยครับ แล้วพี่อัยคุยกับมอสแทนไม่ได้เหรอครับ” เรนถามด้วยความไม่ประสีประสา แล้วคำถามนี้ก็ทำให้โดนพี่ช้างเอ็ดมาจนได้

“นี่อุศเรน เรื่องนี้เธอต้องคุยกับมอสเองด้วยมารยาท เพราะเงินเดือนที่ใช้จ้างเธอน่ะ มันเป็นเงินของมอสเขา พี่จะโอนสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร มอสต้องเซย์เยสเป็นหลักเป็นฐานให้พี่ เรื่องแค่นี้ทำไมต้องให้พี่อธิบาย ...” ช้างกำลังจะอ้าปากเทศนาต่อ แต่เผอิญมีสายเข้า ช้างจึงเลี่ยงออกไปรับสาย มินานก็กลับเข้ามา พูดต่อที่ค้างไว้เพียงแค่

“ไปบอกมอสเขา มอสเขาไม่ว่าอะไรหรอก พี่ต้องรีบไปแล้ว เพื่อนพี่ มารับพี่พอดี”

พี่ช้างหรือพี่อัยปิดบทสนทนาแล้วหยิบกระเป๋าเตรียมเดินออกจากห้อง อุศเรนจึงจำต้องออกมาด้วย แล้วแยกย้ายไปห้องมอสด้วยสีหน้าที่ส่อเค้ากังวลเหมือนเมื่อคืนหรือบางทีอาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ ด้วยคิดว่า ซุปตาร์อย่างมอสน่ะหรือ จะมาเข้าใจเรื่องของคนระดับล่างที่เขาเรียกว่าขี้เลน นอกจากไม่เข้าใจ อาจจะหัวเราะเย้ยหยันให้ช้ำใจเหมือนเมื่อวานเสียด้วยซ้ำ

ถามว่าอายไหมที่จะต้องคุยกับมอส ...ตอบได้เลย ไม่อาย แต่แค่ ไม่อยาก เท่านั้นเอง
ภาพที่เขาหัวเราะเยาะเมื่อวานในสิ่งที่ตนเป็นมันยังคงติดตานักเหลือเกิน

ทว่าความจำเป็นมันบังคับนี่สิ ไม่อยากก็ต้องอยาก แต่ครั้นพอเจอหน้ามอส จากมิอยากมันดันกลายเป็นมิกล้าเสียนี่

มอสไม่ใส่เสื้อใส่แต่กางเกงขาสั้นกำลังฝึกโยคะตามท่วงท่าหรือซีเควนซ์ตามที่เคยฝึกฝนกับพี่มูนมาตั้งแต่เด็กอยู่กลางห้อง หันมาเห็นเรนที่กำลังเข้ามาพอดี ก็ได้แต่ยกมือทักทายให้ แล้วฝึกต่อ เรนเองไม่เคยเห็นคนฝึกโยคะมาก่อน จึงเผลอมองอย่างสนใจ เพราะแต่ละท่วงท่าที่มอสทำ มันช่างสวยงามและไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่ามันมีความแข็งแกร่งผสานไปในทุกอณูแห่งการขยับเขยื้อน เรนยังนั่งมองเพลิน ....เพลินถึงกระทั่งลืมไปว่า จำต้องมาคุยเรื่องอะไร

“อยากฝึกบ้างไหมล่ะ” มอสถามขึ้น แล้วนั่งลงขัดสมาธิ เพื่อฝึกลมหายใจเป็นขั้นตอนสุดท้าย และนั่นก็ทำให้คนมองรู้สึกตัว จวบจนมอสฝึกเสร็จ เอาผ้ามาเช็ดเหงื่อนั่นแหละ จึงตอบ

“เราทำไม่ได้หรอก ...นี่เขาเรียกว่าโยคะใช่ไหม”

“ใช่ แต่ทำไมถึงคิดว่าทำไม่ได้ เคยลองแล้วเหรอ” มอสถามพลางลุกขึ้นเก็บเสื่อโยคะพลาง มิรอคำตอบ “เราก็เคยคิดอย่างนั้น แต่พี่เราทั้งบังคับทั้งหว่านล้อม บอกข้อดีสารพัด ทั้งชะลอความแก่ ปรับฮอร์โมนให้สมดุล เราก็เลยฝึกตั้งแต่เด็ก”

“พี่มูนใช่ไหม”

“ใช่ พี่มูน ...คนที่เข้าข้างนายเมื่อคืนไง” มอสเหมือนจะยังไม่ยอมจบกับเรื่องเมื่อคืน

“พี่มูนเป็นผู้ชายที่สวยมาก เป็นผู้ดี พี่ที่ใจดีอีกต่างหาก ผิดกับ....” เรนตั้งใจไม่พูดต่อให้จบ คนฟังมีหรือจะไม่รู้ว่าถูกพาดพิงถึง ตั้งใจจะอ้าปากสวนแต่ก็ต้องสงบลงเพราะน้ำเต้าหู้ที่เรนใส่แก้วยื่นมาให้

“ขอบใจ”

มอสรับแก้วน้ำเต้าหู้แล้วลอบชำเลืองไปยังคนยื่นให้ ก็เห็นว่าไอ้ขี้เลนมันยังมาในไสตล์การแต่งตัวไสตล์เดิม แต่วันนี้น่าจะหนักกว่าทุกวันหน่อย เพราะนอกจากเสื้อจะตัวโคร่งแล้ว ยังมีรอยปะตรงรักแร้ แถมสียังไม่เข้ากับกางเกงขาบานที่ดันบานกว่าวันไหนๆอีกด้วย เห็นอย่างนี้แล้ว จึงลุกเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์ในห้องนอนทันที

“ฮัลโหลพี่ช้าง ....เรื่องไอ้เรนที่ให้จัดการน่ะ เริ่มทำหรือยัง”

“ยังเลย เมื่อเช้าพี่รีบออกมา มอสนั่นแหละจัดการเอง อย่ามัวแต่รอพี่”

“ก็มอสบอกแล้วว่าไม่อยากออกหน้า”

“มันจะอะไรนักหนาเชียวมอส ...โอเค ถ้าไม่อยากออกหน้าตรงๆล่ะก็ ก็ออกมันอ้อมๆสิคะ หรือไม่ก็รอพี่ไปก็แล้วกัน แต่ไม่รู้นะว่าจะทำให้ได้เมื่อไหร่ ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยว่างมาทำธุระที่สำเพ็งกับพี่เปรม ให้พี่เขยตัวดีของมอสนั่นแหละ”

“อ้าวไปทำไมอีกสำเพ็ง”

“ก็เพราะหลานชายตัวดีของมอสน่ะสิ ....เออน่า ไว้พี่ค่อยเล่าให้ฟัง ว่าแต่เรนเขามาคุยกับมอสหรือยัง เรื่อง......ว้ายยยยยยยย”

เสียงพี่ช้างที่พูดยังไม่ทันจบกรีดร้องดังลั่นผ่านสายโทรศัพท์ ก่อนสายจะตัดฉับไป ทำให้มอสคาดเดาอะไรไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นทางฟากฝั่งพี่ช้าง ฉะนี้จึงรีบโทร.หาพี่เปรมที่ไปด้วยกัน คำตอบก็มีให้สั้นๆแค่ว่า

“อีห่านี่มันโง่ เสือกเดินตกท่อ แค่นี้ก่อนนะมอส พี่ขอลากสังขารอีช้างน้ำขึ้นมาก่อน”

มอสฟังแล้วจะขำหรือสงสารดีก็ไม่รู้ ได้แต่ส่ายหน้า พร้อมความสงสัยว่า เรนจะคุยกับตนเรื่องอะไร ครั้นเมื่อไม่ได้คำตอบที่ควรได้จากพี่ช้าง มอสเลยออกมาถามเรนตรงๆ

“พี่ช้างบอกว่า นายมีเรื่องจะคุยกับเราเหรอ เรื่องอะไร”

เรนตกใจนิดหน่อย ที่มอสถามขึ้น ด้วยความที่กำลังเตรียมตัวหาคำพูดหรืออย่างไรก็ไม่รู้ หรือบางทีคำว่ามิกล้ายังจับเต็มหัวสมอง จึงทำให้มิได้พูดออกไป

“มะ ไม่มีครับ”

“แน่ใจนะ”

“ตอนนี้ ไม่มีจริงๆ”

“ไม่มีก็แล้วไป อย่าให้เราไปรู้จากคนอื่นแล้วกัน” มอสพูดเรียบๆ แล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้  เมื่อไม่อยากออกตรงๆ ก็ไปมันอ้อมๆ อย่างนี้นี่แหละ  “ เข้ามาช่วยเรารื้อตู้เสื้อผ้าในห้องหน่อยสิ เต็มตู้หมดแล้ว”

“ได้ครับ”

เรนเดินตามมอสเข้าห้องแต่งตัวไปทันที และพอไปถึงมอสก็เริ่มรื้อเสื้อผ้าออกมาเป็นกองๆ พร้อมกับแยกบรรดาตัวที่เขาไม่ได้ใส่หรือใส่ไม่ได้แล้วส่งให้เรน พูดบอกมาแค่สั้นๆ

“เราใส่ไม่ได้แล้ว นายน่าจะใส่ได้”

“หือ” เรนเริ่มงุนงง

“ไม่ต้องหือ ลองใส่ดู เดี๋ยวนี้เลย เราให้ ”

เรนรับเสื้อผ้าเหล่านั้นมา แล้วพบว่า ไอ้บรรดาที่เขาพูดว่าไม่ได้ใส่ คือมันยังใหม่อยู่เลย บางตัวเนี่ย ยังไม่ได้แกะป้ายราคาออกเสียด้วยซ้ำ ถามว่ารังเกียจไหม ตอบเลยไม่รังเกียจ แต่ยังไม่เข้าใจ เขาทำไปเพราะอะไรกัน

“ให้เราทำไม”

“เห็นนายใส่แต่ตัวโคร่งๆ แล้วรำคาญตาน่ะ” มีหลากหลายร้อยพันประโยคที่มอสควรจะพูดได้ดีกว่านี้ มิน่าเลยที่จะบอกไปว่ารำคาญ ทำให้คนฟังรู้สึกว่า ตนผิดใช่ไหมที่สร้างความรำคาญให้เขาด้วยเพราะเสื้อตัวโคร่ง

“ขอโทษแล้วกัน ที่ทำให้รำคาญ แต่เราคงรับไว้ไม่ได้หรอก”

“ทำไม ใส่ของมือสองไม่ได้เหรอไง อย่ามาทำตัวหยิ่งไม่เข้าเรื่อง จนแล้วอย่ามาอวดดีน่า” มอสพูดไม่คิด พลั้งปากไปอีกรอบ เรนถึงกับหน้าเสีย ครานี้มอสรับรู้ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับสายไป “ อยากให้เอาไปใส่ ดีกว่าให้คนอื่น ให้คนใกล้ตัวนี่แหละ”

เพราะคำว่าคนใกล้ตัวนี่ละมัง ทำให้เรนมีสีหน้าดีขึ้นมานิด “ไม่ให้หลานไปล่ะ”

“ไอ้พวกนั้นมันใส่เสื้อผ้าดีๆ กว่าที่มอสใส่อีก ไหนลองให้ดูสิ”

เมื่อเลี่ยงไม่ได้เรนจึงรับมา ตั้งใจจะเอาไปเปลี่ยนข้างนอก เพราะเขินอายที่ต้องมาถอดเสื้อผ้าต่อหน้าคนอื่น แต่มอสก็เหมือนรู้จึงรั้งไว้

“เปลี่ยนมันตรงนี้แหละ”

“เอ่อ คือ.....เรา”

“อายเหรอ ไม่ต้องอายผู้ชายเหมือนกัน ถอดเลย” มอสพูดยิ้มๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เท้าคางนั่งดู แต่สุดท้าย ก็ถอนหายใจ “ อะๆ ก็ได้ ไม่มองก็ได้ เดี๋ยวเราหันหลัง เสร็จแล้วบอก ไม่เข้าใจจะอายทำไม เห็นไปก็ไม่ได้เกิดอารมณ์หรอกน่า”

ถ้าทำได้เรนอยากจะลุกไปต่อยปากมอสสักที แต่ก็ไม่อยากจะถือสาหาความอันใดกับเจ้าดาราปากเสียคนนี้ ฉะนี้จึงเริ่มแกะกระดุมถอดเสื้อเชิ้ตออก เผยให้เห็นผิวขาวในร่มผ้า ที่ตั้งแต่เกิดมาก็มีแค่พ่อ แม่ พี่สาวและพี่เลี้ยงได้เห็น หารู้ไม่ว่ายามนี้ดันมีอีกคนที่กำลังจับจ้องด้วยการปรายตาเฉี่ยวๆมองผ่านกระจกด้านข้างโดยที่เรนมิรู้ตัวสักนิด สายตาคู่นั้นเริ่มสังเกตไปยังร่างกายท่อนบนที่เปล่าเปลือยทุกตารางนิ้วของผิวหนัง จนมาหยุดกับจุดสีชมพูอันบอกให้รู้ว่าเป็นแผงอกของหนุ่มน้อย

‘ผิวดีเหมือนกันนี่หว่า นมชมพูซะด้วย’ มอสที่ไม่อยากออกหน้า ได้แต่ออกตา เปรยขึ้นในใจยิ้มๆ

ส่วนเรนที่ยังไม่รู้ตัวก็เลือกเสื้อยืดคอกลมขึ้นมาตัวหนึ่ง ที่คาดว่าน่าจะพอดีตัว และก็เป็นดังคาด เสื้อคอกลมสีส้มสดตัวนั้นใส่แล้วมันพอดิบพอดีเสียสิ้น สีส้มช่วยขับผิวขาวให้น่ามองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดีกว่าเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งราวฟ้ากับเหว และสายตาที่แอบมองอยู่นั้นก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี

“เสร็จแล้ว”

“ดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย” แม้ตาจะบอกว่าดี แต่ปากนี่สิไม่ไหวเลย “ ได้เสื้อแล้ว ทีนี้ก็เหลือกางเกง”

มอสหันหน้ากลับเข้าตู้ รื้อกางเกงยีนส์ออกมาสองสามตัว แล้วโยนให้ไอ้ขี้เลน ที่เมื่อรับมาแล้ว ก็ยังยืนเก้ๆกังๆ จนมอสต้องบอก

“ลองกางเกงสิ”

“หันไปก่อน”

“เออก็ได้ จะอายอะไรนักหนาวะ”

เมื่อมอสหันกลับไปอีกรอบ เรนจึงปลดเข็มขัดที่รัดเอวจนขอบกางเกงย่นแล้วถอดเกงกางออก และมอสก็แอบชำเลืองเห็นอีกเช่นเคยพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ยามเห็นกระเปาะกลางเป้าที่เล็กกว่าของเขา ลอยถัดออกไป เรนมิได้รู้ตัวเช่นเคยอีกแล้ว ครั้นพอถอดตัวเก่าได้ จะหยิบยีนส์ที่มอสให้มาลองใส่ มอสก็รีบหันกลับมาคว้ายีนส์ไปอยู่ในมือ

“เปลี่ยนใจแล้ว ไม่ให้ดีกว่า”

“อ้าวเฮ้ยยยย”

เรนรีบเอาชายเสื้อยืดมาปิดเป้า อีกมือหนึ่งก็รีบคว้ากางเกงตัวเก่าขึ้นมาสวม แต่ด้วยความที่กางเกงตัวเก่ามันโคร่ง ขามันจึงพันกัน และนั่นก็ทำให้สะดุดขาตัวเอง พุ่งหลาวไปข้างหน้า ถลาเข้าหาอ้อมอกเจ้าซุปตาร์ ร่วงลงไปนอนทาบทับพอดิบพอดี

นี่ถ้าลองมีคนมาแอบถ่ายล่ะก็ ภาพนี้คงเป็นภาพประกอบนิยายวายได้ดีเป็นแน่แท้
คนหนึ่งไม่ใส่กางเกง ส่วนอีกคนไม่ใส่เสื้อเหลือแต่กางเกงตัวจิ๋ว

เรนรีบลุกขึ้นอย่างไว แม้นใจลึกๆจะไม่อยากลุกขึ้นมาก็ตาม มอสก็รีบลุกขึ้นมาเหมือนกัน แต่มิใช่ลุกออก มอสกลับลุกขึ้นมาเบี่ยงตัวทาบทับ กดร่างที่บางกว่าของเรนลงไปกับพื้นเสียนี่

หน้าขาวใสของซุปตาร์ลอยห่างไม่ถึงคืบ ตาคู่เรียวสะกดสายตาใต้แว่นสิ้นตระหนกจนนิ่งงัน ปากรูบกระจับยิ้มน้อยๆ ปล่อยลมหายใจร้อนผะผ่าวพรั่งพรู เสียงใสถามขึ้น ในสิ่งที่เรนไม่คิดว่าจะได้ยิน

“เป็นรุกหรือรับ”

คำถามนี้ที่มอสสงสัย จนนำไปสู่การเดิมพันของเขากับนิวที่เรนไม่รู้ ถ้าเป็นยามปกติ ถามอย่างนี้ตรงๆคงน่าเกลียด และเรนก็คงไม่มีทางตอบ แต่คราวนี้ไม่ใช่

มอสก้มหน้าลงไปอีกคืบ ซึ่งอีกคืบเดียวก็จะชนกับแก้มเรนอยู่แล้ว ร่างหนากว่ากดทับไม่ให้ขยับเขยื้อน แทรกบั้นเอวลงไปได้อย่างช่ำชองของท่อนล่างอุศเรนที่มีแค่ปราการสีขาวกางกั้น ปล่อยให้กระเปาะตุงๆสัมผัสซึ่งกันและกัน มอสถามเบาๆอีกครั้ง แล้วเรนก็ยกเข่าตั้งขึ้นเป็นคำตอบทั้งมวล บั้นเอวของมอสอยู่ในตำแหน่งยิงที่ถูกต้องตามองศาได้ดีไม่มีผิดเพี้ยน และนั่นมันก็ทำให้ไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมใดๆอีกเลย

มอสได้คำตอบแล้ว รอยยิ้มอย่างมีชัยปรากฎขึ้นมาเล็กๆ แต่ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป เสียงกริ่งหน้าประตูก็ทำลายบรรยากาศหวาดเสียวนี้ทันที

เรนรีบเบี่ยงตัวออกไปใส่กางเกงยีนส์ที่มอสให้ มิสนใจจะมัวลองหน้ากระจก วิ่งไปเปิดประตู พอเปิดออกก็เห็นว่าเป็นนิวกับปอนด์ เพื่อนดาราของมอสนั่นเอง

“หวัดดีเรน มอสตื่นหรือยัง”

“ตื่นแล้วโว้ย ” มอสตอบขึ้นมาแทนจากด้านหลัง ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวใส่เสื้อและเปลี่ยนกางเกงเป็นขายาวเรียบร้อย

“ทำไรอยู่วะ” ปอนด์ถามขึ้น แล้วเดินเข้าห้องมาพร้อมนิว ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรไปเองหรือเปล่า รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องมอสวันนี้มันแปลกๆ

“จัดตู้เสื้อผ้ากันอยู่น่ะ ก็เลยให้เรนมันลองเสื้อที่กูใส่ไม่ได้แล้ว” มอสบุ้ยปากยิ้มๆ ไปทางเรน สายตาของเพื่อนอีกสองคู่จึงมองตาม และก็เพิ่งได้สังเกตเห็น

“เออ แต่งตัวแบบนี้ ดูดีขึ้นเยอะเลยนะเรน” นิวเป็นต้นเสียงนำ ตามมาด้วยปอนด์ ที่มองได้ละเอียดถี่ถ้วนกว่า “ ดีกว่าใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงแบบเดิมๆ ตั้งเยอะ แต่แหม ชมแค่นี้ทำไมหน้าแดง หรือว่ามีอะไรก่อนหน้านี้ที่เราสองคนไม่รู้หรือเปล่า”

“อะ เอ่ออออ ไม่มีครับ” เรนรีบตอบ ส่วนมอสก็ได้แต่ยืนหัวเราะเฉยๆ เรนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ และเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ยังสร้างความระทึกใจ จึงลุกเลี่ยงไป ปล่อยให้มอสกับเพื่อนๆอยู่กันตามประสา

“เล่ามาเลยไอ้มอส”

เสียงแว่วๆ ของนิวตามหลัง เรนพยายามไม่สนใจ แล้วเสียงหัวเราะ ของผองดาราก็ตามมา ถ้าเดาไม่ผิด มอสคงเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นแน่แท้ และนี่ก็ทำให้ตนรู้สึกผิดหวังในตัวเองนัก ที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ เผยรสนิยมที่ซ่อนไว้ให้เขารู้ ฉะนี้จึงหันกลับมาตั้งใจขอแยกไปทำงานที่ห้องพี่ช้าง หลีกหนีจากการเป็นขี้ปาก แต่มอสก็ไม่อนุญาต

“ไม่ต้องไปหรอก  เดี๋ยวเราจะไปข้างนอกกันแล้ว” มอสบอกสั้นๆ

“ไปไหนครับ เผื่อพี่ช้างถาม”

“ไปธุระที่สยาม  นายไปเก็บเสื้อผ้าที่รื้อออกมาจากตู้เข้าที่เถอะ ส่วนที่เราจะให้ใส่ถุงไว้ให้แล้ว”

เรนพยักหน้ารับคำ แล้วไปทำตามคำสั่งด้วยใบหน้าที่เจื่อนลง มอสกำลังจะอ้าปากถาม แต่เรนก็เดินเลี่ยงเข้าห้องไปเสียแล้ว หนำซ้ำนิวกับปอนด์ยังถามต่อในเรื่องที่คุยกันจนสร้างเสียงหัวเราะค้างไว้เมื่อครู่ เรื่องที่เรนคิดเอาเอง ว่าเป็นเรื่องตน

“พี่ช้างไปทำอีท่าไหน ถึงตกท่อแถวสำเพ็ง”

“ไม่รู้เหมือนกันโว้ย สงสัยคงมัวแต่เดินกรีดกราย คุยโทรศัพท์กับกูเลยไม่มองทาง”

“ทั้งขำทั้งสงสาร นึกสภาพพี่ช้างออกเลย” ปอนด์พูดกลั้วหัวเราะ แล้วพูดขึ้นต่อมาว่า “ มึงก็เลยต้องจับไอ้เรนแปลงโฉมแทนล่ะสิไอ้มอส”

“เออน่ะสิ”

“เฮ้ยยยย มันแต่งตัวแบบนี้ กูว่าดูเข้าท่านะ ไหนๆ เราจะไปธุระที่สยามอยู่แล้ว อีกอย่างมึงก็จะจับมันแปลงโฉมอยู่แล้วด้วยไอ้มอส กูว่าก็ทำให้มันเต็มที่ไปเลย” ปอนด์เสนอขึ้นอีก

“ยังไงวะ” มอสกับนิวถามอย่างสงสัย

“เออน่า เดี๋ยวก็รู้ ถ้ากูมองไม่ผิดนะ เราอาจจะได้เห็น นายเอกซีรีส์วายนอกจอ คอยดูเถอะ”

******************************

รบกวนติดตามต่อในส่วนที่สองนะคะ
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ติดตามเสมอมา อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ  :mew1:
แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ  :pig4: สวัสดีค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2375
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-6
รอตอนต่อไป  o13

ออฟไลน์ tweetpuen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ดีใจที่ได้อ่านอีกครับ

ออฟไลน์ งงปะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
เพิ่งได้อ่าน
อ่านบางตอนก็รู้สึกโมโหตัวละคร
บางทีก็สมเพชเกิน อะไรมันจะรัดทดขนาดนั้น
บางทีก็ไม่มีเหตุผลเอาสะเลยมอสเนี้ย
รอตอนต่อไปถ้าไม่ได้อ่านพาร์ทของ ดต้ยกะบมูนจะงงไหมนี้ตอนนี้ก็แอบงงอยู่ 55

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ขอบคุณนะคะมาอัพแล้วรอตลอดเลยค่ะสงสารเรนจังมอสนี้ถอดแบบเต้ยมาเต็มๆปากเสียมากอย่าเล่นกับความรู้สึกคนอื่นได้ไหมแค่นี้ชีวิตสองพี่น้องก็ลำบากมากแล้วตกลงเรนจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าบ้านล่ะ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
Me After You บทที่๕ ถอดรูป ส่วนที่๒

“เออน่า เดี๋ยวก็รู้ ถ้ากูมองไม่ผิดนะ เราอาจจะได้เห็น นายเอกซีรีส์วายนอกจอ คอยดูเถอะ”

“มึงหมายความว่า ไอ้เรนเนี่ยนะจะเป็นนายเอกซีรีส์วายนอกจอ” นิวถามเพื่อความแน่ใจ 

“เออ ถ้าไอ้มอสยอมให้กูช่วยจับมันถอดรูปเดิมๆนี่ออกละก็ มึงได้เห็นแน่”

“กูยอม เพราะกูเองก็ไม่อยากออกหน้าอยู่แล้ว” มอสตอบแทบไม่ต้องคิด ก่อนจะถามต่อ “แล้วนี่มึงไปเอาความมั่นใจมาจากไหนวะไอ้ปอนด์”

“ระดับนายเอกซีรีส์วายอย่างกู อยู่กับแคแรคเตอร์เดิมๆ มา2-3เรื่อง กูย่อมรู้ดีว่านายเอกซีรีส์วายส่วนใหญ่ เป็นยังไง”

“แล้วถ้ามึงทำไม่ได้”

“มึงไม่ต้องมาถามกูอย่างนี้เลยไอ้มอส กูไม่มีทางหลวมตัวไปพนันหรือเดิมพันอะไรกับมึงเหมือนไอ้นิว อย่างเช่นเรื่องใครไปบ้านไอ้เรนได้ก่อนคือชนะหรอกโว้ย อย่างที่เคยบอก มันดูน้ำเน่าปัญญาอ่อนไปหน่อยวะ มึงควรจะถามกูว่า ถ้ากูทำได้แล้วจะยังไงมากกว่า”

“เออไอ้สัด แล้วมึงจะทำอย่างไง”

“มึงก็คอยดูเอาเองแล้วกันไอ้มอส”

ปอนด์อมยิ้มน้อยๆ กวนๆ เป็นการทิ้งท้ายกับเรื่องของเรน  น่าแปลกที่มันชวนให้มอสเริ่มขมวดคิ้วเป็นปม แต่ก็คลายลงได้รวดเร็ว เพราะพี่เปรมดันส่งคลิปตอนดึงพี่ช้างขึ้นจากท่อระบายน้ำมาให้ดู ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะได้ดังลั่นจนไปถึงข้างในห้องแต่งตัว

ครั้นเมื่อบทสนทนาของสามหนุ่มน้อยในเรื่องสัพเพเหระอื่นๆสิ้นลง ไม่เกินชั่วโมงหลังจากนั้น เรนก็จำต้องยุติงานในมือ ตามสามหนุ่มน้อยก๊วนดาราออกไปข้างนอก แม้จะยังงุนงงว่าทำไมตนต้องไป ทั้งๆที่บ่ายเบี่ยงไปแล้วว่ามีงานค้างอยู่ แถมยังต้องรีบพิมพ์งานของหลานชายตัวแสบของมอสให้เสร็จ แต่มอสก็บอกให้มาพิมพ์วันหลัง ใจก็ยังประหวั่นอีกว่าดาราสามคนนี้ ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ มิฉะนั้นจะเอาตัวตลกอย่างตนในสายตาพวกเขาไปด้วยทำไม

ที่ว่าเป็นตัวตลก ก็เพราะเสียงหัวเราะของสามหนุ่มมันดังมาถึงข้างใน แถมก่อนหน้ายังได้ยินชื่อตนเองแว่วๆ อยู่อีกหลายระลอก มอสคงเล่าให้เพื่อนฟังหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นตอนลองเสื้อ คิดๆแล้วก็น่าเสียใจนัก ทำไมนะ ทำไม ...ทำไมคนที่เลยเล่นซีรีส์วาย ถึงได้เห็นเป็นเรื่องขบขัน

ฉะนี้ตลอดระยะทางจากคอนโดไปสยาม เรนจึงนิ่งเงียบ ปล่อยให้สามคนคุยเรื่องในวงการกันไป และเรนก็หารู้ไม่ว่า มีสายตาคู่เดิมที่เคยลอบมองในห้องแต่งตัว แอบมองจากกระจกหลังอยู่เนืองๆ

‘จู่ๆเป็นอะไรของมัน วันนี้ยังไม่ได้ว่าอะไรมันรุนแรงสักหน่อย จะพาไปถอดรูปเด็กเนิร์ดแท้ๆ เสือกมานั่งซึมอยู่ได้’ มอสเปรยกับตัวเองในใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่ปอนด์ถามขึ้น

“เป็นไรไปเรน นั่งเงียบเชียว”

“เปล่าครับ คิดอะไรเพลินๆนิดหน่อย” เรนตอบ สายตายังคงมองไปนอกรถ

“สงสัยจะเขินมั้ง มากับพวกเรา” นิวที่ทำหน้าที่คนขับแทรกขึ้น แล้วพูดต่อว่า “เดี๋ยวก็ชินเองแหละเรน อีกหน่อยต้องไปไหนมาไหนกับไอ้มอสบ่อยๆ คงจะยิ่งชิน แต่เราเข้าใจนะ แรกๆก็งี้แหละ คงวางตัวลำบากที่ต้องมากับคนหล่อๆอย่างพวกเรา”

“กูกับไอ้มอสน่ะว่าไปอย่างคือหล่อจริง แต่มึงหล่อตรงไหนวะไอ้นิว” ปอนด์รีบขัดขึ้น ดึงเพื่อนที่กำลังยกตัวเองกลับมา

“หล่อไม่หล่อก็เคยเป็นผัวมึงมา 2-3 เรื่องแล้วล่ะไอ้ปอนด์”

ประโยคของนิวที่โต้ตอบพอสร้างรอยยิ้มน้อยๆ ให้เรนได้บ้าง นึกๆแล้วก็เกือบหลุดขำ ที่ดาราสองคนนี้เคยเล่นเป็นแฟนกันในซีรีส์วาย 2-3เรื่องที่สร้างกระแสความนิยมได้พอตัว ในซีรีส์นั้นทั้งสองตีบทแตก เลิฟซีนนัวเนีย แต่ชีวิตจริงท่าจะตีกันนัวเนียมากกว่า

“ในเรื่องมึงข่มขืนกูครับ กูไม่ได้ยอมให้มึงเป็นผัว”

“แต่อีกเรื่องมึงอ่อยกูก่อนครับไอ้คุณปอนด์”

“แต่ก็มีอีกเรื่องที่มึงสองตัวสมยอมพร้อมเอากัน” มอสขัดขึ้นบ้าง “กูได้ข่าวว่า ผู้กำกับสั่งคัทแล้วมึงสองตัวยังไม่หยุด”

“ก็แหมมมม อารมณ์มันพาไปเนอะๆ เมียจ๋า”

นิวหันมาหาเมียในจอที่นั่งอยู่เบาะหลังคู่กับเรน ทำเสียงออดอ้อน จนหน้าขาวๆของปอนด์เปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะความเขิน เรนเองเห็นเข้าก็เริ่มยิ้มได้กว้าง อดคิดไม่ได้ว่าดาราสองคนนี้ดูๆไปก็น่าเอ็นดูอยู่เหมือนกัน

ปอนด์นั้นคือต้นแบบของแบบฉบับหนุ่มตี๋ผิวขาวอินเทรนด์อยย่างแท้จริง ด้วยหน้าใสๆของเขานี้เอง เคยตีคู่สูสีกับมอสในทำเนียบคิวท์บอยมาแล้ว แต่เพราะความที่หุ่นไม่หนามาก และสูงแค่ตามมาตรฐานบทส่วนใหญ่ที่ได้รับในซีรีส์วายจึงมักเป็นนายเอกเสมอ ผิดกับนิวที่สูงหนาคมเข้มบาดใจ ตาหวานๆซ่อนซึ้ง อีกทั้งลักยิ้มของเขา สามารถดึงบทพระเอกตกมาอยู่ในมือได้เนืองๆ เขาจะตกเป็นพระรอง ก็ต่อเมื่อเรื่องนั้นๆ มีมอสเล่นด้วย

แต่ถึงแม้ทั้งปอนด์ทั้งนิวจะเป็นหนุ่มน้อยสดใส ออกจะทะเล้น น่ามองนัก ทว่ากระนั้นก็ยังมิได้ทำให้ตนต้องแอบชำเลืองมอง เหมือนกับใครอีกคน คนที่ตนเผลออารมณ์ยกขาให้เขาในห้องแต่งตัวกับสถานการณ์หวาดเสียวเมื่อครู่ และด้วยความที่กำลังคิดวนเวียนถึงเรื่องนี้เอง เลยมิได้สนใจเลยว่าคนนั่งข้างๆกำลังปรายตามองมา

“ตอนนี้จะเรียกกูเมีย ก็เรียกไปเหอะ ....แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า กูจะหย่าขาดกับมึง”

“มึงนี่มันเพ้อเจ้อจริงๆ ไอ้ปอนด์ เรื่องหน้าถ้าได้เล่นซีรีส์วายคู่กันอีก กูจะขอผู้กำกับ เซ็ทก่อนย้อมมึงให้ดู”

แล้วทั้งสามก็ผสานเสียงหัวเราะกันขึ้น เรนก็ได้แต่หัวเราะเบาๆอีก และครั้นพอถึงสยาม ปอนด์ก็หยุดปรายตามาทางเรน แต่หันมามองหน้าและคุยกับเจ้าตัวตรงๆ

“ไม่น่าจะงานใหญ่ ของดีมีอยู่แล้วล้นเหลือ”

“อะไรหรือครับ” เรนเริ่มงุนงงและสงสัยเป็นที่ยิ่ง

“เหอะน่า เดี๋ยวก็รู้ ไปกับเราเถอะ ”

“ไปไหนครับปอนด์ แล้วมอสกับนิวล่ะ”

“ช่างมัน ปล่อยให้มันสองคนไปทำธุระเถอะ ไปกันเถอะน่าเร็ว”

ปอนด์มิได้คลายความสงสัยอะไรให้เลย ถือวิสาสะทั้งเร่งทั้งฉุดข้อมือเรนหลุนๆ ให้เดินตามไป เรนจะมิไปก็มิได้ เพราะมอสหันมาพยักหน้าบอกให้ว่าไป แล้วปอนด์ก็หันไปบอกเพื่อนแค่ว่า

“ ขอสี่ชั่วโมง มึงสองคนไปทำธุระ และหาหนังดูได้เลย เสร็จแล้วกูโทร.หา ตามนั้น”

“เออไอ้ปอนด์ กูจะรอดู ขอให้เป็นอย่างที่มึงพูดเหอะ”

ประโยคที่มอสพูดคืออะไร ทำไมต้องขอให้เป็นอย่างที่ปอนด์พูด เรนฟังแล้วอ้าปากถามจะต่อ แต่ปอนด์ก็ไม่สนใจ รีบพาลัดเลาะ สยามสแควร์ วัน ไปเรื่อยๆ จนมาหยุดหน้าร้านขายคอนแทคเลนส์ พูดกับเรนแค่ว่า

“ใส่คอนแทคเลนส์ดีกว่าไหมเรน”

และนั่น มันก็ทำให้เดาไม่ยากว่าคงถึงกาลอวสานของแว่นหนาที่ถูกปอนด์ถอดออก แน่นอนเรนย่อมขัดขืน แต่ก็ต้องยุติลงเพราะการตัดบทของปอนด์ที่มีมาให้

“พี่ช้างสั่ง”

เรนจึงจำต้องยอมทำตาม ทั้งๆที่ยังสงสัยว่าทำไมพี่ช้างต้องสั่งไม่ให้ใส่แว่น เพราะเมื่อเช้าตอนเจอก็ไม่เห็นพี่ช้างพูดอะไรเลยเรื่องแว่น หรือมันจะมีอะไร เพราะวันนี้ จู่ๆ มอสก็สั่งให้ตนลองเสื้อแถมยังให้เสื้อผ้ามาอีกถุง อาจจะเป็นไปได้ไหมที่เมื่อวาน ตนถูกหัวเราะเยาะที่กอง หรือเพราะมอสคงรำคาญตานักที่เห็นตนเป็นเช่นนี้ จึงไปบอกพี่ช้างหรืออย่างไร แต่นั่นมันคือปัญหาของคนมองมิใช่หรือ ตนหาได้เดือดร้อนเลยสักนิดกับสิ่งที่ตนเป็น

“เปลี่ยนสไตล์แต่งตัวซะใหม่ดีกว่านะเรน เชื่อเรา” ปอนด์เหมือนจะรู้ว่าเรนคิดอะไรจึงพูดออกมาคล้ายจะดักคอ  “วันนี้เราจะพาเรนแปลงโฉมเอง”

“ทะ ทำไม ...เราแต่งตัวแบบที่เราแต่งแล้วมันยังไง”

“มันก็ไม่ยังไงหรอกเรน มันแค่ดูไม่ชื่นตาเท่านั้น”

“นั่นมันปัญหาของคนมองครับปอนด์” เรนตั้งใจจะเดินหนี แต่ปอนด์ก็คว้าไว้

“ถามจริงๆ แล้วเสียงหัวเราะของคนมอง ไม่ทำให้เรนเป็นปัญหาเลยหรือ เชื่อปอนด์นะสักครั้ง หยุดเสียงหัวเราะลับหลังของพวกมัน มาทำให้พวกมันอ้าปากค้างกันดีกว่า โดยเฉพาะไอ้เพื่อนซี้สองตัวนั่น ”

“หมายถึง มอสกับนิวเหรอ”

“ใช่จะมีใครซะอีก หรือก่อนมานี่ เรนไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกมัน และเมื่อกี้มันก็บอกอยู่แล้วว่ามันรอดูอยู่... เชื่อเรานะ เชื่อเราสักครั้ง”

มิรู้เหมือนกันว่าปอนด์ พูดแบบนี้ทำไม เจตนาคืออะไร พูดจาทำนองนี้มันสร้างแรงฮึดสู้ได้ด้วยเหรอ และมันก็น่าแปลกเสียจริงเชียว ที่คนฟังดันผสมผสานเรื่องในหัวเองอีกต่างหาก มิได้ใส่ใจจะค้นความจริงเลยว่าเป็นเช่นไร แต่จะโทษเรนที่คิดเองเออเองก็โทษได้มิเต็มปาก เพราะสิ่งที่ตาเรนเห็น หูเรนได้ยินนั้น มันชวนให้คิดอย่างนั้นได้จริงๆ ทั้งเรื่องที่กองเมื่อวานกับเรื่องในห้องแต่งตัวเมื่อเช้า มอสคงทนรำคาญไม่ไหว เลยเอาไปคุยกับนิวจนหัวเราะกันลั่น ....ฉะนี้แล้ว เรนจึงพยักหน้ารับอย่างไม่รีรอ

แล้วชื่อพี่ช้างก็ไม่จำเป็นต้องใช้มาอ้างอันใดอีกต่อไปแล้ว ปอนด์พาเข้าร้านนี้ออกร้านนู้น ส่วนใหญ่เป็นร้านเสื้อผ้า ที่พอกลับออกมาก็ได้ติดมือมาหลายถุง แน่นอนว่าเรนย่อมไม่ได้จ่าย ปอนด์ต่างหากที่ควักตลอด จนเรนรู้สึกประดักประเดิดเหลือเกิน

“พอเถอะปอนด์ ไม่ต้องซื้อแล้ว  มาจ่ายให้เราอย่างนี้  เราไม่มีปัญญาใช้คืนหรอกนะ”

“ไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไรนี่เรน” ปอนด์พูดอย่างกับเงินไม่ใช่ของตัวกระนั้นแหละ แถมยังต่อด้วยคำพูดกำกวม “และอีกอย่างมันก็ไม่จำเป็นต้องใช้คืนเป็นเงินเสมอไป”

“หมายความว่ายังไง”

“เหอะน่า ไว้ก็รู้ ไม่ต้องถามอะไรอีกแล้ว”

ปอนด์ตัดบทอีกครา และพาเรนเดินมาหยุดที่ร้านตัดผมชื่อดัง อันเป็นร้านประจำของตน

“จัดชุดใหญ่เลยครับ ขอทรงที่ปอนด์เคยตัดตอนเล่นซีรีส์เมื่อต้นปี และก็ทำสีให้ด้วยครับ”

ปอนด์ดันเรนเข้าไปหาช่างรู้ใจประจำตัว มิปล่อยให้เรนถามคำถามอันใดอีกเช่นเคย คงปล่อยความกังขาและความสงสัยให้มันจับอยู่กับเรนไปอย่างนั้น จวบจนอีกเกือบสองชั่วโมงให้หลังที่เรนกลับออกมา ซึ่งก็มีรอยยิ้มกว้างของเขา รอรับอยู่แล้วอย่างพึงใจและปิดไว้ไม่มิดเลยสักนิดทีเดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-04-2020 08:10:35 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
“คิดไว้ไม่ผิดเลยจริงๆ ...นี่แหละ นายเอกนิยายวายนอกจอ” ปอนด์ยิ้มกว้างกว่าที่เคยกว้าง เพราะภาพของคนตรงหน้าที่ก้าวเท้าออกมามันน่าเอ็นดูเกินดังใจ

นี่ถ้าเป็นในซีรีส์ที่เขาเคยเล่น ภาพนี้คงเป็นภาพสโลวโมชั่น ที่จะตรึงตาไปอีกนานแสนนาน
รู้สึกขอบคุณสัญชาตญาณและตาคู่นี้ของตนนัก ที่สามารถเห็นทองคำในก้อนดิน และล้างมันออกเสียสิ้นจนเหลือแต่รูปทอง

“หิวแล้วใช่ไหมครับ ไปหาที่กินข้าวกัน ปอนด์เลือกร้านไว้แล้ว จะได้โทร.ตามพวกนั้นมาด้วย”

ดาราหนุ่มน้อยพูดยิ้มๆ แล้วเอื้อมมือไปจับมือของเรนกระชับมั่น เป็นการถือวิสาสะที่ผิดแปลกกว่าเมื่อครู่มากเกินไปหลายระดับ เรนจะชักมือออกก็กระทำมิได้ เพราะปอนด์จับเสียมั่นซะเหลือเกิน

“ดูดีมากๆเลยครับเรน” จู่ๆปอนด์ก็พูดเพราะ ออกมาซะอย่างนั้น แถมยังไม่สนสายตาคนมองรอบๆ ระคนเสียงพูดพึมพำจนเกือบจะกลายเป็นซึงแซ่ ‘ปอนด์ ที่เป็นดารานี่นา มากับใคร แฟนเหรอ’

เรนได้ยิน มิใช่ไม่ได้ยิน มิทันได้หันไปแก้ต่าง เพราะปอนด์พาเดินหน้าไปเรื่อย และก็ไปเรื่อยๆจริงๆ มิรีบร้อนเลยสักนิด เหมือนจะพยายามทอดเวลาเดินให้ยาวนานขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

“สงสัยไอ้มอสกับไอ้นิวเห็นเรนคงอ้าปากค้างแน่ๆ ที่ปอนด์พานายเอกนิยายวายออกมานอกจอได้”

“ปอนด์ก็พูดเกินไป”

“ไม่เกินหรอก ...ถามจริงเหอะ ได้ดูตัวเองในกระจกตอนก่อนออกมาจากร้านบ้างหรือเปล่า รู้ไหมว่ามันเป็นคนละคนกับที่เข้าไป ขาออกมานี่อย่างกับหลุดมาจากซีรีส์ ตัวเล็กๆ ผิวขาวๆ ตาแป๋วๆ ผมปรกหน้าสีน้ำตาลช็อกโกแลตและดูเงียบๆอย่างนี้ มันทำให้ปอนด์ไม่อยากรับบทนายเอกซีรีส์วายอีกเลย ”

“ทำไมล่ะ”

“เพราะปอนด์อยากเปลี่ยนมารับบทพระเอกแล้วน่ะสิ”

ปอนด์มิพูดเปล่า กลับบีบมือกระชับแน่นกว่าเดิม พูดเองก็รู้สึกถึงอาการสูบฉีดของเลือดหนุ่มที่วิ่งพล่านขึ้นแก้มจนแดงเอง แต่ก็มิผิดกับเรนนักหรอก ที่เพิ่งรู้ตัวว่าโดนหยอดซึ่งๆหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีวี่แววจากเขาเลย จึงถามแก้เก้อ

“ก่อนหน้านี้ ทำไมไม่เล่นเป็นพระเอกล่ะ” 

“ก็เพราะยังไม่เจอนายเอกน่ะสิครับ”

เจ้าจอมหยอด หยอดไปอีกคำรบ แล้วก็ได้แต่เดินยิ้มไม่พูดอะไรต่อ ส่วนคนที่โดนก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน จนกระทั่งถึงร้านอาหารที่ปอนด์เลือกไว้ ปอนด์จึงโทร.ตามมอสกับนิว และพอเข้าไปด้านใน เมื่อเลือกโต๊ะนั่งได้ ปอนด์จึงได้เปรยขึ้นมาว่า

“สงสัยวันนี้ คงจะมีคนแย่งกันไปส่งเรนที่บ้าน”

“ทำไมต้องมีคนแย่งกันไปส่งเราที่บ้านด้วยล่ะ”

“ก็เพราะมีคนสองคนพนันกันไว้น่ะสิว่า ใครได้ไปส่งเรนที่บ้านก่อนคนนั้นคือผู้ชนะ แถมยังต้องรู้ให้ได้ว่าเรนเป็นรุกหรือเป็นรับ ” ปอนด์พูดจบ ก็ทำหน้าทำตา ทำท่าทำทางเหมือนว่าตนไม่ควรพูดออกมา ทำเหมือนว่ามันหลุดปากออกมาเอง

“เอ่อออ อย่าไปสนใจเลยนะเรน เรื่องปัญญาอ่อนพรรค์นี้ สนใจแค่ว่าเราอย่าไปยอมเป็นตัวตลกให้เขาเอามาเล่นอีกต่อเป็นพอ”

ยิ่งปอนด์พูดว่าอย่าไปสนใจ ยิ่งสร้างความสนใจให้กับคนฟัง และคนฟังคนนี้ ก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าคนสองคนนั่นเป็นใคร ถามว่าโกรธไหม คงไม่โกรธพวกเขา แต่โกรธตัวเองมากกว่าที่ชะตาลิขิตมาให้วางตำแหน่งตนเองเป็นตัวตลก เป็นของเล่นให้เขาเห็นในทีแรก

นี่ใช่ไหมคือที่มาของคำถามที่ว่า ‘รุกหรือรับ’ ในห้องแต่งตัว และก็หลวมตัวบอกเขาไปสิ้น
ยิ่งรู้ก็ยิ่งนึก ยิ่งนึกก็ยิ่งเจ็บใจ จะมีใครซะอีกที่เห็นตนเป็นตัวตลก ที่จะเอามาเล่น มาหัวเราะ ถ้ามิใช่......

“มอสกับนิวอีกแล้วใช่ไหม”

เพียงสิ้นเสียงของเรน เสียงฮือฮาจากลูกค้าโต๊ะอื่นๆก็ดังขึ้น เรนไม่จำเป็นต้องหันไปมอง ก็รู้ว่าคนที่ตนเอ่ยถึงนั้น มาถึงแล้ว และคนสองคนนั่น มันก็เกือบเป็นดังที่ปอนด์คาด นิวน่ะใช่ ทั้งอ้าปากค้าง และมองตาค้าง เว้นแต่เจ้าซุปตาร์นายจ้างของนายเอกนอกจอ ที่ดูเหมือนจะตะลึง หากก็มิใช่ซะทีเดียว

จากที่เดินมายิ้มๆ มอสเงียบลง  ตาคู่เรียวสำรวจไปทั้งร่างของคนที่นั่งตรงหน้าถ้วนทั่ว

‘อะ ไอ้ขี้เลน จริงๆ หรือนี่’ คำถามนี้ถามตัวเองในใจ ภายในไม่กี่วินาทีที่ได้เห็น ไอ้ตัวเล็กตรงหน้ามันคือคนเดียวกับไอ้แว่นขี้เลนแน่หรือ ระยะเวลาแค่สี่ชั่วโมงนี่ เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้.... แสดงว่าเครื่องหน้าของมันดีจริง

ใครจะคาดคิดว่าผมกระเซอะกระเซิงเมื่อถูกตัดให้เข้ารูปเข้าทรงเป็นปรกหน้าความยาวแค่ท้ายทอยนี่ แถมยังเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลช็อกโกแลตแล้วจะรับกับหน้าของมันได้ดีขนาดนี้ ดวงตาซื่อๆใต้แว่นหนาของมันที่เคยเห็นว่าน่าสงสาร ยามไร้แว่นเป็นปราการ ทำไมมันจึงมีประกายท้าทายชวนมอง ส่วนผิวของมันก็ถูกขับขึ้นให้กระจ่างกว่าเดิมด้วยเสื้อสีดำตัวใหม่ ตัดกันได้ลงตัวกับยีนส์สีอ่อนและรองเท้าผ้าใบในสีเดียวกัน

ทั้งหมดนี่มันทำให้เขาถามตัวเองในใจหลายครั้งว่า แน่ฤา มันคือ คนๆเดียวกันแน่ฤา

แต่จะคนเดียวกันหรือไม่ คงไม่ใช่คำถามสำคัญอีกแล้ว  เพราะคำถามใหม่มันมีมาให้อีกแล้วว่า เคยเห็นที่ไหน ซึ่งก็เป็นคำถามเดิมที่หะแรกตอนเจอซึ่งเคยคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก  ยามนี้ยิ่งแล้วใหญ่ มันดันติดอยู่ที่ปาก แต่ก็มั่นใจเสียเหลือเกินแล้วว่า เราเคยเจอกัน

“ไงไอ้มอส จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอวะ” ปอนด์พูดขึ้น ทำลายความเงียบของมอสลง

“เอ่อออ ก็ ....ก็ดี ดูเป็นผู้เป็นคนดี” มอสเลือกใช้คำตอบเดิม ทำให้คนฟังบางคนที่ลึกๆแล้วยังแอบเผลอไผลคาดหวังจะได้ยินคำชมจากเขา กลับต้องดำรงหน้านิ่ง

“มึงก็ชมเขาหน่อยไม่ได้หรือไงไอ้มอส” นิวแทรกขึ้นบ้าง รีบนั่งลง แล้วพูดกับเรนเสียเพราะเชียว “ เรียกอุศเลอะหรือว่าขี้เลนตามไอ้มอสไม่ได้แล้วมั้งเนี่ย ว่าแต่วันนี้ให้เราขับรถไปส่งบ้านไหม”

นี่ถ้าปอนด์ไม่เล่าให้ฟัง เรนคงไม่มีทางรู้หรอก ว่าขับรถไปส่งบ้านน่ะ มันมีอะไรซ่อนอยู่

“อย่าเลยดีกว่าครับนิว เดี๋ยวเกมส์มันจบเร็ว หมดสนุกซะเปล่าๆ”

เรนขอกัดดาราสักคมเขี้ยว นิวฟังแล้วก็หันไปมองหน้ากับมอส ส่วนปอนด์รู้สึกว่าจะลอบยิ้มอยู่ก่อนจะเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร เมื่อสั่งเสร็จและในระหว่างที่รออาหารนั้น ปอนด์ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วขอเซลฟี่กับเรน เรนเองก็ยอมเพราะรู้สึกสนิทใจกับปอนด์มากขึ้น ผิดกับดาราสองคนนั่นที่อยากจะถอยห่าง

และการที่ปอนด์เซลฟี่กับเรนนี้เอง มันทำให้มอสเริ่มมอง จนต้องมองหนักขึ้น เมื่อเพื่อนโพสรูปคู่นั้นลงอินสตาแกรม ใส่แคปชั่นไปว่า ‘นายเอกนอกจอ’ พร้อมรูปหัวใจ เพียงแค่นี้มอสก็รู้แล้วว่า ปอนด์ต้องการอะไรที่ภารกิจนี้สำเร็จ

‘มึงคอยดูก็แล้วกัน’ ปอนด์ยักคิ้วย้ำความหมายมาเช่นนั้น มอสอยากพูดออกไปเหลือเกินว่า ‘นี่ไงกูดูอยู่ และกูก็รู้แล้วมึงต้องการอะไร’

“อย่าทำลูกจ้างกูเสียการเสียงาน!!!”

มอสเลือกที่จะเม้นเช่นนั้นใต้รูปแทนคำพูดบนโต๊ะ ไม่กดไลก์ให้ใดๆทั้งสิ้น ปอนด์เห็นแล้วก็แค่เงยหน้าจากจอมายักคิ้วให้อีกรอบอย่างกวนๆ ผิดกับเรนที่เห็นแล้วไม่ชอบใจที่มอสพิมพ์เสียเหลือเกิน หากก็เก็บอาการไว้ ในเมื่อไม่ชอบใจก็ไม่ควรให้ความสนใจ ฉะนี้จึงหันไปคุยแต่กับปอนด์ จนมอสต้องลอบมองอีกเนืองๆ

‘มึงควรจะดูแลกูหรือเปล่าวะ กูเป็นนายจ้างมึงนะโว้ย’ มอสสื่อทางสายตา ทว่าเรนไม่สนใจจะรับรู้เลย

และก่อนที่อาหารจะมาเสิร์ฟนั้น เสียงโทรศัพท์ของเรนก็ดังขึ้น เรนเห็นเบอร์ก็รู้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ จึงขอลุกเลี่ยงไปรับสายยังด้านนอกของร้านทันที

“ครับป้าแต๋ว”

“เรนแป๊บนะ...ละเวงจะคุยด้วย”

เป็นละเวงนั่นเองที่โทร.มา ละเวงมักจะไปขอยืมโทรศัพท์ป้าแต๋วเพื่อนบ้านโทรหาตนเสมอยามมีเรื่องสำคัญ เพราะตัวเองนั้นหาได้มีโทรศัพท์

“เรน ...เจ้าของบ้าน เขาให้คนมาทวงค่าเช่าบ้านอีกแล้ว”

“อะไรกันก็เพิ่งทวงไปเมื่อวาน”

“เขาไม่สนใจหรอกว่าทวงไปวันไหน เขาสนใจแค่เราต้องมีจ่าย คราวนี้เขาจะให้เราย้ายออกจริงๆนะ ไม่รอถึงวันศุกร์แล้ว เขาบอกตอนเย็นจะมาใหม่อีกรอบ ถ้าไม่มีให้เก็บของได้เลย เราต้องเอาเงินบัญชีนั้นมาใช้ก่อนแล้วล่ะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”

“บอกแล้วไงไม่ได้”

“อย่าดื้อไม่เข้าเรื่องนักเลยเรน จะไม่มีที่ซุกหัวนอนกันอยู่แล้วนะ ถ้าไม่เอาตรงนี้มาแล้วตัวจะเอาจากที่ไหน” นานๆทีพี่สาวจะขึ้นเสียงกับน้องชาย

“เค้ามีวิธีก็แล้วกัน ตัวอยู่เฉยๆ เหอะ เค้าจะจัดการเอง .... แค่นี้ก่อนนะละเวง”

เรนตัดบทพูดประโยคเดิมๆ กับพี่สาวเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ในเรื่องค่าเช่าบ้านที่ค้างอยู่นี่ ลมหายใจที่มีอยู่ พรั่งพรูระบายออกมาหนักหน่วงจนเกือบจะหมดลมพร้อมๆกับวางสาย วิธีหาเงินที่บอกกับพี่สาวไป คือเบิกเงินเดือนล่วงหน้า และต้องไปคุยกับมอส ซึ่งยังไม่กล้าคุยเลยตั้งแต่เช้า และในระหว่างที่พะวักพะวนอยู่นั่นเอง ปอนด์ก็เดินตามมา

“เกิดอะไรขึ้นเหรอเรน ทำไมหน้าตาไม่ดีเลย”

“ไม่มีอะไรหรอกปอนด์”

“จะไม่มีได้ยังไง บอกเรามาเถอะ เผื่อเราช่วยได้”

จะเป็นเพราะด้วยสายตาที่จริงใจ หรือน้ำเสียงที่เป็นห่วงเป็นใยของปอนด์อย่างไรหรือก็ไม่ทราบ ทำให้อุศเรนหยุดชั่งใจนิดหนึ่ง แล้วตัดสินใจบอกปอนด์ไปถึงเรื่องราว ครั้นพอดาราหนุ่มได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมด ก็พูดมาว่า

“เอาเลขที่บัญชีมา เดี๋ยวเราโอนผ่านแอพให้”

“มะ ไม่ได้ปอนด์ เรารับไว้ไม่ได้ เราเกรงใจ อีกอย่างเราก็เพิ่งรู้จักกัน และวันนี้ปอนด์ก็จ่ายนู่น จ่ายนี่ให้เราเยอะแล้ว อย่าเลยครับปอนด์ เรารับไว้ไม่ได้จริงๆ ”

“เรนบอกว่าเพิ่งรู้จัก แล้วเรนไม่คิดจะอยากรู้จักเราต่อไปมากกว่านี้เหรอ จะมาเกรงใจอะไรกันตอนนี้ เอาไปแก้ปัญหาก่อนเถอะน่า มีเมื่อไรค่อยเอามาใช้คืน อย่าไปเบิกเลยเงินเดือนล่วงหน้า”

เจ้าตี๋อินเทรนด์ ทอดเสียงอ่อนไม่หยุด และเพราะเสียงอ่อนนี้เองมันทำให้คนฟังซึ้งใจ จนน้ำใสๆปริ่มริมขอบตา แลอีกสิ่งที่ปอนด์ทำได้นอกเหนือจะให้ยืมเงินแล้ว คือใช้วงแขนกว้างโอบเจ้าตัวน้อยตรงหน้าเข้ามาเป็นการปลอบใจ ไม่สนสายตาใคร แม้กระทั่งเจ้าของตาคู่เรียวที่เดินตามออกมา จนได้เห็นเต็มตาทั้งสอง

“ขอโทษนะที่มาขัดจังหวะ จะมาบอกแค่ว่า อาหารมาแล้ว ... ไปกินก่อนดีกว่าไหม แล้วพวกนายค่อยแยกย้ายไปกินอย่างอื่นกัน”

เสียงของมอส ทำให้เรนผละออกจากอ้อมอกของปอนด์ในทันใด ตั้งใจจะแก้ต่าง หากความไวก็แพ้ดาราหนุ่มที่กำลังแก้ต่างมาให้แล้ว แต่ทว่าคำพูดของเขานั้น มันดันทำให้คนฟัง ยิ่งเข้าใจในตัวเรนผิดไปอย่างสิ้นเชิง

“เฮ้ยไอ้มอส ฟังก่อน มึงพูดอย่างนี้ไม่ถูกนะเว้ย กูแค่จะปลอบเรนเขา เขากำลังมีปัญหาเรื่องค่าเช่าบ้าน เขาไม่อยากเบิกเงินล่วงหน้า และก็ไม่กล้าบอกมึง นี่กูก็กำลังจะจัดการให้เขาอยู่”

“เรื่องค่าเช่าบ้าน ? ไม่อยากเบิกเงินล่วงหน้า และก็ไม่กล้าบอกกู” มอสทวนคำ คิดเพียงครู่ และก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้เอง

“นี่ใช่ไหมไอ้เรน ที่พี่ช้างบอกว่านายมีเรื่องจะคุยกับเรา เมื่อเช้าเราถามแล้ว นายก็บอกไม่มี เหอะ นายไม่กล้าบอกเราแต่แล้วท้ายที่สุดนายเลือกและกล้าที่จะบอกไอ้ปอนด์ นายนี่แม่งโคตรเยี่ยมสุดๆไปเลยวะไอ้เรน”

มอสพูดจบก็สะบัดหน้าเดินเข้าร้าน พยายามควบคุมอารมณ์คับข้องใจมิให้ระเบิดออกมาจนหน้าแดง เรนเห็นดังนั้นก็รีบคว้าแขนไว้ตั้งใจจะอธิบายบ้าง แต่มันดันผิดช่วง ผิดจังหวะไปหน่อย ด้วยแรงที่มีน้อย หาได้ยั้งแขนแข็งแรงนั้นได้ทัน และก็หลบไม่ทันยามวงแขนนั้นสะบัดกลับมาฟาดหน้าเข้าเต็มๆ

“โอ๊ย!!!”
************************

รบกวนติดตามต่อในส่วนที่สามนะคะ
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน และทุกเม้น ที่ยังติดตามอ่านกันเสมอมา  :กอด1:  :pig4:

ดูแลสุขภาพ อยู่บ้านอ่านนิยาย และล้างมือกันบ่อยๆนะคะ เพื่อตัวเราและคนที่เรารักค่ะ  :3123:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-04-2020 08:16:54 โดย Artemis »

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2375
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-6

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2610
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-7

ออฟไลน์ งงปะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
มอสนี้นิสัยขี้งอนจริงๆ
ไม่ค่อยมีเหตุผลด้วย

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
รำคาญอิมอส 555

รอตอนต่อไปครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด